The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การเขียนเพื่อการสื่อสารทางวิชาการและวิชาชีพ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aram.du, 2021-12-14 06:23:08

การเขียนเพื่อการสื่อสารทางวิชาการและวิชาชีพ

การเขียนเพื่อการสื่อสารทางวิชาการและวิชาชีพ

398 ชวนพศิ อตั เนตร์

2. ข้อมูลเกยี่ วกับการเรียนการสอนผา่ นอินเทอรเ์ น็ต สามารถค้นหาไดจ้ าก
www.thaied.com
www.thaistudy.com

3. ข้อมลู เกี่ยวกบั ความรู้ท่วั ไป สามารถค้นหาไดจ้ าก
www.srithai.com
www.glassdec.com

๔. ขอ้ มลู เก่ยี วกบั โปรแกรมคอมพวิ เตอร์ สามารถคน้ หาไดจ้ าก
www.thaibulder.net
www.cadthai.com

การเก็บข้อมูลภาคสนาม หรือการสืบค้นจากแหล่งข้อมูลจริงก็เป็นอีกวิธีการหน่ึงในการเก็บ
รวบรวมข้อมูล เช่น การศึกษาข้อมูลทางคติชน ภูมิศาสตร์ การศึกษาเรื่องธรณี เป็นต้น ผู้ทารายงาน
จะต้องกาหนดวัตถุประสงค์ใหช้ ัดเจนวา่ มีความประสงค์จะสืบค้นข้อมูลเก่ียวกับเรอื่ งใดเพ่ือให้ได้ข้อมลู ที่
ชัดแจ้ง ผู้บันทึกข้อมูลจะต้องเตรียมความพร้อมก่อนที่จะเก็บข้อมูลภาคสนาม เช่น การสารวงพ้ืนท่ี
คาถามหลักสาหรับถามวทิ ยากร วิธีที่เก็บข้อมูล เครื่องมือสาหรับการเก็บข้อมูล การจัดเตรียมเร่ืองท่ีพัก
เป็นต้น

ดังนั้น การทารายงานทางวิชาการ นอกจากการค้นคว้าจากเอกสารแล้ว ผู้ทารายงานยัง
สามารถคน้ หาขอ้ มูลได้จากแหล่งตา่ ง ๆ ดงั ทก่ี ลา่ วมา หรืออาจใช้วธิ อี ่นื ทนี่ อกเหนือจากท่ีกลา่ วมาข้างต้น
เพ่อื ให้ขอ้ มูลที่สมบูรณ์

การเรยี บเรยี งเนือ้ หา และเขยี นเชิงอรรถ มี 3 ข้ันตอน คอื
1. เรียงบัตรบันทึกในหมวดหมู่ ลาดับเนื้อหาตามโครงเร่อื งทว่ี างไว้
2. เรียงลาดับความคิดในแต่ละหัวขอ้ ของโรงเร่อื งให้ต่อเนื่องสัมพันธ์กัน
3. เขียนรายงานฉบับร่างตามลาดับความคิดและโครงเร่ือง การเขียนรายงานที่ดี ไม่ใช่การ
คัดลอกจากต้นฉบับท่ีผู้ศึกษาได้อ่านมา แต่จะต้องเขียนจากความรู้ ความคิดของผู้เขียนรายงานเองใช้
เอกสารที่อ่านเป็นส่วนประกอบเท่าน้ัน ต้องเป็นภาษาเขียนท่ีอ่านเข้าใจง่าย มักใช้คาท่ีเหมาะสม
ประโยคไม่ซับซ้อนจนเกินไป มีความสัมพันธ์ระหว่างประโยคแต่ละประโยค ย่อหนาแต่ละย่อหน้า
หัวข้อแต่หัวข้อตามโครงเรื่องท่ีวางไว้ ตัวสะกดการันต์ต้องเขียนให้ถูกต้องตามหลักการเขียนประโยค
ภาษาไทย
ในขณะที่เขียนรายงานผู้ศึกษาอาจจะต้องอ้างถึงข้อความสาคัญที่คัดลอกมา เช่น ข้อมูลท่ีเป็น
ตัวเลข หรือสถิติ จึงต้องเขียนเชิงอรรถเพื่อบอกแหล่งที่มาของข้อมูลเหล่านั้น บางคร้ังอาจจะต้องเขียน

การเขียนเพอื่ การสอ่ื สารทางวชิ าการและวชิ าชีพ 399

เชิงอรรถเพื่ออธิบายคาหรือข้อความต่าง ๆ หรือเขียนเชิงอรรถเพ่ือโยงให้ผู้อ่านไปดูรายละเอียดของ
ขอ้ ความน้นั ๆ ในหน้าอ่ืน

เชงิ อรรถ (Footnote) แบง่ เป็น 3 ประเภท คือ
1. เชิงอรรถอ้างอิง คือเชิงอรรถที่บอกให้ทราบว่าข้อความ หรือแนวคิดนั้นอยู่ในสิ่งพิมพ์
ชนิดใด เพื่อใหผ้ อู้ า่ นรายงานไดต้ รวจสอบ หรือค้นคว้าเพ่มิ เตมิ เชงิ อรรถชนิดนี้มีทงั้ เขียน หรือพิมพ์ไวท้ ้าย
หน้าทีเ่ ขยี นหรอื พิมพไ์ ว้ในวงเล็บแทรกปนไปกับเน้ือหารายงาน

ตัวอย่าง เชิงอรรถอา้ งองิ เขยี นหรือพิมพ์ไว้ท้ายหนา้

สาหรับสงั คมไทยน้ันเราแบง่ ประเภทของการแบ่งชั้นทางสังคม ดงั นี้
1. การแบ่งช้ันทางสังคมตามระบบวรรณะ เป็นผลท่ีสืบเน่ืองมาจากอิทธิพลของศักด์ินา
ซ่งึ มีกฎเกีย่ วกบั วงศ์ตระกลู ของพวกเจา้ ขนุ มูลนาย
2. การแบ่งช้ันทางสังคมตามระบบฐานันดร คือ บุคคลซ่ึงได้รับพระราชทานบรรดาศกั ดิ์
เป็นเจา้ พระยา พระ หลวง ขุน และจม่นื ย่อมมีฐานนั ดรศักด์ิ และมที ีด่ นิ ตามทใี่ ห้รบั พระราชทาน
3. การแบ่งชั้นทางสังคมตามระบบชนช้ัน คือได้ใช้ปัจจัยทางเศรษฐกิจเป็นมาตรฐานใน
การกาหนดชน้ั ของบุคคล เช่น แบง่ คน มี คนจน เปน็ ต้น

ตัวอยา่ ง เชงิ อรรถอา้ งองิ ท่ีเขยี นหรอื พมิ พ์แทรกปนไปกบั เนื้อหา
สาหรับสงั คมไทยนนั้ เราแบ่งประเภทของการแบ่งชนชน้ั ทางสังคม ดังน้ี
1. การแบง่ ชนชนั้ ทางสงั คมตามระบบวรรณะ...........................................................

...........................................................................................................................................................
3. การแบ่งชนชั้นทางสังคมตามระบบชนชั้น คือไม่ใช้ปัจจัยทางเศรษกิจเป็นมาตรฐาน

ในการ

ตัวอย่าง เชงิ อรรถขยายข้อความ

..............................................................
แหล่งผลิตเครื่องมือเคร่ืองใช้โลหะโดยเฉพาะอย่างย่ิงสาริด* ท่ีสาคัญซ่ึงแสดงให้เห็นเทคนิคและ
วิธีการที่ชาญฉลาดของมนุษย์ในประวัติศาสตร์นาคอีสาน คือ บริเวณบ้านเชียง อาเภอหนองหาน
จงั หวัดอดุ รธานี ได้พบเคร่อื งสาริดหลายอยา่ งตัง้ แตใ่ บหอก เบ็ด รา และแมพ่ ิมพส์ าหรบั หล่ออาวุธ

400 ชวนพศิ อตั เนตร์

3. เชิงอรรถโยง คือ เชิงอรรถที่บอกให้ผู้ผ่านไปดูรายละเอียดของคา ข้อความหรือเร่ืองตอน
นั้นจากหนา้ อืน่ หรอื บทอื่นใบรายงานฉบับเดยี วกัน โดยเขยี นหรือพมิ พไ์ ว้ท้ายหน้าท่ีต้องการโยงขอ้ ความ
นน้ั ๆ

ตวั อย่าง เชงิ อรรถโยง

อย่างไรก็ตามการหล่อโลหะที่เป็นสาริดคงสืบต่อเรื่อยมรในดินแดนของภาคอีสาน
จนมาถึงสมัยประวัติศาสตร์ เพราะในสมัยลพบุรีประมาณพุทธศตวรรษท่ี 12 -13 ได้พบ
ประตมิ ากรรมสาริดจานวนมากตามแบบอย่างของศิลปะลพบรุ ี หรอื ศิลปะะขอม* กระจัดกระจาย
อยใู่ นถนิ่ ตา่ ง ๆ ของภาคอสี าน

ปัจจุบันการเขียนเชิงอรรถอ้างอิงนิยมเขียนแทรกปนกับเนื้อหารายงานมากกว่าเขียนไว้
ท้ายหน้ากระดาษ การเขียนอรรถอ้างอิงการเขียนแทรกปนไปกับเนื้อหามี 2 ระบบ คือ ระบบนาม-ปี
(Name-Year System) และระบบตัวเลข (Number System) แต่ในเอกสารนี้จะกล่าวถึงการเขียน
เชิงอรรถอ้างอิงแบบแทรกปนไปในเนื้อหาตามระบบนาม-ปี เท่าน้ัน เพราะเป็นระบบท่ีลดความยุ่งยาก
ของการเขียนเชิงอรรถลงมาก เพียงแต่ระบุ ชื่อผู้แต่ง ปีท่ีพิมพ์ และเลขหน้าในเชิงอรรถอ้างอิงระบบ
นาม-ปี มีรายละเอยี ดทค่ี วรทราบ ดังน้ี

1. การลงรายการชือ่ ผูแ้ ต่ง
1.1 ผู้แต่งท่ีเป็นสามัญชน ให้เขียนช่ือ ช่ือสกุล สาหรับคนไทย และเขียนเฉพาะช่ือ

สาหวบั ชาวต่างประเทศ โดยตดั คานาหน้าบอกเพศ (นาย, นาง , นางสาว) อาชพี (พลตรี, ตรี, นายแพทย์
ฯลฯ) ตาแหนง่ ทางวชิ าการ (อาจารย,์ รองศาสตราจารย์, ศาสตราจารย์ ฯลฯ) คณุ วฒุ ิ (ดร.) ออกไป เช่น

พลตรีจาลอง ศรเี มือง (จาลอง ศรเี มอื ง, 2538:122)

ดร.เสรี วงษม์ ณฑา (เสรี วงษม์ นฑา, 2530:17-20)

โจนาธาน โรเจอร์ โรเจอร์ (Roger, 1971:25)

Stephen Richardson (Richardson, 1965-67)

1.2 ผู้แต่งที่เป็นพระมหากษัตริย์ พระราชินี พระบรมวงศานุวงศ์ และผู้แต่งที่มี

บรรดาศักดิ์ ฐานันดรศักดิ์ และสมรศักด์ิ ให้คงบรรดาศกั ดิ์ และสมณศักดไิ์ ว้คงเดมิ เชน่

สมเด็จพระเทพรตั นราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี (สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกมุ าร,ี 2532:67)
สมเด็จฯ กรมพระวงราชานุภาพ
(สมเดจ็ ฯ กรมพระวงราชานุภาพ,
หลวงประดษิ ฐม์ นธู รรม 2516:7)
พระครูกลั ยานุกูล
(หลวงประดษิ ฐม์ นูธรรม, 2517:79-89)
(พระครกู ัลยานุกลู , 2525:78-89)

การเขียนเพือ่ การส่อื สารทางวชิ าการและวิชาชีพ 401

1.3 ผู้แต่ง 2 คน เอกสารภาษาไทยให้เช่ือมช่ือและนามสกุลของผู้แต่งคนที่สองด้วย
คาว่า “และ” สาหรบั เอกสารต่างประเทศใหใ้ ช้คาว่า “and”

ความรู้พืน้ ฐานเกีย่ วกบั การใช้ภาษาในการแสดงออกทางวิชาการ

การศึกษาในระดับอุดมศึกษาไม่ใช่การที่ผู้เรียนจะต้องเข้าห้องเรียนเพื่อฟังคาบรรยายจาก
อาจารย์ผู้สอนและรับมอบหมายงานให้ไปทาเท่านั้น หากแต่ว่าทุกคนจะต้องศึกษาค้นคว้าเพ่ิมเติมทั้งใน
และนอกห้องเรียนเพ่ือให้มีความรอบรู้กว้างขวางในทุกส่ิงอย่าง ท้ังแวดล้อมตัวเรา และห่างไกลจากตัว
เรา ศึกษาทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต รู้จักคิดพิจารณาอย่างมีหลักการ และเหตุผล สามารถดาเนิน
ชีวิตต่อไปอย่างมีความสุข รู้จักตัดสินใจ และแก้ไขปัญหาชีวิตได้อย่างดี มีศิลปะในการดาเนินชีวิต
นอกจากจะดูแลตัวเองได้อย่างดี มีคุณภาพชีวิตได้ดูแลช่วยเหลือสังคมได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการแสดง
ความคิดเห็น ช่วยถ่ายทอดความรู้ การลงมือปฏิบัติช่วยเหลือและการเป็นผู้นาชุมชนในด้านต่าง ๆ
ซึ่งจาเปน็ จะต้องมีความสามารถทางการใชภ้ าษาในการแสดงออกทางวิชาการ

ลักษณะของการใชภ้ าษาเชงิ วชิ าการ
1. เปน็ ภาษาที่ถกู ต้องตามหลักไวยากรณ์
2. ใช้ภาษาระดับมาตรฐานราชการ อาจมภี าษาระดบั กงึ่ ทางการ หรือภาษาระดบั อื่นปะปนได้
บา้ ง
3. เสนอสาระและแนวคดิ อย่างเปน็ ระบบระเบียบ มลี าดับข้ันตอนทดี่ ี มีความเหมาะสม
4. มกี ารกาหนดจดุ มุ่งหมายไวช้ ัดเจนเน้อื หาสาระที่ส่อื ออกมาต้องเปน็ ไปตามจุดม่งุ หมาย
5. มีการขยายความและเสริมแนวคิดด้วยเหตุและผลประกอบอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ
ดว้ ยการอ้างองิ ข้อมลู บคุ คล สถิติ ตวั อย่างต่าง ๆ
6. หากมีการใชศ้ พั ท์เฉพาะของทางวิชาการที่เก่ยี วข้องควรใช้เท่าทจ่ี าเป็นเทา่ นั้น
7. ในการสรุปประเดน็ สาคญั ตา่ ง ๆ ต้องมคี วามกระชับ รัดกุม แจ่มแจง้ ตรงประเด็น

การใช้ภาษาในการแสดงออกทางวชิ าการมอี ยู่ 2 ลกั ษณะใหญ่ คอื
1. การใช้ภาษาในการแสดงออกทางวิชาการโดยการพูด
2. การใช้ภาษาในการแสดงออกทางวชิ าการโดยการเขียน

การใช้ภาษาในการแสดงออกทางวิชาการโดยการพูด
การพูดเชิงวิชาการ เป็นการส่ือสารท่ีสะดวก รวดเร็ว ประหยัด และสามารถโต้ตอบได้ทันที
ท้ังยังสามารถท่ีจะสังเกตเห็นกิริยา สีหน้า ท่าทาง น้าเสียง อารมณ์ ความรู้สึก ตลอดจนปฏิกิริยาต่าง ๆ

402 ชวนพิศ อตั เนตร์

ที่เกิดขึ้นได้ด้วย นอกจากการพูดทั่วไปในชวี ติ ประจาวันแล้ว ยังสามารถนาการพูดไปใช้ในเชิงวิชาการได้
ด้วย

การพูดเชิงวชิ าการมีลักษณะเนอ้ื หาสาระแตกต่างจากการพูดสนทนา หรืออภิปรายเรอื่ งทั่ว ๆ
ไป กล่าวคือ เป็นการพูดท่ีมุ่งเสนอสารอันเป็นความรู้ และความคิดเห็นอย่างมีหลักวิชาในวงการของ
ศาสตร์ต่าง ๆ (สุโขทัยธรรมาธิราช. 2551:283) การพูดเชิงวิชาการมีหลายประเภทด้วยกัน เช่น
การบรรยาย การอภปิ ราย การสนทนา การประชุมปรกึ ษา การแสดงความคิดเหน็ เปน็ ตน้

การใชภ้ าษาในการแสดงออกทางวชิ าการโดยการเขยี น
การเขยี นเชิงวชิ าการ มลี กั ษณะเนอื้ หาสาระแตกตา่ งจากการเขียนเร่อื งทัว่ ๆ ไป กล่าวคือ เป็น
การเขียนที่เป็นการถ่ายทอดความรู้ ความคิดเห็น ทัศนคติ ฯลฯ ของผู้เขียนในเรื่องใดเร่ืองหน่ึงอย่างมี
ระบบ แล้วนามาเรียบเรียงเป็นข้อความที่มีการอ้างอิงอย่างน่าเชื่อถือ อาจมีการวิเคราะห์ข้อมูล และ
เสนอแนะอย่างน่าสนใจ และเป็นประโยชน์ ในการเขียนเชิงวิชาการน้ี ผู้เขียนจะต้องใช้ภาษาท่ีเป็น
ทางการ (คณาจารย์ภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก. 2551:65) การเขียนเชิงวิชาการมีหลาย
ประเภทด้วยกัน เช่น การเขียนรายงาน การเขียนแสดงความคิดเห็น การเขียนบทความ สารคดี
จดหมายราชการ จดหมายธุรกิจ เปน็ ตน้
กอ่ นทจ่ี ะไดเ้ รยี นรู้และฝึกหัดเกี่ยวกับการพูดและการเขยี นเชงิ วชิ าการ ผู้เรยี น ควรจะได้ศึกษา
เกี่ยวกบั เรือ่ งของ ภาษา ระดับของภาษา ตลอดจนคุณลักษณะทด่ี ีของผู้พูด และผู้เขยี นงานเชิงวชิ าการ
ก่อนดังตอ่ ไปนี้
ภาษา คาว่า "ภาษา" ท่ีใช้ในภาษาไทย มีรากศัพท์มาจากคาในภาษาสันสกฤตว่า "ภาษ" และ
ภาษาบาลีว่า "ภาสา " มีความหมายตามรากศัพท์ว่า ถ้อยคา หรือ คาพูด ตรงกับคาว่า Language ใน
ภาษาอังกฤษ (คณาจารย์ภาควชิ าภาษาไทยและภาษาตะวนั ออก. 2553:8)
โดยท่ัวไปแล้วเมื่อใช้คาว่า "ภาษา" เฉยา มักหมายถึงวัจนภาษา หรือภาษาถ้อยคาเท่าน้ัน
ไม่รวมถึงอวัจนภาษา หรือภาษาท่ีไม่ใช้ถอ้ ยคา (มหาวิทยาลัยสุโขทยั ธรรมาธิราช. 2553:30)
การส่อื สารในชวี ติ ประจาวนั ของมนุษย์จะเป็นกระบวนการที่แสดงออกให้บคุ คลอืน่ รบั ทราบถึง
ความในใจเองไม่ว่าจะเป็นเร่ืองของความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ทัศนคติ ความต้องการในเรื่องต่าง ๆ
ในการแสดงออกซ่งึ ความในใจของตนน้ีมนุษยใ์ ชภ้ าษาเปน็ เครื่องมอื นักวิซาการที่สนใจศึกษาเรื่องการใช้
ภาษาของมนุษย์เห็นว่า มนุษย์มีการแสดงออกโดยผ่านภาษาในหลายลักษณะ เช่น ผ่านภาษาท่ีเป็น
ถ้อยคา กริยาอาการ หรือในบางครั้งยังมีการแสดงออกผ่านภาษาท่ีไม่ใช้ถ้อยคา หรือกริยาอาการเลย
เช่น วตั ถุภาษา เทศะภาษา เป็นตน้ (คณาจารยภ์ าควชิ าภาษาไทยและภาษาตะวันออก. 2551:26) นน่ั ก็
คือ การสื่อสารในชีวิตประจาวันนั้นจะมีการใช้ภาษาที่เป็นทั้งวัจนภาษา และภาษาที่เป็นอวัจนภาษา
ในลกั ษณะต่าง ๆ กนั ไปดว้ ย

การเขยี นเพือ่ การส่ือสารทางวิชาการและวิชาชีพ 403

วัจนภาษา คือ ภาษาถ้อยคา ถ้อยคา คือ เสียงพูดท่ีมนุษย์ตกลงกันเพ่ือให้ทาหน้าที่แทน
มโนภาพของส่ิงต่าง ๆ ที่มนุษย์ด้วยกันสามารถรับรู้ได้ทางประสาทสัมผัสต่าง ๆ ได้แก่ ทางตา หู จมูก
ล้ิน และกาย มนุษย์ บางพวกบางเหล่าท่ีมีความเจริญมากแล้วยังได้คิดเคร่ืองหมายแทนเสียงพูด และ
เขียนลงไว้เป็นลายลักษณ์อักษรได้อีกด้วย ลายลักษณ์อักษรนั้นก็ถือว่าเป็นถ้อยคาด้วยเหมือนกัน
(มหาวิทยาลัยสุโขทยั ธรรมาธริ าช. 2551:30)

อวัจนภาษา คือ ภาษาที่ไม่ใช้ถ้อยคา อาจจะเป็นกิริยาท่าทางต่าง ๆ ที่ปรากฎออกมาทาง
ร่างกายของมนุษย์เป็นส่วนใหญ่ และสามารถสื่อความหมายได้ จึงมีผู้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กายภาษา
(Body Language) สารท่ีปรากฏออกมาทางอวัจนภาษา หรือกายภาษาของผู้ใดส่วนใหญ่จะบ่งบอกถึง
ความรู้สึก และบุคลิกลักษณะของผู้น้ัน เช่น อาการย้ิมแย้งแจ่มใส หรืออาการบ้ึงตึงขณะพูด
(มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. 2551:32) หรืออาจจะเป็นวัตถุต่าง ๆ เวลา สัญลักษณ์ต่าง ๆ ท่ีสื่อ
ความหมายได้ กล่าวได้ว่าอวัจนภาษา คือ ทุกสิ่งอย่าง นอกเหนือจากถ้อยคาโดยผู้คนในสังคมน้ันท้ังท่ี
ตั้งใจ และไม่ตั้งใจ ส่ือความหมาย และตีความได้ (คณาจารย์ภาควิชาภาษาไทย และภาษาตะวันออก.
2551:26) อวัจนภาษา แบง่ ได้อย่างน้อยเปน็ 6 ประเภท คอื

1. กายภาษา (Bodily Action Language) หรอื อาการภาษา เปน็ การสอ่ื ความหมายด้วยการ
เคลื่อนไหวของร่างกายกายนอก ได้แก่ การใช้ศีรษะ สีหน้า การใช้สายตา การใช้มือ การใช้ค้ิว
การใชป้ าก การใช้แขน การใช้ขา การใช้ฟาทาง การสัมผสั

2. ปรภิ าษา (Para Language) เป็นการสือ่ สารความหมายทแ่ี ฝงอยู่ในภาษาถอ้ ยคา บางตารา
ใช้คาว่าน้าเสยี ง ปรภิ าษาท่แี ฝงเกาะอยู่กับภาษาพูด เช่น การพูดเสยี งเบา การพูดเสียงหนกั การพูดเสยี ง
เนือย ๆ ที่ส่อแสดงความหมายต่าง ๆ ที่แฝงอยู่ ซึ่งต้องอาศัยการตีความ ปริภาษาที่แฝงเกาะอยู่ใน
การเขียน สามารถพบได้จากลายมือการเขียนซ่ึงสามารถส่ือความหมายบางอย่างได้ เช่น ลายมือผู้มี
การศึกษาน้อยกับผมู้ ีการศึกษาสงู

3. วัตถุภาษา (Object Language) สื่อความหมายได้จากวัตถุซึง่ เปน็ ส่งิ ของเคร่ืองใช้ตา่ ง ๆ ท่ี
เราใช้ในชีวิตประจาวัน เพราะสะท้อนสภาพของบุคคล ความรู้สึกนึกคิดอื่น ๆ เช่น บางคนชอบแต่งตัว
เปิดเผย บางคนชอบแต่งตัวมิดชิด เพ่ือส่ือให้ผู้อ่ืนได้รับทราบถึงความเป็นตัวเองในขณะนั้น นอกจากนี้
เส้ือผ้ายังสามารถบอกถึงสถานภาพหรืออาชีพของบุคคลได้ จากเส้ือผ้าท่ีสวมใส่ทาให้เราทราบว่าเป็น
ขา้ ราชการ ทหาร ตารวจ นักธุรกิจ เป็นต้น

4. เทศะภาษา (Space Language) เป็นการสื่อความโดยการใช้พื้นที่ ซึ่งหมายความถึง
การเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลซึ่งเก่ียวข้องกับความต้องการใช้พ้ืนที่ของตน ตลอดจนการใช้ขนาดหรือ
สถานท่ขี องพ้ืนท่ีสาหรับต้อนรับผู้มาเยือนเช่นการจบั จองท่นี ่ังของผเู้ ข้ารว่ มกิจกรรมต่าง สามารถตีความ
ไดว้ ่าชอบ หรอื ไม่ชอบ สนิทสนม หรอื ไม่สนิทสนม เป็นตน้

404 ชวนพศิ อัตเนตร์

5. กาลภาษา (Time Language) เป็นเร่ืองการใช้เวลาเพื่อสื่อความบางอย่างให้ผู้อ่ืนทราบ
เราสามารถสือ่ ความได้จากชว่ งเวลา การตรงเวลา หรือการยืดเวลาในการพบปะกนั ได้ เป็นตน้

ช่วงเวลาแบ่งเป็น เช้าตรู เช้า สาย เท่ียง บ่าย เย็น หัวค่า และตอนมืด เราสามารถที่จะ
เลือกชว่ งเวลาในการนดั หมายกับผอู้ ื่น และการเลอื กชว่ งเวลาดังกลา่ วสามารถสือ่ ความบางอยา่ งได้

6. ภาษาสัญญาณ (Sign Language) เป็นอวัจนภาษาอีกประเภทหน่ึงที่ใช้อยู่เสมอใน
ชวี ติ ประจาวัน ในภาษาองั กฤษคาเหลา่ นไ้ี ดแ้ ก่ Sign Symbol Code Icon Mark Index

Sign แปลว่า สญั ญะ เดมิ แปลวา่ สัญลักษณ์ ซง่ึ หมายถงึ ส่งิ ใดก็ตามทก่ี าหนดข้นึ เพื่อแทน
ความหมายของอีกส่ิงหน่ึง สัญญะจึงมีความหมายกว้าง ครอบคลุมสิ่งท่ีต้องการสื่อท้ังหมด และ
รวมถึงสัญะท่ีเปน็ ถ้อยคาภาษาพดู และถ้อยคาภาษาเขียนดว้ ย

ดังน้ัน สัญญะ จึงหมายรวมถึง Symbol ซ่ึงแปลว่าสัญลักษณะท่ีค่อนข้างเป็นนามธรรม
เชน่ ไม้กางเขน พระพุทธรปู เสมา เปน็ ต้น

Code เป็นสญั ญะ ทีเ่ รียกว่า รหัส เชน่ รหสั มอส รหัสโทรเลข รหัสสนิ คา้ รหสั นสิ ิต เปน็ ต้น
Icon เป็นสัญญะ ที่คล้ายคลึงกับส่ิงท่ีหมายถึง เช่น ไอค่อนในหน้าจอคอมพิวเตอร์ ป้าย
หา้ มสูบบหุ รี่ เปน็ ต้น
Mark แปลว่า เคร่ืองหมายผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรม (อ.ย.) ได้แก่เคร่ืองหมายการค้า
ตา่ ง ๆ เครอ่ื งหมายท่ชี าวป่าทาไว้เพอื่ ไมใ่ หห้ ลงทางในตอนกลบั เปน็ ตน้
Index หมายถึง ดัชนีท่ีเป็นตัวช้ีความหมายของอีกส่ิงหน่ึงอย่างเป็นนัย เช่น ดัชนีหุ้นวันนี้
อากาศร้อนอบอา้ ว แสดงว่าฝนใกล้จะตก เป็นต้น
นอกจากน้ี สัญญาณภาษา ยังหมายรวมถึงส่ิงท่ีเราใช้เตือนในชีวิตประจาวันท่ีมีอยู่ทั่วไป
คือ สัญญาณไฟจราจร ป้ายสัญญาณจราจร สัญญาณเตือนภัย สัญญาณเสียงเข้าเรียน-เลิกเรียน
สญั ญาณธง สญั ญาณมอื ของลูกเสอื หรือตารวจจราจร เป็นต้น
ภาษามือ (Hand Sign Language) หมายถึง ภาษาใบ้ที่ผู้พิการทางการได้ยินใช้สื่อสาร
ระหว่างกันผู้ที่จะใช้ภาษามือได้จาเป็นต้องเรียนภาษามือ ซึ่งแต่ละประเทศก็อาจกาหนดท่าทางภาษา
แตกตา่ งกนั ได้ (คณาจารย์ภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก. 2551:25-33)

ระดับของภาษา
ความรูพ้ ืน้ ฐานอีกอย่างหน่ึงที่ต้องคานงึ ถงึ สาหรบั การใชภ้ าษาในการแสดงออกทางวิชาการ
ไมว่ ่าจะเปน็ การพูดหรือการเขยี นก็คือเร่อื งระดบั ของภาษา
ทุกครั้งที่มีผู้ส่งสารหรือรับสาร ไม่ว่าจะเป็นการพูด การเขียน การฟังหรือการอ่าน ก็ตาม
สิ่งที่ผู้ใช้ภาษาท้ัง 2 ฝ่ายจะต้องคานึงถึงนอกจากเน้ือเร่ือง หรือความคิดที่จะส่ือสารกันก็คือ ระดับของ
ภาษา (จุไรรัตนล์ ักษณะศิริ. 2543:64)

การเขียนเพือ่ การสอ่ื สารทางวิชาการและวิชาชพี 405

ระดับของภาษาถูกกาหนดโดยบริบทของการใช้ภาษา หรือสิ่งแวดล้อมในการใช้ภาษาแต่
ละคร้ังซ่ึงได้แก่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับสาร กาลเทศะ ระดับภาษาเป็นส่ิงท่ีผู้ใช้ภาษาต้อง
คานึงถึง เพราะหากใช้ไม่เหมาะกับระดับของภาษา การสื่อสารก็จะไม่ประสบผลสาเร็จตามต้องการ
เราอาจแบ่งระดับของภาษาได้ ดงั น้ี

1. ภาษาระดับพิธีการ มีลักษณะเป็นภาษาท่ีสมบูรณ์แบบ คือ ใช้ภาษาท่ีมีการร่างและ
แกไ้ ขแล้วเรยี บเรียงอยา่ งถกู ต้องตามไวยากรณ์ รปู ประโยคยาว และชับชอ้ น บางคร้ังถึงขัน้ มอี ลงั การทาง
ภาษาอย่างงดงาม รูปประโยคเป็นประโยคความช้อนท่ีมีข้อความขยายค่อนข้างมาก ถ้อยคาท่ีใช้เป็นคา
ระดับสูง ภาษาระดับพิธีการจงึ เป็นภาษาทง่ี ดงามไพเราะ และประณีต ผู้ใช้ภาษาระดับนต้ี ้องระมัดระวัง
อยา่ งย่งิ นอกจากจะใช้ในโอกาสสาคัญ เชน่ ในงานพระราชพิธแี ล้วยงั ใชใ้ นวรรณกรรมชั้นสงู อกี ด้วย

2. ภาษาระดับมาตรฐานราชการ การใช้ภาษาไทยในระดับน้ีมีท้ังการใช้ถ้อยคาระดับสูง
เช่น คาราชาศัพท์ คาแสดงความสุภาพ และการใช้ถ้อยคาระดับสามัญท่ีใช้เป็นภาษาราชการ และใช้
สื่อสารกันท่ัวไปในภายาไทย จัดเป็นภาษาไทยในระดับสูงท่ถี ูกต้องตามหลักไวยากรณ์ และสมบูรณ์แบบ
แม้จะไม่ตกแต่งประณีตไพเราะเท่ากับภาษาระดับพิธีการ แต่มีความชัดเจน สุภาพ สละสลวย ใช้ใน
โอกาสสาคัญทเี่ ป็นทางการ และใช้ในการพูด การเขียนวิชาการตา่ ง ๆ

3. ภาษาระดับกึ่งทางการ ใช้ในการติดต่อส่ือสารกับคนที่ไม่สนิทสนมกัน หรือใช้ติดต่อ
ธุรการงาน และนาไปใชเ้ ขยี นบทความแสดงความคิดเห็น สารคดีทอ่ งเท่ียว หรอื เร่อื งเลา่ ต่าง ๆ ทผ่ี ูเ้ ขียน
ต้องการให้ผู้อ่านรู้สึกเหมือนฟังผู้เขียนเล่าเร่ืองอย่างไม่เป็นทางการ สร้างความคุ้นเคยให้กับผู้เขียนและ
ผู้อา่ นเป็นภาษาท่ีใชใ้ นการพดู และเขยี นในชวี ติ ประจาวัน ยงั คงมีความสภุ าพอยู่ แต่ไมเ่ คร่งครดั เท่าภาษา
แบบเป็นทางการ ใช้คาในระดับสามัญ มีภาษาระดับสามัญเข้ามาปะปนได้ สามารถใช้รูปประโยคง่าย ๆ
และละส่วนของประโยคได้ ภาษาระดบั กึง่ ทางการ

4. ภาษาระดบั สนทนา เปน็ ภาษาทใ่ี ชใ้ นการสนทนาท่วั ๆ ไปในชวี ิตประจาวนั ในกรณีท่ี
ผู้ส่งสารคุ้นเคยกับผู้รับสาร หรือในการติดต่อการงานทั่วไปใช้ที่อยู่ในระดับคาต่า มีการใช้คาตัด คาย่อ
คาแสลง แต่ไม่ใช้คาหยาบ ใช้รูปประโยคง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน เราพบภาษาระดับสนทนาอยู่ในงานเขียน
ประเภทบทละคร นวนยิ าย เรื่องสัน้ รายงานข่าว เปน็ ตน้

5. ภาษาระดับกันเองหรือภาษาปาก เป็นภาษาท่ีใช้สนทนากับคนที่สนิทสนมคุ้นเคยกัน
มาก ๆ มักใช้พูดในสถานท่ีที่เป็นส่วนตัว และเมื่อต้องการความสนุกสนานหรือในการด่าเมื่อทะเลาะกัน
ภาษาระดับกันเองนี้จะมีคาตัด คาหยาบ คาแสลง คาต่า อยู่เป็นจานวนมาก ตามปกติไม่ใช้ในงานเขียน
นอกงานเขียนบางประเภท เช่น การเขียนข่าวโดยเฉพาะข่าวกีหา หรืองานเขียนที่ต้องการความสมจริง
เช่น นวนยิ าย เรอ่ื งส้ัน บทละคร ในปัจจบุ ันพบวา่ ในแวดวงส่ือมวลชนมีการใช้ภาษาระดับกันเองมากขึ้น
ทั้งในงานโฆษณา การเขียนข่าว เป็นต้น (คณาจารย์ภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก. 2551:16-
23) ความรู้พ้ืนฐานต่าง ๆ ท่ีได้กล่าวไปแล้ว เป็นสิ่งจาเป็นที่จะต้องศึกษาก่อนให้เกิดความรู้เบื้องต้น

406 ชวนพิศ อัตเนตร์

เพื่อท่ีจะได้นาไปใช้ในการคิด พิจารณา เรียนรู้เพิ่มเติม และฝึกฝนในรายละเอียดต่อไปการศึกษาอะไร
ก็ตามถ้าขาดพื้นฐานก็จะทาให้เกิดอุปสรรคปัญหาในการศึกษาระดับสูง ทั้งในเชิงกว้าง และเชิงลึก
ในอนาคต

การเรียบเรียงเนอ้ื เรื่องรายงานทางวิชาการ

เม่ือผู้เขียนรายงานทางวิชาการรวบรวมบัตรบันทึกข้อมูลเป็นเร่ือง ๆ ตามโครงเรื่อง หัวข้อ
ใหญ่ หัวข้อย่อยแล้ว ข้ันตอนต่อไป คือ การประมวลส่ิงท่ีบันทึกไว้เพื่อเรียบเรียงเนื้อเร่ืองเป็นรายงาน
ฉบับรา่ ง ก่อนปรับปรงุ แก้ไขเปน็ ฉบับสมบูรณต์ ่อไป

1. ข้อควรคานึงในการเรียบเรียงเนื้อเรื่องรายงานทางวิชาการการเรียบเรียงเนื้อเร่ืองรายงาน
ทางวิชาการมขี ้อควรคานึงดงั ตอ่ ไปนี้

1.1 การประมวลข้อมูลท่ีรวบรวมมาควรใช้ถ้อยคาสานวนของตนเอง การเรียบเรียงเนื้อ
เรื่องโดยการคัดลอกข้อความมาอ้างอิงมากเกินไป จนมีลักษณะการ "ตัดต่อ" หรือการ "ค้น" และ "คว้า"
มาต่อ ๆ กันทาให้รายงานขาดคุณค่าทางวิชาการ และความใหม่ ซ่ึงควรปรากฏเป็นผลจากการศึกษา
คน้ คว้า ประมวล วเิ คราะห์ และสังเคราะหข์ องผเู้ ขียนเอง

1.2 การรับรู้ทางลิขสิทธ์ิ ควรอ้างอิงแหล่งท่ีมาของข้อความซึ่งเป็นงานเขียนของผู้อ่ืนหรือ
นาแนวคิดมาใส่ในเนอ้ื เรอื่ ง เพอื่ เพิ่มความเชื่อถือได้ และคุณค่าของรายงานทางวิชาการน้นั

1.3 การกาหนดสัดส่วนของเน้ือเร่อื งให้เหมาะสมผู้เขียนมักจะพบปัญหาประการหน่ึงเมือ่
ลงมือเรียบเรียงเน้ือเรื่อง คือ ต้องการข้อมูลเพ่ิมเติมบางเร่ือง หรือบางเร่ืองข้อมูลมากเกินไป กรณีขาด
ขอ้ มลู ใหว้ นั ท่ีว่างไว้สาหรับเพ่ิมเติมข้อมูล และข้ามไปเขียนตอนต่อไป โดยจดบนั ทึก และทาเคร่ืองหมาย
ไวเ้ ปน็ ท่สี ังเกตวา่ ต้องการค้นคว้าอะไรเพม่ิ เติม หรืออาจจะต้องปรบั ปรงุ โครงเรื่อง แตถ่ า้ ข้อมูลมากเกินไป
ให้พิจารณาคัดเลือกข้อมูลเฉพาะที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเร่ือง อย่า "ยัดเยียด" หรือเพ่ิมจานวนหน้าความ
หนาของรายงานด้วยความเสยี ดายข้อมูล หรือเขียนรายงานในลักษณะ "ข้อมูลพาไป" จนประเด็นสาคญั
ของเร่อื งถกู ละเลยหรือไมเ่ ดน่ ชัด

1.4 การนาเสนอข้อมูลตัวเลข สถิติ หรือข้อมูลเชิงเทคนิค ควรพิจารณานาเสนอในรูป
ตาราง สถิติ แผนภูมิแผนภาพซ่ึงจะทาให้สื่อความหมาย สามารถเข้าใจได้ง่ายข้ึน และประหยัดเน้ือที่
สาหรบั การเขยี นบรรยาย

2. ลกั ษณะของรายงานทางวิชาการทดี่ ีรายงานทางวิชาการท่ีดีควรมลี ักษณะดงั ต่อไปนี้
2.1 เนื้อเร่ือง ควรเสนอข้อมูลท่ีถูกต้อง ทันสมัย มีความกว้างขวาง ตอบคาถาม และ

ประเด็นของเร่ืองได้ครบถ้วน สมบูรณ์ นอกจากนี้ ควรแสดงถึงความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ ทรรศนะ
ใหม่ ๆ หรือผลการศึกษาดน้ คว้าท่ีนา่ สนใจของผ้เู ขียนดว้ ย

การเขียนเพ่อื การสอ่ื สารทางวชิ าการและวชิ าชพี 407

ความถูกต้องของข้อมูลถือว่าสาคัญที่สุด โดยจะต้องเป็นข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่
สามารถยืนยันได้ ไม่ใช่การบอกกล่าวอย่างเล่ือนลอย เช่น รายงานทางวิชาการเก่ียวกับเรื่องโรคเอดส์
จานวนข้อมูลผู้ป่วยเป็นโรคเอดส์ในประเทศไทย ควรระบุแหล่งข้อมูล หรืออ้างอิงข้อมูลของทางราชการ
คือ กระทรวงสาธารณสุข ซ่ึงเป็นหน่วยงานที่มีการกิจความรับผิดชอบเก่ียวข้องโดยตรง นอกจากนี้
ควรเปน็ ข้อมูลทที่ นั สมยั ขอ้ มูลต่าง ๆ ท่นี าเสนอจะตอ้ งปราศจากข้อสันนิษฐานหรอื การคาดคะเน ยกเวน้
บางกรณี เช่น เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ แต่ทั้งนี้จะต้องเสนอข้อมูลประกอบ และไม่ควรวินิจฉัยตดั สิน
ช้ีขาด หรือด่วนสรปุ ถา้ ขอ้ มูลไม่เพียงพอ ควรบรรยายสภาพเหตุการณ์ หรอื ขอ้ มลู ทีป่ ระมวลมาได้ โดยให้
ผอู้ ่านใช้วินจิ ฉัยจากขอ้ มลู ที่นาเสนอ

นอกจากนี้ ควรพิจารณาบทนา และบทสรุป บทนา หรือความนาควรเสนอข้อมูล
ทั้งหมดที่จาเป็นซ่ึงนาไปสู่ประเด็นในเนื้อเร่ือง และบทสรุปควรตอบคาถามประเด็นหลักของเนื้อเร่ืองได้
ชัดเจนและครบถ้วน

2.2 ภาษา ควรใช้ภาษาเขียน ประโยคสานวนภาษาที่เป็นทางการ และเป็นกลาง เป็น
สานวนสละสลวย ไม่ใช้สานวนแปลจากต่างประเทศตรง ๆ ภาษามีความชัดเจนไม่ซ้าซาก วกวน สะกด
การันต์ถูกต้อง ลาดับความได้ต่อเนื่อง และสัมพันธ์กันตลอดเร่ือง การเขียนย่อหน้าแต่ละย่อหน้าควร
เสนอประเด็นเดียว กรณีศัพท์เทคนิคที่เป็นภาษาไทยซึ่งยังไม่เป็นท่ีรู้จักกันแพร่หลาย ให้วงเล็บคา
ภาษาอังกฤษไว้ด้วย

สิ่งสาคัญในการใช้ภาษาเพ่ือเขียนรายงานทางวิชาการที่ควรระวัง คือ ไม่ใช้ภาษใน
ทานองชักจูง ใช้อารมณ์ หรือความรู้สึกของผู้เขียน ไม่ใช้คาหรือความท่ีทาให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกอดติ
และไม่ใช้สรรพนามบุรุษที่ 1 และ 2 แต่ให้ใชส้ รรพนามบรุ ษุ ที่ 3

ตวั อย่าง ถ้าจะเขยี นในรายงานวา่ "เดก็ เรยี นเกง่ ชอบอา่ นหนังสือ" เป็นการเสนอขอ้ มูล
โดยใช้ความคิดเห็น หรือประสบการณ์ของผู้เขียนเป็นหลัก การนาเสนอในรายงานทางวิชาการท่ี
เหมาะสมจะต้องเขียนเป็นภาษารายงาน เช่น "จากรายงานผลการศึกษาค้นคว้าหลายเร่ืองแสดงให้เห็น
ว่าเด็กที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดชอบอ่านหนังสือ" โดยข้อเท็จจริงจะสมบูรณ์ข้ึนถ้ามีตัวเลข และ
การอ้างองิ ต่าง ๆ ประกอบ

2.3 การอา้ งอิง ควรมีการอา้ งองิ ในรปู ของเชิงอรรถ หรือการอา้ งอิงแทรกปนเน้ือหาระบบ
นาม -ปี หรือหมายเลข และบรรณานุกรมอย่างถูกต้องตามแบบแผนการอ้างอิงมีความสาคัญยิ่ง เพราะ
แสดงถึงการศึกษา ค้นคว้า รวบรวมข้อมูลของผู้เขียน และความน่าเชื่อถือได้ของรายงานทางวิชาการ
ฉบับน้ัน โดยพิจารณาความน่าเช่อื ถือได้ของแหล่งข้อมูลท่ีนามาอ้างอิง นอกจากน้ีการอ้างอิงยังแสดงถึง
การรับรู้ในเร่ืองลิขสิทธิ์ทางกฎหมาย ให้ผู้อ่านทราบท่ีมาของข้อความ หรือหลักฐานท่ีนามาใช้ และ
ยังเป็นการแสดงถึงมารยาทท่ดี ี และพึงกระทา

408 ชวนพศิ อัตเนตร์

2.4 ส่วนประกอบของรายงาน มีส่วนประกอบของรายงานทางวิชาการครบถ้วนสมบูรณ์
และจัดเรียงลาดับอย่างถูกต้อง นอกจากนี้ควรเขียนรายงานหน้าเดียว และเลขหน้าไม่ต้องใส่จุดหรือ
เคร่อื งหมายใด ๆ ใหใ้ สเ่ ฉพาะเลขหน้า นอกจากนคี้ วรจัดพิมพ์หรือเขียนรายงานให้ถูกต้องตามมาตรฐาน
สะอาด และเรยี บรอ้ ย

การเขยี นเชงิ อรรถและการอา้ งองิ แทรกปนเนอ้ื หา

การอ้างอิงข้อความที่คัดลอก หรือได้แนวความคิดของผู้อื่นจากเอกสารสิ่งพิมพ์ หรือส่ืออื่นใด
ผู้เขียนจาเปน็ ตอ้ งบอกทม่ี า เพอ่ื แสดงมารยาทท่ีดี แสดงการรับรลู้ ขิ สิทธ์ขิ องผู้อื่น และช่วยให้ผู้อ่านทราบ
แหล่งท่ีมาของข้อความสามารถตรวจสอบหลักฐานเดิม หรือค้นคว้าหาอ่านเพิ่มเติมได้ การอ้างอิงใน
รายงานทางวิชาการมีวิธีการเขียนที่นิยมใช้โดยทั่วไป คือ การเขียนเชิงอรรถ และการอ้างอิงแทรกปน
เน้อื หา

1. เชิงอรรถ คือ การอ้างอิงโดยใส่หมายเลขกากับไว้ท้ายข้อความท่ีคัดลอก หรือเก็บ
แนวคิดมา และท้ายหน้าใต้เส้นคันยาวสองนิ้วจากขอบซ้ายหน้ากระดาษ จะบอกแหล่งท่ีมาของข้อความ
โดยใส่ตัวเลขกากับให้ตรงกับข้อความในเน้ือหา ถ้ามีเชิงอรรถมากกว่า 1 รายการในหน้าเดียวกันให้
ลาดับหมายเลขต่อเน่ืองกัน และเมื่อขึ้นหน้าใหม่นิยมเริ่มต้นด้วยเลข 1 ใหม่ เชิงอรรถอาจรวมอยู่ท้าย
บทแตล่ ะบทหรอื ท้ายเล่ม โดยเรียงลาดับหมายเลขของเชงิ อรรถต่อเนือ่ งกนั

แบบแผนการเขียนเชงิ อรรถ มีดังนี้

1.1 หนังสือ
1ผแู้ ตง่ ช่ือเรื่อง ครง้ั ทพี่ ิมพ์ จังหวัดท่ีพิมพ์ สานกั พมิ พ์ ปีท่ีพิมพ์ เลขหนา้
1ม.ร.ว.คึกฤทธ์ิ ปราโมช เร่ืองของคนรักหมา พิมพ์คร้ังท่ี 2 กรุงเทพมหานคร

สานกั พิมพ์สยามรฐั 2529 หนา้ 15
1I.S. Simpson. Basic Statistics for Librarians. 3rd ed. (London : Library

Association. 1988) pp. 18-20.

1.2 บทความในหนังสือ
1ผูเ้ ขยี น "ชื่อบทความ" ใน ช่ือหนังสือ ชอ่ื บรรณาชิการ บรรณาธกิ าร สถานที่

พมิ พ์ สานักพิมพ์ ปีทีพิมพ์ เลขหน้า
1ไพโรจน์ สุวรรณกร "ส่ิงแวดล้อมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า" ใน ห้องสมุด

กับสารนิเทศเพ่ือการพัฒนาคุณภาพชีวิต ชวนพิศ สุศันสนีย์ และทัศนา หาญพล บรรณาธิการ
กรุงเทพมหานคร สมาคมห้องสมุดแหง่ ประเทศไทยฯ 2533 หน้า 71

การเขยี นเพื่อการสื่อสารทางวิชาการและวชิ าชีพ 409

การเขียนเชิงอรรณ และการอ้างอิงแทรกปนเนื้อหา รวมทั้งบรรณานุกรมอาจมีแบบ
แผนการเขียนแตกต่างกันบ้างตามแต่ละสถาบันกาหนด ในท่ีน้ีขอถือตามแบบแผนของมหาวิทยาลัย
สุโขทัยธรรมาธิราช ซึ่งมีความแตกต่างจากสถาบันอ่ืน คือในการเขียนเชิงอรรถภาษาไทยไม่นิยมใส่
เคร่อื งหมาย คนั่ ขอ้ มูลของบรรณานกุ รนแตล่ ะรายการ ยกเว้นการกลบั คาจงึ ใช้เครอ่ื งหมาย, คน่ั เชน่ พนู
พศิ มยั ดิศกลุ , ม.จ.หญงิ

1.3 บทความในวารสาร
1ผู้เขยี น "ช่ือบทความ" ชือ่ วารสาร ปที ี่ (วัน เดือน ปี) เลขหน้า
1ชุตมิ า สัจจานนั ท์ "แนวโนม้ การทาวจิ ยั ของบรรณารักษห์ อ้ งสมดุ

สถาบนั อดุ มศกึ ษา" วารสารหอ้ งสมดุ 34(ตุลาคม-ธนั วาคม 2533) 65.

1.4 บทความในหนังสือพมิ พ์
1ผู้เขียน "เช่อื บทความ" ชอื่ หนงั สอื พิมพ์ (วนั เดือน ปี) เลขหน้า
1ลิขิต ธีรเวคิน "พุทธคาสนสุภาษติ " มตชิ นรายวัน (18 ธันวาคม 2533) 9

1.5 บทสัมภาษณ์
1สัมภาษณ์ ชื่อ นามสกุล ตาแหนง่ หน้าท่ี วนั เดอื น ปี ที่สมั ภาษณ์
1สัมภาษณ์ เอียม ฉายางาม อธกิ ารบดมี หาวทิ ยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธิราช

1 มนี าคม 2534

1.6 การอ้างเอกสารซา้ เอกสารท่ีอา้ งถึงเปน็ ครั้งแรกจะลงรายการอยา่ งสมบูรณ์
และเม่ือมีการอา้ งเอกสารนนั้ อกี โดยไมม่ ีเอกสารอน่ื คนั่ ใชค้ าวา่ เร่อื งเดียวกัน (Ibid.) แต่ถ้าเลข
หนา้ ทีอ่ า้ งถึงต่างกนั ให้ระบเุ ลขหน้าด้วย เช่น เรอื่ งเดียวกนั , หน้า 14 Ibid., p.14

ถา้ มีเอกสารอ่ืนคนั่ ให้ลงรายการโดยยอ่ คือใสเ่ ฉพาะผูแ้ ตง่ ช่อื เรอ่ื ง และเลขหน้า
1กาธร สถิรกลุ หนังสือและการพมิ พ์ (กรุงเทพมหานคร โรงพิมพม์ หาวทิ ยาลยั
รามคาแหง 2515)
2เรอ่ื งเดียวกัน
3เรอื่ งเดยี วกัน หนา้ 75
4วันชยั ศิรชิ นะ "หนงั สอื ...และการพมิ พ์" วารสารหอ้ งสมดุ 29 (ตุลาคม-ธนั วาคม
2528) 10
5เรอื่ งเดียวกนั
6กาธร สถริ กลุ หนงั สือและการพมิ พ์ หน้า 15
7วันชัย ศริ ชิ นะ "หนงั สือ...และการพิมพ"์ หนา้ 12

410 ชวนพิศ อตั เนตร์

อน่ึง เชิงอรรถ นอกจากจะใช้บอกแหล่งท่ีมาแล้ว ยังใช้อธิบายรายละเอียดของคาหรือ
ข้อความเพ่ิมเติมทีเรียกว่า "เชิงอรรถขยายความ" หรือโยงให้ผู้อ่านไปดู หรือดูเพิ่มเติมท่ีเรื่องอื่น ท่ี
เรยี กว่า "เชงิ อรรถโยง"

ตวั อย่างเชงิ อรรถโยง

เครอื่ งมอื ทสี่ าคัญในการค้นควา้ หาข้อมลู ในหอ้ งสมุดเพ่ือเขียนรายงาน คอื
บัตรรายการ1 และบรรณานุกรม2

1อ่านรายละเอียด ในบทท่ี 5 เรืองบตั รรายการ
1อ่านรายละเอยี ด ในบทท่ี 5 เรอื่ งหนงั สืออา้ งองิ

2. การอ้างอิงแทรกปนเนื้อหา ในปัจจุบันการอ้างอิงแทรกปนเนื้อหาเป็นวิธีการท่ีได้รับความ
สนใจมาก เพราะสะดวกและประหยัดเน้ือท่ีในการจัดพิมพ์ มีแบบแผนเป็นสากล ง่ายแก่การศึกษาและ
ปฏบิ ตั ิ โดยใหแ้ หล่งอา้ งอิงไว้ในวงเลบ็ ซ่งึ ทาได้ 2 ระบบ คือ ระบบนาม – ปี และระบบหมายเลข

2.1 การอ้างอิงแทรกปนเน้ือหาระบบนาม – ปี การอ้างอิงระบบนาม - ปี โดยท่ัวไป
ประกอบด้วยข้อมูลสาคัญ 3 รายการ คอื ผู้แตง่ ปีทีพ่ มิ พ์: เลขหน้าท่อี า้ งองิ โดยใส่ในเครอ่ื งหมายวงเลบ็

ตาแหน่งที่แทรกรายการอ้างอิง คือ หลังข้อความท่ียกมาอ้างอิงหรือนาแนวคิดมา
อ้างอิง แต่ถ้ามีการกล่าวนามเจ้าของเอกสารในเน้ือหา นิยมใส่ต่อจากชื่อเจ้าของเอกสาร โดยไม่ใส่
รายการผูแ้ ตง่ ซา้ ระบุเฉพาะบที ่พี มิ พ์ และเลขหน้า

ตวั อยา่ ง

1. ความหมายของสารนิเทศ
สารนิเทศ เป็นศัพท์บัญญัติของคาภาษาอังกฤษ Information (ศัพท์บัญญัติอังกฤษ-

ไทย ไทย-องั กฤษ 2524 : 168) ซงึ่ มผี ู้ใชค้ าอืน่ ๆ ในความหมายเดียวกัน เชน่ ข้อสนเทศ สารสนเทศ
ข่าวสาร เป็นต้น คา สารนิเทศ ประกอบด้วยคาสองคา คือ สาร และ นิเทศ พจนานุกรมฉบับ
ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 (2531 : 815, 447) แปลคา สาร ว่า แก่น เนื้อแท้ท่ีแข็ง แก่นสาร
ส่วนสาคัญ ถ้อยคา หนังสือ จดหมาย นิเทศ แปลว่า คาแสดง คาจาแนกออก เมื่อรวมกันเป็นคา
สารนิเทศ หมายถึง แก่นหรือเน้ือหาที่สาคัญซ่ึงได้มีการชี้แจงแสดงออกให้ทราบแก่น หรือเนื้อหา
อาจเป็นข้อมูลหรือข้อเท็จจริง ข่าวสารความรู้ เรื่องราวทั่วไป ความรู้ทางวิชาการ หรือศาสตร์
ความรู้สึก ความคิด ประสบกรณ์ ซึ่งได้มีการกล่ันกรอง ประมวล และเรียบเรียง โดยใช้ภาษาพูด
ภาษเขียน และสัญลักษณ์ต่าง ๆ บันทึกโดยกรรมวิธีต่าง ๆ ลงในวัสดุท่ีมองเห็นได้ จับต้องได้
มีรูปธรรม เป็นส่ือท่ีถ่ายทอดสารให้ผู้อื่นทราบได้ สารและสื่อสารเป็นส่ิงควบคู่กัน (Guinchat and
Menou 1983 : 1) แอลเลน เคนท์ (Kent 1971 : 21) กล่าวว่าใด ๆ ที่ได้รับการบันทึกไว้แล้วนี้จะ
พบได้ในแหล่งความรู้มากมายหลายชนิด เช่น รายงานการเดินทาง บทความในวารสาร เอกสาร
การปฏิบัติงาน รายงานการวิจัย รวมท้ังบันทึกในสมัยโบราณ และบันทึกในส่ือสมัยใหม่ เช่น ฟิล์ม
แถบเสยี ง แถบวิดิทัศน์ คอมพวิ เตอร์ดิสก์

การเขียนเพอื่ การส่อื สารทางวิชาการและวชิ าชพี 411

ตวั อย่าง

บรรณานกุ รม

พจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน 2525 พิมพค์ ร้ังท่ี 4 กรงุ เทพมหานคร ราชบัณฑติ ยสถาน 2531.
ศพั ทบ์ ญั ญตั ิอังกฤษ - ไทย ไทย - องั กฤษ 2524 กรุงเทพมหานคร ราชบณั ทิตยสถาน 2524.
Guinchat, Claire and Menou, Michel. General Introduction to the Techniques of

Information an tion Work. Paris: Unesco, 1983.
Kent, Allen. Information Analysis and Retrieval. New Yok: Becker and Hayes, 1971.

การลงรายการตา่ ง ๆ ในการอา้ งอิงระบบนาม – ปมี หี ลกั เกณฑด์ งั ต่อไปน้ี
2.1.1 ผแู้ ต่งท่ีเปน็ บุคคล

1) ผู้แต่งชาวไทย ใส่เรียงตามลาดับ ช่ือ และชื่อสกุล ถ้ามีฐานันดรศักดิ์
บรรดาศักดิ์ สมณศักดิ์ ให้ใสไว้ข้างหน้าช่ือด้วย ส่วนคานาหน้าช่ืออ่ืน ๆ เช่น ตาแหน่งทางวิชาการ ไม่ใส่
สว่ นยศทหาร ยศตารวจ ใส่เฉพาะยศสดุ ทา้ ย เช่น

(ม.จ. สบิ พันพารเสนอ โสณกลุ 2443 : 16)
(พระยาอนุมานราชธน 2512 : 26)
(พระราชวสิ ทุ ธโิ สภณ 2517 : 70-72)
(ประภาศน์ อวยชยั 2530 : 28)
(ธานนิ ทร์ กรยั วิเชยี ร 2520 : 160)
2) ผูแ้ ตง่ ชาวต่างประเทศ ใสเ่ ฉพาะนามสกลุ เช่น (Cates 1983 : 145)
3) ถ้ามีผู้แต่ง 2 คน ใส่ช่ือผู้แต่งทั้งสอง คั่นด้วยคาว่า "และ" เช่น (ชุติมา
สจั จานันท์ และสนุ ทรี ศุภวงศ์ 2532 : 71)
4) ถ้ามีผู้แต่ง 3 คน ใส่ชื่อผู้แต่งทั้ง 3 คน โดยค่ันคนท่ี 1 กับคนท่ี 2 ด้วย
เคร่ืองหมายจุลภาค และคนท่ี 2 กับคนที่ 3 ค่ันด้วยคาว่า "และ" เช่น (นวลจันทร์ รัตนากร, ชุติมา สัจ
จานันท์ และมารศรี ศวิ รักษ์ 2529 : 75)
5) ถา้ มีผู้แตง่ จานวนมากกวา่ 3 คนขน้ึ ไปจะลงเฉพาะผู้แต่งคนแรก และตาม
ด้วยข้อความว่า และคณะ เชน่ (et al. หรือ and others) (อลสิ า วานชิ ดี และคณะ 2529 : 37) (Heggs,
et al. 1969 : 4-7)
6) ผู้แต่งที่ใชน้ ามแฝง ใส่นามแฝงนนั้ เชน่ (ศรบี ูรพา 2520 : 43-47)

412 ชวนพศิ อตั เนตร์

2.1.2 ผ้แู ต่งที่เปน็ สถาบัน ในกรณที ่ีใชช้ อ่ื สถาบนั แทนชือ่ ผแู้ ตง่
1) ใส่ชือ่ สถาบนั นนั้ ๆ ทป่ี รากฏ เช่น (สมาคมภาษาและหนังสอื แหง่ ประเทศ

ไทยฯ 2532 : 105) (วดั ปากนา้ ภาษเี จรญิ 2515 : 2-5)
2) ถ้าสถาบันน้ันเป็นหน่วยงานของรัฐบาลต้องเริ่มต้นจากหน่วยงานใหญ่

ไปหาหน่วยงานย่อย หรือในระดับกรมเป็นอย่างน้อย เช่น (กรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ กองนโยบายการ
พาณิชย์ 2533:16) (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สาขาวิชาศิลปศาสตร์ 2529 : 1-11) ยกเวัน
สถาบนั ท่ีมีผลงานมาก ให้ใสช่ ่อื เฉพาะนัน้ ได้ เชน่ (หอสมุดแห่งชาติ 2528 : 23)

3) คณะกรรมการที่มีสานักงานเป็นอิสระ ให้ลงนามคณะกรรมการน้ัน
เชน่ (สานกั งานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 2528 : 42-58)

4) คณะกรรมการท่ีได้รับการจัดตั้งโดยสถาบัน เพื่อทาหน้าท่ีเฉพาะกิจต้อง
ลงนามสถาบันก่อน เช่น (สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย, คณะกรรมการฝ่ายเอกสาร 2528 : 1-10)
ขอ้ ความในวงเล็บยาวเกนิ ไป ใชอ้ ักษรย่อของสถาบนั ท่เี ปน็

5) การลงผู้แต่งที่เป็นสถาบันนั้น เพื่อไม่ให้ทางการ หรือเป็นที่ยอมรับกัน
แพร่หลาย เช่น (ก.พ. 2528 : 10-16) (ร.ส.พ. 2520 : 49)

2.1.3 ผลงานที่ไมป่ รากฏชอื่ ผู้แต่ง
1) ใส่ช่ือบรรณาธิการ หรือผู้รวบรวม เช่น (วิสิทธ์ิ จินตวงศ์, บรรณาธิการ

2520 : 60-68)
2) ถ้าไม่มีผู้แต่ง บรรณาธิการ หรือผู้รวบรวม ใส่ช่ือเร่ืองแทน เช่น (ลิลิต

พระลอ 2500 : 15-19)
2.1.4 เร่อื งแปล
1) ลงช่ือผเู้ ขียนเจา้ ของเร่ืองเดมิ เชน่ (ไวล์เดอร์, ลอรา อิงเกิล 2521 : 44)
2) ถ้าไม่ปรากฏชอื่ ผู้เขยี นเจ้าของเรื่องเดมิ ใช้ชอ่ื ผู้แปลแทน และกากับคาว่า

ผูแ้ ปล หลังชือ่ ผู้แปลดว้ ย เชน่ (นดิ า, ผแู้ ปล 2526 : 6-7)
2.1.5 รวมบทความหรือรวมผลงานของผู้เขียนหลายคน ถ้าต้องการอ้างถึงผลงาน

ของผู้เขียนคนใดคนหนึ่ง หรือเร่ืองใดเรื่องหน่ึงในหนังสือรวมบทความหรือรวมผลงานของผู้เขียน
หลายคน และมีบรรณาธิการ เช่น (ไพโรจน์ สุวรรณกร, ใน ชวนพิศ สุศันสนีย์ และทัศนา หาญพล.
บรรณาธิการ 2533 : 75)

2.1.6 ผลงานหลายเร่ืองของผู้แตง่ คนเดียวแต่งคนเดียว มผี ลงานที่นามาอา้ งอิงหลาย
เรื่อง บางเรื่อง พิมพ์ปี พ.ศ. ซ้ากนั ใหใ้ ส่ ก ข ค (สาหรับเอกสารภาษาไทย) หรอื a b c (สาหรับเอกสาร
ภาษาองั กฤษ) ตามหลังปี เช่น (สมติ สัชฌกุ ร 2529 ก : 4-5) (สมติ สัชฌกุ ร 2529 ข : 60)

2. 1.7 หนังสือหลายเล่มจบ ผู้แต่งคนเดียวแต่ง หนังสือเร่ืองเดียว แต่มีหลายเล่มจบ
ให้ระบเุ ล่มท่ีอ้างอิงด้วย โดยใส่ไว้ก่อนเลขหนา้ เชน่ (อานวย ปิ่นรัตน์ 2525 : 2 : 9-10)

การเขยี นเพอ่ื การสอ่ื สารทางวิชาการและวชิ าชพี 413

2.1.8 การอา้ งองิ ผลงานหลายเรอื่ งพรอ้ ม ๆ กนั การอ้างอิงแนวความคิดหรือเรือ่ งราว
เรอ่ื งเดยี วกนั จากผลงานหลายเร่ือง

1) ถ้าเป็นผลงานของผู้แต่งคนเดียวกัน ลงนามผู้แต่งคร้ังเดียวใส่ตามด้วยปี
ตามลาดบั พรอ้ มเลขหน้า เช่น (สริ ินทร์ ช่วงโชติ 2502 : 47, 2507 : 30-35, 2516 : 36-37)

2) ถ้าเป็นผลงานของผู้แต่งหลายคน ลงรายการตามลาดับอักษรผู้แต่ง
ค่ันรายการผู้แต่งแต่ละคนด้วยเคร่ืองหมาย : เช่น (กุลวนิดา ตุงคะเศรณี 2524 : 60 : ฉวีลักษณ์
บณุ ยะกาญจน 2525 : 90; ชไมพร เจริญสนิ 2525 : 5-21 : สาวิกา กาญจนา 2519 : 90)

2.1.9 บทวิจารณ์ ลงนามผู้วิจารณใ์ นรายการผู้แต่ง เชน่ (กอบกุล อิงคุทานนท์ 2532
: 36)

2.1.10 เอกสารรอง การอ้างถึงเอกสารจากท่ีคัดลอกมาอีกต่อหน่ึง ไม่ใช่เอกสารน้ัน
โดยตรง สามารถอ้างอิงได้ 2 วิธี ถ้าให้ความสาคัญเอกสารเดิมมากกว่า ให้ขึ้นต้นด้วยผู้แต่งของเอกสาร
อันดบั แรก และใชค้ าว่า อา้ งถึงใน (Quoted In หรอื Cited By) เช่น (สานกั งานสถิตแิ หง่ ชาติ 2511 : 2
อ้างถึงใน ชุติมา สัจจานันท์ และสุนทรี ศุภวงศ์ 2528 : 9) (Mckie 1974 : 122 quoted in Davinson
1978 : 19)

ถ้าเอกสารอันดับรองไม่ระบุหน้าหรือปีท่ีพิมพ์ของเอกสารอันดับแรก ใส่
เฉพาะผู้เขียนเอกสารอันดับแรก เช่น (เอนก เธียรถาวร, อ้างถึงใน สุทธิลักษณ์ อาพันวงศ์ 2521 : 62)
(Hirschi and Selvin, quoted in Katzer 1978 : 64)

ถ้าในเนื้อหากล่าวถึงนามเจ้าของเอกสารอันดับแรกไว้แล้ว ให้ลงแต่เพียงชื่อ
เอกสารอันดับรองไว้ในวงเล็บ

สานักงานสถิติแห่งชาติ ในรายงาน "การสารวจข้อมูลเกี่ยวกับเด็กและ
เยาวชน" (ชุติมา สัจจานันท์ และสุนทรี ศุภวงศ์ 2528 : 9) ให้ความหมายว่า เยาวชน คือผู้มีอายุ
15-24 ปี

Hillway (สุทธิลักษณ์ อาพันวงศ์ 2521 : 62) นิยามว่าวิจัย หมายถึง การ
ตรวจสอบ วธิ กี าร หรอื กระบวนการที่จะค้นหา ศึกษา สารวจตรวจสอบอย่างมีระบบด้วยความรอบคอบ
เพื่อใหไ้ ด้เรอ่ื งราว และขอ้ เทจ็ จริง ความรู้ หรือหลกั การในปญั หาใดปัญหาหนึง่

ประชัน วัลลิโก ให้ความคิดเห็นเร่ืองเน้ือที่สาหรับข่าวว่า เมื่อพิจารณาเนื้อที่
สาหรับข่าวก็มักจะพิจารณาควบคู่กันไปกับเน้ือท่ีสาหรบั โฆษณา... (2526 : 40-41 อ้างถึงใน นวลจันทร์
รตั นากร 2525 : 34)

ถ้าผู้เขียนรายงานเห็นความสาคัญ หรือต้องการเน้นเอกสารอันดับรอง
มากกว่า ใช้ข้ึนด้วยเอกสารอันดับรอง และใช้คาว่าอ้างจาก (quoting) หรือกล่าวจาก (citing) เช่น

414 ชวนพิศ อัตเนตร์

(จารุวรรณ สนิ ธโุ สภณ 2527 : 23, อา้ งจากนลิ วรรณ อินทะเคหะ 2522 : 4-57) ( Davinson 1978 :
19, quoting McKie 1974 : 122)

2.1.11 เอกสารพเิ ศษ การอา้ งถงึ เอกสารพิเศษ และโสตทศั นวัสดุต่าง ๆ จะตอ้ งระบุ
ถึงลักษณะพิเศษของวัสดุน้ัน ๆ ในวงเล็บ เช่น (ทวี บุณยะเกียรติ, จดหมาย) (สมเด็จกรมพระยา
ดารงราชานุภาพ, พระราชหัตถเลขา ถึง ม.จ.หญิงพูนพิศมัย ดิศกุล) (พัทยา สายหู, บรรยาย)
(เอนก นาวกิ มูล, สมั ภาษณ์)

2.2 การอ้างอิงแทรกปนเน้ือหาระบบหมายเลข การอ้างอิงแทรกปนเนื้อหาระบบ
หมายเลข มีลักษณะคล้ายกับการอ้างอิงแทรกปนเนื้อหาระบบนาม - ปี ต่างกัน แต่ว่าจะใส่หมายเลข
แทนรายการ ชื่อ นามสกุล หรือ นาม-สกุล (สาหรบั ชาวต่างประเทศ) และปีที่พมิ พ์ กล่าวคอื จะใส่เฉพาะ
หมายเลขประจารายการอ้างอิง และเลขหน้าในวงเล็บ ท้ายข้อความที่นามาอ้างอิง เช่น (1 : 316)
(3 : 824-5) เปน็ ตน้

ผู้อ่านจะทราบได้ว่าอ้างอิงจากเอกสารใด โดยพลิกดูจากรายการบรรณานุการหรือ
เอกสารอ้างอิงท้ายรายการ ซ่ึงเรียงรายการตามลาดับอักษร แต่ละรายการจะมีหมายเลขกากับ 1, 2, 3
เป็นต้นไป สาหรับในส่วนเนื้อหา การอ้างอิงจะไม่เรียงลาดับหมายเลข ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้เอกสาร
หมายเลขใดมาอา้ งองิ กอ่ นหลัง และถา้ อา้ งอิงเอกสารซา้ ก็ใสห่ มายเลขเดมิ

การเขยี นบรรณานุกรม

บรรณานุกรม คือ รายช่ือเอกสาร สิ่งพิมพ์ สื่อโสตทัศน์ท่ีใช้ประกอบการศึกษา ค้นคว้าเพ่ือ
เขียนรายงานทางวิชาการ หรือเรียกว่า "เอกสารอ้างอิง" "หนังสืออ้างอิง" "หนังสืออุเทศก็" ซึ่งจะอยู่
ส่วนท้ายของเนื้อหาบรรณานุกรมมีความสาคัญ เพราะแสดงถึงการศึกษาค้นคว้าของผู้เขียนว่ามีความ
กว้างขวาง ลึกซึ้งมากน้อยเพียงใด มีความทันสมัยแค่ไหน นอกจากนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งที่แสดงถึงความ
นา่ เชอ่ื ถือของข้อมลู ท่ีปรากฎในรายงานทางวิชาการนนั้ ๆ ด้วย

1. ประเภทของบรรณานกุ รม แบ่งเป็น 3 ประเภทคือ
1.1 บรรณานุกรมสมบรู ณ์ (Exhaustive Bibliography) เป็นรายการเอกสาร ส่ิงพมิ พ์ สื่อ

โสตทศั นท์ กุ รายการที่เก่ียวกบั หัวข้อเร่ืองทศ่ี กึ ษา ค้นควา้
1.2 บรรณานุกรมเลือกสรร (Selected Bibliography) เป็นรายการเอกสาร สิ่งพิมพ์ สื่อ

โสตทศั น์ คดั เลือกเฉพาะท่เี ก่ียวข้องโดยตรงกับหัวข้อเรื่อง และเลอื กสรรแลว้ วา่ มีคณุ ค่า
1.3 บรรณานุกรมอ้างอิง (Literature Cited) เป็นรายการเอกสาร ส่ิงพิมพ์ ส่ือโสตทัศน์

คัดเลอื กเฉพาะทยี่ กมาอา้ งองิ ในเนื้อหา
2. การเรยี งลาดบั รายการบรรณานุกรม ทาได้ 2 ลกั ษณะ คือ
2.1 ถา้ มีเอกสารอา้ งอิงไมม่ ากนัก นยิ มรวมเอกสารสง่ิ พมิ พ์ทกุ รายการไว้ดว้ ยกนั และเรียง

ตามลาคับอักษรผู้แต่ง

การเขยี นเพือ่ การส่ือสารทางวชิ าการและวชิ าชพี 415

2.2 ถ้ามีเอกสารอ้างอิงเป็นจานวนมาก นิยมจัดแยกตามประเทของสิ่งพิมพ์คือ
(ก) หนังสือ (ข) บทความในหนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์ (ค) เอกสารอื่น ๆ เช่น เอกสารการประชุม
สัมมนา จลุ สาร (ง) สอื่ โสตทศั น์ ทั้งนใ้ี นแต่ละประเภทจะเรยี งตามลาดบั อกั ษรผูแ้ ต่ง

3. แบบแผนการเขียนบรรณานุกรมแบบแผนการเขียนบรรณานุกรมแตกต่างกันไปตาม
รูปลักษณ์ของส่ิงพิมพ์ และส่ือโสตทัศน์ ในที่นี้จะนาเสนอเฉพาะการเขียนบรรณานุกรมของส่ิงพิมพ์
ซึ่งนิยมใช้เป็นพื้นฐานในการเขียนรายงานทางวิชาการ และถือตามแบบแผนการเขียนบรรณานุกรมของ
มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธริ าช

3.1 หนงั สือ เชน่

ผู้แต่ง ช่ือเรื่อง คร้ังท่ีพิมพ์ (ถ้าพิมพ์คร้ังท่ี 2 เป็นต้นไป) ชื่อชุดหนังสือ และลาดับท่ี สถานท่ีพิมพ์
สานักพมิ พ์ ปีทพ่ี มิ พ์

คึกฤทธ์ิ ปราโมช. ม.ร.ว. เรื่องของคนรกั หมา. พมิ พค์ รั้งท่ี 2. กรุงเทพมหานคร. สานกั พิมพ์สยามรัฐ.
2529.

Simpson. I.S. Basic Statistics for Librarians. 3rd ed. London : Library Association, 1988.

การเขยี นบรรณานกุ รมหนังสือมีข้อสังเกต ดังนี้

1) ผู้แต่ง (Author) ให้ใส่ชื่อ และนามสกุล ผู้แต่งที่เป็นคนไทย โดยไม่ต้องใส่คา

นาหนา้ ช่ือ ยกเวน้ ราชทินนาม ฐานันดรศักดิ์ ใหน้ าไปใสไ่ วท้ า้ ยชอื่ ส่วนสมณศกั ดิ์ คงไว้ตามรปู เดมิ เชน่

พระราชวิสทุ ธใิ สภณ สบิ พันพารเสนอ โสณกลุ . ม.จ.

อนมุ านราชธน. พระยา อาณัติ อาภาภริ ม

ผูแ้ ตง่ ท่เี ปน็ ชาวต่างประเทศ ใหข้ ึน้ ตน้ ด้วย ชอื่ สกุล, ช่อื ตวั หรือตามความนยิ มของ

ชาตินน้ั ๆ เชน่ Gates, Jean Key ไวล์เดอร์, ลอรา อิงเกิล

ผู้แต่งที่เป็นผู้รวบรวมหรือบรรณาธิการ ให้ระบุไว้ท้ายชื่อโดยใส่เครื่องหมาย

จุลภาคดัน เช่น วสิ ทิ ธิ์ จนิ ตวงศ์, บรรณาธกิ าร

หนังสอื ภาษาอังกฤษใช้ comp(s) (compiler (S) ผรู้ วบรวม) หรอื ed (s) (editor

(5) บรรณาธกิ าร)

หนังสือท่ีมีผู้แต่ง 2 คน ให้ใส่ท้ังสองชื่อตามลาดับท่ีปรากฏ โดยเชื่อมด้วยคาว่า

และ (and) ระหวา่ ง ชือ่ ทงั้ สอง เช่น ชตุ มิ า สจั จานนั ห์ และสุนทรี ศุภวงศ์

หนังสือที่มีผู้แต่ง 3 คน ให้ใส่ซ่ือผู้แต่งคนแรกคั่นด้วยเคร่ืองหมายจุลภาค แล้วจึง

ใส่ชื่อผู้เขียนคนที่สองเช่ือมด้วยคาว่า และก่อนถึงชื่อผู้แต่งคนที่สาม เช่น นวลจันทร์ รัตนากร. ชุติมา

สัจจานันท์ และมารศรี ศวิ รกั ษ์

416 ชวนพศิ อตั เนตร์

หนังสือท่ีมีผู้แต่งมากกว่า 3 คน ให้ใส่เฉพาะช่ือผู้แต่งคนแรก และตามด้วยคาว่า
และคณะ หรือและคนอนื่ ๆ (et.al. หรือ and others) เช่น นรนิ ทร์ บุญชู และคณะ

ผู้แต่งที่ใช้นามแฝง ถ้าทราบนามจริง ให้ใส่นามจริงไว้ในวงเล็บหลังนามแฝง
ถ้าไม่ทราบนามจริง ให้ใส่ (นามแฝง) ไว้หลังชื่อ เช่น กฤษณา อโศกสิน (สุกัญญา ชลศึกษ์)
ดวงเดอื น (นามแฝง)

ผู้แต่งเป็นสถาบัน ให้ลงช่ือสถาบันนั้น ๆ และค่ันด้วยคาบอกลักษณะหน่วยงาน
ด้วยจุลภาค (ยกเว้นกรณีที่ชื่อของหน่วยงานมีลักษณะเป็นส่วนหน่ึงของชื่อหน่วยงาน เช่น ธนาคารแห่ง
ประเทศไทย) สาหรับหน่วยงานที่มีหน่วยงานย่อย ให้เรียงลาดับจากหน่วยงานใหญ่ไปหาหน่วยงานยอ่ ย
เช่น ภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยฯ, สมาคมเศรษฐกิจการพาณิชย์, กรม กองนโยบายการพาณิชย์
สยามสมาคมสุโขทัยธรรมาธริ าช, มหาวทิ ยาลยั ถา้ ไมป่ รากฎผ้แู ตง่ ผูร้ วบรวม บรรณาธกิ าร ใสช่ อื่ หนงั สือ
แทนในรายการผ้แู ตง่

2) ชื่อหนังสือ (title) เขียนตามที่ปรากฎในหน้าปกในของหนังสือ และขีดเส้นใต้ชื่อ
หนังสือและช่ือรอง (sub-title) ซ่ึงเป็นคาอธิบายชื่อเรื่องด้วย (ถ้ามี) แต่ถ้ามีภาษาต่างประเทศกากับ
ให้ใส่เฉพาะชื่อเร่ืองภาษาไทย เช่น รางวัลวรรณกรรมในประเทศไทย : ประวัติและรายช่ือ หนังสือชนะ
การประกวด (พ.ศ. 2459 - 2522) Bibliographies : Their Aims and Methods

3) จานวนเล่ม ใส่เฉพาะหนังสือที่มีหลายเล่มจบ โดยใส่จานวนเล่มทั้งหมด หรือ
เฉพาะเล่มทใี่ ช้ค้นคว้า เชน่ 2 ล.3 v. หรือ ล.1 หรือ V.1

4) ครั้งท่ีพิมพ์ (edition) ใส่ครั้งท่ีพิมพ์ของหนังสือท่ีพิมพ์ต้ังแต่คร้ังท่ี 2 เป็นต้นไป
เช่น พิมพ์ครั้งท่ี 2 หรอื 2nd ed.

5) ชอื่ ชดุ หนังสอื (Series) ถ้าช่ือชุดหนงั สอื เดน่ ชัด และมีความสาคญั ให้ใส่ชอื่ ชุดด้วย
เชน่ หนงั สือชดุ ห้องสมดุ อนั ดบั ที่ 6, เอกสารการนเิ ทศการศกึ ษา ฉบบั ที่ 230

6) สถานที่พิมพ์ (Place) ใส่ช่ือเมืองซ่ึงเป็นที่ตั้งของสานักพิมพ์ตามท่ีปรากฏ ถ้ามี
หลายเมืองใหใ้ ช้ชือ่ เมืองแรก หรือชอ่ื เมืองที่พิมพด์ ว้ ยตัวเข้ม หรอื ตวั ใหญ่เปน็ พิเศษ ถ้าไมป่ รากฏชอื่ เมือง
ให้ใส่ ม.ป.ท. หรอื ก.p. แทน

7) สานักพิมพ์ (Publisher) ใส่ตามที่ปรากฏในหน้าปกใน ถ้ามีหลายสานักพิมพ์ใหใ้ ช้
ช่ือสานักพิมพ์แรก หรือชื่อสานักพิมพ์ท่ีพิมพ์ด้วยตัวเข้มหรือตัวใหญ่เป็นพิเศษ ถ้าไม่มีชื่อสานักพิมพ์
ปรากฏ ท้ังในดา้ นหนา้ หรอื ด้านหลงั หนา้ ปกใน ใหใ้ ส่ชือ่ โรงพมิ พแ์ ทน ถ้าเป็นสิง่ พิมพ์รฐั บาล ใชช้ ื่อหนว่ ย
ราชการ สถาบนั ที่จดั พมิ พ์ในรายการสานกั พมิ พ์

คาที่ประกอบกับชื่อ สานักพิมพ์ ได้แก่ บริษัท ห้างหุ้นส่วนจากัด Incorporation,
Inc., Limited, Ltd. ใหต้ ดั ออก เชน่

บริษทั สานกั พิมพไ์ ทยวัฒนาพานชิ จากัด ใชค้ าว่า สานกั พมิ พไ์ ทยวัฒนาพานิช
Longman Group Ltd. ใช้คาวา่ Longman Group

การเขยี นเพื่อการส่อื สารทางวชิ าการและวชิ าชพี 417

ถา้ ไม่ปรากฎทั้งชื่อสานักพมิ พ์ โรงพิมพ์ ใช้วา่ ม.ป.ท. หรอื n.p.
8) ปีท่ีพิมพ์ ใส่เฉพาะตัวเลข โดยไม่ต้องระบุคาว่า พ.ศ. หรือ ค.ศ. ถ้าไม่ปรากฏปีท่ี
พิมพ์ ใสค่ าวา่ ม.ป.ป. หรอื n.d.
3.2 หนังสือจัดพิมพ์ในโอกาสพิเศษ เช่น หนังสืองานศพ หนังสือจัดพิมพ์เป็นที่ระลึกใน
โอกาสพิเศษต่าง ๆ เช่น ทอดกฐิน ครบรอบวันสถาปนา เขียนบรรณานุกรมเหมือนหนังสือธรรมดา แต่
เพ่มิ รายละเอียดของหนงั สือไว้ในวงเล็บหลงั ปี เปน็ รายการสดุ ท้าย

สิริ เปรมจิตต์ ชีวิตและงานของพลเรือตรีถวัลย์ ธารงนาวาสวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีคนท่ี 8 ของไทย
กรุงเทพมหานคร ธรรมสาร 2532 (อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พลเรือตรีถวัลย์
ธารงนาวาสวสั ดิ์ ณ วัดเทพศริ ินทราวาส 25 มนี าคม 2532)

3.3 หนังสือแปล หนังสือแปลจากภาษาต่างประเทศ เป็นภาษไทย ลงรายการเหมือน
หนังสือ มีต่างจากบรรณานุกรมหนังสือเฉพาะในรายการผู้แต่ง ซึ่งจะใส่ช่ือผู้เขียนภาษาเดิม ส่วนชื่อ
ผูแ้ ปลใส่ไวห้ ลังรายการชื่อเรื่องเดิม ภาษาไทย (ถา้ ไมท่ ราบชอ่ื เรื่องเดิม ใสไวห้ ลังชอ่ื เรอ่ื ง)

เบอร์เนทท์, แฟรนซิส เอช. ลอร์ดน้อยฟอนเต้ิลรอย. แปลจาก Lite Lord Fauntleroy. โดย เนื่อง
น้อย ศรัทธา (บุญเนื่อง บุณยเนตร). พิมพ์คร้ังท่ี 2. กรุงเทพมหานคร. การพิมพ์สตรีสาร
2530.

ถ้าไมท่ ราบช่อื ผู้แต่งเติม ใสช่ ื่อผู้แปล โดยระบุว่าเป็นผแู้ ปล

นิดา (ปราศรัย รัชไชยบุญ) ผู้แปล. ครั้งหนึ่ง...ยังจาได้. พิมพ์คร้ังท่ี 2. กรุงเทพมหานคร. ธนบรรณ
2529.

3.4 บทความในหนังสอื

ผู้เขียนบทความ "ช่ือบทความ" ใน ช่ือหนังสือ เลขหน้าท่ีปรากฏบทความหน้าใดถึงหน้าใด ชื่อ
บรรณาธกิ าร(ถา้ มี) สถานทพ่ี มิ พ์ สานกั พิมพ์ ปที ีพ่ ิมพ์

ไพโรจน์ สุวรรณกร "ส่ิงแวดล้อมเพ่ือพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า" ในห้องสมุดกับสารนิเทศเพ่ือการ
พัฒนาคุณภาพชีวิต หน้า 70-72 ชวนพิศ สุศันสนีย์ และทัศนา หาญพล บรรณาธิการ
กรุงเทพมหานคร สมาคมห้องสมุดแหง่ ประเทศไทยฯ 2533

418 ชวนพิศ อัตเนตร์

3.5 บทความในวารสาร

ผเู้ ขยี นบทความ "ช่อื บทความ" ชือ่ วารสาร ปที ี่ (เดอื น ปี) เลขหน้าทตี่ พี มิ พบ์ ทความ
ชุติมา สัจจานันท์ "แนวโน้มการทาวิจัยของบรรณรักษ์ห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา" วารสารหอ้ งสมดุ

34 (ตุลาคม - ธันวาคม 2533) 63-71

3.6 บทความในหนังสอื พิมพ์

ผู้เขียนบทความ "ชอ่ื บทความ" ช่ือหนังสอื พิมพ์ วนั เดือน ปี เลขหนา้
ลิจติ ธีรเวคิน "พุทธศาสนสภุ าษิต" มติชนรายวนั 18 ธนั วาคม 2533 9

3.7 บทความในสารานกุ รม

ผู้เขยี นบทความ "ชื่อบทความ" ชื่อสารานกุ รม เลม่ ท่ี (ปีท่พี มิ พ์) เลขหน้า
สวัสดิ์ ปจั ฉมิ กลุ "แผนที่" สารานุกรมไทยฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน 19 (2527) 12370-12380

3.8 จุลสาร เอกสารอัดสาเนา และเอกสารท่ี ให้ใส่ไว้ในเคร่อื งหมายอัญประกาศแทน และ
เอกสารไม่ได้ตีพิมพ์อ่ืน ๆ ใช้แบบแผนเดียวกับหนังสือ ต่างกัน อัดสาเนา วงเล็บคาว่า อัดสาเนา
(Mimeographed) หรือแต่เพียงว่า แทนท่ีจะขีดเส้นใต้ช่ือเรื่องเช่นเดียวกับหนังสือ พิม พ์ดีด
(Typewritten) แล้วแต่กรณีไว้ท้ายสดุ

อวย เกตุสิงห์ "แก่อย่างสง่า" กรุงเทพมหานคร ฝ่ายการแพทย์และอนามัย กองเวชกรรมป้องกัน
การไฟฟ้าฝา่ ยผลติ แหง่ ประเทศไทย 2522

สโุ ขทยั ธรรมาธิราช, มหาวทิ ยาลัย สาขาวชิ าศิลปศาสตร์ "โครงการสโุ ขทัยศึกษา" นนทบรุ ี สาขาวิชา
ศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช ม.ป.ป.

3.9 วทิ ยานิพนธ์

ผู้เขียนวิทยานิพนธ์ "ชื่อวิทยานิพนธ์" วิทยานิพนธ์ระดับใด ช่ือแผนกวิชาหรือภาควิชา คณะ
มหาวทิ ยาลยั ปที ี่พมิ พ์

ชนันนา ผศมกุศลล "การใช้เอกสารของผู้เขียนบทความประจาในหนังสือพิมพ์รายวัน" วิทยานิพนธ์
ปริญญามหาบัณฑิต ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬลงกรณ์
มหาวิทยาลัย 2533

การเขียนเพือ่ การสือ่ สารทางวชิ าการและวิชาชีพ 419

3.10 สมั ภาษณ์

ผใู้ ห้สัมภาษณ์ ตาแหน่ง (ถ้ามี) สัมภาษณ์ วนั เดือน ปี
เอีย่ ม ฉายางาม อธิการบดีมหาวิทยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธิราช สัมภาษณ์ 1 มีนาคม 2531

3.11 การอ้างเอกสารอนั ดับรอง เป็นการอ้างเอกสารที่มีผู้กลา่ วถึงไว้ในหนังสืออีกเล่มหนึ่ง
สามารถทาไดส้ องวิธี คอื

1) ถ้าให้ความสาคัญเอกสารเดิมมากกว่าให้ขึ้นต้นด้วยผู้แต่ง และช่ือเอกสารอันดับ
แรก และใช้คาว่า อ้างถึงใน (Quoted In หรือ Cited By) นาหน้าช่ือผู้แต่งและช่ือเร่ืองเอกสารอันดับ
รอง

สถิติแห่งชาติ สานักงาน การสารวจข้อมูลเก่ียวกับเด็กและเยาวชน พศ. 2524 กรุงเทพมหานคร
สานักงานสถิติแห่งชาติ 2521 อ้างถึงใน ชุติมา สัจจนันท์ และสุนทรี ศุภวงศ์ เยาวชน:
บรรณนิทัศน์ เพ่ือการค้นคว้าและบริการสนเทศ กรุงเทพมหานคร สมาคมห้องสมุดแหง่
ประเทศไทยฯ 2528

2) ถ้าเอกสารอันดับรองสาคัญมากกว่า จึง ing หรือ "กล่าวจาก" (citing) นาหน้าช่ือ
ผแู้ ตง่ เอกสารขึน้ ตน้ ด้วยเอกสารอันดับรอง ใชค้ าว่า "อา้ งจาก" (quote) อันดับแรก

ชุติมา สัจจานันท์ และสุนทรี ศุภวงศ์ เยาวชน : บรรณนิทัศน์เพื่อการคันคว้าและบริการสนเทศ
กรุงเทพมหานคร สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยฯ 2528 อ้างจาก สานักงานสถิติ
แห่งชาติ การสารวจข้อมูลเก่ียวกับเด็กและเยาวชน พ.ศ. 2524 กรุงเทพมหานคร
สานักงานสถิติแห่งชาติ 2521

420 ชวนพิศ อตั เนตร์

4. ข้อสังเกตความแตกต่างระหว่างเชิงอรรถอ้างอิงกับบรรณานุกรม เชิงอรรถอ้างอิงกับ
บรรณานุกรมมีการลงรายการข้อมูลตา่ ง ๆ ใกลเ้ คียงกนั มาก ท่แี ตกต่างกันมดี งั น้ี

เชงิ อรรถอา้ งอิง บรรณานกุ รม

4.1 แบบแผนการเขียน

4.1.1 เขยี นในลักษณะของยอ่ หน้า บรรทัด 4.1.1 เริม่ ต้นแต่ละรายการโดยชดิ ขอบ

แรกของการอา้ งองิ แตล่ ะรายการจะเริ่มต้นที่ ซ้ายมอื ถ้าไมจ่ บในบรรทดั เดียวกนั จะยอ่ หน้าเข้า

อกั ษรตัวที่ 9 ส่วนบรรทดั ต่อไปในรายการ มาตวั ที่ 9

เดียวกนั จะเขยี นชิดขอบซ้ายมือ

4.1.2 มีตวั เลขกากบั หน้ารายการอา้ งอิงแต่ 4.1.2 เรียงตามลาดบั อักษรตวั แรกของแต่

ละรายการ เรยี งลาดบั ตามการอ้างอิงอยู่ทา้ ยหนา้ ละรายการ โดยไม่ใสต่ ัวเลขกาลับขา้ งหน้า

รายการบรรณานุกรมจะเรยี งอยูท่ ้ายบทแต่ละบท

หรอื ท้ายเลม่

4.2 รายการผูแ้ ตง่

4.2.1 เรยี งชอื่ และนามสกุลตามลาดบั ทั้ง 4.2.1 ชาวไทยเรียงชอื่ และนามสกุล

ชาวไทย และชาวต่างประเทศ ตามลาดบั ถา้ มรี าชทนิ นาม ฐานันดรศกั ดิ์ ให้

ผแู้ ตง่ ที่มรี าชทินนาม ฐานันดรศกั ดิ์ กลับไปไว้ข้างหลังช่ือ ค่นั ด้วยเครื่องหมายจุลภาค

สมณศกั ด์ิ ใหเ้ รียงตามลาดับ โดยไมต่ ้องกลับ สมณศกั ดขิ์ องพระสงฆ์ยกเวน้ ไม่ต้องกลับ

ชาวต่างประเทศ เขียนตามความ

นิยมของชาตินั้น ๆ เช่น ชาวตะวันตกเขยี นชื่อ

สกลุ ข้ึนตน้ ก่อนชอ่ื ตัว โดยค่นั ดว้ ยเครื่องหมาย

จลุ ภาค

4.2.2 ผแู้ ต่งที่เปน็ สถาบัน ลงรายการ 4.2.2 ผแู้ ต่งทีเ่ ปน็ สถาบัน จะลงชอื่ สถาบนั

ตามลาดบั โดยไม่ตอ้ งกลับคาที่บอกลักษณะ นน้ั ๆ ก่อน แลว้ จึงตามด้วยคาท่บี อกลกั ษณะ

หน่วยงาน และถ้ามีหน่วยงานย่อยจะเรยี งลาดับ หนว่ ยงาน โดยค่นั ระหว่างกนั ด้วยเครือ่ งหมาย

จากหนว่ ยงานยอ่ ยไปหาหน่วยงานใหญ่ จลุ ภาค

ถ้ามหี นว่ ยงานย่อย จะเรยี งจาก

หนว่ ยงานใหญม่ าหน่วยงานย่อย

การเขียนเพื่อการสอื่ สารทางวชิ าการและวิชาชีพ 421

เชิงอรรถอ้างอิง บรรณานกุ รม

4.3 เลขหนา้

ใส่เฉพาะเลขหน้าที่อา้ งอิงขอ้ ความไว้ท้ายสดุ ไมใ่ ส่เลขหน้า สาหรบั หนังสือเล่มเดยี วจบ

(หลังปที ่ีพิมพ์) ทงั้ ในหนังสือและบทความ ถา้ หนงั สอื มหี ลายเล่มจบ ใสจ่ านวนเล่มทั้งหมด

ถ้าเป็นหนังสอื จะตอ้ งเขียนคาวา่ หน้า (p.) หรือเฉพาะเล่มทใ่ี ช้ ตอ่ จากช่อื เรือ่ ง

และถา้ มากกวา่ หน่ึงจะต้องระบวุ า่ หน้าใดถึงหนา้ บทความในวารสาร และบทความในหนังสือ

ใด (pp....) ใส่เลขหนา (ไม่ตอ้ งใส่คาวา่ หน้า) เทา่ ที่ปรากฎ

ถ้าหนงั สอื มีหลายเล่มจบ ใส่เล่มทีแ่ ละเลข ทั้งหมด

หนา้ (ไม่ต้องใสค่ าวา่ หนา้ )

4.4 เครอื่ งหมาย

ใส่เครื่องหมายวงเลบ็ รายการพิมพ์ลกั ษณ์ ไม่ใสเ่ ครือ่ งหมายวงเล็บรายการพิมพล์ ักษณ์

เชงิ อรรถอา้ งองิ ภาษาอังกฤษใช่เครื่องหมาย บรรณานุกรมภาษาองั กฤษ ส่วนทีเ่ ป็น

จุลภาคคนั่ ขอ้ มลู แต่ละรายการ (ยกเว้นระหว่าง เคร่อื งหมายจุลภาค ใชเ่ ครื่องหมายมหพั ภาคแทน

สถานทพี่ ิมพ์กบั สานักพิมพ์ และปที ีพ่ ิมพ์กบั เลข (ยกเว้นระหว่างรายการสานกั พมิ พ์ กบั ปีท่ีพมิ พ์

หน้าในวารสาร ใชท้ วภิ าค) ใชท้ วภิ าค)

ตัวอย่างเปรียบเทียบการเขียนเชิงอรรถอ้างอิง และบรรณานุกรมสิ่งพิมพ์บางประเภท
รายการแรกเปน็ เชิงอรรถอ้างอิงและรายการทส่ี องเป็นบรรณานกุ รม

1. หนงั สือ
1ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เร่ืองของคนรักหมา พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทพมหานคร

สานกั พิมพส์ ยามรฐั 2529) หนา้ 15
คึกฤทธิ์ ปราโมช. ม.ร.ว. เร่ืองของคนรักหมา พิมพ์ครั้งท่ี 2 กรุงเทพมหานคร

สานกั พิมพ์สยามรฐั 2529
2I. S. Simpson, Basic Statistics for Librarians, 3rd ed. ( London : Library

Association, 1988) pp. 18 – 20
Simpson, 1. S. Basic Statistics for Librarians. 3rd ed. London : Library

Association, 1988.

422 ชวนพิศ อตั เนตร์

2. บทความในหนังสอื
1ไพโรจน์ สุวรรณกร "สิ่งแวดล้อมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตท่ีดีกว่า" ใน ห้องสมุดกับ

สารนิเทศเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ชวนพิศ สุศันสนีย์ และทัศนา หาญพล บรรณาธิการ
(กรุงเทพมหานคร สมาคมห้องสมุดแหง่ ประเทศไทยฯ 2533) หนา้ 71

ไพโรจน์ สุวรรณกร "ส่ิงแวดล้อมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า" ใน ห้องสมุดกับสารนิเทศเพื่อการ
พัฒนาคุณภาพชีวิต หน้า 70-72 ชวนพิศ สุศันสนีย์ และทัศนา หาญพล บรรณาธิการ
กรงุ เทพมหานคร สมาคมหอ้ งสมดุ แหง่ ประเทศไทยฯ 2533

2Malcolm S. Knowles, " Understanding the Adult Learner," In Continuing
Education : Issues and Challenges." ed. by Ester E. Horne(New York : K.C, Saur, 1985),
p. 17.

Knowles, Malcolm S. "Understanding the Adult Learner." In Continuing Education : Issues
and Challenges, pp. 13-20. Edited by Esther E. Horne, New York : K.G. Saur,
1985.

3. บทความในวารสาร
1ชุติมา สัจจานันท์ "แนวโน้มการทาวิจัยของบรรณรักษ์ห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา"

วารสาร ห้องสมดุ 34 (ตุลาคม - ธันวาคม 2533) 65

ชตุ ิมา สจั จานันท์ "แนวโน้มการทาวจิ ยั ของบรรณารกั ษ์ห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา" วารสารห้องสมดุ 34
(ตลุ าคม - ธนั วาคม 2533) 63 – 71

1Aldrich, R.M., "Reading with Pride : School Club," Library Journal 99 (March,
1974) : 873.

Aldrich, R.M. "Reading with Pride : School Club." Library journal 99 (March 1974) : 870 –
875.

4. บทความในสารานุกรม
1รอง ศยามานนท์ "ไพร่" สารานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน 21 (2520) 13658

รอง ศยามานนท์ "ไพร"่ สารานกุ รมไทยฉบับราชบณั ฑิตยสถาน 21 (2520) 13655-13661

1Stueart, Robert D. "Reviews and Reviewing" Encyclopedia of Library and
Information Science 25 (1979) : 320.

Stueart, Robert D. " Reviews and Reviewing," Encyclopedia of Library and Information
Science 25 (1979) : 314 -324.

การเขยี นเพอ่ื การส่อื สารทางวิชาการและวิชาชพี 423

5. บทความในหนงั สอื พมิ พ์
1ลิขิต ธีรเวคิน "พทุ ธศาสนสภุ าษติ " มตชิ นรายวนั (18 ชันวาคม 2533) 9

ลขิ ิต ธีรเวคิน "พทุ ธศาสนสุภาษิต" มตชิ นรายวนั (18 ชนั วาคม 2533) 9

2Sanitsuda Ekachai,"A Wash with Tears on the Television," (September 9,

1991) 29

Sanitsuda Ekachai. "A Wash with Tears on the Television."(September 9, 1991) : 29, 31.

6. การสมั ภาษณ์
2 สัมภาษณ์ เยี่ยม ฉายางาม อธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 1 มีนาคม

2534

เอี่ยม ฉายางาม อธกิ ารบดมี หาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช สัมภาษณ์ 1 มีนาคม 2534

5. Migration by J. A, Jackson, B. A. ( Hiram, Ohio) M. A. ( London, Dubl)
Professor and Head of Department of Sociology, Trinity College, Dublin Longman London
and New York First published 1986. p. G1 (1979): 320

บทสรุป

รายงานทางวิชาการ หมายถึง ความเรียงทางวิชาการ ซ่ึงเป็นผลจากการศึกษา ค้นคว้า
รวบรวม และประมวลข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ โดยมีหลักฐานและการอ้างอิงประกอบ โดยมี
วัตถุประสงค์เพ่ือเสนอผลจากการศึกษา ค้นคว้ารวบรวมและประมวลผล ความรู้ ความคิด และข้อมูล
ทางวชิ าการ นอกจากนีย้ ังชว่ ยพัฒนาความรู้ ทักษะการศกึ ษาคน้ คว้า และการใช้ภาษาของผู้เขยี นเอง ซง่ึ
อาศัยองค์ประกอบ สาคัญ 3 ส่วน คือ (1) ส่วนนา ประกอบด้วย ปกนอก ปกใน คานา สารบาญ
สารบาญตาราง และภาพประกอบ (2) ส่วนเน้ือเรื่อง ประกอบด้วย บทนา เนื้อเรื่อง บทสรุป
(3) สว่ นท้าย ประกอบด้วย บรรณานุกรมและภาคผนวก (ถา้ ม)ี

ขน้ั ตอนการเขียนรายงานทางวิชาการ
การเลือกหัวข้อเร่ืองรายงานทางวิชาการควรพิจารณาว่าเป็นหัวข้อท่ีมีความสาคัญ และความ
น่าสนใจ มีแหล่งข้อมูลเพียงพอ และมีขอบเขตของเร่ืองเหมาะสม ไม่กว้างเกินไป และไม่แคบ
เฉพาะเจาะจงเกินไปการสารวจแหล่งข้อมูล อาจดาเนินการควบคู่กับข้ันตอนการเลือกหัวข้อเร่ือง เพ่ือ
ความแน่ใจว่าหัวข้อเรื่องที่จะเขียนรายงานน้ันมีข้อมูลเพียงพอ รวมทั้งเพ่ือศึกษาว่ารายงานทางวิชาการ

424 ชวนพิศ อัตเนตร์

นัน้ ตอ้ งการขอ้ มลู ลักษณะใด รปู แบบใด จากแหลง่ ข้อมลู ประเภทใดข้อมูลทางวชิ าการมีท้ังลักษณะข้อมูล
เอกสาร และข้อมลู ทีไ่ ม่ใช่เอกสาร อาจปรากฎในรูปขอ้ มูลดบิ รายงานสถิติ บทความ รายงานผลการวิจยั
สาระสังเขปการสารวจแหล่งข้อมูลทางวิชาการอาศัยเคร่ืองมือช่วยค้นคว้าของห้องสมุด ได้แก่
บัตรรายการ บรรณานุกรม ดรรชนีวารสาร ดรรชนีหนังสือพิมพ์ นามานุกรม บริการจากฐาน
ข้อมูลคอมพิวเตอร์ และซีดีรอม และจดบันทึกรายการทางบรรณานุกรมไว้ในบัตรขนาด 3" x 5" หรือ
4" x 6"

การรวบรวมข้อมลู เพือ่ เขียนรายงานทางวชิ าการ ประกอบด้วยกจิ กรรมสาคัญสองประการ คือ
การประเมินแหล่งข้อมูล และการจดบันทึกข้อมูลและแหล่งข้อมูลทางวิชาการที่ดีควรมีลักษณะสาคัญ
คือ ความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ ทันสมัย และเที่ยงตรงโดยประเมินจากผ้รู ับผิดชอบเนือ้ หา ผจู้ ัดพิมพ์
ปีที่พิมพ์ และครั้งท่ีพิมพ์ การจดบันทึกมี 3 แบบคือ การจดบันทึกแบบคัดลอกข้อความโดยตรง
การจดบนั ทึกแบบ สรปุ ความ และการจดบนั ทึกแบบถอดความ

โครงเรื่อง มีลักษณะคล้ายสารบาญคร่าว ๆ เป็นแนวทางการเขียนรายงานทางวิชาการ
การกาหนดโครงเร่ืองช่วยให้รายงานทางวิชาการมีเอกภาพ มีสัมพันธภาพ มีความสมบูรณ์ มีเน้ือหาได้
สัดส่วน และอ่านเข้าใจง่าย โดยมีการจัดลาดับได้หลายวิธี เช่น จากเร่ืองกว้างสู่เร่ืองเฉพาะ จากเร่ือง
เฉพาะสู่เรื่องกว้าง ตามความสาคัญ ตามเหตุการณ์หรือระยะเวลา ตามเหตุและผล ตามสถานท่ีหรือ
ทศิ ทาง โครงเรอื่ งนยิ มใช้กนั โดยหัวไปคอื โครงเรอื่ งแบบหวั ข้อ

ในส่วนการอ้างอิง และการเขียนบรรณานุกรม การคัดลอกข้อความ หรือแนวคิดของผอู้ ื่นจาก
เอกสาร ส่ิงพิมพ์ หนังสืออื่นใดจะต้องระบุที่มาโดยอาจเขียนในรูปเชิงอรรถท้ายหน้า ท้ายบท หรือท้าย
เรอ่ื ง และอีกรปู แบบหน่งึ เป็นท่ีนยิ มใช้คือ การอ้างอิงแทรกปนเนื้อหา สว่ นบรรณานุกรมอยสู่ ว่ นท้ายเนื้อ
เรอื่ งของรายงานทางวชิ าการ แสดงถงึ การศึกษาคน้ คว้าของผู้เขียน และความน่าเช่ือถือของรายงานทาง
วชิ าการ แบบแผนการเขยี นบรรณานกุ รม แตกตา่ งกันไปตามรูปลักษณข์ องสง่ิ พมิ พ์

คาถามทบทวน

1. การจดบันทึกแบบคดั ลอกขอ้ ความโดยตรงใช้กรณีใด
2. การจดบนั ทึกแบบใดใช้สานวนโวหารของผจู้ ดบันทึก
3. โครงเร่ืองรายงานทางวชิ าการมีลักษณะคล้ายส่วนใดในรายงานทางวชิ าการ
4. การกาหนดโครงเร่ืองมคี วามสาคญั อย่างไร
5. รายงานทางวิชาการเรอ่ื งตอ่ ไปนีค้ วรจดั ลาดบั โครงเรอ่ื งอย่างไร

5.1 วคั ซนี โควิค-19
5.2 โควิค-19

การเขียนเพื่อการส่ือสารทางวชิ าการและวิชาชพี 425

เอกสารอา้ งองิ

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (2527). คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี. คู่มีอการเขียนรามงาน.
กรงุ เทพมหานคร คณะพาณชิ ยศาสตรแ์ ละการบญั ชี. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

_________ฝ่ายวิจัย. (2526). คู่มือการรับทุนวิจัย. กรุงเทพมหานคร. ฝ่ายวิจัย จุทาลงกรณ์
มหาวทิ ยาลัย.

_________บัณฑิตวิทยาลัย. (2525). คู่มือการพิมพ์วิทยานิพนธ์. กรุงเทพมหานคร. บัณฑิตวิทยาลัย
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั .

ศรีนครินทริวิโรฒ. (2527). มหาวิทยาลัย บัณฑิตวิทยาลัย. คู่มีอการเขียนรายงาน. ภาคนิพนธ์ และ
ปริญญานิพนธ์ กรงุ เทพมหานคร. บัณฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลัยศรนี ครนิ ทรวิโรฒ.

Campbell, William Giles, Ballou, Stephen. (1981).Vaughan and Slade, Carole. Form and
Style : Theses, Reports, Term Papers. 6" ed. Boston : Houghton Mifflin.

Katz, William, ( 1984) . Your Library : A Reference Guide. 2nd ed. New York : Holts.
Rinehart & Winston.

Lester, James D. (1984). Writing Research Papers. Glenview, Il, : Scott, Foreman.
Mullins, Carolyn J. ( 1980) . The Complete Writing Guide to Preparing Reports.

Proposals. Memos., Etc. Englewood Cliffs, N.J. : Prentice –Hall.
Riebel, John P. (1987). How to Write Reports, Papers. Theses, Articles. New York : Arco.
Thomas, Diana M. ,Hinckley, Ann T. and Eisenbac, Elizabeth R. ( 1981) . The Effective

Reference Librarian Academic Press.
Turabian, Kate L. (1978). Student's Guide for Writing College Papers. 3rd ed. Chicago :

The University of Chicago Press.
Winkler, Anthony C. and McCuen, Jo Ray. ( 1979) . Writing the Research Paper : a

Handbook. New York : Harcourt Brace Jovanovich.

การเขียนเพอ่ื การส่อื สารทางวิชาการและวชิ าชพี 429

บรรณนานุกรม

กรุงเทพ จากัด. (2531). ธนาคาร ราบชื่นในธุรกิจสร้างเครดิตในการค้า. กรุงเทพมหานคร : ธนาคาร
กรงุ เทพ จากัด.

ก่อ สวัสดพิ าณชิ ย์. (2534). การใช้ส่ือมวลชนเพอ่ื การศึกษา. ส่ือมวลชนปริทัศน.์ 5 : 54.
กีรติ บุญเจอื . (2520). ตรรกวิทยาทั่วไป. กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนาพานิช.
คณะอนุกรรมการเผยแพร่ปะชาสัมพันธ์. (2527). โครงการสมุนไพรกับการสาธารณสุขมูลฐาน คู่มือ

สมนุ ไพร เล่ม 1. กรุงเทพมหานคร โครงการสมนุ ไพรกบั การสาธารณสุขมลู ฐาน.
จมุ พล รอดคาด.ี (2532). ข่าววทิ ยกุ ระจายเสียง. เอกสารประกอบการอบรมเจ้าหน้าท่ีประชาสัมพันธ์ :

กระทรวงศกึ ษาธกิ าร.
จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. (2517). คณะนิเทศศาสตร์ ภาษาและการส่ือการ รายงานการสัมมนาทาง

วิชาการ คร้ังที่ 1. กรงุ เทพมหานคร : คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย.
ถนอมจิต สุภาวิตา. (2524). สมุนไพรแก้พิษแมงกะพรุน. ในวารสารสงขลานครินทร์ ฉบับชาวบ้าน

หน้า 131-132 กรุงเทพมหานคร : เรือนแก้วการพิมพ์. (ที่ระลึกเนื่องในงานนิทรรศการทาง
วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี 17-19 กรกฎาคม 2524).
ถนอมวงศ์ ลายอดมรรคผล. (2526). หน่วยท่ี 9 การพัฒนาสมรรณภาพในการอ่าน. ในเอกสารการ
สอนชุดวิชาการใช้ภาษาไทย หน้า 92-599 กรุงเทพมหานคร : สาขาวิชาศิลปศาสตร์ มห
วทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธริ าช.
เทคโนโลยี มิติใหม่ของการพัฒนา. (2531). วารสารเศรษฐกิจและสังคม 6 (พฤศจิกายน - ธันวาคม
2531) : 7-9.
นภาภรณ์ อจั ฉริยะกุล. (2530). "หนว่ ยท่ี 4 การเขียนเพ่ือการประชาสัมพันธ์ ใน เอกสารการสอนชุด
วิชาการผลิตงานประชาสัมพันธ์. หน้า 221-309. นนทบุรี : สาชาวิชานิเทศศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
นันทนา ชตุ ิวงศ์ "ค้าน ดร.พริ ยิ ะ". (2534). ศลิ ปวฒั นธรรม 2 .(มกราคม 2534) : 48.
นธิ ิ เอียวศรีวงค.์ (2525). "ภาษไทย : อเิ ลก็ ทรอนิกส์" โลกหนังสอื 5. (11 สิงหาคม 2525) 50-62.
ประทีป วาทิกทินกร. (2530). ลักษณะการใช้กาษาไทย เร่ืองการใช้ภาษา. กรุงเทพมหานคร :
มหาวิทยาลยั รามคาแหง.
ประสทิ ธิ์ กาพย์กลอน. (2516). การเขยี นเชิงปฏบิ ัติ. กรงุ เทพมหานคร : สานักพิมพ์ไทยวฒั นาพานิช.
ปรีชา ชา้ งขวญั ยืน. (2524). การใชเ้ หตุผล. กรงุ เทพมหานคร : สานักพิมพ์วิชาการ.
__________. (2525). ศลิ ปะการเขียน. กรุงเทพมหานคร : สานกั พิมพ์วิชาการ.
เปลือง ณ นคร. (2512). เรยี งความช้นั สงู . กรงุ เทพมหานคร : สานกั พมิ พไ์ ทยวัฒนาพานชิ .

430 ชวนพิศ อัตเนตร์

พรทิพย์ วรกิจโภคาทร. (2531). การวิจัยเพ่ือการประชาสัมพันธ์. กรุงเทพมหานคร. สานักพิมพ์
มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์.

พรพรรณ ธารานมุ าศ. (2517). สานวนการเขยี น. กรุงเทพมหานคร : สานักพิมพบ์ รรณกิจเทรดดงิ .
พระไพศาล วิสาโร. (2528). "ศตวรรษวกิ ฤต" ศานติสังคม 5. (ตุลาคม-ธันวาคม 2528) 4-13.
พลาดิศัย สิทธิธัญกิจ. (2514). "ศ.เสฐียร พันธรังษี นักปราชญ์แห่งคุณธรรมของคนหนังสือพิมพ์" :

ไทยรฐั 21 พฤษภคม. หน้า 21.
เมตตา กฤตวิทย์ และคณะ. (2532). แนวคิดหลักนิเทศศาสตร์. พิมพ์ครังที่ 2. กรุงเทพมหานคร :

เจา้ พระยาการพิมพ์.
แมคเควล, เดนิส. (2528). แบบจาลองการส่ือสารสาหรับการศึกษาสื่อสารมวลชน. แปลโดย สวนิต

ยมาภัย และระวีวรรณ ประกอบผล. กรุงเทพมหานคร : สานักพิมพ์จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย.
วาสนา เกตภุ าค. การเขยี น. กรุงเทพมหานคร : โอเดยี นสโตร์. ม.ป.ป.
วิจารณ์ พานิช. (2524). "เลือด" ใน วารสารสงขลานครินทร์ ฉบับชาวบ้าน. กรุงเทพมหานคร : เรือน
แก้วการพิมพ.์
ศรีพิไล ทองพรม. (2531). "หน่วยที่ 14 การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเพื่อการประชาสัมพันธ์".
ใน เอกสารการสอนชุดวิชา การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียง หน้า 853-911. : นนทบุรี
สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช.
สมเด็จพระญาณสังวร. (2519). "ให้ในสิ่งท่ีเขาต้องการ". ในแสงธรรม หน้า 59. กรุงเทพมหานคร :
โรงพิมพค์ ุรสุ ภา. (พมิ พใ์ นงานฌาปนกิจศพนางเป้า สาราญนฤปกจิ 12 กมุ ภาพันธ์ 2519).
สมิต สชั ฌุกร. (2513). การเขยี นในงานธุรกจิ . กรุงเทพมหานคร : เกษมสัมพันธ์การพมิ พ์.
สมิต สัชฌุกร. (2531). การเขียนในงานธุรกิจ. พระนคร. สานกั พมิ พเ์ อกรตั น.์
สวนิต ยมาภัย. (2526). "หน่วยที่ 3 ความคิดกับภาษา". ใน เอกสารการสอนชุดวิชาการใช้ภาษาไทย
หนา้ 5-9. กรงุ เทพมหานคร : สาชาวชิ าศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั สุโขทยั ธรรมาธริ าช.
สวนิต ยมาภัย. (2526). การสอื่ สารของมนษุ ย์. กรุงเทพมหานคร : 68 การพิมพ.์
สวสั ด์ิ (นามแฝง). (2533). "คอลมั น์ถามตอบ : ฆ้อน ค้อน". ศลิ ปวัฒนธรรม 12 (ธนั วาคม 2533) : 23.
สุกัญญา ตีระวนิช. (2529). "หน่วยท่ี 10 ภาษาหนังสือพิมพ์และนิตยสาร". ใน เอกสารการ
สอนชุดวิชาภาษาเพ่ือการส่ือสาร หน้า 649-726. นนทบุรี: สาขาวิชานิเทศศาสตร์
มหาวิทยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธิราช.
สุโขทัยธรรมาธิราช. (2532). มหาวิทยาลัย สาขาวิชาศิลปศาสตร์. เอกสารการสอนชุดวิชาการส่ือสาร.
นนทบุรี : สาขาวชิ าศลิ ปศาสตร์ มหาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธิราช.
_________. (2526). สาขาวิชาศึกษาศาสตร์. เอกสารการสอนชุดวิชาภาษาไทย 1. กรุงเทพมหานคร
สาขาวิชาศึกษาศาสตร์. มหาวิทยาลยั สุโขทยั ธรรมาธริ าช.

การเขียนเพ่ือการสื่อสารทางวชิ าการและวิชาชีพ 431

สุมณี จอมภักดี. (2533). "เสื้อหม้อห้อมไม่ใช่เส่ือสัญลักษณ์ของคนเมือง". วารสารวัฒนธรรม 12.
(มถิ นุ ายน-กันยายน 2533) : 24-27.

สลุ ักษณ์ ศวิ รกั ษ์. (2530). ภาษาไทยกับคนรนุ่ ใหม่. กรงุ เทพมหานคร : เคล็ดไทย.
อวยพร พานิช. (2523). "การเขียนเพื่อการจูงใจ". เอกสารการสอนวิชาภาษาเพ่ือการสื่อสาร.

กรุงเทพมหานคร : คณะนเิ ทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
"บัตรเครดิต Master Card & VISA". กรงุ เทพมหานคร : ธนาคารไทยพาณิชย์ มปป.
"เม่ือวันเสด็จฯ พระราชทานนาสงกรานต์คารวะคณาจารย์บาลี - สันสกฤต" ไทยรัฐ 18 เมษายน 2534

หน้ 19.
Ashley, A. ( 1 984) . A Handbook of Commercial Correspondence. Oxford: Oxford

University Preps.
Cutlip, Scott M. and Center, (1978). Allen H. Effective Public Relations. 5th ed. New

Jersey : Prentice-Hall.
Gartside, L. (1986).Modern Business Correspondence 4thed. London : Pitman Publishing.
Hadley, Read, (1992). Communication : Method for AI Media. Chicago, Ill : University

of Illinois Press.
King, F. W. and Cree , D. Ann, ( 1 979) . English Business Letters ( Revised by David

O’Gorman), Burni Mill, Harlow, Essex : Longman Group.
Marston, John E. (1979). Modern Public Relations. New York : McGraw-Hill.
Quirk, R., Greenbaum, S. Leech G. and Svartvik, (1985). J. A Comprehensive Grammar

of the English Language. London : Longman, Group.
Rievel, John P. (1959). How to write successful business letters. N.J. Englewood Cliffs :

Prentice – Hall.
Sheff, Alexander L. and Ingalls, Edna. (1948). How to write letters for all occasions New

York : Garden City Publishing.
Sigband Norman B. (1979).Communication for Management and Business. Glenview,

Illinois : Scott, Foreman and Company.
Stewart, Marie M. , Zimmer, Kenneth and Clark, ( 1 985) . Lyn R. Business English and

Communication. 6th ed. New York : McGraw Hill.
Sumtum Parisuthiman. (1985). Business Communication : A Functional Approach. 2nd

ed, Bangkok : Thammasat University Press.

432 ชวนพิศ อัตเนตร์

Wilcox, Dennis L., Ault, Phillip H. and Agee, Warren K. (1989). Public Relations : Strategies
and Tactics. New York : Harper & Row.


Click to View FlipBook Version