The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การเขียนเพื่อการสื่อสารทางวิชาการและวิชาชีพ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aram.du, 2021-12-14 06:23:08

การเขียนเพื่อการสื่อสารทางวิชาการและวิชาชีพ

การเขียนเพื่อการสื่อสารทางวิชาการและวิชาชีพ

การเขยี นเพอ่ื การส่อื สารทางวชิ าการและวชิ าชพี 41

4.3 การจากัดขอบเขตของเรอ่ื งและกาหนดจุดยนื ของผเู้ ขียน
เมื่อได้หัวข้อเร่ืองท่ีจะเขียนแล้ว ควรจากัดขอบเขตของเร่ืองให้เฉพาะเจาะจง

เหมาะสมกับระดบั ผ้อู ่าน หรอื ความยาวของเรอ่ื ง และมีประเด็นนาเสนอว่า ต้องการบอกอะไรแกผ่ ู้อา่ น
ขั้นตอนต่อไป ผู้เขียนต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าจะตอบปัญหาอะไร หรือจะเสนออะไร

หรือจะบอกอะไรแกผ่ ู้อ่าน นนั่ กค็ อื ผูเ้ ขยี นมที รรศนะ ทา่ ที หรอื จุดยืนต่อเรอื่ งนั้น ๆ อยา่ งไร แลว้ กาหนด
ประเด็นที่ต้องการนาเสนอ เช่น จะเขียนบทความหัวข้อเร่ืองการแก้ปัญหาอีสานแล้ง จุดยืนของผู้เขียน
ต่อประเด็นนี้ คือ คัดค้านการทาลายป่า ให้ปลูกป่า ข้อความหรือโจทย์ท่ีถามตัวเองจะเป็นแก่นของเร่อื ง
เป็นสิ่งที่ผู้เขียนต้องการตอบ อธิบายให้ข้อมูล กระตุ้นให้ผู้อ่านได้คิด เป็นกรอบ และควบคุมทิศทาง
การคดิ การเขียนของผเู้ ขยี นซงึ่ จะเปน็ ประเดน็ การเขียนต่อไป

5. การวเิ คราะห์ผู้อ่าน
กายที่ผู้ฟังและผู้ดูกับสารแล้วพิจารณาองค์ประกอบออกเป็นส่วน ๆ นามาแยกประเภท

ลักษระ สาระสาคัญของสาร กลวิธีการเสนอและเจตนาของผู้ส่งสาร ผู้อ่านมีบทบาทสาคัญในงานเขียน
แทบทุกประเภท นอกจากการเขียนบันทึกส่วนตัว เพราะเป็นการเขียนให้ "ผู้อื่น" อ่าน ผู้เขียนจึง
จาเปน็ ต้องคานงึ ถึงผูอ้ ่าน

5.1 ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งผเู้ ขยี น ผู้อา่ นกบั เรอ่ื งทีเ่ ขียน อาจพิจารณาได้ดังน้ี
5.1.1 ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เขียน และผู้อ่านการเขียนต่างจากการพูด เนื่องจาก

ขณะที่พูดท้ังสองฝ่ายมีโอกาสเผชิญหน้ากัน สามารถแก้ไขความเข้าใจผิด หรือความไม่ชัดเจนในการ
ส่ือสารไดท้ นั ที โดยสามารถซกั ถามอธิบายเพมิ่ เติมได้ แต่งานเขียนเปน็ สิ่งทีผ่ เู้ ขียน เขยี น ตพี ิมพ์ เผยแพร่
สู่ผู้อ่านซ่ึงอยู่ตามที่ต่าง ๆ ความห่างไกลในระยะทางมีผลต่องานเขียนในแง่ที่ผู้เขียนต้องเขียนให้ชัดเจน
ครอบคลุมเรื่องที่ต้องการอธิบาย โต้แย้ง หรือให้ข้อมูล เพราะผู้อ่านไม่มีโอกาสชักถามได้ในขณะอ่าน
ผู้เขียนจะต้องทาตนเป็นผู้อ่านทีเป็น "ผู้อ่ืน" ถามตนเองว่าผู้อ่านจะเข้าใจเรื่องนี้ ประเด็นน้ีไหม
นอกจากน้ีผู้เขียนต้องวิเคราะห์ความสมั พันธ์ระหว่างผู้เขียนกับผูอ้ ่านว่าเป็นแบบใด เป็นทางการ ไม่เป็น
ทางการ ความสัมพันธ์นี้จะเป็นตัวกาหนดระดับภาษาที่ใช้ เช่น การเขียนรายงานผลการวิจัยเรื่องการ
จัดการฟาร์มของเกษตรกร ย่อมใช้ภาษาแตกต่างจากการเขียนเป็นบทความลงในนิตยสาร "เทคโนโลยี
สาหรับชาวบ้าน" เป็นต้น มีข้อสังเกตว่าในงานเขียนที่ผู้เขียนพยายามเป็นกันเองกับผู้อ่าน ผู้เขียนจะใช้
ภาษาเขียนคล้ายภาษาพูด แต่ในการพูดท่ีผู้พูดพยายามทาให้เป็นทางการนั้นจะใช้ภาษาที่มีลักษณะ
คล้ายภาษาเขียนเขียนถึงตัวเองในฐานะผู้อ่านคนเดียว ไม่สนใจว่าผู้อื่นจะเข้าใจหรือไม่ เช่น บันทึก
ประจาวัน การจดโน้ต ประเภทท่ีสอง เป็นงานเขียนท่ีผู้เขียนพยายามส่ือสารไปสู่ผู้อ่านซ่ึงอยู่ห่างไกล
ไม่ได้อยู่ต่อหน้าผู้เขียนขณะน้ันที่กล่าวมาทั้งหมดน้ีจะเห็นว่าความสมั พันธ์ระหว่างผเู้ ขียน ผู้อ่านกับเรื่อง
ทเี่ ขียนมคี วามเกย่ี วพันกนั และมสี ว่ นกาหนดซง่ึ กันและกัน

42 ชวนพศิ อัตเนตร์

5.1.2 ข้อควรคานึงในการวิเคราะห์กลุ่มผู้อ่าน การวิเคราะห์กลุ่มผู้อ่านมีความจา
เป็นมาก เพราะกลุ่มผู้อ่านที่แตกต่างกันย่อมมีผลต่อการกาหนดหัวข้อเร่ืองขอบเขตของเร่ือง วิธีการ
นาเสนอเรอ่ื ง และภาษาทใี่ ช้ เพอื่ จะได้เหมาะสมกับระดบั ของผู้อ่าน

ขอ้ ควรคานงึ ในการวิเคราะห์ผู้อ่านเม่ืออยู่ในฐานะผเู้ ขยี น คอื
1. พยายามแจกแจง จาแนกคุณสมบัติของผู้อ่านท่ีแตกต่างกันให้ชัดเจน
อย่าคิดถึงผู้อ่านในลักษณะกลุ่มใหญ่ เช่น เม่ือจะเขียนให้ครูอ่าน ต้องกาหนดว่าเป็นครูในชนบท หรือครู
ในเมอื ง มีฐานะทางเศรษฐกิจอย่างไรเพศอะไร อายุเท่าไร มคี า่ นิยมหรอื ทัศนคตติ ่อเร่อื งนี้อยา่ งไร
2. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้อ่านกับเรื่องที่เขียนข้อควรพิจารณา คือ ผู้อ่าน
สนใจหัวข้อเร่ืองน้ันเพียงใด เห็นว่ามีค่าควรแก่การอ่านหรือไม่ หรือมีอคติเก่ียวกับเร่ืองน้ัน ๆ หรือไม่
ผู้อ่านมีพ้ืนความรู้เก่ียวกับเร่ืองนั้นเพียงใด เช่น นักเศรษฐศาสตร์อ่านเร่ืองภาษีมูลค่าเพ่ิม ย่อมมีพ้ืน
ความร้มู ากกวา่ ประชาชน

สิ่งท่ีควรพิจารณาอีกประการหนึ่งคือ ผู้อ่านมี "ความรู้พ้ืนฐานร่วมกัน"
เกีย่ วกับเรือ่ งที่เขียนเพยี งใด เช่น การเขยี นเร่ืองวดั ให้คนไทยอา่ น ยอ่ มถอื วา่ คนไทยส่วนใหญ่รู้ขนบ ธรรม
เนยี มวธิ ีปฏบิ ัติในการเขา้ วัด แตห่ ากเขียนให้ชาวตา่ งชาติอา่ นกอ็ าจต้องอธบิ ายขยายความเพิม่ เติม

ในการเขียนเรื่องที่ "รู้ ๆ กันอยู่" ในขณะนั้น เช่น ระยะท่ีมีปัญหาเรื่อง
น้ามันขาดแคลน ผู้อ่านโดยท่ัวไปรู้เบื้องหลังความเป็นมาพอสมควรก็ไม่จาเป็นต้องเท้าความถึงสาเหตุ
ของน้ามนั ขาดแคลนอกี

3. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เขียนกับเรื่องท่ีเขียนความสมั พันธ์ระหว่างผู้เขียน
กับเร่ืองที่เขียนอาจจาแนกได้เป็น 2 ประเภท ประเภทแรก เป็นงานเขียนที่ผู้เขียนมีภูมิหลงั หรือความรู้
เกีย่ วกบั เรอ่ื งน้ันมากนอ้ ยเพยี งไร ควรคานงึ ถึงปจั จยั อ่ืน ๆ ทเี่ กย่ี วขอ้ งกับผ้อู า่ น ไดแ้ ก่

- อายุ เช่น คนสูงอายุจะสนใจเรื่องที่แตกต่างจากวัยรุ่น และวิธีการ
นาเสนอเรื่องท่ีแตกตา่ งไป หรอื หากเขียนให้เด็กอา่ นจะตอ้ งใชภ้ าษางา่ ย ๆ ประโยคไม่ซบั ซอ้ น

- เพศ ผู้อ่านเพศชายและเพศหญงิ จะมีความสนใจแตกต่างกนั เชน่
การเขียนเร่ืองเป็นให้ผู้ชายอ่านย่อมต่างจากเขียนให้ผู้หญิงอ่าน อาจไม่ต้องอธิบายศัพท์เฉพาะ เพราะ
โดยทว่ั ไปผ้ชู ายมีความรูเ้ รื่องปนื มากกว่าผ้หู ญิง

- ภูมิหลัง คือ ความรู้หรือประสบการณ์เดิมซ่ึงมีอยู่ในตนแล้ว เช่น
การเขียนเร่ืองธรรมะให้พระอ่านย่อมแตกต่างจากการเขียนให้ฆราวาสอ่าน ไม่ต้องอธิบายศัพท์ทาง
ศาสนาหรอื รายละเอียดขัน้ พน้ื ฐาน

- ค่านยิ ม เช่น การเขียนชักชวนใหผ้ นู้ ิยมใชส้ นิ คา้ ต่างประเทศหันมา
ใช้สินค้าไทย ย่อมต้องให้เหตุผล ชัดเจน จูงใจ ต่างจากการเขียนชักชวนผู้ท่ีมีความเป็นชาติ นิยมอย่าง
แรงกล้า

การเขยี นเพ่อื การส่อื สารทางวชิ าการและวิชาชพี 43

5.1.3 เทคนคิ ในการวิเคราะห์ผู้อา่ น ผู้เขียนควรต้งั คาถามก่อนลงมอื เขยี น ดงั น้ี
1. ผู้อา่ นมคี วามรเู้ รือ่ งทผ่ี เู้ ขียนจะเขียนน้นั แล้วหรือไม่ มากน้อยเพียงใด
2. ผอู้ ่านควรทราบข้อมลู อะไรบา้ งเกย่ี วกับหวั ข้อน้ัน
3. ผอู้ ่านคาดหวังอะไรจากเรื่องทเี่ ขยี น
4. ผู้อ่านมีทศั นคตติ อ่ เร่ืองทเ่ี ขยี นอย่างไร
5. ทาไมผู้อา่ นจึงสนใจ และทาไมจึงไม่สนใจเร่ือง
6. ขอ้ มลู ประเภทใดที่ผู้อ่านยอมรบั และเชื่อถือ
7. เขียนอย่างไรใหเ้ หมาะกับผอู้ ่าน

6. การกาหนดโครงเรอ่ื ง
โครงเรื่องเป็นการกาหนดแนวทางการเขียน การเรียบเรียงข้อมูล การจัดลาดับความคิด

และการจัดลาดับหัวข้อ หลังจากท่ีผู้เขียนได้รวบรวมข้อมูล การเขียนโครงเรื่องจึงเป็นข้ันตอนหนึ่งที่
สาคัญในงานเขียนแต่ก็มิได้หมายความว่าผู้เขียนจะต้องเขียนตามโครงเรื่องที่วางไว้เสมอ เพราะเม่ือลง
มือเขียนจริงอาจมีการปรับเปล่ียนโครงได้ตามความเหมาะสม นอกจากน้ีการเขียนโครงเร่ืองยังช่วยให้
ผู้เขียนไม่สับสนเวลาเขียน หรือเขียนหัวข้อใดข้อหนึ่งยาวเกินไป และอาจจะลืมเขียนบางหัวข้อ ดังนั้น
การเขยี นโครงเรอื่ งก่อนทจ่ี ะลงมือเขยี นจะทาให้งานเขียนมคี วามสมบรู ณ์มากที่สดุ

6.1 โครงเร่ือง หมายถึงแนวทาง โครงสร้างของงานเขียนหัวข้อ หรือแนวคิดที่จัดระบบไว้
อย่างดี วิธีจัดกลุ่มข้อมูลเพ่ือให้เห็นความเช่ือมโยง สัมพันธ์ของข้อมูล ผู้เขียนสามารถกาหนดโครงเร่ือง
จากข้อมูลที่มีอยู่โดยต้องกาหนดหัวข้อเรื่อง จากัดขอบเขตของเร่ือง และจัดหมวดหมู่ จัดลาดับ
ความสาคัญของขอ้ มูลหลักและขอ้ มูลรอง

6.2 ความสาคญั ของโครงเรือ่ ง หากผ้เู ขียนสามารถกาหนดโครงเร่อื งให้กระชับแลว้ จะช่วย
ให้งานเขียนมคี วามสมบรู ณ์ เปน็ ไปตามจดุ มุ่งหมายของงานเขยี น และความประสงค์ของผู้เขยี นมีทิศทาง
ในการเขียน สามารถควบคุมเน้ือหามิให้ออกนอกประเด็น การกาหนดโครงเรื่องยังช่วยให้เห็น
ความสัมพันธ์ของข้อมูลตามหัวข้อต่าง ๆ อย่างชัดเจน ผู้เขียนสามารถตัดส่วนท่ีไม่เกี่ยวข้องออก
จดั ความสัมพันธห์ ลัก และรองว่าข้อใดควรเป็นหวั ข้อใหญ่ หัวข้อยอ่ ย จัดความสัมพันธ์ให้ข้อมลู เชื่อมโยง
เกี่ยวพัน สนับสนนุ ซึ่งกันและกัน นอกจากน้ีโครงเร่ืองทาให้ผ้เู ขียนเหน็ สัดสว่ นของข้อมลู ว่า หวั ข้อใดมาก
เกินไปหรือนอ้ ยเกินไปอกี ดว้ ย

44 ชวนพศิ อตั เนตร์

6.3 ประเภทของโครงเรื่อง การกาหนดโครงเร่ืองท่ีนิยมใช้กันมี 2 แบบ คือโครงเร่ืองแบบ
หวั ขอ้ และโครงเรือ่ งแบบประโยค

6.3.1 โครงเร่ืองแบบหัวข้อ เป็นการรวบรวมข้อมูลตามประเด็นท่ีผู้เขียนต้องการ
นาเสนอ ใช้รูปแบบท่ีทาให้เห็นความสาคัญมากน้อยของแต่ละหัวข้อและให้เห็นประเด็นหลัก ประเด็น
รอง โครงเร่ืองแบบน้ีเป็นท่ีนิยมใช้โดยทั่วไปช่วยให้ผู้เขียนเข้าใจลาดับความคิดของตนเองในการเสนอ
ข้อมูลนั้น ๆ ทาให้เห็นความสัมพันธ์ ความสมเหตุสมผลเม่ือได้หัวข้อและลาดับความสัมพันธ์ที่ดี การ
ขยายความกจ็ ะทาไดง้ ่ายข้นึ ตวั อย่างโครงเรอ่ื งแบบหวั ข้อ

1. ความคดิ หลกั
1.1 ข้อมลู สนับสนนุ
1.1.1 ตัวอยา่ ง หรอื การอธบิ ายขยายความหรือข้อมูลสนับสนุน
1.1.2 ตวั อยา่ ง หรอื การอธบิ ายขยายความหรอื ข้อมลู สนับสนุน
1) รายละเอียดของตวั อย่าง
2) รายละเอียดของตัวอย่าง
1.2 ข้อมลู สนบั สนุน

2. ความคดิ หลกั
2.1 ข้อมลู สนับสนุน
2.1.1 .................................................
2.1.2 .................................................
1) .................................................
2) .................................................
2.2 ขอ้ มูลสนบั สนนุ

ประเดน็ รองได้ง่ายขึ้น การใช้เลขนาหัวข้อจะช่วยให้เห็นความสัมพันธ์ของประเด็นหลักและ

ตวั อย่างโครงเรอื่ งแบบหวั ขอ้
หัวขอ้ เรอื่ ง : ประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเท่ียวชนั้ นา
1. แหล่งทอ่ งเทีย่ วทางธรรมชาติ

1.1 ภเู ขา
1.2 ทะเล
1.3 โบราณสถาน

การเขยี นเพื่อการส่ือสารทางวชิ าการและวชิ าชพี 45

2. สภาพภูมอิ ากาศ
เหมาะแก่การเดนิ ทาง ไมร่ อ้ นหรอื หนาวเกินไป

3. การคมนาคม
3.1 ทางบก
3.2 ทางนา้
3.3 ทางอากาศ

4. สถานที่พัก
4.1 โรงแรมระดบั หา้ ดาว
4.2 โรงแรมราคาประหยัด

5. อุปนสิ ยั คนไทย
5.1 ความมอี ธั ยาศยั ไมตรี ยม้ิ แย้มแจม่ ใส
5.2 ความเอ้ือเฟอื้ เผื่อแผ่ ยนิ ดีให้ความช่วยเหลอื นกั ทอ่ งเท่ยี ว

6.3.2 โครงเร่ืองแนนประโยค ผู้เขียนบางคนนิยมกาหนดโครงเรื่องเป็นประโยดที่
สมบูรณ์ เป็นข้อความที่แสดงความคิดท่ีสมบูรณ์ ช่วยให้ผู้เขียนรู้ว่าจะเขียนอะไรเกี่ยวกับหัวข้อนั้น ๆ
และสามารถขยายความออกเป็นย่อหน้าได้ โดยเพ่ิมเติมรายละเอียดและข้อมูล หรือเหตุผลและ
คาอธบิ าย บางครงั้ ผเู้ ขยี นอาจใชโ้ ครงเร่อื งท่ีเขียนเปน็ ประโยคเป็นร่างที่หน่ึงก็ได้

หัวขอ้ เรื่อง ประเทศไทยเปน็ แหล่งท่องเทย่ี วชั้นนา
1. แหล่งท่องเที่ยว : ประเทศไทยมแี หล่งทอ่ งเทย่ี วท่นี า่ สนใจจานวนมาก

1.1 ภูเขา ประเทศไทยมีวนอุทยานหลายแห่งซ่ึงยังคงสมบูรณ์ด้วยป่าไม้
และสัตว์ เช่น เขาใหญ่ หรือภูเขา เช่น ภูกระดึง ภูเรือ เหมาะแก่นักท่องเที่ยวท่ีต้องการใกล้ชิดกับ
ธรรมชาติและภูเขา

1.2 ทะเล ประเทศไทยมีท้องทะเลท้ังด้านตะวันตกและตะวันออก
ชายหาดสวยงาม หมู่เกาะต่าง ๆ

1.3 โบราณสถาน ประเทศไทยมีอารยธรรมเก่าแก่รุ่งเรืองเปน็ เวลาช้านาน
มโี บราณสถานที่แสดงถึงความเจรญิ รงุ่ เรืองนม้ี าก

2. สภาพภูมิอากาศ : ประเทศไทยมีอากาศดีไม่ร้อน หรือหนาวจนเกินไป
เหมาะแกก่ ารเดินทาง

46 ชวนพศิ อัตเนตร์

3. การคมนาคม
3.1 ทางบก ปัจจุบันประเทศไทยมีถนนหลายสายเชื่อมโยงติดต่อกันหัว

ประเทศ อาจเดนิ ทางทว่ั ประเทศโดยรถยนตห์ รอื รถไฟ
3.2 ทางน้า มีการล่องเรอื ล่องแกง่ ระยะสัน้ ๆ เพื่อชมภมู ิประเทศขา้ งทาง
3.3 ทางอากาศ มีสนามบินทันสมัย บริการสายการบินดีท่ีสุดในโลก และ

ยงั มีเทีย่ วบนิ ส้ัน ๆ ภายในประเทศ
4. สถานทีพ่ ัก
4.1 โรงแรมระดบั หา้ ดาว มีโรงแรมชัน้ หนงึ่ ของโลก และโรงแรมมาตรฐาน

ระดบั นานาชาตหิ ลายแหง่ รวมทั้งบริการยอดเยยี่ ม มเี อกลกั ษณ์ของคนไทย
4.2 โรงแรมราคาประหยัด ผู้ที่ต้องการท่องเท่ียวแบบประหยัด หรือเป็น

นิสิตนกั ศกึ ษาสามารถพักโรงแรมมาตรฐาน ราคาประหยดั หรือเกสต์เฮาส์
5. อปุ นสิ ยั คนไทย
5.1 ความมีอธั ยาศัยไมตรี คนไทยเปน็ คนยม้ิ แย้มแจม่ ใส ทักทายดว้ ยความ

น่มุ นวล
5.2 เอื้อเฟ้ือเผ่ือแผ่ คนไทยมีจิตใจโอบอ้อมอารียินดีให้ความช่วยเหลือ

แนะนาแกน่ ักท่องเท่ียว

หัวข้อเร่ืองแคบเหมาะกับกลุ่มผู้อ่านที่มีความรู้พื้นฐานแล้วและต้องการข้อมูล
ลึกซ้งึ ลงไปอกี

นอกจากนี้ การจากัดขอบเขตของเรื่อง อาจทาได้โดยการจากัดกลุ่มผู้อ่านว่า
เป็นกลุ่มไหน การเขียนเร่ืองหรือบทความให้กล่มุ ผู้อ่านที่มีความรู้อยู่แล้วอาจจะต้องวิเคราะหล์ ึกซึ้ง เช่น
เขียนบทความเรื่องปัญหามลภาวะให้นกั วิทยาศาสตร์อ่านจะต่างจากเขียนให้ประชาชนอ่านการกาหนด
กลุ่มผู้อ่านทาให้ผู้เขียนสามารถกาหนดจุดมุ่งหมายการเขียนและบริบทของเรื่องท่ีจะเขียน เพราะเป็น
การเขียนที่สอ่ื ถึงกลมุ่ เฉพาะ ข้อมลู ทใี่ ห้จงึ ควรคานงึ ถึงระดบั ความรแู้ ละภูมหิ ลังของผู้อา่ น

เทคนิคการจากัดขอบเขตของเรื่อง อาจทาได้โดยการตั้งคาถามเกี่ยวกับหัวข้อ
เรื่องที่จะเขียนว่าต้องการตอบอะไรเก่ียวกับหัวข้อเร่ืองที่จะเขียน หรือพยายามหาคาตอบว่า เขียนเพ่ือ
จดุ ประสงค์อะไร เชน่ สนับสนุนประเดน็ (เช่น ควรจากัดการนาเข้าสนิ ค้ามเฟือย) โต้แย้ง

การเขียนเพือ่ การสือ่ สารทางวชิ าการและวชิ าชีพ 47

6.4 วธิ ีการกาหนดโครงเรือ่ ง
6.4.1 การจากัดขอบเขตของเร่ือง ก่อนกาหนดโครงเร่ือง ขั้นตอนสาคัญ คือ

การจากัดขอบเขตของเรื่อง ผู้เขียนต้องกาหนดขอบเขตและประเด็นนาเสนอ หากหัวข้อกว้างเกินไปจะ
ทาใหง้ านเขยี นไมม่ ีจดุ เนน้ ขาดน้าหนกั ปญั หาของผู้เร่มิ ตน้ เขยี น คือ มกั จะกาหนดหัวข้อเร่ืองกว้างเกินไป
เกีย่ วพันกบั ปัญหาหลายปญั หา มหี ลายประเดน็ เกนิ ไป ไมม่ ีจดุ เน้น ตัวอย่าง

หัวขอ้ เรือ่ งกว้าง : ปญั หามลภาวะ
หัวขอ้ เร่ืองแคบ : ปญั หามลภาวะในกรงุ เทพมหานคร
จะเหน็ ว่าหวั ขอ้ เร่อื งกวา้ ง คือ ปัญหามลภาวะ นั้นอาจเขียนครอบคลมุ ประเด็น
ต่าง ๆ มากมาย อาจเขียน เป็นหนังสือได้ถึงหนึ่งเล่ม รวบรวมข้อมูล สถิติ ตัวเลข ฯลฯ ไว้ท้ังหมด
ครอบคลุมปัญหามลภาวะของโลก และของประเทศต่าง ๆ ส่วนหัวข้อเร่ืองท่ีแคบลง เฉพาะเจาะจงมาก
ยิ่งข้ึน เช่น ปัญหามลภาวะในกรุงเทพมหานคร ผู้เขียนสามารถเจาะลึกเฉพาะปัญหามลภาวะใน
กรุงเทพมหานครรวบรวมและนาเสนอขอ้ มูล ตวั เลขหรอื สถติ ิ ได้สมบรู ณย์ ิง่ ขนึ้
ความกว้างหรือแคบของหัวข้อเรื่องมีผลต่อขอบเขตการเขียนด้วย หัวข้อเรื่อง
กว้างเหมาะกับการให้ข้อมูลเบ้ืองต้นสาหรับผู้อ่านที่ยังไม่มีพื้นฐานในเรื่องนั้น ๆ ส่วนความคิด (เช่น ไม่
ควรสร้างสนามกอล์ฟเพิ่ม) ช้ีให้ผู้อ่านเห็นปัญหา (เช่น ปัญหาสภาวะแวดล้อมทางเสียงใน
กรุงเทพมหานคร) ทาความเข้าใจให้กระจ่าง (เช่น อธิบายเร่ืองภาษีมูลค่าเพ่ิม) ตอบคาถาม (เช่น วัยรุ่น
ตอ้ งการอ่านหนังสอื ลักษณะไหน)
6.4.2 ตัวอย่างวิธีการกาหนดโครงเรื่อง สมมติว่าผู้เขียนได้รับมอบหมายให้เขียน
บทความเรื่อง "ปัญหามลภาวะในกรุงเทพมหานคร" ผูเ้ ขียนอาจกาหนดโครงเรื่องได้โดยวิธีการตอ่ ไปน้ี
1. เม่ือได้หัวข้อเรื่อง มีขอบเขตของ เร่ืองเหมาะสมแล้ว ผู้เขียนต้องกาหนด
จุดยืนของตนต่อปัญหาน้ีเช่น ต้องการแก้ไขปัญหามลภาวะในกรุงเทพมหานครโดยการออกกฎหมาย
และใหค้ วามรู้แก่ประชาชน
2. วิเคราะห์ผู้อ่าน ว่าเป็นผู้อ่านกลุ่มใด เช่น ผู้ท่ีมีการศึกษาในกรุงเทพฯ ซ่ึง
ได้รับข่าวสารข้อมลู มากพอสมควร
3. รวบรวมข้อมูลเก่ียวกบั ปัญหามลภาวะในกรุงเทพฯ ดา้ นตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่ เสยี ง
น้า อากาศ แล้วจาแนกและคัดเลือกข้อมูลที่น่าเช่ือถือ เพื่อนามากาหนดโครงเรื่อง อาจมีตัวเลข สถิติ
ภาพประกอบในการรวบรวมข้อมูลอาจถามคาถามว่า ใคร ทาอะไร ทไ่ี หน เมือ่ ไร อย่างไร เก่ียวกับหัวข้อ
เรื่องทจ่ี ะเขียน เพื่อใหส้ ามารถรวบรวมข้อมูลครอบคลมุ ประเด็นตา่ ง ๆ ไดค้ รบถว้ น
4. เลือกสรรและจัดหมวดหมู่ข้อมูลท่ีได้ โดยเลือกข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ
ประเด็นที่จะเขยี น กาหนดประเด็นหลัก ประเดน็ รอง หวั ขอ้ ใหญ่ หัวขอ้ ย่อย จดั ประเภทเรื่องเดียวกันไว้

48 ชวนพิศ อัตเนตร์

ในกลุ่มเดียวกัน และตัดประเด็นท่ีไม่เกี่ยวข้องออก เช่น การแก้ปัญหาไม่ควรมีหัวข้อเกี่ยวกับสาเขตุของ
ปญั หามาปะปน

5. จัดลาดับแนวคิด นาประเด็นต่าง ๆ มากาหนดเป็นโครงเร่ืองซ่ึงมีวิธีการ
ลาดับความได้หลายวธิ ี เชน่

- ลาดับตามเหตุการณห์ รือระยะเวลากอ่ นหรอื หลงั
- ลาดับตามเหตแุ ละผล จากเหตุไปหาผล หรอื จากผลไปสูเ่ หตุ
- ลาดบั ตามความสาคญั
- ลาดบั ตามทิศทาง สถานที่
- ลาดับตามส่วนรวม (ข้อความทั่วไป) มาสู่ส่วนย่อย (ตัวอย่างเฉพาะ)
หรือสว่ นย่อย (ตัวอยา่ งเฉพาะ) มาส่สู ่วนรวม (ขอ้ ความทัว่ ไป)
6. กาหนดวธิ ีการนาเสนอเรอื่ ง การอธิบายใหข้ อ้ มูล โดยวธิ กี ารต่อไปนี้
- แบ่งประเภท ปัญหามลภาวะด้านตา่ ง ๆ ในกรงุ เทพฯ
- วิเคราะห์ปญั หา ปัญหามลภาวะในกรงุ เทพฯ เกิดจากอะไร
- ให้คาจากัดความ ปัญหามลภาวะคืออะไร สภาพอย่างไรจึงเรียกว่ามี
ปัญหามลภาวะ
ยกตัวอย่างการทาลายสภาพแวดล้อมด้วยการทิ้งขยะลงคลอง ให้เหตุผล
ช้แี จงสาเหตขุ องน้าเนา่ ในกรุงเทพฯ
- การเล่าเร่อื ง ความเปน็ มาของปัญหามลภาวะในกรงุ เทพฯ
- การพรรณนา สภาพแวดลอ้ มในอดตี และปัจจบุ ัน
- การเปรียบเทยี บ เปรยี บเทยี บสภาพแวดล้อมในอดีตกบั ปจั จุบนั

มาตรการแก้ไข ตัวอยา่ ง โครงเรอ่ื งท่สี มบูรณ์
ประชาชนร่วมมอื หัวข้อเรอ่ื ง ปญั หามลภาวะในกรงุ เทพฯ
นาเสนอทุกรปู แบบ ประเด็น ปญั หามลภาวะในกรุงเทพฯ รา้ ยแรงมาก ต้องแก้ไขเร่งดว่ น
ผู้อา่ น ประชาชนผูม้ กี ารศกึ ษาพอสมควร
จุดประสงค์ เพื่อให้ผู้อ่านตระหนักถึงปัญหามลภาวะและร่วมกันคิด

จดุ ยนื ต้องแก้ปัญหามลภาวะด้วยการออกกฎหมาย และรณรงค์ให้

วิธีการนาเสนอเร่ือง ให้ข้อมูล โต้แย้ง และโน้มน้าวใจโดยมีวิธีการ

การเขยี นเพื่อการสอ่ื สารทางวิชาการและวชิ าชพี 49

ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างโครงเร่ือง โดยกาหนดหัวข้อเร่ืองประเด็น ผู้อ่าน
จุดประสงค์ จดุ ยนื วธิ กี ารนาเสนอเรื่อง ใหช้ ัดเจนกอ่ น แล้วจึงกาหนดโครงเรือ่ ง

ตัวอยา่ งโครงเรอื่ ง
ปญั หามลภาวะในกรุงเทพมหานคร
1. ความนา
1.1 ยกตัวอย่างสภาพมลภาวะที่เห็นชัดเจน เช่น เสียงดัง น้าเน่า

ควนั พิษ
1.2 ยกตวั อย่างนาย ก. ที่ไดร้ บั สารพิษจากมล

2. เน้ือเร่อื ง
2.1 ปญั หามลภาวะด้านต่าง ๆ
2.1.1 เสยี ง เสียงดงั เกนิ
ตวั อย่างสนบั สนุน หรอื ขอ้ มลู ประกอบ
2.1.2 นา้
1) น้ากนิ น้าใช้ ตวั อย่างสนับสนนุ หรือขอ้ มูลประกอบ
2) น้าเพื่อการเกษตร ตัวอย่างสนับสนุน หรือข้อมูล

ประกอบ
2.1.3 อากาศ
1) ควนั พษิ จากรถยนต์
2) ควนั พิษจากโรงงาน

2.2 แนวทางแก้ไข
2.2.1 การออกกฎหมายควบคุม
1) กฎหมายสง่ิ แวดล้อมที่มอี ยูเ่ ดิม ทค่ี วรจะเปน็ บทลงโทษ
2) กฎหมายควบคุมโรงงานหรือโรงแรมทีก่ ่อให้เกิดมลภาวะ

7. การใชภ้ าษา
การใช้ภาษาไทยเพื่อการเขียนเนื่องจากการเขียนเป็นวิธีการใช้ภาษาอย่างหนึ่งจึงมีความ

จาเป็นในเบอ้ื งต้นท่ผี ู้เขยี นจะต้องมีความรใู้ นเร่ืองหลักการใช้ภาษาท่สี าคัญเก่ียวข้องกับการเขียนโดยตรง
อันได้แก่ เร่ือง การสะกดคาและการใช้คา ประโยค สานวนโวหาร ตลอดจนเร่ือง วรรคตอน การใช้
เครื่องหมายในการเขียนแบบต่าง ๆ ซึ่งความรู้ในเรื่องเหล่านี้หากนักศึกษายังมีความบกพร่องอยู่ก็
สามารถศึกษาสืบคันได้จากแหล่งความรู้ที่มีอยู่อย่างหลากหลายในรูปแบบต่าง ๆ กัน เพื่อทบทวนฟ้ืน
ความเขา้ ใจไดโ้ ดยไม่ยากลาบาก เพระการเขยี น ในการเขยี นแตล่ ะคร้ัง ผู้เขียนจะตอ้ งกาหนดจดุ มุ่งหมาย

50 ชวนพิศ อตั เนตร์

ของตนขึ้นมาว่าจะเขียนเพื่อจุดมุ่งหมายใด เพราะจุดมุ่งหมายในการเขียนทีแ่ ตกต่างกันจะมีวิธกี ารเขียน
ท่ตี า่ งกันด้วย จดุ มุ่งหมายในการเขียนมีอยู่หลายประการ ดังน้ี

7.1 การเขียนเพื่อเล่าเรื่อง เป็นการเขียนเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวประสบการณ์ความรู้
โดยนาเสนอข้อมูลทถ่ี ูกต้องตามความเป็นจริง และมลี าดบั ขนั้ ตอนในการนาเสนอที่ชดั เจน การเขยี นอาจ
เรียงตาม ลาดับเหตุการณ์ โดยภาษาท่ใี ชต้ อ้ งกระชับรดั กุมเข้าใจงา่ ย

7.2 การเขียนเพื่ออธิบาย เป็นการเขียนช้ีแจง ไขปัญหา บอกวิธีทา สิ่งใดส่ิงหน่ึงโดย
มุ่งหวังให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจ จึงต้องเขียนตามลาดับขั้นตอน เหตุการณ์ เหตุผล โดยแบ่งเป็นหัวข้อ
หรอื ยอ่ หน้าย่อย ๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจง่ายยิง่ ขึ้น

7.3 การเขียนเพื่อแสดงความคิดเห็น เป็นการเขียนแสดงความคิดของผู้เขียนในเร่ือง
ต่าง ๆ ซ่ึงอาจเป็นเร่ืองของการเสนอแนวความคิด คาแนะนา ข้อคิด ข้อเตือนใจ หรือบทปลุกใจ โดย
ผู้เขียนต้องมีข้อมูล หรือประเด็นท่ีจะกล่าวถึง จากน้ันจึงแสดงความคิดของตนท่ีอาจสนับสนุนหรือ
ขัดแย้ง หรือนาเสนอแนวคิดใหม่เพ่ิมเติมจากประเด็นข้อมูลท่ีมีอยู่ ทั้งน้ีเพื่อให้ผู้อ่านคล้อยตามความ
คิดเห็นของผู้เขียน ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนจึงต้องมีข้อเท็จจริงหลักฐาน เหตุผลสนับสนุนความคิดเห็นดังกลา่ ว
ของตน

7.4 การเขียนเพ่ือชักจูงใจ เป็นการเขียนโน้มน้าวเชิญชวนให้ผู้อ่านสนใจในข้อเขียนท่ี
นาเสนอ ซึ่งรวมถึงการเขียน เพ่ือเปลี่ยนความรู้สึก ทัศนคติของผู้อ่าน ให้คล้อยตามกับข้อเขียนด้วย
ผู้เขียนจาเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจในหลักจิตวิทยาพ้ืนฐานของมนุษย์ เพื่อเลือกใช้วิธีจูงใจได้
เหมาะสมกับบุคคล นอกจากน้ีข้อเขียนที่ชักจูงใจจะต้องประกอบด้วยเหตุและผลท่ีน่าเชื่อถือและต้อง
แสดงใหผ้ ผู้ ่านประจกั ษ์ได้วา่ ผเู้ ขียนเป็นผมู้ ีคุณธรรม สมควรแกก่ ารคลอ้ ยตาม

7.5 การเขียนเพื่อสร้างจินตนาการ เป็นการเขียนที่ผู้เขียนเลือกใช้ถ้อยคาอย่างประณีต
เพื่อถ่ายทอดความรู้สึก และจินตนาการของตนออกมาให้ผู้อ่านเกิดภาพตามท่ีตนเองต้องการ การเขียน
ในลักษณะน้ีจะเป็นการเขียนเชิงสร้างสรรค์ที่ปรากฎออกมาในรูปบทร้อยกรอง เรื่องส่ัน นวนิยาย บท
ละคร บทภาพยนตร์

งานเขียนที่ดีน้ันนอกจากเน้ือหาหรือความคิดดี ให้ข้อมูลท่ีเป็นประโยชน์ มีแนวคิดใหม่
น่าสนใจแลว้ ควรมีองคป์ ระกอบด้านการใชภ้ าษาท่สี าคญั ดงั นี้ คือ ระดับของภาษาเหมาะสม ถกู ตอ้ งตาม
หลักภาษา และความนิยมชัดเจนแจ่มแจ้ง กระชับ ตรงจุดมุ่งหมาย ไพเราะ กลมกลืน สละสสวย เห็น
ภาพพจน์

1. ระดับของภาษาเหมาะสม ผู้เขียนต้องคานึงถึงระดับของภาษาที่ใช้ ซ่ึงขึ้นกับ
ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เขียนและผู้อ่าน ระดับของภาษาอาจจาแนกเป็นภาษาเป็นทางการ ภาษาไม่เป็น
ทางการ การแบ่งระดบั ของภาษาอย่างกว้าง ๆ นี้กม็ ิไดแ้ ยกกนั อยา่ งเดด็ ขาด อาจพบงานเขียนที่ใช้ระดับ
ของภาษาปะปนกัน แตก่ ารใชภ้ าษาต่างระดับมาก ๆ เช่น การใชภ้ าษาไม่เปน็ ทางการในกรณีที่ควรจะใช้

การเขียนเพือ่ การสื่อสารทางวิชาการและวิชาชพี 51

ภาษาเป็นทางการ อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในการส่ือสารก็ได้นอกจากใช้ระดับของภาษาให้
เหมาะสม ผ้เู ขียนตอ้ งคานงึ ถงึ กาลเทศะ ใช้คาใหเ้ หมาะกบั บคุ คล ใช้คาให้เหมาะกบั ขอ้ ความอกี ด้วย

2. ภาษาถูกต้องตามหลักภาษา และความนิยมงานเขียนท่ีดีนั้นต้องถูกต้องตามหลักภาษา
และความนิยม การผูกประโยคถูกต้องตามหลักภาษา เรียงคาถูกที่ขยายความถูกที่แจ่มแจ้ง อ่านแล้ว
เข้าใจว่าผู้เขียนต้องการอะไร กะทัดรัด สละสลวย โดยรวบความ ลาดับความ ให้คาจากัดความ
หลีกเล่ียงการใช้นามวลีแทนคากริยา ใช้ประโยคส้ัน ๆ ได้ใจความ เน้นความสาคัญการเขียนภาษาไทย
ควรหลีกเล้ียงโครงสร้างประโยคตามแบบภาษาต่างประเทศ การใช้คาควรใช้คาสุภาพ หลีกเลี่ยงคายาก
คาท่เี ป็นภาษาพูด คาหยาบ หรือคาภาษาต่างประเทศ

3. ภาษาชัดเจน หากผู้เขียนเขียนไม่ชัดเจน ผู้อ่านอาจจะตีความหมายผิดไปจาก
วัตถุประสงค์ท่ีผู้เขียนตั้งไว้ก็ได้ ความไม่ชัดเจนอาจเกิดจากการท่ีผู้เขียนมีความคิดไม่ชัดเจนเก่ียวกับ
หัวข้อที่เขียนไม่แน่ใจในเรื่องที่เขียน หรือเกิดจากข้อความไม่ต่อเนื่อง ขาดคาเช่ือม ข้อความไม่
สมเหตุสมผล หรือผู้เขียนอาจบรรจุเน้ือหาลงไปมากเกินควร ทาให้ขาดจุดเน้นผู้อ่านไม่เข้าใจว่าผู้เขียน
ต้องการกล่าวถึงเร่ืองอะไร ผเู้ ขียนพยายามใชส้ านวนโวหารหรหู ราเกินไปจนผู้อ่านสนใจแตส่ านวนภาษา
จนไม่อาจจบั ใจความได้

การเขียนใหช้ ดั เจนทาไดด้ ังนี้
3.1 การเขียนย่อหน้าแต่ละย่อหน้า ต้องมีเอกภาพสารัตถภาพ และสัมพันธภาพ ในแต่ละ
ย่อหน้าไม่ควรมีเนื้อหามากเกินไปและไม่ควรเขียนยาวเกินไป ควรมีใจความสาคัญเพียงประการเดียว
และใชป้ ระโยครดั กุม
3.2 ใช้คาน้อย ความหมายมาก ตัดคาซ้า หรือคาที่ไม่จาเป็นออก ถ้าคาที่ใช้ไม่ได้ให้
ความหมายเพม่ิ ข้ึนถอื วา่ เป็นของรงุ รงั ทาใหค้ าโดยสว่ นรวมไม่มนี ้าหนกั ข้อความกจ็ ะขาดความหนักแน่น
3.3 หลกี เลี่ยงคาหรหู รา ยาว โดยไมไ่ ดเ้ พ่มิ ความหมาย
3.4 ใช้คาท่ีรู้จักกันดี เป็นส่ือสร้างความเข้าใจ ใช้คาธรรมดาท่ีเข้าใจง่าย แต่มีผลกระทบ
ต่อความร้สู ึกของผอู้ ่าน
3.5 หลกี เลีย่ งการใช้ปฏิเสธชอ้ นปฏิเสธ
4. ภาษากระชับ ตรงจุดมุ่งหมาย ในยุคปัจจุบันท่ีมีความเร่งรีบ การเขียนข้อความใด ๆ
ยืดยาวเกินจาเป็น เป็นการทาลายเวลาของผู้อ่าน โดยเฉพาะอย่างย่ิง ในการเขียนเพ่ือการสื่อสารธุรกิจ
ควรเขียนให้ส้ันกระชับ ตรงประเด็นท่ีสุด ได้ใจความ อ่านแล้วรู้ทันทีว่าผู้เขียนต้องการอะไร มิใช่การ
พรรณนาโวหารอ้อมค้อมทเ่ี รียกวา่ "ชกั แมน่ ้าท้ังห้า"
จะเห็นว่างานเขียนตามหน้าหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือบทความในปัจจุบัน ผู้เขียนนิยม
เขียนสั้น ๆ ย่อหน้าสั้น ๆ มากกว่าเขียนบรรยายโวหารแบบงานเขียนสมัยก่อน อาจเป็นเพราะความ
"รวดเร็ว" ในการดาเนินชีวิตในปัจจุบัน ผู้คนไม่มีเวลาอ่านอย่างละเอียดเพื่อเก็บสานวนต่าง ๆ ได้

52 ชวนพศิ อตั เนตร์

การเปลีย่ นแปลงน้อี าจมสี าเหตุมาจาก "ลัทธิอตุ สาหกรรมนิยม" เริ่มครอบงาสังคมไทยมากข้ึน โดยเฉพาะ
สังคมในชุมชนเมือง จึงทาให้ภาษาในชุมชนเมือง (เช่น ภาษาเขียนในสถานศึกษา ภาษาภาพยนตร์
โทรทัศน์วิทยุ) มีความเปลี่ยนแปลงไปตามลักษณะเด่นของลัทธิอุตสาหกรรมนิยมด้วย ท่ีปรากฎอย่าง
เด่นชัดในทางภาษา คือ การใช้คาอย่าง "ประหยัด" ขึ้น ลักษณะใช้คาน้อยโดยไม่พะวงต่อ "อลังการ"
ของภาษาแบบโบราณนี้เรียกว่า ลักษณะ เป็นเหตุเป็นผล แบบลัทธิอุตสาหกรรมก็ได้ (นิธิ เอียวศรีวงศ์.
2525 : 50)

5. ภาษามีท่วงทานองเขียนไพเราะ กลมกลืน สละสลวย งานเขียนควรมีท่วงทานองเขียน
เป็นของตนเองอ่านแล้วฟังรน่ื หู ไม่ห้วน ๆ ท่วงทานองเขียน หมายถึง ท่าที ในการเขียนที่แสดงออกของ
ผู้เขียนแต่ละคนว่าแตกต่างกันอย่างไร เช่น การใช้คายากหรือง่าย พูดประโยคสั้นหรือยาวการลาดับ
ประโยคตอ่ เน่อื งกันหรือสลบั กัน

ทว่ งทานองเขยี นมหี ลายแบบดงั น้ี
5.1 ท่วงทานองเขียนแบบเรียบ ๆ โดยใช้คาง่ายชัดเจนผูกประโยคไม่ซับซ้อนทาให้
อา่ นงา่ ย เขา้ ใจได้ทันที ไม่ตอ้ งเสียเวลาขบคดิ มากนัก
5.2 ท่วงทานองเขียนแบบกระชับรัดกุม โดยใช้คาทุกคาให้เป็นประโยชน์มากที่สุด
ตรงความหมายทส่ี ดุ ไมอ่ อ้ มคอ้ ม หรือเลน่ สานวนโวหาร
5.3 ท่วงทานองเขียนแบบเข้มข้น เสียดสีประชดประชัน โดยใช้คาซึ่งมีน้าหนัก ใช้
ประโยคอย่างมีภาพพจน์ท้งั เปรยี บเทียบ และประชดประชัน ทาใหผ้ อู้ า่ นเกิดความรู้สึกสนใจและสมใจ
5.4 ท่วงทานองเขยี นแบบสงู สง่ โดยใชค้ าศพั ท์คอ่ นขา้ งยาก ผกู ประโยคมีชัน้ เชิง
5.5 ท่วงทานองเขียนแบบสละสลวย ใช้คาอย่างประณีตเหมาะสม การผูกประโยด
เป็นไปอย่างวิจิตรบรรจง และชัดเจน แจ่มแจ้ง แสดงออกมาซ่ึงความคิดท่ีน่าฟังทาให้ผู้อ่านเกิดความ
ซาบซึ้งประทับใจ ท่วงทานองเขียนมีบทบาทมากในงานเขียนเชิงศิลปะแต่ในงานเขียนเชิงธุรกิจ และ
ราชการมที ่วงทานองเขียนเฉพาะค่อนข้างตายตวั นอกจากท่วงทานองเขียนแล้วน้าเสียง (Tone) ทใี่ ช้ยัง
สามารถแสดงทัศนคติ หรือความรู้สึกที่แฝงอยู่ในใจของผู้เขียน การใช้น้าเสียงอาจสะท้อนความรู้สึกนึก
คิดของผู้เขียนต่อเร่ืองน้ัน ๆ เช่น เยาะเย้ย เสียดสี เพราะไม่เห็นด้วย หรือเป็นการจงใจนามาใช้ เพ่ือให้
ผู้อ่านสนใจ
5.6 ภาษาใหภ้ าพพจน์ การสรา้ งภาพพจน์เปน็ เทคนิคการเขยี นทีท่ าใหผ้ อู้ ่านเข้าใจสิ่งที่
ผู้เขียนต้องการสื่อสารให้ชัดเจน การเขียนเพ่ือสร้างภาพพจน์จะต้องใช้ถ้อยคาที่ให้ความรู้สึก และให้
อารมณ์ใช้คาแสดงภาพพจน์ หรือใช้อุปมาอุปมัย สานวน คาพังเพย สุภาษิต เป็นต้น การสร้างภาพพจน์
ใช้มากในงานเขียนเลา่ เร่ือง และพรรณนา เช่น การพรรณนาคุณสมบตั ิของสินค้าในเอกสาร การโฆษณา
หรือพรรณนาลกั ษณะของบรกิ ารท่ีหน่วยงานธุรกจิ เสนอ

การเขียนเพ่ือการสือ่ สารทางวชิ าการและวิชาชีพ 53

งานเขียนประเภทต่าง ๆ

1. การเขียนเลา่ เร่ือง
การเขียนเล่าเรื่องอาจเป็นการเขียนเกี่ยวกับประสบการณ์ส่วนตัวหรือเรื่องท่ีน่าสนใจ การ

เขียนประเภทน้ีส่วนมากใช้บรรยายโวหาร และมีอธิบายโวหารประกอบ การเขียนเล่าเร่ืองที่เกิดขึ้นจริง
อาจไม่ต้องวางโครงเรอ่ื งอย่างรัดกุม เช่นเดยี วกับการเขียนประเภทอนื่ อาจกาหนดโครงเร่ืองอย่างง่าย ๆ
เร่ิมต้นจากคานา หัวข้อเรื่อง หรือลาดับเหตุการณ์ จนถึงบทสรุป ข้อสาคัญอยู่ท่ีว่าจะเขียนอย่างไรจึงจะ
สามารถเลา่ ส่งิ ทต่ี ้องการให้ไดด้ ีที่สุดเท่านนั้

จุดประสงคใ์ นการเขียน
1. เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความเพลดิ เพลิน
2. เพ่ือถ่ายทอดความรู้ ประสบการณแ์ ละขอ้ คิดให้ผู้อ่นื ทราบ
3. เพอ่ื ถ่ายทอดความรู้สึก อารมณ์
4. เพือ่ เปน็ คติสอนใจและเปน็ แนวทางในการดาเนนิ ชีวติ

ลกั ษณะของการเล่าเรอ่ื งที่ดี
1. มีการเริม่ เรอื่ งดี
2. มีรายละเอยี ดทนี่ ่าสนใจ
3. ประกอบดว้ ยตวั ละคร บุคคลหรือส่งิ ท่ีนา่ สนใจ
4. เปน็ เรื่องหรอื เหตกุ ารณ์ที่ไมใ่ ช่ปกติธรรมดา
5. มีจุดสุดยอดทตี่ ืน่ เตน้ เร้าใจ
6. แทรกความขบขนั
7. ทาให้เกดิ ความเขา้ ใจใคร่ตดิ ตาม
8. จบเรื่องเหมาะสม

งานเขียนร้อยแก้วอาจจาแนกตามวิธีการเขียนได้หลายแบบ แต่วิธีเขียนท่ีแพร่หลาย ซ่ึงจะ
กล่าวในทีนี้มี 5 ประการ คือ

1. การเขยี นเล่าเรื่อง
2. การเขียนอธบิ าย
3. การเขยี นพรรณนา
4. การเขียนโนม้ น้าวใจ
5. การเขยี นโตแ้ ยง้

54 ชวนพิศ อัตเนตร์

งานเขยี นแต่ละเรื่อง ผู้เรียนไมจ่ าเปน็ จะตอ้ งยดึ วิธีการเขียนเพียงแบบใดแบบหนึ่ง บางสว่ น
อาจใช้การเลา่ เรอ่ื ง การอธิบาย การโต้แยง้ ขนึ้ อยกู่ บั ผู้เขยี นท่จี ะเสนอต่อผอู้ า่ น

วิธีการเขยี นเลา่ เรอ่ื ง
1. เตรียมเนื้อเร่ือง

1.1 เลือกเนื้อเรื่องหรอื เหตกุ ารณ์ท่ีนา่ สนใจ และประทับใจผเู้ ลา่ มากทส่ี ุด
1.2 เรียงลาดับเหตุการณ์ที่เกิดข้ึน ซ่ึงอาจเริ่มตั้งแต่การนาเรื่องไปสู่เหตุการณ์ท่ีนา
ประทบั ใจแล้วจบด้วยการสรุปเป็นข้อคดิ ขอ้ เตอื นใจ ขอ้ เสนอแนะหรือทิ้งให้คดิ
1.3 พจิ ารณาเน้ือเร่ืองทีจ่ ัดละดับใหม้ คี วามสน้ั ยาวพอเหมาะกนั
1.4 เลอื กใช้สานวนภาษาให้เหมาะสมกับเน้ือเร่ือง
2. กาหนดโครงเร่ืองทเี่ ตรียมไว้ โดยแยกเปน็ สว่ นคานา เน้อื เรอ่ื ง สรุป

การเตรยี มโครงเรอื่ ง
1. ท่มี าของเร่ือง
2. สถานท่ีและเวลาทเี่ กดิ เร่อื ง
3. ผูเ้ ก่ยี วขอ้ งหรอื ผู้มบี ทบาทสาคญั ในเร่ือง
4. เร่ืองหรือเหตุการณ์ที่เกดิ ขนึ้ ตามลาดบั
5. ผลอนั เนื่องมาจากเรื่องหรอื เหตุการณส์ าคญั
6. ลงมอื เรียบเรยี ง ตามลกั ษณะตา่ ง ๆ ดงั น้ี

6.1 ตามลาดับเวลา เกดิ กอ่ นไปสูป่ ัจจุบันตามลาดบั เวลา
6.2 ตามลาดบั หัวขอ้ จากหัวข้อสาคัญมากไปหาความสาคัญน้อย
6.3 โดยการอธบิ าย วเิ คราะห์เรือ่ งราวตามลาดบั ความสาคัญของเรอื่ ง
7. ใช้ประโยคนาเรือ่ งท่ีชวนให้ผอู้ ่านสนใจ เชน่
7.1 เรือ่ งนไ้ี ม่น่าจะเกิดขึน้ ได้ แต่ก็เกดิ ข้ึนแล้วเม่อื วานน้เี อง
7.2 กว่าจะเกล้ยี กลอ่ มให้คุณพ่อซ้ือเครือ่ งรบั โทรทศั น์ได้ จะตอ้ งใชค้ วามพยายามอย่าง
มาก
8. นาเร่ืองไปสจู่ ดุ สุดยอด ซ่ึงไดแ้ ก่จุดทน่ี า่ สนใจ หรือซบั ซอ้ นที่สุดของเร่อื ง จุดสดุ ยอดเป็น
จดุ ท่เี รือ่ ง หรอื เหตกุ ารณท์ ง้ั หมดดาเนนิ ไปสู่ และต่อจากจุดสุดยอดจะมีเรื่องที่ตอ้ งกล่าวอีกเพียงเล็กน้อย
ก็จบเรือ่ ง
9. จบเรอื่ งในลกั ษณะท่ีชวนให้ผู้อา่ นร้สู กึ ว่าข้อขัดแย้งหรือปัญหาต่าง ๆ ไดค้ ลีค่ ลายไปแล้ว
และรู้ชัดแจ้งว่าอะไรเกิดขึ้นกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ผู้อ่านควรจะรู้สึกว่าตนเข้าใจเร่ืองท้ังหมดแจ่มแจ้งเม่ือ
ได้อ่านเรื่องจบลง
10. ใชถ้ อ้ ยคาสานวนภาษาให้เหมาะสมแกเ่ รือ่ งและตวั ละคร

การเขียนเพือ่ การสอ่ื สารทางวิชาการและวชิ าชีพ 55

11. ลลี าการเขียน
12. การเลือกสรรคา ควรใช้คาธรรมดาง่าย ๆ ก่อให้เกิดความรู้สึก ใช้สานวนไทย ใช้คา
กระทัดรัด ไมค่ วรใชภ้ าษาถ่ิน คาย่อ ตวั เลขท่ไี มเ่ ป็นทางการ
13. การใช้โวหาร โวหารในการเขียนมี 5 ชนดิ คอื

13.1 บรรยายโวหาร เป็นการอธิบายอย่างถ่ีถ้วน เป็นการเล่าเร่ืองหรืออธิบาย
เหตุการณ์ จดุ ประสงคเ์ พ่อื ให้ความรแู้ ก่ผอู้ า่ น

13.2 พรรณนาโวหาร เป็นโวหารที่สอดแทรกอารณ์ความรู้สึกของผู้เขียน เพ่ือให้
ผู้อ่านมองเห็นภาพ

13.3 เทศนาโวหาร เปน็ โวหารส่งั สอน ชักจูงใจ
13.4 อปุ มาโวหาร เป็นโวหารเปรยี บเทยี บ
13.5 สาธกโวหาร เป็นโวหารแสดงเหตผุ ล และการยกตวั อยา่ ง

หนึ่งในเคล็ดลับท่ีสาคัญในการเขียนเรื่องเล่าให้น่าอ่าน ก็คือ เขียน "ส่ิงที่คิด" ไปพร้อม ๆกับ
เล่าเรื่องท่ีทา เพราะสิ่งท่ีเราคิดเป็นของเรา ไม่มีใครมาตัดสินได้ว่าถูกหรือผิด ทุกคนมีสิทธิคิด และแสดง
ความคิด ตราบเทา่ ที่ไม่ละเมดิ สทิ ธิของผู้อื่น ไม่จาเปน็ ต้องเหมือนหรือแตกตา่ งกับใคร และโดยท่วั ไปแล้ว
ไม่ว่าเราจะทาอะไร การ "คิด" ระหว่างที่ทาก็คือการฝึก "สติ" นั่นเอง ซ่ึงเราทากันอยู่แล้วเป็นประจา
เพราะฉะนั้น การเขยี นเล่าเรอ่ื งท่ีเราทา เราเหน็ เราฟังมาพรอ้ มกบั ความคิดของเราระหว่างทท่ี า ระหว่าง
ทเ่ี ห็น ระหวา่ งท่ีฟงั เร่อื งน้นั ๆ ก็ไมม่ อี ะไรยาก

1. แนวทางการเขียนเล่าเร่ือง เป็นการบรรยายเรื่องใดเร่ืองหน่ึง ซ่ึงอาจเป็นการกระทา
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยแสดงให้เห็นความเคลื่อนไหว หรือพัฒนาการของกิจกรรม หรือของสิ่งที่เล่า
การเลา่ เร่ืองจงึ มกั ใช้ในงานเขยี นเชิงประวัติ เช่น ประวัตบิ คุ คลสาคญั อตั ชีวประวัติ ประวตั สิ ถานท่ี เกร็ด
พงศาวดาร และยงั ใช้มากในการเลา่ เหตุการณ์ หรอื เลา่ ประสบการณต์ า่ ง ๆ เชน่ บันทกึ อนุทิน จดหมาย
เหตรุ ายงานการสัมมนา เป็นต้น

หากจะพิจารณาให้ดีแล้ว การเขียนเล่าเรื่อง คือ การตอบคาถามว่าเกิดอะไรขึ้นน่ันเอง
ผู้เขียนจึงอาจต้ังคาถามเพ่ือรวบรวมข้อมูลว่า ใคร ทาอะไร ท่ีไหน เมื่อไร อย่างไร กับใคร เพื่อเป็น
แนวทางในการรวบรวมข้อมูล อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนจะต้องกาหนดมุมมองของตนเองอย่างแน่ชัดว่าเป็น
การเล่าโดยตนเองมีประสบการณ์ตรงในเร่ืองน้ัน คือ พบเห็นเรื่องน้ันด้วยตนเอง หรือเป็นการเล่าจาก
ประสบการณ์อ้อม เช่น จากการศึกษาค้นคว้าเอกสารมาเขียน หรือสดับตรับฟังจากคาบอกเล่าของผอู้ น่ื
เปน็ ตน้ สิ่งสาคัญอีกประการหนึ่งของการเล่าเร่ือง คือ การเรียงลาดบั ความผเู้ ขียนอาจเลือกใช้การลาดับ
ความตามที่เห็นสมควร เช่น การลาดับความตามเวลา การลาดับความตามความสาคัญของเนื้อหา
การลาดบั ความตามเหตุและผล การลาดบั ความตามพื้นที่ การลาดบั ความตามหวั ขอ้ ทกี่ าหนดไว้

56 ชวนพศิ อตั เนตร์

เมอื่ เริ่มเล่าเรอื่ งผเู้ ขียนควรนกึ ไว้วา่ จะต้องไม่เร่ิมตน้ ในจุดท่หี า่ งไกลจากสิ่งท่จี ะกล่าวถึงมาก
เกินไป และต้องให้เห็นพัฒนาการความต่อเนื่องของเรื่องโดยตลอดข้อคิดอีกประการหนงึ่ ในการเล่าเร่ือง
กค็ ือ ผ้เู ขียนมใิ ช่เพยี งแต่นาเร่อื งราว หรอื เหตกุ ารณ์ทเ่ี กิดข้ึนเทา่ นน้ั มากล่าวถึง แต่จะต้องมที รรศนะหรือ
ความเห็นของผู้เขียนประกอบด้วย โดยเฉพาะเร่ืองจากประสบการณ์ของผู้เขียนอันจะเป็นผลให้เรื่องที่
เขยี นมีสสี นั สนุกสนาน นา่ อ่าน มากข้นึ

2. ตวั อย่างการเขยี นเล่าเร่ือง ขอ้ เขียนทน่ี ามาใหศ้ ึกษานีม้ ี 2 อย่าง คอื การเขยี นเล่าเหตุการณ์
และการเขียนรายงานส่งิ ท่ีไดพ้ บเห็น

2.1 ตัวอย่างการเขียนเล่าเหตุการณ์ ข้อเขียนต่อไปนี้เป็นการเขียนเล่าเหตุการณ์เม่ือวัน
สมเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ าฯ เสด็จพระราชทานนา้ สงกรานต์คารวะคณาจารย์บาลี – สันสกฤต

ตวั อย่างการเขยี นเลา่ เหตกุ ารณ์
ฉันเล้ียงแม่ไก่ไว้หน่ึงตัว คืนหนึ่งมันเกือบถูกงูรัดตาย แต่เผอิญว่าฉันกับพ่อได้ช่วยไว้ทัน
แม่ไก่ตัวนั้นอาศัยอยู่ในยุ้งข้าว มันกกไข่อยู่ ขณะที่ฉันเดินเล่นอยู่นอกบ้านก็ได้ยินเสียงแม่ไก่ร้องเสียงดัง
ผิดปกติ ฉันจึงร้องบอกพ่อ พ่อคิดว่าไม่น่าจะเกิดอะไรข้ึนจึงอ่านหนังสือพิมพ์ต่อ แต่อีกสักครู่พ่อได้ยิน
เสียงแมไ่ กรอ้ งข้นึ อีกคร้ัง พอ่ จึงรีบเอาไฟฉายไปส่องดูท่ใี นยุ้งข้าว พบเห็นงูกาลังรดั แมไ่ ก่อยู่ พอ่ ใชไ้ ม้เข่ียงู
ออกไป แล้วมันก็เล้ือยหายไปแม่ไก่รอดตายและขณะน้ีเราก็มีลูกไก่ตัวเล็ก ๆ อีก 10 ตัววิ่งเล่นอยู่รอบ ๆ
บ้าน
คืนน้ันเป็นคืนเดือนหงาย ข้าพเจ้าเปิดประตูออกไปรับลมเล่นท่ีนอกบ้าน ข้าพเจ้าเดิน
ตรงไปที่ลานกว้างหน้าบ้าน ทันใดน้ันข้าพเจ้าได้ยินเสียงดังมาจากยุ้งข้าว เสียงกะต๊ากและเสียงตีปีก
ในยงุ้ ขา้ วมแี ม่ไก่ขนสีเทาอ่อนทั้งตัวอยู่ในนน้ั และมนั กาลงั ฟกั ไข่ทง้ั 10 ฟองของมัน และขา้ พเจ้าจาได้ว่า
มันกกไข่มานานกวา่ 2 สปั ดาห์แล้ว
ข้าพเจ้ารีบกลับเข้าบ้านทันที ข้าพเจา้ ตรงเข้าไปหาพ่อซ่ึงกาลังนัง่ อ่านหนังสือพิมพ์ข้าพเจ้า
รอ้ งขอใหพ้ อ่ ช่วยออกไปดแู ม่เทาในยงุ้ ข้าวด้วยกนั "คงไมม่ ีอะไรหรอกลูก แมเ่ ทามนั คงเตรียมตวั เข้านอน"
พ่อปลอบใจขา้ พเจ้าแล้วกาลังจะอา่ นหนังสอื พมิ พต์ ่อ
ทันใดนั้นแม่เทาก็ส่งเสียงร้องและตีปีกข้ึนอีก แต่คราวนี้มันร้องเสียงดังและตีปีกถ่ีกระช้ัน
กว่าเมื่อคร้ังแรกที่ข้าพเจ้าได้ยินเม่ือขณะอยู่ที่ลานบ้าน พ่อรีบวางหนังสือพิมพ์ทันทีรีบตรงไปยังยุ้งข้าว
พร้อมสั่งให้ข้าพเจ้าหาไฟฉายแล้วรีบตามออกมา ข้าพเจ้าคว้าไฟฉายได้แล้วรีบวิ่งตามหลังพ่อออกไป
เสียงตีปีกและเสียงร้องของแม่เทายังดังอยู่ตลอดเวลาและกระชั้นถี่ข้ึนกว่าเดิม ข้าพเจ้าส่องไฟฉายไปทั่ว
ยุ้งขา้ ว แลว้ ก็เห็นแม่เทานอนคอพบั คออ่อนชกุ หวั อยูใ่ ต้ปีก ปกี ทง้ั สองข้างกระพอื สุดแรงจนข้าวเปลือกใน
ยุ้งปลวิ กระจายไปท่ัว

การเขยี นเพอ่ื การสือ่ สารทางวชิ าการและวิชาชพี 57

ภาพที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าข้าพเจ้า งูใหญ่ตัวดามะเมื่อมกาลังรัดตัวพันอยู่กับคอแม่เทา
มันชูคอแผเ่ แมเ่ บยี้ แลว้ ส่ายหวั ลิ้นสองแฉกของมันแลบเข้าออกอย่างแชม่ ช้า

ข้าพเจ้าร้องตะโกนสุดเสียง ต่อจากนั้นก็ยื่นน่ิงมือไม้สันทาอะไรไม่ถูกจนพ่อต้องร้องเตือน
ใหข้ ้าพเจา้ ส่องไฟฉายให้ตรงไปทตี่ ัวของแมเ่ ทา จงึ ทาให้ข้าพเจ้าได้สตกิ ลับมา

พอ่ เลือกหาไมย้ าวที่อย่ใู กล้ตัวเขย่ี ตวั งใู หค้ ลายตัวจากการบีบวดั คอแม่เทา มันค่อย ๆ คลาย
ขนดตวั แล้วเลอ้ื ยออกไปจากยุง้ ขา้ ว เราพยายามค้นหาตวั มนั อยู่นานแต่กไ็ ม่พบวีแ่ วว

แม่เทาได้สร้างวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ในการปกป้องชีวิตลูกน้อยของมัน แม่เทามีโอกาส
หลบหนีจากงใู หญไ่ ดท้ ันทีเม่ือมนั เห็น แตม่ นั กลบั ปกป้องไข่ของมนั ด้วยการเอาชวี ิตเข้าแลกเดี๋ยวนี้แม่เทา
และถูกเจ๊ียบทั้ง 10 ตัวชา่ งอยดู่ ้วยกนั และออกหากินทีบ่ รเิ วณลานบา้ นอยา่ งมีความสุข

เรอื่ งเลา่ เปน็ การเขยี นรอ้ ยแก้วประเภทบนั เทิงคดีชนดิ หนง่ึ ควรมีคณุ สมบัตเิ ฉพาะตอ่ ไปน้ี
1. ชอ่ื เรื่องตอ้ งกะทัดรัด เรา้ ความสนใจ
2. ตวั ละครทน่ี า่ สนใจอย่างนอ้ ยควรมหี น่ึงตวั โดยทวั่ ไปแล้วตัวละครอาจเป็นใครก็ได้ อาจเป็น
คนหรือสัตว์ก็ได้
3. โครงเร่ืองประกอบด้วยเหตุการณ์ทน่ี ่าสนใจ ตวั ละครต้องเผชิญกบั เหตุการณ์ทช่ี วนท้าทาย
และพยายามเอาชนะเหตุการณ์นั้น ผลที่เกิดข้ึนอาจตื่นเต้น เศร้า หรือชวนขบขันก็ได้ การลาดับเร่ือง
ไมจ่ าเปน็ ต้องเรียงตามลาดบั เวลา อาจเริ่มตอนหนึ่งตอนใดแล้วยอ้ นกลับไปกลับมากไ็ ด้
4. ฉาก ได้แก่ สถานที่ ช่วงเวลา และบรรยากาศที่เรื่องนั้นเกิดข้ึน อาจจะต้องเหมาะสมแก่
เร่อื ง
5. การเปิดเรอ่ื งจะต้องเร้าใจ ชวนใหต้ ดิ ตามเรอื่ งต่อไป
6. การคลี่คลายปมของเรื่อง การบรรยายเรื่องควรคลี่คลายไปตามลาดับขึ้น เพ่ือทวีความเร้า
ใจของผูอ้ า่ นไปเร่อื ย ๆ จบถึงเหตกุ ารณท์ ่สี าคัญทสี่ ดุ ซงึ่ เรยี กวา่ Climax
7. การปิดเรื่อง เรื่องเล่าจะต้องจบลงโดยให้เป็นที่พอใจของผู้อ่าน เร่ืองตอนจบจะต้อง
คลค่ี ลายมาจากเหตุการณ์ในเรื่อง เป็นสภาวะอยา่ งใดอย่างหนง่ึ ท่ีตัวละครต้องประสบในเหตุการณ์น้นั ๆ
เช่น ความสขุ ความสาเรจ็ ความขบขนั ความเศร้า ความผิดหวงั ความประหลาดใจ
8. การใช้โวหารและบทสนทนา เรื่องเล่าควรใช้บรรยายโวหารที่กะทัดรัด เลือกใช้คาอย่าง
พิถีพิถัน ผูกประโยคกระชับรัดกุมมีความหมายตรงตามท่ีผู้เขียนต้องการ ตอนใดควรใช้บทสนทนา ก็ใช้
ให้เหมาะสมแกต่ ัวละคร
9. ข้อคิด เร่ืองเล่ามีความมุ่งหมายเพื่อความสนุกเพลิดเพลินเป็นสาคัญ แต่อย่างไรก็ดีควรจะ
ไดแ้ ทรกขอ้ คดิ อยา่ งใดอย่างหนง่ึ ไวด้ ว้ ย

58 ชวนพิศ อตั เนตร์

2. การเขยี นอธบิ าย
เป็นการเขียนเพ่ือให้ผู้อ่านได้รับความรู้ และความเข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ อย่างละเอียดและ

ถูกตอ้ งด้วยกลวิธีท่ีหลากหลายและเหมาะสมกบั เนื้อหาเปน็ การเขยี นเพื่อการสื่อสารใหเ้ กดิ ความกระจ่าง
แจ้งเกี่ยวกบั เรอื่ งใดเรื่องหนึ่ง อย่างละเอยี ดและถกู ต้องรวมท้ังการยกตวั อยา่ งประกอบการอธิบาย จะทา
ให้เข้าใจการอธิบายได้ดีย่ิงขึ้นกลวิธีนี้เหมาะท่ีจะใช้อธิบายเรื่องท่ีเป็นวิธีการหลักการ หรือข้อความรู้ท่ี
เข้าใจยาก ชี้สาเหตุและผลลพั ธท์ ส่ี ัมพันธ์กัน

แนวทางในการเขยี นอธิบาย
การเขียนอธิบายเป็นการเขียนให้ผู้อ่านเข้าใจเร่ืองราวได้อย่างชัดเจนถูกต้อง งานเขียน
อธิบาย มีลักษณะต่าง ๆ กันท้ังที่เป็นความรู้และความคิด เช่น อธิบายวิธีทาอาหารอธิบายกระบวนการ
ทางวทิ ยาศาสตร์ อธบิ ายศพั ท์ อธิบายธรรมะ เปน็ ตน้ สาระสาคญั อยทู่ ่ีการให้เนื้อหาสาระ และการขยาย
ความจนผู้ผ่านเข้าใจ มิใช่เป็นการต้ังประเด็น เพ่ือให้พิจารณาหรือโต้แย้ง การอธิบายต้อวเน้นข้อมูลท่ี
ถูกต้องเพยี งพอ สรา้ งความเข้าใจทชี่ ดั เจนให้แก่ผู้อ่านใด้
หลักการเขียนอธิบายมีจุดสาคัญที่ผู้เขียนพึงพิจารณา คือ การเตรียมข้อมูล จะต้องศึกษา
ค้นคว้าอย่างจริงจังโดยหาแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ ซ่ึงวิธีการได้ข้อมูลอาจได้จากงานเขียนของผู้อื่น
การสดับรับฟังหรือการสัมภาษณ์ผู้รู้ หรือจากประสบการณ์ของตนเอง เมื่อหาข้อมูลได้แล้วก็เลือกไว้
เฉพาะขอ้ มูลท่เี ปน็ ประโยชนแ์ ละนา่ สนใจสาหรับผอู้ า่ น สงิ่ ทไ่ี มเ่ กีย่ วขอ้ งต้องตดั ออก
การถ่ายทอดเป็นงานเขยี น ควรมกี ารกาหนดโครงเร่ืองเพื่อเรียบเรยี งความคิดข้อมูลให้เกิด
ความต่อเน่ืองอย่างน่าสนใจ การขยายความจะทาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ส่วนการใช้ภาษาต้องให้ง่าย
ตรงไปตรงมา น่าอ่าน เหมาะสมกับผู้อ่าน และต้องนึกไว้เสมอว่าการเขียนอธิบายเป็นการให้ข้อมูล
ความรู้ ดังนั้น ทัศนคติ หรืออารมณ์ท่ีโน้มเอียงไปในด้านใดด้านหนึ่งจึงเป็นเรอ่ื งท่ีไม่ควรแสดงออกมควร
เขียนใหเ้ ป็นกลาง ปราศจากอดตใิ ด ๆ
การเปรียบเทียบต้องคานึงถึงจุดร่วมและประเด็นที่จะนามาเปรียบเทียบกันด้วย เช่น ถ้า
หากเปรียบเทียบวา่ สุนัขของนายสดไม่ซ่ือสัตย์ขณะทนี่ ายสดเป็นคนซ่ือสัตย์การเปรียบเทียบในลักษณะนี้
ไม่น่าจะนามาเปรียบกันเพราะไม่มจี ุดรว่ ม
ในการเปรยี บเทียบควรใหภ้ าพของท้ังสองสิง่ อยา่ งชดั เจนก่อน แล้วจงึ อ้างถึงประเด็นต่าง ๆ
ท่ีเหมือนหรือแตกต่างกัน โดยอาจกล่าวถึงคุณสมบัติของสิ่งหน่ึงจนครบถ้วนกระบวนความแล้วจึง
กล่าวถึงอีกสิ่งหน่ึงก็ได้หรือเปรียบเทียบของสองสิ่งไปทีละประเด็น เช่น เปรียบเทียบการร้องเพลงของ
ธงไชย แมคอินไตย์ กบั แอด็ คาราบาว ซงึ่ อาจเปรยี บทลี ะหัวข้อ เช่น น้าเสยี ง เนือ้ หา

การเขียนเพื่อการสอ่ื สารทางวิชาการและวิชาชีพ 59

วิธกี ารขยายความให้ชัดเจนมีหลายแบบ จะกล่าวถึงวิถขี ยายความ 4 ประเภท คือ
1. การเปรียบเทยี บ การเปรียบวา่ ส่ิงหน่ึงเหมือนกับอกี ส่ิงหนึ่ง เรยี กว่า การเปรียบเหมือน
ส่วนการเปรียบว่าส่ิงหน่ึงต่างกับอีกส่ิงอย่างไร เป็นการเปรียบต่าง การเปรียบเทียบเป็นธรรมชาติของ
มนุษย์ในการแยกแยะประสบการณ์ในโลก ทาให้มองสิ่งต่าง ๆ ได้ง่าย ชัดเจนขึ้นโดยเชื่อมโยงกับ
ประสบการณ์ทมี่ อี ยแู่ ล้ว การเปรยี บเทียบอาจทาไดห้ ลายวธิ ดี ังน้ี

1.1 เปรียบเทียบส่ิงหน่ึงกับอีกส่ิงหนึ่ง ว่าเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร เช่น ระบบ
รฐั สภาไทยกับระบบรัฐสภาอเมริกนั

1.2 เปรียบเทียบของสองส่ิงกับหลักการท่ัวไปท่ีมีอยู่แล้ว เช่น เปรียบเทียบสินค้าสอง
ชนิดกับสนิ คา้ ทผ่ี ู้อา่ นรจู้ กั ดีอย่แู ลว้ เชน่ สบตู่ ราดอกไมแ้ ละตรานกกบั สบู่ลักส์

1.3 เปรียบเทียบส่ิงที่ผู้อ่านคุ้นเคยเพื่อสรุปหรือบอกหลักทั่วไป เช่น ถ้าจะอธิบายว่า
ศาสนาคืออะไรก็อาจใช้วิธีการเปรียบเทียบศาสนาพุทธกับศาสนาคริสต์การเปรียบเทียบยังเกี่ยวพันกับ
การแยกประเภทอีกด้วย การเปรียบเทียบที่มีประสิทธิภาพควรเปรียบเทียบของที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน
หรือมีคุณสมบัติประเภทเดยี วกัน เช่น เปรยี บเทยี บความเร็วของเครื่องบนิ กบั เหย่ยี วในแง่ของส่งิ ท่ีบินได้

2. การแบ่งประเภทก็เป็นวิธีการ ธรรมชาติอีกอย่างหนึ่งท่ีเกี่ยวพันกับการจัดกลุ่มส่ิงของ
หรือประสบการณ์ เช่น แมวอยู่ในประเภทของสัตว์สี่ขา หนังสือประวัติศาสตร์ยุโรปอยู่ในกลุ่มของ
หนงั สือประวัตศิ าสตร์ การแบ่งประเภทชว่ ยให้เราจัดระบบสง่ิ ของ ความคิด และประสบการณ์ได้ชัดเจน
ขึ้น เป็นการจับประเด็นให้ชัดน่ันเอง ทาให้เร่ืองท่ีเขียนมีความสัมพันธ์เช่ือมโยงกันทั้งระบบ มีบริบทที่
สมเหตุสมผล

การจัดประเภทท่ีเห็นไดช้ ดั เช่น การแบ่งสัตว์ออกเปน็ ไฟส้มตา่ ง ๆ หรือการแบง่ หนงั สือ
ออกเป็นหมวดหมู่ต่าง ๆ ในห้องสมุด แต่การนามาใช้ในงานเขียนอาจจะไม่เห็นได้ชัด เช่นนั้นของเพลง
จงั หวะดนตรี การแต่งกาย เป็นต้น

3. การให้ตัวอย่าง เป็นวิธีการท่ีทาเป็นปกติวิสัย เช่นเดียวกับการเปรียบเทียบน่ันเอง แต่
การให้ตัวอย่างต่างจากการเปรียบเทียบอยู่บ้าง ตรงที่การเปรียบเทียบนั้นมุ่งเน้นคุณลักษณะสิ่งของสอง
ส่งิ ที่แตกตา่ งกันหรือเหมอื นกนั แตก่ ารให้ตวั อย่างเป็นการสนบั สนุนซงึ่ กนั และกนั เช่น

ข้อความ
เสอื้ ที่ฉันซ้อื มาเมือ่ วานตัดเยบ็ ไม่ดเี ลย

ตัวอย่างสนบั สนุน
เย็บตะเข็บไมแ่ น่น ไมเ่ รยี บ มรี อยยน่ ติดกระดุมไมค่ รบทกุ เม็ด
การให้ตัวอย่างอาจใช้วิธีการเขียนแบบพรรณนา หรือการเล่าเร่ืองก็ได้ เช่น ถ้าจะ
ยกตวั อย่างบุคคลที่มีประสิทธภิ าพในการทางานสักคนคือ นายจาลอง ก็อาจตอ้ งเล่าเรื่องของนายจาลอง
และวิธีการทางานของเขาเพอ่ื ใหเ้ ห็นภาพว่าเป็นคนทางานท่ีมปี ระสิทธภิ าพอยา่ งไรบ้าง

60 ชวนพศิ อตั เนตร์

ในการให้ตัวอย่าง มีสิ่งที่ควรนึกถึงก็คือ เป็นตัวอย่างท่ีตรงตามเป้าหมาย ตรงตามเน้ือ
เร่ืองหรือหัวข้อที่เขียนชว่ ยเน้นให้เห็นความสาคัญของเนอ้ื เรื่องหรือหัวข้อ ไม่ยาว หรือซับซ้อนเกินไปจน
ข่มเร่ืองหรือหัวข้อ ผู้เขียนควร บอกให้ผู้อ่านรู้ว่าเป็นตัวอย่างจริงหรือสมมติขึ้น และต้องคานึงถึง
ประสบการณ์และความสนใจของผ้อู า่ น

ผู้เขียนสามารถนาการแบ่งประเภทมาใช้ในงานเขียนเพื่อให้ข้อความที่เขียนชัดเจนข้ึน
เช่น ผู้เขยี นอาจแบง่ พฤติกรรมของคนในทางจติ วิทยาออกเปน็ สองประเภท คือ ผ้ทู ช่ี อบออกสังคมและผู้
ทช่ี อบเก็บตวั เป็นต้น การแบง่ ประเภทยงั ช่วยใหเ้ ข้าใจหัวข้อต่าง ๆ มากยง่ิ ข้นึ โดยเฉพาะอยา่ งยิง่ ในการ
ร่างโครงเรื่องในข้นั เตรยี มการเขยี นซึ่งจะทาให้เห็นโครงเรื่องทช่ี ดั เจน เห็นความสัมพันธ์ของหวั ข้อต่าง ๆ
และทาใหเ้ ขียนเรือ่ งได้งา่ ยขึน้

4. การให้คาจากัดความ หมายถึง ข้อความที่บอกว่าสิ่งนั้นคืออะไร เราคุ้นเคยกับการให้
คาจากัดความมากท่ีสุดก็คือในพจนานุกรม การให้คาจากัดความประกอบด้วยข้อความที่ต้องการ
คาอธบิ าย และคาอธิบาย เช่น

เช็ค หมายถึง ตั๋วเงินชนิดหนึ่งซึ่งผู้ฝากเงินส่ังธนาคารให้จ่ายเงินแก่อีกบุคคลหนึ่งหรือ
ผู้ถอื

ประโยชน์ของการให้คาจากัดความมีอยู่มาก ในการเขียนควรมีการตกลงกันระหว่าง
ผู้เขียน และผู้อ่านก่อนว่าคาท่ีจะให้คาจากัดความน้ันหมายถึงอะไร ในข้อเขียนน้ีว่า เช่น บทความเรื่อง
เสรีภาพ ผู้เขียนอาจต้องให้คาจากัดความก่อนวา่ เสรภี าพในความหมายของผู้เขียนหมายถึงอะไร การให้
คาจากัดความน้ันนอกจากจะเป็นการปรับความเข้าใจให้ตรงกันระหว่างผู้อ่านและผู้เขียนแล้ว ยังเป็น
การใหข้ ้อมลู แกผ่ ้อู า่ นก่อนทีจ่ ะอ่านเรอื่ งน้นั ๆ ตอ่ ไป

ตัวอยา่ งการเขยี นอธิบายใหข้ ้อมลู
เป็นตัวอย่างการเขียนอธิบายให้ข้อมูลความรู้แก่ผู้อ่านในเร่ืองจริงจะต้องอาศัย
การศึกษา คน้ คว้าขอ้ มลู และต้องเขยี นอย่างง่ายและเปน็ ลาดบั ขัน้ ตอน
การอธิอบาย หมายถึง การทาให้บุคคลอ่ืนเข้าใจในความจริง ความสัมพันธ์ หรือ
ปรากฏการณต์ า่ ง ๆ
วิธีการอธิบาย มีหลายวธิ ี ดังนี้
1. ชี้แจงตามลาดับขั้น เป็นการอธิบายกิจกรรม การปฏิบัติ การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ
ท่ีเปน็ กระบวนการ หรือกรรมวิธี
2. ใชต้ วั อย่าง เป็นการอธบิ ายหลักการ วิธีการ ขอ้ ความรู้ทเี่ ข้าใจยาก โดยใช้ตวั อย่าง
ชว่ ยในการอธบิ าย
3. เปรียบเทียบความเหมือนกันและแตกต่างกัน เป็นการอธิบายส่ิงแปลกใหม่ที่ผู้ฟัง
ยงั ไมค่ ุ้นเคยมากอ่ น แลว้ หาสิ่งทีผ่ ฟู้ งั คุน้ เคยมาเปรียบ

การเขยี นเพือ่ การส่อื สารทางวชิ าการและวิชาชีพ 61

4. ช้ีสาเหตุและผลลัพธท์ ี่สมั พันธก์ ัน บางเร่อื งทีอ่ ธิบายอาจเปน็ เร่ืองที่มคี วามสัมพันธ์
กันระหว่างสาเหตุและผลลพั ธ์ ก็ต้องอธบิ ายกันวา่ อะไรเปน็ สาเหตุ อะไรเปน็ ผลลัพธ์

5. ใหน้ ิยาม เป็นการอธิบายความหมายของคา / คาศพั ท์ ทม่ี ักใช้ถอ้ ยคาสนั้ ๆ ทาให้
ผู้ฟงั หรอื ผอู้ ่านไมเ่ ข้าใจจาเปน็ ตอ้ งอธบิ ายเพิ่มใหเ้ ข้าใจยงิ่ ข้นึ

ตวั อย่างการอธบิ าย ด้วยวิธีชแ้ี จงลาดับข้ัน
การกราบ ใช้ในโอกาสท่ีแสดงความเคารพอย่างสงู ต่อผู้มีอาวโุ ตสว่ นมากขณะนั่งกบั พ้ืน
การปฏิบตั ิมี ดงั น้ี
1. คกุ เข่าลงทง้ั สองข้าง
2. นง่ั พบั เพียบเก็บปลายเทา้
3. ก้มตัวลงหมอบให้แขนทัง้ สองข้างอยูข่ า้ งเข่าท่ยี ื่นออกมา
4. พนมมอื ให้อยใู่ นระดับพนื้
5. ก้มศีรษะลงจรดน้ิวหวั แมม่ อื

มรรยาทไทย ของ ผอบ โปษกฤษณะ

ตวั อยา่ งการอธบิ าย ดว้ ยวธิ ใี ช้ตัวอย่าง
การค้นพบบางอยา่ งในทางวิทยาศาสตรก์ ารแพทย์ และจิตวิทยาของตะวันตก ไดใ้ ห้
หลักฐานสอดคลอ้ งกับความเชอ่ื ทางพุทธศาสนาว่าดว้ ยชีวติ ในชาตปิ างก่อน
ตวั อยา่ ง ผู้หญิงถูกสะกดจิตรายหนง่ึ ได้เลา่ ยอ้ นความทรงจาของเธอไปหลายร้อยปีกว่า
เธอเคยเปน็ แมบ่ า้ นอยู่ในฝรง่ั เศสมาก่อน นกั ประวัติศาสตร์ต่างยอมรบั ความถูกต้องของสถานที่ ภาษา
และวิถีชวี ิตของคนสมัยนน้ั ท่ีเธอได้เล่าให้ฟังตอนนั้น และอีกหลายรายทมี่ ปี ระวัติของการยอ้ นระลึกถงึ
ชาตปิ างก่อนซงึ่ ได้ตพี ิมพใ์ นนิตยสารจากนกั วทิ ยาศาสตร์ผูท้ ่มี ชี ื่อเสียง

หนังสอื ธรรมะ ฉบับ "แกท้ กุ ข์ใจ" ชุดท่ี 1 ของ เชวง เดชะไกศยะ

ตัวอยา่ งการอธบิ ายด้วยวธิ เี ปรียบเทียบความเหมือนและความแตกตา่ งกัน
รามเกียรต์ิ รัชกาลท่ี 1 มีความมุ่งหมายเพื่อรวบรวมเร่ืองรามเกียรติ์ ซ่ึงกระจัด
พลัด รายอยูน่ ั้น ใหค้ มุ กนั เข้าเป็นเรื่องละเอียดลออ ทุกแง่ทุกมมุ แมจ้ ะแต่งเป็นกลอนบทละคร แต่ก็มิได้
คานงึ ถงึ การนาไปแสดงละครเปน็ ประการสาคัญ
รามเกยี รต์ิ รัชกาลที่ 2 มีความมุ่งหมายเพือ่ ใชเ้ ปน็ บทละครในโดยตรง

รามเกียรต์ิปรทิ ัศน์ ของ ชานาญ รอดเหตุภัย

62 ชวนพศิ อัตเนตร์

ตัวอยา่ งการอธบิ ายด้วยวธิ ีช้ีสาเหตุและผลลัพธท์ ่ีสัมพันธ์กัน
เพราะสังคมนิยมส่งเสริมความสาราญ ให้คุณค่าแก่วัตถุท่ีเป็นเคร่ืองอานวยความ
สะดวก สังคมจึงเชิดชูความม่ังค่ังมากกว่าคุณธรรม เงินจึงได้รับการบูชามากกว่าน้าใจ ความแล้งน้าใจ
ครงั้ นั้นเปน็ เครือ่ งช้ีแสดงถึงความแล้งนา้ ใจในบา้ นเมอื ง ซ่ึงจะตอ้ งรีบแกไ้ ขกอ่ นทจ่ี ะสายเกนิ ไป

คุณค่าชวี ติ ของ ระวี ภาวไิ ล

ตวั อย่างการอธิบายด้วยวิธีใหน้ ยิ าม
ที่จริงแล้ว โขนก็คือละครราชนิดหนึ่งน่ันเอง (ละครใน) ในพจนานุกรมฉบับ
ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2493 อธิบายความหมายไว้ว่า โขน คือ ละครชนิดหน่ึงซึ่งผู้เล่นสวมหน้ากาก
และหัวตา่ ง ๆ ทเ่ี รยี กว่า หัวโขน ส่วนละครน้ันนิยามไว้วา่ คือ การมหรสพอยา่ งหนงึ่ ท่ีเล่นเปน็

โขนละครฟ้อนรา ภาคพเิ ศษ ของ สุนันทา โสรัจจ์

การเขียนสอ่ื สารในรปู แบบการอธบิ าย
การเขียนอธิบาย คือ การเขียนให้ผู้อ่านได้รับความรู้ และความเข้าใจเรอ่ื งราวอย่างชัดเจน
และถูกต้องการเขียนอธิบายจะต้องให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง และเขียนอธิบายขยายความข้อมูลนั้น
เพือ่ ให้ผ้อู า่ นเข้าใจอยา่ งแจม่ แจง้ ชัดเจน
หลกั การเขยี นอธิบาย
การเขียนอธิบายที่ดคี วรมีหลกั การเขยี น ดงั น้ี
1. กาหนดวัตถุประสงค์ในการเขียนให้ขัดเจนว่า ต้องการเขียนอธิบายเรื่องอะไร และมี
วัตถปุ ระสงคใ์ นการเขียนอยา่ งไร เพื่อจะไดเ้ ลือกวธิ ีเขียนอธบิ ายไดอ้ ย่างเหมาะสม
2. เตรียมเนื้อเร่ืองหรือข้อมูล โดยศึกษาค้นคว้าจากหนังสือหรือส่ืออื่น ๆ เช่น หนังสือ
คู่มอื ตารา นติ ยสาร วารสาร วิทยุ โทรทศั น์ และอนิ เทอร์เน็ต เป็นตน้

3. กาหนดโครงเรื่องท่ีจะเขียน เพ่ือเรียบเรียงความคิดและข้อมูลให้มีความต่อเนื่องและ
นา่ สนใจ

4. เลือกวิธีการอธิบายให้เหมาะสมสอดคล้องกับเร่ือง ในบางครั้งอาจจะต้องใช้วิธีอธิบาย
มากกว่า 1 วธิ ีในการเขยี นอธิบายกไ็ ด้

5. ควรใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย กระชับ รัดกุม และตรงไปตรงมา เพ่ือให้ผู้อ่านเข้าใจเร่ืองได้
อยา่ งชัดเจนที่สุด

การเขยี นเพ่อื การส่อื สารทางวิชาการและวิชาชีพ 63

ข้อควรระมัดระวงั ในการเขียนอธิบาย
ก า ร เ ขี ย น อ ธิ บ า ย เ ป็น ก า ร เ ขี ย น ท่ี ค่ อ น ข้ า ง จ ะ ล ะ เ อี ย ด แ ล ะ ป ร ะ ณี ต พิ ถี พิ ถั น เ ร่ื อ งห นึ่ ง
ซ่งึ นอกจากใหข้ อ้ มูลที่เป็นข้อเทจ็ จริง โดยการอธิบายเพื่อใหเ้ ข้าใจแจ่มแจ้งดังกลา่ วข้างต้นแลว้ ผ้เู ขยี นยัง
ต้องในเร่ืองอื่น ๆ ที่อาจจะเขียนแล้วทาให้เข้าใจผิดได้ อาทิ การเว้นวรรคตอน หากเว้นวรรคตอนผิด
ความหมายก็จะผิดไป ซ่ึงอาจจะทาให้ผู้อ่านเข้าใจผิด และการจัดรูปแบบในการเขียนให้เข้าใจง่ายก็มี
อทิ ธิพลตอ่ การเขยี นอธบิ าย เชน่ เดยี วกัน
วิธีการเขยี นอธบิ าย
การเขียนอธบิ ายมีวิธกี ารตา่ ง ๆ ดังนี้
1. การอธิบายตามลาดับข้ัน คือ การเขียนอธิบายที่แสดงข้ันตอนไปตามลาดับการเขียน
อธิบายน้ีมักใช้กับการอธิบายกระบวนการ กิจกรรม หรือการเปล่ียนแปลงท่ีมีข้ันตอน เช่น วิธีทาอาหาร
การทดลองทาง วิทยาศาสตร์ การออกกายบรหิ าร และการเจรญิ เตบิ โตของพืช เป็นตน้
2. การอธิบายด้วยการให้คาจากัดความ คือ การเขียนอธิบายความหมายของสง่ิ ใดสิ่งหนงึ่
เพื่อให้ เกิดความเข้าใจตรงกัน การให้คาจากัดความประกอบด้วยข้อความท่ีต้องการคาอธิบาย และ
การอธบิ าย เช่น

คาว่า "คาราโอเกะ" เป็นภาษาญ่ีปุ่นเกิดขึ้นใหม่ โดยนาคาว่า "คารา" (Kara) ซึ่งแปลวา่
"ว่างเปล่า" มาผสมกับคายืมจากภาษาอังกฤษว่า "โอเกะ" (จากคาว่า Orchestra) รวมความแล้วมีความ
หมายถงึ เพลงที่มีแต่เสียงดนตรี ไมม่ เี สียงนักรอ้ ง แตม่ เี น้ือรอ้ งปรากฏเลือ่ นไปตามส่วนล่างของจอ เพ่ือให้
คนท่ีชอบร้องเพลงได้ร้องไปตามทานองและได้ดูภาพสวย ๆ ที่อาจจะเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องกับเพลง
นน้ั ๆ ก็ได้

(ท่ีมา : นติ ยา กาญจนะวรรณ)
3. การอธิบายด้วยการให้รายละเอียด คือ การเขียนอธิบายที่จะแสดงรายละเอียดหรือให้
ข้อมลู ต่าง ๆ เกยี่ วกบั เรื่องน้ัน ๆ เป็นต้นวา่ การอธิบายลกั ษณะทางกายภาพ เช่น

ช้างเผือก ช้างสาคัญ หรือช้างสีประหลาดนั้น ตามตาราท่านกาหนดไว้ 7 ประการ คือ
มีตาขาว มีเพดานขาว มีเล็บขาว มีพื้นหลังเป็นสีขาว หรือสีหม้อใหม่ มีขนขาว มีขนหางขาว และมี
อณั ฑโกศขาว หรือสีหมอ้ ใหม่

(ทม่ี า วเิ ศษ ไชยศรี)
4. การอธิบายด้วยการยกตัวอย่าง คือ การเขียนอธิบายท่ีมีการยกตัวอย่างประกอบเรื่อง
เพอ่ื ช่วยให้ผอู้ า่ นเขา้ ใจเร่อื งไดง้ า่ ย และชดั เจนยิง่ ข้ึน เช่น

ผกั สดทีค่ ณุ แมบ่ ้านจะเลือกมาทาสลัดน้ัน หาได้ไม่ยากเลยท้ังจากตลาดสดใกล้บ้านหรือ
แม้กระท่ังในซูเปอร์มาร์เก็ตก็มีผักมากมายให้คุณแม่บ้านได้เลือกสรรตามชอบใจ ไม่ว่าจะเป็นผักไทย ๆ

64 ชวนพิศ อัตเนตร์

อยา่ งแตงกวา่ มะเขือเทศ หอมหัวใหญ่ กะหลา่ ปลี และผักกาดหอม หรอื ผกั ของฝรั่ง อย่างแครอท แชลา
ร่ี ผักกาดแกว้ กะหลา่ ปลีสมี ว่ ง แรดชิ และบีทรทู เปน็ ตน้

5. การอธิบายด้วยการเปรียบเทียบ คือ การเขียนอธิบายท่ีช้ีให้เห็นถึงความเหมือนและ
ความแตกต่างของสิง่ ท่ีผเู้ ขียนนามาเปรยี บเทยี บกัน เช่น

การจะดูแลต้นส้มท่ีรักสักต้นให้ผลิดอกออกผลได้ดั่งใจไม่ต่างอะไรกับการอุ้มชูดูแลเด็ก
อ่อน ใช่เพียงเพราะต้นส้มใช้เวลาตั้งท้อง นับแต่วันท่ีผลิดอกจนถึงวันที่เก็บผลได้กินเวลาราวเก้าเดือน
เหมือนกับคน แต่ส้มยังมีความละเอียดอ่อนกับน้า ดิน อากาศ รวมไปถึงแมลง จึงต้องทะนุถนอมดุจ
เดยี วกับทารก...

(ท่ีมา : ธรี ภาพ โลหติ กลุ )
6. การอธิบายด้วยการแสดงเหตุและผล คือ การเขียนอธิบายท่ีช้ีให้เห็นถึง
ความสัมพันธ์ว่า สาเหตุนั้น ๆ จะก่อให้เกิดผลอะไรตามมา หรือผลลัพธ์นั้น ๆ เกิดจากสาเหตุอะไร เช่น
ความเครยี ดในชวี ิตประจาวนั ไมว่ ่าจะเป็นเครียดเรือ่ งงาน เรื่องเงนิ หรือเรือ่ งส่วนตัว และการรับประทาน
อาหารไม่ตรงเวลา อีกทั้งยังรับประทานอาหารที่มีรสเปรี้ยวจัด และเผ็ดจัด ล้วนเป็นสาเหตุท่ีทาให้เกิด
โรคกระเพาะอาหารได้ อาการเบ้ืองต้น คือ ปวดท้องท้ังก่อน และหลังรับประทานอาหาร บางรายก็
คล่ืนไส้ และอาเจียน หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องอาจทาให้ปวดท้องข้ันรุนแรงจนถึงกระเพาะอาหาร
ทะลไุ ด้

ที่มา : http://schoolweb.eduzones.com/nisarat/content.php?
3. การเขยี นพรรณนา

การเขียนพรรณนา หมายถึง การให้รายละเอียดของส่ิงใดส่ิงหน่ึง เช่น บุคคล สัตว์ วัตถุ
สถานที่หรือเหตุการณ์ช่วงใดช่วงหน่ึงด้วยถ้อยคาพรรณนาท่ีไพเราะเหมาะสม ก่อให้เกิดจินตนาการ
เห็นความเคลอื่ นไหว จานวน สี ขนาด และได้ยินเสยี งตามทผี่ สู้ ่งสารประสงค์

การเขียนพรรณา เป็นศิลปะการเขียนที่ผู้เขียนจะใช้วิธีการเลือกสรรค์ถ้อยคาเพื่อให้ผู้อ่าน
เกิดจนิ ตนาการไปกับเน้ือเรื่อง สามารถทาได้หลายวิธีโดยเลือกใชว้ ธิ ีใดวธิ ีหนงึ่ หรอื ผสมผสาน ดงั นี้

1. การใช้คาให้เหมาะสมทั้งเสียงและความหมาย
2. การแฝงความ คอื ผ้เู ขียนจะไมส่ อ่ เนอื้ ความตรง ๆ ผอู้ า่ นต้องตีความเอง
3. การใช้สานวน คือ กลวิธีการเขียนพรรณนาอีกประเภทหน่ึง ที่จะทาให้ผู้อ่านเกิด
จินตนาการ และเข้าใจเนื้อหา
4. การเน้นข้อความโดยใช้คาซ้า คาชอ้ น คอื กลวธิ กี ารเขยี นพรรณนาท่ชี ว่ ยเนน้ ย้าอารมณ์
ความรสู้ กึ ของผู้อา่ นใหเ้ กิดจินตนาการใหเ้ ด่นชัดข้นึ

การเขยี นเพ่อื การส่อื สารทางวชิ าการและวิชาชพี 65

ประเภทการเขียนพรรณนา
1. การเขยี นพรรณนาธรรมชาติ
2. การเขยี นพรรณนาสถานท่ี หรือ สิง่ ที่มนษุ ย์สรา้ งขึ้น
3. การเขียนพรรณนาลักษณะและพฤติกรรมของบุคคล
4. การเขยี นพรรณนาความรูส้ ึกและอารมณ์
5. การเขียนพรรณนาความคดิ

ตัวอย่างการเขียนพรรณนา
มะลิเป็นพรรณไม้ยืนต้น และเป็นไม้พุ่มขมาดเล็ก จมถึงขนาดกลางบางชนิดก็มีลาต้นแบบ
เถาเล้อื ย ลาตน้ มีความสูงประมาณ 1-3 เมตร ผิวเปลือกลาตน้ สีขาวมสี ะเก็ดรอยแตกเล็กน้อย ลาตน้ เล็ก
กลมแตกก่ิงก้านสาขาไปรอบ ๆ ลาต้น ใบเป็นใบเดียวแตกใบเรียงกันเป็นคู่ ๆ ตามก้านและก่ึงลักษณะ
ของใบมนป้อม โดนใบสอบเรียว ปลายใบแหลม ขอบใบเรียวเป็นมันสีเขียวเข้ม ขนาดใบกว้างประมาณ
2-3 เซนตเิ มตร ยาประมาณ 3-5 เซนติเมตร ออกดอกเป็นช่อออกตามสว่ นยอดหรือตามงา่ มใบ ดอกเล็ก
สขี าวมีกลีบดอกประมาณ 6-8 กลีบ เรียงกนั เป็นวงกลม หรอื ซอ้ นกันเปน็ ชัน้ แลว้ แตช่ นิดพนั ธุ์ ขนาดดอก
บานเต็มที่ประมาณ 2-3 เซนติเมตร ผลเป็นรูปกลมรีเล็กเม่ือสุกจะมีสีดาภายในมีเมล็ด 1 เมล็ด
นอกจากนี้ลักษณะของลาต้นและดอกแตกต่างกันไปตามชนิดพันธ์ุคนไทยโบราณเช่ือว่าบ้านใดปลูกต้น
มะลิไว้ประจาบ้านจะทาให้เกิดความรักความคิดถึงแก่บุคคลทั่วไป เพราะดอกมะลิเป็นดอกไม้ประจาวัน
แมแ่ หง่ ชาตซิ ่งึ เป็นสัญลักษณแ์ สดงถงึ ความรักของลูกต่อแม่และผ้มู ีความกตัญญูต่อผมู้ ีพระคุณนอกจากนี้
คนไทยโบราณยังเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นมะลิไวป้ ระจาบา้ น จะทาใหค้ นในบ้านมีความบรสิ ุทธิ์ เพราะดอก
มะลมิ ีสีขาวบริสทุ ธ์ิ ขาวสะอาด ซึ่งคนไทยนยิ มใช้เปน็ เครื่องสักการบูชาพระ

https://thaiteaching.wikispees.com/ การเขียนพรรณนา

แนวทางในการเขยี นพรรณนา
การเขยี นพรรณนา เปน็ การบอกสิง่ ที่ผู้เขียนสังเกตเห็นหรือรู้สึก แลว้ ประสงค์จะให้ผอู้ ่าน
เกดิ มโนภาพตามผ้เู ขียน การเขยี นพรรณนาจึงเป็นการเขยี นที่ใหค้ วามแจ่มแจง้ ละเอียดลออ ใหภ้ าพ ให้
อารมณ์ อันเป็นผลให้ผูอ้ ่านเพลดิ เพลนิ ไปกับข้อความที่เขยี น
หลายครั้งท่ีนาการเขียนพรรณนาแทรกอยู่กับการเขียนแบบอื่น เพ่ือสะท้อนภาพให้ผู้อ่าน
เหน็ เดน่ ชัด การเขยี นแบบพรรณนาเพยี งประเภทเดยี วตลอดทั้งเร่ือง มกั จะไมพ่ บบ่อย ๆ เพราะการขียน
ประเภทน้ีเน้นที่การเล่นคาเล่นเสียง และภาพพจน์ แต่จะได้เน้ือหาน้อย จุดเด่นจึงอยู่ที่ภาษา ในการ
เขียนพรรณนาจึงต้องกาหนดมุมมองของตนเองก่อนว่าจะพรรณนาในฐานะที่เป็นผู้สังเกตุส่ิงนั้น เช่น
พรรณนาลักษณะงดงามของดอกหญ้าที่มองเห็นหรือพรรณนาในฐานะท่ีมีส่วนร่วมกับส่ิงน้ัน เช่น

66 ชวนพิศ อตั เนตร์

พรรณนาความรู้สึกเศร้าใจของตนเองเม่ือพบเร่ืองสลดใจ การเขียนพรรณนาต้องอาศัยความช่างสังเกต
และความละเอยี ดลออเปน็ อย่างมาก

หลักการเขียนพรรณนาน้ัน มีส่ิงสาคัญท่ีต้องคานึงถึง คือ การใช้ภาษา ต้องเลือกสรร
ถ้อยคาเพ่ือส่ือความหมายส่ือภาพ สื่ออารมณ์ให้เหมาะกับเนื้อหา ทั้งยังจะต้องใช้โวหารประเภทต่าง ๆ
เช่น อุปมาโว้หาร สาธกโวหาร และภาพพจน์มาประกอบเพื่อเสริมน้าเสียง และมโนภาพท่ีวาดไว้ให้
เด่นชัดข้ึน นอกจากภาษาดีแล้ว ใจความ หรือสาระท่ีพรรณนาก็มีความสาคัญเช่นกัน เพราะจะต้องให้
คลอ้ ยตามเนื้อหาที่ตอ้ งการจะพรรณนาการเขยี นพรรณนาอาจแบ่งได้กว้าง ๆ เปน็ 2 กลมุ่ คือ

1. การพรรณนาเชิงศิลปะ การพรรณนาประเภทนี้ คือ การพรรณนาท่ีเน้นความรู้สึก
อารมณ์ และความประทบั ใจ

2. การพรรณนาเชิงเทคนิค หรือเชิงวิทยาศาสตร์มุ่งให้ผู้อ่านสร้างภาพขึ้นมาให้ได้
การพรรณนาลกั ษณะน้จี ะเขียนไปตามข้อเทจ็ จรงิ ทม่ี องเหน็

ตวั อย่างการเขียนพรรณนา
ตัวอย่างที่นามาให้ศึกษามี 2 ลักษณะ คือ การพรรณนาเชิงศิลปะ และการพรรณนาเชิง
เทคนคิ
1. การพรรณนาเชิงศิลปะ เรื่องที่นามาให้ศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของเร่ืองส้ัน ชื่อ "แม่ครับ"
เขยี นโดย อัญชนั ในรวมเร่อื งส้นั ชุดอัญมณีแห่งชวี ติ หนา้ 14 – 16

หนยุ่ เป็นเดก็ ท่ีชอบฝนั ร้ายอยู่เร่ือย ๆ และแม่ก็ร้ดู ีกวา่ ใคร แตใ่ นคืน ๆ หน่ึงหน่ยุ เกิดตื่น
ขึ้นมาร้องไห้กระชิก ๆ กลางคืนอยู่คนเดียว เพระกลัวตัวผีที่มันอยู่ข้างในตา แม่ยังพลิกมากอดจูบหนุ่ย
ช้า ๆ ซาก ๆ ปลอบให้หนุ่ยหลับต่อไปว่าไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้ว ตราบท่ีแม่มาอยู่ข้าง ๆ หนุ่ยจึงรีบปิด
ตาลงตามเดิมอย่างวา่ ง่าย (เพื่อจะมารู้สึกตัวอีกหนว่าตัวหนุ่ยกาลงั น่ังเล่นขุดทรายบนรากไม้อยู่ลาพังคน
เดียว แม่หายไปไหนแล้วไม่รู้ มีแต่หนุ่ยเท่าน้ันที่นั่งอยู่ใต้โดนต้นมหึมาของต้นไม้ตึกดาบรรพ์อันเก่าแก
โบราณ จนกระทั่งเปลือกของมันกลายเป็นหินกระด้างและมีกิ่งก้านหงิก ๆ งอ ๆ ยืนออกไปอยู่เหนือเวิ้ง
หุบเหวทลี่ ึกด่งิ ลงไปล่ิว ๆ มนั ชะโงกตน้ อันโดดเดีย่ วของมันอยหู่ มิ่นเหม่ รมิ เงือ้ มผาอนั นนั้ อยา่ งแห้งแลง้

หนุย่ ชะเง้อมองด่งิ ๆ สายตาลงไปเบ้อื งล่าง เหน็ นา้ ทะเลลบิ ๆ เปน็ แนวหาดนอนเหยยี ด
นิ่งตีนผา ความรู้สึกในขณะน้ันบอกกับตัวเองว่า เหมือนกาลังมานั่งเล่นอยู่ท่ีหาดชะอา แต่อีกใจก็บอกว่า
ที่นี่ไม่ใช่ เพระสีของน้าไม่ใช่สีครามน้ากลับขมุกขมัวเป็นสีดาอันทึบด้าน ปราศจากการเคล่ือนไหวไม่มี
แมแ้ ตค่ ล่นื กระดิก ทั้งหมดทเ่ี หน็ มองราวกบั เป็นภาพน่ิงตาย ไมม่ ลี มหายใจ รอบตัวหนุ่ยเป็นพ้ืนทรายท่ีมี
แตร่ ากไมน้ ้ผี ุดอยูร่ ะเกะระกะ มันผลบุ รากขน้ึ กระหวัดรัดเก่ยี วไขว้กนั เองเหนือพนื้ เดย๋ี วก็จมหายลึกลงไป
ในทราย ไมร่ ู้วา่ จะชอนไซไปโผล่ปลายรากของมันขึ้นอีกตรงไหนกส็ ดุ จะเดา แตแ่ ลว้ อยู่ ๆ หนุ่ยกเ็ กิดรู้สึก
กลัวบริเวณนี้ขึ้นมาจับใจจนต้องเลิกเล่นทราย เพื่อที่จะรีบปีนข้ึนไปบนคาคบของต้นไม้น้ีแทน หนุ่ยคิด

การเขยี นเพือ่ การส่ือสารทางวิชาการและวิชาชีพ 67

เอาวา่ คาคบบนยอดไมต้ น้ น้นี ่าจะเป็นที่พานกั ให้หนุ่ยปลอดภยั พอมอื หน่ยุ เหนยี วกง่ิ ไมท้ ่ีระอยเู่ หนือปาก
เหวไว้ไดล้ าต้นดึงกส็ นั่ สะเทือนไปทงั้ ลาเหมือนจะโค่นรากลงอย่างน่ากลวั

ฉับพลัน เว้ิงน้าทะเลทั้งเวิ้งเบ้ืองล่างของหุบเหวที่ทึมทึบและนิ่งสงัดไร้ลมทายใจ ก็เกิด
คลังคลื่นราวกับว่าก้นทะเลได้แยกฉีกออกจากกันกะทันหัน ให้ใต้พ้ืนปริออกเป็นรูโพลงมหึมา เกิดกาลัง
แรงมหาศาลดดู มวลน้าให้ถูกกลืนหวา่ ๆ ยุบหายลงไปข้างใต้ลึกอย่างรวดเร็ว เหลือให้เห็นอยู่แตก่ ้นทราย
ท่ีแห้งเหือด หนุ่ยรับรู้ในพริบตานั้นว่า ต้นไม้ท่ีหนุ่ยปีนข้ึนมาคือปากประตูทวารท่ีปิดตาย มีรากของมัน
เองที่หยั่งปลายลงไปสู่ก้นบ้ึงเป็นดาลขัดลั่นที่ใต้พื้นทะเล ก้ันขังมิให้อะไรบางอย่างหลุดลอดออกมา
ดังน้ัน เม่ือมือหนุ่ยไปแตะต้องเอาก่ิงสาคัญน้ันเข้า ความสะเทือนก็แล่นแรงไปถึงปลายสุดรากที่ปิดปากรู
น้นั ไว้ กระท่ังพื้นทะเลต้องปริแตกออกจากกนั ราวกับเปน็ แผลท่ีลึกลงไปกลางพื้นโลก

ท่มี า : อัญชัน (อญั ชลี วิวัธนชยั ) "แม่ครบั " ใน อัญมณีแหง่ ชีวติ พิมพ์ครัง้ ท่ี 2
กรงุ เทพมหานคร สานักพิมพ์คนบาง 2533 หนา้ 14–16

ข้อสังเกต การเขียนพรรณนาที่คัดมาให้ศึกษาเพียงบางส่วนน้ีเป็นการพรรณนาเชิง
ศิลปะ กล่าวถึงฝันร้ายของเด็กคนหนึ่ง ใช้สัญลักษณ์แสดงความรู้สึกหวาดกลัวไม่ม่ันคงของเด็กคนน้ัน
ภาษาที่ผู้เขียนใช้วาดมโนภาพ จึงมีท้ังการเปรียบเทียบ การแสดงความรู้สึก การใช้ภาพพจน์ภาษาที่ให้
เสียง เช่น

"มีแต่หนุ่ยเท่านั้นที่น่ังอยู่ใต้โคนต้นมหึมาของต้นไม้คึกดาบรรพ์อันเก่าแก่โบราณ
จนกระทงั่ เปลือกของมนั กลายเป็นหินกระด้าง และมกี ง่ิ ก้านหงิก ๆ งอ ๆ ยน่ื ออกไปอยู่เหนือเว้งิ หุบเหว
ท่ีลึกดิง่ ลงไปล่วิ ๆ มันชะโงก ต้นอนั โดดเด่ียวของมันอยูห่ มิ่นเหมร่ ิมเงอ้ื มผาน้นั อยา่ งแหง้ แล้ง"

"ฉับพลัน เว้ิงนา้ ทะเลท้งั เวิ้งเบื้องล่างของหบุ เหวท่ีทึมทึบ และนง่ิ สงัดไร้ลมทายใจ กเ็ กิด
คลั่งคล่ืนราวกับก้นทะเลได้แยกฉีกออกจากกันกะทันหัน ให้ใต้พ้ืนปริออกเป็นรู้โพลงมหึมาเกิดกาลังแรง
มหาศาลดดู มาลน้าให้ถูกกลนื หวา ๆ ยบุ หายลงไปข้างใต้ลกึ อยา่ งราดเร็ว"

จะเห็นว่าการเขียนพรรณนาในเชิงศิลปะนั้นสาระมีน้อย แต่ความสาคัญอยู่ท่ีความ
ประณตี ของภาษาท่ใี ห้ภาพและความรสู้ กึ นัน่ เอง

2. การพรรณนาเชิงเทคนิค เรื่องท่ีนามาให้ศึกษาเป็นบทความช่ือ "สมุนไพรแก้พิษ
แมงกะพรนุ " เขียนโดยถนอมจติ สภุ าวิตา ในวารสารสงขลานครินทร์ ฉบับชาวบ้าน หน้า 131 – 132

ผู้คนท่ีมีบ้านเรือนอยู่ตามชายทะเลมักจะถูกพิษของแมงกะพรุน ซ่ึงจะทาให้ผิวหนัง
บริเวณท่ีสัมผสั ปวดแสบปวดร้อนและไหมพ้ องได้

สมุนไพรใกล้ตัวเราท่ีสามารถแก้พิษแมงกะพรุนได้ดี มีอยู่หลายชนิด แต่มีอยู่ 2 ชนิด ท่ี
เปน็ สมุนไพรท่ีขึน้ ตามชายทะเล สามารถเอามาใช้ได้ง่าย รวดเร็ว และประหยัด

68 ชวนพิศ อตั เนตร์

ชนิดแรกท่ีจะกล่าวถึง คือ ผักบุ้งทะเล ซ่ึงมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Ipomoea pes-
carprae (L.) Roth. ในวงศ์ Convolvulaceae เป็นไม้เลอ้ื ยในพวกเดียวกบั ผักบ้งุ ที่เป็นอาหารท่ัวไปของ
คนไทย ผักบุ้งทะเลจะเป็นเถาเล้ือยไปตามพื้นดิน หรือพื้นทรายตามชายทะเลเขตร้อนท่ัวไป มีใบกลม
ใหญ่ ยาวถงึ 4 นว้ิ กว้าง 3 1/2 น้วิ มีรอยเว้าทป่ี ลายใบ ทาให้ดคู ลา้ ยมใี บแฝดตดิ กนั เถามสี ีค่อนข้างแดง
ดอกออกตามซอกใบเป็นชอ่ มี 2-3 ดอก ลักษณะดอกเปน็ หลอดปลายบานออกเหมือนดอกผักบุ้ง มีสมี ่วง
สวยมาก เมื่อหักลาต้นจะมียางไหลออกมา ในส่วนของเมล็ดใบ จะมีสารประกอบพวกอัลกาลอยด์ที่เป็น
อนุพันธ์ของ Iysergic acid ซง่ึ เปน็ สารประเภทท่ที าให้เกดิ ประสาทหลอน แตม่ ปี รมิ าณนอ้ ย ส่วนในใบยงั
มีสารประกอบประเภท ester ที่มีฤทธิ์คล้ายพวกยาแก้แพ้ (antihistamine) วิธีใช้แก้พิษแมงกะพรุน
จะใช้ส่วนของรากใบ หรือลาต้นมาค้ันด้วยน้า ทาแผลที่ถูกแมงกะพรุน จะทาให้ความปวดแสบปวดรอ้ น
ทุเลาลง นอกจากนี้นา้ คน้ั จากรากยงั ใช้เป็นยาช่วยขับปัสสาวะ เมลด็ ใช้เป็นยาถา่ ยแก้ปวดท้อง สว่ นใบใช้
ต้มนา้ อาบแกโ้ รคผิวหนงั ได้ดี

ท่ีมา : ถนอมจิต สุภวิตา "สมนุ ไพรแกพ้ ิษแมงกะพรุน" วารสารสงขลานครนิ ทร์ ฉบบั ชาวบ้าน
กรงุ เทพมหานคร โรงพินพเ์ รือนแกว้ การพมิ พ์ 2524 หน้า 331 – 137

ข้อสังเกต บทความนี้กลุ่มผู้อ่านเป้าหมายเป็นผูท้ ่ีสนใจในวชิ าการ แม้จะไม่มีพื้นความรู้
ในเรอ่ื งน้กี ็ไมเ่ ปน็ ไรเป็นข้อเขยี นกึ่งพรรณนา ก่งึ อธิบาย คือ อธิบายให้ผอู้ ่านเข้าใจว่าพืชท่จี ะนามาแก้พิษ
แมงกะพรุนได้มีอะไรบ้างและจะใช้อย่างไร แต่สว่ นทเ่ี ป็นการพรรณนา คือ ส่วนท่ีบอกลักษณะของพืชว่า
มลี ักษณะอย่างไรบ้าง โดยพรรณนาตามข้อเท็จจริง สงั เกตเห็นอย่างไรก็พรรณนาอย่างนั้นมิได้ใช้อารมณ์
ความรู้สกึ เข้าไปเก่ยี วข้องมากนกั อันอาจจดั ไดว้ า่ เปน็ การพรรณนาในเชิงเทคนคิ หรือเชิงวทิ ยาศาสตร์

เน่ืองจากเป็นข้อเขียนของนักวิชาการ จึงอดมิได้ท่ีจะใช้ศัพท์เทคนิค เช่น เขียนชื่อ
ผักบุ้งทะเลก็ต้องบอกชื่อทางวิทยาศาสตร์และบอกด้วยว่าอยู่ในวงศ์ใด การพรรณนาก็บอกไปตามที่
มองเห็นว่า ผักบุ้งทะเลมีลักษณะอย่างใด แต่ก็เปรียบเทียบให้ผู้อ่านวาดภาพได้ และมีส่วนแสดง
ความรสู้ กึ ของผเู้ ขยี น ดงั เช่น

"ผักบุ้งทะเลจะเป็นเถาเลื้อยไปตามพ้ืนดินหรือพ้ืนทรายตามชายทะเลเขตร้อนทั่วไป
มีใบกลมใหญ่ยาวถึง 4 น้ิว กว้าง 3 1/2 นิ้ว มีรอยเว้าที่ปลายใบ ทาให้ดูคล้ายมีใบแฝดติดกัน เถามีสี
ค่อนขา้ งแดง ดอกออกตามซอกใบเปน็ ช่อมี 2-3 ดอก ลักษณะดอกเปน็ หลอดปลายบานออกเหมือนดอก
ผักรุ้ง มสี มี ่วงสวยมาก"

ส่วนใหญ่เรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ที่เป็นความรู้เช่นนี้ มักจะไม่มีการพรรณนาใน
ลักษณะที่ใช้ภาพพจน์หรือเปรียบเทียบจนเกินความจริง แต่จะพรรณนาอย่างง่าย ๆ เท่าที่สังเกตเห็น
จึงมไิ ด้ใหค้ วามรู้สึก อารมณ์ร่วม เหมือนกบั การพรรณนาเชิงศลิ ปะ เป็นเพียงให้ผอู้ า่ นสร้างภาพตามไปได้
เท่านนั้

การเขียนเพ่ือการส่ือสารทางวชิ าการและวิชาชพี 69

4 การเขยี นโนม้ นา้ ว
การโน้มนา้ วใจ คอื การพยายามเปล่ียนแปลง ความเชอื่ ทศั นคติ การกระทาของบุคคลอื่น

ด้วยกลวิธีทเ่ี หมาะสม ใหม้ ีผลกระทบใจผู้นั้น จนเกิดการยอมรับและเปล่ียนตามสู้โนม้ นา้ วใจต้องการ
การเขียนโน้มน้าว จะเป็นการเขียนเพ่ือให้ผู้อ่าน เม่ืออ่านแล้ว เกิดความคล้อยตาม รู้สึก

ตาม หรือ อยากปฏิบัติตามความต้องการท่ีผู้เขียนได้เขียนไว้ การเขียนโน้มน้าวใจ มักถูกนาไปใช้ในการ
เขียน Copywriting เช่น การเขียนเพ่ือโฆษณาขายสินค้าต่าง ๆ เพ่ือโน้มน้าวให้ลูกค้าซ้ือสินค้าท่ีโฆษณา
เอาไว้

งานเขียนประเภทชักจูงโน้มน้าวใจ มีเป้าหมายเพ่ือให้ผู้อ่านเปล่ียนความคิด ความเช่ือ
ทัศนคติ รวมถึงพฤติกรรมในเรื่องนนั้ ๆ ใหต้ รงกับผ้เู ขียน เราอาจแบ่งงานเขียนประเภทชักจงู โนม้ น้าวใจ
ได้เปน็ 3 รปู แบบ คือ คาเชิญชวน คาโฆษณาสนิ คา้ และคาโฆษณาชวนเชื่อ โดยมีลักษณะการใช้ภาษาท่ี
นุ่มนวล แตไ่ ม่คอ่ ยสมเหตุสมผล

ภาพ : shutterstock.com

รูปแบบงานเขียนประเภทชกั จูงโน้มนา้ วใจ
การโน้มน้าวใจเป็นพฤติกรรมกลาง ๆ ที่ทุกคนต้องใช้ในบางสถานการณ์ จะเป็นไปด้วย
เจตนาดี หรอื ไมด่ ีก็ได้ ขึ้นอยู่กบั ผลลัพธท์ ีต่ ้องการ สาหรบั งานเขยี นประเภทชักจูงโนม้ น้าวใจ เราอาจแบ่ง
ไดเ้ ปน็ 3 รปู แบบ ดังน้ี
1. คาเชิญชวน เป็นข้อความเสนอแนะให้ร่วมกันทาอะไรอย่างหนึ่ง โดยมีการกล่าวถึง
จุดประสงค์ รวมถึงวธิ ปี ฏิบัติท่ีชดั เจน เช่น เชิญชวนให้ร่วมทาบุญ เชญิ ชวนใหร้ ว่ มประท้วง เปน็ ตน้
2. คาโฆษณาสินค้า หรือโฆษณาบริการ เป็นข้อความที่ช้ีให้เห็นว่าสินค้า หรือบริการของ
ตน สามารถสนองความต้องการของผู้รับสารได้ โดยใช้ประโยคสั้น ๆ แต่เป็นถ้อยคาสะดุดหู แต่มักขาด
ความสมเหตสุ มผล ทถ่ี ูกต้องทางวชิ าการ
3. คาโฆษณาชวนเช่ือ ภาษาอังกฤษคือ (Propaganda) เป็นข้อความท่ีมุ่งเปลี่ยนทัศนคติ
ของคนจานวนมากให้มีอุดมการณ์ หรือแนวคิดบางอย่าง โดยให้เหตุผลเพียงด้านเดียว คาโฆษณาชวน
เช่ือมักเป็นเคร่ืองมือรณรงค์ทางการเมือง แต่ก็อาจทาด้วยเจตนาท่ีดีได้ เช่น การรณรงค์ทางด้าน
สาธารณสุข

70 ชวนพศิ อัตเนตร์

ลักษณะการใชภ้ าษาในงานเขียนประเภทชักจงู โนม้ นา้ วใจ
งานเขียนประเภทชกั จงู โน้มน้าวใจมกั ใชภ้ าษาทนี่ มุ่ นวล ดังน้ี
- ไมแ่ สดงความเดด็ ขาด เชน่ การสง่ั การบังคบั การข่มขู่
- ชี้ให้เหน็ ประโยชน์ เวลาต้องการใหป้ ฏิบตั ติ าม
- ชี้ใหเ้ ห็นโทษ เวลาตอ้ งการใหไ้ ม่ปฏิบตั ิสิ่งใด
- เสนอแนวทางปฏบิ ัติ เพือ่ ให้ร้สู ึกวา่ ทาได้งา่ ย
ดังนั้นการใช้ภาษาในการโน้มน้าวใจ การใช้ภาษาเชงิ เสนอแนะ เชงิ ขอรอ้ ง เชงิ วงิ วอน และ
เชิงเร้าใจนอกจากน้ีเรายังมีข้อควรปฏิบัติสาหรับการใช้ภาษาเพ่ือการโน้มน้าวใจอีก 3 ข้อเพื่อการ
โน้มนา้ วใจ
1. เลือกใชภ้ าษาเขียนทนี่ มุ่ นวลและมจี งั หวะเพื่อใหอ้ ่านแล้วคล้อยตาม
2. พยายามใช้ภาษาที่มีลักษณะจูงใจ ไม่ใช้ภาษาท่ีห้วนและตรงเกินไป หรือภาษาในเชิง
ตาหนทิ อ่ี าจทาใหเ้ กดิ ความรสู้ กึ ในแง่ลบ
3. ไม่ใช้ข้อความท่ีเปน็ คาสั่งหรอื แสดงอานาจซ่ึงอาจกระทบกระเทือนใจผ้รู บั สารได้
อีกหนึ่งส่ิงที่สาคัญมาก ๆ ก็คือการพิจารณาสารโน้มน้าวใจรูปแบบต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเรา
ก่อนตัดสินใจเชื่อไม่ว่าจะเป็นคาเชญิ ชวน คาขวัญ โฆษณาสินค้าหรือบริการ โฆษณาชวนเช่ือต่าง ๆ โดย
หลกั การพิจารณางา่ ย ๆ กค็ ือตอ้ งมวี ิจารณญาณอยู่เสมอ พยายามจับเจตนาของผ้สู ่งสารใหไ้ ด้ว่าต้องการ
ให้เราทาอะไร และคิดเสมอว่าการกระทานั้นเกิดประโยชน์หรือโทษต่อใครหรือไม่ หรือจะลอง
แลกเปลย่ี นความคิดเหน็ กับเพื่อน ๆ คนอ่นื ๆ เพอื่ การพิจารณาสารโน้มน้าวใจท่ีรอบคอบขึน้ ก็เปน็ ไอเดีย
ทีด่ ีมากเช่นกนั และนอกจากการใชภ้ าษาเพื่อการโนม้ น้าวใจ ซ่ึงมีแนวทางในการเขยี นโน้มนา้ วใจ

แนวทางในการเขยี นโนม้ นา้ วใจ
การเขียนโน้มน้าวใจเป็นการเขียนท่ีประสงค์จะเปลี่ยนแปลงความคิด ความเช่ือ หรือ
พฤติกรรมของผู้อ่าน การเปล่ียนแปลงน้ีเป็นไปโดยความสมัครใจ มิใช่บังคับในปัจจุบันจะเห็นการเขียน
โน้มน้าวใจในรูปแบบต่าง ๆ กัน เช่น การโฆษณา การขอร้อง การหาเสียงโดยผ่านส่ือหลายประเภท
หลักกวา้ ง ๆ ในการเขยี นโนม้ นา้ วใจน้นั ผเู้ ขยี นควรพจิ ารณาในเรอื่ งตอ่ ไปน้ี
1. ผ้เู ขยี นตอ้ งร้จู กั กลุ่มผู้อา่ นหรือผู้ทจ่ี ะโนม้ น้าวใจใหม้ ากทส่ี ุด หาข้อมลู ว่ากลุ่มเป้าหมายมี
ลักษณะภูมิหลัง อายุ เพศ รสนิยม ฯลฯ อย่างไร แล้วพยายามหาจุดร่วมระหวา่ งผูเ้ ขียนกับผู้อ่านเพ่ือจะ
ได้เลือกเน้ือหา และวธิ กี ารที่จะเขยี นโน้มน้าวใจ
2. การโน้มน้าวใจนั้นเก่ียวข้องกับจิตวิทยาอย่างมาก เพราะการท่ีจะทาให้มนุษย์เปล่ียน
ความรู้สกึ หรอื พฤติกรรมเป็นเรื่องยาก ตอ้ งอาศยั จิตวทิ ยามาทาใหผ้ ู้อ่านเหน็ พ้องหรือคล้อยตามข้อเสนอ
ของผู้เขียน โดยทั่วไปแล้วมนุษย์มักจะกระทาอะไรเพ่ือสนองความต้องการของตนอยู่แล้ว การเขียนจึง
ตอ้ งใชห้ ลักจิตวทิ ยามาพิจารณาความต้องการของกลุ่มเปา้ หมายว่ามีความต้องการอย่างไร

การเขยี นเพอื่ การสอ่ื สารทางวชิ าการและวิชาชีพ 71

มาสโลว์แบ่งความตอ้ งการของมนุษย์ไว้เปน็ 5 ระดบั คือ
- ระดบั แรก มนษุ ยต์ อ้ งการปัจจยั พนื้ ฐานทางร่างกาย เชน่ อาหาร ทอ่ี ยู่อาศัย
- ระดับทส่ี อง ต้องการความปลอดภยั
- ระดบั ทสี่ าม ตอ้ งการความเปน็ เจ้าของ
- ระดับที่สี่ ต้องการการยอมรบั ในสังคม
- ระดับท่หี ้า ตอ้ งการความสาเรจ็
เมื่อระดับความต้องการของมนุษย์แบ่งได้กว้าง ๆ เช่นนี้ ผู้เขียนก็ต้องพิจารณาผู้อ่านที่
เปน็ กลมุ่ เปา้ หมาย ว่านา่ จะต้องการอะไร แล้วนามาเปน็ ประโยชน์ นอกจากนี้ความรู้เกีย่ วกบั จิตวทิ ยาใน
เรื่องอ่ืน ๆ เช่น ธรรมชาติของมนุษย์ ความสนใจของมนุษย์ในช่วงต่าง ๆ ฯลฯ ก็นามาเป็นประโยชน์ใน
การเขียนโนม้ น้าวใจได้
3. การให้เหตุผลเป็นส่ิงจาเป็นสาหรับโน้มน้าวใจเช่นกัน เพราะผู้เขียนต้องพยายามหา
เหตุผลมาสนบั สนุนข้อเสนอของตนเพอื่ ให้ผู้อา่ นเชื่อและยอมรับส่ิงทผี่ เู้ ขยี นเสนอ แต่การให้เหตผุ ลน้ีต้อง
คานงึ ถึงความเหมาะสมถา้ มากเกินไปก็อาจจะทาให้ไขวเ้ ขว ไม่ได้ผลตามทต่ี อ้ งการนอกจากน้ี ควรรจู้ ักใช้
ภาษาเพือ่ เรา้ อารมณ์ผู้อ่านใหต้ นื่ เตน้ สนใจหรือคล้อยตามซึ่งจะชว่ ยใหก้ ารโนม้ นา้ วใจได้ผลมากขึ้น

ตัวอย่างการเขียนโน้มน้าวใจ
การเขียนโน้มน้าวใจที่นามาให้ศึกษามีเพียง 2 ประเภท คือ การเขียนโฆษณา
ประชาสมั พันธ์ และบทความทเี่ ขียนโน้มนา้ วใจ
1. การเขียนโฆษณาประชาสัมพันธ์ ตัวอย่าง การโฆษณาประชาสัมพันธ์นี้ได้ ตัดตอน
บางส่วนจากแผ่นพับของธนาคารโดยจะยกตัวอย่างแผ่นพับของธนาคารกรุงเทพ จากัด ช่ือ "ราบร่ืนใน
ธุรกิจ สร้างเครดิตในการค้า" และแผ่นพับของธนาคารไทยพาณิชย์ ช่ือ "บัตรเครดิต Master Card &
VISA" มาให้ศกึ ษา

การโฆษณา ถอื เป็นหัวใจสาคญั ของการทาธรุ กจิ ปัจจบุ นั การโฆษณาประชาสัมพันธ์
ยงั มีความสาคัญ และจาเปน็ ตอ่ องค์กรท่ีไม่หวงั ผลกาไร สาหรบั ใช้ในการสร้างตวั ตน และเผยแพรผ่ ลงาน
ขององค์กรสู่สาธารณะ ความสาคัญของการเขียนโฆษณาจึงเป็นส่วนท่ีดึงดูดความสนใจของ
กลมุ่ เปา้ หมายใหไ้ ปสกู่ ารกระทาอย่างใดอย่างหนงึ่

หลกั พน้ื ฐานในการเขียนโฆษณา
การเขียนโฆษณาหลักสาคัญพ้ืนฐานขึ้นอยู่กับเร่ืองราวท่ีนาเสนอ ต้องนาสนอให้
เหมาะสมและสอดคลอ้ งกบั สบิ คา้ หรือบรกิ ารนั้น ๆ โดยยดึ หลักปฏบิ ตั ิ ดงั นี้
1. เนื้อหาในการเขียนโฆษณาต้องเป็นความจริง

72 ชวนพศิ อัตเนตร์

2. เนื้อหาต้องมีความชัดเจน มีความมุ่งหมายเจาะจงเม่ืออ่าน หรือพบเห็นโฆษณา
แล้วสามารถเส่อื ได้ว่าเปน็ เร่อื งเก่ียวกบั อะไร กับใคร ท่ีไหน และอยา่ งไร

3. เนอ้ื หาในโฆษณาตอ้ งมคี วามเป็นไปได้ ไม่เขยี นเกนิ ความเปน็ จริง
4. เนือ้ หาตอ้ งกระตนุ้ ให้กลมุ่ ลูกค้าเป้าหมายบังเกิดความคิดไปในทิศทางที่ต้องการ
5. ควรมีรูปภาพประกอบเนือ้ หา
6. เน้ือหามีความชดั เจน ใชภ้ าษาทเี่ ข้าใจง่าย กะทัดรดั จาง่าย
7. เนอ้ื ความอาจมีลักษณะเปน็ รอ้ ยกรอง คือ สัมผสั สระและสมั ผสั พยญั ชนะ
8. ใหม้ ลี ักษณะเปน็ ประโยคแบบเอกรรถประโยค ใหร้ ู้วา่ ใคร ทาอะไร เปน็ อยา่ งไร
9. จุดมงุ่ หมายของถ้อยคา คอื ต้องรู้วา่ อะไร กล่าวถึงอะไรเปน็ สาคญั

การใช้ภาษาในการเขยี นโฆษณา
ในการเขียนคาโฆษณา ควรใช้ภาษาง่าย ๆ ที่สามารถสร้างการรับรู้ได้ทันที ภาพ
กะทดั รดั สนั้ จางา่ ย หรอื อาจใชภ้ าษาที่มีความคลอ้ งจอง โดยยดึ หลักการเขยี น ดังนี้
1. การสรสใช้ถ้อยคา ถ้อยคาท่ีนามาเขียนควรใช้ถ้อยคาท่ีเหมาะสมกับกาลเทศะ
และสังคม หรือมีความหมายท่ีเข้าใจกันในหมู่สังคมท่ัวไป ในลักษณะที่เป็นภาษาแบบแผนหรือก่ึงแบบ
แผน
2. การสรา้ งประโยค อาจเขียนเปน็ บทสนทนาระหวา่ งบุคคล เขยี นเป็นวสสี น้ั ๆ แต่
มคี วามหมาย หรอื มลี ักษณะเป็นเอกรรถประโยค มเี น้ือความเดียวเป็นประโยคสั้น ๆ เน้อื ความกะทัดรดั
3. การใช้สานวนโวหาร เชน่ การใช้โวหารเปรียบเทียบ ใชค้ าแปลก ใช้คาหนักแน่น
รุนแรง
4. เน้ือหามีความชัดเจนในเน้ือความ ไม่บอกช่ือผลิตภัณฑ์อย่างลอย ๆ โดยไม่รู้
อะไร บอกแหล่งซอ้ื แหลง่ ผลติ เนอ้ื ความชัดเจนตรงตามวัตถุประสงค์

นอกจากหลักการเขียนท่ีกล่าวมาแล้ว การเขียนข้อความโฆษณา จาเป็นจะต้องใช้
ภาษาที่แตกต่างท่ีนอกเหนือไปจากภาษาพูด หรือภาษาเขียนในชีวิตประจาวัน เพ่ือให้มีลักษณะพิเศษ
เฉพาะเหมาะสาหรบั เปน็ เน้ือหาของการโนม้ น้าวให้ลกู คา้ หรอื กลุม่ เปา้ หมายคล้อยตาม

ตัวอยา่ งการเขยี นโฆษณาประชาสัมพันธ์
ผลิตภณั ฑ์เพอ่ื สขุ ภาพ
ขอ้ สังเกต ซรี ่มั ลดร้ิวรอยภายใน 5 นาที จากคลิปโฆษณา

https://youtu.be/uspKPLjcwa

การเขยี นเพื่อการสอื่ สารทางวชิ าการและวิชาชีพ 73

บทวิเคราะห์กลยุทธ์โฆษณาผลิตภัณฑส์ ขุ ภาพ พจิ ารณารายประโยคที่
1. "และน่ีคือเคล็ดลับที่คอยดูแลผิวหน้าของผม" (นาทีท่ี 0.40) ถ้อยคากลยุทธ์ :
"ของผม" ผมเท่านั้น
2. "ซีร่ัมท่ีช่วยลดร้ิวรอยท่ีดีมาก... สาหรับผม" (นาทีท่ี 0.47) ถ้อยคากลยุทธ์ :
"สาหรับผม" ดีมากสาหรบั ผมเทา่ น้นั
3. "ผมรสู้ กึ ได้เลยครับ ว่าผวิ หนา้ ผม ดมู ชี วี ิตชวี ามาก" (นาทีที่ 0.57) ถอ้ ยคากลยทุ ธ์
: "ผมรู้สึก" "ด"ู ผมเทา่ นั้นทร่ี สู้ ึก กับผิวหน้าของผมเทา่ น้นั และผมแค่ "รสู้ กึ " วา่ "ดู" มชี ีวิตชวี า เทา่ น้ัน
4. "... จะช่วยปกปิดริ้วรอย ให้ดูลดเลือนลงใน 5 นาที" (นาทีท่ี 1.16) ถ้อยคากล
ยุทธ์ : "ปกปดิ " "ดูลดเลือน" เพียงแค่ "ปกปิด" และทาให้ "ดู" ลดเลอื น ลง เทา่ น้นั
5. "Kelly ถูกพัฒนาข้ึนมาเพ่ือพวกเรา ผิวหน้า จึงได้เป็นแบน้ี....(เสียงกีตาร์ที่ให้
ความรู้สึกดีดดิ้ง)" (นาทีที่ 1.42) ถ้อยคากลยุทธ์ : (เสียงกีตาร์) ใช้เสียงดนตรีเพื่อบ่งความรู้สึกโดยไม่ใช้
ขอ้ ความ
จะเห็นได้วา่ ซรี ั่มตามกรณีตวั อย่างน้ันอย่ใู นขอบข่าย "เครอ่ื งสาอาง" ท่ีชว่ ย "ปกปิด
ริว้ รอย" เท่านัน้ ซ่ึงสอดคล้องไปกับข้อเท็จจริงวา่ ซีรมั่ ดังกล่าวได้จดทะเบียนต่อสานักงานคณะกรรมการ
อาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข เป็นผลิตภัณฑ์ประเภท "เครื่องสาอาง" (เลขท่ีใบรับจดแจ้ง 10-1-
5875754)
ขอ้ กฎหมายทเ่ี กีย่ วขอ้ งกับการโฆษณาเครือ่ งสาอาง
1. พ.ร.บ. เครื่องสาอางฯ มาตรา 37 กล่าวโดยสรุป คือ ให้ใช้บทบัญญัติใน พ.ร.บ.
คุม้ ครองผู้บริโภคฯ กับการโฆษณาเครอื่ งสาอาง
2. พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภคฯ มาตรา 22 ประกอบมาตรา 47 กล่าวโดยสรุป คือ
ห้ามโฆษณาด้วย "ขอ้ ความ" ลกั ษณะตา่ ง ๆ ซงึ่ อาจสรปุ ไดว้ ่าหมายถงึ "ข้อความ" อนั เปน็ เท็จ/เกินจริงจะ
เห็นได้ว่า ข้อความต่าง ๆ ดังปรากฎในโฆษณาตัวอย่างนั้น ไม่เข้าด้วยข้อกฎหมายใดข้างต้น ท้ังยังไม่
ปรากฏข้อความใดอันเป็นการแสดงสรรพคุณทางยาของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอย่างไรก็ตาม ปรากฏ
ขอ้ บังคับใน "Unacceptable Claims of ASEAN Cosmetic Claims Guidelines" และมือการโฆษณา
เคร่ืองสาอาง โดยสานักควบคุมเคร่ืองสาอางและวัตถุอันตราย สานักงานคณะกรรมการอาหารและยา
กระทรวงสาธารณสุข ว่าเครื่องสาอางกลุ่มปกปิดร้ิวรอยนั้นจะต้องแสดงข้อความที่ทาให้ผู้ใช้เข้าใจได้ว่า
ผู้ใช้จะได้รับผลในการใช้ในช่วงเวลาเม่ือใช้เครื่องสาอางเท่านั้น เช่น เคร่ืองสาอางในกลุ่ม Concealer
และ Foundation กระนั้น คงจะต้องพิจารณาต่อไปว่า ประกาศดังกล่าวน้ี มีสภาพบังคับทางกฎหมาย
อย่างไร หรือไม่ ต่อไปการมีคณะทางานซ่ึงประกอบไปด้วยนักกฎหมายจะสามารถคอยช่วยตรวจสอบ
และให้คาปรึกษากับองค์กรสาหรับการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพได้อย่างถูกกฎหมายกระน้ัน "คุณธรรม
และจริยธรรม" ยังเป็นสง่ิ ทเ่ี หน็ ควรยึดถือเปน็ ท่หี นงึ่

74 ชวนพศิ อัตเนตร์

บทความโนม้ น้าวใจ
ตัวอย่างบทความประชาสมั พันธ์
โฆษณา กับ นมผง ทกุ คนต้องเคยไดร้ ับคาปรึกษา จากพ่อแมข่ องเด็กที่คณุ หมอดูแล
อยเู่ สมอวา่ คณุ หมอจะแนะนาให้ลูกกินนมอะไรดี หมอทุกคนย่อมตอบวา่ นมแม่ คาถามตอ่ ไปคือ หากนม
แม่ไมม่ ีหรอื ต้องกลบั ไปทางานแล้ว คุณหมอจะแนะนาให้กนิ นมย่หี ้อไหนดี บางคนอาจตอบว่า "เอานมผง
ยห่ี อ้ ท่ีใกลเ้ คยี งนมแมม่ ากทีส่ ดุ "
นี่เป็นผลของกระแสท่ีโหมแรงอย่างมากของโฆษณานมผงในส่ือต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น
ในนิตยสารแมแ่ ละเดก็ ทีวี วิทยุ การจดั กิจกรรมสง่ เสริมการขายท่ีแฝงอยู่ในงานทเี่ ก่ยี วข้องกบั เด็ก ๆ การ
ส่งตัวแทนจากบริษัทเข้าพบแพทย์ พยาบาลและบุคลากรทเ่ี กี่ยวข้องกับการให้คาแนะนาในการดูแลเด็ก
เพื่อให้ข้อมูลจากการวิจัยของบริษัท ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่มีการยืนยันในความน่าเชื่อถือได้ของผลการวิจัย
ยกตัวอย่างเช่น การอ้างว่านมผงท่ีมี OHA, ARA, กรดไซอาลิก และโคลีน จะช่วยให้เด็กท่ีกินนมผง
ดังกล่าวฉลาดและสายตาดีกว่านมผงที่ไม่ได้ใส่ หรือการอ้างว่าการใส่จุลินทรีย์แลคโตบาจิลัสลงในนมผง
จะชว่ ยใหเ้ ด็กสุขภาพแขง็ แรงกว่านมผงทไี รไดใ้ ส
เหลา่ นีล้ ว้ นเป็นการวิจยั ที่ดาเนินงานโดยบริษัทจึงทาใหผ้ ลการวิจัยออกมาเป็นอย่าง
ท่ีบริษัทต้องการ แต่หากเป็นการวิจัยท่ดี าเนินการโดยผู้ไม่มีสว่ นได้ผลประโยชน์ ล้วนแต่พบวา่ นมผงทใี่ ส่
สารเหล่านไ้ี มไ่ ด้มีข้อดีเด่นแต่กต่างจากนมผงท่ีไมใ่ ด้ใส่ เน่อื งจากร่างกายไมส่ ามารถดดู ซมึ สารดังกล่าวไป
ใช้ได้เลย เพราะในนมผงยังขาดสารท่ีสาคัญอีกมากมายที่จาเป็นต้องใช้ในการออกฤทธ์ิร่วม ซ่ึงสาร
ดงั กลา่ วมีอยแู่ ต่ในนมแมเ่ ทา่ นัน้
เราคงต้องยอมรับว่า ย่ิงนมผงสร้างความน่าเช่ือถือให้แก่ผลิตภัณฑ์ของตัวเองมาก
ขึ้นเท่าไร ย่ิงทาให้คนหันเหอยากใช้นมผงมากข้ึนเท่านั้น เพราะการให้นมแม่ให้สาเร็จไม่ใช่เร่ืองง่ายใน
กระแสโลกปัจจุบนั ดงั นัน้ หน่วยงานท่ีเกี่ยวขอ้ งจึงควรเร่งรบี ออกมาตรการเพ่ือควบคุมการโฆษณานมผง
ให้เข้มงวดมากกว่าน้ี เพราะการท่ีเด็กไม่ได้กินนมแม่ ไม่ได้มีเพียงผลกระทบต่อครอบครัว สังคม หรือ
ประเทศชาตเิ ทา่ นัน้ แตย่ ังมีผลกระทบทีย่ งิ่ ใหญต่ ่อวิวฒั นาการของมนษุ ยชาติอกี ด้วย

ลักษณะของบทความเพ่อื การประชาสมั พนั ธท์ ีด่ ี
บทความเพื่อการประชาสมั พันธท์ ดี่ ีควรมีลักษณะ 4 ประการ ดงั น้ี
1. มีเอกภาพ การมีเอกภาพ คือ การท่ีเน้ือหาของบทความมีความเป็นอันหนึ่งอัน
เดียวกัน มีทิศทางของเนื้อหาเป็นไปในทางเดียวกันกับนโยบายของหน่วยงาน องค์กร และสถาบัน
เน่ืองจากการเขียนบทความเพื่อการประชาสัมพันธ์มีวัตถุประสงค์เพ่ือนาเสนอประเด็นหลักท่ีหน่วยงาน
องค์กร และสถาบันต้องการนาเสนอ ไม่ใช่การนาเสนอความคิดเห็นของผู้เขียนเป็นหลัก แต่เป็นการ

การเขียนเพือ่ การสอ่ื สารทางวชิ าการและวิชาชพี 75

นาเสนอความคิดเห็นท่ีเป็นตัวแทนของหน่วยงาน องค์กร และสถาบัน ซ่ึงความคิดเห็นดังกล่าวส่งผล
กระทบโดยตรงต่อภาพลักษณข์ องหน่วยงาน องค์กร และสถาบัน

2. มีสารัตถภาพ การมีสารัตถภาพ คือ การท่ีผู้เขียนต้องเน้นย้าประเด็นสาคัญให้
ชัดเจนว่าต้องการประชาสัมพันธ์ และนาเสนอแนวคิดสาคัญอะไร ด้วยประโยคใจความสาคัญ หรือ
สาระสาคญั ทโ่ี ดดเด่น เนอ้ื ความตลอดเร่ืองควรกล่าวย้าประเดน็ หลกั ของเรื่องเสมอ ๆ

3. มีสัมพันธภาพ การมีสัมพันธภาพ คือ การที่เนื้อหาของบทความมีความต่อเน่ือง
สัมพันธ์กันโดยตลอด ทั้งในด้านการเรยี บเรยี งถ้อยคา ข้อความ และการจัดลาดบั เรอื่ ง ทุกประโยคในแต่
ละย่อหน้า และทุกย่อหน้าในแต่ละเร่ืองต้องเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ด้วยการใช้คาเชื่อมข้อความ ได้แก่
คาบพุ บท เชน่ กับ แต่ เพือ่ คาสนั ธาน เช่น และรวมท้ัง ตลอดจน นอกจากน้ี คาประพันธสรรพนาม เช่น
ที่ ซ่ึง อัน เปน็ ตน้

4. มีความสมบูรณ์ การมีความสมบูรณ์ หมายถึง มีความสมบูรณ์ในด้านเน้ือหามี
เน้ือความชัดเจนกระจ่างแจ้ง อธิบายได้ครอบคลุมความคิดหลักท่ีต้องการประชาสัมพันธ์ ข้อมูลท่ี
นาเสนอเป็นข้อเท็จจริงท่ีถูกต้อง หากเป็นความคิดเห็นต้องมีความสมเหตุสมผล นอกจากนี้ต้องมีความ
สมบูรณ์ด้านการใช้ภาษา คือ ต้องเลือกใช้ภาษาให้เหมาะสมกับจุดมุ่งหมายการเขียน ประเภทของ
บทความ เน้ือหาบทความ และกลุ่มผ้อู ่าน น่นั เอง

นอกจากนี้ ยังมีลักษณะของบทความท่ีดีอ่ืน ๆ อีก เช่น มีเน้ือหาหรือเหตุการณ์ใหม่
กาลังเป็นท่ีสนใจของคนทั่วไป มีสาระแก่นสาร มีหลักฐานอ้างอิง พิสูจน์ได้ ใช้ภาษาง่าย ๆ แต่ถูกต้อง
ตามหลักภาษา และมีวิธีการเขียนน่าสนใจ น่าติดตาม ไม่หนกั เชิงวิชาการหรือเบาจนไร้สาระจนเกินไป

5. การเขียนโต้แย้ง
การเขียนโต้แย้ง เป็นการเขียนแสดงความคิดเห็นลักษณะหน่ึง โดยมุ่งท่ีจะโต้แย้ง

ข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึน ตลอดจนโต้แย้งความคิดเห็นของผู้อ่ืนด้วยความคิดเห็นในทาง
สร้างสรรค์ เพ่ือส่ือให้ผู้อื่นได้ทราบว่าผู้เขียนมีความคิดเห็นอย่างไรการเขียนโต้แย้งมักปรากฎในรูปของ
บทความตามส่ือสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ เช่น หนังสือพิมพ์ วารสาร นิตยสารเป็นต้น ซึ่งการเขียนโต้แย้ง หรือการ
เขียนแสดงความคิดเห็นเชิงโต้แย้งมีหลักการโดยทั่วไปเช่นเดียวแสดงความคิดเห็น คือ จะต้อง
ประกอบด้วยข้อมูลอันเป็นข้อเท็จจริง และการแสดงความคิดเห็น แต่เน่ืองจากการเขียนโต้แย้งเป็นการ
แสดงความคิดเห็นที่ไม่เห็นด้วย เป็นการแสดงทัศนะที่แตกต่างกันของแต่ละฝ่าย ซึ่งเป็นสิ่งปกติธรรมดา
ท่จี ะสามารถพบเห็นได้ในทกุ วงการ และเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในชวี ติ ประจาวนั และทุกระดบั ในสังคม

การเขียนโต้แยง้ เป็นการเขียนแสดงความคิดเห็นลักษระหนงึ่ โดยมงุ่ ท่ีจะโต้แย้งข้อเท็จจริง
หรอื เหตกุ ารณท์ ่ีเกิดขนึ้ ตลอดจนโต้แย้งความคดิ เหน็ ของผู้อื่นดว้ ยความคดิ เห็นในทางสร้างสรรค์ เพ่อื สื่อ
ให้ผู้อน่ื ไดท้ ราบวา่ ผเู้ ขยี นมคี วามคิดเหน็ อย่างไร

76 ชวนพิศ อตั เนตร์

แนวทางในการเขียนโต้แย้งการเขียนโต้แย้ง เป็นการแสดงความคิดเห็นเพื่อพิสูจน์ประเดน็
ท่ีผู้เขียนเช่ือ บางคนมีความรู้สึกว่าการเขียนโต้แย้งเป็นเรื่องไม่เหมาะสม เป็นการทะเลาะกันแต่แท้จริง
การเขียนโต้แย้งเป็นการค้นหาความจริงวิธีหนึ่งด้วยการหักล้างกันด้วยเหตุผล นาไปสู่ข้อสรุปใหม่การ
เขียนโต้แย้ง เกิดขึ้นเมื่อคนมีความคิดเห็นแตกต่างกัน จาเป็นต้องหาข้อสรุปที่ดีท่ีสุดซึ่งจะได้มาด้วยการ
โต้แย้ง หักล้างกันด้วยเหตุผลนั่นเอง เช่น ฝ่ายหนึ่งคิดว่าควรจากัดการนาเข้าเคร่ืองสาอางจาก
ต่างประเทศ แต่อีกฝ่ายเห็นว่าควรนาเข้าโดยเสรี และผู้เขียนต้องการให้ผู้อ่ืน (ผู้อ่าน) เห็นว่าผู้เขียนคิด
เช่ืออย่างไร โดยการเสนอยืนยัน ความคิด หาข้อโต้แย้งหาข้อมูลมาสนับสนุนเพ่ือให้สมเหตุสมผล เพื่อ
ค้นหาความจริง การเขียนโต้แย้ง จึงมีส่วนตัดสินคุณค่าว่าสิ่งนั้นดีเลวอย่างไรหลักการกว้าง ๆ ในการ
เขยี นโตแ้ ยง้ มีดงั น้ี

1. ผู้เขยี นตอ้ งพิจารณาว่า ประเดน็ ของผูเ้ ขียนคืออะไร ผ้เู ขียนต้องการยกด้านบวกหรือลบ
ของประเด็น ให้นั้น ๆ แง่มุมไหน ประเด็นที่จะเขียนสามารถแยกแยะเป็นส่วน ๆ ได้หรือไม่ แง่มุมหน่ึง
สาคญั กว่าอีกแงม่ มุ หน่งึ หรอื ไม่ ประเด็นเกยี่ วพนั กบั อะไรบ้าง

2. พิจารณาผู้อ่าน เช่นเดียวกับหลักการเขียนท่ัวไปคือ พิจารณาว่าผู้อ่านเป็นใคร ส่ิงท่ี
สาคัญคอื ต้องดูวา่ ผอู้ ่านมีอคตติ ่อเร่ืองท่โี ต้แยง้ น้นั หรือไม่ เพียงใด

3. หาข้อมูลมาสนับสนุนประเด็นโต้แย้งให้เพียงพอและหนักแน่น การหาข้อมูลสนับสนุน
ประเด็นท่โี ตแ้ ยง้ มีหลายวิธไี ดแ้ ก่

3.1 ยกตัวอย่างมาพสิ ูจน์ข้อโต้แยง้
3.2 อ้างแหล่งข้อมูลที่เป็นท่ีเชื่อถือหรือผู้มีช่ือเสียงในเรื่องนั้นหรือวงการน้ัน เช่น อ้าง
นายเสนาะ อนุ ากูส ในเรอ่ื งการพัฒนาเศรษฐกิจ
3.3 อ้างสถติ ิ – ตัวเลขสนบั สนนุ
3.4 ยกประวัติ ภมู ิหลงั ทางประวัติศาสตร์มาสนับสนุน
3.5 อ้างองิ จากหนงั สืออา้ งองิ เชน่ พจนานกุ รม สารานุกรมตา่ ง ๆ

ในการเลือกข้อมูลควรจะประเมินค่าข้อมูลที่นามาสนับสนุนด้วยโดยใช้หลักว่า ทันสมัย
ถา้ เปน็ ข้อมลู ขนั้ ปฐมภูมิไดก้ ด็ ี ไมม่ ีอคติ เปน็ ตวั แทนอยา่ งแท้จริง และมีปรมิ าณเพียงพอ

อริสโตเติลแบ่งงานเขียนโต้แย้งเป็น 5 ส่วน คือ คานา การเล่าความเป็นมาของปัญหา
การชี้ประเด็นท่ีต้องการเสนอ การหักล้างประเด็นท่ีผู้อื่นอาจโต้แย้ง และการสรุป แต่ละส่วนมีแนวการ
เขยี น ดังน้ี

1. การเขียนคานา ควรทาให้ผู้อ่านสนใจ และให้ข้อมูล อาจบอกว่า ประเด็นที่จะเขียน
โต้แย้งน้ีมีผูเ้ ขา้ ใจผดิ มาชา้ นาน (หรอื ถกู ละเลย)

2. การเล่าความเปน็ มาของปญั หา ควรให้ข้อมูลเชงิ บรรยายในประเด็นน้ันหรืออาจให้คา
จากัดความคา่ ท่ีสาคัญ

การเขยี นเพอ่ื การสื่อสารทางวชิ าการและวชิ าชีพ 77

3. การชี้ประเด็นที่ต้องการเสนอ ส่วนนี้เป็นแก่นสาคัญในการเขียนโต้แย้ง การอ้าง
เหตุผล การยกตวั อยา่ ง การยกหลักฐานข้อมูลสนับสนุนประเดน็ ของผ้เู ขียนจะอยู่ท่ีส่วนนี้

4. การหักล้างประเดน็ ที่อาจมีผู้โต้แย้ง ในบางครั้งนอกจากผู้เขียนจะยืนยันความคิดของ
ตนแล้วยังต้องพิจารณาความคิด และทรรศนะอ่ืน ๆ ท่ีอาจเป็นไปได้ นอกเหนือไปจากสิ่งท่ีผู้เขียนรู้ โดย
แสดงให้เห็นวา่ ผูเ้ ขียนได้รบั รขู้ ้อมูลเป็นอย่างดี และมีเหตุผล คือ สามารถหักล้างข้อโต้แย้งอ่ืน ๆ ที่อาจมี
ได้

5. การสรุปเป็นส่วนสาคัญและยากมากสาหรับผู้เขียนที่ยังไม่มีประสบการณ์มากนัก
สว่ นนี้เปน็ การกล่าวยา้ ใหเ้ หน็ ความสาคญั ของประเดน็ ทโี่ ต้แยง้

ตัวอย่างการเขยี นโต้แย้ง
"ชุดนักเรยี น" ลดความ "เหลอื่ มล้า" หรือย่งิ "ซา้ เติม" ฐานะในสงั คม!

"ใส่เครื่องแบบนักเรียนน่ีดีนะ ช่วยลดความเหลื่อมล้า จะยากดีมีจนแค่ไหน แต่พอใส่ชุด
นักเรยี นกเ็ หมือนกนั หมด"

คณุ เห็นดว้ ยกับคากลา่ วข้างต้นนี้ไหมครบั ? ชดุ นกั เรียนลดความเหล่ือมล้าจรงิ หรือครับ?
ต้องยอมรับนะครับว่าไม่กี่ปีหลังมน้ี หลังจากที่แนวคิดเร่ืองเสรีภาพเป็นที่นิยมใน
สังคมไทยมากขึ้น ก็จะมีผู้ยกประเด็นเรื่องการสวมเคร่ืองแบบนักเรียนนักศึกษามาพูดถึงมากข้ึน พร้อม
ทง้ั วิพากษ์ในเชงิ เห้นดว้ ยและไม่เห็นด้วยวา่ ประเทศไทยยังจาเป็นตอ้ งบังคบั ใหส้ วมเคร่อื งแบบหรอื ไม่
ฝา่ ยหน่ึงม่นั คงหนักแน่นวา่ "ชุดนักเรยี นช่วยลดความเหลอ่ื มสา" พรอ้ มกับยกเหตุผล มา
ว่า แต่ละครอบครัวมีฐานะไม่เท่ากัน แต่เมื่อสวมชุดนักเรียนเหมือน ๆ กัน ก็จะทาให้ดูเท่าเทียมกัน คน
รวยก็เป็นเพือ่ นกบั คนจน คนจนก็เปน็ เพ่ือนกบั คนจนกว่าได้ ไม่ตอ้ งมาเคลือบแคลงใจในฐานะ เพราะทุก
คนส่วนสวมชุดนกั เรยี นเหมือนกัน

"เหรอ?" "คิดแบบน้ีจริงเหรอ?"
เวลาเด็กนักเรียนไปโรงเรียนนีติดตัวไปแต่ชุดนักเรียนเหรอ กระเป๋า แว่นตา นาฬิกา
ปากกา ผ้าเชด็ หน้าเด็กมนั ไม่เอาไปโรงเรียนกันเหรอ? แต่ละครอบครวั ฐานะตา่ งกนั พวกของต่าง ๆ ทว่ี ่า
มานีมันก็แสดงฐานะได้ท้ังนั้นครับ ไม่ได้มีแต่เสื้อผ่า ขนาดว่ากล่องดินสอยังแสดงฐานะ แสดงความ
เหล่ือมล้าทางสังคมกันได้เลย ตอนเด็ก ๆ ไม่เคยเป็นเหรอครับ เวลาพ่อแม่ซ้ือกล่องดินสอสวย ๆ เท่ ๆ

78 ชวนพิศ อัตเนตร์

มาให้น่มี นั เทช่ ะมัด พร้อมจะเอาไปอวดเพอื่ นท่ีโรงเรียน เวลาของเพือ่ นดดู กี ว่า ดแู พงกวา่ แปลงรา่ งได้เท่
กวา่ เราก็อจิ ฉาอยลู่ กึ ๆ เหมอื นกัน

ไม่ดีกว่าเหรอครับ ถ้าจะสอนใหเ้ ดก็ ไทยรู้จัก เขา้ ใจ และยอมรบั "ความแตกต่าง"
"ความแตกต่าง" ไม่ว่าด้านใด มันคือสิ่งที่เราไปสามารถปฏิเสธได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น
ชาติกาเนิด สีผิว เพศ ศาสนา ฐานะ ฯลฯ ต่อให้พยายามเปล่ียนแปลงแค่ไหน ให้ทาอะไรเหมือน ๆ กัน
แต่ส่ิงเหล่านี้ก็ยังคงเดิม ต่อให้ชุดนักเรียนเหมือนกัน แต่เม่ือฐานะต่างกัน ยังไงก็ต้องมีช่องทางอ่ืนให้
แสดงออกอยู่ดวี ่าต่างกัน แสดงว่าชดุ นกั เรียนนักศึกษาไม่ได้ลด หรือปกปดิ ความความแตกต่างทางฐานะ
ได้เลย
ในทางกลบั กัน ชุดนกั เรียนท่ตี า่ งกนั ของแต่ละสถาบันกท็ าใหแ้ ตกตา่ งกันอยู่ดี ชดุ นักเรยี น
โรงเรียนเอกชนบางโรงเรียน กางเกงนา้ เงิน กางเกงดา เทยี บกับกางเกงของโรงเรียนรฐั บาลบางโรงเรียน
ที่เป็นสีกาก็ ก็เห็น ๆ กันอยวู่ า่ ในความรสู้ กึ ของคนบางคนคดิ เหน็ เชน่ ไร หรอื ตอ่ ให้ทกุ โรงเรยี นในประเทศ
น้ีใส่เคร่ืองแบบเหมือนกันหมด เส้ือแบบเดียวกัน กางเกงแบบเดียวกัน แต่คนท่ีมีฐานะดีกว่าก็อาจจะมี
เคร่ืองแบบที่สภาพดี ใหม่เอี่ยมกว่า ในขณะนักเรียนบางคนท่ีฐานะทางบ้าน ไม่ค่อยดีก็อาจจะต้อง
ใส่ชุดนักเรียนเก่า ๆ ขาด ๆ อย่างที่เราเห็นกันว่าหลายครอบครัวท่ีมีลูกหลายคน พ่ีต้องส่งต่อชุด
นกั เรียนใหน้ อ้ งกันเป็นทอด ๆ
ทีน้ีฝ่ายท่ียังยืนยันว่าชุดนักเรียนลดความเหลื่อมล้าก็จะบอกว่า "แต่ถ้าให้สวมชุดอะไรก็
ได้ไปโรงเรียนก็แสดงให้เห็นความย้าให้เห็นความแตกต่างทางฐานะทั้งนั้น ผมเลยไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ถ้า
จะบอกว่าใส่ชุดนักเรียนแล้วชว่ ยลดความเหลอื่ มล้า
แต่... แต่ถ้าจะให้นักเรียนใส่ชุดลาลองไปโรงเรียน เราก็ต้องมีกระบวนการให้ความรู้ด้วย
ว่านักเรียนควรเลือกชุดอย่างไรจึงจะเหมาะสมตามกาลเทศะ ไม่ใช่ปล่อยให้นักเรียนแต่ง "อะไรก็ได้"
เพราะแตล่ ะครอบครวั แตกต่างกัน ผปู้ กครองแต่ละบ้านกม็ ที ักษะการเล้ยี งลูกดูลูกหรอื มเี วลาอยู่กับลูกไม่
เท่ากันเราไม่รู้เลยว่าผู้ปกครองแตล่ ะครอบครัวมเี วลาอยู่กับลกู มากแค่ไหน ถ้าครอบครัวไหนมีคุณภาพก็
แลว้ ไป...

นี่แหละครับ ไม่ว่าจะแต่งกายอย่างไร ก็ไม่สามารถจะลดหรือลบความเหล่ือมล้าได้เลย
เราจึงควรมาปลูกฝังให้เด็ก (และผู้ใหญ่) ยอมรับความแตกต่างของกัน และกัน ไปตัดสินหรือตีตราคน
ตามระดับฐานะเพียงเท่าน้ี คนไทยก็จะได้รู้จักมองคนท่ีเนื้อแท้ มากกว่าประเมินค่าจากเคร่ืองแต่งกาย
ภายนอก

การเขียนเพื่อการสอื่ สารทางวชิ าการและวิชาชีพ 79

บทสรปุ

การเขยี นเปน็ วิธีการหน่ึงในกระบวนการสื่อสาร มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้การติดต่อสื่อสารระหว่าง
กันโดยใช้ตัวอักษรเป็นเคร่ืองมือ ให้ผู้อ่านได้ทราบความคิด ความรู้สึกของผู้เขียนออกมาเป็นตัวหนังสือ
เป็นวธิ ถี า่ ยทอดความรู้ ความคดิ หรอื เปน็ การแสดงเพื่อการส่ือสารโดยใชภ้ าษาตัวอักษรเป็นตวั กลางของ
ผเู้ ขยี นไปสผู่ ้อู า่ น ถา้ เขยี นให้ผ้อู ่านเขา้ ใจตรงกบั ความอ้ งการของผเู้ ขยี นแสดงความสามารถในการสื่อสาร

หลักการเขียนต้องอาศัยกระบวน หรือประกอบไปด้วยการเลอื กเร่ืองเขียนการวิเคราะห์ผอู้ ่าน
การกาหนดวธิ ีการนาเสนอเรอื่ ง และการกาหนดโครงเรอ่ื ง สงิ่ ทีส่ าคัญของการเขียนทด่ี ตี อ้ งมีเอกภาพ
สารัตถภาพ และสมั พนั ธภาพ มกี ารใชภ้ าษาท่ีดี

การเขยี นมหี ลายประเภทหลายรปู แบบท่แี ตกต่างกนั ไป ตามความตอ้ งการของผอู้ ่าน ซ่งึ มวี ธิ ีที่
ใช้กันโดยท่วั ไป เช่น วิธีการเล่าเร่ือง วธิ ีอธบิ าย วิธพี รรณนา วิธโี นม้ น้าว และวิธโี ต้แยง้ ขึ้นอยกู่ บั วา่ มีการ
กาหนดใหใ้ ชใ้ นรปู แบบใดในแต่ละเรื่องท่ีตอ้ งการเขยี นรวมท้งั สถานการณ์ตา่ ง ๆ

ดังน้ันการเขียนจึงเป็นเรื่องสาคัญท่ีจะต้องเอาใจใส่ติดตามฝึกฝน และฝึกหัดให้มากท่ีสุด ผู้ท่ี
บรรจุจดุ มงุ่ หมายในการเขียนจงึ ตอ้ งมีวจิ ารณญาณ และการเลือกใชโ้ วหาร ใหเ้ หมาะสมกบั เน้อื เร่อื ง

คาถามทบทวน

1. การเขียนโครงเรื่องมีความสาคัญอย่างไร และขั้นตอนการเขียนโครงเร่ืองมีอะไรบ้าง จง
อธิบาย

2. วิธกี ารเขียนมีก่ีวิธี อะไรบ้าง พรอ้ มอธบิ ายพอสังเขป
3. การใชภ้ าษในการเขยี นมีความสาคัญอยา่ งไร
4. ภาษาท่ใี ชเ้ ขยี นในงานธรุ กิจควรมลี กั ษณะอย่างไร
5. ทาไมต้องกาหนดโครงเร่ืองก่อนที่จะลงมือเขียน

เอกสารอ้างองิ

เสียร เชยประทับ. 2531. การสื่อสารกับการเปล่ียนแปลงทางสังคมในประเทศด้อยพัฒนา.
กรงุ เทพมหานคร. จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.

อัญชัย (อญั ชลี วิวัธนาชยั ). 2333. อัญมณีแห่งชวี ิต. พมิ พค์ รงั้ ท่ี 2 กรงุ เทพมหานคร. สานกั พมิ พ์คมบาง.
อหุ ัย หิรัญโต ประมุขศิลปะ. 2524. ศลิ ปะการเป็นผนู้ า. กรุงเทพมหานคร. สานักพมิ พ์โอเตยี นสโตร์.
อุบลวรรณ ปิติพัฒนะโฆษิต และอวยพร พานิช. 2530. วิวัฒนาการภาษาโฆษณาในหนังสือพิมพ์ไทย

(พที 2307 - 2527). กรุงเทพมหานคร. ฝ่ายวจิ ยั จฬุ ลงกรณม์ หาวิทยาลัย.
Beale. Watter H. 1962. Real Witing. New York : Scolt. Foresman and Co.,.

80 ชวนพิศ อัตเนตร์

Booth. Wayne C. 1982. The Harper and Row Rhetoric. Now York : Harper and Row.
Brook. Cleanth and Waren. 1972. Robert Penn. Modern Rhetoric. New York : Harcourt

Brace Janovich.
Cooper, Charles R, and Greenbaum, Sidney. 1986. Studying Witing : Linguistic

Approaches. London : Sage Publications Beverly Hills.
and Odell, Lee. 1978. Research on Composing : Points of Departure. New York : the

National Council of Teachers of English.
Corbett, Edward P. J. 1971. Classical Rhetoric for the Modern Students. New York :

Oxford University Press.
Kinneavy, james L,. 1971. A Theory of Discourse. New York : W.W, Norton and Co.
Kolb Harold H. 1980. A Witer's Guide. New York : Harcourt Brace Janovich.
Longan, John, 1988. English Skills with Readings. New York : McGraw-Hill Book Co.
Riley, Philip, ed, 1986. From 'Reading to Writing Acts. Discourse and Learning. London :

Longman.
Robbins, Larry M. 1985. The Business of Witting and Speaking. New York : McGraw-Hill

Book Co.
Spurgin, Sally De Witt. 1985. The Power to Persuade. New Jersey : Prentice Hall.

การเขยี นเพือ่ การสอื่ สารทางวชิ าการและวิชาชพี 83

บทที่ 3
การใช้ภาษาไทยในการเขยี นเพ่ือการส่ือสารธรุ กจิ

การสื่อสารเป็นปัจจัยสาคัญในการดารงชีวิต มนุษย์จาเป็นต้องติดต่อส่ือสารกันอยู่ตลอดเวลา
การส่ือสารจึงเป็นปัจจัยสาคัญอย่างหนึ่งนอกเหนือจากปั จจัยพ้ืนฐานในการดารงชีวิตของมนุษย์
การส่อื สารมีบทบาทสาคัญต่อการดาเนนิ ชีวติ ของมนุษย์มาก การส่ือสารมีความสาคญั อย่างยิ่งในปัจจุบัน
ยิง่ ไดช้ ่ือว่าเปน็ ยคุ โลกาภวิ ตั น์ เป็นยคุ ของขอ้ มูลขา่ วสาร การสือ่ สารมปี ระโยชนท์ งั้ ในแง่บคุ คล และสังคม
การส่ือสารทาให้คนมีความรู้และโลกทัศน์ท่ีกว้างขวางขึ้น การส่ือสารเป็นกระบวนการท่ีทาให้สังคม
เจริญก้าวหน้าอย่างไม่หยดุ ยง้ั ทาให้มนุษย์สามารถสืบทอดพัฒนา เรียนรู้ และรับรู้วัฒนธรรมของตนเอง
และสังคมได้ การส่ือสารเป็นปัจจัยสาคัญในการพัฒนาประเทศสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าแก่ชุมชน
และสังคมในทุกด้าน โดยเฉพาะการสื่อสารด้วยวัจนภาษาโดยเฉพาะภาษาเขียนน้ัน มีความสาคัญต่อ
สังคมมนุษย์ ดังน้ันผู้เขียนจึงควรศึกษาความรู้พื้นฐานเก่ียวกับการสื่อสารอย่างยิ่งทักษะการส่ือสารด้วย
การเขียนเพ่ือนาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการดาเนินชีวิตหรือการประกอบอาชีพการงาน ท้ังนี้เพราะว่า
การเขียนเป็นการสื่อสารด้วยลายลักษณ์อักษรเท่าน้ัน ไม่มีการใช้กิริยาท่าทางหรือน้าเสียงประกอบให้
เข้าใจได้ง่ายข้ึนเหมือนอย่างการพูด ดังนั้นการเขียนจึงเป็นงานที่ยากและต้องอาศัยการเรียนรู้
ประสบการณ์ และการฝึกฝนอย่างมากจึงจะเขยี นได้ดี

ภาษาเขยี นเพอ่ื การสือ่ สารธรุ กิจ

การเขียน หมายถึง การแสดงความคิดและความรู้ ซ่ึงอยู่ในใจออกมาให้ผูอ้ ่ืนรบั ร้โู ดยวิธกี ารใช้
สัญลักษณท์ เ่ี ราเรียกกันว่าตวั หนังสือหรือตัวอักษร เพอ่ื ใหผ้ อู้ า่ นไดเ้ ขา้ ใจเจตนาของผู้เขียน มีความสาคัญ
ต่อการเขียนเพ่ือการสื่อสารธุรกิจเพราะเป็นสารท่ีคงทน สามารถใช้เป็นหลักฐาน ใช้ค้นคว้า อ้างอิงได้
ดีกว่าคาพูด ให้รายละเอียดได้มากกว่า และไม่จากัดช่วงเวลาใช้ข้อมูล ความคิด อารมณ์ ทัศนคติของ
ผูเ้ ขียนไดช้ ัดเจน และกว้างขวางโดยส่งผ่านสื่อตา่ ง ๆ ทจี่ ะต้องให้ความสาคญั ต่อการสือ่ สารในด้านต่าง ๆ

ลกั ษณะสาคัญของภาษาไทย

ภาษาไทยเปน็ ภาษาคาโดด หมายความว่า ในการพูดการใชภ้ าษาไทยจะมีคา เป็นหนว่ ยภาษา
ที่แทนความหมาย เม่ือต้องการจะส่ือความหมายใดก็นาคาที่มีความหมายนั้นมาเรียงต่อกันเพื่อแทน
ความคิดหรือเรื่องราวท่ีต้องการส่ือออกไป โดยคานั้น ๆ ไม่ต้องเปล่ียนรูป หรือผันแปรเพื่อให้สอดคล้อง
กับคาอื่นในลักษณะของความสัมพันธ์ทางไวยากรณ์ ในภาษาไทยมีความสัมพันธ์กันด้วยตาแหน่ง และ
ความหมาย เชน่ เปน็ ผู้กระทา เป็นผูร้ ับการกระทาเป็นอาการที่กระทา เป็นตน้ ตาแหน่งและความหมาย

84 ชวนพิศ อตั เนตร์

ของคาสัมพันธ์กับหน้าที่ของคาน้ันด้วย หน้าที่ของคาในวลีในประโยค หรือในข้อความจะเป็นไปตาม
ตาแหนง่ และความหมายที่ปรากฏ เชน่ เปน็ ประธาน เปน็ กรรม เป็นส่วนขยาย หรอื เป็นส่วนเสริมอ่ืน ๆ
เมอื่ จะส่อื ภาษาออกมาเป็นคาพูด ภาษาไทยมีเสียงพยัญชนะ สระ และวรรณยกุ ต์ เป็นหนว่ ยภาษา ซงึ่ จะ
ประกอบกันตามกฎของระบบเสียงภาษาไทยเป็นคา และกลุ่มคา การออกเสียงคา และคาต้องเป็นไป
ตามลักษณะของเสียง การประสมเสียง และการลงเสียงหนักเบาของพยางค์ ซ่ึงลักษณะท่ีสาคัญของ
ภาษาไทย รวมท้ังวงการธุรกจิ

ในวงการธุรกิจ การสื่อสารด้วยการเขียนเป็นสิ่งหน่ึงที่สาคัญย่ิง นักธุรกิจต้องเลือกใช้วิธีการ
เขียนที่เหมาะสมกับงานเขียนแต่ละประเภท การเรียนรู้ถึงวิธีการใช้ภาษาไทยในการเขียนได้อย่าง
เหมาะสม จะช่วยให้ประสบความสาเร็จในงานอาชีพได้เป็นอย่างดี เพราะในวงการธุรกิจปัจจุบันต้อง
อาศัยการเขียนหลายอย่าง เช่น การเขียนหนังสือติดต่อราชการ การเขียนบันทึก และรายงานส้ัน
การเขียนเอกสารการจ้าง และการสมัครงาน การเขียนจดหมายธุรกิจ การเขียนจดหมายแสดงไมตรีจิต
การเขียนเอกสารการประชุม การเขียนเอกสารเพื่อการประชาสัมพันธ์ การเขียนโครงการ และการเขียน
รายงานชนิดต่าง ๆ เป็นต้น การนาภาษาไทยไปใช้ในการเขียนเพื่อการสื่อสารธุรกิจให้ได้ผลดี ผู้เขียน
จาเป็นต้องรู้จักลักษณะสาคัญของภาษาไทย และรู้หลักการใช้ภาษาไทยที่ถูกต้องซึ่งรวมถึงการสะกด
การันต์ การใช้เครอื่ งหมายวรรคตอนและอกั ษรย่อด้วย

ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีลักษณะเป็นของตนเองแตกต่างจากภาษาอ่ืน ลักษณะท่ีสาคัญของ
ภาษาไทยสรปุ ได้ ดังน้ี

1. ภาษาไทยเป็นภาษาเรียงคา การเรยี งคาในภาษาไทยเป็นเรื่องสาคัญ ถา้ เรียงคาเปลย่ี นท่ีไป
ความหมายของข้อความจะเปลี่ยนไป เช่น

ก) ผจู้ ดั การใชเ้ งนิ ใหค้ ุณสมศรี
ข) ผูจ้ ดั การให้เงนิ คณุ สมศรใี ช้

ใช้ - ให้ และ ให้ - ใช้ เมอ่ื เรียงลาดับต่างกนั ความหมายจะตา่ งกนั
ประโยค ก) หมายความว่า ผจู้ ัดการนาเงนิ ไปใชค้ ืนใหแ้ ก่คณุ สมศรี
สว่ นประโยค ข) หมายความว่า ผ้จู ัดการนาเงนิ ไปใหค้ ุณสมศรีใช้
ค) ผูจ้ ัดการชอบรบั ประทานปไู ข่ สว่ นผูอ้ านวยการชอบรบั ประทานไขป่ ู
ปไู ข่และไข่ปู เมอื่ เรยี งลาดับต่างกัน ความหมายจะต่างกัน
ปไู่ ข่ หมายถึง ปทู ี่กาลงั มไี ข่ ส่วน ไข่ปู หมายถึง ไข่ของปู
การเรียงลาดบั ตา่ งที่กันทาใหค้ วามหมายของข้อความเปล่ียนไป

การเขยี นเพื่อการสอ่ื สารทางวิชาการและวิชาชพี 85

2. ภาษาไทยเป็นภาษาวรรณยุกต์ คาในภาษาไทยจะมีระดับเสียงสูงต่าต่างกัน ซ่ึงเรียกว่า
เสียงวรรณยุกต์ และระดบั เสยี งทต่ี ่างกันน้ีทาใหค้ วามหมายของคาต่างกันดว้ ย เชน่ ขาว - ข่าว - ขา้ ว ทง้ั
สามคานม้ี ีระดบั เสยี งต่างกนั และมคี วามหมายตา่ งกนั

ขาว เป็นคาท่มี ีเสยี งวรรณยุกต์จัตวา หมายถงึ ชื่อสสี ีหนงึ่
ข่าว เป็นค่าท่ีมีเสียงวรรณยุกต์เอก หมายถึง ข้อความท่ีบอกเล่าเร่ืองราวต่าง ๆ โดยปกติ
มักเปน็ เรื่องทเี่ กิดใหม่ หรอื เปน็ เรื่องทีน่ า่ สนใจ
ขา้ ว เป็นคาท่ีมีเสียงวรรณยกุ ต์โท หมายถึง พืชชนดิ หน่งึ ทีใ่ ช้เมลด็ เปน็ อาหารหลัก
ตัวอย่าง นายขาวบอกข่าววา่ ปีนเ้ี ขาขายขา้ วได้ราคาดี
ขาว - ขา่ ว - ข้าว ท้งั 3 คานี้มีระดบั เสยี งตา่ งกนั ทาให้ความหมายต่างกนั
3. ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีลักษณนาม ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีลักษณะพิเศษ คือ จะมีคานาม
ท่ีบอกลักษณะของคานามข้างหน้าโดยปกติลักษณนามจะใช้ตามหลังจานวนนับ เช่น ข้าวโพด 10 ฝัก
นักธรุ กจิ 5 คน
ฝัก และ คน เป็นลักษณนามท่ีใช้ตามหลังจานวนนับ นอกจากจะใช้ตามหลังจานวนนับ
แล้ว ลักษณนามอาจใช้ตามหลังคานามข้างหน้าเพื่อเน้นความ และเพื่อบอกให้รู้ลักษณะท่ีต่างกันของ
นามนนั้ เชน่ กระดาษแผน่ น้ี กระดาษมว้ นนี้
แผ่น และ บ้วน เป็นลักษณนามท่ีใช้ตามหลังคานามเพ่ือเน้นความและบอกลักษณะของ
คานามขา้ งหนา้
4. ภาษาไทยเป็นภาษาทม่ี รี ะดบั ภาษา ถ้อยคาในภาษาไทยมีหลายระดบั การใช้ถอ้ ยคา

ระดบั ของภาษาท่ใี ชใ้ นการเขยี นเพ่ือการสอ่ื สารธรุ กจิ

ภาษาในทางธุรกิจ หมายถึง เสียงหรือกิริยาอาการที่ทาความเข้าใจกันได้ คาพูด ถ้อยคาที่ใช้
พูดกันภาษาท่ีใช้ในการสื่อสารวัจนภาษา (Verbal Language) อวัจนภาษา (Non-Verbal Language)
รวมทั้งระดับของภาษาท่ีใช้ ในการเขียนเพ่อื การสื่อสารธุรกจิ ดงั น้ี

ภาษาอาจแบ่งออกได้เป็นหลายระดับ ท่ีใช้กันโดยทั่วไปมักแบ่งภาษาออกเป็น 2 ระดับ คือ
ภาษาเป็นทางการ และภาษาไม่เป็นทางการ

1. ภาษาเป็นทางการ หมายถึง ภาษาที่มีลักษณะถูกต้องตามระเบียบแบบแผนของภาษา
เป็นภาษาท่ีใช้ในการเขียนเรื่องที่เป็นทางการ เช่น เอกสารราชการ ตาราบทความทางวิชาการ และ
รายงานทางวชิ าการ เปน็ ตน้

2. ภาษาไม่เป็นทางการ หมายถึง ภาษาท่ีใช้สนทนากันทั่วไปในชีวติ ประจาวันในหมู่คนที่รู้จัก
สนิทสนมกันถ้าใช้ในงานเขียนก็ต้องใช้ในเร่ืองท่ีไม่เป็นทางการ เช่น จดหมายส่วนตัว บันทึกส่วนตัว
เปน็ ต้น

86 ชวนพิศ อัตเนตร์

นอกจากนี้ยังมีการใช้ภาษาในระดับภาษาที่ก้าก่ึงกัน หรือท่ีมีผู้เรียกว่า ภาษากึ่งทางการ คือ
มลี ักษณะเป็นภาษาคอ่ นข้างทางการหรือค่อนขา้ งไม่เป็นทางการ

ในการเขียนเพ่ือการส่ือสารธุรกิจ ภาษาท่ีใช้ส่วนใหญ่จะเป็นภาษาเป็นทางการ เพราะ
การสื่อสารธุรกิจต้องการภาษาที่ถูกต้อง กะทัดรัด ชัดเจน และสุภาพ แต่ก็มีงานเขียนเพ่ือการสื่อสาร
ธุรกิจบางประเภท ทีอ่ าจใช้ภาษาไมเ่ ปน็ ทางการ

การเขียนเพื่อการส่ือสารธุรกิจมีหลายประเภท ถ้าเป็นการเขียนที่ไม่ต้องการแบบแผนอย่าง
เคร่งครัด ก็อาจใช้ภาษาไม่เป็นทางการได้ เช่น การเขียนบันทึกย่อ การเขียนจดหมายถึงบุคคลที่สนิท
สนมคุ้นเคยกัน การเขียนเอกสารเพ่ือการประชาสัมพันธ์บางประเภท เป็นต้น แต่ถ้าเป็นการเขียนท่ีมี
แบบแผน จะต้องใช้ภาษาเป็นทางการ

การเขียนทางธุรกิจท่ีใช้อยู่เสมอ เช่น การเขียนหนังสือติดต่อราชการ การเขียนบันทึก
การเขียนรายงานสั้น การเขียนเอกสารการจ้าง และการสมัครงาน การเขียนจดหมายธุรกิจ การเขียน
จดหมายแสดงไมตรีจติ การเขียนเอกสารการประชุม การเขยี นเอกสารเพื่อการประชาสัมพนั ธ์ การเขียน
โครงการ การเขียนรายงาน และการเขียนสารนิเทศย่อ การเขียนทางธุรกิจเหล่านี้ส่วนใหญ่จะต้องใช้
ภาษาเปน็ ทางการ ดงั นี้

1. การเขียนหนงั สอื ติดต่อราชการ
หนังสือติดต่อราชการ คือ หนังสือท่ีเขียนติดต่อระหว่างส่วนราชการ หรือระหว่างส่วน

ราชการกับหน่วยงานท่ีมีใช่ราชการ หรือระหว่างส่วนราชการกับบุคคลท่ัวไปภาษาที่ใช้ในการเขียน
หนังสือติดต่อราชการตอ้ งเปน็ ภาษาเป็นทางการ ซง่ึ มรี ะเบียบแบบแผนถูกตอ้ ง ชดั เจน และรดั กมุ เพ่อื ให้
บรรลวุ ตั ถุประสงค์ตามที่ผเู้ ขียนต้องการ

2. การเขียนบันทึก
บันทึก คือ ข้อความท่ีเขียนขึ้นเพ่ือช่วยความจาหรือเพ่ือเป็นหลักฐาน ภาษาที่ใช้ในการ

เขียนบันทึกควรเป็นภาษาเป็นทางการ แต่อาจจะมีลักษณะท่ีไม่เป็นแบบแผนจนเกินไป ภาษาต้องส้ัน
และง่าย ตรงไปตรงมา และถกู ตอ้ ง และอาจมคี าทีใ่ ช้เฉพาะซ่งึ เปน็ ท่ีเข้าใจกันในหนว่ ยงานน้ันอยู่ดว้ ย

3. การเขียนรายงานสน้ั
รายงานส้ันเป็นการเขียนท่ีเน้นข้อเท็จจริงและความถูกต้องของข้อมูล เป็นเอกสารที่ผู้อ่าน

ตอ้ งอ่านอย่างพนิ จิ พิเคราะห์ ภาษาท่ีใช้จึงตอ้ งเปน็ ภาษาเป็นทางการถูกตอ้ งตามหลกั ไวยากรณ์ กะทดั รัด
ชดั เจน ตรงประเด็น และคงเส้นคงวา

4. การเขียนเอกสารการจา้ งและการสมัครงาน
เอกสารการจ้างและการสมัครงานเป็นเอกสารท่ีจะช่วยให้ท้ังผู้จ้างและผู้สมัครงาน

ดาเนินการตา่ ง ๆ ได้อยา่ งสะดวกและรวดเร็ว การใชภ้ าษาในการเขียนเอกสารท้ังสองชนิดนี้ ต้องถูกต้อง
และเป็นทางการ สื่อความหมายตรงไปตรงมาแต่ต้องไม่แข็งกระด้าง และต้องใช้อย่างพิถีพิถัน เพ่ือผล
ในทางจติ วิทยา

การเขยี นเพ่อื การส่อื สารทางวชิ าการและวิชาชพี 87

5. การเขยี นจดหมายธุรกจิ
จดหมายธุรกิจเป็นจดหมายที่ใช้ติดต่อกันในวงธุรกิจ ภาษาที่ใช้ในการเขียนจดหมายธุรกิจ

ควรเป็นภาษาเปน็ ทางการ ถกู ตอ้ ง กะทดั รดั ชดั เจน สุภาพ และประณีต เหมาะกบั กาลเทศะและบุคคล
6. การเขียนจดหมายแสดงไมตรีจติ
จดหมายแสดงไมตรีจิตเป็นจดหมายที่ใช้เสริมสร้างสัมพันธไมตรีระหว่างผู้เขียน และผู้รับ

เปน็ การแสดงมารยาททางสงั คม เชน่ จดหมายแสดงความยินดี จดหมายแสดงความเสียใจ และจดหมาย
ขอบคุณ ภาษาท่ีใช้ในการเขียนจดหมายแสดงไมตรีจิตควรเป็นภาษาเป็นทางการเน้นท่ีความนุ่มนวล
สภุ าพ และประณตี เหมาะกบั กาลเทศะและบคุ คล

7. การเขียนเอกสารการประชมุ
เอกสารการประชุมเป็นเอกสารสาคัญที่ทาให้การประชุมดาเนินไปอย่างราบร่ืนและบรรลุ

วัตถุประสงค์การเขียนเอกสารการประชุม ทั้งเอกสารที่แจกก่อนการประชุม เอกสารท่ีแจกในระหว่าง
การประชุม และเอกสารที่แจกหลังการประชุม โดยเฉพาะรายงานการประชุมซ่ึงเป็นเอกสารท่ีใช้อ้างองิ
ได้ จะต้องใชภ้ าษาเปน็ ทางการกระชับ รัดกมุ และชดั เจน

8. การเขียนเอกสารเพ่อื การประชาส้มพันธ์
เอกสารเพ่ือการประชาสัมพันธ์เป็นเอกสารทใ่ี ช้แจ้งเร่ืองราวต่าง ๆ ของหน่วยงานให้บุคคล

ท่ัวไปได้รับรู้ภาษาท่ีใช้เขียนเอกสารเพ่ือการประชาสัมพันธ์จะมีลักษณะเฉพาะเพื่อดึงดูดความสนใจจาก
ผู้อ่าน จึงอาจมีทั้งภาษาเป็นทางการ และภาษาไม่เป็นทางการ และอาจใช้เคร่ืองหมายวรรคตอนเพื่อ
เรยี กร้องความสนใจ เชน่ ใช้เครื่องหมายอศั เจรยี ์ เคร่อื งหมายปรัศนี เป็นตน้

9. การเขียนโครงการ
โครงการเป็นเรื่องที่เขียนข้ึนเพ่ือขออนุมัติการจัดดาเนินงาน ภาษาท่ีใช้ในการเขียน

โครงการตอ้ งเป็นภาษาเปน็ ทางการ ถกู ตอ้ ง กะทัดรัด ชดั เจน และเขา้ ใจงา่ ย
10. การเขยี นรายงาน
รายงานมีหลายชนิด เช่น รายงานทางวิชาการ รายงานการวิจัย และรายงานทางเทคนิค

รายงานเป็นผลสืบ เนื่องมาจากการศึกษาคันคว้าข้อมูลเก่ียวกับเรื่องใดเรื่องหน่ึงอย่างละเอียด แล้วนา
ขอ้ มูลมาเสนอโดยเรียบเรียงอย่างมีระเบยี บแบบแผน ภาษาทีใ่ ช้ในการเขียนรายงานจะต้องใชภ้ าษาเป็น
ทางการ ซง่ึ ถกู ต้อง ชดั เจน และกระชับ

11. การเขียนสารนเิ ทศย่อ
การเขียนสารนิเทศย่อ ได้แก่ ย่อความ สาระสังเขป บทตัดตอน และบทสรุป เป็นการ

เขียนเพ่ือเสนอเฉพาะใจความสาคัญของเร่ือง ภาษาที่ใช้ในการเขียนต้องเป็นภาษาเป็นทางการ ถูกต้อง
กะทดั รัด ชัดเจน และตรงประเด็น ไมผ่ ิดจากสาระของข้อความหรอื เรอื่ งราวในต้นฉบับ

88 ชวนพิศ อตั เนตร์

ภาษาท่ีใช้เขยี นในงานธุรกจิ

การใช้ภาษาไทยเพ่ือติดต่อส่ือสารกับบุคคลทั่วไปน้ันเป็นส่ิงจาเป็นในชีวิตประจาวันของคน
ไทย และสาหรับการปฏิบัติงานในองค์กรธุรกิจของไทยก็เช่นกัน เราจาเป็นต้องใช้ภาษาไทยในการ
ส่ือสารกับบุคลากรทั้งภายใน และภายนอกองค์กร เพ่ือถ่ายทอดข้อมูลในเรื่องต่าง ๆ อันจะส่งผลให้
องคก์ รสามารถดาเนนิ งานต่อไปได้ และบรรลุวตั ถุประสงคต์ ามทต่ี ง้ั ไว้ ดงั นัน้ ผู้ปฏบิ ตั ิงานในองค์กรธุรกิจ
ทุกแห่งในประเทศไทยจึงสมควรมีพ้ืนฐานความรู้ภาษาไทยเป็นอย่างดี มีความระมัดระวังในการใช้
ภาษาไทยให้ถูกต้อง เพราะการผิดเพี้ยนไปเพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลเสียต่อองค์กรได้ โดยเฉพาะอย่างย่ิง
ในการเขียนจดหมายโต้ตอบ การนาเสนอบันทึกหรือรายงานต่าง ๆ ถ้าผู้เขียนสามารถใช้ภาษาไทยได้
อย่างถูกต้องและเหมาะสมแล้ว ย่อมช่วยให้ผู้ที่ติดต่อด้วยเกิดความเข้าใจท่ีถูกต้องเชื่อม่ัน และศรัทธา
ซึง่ จะนาไปส่ผู ลประโยชน์ขององคก์ รในท่สี ุด

ในงานธุรกิจ ผู้เขียนจะต้องระมัดระวังในเร่ืองการใช้ภาษา โดยจะต้องใช้ภาษาให้ถูกต้องท้ัง
การใชค้ า สานวน ประโยค เครือ่ งหมายวรรคตอน อกั ษรย่อ และการสะกดการนั ต์

ผู้เขียนในงานธุรกิจจาเป็นต้องมีพื้นความรู้ทางภาษาไทยอย่างเพียงพอ และมีความละเอียด
รอบดอบ และประณีต งานทุกช้ินที่เขียนจะต้องถูกต้องตามรูปแบบสะอาด เรียบร้อย เพื่อให้ผู้อ่านเกิด
ความนยิ ม และศรัทธาซงึ่ จะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานหรือองค์กรของผเู้ ขยี นเอง

ภาษาทีใ่ ช้เขียนในงานธรุ กจิ จะตอ้ งมีลักษณะ 5 ประการน้คี ือ กะทดั รัด ชดั เจน ถกู ต้อง สุภาพ
และเหมาะสม

1. กะทัดรัด ภาษาท่ใี ชเ้ ขียนในงานธุรกจิ จะต้องกะทดั รัด คือ ต้องใชถ้ อ้ ยคาน้อยท่สี ุด แตใ่ ห้ได้
ใจความครอบคลมุ เร่ืองราวทง้ั หมด ไม่ใชภ้ าษาฟมุ่ เฟือย เช่น

ก) บรษิ ทั รู้สกึ มคี วามยินดอี ยา่ งยิง่ ที่ได้เปน็ ตวั แทนจาหน่ายสนิ คา้ ชนิดนี้
ถ้าจะเขียนให้กะทัดรัด ควรใช้ว่า บริษัทยินดีอย่างย่ิงท่ีได้เป็นตัวแทนจาหน่ายสินค้า

ชนิดนี้
ข) ทั้งสองบรษิ ัททาความตกลงกันเรยี บรอ้ ยแลว้
ถ้าจะเขยี นใหก้ ะทัดรัด ควรใช้วา่ ทัง้ สองบรษิ ัทตกลงกนั เรียบร้อยแลว้

2. ชัดเจน ภาษาที่ใช้เขียนในงานธุรกิจจะต้องชดั เจน คือ ต้องเขียนให้ผู้อ่านเข้าใจหรือปฏิบัติ
ได้ถกู ตอ้ ง เช่น การเขยี นจดหมายสงั ซือ้ สนิ ค้า ผ้เู ขยี นตอ้ งบอกชอื่ สนิ ค้า รุ่น หรอื แบบ จานวน วนั กาหนด
สง่ วิธกี ารส่ง ฯลฯ เพ่อื ให้ผู้รบั จดหมายเขา้ ใจและปฏิบัติได้ถูกต้อง

การเขยี นเพอื่ การส่อื สารทางวิชาการและวชิ าชพี 89

3. ถูกต้อง ภาษาท่ีใช้เขียนในงานธุรกิจจะต้องถูกตอ้ ง ทั้งเร่ืองการใช้คา สานวน การสะกดคา
การเรียงคา และการใช้ประโยค นอกจากนี้ยังต้องระมัดระวังในเรื่องการใช้เครื่องหมายวรรคตอน และ
อักษรยอ่ ด้วย

ในเรือ่ งการสะกดคา ผู้เขยี นต้องระมัดระวังสะกดคาให้ถูกต้อง ในภาษาไทยมีคาหลายคาที่
ออกเสียงเหมือนกนั แตส่ ะกดต่างกนั และมีความหมายต่างกนั เชน่ คาวา่ การ การณ์

การ แปลวา่ งาน เรอื่ ง ธรุ ะ
การณ์ แปลวา่ เหตุ เค้า มลู
การ และ การณ์ มีความหมายต่างกัน เม่ือจะใช้ความหมายใดจะต้องสะกดให้
ถกู ต้อง เชน่
ก) สมาคมยังหาตัวผู้ท่ีจะมาทาหน้าที่เป็นปฏิคมไม่ได้ จึงได้มอบให้เลขานุการรักษาการ
ตาแหนง่ ปฏคิ มดว้ ย
ข) บรษิ ัทนม้ี ยี ามรกั ษาการณ์หลายคน

ประโยค ก) ใช้ว่า "รักษาการ" ซ่ึงแปลว่า ปฏิบัติหน้าท่ีหรือปฏิบัติราชการแทน
ตาแหน่งท่ีว่าง

ประโยค ข) ใช้วา่ "รักษาการณ์" ซง่ึ แปลวา่ ดแู ลเหตกุ ารณต์ ่าง ๆ
ในเร่ืองความถูกต้องนี้ ผู้เขียนต้องระมัดระวังการเขียนถ้อยคาสานวนและประโยคให้มี
ลกั ษณะเป็นภาษาไทยดว้ ย ไม่ควรเขยี นเลียนแบบภาษาต่างประเทศ เช่น
ค) สถาบันการเงนิ ภายใต้การดูแลของรัฐบาลเลิกกจิ การไปหลายแหง่ แลว้
ประโยคนใี้ ช้วา่ "ภายใต้การดูแลของ" ซึ่งมีลกั ษณะเปน็ สานวนภาษาต่างประเทศ ถา้ จะ
เขียนใหเ้ ป็นสานวนภาษาไทย ควรใชว้ ่า
ตัวอย่าง
"ร้านมณีผาสุก ขอส่ังซื้อรองเท้าผ้าใบ "ทรงทิพย์" รุ่น 12 สีขาว จานวน 20 คู่ ขอให้
ท่านส่งทาง พ.ก.ง. ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2534 พร้อมน้ีได้แนบธนาณัติจานวนเงนิ 4,000 บาท มา
ดว้ ยแล้ว"
สถาบันการเงนิ ท่ีรฐั บาลดแู ลอยูเ่ ลิกกจิ การไปหลายแหง่ แล้ว
ง) ภาวะการส่งออกข้าวโพดของไทยยังเป็นไปไม่ได้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ประโยค
นี้ใช้ว่า ภาวะการส่งออกข้าวโพดของไทยยังเป็นไปไม่ได้ ซ่ึงเป็นสานวนภาษาต่างประเทศ ถ้าจะเขียนให้
เปน็ สานวนภาษาไทย ควรใชว้ ่า ไทยยังสามารถสง่ ข้าวโพดออกได้จนถงึ ชว่ งไตรมาสสุดท้ายของปนี ้ี
จ) ห้าประเทศมหาอานาจตะวันตกกาลังพยายามท่ีจะทาให้สงครามในประเทศอิรักยุติลง
ประโยคนี้ใช้คาบอกจานวนนับนาหน้าคานาม และไม่มีคาลักษณนาม ซ่ึงไม่ใช่ลักษณะของภาษาไทย

90 ชวนพศิ อัตเนตร์

ถ้าจะเขยี นให้ถูกต้องตามลักษณะของภาษาไทย ควรใช้วา่ ประเทศมหาอานาจตะวนั ตกห้าประเทศกาลัง
พยายามทจ่ี ะทาให้สงครามในประเทศอริ กั ยตุ ิลง

ฉ) มันเป็นสิ่งที่ไม่ยากเลยท่ีเราจะเรียนเรื่องภาษาธุรกิจประโยคนี้ใช้ "มันเป็น" ขึ้นต้น
ประโยค ซ่งึ เป็นลักษณะประโยคภาษาต่างประเทศ ถา้ จะเขยี นให้เป็นประโยคภาษาไทย ควรใช้วา่ เราจะ
เรยี นภาษาธรุ กิจไดไ้ มย่ าก

ช) เพราะว่าการลักลอบนากาแฟเข้าประเทศจึงทาให้ปริมาณกาแฟที่ขายอยู่ในขณะน้ีไม่
เป็นที่ทราบปริมาณที่แท้จริงประโยคนี้มีรูปประโยคเป็นแบบประโยคภาษาต่างประเทศ ถ้าจะเขียนให้
เป็นประโยคภาษาไทย ควรใช้ว่า เราไม่ทราบปริมาณที่แท้จริงของกาแฟที่ขายอยู่ในขณะนี้ เพราะว่ามี
การลกั ลอบนากาแฟเข้าประเทศ

ช) การบรรยายจะได้รับการจัดโดยสมาคมของเราในวันศุกร์หน้า ประโยคน้ีมีรูปประโยค
เป็นแบบประโยคภาษาต่างประเทศ ถ้าจะเขียนให้เป็นประโยคภาษาไทย ควรใช้ว่าสมาคมของเราจะ
จัดการบรรยายข้ึนในวันศุกรห์ น้า

4. สุภาพ ภาษาที่ใช้ในงานธุรกิจจะต้องสุภาพ คือ ต้องใช้ถ้อยคาท่ีแสดงความสุภาพ เช่น
ขอบคุณ ขออภัย ยินดี ฯลฯ ไม่ใช้ถ้อยคาที่ไม่สุภาพ หรือถ้อยคาท่ีแสดงอารมณ์หงุดหงิด ยุ่นเคือง หรือ
ก้าวร้าว รนุ แรง

ตัวอย่าง
"บริษัทขอขอบคุณท่ีท่านได้กรุณาให้คาแนะนาท่ีดีแก่บริษัท และขออภัยท่ีได้ส่งรายการ
สนิ ค้ามาใหท้ ่านช้ากว่ากาหนด บรษิ ัทหวังวา่ คงจะได้รบั ใชท้ ่านอีกในโอกาสตอ่ ไป"
ในตวั อย่างนี้ มีคาทแ่ี สดงความสุภาพ คอื ขอขอบคณุ กรุณา ขออภยั รบั ใช้

5. เหมาะสม ภาษาท่ีใช้ในงานธุรกิจจะต้องใช้อย่างประณีต เหมาะสมกับกาลเทศะ และ
บุคคลการใชภ้ าษาใหเ้ หมาะกบั กาลเทศะ เชน่ การเขยี นจดหมายแสดงความยนิ ดีในโอกาสต่าง ๆ จะต้อง
เลอื กใชค้ าให้เหมาะกบั โอกาสน้นั ๆ

ตัวอย่าง ในจดหมายแสดงความยินดีในโอกาสเปิดกิจการใหม่ หรือเปิดดาเนินธุรกิจมา
ครบรอบปี ควรใช้ถ้อยคาว่า ขอแสดงความยินดี ขอแสดงความชื่นชม ด้วยความปรารถนาดี และควร
อวยพรให้กจิ การเจรญิ ร่งุ เรอื งโดยอาจอา้ งสงิ่ ศักดส์ิ ิทธ์ใิ หช้ ว่ ยอานวยพรให้ เชน่

ก) "เนื่องในโอกาสเปิดกิจการห้างสรรพสินค้า มณีผาสุก ในวันที่ 1 สิงหาคม 2534 นี้
บรษิ ทั พรพรรณ จากัด ขอแสดงความยินดี และช่นื ชมเปน็ อยา่ งยงิ่ และขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย
และส่ิงศักดิ์สิทธ์ิทั้งหลาย จงดลบันดาลให้ ห้างสรรพสินค้ามณีผาสุก ประสบแต่ความเจริญรุ่งเรือง
ตลอดไป"

ข) "ขอแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสครบรอบ 3 ปี ของห้างสรรพสินค้ามณีผาสุก ขอให้
กิจการเจริญก้าวหนา้ คปู่ ระชานิรันดรด์ ว้ ยความปรารถนาดีจาก บริษัท พรพรรณ จากดั "

การเขียนเพอ่ื การส่ือสารทางวชิ าการและวชิ าชพี 91

ค) "เราขอแจ้งให้ทราบว่าใบสั่งซื้อของท่านท่ีส่งมาน้ัน แจ้งรายการมาไม่ครบ และยังไม่
บอกว่าจะชาระค่าสินค้าอย่างไร เราจึงยังไม่ส่งสินค้าให้ท่าน ถ้าท่านต้องการสินค้าของเราจริง ๆ ก็จง
เขียนใบสั่งซื้อใหช้ ดั เจนกว่านี้ และส่งรายละเอียดในเรื่องการจา่ ยเงนิ มาด้วย"

การเสนอสาระและความคดิ

เป็นการนาแนวคิดและเน้ือหา คือ ความคิดที่ผู้เขียนกาหนดไว้ก่อนจะลงมือเขียน ซ่ึงอาจจะ
นามาจาก การฟงั การอา่ น การเขยี น ส่ิงท่พี บเห็นรอบตวั ประสบการณ์ หรอื จิตนาการ

ส่ิงสาคัญท่ีสุดในข้อความทุกประเกท คือ สาระและความคิดที่ผู้เขียนข้อความนั้นนาเสนอต่อ
ผู้อ่าน

สาระ แปลว่า ส่วนสาคัญ ข้อใหญ่ใจความ สาระที่เสนออาจเป็นเร่ืองราว ข้อเท็จจริง และ
ความรู้ทั่วไป หรอื ความรู้ในวงวิชาการเฉพาะต้านหรอื เฉพาะสาขาอาชีพ

ส่วนความคิด อาจเป็นคาวิจารณ์ ข้อคดิ เห็น หรอื ขอ้ เสนอแนะทเี่ ปน็ ประโยชน์
การจะเสนอสาระได้น้ัน ผู้เขียนจะต้องมีข้อมูลต่าง ๆ ครบถ้วน และต้องรวบรวมข้อมูล นามา
วเิ คราะห์ และจัดระเบียบ เรียบเรียงใหม้ ลี าดบั ท่ีเหมาะสมเพอื่ นาเสนอตอ่ ไป
ข้อมูลท่ีจะนามาวิเคราะห์และเรียบเรียงนั้น อาจได้มาจากสิ่งต่าง ๆ เหล่าน้ีคือ จาก
ประสบการณ์หรอื จากการสงั เกตของผู้เขยี นเอง จากขา่ วสารท่เี กิดขึ้นในปัจจบุ นั หรือข่าวสารประจาวัน
จากแหล่งความรู้ตา่ ง ๆ และจากผทู้ รงคณุ วฒุ ิ
เมื่อรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ได้ครบถ้วนตามต้องการแล้ว ผู้เขียนต้องจัดระเบียบข้อมูลเหล่านั้น
เพ่ือวิเคราะห์ต่อไป โดยแยกข้อมูลเหล่าน้ันออกเป็นหมวดหมู่ จับเน้ือหาสาระของข้อมูล และบันทึกไว้
แล้วจงึ เรียบเรยี งให้เป็นเน้อื ความเพอ่ื นาเสนอตอ่ ไป
1. ข้อควรคานงึ ในการเสนอสาระในการเสนอสาระ

ผู้เขียนต้องคานงึ ถึงส่ิงตา่ ง ๆ ดังน้ี คือ ความถกู ตอ้ ง ความเป็นระเบียบ และความชัดเจน
1.1 ความถูกต้อง สาระที่นาเสนอส่วนใหญ่เป็นความรู้ท่ีได้จากข้อมูลท่ีรวบรวม และ
วิเคราะห์แล้ว ก่อนนาเสนอผู้เขียนต้องตรวจสอบให้แน่นอนว่าความรู้ท่ีนาเสนอน้ันถูกต้อง โดยอาจ
ตรวจสอบกับแหลง่ ความรู้ทเ่ี ป็นเอกสารหลาย ๆ ฉบับท่ีน่าเช่อื ถือและใช้เปน็ หลักฐานอ้างอิงได้ หรอื อาจ
สอบทานกับผู้ทรงคุณวุฒิที่สังคมยอมรบั ว่ามีความร้แู ละเชยี่ วชาญในเรื่องที่ผู้เขยี นจะนาเสนอ
1.2 ความเป็นระเบียบ สาระท่ีนาเสนอจะต้องเรียงลาดับความอย่างเป็นระเบียบ
เนื่องจากการเรียงลาดับความอย่างไม่เป็นระเบียบอาจทาให้ผู้อ่านเกิดความสับสน หรือสงสัยได้ ผู้เสนอ
สาระต้องกาหนดโครงเรือ่ งที่จะนาเสนอโดยแบ่งเป็นหัวข้อใหญ่และหัวข้อย่อย กาหนดขอบเขตของสาระ
ท่ีจะเสนอในแต่ละหัวข้อ แลว้ นาเสนอเป็นลาดับตอ่ ไป

92 ชวนพิศ อัตเนตร์

โดยท่วั ไปสาระท่ีนาเสนอจะเรียงลาดบั ดงั น้ี
1.2.1 เรยี งลาตบั ตามความยากงา่ ยของเรือ่ งจากเรอ่ื งท่ีเข้าใจงา่ ยไปสู่เรื่องท่ีเขา้ ใจยาก
1.2.2 เรียงลาดับตามความสาคัญของเรอ่ื งจากเร่อื งทส่ี าคญั น้อยไปสูเ่ รื่องทีส่ าคญั มาก
1.2.3 เรียงลาดับตามเวลาหรือเหตุการณ์ จากอดีตไปสู่ปัจจุบันหรือจากเหตุการณ์ท่ี
เกดิ ข้นึ ก่อนไปส่เู หตุการณท์ ่เี กดิ ทหี ลงั ตามลาดับ
1.2.4 เรียงลาดับตามความสมั พันธ์ จากเร่ืองท่อี ยู่ใกลต้ วั ไปสเู่ รอื่ งที่ไกลตัว
1.3 ความชัดเจน การเสนอสาระท่ีเป็นลายลักษณ์อักษรต้องการความชัดเจนอย่างย่ิง
เนอื่ งจากการเขียนไม่เหมือนกบั การสนทนา ในการสนทนาผฟู้ ังมีโอกาสชักถามผู้พดู ได้ทันทเี มอื่ เกิดความ
สงสัย แต่ในการเขียนผู้อ่านไม่มีโอกาสซักถามผู้เขียนเมื่อมีข้อสงสัยหรือไม่เข้าใจผู้เขียนจึงจาเป็นต้อง
เสนอสาระอย่างชัดเจนที่สุดเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจการเสนอสาระท่ีชัดเจนทาได้โดยอาศัยหลักการเขียนท่ีดี
คอื ระวังในเรอื่ งการใชค้ า การใชส้ านวน และการใช้ประโยค
1.3.1 การใช้คา ต้องใช้ให้ตรงความหมายที่สุดเหมาะแก่สานวนภาษา และเลือกใช้
คาที่ผู้อ่านจะเข้าใจได้ง่าย ไม่ใชภ้ าษาต่างประเทศถ้าไมจ่ าเปน็ และใชค้ าสม่าเสมอไม่เปล่ียนไปเปลี่ยนมา
1.3.2 การใช้สานวน ต้องใช้สานวนภาษาเป็นทางการ เป็นสานวนภาษาไทย ไม่เป็น
สานวนภาษาต่างประเทศ
1.3.3 การใช้ประโยค ต้องเป็นประโยคท่ีถูกไวยากรณ์ กะทัดรัด ชัดเจน และ
สละสลวยส่ิงสาคัญอกี ประการหนึ่งที่ผเู้ ขยี นเสนอต่อผู้อ่านหลังจากท่ีไดเ้ สนอสาระแล้วก็คือ ความคิดของ
ผู้เขียนความคิด คือ ส่ิงท่ีปรากฎเป็นรูปหรือเป็นเร่ืองขึ้นในใจขณะท่ีบุดคลกาลังพิจารณาสิ่งใดสิ่งหน่ึง
อยา่ งละเอียดรอบคอบ
ความคิดที่เกิดจากการพิจารณาสาระต่าง ๆ อาจมีหลายอย่าง กล่าวคือ คิดว่าสาระ
เหล่านั้นมีข้อดีและข้อเสียหรือข้อบกพร่องอย่างไร น่าเชื่อถือหรือไม่ และมีแนวทางหรือวิธีการใดท่ีจะ
แกไ้ ขสวนที่เสยี ให้ดีข้ึน เม่อื เกดิ ความคดิ เหล่าน้ีแล้ว ผู้เขียนก็จะเรยี บเรียงและนาเสนอตอ่ ไป

2. ลกั ษณะการเสนอความคิด
การเสนอความคิดอาจทาได้ในลักษณะต่าง ๆ คือการวิจารณ์ การแสดงความคิดเห็น และ

การเสนอแนะ
2.1 การวิจารณ์ คือ การพิจารณาข้อดี และข้อเสียหรือข้อบกพร่องของส่ิงใดส่ิงหนึ่ง หรือ

ของบุคคลใดบุคคลหน่ึง แล้วนาขอ้ ดี และข้อเสยี น้นั มาบอกแกผ่ ู้อ่ืน อาจบอกดว้ ยการพูดหรือการเขียนก็
ได้ หลักสาคัญของการวิจารณ์ก็คือ ต้องพิจารณาตัดสินเรื่องราวต่าง ๆ อย่างเที่ยงธรรม ผู้วิจารณ์ต้อง
วางตวั เปน็ กลางไม่มีอคติใด ๆ ท้งั ส้ิน แยกใหเ้ ห็นขอ้ ดี และข้อเสยี อย่างเด่นชัด ให้เหตผุ ลและยกตัวอย่าง
ประกอบให้ชดั เจน ส่ิงท่คี วรระวังในการวจิ ารณ์ คือ ต้องพยายามแสดงใหเ้ หน็ วา่ ไม่ใช่การเสนอแต่เฉพาะ
ขอ้ เสียหรอื ข้อบกพรอ่ งเพียงประเด็นเดยี ว


Click to View FlipBook Version