การเขียนเพอ่ื การสือ่ สารทางวิชาการและวิชาชพี 347
การประเมินผล (Evaluation)
การประเมินผลงานประชาสัมพันธ์ หมายถึง การประเมินผล กระบวนการดาเนินงาน
ประชาสัมพันธ์ ซ่ึงจะเน้นดูว่าการดาเนินงานประชาสัมพันธ์น้ัน ได้ดาเนินไปตามแผนท่ีวางไว้หรือไม่
มีปัญหาและอุปสรรคอะไรเกิดข้ึนบ้าง จุดมุ่งหมายของการประเมินผลแบบน้ี เพ่ือเป็นการพัฒนา
แผนการประชาสัมพันธ์ ให้มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลมากข้ึนในอนาคต ความสาคัญของการ
ประเมินผลทีม่ ีตอ่ การประชาสัมพันธ์ คอื
1. การประเมนิ ผล สามารถบอกอดตี การประชาสมั พันธไ์ ด้
2. การประเมนิ ผล สามารถบอกสถานภาพในปัจจบุ ันของหนว่ ยงาน องคก์ าร สถาบนั
3. การประเมินผล สามารถให้ประโยชน์ในการคาดการณ์ในอนาคต
4. การประเมนิ ผลสามารถสร้างความนา่ เช่ือถือ และพสิ จู นค์ วามเปน็ มอื อาชพี
การประเมนิ ผลการประชาสัมพันธ์ โดยยดึ เอาเวลาเป็นเวลาเป็นหลัก แบง่ ออกเปน็ 4
1. การประเมนิ ผลก่อนการดาเนินการประชาสมั พนั ธ์ (Pre-testing)
2. การประเมินผลระหวา่ งการดาเนนิ งานประชาสัมพันธ์ (During-testing)
3. การประเมนิ ผลหลงั การดาเนินการประชาสมั พันธ์ (Post- testing)
4. การประเมนิ ผลงานประชาสัมพันธ์ทกุ ปี
ปญั หาและอปุ สรรคของการประชาสัมพนั ธ์
1. การเขา้ ใจสับสน ไขว้เขว ระหว่างการประชาสัมพันธ์ และคาศพั ทท์ ม่ี ลี ักษณะใกลเ้ คยี งหรือ
คล้ายคถึงกัน
2. การนาการประชาสัมพนั ธไ์ ปใช้แบบผดิ ๆ ตามสื่อมวลชนต่าง ๆ
3. บคุ ลากรด้านการประชาสัมพันธย์ งั ขาดความสามารถในการทางาน
4. ผบู้ รหิ ารยังไมเ่ ห็นความสาคัญของการประชาสมั พนั ธ์
5. ปัญหาของการขยายชุมชน จะทาให้หน่วยงานหรือกิจการธุรกิจ ต้องพิจารณาความ
รบั ผิดชอบของสงั คม โดยต้องอาศยั การประชาสมั พนั ธ์อย่างถูกวิธี
6. ผูท้ าหนา้ ทดี่ า้ นการประชาสมั พนั ธ์ ยังขาดความสามารถทางด้านเทคโนโลยี มาช่วยเสรมิ ใน
การปฏิบัติงานทาใหง้ านลา่ ช้า และอาจเกิดความเสียหายได้
7. ความคาดหวงั ท่ีไมถ่ ูกตอ้ ง ในการประชาสัมพันธ์ เช่น
7.1 หวงั กาไรในการวางแผนและดาเนินการประชาสมั พันธ์ โดยตอ้ งการเหน็ ผลทนั ทที นั ใด
7.2 หลักเกณฑก์ ารดาเนินงานไม่สอดคลอ้ งกับวัตถุประสงค์
348 ชวนพศิ อตั เนตร์
7.3 การวางแผนไว้สูงหรือต่าหรือกว้างเกินไป จนดาเนินการไม่ได้หรือไม่ เกิดผลดี
เท่าทค่ี วร
7.4 ขาดการคานึงถึงผลสะท้อน หรือผลกระทบท่ีมาจากทางตรงและทางอ้อม หรือ
ผลกระทบทีค่ าดไมถ่ ึง
7.5 ขาดการคานึงหลักการ ประมาณค่าใช้จ่ายท้ังหมด ในด้านการประชาสัมพันธ์ เมื่อ
เทียบกับปริมาณผลที่ได้รับ
7.6 การวัดผลงานประชาสัมพันธ์วัดได้จาก ความสัมพันธ์ของหน่วยงานกับประชาชน
เกียรติยศความเช่ือถือ ศรัทธา ความนิยมรักใคร่ ฯลฯ มิใช่วัดจากผลกาไรเพ่ิมข้ึน หรือขยายผลผลิต
เพิม่ ขึน้
7.7 คิดวา่ อานาจ อทิ ธิพล เงิน และความมัน่ คง จะซือ้ ความเสอื่ มใส ศรัทธา และทกุ ส่งิ ทุก
อย่างจากประชาชนได้
การเขียนเพอ่ื การประชาสมั พนั ธ์ในส่อื ใหม่
ความหมายของส่ือใหม่ สื่อใหม่ หมายถงึ รูปแบบการจัดการกบั ข้อมูล ข่าวสารอย่างเป็นระบบ
โดยมีกระบวนการจดั เก็บการประมวลผล และการเผยแพร่ในรูปสารสนเทสเพือ่ วตั ถปุ ระสงคต์ ่าง ๆ
แนวคิดแห่งการเปลี่ยนแปลงของการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อใหม่จากอดีตมีวิธีดาเนินการ
ประชาสัมพันธ์หลายรูปแบบ อาทิ การประชาสัมพันธ์โดยใช้ส่ืออบุคคล (Personal Media) การใช้
สื่อมวลชน (Maas Media) เป็นช่องทางในการสื่อสารเพื่อการประชาสัมพันธ์ข่าวสารข้อมูลที่สาคัญ
นอกจากน้ี สื่อส่ิงพิมพ์ต่าง ๆ ก็ยังเป็นช่องทางท่ีสาคัญอีกชอ่ งทางหนึ่งของการส่ือข่าวสารข้อมูลจากผสู้ ่ง
สารไปยังผู้รับสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งน้ี รูปแบบ วิธีการ และเทคนิคในการเขียนเพ่ือการ
ประชาสัมพันธ์เป็นสิ่งท่ีมีความสาคัญท่ีจะต้องเหมาะสม และสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายลักษณะและ
ประเภทของสือ่ สิ่งพมิ พ์นัน้ ๆ
จากพัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีท่ีผ่านมา อาทิ การสื่อสารผ่านดาวเทียม การสื่อสารผ่าน
เครือข่ายคอมพิวเตอร์ระดับโลกหรืออินเทอร์เน็ต (Internet) การพัฒนาเคร่ืองมือส่ือสารในรูปแบบ
ต่าง ๆ ท้ังในการส่ือสารระหว่างบุคคลและการสื่อสารมวลชน ส่งผลทาให้สังคมส่วนใหญ่ก้าวข้าสู่ยุค
สังคมข่าวกร (Information Society) ซึ่งส่ือใหม่ทาให้โลกของการสื่อสารระหว่างกันเปล่ียนแปลง
รูปแบบไปอยา่ งมาก จนก่อให้เกดิ สภาวะโลกาภวิ ตั น์ (Globalization) ทสี่ งั คมโลกมคี วามใกลช้ ิดกันมาก
เสือนเป็นสังคมเดียวกัน กระแสการไหลเวียนของข่าวสารมีมากขึ้นรวดเร็วข้ึนจนไม่มีกาแพงแห่งความ
เป็นจรงิ ทางสงั คมใดมาขวางก้นั โอกาสของการเปดิ รบั ขา่ วสารได้อีกตอ่ ไป ณ วันนี้ เวลาน้ี เกิดเหตกุ ารณ์
ใดขึ้น ณ จุดใดบนโลกนี้ หรือแม้กระท่ังในห้วงอวกาศ ข่าวสารดังกลา่ วจะถูกเผยแพรโ่ ดยผา่ นสื่อมวลชน
และเครือข่ายการสอื่ สารผา่ นสื่อใหม่ เช่น อินเทอรเ์ น็ตในทันที
การเขยี นเพอื่ การสอ่ื สารทางวชิ าการและวิชาชีพ 349
ยุคแห่งโลกของส่ือใหม่ในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องท่ีไกลตัวอีกต่อไปแล้ว ดังนั้น จึงเกิดส่ือและ
กระบวนกาวส่ีอสารรูปแบบใหม่ ๆ เข้ามาตอบสนองตอ่ การสื่อสารเพื่อการประชาสัมพนั ธม์ ากขึ้น และได้
กลายเป็นช่องทางใหม่ที่ตอบสนองสังคมได้เป็นอย่างดี ดังจะเห็นได้จากการเติบโตของผู้ใช้คอมพิวเตอร์
ในการทางานมากข้ึน และมกี ารใช้เครอื ขา่ ยอนิ เทอรเ์ น็ตเพ่ือเผยแพรป่ ระชาสัมพันธ์เรอ่ื งราวข่าวสารของ
องค์การต่าง ๆ ในรูปของผู้ให้บริการข้อมูลข่าวสารซึ่งเรียกว่า เว็บไซต์ อินเทอร์เน็ต การสืบค้นเร่ืองราว
ความรู้ของคนในโลกโดยใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตอันอาจกล่าวได้วา่ เป็นห้องสมุดท่ีใหญ่ที่สุดในโลก หรือ
การส่ือสารภายในองค์การที่เปล่ียนรูปแบบไปสู่สานักงานอัตโนมัติ (Office Automation) ท่ีใช้ความถั่ว
หน้าทางด้านสื่อใหม่วางเครือข่ายการส่ือสารภายในองค์การหรือท่ีเรียกว่า"อินทราเน็ต" (Intranet) และ
ส่ือสารข้อมูลระหว่างกันท้ังในระดับภายในสานักงานเดียวกัน หรือไปยังสานักงานในส่วนภูมิภาคหรือ
ต่างประเทศ ดังน้ัน เราอาจจะสั่งงานได้แม้กระท่ังอยู่ในรถยนต์ หรือต้องการตรวจสอบว่าวันนี้จะต้อง
ประชุมงานอะไร ท่ีไหน และสามารถสั่งการเลขานุการให้เตรียมเอกสารต่าง ๆ จากระบบเครือข่าย
อินทราเน็ตได้ รวมทั้งรูปแบบของการประชุมร่วมกันในห้องประชุมก็เริ่มเปล่ียนรูปแบบไปสู่การประชุม
ผ่านจอภาพกบั ผรู้ ่วมประชุมที่อยู่ต่างสานักงานกันได้ (Video Conference) หลายองค์การไดพ้ ฒั นาเพื่อ
มีจดุ มงุ่ หมายไปสูก่ ารทาให้สานกั งานปราศจากการใช้กระดาษ (Paperless Office)
นอกจากน้ี การพัฒนาของคอมพิวเตอร์และปริมาณของผู้ใช้คอมพิวเตอร์เพิ่มข้ึนอย่างรวดเรว็
อีกท้ังเคร่ืองคอมพิวเตอร์ท่ีเคยมีลักษณะใช้เป็นการสว่ นยุดคล (Personal Computer) ได้เปล่ียนสภาพ
มาสู่การเชื่อมโยงกับเครือข่าย (Computer Network) ไม่ว่าจะเป็นการเช่ือมโยงกับเครือข่ายของ
องค์การหรือการเช่ือมโยงกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตก็ตาม ด้วยเหตุน้ีจึงทาให้สถิติการใช้อินเทอร์เน็ตของ
คนในโลกเพ่ิมสูงข้ึนอย่างมาก และมีหน่วยงานองค์การต่าง ๆ พัฒนาข้อมูลข่าวสาร เพื่อการ
ประชาสัมพันธ์ไปสคู่ นท้ังโลกผ่านอินเทอร์เน็ตมากขึ้น จนอาจกล่าวได้ว่าเราสามารถค้นหาเร่ืองทุกอยา่ ง
ทต่ี อ้ งการไดจ้ ากอินเทอร์เน็ต
รูปแบบของส่ือใหม่ยังปรากฏให้เห็นในลักษณะป้ายไฟวิ่ง แสดงข้อความเลื่อนไหลไปอย่าง
ต่อเน่ืองจนกา้ วมาส่ปู ้ายประกาศประชาสัมพันธ์แบบอเิ ล็กทรอนิกส์ที่แสดงผลไดท้ ้ังตวั อักษร และรูปภาพ
มสี สี นั สวยงาม นอกจากนค้ี อมพวิ เตอร์ยังเร่ิมเป็นอุปกรณภ์ ายในบ้านอีกอย่างหนึ่ง เพราะคอมพิวเตอร์ท่ี
ใช้ในบ้านไม่ใช่เป็นเพียงเคร่ืองเล่นเกมสนุก ๆ เพียงเท่าน้ัน แต่ก็ยังสามารถเช่ือมโยงกับเครือข่าย
อินเทอร์เน็ต และยังสามารถใช้กับโปรแกรมเพ่ือการศึกษาต่าง ๆ ท่ีถูกผลิตออกมาในรูปแผ่นโปรแกรม
ตา่ ง ๆ หรือที่เรยี กวา่ ซีดรี อม
350 ชวนพิศ อตั เนตร์
องค์ประกอบของสือ่ ใหม่
สอื่ ใหม่มีองค์ประกอบสาคัญ 3 ประการคอื
1. ขา่ วสาร ขอ้ มลู
2. คอมพวิ เตอรแ์ ละระบบการจัดการข้อมูล ขา่ วสาร
3. ระบบโทรคมนาคมและระบบเครอื ขา่ ย
1. ข่าวสาร ข้อมูล ในส่วนท่ีเกี่ยวข้องกับส่ือใหม่มีความหมายครอบคลุมถึง สาระเรื่องราว
ต่าง ๆ ในรูปของตัวอักษร ข้อความ รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว เสียง ท่ีจะถูกจัดเก็บอย่างมีระบบ ได้รับ
การประมวลผลเพ่ือการนาเสนอในรูปแบบต่าง ๆ ตามความต้องการ โดยใช้คอมพิวเตอร์ซ่ึงมีขีด
ความสามารถในการแสดงผลข่าวสารขอ้ มูลดงั กล่าวไดท้ ง้ั หมดในรูปแบบส่ือผสมผสาน (Multi media)>
คาวา่ ข่าวสาร แตกตา่ งกบั "ข้อมูล" คือ ขอ้ มลู จะหมายถึงข้อมูลดบิ จากแหล่งข้อมลู ที่ยังมี
ได้มีการปรุงแต่งใด ๆ เช่น ข้อมูลตัวเลขทางสถิติท่ีบ่งบอกจานวน ปริมาณของสิ่งใดส่ิงหนึ่งเท่านั้น แต่
ข่าวสาร หมายถึง สาระของเรื่องราวท่ีมีการเรียบเรียงจาก "ข้อมูล" เพื่อการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สู่
กล่มุ เป้าหมายให้เกิดความรู้ ความเขา้ ใจไดอ้ ยา่ งมีความหมายตามวัตถุประสงค์ เช่น การนาขอ้ มูลตัวเลข
ทางสถิติมาแปลความหมาย อธิบายหรือปรุงแต่งออกมาในสถิติ เป็นต้น เม่ือได้มีการนาข่าวสารเผยแพร่
ออกไปในสื่อใหม่กเ็ รียกขา่ วสารดงั กลา่ วได้อีกอย่างหนึ่งวา่ ข้อสนเทศหรือสารสนเทศ
2. คอมพิวเตอร์และระบบการจัดการข้อมูล ข่าวาร คอมพิวเตอร์และระบบการจัดการนับว่า
เป็นหวั ใจสาคัญของส่ือใหม่ ซ่ึงจะนามาใช้ในลกั ษณะตา่ ง ๆ ดังน้ี
2.1 ประมวลผลเพื่อการจัดการกับข้อมูลและข่าวการอย่างเป็นระบบ เป็นหมวดหมู่
เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหามาใช้งาน เช่น ฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร ฐานข้อมูลของลูกค้าธนาคาร
ฐานขอ้ มลู สนิ ค้าท่ผี ลติ เปน็ ต้น
2.2 ใช้คอมพิวเตอร์ในการจัดการกับการนาเสนอข้อมูล ข่าวสารในรูปแบบต่าง ๆ เพ่ือ
เผยแพร่ไปสู่กลุ่มเป้าหมายในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เช่น ใช้คอมพิวเตอร์ประมวลข้อมูลเป็นกราฟ สถิติ
สรา้ งภาพเคลอ่ื นไหว (Animation) สร้างเสียงประกอบต่าง ๆ เป็นตน้
2.3 ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อสร้างเป็นโปรแกรมการนาเสนอข้อมูลในลักษณะต่าง ๆ เช่น
โปรแกรมคอมพิวเตอร์ภาษ HTML (Hyper Text Transfer Protocol) เพื่อนาเสนอผ่านเครือข่าย
อนิ เทอร์เนต็ และอนิ ทราเน็ตโปรแกรม Power Point เพอื่ นาเสนองาน เป็นต้น
2.4 ใช้คอมพวิ เตอร์เพ่ือเป็นเครื่องประมวลผล และจัดการในการใหบ้ ริการข้อมลู ข่าวสาร
ในเครือข่าย (Network) เรียกว่าเคร่อื งคอมพวิ เตอร์ผู้ใหบ้ ริการข้อมูล ข่าวสาร หรือ Server
2.5 ใช้คอมพิวเตอร์เช่ือม โยงเข้ากับครือข่ายเพ่ือให้สามารถติดต่อส่ือสาร รับข้อมูล
ข่าวสารกบั เครือ่ งผูไ้ หบ้ ริการ (Server) ได้ เรยี กวา่ Client
การเขยี นเพือ่ การส่อื สารทางวิชาการและวิชาชพี 351
3. ระบบโทรคมนาคมและระบบเครือข่าย ส่ือใหมจ่ าเปน็ ต้องมีช่องทางท่จี ะส่อื ข่าวสาร ข้อมูล
ออกไปยังกลุ่มเป้าหมาย นั่นคือ ระบบโทรคมนาคม (Telecommunication) และเครือข่ายการสื่อสาร
ในเครือข่ายคอมพวิ เตอร์น้นั จาเป็นอย่างมากที่จะตอ้ งมีลกั ษณะสาคญั คอื
3.1 ความกวา้ งไกลของเครือข่าย เพอื่ ให้สามารถกระจายข้อมลู ข่าวสารไปไดก้ ว้างไกลให้
มากท่ีสุด ระบบการส่ือสารของคอมพิวเตอร์จึงเป็นลักษณะโทรคมนาคม กล่าวคือ เป็นการส่ือสาร
ระยะไกล ดังจะเห็นได้จากเครอื ข่ายอินเทอร์เน็ตซึ่งเป็นการส่ือสารของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยง
กันทั่วโลก โดยใช้เส้นทางเช่ือมโยงทุกรูปแบบ เช่น สายโทรศัพท์ สายใยแก้วนาแสง (Fiber Optic) สาย
เชื่อมโยงเฉพาะหรือสายเชา่ (Lease Line) การสอ่ื สารดาวเทียม การสอื่ สารด้วยคล่ืนไมโครเวฟ เป็นต้น
และเรียกลักษณะการส่ือสารโทรคมนาคมของคอมพิวเตอร์ทางอินเทอรเ์ น็ตน้ี เปรียบดังเครือข่ายใยแมง
มุม หรือ เวิลด์ ไวด์ เว็บ (World Wide Web) สาหรับการสื่อสารเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ใน
ระดับภายในองค์การน้ันจะเป็นการเช่ือมโยงด้วยสายเครือข่ายเฉพาะเรียกว่า แลน (Local Area
Network : LAN) ส่วนหากเครือข่ายขององค์การกว้างไกลไปสู่ระดับภูมิภาค จะเรียกว่า แวน (Wide
Area Network WAN)
3.2 เครือข่ายคอมพิวเตอร์จาเป็นต้องสามารถรองรับปริมาณของข้อมูล เช่น ข่าวสารที่
ต้องส่งผ่านในเครือข่าย ซึ่งอยู่ในรูปแบบข้อมูล ข่าวสารประเภทมัลติมีเดียหรือสื่อผสมผสานท่ีมีทั้ง
ข้อความ รูปภาพ ภาพเคล่ือนไหวและเสียงน้ัน มีปริมาณของข้อมูล (Data) ทางคอมพิวเตอร์จานวน
มหาศาล ด้วยเหตุนี้จึงมคี วามจาเป็นต้องสร้างทางด่วนสารสนเทศ (Information Superhighway) เป็น
ทางด่วนพิเศษสาหรับข่าวสาร ข้อมูล เพ่ือสร้างคุณค่าของข่าวสาร เช่น การพัฒนาจากการส่ือสารด้วย
สายทองแดง โทรศัพท์ที่มีข้อจากัดด้านความเร็วและปริมาณข้อมูล มาสู่การใช้สายใยแก้วนาแสงท่ีมี
ความเรว็ สูงกวา่ หลายเท่า เป็นตน้
ประโยชน์ของส่อื ใหม่
การพฒั นาทางด้านส่ือใหม่ ก่อให้เกดิ ความเปลยี่ นแปลงทางด้านกระบวนการจัดการกบั ข้อมูล
ข่าวสารท้ังระบบอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการจัดระบบการเก็บข้อมูลข่าวสาร การประมวลผล
ข้อมูล ข่าวสารเพื่อการสนเทศไปยังกลุ่มเป้าหมาย และการนาข้อมูล ข่าวสารนั้น ๆ เผยแพรไปยัง
กลุ่มเปา้ หมายทตี่ อ้ งการ ประโยชนข์ อง ส่อื ใหม่จึงประมวลไดด้ งั นี้
1. เกิดระบบการจัดการกับข้อมลู ข่าวสารทม่ี ีระบบ โดยใชข้ ดี ความสามารถของคอมพิวเตอร์
เข้ามาช่วยจัดกระบวนการดังกล่าว ทาให้ลดภาระของการทางานที่ซ้าซากจาเจของมนุษย์ในเรื่อง
ดังกล่าวลง
2. การใช้สื่อใหม่เพื่อการจัดการกับระบบข้อมูล ข่าวสารดังกล่าวก่อให้เกิดความถูกต้องของ
ขอ้ มูล ข่าวสารมากย่งิ ข้นึ
352 ชวนพศิ อตั เนตร์
3. กอ่ ให้เกิดความรวดเร็วในการนาขอ้ มลู ขา่ วสารมาใช้ประโยชน์ต่าง ๆ
4. ลดภาระการใช้ทรัพยากรฟุ่มเฟือยต่าง ๆ ลง อาทิ กระดาษ ตแู้ ฟ้มเอกสาร พน้ื ท่เี ก็บข้อมูล
ข่าวสารตามระบบการจัดเก็บเอกสารแบบเดมิ ลง
ประเภทของสื่อใหม่ทใี่ ชเ้ พ่อื การประชาสัมพันธ์
ส่ือใหม่แบ่งออกได้หลายประเภท ซ่ึงมีคุณสมบัติและรูปแบบในการนาเสนอข้อมูล ข่าวสารที่
แตกตา่ งกนั อีกทั้งมกี ลมุ่ เป้หมายที่แตกต่างกันด้วยเน้ือหาในส่วนน้ีจะทาให้เข้าใจถึงประเภทและลักษณะ
กาวใช้งานของสื่อใหม่ไดแ้ ก่เว็บไซต์ทางอนิ เทอร์เน็ตและอินทราเนต็ ระบบคอมพวิ เตอรเ์ พื่อการนาเสนอ
สารสนเทศ ป้ายประกาศอิเล็กทรอนิกส์ และโปรแกรมข้อมลู สารสนเทศในรูปซีดรี อม
สื่อใหม่เพ่ือการประชาสัมพันธ์ท่ีจะกล่าวถึงต่อไปน้ี ส่วนใหญ่จะเป็นการใช้คอมพิวเตอร์เป็น
หนว่ ยประมวลผลข้อมลู ข่าวสาร และนาเสนอทางจอภาพคอมพิวเตอร์ (Monitor) หรอื จอภาพเพ่ือการ
แสดงข้อมลู ท่จี ดั ทาข้นึ พเิ ศษเฉพาะ
ประเภทของสอ่ื ใหม่ ประกอบด้วย
1. เว็บไซต์ทางอนิ เทอรเ์ น็ตและอนิ ทราเน็ต
2. ระบบคอมพิวเตอร์เพ่ือการนาเสนอสารสนเทศ
3. ปา้ ยประกาศอิเลก็ ทรอนกิ ส์
1. เว็บไซต์ทางอินเทอร์เน็ตและอินทราเน็ต เว็บไซต์ หมายถึง แหล่งข้อมูลข่าวสารท่ีมี
หน่วยงานหรือองค์การต่าง ๆ จัดทาข้ึนเพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารนั้น ๆ ไปสู่เครือข่ายคอมพิวเตอร์ของ
โลกหรืออินเทอร์เน็ต ซึ่งมเี คร่อื งคอมพิวเตอรห์ ลายล้านเครื่องเช่ือมต่ออยู่ทว่ั โลกในลักษณะเครือข่ายใย
แมงมมุ ดงั นน้ั แหล่งขอ้ มลู ข่าวสารในอนิ เทอรเ์ น็ต เราจึงเรยี กไดอ้ กี อยา่ งหน่ึงวา่ เวิลด์ ไวด์ เว็บ (World
Wide Web) หรือเรียกแบบย่อ ๆ ว่า www. อันเป็นนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะเชื่อมโยงกัน
คลา้ ยใยแมงมุมท่ัวโลก
เว็บไซต์ทางอินเทอร์เน็ต มีผู้จัดทาและประชาสันพันธ์ข้อมูลข่าวสารออกมาทั่วโลก โดย
เว็บไซต์แต่ละแห่งจะมีชื่ออ้างอิงเพ่ือใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ท่ีเรียกว่าเบราเซอร์ (Browser) เช่น
โปรแกรม Internet Explorer หรือ Netscape เป็นต้น เชอื่ มโยงและเรยี กดขู ้อมลู ขา่ วสารไปยงั เว็บไซต์
นั้น ๆ ชื่ออ้างอิงของเว็บไซต์ในโลกจะต้องมีการจดทะเบียนไว้เพ่ือมิให้มีการต้ังชื่อซ้ากัน โดยมีมาตรฐาน
การต้ังที่อเว็บไซต์มกั ประกอบด้วย
การเขยี นเพ่ือการส่ือสารทางวชิ าการและวชิ าชพี 353
www.ชอ่ื ย่อหนว่ ยงาน ประเภทหนว่ ยงาน ตัวยอ่ ประเทศ
ตัวอย่าง www.cat.or.th เปน็ เวบ็ ไซต์ของการสื่อสารแห่งประเทศไทย
www.egat.or.th เปน็ เว็บไซต์ของการไฟฟ้าฝา่ ยผลติ แหง่ ประเทศไทย
www.stou.ac.th เป็นเวบ็ ไซต์ของมหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธิราช
ประเภทของเว็บไซต์ ซึ่งหากเป็นเว็บไซต์ระดับอินเทอร์เน็ต มักจะกาหนดเป็น www. ต่อ
ดว้ ยซ้ือยอ่ ของหน่วยงานหรือองค์การ เชน่ cat (การส่อื สารแหง่ ประเทศไทย) หรอื egat (การไฟฟ้าฝ่าย
ผลิตแห่งประเทศไทย) เป็นต้น และตามด้วยประเภทของหน่วยงาน เช่น องค์การจะใช้ or หน่วยงาน
ของรัฐใช้ go ธรุ กิจเอกชนใช้ c๐ หนว่ ยงานทหาวใช้ mi สถาบันการศึกษาใช้ ac เปน็ ต้น และสุดทา้ ยจะ
เป็นตัวย่อประเทศ สาหรับประเทศไทยใช้ th ชื่อเว็บไซต์มักเขียนเป็นตัวพิมพ์เล็กและค่ันแต่ละ
สว่ นประกอบดว้ ย . (จดุ )
การจะเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ไปยังเว็บไซต์ใด ก็เพียงแต่พิมพ์ชื่อเว็บไซต์นั้นลงไปใน
โปรแกรมเบราเซอร์เทา่ น้ันข้อมลู ข่าวสารจากเว็บไซต์นั้นก็จะถูกสง่ กลับมายังเครอ่ื งคอมพิวเตอร์ของเรา
โดยผ่านเครือข่ายโทรคมนาคมที่คอมพิวเตอร์นั้นเชื่อมโยงอยู่ เช่น ทางสายเช่ือมโยงโดยตรงของ
หนว่ ยงาน หรอื ระบบแลนหรอื ทางสายโทรศพั ท์หรือทางสายใยแกว้ นาแสง
ข้อมูล ข่าวสารทางอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่จึงมักจัดทาเป็นภาษาอังกฤษเพ่ือเผยแพร่
ประชาสัมพันธ์ไปยังต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม สาหรับเว็บไซต์ท่ีเน้นกลุ่มเป้าหมายภายในประเทศไทย
ก็จะจัดทาข้อมลู ข่าวสารเปน็ ภาษาไทยหรืออาจจะจัดทาท้ังสองภาษา
2. ระบบคอมพิวเตอร์เพอ่ื การนาเสนอสารสนเทศ สอ่ื ใหม่ประเภทนจี้ ะเปน็ ระบบคอมพวิ เตอร์
เพ่ือการนาเสนอข้อมูล ข่าวสารในรูปลักษณะเฉพาะกิจโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์สาคัญใน
การประมวลผลและนาเสนอเช่น คอมพิวเตอร์นาเสนอข้อมูลเก่ียวกับแหล่งท่องเที่ยวท่ีติดต้ังไว้ตาม
สนามบิน คอมพิวเตอร์นาเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและห้างร้านต่าง ๆ ในห้างสรรพสินค้า นอกจากนี้
อาจจะเป็นระบบคอมพิวเตอร์เพื่อนาเสนอข้อมูล ข่าวสารที่เป็นเครือข่ายเฉพาะกิจ เช่น คอมพิวเตอร์
แสดงขอ้ มูลตารางเวลาเที่ยวบนิ ตามสนามบนิ คอมพิวเตอรท์ ่ีนาเสนอข้อมลู ราคาซอ้ื ขายหนุ้ ตามตลาดหุ้น
เปน็ ต้น
เน้ือหาสาระของข้อมูล ข่าวสารของสื่อใหม่ประเภทน้ีจึงมักมีกลุ่มเป้าหมายท่ีชัดเจน เช่น
นักท่องเทย่ี ว นกั ลงทนุ ในตลาดหุน้ ลกู คา้ ของห้างสรรพสนิ คา้ เปน็ ตน้
3. ป้ายประกาสอิเล็กทรอนิกส์ ส่ือใหม่ประเภทนี้มีลักษณะที่ถูกจัดทาข้ึนมาโดยเฉพาะ
ซง่ึ มกั จะไม่ปรากฏออกมาในรปู แบบทเ่ี ป็นการนาเสนอทางจอภาพคอมพวิ เตอร์ แตเ่ ปน็ ลักษณะแสดงผล
ข้อมลู ขา่ วสารออกมาทางอุปกรณ์แสดงผลพิเศษ เชน่ ปา้ ยไฟว่ิง จอแสดงภาพแบบผลึกเหลวชนาดใหญ่
(Liquid Crystal Display) เป็นต้น แต่การควบคุมและประมวลข้อมูล ข่าวสารเพ่ือนาไปเผยแพร่
354 ชวนพศิ อตั เนตร์
ประชาสัมพันธ์ก็ยังถูกควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์เช่นกันดังนั้นจึงแตกต่างกันท่ีอุปกรณ์แสดงผลของข้อมูล
ข่าวสารเท่านนั้
ส่ือประเภทนี้มักมีจุดมุ่งหมายเพ่ือการนาเสนอข้อมูล ข่าวสารแบบกลางแจ้ง (Outdoor)
โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นสาธารณชนทั่วไปที่สัญจรไปมาในบริเวณที่ติดต้ัง จากในอดีตท่ีมักมีลักษณะเปน็
เพียงปา้ ยไฟวงิ่ ธรรมดา ซึง่ แสดงขอ้ มูล ขา่ วสารเปน็ ขอ้ ความหรอื รปู กราฟกิ แบบหยาบ ๆ พฒั นามาส่ปู า้ ย
ไฟว่ิงที่มีสีสันและมีขนาดใหญ่ข้ึน จนพัฒนามาสู่จอภาพขนาดใหญ่ที่สามารถแสดงได้ท้ังข้อความ และ
รูปภาพทมี่ สี ีสนั สวยงาม ซ่ึงทาใหส้ ามารถดงึ ดดู ความสนใจของผ้ผู า่ นไปผ่านมาไดด้ ยี ิง่ ขึน้
จุดประสงค์ของการใช้ป้ายประกาศอิเล็กทรอนิกส์มักใช้เพื่อประชาสัมพันธ์ข่าวสาร และ
โฆษณาสินค้าหรือบรกิ ารตา่ ง ๆ
4. โปรแกรมข้อมูลสารสนเทศในรูปซีดีรอม สื่อใหม่ประเภทนี้จัดทาอยู่ในรูปลักษณะแผ่น
บันทึกโปรแกรมและข้อมูลคอมพิวเตอร์ เพ่ือให้ผู้ใช้สามารถซ้ือไปใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไปได้ ทั้งนี้
สืบเนื่องมาจากการพัฒนาด้านอุปกรณ์ที่ใช้งานประกอบกับคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่าซีดีรอมไดร์ฟ (CD
ROM Drive) หรือเครอ่ื งอ่านแผน่ ซดี ีรอมนนั่ เอง และปัจจุบนั น้ีเคร่อื งอา่ นแผน่ ซดี ีรอมถือเป็นพ้ืนฐานของ
คอมพิวเตอร์ ซึ่งคุณสมบัติของแผ่นซีดีรอมนั้น สามารถบันทึกข้อมูลได้ประมาณ 670 เมกะไบท์ หรือ
เทียบได้กับประมาณ 670 ล้านตัวอักษร สามารถจัดเก็บหนังสือหรือสารานุกรมท้ังชุดได้ท้ังหมดภายใน
แผน่ เดียว ทาให้สะดวกต่อการเกบ็ และนาตดิ ตวั ไปใชง้ านในที่ตา่ ง ๆ ได้
ปัจจุบันมีผู้ผลิตข้อมูลสารสนเทศบันทึกลงในคอมพิวเตอร์ และประมวลเหตุการณ์ท่ีสาคัญ
ในอดตี เปน็ ตน้
รูปแบบและลักษณะการเขยี นเพือ่ การประชาสัมพันธ์ในส่ือใหม่
การศึกษาถงึ รปู แบบและลักษณยการเขยี นเพ่ือการประยาชมพนั ในสงไหมนัน้ จะท้องเขา้ ใจถึง
ปัจจัยท่ีต้องคานึงถึงในสื่อใหม่แต่ละประเภท การจัดวางโครงสร้างข้อมูล ข่าวสารเพื่อการเผยแพร่
หลักการเขียนข้อความในสื่อใหม่ข้อจากัดและจุดมุ่งหมายในการเขียนเพ่ือการประชาสัมพันธ์ในสิ่งใหม่
ตา่ ง ๆ
จากที่ได้กล่าวมาถึงประเภทและคุณลักษณของส่ือใหม่ต่าง ๆ จะเห็นได้ว่าส่ือใหม่มี
คุณลักษณะเฉพาะด้านที่แตกต่างจากสื่อประชาสัมพันธ์ประเภทอื่น ๆ ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าสื่อใหม่เป็น
สอื่ ทตี่ อบสนองความต้องการสารสนเทศได้ตามความต้องการเปิดรบั สารของผู้รับมากทีส่ ุด เพราะสื่อใหม่
สามารถสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการบรรจุเนื้อหาของข้อมูล ข่าวสารได้อย่างเป็นระบบ มีการ
ค้นหาข้อมูลท่ีต้องการได้ง่าย อีกทั้งยังใช้คุณสมบัติของระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ผสมผสานสื่อต่าง ๆ
ท่เี รยี กว่า สื่อผสมผสาน และการใช้งานทมี่ ลี กั ษนะปฏสิ ัมพันธ์ระหว่างผูใ้ ชแ้ ละคอมพวิ เตอร์ คอมพวิ เตอร์
ซ่ึงเป็นหัวใจสาคัญของสื่อใหม่จึงถูกนามาใช้เป็นสื่อในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารไปสู่
การเขียนเพอ่ื การสอื่ สารทางวชิ าการและวิชาชีพ 355
กลุ่มเป้าหมาย ทัง้ ในระดบั ภายในองค์การและภายนอกองคก์ าร จนถึงระดับนานาประเทศทางเครือข่าย
อินเทอร์เนต็
การศึกษาถึงรูปแบบและลักษณะการเขียนเพื่อการประชาสัมพันธ์ในสื่อใหม่ จึงต้องเป็นการ
อธิบายถึงรูปแบบ และคุณลักษณะของการเขียนข้อความ การออกแบบโครงสร้างของการนาเสนอและ
แสดงผลข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ การใช้เทคนิคต่าง ๆ ของสื่อผสมผสาน และความเป็นปฏิสัมพันธ์ของ
คอมพิวเตอร์
การเขยี นเพ่อื การเผยแพร่ทางอนิ เทอรเ์ นต็
ปัจจัยท่ีต้องคานึงถึงในการเขียนเพ่ือการประชาสัมพันธ์ในสื่อใหม่ การเขียนเนื้อหาสาระของ
ข่าวสารเพื่อการประชาสัมพันธ์ในส่ือใหม่โดยหลักการเบื้องต้นในเชิงการประชาสัมพันธ์น้ัน จะต้อง
คานึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ทจ่ี าแนกได้ดงั น้ี
1. จุดมุ่งหมายของการประชาสัมพันธ์ในการประชาสัมพันธ์มีจุดมุ่งหมายท่ีแตกต่างไปตาม
วตั ถปุ ระสงค์ของผู้ส่งสาร ซึง่ แบ่งออกไดเ้ ปน็
1.1 จุดมุ่งหมายเพื่อบอกกล่าวให้ความรู้ ความเข้าใจในข่าวสารเรื่องใดเร่ืองหนึ่ง เช่น
ขา่ วสารเก่ียวกับการดาเนินงานของหน่วยงาน ความร้เู กยี่ วกับเรื่องราวของหนว่ ยงานท่ีเป็นประโยชน์ต่อ
ประชาชน เปน็ ต้น
1.2 จุดม่งหมายเพื่อการโน้มน้าว จูงใจให้เกิดความร่วมมือกับหน่วยงาน เช่น โน้มน้าวให้
ประชาชนหนั มาประหยดั พลงั งาน ลดความฟมุ่ เฟือย เปน็ ต้น
1.3 จุดมุ่งหมายเพ่ือสร้างภาพลกั ษณ์ท่ีดีต่อหนว่ ยงานเพ่ือให้เกิดความเล่ือมใสศรัทธาจาก
ประชาณ เช่น การใช้อินเทอร์เน็ตบริการให้ความรู้ในเรื่องท่ีเป็นประโยชน์ต่อชีวิตประจาวันหรือการ
นาเสนอขอ้ มลู ข่าวสารเก่ยี วกับหนว่ ยงานในฐานะชว่ ยเหลือสงั คม เป็นต้น
1.4 จุดมุ่งหมายเพื่อให้ความบันเทิง ส่วนใหญ่จะเป็นเว็บไซต์ของธุรกิจท่ีอยู่แวดวงบนั เทงิ
เชน่ เวบ็ ไซต์ ของฮอลลีวู้ด ทนี่ าเสนอขา่ วสารดา้ นบันเทงิ ใหม่ ๆ จากฮอลลวี ู้ด เป็นตนั
2. เนื้อหาสาระของสารสนเทศ ลักษณะเนื้อหาสาระของข่าวสารท่ีเหมาะสมในการเขียนเพื่อ
การประชาสัมพันธ์น้ัน การเลือกใช้ประเภทรหัสของสาร (Code) ในสื่อใหม่ โดยส่วนใหญ่จะใช้ท้ัง
ประเภทที่เป็นข้อความ และที่ไม่ใช่ข้อความ กล่าวคือ เป็นรูปภาพ สัญลักษณ์ ที่สามารถส่ือความหมาย
เป็นที่เข้าใจได้ ดังนั้นในหน้าจอภาพคอมพิวเตอร์จะมีทั้งข้อความตัวอักษร รูปภาพ และภาพเคลื่อนไหว
สัญลักษณ์ ผสมผสานกัน เปน็ ตน้
3. กลุ่มเป่าหมาย คุณลักษณะของกลุ่มเป้าหมายถือเป็นปัจจัยสาคัญในการกาหนดรูปแบบ
และเน้ือหาของการเขียนเพ่ือการประชาสัมพันธ์ เช่น การเขียนสาหรับให้เด็กอ่าน การเขียนสาหรับ
356 ชวนพศิ อัตเนตร์
ผู้ใหญ่อ่าน การเขียนสาหรับให้นักวิชาการอ่าน การเขียนสาหรับบุคคลท่ัวไปอ่าน ย่อมต้องแตกต่างกัน
เป็นต้น
ผู้ส่งสารจะต้องสามารถกาหนดกลุ่มเป้าหมายหลักของการประชาสัมพันธ์ให้ชัดเจนได้มาก
ทีส่ ุดว่า กลุม่ เป้าหมายมีคณุ ลกั ษณะอย่างไร ในปจั จัยเกย่ี วกบั เพศ อายุ การศกึ ษา อาชพี สถานภาพทาง
เศรษฐกิจ สถานภาพทางสังคมทัศนคติต่อหน่วยงาน เป็นต้น เพ่ือเป็นพื้นฐานที่สาคัญในการเขียนข้อมลู
ขา่ วสารเพือ่ การประชาสมั พนั ธใ์ นส่ือใหม่ได้อย่างเหมาะสม
4. ข้อจากัดและอุปสรรคในการส่ือสาร การส่ือสารโดยผ่านสื่อใหม่มีองค์ประกอบ 3 ประการ
ดังที่ไดก้ ล่าวมาแล้วข้างต้น คอื ระบบคอมพวิ เตอร์ ขา่ วสาร และระบบการสอื่ สารโทรคมนาคม ในปัจจัย
ดังกสาวนั้นอาจเป็นสาเหตุของข้อจากัดและอุปสรรคได้ท้ังส้ิน เช่น หากจุดหมายปลายทางของผู้รับสาร
ยังขาดระบบส่ือสารโทรคมนาคมหรือท่ีมีใช้อยู่ยังไม่มีประสิทธิภาพดีเพียงพอ ก็อาจจะเป็นอุปสรรคได้
มาก เพราะสื่อใหมจ่ าเป็นต้องอาศัยช่องทางของส่ือท่ีมีความเร็วสูง สามารถรองรับปริมาณข้อมูลจานวน
มากท่ีไหลเวียนอยู่ภายในเครือข่ายได้ นอกจากนี้ เครื่องคอมพิวเตอร์ยังคงเป็นอุปกรณ์ท่ีรา คาสูง
ซึ่งอาจจะเป็นอปุ สรรคต่อการมีไว้เป็นเจา้ ของสาหรับบางคน
5. คุณลักษณะของชื่อใหม่ คุณลักษณะที่สาคัญอันโดดเด่นของสื่อใหม่ คือความสามารถใน
การแสดงผลทางจอภาพท่ีเป็นลักษณะสื่อผสมผสาน กล่าวคือ แสดงผลได้ทั้งข้อความตัวอักษร รูปภาพ
ภาพเคล่ือนไหวทั้งแบบภาพจริง และภาพเคลื่อนไหวที่สร้างข้ึน รวมท้ังเสียง นอกจากน้ี ยังสามารถมี
ปฏิสมั พนั ธ์กับผูใ้ ช้ได้ทันที ซง่ึ เปน็ คุณสมบัตทิ แ่ี ตกตา่ งจากสือ่ ประเภทอื่น
การที่จะศึกษาถึงลักษณะของการเขียนเพื่อการประชาสัมพันธ์ในส่ือใหม่น้ัน ในลาดับแรก
จะต้องทาความเข้าใจถึงลักษณะโดยท่ัวไปของการแสดงผลของข้อมูล ข่าวสาร ซ่ึงโดยท่ัวไปมักจะ
แสดงผลดังกล่าวออกทางจอภาพของคอมพิวเตอร์ ทางเครื่องพิมพ์จากคอมพิวเตอร์ (Printer) หรือทาง
จอแสดงผลที่มีการออกแบบเฉพาะ เชน่ ไฟวง่ิ ปา้ ยไฟอิเล็กทรอนกิ ส์ เปน็ ต้น
รูปแบบและลักษณะการเขียนเพ่ือการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต
และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทีแ่ สดงผลทางจอภาพทุกประเภท
โดยทั่วไปการเขียนเนื้อหาสาระที่เหมาะสมกับลักษณะส่ือดังกล่าวน้ีจะคานึงถึงการแสดงผล
ของข้อมูล ข่าวสารท่ีคล้ายกับหน้าหนังสือ กล่าวคือ เป็นหน้า ๆ ของจอภาพท่ีแสดงผลแต่ละครั้ง
แตแ่ ตกต่างกันท่ีการแสดงผลทางจอภาพของแตล่ ะหน้านั้นจะมขี นาดความยาวของหน้าจอภาพที่ไม่คงท่ี
ตายตัว กล่าวคือ ผู้อ่านข่าวสารทางจอภาพสมารถเล่ือนข้อความข้ึนหรือลงเพื่ออ่านข้อความที่มีความ
ยาวเกนิ ขนาดของจอภาพได้ และยงั สามารถจานวนหน้าของขอ้ มูล ข่าวสารได้ตามความตอ้ งการ
การเขยี นเพ่ือการสือ่ สารทางวชิ าการและวิชาชพี 357
การจัดวางโครงสรา้ งข้อมูล ข่าวสารเพื่อเผยแพรท่ างอินเทอร์เนต็ การเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร
ทางอินเทอร์เน็ตท่ีดี และดึงดูดความสนใจของผู้เชื่อมโยง เคร่ืองคอมพิวเตอร์ เข้ามาชมน้ัน มีหลักการ
ท่ัวไปตามแนวคิดของโรบิน วิลเล่ียม จากหนังสือ The Non-Designer’s Designs Book สรุปได้ 4
ประการ คือ
1. ความแปลกแตกต่าง หมายถงึ การออกแบบการนาเสนอทางอินเทอร์เน็ตท่ีดีต้องให้มีความ
แปลกหลีกเลี่ยงการใช้องค์ประกอบจอภาพท่ีมีลักษณะคล้ายคลึงกันทั้งหมด เช่น การใช้ตัวหนังสือ สี
ขนาค ความหนาของ เสน้ รปู ร่าง ท่วี ่างบนจอภาพ เป็นตน้
หากเนื้อหาสาระของข่าวสารไม่ใช้เรื่องเดียวกัน ให้สร้างสรรค์เรื่องอ่ืน ๆ ให้มีความแปลก
แตกต่างให้เห็นได้อย่างชัดเจน เพราะความแปลกแตกต่างบนจอภาพคอมพิวเตอร์เป็นส่วนสาคัญท่ีใช้
สร้างความนา่ สนใจใหก้ ับผ้ชู มไดเ้ ป็นอยา่ งดี และสอ่ื ความหมายให้ทราบวา่ เปน็ สารอีกเรอื่ งราวหนง่ึ
2. ความเป็นเอกภาพในการนาเสนอ การออกแบบข้อมูลที่นาเสนอทางจอภาพ ต้องมรี ูปแบบ
ทเ่ี ป็นแบบแผนหรือมีสไตล์ของผู้ออกแบบ โดยมีส่ิงที่ต้องคานึงถึง เชน่ การให้สีสัน การสร้างรูปรา่ ง การ
กาหนดภาพพื้นของจอภาพฉากหลัง ความสัมพนั ธ์ของระยะห่างระหวา่ งภาพและข้อมูลที่อ่านแลว้ สบาย
ตา ความหนาของตัวอักษร เส้น ขนาด จะต้องมีความสอดคล้องกันทั้งหมด อันจะทาให้ลักษณะการ
นาเสนอเป็นรูปแบบท่ีเป็นอันหนงึ่ อันเดยี วกัน เป็นเอกภาพหรอื เป็นเอกลักษณเ์ ฉพาะตวั ท่สี รา้ งการจดจา
แก่ผูร้ ับ
3. การจัดวางและวางแนว รูปแบบการนาเสนอทางจอภาพต้องมีการจัดวางองค์ประกอบท่ีมี
ตามลักษณะธรรมชาติของการกวาดสายตา อ่านข้อความหรือดูรูปภาพของคน เช่น การวางแนวของ
รปู ภาพ ข้อความจากซ้ายไปขวา จากบนลงสู่ลา่ ง ซงึ่ จะทาให้ไม่ขัดกบั ความรสู้ ึกของผอู้ ่าน
4. ความใกล้เคียง ความเก่ียวเน่ือง หมายถึง ต้องให้สิ่งที่ปรากฏอยู่บนจอภาพมีความเป็น
ระเบียบเก่ียวเนื่องกัน การจัดวางองค์ประกอบที่เก่ียวเนื่องกันเป็นกลุ่มก้อนทาให้มองเห็นได้ง่าย
ไม่กระจัดกระจายและชว่ ยลดความยุง่ เหยงิ ทาให้หน้าจอภาพมคี วามเป็นระเบยี บ
หลกั การเขียนขอ้ ความในสื่ออนิ เทอร์เน็ต
1. นาเสนอประเด็นจุดเด่นของเน้ือหาของสารสนเทศ การเขียนเพ่ือการประชาสัมพันธ์เพ่ือ
เผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ตนั้น มักจะไม่เน้นการใช้ข้อความของเร่ืองท่ีจะบอกกล่าวท่ีมีความยาวมาก
จนเกนิ ไป จงึ มักจะเนน้ ประเด็นจุดเดน่ หลัก ๆ ของเน้ือหาโดยตรง และลักษณะการเขียนมักให้เปน็ หัวข้อ
เร่ืองและคาอธิบายเก่ียวกับเร่ืองนั้นในสาระสาคัญเท่านั้นเพราะส่วนใหญ่จะใช้ภาพประกอบเรื่อง
เปน็ หลักเพอื่ ใหผ้ ้ใู ช้ไม่เกิดความเบ่ือหน่ายในการอ่านข้อความยาว ๆ บนจอภาพ ซึ่งอาจจะทาให้ไม่สบาย
ทางสายตา
358 ชวนพิศ อตั เนตร์
2. มีสารบัญเน้ือหาเพ่ือความสะดวกต่อการเข้าถึงข้อมูลได้ทันที ลักษณะการออกแบบ
หน้าจอภาพท่ีปรากฏควรให้มีสารบัญของเนื้อหาเคียงดูไปตลอดกับการแสดงข้อความเร่ืองต่าง ๆ เพ่ือ
ความสะดวกแก่ผู้ใช้ในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารท่ีต้องการได้ทันที เน่ืองจากการอ่านข้อความในจอภาพ
คอมพิวเตอร์ย้อนกลบั ไปกลับมาอาจจะไมส่ ะดวกตอ่ การใช้งาน ดงั น้ันจงึ ควรใหม้ ีสารบัญปรากฏอยู่ในทุก
ๆ หน้าของจอภาพ สารบัญท่ีเหมาะสมสามารถใช้ได้ทั้งในรูปแบบข้อความและรูปภาพ สัญลักษณ์
ประกอบกนั
3. ข้อความภายในเนื้อหาควรมีการเช่ือมโยงไปยังสารสนเทศอ่นื ๆ ไดท้ ันที ในการเขียนเรียบ
เรียงข้อความท่ีเป็นเนื้อหาของเร่ืองต่าง ๆ น้ัน ผู้เขียนสามารถใช้คุณสมบัติของกาวเชื่อมโยงจากเร่ือง
หน่ึงไปยังอีกเร่ืองหนึ่งได้ ที่เรียกว่าการลิงค์ (Link) ข้อความ เช่น เนื้อหาของข่าวสาร เร่ืองเกี่ยวกับการ
แก้ไขภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยท่ีกล่าวเน้ือหาถึงเร่ืองการขอกู้เงินจากกองทุนการเงินระหว่าง
ประเทศ ไอเอ็มเอฟ (IME) ณ ข้อความที่ขีดเส้นใต้นี้สามารถส่ังให้คอมพิวเตอร์เช่ือมโยงไปหาเร่ืองราว
เกี่ยวกับไอเอ็มเอฟต่อไป โดยเพียงผู้ใช้นาเมส์ (Mouse) ไปกดเลือกเพ่ือเชื่อมโยงไปยังเร่ืองดังกถ่าวได้
เป็นต้น ทาให้สามารถอ้างอิงเร่ืองราวอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อเขียนน้ีได้ และสะดวกต่อผู้ใช้ที่สามารถ
เข้าถงึ ขอ้ มลู ทีต่ ้องการได้อย่างรวดเรว็ ซ่ึงสื่อสง่ิ พมิ พ์ทัว่ ไปไมส่ ามารถทาได้
ภาพท่ี 7.1 โฮมเพจของธนาคารแห่งประเทศไทย
การเขยี นเพื่อการสื่อสารทางวชิ าการและวชิ าชพี 359
4. เนื้อหาสาระข้อเขียนควรมีภาพหรือแผนภูมิหรือภาพเคล่ือนไหวประกอบเสมอ รูปภาพ
แผนภูมิ ภาพเคล่ือนไหว ถือว่าเป็นส่วนประกอบท่ีสาคัญของข้อเขียนในส่ือใหม่เสมอ ซ่ึงโดยหลักท่ัวไป
ของการนาเสนอทางคอมพิวเตอร์จะเน้นการส่ือความหมายด้วยภาพเป็นหลัก ยกเว้นหากเป็นเรื่องที่มี
เน้ือหาสาระสาคัญที่จะต้องนาเสนอด้วยข้อความเพ่ือให้เกิดความชัดเจนของการสื่อความหมายด้วย
ภาษาเขยี นเทา่ นัน้
5. สานวนการเขยี นต้องกระชับ กะทัดรัด เข้าใจง่าย มปี ระเดน็ ของเน้ือหาชดั เจน รูปแบบและ
สานวนการเขียนเพ่ือนาเสนอทางคอมพิวเตอร์ต้องกระชับ บอกกล่าวในเนื้อหาที่เป็นประเด็นสาคัญท่ี
ตอ้ งการ ตอ้ งเขยี นให้เข้าใจงา่ ยตรงไปตรงมา หลีกเลี่ยงศัพท์เทคนิคท่บี คุ คลทว่ั ไปไมเ่ ข้าใจความหมาย
ประเภทของการเขยี นเพือ่ วตั ถุประสงค์ตา่ ง ๆ
1. การเขียนเพื่อบอกกล่าวข่าวสาร ให้ความรู้ ความเข้าใจ ลักษณะการเขียนควรมุ่งประเด็น
สาระสาคญั ของเรอ่ื งในองค์ประกอบของข่าวสารทสี่ าคัญ คอื 5 W 1 H คอื Who What When Where
Why และ How ใคร ทาอะไรเมอื่ ไร ทีไ่ หน ทาไม และอย่างไร เรียบเรยี งลาดบั เนอ้ื หาของเหตุการณ์ตาม
ขอ้ เทจ็ จรงิ โดยไม่เปน็ การเขียนท่ีเยิ่นเย้อเพ่ือให้เนื้อหากระชับและผู้อา่ นใชเ้ วลาอ่านไม่มากนัก หากเป็น
การเขียนขอ้ ความสาหรบั ประชาสัมพันธท์ างสื่อไฟว่ิงขอ้ ความขา่ วสารต้องบ่งบอกในสาระสาคัญของ 5W
1H เทา่ นน้ั เพื่อใหใ้ ช้เวลาในการอ่านข้อความได้สาระและความหมายตามท่ผี ู้ส่งสารต้องการได้ครบถ้วน
และถกู ตอ้ ง
สาหรับการเขียนเพื่อนาเสนอทางคอมพิวเตอร์ ต้องมีการเรียบเรียงเน้ือหาของข้อมูล
ข่าวสารอยา่ งมีลาดับหากมีการเชือ่ มโยง และอา้ งอิงไปสู่เรื่องท่เี ก่ยี วข้องได้
แต่ละประเด็นของเร่ืองควรมีการแบ่งแยกเป็นคนละย่อหน้า หรือแยกหัวข้อคล้ายกับ
การเขยี นในส่อื ส่ิงพิมพ์ทวั่ ไป
2. การเขียนเพ่ือโน้มน้าว เน้ือหาของการเขียนประเภทน้ีจะมุ่งโน้มน้าว โดยแสดงให้เห็น
เหตุผลข้อดี ข้อเสียและพยายามเขียนจูงใจให้เห็นถึงผลดี ผลประโยชน์ท่ีจะเกิดข้ึน หากกลุ่มเป้าหมาย
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามวัตถุประสงค์ของผู้ส่งสารต้องใช้คา ข้อความท่ีโดดเด่นนาเสนอในจอภา พ
ผสมผสานกับการใช้เทคนิคพิเศษในคุณสมบัติของคอมพิวเตอร์เพื่อดึงดูดความน่าสนใจ ใช้ภาพและ
ประเภทของเสียงเพ่ือการสรา้ งแรงจงู ใจใหเ้ กิดการคล้อยตาม มีความนา่ เช่ือถอื
3. การเขียนเพ่ือสร้างภาพลักษณ์ เน้ือหามุ่งแสดงความก้าวหน้าขององค์การเพื่อสังคม
การค้นพบส่ิงใหม่ การเอื้อประโยชต่อสังคม การออกแบบหน้าจอภาพควรให้มีรูปแบบท่ีดูทันสมัย
กา้ วหน้า มีเทคนิคท่ไี มธ่ รรมดา การใช้ส่วนประกอบของสื่อใหม่ในด้านสื่อผสมผสาน
3.1 ภาพประกอบต้องสวยงาม สือ่ ความหมายได้ดี
360 ชวนพศิ อตั เนตร์
3.2 ไม่เป็นภาพขนาดใหญ่มากเกินไป เพราะภาพขนาดใหญ่จะมีขนาดของข้อมูลทาง
คอมพิวเตอร์มากซ่ึงจะทาให้ผู้รับได้รับภาพช้า อันเน่ืองมาจากการส่งมาตามระบบส่ือสารโทรคมนาคม
ของอนิ เทอรเ์ นต็ จะช้ามากสาหรบั การแสดงภาพขนาดใหญ่
3.3 รูปแบบการใช้ตัวอักษรเหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น หากกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กก็
ต้องใชร้ ปู แบบ และสที ส่ี อดคลอ้ งกับลักษณะของเด็ก
3.4 เลอื กใช้สีพ้ืน หรือภาพท่ีสวยงาม ดึงดูดความนา่ สนใจ
การใชส้ ีเพอ่ื สรา้ งความรู้สึก
สแี ดง ตื่นเต้น
สีนา้ เงิน สงบเงยี บขรึม
สเี ขยี ว สบายตา ปกติ
สดี า และขาว-ดา เศรา้ หดหใู จ
สสี ม้ แสด รอ้ นแรง
สขี าว สะอาด ใหม่ บริสุทธิ์
สีม่วง เศร้า ลึกลบั
สีเหลือง สดชื่นร่าเริง
สีเทา แก่ชรา
สีเขียว-เหลือง หนุ่มสาว
3.5 ตอ้ งมีความสมดลุ ของสว่ นประกอบในจอภาพ โดยมีจดุ เด่นในจอภาพแตล่ ะจอ
3.6 เนื้อหาสาระควรนามาแปลงเป็นภาพ หรือแผนภมู ิ เพ่อื ให้ภาพแต่ละภาพหรือแผนภูมิ
สอ่ื ความหมายได้แทนการใช้ตวั อักษรจานวนมาก ๆ
3.7 ควรใช้เสียง หรือภาพเคลอื่ นไหวและเทคนิคของโปรแกรมเป็นตัวกระตนุ้ ความสนใจ
ภาษากับการประชาสัมพันธ์
งานประชาสัมพันธ์เป็นงานท่ีเก่ียวข้องกับทัศนคติและการยอมรับของกลุ่มเป้าหมาย การใช้
ภาษาในงานประชาสัมพันธ์จึงเป็นการใช้ภาษาอย่างมีจุดมุ่งหมาย เพื่อให้ภาษาน้ันสามารถสื่อ
ความหมายได้ชดั เจนและงานประชาสัมพันธ์บรรลุตามวตั ถปุ ระสงค์ดว้ ย
1. ภาษากับผู้รับสารประชาส้มพันธ์ การใช้ภาษากับผู้รับสารประชาสัมพันธ์ ต้องคานึงถึง
ความสอดคล้อง และความเหมาะสมของระดบั การใชภ้ าษากับกลุ่มเปา้ หมายผรู้ ับขา่ วสารประชาสัมพันธ์
นน้ั รวมทั้งส่ือหรือช่องทางทจี่ ะนาสารนั้นส่งไปยังผรู้ ับสารตลอดจนวธิ ีการนาเสนอสารน้ันดว้ ย โดยทวั่ ไป
การเขยี นเพื่อการส่ือสารทางวิชาการและวิชาชพี 361
แล้วผู้รับสารประชาสัมพันธ์จะแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ ผู้รับสารที่เป็นกลุ่มบุคคลภายในหน่วยงาน
และผรู้ ับสารทเ่ี ปน็ กลุ่มบุคคลภายนอกหน่วยงาน
1.1 การใช้ภาษากับผู้รับสารภายในหน่วยงาน มีลักษณะท่ีไม่ค่อยเป็นทางการมากนัก
ในบางกรณีจะเป็นภาษาสนทนา ทั้งน้ีข้ึนอยู่กับลักษณะของสื่อที่ใช้ในการส่ือสาร และรูปแบบการ
นาเสนอสารน่ัน เช่น การปราศรัยของผู้บริหารหน่วยงานกับหนักงาน การใช้ภาษาจะมีลักษณะเป็นการ
สนทนาให้โอวาท ให้ข้อคิด ข้อเสนอแนะถา้ เป็นการใชภ้ าษาเพื่อเสนอข่าวลงในวารสารภายในหนว่ ยงาน
การใช้ภาษาจะมีลักษณะกึ่งทางการมากข้ึน อย่างไรก็ตาม ผู้รับสารภายในหน่วยงานถือเป็นสมาชกิ ส่วน
หนึ่งของหน่วยงาน ดังน้ันการใช้ภาษากับผู้รับสารกลุ่มนี้คงมีความเป็นกันเองมากกว่าผู้รับสารภายนอก
เพราะมีความคุ้นเคยกันมากกว่า จุดมุ่งหมายของการประชาสัมพันธ์กับผู้รับสารภายใน คือการสร้าง
ความใกล้ชิด การยอมรับ การให้ความร่วมมือในการปฏิบัติงาน ในขณะเดียวกันกลุ่มผู้รับสารภายใน
หน่วยงานยังถือเป็นสื่อบุคคลที่สาคัญในการช่วยประชาสัมพันธ์กับกลุ่มผู้รับสารภายนอกอีกด้วย
หากผู้รับสารภายในหน่วยงานมีทัศนคติท่ีดีต่อหน่วยงาน โอกาสที่จะช่วยสร้างทัศนคติและจินตภาพท่ีดี
ใหเ้ กดิ แกก่ ลมุ่ ผ้รู บั สารภายนอกกเ็ ป็นไปไดม้ ากด้วยเช่นเดียวกนั
1.2 การใช้ภาษากับผู้รับสารภายนอกหน่วยงานผู้รับสารภายนอกหน่วยงานมีหลายกลุ่ม
ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกัน ความคุ้นเคยกันมีน้อยกว่าผู้รับสารภายในฉะน้ันการใช้ภาษากับผู้รับสาร
ภายนอก จึงต้องมีความเป็นทางการมากกว่า แต่อย่างไรก็ดียังคงต้องพิจารณาสื่อที่ใช้ในการเผยแพร
รูปแบบของการนาเสนอสารนั้น ๆ และปัจจัยอื่น ๆ ให้เหมาะสมแก่กรณีด้วย เช่น การกล่าวสุนทรพจน์
ของผู้บริหารเพ่ือเปิดการประชุมหรือสัมมนาจะต้องใช้ภาษาเป็นทางการ เพราะถือเป็นโอกาสท่ีเป็น
พิธีการ บุคคลท่ีเข้ารวมฟังเป็นผู้มีเกียรติจากภายนอก ไม่ใช่คนคุ้นเคยภายในหน่วยงาน การส่งข่าวแจก
เพื่อเผยแพร่ในส่ือมวลชนก็ยังคงเป็นภาษากึ่งทางการ และเข้มงวดในการใช้ภาษามากกว่าข่าวที่ลง
เผยแพร่ในวารสารภายในหน่วยงาน
2. ภาษากับลักษณะงานประชาสัมพันธ์การดาเนินงานประชาสัมพันธ์มีความเกี่ยวข้องอย่าง
ใกลช้ ิดกบั สือ่ มวลชนต่าง ๆ เนอื่ งจากงานประชาสัมพันธ์จาเป็นต้องอาศยั สื่อมวลชนเป็นเคร่ืองมือในการ
ถ่ายทอดข่าวสารจากหน่วยงานไปยังกลุ่มประชาชน การถ่ายทอดข่าวสารไม่ว่าประเภทใดหรือ
วัตถุประสงค์ใด ต้องใช้ภาษาและลักษณะการเขียนให้เหมาะสมและเป็นลักษณะเดียวกับที่สื่อมวลชน
ประเภทต่าง ๆ ใช้อยู่ กล่าวคือ หากต้องส่งข่าวสารไปเผยแพร่ทางวิทยุกระจายเสียงก็ต้องใช้ภาษาตาม
หลักเกณฑ์ของภาษาท่ีใช้ทางวิทยุกระจายเสยี ง หากต้องสงข่าวสารไปเผยแพร่ทางหนังสือพิมพ์ก็ต้องใช้
ภาษาตามหลกั เกณฑ์ที่ใชท้ างหนงั สอื พมิ พ์ เป็นต้น
อาจกล่าวได้ว่าการใช้ภาษาในงานประชาสัมพันธ์มีลักษณะหลากหลายและต้องคานึงถึง
ปัจจัยต่าง ๆ หลายประการ นอกเหนือจากวัตถุประสงค์และกลุ่มเป้าหมายแล้ว ภาษาที่ใช้ในส่ือมวลชน
ต่าง ๆ ท่ีต้องพจิ ารณาเป็นพเิ ศษมดี งั น้ี
362 ชวนพิศ อัตเนตร์
2.1 ภาษาหนังสือพิมพ์และนิตยสาร หนังสือพิมพ์และนิตยสารเป็นสื่อท่ีสามารถให้ข้อมูล
ท่ีมีรายละเอียดมากกว่าส่ืออื่น ๆ การเขียนข่าวหรือบทความเพ่ือส่งไปเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์หรือ
นิตยสารน้ัน แม้ต้องคานึงถึงการสื่อความหมายให้อ่านเข้าใจง่ายเป็นพื้นฐานอยู่แล้วก็ตาม แต่โดย
ลกั ษณะของส่ือประเภทนี้ทเ่ี ปิดโอกาสให้ผู้อ่านสามารถทบทวนได้ซ้าแล้วซา้ อีก ในกรณีทีอ่ ่านคร้ังแรกไม่
เข้าใจ ประกอบกับส่ือดังกล่าวนี้สามารถเก็บไว้เป็นหลักฐานอ้างอิงต่อไปได้ ฉะน้ันการใช้ภาษาจึงมี
ลักษณะกึ่งทางการเพ่ือสร้างความน่าเชื่อถือ การนาเสนอข้อมูลท่ีมีรายละเอียดมาก ๆ หรือข้อมูลเชิง
ปริมาณต่าง ๆ สามารถทาได้สะดวกกว่าสื่อประเภทอ่ืน ๆ การเสนอเน้ือหาต่าง ๆ ในหนังสือพิมพ์และ
นิตยสารอาจเป็นไปได้หลายรูปแบบ เช่น ข่าว บทความ สารคดี การใช้ภาษาในงานเขียนแต่ละประเภท
ย่อมมีความแตกต่างกันไปบ้าง สาหรับการใช้ภาษาในหนังสือพิมพ์และนิตยสารก็ยังมีความแตกต่างกัน
บ้างเล็กน้อย (สุกัญญา ตีระวนิช 2528 : 656 - 657) เช่น ข่าวในหนังสือพิมพ์เป็นข่าวสด ส่วนข่าวใน
นิตยสารเป็นข่าวสรุป บทความในหนังสือพิมพ์มักส้ันกว่าในนิตยสาร เร่ืองที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์
มกั เรียกว่า บทความส่วนเรอ่ื งทลี่ งพิมพใ์ นนิตยสารมกั เรยี กว่า สารคดี
2.2 ภาพาวิทยุกจะจายเสียง วิทยุกระจายเสียงมีลักษณะเป็นสื่อท่ีมีความใกล้ชิดกับผู้พัง
มากกว่าสื่ออื่น ๆ การใช้ภาษาต้องเป็นกันเอง สร้างความใกล้ชิด มีลักษณะเป็นการพูดกับผู้ฟังเหมือน
การพูดคุยกับเพ่ือนหรือคนใกล้ชิด การใช้ภาษาเป็นการเขียนสาหรับการฟัง ไม่ใช่การเขียนเพื่อการอ่าน
แบบหนังสือพิมพ์ หรือนิตยสาร นอกจากน้ันการใช้ภาษาจะต้องตรงไปตรงมา สื่อความหมายได้กระชับ
ชัดเจนกว่าหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร เพราะเป็นการเขียนเพ่ือให้ผู้ฟัง ฟังแล้วสามารถข้าใจได้ทันที
ไม่สามารถย้อนกลับมาทาความเข้าใจใหม่ได้เหมือนการอ่านหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร ลีลาการเขียน
สาหรบั วิทยกุ ระจายเสียงจงึ ต้องเป็นภาษาพูด เลือกใช้คาง่าย ๆ ประโกคส้ันๆ มงุ่ ประสิทธภิ าพในการสื่อ
ความหมายไดร้ วดเร็ว
2.3 ภาษาวิทยุโทรทัศน์ วิทยุโทรทัศน์มีคุณสมบัติท่ีได้เปรียบกว่าส่ืออ่ืน ๆ ในด้านท่ี
สามารถเสนอภาพใหผ้ ูช้ มได้ชมประกอบกับการฟังข้อความ ฉะนนั้ การใช้ภาษาสาหรบั วทิ ยุโทรทศั น์จึงไม่
จาเป็นต้องขยายความให้ละเอียดมากมายนัก เนื่องจากมีภาพช่วยสื่อความหมายอยู่แล้ว การใช้ภาษา
ยังคงเป็นภาษาพูดมากกว่าภาษาเขียน เพราะยังเป็นภาษาเพ่ือการฟังไม่ใช่ภาษาเพื่อการอ่าน นอกจาก
รายการข่าวท่ตี ้องมีความเปน็ ทางการมากขึ้น เพื่อใหเ้ กิดความตรงไปตรงมาในการเสนอข่าว
การเขยี นขา่ วเพื่อการประชาสัมพันธ์
ข่าวประชาสัมพันธ์หรือที่นิยมเรียกว่าข่าวแจกเป็นงานหลักท่ีสาคัญของอาชีพประชาสัมพันธ์
กล่าวคือ ข่าวประชาสัมพันธ์เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดข้อมูลต่าง ๆ ของหน่วยงานเผยแพร่ไปยัง
กลุม่ เป้าหมาย โดยผ่านส่อื หรอื ชอ่ งทางตา่ ง ๆ ตามความเหมาะสม ฉะนน้ั ข้าวประชาสัมพนั ธ์จึงอาจเป็น
ทั้งข่าวที่เผยแพร่ผ่านทางหนังสือพิมพ์นิตยสาร วิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์ได้ทั้งส้ินโดยท่ัวไป
การเขยี นเพอ่ื การสือ่ สารทางวิชาการและวิชาชีพ 363
แลว้ นกั ประชาสัมพนั ธ์ตามหน่วยงานต่าง ๆ นยิ มส่งขา่ วประชาสัมพนั ธ์ทางหนังสือพมิ พม์ ากกว่าส่ืออนื่ ๆ
เนื่องจากสามารถเผยแพร่ไปยังประชาชนได้กว้างขวางกว่า และสื่ออ่ืน ๆ เช่น นิตยสาร หรือวิทยุ
กระจายเสียงกลุ่มเป้าหมายจะเป็นกลุ่มเฉพาะเจาะจงท่ีเลือกอ่านนิตยสารน้ัน หรือเลือกสถานีรับฟัง
วิทยุกระจายเสียงนั้น ส่วนวิทยุโทรทัศน์เป็นสื่อที่ข่าวประชาสัมพันธ์เผยแพร์ได้น้อยนอกจากเป็นงาน
ใหญ่ที่เก่ียวข้องกับประชาชนจานวนมากหรือเผยแพร์ในลักษณะการโฆษณาเพ่ือการประชาสัมพันธ์
อย่างไรก็ตาม หากเป็นงานท่ีมีความสาคัญมาก ข่าวประชาสัมพันธ์ก็จาเป็นต้องเผยแพรผ่านสื่อมวลชน
ทกุ ชนิด
1. ความหมายและองค์ประกอบของข่าวแจก ซึ่งมักเรียกว่า Press Release หรือ News
Release หมายถึงข้อมูล ข่าวสาร หรือข้อเท็จจริงเก่ียวกับกิจกรรมหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ซึ่งเกิดขึ้น
ภายในหน่วยงาน และหน่วยงานได้ส่งเผยแพร่ไปยังสื่อมวลชนโดยมีจุดมุ่งหมายให้สื่อมวลชนถ่ายทอด
ข้อมูล ข่าวสาร หรือข้อเท็จจริงนั้นไปยังประชาชน อันจะทาให้ประชาชนได้รับทราบความเคล่ือนไหว
ความเปน็ ไป รวมทัง้ มีความเข้าใจและยอมรับกิจกรรมดาเนินงานของหน่วยงาน
จากความหมายดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าข่าวแจกจะต้องเป็นเร่ืองของการรายงานข้อมูล
ข่าวสาร หรือเหตกุ ารณต์ า่ ง ๆ จากหน่วยงาน ในขณะเดียวกันขอ้ มูลข่าวสาร หรอื เหตกุ ารณ์น้ัน จะต้องมี
คณุ คา่ และน่าสนใจจึงจะทาให้ส่ือมวลชนเผยแพร่ข้อมลู ข่าวสารน้นั ไปยังประชาชนต่อไปได้ ขา่ วแจกจะมี
ความน่าสนใจ หรือมีคุณค่ามากน้อยเพียงใดข้ึนอยู่กับองค์ประกอบของข่าวน้ันด้วยว่าข่าวน้ันมี
องค์ประกอบอะไร ซ่ึงสามารถจะดึงดูดความสนใจของประชาชนมาจากข่าวอ่ืนได้หรือไม่ องค์ประกอบ
ของข่าวแจกนนั้ พิจารณาในหลกั เกณฑเ์ ดยี วกบั องคป์ ระกอบทสี่ าคญั ของชาวอื่น ๆ ทั่ว ๆ ไป ดังนค้ี ือ
1.1 ความใหม่ สด ทันต่อเหตุการณ์ คือเป็นกิจกรรมที่เพ่ิงเกิดข้ึน เพิ่งจะมีข้ึน แม้ว่าข่าว
ประชาสัมพันธ์น้ันความรวดเร็วในการนาเสนอข่าวจะไม่มากเท่ากับข่าวหนังสือพิมพ์ก็ตาม แต่เร่ืองที่ส่ง
มาลงพิมพ์กไ็ มค่ วรล้าสมัยจนเกนิ ไป จะทาใหข้ า่ วนั้นไม่นา่ ตดิ ตามเทา่ ท่ีควร
1.2 ความใกล้ชิด หมายถึง ความใกล้ชิดระหว่างเหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึนท่ีจะนามาเป็นข่าวกับ
ผู้อ่านหรือผู้ฟังผู้ชมรายการข่าว นักประชาสัมพันธ์ที่ต้องเขียนข่าวแจกไปเผยแพร่ จึงควรพยายามนา
ประเด็นของเร่ืองที่คาดว่าจะมีความใกล้ชิดเกี่ยวข้องกับผู้รับสารให้มาก แม้ว่าเรื่องราวของข่าวสารที่จะ
เผยแพร่ประชาสัมพันธ์จะเป็นเร่ืองของหน่วยงานเป็นส่วนใหญ่ แต่เทคนิคการนาเสนอข้อมูลท่ีดีโดยหา
ความเชอื่ มโยงกับผู้รับสารได้ จะทาให้ข่าวแจกมอี งค์ประกอบท่ีดึงดดู ความสนใจได้
1.3 ความสาคัญหรือความเด่น หมายถึงความเด่นของบุคคลท่เี ป็นข่าว ความเด่นของเนื้อ
เรื่อง เหตุการณ์ของข่าวจะทาให้ข่าวมีความน่าสนใจ ในบางคร้ังบุคคลอาจมีความเด่นหรือสาคัญขึ้นมา
ได้เพราะตาแหน่งหรือฐานะทางสังคมท่ีดารงอยู่ ฉะน้ันคนเขียนข่าวแจกก็ควรพิจารณาหาองค์ประกอบ
ดว้ ยความเด่น ความสาคัญของบคุ คล หรอื เหตุการณ์ของข่าวมาเสนอ
364 ชวนพศิ อตั เนตร์
1.4 ผลกระทม หมายถึง เนื้อหาของข่าวส่งผลกระทบต่อส่วนรวมมากน้อยเพียงใด ไม่ว่า
จะเป็นผลกระทบต่อการดารงชีวิตหรือสภาพแวดล้อมในสังคม ถ้าข่าวได้มีผลกระทบมาก ก็จะเป็นท่ี
สนใจมาก สาหรับข่าวประชาสัมพันธ์ในบางกรณี เช่น โครงการใหม่ ๆ หรือกิจกรรมใหม่ ๆ อาจส่งผล
กระทบใหเ้ ปน็ ทีส่ นใจแก่ประชาชนไดเ้ ช่นเดียวกนั
สาหรับองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น ความขัดแย้ง ความมีเง่ือนงา ฯลา ก็จัดว่าเป็นองค์ประกอบที่
จะสร้างความน่าสนใจแก่ข่าวด้วยเช่นเดียวกัน แต่สาหรับข่าวประชาสัมพันธ์โดยทั่ว ๆ ไปอาจไม่ค่อยมี
องคป์ ระกอบในด้านเหลา่ นีม้ ากนกั
ความสาคญั ของขา่ วแจก
ขา่ วแจกมคี วามสาคัญตอ่ งานประชาสัมพันธ์ ดงั นคี้ ือ
1. ข่าวแจกมไี ว้เปน็ เคร่ืองมือของหน่วยงานในการเผยแพร่ข่าวสารใหป้ ระชาชนได้ทราบความ
เคลื่อนไหวของหน่วยงาน รวมทั้งเป็นการสือ่ สารเพอื่ สรา้ งความเขา้ ใจในจดุ ยืนของหน่วยงานด้วย
2. ขา่ วแจก เปน็ ข่าวสารประเภทหนงั สอื ทช่ี ว่ ยตอบสนอง "สทิ ธกิ ารรับรูข้ องประชาชน"
3. ข่าวแจกช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีกับส่ือมวลชน เป็นงานอย่างหน่ึงของการสร้าง
สื่อมวลชนสัมพันธ์ของหน่วยงาน ข่าวแจกช่วยทาให้สื่อมวลชนมีข้อมูลสาหรับเผยแพร่นอกเหนือจาก
ขา่ วสารอื่น ๆ
ระดบั ของการใชภ้ าษาในขา่ วแจก
โดยทั่วไปแล้วการใช้ภาษาในข่าวแจกมักจะเป็นภาษากึ่งทางการ เน่ืองจากโดยคุณสมบัติของ
ตัวข่าวเองเป็นเรื่องของการรายงานข้อมูล ข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่มีการสอดแทรกความ
คิดเห็นต่าง ๆ ทาให้ระดับของการใช้ภาษาไม่สามารถแสดงสสี ันให้ข่าวได้ อย่างไรก็ตามยังต้องพิจารณา
สิ่งตอ่ ไปน้ี
1. ระดบั ความเป็นทางการของข่าว หากเปน็ ข่าวจากทไ่ี มเ่ ป็นทางการมากนักระดับของการใช้
ภาษาอาจจะไมต่ ้องเป็นทางการมากนักเชน่ กัน แตก่ ็ยงั คงไม่ถงึ ระดับของการใชภ้ าษาพูด หรอื เปน็ ระดับ
ของภาษาไมเ่ ปน็ ทางการเลยทเี ดยี ว
2. สอ่ื ท่ีใชใ้ นการเผยแพร่ โดยทัว่ ไปแล้วหากเปน็ การเผยแพรโ่ ดยส่ือสงิ่ พมิ พ์ เชน่ หนังสอื พิมพ์
นิตยสาร ระดับของการใช้ภาษาจะมีความเป็นทางการมากกว่าการเผยแพโดยสื่อวิทยุกระจายเสียง ซึ่ง
เน้นการใช้ภาษาไม่เป็นทางการมากกว่าสื่อหนังสือพิมพ์ และนิตยสาร ท้ังนี้เพื่อให้สอดคล้องกับ
คณุ สมบัติเฉพาะของแตล่ ะสอื่
การเขียนเพื่อการสอ่ื สารทางวชิ าการและวิชาชพี 365
หลักการเขียนขา่ วแจก
หลักการเขียนข่าวแจกอย่างง่ายๆ คือ การเขียน เพ่ือตอบคาถามว่า ใคร (Who) ทาอะไร
(What) ที่ไหน (Where) เม่ือใด (When) เพราะอะไร (Why) และทาอย่างไร (How) คือ 5W + 1H
การเขียนข่าวแจกจาเป็นต้องเขียนตามหลักการเขียนข่าวทั่ว ๆ ไป เพราะต้องแจกจ่ายไปเผยแพร่ตาม
สอื่ มวลชน วิธกี ารเขียนข่าวจงึ ต้องสอดคล้องกบั ข่าวอืน่ ๆ ในสือ่ มวลชนตา่ ง ๆ นั้นการเขียน และจัดพมิ พ์
ข่าวแจกมีข้อควรปฏิบัตดิ งั นี้ คือ
1. ใช้ถ้อยคาสน้ั กระชับ และสอื่ ความหมายชดั เจน
2. ประเดน็ ของขา่ วมคี วามนา่ สนใจเกี่ยวขอ้ งกับผู้อ่าน ผฟู้ ัง
3. การเขยี นขา่ วควรเขยี นตรงไปตรงมาเฉพาะข้อเทจ็ จรงิ เท่านั้น
4. การจัดพิมพ์ข่าวแจกควรให้มีความประณีตสวยงามทั้งในด้านการเลือกใช้กระดาษ (ใช้
กระดาษ A4) การเวน้ หน้ากระดาษ การเวน้ บรรทัด (Double Space) ท้ังนีเ้ พ่อื ใหด้ นู ่าอ่าน และเป็นการ
ให้เกียรติส่ือมวลชนที่รับข่าวไปเผยแพร่ การจัดพิมพ์ที่ดีนับเป็นคุณสมบัติข้ันแรกที่จะทาให้ข่าวนั้นมี
โอกาสไดล้ งพมิ พ์ก่อนทีจ่ ะพจิ ารณาถึงการใชภ้ าษในการเขียน (Wilcox et al. 1989 : 552)
5. ควรมีรายละเอียดเกี่ยวกับ ชื่อ ที่อยู่ ของหน่วยงานท่ีส่งข่าวให้ชัดเจน เพื่อสะดวกในการ
ตดิ ตอ่ ขอรายละเอียดเพมิ่ เตมิ
รูปแบบการเขียนขา่ วแจกมีรูปแบบการเขยี น 2 แบบ คือ
1. การเขียนแบบพีระบิดหัวกลับ คือ การเขียนข่าวโดยจัดลาดับความสาคัญของประเด็น
ต่าง ๆ ที่มีในข่าวและนาเอาประเด็นท่ีมีความสาคัญมาไว้ตอนต้น ๆ ของข่าวส่วนที่เหลือให้เรียง
ตามลาดับจากมากไปหาน้อยลดหล่ันกันไป ส่วนที่มีความสาคัญท่ีสุด เรียกว่า ความนาหรือวรรคนาของ
ข่าว
ประเด็นสาคัญ
รายละเอียด
รายละเอยี ด
366 ชวนพศิ อตั เนตร์
การเขียนข่าวลักษณะนี้จะช่วยให้ผู้อ่านได้ทราบรายละเอียดของข่าวได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น ผู้อ่านจะได้
ทราบแนวคิดกว้างๆ เกี่ยวกับเรื่องที่เสนอก่อนที่จะได้ทราบรายละเอียดในย่อหน้าถัดไป ความนาจึง
นับเป็นส่วนสาคัญที่จะดึงดูดความสนใจของผู้อ่าน มักจะเขียนโดยใช้ภาษาง่าย ๆ ให้ความชัดเจน และ
เป็นประเด็นสาคัญท่ีสุดของเร่ือง และมักเป็นความนาแบบสรุปความที่อาจขึ้นต้นด้วยใคร อะไร ที่ไหน
เมอื่ ใด ทาไม หรืออย่างไร ทั้งนข้ี ึ้นอย่กู บั ว่าข่าวเร่อื งนนั้ มีส่ิงใดสาคัญกวา่ กนั
2. การเขียนแบบพีระมิดหัวตั้ง เขียนข่าวที่กล่าวถึงรายละเอียดปลีกย่อยก่อนขยาย
รายละเอียดเพ่ิมเติมขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงประเด็นสาคัญของเรื่อง รูปแบบการเขียนแบบนี้เป็นรูปแบบที่ใช้
เหมือนกับนวนยิ ายหรอื เร่ืองสนั้
รายละเอยี ด
รายละเอียด
ประเดน็ สาคญั
การส่งข่าวแจกไปยังส่ือมวลชนต่าง ๆ น้ัน มักจะส่งไปเผยแพร่ทางหนังสือพิมพ์มากกว่าสื่อ
อื่น ๆ สาหรบั การเผยแพร่ข่าวทางวิทยุโทรทัศน์น้ัน นิยมนดั หมายใหส้ ื่อมวลชนมาจัดทาข่าวในระหว่างที่
มีกิจกรรมภายในหน่วยงานมากกว่าจะจัดส่งไปเผยแพร่เอง หลักการเขียนข่าวดังได้กล่าวมาแล้วน้ัน
จงึ เน้นสาหรบั การเขียนเผยแพรท่ างหนังสือพิมพ์ สว่ นการสง่ ขา่ วเผยแพร่ทางวิทยกุ ระจายเสยี งน้ัน ยงั คง
ใช้หลักการอย่างกว้าง ๆ เชน่ เดียวกันคือใคร ทาอะไร ทีไ่ หน เมื่อใด อย่างไร และทาไม แต่การเขยี นข่าว
แจกเผยแพร่ทางวิทยุกระจายเสียง ต้องคานึงถึงลักษณะเฉพาะของส่ือวิทยุกระจายเสียงท่ีมีความใกล้ชิด
กับผฟู้ ังและการรับฟังได้เพียงครง้ั เดียว จงึ ตอ้ งเลือกใช้ภาษาให้เหมาะสมดว้ ย
ข่าวแจกทางวทิ ยุกระจายเสยี ง
โดยปกติแล้วการสงข่าวแจกมักจะต้องส่งไปเผยแพร่พร้อม ๆ กัน หลาย ๆ สื่อ เนื่องจากใน
ปัจจุบันประชาชนขยายตัวในการเปิดรับส่อื อย่างกวา้ งขวาง และเลือกรับสื่อท่ีมีความเฉพาะเจาะจงมาก
ข้นึ กว่าแตก่ ่อน การส่งขา่ วไปยังสื่อมวลชนประเภทใดประเภทหน่ึงเพียงประเภทเดียวเท่ากับเป็นการปิด
การเขียนเพอื่ การสอ่ื สารทางวิชาการและวิชาชพี 367
ชอ่ งทางการรับรู้ของประชาชน นอกจากในกรณที ีก่ ารประชาสัมพนั ธก์ ิจกรรมนนั้ เปน็ เรอื่ งไมใ่ หญ่มากนัก
หน่วยงานเองไม่มีวัตถุประสงค์จะให้เผยแพร่ข่าวอย่างกว้างขวาง ก็อาจเลือกใช้ส่ือใดสื่อหนึ่งเพียงสื่อ
เดียวที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายในกรณีน้ันการเขียนข่าวทางวิทยุกระจายเสียงก็มีหลักเกณฑ์เดียวกัน
กบั หลักการเขียนขา่ วแจกทางหนังสือพิมพ์ แต่มคี วามเปน็ ทางการน้อยกว่า เนอื่ งจากคุณลักษณะของสื่อ
วิทยุกระจายเสียงแตกต่างจากสื่อหนังสือพิมพ์ ฉะน้ันข่าวทางวิทยุกระจายเสียงจึงมีลักษณะเป็นการ
เขียนเพื่อการฟังมากกวา่ การเขียนเพื่อการอ่าน ข้อควรพิจารณาในการเขียนข่าวทางวทิ ยุกระจายเสยี งมี
ดังนี้
1. ใช้ภาษากระชับและชัดเจนมากกว่าข่าวทางหนังสือพิมพ์ ลักษณะการเขียนจะไม่มีการ
เขยี นส่วนขยายประโยคให้สลบั ซบั ซ้อน เพราะไม่สะดวกในการฟัง ประโยคแต่ละประโยศมีแนวความคิด
เดียว และควรเป็นภาษาตรงไปตรงมา ฟังคร้ังเดียวสามารถเข้าใจได้ เน่ืองจากส่ือวิทยุกระจายเสียงไม่
เปิดโอกาสใหผ้ ้ฟู งั ทบทวนได้เหมอื นการอา่ นหนังสอื พิมพ์
2. การเสนอขอ้ มลู ท่เี ป็นตวั เลขจานวนมาก เชน่ การประมาณคา่ ใชจ้ ่ายหรืองบประมาณ นิยม
ใช้การประมาณมากกว่าจะเสนอตัวเลขจรงิ
3. หลกี เล่ยี งการใช้ดาพดู ช้า ๆ กนั หรอื คาทมี่ เี สียงคลา้ ย ๆ กนั เพราะจะทาให้ฟังยาก รวมท้งั
หลกี เลี่ยงการใช้สานวนท่ยี ากตอ่ การฟัง
4. การใช้ชอ่ื เฉพาะ คาศพั ท์ที่อา่ นยาก ๆ ควรวงเล็บคาอ่านไวใ้ ห้ชัดเจนด้วย
5. การยกคากล่าวของใครข้ึนมาอ้างต้องระมัดระวังอย่าให้มีความยาวมาก เพราะผู้ฟังจะ
สับสน โดยมากผู้เขียนจะต้องเปลี่ยนสรรพนามเป็นบุรุษที่สาม และสรุปความในคากล่าวที่จะนามาอ้าง
นั้นมากกว่าจะใช้วิธียกคากล่าวหรือคาพูดมาใช้เหมือนข่าวหนังสือพิมพ์ นอกจากเป็นคากล่าวส้ัน ๆ ที่
คาดว่าผูฟ้ งั จะเข้าใจได้
6. การเขียนคาย่อต่าง ๆ ไม่นิยมใช้ในข่าวแจกทางวิทยุกระจายเสียง ยกเว้นเป็นคาย่อที่รู้จัก
คนุ้ เคยกนั ดีอยู่แลว้
7. ยึดหลักการเขียนแบบพีระมิดหัวกลับ ทั้งนี้เพราะส่ือวิทยุกระจายเสียงต้องเสนอข่าวเพ่ือ
ดงึ ดูดความสนใจของผู้ฟังอย่างฉบั พลันทันทีและเสนอขา่ วตรง ๆ ดงั นน้ั เน้อื หาขา่ ววิทยุกระจายเสียงจะ
เริ่มจากประเด็นสาคญั ทส่ี ุดโดยนาสาระสาคัญมาเสนอก่อน หลังจากน้ันจงึ เสนอเนอ้ื หาทเี่ ปน็ รายละเอียด
อ่นื ๆ (จุมพล รอดคาดี 2532:16)
8. หัวข้อข่าววิทยุกระจายเสียงจะแตกต่างจากการพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์ เพระ
หนังสือพิมพ์มีเนื้อท่ีจากัด ต้องเลือกคาและข้อความพาดหวั ขา่ ว แต่วิทยุกระจายเสียงสามารถแจ้งหวั ขอ้
ข่าวได้เป็นประโยค หัวข้อข่าวจึงเป็นเหมือนสรุปสาระสาคัญของข่าวมาเสนอไว้ให้รู้ตั้งแต่ตอนต้นของ
รายการข่าว (จมุ พล รอดคาดี 2532:16)
368 ชวนพศิ อัตเนตร์
การเขยี นบทความเพอ่ื การประชาสัมพันธ์
1. ความหมายของบทความเพื่อการประชาสัมพันธ์บทความเพื่อการประชาสัมพันธ์ หมายถึง
ข้อเท็จจริงสาระ และความคิดเห็นต่าง ๆ ท่ีเขียนขึ้นเพ่ือให้ข้อมูลให้ความรู้ และส่งเสริมความเข้าใจที่ดี
รวมท้ังสร้างใหเ้ กดิ ความเชือ่ ถอื และจนิ ตภาพทดี่ ตี อ่ หน่วยงาน การเขยี นบทความเพื่อการประชาสัมพันธ์
มักจะทาในโอกาสที่ต้องการช้ีแจงรายละเอียดเก่ียวกับเหตุการณ์กิจกรรมของหน่วยงานหรือบางทีใช้ใน
โอกาสที่จะแสดงความรบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คมของหน่วยงาน โดยการใหค้ วามร้ใู นเรือ่ งท่ัว ๆ ไปแกป่ ระชาชน
ซ่ึงมักเป็นการให้ความรู้ในขอบเขตท่ีเกี่ยวข้องกับงาน หรือกิจกรรมของหน่วยงาน เช่น องค์การ
เภสัชกรรม อาจเสนอความรู้ท่ัวไปเกี่ยวกับการใช้ยาสามัญประจาบ้านแก่ประชาชน ธนาคารเพ่ือ
การเกษตรฯ อาจเสนอความรู้เกย่ี วกับการเลย้ี งปลา การเพาะเล้ียงก้งุ ฯลฯ
2. วัตถุประสงคข์ องบทความเพื่อการประชาสัมพันธบ์ ทความเพ่ือการประชาสมั พันธ์ ไม่ว่าจะ
เขียนให้มีลักษณะอย่างไรหรือเป็นบทความประเภทใดก็ตาม โดยทั่วไปแล้วบทความเพื่อการ
ประชาสมั พันธม์ ีวัตถุประสงค์สาคัญ 2 ประการ คือ
2.1 เพื่อแจ้งให้ทราบ ให้รายละเอียดและข้อเท็จจริงการเขียนเพ่ือวัตถุประสงค์ข้อนี้
ผู้เขียนจะต้องให้รายละเอียดซึ่งเป็นข้อเท็จจรงิ เกยี่ วกับเรื่องที่เขยี นอย่างแจ่มแจ้งชดั เจน เพอื่ ใหผ้ อู้ ่านได้
ทราบข้อมลู ที่ตอ้ งการบอกกล่าวหรือชแี้ จง เช่น บทความบรรยาย
2.2 เพอ่ื โน้มนา้ วใจ เปน็ การเขยี นทตี่ ้องการให้ผูอ้ ่านเปลี่ยนทัศนคตหิ รือมีความเหน็ คล้อย
ตามท่ีผู้เขียนต้องการ หรือเกิดผลในทางปฏิบัติตามที่ผู้เขียนต้องการการเขียนเพ่ือวัตถุประสงค์ข้อนี้
ผู้เขียนไม่เพียงแต่จะให้ข้อมูลรายละเอียดเท่านั้น แต่ต้องหาหลักฐานมาประกอบข้อเขียนให้มาก
พอสมควร และหาเหตุผลมาสนับสนุนเทคนิคสาหรับการเขียนในวัตถุประสงค์ข้อนี้ดีอ จะต้องแสดงให้
ผู้อ่านทราบอย่างชัดเจนว่าส่ิงที่ต้องการโน้มน้าวใจคืออะไร ถ้าหากปฏิบัติตามจะเกิดผลดีอย่างไว และ
หากไม่ปฏิบัติตามจะเกิดผลเสียอย่างไรบ้าง นอกจากนั้นบทความที่เขียนยังจะต้องเร้าอารมณ์ผู้อ่านท้ัง
ด้วยการใช้ภาษาที่เร้าอารมณ์ เหมาะสมกับผู้ฟัง และเข้าอารมณ์ด้วยเหตุผล เช่น ความกลัวต่อการ
ปฏบิ ัติตามหรือไมป่ ฏบิ ัตติ ามส่งิ ท่โี นม้ น้าวใจ (อวยพร พานิช, 2527)
3. ประเภทของบทความเพื่อการประชาสัมพันธ์บทความโดยทั่วไปอาจมีการแบ่งได้หลาย
ประเภทขึ้นอยู่กับเกณฑ์ในการแบ่ง สาหรับบทความเพื่อการประชาสัมพันธ์นั้นมีไว้เพ่ือเป้าหมายในการ
สรา้ งสัมฤทธ์ิผลของงานประชาสมั พนั ธ์ ซ่ึงโดยทว่ั ไปแล้วมี 4 ประเภท ดงั นี้
3.1 บทความประเภทบรรยายท่ัวไป คือ บทความท่ีมุ่งเสนอรายละเอียด อธิบายเร่ืองใด
เรื่องหน่ึงโดยเฉพาะเพื่อชี้แจงให้ข้อมูลแก่ผู้อ่าน โดยมุ่งหวังให้ผู้อ่านได้รับทราบ และเกิดความเข้าใจใน
เร่ืองน้ัน ๆ เช่น อธิบายความเป็นมาของกิจกรรม ขั้นตอนการดาเนินงาน การเขียนบทความประเภทนี้
มุ่งเน้นท่ีลาดับขั้นตอนในการเขียนให้ชัดเจนการใช้ภาษาท่ีบรรยายหรืออธิบายต้องง่ายและก่อให้เกิด
ภาพพจนต์ ามไปด้วย (นภาภรณ์ อัจฉรยิ ะกลุ 2530:283)
การเขียนเพื่อการส่ือสารทางวิชาการและวชิ าชีพ 369
3.2 บทสัมภาษณ์ คือ บทความที่นาเอาคาสัมภาษณ์ของบุคคลมาเขียนเผยแพร่ โดยคา
สัมภาษณ์น้ันอาจเป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลท่ีน่าสนใจหรือเหตุการณ์ใหม่ ๆ โครงการใหม่ รวมท้ัง
เป็นการให้รายละเอียดเรื่องใดเรื่องหน่ึงก็ได้ บทความสัมภาษณ์ใช้ได้ท้ังในกรณีท่ีต้องการแนะนาบุคคล
เหตุการณ์ สถานที่ และใช้ในกรณีที่ช้ีแจงรายละเอียดให้ข้อมูลเพิ่มเติม บทความสัมภาษณ์ใช้ได้ท้ังงาน
ประชาสัมพันธ์ภายใน และภายนอกหน่วยงาน การเขียนบทความประเภทน้ีผู้เขียนสามารถสอดแทรก
ความคิดเห็นผนวกกับข้อความสัมภาษณ์ เพื่อให้บทความมีชีวิตชีวามากขึ้น จุดสาคัญในการเขียน
บทความประเภทนี้อยู่ท่ีความสามารถในการจับประเด็นของข้อมูลสัมภาษณ์ได้ครบถ้วนและเทคนิ คใน
การนาเสนอข้อมูลเหล่านั้นให้น่าสนใจ เช่น มีความสามารถในการเลือกประเด็นท่ีมีความเด่น แปลกมา
ดึงดดู ความสนใจของผอู้ า่ น
3.3 บทความเชิงวิจารณ์ คือบทความที่แสดงความคิดเห็นในเชิงติ ชม วิพากษ์วิจารณ์
พร้อมทั้งเสนอเหตุผลสนับสนุนข้อวิจารณ์ โดยหวังผลให้บทวิจารณ์น้ันสร้างความอยากรู้อยากเห็นใน
เร่ืองราวหรือเหตุการณ์บางอย่างซ่ึงจะส่งผลในด้านการประชาสัมพันธ์ เช่น การประชาสัมพันธ์
ภาพยนตร์โดยเขียนบทวิจารณ์ภาพยนตร์ คาติคาชมในการเขียนจะมีส่วนช่วยทาให้ผู้อ่านเกิดความ
กระตือรือร้นต้องการไปชมภาพยนตร์การเขียนบทความเชิงวิจารณ์เป็นการแสดงความคิดเห็นของ
ผู้เขียน ไม่ว่าจะเป็นการวิจารณ์บุคคล วิจารณ์เหตุการณ์วิจารณ์หนังสอื วิจารณ์ภาพยนตร์ ฯลฯ ผู้เขียน
บทวิจารณ์ประเภทน้ีจะต้องเป็นผู้อ่านมาก ดูมาก รู้มาก มีประสบการณ์มาก และจะต้องรู้ข้อเท็จจริง
อย่างกระจา่ งชัดในเรือ่ งท่จี ะเขยี น
3.4 สารคดี คือบทความประเภทหนึ่งที่มีลักษณะแตกต่างจากบทความทั่วไป กล่าวคือ
มีความยาวมากกว่ามีข้อมูลสนับสนุนอ้างอิงมากกว่า และมีจุดมุ่งหมายท่ีจะให้ข้อเท็จจริง และ
ความเพลิดเพลินแก่ผู้อ่านพร้อม ๆ กันไป งานเขียนประเภทนี้มีประโยชน์ต่องานประชาสัมพันธ์เพราะ
สารคดีเสนอเรื่องราว ชักนาความคิดของผู้อ่านจงใจให้คิดไปในแนวท่ีผู้เขียนต้องการ และต้องให้ความ
บันเทงิ ชวนอา่ น (วาสนา เกตุภาค มปป. : 102) การเขยี นสารคดีเพ่ือการประชาสัมพันธ์นนั้ จะเปน็ เรื่อง
อะไรก็ได้ที่อยู่ในความสนใจของผู้อ่านและตรงกับวัตถุประสงค์ในการประชาสัมพันธ์ เช่น สารคดี
เกี่ยวกับเทศกาลต่าง ๆ เหตุการณ์ที่น่าสนใจ เป็นต้น การใช้ภาษานอกจากจะต้องคานึงถึงการสื่อ
ความหมายทช่ี ดั เจนแลว้ ยังจะตอ้ งพยายามให้ผูอ้ ่านเหน็ ภาพพจน์คลอ้ ยตามดว้ ย
4. โครงสร้างของบทความเพื่อการประชาสัมพันธ์บทความเพ่ือการประชาสัมพันธ์ก็จัดเป็น
งานเขียนประเภทหน่ึง ซึ่งมีวัตถุประสงค์เฉพาะเจาะจง ในการเขียนน่ันผู้เขียนต้องเริ่มต้นจาก
แนวความคิด กล่าวคือ ต้องเข้าใจว่าแนวความคิดทตี่ ้องการจะถ่ายทอดหรือเผยแพร่ไปน้ันคืออะไรและมี
อะไรบ้าง นอกจากน้ันต้องพิจารณาว่า ข้อมูลซ่ึงเป็นเนื้อหาของเรื่องน้ันมีความครบถ้วนสมบูรณ์ หรือไม่
มีลักษณะอย่างไรบ้าง มีความทันสมัยหรือไม่รวมทั้งจะต้องพิจารณาเร่ืองการใช้ภาษา คือ ต้องรู้จักใช้
ภาษาที่มปี ระสทิ ธภิ าพในการเขียนเร่ือง และนาเสนอความคดิ ตา่ ง ๆ ถ่ายทอดไปยังผอู้ ่านดว้ ย
370 ชวนพิศ อตั เนตร์
บทความเพ่ือการประชาส้มพันธ์มีโครงสร้าง เช่นเดียวกับบทความอื่น ๆ คือ แบ่งออกเป็น
3 สว่ นสาคญั คอื บทนา เน้ือเรอ่ื ง และบทสรปุ
4.1 บทนา เป็นการอารัมภบทหรือเกริ่นเร่ิมแรกเพื่อให้ผู้อ่านได้รู้แนวในเร่ืองท่ีจะเขียน
เป็นการนาพาผู้อ่านเพ่ือก้าวเข้าสู่ตัวเร่ือง การเขียนบทนาจึงเป็นสิ่งสาคัญ เพราะเป็นจุดเร่ิมแรกที่จะ
เรียกร้องความสนใจของผู้อ่าน
การเขยี นบทนา ทาไดห้ ลายวิธีดังน้ี (สุกัญญา ตีระวนิช 2528:693)
4.1.1 การย่อเรื่อง ย่อเรื่องที่จะนาเสนอท้ังหมดให้ผู้อ่านทราบอย่างกว้าง ๆ ก่อนที่
จะทราบจากรายละเอยี ด
4.1.2 การวาดภาพ คืออธิบายให้เห็นภาพของบุคคล เหตุการณ์ สถานที่หรือสิ่งใดก็
ตามทก่ี าลังจะเขียนถึงเป็นการเปิดเรอ่ื งในเชงิ ดงึ ดูดความสนใจผู้อา่ น
4.1.3 การปฏิสันถารกบั ผู้อ่าน คอื พดู กับคนอา่ น
4.1.4 การใชข้ ้อความกระทบใจ คอื บทนาที่ใช้ประโยคให้สะดุดความสนใจของผู้อ่าน
อาจเป็นประโยคส้นั ๆ ประโยดเดยี ว แต่เรา้ ความสนใจของผู้อ่านมาก
4.1.5 การใช้แนวเทียบ คือเปิดเร่ืองด้วยอุทาหรณ์ หรือแนวเทียบเหตุการณ์ท่ีกาลัง
จะเขียนถึงนอกจากน้ียังอาจใช้เทคนิคการเขียนความนาของข่าวมาประยุกต์ใช้ในการเขียนบทนาของ
บทความได้ เชน่ เดยี วกัน คอื
1) เขียนบทนาในลกั ษณะเปน็ การตั้งคาถามซง่ึ เปน็ กลวิธีอย่างหนึ่งทจ่ี ะกระตุ้น
ใหผ้ อู้ ่านสนใจอยากทราบคาตอบ
2) เขียนบทนาโดยใช้ขอ้ ความท่มี คี วามขัดแย้งเพ่ือให้ผู้อ่านอยากทราบข้อสรปุ
3) เขยี นบทนาโดยการยกคากลา่ ว ภาษติ บทกวี
4.2 เน้อื เร่ือง คือส่วนทกี่ ล่าวถึงตัวเร่ืองหรือรายละเอียดในเรอ่ื งนน้ั ผเู้ ขียนจะตอ้ งเขียนให้
ตรงวัตถุประสงค์เป็นไปตามลาดับความคิดท่ีต้องการนาเสนอ และต่อเน่ืองเช่ือมโยงกันด้วยถ้อยค่า
สานวน ทเี่ ลอื กสรรเปน็ อยา่ งดี
4.3 บทสรุป เป็นการทิ้งท้ายเพ่ือเน้นหรือย้ายืนยันความคิดเห็นของผู้เขียนที่เสนอมาแต่
ต้นให้ชัดเจนอีกครั้งหรือท้ิงท้ายด้วยข้อคิด ข้อความที่ประทับใจ อย่างไรก็ตามการเขียนบทสรุปจะต้อง
สัมพันธ์สอดคล้องกับบทนา เช่น การเขียนบทนาในเชิงตั้งคาถาม ในบทสรุปก็ควรให้ข้อสรุปที่ตอบ
คาถามนั้น หรือข้อเสนอแนะอย่างใดอย่างหน่ึงแก่ผู้อ่าน ดังน้ันบทสรุปจึงอาจเขียนได้หลายแบบ คือ
เน้นความย่อของเรื่องท้งั หมด
- เน้นจุดสาคญั ของเรอ่ื ง
- เน้นการทงิ้ ขอ้ คดิ คาถามแก่ผู้อ่าน
- เน้นการสรปุ ดว้ ยคากล่าว ภาษิต ข้อความท่ปี ระทับใจ
การเขยี นเพื่อการสอ่ื สารทางวิชาการและวชิ าชพี 371
5. การใช้ภาษาในบทความเพื่อการประชาสัมพันธ์ภาษาในบทความ เป็นภาษากึ่งทางการ
ใช้หลักการเขียนให้เห็นภาพพจน์ การสร้างอารมณ์ขัน การเสียดสีเพื่อดึงดูดความสนใจผู้อ่าน (สุกัญญา
ตีระวนิช 2528:692) การเขียนบทความเพื่อการประชาสัมพันธ์ก็เช่นเดียวกับการเขียนบทความอ่ืน ๆ
ที่จะต้องอาศัยทักษะ คือการฝึกฝนให้เกิดความชานาญในการเลอื กสรรถ้อยคา และเรียบเรียงถ้อยคามา
ผูกประโยดที่สื่อความหมายได้ชัดเจนและสละสลวยประทับใจผู้อ่านด้วย การใช้ภาษาในการเขียน
บทความควรคานึงถึงสงิ่ ต่อไปนี้คือ
5.1 ใช้ภาษาที่อ่านเข้าใจง่าย คือไม่ควรใช้ภาษาสูงหรือคาท่ีเข้าใจยาก และควรหลีกเลี่ยง
คาทีเ่ ข้าใจกันเฉพาะกล่มุ หรอื คาท่มี คี วามหมายหลายแง่มมุ
5.2 เลือกใช้คาอย่างประหยัด ตรงเป้าหมาย และมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ เขียนให้
กะทัดรดั สื่อความหมายชัดเจน
5.3 ใช้คาและผูกประโยคที่มีความสละสสวย มีความเรียบง่าย ข้อความทุกย่อหน้า
เชอื่ มตอ่ กันอยา่ งกลมกลนื ในแตล่ ะย่อหน้ามปี ระเดน็ สาคัญเพยี งประเดน็ เดียว
5.4 การเขยี นบทความเพื่อโน้มน้าวใจ ตอ้ งรูจ้ ักปรงุ แต่งคาตา่ ง ๆ เพือ่ ให้ขอ้ ความมีรสชาติ
และโน้มน้าวใจผอู้ า่ นให้เกดิ ความรู้สกึ คลอ้ ยตาม แต่จะต้องไมใ่ ช้คาพูดทเ่ี กนิ ความจริง
5.5 ภาษาทใ่ี ช้ควรตรงตามความนิยมของผอู้ า่ น มีความทันสมยั เข้ากับเหตุการณเ์ สมอ
5.6 บทความท่ีเรียบเรียงขน้ึ จะตอ้ งเชอ่ื ถือได้ มีเหตุผล และพสิ ูจน์ได้
5.7 การเขียนบทความเพ่ือโน้มน้าวใจ ควรชักจูงเข้าหาสิ่งท่ีผู้อ่านกาลังสนใจ คือเขียนให้
เก่ียวข้องโดยตรงกับความสนใจของผู้อ่าน และนามาเช่ือมโยงให้สัมพันธ์กับเร่ืองที่เขียน เพราะบุคคลมี
แนวโน้มท่จี ะเลอื กรับข่าวสารทตี่ รงกบั ความสนใจของตนเอง
6. ขั้นตอนการเขียนบทความเพ่ือการประชาสัมพันธ์การเขียนบทความเพื่อการ
ประชาสมั พนั ธ์ มขี น้ั ตอน ดังนี้
6.1 หาจุดสนใจของเรื่อง เมื่อทราบวัตถุประสงค์ของการเขียน กลุ่มเป้าหมาย และ
รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ มาพอสมควรแล้ว ก่อนลงมือเขียนก็จะต้องหาจุดเด่น หรือจุดสนใจของเรื่องให้ได้
ว่าเรื่องน้ัน ๆ มีอะไรเด่น หรือน่าสนใจโดยดูจากข้อมูลที่มีอยู่ และจากัดจุดเด่นให้แคบลงเพื่อไม่ให้เน้ือ
เร่ืองกระจัดกระจาย โดยถือหลักว่าบทความควรตอบคาถามเพียงอย่างเดียว เช่น ทาไม หรืออย่างไร
ฯลฯ
6.2 หาขอ้ มลู ทีเ่ ก่ียวข้องเพิ่มเติม โดยอาศยั หลักคุณคา่ ต่อเน่ือง กล่าวคือ ดวู า่ ขอ้ มลู ที่มีอยู่
ตอ่ เนือ่ งหรอื เก่ยี วขอ้ งกบั เรือ่ งอะไร และอย่างไร เพอ่ื ใหไ้ ด้ข้อมูลครบถว้ นและสมบรู ณ์ที่สุด
6.3 กาหนดโครงเรอื่ ง เพอื่ เป็นแนวทางในการเขยี นเน้อื เร่ือง
6.4 เขียนเรื่องไปตามลาดบั ทก่ี าหนดไว้ โดยใชภ้ าษา และลลี าการเขียนเฉพาะตน
372 ชวนพิศ อตั เนตร์
6.5 เมื่อเขียนเสร็จแล้ว ควรอ่านเพ่ือแก้ไขบทความให้ดีข้ึน โดยพิจารณาจากการใช้
ถอ้ ยคา การผูกประโยค การจัดย่อหน้า และการลาดับเน้ือเร่อื ง
บทสรปุ
การประชาสัมพันธ์ หมายถึง กระบวนการถ่ายทอดข่าวสาร ความคิดเห็นตลอดจนข้อมูล
ต่าง ๆ จากหน่วยงานไปยังกลุ่มเป้าหมายและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อหน่วยงาน
การประชาสัมพันธ์มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างความเข้าใจกันดีและป้องกันแก้ไขความเข้าใจผิดต่าง ๆ
รวมทง้ั การสรา้ งจินตภาพทด่ี ีให้เกิดข้นึ กบั หน่วยงาน
เอกสารเพื่อการประชาสัมพันธ์ท่ีนิยมใช้เป็นการแบง่ ตามกลุม่ เปา้ หมายทางการประชาสัมพันธ์
และตามประเภทของสอ่ื ท่ีเผยแพร่
การใช้ภาษาเพ่ืองานประชาสัมพันธ์ต้องคานึงถึงผู้รับสาร ส่ือที่ใช้เผยแพร่ วัตถุประสงค์ของ
การประชาสมั พนั ธ์ เพอ่ื เลือกใช้ภาษาใหเ้ หมาะสมกบั ปัจจัยต่าง ๆ ดังกลา่ ว
ภาษาที่ใช้ในเอกสารเพื่อการประชาสัมพันธ์ แตกต่างกันโดยข้ึนอยู่กับเนื้อหา เน้ือเร่ือง เช่น
การเขียนข่าวเพ่ือประชาสัมพันธ์ตามหลักการเขียนข่าวทั่ว ๆ ไป คือ เขียนเพื่อตอบคาถามว่า ใคร
ทาอะไร ทไี่ หน เมอ่ื ใด เพราะอะไร และทาอย่างไร การเขยี นขา่ วเพ่ือเผยแพรไ่ ปยงั เมื่อใดจะต้องใช้ภาษา
และรปู แบบการเขียนตามท่สี ือ่ ประเภทนนั้ ใชด้ ้วย
การเขียนบทความเพ่ือประชาสัมพันธ์จะต้องรู้จักเลือกสรรการใช้ถ้อยคาสานวน รู้จักการ
ผูกประโยค และเรียบเรียง เน้นย่อหน้าท่ีมีความสละสลวย เพื่อให้เป็นบทความท่ีน่าอ่าน ดึงดูด
ความสนใจ และบรรลุวัตถุประสงค์ทั้งในด้านการให้ข้อมูลข่าวสารท่ีมีรายละเอียดครบถ้วยและสามารถ
โน้มน้าวใจผู้อ่าน ให้มีทัศนคติที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการประชาสัมพันธ์ และยอมรับในส่ิงท่ี
ผเู้ ขยี นตอ้ งการ
คาถามทบทวน
1. จงอธบิ ายความหมายของการประชาสัมพนั ธ์
2. วตั ถปุ ระสงค์สาคญั ของการประชาสัมพนั ธ์
3. จงอธิบายความแตกต่างระหวา่ งการเขียนเพอื่ การประชาสมั พันธก์ ับการเขยี นทวั่ ไป
4. จงบอกองค์ประกอบทส่ี าคญั ของบทความเพื่อประชาสมั พนั ธ์
5. ข่าวแจก คอื อะไร มีความจาเป็นอยา่ งไรในงานธุรกจิ
การเขยี นเพ่ือการสื่อสารทางวิชาการและวชิ าชีพ 373
เอกสารอา้ งองิ
ชุมพล รอดคาดี. (2532). ข่าววิทยุกระจายเสียง. เอกสารประกอบการอบรมเจ้าหน้าท่ีประชาสัมพันธ์.
กระทรวงศกึ ษาธิการ.
นภาภรณ์ อัจฉริยะกลุ . (2530). การเขยี นบทความเพ่อื การประชาสัมพันธ์. เอกสารการสอนชุดวิชาการ
ผลติ งานประชาสมั พนั ธ์. นนทบุรี. สาชาวิชานิเทศศาสตร์. มหาวิทยาลัยสุโขทยั ธรรมาธริ าช.
พรทิพย์ วรกิจโภคาทร. (2531). การวิจัยเพื่อการประชาสัมพันธ์. กรุงเทพมหานคร. สานักพิมพ์
ธรรมศาสตร์.
วาสนา เกตภุ าค. การเขียนสารคดี. ในการเขียน กรุงเทพมหานคร. โอเดียนสโตร์. มปป.
ศรีพิไล ทองพรม. (2521). การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเพ่ือการประชาสัมพันธ์. เอกสาร
ประกอบชุดวิชาการผลิตรายการ. วิทยุกระจายเสียง กรุงเทพมหานคร สาขาวิชานิเทศ
ศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช.
สมติ สชั ฌุกร. (2513). การเขียนในงานธรุ กิจ. กรุงเทพมหานคร. เกษมสมั พันธ์การพิมพ์.
สุกัญญา ตีระวนิช. (2528). ภาษาหนังสือและนิตยสาร. เอกสารการสอนชุดวิชาภาษาเพ่ือการสื่อสาร.
นนทบรุ ี. สาชาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธริ าช.
อวยพร พานิช. (2527). การเขียนเพ่ือการจูงใจ. เอกสารการสอนวิชาภาษาเพื่อการสื่อสาร. คณะนิเทศ
ศาสตร์. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
Cutlip, Scott and Center. (1978). Allen. Effective Public Relations. 5th ed. New Jersey:
Prentice-Hall, Inc.
Hadley, Read. (1992). Communication : Method for All Media. Illinois : University Of
Illinois Press.
Marston, John. (1979). Modern Public Relations. New York : McGraw-Hill Book Company.
Wilcox, Dennis et al. (1989). Public Relations : Strategies and Tactics. New York : Harper
& Row Publishers.
การเขียนเพอื่ การส่ือสารทางวชิ าการและวิชาชีพ 375
บทท่ี 8
การเขียนรายงานทางวิชาการ
การศึกษาระดับอุคมศึกษา มุ่งเน้นให้นักศึกษาใฝ่หาความรู้ หาข้อเท็จจริง ด้วยตนเองนอกช้ัน
เรียน มีทักษะการคิด รู้จักคิดอย่างมีระบบและคิดอย่างมีเหตุผล มีวิจารณญาณ ส่งเสริมให้นักศึกษามี
คุณสมบัติดังกล่าวข้างต้น คือการมอบหมายให้นักศึกษาทารายงานประกอบรายวิยาที่เรียน ดังน้ัน
นักศึกษาจึงควรศึกษาวิธีการ และฝึกฝนทักษะการเขียนรายงานจนเกิดความชานาญ เพ่ือจะได้สามารถ
ถ่ายทอดความรู้ ความคิด และผลงานที่เกิดขน้ึ จากการศึกษาค้นคว้าและวิจัยของนกั ศึกษาได้เป็นอย่างดี
ขณะเดียวกันก็จะได้มีพ้ืนฐานท่ีจาเป็นสาหรับการนาเสนอข้อมูลในการประกอบวิชาชีพต่าง ๆ ต่อไปใน
อนาคต
ความร้เู บ้อื งตน้ เกย่ี วกบั รายงานทางวิชาการ
ความหมายของรายงานทางวิชาการรายงานทางวิชาการ หมายถึง เอกสารที่เป็นผลจาก
การศกึ ษาคน้ คว้า สารวจ รวบรวม หรือวเิ คราะห์ เร่อื ง ทางวิชาการเรือ่ งใดเรอื่ งหนง่ึ แลว้ นามาเรยี บเรยี ง
อยา่ งมรี ะเบยี บแบบแผน รายงานวชิ าการส่วนใหญจ่ ะเปน็ ส่วนหน่ึงของการศึกษารายวิชาใดวิชาหนึง่ ซ่งึ
อาจอยู่ในรูปแบบของรายงานการค้นคว้า รายงานประจาภาค หรือภาคนิพนธ์ สาร นิพนธ์ปริญญา
นพิ นธว์ ทิ ยานิพนธห์ รอื รายงานการวิจยั
คาว่า รายงานทางวิชาการ หรือเรียกส้ัน ๆ ว่า รายงาน หมายถึง ความเรียงทางวิชาการ
ซ่ึงเป็นกิจกรรมสาคัญอันเป็นผลจากการศึกษา ค้นคว้า รวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ โดยวิธีการใด
วิธีการหนึ่ง หรือหลายวิธี เช่น การศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร การสารวจ การสังเกต การทดลอง เพ่ือให้
ได้มาซึ่งความรู้ใหม่ ความรู้เฉพาะ ข้อเท็จจริงที่เชื่อถือได้ แล้วนามาประมวล เรียบเรียงขึ้นใหม่โดยมี
หลกั ฐานและการอ้างองิ ประกอบ
รายงานทางวชิ าการ มีหลายประเภท ได้แก่
1. ภาคนิพนธ์ (Term Paper) เป็นรายงานทางวิชาการที่ครอบคลุมสัมพันธ์เนื้อหาทั้งหมด
ของวิชาท่ีเรียนนั้น หรืออาจจะเกี่ยวข้องกับปัญหาสาคัญด้านใดด้านหน่ึงท่ีอาจจะยังไม่ได้เรียน หรือมี
เวลาเรียนไม่ละเอียดลึกซ้ึง และผู้สอนมอบหมายให้ค้นคว้าศึกษาเพิ่มเติม มุ่งหมายให้ผู้เรียนแสดง
ความสามารถในการแสดงความคิดทัง้ ของตนเองและผู้รูจ้ ากแหล่งที่ไดศ้ ึกษาค้นคว้ามานัน้ ได้อยา่ งชัดเจน
ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ (มหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ บัณฑิตวิทยาลัย 2527:1-2) ในบางสถาบัน
เรียก ภาคนพิ นธ์ วา่ รายงานประจาภาค และอาจมลี ักษณะเป็นรายงานการวจิ ยั ก็ได้
2. วิทยานิพนธ์ หรือ ปริญญานิพนธ์ (Thesis or Dissertation) เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา
ตามหลักสูตรมหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิต เป็นผลการศึกษาคันคว้าวิจัยอย่างละเอียดลึกซ้ึง มีระบบ
376 ชวนพิศ อตั เนตร์
และมีคุณภาพทางวิชาการสูง เพื่อให้ได้เร่ืองราวข้อเท็จจริง ความรู้ ความคิดใหม่ ๆ ซ่ึงแสดงถึงความคิด
ริเริม่ หรือนาผลมาใชแ้ ก้ปญั หาเร่ืองใดเรอ่ื งหนึง่
3. รายงานการวิจัย (Research Paper) เป็นรายงานการศึกษา ค้นคว้าอย่างมีระบบ มีความ
มุ่งหมายเพื่อให้ได้มาซ่ึงข้อมูลหรือหลักการอันนาไปสู่ความก้าวหน้าทางวิชาการ มีรูปแบบของรายงาน
การวิจัย ซง่ึ ประกอบด้วยการกาหนดปัญหา วัตถุประสงค์ ขอบเขตของการวิจัย การสารวจเอกสาร และ
งานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง การสร้างสมมติฐาน การวิจัย การกาหนดวิธีการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูล
วิเคราะห์ แปลความหมาย และอภปิ รายผล
วัตถุประสงคข์ องรายงานทางวชิ าการรายงานทางวิชาการมีวตั ถปุ ระสงคส์ าคัญ ดังน้ี
1. เสนอผลจากการศึกษา ค้นคว้า รวบรวม และประมวลผลความรู้ ความคิด ข้อมูลทาง
วิชาการ อันอาจเป็นความรู้ ความคิด ข้อมูลทางวิชาการใหม่ ๆ หรือมุมมองทางวิชาการแนวใหม่ หรือ
การปรับปรงุ วนิ จิ ฉัย พิสูจน์ความรู้ ความคิดขอ้ มลู เดมิ
2. เพื่อพัฒนาความรู้ของผู้เรียนให้กว้างขวาง และลึกซึ้ง ช่วยส่งเสริมนิสยั และความสามารถ
ในการศึกษาค้นคว้า ตลอดจนความสามารถในการใช้ภาษา การประมวลและถ่ายทอดความรู้ ความคิด
และการนาเสนอเป็นภาษาเขียน
สว่ นประกอบของรายงานทางวชิ าการ
การเขียนรายงานทางวิชาการน้ันไม่ว่าจะเป็นรายงานประเภทใดเน้นในเรื่องส่วนประกอบและ
การจัดรูปเล่มมาก ดังน้ันผู้ที่จะเขียนรายงานจึงจาเป็นต้องทราบถึงรูปแบบ ส่วนประกอบต่าง ๆ ที่เป็น
มาตรฐาน เพ่ือจะได้เขียนรายงานได้ถูกตอ้ งตามแบบแผนอีกท้ังยังช่วยใหร้ ายงานนนั้ มีความสมบูรณ์เพิม่
คุณค่าย่ิงขึ้นการเขียนรายงานทางวิชาการแต่ละประเภทมีส่วนประกอบแตกต่างมันออกไป ซ่ึง
มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งจะเป็นผู้กาหนดรายละเอียดย่อยเฉพาะขึ้นเอง ผู้เขียนรายงานต้องปฏิบัติตามที่
กาหนด ซึ่งส่วนประกอบของรายงานทางวิชาการท้ังรายงานการค้นควา้ ท่ัวไป และรายงานค้นควา้ วจิ ัยมี
ส่วนประกอบแต่ละประเภทโดยท่ัวไป ดังน้ี
สว่ นประกอบของรายงานการคน้ ควา้ ทั่วไป
ในการเขยี นหรือพิมพ์รายงานการค้นควา้ ทัว่ ไปแตล่ ะสถานศึกษาจะกาหนดให้เขียนในรูปแบบ
เดียวกันท้ังนี้เพื่อความเป็นระเบียบและสะดวกในการประเมินผล ส่วนประกอบของรายงานการค้นคว้า
ทว่ั ไปแบง่ ได้ 3 สว่ น คอื ส่วนประกอบตอนต้น สว่ นเนือ้ เร่อื ง และส่วนประกอบตอนทา้ ย ดงั น้ี
ส่วนประกอบตอนต้น เป็นส่วนประกอบที่อยู่ตอนต้นเล่มของรายงานก่อนถึงเน้ือเร่ือง
ประกอบดว้ ยส่วนต่าง ๆ ดงั นี้
การเขยี นเพอ่ื การสอ่ื สารทางวิชาการและวชิ าชพี 377
1. ปกนอก (Cover หรือ Binding) คอื สว่ นทีเ่ ป็นปกหุ้มรายงานประกอบด้วยปกหน้าสนั และ
ปกหลัง ควรเป็นกระดาษแข็งพอสมควรสีสันเหมาะสมกับเนื้อหา หรืออาจใช้ปกของแต่ละ
สถาบันการศึกษาซึ่งได้จัดทาสาเร็จไว้แล้วก็ได้ อาจมีภาพหรือไม่ได้ถ้ามีภาพควรให้สอดคล้องกับเนื้อ
เร่ือง การจัดวางรูปแบบควรจัดให้สวยงามเหมาะสม ปัจจุบันการพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ทาให้สามารถ
ออกแบบปกใหส้ วยงามไดอ้ ย่างสะดวกง่ายดาย ข้อความทปี่ รากฎบนปกนอก ประกอบดว้ ย
1.1 ชื่อเร่ืองของรายงาน อยู่ห่างจากขอบบนของหน้ากระดาษลงมาประมาณ 1.5-2 นิ้ว
และควรกะให้อยกู่ ่งึ กลางพอดี (ไม่มีคาว่ารายงานเรอ่ื ง)
1.2 ช่ือผู้เขียนรายงาน ให้อยู่ตรงส่วนกลางของหน้ากระดาษ เขียนหรือพิมพ์ช่ือและ
นามสกุลของผู้เขยี นรายงาน ในกรณีทรี่ ายงานน้ันมีผ้เู ขยี นหลายคนให้ใสช่ ื่อทุกคนโดยจัดเรยี งตามลาดับ
ตัวอกั ษร
1.3 สว่ นล่างของหนา้ ปก ประกอบดว้ ยข้อความตามสาคัญ ดังน้ี
1) ชอ่ื ของรายวิชาท่ีกาหนดให้เขยี นรายงาน
2) ชื่อของแผนกหรือสาขา ชอื่ คณะท่ีนักศึกษาสังกัด
3) ชื่อของสถาบนั การศกึ ษา
4) ภาคการศกึ ษา ปกี ารศกึ ษาที่ทารายงาน
บรรทัดล่างสุดของส่วนล่างปกควรห่างจากขอบล่าง 1.5-2 น้ิว บทนิพนธ์ของแต่ละ
มหาวิทยาลัยอาจแตกต่างกนั บา้ ง ในรายละเอยี ดตามที่สถาบันกาหนด
2. หน้าปกใน (Title Page) อยู่ต่อจากปกนอกและมีข้อความเช่นเดียวกับปกนอก ช่ือเร่ือง
ของรายงานพิมพ์อยู่ตรงกึ่งกลางของหน้ากระดาษ โดยให้ห่างจากขอบบนประมาณ 2 น้ิว และห่างจาก
ขอบกระดาษซ้ายและขวาเท่า ๆ กันถ้าชื่อเร่ืองยาวแบ่งเป็นสอง-สามบรรทัดตามความเหมาะสม ช่ือ
ผู้เขยี นรายงานโดยทวั่ ไปเขียนเฉพาะชื่อและนามสกุลไมต่ ้องเขียนคานาหน้านาม เช่น นาย นาง นางสาว
ยกเวน้ ในกรณที ี่ผ้เู ขียนมียศ หรือบรรดาศกั ด์ิ เช่น ม.ร.ว ม.ล. หรอื ร.ต.ท ฯลฯ ให้ใสไ่ วด้ ว้ ยใต้ชือ่ ผเู้ ขยี น
ควรใส่เลขประจาตัวหรือรหัสประจาตัวนักศึกษาด้วย ตาแหน่งของชื่อผู้เขียน คือตรงกลางหน้ากระดาษ
เว้นระยะจากขอบกระดาษซ้ายและขวาเท่า ๆ กัน และอยู่ห่างจากข้อความส่วนบนและส่วนล่างของ
หนา้ กระดาษเป็นระยะพอ ๆ กัน ในกรณีท่ีมีผเู้ ขยี นหลายคนให้เขียนช่ือทุกคนเรยี งตามลาดับอกั ษร และ
ใส่รหัสประจาตัวไว้ต่องากชื่อในบรรทัดเดียวกัน ส่วนข้อความที่แจ้งว่าเป็นรายงานการค้นคว้าประกอบ
รายวิชาใด สถาบันศึกษาใด ภาคเรียน และปีการศึกษาใด จัดพิมพ์ไว้ส่วนท้ายของหน้ากระดาษโดยให้
บรรทัดสุดท้ายอยู่ห่างจากขอบลา่ งประมาณ 1 น้ิว
3. คานา (Preface) คือส่วนที่กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของรายงานเรื่องน้ัน รวมท้ังความสาคัญ
และขอบเขตของเนื้อหานอกจากน้ันยังอาจกล่าวขอบคุณผู้มีส่วนช่วยเหลือในการ จัดทาจนสาเร็จด้วยดี
378 ชวนพิศ อตั เนตร์
คานาอาจมีเพียงย่อหน้าเดียว สอง หรือสามย่อหน้าก็ได้ข้ึนอยู่กับความเหมาะสมของเน้ือหา คานาไม่
ควรเขียนยาวเกินไปให้พิมพ์คาว่า "คานา" ไว้กลางหน้ากระดาษไม่ขีดเส้นใต้ห่างจากขอบบน 2 น้ิว แล้ว
พมิ พข์ อ้ ความในบรรทัดถดั ลงมา เมอื่ จบขอ้ ความแล้วให้ลงช่ือ นามสกุลของผเู้ ขยี น ถ้าทางานเป็นกล่มุ ให้
ลงคาว่า"คณะผจู้ ดั ทา" และลงวนั ท่ี เดอื น (เขียนเต็มไม่เขยี นยอ่ ) ปี (ไมต่ ้องมี พ.ศ.) กากบั ไวด้ ้วย
4. สารบัญ (Table of contents) ให้เขียนหรือพิมพ์คาว่า "สารบัญ" ด้วยตัวอักษรตัวใหญ่ไว้
กลางหน้ากระดาษห่างจากขอบบนลงมา 2 นิ้ว มีลักษณะคล้ายโครงเรื่องอยู่หลังคานาจัดทาเมื่อเขียน
หรือพิมพ์รายงานเสร็จแล้ว เป็นหน้าท่ีบอก ชื่อตอน บท หัวข้อใหญ่ หรือหัวข้อย่อยเรียงตามลาดับ
เน้ือหาในเล่ม มีเลขหน้าเริ่มต้นกากับอยู่ด้านขวามือ พิมพ์ห่างขอบประมาณ 1 นิ้ว ข้อความในหน้า
สารบัญใหเ้ ขียนหรือพมิ พ์หา่ งจากขอบซา้ ยของหนา้ กระดาษ 1.5 นิ้ว
5. สารบัญตารางหรือบัญชีตาราง (List of Tables) จัดทาเม่ืองานเขียนน้ันมีตารางจานวน
มาก และตารางเป็นส่วนประกอบที่สาคัญของเน้ือหา (ถ้างานเขียนนั้นทั้งเล่มมีตารางเพียงหน่ึงหรือสอง
ตารางก็ไม่จาเป็นต้องทาหน้าสารบัญตาราง) เรียงไว้ต่อจากหน้าสารบัญเป็นหน้าที่แสดงให้ทราบถึง
จานวนตารางท้ังหมดในเนื้อเร่ืองเรียงตามลาดับที่ปรากฎในรายงานซึ่งจะช่วยให้ผู้อ่านค้นหาได้สะดวก
จัดหน้าลักษณะเดียวกับสารบัญโดยพิมพ์ไว้กลางหน้ากระดาษห่างจากขอบบนลงมา 2 นิ้ว พิมพ์คาว่า
"บัญชตี าราง" หรือ "สารบญั ตาราง" และเปลี่ยนคาวา่ "บทท่ี" เปน็ "ตารางที่"
6. สารบัญภาพประกอบหรือบญั ชภี าพประกอบ (List of Illustrations) อยู่ตอ่ จากหน้าบัญชี
ตาราง (ถ้ามี) เป็นหน้าท่ีบอกให้ทราบถึงจานวนภาพประกอบ แผนผัง แผนท่ี กราฟ แผนภาพทางสถิติ
ต่าง ๆ หรือแผนภูมิ ท้ังหมดในเร่ืองไปจนถึงภาคผนวก พิมพ์คาว่า "บัญชีภาพประกอบ" "สารบัญภาพ"
"สารบญั แผนภมู "ิ และเปลย่ี นคาว่า "บทที"่ เปน็ "ภาพท"ี่
การกากับหน้าในส่วนประกอบตอนต้นน้ันให้เร่ิมนับตั้งแต่หน้าปกในเปน็ ต้นไปโดยใช้ตัวอักษร
กากบั งานเขียนภาษาไทยใช้ ก ข ค... และงานเขยี นภาษาอังกฤษใช้เลขโรมนั I II III.. เรยี งไปตามลาดบั
ส่วนประกอบตอนกลางหรือส่วนเนื้อหา (Text) เป็นส่วนท่ีเป็นเนื้อหาโดยละเอียดซึ่งผู้ทา
รายงานได้เรียบเรียงขึ้นจากการศึกษาค้นคว้า จึงถือว่าเป็นส่วนสาคัญท่ีสุดของงานเขียนทางวิชาการ
ทกุ ประเภท ประกอบด้วย
1. บทนา (Introduction) เป็นสิ่งแรกที่จะทาให้ผู้อ่านได้สัมผัสกับความคิดและกลวิธีการ
เขียนของผู้เขียน มีส่วนอย่างสาคัญในการจุดประกายความสนใจของผู้อ่านให้อยากติดตามอ่านต่อไป
ถ้าบทนาไม่น่าสนใจ สับสน หรือคลุมเครือผู้อ่านจะไม่รู้สึกอยากอ่านดังน้ันบทนาจึงต้องชัดแจ้ง น่าอ่าน
และกระตุ้นความสนใจของผู้อ่านตัง้ แต่แรกเริ่มของบทนพิ นธ์บทนาอาจเป็นแค่เพียงย่อหน้าเดียวหรอื ท้ัง
บทได้โดยท่ัวไปแล้วความยาวของรายงานการค้นคว้ามีผลต่อความยาวของบทนา รายงานฉบับเล็ก ๆ
อาจจะมีความนาท่ีเรียบเรียงอย่างน่าอ่านเพียงหนึ่งย่อหน้าที่เรียกว่าย่อหน้านา ในขณะที่ภาคนิพนธ์
เร่ืองยาว ๆ อาจจะมีบทนาแยกต่างหากหนึ่งบท สาหรับบทนาท่ีแยกเป็นบทจะจัดอยู่ในบทที 1 โดย
การเขยี นเพือ่ การสอ่ื สารทางวิชาการและวิชาชพี 379
เขยี นแบบเดยี วกบั บทอ่ืน ๆ คือกลางหนา้ กระดาษ บรรทัดแรกเขียน "บทที่ 1" และบรรทัดถดั ลงมาใชช้ ่ือ
บทว่า "บทนา" หรืออาจใช้ช่ือบทเป็นอย่างอื่นตามความเหมาะสม ในกรณีท่ีเขียนบทนาอย่างส้ันแต่
เน้ือหาอื่น ๆ แบ่งเป็นบทอาจใช้หัวข้อว่า "บทนา" หรือ "ความนา" โดยไม่ต้องมีคาว่าบทท่ีเนื้อความที่
เรยี บเรยี งลงในบทนาเปน็ การปูพ้นื ใหผ้ ู้อ่านเข้าใจความเป็นมาของเรื่อง ความมงุ่ หมาย และขอบเขตของ
เรื่องหรือสภาพปัญหาที่ต้องการนาเสนอ หรือความบันดาลใจของเรื่องท้ังนี้เพื่อเป็นการนาผู้อ่านเข้าสู่
เนื้อเรื่องให้ผูอ้ า่ นมองเห็นภาพรวมของเนื้อเรื่องทัง้ หมด
2. ส่วนเนื้อหา (Body of Paper) เป็นส่วนที่เสนอเรื่องราวสาระทั้งหมดของรายงานการ
ค้นคว้า การนาเสนอเน้ือหาอาจแบ่งเป็นบทหรือเป็นตอนเพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นประเด็นสาคัญของเน้ือหา
ตามลาดับและต่อเนื่องกัน ส่วนการจะแบ่งเป็นบทหรือเป็นตอน หรือเป็นหัวข้ออย่างไรและมีจานวน
มากน้อยเท่าใดน้ันข้ึนอยู่กับลักษณะ ขอบเขต และความส้ันยาวของเนื้อเรื่องถ้าเป็นรายงานการค้นคว้า
ขนาดส้ันไม่จาเป็นต้องแบ่งเป็นบทหรือตอนก็ได้เพียงแต่แบ่งตามหัวข้อสาคัญ ๆ ของเนื้อเร่ืองให้
เหมาะสมแต่ถา้ เปน็ ภาคนิพนธ์ขนาดยาวควรแบง่ เป็นบทหรือตอนให้ชดั เจน
3. บทสรุปหรือสรุป (Conclusion) คือส่วนที่เขียนย้าหรือเน้นประเด็นสาคัญของเน้ือหาหรือ
สรุปผลของการศึกษาค้นคว้า เช่นเดียวกับที่บทนาเป็นความสาคัญข้ันแรกในการชักจูงให้ผู้อ่านสนใจ
ติดตามเนื้อเรื่อง บทสรุปก็มีบทบาทสาคัญในการให้ผู้อ่านจับประเด็นของเนื้อเร่ืองท่ีได้อ่านไปทั้งหมด
บทสรุปจะอยตู่ อนทา้ ยของเนือ้ เรื่อง อาจแยกเป็นบทตากหากหรือเป็นเพียงยอ่ หน้าทา้ ย ๆ ของเรอื่ ง
ส่วนประกอบตอนท้าย (Back Matter หรือ Reference Matter) เป็นส่วนที่อยู่ตัดจาก
เนือ้ เรือ่ ง ประกอบด้วย
1. หน้าบอกตอน (Half Tile Page) คือหน้าท่ีพิมพ์ข้อความไว้กลางหน้ากระดาษเพื่อบอกว่า
ส่วนที่อยู่ถัดไปคืออะไร ส่วนใหญ่แล้วหน้านี้จะปรากฏในส่วนประกอบตอนท้ายของรายงานการค้นคว้า
เช่น หน้าบอกตอน "บรรณานุกรม" หน้าบอกตอน "ภาคผนวก" และหน้าบอกตอน "ดรรชนี" ในหนังสือ
เล่มนี้
2. บรรณานุกรมหรือเอกสารอา้ งองิ (Bibliography หรือ References) เป็นรายชอ่ื ทรัพยากร
สารสนเทศทั้งหมดท่ีใช้ประกอบการค้นคว้า รายการวัสดุอ้างอิงทุกขึ้นท่ีปรากฏอยู่ในเนื้อหาต้องมา
ปรากฏอยู่ในบรรณานุกรมด้วย แต่อาจมีบางรายการท่ีมีอยู่ในบรรณานุกรมแต่ไม่ปรากฎในการอ้างอิง
เพราะผู้เขียนเพียงแต่ได้แนวคิดมาจากวัสดุน้ันแต่ถ้าใช้คาว่าเอกสารอ้างอิง รายการท่ีอยู่ในเน้ือหา และ
ในรายการเอกสารอ้างอิงต้องมีตรงกันทุกรายการ การเขียนบรรณานุกรม หรือเอกสารอ้างอิงต้องเขียน
ใหถ้ ูกตอ้ งตามแบบแผน
3. ภาคผนวก (Appendix) คือส่วนที่นามาเพ่ิมไว้ตอนท้ายของรายการเพราะไม่ใช่เนื้อหาที่
แทจ้ ริงหรอื ไม่ไดเ้ ปน็ ส่วนหนงึ่ ของเนือ้ เรื่อง แต่เห็นว่ามีประโยชนเ์ พื่อเพ่ิมความสมบรู ณ์ของเนอ้ื เรื่องหรือ
380 ชวนพศิ อตั เนตร์
ช่วยให้ผู้อ่านมีความรู้ความเข้าใจเร่ืองราวได้ดีขึ้น แต่ทั้งน้ีรายการการค้นคว้า ไม่จาเป็นต้องมีภาคผนวก
เสมอไปขึน้ อยกู่ ับความจาเปน็ และความเหมาะสมของแตล่ ะเรื่อง
4. ดรรชนี หรือ ดัชนี (Index) คือบัญชีรายชื่อ หรือคา หรือหัวข้อในเน้ือเรื่องท่ีนามาจัดเรียง
ไว้ตามลาดับอักษรพร้อมทั้งแจ้งเลขหน้าที่ปรากฏ ดรรชนีเป็นเครื่องมือช่วยให้ค้นเร่ืองได้อย่างสะดวก
รวดเรว็
ข้นั ตอนในการเขียนรายงานเชิงวิชาการ
การเขียนรายงานให้ดีน้ันควรจะมีการวางแผน และมีข้ันตอนมีการทารายงานตามลาดับเพื่อ
ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของเนื้อหา ไม่ลาดบั สบั สน หรือวนไปมาโดยท่วั ไปคนส่วนใหญ่มักจะขาดการ
วางแผน และขั้นตอนในการทางานโดยไม่คานึงถึงความต่อเนื่องของเนื้อหา ทาให้เนื้อหาขาดความ
สมบรู ณ์ดังนั้นก่อนท่ีจะเขยี นรายงานควรมกี ารวางแผน และกาหนดขั้นตอน ดงั นี้
การเขียนรายงานท่ีจาเป็นต้องเตรียมข้ันตอนเพื่อให้การเขียนรายงานดาเนินไปด้วยความ
เรียบร้อยข้นั ตอนในการเขยี นรายงานมี 8 ขัน้ ตอน ดังน้ี
ขน้ั ที่ 1 การเลอื กหัวข้อ
ขั้นที่ 2 การกาหนดขอบเขตและจุดมุ่งหมาย
ขน้ั ที่ 3 การค้นคว้าและรวบรวมขอ้ มูล
ขนั้ ที่ 4 การเขยี นข้อมลู
ขัน้ ท่ี 5 การเขยี นฉบับ
ขน้ั ท่ี 6 รก้าางรแก้ไขขัดเกลา
ขน้ั ท่ี 7 กรา้างรเขียนฉบบั สมบรู ณ์
ขัน้ ที่ 8 รกา้ างรเขา้ รูปเลม่
ภาพที่ 8.1 ขัน้ ตอนรกา้ างรเขียนรายงาน ทีม่ า : (มะณี สมรกั , 2542 : 41)
การเลอื กหัวขอ้ รายงาน
รายงานต้องเลือกเรื่องและกาหนดชื่อเรื่องในการเขียนรายงานควรยึดหลักเกณฑ์การเลือก
หวั ข้อ ดงั นี้
การเขยี นเพอ่ื การส่ือสารทางวชิ าการและวิชาชีพ 381
1. เร่ืองที่น่าสนใจ เป็นการเลือกเร่ืองที่น่าสนใจของบุคคลทั่วไป หรือเรื่องของสังคมใน
ขณะน้นั
2. เรื่องที่ไม่เกินกาลังความสามารถรายงานท่ีเขียนต้องเป็นเรื่องท่ีอยู่ในความสามารถของ
ผู้เขียนทั้งในดา้ นขอ้ มูล เวลา และค่าใชจ้ ่าย
3. เร่ืองที่มีคุณค่าและความสาคัญ หัวข้อเร่ืองที่เขียนควรเป็นเร่ืองท่ีมีคุณค่า และมีประโยชน์
เพื่อกอ่ ใหเ้ กดิ ความร้ใู หม่ ๆ อาจเป็นประโยชนต์ ่อสังคมสว่ นรวม
4. เร่ืองใหม่ หัวข้อเร่ืองที่เป็นเรื่องใหม่ จะทาให้ผู้อ่านมีความต่ืนตัวอยากอ่านเพื่อค้นคว้าหา
ข้อมลู ใหม่ ๆ เพือ่ เพ่มิ เตมิ ให้ตนเอง
กาหนดขอบเขตและจดุ มุ่งหมาย
กาหนดขอบเขตและจุดมุ่งหมายมีจุดประสงค์เพ่ือเป็นการแยกแยะความสนใจเพ่ือการ
วางแผนก่อนที่จะลงมือเขียน โดยพิจารณาเลือกเรื่องท่ีสอดคล้องกบั ลักษณะวิชาท่ีต้องการเขยี นรายงาน
และกาหนดขอบเขตในการเขียน จุดมุ่งหมายซ่ึงอาจจะเน้นในทางทฤษฎีหรือการปฏิบัติ ท้ังน้ีเพ่ือ
สามารถนาไปใช้ (บุบผา สุดสวัสดี, 2535:96)
การค้นคว้าและรวบรวมขอ้ มูล
การค้นคว้าและรวบรวมข้อมูล มีจุดมุ่งหมายเพ่ือกาหนดโครงเร่ืองของรายงานทั้งหมดใน
ข้ันตอนน้ีต้องทราบแหล่งข้อมูลตามเนื้อเร่ือง วิธีสืบค้นข้อมูลแหล่งข้อมูลท่ีใช้ในการเขียนรายงาน
เอกสาร ข้อมูล เป็นสิ่งจาเป็นท่ีจะช่วยให้การเขียนมีความน่าเช่ือถือ ท้ังนี้ต้องข้ึนอยู่กับจุดประสงค์ของ
การเขยี น โดยทวั่ ไปเอกสาร และข้อมลู แบง่ ออกเป็น 2 ประเภท ดังน้ี
382 ชวนพศิ อัตเนตร์
ภาพท่ี 8.1 ลกั ษณะข้อมูลปฐมภมู ิและข้อมลู ทุตยิ ภมู ิ ทม่ี า : (มะณี สมรัก, 2542:43)
1. ข้อมูลปฐมมิ (Primary Source) เป็นข้อมูลท่ีมีความสาคัญมาก เพราะเป็นข้อมูลท่ีมาจาก
แหล่งข่าวโดยตรง ซง่ึ เป็นส่ิงท่ผี ู้เขียนประสบการณ์น้ันมาด้วยตนเองและนามาเขียน ขอ้ มูลปฐมภมู ไิ ดแ้ ก่
1.1 บันทึก
1.2 ผลการทดลอง
1.3 ผลการคานวณ
1.4 การสังเกต
1.5 การสุม่ ตัวอยา่ ง
1.6 การสัมภาษณ์
2. ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Source) เป็นข้อมูลที่มีความสาคัญรองลงมาทั้งนี้เน่ืองจาก
ผเู้ ขียนไมไ่ ด้พบเหน็ มาดว้ ยตนเอง แตเ่ ปน็ การนาขอ้ มลู ของผอู้ ื่นมาเขียนแทน ขอ้ มูลทุตยิ ภูมไิ ดแ้ ก่
2.1 ผลการสารวจ (Polls)
1) การจับคู่
2) การเลอื กหัวข้อท่เี ห็นด้วยทส่ี ดุ
3) การเตมิ คา
4) การบรรยาย
2.2 ขอ้ มูลของห้องสมุด (Library Resources)
2.3 เอกสารทางราชการ (Government Documents)
2.4 ขอ้ มูลจากคอมพวิ เตอร์ (Computerized Data Bases)
2.5 เชิงอรรถและหนังสืออา้ งองิ (Footnotes and Reference)
การเขียนเพอื่ การสือ่ สารทางวชิ าการและวชิ าชีพ 383
การเขียนโครงเรื่อง
โครงเร่ืองเป็นตัวกาหนดแนวทางในการดาเนินการเขียนให้เป็นไปตามลาดับ และยังเป็น
ตัวกาหนดขอบข่ายของเรื่อง โดยแสดงให้เห็นข้ันตอน องค์ประกอบ ขอบข่ายควบคู่ไปกับการดาเนิน
เร่ือง (วลั ลภ สวัดดวิ ัลลภ 2538:42)
1. การเขยี นโครงเรื่องมีประโยชน์ดงั นี้
1.1 ชว่ ยในการแบ่งหัวข้อใหญ่ หวั ข้อยอ่ ยให้ชัดเจน
1.2 ชว่ ยในการเน้นน้าหนกั เนือ้ หาของแตล่ ะหัวขอ้
1.3 ช่วยในการเตรยี มความพร้อมดา้ นขอ้ มูล
1.4 ชว่ ยจาแนกข้อมูลให้เป็นหมวดหมู่
2. ส่วนประกอบของโครงเรอื่ งมดี งั น้ี
บทท่ี 1…………………………………………………………………………………………หวั
เรือ่ ง 1................................................................................................หัวข้อ
ใหญ่ 1.1............................................................................................หวั ข้อรอง
1.1.1.........................................................................................หวั ข้อยอ่ ย
1.1.2.........................................................................................หัวข้อยอ่ ย
(1) หัวข้อยอ่ ยในเนือ้ เร่อื ง
(2) หวั ขอ้ ยอ่ ยในเนื้อเรื่อง
1.2............................................................ หัวขอ้
รอง 1.2.1............................................................... หัวขอ้
ย่อย 1.2.2.............................................................................. หัวข้อยอ่ ย
(1) หัวขอ้ ย่อยในเนือ้ เร่อื ง
(2) หัวข้อยอ่ ยในเนื้อเร่อื ง
ในการวางโครงเรื่องสามารถเลือกการวางโครงเรื่องแบบใดก็ได้ทั้งนี้ถ้าใช้โครงเรื่องแบบใดก็
ตอ้ งใชโ้ ครงเรอ่ื งแบบนัน้ ตลอด เพ่ือความสะดวกแกผ่ ู้อา่ นและผ้เู ขยี น
การเขียนฉบบั ร่าง
หลังจากจดั ขอ้ มูลของรายงานโดยการวางโครงเรือ่ งแล้วข้ันต่อไปก็คือการเขยี นรา่ งรายงาน ใน
การเขียนร่างรายงานต้องใช้เวลาในการเขียนร่างอย่างหยาบ ๆ ซ่ึงเป็นการเขียนร่างฉบับแรก ดังนั้น
ประสบการณจ์ ะช่วยทาใหก้ ารเขียนเปน็ ไปดว้ ยความราบรนื่ สง่ิ ท่คี วรคานงึ ในการเขียนร่างรายงานได้แก่
384 ชวนพิศ อัตเนตร์
1. ช่องว่างในความต่อเนื่อง ในการฟังเรื่องราวใด ๆ ท่ีมีผู้พูดยาว ๆ และเร็ว การจดบันทึก
ท้ังหมดย่อมทาได้ยาก เนื่องจากไม่สามารถถ่ายทอดคาพูดเป็นคาเขียนได้ท้ังหมด เหมือนการเขียนที่
พยายามท่ีจะเขียนร่างโดยความเรียบร้อยภายใต้ความกดดัน ผลก็คือร่างฉบับแรกจะไม่สมบูรณ์ และ
มีช่องว่างในความต่อเนื่องหรือความเข้าใจบางครั้งการเกิดช่องว่างนี้จะประกฎในการเขียนข้อสอบ
บรรยายที่อยู่ภายใต้ความกดดันที่ต้องการตอบ หรือบรรยายความรู้ให้ทราบตามความรู้สึกและสมาธิ
แตใ่ นการเขยี นรายงานถา้ ได้มกี ารเขยี นรา่ งมาแลว้ แมจ้ ะเปน็ รา่ งแบบหยาบ ๆ การเกิดช่องว่างกจ็ ะนอ้ ย
2. การสร้างประโยคที่สมบูรณ์ ในการเขียนรายงานควรสร้างประโยคให้สมบูรณ์ประกอบไป
ด้วยการสะกดการันต์ การใส่เครื่องหมายวรรคตอน และความเป็นเอกภาพของประโยคการคัดลอก
ข้อความหรือตัวเลข การใช้ภาษาท่ีเหมาะสมในประโยคหรือวรรคตอน เหล่านี้จะเป็นส่วนที่ช่วยทาให้
การเขียนมีประสิทธิภาพยิ่งข้ึน เม่ือเขียนร่างควรคิดและเขียนทันทีในขณะท่ีเขียนอย่างหยุดย้ังการขัด
เกลาประโยคและวรรคตอนใหส้ มบูรณ์ไปในตวั
3. ความผิดพลาดในการใช้คาศัพท์ ในการใช้คาศัพท์ถ้าผู้เขียนนึกคาศัพท์ท่ีจะเขียนไม่ได้ควร
ใส่เครื่องหมายกากับไว้เพ่ือช่วยในการย้อนกลับมาหาคาศัพท์น้ันหรือคาที่ใกล้เคียงกัน ทั้งน้ีเพ่ือไม่ทาให้
รา่ งรายงานของผูเ้ ขียนสะดดุ ลง
การแกไ้ ขขัดเกลา
หลังจากได้เขียนฉบับร่างแล้วจึงเป็นข้ันของการแก้ไขขัดเกลา ซึ่งจะต้องนารายงานท่ีเขียน
ฉบบั รา่ งไว้แลว้ มาตรวจทานเพื่อตรวจสอบ สานวน ภาษา การสะกดคา การใช้ประโยค การใช้เขยี นฉบับ
ร่างไว้แล้วมาตรวจทานเพ่ือตรวจสอบ สานวน ภาษา การสะกดคา การใช้ประโยค การใช้การันต์ และ
ความสอดคลอ้ งของเน้อื เร่ืองให้ต่อเน่อื ง
การเขยี นฉบบั สมบรู ณ์
หลังจากมกี ารแก้ไขขัดเกลาเนื้อหาใหส้ มบูรณ์ และถูกตอ้ งตามหลัก การเขยี นมีข้อวิจารณ์จาก
ผู้รู้พร้อมทั้งคาแนะนา ดังน้ันจึงต้องมีการแก้ไขปรับปรุงเพ่ิมเติมเพื่อจัดให้เป็นเอกสารฉบับท่ีสมบูรณ์
ตอ่ ไป
การเข้ารปู เลม่
นับเป็นขั้นตอนสุดท้ายของรายงาน การเข้ารูปเล่มที่ดีประกอบด้วยการพิมพ์ตัวอักษรท่ี
สะดุดตา การจัดวางหัวข้อส่วนประกอบต่าง ๆ สาหรับหน้าปกจะเป็นแรงจูงใจทาให้รายงานเกิดความ
นา่ สนใจยงิ่ ข้ึน (ร่มไทร กลา้ สนุ ทร, 2533:75)
การเขยี นเพือ่ การสอื่ สารทางวชิ าการและวชิ าชพี 385
การวางโครงเรอื่ ง
การเขยี นเค้าโครงร่าง (Outline) คอื กระบวนการของการวางโครงเร่ืองเพื่อกาหนดหรือลาดับ
ความแน่นอนในการเขียนรายงาน เคา้ โครงเร่อื งมี 2 ประการ คอื
1. เค้าโครงที่ทาหน้าที่ช้ีนา (Outline as guide) เค้าโครงนี้ใช้เป็นเครื่องช้ีนาในการเขียน
ร่างรายงาน ช่วยในการตัดสินใจในการใช้หัวข้อที่จะครอบคลุมอย่างทั่วถึงทุกประเด็น ในการเขียน
เค้าโครงเร่ืองไม่จาเป็นจะต้องเขียนให้เป็นสากลก็ได้ ผู้เขียนอาจไม่จาเป็นในการใช้ตัวเลขหรือตัวอักษร
โดยอาจทาเป็นชื่อหมวดต่าง ๆ ไว้ ด้วยการออกแบบระบบของผู้เขียนเอง เช่น การใช้ตัวอักษรตัวใหญ่
การขีดเสน้ ใต้ การใส่เครือ่ งหมายดอกจนั ทร์ ดงั ตวั อย่าง
เคา้ โครงเรอ่ื ง ทรัพยากรสานเิ ทศ
วตั ถุตีพมิ พ์ * วสั ดตุ พี มิ พ์
วสั ดุไม่ตพี ิมพ์ * วสั ดไุ มต่ พี มิ พ์
* ความหมายของวสั ดุตพี มิ พ์
* ประเภทของวัสดุตีพมิ พ์
* การระวงั รกั ษา
* ความหมายของวัสดุไม่ตพี มิ พ์
* ประเภทของวัสดไุ ม่ตพี มิ พ์
ในการเขียนเค้าโครงเรื่องควรพัฒนาปรับปรุงหมวดของรายงาน อาจจะเปลี่ยนแปลง หรือ
จัดเน้ือหาใหม่ให้เหมาะสมกับความคิดเห็นหรือวิธีการใหม่ ๆ ซ่ึงหมายความว่าเค้าโครงร่างสามารถ
ยึดหยุ่นได้ และโดยเฉพาะการได้ทราบถึงวัตถุประสงค์ความต้องการของผ้อู ่านจะช่วยให้ผูเ้ ขียนทราบถึง
การทาหวั ข้อสาคญั (มะณี สมรกั , 2542:46-47)
2. เค้าโครงในฐานะเป็นเอกสารเบ้ืองต้น เค้าโครงชนิดนี้เป็นชนิดท่ีเขียนเพื่อให้ผู้อ่านเห็น
ความแจ่มชัดของเน้ือหา ซึ่งมีท้ังหัวข้อใหญ่ท่ีต้องวางไว้กลางหน้า หัวข้อย่อยท่ีจะต้องวางไว้ลดหลั่นตาม
กนั มา ดงั ตัวอยา่ ง
386 ชวนพิศ อัตเนตร์
บทท1ี่
การวางแผนและการจดั ตารางการผลติ
1. วธิ กี ารวางแผนการผลติ
1.1 ประเภทของวิธีการผลิต
1.1.1 วิธแี ผนภูมิ
1.1.2 วธิ ีโปรแกรมเชิงเส้น
1.1.3 การวางแผนการผลิตแบบอ่ืน ๆ
(1) การตัดสนิ ใจ โดยหลกั การเชิงเสน้
(2) การกาหนดค่าสมั ประสิทธิ์ของตวั แบบ
(3) การจาลองแบบตัวแบบและการค้นหา
1.2 การจดั ตารางการผลิต
1.2.1 ตวั แปลของตารางการผลิต
1.2.2 ข้อจากัดด้านตารางการผลิต
1.2.3 ลักษณะโครงสรา้ งของผลิตภัณฑ์
1.2.4 แผ่นภูมวิ งรอบเวลา
1.2.5 การทบทวนตารางการผลิตหลัก
เป็นการกาหนโครงเรื่องท่จี ะเขยี นควรเร่มิ จากกาหนดหวั ข้อเร่ืองใหญ่ ๆ ก่อนว่าจะกล่าวถึง
อะไรบ้าง จากนัน้ ในแต่ละหวั ขอ้ ใหญ่จะแบ่งเป็นหวั ข้อย่อยอะไรบา้ ง หรอื ไม่ แบ่งจะกาหนดหวั ขอ้ ยอ่ ย
ตา่ ง ๆ อยา่ งไรนอกจากน้ีในสว่ นนี้ยงั ตอ้ งกาหนดหรือเลอื กรูปแบบการเรยี งลาดับหวั ข้อเรื่องด้วยวา่ จะ
เรียงอยา่ งไร ทน่ี ากลา่ วไปแล้ว (บญุ ธรรม กิจปรีดาบริสทุ ธ์, 2532:14)
โครงสรา้ งการเขียนรายงาน
รายงานเชิงวิชาการที่พบเห็นกันทว่ั ไปนน้ั มีโครงสร้างหลากหลายแตกต่างกัน ตา่ งสถาบัน ตา่ ง
วารสารกนั มักจะกาหนดโครงสร้าง และรปู แบบไว้แตกตา่ งกัน โครงสร้าง และรปู แบบรายงานกาหนดไว้
แตกต่างกันก็ยังมีแต่ความแตกต่างกันนั้นจะเน้นเฉพาะในรายละเอียด และรูปแบบการอ้างอิงเท่านั้น
สว่ นโครงสร้างจะเหมอื นกัน (บญุ ธรรม กิจปรดี าบริสุทธ์,2532 : 21)
การเขียนรายงานจาเป็นที่จะต้องมีการวางโครงสร้างของรายงาน ซึ่งถือว่ามีความสาคัญ
เนื่องจากเป็นรูปแบบเฉพาะที่มีหลัก ระเบียบ และกฎเกณฑ์ ดังน้ันโครงสร้างของรายงานจึง
ประกอบด้วยส่วนสาคัญ 3 สว่ นดังนี้
1. ส่วนนา (Preliminary materials) คือ ส่วนที่อยู่ตอนต้นของเล่มรายงานซ่ึงเป็นเรื่องท่ีอยู่
ก่อนถึงเนอ้ื หา ประกอบด้วย
การเขียนเพอื่ การสือ่ สารทางวิชาการและวชิ าชีพ 387
1.1 ปกนอก (Cover) คอื สว่ นท่ีอยนู่ อกสุดของรายงาน สว่ นใหญ่ปกนอกนิยมใช้กระดาษ
แข็งพมิ พ์ด้วยสตี ่าง ๆ เน้นความสวยงามเพอ่ื ดึงดดู ใจผู้อา่ นมีขอ้ ความท่รี ะบเุ รียงตามลาดบั ดังน้ี
1.1.1 ชื่อเรื่อง (The Title Page) เป็นชื่อเรื่องที่เขียนรายงานหรือการทาวิจัย
ตัวอักษรใช้ขนาดใหญ่ และมคี วามหมายมากกว่าข้อความอ่ืน ทงั้ นีเ้ พอ่ื ใหเ้ ห็นเดน่ ชัดสะดดุ ตาเชน่
การศกึ ษาเปรยี บเทียบคณุ สมบัตปิ ูนซเี มนตป์ อร์แลนด์ประเภทที่ 1
1.1.2 ชอ่ื ผเู้ ขียนรายงานหรอื ผ้ทู าวจิ ัย ต้องระบชุ ื่อ นามสกลุ ในการพมิ พช์ อ่ื ควรใชต้ ัว
ขนาดเล็กกว่าชื่อเรื่อง เชน่
จกั ร จอมจกั ร
1.1.3 โอกาสในการเขยี นรายงานหรอื วิจัย เชน่
รายงานน้เี ป็นสว่ นหนง่ึ ของรายวิชา 5513404 การเขียนรายงานดว้ ยเทคนคิ
1.1.4 ภาคเรียนหรือปีการศึกษาที่เขยี นรายงานหรือทาวจิ ัย เช่น
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2542
1.1.5 ชือ่ คณะ และสถาบนั ทีผ่ ู้เขยี นศกึ ษาอยู่ เช่น
โปรแกรมวชิ ากอ่ สร้างและโยธา คณะเทคโนโลยอี ตุ สาหกรรม
สถาบนั ราชภัฏเชยี งราย
การศึกษาเปรยี บเทยี บคุณสมบัติปูน ปนู ชเี มนตป์ อรต์แลนด์ประเภทท่ี 1
จกั ร จอมจกั ร
รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิชา 5514304 การเขียนรายงานด้านเทคนิค
ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2542
โปรแกรมวชิ ากอ่ สรา้ งและโยธา คณะเทคโนโลยีอตุ สาหกรรม
สถาบนั ราชภฎั เชยี งราย
ภาพท่ี 8.2 ตวั อยา่ งการเขยี นปกนอกเตม็ รปู แบบ ท่ีมา : (มะณี สมรัก, 2542:50)
388 ชวนพศิ อัตเนตร์
1.2 หน้าปกใน (The Front) คือหนา้ กระดาษทีต่ ่อจากปกนอกซง่ึ ต้องมรี ายละเอยี ดต่าง ๆ
เหมือนปกนอก
1.3 คานา(Preface) คอื สว่ นท่อี ยตู่ ่อจากหนา้ ปกในเป็นการกล่าวบรรยายถึง วตั ถุประสงค์
ขอบเขตของรายงาน อุปสรรค หรือปัญหาท่ีเกิดขึ้นในการค้นคว้าทารายงาน และขอบคุณผู้ที่ให้ความ
ชว่ ยเหลือในการทารายงาน
คานา
การสอนเป็นหน้าท่ีหลักของอาจารย์ และเป็นองค์ประกอบส่วนสาคัญของ
กระบวนการเรียนการสอน ซ่ึงการทาวิจัยนี้ต้องการสารวจ ประสิทธิภาพการสอนของ
อาจารย์สอนช้ันปีที่ 1 และชั้นปีท่ี 2 คณะวิทยาศาสตร์ ตามความคิดเห็นของนักศึกษา
ผลการวิจัยช้ีให้เห็นว่า การสอนของอาจารย์ดังกล่าวมีประสิทธิภาพมากพอสมควรแม้จะมี
บางด้านมีประสิทธิภาพน้อยไปบ้าง แต่ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ถือว่าใช้ใด้ ฉะนั้นจึงหวัวว่า
รายงานการวจิ ัยน้ีจะเป็นประโยชน์แกผ่ ้บู ริหาร และผูเ้ ก่ียวขอ้ งได้บา้ งไม่มากกน็ อ้ ย การวจิ ยั
น้ีสาเรจ็ ไดด้ ้วยความเรยี บร้อยกด็ ้วยความรว่ มมืออย่างดียิ่งจากนักศึกษาชัน้ ปที ี่ 1 และชั้นปี
ท่ี 2 คณะวิทยาศาสตร์ ซึ่งช่วยตอบแบบสอบถาม คุณเพ็ญรุ่ง วงษ์สังข์ทอง ที่ช่วยวิเคราะห์
ขอ้ มลู ดว้ ยคอมพวิ เตอรแ์ ละมหาวหิ ยาลยั มหิดลให้ทนุ สนับสนนุ การวจิ ยั ครงั้ น้ี ผูว้ ิจัยจงึ ใคร่
ขอขอบคุณทุกท่านท่กี ล่าวนามมาน้ี และผูท้ เ่ี กี่ยวข้องกบั ความสาเร็จของการวิจยั น้แี ต่ไม่ได้
กลา่ วนามไวท้ ุกทา่ น ณ ทน่ี ้ีด้วย
บุญธรรม กิจปรีดาบรสิ ุทธ์
10 มิถุนายน 2531
ภาพที่ 8.2 ตัวอยา่ งการเขยี นคานา ที่มา : (มะณี สมรัก, 2542:51)
1.4 สารบัญ (Table of content) คือส่วนที่อยู่ต่อจากหน้าคานา เป็นส่วนที่แสดงบทแต่
ละบทและหวั ข้อรายงานเพ่ือแจ้งใหผ้ อู้ ่านทราบเน้ือหาของเรอื่ ง โดยระบุใหท้ ราบถึงจานวนหวั ข้อของแต่
ละบทเรียนตามลาดับที่ได้ปรากฎในรายงาน โดยทางด้านขวาของหน้ากระดาษจะมีเลขหน้าแจ้งให้
ทราบ
การเขียนเพอ่ื การสื่อสารทางวิชาการและวิชาชีพ 389
ภาพท่ี 8.3 ตัวอย่างการเขยี นสารบัญ ที่มา : (มะณี สมรัก, 2542:52)
1.5 บทคัดย่อ (Abstract) เป็นข้อความโดยสรุปของรายงานเป็นส่วนท่ีอยู่หน้าเนื้อหา มี
ความกะทัดรัดได้ใจความชัดเจน ครอบคลุมเนื้อหา การเขียนต้องติดต่อกันไม่มีหัวข้อเรียงตามกัน
ตามลาดับ และมผี ลการวจิ ัยเขยี นสรปุ เป็นขอ้ ๆ
ภาพที่ 8.4 ตวั อย่างบทคดั ย่อ ทีม่ า : (มะณี สมรกั , 2542:53)
390 ชวนพิศ อัตเนตร์
1.6 บัญชีตาราง (List of Tables) คือ ส่วนท่ีระบุให้ทราบถึงจานวนตารางในเนื้อเร่ือง
เรยี งตามลาดับที่ปรากฎในรายงานมีลกั ษณะคล้ายสารบัญ
ภาพที่ 8.5 ตวั อยา่ งบัญชีตาราง ทม่ี า : (มะณี สมรัก, 2542:54)
1.7 บัญชีรูปภาพประกอบ (List of Figures) คือ ส่วนท่ีระบุให้ทราบถึงจานวนรูปภาพ
ทั้งหมดพร้อมท้ังคาบรรยาย และมเี ลขหนา้ กากบั ไว้
ภาพท่ี 8.6 ตวั อยา่ งบัญชภี าพประกอบ ท่มี า : (มะณี สมรัก, 2542:55)
การเขียนเพ่อื การสือ่ สารทางวิชาการและวชิ าชีพ 391
2. ส่วนเนื้อเรื่อง (The Body) ส่วนเนื้อเร่ืองคือส่วนประกอบตอนกลางของรายงานแบ่ง
ออกเป็น 2 สว่ น ดังน้ี
2.1 ส่วนเน้ือหา คือ ส่วนที่อยู่ต่อจากส่วนประกอบตอนต้นเป็นส่วนที่สาคัญท่ีสุดของ
รายงาน ผู้ทารายงานจะต้องเขียนเนื้อหาตามโครงเร่ืองท่ีวางไว้ หรือตามลาดับที่ได้แจ้งไว้ในสารบัญ
ในกรณีที่รายงานมีความยาวมากผเู้ ขียนควรแบ่งเนื้อหาออกเป็นบทหรือตอน แต่ถ้ารายงานเป็นรายงาน
ที่ยาวไม่มากกส็ ามารถแบ่งเปน็ หวั ขอ้ ต่าง ๆ ไดต้ ามความเหมาะสม
2.2 ส่วนอ้างอิง คือส่วนที่แจ้งให้ผู้อ่านทราบว่า ข้อความหรือข้อมูลท่ีใช้ในการเขียน
รายงานได้มาจากแหล่งใด เพ่ือผู้อ่านจะได้สามารถติดตามอ่านเพ่ิมเติมได้ ส่วนอ้างอิงแยกออกเป็นการ
คดั ลอกขอ้ ความโดยตรง อัญประกาศ การสรปุ ความ หรือการถอดความ
3. สว่ นอา้ งอิง (Reference Materials) สว่ นอ้างอิงคือ ส่วนทเ่ี พม่ิ ในการเขียนรายงานท้ังนี้ให้
ทราบถงึ ความพยายามในการทารายงาน ตลอดจนการสามารถตรวจสอบคน้ คว้าเพม่ิ เตมิ ได้ประกอบดว้ ย
3.1 บรรณานุกรม (Bibliography) คือ รายชื่อหนังสือ บทความ หรือเอกสารที่นามา
ประกอบการเขียนรายงาน เพอื่ ทาใหผ้ ูอ้ า่ นท่ีมคี วามสนใจสามารถคน้ คว้าเพม่ิ เตมิ ได้ ประกอบด้วย
3.2 ภาคผนวก (Appendix) คือ รายละเอียดท่ีเพ่ิมเติมเข้าในตอนท้ายของรายงาน
เป็นส่วนที่ต่อจากบรรณานุกรม ภาคผนวกอาจจะเป็นข้อความท่ีไม่ใช่เนื้อหาที่แท้จริงของรายงาน
แต่เปน็ คาบรรยายอธบิ ายใหผ้ ู้อ่านเขา้ ใจเนือ้ เรอ่ื งได้ง่ายและแจ่มแจง้ ขึน้
3.3 อภิธานศัพท์ (Glossary) เป็นรายชื่อศัพท์ท่ียาก เช่น คาศัพท์เฉพาะหรือคาศัพท์
ต่างประเทศทอ่ี ยูใ่ นเนอ้ื หารายงาน โดยมีการอธบิ ายเพอื่ ช่วยให้ผู้อา่ นเข้าใจไดด้ ยี ิ่งขน้ึ
3.4 ดัชนี (Index) คือส่วนที่รวบรวมบัญชีคาศัพท์เฉพาะท่ีอยู่ในเน้ือหาของรายงานมีการ
นาเรยี งโดยอาศัยหลกั บรรณาบกุ รม และมีเลขหนา้ ท่หี วั ขอ้ นน้ั ปรากฏในรายงานด้านขวามอื
การวางโครงสร้างหลักของรายงาน
การเขียนรายงานเชิงวิชาการ เป็นสื่อสารท่ีมีความสาคัญต่อสภาพสังคมในปัจจุบันในการ
สื่อสารที่มีองค์ประกอบอัน ได้แก่ ผู้เขียน ข้อมูล และผู้อ่าน ข้อมูลจึงเป็นรายละเอียดท่ีมีความแตกต่าง
กัน ทั้งน้ีข้ึนอยู่กับความประสงค์ของทั้งผู้เขียน และผู้อ่านเป็นสาคัญ นอกจากน้ีแล้วสภาพสังคมความ
เป็นอยู่ และอาชีพก็เป็นส่วนสาคัญในการส่ือสารเนอ่ื งจากเป็นเอกลักษณ์แตกต่างกัน และเพื่อให้การสอื่
ความหมายในดา้ นข้อมลู ทางเทคนคิ เป็น ไปอย่างมีประสทิ ธภิ าพจึงต้องมีการศึกษาลักษณะเฉพาะ
1. รายงานการศึกษาค้นคว้า เป็นรายงานที่ผู้เขียนทาขึ้นจากการศึกษาค้นคว้าเรื่องท่ีเขียน
อาจเป็นเร่ืองที่เลือกเองตามความสนใจ ความถนัด หรือได้มาจากการจัดสรรให้จากผู้สอนถ้าผู้เขียนมี
อิสระในการเลอื กเขยี นเรอื่ งเองควรจะเลือกเรื่องท่ตี นสนใจ มีความถนัด และมแี หลง่ คน้ ควา้ เนอื้ เร่อื งเป็น
ส่วนท่ีผู้จัดทาได้ศึกษาค้นคว้ามาจัดเข้าเป็นหมวดหมู่เรียงตามลาดับที่เหมาะสมตามที่กาหนดไว้ให้ใน
392 ชวนพิศ อตั เนตร์
สารบัญ ลักษณะการเขียนมีความคล้ายคลึงกับการเขียนเชิงวิชาการ คือส่วนนาส่วนเนื้อหาส่วนสรุป
โดยเฉพาะในส่วนเนื้อหาอาจจะมีรูปภาพ แผนภูมิ ตาราง แผนภาพ แผนที่ และข้อมูลสถิติอ่ืน ๆ เพื่อ
แสดงถึงการค้นคว้ามาอย่างดี มีการอ้างอิงหลักฐานต่าง ๆ ภาษาท่ีใช้ควรเป็นแบบทางการน่าเช่ือถือ
ส่วนสรุป จะเขยี นเฉพาะสาระสาคญั จุดทีผ่ ู้เขยี นต้องการเน้น และเปน็ ส่วนท่จี ะเปน็ ประโยชน์ ถ้าผเู้ ขยี น
มขี อ้ เสนอแนะหรือขอ้ คดิ เหน็ ก็อาจบรรจุลงไปด้วยในสว่ นน้ีด้วย (มะณี สมรัก, 2542:57)
ลกั ษณะเฉพาะของรายงานการค้นควา้
1. เร่อื งทศ่ี กึ ษาวจิ ยั เหตุและแรงจงู ใจในการทารายงาน
2. ความสาคัญในการทาการศึกษาคน้ คว้า
3. ขอบข่ายของการศึกษาคน้ ควา้
4. ผลทีไ่ ดจ้ ากการคน้ ควา้
5. สรุป
6. ขอ้ เสนอแนะ
2. รายงานการวิจัย เป็นการเขียนรายงานการศึกษาค้นคว้าด้วยการวิจัย มีการนาเอาสถิติมา
ใช้ในการวเิ คราะห์ข้อมูลเพื่อมาใชเ้ ปน็ ประโยชน์ทางการศึกษารายงานการวิจัยอาจเขียนข้นึ เพื่อเป็นส่วน
หน่ึง ของการศึกษาตามหลักสูตร หรือเพื่อสนองความสนใจของผู้วิจัยหรือหน่วยงาน การเขียนรายงาน
การวิจัยจะต้องเคร่งครัดในสานวนภาษามาก โดยจะต้องเขียนแบบเป็นทางการ มีความคงที่ในการใช้
ภาษาหรือคาศัพทเ์ ฉพาะบางครงั้ ต้องใชภ้ าษาทางสถติ ิในการวเิ คราะห์ หรอื อา่ นผลข้อมลู
2.1 บทนา เป็นส่วนของเนื้อหาบทนาการวิจยั กล่าวถึงความเป็นมาและความเปน็ มาของ
ความสาคัญของปัญหา จุดมุ่งหมาย สมมุติฐานการวิจัย ขอบเขตการวิจัย ข้อตกลงเบ้ืองต้นนิยามศัพท์ท่ี
ใชใ้ นการวจิ ยั และประโยชน์ที่ได้รับ
ส่วนน้ีจึงเป็นข้อมูลท่ีสาคัญเบ้ืองต้นท่ีจะให้ผู้อ่านยอมรับการวิจัย ซึ่งผู้วิจัยจาเป็น
จะต้องแสดงเหตุผลความจาเป็นต่าง ๆ ท่ีจะต้องแก้ไข ปัญหาท่ีเกิดข้ึน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยการเขียน
ต้องใช้ภาษาแบบเปน็ ทางการทสี่ ละสลวย มีเหตผุ ล มีหลักฐานอ้างอิงทีเ่ ปน็ ทเี่ ช่ือถือได้ข้อมลู ทนี่ าเสนอใน
บทนี้จะเปน็ ข้อมูลเบ้อื งต้น ท่ีจะนาไปใช้ในการควบคมุ การวิจยั ใหเ้ ป็นไปในทิศทาง ท่กี าหนด
2.2 เอกสารและการวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง ในบทนี้ผู้วิจัยจะต้องศึกษาเอกสาร และงานวิจัย
ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอยู่ในขอบเขตของการวิจยั ทั้งภาษาไทย และภาษาต่างประเทศ การค้นคว้าผู้วิจัยต้อง
คน้ คว้าให้ครอบคลมุ หวั ขอ้ การวิจยั อาจค้นคว้าจากตารา บทความ ส่ือสาร และเอกสารต่าง ๆ นาเอาแต่
ประเด็นที่สาคัญที่เก่ียวข้องกับการวิจัยมาเรียบเรียงให้ความรู้พื้นฐานแก่ผู้อ่าน และนาไปใช้ในการ
อภิปรายผู้วิจัยต้องศึกษางานวิจัยท่ีเก่ียวข้องทั้งของไทย และต่างประเทศแล้วสรุปโดยใช้ภาษาของ
ตนเอง ช่ือผู้วิจัย ปีท่ีทาวิจัย กลุ่มประชากร หรือกลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ วิธีการ และเครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัย
และสรุปผลการวิจัยมาจัดเรียงตามลาดับ ปีที่วิจัยการนาเอางานวิจัยมาเขียนมิใช่เพียงแต่เอาสรุปการ
การเขียนเพอื่ การสอื่ สารทางวชิ าการและวิชาชีพ 393
วิจัยมาเรียงต่อกันเท่านั้น ผู้วิจัยต้องเขียนกล่าวนา กล่าวเชื่อมโยง และกล่าวสรุปอย่างสละสลวย
ผลการวิจัยดังกล่าวจะต้องนาไปใช้ในการอภิปรายผลเช่นกัน เกี่ยวข้องจึงควรมีความสัมพันธ์กับหัวข้อ
วจิ ยั ทก่ี าลงั ดาเนินอยอู่ ยา่ งใกล้ชดิ
2.3 วิธีการดาเนินงานการวิจัย บทน้ีมักจัดไว้เป็นบทที่ 3 โดยกล่าวถึงวิธีการดาเนินการ
วิจัยตามลาดับอย่างมีเหตุผลน่าเช่ือถือ กล่าวถึงวิธีการสร้างเครื่องมือ การหาความเช่ือมั่น คาอานาจ
จาแนกของแบบทดสอบ การเลอื กใช้สถติ ติ ่าง ๆ ท่เี หมาะสมพรอ้ มสูตรทใี่ ช้
2.4 การวิเคราะห์ข้อมูล เป็นบทท่ีผู้วิจัยจะนาเสนอข้อมูลตามที่ได้ออกแบบไว้ซึ่งนิยม
จัดทาเป็นรูปตารางเป็นเร่ือง ๆ ไป โดยมีการผ่านผลจากตารางเฉพาะที่สาคัญ การออกแบบตารางต้อง
ออกแบบใหผ้ ู้อา่ นเข้าใจง่าย มคี วามเหมาะสมกับการนาเสนอข้อมูลเปน็ ชุด ๆ ไม่สบั สน
2.5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ บทนี้เป็นบทสุดท้ายของรายงาน การวิจัย
เร่มิ ต้นด้วยการ เขียนสรุปผลต้งั แตจ่ ุดมงุ่ หมายการวจิ ัยทมี่ กี ลุม่ ตัวอยา่ ง หรือกลุ่มประชากร วิธดี าเนนิ การ
วิจัย และสรุปผลการวิจัยต่อจากนั้นจึงนาเอาผลมาอภิปรายโดยละเอียด การอภิปรายผลจากกระทาใน
การวิจารณ์ โดยนาเอาข้อมูลท่ีเขียนไว้ในการวเิ คราะห์ข้อมูล และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาใชป้ ระกอบดว้ ย
การอภปิ ราย และอา้ งองิ การอภปิ รายควรทาทกุ แง่ทกุ มมุ ในขอบเขตของการวิจัยการอภิปรายผลท่ีดีจะ
สร้างจุดเด่นให้กับงานวิจัยได้เป็นอย่างดี เมื่ออภิปรายผลเสร็จแล้วจึงเขียนข้อเสนอแนะโดยเขียน
ข้อเสนอแนะท่ัวไปซ่ึงเป็นการนาเอาผลของวิจัยไปใช้เชิงปฏิบัติแก้ไขปัญหาท้ายท่ีสุดจึงเขียน
ข้อเสนอแนะเพื่อการวจิ ัยต่อไป โดยเลือกเสนอแนะการวิจัยในหวั ข้อท่ีสมั พันธ์กันกบั การวิจยั น้ี การเขียน
ข้อเสนอแนะควรเลอื กเสนอเฉพาะเร่ืองที่มคี วามเป็นไปได้
ลกั ษณะเฉพาะของรายงานกรวจิ ยั
1. มีการกาหนดหวั ขอ้ ปญั หา
2. มกี ารค้นคว้าด้วยความชานาญและมีระบบ
3. มีเปา้ หมายและเหตผุ ล
4. มเี ครอื่ งมือ ความเทยี่ งตรงและเทคนคิ ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
5. เน้นขอ้ เท็จจรงิ เพ่อื การแกป้ ัญหา
(บุญธรรม กจิ ปรีดาบรสิ ทุ ธ์, 2532:25)
3. โครงการเชิงวิชาการ เป็นแผนการดาเนินการที่เก่ียวข้องต่อเนื่องกับงานวิจัยโดยกาหนด
หลักการ และจุดมุ่งหมายวิธีการดาเนินงาน งบประมาณ ผู้รับผิดชอบโครงการ สถานที่ดาเนินงาน
ระยะเวลาดาเนินงาน ส่วนประกอบการเขียนโครงการเขิงวิชาการมดี งั น้ี
394 ชวนพิศ อตั เนตร์
3.1 ชื่อโครงการ การตั้งชื่อโครงการเชิงวิชาการควรคานึงถึงความหมายที่ครอบคลุม
โครงการและส่ือสารได้ชดั เจน ช่อื โครงการอาจใช้เปน็ กลุ่มคา หรอื ประโยคได้ แต่ส่วนมากนยิ มตั้งช่ือเป็น
กลมุ่ คา เช่นโครงการพัฒนาสถาบันต่าง ๆ โครงการส่งเสรมิ ต่าง ๆ เป็นตน้
3.2 หลักการและเหตุผล ให้แสดงแนวความคิดท่ีเป็นพื้นฐานที่มาของโครงการเหตุผล
ความสาคญั ทต่ี อ้ งมกี ารดาเนนิ งานของโครงการนี้
3.3 วัตถุประสงค์และเป้าหมาย แสดงทิศทางที่กาหนดในการดาเนินงานโครงการ โดย
ระบุว่าโครงการนี้จะทาอะไร เพ่ือใคร รวมท้ังกาหนดสิ่งท่ีคาคหมายว่าจะเกิดขึ้นจากการจัดทาโครงการ
ท้งั ในเชงิ ปริมาณและเชงิ คณุ ภาพ
3.4 ขอบเขตของโครงการ ระบพุ นื้ ทีจ่ ะดาเนินการและระยะเวลาของโครงการ
3.5 ความสัมพันธก์ ับโครงการอ่ืน ๆ ใหแ้ สดงขอ้ มูลด้วยวา่ โครงการดังกล่าวเปน็ โครงการท่ี
ต่อเนอื่ งจากโครงการใดหรือเป็นโครงการที่ทาอสิ ระ ถ้าเป็นโครงการที่มีความสมั พนั ธ์กับโครงการอน่ื ควร
ระบวุ ่าโครงการน้ไี ม่บรรลุตามวัตถปุ ระสงค์จะส่งผลกระทบไปยังโครงการทีส่ มั พนั ธน์ ้ันอยา่ งไร
3.6 ข้ันตอนในการดาเนินงาน ให้ช้ีแจงรายละเอียดว่ามีข้ันตอนในการดาเนินงานอย่างไร
จงึ มวี ัตถุประสงค์และเปา้ หมายทก่ี าหนดไว้ในโครงการภายในเวลาท่ีกาหนด
3.7 กิจกรรม งบประมาณ และระยะเวลาในการดาเนินงาน แสดงเป็นรายละเอียดของ
กิจกรรมทีร่ ะบเุ ร่ิมตน้ และจุดส้ินสุดของการทากจิ กรรม และงบประมาณท่คี าดว่าจะใช้ในแต่ละกจิ กรรม
3.8 ประโยชน์ท่ีคาดว่าจะได้รับ ให้ระบุถึงประโยชน์ ท่ีเกิดข้ึนจากการดาเนินโครงการทั้ง
ประโยชน์โดยตรง และโดยออ้ ม
3.9 การประเมินผลโครงการ ให้ระบุวิธีการ เกณฑ์ ตัวบ่งชี้ ที่ทาให้ทราบถึงการดาเนิน
โครงการให้สาเร็จตามเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ของโครงการ การใช้ปัญหาอุปสรรคที่เกิดข้ึนเป็น
ข้อมูลสะท้อนกลับมาแก้ไขโครงการ การศึกษาถึงผลกระทบจากโครงการ ตลอดจนเงื่อนไขท่ีทาให้
โครงการประสบความสาเรจ็
3.10 ผู้รับผิดชอบโครงการ ให้ระบุช่ือ สกุล หน่ายงานของผู้รับผิดชอบ โครงการ และ
เบอร์โทรศัพทท์ ส่ี ามารถติดตอ่ ได้
การเขยี นเพอ่ื การส่ือสารทางวิชาการและวชิ าชพี 395
แบบฟอรม์ โครงการทางวชิ าการ
ชอื่ โครงการ.................................................................................................................................................
หลักการและเหตุผล....................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
วัตถปุ ระสงคแ์ ละเป้าหมาย...................................................................................................... ...................
....................................................................................................................................................................
ขอบเขตโครงการ................................................................................................................ ........................
....................................................................................................................................................................
ความสัมพนั ธ์กบั โครงการอืน่ ๆ ..................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
ข้นั ตอนในการดาเนินงาน............................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
กิจกรรม งบประมาณและระยะเวลาในการดาเนินงาน
ประโยชนท์ ่คี าดว่าจะไดร้ ับ..........................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
การประเมนิ ผลโครงการ.......................................................................................................... ...................
....................................................................................................................................................................
ผรู้ บั ผดิ ชอบโครงการ.......................................................................................................... ........................
396 ชวนพิศ อตั เนตร์
การเขียนโครงการเชิงวิชาการดังกล่าวมานี้เป็นเพียงแนวทางการเขียนอย่างย่อ ๆ เท่านั้นเมื่อ
เขียนโครงการจริงผู้เขียนจะต้องศึกษาวิธีการเขียนรายละเอียดต่าง ๆ เพิ่มเต็มโดยอาจจะดูจากตัวอย่าง
โครงการที่ประสบความสาเร็จมาแล้ว อีกประการหนึ่งผู้เขียนต้องศึกษาความชอบของหน่วยงาน
โดยเฉพาะผู้มีอานาจในการอนุมัติโครงการให้เป็นไปตามต้องการหรือแนวนโยบายลักษณะเฉพาะของ
การทารายงานโครงการเชงิ วิชาการ
1. ความจาเปน็ ในการทางานรายงาน
2. ขอ้ มูลเฉพาะทใี่ ชใ้ นการเขียนรายงาน
3. แผนงานทางเทคนิค
4. แผนการบริหาร
5. ข้อมูลงบประมาณ (มะณี สมรัก, 2542:59-61)
สรปุ
ในการเขียนรายงานต้องประกอบด้วยขั้นตอน 8 ขนั้ ไดแ้ ก่ การเลอื กหัวขอ้ การกาหนดขอบเขต
จดุ มงุ่ หมายของรายงาน การรวบรวมข้อมลู การเขยี นโครงเร่ือง หรือการวางโครงเรื่องการแก้ไขขัดเกลา
การเขียนฉบบั สมบูรณ์ และการเข้าเล่มรายงาน
ส่วนของโครงสร้างของรายงานก็มีส่วนประกอบหลายส่วน จะแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ปกนอก
ปกใน คานา สารบัญ บทคัดย่อ บัญชีตาราง บัญชีภาพประกอบ ส่วนที่เป็นเน้ือเรื่องได้แก่เนื้อหา และ
สว่ นอ้างองิ สว่ นสดุ ท้ายของรายงานได้แก่ สว่ นอ้างองิ ซ่ึงประกอบด้วยบรรณานุกรม ภาคผนวก
โครงสร้างหลักของรายงานแต่ละชนิด ซึ่งได้แก่ รายงานการศึกษาค้นคว้า รายงานวิจัยและ
การเขียนโครงการมีส่วนท่ีเป็นลักษณะเฉพาะอย่างของแต่ละชนดิ ทีเ่ ป็นเอกลกั ษณะของรายงานเอง
การสืบคน้ ข้อมูลประกอบการทารายงาน
การสืบค้นข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เป็นส่ิงจาเป็นอย่างยิ่งสาหรับการทารายงานทาง
วิชาการเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องสมบูรณ์ ช่องทางหนึ่งท่ีผู้ทารายงานสามารถค้นหาข้อมูลได้ง่าย คือ
การสืบค้นจากแหล่งข้อมูลสารนิเทศ สมพร แพ่งพิพัฒน์ (2547, 42-44) ได้กล่าวถึงสถาบันบริการ
สารนิเทศ ซ่งึ เป็นแหล่งใหบ้ ริการข้อมลู ในรูปแบบตา่ ง ๆ เพือ่ ประโยชน์ในการศกึ ษาคน้ ควา้ ไว้ ดังนี้
1. หอ้ งสมดุ เปน็ ศนู ย์กลางการเรยี นรู้และการศึกษา เป็นแหลง่ เสริมสรา้ งวัฒนธรรมแกส่ ังคม
2. ศูนย์สารสนเทส เป็นหน่วยงานท่ีตั้งขึ้นเพื่อตอบสนองการใช้สารนิเทศเฉพาะด้าน เช่น
ศนู ย์บรกิ ารเอกสารการวจิ ยั (ศบอ.) สงั กดั สถาบนั วิจยั วทิ ยาศาสตร์และการเทคโนโลยีแหง่ ประเทศไทย
3. ศูนยข์ อ้ มูล มหี นา้ ท่ีรับผดิ ชอบการผลติ หรือรวบรวมข้อมลู ตัวเลข จัดระบบเผยแพรแ่ ก่ผู้ใช้
ท่ีอยู่ในเป้าหมาย เช่น ศูนย์ข้อมูลธนาคารกรุงเทพ ศูนย์ข้อมูลธุรกิจหลักทรัพย์ ศูนย์ข้อมูลพลังงาน
แห่งชาติ
การเขยี นเพือ่ การส่ือสารทางวชิ าการและวิชาชีพ 397
4. หน่วยทะเบียนสถิติ เป็นศูนย์กลางการรวบรวมหลักฐาน การจดทะเบียนหรือลงทะเบียน
แล้วรวบรวมสถิติท่ีเกี่ยวข้อง เช่น หน่วยงานเวชระเบียนของโรงพยาบาลต่าง ๆ หน่วยวิจัยสถาบันของ
มหาวทิ ยาลยั งานทะเบียนประวตั ินักศึกษาของมหาวทิ ยาลัย
5. ศูนย์วิเคราะห์สารสนเทศ มีหน้าที่รับผิดชอบการรวบรวมสารสนเทศทุกด้านในสาขาวิซา
เฉพาะ โดยนามาวิเคราะห์ ประเมิน สรุปย่อ และจัดเก็บ เป็นลักษณะของแฟ้มข้อมูล ใบข้อมูล (Sheet)
และปริทัศน์ (Review) เพือ่ ใช้ในการตอบคาถามและจัดส่งให้กับผู้สนใจ
6. ศูนย์ประมวลและแจกจ่ายสารสนเทศ มีหน้าท่ีรับผิดชอบการให้ความช่วยเหลือในการ
เข้าถึงแหล่งสารสนเทศ (Reference Service) ท่ีเหมาะสม หรือทาหน้าที่เป็นหน่วยงานรวบรวม
ทรัพยากรสารสนเทศบางชนิดแล้วแจกจ่ายไปยังผู้ขอมาโดยการทาบัตรรายการค้นและรายชื่อเอกสาร
เช่น ศนู ย์บรกิ ารใหย้ มื (Lending Division) ของหอสมุดแห่งชาติประเทศองั กฤษ (The British Library)
7. ศูนย์และแหล่งสารสนเทศ มีหน้าที่รวบรวมสารสนเทศเกี่ยวกับแหล่งข้อมูลและแหล่ง
สารสนเทศอย่างกว้างขวางในสาขาที่ศูนย์รับผิดชอบ จัดทา และปรับปรุงรายการเกี่ยวกับข้อมูล
สารสนเทศ และการบริการท่ีมีอยู่ บริการอย่างรวดเร็วผู้ใช้ได้รับข้อมูลท่ีถูกต้องสมบูรณ์ตรงตาม
ความต้องการ
8. หน่วยงานจดหมายเหตุมีหน้าท่ีรวบรวม และอนุรักษ์เอกสารราชการ และเอกสารทาง
ประวัตศิ าสตร์ของสถาบัน และหน่วยงาน เชน่ คาสั่ง ระเบยี บ ข้อบังคับ บนั ทึก หนังสอื โต้ตอบ รายงาน
แผนท่ี ภาพถ่าย แบบ พิมพ์ เป็นต้น หน่วยงานท่ีมีหน้าท่ีจัดรวบรม และอนุรักษ์จดหมายเหตุ และ
เอกสารสาคญั ของชาติ คอื หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ กรมศลิ ปากร
9. ศูนย์บริการเอกสารการวิจัยแห่งประเทศไทย บางเขน รวบรวมสิ่งพิมพ์ทุกชนิดด้าน
วิทยาศาสตร์ไว้บริการนักวิจัย มีการบริการจัดทาบรรณานุกรม สิ่งพิมพ์ตามที่นักวิจัยต้องการ หรือ
จัดพิมพเ์ ผยแพร่ บริการตอบการสอบถาม บริการค้นหาเอกสาร แปลเอกสาร และถา่ ยสาเนาเอกสาร
10. สถาบันบริการสารสนเทศเชิงพาณิชย์ จัดข้ึนเพ่ือให้บริการสารสนเทศโดยมุ่งประโยชน์
ด้านธรุ กิจ หรอื การขายบรกิ ารเปน็ หลัก
นอกจากการสืบค้นข้อมูลจากแหลง่ ข้อมูลสารสนเทศดังกล่าวแล้ว ผู้ทารายงานสามารถค้นหา
ข้อมูลด้วยตนเองจากระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซ่ึงปัจจุบันนี้เปิดให้บริการค้นคว้าอยู่เป็นจานวนมาก
ทัง้ ประเภทที่ต้องเป็นสมาชิก และไมต่ ้องเป็นสมาชกิ
1. ข้อมลู เกีย่ วกบั ศูนย์ใหบ้ ริการอนิ เทอรเ์ น็ต สามารถค้นหาไดจ้ าก
www.asianet.co.th
www.inet.co.th