คำอธิบำยรำยวิชำเพ่ิมเตมิ
ท๒๐๒๑๒ วชิ ำ นิทำนพ้ืนบ้ำน กลมุ่ สำระกำรเรียนรภู้ ำษำไทย
จำนวน ๐.๕ หน่วยกติ
เวลำเรียน ๒๐ ชัว่ โมง
ศึกษาคาศัพท์ การสะกดคาตามอักขระวธิ ี การอ่านออกเสียง การอ่านในใจ การคดั ลายมอื การเขียนคาศพั ท์
ประโยค การใชค้ า การใช้ตวั เลขไทย ภาษาถน่ิ และภาษาท่ีใช้ตามเทคโนโลยสี ารสนเทศ
ฝกึ ทกั ษะทางภาษา การพดู การเขยี น การอา่ น การคิด การฟัง ตลอดจนการคิดวเิ คราะห์
เพือ่ ให้นกั เรียนมีความรคู้ วามเขา้ ใจในบทเรียนท่ีเรยี น สามารถส่ือสารกับผู้อ่ืนได้และใชภ้ าษาใหเ้ ปน็ ประโยชน์
แก่การดาเนนิ ชวี ติ ประจาวนั ไดต้ ามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
ผลกำรเรียนรู้
๑. วิเคราะห์วิจารณ์ เรอื่ งท่ีฟงั ดู ได้อย่างมเี หตผุ ล และมีมารยาทในการฟงั
๒. พูดส่ือสารได้ตามวัตถปุ ระสงค์ มีศิลปะและมมี ารยาทในการพูด
๓. อา่ นออกเสียงร้อยแก้วร้อยกรองได้ถูกต้องเหมาะสมกบั เร่ืองทีอ่ า่ น
๔. เขียนส่ือสารในรูปแบต่าง ๆ ไดต้ รงตามวัตถปุ ระสงค์และใช้ภาษาไดถ้ ูกต้องเหมาะสม
๕. ใชภ้ าษาในการสือ่ สารกับผู้อื่นในการดารงชวี ติ ตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียงได้อยา่ งเหมาะสม
รวมท้ังหมด ๕ ผลกำรเรยี นรู้
คำอธิบำยรำยวิชำเพ่ิมเตมิ
ท๒๐๒๑๓ วิชำ ภำษำไทยในบทเพลง กลุ่มสำระกำรเรียนรู้ภำษำไทย
จำนวน ๐.๕ หน่วยกิต
เวลำเรยี น ๒๐ ช่วั โมง
ศกึ ษาเกย่ี วกับถ้อยคาโวหารทใี่ ช้ในบทเพลง ตีความ ขยายความ แปลความ วิเคราะห์ความตามตามเน้อื เพลง
และนาเพลงไปใชใ้ นการแสดง
ฝึกแสดงออกเกย่ี วกบั ภาษาไทย โดยการเขียนเลา่ ความรู้สกึ บอกความหมาย ตคี วาม วิเคราะห์ความ
เกย่ี วกับเนอื้ หาของบทเพลงท่ีฟงั และสามารถนาไปจัดการแสดงเพื่อความบันเทิงได้
เพอ่ื ให้มีความสุนทรียใ์ นการฟังเพลง เขา้ ใจและซาบซงึ้ ในบทเพลง แสวงหาวิธผี ่อนคลายความตงึ เครียดได้
อยา่ งปลอดภยั ตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
ผลกำรเรียนรู้
๑. มคี วามรเู้ ก่ยี วกับการใชโ้ วหารประเภทต่าง ๆ
๒. บอกความหมายของคา สานวนในบทเพลงได้
๓. วเิ คราะห์ข้อเท็จจรงิ ข้อคดิ เห็นในบทเพลงได้
๔. บอกแนวคิด คตแิ ละคุณคา่ ในบทเพลงได้
๕. บอกจดุ มุง่ หมาย จุดประสงค์ของการแต่งเพลงได้
๖. พดู หรือเขยี นบรรยายสภาพสงั คม ค่านินม ทปี่ รากฏในบทเพลงได้
๗. เขียนสรุปความได้ถูกตอ้ งตามหลักการเขยี น
รวมท้ังหมด ๗ ผลกำรเรียนรู้
คำอธบิ ำยรำยวชิ ำเพ่ิมเติม
ท๒๐๒๑๔ วชิ ำ ภำษำไทยในเทคโนโลยี กลุม่ สำระกำรเรยี นรู้ภำษำไทย
เวลำเรยี น ๒๐ ชั่วโมง จำนวน ๐.๕ หนว่ ยกิต
ศึกษาภาษา ถอ้ ยคา สานวนโวหารและรปู แบบทใ่ี ช้ในส่ือเทคโนโลยี
ฝกึ ทักษะการฟัง การดู อย่างมวี ิจารณญาณ ฝกึ พูดแสดงความรู้ ความคิด ความร้สู ึก อย่างมวี จิ ารณญาณ
และสร้างสรรค์โดยใชห้ ลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งเป็นฐานในการคิด
เพื่อเลือกฟังและดูอย่างมวี ิจารณญาณ พดู แสดงความรู้ ความคดิ ความร้สู ึกอยา่ งมวี จิ ารณญาณและ
สร้างสรรค์ และนาไปประยกุ ต์ใช้ในชีวติ ประจาวัน
ผลกำรเรียนรู้
๑. สามารถแยกข้อเท็จจรงิ ข้อคิดเหน็ จากเรื่องที่ฟังและดู
๒. สามารถพูดแสดงความคดิ เห็นจากเรอ่ื งท่ฟี ังอย่างมีเหตุผล
๓. สามารถวิเคราะหร์ ะดบั ภาษาท่ีใช้ในสอ่ื เทคโนโลยตี า่ ง ๆ ได้
รวมทั้งหมด ๓ ผลกำรเรยี นรู้
คำอธบิ ำยรำยวิชำเพ่ิมเติม
ท๒๐๒๑๕ วชิ ำ ภำษำไทยในวรรณกรรมท้องถนิ่ กลมุ่ สำระกำรเรยี นร้ภู ำษำไทย
เวลำเรยี น ๒๐ ช่ัวโมง จำนวน ๐.๕ หน่วยกติ
ศึกษา คน้ คว้าเกย่ี วกบั ถ้อยคา สานวน โวหาร ภาษา รปู แบบ วฒั นธรรม อาชีพ และสังคมทมี่ ีในวรรณกรรม
ท้องถ่ิน
ฝึกปฏิบตั คิ ้นคว้าความหมายของถ้อยคา สานวน โวหาร และภาษาที่ใชใ้ นวรรณกรรมท้องถ่นิ วเิ คราะห์ วิจารณ์
และเปรียบเทยี บความสมั พันธ์ ระหว่างภาษากบั วัฒนธรรม อาชีพ สังคม
เพ่อื ให้นักเรียนเปรียบเทียบวิเคราะห์ วิจารณ์ ความสัมพนั ธ์ ระหวา่ งภาษากบั วฒั นธรรม อาชพี สังคมใน
วรรณกรรมท้องถิน่ และนาไปประยุกตใ์ ชใ้ นชีวิตจริงตามปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
ผลกำรเรียนรู้
๑. สามารถเปรียบเทยี บความสัมพันธร์ ะหว่างภาษากบั วัฒนธรรมได้
๒. บอกสานวนโวหารทีม่ ีในวรรณกรรมท้องถน่ิ ได้
๓. วิเคราะหค์ ติธรรม จากวรรณกรรมท้องถิ่นท่อี ่าน และอนรุ ักษ์วรรณกรรมท้องถนิ่
๔. วเิ คราะห์ วิจารณ์ ความสัมพันธ์ ระหวา่ งภาษากับวฒั นธรรม อาชีพ และสงั คมใน
วรรณกรรมท้องถนิ่
๕. เหน็ คณุ ค่า และนาไปประยุกต์ใช้ในชีวติ จรงิ ตามหลกั ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง
รวมท้ังหมด ๕ ผลกำรเรียนรู้
คำอธิบำยรำยวิชำเพิ่มเติม
ท๒๐๒๑๖ วิชำ ภำษำไทยในวรรณกรรมรว่ มสมัย กลุ่มสำระกำรเรยี นรู้ภำษำไทย
เวลำเรียน ๒๐ ชวั่ โมง จำนวน ๐.๕ หนว่ ยกติ
ศึกษาค้นควา้ เก่ยี วกบั ถ้อยคา สานวน โวหาร ภาษา รปู แบบ วฒั นธรรม อาชีพ และสงั คมท่ีมีใน
วรรณกรรมร่วมสมยั
ฝกึ วเิ คราะห์ วจิ ารณ์ ถ้อยคาสานวนโวหาร ความหมายของคา รูปแบบ และกลวธิ ีในการสอื่ สารของ
วรรณกรรมรว่ มสมยั
เพอ่ื สามารถนาไปใช้ในชีวิตประจาวันและมีมารยาทในการวจิ ารณ์
ผลกำรเรยี นรู้
๑. สามารถศึกษาคน้ คว้าเกย่ี วกับถอ้ ยคา สานวน โวหาร ภาษา รปู แบบ วฒั นธรรม อาชพี และสังคมท่ีมี
ในวรรณกรรมร่วมสมัย
๒. วิเคราะห์ วจิ ารณ์ ถอ้ ยคาสานวนโวหาร ความหมายของคา รูปแบบ และกลวธิ ใี นการส่ือสารของ
วรรณกรรมรว่ มสมัย
๓. สามารถนาความรทู้ ี่ได้จากการศึกษาวรรณกรรมร่วมสมัยไปปรบั ใช้ในชีวติ ประจาวนั ได้อยา่ งสรา้ งสรรคแ์ ละ
สอดคล้องตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
๔. มมี ารยาทในการอา่ นและวิจารณ์
รวมท้ังหมด ๔ ผลกำรเรยี นรู้
คำอธบิ ำยรำยวชิ ำเพิ่มเติม
ท๒๐๒๑๗ วิชำ ภำษำเพื่อกำรถำ่ ยทอดภมู ิปัญญำไทย กลุม่ สำระกำรเรยี นร้ภู ำษำไทย
เวลำเรียน ๒๐ ชวั่ โมง จำนวน ๐.๕ หน่วยกิต
ศึกษาภาพจติ รกรรม รปู ปนั้ โบราณสถาน ศลิ ปวฒั นธรรมทอ้ งถิ่น ภมู ิปญั ญาท้องถิ่น
ฝึกแสดงความคิดเหน็ พดู เขียนเชงิ สร้างสรรค์ โดยใช้โวหารไดอ้ ย่างเหมาะสมและนาเสนอความรคู้ วามคดิ
วิเคราะห์ วิจารณ์อยา่ งถกู ต้องตามหลกั วชิ าการ
เพือ่ ให้เกดิ ทักษะการใช้ภาษาและเกิดความซาบซึง้ ในศลิ ปวัฒนธรรม ภูมปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ
ผลกำรเรยี นรู้
๑. พดู หรอื เขยี นแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับงานศลิ ปะ วัฒนธรรม ภมู ิปัญญาท้องถน่ิ ได้
๒. เขียนอธิบาย สรุปความ จัดลาดบั ความคดิ เขียนรายงานเชิงสรา้ งสรรคจ์ ากส่ิงทด่ี ูได้
๓. พูดนาเสนอความรูค้ วามคดิ วเิ คราะห์ วจิ ารณ์ จากส่ิงทดี่ ูได้
๔. นาโวหารประเภทตา่ ง ๆ ประกอบการพดู หรือเขยี นได้อย่างถกู ต้องเหมาะสม
๕. มมี ารยาทในการฟัง ดู พูด และเขียน
รวมท้ังหมด ๕ ผลกำรเรียนรู้
โครงสร้ำงรำยวชิ ำกลุ่มสำระกำรเรียนรู้คณิตศำสตร์
ระดับมธั ยมศกึ ษำตอนต้น
วชิ ำพ้ืนฐำน
ชั้นมธั ยมศกึ ษำปที ี่ ๑
ค๒๑๑๐๑ คณิตศาสตร์ ๑ ๓ ชว่ั โมง /สัปดาห์/ ๑.๕ หนว่ ยกิต
ค๒๑๑๐๒ คณิตศาสตร์ ๒ ๓ ชว่ั โมง /สัปดาห์/ ๑.๕ หนว่ ยกติ
ชนั้ มธั ยมศึกษำปีท่ี ๒
ค๒๒๑๐๑ คณติ ศาสตร์ ๓ ๓ ชว่ั โมง / สัปดาห์ / ๑.๕ หน่วยกติ
ค๒๒๑๐๒ คณติ ศาสตร์ ๔ ๓ ชว่ั โมง / สปั ดาห์ / ๑.๕ หนว่ ยกิต
ชน้ั มธั ยมศึกษำปที ี่ ๓
ค๒๓๑๐๑ คณิตศาสตร์ ๕ ๓ ชั่วโมง / สัปดาห์ / ๑.๕ หนว่ ยกิต
ค๒๓๑๐๒ คณติ ศาสตร์ ๖ ๓ ชว่ั โมง / สปั ดาห์ / ๑.๕ หน่วยกติ
วชิ ำเพ่มิ เติม เรขาคณิต ๑ ชัว่ โมง /สปั ดาห์/ ๐.๕ หน่วยกิต
จานวนและตัวเลข ๑ ชว่ั โมง /สปั ดาห/์ ๐.๕ หนว่ ยกิต
ค๒๐๒๐๑ พหุนาม ๑ ชั่วโมง /สปั ดาห/์ ๐.๕ หนว่ ยกติ
ค๒๐๒๐๒ สมการ ๑ ชว่ั โมง /สัปดาห/์ ๐.๕ หน่วยกิต
ค๒๐๒๐๓ เลขยกกาลัง ๑ ชัว่ โมง /สปั ดาห/์ ๐.๕ หนว่ ยกติ
ค๒๐๒๐๔ ระบบสมการ ๑ ชั่วโมง /สปั ดาห์/ ๐.๕ หน่วยกติ
ค๒๐๒๐๕
ค๒๐๒๐๖
คำอธบิ ำยรำยวชิ ำ
ค ๒๑๑๐๑ วิชำ คณติ ศำสตร์ ๑ กล่มุ สำระกำรเรียนรคู้ ณิตศำสตร์
ชนั้ มัธยมศึกษำปีที่ ๑ ภำคเรยี นท่ี ๑
เวลำเรียน ๖๐ ชว่ั โมง จำนวน ๑.๕ หนว่ ยกติ
.........................................................................................................................................................
คำอธบิ ำยรำยวิชำ
ศกึ ษา แนวคดิ หลกั การ ทฤษฎี พรอ้ มทั้งฝึกทักษะและกระบวนการทางคณติ ศาสตร์ในเนื้อหาของสาระ จานวน
เตม็ การบวก การลบ การคณู การหารจานวนเตม็ สมบตั ขิ องการบวกและการคูณจานวนเต็ม การนาความรเู้ กย่ี วกบั
จานวนเต็มไปใชใ้ นการแกป้ ัญหา ทศนยิ มและการเปรยี บเทยี บทศนยิ ม การบวกและการลบทศนยิ ม การคูณและการ
หารทศนยิ ม เศษสว่ นและการเปรียบเทยี บเศษสว่ น การบวกและการลบเศษสว่ น การคณู และการหารเศษสว่ น
ความสมั พนั ธร์ ะหว่างทศนยิ มและเศษส่วน ความหมายของเลขยกกาลัง การคณู และการหารเลขยกกาลังทีม่ ีเลขชก้ี าลัง
เปน็ จานวนเตม็ บวก สญั กรณ์วิทยาศาสตร์ การนาความรู้เกี่ยวกบั เลขยกกาลังไปใช้ในการแกป้ ัญหา รูปเรขาคณิต
พ้นื ฐาน การสร้างพน้ื ฐานทางเรขาคณิต การสร้าง รปู เรขาคณิต การนาความร้เู กี่ยวกับการสรา้ งพื้นฐานทาง
เรขาคณิตไปใชใ้ นชีวติ จรงิ
หน้าตดั ของรปู เรขาคณติ สามมิติ ภาพที่ไดจ้ ากการมองดา้ นหนา้ ด้านขา้ งและดา้ นบนของรปู เรขาคณิตสามมติ ิท่ีประกอบ
ข้ึนจากลกู บาศก์
โดยใชท้ ักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์อันได้แก่ การแก้ปัญหา การส่ือสารและการสอ่ื ความหมายทาง
คณิตศาสตร์ การเชือ่ มโยง การให้เหตุผลและ การคิดสรา้ งสรรค์
การใช้เทคโนโลยีบูรณาการกับการจดั การเรยี นรู้ ใช้สื่อ อุปกรณ์ และแหล่งข้อมลู นาประสบการณ์ตลอดจนทักษะและ
กระบวนการทไี่ ด้ ไปใช้ในการเรียนร้สู ่ิงตา่ ง ๆ และ ใช้ในชีวติ ประจาวันอยา่ งสรา้ งสรรค์
เพ่ือใหน้ กั เรยี นนเห็นคุณคา่ และมเี จตคติทด่ี ีต่อคณิตศาสตร์ สามารถทางานอย่างเปน็ ระบบ มีความมุ่งม่ันใน
การทางาน มีเหตุผล มีความรอบคอบและมวี ิจารณญาณ
รหัสตัวช้ีวดั
ค ๑.๑ ม.๑/๑ ม.๑/๒
ค ๒.๒ ม.๑/๑ ม.๑/๒
รวมทั้งหมด ๔ ตัวช้ีวดั
คำอธบิ ำยรำยวิชำ
ค ๒๑๑๐๒ วชิ ำ คณิตศำสตร์ ๒ กลุ่มสำระกำรเรียนรู้คณิตศำสตร์
ชั้นมัธยมศึกษำปีท่ี ๑ ภำคเรยี นที่ ๒
เวลำเรยี น ๖๐ ชว่ั โมง จำนวน ๑.๕ หนว่ ยกติ
............................................................................................................................. ..................
คำอธิบำยรำยวิชำ
ศึกษา วเิ คราะห์ อธบิ าย ฝึกทกั ษะการแกป้ ัญหาในสาระตอ่ ไปนี้
สมกำรเชิงเส้นสองตวั แปร กราฟของความสัมพันธเ์ ชงิ เสน้ สมการเชิงเสน้ สองตวั แปร การนาความรเู้ กย่ี วกับ
สมการเชิงเสน้ สองตัวแปร และกราฟของความสัมพันธเ์ ชิงเส้นไปใช้ในชีวติ จรงิ
สถติ ิ การตง้ั คาถามทางสถติ ิ การเกบ็ รวบรวมข้อมูล การนาเสนอข้อมลู ได้แก่ แผนภมู ริ ูปภาพ แผนภูมแิ ทง่
กราฟเส้นและแผนภมู ิรปู วงกลม การแปลความหมายข้อมูล
การนาสถิติไปใช้ในชีวติ จรงิ
กำรสร้ำงทำงเรขำคณติ การสรา้ งพ้ืนฐานทางเรขาคณิต การสร้างรูปเรขาคณติ สองมติ โิ ดยใช้การสรา้ งพื้นฐาน
ทางเรขาคณติ การนาความร้เู ก่ยี วกับการสรา้ งพ้ืนฐานทางเรขาคณิตไปใชใ้ นชวี ิตจริง
มติ สิ มั พันธ์ของรูปเรขำคณติ หนา้ ตดั ของรปู เรขาคณิตสามมิติ ภาพที่ได้จากการมองด้านหนา้ ดา้ นขา้ ง
ด้านบนของรปู เรขาคณติ สามมติ ทิ ่ปี ระกอบขึ้นจากลูกบาศก์
โดยนาความรู้ ทกั ษะกระบวนการทางคณิตศาสตรท์ หี่ ลากหลายมาใช้ในการแกป้ ญั หาในสถานการณ์ตา่ งๆได้
อย่างเหมาะสม มีเหตุผลประกอบในการตัดสนิ ใจ และสรุปผลไดอ้ ย่างเหมาะสม ใช้ภาษาและสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์
ในการสือ่ สาร ส่อื ความหมาย และนาเสนอได้อยา่ งถูกต้องชดั เจน เชือ่ มโยงความรู้ต่างๆในคณิตศาสตร์และนาความรู้
ทกั ษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์
ไปเช่ือมโยงกับศาสตร์อนื่ ๆและมคี วามคดิ ริเริม่ สรา้ งสรรค์
เพ่อื ให้เกิดคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ สามารถทางานอย่างมีระบบระเบียบ รอบคอบ รบั ผดิ ชอบมวี จิ ารณญาณ
มีความเชอื่ มนั่ ในตนเอง มีความซอื่ สัตย์สุจริตมวี นิ ยั ใฝเ่ รยี นรู้ มงุ่ มั่นในการทางาน รกั ความเป็นไทย มจี ิตสาธารณะ
พรอ้ มท้งั ตระหนักในคุณค่าและมเี จตคตทิ ดี่ ตี ่อคณติ ศาสตร์
รหสั ตัวชี้วดั
ค๒.๒ ม.๑/๑, ม.๑/๒
ค๓.๑ ม.๑/๑
รวมท้ังหมด ๓ ตัวชวี้ ดั
คำอธบิ ำยรำยวิชำ
ค ๒๒๑๐๑ วิชำ คณิตศำสตร์ ๓ ทักลุ่มสำระกำรเรยี นรคู้ ณิตศำสตร์
ชัน้ มธั ยมศกึ ษำปที ี่ ๒ ภำคเรยี นที่ ๑
เวลำเรียน ๖๐ ชั่วโมง จำนวน ๑.๕ หนว่ ยกิต
.....................................................................................................................................................
คำอธิบำยรำยวิชำ
ศกึ ษา วิเคราะห์ อธบิ าย ฝึกทักษะการแก้ปัญหาในสาระต่อไปน้ี
จำนวนตรรกยะ เลขยกกาลังทีม่ เี ลขชี้กาลังเป็นจานวนเต็ม การนาความรูเ้ ก่ียวกบั เลขยกกาลังไปใชใ้ นการ
แก้ปญั หา
จำนวนจริง จานวนอตรรกยะ จานวนจริง รากที่สองและรากทสี่ ามของจานวนตรรกยะ การนาความร้เู ก่ยี วกับ
จานวนจรงิ ไปใช้
ทฤษฎีบทพีทำโกรสั ทฤษฎีบทพที าโกรสั และบทกลบั การนาความรเู้ กีย่ วกบั ทฤษฎีบทพีทาโกรัสและบทกลับไป
ใชใ้ นชีวติ จริง
พหุนำม พหุนาม การบวก การลบ และการคูณของพหนุ าม การหารพหนุ ามด้วยเอกนามที่มีผลหารเป็นพหุ
นาม
กำรแยกตัวประกอบของพหุนำม การแยกตัวประกอบของพหนุ ามดกี รีสองโดยใช้ สมบตั ิการแจกแจง กาลัง
สองสมบูรณ์ ผลต่างของกาลังสอง เปน็ ตน้
สถติ ิ การนาเสนอและวเิ คราะห์ข้อมูล ได้แก่ แผนภาพจุด แผนภาพตน้ – ใบ ฮิสโทแกรมและค่ากลางของข้อมูล
การแปลความหมายผลลัพธ์ การนาสถิติไปใชใ้ นชวี ติ จรงิ
โดยนาความรู้ ทกั ษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ทห่ี ลากหลายมาใชใ้ นการแกป้ ญั หาในสถานการณ์ตา่ งๆได้
อย่างเหมาะสม มีเหตุผลประกอบในการตดั สนิ ใจ และสรุปผลได้อย่างเหมาะสม ใช้ภาษาและสัญลกั ษณท์ างคณติ ศาสตร์
ในการสือ่ สาร สอ่ื ความหมาย และนาเสนอได้อย่างถูกต้องชัดเจน เชอ่ื มโยงความรู้ต่างๆในคณิตศาสตร์และนาความรู้
ทกั ษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์
ไปเช่ือมโยงกับศาสตร์อืน่ ๆและมคี วามคิดรเิ รม่ิ สร้างสรรค์
เพอ่ื ให้เกิดคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ สามารถทางานอย่างมรี ะบบระเบียบ รอบคอบ รับผิดชอบมวี ิจารณญาณ
มีความเช่ือมัน่ ในตนเอง มคี วามซือ่ สัตยส์ ุจริตมีวนิ ยั ใฝเ่ รียนรู้ มุง่ มั่นในการทางาน รกั ความเปน็ ไทย มจี ิตสาธารณะ
พร้อมทงั้ ตระหนักในคุณคา่ และมีเจตคตทิ ี่ดีต่อคณติ ศาสตร์
รหัสและตวั ชี้วดั
ค๑.๑ ม.๒/๑, ม.๒/๒
ค๑.๒ ม.๒/๑ ม.๒/๒
ค๒.๒ ม.๒/๕
ค๓.๑ ม.๒/๑
รวมทั้งหมด ๖ ตัวชีว้ ดั
คำอธิบำยรำยวิชำ
ค ๒๒๑๐๒ วชิ ำ คณติ ศำสตร์ ๔ กลุ่มสำระกำรเรียนรู้คณิตศำสตร์
ชั้นมัธยมศกึ ษำปีท่ี ๒ ภำคเรียนท่ี ๒
เวลำเรยี น ๖๐ ช่ัวโมง จำนวน ๑.๕ หนว่ ยกิต
..........................................................................................................................................
คำอธิบำยรำยวิชำ
ศึกษา วเิ คราะห์ อธบิ าย ฝึกทักษะการแก้ปัญหาในสาระต่อไปน้ี
พืน้ ที่ผวิ การหาพ้ืนทีผ่ วิ ของปริซึมและทรงกระบอก การนาความรเู้ ก่ียวกบั พน้ื ที่ผิวของปริซมึ และทรงกระบอก
ไปใช้ในการแก้ปัญหา
ปรมิ ำตร การหาปริมาตรของปริซึมและทรงกระบอก การนาความรเู้ กยี่ วกับปริมาตรของปรซิ ึมและ
ทรงกระบอกไปใช้ในการแกป้ ัญหา
เสน้ ขนำน สมบัตเิ กี่ยวกับเส้นขนานและรปู สามเหลี่ยม
กำรเทำ่ กันทุกประกำร ความเท่ากนั ทกุ ประการของรูปสามเหลี่ยม การนาความรู้เกี่ยวกบั ความเทา่ กนั ทุก
ประการไปใชใ้ นการแกป้ ัญหา
กำรแปลงทำงเรขำคณติ การเล่ือนขนาน การสะท้อน การหมนุ การนาความรู้เกีย่ วกับการแปลงทางเรขาคณิต
ไปใชใ้ นการแกป้ ญั หา
กำรสรำ้ งทำงเรขำคณติ การนาความร้เู กีย่ วกบั การสร้างทางเรขาคณติ ไปใชใ้ นชวี ติ จริง
โดยนาความรู้ ทกั ษะกระบวนการทางคณติ ศาสตร์ทหี่ ลากหลายมาใชใ้ นการแก้ปัญหาในสถานการณ์ตา่ งๆได้อย่าง
เหมาะสม มีเหตุผลประกอบในการตดั สนิ ใจ และสรปุ ผลได้อยา่ งเหมาะสม ใช้ภาษาและสญั ลกั ษณท์ างคณติ ศาสตร์ในการ
สอ่ื สาร สอื่ ความหมาย และนาเสนอได้อยา่ งถูกต้องชดั เจน เชือ่ มโยงความรตู้ า่ งๆในคณติ ศาสตรแ์ ละนาความร้ทู ักษะ
กระบวนการทางคณติ ศาสตร์
ไปเช่อื มโยงกับศาสตร์อน่ื ๆและมีความคดิ รเิ ร่ิมสร้างสรรค์
เพื่อใหเ้ กิดคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ สามารถทางานอยา่ งมรี ะบบระเบยี บ รอบคอบ รับผิดชอบมีวจิ ารณญาณ
มีความเชื่อมน่ั ในตนเอง มคี วามซอื่ สัตย์สุจริตมีวินยั ใฝ่เรยี นรู้ มงุ่ มั่นในการทางาน รกั ความเป็นไทย มีจิตสาธารณะ
พร้อมท้ังตระหนักในคณุ ค่าและมีเจตคติทด่ี ตี ่อคณติ ศาสตร์
รหสั และตัวชว้ี ัด
ค๒.๑ ม.๒/๑, ม.๒/๒
ค๒.๒ ม.๒/๑, ม.๒/๒, ม.๒/๓, ม.๒/๔
รวมทั้งหมด ๖ ตวั ช้ีวัด
ค ๒๓๑๐๑ วชิ ำ คณติ ศำสตร์ ๕ คำอธบิ ำยรำยวชิ ำ
ชนั้ มัธยมศกึ ษำปที ี่ ๓ กลุ่มสำระกำรเรียนร้คู ณติ ศำสตร์
ภำคเรยี นท่ี ๑
เวลำเรียน ๖๐ ชั่วโมง จำนวน ๑.๕ หน่วยกิต
........................................................................................................................................................................................................................
คำอธิบำยรำยวิชำ
ศึกษา วเิ คราะห์ อธิบาย ฝกึ ทักษะการแก้ปัญหาในสาระต่อไปนี้
ระบบสมกำร ระบบสมการเชิงเสน้ สองตวั แปร การแกร้ ะบบสมการเชงิ เสน้ สองตัวแปร การนาความรู้เกี่ยวกบั
การแกร้ ะบบสมการเชิงเส้นสองตวั แปรไปใชใ้ นการแก้ปัญหา
สมกำรกำลังสองตัวแปรเดียว สมการกาลังสองตวั แปรเดียว การแกส้ มการกาลงั สองตัวแปรเดียว การนา
ความรู้เกยี่ วกบั การแกส้ มการกาลงั สองตวั แปรเดียวไปใชใ้ นการแกป้ ัญหา
ฟงั กช์ ันกำลงั สอง กราฟของฟงั ก์ชนั กาลังสอง การนาความรู้เกีย่ วกบั ฟังกช์ นั กาลงั สองไปใชใ้ นการแกป้ ัญหา
กำรแยกตวั ประกอบของพหุนำม การแยกตวั ประกอบของพหนุ ามดีกรีสูงกว่าสอง
สถติ ิ ขอ้ มลู และการวิเคราะห์ขอ้ มลู ไดแ้ ก่ แผนภาพกล่อง
การแปลความหมายผลลพั ธ์ การนาสถติ ิไปใช้ในชวี ติ จริง
ควำมนำ่ จะเป็น เหตุการณ์จากการทดลองสุม่ ความน่าจะเป็น การนาความรู้เกี่ยวกบั ความน่าจะเปน็ ไปใชใ้ น
ชวี ติ จรงิ
โดยนาความรู้ ทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตรท์ ห่ี ลากหลายมาใช้ในการแก้ปัญหาในสถานการณ์ตา่ งๆได้
อย่างเหมาะสม มีเหตุผลประกอบในการตัดสินใจ และสรุปผลได้อย่างเหมาะสม ใชภ้ าษาและสญั ลกั ษณ์ทางคณติ ศาสตร์
ในการส่อื สาร สื่อความหมาย และนาเสนอได้อยา่ งถูกต้องชัดเจน เชอ่ื มโยงความรตู้ า่ งๆในคณติ ศาสตร์และนาความรู้
ทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์
ไปเช่ือมโยงกบั ศาสตร์อื่นๆและมคี วามคิดรเิ ริ่มสรา้ งสรรค์
เพอ่ื ใหเ้ กิดคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ สามารถทางานอย่างมีระบบระเบียบ รอบคอบ รับผดิ ชอบมวี จิ ารณญาณ
มีความเชอ่ื ม่นั ในตนเอง มีความซื่อสตั ยส์ ุจรติ มีวินัย ใฝเ่ รยี นรู้ มงุ่ มนั่ ในการทางาน รกั ความเปน็ ไทย มีจิตสาธารณะ
พรอ้ มทงั้ ตระหนักในคุณค่าและมีเจตคตทิ ่ีดีต่อคณิตศาสตร์
รหสั และตัวชี้วัด
ค๑.๒ ม.๓/๑, ม.๓/๒
ค๑.๓ ม.๓/๒, ม.๓/๓
ค๓.๑ ม.๓/๑
ค๓.๒ ม.๓/๑
รวมท้ังหมด ๖ ตวั ชว้ี ัด
ค ๒๓๑๐๒ วิชำ คณติ ศำสตร์ ๖ คำอธบิ ำยรำยวชิ ำ
ชัน้ มธั ยมศึกษำปีท่ี ๓ กลุ่มสำระกำรเรียนรู้คณิตศำสตร์
เวลำเรยี น ๖๐ ชวั่ โมง ภำคเรยี นท่ี ๒
จำนวน ๑.๕ หนว่ ยกิต
........................................................................................................................................................................................................................
คำอธิบำยรำยวิชำ
ศกึ ษา วิเคราะห์ อธิบาย ฝึกทักษะการแกป้ ัญหาในสาระต่อไปนี้
อสมกำรเชิงเสน้ ตแั ปรเดียว อสมการเชงิ เส้นตวั แปรเดยี ว การแก้อสมการเชงิ เส้นตวั แปรเดยี ว การนาความรู้
เก่ียวกับการแก้อสมการเชิงเส้นตวั แปรเดียวไปใช้ในการแก้ปญั หา
พน้ื ทีผ่ วิ การหาพน้ื ทผ่ี วิ ของพีระมดิ กรวย และทรงกลม การนาความรเู้ กีย่ วกับพืน้ ที่ผิวของพีระมดิ กรวย และ
ทรงกลมไปใชใ้ นการแกป้ ญั หา
ปริมำตร การหาปรมิ าตรของพีระมิด กรวย และทรงกลม การนาความรู้เกี่ยวกบั ปริมาตรของพรี ะมิด กรวย
และทรงกลมไปใช้ในการแกป้ ัญหา
ควำมคล้ำย รูปสามเหลีย่ มที่คลา้ ยกนั การนาความร้เู กี่ยวกบั ความคล้ายไปใช้ในการแก้ปัญหา
อัตรำส่วนตรโี กณมติ ิ อตั ราสว่ นตรีโกณมติ กิ ารนาค่าอัตราสว่ นตรีโกณมิติของมุม 30 องศา 45 องศา และ 60
องศา ไปใช้ในการแก้ปัญหา
วงกลม วงกลม คอรด์ และเสน้ สมั ผสั ทฤษฎีบทเกย่ี วกบั วงกลม
โดยนาความรู้ ทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ทห่ี ลากหลายมาใช้ในการแก้ปัญหาในสถานการณ์ตา่ งๆได้
อย่างเหมาะสม มเี หตุผลประกอบในการตดั สนิ ใจ และสรุปผลได้อยา่ งเหมาะสม ใช้ภาษาและสญั ลักษณ์ทางคณติ ศาสตร์
ในการส่อื สาร สอ่ื ความหมาย และนาเสนอได้อยา่ งถูกต้องชดั เจน เชือ่ มโยงความรูต้ า่ งๆในคณติ ศาสตร์และนาความรู้
ทกั ษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์
ไปเช่อื มโยงกับศาสตร์อน่ื ๆและมคี วามคดิ ริเริ่มสร้างสรรค์
เพ่อื ให้เกิดคุณลักษณะอนั พึงประสงค์ สามารถทางานอย่างมีระบบระเบียบ รอบคอบ รบั ผดิ ชอบมวี จิ ารณญาณ
มคี วามเช่อื มั่นในตนเอง มีความซ่อื สตั ย์สจุ ริตมวี นิ ัย ใฝ่เรยี นรู้ มุ่งม่ันในการทางาน รักความเป็นไทย มีจิตสาธารณะ
พรอ้ มทัง้ ตระหนกั ในคณุ ค่าและมเี จตคตทิ ดี่ ีต่อคณิตศาสตร์
รหสั และตวั ชีว้ ัด
ค๑.๓ ม.๓/๑
ค๒.๑ ม.๓/๑, ม.๓/๒
ค๒.๒ ม.๓/๒, ม.๓/๓
รวมทั้งหมด ๕ ตวั ชีว้ ัด
คำอธบิ ำยรำยวิชำเพมิ่ เตมิ กลมุ่ สำระกำรเรยี นรู้คณติ ศำสตร์
ระดับชนั้ มธั ยมศึกษำตอนต้น
คำอธบิ ำยรำยวชิ ำเพิ่มเตมิ
ค๒๐๒๐๑ วิชำ เรขำคณติ กลมุ่ สำระกำรเรียนรู้คณติ ศำสตร์
จำนวน ๐.๕ หน่วยกติ
เวลำเรยี น ๒๐ ช่วั โมง
ศึกษา ความรูท้ กั ษะกระบวนการเก่ยี วกับการประยุกต์ ๑ รูปเรขาคณติ จานวนนับ รอ้ ยละ
ในชีวิตประจาวัน ปญั หาชวนคิดจานวนและตวั เลข ระบบตัวเลขโรมนั ระบบตัวเลขฐานตา่ ง ๆ การประยุกตเ์ กีย่ วกับ
จานวนเต็มและเลขยกกาลงั การคดิ คานวณ โจทย์ปญั หาการสรา้ ง การสร้างรูปสามเหลีย่ มรปู สเี่ หลย่ี มด้านขนาน
สร้างมมุ ขนาดต่างๆ
โดยจัดประสบการณ์หรือสร้างสถานการณ์ในชีวติ ประจาวนั ที่ใกลต้ วั ใหผ้ เู้ รยี นได้ศกึ ษาคน้ คว้า โดย
การปฏิบตั ิจริง ทดลอง สรปุ รายงาน เพ่ือพฒั นาทักษะ / กระบวนการในการคิดคานวณ การแก้ปัญหา การให้
เหตผุ ล การสือ่ ความหมายทางคณติ ศาสตร์ และนาประสบการณด์ า้ นความรู้ ความคิดทักษะกระบวนการท่ีได้ไปใช้ใน
การเรียนรูส้ ่ิงต่าง ๆ และใช้ในชวี ิตประจาวันอยา่ งสร้างสรรค์ รวมท้งั เห็นคุณค่าและมเี จตคตทิ ่ดี ตี ่อคณิตศาสตร์
สามารถทางานอยา่ งเป็นระบบระเบยี บ มคี วามรอบคอบ มคี วามรับผดิ ชอบ มวี จิ ารณญาณและมีความเชื่อม่ันในตนเอง
ผลกำรเรยี นรู้
๑. ใช้ทกั ทักษะความรู้และทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์แกป้ ญั หาต่างๆได้
๒. อา่ นและเขยี นตวั เลขโรมนั ได้
๓. บอกค่าของเลขโดดในตวั เลขฐานตา่ งๆที่กาหนดให้ได้
๔. เขียนตัวเลขฐานทก่ี าหนดใหเ้ ป็นตัวเลขฐานต่างๆได้
๕. ใชค้ วามรู้เกี่ยวกับจานวนเตม็ และเลขยกกาลงั ในการแกป้ ญั หาได้
๖. ใชก้ ารสรา้ งพ้ืนฐานสรา้ งมุมขนาดตา่ งๆได้
๗. ใช้การสรา้ งพน้ื ฐานสรา้ งรูปที่ซบั ซ้อนขึน้ ได้
๘. ใชค้ วามรู้และทักษะกระบวนการทางคณติ ศาสตรแ์ ก้ปัญหาตา่ งๆได้
๙. ตระหนักถึงความสมเหตสุ มผลของคาตอบท่ไี ด้
รวมทั้งหมด ๙ ผลกำรเรียนรู้
คำอธบิ ำยรำยวชิ ำเพ่ิมเตมิ
ค๒๐๒๐๒ วชิ ำ จำนวนและตวั เลข กลุ่มสำระกำรเรยี นรูค้ ณติ ศำสตร์
จำนวน ๐.๕ หน่วยกิต
เวลำเรยี น ๒๐ ช่ัวโมง
ศึกษาความรู้ ฝกึ ทักษะและการวิเคราะห์เก่ยี วกับการเตรยี มความพร้อมในการให้เหตผุ ล การใหเ้ หตุผลใน
ชีวติ ประจาวนั การให้เหตผุ ลทางคณิตศาสตร์อยา่ งงา่ ย พหนุ าม เอกนาม การบวก การลบ การคณู และการหาร
เอกนาม พหุนาม การบวก การลบพหนุ าม การคณู และการหารพหนุ ามอย่างงา่ ย การประยกุ ต์ ๒ การประยุกต์
ของจานวนและพีชคณติ การประยุกต์ทางเรขาคณติ และการวัดปัญหาทา้ ให้คิด
โดยจดั ประสบการณห์ รือสรา้ งสถานการณ์ในชีวติ ประจาวนั ที่ใกลต้ วั ให้ผู้เรยี นได้ศกึ ษาคน้ คว้า โดยการปฏบิ ัติ
จรงิ ทดลอง สรุป รายงาน เพ่ือพัฒนาทักษะ / กระบวนการในการคดิ คานวณ การแกป้ ญั หา การใหเ้ หตุผล การสื่อ
ความหมายทางคณิตศาสตร์ และนาประสบการณ์ด้านความรู้ ความคดิ ทักษะกระบวนการท่ีได้ไปใช้ในการเรยี นรสู้ ง่ิ ต่าง
ๆ และใช้ในชีวติ ประจาวันอย่างสร้างสรรค์ รวมทงั้ เห็นคณุ ค่า และมีเจตคติท่ีดีต่อคณิตศาสตร์ สามารถทางานอย่างเปน็
ระบบระเบยี บ มีความรอบคอบ มคี วามรบั ผดิ ชอบ มีวิจารณญาณและมีความเชือ่ ม่ันในตนเอง
ผลกำรเรียนรู้
๑. สังเกตใหข้ ้อความคาดการณ์และให้เหตผุ ลทางคณิตศาสตรอ์ ย่างง่ายได้
๒. หาผลบวกและผลลบของเอกนามและพหุนามได้
๓. หาผลคูณและผลหารของพหุนามอยา่ งได้
๔. ใช้ความรเู้ กี่ยวกับจานวนเต็มและเลขยกกาลังในการแก้ปญั หาได้
๕. ตระหนักถึงความสมเหตุสมผลของคาตอบท่ไี ด้
๖. ใช้วิธกี ารที่หลากหลายแกป้ ัญหาได้
รวมท้ังหมด ๖ ผลกำรเรียนรู้
คำอธบิ ำยรำยวชิ ำเพ่ิมเตมิ
ค๒๐๒๐๓ วชิ ำ พหุนำม กลมุ่ สำระกำรเรียนรู้คณิตศำสตร์
จำนวน ๐.๕ หน่วยกิต
เวลำเรยี น ๒๐ ชวั่ โมง
ศึกษาความรแู้ ละฝกึ ทักษะกระบวนการ เก่ียวกบั สมบัติของเลขยกกาลัง การคูณและการหาร เลขยกกาลัง
ทม่ี ีเลขชกี้ าลงั เปน็ จานวนเต็มและการนาไปใช้ในการแก้ปัญหาหรอื สถานการณ์ต่าง ๆ การใช้ เลขยกกาลังในการเขยี น
แสดงจานวนทีม่ ีค่าน้อย ๆ หรือมาก ๆ ในรปู สัญกรณ์วิทยาศาสตร์ การคานวณเก่ยี วกบั จานวนทีม่ ีอยใู่ นรูปสญั กรณ์
วิทยาศาสตร์ พหุนามและเศษส่วนของพหนุ าม อยา่ งงา่ ย การบวก การลบ การคูณ และการหารพหนุ าม การ
บวก การลบ การคูณ และการหาร เศษส่วนของพหุนามทมี่ ีดีกรีไมเ่ กนิ หน่งึ การประยุกตข์ องการแปลงทางเรขาคณิต
การสร้างงานศิลปะโดยใชก้ ารแปลงทางเรขาคณิต การออกแบบ โดยใช้การแปลงทางเรขาคณิต
โดยจดั ประสบการณ์หรือสร้างสถานการณ์ในชวี ิตประจาวนั ท่ีใกลต้ ัวให้ผเู้ รยี นได้ศกึ ษาค้นคว้า โดยการปฏิบัติ
จริง ทดลอง สรปุ รายงาน เพื่อพัฒนาทักษะ / กระบวนการในการคิดคานวณ การแกป้ ญั หา การใหเ้ หตุผล การสื่อ
ความหมายทางคณิตศาสตร์ และนาประสบการณ์ด้านความรู้ ความคิดทักษะกระบวนการท่ไี ด้ไปใช้ในการเรียนรสู้ ง่ิ ต่าง
ๆ และใชใ้ นชวี ติ ประจาวนั อย่างสร้างสรรค์ รวมทั้งเหน็ คณุ ค่า และมเี จตคตทิ ี่ดีตอ่ คณิตศาสตร์ สามารถทางานอย่างเปน็
ระบบระเบียบ มีความรอบคอบ มคี วามรบั ผดิ ชอบ มีวิจารณญาณและมีความเชื่อม่นั ในตนเอง
ผลกำรเรียนรู้
๑. คูณและหารจานวนทีเ่ ขียนอยใู่ นรูปเลขยกกาลังที่มเี ลขช้ีกาลังเป็นจานวนเต็มโดยใช้บทนยิ ามและสมบตั ขิ อง
เลขยกกาลงั และนาไปใช้ในการแกป้ ัญหาได้
๒. คานวณและใช้เลขยกกาลงั ในการเขียนแสดงจานวนท่มี ีค่าน้อย ๆ หรือมาก ๆ ในรูปสัญกรณว์ ทิ ยาศาสตรไ์ ด้
๓. บวก ลบ คูณ หาร พหุนามได้
๔. บวก ลบ คณู หารเศษส่วนของพหุนามที่มดี กี รีไมเ่ กินหนงึ่ ได้
๕. ใช้ความรูเ้ กย่ี วกบั การเลื่อนขนาน การสะท้อน และการหมนุ ในการสร้างสรรคง์ านศลิ ปะหรอื ออกแบบ
๖. ตระหนกั ถงึ ความสมเหตสุ มผลของคาตอบทไี่ ด้
รวมท้ังหมด ๖ ผลกำรเรียนรู้
คำอธบิ ำยรำยวชิ ำเพ่ิมเตมิ
ค๒๐๒๐๔ วชิ ำ สมกำร กล่มุ สำระกำรเรยี นรูค้ ณติ ศำสตร์
จำนวน ๐.๕ หน่วยกิต
เวลำเรียน ๒๐ ชว่ั โมง
ศกึ ษาความรแู้ ละฝกึ ทักษะกระบวนการ เกยี่ วกับการแยกตัวประกอบของพหุนามดกี รสี อง
การแยกตวั ประกอบของพหนุ ามดกี รีสองโดยใช้สมบัตกิ ารแจกแจง การแยกตัวประกอบของพหนุ ามดีกรีสอง ที่อยู่ในรปู
ax๒ +bx+c เม่ือ a,b,c เปน็ ค่าคงตวั และ a ≠ ๐ การแยกตัวประกอบของพหนุ ามดกี รีสองท่ีอย่ใู นรปู กาลังสองสมบรู ณ์
การแยกตัวประกอบของพหุนามดกี รสี องที่อยใู่ นรปู ผลต่างกาลงั สอง สมการกาลงั สองตัวแปรเดยี ว การแกส้ มการ
กาลังสองตวั แปรเดยี วโดยใช้การแยกตัวประกอบ การแก้โจทยป์ ัญหาเกี่ยวกับสมการกาลังสองตัวแปรเดียวโดยใช้การ
แยกตวั ประกอบ
โดยจดั ประสบการณห์ รือสร้างสถานการณ์ในชวี ติ ประจาวนั ที่ใกล้ตวั ให้ผเู้ รยี นได้ศึกษาคน้ คว้า โดยการปฏบิ ตั ิ
จริง ทดลอง สรปุ รายงาน เพอ่ื พัฒนาทักษะ / กระบวนการในการคดิ คานวณ การแก้ปญั หา การให้เหตุผล การส่อื
ความหมายทางคณิตศาสตร์ และนาประสบการณด์ ้านความรู้ ความคิดทักษะกระบวนการทไ่ี ด้ไปใช้ในการเรียนรูส้ ิ่งต่าง
ๆ และใช้ในชีวติ ประจาวนั อย่างสร้างสรรค์ รวมทง้ั เห็นคุณค่า และมีเจตคติท่ีดตี อ่ คณิตศาสตร์ สามารถทางานอยา่ งเป็น
ระบบระเบยี บ มีความรอบคอบ มีความรบั ผิดชอบมีวจิ ารณญาณและมีความเช่อื มนั่ ในตนเอง
ผลกำรเรยี นรู้
๑. แยกตวั ประกอบของพหนุ ามดีกรสี องได้
๒. แก้สมการกาลังสองตัวแปรเดียวโดยใชก้ ารแยกตวั ประกอบได้
๓. แกโ้ จทยป์ ญั หาเกย่ี วกบั สมการกาลงั สองตวั แปรเดียวโดยใช้การแยกตวั ประกอบได้
๔. ตระหนกั ถึงความสมเหตุสมผลของคาตอบท่ไี ด้
รวมทั้งหมด ๔ ผลกำรเรยี นรู้
คำอธิบำยรำยวชิ ำเพ่ิมเติม
ค๒๐๒๐๕ วชิ ำ เลขยกกำลงั กลมุ่ สำระกำรเรียนรู้คณิตศำสตร์
จำนวน ๐.๕ หน่วยกติ
เวลำเรยี น ๒๐ ชวั่ โมง
ศึกษาความร้แู ละฝกึ ทักษะกระบวนการ เกี่ยวกับกรณฑ์ทีส่ อง การบวก การลบ การคูณ และการหารจานวน
จริงอยใู่ นรปู a เมอื่ a 0 โดยใช้สมบตั ิ ab a b เมอ่ื a 0 และ b 0 และ a a เมือ่ a 0
bb
และ b ๐ การแยกตัวประกอบของพหนุ ามดีกรสี องโดยวิธีทาเป็นกาลังสองสมบูรณ์ การแยกตวั ประกอบของพหุ
นามดกี รีสงู กวา่ สองท่ีมสี ัมประสทิ ธเิ์ ป็นจานวนเต็มโดยอาศัยวิธที าเป็น กาลงั สองสมบูรณ์หรือทฤษฎีเศษเหลือ แก้สมการ
ตัวแปรเดยี วโดยใช้สูตร x b b2 4ac การแก้โจทยป์ ัญหาเกยี่ วกับสมการกาลังสองตัวแปรเดียว
2a
โดยจัดประสบการณห์ รือสร้างสถานการณ์ในชวี ติ ประจาวนั ทีใ่ กลต้ วั ใหผ้ เู้ รียนได้ศกึ ษาคน้ ควา้ โดยการปฏบิ ตั ิ
จริง ทดลอง สรุป รายงาน เพอ่ื พัฒนาทักษะ / กระบวนการในการคดิ คานวณ การแก้ปญั หา การให้เหตผุ ล การส่อื
ความหมายทางคณิตศาสตร์ และนาประสบการณ์ด้านความรู้ ความคดิ ทักษะกระบวนการที่ได้ไปใชใ้ นการเรยี นรสู้ ิง่ ต่าง
ๆ และใชใ้ นชวี ิตประจาวันอย่างสร้างสรรค์ รวมทง้ั เห็นคณุ ค่า และมีเจตคติท่ีดีต่อคณิตศาสตร์ สามารถทางานอยา่ งเป็น
ระบบระเบียบ มีความรอบคอบ มคี วามรบั ผิดชอบ มวี ิจารณญาณและมีความเชือ่ ม่ันในตนเอง
ผลกำรเรยี นรู้
๑. บวก ลบ คูณ และหารจานวนจรงิ ท่อี ยู่ในรปู a เมอ่ื a 0และb 0
๒. ใช้สมบัติเก่ยี วกับ a a เม่ือ a 0 และ b ๐
bb
๓. แยกตัวประกอบของพหนุ ามดกี รีสองท่ีอยใู่ นรปู กาลังสองสมบูรณไ์ ด้
๔. แยกตัวประกอบของพหุนามดีกรสี งู กวา่ สองที่มสี มั ประสทิ ธเ์ิ ป็นจานวนเตม็ โดยอาศัยวธิ ที าเปน็ กาลงั สอง
สมบรู ณห์ รือทฤษฎีเศษเหลือ
๕. แกส้ มการตัวแปรเดียวโดยใชส้ ตู ร x b b2 4ac ได้
2a
๖. แก้โจทยป์ ัญหาเกีย่ วกบั สมการกาลงั สองตวั แปรเดียวได้
๗. ตระหนักถงึ ความสมเหตสุ มผลของคาตอบท่ไี ด้
รวมท้ังหมด ๗ ผลกำรเรยี นรู้
คำอธบิ ำยรำยวชิ ำเพ่ิมเตมิ
ค๒๐๒๐๖ วชิ ำ ระบบสมกำร กลุ่มสำระกำรเรียนรู้คณติ ศำสตร์
จำนวน ๐.๕ หน่วยกติ
เวลำเรยี น ๒๐ ช่ัวโมง
ศกึ ษาความรแู้ ละฝึกทักษะกระบวนการ เกย่ี วกบั ระบบสมการ การแก้ระบบสมการสองตวั แปรที่มดี ีกรีไม่เกิน
สอง การแก้โจทยป์ ัญหาเกี่ยวกบั ระบบสมการสองตวั แปรท่ีมีดีกรไี ม่เกินสอง การใหเ้ หตุผลทางเรขาคณติ สมบัติ
เกย่ี วกับวงกลม การใหเ้ หตุผลเกยี่ วกับการสร้างรูปเรขาคณติ เศษสว่ นของพหุนาม การบวก การลบ การคณู และการ
หารเศษสว่ นของพหนุ าม การแกส้ มการเศษส่วนของพหนุ าม การแกป้ ัญหาเกี่ยวกับเศษสว่ นของพหนุ าม
โดยจัดประสบการณ์หรือสรา้ งสถานการณ์ในชวี ิตประจาวนั ทใี่ กลต้ วั ให้ผู้เรยี นได้ศกึ ษาคน้ คว้าโดย การปฏบิ ัติ
จริง ทดลอง สรปุ รายงาน เพ่อื พัฒนาทักษะ / กระบวนการในการคดิ คานวณ การแกป้ ัญหา การใหเ้ หตผุ ล การสื่อ
ความหมายทางคณิตศาสตร์ และนาประสบการณด์ ้านความรู้ ความคดิ ทักษะกระบวนการท่ีได้ไปใช้ในการเรียนรสู้ ่ิงต่าง
ๆ และใช้ในชีวิตประจาวนั อย่างสร้างสรรค์ รวมทัง้ เหน็ คณุ ค่า และมเี จตคติที่ดตี ่อคณิตศาสตร์ สามารถทางานอยา่ งเปน็
ระบบระเบียบ มีความรอบคอบ มีความรับผดิ ชอบ มวี ิจารณญาณและมีความเช่ือมนั่ ในตนเอง
ผลกำรเรียนรู้
๑. แกร้ ะบบสมการสองตัวแปรทม่ี ดี ีกรีไม่เกนิ สองได้
๒. แกโ้ จทย์ปญั หาเกย่ี วกบั ระบบสมการสองตวั แปรท่ีมีดีกรีไม่เกินสองได้
๓. ใช้ สมบัตเิ กย่ี วกบั วงกลมในการใหเ้ หตุผลได้
๔. สร้างและให้เหตผุ ลเกี่ยวกับการสร้างรูปเหล่ยี มและรูปวงกลมที่กาหนดให้ได้
๕. บวก การลบ การคณู และการหารเศษสว่ นของพหุนามได้
๖. แกส้ มการเศษส่วนของพหุนามได้
๗. แกป้ ญั หาเกีย่ วกับเศษส่วนของพหนุ ามได้
๘. ตระหนักถึงความสมเหตุสมผลของคาตอบท่ีได้
รวมท้ังหมด ๘ ผลกำรเรียนรู้
โครงสรำ้ งรำยวิชำกลมุ่ สำระกำรเรยี นรู้วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี
ระดับมธั ยมศึกษำตอนต้น
วิชำพืน้ ฐำน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ๑ ๓ ช่ัวโมง /สัปดาห/์ ๑.๕ หนว่ ยกิต
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ๒ ๓ ชั่วโมง /สัปดาห/์ ๑.๕ หนว่ ยกติ
ว๒๑๑๐๑ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ๓ ๓ ชว่ั โมง / สปั ดาห์ / ๑.๕ หนว่ ยกิต
ว๒๑๑๐๒ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ๔ ๓ ชว่ั โมง / สัปดาห์ / ๑.๕ หนว่ ยกิต
ว๒๒๑๐๑ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ๕ ๓ ชว่ั โมง / สปั ดาห์ / ๑.๕ หน่วยกติ
ว๒๒๑๐๒ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ๖ ๓ ชั่วโมง / สปั ดาห์ / ๑.๕ หน่วยกติ
ว๒๓๑๐๑
ว๒๓๑๐๒
วชิ ำเพม่ิ เตมิ วิทยาศาสตรก์ ับการแก้ปัญหา ๒ ชว่ั โมง/สัปดาห/์ ๑.๐ หนว่ ยกติ
สารเคมีกบั ชีวติ ๒ ชั่วโมง/สัปดาห/์ ๑.๐ หน่วยกติ
ว๒๐๒๐๑ พันธุกรรมกับการอยรู่ อด ๒ ชั่วโมง/สัปดาห/์ ๑.๐ หนว่ ยกติ
ว๒๐๒๐๒ ความหลากหลายทางชีวภาพ ๒ ชวั่ โมง/สัปดาห/์ ๑.๐ หน่วยกติ
ว๒๐๒๐๓ โครงงานวทิ ยาศาสตร์ ๒ ชว่ั โมง/สปั ดาห์/ ๑.๐ หนว่ ยกิต
ว๒๐๒๐๔ อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์เบื้องตน้ ๒ ชว่ั โมง/สปั ดาห์/ ๑.๐ หน่วยกติ
ว๒๐๒๐๕ อาหารในท้องถ่ิน ๒ ชั่วโมง/สปั ดาห/์ ๑.๐ หนว่ ยกิต
ว๒๐๒๐๖ วิทยาศาสตร์กบั พชื สมนุ ไพร ๒ ช่วั โมง/สัปดาห์/ ๑.๐ หน่วยกิต
ว๒๐๒๐๗ พลงั งานหมนุ เวียน ๒ ชั่วโมง/สปั ดาห์/ ๑.๐ หน่วยกติ
ว๒๐๒๐๘ แสงและทัศนปู กรณ์ ๒ ชั่วโมง/สปั ดาห์/ ๑.๐ หนว่ ยกติ
ว๒๐๒๐๙ ของเล่นทางวทิ ยาศาสตร์ ๑ ชว่ั โมง/สปั ดาห์/ ๐.๕ หน่วยกิต
ว๒๐๒๑๐ วิทยาศาสตร์ภมู ิปญั ญาไทย ๑ ชัว่ โมง/สปั ดาห์/ ๐.๕ หนว่ ยกิต
ว๒๐๒๑๑ ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ๑ ช่ัวโมง/สปั ดาห์/ ๐.๕ หนว่ ยกิต
ว๒๐๒๑๒ สู่การทดลองมหศั จรรย์
ว๒๑๒๑๓ ธรรมชาตขิ องวทิ ยาศาสตร์ ๑ ช่ัวโมง/สปั ดาห/์ ๐.๕ หน่วยกิต
เทคโนโลยีสารสนเทศ ๑ ๑ ชว่ั โมง/สปั ดาห์/ ๐.๕ หนว่ ยกิต
ว๒๑๒๑๔ เทคโนโลยีสารสนเทศ ๒ ๑ ชวั่ โมง/สปั ดาห/์ ๐.๕ หนว่ ยกิต
ว ๒๑๒๑๕ เทคโนโลยีสารสนเทศ ๓ ๑ ชวั่ โมง/สัปดาห์/ ๐.๕ หน่วยกิต
ว ๒๑๒๑๖ เทคโนโลยีสารสนเทศ ๔ ๑ ชวั่ โมง/สปั ดาห์/ ๐.๕ หนว่ ยกติ
ว ๒๒๒๑๗ เทคโนโลยีสารสนเทศ ๕ ๑ ชว่ั โมง/สปั ดาห/์ ๐.๕ หน่วยกิต
ว ๒๒๒๑๘ เทคโนโลยีสารสนเทศ ๖ ๑ ชว่ั โมง/สัปดาห/์ ๐.๕ หน่วยกิต
ว ๒๓๒๑๙
ว ๒๓๒๒๐
คำอธบิ ำยรำยวชิ ำ
ว๒๑๑๐๑ วิชำ วิทยำศำสตร์ ๑ กลุ่มสำระกำรเรยี นรูว้ ิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี
ชน้ั มธั ยมศึกษำปที ่ี ๑ ภำคเรยี นท่ี ๑
เวลำเรยี น ๖๐ ช่วั โมง
จำนวน ๑.๕ หน่วยกติ
ศกึ ษา วเิ คราะห์ ทดลอง อธิบายและเปรยี บเทยี บรปู ร่าง ลักษณะ และโครงสรา้ ง ของเซลล์พชื และเซลล์สัตว์
รวมทั้งบรรยายหนา้ ที่ ของผนังเซลล์เย่อื หุ้มเซลลไ์ ซโทพลาซึม นิวเคลยี ส แวคิวโอล ไมโทคอนเดรีย และคลอโรพลาสต์
การใชก้ ลอ้ งจุลทรรศนใ์ ชแ้ สงศึกษาเซลลแ์ ละโครงสร้างตา่ ง ๆ ภายในเซลล์ การจดั ระบบของสิง่ มีชวี ิต โดยเริ่มจาก เซลล์
เนอ้ื เยอ่ื อวัยวะ ระบบอวยั วะ จนเปน็ สิง่ มชี ีวติ กระบวนการแพร่และออสโมซิส ระบุปัจจัยทจ่ี าเปน็ ในการสงั เคราะห์ดว้ ย
แสงและผลผลติ ทเี่ กดิ ขึน้ จากการสงั เคราะห์ดว้ ยแสง ความสาคญั ของการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชต่อสิ่งมีชีวิตและ
สิง่ แวดล้อม ตระหนักในคุณค่าของพชื ทมี่ ีต่อสงิ่ มีชวี ติ และสง่ิ แวดล้อม บรรยายลกั ษณะและหน้าท่ีของไซเลม็ และ โฟลเอม็
การสบื พนั ธุแ์ บบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศของพชื ดอก ลักษณะโครงสร้างของดอกที่มีสว่ น ทาใหเ้ กดิ การถ่ายเรณูรวมทง้ั
บรรยาย การปฏสิ นธขิ องพืชดอก การเกิดผลและเมล็ด ความสาคัญของธาตุอาหารบางชนิดทม่ี ีผลต่อการเจริญเติบโต
และการดารงชวี ิตของพืช เลอื กวิธีการขยายพันธ์พุ ืชใหเ้ หมาะสมกบั ความต้องการของมนุษย์ ความสาคญั ของเทคโนโลยี
ตระหนกั ถึงประโยชนข์ องการขยายพนั ธพ์ุ ืชโดยการนาความรู้ไปใช้ในชวี ติ ประจาวันได้ สมบัติทางกายภาพบางประการ
ของ ธาตุโลหะ อโลหะ และก่ึงโลหะ วเิ คราะห์ผลจากการใชธ้ าตโุ ลหะ อโลหะ กึ่งโลหะ และธาตกุ มั มันตรังสที ี่มตี อ่
ส่งิ มชี ีวติ สงิ่ แวดลอ้ ม เศรษฐกิจและสงั คม ตระหนกั ถึงคุณค่าของการใช้ธาตุโลหะ อโลหะ กง่ึ โลหะ ธาตุกมั มันตรังสโี ดย
เสนอแนวทาง การใชธ้ าตอุ ยา่ งปลอดภัย คุม้ ค่า เปรยี บเทยี บจุดเดอื ดจุดหลอมเหลวของสารบรสิ ทุ ธิ์ และสารผสม โดย
การวัดอุณหภมู เิ ขียนกราฟแปลความหมายข้อมลู จากกราฟหรอื สารสนเทศ อธบิ ายและเปรยี บเทียบความหนาแน่นของ
สารบริสุทธิแ์ ละสารผสม ใชเ้ ครอ่ื งมือเพื่อวดั มวลและปริมาตรของสารบริสุทธิแ์ ละสารผสม ความสัมพันธร์ ะหวา่ งอะตอม
ธาตุและสารประกอบ โดยใช้แบบจาลองและสารสนเทศ โครงสร้างอะตอมทีป่ ระกอบด้วย โปรตอน นวิ ตรอน และ
อิเล็กตรอน โดยใช้ แบบจาลอง อธิบายและเปรียบเทียบการจดั เรียงอนภุ าค แรงยดึ เหน่ียวระหว่างอนภุ าค และการ
เคล่ือนท่ี ของอนุภาคของสสารชนดิ เดยี วกนั ในสถานะของแขง็ ของเหลว และแก๊ส โดยใช้แบบจาลอง ความสัมพันธ์
ระหวา่ งพลงั งานความร้อนกบั การเปลีย่ นสถานะของสสาร โดยใชห้ ลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ์และ แบบจาลอง
อธบิ ายแนวคิดหลกั ของเทคโนโลยีในชวี ติ ประจาวนั และวเิ คราะหส์ าเหตหุ รือปจั จยั ที่สง่ ผลตอ่ การเปล่ียนแปลง
ของเทคโนโลยี ระบปุ ัญหาหรือความต้องการในชวี ติ ประจาวนั รวบรวม วิเคราะหข์ ้อมลู และแนวคิดทเี่ ก่ียวขอ้ ง กบั
ปญั หา ออกแบบวธิ กี ารแกป้ ัญหา โดยวเิ คราะห์ เปรยี บเทียบ และตัดสินใจเลอื กข้อมูลท่ีจาเปน็ นาเสนอแนวทางการ
แก้ปญั หาให้ผู้อ่นื เข้าใจ วางแผนและดาเนินการแก้ปญั หา ทดสอบ ประเมินผล และระบุข้อบกพร่อง ท่เี กิดขนึ้ พร้อมท้ัง
หาแนวทางการปรบั ปรุงแก้ไข และนาเสนอผลการแกป้ ญั หา ใชค้ วามรแู้ ละทักษะเกี่ยวกับวสั ดอุ ปุ กรณ์ เคร่ืองมือ กลไก
ไฟฟา้ หรอื อเิ ล็กทรอนกิ ส์ เพ่ือแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และปลอดภยั
โดยใช้กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ การสบื เสาะหาความรู้ การสารวจตรวจสอบ การสืบคน้ ขอ้ มลู และการ
อภปิ ราย เพอ่ื ให้เกดิ ความรู้ ความคดิ ความเข้าใจ สามารถสอื่ สารสิง่ ท่ีเรยี นรู้ มคี วามสามารถในการตัดสนิ ใจ
เหน็ คณุ คา่ ของการนาความรู้ไปใช้ในชวี ิตประจาวัน มจี ติ วทิ ยาศาสตร์ คุณธรรมจรยิ ธรรม และคา่ นิยมที่
เหมาะสม
รหัสตวั ช้วี ัด
ว ๑.๒ ม.๑/๑ - ม.๑/๑๘
ว ๒.๑ ม.๑/๑ - ม.๑/๑๐
ว ๔.๑ ม.๑/๑ - ม.๑/๕
(รวมทง้ั หมด ๓๓ ตัวชี้วัด)
ว๒๑๑๐๒ วิชำ วิทยำศำสตร์๒ คำอธบิ ำยรำยวชิ ำ
ชน้ั มัธยมศึกษำปีท่ี ๑ กลุ่มสำระกำรเรยี นรวู้ ิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี
ภำคเรยี นที่ ๒
เวลำเรยี น ๖๐ ชั่วโมง จำนวน ๑.๕ หน่วยกติ
ศกึ ษา วเิ คราะห์ สรา้ งแบบจาลองท่ีอธบิ ายความสัมพนั ธร์ ะหว่าง ความดันอากาศกับความสูงจากพน้ื โลก
วเิ คราะหแ์ ปลความหมายข้อมูล และคานวณ ปริมาณความรอ้ นที่ทาใหส้ สารเปลี่ยนอุณหภูมิ และเปลย่ี นสถานะ โดยใช้
สมการ Q = mc∆t และ Q = mL ใชเ้ ทอร์มอมิเตอร์ในการวดั อุณหภมู ขิ องสสารสร้างแบบจาลองท่ีอธบิ ายการขยายตวั
หรอื หดตวั ของสสารเนอื่ งจากไดร้ ับหรือสูญเสีย ความร้อน
ตระหนักถึงประโยชนข์ องความรขู้ องการหด และขยายตวั ของสสารเนือ่ งจากความร้อน โดยวเิ คราะห์สถานการณ์ปญั หา
และเสนอแนะวิธกี ารนาความร้มู าแก้ปญั หาในชีวติ ประจาวัน วิเคราะหส์ ถานการณ์การถ่ายโอนความรอ้ นและคานวณ
ปริมาณความร้อนท่ีถ่ายโอนระหว่างสสารจนเกิดสมดุลความร้อนโดยใช้ สมการ Qสูญเสยี = Qไดร้ บั สร้างแบบจาลองที่
อธบิ ายการถ่ายโอนความร้อน โดยการนาความรอ้ น การพาความรอ้ น การแผ่รงั สีความร้อน ออกแบบ เลือกใชแ้ ละสร้าง
อุปกรณ์เพ่ือแก้ ปัญหาในชวี ติ ประจาวนั โดยใชค้ วามรู้เกี่ยวกับ การถา่ ยโอนความรอ้ น สรา้ งแบบจาลองทอี่ ธิบายการแบ่ง
ชน้ั บรรยากาศ และเปรียบเทียบประโยชนข์ องบรรยากาศแตล่ ะช้นั ปัจจยั ท่ีมผี ลตอ่ การเปลย่ี นแปลง องค์ประกอบของ
ลมฟา้ อากาศ จากข้อมูล ที่รวบรวมได้ เปรยี บเทียบกระบวนการเกิดพายฝุ นฟ้าคะนอง และพายุหมนุ เขตร้อน และผลทีม่ ี
ตอ่ ส่งิ มชี วี ิต และสง่ิ แวดล้อม รวมท้งั นาเสนอแนวทางการ ปฏบิ ตั ติ นใหเ้ หมาะสมและปลอดภยั อธบิ ายการพยากรณ์
อากาศ และพยากรณ์ อากาศอยา่ งง่ายจากข้อมูลทร่ี วบรวมได้ ตระหนักถงึ คณุ ค่าของการพยากรณอ์ ากาศ โดยนาเสนอ
แนวทางการปฏิบัติตนและการใช้ ประโยชน์จากคาพยากรณ์อากาศ อธบิ ายสถานการณ์และผลกระทบการเปลีย่ นแปลง
ภมู อิ ากาศโลกจากข้อมลู ทร่ี วบรวมได้ ตระหนักถึงผลกระทบของการเปลย่ี นแปลง ภูมิอากาศโลก โดยนาเสนอแนว
ทางการปฏิบัติตน ภายใต้การเปล่ียนแปลงภูมอิ ากาศโลก
อธิบายและออกแบบอัลกอรทิ ึมท่ใี ชแ้ นวคิดเชงิ นามธรรม เพ่ือแก้ปัญหาหรอื อธิบายการทางานท่พี บใน ชีวติ จริง
ออกแบบและเขยี นโปรแกรมอยา่ งงา่ ย เพ่อื แกป้ ญั หาทางคณติ ศาสตรห์ รือวิทยาศาสตร์ รวบรวมข้อมลู ปฐมภูมิ
ประมวลผล ประเมินผล นาเสนอข้อมลู และสารสนเทศตามวัตถุประสงค์ โดยใชซ้ อฟต์แวรห์ รอื บริการบนอินเทอร์เนต็ ที่
หลากหลาย ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภยั ใช้สอ่ื และแหลง่ ข้อมลู ตามข้อกาหนดและข้อตกลง
โดยใชก้ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสบื เสาะหาความรู้ การสารวจตรวจสอบ การสบื คน้ ขอ้ มลู และการ
อภปิ ราย เพ่อื ให้เกดิ ความรู้ ความคิด ความเขา้ ใจ สามารถสือ่ สารส่ิง ที่เรยี นรู้
มคี วามสามารถในการตดั สนิ ใจ
เห็นคุณค่าของการนาความรู้ไปใช้ในชีวิตประจาวัน มีจิตวิทยาศาสตร์ คุณธรรมจริยธรรม และค่านิยมท่ี
เหมาะสม
รหสั ตัวช้ีวดั
ว ๒.๒ ม.๑/๑ ว ๒.๓ ม.๑/๑ - ม.๑/๗
ว ๓.๒ ม.๑/๑ - ม.๑/๗
ว ๔.๒ ม.๑/๑ - ม.๑/๔ (รวมทง้ั หมด ๑๙ ตัวช้ีวดั )
คำอธบิ ำยรำยวิชำ
ว๒๒๑๐๑ วิชำ วทิ ยำศำสตร์ ๓ ล่มุ สำระกำรเรยี นรูว้ ิทยำศำสตร์
ภำคเรียนที่ ๑
ชนั้ มัธยมศึกษำปที ี่ ๒ จำนวน ๑.๕ หน่วยกิต
เวลำเรยี น ๖๐ ช่ัวโมง
ศึกษา เรียนรู้ และอธิบายโครงสร้างและการทางานของระบบย่อยอาหาร ระบบหมุนเวียนเลือด ระบบหายใจ
ระบบขับถ่าย ระบบสืบพันธุ์ ของมนุษย์และสัตว์ รวมท้ังระบบประสาทของมนุษย์ ความสัมพันธ์ของระบบต่าง ๆ ของ
มนุษย์ โดยใช้แบบจาลอง การคุมกาเนิดและผลกระทบของการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร หลักการแยกสารด้วยวิธี การ
ระเหยแห้ง การกรอง การตกผลึก การสกัด การกลั่น และโครมาโทกราฟี โดยบูรณาการวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์
เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร์ ออกแบบและทดลองและอธิบายผลของชนิดตัวละลาย ตัวทาละลาย ผลของความดันที่
มีต่อสภาพการละลายโดยใช้สารสนเทศ ระบุปริมาณตัวละลายในหน่วยความเข้มข้นเป็นร้อยละ ปริมาตรต่อปริมาตร
มงลต่อมวล และมวลต่อปริมาตร ปัจจัยท่ีมีผลต่อการเปล่ียนสถานะและการละลายของสาร การนาความรู้เรื่องความ
เขม้ ขน้ ของสารไปใช้ในชีวติ ประจาวนั
พิจารณาสาเหตหุ รือปจั จยั ทสี่ ่งผลต่อการเปลย่ี นแปลงของเทคโนโลยี และวิเคราะห์เปรยี บเทียบ ตดั สนิ ใจ
เลอื กใชเ้ ทคโนโลยี โดยคานงึ ถงึ ผลกระทบทเ่ี กดิ ข้นึ ต่อชวี ติ สงั คม และสงิ่ แวดลอ้ ม ระบุปัญหาหรอื ความต้องการใน
ชมุ ชนหรือท้องถน่ิ สรปุ กรอบของปญั หา รวบรวม วเิ คราะห์ข้อมลู และแนวคิดทเ่ี ก่ียวข้องกับปัญหา ออกแบบวธิ กี าร
แก้ปญั หาอย่างเป็นข้นั ตอน นาเสนอแนวทางการแกป้ ญั หาใหผ้ ู้อืน่ เข้าใจ พร้อมทั้งหาแนวทางการปรบั ปรุงแก้ไขใช้ความรู้
และทักษะเกีย่ วกบั วัสดุ อปุ กรณ์ เคร่ืองมอื กลไก ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ เพ่ือแก้ปัญหาหรือพฒั นางานได้อย่างถูกตอ้ ง
เหมาะสม และปลอดภัย
โดยใช้กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ สงั เกต จาแนก ทดลอง สารวจ ตรวจสอบ สืบค้นข้อมูล วิเคราะห์
การสืบเสาะ การอภปิ ราย อธิบาย เปรยี บเทยี บ เพ่ือใหเ้ กิดความรู้ ความคดิ ความเข้าใจ ความสามารถในการสื่อสาร
ส่ิงท่ีเรยี นรู้ มคี วามสามารถในการตดั สินใจโดยสันติวธิ ี ใชก้ ระบวนการประชาธปิ ไตยในการทางานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมี
ความสขุ ปฏิบัติในการใชท้ รัพยากรในท้องถิน่ อยา่ งประหยดั รอบคอบ เกดิ ประโยชน์สูงสุดและคมุ้ คา่
เห็นคุณคา่ ของการนาความรดู้ ้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางวทิ ยาศาสตร์ ไปใชใ้ นชีวิต ประจาวนั มีจิต
วิทยาศาสตร์ มคี ณุ ธรรม จริยธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์
รหสั ตวั ช้วี ัด
ว ๑.๒ ม.๒/๑- ม.๒/๑๗
ว ๒.๑ ม.๒/๑- ม.๒/๖
ว ๔.๑ ม.๒/๑- ม.๒/๕
(รวมทั้งหมด ๒๘ ตัวช้ีวดั )
คำอธบิ ำยรำยวชิ ำ
ว๒๒๑๐๒ วิชำ วทิ ยำศำสตร์ ๔ กลุ่มสำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์
ชนั้ มัธยมศึกษำปที ่ี ๒ ภำคเรียนที่ ๒
เวลำเรยี น ๖๐ ชัว่ โมง จำนวน ๑.๕ หนว่ ยกิต
ศึกษา เรียนรู้ พยากรณ์ และอธิบาย การเคล่ือนท่ีของวัตถุที่เป็นผลของแรงลัพธ์ของแรงและเขียนแผนภาพ
แสดงแรงและแรงลัพธ์ จากแรงหลายแรงในระนาบเดียวกนั ท่ีกระทาต่อวัตถุ ปัจจัยที่มีต่อความดันของของเหลว แรงพยุง
การจม การลอย และเขียนแผนภาพแสดงแรงที่กระทาต่อวัตถุในของเหลว ออกแบบการทดลองเกี่ยวกับแรงเสียดทาน
สถติ แรงเสียดทานจลน์ รวมถึงปัจจัยที่มีผลต่อขนาดของแรงเสยี ดทาน คานวณโมเมนต์ของแรง อัตราเร็ว ความเร็วของ
การเคลือ่ นทีข่ องวัตถุ งานและกาลงั ที่เกิดจากแรงที่กระทาตอ่ วัตถุ เปรยี บเทียบและวิเคราะห์ความสัมพันธ์สนามแม่เหล็ก
ไฟฟา้ และสนามโนม้ ถว่ ง เขียนแผนภาพแสดงแรงแมเ่ หลก็ แรงไฟฟา้ และแรงโนม้ ถ่วงท่ีกระทาต่อ แปลความหมายปัจจัย
ท่ีมีผลต่อพลังงานจลน์และพลังงานศักย์โน้มถ่วง การถ่ายโอนพลังงาน กระบานการเกิดเช้ือเพลิงซากดึกดาบรรพ์
พลังงานทดแทน สมบตั ขิ องดินและกระบวนการเกิดดนิ ลกั ษณะแหล่งน้าธรรมชาติ การใช้ประโยชน์และการอนุรักษ์
แหล่งน้าในท้องถิน่ การเกิดแหล่งน้าบนดนิ แหล่งนา้ ใตด้ ิน กระบวนการผุพังอยู่กับท่ี การกร่อน การพัดพา การทับถม การ
กัดเซาะ ดนิ ถล่ม หลุมยบุ แผ่นดนิ ทรดุ โครงสรา้ งและองค์ประกอบของโลก
ออกแบบอัลกอรทิ ึมที่ใช้แนวคิดเชงิ คานวณในการแกป้ ัญหา เขยี นโปรแกรมที่ใชต้ รรกะและฟงั กช์ นั ในการ
แกป้ ัญหา อภปิ รายองค์ประกอบและหลักการทางานของระบบคอมพวิ เตอร์ และเทคโนโลยีการสือ่ สาร เพื่อประยกุ ต์ใช้
งานหรอื แก้ปญั หาเบื้องตน้ ใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศอยา่ งปลอดภยั มีความรบั ผิดชอบ สรา้ งและแสดงสิทธใิ นการ
เผยแพรผ่ ลงาน
โดยใช้กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ สังเกต จาแนก ทดลอง สารวจ ตรวจสอบ สืบค้นข้อมูล วเิ คราะห์
การสบื เสาะ การอภิปราย อธิบาย เปรียบเทยี บ เพื่อให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ ความสามารถในการ
ส่ือสารสงิ่ ท่ีเรยี นรู้ มีความสามารถในการตดั สินใจโดยสันติวธิ ี ใชก้ ระบวนการประชาธิปไตยในการทางานรว่ มกบั ผูอ้ ืน่ ได้
อย่างมีความสุข ปฏิบตั ใิ นการใชท้ รพั ยากรในท้องถิ่นอย่างประหยดั รอบคอบ เกดิ ประโยชนส์ งู สดุ และคมุ้ คา่
เหน็ คุณค่าของการนาความร้ดู ้านวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีทางวทิ ยาศาสตร์ ไปใชใ้ นชวี ติ ประจาวนั มจี ติ
วทิ ยาศาสตร์ มีคณุ ธรรม จริยธรรมและคา่ นิยมทีพ่ ึงประสงค์
รหสั ตัวชว้ี ัด
ว ๒.๒ ม.๒/๑- ม.๒/๑๕
ว ๒.๓ ม.๒/๑- ม.๒/๖
ว ๓.๒ ม.๒/๑- ม.๒/๑๐
ว ๔.๒ ม.๒/๑- ม.๒/๔
(รวมทง้ั หมด ๓๕ ตวั ชี้วัด)
ว๒๓๑๐๑ วิชา วิทยาศาสตร์ ๕ คาอธิบายรายวิชา
ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ ๓ กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
เวลาเรียน ๖๐ ชั่วโมง
ภาคเรียนที่ ๑
จานวน ๑.๕ หนว่ ยกติ
ศึกษา เรยี นรู้ อธบิ ายปฏิสัมพนั ธข์ ององคป์ ระกอบของระบบนเิ วศที่ไดจ้ ากการสารวจ อธบิ ายรปู แบบ
ความสมั พนั ธร์ ะหว่างส่งิ มชี ีวิตกบั ส่งิ มีชีวติ รปู แบบต่าง ๆ ในแหล่งที่อยเู่ ดียวกนั ที่ไดจ้ ากการสารวจ ๓. สรา้ งแบบจาลอง
ในการอธบิ ายการถา่ ยทอดพลังงานในสายใยอาหาร อธบิ ายความสัมพนั ธข์ องผูผ้ ลิต ผูบ้ รโิ ภค และผยู้ อ่ ยสลาย
สารอินทรยี ใ์ นระบบนิเวศ อธิบายการสะสมสารพษิ ในส่งิ มีชวี ติ ในโซ่อาหาร ตระหนกั ถงึ ความสัมพนั ธ์ของสงิ่ มีชวี ติ และ
สิ่งแวดลอ้ มในระบบนิเวศ โดยไม่ทาลายสมดุลของระบบนเิ วศ อธบิ ายความสัมพันธ์ระหว่าง ยนี ดเี อน็ เอ และโครโมโซม
โดยใชแ้ บบจาลอง อธิบายการถา่ ยทอดลกั ษณะทางพันธกุ รรมจากการผสมโดยพจิ ารณาลักษณะเดยี วท่ีแอลลีลเด่นข่ม
แอลลีลดอ้ ยอย่างสมบรู ณ์ อธบิ ายการเกดิ จีโนไทป์และฟโี นไทปข์ องลูก และคานวณอัตราส่วนการเกิดจีโนไทป์ และฟีโน
ไทปข์ องรนุ่ ลูก อธบิ ายความแตกต่างของการแบง่ เซลลแ์ บบไมโทซิสและ
ไมโอซสิ บอกได้วา่ การเปล่ยี นแปลงของยีนหรอื โครโมโซมอาจทาให้เกดิ โรคทางพันธุกรรม พรอ้ มทงั้ ยกตัวอย่างโรคทาง
พันธกุ รรม ตระหนักถึงประโยชน์ของความรู้เรื่องโรคทางพันธุกรรม โดยรวู้ า่ กอ่ นแตง่ งานควรปรกึ ษาแพทย์ เพื่อตรวจ
และวนิ ิจฉยั ภาวะเสย่ี งของลกู ท่อี าจเกดิ โรคทาง พนั ธกุ รรม อธบิ ายการใช้ประโยชนจ์ ากส่ิงมีชวี ิตดดั แปรพนั ธุกรรม และ
ผลกระทบที่อาจมีต่อมนุษยแ์ ละสง่ิ แวดลอ้ ม โดยใช้ข้อมูลที่รวบรวมได้ ตระหนกั ถึงประโยชน์และผลกระทบของสิ่งมีชีวิต
ดดั แปรพันธกุ รรมท่ีอาจมตี ่อมนุษยแ์ ละสิง่ แวดล้อม โดยการเผยแพรค่ วามรู้ทีไ่ ด้จากการโต้แย้งทางวิทยาศาสตร์ ซง่ึ มี
ข้อมูลสนบั สนุน เปรียบเทยี บความหลากหลายทางชีวภาพ ในระดบั ชนิดสงิ่ มีชีวติ ในระบบนิเวศต่าง ๆ อธบิ าย
ความสาคญั ของความหลากหลายทางชวี ภาพทมี่ ตี ่อการรักษาสมดลุ ของระบบนเิ วศ และต่อมนุษย์ แสดงความตระหนัก
ในคณุ ค่าและความสาคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมีส่วนรว่ มในการดแู ลรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ
เขา้ ใจแนวคดิ หลักของเทคโนโลยเี พื่อการดารงชีวติ ในสังคมทมี่ กี ารเปล่ยี นแปลงอย่างรวดเรว็ ใช้ความรู้และทกั ษะ
ทางดา้ นวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อืน่ ๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมคี วามคดิ สร้างสรรคด์ ้วย
กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดยคานงึ ถึงผลกระทบต่อชวี ติ สงั คม และ
สงิ่ แวดล้อม
โดยใชก้ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสารวจตรวจสอบ การสืบค้นข้อมูลและการ
อ ภิ ป ร า ย เ พื่ อ ใ ห้ เ กิ ด ค ว า ม รู้ ค ว า ม คิ ด ค ว า ม เ ข้ า ใ จ ส า ม า ร ถ สื่ อ ส า ร ส่ิ ง ที่ เ รี ย น รู้
มีความสามารถในการตัดสินใจ
เห็นคุณค่าของการนาความรู้ไปใช้ในชีวิตประจาวัน มีจิตวิทยาศาสตร์ คุณธรรมจริยธรรม และค่านิยมที่
เหมาะสม
รหัสตวั ชีว้ ัด
ว ๑.๑ ม.๓/๑ - ม.๓/๖ ว ๑.๓ ม.๓/๑ - ม.๓/๑๑
ว ๒.๑ ม.๓/๑ - ม.๓/๘ ว ๔.๑ ม.๓/๑- ม.๓/๕ (รวมท้ังหมด ๓๐ ตัวชวี้ ดั )
คาอธบิ ายรายวิชา
ว๒๓๑๐๒ วชิ า วิทยาศาสตร์๖ กลมุ่ สาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์
ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๓ ภาคเรยี นที่ ๒
เวลาเรียน ๖๐ ชั่วโมง จานวน ๑.๕ หน่วยกิต
ศึกษา วเิ คราะห์ ระบุสมบตั ิทางกายภาพและการใชป้ ระโยชน์วสั ดุประเภทพอลิเมอร์ เซรามิกส์ และ
วสั ดุผสม โดยใชห้ ลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ์ และสารสนเทศ ตระหนกั ถึงคุณคา่ ของการใช้วัสดุประเภทพอลิเมอร์ เซรามิกส์
และวสั ดผุ สม โดยเสนอ แนะแนวทางการใช้วสั ดอุ ยา่ งประหยดั และค้มุ คา่ อธบิ ายการเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี รวมถึงการ
จดั เรยี งตวั ใหม่ของอะตอมเมื่อเกดิ ปฏิกิรยิ าเคมี โดยใชแ้ บบจาลองและสมการขอ้ ความ อธิบายกฎทรงมวล โดยใช้
หลักฐานเชิงประจกั ษ์ วิเคราะหป์ ฏกิ ิรยิ าดดู ความร้อน และปฏิกิริยาคายความร้อน จากการเปลี่ยนแปลงพลังงานความ
รอ้ นของปฏกิ ริ ยิ า อธิบายปฏิกริ ยิ าการเกดิ สนิมของเหลก็ ปฏกิ ิรยิ าของกรดกบั โลหะ ปฏกิ ริ ิยาของกรดกับเบส และ
ปฏกิ ริ ิยาของเบสกับโลหะ โดยใช้หลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ์ และอธบิ ายปฏกิ ริ ยิ าการเผาไหม้ การเกิดฝนกรด การสังเคราะห์
ดว้ ยแสง โดยใชส้ ารสนเทศ รวมทงั้ เขียนสมการข้อความแสดงปฏิกริ ิยาดงั กลา่ ว ระบุประโยชนแ์ ละโทษของปฏกิ ริ ิยาเคมี
ที่มีตอ่ สิ่งมชี ีวติ และสงิ่ แวดลอ้ ม และยกตวั อย่างวธิ ีการป้องกนั และแก้ปญั หาท่เี กิดจากปฏิกิริยาเคมีที่พบในชวี ติ ประจาวนั
จากการสืบค้นข้อมูล ออกแบบวิธแี กป้ ัญหาในชีวติ ประจาวัน โดยใชค้ วามรเู้ กย่ี วกบั ปฏิกิรยิ าเคมี โดยบูรณาการ
วทิ ยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร์ วเิ คราะหค์ วามสมั พันธ์ระหว่างความตา่ งศกั ย์ กระแสไฟฟ้า
และความต้านทาน และคานวณปริมาณที่เกย่ี วข้องโดยใช้สมการ V = IR จากหลักฐานเชงิ ประจักษ์ เขยี นกราฟ
ความสมั พนั ธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้าและความต่างศักย์ไฟฟา้ ใชโ้ วลตม์ ิเตอร์ แอมมิเตอรใ์ นการวัดปรมิ าณทางไฟฟ้า
วิเคราะห์ความต่างศักยไ์ ฟฟ้าและกระแสไฟฟ้าในวงจรไฟฟ้าเมอ่ื ต่อตวั ต้านทานหลายตวั แบบอนกุ รมและแบบขนานจาก
หลกั ฐานเชงิ ประจักษ์ เขยี นแผนภาพวงจรไฟฟ้าแสดงการต่อตัวตา้ นทานแบบอนุกรมและขนาน บรรยายการทางานของ
ช้ินสว่ นอิเลก็ ทรอนิกส์อย่างง่ายในวงจรจากข้อมลู ทีร่ วบรวมได้ เขยี นแผนภาพและต่อช้ินสว่ นอเิ ล็กทรอนิกส์อยา่ งง่ายใน
วงจรไฟฟ้า อธบิ ายและคานวณพลงั งานไฟฟ้าโดยใชส้ มการ W = Pt รวมทัง้ คานวณคา่ ไฟฟา้ ของเคร่ืองใช้ไฟฟ้าในบ้าน
ตระหนกั ในคุณคา่ ของการเลอื กใช้เครอื่ งใชไ้ ฟฟา้ โดยนาเสนอวธิ กี ารใช้เคร่อื งใช้ไฟฟ้าอยา่ งประหยัดและปลอดภัย สรา้ ง
แบบจาลองท่ีอธบิ ายการเกิดคลื่นและบรรยายส่วนประกอบของคลื่น อธบิ ายคลนื่ แม่เหล็กไฟฟ้าและสเปกตรัมคลื่น
แมเ่ หล็กไฟฟ้าจากข้อมูลทร่ี วบรวมได้ ออกแบบการทดลองและดาเนินการทดลองด้วยวธิ ีทเ่ี หมาะสมในการอธบิ ายกฎ
การสะท้อนของแสง เขียนแผนภาพการเคล่ือนที่ของแสง แสดงการเกิดภาพจากกระจกเงา อธิบายการหกั เหของแสงเม่ือ
ผา่ นตัวกลางโปร่งใสที่แตกต่างกนั และอธบิ ายการกระจายแสงของแสงขาวเมื่อผา่ นปริซึมจากหลกั ฐาน เชงิ ประจักษ์
เขยี นแผนภาพการเคล่อื นท่ขี องแสง แสดงการเกิดภาพจากเลนส์บาง อธิบายปรากฏการณ์ทีเ่ กี่ยวกบั แสง และการทางาน
ของทศั นอุปกรณจ์ ากข้อมูลท่ีรวบรวมได้ เขยี นแผนภาพการเคลอื่ นที่ของแสง แสดงการเกิดภาพของทศั นอุปกรณ์และ
เลนส์ตา อธิบายผลของความสวา่ งทีม่ ตี อ่ ดวงตาจากข้อมลู ที่ได้จากการสืบค้น วดั ความสว่างของแสงโดยใช้อุปกรณ์วัด
ความสว่างของแสง ตระหนักในคณุ คา่ ของความรเู้ รื่อง ความสวา่ งของแสงท่ีมีต่อดวงตา โดยวเิ คราะหส์ ถานการณ์ปญั หา
และเสนอแนะการจัดความสว่างใหเ้ หมาะสมในการทากิจกรรมตา่ ง ๆ อธบิ ายการโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทติ ย์
ดว้ ยแรงโน้มถ่วงจากสมการ F = (Gm1m2)/r2 สร้างแบบจาลองท่ีอธิบายการเกิดฤดู และการเคลื่อนทีป่ รากฏของดวง
อาทิตย์ สร้างแบบจาลองท่ีอธิบายการเกดิ ข้างข้ึนขา้ งแรม การเปลยี่ นแปลงเวลาการข้ึนและตกของดวงจันทร์ และการ
เกดิ น้าขน้ึ นา้ ลง อธิบายการใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยอี วกาศ และยกตวั อยา่ งความก้าวหน้าของโครงการสารวจอวกาศ
จากข้อมลู ที่รวบรวมได้ ตระหนักถึงประโยชน์และอนั ตรายจากคลนื่ แมเ่ หล็กไฟฟ้าโดยนาเสนอการใช้ประโยชนใ์ นด้าน
ต่าง ๆ และอันตรายจากคล่นื แม่เหล็กไฟฟ้าในชีวิตประจาวัน เขา้ ใจและใช้แนวคิดเชงิ คานวณในการแกป้ ญั หาท่ีพบใน
ชวี ิตจรงิ อยา่ งเป็นข้ันตอนและเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารในการเรียนรู้ การทางาน และการ
แก้ปญั หาได้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ รู้เทา่ ทัน และมจี รยิ ธรรม
โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสารวจตรวจสอบ การสืบคน้ ขอ้ มูลและการ
อภิปราย เพอ่ื ให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สามารถส่ือสารส่ิง ท่ีเรยี นรู้
มีความสามารถในการตดั สนิ ใจ
เห็นคุณค่าของการนาความรู้ไปใช้ในชีวิตประจาวัน มีจิตวิทยาศาสตร์ คุณธรรมจริยธรรม และค่านิยมที่
เหมาะสม
รหัสตวั ชี้วดั
ว ๒.๓ ม.๓/๑ - ม.๓/๒๑
ว ๓.๑ ม.๓/๑ - ม.๓/๑๔
ว ๔.๒ ม.๓/๑ - ม.๓/๔
(รวมทง้ั หมด ๓๙ ตัวช้ีวดั )
คำอธิบำยรำยวชิ ำเพ่ิมเติมกลุ่มสำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี
ระดบั ชน้ั มัธยมศกึ ษำตอนต้น
คำอธบิ ำยรำยวิชำเพ่ิมเติม
ว๒๐๒๐๑ วชิ ำวิทยำศำสตรก์ ับกำรแก้ปัญหำ กล่มุ สำระกำรเรียนรวู้ ทิ ยำศำสตร์และเทคโนโลยี
เวลำเรียน ๔๐ ชั่วโมง จำนวน ๑.๐ หน่วยกติ
ศึกษาและฝึกทักษะเก่ียวกับการร่วมกิจกรรมเชิงวิทยาศาสตร์ คิดแก้ปัญหาด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ มี
ความคิดรเิ ร่ิมสร้างสรรค์
ฝึกปฏิบัติเพ่ือพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ตามความเหมาะสมของวัยและประสบการณ์ พัฒนา
เจตคติทางวิทยาศาสตร์โดยเน้นความอยากรู้อยากเห็น ความรับผิดชอบ ความเพียรพยายาม ความมีเหตุผล มี
ความสามารถในการทางานร่วมกับผู้อื่นเพ่ือพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนให้มีความรู้ความเข้าใจ มีทักษะสามารถเลือก
และใช้วิธกี ารแกป้ ัญหาได้อย่างเหมาะสม
ผลกำรเรียนรู้
๑. มคี วามรัก ความสนใจ และสนกุ สนาน กบั การเรยี นวทิ ยาศาสตร์
๒. พฒั นาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ตามความเหมาะสมของวยั แลประสบการณ์
๓. มคี วามคิดริเรม่ิ สรา้ งสรรค์ คิดแกป้ ญั หาดว้ ยวธิ ีการทางวิทยาศาสตร์
๔. มีเจตคติทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างย่ิงในเร่ืองความรับผิดชอบ และมีความเพียรพยายาม ความมี
ระเบียบวนิ ยั และรอบคอบ
รวมทั้งหมด ๔ ผลกำรเรียนรู้
คำอธบิ ำยรำยวิชำเพิ่มเติม
ว๒๐๒๐๒ วิชำสำรเคมกี บั ชีวติ กลุ่มสำระกำรเรียนรู้วทิ ยำศำสตร์และเทคโนโลยี
เวลำเรยี น ๔๐ ชวั่ โมง จำนวน ๑.๐ หน่วยกิต
ศึกษา ทดลอง และอภิปราย หลักการใช้สารเคมี ความเป็นกรด-เบส วิธีการเลือกใช้สาร ทาความสะอาด พิษ
และอันตรายทเี่ กิดจากการใชส้ ารเคมีในชวี ิตประจาวัน
โดยใชก้ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สืบเสาะหาความรู้ สบื คน้ ข้อมูล บันทึกจัดกลุ่มข้อมูล อภิปราย เพื่อให้เกิด
ความรู้ ความเข้าใจ สามารถนาไปอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติท่ีเกิดข้ึนได้อย่างถูกต้อง เกิดความคิดสร้างสรรค์
ต่อเน่ือง ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วแม่นยา นาความรู้ไปปรับใช้ในชีวิตประจาวันให้เกิดผลเชิงบวก มีจิตวิทยาศาส ตร์
จริยธรรม คณุ ธรรม และค่านยิ มทีเ่ หมาะสม
ผลกำรเรียนรู้
๑. อธบิ ายหลักการใชส้ ารเคมีได้
๒. อธิบายและทดสอบวิธกี ารเลือกใช้สารทาความสะอาดได้
๓. อธิบายและทดสอบความเปน็ กรด-เบสได้
๔. สบื คน้ ขอ้ มูลถึงพษิ และอันตรายท่ีเกดิ จากการใชส้ ารเคมีได้
๕. ผ้เู รยี นมีทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ สืบเสาะหาความรู้ สารวจตรวจสอบ สืบค้น ข้อมูล อภิปราย
บันทกึ และอธิบายผลการสารวจตรวจข้อมูล มีความรู้ความคิด ความเข้าใจ นาเสนอสิ่งที่เรียนรู้ได้อย่างสร้างสรรค์ มี
ความสามารถในการตัดสินใจ เห็นคุณค่าของการนาความรู้ไปใช้ในชีวิตประจาวัน มีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม
จรยิ ธรรมท่ี เหมาะสม
รวมทั้งหมด ๕ ผลกำรเรยี นรู้
คำอธบิ ำยรำยวิชำเพ่ิมเติม
ว๒๐๒๐๓วิชำพนั ธุกรรมกบั กำรอย่รู อด กลมุ่ สำระกำรเรยี นรู้วทิ ยำศำสตร์และเทคโนโลยี
เวลำเรยี น ๔๐ ช่ัวโมง จำนวน ๑.๐ หนว่ ยกิต
ศึกษา ค้นคว้าและทากิจกรรมเก่ียวกับยีน โครโมโซม ลักษณะและโอกาสของการถ่ายทอดทางพันธุกรรม
การป้องกันมิให้เกิดการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมท่ีไม่พึงประสงค์ การใช้บริการจากแหล่งให้คาปรึกษาเรื่อง
พนั ธกุ รรม
โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสารวจตรวจสอบ การสืบค้นข้อมูล และการ
อภิปราย เพ่ือให้เกิดความรู้ ความคดิ ความเขา้ ใจสามารถสอื่ สารส่งิ ท่ีเรยี นรู้ มคี วามสามารถในการตัดสินใจนาความรู้ไป
ใช้ในชีวิตประจาวนั มจี ิตวิทยาศาสตร์ จริยธรรม คณุ ธรรมและคา่ นิยมทเ่ี หมาะสม
ผลกำรเรียนรู้
๑. อธบิ ายลกั ษณะของยีนและโครโมโซม และความสัมพนั ธร์ ะหว่างยีนกับโครโมโซม
๒. อธบิ ายและยกตวั อยา่ งการถา่ ยทอดลักษณะทางพนั ธุกรรม
๓. อธบิ ายกลุ่มอาการตา่ ง ๆ ทเ่ี กิดจากความผิดปกตขิ องโครโมโซม
๔. อธบิ ายการเกดิ มิวเทชัน และประโยชน์ของมิวเทชนั
๕. อธบิ ายข้ันตอนของพันธวุ ิศวกรรม ผลดแี ละผลเสียของพันธุวศิ วกรรม
รวมท้ังหมด ๕ ผลกำรเรียนรู้
คำอธิบำยรำยวิชำเพิ่มเติม
ว๒๐๒๐๔วชิ ำควำมหลำกหลำยทำงชีวภำพ กลุ่มสำระกำรเรียนรวู้ ทิ ยำศำสตร์และเทคโนโลยี
เวลำเรียน ๔๐ ช่วั โมง จำนวน ๑.๐ หนว่ ยกิต
ศกึ ษา วเิ คราะห์ และอภปิ ราย การจาแนกหมวดหมขู่ องสิ่งมีชีวิตใน อาณาจักรพืช อาณาจักรสัตว์ อาณาจักรโพ
รทสิ ตา และอาณาจักรมอเนอรา
โดยใชก้ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สบื เสาะหาความรู้ สบื คน้ ข้อมูล บันทึกจัดกลุ่มข้อมูล อภิปราย เพ่ือให้เกิด
ความรู้ ความเข้าใจ สามารถนาไปอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติท่ีเกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง เกิดความคิดสร้างสรรค์
ต่อเนื่อง ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วแม่นยา นาความรู้ไปปรับใช้ในชีวิตประจาวันให้เกิดผลเชิงบวก มีจิตวิทยาศาสตร์
จรยิ ธรรม คุณธรรม และค่านิยมท่ีเหมาะสม
ผลกำรเรยี นรู้
๑. สรุปความสาคัญของการจาแนกหมวดหมู่ของส่ิงมชี วี ิต
๒. ระบุหลักเกณฑ์ท่ีสาคัญในการจาแนกส่ิงมีชีวิตออกเป็นหมวดหมู่ รวมทั้งลาดับการจัดหมวดหมู่ของส่ิงมีชีวิต
ระดบั ใหญไ่ ปถึงระดบั ยอ่ ย
๓. สรปุ การจาแนกส่ิงมีชีวติ ออกเปน็ อาณาจักรตา่ งๆ ได้
๔. จาแนกส่ิงมีชีวิตและจัดอยู่ในอาณาจักรสัตว์ และสรุปหลักเกณฑ์สาคัญในการจาแนก สัตว์ออกเป็นไฟลัม
ตา่ งๆ
๕. สรุปหลักสาคัญ พร้อมท้ังยกตวั อยา่ งสัตว์ในไฟลมั ตา่ งๆ
๖. ระบุหลักเกณฑ์สาคัญในการจาแนกพืชออกเป็นหมวดหมู่ใหญ่และหมวดหมู่ย่อย รวมทั้งจาแนกพืชออกเป็น
หมวดหมู่
๗. สรุปลักษณะสาคัญของสง่ิ มีชีวิตทจ่ี ดั อยูใ่ นอาณาจักรโพรทิสตาได้
๘. ลกั ษณะสาคัญของส่ิงมีชีวิตในอาณาจักรมอเนอราได้
๙. ผู้เรียนมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สืบเสาะหาความรู้ สารวจตรวจสอบ สืบค้น ข้อมูล อภิปราย
บันทึกและอธิบายผลการสารวจตรวจข้อมูล มีความรู้ความคิด ความเข้าใจ นาเสนอสิ่งที่เรียนรู้ได้อย่างสร้างสรรค์ มี
ความสามารถในการตัดสินใจ เห็นคุณค่าของการนาความรู้ไปใช้ในชีวิตประจาวัน มีจิตวิ ทยาศาสตร์ มีคุณธรรม
จริยธรรม ท่ีเหมาะสม
รวมท้ังหมด ๙ ผลกำรเรียนรู้
ว๒๐๒๐๕ วชิ ำ โครงงำนวิทยำศำสตร์ คำอธิบำยรำยวชิ ำเพ่ิมเติม
เวลำเรียน ๔๐ ช่วั โมง
กลมุ่ สำระกำรเรยี นรวู้ ทิ ยำศำสตร์และเทคโนโลยี
จำนวน ๑.๐ หนว่ ยกิต
ศึกษา ทดลอง และอภิปราย ความหมายและคุณค่าของโครงงานวิทยาศาสตร์ โครงงานประเภททดลอง
ประเภทสิ่งประดิษฐ์ ประเภทสารวจ และประเภททฤษฎี ขั้นตอนการทาโครงงานวิทยาศาสตร์ การสารวจและเลือก
หัวข้อ การระบุปัญหา การสารวจเอกสารหรือแหล่งข้อมูลที่เก่ียวข้อง การออกแบบการทดลองและการวางแผนการ
ดาเนินการ การเขยี นเค้าโครง การทาโครงงาน การเขียนรายงานของโครงงานวทิ ยาศาสตร์
โดยใชก้ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สบื เสาะหาความรู้ สบื คน้ ข้อมูล บันทึกจัดกลุ่มข้อมูล อภิปราย เพ่ือให้เกิด
ความรู้ ความเข้าใจ สามารถนาไปอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดข้ึนได้อย่างถูกต้อง เกิดความคิดสร้างสรรค์
ต่อเน่ือง ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วแม่นยา นาความรู้ไปปรับใช้ในชีวิตประจาวันให้เกิดผลเชิงบวก มีจิตวิทยาศาสตร์
จริยธรรม คณุ ธรรม และค่านิยมที่เหมาะสม
ผลกำรเรยี นรู้
๑. อภิปรายความหมายและคุณค่าของโครงงานวิทยาศาสตร์ได้
๒. อธิบายโครงงานวทิ ยาศาสตรป์ ระเภททดลอง ประเภทสิ่งประดษิ ฐ์ ประเภทสารวจได้
๓. ลาดบั ข้ันตอนการทาโครงงานวทิ ยาศาสตร์ประเภททดลอง ประเภทส่งิ ประดษิ ฐ์ และ ประเภทสารวจได้
๔. สารวจและเลือกหวั ขอ้ ทจี่ ะทาโครงงานวทิ ยาศาสตร์ได้
๕. ระบปุ ญั หาในการทาโครงงานวิทยาศาสตรไ์ ด้
๖. ศกึ ษา สารวจเอกสาร หรอื แหล่งขอ้ มูลทเ่ี ก่ยี งขอ้ งกบั โครงงานวทิ ยาศาสตร์ได้
๗. ออกแบบการทดลองและการวางแผนการดาเนนิ การทาโครงงานวทิ ยาศาสตร์ได้
๘. เขียนเค้าโครงของโครงงานวิทยาศาสตร์ได้
๙. ทาโครงงานวิทยาศาสตร์ได้
๑๐. เขียนรายงานโครงงานวิทยาศาสตรไ์ ด้
๑๑. เสนอผลงานและการจัดแสดงผลงานโครงงานวทิ ยาศาสตร์ได้
๑๒. ผู้เรียนมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สืบเสาะหาความรู้ สารวจตรวจสอบ สืบค้นข้อมูล อภิปราย
บันทึกและอธิบายผลการสารวจตรวจข้อมูล มีความรู้ความคิด ความเข้าใจ นาเสนอส่ิงท่ีเรียนรู้ได้อย่างสร้างสรรค์ มี
ความสามารถในการตัดสินใจ เห็นคุณค่าของการนาความรู้ไปใช้ในชีวิตประจาวัน มีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม
จริยธรรมที่เหมาะสม
รวมท้ังหมด ๑๒ ผลกำรเรยี นรู้
ว๒๐๒๐๖ วชิ ำอเิ ลก็ ทรอนิกส์เบือ้ งต้น คำอธิบำยรำยวชิ ำเพ่ิมเตมิ
เวลำเรียน ๔๐ ชว่ั โมง
กลุ่มสำระกำรเรียนรูว้ ิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี
จำนวน ๑.๐ หน่วยกิต
ศึกษา อธิบาย เคร่ืองมืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ การทางานและเคร่ืองใช้ไฟฟ้ากับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ การอ่าน
ค่า การนาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกสม์ าประกอบเปน็ วงจรไฟฟ้า การทางานของตวั ทรานซิสเตอร์ ตัวต้านทาน การนาความรู้
อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ไปประยุกตใ์ นกจิ กรรม การนาเสนอผลงาน
โดยใช้กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ สบื เสาะหาความรู้ สืบค้นขอ้ มูล บันทึกจัดกลุ่มข้อมูล อภิปราย เพ่ือให้เกิด
ความรู้ ความเข้าใจ สามารถนาไปอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง เกิดความคิดสร้างสรรค์
ต่อเน่ือง ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วแม่นยา นาความรู้ไปปรับใช้ในชีวิตประจาวันให้เกิดผลเชิงบวก มีจิตวิทยาศาสตร์
จริยธรรม คุณธรรม และค่านิยมที่เหมาะสม
ผลกำรเรียนรู้
๑. ศกึ ษา คน้ ควา้ ทาการปฏิบัตเิ กย่ี วกบั เคร่ืองมืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
๒. อธิบายหลักการทางานและเครื่องใช้ไฟฟา้ กบั วงจรอิเล็กทรอนกิ ส์ สรุปหลักการทางานการอา่ นค่า
๓. อธบิ ายหลักการนาอปุ กรณอ์ ิเล็กทรอนิกส์มาประกอบเป็นวงจรไฟฟ้า และหลักการของไฟกระพริบ หลักการ
ทางานของตวั ทรานซสิ เตอร์ ตัวตา้ นทาน การอ่านค่าตัวต้านทาน
๔. ศกึ ษา ทาการปฏบิ ตั กิ ารเลน่ อเิ ลก็ ทรอนิกส์ใหส้ นุกสนาน การนาความรู้อิเล็กทรอนิกส์ไปประยุกต์ในกิจกรรม
ต่างๆ การนาเสนอผลงาน
๕. ผู้เรียนมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สืบเสาะหาความรู้ สารวจตรวจสอบ สืบค้นข้อมูล อภิปราย
บันทึกและอธิบายผลการสารวจตรวจข้อมูล มีความรู้ความคิด ความเข้าใจ นาเสนอส่ิงที่เรียนรู้ได้อย่างสร้างสรรค์ มี
ความสามารถในการตัดสินใจ เห็นคุณค่าของการนาความรู้ไปใช้ในชีวิตประจาวัน มีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม
จรยิ ธรรมทเี่ หมาะสม
รวมท้ังหมด ๕ ผลกำรเรียนรู้
ว๒๐๒๐๗ วิชำอำหำรในทอ้ งถน่ิ คำอธบิ ำยรำยวิชำเพิ่มเตมิ
เวลำเรียน ๔๐ ชวั่ โมง
กลุ่มสำระกำรเรยี นรวู้ ิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี
จำนวน ๑.๐ หน่วยกิต
ศึกษา ทดลอง และอภิปราย ข้อมูลเก่ียวกับอาหารในท้องถิ่น ประโยชน์และความสาคัญ ลาดับข้ันตอนการทา
และสว่ นผสม การทาอาหารในท้องถ่ินและการทาโครงงานเก่ียวกับอาหาร การเขียนรายงาน การเสนอผลงานและการ
จัดแสดงผลงานของโครงงานทเ่ี ก่ียวกับอาหารในทอ้ งถนิ่
โดยใชก้ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สืบเสาะหาความรู้ สืบค้นข้อมูล บันทึกจัดกลุ่มข้อมูล อภิปราย เพ่ือให้เกิด
ความรู้ ความเข้าใจ สามารถนาไปอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง เกิดความคิดสร้างสรรค์
ต่อเน่ือง ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วแม่นยา นาความรู้ไปปรับใช้ในชีวิตประจาวันให้เกิดผลเชิงบวก มีจิตวิทยาศาสตร์
จริยธรรม คุณธรรม และค่านยิ มท่เี หมาะสม
ผลกำรเรยี นรู้
1. สารวจ สบื คน้ ขอ้ มลู เก่ยี วกบั อาหารในท้องถ่นิ ได้
2. อภปิ รายประโยชน์และความสาคญั ของอาหารในท้องถน่ิ ได้
3. ลาดับข้ันตอนการทาและสว่ นผสมของอาหารในท้องถิ่นได้
4. ทาอาหารในทอ้ งถ่นิ และทาโครงงานเก่ียวกับอาหารในทอ้ งถิน่ ได้
5. เขยี นรายงานเกี่ยวกบั อาหารในทอ้ งถิ่นได้
6. เสนอผลงานและจัดแสดงผลงานของโครงงานท่ีเกี่ยวกบั อาหารในทอ้ งถิน่ ได้
๗. ผู้เรียนมีทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ สบื เสาะหาความรู้ สารวจตรวจสอบ สบื คน้
ข้อมูลอภิปราย บนั ทึกและอธิบายผลการสารวจตรวจขอ้ มลู มีความรูค้ วามคิด ความเขา้ ใจ นาเสนอส่ิงที่เรียนรไู้ ด้อยา่ ง
สรา้ งสรรค์ มคี วามสามารถในการตดั สนิ ใจ เหน็ คุณค่าของการนาความรู้ไปใช้ในชวี ติ ประจาวนั มีจิตวทิ ยาศาสตร์ มี
คุณธรรม จรยิ ธรรมทเี่ หมาะสม
รวมท้ังหมด ๗ ผลกำรเรยี นรู้
คำอธบิ ำยรำยวชิ ำเพิ่มเติม
ว๒๐๒๐๘ วิชำ วิทยำศำสตรก์ บั พืชสมุนไพร กล่มุ สำระกำรเรยี นรวู้ ิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี
เวลำเรียน ๔๐ ชัว่ โมง จำนวน ๑.๐ หนว่ ยกติ
ศกึ ษา ค้นควา้ สืบเสาะแหลง่ เรยี นรู้ ภูมิปัญญาท้องถิน่ เกย่ี วกบั พืชสมนุ ไพร ประโยชน์ของพืชสมุนไพร การนา
พืชสมนุ ไพรในทอ้ งถน่ิ ไปใช้ในชีวิตประจาวัน จัดทาสวนสมุนไพร อนรุ ักษพ์ ืชสมุนไพรในท้องถ่ิน ฝึกปฏิบัติโดยเน้นความ
อยากรอู้ ยากเห็น ความรบั ผดิ ชอบ ความเพยี รพยายาม ความมีเหตผุ ล มีความสามารถในการทางานร่วมกบั ผอู้ น่ื
โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสารวจตรวจสอบ การสืบค้นข้อมูลและการ
อภิปราย เพ่ือให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สามารถสื่อสารส่ิงที่เรียนรู้ มีความสามารถในการตัดสินใจ นา
ความรูไ้ ปใชใ้ นชวี ิตประจาวนั มจี ิตวทิ ยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คณุ ธรรมและคา่ นิยมท่เี หมาะสม
ผลกำรเรียนรู้
๑. บอกความหมายของพืชสมนุ ไพรพร้อมยกตัวอยา่ ง
๒. ยกตัวอย่างพชื สมนุ ไพรในท้องถ่นิ
๓. บอกประโยชน์ของพชื สมุนไพรและการนาพืชสมนุ ไพรในท้องถิน่ ไปใช้ประโยชน์
๔. เก็บตวั อย่างแห้งสว่ นต่าง ๆ ของพืชสมนุ ไพร จดั ทาสวนสมนุ ไพรและดแู ลรักษา
รวมท้ังหมด ๔ ผลกำรเรียนรู้
ว๒๐๒๐๙ วิชำ พลังงำนหมุนเวยี น คำอธิบำยรำยวิชำเพิ่มเติม
เวลำเรียน ๔๐ ชวั่ โมง
กลุม่ สำระกำรเรยี นรวู้ ทิ ยำศำสตร์และเทคโนโลยี
จำนวน ๑.๐ หนว่ ยกิต
ศกึ ษา ทดลอง และอภปิ ราย การหมนุ เวียนของสารในธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงของสารในธรรมชาติ วฏั จักร
น้า วัฏจักรไนโตรเจน วฏั จกั รคาร์บอน วฏั จกั รฟอสฟอรสั แร่ธาตุอืน่ ๆในธรรมชาตแิ ละทอ้ งถิน่ ระบบนิเวศและ
องคป์ ระกอบของระบบนเิ วศ การถ่ายทอดพลงั งานใน ระบบนิเวศ
โดยใชก้ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สืบเสาะหาความรู้ สบื ค้นขอ้ มูล บันทึกจัดกลุ่มข้อมูล อภิปราย เพ่ือให้เกิด
ความรู้ ความเข้าใจ สามารถนาไปอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติท่ีเกิดข้ึนได้อย่างถูกต้อง เกิดความคิดสร้างสรรค์
ต่อเนื่อง ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วแม่นยา นาความรู้ไปปรับใช้ในชีวิตประจาวันให้เกิดผลเชิงบวก มีจิตวิทยาศาสตร์
จริยธรรม คุณธรรม และค่านยิ มท่เี หมาะสม
ผลกำรเรียนรู้
๑. ศึกษาการปฏิบตั แิ ละอภปิ รายผลการทดลองการหมนุ เวียนของสารในธรรมชาติ
๒. ศึกษา ค้นควา้ อภิปรายการเปลยี่ นแปลงของสารในธรรมชาติ
๓. ศกึ ษา คน้ คว้า อธบิ ายการเกดิ วัฏจักรนา้ วฏั จักรคาร์บอน วฏั จกั รฟอสฟอรสั วัฏจกั รกามะถัน และแรธ่ าตุ
ตา่ งๆ ในธรรมชาติ
๔. ศกึ ษาระบบนิเวศและองค์ประกอบของระบบนิเวศการถ่ายทอดพลังงานในระบบนิเวศ และภาวะต่างๆ ใน
ระบบนิเวศ
๕. ผเู้ รยี นมีทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ สืบเสาะหาความรู้ สารวจตรวจสอบ สืบคน้ ข้อมูล อภปิ ราย
บันทึกและอธิบายผลการสารวจตรวจข้อมูล มคี วามรคู้ วามคดิ ความเขา้ ใจ นาเสนอส่งิ ที่เรยี นรู้ได้อยา่ งสร้างสรรค์ มี
ความสามารถในการตดั สนิ ใจ เห็นคณุ ค่าของการนาความรู้ไปใชใ้ นชวี ติ ประจาวนั มจี ติ วิทยาศาสตร์ มคี ุณธรรม
จริยธรรมท่ีเหมาะสม
รวมทั้งหมด ๕ ผลกำรเรยี นรู้
ว๒๐๒๑๐วชิ ำ แสงและทศั นปู กรณ์ คำอธิบำยรำยวิชำเพิ่มเตมิ
เวลำเรียน ๔๐ ชั่วโมง
กลมุ่ สำระกำรเรียนร้วู ิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี
จำนวน ๑.๐ หน่วยกิต
ศกึ ษาสารวจ วเิ คราะหท์ ดลอง อภปิ ราย และอธิบายเกี่ยวกับธรรมชาติและสมบัติของแสง การกระจายของแสง
ขาว และการรวมสเปคตรัม ภาพลวงตา การเดินทางของแสงผ่านตัวกลาง การตกกระทบของแสงบนกระจกเงาระนาบ
การเกิดภาพบนกระจกเงาระนาบ ชนิดของเลนส์และการเกิดภาพจากเลนส์ หลักการเกิดภาพ ของทัศนูปกรณ์
กลอ้ งโทรทัศน์ กลอ้ งจลุ ทรรศน์ กลอ้ งสองตา สว่ นประกอบทีเ่ กีย่ วกบั การมองเหน็ ของดวงตา
โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสารวจตรวจสอบ การสืบค้นข้อมูล และการ
อภิปราย เพื่อให้เกดิ ความรู้ ความคิด ความเข้าใจสามารถส่อื สารส่งิ ทเี่ รียนรู้ มีความสามารถในการตัดสินใจนาความรู้ไป
ใช้ในชวี ิตประจาวัน มีจิตวทิ ยาศาสตร์ จริยธรรม คณุ ธรรมและค่านิยมทเ่ี หมาะสม
ผลกำรเรียนรู้
๑. ศกึ ษาและทาการทดลองสเปกตรัมของแสงโดยใชป้ รซิ ึม
๒. ศึกษาสมบตั ขิ องแสง ธรรมชาติของแสงเมื่อแสงตกกระทบวตั ถตุ ่าง ๆ
๓. อธิบายการเกิดภาพจากกระจกเงาระนาบ
๔. อธบิ ายการเดินทางของแสงผ่านตัวกลางท่ีมคี วามหนาแน่นตา่ ง ๆ กัน
๕. เขยี นแผนภาพแสดงทางเดินของแสงเมอื่ ผา่ นเลนสแ์ ละภาพท่เี กดิ จากเลนส์ชนิดตา่ ง ๆ
๖. ศึกษาสมบัติของกล้องโทรทรรศน์ กลอ้ งจุลทรรศน์ และภาพทเ่ี กดิ จากกล้องโทรทรรศน์
รวมทั้งหมด ๖ ผลกำรเรียนรู้
คำอธบิ ำยรำยวิชำเพ่ิมเติม
ว๒๐๒๑๑ วิชำของเลน่ เชิงวทิ ยาศาสตร์ กลุ่มสำระกำรเรยี นรูว้ ิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี
เวลำเรียน ๒๐ ชวั่ โมง จำนวน ๐.๕ หนว่ ยกติ
. ศึกษา วิเคราะห์ ออกแบบ สรา้ งของเล่นอยา่ งงา่ ยตามแบบทก่ี าหนดให้ ดัดแปลงหรอื ประดิษฐ์ของเลน่ ทใี่ ช้
เครอ่ื งกลอยา่ งง่ายหรอื หลักการทางไฟฟ้าและอิเลก็ ทรอนิกสอ์ ยา่ งงา่ ย และอธิบายการทางานของของเล่น ด้วยหลักการ
ทางวทิ ยาศาสตร์ สามารถใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ การแก้ปัญหา สามารถสอ่ื สารส่งิ ท่ี
เรียนรู้ สามารถตดั สนิ ใจ นาความรูไ้ ปใช้ในชีวิตประจาวัน มจี ติ วทิ ยาศาสตร์ จริยธรรม คณุ ธรรมและค่านยิ มท่ีเหมาะสม
ผลการเรียนรู้
๑. ตั้งคาถามเก่ียวกับหลักการทางวิทยาศาสตร์ทส่ี งั เกตได้จากการเลน่ ของเลน่
๒. สังเกตและอธิบายหลักการทางานของเคร่ืองกลอย่างง่าย วงจรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนกิ ส์อยา่ งงา่ ยทีป่ ระกอบขึ้นในของ
เลน่
๓. ตรวจสอบและแกไ้ ขข้อบกพรอ่ งของเครื่องกลอยา่ งง่าย วงจรไฟฟ้าและอเิ ลก็ ทรอนิกสอ์ ยา่ งงา่ ยทป่ี ระกอบขนึ้ ในของ
เล่นที่กาหนด
๔. ออกแบบและประดษิ ฐข์ องเล่นโดยใชเ้ ครือ่ งกลอย่างงา่ ย วงจรไฟฟ้าและอิเลก็ ทรอนิกสอ์ ยา่ งงา่ ย
๕. มีเจตคตทิ ด่ี ีตอ่ หลักการทางวทิ ยาศาสตร์ในของเลน่
รวมทั้งหมด ๕ ผลการเรยี นรู้
คำอธบิ ำยรำยวิชำเพ่ิมเตมิ
ว๒๐๒๑๒ วชิ า วทิ ยาศาสตรภ์ มู ิปญั ญาไทย กลมุ่ สำระกำรเรียนรูว้ ทิ ยำศำสตร์และเทคโนโลยี
เวลำเรียน ๒๐ ชั่วโมง จำนวน ๐.๕ หน่วยกติ
ศกึ ษา สืบคน้ วเิ คราะห์ อธิบาย อภิปราย แปลความหมาย ทดลอง และศึกษา ชนดิ คณุ ค่า และผลติ ภณั ฑ์จาก
พืช และสตั ว์ ในทอ้ งถิ่น และผลติ ภณั ฑจ์ ากภมู ปิ ัญญาในท้องถิน่ ของจังหวัดสมุทรปราการ การสร้างสรรคผ์ ลงานของ
นกั เรียน และผลผลิตของเด็กไทย โดยใชก้ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การจัดการเรียนรู้ท่เี น้นผูเ้ รยี นเป็นสาคัญ เพ่ือให้
เกดิ ทักษะ มคี วามรู้ ความคิด ความเข้าใจ สืบสานภมู ปิ ัญญาท้องถน่ิ ตนให้อยยู่ ่ังยนื สามารถส่อื สารส่ิงทีเ่ รยี นรู้ มี
ความสามารถในการตดั สินใจ นาความรู้ไปใช้ในชีวติ ประจาวนั จรยิ ธรรม คุณธรรม และค่านยิ มท่ีเหมาะสม
ผลการเรียนรู้
๑. สืบคน้ ข้อมลู อภิปราย เกยี่ วกับพืชและสตั ว์ท่มี ีอยู่ในท้องถิ่นของจงั หวดั สมทุ รปราการ
๒. สืบคน้ ข้อมลู สารวจ ทดลอง อภปิ รายเกย่ี วกบั ผลิตภณั ฑ์ท่ผี ลติ จากพืชในท้องถ่นิ
๓. สบื ค้นข้อมลู ทดลอง อภิปราย เกยี่ วกับพิมเสนนา้ สบูเ่ หลว นา้ ยาลา้ งจาน และสารที่ใช้ในชีวติ ประจาวัน
๔. สบื ค้นข้อมูล สารวจ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของชมุ ชนในท้องถิน่ ของจงั หวัดสมุทรปราการ
๕. สบื ค้นขอ้ มูล สารวจ เก่ยี วกับผลติ ภณั ฑ์จากพชื เศษวสั ดุเหลือใชข้ องชมุ ชนในทอ้ งถน่ิ
ของจังหวัดสมุทรปราการ
๖. เรียนดว้ ยความใฝร่ ใู้ ฝเ่ รียน มีทกั ษะกระบวนการวทิ ยาศาสตร์ มีเหตุผล ช่างสังเกต มีวนิ ยั ใจกวา้ ง มีความซื่อสัตย์
เท่ียงตรง มีความเพยี รพยายาม มที ักษะกระบวนการคดิ รกั ความเปน็
ไทย อยู่อยา่ งพอเพียง และมจี ิตสาธารณะ
รวมทั้งหมด ๖ ผลการเรียนรู้
คำอธบิ ำยรำยวิชำเพ่ิมเตมิ
ว๒๑๒๑๓ วชิ า ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรส์ กู่ ารทดลองมหัศจรรย์
กลุ่มสำระกำรเรยี นรู้วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี
ชัน้ มธั ยมศกึ ษำปีท่ี ๑ ภำคเรยี นท่ี ๑
เวลำเรยี น ๒๐ ชว่ั โมง จำนวน ๐.๕ หน่วยกิต
ศึกษา วิเคราะห์ และฝึกฝนเกี่ยวกับทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ ได้แก่ ทักษะการสังเกต ทักษะการวัด
ทักษะการจาแนกประเภท ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปส และสเปสกับเวลา ทักษะการคานวณ
ทักษะการจัดกระทาและส่ือความหมายข้อมูล ทักษะการลงความคิดเห็นจากข้อมูล ทักษะการพยากรณ์ ทักษะการ
ต้ังสมมตฐิ าน ทักษะการกาหนดนิยามเชงิ ปฏบิ ัตกิ าร ทกั ษะการกาหนดและควบคุมตัวแปร ทักษะการทดลอง ทักษะการ
ตคี วามหมายข้อมลู และการลงสรปุ ตลอดจนบูรณาการทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สู่การทดลองเพ่ือแก้ปัญหาท่ี
เกย่ี วขอ้ งกบั ชมุ ชนและสังคมสมทุ รปราการ
โดยใชก้ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กระบวนการสืบค้นข้อมูล การอภิปราย การสารวจตรวจสอบและ
กระบวนการปฏิบตั ิ เพื่อใหเ้ กิดความรู้ความเข้าใจ มุ่งมน่ั ในการทางาน มีความสามารถในการสื่อสาร ในการคดิ ในการ
แก้ปัญหา ในการใช้ทกั ษะชีวิต ในการใช้เทคโนโลยี เป็นผูใ้ ฝ่รู้ใฝ่เรียน มีจิตวทิ ยาศาสตร์ มีจรยิ ธรรมคุณธรรมที่พึง
ประสงค์
ผลกำรเรยี นรู้
๑. อธบิ าย สบื ค้น ตรวจสอบ และปฏบิ ตั กิ ารฝกึ ฝนทักษะกระบวนการวทิ ยาศาสตร์
๒. สารวจตรวจสอบ และค้นหาคาตอบทางวิทยาศาสตร์ ด้วยทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
๓. ออกแบบดัดแปลง และ/หรอื คิดสรา้ งสรรค์ประดษิ ฐส์ ง่ิ ใหม่ ๆดว้ ยกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
๔. จัดแสดงผลงาน เขยี นรายงาน และ/หรอื อธบิ ายเกีย่ วกับแนวคดิ กระบวนการ และผลของ
ชิน้ งาน/การทดลองท่ตี นเองสนใจใหผ้ ้อู ่นื เขา้ ใจ
๕. พฒั นาเจตคติทางวทิ ยาศาสตร์ โดยเนน้ ความรบั ผดิ ชอบ ความซือ่ สตั ย์ ความมใี จกวา้ ง และยอมรบั ฟัง ความคิดเห็น
ของผู้อืน่
รวมทั้งหมด ๕ ผลกำรเรียนรู้
คำอธบิ ำยรำยวิชำเพ่ิมเติม
ว๒๑๒๑๔ วชิ า ธรรมชาตขิ องวทิ ยาศาสตร์ กลุ่มสำระกำรเรียนรวู้ ทิ ยำศำสตร์และเทคโนโลยี
ชัน้ มัธยมศึกษำปีท่ี ๑ ภำคเรยี นที่ ๒
เวลำเรยี น ๒๐ ชั่วโมง จำนวน ๐.๕ หนว่ ยกติ
การศกึ ษา วเิ คราะห์และปฏิบตั ิการเก่ียวกับ ความหมายของวทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ปรชั ญาวทิ ยาศาสตร์
ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งปรชั ญาวทิ ยาศาสตรก์ บั วิทยาศาสตร์ พัฒนาการของแนวคิดทางปรัชญาวทิ ยาศาสตร์เกย่ี วกบั
ธรรมชาตขิ องวิทยาศาสตร์ ความสาคัญของจรยิ ธรรมทางวิทยาศาสตร์ แนวปฏิบัตทิ เี่ หมาะสมในการแสวงหาความรแู้ ละ
การใช้ความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์ ความสมั พันธ์ระหวา่ งวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสง่ิ แวดล้อม อทิ ธิพลและ
ผลกระทบจากการใช้เทคโนโลยที ม่ี ตี อ่ มนุษยแ์ ละสภาพแวดลอ้ มในท้องถ่นิ สมุทรปราการท้ังในทางบวกและทางลบ
โดยใชก้ ระบวนการเรยี นรแู้ บบบูรณาการ กระบวนการเรยี นรขู้ องตนเอง และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
เพือ่ ให้เกดิ ความรู้ มสี ามารถในการสือ่ สาร ในการคดิ ในการแกป้ ัญหา ในการใช้ทกั ษะชีวิตมจี ติ วิทยาศาสตร์และมี
คา่ นิยมที่เหมาะสม
ผลการเรยี นรู้
๑.สบื ค้น และอภิปรายความหมายของวทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ปรชั ญาวทิ ยาศาสตร์
๒.สบื ค้น และอภิปรายความสัมพนั ธ์ระหวา่ งปรัชญาวิทยาศาสตรก์ ับวทิ ยาศาสตร์
๓.สบื ค้น อภิปรายพฒั นาการของแนวคดิ ทางปรชั ญาวทิ ยาศาสตร์เกย่ี วกบั ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์และ
ปฏิบัติการตรวจสอบแนวคดิ ของนกั วิทยาศาสตร์
๔. สบื ค้น และอภิปรายความสาคญั ของจรยิ ธรรมทางวิทยาศาสตร์ แนวปฏิบตั ิท่เี หมาะสมในการ แสวงหา
ความรแู้ ละการใชค้ วามรทู้ างวทิ ยาศาสตร์
๕. สบื คน้ และอภิปรายความสัมพนั ธ์ระหวา่ งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สงั คม และสง่ิ แวดล้อม
อิทธพิ ลและผลกระทบจากการใช้เทคโนโลยี
รวมทั้งหมด ๕ ผลการเรียนรู้
คำอธบิ ำยรำยวชิ ำเพิ่มเตมิ
ว๒๑๒๑๕ วิชำ เทคโนโลยีสำรสนเทศ ๑ กล่มุ สำระกำรเรยี นรู้วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี
ชนั้ มัธยมศกึ ษำปีที่ ๑ ภำคเรยี นท่ี ๑
เวลำเรียน ๒๐ ช่วั โมง จำนวน ๐.๕ หน่วยกติ
ศกึ ษา วิเคราะห์และอธบิ ายหลกั การทางาน บทบาท และประโยชน์ของคอมพวิ เตอร์ อภปิ ราย ความหมายและ
ลักษณะสาคัญของคอมพิวเตอร์ ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศตอ่ คุณภาพชวี ติ สังคม การเรยี นการสอน
ปฏิบัตใิ ช้เครื่องในการประมวลผลข้อมูลให้เปน็ สารสนเทศ โดยใช้โปรแกรมประมวลคา การเกบ็ รวบรวมเป็น
แฟ้มขอ้ มูล การจัดเรยี งข้อมลู การตรวจสอบข้อมลู และการดูแลรักษาข้อมูล ปจั จยั ทีส่ ่งผลตอ่ การเปล่ยี นแปลงของ
เทคโนโลยี ออกแบบวิธีการแกป้ ญั หา โดยวเิ คราะหเ์ ปรียบเทียบ วางแผนและดาเนนิ การแก้ปัญหา และตัดสินใจเลอื ก
ข้อมลู ทจี่ าเปน็ นาเสนอแนวทางการแก้ปญั หาให้ผู้อน่ื เข้าใจ
ใช้ความร้แู ละทักษะเกยี่ วกับวัสดุ อุปกรณ์ เคร่อื งมอื กลไก ไฟฟ้า หรอื อิเลก็ ทรอนกิ ส์ เพื่อแกป้ ัญหาได้อย่างถกู ต้อง
เหมาะสมและปลอดภยั
เพ่ือให้มีความรู้ ความเขา้ ใจ เห็นคุณคา่ และมที ักษะในการใช้กระบวนการเทคโนโลยสี ารสนเทศในการเรียนรู้
การสอ่ื สาร การแก้ปัญหา การทางาน อย่างมปี ระสิทธิภาพ ประสิทธิผล
และมีคุณธรรม
ผลกำรเรยี นรู้
๑. อธบิ ายหลักการทางาน บทบาทและประโยชน์ของคอมพิวเตอร์
๒. อภปิ รายลกั ษณะสาคญั และผลกระทบของเทคโนโลยี
๓. มกี ารเกบ็ รวบรวมเป็นแฟ้มข้อมลู การจัดเรยี งข้อมลู การตรวจสอบข้อมูล และการดูแลรกั ษาข้อมูล
๔. มคี วามรู้ เข้าใจ เห็นคุณคา่ และใช้กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศในการเรยี นรู้
๕. ใช้ความรแู้ ละทักษะเกีย่ วกับวัสดุ อปุ กรณ์ เคร่ืองมือ กลไก ไฟฟา้ หรอื อเิ ล็กทรอนิกส์ เพ่ือแก้ปญั หาได้อย่างถูกต้อง
เหมาะสมและปลอดภัย
๖. สามารถออกแบบวิธีการแก้ปัญหา โดยวิเคราะหเ์ ปรยี บเทยี บ วางแผนและดาเนินการแกป้ ญั หา
และตัดสินใจเลอื กข้อมูลท่จี าเปน็ นาเสนอแนวทางการแก้ปัญหาใหผ้ ู้อน่ื เข้าใจ
รวมทั้งหมด ๖ ผลกำรเรียนรู้
คำอธิบำยรำยวชิ ำเพิ่มเติม
ว๒๑๒๑๖ วชิ ำ เทคโนโลยสี ำรสนเทศ ๒ กลมุ่ สำระกำรเรยี นรู้วิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ชน้ั มธั ยมศึกษำปที ่ี ๑ ภำคเรียนที่ ๒
เวลำเรียน ๒๐ ช่ัวโมง จำนวน ๐.๕ หน่วยกติ
ศกึ ษา ลักษณะสาคัญของเทคโนโลยสี ารสนเทศที่ชว่ ยสร้างงาน ในด้านงานกราฟิกส์ งานโปรแกรมประมวลคา
งานสรา้ งเอกสาร และงานนาเสนอ
ปฏบิ ัตกิ ารใช้เคร่ืองและปรบั แตง่ หน้าจอ ใช้โปรแกรมวาดภาพ โปรแกรมประมวลคา การสรา้ งตารางหลาย
สดมภ์ และโปรแกรมเพาเวอร์พอยต์
ออกแบบอลั กอรทิ ึมทใ่ี ชแ้ นวคิดเชิงนามธรรมเพ่ือแก้ปญั หาหรอื อธบิ ายการทางานท่พี บในชีวิตจรงิ เขียน
โปรแกรมอยา่ งงา่ ย เพอ่ื แก้ปัญหาทางคณติ ศาสตรห์ รือวทิ ยาศาสตร์ รวบรวมข้อมูลปฐมภูมิ ประมวลผล ประเมินผล
นาเสนอข้อมลู และสารสนเทศ ตามวตั ถุประสงค์โดยใชซ้ อฟต์แวร์ หรอื บรกิ ารบนอนิ เทอร์เนต็ ทหี่ ลากหลาย
เพ่อื ให้มีความรู้ ความเข้าใจ เหน็ คณุ ค่า และมที ักษะในการใช้กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศในการเรยี นรู้
การส่อื สาร การแกป้ ญั หา การทางาน อย่างมีประสิทธภิ าพ ประสิทธผิ ล
และมีคุณธรรม
ผลกำรเรียนรู้
๑. ศึกษาลกั ษณะสาคัญของเทคโนดลยีสารสนเทศที่ชว่ ยสร้างงานในด้านงานกราฟกิ ส์ งานโปรแกรมประมวลคา งาน
สรา้ งเอกสาร และงานนาเสนอ
๒. ปฏิบัตกิ ารใช้เครื่องและปรับแตง่ หน้าจอ ใช้โปรแกรมวาดภาพ โปรแกรมประมวลคา การสร้างตารางหลายสดมภ์
และโปรแกรมเพาเวอร์พอยต์
๓. สามารถประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ
๔. ออกแบบอัลกอรทิ ึมทใ่ี ช้แนวคิดเชงิ นามธรรมเพ่ือแก้ปัญหาหรืออธบิ ายการทางานท่ีพบในชีวิตจรงิ
๕. เขียนโปรแกรมอยา่ งง่าย เพอื่ แกป้ ัญหาทางคณิตศาสตร์หรอื วทิ ยาศาสตร์
๖. รวบรวมขอ้ มลู ตามวตั ถุประสงคโ์ ดยใช้ซอฟตแ์ วร์ หรือบริการบนอนิ เทอร์เนต็ ทหี่ ลากหลาย
รวมทัง้ หมด ๖ ผลกำรเรียนรู้
คำอธบิ ำยรำยวชิ ำเพิ่มเติม
ว๒๒๒๑๗ วิชำ เทคโนโลยสี ำรสนเทศ ๓ กล่มุ สำระกำรเรยี นรู้วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี
ชัน้ มธั ยมศกึ ษำปีท่ี ๒ ภำคเรยี นท่ี ๑
เวลำเรียน ๒๐ ชัว่ โมง จำนวน ๐.๕ หน่วยกิต
ศึกษาหลักการเบื้องตน้ ของการส่ือสารขอ้ มลู และเครือข่ายคอมพวิ เตอร์ วธิ กี ารแกป้ ญั หาดว้ ยกระบวนการ
เทคโนโลยสี ารสนเทศ
ปฏิบัติการใช้เคร่ืองเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ วิธกี ารค้นหาขอ้ มลู ด้วย Search Engins การใช้
คอมพิวเตอร์ในการส่ือสารผา่ นเครือข่ายอินเทอรเ์ นต็ การสบื คน้ ขอ้ มลู ผา่ นเครือขา่ ยอนิ เทอรเ์ นต็ การสบื ค้นหาข้อมลู พืช
สมุนไพรในท้องถิ่น
คาดการณแ์ นวโนม้ เทคโนโลยีท่จี ะเกิดขึน้ โดยพจิ ารณาจากสาเหตหุ รอื ปัจจัยท่สี ง่ ผลตอ่ การเปลยี่ นแปลงของ
เทคโนโลยี และวเิ คราะห์ เปรยี บเทียบ ตัดสนิ ใจเลอื กใชเ้ ทคโนโลยี โดยคานึงถงึ ผลกระทบท่ีเกิดข้นึ ตอ่ ชีวติ สงั คม และ
สิง่ แวดลอ้ ม ระบปุ ญั หาหรือความต้องการในชมุ ชนหรอื ท้องถิ่น สรปุ กรอบของปญั หา รวบรวม วิเคราะห์ขอ้ มูลและ
แนวคดิ ทีเ่ ก่ียวข้องกบั ปัญหา ออกแบบวธิ กี ารแกป้ ัญหา อย่างเปน็ ขนั้ ตอน ใชค้ วามรู้ และทักษะเก่ียวกับวัสดุ อุปกรณ์
เครื่องมอื กลไก ไฟฟ้า และอเิ ลก็ ทรอนิกส์ เพอ่ื แก้ปัญหาหรอื พฒั นางานได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และปลอดภัย
เพือ่ ใหม้ คี วามรู้ ความเขา้ ใจ เห็นคุณค่า และมที ักษะในการใชก้ ระบวนการเทคโนโลยสี ารสนเทศในการเรยี นรู้
การสือ่ สาร การแก้ปัญหา การทางาน อยา่ งมีประสิทธภิ าพ ประสทิ ธิผล
และมีคุณธรรม
ผลกำรเรยี นรู้
๑. อธบิ ายหลักการเบื้องต้นของการสื่อสารข้อมูลและเครือ่ ขา่ ยคอมพิวเตอร์
๒. อธิบายหลกั การและวธิ กี ารแกป้ ญั หาดว้ ยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ
๓. ค้นหาข้อมลู และตดิ ต่อส่ือสารผา่ นเครอื ขา่ ยคอมพวิ เตอร์ อย่างมีคุณธรรมและจริยธรรม
๔. อธิบายปจั จยั ท่สี ่งผลตอ่ การเปล่ยี นแปลงของเทคโนโลยี
๕. วเิ คราะห์ เปรยี บเทียบ ตัดสินใจเลอื กใชเ้ ทคโนโลยี โดยคานึงถึงผลกระทบทเี่ กิดขึน้ ต่อชีวิต สงั คม และสงิ่ แวดล้อม
๖. ออกแบบวิธีการแกป้ ญั หา รวบรวม วิเคราะห์ขอ้ มูลและแนวคิดทเี่ กย่ี วข้องกับปญั หาอย่างเปน็ ขนั้ ตอน
๗. ใชค้ วามรู้ และทกั ษะเกี่ยวกบั วสั ดุ อุปกรณ์ เคร่อื งมอื กลไก ไฟฟา้ และอเิ ล็กทรอนกิ ส์ เพือ่ แกป้ ัญหาหรือพฒั นางาน
ไดอ้ ยา่ งถูกต้อง เหมาะสม และปลอดภยั
รวมท้ังหมด ๗ ผลกำรเรยี นรู้
คำอธบิ ำรำยวชิ ำเพิ่มเติม
ว๒๒๒๑๘ วชิ ำ เทคโนโลยสี ำรสนเทศ ๔ กลุ่มสำระกำรเรียนรู้วทิ ยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ชัน้ มธั ยมศึกษำปีท่ี ๒ ภำคเรียนท่ี ๒
เวลำเรยี น ๒๐ ชั่วโมง จำนวน ๐.๕ หน่วยกิต
ศกึ ษากระบวนการเทคโนโลยี ดา้ นเครอ่ื งมอื ช่วยชว่ ยในการแก้ปัญหา ของตารางทางาน วธิ กี ารแก้ปญั หาการ
วางแผนในการแก้ปัญหา
ปฏิบตั กิ ารใช้งานตารางทางาน สร้างเครือ่ งมือใชง้ านในการทางาน และสร้างเครอ่ื งมือช่วยประเมนิ ผลการเรยี น
ออกแบบอัลกอรทิ ึมทใ่ี ช้แนวคิดเชงิ คานวณในการแกป้ ัญหา หรอื การทางานท่ีพบในชีวิตจริง ออกแบบและเขียน
โปรแกรมที่ใช้ตรรกะและฟังก์ชันในการแกป้ ัญหา อภิปรายองคป์ ระกอบและหลกั การทางานของระบบคอมพิวเตอร์
และเทคโนโลยกี ารส่อื สาร เพ่ือประยุกต์ใช้งานหรือแกป้ ัญหาเบอ้ื งต้น ใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศอย่างปลอดภยั มีความ
รับผดิ ชอบ สร้างและแสดงสิทธใิ นการเผยแพรผ่ ลงาน
เพ่อื ให้มีความรู้ ความเขา้ ใจ เหน็ คุณค่า และมที ักษะในการใช้กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศในการเรียนรู้
การส่ือสาร การแก้ปัญหา การทางาน อย่างมีประสิทธภิ าพ ประสิทธผิ ล และ
มคี ุณธรรม
ผลกำรเรียนรู้
๑. ปฏิบตั กิ ารใช้งานตารางทางาน สร้างเคร่ืองมือใช้งานในการทางาน และสร้างเครื่องมือชว่ ยประเมินผลการเรียน
๒. ใชซ้ อฟตแ์ วรใ์ นการทางาน
๓. ออกแบบอลั กอริทมึ ที่ใช้แนวคดิ เชงิ คานวณในการแกป้ ัญหา
๔. ออกแบบและเขียนโปรแกรมท่ใี ช้ตรรกะและฟังก์ชันในการแก้ปัญหา
๕. อภปิ รายองค์ประกอบและหลกั การทางานของระบบคอมพวิ เตอร์ และเทคโนโลยีการสอื่ สาร
๖. ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอยา่ งปลอดภยั มีความรับผดิ ชอบ สรา้ งและแสดงสิทธิในการเผยแพรผ่ ลงาน
รวมท้ังหมด ๖ ผลกำรเรยี นรู้
คำอธบิ ำยรำยวิชำเพ่ิมเตมิ
ว๒๓๒๑๙ วชิ ำ เทคโนโลยสี ำรสนเทศ ๕ กลุม่ สำระกำรเรียนรู้วทิ ยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ชัน้ มัธยมศึกษำปที ี่ ๓ ภำคเรยี นที่ ๑
เวลำเรียน ๒๐ ชั่วโมง จำนวน ๐.๕ หนว่ ยกติ
ศกึ ษา คน้ คว้าหลักการทาโครงงานท่ีมีการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ และพัฒนาตามความถนัด และความสนใจ
โดยใช้เทคโนโลยี หลักการพน้ื ฐานในการเขยี นโปรแกรม
ปฏบิ ัตกิ ารใชซ้ อฟต์แวรป์ ระยุกต์และอปุ กรณ์ดิจิทลั มาชว่ ยนาเสนองาน ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสรา้ งงานจาก
จินตนาการ หรอื งานทที่ าในชีวติ ประจาวัน ตามหลกั การทาโครงงานอยา่ งมจี ิตสานึกและรบั ผิดชอบ วิเคราะห์สาเหตุ
หรอื ปจั จัยท่ีสง่ ผลตอ่ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และความสมั พนั ธ์ของเทคโนโลยีกบั ศาสตร์อืน่ ระบุปัญหาหรือ
ความตอ้ งการของชุมชนหรอื ท้องถ่นิ เพ่ือพัฒนางานอาชีพ สรุปกรอบของปัญหา รวบรวม วิเคราะหข์ ้อมูลและแนวคิดท่ี
เกยี่ วขอ้ งกบั ปญั หา โดยคานงึ ถงึ ความถกู ต้องด้านทรัพยส์ ินทางปญั ญา ออกแบบวิธกี ารแกป้ ญั หา โดยวเิ คราะห์
เปรียบเทียบ และตัดสินใจเลือกข้อมลู ที่จาเป็นภายใต้เงื่อนไขและทรัพยากรท่ีมอี ยู่ นาเสนอแนวทางการแกป้ ัญหาใหผ้ ู้อืน่
เข้าใจ ดว้ ยเทคนคิ หรือวิธกี ารทีห่ ลากหลาย วางแผนข้นั ตอน การทางานและดาเนินการแก้ปัญหาอยา่ งเปน็ ข้ันตอน
ทดสอบ ประเมินผล วเิ คราะห์ และใหเ้ หตผุ ลของปัญหาหรอื ข้อบกพร่องทเี่ กิดขึน้ ภายใต้ กรอบเงื่อนไข พร้อม
ท้ังหาแนวทางการปรบั ปรุงแก้ไข และนาเสนอผลการแกป้ ัญหา ใช้ความรู้ และทักษะเกี่ยวกบั วสั ดุ อปุ กรณ์ เครอ่ื งมือ
กลไก ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกสใ์ หถ้ กู ต้องกับลักษณะของงาน และปลอดภัย เพือ่ แกป้ ญั หาหรือพฒั นางาน
เพือ่ ใหม้ ีความรู้ ความเขา้ ใจ เห็นคุณค่า และมที ักษะในการใช้กระบวนการเทคโนโลยสี ารสนเทศในการเรยี นรู้
การส่อื สาร การแกป้ ัญหา การทางาน อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ ประสิทธิผล และมีคุณธรรม
ผลกำรเรียนรู้
๑. อธิบายหลกั การทาโครงงานท่มี ีการใชเ้ ทคโนดลยีสารสนเทศ
๒. เขียนโปรแกรมภาษาข้ันพื้นฐาน
๓. ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศนาเสนองานในรูปแบบที่เหมาะสมกับลกั ษณะงาน
๔. วิเคราะห์สาเหตุ หรอื ปจั จยั ท่สี ง่ ผลต่อการเปลย่ี นแปลงของเทคโนโลยี
๕. สรปุ กรอบของปัญหา รวบรวม วเิ คราะห์ข้อมูลและแนวคดิ ทเ่ี กีย่ วข้องกับปญั หาชุมชนหรือท้องถน่ิ
๖. ออกแบบวิธกี ารแกป้ ญั หา โดยวเิ คราะหเ์ ปรียบเทยี บ และตดั สนิ ใจเลือกข้อมูลที่จาเปน็ ภายใตเ้ งื่อนไขและทรัพยากรที่
มอี ยู่
๗. ใชค้ วามรู้ และทักษะเกย่ี วกบั วสั ดุ อปุ กรณ์ เคร่ืองมือ กลไก ไฟฟ้าและอเิ ล็กทรอนิกส์ใหถ้ ูกต้องกับลักษณะของงาน
และปลอดภัย เพ่ือแกป้ ญั หาหรือพัฒนางาน
รวมท้ังหมด ๗ ผลกำรเรียนรู้