The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิทยานิพนธิ์เรื่องมัทนะพาธา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by boonajkee, 2021-05-27 03:33:36

วิทยานิพนธิ์เรื่องมัทนะพาธา

วิทยานิพนธิ์เรื่องมัทนะพาธา

๓๔๐

ฉ. การทกั ทายระหวา งตัวละครซึง่ อยใู นวรรณะสงู ดงั บท
ปฏิสนั ถารระหวา งชยั เสนกบั กาละทรรศิน ฝา ยหนง่ึ อยูในวรรณะกษัตริยและอกี ฝา ยหน่งึ อยใู น
วรรณะพราหมณ ท้ังสองฝายตางใหเกียรติและมีความเคารพตอ กัน พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ
เกลา เจา อยหู ัวทรงใชอินทรวิเชียรฉันทถ ายทอดคาํ พูดของตวั ละครทงั้ สอง ดังตัวอยาง

ชัยเสน. ฃาขอประณตนอม ศริ ะเกลาและรับพร, (อินทะวิเชียร, ๑๑.)
อีกขอประณมกร และจะถามพระโยค:ี
ทานอยณู ไพรสาณฑ พหุการกุศลด,ี
แลทานบไดมี ภยบา งฤอยางไร ?
………………….. …………………….
สิรโิ สตถิราชัน,
กาละทรรศิน. ฃา ขอถวายพร ดนุตอบพระดังน:้ี
อนั วาดาํ รัสนนั้ พหกุ ารกศุ ลด,ี
ฃาอยณู ไพรสาณฑ ภยพาลประการใด;
แลฃาบไดมี ……………………..
………………….. (มทั นะพาธา หนา ๔๙)

ช. การดาํ เนนิ เรื่อง บทสนทนาระหวา งชยั เสนกบั ศุภางคช วยดําเนินเรอื่ งให
ทราบวา จัณฑสี ง ขาวใหพระบดิ ายกทัพมาตกี รงุ หัสตินาปุระแตไ มไ ดร ับชยั ชนะ ฝา ยชัยเสนได
ขาวมัทนาประชวรจงึ จะออกจากสนามรบไปเยี่ยมมัทนา ศภุ างคเ กรงวาจะเปนอุบายจงึ ทักทวงแต
ชยั เสนไมเชื่อ บทสนทนาใชอนิ ทรวิเชียรฉนั ท ดงั ตัวอยาง

ชัยเสน. การยุทธะนาใหญ กว็ ิชัยณวนั วาน. (อินทะวเิ ชยี ร, ๑๑.)
ศภุ างค. เห็นพวกศะตรพู าล จะระสาํ่ ระสายนัก;
คงยังมิอาจยก ฤระดมประหารหกั ,
หากเราจะต้ังรัก- ษะระเนยี ดกค็ งไหว.
บัดนน้ี ะกูแสน จะวติ กสทกใจ,
ดว ยฃา ววะ ทรามวยั มะทะนาประชวรอย,ู
จ่ึงใครจ ะไปกรงุ และก็มุงจะไปดู
เย่ียมแลวฤตัวกู ก็จะกลบั ณคายพลนั .
ฃาภักดิจ่ึงทลู วรบาทพระทรงธรรม,
ฃาคิดระแวงครนั เพราะวาศกึ สลิ อแหลม.
เกรงวา จะมผี ู ทจุ รติ และทาํ แกม
กลกอบอบุ ายแตม วจะลอ พระภูม,ี

๓๔๑

ชัยเสน. เพอ่ื ใหเ สด็จกลบั วระราชะธาน.ี
ท่ีเจาวติ กนี้ นะก็ออกจะควรอย;ู
จณั ฑีสหิ มายมงุ มนะพาลประหารก,ู
จึ่งบอกบิดาจู จระพลพะหลมา.
(มทั นะพาธา หนา ๙๗-๙๘)

๒.๖ อเุ ปนทรวิเชียรฉันท ๑๑ อเุ ปนทรวิเชียรฉันทม ลี ักษณะคลายอินทร

วิเชยี รฉนั ท ตางกนั ที่คาํ แรกของวรรคหนา ซึง่ ของอินทรวิเชยี รฉันทเปน ครุ ( ั ) แต
อุเปนทรวิเชียรฉนั ทเปน ลหุ (  ) ฉันทท้งั สองชนิดมีทวงทาํ นองออนหวานไพเราะคลา ยกัน

พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจา อยหู ัวทรงใชอ ุเปนทรวิเชียรฉันทในการ
ทรงพระราชนิพนธบ ทสนทนาของตวั ละคร ๕ ตวั ไดแก กาละทรรศิน ชยั เสน ศุภางค จัณฑี
และอราลี ซงึ่ เน้อื หาของบทสนทนามลี กั ษณะดังน้ี

ก. การเลา เรือ่ ง ตอนกาละทรรศนิ เลง็ ญาณและทราบกาํ เนดิ ของดอก
กหุ ลาบวา แทจ ริงคอื นางฟาท่ีถกู สาป กาละทรรศนิ จงึ เลาความเปน มาของดอกกุหลาบใหศ ษิ ยฟง
ซึ่งในเรอื่ งสมมติวา ไมเคยมีมนุษยคนใดรจู ักดอกกุหลาบ เพราะไมเคยมบี นโลกมนษุ ย การเลา
เร่อื งนที้ รงพระราชนพิ นธดว ยอเุ ปนทรวเิ ชียรฉนั ท ดังความวา

กาละทรรศนิ . เพราะเราสิเล็งญา- ณะและทราบฉนีไ้ ด; (อุเปนทะวเิ ชียร, ๑๑.)
ผะกาพิเศษไซร บมิใชผ ะกาจริง,
และเปนวะธผู ู ปะระเศรษฐะยอดหญงิ ,
เพราะรกั ษะสัจยง่ิ บมยิ อมจะเสียธรรม,
กถ็ กู กาํ ราบให จุติจากณแดนสวฺ รรค
กําเนิดประดจุ พัน- ธุผกาพิเศษน.้ี
ณวนั พระจันทรเ พ็ญ ก็จะเปนสุนารี
และคงฉนน้ั มี เฉพาะหนึง่ ทวิ ากาล
และเอกะราตรี กจ็ ะกลับสกนธปาน
ผะกาสุคนธหวาน รสะรน่ื ระรวยไซร.
(มัทนะพาธา หนา ๓๗)

ข. การดําเนนิ เร่ือง ตอนชัยเสนเห็นมทั นาครั้งแรกแลวเกดิ ความประทับใจจึง
ตรสั ถามศภุ างค ศภุ างคตอบและแนะวายงั มีโอกาสท่ีชัยเสนจะไดพ บนางอีก ชัยเสนแสดงความ
ปรารถนาทจี่ ะไดน างมาเปนชายา การเจรจากันระหวางชยั เสนและศุภางคน้ที รงพระราชนิพนธดว ย
อเุ ปนทรวิเชียรฉันท ดงั ตัวอยาง

๓๔๒

ศุภางค. พระทอดพระเนตรเ ห็น ดรณุ ีวเิ ศษไซร, (อุเปนทะวิเชียร, ๑๑.)

ชัยเสน. มุนีธเลี้ยงไว ดุจะปฺรยี ะบตุ ร,ี
และนางถนัดนาม มะทะนาวิสทุ ธ;ี
เสดจ็ ประเวศที่ วรบรรณะศาลา
กค็ งจะไดเ หน็ วธุนน้ั นะอีกครา,
เพราะหลอนก็คงมา ปฏบิ ตั พิ ระภบู าล.
พธูประดามี ณบรุ ฤี ไพรสาณฑ,
จะหาวไิ ลยปาน ฤก็กบู เคยเหน็ .
และหากวะ กูได ก็จะร่ืนฤดเี ย็น,
จะรักและยกเปน ภรยิ าภริ มยสม;
ทวิ าและราตรี บมหิ นา ยมิแหนงชม,
จะเราระตรี ม- ยะระรืน่ ระรวยใจ.
(มัทนะพาธา หนา ๕๐-๕๑)

ค. ความริษยา ตอนจณั ฑโี กรธท่ีมัทนาไดรับแตงตัง้ เปนชายา จัณฑีดาทอ
และจะสงคนไปทูลพระบดิ าใหท ราบ สวนอราลกี ็สง เสรมิ เจา นายดวยการคิดอุบายแกแคน
เนอื้ ความตอนน้ีแสดงใหเห็นความริษยาของจัณฑี อารมณแ ละวาจากา วรา วของตวั ละครถูก
ถา ยทอดดวยอุเปนทรวิเชียรฉนั ท ดังตวั อยา ง

จณั ฑี. ชะฉาอะราลี อิอะปรียอิตวั การ. (อุเปนทะวเิ ชยี ร, ๑๑.)
กระไรละเหิมหาญ บมิรูสาํ นกึ ตวั ;
อโิ สภิณีดี ตะประจบสําออยผัว,
แนะมึงนะเงาหวั บมิมีละรูไ หม ?
พระผัวกม็ ัวหลง และพะวงอิชาวไพร,
บนกึ วะ กไู ซร สสิ ดุ ามคธราช.
ผกิ ูจะใชค น จรยังชะนกนาถ
และทลู คดกี าจ ฤวะไทจะดดู าย ?
นะกค็ วรจะมากมาย,
อราลี. พระนางพโิ รธกริ้ว จะมิทรงพิโรธฤๅ ?
และเหตกุ ็แรงราย บมิไดถนัดฮือ !
ก็แตจ ะพาที จะมพิ น ละโทษทัณฑ.
เพราะเกรงจะองึ อ้ือ

๓๔๓

ฉะนัน้ เสด็จกลับ พระนิวาศะโดยพลนั ,
และถงึ กระหมอมฉัน ก็จะทูลอบุ ายดี,
(มัทนะพาธา หนา ๙๕-๙๖)

ง. แนวคดิ พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาเจาอยูหัวทรงแทรกแนวคดิ ผาน
บทสนทนาของตัวละคร ซ่ึงแนวคิดบางประการทรงถายทอดดว ยทวงทํานองของ
อุเปนทรวิเชียรฉนั ท ไดแก เร่ืองมิตรดี และเร่ืองหนาทขี่ องกษัตริย

แนวคิดเร่ืองมติ รดีปรากฏในตอนชัยเสนทราบความจริงวา มทั นาและศุภางค
ไมม คี วามผิด แตชยั เสนไดส ่ังประหารชวี ิตคนทงั้ สองไปแลว จงึ ตระหนกั วา เพอ่ื นและภรรยาดีเปน
สง่ิ ที่หาไดยากยง่ิ กวาทรัพยใ ด ๆ ซึ่งแนวคิดเรอ่ื งมติ รดีน้ีทรงพระราชนพิ นธด ว ย
อเุ ปนทรวเิ ชียรฉนั ท ดงั ความวา

ชยั เสน. เพราะโกรธะครองใจ ดนุใหประหารช-ี (อเุ ปนทะวเิ ชียร, ๑๑.)
วะเพื่อนก็บัดน้ี นะสิรวู ะ ไรผิด.
ศภุ างคะเหมอื นพา- หะวิเศษะแรงฤทธ,ิ์
ดนูสิปลดปลดิ วรพาหะแหงตน.
อะโหจะหาเมีย ฤสมุ ิตระอกี หน
จะเหมือนณสองคน ฤจะไดณโลกา ?
จะหามณรี ตั น รจุ เิ ลิดก็อาจหา,
เพราะมวี ะณิชคา และดะนกู ม็ ง่ั ม;ี
กแ็ ตจ ะหาซงึ่ ภรยิ าและมิตรด,ี
ผทิ รัพฺยะมากมี กบ็ ไดป ระดจุ ใจ,
(มทั นะพาธา หนา ๑๑๘-๑๑๙)

สวนแนวคดิ เรือ่ งหนา ทขี่ องกษัตริยปรากฏในตอนชัยเสนสํานกึ ผิดท่ีสง่ั
ประหารชีวติ เพอ่ื นและภรรยา ชัยเสนเสียใจจนเกอื บประหารตนเอง แตนันทิวรรธนะพูดเตือนสติ
ชัยเสนไดต ระหนกั ถึงหนาที่ความรบั ผิดชอบตอบา นเมอื งซง่ึ มิควรละทิง้ ราษฎร ในยามทม่ี ีศกึ
สงคราม ราษฎรตางเสียขวัญ หากตองสูญเสียกษัตริยก ็ยิง่ ไดรบั ความลําบาก ดงั นั้นแมกษัตริยจะ
โศกเศราก็ตองขมความรสู กึ ไว ความตอนน้ีทรงพระราชนพิ นธดวยอุเปนทรวิเชยี รฉนั ทว า

ชยั เสน. สดับพะจีเจา นะสิเราสาํ นกึ ตน, (อุเปนทะวเิ ชียร, ๑๑.)
และจําจะตอ งทน ทขุ ะเพื่อประโยชนราษฎร,

๓๔๔

เพราะถึงจะโศกศลั ย กะระณียบ ควรฃาด,
และขัตตโิ ยชาต์ิ ทมฺ ะนสั ก็กัดฟน !
(มทั นะพาธา หนา ๑๑๗-๑๑๘)

๒.๗ อุปชาติฉันท ๑๑ อปุ ชาติฉันทเปนฉนั ทท่ีนําลักษณะของ
อุเปนทรวเิ ชียรฉันทก ับอนิ ทรวิเชียรฉนั ทมาไวด ว ยกัน โดยบาทที่ ๑ และบาทที่ ๔ เหมือน
อเุ ปนทรวเิ ชียรฉนั ท คือ

ั ุ ั ั ุ ุ ั ุ ั ั

สวนบาทท่ี ๒ และบาทที่ ๓ เหมอื นอนิ ทรวิเชียรฉนั ท คือ

ัั ุั ั ุ ุั ุัั

ฉนั ททั้งสองประเภทมคี ําครุ ลหุ คลายกนั ตา งกันเฉพาะคําแรกของวรรค
หนาเทา นั้น อเุ ปนทรวเิ ชียรฉนั ทมคี ําแรกของวรรคหนา เปน ลหุ สว นอินทรวเิ ชียรฉันทมคี าํ แรก
ของวรรคหนา เปน ครุ เมื่อนําอเุ ปนทรวเิ ชียรฉนั ทและอินทรวเิ ชียรฉันทม าแตงรวมกันเปน
อปุ ชาตฉิ ันทแลว ทําใหอุปชาตฉิ ันทม คี วามแปลกท่ีคําแรกของวรรคหนา เพราะ ครุ ลหุ ตอง
สลบั กนั ไปตามระเบียบของฉนั ทประเภทน้ี ดังนน้ั นอกจากความไพเราะแลว อุปชาติฉนั ทก็มีความ
แปลกอกี อยา งหนึง่ ดวย

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยูหวั ทรงนําความไพเราะและความแปลก
ของอปุ ชาตฉิ นั ทมาทรงพระราชนพิ นธบ ทสนทนาของตวั ละคร ๔ ตัว ไดแก ชัยเสน มัทนา จัณฑี
และจิตระรถ โดยทรงใชก ับเน้อื หาสองประเภทท่ีมลี กั ษณะตรงขามกัน คือ บทพรรณนาความงาม
และบทแสดงอารมณรุนแรง ซง่ึ ท้งั สองประเภทใหอารมณความรสู ึกทแี่ ตกตางกันโดยสนิ้ เชงิ ดงั น้ี

ก. ความงาม ตอนจติ ระรถไดรบั คาํ สัง่ จากสุเทษณใ หตระเวนคนหาหญิงงาม
และวาดรูปของนางกลบั มาใหสุเทษณไ ดพ จิ ารณา จติ ระรถไดพรรณนาลกั ษณะของนางงามให
สุเทษณฟง บทพรรณนาความงามนที้ รงพระราชนิพนธดว ยอุปชาตฉิ ันท ดงั ตัวอยาง

จิตระรถ. ประถมกร็ ูปเท- วะธิดาสงาตร,ู (อปุ ชาต,ิ ๑๑.)
มนี ามะเรียกย-ู วะสมุ าลิโศภน.
งามเนตรและเกศแกม กลดอกกะมลสน-
ธิสิง่ ประเสริฐปน กิริยาสงาศรี.
วธูวเิ ศษเปน วระเทพะนารี

๓๔๕

ฃาองคอ มุ าศรี สรุ ะอัคคะเทวิน,
(มทั นะพาธา หนา ๘)

ตอนชัยเสนออกลา กวางในปา และพบกวางตวั หนึง่ ลกั ษณะอันงามของกวาง
ทําใหชยั เสนชมอยา งเพลดิ เพลนิ แตไ มไดล ั่นธนอู อกไป ในขณะน้นั กวางก็หนไี ป ชัยเสนราํ พึงดวย
ความเสยี ดายซ่ึงทรงพระราชนิพนธดวยอุปชาติฉันท ดังความวา

ชยั เสน. ชะเนตรสนิธนิล กะละนิลมะณีศร,ี (อุปชาติ, ๑๑.)
ยามแลชําเลืองมี
เฃางามประหนง่ึ ชอ กริ ิยาประหน่งึ อาย;
และหนังระยับลาย
ขนองสนธิ ดํา วรวชิ ชุมาลยฉ าย,
งามทรวงสะอาดราว
ยามเดริ ก็งามยง่ิ กละเลื่อมประดบั วาว;
จรติ กิรยี า
และเมอ่ื ดนตู าม ดุจะเขยี นเขมายาว,
โนมนา วธนูม่นั
มวั เพลินตลงึ นงิ่ หิมะตกณยอดผา :
และกวางกว็ องไว
และจะว่ิงก็ยวนตา,

กละสาวสรุ างคสวฺ รรค.

มคิ ะใกลจะตามทนั ,

เหมาะและเตรียมจะยิงไป,

บมยิ ิงณบัดใจ

จรแผลวณแนวพง.

(มัทนะพาธา หนา ๔๐-๔๑)

ข. ความโกรธ บทสนทนาประเภทประชดประชัน กระทบกระเทียบ โตเถียง
หรอื แสดงอารมณโกรธ บทสนทนาเหลานท้ี รงพระราชนพิ นธดว ยอุปชาตฉิ นั ท

ตอนจัณฑที ราบวา ชยั เสนพามัทนามาเปน ชายา นางเกิดความหึงหวงและ
ตามมาถงึ ท่ีประทบั นางพูดประชดประชนั ชัยเสนโดยกระทบไปถึงมัทนาดวย คาํ พูดตอนนี้ทรงพระ
ราชนพิ นธดวยอุปชาตฉิ นั ท ดงั ตวั อยา ง

จณั ฑี. ประณตยุคลบาท นรนาถะราชา. (อปุ ชาติ, ๑๑.)
หมอมฉนั สดบั วา- ทะระบือสนน่ั ไป
ถงึ ในนเิ วศนวา พระนรินทะราชไซร
เสด็จณถน่ิ ไพร พระสนุกสนานนกั ;
กค็ อยจะเฝาองค วรภูมิทรงศกั ด,์ิ
หลายวันพระยงั พัก ณพระมาละกาคาร;
ครนั้ วา จะรออยู กจ็ ะดูมเิ ฃา การ,

๓๔๖

จะเสียและสามาญ ดุจะฃาดสุภกั ดี.
ฉนัน้ ทนงอาจ ยุระยาตรณ สวนศร,ี
ขอม่งิ มกฎุ มี กรณุ าและงดโทษ;
ใชแ สรง จะมาขัด พระหะทัยฤทําโกรธ,
เพราะถึงจะไมโ ปรด ฤก็คงบฃาดไป.
และหวังจะมาพบ อรเอกะอําไพ,
ซ่งึ องคพ ระทรงชัย กรณุ าและพากลับ
จากในพนารณั - ยะกะฃาก็มารบั
และเปลง กระแสรศ ัพท ประจคุ มอุดมด.ี
(มัทนะพาธา หนา ๙๑-๙๒)

คําพูดของจัณฑีทําใหช ัยเสนไมพ อใจและนําไปสกู ารโตเถยี งกันระหวาง
ชยั เสน จณั ฑี และมัทนา ความตอนนถี้ า ยทอดดวยอุปชาติฉนั ท ดงั ตวั อยา ง

จณั ฑี. มเิ รดิ มริ างจรงิ ละสจิ ึ่งกระหมอ มฉัน (อุปชาต,ิ ๑๑.)
ชัยเสน. น่งั แกรว ณวงั จนั ทร บมิเห็นเสด็จไป.
จัณฑี. ฉันพง่ึ จะกลับจาก วนะเฃตตะใหม ๆ
มทั นา. จะเฃาณวังใน ก็จะอัดอรุ าแท.
จณั ฑี. จะอัดอรุ าจรงิ ละเพราะจาํ จะท้งิ แม
รปู ทองจะหมองแด เพราะวโิ ยคกเ็ หลือทน !
อันวา ดนูน้ี ฤจะยดึ พระจุมพล ?
พระอยากเสด็จดล ก็บเคยจะขืนขัด.
ดะนกู ็รวู า พระสิโปรดนะแนชดั ,
เหตวุ า นะรีรัตน บมิมจี ะขัดขืน !
หญงิ ใดตระหน่ีตัว ละก็ผัวบรักยนื ,
ฉนั้นบขัดขืน และประจบสผิ ัวรกั ;
ดะนูสเิ ปนลกู ระราชะทรงศกั ด,์ิ
ถอื ยศบรจู กั จะประจบประแจงด,ี
ทีไ่ หนจะสเู ยา- วสุดาพระโยคี !
(มัทนะพาธา หนา ๙๓)

อีกตอนหนง่ึ ชัยเสนแสดงความโกรธเกลียดจณั ฑี เพราะจณั ฑเี ปนตนเหตุทาํ
ใหเกดิ สงครามระหวางแควนหสั ตนิ าปรุ ะกับแควนมคธ เมื่อจัณฑอี อกอบุ ายจะหา มทัพ ชัยเสนจึง

๓๔๗

ไมยินยอม แตจะทาํ สงครามจนกวา จะไดศรี ษะของพระบดิ าของจณั ฑี คาํ พูดของชัยเสนแสดงถงึ
ความรสู กึ ทั้งโกรธและเกลียด ไมยอมใหอภัย ความรูสึกโกรธเกลียดอยางรุนแรงนถ้ี า ยทอดดว ย
อปุ ชาติฉันท ดงั ความวา

ชัยเสน. ชะเกงละจัณฑี ชะชะมอี บุ ายครบ, (อุปชาต,ิ ๑๑.)
เตรียมเพ่ือจะตดั รบ รณะดว ยจะหา มทพั !
การศึกกเ็ ธอกอ ขณะน้จี ะขอดบั ,
ผฉิ ันจะยอมรบั ก็จะอวดวะ ยอมแพ.
ฉนั้นสฉิ นั มงุ รณะยุทธะอีกแท,
คอยดูเถิดหนอแน ละจะฝากกาํ นลมา;
ฉนั คดิ จะสง เศียร มะคะธาธิราชา
แหละใหก ะโฉมนา- ริขบถณสามี !
(มัทนะพาธา หนา ๑๑๒)

เมื่อชัยเสนจับทา วมคธไดแ ละทราบความจรงิ วา มทั นาถูกจัณฑีกลนั่ แกลงโดย
มผี อู ื่นรว มมือดวย คาํ พูดของชยั เสนแสดงความรสู ึกเคยี ดแคน จึงตัดสินลงโทษบคุ คลเหลาน้ันอยา ง
นา สยดสยอง คาํ พูดตอนน้ีทรงพระราชนพิ นธดว ยอุปชาติฉนั ท ดงั ความวา

ชัยเสน. ใหโหระหาฤกษ ดิถงิ ามและยามด,ี (อปุ ชาต,ิ ๑๑.)
จะทาํ พิธีศรี วรุดมประถมกรรม,
และปลงพระชนมทา ว มคะธาธเิ บนทรน้นั
รองเลอื ดชาํ ระสรร- พะอบุ ทั วณ บาทเรา;
เอาเศียรอะรีใส ณชลอมและใหเ จา
ธิดาและรบั เอา ศิระแหง บดิ าไซร,
และทลู กะบาลจาก วรธานกิ ูไป
สูแดนมคธให นระเหน็ และเปนตวั
อยา งวา นรีคด และขบถประทษุ ผวั
กแ็ พณ ภัยตวั บมไิ ดเจริญนาน.

การทรงนาํ อุปชาตฉิ ันทม าใชใ นการทรงพระราชนิพนธเรื่องมทั นะพาธา
พบวา พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจา อยูห ัวทรงใชอ ุปชาติฉนั ทก บั เนอื้ หาสองลักษณะ คอื บทชม
ความงามซง่ึ ตองการความไพเราะออ นหวาน และบทที่ตัวละครแสดงอารมณกาวราวรนุ แรง ซง่ึ
เนื้อหาทั้งสองประเภทมีอารมณท ี่ตรงขา มกนั แตพ ระองคก ท็ รงสามารถถา ยทอดอารมณท งั้ สอง

๓๔๘

แบบออกมาไดด วยทว งทาํ นองของฉันทชนดิ เดียวกนั โดยอาศัยการเลือกใชถอยคาํ อยา งเหมาะสม
จงึ นับเปน พระปรีชาสามารถในพระองคย ่ิง

๒.๘ อปุ ฏ ฐติ าฉันท ๑๑ อปุ ฏฐิตาฉนั ทป ระกอบดว ยคําครลุ หุในวรรคหนา
และวรรคหลงั จาํ นวนใกลเ คยี งกนั และมจี งั หวะดงั นี้

หนัก หนกั เบา เบา หนกั เบา เบา หนกั เบา หนัก หนกั

ทา ยวรรคหนากับตนวรรคหลงั มจี งั หวะซํา้ กนั และเปนความไพเราะอกี แบบ
หน่ึง ซง่ึ พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจาอยหู วั ทรงนาํ มาใชกบั บทสนทนาของตัวละคร ๓ ตัว คือ
ชยั เสน โสมะทตั และวทิ รู ดงั นี้

บทสนทนาของตัวละครมเี นื้อหาเก่ียวกบั ความรัก ความงามและคุณคา
ตลอดจนความซาบซงึ้ ในพระกรุณา เมอ่ื ถา ยทอดดวยทวงทํานองของอุปฏฐติ าฉนั ทแลว คํา
ประพันธไ ดใหความรสู ึกนมุ นวลออนหวาน ออนโยน สุภาพเรียบรอย ไมม ีบทใดใหค วามรสู ึกไป
ในทางรุนแรงกาวราว แสดงใหเ หน็ วาพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลาเจาอยหู ัวทรงใชอุปฏฐิตาฉนั ท
เฉพาะในบทท่ีนุมนวลเทา นน้ั ดังน้ี

ก. ความรกั ตอนชัยเสนมาที่อาศรมของมทั นาและเผอิญไดยนิ
มัทนาพรํา่ พดู ถงึ ตน ทําใหช ัยเสนไดรูวา มทั นาก็มีไมตรีตอตน ชัยเสนจงึ ถือโอกาสสารภาพรัก
มทั นา ซ่ึงทรงพระราชนิพนธโดยใชอุปฏฐติ าฉนั ท เน้อื หาและทว งทาํ นองของอุปฏ ฐิตาฉนั ทเ มอ่ื
ประกอบเขาดว ยกนั แลวมคี วามไพเราะออนหวาน สะทอ นความรูสกึ ในใจของตวั ละครท่กี าํ ลังตกอยู
ในอารมณรักไดอยางซาบซึ้ง ดงั ตัวอยาง

ชยั เสน. พอเหน็ วรพักตร วนิดาวะรางค,ี (อปุ ฏ ฐติ า, ๑๑.)
บัดน้ันฤกม็ ี ฤดิทวมสเิ นหา;
เหมอื นโฉมดะรุณี นะแหละย่ืนสุหดั ถม า
ลว งใจดนุครา ห และกระลงึ หทัยไว;
แตนั้นก็อนงค นะสิยงั บคืนให,
กาํ ดวงฤดใิ น วรหัดถะแนนครัน !
(มทั นะพาธา หนา ๕๙)

ข. ความงามและคณุ คา บทพดู ของโสมะทัตตอนกลาวถงึ ดอกกุหลาบดว ย
ความพศิ วงชนื่ ชม ประหลาดใจในรปู ทรงสีสนั และกลิ่นหอม ซง่ึ โสมะทัตพิจารณาวา ความสวยงาม
และความหอมของดอกกุหลาบมีประโยชนส ามารถใชต กแตงเรือนผมของสตรี ลอยในน้าํ เพอ่ื ให

๓๔๙

กล่ินหอม หรือจดั ในภาชนะใชเ ปนเครื่องบชู าเทวดาได การพรรณนาความงามและคณุ ประโยชน
ของดอกกุหลาบนีท้ รงใชท ว งทํานองของอปุ ฏฐติ าฉนั ท ซง่ึ สามารถถา ยทอดความงามและคุณคา
ของดอกกุหลาบไดอยางไพเราะ ดังความวา

โสมะทตั . อนั บุษฺปะประหลาด บมเิ หน็ ณแหง ใด (อุปฏฐิตา, ๑๑.)
งามสรรพะวไิ ล- ยะวิเศษะมาล;ี
สีแดงกม็ จิ า ดจุ ะดอกชบาสี,
งามดังดรุณี ยละเพลนิ เจริญตา.
กลิน่ หอมก็ระรวย รสะลมราํ เพยพา
ถึงไหนฤกน็ า จะระรื่นพริ มหวล.
แมแตง ศริ ะเกลา วนิดาละอองนวล
เหน็ แนจ ะประมวญ วรลักษะณานาง;
ลอยภาชะนะนาํ้ กจ็ ะทําอุทกพลาง
หอมร่ืนระสะอยา ง สุระเทวะโอสถ.
จดั ภาชะนะตั้ง พะลเิ ทวะทรงยศ,
กลิ่นหอมบละลด จะประลุณแดนสรวง.
(มทั นะพาธา หนา ๓๔-๓๕)

ค. แนวคิด พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจา อยหู วั ทรงแทรกแนวคิดเร่ือง
ความกรุณาอนั เปนคณุ ธรรมท่ผี ูรบั จะรสู ึกอ่ิมเอบิ ใจ ซงึ่ แสดงผา นคาํ พูดของวทิ ูรและใชอ ุปฏฐติ า
ฉันท โดยเร่มิ ตง้ั แตวทิ ูรกลาวคาํ เทจ็ ใสร ายมัทนา ตอมาสาํ นึกและสารภาพผิดจงึ ไดรับอภัยโทษ
จนถงึ วิทรู รูสกึ ซาบซึง้ ในพระกรณุ าของชัยเสน ดังตวั อยางตามลําดบั ดังน้ี

วิทรู ดาํ เนินอุบายตามท่ีอราลีขูไว โดยใสร า ยมัทนาวามทั นาทาํ เสนหอาถรรพ
เพอื่ เปนชูกบั ศุภางค คาํ พูดของวทิ ูรใชอ ุปฏฐติ าฉนั ท ความวา

วิทรู . อาสมมะติเทพ ดนนุ ีจ้ ะทูลพลัน, (อปุ ฏฐิตา, ๑๑.)
ถว นถีค่ ะติสรร- พะบปดบบงั ความ:
นางเกศนิ นิ ้ี นะสไิ ปและกลา วตาม,
วา มีวธุงาม จะประสงคด ะนูนี้
ใหช ว ยและกระทํา พธิ ิกอบอะถรรพด;ี
หนึง่ เพอ่ื มะละช-ี วติ ะแหงสุภรรดา,
สองเพอ่ื จะประพนั ธ ฤดชิ สู ิเนหา;
นางพาดะนมุ า บมินานณสวนขวัญ.
พอถึงดะนุเร่ิม วิธกิ ารบนานครัน,

๓๕๐

แลวองคว รธรร- มิกะราชเสดจ็ มา.
อนั วา คุรุทณั ฑ วรราชะอาญา
ไมพ น ศิระฃา เพราะวะผิดละจรงิ ไซร.
(มัทนะพาธา หนา ๑๐๔)

ตอ มาวิทรู สาํ นกึ ผิดจงึ สารภาพความจรงิ ใหชยั เสนฟง คําพูดของวทิ รู ตอนน้ี
ใชอปุ ฏฐติ าฉันท ความวา

วิทรู . ขอเดชะพระสม มตเิ ทวะราชา, (อุปฏฐิตา, ๑๑.)
โปรดทรงกรุณา
โอตตัปปะกระตนุ นุสาระภาพผิด;
ไดวา ผิวะปด
เม่อื คนื พระเสดจ็ ฤดฃิ าก็หวลคิด
ฃาทลู คติอัน
ความจริงมะทะนา คติไวจะบาปครัน.
ไมเ คยริพฆิ าต
แทจรงิ ณพระนาง จรเฃาณสวนขวญั ,
ตรสั ใชอบุ ายนี้
ทุจรติ มสุ าวาท.

ศภุ ะลกั ษะณานาฎ

ฤขบถณภูมี.

วรเทวจิ ัณฑี

และกระทําอุบายทราม.

(มัทนะพาธา หนา ๑๑๔)

วทิ รู ไดร บั การอภัยโทษ จงึ รสู ึกซาบซ้งึ ในพระกรณุ าของชยั เสนและกลา ว
เทิดทนู วา ชัยเสนเปน กษัตริยทมี่ คี ณุ ธรรมสงู คอื มคี วามกรณุ าตอ บุคคลทีก่ ระทาํ ความผิด ซ่งึ
ความตอนน้ีสะทอ นแนวคิดวา ความกรุณาเปน คุณธรรมสําคญั ทีจ่ ะทาํ ใหผูรับรูสึกยนิ ดีมคี วามสุข
ซ่งึ การแสดงแนวคดิ นีท้ รงพระราชนพิ นธดวยอุปฏฐติ าฉนั ท ความวา

วทิ รู . อา เทวะสธุ รร- มกิ ะปฺรียะราชา, (อุปฏฐิตา, ๑๑.)
อันทรงกรณุ า
นีค่ ือพระแสดง ดนุผูป ระพฤติผิด,
มแี ตส ุระฤท-
นึกวา บมริ อด สุระธรรมะโสภิต,
บดั น้ีพระประทาน
เหมอื นรดศริ ะดวย ธจิ ะเปรียบพระภบู าล;
ชมุ ช่นื ณฤด,ี
แตน ้สี ละทง้ั คุรทุ นั ฑะแรงราญ,

พระอภัยกะฃาน,ี้

สรุ ทพิ ฺยะวารี

ดนุขอปฏญิ ญา:

คะหะทรัพยและออกปา

๓๕๑

เพอื่ ต้งั ตะบะบา- ระมิบม กุศลไว,
แนแทจ ะอทุ ิศ ผละบญุ ถวายไท
ตอบแทนพระอภัย วรทานณกาลน.ี้
(มทั นะพาธา หนา ๑๒๓)

๒.๙ ปย งั วทาฉันท ๑๒ ปย ังวทาฉันทเปนฉันทท ี่มีลักษณะพเิ ศษ กลาวคือ

สวนใหญฉันทช นิดตา ง ๆ จะมีคาํ ลหนุ อ ย หรือใกลเคียงกับคําครุ แตป ยงั วทาฉนั ทม คี าํ ลหุ มาก ซ่ึง
บาทหนงึ่ มีจํานวนคาํ ๑๒ คาํ ประกอบดวยคาํ ลหุถึง ๘ คํา และคําครเุ พียง ๔ คาํ ทําใหแตละบาท
ของปยังวทาฉันทป ระกอบดว ยคาํ ที่มีเสยี งส้ันหรอื เบาเปนสว นใหญ เมื่ออา นออกเสียงคําประพนั ธ
จะเหมือนออกเสียงติดขัดคลายเสียงจะขาดหายไป

พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา เจาอยูหวั ทรงใชล ีลาจังหวะของปยังวทาฉันท
ในการพระราชนพิ นธบ ทรอ งไหส ะอกึ สะอ้ืนของปรยิ มั วะทา นางกํานลั ผูจงรกั ภกั ดีตอมทั นา นางได
ติดตามไปคอยปรนนบิ ัตมิ ัทนาตอนทีม่ ทั นาออกจากวงั กลับไปสูปา และนางเปนผูเดียวท่ีอยูใน
เหตกุ ารณต อนมัทนาสนทนากบั สุเทษณแลวกลายเปนดอกกหุ ลาบไป ปริยัมวะทาโศกเศราเสียใจ
อยางหนัก พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจา อยูหวั ทรงเลอื กใชปย ังวทาฉันทกบั บทรองไหข อง
ปริยมั วะทาซ่งึ มีความเหมาะสมมาก เพราะชวยใหค าํ ประพนั ธม ีลีลาจังหวะขาด ๆ หาย ๆ ติด ๆ
ขัด ๆ เหมือนคนกาํ ลังสะอึกสะอน้ื ดงั ตวั อยาง

ปริยัมวะทา. ทุขะอะโหพระมะทะนา พระมาตุวร, (ปยํวทา, ๑๒.)
พระจะมะลายพระชวิ ะจร พระแมไฉน
บมดิ าํ รัสวะจะนะชวน, ระดวนคระไล,
พระมละทง้ิ ดะนุพไิ ร พลิ าปอะนันต;
พระวรคณุ อดุละครอง และปองและกนั ,
ดนุฉนี้ฤจะมิศัล- ยะเศราอรุ า.
ก็ผิวะรณู คตฃิ ํา ปฺริยมั วะทา
ฤจะมติ ามพระวรมา- ตุวายชวิ าตม ?
พระปยะเทวจิ ระไป ก็ใจจะฃาด;
ผวิ ะจะตามยคุ ะละบาท มขิ ัดและขวาง,
จะตริ ะตามบะทะดาํ เนิร บเหินบหาง
และประตบิ ัต์ิประดจุ ะอยา ง อดีตะกาล.
ชะชะพระมัจจฤุ กระไร หทัยธพาล,
ก็ดนุนี้สิมิประหาร, ประหารพระแม.
ทขุ ะระทมกะมละเปล่ยี ว จะเหลียวจะแล

๓๕๒

กบ็ ประสพสุขะณแด, จะพ่ึงณใคร ?

(มัทนะพาธา หนา ๑๓๒)

๒.๑๐ มนั ทกั กนั ตาฉันท ๑๗ มนั ทกั กนั ตาฉนั ทบ ทหนึ่งมี ๑๗ คํา

แบงเปน ๓ วรรค วรรคแรกมี ๑๐ คาํ วรรคทสี่ องมี ๔ คํา และวรรคสุดทา ยมี ๓ คํา ลักษณะเดน
ของมันทักกนั ตาฉนั ทอยูทีว่ รรคแรกเพราะมคี าํ จํานวนมากถงึ ๑๐ คํา ประกอบดวยคาํ ครเุ รียงตดิ กัน
๔ คาํ และคาํ ลหุเรียงติดกันถึง ๕ คาํ ปลายวรรคเปนคําครุ ๑ คํา การออกเสียง ๔ คําแรกจังหวะ
จะยาวเนิบชา สว น ๖คําหลังจะสน้ั เรว็ จากน้ันจึงตามดว ยจงั หวะปกติของวรรคท่ีสองและสาม

พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลาเจา อยูห ัวทรงใชม ันทักกันตาฉนั ทซ ึ่งเปนฉันท
ขนาดยาวในการทรงพระราชนพิ นธบทสนทนาของกาละทรรศินซ่ึงเปนตัวละครสําคญั ทีม่ ีฐานะสูง

เปน นกั บวชที่มญี าณแกกลา และมีผูเคารพศรัทธา โดยทรงใชในบทที่กาละทรรศินรสู ึกทกุ ขใ จเพราะ
ทราบดวยญาณวา จะมเี หตใุ หม ทั นาตองจากไป การแสดงความทกุ ขใ จของ
กาละทรรศินแตกตางจากฆราวาส คอื ไมไ ดสะอกึ สะอื้นอยางปรยิ ัมวะทาซงึ่ ใชปยงั วทาฉันท แตก าร
ใชม นั ทกั กันตาฉันทซ ึ่งมีครุติดกัน ๔ คํา และลหุติดกันอีก ๕ คํา จังหวะลีลาท่ีทอดไปไมสมา่ํ เสมอ
สามารถส่อื ใหเ ขา ใจไดว า จติ ใจของกาละทรรศนิ ขณะนีก้ าํ ลังหวั่นไหวไมม น่ั คงเพราะเกิดทุกข ดงั
ตัวอยาง

(มันทกั กนั ตา, ๑๗.)

กาละทรรศิน. อา โฉมฉายสายสะมะระมะทะนา, พอสิเพลนิ ตา เพราะลูกขวญั !
ลูกอยูใ กลพอ ละก็กะมละฉนั เฉกอทุ กอัน ประพรมใจ.
ไมเคยมีศิษยดุจะอรวไิ ลย, ชา งประพฤตใิ ห บดิ าสุข,
วนั เพญ็ พอ เปนระมะณิยะบทกุ ข, ปราศะเขญ็ ขุก และรําคาญ,
สวนวนั อ่นื พอฤกบ็ มสิ ราญ เหมือนณวนั วาร ธิดาใกล;
ดังน้ีแมว าสะมะระจะคระไล จากบิดาไป ก็พอน้ี
คงตองไรความสุขะเพราะวะ ฤดี คงบไดม ี ละผองแผว.
อาลูกนอ ยกลอยฤดิสุมะณแิ กว, พรากธิดาแลว จะอาดรู !
(มทั นะพาธา หนา ๔๔)

ตอนทา ยเรอื่ งพระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจา อยหู ัวทรงใชมนั ทักกนั ตา
ฉันทในบทกาละทรรศินสนทนากบั ดอกกุหลาบ ขอใหดอกกุหลาบยอมติดตามชัยเสนกลับไปนคร
หัสตินาปุระ การใชถอยคาํ และจงั หวะท่ีกระเพ่ือมไปยืดยาวชวยสื่อถึงความรสู ึกผกู พนั หวงใยของ
พอ ท่ีมีตอลูกอันเปนทีร่ ัก แตพ อตองขอใหล กู จากไปเพ่ือลูกจะไดมผี คู มุ ครองดูแล ดงั ความวา

๓๕๓

(มันทกั กันตา, ๑๗.)

กาละทรรศนิ . อา โฉมฉายสายสะมะระมะทะนา, ฟงบิดาวา เถอะทรามวัย.

อันองคสมเดจ็ พระนรปะตไิ ซร ทานจะรับไป ณเฃตขณั ฑ;

ลูกเคยมงุ ภักดณิ ปะระมะธรร- มาธิราชนั ยะสาม,ี

ทา นตามมาจากวระสรุ ะบุรี โดยกะมลที่ สิเนหา,

หากลูกยอมไปละกว็ ระสุดา คงจะไดส า- ระพัตสุข,

ไปอยเู วยี งเนียงฤก็จะบมิทุกข ปราศะเขญ็ ขุก และปลอดภัย.

ภูมีดกี วาอะมระเพราะหะทยั ทานสริ ักใคร สนุ าร,ี

พอ แลเห็นปรากะฏะฤดิฉนี้ จ่ึงจะมอบศรี สุดาอร

แดองคส มเดจ็ ปะระมะอดศิ ร, แลวจะไดน อน ละตาหลบั .

อา ลูกนอ ยกลอยฤดบิ ิตรุ ะงบั เชอญเถอะงามสรรพ สมุ าลี !

(มทั นะพาธา หนา ๑๓๙-๑๔๐)

๒.๑๑ กุสุมติ ลดาเวลติ าฉนั ท ๑๘ กสุ ุมิตลดาเวลติ าฉันท ๑๘ มีลักษณะ

คลา ยมันทกั กนั ตาฉนั ท ๑๗ ตางกันตรงท่ีวรรคแรกของกุสมุ ิตลดาเวลิตาฉนั ทม ีคําครุเพิ่มขึ้นมาอีก
๑ คํา รวมวรรคแรกมี ๑๑ คาํ คือ            จึงเปน ฉันทที่มวี รรคแรกยืดยาว การ
ใชคาํ ครุ ๕ คาํ ติดกันทาํ ใหช ว งแรกมีลีลาเนบิ ชา เพราะตองออกเสยี งคาํ ครใุ หชัดเจนโดยออกเสียง
เตม็ เสยี งหรือคอนขางเตม็ เสียง สวนชวงหลังทเี่ ปนคาํ ลหตุ ิดกนั ๕ คําจะมลี ลี าจังหวะเปลีย่ นเปนเร็ว
ขน้ึ เพราะลกั ษณะของคําตองออกเสียงเบาหรือสั้นกวา จากน้ันทง้ิ ทา ยดวยคาํ ครุอกี ๑ คาํ เมื่อ
วรรคแรกรวมกับวรรคท่ีสองและสามแลว กท็ าํ ใหก สุ ุมิตลดาเวลิตาฉันทเ ปน ฉนั ททีม่ ีขนาดยาว มลี ลี า
แปลก และใหความรสู กึ ยิ่งใหญฉ นั ทห น่ึง

ความยาวและการเรียงลําดับคาํ ครลุ หุท่ตี ิดกนั ทลี ะหลายคาํ ของ
กสุ มุ ิตลดาเวลิตาฉันทน ้ี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจา อยูห วั ไดทรงนาํ มาใชในการทรงพระราช
นพิ นธบทสนทนาของกาละทรรศนิ โดยทรงใชก ับเนื้อหาทเี่ ก่ียวกบั การอัญเชญิ และวิงวอนเทพเจา
ซ่งึ ตองแสดงใหเ ห็นถงึ ความศักด์ิสิทธิ์นา เกรงขามของเทพเจาผอู ยใู นฐานะสูงสง เหนือมนุษย ซงึ่ การ
ใชฉ ันทข นาดยาวทําใหจคุ ําไดมากและเลอื กสรรคาํ มาใชไดอ ยา งกวา งขวาง สวนใหญเปน คําท่ีมา
จากภาษาอนื่ ซึ่งชว ยใหคําประพันธม ีความสงางามสูงสง เหมาะทีจ่ ะเปน ขอ ความท่มี นุษยใชส่ือสาร
กบั เทพเจา ดังตวั อยา งตอนกาละทรรศินกลาวคาํ อัญเชิญเทพเจา และมเหสมี าสูพิธีอภเิ ษกสมรส
ระหวา งชัยเสนและมัทนา ดังความวา

กาละทรรศิน. ฃาขอไหวอ ัคคีอธิปะตสิ ุพรร- (กสุ มุ ิตลดา, ๑๘.)

ณาทิทูตสฺวรร- คะเรอื งเดช,

จงโปรดนําคาํ ทูลปะละมะสุระเศรษฐ

๓๕๔

วิศฺวะเทเวศร มหาศาล :

โอมอญั เชอญนารายะณะพระหรชิ าญ

ชยั บําราบมาร ปะราชัย,

พรอ มดว ยเทวีศรีภะคะวะตวิ ิไลย

วรรณะผอ งใส วมิ ลเนตร ;

โอมอญั เชอญองคตรีศลุ ิศิวะมเหศร

น่งั ณะยอดเฃต- ตะจอมผา,

อกี แมเ จาสวฺ รรคบ รรพะติวะระอุมา

ผพู ระชายา อุดมศักดิ์ ;

(มัทนะพาธา หนา ๗๘-๗๙)

อกี ตอนหนึ่งทท่ี รงพระราชนพิ นธดว ยกสุ ุมติ ลดาเวลติ าฉันทเปนตอนที่
กาละทรรศินกลา วคาํ วงิ วอนพระอินทรโ ปรดประทานพรแกช ัยเสนและดอกกุหลาบ กอ นท่ีชัยเสนจะ
นําดอกกหุ ลาบกลับยงั นครหัสตินาปรุ ะ ความวา

กาละทรรศิน. ฃาขอใหเ ทพองคอ ะธิปะตณิ ไตร- (กสุ ุมิตลดา, ๑๘.)

ตรึงษะโปรดให พระพรสิทธิ์

แดองคส มเด็จราชะปะระมะบพติ ร

เรอื งมหาฤท- ธเิ ดชา,

มีชัยในการยทุ ธะและบมปิ ะรา-

ชยั ณทว่ั หลา สกลฃาม,

ฃอจงทรงสวฺ สั ดนี จิ จะสขุ ะอภริ าม

รมยะทกุ ยาม บเส่ือมซา.

หนงึ่ อวยพรใหกพุ ฺชะกะสุระผกา

คงดิลกหลา บสูญพรรณ,

(มทั นะพาธา หนา ๑๔๑-๑๔๒)

๒.๑๒ เมฆวิปฺผุชฺชิตาฉันท ๑๙ เมฆวปิ ฺผุชฺชิตาฉันท ๑๙ มีลักษณะคลายกุ

สมุ ติ ลดาเวลิตาฉันท ๑๘ ตางกนั อยเู ลก็ นอยตรงที่เมฆวปิ ผฺ ุชฺชิตาฉนั ท ๑๙ เพิม่ คําลหุอกี ๑ คาํ ที่คาํ
แรกของวรรคแรก ทําใหวรรคแรกของเมฆวิปผฺ ุชฺชิตาฉันทมีจาํ นวนคําถึง๑๒ คํา เมอ่ื รวมกบั วรรค
ท่สี องและสามแลว ในแตละบทจะมี ๑๙ คาํ ซึง่ จัดเปน ฉันทข นาดยาวอีกฉนั ทห นึ่งและมีลีลาจงั หวะท่ี
แปลก เพราะวรรคแรกเริ่มตนดว ยคาํ ลหุ ๑ คาํ จากนน้ั ใชคําครุเรียงตอเน่ืองกัน ๕ คํา คาํ ลหุอีก ๕

๓๕๕

คาํ และจบวรรคดวยคําครุ ๑ คาํ ซ่ึงคลายกบั กสุ ุมิตลดาเวลิตาฉนั ท การใชคาํ ครุตอกันหลายคาํ ทาํ ให
วรรคแรกมีจังหวะเนบิ นาบในชวงตนและเร็วขึ้นในชวงทายเมือ่ เปลี่ยนเปนคําลหุ

พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาเจา อยหู วั ทรงนาํ ความยาวและความแปลกของ
เมฆวิปฺผุชชิตาฉนั ทมาทรงใชในการพระราชนพิ นธบทสนทนาของกาละทรรศิน ตอน

กาละทรรศนิ ถวายพระพรชยั เสนในโอกาสท่ชี ัยเสนมายังอาศรม และกาละทรรศินไดเ ขา เฝา เปน ครั้ง
แรก ทงั้ สองแสดงไมตรีและความออ นนอมถอมตนตอกัน กาละทรรศนิ เปนฝายเร่ิมกลา วคาํ
ปฏิสนั ถารกอ นโดยใชการถวายพระพร จากน้นั ชัยเสนจึงเปนฝายถามทุกขสุขกาละทรรศนิ บท
ถวายพระพรของกาละทรรศินมีความวา

กาละทรรศิน. ชโยฃา ขอกลา วคําประจุคะมะนะการ (เมฆวิปผฺ ุชชฺ ิตา, ๑๙)

แดพ ระผูผาน มไหศฺวรรย ;

ชโยขอใหองคทาวนะระปตพิ ระชนั -

มายรุ อยพรร- ษะกาลยง ;

ชโยขอใหม ีชัยชํานะอรทิ ะนง

สมประสงคองค อธีราช ;

ชโยขอใหองคข ัตตยิ ะนิกะระนาถ

สทิ ธิสมมาด ณกิจการ ;

ชโยขอจงทรงเกฺษมสุขะฤดิสราญ

ทุกทวิ ากาล และราตรี ;

ชโยขอจงองคท า วปยะนะระบดี

คงพะลังมี นริ ันดร !

(มัทนะพาธา หนา ๔๘-๔๙)

การใชเมฆวปิ ฺผุชฺชิตาฉันทก ับบทถวายพระพรของกาละทรรศนิ
มคี วามเหมาะสม เพราะกาละทรรศนิ เปนตวั ละครสาํ คญั ท่ีมีฐานะสูง คอื เปนนกั บวชที่มญี าณแก
กลาลว งรอู ดีตและอนาคต มีผเู คารพศรัทธามาก สว นชัยเสนก็เปน กษัตริยและเปนตัวละครเอกของ
เร่ือง เม่ือตัวละครท้งั สองมีฐานะสงู โดยฝายหนึ่งเปนนักบวชและอกี ฝา ยเปน ฆราวาส บทสนทนา
ของกาละทรรศินจึงควรใชฉันทชนดิ พิเศษซ่ึงเม่ือประกอบกับถอ ยคาํ ทเ่ี ลือกสรรแลว กท็ ําใหคํา
ประพันธเกิดความสงางามเหมาะกบั ฐานะของตวั ละครทั้งสอง และเหมาะกับเนือ้ หาของบทประพันธ
ซงึ่ เปนบทถวายพระพรทค่ี วรมีความไพเราะแปลกหูแตกตา งไปจากบทสนทนาตามปกติ ดังนน้ั การ
ใชฉนั ทข นาดยาวและมีจงั หวะลลี าท่แี ปลกออกไปอยา งเมฆวิปฺผชุ ชฺ ิตาฉันท จงึ ทาํ ใหเ กิดความ
ไพเราะสงางามสมเปน บทสนทนาของนักบวชและเปนบทถวายพระพรพระมหากษัตริย

๓๕๖

๒.๑๓ อีทิสงั ฉันท ๒๐ อที ิสงั ฉันทเปน ฉันทขนาดยาว บทหนง่ึ มี ๒๐ คาํ

วรรคแรก ๙ คํา วรรคสอง ๘ คํา และวรรคสุดทาย ๓ คาํ โดยวรรคท่ีหนง่ึ และสองมกี ารใชคาํ ครุ คํา
ลหุ สลบั กันคําตอคําตลอดวรรค ทําใหอ ีทิสงั ฉันทมลี ีลาจงั หวะหนัก-เบาหรือยาว-สั้นสลบั กันไป จงึ
เปน ฉันทท ี่มลี ีลาจังหวะแปลกอกี ฉันทหน่งึ

พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจา อยูหวั ทรงนําลีลาจงั หวะของอที ิสงั ฉนั ทมา
ใชใ นการพระราชนิพนธบทสนทนาของชัยเสนและมัทนา ซ่ึงเกี่ยวกับความรักซึ่งมี ๒ ลักษณะ

ลักษณะแรกเปน ความรกั ทมี่ บี รรยากาศของความสุข สว นลกั ษณะที่สองเปนความรักทกี่ ลายเปน
ความทุกข ท้ังสองลกั ษณะมีรายละเอียดดงั น้ี

๑. ความรกั ท่ีมบี รรยากาศของความสุข เปนตอนหลงั จากท่ีชยั เสนและมัทนา
ไดส ารภาพความในใจตอ กันและพบวาตา งมคี วามรูส ึกตรงกัน ดงั นน้ั ชยั เสนจึงตรัสชวนมัทนาไปยงั
รมิ ฝงนํา้ เพื่อพระองคแ ละมัทนาจะไดประกาศสจั จะวาจาตอ เทวดาวา ทัง้ สองจะครองคกู นั ตลอดไป
ซง่ึ บทประพนั ธแ สดงใหเหน็ ถึงอารมณค วามรูสกึ ของชายหนมุ หญิงสาวทสี่ มหวังในรกั จิตใจช่นื บาน
แจม ใส พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยูหวั ทรงถายทอดถอยคําที่แสดงถงึ ความสุขของตัว
ละครทงั้ สองโดยใชอีทสิ ังฉนั ทซง่ึ มีลลี าจังหวะหนกั สลับเบา หรอื ยาวสลับสั้น ทําใหม ีลลี าจังหวะสนกุ
สอื่ ถึงอารมณเบิกบานทมี่ ีสาเหตุมาจากจติ ใจที่อ่มิ เอบิ ดวยความรกั ดงั ความวา

ชยั เสน. อา อะรณุ แอรม ระเรื่อรุจี (อีทสิ ะ, ๒๐.)
มทั นา. ประดุจมะโนภิรมระตี
ณแรกรัก !
แสงอะรุณวิโรจนนะภาประจักษ นะฉันใด,
แฉลมเฉลาและโศภนิ กั กฉ็ นั น้ัน;
สวา งจติ !
หญงิ และชายณะยามระตีอุทัย มโนมาน,
สวา งณกลางกะมลละไม ประกาศหมั้น,
ยะนไ่ี ซร,
แสงอุษาสกาวพะพราวณสรรค บคลาดคลา !
กเ็ หมอื นระตวี ิสทุ ธิอนั

อา อนงคะเชอญดําเนิรสนิธ
ณฃา งดะนูประดุจสุมิตร

ไปกระท่งั ณฝง อุทกอะจีระธาร
และเปลงพะจีณสัจจะการ

ตอ พระพกั ตรสุราภริ ักษะอนั
เสด็จสถิตณเฃตอะรัณ-

วาดะนแู ละนองจะเคยี งคระไล
และครองตลอดณอายุขัย

สูรฺยะสอ งสวา งณกลางนะภา

๓๕๗

ก็พลอยสวางณภูมิหลา แหละฉนั ใด,

อนั พระโปรดกจ็ ิตตะฃากไ็ ด

สวา งกระจางและสดและใส ณบัดนี้ !

ฃา พระบาทจะสุขสราญฤดี

ก็ยอมจะโดยพระบาระมี ธปกเกลา:

พ่งึ พระคณุ กะรณุ ยฺ ะคา่ํ และเชา

จะปราศะโศกบมีเศรา ฤทุกข;ํ

ใจจะอม่ิ จะเอมเพราะเปรมปฺริย,ํ

และรนื่ ณรสระตจี ริ ํ ระรวยใจ.

ทูลกระหมอมเสดจ็ ณเทศะใด

ก็ฃาพระบาทจะตามธไป พระเจา ฃา !

(มัทนะพาธา หนา ๖๓-๖๔)

๒. ความรกั ทกี่ ลายเปนความทุกข ตอนชัยเสนมาตามมัทนากลบั วงั แตไม
ทนั การ เพราะมัทนาถูกสเุ ทษณสาปเปนดอกกุหลาบแลว ชยั เสนคร่าํ ครวญแสดงถงึ ความทุกขใ จ
อันมีความรักเปน สาเหตุ ไดแตหวังใหดอกกุหลาบยอมกลับไปดวยกัน เปนตอนท่ีแสดงความรักที่
ไมไ ดเปน ไปดงั หวงั ซง่ึ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจา อยหู วั ทรงถายทอดดว ยอที สิ งั ฉนั ท ความ
วา

ชยั เสน. อาวะธดู ะนูนะทุกขท วี (อีทิสะ, ๒๐.)
เพราะแสนจะโศกวิโยคสุปรฺ -ี
ยะอยา แหนง,
พ่สี ผิ ิดเพราะจิตวโิ รธะแรง, สจิ ง่ึ หลง,
อบุ ายะชว่ั บรูบแจง จะคงอยู
บวางวาย;
ยามตระหนกั สิชักจะบา จะปลง สมรพลัน,
ประหารชิวบี มีประสงค ทะนาภา
ณหัสดฺ ิน;
แตพ ะเอนิ สุเสวเิ ตือนดะนู
ฉน้นั สิจงึ่ สาํ นกึ นะตู

เสร็จประยุทธะสมนิยมก็หมาย
และมงุ ฤดีจะรบั พระสาย

จากพะนาและคนื ณเฃตตะขณั ฑ
และมุงจะเสกสุนารินนั -

เปนพระอัคคะราชินีมหา
สุมาตุแหง นิกรประชา

โอพะเอินก็มามพิ บยพุ นิ ,

๓๕๘

กระนั้นนะฃายงั ถวลิ จะรับไป.

จ่ึงจะเชอญสุกุพชฺ ะกาวไิ ลย

แหละแทนอนงคะจงคระไร เถอะพฤกษา,

ฃา จะรบั ประทับณศีวกิ า,

และพรอ มกระบวนจะแหณธา- นิรงั สรรค;

ถึงบรุ ีจะไดเฉลมิ พระขวัญ,

จะเปรอมิใหอ นาถณวัน ฤราตร.ี

เชอญเถอะแมดนเู ชอญนะมาระศร,ี

เสด็จเถอะอยา ระคายฤดี ดนวู อน !

(มัทนะพาธา หนา ๑๔๐-๑๔๑)

๒.๑๔ สาลินีฉันท ๑๑ แมพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยูหวั จะทรง
แปลงคาํ ครุใหเปนลหคุ ําหน่งึ ดงั ทีไ่ ดกลา วมาแลว แตส าลินฉี นั ทก ็ยงั ประกอบดว ยคําครุจาํ นวนมาก
อยซู ึง่ มลี ีลาจงั หวะดงั น้ี

หนกั หนกั หนกั หนัก หนัก หนัก เบา เบา หนัก เบา หนัก หนัก

สาลนิ ฉี นั ทมีลลี าจงั หวะนุม นวลออ นโยนเหมาะกับบทที่ตองการความสภุ าพ
เรยี บรอย ดังตอนมัทนาทูลตอบสุเทษณวาจะขอเลอื กกาํ เนดิ เปน ดอกไม บทพูดของสุเทษณทรง
พระราชนิพนธดว ยกมลฉันท ๑๒ สวนบทพูดของมทั นาทรงพระราชนิพนธดวยสาลินฉี ันท ๑๑ ซึ่ง
กมลฉนั ทมวี รรคหนาท่ีประกอบดวยคําครุและคําลหเุ ทา ๆ กนั สว นวรรคหลงั ท้ังกมลฉนั ทและสาลนิ ี
ฉันทมีลักษณะเหมือนกัน เม่ือใชก มลฉันทใ นบทพูดของสุเทษณป ระกอบกับการเลือกสรรคาํ จึงให
ความรูสกึ สื่อถึงอารมณโกรธ แสดงอํานาจ และแขง็ กราวกวาคาํ พูดของมัทนา สวนมัทนาเมื่อตอบ
ดวยสาลินฉี นั ทก ใ็ หความรสู กึ ออนนอม ไมแสดงความโกรธ แตยนิ ดียอมรับสภาพของตน ดงั
ตัวอยาง

สเุ ทษณ. มะทะนาประสงคต น จะกําเนิดณรปู ใด ? (กมล, ๑๒.)
ทวิบทจะตูรบาท ฤจะเปนอะไรไซร,
วธุเลือกจะตามใจ และจะสาปประดจุ สรร;
จะสถติ ฉนั้นกวา จะสาํ นกึ ณโทษทัณฑ,
และผวิ อนดนพู ลัน จะประสาทพระพรให
วนดิ าจรัลกลับ ณประเทศสุราลัย;
กจ็ ะชอบสะฐานใด วธตุ อบดนูมา.

๓๕๙

มัทนา. ........................... .......................... สาลนิ ี, ๑๑.)
อนั โปรดใหเลอื กตาม ฤดิฃา ณบดั น้ี,
ขอเปนซ่ึงมาลี รุจิเรกวไิ ลวรรณ,
สุดแทแตจ อมสรวง จะประสทิ ธิ์ประสาทพนั ธ,ุ
ขอเพียงใหมคี นั - ธะระร่นื ระรวยหอม.
ดว ยกลน่ิ ของฃา บาท กจ็ ะไดประณตนอ ม
ใจนิตยบ ูชาจอม สรุ ะบม บําเพญ็ บญุ .
ฃา ขอแตเ พียงให มรทุ รงพระการญุ ,
ใหฃา ไดท ําคณุ และประโยชนบอ ยหู มนั .
(มทั นะพาธา หนา ๒๖-๒๗)

พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา เจาอยหู ัวทรงใชส าลนิ ฉี นั ทในการทรงพระราช
นิพนธบ ทสนทนาของตวั ละคร ๘ ตัว ไดแก มทั นา ชัยเสน จัณฑี ศุภางค นนั ทวิ รรธนะ
โสมะทตั วิทรู และอราลี โดยทรงใชกับเนื้อความที่มีลักษณะดงั นี้

ก. การดําเนินเรื่อง พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลาเจาอยูหัวทรงกําหนดให
ตวั ละครเลา เหตกุ ารณบางตอนแทนการใหตัวละครแสดงบทบาท เพอื่ ใหก ารดาํ เนินเรื่องกระชบั
รวดเร็ว ซ่งึ บางบททรงพระราชนิพนธดวยสาลนิ ีฉันท ดังตอนนันทิวรรธนะทลู ชัยเสนเกี่ยวกบั ความ
เปน ไปของมทั นา ศุภางค และปริยัมวะทา หลังจากท่ีส่ังลงโทษทัณฑไ ปแลว ดังตัวอยา งตอนเลา
ถงึ มัทนาวา

นันทวิ รรธนะ. เม่อื คืนท่ีตรสั สงั่ ดนุปลงพระชีวติ (สาลนิ ี, ๑๑.)
เทวผี มู ิง่ มติ ร มะทะนากะชูไซร,
ฃาพาท้งั สองถงึ ณประตพู ระเวียงชยั
พบพราหมณม าแตไพร, ทิชะถามคดีพลัน;
ฃาเลาถ่ถี ว นจงึ่ ทชิ ะทูลกะแจมจันทร
ขอเชอญสูอ ารัณ- ยะกะพรอ มคณาช;ี
ฃา เห็นวาโปรดให ดนุปลงพระชวี ี
น้ันคอื วา ภูมี จะมิเล้ยี งพระนางไซร,
แมปลอยใหเธอเฃา ณอะรณั ยะสูญไป
เหมอื นสน้ิ ชีวาลยั เพราะกค็ งบคนื มา,
ฃาจงึ ไดก ลา วคาํ อนุญาตทิชาพา
เทวเี ฃาสูปา และบไดเ ผด็จชนม.
(มัทนะพาธา หนา ๑๑๙-๑๒๐)

๓๖๐

ตอนอราลีเลา ขา วสงครามใหจัณฑีฟง ซึ่งทาวมคธพระบดิ าของจัณฑเี ปนฝา ย

ลา ถอย ทาํ ใหจัณฑีวติ กกงั วลจงึ ขอใหพ ราหมณวิทรู รบั คําวาจะยอมรว มมอื กาํ จดั มัทนา เพ่ือดาํ เนนิ

อบุ ายขออาสาเจรจาสงบศึกตอ ไป ตอนน้ีทรงพระราชนิพนธดว ยสาลินีฉันท ดงั ตวั อยา ง

อราลี. ทพั ของสมเด็จพอ ธประจนประจันพลนั , (สาลนิ ี, ๑๑.)

แตฝา ยฃา งทพั กรงุ ฤก็รูและรบั ทัน,

ท้ังกลบั เขี้ยวขับขัน พละฝา ยมคธถอย;

ขินรออยูชาอีก ละก็นาจะเสยี รอย.

จัณฑี. พอ แพลูกคงพลอย บมริ อดละครานี้ !

อยางไรทา นอาจารย ? ทชิ ะทา นก็เปนชี

ชาวแควน ของฃาน้ี, กจ็ ะชวยฤฉันใด.

วทิ ูร. ตูฃาเปนชาวขัณ- ฑะสิมามคธไซร,

หากชวยใหมีชัย กจ็ ะแสนสราญบาน;

สวนท่ีใหทาํ กจิ กละแมนสิเนหหาญ,

ทูลจรงิ แดนงคราญ บมิใครจ ะชอบจติ .

หากทาวเธอกร้วิ โกรธ ดนุฤๅจะพนผดิ ?

(มทั นะพาธา หนา ๙๙-๑๐๐)

ข. ความงาม เมือ่ ศุภางคเห็นมัทนาครัง้ แรกก็รูสกึ ประหลาดใจในความ
งดงามจนอดกลาวคําชมไมได บทพรรณนาความงามของนางเอกนท้ี รงพระราชนพิ นธดว ยสาลินี
ฉันทซ ง่ึ ไพเราะออนหวาน ดงั ความวา

ศภุ างค. ผิวนางนนั้ ผุดผอง กละนวลสะกาวแข, (สาลินี, ๑๑.)
เกศาดําแมนแท กละฟา ณราตร;ี
สองเนตรเหมอื นดารา- กะระในนะภาศร,ี
แสงแกมเปรียบรัสมี พระอรุณแอรม ฉาย.
เอออันวา ชายใด ผวิ ะไดประสพสาย
ใจคงไมมีคลาย รสะรกั ณดวงแด !
(มัทนะพาธา หนา ๔๗)

ค. ความรัก ตอนชยั เสนแอบฟงมัทนารําพันความในใจ ทาํ ใหท ราบวา มัท
นามไี มตรจี ิตตอชัยเสนเชนเดยี วกับท่ีชัยเสนมีตอนาง ตอนน้ีจงึ เปนตอนทพ่ี ระเอกและนางเอกจะได
สารภาพความรกั ตอกัน ซ่งึ พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจา อยหู ัวทรงพระราชนิพนธดว ยสาลินี
ฉนั ทอันมลี ีลาจังหวะนุมนวลออนโยน สามารถถายทอดอารมณรักของพระเอกนางเอกไดอ ยา ง
ซาบซ้ึงใจ ดังความตอนหน่ึงวา

๓๖๑

มัทนา. โออ ยากใหท านรู ณฤดีดนูนา ! (สาลนิ ี, ๑๑.)
ชยั เสน. อยูกอนเถิดราชา !
ดนเุ องกเ็ ตม็ ใจ !
มทั นา. อยากอยเู พ่ือชมโฉม ยวุ ะดีมณมี ยั
ชยั เสน. ผเู ปนเจา ของใจ.
มทั นา. เอะ ! กใ็ ครนะพาที
มาจากในท่มี ืด มละแฝงณแหง น้ี ?
ชัยเสน. ฃาเองซงึ่ หลอ นมี มะนะมุงจะใหย ้ัง.
อา จอมมงกุฎเกลา ! กก็ ระไรพระมาบัง
พุม ไมแลทรงฟง วะจะของกระหมอ มฉนั ,
ผูบน ดง่ั คนเพอ และมะเมอประหนึง่ ฝน,
ไมควรสมเด็จธรร- มิกะราชจะทรงยิน.
ยินแลว ฃาช่ืนจิต ดุจะหลอ นและใหกิน
นา้ํ ทพิ ยท คี่ วรจิน- ตะนะแทนะนงคราญ.
(มทั นะพาธา หนา ๕๗-๕๘)

๒.๑๕ ภชุ งคประยาตฉันท ๑๒ ภุชงคประยาตฉันทป ระกอบดว ยคาํ ครลุ หทุ ี่
มีจังหวะหนกั เบาดังนี้

เบา หนัก หนัก เบา หนัก หนกั เบา หนกั หนัก เบา หนกั หนัก

สงั เกตวา ภุชงคประยาตฉันทม จี งั หวะกระเพอ่ื มไป คือ เบา หนัก หนักตลอด
ท้งั วรรคหนาและวรรคหลัง ทําใหมลี ลี าจังหวะสม่ําเสมอเหมอื นงเู ลอื้ ยดงั ชอ่ื ของฉันท ซึง่
พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจา อยหู วั ทรงใชภ ุชงคประยาตฉนั ทใ นการทรงพระราชนพิ นธบ ท
สนทนาของตวั ละคร ๖ ตวั ไดแก ชัยเสน มทั นา กาละทรรศิน ศภุ างค ปรยิ มั วะทา และมายาวนิ

โดยทรงใชใ นบทพระราชนิพนธที่มีลกั ษณะดังนี้
ก. การเลาเร่ือง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยูห วั ทรงใช

ภชุ งคประยาตฉนั ทในตอนมายาวนิ เลาความรคู วามสามารถของตน ซ่ึงมายาวนิ เลาวา ตนมีความรู
ดา นเวทมนตรค าถาสามารถสะกดจติ คนและเรยี กใหมาหาไดแ มผูน น้ั จะอยหู างไกล ดงั ความวา

มายาวนิ . จะทูลเทวะเกรงดู ประหน่ึงตูทนงไป, (ภชุ งคปั ปะยาตร, ๑๒.)
จะงาํ เงอ่ื นบทูลไซร ก็เหมือนปดวิชาการ.
พระจงโปรดประทานซึ่ง อภัยฃาจะทูลสาร,

๓๖๒

และความจรงิ วชิ าการ ก็มีอยปู ระจาํ ตน.
อถรรพเ วทะเจนอยู, และมนตรครูกไ็ ดส น
มโนจาํ และซ้าํ คน คดีเพิม่ บเคล้ิมหลง.
ฉนนั้ อาจจะผกู จติ - ตะใครไดประดุจจง,
และใชโยคะแลว คง จะเรยี กใหต ระบึงมา
(มทั นะพาธา หนา ๑๓)

ข. การดาํ เนินเรื่อง พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจาอยูหัวทรงใช
ภชุ งคประยาตฉนั ทกับบทที่ชว ยการดําเนินเรอ่ื ง ซึ่งเปน การสนทนากันระหวา งปรยิ มั วะทากับ
ศุภางค นํา้ เสียงของตวั ละครมคี วามตนื่ เตน วติ กกงั วล เพราะจัณฑใี ชอ ราลมี าสบื ความลับ
เกี่ยวกบั มัทนา ลีลาจงั หวะของภุชงคประยาตฉันทชวยสงเสรมิ ใหก ารสนทนาของท้งั สองดูตืน่ เตนมี
ลับลมคมใน แฝงความวิตกกงั วลวาอาจมีเหตุการณไมดีเกิดข้นึ ดังตัวอยาง

ปริยัมวะทา. อราลีแหละนา กลวั จะกอเร่อื งระคายนา (ภุชงคปั ปะยาตร, ๑๒.)
พระนางคงจะใชมา และสืบเร่ืองพระภูมี
ก็สปั ดาหะแลวนี่
ศุภางค. เสด็จกลบั นครหลวง บกลบั คืนนเิ วศนใน
ประทับแรมณสวนศรี ระแวงนั้นไฉนได ?
จะไมใ หมะเหษี และพากลบั ณธานี
พระไดนางณปาใหญ จะอยไู ดไฉนมี ?
จะปดความมิวามวู (มทั นะพาธา หนา ๘๙)

ค. ความทกุ ข ตอนกาละทรรศินเกิดลางสังหรณ เมื่อคําณวนดกู ็รวู า
มัทนาจะตองพลดั พรากจากตนและตองประสบเคราะหห นัก ทําใหกาละทรรศนิ เกิดความวิตกกังวล
แมเปนนกั บวชกไ็ มอ าจระงับความรูสึกทุกขใจได พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจาอยูหัวทรงใช
ลีลาจงั หวะของภชุ งคประยาตฉนั ทถา ยทอดความรูสกึ หวั่นไหวของนักบวช ดังตวั อยา ง

กาละทรรศิน. เอะมเี หตุอะไรหนอ จะบงั เกดิ อุปท มม า,(ภุชงคปั ปะยาตร, ๑๒.)
เพราะวาเนตระซา ยขวา เขมนอยจู ะเปนลาง.
อะโหนึกกร็ อนอก วิตกถงึ ธิดาพลาง;
ชรอยภัยจะพานนาง ธิดาแนล ะคราน.ี้
ตะแรกตรวจณฤกษยาม กด็ ูงามและดูด,ี
คาํ ณวนตอสิเห็นมี เคราะหรายแซกณชาตา.
บรูทจ่ี ะทายแน จะมโี ชคและลาภา,

๓๖๓

ฤวารายและนวลนา- ริจกั ตองกาํ สรวลศัลย.
(มัทนะพาธา หนา ๔๒)

นอกจากนีต้ อนมทั นาทาํ พิธพี ลีไฟบูชาสุเทษณ บทสนทนาระหวา ง
ปริยมั วะทากับมัทนา ปริยัมวะทาแสดงความรสู ึกทุกขใจเพราะไมป รารถนาใหม ัทนากลบั ไปสวรรค
นางมีความผูกพันตอ งการรับใชม ทั นาตลอดไป ความตอนนี้ทรงพระราชนพิ นธดว ยภชุ งคประยาต
ฉันท ถา ยทอดความรูสึกเศรา สรอยหงอยเหงาของปริยัมวะทาและความอาลยั อาวรณของมทั นา
ดงั ความวา

ปริยัมวะทา. กระหมอมฉันมิอยากให พะลนี ้ปี ระสทิ ธิ์ผล; (ภุชงคปั ปะยาตร, ๑๒.)

เพราะหากวาพะลีเสร็จ เสดจ็ กลบั ณเบ้ืองบน,

กระหมอ มฉันจะตอ งทน ระทมทกุ ขะหงอยเหงา.

เพราะทุกวารก็บานใจ และรบั ใชพ ระแมเ จา,

บาํ เรอบาทะคาํ่ เชา บเคยคลาดและคลาไกล.

พระแมโปรดกระหมอ มฉนั กอ็ ยาพลันเสดจ็ ไป,

จะทรงทิ้งสะขใี ห อนาถโอบสงสาร.

มทั นา. ............................. ................................

และเห็นแลว ละรกั จรงิ ผจิ ําทิ้งกต็ ัวฉนั

จะเสียใจและโศกศลั ย มนิ อยแนล ะโฉมตร.ู

ผเิ ทวาธเก้อื กลู จะลองทูลและถามด,ู

ผิพานางนะไปอยู กะฃา ไดจะพาไป.

ปริยมั วะทา.พระแมเจาเสดจ็ สู พิภพสวฺ รรคณช้ันใด

ก็อยากตามเสดจ็ ไป บาํ เรอบาทบคลาดคลา.

(มทั นะพาธา หนา ๑๒๖-๑๒๗)

ง. ความรัก หลงั จากทีช่ ยั เสนแอบฟง และรูถงึ ความในใจของมัทนาแลว ชัย
เสนก็เปนฝายสารภาพรกั ตอนาง แตม ัทนาเปนหญงิ จงึ ไมควรรบี รบั รกั จากชาย แมในใจจะยนิ ดกี ็
ตาม ชัยเสนตอ งกลาวคําสาบานตอสิง่ ตาง ๆ เพ่ือยืนยนั ความรักจนมัทนาพอใจ ความตอนนี้
พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาเจาอยูหัวทรงพระราชนพิ นธดวยภุชงคประยาตฉันท ถายทอด
อารมณร กั ของชายหนุมหญงิ สาวไดเ ปน อยา งดี ดังตัวอยา ง

มทั นา. กระหมอมฉนั ก็เคยทราบ สุภาษติ บุราณวา, (ภชุ งคัปปะยาตร, ๑๒.)
บุรุษยามสิเนหา ก็พูดไดละหลายล้ิน,
ประจบนางและพลางกอด พะนอพลอดและปลอดปลิน้ ,

๓๖๔

ชยั เสน. และหลอกเยาวะนารนิ . ผิล้นิ พจ่ี ะมหี ลาย,
แสดงรกั ณโฉมฉาย,
ก็ทุกลนิ้ จะรุมกลา ว ประกาศถอยปะฏญิ ญา
และทุกลิ้นจะเปรยปราย บจางจืดสิเนหา;
พะจวี าจะรกั ยดื พระจนั ทรแจมณเวหน.
สบถใหล ะตอหนา (มทั นะพาธา หนา ๖๑)

๒.๑๖ กมลฉนั ท ๑๒ กมลฉันทป ระกอบดว ยคําครุลหุและมีจังหวะหนกั เบา

ดงั นี้

เบา เบา หนกั เบา หนัก หนัก เบา เบา หนกั เบา หนัก หนัก

วรรคหนาและวรรคหลังมลี ีลาจงั หวะสมํ่าเสมอเหมือนกัน คือ เบา เบา หนกั
เบา หนกั หนัก ซ่ึงพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจาอยูห ัวทรงใชก มลฉันทในบทสนทนาของตวั
ละครเอก ๒ ตัว คือ สุเทษณแ ละมัทนา โดยมีลกั ษณะของเนือ้ ความดังนี้

ก. ความโกรธ บทสนทนาของสเุ ทษณต อนถกู ปฏิเสธความรัก
มนี ้ําเสียงแขง็ กรา ว ซ่งึ เน้ือหาไมต อ งการลลี าจงั หวะที่นุมนวล แตตองการลลี าจงั หวะทีส่ ือ่ ถงึ
ความรูสึกไมพ อใจ จึงเหมาะกับการที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจา อยหู วั ทรงลดสัมผัสบงั คับ
ลง ดงั ตวั อยาง

สุเทษณ. อุเหม ! (กมล, ๑๒.)
มะทะนาชะเจา เลห
ตะละคาํ อุวาทา ชิชิชางจํานรรจา,
ดนุถามก็เจาไซร ฤกระบดิ กระบวนความ.
วนิดาพยายาม บมติ อบณคําถาม,
กแ็ ละเจา มเิ ตม็ จติ กะละเลน สาํ นวนหวล.
ผิวะใหอ นงคนวล จะสดับดนชู วน,
บมิยอมจะรว มรกั ชนะหลอนทนงใจ.
กด็ นจู ะยอมให และสมคั สมรไซร,
ผวิ ะนางพะเอนิ ชอบ วนดิ านวิ าศสวฺ รรค,
จะทรุ นทรุ ายศลั - มรุอนื่ ก็ฃาพลนั
ยะบอยากจะยินยล;
(มทั นะพาธา หนา ๒๖)

๓๖๕

ข. ความทุกข ตอนมัทนารสู ึกไมสบายใจ เพราะคิดวา ตนเขา มารบกวนการ
บาํ เพ็ญตบะของกาละทรรศนิ และแสดงความรสู กึ ตองทนอึดอัดอยูในสภาพของดอกกุหลาบเปน
เวลานานกวาท่จี ะไดกลายรา งเปน มนุษย คาํ ประพันธแ สดงความทกุ ขท ีเ่ กิดจากความไมสบายใจ
อึดอัด กระวนกระวาย เพราะปรารถนาทจ่ี ะอยูใ กลส ิ่งที่ตนรกั และถา ยทอดดว ยกมลฉันทซึ่งลด
สัมผสั บังคับลง ดังตวั อยา ง

มทั นา. เอะ อะไรพระพอ บน วรมนตรฤเจา ฃา, (กมล, ๑๒.)

และดิฉันละลาบมา บมิควรฤฉันใด?

ผวิ ะองคบิดามงุ จะบาํ เพ็ญตะปาไซร

ก็ดฉิ นั จะหลีกไป บมอิ ยูและกีดขวาง.

พระบิดากย็ อมรู มะทะนามิอยากหาง,

ปฏบิ ตั ติอยูฃาง พระบดิ าและพอใจ;

เพราะมิใชด ิฉันเหมือน วธุธรรมะดาไซร,

ตละเดือนก็อัดใจ บมมิ ฤี ดีสราญ;

เพราะมโนสินกึ เรง ศศิธรและนับวาร,

ตละเดือนก็ดูกาล จริ ะกวา จะวันเพญ็ .

และณปณ ณะรสั ฺวา- ระกย็ อมจะกลบั เห็น.

ทิวะลว งประดจุ เผน จรจูบอยูยัง้ !

(มทั นะพาธา หนา ๔๓)

๒.๑๗ โตฎกฉันท ๑๒ โตฎกฉันทป ระกอบดว ยคาํ ครุลหุทมี่ ีลีลาจงั หวะเบา

เบา หนกั ตลอดท้ังบท ทาํ ใหม ลี ลี าจงั หวะสมํา่ เสมอตอ เน่ืองกนั ไป ซงึ่ พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ
เกลาเจาอยูห วั ทรงใชโ ตฎกฉนั ทในบทสนทนาของชัยเสนและมัทนา เนือ้ หาเกือบทง้ั หมด

ชัยเสนเปนฝายพูด มทั นาเพียงแตก ลา วรับ ถอ ยคําของชยั เสนมคี วามหมายเปน คําสญั ญาวาจะ
รกั มทั นาตลอดไปซึ่งมีความไพเราะออนหวาน และคําประพนั ธไ มเ ครง ครัดกบั สมั ผสั บงั คบั ระหวา ง
วรรคแรกกบั วรรคท่ีสอง จึงสามารถเลือกสรรคําท่ีมคี วามหมายลึกซงึ้ กนิ ใจไดกวา งขวาง ดงั
ตวั อยาง

ชยั เสน. ทวิ ะราตรจิ ะนอน, ฤจะนั่งฤจะเดริ , (โตฎก, ๑๒.)
บมมิ ีละจะเหิน ฤจะหางมะทะนา;
บมเิ หน็ วรพักตร กจ็ ะหนกั อรุ ะวา,

ขณะเคยี งพะนิดา กจ็ ะรื่นฤดศิ านต.
ผิวะเจาก็สมคั และจะรกั ดนนุ าน,

๓๖๖

จระสูอ ุทะธาร เถอะนะเราก็จะวกั
อทุ ะกลา วสุปะทาน เฉพาะเทพสรุ ศกั ด,ิ์
และฉนั้นละก็จกั ดุจะหม้ันจะวิวาห.
มทั นา. ผพิ ระโปรดละกข็ อย บมิขัดวะจะนา,
และจะตามพระลลิ า จระทั่วปะฐะพ.ี
(มัทนะพาธา หนา ๖๒)

ลีลาจังหวะสมา่ํ เสมอ เบา เบา หนัก ทส่ี ลับกนั ไปตลอดทั้งบท เมอ่ื ประกอบ
กับการเลอื กสรรคาํ แลว ทาํ ใหต อนที่ทรงใชโตฎกฉนั ทมีความไพเราะ สมกบั เปนบทที่มีเนอื้ หา
เกีย่ วของกบั ความรักระหวางชายหนมุ หญิงสาว สามารถสะทอ นความรูสึกของผูท ่ีตกอยใู นอารมณ
รกั ไดเ ปน อยางดี ดงั ตวั อยา ง

ชยั เสน. ผิวะอายุจะยนื ศะตะพรรษะฤกวา (โตฎก, ๑๒.)
กจ็ ะรักมะทะนา บมหิ ยอนฤดหิ รรษ;
นยะนาก็จะชม วธุตางมะณพิ รรณ,
และจะสดู สุวะคันธ ระสะตา งสุผะกา;
(มัทนะพาธา หนา ๖๒)

๒.๑๘ อินทวงศฉันท ๑๒ อินทวงศฉนั ทเปน ฉนั ทท ี่มลี ลี าจงั หวะไพเราะ
ซึ่งจดุ เดนของอินทวงศฉ ันทอยทู กี่ ารใชคาํ ครลุ หตุ อนทา ยของวรรคหลัง ซง่ึ กระเพ่ือมไปเปน จังหวะ
ลหุ ครุ ลหุ ครุ หรอื เบา หนกั เบา หนกั (อาจเปน สนั้ ยาว ส้นั ยาว) ดังตวั อยา ง

สเุ ทษณ. อันพ่สี บิ ญุ แลว ก็พะเอนิ ประสพสุรี (อนิ ทวงส, ๑๒.)
แลรักสมัคมี มนะมงุ ทนถุ นอม.
ขอโฉมเฉลาปลง พระฤดปี ระนีประนอม
รับรักและยนิ ยอม ดนุรกั สมัคสมาน.
หากนางมขิ อ งขัด ประดิพัทธป ระสมประสาน,
ท้งั สองจะสุขนาน มนะจอ บจดื บจาง.

(มัทนะพาธา หนา ๒๒)

พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจา อยูหวั ทรงใชอ ินทวงศฉ ันทใ นการทรงพระ
ราชนิพนธบทสนทนาของตวั ละคร ๔ ตัว คือ สุเทษณ ชัยเสน มทั นา และปริยัมวะทา ซ่ึงเนอื้ หา

๓๖๗

เก่ยี วกบั ความงาม ความรัก ความดี ความกรุณา และความซาบซงึ้ ในพระกรุณา โดยมี
รายละเอียดดงั น้ี

ก. ความงาม ตอนสุเทษณหลงใหลในรูปของมัทนา และพรรณนาความงาม
ของมทั นาเสมือนตกอยใู นภวังค คาํ พูดแสดงภาพของนางเอกและสะทอนใหเ ห็นอาํ นาจของความ
หลงซง่ึ นําความทุกขใ จมาให ความตอนน้ีทรงใชอ นิ ทวงศฉันทซ ง่ึ มีความไพเราะออ นหวาน ดัง
ตวั อยาง

สเุ ทษณ. จรงิ อยนู ะเจา เอย ผจิ ะเชยสมัคสมาน (อินทวงส, ๑๒.)
นางใดณแมนการ กจ็ ะสทิ ธิสมฤดี,
เวน เดียวกแ็ ตโฉม มะทะนาวสิ ุทธศิ รี
ผเู ลิดสรุ างคมี วรรปู วเิ ลขวไิ ลย.
แตเ หน็ อนงคร า- มะประเสริฐวิเศษวิสัย
ไมมีอนงคใด นะจะเทยี บจะเทียมจะทนั ;
งามผวิ ประไพผอ ง กลทาบศภุ าสพุ รรณ,
งามแกม แฉลมฉนั พระอรุณแอรม ละลาน,
(มัทนะพาธา หนา ๖)

ข. ความรัก ตอนสุเทษณใ ชม ายาวนิ สะกดเรียกมทั นาและปลอบนางไมใ ห
โศกเศรา สุเทษณก ลาววาทําเชน น้เี พราะความรกั และสัญญาวาจะดูแลนางอยา งดี หญงิ กบั ชาย
ยอมมีความรกั ใครตอกนั เปน ธรรมดา มทั นาเปนผูมีความงามเลศิ จงึ มผี ูรักใครผ กู พนั ดงั ตัวอยาง

สุเทษณ. อา ยอดสเิ นหา มะทะนาวิสทุ ธศิ ร,ี (อินทวงส, ๑๒.)
อยาทรงพระโศกี วรพกั ตรจะหมน จะหมอง.
พ่นี นี้ ะรกั เจา และจะเฝาประคับประคอง
คชู ดิ สนิธนอง บมิใหร ะคางระคาย.
พ่ีรักวะธูนวล บมคิ วรระอาละอาย,
อันนารกิ ับชาย ฤกค็ วรจะรว มจะรกั .
รปู เจาวไิ ลยราว สรุ ะแสรง ประจิตประจักษ,
มิควรจะรา งรกั เพราะพะธพู ิถีพถิ นั ;
ธาดาธสรางองค อรเพราพิสุทธิสรรพ
ไวเพอ่ื จะผกู พัน- ธนะจติ ตะจองฤดี.
(มัทนะพาธา หนา ๒๑-๒๒)

๓๖๘

ตอนมัทนาไดพบชัยเสนและเกดิ ความรัก มัทนารูสกึ หวั่นไหว กระวนกระวาย
เพราะไมอ าจเผยความรูสกึ ของตน และไมอาจรถู ึงความในใจของชยั เสน ความรักทก่ี อใหเ กิดความ
หวนั่ ไหวกระวนกระวายใจน้ีทรงพระราชนิพนธดว ยอนิ ทวงศฉันท ดงั ตัวอยาง

มัทนา. คราน้ีสพิ บชาย วรรูปวิเศษวศิ าล, (อินทวงส, ๑๒.)
ใจวาบและหวามปาน ฤดิน้ันจะโลดจะลอย !
เธอนั้นฤเจยี มตัว กิรยิ าก็เรียบก็รอย,
ไมม ลี ะสักนอ ย จะแสดงณทวงณที
วาเธอประสงคจะ อภิรมยฤดีระต,ี
เปนแตชาํ เลืองท่ี ดนบุ า งณครั้งณคราว;
คราใดประสพเนตร ฤกเ็ ราละรอ นและหนาว,
เธอไกลกด็ ูราว นภะไรตวนั และเดือน.
โอว า ณคราน้ี แหละฤดจี ะฟนจะเฟอน,
ดว ยรกั กระทาํ เชือน ละฉนจ้ี ะทําไฉน?
(มัทนะพาธา หนา ๕๖-๕๗)

ค. ความดี หลังจากท่ีชัยเสนไดร ูความจรงิ วา เพราะมทั นาไมยอมเปนบาท
บรจิ ารกิ าของสุเทษณจึงตองถกู สาปเปน ดอกกหุ ลาบ ชัยเสนไดต ระหนกั ถงึ ความดงี ามของ
มัทนา ซึง่ ยากทจ่ี ะหาหญิงอืน่ ใดมาเปรียบ ความตอนนี้ทรงใชอินทวงศฉนั ท ดงั ตัวอยาง

ชยั เสน. ฟงนางแถลงเหตุ ภยะเภทะจับหทยั , (อินทวงส, ๑๒.)
เหน็ เปนพยานไซร มะทะนาวเิ ศษะแท;
ดว ยหลอนสจิ งรกั มนะภักดิสุดละแม
เทวนั ธชวนแม บมยิ อมประนอมฤด.ี
หานารริ ัตนไ หน ณประเทศะเมทินี
เปรียบม่งิ มะเหษี ดนุไดน ะสุดจะหา !
แมรอประเดย๋ี วเดียว ฤก็ผัวกค็ งจะมา
ทนั พบและแกว ตา นะก็คงบรอนกะมล
เปนกรรมกระทาํ ไว ณอดีตประสิทธิผล,
ผัวจ่ึงมทิ นั ยล วระพักตรส ลุ กั ษะณา.
(มัทนะพาธา หนา ๑๓๗-๑๓๘)

ง. ความกรณุ า ชยั เสนเชิญดอกกุหลาบกลับนครหัสตินาปุระ สว นปริยมั วะ
ทานางกาํ นลั ผจู งรักภักดี ชยั เสนไดแสดงความกรุณาตอนางดวยการรบั นางกลับนครและต้งั ใจทจ่ี ะ

๓๖๙

ตอบแทนความดีของนางดวยการเลี้ยงดูนางใหม ีความสุขความเจรญิ ตอ ไป คํากลาวของชัยเสนที่
แสดงความกรณุ าตอปริยมั วะทาน้ที รงใชอ ินทวงศฉ ันท ความวา

ชยั เสน. อกี เราจะรับตัว วระนาฎปรฺ ยิ มั วะทา (อินทวงส, ๑๒.)
กลับคืนพระภารา และจะเลย้ี งประดุจณเดิม,
ใหสมกะที่ซ่ือ สจุ รติ คุณาเฉลิม
ยศศักดิสง เสริม, และดะนูจะขออะภัย
ทไ่ี ดกระทาํ โทษ วธุผิดสุธรรมะไซร,
คงตอบและแทนให สขุ ะศานตสราญทวี.
(มทั นะพาธา หนา ๑๓๘)

และปริยมั วะทาไดทูลตอบชัยเสน คาํ พูดของปริยัมวะทาแสดงถงึ ความรูส กึ
ซาบซึง้ ในความกรณุ าของชัยเสน ความตอนน้ีทรงใชอนิ ทวงศฉันทเ ชน เดียวกนั ความวา

ปริยัมวะทา.หมอมฉนั กเ็ ปนฃา วระบาทพระภูบด,ี (อนิ ทวงส, ๑๒.)
แตนอยบเคยมี วระนาถะอน่ื ฤไกล.
เม่อื ทรงพระการณุ - ยะกฃ็ า สราญหทัย,
ชวี ิตถวายไว ณธลุ ีพระบาทยุคล.
(มัทนะพาธา หนา ๑๓๘)

๒.๑๙ วสันตดิลกฉันท ๑๔ วสันตดิลกฉนั ทป ระกอบดวยคําครลุ หุทีท่ าํ ใหมี

ลลี าจังหวะดังน้ี

หนัก หนกั เบา หนัก เบา เบา เบา หนกั เบา เบา หนัก เบา หนัก หนัก

สงั เกตวาวสนั ตดิลกฉันทม ีจุดเดนอยูท ีว่ รรคหนา ๘ คํา ซ่ึง ๔ คําสดุ ทา ยจะท้ิง
จังหวะ เบา เบา เบา หนกั ซง่ึ ทําใหเ กดิ ความไพเราะ พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา เจา อยูหัว
ทรงนาํ ลีลาจงั หวะอนั ไพเราะของวสันตดิลกฉันทม าทรงพระราชนิพนธบ ทสนทนาของตวั ละครเอก ๓
ตวั คือ ชยั เสน มทั นา และสเุ ทษณ นอกจากนที้ รงใชใ นบทสวดในพิธีอภิเษกสมรสดว ย เนื้อหา

ของบทสนทนาและบทสวดมลี ักษณะดงั นี้
ก. ความรัก ตอนชัยเสนสนทนากับกาละทรรศนิ ชัยเสนไดพ รรณนา

ความรสู กึ หวั่นไหวที่ไดพบเห็นมทั นาคร้งั แรก เปนความรอ นรุมเพราะไมอ าจหักหา มความรักได

๓๗๐

แมม ัทนากม็ ีความรูสึกเหมือนตน ทั้งสองจึงปลงใจที่จะใชชีวติ รว มกัน ตัวอยา งตอนหนง่ึ ชัยเสน
พรรณนาความรูสกึ ของตนซึง่ ทรงพระราชนิพนธดว ยวสันตดิลกฉันทว า

ชัยเสน. แตกามะเทวะนะสแิ ผลง ศะระแกมผะกามวล (วสันตะดิลก, ๑๔.)

มาตองกะมลอุภะยะชวน ฤดริ ักสมคั กัน.

พอฃา ประสพวิมละพกั ตร มะทะนานะรีขวัญ,

อั้นอึง้ ประหน่งึ สุมคิ ะอัน ศะระเสียบณกลางใจ;

พษิ กามะศรประดุจะพิษ ระออุ ัคคิเผาใน

อกผลาญและราญกะมละไหม บมิอาจจะดับลง.

(มัทนะพาธา หนา ๗๔-๗๕)

ตอนสุเทษณส นทนากับมทั นา บทสนทนาของสเุ ทษณมีเนื้อหาเกี่ยวกบั การ
สารภาพรกั ตอมัทนา พยายามวิงวอนใหน างรับรักอยา งนาเหน็ ใจ สวนมทั นาตกอยใู นอํานาจมนตร
สะกดของมายาวินจึงกลาวโดยไมรสู กึ ตัว ดังตัวอยา ง

สุเทษณ. อาโฉมวิไลยะสุปรฺ ิยา มะทะนาสรุ างคศร,ี (วสันตะดิลก, ๑๔.)

มทั นา. พร่ี กั และกอบอภริ ะตี บมเิ วน สเิ นห หนัก;
สุเทษณ.
มัทนา. บอกหนอ ยเถอะวา ดะรณุ เิ จา กจ็ ะยอมสมัครกั .

ตูฃา สมัคฤมิสมัค ก็มขิ ัดจะคลอยตาม.

จริงฤๅนะเจาสุมะทะนา วจะเจา แถลงความ?

ฃาขอแถลงวะจะนะตาม สรุ ะเทวะโปรดปราน.

(มทั นะพาธา หนา ๑๘)

ข. การขอความเมตตา พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา เจาอยหู วั ทรงใช
วสันตดลิ กฉนั ทใ นบทสนทนาของมทั นา ตอนมัทนาขอความเหน็ ใจจากสุเทษณท ีน่ างไมอาจยอมรบั

ความรกั ของสุเทษณไ ด หากนางรับรกั กจ็ ะถอื เปนการกระทําทไี่ มสจุ ริตใจ ดงั นั้นนางจงึ ขอให
สุเทษณไดโปรดเขา ใจและเมตตานาง บทสนทนาของมัทนาทรงพระราชนิพนธดวยวสนั ตดิลกฉันท
ดังความวา

มัทนา. ตฃู า พระบาทสสิ จุ ริต บมคิ ดิ จะปดใคร, (วสันตะดลิ ก, ๑๔.)
จ่ึงหวังและมุงมะนะสะใน วรเมตตะธรรมา.
อันวาพระองคก รุณะขอ ย ฤกค็ วรจะปรดี า,
อีกควรฉลองวรมหา กรณุ าธิคณุ ครนั ;

๓๗๑

ดังนค้ี ะนึงฤก็ระบม อุระแหง กระหมอมฉัน,

ทต่ี นบอาจจะอภิวนั - ทะนะตอบพระวาจา

ใหถกู ประดจุ สรุ ะประสงค, ผวิ ะทรงพระโกรธา,

หมอมฉนั ก็โอนศิระณบา- ทะยคุ ลและกราบกราน.

(มทั นะพาธา หนา ๒๓)

ค. การขอพร พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาเจา อยหู ัวทรงพระราชนิพนธ
บทสวดในพิธีอภเิ ษกสมรสดว ยวสันตดิลกฉันท บทสวดมเี นอ้ื หาเกย่ี วกบั การขอพร โดยขอเทวดา
โปรดอาํ นวยพรใหค บู า วสาวมคี วามสุขความเจรญิ ในอายุ วรรณะ สขุ ะ พละ และอุดมสมบรู ณม ่งั คั่ง
ในทรพั ยศฤงคารสืบไป ดงั ความตอนหนงึ่ วา

๏ ขอทวยสุเทวะสรุ ะฤท- ธมิ ะหทิ ธิเรืองราม (วสันตะดลิ ก, ๑๔.)

โปรดชวยบาํ รุงวรวิศาม- ปะตอิ กี พระชายา

๏ ใหทรงเจรญิ สิรสิ วุ ตั - ถพิ ิพฑั ฒะนาอา-

ยวู รรณะสุขพะละและสา- ระวสิ ทุ ธิศฺฤงคาร

๏ ขอพรประสทิ ธบิ มิฃาด ณพระราชะสมภาร

อกี เทวิองคอระวศิ าล สริ สิ ิทธิภียโย ฯ

(มัทนะพาธา หนา ๘๓)

ง. แนวคดิ พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจา อยหู ัวทรงแสดงแนวคิด
เกยี่ วกับการครองชีวติ คขู องชายหญิงไวว า หากชายหญิงคใู ดมจี ิตใจผกู พนั รกั ใครตอ กัน มีความ
ยนิ ดที จ่ี ะใชชีวติ รวมกันและไดกระทาํ พิธสี มรสอยางถกู ตอง การกระทาํ ตามประเพณี ไมประพฤติ
ตนใหว งศต ระกูลไดรบั ความเสื่อมเสีย จะชวยใหชายหญงิ สง เสรมิ เกียรติยศซึ่งกนั และกัน แมเทวดา
ก็จะอาํ นวยพรใหท ง้ั สองประสบแตความสุขความเจรญิ มบี ุตรธิดาท่ีดสี ืบเช้อื สาย การแสดงแนวคิด
ดงั กลา วทรงพระราชนิพนธไ วในบทสวดตอนอภิเษกสมรส โดยทรงใชค าํ ประพันธป ระเภท
วสันตดิลกฉันท ดังความวา

๏ อา หญิงและชายฤดิสมคั มะนะรว มสเิ นหา (วสนั ตะดลิ ก, ๑๔.)

พรอ มจติ ผสมสะมะระมา อภเิ ษกะสมรส

๏ เหมือนหน่ึงประมวญสะรริ ะอกี มะนะรวมก็ยงยศ

ยงศกั ดิเกียรติคณุ ะหมด เพราะผสมกาํ ลงั กนั

๏ ผใู ดสมคั สะมะระสม- ระสะรว มมะโนฉันท

ปวงไทสเุ ทวะมรสุ รร- พะอาํ นวยพระพรพูน

๏ หญงิ ชายกระทําวธิ ิววิ า- หะสิมงุ ผดงุ กลู

๓๗๒

วงศาคณาคณะประยรู บมเิ สื่อมมิทรามหาย

๏ เทวาประสิทธิวรบุตร และธิดาประดุจหมาย

ใหทรงและสืบสะกลุ ะสาย สวุ ะพันธุพชื งาม

(มัทนะพาธา หนา ๘๒)

๒.๒๐ สัททุลวิกกฬี ติ ฉนั ท๑๙ สทั ทลุ วกิ กีฬิตฉันทเ ปนฉนั ทขนาดยาว
บทหน่ึงมี ๑๙ คาํ พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาเจาอยูหัวทรงดัดแปลงใหสัมผสั บงั คับงา ยขึ้น และ
ทรงดัดแปลงจํานวนคํา สงผลใหม ีความแปลกและเกิดความสงา งาม ซ่ึงพระองคท รงใชในการทรง
พระราชนพิ นธบทสนทนาของตัวละคร ๒ ตัว คือ มายาวินและกาละทรรศนิ

บทสนทนาของตัวละครมีเนื้อหาเก่ียวกบั การสอื่ สารกับเทพเจา ออ นวอน
ขอใหเทพเจาชวยเหลือกิจของตน มายาวินออนวอนขอใหพ ระพิฆเนศรและพระนารายณโปรดดลให
การประกอบพิธีสะกดเรียกมัทนาประสบความสาํ เร็จ โดยเรม่ิ ตน ดวยการสรรเสริญเทพเจา แลวจึง
ขอใหเ ทพเจา ชว ย ดังตวั อยา งตอนมายาวนิ ออนวอนพระนารายณซ่งึ ทรงพระราชนิพนธดว ย
สททลุ วกิ กีฬิตฉันท ความวา

มายาวนิ . โอมนารายะณะเทพเถลงิ อุระคะอาสน, (สัททฺ ลุ ลฺ วิกกฬี ติ , ๑๙.)

ขี่ขุนสุบรรณร าช จรัล;

ถือศงั ขจ กั ระคะทาธรณิผนั

ปราบยกั ษะกุมภัณฑ มะลาย;

เชี่ยวชาญโยคะวธิ พี ระพีระอภิปราย

ดลกิจจะทั้งหลาย สะมิทธ.

ยามฃา กอบกรณยี พิธมี ะยะวิจติ ร

จงสมมะโนสทิ - ธิเทอญ

(มทั นะพาธา หนา ๑๗)

สว นบทออนวอนเทพเจาของกาละทรรศินแสดงถึงความทุกขของ

กาละทรรศนิ อันเนือ่ งมาจากการลว งรูเหตุการณขางหนา วา ตนจะตอ งสูญเสียมัทนาไป

กาละทรรศนิ จงึ ไดแ ตขอใหเทพเจา โปรดเห็นใจและอยาใหม ัทนาตอ งจากไป ถอยคาํ วิงวอนดว ย

ความทกุ ขโ ศกของกาละทรรศินทรงพระราชนิพนธดว ยสัททลุ วกิ กฬี ิตฉนั ท ดังความวา

กาละทรรศิน. ฃาขอใหส ุระเทวะฤทธิอะนกุ ูล, (สทั ทฺ ุลฺลวกิ กีฬติ , ๑๙.)

ฟงฃา พเจา ทูล เถอะไท,

หากฃาเสียมะทะนาธิดาอระวไิ ลย

ฃาบาทจะไดใ คร ละ แทน?

๓๗๓

อาเทวินทะมะหินทาธิปะตแิ มน

ทรงวัชระแกลว แกวน อะมร,

โปรดอยาใหม ะทะนาสุดาดะรุณอิ ร

ตอ งไปอะนาทร ฤเข็ญ !

(มัทนะพาธา หนา ๔๔)

๒.๒๑ สัทธราฉันท ๒๑ สทั ธราฉนั ทเ ปน ฉนั ทขนาดยาว บทหนึง่ มีจาํ นวน

คํามากถึง ๒๑ คํา เปนฉนั ทท ่ีมลี ีลาจงั หวะสงางาม ขณะเดียวกันความยาวของฉันทกม็ ปี ระโยชน
ในการแตงบทคร่าํ ครวญ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยหู วั ทรงนําสัทธราฉันทมาใชท รงพระ
ราชนพิ นธบทสนทนาของตวั ละครทมี่ ฐี านะสงู สง ๒ ตวั คือ กาละทรรศนิ และชัยเสน โดย

เนื้อความของบทสนทนามลี ักษณะของดงั นี้
ก. ความเมตตากรุณา กาละทรรศนิ หวงใยดอกกุหลาบ เนือ่ งจากการอยใู น

ปา ตามลาํ พังอาจมีอนั ตราย กาละทรรศนิ จึงแสดงความเมตตากรณุ าตอดอกกุหลาบดว ยการพูดเช้อื
เชิญดอกกุหลาบใหไปสูอาศรมอยา งสุภาพออนโยน การแสดงความเมตตากรณุ าตอดอกกุหลาบนี้
ทรงพระราชนิพนธดว ยสทั ธราฉันท ดังความวา

กาละทรรศนิ . อา มาลเี ลิดฤดเี พลิน, สุวิมะละและเจรญิ , (สทั ธรา, ๒๑.)

ฃาจะขอเชอญ ผะกาไป

สูสวนงามฃางกฎุ ีให ระมะณยิ ะจะบํารุงไว

เพอ่ื บมีภยั พิบตั ปิ วง ;

ฃารบั คําวา จะแหนหวง ประดุจะวรธิดาดวง

ใจจะใฝห วง สดุ าภา.

อา เชอญไปกบั บิดานา ! ดรณุ อิ ภยะครา

ขุดชลอพา จรัลไป !

(มทั นะพาธา หนา ๓๘)

ข. ความทกุ ข บทสนทนาตอนหนงึ่ ของชัยเสนมเี น้ือหาแสดงความทกุ ขท่รี วู า
ตนเสยี รูจัณฑี ทั้งนเ้ี พราะความหงึ หวงจึงลงโทษมทั นาโดยไมไ ดไ ตรตรอง ความทุกขใจเพราะ
ความเบาปญญาของชัยเสนนี้ทรงพระราชนิพนธดว ยสทั ธราฉนั ท ความวา

ชัยเสน. ฟงคําหมอเฒาวิทรู แจง วะจะนะประดุจะแทง (สทั ธรา, ๒๑.)
ท่อี ุราแยง กระท่งั ใจ !
ทุษะประทะณหะทัย
โอแพรูนาริจญั ไร,

๓๗๔

โดยมทิ นั ได คะนึงวา

จณั ฑีผูเปนธิดารา- ชะมะคะธะแหละจะกลา

ออกอบุ ายพา- ละเชนน้ัน ;

โดยความหึงสหนกั เพราะรักครน้ั คะดิประทะทุษะพลนั

พลุงประหนงึ่ ควัน กระทบตา,

สุดแสนคั่งแคน ฤดีวา ปยะวะธุมะทะนา

นอกฤดฃี า กผ็ ิดใหญ.

บัดน้ีปรากฏบผิดใด สุปยะชิวะประลยั

ฃาจะอยูใย ณ โลกนี้ !

(มัทนะพาธา หนา ๑๑๖)

สรปุ การนําฉันทไปใชกบั ตวั ละครในพระราชนิพนธเรือ่ งมทั นะพาธา

พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจา อยหู วั ไดท รงเลือกใชฉันท ๒๑ ชนิดในการ

ทรงพระราชนิพนธบทละครพูดคาํ ฉันทเ ร่ืองมทั นะพาธา โดยทรงกําหนดใหตวั ละครสนทนาเปน คาํ

ฉันทชนิดตาง ๆ ดังตอไปนี้

ชยั เสน จิตรปทาฉันท ๘ อนิ ทรวิเชยี รฉันท ๑๑ อปุ ชาติฉันท ๑๑

อปุ ฏฐติ าฉันท ๑๑ อเุ ปนทรวิเชียรฉันท ๑๑ สาลนิ ีฉนั ท ๑๑

โตฎกฉันท ๑๒ ภุชงคประยาตฉันท ๑๒ อินทวงศฉ นั ท ๑๒

วสันตดิลกฉนั ท ๑๔ อที ิสังฉนั ท ๒๐ สทั ฺธราฉันท ๒๑

มัทนา จิตรปทาฉนั ท ๘ รโทธตาฉันท ๑๑ สาลินฉี ันท ๑๑

อินทรวเิ ชยี รฉันท ๑๑ ภชุ งคประยาตฉันท ๑๒ กมลฉันท ๑๒

อนิ ทวงศฉ ันท ๑๒ วสนั ตดลิ กฉันท ๑๔

สุเทษณ จิตรปทาฉันท ๘ สวาคตาฉนั ท ๑๑ กมลฉันท ๑๒

อินทวงศฉ นั ท ๑๒ วสนั ตดิลกฉนั ท ๑๔

จัณฑี อุปชาตฉิ ันท ๑๑ อเุ ปนทรวเิ ชยี รฉันท ๑๑ สาลนิ ีฉนั ท ๑๑

ศุภางค อนิ ทรวิเชียรฉันท ๑๑ อเุ ปนทรวิเชียรฉนั ท ๑๑ สาลนิ ฉี ันท ๑๑

กาละทรรศิน อุเปนทรวเิ ชียรฉันท ๑๑ ภชุ งคประยาตฉันท ๑๒

มันทกั กนั ตาฉนั ท ๑๗ กสุ มุ ติ ลดาเวลติ าฉันท ๑๘

เมฆวิปผุชฺชิตาฉันท ๑๙ สัททลุ วกิ กีฬติ ฉันท ๑๙

สทั ฺธราฉนั ท ๒๑

มายาวิน วิชชมุ มาลาฉนั ท ๘ อินทรวิเชียรฉนั ท ๑๑

ภชุ งคประยาตฉนั ท ๑๒ สทั ทลุ วกิ กีฬติ ฉันท ๑๙

วิทูร อุปฏฐติ าฉันท ๑๑ สาลินีฉันท ๑๑

๓๗๕

ปรยิ มั วะทา อนิ ทรวเิ ชียรฉันท ๑๑ ภุชงคประยาตฉนั ท ๑๒

ปยงั วทาฉนั ท ๑๒

อราลี อุเปนทรวเิ ชียรฉนั ท ๑๑ สาลินีฉันท ๑๑

นนั ทวิ รรธนะ อนิ ทรวิเชยี รฉนั ท ๑๑ สาลินฉี ันท ๑๑

โสมะทตั อปุ ฏฐิตาฉนั ท ๑๑ สาลินฉี นั ท ๑๑

จิตระรถ อปุ ชาติฉันท ๑๑

พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจาอยหู วั ทรงใชฉ ันทว รรณพฤติ ๒๑ ชนิดใน

การทรงพระราชนพิ นธบทสนทนาของตัวละคร ๑๓ ตัว ทงั้ นี้ทรงคํานึงถงึ บคุ ลกิ ลกั ษณะและบทบาท

ของตัวละคร จะเห็นวา ตวั ละครท่ีใชฉันทม ากชนิดทส่ี ุด คือ ชยั เสน ซึ่งเปนพระเอกและมบี ทบาท

หลากหลาย รองลงมา คือ มทั นา นางเอก และสเุ ทษณ ตัวละครสําคญั สวนกาละทรรศนิ มกั ใช

ฉนั ทขนาดยาวซึง่ สามารถบรรจุคาํ ไดม าก ชว ยสือ่ ใหนกึ ถึงฐานะผูทรงศลี ที่ควรแกการเคารพ ตวั

ละครทีไ่ มใ ชฉันทเปนบทสนทนาเลย ไดแ ก จติ ระเสน เกศิณี ชาวสวน ศนุ นาค ซ่งึ จิตระเสนและ

เกศณิ ีเปนตวั ละครประกอบ สวนชาวสวนจัดเปนคนช้ันต่าํ ทัง้ หมดมีบทพูดเล็กนอย จงึ ไมมคี วาม

จําเปน ที่บทพูดจะตอ งใชฉ ันท ทน่ี า สนใจ คอื ไมใ ชฉ ันทกบั ตัวตลก คือ ศนุ กบั นาค เลย

เห็นไดว า การทรงพระราชนิพนธฉนั ทใ นพระราชนิพนธเร่อื งมทั นะพาธา จะ

ทรงพจิ ารณาถงึ บคุ ลกิ ลกั ษณะและบทบาทของตวั ละคร

ตารางสรุปการนาํ ฉันทไ ปใชกับตวั ล

ฉันท
จิตรปทา ัฉน ท ๘
ตัวละคร ิวชชุมมาลา ัฉนท ๘
รโทธตา ัฉนท ๑๑
ชัยเสน สวาคตา ัฉนท ๑๑
อินทร ิวเ ีชยร ัฉน ท ๑๑
อุปชา ิต ัฉน ท ๑๑
อุ ปฏ ิฐตา ัฉน ท ๑๑
อุเปนทร ิวเ ีชยร ัฉน ท ๑๑
สา ิลนี ัฉนท ๑๑

/ /////

มัทนา / / / /

สุเทษณ / /

จัณฑี / / /

ศุภางค / / /

ปรยิ ัมวะทา /

นันทวิ รรธนะ //

โสมะทตั //

กาละทรรศิน /

มายาวิน / /

วทิ รู / /

// / // / /// กมลฉันท ๑๒ ละครในพระราชนิพนธเรื่องมัทนะพาธา
/ /// โตฎกฉนั ท ๑๒
/ // ปย ังวทาฉนั ท ๑๒
ภุชงคประยาตฉนั ท ๑๒
//// อนิ ทวงศฉ นั ท ๑๒
วสนั ตดิลกฉันท ๑๔
/ // มันทกั กนั ตาฉนั ท ๑๗ ๓๗๖
กุสมุ ิตลดาเวลติ าฉันท ๑๘
เมฆวปิ ผชุ ฺชิตาฉนั ท ๑๙
สทั ทลุ วกิ กีฬิตฉันท ๑๙
อีทสิ ังฉนั ท ๒๐

สัทฺธราฉนั ท ๒๑

ฉันท

ตวั ละคร

จิตระรถ
อราลี
จิตระเสน
นาค
ศุน
เกศิณี
ชาวสวน

ตารางสรปุ การนาํ ฉันทไปใชกับตัวลจิตรปทาฉันท ๘
วิชชมุ มาลาฉันท ๘
/ รโทธตาฉันท ๑๑
// สวาคตาฉันท ๑๑
อินทรวเิ ชียรฉันท ๑๑
อปุ ชาตฉิ นั ท ๑๑
อปุ ฏฐติ าฉันท ๑๑
อุเปนทรวเิ ชยี รฉันท ๑๑
สาลินีฉนั ท ๑๑

กมลฉนั ท ๑๒ ละครในพระราชนิพนธเรือ่ งมัทนะพาธา
โตฎกฉันท ๑๒
ปยังวทาฉนั ท ๑๒ ๓๗๗
ภชุ งคประยาตฉนั ท ๑๒
อนิ ทวงศฉันท ๑๒
วสนั ตดิลกฉนั ท ๑๔
มันทกั กนั ตาฉนั ท ๑๗
กุสุมิตลดาเวลติ าฉันท ๑๘
เมฆวิปผชุ ฺชิตาฉนั ท ๑๙
สทั ทลุ วกิ กฬี ิตฉันท ๑๙
อีทสิ ังฉันท ๒๐

สทั ธฺ ราฉันท ๒๑

๓๗๘

สรปุ การนําฉันทไ ปใชกบั เนอ้ื หาในพระราชนิพนธเ ร่ืองมทั นะพาธา

พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลาเจา อยหู ัวทรงเลือกใชฉ ันทใ นพระราชนิพนธ

เร่อื งมัทนะพาธา โดยทรงพจิ ารณาใหเ หมาะสมกับเนอื้ หาของบทประพันธ ดงั นี้

เน้ือหา ชนดิ ของฉันท

การสาป จติ ระปทาฉนั ท ๘

การรายเวทย วิชชมุ มาลาฉนั ท ๘

การกลาวคําปฏญิ ญา จติ ระปทาฉันท ๘

การเลาเรื่อง อินทรวิเชยี รฉันท ๑๑

อเุ ปนทรวิเชียรฉันท ๑๑

ภุชงคประยาตฉนั ท ๑๒

การดําเนินเรื่อง สาลินีฉันท ๑๑

อินทรวิเชยี รฉันท ๑๑

อุเปนทรวเิ ชียรฉันท ๑๑

ภุชงคประยาตฉนั ท ๑๒

การถวายพร เมฆวปิ ฺผุชชฺ ิตาฉนั ท ๑๙

การปฏิสันถาร อนิ ทรวิเชียรฉันท ๑๑
การขอความเมตตา รโธทตาฉนั ท ๑๑
วสนั ตดิลกฉนั ท ๑๔
การตอบปฏิเสธ
รโธทตาฉนั ท ๑๑

ความรกั สาลนิ ีฉันท ๑๑
ความทกุ ขโศก อินทรวเิ ชียรฉนั ท ๑๑
อุปฏฐติ าฉนั ท ๑๑
ภชุ งคประยาตฉันท ๑๒
โตฎกฉันท ๑๒
อินทวงศฉนั ท ๑๒
วสันตดลิ กฉนั ท ๑๔
อีทิสงั ฉันท ๒๐
ภุชงคประยาตฉันท ๑๒
มันทกั กันตาฉันท ๑๗
อีทิสังฉันท ๒๐
สัทธราฉนั ท ๒๑

๓๗๙

เนือ้ หา ชนดิ ของฉนั ท
ความงาม อนิ ทรวเิ ชียรฉนั ท ๑๑
อปุ ชาติ ๑๑
ความโกรธ ความไมพ อใจ อปุ ฏฐติ าฉนั ท ๑๑
สาลินีฉนั ท ๑๑
ความอจิ ฉารษิ ยา อนิ ทวงศฉันท ๑๒
ความหว งใย สวาคตาฉันท ๑๑
ความเมตตา ความกรณุ า อปุ ชาติ ๑๑
ความดี คุณคา กมลฉันท ๑๒
เทพเจา การขอพรเทพเจา อุเปนทรวเิ ชียรฉนั ท ๑๑

แนวคิด มันทกั กันตาฉันท ๑๗
อินทวงศฉ ันท ๑๒
สทั ธราฉนั ท ๒๑
อปุ ฏฐิตาฉนั ท ๑๑
อนิ ทวงศฉนั ท ๑๒
อินทรวเิ ชยี รฉันท ๑๑
วสันตดลิ กฉนั ท ๑๔
กุสมุ ติ ลดาเวลิตาฉันท ๑๘
สทั ทุลวกิ กีฬติ ฉันท ๑๙
อนิ ทรวเิ ชียรฉนั ท ๑๑
อุเปนทรวิเชียรฉันท ๑๑
อปุ ฏฐติ าฉันท ๑๑
วสันตดิลกฉันท ๑๔

จะเหน็ วา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจา อยูหวั ทรงเลอื กใชฉ นั ท ๒๑ชนิด
ในการทรงพระราชนิพนธเรอื่ งมัทนะพาธา โดยทรงพจิ ารณาใหเ หมาะสมกับเนือ้ หาของบทประพนั ธ
เชน การรา ยเวทย จะใชว ชิ ชุมมาลาฉนั ท ๘ ซ่ึงมที วงทํานองเนบิ ชา เฉอื่ ยยาว เม่ือกลา วถึงเทพเจา
จะใชก ุสุมติ ลดาเวลติ าฉันท ๑๘ หรือสทั ทุลวิกกฬี ิตฉันท ๑๙ ซึ่งเปนฉันทยาวและมที วงทํานองพิเศษ
การชมความงามจะใชฉ นั ทท ีม่ ที วงทาํ นองไพเราะออ นหวาน อยาง อินทรวิเชียรฉันท ๑๑ อปุ ชาติ
ฉนั ท ๑๑ อุปฏฐติ าฉันท ๑๑ สาลินีฉนั ท ๑๑ หรืออนิ ทวงศฉนั ท ๑๒ เปน ตน ทั้งนพี้ ระบาทสมเดจ็

๓๘๐

พระมงกฎุ เกลา เจาอยูหวั ทรงเลอื กใชฉ นั ทโดยใหส อดคลองกบั การเลอื กใชคาํ ศัพทด วย และการ
เลือกใชฉนั ททท่ี รงคํานึงถึงเนือ้ หาของบทประพันธร วมถึงคาํ ศพั ทนี้ไดทําใหเ กิดสนุ ทรียภาพใน
รูปแบบของฉันทข้ึนอยางงดงาม

๓.๒ กาพย

ในการทรงพระราชนพิ นธเร่อื งมัทนะพาธา พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว
ทรงใชก าพย ๓ ชนิด ไดแก กาพยยานี ๑๑ กาพยฉ บัง ๑๖ และกาพยสรุ างคนางค ๒๘ มี
รายละเอียดดงั นี้

๓.๒.๑ กาพยยานี ๑๑ พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจา อยูหวั ทรงเลอื กใช
กาพยยานี ๑๑ กบั เนอ้ื ความทีม่ ลี ักษณะดังน้ี

ก. บทรอง หมายถึงบทขับรองของหมูค นธรรพตอนเปดเร่ืองในองกท ี่๑ ผู

แสดงเปน คนธรรพยนื คอยอยกู ลางเวที พอเปดมา นคนธรรพก จ็ ะรองและราํ บทท่ีขบั รองมเี น้ือหา
สรรเสริญและแสดงภมู หิ ลงั ของสุเทษณ ซง่ึ บทขบั รองทรงพระราชนพิ นธดวยกาพยยานี ๑๑ และใช
ทาํ นองเพลงเหาะ มีความวา

๏ ฃาบาทผภู กั ดี ตอธุลีพระบาทา (ยาน,ี ๑๑.)

พรอมกนั ถวายอา- เศียระพาทแดเ ทวัน

๏ ขอจงเสวยสุข นริ าศทกุ ขไ รโรคัน-

ตะรายแลภยัน- ตะรายาอยายายี

๏ พระองคท รงมคี ุณ กะตะบญุ บาระมี

บาํ เพญ็ ในอต-ี ตะกาลดลผลไพบลู ย

๏ ชาติกอ นเปนสกุ ฺษัตร เถลงิ รัฐราไชสูรย

ในวงศะประยูร สุระแมนแควนปญจาล

๏ ทรงธรรมลาํ้ มะนษุ ฤทธิรุทมหาศาล

บาํ เพ็ญพะลีการ ทกุ อยางงามตามวิสยั

๏ ครน้ั ถงึ เวลาควร ภูมศิ วรจากไผท

เสดจ็ สรุ าลัย เสวยสุขในแดนสรวง

๏ เหลาฃา พงึ่ พระเดช ปกปอ งเกศฃา ทงั้ ปวง

จ่ึงพรอมณแดดวง ภกั ดหี มายถวายพร

๏ สิ่งใดพระประสงค จงสิทธินริ ันดร

ใดองคจ อมอมร ไมโ ปรดปรานเรง ผา นไป ฯ

(มทั นะพาธา หนา ๓-๔)

๓๘๑

ข. บทสนทนา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยูหัวทรงพระราชนิพนธ
บทสนทนาของตัวละครดวยกาพยยานี ๑๑ ไดแก บทสนทนาของชัยเสน สเุ ทษณ ศุภางค กา
ละทรรศนิ จติ ระเสน นันทิวรรธนะ และโสมะทตั โดยทรงใชกบั บทสนทนาท่มี ีลักษณะดงั น้ี

๑. บทสนทนาที่เปนการเกริ่นนํา หมายถงึ บทสนทนาสวนทเี่ ปน การ
เริ่มตนการพูดคุยกันของตัวละครและนํามาสกู ารพูดคุยกันถึงเรือ่ งสาํ คัญ บทสนทนาท่เี ปนการเกริน่
นาํ น้ีทรงพระราชนพิ นธดว ยกาพยยานี ๑๑ สวนบทสนทนาที่เปน สาระสาํ คัญตอจากนซี้ ง่ึ จะแสดง
อารมณอยา งเขม ขน พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา เจาอยูหวั จะทรงเปลย่ี นไปใชคาํ ประพนั ธชนิด
อนื่ ตามความเหมาะสม ดงั ตัวอยาง

บทสนทนาระหวา งจติ ระเสนกบั สุเทษณ

จติ ระเสน. อนั นางอบั สรศรี รํามดิ ีประการใด, (กาพยยานี ๑๑)

ขอเทวะฤทธไ์ิ ด โปรดตํานิติประทาน.

สุเทษณ. ดีแลว ทัง้ การราํ และลํานาํ ขบั รองหวาน,

ทัง้ ดนตรีประสาน ก็ฟง เพราะเสนาะด;ี

แตก ทู ใี่ จเศรา และงมเหงาอยเู ชน นี้

ตัวเจา กร็ ูดี วาเหตุนั้นเปนฉันใด.

จติ ระเสน. ฃาทราบและพลอยโศก, อนั โรครกั นี้หนกั ใจ;

แตใ นสรุ าลัย สุรางคดีก็มีถม.

ฃาเชือ่ วา พระองค ประสงคน างสอางชม

คงไดส มั ฤทธิส์ ม หทัยแททกุ นงคราญ.

สุเทษณ. จรงิ อยนู ะเจาเอย ผจิ ะเชยสมัคสมาน (อนิ ทรวงศฉันท ๑๒)
นางใดณแมนการ กจ็ ะสิทธิสมฤดี,
เวนเดียวก็แตโฉม มะทะนาวสิ ุทธิศรี
ผูเลิดสรุ างคม ี วรรปู วิเลขวิไลย.

(มัทนะพาธา หนา ๖)

จิตระเสนเปนฝายเริ่มตนการสนทนา โดยถามสเุ ทษณถ ึงสาเหตุของ
ความทุกขใ จ จากนั้นสเุ ทษณเ ปนฝายตอบและจติ ระเสนพยายามพูดปลอบประโลม ทงั้ หมดทรง
พระราชนิพนธดว ยกาพยยานี ๑๑ สว นเนื้อความตอมาท่ีเปน สาระสําคัญซงึ่ สุเทษณร ะบายความ
ทุกขใ นใจอนั มีสาเหตมุ าจากมัทนา ตอนน้คี าํ ประพนั ธไ ดเปลี่ยนเปน อนิ ทรวงศฉ ันท ๑๒

๓๘๒

บทสนทนาระหวา งนันทิวรรธนะกบั ชัยเสน

นันทวิ รรธนะ. ขอเดชะพระบาท นรนาถเหนือเกศ,ี (กาพยยานี ๑๑)

บดั น้ีเฒาธชี ผูมีช่ือวทิ ูรไซร,

ซงึ่ มพี ระบญั ชา ใหตระเวนแลวขับไล,

โอหงั บงั อาจใจ เฃามาถึงณคา ยน.้ี

ฃาบาทไดซักถาม พราหมณวามาก็เพราะมี

เร่อื งทูลพระทรงศรี เปนขอความสาํ คัญนกั ;

ยืนยนั สาํ คญั แท, วาถงึ แมแกเองจกั

ตองรบั อาญาหนัก ก็ขอทูลซ่ึงกจิ จา.

ชยั เสน. แกคงตองมีสง่ิ จาํ เปนจรงิ แกจ่งึ กลา;

เอาเถิดเรียกเฃามา, จะฟงเร่อื งของแกด.ู

นี่แนตาพราหมณเฒา แกขอเฝาและบอกกู,

มฃี า วสง่ิ ใดอยู จงรีบแจงแถลงมา.

วิทูร. ขอเดชะพระสม มติเทวะราชา, (อุปฏ ฐติ าฉันท ๑๑)

โปรดทรงกรณุ า ดนุสาระภาพผิด;

โอตตัปปะกระตุน ฤดิฃา กห็ วลคิด

ไดวา ผิวะปด คติไวจะบาปครัน.

(มทั นะพาธา หนา ๑๑๓-๑๑๔)

นนั ทิวรรธนะทูลชัยเสนวา พราหมณวทิ รู ขอเขา เฝาและชยั เสนอนญุ าต
บทสนทนาระหวางนันทิวรรธนะกบั ชยั เสนนท้ี รงพระราชนพิ นธดวยกาพยย านี ๑๑ สวนบทสนทนา

ของวิทูรซ่ึงเปนเน้ือหาตอนสําคัญทเี่ ปนการเปดเผยสาเหตุของปญหาท่เี กิดจากอุบายของจัณฑี
ในชวงหลงั ทรงพระราชนิพนธดวยอปุ ฏฐติ าฉันท ๑๑

๒. บทสนทนาที่เปน การดําเนินเร่อื งตอนสําคัญ ไดแก บทสนทนา
ระหวางศุภางคแ ละโสมะทัต ตอนศุภางคเ หน็ เหตุการณท ีช่ ัยเสนกบั มัทนามาพบกันในเวลากลางคืน
และตา งกเ็ ฉลยความรักตอกนั ศุภางคเ ปน ผูเลาเร่อื งราวใหโสมะทัตฟง ในเวลารงุ เชา ตา งสงสยั วา
เมอ่ื มทั นามคี วามรกั แลว อาจไมต องคนื รา งเปนดอกกหุ ลาบ โสมะทัตไดนําความท่ีศุภางคเลา ไปแจง
แกก าละทรรศนิ บทสนทนาท่ีมลี กั ษณะเปน การดาํ เนินเรอ่ื งซึง่ เปนเหตกุ ารณส าํ คญั ทเ่ี ก่ียวกบั ความ
เปน ไปของตวั ละครเอกนี้ทรงพระราชนพิ นธดว ยกาพยยานี ๑๑ ดังความวา

ศภุ างค. คร้ันเมื่ออรุณฉาย อษุ าพรายพืน้ นะภางค, (ยาน,ี ๑๑.)
เห็นคูส ิเนหพ ลาง จับหัดถจูงกนั จากลาน,

๓๘๓

โสมะทัต. มงุ ตรงลงไปยงั ณทฝ่ี ง อทุ กธาร,
แตน ั้นกระทงั่ กาล บดั นี้ยังมิกลบั มา.
ขอบอกใหท านรู เพือ่ ตรองดจู งดวี า
อนั โฉมนงพงา จะกลับรางฤๅอยา งไร;
ฤๅวา พอมคี ู เปนเชิงชูท ่ีชอบใจ
นางนัน้ จะมไิ ด กลับรูปเปนเหมือนเชน เคย?
ขอนีไ้ มเคยร,ู ท้ังมิไดค าํ นงึ เลย,
เพราะเหน็ นางทรามเชย ไมเ คยชอบในเชิงช;ู
แตเ มื่อทา นถามมา ฃา กเ็ หน็ ชอบกลอยู,
จําเปนตองเรียนครู ใหทานทราบซึง่ กิจจา.
ขอทานจงคอยกอน ฃาจะรบี เฃา ไปหา,
และเรียนพระสทิ ธา เลาแถลงแจงคด.ี
(มทั นะพาธา หนา ๗๑-๗๒)

๓. บทสนทนาที่กลา วซํ้าความเดมิ หมายถงึ บทสนทนาท่เี ลา เร่อื งราว
ของตวั ละครซง่ึ มีความสาํ คัญตอ เน้ือเร่ืองและเคยกลาวไปแลวครงั้ หนึ่ง แตไดน ํามากลาวซา้ํ ใน
จงั หวะทเี่ หมาะสมเพ่อื ชวยเตือนความจําและยา้ํ ความเขาใจแกผ ูรับสาร เน่อื งจากการเลา เรอื่ งคร้งั
แรกผา นไปไดระยะหนง่ึ แลว

บทสนทนาของกาละทรรศินทเ่ี ลา เรื่องราวของมทั นาและบอกเหตผุ ลที่
นางไมก ลายรางเปนดอกกหุ ลาบหลังจากพบชัยเสน ซึง่ เร่อื งของมัทนานี้ไดก ลา วไปแลวต้ังแตตน
เรื่องในบทสนทนาของสุเทษณกบั มายาวนิ แตน ํามากลาวซาํ้ อีกในบทสนทนาของกาละทรรศิน
เพื่อใหผูรบั สารเขา ใจเนื้อเรอ่ื ง บทสนทนาท่ชี ว ยกลาวซาํ้ ความเดมิ นท้ี รงพระราชนพิ นธดว ยกาพย
ยานี ๑๑ ดังที่ยกมาเปนตัวอยา งวา

กาละทรรศนิ . ออ, โสมะทัตเลา ใหเราแลว ละเสน,ี (ยานี, ๑๑.)
และเรามิไดม ี
เพราะเราเฃา ใจวา ความเดือดรอนเทาใดนกั ;
ครานบี้ างทีจัก
หากนางจะมีโชค มะทะนาบตุ รรี ัก
โปรดปรานนงคราญนั้น
และมาจนบัดนี้ ไดปล้ืมปลาบสนิ้ สาปสรรพ.
ไมกลายเปนตน ไม
ตามทไี่ ดเ ลง็ ญาณ โดยสมเดจ็ พระทรงธรรม
นางนี้ไมใชน า
ก็ควรที่จะดใี จ;

ยังคงรปู เปนางไซร,

ไปดังเชน ที่เคยมา.

เราทราบแลวเปนแนวา

รเิ ลวทรามสถานใด;

๓๘๔

เปนเทวะธิดา จุตจิ ากสุราลัย,
และในปางกอ นไซร กเ็ ปนราชะบุตรี
ของจอมสุราษฎรผ ู ธาํ รงยศและศกั ดศ์ิ รี,
จ่ึงควรพระภูมี จะทรงรบั เปนคูค รอง.
(มัทนะพาธา หนา ๗๓)

๔. บทสนทนาแสดงแนวคิด บทสนทนาระหวา งศุภางคก บั กาละทรรศิน
ทง้ั สองตางทราบดีวา เม่ือมัทนามคี วามรกั แลว มทั นาจะตองพบอุปสรรค แตไ มอาจหา มปราม
เพราะอํานาจของความรักจะทําใหน างไมฟ งสิง่ ใด บทสนทนาน้ีแสดงแนวคิดเกี่ยวกบั ธรรมดาของ
ความรักวา ความรกั ของชายหญิงยอ มประกอบดวยความหลงและเปนเร่ืองยากท่ใี ครจะไปบงั คับ
หามปราม บทสนทนาท่ีแสดงแนวคิดน้ีทรงพระราชนิพนธดวยกาพยยานี ๑๑ ดังความวา

กาละทรรศนิ . แตเ ราสิมาตรอง กเ็ กดิ ความวติ กใจ; (ยาน,ี ๑๑.)
คร้ันจะอธิบาย กย็ ากอยหู านอยไม,
ทานฤๅจะเฃาใจ?
พระคุณเจา ไดเลง็ ญาณ
ศภุ างค. ณเหตซุ ง่ึ จะรําคาญ,
แลวคงจะทราบสิ้น กอ็ อกนกึ วติ กอยู !
และฃาผูรกู าร ใหน างสาวน้ันไดร,ู
ฃา ใครจะบอกกลา ว จะเปนการอวดดีไป;
แตน ึกอกี ทีดู ก็อาจเปลาประโยชนได.
อนึ่งถึงแมบอก ประโยชนเ ปลา มชิ อบกล.
บันดาลตาใหม ืดมล,
กาละทรรศนิ . จริงนา, เห็นวา ไร อปุ ะสัคคะใด ๆ.
ความรกั เหมือนโรคา กําลังคึกผิขังไว,
บยอมอยูณที่ขงั ;
ไมยนิ และไมย ล กด็ งึ ไปดวยกําลงั ,
บหวลคิดถึงเจบ็ กาย.
ความรกั เหมอื นโคถึก จะหามปรามนางโฉมฉาย
กโ็ ลดจากคอกไป และปราศจากซงึ่ ผลด.ี
(มทั นะพาธา หนา ๗๓-๗๔)
ถึงหากจะผูกไว

ยิง่ หามกย็ ิ่งคลัง่

ดงั น้พี ยายาม
คงมแี ตผลรา ย

๓๘๕

พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา เจาอยูหวั ทรงเลอื กใชกาพยยานี ๑๑ ในการทรง
พระราชนพิ นธบ ทรองของคนธรรพซ ึง่ ใชจบั ระบาํ ตอนเปดเรอื่ ง มีเนื้อหาเกี่ยวกบั การสรรเสริญและ
แสดงภมู ิหลังของสเุ ทษณ นอกจากน้กี ็ใชใ นการทรงพระราชนพิ นธบ ทสนทนาของตวั ละคร ไดแก
ชัยเสน สเุ ทษณ ศภุ างค กาละทรรศิน จิตระเสน นนั ทิวรรธนะ และโสมะทตั ซ่ึงมลี ักษณะเปนบท
สนทนาทีใ่ ชเกริ่นนาํ กอนการพดู คุยเร่ืองสาํ คญั บทสนทนาท่ีเปนการดําเนนิ เรอื่ งตอนสาํ คัญ บท
สนทนาท่ีชว ยกลา วซ้าํ ความเดิม และบทสนทนาท่ีแสดงแนวคิด

๓.๒.๒ กาพยฉบงั ๑๖ พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจา อยูหัวทรงเลือกใช

กาพยฉบงั ๑๖ มากกวา กาพยชนดิ อน่ื โดยทรงใชใ นบททม่ี ีลักษณะดังน้ี
ก. บทรอ ง หมายถึงบทขับรอ งของหมูอัปสรที่ออกมารายรําและขบั รองเพ่อื

สรางความสาํ ราญแกส เุ ทษณ บทรองของอัปสรมีเน้ือหาเยินยอสุเทษณวาเปนเทพผูทรงพรหมวหิ าร
๔ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยหู วั ทรงพระราชนิพนธดว ยกาพยฉ บัง ๑๖ และใชทํานอง
นางนาค มีความวา

๏ เหลา ฃา คณาอัปสร กม เกศยอกร (ฉบงง, ๑๖.)

บงั คมพระเทพรงั สรรค

๏ พาํ นกั เนาสุขทุกวัน พระคณุ อนนั ต

อเนกประดจุ โพธิ์ทอง

๏ อนั พระเมตตาเนืองนอง ประดจุ ละออง

วะรุณระรนื่ รวยเย็น

๏ พระกรุณาแนเห็น ดิประดจุ เปน

วายุรําเพยชื่นใจ

๏ พระมทุ ิตาแนใน ฃา บาทจง่ึ ได

มานะเปนนิตยใ นงาน

๏ พระอเุ บกฃาสมาน จติ ใหเ บกิ บาน

บเสือ่ มบสูญภกั ดี

๏ เจา นายองคใดในตรี โลกฤๅจะมี

เหมอื นพระผูนงั่ เกศา

๏ ขอพง่ึ ยุคลบาทา ไปจนเวลา

ประจวบเมอื่ กลั ปบ รรลัย ฯ

(มทั นะพาธา หนา ๕)

๓๘๖

ข. บทพากย หมายถึงบทพากยของนักสวดในพิธีอภเิ ษกสมรสระหวางชัย

เสนกับมัทนา มเี นื้อหากลา วอญั เชิญทวยเทพโปรดประทานพรแกคสู มรสผูมคี วามเหมาะสมกนั ทั้ง
รูปสมบัติและคณุ สมบัติ ขอใหทัง้ สองมีความสุขสวัสดีและครองคกู ันยาวนาน ซ่งึ บทพากยนท้ี รง
พระราชนิพนธดว ยกาพยฉบงั ๑๖ ความวา

๏ อาทวยเทพฟงคาํ เชอญ แลวโปรดอยาเมิน (ฉบงง, ๑๖.)
มะโนจงนอมพรอ มกัน ผูทรงมหันต
๏ ฟง คําฃา ทลู เทวัน ศวฺ รรยาธปิ ตัย
มหทิ ธเิ ดชเกรียงไกร ทะราชเรอื งศิล-
๏ ดว ยองคส มเดจ็ จอมไอ- อกี ท้งั ปุราณ
ดาํ รงซึง่ รฐั หัสดนิ อาวธุ ถ่ีถว น
๏ ทรงนามชัยเสนนรนิ - พระรปู วิมล
ปะศาสฺตฺระเช่ียวชาํ นาญ รูปสมบตั ิสลาง
๏ แจง เจนไตรเพทพิศาล แกน ะเรนทรส ูร
คัมภีรก็รูตามควร มากลัว้ ณท่ี
๏ อีกวอ งไวในกระบวน เมตตานงคราญ
ทกุ อยางในทางยุทธกล วา มะทะนา
๏ สันทัดอศั วะโกศล เนตรชมอีกชวน
สิรโิ สภาคยสรรพางค ยลชมอรไทย
๏ พระคุณสมบัติส์ ําอาง
และโภคสมบัตบิ รู ณ
๏ เทวานุเคราะหเกื้อกลู
จึง่ ทรงสวัสดิ์แสนดี
๏ สิง่ ทรามใด ๆ ไปมี
พระองคสมเด็จภบู าล
๏ บัดนี้พระหฤทัยทา น
วิสุทธิศักดโ์ิ สภา
๏ อนั มีนามะไธยยา
วเิ ศษสลุ กั ษะณานวล
๏ ทว่ั ทั้งสรรพางคนางยวล
ใหเ พงและเพลนิ เจริญใจ
๏ มรรยาทเรียบรอยและใคร
วาแสนประเสริฐเลิดดี

๓๘๗

๏ สมควรเปนองคเทวี คบู าระมี

สมมตเิ ทพรังสรรค

๏ พระงามนางงามสมกนั ทงั้ คณุ อนันต

อเนกะเทาท้งั สอง

๏ ฃาขอทวยเทพท้ังผอง พรอมกนั ปรองดอง

ประทานพระพรเพม่ิ ศรี

๏ แดร าชาธิบดี อีกองคเทวี

วิสทุ ธคิ ูสมรส

๏ บัดนี้องคพระดาบส จะถวายรด

อทุ กประกอบคาถา

๏ อีกเฉลมิ พระพกั ตรา เพ่ิมมงั คะลา

ธิการณกจิ พิธี

๏ ขอจงสององคทรงศรี ศุภะสวฺ ัสดี

ครองคูก นั อยจู ีระกาล ฯ

(มัทนะพาธา หนา ๗๙-๘๑)

ค. บทสนทนา พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจา อยหู วั ทรงพระราชนพิ นธ

กาพยฉบงั ๑๖ ในบทสนทนาของตวั ละครที่ใชดาํ เนินเรื่อง เจรจาถามตอบกนั อยา งธรรมดา หรือ
โตเ ถียงกนั แตไ มใชบ ทสนทนาท่ีเนน การแสดงแนวคิดหรอื แสดงอารมณอ ยา งลกึ ซงึ้ โดยทรงใชก ับ
บทสนทนาของตัวละครต้ังแตตวั เอก ตัวประกอบ ตลอดจนตวั ประกอบท่ีมลี กั ษณะเปนตวั ตลกดว ย
คอื ศนุ กับนาค บทสนทนาท่ีทรงพระราชนพิ นธดวยกาพยฉ บงั ๑๖ มีตวั อยางดังนี้

บทสนทนาระหวา งสเุ ทษณ จติ ระรถ และจิตระเสน

จิตระรถ. ยามฃาเที่ยวไปถงึ ที ขนุ โขดคีรี ศรมี ันทะระงามงอน,(ฉบงง, ๑๖.)

สเุ ทษณ. ไดพบหนง่ึ วิทยาธร เรืองวิทยากร, มนี ามวา มายาวิน;
จติ ระรถ.
สุเทษณ. ผนู ี้มีความรูชิน เชงิ ชาญโยคนิ และเช่ียวอาถรรพวิทยา,
จติ ระรถ.
สุเทษณ. รูจกั ใชโ ยคะนิทรา ไปผูกหทยา แหงผูทอี่ ยูแมไ กล,

อาจรายมนตรเ รียกมาได.

อะ! จรงิ หรอื ไฉน ?

ฃา บาทไดเห็นเองแลว

ถาจริงเฃากเ็ ปนแกว !

ฃาบาททราบแลว จึง่ กลา นาํ ตัวเฃามา.

พามาดวยแลวหรอื หวา ?


Click to View FlipBook Version