The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิทยานิพนธิ์เรื่องมัทนะพาธา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by boonajkee, 2021-05-27 03:33:36

วิทยานิพนธิ์เรื่องมัทนะพาธา

วิทยานิพนธิ์เรื่องมัทนะพาธา

๒๙๐

๓. สนุ ทรยี ภาพทางรูปแบบ

สนุ ทรียภาพทางรูปแบบ หมายถงึ ความงามของบทประพันธอันเกิดจากการเลือกใช
รูปแบบของการประพันธอยางเหมาะสมเปนพาหะในการถา ยทอดเนื้อหาหรือความรูสึกนกึ คิดของกวี
ซ่งึ รูปแบบการประพนั ธอาจเปน รอ ยแกว หรือรอยกรองทแ่ี ตล ะชนิดมลี ีลาทว งทํานองตาง ๆ กัน และ
ลว นมผี ลตอเนือ้ หาของวรรณคดี เนอ่ื งดว ยเปน สว นเชิดชคู ณุ คาของวรรณคดีใหโดดเดนเปน ท่ี
ประจกั ษแ กใ จของผอู านและผูฟง

พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลาเจาอยูหวั ทรงเลือกใชคําประพนั ธ ๓ ชนิด ไดแก ฉนั ท
กาพย และรอยแกว เปนพาหะในการถา ยทอดเนอื้ หาของพระราชนพิ นธเ ร่อื งมัทนะพาธา ซึ่งการใช
รูปแบบคําประพนั ธท ีเ่ หมาะสมกับเน้ือหาชว ยทําใหเกิดสุนทรียภาพขึน้ โดยมีรายละเอียดดังนี้

๓.๑ ฉันท
ฉันทเปนคาํ ประพนั ธทีถ่ า ยแบบมาจากฉันทข องอินเดีย ผา นคัมภรี สําคัญช่ือ

วุตโตทัยอนั เปนคมั ภีรฉันทของบาลี การปรับฉนั ทโดยเฉพาะฉนั ทบาลใี หเ ปน ฉนั ทไทยปรากฏครงั้
แรกในวรรณกรรมคาํ ฉนั ทสมยั อยุธยาและดําเนนิ ติดตอกันเรอ่ื ยมา การกาํ หนดคาํ ครุลหุในฉนั ทยคุ
แรกยงั ไมมรี ูปแบบที่แนนอนตายตัว กวจี ะใหความสาํ คัญแกเ สยี งและถอื การออกเสียงหนักเบาเปน
เกณฑ สวนการกาํ หนดดวยรปู คํามคี วามนิยมเปนรอง ตอมา พ.ศ.๒๓๘๕ ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร
สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมสมเดจ็ พระปรมานุชิตชโิ นรส ไดทรงนิพนธตาํ ราฉนั ทวรรณพฤติและ
มาตราพฤติขน้ึ เพอ่ื จัดระเบยี บฉันทใ หเ ปนไปในแนวทางเดียวกนั แตยงั คงรกั ษาลักษณะเฉพาะ
ของฉันทใ หค งอยู พระองคทรงสรางเกณฑก ําหนดคาํ ครุลหทุ ่ีเปน รูปธรรมมากข้นึ โดยทรงกําหนด
ดวยรปู คาํ แทนเสียง๑

การกําหนดคําครุลหุดวยรูปคํามีวิธกี ารดังน้ี
ครุ (  ) คือพยางคท ีม่ เี สียงหนกั หมายถึงพยางคท ่ีประสมสระเสียงยาว และ

สระเกินท้ังสี่ คือสระอํา ไอ ใอ เอา และพยางคทมี่ ตี วั สะกด
ลหุ (  ) คือพยางคท ม่ี เี สียงเบา หมายถึงพยางคท ี่ประสมสระเสียงสั้นที่ไมมี

ตัวสะกด รวมถึงคํา บ และคาํ ที่ประสมดวยสระอาํ ๒

๓.๑.๑ การกําหนดคําครุลหใุ นฉันทในพระราชนิพนธเร่อื งมัทนะพาธา
พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจา อยหู ัวทรงนําฉนั ท ๒๑ ชนิด มาทรงใชในการพระ
ราชนิพนธ ไดแก จติ รปทาฉนั ท ๘ วชิ ชมุ มาลาฉันท ๘ สวาคตาฉันท ๑๑ รโธทธตาฉันท ๑๑
สาลินฉี นั ท ๑๑ อุปชาติฉันท ๑๑ อุเปนทรวเิ ชียรฉันท ๑๑ อนิ ทรวเิ ชยี รฉนั ท ๑๑ อุปฏฐิตาฉันท
๑๑ ปยังวทาฉนั ท ๑๒ ภชุ งคประยาตฉันท ๑๒ กมลฉันท ๑๒ โตฎกฉนั ท ๑๒ อินทวงศฉ นั ท
๑๒ วสันตดิลกฉนั ท ๑๔ มันทักกนั ตาฉนั ท ๑๗ กสุ มุ ิตลดาเวลิตาฉนั ท ๑๘ เมฆวิปผฺ ุชฺชิตาฉันท

๑ ญาดา อรุณเวช. (๒๕๓๙). พฒั นาการของฉันทใ นวรรณกรรมคําฉันท. หนา ๒๑๓, ๖๓๐.
๒ กาํ ชัย ทองหลอ. (๒๕๑๙). หลักภาษาไทย. หนา ๕๐๑, ๕๓๙-๕๔๐.

๒๙๑

๑๙ สัททุลวกิ กีฬิตฉนั ท ๑๙ อีทสิ งั ฉนั ท ๒๐ และสัทธราฉันท ๒๑ ซึง่ ฉันทท่พี ระองคท รงเลือกใช
เปนฉันทวรรณพฤติ หมายถึงฉนั ทท ่ีกาํ หนดดว ยตัวอกั ษร คือวางคณะและกาํ หนดเสียงหนกั เบาท่ี
เรยี กวา ครุ ลหุ เปน เกณฑ๑

การกําหนดคาํ ครุลหใุ นพระราชนิพนธเรื่องมทั นะพาธานั้น พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ
เกลาเจา อยหู ัวทรงถือรปู คําเปนเกณฑตามตําราฉันทว รรณพฤติ ขณะเดียวกันก็ทรงคาํ นงึ ถงึ เสยี ง

ของคําตามแบบกวโี บราณดวย จากการพจิ ารณารูปคําของครลุ หจุ ะพบวา มฉี นั ทบางชนิด ไดแก
อปุ ชาตฉิ ันท ๑๑ อินทรวิเชยี รฉันท ๑๑ อุปฏฐิตาฉนั ท ๑๑ ภุชงคประยาตฉันท ๑๒
กุสมุ ติ ลดาเวลิตาฉันท ๑๘ มีคาํ ครุลหุบางคําไมเ ปนไปตามเกณฑ แตหากพิจารณาเรอ่ื งการออก
เสียงจะพบวา มคี วามเหมาะสมตามลกั ษณะของฉันท

คําครุลหุในพระราชนพิ นธเร่ืองมัทนะพาธาทไี่ มดาํ เนินตามเกณฑข างตน ปรากฏใน
ฉนั ทบ ทตอ ไปน้ี

อุปฏฐติ าฉนั ท ๑๑
แผนผงั

    

    

ตวั อยาง ลวิ ิการะไปตาม, (อุปฏฐติ า, ๑๑.)
พระดํารพิ ระนางวา
วทิ รู . นางนามะอะรา-
บอกเคา คตคิ วาม (มัทนะพาธา หนา ๑๑๔)

คาํ ท่ี ๒, ๓ ในวรรคที่ ๔ ตามลกั ษณะบงั คับเปน ลหุ ครุ แตใ นที่นท้ี รงใชคาํ วา ดําริ ถา
พจิ ารณาตามลักษณะของครุลหุที่กลาวขา งตน จะเหน็ วา คําวา ดาํ ริ เปน ลหุ ลหุ

๑ ฉันทอ กี ประเภทหน่ึงคือ ฉันทมาตราพฤติ เปนฉันทท่ีกําหนดดว ยจงั หวะส้นั ยาวของมาตราเสียงเปน
เกณฑ คําลหุนับเปน ๑ มาตรา คําครนุ ับเปน ๒ มาตรา.

๒๙๒

ภุชงคประยาตฉันท ๑๒
แผนผัง

   

   

ศุภางค. ตวั อยา ง คะตมิ กั จะครอบดวง (ภชุ งคปั ปะยาตร, ๑๒.)
พระนางเธอก็โทษา ฤทกั มักจะยงิ่ ใหญ
หะทัยอยูและใครทว ง (มทั นะพาธา หนา ๘๙-๙๐)

คําที่ ๑, ๒ ในวรรคท่ี ๒ บงั คับ ลหุ ครุ ในท่ีนีท้ รงใชคําวา คะติ ซ่ึงไมต รงตามเกณฑ
ของครุลหทุ ี่กาํ หนดไว เพราะ คะติ ตอ งเปน ลหุ ลหุ

อุปชาตฉิ ันท ๑๑
แผนผัง

      

      

      

      

ชัยเสน. ตวั อยา ง รณะยุทธะอกี แท, (อปุ ชาติ, ๑๑.)
ละจะฝากกํานลมา;
ฉนัน้ สฉิ ันมงุ (มัทนะพาธา หนา ๑๑๒)
คอยดูเถดิ หนอแน

คําที่ ๓ ในวรรคที่ ๓ บังคับ ลหุ ในทนี่ ้ที รงใชคําวา เถดิ ซึ่งไมตรงตามลักษณะของครุ
ลหทุ ่กี ําหนดไว เพราะ เถิด ตองเปน ครุ

๒๙๓

อนิ ทรวเิ ชยี รฉนั ท ๑๑
แผนผัง

 

 

ชยั เสน. ตัวอยา ง จะประนอมกะเทวา ! (อนิ ทะวเิ ชียร, ๑๑.)
แตน างมยิ นิ ยอม ฤก็รูอยแู ลวดี.
เรอ่ื งเดิมนะตูฃา
(มัทนะพาธา หนา ๑๓๖)

คาํ ท่ี ๔ ในวรรคทา ยบงั คบั ลหุ ในทีน่ ้ีทรงใชค าํ วา อยู ซ่งึ ตามลักษณะของครลุ หุที่
อธบิ ายไว คําวา อยู ตองเปน ครุ

กุสมุ ิตลดาเวลิตาฉันท ๑๘
แผนผงั



 

ตัวอยา ง

กาละทรรศิน. อันดวงมาลีกพุ ชฺ ะกะสผิ ิวะให (กุสุมติ ลดา, ๑๘.)

พึงจะรูได วา รกั แท,

(มทั นะพาธา หนา ๑๔๒)

คําแรกในวรรคทายบงั คบั ลหุ ในทีน่ ้ที รงใชค ําวา วา ซึ่งไมถกู ตองตามลักษณะของ
ครุลหุ เพราะ วา ตองเปน ครุ

พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลาเจา อยหู วั ทรงพระราชนพิ นธเชนน้ี เพราะพระองคม ไิ ด
ทรงคาํ นึงถึงรปู คําของครุลหุตามที่มีการกาํ หนดวิธีเขียนไวเพียงประการเดียว แตทรงคาํ นงึ ถงึ เสียง
ดวย เนื่องจากฉันทเปนคําประพนั ธทบ่ี งั คับเสยี งหนกั เบา เสียงหนักเปน ครุ สวนเสียงเบาเปนลหุ

๒๙๔

หากคําใดออกเสียงหนกั หรือเสียงเนน แมวา จะประสมสระเสียงสัน้ และไมม ีตัวสะกด กจ็ ดั เปน ครุ
ได ดงั คําวา ดาํ ริ ในอปุ ฏฐิตาฉันท ๑๑ วรรคทีว่ า “พระดาํ รพิ ระนางวา” เมื่ออา นออกเสียงตลอด
วรรค จะเห็นวา เสียงตกทพ่ี ยางค ริ และมีเสียงเนน หนกั กวาสองพยางคท่อี ยูขางหนา

หรือคาํ วา คะติ ในภุชงคประยาตฉันท ๑๒ วรรคที่วา “คะตมิ ักจะครอบดวง” เม่ืออาน
ออกเสียงตลอดวรรค ตองอานเสียงหนักทพี่ ยางคห ลังมากกวาพยางคห นา พยางคห ลงั ของคําวา
คะติ จึงจัดเปน ครุ

สว นคาํ วา เถดิ อยู วา ที่ทรงใชเ ปน ลหุ นน้ั สงั เกตวา เมื่อเวลาออกเสียงในฉนั ท ไม
ตองออกเปน เสียงหนักหรอื เสียงเนน แตอ อกเสยี งเบาเปนเพยี งเสียงผา น ดงั นน้ั คําวาเถดิ อยู วา
จึงควรจัดเปน ลหไุ ด พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยูหัวจึงทรงใชครุลหหุ รือเสียงหนกั เบาได
ถูกตองตามลกั ษณะการออกเสียงของฉนั ท

เรอ่ื งครลุ หุหรือเสยี งหนักเบาในฉันทน ี้ ฉนั ท ขําวไิ ล (๒๔๗๔: ๔-๕) ไดคน ควา และ
อธบิ ายเรอ่ื งครลุ หขุ องฉนั ทบาลีวา

“คาํ วา ครุ แปลวา หนกั คืออักษรทีต่ องออกเสียงหนกั จัดโดยประเภท
มี ๔ คอื บรรดาอักษรซงึ่ เปน ตวั ตนของสงั โยค คือซอ นกนั และสะกดกันก็ดี ชื่อสังโยคทคิ รุ
อยา งหนง่ึ อักษรที่เปน ทฆี ะ อา นออกเสียงยาวกด็ ี ชื่อทฆี ครุอยางหนงึ่ อกั ษรทีม่ ีนคิ หิตอยู
เบ้ืองบนก็ดี ชอื่ นคิ หิตครุอยา งหนึง่ อักษรท่ีเปนสดุ บาทขา งตน หรอื ท่ีสุดขา งปลายบาทนัน้
ถึงจะเปน ลหกุ น็ บั เปนครไุ ด ชื่อปาทันตครอุ ยางหน่ึง

คําวา ลหุ แปลวา เบา บรรดาอักษรที่เปนรัสสะลว นอานมสี าํ เนียงสั้น
และไมมพี ยญั ชนะสังโยคซอนอยูขางหลังเรียกวา ลหุ อกั ษรทีเ่ ปน ลหนุ ั้น นบั ตามภาษามคธ
คือ อ, อิ, อุ หรือพยญั ชนะทีอ่ าศัยสระ ๓ ตวั น้ี...”

นอกจากน้ี พระเจา วรวงศเธอ กรมหม่ืนนราธิปพงศประพนั ธ ไดท รงอธบิ ายครุลหุใน
ภาษาสันสกฤต โดยเปรียบเทียบกับครลุ หุในภาษาไทยวา

“...ภาษาสนั สกฤตมีวสิ รรคะ ซง่ึ คลายวสิ รรชนียของเรา และคําทมี่ ี
วิสรรคะในภาษาสันสกฤต แมจะมีสระส้ัน กถ็ ือวาเปนครุ ไมใ ชล หุ ฉะน้ันจะวางหลกั ใน
ภาษาไทยลงไปวา อะ, อิ, อึ, อุ, เอะ, แอะ, โอะ, เอาะ, อัวะ, เอยี ะ, เอือะ, เออะ, เปนลหหุ า
ไดไ ม แตตองพจิ ารณาดูเปน รายไปวา ออกเสียงหนักหรอื เบา...”๑

๑ พระราชวรวงศเธอ กรมหมื่นนราธปิ พงศป ระพันธ. (๒๕๑๔). วิทยาวรรณกรรม. หนา ๖๖๔-๖๖๕.

๒๙๕

พระราชวรวงศเธอ กรมหมื่นนราธิปพงศป ระพันธ ไดทรงแสดงพระวินจิ ฉยั เพิ่มเตมิ
สรุปความไดอ ีกวา การพิจารณาวาคําใดเปน ครุหรือลหุนั้นไมควรถือวิธีเขียนรูปคาํ เปน เกณฑเ พียง
อยา งเดียว แตค วรถือการออกเสียงเปนเกณฑด ว ย ถาออกเสียงหนกั เสียงเนน หรือจังหวะเสียงตก
ท่ีคําไหน คํานัน้ ก็เปน ครุ ถาออกเสียงเบาหรอื เปนเพียงเสียงผา นไป คาํ นน้ั กเ็ ปน ลหุ เชน คําวา
“ตะแหมะแขะ” จะเหน็ วา เสียงตกที่ “แหมะ” และ “แขะ” ฉะนัน้ จึงเปนครุ ไมใ ชล หุ “หัวเราะ
เยาะ” “เราะ” และ “เยาะ” ก็เปน ครุโดยมเี หตุผลเดียวกัน เปนตน นอกจากนต้ี อ งพิจารณาลํานาํ
หรือความกระเพอ่ื มไปเปนจังหวะของเสยี งหนกั และเสียงเบาประกอบดว ย๑

หลกั เกณฑใ นฉันทบาลีและสนั สกฤต รวมถงึ พระวนิ ิจฉัยในพระวรวงศเ ธอ กรมพระ
นราธิปพงศประพันธ สรุปไดว า การกาํ หนดคําครุลหใุ นฉันท นอกจากจะพิจารณาตามรูปคําแลว
ควรพิจารณาเสียงและจงั หวะของการออกเสยี งดว ย ดงั นั้นการท่พี ระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา
เจา อยูหัวทรงพระราชนพิ นธโดยใชค ําครุลหุตา งไปจากเกณฑที่กาํ หนดไว จึงไมค วรถอื วา ผิด
ลกั ษณะบงั คับของฉนั ท เนื่องจากพระองคทรงคํานึงถงึ เสียงหนัก เสียงเนน เสียงตก เสยี งเบาและ
เสียงผา น ตลอดจนจงั หวะหรือความกระเพื่อมไปของเสียง นอกเหนือไปจากการพจิ ารณารปู คาํ
ซ่งึ เสียงหนกั เบาเปน ลักษณะเฉพาะของฉันทท่สี ําคญั ย่งิ

๓.๑.๒ การทรงพระราชนิพนธฉ ันทในพระราชนพิ นธเร่อื งมัทนะพาธา
สมเดจ็ พระมหาสมณเจา กรมสมเด็จพระปรมานชุ ิตชิโนรส ทรงพระนพิ นธตาํ ราฉนั ท
วรรณพฤติเพื่อเปนคมู ือในการประพันธฉ ันทแกผูสนใจ โดยแสดงแผนบังคับเกยี่ วกบั คณะของฉนั ท
ประกอบกับตวั อยา งของฉนั ทจาํ นวน ๕๐ ชนิด แตล ะชนดิ แบง ออกเปน บท บาท วรรค อยาง
ครบถวน๒ ซึ่งที่มาของฉนั ทไ ทยดงั กลา วคอื คัมภรี ฉนั ทบ าลีชอ่ื วตุ โตทัย อยางไรก็ดียงั มฉี นั ทบ าลี
ในคมั ภรี วตุ โตทยั อีก ๓๑ ชนิดที่ยังไมมผี ูศกึ ษาและปรบั เปนฉนั ทไทย ตอมา ฉันท ขาํ วไิ ล ไดศึกษา
และปรับเปน ฉนั ทไ ทยรวบรวมไวในตําราฉนั ทศาสตร พรอ มทัง้ อญั เชญิ พระนิพนธในสมเดจ็ พระ
มหาสมณเจา กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสมาไวในตาํ ราฉนั ทศาสตรด วย ทัง้ นี้เพือ่ ใหมีตัวอยา ง
การแตง ฉนั ทวรรณพฤติครบ ๘๑ ชนิด
ในการทรงพระราชนิพนธฉนั ทเ รื่องมัทนะพาธา พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา
เจาอยหู ัวทรงเลอื กใชฉันทว รรณพฤติทัง้ สิ้น ๒๑ ชนิด ซึง่ ลว นเปนฉันทชนิดที่สมเดจ็ พระมหาสมณ
เจา กรมสมเด็จพระปรมานุชติ ชโิ นรสไดท รงศกึ ษาและวางรูปแบบฉนั ทลักษณไ วโ ดยยังคงรักษา
ลักษณะเฉพาะของฉนั ท และเมือ่ ศกึ ษาเปรียบเทียบกนั จะพบวา มีฉนั ทบ างชนิดท่พี ระบาทสมเด็จ
พระมงกฎุ เกลา เจาอยหู ัวทรงดําเนนิ ตามแบบฉนั ทลักษณของสมเดจ็ พระมหาสมณเจา กรมสมเด็จ
พระปรมานุชิตชิโนรส และมีบางชนดิ ท่ไี มไดดาํ เนนิ ตามแบบฉนั ทลกั ษณดังกลา วทงั้ หมด แตทรง

๑พระราชวรวงศเธอ กรมหมนื่ นราธิปพงศป ระพันธ. (๒๕๑๔). วิทยาวรรณกรรม. หนา ๖๖๓.
๒ญาดา อรุณเวช. (๒๕๓๙). พัฒนาการของฉันทในวรรณกรรมคําฉันท. บทคดั ยอ.

๒๙๖

ดัดแปลงลักษณะบางประการ นอกจากน้พี ระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา เจาอยูห วั ไดท รงแสดงพระ
อัจฉรยิ ภาพในการทรงเลือกใชช นิดของฉนั ทใ หเหมาะสมกับตัวละครและเนอื้ ความดว ย

การศกึ ษาการพระราชนพิ นธฉันทในพระราชนพิ นธเรื่องมัทนะพาธา ผวู จิ ยั ไดศ ึกษา
ฉันทแตล ะชนิดในพระราชนพิ นธ โดยเปรียบเทียบผงั บงั คบั ของฉนั ทใ นตาํ ราฉันทศาสตรก ับผังของ
พระราชนิพนธ ตลอดจนสงั เกตการนาํ ฉันทไปใชกับตัวละครและเนื้อความ จากการศึกษาสามารถ
แบง ลกั ษณะการทรงพระราชนพิ นธฉันทไ ดด งั น้ี

๑. ฉันทลกั ษณของฉนั ทในพระราชนิพนธเรื่องมัทนะพาธา
๒. การเลอื กใชฉนั ทใ หเ หมาะกับตัวละครและเนอื้ ความ

๑. ฉันทลักษณข องฉนั ทในพระราชนิพนธเ ร่อื งมัทนะพาธา
การเปรียบเทียบผังบงั คบั ของฉนั ทในตาํ ราฉนั ทศาสตรกับผังของฉนั ทในพระราช
นพิ นธเ รื่องมทั นะพาธาสามารถอธบิ ายไดดังนี้

๑.๑ การทรงพระราชนพิ นธโดยทรงรกั ษารูปแบบเดมิ ของฉนั ท
๑.๒ การทรงพระราชนพิ นธโดยทรงดัดแปลงฉนั ทลกั ษณข องฉันท
๑.๓ การทรงพระราชนพิ นธโดยทรงรกั ษารูปแบบเดิมและทรงดดั แปลง
ฉันทลกั ษณของฉนั ท

๑.๑ การทรงพระราชนพิ นธโ ดยทรงรักษารูปแบบเดิมของฉันท
หมายถึงการที่พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาเจาอยูหัวทรงพระราชนิพนธฉ ันทโดยมิไดท รงดัดแปลง
ฉนั ทลกั ษณของฉนั ท แตทรงดําเนนิ ตามรูปแบบที่สมเด็จฯ กรมสมเด็จพระปรมานชุ ิตชิโนรสไดท รง
ศึกษาและวางรูปแบบไวท กุ ประการ ซง่ึ การทรงพระราชนิพนธฉนั ทลักษณะน้ีทรงใชกบั ฉันท ๑๓
ชนิด ดังน้ี

๒๙๗

๑.๑.๑ จติ รปทาฉนั ท ๘
ตําราฉันทศาสตรแสดงความหมายของชอ่ื ฉนั ทช นิดน้ีวา มีโกฏฐาสอนั พิจติ ร๑ รวมทัง้ แสดง
แสดงผังบังคับตามท่ีสมเดจ็ ฯ กรมสมเด็จพระปรมานุชติ ชโิ นรสทรงวางไว เมื่อเปรียบเทียบกบั ผงั
ของคาํ ประพันธท่ีถอดมาจากพระราชนพิ นธเร่ืองมทั นะพาธา จะพบวา มรี ปู แบบทเ่ี หมือนกัน

ผงั จิตรปทาฉนั ท ๘ ในสมเด็จฯ กรมสมเด็จพระปรมานชุ ิตชิโนรส (จาํ นวน ๑ บท)

ัุุั ุุัั ัุุั ุุัั

ัุุั ุุัั ัุุั ุุัั

(ฉันทศาสตร หนา ๒๘)

ผงั จติ รปทาฉนั ท ๘ ในรัชกาลที่ ๖ ถอดจากพระราชนพิ นธเรอ่ื งมทั นะพาธา

ัุุั ุุัั ัุุั ุุัั

ัุุั ุุัั ัุุั ุุัั

ตวั อยา ง นางมทะนา จตุ ิอยานาน จงมะละฐาน สรุ ะแมนสรวง (จติ ระปทา, ๘.)
สุเทษณ. ไปเถอะกําเนดิ ณหิมาวนั ดังดนุลั่น วจิสาปไว !

(มัทนะพาธา หนา ๓๐)

๑ ฉันท ขาํ วิไล. (๒๔๗๔). ฉันทศาสตร. หนา ๒๘.

๒๙๘

๑.๑.๒ วชิ ชมุ มาลาฉันท ๘

ตําราฉนั ทศาสตรแสดงความหมายของชอ่ื วชิ ชุมมาลาฉนั ทวา กลาวสําเนยี งยาว เปรียบดงั
สายฟาแลบอันยาว๑ และเมื่อเปรียบเทียบผังวชิ ชุมมาลาฉันทใ นสมเด็จฯ กรมสมเด็จพระปรมานุชิต
ชิโนรสกับผงั วิชชุมมาลาฉันทใ นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจา อยูหวั แลว พบวา มีรูปแบบที่
เหมือนกนั

ผงั วิชชมุ มาลาฉนั ท ๘ ในสมเด็จฯ กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชโิ นรส (จํานวน ๑ บท)

ัััั ัััั ัััั ัั ั ั
ัััั ัััั ัั ั ั
ัััั

(ฉันทศาสตร หนา ๓๓)

ผงั วิชชมุ มาลาฉันท ๘ ในรัชกาลท่ี ๖ ถอดจากพระราชนิพนธเร่อื งมทั นะพาธา

ัััั ัััั ัััั ัั ั ั
ัััั ัััั ัััั ัั ั ั

ตวั อยา ง อันเวทอาถรรพ ทพ่ี นั ธผ ูกจิต แหงนางม่ิงมิตร อยูบัดนนี้ า, (วิชฺชุมฺมาลา, ๘.)
มายาวิน. จงเคล่ือนคลายฤทธ์ิ จากจิตกญั ญา คลายคลายอยา ชา สวัสดีสวาหาย !

(มทั นะพาธา หนา ๒๐.)

๑ ฉันท ขาํ วิไล. (๒๔๗๔). ฉนั ทศาสตร. หนา ๓๓.

๒๙๙

๑.๑.๓ รโธทธตาฉนั ท ๑๑

ตําราฉนั ทศาสตรแสดงความหมายของชอ่ื รโธทธตาฉนั ทวา มี ระ คณะ ( ั ุ ั ) ใน

เบอ้ื งตน และเบือ้ งปลาย๑ และแสดงผงั ของรโธทธตาฉนั ทในสมเดจ็ ฯ กรมสมเด็จพระปรมานุชติ
ชโิ นรส ซง่ึ เม่ือนาํ ผงั รโธทธตาฉนั ทในพระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจา อยหู วั มาเทียบแลว พบวา
มีรปู แบบตรงกัน

ผงั รโธทธตาฉันท ๑๑ ในสมเด็จฯ กรมสมเด็จพระปรมานชุ ติ ชโิ นรส (จํานวน ๑ บท)

ั ุัุุุั ุัุั

ั ุัุุุั ุัุั

(ฉันทศาสตร หนา ๑๓๔)

ผังรโธทธตาฉนั ท ๑๑ ในรชั กาลที่ ๖ ถอดจากพระราชนพิ นธเ รื่องมทั นะพาธา

ั ุัุุุั ุัุั

ั ุัุุุั ุัุั

ตวั อยา ง ประชมุ นะฃา (รโธทฺธตา, ๑๑.)
มหทิ ธิบูรณ,
มัทนา. ฃาประณมกะระกระพุม (มัทนะพาธา หนา ๑๒๗)
ไหวสเุ ทษณวระมหา

๑ ฉันท ขาํ วไิ ล. (๒๔๗๔). ฉนั ทศาสตร. หนา ๑๓๔.

๓๐๐

๑.๑.๔ สวาคตาฉันท ๑๑
ตําราฉนั ทศาสตรแสดงความหมายของสวาคตาฉนั ทว า มคี ณะมาเปน อนั ด๑ี และแสดงผัง
ของฉนั ทท่ีสมเดจ็ ฯ กรมสมเดจ็ พระปรมานุชติ ชโิ นรสทรงกาํ หนดรูปแบบไว ซ่ึงเมือ่ เปรยี บกับผงั
สวาคตาฉนั ทท ่ีถอดมาจากพระราชนิพนธเ รื่องมทั นะพาธา พบวา มลี กั ษณะตรงกนั

ผงั สวาคตาฉนั ท ๑๑ ในสมเด็จฯ กรมสมเด็จพระปรมานชุ ติ ชิโนรส (จาํ นวน ๑ บท)

ัุัุุุั ุุัั

ัุัุุุั ุุัั

(ฉนั ทศาสตร หนา ๑๓๙)

ผงั สวาคตาฉนั ท ๑๑ ในรัชกาลท่ี ๖ ถอดจากพระราชนพิ นธเรื่องมัทนะพาธา

ัุัุุุั ุุัั

ัุัุุุั ุุัั

ตัวอยาง วจะวาวอน, (สวาคตา, ๑๑.)
ฤดสิ งสาร;
สเุ ทษณ. ฃาสดบั สุมะทะนา (มัทนะพาธา หนา ๑๒๘)
ใจกน็ กึ กรณุ ะหลอน

๑ ฉนั ท ขาํ วิไล. (๒๔๗๔). ฉันทศาสตร. หนา ๑๓๙.

๓๐๑

๑.๑.๕. อินทรวิเชยี รฉันท ๑๑
ตาํ ราฉนั ทศาสตรแสดงความหมายของชอ่ื อนิ ทรวเิ ชียรฉันทว า มลี ลิ าสรุงเรืองงามดงั พระ
แสงแกววเิ ชยี รของสมเด็จอัมรินทราธิราช๑ และแสดงผงั อนิ ทรวเิ ชียรฉันทในสมเดจ็ ฯ กรมสมเดจ็
พระปรมานชุ ิตชิโนรส ซง่ึ เม่ือนําผงั อินทรวเิ ชียรฉันทท่ีถอดมาจากพระราชนิพนธเร่ืองมัทนะพาธา
มาเปรียบเทียบแลว พบวา มลี ักษณะทตี่ รงกัน

ผงั อนิ ทรวเิ ชียรฉนั ท ๑๑ ในสมเดจ็ ฯ กรมสมเดจ็ พระปรมานุชิตชิโนรส
(จํานวน ๑ บท)

ัั ุ ั ั ุ ุ ัุ ั ั

ัั ุ ั ั ุ ุ ัุ ั ั

(ฉนั ทศาสตร หนา ๙๔)
ผงั อินทรวเิ ชียรฉันท ๑๑ ในรัชกาลที่ ๖ ถอดจากพระราชนพิ นธเ รื่องมทั นะพาธา

ัั ุ ั ั ุ ุ ัุ ั ั

ัั ุ ั ั ุ ุ ัุ ั ั

ตัวอยาง กรณุ ากะฃา ท,ี (อนิ ทะวิเชียร, ๑๑.)

นนั ทิวรรธนะ. อา เทวะโปรดเกลา วติ ะรั้งพระทัยไว ;
ขอองคพ ระเจาชี-

(มัทนะพาธา หนา ๑๑๖-๑๑๗)

๑ ฉันท ขาํ วิไล. (๒๔๗๔). ฉันทศาสตร. หนา ๙๔.

๓๐๒

๑.๑.๖ อเุ ปนทรวิเชยี รฉันท ๑๑

ตําราฉนั ทศาสตรอธิบายความหมายของช่ืออเุ ปนทรวิเชยี รฉันทว า กลาวคลาย ๆ กันกับ
อินทรวเิ ชียรฉนั ท๑ และแสดงผงั ของอเุ ปนทรวิเชียรฉนั ทใ นสมเด็จฯ กรมสมเดจ็ พระปรมานุชิต
ชิโนรส ซึ่งเม่ือเปรียบเทียบกับผงั ของอเุ ปนทรวเิ ชียรฉันทท ถี่ อดมาจากพระราชนิพนธเ รือ่ ง
มทั นะพาธาแลว พบวา มลี กั ษณะตรงกนั

ผังอเุ ปนทรวิเชยี รฉนั ท ๑๑ ในสมเด็จฯ กรมสมเด็จพระปรมานชุ ิตชิโนรส
(จาํ นวน ๑ บท)

ุัุัั ุุัุั ั

ุัุัั ุุัุั ั

(ฉันทศาสตร หนา ๙๙)

ผงั อุเปนทรวิเชยี รฉนั ท ๑๑ ในรชั กาลที่ ๖ ถอดจากพระราชนพิ นธเร่ืองมัทนะพาธา

ุัุัั ุุัุั ั

ุัุัั ุุัุั ั

ตัวอยาง พละเสนิกากร, (อเุ ปนทะวเิ ชียร, ๑๑.)
และจะรบั พระนงคราญ ;
ชยั เสน. แนะ นันทวิ รรธนเตรียม (มทั นะพาธา หนา ๑๒๔)
จะไปพนาดร

๑ ฉันท ขําวิไล. (๒๔๗๔). ฉนั ทศาสตร. หนา ๙๙.

๓๐๓

๑.๑.๗. อปุ ชาตฉิ นั ท ๑๑

ตําราฉนั ทศาสตรแสดงความหมายของชอื่ อุปชาติฉันทว า กลาวเจอื กันดว ยอินทรวิเชียร
ฉันทแ ละอุเปนทวิเชียรฉันท๑ และแสดงผังของฉนั ทท่สี มเดจ็ ฯ กรมสมเด็จพระปรมานุชติ ชิโนรสทรง
คน ควา ไว ซึง่ เมอื่ นําผงั ของอุปชาติฉนั ทท่ีถอดจากพระราชนิพนธเ ร่ืองมทั นะพาธามาเปรียบเทียบ
แลว พบวา มีลักษณะตรงกนั

ผงั อุปชาติฉนั ท ๑๑ ในสมเด็จฯ กรมสมเด็จพระปรมานุชติ ชิโนรส (จาํ นวน ๒ บท)

ุัุัั ุุัุัั

ั ัุัั ุุัุัั - สมั ผัสระหวา งบท
ั ัุัั ุุัุัั

ุัุัั ุุัุัั

(ฉนั ทศาสตร หนา ๑๐๔)

ผงั อปุ ชาตฉิ นั ท ๑๑ ในรชั กาลท่ี ๖ ถอดจากพระราชนิพนธเร่ืองมทั นะพาธา

ุัุัั ุุัุัั

ั ัุัั ุุัุัั - สัมผัสระหวางบท
ั ัุัั ุุัุัั

ุัุัั ุุัุัั

๑ ฉันท ขาํ วไิ ล. (๒๔๗๔). ฉันทศาสตร. หนา ๑๐๔.

๓๐๔

ตวั อยา ง พระทูลกระหมอ มแกว ดนนุ ี้ทะนงมา (อุปชาต,ิ ๑๑.)
จัณฑี. โดยฝน พระบญั ชา กเ็ พราะรูวะ เกิดความ
ชัว่ ชา และสามาญ คติแสนจะเลวทราม,
มิหนําณสงคราม พระกต็ องพะวงนัก.
(มทั นะพาธา หนา ๑๑๑)

๓๐๕

๑.๑.๘. อุปฏฐติ าฉนั ท ๑๑
ตําราฉันทศาสตรอธิบายความหมายของชือ่ อุปฏฐติ าฉันทว า ยงั สําเนียงอนั ดังใหป รากฏ๑

และแสดงผังของอุปฏฐติ าฉนั ทท ่ีสมเดจ็ ฯ กรมสมเด็จพระปรมานุชติ ชโิ นรสทรงคน ควาไว เมอ่ื นําผัง

ของอปุ ฏฐติ าฉนั ทท ี่ถอดมาจากพระราชนพิ นธเ รอ่ื งมัทนะพาธาในพระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา

เจา อยูห วั มาเปรียบเทียบแลว พบวามลี ักษณะตรงกนั

ผงั อุปฏ ฐติ าฉนั ท ๑๑ ในสมเด็จฯ กรมสมเดจ็ พระปรมานชุ ิตชโิ นรส (จาํ นวน ๑ บท)

ั ั ุ ุั ุุั ุัั

ั ั ุ ุั ุุั ุัั

(ฉันทศาสตร หนา ๘๙)

ผงั อุปฏ ฐิตาฉนั ท ๑๑ ในรัชกาลท่ี ๖ ถอดจากพระราชนพิ นธเ รอ่ื งมัทนะพาธา

ั ั ุ ุั ุุั ุัั

ั ั ุ ุั ุุั ุัั

ตัวอยาง ดนุนีจ้ ะทูลพลัน,
พะบปดบบงั ความ :
วิทูร. อาสมมะติเทพ (มทั นะพาธา หนา ๑๐๔)
ถวนถ่คี ะติสรร-

๑ ฉันท ขาํ วิไล. (๒๔๗๔). ฉนั ทศาสตร. หนา ๘๙.

๓๐๖

๑.๑.๙. ปย ังวทาฉนั ท ๑๒
ตาํ ราฉนั ทศาสตรอธบิ ายความหมายของชอื่ ปยังวทาฉันทวา กลาวคาํ น้ันนา รกั นาใคร๑
และแสดงผงั ของปยังวทาฉนั ทท่ีสมเดจ็ ฯ กรมสมเด็จพระปรมานุชติ ชิโนรสทรงศึกษาไว เมอ่ื
เปรยี บเทียบกบั ผงั ของปยงั วทาฉนั ทท ี่ถอดจากพระราชนิพนธเรอื่ งมทั นะพาธาในพระบาทสมเด็จ
พระมงกฎุ เกลา เจาอยหู วั แลว พบวา มลี กั ษณะตรงกนั

ผังปย ังวทาฉนั ท ๑๒ ในกรมสมเดจ็ พระปรมานุชติ ชโิ นรส (จาํ นวน ๑ บท)

       

       

(ฉันทศาสตร หนา ๑๘๔)
ผงั ปยังวทาฉนั ท ๑๒ ในรชั กาลท่ี ๖ ถอดจากพระราชนพิ นธเร่ืองมัทนะพาธา

       

       

ตวั อยา ง ก็ใจจะฃาด ; (ปยํวทา, ๑๒.)
มิขัดและขวาง,
ปริยมั วะทา.พระปย ะเทวจิ ระไป (มทั นะพาธา หนา ๑๓๒)
ผวิ ะจะตามยคุ ะละบาท

๑ ฉันท ขาํ วิไล. (๒๔๗๔). ฉันทศาสตร. หนา ๑๘๔.

๓๐๗

๑.๑.๑๐ มนั ทักกันตาฉนั ท ๑๗

ตาํ ราฉนั ทศาสตรอธบิ ายความหมายของชอื่ มนั ทักกนั ตาฉนั ทวา เหมือนดวยความคิดอนั
เปนท่ีชอบใจ๑ และแสดงผงั ของมันทักกันตาฉนั ทซึ่งสมเด็จฯ กรมสมเด็จพระปรมานุชติ ชโิ นรสทรง
ศกึ ษาไว เม่ือนําผงั ของมันทักกันตาฉันทท ่ีถอดจากพระราชนพิ นธเ ร่ืองมทั นะพาธามาเปรียบเทียบ
แลว พบวา มีลักษณะตรงกัน

ผงั มันทักกันตาฉนั ท ๑๗ ในสมเด็จฯ กรมสมเด็จพระปรมานุชติ ชโิ นรส
(จาํ นวน ๒ บท)

      

สัมผัสระหวา งบท

      

(ฉันทศาสตร หนา ๒๘๑)

ผงั มันทักกันตาฉนั ท ๑๗ ในรชั กาลที่ ๖ ถอดจากพระราชนิพนธเ รื่องมทั นะพาธา

      

สัมผัสระหวางบท

      

ตวั อยาง วันเพญ็ พอเปนระมะณยิ ะบทกุ ข, ปราศะเขญ็ ขุก (มันทักกนั ตา, ๑๗.)
กาละทรรศนิ . สวนวันอืน่ พอฤกบ็ มิสราญ เหมอื นณวนั วาร
และรําคาญ,
(มทั นะพาธา หนา ๔๔) ธิดาใกล;

๑ ฉันท ขําวิไล. (๒๔๗๔). ฉนั ทศาสตร. หนา ๒๘๑.

๓๐๘

๑.๑.๑๑ กสุ ุมิตลดาเวลติ าฉนั ท ๑๘
ตําราฉนั ทศาสตรอธิบายความหมายของกสุ มุ ิตลดาเวลิตาฉนั ทว า มลี ลิ าสประหนง่ึ เครือเขา
อนั มีดอก๑ และแสดงผงั ของกสุ มุ ิตลดาเวลิตาฉันทท ่สี มเด็จฯ กรมสมเด็จพระปรมานชุ ิตชิโนรสทรง
คน ควาไว เมื่อเปรียบเทียบกบั ผงั ของกุสุมิตลดาเวลิตาฉนั ทท ่ีถอดจากพระราชนิพนธเร่ือง
มทั นะพาธาแลว พบวามีลกั ษณะตรงกัน

ผังกสุ มุ ิตลดาเวลิตาฉนั ท ๑๘ ในสมเด็จฯ กรมสมเดจ็ พระปรมานุชติ ชิโนรส
(จาํ นวน ๒ บท)



  

- สัมผสั ระหวางบท



  

(ฉันทศาสตร หนา ๒๘๗)

ผังกุสมุ ิตลดาเวลิตาฉนั ท ๑๘ ในรชั กาลที่ ๖ ถอดจากพระราชนพิ นธเ รื่อง
มัทนะพาธา



  

- สัมผัสระหวา งบท



  

๑ ฉันท ขําวิไล. (๒๔๗๔). ฉันทศาสตร. หนา ๒๘๗.

๓๐๙

ตัวอยา ง หน่งึ อวยพรใหก พุ ชฺ ะกะสุระผกา (กสุ มุ ติ ลดา, ๑๘.)
กาละทรรศิน.

คงดลิ กหลา บสูญพรรณ,

เปนส่ิงชวนยวนจติ ตะนระสุวะคนั ธ

ชว ยระงบั สรร- พะทกุ ขหนัก ;

(มัทนะพาธา หนา ๑๔๒)

๓๑๐

๑.๑.๑๒ เมฆวปิ ฺผุชฺชิตาฉนั ท ๑๙

ตําราฉนั ทศาสตรอธิบายความหมายของช่ือเมฆวิปผฺ ุชฺชิตาฉันทว า มีลิลาศประดุจมหาเมฆ
อันกระหึมเสียง๑ และแสดงผงั ของเมฆวิปฺผุชฺชิตาฉนั ทที่สมเดจ็ ฯ กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส
ทรงศกึ ษาไว ซง่ึ เมื่อเปรียบเทยี บกบั ผังของเมฆวิปฺผุชฺชิตาฉันทที่ถอดจากพระราชนิพนธเ ร่ือง
มัทนะพาธาแลว พบวา มลี กั ษณะตรงกัน

ผงั เมฆวิปฺผุชฺชิตาฉันท ๑๙ ในสมเด็จฯ กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชโิ นรส
(จํานวน ๒ บท)

      

 

- สัมผัสระหวางบท

      

 

(ฉนั ทศาสตร หนา ๒๙๓)
ผังเมฆวิปฺผุชฺชิตาฉันท ๑๙ ในรชั กาลที่ ๖ ถอดจากพระราชนพิ นธเร่ืองมทั นะพาธา

      

 

- สมั ผัสระหวางบท

      

 

๑ ฉันท ขําวไิ ล. (๒๔๗๔). ฉันทศาสตร. หนา ๒๙๓.

๓๑๑

ตวั อยาง ชโยฃาขอกลา วคําประจคุ ะมะนะการ (เมฆวปิ ฺผุชฺชติ า, ๑๙)
กาละทรรศนิ .

แดพ ระผูผาน มไหศฺวรรย ;

ชโยขอใหองคทาวนะระปตพิ ระชัน-

มายุรอยพรร- ษะกาลยง ;

(มทั นะพาธา หนา ๔๘-๔๙)

๓๑๒

๑.๑.๑๓ อีทสิ งั ฉันท ๒๐

ตาํ ราฉนั ทศาสตรแสดงความหมายของชือ่ อีทิสังฉันทว า มคี ุณเหมอื นฉันททกี่ ลา วมาแลว
นั้น๑ และแสดงผงั ของอที ิสงั ฉนั ทท่ีสมเด็จฯ กรมสมเดจ็ พระปรมานชุ ิตชิโนรสทรงศึกษาไว ซงึ่ เมอื่
นําผงั ของอีทิสงั ฉนั ทท ี่ถอดจากพระราชนพิ นธเ ร่ืองมทั นะพาธามาเปรยี บเทียบแลว พบวา มลี กั ษณะ
ตรงกัน

ผังอที ิสังฉันท ๒๐ ในสมเด็จฯ กรมสมเด็จพระปรมานชุ ติ ชโิ นรส (จํานวน ๒ บท)

      

       
       - สมั ผัสระหวางบท

       

(ฉนั ทศาสตร หนา ๓๐๕)

ผงั อที ิสงั ฉันท ๒๐ ในรชั กาลท่ี ๖ ถอดจากพระราชนิพนธเ รอื่ งมทั นะพาธา

      

       
       - สมั ผัสระหวางบท

       

๑ ฉันท ขําวิไล. (๒๔๗๔). ฉันทศาสตร. หนา ๓๐๕.

๓๑๓

ตัวอยาง โอพ ะเอนิ ก็มามพิ บยุพนิ , (อที สิ ะ, ๒๐.)
ชัยเสน.

กระน้ันนะฃายงั ถวลิ จะรบั ไป.

จึ่งจะเชอญสกุ พุ ฺชะกาวิไลย

แหละแทนอนงคะจงคระไร เถอะพฤกษา,

(มทั นะพาธา หนา ๑๔๐-๑๔๑)

พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาเจา อยหู วั ทรงพระราชนพิ นธฉันทโ ดยมไิ ดทรง
ดัดแปลงฉันทลกั ษณของฉนั ท แตท รงดําเนินตามรูปแบบทีส่ มเด็จฯ กรมสมเด็จพระปรมานุชติ
ชโิ นรสไดทรงศึกษาและวางรปู แบบไว ซง่ึ มฉี ันท ๑๓ ชนิด ไดแก จิตรปทาฉนั ท ๘ วชิ ชมุ มาลา
ฉันท ๘ รโธทธตาฉันท ๑๑ สวาคตาฉันท ๑๑ อินทรวิเชียรฉันท ๑๑ อเุ ปนทรวิเชียรฉันท ๑๑
อุปชาติฉันท ๑๑ อุปฏ ฐติ าฉันท ๑๑ ปยงั วทาฉนั ท ๑๒ มันทกั กันตาฉันท ๑๗ กุสมุ ิตลดาเวลิตา
ฉนั ท ๑๘ เมฆวิปผฺ ชุ ฺชติ าฉนั ท ๑๙ อีทสิ ังฉนั ท ๒๐

๓๑๔

๑.๒ การทรงพระราชนพิ นธโ ดยทรงดดั แปลงฉันทลักษณของฉันท

หมายถึงการที่พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาเจาอยูหวั ทรงพระราชนพิ นธฉ ันทโดยมไิ ดทรงดําเนนิ
ตามรูปแบบเดิมทุกประการ แตไดทรงดัดแปลงฉันทลักษณข องฉนั ทบางชนดิ เพื่อความไพเราะและ
เหมาะแกก ารทรงพระราชนิพนธเ ปนบทสนทนา จึงทาํ ใหม ฉี นั ทบ างชนิดมลี ักษณะบางประการไม
ตรงกบั ที่สมเด็จฯ กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสทรงศกึ ษาและวางรปู แบบไว ซึง่ ฉันทชนดิ ท่ีมี
การดดั แปลงนีม้ ที งั้ สน้ิ ๗ ชนิด ดงั นี้

๑.๒.๑ สาลนิ ีฉนั ท ๑๑

ตําราฉนั ทศาสตรแสดงความหมายของชอื่ ฉนั ทช นิดนีว้ า มากดว ยครุ เปรียบประดจุ มีแกน
สารมากกวา ฉันทกอ น๑ และแสดงผังของฉันทซ ่ึงสมเดจ็ ฯ กรมสมเด็จพระปรมานุชติ ชโิ นรสทรง
ศกึ ษาและวางรปู แบบไว เม่ือนําผงั ของสาลินีฉันททีถ่ อดจากพระราชนพิ นธเร่ืองมัทนะพาธามา
เปรียบเทียบแลว พบวา มลี กั ษณะบางประการไมตรงกับสาลินฉี ันทในตาํ ราฉันทศาสตร

ผังสาลนิ ีฉันท ๑๑ ในสมเด็จฯ กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส (จาํ นวน ๑ บท)

ััััั ั ั  ั ั

ััััั ั ั  ั ั

(ฉันทศาสตร หนา ๑๑๙)

ฉันทลักษณ ๑. วรรคหนาเปน คาํ ครทุ ัง้ หมด สวนวรรคหลังมคี าํ ลหุ ๒ คํา นอกน้นั
เปนคาํ ครุ ๔ คํา

๒. มสี มั ผัสบงั คับ ๒ คู คือคาํ สุดทายของวรรคแรกสัมผัสคําทสี่ องของ
วรรคท่ีสอง และคําสดุ ทายของวรรคทส่ี องสมั ผัสคาํ สุดทายของวรรคท่ีสาม

๑ ฉันท ขําวิไล. (๒๔๗๔). ฉันทศาสตร. หนา ๑๑๙.

๓๑๕

ผงั สาลนิ ีฉนั ท ๑๑ ในรชั กาลท่ี ๖ ถอดจากพระราชนิพนธเ รอื่ งมทั นะพาธา

ัั ั ั ั  ั ั ั

ััััั  ั ั ั

ฉันทลักษณ ๑. วรรคหนา เปนคาํ ครุทง้ั หมด สว นวรรคหลงั ดัดแปลงใหม ีคาํ ลหุ ๓
คาํ เหลอื คําครุ ๓ คํา ๒. มีสมั ผัสบงั คบั ๑ คู คือ คําสุดทา ยของวรรคทส่ี องสัมผสั คําสุดทา ย

ของวรรคทีส่ าม

ตวั อยา ง ดนุไรก ิรียา, (สาลินี, ๑๑.)
วธุนนั้ นะคือใคร ?
ศภุ างค. ขอโทษเถดิ หากดู (มัทนะพาธา หนา ๔๗)
แตฃ า ขอถามวา

สาลนิ ฉี นั ทมีวรรคหนา เปน คาํ ครุท้ังหมด สวนวรรคหลงั มีท้งั คาํ ครุและลหุ ซง่ึ สมเด็จฯ
กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสทรงกําหนดใหว รรคหลังมคี าํ ลหเุ พยี ง ๒ คาํ นอกนนั้ เปนคําครุ ๔
คาํ สาลนิ ฉี นั ทจงึ เปน ฉนั ททีม่ ีคาํ ครุมากแตมคี ําลหนุ อย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยหู วั
ทรงแปลงคําที่สองของวรรคหลังจากคําครุเปน คาํ ลหุ ทาํ ใหว รรคหลงั ของสาลนิ ฉี นั ทม ลี กั ษณะ
เหมือนวรรคหลงั ของฉนั ทอ ่ืนบางชนดิ เชน อินทรวิเชียรฉนั ท ๑๑ อปุ ชาติฉนั ท ๑๑ อุปฏฐิตาฉันท
๑๑ อเุ ปนทรวเิ ชียรฉันท ๑๑ กมลฉันท ๑๒ วสันตดิลกฉนั ท ๑๔ ดงั น้ันสาลนิ ีฉนั ทใน
พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลาเจาอยหู ัวจงึ มีลลี าจงั หวะแปลกไปจากสาลนิ ีฉันทใ นสมเดจ็ ฯ กรม
สมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส นับเปน ความแปลกใหมข องฉนั ทประการหนึง่

๓๑๖

๑.๒.๒ ภุชงคประยาตฉันท ๑๒
ตาํ ราฉนั ทศาสตรแสดงความหมายของชอื่ ภชุ งคประยาตฉันทว า กาํ หนดดวยยะคณะ
ทั้งหลายส่ีและมีลลิ าศประดจุ ดงั ลิลาศแหงพระยานาค๑ และแสดงผังของคําประพนั ธซึ่งสมเดจ็ ฯ กรม
กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชโิ นรสทรงคนควา และวางรปู แบบของฉนั ทไว เมื่อเปรียบเทียบกบั
ภชุ งคประยาตฉนั ทท ี่ถอดจากพระราชนิพนธเร่ืองมทั นะพาธา พบวา มีลักษณะบางประการไมต รง
กบั ภุชงคประยาตฉันทใ นตาํ ราฉนั ทศาสตร

ผังภุชงคประยาตฉันท ๑๒ ในสมเดจ็ ฯ กรมสมเด็จพระปรมานุชติ ชิโนรส
(จาํ นวน ๑ บท)

ัััั ัััั

ัััั ัััั

(ฉันทศาสตร หนา ๑๗๙)

สัมผัสบงั คบั ๑. คาํ สุดทายของวรรคแรกสมั ผัสคาํ ที่สองของวรรคทสี่ อง
๒. คาํ สุดทา ยของวรรคที่สองสัมผัสคําสุดทายของวรรคทสี่ าม

ผงั ภุชงคประยาตฉันท ๑๒ ในรชั กาลท่ี ๖ ถอดจากพระราชนิพนธเ รอ่ื งมทั นะพาธา

ัััั ัััั

ัััั ัััั

สมั ผัสบงั คับ ลดสัมผัสลงคูห นงึ่ เหลือคาํ สุดทายของวรรคท่ีสองสัมผสั คําสดุ ทาย
ของวรรคที่สาม

๑ ฉันท ขาํ วิไล. (๒๔๗๔). ฉันทศาสตร. หนา ๑๗๙.

๓๑๗

ตัวอยาง กระหมอ มฉันสดับคาํ ดํารัสแหงพระฦๅสาย, (ภุชงคัปปะยาตร, ๑๒.)
มทั นา. ประณตนอบระยอบกาย และกราบแทบพระบาทา.
(มัทนะพาธา หนา ๖๐)

พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจา อยหู วั ทรงลดสมั ผสั บงั คับลงเหลือไวเพียง ๑ คู คือ
ระหวา งคําสุดทา ยของวรรคทส่ี องกบั คาํ สุดทายของวรรคที่สาม ซึง่ การลดสัมผัสลงมิไดท ําใหความ
ไพเราะของฉันทลดลง แตชวยใหสามารถเลือกใชคาํ ท่มี ีความหมายตามตองการ ตวั อยา งตอนหนึ่ง
แสดงถึงความไพเราะของภุชงคประยาตฉันทใ นรปู แบบของพระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา เจา อยหู วั
ความวา

มทั นา. กระหมอ มฉันสดับคํา ดาํ รัสแหง พระฦๅสาย, (ภุชงคัปปะยาตร, ๑๒.)

ประณตนอบระยอบกาย และกราบแทบพระบาทา.

ก็รสใดจะหวานแมน สุรสแหงพระวาจา,

กระแสรทราบณทรวงฃา พระบาทปลม้ื บลมื รส;

(มัทนะพาธา หนา ๖๐)

๓๑๘

๑.๒.๓ กมลฉันท ๑๒

ตาํ ราฉันทศาสตรแสดงความหมายของช่อื กมลฉันทวา ประกอบดว ย สะ คณะ และ ยะ
คณะ อนั เปน ไปโดยลาํ ดับ๑ รวมทั้งแสดงผงั ของฉันทซ่ึงเปน รูปแบบท่ีสมเด็จฯ กรมสมเดจ็ พระปรมา
นชุ ติ ชโิ นรสทรงศกึ ษาไว ซง่ึ เม่อื นําผงั ของกมลฉนั ทท่ีถอดจากพระราชนพิ นธเร่ืองมัทนะพาธามา
เปรยี บเทียบแลว พบวา มีลักษณะบางประการไมตรงกับกมลฉนั ทในตาํ ราฉันทศาสตร

ผงั กมลฉันท ๑๒ ในสมเดจ็ ฯ กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส (จาํ นวน ๑ บท)

  ั ั ั   ั ั ั

  ั ั ั   ั ั ั

(ฉนั ทศาสตร หนา ๒๑๔)

สัมผัสบงั คับ ๑. คําสุดทา ยของวรรคแรกสัมผสั คาํ ที่สามของวรรคทสี่ อง
๒. คาํ สุดทา ยของวรรคท่ีสองสมั ผัสคาํ สุดทายของวรรคท่ีสาม

ผงั กมลฉนั ท ๑๒ ในรชั กาลที่ ๖ ถอดจากพระราชนิพนธเ รือ่ งมัทนะพาธา

  ั ั ั   ั ั ั

  ั ั ั   ั ั ั

สมั ผัสบังคบั ลดสมั ผัสลงคูหนง่ึ เหลือคําสุดทายของวรรคทีส่ องสัมผัสคําสุดทา ย
ของวรรคทีส่ าม

ตวั อยาง ชิชิชางจํานรรจา, (กมล, ๑๒.)
ฤกระบิดกระบวนความ.
สุเทษณ. มะทะนาชะเจา เลห (มทั นะพาธา หนา ๒๖)
ตะละคาํ อุวาทา

๑ ฉันท ขาํ วไิ ล. (๒๔๗๔). ฉนั ทศาสตร. หนา ๒๑๔.

๓๑๙

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจา อยูหวั ทรงลดสมั ผสั บังคับจาก ๒ คเู หลอื ๑ คู คือ
ระหวา งวรรคท่สี องกบั วรรคทส่ี าม ทาํ ใหสามารถเลือกใชค าํ ไดก วางขวางข้นึ ไดค าํ ทีม่ ีความหมาย
ตามตองการ การมีสัมผัสบงั คับพอประมาณชวยใหบทสนทนาคาํ ฉนั ทดูแปลกใหมและสะดดุ หู

๓๒๐

๑.๒.๔ โตฎกฉนั ท ๑๒

ตําราฉันทศาสตรแสดงความหมายของช่อื โตฎกฉันทวา มีลิลาศดุจนายโคบาลอนั แทงโค
ดว ยประฏัก๑ รวมท้ังแสดงผังของฉนั ทท่ีสมเดจ็ ฯ กรมสมเดจ็ พระปรมานุชิตชิโนรสทรงศึกษาและ
วางรปู แบบไว ซ่งึ เม่อื นาํ ผังโตฎกฉนั ทท ่ีถอดจากพระราชนพิ นธเ รื่องมัทนะพาธามาเปรียบเทียบ
แลว พบวามลี ักษณะบางประการไมตรงกบั โตฎกฉันทในตาํ ราฉนั ทศาสตร

ผงั โตฎกฉันท ๑๒ ในสมเด็จฯ กรมสมเด็จพระปรมานุชติ ชโิ นรส (จํานวน ๑ บท)

ัั ัั

ัั ัั

(ฉันทศาสตร หนา ๑๕๙)

สัมผัสบงั คบั ๑. คาํ สุดทายของวรรคแรกสัมผสั คําท่ีสามของวรรคทีส่ อง
๒. คําสุดทา ยของวรรคท่ีสองสัมผัสคาํ สุดทายของวรรคท่ีสาม

ผังโตฎกฉนั ท ๑๒ ในรัชกาลท่ี ๖ ถอดจากพระราชนิพนธเ รอื่ งมัทนะพาธา

ัั ัั

ัั ัั

สมั ผัสบงั คับ ลดสัมผัสลงคูหน่ึง เหลือคาํ สุดทา ยของวรรคที่สองสัมผัสคาํ สุดทา ย
ของวรรคทสี่ าม

ตวั อยาง วรยอดยพุ ะดี, (โตฎก, ๑๒.)
ฤดิหนายฤระอา;
ชัยเสน. มะทะนาดนุรกั (มัทนะพาธา หนา ๖๒)
และจะรักบมมิ ี

๑ ฉันท ขําวิไล. (๒๔๗๔). ฉันทศาสตร. หนา ๑๕๙.

๓๒๑

พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจา อยูหวั ทรงลดสัมผสั บังคบั ในโตฎกฉันท ๑๒ จาก ๒ คู
เหลอื ๑ คู คือ เหลือสัมผสั ระหวางวรรคทีส่ องกบั วรรคท่ีสาม ทาํ ใหสามารถเลือกใชคาํ ไดกวางขวาง
ขึ้น

๓๒๒

๑.๒.๕ อินทวงศฉ ันท ๑๒
ตาํ ราฉันทศาสตรแ สดงความหมายของชอื่ อินทวงศฉันทวา มีสาํ เนยี งไพเราะดังปของพระ
อินทร๑ และแสดงผังของฉันทตามท่ีสมเดจ็ ฯ กรมสมเด็จพระปรมานชุ ิตชิโนรสทรงศึกษาและวาง
รปู แบบไว เมอ่ื นําผงั ของอินทวงศฉนั ทท่ีถอดจากพระราชนิพนธเ ร่ืองมทั นะพาธามาเปรียบเทียบ
แลว พบวา มลี ักษณะบางประการไมต รงกบั อนิ ทวงศฉ นั ทใ นตําราฉันทศาสตร

ผังอนิ ทวงศฉ นั ท ๑๒ ในสมเด็จฯ กรมสมเดจ็ พระปรมานชุ ติ ชิโนรส (จาํ นวน ๑ บท)

ัััั ััั

ัััั ััั

(ฉันทศาสตร หนา ๑๕๔)

สมั ผัสบงั คับ ๑. คําที่ ๔ ของวรรคแรกสมั ผัสกับคําทส่ี ามของวรรคท่ีสอง
๒. คําสดุ ทายของวรรคท่ีสองสัมผัสกบั คาํ ทส่ี ข่ี องวรรคที่สาม

ผังอินทวงศฉ นั ท ๑๒ ในรชั กาลที่ ๖ ถอดจากพระราชนพิ นธเรอ่ื งมทั นะพาธา

ัััั ััั

ัััั ััั

สัมผัสบังคบั ลดสมั ผัสลง ๑ คู เหลอื คาํ สุดทายของวรรคท่ีสองสัมผัสกบั คําสดุ ทา ยของ
วรรคท่ีสาม

ตัวอยา ง แหละฤดีจะฟน จะเฟอน, (อินทวงส, ๑๒.)
ละฉน้จี ะทาํ ไฉน ?
มทั นา. โอวาณครานี้ (มัทนะพาธา หนา ๕๗)
ดวยรกั กระทําเชอื น

๑ ฉันท ขําวไิ ล. (๒๔๗๔). ฉันทศาสตร. หนา ๑๕๔.

๓๒๓

พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจา อยหู ัวทรงดัดแปลงสัมผสั บงั คับของอนิ ทวงศฉ นั ท คือ
เดมิ ใหคาํ ท่ี ๔ ของวรรคแรกสัมผัสกบั คําท่ี ๓ ของวรรคที่สอง และคําสุดทายของวรรคท่ีสองสัมผัส
กับคําที่ ๔ ของวรรคท่ีสาม มาเปนคาํ สุดทายของวรรคที่สองสัมผัสกับคําสุดทายของวรรคท่ีสาม
เพียงคูเดียว

สัมผัสบงั คับรปู แบบเดิมมีขอจํากดั มากในการหาคาํ มาสงสมั ผัส เพราะตองสัมผสั ถงึ ๒ คู
นอกจากนีต้ าํ แหนงท่ีสัมผัสก็ใชค ําท่ี ๔ ซงึ่ เปน คํากอนคําสุดทายของวรรคถงึ สองแหง การบังคบั
สมั ผัสเชนน้เี ปนรูปแบบที่ไมปรากฏในฉนั ทสวนใหญ การมขี อจาํ กัดมากทําใหหาคาํ ศพั ทมาแตง
ฉันทไดยาก อาจไมไดคําศัพทท ่ีมีความหมายตามตองการ ทําใหค วามซาบซงึ้ ลดลงไป ซ่ึงการ
แตง ฉันทน ้ันตองพะวงกับการใชค ําครุลหอุ ยูแลว

การดัดแปลงสมั ผสั บังคับใหง ายขนึ้ คือ คําสุดทายของวรรคที่สองสัมผัสกบั คําสุดทา ยของ
วรรคที่สาม ซงึ่ เหมือนกบั สัมผัสบังคบั ในฉนั ทหลายชนิดทนี่ ยิ มกนั เชน อินทรวิเชียรฉันท๑๑
สาลินฉี นั ท ๑๑ กมลฉนั ท ๑๒ โตฎกฉนั ท ๑๒ ภชุ งคประยาตฉันท ๑๒ วสนั ตดิลกฉันท ๑๔ เปน
ตน ชว ยใหม ีอิสระในการเลือกสรรคําไดม ากข้นึ

๓๒๔

๑.๒.๖ วสันตดิลกฉนั ท ๑๔

ตาํ ราฉนั ทศาสตรแสดงความหมายของช่ือวสันตดลิ กฉันทว า มลี ลิ าศงามวิจติ รดจุ จอมเมฆ
อนั ปรากฏในเดือน ๕ เดือน ๖ ในคิมหันตฤด๑ู และแสดงผงั ของฉันทตามท่ีสมเด็จฯ กรมสมเดจ็
พระปรมานชุ ิตชิโนรสทรงคนควาและวางรปู แบบไว เมื่อนาํ ผังของวสนั ตดลิ กฉันทที่ถอดจากพระ
ราชนิพนธเ ร่ืองมัทนะพาธามาเปรียบเทียบแลว พบวา มลี ักษณะบางประการไมตรงกบั วสันตดลิ ก
ฉันทในตาํ ราฉันทศาสตร

ผงั วสันตดลิ กฉันท ๑๔ ในสมเด็จฯ กรมสมเด็จพระปรมานชุ ิตชโิ นรส
(จาํ นวน ๑ บท)

ั ั  ั   ั  ั  ั ั

ั ั  ั   ั  ั  ั ั

(ฉันทศาสตร หนา ๒๓๙)

สมั ผัสบงั คบั ๑. คาํ สดุ ทา ยของวรรคแรกสัมผัสกับคาํ ทส่ี ามของวรรคที่สอง
๒. คําสุดทายของวรรคที่สองสัมผัสกบั คําสุดทายของวรรคทสี่ าม

ผงั วสนั ตดิลกฉนั ท ๑๔ ในรชั กาลที่ ๖ ถอดจากพระราชนิพนธเรอื่ งมัทนะพาธา

ั ั  ั   ั  ั  ั ั

ั ั  ั   ั  ั  ั ั

สัมผัสบังคับ สัมผัสบงั คับมีหนึง่ คู คอื คําสุดทา ยของวรรคที่สองสมั ผัสกับคาํ สุดทาย

ของวรรคทีส่ าม สวนสัมผัสบงั คบั ระหวา งคําสุดทา ยของวรรคแรกกบั คาํ ท่สี ามของวรรคทส่ี องนนั้ ไม
ทรงเครงครัด พระราชนิพนธตอนที่ยกมานชี้ วยแสดงใหเห็นวา บางบทมีสมั ผัส และบางบทไมม ี
สัมผัส ดงั น้ี

๑ ฉันท ขําวไิ ล. (๒๔๗๔). ฉนั ทศาสตร. หนา ๒๓๙.

๓๒๕

ตวั อยา ง อันชายประกาศวะระปะทาน ประดพิ ัทธะแดหญงิ , (ไมส มั ผัส)
มัทนา.

หญงิ ควรจะเปรมกะมะละยง่ิ ผิวะจิตตะตอบรัก;

แตห ากฤดบี อะภิรม จะเฉลยฉะนั้นจกั (ไมส ัมผัส)

เปนปดและลวงบรุ ุษะรัก ก็จะหลงละเลิงไป.

ตูฃา พระบาทสสิ ุจริต บมคิ ดิ จะปดใคร, (สัมผัส)

จึง่ หวังและมงุ มะนะสะใน วรเมตตะธรรมา.

(มัทนะพาธา หนา ๒๓)

พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจา อยหู ัวทรงดัดแปลงสมั ผัสบังคับของวสนั ตดิลกฉันทใ ห
งา ยขึ้นโดยไมท รงเครงครัดกับสมั ผัสระหวา งวรรคแรกกับวรรคที่สอง แตจ ะทรงใหความสําคัญกบั
ความหมายของคํา หากสมั ผัสไดพอดีจงึ สมั ผัส สว นสัมผสั บงั คับเหลือไวตรงระหวา งวรรคทสี่ องกบั
วรรคทส่ี าม การลดสมั ผัสทําใหสามารถเลอื กสรรคําไดส ะดวกขึน้ ซึ่งไดท ั้งความหมายทีเ่ หมาะสม
และเสียงที่ไพเราะ

๓๒๖

๑.๒.๗. สัททุลวิกกีฬติ ฉนั ท ๑๙

ตําราฉนั ทศาสตรแสดงความหมายของชอ่ื สัททลุ วกิ กีฬิตฉนั ทวา มีลลิ าศประดจุ ดงั วา กริ ยิ า
อนั แลนแหง เสือโครง ๑ และแสดงผงั ของฉนั ทตามที่สมเด็จฯ กรมสมเดจ็ พระปรมานชุ ิตชิโนรสทรง
วางรปู แบบไว ซ่ึงเม่อื นาํ ผงั ของฉนั ทท่ีถอดจากพระราชนพิ นธมทั นะพาธามาเปรียบเทียบแลว
พบวา มลี ักษณะบางประการไมต รงกบั สทั ทลุ วิกกฬี ิตฉันทใ นตําราฉนั ทศาสตร

ผังสัททุลวิกกฬี ติ ฉนั ท ๑๙ ในสมเด็จฯ กรมสมเดจ็ พระปรมานุชิตชิโนรส

(จาํ นวน ๒ บท)

๑๒ คาํ ๕ คํา ๒ คาํ

ั ั ั  ั  ั    ั ัััั ั

๑๒ คํา ๕ คํา ๒ คํา

ั ั ั  ั  ั    ั ัััั ั

(ฉันทศาสตร หนา ๒๙๙)

ฉนั ทลักษณ ๑. ฉันทบทหนึ่งมี ๓ วรรค วรรคแรกมจี าํ นวนคํา ๑๒ คํา วรรคท่ีสองมี

๕ คาํ และวรรคทีส่ ามมี ๒ คาํ
๒. คําสดุ ทายของวรรคแรกสัมผัสกับคาํ ท่ี ๔ และ ๕ ของวรรคทีส่ อง
๓. สมั ผัสระหวางบท คอื คําสุดทายของวรรคท่สี าม สมั ผัสกับคําสุดทาย

ของวรรคแรกในบทตอไป

ผังสัททลุ วิกกฬี ิตฉนั ท ๑๙ ในรชั กาลท่ี ๖ ถอดจากพระราชนพิ นธเรื่องมัทนะพาธา

ผงั สัททุลวกิ กีฬิตฉันทใ นรชั กาลท่ี ๖ ที่ถอดจากพระราชนิพนธเรื่องมัทนะพาธามี ๒ แบบ
เนอื่ งจากพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลาเจาอยูห ัวทรงดัดแปลงไว ๒ ลักษณะ ดงั นี้

๑ ฉันท ขาํ วไิ ล. (๒๔๗๔). ฉนั ทศาสตร. หนา ๒๙๙.

๓๒๗

แบบท่ี ๑ ๕ คํา ๒ คาํ
๑๒ คํา
ัััั ั
ั ั ั  ั  ั    ั
๕ คาํ ๒ คํา
๑๒ คาํ
ัััั ั
ั ั ั  ั  ั    ั

ฉันทลักษณ พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาเจา อยูหัวทรงดัดแปลงใหคาํ สดุ ทายของวรรค
แรกสมั ผัสกับคําที่ ๕ ของวรรคท่ีสอง

ตัวอยา ง ฃา ขอใหส ุระเทวะฤทธิอะนกุ ูล, (๑๒ คํา) (สัททฺ ุลลฺ วิกกฬี ิต, ๑๙.)
กาละทรรศิน.

ฟง ฃา พเจาทลู เถอะไท,

หากฃาเสียมะทะนาธิดาอระวไิ ลย (๑๒ คํา)

ฃา บาทจะไดใ คร ละแทน?

อา เทวนิ ทะมะหินทาธิปะตแิ มน (๑๒ คาํ )

ทรงวัชระแกลว แกวน อะมร,

โปรดอยา ใหมะทะนาสุดาดะรณุ อิ ร (๑๒ คํา)

ตองไปอะนาทร ฤเขญ็ !

(มทั นะพาธา หนา ๔๔)

แบบที่ ๒ ๕ คํา ๒ คาํ
๑๒ คํา
ัััั ั
ั ั ั  ั  ั    ั

๑๒ คาํ ๕ คํา ๒ คํา

ั ั ั  ั  ั    ั ัััั ั

๑๐ คํา ๕ คํา ๒ คํา

ั ั ั  ั    ั ัััั ั

๓๒๘

ฉันทลักษณ ๑. จํานวนคาํ ของวรรคแรกในบทที่ ๑ และบทที่ ๒ มี ๑๒ คํา แตใน

บทท่ี ๓ จะมี ๑๐ คํา จากนัน้ สองบทตอไป วรรคแรกมี ๑๒ คํา อีกหน่งึ บทมี ๑๐ คาํ สลับกนั ไป
เรอ่ื ย ๆ

๒. คําสดุ ทายของวรรคแรกสัมผัสกบั คาํ ท่ี ๕ ของวรรคท่ีสอง

ตวั อยาง โอมบังคมพระคเณศะเทวะศวิ ะบุตร (๑๒ คาํ ) (สัททฺ ุลลฺ วิกกฬี ิต, ๑๙.)
มายาวิน.

ฆา พฆิ นะส้นิ สุด ประลยั ;

อางามกายะพระพรายประหนง่ึ ระวอิ ทุ ัย, (๑๒ คํา)

กอ งโกญจะนาทให สะหรรษ;

เปนเจาสปิ ปะประสิทธ์วิ วิ ิธะวรรณ (๑๐ คํา)

วทิ ยาวิเศษสรร- พะสอน;

ยามฃากอบกรณยี พ ิธีมะยะบวร, (๑๒ คํา)

จงโปรดประทานพร ประสาท.

(มัทนะพาธา หนา ๑๗)

พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจาอยูหัวทรงพระราชนพิ นธฉ ันทโดยทรง
ดัดแปลงฉันทลกั ษณของฉันทบางชนดิ ซง่ึ มที ง้ั สิน้ ๗ ชนิด ไดแก สาลินฉี ันท ๑๑ ภุชงคประยาต
ฉนั ท ๑๒ กมลฉันท ๑๒ โตฎกฉนั ท ๑๒ อินทวงศฉ นั ท ๑๒ วสนั ตดลิ กฉนั ท ๑๔ สทั ทลุ วิกกฬี ติ
ฉันท ๑๙ ซ่งึ การดัดแปลงฉันทลักษณของฉนั ทม เี พียงเล็กนอ ย ท้ังนเี้ พื่อความไพเราะและสามารถ
เลือกสรรคําศัพทม าใชไ ดอยางกวา งขวาง นอกจากนก้ี ารทรงพระราชนิพนธฉันทก ็มีความเหมาะสม
กบั ตัวละครและเน้ือหาของเรือ่ งดวย

๓๒๙

๑.๓ การทรงพระราชนิพนธโ ดยทรงรักษารูปแบบเดิมและทรง
ดดั แปลงฉันทลักษณของฉนั ท หมายถึงในฉันทช นิดเดียวกนั พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา
เจา อยูหัวทรงมวี ิธกี ารทรงพระราชนพิ นธ ๒ ลักษณะ คือ บางบททรงรกั ษารูปแบบเดิม แตบางบท
ทรงดัดแปลงบางสว น ซึง่ ฉันทท ีใ่ ชว ิธีดังกลาวมีเพียงสัทธราฉนั ทชนิดเดียว

สทั ธราฉันท ๒๑
ตําราฉนั ทศาสตรแสดงความหมายของชื่อสัทธราฉนั ทวา ยังความเล่ือมใสใหแ กผูฟง ๑

และแสดงผังของฉนั ทตามทสี่ มเดจ็ ฯ กรมสมเดจ็ พระปรมานชุ ติ ชิโนรสทรงวางรปู แบบไว ซึง่ เมือ่ นาํ
ผงั ของฉนั ทท่ีถอดจากพระราชนิพนธมัทนะพาธามาเปรียบเทียบแลว พบวา พระบาทสมเดจ็ พระ
มงกุฎเกลา เจาอยูหัวทรงมวี ิธกี ารทรงพระราชนพิ นธ ๒ ลักษณะ คือ บางบททรงรักษารูปแบบเดิม

แตบ างบททรงดัดแปลงบางสว น

ผงั สัทธราฉันท ๒๑ ในสมเด็จฯ กรมสมเด็จพระปรมานุชติ ชิโนรส (จาํ นวน ๒ บท)

 วรรคท่ี ๒ ๗ คาํ



   

 - สมั ผัสระหวางบท
   วรรคท่ี ๒ ๗ คํา





(ฉนั ทศาสตร หนา ๑๔)

ฉันทลักษณ ๑. บทหน่งึ มี ๔ วรรค วรรคแรกมจี าํ นวนคํา ๗ คาํ วรรคที่
สองมี ๗ คํา วรรคที่สามมี ๔ คํา และวรรคสุดทายมี ๓ คํา

๒. สัมผสั บงั คบั ไดแก คําสุดทา ยของวรรคแรกสมั ผัสกบั คําสุดทา ยของ
วรรคทส่ี อง และคาํ สุดทายของวรรคท่ีสองสัมผสั กับคาํ สุดทา ยของวรรคท่ีสาม สว นสมั ผสั ระหวาง
บท คือ คาํ สุดทา ยของวรรคที่ส่ใี นบทแรก สัมผสั กบั คําสุดทา ยของวรรคแรกในบทตอไป

๑ ฉันท ขําวไิ ล. (๒๔๗๔). ฉันทศาสตร. หนา ๑๔.

๓๓๐

พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจา อยหู วั ทรงนําสทั ธราฉันทม าใชใ นการ
ทรงพระราชนพิ นธ ๒ แบบ ไดแก การทรงพระราชนิพนธโดยทรงรกั ษารูปแบบเดมิ และการทรง
พระราชนิพนธโดยทรงดัดแปลงฉนั ทลกั ษณบางสวน ดงั นี้

แบบที่ ๑ การทรงพระราชนพิ นธโดยทรงรักษารูปแบบเดมิ หมายถงึ การทรงพระ
ราชนพิ นธตามรูปแบบทีส่ มเด็จฯ กรมสมเดจ็ พระปรมานุชติ ชิโนรสทรงศกึ ษาไวท ุกประการ โดย
สังเกตไดจ ากผงั คาํ ประพนั ธท ี่ถอดจากพระราชนิพนธเ รื่องมทั นะพาธา ซ่ึงเมื่อนาํ มาเปรียบเทียบกนั
แลว มลี ักษณะของฉนั ทลักษณเหมือนกันทุกประการ

ผงั สัทธราฉันท ๒๑ ในรัชกาลที่ ๖ ถอดจากพระราชนิพนธเร่อื งมัทนะพาธา
(จํานวน ๒ บท)

 วรรคที่ ๒ ๗ คาํ



   

- สัมผสั ระหวา งบท
วรรคที่ ๒ ๗ คาํ



   

ตวั อยาง ฟง คําหมอเฒา วิทรู แจง วะจะนะประดจุ ะแทง (สัทธรา, ๒๑.)
ชยั เสน.

ที่อรุ าแยง กระท่งั ใจ !

โอแ พร นู ารจิ ญั ไร, ทษุ ะประทะณหะทัย

โดยมิทันได คะนงึ วา

จณั ฑีผเู ปนธดิ ารา- ชะมะคะธะแหละจะกลา

ออกอุบายพา- ละเชน นั้น ;

โดยความหงึ สหนักเพราะรกั ครัน้ คะดปิ ระทะทษุ ะพลนั

พลงุ ประหน่ึงควนั กระทบตา,

(มัทนะพาธา หนา ๑๑๖)

๓๓๑

แบบท่ี ๒ การทรงพระราชนพิ นธโดยทรงดัดแปลงฉันทลักษณบ างสวน หมายถงึ
การท่ีพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจา อยหู วั ทรงดัดแปลงจํานวนคําในฉนั ท โดยฉนั ททด่ี ัดแปลงนี้
มคี วามยาวเพยี ง ๔ บท บทแรก วรรคท่สี องมี ๗ คาํ สวนสองบทตอไป วรรคทส่ี องมี ๘ คํา และ
บทสุดทายวรรคที่ ๒ มี ๗ คาํ

ผงั สัทธราฉันท ๒๑ ในรชั กาลท่ี ๖ ถอดจากพระราชนพิ นธเ รือ่ งมทั นะพาธา

(จาํ นวน ๔ บท)

 วรรคท่ี ๒ ๗ คํา



   

- สมั ผัสระหวางบท
วรรคท่ี ๒ ๘ คํา



   

- สมั ผัสระหวา งบท
วรรคที่ ๒ ๘ คํา



   

- สมั ผัสระหวา งบท
วรรคที่ ๒ ๗ คาํ



   

๓๓๒

ตัวอยาง (สทั ธรา, ๒๑.)
กาละทรรศนิ .
อามาลเี ลิดฤดีเพลิน, สุวิมะละและเจรญิ , (วรรคทส่ี องมี ๗ คาํ )

ฃา จะขอเชอญ ผะกาไป

สูส วนงามฃา งกฎุ ีให ระมะณิยะจะบํารงุ ไว( วรรคทสี่ องมี ๘ คํา)

เพื่อบมีภัย พบิ ตั ิปวง ;

ฃา รับคาํ วา จะแหนหวง ประดุจะวรธิดาดวง(วรรคที่สองมี ๘ คํา)

ใจจะใฝหวง สุดาภา.

อาเชอญไปกบั บิดานา ! ดรุณิอภยะครา (วรรคท่ีสองมี ๗ คาํ )

ขุดชลอพา จรลั ไป !

(มทั นะพาธา หนา ๓๘)

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจา อยหู ัวทรงพระราชนพิ นธส ทั ธราฉันท ๒๑ ซ่ึงเปนฉันท
ขนาดยาวที่มีลีลาแปลกโดยทรงมวี ิธีการ ๒ วิธี คือ บางบททรงรักษารูปแบบเดมิ และบางบททรง
ดัดแปลงฉนั ทลกั ษณบ างสวน ซึ่งการทรงพระราชนิพนธทง้ั สองแบบทําใหบ ทประพันธม ีความ
ไพเราะ สามารถส่ือสารความรูสกึ ของตวั ละครไดเ ปน อยางดี

๓๓๓

๒. การเลอื กใชฉ นั ทใ หเ หมาะกบั ตวั ละครและเนอ้ื ความ

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยูหวั ทรงเลือกใชฉ ันทใ นพระราชนิพนธเ รื่อง
มทั นะพาธาดงั น้ี

๒.๑ จิตรปทาฉนั ท ๘ จิตรปทาฉนั ทเ ปนฉันทจ งั หวะเรว็ ๑ บท มี ๘ วรรค
วรรคละ ๔ คํา แตล ะวรรคมจี าํ นวนคาํ ครุ ลหุ อยางละเทากัน ทวงทํานองของฉนั ทมีลลี ารวดเร็วกวา
ฉันทอ ่ืนหลายชนิด

พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลาเจา อยหู วั ทรงใชจิตรปทาฉนั ทในบทสนทนา
ของตวั ละคร ๓ ตวั คอื สเุ ทษณ ชัยเสน และมัทนา

จติ ระปทาฉนั ทเหมาะสาํ หรบั กลาวถึงเหตุการณอันนาต่ืนเตน ท่ีกาํ ลงั จะเกดิ ข้ึน
และจะเกิดอยางรวดเร็ว ดังตอนที่สเุ ทษณสาปมัทนาเปนดอกกหุ ลาบ บทสนทนาของสุเทษณตอน
กลาวคาํ สาปสัน้ และเร็ว เรา ใหผูอานเกิดความรูสึกตื่นเตน ซง่ึ ตอมานางเอกไดกลายสภาพเปน ดอก
กหุ ลาบในช่วั พริบตา เหตกุ ารณต ้งั แตการกลา วคาํ สาปจนนางเอกกลายเปน ดอกกหุ ลาบเกิดขนึ้
อยา งตอเน่ืองและนามหัศจรรย การใชจ ติ รปทาฉนั ทซง่ึ มีจงั หวะเร็วจึงเหมาะสมกับลักษณะของ
เน้อื ความ ดงั ความวา

สุเทษณ. นางมทะนา จุตอิ ยานาน จงมะละฐาน สุระแมนสวฺ รรค (จิตระปทา, ๘.)
ไปเถอะกําเนิด ณหิมาวัน ดังดนลุ ั่น วจสิ าปไว !
(มทั นะพาธา หนา ๓๐)

ตอนชยั เสนและมทั นากลา วคาํ ปฏิญญาในพิธีอภิเษกสมรส เพ่ือยอมรบั การ
เปนสามภี รรยาและสญั ญาวา จะซื่อสตั ยตอกัน ซง่ึ บททกี่ ลา วควรสนั้ กระชับ ไมย ืดเยอ้ื เนื่องจาก
พิธีอภเิ ษกสมรสมขี ้ันตอนมากและมีบทสวดยาว ๆ ขณะเดียวกันกต็ องแสดงความ
เบิกบานดวย พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจาอยหู ัวทรงใชจติ รปทาฉนั ทซึ่งมีจงั หวะเรว็ และสนุก
จงึ เหมาะสมที่จะใชแสดงอารมณท่มี คี วามสุข ดงั คําประพนั ธ

ชยั เสน. ฃาชัยเสน อธิเบนทรพงศ จนั ทะประสงค พธิ ิสมรส (จิตระปทา, ๘.)
กบั มะทะนา วธุปรากฏ
ฃาจะถนอม ทนุพรอมพรัง่ กอบวระยศ สริ ิเทา กนั ;
เปนภรยิ า สหะชาต์กิ ัน
สมดจุ ะดัง มหษิ ีอัน

เปนอรขวญั ณนิเวศนใ น !

มทั นา. ฃา มะทะนา วนดิ ายอม มอบฤดินอม ณพระทรงชัย
บมิลดลา.
เปนวระราช มหษิ ใี ฝ ภักดณิ ไท

(มทั นะพาธา หนา ๘๒)

๓๓๔

๒.๒ วิชชมุ มาลาฉันท ๘ วิชชมุ มาลาฉนั ทจํานวน ๑ บทมี ๘ วรรค วรรค
ละ ๔ คํา เปน ฉนั ทที่มีคําครุลวน แตละวรรคจงึ ประกอบดว ยคําที่มีเสียงหนักทุกคํา เม่ืออา นออก
เสยี งตอเน่ืองกันตลอดทง้ั บทจะมีลลี าเนิบนาบยืดยาว

พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา เจาอยหู วั ทรงใชว ิชชมุ มาลาฉันทใ นบท
สนทนาของมายาวนิ ตอนมายาวินคลายมนตรใหมทั นา ซ่งึ เดมิ มัทนาถูกมายาวนิ สะกดเรียกใหมา
พบสุเทษณ จึงมอี าการไมรูสึกตัว แมคลายมนตรแลวก็ยังงุนงง การใชว ิชชุมมาลาฉนั ทจ งึ
เหมาะสมกบั เน้อื ความทเี่ ปนบทรายมนตร เพราะมีลลี าทว งทํานองเนิบชา เฉ่ือย ยืดยาว เหมือน
การรา ยเวทยคลายมนตรทีต่ องคลายออกอยา งชา ๆ ดงั คาํ ประพันธ

มายาวนิ . อนั เวทอาถรรพ ทพ่ี ันธผูกจิต แหง นางม่งิ มิตร อยบู ัดน้นี า, (วิชชฺ มุ มฺ าลา, ๘.)
จงเคลื่อนคลายฤทธ์ิ จากจติ กญั ญา คลายคลายอยา ชา สวัสดสี วาหาย !
(มทั นะพาธา หนา ๒๐)

๒.๓ รโธทธตาฉันท ๑๑ รโธทธตาฉนั ทม ีจาํ นวนคําในวรรคหนายาวกวา

วรรคหลงั คอื วรรคหนา มี ๗ คํา วรรคหลังมี ๔ คาํ และมี ระ คณะ คือ ครุ ลหุ ครุ ( ั ุ ั ) ท่ตี น

วรรคหนาและทายวรรคหลงั ซ่ึงวรรคหนา มคี าํ ลหมุ ากกวาคาํ ครุ จงึ มคี าํ เบามากกวาคําหนัก สว น
วรรคหลังน้ันประกอบดว ยคาํ ลหุ ครุ ลหุ ครุ ทําใหม ีเสียงเบา หนกั เบา หนัก สลบั กันไป ทาํ ใหร
โธทธตาฉนั ทม ีทวงทาํ นองออนโยนและทงิ้ จงั หวะออ ยอิ่ง เบา หนกั เบา หนัก ในตอนทายของแตล ะ
บาท

พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหวั ทรงใชร โธทธตาฉันทใ นบทสนทนา
ของมทั นา ตอนออนวอนขอใหสุเทษณร บั รแู ละเห็นใจในความทุกขของตน ตลอดจนโปรดชวยเหลือ

ใหพน ทุกข ฉนั ทตอนนจี้ ึงใหความรสู ึกท่ีนา สงสาร คําพดู ของมทั นาจะมีลักษณะออยสรอ ยในชว ง
สดุ ทา ยของบาทเรือ่ ยไปตลอดทั้งบท ดังตวั อยาง

มทั นา. ฃา พระบาทฤทุขะมี ฤดีจะราน, (รโธทธฺ ตา, ๑๑.)
เทวะโปรดและอุปะการ จะสิทธผิ ล:
เมตตะธรรมะนะสจิ นุ และหนุนสกล
ชว ยผดงุ นกิ ะระชน ประโลมฤดี.
เชอญเสดจ็ อะมะระมา ณวาระน,้ี
รับเสวยวระพลี ดนูถวาย.
โดยดนูทุขะวโิ ยค และโชคก็หาย,
อยากจะใครชิวะมลาย บทนละทกุ ข,
อยกู ็โศกะจะทวี บมีสนุก,

๓๓๕

สามทิ ้ิงฤวะจะสขุ ฤมเี จริญ
(มทั นะพาธา หนา ๑๒๗-๑๒๘)

แมการตอบปฏิเสธการเปน บาทบริจารกิ าซงึ่ สเุ ทษณเ สนอเพื่อเปนวธิ ี
ชวยเหลือมัทนาใหพ น จากความทกุ ข การใชท วงทาํ นองของรโธทธตาฉันทก ใ็ หค วามรูสกึ วา เปน
การตอบปฏเิ สธท่นี มุ นวล ดงั ตัวอยา ง

มทั นา. ฃาเฉลยพระมะธุรส สุราดิศร (รโธทฺธตา, ๑๑.)

ไดก ด็ งั ประดจุ ะกอน ณภูมิสรรค.

อนั จะทรงพระกรณุ า ณฃา ฉะนน้ั ,

เปนพระคุณดะนุจะพรร- ณะนาบได;

หากจะมวี ิถถิ นัด บขัดหะทัย,

ทงั้ จะใชณ ธรุ ะใด บมรี ะอา,

แตจ ะโปรดดะนุและให คระไลนะภา

เปนพระบาทะบรจิ า- ริกาฉะน,ี้

เกรงจะผดิ พระนติ ิธรร- มะอนั นะรี

เสพยกะสองบุรษุ ะมี ฤใครจะชม ?

(มทั นะพาธา หนา ๑๒๙-๑๓๐)

๒.๔ สวาคตาฉันท ๑๑ พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา เจาอยหู ัวทรงใช
สวาคตาฉันทถ า ยทอดบทสนทนาของสุเทษณ ตอนมัทนาออนวอนสุเทษณขอกลบั สวรรค และ

สุเทษณจะรบั นางไปเปนบาทบรจิ ารกิ า แตมัทนาปฏิเสธจงึ ถูกสาปเปน ดอกกุหลาบตลอดไป ซงึ่
มทั นาจะใชรโธทตาฉันท สวนสเุ ทษณจ ะใชส วาคตาฉันท

สวาคตาฉันทม ีวรรคหนา เหมอื นรโธทตาฉันท ตางกันที่วรรคหลัง วรรคหลัง
ของสวาคตาฉนั ทคือ ลหุ ลหุ ครุ ครุ หรือ เบา เบา หนัก หนัก สวนวรรคหลงั ของรโธทตาฉนั ทคือ
ลหุ ครุ ลหุ ครุ หรือ เบา หนัก เบา หนัก ทาํ ใหร โธทตาฉนั ทมีทวงทาํ นองออนหวานในตอนทาย
เหมาะทจ่ี ะเปน บทสนทนาของผหู ญิง คือ มัทนา ซ่ึงพูดขอรองวงิ วอนแฝงความเกรงกลัว
สเุ ทษณอ ยใู นที สว นสวาคตาฉันทม ที วงทาํ นองในตอนทายหนกั แนนกวารโธทตาฉันทเพราะจบ
บาทดว ยคาํ ครุ ๒ คาํ จงึ เหมาะท่จี ะใชเ ปนบทสนทนาของผชู าย คือ สุเทษณ โดยฉันทท้งั สองชนิด
ถกู นํามาใชค ูก นั ดงั ตัวอยาง

มัทนา. แตจ ะโปรดดะนแุ ละให คระไลนะภา (รโธทธตา, ๑๑.)
เปนพระบาทะบริจา- รกิ าฉน,้ี
เกรงจะผิดพระนิติธรร- มะอนั นะรี

๓๓๖

สุเทษณ. เสพยกะสองบรุ ษุ ะมี ฤใครจะชม? (สวาคตา, ๑๑.)
อันพระองคอะมระเศรษ- ฐะเดชอุดม
จ่ึงมิควรจะอภิรม- ยะนารทิ ราม;
ฃา ทํานูลวะจะนะตรง ดาํ รงณความ
สัตฺยะธรรมะคะตงิ าม นะเทวะไท !
พูดพกิ ลละมะทะนา, กจ็ ะวาไร ?
ชวนณสรวงกบ็ มไิ ป บมจิ งจินต,
หลอ นจะคงกะมละแคน , และณแดนดิน
อยจู ะแสนทุขะยพุ นิ ก็จะขืนอย;ู
อันจะชว ยธุระยุพา ฤก็ฃา ดู
ไรวถิ ีและก็ดะนู จะประสาทใด ?
(มัทนะพาธา หนา ๑๓๐)

๒.๕ อินทรวิเชยี รฉนั ท ๑๑ อนิ ทรวิเชียรฉันทประกอบดวยคําครุลหุใน
วรรคหนา และวรรคหลงั ท่ีมจี าํ นวนใกลเ คยี งกันและสลบั กนั ลงจังหวะดงั น้ี

หนกั หนัก เบา หนกั หนัก เบา เบา หนกั เบา หนัก หนัก

สามคําสุดทายของวรรคหนา และวรรคหลงั ทงิ้ จงั หวะ เบา หนกั หนกั ทาํ ให
อินทรวิเชียรฉันทม ลี ีลาทวงทาํ นองออ นหวานไพเราะ ท้ิงจังหวะกระเพอื่ มไปในตอนทายของทุก
วรรคเหมือนกัน ซึ่งพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลาเจาอยหู ัวทรงใชใ นบทสนทนาของตวั ละครหลาย
ตัว ไดแก ชัยเสน มัทนา ศุภางค กาละทรรศนิ มายาวิน ปริยัมวะทา และนนั ทิวรรธนะ ซ่ึงบท

สนทนามลี ักษณะของเนอื้ ความ ดงั นี้
ก. การเลา เรอ่ื ง บทสนทนาของมายาวนิ ที่เลา ความเปน มาในชาตกิ อน ซง่ึ

แสดงเร่ืองราวความผกู พนั ระหวา งมทั นาและสุเทษณ เพ่อื ใหสเุ ทษณไดตระหนักวา การท่ีมัทนาไม
รบั รักสุเทษณใ นชาติปจ จบุ นั เปน ผลมาจากการกระทาํ ของสุเทษณใ นชาติกอน บทสนทนาตอนน้ี
ทรงพระราชนิพนธดวยอินทรวิเชียรฉนั ท ความวา

มายาวิน. เม่อื ครัง้ พระองคเ ปน วรราชะราชัน (อินทะวิเชยี ร, ๑๑.)
ครองเฃตประเทศขัณ-
ตรัสใชอมาตยเ ปน ฑะวสิ ทุ ธิปญจาล,
ถงึ ราชะผูผา น
ขอองคธิดาช่ือ วรทูตะทลู สาร

นรชาติ์สรุ าษฎรง าม,

มะทะนาวิไลยราม

๓๓๗

เปนราชินีตาม วรราชประเพณ;ี
(มทั นะพาธา หนา ๑๔)

หลงั จากที่มัทนาถูกสาปเปนดอกกหุ ลาบตลอดไป ปริยัมวะทาเปน ผเู ลา
เร่อื งราวตาง ๆ ตง้ั แตม ัทนากลับมาสปู า จนถึงถูกสาปใหชยั เสนฟง คําประพนั ธตอนนีใ้ ช
อินทรวิเชียรฉนั ท ดงั ตวั อยาง

ปริยัมวะทา. ต้ังแตพระเทวี มะทะนาเสด็จจร (อนิ ทะวิเชียร, ๑๑.)
มาสพู ะนาดร พระฤดบี มีสุข,
เฝา แตจ ะทรงศัล- ยะกําสรวลและครวญขกุ
เข็ญมีทวที กุ ทิวะราตริโศกา.
จึ่งทรงพระปรารภ พะลบิ วงสเุ ทวา,
ทุกเสารเสด็จมา วนะถ่นิ สนามน.้ี
กออคั คิขึ้นแลว ละก็กลาวพระวาที
ทูลเทวะนามมี พระสุเทษณว เิ ศษฤทธ,์ิ
(มัทนะพาธา หนา ๑๓๔)

ข. ความงาม การพรรณนาความงามของดอกกุหลาบแตงดวย
อนิ ทรวิเชียรฉันท ซึ่งตามทองเร่ืองสมมติวา ไมม ใี ครรจู ักดอกกุหลาบ เพราะเปนดอกไมส วรรคไ มมี
อยูบนโลกมนษุ ย มายาวินผูร อบรไู ดพ รรณนาลักษณะของดอกกุหลาบใหสเุ ทษณฟ ง บทพรรณนา
มคี วามไพเราะทําใหผ ูอานเกิดจนิ ตนาการคลอยตาม ดงั ตัวอยาง

มายาวิน. ไมเรยี กผะกากพุ -ฺ ชะกะสอี รุณแสง (อินทะวเิ ชียร, ๑๑.)
ปานแกมแฉลม แดง ดรณุ ีณยามอาย;
ดอกใหญแ ละเกสร สวุ คนธะมากมาย,
อยูทนบวางวาย มธุรสขจรไกล;
(มทั นะพาธา หนา ๒๘)

ค. ความรกั ตอนชัยเสนไดพ บมัทนาและเกิดความรัก ชัยเสนไดพรํา่ เพอ
ถงึ มัทนา ซึ่งคาํ พูดแสดงความรสู ึกหลงใหลและเปนความรูส ึกท่ไี มเคยเกิดข้ึนมากอน เปน ครง้ั แรก
ท่ตี กอยูใตอาํ นาจของความรัก บทสนทนาตอนนีใ้ ชทว งทาํ นองของอินทรวิเชียรฉนั ทถา ยทอด
อารมณค วามรูสึกรกั ดงั ตัวอยา ง

๓๓๘

ชยั เสน. โอโอกระไรเลย บมเิ คยณกอ นกาล ! (อินทะวิเชยี ร, ๑๑.)
พอเห็นก็ทราบสา น ฤดริ ักบหกั หาย.
ยิง่ ยลวะนิดา ละกย็ ง่ิ จะรอ นคลา ย
เพลงิ รุมประชุมภาย ณอุราบลาลด.
(มัทนะพาธา หนา ๕๔)

บทสนทนาของศภุ างค ตอนทลู ชัยเสนใหประจักษถึงความจงรักภกั ดขี องตน
คาํ พูดของศุภางคม คี วามออนนอ มแตเ ขมแข็งตามวสิ ัยทหาร กลาทีจ่ ะแสดงความคดิ เห็น แฝง
ความรสู กึ ท้งั รกั นอยใจ เสียใจ และยอมรบั ชะตากรรม เนอ้ื ความตอนนี้ทรงใชอนิ ทรวิเชียรฉนั ท ดัง
ความวา

ศภุ างค. องั คาพะยพของ ดนเุ ปนพยานวา (อินทะวิเชียร, ๑๑.)
เคยทนและเคยฝา พหุอนั ตะรายแท,
ทั่วกายะฃานี้ ฤกม็ นี ะบาดแผล
เพือ่ ไดแสดงแก นระชนผิอยากด;ู
ทกุ แผลก็สักขี จะแสดงกะตัญ,ู
บาดเจบ็ กโ็ ดยภ-ู ธระใชประจญศกึ .
ในงานพระผานเผา บมเิ คยจะหยุดนกึ ,
ใชไ หนก็ใจฮกึ บมเิ คยจะกลวั ใคร.
แตว า ณครานี้ นรนาถะทรงใช
ใหฃาพระบาทไป และประหารพระชายา
ผปู ราศะจากมล- ทินะโทษฉนี้นา,
ขอรับพระอาญา เพราะมอิ าจจะรับใช.
อนั ชีวิของฃา จะพะวงก็หาไม,
ขอมอบถวายไว ณธลุ ลี อองบาท.
(มทั นะพาธา หนา ๑๐๙-๑๑๐)

ง. การบชู าเทพเจา ในบทสวดสรภัญญะ ซ่งึ มีเนอื้ ความบูชาและเชอื้ เชญิ เทพ
เจา อัคนีโปรดเปนทตู สวรรคนาํ สารไปแจงตอเทวดาท้งั หลาย บทสวดใชอนิ ทรวิเชียรฉนั ทถ า ยทอด
ความศักดส์ิ ิทธิ์และสงู สง ของเทพเจาซึ่งอยูในฐานะท่ีมนุษยตองเคารพ ดังตวั อยาง

๏ อาองคพระอคั นี วรศรีประภาใส. (อินทะวิเชยี ร, ๑๑.)
เปนเอกอดุ มใน หุตะกิจพะลีการ

๓๓๙

๏ ฃา ขอประณตองค สุระทงั้ ณตรีสฺถาน
ทุกภาคพเิ ศษมาน มนะมุงณการยัญ
๏ หนึง่ คือสุรียแจม สจุ รัสณภมู สฺวรรค
สองโลกมนุษนัน- ทะนะอุนระอุกาย
๏ ทีส่ องประภาปรา- กะฏะในนะภาพราย
คอื วิชชุโชติ์ฉาย รุจแิ ลบณเมฆา
๏ ท่ีสามก็คือไฟ นระกอณเคหา
เพือ่ กอบสุภักษา และประกอบพะลีพนู
๏ องคน แี้ ละไดเ ชอญ พระเสดจ็ ณแทน กณู ฑ
ดวยพรอ มมะโนมลู จะกระทาํ หตุ าการ
๏ อา องคพระทรงเมษ สรุ เดชตระการฉาน
โปรดเอ้ือและเอาภาร ธรุ ะดว ยสไุ มตรี
(มทั นะพาธา หนา ๗๗-๗๘)

จ. แนวคดิ บทสนทนาของนนั ทิวรรธนะตอนเตือนสติชัยเสนใหต ระหนักถึง
หนา ท่ีของกษัตริยที่ตองรบั ผิดชอบตอบา นเมือง โดยเฉพาะอยางยงิ่ การเปน ที่พ่ึงของราษฎร ซึ่ง
กษัตรยิ ไมค วรละท้ิงราษฎรในยามทบ่ี านเมืองกาํ ลงั คบั ขัน บทสนทนาท่ีใชแสดงแนวคิดน้ีถา ยทอด
ดว ยอนิ ทรวเิ ชียรฉันทซ ่ึงมีลีลานมุ นวลออ นโยน เหมาะกับเน้ือหาทตี่ องการใหผูฟงเกดิ กําลงั ใจ ดัง
ความวา

นันทวิ รรธนะ. เหตุดว ยอะรียก พละแสนยะเกรียงไกร (อินทะวเิ ชียร, ๑๑.)
เกือบถงึ พระเวียงชยั , และตลอดวถิ มี า
ไดทาํ ระส่ําปวง นรหวน่ั ณวญิ ญาณ,
ดงั นี้แหละทวยนา- คะระยังระริกรัว.
หากรูวะ เสียองค ปยะราชะทูนหัว
คงยงิ่ จะเพมิ่ กลัว ภยะพาลพิบตั ิเบียฬ;
ตราบใดพระเดชแผ วรฉายะเหนอื เศียร
ยอมศานตจิ ําเนียร เพราะพระบาระมรี ม;
ชพี ตนและชีพญาต์ิ บมหิ ว งณอารมณ,
ขอใหน โรดม วรชนมฺ ะยนื ยงั .
ไรปนดิลกราชย ละก็ชาติจ์ ะภนิ พัง,
ไหนเลยจะคงตงั้ อศิ ะรานภุ าพครอง.
(มทั นะพาธา หนา ๑๑๗)


Click to View FlipBook Version