๙๐
กาละทรรศินกลาวคําอญั เชญิ เทพเจา ชายหญิงมาสูมณฑลพธิ ีอภิเษก
สมรส เพื่อเปนสักขพี ยานการวิวาหและประทานสิรมิ งคลแกค ูบาวสาว คาํ อัญเชญิ ปรากฏพระนาม
เทพเจา หลายองคดงั น้ี
พระนารายณและพระลักษมี
กาละทรรศิน. โอมอัญเชอญนารายะณะพระหริชาญ (กุสุมติ ลดา, ๑๘.)
ชัยบําราบมาร ปะราชยั ,
พรอ มดว ยเทวศี รีภะคะวะตวิ ิไลย
วรรณะผองใส วมิ ลเนตร;
(มทั นะพาธา หนา ๗๘)
พระอศิ วรและพระอุมา
กาละทรรศนิ . โอมอญั เชอญองคตรีศุลศิ วิ ะมเหศร (กุสมุ ติ ลดา, ๑๘.)
นัง่ ณะยอดเฃต- ตะจอมผา,
อีกแมเจา สฺวรรคบ รรพะตวิ ะระอมุ า
ผพู ระชายา อุดมศกั ด;์ิ
(มทั นะพาธา หนา ๗๘-๗๙)
พระพรหมและพระสรสั วดี
โอมอัญเชอญธาดาปะตจิ ะตรุ ะพกั ตร (กุสมุ ติ ลดา, ๑๘.)
เพง พินศิ รัก- ษะส่ีทศิ ,
โฉมชายายอดสุธิระศุภะวิทย
ศลิ ปฺ ะสอนจติ จรุงใจ;
(มทั นะพาธา หนา ๗๙)
พระอนิ ทรแ ละพระศจี
กาละทรรศิน. อกี ขอเชอญองคเ ทพระวิและศะศิธร (กุสมุ ติ ลดา, ๑๘.)
สองอะมรยอด พยานกรรม;
(มัทนะพาธา หนา ๗๙)
เทพเจาผูสถติ ในอากาศและดนิ
กาละทรรศนิ . อีกขอเชอญเทวานกิ ะระฐติ ธิ รรม (กสุ มุ ติ ลดา, ๑๘.)
สิงสถิตอัม- พะรากาศ,
๙๑
ท้งั ทวยเทพที่สงิ ณปะฐะวอิ าจ
รกั ษะทวยราษฎร ณแดนคน;
(มัทนะพาธา หนา ๗๙)
นกั สวดสคี่ นสวดฉันทท ํานองสดุดีสงั เวยในพิธอี ภิเษกสมรส เนอ้ื หาของ
บทสวดมคี วามหมายออนวอนเทพเจาโปรดอํานวยพรแกคูบาวสาว ความวา
ขอทวยสุเทวะสรุ ะฤท- ธิมะหทิ ธิเรืองราม (วสนั ตะดิลก, ๑๔.)
โปรดชวยบํารุงวรวศิ าม- ปะตอิ กี พระชายา
ใหท รงเจรญิ สริ ิสวุ ัต- ถิพิพฑั ฒะนาอา-
ยูวรรณะสุขพะละและสา- ระวิสุทธศิ ฺฤงคาร
ขอพรประสิทธิบมิฃาด ณพระราชะสมภาร
อกี เทวิองคอระวศิ าล สิริสิทธิภยี โย ฯ
(มทั นะพาธา หนา ๘๓)
ขั้นตอนสุดทายของพธิ ีอภเิ ษกสมรส กาละทรรศนิ วอนขอเทพเจา เปน
ภาษามคธ ขอเทพเจาไดโปรดประทานพรแกชัยเสนใหมคี วามสขุ สวัสดี ประสบความสําเร็จในสิ่ง
ทง้ั ปวง ความวา
กาละทรรศิน. สาธุ เทวานุภาเวน สทา โสตฺถี ววิ ฑฺฒโน (สามัญคาถา.)
ทีฆายุโก จ นิทฺทกุ ฺโข นิพฺภโย จ นริ ามโย ฯ
สิทฺธิ กจิ ฺจฺจ กมฺมฺจ สทิ ฺธิ ลาโภ ชโย ชโย
ชยเสน มหาราช วรสฺส ภวตุ สพพฺ ทา. ฯ
คําแปล ดงั ฃา วงิ วอน ขอ (พระเจา ชยั เสนมหาราช) จงทรงพระสวสั ดี,
ทรงพระเจรญิ พเิ ศษ, ทรงพระชนมายุยืนนาน ปราศจากทุกข, ปราศจากภัย, ไรความไม
สําราญ, ดวยอานุภาพเทวดา ทกุ เมื่อ ฯ
ขอกจิ ทส่ี ําเร็จ, การงานทส่ี ําเรจ็ , ลาภทส่ี ําเร็จ, ชัยชนะที่สาํ เร็จ จงมแี ด
พระเจาชัยเสนมหาราชผูประเสรฐิ ในกาละทง้ั ปวง ฯ
(มทั นะพาธา หนา ๘๓)
๙๒
ตอนชัยเสนรบั พร ในตอนจบของเร่ืองกาละทรรศนิ ขอพระอินทรโปรด
ประทานพรแดชัยเสนในโอกาสทจี่ ะกลบั สูกรุงหัสตนิ าปุระ ปรากฏขอความท่ีหมายถึงพระอนิ ทร
ดังน้ี
กาละทรรศิน. ฃาขอใหเ ทพองคอ ะธปิ ะตณิ ไตร- (กุสมุ ิตลดา, ๑๘.)
ตรึงษะโปรดให พระพรสทิ ธิ์
(มัทนะพาธา หนา ๑๔๑)
การกลาวถงึ พระนามของเทพเจาในศาสนาพราหมณ ตลอดจนถอยคําของตวั
ละครทีแ่ สดงความเชอ่ื ถือวา เทพเจาเปนผูบนั ดาลทุกส่ิงแกมนุษย มนุษยจึงพยายามติดตอ กบั
เทพเจา ดว ยวิธีบูชาไฟ หมายถึงการขอใหพ ระอัคนีเทพแหง ไฟชวยเปน ทตู นําคาํ วิงวอนของมนุษย
ไปแจงแกเหลา เทพเจาอีกทอดหนง่ึ การพราํ่ บน ถึงเทพเจา ราวกับเทพเจา สถิตอยูในจิตวิญญาณของ
ตวั ละครเปน ลกั ษณะทีพ่ บในพระราชนิพนธเรื่องมทั นะพาธา และการกลา วถงึ เทพเจาหรือการนํา
เทพเจา มาเปน ตวั ละครกเ็ ปน ลกั ษณะทพี่ บไดบอ ยในละครสันสกฤต ดังน้นั การกลาวถึงพระนามของ
เทพเจา จึงเปนสวนประกอบสว นหน่ึงที่ทําใหพระราชนพิ นธเ รื่องมทั นะพาธามีลกั ษณะของเร่ืองคลา ย
ละครของสันสกฤต
ข. การตามลาสัตวทม่ี ลี ักษณะงดงาม
บทละครสันสกฤต บทละครสันสกฤตมกั มีเรื่องราวเก่ียวกบั ตวั ละครเอก
เสด็จออกประพาสปาลาสัตว แลว ไปพบสัตวท่มี ีลักษณะงดงามจึงติดตามไปจนพลัดหลงกับผูอ่ืน
สตั วล ักษณะพเิ ศษดังกลาวจะนาํ ตัวละครเอกซงึ่ สวนใหญเ ปนพระเอกไปพบกบั นางเอกรูปงามท่ี
พํานักอาศัยอยใู นปา ๑ ดงั ในละครนาฏกะเรื่องศกุนตลา ของกาลทิ าส ทุษยนั ตต ิดตามกวางไปจนถงึ
บรเิ วณอาศรมของฤๅษีกัณวะและไดพบศกุนตลาบุตรีของฤๅษี ตอมาทั้งสองไดอ ภเิ ษกสมรสแบบ
คนธรรพววิ าห
พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาเจา อยหู ัวทรงพระราชนพิ นธเ รอื่ งศกนุ ตลาเปน
ภาษาไทย โดยทรงอาศัยฉบบั แปลเปนภาษาอังกฤษของ เซอร วิลเลียม โจนส ซ่ึงแปลมาจากฉบบั
ของกาลิทาส คาํ ประพนั ธพรรณนาความงามของกวางวา
เหลอื บเหน็ กวางขาํ ดาํ ขลับ งามสรรพสะพรัง่ ดัง่ เลขา
งามเขาเปน ก่งิ กาญจนา งามตานลิ รัตนรจู ี
คอกง เปน วงราววาด รูปสะอาดราวนางสาํ อางศรี
เหลยี วหนา มาดภู มู ี งามดังนารชี ําเลอื งอาย
ยามว่ิงว่งิ เร็วดังลมสง ตัดตรงทุงพลนั ผันผาย
๑ นยิ ายสันสกฤตเรอื่ งหน่ึงชอื่ จิตรางคท นางเอกเปนฝา ยออกปาลา สัตวจนไปพบพระเอก.
๙๓
ปนกษตั ริยเรง รถั พรรณราย กระท่งั ถงึ ชายไพรวนั ฯ๑
พระราชนพิ นธเรื่องมทั นะพาธา พระราชนพิ นธเ รอื่ งมทั นะพาธามีเน้ือ
เรอื่ งตอนชัยเสนเสด็จประพาสปา ลา สตั ว และพบกวางท่มี ีลักษณะงามจงึ ตดิ ตามไปจนพลัดหลงกบั
กองทพั ชัยเสนเขา ไปยังบรเิ วณอาศรมของกาละทรรศินและไดพ บมัทนา ตอมากาละทรรศินจดั พิธี
อภเิ ษกสมรสใหคนทัง้ สอง พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาเจาอยหู วั ทรงพรรณนาความงามของ
กวางวา
ชยั เสน. ชะเนตรสนิธนิล กะละนิลมะณศี ร,ี (อุปชาต,ิ ๑๑.)
ยามแลชําเลืองมี กริ ิยาประหนึ่งอาย;
เฃางามประหนึ่งชอ วรวชิ ชมุ าลยฉาย,
และหนงั ระยับลาย กละเลือ่ มประดับวาว;
ขนองสนิธดาํ ดุจะเขยี นเขมา ยาว,
งามทรวงสะอาดราว หมิ ะตกณยอดผา :
ยามเดริ ก็งามยิง่ และจะวิ่งกย็ วนตา,
จริตกิรียา กละสาวสรุ างคสวรรค.
(มัทนะพาธา หนา ๔๑)
พระราชนพิ นธเร่ืองมัทนะพาธามีเนื้อเรื่องกลา วถงึ การติดตามสัตวทีม่ ลี ักษณะงาม
พิเศษ ซ่งึ สตั วเ ปนส่อื นาํ พาใหพระเอกมาพบนางเอกและเกดิ ความรกั ตอกนั ชวยใหเ รือ่ งราว
ระหวางพระเอกกับนางเอกสามารถดาํ เนินตอไปไดจนจบ การใชสตั วเ ปน สือ่ นําพานเี้ ปนวธิ ีทก่ี วใี ช
ในบทละครสันสกฤต ซึ่งโครงเรอ่ื งสวนน้ีของพระราชนพิ นธเรื่องมทั นะพาธามีลักษณะคลายบท
ละครของสันสกฤต
ง. การบชู าอาถรรพเวท
วรรณคดีสนั สกฤต วรรณคดีสันสกฤตยุคเรม่ิ แรกคือ คัมภรี พระเวท “เวท”
แปลวา “ความร”ู พวกพราหมณถ ือวา พระเวทเปน ตนตาํ รบั ของศาสนาพราหมณแ ละเปนความรู
ศักด์ิสทิ ธทิ์ ไี่ ดยนิ มาจากพระผเู ปน เจา มลี กั ษณะแตง เปนฉนั ทห รือกาพย ใชภาษาสันสกฤตโบราณ
ในระยะแรกพระเวทมี ๓ คมั ภีร เกดิ ข้ึนตามลาํ ดับ คือ ฤคเวท ยัชุรเวท และสามเวท รวมเรียกวา
ไตรเพท ภายหลังเกิดข้ึนใหมอีกคมั ภรี หนึ่งคือ อาถรรพเวท
๑ สมเดจ็ พระรามาธบิ ดศี รีสินทรมหาวชริ าวธุ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหวั . (๒๕๑๓). ศกนุ ตลา
มทั นะพาธา ทา วแสนปม ประมวลสุภาษิต. หนา ๑๔.
๙๔
อาถรรพเวทเปน คัมภีรพ ระเวทลาํ ดบั ที่ ๔ สว นใหญแ ตงเปน รอยแกว มีฉันท
อยูราว ๑ ใน ๖ สวนเทาน้ัน นักปราชญส ังเกตวา ผูแตง อาถรรพเวทมคี วามกลัวเกรงเทวดาเหมอื น
กลัวผทู ่ีดุรา ยและใชอาํ นาจโดยถือกําลงั เปน ใหญ ผูแตง จงึ ใชถอ ยคําไปในทางติดสินบนเทวดาและมี
ความเช่ือถือในมนตรแ ละของขลงั อาถรรพเวทมมี นตรสําหรับใชในกิจตา ง ๆ เชน รักษาโรคภัย ทาํ
รายศัตรูโดยการเสกสง่ิ ของเขาไปในตวั ของศตั รเู รียกวา “ฝง รูปฝง รอย” การฝง สง่ิ ของเพอ่ื ใหผ ลดีแก
ผูฝ งและใหผ ลรายแกศ ัตรเู รียกวา “ฝงอาถรรพ” การทาํ เสนห เปนตน๑
พระราชนพิ นธเ ร่ืองมัทนะพาธา ในพระราชนิพนธเรอื่ งมัทนะพาธามีการ
กลา วถึงวชิ าที่เปน “อาถรรพเวท” อยู ๒ ตอน คือ
ตอนมายาวินบรรยายความรู เมือ่ สุเทษณถามมายาวินเกี่ยวกับวชิ า
ความรขู องมายาวนิ มายาวนิ ไดตอบวาตนมีความเชี่ยวชํานาญในอาถรรพเวท สามารถใชม นตร
สะกดเรียกผูท่ีอยูหางไกลใหม าหาได มายาวินกลา ววา
มายาวิน. อถรรพเ วทะเจนอยู, และมนตรค รกู ็ไดสน (ภุชงคปั ปะยาตร, ๑๒.)๒
มโนจําและซา้ํ คน คดีเพ่ิมบเคลิ้มหลง.
ฉนัน้ อาจจะผูกจติ - ตะใครไดประดจุ จง,
และใชโยคะแลวคง จะเรยี กใหตระบงึ มา
(มทั นะพาธา หนา ๑๓)
ตอนพราหมณวทิ รู แสรง ทําพธิ ีอาถรรพ พราหมณว ิทรู แสรงประกอบ
พธิ ีอาถรรพต ามคําส่ังของจัณฑี เพื่อใสรา ยวามทั นาเปนคนทาํ เพราะตอ งการเลกิ กบั ชัยเสนและ
เปลี่ยนมารกั กบั ศุภางค วิทูรเรียกพิธีนวี้ า “การฝงอาถรรพ” มีตุกตาปน ดว ยข้ีผ้งึ ๓ รูปเปนของขลงั
รปู หนึ่งมหี นามแหลมแทงตรงหัวใจและทองหมายถึงชัยเสน อีกสองรูปปนเปนคูติดกันหมายถงึ
มทั นากับศภุ างค พิธีเริ่มตนดวยการบชู าไฟ ขณะทาํ พธิ ชี ัยเสนและคนอนื่ เขามาพบเห็นพอดี ตรง
ตามท่ีจณั ฑวี างแผนไว คนทงั้ หลายไดเ จรจากนั วา
วิทูร. ฃากาํ ลงั เรมิ่ ประเดิมอัคคี เพอื่ ทําพิธี การฝงอาถรรพ. (สุรางคณา, ๒๗.)
ชยั เสน. เอะ ! หากวา จริง ละก็เปนสิง่ ทโี่ ทษฉกรรจ!
๑ สมเดจ็ พระรามาธิบดศี รีสนิ ทรมหาวชิราวุธพระมงกฎุ เกลาเจาอยูหัว. (๒๕๑๓). ศกุนตลา
มทั นะพาธา ทาวแสนปม ประมวลสุภาษิต. หนา ๑๗๕-๑๗๖.
๒ภชุ งคปั ปะยาตร สะกดตามทปี่ รากฏในพระราชนพิ นธเรือ่ งมทั นะพาธา สวนการอธบิ ายจะสะกดตามท่ี
ใชท ว่ั ไป คือ ภุชงคประยาตฉันท.
๙๕
เร็ว ๆ คนยาม ของพราหมณน พี้ ลัน, ดูวาในน้ัน จะมสี ่งิ ใด.
(นันทวิ รรธคนในยา มของพราหมณ, ไดร ูปปนดวยข้ีผ้ึงสามรูป.)
นันทวิ รรธนะ. มีรูปข้ีผงึ้ เปนสามรูปซ่งึ พราหมณปนเตรยี มไว;
รูปหนง่ึ หนามแหลม มีแนมเหน็บใส ตรงที่หทัย และตรงอุทร;
อกี สองรูปปน เปนคูติดกัน เชนคสู มร,
เพราะตา งกอดรัด ตระวดั เกี่ยวกร, ชายกบั บังอร เชิงชคู ูใจ.
(มทั นะพาธา หนา ๑๐๓-๑๐๔)
อาถรรพเวท หรือ พราหมณเวท เปนตํารบั สาํ หรบั พราหมณผ ูใหญผ มู ีหนา ที่
กาํ กับกจิ พธิ ี ซ่งึ เรียกวา พรหมพราหมณ อาถรรพเวทจงึ เปน พระเวทท่มี คี วามสําคญั มากและ
สะทอนความเช่ือถือในศาสนาพราหมณอ ยา งชัดเจน เมื่อนาํ วชิ าทเี่ ก่ียวกบั อาถรรพเวทมากลา วไว
ในเนอื้ เรื่อง จงึ เปน สว นที่ชวยสรา งบรรยากาศใหค ลายเรอื่ งราวของทางสนั สกฤต จนอาจเขา ใจได
วา พระราชนิพนธเ ร่ืองมัทนะพาธามที ่ีมาจากบทละครสันสกฤตเร่ืองใดเรื่องหนงึ่ ซง่ึ แทจ ริงแลว เปน
เรือ่ งทีส่ รางข้ึนใหมแ ตม ีสว นประกอบคลา ยบทละครสนั สกฤต
จ. การอางถึงชื่อของนางเอกในวรรณคดีสนั สกฤตเรื่องอื่น
วรรณคดีสนั สกฤต นางเอกในวรรณคดีสนั สกฤตหลายคนเปน ผูมีชือ่ เสียง
ซ่งึ ผอู า น ผูดู ผูฟง รูจกั ดี บางคนเล่อื งลือดา นความงาม บางคนเลื่องลอื ดานคณุ ความดีและความ
งาม เรื่องราวของนางปรากฏอยทู ง้ั ในวรรณคดกี ารละครและวรรณคดีประเภทอื่นของสันสกฤต ใน
ทนี่ จี้ ะกลา วถงึ นางเอกสองคน คือ เมนกา และ ทมยนั ตี
เมนกา เปนนางเทพอัปสรผูมีชื่อเสียงหนง่ึ ในสิบสี่นางที่พระอนิ ทรค ัดเลือก
มาจากเหลาอัปสรบรวิ ารสามสิบหาลานตน “อัปสร” แปลตามศพั ทวา “ผกู ระดกิ ในนํ้า” มีกําเนิดจาก
การกวนเกษียรสมทุ รเพ่ือทํานํ้าอมฤต เปนนางฟา จาํ พวกหนง่ึ ทม่ี รี ูปงาม ชางยวั่ ยวน มเี สนหท ําให
ชายหลง แตไมอ าจรักใครไดยัง่ ยืน มักมเี ร่อื งราวเกี่ยวกับการทําลายพิธผี ูบ าํ เพญ็ ตบะ เชน นาง
เมนกา
เมนกาปรากฏชื่ออยูในบทละครเรอ่ื งศกนุ ตลา ของกาลทิ าส ซง่ึ นาํ มาจาก
เรอ่ื งแทรกชื่อ ศกุนตโลปาขยานมฺ ในอาทบิ รรพ (บรรพที่ ๑) ของคมั ภรี ม หาภารตะ นางไดรบั คาํ สง่ั
จากพระอนิ ทรใหไ ปทําลายพิธีบาํ เพ็ญตบะของฤษวี ศิ วามิตร นางยั่วยวนฤษวี ิศวามติ รจนเสียพิธแี ละ
มลี กู ดวยกันคนหนึง่ แลว ทิง้ ไวกลางปา ฤษีวิศวามติ รมคี วามละอายแกใจจงึ วา กลาวใหน างเมนกา
กลับไปสวรรค สว นฤษกี ไ็ ปยังเขาจักรวาลเพือ่ บาํ เพ็ญตบะตอ ไป ลกู ท่ีถกู ทิง้ ไว ฤษกี ณั วะไดมาพบ
และเก็บเอาไปเล้ียง ใหชอ่ื วา ศกุนตลา๑ อีกตอนหนึง่ เมนกามลี ูกกับพญาคนธรรพช่ือวศิ วาวสุ เมือ่
๑ สมเดจ็ พระรามาธบิ ดศี รีสินทรมหาวชิราวธุ พระมงกฎุ เกลาเจา อยูหวั . (๒๕๑๓). ศกุนตลา
มทั นะพาธา ทาวแสนปม ประมวลสภุ าษิต. หนา ๘๒-๘๔, ๑๕๑
๙๖
นางคลอดลูกก็ทงิ้ ไวก ลางปา ตวั นางกลับไปสวรรค ฤษีสถลู เกศเก็บไปเลี้ยง ใหช ื่อวา ประมทั วรา
เรื่องราวตอนนอ้ี ยใู นนยิ ายสันสกฤตเร่ือง รรุ ๑ุ
ทมยันตี เปนนางเอกในวรรณคดสี ันสกฤตเรื่อง นโลปาขยานมฺ ซึง่ เปน เร่ือง
แทรกอยใู นวนั บรรพ (บรรพที่ ๓) ของคมั ภีรม หาภารตะ เปน ผูมีความงดงามและจงรักภักดีตอพระ
สวามคี ือ พระนล แมวา เคราะหกรรมจะทาํ ใหท งั้ สองตอ งพลดั พรากจากกนั แตนางกม็ ีความระลกึ
ถงึ พระสวามีตลอดเวลา และพยายามหาทางใหไดพ บพระสวามเี พื่อจะไดก ลบั มาครองคดู ว ยกัน
ดังเดิม
ทัง้ เมนกาและทมยันตีไดปรากฏชื่ออยูในพระราชนิพนธเร่อื งมัทนะพาธา
พระราชนิพนธเ รอื่ งมทั นะพาธา ตอนจติ ระรถตระเวนไปท่วั จักรวาลเพื่อ
วาดรูปหญงิ งามมาถวายใหส เุ ทษณไ ดเ ลือกสรร หญงิ งามเหลา นนั้ บางเปนนางฟา นางกษัตริย และ
ธิดาของอมนุษย ลว นมรี ูปโฉมงดงาม ในครงั้ นีจ้ ติ ระรถไดว าดรูปนางเมนกาและทมยันตีดวย และ
ไดพรรณนาใหสุเทษณฟ ง ดงั นี้
จิตระรถ. เมนกา อระเทพะกญั ญา, (อุปชาต,ิ ๑๑.)
สะวเิ ลขวไิ ลยวรรณ;
ฉนนั้ ขอถวายรูป อมะราวดีสวฺ รรค,
ชือ่ เมนะกาภา พะสะกนธะชวนชม,
วรศพั ทะเรงิ รมย
ฃา เห็นณสวนกลาง
วิจติ รว ศิ ษิ ฎส รร- (มัทนะพาธา หนา ๙)
นางชา งประเลงขับ
เปรอองคสโุ รดม.
จิตระรถ. ทมยันตี ชะวิทรรภะโศภางค, (อุปชาต,ิ ๑๑.)
ทมะยนั ตบิ งั อร.
นร่ี ปู ธิดารา-
พระนามอนงฺคน าง (มทั นะพาธา หนา ๙)
การอา งอิงถงึ ชือ่ ของเมนกาและทมยันตีซึ่งเปนนางเอกในวรรณคดีสันสกฤตที่
มีช่อื เสียง โดยเฉพาะอยา งยงิ่ เก่ียวของอยใู นคัมภรี ม หาภารตะวรรณคดีสาํ คญั ของอินเดีย เปนสวน
๑ ศักด์ิศรี แยม นดั ดา. (๒๕๔๔). ภารตนยิ าย. หนา ๑๐๗.
๙๗
ทีช่ วยสงเสริมใหพระราชนพิ นธเ รอื่ งมัทนะพาธาดูราวกับเปนบทละครสนั สกฤต เนอ่ื งดว ยมีช่อื ของ
ตวั ละครสนั สกฤตปรากฏอยูและกลมกลนื กับตวั ละครในพระราชนิพนธเ รอื่ งมทั นะพาธาทเ่ี ปน ชาว
ภารตะ ดังนัน้ การกลา วถึงช่ือตัวละครสันสกฤตไวในบทประพันธจงึ สงเสรมิ พระราชนิพนธเ ร่ือง
มทั นะพาธาใหค ลา ยเปนบทละครสันสกฤต
ฉ. การวางโครงเรื่องยอยไวใ นโครงเรื่องใหญ
บทละครสันสกฤต ในละครสันสกฤตมีละครประเภทหน่ึงเรยี กวา องกะ
เปน ละครเลก็ ขนาดองกเดียวท่ีแทรกอยูใ นละครใหญ ภาษาสนั สกฤตเรียกวา ครรภางกะ แปลวา
ละครอันเปน ลกู ในคัมภีรส าหิตยทรรปณะมโี ศลกอธิบายลักษณะของครรภางกะไววา
“องฺโกทรปฺรวิษฺโฏ โย รงคฺ ทฺวารามขุ าทมิ านฺ I
“องฺโกประ ส ครฺภางกะ สพีชะ ผลวานป II
คําแปล “องกนอยซึง่ แทรกเขา ไปในทามกลางองกใดองกห น่งึ และ
ซง่ึ มพี รอ มทัง้ ตอนเบกิ โรง, ตอนนาํ , ฯลฯ กบั มีพืช (คือเน้ือเรื่อง) และผล (คือ
ตอนจบ) เรียกวา ครรภางกะ”๑
ตัวอยา งละครครรภางกะคอื เรอ่ื ง สีตาสวฺ ยวํ ร หรือ สีดาเลือกคู เปนละคร
องกเ ล็กท่ีแทรกอยูใ นองกท ี่สามของละครเรอ่ื ง พาลรามยณ ซงึ่ เปนนาฏกะสบิ องค ผูแตงช่ือ
ราชเศขร มเี ร่อื งราวเก่ียวกบั ทา วราพณาสรู ปฏญิ าณตนเปน ศัตรกู ับพระราม เพราะไมไ ดน างสดี า
ตามความปรารถนา วนั หน่งึ มีคณะละครมาท่กี รงุ ลงกาและเลนละครถวายทาวราพณ เร่อื งทเ่ี ลนคอื
สีตาสวฺ ยํวร ซง่ึ เปน ตอนทพ่ี ระรามชนะคูแขง และไดน างสดี าไปเปนคูครอง ทา วราพณไมสามารถ
ระงบั ความโกรธไดจงึ สงั่ ใหล ะครเลิกเลนไป๒
การนาํ เรอื่ งเลก็ แทรกไวใ นเรอ่ื งใหญน้ีไมไดมีเฉพาะในบทละคร แตเปน
ลักษณะทม่ี อี ยใู นวรรณคดีสนั สกฤตประเภทอื่นดวย เร่อื งเล็กทีแ่ ทรกอยเู รียกวา อปุ าขยาน เชน
เร่อื งศกนุ ตลา เรียกวา ศกนุ ตโลปาขยาณํ และเรอ่ื งพระนล เรียกวา นโลปาขยาณํ ทง้ั สองเรื่อง
เปนเรื่องท่ีแทรกอยูใ นเรื่องใหญช อ่ื มหาภารตยุทธ ซึง่ เปนมหากาพยที่ชาวภารตะมคี วามศรทั ธา
๑ พระบาทสมเดจ็ พระปรเมนทรมหาวชิราวธุ พระมงกฎุ เกลาเจา อยหู ัว. (๒๕๐๕). ปรยิ ทรรศกิ า.
หนา ๔๕.
๒ แหลง เดมิ . หนา ๔๗.
๙๘
เชื่อถอื รวมทั้งเปนวรรณคดีที่มีชื่อเสียงของโลก การนาํ เรือ่ งหนึง่ แทรกเขา ไปในอกี เรื่องหนงึ่ จงึ เปน
กลวิธที ่ีสามารถพบไดใ นวรรณคดีสันสกฤตท้ังทเ่ี ปน บทละครและวรรณคดีทวั่ ไป
พระราชนพิ นธเ รอื่ งมัทนะพาธา พระราชนิพนธเร่ืองมทั นะพาธาซ่ึงเปนบท
ละครพดู มีลักษณะประการหนง่ึ ทีค่ ลา ยการนําเรอ่ื งเลก็ แทรกเขาไวใ นเรือ่ งใหญ เรื่องทนี่ ําไปแทรก
ไมถ งึ ขนั้ เรียกวา ครรภางกะ แตเปนเร่ืองเลา ขนาดสั้นที่มายาวินตวั ละครตัวหนงึ่ เปน ผเู ลา เร่อื งท่ี
เลาคือเร่ืองราวของสุเทษณและมทั นาในชาติอดีต จงึ เหมอื นมโี ครงเรื่องเลก็ แทรกอยใู นโครงเร่ือง
ใหญ จะกลาวโดยยอดังนี้
โครงเร่อื งใหญ สเุ ทษณใหมายาวินใชมนตรสะกดเรียกมัทนา สุเทษณ
ขอความรกั จากนางแตไ มส าํ เรจ็ จึงสาปมัทนาใหจตุ เิ ปน ดอกกหุ ลาบอยูใ นปา ตอมามทั นาได
อภเิ ษกสมรสกับชัยเสน จณั ฑีวางแผนใสรา ยวามทั นาทําพธิ ีอาถรรพและเปนชูก บั ศุภางค ชัยเสน
หลงเชอ่ื จงึ ส่งั ประหารชวี ติ แตอํามาตยสงสารไมไ ดฆาฟน ศุภางคแ อบกลบั เขา ไปรบในกองทัพและ
ถูกศัตรฆู าตาย สว นมัทนากลับไปยังอาศรม ตอมาชัยเสนรคู วามจรงิ จึงไปตามมทั นา แตม ัทนาถกู
สเุ ทษณสาปเปนดอกกหุ ลาบตลอดกาลเสียกอน
โครงเรื่องยอ ย มายาวนิ เลาวา ในชาตอิ ดีตสุเทษณเปน กษตั ริยครอง
แควนปญ จาล สว นมัทนาเปนธิดาทาวสรุ าษฎร สุเทษณท ูลขอมทั นา แตทา วสุราษฎรไมยินยอม
สเุ ทษณจ ึงยกกองทพั เขาโจมตีและจบั ทา วสุราษฎรไ ด หากมทั นายอมเปนบาทบรจิ าริกากจ็ ะละเวน
ชวี ติ ทา วสุราษฎร มัทนาจาํ ยอมเขาถวายตัวเพื่อใหพ ระบิดาพนภัย แตพอมัทนามาถงึ ก็ทูลสุเทษณ
วา นางไดต ั้งสัจจะวาจะไมย อมฝนจิตใจในเรอ่ื งความรัก แลว มัทนากช็ กั พระขรรคฆา ตวั ตายและไป
เกดิ ใหมในภพสวรรค สวนสุเทษณกบ็ าํ เพญ็ พลกี รรมจนไดไ ปเกิดยังแดนสวรรคเ ชนเดียวกัน คํา
ประพนั ธท เี่ สมือนโครงเรอ่ื งยอยตอนน้ีคือ
มายาวนิ . เมื่อคร้ังพระองคเ ปน วรราชะราชัน (อนิ ทะวิเชยี ร, ๑๑.)
ครองเขตประเทศขัณ-
ตรัสใชอมาตยเ ปน ฑะวสิ ทุ ธิปญ จาล,
ถึงราชะผูผ าน
ขอองคธิดาช่ือ วรทูตะทลู สาร
เปนราชินีตาม
แตท า วสรุ าษฎรไซร นรชาติ์สรุ าษฎรง าม,
ใหซ ่ึงพระบตุ ร,ี
ตรัสเกณฑพหลกอง มะทะนาวิไลยราม
ยกไปประชิตรา-
โจมตบี รุ ีปน วรราชประเพณ;ี
บมิยอมและยินดี
พระกท็ รงพระโกรธา.
จตุรงคะเสนา
ชะบรุ วี โรดม.
บม ทิ นทลายลม ,
๙๙
จบั ไดน โรดม นรนาถสรุ าษฎรม า;
จง่ึ มีพระโองการ จะประหารพระชีวา,
แตหากธิดามา และประนอมมโนฉนั ท,
ยอมเปนวะธูบาท บริจารกิ านนั ท,
ไถโ ทษะชวี นั กจ็ ะงดพระอาญา.
ฝายนางกย็ อมตาม วรราชะบญั ชา,
พอรอดพระชนมา กเ็ พราะลูกสภิ ักด.ี
คร้นั นางเสด็จถึง วรมาละกาศรี
กมเกศและกราบที่ ทวิบาทพระภูบาล,
แลว ทลู แถลงโดย สิริสัจจะวาทหวาน
วาองคพ ระนงคราญ บมอิ ยากจะขัดไท,
แตไดป ะฏญิ ญา วรสจั จะม่นั ไว
วา จกั มยิ อมให นรฝนฤดรี กั .
ครัง้ นแ้ี หละสุดแสน จะประดกั ประเดิดนัก,
เพราะวา บิดารัก จะบรอดพระชนมา,
จึ่งยอมถวายตัว และกไ็ ถพ ระโทษา
ขององคชนกนา- ถะบตองมลายชนม.
เสร็จกจิ จะการดี กรณยี ะเปนผล,
กราบบาทยคุ ลตน มะทะนาจะลาตาย.
วา พลางยพุ าชกั วรขัคคะแพรวพราย
แทงตรงพระทรวงตาย เฉพาะพกั ตรพ ระภูม.ี
ตายแลว กําเนิดใน สุรภพพศิ ษิ ฎน ;้ี
ฝา ยองคพ ระภมู ี ก็บําเพ็ญพะลีกรรม,
จนไดสําเรจ็ ผล จรดลณแดนสวรรค
มาพบและรกั กัน เพราะวะเคยสเิ นหา.
แตกรรมพระทาํ ไว ณพระชาต์อิ ดีตมา
ของขัดและขวางหนา บม ิใหพ ระสมจนิ ต.
(มทั นะพาธา หนา ๑๔-๑๖)
แมว าโครงเรอ่ื งยอยของพระราชนพิ นธเร่ืองมัทนะพาธาจะมิไดมีลกั ษณะที่
เรยี กวาเปน ครรภางกะ เพราะครรภางกะตอ งดาํ เนินตามขั้นตอนของละครสนั สกฤต แตก ็ถือวามี
สวนคลา ยคลึงกนั ในกรณที ี่เปน เร่อื งแทรก ซึ่งวรรณคดีสันสกฤตทวั่ ไปก็นิยมกลวิธีเชนน้ี ดงั น้นั จงึ
กลา วไดว า พระราชนิพนธเรอ่ื งมทั นะพาธามกี ารวางโครงเร่ืองยอ ยไวในโครงเร่ืองใหญคลาย
วรรณคดสี ันสกฤตท่เี ปนบทละครและวรรณคดีทว่ั ไป
๑๐๐
๓.๓.๔.๕ สถานทแ่ี ละเวลา
พระราชนิพนธเร่ืองมทั นะพาธามีการกําหนดเวลาและสถานทท่ี ีเ่ กิดเหตุการณ ซึ่งมี
ผลทาํ ใหบ รรยากาศในเร่ืองคลา ยบทละครสันสกฤต มรี ายละเอียดดังน้ี
ก. สถานท่ี พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจา อยูหัวทรงกําหนดใหเ หตกุ ารณ
ตาง ๆ เกิดขึ้นในประเทศอนิ เดียหรือทพี่ ระองคท รงเรยี กวา ภารตวรรษ
คําวา อนิ เดีย มาจากภาษาสันสกฤตวา สนิ ธุ (Sindhu) ซง่ึ เปน ชื่อของแมน าํ้ ทาง
ตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย ในขั้นตนคําวา อินเดีย หมายถึงดินแดนซึ่งในปจจุบนั เรยี กวา “สินธ”ุ
(Sind) และสวนหนงึ่ ของแควน ปญ จาบ แมนํา้ สนิ ธุน้ีชาวเปอรเซียออกเสียงเปน ฮินดู หรอื ฮิดุ
(Hindu, Hidu) คาํ วา “ฮินดสู ถาน” (Hindustan) หมายถึงอาณาจักรทต่ี ้ังอยใู นบรเิ วณลุมแมน้ําสนิ ธุ
ตอ มาพวกกรีกออกเสียงเพ้ยี นไปเปน อินดอส อินดัส และอนิ เดยี (Indos,Indus.India) ตามลําดับ
ในสมยั ตอมาเมื่อผูปกครองอาณาจกั รในบริเวณลุมแมนาํ้ สนิ ธุไดขยายดินแดนใน
ปกครองออกไปกวางขวางข้ึน คําวา “อินเดีย” ก็หมายถึงดินแดนทีก่ วา งขวางออกไป จนเปนชื่อที่
ใชเรยี กอนทุ วีปและเปนชือ่ ประเทศอนิ เดียท้ังประเทศในที่สุด แตชาวฮินดเู รียกชื่อประเทศของเขา
วา “ภารตวรรษ” หมายถงึ ดินแดนของพระภารตะ ซึ่งเปนกษัตริยท่มี ีชอื่ เสียงในคัมภีรปรุ าณะของ
ชาวฮินด๑ู
สถานท่ีท่ีถกู กลา วถงึ ในเร่อื งลวนตงั้ อยูใ นดนิ แดนภารตวรรษหรืออินเดียในสมัย
โบราณ โดยแบงออกเปน ๒ ประเภท ไดแก สถานท่ีทเี่ ปน ฉากของเร่ือง และสถานท่ีท่เี ก่ียวขอ งกบั
ตวั ละคร ดงั นี้
๑. สถานทที่ เี่ ปนฉากของเรือ่ ง ในพระราชนิพนธเรื่องมัทนะพาธามีสถานที่ท่ี
กําหนดใหเปนท่ีเกิดเหตกุ ารณ ไดแก หัสตินาปรุ ะ ปาหิมะวนั และกุรเุ กษตร
หสั ตนิ าปุระ หสั ตนิ าปุระ แปลวา เมืองชา ง เปนเมืองหลวงของกษัตริย
จนั ทรวงศ ตั้งอยูริมฝง แมน าํ้ คงคาเกา หา งจากนครเดลฮไี ปทางทศิ ตะวนั ออกเฉียงเหนือราว ๕๗
ไมล พระราชาจนั ทรวงศพ ระองคห น่ึงมพี ระนามวา ทาวหสั ติน [หัสต๎ ิน] เปน ผูทรงสรา งเมืองน้ีขึน้
แตม ีขอแยงกนั อยู เน่ืองจากในเรอ่ื งศกนุ ตลากลาววา ทาวทุษยันตครองหัสดิน (หัสตินาปุระ) ซง่ึ
ทา วทษุ ยนั ตเกิดกอนทาวหัสดินหลายชวั่ คน๒
ในพระราชนิพนธเ รื่องมทั นะพาธา พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาเจา อยูหัว
ทรงกาํ หนดใหช ัยเสนเปนกษัตริยจันทรวงศครองกรงุ หัสตนิ าปุระ ดังตัวอยาง
๑ ภารดี มหาขันธ. (๒๕๒๓). ประวตั ิศาสตรเ อเชียใต. หนา ๔-๕.
๒ สมเด็จพระรามาธิบดศี รีสินทรมหาวชริ าวุธพระมงกฎุ เกลาเจา อยูหัว. (๒๕๑๓). ศกนุ ตลา
มัทนะพาธา ทาวแสนปม ประมวลสภุ าษิต. หนา ๑๙๓-๑๙๔.
๑๐๑
ดวยองคส มเดจ็ จอมไอ- ศฺวรรยาธปิ ตยั (ฉบงง, ๑๖.)
ดํารงซ่งึ รฐั หสั ดิน
ทรงนามชยั เสนนรนิ - ทะราชเรืองศิล-
ปะศาสตฺ ฺระเชี่ยวชํานาญ
(มทั นะพาธา หนา ๘๐)
ฉากกรงุ หัสตินาปุระปรากฏในองกท่ี ๔ ตอนท่ี ๑ เปน ฉากสวนขางพระราชวงั
ในกรุงหสั ตินาปรุ ะ ชัยเสนพามัทนามาประทับอยูทส่ี วนนี้ และเปนที่ท่ีทงั้ สองตองปะทะคารม
กับจณั ฑีมเหสเี อก การบรรยายฉากในบทละครมีดังน้ี
องกท ่ี ๔
ตอนท่ี ๑
ฉาก : สวนหลวงฃางพระราชวัง, ในกรุงหสั ตนิ าปุระ.
(ฉากเปนสวนดอกไม, มีตน ไมร มร่ืน, และไมดอกปลูกเรียงรายไวอยางเรียบรอย. ดา นหลงั มศี าลา, มี
เตียงสําหรับน่ังเลน. ในตอนนเี้ ปนเวลากลางวัน.)
(มทั นะพาธา หนา ๘๔)
ฉากกรงุ หัสตินาปุระในองกท่ี ๔ ตอนที่ ๓ ถกู กําหนดใหเ ปนสถานทท่ี ่จี ณั ฑี
วางแผนกาํ จดั มทั นา การบรรยายฉากมีดังน้ี
ตอนที่ ๓
ฉาก : สวนหลวงขา งพระราชวัง, ในกรุงหัสตนิ าปุระ.
(ฉากเหมือนตอนที่ ๑ แหง องกนเ้ี อง, แตใ นตอนน้เี ปนเวลากลางคืน.)
(มทั นะพาธา หนา ๙๙)
ปา หิมะวัน [หมิ พาน, หมิ พานต, หิมวตั , หมิ วาน] คอื ปา ทอ่ี ยูเชงิ เขาหิมาลัย
ซึง่ อยูทางทิศเหนือของประเทศอินเดีย ตามภูมิศาสตรอังกฤษเรียกวา“Himalays” (อา นตาม
สําเนียงองั กฤษวา “ฮิมาเลส”)๑ ในไตรภูมิพระรว งมีบทพรรณนาปาหมิ พานตอยา งนา อัศจรรยวา
เปน ปาทีม่ ีไมน านาพรรณ เชน หวา มะขามปอม สมอ มะขวิด ขา วสาลี กลวย ออย เปนตน แตละ
ชนิดมลี กั ษณะแปลกและมรี สโอชา ไมที่แปลกมากคอื นารีผลซงึ่ ออกผลเปนหญงิ สาว ปา หิมพานต
มีแมน้ําใหญ ๗ สาย แมน้ําสายทม่ี ักปรากฏช่ืออยใู นวรรณคดีเรื่องตาง ๆ คือ สระอโนดาต มีนาํ้ ใส
๑ สมเด็จพระรามาธิบดศี รสี ินทรมหาวชริ าวธุ พระมงกุฎเกลา เจาอยูหัว. (๒๕๑๓). ศกุนตลา
มทั นะพาธา ทา วแสนปม ประมวลสภุ าษิต. หนา ๑๙๔.
๑๐๒
ดังแกว และเปนที่อาบนํา้ ของพระปจ เจกโพธิเจา เทพยดาชายหญิง ฤๅษี นักสิทธิ์ วทิ ยาธร นํ้าใน
สระอโนดาตจะไหลพงุ ข้นึ เหนอื แผนดินกลายเปน แมนาํ้ อีก ๕ สายในชมพูทวปี ช่อื ปญจมหานที
ไดแก คงคา ยมุนา อจิรวดี มหิ และสรภู สระอโนดาตมีภูเขาลอ มรอบ ๕ ลูก ลูกหนง่ึ คอื เขาไกรลาศ
ซึง่ เปน ท่ีต้งั ของเมอื งกนิ นรี อีกลูกหน่งึ ชือ่ เขาคนั ธมาทน มีคูหาอันเปนที่ประทบั ของพระปจเจกโพธิ
เจา แมน ้าํ ใหญอกี สายหนึ่งชอ่ื สระฉัททันต อุดมดวยพืชน้าํ เชน ผกั ตบ ดอกบัวหลากชนิด ลว นมี
กลนิ่ หอมและงดงามมาก รวมทัง้ เปนท่ีอยูของพระญาชา งฉัททันตคชราช๑
ในพระราชนิพนธเร่ืองมทั นะพาธา พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลาเจา อยูหัว
ทรงกาํ หนดใหม ทั นาถกู สาปเปนดอกกหุ ลาบอยูใ นปา หิมะวนั ดงั ตัวอยางตอนสุเทษณสาปมทั นา
สเุ ทษณกลา ววา
สุเทษณ. นางมะทะนา จุติอยา นาน จงมะละฐาน สรุ ะแมนสฺวรรค, (จิตระปทา, ๘.)
ไปเถอะกําเนิด ณหมิ าวนั ดังดนุล่นั วจสิ าปไว !
(มัทนะพาธา หนา ๓๐)
ฉากปาหิมะวันปรากฏในองกที่ ๒ ตอนท่ี ๑, ๒ และ ๓ ซึ่งกลาวถึง
กาละทรรศินและบรรดาลกู ศิษยมาพบดอกกุหลาบ จงึ เชิญดอกกุหลาบไปอยูขา งอาศรม การ
บรรยายฉากมีดงั นี้
องกท่ี ๒
ตอนท่ี ๑
ฉาก : ในกลางหิมะวนั .
(เปนลานหญา อยูในระหวางตนไมใ หญงาม ๆ. ทีต่ รงกลางแหงดานหลงั ของเวที มตี นกุหลาบอยูตน ๑.
ซึ่งมดี อกแตดอกเดียว, เปนดอกใหญ, สชี มพูแก. นอกจากตน กหุ ลาบมตี น ไมดอกอยา งอน่ื อีกบางกไ็ ด.
และตามตน ไมมีกลวยไมก ําลงั ออกดอกไสวอยหู ลายชอ.)
(มัทนะพาธา หนา ๓๑)
ตอนที่ ๒
ฉาก : ทางเดิรในดง
(ใชเปนมานมวนท้ิงระหวางหลบื , เขียนเปนภาพตนไมและกอหนาม.)
(มทั นะพาธา หนา ๓๙)
๑ พญาลไิ ท. (๒๕๒๕). ไตรภูมิกถา. หนา ๑๓๓-๑๓๔.
๑๐๓
ตอนท่ี ๓
ฉาก : ลานหนาอาศรมของพระกาละทรรศิน.
(ดา นหลังเวทีเปนมขุ หนาแหงอาศรม, ซง่ึ เปนเรอื นเครอื่ งไมห ลงั คามุงแฝก, มบี ันใด ๓ ขนั้ ข้ึนจากพ้นื ดนิ
ไปสูระเบยี ง, และจากระเบียงมีประตเู ขา ไปในอาศรม. สองฃางเวทเี ปนหลบื สวน. มตี น ไมใ หญอยูตน ๑
ฃอนไปฃา งฃวาแหง เวที, และใตตน ไมน้ันมีแทนศลิ าออน, มหี นงั กวางปูลาด. พระกาละทรรศินน่ังอยูบน
แทนน.ี้ )
(มทั นะพาธา หนา ๔๒)
(หมายเหตุ : อาศรมพระกาละทรรศนิ อยใู นปาหิมะวนั )
ปาหิมะวันปรากฏเปน ฉากในองกที่ ๓ เปนสถานทท่ี ี่ชัยเสนและมทั นา
สารภาพรกั ตอกนั การบรรยายฉากมีดังนี้
องกท ่ี ๓
ฉาก : ลานหนาอาศรมของพระกาละทรรศนิ .
(คือฉากเดียวกนั กบั ตอนท่ี ๓ แหง องกท่ี ๒ นั้นเอง, แตห นงั กวางท่ปี บู นแทนศลิ าใตต นไมนั้นเก็บไป
เสยี ; และสมมตวา เปนเวลากลางคนื , มแี สงเดอื นหงายแจม อยางในวันเพญ็ .
(มทั นะพาธา หนา ๕๔)
ปา หิมะวนั ปรากฏเปนฉากอีกครั้งในองกที่ ๕ ตอนท่ี ๒ เปนสถานทท่ี มี่ ทั นา
วอนขอสุเทษณแ ละถูกสาปเปนดอกกุหลาบตลอดกาล การบรรยายฉากมีดงั นี้
ตอนท่ี ๒
ฉาก : กลางปา หมิ ะวนั .
(นคี้ อื ฉากเดียวกบั ฉากตอนที่ ๑ องกท ่ี ๒ น้ันเอง, ผดิ แตใ นตอนน้ีไมมีดอกกุหลาบเทาน้ัน.)
(มัทนะพาธา หนา ๑๒๖)
กรุ เุ กษตร คอื ดินแดนที่ต้งั อยใู กลเ มืองนิวเดลฮใี นปจจบุ ัน สมัยพุทธกาลมี
เมืองหลวงชือ่ อินทรปวัสถ๑ กุรเุ กษตรเปนสถานที่สําคญั ซง่ึ ปรากฏชอ่ื อยใู นหนงั สือมหากาพยเ รือ่ ง
มหาภารตยทุ ธ โดยการทําสงครามครั้งยงิ่ ใหญร ะหวา งพี่นองตระกลู ปาณฑพและเการพเกิดข้นึ ที่ทงุ
กุรเุ กษตร อนั เปนเรอ่ื งราวท่ีมาจากเหตุการณในประวัติศาสตรตอนสําคญั ของอินเดีย กุรุเกษตรได
ถกู กาํ หนดใหเปน ฉากของพระราชนพิ นธเ รื่องมัทนะพาธาในองกท ี่ ๔ และ ๕ ซึ่งเปนสถานท่ีท่ี
ชัยเสนเสดจ็ ออกทาํ สงครามกบั กองทพั จากแควน มคธ การบรรยายฉากกลา วไวดังน้ี
๑ผาสขุ อินทราวุธ. (๒๕๒๒). ประวัตศิ าสตรอินเดียโบราณ. หนา ๒๘.
๑๐๔
องกท ่ี ๔
ตอนท่ี ๒
ฉาก : ริมรวั้ คายหลวง, ตําบลกรุ ุเกษตร.
(ใชเปนมานมวนท้ิงระหวางหลืบ, เขียนเปนภาพรั้วคายระเนียด.)
(มทั นะพาธา หนา ๙๗)
องกท ่ี ๕
ตอนที่ ๑
ฉาก : พลับพลาในคา ยหลวงท่ีตําบลกุรเุ กษตร.
(ฉากเปนหองประทับที่ฃางในพลบั พลา, ซึง่ มีมา นทองกน้ั แทนฝาทั้งดา นขวาและดานซา ย; ดา นหลงั มี
มานรวบผูกใหแ หวกตรงกลางเปนชองเฃาออก, มีลบั แลตั้งบงั ชอ งน้ี. ทางดานซา ยมีเตยี งตั้งอยชู ิดมาน,
มรี าชอาสนและหมอนทอด, และเครือ่ งราโชปโภคต้ังพอสมควร.)
(มัทนะพาธา หนา ๑๑๓)
๒. สถานท่ีทเ่ี ก่ียวของกบั ตวั ละคร หมายถงึ สถานที่ท่ีมคี วามเก่ยี วของกบั ตวั
ละครตวั ใดตัวหนึ่ง มีการกลาวถงึ สถานท่ีแหง นัน้ ในบทสนทนา แตไมไ ดนาํ มาใชเ ปน ฉากของเรื่อง
สถานท่ีประเภทนี้ ไดแก มคธ ปญจาล กาสี กานยกพุ ชา และสุราษฎร
มคธ เปนช่ือแควน ในประเทศอินเดยี ซ่ึงรวมอยูใ นแควน พิหาร (Bihar)
ภาษาท่ใี ชในแควนนเ้ี รยี ก มคธี หรือ บาลี มเี มืองหลวงอยูทกี่ รุงราชคฤห บรเิ วณลุมแมน้ําคงคา
ตอนหลงั ยายเมอื งหลวงมาอยูท ่ีปาฏลบี ุตร ฝงตรงขามของแมน้าํ คงคา ในสมัยพทุ ธกาลมคธเปน
อาณาจักรยงิ่ ใหญและมอี าํ นาจทางการเมืองสูงสุด แตในยุคตอมาเร่ืองราวความรงุ โรจนของ
อาณาจักรมคธปรากฏในคัมภรี ปรุ าณะ พระไตรปฎ ก และในคัมภรี เ ชน๑
ชอ่ื แควนมคธปรากฏอยใู นพระราชนพิ นธเ รื่องมทั นะพาธา โดยมีบทสนทนา
ของตวั ละครเลาถงึ พระบดิ าของจัณฑีวา ทรงครองแควน มคธ พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา
เจาอยูหวั ทรงสมมตใิ หแควนมคธและกรุงหัสตนิ าปรุ ะเปนมิตรกัน แตภายหลงั ตองมาเปนศัตรูกนั
เพราะคํายยุ งของจัณฑี ตวั อยา งตอนชัยเสนขับไลจัณฑกี ลับแควนมคธ ความวา
ชยั เสน. เอาเศียรอะรใี ส ณชลอมและใหเจา (อุปชาติ, ๑๑.)
ธิดาและรบั เอา ศิระแหงบิดาไซร,
และทูลกะบาลจาก วรธานิกไู ป
สูแดนมคธให นระเหน็ และเปน ตัว
(มัทนะพาธา หนา ๑๒๒)
๑ผาสุข อนิ ทราวธุ . (๒๕๒๒). ประวัตศิ าสตรอ นิ เดยี โบราณ. หนา ๒๘.
๑๐๕
ปญจาล เปนชื่ออาณาจกั รที่ตง้ั อยบู รเิ วณทิศเหนือและตะวันออกของเดลฮี
จากตนี เขาหิมาลัยลงมาบรเิ วณลมุ แมนา้ํ คงคา อาณาจกั รแบงออกเปน ๒ ภาค คือ ภาคเหนอื และ
ภาคใต ภาคเหนอื มีเมืองหลวงช่ือ อหจิ ฉตั ร (รามนคร) ภาคใตมเี มืองหลวงชอื่ กามปล ยะ๑
ในพระราชนิพนธเ รื่องมัทนะพาธา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจา อยหู วั
ทรงกาํ หนดใหสเุ ทษณเ ปน กษัตริยป กครองแควนปญ จาลในภพท่ผี ามา ช่ือแควน ปญ จาลปรากฏตอน
มายาวินเลา เรอื่ งในชาติอดีตใหส เุ ทษณฟง ความวา
มายาวนิ . เมอื่ ครั้งพระองคเ ปน วรราชะราชัน (อินทะวิเชยี ร, ๑๑.)
ครองเฃตประเทศขัณ- ฑะวิสุทธิปญ จาล
(มัทนะพาธา หนา ๑๔)
กาสี เปนอาณาจกั รทต่ี งั้ อยรู ะหวางแมน ํา้ วรุณาและอสิ มีเมืองหลวงชื่อวา
ราณสี อยทู างฝงเหนือของแมน้ําคงคา ตอมาอาณาจักรกาสไี ดถกู ปราบโดยอาณาจกั รโกศลกอ น
พทุ ธกาล๒
แควน กาสีปรากฏชือ่ อยใู นตอนจติ ระรถถวายรูปหญงิ งามแกสุเทษณ ซึง่ หญิง
งามคนหนึ่งเปนธิดาของกษัตรยิ แหงแควนกาสี ดังตวั อยาง
จติ ระรถ. ฉนนั้ ถวายรูป วรราชะนงคราญ, (อุปชาต,ิ ๑๑.)
หนอนาถะผผู า น วรเฃตตะกาศ;ี
ปรากฏพระนามนาง วมิ ะลาสุนาร,ี
วิสุทธวิศษิ ฎที่ จะตนิ น้ั บพงึ หา,
(มัทนะพาธา หนา ๙)
กานยกุพชา ในสมัยโบราณเปนอาณาจักรสาํ คญั ท่ตี ้งั อยูทางตอนเหนอื ของ
ลมุ แมน ํ้าคงคา๓ และมกี ารทําสงครามแยง ชงิ อาณาจักรกันระหวางราชวงศตา ง ๆ กานยกุพชาจึง
เปนเมืองที่มคี วามสําคญั ทางประวัติศาสตร ปจ จุบนั คอื เมอื งกาโนช
ในพระราชนิพนธเร่ืองมัทนะพาธา ปรากฏช่ือเมืองกานยกุพชาในตอนจิตระรถ
พรรณนารูปหญงิ งามซ่ึงเปนธดิ าของกษัตริยเ มืองกานยกุพชา ความวา
๑ผาสุข อนิ ทราวธุ . (๒๕๒๒). ประวัตศิ าสตรอินเดยี โบราณ. หนา ๒๘.
๒แหลงเดมิ . หนา ๒๖.
๓แหลงเดิม. หนา ๕๐.
๑๐๖
จิตระรถ. น่ีรปู ธิดาทาว วรเกาศิกาพงศ (อปุ ชาติ, ๑๑.)
นรินทะราชทรง บรุ ะกานยะกุพชฺ า,
ประกาศพระนามเรียก
วรเรณุกาภา.
(มัทนะพาธา หนา ๙)
สรุ าษฎร หรือ เสาราษฎระ เปนแควน หน่งึ ในประเทศอินเดยี ในสมัย
โบราณเคยเปน เมืองท่พี ระเจามาหม ดุ กษัตริยมุสลมิ ท่ียิ่งใหญน ํากองทพั เขาไปเพ่อื ปลนสะดมภ
ทรัพยสนิ มีคา ๑
ในพระราชนพิ นธเรื่องมทั นะพาธา ปรากฏชื่อเมืองสุราษฎรใ นตอน
มายาวินเลา เรื่องในชาติอดีตใหส เุ ทษณฟ ง โดยเลาวามัทนาเคยเกิดเปนธิดาทาวสรุ าษฎร และ
สุเทษณไ ดสง สาสนไปสูขอนาง ดงั ตัวอยา ง
มายาวนิ . ตรสั ใชอมาตยเปน วรทตู ะทลู สาร (อินทะวเิ ชยี ร, ๑๑.)
ถงึ ราชะผผู าน
นรชาตสิ์ รุ าษฎรงาม
(มทั นะพาธา หนา ๑๔)
ข. เวลา เหตุการณในพระราชนพิ นธเรื่องมัทนะพาธาถูกสมมตใิ หเ กิดขนึ้ ในยุค
โบราณของอินเดีย สถานที่สําคญั ทีเ่ ปนฉากของเร่ืองคือ เมืองหัสตินาปุระ ซึง่ อยูฝง ขวาทาง
ตอนบนของลมุ แมน้ําคงคา เดิมเมอื งน้เี คยเปนเมืองหลวงของแควนรุรุ แตตอ มาเมืองหลวงถูกยาย
ไปอยทู ีเ่ กาศมั พี เพราะหัสตนิ าปรุ ะถูกทําลายจากนํ้าทว มใหญ และจากการขดุ พบซากเมอื ง นกั
โบราณคดคี าดวาอุทกภัยคร้ังนนั้ เกิดขึน้ ในราวศตวรรษท่ี ๙ กอนคริสตกาล หรือกอนพุทธกาล๓๐๐
ป อนั เปนระยะเวลาที่ตรงกับสมัยพระเวทตอนปลาย๒
สมัยพระเวทตอนปลายเปนยคุ ทีค่ นมีความเช่ือวา มนุษยสามารถติดตอกบั เทวดา
ได ดงั ปรากฏความเช่ือนใ้ี นหนังสอื มหากาพย เชน เร่อื งมหาภารตยุทธ ซ่ึงเปนมหากาพยทม่ี ี
ชื่อเสียง มกี ารกลา วถึงตอนทพี่ ระกฤษณะมาชว ยอรชุนรบ เปน ตน และในพระราชนพิ นธเ รื่อง
มทั นะพาธาก็ปรากฏความเชื่อน้ีเชน เดียวกัน จะเหน็ วามหี ลายตอนที่ตัวละครทีเ่ ปนมนุษยวิงวอนขอ
ส่งิ ตา ง ๆ จากเทวดา จึงกลา วไดวา การกําหนดสถานที่และเวลาในเรื่องมคี วามสมั พันธกับ
เหตกุ ารณท ่ีเกดิ ข้นึ และเปน องคประกอบที่ชว ยสนบั สนุนใหพ ระราชนิพนธเ ร่ืองมัทนะพาธามีความ
คลายคลึงกับบทละครของสนั สกฤต
๑ผาสขุ อินทราวุธ. (๒๕๒๒). ประวัตศิ าสตรอ ินเดยี โบราณ. หนา ๕๐.
๒สรุ ยิ า รัตนกุล. (๒๕๔๖). อารยธรรมตะวันออก อารยธรรมอินเดีย. หนา ๕๘.
๑๐๗
พระราชนิพนธเ ร่ืองมัทนะพาธาเปน บทละครพูดคาํ ฉันททพ่ี ระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา
เจาอยูหวั ทรงจนิ ตนาการใหม ลี กั ษณะคลายบทละครของสนั สกฤต สงั เกตไดจากลักษณะของตวั
ละคร บทสนทนา โครงเรื่อง สถานทแ่ี ละเวลาท่เี กิดเหตกุ ารณ ซึง่ ทรงประยกุ ตใ หม คี วามผสมผสาน
กลมกลืนกนั จนเสมือนวา เปนบทละครของสันสกฤต จึงนับเปนพระปรีชาสามารถในพระบาทสมเดจ็
พระมงกฎุ เกลา เจาอยูห ัวยง่ิ
พระราชนพิ นธเรื่องมทั นะพาธาเปน บทละครพูดคาํ ฉนั ท ๕ องก ซึง่ พระบาทสมเดจ็ พระ
มงกฎุ เกลาเจาอยูหัวทรงสรางบทละครใหมีความแปลกใหม ไมท รงยึดติดกับรูปแบบของละครทมี่ มี า
กอ นน้นั โดยสวนประกอบของบทละครไดประยกุ ตศ ิลปะแบบตาง ๆ ทงั้ เกา และใหมเขาไวด ว ยกัน
ไดแก บทสนทนา บทรอ ง บทสวด บทพากย และมกี ารกาํ หนดเพลงหนา สวนลกั ษณะของเรอื่ งบาง
ประการคลา ยละครของสันสกฤตในสว นการตงั้ ชอื่ เรอ่ื ง ตัวละคร บทสนทนา โครงเร่ือง สถานที่และ
เวลา ดานแนวคิดหลักสะทอนวา ความรักเปน เครื่องผกู พนั ท่ีกอ ใหเกิดทุกข อันเปนแนวคิดทาง
พระพทุ ธศาสนา
บทที่ ๔
สุนทรียภาพในพระราชนิพนธเ รือ่ งมัทนะพาธา
การวเิ คราะหส ุนทรียภาพในพระราชนิพนธเร่ืองมัทนะพาธา ในพระบาทสมเด็จ
มงกุฎเกลาเจาอยหู ัว จะวเิ คราะหใ นหวั ขอตอไปนี้
๑. สนุ ทรียภาพในคํา
๒. สุนทรียภาพในความ
๓. สุนทรียภาพทางรปู แบบ
๑. สนุ ทรยี ภาพในคํา
สนุ ทรียภาพในคํา หมายถงึ ความงามของท่เี กิดจากการเลอื กสรรถอ ยคาํ ที่มเี สียงไพเราะ มี
ความหมายลกึ ซง้ึ และเหมาะสมกับเนื้อเรื่องมาเรียบเรียงไวใ นบทประพนั ธ ซ่งึ ทาํ ใหบ ทประพันธสือ่
ความหมายไดชัดเจนและเกิดความสะเทอื นอารมณแ กผูรับสาร ซง่ึ สุนทรียภาพในคําท่ีปรากฏใน
พระราชนพิ นธเ รื่องมทั นะพาธาเกิดจากการท่พี ระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลาเจาอยหู ัวทรงใชคาํ มี
ดงั ตอไปน้ี
๑.๑ การใชค ํางาย
๑.๒ การใชศพั ทส ูง
๑.๓ การใชคาํ อัพภาส
๑.๔ การใชคาํ ผรสุ วาท
๑.๕ การสรรคาํ สรรพนาม
๑.๖ การซ้าํ พยางค
๑.๗ การซ้ําคํา
๑.๘ การซ้ํากลมุ คาํ
๑.๙ การซาํ้ ประโยค
๑.๑๐ การซอนคาํ
๑.๑๑ การหลากคํา
๑.๑๒ การลอ ความ
๑.๑ การใชคํางาย พระราชนิพนธเ รื่องมทั นะพาธาในพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ
เกลาเจาอยูหวั มลี ักษณะคาํ ประพนั ธเ ปน บทละครพูดคาํ ฉันท ซึ่งพระองคท รงพระราชนพิ นธบท
สนทนาของตัวละครรวมทง้ั บทอ่นื ๆ ดว ยฉนั ทแ ละกาพยป ระเภทตาง ๆ และเพ่อื ใหผูอา นผูฟง
สามารถเขา ใจเรอื่ งราวไดอยา งไมยากลําบาก สวนใหญพ ระองคจ ึงทรงเลือกสรรคาํ ทเ่ี ขาใจ
๑๐๙
ความหมายไดง ายมาใชในการทรงพระราชนพิ นธฉันทและกาพยด ังกลาว นอกจากจะทาํ ใหเขาใจ
บทประพันธไดสะดวกแลว กส็ ามารถสื่อความไดอยา งลกึ ซ้งึ และเกิดความประทับใจดวย ซึ่ง
กลวิธกี ารใชค ํางายมีตวั อยางดังน้ี
การกลา วถึงธรรมดาของความรกั ระหวา งชายหญงิ วา เปนสงิ่ ทีห่ ามปรามหรอื ขัดขวางได
ยากยิง่ เพราะความรกั มอี ํานาจทําใหผ ูน ัน้ ไมหวน่ั เกรงอุปสรรคใด ๆ ความวา
ตวั อยา งที่ ๑ บนั ดาลตาใหมืดมล, (ยาน,ี ๑๑.)
กาละทรรศนิ . ความรกั เหมือนโรคา อุปะสคั คะใด ๆ.
กําลังคกึ ผิขงั ไว,
ไมย ินและไมยล บยอมอยู ณ ที่ขัง;
ความรกั เหมอื นโคถึก ก็ดึงไปดว ยกาํ ลงั ,
ก็โลดจากคอกไป บหวลคิดถึงเจ็บกาย,
ถงึ หากจะผูกไว (มัทนะพาธา หนา ๗๔)
ยิง่ หามก็ย่ิงคลง่ั
บทประพันธขางตนมีความไพเราะและสามารถสือ่ ใหเขา ใจถึงธรรมดาของความรกั ไดอยาง
ลกึ ซึง้ โดยไมต องใชศ พั ทยาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยหู ัวทรงเลอื กใชค ํางาย ๆ แมจ ะมี
บางคําท่ีสะกดแตกตา งไปจากปจ จบุ นั ก็ยังสามารถเขา ใจได เชน คําวา อุปะสัคคะ พระองคทรง
สะกดแบบบาลีและเติมวสิ รรชนียเ พือ่ ใหท ราบวธิ ีการอา น ซง่ึ ในกาพยย านี ๑๑ วรรคหลังตอ งมี ๖
พยางค หากสะกดแบบสนั สกฤต คือ “อุปสรรค” จะทําใหว รรคหลงั ขาดไป ๑ พยางค
การกลา วถงึ ความงามและคุณประโยชนข องดอกกุหลาบในอุปฏฐิตาฉนั ท ๑๑ มีการใชค าํ
บาลีและคาํ สันสกฤตบาง แตยังสามารถเขา ใจความหมายไดไ มยาก ดังตัวอยา ง
โสมะทัต. ตวั อยางที่ ๒ บมเิ ห็นณแหง ใด (อปุ ฏ ฐติ า, ๑๑.)
อนั บุษปฺ ะประหลาด ยะวเิ ศษะมาล;ี
งามสรรพะวไิ ล-
ดจุ ะดอกชบาสี,
สีแดงก็มิจา ยละเพลินเจริญตา.
งามดังดรุณี
รสะลมราํ เพยพา
กลน่ิ หอมกร็ ะรวย จะระรืน่ พริ มหวล.
ถงึ ไหนฤก็นา วนดิ าละอองนวล
แมแตง ศริ ะเกลา
๑๑๐
เหน็ แนจ ะประมวญ วรลักษะณานาง;
(มทั นะพาธา หนา ๓๔)
บทประพนั ธขา งตน มคี าํ บาลีและคาํ สันสกฤตปะปนอยบู า ง ชวยใหไดค าํ ท่ีมีเสียงไพเราะ
และเพิ่มความสงา งามใหแกบทประพนั ธ เชน
บษุ ปฺ ะ (ส.) = ดอกไม
สรรพะ (ส.) = ทกุ สงิ่ , ทั้งปวง, ท้ังหมด
วเิ ศษะ (ส.) = ยอดเย่ียม
ดรุณี (ป., ส.) = หญงิ รุน
ศิระ (ส.) = ศรี ษะ
วนดิ า (ป.) = หญิงสาว
วร (ป., ส.) = ยอดเย่ียม, ประเสรฐิ
ลักษะณา (ส.) = ลกั ษณะ
คําเหลา นแี้ มเปนคําท่ีมาจากภาษาบาลแี ละสันสกฤต แตก ม็ ีความหมายที่เขา ใจไดไมย าก
เพราะเปน คําทส่ี ามารถพบไดบ อย ๆ ในงานเขยี นท่วั ไป บทประพนั ธก ลา วถงึ ดอกกหุ ลาบวา มสี ี
แดงคลา ยดอกชบา และงดงามราวกบั สาวรนุ อีกทั้งมีกลนิ่ หอมชื่นใจ หากนํามาประดับเรือนผม
ของสตรกี จ็ ะสง เสริมใหผูน้นั มบี ุคลิกลกั ษณะท่ีดี
นอกจากนบ้ี ทสนทนาระหวางสเุ ทษณแ ละมัทนาซ่ึงใชคําประพันธอ ินทวงสฉนั ท ๑๒ และ
วสันตดิลกฉันท ๑๔ สวนใหญใ ชค าํ งาย ๆ และมคี าํ ภาษาอ่ืนท่ีใชเ ฉพาะในบทประพันธปะปนบาง
เลก็ นอ ย ความวา
ตัวอยางท่ี ๓ มะนะรักสมคั สมาน, (อินทวงส, ๑๒.)
สุเทษณ. ทห่ี ลอนมิยินยอม อภริ มฤเปนไฉน?
มคี ูสะมรมาน
มทั นา. หมอ มฉันบมีบรุ ุษะผู ประดิพทั ธะใดใด, (วสันตะดลิ ก, ๑๔.)
เปนโสดบมีมะนะสะใฝ อภริ มฤสมรส.
สุเทษณ. เชนน้ันก็เชญิ ฟง ดนกุ ลา วสเิ นหะพจน, (อินทวงส, ๑๒.)
เจางามประเสรฐิ หมด ก็มิควรฤดีจะดาํ .
มทั นา. หมอ มฉันสดบั มธรุ ะถอย กส็ าํ นกึ เสนาะคาํ , (วสนั ตะดิลก, ๑๔.)
๑๑๑
แตต องทาํ นูลวะจะนะซํ้า ดุจะไดท าํ นูลมา.
(มัทนะพาธา หนา ๒๓-๒๔)
คาํ สวนใหญท่ีใชใ นบทประพันธเ ปนคาํ ท่ีใชส่ือสารทวั่ ไปโดยไมตองแปลความหมาย แตกม็ ี
คําภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต และภาษาเขมรปะปนอยูบ างสว น เชน
สะมร (สมร) (ส.) = นางงามซึ่งเปน ท่ีรัก
มาน (ป., ส.) = ใจ
อภิรม (ส.) = รนื่ เรงิ ยงิ่ , ยนิ ดียิ่ง
ประดพิ ัทธะ (ส.) + (ป.) = ประดิ + พทั ธะ = ผกู พนั , รักใคร
มะนะสะ (มนัส) (ส.) = ใจ
สเิ นหะ (ป.) = ความรกั
พจน ,วะจะนะ (ป.) = คําพูด, ถอยคาํ
มธุระ (ป., ส.) = หวาน, ไพเราะ
ทํานูล (ข.) = บอก, กลา ว
จะเห็นวา คําภาษาอืน่ ทนี่ ํามาปะปนไมใชศพั ทยาก แมวาอาจไมเ ขาใจความหมายของคํา
ดงั กลาวจรงิ ๆ แตคําหรือความขางเคียงของบทประพันธจะชว ยใหผ ูอานผฟู ง เขา ใจเน้อื หาท้ังหมด
ได เพราะสวนใหญใชคาํ ศพั ทสามัญ จะเขา ใจไดวา สุเทษณพยายามพูดกับมัทนาเพ่ือใหม ทั นาเห็น
ใจในความรักของตน แตมทั นากย็ ืนยนั ปฏเิ สธ ซึ่งบทสนทนานี้เปนตอนหนง่ึ ทม่ี ีความไพเราะ
พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจา อยูหัวทรงพระราชนิพนธเ ร่ืองมัทนะพาธาดว ยฉนั ทและ
กาพยซ ึ่งเปนบทละครพูด การส่ือสารความรูสกึ นึกคิดตาง ๆ ไปยงั ผูรบั สารไมวา จะเปน ผดู ูผูอ าน
หรือผูฟง จึงตองใหเ ขา ใจไดอยา งงาย ๆ การใชคาํ สามญั ในจังหวะท่เี หมาะสมจึงเปนวธิ ีทช่ี วยไดม าก
หากใชค ําท่หี รหู ราจํานวนมากอาจทาํ ใหการสอื่ สารเปน ไปอยา งยากลําบากและพาใหเสยี อรรถรส
เพราะฟงวามเี สยี งไพเราะดีแตไมอาจเขา ใจเรอื่ ง ดงั นั้นการใชคาํ สามญั งาย ๆ อยา งมวี รรณศลิ ปใน
ฉันทและกาพยจงึ เปนกลวิธีการเลอื กสรรคําท่ีพระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงใชเ ปน
สวนใหญในบทประพันธ
๑.๒ การใชศพั ทสูง ในที่นี้การใชศัพทสงู หมายถึงการใชคาํ ที่มาจากภาษาอื่น สว น
ใหญมักเปน ภาษาบาลแี ละภาษาสันสกฤต ซง่ึ อาจเปนคํามูล คําสมาส หรือคาํ สนธิ รวมท้งั คาํ ท่ีมา
จากภาษาเขมรและภาษาอ่นื ๆ ซ่งึ พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจา อยหู วั จะทรงเลอื กใชค าํ ชนิดนี้
ในบางบทเพ่อื ใหเ หมาะสมกบั ตวั ละคร เชน บททเ่ี ก่ียวกบั เทพเจา บทสรรเสรญิ กษตั ริย เปนตน คาํ
ทม่ี าจากภาษาอ่นื น้ีเม่ือเลอื กสรรและนาํ มาไวในบทประพันธอยา งเหมาะสมแลว จะชว ยใหบ ท
ประพันธม ีความสงา งามและมเี สียงไพเราะ ดังตัวอยา งตอไปน้ี
๑๑๒
บทบชู าเทพเจา ๒ องค คอื พระพฆิ เณศวร เทพเจา แหงศิลปะวิทยาการ และพระ
นารายณ เทพเจา ผทู รงอทิ ธิฤทธ์ิ ซ่ึงอยใู นตอนมายาวนิ ทาํ พิธเี รยี กมทั นาใหมาพบสุเทษณ ความ
วา
ตัวอยา งท่ี ๑
มายาวนิ . โอมบงั คมพระคเณศะเทวะศิวะบตุ ร (สทั ทฺ ลุ ลฺ วิกฺกีฬิต, ๑๙)
ฆา พฆิ นฺ ะสนิ้ สุด ประลัย;
อา งามกายะพระพรายประหน่ึงระวอิ ทุ ัย,
กอ งโกญจะนาทให สะหรรษ;
เปนเจา สิบปะประสทิ ธ์ิววิ ธิ ะวรรณ
วิทฺยาวิเศษสรร- พะสอน;
ยามฃา กอบกรณียพิธีมะยะบวร,
จงโปรดประทานพร ประสาท,
โอมนารายะณะเทพเถลิงอรุ ะคะอาสน,
ข่ีขนุ สุบรรณราช จรลั ;
ถอื ศงั ขจ กั ระคะทาธรณผิ นั
ปราบยกั ษะกุมภณั ฑ มะลาย;
เชี่ยวชาญโยคะวธิ ีพระพรี ะอภิปราย
ดลกิจจะทงั้ หลาย สมทิ ธิ์.
ยามฃากอบกรณยี พิธมี ะยะวิจติ ร
จงสมมะโนสิท- ธิเทอญ.
(มทั นะพาธา หนา ๑๗)
บทประพนั ธขางตน ประกอบดวยคาํ ท่ีมาจากภาษาอนื่ หลายคาํ ไดแก ภาษาบาลี เชน
สปิ ปะ กรณยี พิธี บวร พร อุระคะ คะทา กมุ ภณั ฑ พีระ กจิ จะ สมิทธ์ิ ภาษาสันสกฤต เชน โอม
ศวิ ะ บุตร พฆิ นฺ ะ ประลัย ประสิทธิ์ วทิ ฺยา วิเศษ สรรพะ ประทาน ประสาท สบุ รรณ จักระ ยกั ษะ
อภิปราย วิจิตร คาํ ที่มาจากภาษาบาลแี ละสนั สกฤต เชน เทวะ กายะ ระวิ อุทัย วิวธิ ะ มะยะ
อาสน ราช ธรณิ โยคะ มะโน สทิ ธิ และภาษาเขมร เชน บังคม ซงึ่ คาํ เหลานเ้ี มอ่ื อยูในบทประพันธ
อยางเหมาะสมก็ทําใหบ ทประพันธม ีความนาเกรงขามสมกบั เปนบทบูชาเทพเจา ผมู ฤี ทธ์ิ
บทสวดบชู าพระอัคนเี ทพเจาแหงไฟ ปรากฏอยใู นตอนกาละทรรศินกระทําพธิ ีอภิเษก
สมรสใหแกชยั เสนและมัทนา บทสวดมีความไพเราะ ประกอบดว ยคําศพั ททม่ี าจากภาษาอนื่ หลาย
คาํ ดังตัวอยา ง
๑๑๓
ตวั อยางที่ ๒ วรศรีประภาใส (อินทะวิเชยี ร, ๑๑.)
๏ อาองคพระอคั นี หุตะกจิ พะลีการ
เปน เอกอุดมใน สุระทัง้ ณตรสี ถฺ าน
๏ ฃาขอประณตองค มนะมุงณการยญั
ทกุ ภาคพิเศษมาน สจุ รัสณภูมสฺวรรค
๏ หนึง่ คอื สุรียแจม ทะนะอุน ระอุกาย
สอ งโลกมนษุ นนั - กะฏะในนะภาพราย
๏ ทสี่ องประภาปรา- รุจแิ ลบณเมฆา
คือวิชฺชุโชติฉ์ าย นระกอ ณเคหา
๏ ทส่ี ามก็คือไฟ และประกอบพะลีพูน
เพ่อื กอบสุภักษา (มัทนะพาธา หนา ๗๗-๗๘)
บทสวดบูชาพระอัคนีประกอบดว ยคาํ ท่ีมาจากภาษาอืน่ ไดแ ก ภาษาบาลี เชน อุดม มนะ
ยัญ สรุ ีย นนั ทะนะ วชิ ชฺ ุ โชต์ิ ภาษาสนั สกฤต เชน พระอัคนี ศรี ประภา ประณต ตรีสฺถาน พเิ ศษ
สฺวรรค มนุษ ปรากะฏะ ภกั ษา และคาํ ท่ีเปนท้งั ภาษาบาลแี ละสันสกฤต เชน วร เอก หุตะ สรุ ะ
มาน สุ กาย นะภา รุจิ เมฆา นระ เคหา ซึ่งการใชค าํ ดงั กลาวประกอบกบั คําอนื่ ๆ ทาํ ใหบท
ประพันธมคี วามไพเราะและออนโยน เหมาะกบั เนื้อหาของบทประพันธท ่ีเก่ียวกบั การออนวอน
ขอรองใหพ ระอัคนไี ดโปรดเปนทูตชว ยนาํ ความจากมนุษยไ ปแจงแกเทวดาบนสวรรค
บทกาละทรรศนิ อัญเชญิ เหลา เทพเจาและมเหสใี หเสดจ็ ลงมาเปนสักขีพยานในพิธอี ภิเษก
สมรสระหวา งชยั เสนและมัทนา มีการใชคาํ ที่มาจากภาษาอ่นื หลายคาํ ดังตัวอยาง
ตวั อยางที่ ๓
กาละทรรศนิ . โอมอัญเชอญนารายะณะพระหริชาญ (กุสมุ ิตลดา, ๑๘.)
ชยั บําราบมาร ปะราชยั ,
พรอ มดว ยเทวศี รีภะคะวะติวิไลย
วรรณะผองใส วมิ ลเนตร;
โอมอญั เชอญองคตรีศลุ ิศวิ ะมเหศร
นัง่ ณะยอดเฃต- ตะจอมผา,
อีกแมเจาสวฺ รรคบ รรพะตวิ ะระอมุ า
ผูพ ระชายา อุดมศกั ด;์ิ
โอมอัญเชอญธาดาปะติจะตุระพักตร
๑๑๔
เพง พนิ ศิ รกั - ษะสีท่ ศิ ,
ทัง้ โฉมชายายอดสุธิระศุภะวทิ ย
ศิลปฺ ะสอนจติ จรงุ ใจ:
(มทั นะพาธา หนา ๗๘-๗๙)
บทอัญเชญิ เทพเจา และมเหสีประกอบดว ยคําท่ีมาจากภาษาอ่นื ไดแก ภาษาบาลี เชน
ปะราชัย เทวี ภะคะวะติ อุดม ธาดา ปะติ ภาษาสันสกฤต เชน โอม นารายะณะ ศรี เนตร ตรี ศุลิ
ศิวะ มเหศร สวฺ รรค อุมา ศักด์ิ จะตุระพักตร รกั ษะ ทศิ ศุภะ วิทย และคาํ ทเ่ี ปนทั้งภาษาบาลแี ละ
สนั สกฤต เชน หริ ชัย มาร วมิ ล วะระ ชายา ธริ ะ คาํ เหลาน้เี มือ่ นํามาใชใ นบทประพนั ธทีเ่ ก่ียวกบั
เทพเจา แลว ชวยสรา งความรูส กึ ใหดูขลังศกั ดิ์สิทธิ์และนาเกรงขาม ซ่งึ บทประพนั ธกลา วถึงการ
อัญเชิญเทพเจาสงู สุด ไดแก พระนารายณ พระอศิ วร พระพรหม รวมทงั้ มเหสขี องเทพเจาแตล ะองค
ไดแก พระลักษมี พระอุมา และพระสรุ ัสวดี ซงึ่ ทกุ องคล วนเปน เทพเจาท่มี คี วามสําคญั และเปนที่
เคารพบชู าสงู สุด การใชคาํ ท่ีสรางความรสู ึกสูงสงและสงา งามเชน คาํ บาลีและสนั สกฤตจงึ มคี วาม
เหมาะสมดังกลา ว
นอกจากนีบ้ ทประพนั ธที่เกีย่ วกับการสรรเสรญิ เกยี รติของตัวละครที่เปน กษตั ริยก ม็ ีการใช
คาํ ศพั ทท ใี่ หความรูส ึกสูงสง ซึ่งอยใู นบทสวดท่มี ีเน้ือหาสรรเสรญิ เกยี รติของชยั เสน กษัตริยแหง
นครหัสตินาปรุ ะ ดงั ตวั อยาง
ตัวอยา งท่ี ๔
๏ ดว ยองคสมเดจ็ จอมไอ- ศฺวรรยาธิปตัย (ฉบงง, ๑๖.)
ดํารงซงึ่ รัฐหัสดนิ
๏ ทรงนามชัยเสนนรนิ - ทะราชเรอื งศลิ -
ปะศาสฺตฺระเช่ียวชาํ นาญ
๏ แจงเจนไตรเพทพิศาล อกี ท้งั ปุราณ
คัมภีรก็รูต ามควร
๏ อกี วองไวในกระบวน อาวธุ ถถ่ี วน
ทกุ อยางในทางยทุ ธกล
๏ สนั ทัดอัศวะโกศล พระรูปวมิ ล
สริ ิโสภาคยสรรพางค
๏ พระคุณสมบตั ิสําอาง รูปสมบตั ิสลาง
และโภคะสมบตั บิ ูรณ
(มทั นะพาธา หนา ๘๐)
๑๑๕
บทสรรเสริญเกียรติของชัยเสนมีคาํ ทม่ี าจากภาษาอ่ืน ไดแกภาษาบาลี เชน รัฐ นาม
คัมภีร อาวุธ สิริ สมบตั ิ ภาษาสันสกฤต เชน หัสดนิ ศาสฺตระ พศิ าล อัศวะ โกศล บูรณ และคาํ ที่
เปนทง้ั ภาษาบาลีและสนั สกฤต เชน ปุราณ ยทุ ธ รูป วมิ ล โภคะ และคําทสี่ มาสหรอื สนธกิ นั เชน
ไอศฺวรรยาธปิ ตัย นรนิ ทะราช ไตรเพท สรรพางค ซ่ึงคาํ ที่กลาวมาแลวนช้ี ว ยสงเสริมบทประพนั ธใ ห
มคี วามสงา งามสมกบั เปนบทที่ตองการแสดงใหเห็นเกียรติอันสูงสงของตัวละครท่เี ปนกษตั รยิ ยิ่งใหญ
การใชคาํ ศัพทส ูงซึ่งสว นใหญเ ปน คําท่ีมาจากภาษาบาลีและสันสกฤตชวยทําใหเ กิด
ความรูสกึ สูงสงสงา งามและนกึ ถงึ ความขลังศักด์สิ ิทธทิ์ ่ีนาเกรงขาม ดวยเหตุนพี้ ระบาทสมเด็จพระ
มงกฎุ เกลาเจา อยูหวั จึงทรงเลือกใชคําชนิดนใ้ี นบททเ่ี กี่ยวกบั เทพเจา และกษัตริยจ ํานวนหลายคํา
สวนบทอ่ืน ๆ จะมีอยไู มม ากนัก แมวาพระองคจะทรงเลือกใชคําศพั ทส งู แตสังเกตวา สวนใหญเ ปน
คําที่เขาใจไดไมยากนกั เหน็ ไดวา พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจาอยหู ัวทรงคาํ นึงถงึ การใหผรู ับ
สารสามารถรับสารไดอยา งไมย ากลําบาก ชว ยใหผูร บั สารสามารถเขา ถึงเน้ือหาสาระของบท
ประพันธไดอยา งซาบซึ้ง
๑.๓ การใชคาํ อพั ภาส คาํ อพั ภาส คือคําทีก่ รอนเสียงพยางคหนา เชน เจ้อื ยเจอ้ื ย
เปน จะเจ้ือย ผาวผา ว เปน ผะผา ว เปน ตน เพื่อทําใหเ กิดเสียงไพเราะและชว ยส่ือความหมาย
ตามท่ีตอ งการ นอกจากนที้ าํ ใหไดพยางคล หุครุถกู ตอ งตามแบบแผนของฉันทแตละชนิด คาํ
อพั ภาสท่ีปรากฏในพระราชนิพนธเรื่องมทั นะพาธาจาํ แนกตามความหมายไดดงั ตอไปน้ี
๑.๓.๑ คาํ อพั ภาสทีบ่ อกลกั ษณะ เปนคําอัพภาสทีใ่ ชพรรณนาลกั ษณะของส่ิง
ตา ง ๆ จึงชวยในการจินตนาการใหเ ห็นภาพ และการจินตนาการดา นเสียงของธรรมชาติ ตลอดจน
กลิ่นและรส คาํ อพั ภาสทบ่ี อกลักษณะปรากฏในพระราชนิพนธเรื่องมทั นะพาธามี ๓ ประเภท ดงั น้ี
๑.๓.๑.๑ คําอพั ภาสทบี่ อกถงึ ลกั ษณะของแสง มีจํานวน ๔ คาํ ไดแก วะแวว
พะแพรว พะพราว พระพราย
พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาเจา อยูห วั ทรงใชคาํ อัพภาส ๒ คํา คือ คาํ วา วะแวว
พะแพรว ในภุชงคประยาตฉนั ท เพ่อื พรรณนาแสงระยิบระยับของดวงดาวซ่งึ ทาํ ใหท องฟายามคํ่า
คนื งดงามยงิ่ ดังความวา
ชยั เสน. ตัวอยา งท่ี ๑ สดุ าราจํารัสศรี (ภุชงคปั ปะยาตร, ๑๒)
ฉะนัน้ ขอสบถตอ นะภากาศพะแพรวพราย.
วะแวววบั ระยับท่ี
(มัทนะพาธา หนา ๖๑)
๑๑๖
การใชค ําวา พะพราว ในอที ิสะฉนั ท เพ่ือพรรณนาแสงสวางเรือ่ เรอื งของพระ
อาทติ ยยามเชา ดงั ความวา
ตวั อยา งท่ี ๒
ชัยเสน. แสงอุษาสะกาวพะพราว ณ สรรค (อีทิสะ, ๒๐.)
ก็เหมือนระตีวสิ ทุ ธิอนั สวา งจิต !
(มัทนะพาธา หนา ๖๓)
นอกจากการพรรณนาแสงสวา งของสง่ิ ที่อยูในธรรมชาติแลว พระบาทสมเด็จพระ
มงกุฎเกลา เจา อยูหัวยงั ทรงใชคําวา พระพราย ในการพรรณนารศั มเี รืองรองทีเ่ ปลง อยูรอบกายของ
พระพิฆเนศวรดว ย ดังความวา
ตัวอยา งที่ ๓
มายาวนิ . โอมบังคมพระคเณศะเทวะศวิ ะบุตร (สัททุลวฺ กิ กีฬติ , ๑๙.)
ฆา พิฆนฺ ะส้นิ สุด ประลัย;
อา งามกายะพระพรายประหนึง่ ระวอิ ทุ ยั ,
กอ งโกญจะนาทให สะหรรษ;
(มัทนะพาธา หนา ๑๗)
๑.๓.๑.๒ คาํ อพั ภาสท่ีบอกถงึ กลน่ิ มจี ํานวน ๒ คํา ไดแก ระรืน่ ระรวย ซง่ึ
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยหู วั ทรงใชคําวา ระร่นื ระรวย ในสาลินฉี ันท โดยทรงวางคําให
ตอเน่อื งกนั เปน ระรื่นระรวย เพือ่ พรรณนากลน่ิ หอมชน่ื โชยของดอกกุหลาบ ดังความวา
มทั นา. อันโปรดใหเลอื กตาม ฤดฃิ า ณ บดั นี้ (สาลนิ ี, ๑๑.)
ขอเปนซึ่งมาลี รจุ ิเรกวไิ ลวรรณ,
สดุ แทแตจ อมสรวง จะประสทิ ธิ์ประสาทพันธ,ุ
ขอเพียงใหม คี ัน- ธะระรืน่ ระรวยหอม.
(มัทนะพาธา หนา ๒๗)
๑.๓.๑.๓ คาํ อพั ภาสท่ีบอกถึงรส มีจาํ นวน ๑ คาํ คือ ระรวย ซ่ึง
พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจาอยหู วั ทรงใชคําเดียวกันในหลายความหมาย คาํ วา ระรวย
นอกจากจะใชพ รรณนากลน่ิ หอมของดอกกุหลาบดังความขางตนแลว ยงั ทรงใชพ รรณนารสหวาน
ของดอกกุหลาบในอุเปนทรวิเชียรฉนั ทดวย ซึง่ ในพระราชนิพนธเร่ืองมัทนะพาธาไดก ลา วไวว า
๑๑๗
ดอกกุหลาบสามารถรับประทานเปนยาได การใชคําวา ระรวย พรรณนารสหวานของดอกกหุ ลาบ
ดงั น้ี
กาละทรรศิน. ณวันพระจันทรเ พญ็ ก็จะเปนสนุ ารี (อเุ ปนทะวเิ ชยี ร, ๑๑.)
และคงฉนน้ั มี เฉพาะหน่ึงทวิ ากาล
และเอกะราตรี ก็จะกลับสกนธป าน
ผะกาสคุ นธหวาน รสะรื่นระรวยไซร.
(มทั นะพาธา หนา ๓๗)
๑.๓.๒ คาํ อพั ภาสท่ีแสดงความรสู กึ คําอัพภาสชนิดนีใ้ ชในการพรรณนา
ความรูสกึ ตา ง ๆ เชน ความสุข ความทุกข ความกลัว ความหวาดหวัน่ เปน ตน ซง่ึ ชวยสอื่ ใหผรู บั
สารสามารถรบั รถู งึ ความรูส กึ ในใจของตัวละคร การถายทอดความรสู กึ ของตวั ละครโดยการใชคํา
อัพภาสปรากฏอยใู นพระราชนิพนธเรื่องมทั นะพาธาดงั นี้
๑.๓.๒.๑ คําอัพภาสท่ีบอกถงึ ความสุข มจี ํานวน ๓ คํา ไดแ ก ระรืน่ ระรวย
ระเรงิ
พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา เจา อยหู ัวทรงใชคาํ วา ระรนื่ ในกาพยฉบัง เพอื่
พรรณนาความสุขจากการไดรบั ความเมตตา ซ่งึ เปรียบไดกับความสุขสดช่ืนที่ไดรับจากสายฝน ดัง
ความวา
ตวั อยา งท่ี ๑
๏ อนั พระเมตตาเนืองนอง ประดจุ ละออง (ฉบงง, ๑๖.)
วะรุณระร่ืนรวยเยน็
(มัทนะพาธา หนา ๕)
การใชค ําวา ระรวย ในอนิ ทรวิเชียรฉันท เพื่อพรรณนาความรสู ึกสุขใจของชัยเสน
ท่เี กดิ จากการไดยินเสียงอันไพเราะของมัทนา โดยเปรียบกบั การไดด่มื นํา้ แลวทาํ ใหรูสกึ ช่ืนใจ ดัง
ความวา
ตวั อยา งท่ี ๒
ชัยเสน. คร้ันเม่ือสดบั ศพั - ทะสําเนยี งกเ็ ยือกเย็น (อินทะวิเชยี ร, ๑๑.)
ราวด่ืมอุทกเพ็ญ รสะรื่นระรวยใจ;
(มัทนะพาธา หนา ๕๕)
และการใชค าํ วา ระรวย ในอีทิสะฉนั ท เพอ่ื พรรณนาความสุขใจของมัทนาท่ีเกิด
จากความรกั ดงั ความวา
๑๑๘
ตวั อยา งที่ ๓
มทั นา. ใจจะอิ่มจะเอมเพราะเปรมปฺริย,ํ (อที ิสะ, ๒๐.)
และรน่ื ณ รสระตจี ริ ํ ระรวยใจ.
(มทั นะพาธา หนา ๖๔)
นอกจากนี้คําวา ระรวย ยังใชในวสนั ตดิลกฉันทดวย โดยใชพรรณนาความรูสกึ
สขุ ใจของชัยเสน ซ่ึงแมจะเห็นเพียงท่ีพกั ของมทั นากม็ ีความยนิ ดี ดังความวา
ชยั เสน. ตัวอยางท่ี ๔ บมิวายพะวงหลง, (วสนั ตะดิลก, ๑๔.)
ยามกลับณมาละกะก็จิต ติระสพู ระอาศรม,
เหลอื ทจี่ ะหกั ระตกิ ็ตรง ก็จะรืน่ ระรวยรมย;
หวงั เพยี งจะดวู รกฎุ ี
บมหิ ลับและออกมา
พนั เอญิ กะนิษฐะก็ผะทม (มัทนะพาธา หนา ๗๕)
การใชค ําวา ระเริง ในกสุ มุ ติ ลดาเวลติ าฉันท เพ่ือพรรณนาความสุขเบิกบานใจ
ของหญิงชายท่เี รมิ่ มีความรกั ดังความวา
ตัวอยา งที่ ๕
กาละทรรศนิ . หญงิ ชายยามเร่ิมรรู ะสะณฤดิรัก (กสุ ุมติ ลดา, ๑๘.)
ใชก ุหลาบจัก ระเริงใจ,
อนั ดวงมาลกี ุพฺชะกะสิผิวะให
พงึ จะรูได วารักแท,
(มัทนะพาธา หนา ๑๔๒)
สงั เกตวาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยหู วั ยงั ทรงใชค าํ อพั ภาส ๒ คําวาง
เรยี งติดตอกันเพือ่ พรรณนาความรสู กึ ของตวั ละครดวย ดงั ตวั อยาง
การใชคําวา ระเริงระรวย ในอนิ ทวงศฉนั ท เพ่อื พรรณนาความรูสึกสุขใจของ
สเุ ทษณทจ่ี ะเกิดข้นึ ไดห ากมทั นายอมรบั ความรัก ดงั ความวา
ตวั อยา งที่ ๖ เพราะมวิ ายระทวยระทม (อินทวงส, ๑๒.)
สุเทษณ. ชีพอยูก ็เหมอื นตาย,
๑๑๙
ทุกขยากและกรากกรม อุระช้ําระกําทว.ี
อา ฟง ดนเู ถิด มะทะนาและตอบวจี
พอใหดนนู ี้ สขุ ะรนื่ ระเริงระรวย
(มัทนะพาธา หนา ๒๒)
การใชค าํ วา ระรน่ื ระรวย ในอเุ ปนทรวเิ ชียรฉันท เพื่อพรรณนาความรูสึกสุขใจ
ของชยั เสนท่ีจะเกดิ จากการไดมัทนามาเปนชายา
ชยั เสน. ตัวอยา งที่ ๗ ณบุรีฤไพรสาณฑ, (อเุ ปนทะวิเชียร, ๑๑.)
พธูประดามี ฤก็กบู เคยเหน็
จะหาวิไลยปาน ก็จะร่นื ฤดเี ย็น
และหากวะ กไู ด ภริยาภิรมยสม;
จะรักและยกเปน บมิหนา ยมแิ หนงชม,
ทวิ าและราตรี ยะระรื่นระรวยใจ
จะเราระตรี ม-
(มทั นะพาธา หนา ๕๑)
และการใชค าํ วา ระร่นื ระเริง ในสาลนิ ีฉนั ท เพ่ือพรรณนาความรูสกึ สุขใจของ
ชยั เสนท่ไี ดฟงถอ ยคาํ เจรจาของมทั นา ดงั ความวา
ชัยเสน. ตัวอยา งท่ี ๘ ผิวะขดั ฤดเี จา (สาลินี, ๑๑.)
หากเรานีห้ าญตอบ ณพระบรรณะศาลา.
โฉมยงคงรีบเฃา เถอะนะเหน็ จะดีกวา,
คอยฟง เผื่อพูดอกี กร็ ะร่ืนระเรงิ ใจ
เพียงฟง เจาแกว ตา
(มัทนะพาธา หนา ๕๗)
๑.๓.๒.๒ คาํ อัพภาสที่บอกความกลัว มจี ํานวน ๑ คํา ไดแก ระรกิ ซึง่ ปรากฏใน
อนิ ทรวิเชยี รฉนั ท ตอนนันทวิ รรธนะพรรณนาความรสู กึ หวาดกลวั ของประชาชนทีเ่ กิดจากภยั
สงคราม ดังความวา
นันทวิ รรธนะ. เหตุดว ยอะรียก พละแสนยะเกรียงไกร (อินทะวิเชยี ร, ๑๑.)
เกอื บถึงพระเวียงชัย, และตลอดวถิ มี า
๑๒๐
ไดท ําระสํา่ ปวง นรหวน่ั ณ วญิ ญาณ,
ดงั น้ีแหละทวยนา- คะระยงั ระริกรวั .
(มทั นะพาธา หนา ๑๑๗)
พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลาเจาอยหู ัวทรงใชค าํ อพั ภาสในการพรรณนาลกั ษณะของส่ิง
ตา ง ๆ ทั้งทเี่ ปน รูปธรรมและนามธรรม ซึ่งทําใหก ารจนิ ตนาการเก่ียวกบั ภาพ กลิ่นและรส มคี วาม
ชดั เจน รวมทั้งสื่อสารใหเขา ถึงความรูสึกในใจของตัวละครได นอกจากนี้คําอัพภาสยังมเี สียงของ
คาํ ทไ่ี พเราะและชว ยใหส ามารถใชคาํ ครุลหุไดอ ยา งถกู ตองตามระเบียบของฉนั ทด ว ย
๑.๔ การใชค าํ ผรสุ วาท ผรสุ วาท แปลวา คาํ หยาบ การใชค าํ ผรสุ วาท หมายถึงการนํา
คาํ หยาบหรือคาํ กระดา งมารอ ยเรียงอยา งมีศิลปะการประพันธเพื่อใชเ ปน บทบรภิ าษของตวั ละคร
อนั มเี หตมุ าจากความขุนเคืองและความโกรธ ตัวละครแสดงออกดวยวาจาทด่ี ดุ นั เกรี้ยวกราด
ดังนัน้ การใชค าํ ผรุสวาทจึงเปน กลวิธีการถา ยทอดอารมณค วามรูสึกของตัวละครวธิ ีหน่ึง ซง่ึ ในพระ
ราชนิพนธเรื่องมทั นะพาธาปรากฏการใชคําผรุสวาทดงั ตัวอยางตอไปนี้
พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจาอยูหัวทรงใชคําผรุสวาทในบทศภุ างคป ะทะคารมกับ
อราลนี างขาหลวงของจัณฑี อราลมี ีนิสัยสอดรสู อดเหน็ นางแสรง มาเก็บดอกไมเ พื่อสบื ดูเรื่องที่
ชยั เสนพามัทนาเขามาอยูทต่ี ําหนกั ในสวนหลวง แตศ ุภางคซ งึ่ มหี นา ทด่ี ูแลความเรียบรอยได
ขัดขวางไวจงึ เกดิ การโตเถียงกนั ข้ึน ดังความวา
อราลี. ตวั อยา งท่ี ๑ (ฉบงง, ๑๖.)
ศุภางค. กด็ ิฉันนี้คือใคร?
อนั ตัวนางไซร
อราลี. พิการท้ังกายและจติ ! มนุษฃาบดิ
หลงั คอ มคอ มคูดูผดิ แยงยุมุสา
แลวนางก็ยงั
แฃนเบ้ยี วบเ หมือนธรรมดา, ชา งพดู เพย ๆ
ตัวคดใจคดอิจฉา หญิงสรวย ๆ มา
ใคร ๆ ยอ มรทู ่ัววงั ;
รูปชั่วตวั แสนนาชัง
ไมร ูส าํ นกึ ตวั เลย.
ชะ ๆ อุแมเจา เอย !
นะทา นศุภางคเ สนา;
อวดดนี กั เพราะชางหา
๑๒๑
บาํ เรอพระม่ิงโมลี!
นี่ไปหาโสเภณี มาซอ นไวท ี่
ตําหนกั ในราชอุทยาน,
จงึ่ ตองเกะกะระราญ เพราะวาเกรงการณ
จะทราบถึงพระนางเธอ!
ศุภางค. นางอราลีนี่เออ อวดดีเผยอ
อราลี.
หยิง่ เยอ เหมือนอยางคางคก,
ชาตนิ์ างยางหัวไมต ก กค็ งผงก
ผงาดบงั อาจเอิบใจ
ไปเถิด, นางคอ ม, รบี ไป!
ทานจะทาํ ไม?
กลา ดกี เ็ ชอญหนอยซ.ี
(มทั นะพาธา หนา ๘๖-๘๗)
จะเหน็ วาอราลถี ือวา ตนเปน ขาหลวงของจณั ฑจี ึงมคี วามเหมิ เกรมิ ทําใหศภุ างคโ กรธและ
ใชวาจารุนแรงกลา วถึงปมดอยของนางอยา งไมใ หเ กยี รติ เชน “หลงั คอ มคอ มคดู ูผิด มนุษฃาบิด
แฃนเบีย้ วบเหมือนธรรมดา,” ซ่งึ ศภุ างคก ลาววานางเปน ผูมคี วามพกิ ารท้งั รางกายและจิตใจจึงนา
รงั เกียจย่งิ แมคําเรียกก็ใชว า “นางคอ ม” แทนการเรียกช่ือ ในตอนทายศุภางคเ ปรียบนางเหมือน
“คางคก” เพราะทา ทางทเ่ี ยอ หย่ิงจองหองของนาง
สวนอราลีก็ตอวาศุภางคอ ยางไมกลวั เกรง โดยกลา วหาวา ศภุ างคเ ปน ผูหา”โสเภณี”มา
ถวายชัยเสน
อกี ตอนหน่ึงชัยเสนโตเ ถียงกับจัณฑี เหตุมาจากจณั ฑเี กิดความหึงหวงทีช่ ัยเสนพาชายา
องคใหมเขามาอยทู ต่ี าํ หนัก ปลอยใหจ ัณฑรี อคอยอยูใ นพระราชวัง จัณฑีใชถ อยคําเชอื ดเฉอื น
ชัยเสนและมทั นา เปนเหตุใหชัยเสนโกรธและเปนฝายตอบโต ทั้งสองฝายตางใชค ําผรสุ วาทดัง
ตวั อยา ง
ตัวอยา งที่ ๒
จัณฑี. ถงึ ฉันจะไรซ ึง่ พระมหากะรณู า, (อปุ ชาติ, ๑๑.)
ชัยเสน.
จณั ฑี. ก็ยังมิชวั่ ชา และบห มดนะยางอาย.
เหมนางจัณฑี พูดจาครานี้ แสนจะหยาบคาย: (สุรางคณา, ๒๘.)
เธอเปนธิดา ราชาฦๅสาย ไฉนปากราย ราวแมค าปลา?
หมอ มฉันสามาญ เพราะพระองคท าน หมดพระเมตตา;
๑๒๒
ชยั เสน. หากฃา วระบอื ฦๅจากภารา ถึงพระบิดา คงเสียหทัย.
จัณฑี. นจ่ี ะมาโกรธ และมุงกลา วโทษ ฉันผิดอันใด?
พระองคท รงฤทธิ์ จะผดิ อยา งไร? พระองคเ ปนใหญ เหนอื ผเู หนือคน,
ถงึ จะรับนาง ใด ๆ จากกลาง อรญั ไพรสณฑ
มายกมายอง ก็ตอ งจําทน เพราะฃา เปนคน อาภัพอปั รยี .
(มัทนะพาธา หนา ๙๓-๙๔)
จะเห็นวาจัณฑีใชว าจายอกยอนและมีคาํ หยาบคาย เชน “สามาญ” “อาภพั อัปรยี ” ซงึ่ ไม
ควรเปนคาํ พูดของมเหสีของกษตั ริย แตเ พราะความหึงหวงจึงคมุ สตไิ มได สว นชัยเสนเมื่อเหน็
ความกา วราวของจัณฑีกอ็ ดกล้ันความโกรธไมไ ดเชนกนั จึงตอบโตก ลบั ไปในลกั ษณะตอ วา วา จัณฑี
ชางมวี าจาต่าํ เหมือน “แมคา ”
หลงั จากท่ีชยั เสนพามัทนากลบั ไปยิ่งทําใหจ ณั ฑที วีความโกรธมากขึ้นจงึ ระบายอารมณ
กับอราลี ถอ ยคาํ ที่กลา วออกมาหมายความไปถงึ มัทนา ดังตวั อยา ง
ตวั อยางที่ ๓ ออิ ะปรียอติ วั การ. (อเุ ปนทะวเิ ชยี ร, ๑๑.)
จัณฑี. ชะฉาอะราลี บมริ สู ํานกึ ตัว;
ตะประจบสาํ ออยผัว,
กระไรละเหมิ หาญ บมมิ ีละรไู หม?
อิโสภนิ ีดี และพะวงอชิ าวไพร,
แนะ มงึ นะเงาหวั
พระผัวกม็ วั หลง สสิ ุดามคธราช.
จรยงั ชะนกนาถ
บนึกวะ กูไซร ฤวะไทจะดูดาย?
ผกิ จู ะใชค น (มัทนะพาธา หนา ๙๕-๙๖)
และทลู คดีกาจ
จัณฑีใชค าํ ผรสุ วาทหลายคํา เชน “อิอะปรีย” “อิตวั การ” “อิโสภิณ”ี “อชิ าวไพร” เปน ตน
ลวนเปนคํากระทบกระแทกไปถึงมัทนาท้งั ส้ิน
การใชคาํ ผรสุ วาทในพระราชนิพนธเรื่องมัทนะพาธาแมวาจะมีไมมากเพราะเนอื้ เร่อื งมี
ขนาดสั้น แตเมื่อใดที่มีการใชคาํ ผรุสวาทกส็ ามารถสอื่ ถึงอารมณค วามรสู กึ ในขณะนัน้ ของตวั ละคร
ไดเ ปนอยางดี โดยเฉพาะอยา งย่งิ อารมณโ กรธแคนที่มาจากความหงึ หวง ซึง่ กอใหเ กิดความ
หายนะในเวลาตอ มา ลกั ษณะอีกประการหนึง่ ทสี่ งั เกตไดคือ การที่ตัวละครซงึ่ เปน บุคคลในราช
๑๒๓
สํานักทะเลาะเบาะแวงกันนน้ั แมจ ะมกี ารใชค าํ ผรุสวาทบา ง แตพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา
เจา อยหู วั กจ็ ะทรงเลอื กใชค ําที่ไมรุนแรงมากนกั
๑.๕ การสรรคาํ สรรพนาม ในพระราชนิพนธเรอ่ื งมัทนะพาธา พระบาทสมเดจ็
พระมงกุฎเกลา เจาอยหู ัวไดทรงเลอื กสรรคาํ สรรพนามสาํ หรบั ใชเ รียกแทนชอ่ื ของตัวละครไวจํานวน
หลายคาํ และบางคาํ เปน สรรพนามทใี่ ชเ ฉพาะในบทละคร ไมใ ชส รรพนามทใี่ ชใ นการสื่อสารปกติ
หรือแปลงมาจากคาํ สรรพนามทม่ี ีใชในภาษาไทย จึงมีลักษณะแสดงถงึ ความคดิ สรา งสรรค ซ่งึ คํา
เหลา นม้ี คี วามไพเราะสละสลวยและมสี ว นชว ยทําใหบ ทประพันธม เี สนหน า ประทับใจ คาํ สรรพนาม
ทพ่ี ระองคทรงเลือกสรรมจี ํานวนมากดังนี้
ตัวละคร สรรพนามบุรษุ ท่ี ๑ สรรพนามบรุ ุษท่ี ๒ สรรพนามบรุ ุษท่ี ๓
๑. สุเทษณ กู ฃา เรา พ่ี ฉนั พระ พระองค ทา น
ดนุ ดนู ดะนู ลอองธุลบี าท
๒. ชัยเสน เรา กู ฃา ดิฉัน พระ พระบรมบพติ ร พระ เธอ ทาน
๓. มทั นา
ฃา เจา พี่ ดนุ ดนู พระองค พระองคทา น ทาวเธอ
๔. ศภุ างค
ดะนู ตู ทลู กระหมอม
ฝาพระบาท
ลกู ลกู นอย ดฉิ ัน ฃา เจา นอง นาง หลอ น นาง หลอน ธิดา เจา
ฃา เจา ฃา นอย วธุ วะธุ วธู วะธู วธุ วะธุ วธู วะธู
ฃาบาท ฃา พระบาท พะธู ลูก ลูกนอย ลกู เธอ พระนาง พระแม
ตฃู า ตฃู าพระบาท ขวญั ธิดา พระแม แม
หมอ มฉัน กระหมอม- พระแมเ จา
ฉัน ขอ ย ดนุ ดะนุ
ดนู ดะนู เรา
ฃา ฃา บาท ฃา เจา ทา น ใตเทา เจา ทาน มัน เฃา
ฃา พระบาท ดนุ ดนู พี่ชาย มงึ
เรา ตูฃา ฉนั
๑๒๔
ตัวละคร สรรพนามบรุ ุษท่ี ๑ สรรพนามบรุ ุษท่ี ๒ สรรพนามบรุ ุษท่ี ๓
๕. กาละทรรศนิ พอ บิดา ฃา ฃาบาท พระพอ พระบดิ า ทา น
๖. จณั ฑี ฃาพเจา เรา ตัวเรา บดิ า องคบ ิดา พระนางเธอ พระนาง
นาง
๗. โสมะทตั อาตมะ อาตะมะ รูป องคพระบดิ า ทาน
๘. นนั ทวิ รรธนะ เฃา
๙. จิตระรถ ดนู ดนุ พระคณุ เจา พระ
๑๐. จติ ระเสน
๑๑. มายาวิน พระองค
๑๒. นาค หมอ มฉนั กระหมอม- นาง เธอ หลอ น
๑๓. ศุน ฉนั ดนุ ดนู ดะนู พระนาง
๑๔. อราลี
๑๕. เกศนิ ี ฉนั ฃา ตูฃา กู เรา
๑๖. ปริยมั วะทา
ลกู
ฃา ฉัน เรา ตูฃา ทา น เจา
ฃา ฃาบาท ดนุ เจา
ฃา ฃาบาท ดนุ เจา
ฃา ฃาบาท ตฃู า มึง เจา
ฃา ฃาบาท ตู ตฃู า ทา น เฃา
ดนู
ฃา เรา ตฃู า กระผม แก
ดฉิ นั
ฃา เรา ผม ดฉิ นั แก ทา น เพ่ือน เฃา
ตฃู า กระผม นาง หลอ น มึง นาง เฃา มนั
มึง เจา นาง นาง เฃา มัน
ฃา ตูฃา หมอมฉัน
กระหมอมฉนั ดฉิ นั
ดฉิ นั หมอมฉนั ฃา
ฉนั ดฉิ นั กระหมอม- คุณนาย หลอ น เจา มนั นาง
ฉนั หมอมฉัน ดนุ คุณ นาง วธุ
ดะนุ ดนู
๑๒๕
ตวั ละคร สรรพนามบุรุษท่ี ๑ สรรพนามบุรุษที่ ๒ สรรพนามบุรุษท่ี ๓
๑๗. วทิ ูร ฃา ตูฃา ดนู ดนุ ทาน แก แก
ดะนู ดะนุ
จะเห็นวา สรรพนามทพ่ี ระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยูหัวทรงเลอื กสรรมีจํานวน
หลายคาํ สวนใหญเปน สรรพนามท่ใี ชใ นการสื่อสารปกติ เชน ฉนั กู ฃา ฃาพเจา เรา กระผม ดฉิ ัน
ขอย คณุ เธอ หลอน ทาน มึง แก นาง เฃา มัน เปน ตน บางคํามาจากราชาศัพท เชน หมอมฉัน
กระหมอ ม กระหมอ มฉัน พระ พระองค ทูลกระหมอม ฝาพระบาท เปน ตน บางคํามาจากคําศพั ท
สาํ หรบั พระสงฆ เชน รูป อาตมา อาตะมา พระคุณเจา เปนตน บางคาํ แปลงมาจากบุรษุ สรรพนามที่
มีใชในภาษาไทย เชน พระบรมบพติ ร มาจาก มหาบพติ ร ละอองธลุ บี าท มาจาก ใตฝาละอองธุลี
พระบาท เปนตน
สวนสรรพนามที่นาสนใจและแสดงถงึ ความคิดสรางสรรคมากท่ีสุด คือ คาํ วา ดนุ หรือ ดนู
ซงึ่ บางครง้ั พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจาอยูห วั ทรงสะกดเปน ดะนุ ดะนู คําวา ดนุ ดนู เปน
คําทม่ี าจากภาษาบาลีและสันสกฤต แปลวา ฉนั , ขา พเจา จึงใชเปนสรรพนาม บุรุษที่ ๑ แทนตัว
ละครเกอื บทกุ ตัวท้ังหญงิ และชาย ไดแก สุเทษณ ชัยเสน มัทนา ศุภางค กาละทรรศิน จัณฑี นันทิ
วรรธนะ จติ ระรถ มายาวนิ ปริยมั วะทา และวิทรู ดังตัวอยาง
ตอนสเุ ทษณสนทนากับมัทนา ดังตัวอยาง
ตวั อยางที่ ๑
สเุ ทษณ. พร่ี ักอนงคนาง ผมิ สิ มฤดีถวลิ , (อินทวงส, ๑๒.)
เหมือนพี่มไิ ดค ง วรชีวะชีวิตนิ -
ทรยี ไ ซรบใฝจิน- ตะนะหวงและหอนนิยม.
ชีพอยูก เ็ หมือนตาย, เพราะมวิ ายระทวยระทม
ทกุ ขยากและกรากกรม อรุ ะชํ้าระกาํ ทวี.
อา ฟงดนเู ถิด มะทะนาและตอบวจี
พอใหด นนู ้ี สขุ ะรื่นระเริงระรวย.
(มทั นะพาธา หนา ๒๒)
ตอนชัยเสนสนทนากับมัทนา ดังตวั อยา ง กรณุ าดะนูกอ น, (อุปฏ ฐติ า, ๑๑.)
ตัวอยางที่ ๒ ระตริ าญสุไมตรี.
กจ็ ะขอกะโฉมศรี
ชยั เสน. ขอใหวนดิ า
อยา เพอสละรอน
ถึงหลอ นจะมริ ัก
๑๒๖
ใหยอมดนมุ ี ฤดริ กั พะธูไป,
จนกวาจะประจกั - ษะณจิตตะหลอนไซร
แลวยกฤดิให ดนผุ ูพ ยายาม.
(มทั นะพาธา หนา ๕๙)
ตอนศุภางคท ูลชัยเสน ดังตวั อยา ง
ศภุ างค. ตัวอยางท่ี ๓ ดนเุ ปนพยานวา (อนิ ทะวิเชียร, ๑๑.)
องคาพะยพของ พหอุ ัตะรายแท,
เคยทนและเคยฝา ฤกม็ ีนะบาดแผล
ทั่วกายะฃานี้ นระชนผิอยากด;ู
เพ่อื ไดแสดงแก (มทั นะพาธา หนา ๑๐๙)
ตอนมทั นารําพงึ ถึงชัยเสน ดงั ตวั อยา ง
ตวั อยา งที่ ๔
มทั นา. เธอนั้นฤเจียมตัว กริ ยิ ากเ็ รียบก็รอย (อินทวงส, ๑๒.)
ไมม ีละสกั นอ ย จะแสดงณทว งณที
วาเธอประสงคจะ อภิรมยฤดีระต,ี
เปนแตชําเลืองที่ ดนบุ า งณครง้ั ณคราว;
(มทั นะพาธา หนา ๕๖)
ตอนจณั ฑีทลู ชัยเสน ดังตวั อยา ง
ตวั อยางที่ ๕
จัณฑี. ดนจู ะขอไป ณสนามประยุทธา; (อปุ ชาติ, ๑๑.)
เพราะอาจจะหามทพั วรราชบิดาฃา ,
ผทู รงพระโกรธา เพราะวะเฃาพระทัยผิด,
คิดวา พระองคก ับ ดนนุ ้ีนะหมางจติ ;
ผิทราบพระทรงฤทธ์ิ และดนบู หมางกัน;
พระจอมมะคธราษฎร จะระงับพโิ รธพลัน,
แลวมิตระสมั พนั ธ กจ็ ะมปี ระดจุ เคย.
(มัทนะพาธา หนา ๑๑๒)
๑๒๗
นอกจากนพี้ ระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยหู วั ทรงนําคาํ วา วธู มาใชเปน
คาํ สรรพนาม บรุ ุษท่ี ๒ และบรุ ุษที่ ๓ ดวย ซ่งึ คําวา วธู เปน คําทีม่ าจากภาษาบาลีและสันสกฤต
แปลวา หญิงสาว เมอื่ นาํ มาใชใ นบทประพนั ธพ ระองคจ ะทรงสะกดคําหลายลกั ษณะ ไดแ ก วธุ วะธุ
วธู วะธู และพะธู โดยคําเหลา น้จี ะทรงใชแ ทนมัทนา ปริยัมวะทา รวมทั้งนางงามท่อี ยใู นภาพวาด
ดว ย ดังตัวอยาง
การใชคําวา วะธู พะธู เปน บุรษุ สรรพนาม บุรุษท่ี ๒ แทน “มัทนา” ตอนสุเทษณบอก
รักมทั นา ดังตวั อยา ง
สุเทษณ. ตัวอยา งท่ี ๑ บมคิ วรระอาละอาย, (อินทวงส, ๑๒.)
พ่ีรักวะธูนวล ฤกค็ วรจะรวมจะรัก.
อันนาริกบั ชาย สรุ ะแสรงประจติ ประจักษ,
รูปเจาวิไลยราว เพราะพะธูพิถพี ิถนั ;
มิควรจะรา งรัก
(มัทนะพาธา หนา ๒๒)
การใชคําวา วะธุ วะธู เปน บุรุษสรรพนาม บรุ ุษท่ี ๓ แทน “มทั นา” ตอนชัยเสนรําพงึ ถงึ
มัทนา ดังตวั อยา ง
ตวั อยางที่ ๒
ชยั เสน. พิศไหนบมที ราม, วะธุงามสงา หมด, (อินทะวิเชียร, ๑๑.)
จนสุดจะหาพจน สรเสรญิ เสมอใจ.
องคว ิศวฺ ะกรรมัน นะสิปนวะธูไซร
พอเสร็จกเ็ ทพไท พิศะรปู สรุ างคเ พลิน;
(มทั นะพาธา หนา ๕๔)
การใชคําวา วธุ เปน บุรษุ สรรพนาม บรุ ษุ ที่ ๒ แทน “ปริยัมวะทา” ตอนชัยเสนรบั
ปริยมั วะทากลบั เมือง ดงั ตวั อยา ง
ชยั เสน. ตัวอยางท่ี ๓ วระนาฎปรยิ ัมวะทา (อนิ ทวงส, ๑๒.)
อกี เราจะรบั ตัว และจะเลี้ยงประดจุ ณเดมิ ,
กลบั คืนพระภารา สุจรติ คุณาเฉลิม
ใหส มกะทซ่ี ือ่ และดนูจะขออะภัย
ยศศักดิสง เสริม,
๑๒๘
ที่ไดกระทาํ โทษ วธผุ ิดสุธรรมะไซร,
คงตอบและแทนให สขุ ะศานตสราญทวี.
(มัทนะพาธา หนา ๑๓๘)
การใชค ําวา วธู เปน บุรษุ สรรพนาม บรุ ุษที่ ๓ แทน “นางงามในภาพวาด” ตอนจติ ระรถ
ถวายรูป ดังตวั อยา ง
จติ ระรถ. ตัวอยางท่ี ๔ กลดอกกะมลสน- (อุปชาติ, ๑๑.)
งามเนตรและเกศแกม กิรยิ าสงา ศรี
ธิสิง่ ประเสรฐิ ปน วรเทพะนารี
วธูวิเศษเปน
สรุ ะอคั คะเทวนิ ,
ฃาองคอมุ าศรี (มทั นะพาธา หนา ๘)
คาํ วา วธู และ ดนู ซ่ึงมกี ารสะกดคาํ หลายลักษณะและใชเปน สรรพนามในบทประพันธด ัง
ตวั อยา งขางตนนัน้ นับเปน ลกั ษณะเดนอยางหน่ึงทีป่ รากฏในพระราชนพิ นธเ ร่อื งมัทนะพาธา
เพราะพระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา เจาอยหู ัวทรงใชค ําเหลานหี้ ลายครงั้ ตลอดเรื่อง เสียงของคาํ ท่ี
ไพเราะฟงดูสุภาพออนโยนชว ยสงเสรมิ ใหเ กิดความสละสลวยงดงาม จึงเปน สว นที่ชว ยสรา งเสนห
อนั นา ประทบั ใจใหแกบ ทประพันธ
คําสรรพนามท่ีปรากฏในพระราชนพิ นธเ ร่ืองมทั นะพาธามจี ํานวนหลายคาํ ซ่งึ
พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาเจาอยหู วั ทรงเลอื กสรรมาอยางหลากหลายและทรงนาํ มาใชอยา ง
เหมาะสม จงึ นับเปน สวนหนงึ่ ทมี่ คี วามสําคัญชวยสรา งสรรคใหบทประพันธมีความไพเราะสงางาม
๑.๖ การซํ้าพยางค การซาํ้ พยางค คอื การใชคําหลายคาํ ทมี่ รี ปู และเสยี งของพยางคใ ด
พยางคห นึ่งในคาํ เหมือนกัน มาวางแทรกไวเ ปนระยะในคาํ ประพันธต อนใดตอนหนึง่ อยางเหมาะสม
ทาํ ใหเกิดการซ้ําเสียงของพยางคแ ละเพิ่มความไพเราะใหแกค าํ ประพันธ การซ้ําพยางคที่ปรากฏใน
พระราชนพิ นธเร่ืองมทั นะพาธามตี ัวอยา งดังตอไปน้ี
ตวั อยา งท่ี ๑
กาละทรรศิน. เพราะรปู ไดส ุดามา ประดจุ ไดป ระสพโชค, (ภชุ งคัปปะยาตร, ๑๒)
ประหน่งึ เจาและนําโศลฺ ก ประเวศแนวณอาศรม,
(มทั นะพาธา หนา ๔๒)
๑๒๙
จะเห็นวา พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจา อยหู วั ทรงใชค าํ วา ประดจุ ประสพ
ประหน่งึ และประเวศ ซึง่ พยางคห นาของทุกคํามีรูปและเสียง ประ เหมือนกัน เม่ืออา นออกเสียง
คําประพนั ธจ ะทําใหเกดิ เสียงที่ซ้ํากนั ตรงพยางคหนา
การซา้ํ พยางคในพระราชนพิ นธเ ร่อื งมทั นะพาธา นอกจากจะซาํ้ ทสี่ ว นพยางคหนา ของคาํ
ดงั ตัวอยางขางตนแลว พระองคท รงใชค ําศัพทเดมิ ซา้ํ ดวย จึงเปน ลกั ษณะการซาํ้ เฉพาะพยางคและ
ซา้ํ ทั้งคาํ ดงั ตัวอยา ง
ตัวอยา งท่ี ๒
วทิ รู . กจิ ใดพระประสง- คะก็จงประสิทธ์ิทา น, (อปุ ฏฐติ า, ๑๑.)
การปวงประลุปาน วรราชประสงคสรรพ,
ลาภหล่ังบมิหยุด เถอะประดจุ อุทกถัน่ ,
ทรงชัยชะนะสรร- พะศะตรูบรูแพ.
ขอใหวรศัก- ดิและฤทธเิ รืองแผ
ไพศาลประลุแค สรุ ะภูมิภาคบน,
เปนใหญณประเท- ศะมนุษณสากล,
ครอบครองนรชน จตรุ างคะวรรณา.
ขอทวยสรุ ะฤท- ธิประสิทธพิ์ ระพรมา
พรอ มดง่ั พะจิฃา วรบาทถวายพร.
(มัทนะพาธา หนา ๑๒๓)
จากตวั อยางนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหวั ทรงใชคําซา้ํ พยางคเ รียงตาม
ลําดับ ไดแก ประสง-คะ ประสิทธ์ิ ประลุ ประสงค ประดจุ ประลุ ประเท-ศะ และประสิทธ์ิ ซ่ึง
นอกจากพยางคหนา จะซ้ําเสยี ง ประ แลว ยังมคี าํ บางคาํ ทซี่ า้ํ กนั ทั้งคําดว ย ไดแก
ประสง-คะ – ประสงค, ประสทิ ธ – ประสิทธิ์, ประลุ – ประลุ ลกั ษณะดังกลา วชวยทําใหเกิดเสียงที่
ซา้ํ กันหลายเสียง
เนอ่ื งจากลักษณะคาํ ประพนั ธข องอุปฏฐิตาฉนั ท คําแรกของวรรคหลังตองเปนลหุ คําวา
ประสงค ประเทศ จงึ ตองแยกคาํ เปน ประสง – คะ และประเท – ศะ
การซา้ํ พยางคในพระราชนพิ นธเร่อื งมัทนะพาธาไมปรากฏวา มกี ารซาํ้ ทีพ่ ยางคอ ื่นของคํา
แตมเี ฉพาะการซํ้าที่พยางคห นา เทานั้น ซึง่ ทําใหเ กิดเสียงเดิมท่ซี ้าํ กนั หลายคร้ังและเปนลกั ษณะ
หน่งึ ทที่ าํ ใหเ กิดความไพเราะข้นึ ในบทประพนั ธ
๑๓๐
๑.๗ การซาํ้ คํา การซํ้าคาํ คือการใชคาํ คําเดียวกันหลายครงั้ ในการเรียบเรียงคํา
ประพนั ธตอนใดตอนหนึ่ง ซ่งึ คําท่ีซํ้ากันจะเรียงชิดกันหรอื มีคําอน่ื มาคน่ั กไ็ ด และจะอยูในวรรค
เดียวกันหรือตางวรรคตางบาทกันก็ได สว นตําแหนงของการซา้ํ คาํ จะอยทู ี่ตนวรรค กลางวรรค หรอื
ทา ยวรรคก็ได ทงั้ นี้เพ่ือความไพเราะและชว ยส่ือความหมายของคาํ ประพันธ การซาํ้ คาํ ที่ปรากฏใน
พระราชนิพนธเร่ืองมัทนะพาธา มีดังน้ี
๑.๗.๑ การซ้ําคาํ เพื่อใหเ กิดเสียงและจงั หวะ เปนการซา้ํ คาํ ท่ีทําใหเ กิดเสียงซ้าํ ๆ
กนั หลายคร้ังเปน จังหวะท่ีไพเราะ และชว ยส่อื ความหมายของคําประพันธใ หชัดเจนลกึ ซง้ึ ดัง
ตัวอยาง
ตัวอยางที่ ๑
สเุ ทษณ. งามผวิ ประไพผอ ง กลทาบศุภาสพุ รรณ, (อินทวงส, ๑๒.)
งามแกมแฉลมฉัน พระอรณุ แอรมละลาน,
งามเกศะดาํ ฃํา กลนา้ํ ณทอ งละหาน,
งามเนตรพ นิ ิศปาน สุมณมี ะโนหะรา;
งามทรวงสลางสอง วรถันสุมนสุมา-
ลีเลิดประเสริฐกวา วรบุ ลสะโรชะมาศ;
งามเอวอนงคร าว สรุ ะศลิ ปชาญฉลาด
เกลากลงึ ประหนึ่งวาด วรรปู พิไลยพะวง;
งามกรประหนึ่งงวง สรุ ะคชสเุ รนทะทรง,
นวยนาฏวิลาศวง ดจุ ะรําระบําระเบง;
(มัทนะพาธา หนา ๖-๗)
พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจาอยหู ัวทรงซ้ําคําวา งาม หลายครง้ั ทตี่ นวรรคหนา
ทาํ ใหเ กิดเสียงและจังหวะอันนุมนวล เพ่ือแสดงความงดงามของสว นตาง ๆ ของรา งกาย ไดแก
ผวิ พรรณ แกม ผม ตา อก เอว และแขน เพ่อื ใหเหน็ วามทั นาเปนสตรที ่ีมรี ูปกายงดงามสมบรู ณ
แบบ
ตวั อยางท่ี ๒
ศภุ างค. นึกนาอนาถจติ ก็จะคิดประการใด (อินทะวเิ ชียร, ๑๑.)
นกึ แลววะ ทรามวัย ฤก็ควรกะทรงศักดิ์
นึกเลากส็ งสาร วนิดายพุ าพกั ตร
นึกถึงจะตองหนัก อรุ ะแนละนงคราญ !
(มัทนะพาธา หนา ๕๓)
๑๓๑
การซ้ําคํากรยิ าวา นกึ ที่ตนวรรคหนา ของแตล ะบาท แสดงถึงการเกดิ ความนกึ คิดที่
คอย ๆ ทวีขึ้นในจิตใจของตวั ละคร ซ่งึ ยิง่ คิดกย็ ง่ิ หนกั ใจ เพราะตวั ละครคาดวาจะตองเกิดเรือ่ งไมดี
ขึ้น นอกจากนพี้ ระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจาอยหู วั ทรงซํา้ คําวา ก็ อกี คาํ หน่งึ ดว ย เพ่ือชว ย
เพ่ิมเสียงท่ีไพเราะใหแ กค าํ ประพนั ธ
การซํ้าคําทวี่ รรคหนา นอกจากจะวางคาํ ไวท่ีตนวรรคแลว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎ
เกลาเจาอยูหวั ทรงวางคาํ ไวข างในวรรคดว ย ดังตัวอยา ง
ชยั เสน. ตวั อยา งท่ี ๓ ฤฉนีน้ ะอกเอย ! (อินทะวิเชียร, ๑๑.)
โอนอนจะหลบั ไหล ฤดิเฝา คะนึงเชย,
ขืนนอนก็รอ นเรา อรุ ะอาจจะพังภนิ .
หากขืนจะนอนเฉย (มทั นะพาธา หนา ๕๕)
พระองคทรงซํา้ คํากรยิ าวา นอน ซงึ่ ทรงวางไวข า งในวรรคหนา ตามปกตเิ ปน กิรยิ า
อาการที่ทําใหผ กู ระทํารสู ึกสบาย แตใ นบทราํ พงึ รําพันท่ีมกี ารซํ้าคาํ วา นอน บอย ๆ นกี้ ลับหมายถงึ
การนอนทย่ี ิ่งทําใหต วั ละครรสู กึ กระวนกระวายรอนรมุ แสดงใหเ ห็นอารมณรักของตวั ละครวา หนัก
หนว งจนไมส ามารถเอนกายนอนลงได
อีกลักษณะหนึง่ ของการซํา้ คาํ ทวี่ รรคหนา คอื การวางคาํ เปนคูอยใู นวรรคเดยี วกนั และ
มคี ําอ่ืนมาคน่ั กลาง ลกั ษณะน้คี ําซํ้าจะอยใู กลก นั มาก เวลาอานออกเสียงจะทาํ ใหเ กิดเปน จงั หวะที่
ไพเราะ ดงั ตวั อยาง
ตวั อยางท่ี ๔
มายาวนิ . อนั กุพฺชะกาหอม, บริโภคอรอยเพลนิ , (อนิ ทะวเิ ชยี ร, ๑๑.)
รสหวานสิหวานเชอญ นรล้ิมเพราะเลดิ รส;
(มทั นะพาธา หนา ๒๘)
พระองคทรงซ้ําคาํ วา หวาน โดยทรงวางไวคกู นั ในวรรคหนา และมคี ําวา สิ มาค่นั ไว
หนงึ่ คาํ เพ่ือใหเ กิดเสียงสมั ผัสใกล ๆ กันและแสดงความหมายวา ดอกกพุ ฺชกะ (ดอกกหุ ลาบ) เปน
ดอกไมท ่ีบรโิ ภคไดและมีรสหวานเลิศ
๑๓๒
ชยั เสน. ตวั อยา งที ๕ และระเบยี บบเขินขวย,(อินทะวเิ ชียร, ๑๑.)
ยามนง่ั กน็ ง่ั เรียบ ธนกุ ง กระชบั ไว.
(มัทนะพาธา หนา ๕๕)
แขนออนฤเปรยี บดวย
การซ้าํ คาํ กรยิ าวา นั่ง ในวรรคเดียวกันชว ยเพ่มิ ความไพเราะ และแสดงทวงทาการนัง่
ที่เรียบรอ ย ในสายตาของชัยเสนซึง่ เปน ผกู ลาวคาํ ประพันธเหน็ วา มทั นาเปนสตรที ม่ี บี คุ ลกิ ภาพ
งดงามนา รัก
ชยั เสน. ตวั อยางท่ี ๖ วรพกั ตรบ หมางเมนิ , (อินทะวิเชยี ร, ๑๑.)
ยืนเพง และนงั่ พศิ มะทะนาณโลกสาม
งามใดบงามเกิน (มทั นะพาธา หนา ๕๕)
พระองคทรงซํ้าคาํ วา งาม ในวรรคเดียวกัน เพ่ือยา้ํ ถึงความงดงามของมัทนาที่เปน
เลิศในสามโลก
การซา้ํ คาํ ท่วี รรคหนา อกี ลกั ษณะหนง่ึ คือทรงนําคาํ ซ้าํ ประกอบเขา กับคํากรยิ าอืน่ ๆ
เพ่ือชว ยส่ือความหมายของความรสู ึกที่ทวีข้นึ เรอ่ื ย ๆ ดงั ตัวอยา ง
ตวั อยา งท่ี ๗ ก็ระตีประมวญประมลู , (อนิ ทวงส, ๑๒)
สเุ ทษณ. ย่ิงฟงพะจศี รี ทุขะทวมระทมหะทัย !
(มทั นะพาธา หนา ๒๔)
ย่ิงขัดก็ยิ่งพนู
พระองคทรงซํา้ คาํ วา ยงิ่ โดยทรงใชคกู บั คํากริยา ไดแ ก ยงิ่ ฟง ยงิ่ ขัด ยง่ิ พนู ซึง่ มี
ความหมายดงั นี้
ยิ่งฟง หมายถงึ สุเทษณฟ งคําพูดของมทั นา ยิ่งฟง กย็ ิ่งทวีความรสู ึกรกั ของ
ตน
ยงิ่ ขัด หมายถึง คําพดู ของมทั นาเปน คําตอบปฏิเสธ จงึ ขัดกบั ความตองการ
ของสเุ ทษณ
ย่ิงพนู หมายถึง สเุ ทษณยงิ่ ฟง คําตัดรอนของมัทนามากเทา ไร ความรูสึก
ทกุ ขใจก็ยิ่งทวีมากขึ้น
๑๓๓
ความไพเราะของคาํ ประพนั ธตอนนเ้ี กดิ ข้นึ จากกลวิธีอีกอยา งหน่งึ คือการทรงใชความ
ขัดแยง เพราะคําประพนั ธแสดงใหเ ห็นความรักทมี่ ากมายของสุเทษณ แตผ ลที่สเุ ทษณไดรบั คือ
ความทกุ ขทรมานอยา งนาเห็นใจ
การซํ้าคําทว่ี รรคหลังปรากฏในพระราชนิพนธเรอื่ งมทั นะพาธาดว ย ซึง่ ตาํ แหนงของ
คําซํา้ จะอยตู รงกลางวรรคหลงั ดงั ตวั อยาง
ตวั อยางท่ี ๘
กาละทรรศิน. รูปไดสุดามา ประดจุ ไดประสพโชค,(ภชุ งคัปปะยาตร, ๑๒.)
ประหนงึ่ เจาและนําโศลฺ ก ประเวศแนว ณอาศรม,
และหากตองวิโยคเจา จะแสนเศราณอารมณ,
เพราะเคยเหน็ ฤเคยชม บเวน วางณวันเพญ็ :
(มทั นะพาธา หนา ๔๒)
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยูห ัวทรงซา้ํ คําบุพบทวา ณ ในภชุ งคประยาต
ฉนั ท โดยทรงวางไวที่กลางวรรคหลงั ซึ่งเปน ตาํ แหนง ของคาํ ลหุ ตามปกติคําลหุไมต องออกเสียง
เต็มเสยี ง คําประพันธบทนีก้ เ็ ชน เดียวกัน เวลาอา นไมตองออกเสียง ณ เตม็ เสียง แตควรออกเปน
เสยี งเบา และเมื่อทรงซํ้าคําวา ณ ในตาํ แหนงเดียวกนั ของแตละบาทก็ชว ยใหม เี สยี งทซ่ี ํ้ากันเปน
จังหวะในตําแหนง เดมิ ความไพเราะจึงอยูทก่ี ารออกเสียงหนกั เบาตามวิธกี ารอา นฉันทและการซํา้
เสยี งของคาํ ดว ย
การซํา้ คาํ วา ณ ทวี่ รรคหลังมอี กี ลักษณะหน่ึง คอื ทรงวางคาํ วา ณ ไวส องคาํ ตรงทาย
วรรค และใหคาํ วา ณ แตล ะคาํ นําหนา คาํ ทีม่ คี วามหมายอยใู นประเภทเดียวกนั ดงั ตวั อยาง
ตัวอยา งที่ ๙ มะทะนาณฟา ณดิน (อินทวงส, ๑๒.)
สเุ ทษณ. นางใดจะมีเทียบ ตะนะแนวณอกณใจ.
(มัทนะพาธา หนา ๗)
เปนยอดและจอดจิน-
คําประพันธบ ทนี้แตละบาทมคี ําวา ณ อยูทา ยวรรคหลัง ๒ คาํ สวนคาํ ที่มาประกอบ
หลงั คาํ วา ณ ทัง้ สองคาํ มคี วามหมายเปนส่ิงท่ีอยใู นประเภทเดียวกนั ไดแก
ณ ฟา – ณ ดนิ ฟา และ ดนิ มีความหมายเกยี่ วกบั ธรรมชาติ
๑๓๔
ณ อก – ณ ใจ อก และ ใจ มีความหมายเกี่ยวกบั สว นของรางกาย ในท่ีน้ี
หมายถงึ ความคิด ความรูสกึ
การซ้ําคาํ ในบทนีช้ ว ยสะทอนความรสู กึ ของสุเทษณว า ดวยเหตุที่มัทนามคี วามงาม
เปน เลศิ กวานางใด ๆ ท้งั ในโลกสวรรคและโลกมนุษย นางจงึ เปนสตรที ่ีตราตรึงอยใู นใจของ
สุเทษณ การซํ้าคาํ ชวยทาํ ใหเ กิดความหมายลึกซงึ้ กนิ ใจ และเมื่ออา นออกเสียงก็จะไดเ สียงซาํ้ กัน
และมจี งั หวะเบา หนัก เบา หนกั ตอนทา ยบาทดว ย
นอกจากนพี้ ระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจา อยหู วั ทรงซ้ําคําทั้งวรรคหนาและวรรค
หลงั ดว ย ซง่ึ ตาํ แหนงของคําจะอยูท่ีตน วรรค กลางวรรค หรือทา ยวรรค แตจ ะไมปรากฏอยูในทกุ
วรรค มเี พียงบางวรรคเทานัน้ ดังตัวอยาง
ตัวอยา งท่ี ๑๐ ออิ ะปรียอ ติ ัวการ (อุเปนทะวิเชียร, ๑๑.)
จัณฑี. ชะฉาอะราลี บมริ สู าํ นึกตวั ;
ตะประจบสําออยผัว,
กระไรละเหมิ หาญ บมมิ ีละรูไหม ?
อโิ สภณิ ีดี และพะวงอิชาวไพร,
แนะ มงึ นะเงาหวั สิสุดามคธราช.
พระผวั ก็มัวหลง (มัทนะพาธา หนา ๙๕-๙๖)
บนกึ วะกูไซร
คาํ วา อิ ในคาํ ประพันธบทน้ีแผลงมาจากคาํ วา อี ดว ยเหตุที่เปนคําประพันธป ระเภท
ฉนั ทและตาํ แหนงของคาํ บงั คบั คําลหุ คําวา อี จงึ แผลงเปน อิ
พระองคทรงใชค ําวา อิ ประกอบหนา คําอื่นเพ่ือใหม คี วามหมายเปนคําบริภาษ ไดแก
อิอะปรีย อิตัวการ อิโสภณิ ี และอชิ าวไพร ซึ่งอยูในบทสนทนาของจณั ฑี และเปนคาํ ทจ่ี ัณฑใี ช
บริภาษดา ทอไปถงึ มัทนา
การใชค าํ วา อิ ประกอบหนา คําอ่นื และใชซ ้าํ กันหลายครง้ั ชวยแสดงใหเห็นอารมณ
ของจัณฑีวา รูสึกโกรธหึงหวงอยา งรุนแรงจนไมส ามารถยับยั้งความรูส กึ ไวได
ตัวอยางที่ ๑๑
มัทนา. ก็รสใดจะหวานแมน สุรสแหง พระวาจา, (ภชุ งคปั ปะยาตร, ๑๒.)
กระแสรทราบณทรวงฃา พระบาทปลืม้ บลมื รส;
(มัทนะพาธา หนา ๖๐)
๑๓๕
พระองคทรงซํา้ คาํ วา รส ทวี่ รรคหนาและวรรคหลังของคาํ ประพันธซ ึง่ เปนคําพูด
ของมัทนา รส หมายถงึ รสของถอยคาํ ในตอนนี้มัทนาแสดงความรูสกึ ของนางท่ีมีตอชัยเสนวา
นางมีความรูสกึ ซาบซงึ้ ประทบั ใจในรสถอ ยคําอันไพเราะออ นหวานของชัยเสน.
ตวั อยางที่ ๑๒
ปริยมั วะทา.ดฉิ นั นึกกส็ งสาร สนุ งคราญพระองคใหม, (ภชุ งคัปปะยาตร, ๑๒.)
เพราะเรียบรอยและดูไม พระโอษฐจดั ถนัดเถียง
ดฉิ นั มาและรับใช สนิธแลวก็เหน็ เนียง
ประเสรฐิ แทและควรเคียง พระองคผ ปู ระเสริฐชาย !
(มัทนะพาธา หนา ๙๐)
ในบทสนทนาของปริยมั วะทามีการซํ้าคําวา ประเสริฐ ทีว่ รรคหนาและวรรคหลังใน
บาทเดียวกัน คาํ วา ประเสริฐ คาํ แรก หมายถึง มทั นา สว นคาํ ทสี่ อง หมายถงึ ชัยเสน การซ้าํ คํา
ชว ยแสดงความหมายยกยองนางเอกวา มทั นาเปนสตรีท่ีมีคุณสมบตั ิเพียบพรอม จึงเหมาะสมคูควร
ย่งิ กับชัยเสน
นอกจากการซา้ํ คาํ คําเดียวแลว ในคาํ ประพนั ธต อนหน่งึ อาจมกี ารซํ้าคาํ มากกวา ๑ คาํ
ซึง่ ตาํ แหนงของคําจะอยูท่ตี นวรรค กลางวรรค หรอื ทายวรรค ดงั ตัวอยา งตอ ไปน้ี
ชยั เสน. ตวั อยางท่ี ๑๓ ศะตะพรรษะฤกวา (โตฎก, ๑๒.)
ผิวะอายุจะยนื บมหิ ยอนฤดิหรรษ;
กจ็ ะรักมะทะนา วธุตางมะณพิ รรณ,
นยะนาก็จะชม ระสะตางสผุ ะกา;
และจะสูดสวุ ะคันธ ยุวะดสี ิรมิ า,
ผวิ ะตนื่ กจ็ ะดู จะสบุ ินฤดิเพลนิ :
ผิวะหลับฤก็ฃา ฤจะนัง่ ฤจะเดิร,
ทิวะราตรจิ ะนอน, ฤจะหา งมะทะนา;
บมมิ ลี ะจะเหนิ (มัทนะพาธา, หนา ๖๒)
คําประพนั ธตอนนเี้ ปนบทสนทนาของชัยเสน ซึง่ มีการซ้ําคาํ ๓ คาํ ไดแก ผวิ ะ ตา ง
ฤ มรี ายละเอียดดังน้ี
๑๓๖
คําวา ผิวะ หมายถึง แมนวา, หากวา ซ่งึ เปนคําสนั ธาน พระองคท รงวางคาํ นไ้ี วท่ี
ตน วรรคหนาของเนื้อความแตละตอน เพอ่ื ใชเ ช่ือมความและชว ยแสดงเง่ือนไขวา ไมว าผพู ูด
(ชัยเสน) จะมีสภาพอยางไร ความรกั ของผพู ูดก็จะม่ันคงตลอดไป
สว นการซาํ้ คําวา ตาง ขางในวรรคหลังทัง้ สองคําชวยทําใหเ กดิ ความซาบซึ้งข้นึ ในคํา
ประพนั ธ เพราะแสดงใหเ หน็ วา นางเอกมีความสําคญั ตอพระเอกยง่ิ กวา สงิ่ มีคาใด ๆ สามารถ
ทดแทนส่งิ มคี า อนื่ ๆ ไมวาจะเปนแกวสงู คาหรือดอกไมอันงดงาม
นอกจากนกี้ ารซาํ้ คาํ วา ฤ ในสว นตา ง ๆ ของคําประพนั ธทงั้ วรรคหนาและวรรคหลังก็
ชว ยทาํ ใหเกิดเสียงทซ่ี ํา้ กนั เปน จังหวะทไี่ พเราะ
๑.๗.๒ การซํ้าคําเพื่อเนน ความหมายของคํา การซํ้าคาํ ลักษณะนป้ี รากฏในบท
สนทนาระหวา งตัวละคร ๒ ตัว คาํ ที่ซ้ําเปนคาํ สาํ คญั ท่ีใชเปนประเด็นในการสนทนา โดยจะเนน ที่
ความหมายของคาํ ดงั ตวั อยาง
ตวั อยา งท่ี ๑ ฤจะยึดพระจุมพล ? (อปุ ชาติ, ๑๑.)
มทั นา. อนั วาดะนูน้ี ก็บเคยจะขืนขดั .
พระอยากเสด็จดล พระสิโปรดนะแนชัด,
บมมิ ีจะขดั ขนื !
จณั ฑี. ดะนูก็รวู า
เหตุวา นะรีรตั น ละก็ผวั บรกั ยนื ,
และประจบสผิ วั รัก:
หญงิ ใดตระหนี่ตัว
ฉนัน้ บขดั ขนื (มทั นะพาธา หนา ๙๓)
คําวา ขืนขัด และ ขัดขนื ปรากฏในบทสนทนาระหวางมทั นากบั จณั ฑซี ่ึงกาํ ลังโตเถียง
กัน
คาํ วา ขืนขัด มคี วามหมายวา ไมยอมใหท าํ ตามใจ เมอ่ื ประกอบกับคําพูดของมทั นาจงึ
มีความหมายวา หากชัยเสนตองการเสด็จไปทใี่ ด มทั นากไ็ มเคยขัดขวาง คําวา ขนื ขัด นี้
พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลาเจาอยหู วั ทรงกลับคาํ เสียใหมเปนคาํ วา ขัดขืน แลว ทรงใชในคาํ พดู
ของจณั ฑี
คาํ วา ขดั ขืน มีความหมายวา ไมทาํ ตาม, ไมประพฤติตาม ซ่ึงจณั ฑพี ดู เสียดสี
มัทนาวา เพราะมัทนาไม “ขัดขนื ” หมายถงึ เปนสตรที ่ีไมหวงตวั จึงทาํ ใหส ามีรกั ใคร
จะเห็นวา ตัวละครทง้ั สองตา งใชค าํ วา ขืนขัด และ ขัดขืน เปน ประเด็นสาํ คัญในการ
โตเถียงกนั และการซํ้าคาํ วา ขดั ขืน ก็ชวยเนนความหมายของคาํ ใหชัดเจนข้ึน
๑๓๗
คาํ ประพันธอีกตอนหนึ่งเปน บทสนทนาระหวา งพระเอกกับนางเอก ซึง่ โตแยง กันดวย
เหตุผลเพ่ือยกยองความดีของอีกฝา ย ชัยเสนยกยองมทั นาวา เปนมิ่งขวัญของตนและบา นเมอื ง
แตม ัทนาปฏิเสธ ในบทสนทนามกี ารซํ้าคําวา ขวญั หลายครง้ั ดังน้ี
ตัวอยา งที่ ๒
มทั นา. อา ทูลกระหมอมปยะมหา สุระราชะสามี (วสนั ตดลิ ก, ๑๔.)
ฃา บาทบําเรอพระบทะศรี ละกย็ ังมเิ พยี งพอ
อยากมีกาํ ลงั พิริยะอกี พละไซรจะไดกอ
การอน่ื บาํ เรอพระบทะตอ บมิใหร ะคายเคอื ง !
ชยั เสน. อา นอ งสเิ ปนสุปฺริยะหญงิ ยวุ ะม่งิ และขวญั เมือง
อันพ่กี ม็ ียะศะประเทอื ง เพราะวะคูวะธูขวัญ
มัทนา. อาองคพ ระปน ดิลกะรัฐ ธดาํ รัสละยอครนั !
ฃานอ ยฤเรียกสุวะธขุ วัญ วระราชะธานี ?
แทจ รงิ นะหญงิ กส็ ริ วิ ัฑ- ฒะนะไดเ พราะสามี
หญิงโสดจะเรอื งยะศะและศรี ละกแ็ สนจะยากเยน็
ชัยเสน. หากพรอ มสคุ ณุ ก็ศุภะลกั - ษะณะนารยิ อ มเปน
ขวัญเมืองประดุจระตะนะเห็น บมิตองประกอบทอง !
(มัทนะพาธา หนา ๙๐-๙๑)
คําวา ขวัญ เปนคาํ สาํ คญั ของการสนทนา ปรากฏในคําวา ขวัญเมือง วะธูขวัญ สุ
วะธุขวัญ ซงึ่ ทุกคาํ หมายถึง มทั นา ขวัญ แปลวา มิ่งมงคล, สริ ิ, ความดี การซ้ําคําวา ขวัญ จงึ เนน
ความหมายใหเห็นวา มัทนาคือผหู ญงิ ท่ดี ีที่เปนม่ิงขวญั ของสามีและบานเมอื ง
นอกจากนมี้ ีการซํา้ คาํ วา อา ทต่ี นวรรคหนาของคาํ ประพันธ เพื่อใชเ ปนคําขน้ึ ตนบท
สนทนา และเปนเสยี งทชี่ วยสะทอ นความรูสกึ ยินดปี รีดา เพราะตวั ละครสุขใจท่ีสมหวงั ในความรัก
ตัวอยางท่ี ๓ สรุ ะเทวะกัญญา. (อุปชาต,ิ ๑๑)
จิตระรถ. พระโฉมบแ พโฉม ดจุ ะกากะเปรยี บหงส
(มัทนะพาธา หนา ๙)
สุเทษณ. แพย อดฤดีฃา
คาํ ประพันธตอนนเี้ ปนบทสนทนาระหวา งสเุ ทษณกบั จิตระรถ มีการซ้าํ คาํ ๒ คํา ไดแก
โฉม และ แพ ดังน้ี
๑๓๘
การซ้าํ คําวา โฉม ซึ่งมีตาํ แหนง ของคาํ วางอยใู กลก ัน เปน การซาํ้ คาํ เพือ่ ใหเกิดเสียง
และจงั หวะท่ีไพเราะ ดา นความหมาย คําวา โฉม คําแรกหมายถงึ รปู งามของธิดากษัตริย สวนคาํ
หลังหมายถงึ รูปงามของนางสวรรค สรุปวา แมเ ปน ธิดากษัตรยิ แตก็มีรูปงามไมแ พน างสวรรค
แลวพระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาเจาอยูหวั กท็ รงนําคําวา แพ มาซ้ําคาํ อีกคาํ หนงึ่
คาํ แรกอยูในคําพดู ของจิตระรถซ่ึงมเี จตนาตองการชีแ้ จงแกสุเทษณว า ธิดามนุษยงามไมแ พน าง
สวรรค แตพระองคก ไ็ ดใ หส เุ ทษณใชค ําเดียวกันคือคาํ วา แพ ยอนกลับไปวา นางแพค วามงาม
ของมทั นา
จะเห็นวา พระองคทรงใหตวั ละครสองตัวใชค าํ เดยี วกนั เปนประเด็นสําคัญในการพดู
ตัวละครตวั แรกเปนผูกลา วกอน และใหตวั ละครตวั หลงั พูดแยงกลบั ไปโดยใชค ําเดิมของตัวละครตัว
แรก จึงเปนการซํ้าคาํ ทเี่ ลน ความหมายของคํา
๑.๗.๓ การซํา้ คําเพื่อเนนเสยี ง การซํ้าคาํ ลักษณะนคี้ าํ ท่ีซํา้ จะวางอยชู ิดกัน เพือ่ ทํา
ใหเสียงของคําท่นี าํ มาซ้ํามีความชัดเจนขึ้น และสง ผลใหการส่ือความหมายในคําประพันธเดนชัด
รวมทัง้ มีความไพเราะเพิ่มข้ึนดว ย ดังตัวอยา ง
ตวั อยา งที่ ๑ ชชิ ชิ า งจาํ นรรจา, (กมล, ๑๒.)
สุเทษณ. มะทะนาชะเจา เลห ฤกระบิดกระบวนความ.
(มทั นะพาธา หนา ๒๖)
ตะละคาํ อวุ าทา
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจา อยูห ัวทรงซ้าํ คําวา ชิ ทต่ี นวรรคหลงั พระองคท รง
วางคาํ ชิดกัน แลว ไดเ สียงของคําวา ชิชิ เพอื่ แสดงความรสู กึ ของผูพดู คอื สุเทษณ วา สุเทษณรูสกึ
โกรธมัทนาเพราะถูกขัดใจ
ตัวอยา งที่ ๒ หทัยธพาล, (ปยวํ ทา, ๑๒)
ปริยมั วะทา.ชะชะพระมจั จุฤกระไร ประหารพระแม.
(มัทนะพาธา หนา ๑๓๒-๑๓๓)
กด็ นุน้ีสิมิประหาร,
การซ้ําคาํ วา ชะ เปน ชะชะ ที่ตน วรรคหนา ทาํ ใหเ กดิ การเนนเสยี งของคํา ซ่งึ ในทีน่ ี้
เปน เสียงของปริยัมวะทาท่ีแสดงความรสู ึกโกรธพระมัจจุราช เพราะเขา ใจวาพระมัจจรุ าชเปนผมู า
พรากชวี ติ ของมทั นาไป
๑๓๙
สวนการซ้าํ คาํ วา ชะ ในบทพดู ของชัยเสน นอกจากจะวางคาํ ใหช ิดกันที่ตน วรรคหลัง
แลว มีคําวา ชะ อกี คําหน่งึ อยูท ี่ตนวรรคหนา ดว ย จงึ เปนการซ้ําคําคําเดียวกัน ๓ ครั้งในบาท
เดียวกนั ดงั ตวั อยา ง
ชยั เสน. ตัวอยางท่ี ๓ ชะชะมอี บุ ายครบ, (อุปชาต,ิ ๑๑.)
ชะเกง ละจัณฑี รณะดว ยจะหา มทัพ !
เตรียมเพื่อจะตดั รบ (มัทนะพาธา หนา ๑๑๒)
การซาํ้ คําวา ชะ ลกั ษณะนี้ เปนการเนน ยํา้ ใหเ หน็ อยา งชดั เจนวา ขณะนผี้ ูพูดรูสกึ
โกรธมากกวาธรรมดา
การซาํ้ คําเพ่อื เนนเสยี งใหช ัดเจนและไพเราะมีอกี ลกั ษณะหนึ่งคอื พระบาทสมเดจ็ พระ
มงกฎุ เกลาเจาอยหู ัวทรงใชไ มยมกเปนเครือ่ งหมายในการซํา้ คําดว ย ดงั ตัวอยา ง
ศภุ างค. ตัวอยา งท่ี ๔ มาทําอวดดี (ฉบงง, ๑๖.)
เออแน, นางอราลี ! (มทั นะพาธา หนา ๘๕)
สงเสยี งแจว ๆ อยูใย ?
คําวา แจว ๆ ในคําประพนั ธนบ้ี อกลักษณะการพดู ของอราลนี างขาหลวง ซงึ่ การซํ้า
คาํ แสดงใหเห็นวา นางอราลพี ูดเสียงดังและพูดอยูตลอดเวลา
ตวั อยางที่ ๕
อราลี. ชะ ๆ อุแมเ จา เอย ! ชางพูดเพย ๆ (ฉบงง, ๑๖.)
นะทา นศุภางคเสนา;
อวดดีนะเพราะชางหา หญงิ สรวย ๆ มา
บําเรอพระมงิ่ โมลี !
(มัทนะพาธา หนา ๘๗)
คําประพันธนเ้ี ปนคําพูดของอราลซี ่งึ กําลงั ทะเลาะกับศุภางค มีการซํา้ คาํ ทีใ่ ช
เครอื่ งหมายไมยมก ๓ คาํ ดังน้ี
คาํ วา ชะ ๆ แสดงความรสู ึกไมพ อใจของอราลีทีถ่ กู ศุภางคด า วา