The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การเขียนเพื่อการสื่อสารทางวิชาการและวิชาชีพ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aram.du, 2021-12-14 06:23:08

การเขียนเพื่อการสื่อสารทางวิชาการและวิชาชีพ

การเขียนเพื่อการสื่อสารทางวิชาการและวิชาชีพ

การเขยี นเพอ่ื การส่ือสารทางวชิ าการและวิชาชีพ 93

2.2 การแสดงความคิดเห็น ต่อสาระต่าง ๆ ท่ีได้พิจารณาแล้วอาจเป็นไปในทานอง
สนับสนนุ หรอื คัดคา้ นเรอื่ งราวท่ปี รากฏในสาระ เปรียบเทยี บความคล้ายคลงึ หรอื ความแตกต่างของสาระ
ตา่ ง ๆ ทน่ี าเสนอผเู้ ขียนมอี สิ ระในการแสดงความคิดเห็นของตนแต่ตอ้ งไม่ล่วงล้าสิทธิของผู้อ่นื และไม่ว่า
จะเปน็ การแสดงความคิดเห็นทานองใดกต็ าม ควรมีเหตุผลและตวั อยา่ งประกอบใหเ้ หน็ ชัดและน่าเช่อื ถือ

2.3 การเสนอแนะ คือการชแ้ี นวทาง หรือวธิ ีการท่คี วรปฏิบัติ การเสนอแนะเปน็ การเสนอ
ความคิดซ่ึงเป็นผลสืบเน่ืองมาจากการวิจารณ์ หรือการแสดงความคิดเห็น เม่ือพิจารณาข้อดีและข้อเสีย
ของสาระหรือความน่าเชื่อและไม่น่าเช่ือแล้ว ผู้พิจารณาจะเกิดความคิดต่อเนื่องว่าน่าจะมีแนวทางหรือ
วิธีการใดบ้างที่จะช่วยแก้ไขหรือปรับปรุงให้สาระเหล่าน้ันดีขึ้นหรือน่าเช่ือขึ้น เม่ือเห็นแนวทางหรือ
วิธีการที่ควรปฏิบัติอย่างแจ่มชัดแล้ว จึงเรียบเรียงและนาเสนอด้วยการเขียนเป็นข้อเสนอแนะ หรือ
ข้อเสนอเพื่อแก้ไขปรับปรุง หลักสาคัญก็คือ แนวทางหรือวิธีการที่ผู้เขียนเสนอแนะนั้นควรเป็นแนวทาง
หรือวิธีการท่สี มเหตุสมผล เหมาะสมกบั สถานการณแ์ ละสามารถปฏบิ ัติไดจ้ รงิ

การใชค้ า

ผู้ท่ีเข้าใจความหมายของถ้อยคาแล้วควรรู้จักนาคาเหล่าน้ันมาใช้ให้เกิดประสิทธิผลด้วย การ
ใช้ถ้อยคาให้เกิดประสทิ ธผิ ล รวมท้งั ภาษาไทยการใชค้ าให้เหมาะสม การใช้คาในภาษาทายใช้ตา่ งกนั ตาม
ความเหมาะสมประกอบด้วยเสียงและความหมาย การรู้จักเลือกคามาใช้ให้ถูกต้อง ควรคานึงถึงเรื่อง
ต่อไปนี้

"คา" หมายถงึ เสียงพดู หรอื ลายลกั ษณ์อักษรท่ีเขียนหรือพิมพ์ขึน้ เพื่อแสดงความคิด โดยปกติ
ถือว่าเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดซึ่งมีความหมายในตัว (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2525 : 184)
"ภาษา" หมายถึงเสียงหรือกิริยาอาการที่ทาความเข้าใจกันได้ คาพูด ถ้อยคาที่ใช้พูดกัน (พจนานุกรม
ฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน 2525: 608)

เมอ่ื พจิ ารณาความหมายของ "คา" และ "ภาษา" แลว้ จะเห็นได้วา่ คา และ ภาษา มคี วามหมาย
ตรงกัน หรืออาจพูดได้ว่า การใช้ภาษาก็คือการใช้คาน่ันเอง เพราะ "คา" เป็นองค์ประกอบสาคัญที่สุด
ของภาษาที่มนษุ ยจ์ ะใช้สื่อความหมาย ความเข้าใจซึง่ กนั และกนั

ลักษณะสาคัญประการหนึง่ ของภาษาไทย คอื คา คาเดียวอาจมคี วามหมายหลายอย่างหรือทา
หน้าที่ได้หลายหน้าที่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการวางตาแหน่งของคานั้นด้วยดังน้ัน เมื่อจะใช้คาจึงต้องคานั่งถึง
ความหมาย และการเรียงลาดับคาด้วยในการเขียนเพื่อการสื่อสารธุรกิจควรระมัดระวังเรื่องการใช้คา
ดังน้ี

1. ใช้คาให้ตรงความหมายทีส่ ดุ
ในภาษาไทย คาบางคาอาจมีความหมายหลายอย่างขณะเดียวกันก็มีคาหลายคาที่มี

ความหมายคล้ายคลึงกันหรือใกล้เคียงกัน แต่ไม่เหมือนกันทีเดียว และไม่สามารถใช้แทนกันได้ ในการ

94 ชวนพิศ อัตเนตร์

เขยี นเพ่ือการสือ่ สารธุรกิจ ผเู้ ขยี นตอ้ งตรวจสอบความหมายทแี่ ท้จรงิ ของแต่ละคาท่ีจะใช้ให้แนน่ อนก่อน
ว่าคานนั้ มีความหมายอยา่ งไร ถกู ตอ้ งตรงกับความเข้าใจและวัตถุประสงค์ของผ้ใู ชห้ รือไม่ แหลง่ อา้ งอิงท่ี
ดีที่สุดทจี่ ะตรวจสอบความหมายของคาได้คือพจนานุกรม หรือศัพท์บญั ญตั ิของราชบณั ฑิตยสถาน

ต่อไปนเี้ ปน็ ตัวอยา่ งของคาทมี่ ีความหมายใกลเ้ คยี งกัน
ก) ผลิต ทาใหเ้ กดิ มขี นึ้ ตามที่ต้องการ

ดว้ ยอาศัยแรงงานหรอื เครอื่ ง
จักร เป็นตน้ เช่น ผลติ ข้าว
ผลิตรถยนต์
ผลิตกรรม การทาให้เปน็ ผล
ผลติ ผล ผลทท่ี าขึน้ ผลท่ไี ดจ้ ากการ
ผลิตด้วยอาศยั แรงหรือเครื่องจักร เปน็ ต้น
ผลติ ภัณฑ์ สงิ่ ทท่ี าข้นึ

ข) ทรพั ย์ เงินตรา สมบตั พิ ัสถาน โดยปริยายหมายถงึ สิ่งที่ถอื ว่ามีคา่
ทรัพยส์ นิ อาจมีรูปร่างหรือไมม่ รี ปู ร่างก็ได้ เชน่ มีปัญญาเปน็ ทรพั ย์
สนิ ทรพั ย์ วัตถุทั้งที่มีรปู รา่ งและไม่มีรูปร่างซง่ึ อาจมีราคาและถอื เอาได้
เชน่ แกว้ แหวนเงินทองหรอื ของมีค่าอ่นื ๆ
ทรพั ยส์ นิ รวมท้ังหนท้ี ีพ่ งึ เรยี กรอ้ งเอาได้

ค) แข่ง ชงิ เอาชนะกัน ชิงดี ชิงขน้ึ หน้า

แขง่ ขนั ชงิ เอาชนะเพอ่ื รางวลั ขันสูเ้ อา ชนะกนั

ง) ตก กริ ิยาที่ลดลงส่รู ะดบั ตา่ หรอื ลดลง เชน่ ตกบนั ได เครื่องบนิ ตก ฝมี ือตก
เสยี งตก

ตา่ มีระดับด้อยหรอื นอ้ ยกวา่ ปกติ
ตกตา่ มฐี านะหรอื คา่ ลดลงกวา่ เดมิ
เมื่อพิจารณาคาในแต่ละกลุ่มที่ยกมาเป็นตัวอย่างจะเห็นได้ว่า แต่ละคามีความหมาย
ใกล้เคียงกันหรือเกี่ยวโยงกันอยู่ บางคาอาจใช้แทนกันได้ บางคาใช้ในวงการหนึ่งมีความหมายอย่างหน่งึ
แต่เมื่อนาไปใช้ในอีกวงการหนงึ่ ความหมายอาจเปล่ยี นไป
ในกลุ่ม ก) คาว่า "ผลิตผล" มีความหมายกวา้ งในวงการธุรกิจ คานี้อาจหมายถึง ผลท่ีได้ท้ัง
จากการแข่งขันเกษตรและอุตสาหกรรม ส่วนคาว่า "ผลิตภัณฑ์" มีความหมายแคบกว่า เพราะหมายถึง
สิ่งของหรือเครื่องใช้ท่ีได้จากการผลิตด้วยอาศัยเคร่ืองจักรมากกว่าด้วยอาศัยแรงคน และที่ใช้กันอยู่ใน

การเขียนเพ่ือการส่อื สารทางวิชาการและวิชาชพี 95

วงการธรุ กจิ คาว่า ผลิตผล นิยมใชห้ มายถงึ ผลทไี่ ดจ้ ากการเกษตร ส่วนคาวา่ ผลิตภัณฑ์นยิ มใชห้ มายถึง
ผลท่ีได้จากโรงงานอุตสาหกรรม

ในกลุ่ม ข) คาว่า "ทรัพย์" และ "ทรัพย์สิน" มีความหมายใกล้เคียงกันมากและอาจใช้แทน
กันได้ เช่น "เขาเป็นคนมีทรัพย์" หรือ "เขาไม่มีทรัพย์สินใด ๆ เหลือไว้ให้ลูกเมียเลย" คาว่า ทรัพย์ และ
ทรัพย์สิน ในประโยคท้ังสองหมายถึงสมบตั ิพัสถาน แต่ในวงการธรุ กจิ จะใช้คาวา่ ทรพั ย์สิน มากกว่า เช่น
"บริษัทมีทรัพย์สินคิดเป็นมูลค่า 1,200 ล้านบาท" ส่วนคาว่า "สินทรัพย์" มีความหมายกว้างกว่าคาว่า
ทรพั ย์ และ ทรพั ย์สนิ เพราะหมายถึงหน้ีด้วย

ในกลุ่ม ค) คาว่า "แข่ง" และ "แข่งขัน" มีความหมายใกล้เคียงกันมาก แต่ถ้าพิจารณาให้ดี
จะเห็นว่า แขง่ ขนั มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื เอารางวัลดว้ ย

ในกล่มุ ง) คาว่า "ตก" และ "ต่า" มีความหมายใกล้เคยี งกัน แตค่ าว่า "ตกตา่ " มคี วามหมาย
ครอบคลุมถึงเร่อื งฐานะและคา่ ด้วย

ถ้าใช้คาในกลุ่ม ค) และกลุ่ม ง) แตง่ ประโยควา่
"เมอ่ื ผูผ้ ลิตหลายรายแขง่ ขนั กันผลิตสินค้าชนิดเดยี วกัน จะทาใหส้ ินค้าชนดิ นั้นราคาตกต่าลง"
ประโยคน้ีเป็นตัวอย่างแสดงให้เห็นความไม่ระมัดระวังเร่ืองการใช้คาให้ถูกความหมาย
ข้อบกพร่องของประโยคนี้คือการใช้คาว่า แข่งขัน และ ตกต่า ผิดความหมาย เพราะที่จริงผู้ผลิตไม่ได้
มุ่งหวังที่จะเอาชนะกันเพ่ือรางวัล และราคาสินค้าไม่เก่ียวกับเรื่องฐานะ ถ้าจะใช้คาให้ถูกความหมาย
ประโยคนคี้ วรแกไ้ ขเป็น
"เมือ่ ผผู้ ลติ หลายรายแข่งกนั ผลิตสนิ คา้ ชนดิ เดียวกนั จะทาใหส้ ินค้าชนดิ นั้นราคาตก"
นอกจากการตรวจสอบความหมายของคาทั่วไปก่อนใช้คาเหล่านั้นแล้ว ผู้เขียนเพ่ือการ
ส่ือสารธุรกิจยังต้องศึกษาถ้อยคาและความหมายของคาท่ีใช้เฉพาะในแต่ละองค์กรหรือหน่วยงานท่ี
ตดิ ตอ่ ส่ือสารด้วย เพอ่ื จะใชใ้ หถ้ ูกต้องและตรงความหมายที่สุด

2. ใชค้ าใหถ้ กู หน้าที่
คาในภาษาไทยมีหลายชนิด แต่ละชนิดจะทาหน้าท่ีต่างกัน การจาแนกชนิดของคาโดย

ละเอียดปรากฎอยู่ในตาราหลักภาษาไทยหลายเล่มแล้ว ในทีน้ีจะกล่าวถึงชนิดของคาและหน้าที่ของคา
แตล่ ะชนิดโดยสังเขปดงั น้ี

คานาม ทาหน้าท่ีเป็นประธานของประโยคหรอื เปน็ ผ้กู ระทา และเปน็ กรรม
หรือผูถ้ กู กระทา

คา่ สรรพนาม ทาหน้าทแ่ี ทนคานาม เป็นประธานหรอื เป็นกรรม
ค่ากรยิ า ทาหน้าทีบ่ อกอาการหรือการกระทาของคานามหรอื คาสรรพนาม

96 ชวนพิศ อัตเนตร์

คาขยาย ทาหนา้ ทป่ี ระกอบคานาม บอกรายละเอยี ดของคานามนน้ั ใหช้ ัดเจน
ย่งิ ขนึ้ หรอื ประกอบคากริยา บอกรายละเอียดของอาการหรือการกระทา

คาบุพบท ทาหน้าทเ่ี ชือ่ มคา
คาสนั ธาน ทาหนา้ ทเ่ี ช่ือมประโยค
นอกจากน้ียังมีคาชนิดอื่นอีก เช่น คาลักษณนามทาหน้าท่ีบอกลักษณะ รูปร่างของคานาม
การใช้คาลักษณนามในภาษาไทยต้องระมัดระวังมาก เนื่องจากไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัววา่ คานามพวกใดจะ
ใช้ลักษณนามคาใด ผู้เขียนจึงจาเป็นตอ้ งศึกษาและตรวจสอบความถกู ต้องใหแ้ นน่ อนก่อนใช้ เท่าทีส่ งั เกต
การใช้คาลักษณนามในการสื่อสารธุรกิจปัจจุบัน เห็นที่ผิดได้ชัด คือ การใช้คาว่า "ตัว" เป็นลักษณนาม
ของสนิ ค้าแทนท่ีจะใชค้ าวา่ "ชนิด"
การใช้คาผิดหน้าท่ีเท่าที่สังเกตได้ในปัจจุบัน คือ การใช้คาบุพบท ตามปกติคาบุพบทจะใช้
เชื่อมคา เช่น เชื่อมคากริยากับคานาม หรือเชื่อมคานามกับคานาม แต่ปัจจุบันปรากฎว่าผู้เขียนเพื่อการ
สอ่ื สารธรุ กิจส่วนใหญ่ใช้คาบุพบทขน้ึ ตน้ ประโยค ตัวอยา่ งเช่น
ตอ่ ขอ้ ซกั ถามเกี่ยวกับปญั หาเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีตอบวา่ ...
สาหรับภาวะเงินเฟอ้ รฐั มนตรวี ่าการกระทรวงพาณชิ ยเ์ สนอขอ้ แก้ไขดงั น้ี...
ประโยคตวั อย่างท้ัง 2 ประโยคนม้ี ีลักษณะเปน็
ประโยคภาษาต่างประเทศ คือ ภาษาอังกฤษ ซ่ึงนิยมใช้คาบุพบทขึ้นต้นประโยค ถ้าจะให้
ถกู ต้องตามลกั ษณะของประโยคภาษาไทยควรแกไ้ ขเป็น
นายกรัฐมนตรีตอบคาถามเกย่ี วกบั ปญั หาเศรษฐกิจ ว่า...
รฐั มนตรวี า่ การกระทรวงพาณิชย์เสนอขอ้ แก้ไขภาวะเงินเฟ้อ ดงั นี้...
คาอีกชนิดหน่ึงท่ีปัจจุบันใช้กันผิดมากท้ังในการพูด และการเขียน ได้แก่ คาท่ีทาหน้าท่ี
แทนคานามท่ีอยู่ข้างหนา้ และเช่ือมประโยคหลังให้ต่อเน่ืองกับประโยคหน้าคาชนดิ น้ตี าราหลักภาษาไทย
สมัยเก่าเรียกว่า ประพันธ สรรพนาม มีอยู่ 3 คา คือ "ที่ ซ่ึง อัน" คาท้ัง 3 นี้ ใช้แทนคานามที่เรียงอยู่
ติดกันเท่าน้ัน และโดยมากจะใช้ในข้อความที่เป็นประโยคซ้อนเข้ามา หรือในปัจจุบันเรียกว่า ประโยค
ความซอ้ น ตัวอยา่ งเชน่
ผผู้ ลติ รายใหญท่ ี่ทาธรุ กจิ ครบวงจรจะได้เปรยี บผู้ผลติ รายยอ่ ยมาก
ในสหรัฐอเมรกิ ามกี ฎระเบยี บซึ่งผ้ผู ลติ รถยนต์ทุกประเภทต้องปฏบิ ตั ติ ามอย่างเคร่งครัด
แต่ใน ปั จ จุ บั น ป ร ากฎ ว่าผู้ เขีย น เพื่อการ สื่ อส าร ธุร กิจ โ ดย เฉพา ะส่ื อมว ล ช น ป ร ะเ ภ ท
หนังสือพิมพ์ ใช้คาประพันธ สรรพนามผิดหน้าที่อย่างมาก กล่าวคือ ใช้ข้ึนมาลอย ๆ โดยไม่จาเป็น
เพราะไมใ่ ช่ขอ้ ความทเ่ี ปน็ ประโยคซ้อนเข้ามา ตวั อยา่ งเชน่
การผลิตรถยนต์ต้องประกอบด้วยอุปกรณ์หลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นตัวถัง ล้อรถ และ
อุปกรณ์อิเลก็ ทรอนิกสซ์ ง่ึ ช้นิ ส่วนเหล่าน้ีจะตอ้ งนามาประกอบให้ครบตามขนั้ ตอนการผลิต

การเขียนเพอื่ การส่ือสารทางวิชาการและวิชาชีพ 97

การร่วมมือลงทุนจัดตั้งโรงงานอุตสาหกรรมในคร้ังน้ีเพื่อเป็นการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ และ
เปน็ การพัฒนาสนิ คา้ ท่ีผลิตในประเทศจีนให้ก้าวหน้ายง่ิ ขึ้น ซึง่ ในขณะนีม้ ีการเตือนผบู้ ริหารในการพัฒนา
ประเทศเป็นอยา่ งมาก

ข้อความที่ยกมาเป็นตัวอย่างทั้ง 2 ตอนน้ีมีข้อบกพร่อง คือ ใช้คา "ซ่ึง" เพ่ิมเข้ามาลอย ๆ
โดยไม่จาเป็นเพราะประโยคหลังไม่ได้ซ้อนเข้ามาและเป็นประโยคท่ีมีความหมายสมบูรณ์ในตัวเองอยู่
แลว้ ดงั นัน้ คาว่า "ซ่งึ " ในท้งั 2 ประโยคจึงไมจ่ าเปน็ ตอ้ งใช้

3. ใช้คาให้เหมาะแก่สานวนภาษา
สานวนภาษาที่ใช้กันโดยท่ัวไปแบ่งออกได้เป็นระดับ คือ สานวนภาษาเป็นทางการและ

สานวนภาษาไมเ่ ป็นทางการ
3.1 สานวนภาษาเป็นทางการ หมายถึง สานวนภาษาท่ีใช้ในการพูดหรือการเขียนอย่างมี

แบบแผน เช่น การแสดงปาฐกถา การเสนอบทความทางวิชาการ การพูดในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร
การเขียนหนังสือราชการการเขียนรายงานทางวิชาการ การเขียนรายงานการประชุมเป็นต้น การใช้
ภาษาระดับเป็นทางการมีแบบแผนเคร่งครัดท้ังในเรื่องการใช้คาและรูปประโยด ต้องใช้คาสุภาพและ
เป็นทางการ ไม่ใช้คาภาษพูดหรือคาสแลง รูปประโยคต้องเป็นประโยคท่ีสมบูรณ์ มีส่วนประกอบของ
ประโยคครบถ้วน ช่ือเฉพาะและยศตาแหน่งต้องใชค้ าเต็ม

3.2 สานวนภาษาไม่เป็นทางการ หมายถึง สานวนภาษาท่ีใช้กันอยู่ในชีวิตประจาวัน เช่น
ในการสนทนาไต่ถามทกุ ขส์ ุข เลา่ เรอื่ งราวหรือประสบการณ์ใหก้ ันฟัง หรอื พูดจาแสดงความคดิ เห็นในหมู่
เพื่อนฝูงหรือคนที่สนิทสนมคุ้นเคยกัน ในการเขียนอาจใช้สานวนภาษาไม่เป็นทางการได้ ถ้าข้อความที่
เขียนนั้นไม่ต้องการแบบแผนที่เคร่งครัด เช่น การเขียนบันทึกย่อเตือนความจาหรือจดหมายสั้น ๆ ถึง
บุคคลท่ีสนิทสนมคุ้นเคย นอกจากน้ียังอาจใช้ในการเขียนบันเทิงคดี เช่น นวนิยายหรือเร่ืองสั้น เป็นต้น
การใช้ภาษาระดับไม่เปน็ ทางการจะไม่เคร่งครดั ในเรอ่ื งของการใช้คาและรูปประโยค อาจใช้คาภาษาพูด
หรือคาสแลงได้ รูปประโยคอาจไมส่ มบรู ณ์ คือ ละส่วนประกอบของประโยคได้บางส่วน เช่น ละประธาน
หรอื กรรมไว้ในฐานทีเ่ ข้าใจ

ตอ่ ไปน้ีเปน็ ตัวอยา่ งของคาทีใ่ ช้ในภาษาระดับเป็นทางการและระดับไม่เป็นทางการ

ภาษาเปน็ ทางการ ภาษาไม่เป็นทางการ
ประสงค์ อยาก
พจิ ารณา ตรวจตรา
จาหน่าย ขาย
ปรับปรงุ ยกเครอื่ ง
สนองความต้องการ ป้อน

98 ชวนพิศ อัตเนตร์

เมอ่ื นาคาเหล่านี้มาใชใ้ นประโยคจะเห็นความแตกต่างของระดบั ภาษาได้อยา่ งชัดเจน
ดงั ตัวอย่าง

ภาษาเป็นทางการ
หัวหน้าฝา่ ยประชาสัมพนั ธ์ประสงค์จะเสนอโครงการโมษณาให้คณะกรรมการบริหาร
พจิ ารณาก่อนลงมติใหจ้ าหน่ายสินค้าชนิดน้ี
กระทรางศึกษาธิการปรับปรุงหลักสูตรอาชีวศึกษาให้เน้นหนักด้านการฝึกช่างฝีมือ
เพอื่ สนองความตอ้ งการของตลาดแรงงาน
ภาษาไม่เปน็ ทางการ
หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์อยากส่งโครงการโฆษณาให้คณะกรรมการบริหารตรวจ
ตรากอ่ นลงความเห็นใหข้ ายสินค้าชนิดนี้
กระทรวงศกึ ษายกเครอ่ื งหลักสตู รอาชวี ะเนน้ การฝกึ ช่างฝมี อื เพื่อปอ้ นตลาดแรงงาน

4. ไมใ่ ชค้ าภาษาต่างประเทศนอกจากทจี่ าเป็น
เน่ืองจากคาทางธุรกิจที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมีท้ังศัพท์บัญญัติทางธุรกิจที่ราชการกาหนดขนึ้

ศัพท์ภาษาไทยท่ีแปลความหมายมาจากคาภาษาต่างประเทศ และคาทับศัพท์ภาษาต่างประเทศ ในการ
เขียนเพื่อการสื่อสารธุรกิจจาเป็นต้องเลือกใช้คาให้เหมาะสม ควรยึดหลักสาคัญไว้ว่า ในกรณีท่ีมีศัพท์
บัญญัติหรือคาภาษาไทยท่ีมีความหมายตรงกับคาภาษาต่างประเทศซ่ึงเป็นที่ยอมรับ และใช้กันอยู่
แพร่หลายก็ควรใช้ศัพท์ภาษาไทย นอกจากบางคายังไม่มีการบัญญัติศัพท์ หรือยังหาคาไทยที่มี
ความหมายตรงกบั คาภาษาต่างประเทศไม่ได้ จึงจะอนโุ ลมให้ใช้คาทับศัพท์

จงพจิ ารณาประโยคตัวอยา่ งต่อไปนี้
ทางแบงค์จะให้เครดิตแก่ บริษัท เอกซปอร์ต เพ่ือโปรโมท การขายในต่างประเทศถ้าเซลส์
แมนไม่เข้าใจคอนเซปต์ของโปรเจ็คตน์ ง้ี านกจ็ ะไม่เวิร์ค
เม่ือพิจารณาประโยคท้ังสอง จะเห็นได้ว่าใช้คาภาษาตา่ งประเทศโดยไม่จาเป็น เพระที่จริง
มีคาไทยที่มีความหมายตรงกับคาภาษาต่างประเทศเหล่านั้น และนิยมใช้กันแพร่หลายอยู่แล้ว จึงควรใช้
คาภาษาไทยในประโยคทง้ั สอง ดังนี้
ธนาคารจะอนุมตั สิ ินเชอ่ื แก่บริษทั ผ้สู ง่ ออกเพ่ือสง่ เสรมิ การจาหน่ายสนิ คา้ ในต่างประเทศ
ถา้ พนกั งานขายไม่เขา้ ใจแนวคดิ หลกั ของโครงการนีก้ ็จะดาเนนิ งานไม่ได้ผลตามต้องการ

การเขยี นเพ่อื การส่ือสารทางวิชาการและวชิ าชีพ 99

การใช้ประโยค

ประโยค หมายถึง ข้อคามที่มีทั้งภาคประธาน และภาคแสดง มีใจความสมบูรณ์ครบถ้วน รู้ว่า

ใครทาอะไร ท่ีไหน อย่างไร กลุ่มคาท่ีนามาเรียงต่อกันอย่างมีระบบ สามารถเข้าใจได้ว่าใคร ทาอะไร

รวมทงั้ การใช้ประโยคในการสื่อสารเพือ่ ใหผ้ ู้พูดและผู้ฟงั มีความเข้าใจตรงกนั ต้องเลอื กใชป้ ระโยคให้ตรง

ตามวตั ถุประสงค์

ประโยค คอื คาทเี่ รยี งกันอย่างมีระเบยี บ และมีความหมายครบถ้วน อย่างน้อยต้องมปี ระธาน

หรือผู้กระทา และกริยาหรือการกระทาเป็นส่วนประกอบสาคัญ การเรียงลาดับคาถือเป็นส่ิงสาคัญที่สุด

ของการเขียนประโยคถ้าเรียงคาผิดลาดับความหมายของประโยคนั้นจะเปลี่ยนไปโดยท่ัวไปประโยคใน

ภาษาไทยจะขึ้นต้นด้วยประธาน กริยาและกรรม ถ้ามีคาขยายส่วนใดก็จะใส่คาขยายไว้หลังส่วนน้นั แต่มี

บางประโยคที่นิยมข้นึ ตน้ ด้วยกรรม แลว้ จึงตามด้วยประธาน และกริยา หรืออาจจะละประธานไว้ในฐาน

ทีเ่ ข้าใจ

ตัวอยา่ ง

ก) เส้ือผา้ สาเร็จรูปของไทยจาหน่ายได้ดีในสหรฐั อเมริก

ส่วนท่ี 1 เส้ือผา้ เป็น ประธาน

สว่ นท่ี 2 สาเรจ็ รูป และ ของไทย เปน็ ส่วนขยายประธาน

ส่วนที 3 จาหน่าย เป็น กริยา

ส่วนที่ 4 ได้ดี และ ในสหรฐั อเมริกา เปน็ สว่ นขยายกริยา

ข) ธนาคารของรัฐบาลจา่ ยเงินปันผลประจาปีแก่ผถู้ อื หุ้นในเดอื นมกราคม

ส่วนท่ี 1 ธนาคาร เป็น ประธาน

สว่ นท่ี 2 ของรฐั บาล เป็น ส่วนขยายประธาน

ส่วนท่ี 3 จ่าย เปน็ กริยา

ส่วนที่ 4 เงินปันผล เป็น กรรมตรง

สวนที่ 5 ประจาปี เป็น ส่วนขยายกรรมตรง

ส่วนท่ี 6 แก่ เป็น สว่ นเช่อื มกรยิ ากบั กรรมรอง (บุพบท)

สว่ นท่ี 7 ผู้ถือหุน้ เปน็ กรรมรอง

สว่ นท่ี 8 ในเดือนมกราคม เปน็ ส่วนขยายกริยา

100 ชวนพิศ อตั เนตร์

ค) เสือ้ ผา้ สาเร็จรูปเหลา่ นผี้ ลิตในประเทศไทย

ส่วนที่ 1 เส้ือผ้า เป็น กรรม
สว่ นขยายกรรม
สว่ นที่ 2 สาเรจ็ รูป และ เหลา่ นี้ เปน็ กรยิ า
สว่ นขยายกริยา
สว่ นท่ี 3 ผลติ เปน็

ส่วนท่ี 4 ในประเทศไทย เป็น

ประโยคนลี้ ะประธาน คือ ผผู้ ลิต ไว้ในฐานทเ่ี ข้าใจ

หลกั การใชป้ ระโยคในการเขียนเพือ่ การสื่อสารธรุ กจิ มดี ังต่อไปนี้
1. ใช้ประโยคที่ถูกต้อง คือ ถูกหลักไวยากรณ์ไทยมีส่วนประกอบครบถ้วน ไม่ขาดส่วนสาคัญ
และไม่มสี ว่ นเกินและเรียงลาดบั คาในประโยคถกู ต้อง

ตวั อยา่ ง
ประโยคที่ไม่ถูกต้อง "สาหรับธุรกิจหลายประเภทในเชียงใหม่ การแข่งขันเพ่ิงจะเร่ิมต้น
เทา่ นนั้ "
ควรแกไ้ ขเป็น "ธุรกจิ หลายประเภทในเชียงใหมเ่ พิ่งเริ่มต้นแขง่ กัน"

2. ใชป้ ระโยคกะทดั รดั คอื ประโยคส้นั แต่ได้ใจความครบถว้ น
ตวั อยา่ ง
ประโยคท่ีไม่กะทัดรัด "จากแนวโน้มการขยายตัวอย่างรวดเร็วของธุรกิจในเชียงใหม่

กอปร. กับความเป็นเมืองท่องเท่ียวที่มีลักษณะพิเศษต่างไปจากเมืองท่องเที่ยวอ่ืน ๆ อีกทั้งรูปแบบชีวิต
ความเป็นอยู่ของประชาชนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีวิวัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมท่ีสืบทอดกัน
มานานเกือบ 700 ปี ทาให้เชียงใหม่กลายเป็นตลาดยุทธศาสตรท์ ี่มีเสน่ห์ ได้รับความสนใจจากนักลงทนุ
ต่างเมืองมากเปน็ พเิ ศษ โดยเฉพาะบรรดาพ่อค้านักธรุ กิจจากเมอื งหลวง"

ควรแก้ไขเป็น "นักธุรกิจจากกรุงเทพฯ สนใจท่ีจะลงทุนประกอบธุรกิจในเชียงใหม่เพราะ
เชียงใหมเ่ ป็นเมอื งท่องเที่ยวท่มี วี ฒั นธรรมเก่าแก่และธรุ กจิ กาลงั ก้าวหนา้ อย่างรวดเร็ว"

3. ไม่ใช้ประโยคที่เป็นสานวนภาษาต่างประเทศ คือ ไม่ใช้ประโยคที่ขึ้นต้นด้วยกรรม และมี
คา "ถกู " นาหน้ากริยา และไม่ใช้ "โดย" นาหนา้ ประธาน เลยี นแบบประโยคของภาษาอังกฤษ ประโยคใน
ภาษาไทยทข่ี นึ้ ตน้ ดว้ ยกรรมมีปรากฏอย่ใู นตวั อย่างข้อ ค) ในการเขียนเพือ่ การส่ือสารธรุ กจิ ควรหลกี เลี่ยง
การใช้ประโยคเลียนแบบสานวนภาษาต่างประเทศ เพราะรูปประโยคแบบไทยสามารถเขียนได้อย่าง
กะทัดรดั และสื่อความไดช้ ัดเจนและถกู ต้องดีอยู่แล้ว คา "ถูก" ทใี่ ช้นาหนา้ กริยานนั้ คนไทยนยิ มใชเ้ ฉพาะ
ในข้อความทไ่ี มด่ ีหรอื ท่ผี ู้ถกู ไม่พอใจเท่าน้นั เช่น ถูกตี ถูกด่า ถกู ฆ่า ถูกแทง เป็นตน้

การเขยี นเพ่อื การสือ่ สารทางวชิ าการและวชิ าชีพ 101

ตัวอย่าง
ก) ท่ดี ินย่านการค้าในเชยี งใหม่กาลงั ถูกกว้านซ้อื โดยนกั ลงทุนต่างถ่ินทหี่ วังกาไร
ข) หา้ งสรรพสนิ คา้ ขนาดใหญก่ าลังถูกสรา้ งข้นึ โดยการอนุญาตของทางราชการ
ควรแกไ้ ขเป็น
ก) นักลงทนุ ตา่ งถนิ่ ท่หี วงั กาไรกาลังกว้านซอ้ื ที่ดินย่านการคา้ ในเชยี งใหม่
ข) หา้ งสรรพสินคา้ ขนาดใหญไ่ ด้รบั อนุญาตจากทางราชการให้สร้างขนึ้ ได้

การใชศ้ พั ท์และสานวนธรุ กจิ

ปัจจุบันในการทางานมีความจาเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษมากข้ึน ท้ังในการติดต่อส่ือสารกับ
ชาวต่างชาติหรือแม้แต่การสอ่ื สารกับลกู ค้าหรอื บริษัทอื่น ๆ ในประเทศไทยในบางทีที่จาเปน็ ต้องส่ือสาร
เป็นภาษาอังกฤษโดยเฉพาะในการเขียนอีเมล์ ดังนั้น ภาษาอังกฤษธุรกิจจึงนับว่ามีความสาคัญมาก
สาหรับพนักงานบริษัทท่ีต้องการส่ือสารกับแผนกต่าง ๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว บทเรียนน้ีนาเสนอคาศัพท์
ภาษาอังกฤษท่ีมีความเก่ียวข้องกับภาษาอังกฤษเพ่ือธุรกิจและการทางานโดยเฉพาะ คาแปลเป็น
ภาษาไทยพร้อมเสียงพูดของเจ้าของภาษาจะช่วยให้คุณสามารถฝึกพูดภาษาอังกฤษและฝึกฟัง
ภาษาอังกฤษได้ดว้ ยตวั เอง

การใช้ศัพท์และสานวนเป็นส่ิงสาคัญที่สุดในการสื่อความหมาย ในการสนทนาหรือการเขียน
เรื่องทั่วไปจะใช้ศัพท์ และสานวนเก่ียวกับเร่ืองราวต่าง ๆ ท่ีไม่ใช่ศัพท์เฉพาะ แต่ในวงวิชาการหรือในวง
อาชพี แต่ละสาขา เช่น วงการแพทย์ นกั กฎหมาย สถาปนิก นักธุรกิจ และอนื่ ๆ จะมศี ัพท์เฉพาะสาขาท่ี
บัญญัติข้ึนหรือที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายจนเป็นที่ยอมรับและเข้าใจตรงกันเฉพาะคนในกลุ่มอาชีพ
เดียวกัน

ในวงการธุรกิจก็มีศัพท์เฉพาะที่ใช้ส่ือความหมายกันเฉพาะกลุ่มเช่นเดียวกับวง อาชีพอื่น
เนอื่ งจากการประกอบอาชีพธรุ กิจในปจั จุบันขยายวงออกไปกวา้ งมากมีการติดต่อซื้อขายกับตา่ งประเทศ
และรับเอาวิธีการทางการค้าจากต่างประเทศเข้ามามาก มีการศึกษาหาความรู้จากตาราต่างประเทศซึ่ง
ส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ ทาให้รับเอาศัพท์และสานวนภาษาอังกฤษเข้ามาใช้มาก ถึงแม้จะมีการแปล
ศัพท์ภาษาอังกฤษเหล่านั้นออกเป็นคาไทย หรือมีการบัญญัติศัพท์ขึ้นใช้ให้ตรงกับความหมายของคา
ภาษาตา่ งประเทศเหลา่ น้ันแลว้ ก็ตาม ยังมบี างคาท่คี นไมน่ ิยมใชก้ ลับใช้คาทับศพั ท์เดมิ กนั เปน็ ส่วนใหญ่

ศัพท์ธุรกิจท่ีใช้กันอยู่ในปัจจุบันอาจจาแนกออกเป็น 4 ประเภท คือ ศัพท์บัญญัติทางธุรกิจ
คาแปล คาทับศพั ท์ และคาแปล และคาทบั ศัพท์

1. ศัพท์บัญญัติทางธุรกิจ ได้แก่ ศัพท์ธุรกิจท่ีแปลความหมายจากภาษาอังกฤษแล้ว
คณะกรรมการบัญญัติศัพท์ของราชบัณฑิตยสถานกาหนดคาซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาษาบาลีสันสกฤตที่มี
ความหมายตรงกับคาเดิมข้นึ ใช้จนเปน็ ทยี่ อมรับ และนิยมใช้กนั อย่างแพรห่ ลาย เชน่

102 ชวนพิศ อตั เนตร์ ภาษาอังกฤษ
Bank
ศพั ท์บัญญัตทิ างธรุ กจิ Industry
ธนาคาร Bond
อุตสาหกรรม Equipment
พนั ธบัตร Money order
บริภณั ฑ์ State enterprise
ธนาณัติ Policy
รฐั วสิ าหกจิ Product
กรมธรรม์ Commodity
ผลติ ภณั ฑ์
โภคภัณฑ์

2. คาแปล ไดแ้ ก่ ศัพทธ์ ุรกิจท่ีแปลความหมายจากภาษาอังกฤษเปน็ คาภาษาไทยซ่งึ เป็นท่ี

ยอมรบั และนิยมใช้กันแพรห่ ลาย เช่น

คาแปล ภาษาองั กฤษ

เงินสด Cash

กาไร Profit

ขาดทนุ Loss

มกู ขาด Monopoly

สานกั งาน Office

ตลาดรว่ ม Common market

ส่วนลด Discount

ใบเสรจ็ Receipt

เคร่ืองหมายการคา้ Trademark

3. คาทับศัพท์ ได้แก่ ศัพท์ธุรกิจท่ีเป็นคาภาษาอังกฤษส้ัน ๆ บางคร้ังการกาหนดศัพท์

บัญญัติข้ึนใช้ หรือแปลเป็นคาภาษาไทยอาจไม่ได้คาท่ีมีความหมายชัดเจน และกระชับเท่ากับศัพท์เดิม

จงึ นิยมใชค้ าทับศัพท์ เน่ืองจากศพั ท์เดมิ สนั้ จดจาง่าย และสื่อความหมายชดั เจนอยู่แล้ว เช่น

คาทับศัพท์ ภาษาองั กฤษ ความหมาย

เชค็ Cheque ใบสังจ่ายเงิน

บิล Bill ใบเรียกเก็บเงนิ

ดราฟต์ Dratt ใบส่ังจ่ายเงินของธนาคาร

คูปอง Coupon บตั รแลกส่งิ ของ

การเขยี นเพือ่ การส่อื สารทางวชิ าการและวิชาชีพ 103

แคชเชยี ร์ Cashier พนักงานรบั เงนิ
เคาน์ตอร์ Counter โต๊ะรบั – จา่ ยเงินหรอื แสดงสินค้า
ฟรี Free ใหเ้ ปลา่
โควตา Quota จานวนท่ีกาหนด
โชว์รูม Showroom หอ้ งแสดงสนิ ค้า

4. คาแปลและคาทับศัพท์ ได้แก่ ศัพท์ธุรกิจท่ีมีคาแปลเป็นภาษาไทยซ่ึงเป็นที่ยอมรับและ

นิยมใชก้ นั อย่างแพร่หลายอยูแ่ ล้ว แต่ยงั มบี างคนท่ีนยิ มใช้คาทบั ศัพท์เดิม และในวงการธุรกจิ กย็ อมรับทั้ง

สองอยาง เช่น

คาแปล คาทับศพั ท์ ภาษาองั กฤษ

สินเชื่อ เครดิต Credit

ตัวแทน เอเยนต์ Agent

เบิกเงินเกินบญั ชี โอดี Overdraw

พนักงานขาย เซลส์แมน Salesman

บรษิ ทั เงนิ ทนุ ทรัสต์ Trust

สง่ สินคา้ ออก เอกชปอรต์ Export

นาสนิ ค้าเข้า อิมปอรต์ Import

เครือ่ งเรอื น เฟอรน์ ิเจอร์ Furniture

นอกจากศัพท์ธุรกิจท่ีมาจากภาษาอังกฤษ ยังมีศัพท์ท่ีมาจากภาษาต่างประเทศภาษาอ่ืนที่

นิยมใช้กนั อยา่ งแพรห่ ลายในวงการธรุ กจิ ปจั จุบัน สว่ นใหญเ่ ป็นศพั ทท์ ่มี าจากภาษาจีน เช่น

ภาษาจนี ความหมาย

ยีห่ ้อ ตราหรอื เคร่ืองหมายการค้า

ย่ปี ๊ัว ตวั แทนจาหนา่ ย

ภาษาจนี ความหมาย

เช้ง โอนกิจการให้คนอ่นื โดยไดค้ ่าตอบแทน

แป๊ะเจี๊ยะ เงนิ กนิ เปล่า

โสหุ้ย ค่าใชจ้ ่าย

ศัพท์ธุรกิจท่ีมาจากภาษาจีนส่วนใหญ่นิยมใช้กันในภาษาไม่เป็นทางการโดยเฉพาะในการ

พูดมากกว่าการเขียนนอกจากศัพท์ธรุ กิจที่ตอ้ งใช้ให้ตรงความหมาย ในการเขียนเพ่ือการสื่อสารธุรกิจยงั

มีคาอีกประเภทหน่ึงท่ีใช้ในความหมายที่ไม่ตรงกับความหมายเดิมของคานั้น ๆ คาเหล่านี้พจนานุกรม

ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถานเรียกว่า "สานวน"

104 ชวนพศิ อตั เนตร์

สานวนที่นิยมใช้ในการส่ือสารธุรกิจมีเป็นจานวนมากส่วนใหญ่นิยมใช้กันในส่ือมวลชน
ประเภทหนังสือพิมพ์บางสานวนค่อนข้างจะเป็นภาษาพูดมากกว่าท่ีจะใช้ในการเขียนเพื่อการสื่อสาร
ธรุ กจิ บางสานวนคอ่ นขา้ งมลี กั ษณะเป็นคาสแลง

ตวั อยา่ ง
ระดม รวบรวมจากท่ีต่าง ๆ เช่น ระดมทุน ระดมเงนิ ออม
กระจาย ขยายวงการขาย เช่น กระจายหนุ้ (เปดิ โอกาสใหผ้ ูส้ นใจซ้ือหนุ้ หรือนาเงนิ

มาลงทุนดว้ ย)
ขาดดุล รายจ่ายมากกวา่ รายรบั เชน่ ขาดดุล การค้า (ซอ้ื มากกวา่ ขาย)

การสร้างยอ่ หนา้

ย่อหน้า คือ ข้อความตอนหนึ่งซ่ึงประกอบด้วยประโยคใจความสาคญั และประโยคขยายความ
หรืออาจประกอบดว้ ยประโยคขยายความเพียงอย่างเดยี วข้อความตอนหนึ่งท่ีมีสาระ หรือความคิดสาคัญ
เพียงประการเดียว และมีประโยคหรือข้อความสนับสนุนสาระสาคัญนั้นให้กระจ่างชัดเจนข้ึน ตามหลัก
ภาษาไทยย่อหน้าเป็นเครื่องหมายวรรคตอนชนิดหน่ึงท่ีช่วยท้ังผู้เขียน และผู้อ่าน โดยผู้อ่านจะจับ
ใจความได้ง่ายขึ้นเพราะทราบว่าแต่ละย่อหน้ามีความสาคัญเพียงประการเดียว นอกจากน้ีผู้อ่านยังมี
โอกาสได้พักสายตาด้วย ส่วนผู้เขียนจะเขียนได้ง่ายขึ้นโดยจะเสนอความคิดสาคัญเพียงหนึ่งอย่างในแต่
ละย่อหน้าย่อหน้าแบ่งเป็น 4 ชนิด คือ ย่อหน้านาความคิด ย่อหน้าโยงความคิด ย่อหน้าแสดงความคิด
และยอ่ หน้าสรปุ ความคดิ

1. ลกั ษณะของยอ่ หน้าทดี่ ี
ย่อหน้า หรือ อนุเฉท คือ ข้อความตอนหนึ่งท่ีประกอบด้วยประโยคหลาย ๆ ประโยคที่

เรียบเรียงแล้วมารวมกัน โดยมีความคิดหลัก หรือใจความสาคัญเพียงใจความเดียว และมีประโยคขยาย
ความเพ่ือขยายความคดิ หลกั หรอื ใจความสาคัญใหม้ ีความชดั เจนสมบูรณ์ขน้ึ โดยท่วั ไปงานเขียนร้อยแก้ว
ทกุ ประเภท มักจะแบง่ เนือ้ หาออกเปน็ ย่อหน้า งานเขียนหนึ่งเร่อื งจะประกอบไปด้วยย่อหน้าหลาย ๆ ยอ่
หน้านามาเรียงต่อกันเพ่ือใหเ้ นื้อหาสัมพันธ์กัน เม่ือผู้เขียนเริ่มต้นเขียนข้อความบรรทัดแรกของแต่ละย่อ
หน้า จะต้องย่อหน้าเข้าไปทางขวามือเพื่อให้เป็นที่สงั เกต เมื่อต้องการจะข้ึนประเดน็ ใหม่ต่อไป ก็ต้องย่อ
หน้า เป็นเช่นน้ีไปจนจบเร่ือง ซ่ึงในย่อหน้าหน่ึง ๆ ไม่อาจกาหนดความสั้น ยาว ของเน้ือหาได้ว่ามีกี่
บรรทดั ขน้ึ อยูก่ บั ความคิดและความมุง่ หมายของผ้เู ขยี นย่อหน้าที่ดีควรมีลกั ษณะ ดังน้ี

ย่อหน้า คือ ความเรียงเรื่องสั้น ๆ เร่ืองหนึ่ง ท่ีประกอบข้ึนด้วยประโยคหลายประโยค
ประโยคเหล่านม้ี ีความสัมพนั ธ์กันโดยมใี จความมงุ่ แสดงความคดิ สาคัญเพียงเร่ืองเดียว

การเขยี นเพอ่ื การสอื่ สารทางวชิ าการและวิชาชีพ 105

ย่อหน้าเป็นส่วนหน่ึงของงานเขียนชนิดต่าง ๆ เช่น เรียงความ บทความ หนังสือ
ตารา ฯลฯ ความยาวของย่อหน้าไม่อาจจากัดให้แน่นอนตายตัวได้ ขึ้นอยู่กับความสาคัญของเน้ือหาท่ี
นามาเขียน ความยาวของย่อหน้ามีหลักกว้าง ๆ คือ ต้องยาวพอท่ีจะอธิบายความคิดได้แจ่มแจ้งแต่ต้อง
ไมย่ าวจนกระทัง่ มีความคดิ หลายอย่างเข้ามาปะปนกนั

การเขียนหนังสือโดยแบ่งออกเป็นย่อหน้าหลาย ๆ ย่อหน้า จะช่วยจากัดขอบเขตของ
เนื้อหา ทาให้เขียนได้ง่ายข้ึน และช่วยให้ผู้อ่านสามารถจับประเด็นหรือจับใจความสาคัญได้ง่าย
นอกจากนี้ยังชว่ ยใหผ้ ู้อ่านมเี วลาพักสายตาทาใหอ้ ่านไมเ่ หนื่อยเร็ว

ย่อหน้าที่ดีจะต้องมีลักษณะท่ีสาคัญ 3 ประการ คือ มีเอกภาพ มีสารัตถภาพ และ
มีสัมพันธภาพ

1.1 มีเอกภาพ ย่อหน้าที่ดีต้องมีเอกภาพ คือ ความเป็นหนึ่งในด้านความคิด น่ันคือ ทุก
ประโยคในย่อหน้าน้ัน ๆ จะต้องกล่าว ถึงใจความสาคัญเรื่องเดียวกัน เรื่องท่ีจะกล่าวนั้นต้องมีขอบเขต
จากัด ไม่ใช่เรื่องกว้าง ๆ ที่ประกอบด้วยเรื่องต่าง ๆ หลายเรื่อง เพราะจะทาให้ได้เนื้อหาไม่ชัดเจน
เท่าที่ควรการเขียนย่อหน้าให้มีเอกภาพต้องจากัดขอบเขตความคิดให้มุ่งเพียงความคิดเดียว ความคิดใด
ที่ไม่ตรงหรือไมช่ ่วยสนบั สนุนความคิดสาคญั ท่เี ปน็ จุดมงุ่ หมาย ต้องตัดออก ใหห้ มด

ตัวอยา่ ง
"มะพรา้ วเป็นพชื ท่ีสามารถนาสว่ นต่าง ๆ มาใช้ประโยชน์ไดเ้ กือบจะทั้งหมด นับตัง้ แต่
ลาต้น ใบ และผล กล่าวคือ ยอดมะพร้าวนามาใช้ทาเป็นอาหาร ลาต้นใช้ทาเป็นสะพานข้ามท้องร่อง
ใบไว้ห่อขนม หรือประดิษฐ์เป็นของเด็กเล่น ส่วนทางมะพร้าวนามาใช้ทาเป็นไม้กวาด ผลนามา
รับประทานเป็นผลไม้ หรือนามาประกอบอาหารคาวหวาน กะลามะพร้าวนามาประดิษฐ์เป็นของใชต้ า่ ง
ๆ และกาบมะพร้าวสามารถนามาใช้แทนฟืนสาหรับหุงต้มได้ ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวได้ว่ามะพร้าวเป็นพืชที่
ให้ประโยชนอ์ ย่างแท้จรงิ "

(ดดั แปลงจาก ชลดา เรอื งรักษล์ ขิ ติ 2534 : 39)
ย่อหน้าที่ยกมาเป็นตัวอย่างนี้ จะมีประเด็นความคิดหลักเพียงเรื่องเดียว คือ เร่ือง
ประโยชนข์ องมะพร้าว
1.2 มีสารัตถภาพ ย่อหนา้ ทด่ี ีต้องมีสารัตถภาพ คือ ความมีเนอื้ หาสาระน่ันคือ ในยอ่ หน้า
หนงึ่ ๆ จะต้องกล่าวถงึ เรือ่ งใดเร่ืองหนึ่งอย่างไดเ้ นอื้ หาสาระหรือไดใ้ จความทีช่ ัดเจนเพยี งพอ
การเขียนย่อหน้าให้มีสารัตถภาพ ต้องให้รายละเอียดเก่ียวกับเร่ืองที่เขียนอย่าง
กระจ่างแจ้ง ซ่ึงทาได้โดยกาหนดประโยคใจความสาคัญข้ึนก่อน แล้วขยายความประโยคใจความสาคัญ
น้นั โดยเพมิ่ เตมิ รายละเอยี ดตา่ ง ๆ ทจ่ี ะช่วยสนับสนนุ ประโยคใจความสาคญั ให้แจ่มชดั

106 ชวนพศิ อัตเนตร์

ตวั อย่าง
ย่อหน้าเรื่องประโยชน์ของมะพร้าวที่ยกมาข้างต้นนี้ ประโยคใจความสาคัญคือ
"มะพร้าวเป็นพืชที่สามารถนาส่วนต่าง ๆ มาใช้ประโยชน์ได้เกือบจะท้ังหมด" ส่วนข้อความอื่น ๆ เป็น
ข้อความที่ให้รายละเอียดต่าง ๆ เก่ียวกับประโยชน์ของมะพร้าว เพื่อช่วยสนับสนุนประโยคใจความ
สาคัญ ดังกลา่ ว
1.3 มีสัมพนั ธภาพ ยอ่ หนา้ ท่ดี ตี อ้ งมสี ัมพันธภาพ คอื มีความสัมพนั ธร์ ะหว่างประโยค น่ัน
คือในย่อหน้าหน่ึง ๆ ประโยคตา่ ง ๆ ที่นามาต่อเนื่องกันนัน้ ต้องมีความสัมพันธ์กัน โดยอาจจะใช้คาเชื่อม
หรือกลุ่มคาเช่ือมชว่ ยแสดงความสมั พันธ์นั้น เช่น ถ้าต้องการเชื่อมประโยคเพ่ือแสดงการเสริมความหรอื
แสดงความคดิ เหน็ ไปในทางเดยี วกนั อาจใช้วา่ "อกี "

2. ขัน้ ตอนของการสร้างย่อหนา้
งานเขียนที่ดีนั้นนอกจากควรถูกต้องตามหลักการเขียนแล้ว จะต้องมีความปราณีต

ละเอียดลออตั้งแต่ส่วนประกอบของคาไปจนถึงกลวิธีการเรยี งร้อยถ้อยคาเหล่านั้นให้เป็นเร่ืองราวตามที่
ตั้งใจเอาไว้ หากเปรียบฐานเขียนเป็นต้นไม้ ย่อหน้าก็เปรียบเสมือนก่ึงไม้ที่แตกออกจากลาต้น แต่ก็
จะตอ้ งมคี วามเกย่ี วเน่ืองเชื่อมโยงกับลาต้นเสมอ และต้นไม้ปราศจากก่ิงไม้ไม่ได้ฉันใด การเขยี นก็ขาดย่อ
หนา้ ไม่ไดฉ้ ันนน้ั ผู้เขยี นจงึ ขอยืนขนั ว่า การเขียนย่อหน้ามคี วามสาคญั ตอ่ งานเขยี นทกุ ชน้ิ งาน

.....ย่อหน้าคือ การเริ่มใจความสาคัญ ทุกยอ่ หนา้ จะเริม่ จากเคร่ืองหมาย มหัตถสัญญา หรอื
เคร่ืองหมายย่อหน้า (คือ การข้ึนต้นย่อหน้าบรรทัดแรกจะต้องเขียนเย้ืองเข้ามาทางขวามือเล็กน้อย)
งานเขียนจะตอ้ งประกอบด้วยหลาย ๆ ย่อหนา้ รวมกนั ดังน้ันย่อหน้าจงึ ควรมีความกระชบั และไมเ่ ย่ินเย้อ

การสร้างย่อหน้ามี 3 ข้ันตอน คือ กาหนดเรื่องที่ต้องการจะเขียน สร้างประโยคใจความ
สาคัญ และหาขอ้ ความสนบั สนุน หรือขยายความประโยคใจความสาคญั

1. กาหนดเร่ืองที่ต้องการจะเขียน ในการสร้างย่อหน้านั้น ลาดับแรกผู้เขียนจะต้อง
กาหนดเร่ืองท่ีต้องการจะเขียนขึน้ ก่อน โดยพจิ ารณาวา่ ย่อหนา้ ทจี่ ะเขียนนั้น จะเขยี นเกี่ยวกับเรื่องใด ใน
แงไ่ หนเช่น จะเขียนเรือ่ งเกย่ี วกับพืชของไทยชนิดหนงึ่ กต็ ้องพิจารณาวา่ พชื ท่จี ะเขียนถงึ นั้นคืออะไร และ
จะเขยี นในแง่ไหน เมอ่ื พิจารณาไดแ้ ล้ว จงึ ลงมอื สรา้ งประโยคใจความสาคญั

2. สร้างประโยคใจความสาคัญ ประโยคใจความสาคัญ คือ ประโยคท่ีมีเนื้อหา
ครอบคลุมเร่ืองทั้งหมดในย่อหน้านั้น หรือเป็นประโยคท่ีกล่าวถึงความคิดที่สาคัญท่ีสุดของย่อหน้านั้น
เช่น ในย่อหน้าที่ต้องการจะเขียนเรื่องประโยชน์ของมะพร้าวซ่ึงเป็นพืชชนิดหน่ึงของไทย ก็จะต้องสร้าง
ประโยคใจความสาคัญทส่ี ามารถครอบคลุมเนอ้ื หาทง้ั หมดของย่อหน้า เชน่ อาจจะสร้างประโยคใจความ
สาคัญว่า "มะพร้าวเป็นพืชท่ีสามารถนาส่วนต่าง ๆ มาใช้ประโยชน์ไดเ้ กือบจะทั้งหมด" ประโยคนี้จะเป็น
ประโยคทกี่ ล่าวถึงความคิดทีส่ าคัญทีส่ ดุ ของย่อหน้า จากนั้นจึงหาข้อความอ่นื ๆ มาสนับสนนุ ความคิดน้ี

การเขยี นเพ่อื การส่ือสารทางวชิ าการและวชิ าชพี 107

3. หาข้อความสนับสนุนหรอื ขยายความประโยค ใจความสาคัญเม่ือได้ประโยคใจความ
สาคัญแลว้ จะตอ้ งหาขอ้ ความอ่ืน ๆ มาสนบั สนุนประโยคใจความสาคัญนี้ เพ่อื ขยายความให้ชัดเจน โดย
ข้อความที่จะใช้สนับสนุนประโยคใจความสาคัญนั้นจะต้องมีเน้ือหาสาระท่ีดีด้วย เช่น เมื่อได้ประโยค
ใจความสาคัญว่า "มะพร้าวเป็นพืชท่ีสามารถนาส่วนต่าง ๆ มาใช้ประโยชน์ได้เกือบจะทั้งหมด" แล้วก็
จะต้องหาขอ้ ความตา่ ง ๆ ที่จะชว่ ยสนับสนนุ ให้เห็นจรงิ ว่า มะพร้าวเป็นพืชทีส่ ามารถนาสว่ นตา่ ง ๆ มาใช้
ประโยชนไ์ ด้เกอื บท้ังหมด ทงั้ นอี้ าจจะใชว้ ธิ ใี หร้ ายละเอยี ดว่าสว่ นต่าง ๆ ของมะพรา้ วท่ีนามาใช้ประโยชน์
นน้ั มอี ะไรบ้าง และนามาใชท้ าประโยชนอ์ ะไร

ในการสร้างย่อหน้า ควรคานึงถึงตาแหน่งของประโยคใจความสาคัญในย่อหน้าด้วย
ตาแหน่งของประโยคใจความสาคัญอาจวางไว้ได้ต่าง ๆ กัน คือ วางไว้ตอนต้นของย่อหน้า วางไว้
ตอนกลางของยอ่ หนา้ วางไว้ตอนทา้ ยของย่อหน้า และวางไวท้ ้ังตอนต้น และตอนทา้ ยของยอ่ หนา้

โดยปกติจะนิยมวางประโยคใจความสาคัญไว้ตอนต้นของย่อหน้า เพราะเท่ากับช่วย
จากัดขอบเขตเนื้อหาของย่อหน้านั้น ๆ ต้ังแต่เริ่มเขียนย่อหน้าวา่ จะต้องเขียนเก่ียวกับเร่ืองอะไร และทา
ให้ผู้อ่านรู้ทันทีว่าผู้เขียนต้องการกล่าวถึงอะไรในย่อหน้านั้น และบางครั้งผู้เขียนก็อาจจะวางประโยค
ใจความสาคัญไว้ตอนท้ายของย่อหน้าอีกครั้งหนึ่ง เพื่อย้าหรือเน้นเน้ือหาที่กล่าวไว้ในย่อหน้านั้นให้ชัด
ย่ิงข้นึ

ตวั อย่าง ยอ่ หน้าที่วางประโยคใจความสาคัญไว้ตอนตน้ ของย่อหน้า
"การโฆษณาสินค้ามีจุดมุ่งหมายที่สาคัญหลายประการ จุดมุ่งหมายที่สาคัญก็คือ เพื่อ
เพิ่มจานวนผู้ซื้อหรือผู้บริโภคสนิ ค้านนั้ ใหม้ ากข้ึน เพื่อให้ประชาชนได้รู้จักสินค้าที่ผลิตออกมา เพ่ือดึงดูด
ใจคนให้อยากซื้อสินค้า เพ่ือช่วยตัวแทนในการจาหน่าย และเพ่ือไม่ให้ผู้บริโภคเปล่ียนไปใช้สินค้าของ
ผู้อ่ืน"
ย่อหน้าน้ีมีประโยคใจความสาคัญ คือ "การโฆษณาสินค้ามีจุดมุ่งหมายที่สาคัญหลาย
ประการ" ซึ่งเป็นประโยคท่ีใชข้ ้ึนต้นย่อหน้า จากนั้นจึงให้ตัวอย่างเพ่ือขยายความประโยคใจความสาคญั
น้ี
ตัวอย่าง ยอ่ หน้าทวี่ างประโยคใจความสาคัญไว้ ตอนกลางของยอ่ หน้า
"การดาเนนิ ธรุ กิจตอ้ งการความว่องไว รวดเรว็ เพ่ือประหยัดเวลาในการทางาน ภาษาท่ี
ใช้ในการติดต่อส่ือสารทางธุรกิจจึงต้องกะทัดรัด ชัดเจน เข้าใจง่าย และถูกต้อง ทั้งนี้เพ่ือให้การ
ติดตอ่ สือ่ สารเปน็ ไปอยา่ งรวดเร็ว และได้ผลสมตามความมุ่งหมายของผู้ตดิ ต่อ"
ย่อหน้าน้ีมีประโยคใจความสาคัญ คือ "ภาษาที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารทางธุรกิจจึงต้อง
กะทัดรัด ชัดเจน เข้าใจง่าย และถูกต้อง" ซ่ึงเป็นประโยคท่ีอยู่ตอนกลางของย่อหน้า ส่วนในตอนตน้ และ
ตอนท้ายของย่อหน้าเป็นข้อความที่กล่าวถึงสาเหตุที่ทาให้ภาษาที่ใช้ในการติดต่อส่ือสารทางธุรกิจต้อง
กะทัดรัด ชดั เจน เขา้ ใจงา่ ย และถกู ตอ้ ง ซึง่ เปน็ ขอ้ ความที่ชว่ ยสนับสนุนประโยคใจความสาคัญดงั กล่าว

108 ชวนพศิ อัตเนตร์

ตวั อย่าง ย่อหน้าท่ีวางประโยคใจความสาคัญไวต้ อนทา้ ยของย่อหน้า
"ในวงการธุรกิจ การส่ือสารด้วยวิธีการเขียนเป็นส่ิงหนึ่งที่สาคัญย่ิง การเขียนในทาง
ธุรกิจมีหลายประเภท เช่น การเขียนเอกสารการประชุม การเขียนรายงาน การเขียนจดหมายธุรกิจ
การเขียนเอกสารการจ้าง และการสมัครงาน และการเขียนเอกสารเพื่อการประชาสัมพันธ์ การเขียน
แต่ละประเภทมีวิธีการเขียนท่ีแตกต่างกัน ผู้มีหน้าท่ีเขียนเพ่ือการสื่อสารทางธุรกิจจาเป็นต้องเลือกใช้
วธิ ีการเขียนใหเ้ หมาะสมกับการเขยี นแต่ละประเภท"
ย่อหน้าน้ีมีประโยคใจความสาคัญ คือ "ผู้มีหน้าท่ีเขียนเพื่อการสื่อสารทางธุรกิจ
จาเป็นต้องเลือกใช้วิธีการเขียนให้เหมาะสมกับการเขียนแต่ละประเภท" ส่วนในตอนต้นของย่อหน้าเป็น
ข้อความที่กล่าวถึงสาเหตุท่ีนามาสู่การสรุปความคิดเห็นในตอนท้าย เป็นประโยคใจความสาคัญของ
ยอ่ หน้า
ตัวอย่าง ยอ่ หนา้ ทีว่ างประโยคใจความสาคญั ไว้ท้ังตอนตน้ และตอนท้ายของยอ่ หนา้
"ในการติดต่อส่ือสารทางธุรกิจ สิ่งท่ีเป็นเคร่ืองมือ สาคัญอย่างหนึ่งคือจดหมาย เพราะ
จดหมายสามารถเก็บไว้เป็นหลักฐานได้ โดยอาจใช้เป็นหลักฐานในการปฏิบัติงาน หรือใช้เป็นหลักฐาน
ในทางกฎหมาย นอกจากน้ีการเขียนจดหมายยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก ผู้เขียนจดหมายสามารถ
เขยี นขอ้ ความตา่ ง ๆ ตามทตี่ อ้ งการได้ครบถ้วนสมบูรณ์โดยเสยี ค่าส่งไม่มากนัก ในวงการธรุ กิจจึงนิยมใช้
จดหมายเป็นเครือ่ งมือตดิ ตอ่ สอ่ื สารท่ีสาคญั อย่างหนง่ึ "
ย่อหน้าน้ีมีประโยคใจความสาคัญอยู่ท้ังตอนต้น และตอนท้ายของย่อหน้า ประโยค
ใจความสาคัญที่อยู่ตอนต้นของย่อหน้า คือ "ในการติดต่อสื่อสารทางธรุ กิจสิ่งท่เี ป็นเคร่ืองมือสาคัญอยา่ ง
หน่ึงคือจดหมาย" และประโยคใจความสาคัญท่ีอยู่ตอนท้ายของย่อหน้า เพื่อใช้ย้าเนื้อความอีกครั้งหนึ่ง
คอื "ในวงการธรุ กิจจึงนิยมใช้จดหมายเป็นเคร่อื งมอื ตดิ ตอ่ สอ่ื สารที่สาคัญอยา่ งหนงึ่ "

3. ชนดิ ของยอ่ หนา้
การเขยี นยอ่ หนา้ ใหม้ ีความชัดเจน แจม่ แจ้ง ผ้เู ขียนตอ้ งขยายความคิดจากความคดิ หลักที่มี

อยู่ การขยายความมีหลายวิธี รวมท้ังชนิดของย่อหน้า ดังนั้นประโยคหลาย ๆ ประโยควางเรียงกันเป็น
ข้อความตอนหนึ่งแต่ละประโยคจะมีความสัมพันธ์กัน โดยมีประโยคสาคัญหน่ึงประโยค ประโยคอื่น ๆ
เป็นประโยคขยายความหรือรายละเอียดของประโยคสาคัญ ในหน่ึงย่อหน้าจึงมีใจความสาคัญเพียง
ประการเดยี ว

ย่อหนา้ มหี ลายชนิด ขน้ึ อยู่กบั เนอื้ หาของยอ่ หน้าน้ัน ๆ ย่อหน้าท่ีนิยมใช้โดยท่ัวไปมี 5 ชนดิ
คือ ย่อหน้าชนิดนิยามความหมาย ย่อหน้าชนิดอธิบายรายละเอียด ย่อหน้าชนิดให้เหตุผล ย่อหน้าชนิด
ใหต้ ัวอยา่ ง และย่อหน้าชนดิ เปรียบเทียบ

การเขยี นเพอื่ การสอื่ สารทางวิชาการและวชิ าชีพ 109

3.1 ย่อหน้าชนิดนิยามความหมาย
ย่อหน้าชนิดนี้เป็นย่อหน้าท่ีใช้อธิยายความหมายซ่ึงอาจจะเป็นความหมายของคา

สิ่งของ หรือเร่ืองต่าง ๆ ย่อหน้าชนิดน้ีมักจะมีคาว่า "หมายถึง แปลว่า" อยู่ต่อจากข้อความที่ต้องการ
อธบิ ายความหมายนั้น

ตวั อยา่ ง
''จดหมายธุรกิจ หมายถึง จดหมายท่ใี ช้ตดิ ต่อกนั ในวงธรุ กิจ โดยมจี ดุ ประสงค์อย่างใด
อย่างหนึ่งในการดาเนินธุรกิจ จดหมายธุรกิจเป็นจดหมายที่มีไปมาระหว่างห้างร้าน และบริษัทต่าง ๆ
หรอื ระหว่างห้างรา้ นกับเอกชน เกี่ยวกับเรอื่ งธรุ กิจตา่ ง ๆ"
ย่อหน้านี้ เป็นย่อหน้าท่ีมเี นือ้ หาอธบิ ายความหมายของคาวา่ จดหมายธุรกิจ
3.2 ยอ่ หนา้ ชนดิ อธบิ ายรายละเอยี ด
ยอ่ หน้าชนิดนเี้ ป็นย่อหนา้ ท่ีให้รายละเอยี ดในเร่ืองต่าง ๆ
ตวั อยา่ ง
"รายละเอียดที่จาเปน็ จะต้องบอกในจดหมายสมัครงาน ได้แก่ ช่ือ นามสกุล อายุ วุฒิ
ทางการศึกษา เปน็ โสด หรือมีครอบครวั แล้ว เคยทางานที่ใดมาบา้ ง มปี ระสบการณ์ หรือมคี วามชานาญ
เรื่องใดเปน็ พเิ ศษ และต้องบอกวา่ ได้เห็นประกาศรับสมัครงานจากท่ีไหน หรอื จากใครในการบอกคุณวุฒิ
หรือความชานาญ ไม่ควรเขียนอย่างอวดตัว แต่ควรเขียนให้กระชับไม่ใช้ถ้อยคาฟุ่มเฟือย และจะต้องไม่
ลืมบอกสถานท่ี และวิธที ่ีจะติดตอ่ กับตนไดอ้ ย่างสะดวก และรวดเรว็ "
ย่อหน้าน้ี เป็นย่อหน้าที่มีเนื้อหาอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับข้อความที่ต้องเขียนใน
จดหมายสมัครงาน
3.3 ย่อหน้าชนิดใหเ้ หตผุ ล
ย่อหน้าชนิดน้ีเป็นย่อหน้าท่ีให้เหตุผลในเรื่องต่าง ๆ ย่อหน้าชนิดนี้มักจะมีคาเช่ือม
หรือกลุ่มคาเชอ่ื มท่แี สดงเหตผุ ล เช่น "เพราะ เพราะว่า เหตผุ ลก็คอื " อยู่ด้วย
ตวั อย่าง
"การแถลงข่าวจัดเป็นหัวใจสาคัญอย่างหน่ึงของหน่วยงานของรัฐบาลและเอกชน
เพราะการแถลงข่าวเป็นการประชาสัมพันธ์ให้บุคคลนอกหน่วยงานหรือบุคคลที่สนใจ ท่ัวไปได้รับทราบ
ความเคลื่อนไหวของหน่วยงาน เพื่อให้เกิดความเข้าใจอันดีต่อกันระหว่างหน่วยงานกับผู้เก่ียวข้องหรือ
ผสู้ นใจ โดยอาศยั นกั ขา่ วใหแ้ พรข่ ่าวสมู่ วลชนต่อไป"

(กรมอาชีวศกึ ษา กระทรวงศึกษาธกิ าร 2528: 109)
ย่อหน้านี้ เป็นย่อหน้าท่ีมีเน้ือหาให้เหตุผลว่าทาไมการแถลงข่าวจึงเป็นหัวใจสาคัญ
อยา่ งหนึง่ ของหนว่ ยงานของรฐั บาลและเอกชน

110 ชวนพิศ อตั เนตร์

3.4 ย่อหนา้ ชนิดใหต้ ัวอยา่ ง
ยอ่ หนา้ ชนิดนเ้ี ป็นย่อหนา้ ที่ใหต้ ัวอยา่ งตา่ ง ๆ
ตัวอยา่ ง
"จดหมายธุรกิจมีหลายประเภท เช่น จดหมายสั่งซื้อ จดหมายเสนอขาย จดหมาย

ตดิ ตามหน้ี จดหมายสอบถาม จดหมายร้องเรยี น จดหมายสมคั รงาน จดหมายตอบรับหรือปฏิเสธคาเชิญ
และจดหมายขอเปดิ เครดิต"

ยอ่ หน้านี้ เป็นย่อหนา้ ทใี่ ห้ตัวอย่างของจดหมายธรุ กิจ

3.5. ย่อหน้าชนิดเปรียบเทียบ
ยอ่ หนา้ ชนดิ นเ้ี ป็นยอ่ หน้าทใ่ี ชเ้ ปรยี บเทียบเรื่องต่าง ๆ

การใชเ้ ครอื่ งหมายวรรคตอนและอักษรยอ่

การใช้เคร่ืองหมายวรรคตอนเป็นเคร่ืองหมายท่ีใช้เขียนกากับคา กลุ่มคา ประโยค หรือ
ข้อความให้เด่นชัดเพื่อให้อ่านได้ถูกต้อง และช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจความหมายได้ชัดเจนข้ึน รวมท้ังการใช้
อกั ษรยอ่ ในการเขียน

การใชเ้ ครือ่ งหมายวรรคตอน
การใช้เคร่ืองหมายวรรคตอนเพื่อการสื่อสารการเขียนเชิงวชิ าการและการใช้เคร่ืองหมายวรรค
ตอนอย่างเหมาะสมถูกเคร่ืองหมายวรรคตอนเป็นสัญลักษณ์ที่จะช่วยให้ส่ือความหมายได้ชัดเจนยิ่งข้ึน
เครือ่ งหมายทส่ี าคญั ๆ เครื่องหมายวรรคตอน หมายถึง เคร่อื งหมายท่ชี ่วยให้เห็นวรรคตอนของข้อความ
หรือประโยค โดยเขียนเพื่อทาให้ข้อความหรือประโยคนั้นเด่นชัดขึ้น และทาให้อ่านได้อย่างถูกต้อง
ชัดเจน
ในภาษาไทยมีการใช้เครื่องหมายวรรคตอนในการเขียนหนังสือมาตั้งแต่สมัยโบราณ ในตารา
หลักภาษาไทของพระยาอุปกิตศิลปสาร (2524 : 309) ได้อธิบายถึงความสาคัญของการใช้เคร่ืองหมาย
วรรคตอนไวว้ า่ "ในการเรียบเรยี งภาษาเป็นลายลักษณ์อกั ษรนัน้ จะต้องมเี คร่ืองหมายต่าง ๆ ประกอบอยู่
ด้วย เพ่ือจะให้อ่านได้ถูกต้องตามต้องการ ดังนั้น เคร่ืองหมายวรรคตอนจึงนับเป็นข้อสาคัญส่วนหนึ่งใน
การเขียงข้อคาม ซ่ึงผู้ศึกษาภาษาไทยควรรู้" แต่เครื่องหมายวรรคตอนท่ีใช้ในหนังสือโบราณของไทยมี
รูปร่างที่เขียนยาก เคร่ืองหมายวรรคตอนโบราณจึงไม่ปรากฎในการเขียนข้อคามทั่วไป ยกเว้นใน
คาประพันธ์ซึ่งผู้แต่งคาประพันธ์บางคนยังต้องการรักษาแบบแผนอย่างโบราณ จึงยังคงใช้เคร่ืองหมาย
วรรคตอนโบราณบางรูปไว้ในตอนต้น และตอนทา้ ยของโคลงกลอนแต่ละบท

การเขียนเพ่อื การสื่อสารทางวชิ าการและวิชาชีพ 111

เคร่ืองหมายวรรคตอนที่ใช้กันอยู่ในภาษาไทยปัจจุบันตั้งข้ึนตามแบบภาษาอังกฤษ ซึ่งมี
ระเบียบวิธีการเขียนหนังสือแตกต่างกับภาษาไทยอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ เขียนแยกกันแต่ละคาและเว้น
ระยะห่างกันทุกคา ทาให้ไม่รู้ว่าเม่ือใดจบประโยคหรือจบข้อความ จึงจาเป็นต้องใช้เครื่องหมายวรรค
ตอนกากับเพื่อส่ือความได้ถูกต้อง เม่ือไทยรับความรู้สมัยใหม่จากตาราภาษาอังกฤษซ่ึงมีการใช้
เครื่องหมายวรรคตอนท่ีเป็นระบบ และถือกันว่าเป็นสากล จึงรับการใช้เครื่องหมายวรรคตอนแบบ
ภาษาองั กฤษมาใชใ้ นการเขยี นภาษาไทยปัจจุบนั ด้วย

ในการเขียนเพื่อการสื่อสารธุรกิจปัจจุบันมีการใช้เคร่ืองหมายวรรคตอนหลายรปู เพ่ือสื่อความ
ใหถ้ ูกต้องและชดั เจนเคร่ืองหมายวรรคตอนที่ใช้ในการเขยี นเพอ่ื การสื่อสารธุรกจิ ปจั จุบนั มีดังต่อไปนี้

1. เคร่อื งหมาย , เรยี ก จุลภาค มที ีใ่ ช้ดังน้ี
1.1 ใชค้ นั จานวนเลขนับจากหลกั หนว่ ยไปทีละ 3 หลัก
ตัวอย่าง
1. 1,000
2. 1,000.000
3. 1,000.000,000
1.2 ใช้ค่ันคาหรือตัวเลขในรายการที่เขียนต่อ ๆ กันตั้งแต่ 3 รายการขึ้นไป โดยเขียนคั่น

แต่ละรายการ แต่หน้ารายการสุดท้ายท่ีใช้คา "และ" หรือ "หรือ" ไม่จาเป็นต้องใช้เคร่ืองหมายจุลภาค
คั่นหนา้

ตวั อย่าง
บริษัทของเราจะขยายธุรกิจ 3 ประเภท คือ คอมพิวเตอร์, โทรคมนาคม และบรอด
คาสดง้ิ ผสู้ นใจจะตดิ ต่อสอบถามได้ที่ โทร. 235-2520, 235-2657 หรือ 375-4570
แต่ถ้าต้องการแยกกลุ่มให้เห็นชัดก็ให้ใส่เคร่ืองหมายจุลภาคนาหน้าคา "และ" หรือ
"หรอื " กไ็ ด้
ตวั อยา่ ง
เช็คของบรษิ ทั นจี้ ะสมบรู ณเ์ ม่ือมผี ้ลู งนาม 3 คน คอื ก หรอื ข, ค หรือ ง, และ จ ลงนาม
2. เครือ่ งหมาย . เรยี ก มหัพภาค มีท่ีใชด้ งั นี้
2.1 ใช้เขียนไวห้ ลงั ตัวอักษรเพื่อแสดงวา่ เป็นอกั ษรยอ่
ตวั อย่าง
พ.ศ. ย่อมาจาก พทุ ธศักราช
ร.ต.อ. ย่อมาจาก ร้อยตารวจเอก
ม.ร.ว. ยอ่ มาจาก หม่อมราชวงศ์

112 ชวนพิศ อตั เนตร์

2.2 ใชเ้ ขียนไว้ข้างหลงั ตัวอักษรหรอื ตวั เลขท่ี

ตวั อยา่ ง

1. ก.

ข.

ค.

2. 1.

2.

3.

2.3 ใชค้ ั่นระหว่างชว่ั โมงกับนาทใี นการบอกเวลา

ตัวอย่าง

9.25 น. อา่ นวา่ เก้านาฬิกาย่ีสิบห้านาที

2.4 ใชเ้ ปน็ จุดทศนยิ มในการเขยี นจานวนเงิน หลังจดุ ทศนยิ มให้อา่ นตามหน่วยเงนิ ตรา

ตวั อยา่ ง

2.50 บาท อ่านวา่ สองบาทหา้ สบิ สตางค์

4.72 ดอลลา่ ร์ อ่านว่า สด่ี อลลารเ์ จด็ สิบสองเซ็นต์

2.5 ใชเ้ ปน็ จุดทศนยิ มในการเขยี นสว่ นสงู ความยาว ระยะทาง และนา้ หนกั

ตวั อย่าง

1.67 เมตร อา่ นวา่ หนง่ึ เมตรหกสบิ เจ็ดเชนติเมตร

5.3 ก.ม. อ่านว่า ห้าจุดสามกิโลเมตร

7.25 ก.ก. อา่ นว่า เจด็ จดุ สองหา้ กโิ ลกรัม

3. เครือ่ งหมาย ; เรยี ก อัฒภาค มีทใ่ี ชด้ ังนี้

3.1 ใช้แบ่งกลุ่มตัวเลขท่ีมีเครื่องหมายจุลภาคอยู่แล้วออกเป็นส่วนเป็นตอนให้เห็นชัดเจน

ยิง่ ขนึ้ เพ่อื กันความสบั สน

ตวั อยา่ ง

1:2, 5:10 ; 1:3, 2:6

3.2 ใช้คันคาในรายการท่ีมจี านวนมาก ๆ เพอื่ จาแนกรายการเป็นพวก ๆ

ตัวอยา่ ง

การสัมมนาคร้ังน้ีมีผู้แทนจากหน่วยราชการต่าง ๆ เข้าร่วมด้วย เช่น กรมวิชาการ,

กรมอาชีวศึกษา, ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ : กรมป่าไม้, กรมวิชาการเกษตร, ในสังกัดกระทรวง

เกษตรและสหกรณ์ ; กรมอนามัย, กรมการแพทย,์ ในสงั กัดกระทรวงสาธารณสุข

การเขยี นเพื่อการส่ือสารทางวิชาการและวิชาชีพ 113

4. เคร่อื งหมาย : เรียก ทวภิ าค มีท่ใี ช้ดังน้ี
4.1 ใชแ้ สดงมาตราส่วน
ตวั อย่าง
แผนทีนี้ใช้มาตราส่วน 1 : 1,000
อา่ นว่า แผนทีนใ้ี ช้มาตราสว่ นหนึ่งตอ่ พัน
หมายความว่า ระยะในแผนที่ 1 หน่วยเท่ากบั ระยะจริง 1,000 หนว่ ย เช่น
ระยะในแผนท่ี 1 เชนตเิ มตร เท่ากบั ระยะจรงิ 1,000 เชนติเมตร
4.2 ใช้แสดงอัตราส่วน
ตัวอยา่ ง
ในการหุงข้าวใช้ข้าวและน้าในอัตราส่วน 1: 2
อ่านว่า ในการหงุ ขา้ วใชข้ า้ วและน้าในอัตราส่วนหน่ึงต่อสอง
หมายความว่า ใชข้ ้าว 1 ส่วนต่อน้า 2 ส่วน
4.3 ใชแ้ สดงสดั ส่วน
ตวั อยา่ ง
ในการผสมคอนกรีตใชป้ ูนซีเมนต์ หิน และทราย ในสัดสว่ น 1 : 2 : 4
อ่านว่า ในการผสมคอนกรีตใช้ปูนซเี มนต์ หิน และทราย ในสัดส่วนหนง่ึ ตอ่ สองต่อสี่
หมายความวา่ ใชป้ ูนซเี มนต์ 1 ส่วนต่อหนิ 2 ส่วนต่อทราย 4 สว่ น โดยปรมิ าตร
4.4 ใช้อธิบายความ แทนคา "คือ"
ตัวอยา่ ง
องค์การตลาดร่วม : เป้าหมายของผ้ปู ระกอบการคา้ ระหวา่ งประเทศ
4.5 ใชห้ ลงั คา "ดงั น้ี, ดังตอ่ ไปนี้" เพอื่ แจกแจงรายการ
ตัวอยา่ ง
บริษัทของเราต้องการอุปกรณ์สานักงานอีกหลายอย่าง ดังนี้ โต๊ะเขียนแบบ, เคร่ือง

พมิ พ์ดีด และเคร่ืองอดั สาเนา

5. เคร่ืองหมาย :- เรียก วิภัชภาค ใช้หลัง "ดังน้ี, ต่อไปนี้" เพ่ือแจกแจงรายการ รายการท่ี
ตามหลงั เครอื่ งหมายนใ้ี ห้ข้ึนย่อหน้าใหม่

ตวั อย่าง
การประชมุ สัมมนาครงั้ นมี้ ผี ้แู ทนจากรฐั วิสาหกจิ เขา้ ร่วมประชุม ดงั ต่อไปน้ี :-
การไฟฟา้ ฝ่ายผลติ
การประปานครหลวง
การสื่อสารแหง่ ประเทศไทย

114 ชวนพิศ อัตเนตร์

6. เคร่ืองหมาย - เรียก ยตั ิภงั ค์ มีทีใ่ ช้ดังน้ี
6.1 ใช้เขียนไว้สุดบรรทัดเพ่ือต่อพยางค์ หรือคาสมาสซ่ึงจาเป็นต้องเขียนแยกบรรทัดกัน

เนื่องจากมาอยู่ตรงสุดบรรทดั ไมม่ ีท่ีพอจะบรรจุคาเตม็ ได้
ตวั อย่าง
ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เสนอร่างแผนพัฒนาเชียงใหม่ให้เป็นเมืองหลักทาง

เศรษฐกิจของภาคเหนือเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว การส่ือสารโทรคมนาคม การศึกษา เกษตรกรรม
ตลอดจนอตุ สาหกรรมการผลติ และบรกิ ารต่าง ๆ

6.2 ใชใ้ นความหมายว่า "และ" หรือ "กบั "
ตวั อย่าง
รฐั บาลเรง่ ส่งเสริมความสมั พันธ์ทางการคา้ ไทย – จีน

6.3 ใช้ในความหมายว่า "ถึง" เพ่ือแสดงช่วงเวลา จานวน สถานท่ี ฯลฯ
ตัวอยา่ ง
การประชุมภาคเชา้ ตงั้ แต่ 9.30 น. - 12.00 น.
กาหนดชาระภาษีต้ังแตว่ นั จนั ทร์ – วันเสาร์
มผี ้เู ขา้ ประชมุ สมั มนาประมาณ 120 - 150 คน

6.4 ใชแ้ สดงลาดับย่อยของรายการทไี่ ม่ต้องการใช้ตัวอักษรหรอื ตวั เลขบอกลาดับขอ้
ตวั อยา่ ง
ทปี่ ระชุมจะพจิ ารณาเรอ่ื งต่าง ๆ ดังน้ี
- งบประมาณประจาปี พ.ศ. 2535
- กาหนดเปา้ หมายการจาหนา่ ยสนิ คา้ ในต่างจงั หวดั
- วิธเี พ่มิ ยอดขายในชว่ งฤดรู อ้ น

6.5 ใช้เขียนแยกกลุ่มตัวเลขตามรหสั ทกี่ าหนดไว้
ตัวอยา่ ง
หมายเลขโทรศพั ท์ 252 – 7177
ต้ไู ปรษณีย์ 10 – 245
เลขรหัสแสดงลขิ สิทธห์ิ นงั สือ
ISBN 974-578-448-6

การเขยี นเพอ่ื การส่ือสารทางวชิ าการและวิชาชพี 115

7. เครื่องหมาย ( ) เรยี ก วงเลบ็ หรอื นขลิขติ มที ีใ่ ช้ดังนี้
7.1 ใช้กันข้อความที่ขยายหรอื อธิบาย ออกจากข้อความอ่ืน ข้อความในระหว่างวงเลบ็ จะ

อา่ นหรือเว้นเสียกไ็ ด้เพราะไมท่ าใหเ้ นือ้ ความเสียไป แต่ถ้าอา่ นก็จะช่วยใหเ้ ขา้ ใจดขี ้นึ
ตัวอยา่ ง
รฐั บาลมโี ครงการสร้างทางดว่ นขั้นท่ี 3 (เมอื งทองธานี - ดอนเมอื ง)
เคร่อื งคอมพิวเตอรท์ ีส่ ่ังซือ้ จาก บริษัทไอบเี อ็ม (ประเทศไทย) จากดั

7.2 ใช้กนั นามเต็มท่เี ขยี นใตล้ ายมือชอ่ื
ตวั อย่าง
1) ลายมือชอื่
(นายอานันท์ ปันยารชุน)
2) พลเอก ลายมอื ซอื่
(เปรม ติณสลู านนท)์

7.3 ใชก้ ันตวั เลขหรอื ตวั อกั ษรทีเ่ ปน็ หวั ข้อ อาจใชเ้ พยี งเคร่อื งหมายวงเล็บปดิ อย่างเดยี วกไ็ ด้
ตวั อยา่ ง
(ก) หรอื ก)
(1) หรอื 1)

8. เคร่ืองหมาย [ ] เรียก วงเล็บเหล่ียม ใช้กันคาหรือข้อความที่ขยายหรืออธิบายจาก
ข้อความอ่ืน เมอ่ื ขอ้ ความนัน้ ไดม้ กี ารใช้เคร่ืองหมายวงเลบ็ แบบอื่นด้วย

ตวั อยา่ ง
กตญั ญู ว. (ผู้) รู้อปุ การะทที่ า่ นทาให้, (ผ้)ู รู้คณุ ทา่ น, เปน็ คาคกู่ ับ กตเวที [ป.กต (อปุ การะ)
ท่ีท่านทาแลว้ ญ ผู้รู้]

9. เครื่องหมาย { } เรียก วงเล็บปีกกา ใช้รวบคาหรือข้อความท่ีอยู่คนละบรรทัดเข้าด้วยกนั
เพ่อื ให้รู้ว่าเปน็ กล่มุ เดยี วกันหรอื เชอื่ มโยงกัน อาจใชเ้ พยี งขา้ งใดขา้ งหนงึ่ กไ็ ด้

ตวั อย่าง
งานวทิ ยโุ ทรทศั น์
งานโทรคมนาคม โครงการที่บรษิ ัทดาเนินการเอง
งานคอมพิวเตอร์

สง่ ออกอาหารสาเร็จรูป โครงการท่รี ่วมลงทนุ กับกลมุ่ อื่น
นาเข้าอุปกรณ์ก่อสร้าง

116 ชวนพศิ อัตเนตร์

10. เคร่อื งหมาย ? เรียก ปรศั นี มีที่ใชด้ งั น้ี
10.1 ใช้เมื่อสิ้นสุดข้อความหรือประโยคที่เป็นคาถาม ในการเขียนเพ่ือการสื่อสารทาง

ธุรกิจนิยมใชใ้ นคาโฆษณาในหนังสือพมิ พ์หรือในพาดหัวขา่ วและหัวข้อเรื่องบทความ
ตัวอยา่ ง
บรรทุกแบบไหน? เรามคี าตอบใหท้ ุกแบบ
ทาไมต้องลดราคาน้ามัน?

10.2 ใชห้ ลังข้อความเพอื่ แสดงความสงสัยหรือไมแ่ น่ใจ
ตัวอยา่ ง
เศรษฐกิจไทย สดใสแนห่ รอื ?

11. เครื่องหมาย ! เรียก อัศเจรีย์ ใช้เขียนหลัง คา วลี หรือประโยดเพื่อทาให้ผู้อ่านตื่นเต้น
หรอื สนใจ

ตัวอยา่ ง
ด่วน ! ลดราคาทา้ ลมหนาว
ถ้าคุณสมัครเป็นสมาชิกประเภทที่ 1 คุณจะประหยัดถึง 5,000 บาท หรือถ้าสมัครเป็น
สมาชกิ ประเภทท่ี 2 คุณจะประหยดั ได้ถงึ 7,000 บาท !

12. เคร่อื งหมาย " " เรยี ก อัญประกาศ มที ใี่ ช้ดงั นี้
12.1 ใช้เพอ่ื เน้นคาหรอื ข้อความใหเ้ ด่นขนึ้
ตวั อย่าง
ภาคเอกชนให้เงินสนับสนุน "การกีฬาแห่งประเทศไทย" จัดงาน "วันนักกีฬา

แห่งชาต"ิ 6 ล้านบาท
12.2 ใชเ้ พ่ือแสดงว่าคาหรือขอ้ ความนัน้ เป็นคาพดู หรือความนึกคิด
ตวั อยา่ ง
ประธานหอการค้าจังหวัดกาแพงเพชรกล่าวว่า "ถ้าหากทาตามแผนการดังกล่าว

ขา้ งตน้ แล้ว กาไรจากการขายขา้ วให้กับต่างประเทศกจ็ ะตกกบั ผสู้ ่งออกข้าวนนั่ เองแตจ่ ะมวี ิธีการนากาไร
นีก้ ลับคนื มาอยา่ งไรนนั้ ยังไมส่ ามารถที่จะบอกได"้

การเขยี นเพอ่ื การสอ่ื สารทางวิชาการและวิชาชพี 117

13. เครื่องหมาย ' เรียก อญั ประกาศเด่ียว ใช้ซอ้ นในขอ้ ความท่ีมอี ญั ประกาศคอู่ ยู่แลว้
ตวั อยา่ ง
พ่อสอนลูกวา่ "เจา้ จงจาสุภาษิต 'เรากจ็ ติ คดิ ดูเล่าเขาก็ใจ' นี้ไว้ และถือเป็นหลกั ในการคบ

เพ่อื นดว้ ย" มีขอ้ สังเกตว่าปัจจุบันในสื่อมวลชนประเภทหนังสอื พิมพ์นยิ มใชเ้ คร่ืองหมายอัญประกาศเดี่ยว
เพอ่ื เน้นคา หรอื ขอ้ ความใหเ้ ด่นขึ้น แทนทจ่ี ะใช้เครื่องหมายอัญประกาศคโู่ ดยเฉพาะในพาดหัวขา่ ว

ตัวอยา่ ง
เปิดรายชอื่ 'นักกอลฟ์ มือรางวัล' รอบ 3

14. เครอ่ื งหมาย ๆ เรยี ก ไมย้ มก ใช้เขยี นหลงั คา วลี หรอื ประโยค เพ่อื ให้อ่านซ้าคา วลี หรือ
ประโยค อีกครง้ั หนง่ึ

ตัวอยา่ ง
สินคา้ อืน่ ๆ อา่ นซา้ คา อื่นอน่ื
ในปีหนึ่งๆ อา่ นซา้ วลี ปีหนึง่ ปีหน่ึง
ขอทางหน่อย ๆ อา่ นซา้ ประโยค ขอทางหนอ่ ยขอทางหน่อย
หมายเหตุ หา้ มใช้ไม้ยมกในกรณีตอ่ ไปน้ี
ก) เม่ือเป็นคาในขอ้ ความคนละตอนกัน

ตัวอยา่ ง
ผ้จู ดั การเคยมาแตเ่ ชา้ ทกุ วัน ๆ นย้ี ังไมม่ า ผดิ ตอ้ งเขยี น เป็น
ผู้จดั การเคยมาแตเ่ ข้าทุกวัน วนั น้ียงั ไม่มา
ข) เมอ่ื รูปคาเดมิ เป็นคา 2 พยางค์ ท่มี เี สยี งซา้ กนั
ตัวอยา่ ง
นานา เช่น ตา่ ง ๆ นานา นานาชาติ นานาประการ จะจะ เช่น พิสจู น์กนั ให้เหน็ จะจะ
ว่าใครผดิ ใครถกู
ค) เม่ือเป็นคาคนละชนิดกนั
ตวั อยา่ ง
เขาจะขายทีท่ ่ีบางนา (ที่คาแรกเปน็ คานาม ที่คาหลังเป็นบุพบท)
คนคนนีไ้ ม่น่าไวใ้ จ (คนคาแรกเป็นคานาม คนคาหลังเปน็ ลกั ษณนาม)

118 ชวนพิศ อตั เนตร์

15. เครือ่ งหมาย ฯ เรียก ไปยาลนอ้ ย มที ่ใี ช้ดงั น้ี

15.1 ใช้เขียนไว้ส่วนท้ายของคา เพ่ือแสดงว่าได้ละส่วนท้ายของคาที่คนท่ัวไปรู้กันดีอยู่

แล้ว เขยี นเฉพาะสว่ นหน้าของคากเ็ ปน็ ท่เี ข้าใจกนั ได้

ตวั อยา่ ง

กรงุ เทพฯ คาเตม็ คอื กรุงเทพมหานคร

ทลู เกล้าฯ คาเตม็ คอื ทูลเกล้าทลู กระหมอ่ ม

15.2 ใช้เขียนไว้ส่วนท้ายของคานามท่ีเป็นชื่อเฉพาะ เพื่อแสดงว่าได้ละส่วนท้ายของ

คานามน้ันซึง่ ได้กลา่ วถึงมาก่อนแลว้

ตวั อย่าง

ทบวงมหาวทิ ยาลัย เขียนเป็น ทบวงฯ

จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั เขยี นเป็น จุฬฯ

การสอื่ สารแห่งประเทศไทย เขยี นเป็น การสอ่ื สารฯ

15.3 ใชใ้ นคา "พณฯ" อ่านว่า "พะนะทา่ น" เปน็ คานาหนา้ ช่อื หรือคาแหนง่ ขา้ ราชการ

ชน้ั ผู้ใหญต่ ้งั แต่ระดับรัฐมนตรีข้ึนไป และเอกอัครราชทตู

ตวั อยา่ ง

ฯพณฯ นายอานันท์ ปนั ยารชุน นายกรฐั มนตรี

ฯพณฯ พลเอกเปรม ตณิ สูลานนท์ องคมนตรี

ฯพณฯ รฐั มนตรีวา่ การกระทรวงพาณิชย์

16. เคร่ืองหมาย ฯลฯ เรียก ไปยาลใหญ่ ใช้เขียนไว้ท้ายข้อความแสดงการละข้อความข้าง
ท้ายทอ่ี ยู่ในประเภทเดียวกนั ซ่งึ ยังมีอกี มาก แต่ไม่ได้นามาแสดงไว้

ตัวอย่าง
ปัจจุบันไทยส่งสินค้าออกไปจาหน่ายยังต่างประเทศหลายชนิด ได้แก่ เน้ือสัตว์ ผัก
ผลไม้ นา้ ตาล ฯลฯ
การอ่านเครื่องหมายไปยาลใหญ่ท่ีอยู่ข้างท้ายข้อความ ให้อ่านว่า "ละ" หรือ
"และอืน่ ๆ"

การเขยี นเพื่อการสือ่ สารทางวิชาการและวชิ าชีพ 119

17. เคร่อื งหมาย ... เรยี ก ไขป่ ลา หรอื จุดไขป่ ลา มที ี่ใช้ดังน้ี
17.1 ใช้เพื่อแสดงว่าได้ละข้อความท่ีไม่จาเป็น หรือไม่ต้องการกล่าวถึง เป็นการบอกว่า

ข้อความท่ีนามากล่าวนั้นตัดตอนมาเพียงบางส่วน ใช้ได้ทั้งตอนขึ้นต้นตอนกลาง และตอนลงท้ายของ
ข้อความ โดยใช้จุดอยา่ งนอ้ ย 3 จุด แสดงว่าละขอ้ ความไว้

ตวั อยา่ ง
การให้ภาคเอกชนเข้ามาดาเนินการให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศน้ี
คณะกรรมการคัดเลือกต้องพิจารณาคัดเลือกอย่างพิถีพิกัน ... ต้องคานึงถึงวงเงินการลงทุนของบริษัทที่
เสนอตัวขอดาเนินการว่ามีวงเงินพอเพียงในการให้บริการหรือไม่ รวมถึงขีดความสามารถในการ
ใหบ้ ริการของบริษัท...
17.2 ใช้ในแบบพิมพ์ซึ่งเว้นท่ีไว้ให้กรอกข้อความต่าง ๆ เช่น หัวกระดาษ บันทึก
ข้อความ ใบเสรจ็ รับเงนิ ใบสมคั รงาน ค่าร้อง สัญญา ฯลฯ
ตัวอยา่ ง

บนั ทึกข้อความ
สว่ นราชการ....................................................................
ที่................................วันท่ี..............................................
เร่อื ง.................................................................................

18. เครอื่ งหมาย = เรยี ก เสมอภาค หรอื เท่ากบั มที ใ่ี ช้ดงั นี้
18.1 ใช้เขียนระหวา่ งคาหรือขอ้ ความเพอ่ื แสดงว่าคาหรือข้อความทัง้ 2 ข้างนัน้ เสมอกนั
ตวั อยา่ ง
ร.ต.อ. = รอ้ ยตารวจเอก
ราคาขาย = ตน้ ทนุ + กาไร

18.2 ใช้ในการคานวณ เพ่อื แสดงว่าตวั เลขท้ัง 2 ขา้ งของเครือ่ งหมายนมี้ ีคา่ เท่ากัน
ตัวอยา่ ง
2+2 = 4
5-3 = 2

120 ชวนพศิ อัตเนตร์

19. เคร่ืองหมาย _____ เรียก สัญประกาศ ใช้ขีดไว้ใต้คาหรือข้อความสาคัญ เพ่ือเน้นให้
ผอู้ ่านสังเกตเป็นพเิ ศษ หรือเพอื่ แสดงวา่ เปน็ หวั ข้อ

ตัวอย่าง
ก) ห้างสรรพสนิ คา้ แขง่ กนั เอาใจลกู ค้ากอ่ นเปิดภาคเรยี น
ข) บทสรุป การลดภาษีนาเข้ารถยนต์สาเร็จรูปจากต่างประเทศจะมีผลกระทบต่อ
บริษทั ผผู้ ลิตรถยนตภ์ ายในประเทศอย่างใหญห่ ลวงหลายประการ...

20. เคร่ืองหมาย " เรียก บุพสัญญา ใช้เขียนแทนคาหรือข้อความที่อยู่บรรทัดบน เพื่อไม่

ต้องเขียนซ้าอีก แตเ่ วลาอา่ นตอ้ งอ่านเตม็ คาหรือข้อความนั้น ถ้าเป็นคา่ เดยี ว หรอื ข้อความไมย่ าวมาก ให้

ใส่เครื่องหมาย 1 ตวั ถา้ เปน็ ขอ้ ความยาวอาจใส่เครอื่ งหมายเกนิ กว่า 1 ตัวได้ และจะใสไ่ ว้ตรงตาแหนง่ ใด

แล้วแต่จะเห็นสมควร

ตวั อยา่ ง

ก) หนงั สือ หลกั ภาษาไทย 1 เล่ม ราคา 120.00 บาท

ข) แผน่ โปรง่ ใส 20 แผ่น " 160.00 "

ค) กระดาษไข 1 กลอ่ ง " 150.00 "

21. เครื่องหมาย / เรียก ทบั มีทใ่ี ช้ดังน้ี

21.1 ใช้ขดี หลังจานวนเลข เพ่ือแบ่งจานวนย่อยออกจากจานวนใหญ่
ตวั อย่าง
ที่ ศธ 0202/126
บา้ นเลขท่ี 31/9

21.2 ใช้ขดี คันระหวา่ งเลขบอกลาดับกับเลขศักราช
ตวั อยา่ ง
คดหี มายเลขดาที่ ล. 215/2528

คาส่ังจุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั ที่ 7/2534

21.3 ใชข้ ดี คั่นระหวา่ งตัวเลขที่แสดง วนั เดือน ปี
ตัวอยา่ ง

14/7/2534

21.4 ใช้ขีดค่ันระหว่างคา "และ" กับ "หรือ" เป็น "และเหรือ" หมายความว่าอย่างใด
อย่างหนึง่ หรือทง้ั 2 อยา่ งก็ได้

ตวั อยา่ ง

ผทู้ ่ีมีสทิ ธเิ บิกเงินจากบญั ชีน้ี คือ นายสมชาย และ/หรือนายวนิ ัย

การเขียนเพือ่ การสื่อสารทางวิชาการและวชิ าชพี 121

21.5 ใช้แทนคาว่า "ต่อ" แสดงอตั ราส่วน
ตัวอย่าง
รถยนต์รุ่นใหม่นี้มรี ะยะทางท่ีขับเคลือ่ นประมาณ 27.1 ไมล์/แกลลอน
บริษัทสามารถผลติ รถยนต์ประมาณ 140,000 คัน/ปี

22. มหัตถสัญญา หมายถึง การย่อหน้าขึ้นบรรทัดใหม่ เมื่อขึ้นต้นเรื่องหรือข้อความใหญ่
หรือข้นึ ขอ้ ความใหม่ครั้งหน่ึง ๆ ถ้ามขี ้อความซบั ซ้อนกันเป็นข้ัน ๆ ลงไปก็ใหใ้ ช้มหัตถสญั ญา คอื การย่อ
หน้า และข้นึ บรรทดั ใหม่ลดเหลอื มกันเปน็ ช้นั ๆ เพ่อื ให้เหน็ ชัดหรือเปน็ หมวดหมู่

ตวั อยา่ ง
บริษัทน้ีดาเนินธุรกิจด้านก่อสร้างทุกชนิดรวมทั้งการตกแต่งภายใน และการส่ังซ้ือขาย
สนิ คา้ ประเภทเคร่ืองจักร อปุ กรณ์ในการก่อสรา้ งจากตา่ งประเทศ
นอกจากนี้บริษัทยังขยายงานด้านอ่ืน ๆ อีกมาก เช่น ส่งออกข้าว มันสาปะหลัง งา ถ่ัว
เครื่องกระปอ๋ ง และอาหารสดตา่ ง ๆ แมก้ ระท่งั สินค้าประเภทอญั มณีด้วย

การใช้อักษรย่อ

อักษรย่อ หรือ คาย่อ เป็นการนาอักษรบางตัวในคาหน่ึง ๆ ใช้เรียกแทนคาเต็ม โดยส่วนมาก
จะเป็นพยัญชนะหรือตัวอักษรต้นพยางค์ อาจใส่จดุ หรอื ไมใ่ ส่จุดด้านหลังอกั ษรก็ได้ แตบ่ างครงั้ ก็มีการใช้
อักษรท้ายพยางค์ก็มี และบางคร้ังอักษรย่อก็สามารถอ่านได้เป็นพยางค์ใหม่ หรือจะพบเห็นในอีก
ลักษณะหน่ึงแบบไม่เป็นทางการ คือ ลักษณะของข้อความท่ีใช้ในการแชต มักเป็นแบบสั้น ๆ คาที่ใช้
มกั จะเป็นคายอ่ หรอื ไม่มรี ปู ไวยากรณ์ที่ดนี ัก

ในภาษาไทยปัจจุบันมีการใช้อักษรย่อกันอย่างแพร่หลายทั้งในการพูดและการเขียน ทั้งน้ีอาจ
เป็นเพราะต้องการประหยดั เวลาในการพูด และประหยัดเนื้อท่ีในการเขียนหรือการพิมพ์ จงึ เหน็ ได้ว่าใน
บทความหรือขา่ วตา่ ง ๆ ท่ีปรากฎทางส่อื มวลชนท้ังทางวิทยุ โทรทัศน์ และหนงั สอื พมิ พม์ ีการใชอ้ ักษรย่อ
มากข้นึ กว่าเดมิ และมากกว่าทที่ างราชการกาหนดไว้ด้วย

อักษรย่อเกิดจากการย่อคา หมายถึง การลดรูปของคาเหลือไว้แต่เฉพาะส่วนหน้าส่วนหน้าท่ี
เหลือไว้น้ันอาจเป็นคาหรืออักษรก็ได้ ถ้าเป็นคาเรียกว่า คาย่อ ถ้าเป็นอักษรเรียกว่า อักษรย่อ ในตารา
หลักภาษาไทยของกาชัย ทองหล่อ (2515 : 163) ได้แบง่ วิธีการย่อคาออกเปน็ 4 วธิ ี คอื ยอ่ คาหลงั เหลือ
ไว้แต่คาหน้า ย่อทั้งคาหน้าและคาหลังเหลือไว้แต่พยัญชนะตัวหน้าของแต่ละคาโดยไม่ลดรูปสระ ย่อทั้ง
คาหน้าและคาหลังเหลือไว้แต่พยัญชนะตัวหน้าของแต่ละคาและต้องลดรูปสระทั้งหมด และย่อคา
คาเดยี วใหเ้ หลอื แต่พยญั ชนะตัวหนา้

122 ชวนพศิ อัตเนตร์

1. ย่อคาหลังเหลือไว้แต่คาหน้า วิธีน้ีมักใช้กับคาท่ีเชื่อมต่อกันด้วยสระอะ อ เม่ือย่อคาแล้ว
ตอ้ งใส่เครอื่ งหมายมหพั ภาคกากับขา้ งหลงั เพื่อแสดงว่าเป็นคาย่อ

ตัวอยา่ ง
มกราคม ยอ่ เป็น มกร.
มีนาคม ย่อเปน็ มนี .
พฤษภาคม ย่อเปน็ พฤษภ.
เม่ือย่อแล้วให้ถือว่าพยัญชนะตัวหลังเป็นตัวสะกดอ่านออกเสียงว่า มะ - กอน, มีน. และ
พรดื - สบ ตามลา่ ดบั
และถ้าคาท่ีย่อแล้วมีพยัญชนะตามหลังตัวสะกดแต่เราไม่ต้องการจะออกเสียงก็ให้ใส่
เคร่ืองหมายทัณฑมาต (-)์ กากับไว้และต้องเหลือคาหน้าไว้เต็มคาไม่ต้องใส่เครื่องหมายมหัพภาคกากับ
ขา้ งหลัง
ตัวอย่าง
กมุ ภาพันธ์ ย่อเป็น กุมภ์
สงิ หาคม ยอ่ เป็น สงิ ห์
ธันวาคม ยอ่ เปน็ ธันว์

2. ยอ่ ทงั้ คาหนา้ และคาหลงั เหลอื ไวแ้ ต่พยญั ชนะตวั หนา้ ของแตล่ ะคาโดยไม่ลดรปู สระ สาหรบั
คาหลังให้ถือพยัญชนะตัวแรกของคาเป็นตัวย่อและต้องมีเคร่ืองหมายมหัพภาคกากับข้างหลังตัวย่อของ
แตล่ ะคา

ตัวอย่าง
มนี าคม ย่อเปน็ มี.ค.
เมษายน ยอ่ เป็น เม.ย.
มถิ นุ ายน ยอ่ เปน็ มิ.ย.

3. ย่อทั้งคาหน้าและคาหลังเหลือไว้แต่พยัญชนะตัวหน้าของแต่ละคาและต้องลดรูปสระ

ทง้ั หมดและตอ้ งมีเคร่ืองหมายมหพั ภาคกากบั ขา้ งหลังตัวย่อของแตล่ ะคา

ตัวอยา่ ง

มกราคม ยอ่ เป็น ม.ค.

พุทธศกั ราช ย่อเป็น พ.ศ.

ร้อยตารวจเอก ยอ่ เปน็ ร.ต.อ.

อักษรศาสตรบัณฑิต ย่อเปน็ อ.บ.

พัสดุเกบ็ เงิน ยอ่ เปน็ พ.ก.ง.

การเขยี นเพอ่ื การสอ่ื สารทางวชิ าการและวิชาชีพ 123

ในกรณีที่ย่อแล้วเหลือแต่พยัญชนะตัวหน้าของแต่ละคา อักษรที่เหลืออาจซ้ากันกับคาอื่น
ก็ให้เพิ่มพยัญชนะตัวท่ี 2 ของคาลงไปเพ่ือให้ต่างกัน แล้วเล่ือนเคร่ืองหมายมหัพภาคไปไว้หลงั พยัญชนะ
ตัวท่ี 2

ตัวอยา่ ง
วทิ ยาศาสตรบัณฑิต ย่อเป็น วท.บ.
วศิ วกรรมศาสตรบณั ฑิต ย่อเป็น วศ.บ.

4. ย่อคาคาเดยี วใหเ้ หลือแตพ่ ยญั ชนะตัวหนา้
ตัวอยา่ ง
บาท ย่อเปน็ บ.
สลงึ ย่อเป็น ส.
ตาลึง ยอ่ เปน็ ต.
ช่ัง ยอ่ เปน็ ช.
ถ้าเผอิญย่อแล้วไปซ้ากับคาอ่ืน ก็ให้ย่อเหลือไว้แต่พยัญชนะตัวหน้าของพยางค์หน้ากับ

พยัญชนะตัวหน้าของพยางค์หลังก็ได้ แต่ต้องใส่เคร่ืองหมายมหัพภาคกากับไว้ข้างหลังเพียงจุดเดียว
เพราะเป็นคาคาเดยี ว

ตวั อย่าง
สตางค์ ยอ่ เป็น สต.
ช่ัวโมง ย่อเป็น ชม.
ไปรษณีย์ ย่อเป็น ปณ.
การใช้อักษรย่อโดยท่ัวไปมีอยู่ 2 อย่าง คือ ใช้อย่างเป็นทางการ หมายความว่าเป็น
อักษรย่อท่ีทางราชการกาหนดข้ึนและใช้ในความหมายอย่างเดียวกันทั่วประเทศ เช่น อักษรย่อบอก
ศกั ราช ช่ือกระทรวง วฒุ กิ ารศกึ ษา เปน็ ต้น และอีกอย่างหน่งึ ใชอ้ ยู่ในวงแคบ คือในวงวิชาการเฉพาะด้าน
หรือเฉพาะสาขาอาชีพ หรือใชเ้ ฉพาะสถานท่ี เช่น ในวงการแพทย์ วงการทหาร หรือวงการธุรกิจ เปน็ ตน้
ถ้าพิจารณาอักษรย่อท่ีใช้กันอยู่ในภาษาไทยปัจจุบันแบ่งออกได้เป็น 4 ลักษณะ ได้แก่
อักษรย่อที่ไม่มีเคร่ืองหมายมหัพภาคกากับ อักษรย่อที่มีเครื่องหมายมหัพภาคกากับทุกตัวอักษร
อักษรย่อท่ีมเี ครื่องหมายมหัพภาคกากับทา้ ยกล่มุ อักษร และอกั ษรย่อท่ีเป็นคาภาษาองั กฤษแต่เขียนเป็น
ภาษาไทย
1. อกั ษรยอ่ ท่ไี มม่ เี ครอ่ื งหมายมหพั ภาคกากบั ไดแ้ ก่

ก) พระปรมาภไิ ธยยอ่ ของพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั รชั กาลต่าง ๆ เชน่
จปร ย่อมาจาก พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์
ภปร ยอ่ มาจาก พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดช

124 ชวนพศิ อัตเนตร์

ข) พระนามาภิไธยยอ่ ของพระบรมวงศานุวงศ์ เช่น
สก ยอ่ มาจาก สมเดจ็ พระนางเจ้าสิรกิ ิต์ิพระบรมราชนิ ีนาถ
สธ ยอ่ มาจาก สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจา้ ฟา้ สิรนิ ธรเทพรตั นสุดาฯ

ค) ชื่อสว่ นราชการระดับกระทรวง ทบวง และส่วนราชการทเ่ี ทียบเท่ากระทรวง เช่น
กห ย่อมาจาก กระทรวงกลาโหม
ทม ย่อมาจาก ทบวงมหาวิทยาลยั
สร ยอ่ มาจาก สานกั นายกรฐั มนตรี

2. อักษรย่อท่ีมเี ครื่องหมายมหพั ภาคกากบั ทุกตวั อักษร ไดแ้ ก่
ก) อกั ษรยอ่ เคร่อื งราชอิสริยาภรณ์ เชน่
ท.ม. ยอ่ มาจาก ทวิติยาภรณม์ งกุฎไทย
ท.ช. ย่อมาจาก ทวติ ิยาภรณ์ช้างเผือก
ต.ม. ยอ่ มาจาก ตรติ าภรณม์ งกฎุ ไทย
ข) อักษรย่อคานาหนา้ นามพระราชวงศ์ เชน่
ม.จ. ยอ่ มาจาก หม่อมเจ้า
ม.ร.ว. ยอ่ มาจาก หม่อมราชวงศ์
ม.ล. ย่อมาจาก หม่อมหลวง
ค) อักษรย่อยศทหารตารวจ เช่น
พ.อ. ยอ่ มาจาก พนั เอก
น.ท. ย่อมาจาก นาวาโท
ร.ต.ต. ย่อมาจาก ร้อยตารวจตรี
ง) อกั ษรยอ่ คณุ วุฒิทางการศกึ ษาและวิชาการ เช่น
อ.ด. ยอ่ มาจาก อักษรศาสตรดุษฎีบัณฑติ
ค.ม. ย่อมาจาก ครุศาสตรมหาบัณฑิต
ร.บ. ยอ่ มาจาก รฐั ศาสตรบณั ฑติ
ศ. ยอ่ มาจาก ศาสตราจารย์
จ) อกั ษรย่อศกั ราชตา่ ง ๆ เชน่
พ.ศ: ย่อมาจาก พทุ ธศกั ราช
ค.ศ. ยอ่ มาจาก ครสิ ต์ศกั ราช
ร.ศ. ยอ่ มาจาก รัตนโกสนิ ทรศก

การเขียนเพอ่ื การสื่อสารทางวชิ าการและวชิ าชีพ 125

ฉ) อกั ษรย่อชื่อสถาบนั การศึกษาและโรงเรียน เช่น
ส.ก. ย่อมาจาก โรงเรียนสวนกหุ ลาบวทิ ยาลัย
ส.ว. ย่อมาจาก โรงเรียนสตรีวิทยา
บ.ร. ย่อมาจาก โรงเรียนเบญจมราชาลัย

อักษรย่อที่มีเครื่องหมายมหัพภาคกากับทุกตัวอักษรนี้อาจเพิ่มตัวอักษรตัวที่ 2 ของ
คาหน้าลงไป แล้วเล่ือนเครื่องหมายมหพั ภาคไปกากับไว้ข้างหลงั ตวั อักษรที่ 2 ในกรณีที่อักษรย่อตัวหน้า
เพียงตัวเดียวจะช้ากับคาอื่น เช่น พันเอก ย่อเป็น พ.อ. ถ้าจะย่อคาว่าพลเอก เป็น พ.อ. ก็จะซ้ากัน
จงึ ต้องย่อเปน็ พล.อ. ดังนีเ้ ปน็ ต้น

3. อกั ษรยอ่ ท่มี เี คร่ืองหมายมหัพภาคกากับท้ายกลุ่มอักษร ได้แก่
ก) อกั ษรย่อตาแหน่งทางการเมือง เชน่
รมว. ยอ่ มาจาก รัฐมนตรีวา่ การกระทรวง
รมช. ยอ่ มาจาก รัฐมนตรีชว่ ยวา่ การกระทรวง
ข) อักษรย่อตาแหน่งทางราชการ เช่น
ผวก. ยอ่ มาจาก ผู้วา่ ราชการจังหวัด
ผอ. ยอ่ มาจาก ผู้อานวยการ
ค) อักษรยอ่ ชือ่ หนว่ ยราชการและรัฐวิสาหกจิ เชน่
กทม. ย่อมาจาก กรงุ เทพมหานคร
ขสมก. ย่อมาจาก องคก์ ารขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ
ปตท. ย่อมาจาก การปโิ ตรเลียมแหง่ ประเทศไทย
ธกส. ยอ่ มาจาก ธนาคารเพ่ือการเกษตรและสหกรณก์ ารเกษตร
ง) อกั ษรย่อคณะกรรมการตา่ ง ๆ เชน่
กรอ. ย่อมาจาก คณะกรรมการรว่ มรัฐบาล เอกชนในการแก้ไขปญั หาทางเศรษฐกจิ
กสช. ยอ่ มาจาก คณะกรรมการโครงการสร้างงานในชนบท
กนข. ย่อมาจาก คณะกรรมการนโยบายข้าว

4. อักษรย่อท่ีเป็นคาภาษาอังกฤษแต่เขียนเป็นภาษาไทย ได้แก่ อักษรย่อที่ได้จากการย่อ
ชื่อของคณะกรรมการหรือสถาบันระหว่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ ซึ่งมีชื่อเต็มเป็น
ภาษาอังกฤษ เมื่อย่อช่อื เต็มเป็นตวั อักษรภาษาอังกฤษแล้ว จงึ เขยี นช่ือตวั อกั ษรย่อภาษาองั กฤษเหล่าน้ัน
เป็นภาษาไทยอีกที อักษรย่อลักษณะน้ีใช้กันอย่างแพร่หลายในการเขียนเพื่อการส่ือสารทางธุรกิจ

126 ชวนพศิ อตั เนตร์

มีปรากฎอยู่มากในบทความหรอื ข่าวในหนังสือพิมพ์ธรุ กิจและหนังสอื พิมพ์รายวัน ตัวอย่างของอักษรยอ่

ลักษณะนีม้ ดี งั ต่อไปนี้

อกั ษรย่อ ชือ่ เตม็

บี โอไอ สานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

อี อี ซี ประเทศสมาชกิ ตลาดรว่ มยุโรป

ไอ เอม็ เอฟ กองทุนการเงนิ ระหวา่ งประเทศ

ไอ เอส ไอ องคก์ ารน้าตาลระหว่างประเทศ

ไอ ที ซี ศูนยก์ ารคา้ ระหวา่ งประเทศ

ที เอม็ เอ สมาคมการจัดการธุรกจิ แห่งประเทศไทย

โอเปค กล่มุ ประเทศผู้ส่งนา้ มันเป็นสินคา้ ออกฯลฯ

เป็นทนี่ า่ สงั เกตวา่ อักษรย่อทใ่ี ช้กนั อยใู่ นปัจจบุ ันมีความหลากหลาย ท้งั นีอ้ าจเป็นเพราะ

นิยมใช้อักษรย่อกันอย่างกว้างขวางข้ึนท้ังในวงราชการ วงวิชาการเฉพาะด้านและเฉพาะสาขาอาชีพ

ถา้ จะใชอ้ กั ษรย่อตามหลักเกณฑก์ ็อาจซ้ากันมาก แตล่ ะวงการจงึ พยายามหลีกเล้ยี งไม่ให้ซา้ กัน การยอ่ คา

จึงผันแปรไปจากหลกั เกณฑ์มากย่ิงข้ึน ทาให้เกิดความลาบากแกผ่ ู้พบเหน็ ท่ีจะแปลความหมายของอักษร

ย่อเหล่านั้น ดังนั้น ผู้ใช้ภาษาเพ่ือการส่ือสารทุกรูปแบบจึงควรบอกความหมายของอักษรย่อไว้ตั้งแต่ใช้

อักษรย่อน้ันเป็นครั้งแรก เพ่ือให้ผู้ฟังหรือผู้อ่านเข้าใจความหมายของอักษรย่อน้ันอย่างถูกต้องตรงความ

ประสงค์ของผู้ใช้ และในกรณีที่ผู้ใช้ไม่ได้บอกความหมายของอักษรย่อน้ันไว้ ผู้มีหน้าท่ีใช้ภาษาเพื่อ

การส่ือสารจาเป็นต้องศึกษาโดยตรงกับหน่วยงานหรือวงการที่ใช้อักษรย่อเหล่าน้ัน เพ่ือให้เข้าใจชัดเจน

และไม่ผิดพลาด

บทสรปุ

การใช้ภาษาไทยในการเขียนเพ่ือการส่ือสารธุรกิจ มีประเด็นศึกษาท่ีน่าสนใจหลายเร่ือง เริ่ม
ตั้งแต่ ลักษณะสาคัญของภาษาไทย ระดับของภาษาที่ใช้ในการเขียนเพื่อการสื่อสารธุรกิจ รวมท้ัง
ประเดน็ ที่นา่ ศกึ ษาหลายประการโดยเรมิ่ จาก

ประเด็นศึกษาเรื่อง การใช้ภาษาท่ีกะทัดรัด ชัดเจน ถูกต้อง สุภาพ และเหมาะสม การเสนอ
ความคิด ควรมีลักษณะเป็นการวิจารณ์ ผู้เขียนต้องรู้จักเลือกใช้คา สานวน และรูปประโยคที่ถูกต้อง
เหมาะสม

ประเด็นศึกษาเรื่อง “ย่อหน้า” ย่อหน้าที่ดีต้องมีเอกภาพ สารัตภาพ และสัมพันธภาพ การ
สร้างย่อหน้ามี 3 ข้ันตอน คือ กาหนดเรื่องท่ีต้องการเขียนสร้างประโยคใจความสาคัญ และหาข้อความ
สนบั สนนุ หรอื ขยายความประโยคใจความสาคัญ

การเขียนเพื่อการส่ือสารทางวิชาการและวิชาชพี 127

ประเด็น เร่ือง การใช้เคร่ืองหมายวรรคตอนและอักษรย่อ ซึ่งการใช้เครื่องหมายวรรคตอนใน
การเขียนเพ่ือการส่ือสารธุรกิจต้องใช้ได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และส่ือความหมายได้ตรงตามความ
ต้องการของผู้เขียน รวมท้ังการใช้อักษรย่อในการเขียน เพื่อการสื่อสารธุรกิจต้องใช้ให้ถูกต้องตามท่ีทาง
ราชการกาหนด และตามทต่ี กลงหรอื ยอมรบั กันในวงการธรุ กิจ

ประเดน็ สุดทา้ ยไดน้ าเสนอการใช้คา การใชศ้ พั ท์ และสานวนธรุ กจิ และการใช้ประโยค ตอ้ งใช้
คาท่ีสื่อความได้ถูกต้อง เหมาะสม และชัดเจน การใช้คาศัพท์และสานวนธุรกิจใช้ให้ตรงความหมาย
รวมทั้งการใชป้ ระโยคในการเขียนถูกไวยากรณ์ กะทดั รัด สละสลวย ตามลกั ษณะประโยคภาษาไทย และ
ไมเ่ ปน็ สานวนภาษาตา่ งประเทศ

คาถามทบทวน

1. ภาษาที่ใชเ้ ขียนในงานธรุ กิจควรมีลักษณะอย่างไร
2. การเขียนต่อหนา้ มีจดุ มงุ่ หมายในการเขยี นอย่างไร และมีกีร่ ปู แบบอะไรบา้ ง
3. รวบรวมคาศัพท์ สานวนธรุ กจิ ท่ปี รากฏในหนังสอื พิมพ์ วารสาร พรอ้ มคาอธบิ าย

คนละ 20 คน
4. รวบรวมคายอ่ อักษรยอ่ ทางธุรกิจทป่ี รากฏในหนงั สือพิมพแ์ ละวารสาร
5. รวบรวมคาย่อ เรียกว่าเครื่องหมายวรรคตอนอะไร

เอกสารอา้ งอิง

กาญจนา นาดคกุล และคนอ่ืน ๆ. 2524. การใช้ภาษา. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร. แสงรังการ
พมิ พ.์

กาชยั ทองหลอ่ . 2525. หลักภาษาไทย. พิมพ์คร้งั ที่ 6. กรงุ เทพมหานคร. บารงุ สาสน์ .
ดวงกมล. 2525. การโต้ตอบจดหมาย ไทย – อังกฤษ. สานักพิมพ์ ภาษาธุรกิจ. กรุงเทพมหานคร.

ศรเี มืองการพมิ พ์.
ประสิทธิ์ กาพย์กลอน. 2520. แบบเรียนภาษาไทย ท. 071 ภาษาไทยธุรกิจ ช้ันมัธยมศึกษาตอน

ปลาย. กรงุ เทพมหานคร. ไทยวฒั นาพานชิ .
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑติ ยสถาน. 2525. พมิ พ์คร้ังที่ 3. กรงุ เทพมหานคร. ราชบัณฑิตยสถาน.
พจนานุกรม ฉบับราชบณั ฑิตยสถาน. 2530. หลกั เกณฑก์ ารใชเ้ ครื่องหมายวรรคตอนและเครื่องหมาย

อ่นื ๆ. พิมพค์ รัง้ ที่ 3. กรงุ เทพมหานคร. ราชบณั ฑติ ยสถาน.
อาชวี ศกึ ษา. 2527. กรม การใชภ้ าษาไทยทางธุรกิจ. กรงุ เทพมหานคร. วัฒนาพานิช.
อุปกิตศลิ ปะสาร. 2522. พระยา หลกั ภาษาไทย. กรงุ เทพมหานคร. ไทยวฒั นาพานิช.

การเขียนเพอ่ื การสือ่ สารทางวิชาการและวชิ าชพี 129

บทที่ 4
การเขยี นหนงั สอื ตดิ ต่อราชการ

การเขยี นหนงั สือราชการ หรอื การเขียนหนงั สือโต้ตอบในการทางาน จะเขยี นอยา่ งไร ให้ดดู ีให้
เกดิ ความเขา้ ใจ และสามารถสือ่ สารความต้องการของผสู้ ่ง และผูร้ บั ได้ สว่ นใหญ่ มักเป็นปัญหาของผูเ้ ริ่ม
เข้ามาทางาน และต้องถูกมอบหมายให้ร่างหนังสือจากผู้บงั คับบัญชา บางครั้งอาจทาให้เกิดความเครียด
หรอื เขียนไปแล้วไม่ถูกใจเจ้านาย เช่นเดียวกันกบั ข้าราชการท่ี เขา้ มารับราชการใหม่ ๆ หรอื โอนย้ายมา
จากกรมอ่ืน และไม่เคยร่างหนังสือประเภทท่ีไม่เคยทามาก่อน ต้องคิดตามหนังสือส่ังการ หรือจาก
คาบอกเลา่ ของผ้บู ังคับบญั ชา กม็ กั จะประสบปัญหาต่อการร่างหนังสือราชการ ซง่ึ ตอ้ งใชร้ ะยะเวลาหลาย
เดือนกว่าจะ สามารถทาความเข้าใจต่อการร่างหนังสือของหน่วยงาน ประเด็นเหล่านี้ ทาให้เห็นว่าการ
เขียนหนังสือราชการค่อนข้างยาก และสามารถนาไปสู่ความเครียด แต่ท่ีจริงแล้วการร่างหนังสือไม่ได้
ยากอย่างที่คิดถ้าหากเรามีหลักในการเขียนหนังสือท่ี ดี แต่ก่อนที่จะทราบถึงหลักในการ เขียนหนังสือ
ราชการ กอ่ นอ่ืนตอ้ งทราบถึงความหมาย และประเภทของหนังสอื ราชการกอ่ นวา่ มีอะไรบ้าง

ความหมาย ชนดิ และเอกลักษณข์ องหนังสอื ตดิ ตอ่ ราชการ

ในปัจจุบันการติดต่อราชการทั้งภายในหน่วยงาน และภายนอกหน่วยงานเป็นการส่ือถึง
บุคคล/หน่วยงาน อีกท้ังยังเป็นปัญหาของหน่วยงานและผู้ปฏิบัติที่เกี่ยวข้องจานวนไม่น้อยที่ยังไม่เข้าใจ
ในการใช้ภาษาราชการ และแบบฟอร์มท่ีถูกต้อง เพื่อเป็นการสร้างความสาเร็จของผู้ปฏิบัติงานที่
เก่ียวข้องทางด้านหนังสือได้ทราบถึงรูปแบบ การใช้คาขึ้นต้น คาลงท้ายท่ีถูกต้อง เป็นไปในแนวทาง
เดียวกัน และเป็นไปตามระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 ได้จาแนก
หนังสือราชการไวม้ ี 6 ชนิด ดงั นี้

1. หนังสือภายนอก คือ หนงั สือตดิ ตอ่ ราชการทีเ่ ป็นแบบพธิ ี โดยใชก้ ระดาษ ตราครุฑ เป็น
หนังสือติดต่อระหว่างส่วนราชการ หรือส่วนราชการมีถึงหน่วยงานอ่ืนใดซ่ึงมิใช่ ส่วนราชการหรือท่ีมีถึง
บุคคลภายนอก

130 ชวนพิศ อตั เนตร์

การเขียนเพอ่ื การสอ่ื สารทางวิชาการและวชิ าชีพ 131

2. หนังสือภายใน คือ หนังสือติดต่อราชการท่ีเป็นแบบพิธีน้อยกว่าหนังสือ ภายนอก
เป็นหนังสือติดต่อภายในกระทรวง ทบวง กรมหรือจังหวัดเดียวกัน ใช้กระดาษบันทึก ข้อความ (การใช้
หนังสือภายใน ส่วนราชการมักนิยมใช้เฉพาะเร่ืองท่ีติดต่อภายในกรมเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ หากมี
หนงั สอื ไปต่างกรมแม้อยใู่ นกระทรวงเดยี วกนั มกั นิยมใชห้ นังสือราชการ ภายนอก)

132 ชวนพศิ อตั เนตร์

3. หนังสือประทับตรา คือ หนังสือท่ีใช้ประทับตราแทนการลงช่ือของหัวหน้าส่วนราชการ
ระดับกรมข้ึนไป โดยให้หัวหน้าส่วนราชการระดับกองหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจาก หัวหน้าส่วนราชการ
ระดับกรมขึ้นไปเป็นผู้รับผิดชอบลงชื่อย่อกากับตรา หนังสือประทับตราให้ใช้ได้ทั้งระหว่างส่วนราชการ
กับสว่ นราชการ และระหวา่ งสว่ นราชการกับบคุ คลภายนอกเฉพาะกรณีที่ไมใ่ ชเ่ รอ่ื งสาคัญ

การเขียนเพอ่ื การส่อื สารทางวชิ าการและวชิ าชพี 133

4. หนงั สอื สงั่ การ มี 3 ชนิด ได้แก่ คาสง่ั ระเบียบ และขอ้ บังคบั
1. คาสั่ง คือ บรรดาข้อความท่ีผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ปฏิบัติโดยชอบด้วยกฎหมาย ให้ใช้

กระดาษตราครฑุ
2. ระเบียบ คือ บรรดาข้อความที่ผู้มีอานาจหน้าที่ได้วางไว้โดยอาศัยอานาจของกฎหมาย

หรอื ไมก่ ็ได้ เพ่ือถือเป็นหลกั ปฏบิ ตั งิ านเป็นการประจา ใหใ้ ชก้ ระดาษตราครุฑ
3. ข้อบังคับ คือ บรรดาข้อความท่ีผู้มีอานาจหน้าที่กาหนดให้ใช้ โดยอาศัยอานาจของ

กฎหมายท่ีบญั ญตั ิใหก้ ระทาได้ ใหใ้ ช้กระดาษตราครฑุ

134 ชวนพศิ อัตเนตร์

5. หนังสอื ประชาสมั พันธ์ มี 3 ชนิด ไดแ้ ก่ ประกาศ แถลงการณ์ และข่าว
1. ประกาศ คือ บรรดาข้อความท่ีทางราชการประกาศ หรือชี้แจงให้ทราบ หรือ

แนะแนวทางปฏบิ ตั ิ ให้ใช้กระดาษตราครุฑ
2. แถลงการณ์ คือบรรดาข้อความที่ทางราชการแถลงเพ่ือทาความ เข้าใจในกิจการของ

ทางราชการ หรอื เหตกุ ารณ์ หรือกรณใี ด ๆ ใหท้ ราบชัดเจนโดยทวั่ กนั ใหใ้ ชก้ ระดาษครุฑ
3. ขา่ ว คือ บรรดาขอ้ ความทีท่ างราชการเหน็ สมควรเผยแพร่ให้ทราบ

การเขียนเพื่อการสื่อสารทางวชิ าการและวิชาชีพ 135

6. หนังสือท่ีเจ้าหน้าท่ีทาข้ึนหรือรับไว้เป็นหลักฐานในราชการ คือ หนังสือที่เจ้าหน้าท่ี
ทาข้ึนนอกจากที่กล่าวแล้วข้างต้น หรือหนังสือท่ีหน่วยงานอื่นใดซึ่งมิใช่สว่ นราชการหรือบุคคลภายนอก
มีมาถึงส่วนราชการ และส่วนราชการรับไว้เป็นหลักฐานของทางราชการ มี 4 ชนิด คือ หนังสือรับรอง
รายงานการประชมุ บนั ทกึ และหนงั สืออน่ื

1. หนังสือรับรอง คือ หนังสือที่ส่วนราชการออกให้เพื่อรับรองแก่บุคคล นิติบุคคล หรือ
หน่วยงานเพื่อวัตถุประสงค์อย่างหน่ึงอย่างใดให้ปรากฏแก่บุคคลโดยทั่วไป ไม่จาเพาะเจาะจง ให้ใช้
กระดาษครฑุ

2. รายงานการประชุม คือ การบันทึกความคิดเห็นของผู้มาประชุม ผู้เข้าร่วมประชุมและ
มตขิ องท่ีประชมุ ไว้เปน็ หลักฐาน

3. บันทึก คือ ข้อความซึ่งผู้ใต้บังคับบัญชาเสนอต่อผู้บังคับบัญชา หรือผู้บังคับบัญชาส่ัง
การแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา หรือข้อความที่เจ้าหน้าที่ หรือหน่วยงานระดับต่ากว่า ส่วนราชการระดับกรม
ตดิ ตอ่ กันในการปฏบิ ตั ริ าชการ โดยปกตใิ ห้ใชก้ ระดาษบันทึกขอ้ ความ

4. หนังสืออื่น คือ หนังสือหรือเอกสารอื่นใดท่ีเกิดขึ้นเน่ืองจากการปฏิบัติงานของ
เจ้าหนา้ ทเี่ พื่อเปน็ หลกั ฐานในทางราชการ ซึง่ รวมถงึ ภาพถา่ ย ฟิลม์ แถบบันทึกเสยี ง แถบบันทึกภาพด้วย
หรือหนังสือของบุคคลภายนอกท่ีย่ืนต่อเจ้าหน้าท่ี และเจ้าหน้าท่ีได้รับเข้าทะเบียนรับหนังสือของทาง
ราชการแลว้ มรี ูปแบบตามทีก่ ระทรวง ทบวง กรมจะกาหนดข้นึ ใช้ตามความเหมาะสม เว้นแตม่ ีแบบตาม
กฎหมายเฉพาะเร่อื งให้ทาตามแบบ เช่น โฉนด แผนท่ี แบบ แผนผงั สญั ญา คาร้อง เปน็ ต้น

จดหมายราชการหรอื หนังสือราชการ

จดหมายราชการ เรียกอีกอย่างหน่ึงว่า “หนังสือราชการ” คือ เอกสารท่ีเป็นหลักฐานทาง
ราชการ ไดแ้ ก่ หนงั สือท่ตี ิดตอ่ ไประหว่างสว่ นราชการมี 6 ชนดิ ดังนี้

หนังสือภายนอก คือ หนังสือติดต่อราชการท่ีเป็นแบบพิธี โดยใช้กระดาษครุฑเป็นหนังสือ
ติดต่อระหว่างส่วนราชการ หรือส่วนราชการมีถึงหน่วยงานอื่นใดซึ่งมิใช่ส่วนราชการ หรือท่ีมีถึง
บุคคลภายนอก รวมถงึ ข้าราชการบานาญ โครงสรา้ งประกอบด้วยสว่ นสาคัญ 4 ส่วน คอื

136 ชวนพิศ อตั เนตร์

1. ท่ี ให้ลงรหสั ตวั พยัญชนะและเลขประจาของเร่ืองตามที่กาหนดไว้ แลว้ ทับด้วยเลขทะเบียน
หนังสือส่ง (เลขทะเบียนเริ่มต้นทกุ ปีปฏิทนิ )

ตวั อย่าง - หนังสือของสานักบรหิ ารกลาง กษ 0401/245
- หนังสือเวียนที่มีถึงผู้รบั จานวนมาก โดยมีข้อความอย่างเดียวกัน ให้เพิ่มรหสั

ตวั พยญั ชนะ “ว” หน้าเลขทะเบยี นหนังสือ เช่น กษ 0401/ว771
- หนังสือของคณะกรรมการ ใหก้ าหนดรหสั ตวั พยญั ชนะเพม่ิ ขึ้นไดต้ ามจานวน

เป็นหรอื ใช้ของหนว่ ยงานระดบั กองที่เลขาฯ คณะสงั กัด
2. ส่วนราชการเจ้าของหนังสือ ให้ลงช่ือส่วนราชการ สถานที่ราชการ หรือคณะกรรมการซ่ึง

เป็นเจ้าของหนังสือน้ัน และลงที่ตั้งไว้ด้วย ซึ่งส่วนราชการเจ้าของหนังสือต้องสอดคล้องกับผู้ลงนาม
หนงั สือ

การเขียนเพื่อการสื่อสารทางวชิ าการและวชิ าชีพ 137

ผู้ลงนาม ส่วนราชการเจา้ ของหนังสือ

สว่ นกลาง ส่วนภูมภิ าค

อตส. หรือผู้ปฏิบัติราชการ กรมตรวจบญั ชสี หกรณ์เทเวศน์ กรมตรวจบญั ชสี หกรณ์

แทน หรือรกั ษาราชการแทน กทม. 10120 สานกั งานตรวจบัญชสี หกรณ์

(ทอ่ี ย)ู่ ........................................

ผอ.ลงนาม สานกั ........................... สานักงานตรวจบญั ชสี หกรณ์

กรมตรวจบญั ชสี หกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์

เทเวศร์ กทม. 10200 (ที่อย)ู่ ........................................

คณะกรรมการ ลงนาม คณะ............................ คณะ............................

กรมตรวจบญั ชสี หกรณ์ กรมตรวจบัญชสี หกรณ์

เทเวศร์ กทม. 10200 สานักงานตรวจบัญชสี หกรณ์

(ที่อยู่)........................................

สง่ ใหก้ ระทรวง ลงนาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ถนนราชดาเนนิ นอก กทม.10200

3. วัน เดือน ปี ให้ลงเลขของวันท่ี ช่ือเต็มของเดือน และตัวเลขของปีพุทธศักราชท่ีออก
หนงั สือ (ไมต่ ้องแสดงพยัญชนะพ.ศ.) เชน่ 30 เมษายน 2556

4. เรอ่ื ง ใหล้ งเรอื่ งย่อท่เี ปน็ ใจความสน้ั ท่สี ุดของหนังสือฉบบั นน้ั ในกรณที เี่ ปน็ หนงั สือต่อเนื่อง
ใหล้ งเรื่องของหนังสอื ฉบับเดมิ

5. คาขึน้ ตน้ ให้ใชค้ าขน้ึ ต้นตามฐานะของผูร้ บั หนังสือตามรายการใชค้ าขน้ึ ตน้ สรรพนาม และ
คาลงท้ายที่กาหนดไว้ในระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ แล้วลงตาแหน่งของผู้ท่ี
หนังสอื นัน้ มถี ึง หรอื ชอ่ื บุคคลในกรณีท่ีมถี ึงตัวบุคคลไมเ่ กยี่ วกบั ตาแหน่งหนา้ ที่

ตัวอยา่ ง เรยี น อธิบดีกรมทดี่ นิ
เรียน นายระเบยี บ ประกอบกจิ

6. อ้างถึง (ถ้ามี) ให้อ้างถึงหนังสือท่ีเคยมีติดต่อกันเฉพาะหนังสือที่ส่วนราชการผู้รับหนังสือ

ได้รับมาก่อนแล้วจะจากส่วนราชการใดก็ตาม โดยเรียงลาดับ ดังนี้ ชื่อส่วนราชการเจ้าของหนังสือ

ช้ันความลับ (ถา้ มี) ช้ันความเร็ว (ถ้ามี) เลขทหี่ นงั สือ และวันที่ เดอื น ปี ของหนงั สือนน้ั

ตัวอย่าง อ้างถงึ หนังสือสานกั งาน ก.พ. ลบั

ด่วนมาก ท่ี นร. 70833/142 ลงวนั ที่ 15 มนี าคม 2556

กรณีเปน็ หนงั สอื ถึงประชาชนท่มี หี นังสอื มา โดยไมม่ เี ลขท่ีหนังสอื

ตัวอย่าง อ้างถึง หนงั สือของท่าน ลงวันที่....................................

อ้างถงึ หนงั สอื ของท่าน เร่ือง........................................ (กรณไี มไ่ ดล้ งวนั ที)่

138 ชวนพศิ อตั เนตร์

7. ส่ิงท่ีสงมาด้วย (ถ้ามี) ให้ลงช่ือส่ิงของ เอกสาร หรือบรรณสารที่ส่งไปพร้อมกับหนังสือน้ัน
หาให้ระบุจานวนชุดไว้ดว้ ย (กรณีมสี ิ่งที่ส่งมาด้วยตั้งแต่ 2 หัวขอ้ ขน้ึ ไป ในเนื้อหาของหนังสือจะต้องบอก
ท่ีส่งมาด้วยท้ังหมด เช่น รายละเอียดตามสิ่งที่ส่งมาด้วย 1 และ 2 ในกรณีที่ไม่สามารถส่งไปในซอง
เดียวกนั ไดใ้ ห้แจง้ ด้วยวา่ ส่งไปโดยทางใด

ตวั อยา่ ง กรณีเพียงเรอ่ื งเดยี ว แสดงดังน้ี
สิง่ ทส่ี ่งมาดว้ ย รายงานการประเมินผลการปฏบิ ตั ิงาน จานวน 5 ชดุ
กรณีมีเอกสารส่งมากกวา่ 1 เรอื่ ง แสดงดงั นี้
สงิ่ ท่สี ง่ มาด้วย 1. แบบประเมนิ ผลการปฏิบตั งิ าน จานวน 3 ชดุ
2. รายชอ่ื ขา้ ราชการที่มีคุณสมบตั ิ จานวน 2 ชดุ

8. ข้อความ ให้ลงสาระสาคัญของเร่ืองให้ชัดเจนและเข้าใจง่าย หากมีความประสงค์หลาย
ประการใหแ้ ยกเปน็ ขอ้ ๆ

เหตุท่ีมีหนังสือไป เป็นข้อความที่ผู้มีหนังสือไป แจ้งเหตุท่ีต้องมีหนังสือไปยังผู้รับหนังสือ
ซ่งึ อาจเป็น ข้อความตอนเดยี ว หรือ 2 ตอน หรอื หลายตอนกไ็ ด้

จุดประสงค์ท่ีมีหนังสือไป เป็นข้อความแสดงความประสงค์ที่มีหนังสอื ไปให้ผู้รับหนงั สือทา
อะไร

ตัวอย่าง จงึ เรียนมาเพือ่ ทราบ (ผบู้ ังคบั บญั ชา มีถึงผใู้ ตบ้ งั คับบัญชา)
จึงเรยี นมาเพ่ือโปรดทราบ (ผใู้ ตบ้ งั คับบญั ชา มีหนังสอื ถงึ ผ้บู งั คับบญั ชา
หรือในกรณีทอี่ ยูใ่ นระดบั เดยี วกนั
หรือในกรณีทใ่ี ห้เกียรติผู้รับถึงแมจ้ ะอย่ใู นระดบั ตา่ งกัน)
จึงขอเรยี นหารือมาว่า..........
จึงเรียนขอความกรณุ ามาเพ่ือโปรดอนุเคราะห์
จึงขอกาชับมาเพือ่ จักไดร้ ะมดั ระวังมใิ ห้เกดิ กรณเี ช่นนี้ขน้ึ อีก

9. คาลงท้าย ให้ใช้คาลงท้ายตามฐานะของผ้รู ับหนงั สือ ตามตารางการใช้คาขนึ้ ต้น สรรพนาม
และคาลงทา้ ยทก่ี าหนดไวใ้ นระเบยี บสานักนายกรฐั มนตรวี า่ ดว้ ยงานสารบรรณ

10. ลงช่ือ ให้ลงลายมือชื่อเจ้าของหนังสือ และให้พิมพ์ชื่อเต็มของเจ้าของลายมือชื่อไว้ใต้
ลายมอื ชือ่

11. ตาแหน่ง ให้ลงตาแหน่งของเจ้าของหนังสือ (ตาแหน่งของผู้ลงลายมือชื่อต้องสอดคล้อง
กบั ส่วนราชการเจ้าของหนังสือ)

12. ส่วนราชการเจ้าของเรือ่ ง ใหล้ งชอ่ื สว่ นราชการเจา้ ของเร่อื ง หรือหนว่ ยงานที่ออกหนังสอื
ส่วนราชการท่ีออกหนังสืออยู่ระดับกระทรวงหรือทบวง ให้ลงชื่อส่วนราชการเจ้าของ

เร่ืองทงั้ ระดับกรมและระดบั กอง
ส่วนราชการที่ออกหนังสืออยู่ในระดับกรมลงมา ให้ลงช่ือส่วนราชการเจ้าของเร่ืองเพียง

ระดบั กองหรอื หนว่ ยงานทีร่ บั ผิดชอบ

การเขยี นเพอ่ื การสอ่ื สารทางวิชาการและวชิ าชีพ 139

13. โทร. ให้ลงหมายเลขโทรศพั ท์ของสว่ น

ราชการเจ้าของเรื่อง ตามหนังสอื สานักนายกรฐั มนตรี
หรือหน่วยงานทอ่ี อกหนังสอื ท่ี นร 1305/ว 6064 ลว.18 ก.ค. 2544
14. โทรสาร ให้ลงหมายเลขโทรสารของ เรอ่ื งการระบเุ ลขหมายโทรศัพท์ โทรสาร
ส่วนราชการเจา้ ของเรือ่ ง
หรือหน่วยงานทอ่ี อกหนังสอื และไปรษณยี ์อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์

ต่อจากหมายเลขโทรศพั ท์

15. ไปรษณยี ์อิเลก็ ทรอนิกส์ (ถ้าม)ี

ให้ระบุไปรษณยี ์อเิ ลก็ ทรอนิกสท์ ใี่ ชใ้ นการรับส่งขอ้ มลู ขา่ วสารอเิ ล็กทรอนิกส์

ตัวอยา่ งสว่ นลงท้ายหนังสือ ส่วนราชการเจ้าของเร่ือง
สว่ นราชการเจา้ ของหนังสอื
กรมตรวจบญั ชสี หกรณ์ สานกั บริหารกลาง
โทร.× xxxx XXXX
สานกั บรหิ ารกลาง โทรสาร x xxxx xxxx
ไปรษณยี ์อเิ ล็กทรอนิกส์ [email protected]
คณะกรรมการ.............. ฝา่ ยบรหิ ารทว่ั ไป
โทร. X XXXX XXXX
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โทรสาร × xxxx xxxxX
ไปรษณีย์อิเลก็ ทรอนิกส์ [email protected]
ฝา่ ย.............. (ที่เป็นเลขาฯ คณะ)
โทร. x xxxx xxxx
โทรสาร x xxx x x
ไปรษณีย์อิเลก็ ทรอนิกส์ [email protected])
กรมตรวจบัญชสี หกรณ์
สานกั บรหิ ารกลาง
โทร. x xxxx xxxx
โทรสาร x xxxx xxx
ไปรษณีย์อิเลก็ ทรอนิกส์ secretary @cad.go.th

140 ชวนพศิ อตั เนตร์

16. สาเนาสง่ (ถา้ มี) ในกรณีท่ีผูส้ ่งจดั ทาสาเนาส่งไปให้สว่ นราชการ หรือบคุ คลอ่ืนทราบ และ
ประสงค์จะให้ผู้รับทราบว่าได้มีสาเนาส่งไปให้ผู้ใดแล้วให้พิมพ์ชื่อเต็ม หรือช่ือย่อของส่วนราชการ หรือ
ช่ือบุคคลท่ีส่งสาเนาไปให้เพื่อให้เป็นที่เข้าใจระหว่างผู้ส่งและผู้รับ ถ้าหากมีรายชื่อท่ีส่งมากให้พิมพ์ว่า
ส่งไปตามรายชือ่ ทีแ่ นบ และแนบรายชอ่ื ไปดว้ ย

การเขียนเพื่อการสื่อสารทางวชิ าการและวชิ าชีพ 141

142 ชวนพิศ อตั เนตร์

การเขียนเพื่อการสื่อสารทางวชิ าการและวชิ าชีพ 143


Click to View FlipBook Version