สารบัญ (Content) บทความวิจัย หน้าที่ พัฒนาทักษะพิมพ์ดีดไทยเบื้องต้น ยุค New Normal โดยใช้สมาธิเป็นฐาน ของนักศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC) กรุงเทพมหานคร ปี การศึกษา 2565 2 พัฒนาทักษะพิมพ์ดีดไทยเบื้องต้น ยุค New Normal โดยใช้สมาธิเป็นฐาน ของนักศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC) กรุงเทพมหานคร ปี การศึกษา 2565 11 การพัฒนาสื่อออนไลน์โดยใช้ไลน์ออฟฟิเชียล แอคเคาท์ (LINE OA) ในการทบทวนบทเรียน รายวิชา โปรแกรมนำเสนอข้อมูล เรื่องการเขียนโครงร่างแสดงเรื่องราว(STORY BOARD) สำหรับนักศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC) ปีการศึกษา 2565 23 การพัฒนาแผนการเรียนรู้ในรายวิชาระบบปฏิบัติการเบื้องต้น โดยใช้สื่อมัลติมีเดียแบบออนไลน์ โปรแกรม PC BUILDING SIMULATOR ในการประกอบคอมพิวเตอร์ สำหรับนักเรียนระดับชั้น ปวช. 2 สาขาวิชา คอมพิวเตอร์ธุรกิจวิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC) ปีการศึกษา 2565 39 การพัฒนาทักษะการเรียนรู้เรื่อง โครงสร้างแบบทางเลือก ด้วยรูปแบบห้องเรียนกลับด้าน รายวิชาหลักการ เขียนโปรแกรม สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2/1 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ ปีการศึกษา 2565 53 การพัฒนาทักษะการเรียนรู้เรื่อง ลอจิก โดยการใช้เทคโนโลยีช่วยสอน ซิมูเลเตอร์ตามหลักการจัดการ เรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 รายวิชาคณิตศาสตร์คอมพิวเตอร์สำหรับ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ ปีการศึกษา 2565 69 การพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ เรื่องการออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้และส่วนติดต่อผู้ใช้ (ยูเอ็กซ์/ยูไอ) ผลิตภัณฑ์บนโมบายแอปพลิเคชัน ด้วยฟิกม่าตามทฤษฎีของกิลฟอร์ด ในรายวิชาสื่อสร้างสรรค์ธุรกิจดิจิทัล สำหรับนักศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ปีที่ 2 ห้อง 6 และห้อง 7 สาขาวิชาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล วิทยาลัย เทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ ปีการศึกษา 2565 85 เปรียบเทียบทักษะการพิมพ์สัมผัสแบบเรียนปกติกับการพิมพ์สัมผัสโดยใช้โปรแกรม ไทม์ปิ้งเทส ผ่าน เว็บไซต์ (TYPINGTEST) เรื่องการพิมพ์แป้น เหย้า ในรายวิชาพิมพ์ดีดไทยเบื้องต้น ของนักศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 ห้อง 1 และห้อง 2 สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม บริหารธุรกิจ (SBAC) ปีการศึกษา 2565 101
สารบัญ (Content) บทความวิจัย หน้าที่ การพัฒนาบทเรียนออนไลน์ด้วย Thunkable ตามแนวทฤษฎีสร้างสรรค์ความรู้เรื่อง การใช้อินเทอร์เน็ต สืบค้นข้อมูลเพื่องานอาชีพ รายวิชาคอมพิวเตอร์และสารสนเทศเพื่องานอาชีพ ระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพปีที่ 1/1 สาขาวิชา คอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC) ปีการศึกษา 2565 115 การพัฒนาทักษะการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุเบื้องต้น ด้วยโปรแกรมวิชวลสตูดิโอ (VISUAL STUDIO CODE) โดยใช้เทคนิคการดีบั๊ก (DEBUGGING) วิชาการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุเบื้องต้น ของนักศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 3/1 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ ( SBAC) ปีการศึกษา 2565 131 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในยุค Digital Disruption ดวยการสอนแบบปกติกับการสอนแบบ เทคนิคสรางสรรคเปนฐาน (CBL) เรื่องการสรางสื่ออินโฟกราฟก วิชาโครงงาน ของนักศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงปที่ 2 สาขาวิชาดิจิทัลกราฟก วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC) ปการศึกษา 2565 147 การพัฒนาทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้เทคโนโลยีช่วยสอนแบบออนไลน์ตามหลักการจัดการเรียนรู้ ในศตวรรษที่21 รายวิชาการออกแบบกราฟิกบรรจุภัณฑ์สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้น ปีที่ 2 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์กราฟิก วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ ปีการศึกษา 2565 161 การพัฒนาทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้เทคโนโลยีช่วยสอนแบบออนไลน์ตามหลักการจัดการเรียนรู้ ในศตวรรษที่21รายวิชาการออกแบบกราฟิกบรรจุภัณฑ์สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้น ปีที่ 2 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์กราฟิก วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ ปีการศึกษา 2565 177
สารบัญ (Content) บทความวิจัย หน้าที่ การพัฒนาการสร้างสรรค์งานองค์ประกอบศิลป์ ด้วยเทคนิควิธีการจดจำเทคนิคและจำลองการปฏิบัติเพื่อ นำเข้าสู้กระบวนการเรียนในรายวิชาวาดเขียนพื้นฐาน ระดับปวช.1 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์กราฟิก วิทยาลัย เทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC) ปีการศึกษา 2565 191 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาองค์ประกอบศิลป์ โดยใช้เกม Wordwall สำหรับนักศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์กราฟิก วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม บริหารธุรกิจ (SBAC) ปีการศึกษา 2565 207 การจัดการเรียนการสอนด้วยห้องเรียนกลับด้าน เพื่อส่งเสริมความสามารถการแก้ปัญหาของนักศึกษา ปวช.1 วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC) ปีการศึกษา 2565 221 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยรูปการเรียนรู้โดยใช้ Quizizz.com รายวิชาการบัญชีกิจการ อุตสาหกรรม เรื่อง งบต้นทุนการผลิตกิจการอุตสาหกรรม ของนักศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปี ที่ 3/3 สาขาวิชาการบัญชี วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม บริหารธุรกิจ (SBAC) ปีการศึกษา 2565 236 การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรูในศตวรรษที่ 21 ดวยเทคนิคการสอนแบบ MACRO Model รายวิชาภาษี เงินไดบุคคลธรรมดากับการบัญชี สําหรับนักเรียนระดับชั้น ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปที่ 2/4 สาขาวิชา การบัญชี วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม บริหารธุรกิจ กรุงเทพมหานคร ปการศึกษา 2565 249 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใชเกม Word Wall วิชาการบัญชีชั้นสูง 2 เรื่อง การรวมธุรกิจ ของ นักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงปที่ 1 สาขาการบัญชี วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม บริหารธุรกิจ (SBAC) ปการศึกษา 2565 264 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ และพัฒนาศักยภาพผู้เรียน สู่ การเป็นผู้ประกอบการของนักศึกษา ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม บริหารธุรกิจ (SBAC) ด้วยกระบวนการเรียนการสอนผ่านกิจกรรมธุรกิจติดดาว 279 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาการเป็นผู้ประกอบการ โดยใช้ Google Apps for Education สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 2 สาขาวิชาการตลาด วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม บริหารธุรกิจ นนทบุรี (SBAC) ปีการศึกษา 2565 294 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาการอ่านสื่อสิ่งพิมพ์ในชีวิตประจำวัน เรื่องการจำคำศัพท์ ภาษาอังกฤษให้คงทนโดยใช้เกมมัลติมิเดียออนไลน์(BLOOKET)ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2/8 สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ ประจำปีการศึกษา 2565 309
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาจีน (HSK) โดยใชแอปพลิเคชันการศึกษา ของนักศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปที่ 2 สาขาภาษาตางประเทศ ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2565 วิทยาลัย เทคโนโลยีสยาม บริหารธุรกิจ (SBAC) 324 การพัฒนาการใช้ Past-Simple Tense ของนักเรียนชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1 สาขาวิชา คอมพิวเตอร์กราฟฟิค วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ(SBAC) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 ด้วย โปรแกรม Gamilab 339 การพัฒนาความสามารถด้านการพูดในโอกาสต่างๆ โดย ใช้การสอนแบบบทบาทสมมุติ วิชาภาษาไทยเพื่อ อาชีพ 353 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการสอนแบบปกติ กับ วิธีการสอนแบบใช้เกม Kahoot . วิชาภาษาไทยพื้นฐาน เรื่อง การศึกษาวรรณกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ของนักศึกษาระดับชั้น ประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 วิทยาลัย เทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ 368 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบวัฏจักรการเรียน รู้ 5 ขั้น ตอน (5 E)โดยใช้เกมมัลติมีเดีย Kahoot ราย วิชาวิทยาศาสตร์งานธุรกิจและบริการเรื่องความรู้เกี่ยวกับไฟฟ้า สำหรับนักศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1(ปวส.1) สาขาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม บริหารธุรกิจ (SBAC)กรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2565 381 การส่งเสริมการเป่าขลุ่ยเพียงออโดยใช้แบบฝึกทักษะปฏิบัติ ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้น ปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ 396 เรื่องการพัฒนาผลสัมทธิ์ทางการเรียนรายวิชาเพศวิถีศึกษา โดยใช้เทคนิคการสอนแบบบทบาทสมมติใน การเรียนของนักศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1สาขาวิชา คอมพิวเตอร์กราฟิก วิทยาลัย เทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ(SBAC) ปีการศึกษา 2565 406
INTERNATIONAL RESEARCH
แบบรับรองการนำผลงานสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ไปใช้งานจริง ประจำปีการศึกษา 2565 วิทยาลัย.......เทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC)................ 1. ชื่อผลงาน...........การพัฒนานวัตกรรมแอปพลิเคชันแจ้งเตือนวันเน่าเสียหมดอายุของวัตถุดิบ: Freshness Alert ................. 2. คุณลักษณะ/ประโยชน์......เป็นนวัตกรรมที่มีการนำเทคโนโลยี และแนวคิดทางด้านปัญญาประดิษฐ์ และการเรียนรู้ของจักรกลมาใช้ในการสร้างองค์ความรู้ให้กับระบบทำให้แอปพลิเคชัน ทำให้สามารถ คิด และแนะนำผู้ประกอบการ หรือบุคคลทั่วไปผู้ใช้งานได้เสมือนมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านการจัดสรร และจัดการวัตถุดิบมาช่วยแนะนำ และแอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้นมาในครั้งนี้ทำให้ช่วยลดทำให้เกิด Zero Waste แนวทางการลดขยะให้เหลือศูนย์ หรือลดจำนวนขยะต่อคนให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะ ทำได้ เพื่อเป็นการหยุดปัญหาตั้งแต่ต้นทาง แทนที่จะกำจัดปัญหาขยะที่ปลายทาง อีกทั้งยังรองรับการ ทำงานได้หลากหลาย Platform ทั้งอุปกรณ์การสื่อสารเคลื่อนที่ หรือบนคอมพิวเตอร์ก็ได้เช่นกัน และ สามารถเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลาที่ต้องการใช้งานแอปพลิเคชัน...... 3. ข้อมูลหน่วยงาน/ชุมชน/บุคคลที่นำผลงานไปทดสอบหรือใช้ประโยชน์ 3.1 ชื่อหน่วยงาน/บุคคล.............SBAC Coffees Studio......................... 3.2 สถานที่ตั้ง/ที่อยู่ผู้ทดลองใช้ประโยชน์....... 6/599 ซ.พหลโยธิน 52 ถ.พหลโยธิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220........ หมายเลขโทรศัพท์....... 02-972-6111-8............โทรสาร........02-972-6124.................. 3.3 ลักษณะของกิจการ/หน่วยงาน/อาชีพ.........กิจการเกี่ยวกับกาแฟเป็นลักษณะร้านแบบคาเฟ่....... 3.4 ผู้รับผิดชอบหน่วยงาน..ดร.ปราศรัย ประวัติรุ่งเรือง.....ตำแหน่ง........ผู้อำนวยการวิทยาลัย......... 4. ลักษณะการนำไปใช้ประโยชน์/ทดสอบ (กรุณาทำเครื่องหมาย √ ในหัวข้อที่เกี่ยวข้อง) 4.1 การใช้ประโยชน์สาธารณะของชุมชน 4.2 การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ 4.3 การใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพ 4.1 การใช้ประโยชน์เชิงวิชาการ (เป็นต้นแบบเทคโนโลยี) 5. ช่วงเวลาการสิ่งประดิษฐ์ฯนำไปใช้ประโยชน์/ทดสอบ ระหว่างวันที่ ...........1 พฤษภาคม 2565......ถึง............31 มกราคม 2566............... 6. สรุปผลการนำสิ่งประดิษฐ์ฯไปใช้ประโยชน์/ทดสอบ...........จากทดลองใช้งานแอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้น มาในครั้ง ในระยะที่ 1 คือ ระหว่างช่วงเดือนตุลาคม ถึงเดือนพฤศจิกายน นี้พบว่าสถานประกอบการที่ เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจอาหารสามารถช่วยลดการเกิด Zero Waste ได้โดยผู้ประกอบให้น้ำหนัก
ปัจจัยด้านความคาดหวังในประสิทธิภาพ เป็นอันดับหนึ่ง อยู่ในเกณฑ์ดีมาก ปัจจัยอันดับสอง คือ ความ คาดหวังในความพยายาม อยู่ในเกณฑ์ดีและปัจจัยอันดับสุดท้าย คือ สภาพสิ่งอานวยความสะดวกในการใช้ งาน อยู่ในเกณฑ์พอใช้........... ขอรับรองว่า จากการนำผลงาน.........การพัฒนานวัตกรรมแอปพลิเคชันแจ้งเตือนวันเน่าเสียหมดอายุ ของวัตถุดิบ: Freshness Alert.......... ไปทดสอบ/ทดลองนำไปใช้จริง ผลงานดังกล่าว 1. มีคุณภาพ/ประสิทธิภาพและมีความปลอดภัย 2. มีศักยภาพในการนำไปพัฒนาต่อยอดเชิงพาณิชย์/อุตสาหกรรม 3. สามารถนำไปประยุกต์เป็นต้นแบบทางวิชาการและเป็นต้นแบบทางเทคโนโลยี ลงชื่อ................................................ ผู้ใช้ประโยชน์/ทดสอบผลงานสิ่งประดิษฐ์ ประทับตราหน่วยงาน ขอรับรองว่าได้นำผลงานสิ่งประดิษฐ์ไปทำการทดลองใช้/ทดสอบในสถานที่/หน่วยงานดังกล่าวจริง ลงชื่อ...........................................ครูที่ปรึกษาเจ้าของผลงาน (.......นายศราวิน ราชานิกรณ์..........) ตำแหน่ง.......นักพัฒนาซอฟต์แวร์อาวุโสและหัวหน้าสาขา เทคโนโลยีสารสนเทศ……. หมายเหตุ. แนบรูปถ่าย จากสถานที่จริงที่แสดงให้เห็นถึงการนำผลงานไปทดลองใช้/ทดสอบไม่น้อยกว่า 4 ภาพ พร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้อง
ชื่อผลงานวิจัย (ภาษาไทย) การพัฒนานวัตกรรมแอปพลิเคชันแจ้งเตือนวันเน่าเสียหมดอายุของวัตถุดิบ: Freshness Alert (ภาษาอังกฤษ) DEVELOPMENT OF INNOVATIVE APPLICATIONS TO NOTIFY THE EXPIRATION DATE OF RAW MATERIALS: POINT: FRESHNESS ALERT ชื่อสถานศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC) อาชีวศึกษา กรุงเทพมหานคร ที่อยู่6/599 หมู่ 5 ซอย พหลโยธิน 52 แขวง คลองถนน เขต สายไหม กรุงเทพมหานคร 10230 เบอร์โทรศัพท์ 02-972-6111-8 โทรสาร 02-9726124 E-mail [email protected] ส่วน ก : ลักษณะงานวิจัย งานวิจัยใหม่ งานวิจัยต่อเนื่องระยะเวลา..........…..ปี ความสอดคล้องระดับชาติ ความสอดคล้องระดับชาติ 1. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2565) ยุทธศาสตร์ที่ 8 : การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม 2. นโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติฉบับที่10 (พ.ศ. 2565-2569) ยุทธศาสตร์ที่ 3 : ส่งเสริมกลไกและกิจกรรมการนำกระบวนการวิจัย ผลงานวิจัย องค์ ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีจากงานวิจัยไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมโดย ความร่วมมือของภาคส่วนต่าง ๆ 3. ยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติรายประเด็น ยุทธศาสตร์ที่ 40 : วิสาหกิจชุมชน และวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม (SME) 4. ยุทธศาสตร์ประเทศ ยุทธศาสตร์ที่ 1 : การสร้างความสามารถในการแข่งขัน 5. นโยบายรัฐบาล/เป้าหมายของรัฐบาล นโยบาย/เป้าหมายที่8 : การพัฒนาและส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา และนวัตกรรม
ความสอดคล้องระดับกระทรวง 1. นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นโยบาย การจัดทำแผนงาน/โครงการริเริ่มใหม่ 2. ยุทธศาสตร์กระทรวงศึกษาธิการ ยุทธศาสตร์ที่ 2 ด้านการผลิต พัฒนากำลังคนและสร้างความสามารถในการแข่งขัน 3. ยุทธศาสตร์สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ยุทธศาสตร์ยกระดับมาตรฐานสถานศึกษาของาชีวศึกษาในด้านการจัดการเรียนการ สอนในระดับปวช.,ปวส.และปริญญาตรี หรือสายปฏิบัติการและเพิ่มศักยภาพให้เป็น แหล่งการเรียนรู้ วิชาชีพและฝึกอบรมวิชาชีพของชุมชน ความสอดคล้องระดับส่วนภูมิภาค 1. ยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด ภาคกลางตอนบน 1 ยุทธศาสตร์การพัฒนาความรู้และการจัดการด้านเทคโนโลยีและเพื่อเพิ่มสร้างมูลค่าเพิ่ม ในการพัฒนาสินค้า เกษตร และอุตสาหกรรม 2. ยุทธศาสตร์จังหวัด ปทุมธานี ยุทธศาสตร์ใช้ความได้เปรียบของสถานบันการศึกษา สถาบัน วิจัย เพื่อส่งเสริมการ พัฒนา 3. พันธกิจหรือนโยบายของสถานศึกษา/สถาบันการอาชีวศึกษา พันธกิจหรือนโยบายวิจัย สร้างนวัตกรรม จัดการองค์ความรู้เพื่อส่งเสริมการพัฒนา โครงการวิจัยนี้ สามารถนำไปเผยแพร่และขยายผลไปสู่การใช้ประโยชน์ได้ เชิงนโยบาย (ระบุ)................................................................................................ เชิงพาณิชย์ (ระบุ)................................................................................................. เชิงวิชาการ (ระบุ).............วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC)........... เชิงพื้นที่ (ระบุ)......................................................................................................
เชิงสาธารณะ/สังคม (ระบุ).................................................................................... อื่น ๆ (ระบุ)........................................................................................................... ภาพแบบร่าง/หรือภาพผลงานสิ่งประดิษฐ์ ส่วน ข : องค์ประกอบในการจัดทำโครงการวิจัย 1.1 นักวิจัยรุ่นใหม่/คณะผู้ร่วมวิจัย 1. ดร.อิสริยา วรพิพัฒน์ 2. นายศราวิน ราชานิกรณ์ 3. นายพชรพล พะระรามันห์ 4. นายพาคินทร์ เตชะภัทร์ธีนันท์ 5. นายปรเมษฐ์ แสงแตงอ่อน 1.2 หน่วยงานสนับสนุน(ถ้ามี) 14.1 หน่วยงานภาครัฐ………………………………………………...……………………………………… 1.4.2 หน่วยงานภาคเอกชน……………………………………….……………………………………… 1.3 อื่นๆ…………………………………………………………………………………………………………………… 1. ประเภทการวิจัย การวิจัยพื้นฐาน (basic research) การวิจัยประยุกต์(applied research)
การวิจัยและพัฒนา (research and development) 2. สาขาวิชาการ/ประเภทสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ 1) สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพและคณิตศาสตร์ สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมที่ทำการวิจัย ประเภทที่........................ 2) สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมที่ทำการวิจัย ประเภทที่........................ 3) สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมที่ทำการวิจัย ประเภทที่........................ 4) สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมที่ทำการวิจัย ประเภทที่........................ 5) สาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรมวิจัย สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมที่ทำการวิจัย ประเภทที่........................ 6) สาขาปรัชญา สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมที่ทำการวิจัย ประเภทที่........................ 7) สาขานิติศาสตร์ สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมที่ทำการวิจัย ประเภทที่........................ 8) สาขารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมที่ทำการวิจัย ประเภทที่........................ 9) สาขาเศรษฐศาสตร์ สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมที่ทำการวิจัย ประเภทที่........................ 10) สาขาสังคมวิทยา สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมที่ทำการวิจัย ประเภทที่........................
11) สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและนิเทศศาสตร์ สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมที่ทำการวิจัย ประเภทที่...........๒............. 12) สาขาการศึกษา สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมที่ทำการวิจัย ประเภทที่........................ 3. คำสำคัญ (keywords) ของการวิจัย 4.1 ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หมายถึง ระบบประมวลผลของคอมพิวเตอร์ หุ่นยนต์ เครื่องจักร หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ที่มีการวิเคราะห์เชิงลึกคล้ายความ ฉลาดของมนุษย์ และสามารถก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นการกระทำได้ 4.2 ระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert System: ES) หมายถึง ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ที่ช่วยในการ หาคำตอบ อธิบายความไม่ชัดเจน ซึ่งปกตินั้นจะใช้ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาตอบคำถาม นั้น ระบบผู้เชี่ยวชาญเป็นส่วนหนึ่งของปัญญาประดิษฐ์โดยอาศัยระบบฐานความรู้ (knowledge-based System) และกลไกการอนุมาน (Inference Engine) เป็น องค์ประกอบหลักในการทำงานความสำคัญและที่มาของปัญหาที่ทำการวิจัย 4.3 การเรียนรู้ของจักรกล (Machine Learning) เป็นการทำงานของปัญญาประดิษฐ์ที่มี การเรียนรู้ข้อมูลจำนวนมหาศาลที่มีอยู่ในฐานข้อมูลและมนุษย์ป้อนเพิ่มเติมเข้ามาใน ฐานข้อมูล โดยจัดเก็บ ค้นหา เรียนรู้ จดจำ และประมวลผลข้อมูลเหล่านั้นด้วยตนเอง อย่างชาญฉลาด จัดเป็นส่วนการเรียนรู้ของคอมพิวเตอร์ที่เสมือนเป็นสมองของปัญญา ของมนุษย์ 4.4 Zero-Waste Cooking จะเริ่มตั้งแต่การวางแผนซื้อวัตถุดิบ สำหรับร้านอาหาร หรือ โรงแรมควรมีการจัดคลังวัตถุดิบภายในครัว และหมั่นเช็กปริมาณวัตถุดิบที่ยังเหลืออยู่ แล้วจึงวางแผนว่าควรซื้อวัตถุดิบใดเพิ่มในปริมาณเท่าไรบ้าง จะได้ไม่ต้องซื้อวัตถุดิบมา มากเกินความจำเป็น ซึ่งจะช่วยลดปริมาณวัตถุดิบเหลือทิ้งที่ใช้ไม่หมดไปได้ 4. วัตถุประสงค์ของการวิจัย 5.1 เพื่อจัดสรรการใช้วัตถุอย่างมีคุณภาพมากที่สุด ลดการเน่าเสียของวัตถุดิบที่ซื้อเป็น จำนวนมากได้ 5.2 เพื่อพัฒนานวัตกรรมมาช่วยในการจัดสรรและจัดการวัตถุดิบของผู้ประกอบการบุคคล ทั่วไป 5.3 เพื่อนำความรู้ทางด้านเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของจักรกลมาให้ใช้เกิด ประโยชน์และเกิดคุณค่าของการสร้างนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำตัว
5.4 เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการใช้งานนวัตกรรมแอปพลิเคชันแจ้งเตือนวันเน่าเสีย หมดอายุของวัตถุดิบ: Freshness Alert 5. ทฤษฎี สมมุติฐาน (ถ้ามี) และกรอบแนวความคิดของการวิจัยหรือแบบร่าง ภาพที่1.1 กรอบแนวความคิดของการวิจัย H1: ความคาดหวังในประสิทธิภาพมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความตั้งใจในการใช้นวัตกรรม แอปพลิเคชันแจ้งเตือนวันเน่าเสียหมดอายุของวัตถุดิบ: Freshness Alert H2: ความคาดหวังในความพยายามมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการตัดสินใจใช้นวัตกรรมแอป พลิเคชันแจ้งเตือนวันเน่าเสียหมดอายุของวัตถุดิบ: Freshness Alert H3: อิทธิพลทางสังคมมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการตัดสินใจในการใช้การตัดสินใจใช้ นวัตกรรมแอปพลิเคชันแจ้งเตือนวันเน่าเสียหมดอายุของวัตถุดิบ: Freshness Alert H4: สภาพสิ่งอำนวยความสะดวกในการใช้งานมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการตัดสินใจใช้ นวัตกรรมแอปพลิเคชันแจ้งเตือนวันเน่าเสียหมดอายุของวัตถุดิบ: Freshness Alert H5: แรงจูงใจด้านมูลค่าราคามีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการตัดสินใจใช้การตัดสินใจใช้ นวัตกรรมแอปพลิเคชันแจ้งเตือนวันเน่าเสียหมดอายุของวัตถุดิบ: Freshness Alert H6: แรงจูงใจด้านความเคยชินมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการตัดสินใจใช้การตัดสินใจใช้ นวัตกรรมแอปพลิเคชันแจ้งเตือนวันเน่าเสียหมดอายุของวัตถุดิบ: Freshness Alert ตัวแปรอิสระ ตัวแปรตาม การยอมรับเทคโนโลยี 1. อิทธิพลของสังคม 2. สภาพสิ่งอานวยความสะดวกในการใช้งาน 3. มูลค่าราคา 4. ความเคยชิน คุณภาพการบริการ 1. ความคาดหวังในประสิทธิภาพ 2. ความคาดหวังในความพยายาม การตัดสินใจใช้นวัตกรรมแอปพลิเคชันแจ้ง เตือนวันเน่าเสียหมดอายุของวัตถุดิบ: Freshness Alert
6. การทบทวนวรรณกรรม/สารสนเทศ (information) ที่เกี่ยวข้อง 6.1 เทคโนโลยีฐานข้อมูล (Database Technology) 6.2 เทคโนโลยีเว็บ (Web Technology) 6.3 ไฮบริด แอปพลิเคชัน (Hybrid Mobile Application) 6.4 ปัญญาประดิษฐ์(Artificial Intelligence) 6.5 การเรียนรู้ของจักรกล (Machine Learning) 6.6 ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) 6.7 แนวทางในการลดการเกิดขยะ (Zero Waste) 6.8 ทฤษฎีการยอมรับการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศ (UTAUT2) 7. แนวความคิดเกี่ยวกับงานวิจัยที่เกี่ยวข้องการสืบค้นจากฐานข้อมูลสิทธิบัตร ...............……………………………………-……………………………………………………………………… 8. เอกสารอ้างอิงของการวิจัย - Beynon-Davies, Paul (2003). "Database Systems (3rd ed.) ". Palgrave Macmillan. ISBN 978-1403916013. - Chapple, Mike (2005). "SQL Fundamentals". Databases. About.com. Archived from the original on 22 February 2009. Retrieved 28 January 2009. - Pham, Xuan Lam; Nguyen, Thi Huyen; Chen, Gwo Dong (2018). "Research Through the App Store: Understanding Participant Behavior on a Mobile English Learning App". Journal of Educational Computing Research. 56 (7): 1076–1098. doi:10.1177/0735633117727599. S2CID 64678404. - Merkle, Daniel; Middendorf, Martin (2013). "Swarm Intelligence". In Burke, Edmund K.; Kendall, Graham (eds.). Search Methodologies: Introductory Tutorials in Optimization and Decision Support Techniques. Springer Science & Business Media. ISBN 978-1-4614-6940-7. - IGM Chicago (30 June 2017). "Robots and Artificial Intelligence". www.igmchicago.org. Archived from the original on 1 May 2019. Retrieved 3 July 2019. - Frey, Carl Benedikt; Osborne, Michael A (1 January 2017). "The future of employment: How susceptible are jobs to computerisation?".
Technological Forecasting and Social Change. 114: 254–280. CiteSeerX 10.1.1.395.416. doi:10.1016/j.techfore.2016.08.019. ISSN 0040-1625. - Zimek, Arthur; Schubert, Erich (2017), "Outlier Detection", Encyclopedia of Database Systems, Springer New York, pp. 1–5, doi:10.1007/978-1-4899-7993- 3_80719-1, ISBN 9781489979933. - Fleer, S.; Moringen, A.; Klatzky, R. L.; Ritter, H. (2020). "Learning efficient haptic shape exploration with a rigid tactile sensor array, S. Fleer, A. Moringen, R. Klatzky, H. Ritter". PLOS ONE. 15 (1): e0226880. arXiv:1902.07501. doi:10.1371/journal.pone.0226880. PMC 6940144. PMID 31896135. - กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (2562) สรุปสถานการณ์ มลพิษ ของประเทศไทย ปี 2561 สืบค้นเมื่อ 30 พฤศจิกายน 2562 จาก http://www.pcd.go.th/file/Thailand%20Pollution%20Report%202018_Thai.pdf. - Boyd, Dana; Crawford, Kate (2011). "Six Provocations for Big Data". Social Science Research Network: A Decade in Internet Time: Symposium on the Dynamics of the Internet and Society. doi:10.2139/ssrn.1926431. S2CID 148610111. Archived from the original on 28 February 2020. Retrieved 12 July 2019. 9. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 10.1 ช่วยในจัดสรรการใช้วัตถุอย่างมีคุณภาพมากที่สุด ลดการเน่าเสียของวัตถุดิบที่ซื้อเป็น จำนวนมากได้ 10.2 ทำให้เกิดนวัตกรรมมาช่วยในการจัดสรรและจัดการวัตถุดิบของผู้ประกอบการบุคคล ทั่วไป 10.3 ทำให้เกิดการพัฒนาและจัดการวัตถุดิบของผู้ประกอบการ หรือบุคคลทั่วไปได้อย่างมี ประสิทธิภาพด้วยการนำความรู้ทางด้านเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของจักรกลมา ให้ใช้เกิดประโยชน์และเกิดคุณค่าของการสร้างนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำตัว 10.4 ทำให้ทราบปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการใช้งานนวัตกรรมแอปพลิเคชันแจ้งเตือนวันเน่าเสีย หมดอายุของวัตถุดิบ: Freshness Alert
11. แผนการถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือผลการวิจัยสู่กลุ่มเป้าหมาย 11.1 จัดการอบรมประชาสัมพันธ์รูปแบบการศึกษาวิจัยให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้รับทราบ 11.2 ทำการประชาสัมพันธ์และอธิบายรูปแบบการใช้งานให้แก่กลุ่มเป้าหมายจำนวน 400 คน ได้รับทราบก่อนการทดลองใช้งาน 11.3 ทำการทดลองใช้งานโดยกลุ่มเป้าหมายจำนวน 400 คนที่ใช้แอปพลิเคชัน เป็น ระยะเวลา 1 เดือน 11.4 วิเคราะห์ผลเพื่อหาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้การพัฒนานวัตกรรมแอปพลิเค ชันแจ้งเตือนวันเน่าเสียหมดอายุของวัตถุดิบ: Freshness Alert 11.5 สรุปและอธิปรายผลที่ได้รับจากการศึกษาวิจัย และนำเสนอปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการ ตัดสินใจใช้การพัฒนานวัตกรรมแอปพลิเคชันแจ้งเตือนวันเน่าเสียหมดอายุของวัตถุดิบ: Freshness Alert 12. วิธีการดำเนินการวิจัยและสถานที่ทำการทดลอง/เก็บข้อมูล 12.1 ศึกษาปัญหา และแนวคิดทางการวิจัย โดยจัดทำแบบสอบถามความคิดเห็นเพื่อศึกษา และพัฒนาระบบและเพื่อนำข้อมูลที่ได้รับมาวิเคราะห์ผลและจัดทำระบบ 12.2 นำผลจากการสอบถามความคิดเห็นมาสรุปผลการศึกษา และจัดทำระบบงานจำลอง เพื่อใช้ทดลอง 12.3 นำระบบไปประเมินประสิทธิภาพโดยสอบถามจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านการออกแบบสื่อ ประสมเชิงโต้ตอบจำนวน 3 ท่าน และการพัฒนาระบบสารสนเทศจำนวน 3 ท่าน 12.4 แก้ไขตามที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ และนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบอีก 1 ครั้ง 12.5 ทดลองระบบกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมแอปพลิเคชันแจ้งเตือนวันเน่าเสียหมดอายุ ของวัตถุดิบ: Freshness Alert 12.6 วิเคราะห์ผลสรุปและอธิปรายผลที่ได้รับจากการศึกษาวิจัย 13.ระยะเวลาทำการวิจัยและแผนการดำเนินงานตลอดการวิจัย 1 พฤษภาคม 2565 ถึง 31 มกราคม 2566
14. ปัจจัยที่เอื้อต่อการวิจัย(ถ้ามี) ...............…………………………………-……………………………………………………………….……… 15. ผลสำเร็จและความคุ้มค่าของโครงการวิจัยที่คาดว่าจะได้รับ 15.1 ช่วยในจัดสรรการใช้วัตถุอย่างมีคุณภาพมากที่สุด ลดการเน่าเสียของวัตถุดิบที่ซื้อเป็น จำนวนมากได้ 15.2 ทำให้เกิดนวัตกรรมมาช่วยในการจัดสรรและจัดการวัตถุดิบของผู้ประกอบการบุคคล ทั่วไป 15.3 ทำให้เกิดการพัฒนาและจัดการวัตถุดิบของผู้ประกอบการ หรือบุคคลทั่วไปได้อย่างมี ประสิทธิภาพด้วยการนำความรู้ทางด้านเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของจักรกลมา ให้ใช้เกิดประโยชน์และเกิดคุณค่าของการสร้างนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำตัว 15.4 ทำให้ทราบปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้งานนวัตกรรมแอปพลิเคชันแจ้งเตือนวัน เน่าเสียหมดอายุของวัตถุดิบ: Freshness Alert 16. โครงการวิจัยนี้หรือส่วนใดส่วนหนึ่งหรืองานวิจัยสืบเนื่องจากนี้ ได้ยื่นเสนอขอรับทุน หรือได้รับการสนับสนุนจากแหล่งทุนอื่นหรือไม่ ไม่ได้ยื่นเสนอขอรับทุน ยื่นเสนอ โปรดระบุแหล่งทุน …………………................................………………......……………… ( ) ได้รับการสนับสนุน จาก……………….....……ชื่อ โครงการ………….................................. ( ) ไม่ได้รับการสนับสนุน ( ) ยังไม่ทราบผลการพิจารณา 17. โครงการวิจัยนี้มีการใช้สิ่งมีชีวิตที่มีการดัดแปลงทางพันธุกรรมหรือไม่ มี ไม่มี
บทความงานวิจัย
ชื่อผลงานวิจัย พัฒนาทักษะพิมพ์ดีดไทยเบื้องต้น ยุค New Normal โดยใช้สมาธิเป็นฐาน ของ นักศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม บริหารธุรกิจ (SBAC) กรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2565 ชื่อผู้วิจัย ธนพร รอดประเสริฐ ตำแหน่ง อาจารย์พิมพ์ดีด วุฒิการศึกษา บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ สถานศึกษาที่ทำงาน วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC) เบอร์โทร 02-9726111-8 http://www.sbac.ac.th ปีที่ทำวิจัยเสร็จ ปีการศึกษา 2565 ประเภทงานวิจัย วิจัยชั้นเรียน บทคัดย่อ งานวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการพิมพ์ดีดไทยเบื้องต้น ยุค New Normalโดยใช้สมาธิเป็นฐาน ของนักศึกษาชั้น ปวช. 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC) กรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2565 มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาที่เรียนด้วยระบบออนไลน์ (Online) และนักศึกษาที่เรียนด้วยระบบออนไซด์ (On-Site) ของนักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1 และ 2) เพื่อฝึกนักศึกษาให้มีสมาธิ เตรียมความพร้อมในการเรียน มีชิ้นงานออกมาถูกต้อง จำนวนคำสุทธิ ต่อนาที 25 คำขึ้นไป และมีผลการเรียนได้เกรด 2.50 ขึ้นไป กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษา ปวช. 1 ของวิทยาลัย เทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ ที่เรียนในปีการศึกษา 2565 จำนวน 200 คน ตัวแปรต้น ได้แก่ การฝึก สมาธิ การเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเริ่มเรียนวิชาพิมพ์ดีดไทยเบื้องต้น ตัวแปรตามจำนวนคำสุทธิต่อนาที และมี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้เกรด 2.50 ขึ้นไปเนื้อหาที่ใช้ในการทดลองเป็นเนื้อหาตรงตามหลักสูตรวิชาพิมพ์ดีด ไทยเบื้องต้น โดยเน้นด้านการฝึกทักษะการพิมพ์จับเวลา พัฒนาความเร็วต่อนาที การพิมพ์จดหมายธุรกิจไทย แบบต่างประเทศ จากการวิจัยครั้งนี้พบว่า การฝึกสมาธิส่งผลต่อจำนวนคำผิด และจำนวนคำสุทธิต่อนาทีสำหรับ การฝึกสมาธิเฉพาะในรายวิชาพิมพ์ดีด พบว่าทำให้ผลการเรียน และการควบคุมอารมณ์ดีขึ้นหากนักศึกษาจะ ทำกิจกรรมใด ๆ หากมีสมาธิเป็นฐานตั้ง จะทำให้เกิดผลสำเร็จ สำหรับกลุ่มที่ไม่ได้ควบคุมการเตรียมพร้อมไม่ มี จากจำนวนนักศึกษาดังกล่าวหากนักศึกษาเข้าเรียนตรงตามเวลา มีอุปกรณ์การเรียนพร้อม สามารถมีผลการ เรียนที่ผ่านเกณฑ์ทุกคน ความสำคัญ และความเป็นมาของปัญหา การจัดการเรียนการสอนรายวิชาพิมพ์ดีดไทยเบื้องต้นซึ่งเป็นวิชาที่สร้างทักษะในด้านการพิมพ์ดีด แบบสัมผัสเพื่อให้นักศึกษามีความสามารถในด้านการพิมพ์ดีด แบบสัมผัสมีความแม่นยำในการใช้แป้นอักษร 1 / 417
2 และสามารถนาความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการผลิตงานเอกสารหรืองานประเภทอื่น ๆ ได้ต่อไป จากการสังเกต พบว่า นักศึกษามักจะมีปัญหาในการพิมพ์ดีด คือ มีนักศึกษาบางส่วนสะกดคำ และไม่รู้ความหมายของคำ ซึ่ง ปัญหาดังกล่าวจะทำให้นักศึกษาท่องอักษรในแบบพิมพ์ บกกับทักษะการพิมพ์ดีดโดยวางนิ้วไม่สัมผัส คือวาง นิ้วไม่ตรงกับแป้นที่จะต้องวาง มักดูแป้นอักษร และมักพิมพ์คำภาษาอังกฤษไม่ถูกต้อง และพิมพ์ได้ช้ากว่าที่ครู กำหนด สภาพดังกล่าวเกิดขึ้นกับนักศึกษา ที่เรียนในรายวิชาขั้นสูง งานผลิตเอกสาร การพิมพ์เอกสารต่าง ๆ ส่งผลให้มีทักษะในการพิมพ์ดีด รวมถึงการจัดการงานด้านเอกสารต่าง ๆ เพื่อใช้ในระดับ ปวช. 2 การ ประยุกต์ใช้ในรายวิชาที่ใช้ทักษะการพิมพ์คีย์บอร์ด หรือโปรแกรมฟังก์ชั่นต่าง ๆ การกำหนดนโยบายแบบการเรียนออนไลน์ จึงไม่ใช้เพียงการกำหนดสำหรับการแก้ปัญหาระยะ สั้นเช่นสถานการณ์ปัจจุบันเท่านั้น การกำหนด นโยบายต้องมีความชัดเจน สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงและ รองรับกับสถานการณ์ที่ไม่อาจ คาดคิดอันจะเกิดขึ้นในอนาคต ถึงแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงคณะรัฐบาล หรือไม่ก็ตาม ไม่อย่างนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการเสพติดหรือเป็นเพียงการเกาะกระแส หรือ“แนวคิดแฟชั่น” เสมือนหนึ่งไฟไหม้ฟาง ขาดการเอาใจใส่อย่างจริงจัง เหมือนดังนโยบายหลายนโยบายในอดีตที่ ผ่านมา พร ) ศักดิ์ ธรรมนิมิตร์, 2557) ดังนั้น การให้การศึกษาจึงเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญในการ เตรียมความพร้อมและให้ ความรู้สำหรับทุกคน ในการปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง ทางสังคมในยุคของ New Normal ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ วัตถุประสงค์ 1. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาก่อนเรียนและหลังเรียนของนักศึกษาระดับชั้น ประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1 2. ฝึกนักศึกษาให้มีสมาธิ เตรียมความพร้อมในการเรียน มีชิ้นงานออกมาถูกต้อง และมีผลการเรียน 2.50 ขึ้นไป ร้อยละ 80 กรอบแนวคิดการวิจัย ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม o วิธีการเรียนที่ใช้สมาธิเป็นฐาน 1. ทักษะการพิมพ์ดีด 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2 / 417
3 สมมติฐานการวิจัย นักศึกษาที่มีสมาธิเป็นฐานในการเรียนรายวิชาพิมพ์ดีดไทยเบื้องต้น มีทักษะการพิมพ์ที่ดี มีผล สัมฤทธิทางการเรียน ได้เกรด 2.5 ขึ้นไปคิดเป็นร้อยละ 80 นิยามศัพท์ สมาธิ คือ สภาพของจิตซึ่งจดจ่อความสนใจไปในสิ่งเดียวหรือเรื่องเดียว ไม่วอกแวกสนใจเรื่องอื่น สามารถควบคุมตนเองให้ดำเนินกิจกรรมได้อย่างต่อเนื่องและบรรลุตามจุดมุ่งหมาย ทักษะการพิมพ์ดีด หมายถึง การพิมพ์ดีดโดยใช้นิ้วทั้ง 10 นิ้ว พิมพ์อักษรโดยวิธีการพิมพ์สัมผัส ซึ่งผู้เรียนสามารถจำแป้นอักษรและวิธีการใช้นิ้วพิมพ์ได้ถูกต้องและแม่นยำ นักศึกษา ปวช. 1 หมายถึง หมายถึง นักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC) สะพานใหม่ สุทธิต่อนาที หมายถึง จำนวนดีดนับเป็นอักษรคิดเป็นคำ (หาร 5) และหารด้วยเวลาที่ใช้(นาที) ขส. หมายถึงขาดสอบปลายภาค มส. หมายถึงหมดสิทธิ์สอบเนื่องจากมีปัญหาด้านการเงินหรือด้านวินัยอื่น ๆ แนวคิด/ทฤษฏี การเรียนรู้โดยใช้สมาธิ(Concentration-based Learning : CBL.) คืออะไร การเรียนรู้โดยใช้สมาธิเป็นฐาน คือ การเรียนรู้ การทำให้รู้ เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง เป็นการ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือระดับปัญญาที่เป็นผลมาจากประสบการณ์ที่ได้รับ การเรียนรู้เป็นภาวการณ์ที่ เกิดขึ้นภายใต้ตัวผู้เรียน (Internal Phenomenon) จากความตั้งมั่นของจิตใจ มีจิตใจจดจ่อมุ่งมั่น หรือภาวะ จิตที่แน่วแน่ มั่นคงต่อสิ่งที่เรียนรู้ที่กำหนดต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือการเรียนรู้ที่จิตกำหนดแน่วแน่ไม่ฟุ้งซ่าน ทั้ง การพูด การฟัง การอ่าน การเขียน การคิดพิจารณา หรือการทำกิจกรรมอื่นใด ที่มีต่อการเรียนรู้นั้น เกิดปัญญา เห็นแจ้ง โดยการเรียนรู้ทุกครั้ง ผู้เรียนจะต้องนำหลักของสมาธิมาเป็นเครื่องมือของการเรียนรู้ทุกขั้นตอน มีความจำเป็นหรือไม่ อย่างไร ในการเรียนรู้โดยใช้สมาธิเป็นฐานการเรียนจะไม่สัมฤทธิ์ผลหรือ ประสบผลสำเร็จแก่ผู้เรียน ถ้าผู้เรียนไม่สนใจ ไม่ใฝ่รู้และไม่ตั้งใจที่จะรับความรู้จากครูผู้สอน ซึ่งเป็นผู้ถ่ายทอด ให้การเรียนรู้โดยขาดจิตสำนึกที่ดีว่าจะเรียนเพื่ออะไร ทำไม ในทางตรงข้ามถ้าผู้เรียนมีจิตสำนึกที่ดีต่อการ เรียนรู้เข้าใจถึงประโยชน์ คุณค่า ต่อการเรียนรู้แล้ว ผู้เรียนก็สามารถประสบผลสำเร็จได้ดั่งความตั้งใจ แต่ ความสำเร็จในการได้รับความรู้นั้นจะมากหรือน้อยอยู่ในระดับใด ทั้งการพูด การฟัง การคิด การเขียน การอ่าน การปฏิบัติกิจกรรมอื่นใดที่มีต่อการเรียนรู้นั้น สมาธิในการเรียนรู้มีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะเป็นเครื่องกำหนด เป็นตัวชี้วัด ให้ผู้เรียนสามารถรับรู้เรื่องราว ประสบการณ์ ได้อย่างมีระบบ ต่อเนื่อง ครบวงจร 3 / 417
4 ทฤษฎีพัฒนาการทางเชว์ปัญญาของเพียเจต์ และของวีก็อทสกี้ เป็นรากฐานที่สำคัญของการ สร้างทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง (Constructivism) เป็นทฤษฎีที่ให้ความสำคัญกับกระบวนการและ วิธีการของบุคคลในการสร้างความรู้ความเข้าใจจากประสบการณ์ รวมทั้งโครงสร้างทางปัญญาและความเชื่อที่ ใช้ในการแปลความหมายเหตุการณ์และสิ่งต่าง ๆ เป็นกระบวนการที่ผู้เรียนจะต้องจัดกระทำกับ ข้อมูล นอกจากกระบวนการเรียนรู้จะเป็นกระบวนการปฏิสัมพันธ์ภายในสมองแล้ว ยังเป็นกระบวนการทาง สังคมด้วย การสร้างความรู้จึงเป็นกระบวนการทั้งด้านสติปัญญาและสังคมควบคู่กันไป หลักการจัดการเรียน การสอนตามทฤษฏีนี้จะมุ่งเน้นไปที่กระบวนการสร้างความรู้(process of knowledge construction) เป้าหมายของการสอนจะเปลี่ยนจากการถ่ายทอดให้ผู้เรียนได้รับสาระความรู้ที่แน่นอน ตายตัว ไปสู่การสาธิตกระบวนการแปลและสร้างความหมายที่หลากหลาย ผู้เรียนจะต้องเป็นผู้จัดกระทำกับ ข้อมูลหรือประสบการณ์ต่าง ๆ และจะต้องสร้างความหมายให้กับสิ่งนั้นด้วยตนเอง โดยการให้ผู้เรียนอยู่ใน บริบทจริง ในการจัดการเรียนการสอนครูจะต้องพยายามสร้างบรรยากาศทางสังคมจริยธรรมให้ เกิดขึ้น ผู้เรียนได้มีบทบาทในการเรียนรู้อย่างเต็มที่โดยผู้เรียนจะนำตนเองและควบคุมตนเองในการเรียนรู้ บทบาทของครูจะเป็นผู้ให้ความร่วมมือ อำนวยความสะดวกและช่วยเหลือผู้เรียนในการ เรียนรู้ การประเมินผลการเรียนรู้ตามทฤษฎีนี้มีลักษณะที่ยืดหยุ่นกันไปในแต่ละบุคคล การประเมิน ควรใช้ วิธีการที่หลากหลาย การวัดผลจะต้องใช้กิจกรรมหรืองานในบริบทจริงด้วย ซึ่งในกรณีที่จำเป็นต้องจำลอง ของจริงมา ก็สามารถทำได้ แต่เกณฑ์ที่ใช้ควรเป็นเกณฑ์ที่ใช้ในโลกความจริงด้วย ความปกติใหม่ (New Normal) ความปกติใหม่ (New Normal) เป็นรูปแบบการดำเนินชีวิตอย่างใหม่ที่แตกต่างจากอดีต อัน เนื่องจากมีบางสิ่งมากระทบจนแบบแผนและแนวทางปฏิบัติที่คนในสังคมคุ้นเคยอย่างเป็นปกติและเคย คาดหมายล่วงหน้าได้ ต้องเปลี่ยนแปลงไปสู่วิถีใหม่ภายใต้หลักมาตรฐานใหม่ที่ไม่คุ้นเคย รูปแบบวิถีชีวิต ใหม่นี้ ประกอบด้วยวิธีคิด วิธีเรียนรู้ วิธีสื่อสาร วิธีปฏิบัติ และการจัดการ การใช้ชีวิตแบบใหม่เกิดขึ้น หลังจากเกิดการ เปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงและรุนแรงอย่างใดอย่างหนึ่ง ท าให้มนุษย์ต้องปรับตัวเพื่อ รับมือกับสถานการณ์ ปัจจุบันมากกว่าจะธ ารงรักษาวิถีดั้งเดิมหรือหวนหาถึงอดีต โดยค านี้ก าเนิดขึ้น ในช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจ ถดถอยทั่วโลกในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 21 (ค.ศ. 2007 – 2008) ได้เกิดการ เปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจ ครั้งใหญ่ การจัดการบางอย่างซึ่งแต่เดิมเคยถูกมองว่าผิดปกติ ได้กลับ กลายมาเป็นสิ่งที่พบเห็นกันได้ทั่วไป และถูกน ามาใช้ในปริบทอื่น ๆ อย่างเช่น ด้านวิทยาศาสตร์ เพื่อ สื่อสารและท าความเข้าใจถึงสภาวะการ เปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ เช่น อุณหภูมิที่สูงขึ้นและความ เปลี่ยนแปลงของฤดูกาล ส่วน "New Normal" ใน บริบทสถานการณ์การแพร่ระบาดของ “โควิด – 19” ช่วงปลาย พ.ศ. 2562 ถึง พ.ศ. 2563 นั้น อธิบายได้ว่า เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและ รุนแรงจนแพร่กระจายไปในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ผู้คนเจ็บป่วย และล้มตายจ านวนมาก จนกลายเป็น ความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงอีกครั้งหนึ่งของมนุษยชาติ มนุษย์จึงจ าเป็นต้องป้องกันตนเองเพื่อให้มีชีวิต รอดด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการด ารงชีวิตที่ผิดไปจากวิถีเดิม ๆ โดยมีการปรับหาวิถีการ ดำรงชีวิตแบบใหม่เพื่อให้ปลอดภัยจากการติดเชื้อ ควบคู่ไปกับความพยายามรักษา 4 / 417
5 และฟื้นฟูศักยภาพ ทางเศรษฐกิจและธุรกิจ น าไปสู่การสรรค์สร้างสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ เทคโนโลยีใหม่ ๆ มีการ ปรับแนวคิด วิสัยทัศน์ วิธีการจัดการ ตลอดจนพฤติกรรมที่เคยท ามาเป็นกิจวัตร เกิดการบ่ายเบนออกจาก ความคุ้นเคยอันเป็นปกติมาแต่เดิมในหลายมิติ ทั้งในด้านอาหาร การแต่งกาย การรักษาสุขอนามัย การศึกษา เล่าเรียน การสื่อสารการท าธุรกิจ ฯลฯ ซึ่งสิ่งใหม่เหล่านี้ได้กลายเป็นความปกติใหม่ จนใน ที่สุดเมื่อเวลาผ่าน ไปก็ท าให้เกิดความคุ้นชินก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตปกติของผู้คนในสังคม (สุภาภรณ์ พรหมบุตร, 2563) งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนในรายวิชาพิมพ์ดีดได้มี ผู้สนใจ และ ทำการศึกษา ดังนี้ งานวิจัยในประเทศ พัชรินทร์ แสงเงิน (2557:22) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาพิมพ์ดีดไทย 1 ของนักเรียน ระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยเทคโนโลยีวิมล ศรีย่าน ได้ฝึกทักษะโดยใช้แบบพิมพ์ฝึกทักษะ 3 ชุด เปรียบเทียบคะแนนก่อนฝึกทักษะ และหลังการฝึกทักษะ พบว่า นักศึกษาที่ผ่านการฝึกทักษะการพิมพ์จะมีผล การเรียนเฉลี่ย 85.67 สรุปผลการฝึกทักษะการพิมพ์ต้องฝึกอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเริ่มต้นจากการ ฝึกก้าวนิ้ว การวางนิ้ว รวมถึงการฝึกทักษะการพิมพ์อย่างสม่ำเสมอ ดวงดาว บุญกอง (2553:43) การพัฒนาทักษะด้านการพิมพ์ดีดภาษาอังกฤษด้วยชุดการสอน พิมพ์ดีดคอมพิวเตอร์กับนักศึกษาวิชาพิมพ์ดีดคอมพิวเตอร์ หลักสูตร 150 ชั่วโมง วิทยาลัยพาณิชยการธนบุรี จำนวน 5 คน ที่ขาดทักษะการพิมพ์ ผู้วิจัยใช้โปรแกรมพัฒนาจิตใจ โดยมีขั้นตอนการฝึกฝนตนเอง จนมีผลการ พิมพ์ดีดที่พัฒนาผ่านตามเกณฑ์ที่ตามกำหนด อมรรัตน์ วรรณะ (2545 : 47) ได้ศึกษาการสร้างบทเรียนวีดิทัศน์ เรื่อง เทคนิคในการเรียน พิมพ์ดีด เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพบทเรียนวีดิทัศน์วิชาพิมพ์ดีดไทยเบื้องต้น และเพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากบทเรียนวีดิทัศน์กับการสอนแบบปกติ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้น ปีที่ 1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 (ปวช. 1) จำนวน 300 คน ที่เรียนรายวิชา พิมพ์ดีดไทยเบื้องต้น ของ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC) สะพานใหม่ ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2565 5 / 417
6 กลุ่มตัวอย่าง นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 (ปวช.1) สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ สาขาการบัญชี สาขาภาษาต่างประเทศ และสาขาการตลาด จำนวน 200 คน ที่สุ่มแบบเจาะจง ที่เรียนรายวิชาพิมพ์ดีดไทย เบื้องต้นแบบออนไลน์และเรียนในห้องเรียนปกติของวิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ(SBAC) สะพานใหม่ เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูล แบบสอบถาม ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เพื่อศึกษา การฝึกสมาธิส่งผลการมีวินัย ในห้องเรียน การฝึก สมาธิส่งผลต่อ ตนเองด้านความขยันอดทนทางการเรียนการฝึกสมาธิส่งผลต่อ ตนเองด้านแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ทางการเรียน การฝึกสมาธิส่งผลต่อ พฤติกรรมการควบคุมตนเองในสภาพแวดล้อมต่าง ๆของนักศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 โดยการสร้างเครื่องมือสำหรับการวิจัย แบ่งแบบสอบถามออกเป็น 2 ส่วน คือ 1. จำนวนคำสุทธิ 2. ด้านการควบคุมอารมณ์ การรวบรวมข้อมูล นำเครื่องมือที่สร้างขึ้น ให้นักศึกษากลุ่มตัวอย่างได้ตอบแบบสอบถามและเก็บข้อมูลด้วยตนเอง และปรึกษากับอาจารย์ที่สอนร่วมกัน รวมถึงอาจารย์ฝ่ายให้คำปรึกษา สถิติที่ใช้ในการวิจัย อัตราส่วนร้อยละ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตารางที่ 1 แสดงจำนวนและร้อยละของนักศึกษาจำแนกตามเพศ ข้อมูลทั่วไป จำนวน (คน) ร้อยละ เพศ - ชาย 80 40.00 - หญิง 120 200 60.00 100.00 เกรด หรือระดับคะแนนที่นักศึกษาได้รับจากวิชานี้ 6 / 417
7 - 4.00 =80-100 - 3.50 = 75-79 - 3.00 = 70-74 - 2.50 = 65-69 - 2.00 = 60-64 - 1.50 = 55-59 - 1.00 = 50-54 - 0.00 = 0.49 - ขร - มส - ขส 131 30 15 12 0 0 5 0 0 7 0 65.50 15.00 7.50 6.00 0.00 0.00 2.50 0.00 0.00 3.50 0.00 รวม 200 100.00 จากผลการวิจัยพบว่านักศึกษาระดับ ปวช. 1 ในกลุ่มทดลองจำนวน 200 คน มีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนของภาคเรียน 2/2565 พบว่านักศึกษาได้เกรด 4.00 จำนวน 131 คน คิดเป็นร้อยละ 65.50 เกรด 3.50 จำนวน 30 คน คิดเป็นร้อยละ 15.00 เกรด 3.00 จำนวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 7.50 เกรด 2.5 จำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 6.00 มส จำนวน 7 คน คิดเป็นร้อยละ 3.50 นักศึกษาที่ได้ผลการเรียน เกรด 2.5 ขึ้นไป จำนวน 188 คน คิดเป็นร้อยละ 94.00 จากตารางผลการเรียนและตารางวัดความพึงพอใจของนักศึกษาระดับ ปวช. 1 ที่ฝึกสมาธิก่อนเรียน ส่งผลดังต่อไปนี้ การพัฒนาทักษะการพิมพ์ดีดไทยเบื้องต้น ยุค New Normal ของนักศึกษาชั้น ปวช. 1 สาขา คอมพิวเตอร์ธุรกิจ สาขาการบัญชี สาขาภาษาต่างประเทศ และสาขาการตลาด มีเป้าหมายให้นักศึกษามี สมาธิในการเรียน จำนวนคำสุทธิต่อนาทีได้ตามเกณฑ์ที่วิทยาลัยกำหนด จำนวนคำสุทธิต่อนาที 25 คำขึ้นไป และมีผลการเรียนได้เกรด 2.50 ขึ้นไป ซึ่งจะได้ผลการเรียนที่ ผ่านเกณฑ์ตามมาตรฐานอาชีวศึกษากำหนด มีการเข้าเรียนตามระเบียบของวิทยาลัยและกระทรวงศึกษาธิการกำหนด คือครบร้อยละ 80 ของเวลาเรียน 3 คาบต่อสัปดาห์ ระยะเวลา 16 สัปดาห์ นักศึกษาสามารถจำแป้นอักษรและไม่มองแป้นพิมพ์ขณะพิมพ์ดีด กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษา ของวิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ ที่เรียนในปีการศึกษา 2565 จำนวน 200 คน โดยเน้นด้านการฝึกทักษะการพิมพ์จับเวลา พัฒนาความเร็วต่อนาที การพิมพ์จดหมายธุรกิจไทย แบบต่างประเทศ จากการวิจัยครั้งนี้พบว่า การฝึกสมาธิส่งผลต่อจำนวนคำผิด และจำนวนคำสุทธิต่อนาทีสำหรับการ ฝึกสมาธิเฉพาะในรายวิชาพิมพ์ดีด พบว่าทำให้ผลการเรียน และการควบคุมอารมณ์ดีขึ้นหากนักศึกษาจะทำ 7 / 417
8 กิจกรรมใด ๆ หากมีสมาธิเป็นฐานตั้ง จะทำให้เกิดผลสำเร็จ สำหรับกลุ่มที่ไม่ได้ควบคุมการเตรียมพร้อมไม่มี จากจำนวนนักศึกษาดังกล่าวหากนักศึกษาเข้าเรียนตรงตามเวลา มีอุปกรณ์การเรียนพร้อม สามารถมีผลการ เรียนที่ผ่านเกณฑ์ทุกคน เปรียบเทียบระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน จากตารางพบว่า ก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ยคะแนน 6.50 ซึ่งน้อยกว่าหลังเรียน มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 8.50 จาก ตารางเปรียบเทียบดังกล่าว พบว่ากรณีที่นักศึกษานั่งสมาธิก่อนเรียน ส่งผลให้นักศึกษามีความตั้งใจเรียน มี สมาธิในการพิมพ์ได้ดีมากกว่า รวมถึงสมาธิความใจจดใจจ่อในการเรียนมีส่วนสำคัญมาก ด้านการควบคุมอารมณ์ มีความรอบคอบสุขุม ไม่หงุดหงิด ร้อยละ ร้อยละ 4.7 อยู่ในระดับมากที่สุด และมีกิริยาและการใช้ คำพูดที่สุภาพร้อยละ ร้อยละ 4.6 อยู่ในระดับมากที่สุด นักศึกษามีสมาธิ และสติที่ดี ส่งผลให้ผลงานการ พิมพ์ออกมาดี ส่งผลโดยตรงต่อบุคลิกภาพภายนอก เช่น ท่านั่ง การวางนิ้ว การวางแบบพิมพ์ ผลลัพท์ได้แก่ การมีกิริยาโดยภาพรวมที่สุภาพ และมีการคำพูดที่สุภาพ จากผลการวัดความพึงพอใจของนักศึกษาที่ฝึกสมาธิก่อนเรียน พบว่า การทำให้นักศึกษามีสมาธิก่อน เรียน ทำให้เกิดปัญญา และจะมีการแก้ปัญหาด้วยตัวนักศึกษา ซึ่งผู้วิจัยพบว่าการฝึกสมาธิทำให้นักศึกษามี ความสุขุม รอบคอบ คิดมากกว่าพูด และลดการโวยวาย เช่น นักศึกษาพบปัญหาเครื่องขัดข้อง นักศึกษาจะหา สาเหตุด้วยตนเองก่อน หากแก้ไขได้จะดำเนินการด้วยตนเอง หากไม่ได้จะแจ้งครูผู้สอน ซึ่งจากผลการวิจัย ส่งผลให้นักศึกษากลุ่มนี้มีบุคลิกภาพที่นิ่ง มุ่งมั่น และมีความอดทน จากข้อข้างต้น หากพิจารณาในภาพรวมจะเห็นได้ว่า การพัฒนาทักษะการพิมพ์ดีด โดยใช้สมาธิเป็น ฐาน ของนักศึกษา ระดับ ปวช.1 นักศึกษามีแนวโน้มที่จะมีความพยายามทางการเรียนอย่างเต็มที่ ทำสิ่งที่ดี เหมาะสมอย่างที่ตั้งใจไว้ พยายามที่จะพัฒนาตนเอง ใฝ่หาความรู้ด้วยตนเอง ทั้งจากตำราเรียน ค้นคว้าใน ห้องสมุด รวมทั้งการฝึกทักษะจากบทเรียนที่ยาก การวางแผนการเรียนที่ดีตั้งแต่ต้นปีการศึกษา ส่วน นักศึกษาที่ไม่เคยทำมีจำนวนน้อย ซึ่งในนักศึกษากลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาเจตคติที่ให้นักศึกษาเห็น เป้าหมาย คุณประโยชน์ คุณค่าของความพยายาม รวมทั้งการยอมรับของสังคมที่มีต่อผู้ที่มีความพยายาม รวมทั้งกระตุ้นนักศึกษาที่มีผลการเรียนไม่ดี ให้มีความพยายาม ขยันหมั่นเพียรในด้านการเรียน ให้ นักศึกษาตระหนักในการวางแผนทางด้านการเรียน มีความมุ่งมั่น มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียน และ หากได้ปฏิบัติตนจนเป็นนิสัย ก็จะเป็นผู้ที่มีความสำเร็จในชีวิตตามที่ตนได้มุ่งหวังไว้อย่างแน่นอน สรุปผลการวิจัย หากพิจารณาในภาพรวมจะเห็นได้ว่า การพัฒนาทักษะการพิมพ์ดีด โดยใช้สมาธิเป็นฐาน ของ นักศึกษา ระดับ ปวช.1 นักศึกษามีแนวโน้มที่จะมีความพยายามทางการเรียนอย่างเต็มที่ ทำสิ่งที่ดี เหมาะสม อย่างที่ตั้งใจไว้ พยายามที่จะพัฒนาตนเอง ใฝ่หาความรู้ด้วยตนเอง ทั้งจากตำราเรียน ค้นคว้าในห้องสมุด 8 / 417
9 รวมทั้งการฝึกทักษะจากบทเรียนที่ยาก การวางแผนการเรียนที่ดีตั้งแต่ต้นปีการศึกษา ส่วนนักศึกษาที่ไม่เคย ทำมีจำนวนน้อย ซึ่งในนักศึกษากลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาเจตคติที่ให้นักศึกษาเห็นเป้าหมาย คุณประโยชน์ คุณค่าของความพยายาม รวมทั้งการยอมรับของสังคมที่มีต่อผู้ที่มีความพยายาม รวมทั้ง กระตุ้นนักศึกษาที่มีผลการเรียนไม่ดี ให้มีความพยายาม ขยันหมั่นเพียรในด้านการเรียน ให้นักศึกษา อภิปรายผล ผลการวิจัยชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาทักษะพิมพ์ดีดไทยเบื้องต้น ยุค New Normal ของ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 ของวิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC) กรุงเทพมหานคร โดยใช้สมาธิเป็นฐาน พบว่านักศึกษาที่มีสมาธิเป็นฐานในการเรียนรายวิชาพิมพ์ดีดไทย เบื้องต้น มีทักษะการพิมพ์ที่ดี มีผลสัมฤทธิทางการเรียน ได้เกรด 2.5 ขึ้นไปคิดเป็นร้อยละ 80 โดยได้ร้อยละ 94.00 ข้อเสนอแนะ 1. การวิจัยครั้งต่อไป เปรียบเทียบการเรียนพิมพ์ดีดด้วยโปรแกรมฝึกทักษะการพิมพ์โดยใช้สมาธิ เป็นฐาน 2. การวิจัยครั้งต่อไป ควรศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเรียน 9 / 417
10 บรรณานุกรม กาญจนา หาสิตะพันธ์. (2556:24) .การควบคุมตนเอง. ในชุมชนทางวิชากรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภา โกษีย์วงศ์สุธา.(2546).การพัฒนากิจกรรมเสริมสร้างวินัยในตนเองของนักเรียนโรงเรียนบ้านโพธิ์ สง่า อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี. สารนิพนธ์ กศ. ม. มหาสารคาม:มหาวิทยาลัย มหาสารคาม. ดวงดาว บุญกอง (2558:43) การพัฒนาทักษะด้านการพิมพ์ดีดภาษาอังกฤษด้วยชุดการสอนพิมพ์ดีด. สำนักพัฒนาสังคม บทคัดย่อ อมรรัตน์ วรรณะ (2545 : 47) ได้ศึกษาการสร้างบทเรียนวีดิทัศน์ เรื่อง เทคนิคในการเรียนพิมพ์ดีด เพื่อ สร้างและหาประสิทธิภาพบทเรียนวีดิทัศน์วิชาพิมพ์ดีดไทยเบื้องต้น และเพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากบทเรียนวีดิทัศน์กับการสอนแบบปกติ นักศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 10 / 417
ชื่อผลงานวิจัย ประเมินศักยภาพของนักศึกษาก่อนออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพของนักศึกษา ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1สาขาวิชาการท่องเที่ยว วิทยาลัยเทคโนโลยี สยามบริหารธุรกิจ (SBAC) ชื่อผู้วิจัย นางสาวอรอุมา แก่นแก้ว ตำแหน่ง อาจารย์การท่องเที่ยว วุฒิการศึกษา ปริญญาตรี การท่องเที่ยว (ศศ.บ) ปริญญาโท ไทยศึกษา (ศศ.ม) สถานที่ติดต่อ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC) เบอร์โทร 02-9726111-8 http://www.sbac.ac.th โทรศัพท์ส่วนตัว 092-571-6677 ปีที่ทำวิจัยเสร็จ ปีการศึกษา 2565 ประเภทงานวิจัย วิจัยในชั้นเรียน บทคัดย่อ การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อประเมินศักยภาพของนักศึกษาก่อนออกฝึก ประสบการณ์วิชาชีพ สาขาวิชาการท่องเที่ยว วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาการท่องเที่ยว จำนวน 17 คน เครื่องมือในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินศักยภาพของ นักศึกษาก่อนออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพ โดยผู้วิจัยเลือกใช้ค่าสถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) ซึ่งจากผลการศึกษา พบว่า 1. การ ประเมินศักยภาพของนักศึกษาก่อนออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพ สาขาวิชาการท่องเที่ยว วิทยาลัย เทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC) ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 แบ่งออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ได้แก่ (1) ด้านทักษะพื้นฐาน พบว่า การใช้ทักษะการสืบค้นข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต มี ศักยภาพมากที่สุด และความรู้ด้านภาษาต่างประเทศ มีศักยภาพต่ำที่สุด (2) ด้านความรู้เกี่ยวกับการ ท่องเที่ยว พบว่า ความรู้ ความเข้าใจในหลักการการดำเนินธุรกิจโรงแรมและการแบ่งสายงานต่าง ๆ ใน โรงแรม มีศักยภาพมากที่สุด และความรู้ความสามารถวิเคราะห์ผลกระทบและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการ ท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมท่องเที่ยว มีศักยภาพต่ำสุด (3) ด้านทักษะวิชาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยว พบว่า ทักษะในการปฏิสัมพันธ์และแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้กับนักท่องเที่ยว มีศักยภาพมากที่สุด และ ความสามารถนำเสนอ ให้คำแนะนำ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากรท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์พื้นเมืองที่ สำคัญของไทย มีศักยภาพต่ำสุด และ (4) ด้านจิตพิสัย พบว่า ความซื่อสัตย์สุจริต มีศักยภาพมากที่สุด และภาวะความเป็นผู้นำ และผู้ตาม สามารถทำงานเป็นทีม มีศักยภาพต่ำสุด ความสำคัญ และความเป็นมาของปัญหา การศึกษาด้านอาชีวศึกษา เป็นส่วนสำคัญที่ผลิตแรงงานป้อนสู่ตลาดแรงงานมีหลาย หน่วยงานที่มีหน้าที่จัดการศึกษาในระดับอาชีวศึกษา ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 11 / 417
2 หลักสูตรที่ใช้ในการสอนวิชาชีพ คือ หลักสูตรฐานสมรรถนะที่มุ่งผลิตแรงงานในระดับกลางที่มี ประสิทธิภาพ (ทัศนา แสวงศักดิ์, 2549) เพื่อให้การจัดการศึกษาเป็นไปตามพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2542 การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคนมีความรู้ และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด (พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ, 2545) การออกฝึก ประสบการณ์วิชาชีพกับสถานประกอบการของนักศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 และ นักศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปี ที่ 1 ของวิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC) นั้น ทางวิทยาลัยจะดำเนินการประเมินศักยภาพของนักศึกษาก่อนออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพ กับสถานประกอบการ เพื่อทดสอบคุณสมบัติและความพร้อมของนักศึกษาทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านความรู้ ด้านทักษะ และด้านจิตพิสัย เพื่อให้ได้นักศึกษาที่มีคุณสมบัติตรงตามความต้องการของสถาน ประกอบการ ส่วนใหญ่พบว่า ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 ที่ออกฝึกประสบการณ์ วิชาชีพกับสถานประกอบการยังขาดความรู้พื้นฐานในการปฏิบัติงาน ขาดทักษะวิชาชีพด้านการ ท่องเที่ยว นักศึกษาไม่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องตามที่ได้รับมอบหมาย และขาดด้านจิตพิสัย นักศึกษาขาดความรับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย มาปฏิบัติงานไม่ตรงเวลา การแต่งกายไม่สุภาพ ขาดความสุภาพอ่อนน้อม จากความเป็นมาและความสำคัญของการนิเทศนักศึกษาที่ออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพกับ สถานประกอบการทำให้ผู้วิจัยมีความสนใจที่จะประเมินศักยภาพของนักศึกษา สาขาการท่องเที่ยวก่อน ออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพ เพื่อพัฒนาศักยภาพของนักศึกษา สาขาการท่องเที่ยวระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 ให้มีความรู้ ทักษะ และจิตพิสัย ตรงตามความต้องการของ สถานประกอบการ สามารถทำงานได้จริง ส่งเสริมให้นักศึกษามีประสบการณ์วิชาชีพ เกิดทักษะและ ความชำนาญในการปฏิบัติงาน ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาของสาขา และวิทยาลัยรวมทั้ง สร้างความพึง พอใจให้กับสถานประกอบการในการรับนักศึกษาเข้าฝึกประสบการณ์วิชาชีพ วัตถุประสงค์ เพื่อประเมินศักยภาพของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 สาขาวิชา การท่องเที่ยว ก่อนออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพในสถานประกอบการ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม บริหารธุรกิจ (SBAC) 12 / 417
3 กรอบแนวคิดการวิจัย ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม สมมุติฐานการวิจัย (ถ้ามี) - นิยามศัพท์ 1. ประเมินศักยภาพ หมายถึง ความสามารถสูงสุดที่เป็นไปได้ของบุคคลนั้น หากบุคคลนั้น ได้รับการบำรุง ส่งเสริมอย่างเต็มที่ และถูกทางทั้งทางกายและทางจิตใจ 2. ฝึกประสบการณ์วิชาชีพ หมายถึง กระบวนการเพิ่มทักษะวิชาชีพและประสบการณ์ที่เป็น ประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพ ช่วยให้นักเรียนนักศึกษามีความเข้าใจในการปฏิบัติงานจริง 3. สถานประกอบการ หมายถึง สถานที่ประกอบกิจการใด ๆ ซึ่งมีการกำหนดเขตที่ตั้งไว้อย่าง ชัดเจน มีการดำเนินงานโดยเจ้าของที่เป็นบุคคล หรือนิติบุคคล ในทุกประเภทอุตสาหกรรม 4. ทักษะวิชาชีพ หมายถึง การฝึกปฏิบัติทักษะทางวิชาชีพที่เป็นพื้นฐานและสอดคล้องกับ สมรรถนะสาขาวิชาชีพที่สถานประกอบการต้องการ 5. นักศึกษา หมายถึง นักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาการ ท่องเที่ยวและนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาการจัดการธุรกิจ ท่องเที่ยว วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC) ลักษณะประชากรศาสตร์ การประเมินศักยภาพของนักศึกษา - เพศ - อายุ - ระดับการศึกษา - ทัศนคติ - สภาพแวดล้อม - ด้านความรู้ - ด้านทักษะ - ด้านจิตพิสัย 13 / 417
4 แนวคิดทฤษฎี การศึกษาพัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมการฝึกประสบการณ์วิชาชีพสําหรับนักศึกษา สาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยว ผู้วิจัยได้ศึกษา และสังเคราะห์แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนา รูปแบบ ของ (Keeves, 1988) แนวคิด ทฤษฏีการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ของ (David Kolb, 1984) การเรียนรู้ด้วย ตนเองของ (Vygotsky, 1986) และการจัดการเรียนรู้ตามสภาพจริงของ (ทิศนา แขม มณี, 2550) อีกทั้ง ทฤษฎีการพัฒนานักศึกษาของ (Chickering, 1969; Chickering and Resser, 1993) แนวคิดเกี่ยวกับการ เตรียมความพร้อมการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ (สํานักงานคณะกรรมการ การอุดมศึกษา, 2548, สหกิจศึกษา , 2551) ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ของ (Daine and Caine 1991; Driver and Bell, 1986; Devries, 1992; Hoy and Miskel, 2001) แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับ ทักษะการบริการของ (Lawrence Stevens, 1999, สมิต สัชฌุกร, 2545, และสมชาติกิจยรรยง, 2546) มาประยุกต์เพื่อพัฒนารูปแบบการเตรียมความ พร้อมการฝึกประสบการณ์วิชาชีพสําหรับ นักศึกษาสาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยว และการเรียนรู้ของ นักศึกษาระดับอุดมศึกษาที่เน้น ความสําคัญที่ไม่จํากัดขอบเขตอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม ผู้เรียนสามารถจะเรียนรู้สาระและกระบวนการเรียน จากสื่อ และสิ่งแวดล้อมทั้งในและนอกห้องเรียน สามารถเชื่อมโยงการเรียนใน ชั้นเรียนและนอกชั้น เรียนมาประยุกต์ปฏิบัติได้จริง ซึ่งรูปแบบการเตรียมความพร้อมการฝึกประสบการณ์วิชาชีพนี้จึงอาศัย หลักการเรียนรู้ที่ว่า การเรียนรู้ที่ดีมาจากการปฏิบัติลงมือกระทําจริงของผู้เรียน และใน ขณะเดียวกัน การปฏิบัติก็จะทําให้เกิดประสบการณ์ใหม่/องค์ความรู้ใหม่ การเรียนรู้แบบเป็นกลุ่มซึ่งมีปฏิสัมพันธ์ และสะท้อนประสบการณ์ของแต่ละบุคคล (David Kolb, 1984,Vygotsky, 1986, ทิศนา แขม มณี, 2550) ในห้องเรียนประกอบด้วย 4 ขั้นตอนคือ 1. สร้างประสบการณ์ (Experience: EPPP) นักศึกษา ลงมือปฏิบัติกิจกรรม เป็นขั้นตอนการ เข้าไปมีส่วนร่วมและรับรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ ผู้เรียนจะได้รับ ประสบการณ์หรือสร้างประสบการณ์ให้มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมหรือคนอื่นๆ ผู้เรียนลงมือปฏิบัติ หรือทํากิจกรรมจากสภาพจริง 2. อภิปรายแลกเปลี่ยนประสบการณ์ (Discussion: DPPP) นักศึกษานํา ความรู้ที่รับจากขั้นที่ 1 โดยการฝึกความสามารถในการสังเกตประสบการณ์ที่ได้รับอย่างรอบคอบ ฝึก การสังเกต อย่างไตร่ตรอง โดย การจําแนกประสบการณ์หาแก่นของเรื่อง ค้นหาคําสําคัญเป็นขั้นตอน การนําเสนอและแลกเปลี่ยน ประสบการณ์โดยใช้การพูดและการเขียน 3. สรุป (Conceptualization: CPPP) เป็นการนําประสบการณ์ที่ได้รับการสังเกตได้มาสรุปเป็น แนวคิดหรือทฤษฎีของตนเอง โดย เขียนในรูปของกฎ หรือหลักการ หรือข้อคําตอบ 4. ประยุกต์ใช้ (Application: APPP) เป็นการนํา แนวคิดหรือทฤษฎีไปใช้ในการตัดสิน หรือการ แก้ปัญหา หรือการประยุกต์แนวคิดโดยการลงมือปฏิบัติ จริง เช่น การทําโครงการ กิจกรรม ผลิตเครื่องมือ และสื่อที่ใช้ได้จริง 474 กลุ่มมนุษยศาสตร์และ สังคมศาสตร์ Veridian E-Journal SU Vol.4 No.1 May - August 2011 และนอกห้องเรียน ประกอบด้วย 3 ส่วนคือ 1. ศึกษาดูงาน (Study Tour: TPPP) นักศึกษาได้ศึกษาดูงานในสถาน ประกอบการ 2. สังเกตการณ์ (Observe: OPPP) นักศึกษาเข้าสังเกตการณ์ในหน่วยงานที่ฝึก ประสบการณ์3. ฝึกปฏิบัติ (Practice: PPPP) นักศึกษาเข้าฝึกปฏิบัติงานบริการในสถานประกอบการ รูปแบบการเตรียมความพร้อมการฝึกประสบการณ์วิชาชีพที่พัฒนาขึ้น อาศัยหลักการของ การให้ 14 / 417
5 นักศึกษาเรียนรู้จากการลงมือกระทํากิจกรรมด้วยตนเอง หรือการฝึกปฏิบัติโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ นักศึกษาเกิดการเรียนรู้ด้านทักษะการปฏิบัตินักศึกษาสามารถเชื่อมโยงทฤษฎีสู่การปฏิบัติจริง กระบวนการ ที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้นักศึกษามีความสามารถในการเตรียมความพร้อมการฝึกประสบการณ์ วิชาชีพ 4 ขั้น คือ 1) การสร้างประสบการณ์ 2) การอภิปรายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 3) การสรุป และ 4) การประยุกต์ใช้ วิธีพัฒนาการเตรียมความพร้อมการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ มี 2 รูปแบบ คือ การสอน ในชั้นเรียน เช่น การ สาธิต การอภิปรายกลุ่ม กรณีศึกษา และการสอนนอกชั้นเรียน เช่น การศึกษาดู งาน การสังเกตการณ์การ วิจัย การฝึกปฏิบัติภาคสนาม และการทําโครงงาน เป็นต้น โดยผู้เรียนต้อง สามารถเชื่อมโยงการเรียนรู้ในชั้น เรียนกับการเรียนรู้นอกชั้นเรียน เพื่อผู้เรียนสามารถทํางานร่วมกับ ผู้อื่นโดยการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และ เน้นการบูรณาการ เน้นที่ทักษะการปฏิบัติทักษะการทํางาน เป็นทีม และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ด้านการ ประเมินผลมีเป้าหมายหลัก คือ การพัฒนาคุณลักษณะ ที่พึงประสงค์ของนักศึกษาสําหรับ 3 คุณสมบัติคือ คุณสมบัติด้านทัศนคติคุณสมบัติด้านลักษะนิสัย และ คุณสมบัติด้านความรู้และทักษะ เน้น 2 ด้าน คือ ด้าน ความพร้อมการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ และ ความคิดเห็นที่แสดงถึงความสามารถในการเชื่อมโยงทฤษฎีจาก การเรียนมาสู่การลงมือปฏิบัติของ นักศึกษา นอกจากนี้งานบริการเป็นลักษณะเฉพาะของวิชาชีพ เป็นสินค้าที่ไม่มีตัวตนเมื่อนักศึกษา ให้บริการแล้วดีก็ทําให้ผู้รับบริการพอใจ ถ้าไม่ดีก็ไม่สามารถกลับมาแก้ไขได้ดังนั้น นักศึกษาต้องได้รับ การ ฝึกอบรมให้มีทัศนคติที่ดีต่องานบริการ เพื่อจะได้ปฏิบัติงานบริการได้ดีมีประสิทธิภาพ สามารถ นําไป ประกอบอาชีพกาบริการ อาทิอาชีพมัคคุเทศก์ การปฏิบัติงานและการบริหารในหน่วยงานของ ภาครัฐ และ ภาคเอกชนของอุตสาหกรรมการท่องเที่ย ว ธุรกิจโรงแรม และธุรกิจบริการอื่นๆ เป็นต้น งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เฉลิมพล จิตร์อรุณ ศึกษาพบว่า 1 สถานประกอบการ หน่วยงานมีความพึงพอใจต่อคุณภาพของนักเรียนนักศึกษาในระดับมาก เนื่องจากพึงพอใจในคุณลักษณะ จริยธรรม และจรรยาบรรณ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของการทำงาน การ ประกอบอาชีพของนักเรียนนักศึกษาอยู่ใน 3 ลำดับแรก เมื่อพิจารณาในรายละเอียดพบว่า นักเรียน นักศึกษาทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต พูดความจริง ไม่กล่าวร้ายผู้อื่น พิจารณาสิ่งต่าง ๆ ด้วยความ ยุติธรรมถูกต้อง รวมถึงการปฏิบัติตามกฎระเบียบขององค์กร ส่งผลให้เกิดทีมงานที่ดีเป็นประโยชน์อย่าง ยิ่งต่อองค์กร การรู้จักควบคุมตนเองให้ซื่อสัตย์ รับผิดชอบ ขยันทำงาน อดทนอดกลั้นทำให้งานของ องค์กรบรรลุวัตถุประสงค์ 2 ในด้านสมรรถนะหลักและสมรรถนะทั่วไปนักเรียนนักศึกษามีการเรียนรู้เพื่อพัฒนางานอย่าง สม่ำเสมอ ปฏิบัติงานตามขั้นตอนที่กำหนดจนงานเสร็จเรียบร้อย มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศ 3 สำหรับสมรรถนะวิชาชีพ สถานประกอบการมีความพึงพอใจในระดับมากเช่นกัน แม้ว่าจะอยู่ ในลำดับสุดท้ายอาจเป็นเพราะนักเรียนนักศึกษามีความสามารถในการฟัง พูด อ่าน เขียน ภาษาต่างประเทศได้อย่างถูกต้องคล่องแคล่วสร้างสรรค์เป็นข้อที่มีความพึงพอใจในลำดับที่ต่ำที่สุด 15 / 417
6 ความสามารถในการใช้ภาษาไทยได้อย่างถูกต้อง และความสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะในสาขา วิชาชีพสู่การปฏิบัติจริงก็เป็นข้อที่มีความพึงพอใจในลำดับที่ต่ำเช่นกัน สมศรี วัฒนสิน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ยุวดี ภู่สำลี ศึกษาพบว่า ในส่วนของการศึกษาความ ต้องการบุคลากรด้านการตลาดของสถานประกอบการ ซึ่งทำการสำรวจสถานประกอบการ 21 บริษัท ใน 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ ผู้ผลิต และจำหน่วยสินค้า ธุรกิจบริการ และธุรกิจการค้าและตัวแทนจำหน่าย พบว่า สถานประกอบการส่วนใหญ่เห็นว่า คุณสมบัติสำคัญของพนักงานด้านการตลาดอันเป็นที่ต้องการ ของสถานประกอบการในระดับผู้บริหารการตลาดควรเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ มีความรู้ด้านการตลาด และมี ความเป็นผู้นำ เชื่อมั่นในตนเอง ส่วนพนักงานระดับปฏิบัติการควรมีความรู้ ความสามารถด้านการตลาด มีความรู้ด้านการประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความ รับผิดชอบ ซึ่งสถานประกอบการมีความเห็นว่า พนักงานด้านการตลาดของสถานประกอบการและ นักศึกษาที่เข้าฝึกงานมีความรู้ความสามารถตามเกณฑ์ข้างต้นไม่ถึงระดับดีมาก ดังนั้นจึงควรมีการ ปรับปรุงรายวิชาในกลุ่มวิชาเอกซึ่งเป็นพื้นฐานความรู้ ความสามารถ และทักษะด้านการตลาดที่สำคัญ ของนักศึกษา โดยเน้นให้เนื้อหาให้มีความทันสมัยมากขึ้น และเน้นการฝึกปฏิบัติปรับปรุงรายวิชาในกลุ่ม วิชาภาษาอังกฤษ และเพิ่มทักษะทั้งการฟัง พูด อ่าน เขียน ให้มาก ปรับปรุงรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับการ ใช้คอมพิวเตอร์ รวมทั้งสนับสนุนให้นักศึกษาเลือกเรียนรายวิชาเลือกที่เกี่ยวข้อง ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาการท่องเที่ยว วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC) โดยการใช้ประชากรทั้งหมด จำนวน 20 คน - เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล 1 ศึกษาข้อมูลการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย โดยรวบรวมข้อมูลจากตำรา เอกสาร บทความ งานวิจัย เกี่ยวกับคุณลักษณะผู้เรียนที่สถานประกอบการต้องการของสาขาวิชาการท่องเที่ยว ที่วิทยาลัย เทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC) เปิดการเรียนการสอน 2 รวบรวม และวิเคราะห์เนื้อหาข้อมูล คุณลักษณะผู้เรียนที่สถานประกอบการต้องการทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านทักษะพื้นฐาน ด้านความรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ด้านทักษะวิชาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ด้านจิตพิสัย ที่สอดคล้องกับการฝึกประสบการณ์วิชาชีพของนักศึกษาสาขาวิชาการท่องเที่ยว วิทยาลัย เทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC) ซึ่งได้ออกแบบ แบบประเมินที่ใช้ในการวิจัย (ฉบับร่าง) 3 นำแบบประเมิน (ฉบับร่าง) ที่ออกแบบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยนอร์ท กรุงเทพ ได้แต่งตั้งขึ้น 4 จากนั้นศึกษารายละเอียดของวัตถุประสงค์ และขอบเขตของการวิจัย นำข้อมูลทั้งหมดที่ รวบรวมได้มาทำการวิเคราะห์ สรุปรายละเอียดรูปแบบ การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ฉบับร่าง และประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ ดังนี้ 16 / 417
7 4.1 แบบประเมินศักยภาพของนักศึกษาก่อนออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพ สาขาวิชาการ ท่องเที่ยว วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC) มีทั้งหมด 3 ตอน คือ ตอนที่ 1 เป็นแบบประเมินศักยภาพเกี่ยวกับสถานภาพทั่วไปของผู้ตอบแบบประเมิน ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา เกรดเฉลี่ยสะสม ชื่อสถานประกอบการ และประเภทหน่วยงาน ตอนที่ 2 เป็นแบบประเมินศักยภาพด้านทักษะพื้นฐาน ด้านความรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ด้านทักษะวิชาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ด้านจิตพิสัย ตอนที่ 3 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับข้อคิดเห็น / ข้อเสนอแนะอื่น ๆ 5 เมื่อผู้เชี่ยวชาญประเมินแบบประเมินศักยภาพที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น และดำเนินการปรับปรุงแก้ไข ตามคำแนะนำ นำไปสู่การทดลองใช้ และหาคุณภาพของแบบสอบถาม แบบประเมินศักยภาพระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ได้ค่าความเชื่อมั่น (Reliability) เท่ากับ .816 มีการปรับปรุงแก้ไข แบบสอบถามอีกครั้ง จากนั้นจัดทำแบบสอบถามฉบับสมบูรณ์ 5.1 แบบประเมินศักยภาพของนักศึกษาก่อนออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพ สาขาวิชาการ ท่องเที่ยว วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC) เป็นแบบประเมินแบบ (Questionnaire) แบ่ง ออกเป็น 3 ตอน การรวบรวมข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูล คณะผู้วิจัยทำการรวบรวมข้อมูลในเดือนกันยายน 2564 โดยดำเนินการ ตามขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้ 1 คณะผู้วิจัยแจกและจัดเก็บแบบประเมินศักยภาพด้วยตนเอง ใช้ระยะเวลา 1 สัปดาห์ ประกอบด้วยแบบประเมินศักยภาพของนักศึกษาก่อนออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพ โดยเก็บจาก ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 (ปวส.1) จำนวนทั้งสิ้น 20 คน 2 คณะผู้วิจัยดำเนินการ ตรวจสอบความถูกต้องและความสมบูรณ์ของแบบประเมินศักยภาพ ที่ได้รับกลับคืนมา จำนวน 20 ฉบับ ปรากฏว่ามีความถูกต้องและสมบูรณ์ทุกฉบับ เพื่อนำไปวิเคราะห์ ข้อมูลต่อไป สถิติที่ใช้ในงานวิจัย ตอนที่ 1 เป็นแบบประเมินถามเกี่ยวกับสภาพทั่วไปของผู้ตอบแบบประเมิน มีลักษณะเป็นแบบ ประเมินแบบตัวเลือก (Check List) สอบถามเพศ อายุ และประเภทหน่วยงาน ตอนที่ 2 เป็นแบบประเมินศักยภาพของนักศึกษาก่อนออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพ สาขาวิชา การท่องเที่ยว วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC) เกี่ยวกับศักยภาพด้านทักษะพื้นฐาน ด้าน ความรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ด้านทักษะวิชาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยว และด้านจิตพิสัย มีลักษณะเป็น แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ การประเมินศักยภาพของนักศึกษาก่อนออกฝึก ประสบการณ์วิชาชีพ ซึ่งใช้ค่าสถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) 17 / 417
8 สูตรคำนวณค่าเฉลี่ย (Mean) = เมื่อ แทน ค่าเฉลี่ย แทน ผลรวมคะแนนทั้งหมด แทน จำนวนประชากรทั้งหมด ค่า ที่ได้จากการประเมินจะมีค่าอยู่ระหว่าง 1.00 ถึง 5.00 ซึ่งมีความหมายต่าง ๆ ดังนี้ แปลความหมายของค่าเฉลี่ยที่คำนวณได้ดังนี้ ศักยภาพมากที่สุด ให้ค่าระดับคะแนน 5 ศักยภาพมาก ให้ค่าระดับคะแนน 4 ศักยภาพปานกลาง ให้ค่าระดับคะแนน 3 ศักยภาพน้อย ให้ค่าระดับคะแนน 2 ศักยภาพน้อยที่สุด ให้ค่าระดับคะแนน 1 และกำหนดเกณฑ์การประเมินจากค่าเฉลี่ยไว้ ดังนี้ 4.50-5.00 หมายถึง มีศักยภาพมากที่สุด 3.50-4.49 หมายถึง มีศักยภาพมาก 2.50-3.49 หมายถึง มีศักยภาพปานกลาง 1.50-2.49 หมายถึง มีศักยภาพน้อย 1.00-1.49 หมายถึง มีศักยภาพน้อยที่สุด สูตรคำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) เมื่อ = ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน x = ข้อมูลในแต่ละจำนวน x = ค่าเฉลี่ยของข้อมูลชุดนั้น n = จำนวนของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 18 / 417
9 ตอนที่ 3 เป็นแบบแสดงข้อเสนอแนะอื่น ๆ เกี่ยวกับศักยภาพของนักศึกษาก่อนออกฝึก ประสบการณ์วิชาชีพ มีเนื้อที่ว่างสำหรับการบันทึกข้อเสนอแนะของผู้ตอบแบบประเมินศักยภาพก่อน ออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ระดับศักยภาพของนักศึกษาก่อนออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก ( x = 3.85, S.D. = 0.73) และในแต่ละด้านระดับ ศักยภาพของนักศึกษาก่อนออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาการจัดการธุรกิจท่องเที่ยว ดังนี้ ด้านทักษะพื้นฐาน อยู่ในระดับมาก ( x = 3.72, S.D. = 0.56) ด้านความรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยว อยู่ในระดับมาก ( x = 3.63, S.D. = 0.55) ด้านทักษะวิชาชีพ เกี่ยวกับการท่องเที่ยว อยู่ในระดับมาก ( x = 3.87, S.D. = 1.32) และด้านจิตพิสัย อยู่ในระดับมาก ( x = 4.16, S.D. = 0.50) ภาพที่ 2 ระดับศักยภาพของนักศึกษาก่อนออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 ในภาพรวม สรุปอภิปรายข้อเสนอแนะ สรุป 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปสามารถสรุปได้ดังนี้ ผู้เข้าร่วมการประเมินศักยภาพเป็นนักศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาการท่องเที่ยว 2 การศึกษาศักยภาพของนักศึกษาก่อนออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพ สาขาวิชาการท่องเที่ยว วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC) ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 แบ่ง ออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ด้านทักษะพื้นฐาน ด้านความรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ด้านทักษะวิชาชีพเกี่ยวกับ การท่องเที่ยวและด้านจิตพิสัย 19 / 417
10 2.1 ด้านทักษะพื้นฐาน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 มีศักยภาพอยู่ใน ระดับมาก หากพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า การสืบค้นข้อมูลทาง Internet มีศักยภาพมากที่สุด และ ความรู้ด้านภาษาต่างประเทศอย่างน้อย 1 ภาษา มีศักยภาพน้อยที่สุด 2.2 ด้านความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปี ที่ 1 มีศักยภาพอยู่ในระดับมาก หากพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ความรู้ความเข้าใจในหลักการ ดำเนินงานธุรกิจโรงแรมและการแบ่งสายงานต่าง ๆ ในโรงแรม มีศักยภาพมากที่สุด และความรู้ ความสามารถวิเคราะห์ผลกระทบและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมท่องเที่ยว มี ศักยภาพน้อยที่สุด 2.3 ด้านทักษะวิชาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 มีศักยภาพอยู่ในระดับมาก หากพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ทักษะในการปฏิสัมพันธ์และแก้ไขปัญหา เฉพาะหน้าให้กับนักท่องเที่ยว มีศักยภาพมากที่สุด และความสามารถในการนำเสนอ ให้คำแนะนำ ให้ ข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากรท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์พื้นเมืองที่สำคัญของไทย มีศักยภาพน้อยที่สุด 2.4 ด้านจิตพิสัย ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 มีศักยภาพอยู่ในระดับ มาก หากพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ความซื่อสัตย์สุจริต มีศักยภาพมากที่สุด และมีภาวะความเป็นผู้นำ และผู้ตามสามารถทำงานเป็นทีม มีศักยภาพน้อยที่สุด อภิปรายผล 1. ผลการวิเคราะห์จากการวิจัยพบว่า ในภาพรวมระดับศักยภาพของนักศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 มีภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านจิตพิสัย มีศักยภาพอยู่ในระดับมาก สอดคล้องกับงานวิจัยของ สุมาลีอาภรณ์พินิจเลิศ และระวี พรรณ จิตต์มนัส (2551 : บทคัดย่อ) ได้ทำการศึกษาความพึงพอใจของผู้ประกอบการต่อการฝึกงาน ของนักศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง แผนกคอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัยเทคนิค ประจวบคีรีขันธ์ ผลการวิจัย พบว่า นักศึกษามีความซื่อสัตย์สุจริต มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ให้ความ ร่วมมือในสิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อสังคม ปฏิบัติงานด้วยความรับผิดชอบ วิริยะอุตสาหะ ปฏิบัติงาน ได้ครบถ้วนตามที่ได้รับมอบหมายในเวลาที่กำหนด และนักศึกษามีพฤติกรรมที่แสดงออกอย่าง ประชาธิปไตย และเข้าทำงานตรงต่อเวลา แสดงให้เห็นว่า ระดับศักยภาพด้านจิตพิสัยของนักศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC) ตรงตาม ความต้องการของสถานประกอบการ คือ นักศึกษามีความซื่อสัตย์สุจริต มีความขยันหมั่นเพียร มีความ รับผิดชอบทั้งในงานของตนและงานของกลุ่ม และมีทัศนคติเชิงบวกกับองค์กรและเพื่อนร่วมงาม ซึ่ง คุณธรรม จริยธรรมขั้นพื้นฐานของนักศึกษา ทั้งนี้นักศึกษาสามารถประยุกต์ใช้คุณธรรมจริยธรรมในการ ปฏิบัติงานร่วมกับผู้อื่นในสถานประกอบการได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้การพิจารณาเป็นรายข้อยังพบว่า ด้านความรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยว มีศักยภาพน้อย ที่สุด สอดคล้องกับงานวิจัยของ สมศรี วัฒนสิน และยุวดี ภู่สำลี (2554 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยการ พัฒนาบุคลากรด้านการตลาดให้สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ 20 / 417
11 สหกิจศึกษา ผลการวิจัย พบว่า พนักงานด้านการตลาดของสถานประกอบการและนักศึกษาที่เข้า ฝึกงานมีความรู้ ความสามารถตามเกณฑ์ไม่ถึงระดับดีมาก ดังนั้นจึงควรมีการปรับปรุงรายวิชาในกลุ่ม วิชาเอกซึ่งเป็นพื้นฐานความรู้ ความสามารถ และทักษะด้านการตลาดที่สำคัญของนักศึกษา โดยเน้นให้ เนื้อหาให้มีความทันสมัยมากขึ้น เน้นการฝึกปฏิบัติ ปรับปรุงรายวิชาในกลุ่มวิชาภาษาอังกฤษ และเพิ่ม ทักษะทั้งการฟัง พูด อ่าน เขียน ให้มาก ปรับปรุงรายวิชาที่เกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์ รวมทั้ง สนับสนุนให้นักศึกษาเลือกเรียนรายวิชาเลือกที่เกี่ยวข้อง แสดงให้เห็นว่า ศักยภาพด้านความรู้เกี่ยวกับ การท่องเที่ยวของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม บริหารธุรกิจ (SBAC) ควรได้รับการพัฒนาปรับปรุงในเรื่องความรู้ ความเข้าใจในหลักการดำเนินงาน ธุรกิจโรงแรมและการแบ่งสายงานต่าง ๆ ในโรงแรม ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับศิลปะการต้อนรับและ การบริการ ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับมรดกทางภูมิปัญญาไทยและการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย และ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทรัพยากรการท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์พื้นเมืองและของที่ระลึก โดยจัดการ เรียนการสอนที่เน้นการคิด วิเคราะห์ให้นักศึกษาสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปบูรณาการสู่การปฏิบัติงาน ได้จริง ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจโรงแรม การประยุกต์ใช้ความรู้ในเรื่องของ การอนุรักษ์มรดกทางภูมิปัญญา และศิลปวัฒนธรรมไทย โดยการสอดแทรกเนื้อหาเข้าสู่การปฏิบัติ เพื่อให้นักศึกษาเกิดความรู้ ความเข้าใจและสามารถนำไปใช้ในการปฏิบัติงานในสถานประกอบการได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อเสนอแนะ 1 ควรจัดให้นักศึกษาทำแบบทดสอบสมรรถนะก่อนประเมินศักยภาพของตนเอง แล้วนำ ผลสัมฤทธิ์จากแบบทดสอบมาเทียบกับผลการประเมินศักยภาพว่าสอดคล้องกันหรือไม่ ถ้าสอดคล้อง แสดงว่านักศึกษามีความรู้ความสามารถจริง แต่ถ้าไม่สอดคล้องแสดงว่านักศึกษาอาจมีข้อบกพร่องที่ ต้องดำเนินการแก้ไขก่อนออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพ 2 ควรจัดให้มีโครงการอบรมภาษาอังกฤษสำหรับนักศึกษาที่จะออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพ เพื่อเสริมทักษะด้านความรู้พื้นฐานภาษาอังกฤษให้กับนักศึกษาได้การนำไปประยุกต์ใช้ ในการลงสู่การ ปฏิบัติงานจริงในรูปแบบต่าง ๆ ตามที่สถานประกอบการที่นักศึกษาสนใจ 3 ควรจัดให้มีโครงการพัฒนาบุคลิกภาพให้กับนักศึกษาในสาขาการท่องเที่ยว เพื่อเตรียมความ พร้อมสำหรับการออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพ เป็นการปรับเปลี่ยนทัศนคติเรื่องบุคลิกภาพและการแต่ง กายให้กับนักศึกษา เพื่อให้ตรงกับเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของวิทยาลัยและสาขาวิชา 21 / 417
12 บรรณานุกรม คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, สำนักงาน. (2545). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545. กรุงเทพมหานคร : พริกหวานกราฟฟิค. เฉลิมพล จิตร์อรุณ. “ความพึงพอใจสถานประกอบการต่อการฝึกงานของนักศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ ปีที่ 3 วิทยาลัยเทคโนโลยีวิมล ศรีย่าน.” วิจัยในชั้นเรียน วิทยาลัย เทคโนโลยีวิมล ศรีย่าน, 2555. ทัศนา แสวงศักดิ์. (2549). คุณลักษณะที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตการทำงานของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปทุมธานี. วารสารศึกษาศาสตร์ (ปีที่ 18 ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน พ.ศ. 2549) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, หน้า 45-60. รักชนก โสภาพิศ. (2552). การพัฒนารูปแบบ, การเตรียมความพร้อมการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ, นักศึกษาสาขาวิชา การจัดการการท่องเที่ยว. ปริญญาดุษฎีบัณฑิต, สาขาวิชาหลักสูตรและการ สอน คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยศิลปากร. สมศรี วัฒนสิน และยุวดี ภู่สำลี. “การพัฒนาบุคลากรด้านการตลาดให้สอดคล้องกับความต้องการของ สถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการสหกิจศึกษา.” วิจัยในชั้นเรียน มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต, 2554. สุมาลีอาภรณ์พินิจเลิศ และระวีพรรณ จิตต์มนัส. “การศึกษาความพึงพอใจของผู้ประกอบการต่อการ ฝึกงานของนักศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง แผนกคอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัยเทคนิคประจวบคีรีขันธ์” วิจัยในชั้นเรียน วิทยาลัยเทคนิคประจวบคีรีขันธ์, 2551. 22 / 417
ชื่อผลงานวิจัย การพัฒนาสื่อออนไลน์โดยใช้ไลน์ออฟฟิเชียล แอคเคาท์(LINE OA) ในการทบทวน บทเรียน รายวิชาโปรแกรมนำเสนอข้อมูล เรื่องการเขียนโครงร่างแสดงเรื่องราว (STORY BOARD)สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 สาขาวิชา คอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC) ปีการศึกษา 2565 ชื่อผู้วิจัย จุติมณี ทวีการ ตำแหน่ง หัวหน้าแผนกคอมพิวเตอร์ วุฒิการศึกษา ปริญญาตรีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ สถานศึกษาที่ทำงาน วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC) เบอร์โทร 02-9726111-8 http://www.sbac.ac.th โทรศัพท์ส่วนตัว 080-903-8974 ปีที่ทำวิจัยเสร็จ ปีการศึกษา 2565 ประเภทงานวิจัย วิจัยในชั้นเรียน บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของการพัฒนาสื่อออนไลน์โดยใช้ ไลน์ออฟฟิเชียล แอคเคาท์ (LINE OA) ในการทบทวนบทเรียน ตามโมเดล 3 KEY INITIATIVES รายวิชา โปรแกรมนำเสนอข้อมูล เรื่องการออกแบบโครงร่าง เรื่องราว (STORY BOARD) สำหรับนักศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC) ปีการศึกษา 2565(2) เพื่อทบทวนบทเรียน รายวิชาโปรแกรมนำเสนอข้อมูล เรื่องการเขียนโครงร่างแสดง เรื่องราว (STORY BOARD) และ (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อสื่อออนไลน์โดยใช้ไลน์ออฟฟิ เชียล แอคเคาท์ (LINE OA) ในการทบทวนบทเรียน รายวิชาโปรแกรมนำเสนอข้อมูล เรื่องการเขียนโครงร่าง แสดงเรื่องราว (STORY BOARD) สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 สาขาวิชา คอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC) ปีการศึกษา 2565 ผู้วิจัยกำหนดประชากร ได้แก่ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม บริหารธุรกิจ (SBAC) ที่เรียนในรายวิชาโปรแกรมนำเสนอข้อมูลเรื่องการเขียนโครงร่างแสดงเรื่องราว (STORY BOARD) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 95คน กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ นักศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC) ที่เรียนในรายวิชาโปรแกรมนำเสนอข้อมูล เรื่องการเขียนโครงร่างแสดงเรื่องราว (STORY BOARD) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ห้อง ปวช.3/1 จำนวน 40คน ได้จากการกำหนดกลุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือ ที่ใช้ในการทำวิจัยได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยสื่อออนไลน์โดยใช้ไลน์ออฟฟิเชียล แอค เคาท์(LINE OA) ในการทบทวนบทเรียน รายวิชาโปรแกรมนำเสนอข้อมูล เรื่องการเขียนโครงร่างแสดง เรื่องราว (STORY BOARD)และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนมีต่อสื่อออนไลน์โดยใช้ไลน์ออฟฟิเชียล แอคเคาท์(LINE OA) ในการทบทวนบทเรียน รายวิชาโปรแกรมนำเสนอข้อมูล เรื่องการเขียนโครงร่างแสดง เรื่องราว(STORY BOARD) การเก็บรวบรวมข้อมูล โดยแจ้งจุดประสงค์และแนวทางการเรียนรู้แก่กลุ่ม ตัวอย่าง ทำการสอนด้วยวิธีการสอนออนไลน์ปกติกับการสอนโดยใช้ไลน์ออฟฟิเชียล แอคเคาท์(LINE OA) ใน การทบทวนบทเรียน รายวิชาโปรแกรมนำเสนอข้อมูล เรื่องการเขียน โครงร่างแสดงเรื่องราว (STORY BOARD) วัดและประเมินผล บันทึกผลและประเมินผลความพึงพอใจให้ผู้เรียนต่อโดยใช้ไลน์ออฟฟิเชียล 23 / 417
2 แอคเคาท์(LINE OA) ในการทบทวนบทเรียน รายวิชาโปรแกรมนำเสนอข้อมูล เรื่องการเขียนโครงร่างแสดง เรื่องราว (STORY BOARD) พร้อมวิเคราะห์ข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (X) ค่า เบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) t-test ค่าคะแนนเฉลี่ย 5 ระดับของลิเคิร์ท (LIKERT SCALE) ผลการศึกษาวิจัย เรื่องการพัฒนาสื่อออนไลน์โดยใช้ไลน์ออฟฟิเชียล แอคเคาท์ (LINE OA) ในการ ทบทวนบทเรียน รายวิชาโปรแกรมนำเสนอข้อมูล เรื่องการเขียนโครงร่างแสดงเรื่องราว (STORY BOARD) สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม บริหารธุรกิจ (SBAC) ปีการศึกษา 2565 (1) ประสิทธิภาพของการพัฒนาสื่อออนไลน์โดยใช้ไลน์ออฟ ฟิเชียลแอคเคาท์ (LINE OA) ในการ ทบทวนบทเรียน รายวิชาโปรแกรมนำเสนอข้อมูล เรื่องการออกแบบโครงร่าง เรื่องราว (STORY BOARD) มี ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 88.89 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่วางไว้ (2) ผลการทดสอบหลังการทบทวนบทเรียน รายวิชาโปรแกรมนำเสนอข้อมูล เรื่องการออกแบบ โครง ร่าง เรื่องราว (STORY BOARD) สูงกว่าผลการทดสอบก่อนการทบทวนบทเรียน รายวิชาโปรแกรมนำเสนอ ข้อมูล เรื่องการออกแบบโครงร่าง เรื่องราว (STORY BOARD) มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 (3) ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อกระบวนการจัดการเรียนการสอนโดยใช้การสอน ออนไลน์ด้วยเทคนิคสื่อออนไลน์โดยใช้ไลน์ออฟฟิเชียล แอคเคาท์ (LINE OA) โดยการค่าเฉลี่ย พบว่า ใน ภาพรวมผู้เรียนมีความพึงพอใจในการสอนออนไลน์ด้วยเทคนิคสื่อออนไลน์โดยใช้ไลน์ออฟฟิเชียล แอคเคาท์ (LINE OA) ในระดับดีมาก โดยมีค่าเฉลี่ย 4.53 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา หลักการความสำคัญ ในปัจจุบันการแข่งขันทางการตลาดเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งการส่งเสริมทางการตลาดด้วยการ โฆษณาผ่านสื่อ LINE Application ได้กลายมาเป็นสื่อออนไลน์อีกรูปแบบหนึ่ง ที่สามารถส่งข้อมูลข่าวสาร ไป ถึงมือผู้บริโภคได้โดยตรง ในเดือน สิงหาคม 2556 NHN Corporation ประกาศความสำเร็จของไลน์มีผู้ใช้งาน รวมทั้งหมด 230 ล้านคนทั่วโลก และวางเป้าหมายเพิ่มจำนวนผู้ใช้งานให้ 300 ล้านคนทั่วโลก ภายในสิ้นปีอีก ด้วย (Jirapong Jirasampata, 2556) จุดเด่นของไลน์ที่ดึงดูด ความสนใจของผู้ใช้บริการและทำให้ยอดการใช้ งานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คือ การใช้งานง่าย สามารถส่งสติ๊กเกอร์ ภาพการ์ตูนน่ารักๆ ที่แสดงอารมณ์ ความรู้สึก หลากหลายรูปแบบไปให้เพื่อน ได้แทนคำพูด โดยมีให้ดาวน์โหลดฟรีและเสียเงิน หากต้องการแบบ เสียเงินก็สามารถซื้อผ่านโทรศัพท์มือถือ โดยจะได้ภาพสติ๊กเกอร์มาเป็นชุด ๆ ราคาชุดละ 1.99 ดอลลาร์ หรือ ประมาณ 60 บาท ซึ่งเป็นการสร้างรายได้ให้กับไลน์อย่างมหาศาล (เดลินิวส์, 2557) นอกจากนี้ไลน์ยัง วางแผน ทำการตลาด โดยการเปิดช่องทางให้แบรนด์สินค้าร่วมทำการตลาดผ่านไลน์ได้ 2 ช่องทาง คือ การทำการตลาด ผ่าน LINE Official Accounts และ การทำการตลาดผ่าน LINE Sponsored Sticker ไลน์ออฟฟิเชียล แอคเคาท์(LINE OA) หมายถึงสื่อกลางหรือคือ บัญชีทางการ สำหรับธุรกิจ ร้านค้า สถานประกอบการอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นออนไลน์หรือออฟไลน์ในการสื่อสาร กับลูกค้า/ผู้ใช้งาน ของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นข้อความธรรมดาแบบถาม-ตอบระหว่างลูกค้า/ผู้ใช้งาน หรือข้อความโฆษณาโปรโมท เกี่ยวกับสินค้าและบริการ แถมยังมีฟีเจอร์หลายรูปแบบที่ร้านค้าสามารถ เลือกใช้งานเพื่อสร้าง 24 / 417
3 ประสบการณ์ที่ดีต่อลูกค้าหรือผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการ Broadcast ข้อความ การสร้างข้อความตอบรับ อัตโนมัติ หรือแม้แต่การทำคูปองสะสมแต้ม นอกจากนั้นสามารถเชื่อมต่อกับ LINE ได้โดยตรง เวลาที่ ร้านค้าส่งข้อความหรือข่าวสารอัปเดตให้ผู้ติดตาม ก็จะแจ้งเตือนบนหน้าแชท LINE ได้โดยตรงเหมือน การส่งข้อความคุยกันปกติ ลูกค้า/ผู้ใช้งานไม่ต้องเปิดเข้าออกหลายแอป สามารถเสิร์ฟคอนเทนต์ตรงถึง หน้าแชทของลูกค้า/ผู้ใช้งาน ได้อย่างรวดเร็วทันใจทุกที่ทุกเวลา (LINE Corporation, 2563) ความเป็นมาของปัญหา ผู้วิจัยได้ดำเนินการสอนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ในภาคเรียน ที่ 1 ปีการศึกษา 2565 รายวิชาโปรแกรมนำเสนอข้อมูล เรื่องการเขียนโครงร่างแสดงเรื่องราว (STORY BOARD)กับนักศึกษาระดับ ปวช.3/1 ได้สังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนในขณะเรียนในช่วงสถานการณ์การเรียน แบบปกติผ่านมา พบว่า ผู้สอนกับผู้เรียนสื่อสารกันไม่ชัดเจน เพราะสภาพการเรียนปกติแต่ละคนไม่เหมือนกัน สมาธิที่เรียนหรือเสียงรบกวนภายนอก หรือการอธิบายข้อมูลไม่ชัดเจน ผู้เรียนขาดส่วนร่วมในการนำเสนอ รวมทั้งขาดทักษะในการออกแบบด้วยความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นอีกทักษะสำคัญของนักศึกษาก่อนจบ การศึกษาเพื่อไปทำงานจริงของผู้เรียนก็มีคะแนนไม่ค่อยดีโดยประเมินตามผลงาน จึงส่งผลให้มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนต่ำ อาจเป็นเพราะวิธีการสอนทำให้ผู้เรียนไม่มีความสนุก ขาดความน่าสนใจ จึงเป็นสาเหตุทำให้ ผู้เรียนไม่สามารถออกแบบงานนำเสนอได้อย่างสร้างสรรค์แม้จะสอนแบบปกติก็ตาม ผู้วิจัยจึงได้หาแนวทางพัฒนาสื่อออนไลน์โดยใช้ไลน์ออฟฟิเชียล แอคเคาท์ (LINE OA) ในการทบทวน บทเรียน รายวิชาโปรแกรมนำเสนอข้อมูล พบว่า การนำเทคนิคโดยใช้ไลน์ออฟฟิเชียล แอคเคาท์(LINE OA) เรื่องการเขียนโครงร่างแสดงเรื่องราว (STORY BOARD) มาใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอนจะทำให้ผู้สอนมี กิจกรรมให้กับผู้เรียนได้มากขึ้น สามารถทบทวนบทเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา และสามารถนำเสนอในกลุ่มย่อยได้ สะดวก การพูดคุยเป็นระบบเล็กลง ครูมีหน้าที่เข้าไปแนะนำงานออกแบบพร้อมสร้างแรงบันดาลใจได้มากขึ้น สอดคล้องกับงานวิจัยของลัดดา ศิลาน้อย (2558) ที่ศึกษาการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน ผลการวิจัยพบว่า ทักษะการเรียนรู้ใน ศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน นักเรียนร้อยละ 83.33 ผ่านเกณฑ์และช่วยให้นักเรียนมีทักษะและผลสัมฤทธิ์ที่สูงขึ้น วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของการพัฒนาสื่อออนไลน์โดยใช้ไลน์ออฟ ฟิเชียลแอคเคาท์ (LINE OA) ใน การทบทวนบทเรียน ตามโมเดล 3 KEY INITIATIVES รายวิชาโปรแกรมนำเสนอข้อมูล เรื่องการออกแบบ โครงร่าง เรื่องราว (STORY BOARD) สำหรับนักศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 สาขาวิชา คอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC) ปีการศึกษา 2565 2. เพื่อทบทวนบทเรียน รายวิชาโปรแกรมนำเสนอข้อมูล เรื่องการเขียนโครงร่างแสดงเรื่องราว (STORY BOARD) 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อสื่อออนไลน์โดยใช้ไลน์ออฟฟิเชียล แอคเคาท์(LINE OA) ในการทบทวนบทเรียน รายวิชาโปรแกรมนำเสนอข้อมูล เรื่องการเขียนโครงร่างแสดงเรื่องราว (STORY 25 / 417
4 BOARD) สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัย เทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC) ปีการศึกษา 2565 กรอบแนวคิดในการวิจัย สมมติฐานการวิจัย 1. ประสิทธิภาพของการพัฒนาสื่อออนไลน์โดยใช้ไลน์ออฟ ฟิเชียลแอคเคาท์ (LINE OA) ในการทบทวน บทเรียน รายวิชาโปรแกรมนำเสนอข้อมูล เรื่องการออกแบบโครงร่าง เรื่องราว (STORY BOARD) สำหรับ นักศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม บริหารธุรกิจ (SBAC) ปีการศึกษา 2565 เป็นไปตามสมมติฐานที่วางไว้ 2. ผลการทดสอบหลังการทบทวนบทเรียน รายวิชาโปรแกรมนำเสนอข้อมูลเรื่องการออกแบบโครงร่าง เรื่องราว (STORY BOARD)สูงกว่าผลการทดสอบก่อนการทบทวนบทเรียน รายวิชาโปรแกรมนำเสนอข้อมูล เรื่องการออกแบบโครงร่าง เรื่องราว (STORY BOARD) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 3. ความพึงพอใจต่อการเรียนการสอนด้วยสื่อการสอนออนไลน์ด้วยไลน์ออฟฟิเชียล แอคเคาท์ (LINE OA) เรื่องการเขียนโครงร่างแสดงเรื่องราว (STORY BOARD) อยู่ในระดับดีมาก นิยามศัพท์ 1. การพัฒนาสื่อการสอนออนไลน์ด้วยไลน์ออฟฟิเชียล แอคเคาท์(LINE OA) หมายถึง เป็นแอปพลิเคชันให้บริการ MESSAGING รวม กับ VOICE OVER IP ทำให้นักศึกษาสามารถสร้างกลุ่มแชท ส่ง ข้อความ ภาพ คลิปวิดีโอ หรือจะพูดคุย โทรศัพท์แบบเสียงกได้ โดยข้อมูลที่ถูกส่งขึ้นไปนันฟรีทังหมด ตอนนี ใช้ได้ในระบบปฏิบัติการ iOS, ANDROID, WINDOWSPHONE, PC และ BLACKBERRYลักษณะของไลน์ ตัวแปรต้น การพัฒนาสื่อออนไลน์โดยใช้ไลน์ ออฟฟิเชียล แอคเคาท์(LINE OA) ใน การทบทวนบทเรียน รายวิชาโปรแกรม นำเสนอข้อมูล เรื่องการเขียนโครงร่าง แสดงเรื่องราว (STORY BOARD) เรื่อง การเขียนโครงร่างแสดงเรื่องราว (STORY BOARD) ตัวแปรตาม 1. ประสิทธิภาพของการพัฒนาสื่อออนไลน์โดยใช้ ไลน์ออฟฟิเชียล แอคเคาท์ (LINE OA) - แบบประเมินประสิทธิภาพของการพัฒนาสื่อ ออนไลน์ตามโมเดล 3 KEY INITIATIVES 2. การทบทวนบทเรียน รายวิชาโปรแกรมนำเสนอ ข้อมูล เรื่องการออกแบบโครงร่าง เรื่องราว (STORY BOARD) - ผลการทดสอบ การออกแบบโครงร่าง เรื่องราว (STORY BOARD) 3. ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อสื่อออนไลน์โดย ใช้ไลน์ออฟฟิเชียล แอคเคาท์(LINE OA) 26 / 417
5 แอปพลิเคชัน ประกอบด้วย การส่งข้อความ, การสนทนาด้วย เสียง, การเปลี่ยนพื้นหลังแบล็กกราวนด์หน้า ห้องแชท, การสนทนาแบบกลุม, OFFICIAL LINE และ การส่งสติกเกอร์ 2. การเขียนโครงร่างแสดงเรื่องราว (STORY BOARD) หมายถึง การเขียนกรอบแสดงเรื่องราว ที่สมบูรณ์ของภาพยนตร์ หนัง หรือวิดีโอแต่ละเรื่อง โดยมีการแสดงรายละเอียดที่จะปรากฏในแต่ละฉาก หรือแต่ละหน้าจอ เช่น ข้อความ ภาพ ภาพเคลื่อนไหว เสียงดนตรี เสียงพูดและแต่ละอย่างนั้นมีลำดับ ของการปรากฏว่าอะไรจะปรากฏขึ้นก่อน-หลัง อะไรจะปรากฏพร้อมกัน เป็นการออกแบบอย่างละเอียดในแต่ ละหน้าจอก่อนที่จะลงมือสร้างเอนิเมชันหรือ หนังขึ้นมาจริง ๆ 3. การสอนออนไลน์ (Online learning) หมายถึง การเรียนผ่านเครือข่าย เป็นการนำเสนอโปรแกรม บทเรียนบนเว็บเพจ ในลักษณะสื่อหลายมิติ เช่น ข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และมีเสียงเป็นสื่อกลางใน การถ่ายทอดความรู้ แลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูลระหว่างกัน เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมแห่งการเรียนในมิดิที่ไม่มี ขอบเขตจำกัด ด้วยระยะทางและเวลาที่แตกต่างกันของผู้เรียน ซึ่งทางผู้วิจัยได้นำมาใช้ในการทบทวนบทเรียน 4. ความพึงพอใจของผู้เรียน หมายถึง ความคิดเห็นของผู้เรียน ความชอบ ความพอใจและความรู้สึกที่ มีต่อสื่อออนไลน์โดยใช้ไลน์ออฟฟิเชียลแอคเคาท์ (LINE OA) ในการทบทวนบทเรียน รายวิชาโปรแกรม นำเสนอข้อมูล เรื่องการเขียนโครงร่างแสดงเรื่องราว (STORY BOARD) 5. โมเดล 3 KEY INITIATIVES หมายถึง โมเดลวิทยาลัย ซึ่งประกอบด้วย 1. สุข คือ สร้างสุขด้วย กิจกรรมสร้างอาชีพ 2. เสริม คือ เสริมทักษะการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบ (ด้านเทคโนโลยี / ภาษา / การลง มือปฏิบัติจริง และการบูรณาการ) 3. ส่วนร่วม คือ PARTNERSHIP พัฒนาทักษะ สร้างโอกาสได้งานจริง แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ทฤษฎีการเรียนการสอนในยุค DIGITAL TRANSFORMATION DIGITAL TRANSFORMATION เป็น กระบวนการในการนำเทคโนโลยีมาสร้างสิ่งใหม่ หรือเปลี่ยนแปลง สิ่งเก่าจากการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับธุรกิจในยุคดิจิทัลที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดย ครอบคลุมทั้ง 3 มิติ คือ มิติทางกระบวนการธุรกิจขององค์กร มิติทางวัฒนธรรมองค์กร และมิติด้าน ประสบการณ์ของลูกค้า ข้อดีที่หลายคนอาจจะตอบได้รวดเร็วของการทำ DIGITAL TRANSFORMATION ก็คือ ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น แต่นั่นไม่ใช่จุดประสงค์หรือข้อดีหลัก เพราะการทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นมีมากมายหลายวิธี แต่ข้อดีจริง ๆ ของการทำ DIGITAL TRANSFORMATION คือความยั่งยืนที่ก่อตัวขึ้นมาจากข้อดีหลายข้อดังนี้ 1. สร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับลูกค้า (ENHANCE CUSTOMEREXPERIENCE) 2. สะสมฐานข้อมูลเชิงลึก ได้มากขึ้น 3. เพิ่มความคล่องตัวขององค์กรซึ่งในวงการธุรกิจ ความคล่องตัวเป็นลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่งที่ทำ ให้การพัฒนาองค์กรไปในทางที่ดีขึ้นได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับกระบวนการทาง ดิจิทัล เมื่อปรับองค์กรให้สอดคล้องไปกับระบบดิจิทัลแล้ว การขับเคลื่อนองค์กรในมิติต่าง ๆ จึงรวดเร็วและ สะดวกขึ้น “ความคล่องตัว” แบบนี้เองที่เรียกกันว่า “ AGIKITY” เป็นแนวคิดที่เรียกได้ว่ามาควบคู่กันกับ DIGITAL TRANSFORMATION ซึ่งตัวอย่างที่หลาย ๆ คนเห็นกันชัดเจนในยุคนี้ก็คือการทำงานจากที่บ้านได้ เมื่อ COVID-19แพร่ระบาดในช่วงแรก องค์กรที่ DIGITAL TRANSFORMATION ไปเรียบร้อยแล้วก็ทำเพียง แค่ออกคำสั่งให้ทำงานจากที่บ้านได้ พนักงานก็เริ่มงานได้ทันที ต่างกับบางองค์กรที่ต้องติดตั้งระบบใหม่ทั้งหมด โดยใช้เวลาอีกหลายเดือน 27 / 417
6 แนวคิด DIGITAL TRANSFORMATION การปรับตัวมีหลากหลายทฤษฎี หากจะเริ่มต้นทำกระบวนการ นี้มีมากมายหลายตำราแต่หลัก ๆ จะประกอบไปด้วยใจความใหญ่ ๆ ของแนวทาง 4 แนวทางดังนี้เป็น จุดเริ่มต้น คือ 1. ระบุจุดประสงค์ให้ชัดเจน 2. เรียนรู้และรู้จักเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ 3. วางตำแหน่งของ องค์กรให้เป็นผู้เชี่ยวชาญวัฎจักรของการบริการแบบดิจิทัล 4. มองไกลไปถึงแพลตฟอร์มแห่งอนาคต (TEACHME BIZ. 2564 : ออนไลน์) หลักการเขียนสตอรี่บอร์ด รูปแบบของสตอรี่บอร์ด จะประกอบไปด้วย 2 ส่วนคือ ส่วนภาพกับส่วนเสียง โดยปกติการเขียนสตอรี่ บอร์ด ก็จะวาดภาพในกรอบสี่เหลี่ยม ต่อด้วยการเขียนบทบรรยายภาพหรือบทการสนทนา และส่วนสุดท้าย คือการใส่เสียงซึ่งอาจจะประกอบด้วยเสียงสนทนา เสียงบรรเลง และเสียงประกอบต่าง ๆสิ่งสำคัญที่อยู่ภายใน สตอรี่บอร์ด ประกอบด้วย 1. ตัวละครหรือฉาก ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่หรือตัวการ์ตูน และที่สำคัญ คือ พวกเขากำลัง เคลื่อนไหวอย่างไร 2. มุมกล้อง ทั้งในเรื่องของขนาดภาพ มุมภาพและการเคลื่อนกล้อง 3. เสียงการพูดกันระหว่างตัวละคร มีเสียงประกอบหรือเสียงดนตรีอย่างไร ขั้นตอนการทำ STORY BOARD 1. วางโครงเรื่องหลักไม่ว่าจะเป็น Theme, ตัวละครหลัก, ฉาก ฯลฯ แนวเรื่อง ฉากเนื้อเรื่องย่อ THEME/แก่น (ข้อคิด/สิ่งที่ต้องการจะสื่อ) ตัวละคร สิ่งสำคัญคือกำหนดรูปลักษณ์ของตัวละครแต่ละตัวให้โดด เด่นไม่คล้ายกันจนเกินไป ควรออกแบบรูปลักษณ์ของตัวละครให้โดดเด่นแตกต่างกัน และมองแล้วสามารถสื่อ ถึงลักษณะนิสัยของตัวละครได้ทันที 2. ลำดับเหตุการณ์คร่าว ๆ จุดสำคัญคือ ทุกเหตุการณ์จะเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน เหตุการณ์ก่อน หน้าจะทำให้เหตุการณ์ต่อมามีน้ำหนักมากขึ้น และต้องหา จุด CLIMAX ของเรื่องให้ได้ จุดนี้จะเป็นจุดที่น่า ตื่นเต้นที่สุดก่อนที่จะเฉลยปมทุกอย่างในเรื่อง การสร้างปมให้ผู้อ่านสงสัยก็เป็นจุดสำคัญในการสร้างเรื่องซึ่งจะ ทำให้ผู้อ่านเกิดคำถามในใจและคาดเดาเนื้อเรื่องรวมถึงตอนจบไปต่าง ๆ นานา 3. กำหนดหน้ากระดาษ ว่าเราจะมีเนื้อหาทั้งหมดกี่หน้า 4.แต่งบท เป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนลงมือวาดสตอรี่บอร์ด ควรเขียนบทพูดและบทความคิดที่จะใช้เขียน ลงในหนังออกมาโดยละเอียดเพื่อที่จะได้กำหนดขนาดของบอลลูนและจัดวางลงบนหน้ากระดาษได้อย่า เหมาะสม 5. ลงมือเขียน STORY BOARD งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พิมพ์ลักษณ์ ธรรมวานิช (2558.: บทคัดย่อ) ศึกษาวิจัยเรื่องพฤติกรรมการใช้สติกเกอร์สื่อความหมาย ของผู้ใช้แอปพลิเคชันไลน์ ในเขตกรุงเทพมหานคร” ผลการวิจัยพบว่า การตีความหมายสติกเกอร์ที่ นำมาใช้ สื่อความหมายโดยไม่มีบริบท โดยกลุ่มตัวอย่างเข้าใจและอธิบายความหมายของสติกเกอร์ ไปในทิศทาง เดียวกัน คิดเป็นร้อยละ 46.67 และอธิบายความหมายแตกต่างกันหรือไม่เป็นไปใน ทิศทางเดียวกัน คิดสนทนา 28 / 417
7 และความหมายของสติกเกอร์ที่อยูในบทสนทนาได้อย่างสอดคล้องและ เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ธีภากรณ์ นฤมาณนลินี,ดนัยรัตน์ คัคโนภาส วิริยะ ฤาชัยพานิช (2558, น. 23-37) ศึกษาการจัดการเรียนแบบนักเรียนเป็นศูนย์กลาง โดยใช้ ความคิดสร้างสรรค์เป็นฐาน CREATIVITY-BASED LEARNING (CBL) ซึ่งนักเรียนจะได้เรียนรู้กระบวนการใน การแก้ปัญหาด้วยการวิเคราะห์ปัญหาและอาศัยความคิดสร้างสรรค์ช่วยในการวิเคราะห์ เครื่องมือที่ใช้ มี ทั้งหมด 8 กระบวนการ 1) ให้แรงบันดาลใจเพื่อทำให้ปัญหาง่ายขึ้น 2) ศึกษาด้วยตนเองนักเรียน จะได้ค้นคว้า หาข้อมูลด้วยตนเองเพื่อคำตอบที่สร้างสรรค์ 3) นักเรียนปรึกษาครูผู้สอนโดยตรง 4) นักเรียนจะได้แก้ปัญหา ของตนเองที่ตนได้รับ 5) อาศัยการเรียนรู้แบบเกมเป็นฐาน 6 การทำงานเป็นทีม 7) การนำเสนออย่าง สร้างสรรค์ และ 8) การประเมินงานร่วมกันของนักเรียน จากการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่านักเรียนที่ได้รับการ สอนแบบความคิดสร้างสรรค์เป็นฐานจะสามารถพัฒนาทักษะการเรียนรู้ ทักษะความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการ ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มการสื่อสารกันภายในกลุ่มและการจัดสรรเวลา ผศ.วงหทัย ตันชีวะวงศ์ (ม.ป.ป.) ศึกษาวิจัยเรื่อง “การปฏิสัมพันธ์ทางสังคมผานสื่อ ดิจิตอลของคนวัย ทำงานในเขตกรุงเทพมหานคร ศึกษาเฉพาะอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์เคลื่อนที่” กล่าวว่าผลการวิจัย ทำให้ ผู้วิจัยเห็นว่าผู้คนในสังคมมีความสัมพันธ์กับเทคโนโลยีสื่อสารอย่างแยก จากกันไม่ได้ เมื่อผู้คนในสังคมไม่หยุด นิ่งแต่เดินทางไปไหนมาไหนมากขึ้น อุปกรณ์สื่อสารยิงมี บทบาทมากไปกว่าการใช้เพื่อสื่อสารและแลกเปลี่ยน ข้อมูล แต่ใช้เพื่อทำกจกรรมส่วนตัว เช่น การ ฝากข้อความ การจดบันทึก ใช้เพื่อแสดงค่านิยม ความสัมพันธ์นี้ ยังคงพัฒนาต่อเนื่องต่อไปในอนาคต ในการศึกษานี้ ผู้วิจัยตังข้อสังเกตว่า การสื่อสารคือการปฏิสัมพันธ์ทาง สังคม มนุษย์ดำเนินชีวิตอยู่ รวมกันได้เมื่อมีการสื่อสารถึงกันและกันแบบพบเห็นหน้า หรือผ่านอุปกรณ์สื่อสาร ปัจจัยสำคัญที่มี ผลตอการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมผ่านสื่อดิจิตอล ปัจจัยหนึ่ง คือ มนุษย์ผู้ใช้เทคโนโลยีสื่อสารที่มี การ ปรับตัวเข้าหาสภาพสังคมอยู่ตลอดเวลา และปัจจัยที่สองคือเทคโนโลยีสื่อสารดิจิตอลสมัยใหม่ที่มี พัฒนาการอย่างตอเนื่อง การเปลี่ยนแปลงทางสังคมเกิดจากสองปัจจัยนี้ ไม่สามารถตัดปัจจัยใดปัจจัย หนึ่ง ออกไปได้ เพราะปัจจัยสำคัญทังสองปัจจัยมีการสื่อสารปฏิสัมพันธ์กันรวมกันตลอดเวลา ระหว่างผู้ใช้กับผู้ใช้ ด้วยกัน ระหว่างผู้ใช้กับเนื้อหา (หรือผู้สร้างเนื้อหา) และระหว่างผู้ใช้กับ เทคโนโลยีสื่อสาร จึงส่งผลให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงทางสังคม ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากร: นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัย เทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC) ที่เรียนในรายวิชาโปรแกรมนำเสนอข้อมูล ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 95 คน 2. กลุ่มตัวอย่าง: นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัย เทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC) ที่เรียนในรายวิชาโปรแกรมนำเสนอข้อมูล ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ห้อง ปวช.3/1 จำนวน 40 คน ได้จากการกำหนดกลุ่มแบบเจาะจง 29 / 417
8 เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูล 1. ลักษณะของเครื่องมือ 1.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์สื่อการสอนโดยใช้ไลน์ออฟฟิเชียล แอคเคาท์(LINE OA) เรื่องการเขียนโครงร่างแสดงเรื่องราว (STORY BOARD) เป็นข้อสอบปฏิบัติฝึกออกแบบ 1 เรื่อง 1.2 แบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนมีต่อกระบวนการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สื่อการ สอนโดยใช้ไลน์ออฟฟิเชียล แอคเคาท์(LINE OA) เรื่องการเขียนโครงร่างแสดงเรื่องราว (STORY BOARD) โดย ใช้เกณฑ์ค่าคะแนนเฉลี่ย 5 ระดับ ของลิเคิร์ท (LIKERT SCALE) ค่าเฉลี่ย 4.51-5.00 อยู่ในระดับ ดีมาก ค่าเฉลี่ย 3.51-4.50 อยู่ในระดับ ดี ค่าเฉลี่ย 2.51-3.50 อยู่ในระดับ ปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.51-2.50 อยู่ในระดับ น้อย ค่าเฉลี่ย 1.00-1.50 อยู่ในระดับ น้อยที่สุด 2. ขั้นตอนวิธีการสร้างเครื่องมือวิจัย ผู้วิจัยดำเนินการสร้างชุดการสอน มีขั้นตอนดังนี้ 2.1 ศึกษาเกี่ยวกับการจัดรูปแบบสื่อการสอนโดยใช้ไลน์ออฟฟิเชียล แอคเคาท์ (LINE OA) เรื่องการเขียนโครงร่างแสดงเรื่องราว (STORY BOARD)จากInternet และตำรา เอกสารและงานวิจัยที่ เกี่ยวข้อง ศึกษารูปแบบการสร้างเครื่องมือเพื่อการวิจัย 2.2 สร้างชุดการเรียนรู้ซึ่งเป็นสื่อประกอบการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สื่อการสอนโดยใช้ ไลน์ออฟฟิเชียล แอคเคาท์(LINE OA) เรื่องการเขียนโครงร่างแสดงเรื่องราว (STORY BOARD) พร้อมทำ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ รายวิชาแนวความคิดและศิลปกรรม แบบฝึกปฏิบัติออกแบบ และแบบประเมิน ความพึงพอใจของผู้เรียนมีต่อกระบวนการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สื่อการสอนโดยใช้ไลน์ออฟฟิเชียล แอค เคาท์(LINE OA) เรื่องการเขียนโครงร่างแสดงเรื่องราว (STORY BOARD) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการวิจัยและ เก็บรวบรวมผลการวิจัย 2.3.เสนอชุดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์และแบบประเมินความพึงพอใจของ ผู้เรียนมีต่อสื่อการสอนโดยใช้ไลน์ออฟฟิเชียล แอคเคาท์ (LINE OA) เรื่องการเขียนโครงร่างแสดงเรื่องราว (STORY BOARD) เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง และความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเชิงวิจัยและสถิติ 2.4 ปรับปรุงชุดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ และแบบประเมินความพึงพอใจของ ผู้เรียนมีต่อกระบวนการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สื่อการสอนโดยใช้ไลน์ออฟฟิเชียล แอคเคาท์ (LINE OA) เรื่องการเขียนโครงร่างแสดงเรื่องราว (STORY BOARD) ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ 1. นางพิมพ์ใจ เขียวขาวผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม บริหารธุรกิจ (SBAC) สะพานใหม่ (ผู้ตรวจด้านเนื้อหา) 2. ดร.ยุพิน ทองส่งโสม ผู้ช่วยผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายประกันคุณภาพและพัฒนา ระบบ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC) สะพานใหม่ (ผู้ตรวจด้านวิจัยและสถิติ) 3. นายศราวิน ราชานิกรณ์หัวหน้าแผนกเทคโนโลยีสารสนเทศ วิทยาลัยเทคโนโลยี สยามบริหารธุรกิจ (SBAC) สะพานใหม่ (ผู้ตรวจเทคนิคการจัดทำไลน์ออฟฟิเชียล แอคเคาท์) 30 / 417