The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิทยานิพนธิ์เรื่องมัทนะพาธา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by boonajkee, 2021-05-27 03:33:36

วิทยานิพนธิ์เรื่องมัทนะพาธา

วิทยานิพนธิ์เรื่องมัทนะพาธา

๙๐

กาละทรรศินกลาวคําอญั เชญิ เทพเจา ชายหญิงมาสูมณฑลพธิ ีอภิเษก
สมรส เพื่อเปนสักขพี ยานการวิวาหและประทานสิรมิ งคลแกค ูบาวสาว คาํ อัญเชญิ ปรากฏพระนาม
เทพเจา หลายองคดงั น้ี

พระนารายณและพระลักษมี

กาละทรรศิน. โอมอัญเชอญนารายะณะพระหริชาญ (กุสุมติ ลดา, ๑๘.)

ชัยบําราบมาร ปะราชยั ,

พรอ มดว ยเทวศี รีภะคะวะตวิ ิไลย

วรรณะผองใส วมิ ลเนตร;

(มทั นะพาธา หนา ๗๘)

พระอศิ วรและพระอุมา

กาละทรรศนิ . โอมอญั เชอญองคตรีศุลศิ วิ ะมเหศร (กุสมุ ติ ลดา, ๑๘.)

นัง่ ณะยอดเฃต- ตะจอมผา,

อีกแมเจา สฺวรรคบ รรพะตวิ ะระอมุ า

ผพู ระชายา อุดมศกั ด;์ิ

(มทั นะพาธา หนา ๗๘-๗๙)

พระพรหมและพระสรสั วดี

โอมอัญเชอญธาดาปะตจิ ะตรุ ะพกั ตร (กุสมุ ติ ลดา, ๑๘.)

เพง พินศิ รัก- ษะส่ีทศิ ,

โฉมชายายอดสุธิระศุภะวิทย

ศลิ ปฺ ะสอนจติ จรุงใจ;

(มทั นะพาธา หนา ๗๙)

พระอนิ ทรแ ละพระศจี

กาละทรรศิน. อกี ขอเชอญองคเ ทพระวิและศะศิธร (กุสมุ ติ ลดา, ๑๘.)

สองอะมรยอด พยานกรรม;

(มัทนะพาธา หนา ๗๙)

เทพเจาผูสถติ ในอากาศและดนิ

กาละทรรศนิ . อีกขอเชอญเทวานกิ ะระฐติ ธิ รรม (กสุ มุ ติ ลดา, ๑๘.)

สิงสถิตอัม- พะรากาศ,

๙๑

ท้งั ทวยเทพที่สงิ ณปะฐะวอิ าจ

รกั ษะทวยราษฎร ณแดนคน;

(มัทนะพาธา หนา ๗๙)

นกั สวดสคี่ นสวดฉันทท ํานองสดุดีสงั เวยในพิธอี ภิเษกสมรส เนอ้ื หาของ
บทสวดมคี วามหมายออนวอนเทพเจาโปรดอํานวยพรแกคูบาวสาว ความวา

ขอทวยสุเทวะสรุ ะฤท- ธิมะหทิ ธิเรืองราม (วสนั ตะดิลก, ๑๔.)

โปรดชวยบํารุงวรวศิ าม- ปะตอิ กี พระชายา

ใหท รงเจรญิ สริ ิสวุ ัต- ถิพิพฑั ฒะนาอา-

ยูวรรณะสุขพะละและสา- ระวิสุทธศิ ฺฤงคาร

ขอพรประสิทธิบมิฃาด ณพระราชะสมภาร

อกี เทวิองคอระวศิ าล สิริสิทธิภยี โย ฯ

(มทั นะพาธา หนา ๘๓)

ขั้นตอนสุดทายของพธิ ีอภเิ ษกสมรส กาละทรรศนิ วอนขอเทพเจา เปน
ภาษามคธ ขอเทพเจาไดโปรดประทานพรแกชัยเสนใหมคี วามสขุ สวัสดี ประสบความสําเร็จในสิ่ง
ทง้ั ปวง ความวา

กาละทรรศิน. สาธุ เทวานุภาเวน สทา โสตฺถี ววิ ฑฺฒโน (สามัญคาถา.)
ทีฆายุโก จ นิทฺทกุ ฺโข นิพฺภโย จ นริ ามโย ฯ
สิทฺธิ กจิ ฺจฺจ กมฺมฺจ สทิ ฺธิ ลาโภ ชโย ชโย
ชยเสน มหาราช วรสฺส ภวตุ สพพฺ ทา. ฯ

คําแปล ดงั ฃา วงิ วอน ขอ (พระเจา ชยั เสนมหาราช) จงทรงพระสวสั ดี,

ทรงพระเจรญิ พเิ ศษ, ทรงพระชนมายุยืนนาน ปราศจากทุกข, ปราศจากภัย, ไรความไม
สําราญ, ดวยอานุภาพเทวดา ทกุ เมื่อ ฯ

ขอกจิ ทส่ี ําเร็จ, การงานทส่ี ําเรจ็ , ลาภทส่ี ําเร็จ, ชัยชนะที่สาํ เร็จ จงมแี ด
พระเจาชัยเสนมหาราชผูประเสรฐิ ในกาละทง้ั ปวง ฯ

(มทั นะพาธา หนา ๘๓)

๙๒

ตอนชัยเสนรบั พร ในตอนจบของเร่ืองกาละทรรศนิ ขอพระอินทรโปรด

ประทานพรแดชัยเสนในโอกาสทจี่ ะกลบั สูกรุงหัสตนิ าปุระ ปรากฏขอความท่ีหมายถึงพระอนิ ทร

ดังน้ี

กาละทรรศิน. ฃาขอใหเ ทพองคอ ะธปิ ะตณิ ไตร- (กุสมุ ิตลดา, ๑๘.)

ตรึงษะโปรดให พระพรสทิ ธิ์

(มัทนะพาธา หนา ๑๔๑)

การกลาวถงึ พระนามของเทพเจาในศาสนาพราหมณ ตลอดจนถอยคําของตวั
ละครทีแ่ สดงความเชอ่ื ถือวา เทพเจาเปนผูบนั ดาลทุกส่ิงแกมนุษย มนุษยจึงพยายามติดตอ กบั
เทพเจา ดว ยวิธีบูชาไฟ หมายถึงการขอใหพ ระอัคนีเทพแหง ไฟชวยเปน ทตู นําคาํ วิงวอนของมนุษย
ไปแจงแกเหลา เทพเจาอีกทอดหนง่ึ การพราํ่ บน ถึงเทพเจา ราวกับเทพเจา สถิตอยูในจิตวิญญาณของ
ตวั ละครเปน ลกั ษณะทีพ่ บในพระราชนิพนธเรื่องมทั นะพาธา และการกลา วถงึ เทพเจาหรือการนํา
เทพเจา มาเปน ตวั ละครกเ็ ปน ลกั ษณะทพี่ บไดบอ ยในละครสันสกฤต ดังน้นั การกลาวถึงพระนามของ
เทพเจา จึงเปนสวนประกอบสว นหน่ึงที่ทําใหพระราชนพิ นธเ รื่องมทั นะพาธามีลกั ษณะของเร่ืองคลา ย
ละครของสันสกฤต

ข. การตามลาสัตวทม่ี ลี ักษณะงดงาม

บทละครสันสกฤต บทละครสันสกฤตมกั มีเรื่องราวเก่ียวกบั ตวั ละครเอก

เสด็จออกประพาสปาลาสัตว แลว ไปพบสัตวท่มี ีลักษณะงดงามจึงติดตามไปจนพลัดหลงกับผูอ่ืน
สตั วล ักษณะพเิ ศษดังกลาวจะนาํ ตัวละครเอกซงึ่ สวนใหญเ ปนพระเอกไปพบกบั นางเอกรูปงามท่ี
พํานักอาศัยอยใู นปา ๑ ดงั ในละครนาฏกะเรื่องศกุนตลา ของกาลทิ าส ทุษยนั ตต ิดตามกวางไปจนถงึ
บรเิ วณอาศรมของฤๅษีกัณวะและไดพบศกุนตลาบุตรีของฤๅษี ตอมาทั้งสองไดอ ภเิ ษกสมรสแบบ
คนธรรพววิ าห

พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาเจา อยหู ัวทรงพระราชนพิ นธเ รอื่ งศกนุ ตลาเปน
ภาษาไทย โดยทรงอาศัยฉบบั แปลเปนภาษาอังกฤษของ เซอร วิลเลียม โจนส ซ่ึงแปลมาจากฉบบั
ของกาลิทาส คาํ ประพนั ธพรรณนาความงามของกวางวา

เหลอื บเหน็ กวางขาํ ดาํ ขลับ งามสรรพสะพรัง่ ดัง่ เลขา
งามเขาเปน ก่งิ กาญจนา งามตานลิ รัตนรจู ี
คอกง เปน วงราววาด รูปสะอาดราวนางสาํ อางศรี
เหลยี วหนา มาดภู มู ี งามดังนารชี ําเลอื งอาย
ยามว่ิงว่งิ เร็วดังลมสง ตัดตรงทุงพลนั ผันผาย

๑ นยิ ายสันสกฤตเรอื่ งหน่ึงชอื่ จิตรางคท นางเอกเปนฝา ยออกปาลา สัตวจนไปพบพระเอก.

๙๓

ปนกษตั ริยเรง รถั พรรณราย กระท่งั ถงึ ชายไพรวนั ฯ๑

พระราชนพิ นธเรื่องมทั นะพาธา พระราชนพิ นธเ รอื่ งมทั นะพาธามีเน้ือ

เรอื่ งตอนชัยเสนเสด็จประพาสปา ลา สตั ว และพบกวางท่มี ีลักษณะงามจงึ ตดิ ตามไปจนพลัดหลงกบั

กองทพั ชัยเสนเขา ไปยังบรเิ วณอาศรมของกาละทรรศินและไดพ บมัทนา ตอมากาละทรรศินจดั พิธี

อภเิ ษกสมรสใหคนทัง้ สอง พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาเจาอยหู วั ทรงพรรณนาความงามของ

กวางวา

ชยั เสน. ชะเนตรสนิธนิล กะละนิลมะณศี ร,ี (อุปชาต,ิ ๑๑.)

ยามแลชําเลืองมี กริ ิยาประหนึ่งอาย;

เฃางามประหนึ่งชอ วรวชิ ชมุ าลยฉาย,

และหนงั ระยับลาย กละเลือ่ มประดับวาว;

ขนองสนิธดาํ ดุจะเขยี นเขมา ยาว,

งามทรวงสะอาดราว หมิ ะตกณยอดผา :

ยามเดริ ก็งามยิง่ และจะวิ่งกย็ วนตา,

จริตกิรียา กละสาวสรุ างคสวรรค.

(มัทนะพาธา หนา ๔๑)

พระราชนพิ นธเร่ืองมัทนะพาธามีเนื้อเรื่องกลา วถงึ การติดตามสัตวทีม่ ลี ักษณะงาม
พิเศษ ซ่งึ สตั วเ ปนส่อื นาํ พาใหพระเอกมาพบนางเอกและเกดิ ความรกั ตอกนั ชวยใหเ รือ่ งราว
ระหวางพระเอกกับนางเอกสามารถดาํ เนินตอไปไดจนจบ การใชสตั วเ ปน สือ่ นําพานเี้ ปนวธิ ีทก่ี วใี ช
ในบทละครสันสกฤต ซึ่งโครงเรอ่ื งสวนน้ีของพระราชนพิ นธเรื่องมทั นะพาธามีลักษณะคลายบท
ละครของสันสกฤต

ง. การบชู าอาถรรพเวท

วรรณคดีสนั สกฤต วรรณคดีสันสกฤตยุคเรม่ิ แรกคือ คัมภรี พระเวท “เวท”
แปลวา “ความร”ู พวกพราหมณถ ือวา พระเวทเปน ตนตาํ รบั ของศาสนาพราหมณแ ละเปนความรู
ศักด์ิสทิ ธทิ์ ไี่ ดยนิ มาจากพระผเู ปน เจา มลี กั ษณะแตง เปนฉนั ทห รือกาพย ใชภาษาสันสกฤตโบราณ
ในระยะแรกพระเวทมี ๓ คมั ภีร เกดิ ข้ึนตามลาํ ดับ คือ ฤคเวท ยัชุรเวท และสามเวท รวมเรียกวา
ไตรเพท ภายหลังเกิดข้ึนใหมอีกคมั ภรี หนึ่งคือ อาถรรพเวท

๑ สมเดจ็ พระรามาธบิ ดศี รีสินทรมหาวชริ าวธุ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหวั . (๒๕๑๓). ศกนุ ตลา
มทั นะพาธา ทา วแสนปม ประมวลสุภาษิต. หนา ๑๔.

๙๔

อาถรรพเวทเปน คัมภีรพ ระเวทลาํ ดบั ที่ ๔ สว นใหญแ ตงเปน รอยแกว มีฉันท
อยูราว ๑ ใน ๖ สวนเทาน้ัน นักปราชญส ังเกตวา ผูแตง อาถรรพเวทมคี วามกลัวเกรงเทวดาเหมอื น
กลัวผทู ่ีดุรา ยและใชอาํ นาจโดยถือกําลงั เปน ใหญ ผูแตง จงึ ใชถอ ยคําไปในทางติดสินบนเทวดาและมี
ความเช่ือถือในมนตรแ ละของขลงั อาถรรพเวทมมี นตรสําหรับใชในกิจตา ง ๆ เชน รักษาโรคภัย ทาํ
รายศัตรูโดยการเสกสง่ิ ของเขาไปในตวั ของศตั รเู รียกวา “ฝง รูปฝง รอย” การฝง สง่ิ ของเพอ่ื ใหผ ลดีแก
ผูฝ งและใหผ ลรายแกศ ัตรเู รียกวา “ฝงอาถรรพ” การทาํ เสนห เปนตน๑

พระราชนพิ นธเ ร่ืองมัทนะพาธา ในพระราชนิพนธเรอื่ งมัทนะพาธามีการ

กลา วถึงวชิ าที่เปน “อาถรรพเวท” อยู ๒ ตอน คือ
ตอนมายาวินบรรยายความรู เมือ่ สุเทษณถามมายาวินเกี่ยวกับวชิ า

ความรขู องมายาวนิ มายาวนิ ไดตอบวาตนมีความเชี่ยวชํานาญในอาถรรพเวท สามารถใชม นตร
สะกดเรียกผูท่ีอยูหางไกลใหม าหาได มายาวินกลา ววา

มายาวิน. อถรรพเ วทะเจนอยู, และมนตรค รกู ็ไดสน (ภุชงคปั ปะยาตร, ๑๒.)๒
มโนจําและซา้ํ คน คดีเพ่ิมบเคลิ้มหลง.
ฉนัน้ อาจจะผูกจติ - ตะใครไดประดจุ จง,
และใชโยคะแลวคง จะเรยี กใหตระบงึ มา

(มทั นะพาธา หนา ๑๓)

ตอนพราหมณวทิ รู แสรง ทําพธิ ีอาถรรพ พราหมณว ิทรู แสรงประกอบ

พธิ ีอาถรรพต ามคําส่ังของจัณฑี เพื่อใสรา ยวามทั นาเปนคนทาํ เพราะตอ งการเลกิ กบั ชัยเสนและ
เปลี่ยนมารกั กบั ศุภางค วิทูรเรียกพิธีนวี้ า “การฝงอาถรรพ” มีตุกตาปน ดว ยข้ีผ้งึ ๓ รูปเปนของขลงั
รปู หนึ่งมหี นามแหลมแทงตรงหัวใจและทองหมายถึงชัยเสน อีกสองรูปปนเปนคูติดกันหมายถงึ
มทั นากับศภุ างค พิธีเริ่มตนดวยการบชู าไฟ ขณะทาํ พธิ ชี ัยเสนและคนอนื่ เขามาพบเห็นพอดี ตรง
ตามท่ีจณั ฑวี างแผนไว คนทงั้ หลายไดเ จรจากนั วา

วิทูร. ฃากาํ ลงั เรมิ่ ประเดิมอัคคี เพอื่ ทําพิธี การฝงอาถรรพ. (สุรางคณา, ๒๗.)
ชยั เสน. เอะ ! หากวา จริง ละก็เปนสิง่ ทโี่ ทษฉกรรจ!

๑ สมเดจ็ พระรามาธิบดศี รีสนิ ทรมหาวชิราวุธพระมงกฎุ เกลาเจาอยูหัว. (๒๕๑๓). ศกุนตลา
มทั นะพาธา ทาวแสนปม ประมวลสุภาษิต. หนา ๑๗๕-๑๗๖.

๒ภชุ งคปั ปะยาตร สะกดตามทปี่ รากฏในพระราชนพิ นธเรือ่ งมทั นะพาธา สวนการอธบิ ายจะสะกดตามท่ี

ใชท ว่ั ไป คือ ภุชงคประยาตฉันท.

๙๕

เร็ว ๆ คนยาม ของพราหมณน พี้ ลัน, ดูวาในน้ัน จะมสี ่งิ ใด.
(นันทวิ รรธคนในยา มของพราหมณ, ไดร ูปปนดวยข้ีผ้ึงสามรูป.)
นันทวิ รรธนะ. มีรูปข้ีผงึ้ เปนสามรูปซ่งึ พราหมณปนเตรยี มไว;
รูปหนง่ึ หนามแหลม มีแนมเหน็บใส ตรงที่หทัย และตรงอุทร;
อกี สองรูปปน เปนคูติดกัน เชนคสู มร,
เพราะตา งกอดรัด ตระวดั เกี่ยวกร, ชายกบั บังอร เชิงชคู ูใจ.

(มทั นะพาธา หนา ๑๐๓-๑๐๔)

อาถรรพเวท หรือ พราหมณเวท เปนตํารบั สาํ หรบั พราหมณผ ูใหญผ มู ีหนา ที่
กาํ กับกจิ พธิ ี ซ่งึ เรียกวา พรหมพราหมณ อาถรรพเวทจงึ เปน พระเวทท่มี คี วามสําคญั มากและ
สะทอนความเช่ือถือในศาสนาพราหมณอ ยา งชัดเจน เมื่อนาํ วชิ าทเี่ ก่ียวกบั อาถรรพเวทมากลา วไว
ในเนอื้ เรื่อง จงึ เปน สว นที่ชวยสรา งบรรยากาศใหค ลายเรอื่ งราวของทางสนั สกฤต จนอาจเขา ใจได
วา พระราชนิพนธเ ร่ืองมัทนะพาธามที ่ีมาจากบทละครสันสกฤตเร่ืองใดเรื่องหนงึ่ ซง่ึ แทจ ริงแลว เปน
เรือ่ งทีส่ รางข้ึนใหมแ ตม ีสว นประกอบคลา ยบทละครสนั สกฤต

จ. การอางถึงชื่อของนางเอกในวรรณคดีสนั สกฤตเรื่องอื่น
วรรณคดีสนั สกฤต นางเอกในวรรณคดีสนั สกฤตหลายคนเปน ผูมีชือ่ เสียง

ซ่งึ ผอู า น ผูดู ผูฟง รูจกั ดี บางคนเล่อื งลือดา นความงาม บางคนเลื่องลอื ดานคณุ ความดีและความ
งาม เรื่องราวของนางปรากฏอยทู ง้ั ในวรรณคดกี ารละครและวรรณคดีประเภทอื่นของสันสกฤต ใน
ทนี่ จี้ ะกลา วถงึ นางเอกสองคน คือ เมนกา และ ทมยนั ตี

เมนกา เปนนางเทพอัปสรผูมีชื่อเสียงหนง่ึ ในสิบสี่นางที่พระอนิ ทรค ัดเลือก
มาจากเหลาอัปสรบรวิ ารสามสิบหาลานตน “อัปสร” แปลตามศพั ทวา “ผกู ระดกิ ในนํ้า” มีกําเนิดจาก
การกวนเกษียรสมทุ รเพ่ือทํานํ้าอมฤต เปนนางฟา จาํ พวกหนง่ึ ทม่ี รี ูปงาม ชางยวั่ ยวน มเี สนหท ําให
ชายหลง แตไมอ าจรักใครไดยัง่ ยืน มักมเี ร่อื งราวเกี่ยวกับการทําลายพิธผี ูบ าํ เพญ็ ตบะ เชน นาง
เมนกา

เมนกาปรากฏชื่ออยูในบทละครเรอ่ื งศกนุ ตลา ของกาลทิ าส ซง่ึ นาํ มาจาก
เรอ่ื งแทรกชื่อ ศกุนตโลปาขยานมฺ ในอาทบิ รรพ (บรรพที่ ๑) ของคมั ภรี ม หาภารตะ นางไดรบั คาํ สง่ั
จากพระอนิ ทรใหไ ปทําลายพิธีบาํ เพ็ญตบะของฤษวี ศิ วามิตร นางยั่วยวนฤษวี ิศวามติ รจนเสียพิธแี ละ
มลี กู ดวยกันคนหนึง่ แลว ทิง้ ไวกลางปา ฤษีวิศวามติ รมคี วามละอายแกใจจงึ วา กลาวใหน างเมนกา
กลับไปสวรรค สว นฤษกี ไ็ ปยังเขาจักรวาลเพือ่ บาํ เพ็ญตบะตอ ไป ลกู ท่ีถกู ทิง้ ไว ฤษกี ณั วะไดมาพบ
และเก็บเอาไปเล้ียง ใหชอ่ื วา ศกุนตลา๑ อีกตอนหนึง่ เมนกามลี ูกกับพญาคนธรรพช่ือวศิ วาวสุ เมือ่

๑ สมเดจ็ พระรามาธบิ ดศี รีสินทรมหาวชิราวธุ พระมงกฎุ เกลาเจา อยูหวั . (๒๕๑๓). ศกุนตลา
มทั นะพาธา ทาวแสนปม ประมวลสภุ าษิต. หนา ๘๒-๘๔, ๑๕๑

๙๖

นางคลอดลูกก็ทงิ้ ไวก ลางปา ตวั นางกลับไปสวรรค ฤษีสถลู เกศเก็บไปเลี้ยง ใหช ื่อวา ประมทั วรา
เรื่องราวตอนนอ้ี ยใู นนยิ ายสันสกฤตเร่ือง รรุ ๑ุ

ทมยันตี เปนนางเอกในวรรณคดสี ันสกฤตเรื่อง นโลปาขยานมฺ ซึง่ เปน เร่ือง
แทรกอยใู นวนั บรรพ (บรรพที่ ๓) ของคมั ภีรม หาภารตะ เปน ผูมีความงดงามและจงรักภักดีตอพระ
สวามคี ือ พระนล แมวา เคราะหกรรมจะทาํ ใหท งั้ สองตอ งพลดั พรากจากกนั แตนางกม็ ีความระลกึ
ถงึ พระสวามีตลอดเวลา และพยายามหาทางใหไดพ บพระสวามเี พื่อจะไดก ลบั มาครองคดู ว ยกัน
ดังเดิม

ทัง้ เมนกาและทมยันตีไดปรากฏชื่ออยูในพระราชนิพนธเร่อื งมัทนะพาธา

พระราชนิพนธเ รอื่ งมทั นะพาธา ตอนจติ ระรถตระเวนไปท่วั จักรวาลเพื่อ

วาดรูปหญงิ งามมาถวายใหส เุ ทษณไ ดเ ลือกสรร หญงิ งามเหลา นนั้ บางเปนนางฟา นางกษัตริย และ
ธิดาของอมนุษย ลว นมรี ูปโฉมงดงาม ในครงั้ นีจ้ ติ ระรถไดว าดรูปนางเมนกาและทมยันตีดวย และ
ไดพรรณนาใหสุเทษณฟ ง ดงั นี้

จิตระรถ. เมนกา อระเทพะกญั ญา, (อุปชาต,ิ ๑๑.)
สะวเิ ลขวไิ ลยวรรณ;
ฉนนั้ ขอถวายรูป อมะราวดีสวฺ รรค,
ชือ่ เมนะกาภา พะสะกนธะชวนชม,
วรศพั ทะเรงิ รมย
ฃา เห็นณสวนกลาง
วิจติ รว ศิ ษิ ฎส รร- (มัทนะพาธา หนา ๙)
นางชา งประเลงขับ
เปรอองคสโุ รดม.

จิตระรถ. ทมยันตี ชะวิทรรภะโศภางค, (อุปชาต,ิ ๑๑.)
ทมะยนั ตบิ งั อร.
นร่ี ปู ธิดารา-
พระนามอนงฺคน าง (มทั นะพาธา หนา ๙)

การอา งอิงถงึ ชือ่ ของเมนกาและทมยันตีซึ่งเปนนางเอกในวรรณคดีสันสกฤตที่
มีช่อื เสียง โดยเฉพาะอยา งยงิ่ เก่ียวของอยใู นคัมภรี ม หาภารตะวรรณคดีสาํ คญั ของอินเดีย เปนสวน

๑ ศักด์ิศรี แยม นดั ดา. (๒๕๔๔). ภารตนยิ าย. หนา ๑๐๗.

๙๗

ทีช่ วยสงเสริมใหพระราชนพิ นธเ รอื่ งมัทนะพาธาดูราวกับเปนบทละครสนั สกฤต เนอ่ื งดว ยมีช่อื ของ
ตวั ละครสนั สกฤตปรากฏอยูและกลมกลนื กับตวั ละครในพระราชนิพนธเ รอื่ งมทั นะพาธาทเ่ี ปน ชาว
ภารตะ ดังนัน้ การกลา วถึงช่ือตัวละครสันสกฤตไวในบทประพันธจงึ สงเสรมิ พระราชนิพนธเ ร่ือง
มทั นะพาธาใหค ลา ยเปนบทละครสันสกฤต

ฉ. การวางโครงเรื่องยอยไวใ นโครงเรื่องใหญ
บทละครสันสกฤต ในละครสันสกฤตมีละครประเภทหน่ึงเรยี กวา องกะ

เปน ละครเลก็ ขนาดองกเดียวท่ีแทรกอยูใ นละครใหญ ภาษาสนั สกฤตเรียกวา ครรภางกะ แปลวา
ละครอันเปน ลกู ในคัมภีรส าหิตยทรรปณะมโี ศลกอธิบายลักษณะของครรภางกะไววา

“องฺโกทรปฺรวิษฺโฏ โย รงคฺ ทฺวารามขุ าทมิ านฺ I
“องฺโกประ ส ครฺภางกะ สพีชะ ผลวานป II

คําแปล “องกนอยซึง่ แทรกเขา ไปในทามกลางองกใดองกห น่งึ และ
ซง่ึ มพี รอ มทัง้ ตอนเบกิ โรง, ตอนนาํ , ฯลฯ กบั มีพืช (คือเน้ือเรื่อง) และผล (คือ
ตอนจบ) เรียกวา ครรภางกะ”๑

ตัวอยา งละครครรภางกะคอื เรอ่ื ง สีตาสวฺ ยวํ ร หรือ สีดาเลือกคู เปนละคร
องกเ ล็กท่ีแทรกอยูใ นองกท ี่สามของละครเรอ่ื ง พาลรามยณ ซงึ่ เปนนาฏกะสบิ องค ผูแตงช่ือ
ราชเศขร มเี ร่อื งราวเก่ียวกบั ทา วราพณาสรู ปฏญิ าณตนเปน ศัตรกู ับพระราม เพราะไมไ ดน างสดี า
ตามความปรารถนา วนั หน่งึ มีคณะละครมาท่กี รงุ ลงกาและเลนละครถวายทาวราพณ เร่อื งทเ่ี ลนคอื
สีตาสวฺ ยํวร ซง่ึ เปน ตอนทพ่ี ระรามชนะคูแขง และไดน างสดี าไปเปนคูครอง ทา วราพณไมสามารถ
ระงบั ความโกรธไดจงึ สงั่ ใหล ะครเลิกเลนไป๒

การนาํ เรอื่ งเลก็ แทรกไวใ นเรอ่ื งใหญน้ีไมไดมีเฉพาะในบทละคร แตเปน
ลักษณะทม่ี อี ยใู นวรรณคดีสนั สกฤตประเภทอื่นดวย เร่อื งเล็กทีแ่ ทรกอยเู รียกวา อปุ าขยาน เชน
เร่อื งศกนุ ตลา เรียกวา ศกนุ ตโลปาขยาณํ และเรอ่ื งพระนล เรียกวา นโลปาขยาณํ ทง้ั สองเรื่อง
เปนเรื่องท่ีแทรกอยูใ นเรื่องใหญช อ่ื มหาภารตยุทธ ซึง่ เปนมหากาพยที่ชาวภารตะมคี วามศรทั ธา

๑ พระบาทสมเดจ็ พระปรเมนทรมหาวชิราวธุ พระมงกฎุ เกลาเจา อยหู ัว. (๒๕๐๕). ปรยิ ทรรศกิ า.
หนา ๔๕.

๒ แหลง เดมิ . หนา ๔๗.

๙๘

เชื่อถอื รวมทั้งเปนวรรณคดีที่มีชื่อเสียงของโลก การนาํ เรือ่ งหนึง่ แทรกเขา ไปในอกี เรื่องหนงึ่ จงึ เปน
กลวิธที ่ีสามารถพบไดใ นวรรณคดีสันสกฤตท้ังทเ่ี ปน บทละครและวรรณคดีทวั่ ไป

พระราชนพิ นธเ รอื่ งมัทนะพาธา พระราชนิพนธเร่ืองมทั นะพาธาซ่ึงเปนบท

ละครพดู มีลักษณะประการหนง่ึ ทีค่ ลา ยการนําเรอ่ื งเลก็ แทรกเขาไวใ นเรือ่ งใหญ เรื่องทนี่ ําไปแทรก
ไมถ งึ ขนั้ เรียกวา ครรภางกะ แตเปนเร่ืองเลา ขนาดสั้นที่มายาวินตวั ละครตัวหนงึ่ เปน ผเู ลา เร่อื งท่ี
เลาคือเร่ืองราวของสุเทษณและมทั นาในชาติอดีต จงึ เหมอื นมโี ครงเรื่องเลก็ แทรกอยใู นโครงเร่ือง
ใหญ จะกลาวโดยยอดังนี้

โครงเร่อื งใหญ สเุ ทษณใหมายาวินใชมนตรสะกดเรียกมัทนา สุเทษณ

ขอความรกั จากนางแตไ มส าํ เรจ็ จึงสาปมัทนาใหจตุ เิ ปน ดอกกหุ ลาบอยูใ นปา ตอมามทั นาได
อภเิ ษกสมรสกับชัยเสน จณั ฑีวางแผนใสรา ยวามทั นาทําพธิ ีอาถรรพและเปนชูก บั ศุภางค ชัยเสน
หลงเชอ่ื จงึ ส่งั ประหารชวี ติ แตอํามาตยสงสารไมไ ดฆาฟน ศุภางคแ อบกลบั เขา ไปรบในกองทัพและ
ถูกศัตรฆู าตาย สว นมัทนากลับไปยังอาศรม ตอมาชัยเสนรคู วามจรงิ จึงไปตามมทั นา แตม ัทนาถกู
สเุ ทษณสาปเปนดอกกหุ ลาบตลอดกาลเสียกอน

โครงเรื่องยอ ย มายาวนิ เลาวา ในชาตอิ ดีตสุเทษณเปน กษตั ริยครอง

แควนปญ จาล สว นมัทนาเปนธิดาทาวสรุ าษฎร สุเทษณท ูลขอมทั นา แตทา วสุราษฎรไมยินยอม
สเุ ทษณจ ึงยกกองทพั เขาโจมตีและจบั ทา วสุราษฎรไ ด หากมทั นายอมเปนบาทบรจิ าริกากจ็ ะละเวน
ชวี ติ ทา วสุราษฎร มัทนาจาํ ยอมเขาถวายตัวเพื่อใหพ ระบิดาพนภัย แตพอมัทนามาถงึ ก็ทูลสุเทษณ
วา นางไดต ั้งสัจจะวาจะไมย อมฝนจิตใจในเรอ่ื งความรัก แลว มัทนากช็ กั พระขรรคฆา ตวั ตายและไป
เกดิ ใหมในภพสวรรค สวนสุเทษณกบ็ าํ เพญ็ พลกี รรมจนไดไ ปเกิดยังแดนสวรรคเ ชนเดียวกัน คํา
ประพนั ธท เี่ สมือนโครงเรอ่ื งยอยตอนน้ีคือ

มายาวนิ . เมื่อคร้ังพระองคเ ปน วรราชะราชัน (อนิ ทะวิเชยี ร, ๑๑.)
ครองเขตประเทศขัณ-
ตรัสใชอมาตยเ ปน ฑะวสิ ทุ ธิปญ จาล,
ถึงราชะผูผ าน
ขอองคธิดาช่ือ วรทูตะทลู สาร
เปนราชินีตาม
แตท า วสรุ าษฎรไซร นรชาติ์สรุ าษฎรง าม,
ใหซ ่ึงพระบตุ ร,ี
ตรัสเกณฑพหลกอง มะทะนาวิไลยราม
ยกไปประชิตรา-
โจมตบี รุ ีปน วรราชประเพณ;ี

บมิยอมและยินดี

พระกท็ รงพระโกรธา.

จตุรงคะเสนา

ชะบรุ วี โรดม.

บม ทิ นทลายลม ,

๙๙

จบั ไดน โรดม นรนาถสรุ าษฎรม า;

จง่ึ มีพระโองการ จะประหารพระชีวา,

แตหากธิดามา และประนอมมโนฉนั ท,

ยอมเปนวะธูบาท บริจารกิ านนั ท,

ไถโ ทษะชวี นั กจ็ ะงดพระอาญา.

ฝายนางกย็ อมตาม วรราชะบญั ชา,

พอรอดพระชนมา กเ็ พราะลูกสภิ ักด.ี

คร้นั นางเสด็จถึง วรมาละกาศรี

กมเกศและกราบที่ ทวิบาทพระภูบาล,

แลว ทลู แถลงโดย สิริสัจจะวาทหวาน

วาองคพ ระนงคราญ บมอิ ยากจะขัดไท,

แตไดป ะฏญิ ญา วรสจั จะม่นั ไว

วา จกั มยิ อมให นรฝนฤดรี กั .

ครัง้ นแ้ี หละสุดแสน จะประดกั ประเดิดนัก,

เพราะวา บิดารัก จะบรอดพระชนมา,

จึ่งยอมถวายตัว และกไ็ ถพ ระโทษา

ขององคชนกนา- ถะบตองมลายชนม.

เสร็จกจิ จะการดี กรณยี ะเปนผล,

กราบบาทยคุ ลตน มะทะนาจะลาตาย.

วา พลางยพุ าชกั วรขัคคะแพรวพราย

แทงตรงพระทรวงตาย เฉพาะพกั ตรพ ระภูม.ี

ตายแลว กําเนิดใน สุรภพพศิ ษิ ฎน ;้ี

ฝา ยองคพ ระภมู ี ก็บําเพ็ญพะลีกรรม,

จนไดสําเรจ็ ผล จรดลณแดนสวรรค

มาพบและรกั กัน เพราะวะเคยสเิ นหา.

แตกรรมพระทาํ ไว ณพระชาต์อิ ดีตมา

ของขัดและขวางหนา บม ิใหพ ระสมจนิ ต.

(มทั นะพาธา หนา ๑๔-๑๖)

แมว าโครงเรอ่ื งยอยของพระราชนพิ นธเร่ืองมัทนะพาธาจะมิไดมีลกั ษณะที่
เรยี กวาเปน ครรภางกะ เพราะครรภางกะตอ งดาํ เนินตามขั้นตอนของละครสนั สกฤต แตก ็ถือวามี
สวนคลา ยคลึงกนั ในกรณที ี่เปน เร่อื งแทรก ซึ่งวรรณคดีสันสกฤตทวั่ ไปก็นิยมกลวิธีเชนน้ี ดงั น้นั จงึ
กลา วไดว า พระราชนิพนธเรอ่ื งมทั นะพาธามกี ารวางโครงเร่ืองยอ ยไวในโครงเร่ืองใหญคลาย
วรรณคดสี ันสกฤตท่เี ปนบทละครและวรรณคดีทว่ั ไป

๑๐๐

๓.๓.๔.๕ สถานทแ่ี ละเวลา
พระราชนิพนธเร่ืองมทั นะพาธามีการกําหนดเวลาและสถานทท่ี ีเ่ กิดเหตุการณ ซึ่งมี
ผลทาํ ใหบ รรยากาศในเร่ืองคลา ยบทละครสันสกฤต มรี ายละเอียดดังน้ี

ก. สถานท่ี พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจา อยูหัวทรงกําหนดใหเ หตกุ ารณ
ตาง ๆ เกิดขึ้นในประเทศอนิ เดียหรือทพี่ ระองคท รงเรยี กวา ภารตวรรษ

คําวา อนิ เดีย มาจากภาษาสันสกฤตวา สนิ ธุ (Sindhu) ซง่ึ เปน ชื่อของแมน าํ้ ทาง
ตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย ในขั้นตนคําวา อินเดีย หมายถึงดินแดนซึ่งในปจจุบนั เรยี กวา “สินธ”ุ
(Sind) และสวนหนงึ่ ของแควน ปญ จาบ แมนํา้ สนิ ธุน้ีชาวเปอรเซียออกเสียงเปน ฮินดู หรอื ฮิดุ
(Hindu, Hidu) คาํ วา “ฮินดสู ถาน” (Hindustan) หมายถึงอาณาจักรทต่ี ้ังอยใู นบรเิ วณลุมแมน้ําสนิ ธุ
ตอ มาพวกกรีกออกเสียงเพ้ยี นไปเปน อินดอส อินดัส และอนิ เดยี (Indos,Indus.India) ตามลําดับ

ในสมยั ตอมาเมื่อผูปกครองอาณาจกั รในบริเวณลุมแมนาํ้ สนิ ธุไดขยายดินแดนใน
ปกครองออกไปกวางขวางข้ึน คําวา “อินเดีย” ก็หมายถึงดินแดนทีก่ วา งขวางออกไป จนเปนชื่อที่
ใชเรยี กอนทุ วีปและเปนชือ่ ประเทศอนิ เดียท้ังประเทศในที่สุด แตชาวฮินดเู รียกชื่อประเทศของเขา
วา “ภารตวรรษ” หมายถงึ ดินแดนของพระภารตะ ซึ่งเปนกษัตริยท่มี ีชอื่ เสียงในคัมภีรปรุ าณะของ
ชาวฮินด๑ู

สถานท่ีท่ีถกู กลา วถงึ ในเร่อื งลวนตงั้ อยูใ นดนิ แดนภารตวรรษหรืออินเดียในสมัย
โบราณ โดยแบงออกเปน ๒ ประเภท ไดแก สถานท่ีทเี่ ปน ฉากของเร่ือง และสถานท่ีท่เี ก่ียวขอ งกบั
ตวั ละคร ดงั นี้

๑. สถานทที่ เี่ ปนฉากของเรือ่ ง ในพระราชนิพนธเรื่องมัทนะพาธามีสถานที่ท่ี
กําหนดใหเปนท่ีเกิดเหตกุ ารณ ไดแก หัสตินาปรุ ะ ปาหิมะวนั และกุรเุ กษตร

หสั ตนิ าปุระ หสั ตนิ าปุระ แปลวา เมืองชา ง เปนเมืองหลวงของกษัตริย
จนั ทรวงศ ตั้งอยูริมฝง แมน าํ้ คงคาเกา หา งจากนครเดลฮไี ปทางทศิ ตะวนั ออกเฉียงเหนือราว ๕๗
ไมล พระราชาจนั ทรวงศพ ระองคห น่ึงมพี ระนามวา ทาวหสั ติน [หัสต๎ ิน] เปน ผูทรงสรา งเมืองน้ีขึน้
แตม ีขอแยงกนั อยู เน่ืองจากในเรอ่ื งศกนุ ตลากลาววา ทาวทุษยันตครองหัสดิน (หัสตินาปุระ) ซง่ึ
ทา วทษุ ยนั ตเกิดกอนทาวหัสดินหลายชวั่ คน๒

ในพระราชนิพนธเ รื่องมทั นะพาธา พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาเจา อยูหัว
ทรงกาํ หนดใหช ัยเสนเปนกษัตริยจันทรวงศครองกรงุ หัสตนิ าปุระ ดังตัวอยาง

๑ ภารดี มหาขันธ. (๒๕๒๓). ประวตั ิศาสตรเ อเชียใต. หนา ๔-๕.
๒ สมเด็จพระรามาธิบดศี รีสินทรมหาวชริ าวุธพระมงกฎุ เกลาเจา อยูหัว. (๒๕๑๓). ศกนุ ตลา
มัทนะพาธา ทาวแสนปม ประมวลสภุ าษิต. หนา ๑๙๓-๑๙๔.

๑๐๑

ดวยองคส มเดจ็ จอมไอ- ศฺวรรยาธปิ ตยั (ฉบงง, ๑๖.)

ดํารงซ่งึ รฐั หสั ดิน

ทรงนามชยั เสนนรนิ - ทะราชเรืองศิล-

ปะศาสตฺ ฺระเชี่ยวชํานาญ

(มทั นะพาธา หนา ๘๐)

ฉากกรงุ หัสตินาปุระปรากฏในองกท่ี ๔ ตอนท่ี ๑ เปน ฉากสวนขางพระราชวงั
ในกรุงหสั ตินาปรุ ะ ชัยเสนพามัทนามาประทับอยูทส่ี วนนี้ และเปนที่ท่ีทงั้ สองตองปะทะคารม
กับจณั ฑีมเหสเี อก การบรรยายฉากในบทละครมีดังน้ี

องกท ่ี ๔

ตอนท่ี ๑
ฉาก : สวนหลวงฃางพระราชวัง, ในกรุงหสั ตนิ าปุระ.

(ฉากเปนสวนดอกไม, มีตน ไมร มร่ืน, และไมดอกปลูกเรียงรายไวอยางเรียบรอย. ดา นหลงั มศี าลา, มี
เตียงสําหรับน่ังเลน. ในตอนนเี้ ปนเวลากลางวัน.)

(มทั นะพาธา หนา ๘๔)

ฉากกรงุ หัสตินาปุระในองกท่ี ๔ ตอนที่ ๓ ถกู กําหนดใหเ ปนสถานทท่ี ่จี ณั ฑี
วางแผนกาํ จดั มทั นา การบรรยายฉากมีดังน้ี

ตอนที่ ๓
ฉาก : สวนหลวงขา งพระราชวัง, ในกรุงหัสตนิ าปุระ.

(ฉากเหมือนตอนที่ ๑ แหง องกนเ้ี อง, แตใ นตอนน้เี ปนเวลากลางคืน.)

(มทั นะพาธา หนา ๙๙)

ปา หิมะวัน [หมิ พาน, หมิ พานต, หิมวตั , หมิ วาน] คอื ปา ทอ่ี ยูเชงิ เขาหิมาลัย

ซึง่ อยูทางทิศเหนือของประเทศอินเดีย ตามภูมิศาสตรอังกฤษเรียกวา“Himalays” (อา นตาม
สําเนียงองั กฤษวา “ฮิมาเลส”)๑ ในไตรภูมิพระรว งมีบทพรรณนาปาหมิ พานตอยา งนา อัศจรรยวา
เปน ปาทีม่ ีไมน านาพรรณ เชน หวา มะขามปอม สมอ มะขวิด ขา วสาลี กลวย ออย เปนตน แตละ
ชนิดมลี กั ษณะแปลกและมรี สโอชา ไมที่แปลกมากคอื นารีผลซงึ่ ออกผลเปนหญงิ สาว ปา หิมพานต
มีแมน้ําใหญ ๗ สาย แมน้ําสายทม่ี ักปรากฏช่ืออยใู นวรรณคดีเรื่องตาง ๆ คือ สระอโนดาต มีนาํ้ ใส

๑ สมเด็จพระรามาธิบดศี รสี ินทรมหาวชริ าวธุ พระมงกุฎเกลา เจาอยูหัว. (๒๕๑๓). ศกุนตลา
มทั นะพาธา ทา วแสนปม ประมวลสภุ าษิต. หนา ๑๙๔.

๑๐๒

ดังแกว และเปนที่อาบนํา้ ของพระปจ เจกโพธิเจา เทพยดาชายหญิง ฤๅษี นักสิทธิ์ วทิ ยาธร นํ้าใน
สระอโนดาตจะไหลพงุ ข้นึ เหนอื แผนดินกลายเปน แมนาํ้ อีก ๕ สายในชมพูทวปี ช่อื ปญจมหานที
ไดแก คงคา ยมุนา อจิรวดี มหิ และสรภู สระอโนดาตมีภูเขาลอ มรอบ ๕ ลูก ลูกหนง่ึ คอื เขาไกรลาศ
ซึง่ เปน ท่ีต้งั ของเมอื งกนิ นรี อีกลูกหน่งึ ชือ่ เขาคนั ธมาทน มีคูหาอันเปนที่ประทบั ของพระปจเจกโพธิ
เจา แมน ้าํ ใหญอกี สายหนึ่งชอ่ื สระฉัททันต อุดมดวยพืชน้าํ เชน ผกั ตบ ดอกบัวหลากชนิด ลว นมี
กลนิ่ หอมและงดงามมาก รวมทัง้ เปนท่ีอยูของพระญาชา งฉัททันตคชราช๑

ในพระราชนิพนธเร่ืองมทั นะพาธา พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลาเจา อยูหัว
ทรงกาํ หนดใหม ทั นาถกู สาปเปนดอกกหุ ลาบอยูใ นปา หิมะวนั ดงั ตัวอยางตอนสุเทษณสาปมทั นา
สเุ ทษณกลา ววา

สุเทษณ. นางมะทะนา จุติอยา นาน จงมะละฐาน สรุ ะแมนสฺวรรค, (จิตระปทา, ๘.)
ไปเถอะกําเนิด ณหมิ าวนั ดังดนุล่นั วจสิ าปไว !
(มัทนะพาธา หนา ๓๐)

ฉากปาหิมะวันปรากฏในองกที่ ๒ ตอนท่ี ๑, ๒ และ ๓ ซึ่งกลาวถึง
กาละทรรศินและบรรดาลกู ศิษยมาพบดอกกุหลาบ จงึ เชิญดอกกุหลาบไปอยูขา งอาศรม การ
บรรยายฉากมีดงั นี้

องกท่ี ๒

ตอนท่ี ๑
ฉาก : ในกลางหิมะวนั .

(เปนลานหญา อยูในระหวางตนไมใ หญงาม ๆ. ทีต่ รงกลางแหงดานหลงั ของเวที มตี นกุหลาบอยูตน ๑.
ซึ่งมดี อกแตดอกเดียว, เปนดอกใหญ, สชี มพูแก. นอกจากตน กหุ ลาบมตี น ไมดอกอยา งอน่ื อีกบางกไ็ ด.
และตามตน ไมมีกลวยไมก ําลงั ออกดอกไสวอยหู ลายชอ.)

(มัทนะพาธา หนา ๓๑)

ตอนที่ ๒
ฉาก : ทางเดิรในดง

(ใชเปนมานมวนท้ิงระหวางหลบื , เขียนเปนภาพตนไมและกอหนาม.)

(มทั นะพาธา หนา ๓๙)

๑ พญาลไิ ท. (๒๕๒๕). ไตรภูมิกถา. หนา ๑๓๓-๑๓๔.

๑๐๓

ตอนท่ี ๓
ฉาก : ลานหนาอาศรมของพระกาละทรรศิน.

(ดา นหลังเวทีเปนมขุ หนาแหงอาศรม, ซง่ึ เปนเรอื นเครอื่ งไมห ลงั คามุงแฝก, มบี ันใด ๓ ขนั้ ข้ึนจากพ้นื ดนิ
ไปสูระเบยี ง, และจากระเบียงมีประตเู ขา ไปในอาศรม. สองฃางเวทเี ปนหลบื สวน. มตี น ไมใ หญอยูตน ๑
ฃอนไปฃา งฃวาแหง เวที, และใตตน ไมน้ันมีแทนศลิ าออน, มหี นงั กวางปูลาด. พระกาละทรรศินน่ังอยูบน
แทนน.ี้ )

(มทั นะพาธา หนา ๔๒)

(หมายเหตุ : อาศรมพระกาละทรรศนิ อยใู นปาหิมะวนั )

ปาหิมะวันปรากฏเปน ฉากในองกที่ ๓ เปนสถานทท่ี ี่ชัยเสนและมทั นา
สารภาพรกั ตอกนั การบรรยายฉากมีดังนี้

องกท ่ี ๓

ฉาก : ลานหนาอาศรมของพระกาละทรรศนิ .

(คือฉากเดียวกนั กบั ตอนท่ี ๓ แหง องกท่ี ๒ นั้นเอง, แตห นงั กวางท่ปี บู นแทนศลิ าใตต นไมนั้นเก็บไป
เสยี ; และสมมตวา เปนเวลากลางคนื , มแี สงเดอื นหงายแจม อยางในวันเพญ็ .

(มทั นะพาธา หนา ๕๔)

ปา หิมะวนั ปรากฏเปนฉากอีกครั้งในองกที่ ๕ ตอนท่ี ๒ เปนสถานทท่ี มี่ ทั นา
วอนขอสุเทษณแ ละถูกสาปเปนดอกกุหลาบตลอดกาล การบรรยายฉากมีดงั นี้

ตอนท่ี ๒
ฉาก : กลางปา หมิ ะวนั .

(นคี้ อื ฉากเดียวกบั ฉากตอนที่ ๑ องกท ่ี ๒ น้ันเอง, ผดิ แตใ นตอนน้ีไมมีดอกกุหลาบเทาน้ัน.)

(มัทนะพาธา หนา ๑๒๖)

กรุ เุ กษตร คอื ดินแดนที่ต้งั อยใู กลเ มืองนิวเดลฮใี นปจจบุ ัน สมัยพุทธกาลมี
เมืองหลวงชือ่ อินทรปวัสถ๑ กุรเุ กษตรเปนสถานที่สําคญั ซง่ึ ปรากฏชอ่ื อยใู นหนงั สือมหากาพยเ รือ่ ง
มหาภารตยทุ ธ โดยการทําสงครามครั้งยงิ่ ใหญร ะหวา งพี่นองตระกลู ปาณฑพและเการพเกิดข้นึ ที่ทงุ
กุรเุ กษตร อนั เปนเรอ่ื งราวท่ีมาจากเหตุการณในประวัติศาสตรตอนสําคญั ของอินเดีย กุรุเกษตรได
ถกู กาํ หนดใหเปน ฉากของพระราชนพิ นธเ รื่องมัทนะพาธาในองกท ี่ ๔ และ ๕ ซึ่งเปนสถานท่ีท่ี
ชัยเสนเสดจ็ ออกทาํ สงครามกบั กองทพั จากแควน มคธ การบรรยายฉากกลา วไวดังน้ี

๑ผาสขุ อินทราวุธ. (๒๕๒๒). ประวัตศิ าสตรอินเดียโบราณ. หนา ๒๘.

๑๐๔

องกท ่ี ๔

ตอนท่ี ๒
ฉาก : ริมรวั้ คายหลวง, ตําบลกรุ ุเกษตร.

(ใชเปนมานมวนท้ิงระหวางหลืบ, เขียนเปนภาพรั้วคายระเนียด.)

(มทั นะพาธา หนา ๙๗)

องกท ่ี ๕
ตอนที่ ๑
ฉาก : พลับพลาในคา ยหลวงท่ีตําบลกุรเุ กษตร.

(ฉากเปนหองประทับที่ฃางในพลบั พลา, ซึง่ มีมา นทองกน้ั แทนฝาทั้งดา นขวาและดานซา ย; ดา นหลงั มี
มานรวบผูกใหแ หวกตรงกลางเปนชองเฃาออก, มีลบั แลตั้งบงั ชอ งน้ี. ทางดานซา ยมีเตยี งตั้งอยชู ิดมาน,
มรี าชอาสนและหมอนทอด, และเครือ่ งราโชปโภคต้ังพอสมควร.)

(มัทนะพาธา หนา ๑๑๓)

๒. สถานท่ีทเ่ี ก่ียวของกบั ตวั ละคร หมายถงึ สถานที่ท่ีมคี วามเก่ยี วของกบั ตวั

ละครตวั ใดตัวหนึ่ง มีการกลาวถงึ สถานท่ีแหง นัน้ ในบทสนทนา แตไมไ ดนาํ มาใชเ ปน ฉากของเรื่อง
สถานท่ีประเภทนี้ ไดแก มคธ ปญจาล กาสี กานยกพุ ชา และสุราษฎร

มคธ เปนช่ือแควน ในประเทศอินเดยี ซ่ึงรวมอยูใ นแควน พิหาร (Bihar)

ภาษาท่ใี ชในแควนนเ้ี รยี ก มคธี หรือ บาลี มเี มืองหลวงอยูทกี่ รุงราชคฤห บรเิ วณลุมแมน้ําคงคา
ตอนหลงั ยายเมอื งหลวงมาอยูท ่ีปาฏลบี ุตร ฝงตรงขามของแมน้าํ คงคา ในสมัยพทุ ธกาลมคธเปน
อาณาจักรยงิ่ ใหญและมอี าํ นาจทางการเมืองสูงสุด แตในยุคตอมาเร่ืองราวความรงุ โรจนของ
อาณาจักรมคธปรากฏในคัมภรี ปรุ าณะ พระไตรปฎ ก และในคัมภรี เ ชน๑

ชอ่ื แควนมคธปรากฏอยใู นพระราชนพิ นธเ รื่องมทั นะพาธา โดยมีบทสนทนา
ของตวั ละครเลาถงึ พระบดิ าของจัณฑีวา ทรงครองแควน มคธ พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา
เจาอยูหวั ทรงสมมตใิ หแควนมคธและกรุงหัสตนิ าปรุ ะเปนมิตรกัน แตภายหลงั ตองมาเปนศัตรูกนั
เพราะคํายยุ งของจัณฑี ตวั อยา งตอนชัยเสนขับไลจัณฑกี ลับแควนมคธ ความวา

ชยั เสน. เอาเศียรอะรใี ส ณชลอมและใหเจา (อุปชาติ, ๑๑.)
ธิดาและรบั เอา ศิระแหงบิดาไซร,
และทูลกะบาลจาก วรธานิกไู ป
สูแดนมคธให นระเหน็ และเปน ตัว

(มัทนะพาธา หนา ๑๒๒)

๑ผาสุข อนิ ทราวธุ . (๒๕๒๒). ประวัตศิ าสตรอ นิ เดยี โบราณ. หนา ๒๘.

๑๐๕

ปญจาล เปนชื่ออาณาจกั รที่ตง้ั อยบู รเิ วณทิศเหนือและตะวันออกของเดลฮี

จากตนี เขาหิมาลัยลงมาบรเิ วณลมุ แมนา้ํ คงคา อาณาจกั รแบงออกเปน ๒ ภาค คือ ภาคเหนอื และ
ภาคใต ภาคเหนอื มีเมืองหลวงช่ือ อหจิ ฉตั ร (รามนคร) ภาคใตมเี มืองหลวงชอื่ กามปล ยะ๑

ในพระราชนิพนธเ รื่องมัทนะพาธา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจา อยหู วั
ทรงกาํ หนดใหสเุ ทษณเ ปน กษัตริยป กครองแควนปญ จาลในภพท่ผี ามา ช่ือแควน ปญ จาลปรากฏตอน
มายาวินเลา เรอื่ งในชาติอดีตใหส เุ ทษณฟง ความวา

มายาวนิ . เมอื่ ครั้งพระองคเ ปน วรราชะราชัน (อินทะวิเชยี ร, ๑๑.)
ครองเฃตประเทศขัณ- ฑะวิสุทธิปญ จาล

(มัทนะพาธา หนา ๑๔)

กาสี เปนอาณาจกั รทต่ี งั้ อยรู ะหวางแมน ํา้ วรุณาและอสิ มีเมืองหลวงชื่อวา

ราณสี อยทู างฝงเหนือของแมน้ําคงคา ตอมาอาณาจักรกาสไี ดถกู ปราบโดยอาณาจกั รโกศลกอ น
พทุ ธกาล๒

แควน กาสีปรากฏชือ่ อยใู นตอนจติ ระรถถวายรูปหญงิ งามแกสุเทษณ ซึง่ หญิง
งามคนหนึ่งเปนธิดาของกษัตรยิ แหงแควนกาสี ดังตวั อยาง

จติ ระรถ. ฉนนั้ ถวายรูป วรราชะนงคราญ, (อุปชาต,ิ ๑๑.)
หนอนาถะผผู า น วรเฃตตะกาศ;ี

ปรากฏพระนามนาง วมิ ะลาสุนาร,ี
วิสุทธวิศษิ ฎที่ จะตนิ น้ั บพงึ หา,
(มัทนะพาธา หนา ๙)

กานยกุพชา ในสมัยโบราณเปนอาณาจักรสาํ คญั ท่ตี ้งั อยูทางตอนเหนอื ของ
ลมุ แมน ํ้าคงคา๓ และมกี ารทําสงครามแยง ชงิ อาณาจักรกันระหวางราชวงศตา ง ๆ กานยกุพชาจึง
เปนเมืองที่มคี วามสําคญั ทางประวัติศาสตร ปจ จุบนั คอื เมอื งกาโนช

ในพระราชนิพนธเร่ืองมัทนะพาธา ปรากฏช่ือเมืองกานยกุพชาในตอนจิตระรถ
พรรณนารูปหญงิ งามซ่ึงเปนธดิ าของกษัตริยเ มืองกานยกุพชา ความวา

๑ผาสุข อนิ ทราวธุ . (๒๕๒๒). ประวัตศิ าสตรอินเดยี โบราณ. หนา ๒๘.
๒แหลงเดมิ . หนา ๒๖.
๓แหลงเดิม. หนา ๕๐.

๑๐๖

จิตระรถ. น่ีรปู ธิดาทาว วรเกาศิกาพงศ (อปุ ชาติ, ๑๑.)
นรินทะราชทรง บรุ ะกานยะกุพชฺ า,
ประกาศพระนามเรียก
วรเรณุกาภา.
(มัทนะพาธา หนา ๙)

สรุ าษฎร หรือ เสาราษฎระ เปนแควน หน่งึ ในประเทศอินเดยี ในสมัย

โบราณเคยเปน เมืองท่พี ระเจามาหม ดุ กษัตริยมุสลมิ ท่ียิ่งใหญน ํากองทพั เขาไปเพ่อื ปลนสะดมภ
ทรัพยสนิ มีคา ๑

ในพระราชนพิ นธเรื่องมทั นะพาธา ปรากฏชื่อเมืองสุราษฎรใ นตอน
มายาวินเลา เรื่องในชาติอดีตใหส เุ ทษณฟ ง โดยเลาวามัทนาเคยเกิดเปนธิดาทาวสรุ าษฎร และ
สุเทษณไ ดสง สาสนไปสูขอนาง ดงั ตัวอยา ง

มายาวนิ . ตรสั ใชอมาตยเปน วรทตู ะทลู สาร (อินทะวเิ ชยี ร, ๑๑.)
ถงึ ราชะผผู าน
นรชาตสิ์ รุ าษฎรงาม

(มทั นะพาธา หนา ๑๔)

ข. เวลา เหตุการณในพระราชนพิ นธเรื่องมัทนะพาธาถูกสมมตใิ หเ กิดขนึ้ ในยุค

โบราณของอินเดีย สถานที่สําคญั ทีเ่ ปนฉากของเร่ืองคือ เมืองหัสตินาปุระ ซึง่ อยูฝง ขวาทาง
ตอนบนของลมุ แมน้ําคงคา เดิมเมอื งน้เี คยเปนเมืองหลวงของแควนรุรุ แตตอ มาเมืองหลวงถูกยาย
ไปอยทู ีเ่ กาศมั พี เพราะหัสตนิ าปรุ ะถูกทําลายจากนํ้าทว มใหญ และจากการขดุ พบซากเมอื ง นกั
โบราณคดคี าดวาอุทกภัยคร้ังนนั้ เกิดขึน้ ในราวศตวรรษท่ี ๙ กอนคริสตกาล หรือกอนพุทธกาล๓๐๐
ป อนั เปนระยะเวลาที่ตรงกับสมัยพระเวทตอนปลาย๒

สมัยพระเวทตอนปลายเปนยคุ ทีค่ นมีความเช่ือวา มนุษยสามารถติดตอกบั เทวดา
ได ดงั ปรากฏความเช่ือนใ้ี นหนังสอื มหากาพย เชน เร่อื งมหาภารตยุทธ ซ่ึงเปนมหากาพยทม่ี ี
ชื่อเสียง มกี ารกลา วถึงตอนทพี่ ระกฤษณะมาชว ยอรชุนรบ เปน ตน และในพระราชนพิ นธเ รื่อง
มทั นะพาธาก็ปรากฏความเชื่อน้ีเชน เดียวกัน จะเหน็ วามหี ลายตอนที่ตัวละครทีเ่ ปนมนุษยวิงวอนขอ
ส่งิ ตา ง ๆ จากเทวดา จึงกลา วไดวา การกําหนดสถานที่และเวลาในเรื่องมคี วามสมั พันธกับ
เหตกุ ารณท ่ีเกดิ ข้นึ และเปน องคประกอบที่ชว ยสนบั สนุนใหพ ระราชนิพนธเ ร่ืองมัทนะพาธามีความ
คลายคลึงกับบทละครของสนั สกฤต

๑ผาสขุ อินทราวุธ. (๒๕๒๒). ประวัตศิ าสตรอ ินเดยี โบราณ. หนา ๕๐.
๒สรุ ยิ า รัตนกุล. (๒๕๔๖). อารยธรรมตะวันออก อารยธรรมอินเดีย. หนา ๕๘.

๑๐๗

พระราชนิพนธเ ร่ืองมัทนะพาธาเปน บทละครพูดคาํ ฉันททพ่ี ระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา
เจาอยูหวั ทรงจนิ ตนาการใหม ลี กั ษณะคลายบทละครของสนั สกฤต สงั เกตไดจากลักษณะของตวั
ละคร บทสนทนา โครงเรื่อง สถานทแ่ี ละเวลาท่เี กิดเหตกุ ารณ ซึง่ ทรงประยกุ ตใ หม คี วามผสมผสาน
กลมกลืนกนั จนเสมือนวา เปนบทละครของสันสกฤต จึงนับเปนพระปรีชาสามารถในพระบาทสมเดจ็
พระมงกฎุ เกลา เจาอยูห ัวยง่ิ

พระราชนพิ นธเรื่องมทั นะพาธาเปน บทละครพูดคาํ ฉนั ท ๕ องก ซึง่ พระบาทสมเดจ็ พระ
มงกฎุ เกลาเจาอยูหัวทรงสรางบทละครใหมีความแปลกใหม ไมท รงยึดติดกับรูปแบบของละครทมี่ มี า
กอ นน้นั โดยสวนประกอบของบทละครไดประยกุ ตศ ิลปะแบบตาง ๆ ทงั้ เกา และใหมเขาไวด ว ยกัน
ไดแก บทสนทนา บทรอ ง บทสวด บทพากย และมกี ารกาํ หนดเพลงหนา สวนลกั ษณะของเรอื่ งบาง
ประการคลา ยละครของสันสกฤตในสว นการตงั้ ชอื่ เรอ่ื ง ตัวละคร บทสนทนา โครงเร่ือง สถานที่และ
เวลา ดานแนวคิดหลักสะทอนวา ความรักเปน เครื่องผกู พนั ท่ีกอ ใหเกิดทุกข อันเปนแนวคิดทาง
พระพทุ ธศาสนา

บทที่ ๔
สุนทรียภาพในพระราชนิพนธเ รือ่ งมัทนะพาธา

การวเิ คราะหส ุนทรียภาพในพระราชนิพนธเร่ืองมัทนะพาธา ในพระบาทสมเด็จ
มงกุฎเกลาเจาอยหู ัว จะวเิ คราะหใ นหวั ขอตอไปนี้

๑. สนุ ทรียภาพในคํา
๒. สุนทรียภาพในความ
๓. สุนทรียภาพทางรปู แบบ

๑. สนุ ทรยี ภาพในคํา

สนุ ทรียภาพในคํา หมายถงึ ความงามของท่เี กิดจากการเลอื กสรรถอ ยคาํ ที่มเี สียงไพเราะ มี
ความหมายลกึ ซง้ึ และเหมาะสมกับเนื้อเรื่องมาเรียบเรียงไวใ นบทประพนั ธ ซ่งึ ทาํ ใหบ ทประพันธสือ่
ความหมายไดชัดเจนและเกิดความสะเทอื นอารมณแ กผูรับสาร ซง่ึ สุนทรียภาพในคําท่ีปรากฏใน
พระราชนพิ นธเ รื่องมทั นะพาธาเกิดจากการท่พี ระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลาเจาอยหู ัวทรงใชคาํ มี
ดงั ตอไปน้ี

๑.๑ การใชค ํางาย
๑.๒ การใชศพั ทส ูง
๑.๓ การใชคาํ อัพภาส
๑.๔ การใชคาํ ผรสุ วาท
๑.๕ การสรรคาํ สรรพนาม
๑.๖ การซ้าํ พยางค
๑.๗ การซ้ําคํา
๑.๘ การซ้ํากลมุ คาํ
๑.๙ การซาํ้ ประโยค
๑.๑๐ การซอนคาํ
๑.๑๑ การหลากคํา
๑.๑๒ การลอ ความ

๑.๑ การใชคํางาย พระราชนิพนธเ รื่องมทั นะพาธาในพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ
เกลาเจาอยูหวั มลี ักษณะคาํ ประพนั ธเ ปน บทละครพูดคาํ ฉันท ซึ่งพระองคท รงพระราชนพิ นธบท
สนทนาของตัวละครรวมทง้ั บทอ่นื ๆ ดว ยฉนั ทแ ละกาพยป ระเภทตาง ๆ และเพ่อื ใหผูอา นผูฟง
สามารถเขา ใจเรอื่ งราวไดอยา งไมยากลําบาก สวนใหญพ ระองคจ ึงทรงเลือกสรรคาํ ทเ่ี ขาใจ

๑๐๙

ความหมายไดง ายมาใชในการทรงพระราชนพิ นธฉันทและกาพยด ังกลาว นอกจากจะทาํ ใหเขาใจ
บทประพันธไดสะดวกแลว กส็ ามารถสื่อความไดอยา งลกึ ซ้งึ และเกิดความประทับใจดวย ซึ่ง
กลวิธกี ารใชค ํางายมีตวั อยางดังน้ี

การกลา วถึงธรรมดาของความรกั ระหวา งชายหญงิ วา เปนสงิ่ ทีห่ ามปรามหรอื ขัดขวางได
ยากยิง่ เพราะความรกั มอี ํานาจทําใหผ ูน ัน้ ไมหวน่ั เกรงอุปสรรคใด ๆ ความวา

ตวั อยา งที่ ๑ บนั ดาลตาใหมืดมล, (ยาน,ี ๑๑.)
กาละทรรศนิ . ความรกั เหมือนโรคา อุปะสคั คะใด ๆ.
กําลังคกึ ผิขงั ไว,
ไมย ินและไมยล บยอมอยู ณ ที่ขัง;
ความรกั เหมอื นโคถึก ก็ดึงไปดว ยกาํ ลงั ,
ก็โลดจากคอกไป บหวลคิดถึงเจ็บกาย,
ถงึ หากจะผูกไว (มัทนะพาธา หนา ๗๔)
ยิง่ หามก็ย่ิงคลง่ั

บทประพันธขางตนมีความไพเราะและสามารถสือ่ ใหเขา ใจถึงธรรมดาของความรกั ไดอยาง
ลกึ ซึง้ โดยไมต องใชศ พั ทยาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยหู ัวทรงเลอื กใชค ํางาย ๆ แมจ ะมี
บางคําท่ีสะกดแตกตา งไปจากปจ จบุ นั ก็ยังสามารถเขา ใจได เชน คําวา อุปะสัคคะ พระองคทรง
สะกดแบบบาลีและเติมวสิ รรชนียเ พือ่ ใหท ราบวธิ ีการอา น ซง่ึ ในกาพยย านี ๑๑ วรรคหลังตอ งมี ๖
พยางค หากสะกดแบบสนั สกฤต คือ “อุปสรรค” จะทําใหว รรคหลงั ขาดไป ๑ พยางค

การกลา วถงึ ความงามและคุณประโยชนข องดอกกุหลาบในอุปฏฐิตาฉนั ท ๑๑ มีการใชค าํ
บาลีและคาํ สันสกฤตบาง แตยังสามารถเขา ใจความหมายไดไ มยาก ดังตัวอยา ง

โสมะทัต. ตวั อยางที่ ๒ บมเิ ห็นณแหง ใด (อปุ ฏ ฐติ า, ๑๑.)
อนั บุษปฺ ะประหลาด ยะวเิ ศษะมาล;ี
งามสรรพะวไิ ล-
ดจุ ะดอกชบาสี,
สีแดงก็มิจา ยละเพลินเจริญตา.
งามดังดรุณี
รสะลมราํ เพยพา
กลน่ิ หอมกร็ ะรวย จะระรืน่ พริ มหวล.
ถงึ ไหนฤก็นา วนดิ าละอองนวล
แมแตง ศริ ะเกลา

๑๑๐

เหน็ แนจ ะประมวญ วรลักษะณานาง;
(มทั นะพาธา หนา ๓๔)

บทประพนั ธขา งตน มคี าํ บาลีและคาํ สันสกฤตปะปนอยบู า ง ชวยใหไดค าํ ท่ีมีเสียงไพเราะ
และเพิ่มความสงา งามใหแกบทประพนั ธ เชน

บษุ ปฺ ะ (ส.) = ดอกไม
สรรพะ (ส.) = ทกุ สงิ่ , ทั้งปวง, ท้ังหมด
วเิ ศษะ (ส.) = ยอดเย่ียม
ดรุณี (ป., ส.) = หญงิ รุน
ศิระ (ส.) = ศรี ษะ
วนดิ า (ป.) = หญิงสาว
วร (ป., ส.) = ยอดเย่ียม, ประเสรฐิ
ลักษะณา (ส.) = ลกั ษณะ
คําเหลา นแี้ มเปนคําท่ีมาจากภาษาบาลแี ละสันสกฤต แตก ม็ ีความหมายที่เขา ใจไดไมย าก
เพราะเปน คําทส่ี ามารถพบไดบ อย ๆ ในงานเขยี นท่วั ไป บทประพนั ธก ลา วถงึ ดอกกหุ ลาบวา มสี ี
แดงคลา ยดอกชบา และงดงามราวกบั สาวรนุ อีกทั้งมีกลนิ่ หอมชื่นใจ หากนํามาประดับเรือนผม
ของสตรกี จ็ ะสง เสริมใหผูน้นั มบี ุคลิกลกั ษณะท่ีดี

นอกจากนบ้ี ทสนทนาระหวางสเุ ทษณแ ละมัทนาซ่ึงใชคําประพันธอ ินทวงสฉนั ท ๑๒ และ
วสันตดิลกฉันท ๑๔ สวนใหญใ ชค าํ งาย ๆ และมคี าํ ภาษาอ่ืนท่ีใชเ ฉพาะในบทประพันธปะปนบาง
เลก็ นอ ย ความวา

ตัวอยางท่ี ๓ มะนะรักสมคั สมาน, (อินทวงส, ๑๒.)
สุเทษณ. ทห่ี ลอนมิยินยอม อภริ มฤเปนไฉน?

มคี ูสะมรมาน

มทั นา. หมอ มฉันบมีบรุ ุษะผู ประดิพทั ธะใดใด, (วสันตะดลิ ก, ๑๔.)
เปนโสดบมีมะนะสะใฝ อภริ มฤสมรส.

สุเทษณ. เชนน้ันก็เชญิ ฟง ดนกุ ลา วสเิ นหะพจน, (อินทวงส, ๑๒.)
เจางามประเสรฐิ หมด ก็มิควรฤดีจะดาํ .

มทั นา. หมอ มฉันสดบั มธรุ ะถอย กส็ าํ นกึ เสนาะคาํ , (วสนั ตะดิลก, ๑๔.)

๑๑๑

แตต องทาํ นูลวะจะนะซํ้า ดุจะไดท าํ นูลมา.

(มัทนะพาธา หนา ๒๓-๒๔)

คาํ สวนใหญท่ีใชใ นบทประพันธเ ปนคาํ ท่ีใชส่ือสารทวั่ ไปโดยไมตองแปลความหมาย แตกม็ ี

คําภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต และภาษาเขมรปะปนอยูบ างสว น เชน

สะมร (สมร) (ส.) = นางงามซึ่งเปน ท่ีรัก

มาน (ป., ส.) = ใจ

อภิรม (ส.) = รนื่ เรงิ ยงิ่ , ยนิ ดียิ่ง

ประดพิ ัทธะ (ส.) + (ป.) = ประดิ + พทั ธะ = ผกู พนั , รักใคร

มะนะสะ (มนัส) (ส.) = ใจ

สเิ นหะ (ป.) = ความรกั

พจน ,วะจะนะ (ป.) = คําพูด, ถอยคาํ

มธุระ (ป., ส.) = หวาน, ไพเราะ

ทํานูล (ข.) = บอก, กลา ว

จะเห็นวา คําภาษาอืน่ ทนี่ ํามาปะปนไมใชศพั ทยาก แมวาอาจไมเ ขาใจความหมายของคํา

ดงั กลาวจรงิ ๆ แตคําหรือความขางเคียงของบทประพันธจะชว ยใหผ ูอานผฟู ง เขา ใจเน้อื หาท้ังหมด

ได เพราะสวนใหญใชคาํ ศพั ทสามัญ จะเขา ใจไดวา สุเทษณพยายามพูดกับมัทนาเพ่ือใหม ทั นาเห็น

ใจในความรักของตน แตมทั นากย็ ืนยนั ปฏเิ สธ ซึ่งบทสนทนานี้เปนตอนหนง่ึ ทม่ี ีความไพเราะ

พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจา อยูหัวทรงพระราชนิพนธเ ร่ืองมัทนะพาธาดว ยฉนั ทและ
กาพยซ ึ่งเปนบทละครพูด การส่ือสารความรูสกึ นึกคิดตาง ๆ ไปยงั ผูรบั สารไมวา จะเปน ผดู ูผูอ าน
หรือผูฟง จึงตองใหเ ขา ใจไดอยา งงาย ๆ การใชคาํ สามญั ในจังหวะท่เี หมาะสมจึงเปนวธิ ีทช่ี วยไดม าก
หากใชค ําท่หี รหู ราจํานวนมากอาจทาํ ใหการสอื่ สารเปน ไปอยา งยากลําบากและพาใหเสยี อรรถรส
เพราะฟงวามเี สยี งไพเราะดีแตไมอาจเขา ใจเรอื่ ง ดงั นั้นการใชคาํ สามญั งาย ๆ อยา งมวี รรณศลิ ปใน
ฉันทและกาพยจงึ เปนกลวิธีการเลอื กสรรคําท่ีพระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงใชเ ปน
สวนใหญในบทประพันธ

๑.๒ การใชศพั ทสูง ในที่นี้การใชศัพทสงู หมายถึงการใชคาํ ที่มาจากภาษาอื่น สว น

ใหญมักเปน ภาษาบาลแี ละภาษาสันสกฤต ซง่ึ อาจเปนคํามูล คําสมาส หรือคาํ สนธิ รวมท้งั คาํ ท่ีมา
จากภาษาเขมรและภาษาอ่นื ๆ ซ่งึ พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจา อยหู วั จะทรงเลอื กใชค าํ ชนิดนี้
ในบางบทเพ่อื ใหเ หมาะสมกบั ตวั ละคร เชน บททเ่ี ก่ียวกบั เทพเจา บทสรรเสรญิ กษตั ริย เปนตน คาํ
ทม่ี าจากภาษาอ่นื น้ีเม่ือเลอื กสรรและนาํ มาไวในบทประพันธอยา งเหมาะสมแลว จะชว ยใหบ ท
ประพันธม ีความสงา งามและมเี สียงไพเราะ ดังตัวอยา งตอไปน้ี

๑๑๒

บทบชู าเทพเจา ๒ องค คอื พระพฆิ เณศวร เทพเจา แหงศิลปะวิทยาการ และพระ

นารายณ เทพเจา ผทู รงอทิ ธิฤทธ์ิ ซ่ึงอยใู นตอนมายาวนิ ทาํ พิธเี รยี กมทั นาใหมาพบสุเทษณ ความ

วา

ตัวอยา งท่ี ๑

มายาวนิ . โอมบงั คมพระคเณศะเทวะศิวะบตุ ร (สทั ทฺ ลุ ลฺ วิกฺกีฬิต, ๑๙)

ฆา พฆิ นฺ ะสนิ้ สุด ประลัย;

อา งามกายะพระพรายประหน่ึงระวอิ ทุ ัย,

กอ งโกญจะนาทให สะหรรษ;

เปนเจา สิบปะประสทิ ธ์ิววิ ธิ ะวรรณ

วิทฺยาวิเศษสรร- พะสอน;

ยามฃา กอบกรณียพิธีมะยะบวร,

จงโปรดประทานพร ประสาท,

โอมนารายะณะเทพเถลิงอรุ ะคะอาสน,

ข่ีขนุ สุบรรณราช จรลั ;

ถอื ศงั ขจ กั ระคะทาธรณผิ นั

ปราบยกั ษะกุมภณั ฑ มะลาย;

เชี่ยวชาญโยคะวธิ ีพระพรี ะอภิปราย

ดลกิจจะทงั้ หลาย สมทิ ธิ์.

ยามฃากอบกรณยี พิธมี ะยะวิจติ ร

จงสมมะโนสิท- ธิเทอญ.

(มทั นะพาธา หนา ๑๗)

บทประพนั ธขางตน ประกอบดวยคาํ ท่ีมาจากภาษาอนื่ หลายคาํ ไดแก ภาษาบาลี เชน
สปิ ปะ กรณยี  พิธี บวร พร อุระคะ คะทา กมุ ภณั ฑ พีระ กจิ จะ สมิทธ์ิ ภาษาสันสกฤต เชน โอม
ศวิ ะ บุตร พฆิ นฺ ะ ประลัย ประสิทธิ์ วทิ ฺยา วิเศษ สรรพะ ประทาน ประสาท สบุ รรณ จักระ ยกั ษะ
อภิปราย วิจิตร คาํ ที่มาจากภาษาบาลแี ละสนั สกฤต เชน เทวะ กายะ ระวิ อุทัย วิวธิ ะ มะยะ
อาสน ราช ธรณิ โยคะ มะโน สทิ ธิ และภาษาเขมร เชน บังคม ซงึ่ คาํ เหลานเ้ี มอ่ื อยูในบทประพันธ
อยางเหมาะสมก็ทําใหบ ทประพันธม ีความนาเกรงขามสมกบั เปนบทบูชาเทพเจา ผมู ฤี ทธ์ิ

บทสวดบชู าพระอัคนเี ทพเจาแหงไฟ ปรากฏอยใู นตอนกาละทรรศินกระทําพธิ ีอภิเษก
สมรสใหแกชยั เสนและมัทนา บทสวดมีความไพเราะ ประกอบดว ยคําศพั ททม่ี าจากภาษาอนื่ หลาย
คาํ ดังตัวอยา ง

๑๑๓

ตวั อยางที่ ๒ วรศรีประภาใส (อินทะวิเชยี ร, ๑๑.)
๏ อาองคพระอคั นี หุตะกจิ พะลีการ
เปน เอกอุดมใน สุระทัง้ ณตรสี ถฺ าน
๏ ฃาขอประณตองค มนะมุงณการยญั
ทกุ ภาคพิเศษมาน สจุ รัสณภูมสฺวรรค
๏ หนึง่ คอื สุรียแจม ทะนะอุน ระอุกาย
สอ งโลกมนษุ นนั - กะฏะในนะภาพราย
๏ ทสี่ องประภาปรา- รุจแิ ลบณเมฆา
คือวิชฺชุโชติฉ์ าย นระกอ ณเคหา
๏ ทส่ี ามก็คือไฟ และประกอบพะลีพูน
เพ่อื กอบสุภักษา (มัทนะพาธา หนา ๗๗-๗๘)

บทสวดบูชาพระอัคนีประกอบดว ยคาํ ท่ีมาจากภาษาอืน่ ไดแ ก ภาษาบาลี เชน อุดม มนะ
ยัญ สรุ ีย นนั ทะนะ วชิ ชฺ ุ โชต์ิ ภาษาสนั สกฤต เชน พระอัคนี ศรี ประภา ประณต ตรีสฺถาน พเิ ศษ
สฺวรรค มนุษ ปรากะฏะ ภกั ษา และคาํ ท่ีเปนท้งั ภาษาบาลแี ละสันสกฤต เชน วร เอก หุตะ สรุ ะ
มาน สุ กาย นะภา รุจิ เมฆา นระ เคหา ซึ่งการใชค าํ ดงั กลาวประกอบกบั คําอนื่ ๆ ทาํ ใหบท
ประพันธมคี วามไพเราะและออนโยน เหมาะกบั เนื้อหาของบทประพันธท ่ีเก่ียวกบั การออนวอน
ขอรองใหพ ระอัคนไี ดโปรดเปนทูตชว ยนาํ ความจากมนุษยไ ปแจงแกเทวดาบนสวรรค

บทกาละทรรศนิ อัญเชญิ เหลา เทพเจาและมเหสใี หเสดจ็ ลงมาเปนสักขีพยานในพิธอี ภิเษก
สมรสระหวา งชยั เสนและมัทนา มีการใชคาํ ที่มาจากภาษาอ่นื หลายคาํ ดังตัวอยาง

ตวั อยางที่ ๓

กาละทรรศนิ . โอมอัญเชอญนารายะณะพระหริชาญ (กุสมุ ิตลดา, ๑๘.)

ชยั บําราบมาร ปะราชยั ,

พรอ มดว ยเทวศี รีภะคะวะติวิไลย

วรรณะผองใส วมิ ลเนตร;

โอมอญั เชอญองคตรีศลุ ิศวิ ะมเหศร

นัง่ ณะยอดเฃต- ตะจอมผา,

อีกแมเจาสวฺ รรคบ รรพะตวิ ะระอมุ า

ผูพ ระชายา อุดมศกั ด;์ิ

โอมอัญเชอญธาดาปะติจะตุระพักตร

๑๑๔

เพง พนิ ศิ รกั - ษะสีท่ ศิ ,

ทัง้ โฉมชายายอดสุธิระศุภะวทิ ย

ศิลปฺ ะสอนจติ จรงุ ใจ:

(มทั นะพาธา หนา ๗๘-๗๙)

บทอัญเชญิ เทพเจา และมเหสีประกอบดว ยคําท่ีมาจากภาษาอ่นื ไดแก ภาษาบาลี เชน
ปะราชัย เทวี ภะคะวะติ อุดม ธาดา ปะติ ภาษาสันสกฤต เชน โอม นารายะณะ ศรี เนตร ตรี ศุลิ
ศิวะ มเหศร สวฺ รรค อุมา ศักด์ิ จะตุระพักตร รกั ษะ ทศิ ศุภะ วิทย และคาํ ทเ่ี ปนทั้งภาษาบาลแี ละ
สนั สกฤต เชน หริ ชัย มาร วมิ ล วะระ ชายา ธริ ะ คาํ เหลาน้เี มือ่ นํามาใชใ นบทประพนั ธทีเ่ ก่ียวกบั

เทพเจา แลว ชวยสรา งความรูส กึ ใหดูขลังศกั ดิ์สิทธิ์และนาเกรงขาม ซ่งึ บทประพนั ธกลา วถึงการ
อัญเชิญเทพเจาสงู สุด ไดแก พระนารายณ พระอศิ วร พระพรหม รวมทงั้ มเหสขี องเทพเจาแตล ะองค
ไดแก พระลักษมี พระอุมา และพระสรุ ัสวดี ซงึ่ ทกุ องคล วนเปน เทพเจาท่มี คี วามสําคญั และเปนที่
เคารพบชู าสงู สุด การใชคาํ ท่ีสรางความรสู ึกสูงสงและสงา งามเชน คาํ บาลีและสนั สกฤตจงึ มคี วาม
เหมาะสมดังกลา ว

นอกจากนีบ้ ทประพนั ธที่เกีย่ วกับการสรรเสรญิ เกยี รติของตัวละครที่เปน กษตั ริยก ม็ ีการใช
คาํ ศพั ทท ใี่ หความรูส ึกสูงสง ซึ่งอยใู นบทสวดท่มี ีเน้ือหาสรรเสรญิ เกยี รติของชยั เสน กษัตริยแหง
นครหัสตินาปรุ ะ ดงั ตวั อยาง

ตัวอยา งท่ี ๔

๏ ดว ยองคสมเดจ็ จอมไอ- ศฺวรรยาธิปตัย (ฉบงง, ๑๖.)

ดํารงซงึ่ รัฐหัสดนิ

๏ ทรงนามชัยเสนนรนิ - ทะราชเรอื งศลิ -

ปะศาสฺตฺระเช่ียวชาํ นาญ

๏ แจงเจนไตรเพทพิศาล อกี ท้งั ปุราณ

คัมภีรก็รูต ามควร

๏ อกี วองไวในกระบวน อาวธุ ถถ่ี วน

ทกุ อยางในทางยทุ ธกล

๏ สนั ทัดอัศวะโกศล พระรูปวมิ ล

สริ ิโสภาคยสรรพางค

๏ พระคุณสมบตั ิสําอาง รูปสมบตั ิสลาง

และโภคะสมบตั บิ ูรณ

(มทั นะพาธา หนา ๘๐)

๑๑๕

บทสรรเสริญเกียรติของชัยเสนมีคาํ ทม่ี าจากภาษาอ่ืน ไดแกภาษาบาลี เชน รัฐ นาม
คัมภีร อาวุธ สิริ สมบตั ิ ภาษาสันสกฤต เชน หัสดนิ ศาสฺตระ พศิ าล อัศวะ โกศล บูรณ และคาํ ที่
เปนทง้ั ภาษาบาลีและสนั สกฤต เชน ปุราณ ยทุ ธ รูป วมิ ล โภคะ และคําทสี่ มาสหรอื สนธกิ นั เชน
ไอศฺวรรยาธปิ ตัย นรนิ ทะราช ไตรเพท สรรพางค ซ่ึงคาํ ที่กลาวมาแลวนช้ี ว ยสงเสริมบทประพนั ธใ ห
มคี วามสงา งามสมกบั เปนบทที่ตองการแสดงใหเห็นเกียรติอันสูงสงของตัวละครท่เี ปนกษตั รยิ ยิ่งใหญ

การใชคาํ ศัพทส ูงซึ่งสว นใหญเ ปน คําท่ีมาจากภาษาบาลีและสันสกฤตชวยทําใหเ กิด
ความรูสกึ สูงสงสงา งามและนกึ ถงึ ความขลังศักด์สิ ิทธทิ์ ่ีนาเกรงขาม ดวยเหตุนพี้ ระบาทสมเด็จพระ
มงกฎุ เกลาเจา อยูหวั จึงทรงเลือกใชคําชนิดนใ้ี นบททเ่ี กี่ยวกบั เทพเจา และกษัตริยจ ํานวนหลายคํา
สวนบทอ่ืน ๆ จะมีอยไู มม ากนัก แมวาพระองคจะทรงเลือกใชคําศพั ทส งู แตสังเกตวา สวนใหญเ ปน
คําที่เขาใจไดไมยากนกั เหน็ ไดวา พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจาอยหู ัวทรงคาํ นึงถงึ การใหผรู ับ
สารสามารถรับสารไดอยา งไมย ากลําบาก ชว ยใหผูร บั สารสามารถเขา ถึงเน้ือหาสาระของบท
ประพันธไดอยา งซาบซึ้ง

๑.๓ การใชคาํ อพั ภาส คาํ อพั ภาส คือคําทีก่ รอนเสียงพยางคหนา เชน เจ้อื ยเจอ้ื ย

เปน จะเจ้ือย ผาวผา ว เปน ผะผา ว เปน ตน เพื่อทําใหเ กิดเสียงไพเราะและชว ยส่ือความหมาย
ตามท่ีตอ งการ นอกจากนที้ าํ ใหไดพยางคล หุครุถกู ตอ งตามแบบแผนของฉันทแตละชนิด คาํ
อพั ภาสท่ีปรากฏในพระราชนิพนธเรื่องมทั นะพาธาจาํ แนกตามความหมายไดดงั ตอไปน้ี

๑.๓.๑ คาํ อพั ภาสทีบ่ อกลกั ษณะ เปนคําอัพภาสทีใ่ ชพรรณนาลกั ษณะของส่ิง

ตา ง ๆ จึงชวยในการจินตนาการใหเ ห็นภาพ และการจินตนาการดา นเสียงของธรรมชาติ ตลอดจน
กลิ่นและรส คาํ อพั ภาสทบ่ี อกลักษณะปรากฏในพระราชนิพนธเรื่องมทั นะพาธามี ๓ ประเภท ดงั น้ี

๑.๓.๑.๑ คําอพั ภาสทบี่ อกถงึ ลกั ษณะของแสง มีจํานวน ๔ คาํ ไดแก วะแวว
พะแพรว พะพราว พระพราย

พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาเจา อยูห วั ทรงใชคาํ อัพภาส ๒ คํา คือ คาํ วา วะแวว
พะแพรว ในภุชงคประยาตฉนั ท เพ่อื พรรณนาแสงระยิบระยับของดวงดาวซ่งึ ทาํ ใหท องฟายามคํ่า
คนื งดงามยงิ่ ดังความวา

ชยั เสน. ตัวอยา งท่ี ๑ สดุ าราจํารัสศรี (ภุชงคปั ปะยาตร, ๑๒)
ฉะนัน้ ขอสบถตอ นะภากาศพะแพรวพราย.
วะแวววบั ระยับท่ี
(มัทนะพาธา หนา ๖๑)

๑๑๖

การใชค ําวา พะพราว ในอที ิสะฉนั ท เพ่ือพรรณนาแสงสวางเรือ่ เรอื งของพระ
อาทติ ยยามเชา ดงั ความวา

ตวั อยา งท่ี ๒

ชัยเสน. แสงอุษาสะกาวพะพราว ณ สรรค (อีทิสะ, ๒๐.)

ก็เหมือนระตีวสิ ทุ ธิอนั สวา งจิต !

(มัทนะพาธา หนา ๖๓)

นอกจากการพรรณนาแสงสวา งของสง่ิ ที่อยูในธรรมชาติแลว พระบาทสมเด็จพระ
มงกุฎเกลา เจา อยูหัวยงั ทรงใชคําวา พระพราย ในการพรรณนารศั มเี รืองรองทีเ่ ปลง อยูรอบกายของ
พระพิฆเนศวรดว ย ดังความวา

ตัวอยา งที่ ๓

มายาวนิ . โอมบังคมพระคเณศะเทวะศวิ ะบุตร (สัททุลวฺ กิ กีฬติ , ๑๙.)

ฆา พิฆนฺ ะส้นิ สุด ประลัย;

อา งามกายะพระพรายประหนึง่ ระวอิ ทุ ยั ,

กอ งโกญจะนาทให สะหรรษ;

(มัทนะพาธา หนา ๑๗)

๑.๓.๑.๒ คาํ อพั ภาสท่ีบอกถงึ กลน่ิ มจี ํานวน ๒ คํา ไดแก ระรืน่ ระรวย ซง่ึ
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยหู วั ทรงใชคําวา ระร่นื ระรวย ในสาลินฉี ันท โดยทรงวางคําให
ตอเน่อื งกนั เปน ระรื่นระรวย เพือ่ พรรณนากลน่ิ หอมชน่ื โชยของดอกกุหลาบ ดังความวา

มทั นา. อันโปรดใหเลอื กตาม ฤดฃิ า ณ บดั นี้ (สาลนิ ี, ๑๑.)
ขอเปนซึ่งมาลี รจุ ิเรกวไิ ลวรรณ,
สดุ แทแตจ อมสรวง จะประสทิ ธิ์ประสาทพันธ,ุ
ขอเพียงใหม คี ัน- ธะระรืน่ ระรวยหอม.

(มัทนะพาธา หนา ๒๗)

๑.๓.๑.๓ คาํ อพั ภาสท่ีบอกถึงรส มีจาํ นวน ๑ คาํ คือ ระรวย ซ่ึง
พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจาอยหู วั ทรงใชคําเดียวกันในหลายความหมาย คาํ วา ระรวย
นอกจากจะใชพ รรณนากลน่ิ หอมของดอกกุหลาบดังความขางตนแลว ยงั ทรงใชพ รรณนารสหวาน
ของดอกกุหลาบในอุเปนทรวิเชียรฉนั ทดวย ซึง่ ในพระราชนิพนธเร่ืองมัทนะพาธาไดก ลา วไวว า

๑๑๗

ดอกกุหลาบสามารถรับประทานเปนยาได การใชคําวา ระรวย พรรณนารสหวานของดอกกหุ ลาบ

ดงั น้ี

กาละทรรศิน. ณวันพระจันทรเ พญ็ ก็จะเปนสนุ ารี (อเุ ปนทะวเิ ชยี ร, ๑๑.)

และคงฉนน้ั มี เฉพาะหน่ึงทวิ ากาล

และเอกะราตรี ก็จะกลับสกนธป าน

ผะกาสคุ นธหวาน รสะรื่นระรวยไซร.

(มทั นะพาธา หนา ๓๗)

๑.๓.๒ คาํ อพั ภาสท่ีแสดงความรสู กึ คําอัพภาสชนิดนีใ้ ชในการพรรณนา

ความรูสกึ ตา ง ๆ เชน ความสุข ความทุกข ความกลัว ความหวาดหวัน่ เปน ตน ซง่ึ ชวยสอื่ ใหผรู บั

สารสามารถรบั รถู งึ ความรูส กึ ในใจของตัวละคร การถายทอดความรสู กึ ของตวั ละครโดยการใชคํา

อัพภาสปรากฏอยใู นพระราชนิพนธเรื่องมทั นะพาธาดงั นี้

๑.๓.๒.๑ คําอัพภาสท่ีบอกถงึ ความสุข มจี ํานวน ๓ คํา ไดแ ก ระรืน่ ระรวย

ระเรงิ

พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา เจา อยหู ัวทรงใชคาํ วา ระรนื่ ในกาพยฉบัง เพอื่

พรรณนาความสุขจากการไดรบั ความเมตตา ซ่งึ เปรียบไดกับความสุขสดช่ืนที่ไดรับจากสายฝน ดัง

ความวา

ตวั อยา งท่ี ๑

๏ อนั พระเมตตาเนืองนอง ประดจุ ละออง (ฉบงง, ๑๖.)

วะรุณระร่ืนรวยเยน็

(มัทนะพาธา หนา ๕)

การใชค ําวา ระรวย ในอนิ ทรวิเชียรฉันท เพื่อพรรณนาความรสู ึกสุขใจของชัยเสน

ท่เี กดิ จากการไดยินเสียงอันไพเราะของมัทนา โดยเปรียบกบั การไดด่มื นํา้ แลวทาํ ใหรูสกึ ช่ืนใจ ดัง

ความวา

ตวั อยา งท่ี ๒

ชัยเสน. คร้ันเม่ือสดบั ศพั - ทะสําเนยี งกเ็ ยือกเย็น (อินทะวิเชยี ร, ๑๑.)

ราวด่ืมอุทกเพ็ญ รสะรื่นระรวยใจ;

(มัทนะพาธา หนา ๕๕)

และการใชค าํ วา ระรวย ในอีทิสะฉนั ท เพอ่ื พรรณนาความสุขใจของมัทนาท่ีเกิด
จากความรกั ดงั ความวา

๑๑๘

ตวั อยา งที่ ๓

มทั นา. ใจจะอิ่มจะเอมเพราะเปรมปฺริย,ํ (อที ิสะ, ๒๐.)

และรน่ื ณ รสระตจี ริ ํ ระรวยใจ.

(มทั นะพาธา หนา ๖๔)

นอกจากนี้คําวา ระรวย ยังใชในวสนั ตดิลกฉันทดวย โดยใชพรรณนาความรูสกึ
สขุ ใจของชัยเสน ซ่ึงแมจะเห็นเพียงท่ีพกั ของมทั นากม็ ีความยนิ ดี ดังความวา

ชยั เสน. ตัวอยางท่ี ๔ บมิวายพะวงหลง, (วสนั ตะดิลก, ๑๔.)
ยามกลับณมาละกะก็จิต ติระสพู ระอาศรม,
เหลอื ทจี่ ะหกั ระตกิ ็ตรง ก็จะรืน่ ระรวยรมย;
หวงั เพยี งจะดวู รกฎุ ี
บมหิ ลับและออกมา
พนั เอญิ กะนิษฐะก็ผะทม (มัทนะพาธา หนา ๗๕)

การใชค ําวา ระเริง ในกสุ มุ ติ ลดาเวลติ าฉันท เพ่ือพรรณนาความสุขเบิกบานใจ
ของหญิงชายท่เี รมิ่ มีความรกั ดังความวา

ตัวอยา งที่ ๕

กาละทรรศนิ . หญงิ ชายยามเร่ิมรรู ะสะณฤดิรัก (กสุ ุมติ ลดา, ๑๘.)

ใชก ุหลาบจัก ระเริงใจ,

อนั ดวงมาลกี ุพฺชะกะสิผิวะให

พงึ จะรูได วารักแท,

(มัทนะพาธา หนา ๑๔๒)

สงั เกตวาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยหู วั ยงั ทรงใชค าํ อพั ภาส ๒ คําวาง
เรยี งติดตอกันเพือ่ พรรณนาความรสู กึ ของตวั ละครดวย ดงั ตวั อยาง

การใชคําวา ระเริงระรวย ในอนิ ทวงศฉนั ท เพ่อื พรรณนาความรูสึกสุขใจของ
สเุ ทษณทจ่ี ะเกิดข้นึ ไดห ากมทั นายอมรบั ความรัก ดงั ความวา

ตวั อยา งที่ ๖ เพราะมวิ ายระทวยระทม (อินทวงส, ๑๒.)
สุเทษณ. ชีพอยูก ็เหมอื นตาย,

๑๑๙

ทุกขยากและกรากกรม อุระช้ําระกําทว.ี
อา ฟง ดนเู ถิด มะทะนาและตอบวจี
พอใหดนนู ี้ สขุ ะรนื่ ระเริงระรวย

(มัทนะพาธา หนา ๒๒)

การใชค าํ วา ระรน่ื ระรวย ในอเุ ปนทรวเิ ชียรฉันท เพื่อพรรณนาความรูสึกสุขใจ
ของชยั เสนท่ีจะเกดิ จากการไดมัทนามาเปนชายา

ชยั เสน. ตัวอยา งที่ ๗ ณบุรีฤไพรสาณฑ, (อเุ ปนทะวิเชียร, ๑๑.)
พธูประดามี ฤก็กบู เคยเหน็
จะหาวิไลยปาน ก็จะร่นื ฤดเี ย็น
และหากวะ กไู ด ภริยาภิรมยสม;
จะรักและยกเปน บมิหนา ยมแิ หนงชม,
ทวิ าและราตรี ยะระรื่นระรวยใจ
จะเราระตรี ม-
(มทั นะพาธา หนา ๕๑)

และการใชค าํ วา ระร่นื ระเริง ในสาลนิ ีฉนั ท เพ่ือพรรณนาความรูสกึ สุขใจของ
ชยั เสนท่ไี ดฟงถอ ยคาํ เจรจาของมทั นา ดงั ความวา

ชัยเสน. ตัวอยา งท่ี ๘ ผิวะขดั ฤดเี จา (สาลินี, ๑๑.)
หากเรานีห้ าญตอบ ณพระบรรณะศาลา.
โฉมยงคงรีบเฃา เถอะนะเหน็ จะดีกวา,
คอยฟง เผื่อพูดอกี กร็ ะร่ืนระเรงิ ใจ
เพียงฟง เจาแกว ตา
(มัทนะพาธา หนา ๕๗)

๑.๓.๒.๒ คาํ อัพภาสที่บอกความกลัว มจี ํานวน ๑ คํา ไดแก ระรกิ ซึง่ ปรากฏใน
อนิ ทรวิเชยี รฉนั ท ตอนนันทวิ รรธนะพรรณนาความรสู กึ หวาดกลวั ของประชาชนทีเ่ กิดจากภยั
สงคราม ดังความวา

นันทวิ รรธนะ. เหตุดว ยอะรียก พละแสนยะเกรียงไกร (อินทะวิเชยี ร, ๑๑.)
เกอื บถึงพระเวียงชัย, และตลอดวถิ มี า

๑๒๐

ไดท ําระสํา่ ปวง นรหวน่ั ณ วญิ ญาณ,
ดงั น้ีแหละทวยนา- คะระยงั ระริกรวั .

(มทั นะพาธา หนา ๑๑๗)

พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลาเจาอยหู ัวทรงใชค าํ อพั ภาสในการพรรณนาลกั ษณะของส่ิง
ตา ง ๆ ทั้งทเี่ ปน รูปธรรมและนามธรรม ซึ่งทําใหก ารจนิ ตนาการเก่ียวกบั ภาพ กลิ่นและรส มคี วาม
ชดั เจน รวมทั้งสื่อสารใหเขา ถึงความรูสึกในใจของตัวละครได นอกจากนี้คําอัพภาสยังมเี สียงของ
คาํ ทไ่ี พเราะและชว ยใหส ามารถใชคาํ ครุลหุไดอ ยา งถกู ตองตามระเบียบของฉนั ทด ว ย

๑.๔ การใชค าํ ผรสุ วาท ผรสุ วาท แปลวา คาํ หยาบ การใชค าํ ผรสุ วาท หมายถึงการนํา

คาํ หยาบหรือคาํ กระดา งมารอ ยเรียงอยา งมีศิลปะการประพันธเพื่อใชเ ปน บทบรภิ าษของตวั ละคร
อนั มเี หตมุ าจากความขุนเคืองและความโกรธ ตัวละครแสดงออกดวยวาจาทด่ี ดุ นั เกรี้ยวกราด
ดังนัน้ การใชค าํ ผรุสวาทจึงเปน กลวิธีการถา ยทอดอารมณค วามรูสึกของตัวละครวธิ ีหน่ึง ซง่ึ ในพระ
ราชนิพนธเรื่องมทั นะพาธาปรากฏการใชคําผรุสวาทดงั ตัวอยางตอไปนี้

พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจาอยูหัวทรงใชคําผรุสวาทในบทศภุ างคป ะทะคารมกับ
อราลนี างขาหลวงของจัณฑี อราลมี ีนิสัยสอดรสู อดเหน็ นางแสรง มาเก็บดอกไมเ พื่อสบื ดูเรื่องที่
ชยั เสนพามัทนาเขามาอยูทต่ี ําหนกั ในสวนหลวง แตศ ุภางคซ งึ่ มหี นา ทด่ี ูแลความเรียบรอยได
ขัดขวางไวจงึ เกดิ การโตเถียงกนั ข้ึน ดังความวา

อราลี. ตวั อยา งท่ี ๑ (ฉบงง, ๑๖.)
ศุภางค. กด็ ิฉันนี้คือใคร?
อนั ตัวนางไซร
อราลี. พิการท้ังกายและจติ ! มนุษฃาบดิ
หลงั คอ มคอ มคูดูผดิ แยงยุมุสา
แลวนางก็ยงั
แฃนเบ้ยี วบเ หมือนธรรมดา, ชา งพดู เพย ๆ
ตัวคดใจคดอิจฉา หญิงสรวย ๆ มา

ใคร ๆ ยอ มรทู ่ัววงั ;
รูปชั่วตวั แสนนาชัง

ไมร ูส าํ นกึ ตวั เลย.
ชะ ๆ อุแมเจา เอย !

นะทา นศุภางคเ สนา;
อวดดนี กั เพราะชางหา

๑๒๑

บาํ เรอพระม่ิงโมลี!

นี่ไปหาโสเภณี มาซอ นไวท ี่

ตําหนกั ในราชอุทยาน,

จงึ่ ตองเกะกะระราญ เพราะวาเกรงการณ

จะทราบถึงพระนางเธอ!

ศุภางค. นางอราลีนี่เออ อวดดีเผยอ
อราลี.
หยิง่ เยอ เหมือนอยางคางคก,

ชาตนิ์ างยางหัวไมต ก กค็ งผงก

ผงาดบงั อาจเอิบใจ

ไปเถิด, นางคอ ม, รบี ไป!

ทานจะทาํ ไม?

กลา ดกี เ็ ชอญหนอยซ.ี

(มทั นะพาธา หนา ๘๖-๘๗)

จะเหน็ วาอราลถี ือวา ตนเปน ขาหลวงของจณั ฑจี ึงมคี วามเหมิ เกรมิ ทําใหศภุ างคโ กรธและ
ใชวาจารุนแรงกลา วถึงปมดอยของนางอยา งไมใ หเ กยี รติ เชน “หลงั คอ มคอ มคดู ูผิด มนุษฃาบิด
แฃนเบีย้ วบเหมือนธรรมดา,” ซ่งึ ศภุ างคก ลาววานางเปน ผูมคี วามพกิ ารท้งั รางกายและจิตใจจึงนา
รงั เกียจย่งิ แมคําเรียกก็ใชว า “นางคอ ม” แทนการเรียกช่ือ ในตอนทายศุภางคเ ปรียบนางเหมือน
“คางคก” เพราะทา ทางทเ่ี ยอ หย่ิงจองหองของนาง

สวนอราลีก็ตอวาศุภางคอ ยางไมกลวั เกรง โดยกลา วหาวา ศภุ างคเ ปน ผูหา”โสเภณี”มา
ถวายชัยเสน

อกี ตอนหน่ึงชัยเสนโตเ ถียงกับจัณฑี เหตุมาจากจณั ฑเี กิดความหึงหวงทีช่ ัยเสนพาชายา
องคใหมเขามาอยทู ต่ี าํ หนัก ปลอยใหจ ัณฑรี อคอยอยูใ นพระราชวัง จัณฑีใชถ อยคําเชอื ดเฉอื น
ชัยเสนและมทั นา เปนเหตุใหชัยเสนโกรธและเปนฝายตอบโต ทั้งสองฝายตางใชค ําผรสุ วาทดัง
ตวั อยา ง

ตัวอยา งที่ ๒

จัณฑี. ถงึ ฉันจะไรซ ึง่ พระมหากะรณู า, (อปุ ชาติ, ๑๑.)
ชัยเสน.
จณั ฑี. ก็ยังมิชวั่ ชา และบห มดนะยางอาย.

เหมนางจัณฑี พูดจาครานี้ แสนจะหยาบคาย: (สุรางคณา, ๒๘.)

เธอเปนธิดา ราชาฦๅสาย ไฉนปากราย ราวแมค าปลา?

หมอ มฉันสามาญ เพราะพระองคท าน หมดพระเมตตา;

๑๒๒

ชยั เสน. หากฃา วระบอื ฦๅจากภารา ถึงพระบิดา คงเสียหทัย.
จัณฑี. นจ่ี ะมาโกรธ และมุงกลา วโทษ ฉันผิดอันใด?
พระองคท รงฤทธิ์ จะผดิ อยา งไร? พระองคเ ปนใหญ เหนอื ผเู หนือคน,
ถงึ จะรับนาง ใด ๆ จากกลาง อรญั ไพรสณฑ
มายกมายอง ก็ตอ งจําทน เพราะฃา เปนคน อาภัพอปั รยี .

(มัทนะพาธา หนา ๙๓-๙๔)

จะเห็นวาจัณฑีใชว าจายอกยอนและมีคาํ หยาบคาย เชน “สามาญ” “อาภพั อัปรยี ” ซงึ่ ไม
ควรเปนคาํ พูดของมเหสีของกษตั ริย แตเ พราะความหึงหวงจึงคมุ สตไิ มได สว นชัยเสนเมื่อเหน็
ความกา วราวของจัณฑีกอ็ ดกล้ันความโกรธไมไ ดเชนกนั จึงตอบโตก ลบั ไปในลกั ษณะตอ วา วา จัณฑี
ชางมวี าจาต่าํ เหมือน “แมคา ”

หลงั จากท่ีชยั เสนพามัทนากลบั ไปยิ่งทําใหจ ณั ฑที วีความโกรธมากขึ้นจงึ ระบายอารมณ
กับอราลี ถอ ยคาํ ที่กลา วออกมาหมายความไปถงึ มัทนา ดังตวั อยา ง

ตวั อยางที่ ๓ ออิ ะปรียอติ วั การ. (อเุ ปนทะวเิ ชยี ร, ๑๑.)
จัณฑี. ชะฉาอะราลี บมริ สู ํานกึ ตัว;
ตะประจบสาํ ออยผัว,
กระไรละเหมิ หาญ บมมิ ีละรไู หม?
อิโสภนิ ีดี และพะวงอชิ าวไพร,
แนะ มงึ นะเงาหวั
พระผัวกม็ วั หลง สสิ ุดามคธราช.
จรยงั ชะนกนาถ
บนึกวะ กูไซร ฤวะไทจะดูดาย?
ผกิ จู ะใชค น (มัทนะพาธา หนา ๙๕-๙๖)
และทลู คดีกาจ

จัณฑีใชค าํ ผรสุ วาทหลายคํา เชน “อิอะปรีย” “อิตวั การ” “อิโสภิณ”ี “อชิ าวไพร” เปน ตน
ลวนเปนคํากระทบกระแทกไปถึงมัทนาท้งั ส้ิน

การใชคาํ ผรสุ วาทในพระราชนิพนธเรื่องมัทนะพาธาแมวาจะมีไมมากเพราะเนอื้ เร่อื งมี
ขนาดสั้น แตเมื่อใดที่มีการใชคาํ ผรุสวาทกส็ ามารถสอื่ ถึงอารมณค วามรสู กึ ในขณะนัน้ ของตวั ละคร
ไดเ ปนอยางดี โดยเฉพาะอยา งย่งิ อารมณโ กรธแคนที่มาจากความหงึ หวง ซึง่ กอใหเ กิดความ
หายนะในเวลาตอ มา ลกั ษณะอีกประการหนึง่ ทสี่ งั เกตไดคือ การที่ตัวละครซงึ่ เปน บุคคลในราช

๑๒๓

สํานักทะเลาะเบาะแวงกันนน้ั แมจ ะมกี ารใชค าํ ผรุสวาทบา ง แตพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา
เจา อยหู วั กจ็ ะทรงเลอื กใชค ําที่ไมรุนแรงมากนกั

๑.๕ การสรรคาํ สรรพนาม ในพระราชนิพนธเรอ่ื งมัทนะพาธา พระบาทสมเดจ็

พระมงกุฎเกลา เจาอยหู ัวไดทรงเลอื กสรรคาํ สรรพนามสาํ หรบั ใชเ รียกแทนชอ่ื ของตัวละครไวจํานวน
หลายคาํ และบางคาํ เปน สรรพนามทใี่ ชเ ฉพาะในบทละคร ไมใ ชส รรพนามทใี่ ชใ นการสื่อสารปกติ
หรือแปลงมาจากคาํ สรรพนามทม่ี ีใชในภาษาไทย จึงมีลักษณะแสดงถงึ ความคดิ สรา งสรรค ซ่งึ คํา
เหลา นม้ี คี วามไพเราะสละสลวยและมสี ว นชว ยทําใหบ ทประพันธม เี สนหน า ประทับใจ คาํ สรรพนาม
ทพ่ี ระองคทรงเลือกสรรมจี ํานวนมากดังนี้

ตัวละคร สรรพนามบุรษุ ท่ี ๑ สรรพนามบรุ ุษท่ี ๒ สรรพนามบรุ ุษท่ี ๓

๑. สุเทษณ กู ฃา เรา พ่ี ฉนั พระ พระองค ทา น
ดนุ ดนู ดะนู ลอองธุลบี าท

๒. ชัยเสน เรา กู ฃา ดิฉัน พระ พระบรมบพติ ร พระ เธอ ทาน
๓. มทั นา
ฃา เจา พี่ ดนุ ดนู พระองค พระองคทา น ทาวเธอ
๔. ศภุ างค
ดะนู ตู ทลู กระหมอม

ฝาพระบาท

ลกู ลกู นอย ดฉิ ัน ฃา เจา นอง นาง หลอ น นาง หลอน ธิดา เจา

ฃา เจา ฃา นอย วธุ วะธุ วธู วะธู วธุ วะธุ วธู วะธู

ฃาบาท ฃา พระบาท พะธู ลูก ลูกนอย ลกู เธอ พระนาง พระแม

ตฃู า ตฃู าพระบาท ขวญั ธิดา พระแม แม

หมอ มฉัน กระหมอม- พระแมเ จา

ฉัน ขอ ย ดนุ ดะนุ

ดนู ดะนู เรา

ฃา ฃา บาท ฃา เจา ทา น ใตเทา เจา ทาน มัน เฃา

ฃา พระบาท ดนุ ดนู พี่ชาย มงึ

เรา ตูฃา ฉนั

๑๒๔

ตัวละคร สรรพนามบรุ ุษท่ี ๑ สรรพนามบรุ ุษท่ี ๒ สรรพนามบรุ ุษท่ี ๓

๕. กาละทรรศนิ พอ บิดา ฃา ฃาบาท พระพอ พระบดิ า ทา น

๖. จณั ฑี ฃาพเจา เรา ตัวเรา บดิ า องคบ ิดา พระนางเธอ พระนาง
นาง
๗. โสมะทตั อาตมะ อาตะมะ รูป องคพระบดิ า ทาน
๘. นนั ทวิ รรธนะ เฃา
๙. จิตระรถ ดนู ดนุ พระคณุ เจา พระ
๑๐. จติ ระเสน
๑๑. มายาวิน พระองค

๑๒. นาค หมอ มฉนั กระหมอม- นาง เธอ หลอ น

๑๓. ศุน ฉนั ดนุ ดนู ดะนู พระนาง
๑๔. อราลี
๑๕. เกศนิ ี ฉนั ฃา ตูฃา กู เรา
๑๖. ปริยมั วะทา
ลกู

ฃา ฉัน เรา ตูฃา ทา น เจา

ฃา ฃาบาท ดนุ เจา

ฃา ฃาบาท ดนุ เจา

ฃา ฃาบาท ตฃู า มึง เจา

ฃา ฃาบาท ตู ตฃู า ทา น เฃา
ดนู

ฃา เรา ตฃู า กระผม แก
ดฉิ นั

ฃา เรา ผม ดฉิ นั แก ทา น เพ่ือน เฃา
ตฃู า กระผม นาง หลอ น มึง นาง เฃา มนั
มึง เจา นาง นาง เฃา มัน
ฃา ตูฃา หมอมฉัน
กระหมอมฉนั ดฉิ นั
ดฉิ นั หมอมฉนั ฃา

ฉนั ดฉิ นั กระหมอม- คุณนาย หลอ น เจา มนั นาง
ฉนั หมอมฉัน ดนุ คุณ นาง วธุ
ดะนุ ดนู

๑๒๕

ตวั ละคร สรรพนามบุรุษท่ี ๑ สรรพนามบุรุษที่ ๒ สรรพนามบุรุษท่ี ๓

๑๗. วทิ ูร ฃา ตูฃา ดนู ดนุ ทาน แก แก
ดะนู ดะนุ

จะเห็นวา สรรพนามทพ่ี ระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยูหัวทรงเลอื กสรรมีจํานวน
หลายคาํ สวนใหญเปน สรรพนามท่ใี ชใ นการสื่อสารปกติ เชน ฉนั กู ฃา ฃาพเจา เรา กระผม ดฉิ ัน
ขอย คณุ เธอ หลอน ทาน มึง แก นาง เฃา มัน เปน ตน บางคํามาจากราชาศัพท เชน หมอมฉัน
กระหมอ ม กระหมอ มฉัน พระ พระองค ทูลกระหมอม ฝาพระบาท เปน ตน บางคํามาจากคําศพั ท
สาํ หรบั พระสงฆ เชน รูป อาตมา อาตะมา พระคุณเจา เปนตน บางคาํ แปลงมาจากบุรษุ สรรพนามที่
มีใชในภาษาไทย เชน พระบรมบพติ ร มาจาก มหาบพติ ร ละอองธลุ บี าท มาจาก ใตฝาละอองธุลี
พระบาท เปนตน

สวนสรรพนามที่นาสนใจและแสดงถงึ ความคิดสรางสรรคมากท่ีสุด คือ คาํ วา ดนุ หรือ ดนู
ซงึ่ บางครง้ั พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจาอยูห วั ทรงสะกดเปน ดะนุ ดะนู คําวา ดนุ ดนู เปน

คําทม่ี าจากภาษาบาลีและสันสกฤต แปลวา ฉนั , ขา พเจา จึงใชเปนสรรพนาม บุรุษที่ ๑ แทนตัว
ละครเกอื บทกุ ตัวท้ังหญงิ และชาย ไดแก สุเทษณ ชัยเสน มัทนา ศุภางค กาละทรรศิน จัณฑี นันทิ
วรรธนะ จติ ระรถ มายาวนิ ปริยมั วะทา และวิทรู ดังตัวอยาง

ตอนสเุ ทษณสนทนากับมัทนา ดังตัวอยาง

ตวั อยางที่ ๑

สเุ ทษณ. พร่ี ักอนงคนาง ผมิ สิ มฤดีถวลิ , (อินทวงส, ๑๒.)

เหมือนพี่มไิ ดค ง วรชีวะชีวิตนิ -

ทรยี ไ ซรบใฝจิน- ตะนะหวงและหอนนิยม.

ชีพอยูก เ็ หมือนตาย, เพราะมวิ ายระทวยระทม

ทกุ ขยากและกรากกรม อรุ ะชํ้าระกาํ ทวี.

อา ฟงดนเู ถิด มะทะนาและตอบวจี

พอใหด นนู ้ี สขุ ะรื่นระเริงระรวย.

(มทั นะพาธา หนา ๒๒)

ตอนชัยเสนสนทนากับมัทนา ดังตวั อยา ง กรณุ าดะนูกอ น, (อุปฏ ฐติ า, ๑๑.)
ตัวอยางที่ ๒ ระตริ าญสุไมตรี.
กจ็ ะขอกะโฉมศรี
ชยั เสน. ขอใหวนดิ า

อยา เพอสละรอน
ถึงหลอ นจะมริ ัก

๑๒๖

ใหยอมดนมุ ี ฤดริ กั พะธูไป,
จนกวาจะประจกั - ษะณจิตตะหลอนไซร
แลวยกฤดิให ดนผุ ูพ ยายาม.
(มทั นะพาธา หนา ๕๙)

ตอนศุภางคท ูลชัยเสน ดังตวั อยา ง

ศภุ างค. ตัวอยางท่ี ๓ ดนเุ ปนพยานวา (อนิ ทะวิเชียร, ๑๑.)
องคาพะยพของ พหอุ ัตะรายแท,
เคยทนและเคยฝา ฤกม็ ีนะบาดแผล
ทั่วกายะฃานี้ นระชนผิอยากด;ู
เพ่อื ไดแสดงแก (มทั นะพาธา หนา ๑๐๙)

ตอนมทั นารําพงึ ถึงชัยเสน ดงั ตวั อยา ง

ตวั อยา งที่ ๔

มทั นา. เธอนั้นฤเจียมตัว กริ ยิ ากเ็ รียบก็รอย (อินทวงส, ๑๒.)

ไมม ีละสกั นอ ย จะแสดงณทว งณที

วาเธอประสงคจะ อภิรมยฤดีระต,ี

เปนแตชําเลืองที่ ดนบุ า งณครง้ั ณคราว;

(มทั นะพาธา หนา ๕๖)

ตอนจณั ฑีทลู ชัยเสน ดังตวั อยา ง

ตวั อยางที่ ๕

จัณฑี. ดนจู ะขอไป ณสนามประยุทธา; (อปุ ชาติ, ๑๑.)

เพราะอาจจะหามทพั วรราชบิดาฃา ,

ผทู รงพระโกรธา เพราะวะเฃาพระทัยผิด,

คิดวา พระองคก ับ ดนนุ ้ีนะหมางจติ ;

ผิทราบพระทรงฤทธ์ิ และดนบู หมางกัน;

พระจอมมะคธราษฎร จะระงับพโิ รธพลัน,

แลวมิตระสมั พนั ธ กจ็ ะมปี ระดจุ เคย.

(มัทนะพาธา หนา ๑๑๒)

๑๒๗

นอกจากนพี้ ระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยหู วั ทรงนําคาํ วา วธู มาใชเปน
คาํ สรรพนาม บรุ ุษท่ี ๒ และบรุ ุษที่ ๓ ดวย ซ่งึ คําวา วธู เปน คําทีม่ าจากภาษาบาลีและสันสกฤต

แปลวา หญิงสาว เมอื่ นาํ มาใชใ นบทประพนั ธพ ระองคจ ะทรงสะกดคําหลายลกั ษณะ ไดแ ก วธุ วะธุ
วธู วะธู และพะธู โดยคําเหลา น้จี ะทรงใชแ ทนมัทนา ปริยัมวะทา รวมทั้งนางงามท่อี ยใู นภาพวาด
ดว ย ดังตัวอยาง

การใชคําวา วะธู พะธู เปน บุรษุ สรรพนาม บุรุษท่ี ๒ แทน “มัทนา” ตอนสุเทษณบอก
รักมทั นา ดังตวั อยา ง

สุเทษณ. ตัวอยา งท่ี ๑ บมคิ วรระอาละอาย, (อินทวงส, ๑๒.)
พ่ีรักวะธูนวล ฤกค็ วรจะรวมจะรัก.
อันนาริกบั ชาย สรุ ะแสรงประจติ ประจักษ,
รูปเจาวิไลยราว เพราะพะธูพิถพี ิถนั ;
มิควรจะรา งรัก
(มัทนะพาธา หนา ๒๒)

การใชคําวา วะธุ วะธู เปน บุรุษสรรพนาม บรุ ุษท่ี ๓ แทน “มทั นา” ตอนชัยเสนรําพงึ ถงึ

มัทนา ดังตวั อยา ง

ตวั อยางที่ ๒

ชยั เสน. พิศไหนบมที ราม, วะธุงามสงา หมด, (อินทะวิเชียร, ๑๑.)

จนสุดจะหาพจน สรเสรญิ เสมอใจ.

องคว ิศวฺ ะกรรมัน นะสิปนวะธูไซร

พอเสร็จกเ็ ทพไท พิศะรปู สรุ างคเ พลิน;

(มทั นะพาธา หนา ๕๔)

การใชคําวา วธุ เปน บุรษุ สรรพนาม บรุ ษุ ที่ ๒ แทน “ปริยัมวะทา” ตอนชัยเสนรบั
ปริยมั วะทากลบั เมือง ดงั ตวั อยา ง

ชยั เสน. ตัวอยางท่ี ๓ วระนาฎปรยิ ัมวะทา (อนิ ทวงส, ๑๒.)
อกี เราจะรบั ตัว และจะเลี้ยงประดจุ ณเดมิ ,
กลบั คืนพระภารา สุจรติ คุณาเฉลิม
ใหส มกะทซ่ี ือ่ และดนูจะขออะภัย
ยศศักดิสง เสริม,

๑๒๘

ที่ไดกระทาํ โทษ วธผุ ิดสุธรรมะไซร,
คงตอบและแทนให สขุ ะศานตสราญทวี.
(มัทนะพาธา หนา ๑๓๘)

การใชค ําวา วธู เปน บุรษุ สรรพนาม บรุ ุษที่ ๓ แทน “นางงามในภาพวาด” ตอนจติ ระรถ
ถวายรูป ดังตวั อยา ง

จติ ระรถ. ตัวอยางท่ี ๔ กลดอกกะมลสน- (อุปชาติ, ๑๑.)
งามเนตรและเกศแกม กิรยิ าสงา ศรี
ธิสิง่ ประเสรฐิ ปน วรเทพะนารี
วธูวิเศษเปน
สรุ ะอคั คะเทวนิ ,
ฃาองคอมุ าศรี (มทั นะพาธา หนา ๘)

คาํ วา วธู และ ดนู ซ่ึงมกี ารสะกดคาํ หลายลักษณะและใชเปน สรรพนามในบทประพันธด ัง
ตวั อยา งขางตนนัน้ นับเปน ลกั ษณะเดนอยางหน่ึงทีป่ รากฏในพระราชนพิ นธเ ร่อื งมัทนะพาธา
เพราะพระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา เจาอยหู ัวทรงใชค ําเหลานหี้ ลายครงั้ ตลอดเรื่อง เสียงของคาํ ท่ี
ไพเราะฟงดูสุภาพออนโยนชว ยสงเสรมิ ใหเ กิดความสละสลวยงดงาม จึงเปน สว นที่ชว ยสรา งเสนห
อนั นา ประทบั ใจใหแกบ ทประพันธ

คําสรรพนามท่ีปรากฏในพระราชนพิ นธเ ร่ืองมทั นะพาธามจี ํานวนหลายคาํ ซ่งึ
พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาเจาอยหู วั ทรงเลอื กสรรมาอยางหลากหลายและทรงนาํ มาใชอยา ง
เหมาะสม จงึ นับเปน สวนหนงึ่ ทมี่ คี วามสําคัญชวยสรา งสรรคใหบทประพันธมีความไพเราะสงางาม

๑.๖ การซํ้าพยางค การซาํ้ พยางค คอื การใชคําหลายคาํ ทมี่ รี ปู และเสยี งของพยางคใ ด
พยางคห นึ่งในคาํ เหมือนกัน มาวางแทรกไวเ ปนระยะในคาํ ประพันธต อนใดตอนหนึง่ อยางเหมาะสม
ทาํ ใหเกิดการซ้ําเสียงของพยางคแ ละเพิ่มความไพเราะใหแกค าํ ประพันธ การซ้ําพยางคที่ปรากฏใน
พระราชนพิ นธเร่ืองมทั นะพาธามตี ัวอยา งดังตอไปน้ี

ตวั อยา งท่ี ๑

กาละทรรศิน. เพราะรปู ไดส ุดามา ประดจุ ไดป ระสพโชค, (ภชุ งคัปปะยาตร, ๑๒)

ประหน่งึ เจาและนําโศลฺ ก ประเวศแนวณอาศรม,

(มทั นะพาธา หนา ๔๒)

๑๒๙

จะเห็นวา พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจา อยหู วั ทรงใชค าํ วา ประดจุ ประสพ
ประหน่งึ และประเวศ ซึง่ พยางคห นาของทุกคํามีรูปและเสียง ประ เหมือนกัน เม่ืออา นออกเสียง
คําประพนั ธจ ะทําใหเกดิ เสียงที่ซ้ํากนั ตรงพยางคหนา

การซา้ํ พยางคในพระราชนพิ นธเ ร่อื งมทั นะพาธา นอกจากจะซาํ้ ทสี่ ว นพยางคหนา ของคาํ
ดงั ตัวอยางขางตนแลว พระองคท รงใชค ําศัพทเดมิ ซา้ํ ดวย จึงเปน ลกั ษณะการซาํ้ เฉพาะพยางคและ
ซา้ํ ทั้งคาํ ดงั ตัวอยา ง

ตัวอยา งท่ี ๒

วทิ รู . กจิ ใดพระประสง- คะก็จงประสิทธ์ิทา น, (อปุ ฏฐติ า, ๑๑.)

การปวงประลุปาน วรราชประสงคสรรพ,

ลาภหล่ังบมิหยุด เถอะประดจุ อุทกถัน่ ,

ทรงชัยชะนะสรร- พะศะตรูบรูแพ.

ขอใหวรศัก- ดิและฤทธเิ รืองแผ

ไพศาลประลุแค สรุ ะภูมิภาคบน,

เปนใหญณประเท- ศะมนุษณสากล,

ครอบครองนรชน จตรุ างคะวรรณา.

ขอทวยสรุ ะฤท- ธิประสิทธพิ์ ระพรมา

พรอ มดง่ั พะจิฃา วรบาทถวายพร.

(มัทนะพาธา หนา ๑๒๓)

จากตวั อยางนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหวั ทรงใชคําซา้ํ พยางคเ รียงตาม
ลําดับ ไดแก ประสง-คะ ประสิทธ์ิ ประลุ ประสงค ประดจุ ประลุ ประเท-ศะ และประสิทธ์ิ ซ่ึง
นอกจากพยางคหนา จะซ้ําเสยี ง ประ แลว ยังมคี าํ บางคาํ ทซี่ า้ํ กนั ทั้งคําดว ย ไดแก
ประสง-คะ – ประสงค, ประสทิ ธ – ประสิทธิ์, ประลุ – ประลุ ลกั ษณะดังกลา วชวยทําใหเกิดเสียงที่
ซา้ํ กันหลายเสียง

เนอ่ื งจากลักษณะคาํ ประพนั ธข องอุปฏฐิตาฉนั ท คําแรกของวรรคหลังตองเปนลหุ คําวา
ประสงค ประเทศ จงึ ตองแยกคาํ เปน ประสง – คะ และประเท – ศะ

การซา้ํ พยางคในพระราชนพิ นธเร่อื งมัทนะพาธาไมปรากฏวา มกี ารซาํ้ ทีพ่ ยางคอ ื่นของคํา
แตมเี ฉพาะการซํ้าที่พยางคห นา เทานั้น ซึง่ ทําใหเ กิดเสียงเดิมท่ซี ้าํ กนั หลายคร้ังและเปนลกั ษณะ
หน่งึ ทที่ าํ ใหเ กิดความไพเราะข้นึ ในบทประพนั ธ

๑๓๐

๑.๗ การซาํ้ คํา การซํ้าคาํ คือการใชคาํ คําเดียวกันหลายครงั้ ในการเรียบเรียงคํา

ประพนั ธตอนใดตอนหนึ่ง ซ่งึ คําท่ีซํ้ากันจะเรียงชิดกันหรอื มีคําอน่ื มาคน่ั กไ็ ด และจะอยูในวรรค

เดียวกันหรือตางวรรคตางบาทกันก็ได สว นตําแหนงของการซา้ํ คาํ จะอยทู ี่ตนวรรค กลางวรรค หรอื

ทา ยวรรคก็ได ทงั้ นี้เพ่ือความไพเราะและชว ยส่ือความหมายของคาํ ประพันธ การซาํ้ คาํ ที่ปรากฏใน

พระราชนิพนธเร่ืองมัทนะพาธา มีดังน้ี

๑.๗.๑ การซ้ําคาํ เพื่อใหเ กิดเสียงและจงั หวะ เปนการซา้ํ คาํ ท่ีทําใหเ กิดเสียงซ้าํ ๆ

กนั หลายคร้ังเปน จังหวะท่ีไพเราะ และชว ยส่อื ความหมายของคําประพันธใ หชัดเจนลกึ ซง้ึ ดัง

ตัวอยาง

ตัวอยางที่ ๑

สเุ ทษณ. งามผวิ ประไพผอ ง กลทาบศุภาสพุ รรณ, (อินทวงส, ๑๒.)

งามแกมแฉลมฉัน พระอรณุ แอรมละลาน,

งามเกศะดาํ ฃํา กลนา้ํ ณทอ งละหาน,

งามเนตรพ นิ ิศปาน สุมณมี ะโนหะรา;

งามทรวงสลางสอง วรถันสุมนสุมา-

ลีเลิดประเสริฐกวา วรบุ ลสะโรชะมาศ;

งามเอวอนงคร าว สรุ ะศลิ ปชาญฉลาด

เกลากลงึ ประหนึ่งวาด วรรปู พิไลยพะวง;

งามกรประหนึ่งงวง สรุ ะคชสเุ รนทะทรง,

นวยนาฏวิลาศวง ดจุ ะรําระบําระเบง;

(มัทนะพาธา หนา ๖-๗)

พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจาอยหู ัวทรงซ้ําคําวา งาม หลายครง้ั ทตี่ นวรรคหนา

ทาํ ใหเ กิดเสียงและจังหวะอันนุมนวล เพ่ือแสดงความงดงามของสว นตาง ๆ ของรา งกาย ไดแก

ผวิ พรรณ แกม ผม ตา อก เอว และแขน เพ่อื ใหเหน็ วามทั นาเปนสตรที ่ีมรี ูปกายงดงามสมบรู ณ

แบบ

ตวั อยางท่ี ๒

ศภุ างค. นึกนาอนาถจติ ก็จะคิดประการใด (อินทะวเิ ชียร, ๑๑.)

นกึ แลววะ ทรามวัย ฤก็ควรกะทรงศักดิ์

นึกเลากส็ งสาร วนิดายพุ าพกั ตร

นึกถึงจะตองหนัก อรุ ะแนละนงคราญ !

(มัทนะพาธา หนา ๕๓)

๑๓๑

การซ้ําคํากรยิ าวา นกึ ที่ตนวรรคหนา ของแตล ะบาท แสดงถึงการเกดิ ความนกึ คิดที่
คอย ๆ ทวีขึ้นในจิตใจของตวั ละคร ซ่งึ ยิง่ คิดกย็ ง่ิ หนกั ใจ เพราะตวั ละครคาดวาจะตองเกิดเรือ่ งไมดี
ขึ้น นอกจากนพี้ ระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจาอยหู วั ทรงซํา้ คําวา ก็ อกี คาํ หน่งึ ดว ย เพ่ือชว ย
เพ่ิมเสียงท่ีไพเราะใหแ กค าํ ประพนั ธ

การซํ้าคําทวี่ รรคหนา นอกจากจะวางคาํ ไวท่ีตนวรรคแลว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎ
เกลาเจาอยูหวั ทรงวางคาํ ไวข างในวรรคดว ย ดังตัวอยา ง

ชยั เสน. ตวั อยา งท่ี ๓ ฤฉนีน้ ะอกเอย ! (อินทะวิเชียร, ๑๑.)
โอนอนจะหลบั ไหล ฤดิเฝา คะนึงเชย,
ขืนนอนก็รอ นเรา อรุ ะอาจจะพังภนิ .
หากขืนจะนอนเฉย (มทั นะพาธา หนา ๕๕)

พระองคทรงซํา้ คํากรยิ าวา นอน ซงึ่ ทรงวางไวข า งในวรรคหนา ตามปกตเิ ปน กิรยิ า
อาการที่ทําใหผ กู ระทํารสู ึกสบาย แตใ นบทราํ พงึ รําพันท่ีมกี ารซํ้าคาํ วา นอน บอย ๆ นกี้ ลับหมายถงึ
การนอนทย่ี ิ่งทําใหต วั ละครรสู กึ กระวนกระวายรอนรมุ แสดงใหเ ห็นอารมณรักของตวั ละครวา หนัก
หนว งจนไมส ามารถเอนกายนอนลงได

อีกลักษณะหนึง่ ของการซํา้ คาํ ทวี่ รรคหนา คอื การวางคาํ เปนคูอยใู นวรรคเดยี วกนั และ
มคี ําอ่ืนมาคน่ั กลาง ลกั ษณะน้คี ําซํ้าจะอยใู กลก นั มาก เวลาอานออกเสียงจะทาํ ใหเ กิดเปน จงั หวะที่
ไพเราะ ดงั ตวั อยาง

ตวั อยางท่ี ๔

มายาวนิ . อนั กุพฺชะกาหอม, บริโภคอรอยเพลนิ , (อนิ ทะวเิ ชยี ร, ๑๑.)

รสหวานสิหวานเชอญ นรล้ิมเพราะเลดิ รส;

(มทั นะพาธา หนา ๒๘)

พระองคทรงซ้ําคาํ วา หวาน โดยทรงวางไวคกู นั ในวรรคหนา และมคี ําวา สิ มาค่นั ไว
หนงึ่ คาํ เพ่ือใหเ กิดเสียงสมั ผัสใกล ๆ กันและแสดงความหมายวา ดอกกพุ ฺชกะ (ดอกกหุ ลาบ) เปน
ดอกไมท ่ีบรโิ ภคไดและมีรสหวานเลิศ

๑๓๒

ชยั เสน. ตวั อยา งที ๕ และระเบยี บบเขินขวย,(อินทะวเิ ชียร, ๑๑.)
ยามนง่ั กน็ ง่ั เรียบ ธนกุ ง กระชบั ไว.
(มัทนะพาธา หนา ๕๕)
แขนออนฤเปรยี บดวย

การซ้าํ คาํ กรยิ าวา นั่ง ในวรรคเดียวกันชว ยเพ่มิ ความไพเราะ และแสดงทวงทาการนัง่
ที่เรียบรอ ย ในสายตาของชัยเสนซึง่ เปน ผกู ลาวคาํ ประพันธเหน็ วา มทั นาเปนสตรที ม่ี บี คุ ลกิ ภาพ
งดงามนา รัก

ชยั เสน. ตวั อยางท่ี ๖ วรพกั ตรบ หมางเมนิ , (อินทะวิเชยี ร, ๑๑.)
ยืนเพง และนงั่ พศิ มะทะนาณโลกสาม
งามใดบงามเกิน (มทั นะพาธา หนา ๕๕)

พระองคทรงซํ้าคาํ วา งาม ในวรรคเดียวกัน เพ่ือยา้ํ ถึงความงดงามของมัทนาที่เปน
เลิศในสามโลก

การซา้ํ คาํ ท่วี รรคหนา อกี ลกั ษณะหนง่ึ คือทรงนําคาํ ซ้าํ ประกอบเขา กับคํากรยิ าอืน่ ๆ
เพ่ือชว ยส่ือความหมายของความรสู ึกที่ทวีข้นึ เรอ่ื ย ๆ ดงั ตัวอยา ง

ตวั อยา งท่ี ๗ ก็ระตีประมวญประมลู , (อนิ ทวงส, ๑๒)
สเุ ทษณ. ย่ิงฟงพะจศี รี ทุขะทวมระทมหะทัย !
(มทั นะพาธา หนา ๒๔)
ย่ิงขัดก็ยิ่งพนู

พระองคทรงซํา้ คาํ วา ยงิ่ โดยทรงใชคกู บั คํากริยา ไดแ ก ยงิ่ ฟง ยงิ่ ขัด ยง่ิ พนู ซึง่ มี
ความหมายดงั นี้

ยิ่งฟง หมายถงึ สุเทษณฟ งคําพูดของมทั นา ยิ่งฟง กย็ ิ่งทวีความรสู ึกรกั ของ
ตน

ยงิ่ ขัด หมายถึง คําพดู ของมทั นาเปน คําตอบปฏิเสธ จงึ ขัดกบั ความตองการ
ของสเุ ทษณ

ย่ิงพนู หมายถึง สเุ ทษณยงิ่ ฟง คําตัดรอนของมัทนามากเทา ไร ความรูสึก
ทกุ ขใจก็ยิ่งทวีมากขึ้น

๑๓๓

ความไพเราะของคาํ ประพนั ธตอนนเ้ี กดิ ข้นึ จากกลวิธีอีกอยา งหน่งึ คือการทรงใชความ
ขัดแยง เพราะคําประพนั ธแสดงใหเ ห็นความรักทมี่ ากมายของสุเทษณ แตผ ลที่สเุ ทษณไดรบั คือ
ความทกุ ขทรมานอยา งนาเห็นใจ

การซํ้าคําทว่ี รรคหลังปรากฏในพระราชนิพนธเรอื่ งมทั นะพาธาดว ย ซึง่ ตาํ แหนงของ
คําซํา้ จะอยตู รงกลางวรรคหลงั ดงั ตวั อยาง

ตวั อยางท่ี ๘

กาละทรรศิน. รูปไดสุดามา ประดจุ ไดประสพโชค,(ภชุ งคัปปะยาตร, ๑๒.)

ประหนงึ่ เจาและนําโศลฺ ก ประเวศแนว ณอาศรม,

และหากตองวิโยคเจา จะแสนเศราณอารมณ,

เพราะเคยเหน็ ฤเคยชม บเวน วางณวันเพญ็ :

(มทั นะพาธา หนา ๔๒)

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยูห ัวทรงซา้ํ คําบุพบทวา ณ ในภชุ งคประยาต
ฉนั ท โดยทรงวางไวที่กลางวรรคหลงั ซึ่งเปน ตาํ แหนง ของคาํ ลหุ ตามปกติคําลหุไมต องออกเสียง
เต็มเสยี ง คําประพันธบทนีก้ เ็ ชน เดียวกัน เวลาอา นไมตองออกเสียง ณ เตม็ เสียง แตควรออกเปน
เสยี งเบา และเมื่อทรงซํ้าคําวา ณ ในตาํ แหนงเดียวกนั ของแตละบาทก็ชว ยใหม เี สยี งทซ่ี ํ้ากันเปน
จังหวะในตําแหนง เดมิ ความไพเราะจึงอยูทก่ี ารออกเสียงหนกั เบาตามวิธกี ารอา นฉันทและการซํา้
เสยี งของคาํ ดว ย

การซํา้ คาํ วา ณ ทวี่ รรคหลังมอี กี ลักษณะหน่ึง คอื ทรงวางคาํ วา ณ ไวส องคาํ ตรงทาย
วรรค และใหคาํ วา ณ แตล ะคาํ นําหนา คาํ ทีม่ คี วามหมายอยใู นประเภทเดียวกนั ดงั ตวั อยาง

ตัวอยา งที่ ๙ มะทะนาณฟา ณดิน (อินทวงส, ๑๒.)
สเุ ทษณ. นางใดจะมีเทียบ ตะนะแนวณอกณใจ.
(มัทนะพาธา หนา ๗)
เปนยอดและจอดจิน-

คําประพันธบ ทนี้แตละบาทมคี ําวา ณ อยูทา ยวรรคหลัง ๒ คาํ สวนคาํ ที่มาประกอบ
หลงั คาํ วา ณ ทัง้ สองคาํ มคี วามหมายเปนส่ิงท่ีอยใู นประเภทเดียวกนั ไดแก

ณ ฟา – ณ ดนิ ฟา และ ดนิ มีความหมายเกยี่ วกบั ธรรมชาติ

๑๓๔

ณ อก – ณ ใจ อก และ ใจ มีความหมายเกี่ยวกบั สว นของรางกาย ในท่ีน้ี
หมายถงึ ความคิด ความรูสกึ

การซ้ําคาํ ในบทนีช้ ว ยสะทอนความรสู กึ ของสุเทษณว า ดวยเหตุที่มัทนามคี วามงาม
เปน เลศิ กวานางใด ๆ ท้งั ในโลกสวรรคและโลกมนุษย นางจงึ เปนสตรที ่ีตราตรึงอยใู นใจของ
สุเทษณ การซํ้าคาํ ชวยทาํ ใหเ กิดความหมายลึกซงึ้ กนิ ใจ และเมื่ออา นออกเสียงก็จะไดเ สียงซาํ้ กัน
และมจี งั หวะเบา หนัก เบา หนกั ตอนทา ยบาทดว ย

นอกจากนพี้ ระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจา อยหู วั ทรงซ้ําคําทั้งวรรคหนาและวรรค
หลงั ดว ย ซง่ึ ตาํ แหนงของคําจะอยูท่ีตน วรรค กลางวรรค หรือทา ยวรรค แตจ ะไมปรากฏอยูในทกุ
วรรค มเี พียงบางวรรคเทานัน้ ดังตัวอยาง

ตัวอยา งท่ี ๑๐ ออิ ะปรียอ ติ ัวการ (อุเปนทะวิเชียร, ๑๑.)
จัณฑี. ชะฉาอะราลี บมริ สู าํ นึกตวั ;
ตะประจบสําออยผัว,
กระไรละเหมิ หาญ บมมิ ีละรูไหม ?
อโิ สภณิ ีดี และพะวงอิชาวไพร,
แนะ มงึ นะเงาหวั สิสุดามคธราช.
พระผวั ก็มัวหลง (มัทนะพาธา หนา ๙๕-๙๖)
บนกึ วะกูไซร

คาํ วา อิ ในคาํ ประพันธบทน้ีแผลงมาจากคาํ วา อี ดว ยเหตุที่เปนคําประพันธป ระเภท
ฉนั ทและตาํ แหนงของคาํ บงั คบั คําลหุ คําวา อี จงึ แผลงเปน อิ

พระองคทรงใชค ําวา อิ ประกอบหนา คําอื่นเพ่ือใหม คี วามหมายเปนคําบริภาษ ไดแก
อิอะปรีย อิตัวการ อิโสภณิ ี และอชิ าวไพร ซึ่งอยูในบทสนทนาของจณั ฑี และเปนคาํ ทจ่ี ัณฑใี ช
บริภาษดา ทอไปถงึ มัทนา

การใชค าํ วา อิ ประกอบหนา คําอ่นื และใชซ ้าํ กันหลายครง้ั ชวยแสดงใหเห็นอารมณ
ของจัณฑีวา รูสึกโกรธหึงหวงอยา งรุนแรงจนไมส ามารถยับยั้งความรูส กึ ไวได

ตัวอยางที่ ๑๑

มัทนา. ก็รสใดจะหวานแมน สุรสแหง พระวาจา, (ภชุ งคปั ปะยาตร, ๑๒.)

กระแสรทราบณทรวงฃา พระบาทปลืม้ บลมื รส;

(มัทนะพาธา หนา ๖๐)

๑๓๕

พระองคทรงซํา้ คาํ วา รส ทวี่ รรคหนาและวรรคหลังของคาํ ประพันธซ ึง่ เปนคําพูด
ของมัทนา รส หมายถงึ รสของถอยคาํ ในตอนนี้มัทนาแสดงความรูสกึ ของนางท่ีมีตอชัยเสนวา
นางมีความรูสกึ ซาบซงึ้ ประทบั ใจในรสถอ ยคําอันไพเราะออ นหวานของชัยเสน.

ตวั อยางที่ ๑๒

ปริยมั วะทา.ดฉิ นั นึกกส็ งสาร สนุ งคราญพระองคใหม, (ภชุ งคัปปะยาตร, ๑๒.)

เพราะเรียบรอยและดูไม พระโอษฐจดั ถนัดเถียง

ดฉิ นั มาและรับใช สนิธแลวก็เหน็ เนียง

ประเสรฐิ แทและควรเคียง พระองคผ ปู ระเสริฐชาย !

(มัทนะพาธา หนา ๙๐)

ในบทสนทนาของปริยมั วะทามีการซํ้าคําวา ประเสริฐ ทีว่ รรคหนาและวรรคหลังใน
บาทเดียวกัน คาํ วา ประเสริฐ คาํ แรก หมายถึง มทั นา สว นคาํ ทสี่ อง หมายถงึ ชัยเสน การซ้าํ คํา
ชว ยแสดงความหมายยกยองนางเอกวา มทั นาเปนสตรีท่ีมีคุณสมบตั ิเพียบพรอม จึงเหมาะสมคูควร
ย่งิ กับชัยเสน

นอกจากการซา้ํ คาํ คําเดียวแลว ในคาํ ประพนั ธต อนหน่งึ อาจมกี ารซํ้าคาํ มากกวา ๑ คาํ
ซึง่ ตาํ แหนงของคําจะอยูท่ตี นวรรค กลางวรรค หรอื ทายวรรค ดงั ตัวอยา งตอ ไปน้ี

ชยั เสน. ตวั อยางท่ี ๑๓ ศะตะพรรษะฤกวา (โตฎก, ๑๒.)
ผิวะอายุจะยนื บมหิ ยอนฤดิหรรษ;
กจ็ ะรักมะทะนา วธุตางมะณพิ รรณ,
นยะนาก็จะชม ระสะตางสผุ ะกา;
และจะสูดสวุ ะคันธ ยุวะดสี ิรมิ า,
ผวิ ะตนื่ กจ็ ะดู จะสบุ ินฤดิเพลนิ :
ผิวะหลับฤก็ฃา ฤจะนัง่ ฤจะเดิร,
ทิวะราตรจิ ะนอน, ฤจะหา งมะทะนา;
บมมิ ลี ะจะเหนิ (มัทนะพาธา, หนา ๖๒)

คําประพนั ธตอนนเี้ ปนบทสนทนาของชัยเสน ซึง่ มีการซ้ําคาํ ๓ คาํ ไดแก ผวิ ะ ตา ง
ฤ มรี ายละเอียดดังน้ี

๑๓๖

คําวา ผิวะ หมายถึง แมนวา, หากวา ซ่งึ เปนคําสนั ธาน พระองคท รงวางคาํ นไ้ี วท่ี
ตน วรรคหนาของเนื้อความแตละตอน เพอ่ื ใชเ ช่ือมความและชว ยแสดงเง่ือนไขวา ไมว าผพู ูด
(ชัยเสน) จะมีสภาพอยางไร ความรกั ของผพู ูดก็จะม่ันคงตลอดไป

สว นการซาํ้ คําวา ตาง ขางในวรรคหลังทัง้ สองคําชวยทําใหเ กดิ ความซาบซึ้งข้นึ ในคํา
ประพนั ธ เพราะแสดงใหเ หน็ วา นางเอกมีความสําคญั ตอพระเอกยง่ิ กวา สงิ่ มีคาใด ๆ สามารถ
ทดแทนส่งิ มคี า อนื่ ๆ ไมวาจะเปนแกวสงู คาหรือดอกไมอันงดงาม

นอกจากนกี้ ารซาํ้ คาํ วา ฤ ในสว นตา ง ๆ ของคําประพนั ธทงั้ วรรคหนาและวรรคหลังก็
ชว ยทาํ ใหเกิดเสียงทซ่ี ํา้ กนั เปน จังหวะทไี่ พเราะ

๑.๗.๒ การซํ้าคําเพื่อเนน ความหมายของคํา การซํ้าคาํ ลักษณะนป้ี รากฏในบท
สนทนาระหวา งตัวละคร ๒ ตัว คาํ ที่ซ้ําเปนคาํ สาํ คญั ท่ีใชเปนประเด็นในการสนทนา โดยจะเนน ที่
ความหมายของคาํ ดงั ตวั อยาง

ตวั อยา งท่ี ๑ ฤจะยึดพระจุมพล ? (อปุ ชาติ, ๑๑.)
มทั นา. อนั วาดะนูน้ี ก็บเคยจะขืนขดั .

พระอยากเสด็จดล พระสิโปรดนะแนชัด,
บมมิ ีจะขดั ขนื !
จณั ฑี. ดะนูก็รวู า
เหตุวา นะรีรตั น ละก็ผวั บรกั ยนื ,
และประจบสผิ วั รัก:
หญงิ ใดตระหนี่ตัว
ฉนัน้ บขดั ขนื (มทั นะพาธา หนา ๙๓)

คําวา ขืนขัด และ ขัดขนื ปรากฏในบทสนทนาระหวางมทั นากบั จณั ฑซี ่ึงกาํ ลังโตเถียง
กัน

คาํ วา ขืนขัด มคี วามหมายวา ไมยอมใหท าํ ตามใจ เมอ่ื ประกอบกับคําพูดของมทั นาจงึ
มีความหมายวา หากชัยเสนตองการเสด็จไปทใี่ ด มทั นากไ็ มเคยขัดขวาง คําวา ขนื ขัด นี้
พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลาเจาอยหู วั ทรงกลับคาํ เสียใหมเปนคาํ วา ขัดขืน แลว ทรงใชในคาํ พดู
ของจณั ฑี

คาํ วา ขดั ขืน มีความหมายวา ไมทาํ ตาม, ไมประพฤติตาม ซ่ึงจณั ฑพี ดู เสียดสี
มัทนาวา เพราะมัทนาไม “ขัดขนื ” หมายถงึ เปนสตรที ่ีไมหวงตวั จึงทาํ ใหส ามีรกั ใคร

จะเห็นวา ตัวละครทง้ั สองตา งใชค าํ วา ขืนขัด และ ขัดขืน เปน ประเด็นสาํ คัญในการ
โตเถียงกนั และการซํ้าคาํ วา ขดั ขืน ก็ชวยเนนความหมายของคาํ ใหชัดเจนข้ึน

๑๓๗

คาํ ประพันธอีกตอนหนึ่งเปน บทสนทนาระหวา งพระเอกกับนางเอก ซึง่ โตแยง กันดวย

เหตุผลเพ่ือยกยองความดีของอีกฝา ย ชัยเสนยกยองมทั นาวา เปนมิ่งขวัญของตนและบา นเมอื ง

แตม ัทนาปฏิเสธ ในบทสนทนามกี ารซํ้าคําวา ขวญั หลายครง้ั ดังน้ี

ตัวอยา งที่ ๒

มทั นา. อา ทูลกระหมอมปยะมหา สุระราชะสามี (วสนั ตดลิ ก, ๑๔.)

ฃา บาทบําเรอพระบทะศรี ละกย็ ังมเิ พยี งพอ

อยากมีกาํ ลงั พิริยะอกี พละไซรจะไดกอ

การอน่ื บาํ เรอพระบทะตอ บมิใหร ะคายเคอื ง !

ชยั เสน. อา นอ งสเิ ปนสุปฺริยะหญงิ ยวุ ะม่งิ และขวญั เมือง

อันพ่กี ม็ ียะศะประเทอื ง เพราะวะคูวะธูขวัญ

มัทนา. อาองคพ ระปน ดิลกะรัฐ ธดาํ รัสละยอครนั !

ฃานอ ยฤเรียกสุวะธขุ วัญ วระราชะธานี ?

แทจ รงิ นะหญงิ กส็ ริ วิ ัฑ- ฒะนะไดเ พราะสามี

หญิงโสดจะเรอื งยะศะและศรี ละกแ็ สนจะยากเยน็

ชัยเสน. หากพรอ มสคุ ณุ ก็ศุภะลกั - ษะณะนารยิ อ มเปน

ขวัญเมืองประดุจระตะนะเห็น บมิตองประกอบทอง !

(มัทนะพาธา หนา ๙๐-๙๑)

คําวา ขวัญ เปนคาํ สาํ คญั ของการสนทนา ปรากฏในคําวา ขวัญเมือง วะธูขวัญ สุ
วะธุขวัญ ซงึ่ ทุกคาํ หมายถึง มทั นา ขวัญ แปลวา มิ่งมงคล, สริ ิ, ความดี การซ้ําคําวา ขวัญ จงึ เนน
ความหมายใหเห็นวา มัทนาคือผหู ญงิ ท่ดี ีที่เปนม่ิงขวญั ของสามีและบานเมอื ง

นอกจากนมี้ ีการซํา้ คาํ วา อา ทต่ี นวรรคหนาของคาํ ประพันธ เพื่อใชเ ปนคําขน้ึ ตนบท
สนทนา และเปนเสยี งทชี่ วยสะทอ นความรูสกึ ยินดปี รีดา เพราะตวั ละครสุขใจท่ีสมหวงั ในความรัก

ตัวอยางท่ี ๓ สรุ ะเทวะกัญญา. (อุปชาต,ิ ๑๑)
จิตระรถ. พระโฉมบแ พโฉม ดจุ ะกากะเปรยี บหงส
(มัทนะพาธา หนา ๙)
สุเทษณ. แพย อดฤดีฃา

คาํ ประพันธตอนนเี้ ปนบทสนทนาระหวา งสเุ ทษณกบั จิตระรถ มีการซ้าํ คาํ ๒ คํา ไดแก
โฉม และ แพ ดังน้ี

๑๓๘

การซ้าํ คําวา โฉม ซึ่งมีตาํ แหนง ของคาํ วางอยใู กลก ัน เปน การซาํ้ คาํ เพือ่ ใหเกิดเสียง
และจงั หวะท่ีไพเราะ ดา นความหมาย คําวา โฉม คําแรกหมายถงึ รปู งามของธิดากษัตริย สวนคาํ
หลังหมายถงึ รูปงามของนางสวรรค สรุปวา แมเ ปน ธิดากษัตรยิ  แตก็มีรูปงามไมแ พน างสวรรค

แลวพระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาเจาอยูหวั กท็ รงนําคําวา แพ มาซ้ําคาํ อีกคาํ หนงึ่
คาํ แรกอยูในคําพดู ของจิตระรถซ่ึงมเี จตนาตองการชีแ้ จงแกสุเทษณว า ธิดามนุษยงามไมแ พน าง
สวรรค แตพระองคก ไ็ ดใ หส เุ ทษณใชค ําเดียวกันคือคาํ วา แพ ยอนกลับไปวา นางแพค วามงาม
ของมทั นา

จะเห็นวา พระองคทรงใหตวั ละครสองตัวใชค าํ เดยี วกนั เปนประเด็นสําคัญในการพดู
ตัวละครตวั แรกเปนผูกลา วกอน และใหตวั ละครตวั หลงั พูดแยงกลบั ไปโดยใชค ําเดิมของตัวละครตัว
แรก จึงเปนการซํ้าคาํ ทเี่ ลน ความหมายของคํา

๑.๗.๓ การซํา้ คําเพื่อเนนเสยี ง การซํ้าคาํ ลักษณะนคี้ าํ ท่ีซํา้ จะวางอยชู ิดกัน เพือ่ ทํา
ใหเสียงของคําท่นี าํ มาซ้ํามีความชัดเจนขึ้น และสง ผลใหการส่ือความหมายในคําประพันธเดนชัด
รวมทัง้ มีความไพเราะเพิ่มข้ึนดว ย ดังตัวอยา ง

ตวั อยา งที่ ๑ ชชิ ชิ า งจาํ นรรจา, (กมล, ๑๒.)
สุเทษณ. มะทะนาชะเจา เลห ฤกระบิดกระบวนความ.
(มทั นะพาธา หนา ๒๖)
ตะละคาํ อวุ าทา

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจา อยูห ัวทรงซ้าํ คําวา ชิ ทต่ี นวรรคหลงั พระองคท รง
วางคาํ ชิดกัน แลว ไดเ สียงของคําวา ชิชิ เพอื่ แสดงความรสู กึ ของผูพดู คอื สุเทษณ วา สุเทษณรูสกึ
โกรธมัทนาเพราะถูกขัดใจ

ตัวอยา งที่ ๒ หทัยธพาล, (ปยวํ ทา, ๑๒)
ปริยมั วะทา.ชะชะพระมจั จุฤกระไร ประหารพระแม.
(มัทนะพาธา หนา ๑๓๒-๑๓๓)
กด็ นุน้ีสิมิประหาร,

การซ้ําคาํ วา ชะ เปน ชะชะ ที่ตน วรรคหนา ทาํ ใหเ กดิ การเนนเสยี งของคํา ซ่งึ ในทีน่ ี้
เปน เสียงของปริยัมวะทาท่ีแสดงความรสู ึกโกรธพระมัจจุราช เพราะเขา ใจวาพระมัจจรุ าชเปนผมู า
พรากชวี ติ ของมทั นาไป

๑๓๙

สวนการซ้าํ คาํ วา ชะ ในบทพดู ของชัยเสน นอกจากจะวางคาํ ใหช ิดกันที่ตน วรรคหลัง
แลว มีคําวา ชะ อกี คําหน่งึ อยูท ี่ตนวรรคหนา ดว ย จงึ เปนการซ้ําคําคําเดียวกัน ๓ ครั้งในบาท
เดียวกนั ดงั ตวั อยา ง

ชยั เสน. ตัวอยางท่ี ๓ ชะชะมอี บุ ายครบ, (อุปชาต,ิ ๑๑.)
ชะเกง ละจัณฑี รณะดว ยจะหา มทัพ !
เตรียมเพื่อจะตดั รบ (มัทนะพาธา หนา ๑๑๒)

การซาํ้ คําวา ชะ ลกั ษณะนี้ เปนการเนน ยํา้ ใหเ หน็ อยา งชดั เจนวา ขณะนผี้ ูพูดรูสกึ
โกรธมากกวาธรรมดา

การซาํ้ คําเพ่อื เนนเสยี งใหช ัดเจนและไพเราะมีอกี ลกั ษณะหนึ่งคอื พระบาทสมเดจ็ พระ
มงกฎุ เกลาเจาอยหู ัวทรงใชไ มยมกเปนเครือ่ งหมายในการซํา้ คําดว ย ดงั ตัวอยา ง

ศภุ างค. ตัวอยา งท่ี ๔ มาทําอวดดี (ฉบงง, ๑๖.)
เออแน, นางอราลี ! (มทั นะพาธา หนา ๘๕)
สงเสยี งแจว ๆ อยูใย ?

คําวา แจว ๆ ในคําประพนั ธนบ้ี อกลักษณะการพดู ของอราลนี างขาหลวง ซงึ่ การซํ้า
คาํ แสดงใหเห็นวา นางอราลพี ูดเสียงดังและพูดอยูตลอดเวลา

ตวั อยางที่ ๕

อราลี. ชะ ๆ อุแมเ จา เอย ! ชางพูดเพย ๆ (ฉบงง, ๑๖.)

นะทา นศุภางคเสนา;

อวดดีนะเพราะชางหา หญงิ สรวย ๆ มา

บําเรอพระมงิ่ โมลี !

(มัทนะพาธา หนา ๘๗)

คําประพันธนเ้ี ปนคําพูดของอราลซี ่งึ กําลงั ทะเลาะกับศุภางค มีการซํา้ คาํ ทีใ่ ช
เครอื่ งหมายไมยมก ๓ คาํ ดังน้ี

คาํ วา ชะ ๆ แสดงความรสู ึกไมพ อใจของอราลีทีถ่ กู ศุภางคด า วา


Click to View FlipBook Version