RM
Good records management helps organizations to manage their information
more efficiently in the face of rapidly changing technologies.
การจัดการเอกสาร
หลักการและแนวปฏิบัติในองค์การยุคดิจิทัล
วิศปัตย์ ชัยช่วย
ทุนสนับสนุนการผลิตตำรา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ.2563
การจดั การเอกสาร
Records Management
หลักการและแนวปฏบิ ัติในองคก์ ารยุคดิจิทลั
วศิ ปตย์ ชัยชว่ ย
ทุนสนบั สนุนการผลติ ตํารา คณะมนษุ ยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น พ.ศ.2563
การจัดการเอกสาร
หลกั การและแนวปฏบิ ัตใิ นองค์การยุคดิจทิ ัล
รองศาสตราจารย์ ดร.วศปตย์ ชัยชว่ ย
สาขาวชาสารสนเทศศาสตร์ คณะมนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ มหาวทยาลยั ขอนแก่น
พิมพค์ รังที 1 พ.ศ.2565
© สงวนลขิ สทิ ธติ ามพระราชบญั ญัติลิขสทิ ธิ พ.ศ.2537
ห้ามคดั ลอก ลอกเลยี น ดัดแปลง ทาํ ซาํ จดั พิมพ์ หรอกระทาํ อนื ใด โดยวธกี ารใดๆ ในรูปแบบใดๆ ไมว่ ่า
ส่วนใดสว่ นหนงึ ของหนังสือเล่มนี เพือเผยแพร่ในสอื ทกุ ประเภท หรอเพอื วัตถปุ ระสงค์ใดๆ นอกจากจะได้
รับอนุญาต
สาขาวชาสารสนเทศศาสตร์
คณะมนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ มหาวทยาลยั ขอนแก่น
https://hs.kku.ac.th
สารบัญ 1
ส่วนนํา 3
คำนยิ ม 3
3
คำนำ 4
8
ตอนที 1 แนวคิดการจัดการเอกสาร 11
14
บทท่ี 1 ความหมายและคณุ ลักษณะของเอกสาร 18
19
วัตถปุ ระสงคข องบท 19
ความนำ 20
ความหมายของคำวา “เอกสาร”และคำศัพทท่ีเกีย่ วของ
ความหมายของเอกสารตามกฎหมาย 21
คุณลักษณะและธรรมชาติของเอกสาร
ประเภทของเอกสาร 21
ความสำคัญของเอกสาร 21
สรปุ 22
คำถามทบทวนทา ยบท 22
บรรณานุกรม 23
25
บทท่ี 2 การจัดการเอกสารและวิชาชีพนกั จดั การเอกสาร 26
27
วัตถุประสงคของบท 29
ความนำ 36
การจัดการเอกสาร 42
ระบบเอกสาร 42
งานสารบรรณ 43
การจดั การเอกสารในฐานะเปนทรัพยากรเชงิ กลยุทธ
การจดั การเอกสารกบั สาขาวิชาทีเ่ กย่ี วของ 45
ความจำเปน ของการจดั การเอกสาร
พัฒนาการของการจดั การเอกสารในประเทศไทย 45
วิชาชีพนกั จัดการเอกสาร
สรุป
คำถามทบทวนทายบท
บรรณานุกรม
บทท่ี 3 หลักการและทฤษฎกี ารจดั การเอกสาร
วตั ถุประสงคของบท
ความนำ 45
หลกั การชดุ เอกสาร 46
หลกั การดำเนินงานเอกสารทีด่ ี 46
หลกั พน้ื ฐานของงานสารบรรณ 47
หลกั การวงจรชวี ติ เอกสาร 48
ทฤษฎกี ารจัดการเอกสารอยางตอ เนอื่ ง 51
แนวทางการจัดการเอกสารอยางตอ เน่อื งตามวงจรชีวิต 56
หลกั การวงจรชีวติ ของการจัดการเอกสารอิเลก็ ทรอนิกส 59
สรปุ 59
คำถามทบทวนทายบท 59
บรรณานกุ รม 60
ตอนที 2 แนวปฏิบัติการจดั การเอกสาร 61
บทที่ 4 แผนงานจัดการเอกสาร 63
วตั ถปุ ระสงคข องบท 63
ความนำ 63
ลักษณะของแผนงานจัดการเอกสาร 64
การวเิ คราะหบ รบิ ทที่เก่ยี วของกบั การจดั การเอกสาร 65
การพฒั นาแผนงานจดั การเอกสาร 77
การใหค วามรูและฝกอบรมบุคลากร 82
สรปุ 84
คำถามทบทวนทา ยบท 84
บรรณานุกรม 85
บทท่ี 5 แบบแผนการจดั หมวดหมูเอกสาร 87
วตั ถปุ ระสงคของบท 87
ความนำ 87
หลกั การจดั หมวดหมเู อกสาร 88
เครอื่ งมอื สำหรับการจัดหมวดหมูเ อกสารและสารสนเทศขององคการ 89
หลกั การจัดทำแบบแผนการจัดหมวดหมูเอกสาร 95
กระบวนการจดั ทำแบบแผนการจดั หมวดหมูเอกสาร 96
สรุป 108
คำถามทบทวนทายบท 108
บรรณานุกรม 109
บทท่ี 6 การสำรวจเอกสาร การประเมนิ คุณคาและกำหนดอายุเอกสาร 111
วตั ถปุ ระสงคข องบท 111
ความนำ 111
การสำรวจเอกสาร 112
การประเมนิ คุณคาเอกสาร 121
การกำหนดอายเุ อกสาร 129
สรุป 139
คำถามทบทวนทา ยบท 140
บรรณานุกรม 141
บทที่ 7 การจัดการเอกสารสำคญั ที่สุด 143
วตั ถปุ ระสงคของบท 143
ความนำ 143
ลกั ษณะของเอกสารสำคัญท่สี ดุ 144
แผนงานเอกสารสำคญั ทีส่ ุด 146
กจิ กรรมการจัดการเอกสารสำคัญท่สี ุด 146
ขอ มลู ขาวสารลับ 151
สรปุ 154
คำถามทบทวนทายบท 154
บรรณานุกรม 155
บทท่ี 8 มาตรฐานและกฎหมายทางการจดั การเอกสาร 157
วัตถปุ ระสงคของบท 157
ความนำ 157
มาตรฐาน 158
กฎหมาย 164
แนวทางการปฏบิ ตั ติ ามกฎหมาย 171
สรปุ 173
คำถามทบทวนทายบท 174
บรรณานุกรม 175
ตอนที 3 การดาํ เนินงานสารบรรณ 177
บทที่ 9 การดำเนนิ งานเอกสารระหวางกระแสการใชงาน 179
วัตถุประสงคข องบท 179
ความนำ 179
การจดั ทำเอกสาร 180
การจบั เก็บเอกสาร 188
การใชง านเอกสาร 201
การดูแลเอกสารระหวา งกระแสการใชง าน 202
สรปุ 210
คำถามทบทวนทายบท 211
บรรณานกุ รม 212
บทท่ี 10การดำเนินงานเอกสารกงึ่ กระแสการใชงาน 213
วัตถปุ ระสงคข องบท 213
ความนำ 213
เอกสารก่ึงกระแสการใชง าน 214
ศนู ยเอกสาร 219
กจิ กรรมการดำเนินงานเอกสารกง่ึ กระแสการใชง าน 223
สรุป 235
คำถามทบทวนทา ยบท 235
บรรณานุกรม 236
บทท่ี 11การดำเนินงานเอกสารสน้ิ กระแสการใชง าน 237
วัตถุประสงคข องบท 237
ความนำ 237
เอกสารสิน้ กระแสการใชงาน 238
การกำจัดเอกสาร 238
การบรหิ ารงานจดหมายเหตุ 244
การสงวนรกั ษาเอกสาร 251
สรปุ 255
คำถามทบทวนทายบท 255
บรรณานุกรม 256
ตอนที 4 ประเดน็ และแนวโน้มการจัดการเอกสารในยคุ ดิจทิ ัล 257
บทที่ 12เอกสารอิเล็กทรอนกิ ส 259
วัตถปุ ระสงคของบท 259
ความนำ 259
เอกสารอิเล็กทรอนิกส/ ดจิ ิทัล 260
ความทาทายของการจัดการเอกสารอเิ ล็กทรอนกิ ส 262
ระบบจดั การเอกสารอิเล็กทรอนกิ ส 264
พฒั นาการของการจัดการเอกสารอิเลก็ ทรอนิกส 268
ฟง กช นั การทำงานของระบบจัดการเอกสารอเิ ลก็ ทรอนกิ ส 272
ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส 277
สรุป 281
คำถามทบทวนทายบท 281
บรรณานกุ รม 282
บทท่ี 13การจัดการเอกสารในระบบนเิ วศดิจทิ ลั 285
วตั ถปุ ระสงคของบท 285
ความนำ 285
ระบบนเิ วศดจิ ิทลั 286
ประเดน็ การจดั การเอกสารในระบบนิเวศดิจทิ ลั 287
(การแปลงเปนดจิ ทิ ัล, ไปรษณยี อิเลก็ ทรอนกิ ส, ลายมือช่ืออเิ ล็กทรอนกิ ส,
เอกสารส่ือสงั คม, ขอมลู อภิพันธุ,ความตอเน่อื งทางดิจิทัล,
การสงวนรักษาดจิ ิทัล)
สรุป 311
คำถามทบทวนทา ยบท 311
บรรณานกุ รม 312
บทท่ี 14เทคโนโลยีอบุ ตั ใิ หมทม่ี ีผลตอ การจดั การเอกสาร 315
วัตถปุ ระสงคข องบท 315
ความนำ 315
บล็อกเชน 316
ขอ มูลขนาดใหญ 319
ปญญาประดิษฐ 322
เคร่ืองมือโอเพน ซอรส สำหรับจัดการเอกสาร 325
สรปุ 326
คำถามทบทวนทา ยบท 326
บรรณานกุ รม 327
ภาคผนวก 329
เกยี วกบั ผเู้ ขียน 345
แด่
พอ่ -แม่ ครคู นแรกของลกู
คาํ นยิ ม
การดำเนินชีวติ ประจำวันของมนุษยล ว นเก่ยี วของกับเอกสาร อาทิ บตั รประชาชน ใบเสรจ็ รบั
เงิน จดหมาย ใบแจง หนี้ โฉนดท่ีดิน รายการขอ มูลที่สง มาทางอิเล็กทรอนิกสต างๆ ไปจนถงึ บนั ทึก
เลก็ ๆ นอ ยๆ ทม่ี ีขอมูลหรอื สารปรากฏอยเู พอ่ื ชวยการจดจำหรอื ส่ือสารตอ ไปได โดยรวมๆ เรากจ็ ะ
เรยี กสง่ิ เหลานว้ี า เปนเอกสาร ซึ่งแตล ะคนกจ็ ะมีพฤตกิ รรมในการจัดการเอกสารดังกลา วแตกตา งกนั
ขนึ้ อยกู ับการพิจารณาวาเรือ่ งไหนสำคญั หรอื ไมส ำคัญ เรอ่ื งไหนตองจดั เกบ็ อยา งดี เรื่องไหนขยำท้งิ ไป
ได แตเมื่อใดทเี่ อกสารสารเปน สิ่งทถ่ี กู บันทึกไวโ ดยหนว ยงานตามอำนาจหนาทท่ี างกฏหมายหรือตาม
ภารกจิ ทตี่ อ งดำเนนิ การ ซง่ึ ในภาษาอังกฤษตรงกบั คำวา Record น้นั จำเปนอยางยงิ่ ท่ีตองมกี าร
จดั การเอกสารอยา งเปน ระบบ สอดคลอ งกับบรบิ ทของหนวยงานและมาตรฐานทเี่ กีย่ วขอ ง รวมถึงมี
ความสะดวก ปลอดภัย และมีประสิทธภิ าพในการนำมาใชงานในหนวยงาน
อาจกลาวไดวา เอกสาร (Record) เปน ทรัพยากรสารสนเทศ (Information Resource)
ประเภทหนึง่ ทม่ี ีความสำคัญและมคี ณุ ลักษณะเฉพาะเช่ือมโยงกบั บริบทขององคก าร ดงั นน้ั การศึกษา
เรียนรูเก่ียวกับ “การจดั การเอกสาร (Record Management) จึงยงั คงเปนเรอ่ื งท่ีสำคญั และมีความ
จำเปน อยางยง่ิ ในหลักสตู รสารสนเทศศาสตร และสาขาวิชาทใี่ กลเ คยี งกนั อาทิ สารสนเทศศึกษา
บรรณารักษศาสตร การจดั การสารสนเทศ เปน ตน โดยเฉพาะอยา งยงิ่ ในยุคที่เทคโนโลยีดิจทิ ลั มี
ความสามารถสงู เออ้ื ตอการจัดการเอกสารใหมีประสิทธิภาพโดยกาวขามขอ จำกัดเดมิ ๆ ในหลายมิติ
ทง้ั ในดานปรมิ าณ ความจุของหนวยบันทึก รูปแบบการจดั เกบ็ การประมวลผล การเขาถงึ และ
การนำไปใชประโยชน ความจำเปนในการศกึ ษาเกีย่ วกับการจัดการเอกสาร โดยใชเ ทคโนโลยดี ิจิทัลก็
ย่ิงเปน เรอ่ื งท่ีหลกี เลี่ยงไมไ ด
รองศาสตราจารย ดร. วศิ ปตย ชยั ชว ย เปน นักวิชาการในสาขาวิชาสารสนเทศศาสตร ที่
ศกึ ษาในเร่อื งการจัดการเอกสารมาโดยตลอด และเปนผสู อนเร่อื งการจัดการเอกสาร ในหลกั สูตร
ระดับปริญญาตรแี ละปรญิ ญาโท ของมหาวิทยาลยั ศิลปากร และมหาวทิ ยาลัยขอนแกน รวมทัง้ เปน
อาจารยพ ิเศษและวิทยากรในการบรรยายและอบรมเรือ่ งการจัดการเอกสารใหก บั หนวยงานตางๆ มา
นานกวา 15 ป นับเปนหน่งึ ในนกั วชิ าการจำนวนนอยทมี่ ีความเชี่ยวชาญในเร่อื งการจัดการเอกสาร
โดยตรง ในฐานะทข่ี า พเจา เปน ผูอาวโุ สในวงวิชาการบรรณารกั ษศาสตรแ ละสารสนเทศศาสตร รสู ึก
ยินดแี ละชน่ื ชมเปนอยา งยง่ิ ที่ รองศาสตราจารย ดร. วิศปตย ชัยชว ย ไดเ ขียนหนังสือ การจัดการ
เอกสาร: หลักการและแนวปฏบิ ัติในองคการยคุ ดิจทิ ัล เลมน้ี ออกมาเผยแพร
หนังสือ การจัดการเอกสาร: หลกั การและแนวปฏิบตั ิในองคการยุคดิจิทัล มีเน้ือหาที่
ครอบคลุมทงั้ ในดานทฤษฎแี ละแนวคดิ (Theory and Concept) หลักการและแนวปฏิบตั ิ
(Principles and Guidelines) การดำเนินการและการปฏบิ ตั ิ (Operations and Practices) ซงึ่ มี
ความครบถวนสมบรู ณ และประเด็นและแนวโนมท่ีสำคัญ (Important Issues and Trends) ทไี่ ดมา
มีการวิเคราะหส ังเคราะหเ อกสารและงานวจิ ัยทเี่ ก่ยี วขอ งมาอยา งรอบดา น ซง่ึ นบั วาเปน ประโยชน
อยา งย่งิ ทั้งตอ ผสู อนและผเู รียนในหลักสูตรสาขาวชิ าสารสนเทศศาสตร และสาขาวชิ าที่เก่ียวขอ ง รวม
ไปถงึ ผรู บั ผิดชอบการจดั การเอกสารในหนวยงานตางๆ ก็สามารถนำไปใชเปนแนวทางในการปฏิบัติ
งานได
ศาสตราจารย ดร.กุลธิดา ทว มสขุ
ผูอำนวยการศนู ยวจิ ัยนวัตกรรมการเรยี นรูแบบสมารต มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน
(Smart Learning Innovation Research Center: SLIRC, Khon Kaen University)
คาํ นยิ ม
การจัดการเอกสารมีความสำคัญและจำเปนตอทุกองคกรมานานแลว ไมใชจ ำเปน และสำคัญ
เพราะเทคโนโลยี แตเ ทคโนโลยใี หมๆทเ่ี ขามา ทำใหการจดั การเอกสารมีความซับซอ นมากข้นึ เอกสาร
มีทงั้ กระดาษ อิเลก็ ทรอนกิ ส (Scan) และดจิ ิทัล (Born digital) องคกรจึงตองมีระบบ Hybrid
การจดั การเอกสารท้ังด้ังเดมิ และเอกสารทเี่ กิดขึ้นใหมเปน ความทา ทาย
ผูเขยี นไดเรียนวิชาการจดั การเอกสาร ซึง่ เปน หลักสตู รระดับปรญิ ญาโท และไดศึกษาคน ควา
ตอยอด จนเขียนตำราและงานวชิ าการเก่ยี วกับเร่อื งน้มี าแลว
ตำราเรอ่ื งนี้จะเปนประโยชนตอ การเรียนการสอน และเปนประโยชนตอ ทกุ องคกร ที่มผี ู
ปฏบิ ตั งิ านแตยงั ขาดความรูทางวิชาการ และจะเปนประโยชนตอวิชาชพี สารสนเทศดว ย
รองศาสตราจารย ดร.สมสรวง พฤตกิ ุล
ผทู รงคณุ วุฒิดา นการจดั การเอกสารและจดหมายเหตุ
คํานํา
ความกาวหนาของเทคโนโลยีดิจิทัล เชน ระบบประมวลผลแบบคลาวด, ขอมูลขนาดใหญ,
บล็อกเชน, ปญญาประดิษฐ และการเติบโตของสอื่ สงั คม สง ผลใหก ารบรหิ าร การทำงานในองคการ
เปลยี่ นแปลงไปแบบพลกิ ผนั ปรมิ าณเอกสารและสารสนเทศดจิ ทิ ัลทเ่ี พ่มิ ขน้ึ อยา งมหาศาล ทำใหก าร
จดั การเอกสารและสารสนเทศในองคการตอ งปรบั เปล่ียนไป
หนงั สือ การจัดการเอกสาร: หลักการและแนวปฏบิ ัติในองคก ารยคุ ดิจทิ ลั เลมน้ี ผูเขียนเริ่ม
ลงมือเรียบเรียงมาต้ังแตป 2559 ปรบั ปรุง แกไขมาเปน ระยะจนกระท่งั มาแลว เสรจ็ ในป 2565 โดย
สว นหน่ึงพฒั นามาจากเอกสารประกอบการเรียนรู ในสาระวชิ าการจัดการเอกสารและจดหมายเหตุ
ซง่ึ ผเู ขยี นไดรบั ผดิ ชอบจดั การเรยี นการสอนทงั้ ระดบั ปริญญาตรแี ละปรญิ ญาโท ในมหาวิทยาลัย
ศิลปากร และมหาวิทยาลัยขอนแกน ตลอดจนเอกสารประกอบการฝกอบรมใหกับหนว ยงานตางๆ มา
ต้ังแตปก ารศึกษา 2550 จนถึงปจ จุบนั ดว ยตระหนักวา หนังสอื และตำราทางการจดั การเอกสารใน
ประเทศไทยน้ันมีอยางจำกดั ทผ่ี านมามเี พยี งตำรา การจัดการเอกสาร ของ รองศาสตราจารย ดร.
สมสรวง พฤตกิ ลุ ซง่ึ ตพี ิมพเ ผยแพรค ร้ังแรกในป 2546 แตก็อยใู นวงจำกดั ในหมูนักศึกษาปรญิ ญาโท
สาขาวิชาการจัดการจดหมายเหตุและเอกสาร ภาควชิ าภาษาตะวนั ออก คณะโบราณคดี
มหาวิทยาลัยศลิ ปากร จึงถอื วา หนงั สือการจัดการเอกสาร: หลักการและแนวปฏบิ ัติในองคการยคุ
ดจิ ทิ ัล เปน เลม ลา สุดของวงวชิ าการในรอบเกือบ 20 ป
ผเู ขียนอาศยั มโนทศั นหลักเรื่องการจดั การเอกสารในฐานะที่เปน ทรพั ยากรเชงิ กลยทุ ธข อง
องคก าร โดยมุงชใี้ หเห็นความเปลี่ยนแปลงของศาสตรทางการจัดการเอกสาร ในศตวรรษที่ 21 จาก
ยุคตน (RM. 1.0) ทมี่ ุงเนนการควบคุม ดวยกฎระเบียบ มาตรฐานอยา งเขม งวด เพอื่ ปกปองเอกสาร
ขององคก าร ไปสยู คุ ใหม (RM. 2.0) ทม่ี ุงเนน การทำงานเชิงรุกของนกั จดั การเอกสาร การใหคำ
ปรึกษา การวิเคราะหและออกแบบแนวทางการทำงานจากความตอ งการของผมู ีสวนไดสว นเสยี ใน
ระบบนเิ วศการทำงานทเี่ ปลี่ยนไป พรอมท้ังเสนอแนวคดิ วา การจัดการเอกสารในยุคน้ี จำเปน ตอง
บรู ณาการหลกั การและหลักปฏบิ ตั ทิ ห่ี ลากหลาย เชน การกำกบั ดแู ลสารสนเทศ, การจดั การความ
เสีย่ ง, การจดั การโครงการ เพื่อจดั การเอกสารในฐานะทเี่ ปน ทรพั ยากรเชิงกลยุทธขององคการไดอยา ง
มปี ระสิทธภิ าพ
เน้ือหาแบงออกเปน 4 ตอน (Part) แตละตอน แบงออกเปน บท (Chapter) ท่ีสมั พันธกนั โดย
มงุ ใหผูอานเกดิ ความเขาใจในหลักการและหลกั ปฏบิ ตั ิทางการจดั การเอกสารในบริบทขององคก ารยคุ
ดิจทิ ลั ดวยการวเิ คราะห สังเคราะหขอมูลจากเอกสาร ตำรา หนังสือ ทางการจดั การเอกสารสากล
เรียบเรยี งประกอบการอธิบายและยกตวั อยา งจากบริบทของหนว ยงานในประเทศไทย พรอมท้งั เสนอ
ขอมูล ทัศนะของผูเขียนบางประการที่ไดจ ากการวจิ ยั และการทำงานเกย่ี วกบั การจดั การเอกสารใน
ประเทศไทย มสี าระสำคัญโดยสรปุ ดงั น้ี
ตอนที่ 1 แนวคิดการจัดการเอกสาร เปนสวนท่ีมงุ อธิบายแนวคดิ ทฤษฎี (Theory &
Concept) เก่ียวกับการจดั การเอกสาร เพื่อปูพื้นฐานสำหรับผศู กึ ษา ใหเกิดความเขาใจ เห็นภาพรวม
และความสมั พันธข องเอกสารกบั การจดั การในบรบิ ทขององคการ แบงออกเปน 3 บท วา ดวย ความ
หมายและคุณลกั ษณะของเอกสาร, การจดั การเอกสารและวิชาชีพนกั จดั การเอกสาร,หลกั การและ
ทฤษฎีการจัดการเอกสาร
ตอนที่ 2 แนวปฏบิ ตั ิการจดั การเอกสาร เปนสวนที่มุง อธบิ ายแนวคดิ หลักการ (Principle)
เก่ียวกับการจัดการเอกสาร ตามกระบวนการสำคญั ของแผนงานจัดการเอกสาร ซงึ่ ทุกองคการพงึ
ปฏิบัติ ตลอดจนเทคนิค เครือ่ งมือ ทน่ี กั จดั การเอกสารใชส ำหรบั การปฏบิ ตั งิ านวิชาชีพ โดยพยาม
เชอ่ื มโยงกับบรบิ ทในองคก ารภาครฐั และเอกชนในประเทศไทย แบง ออกเปน 5 บท ตอเน่ืองจาก
ตอนที่ 1 คือ แผนงานจดั การเอกสาร, แบบแผนการจัดหมวดหมูเอกสาร, การสำรวจเอกสาร, การ
ประเมนิ คุณคา และกำหนดอายเุ อกสาร, การจดั การเอกสารสำคัญที่สุด, มาตรฐานและกฎหมาย
ทางการจัดการเอกสาร
ตอนท่ี 3 การดำเนินงานสารบรรณ เปนสว นท่ีมงุ อธบิ ายหลักปฏิบตั ิ (Practise) เกี่ยวกับการ
จัดการเอกสาร ในระดบั งานสารบรรณ (Recordkeeping) คอื งานทเี่ กีย่ วขอ งกบั การบรหิ ารงาน
เอกสารเริ่มตั้งแตก ารจดั ทำ การรบั การสง การเก็บรกั ษา การยืม จนถงึ การทำลาย ตามหลกั วงจร
ชวี ิตเอกสาร โดยแบงออกเปน 3 ระยะคือ (1)การดำเนนิ งานเอกสารระหวางกระแสการใชง าน (2)
การดำเนนิ งานเอกสารกง่ึ กระแสการใชงาน (3)การดำเนินงานเอกสารสนิ้ กระแสการใชง าน โดยเชอื่ ม
โยงกบั ระเบยี บสำนกั นายกรฐั มนตรี วาดวยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 และฉบบั แกไขเพม่ิ เติม (ฉบบั
ท่ี 2) 2548, (ฉบับที่ 3) 2560, (ฉบบั ที4่ ) 2564 ซึ่งหนวยงานของรฐั ในประเทศไทยตอ งปฏิบัตติ าม
แบง ออกเปน 3 บท ตอ เน่ืองจากตอนท่ี 2 คอื การดำเนินงานเอกสารระหวางกระแสการใชงาน, การ
ดำเนินงานเอกสารกึ่งกระแสการใชงาน, การดำเนนิ งานเอกสารส้นิ กระแสการใชง าน
ตอนที่ 4 ประเด็นและแนวโนมการจดั การเอกสารในยคุ ดิจทิ ัล เปน สวนท่ีมุงเสนอประเด็น
และแนวโนม (Issues & Trend) เกยี่ วกบั การจดั การเอกสาร ซึง่ เปน อกี ศาสตรหนึง่ ที่กำลัง
เปลย่ี นแปลงอยางพลิกผนั อนั เปนผลมาจากพฒั นาการของเทคโนโลยีดจิ ิทัลแบบกาวกระโดด โดย
วเิ คราะห สงั เคราะหจากเอกสาร รายงาน และงานวจิ ัย เรียบเรียงนำเสนอแบงออกเปน 3 บท ตอ
เน่อื งจากตอนที่ 3 คือ เอกสารอเิ ล็กทรอนิกส, การจดั การเอกสารในระบบนิเวศดิจทิ ลั , เทคโนโลยี
อบุ ตั ใิ หมท ี่มผี ลตอการจัดการเอกสาร
หนงั สอื เลม นจ้ี ึงเหมาะสำหรบั ผูเรยี นในหลกั สูตรสารสนเทศศาสตร, สารสนเทศศกึ ษา,
บรรณารักษศาสตร ทตี่ อ งศกึ ษาในวิชาวา ดวยการจดั การเอกสารและจดหมายเหตุ ใชส ำหรบั อา นและ
ทำความเขา ใจสาระดวยตนเอง ขณะเดียวกนั ผสู อน กส็ ามารถใชเปน หนงั สอื ประกอบการสอนได
เชนกัน สวนบคุ ลากรในหนว ยงานตาง ๆ น้ัน ผูเขียนตงั้ ใจจะเรียบเรียงหนงั สือเลมน้ีเพ่อื ใหผ ปู ฏบิ ัติงาน
และผบู รหิ ารในสายงานสารบรรณ, งานธุรการ, งานเลขานกุ าร, งานขอมูลขาวสาร, งานวางแผน
ยุทธศาสตร, งานเทคโนโลยีสารสนเทศ, งานจดหมายเหตุ ใชเ ปนคูม ือหรอื แหลง อา งอิงในการทำงาน
และประยุกตใชใหเหมาะสมกบั บริบทของแตละหนว ยงานทก่ี ำลังเปลีย่ นผานเขา สอู งคการยุคดจิ ิทัล
ผเู ขียนตอ งขอขอบพระคุณ คณะมนษุ ยศาสตรและสงั คมศาสตร มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน ที่ให
ทนุ สนบั สนนุ การผลิตตำรา ขอกราบขอบพระคณุ รองศาสตราจารย ดร.สมสรวง พฤตกิ ุล ผปู ระสิทธิ
ประสาทวชิ าการจัดการเอกสารและจดหมายเหตุใหก บั ผเู ขียนมาตงั้ แตเ รม่ิ ตน ศาสตราจารย ดร.
กลุ ธิดา ทวมสขุ รองศาสตราจารย ดร.ลำปาง แมนมาตย ผูชวยศาสตราจารยวบิ ลู สุข บณั ฑิต
ตลอดจนคณาจารยสาขาวิชาสารสนเทศศาสตร คณะมนุษยศาสตรและสงั คมศาสตร มหาวทิ ยาลัย
ขอนแกน คณาจารยหลักสูตรศิลปศาสตรบณั ฑติ สาขาวิชาการจดั การจดหมายเหตุและเอกสาร คณะ
โบราณคดี มหาวิทยาลัยศลิ ปากร (วังทาพระ) ผวู างรากฐาน สง เสรมิ สนับสนนุ ในทางวิชาการตลอด
มา ขอบพระคณุ
หากมีขอเสนอแนะ ติ ชมประการใด โปรดชี้แนะมายงั ผูเขยี นตามทอี่ ยูอเี มลเพ่อื จะไดนำไป
ปรับปรุงตอ ไป
รองศาสตราจารย ดร.วิศปตย ชัยชว ย
BiS Program, iSchool KKU
[email protected]
ตอนที 1
แนวปฏบิ ตั กิ ารจัดการเอกสาร
1
2 การจดั การเอกสาร | Records Management
บทที 1
ความหมายและคุณลักษณะของเอกสาร
วัตถุประสงค์ของบท
● ระบคุ วามแตกตา งและความสัมพันธของบรรณสาร, เอกสาร, จดหมายเหตุ
● อธิบายแนวคิดหลักเกีย่ วกับคณุ ลักษณะของเอกสาร
● จำแนกประเภทของเอกสาร
ความนํา
การจัดการเอกสารและจดหมายเหตุ (Records and archives management) เปนสาขาวิชาท่ีมีการใชคำศัพทเ ฉพาะใน
วชิ าชพี ซง่ึ มคี วามหมายแตกตา งจากการใชใ นบริบททั่วๆไป คำศัพทท ี่มคี วามสมั พนั ธก ันและตองทำความเขาใจใหชัดเจนใน
เบื้องตน คอื คำวา “บรรณสาร” “เอกสาร” และ “จดหมายเหตุ” ในบทนจี้ ะอธิบายความหมายของคำวา “เอกสาร” และ
คำศัพทท่ีเก่ียวของ รวมถึงคณุ ลกั ษณะของเอกสาร และจำแนกประเภทของเอกสาร
ความหมายและคุณลักษณะของเอกสาร 3
ความหมายของคาํ วา่ “เอกสาร”และคาํ ศัพทท์ เี กียวข้อง
“All records are documents,
but not all documents are records.”
“All archives are records,
but not all records are archives.”
บรรณสาร (Document)
คำวา “Document” เมอ่ื แปลเปนภาษาไทยมกั ใชคำวา “เอกสาร” และเมื่อแปลคำวา “Records” ก็ใชค ำวา
“เอกสาร” เชน กัน ซง่ึ ทำใหเกิดความสบั สนอยไู มนอ ย แตสำหรับในภาษาอังกฤษนนั้ คำท้งั สองคำมรี ะดับที่ตา งกันอยู
Pearce-Moses (2005) อธบิ ายวา “Document” มคี วามหมายได 4 นัยยะคือ (1) งานเขียนหรอื งานพิมพทุกชนดิ (2)
สารสนเทศหรือขอ มลู ท่ีอยบู นสือ่ ลกั ษณะตางๆ (3) สารสนเทศหรอื ขอมลู ทอี่ ยบู นสอ่ื ลกั ษณะตางๆ แตไมใชห นงั สือราชการ
หรือเอกสารสำนกั งาน (a Non-record) (4) สารสนเทศหรอื ขอ มลู ท่ีอยูบนสื่อลักษณะตางๆ เกย่ี วขอ งกับกฎระเบยี บ และ
ธรรมชาตขิ องการทำงาน สามารถใชเ ปนพยานหลักฐานตรวจสอบได (a Record) สว น Maygene F. Daniels (1984) ให
นยิ ามวา เปนสิ่งที่บันทึกสารสนเทศไมจำกัดรปู แบบหรอื สื่อบันทกึ โดยตองประกอบดวย 3 สวนคือ (1) มีพ้นื ผวิ (Based) (2)
มีรองรอยหรอื การพมิ พ (Impression) และ (3) มีเนอ้ื ความ (Massage)
เม่ือพจิ ารณาจากความหมายขางตน จะเห็นวา “Document” มคี วามหมายกวางๆ โดยเปน ผลสบื เนอ่ื งมาจากการบนั ทกึ
ขอมูล ขา วสาร สารสนเทศ และเม่อื ขยายความใหชัดจะพบวา การบนั ทึกดังกลาวอาจไมตอ งเกย่ี วของกับกระบวนการตางๆ
ไมว า จะเปน การรับสง จดั เกบ็ หรอื นำไปปฏบิ ตั กิ ารใดๆทงั้ สน้ิ กไ็ ดด งั นั้นตามลักษณะเชนนแี้ บบฟอรม ตางๆ เชน แบบฟอรม
ขอใชบริการยืมหนังสือระหวางหอ งสมุด แมผใู ชจ ะกรอกขอ ความหรอื ไมก็ตาม ก็วาถอื เปน “Document” ทง้ั สนิ้ แตเม่ือ
ใดทก่ี รอก “Document” นนั้ เสร็จ แลวนำไปใหบรรณารกั ษรบั ไวแ ละดำเนินการ “Document” นั้นยอ มเปล่ยี นคุณสมบัติ
ไปเปน “Records” ซ่งึ จะอธบิ ายในลำดับตอไป
ดังน้นั จึงสรุปความหมายของ “Document” ไดว า เปน สงิ่ ท่ีบันทึกขอมูลตางๆ โดยไมจ ำกดั รปู แบบหรอื กายภาพ และอาจไม
ตองเกยี่ วขอ งกับกระบวนการดำเนนิ งานขององคการก็ได สำหรบั ศัพทบัญญตั ิภาษาไทย ในหนงั สอื น้ีจะใชค ำวา“บรรณสาร”
ซ่งึ ตามพจนานกุ รมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ระบวุ าเปน คำโบราณมคี วามหมายวา “หนงั สือราชการ”
คำวา “บรรณสาร” ยงั ปรากฏในกฎหมายบางฉบบั ซึง่ แสดงใหเ ห็นวาเปน คำทมี่ คี วามแตกตา งจากเอกสาร เชน ระเบียบ
สำนกั นายกรฐั มนตรี วา ดว ยงานสารบรรณ 2526 ขอ11.7“สง่ิ ทส่ี ง มาดวย (ถามี) ใหล งชื่อสงิ่ ของ เอกสาร หรอื บรรณสาร”
พระราชบัญญัติคุม ครองการดำเนนิ งานขององคการโทรคมนาคมทางดาวเทียมระหวางประเทศ พ.ศ.2524 มาตรา 4(2)
ระบวุ า “ใหองคการ ทรัพยสิน และบรรณสารขององคก าร ผูแทนของภาคีองคการ ผูแทนของผลู งนามความตกลงวา ดว ย
4 การจดั การเอกสาร | Records Management
องคก ารโทรคมนาคมทางดาวเทยี มระหวา งประเทศ และเจาหนาท่ีขององคการไดรับเอกสิทธิ์ สทิ ธยิ กเวน และความคมุ กัน
ตามที่ระบไุ วในพิธีสารวาดว ยเอกสทิ ธิ์ สทิ ธยิ กเวน และความคุมกนั ขององคการโทรคมนาคมทางดาวเทียมระหวางประเทศ
ซ่ึงทำ ณ กรุงวอชิงตัน เมือ่ วันที่ 19 พฤษภาคมพ.ศ. 2521” นอกจากนยี้ ังพบคำวา “บรรณสาร” ในระเบยี บกรมเจาทา
วา ดวยการตรวจเรือเดินทะเลเพื่อความปลอดภัยฉบบั ที่ 1 พ.ศ. 2529 ผนวกที่ 1 การตรวจเครือ่ งมอื เดินเรอื และอืน่ ๆ ขอ
13 “การตรวจบรรณสารการเดินเรอื (Nautical publications) ใหท ำการตรวจแผนทคี่ ำแนะนำการเดินเรอื (Sailing
directions) ทำเนียบกระโจมไฟมาตราน้ำประกาศชาวเรอื และอื่นๆตอ งตรวจดูวา มจี ำนวนและ ทนั สมัยเพยี งพอแกความ
จำเปน ในการใชในเสนทางที่จะไป”
ในปจจุบันคำวา “บรรณสาร” มักใชใ นความหมายกวา งๆ เมอ่ื กลาวถึงสารสนเทศทกุ ชนดิ โดยไมจำกัดรปู แบบและมกั เรยี ก
หนวยงานหรอื สถาบันทจี่ ดั เก็บและใหบริการสารสนเทศน้ีวา ศูนยบ รรณสาร, ศูนยบรรณสารและสอื่ การศึกษา, ศนู ยบ รรณ
สารสนเทศทางการศึกษา, สำนกั บรรณสารสนเทศ, สำนักบรรณสารการพฒั นา เพอื่ ใหแ ตกตา งจากหอ งสมุดทเ่ี นน ทรพั ยากร
ประเภทส่ิงพิมพเปน หลัก
เอกสาร (Records)
สมาคมนกั จัดการและบริหารงานเอกสารระหวางประเทศ (Association of records managers and administrators)
ใหน ิยามของคำวา “Records” คอื สารสนเทศทบี่ ันทกึ ไว ไมว า จะดวยสื่อใดหรอื ลกั ษณะใด ที่จัดทำขึน้ หรอื รบั ไวและเก็บ
รกั ษาไวโ ดยองคก าร ตามภาระผูกพันทางกฎหมาย หรอื การทำธรุ กรรมตามภารกจิ ขององคการ (ARMA International,
2016) สวน ISO14001 ใหความหมายวา “Records” คือ หลกั ฐานที่แสดงวาเหตกุ ารณหรือกิจกรรมน้ันๆไดเกิดขน้ึ แลว
ตัวอยา งเชน บันทกึ ชว ยจำ แบบฟอรมทก่ี รอกแลว รายงานการประชุม และสื่อประกอบการบรรยาย ISO14001 ระบุวา
“Records” และ “Document” มคี วามแตกตางกนั จงึ ตองใชว ิธกี ารควบคุมดูแลทตี่ างกนั โดย “Document” คือระเบียบ
ปฏบิ ัติ คมู ือ ขอ แนะนำ และการจดั ระบบเอกสารรูปแบบอ่นื ท่ีใชใ นการบริหารจดั การระบบการจดั การสิง่ แวดลอม สวน
“Records” คือหลกั ฐานท่ีแสดงใหเห็นวา กิจกรรมหรือการดำเนนิ การบางอยา งบรรลุผล เชน การตรวจสอบ การสอบเทยี บ
อุปกรณ การฝก อบรม ทั้งนี้มาตรฐานกำหนดใหมีการบรหิ ารจัดการทั้ง “Records” และ “Document”
จากความหมายดังกลาวขางตน จะเห็นไดว า “Records” นน้ั มีความหมายทจ่ี ำกดั วงแคบลงมากวา คำวา “Document”
โดยสงิ่ ที่จะเปน “Records” นน้ั จำเปน จะตองเก่ยี วขอ งกบั กระบวนการตางๆ ไมวา จะเปนการจดั ทำขึน้ หรอื รับไว การแจก
จาย การดูแลรกั ษาและการกำจัด ยกตัวอยา งเชน แบบฟอรม ขอลากิจ แมจะกรอกขอ ความตามกำหนดจนครบถวน ลง
ลายมอื ชอื่ แตห ากไมนำไปยน่ื ดำเนินการขออนมุ ัติ ก็ยังเปนเพียง “Document” แตเ มอื่ ใดทม่ี กี ารนำไปดำเนินการตามข้นั
ตอนคือ จดั ทำขึน้ รบั ไว ใช และจดั เกบ็ “Document” น้ันยอ มกลายเปน “Records” ข้นึ โดยกระบวนการเหลานเ้ี อง
ดังนน้ั จึงสรุปความหมายของ “Records” ไดวา เปนสงิ่ ท่ีบันทกึ ขอ มูลสารสนเทศ โดยไมจ ำกดั เนื้อหาและรูปแบบทาง
กายภาพ จดั ทำขึ้นหรอื รับไว เพอื่ ใชเ ปน พยานหลกั ฐานของการกระทำตามหนาทแ่ี ละกจิ กรรมของหนวยงานหรือองคก าร
สำหรบั ศัพทบัญญตั ิภาษาไทย ในทน่ี ี้จะใชคำวา “เอกสาร” แทนคำวา “Records” ในความหมายเดยี วกนั
ความหมายและคณุ ลกั ษณะของเอกสาร 5
จดหมายเหตุ (Archives)
คำวา “จดหมายเหตุ” เปนศัพทท ี่มีมาแตครง้ั โบราณ สันนิษฐานวามีความหมายอยางเดยี วกับคำวา “กฎหมายเหต”ุ โดย
คำวา กฎ เปน คำยืมภาษาเขมร มาจากคำวา กต ศาสตราจารย ฉำ่ ทองคำวรรณ ผูเชยี่ วชาญภาษาเขมร อธบิ ายวา “กด
(กอ็ ด) เปน กรยิ าแปลวา จด, บันทกึ ไทยโบราณใช กด เชน กดหมายที่ดนิ ใหแ กวัด = จดหรอื บนั ทึกหมายทีด่ นิ ใหแกว ดั ,
เมือ่ แผลงเปน กณํ ท (กอ็ มฌอ็ ด) =กำหนด, กฎ, กติกา (นาม)” (คณะกรรมการจัดพิมพเอกสารทางประวตั ิศาสตร
วฒั นธรรม และโบราณคด,ี 2510) คำวากฎหมายเหตนุ ี้พบหลกั ฐานการใชม าต้งั แตส มัยอยธุ ยา ดังปรากฏในบานแพนก
พงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิต์ิ (พ.ศ.2223) ดังนี้
“ศภุ มสั ดุ ๑๐๔๒ ศกวอกนกั ษตั ร วนั ๔ ฯ๑๒ ๕ ค่ำ ทรงพระกรุณาตรัสเหนือเกลาเหนอื กระหมอ ม
วาใหเอากฎหมายเหตุ ของพระโหราเขียนไวแตก อน แลกฎหมายเหตซุ ง่ึ หาไดแ ตหอหนงั สือ แลเหตซุ ง่ึ
มีในพระราชพงศาวดารน้นั ใหคดั เขา ดวยกันเปน แหงเดยี ว ใหระดับศกั ราชน้นั มาคงุ เทาบัดน้ี”
คำวา “จดหมายเหตุ” หรือ “กฎหมายเหต”ุ นี้ หมายถงึ การจดบนั ทึกเหตกุ ารณเ รอ่ื งราวตา งๆ เรยี งตามลำดับ วนั เดอื น ป
ของเหตกุ ารณนน้ั ๆ เปนลักษณะของการเขยี นประวัตศิ าสตรนพิ นธแ บบหนง่ึ สมเดจ็ ฯกรมพระยาดำรงราชานภุ าพ ทรง
อธิบายไวใ นพระนิพนธสาสนสมเดจ็ วา “รูปจดหมายเหตุหรือเรียกตามภาษาองั กฤษวา Chronicle คอื เอาวนั คืนตง้ั เปน
หลัก วนั ใดมเี หตุอยางใดเลาไปตามลำดบั วนั ไมตรงกบั หลักของประวตั ิศาสตร คอื History…”และ “หนงั สือทโ่ี หรแตงนัน้
คอื โดยปรกติถามีเหตกุ ารณอยา งใดโหรกจ็ ดลงไวใ นปฏทิ นิ วนั นน้ั ทำนองจดไดเอรี เฉพาะวันที่มีเหตกุ ารณ เมื่อนานๆเขา ก็
รวมลงทา ยปูม หรือแยกออกเปน จดหมายเหตเุ รยี งเร่ืองเหตกุ ารณ บอกวนั กำกบั ไว เปนหนังสือประกอบพระราช
พงศาวดารอีกอยา ง 1 ในจำพวกนี้มกั แนนนอนดว ยวนั คนื ” เชน เดยี วกับท่ี สมเดจ็ ฯ เจาฟากรมพระยานริศรานวุ ัดติวงศ ทรง
อธิบายวา “ท่ีชอ่ื วา จดหมายเหตนุ น้ั เปนเร่อื งราวที่มีขน้ึ อาจจะเปน เรอื่ งอะไรก็ได แตเ พราะเหตทุ เี่ กิดขนึ้ นนั้ ตอ งจดวา เกดิ
ข้ึนเม่ือไร แผน ดินไหน” (สมเดจ็ ฯ เจา ฟา กรมพระยานรศิ รานุวดั ติวงศ และ สมเดจ็ ฯ กรมพระยาดำรงราชานภุ าพ, 2543;
สมเดจ็ ฯ กรมพระยาดำรงราชานภุ าพ, 2481) จนเมื่อภายหลังมกี ารรบั เอาแนวคิดการจดหมายเหตุสากลเขามาใน
ประเทศไทยในชว งรัชกาลท่ี 5 และนำไปสูการกอ ตง้ั หอจดหมายเหตแุ หง ชาติ ในปพ .ศ.2495 คำวา จดหมายเหตจุ งึ ถูกนำมา
ใชเปน ศัพทบญั ญัติ แทนความหมายของคำวา Archives ในภาษาองั กฤษ ซง่ึ ทำใหเ กิดความสบั สนอยูไ มนอย
สมาคมนักจดหมายเหตุอเมรกิ ัน (Society of American Archivists: SAA) ใหน ยิ ามของคำวา “Archives” เปน สามนยั
(Bellardo & Bellardo, 1992) คือ
● นัยท1่ี หมายถงึ เอกสารทั้งของสว นบคุ คล กลมุ สถาบัน และของทางราชการท่ีส้ินกระแสการใชง านแลว แตยงั คง
เปน สารสนเทศท่ีมีคณุ คา และประโยชน มักจะใชค ำจำเพาะเจาะจงไปวา เอกสารจดหมายเหตุ/วสั ดจุ ดหมายเหตุ
(Archival document/Archival record/ Archival material)
● นัยท2ี่ หมายถึง ตวั อาคารสถานทจี่ ดั เก็บเอกสารสำคญั เหลาน้ัน หรือเรียกวา Archival repository ตรงกบั ภาษา
ไทยวา หอจดหมายเหตุ
6 การจัดการเอกสาร | Records Management
● นัยท3ี่ หมายถงึ หนว ยงานทมี่ หี นา ที่บรหิ ารจดั การเอกสารและสถานทจ่ี ดั เก็บนนั้ ดวยเรยี กอกี อยา งหนึง่ วา
Archival agency, Archival institution, Archival programe ในภาษาไทยใชคำวา สถาบนั จดหมายเหตุ หรือ
หนวยงานจดหมายเหตุ
จากความหมายขางตนจะเห็นวา คำวา “จดหมายเหตุ” มีความหมายทเ่ี ฉพาะเจาะจงมากกวา คำวา “เอกสาร” คอื นอกจาก
จะตอ งผา นกระบวนการแลว ยงั ตองประเมินวาเปนสิง่ ท่มี ีคณุ คา และตอ งเกบ็ รกั ษาเอาไวอ ยา งถาวรดว ย
นอกจากนี้ยังมคี ำท่ีมคี วามหมายใกลเ คยี งกับ “Archives” คอื คำวา “Manuscripts” และ “Historical records” โดยทง้ั
สองคำ หมายถึงเอกสารที่มคี ุณคาทางประวัติศาสตรทตี่ อ งเกบ็ รกั ษาเอาไวอยางถาวรเชนเดียวกบั “Archives” แต
“Historical record” ใชก บั เอกสารทหี่ นว ยงานมไิ ดจ ดั ทำขึน้ เองตามภาระหนา ท่ี แตไ ดม าจากการรวบรวมขึ้นตามเนื้อหา
เชน เร่อื งสตรี ราชวงศ หรอื ตามรูปลกั ษณ เชน ภาพถา ย แผนท่ี แผนผัง (Dearstyne, 2000) อาจเรียกเปนภาษาไทยวา
“เอกสารประวตั ศิ าสตร” สวน “Manuscripts” จะมกั ใชเพอื่ เจาะจงลงไปวาเปนเอกสารทางประวัตศิ าสตรของบุคคล หรอื
วงศต ระกลู (Carmicheal, 2004) ในภาษาไทยอาจเรียกวา “เอกสารสวนบุคคล”
สวนคำวา “Archive” (ไมเ ติม s) ซ่ึงมักใชใ นบรบิ ทของวทิ ยาการคอมพวิ เตอรแ ละเทคโนโลยสี ารสนเทศ หมายถึง การเก็บ
รกั ษาสารสนเทศใหป ลอดภัยโดยการถา ยโอนขอ มลู ในฮารดดสิ กข องคอมพวิ เตอรไปยังหนวยความจำสำรองตางๆ ตลอดจน
หมายถึงหนว ยเก็บถาวร เชน ใชเ รยี กสว นทเี่ กบ็ วารสารออนไลนฉบับยอนหลงั วา “Archive” เชนเดยี วกบั คำวา
“Archiving” ทีใ่ ชห มายถงึ การจดั เกบ็ ขอ มูลดจิ ิทัลใหเ ปน หนว ยเกบ็ ถาวร (Millar, 2010)
ในยุคปจ จบุ นั มที รัพยากรดิจทิ ลั เกิดข้ึนเปน จำนวนมาก และมกี ารใชค ำวา “Archive” ในความหมายทไ่ี มเหมอื นกบั นกั
จดหมายเหตุใชก นั Trevor Owens (2014) แสดงความเหน็ วา “Archive” เปน คำศพั ทท ย่ี ากท่สี ุดในการสนทนาเร่ืองการ
สงวนรักษาดิจิทัล (Digital preservation) เนือ่ งจากมีการใหความหมายท่ีหลากหลายในบรบิ ททแี่ ตกตางกนั ท้ังทางดา น
การจดั การเอกสาร วิทยาการคอมพวิ เตอร ประวตั ิศาสตร ไมว าจะเปน “Tape archive” “Web archive” “Digital
archive” ดงั นัน้ คำวา “Archive” จึงอาจเปนไดทง้ั ชนิ้ สวนของฮารดแวร การสำรองขอมูลเอาไวอยา งถาวร การรวบรวม
ทรัพยากรท่ีหลากหลายเขาไวด วยกัน
เชน เดียวกบั ความเหน็ ของ Patricia C. Franks (2018) ทกี่ ลาววา เปน เร่อื งยากมากในการอธิบายคำวา “Digital
archive(s)” ไดอยางครอบคลมุ นกั วชิ าการแตละคนก็ตา งใหค วามหมายอยางหลากหลาย เปนตนวา “ชดุ ของขอมลู ตวั เลข,
ตวั อักษร, ภาพ, แผนท,ี่ วิดโิ อ, ไฟลเ สียง ที่เขาถงึ ไดทางอนิ เทอรเ น็ต” หรือ “การปอ งกัน การสงวนรกั ษาระยะยาวใหกบั
สารสนเทศอเิ ลก็ ทรอนิกส” รวมถงึ “การทำใหเ ขา ถงึ ทรัพยากรดิจิทลั ไดเสมอ แมเทคโนโลยจี ะเปลี่ยนไป” อยางไรกด็ ีส่ิงที่
เห็นพอ งตรงกัน คอื จำเปน ทจี่ ะตองทำใหแ นใ จวา วัตถุดิจทิ ัลไดถกู รักษาเอาไวอ ยา งครบถวนสมบูรณ อน่งึ คำนย้ี ังหมายถึง
สถานทเี่ กบ็ รกั ษาทรพั ยากรดิจทิ ัล และหอจดหมายเหตุ ที่ทำหนาท่ดี ูแลรักษาเอกสารดจิ ทิ ัล อีกดว ย
สำหรบั ในประเทศไทย มีการใชคำวา “จดหมายเหตุดิจิทัล” (Digital archive) ท้ังในบริบทของวชิ าการจดหมายเหตุ,
วทิ ยาการคอมพวิ เตอร, ประวตั ิศาสตร, บรรณารักษศาสตร ในทรรศนะของผูเขยี นเหน็ วาไมควรใชคำวา “จดหมายเหตุ
ความหมายและคุณลกั ษณะของเอกสาร 7
ดจิ ทิ ัล” แทนทกุ ความหมายในทกุ บรบิ ท แตค วรใชศพั ทบ ัญญตั คิ ำวา “หนวยเกบ็ ถาวร” (Archive) “แฟมเกบ็ ถาวร”
(Archived file) การเกบ็ ถาวร (Archiving) ในบริบททางคอมพิวเตอร ซง่ึ มีการบญั ญัตไิ วแ ลว ในพจนานุกรมศัพท
คอมพิวเตอรและเทคโนโลยสี ารสนเทศ ของสำนักงานราชบณั ฑิตยสภา เพ่ือมใิ หเกดิ ความเขา ใจสับสน เหมอื นดงั เชนทเ่ี กดิ
กับคำวา “จดหมายเหตุ” มากอ นหนา แลว ดงั นัน้ จึงสรปุ ความหมายของ “Archives” ไดวา เปน เอกสารที่สิน้ กระแสการใช
งานแลว และไดร บั การประเมนิ วายังมีคณุ คา ตอ เนือ่ ง สมควรเกบ็ รกั ษาเอาไวอ ยา งถาวรเพือ่ ใชป ระโยชน สำหรับศพั ทบ ญั ญัติ
ภาษาไทย ในที่น้จี ะใชคำวา “จดหมายเหต”ุ หรือ “เอกสารจดหมายเหตุ” แทนคำวา “Archives” ในความหมายเดียวกัน
จากความหมายขางตนสรปุ ไดวา “บรรณสาร” “เอกสาร” “จดหมายเหต”ุ ลวนแลว แตมจี ุดกำเนดิ เดียวกัน มคี วาม
เกี่ยวขอ งตอ เนอื่ งกัน แตมคี วามแตกตา งในเชิงคุณคา (Value) ท้ังคณุ คาข้ันตน (Primary value) และคณุ คาอยา งตอเนอื่ ง
(Continuing value) รวมถงึ กระบวนการตางๆเชน การใช จัดเก็บ การทำลาย ในการปฏิบัติงานหากนกั จัดการเอกสาร
หรอื นักจดหมายเหตุ มคี วามเขาใจในความเหมือนและความตา ง กจ็ ะชวยใหสามารถจำแนกแยกแยะ และจดั การกับ
ทรพั ยากรแตละชนิดไดอยา งเหมาะสม
ความหมายของเอกสารตามกฎหมาย
พระราชบัญญัติจดหมายเหตแุ หง ชาติ พ.ศ.2556 ไดม ีการใหนิยามศัพทท เ่ี ก่ียวขอ งเอาไวใ น มาตรา 3 ซ่งึ คอนขา งตรงกันกบั
ความหมายอยา งสากล คือ
“เอกสาร หมายความวา กระดาษหรือวัตถุทท่ี ำใหป รากฏความหมาย ในรปู แบบอักษร สัญลกั ษณ ภาพ หรือเสยี ง และให
หมายความรวมถึงการบนั ทึกบนส่ืออเิ ล็กทรอนิกสหรือส่อื อ่นื ใดดวย”
“เอกสารจดหมายเหตุ หมายความวา เอกสารทสี่ ิน้ กระแสการใชงานและไดร ับการประเมินคุณคาควรแกก ารเก็บรักษาและ
อนรุ กั ษไวเ พือ่ เปนมรดกทางวฒั นธรรมดานประวัตศิ าสตรข องชาติ และเพอื่ ประโยชนในการศึกษา การคน ควา หรือการวจิ ยั
ซ่งึ กรมศลิ ปากรไดจัดทำทะเบยี นไวเปน เอกสารจดหมายเหตุ”
“เอกสารราชการ หมายความวา เอกสารทห่ี นว ยงานของรฐั หรอื ผปู ฏบิ ัติงานในหนวยงานของรฐั จดั ทำขึ้นหรอื ไดรับมาใน
การกระทำตามหนาที”่
“เอกสารสวนบุคคล หมายความวา เอกสารที่จดั ทำขึ้นเพื่อประโยชนสวนบุคคล”
นอกจากนี้ยังปรากฏคำท่ีมคี วามหมายเก่ยี วขอ งกับเอกสารขององคก ารภาครัฐอกี ในระเบียบสำนกั นายกรัฐมนตรี วาดว ย
งานสารบรรณ คำวา “หนงั สือ” ซง่ึ หมายความวา “หนงั สอื ราชการ” และคำวา “หนงั สืออิเลก็ ทรอนิกส” ซง่ึ หมายความวา
“หนงั สอื ราชการท่ีจดั ทำและไดรับ สง หรอื เก็บรกั ษาดวยระบบสารบรรณอเิ ลก็ ทรอนิกส” หนังสอื ราชการมี 6 ลักษณะ
และ 6 ชนดิ
8 การจัดการเอกสาร | Records Management
ในทางกฎหมาย คำทม่ี คี วามหมายสือ่ ถงึ เอกสารขององคการภาครฐั อีกคำหนึ่งคือ “ขอมูลขา วสารของราชการ” ซงึ่ พบใน
พระราชบัญญตั ขิ อมลู ขา วสารของราชการพ.ศ.2540 ตามทบี่ ัญญตั ิไวใ นมาตรา 4 วา
“ขอมลู ขาวสาร หมายความวา สงิ่ ทส่ี ื่อความหมายใหร ูเร่ืองราวขอ เท็จจรงิ ขอมูล หรือส่งิ ใดๆ ไมวา การส่อื ความหมายนั้น
จะทำไดโ ดยสภาพของสิง่ น้ันเองหรือโดยผานวิธกี ารใดๆ และไมว าจะไดจัดทำไวใ นรูปของเอกสาร แฟม รายงาน หนงั สอื
แผนผงั แผนท่ี ภาพวาด ภาพถาย ฟลม การบนั ทกึ ภาพหรือเสยี ง การบนั ทึกโดยเครื่องคอมพิวเตอร หรอื วธิ ีอน่ื ใดทท่ี ำใหส่งิ
ท่บี นั ทกึ ไวป รากฏได” และ
“ขอมลู ขาวสารของราชการ หมายความวา ขอ มูลขา วสารที่อยใู นความครอบครองหรือควบคุมดแู ลของหนวยงานของรัฐ
ไมวา จะเปน ขอ มลู ขาวสารเก่ียวกับการดำเนนิ งานของรฐั หรือขอมูลขาวสารเกย่ี วกับเอกชน”
ใน พรบ.เดยี วกัน ยงั พบคำวา “เอกสารประวตั ศิ าสตร” ในหมวด 4 ซ่งึ มาตรา 26 กำหนดวา “ขอ มูลขา วสารของราชการ
ที่หนวยงานของรฐั ไมป ระสงคจ ะเกบ็ รักษาหรอื มีอายคุ รบกำหนด ตามวรรคสองนับแตวนั ท่ีเสร็จสน้ิ การจดั ใหมีขอมูลขา วสาร
น้ัน ใหห นวยงานของรฐั สง มอบใหแ กหอจดหมายเหตุแหงชาติ กรมศิลปากรหรอื หนว ยงานอืน่ ของรฐั ตามท่ีกำหนดในพระ
ราชกฤษฎกี า เพือ่ คดั เลอื กไวใหประชาชนไดศ กึ ษาคน ควา ”
หากพิจารณาตามความใน พรบ.ขอ มลู ขา วสารของราชการ อาจสรปุ วา “ขอ มลู ขา วสารของราชการ” มีความหมายเชน เดียว
กับคำวา “เอกสารราชการ” ในพรบ.จดหมายเหตแุ หงชาติ และคำวา “เอกสารประวตั ศิ าสตร” มคี วามหมายเชน เดียวกบั
คำวา “เอกสารจดหมายเหต”ุ ดว ย
ความหมายและคณุ ลักษณะของเอกสาร 9
ตาราง1.1 เปรียบเทยี บความหมายของคำวา เอกสารตามกฎหมาย
พรบ.จดหมายเหตุแหง ชาติ ระเบยี บฯ สารบรรณ พรบ.ขอมูลขา วสารของราชการ
Document เอกสาร: กระดาษ หรือ วตั ถทุ ท่ี ำใหป รากฏ ขอมูลขาวสาร: ส่งิ ท่สี อื่ ความหมายให
ความหมาย ในรูปแบบอกั ษร สัญลกั ษณ ภาพ รูเรอ่ื งราวขอ เทจ็ จริง ขอ มลู หรือสง่ิ
หรือเสยี ง และใหห มายความรวมถงึ การบันทกึ ใดๆ ไมวาการสื่อความหมายน้นั จะ
บนสื่ออเิ ล็กทรอนิกสห รอื สอ่ื อ่ืนใดดว ย” ทำไดโดยสภาพของส่งิ นัน้ เองหรอื โดย
ผา นวิธีการใดๆ และไมว า จะไดจัดทำไว
ในรปู ของเอกสาร แฟม รายงาน
หนงั สือ แผนผงั แผนที่ ภาพวาด
ภาพถาย ฟล ม การบนั ทกึ ภาพหรือ
เสียง การบนั ทึกโดยเครอื่ ง
คอมพิวเตอร หรือวธิ ีอืน่ ใดทีท่ ำใหสิ่งท่ี
บนั ทึกไวป รากฏได
Records เอกสารราชการ: เอกสารทหี่ นว ยงานของรัฐ หนงั สือราชการ: เอกสารทเ่ี ปนหลกั ฐาน ขอ มลู ขา วสารของราชการ: ขอ มลู
หรือผูป ฏบิ ตั งิ านในหนว ยงานของรัฐจดั ทำข้ึน ในราชการ 1.หนังสอื ทีม่ ีไปมาระหวา ง ขาวสารท่อี ยใู นความครอบครองหรอื
หรอื ไดร ับมาในการกระทำตามหนาที่” สวนราชการ, 2.หนังสอื ทส่ี วนราชการมี ควบคมุ ดูแลของหนวยงานของรฐั ไมว า
ไปถงึ หนวยงานอืน่ ใดซง่ึ มใิ ชส ว นราชการ จะเปนขอมูลขา วสารเกยี่ วกับการ
เอกสารสวนบุคคล: เอกสารท่จี ัดทำขึน้ เพอื่ หรอื ท่ีมีไปถงึ บุคคลภายนอก, 3.หนังสอื ท่ี ดำเนนิ งานของรัฐหรอื ขอ มูลขาวสาร
ประโยชนสวนบคุ คล หนวยงานอนื่ ใดซง่ึ มิใชส วนราชการ หรอื เกยี่ วกับเอกชน
บคุ คลภายนอกมมี าถึงสว นราชการ, 4.
เอกสารทท่ี างราชการจดั ทำขึ้นเพ่อื เปน
หลักฐานในราชการ, 5.เอกสารท่ที าง
ราชการจัดทำข้นึ ตามกฎหมาย ระเบียบ
หรอื ขอ บังคบั , 6.ขอ มูลขาวสารหรือ
หนังสือที่ไดรบั จากระบบสารบรรณ
อเิ ลก็ ทรอนิกส
Archives เอกสารจดหมายเหตุ: เอกสารที่ส้นิ กระแสการ หนงั สอื ที่เกยี่ วกับประวตั ิศาสตร ขนบ เอกสารประวตั ศิ าสตร: ขอมูลขาวสาร
ใชง านและไดรบั การประเมินคณุ คาควรแกการ ธรรมเนยี ม จารีต ประเพณี สถิติ หลกั ของราชการทหี่ นว ยงานของรัฐไม
เกบ็ รักษาและอนุรักษไวเ พื่อเปนมรดกทาง ฐาน หรือเรื่องท่ตี อ งใชส ำหรับศกึ ษา ประสงคจ ะเก็บรักษาหรือมอี ายุครบ
วฒั นธรรมดานประวัตศิ าสตรของชาติ และ คน ควา หรอื หนงั สอื อ่นื ในลกั ษณะ กำหนด ตามวรรคสองนับแตว นั ที่เสร็จ
เพอื่ ประโยชนในการศกึ ษา การคน ควา หรอื เดียวกนั ใหเ กบ็ ไวเ ปนหลกั ฐานทาง สน้ิ การจดั ใหม ีขอมูลขาวสารนนั้ ให
การวิจยั ซึง่ กรมศลิ ปากรไดจดั ทำทะเบยี นไว ราชการตลอดไปหรือตามทห่ี อ หนว ยงานของรฐั สงมอบใหแกห อ
เปน เอกสารจดหมายเหตุ จดหมายเหตุแหงชาติ กรมศลิ ปากร จดหมายเหตแุ หงชาติ กรมศิลปากร
กำหนด หรอื หนวยงานอื่นของรฐั ตามท่กี ำหนด
ในพระราชกฤษฎกี า เพื่อคัดเลอื กไวให
ประชาชนไดศกึ ษาคนควา
10 การจดั การเอกสาร | Records Management
คุณลักษณะและธรรมชาตขิ องเอกสาร
เอกสารก็เชนเดียวกบั สารสนเทศทุกชนิดทตี่ อ งมีคุณลกั ษณะพ้ืนฐาน 3 สว นคือ เนอื้ หา (Content) บรบิ ท (Context) และ
โครงสราง (Structure) อยางครบถวน (Shepherd & Yeo, 2003 ; Pederson, 2004 ; Baca & Getty research
institute, 2008)
1) เนอ้ื หา คือ สว นประกอบทบ่ี ง บอกหรือแสดงลักษณะเน้อื หาสาระหรือความรทู ี่อยใู นเอกสารหรอื สิง่ ที่เอกสารพูด
เปนลักษณะภายใน (Intrinsic) ซึ่งตองใชวธิ กี ารอา นวเิ คราะห ตีความหมายเพอื่ กำหนดลักษณะออกมา เน้ือหาของ
เอกสารตอ งมคี ุณภาพ มคี วามชัดเจน ถูกตอง ไมซ ำ้ ซอ น นา เช่อื ถอื แยกแยะความแตกตางได (Identifiable) มี
วัตถปุ ระสงคช ัดเจนและใชสื่อสารได
2) บรบิ ท คอื สวนประกอบทบี่ งบอกสภาพแวดลอ มที่สมั พันธก บั เอกสารตง้ั แตการจดั ทำจนถึงการใช แสดงถงึ
บทบาทความรบั ผดิ ชอบ ความมีสวนรว มและความนา เช่ือถอื เกย่ี วของกับบุคคล/หนว ยงาน เวลา วธิ ีการ และ
เหตุผลในการสรางเอกสาร บรบิ ทเปน สิ่งทก่ี ำหนดขึ้นจากภายนอกเอกสาร (Extrinsic) เชน ขอ ความเขียนสง่ั การ
โตตอบ เครื่องหมาย การประทับตรา ฯลฯ ผานกระบวนการทางสารบรรณ (Recordkeeping) หากปราศจาก
บรบิ ทผูใชง านจะไมเ ขา ใจคุณคา และความหมายของเอกสาร
3) โครงสราง คือ สว นประกอบสว นประกอบท่ีเกยี่ วของกับชุดของความสัมพนั ธภ ายในและภายนอกเอกสาร/
สารสนเทศ โดยภายนอก (Extrinsic) คือ ส่งิ ที่มองเหน็ หรอื ลักษณะทางกายภาพ เชน วสั ดทุ ใ่ี ช อักษร ขนาด
แผนภมู ิ สว นภายใน (Intrinsic) คอื ลักษณะและการจดั เรียงทางเนอ้ื หาเชน สำนวนภาษา รปู แบบการเขยี น การ
ลำดับเนอื้ หา เชน โครงสรางของไปรษณียอ ิเลก็ ทรอนิกส ประกอบดว ย สว นหัว สวนเนื้อความ สวนท่ีแนบไฟล
สว นการตอบกลับ ฯลฯ โครงสรา งจึงเปนส่งิ ทส่ี ัมพันธก ับเน้ือหาและบรบิ ทของเอกสาร กลา วคือ โครงสรา งจะเปน
ตัวกำหนดเนอ้ื หา และแสดงถึงบรบิ ทของเอกสาร โครงสรางยังรวมถึงความสัมพันธข องเอกสารกับเอกสารชุดอื่นๆ
ในระบบ อีกดวย
ดงั นนั้ การจดั การเอกสารจึงเกีย่ วของกบั การจัดการในคุณลกั ษณะพน้ื ฐานท้งั 3 สว น นบั ตั้งแตการจดั ทำ ใชงาน เก็บรกั ษา
จนถงึ ทำลาย
ในขณะทเ่ี อกสารบนั ทึกสารสนเทศเอาไว แตกไ็ มใชวา สารสนเทศทุกอยางจะเปน เอกสาร ยกตวั อยางเชน หนงั สอื สือ่ สิง่ พิมพ
หรือฐานขอมลู บางอยา งก็ไมถือวาเปน เอกสาร สงิ่ ท่ีถอื เปนเอกสารน้นั ตองเกิดขน้ึ จากเหตกุ ารณจรงิ คือตอ ง “จับภาพ”
(Capture) การกระทำและเหตกุ ารณบางอยางทเี่ กิดข้นึ จรงิ ดังท่ี Peter Emmerson (1989) ย้ำวา เอกสารเปนผลโดย
ธรรมชาติมาจากหนาที่ กิจกรรม กระบวนการ และธุรกรรมขององคการทจ่ี ดั ทำเอกสารขึ้นมา
ความหมายและคุณลกั ษณะของเอกสาร 11
สารสนเทศที่มคี วามเปนเอกสาร (Recordness) ตอ งประกอบดวยคณุ สมบตั สิ ำคญั ดังน้ี (IRMT, 1999; Bantin, 2004;
Williams, 2006; ISO 15489-1:2016)
ความมอี าํ นาจ (Authority)
คอื เอกสารมีความเปนทางการ มีผลบังคบั ใช (Authoritative set) หรือมีอำนาจรับรองตามกฎหมาย แสดงใหเ ห็นความ
เช่ือมโยงกบั กิจกรรม/ธรุ กรรม ทที่ ำใหเ กดิ เอกสาร เอกสารตน ฉบบั ยอ มมีอำนาจตามกฎหมายทไี่ มเหมอื นกบั ฉบับสำเนา
ตวั อยา งเชน รายงานการประชมุ ทคี่ ณะกรรมการมอี ำนาจในการรบั รองรายงานการประชมุ ผูที่มไิ ดเ ปนคณะกรรมการ หรอื
กรรมการเพยี งคนใดคนหนึ่งไมม อี ำนาจในการเปล่ียนแปลงแกไ ขรายงานนน้ั ได ถาหากรายงานการประชุมฉบับผา นการ
รบั รอง มิใหม กี ารแกไ ขแลว ถูกจดั เก็บดแู ลโดยนักจัดการเอกสาร รา งรายงานการประชุม หรอื ฉบับทยี่ ังไมไดร บั การรบั รอง
ยอมมใิ ชสวนหนงึ่ ของเอกสารที่เปน ทางการ ไมส ามารถใชอางอิง หรอื มผี ลบังคบั ใชใดๆได
ความเปนหนงึ เดียว (Uniqueness)
เอกสารไมไดเ ปน สารสนเทศทถี่ กู แยกออกจากกิจกรรมขององคการ หากแตม คี วามเชือ่ มโยง (Proper linked) คือ เปน ผล
ตามธรรมชาตขิ องกระบวนการทำงาน เปนสวนประกอบและเปน ผลลพั ธใ นการทำธุรกรรมที่ไมซ ำ้ กัน ไมเหมอื นวารสาร
หรอื หนงั สือ ซงึ่ พิมพขน้ึ ทีละหลายๆเลม เอกสารมีความหมายเพราะถูกสรางขนึ้ ในระหวางกระบวนการทางธรุ กิจ เอกสาร
ชดุ หนง่ึ ยงั มคี วามสมั พนั ธกับเอกสารชุดอนื่ ๆ ซงึ่ ทำใหเอกสารของแตล ะองคการยอ มไมมที างเหมือนกันไปได อยางกรณี
รายงานการประชมุ ท่ีมคี วามเปนหนง่ึ เดยี วตามบรบิ ทขององคก าร เพราะแสดงใหเ หน็ ถึงกิจกรรมการประชมุ ซึ่งเกิดข้ึน
เฉพาะกับกรรมการชุดใดชุดหนงึ่ เวลาใดเวลาหนึ่ง สถานท่ใี ดท่ีหนง่ึ เทา นน้ั
เอกสารจะมีคณุ คาหรือความหมายก็ตอ เม่ือมบี ริบทเปน ตัวกำกับ (Contextual) โดยเหตทุ เี่ อกสารเกดิ ข้ึนตามหนาที่และ
กิจกรรมขององคการ ดงั นน้ั การจะเขา ใจเอกสารตองเขา ใจหนาท,ี่ ระบบความสมั พันธ, แบบแผนทใ่ี ชใ นหนวยงาน, การ
ตดิ ตอ ส่ือสารภายใน, นโยบายขององคก ารทที่ ำใหเกิดเอกสาร ดว ยลกั ษณะดงั กลาว จงึ ไมส ามารถจัดการเอกสารแบบเดย่ี วๆ
เปนชนิ้ ๆ โดยไมรวบรวมใหเ ปนชุดได เพราะจะไมเขา ใจและเห็นบรบิ ทที่ทำใหเ กิดเอกสารเลย
ความคงที (Fixity)
เอกสารท่ีใชเปน พยานหลักฐานไดนนั้ ตองมีรูปแบบที่ชัดเจน โดยทำใหอ งคป ระกอบและความสมั พันธระหวางองคประกอบ
ถกู บนั ทกึ ไวใ นรปู แบบใดรปู แบบหนงึ่ อยา งคงที่ ไมเปล่ียนแปลง (Freezes) ถา หากเอกสารถกู ดัดแปลง ปรับเปลีย่ นไดงาย ก็
ไมอาจใหหลักฐานของการกระทำอยางแทจ ริงได ยกตวั อยางเชน รายงานการประชุมท่ีผา นการรับรองแลว ยอ มแกไ ขอกี มิได
ไมเ ชนนนั้ มตทิ ่ปี ระชมุ ในรายงานการประชุมนน้ั ยอมไมมผี ล
ความจรงิ แท้ (Authenticity)
เอกสารถือเปนพยานหลกั ฐานทางการ (Official evidence) เปนทยี่ อมรบั กนั ในองคก ารและใชรว มกนั ความจรงิ แทของ
เอกสารมาจากกฎเกณฑท างธรุ กจิ , กระบวนการ, นโยบาย และระบบงานสารบรรณ ที่ควบคุมการสรา ง การเกบ็ การใช
12 การจัดการเอกสาร | Records Management
งาน การดแู ลรกั ษาเอกสาร จนกระทงั่ สิน้ กระแสการใชงาน ถาหากปราศสงิ่ เหลา นเ้ี อกสารกข็ าดความจริงแท ไมน า เชือ่ ถอื
โดยเอกสารท่มี ีความจรงิ แทจะตอ ง:
● แสดงจุดประสงคใ นการสรา งเอกสาร
● พสิ ูจนไ ดว าถูกสรางขนึ้ หรอื สง มาจากบคุ คลใด
● พิสูจนไดว า ถกู สรางข้นึ หรอื สง ในชวงเวลาใด
● ไมถกู แกไขหรือทำใหเ กิดความเสยี หาย
เชน รายงานการประชุมที่เปนทางการหรอื ฉบบั สมบูรณ กจ็ ำเปน ทจ่ี ะตอ งแสดงใหเ ห็นวา รายงานการประชุมนน้ั ถกู สรา งขน้ึ
ผา นการรบั รอง จัดเรยี งไวในระบบสารบรรณขององคก ารเปน อยา งดี ถาหากปราศจากกระบวนการตางๆเอกสารกข็ าด
ความจรงิ แท ดังน้นั องคการจึงควรมีเคร่อื งมอื และนโยบายในการควบคุมต้งั แตก ารสรา ง การรบั -สง ดแู ลรักษาและทำลาย
เอกสาร เพือ่ รักษาความจริงแทเ อาไว
ความนา่ เชือถอื (Reliability)
เอกสารท่ีเชอื่ ถือได คือ มีเนือ้ หาสาระทเี่ ปน การแสดงธุรกรรม กิจกรรม ขอ เท็จจริงทสี่ ามารถยืนยนั ไดอยา งถกู ตองสมบูรณ
หรอื เปนผลโดยตรงจากการทำธรุ กรรม กิจกรรมนน้ั ถูกสรางขนึ้ ในชวงเวลาทเ่ี กดิ เหตุการณนั้น หรือหลงั จากนัน้ ไมนาน โดย
บุคคลที่มีความเก่ยี วกับกิจกรรม ธรุ กรรม ขอเท็จจริงนั้น หรอื โดยระบบทใี่ ชเปนประจำในการทำธุรกรรมนน้ั องคประกอบ
ของเอกสาร เชน ลายเซ็น หัวหนังสือ ตราประทับ ลวนแตเ ปนส่ิงแสดงถึงความเปนทางการของเอกสาร ทำใหเชือ่ ถือได
(Reliable) และมคี วามไวใ จได (Trustworthy) อยางไรก็ดมี ใิ ชเอกสารทุกชนิดจะมีตราประทับหรอื ลายเซ็นกำกบั เสมอไป
ความนาเชือ่ ถือนั้นเก่ยี วขอ งกับกระบวนการสรางเอกสาร กลาวคอื ใครเปนผูสรางเอกสาร สรา งขึ้นภายใตอ ำนาจใด ใคร
เปน ผใู ชอำนาจนนั้ สัง่ การดวย
บรู ณภาพ (Integrity)
คอื สภาวะที่เอกสารเสร็จสมบูรณแ ละไมมีการเปล่ยี นแปลงแกไขอีก (Completeness) การรกั ษาบูรณภาพของเอกสาร ตอง
พยายามควบคุมขั้นตอนการปฏบิ ตั ิงานใหรดั กุม ปกปอ งจากการเปลย่ี นแปลงโดยไมไดร ับอนญุ าต ลดความเส่ยี งในการแกไ ข
เอกสารโดยตัง้ ใจหรือไมไ ดต้ังใจ เพราะการปรบั เปลยี่ นและแกไขเอกสารสามารถเกดิ ขนึ้ ตลอดเวลาในทกุ กระบวนการ เชน
การสรา ง การเขา ถงึ การเผยแพร และการเกบ็ รกั ษาเอกสาร การแกไขเอกสารใดๆตองมีนโยบายรองรับ มีผมู อี ำนาจอนญุ าต
และผไู ดรบั อนุญาตชัดเจน การกระทำการใดๆตอ งสามารถตรวจสอบยอนกลับได
การใช้งานได้ (Usability)
เอกสารท่ีใชไ ดคอื เอกสารท่ีสามารถระบตุ ำแหนง , คน คืน, นำเสนอ และตีความไดภ ายในระยะเวลาท่ีผูมสี วนไดสว นเสียเห็น
วาสมควร เอกสารท่ีใชไ ดค วรเชอ่ื มโยงกับกระบวนการทางธุรกิจหรอื ธรุ กรรมทท่ี ำใหเกดิ เอกสารขึ้น โดยความเช่อื มโยง
ระหวางเอกสาร จำเปนตองอาศัยขอ มลู อภิพนั ธุมาสนับสนนุ
ความหมายและคุณลักษณะของเอกสาร 13
ประเภทของเอกสาร
สามารถจัดแบงประเภทเอกสารไดหลากหลายตามแตบริบทและหลกั เกณฑใ นการจัดแบง ไดดงั นี้
แบ่งตามความสําคญั ของเอกสาร
● เอกสารไมสำคญั (Non-essential records) คือเอกสารท่ีมคี ุณคานอ ย หรอื ไมม คี ุณคาตอ องคการ ใชเพียงแจง
ขอ มลู ขา วสาร เชน รายการสนิ คา แผน พบั โฆษณา
● เอกสารท่ีมปี ระโยชน (Useful records) คอื เอกสารท่ีมีคณุ คาในระยะเวลาหน่งึ เมือ่ เสร็จสิน้ การดำเนนิ งานตาม
วตั ถุประสงคแลวก็จะหมดคุณคา ไป เชน แบบขอใชห องปฏิบตั ิการคอมพิวเตอร แบบขอใชรถยนต เอกสารเหลา นี้
สามารถผลติ ใหม หรอื นำมาแทนท่ีชดุ เดิมทเี่ สยี หายได
● เอกสารสำคญั (Essential records) คือ เอกสารทจ่ี ดั ทำขน้ึ หรอื รบั ไวต ามภาระหนาที่ และกจิ กรรมขององคการ
เปน พยานหลกั ฐานของการดำเนินกิจกรรมและเปน แหลงขอ มลู สารสนเทศ เชน รายงานการประชมุ โครงการ
แผน
● เอกสารสำคญั ที่สุด (Vital records) คือ เอกสารทม่ี ีคุณคาและความสำคัญ มผี ลตอ ความอยรู อด ความนาเช่อื ถอื
ขององคก าร การดำเนินงานขององคการ ขอกฎหมาย และการเงิน สามารถนำไปใชอ า งอิงในช้ันศาลได ในกรณที ี่
เกดิ การฟอ งรอง เชน สัญญา สทิ ธิบตั ร
แบง่ ตามโครงสร้างหรอื รูปแบบการเสนอเนอื หา
หนวยงานราชการในประเทศไทยมักใชโ ครงสรา งหรอื รูปแบบเอกสาร (Format) ตามระเบียบสำนักนายกรฐั มนตรี วาดว ย
งานสารบรรณ พ.ศ. 2526 และฉบับแกไ ขเพ่มิ เตมิ (ฉบับที่ 2) 2548, (ฉบับท่ี 3) 2560, (ฉบับท4ี่ ) 2564 โดยเรียกเอกสารที่
จัดทำขนึ้ ในรปู แบบดังกลา ววา หนังสือ ซึ่งมี 6 ชนิด ดังนี้
1. หนงั สอื ภายนอก คือ หนงั สือติดตอ ราชการทเี่ ปนแบบพธิ โี ดยใชก ระดาษตราครุฑเปน หนงั สือติดตอระหวางสว น
ราชการ หรอื สวนราชการมถี ึงหนวยงานอืน่ ใดซ่งิ มใิ ชส วนราชการ หรอื ท่ีมีถึงบุคคลภายนอก ใหจดั ทำตามแบบที่ 1
ทา ยระเบียบ
2. หนงั สอื ภายใน คอื หนังสือติดตอ ราชการทเ่ี ปน แบบพิธีนอ ยกวา หนังสือภายนอก เปน หนังสอื ติดตอภายใน
กระทรวง ทบวง กรม หรือจงั หวัดเดยี วกนั ใชกระดาษบนั ทึกขอ ความ และใหจัดทำตามแบบท่ี 2 ทายระเบยี บ
3. หนังสือประทบั ตรา คอื หนังสอื ทใี่ ชป ระทับตราแทนการลงช่อื ของหัวหนาสว นราชการระดบั กรมขน้ึ ไป โดย
หัวหนา สว นราชการระดับกอง หรือผทู ไ่ี ดร บั มอบหมายจากหัวหนาสวนราชการระดับกรมขึน้ ไป เปน ผรู ับผิดชอบ
ลงช่อื ยอ กำกบั ตรา ใชกระดาษตราครฑุ และใหจ ดั ทำตามแบบที่ 3 ทา ยระเบยี บ ใหใชไ ดทั้งระหวา งสวนราชการ
กบั สวนราชการ และระหวา งสว นราชการกับบุคคลภายนอก เฉพาะกรณีที่ไมใ ชเ รอื่ งสำคญั
4. หนงั สือส่ังการ มี 3 ชนิดยอย ไดแก
14 การจัดการเอกสาร | Records Management
4.1. คำส่งั คอื บรรดาขอ ความท่ีผบู งั คบั บญั ชาสง่ั การใหป ฏบิ ตั โิ ดยชอบดวยกฎหมายใชก ระดาษตราครุฑ และ
ใหจ ัดทำตามแบบท่ี 4 ทายระเบียบ
4.2. ระเบยี บ คือ บรรดาขอความทผี่ ูม อี ำนาจหนาทีไ่ ดว างไว โดยจะอาศัยอำนาจของกฎหมายหรือไมก ไ็ ด
เพื่อถอื เปนหลักปฏบิ ตั ิงานเปนการประจำ ใชก ระดาษตราครุฑ และใหจัดทำตามแบบท่ี 5 ทา ยระเบยี บ
4.3. ขอบงั คบั คือ บรรดาขอความทีผ่ ูมอี ำนาจหนาท่กี ำหนดใหใ ช โดยอาศัยอำนาจของกฎหมายท่บี ัญญตั ิให
กระทำได ใชก ระดาษตราครฑุ และใหจดั ทำตามแบบท่ี 6 ทายระเบียบ
5. หนังสอื ประชาสมั พนั ธ มี 3 ชนิดยอย ไดแ ก
5.1. ประกาศ คอื บรรดาขอความท่ีทางราชการประกาศหรือชี้แจงใหท ราบ หรือแนะแนวทางปฏิบตั ิ ใช
กระดาษตราครฑุ และใหจ ดั ทำตามแบบท่ี 7 ทายระเบียบ
5.2. แถลงการณ คอื บรรดาขอความทีท่ างราชการแถลงเพอ่ื ทำความเขาใจในกจิ การของทางราชการ หรือ
เหตุการณหรอื กรณีใดๆ ใหทราบชดั เจนโดยทวั่ กนั ใชกระดาษตราครุฑ และใหจ ดั ทำตามแบบท่ี 8 ทาย
ระเบียบ
5.3. ขา ว คอื บรรดาขอความทีท่ างราชการเห็นสมควรเผยแพรใ หท ราบ ใหจ ัดทำตามแบบที่ 9 ทายระเบียบ
6. หนงั สอื ทเ่ี จาหนาท่ีจัดทำขน้ึ หรอื รับไวเ ปนหลักฐาน คือ หนงั สอื ทที่ างราชการทำข้ึนนอกจากทกี่ ลา วมาแลวขา ง
ตน หรือ หนงั สือที่หนว ยงานอน่ื ใดซึง่ มิใชสวนราชการ หรอื บคุ คลภายนอกมีมาถึงสว นราชการ และสวนราชการรบั
ไวเปนหลกั ฐานของทางราชการ มี 4 ชนิดยอย คือ
6.1. หนงั สอื รับรอง คือ หนังสือที่สว นราชการออกใหเ พื่อรับรองแก บคุ คลนิตบิ คุ คล หรอื หนว ยงาน เพ่ือ
วัตถปุ ระสงคอ ยางหนึ่งอยางใดใหป รากฏแกบ คุ คลโดยท่ัวไปไมจำเพาะเจาะจง ใชก ระดาษตราครุฑ และ
ใหจัดทำตามแบบที่ 10 ทา ยระเบียบ
6.2. รายงานการประชุม คอื การบนั ทกึ ความคิดเหน็ ของผมู าประชุม ผเู ขารว มประชมุ และมติของท่ปี ระชมุ
ไวเปนหลกั ฐาน ใหจ ัดทำตามแบบท่ี 11 ทายระเบยี บ
6.3. บนั ทึก คือ ขอ ความซ่ึงผูใตบังคับบญั ชาเสนอตอ ผูบงั คับบญั ชา หรอื ผูบังคับบญั ชาสงั่ การแกผใู ตบังคับ
บญั ชา หรือขอ ความทเี่ จา หนาที่ หรอื หนวยงานระดับต่ำกวาสวนราชการระดบั กรมติดตอ กันในการ
ปฏบิ ัตริ าชการ โดยปกตใิ หใชกระดาษบันทึกขอ ความ ในกรณีท่ีบนั ทกึ จัดทำในระบบสารบรรณ
อิเลก็ ทรอนกิ ส หรอื โดยการพิมพข อ ความในไปรษณียอ เิ ล็กทรอนิกส หรือระบบส่อื สารอนื่ ใดท่ีมีการ
ยืนยนั ตวั ตน จะพมิ พช ่ือผูบนั ทึกแทนการลงลายมือช่อื ก็ได และจะไมล งวันท่ี เดอื น ป ทบี่ นั ทึกก็ได หาก
ระบบมกี ารบันทึก วนั เดอื น ปไ วอ ยแู ลว
6.4. หนงั สืออ่ืน คือ หนงั สอื หรือเอกสารอนื่ ใด ที่เกดิ ขึ้นเนื่องจากการปฏิบตั งิ านของเจาหนาทเ่ี พอ่ื เปน หลกั
ฐานในราชการ ซึ่งรวมถึงภาพถา ย ฟล ม แถบบันทกึ เสยี ง แถบบันทกึ ภาพ และสื่อกลางบันทึกขอ มลู ดวย
(สื่ออิเล็กทรอนิกส) หรอื หนงั สือของบุคคลภายนอก ที่ยื่นตอ เจาหนา ที่ และเจา หนาที่ไดร บั เขาทะเบียนรับ
หนงั สอื ของทางราชการแลว มีรปู แบบตามทก่ี ระทรวง ทบวง กรม จะกำหนดข้ึนใชต ามความเหมาะสม
ความหมายและคุณลักษณะของเอกสาร 15
เวน แตม แี บบตามกฎหมายเฉพาะเร่ืองใหท ำตามแบบ เชน โฉนด แผนที่ แบบ แผนผงั หลกั ฐาน การ
สบื สวนและสอบสวน และคำรอ ง เปน ตน
สำหรบั หนงั สือราชการภาษาอังกฤษ เปน แบบของหนังสือราชการปกติ คอื ใชส ำหรบั ติดตอ ไปมาระหวา งประเทศ รูปแบบ
ของหนงั สอื ภาษาองั กฤษ ไดกำหนดไวใ นภาคผนวก 4 ของระเบยี บสำนกั นายกรฐั มนตรีวาดวยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 ดงั
ตอไปนี้
1. หนงั สอื ราชการทเี่ ปนแบบพิธี (First person formal note) คอื หนังสอื ทเ่ี ขยี นโดยใชส รรพนามบรุ ุษท่ี 1 และ
ตองลงชื่อ โดยปกติหัวหนาสว นราชการจะเปนผูลงช่อื เอง ใชในเรื่องราชการสาํ คญั เชน เรือ่ งทเี่ กี่ยวกับนโยบาย
สาํ คญั ของรฐั บาล เรอื่ งทเี่ ปน การแสดงอัธยาศยั ไมตรี เร่ืองท่ีขอความชว ยเหลอื หรอื ขอความสะดวกเปนพิเศษ
เปนตน มี 2 แบบ คอื
1.1. แบบทใ่ี ชในการตดิ ตอทางการทูตระหวางสว นราชการไทยกับสว นราชการตา งประเทศหรอื องคก าร
ระหวา งประเทศ
1.2. แบบที่ใชในการติดตอระหวางสว นราชการไทยกับหนวยงานทัว่ ไป
2. หนังสอื ราชการทไี่ มเปนแบบพิธี (First person informal note) คือ หนังสอื ที่เขียนโดยใชส รรพนามบุรษุ ท่ี 1
และตอ งลงชื่อ ใชส าํ หรบั เร่อื งทมี่ ีความสาํ คญั ลดหล่นั มาจากหนงั สือราชการท่ีเปนแบบพธิ ี เชน การสบื ถาม
ขอความ หรือขอทราบขอเท็จจรงิ บางประการ ซ่ึงยงั ไมถ งึ ขั้นทจี่ ะตองทําเปน หนังสอื ราชการท่ีเปน แบบพธิ ี หรอื
การทาบทามขอความเหน็ อยา งไมเปนทางการ หรือการรอ งขอความชว ยเหลือในเรอ่ื งราชการ เปน ตน นอกจากนัน้
อาจใชหนงั สือประเภทน้ีติดตอ กับสว นราชการตางประเทศ หรอื องคก ารระหวา งประเทศในกรณที ี่ประสงคจ ะเนน
ความสมั พันธสวนบุคคล มีแบบเดยี ว แตใชไดใ น 2 กรณี คอื สว นราชการไทยมีไปถึงสวนราชการตา งประเทศหรอื
องคก ารระหวา งประเทศ และสวนราชการไทยมไี ปถึงหนว ยงานเอกชน
3. หนงั สือกลาง (Third Person Note /Note Verbale) คอื หนังสอื ราชการท่ีใชใ นสรรพนามบรุ ุษที่ 3 และ
ประทบั ตราช่ือสว นราชการ โดยหัวหนา สว นราชการระดบั กองหรือผูทห่ี วั หนา สว นราชการระดบั กรมข้นึ ไปมอบ
หมาย เปนผูร บั ผิดชอบลงชอ่ื ยอกํากบั ตรา โดยปกตหิ นังสอื ประเภทน้ี ถาเปนเร่อื งสําคญั ควรจะไดรบั ความเหน็
ชอบจากหวั หนาสว นราชการระดับกรมขึน้ ไปหรอื ผูที่มอบหมาย กอ นลงชื่อยอ กาํ กบั ตรา หนังสือนี้จะใชส ําหรบั
เรอ่ื งทมี่ ลี กั ษณะเปนเรอ่ื งประจําวนั (Routine) แตจะมีผลผกู พนั เชน เดยี วกนั กับหนงั สอื หนังสอื ราชการทเี่ ปน แบบ
พิธี และหนังสือราชการทไ่ี มเปนแบบพธิ ี หนงั สอื ประเภทนเ้ี ปน หนังสอื ทสี่ ว นราชการไทยใชต ิดตอ กับสวนราชการ
ตางประเทศหรือองคการระหวา งประเทศ โดยทวั่ ไปใหเ ขยี นจากหนว ยงานถึงหนว ยงาน แตใ นบางกรณีอาจเขยี น
จากตําแหนงถึงตาํ แหนง ก็ไดใ นหลักการใหถอื เปนแนวปฏบิ ตั วิ า หนงั สือทมี่ มี าถงึ เปน ประเภทใด กพ็ งึ ตอบเปน
ประเภทนน้ั
16 การจัดการเอกสาร | Records Management
4. บนั ทกึ ชวยจํา (Aide-memorie) คอื หนงั สอื ที่ใชส าํ หรับยืนยนั ขอความในเร่อื งทไ่ี ดสนทนา เชน ชี้แจงขอ เทจ็ จรงิ
ขอรอ งเรื่องตางๆ หรอื ประทวงดว ยวาจา หรือแสดงทาทีใหอ กี ฝายหน่ึงทราบ โดยปกตใิ ชย น่ื ใหแ กอีกฝายหนึ่ง หรือ
อาจสงไปโดยมีหนงั สือนําสงก็ได
5. บันทกึ (Memorandum) คอื หนังสือทใี่ ชส าํ หรับแถลงรายละเอยี ดหรือแสดงขอ เทจ็ จรงิ ใหค วามเหน็ หรอื แสดง
ทา ที โดยปกติใชย ืน่ ใหแกอ กี ฝายหนึง่ หรืออาจสงไปโดยมหี นังสอื นาํ สง กไ็ ด
แบง่ ตามรูปลกั ษณข์ องเอกสาร
● เอกสารตีพมิ พ (Printed material) คือ เอกสารทบ่ี ันทึกขอมูลดว ยการพมิ พลงบนวัสดุไมวา จะเปน กระดาษ
พลาสติก
● เอกสารไมตีพมิ พ (Non printed material) คือเอกสารทบ่ี นั ทกึ ลงบนวสั ดุดว ยวิธีการตางๆทมี่ ิใชก ารพมิ พ หรือ
ระบบอเิ ลก็ ทรอนิกส เชน วดิ ิโอ ภาพถา ย เทปบนั ทึกเสยี ง
● เอกสารดจิ ทิ ลั (Digital material) คือ เอกสารทบ่ี นั ทึกดวยระบบดิจทิ ัล เชน ไฟลภ าพ ไฟลเ สยี ง ไฟลสอ่ื ประสม
แบง่ ตามภารกจิ ขององคก์ าร
● เอกสารการดำเนินงานท่วั ไป (General administrative/Housekeeping records) คอื เอกสารทใ่ี ชในการ
ปฏบิ ัตงิ านประจำวนั โดยไมเฉพาะเจาะจงวา ตอ งเกยี่ วกับหนา ทห่ี ลักขององคก าร เชน แบบฟอรม ลา, แบบขอใช
หองประชมุ
● เอกสารภารกจิ หลักขององคก าร (Functional/Unique records) คอื เอกสารที่จดั ทำขน้ึ หรือรับไวอยา งเฉพาะ
เจาะจงตามหนาท่ขี ององคก าร เชน รายงานการประชุมโครงการ แผนยุทธศาสตร
แบ่งตามเนอื หาสาระ
โดยใชเ นื้อหาสาระหลัก (Subject) ท่ปี รากฏในเอกสารเปน เกณฑ เปนตน วา
● เอกสารทางกฎหมาย เชน กฏ, ระเบียบ, ขอบังคับ, สัญญา
● เอกสารทางการเงิน เชน ใบเสนอราคา, ใบแจงหนี,้ ใบกำกบั ภาษี, ใบเสร็จรับเงนิ
● เอกสารบริหารงานบุคคล เชน ทะเบยี นประวตั ิ, คำส่งั แตงตง้ั บรรจุ, หลักฐานการลา, หลกั ฐานการมาปฏิบตั ิงาน
● เอกสารสว นบคุ คล เชน บันทึกสวนบคุ คล, ภาพถา ยบคุ คล
แบ่งตามทีมา
● เอกสารท่ีจดั ทำข้ึนภายในหนวยงาน คอื เอกสารทจ่ี ัดทำขึ้นตามภาระหนา ท่ี หรือเพอื่ ใชเ ปนเคร่อื งมือในการ
ทำงาน-สอื่ สารภารในองคการ
ความหมายและคณุ ลักษณะของเอกสาร 17
● เอกสารที่หนวยงานรับไว คอื เอกสารทอ่ี งคการหรอื บุคคลภายนอก มมี าถึงองคการเพอ่ื การตดิ ตอสอ่ื สาร การ
ประสานงาน หรอื ภาระหนาที่รวมกัน
แบ่งตามพัฒนาการของการบนั ทกึ ขอ้ มลู
● เอกสารโบราณ ซึ่งเกดิ ขนึ้ ดวยวธิ หี ตั ถกรรม เชน จารึก สมดุ ไทย หนงั สอื ใบลาน เอกสารตัวเขียน
● เอกสารรวมสมัย ซ่งึ เกดิ ข้ึนดวยกระบวนการสมยั ใหม ทัง้ แบบตีพมิ พแ ละไมต ีพมิ พ รวมถงึ ทีเ่ ปนดจิ ิทลั ดวย
แบ่งตามผ้จู ดั ทํา
● เอกสารของรฐั (Public records) คือ เอกสารที่จดั ทำข้นึ หรอื รับไวโดยหนวยงานของรฐั ทง้ั สวนกลาง สวน
ภมู ิภาค สว นทองถนิ่ และหนว ยงานในกำกบั ของรัฐโดยหนาที่ตามกฎหมาย ในกฎหมายไทยมหี ลายช่อื เรยี ก คือ
หนังสือราชการ ขอมลู ขาวสารของทางราชการ เอกสารราชการ
● เอกสารของเอกชน (Private records) คอื เอกสารที่จดั ทำขึ้นหรอื รับไวโ ดยหนว ยงานเอกชน ครอบครวั วงศ
ตระกูล หรอื สวนบุคคล อาจเปนเอกสารท่ีเกย่ี วกบั บคุ คลหรอื สาธารณะก็ได
ความสําคญั ของเอกสาร
เอกสารเปน สิง่ ท่ีแยกกนั ไมไ ดจากกิจกรรมขององคก าร เปน องคประกอบทส่ี ำคญั ที่ชว ยใหอ งคการประสบความสำเร็จ เปน
สารสนเทศที่จำเปน ตอ การดำเนินงานและการขับเคลือ่ นองคก ารในแตละวนั ไมวา จะเปน กจิ กรรมการวางแผน คาดการณง บ
ประมาณ ชวยในการตดั สินใจปฏบิ ัตติ ามกฎหมาย ขอบังคบั มาตรฐานปฏบิ ัติตามหลกั ภาระรบั ผดิ ชอบ และความโปรง ใส
เอกสารมคี วามสำคัญใน 2 หนา ท่ีหลกั คือ ในฐานะการเปนพยานหลกั ฐานของการกระทำ และเปน แหลงขอมลู
สารสนเทศ หากมองในมมุ มองของการจดั การจะพบวา เอกสารมคี วามสำคัญดังตอ ไปน้ี (สมสรวง พฤตกิ ุล, 2546;
Shepherd & Yeo, 2003)
● เปน พยานหลักฐานของการกระทำ การบริหาร และการดำเนินงาน (Evidence of the act) เอกสารในองคการ
หลายชนิด ไดจัดทำขึ้นตามอำนาจหนา ทท่ี ่ีไดรบั มอบหมายเพือ่ ใชในการบรหิ ารและดำเนินงาน สามารถนำมาใช
เปน พยานหลักฐานในทางกฎหมายได และใชในการปกปองสทิ ธปิ ระโยชนของหนว ยงาน เจาหนาท่ี ประชาชนผูรับ
บรกิ ารได โดยเฉพาะกรณที ่ีมกี ารฟอ งรองเกดิ ข้ึน
● เครื่องมอื ในการทำงาน (Basic tool) การทำงานในแตล ะวันตองอาศัยเอกสารเปน เคร่ืองมอื ในการปฏิบัติงาน
แทบทั้งสิ้น ผปู ฏิบตั ิงานตองจัดทำ ใช ดำเนนิ การเกย่ี วกบั เอกสารอยางหลีกเล่ียงไมได นบั ตัง้ แตการลงช่ือมาปฏบิ ตั ิ
งาน การลากิจหรอื ลาปวย การประชุม
● เปน ส่ือกลาง (Means) การติดตอส่ือสารในองคการทัง้ ทเี่ ปน ทางการและไมเปนทางการจำเปน ตอ งใชเอกสารใน
การเปน สือ่ กลาง เพ่อื ใหเกดิ ความเขา ใจรว มกัน และสามารถดำเนินกจิ กรรมไปไดอ ยา งราบลืน่ เชน หนังสือเวียน
ประกาศ จดหมายขา ว
18 การจดั การเอกสาร | Records Management
● เปนองคค วามรู (Knowledge) เอกสารทอ่ี ยใู นองคการ ยอ มเปน สิง่ ท่ีบนั ทกึ ถึงความรู ประสบการณ และเมอื่ มี
การสะสมเพิม่ พนู ยอ มเกิดเปน องคค วามรูขององคการน้นั ทม่ี ีคุณคา สามารถนำมาใชใ นการวางแผน กำหนด
ยทุ ธศาสตร นโยบาย การพฒั นาในดานตางๆไดอ ยางมีประสิทธิภาพ
● เปนความทรงจำรว ม (Corporate memory) คอื ความรูสึกถงึ ความเปนอันหน่งึ อนั เดยี วกนั หรือมปี ระสบการณ
ความทรงจำเดยี วกนั เอกสารเปน ส่อื บันทกึ และสรา งความทรงจำรว มขององคก ารท่ีเดนชัด ความทรงจำรวมนี้
ทำใหองคก ารมคี วามเขมแขง็ เพราะผทู อ่ี ยูในองคการรูส กึ มีความผกู พัน และพรอมท่ีจะอทุ ิศตัวใหก ับองคการอยา ง
เตม็ ที่
สรุป
ในแตล ะวันการดำเนนิ กิจกรรมตามภารกจิ ของบุคคลหรอื องคก าร ทำใหมีขอมลู สารสนเทศเกดิ ขนึ้ เปนจำนวนมาก
สารสนเทศท่ีถูกบนั ทึกไวใ นรปู แบบใดๆกต็ าม อาจเปน ไดท ัง้ “บรรณสาร” “เอกสาร” หรือ “จดหมายเหตุ” ขนึ้ อยกู บั วา ส่งิ
น้ันมีคุณลักษณะ และคุณคา เพียงใด ส่งิ ทจี่ ะเปน เอกสารไดนน้ั ตอ งสามารถใชเปน พยานหลักฐานของการกระทำตามภารกิจ
ของหนวยงานนน้ั เอกสารบางอยา งเม่ือใชงานเสร็จ กห็ มดสิ้นคณุ คาไป ในขณะทบี่ างอยา งอาจมีคุณคา อยางตอ เนื่องใน
ทางการศึกษา วิจยั หรอื วฒั นธรรม จำเปน ตอ งเก็บรักษาเอาไวอยา งถาวร เราเรียกเอกสารเหลานี้วา จดหมายเหตุ การ
แยกแยะไดวา ส่ิงใดเปน บรรณสาร เอกสาร หรอื จดหมายเหตุ ชวยใหอ งคการสามารถบริหารจดั การทรพั ยากรไดอยาง
เหมาะสม ทำใหเกิดความคุมคา ในการลงทุนดา นงบประมาณ บคุ ลากร และอื่นๆ ในขณะเดียวกนั ก็เปน สง่ิ ประกนั ความ
มั่นใจวา องคการไดป ฏิบตั ติ ามหลักธรรมาภบิ าลดว ย
คําถามทบทวนท้ายบท
● คำวา “บรรณสาร” (Document) “เอกสาร” (Records) “จดหมายเหตุ” (Archives) มคี วามแตกตางและ
สมั พันธกันอยางไร
● เอกสารมีความสำคัญอยา งไรตอ องคการ
ความหมายและคณุ ลักษณะของเอกสาร 19
บรรณานุกรม
คณะกรรมการจัดพมิ พเอกสารทางประวตั ศิ าสตรว ัฒนธรรม และโบราณคดี. (2510) ประชมุ พระตำราบรมราชทู ศิ เพ่อื
กัลปนา สมยั อยุธยา ภาค 1. สำนกั นายกรัฐมนตรี.
สมเดจ็ ฯ เจา ฟา กรมพระยานริศรานวุ ดั ติวงศ และสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานภุ าพ. (2543). สาสน สมเดจ็ เลม 6 พ.ศ.
2477 (ตุลาคม - มีนาคม). (ฉบบั แกไขเพิม่ เตมิ ). มูลนธิ ิสมเด็จฯ เจา ฟา กรมพระยานริศรานวุ ดั ตวิ งศ มลู นิธสิ ม
เด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานภุ าพ และองคการคาของครุ สุ ภา.
สมเดจ็ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. (2481). ตำนานหนังสือพระราชพงศาวดาร ใน พระราชพงศาวดารฉบบั พระราช
หตั ถเลขา เลม 1 (น.31). สยามบรรณากร.
สมสรวง พฤตกิ ลุ (2546). การจัดการเอกสาร. ภาควชิ าภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร.
ARMA International. (2016). Glossary of records management and information governance terms (5th
ed.) ARMA International.
Baca, M., & Getty Research Institute. (2008). Introduction to metadata (2nd ed.) Getty research institute.
Bellardo, L. J., & Bellardo, L. L. (1992). A glossary for archivists, manuscript curators, and records
managers. Society of American Archivists.
Dearstyne, B. W. (2000). Managing historical records programs : a guide for historical agencies. AltaMira
Press.
Emmerson, P. (1989). How to manage your records: a guide to effective practice. ICSA.
International Organization for Standardization. (2016). ISO 15489-1 Information and documentation --
Records management-- part 1: concepts and principles. ISO central secretariat.
IRMT. (1999). The management of public sector records: principles and context. The international
records management trust. . http://www.irmt.org/documents/educ_training/public_sector_rec/
IRMT_principles.pdf
Maygene F. D. (1984). Introduction to archival terminology, published in a Modern archives reader:
basic readings on archival theory and practice (pp.336-342). National archives trust fund board.
Millar, L. A. (2010). Archives: principle and practices. Neal-Schuman.
Franks, P. C. (2018). Records and information management (2nd ed). ALA Neal-Schuman.
Pearce-Moses, R. (2005). A glossary of archival and records terminology. Chicago: Society of American
Archivists.
Pederson, A. (2007). The records management section. University of Edinburgh.
Shepherd, E., & Yeo, G. (2003). Managing records : a handbook of principles and practice. Facet.
Williams C. (2006). Managing archives. Chandos Publishing.
20 การจัดการเอกสาร | Records Management
บทที 2
การจัดการเอกสารและวชิ าชพี นักจดั การเอกสาร
วตั ถุประสงค์ของบท
● ใหค วามหมายและชี้ใหเห็นความแตกตา งระหวา งการจัดการเอกสารกบั งานสารบรรณ
● อธบิ ายความจำเปน ของการจดั การเอกสาร ภายใตม มุ มองตอเอกสารในฐานะเปน ทรัพยากรเชงิ กลยุทธ
● ระบุบทบาท หนา ที่และคณุ สมบัติของนักจัดการเอกสาร
ความนํา
ในยุคทมี่ กี ารเปลี่ยนแปลงทั้งทางเทคโนโลยี เศรษฐกจิ และสังคมอยางรวดเรว็ องคก ารจะตองพัฒนาใหดขี ้นึ และมศี ักยภาพ
ในการแขงขันมากขน้ึ องคก ารจำเปนตองใหความสำคัญกบั การจดั การเอกสาร (Records management: RM) เชนเดยี ว
กับการจัดการทรัพยากรบคุ คล แผน หรอื การเงนิ เพราะในแตละวนั ทุกหนว ยงานจำเปน ตอ งใชเ อกสารในการปฏบิ ตั ิงาน ใน
องคการสมรรถนะสูงยังมองวา เอกสาร คือ ทรพั ยากรเชงิ กลยุทธ ที่ตอ งมกี ารบรหิ ารจดั การเพอ่ื ใหเกดิ ประโยชนส งู สดุ แตยัง
มอี งคก ารอกี หลายแหงที่คาดไมถ งึ วา จะเกิดผลกระทบตอ องคก ารอยางไรหากขาดจัดการเอกสารที่ดี และมีอีกจำนวนไม
นอยที่ประสบปญหาวาจะจดั การกบั เอกสารไดอยางไร สำหรบั บทนจ้ี ะอธบิ ายวาทำไมองคก ารจึงตอ งมีการจดั การเอกสาร
โดยมีนักจัดการเอกสาร เปนวชิ าชพี ทข่ี บั เคล่ือนการบริหารจัดการเอกสารในฐานะท่ีเปนทรพั ยากรเชงิ กลยทุ ธข ององคก าร
21
การจัดการเอกสาร
โดยท่ัวไปแลว “การจัดการ” (Management) หมายถงึ กระบวนการในการใชทรพั ยากรขององคการ เพ่ือใหประสบผล
สำเร็จตามเปาหมาย โดยมหี นา ท่ี แผนงาน การควบคมุ อยางเปน ข้ันตอน สำหรบั การจดั การเอกสาร นัน้ มีลักษณะที่เฉพาะ
เจาะจงในเรอ่ื งท่ีเกยี่ วขอ งกับเอกสาร คอื เปน การควบคมุ เอกสารอยางเปน ระบบ ต้ังแตเ อกสารนนั้ สรางขน้ึ หรอื รบั ไว ตลอด
จนการประมวลผล การแจกจาย การจัดเรียงจัดระเบยี บการจดั เกบ็ และการเขาถงึ จนทายทีส่ ุดการทำลายเอกสาร รวมถงึ
การฝก อบรมบุคลากรและการประเมินปรบั ปรงุ ระบบ (Read-Smith & Ginn, 2007; สมสรวง พฤติกุล, 2546)
ISO 15489-1:2016 ใหนิยาม “การจดั การเอกสาร” คอื สาขาของการจดั การซง่ึ รับผดิ ชอบการควบคมุ เอกสารอยางเปน
ระบบและมีประสทิ ธภิ าพ ตั้งแตก ารจัดทำ, รับไว, บำรุงรกั ษา, ใชงานและทำลาย รวมถึงกระบวนการในการรวบรวม, เกบ็
รักษาหลกั ฐานและสารสนเทศเกี่ยวกบั การประกอบธรุ กิจและการทำธรุ กรรมในรปู แบบของเอกสาร
กลาวโดยสรุปแลว “การจัดการเอกสาร” (RM) คือ ทง้ั หมดของหลักการกระบวนการ, วธิ กี าร, แนวปฏบิ ตั ใิ นการบริหาร
เอกสารตง้ั แตก ารสรา งเอกสารจนกระท่ังสนิ้ กระแสการใชง านอยา งมีประสทิ ธภิ าพ โดยมีนักจดั การเอกสาร เปนวชิ าชพี ทร่ี บั
ผิดชอบงานแขนงนี้
ระบบเอกสาร
คำวา “ระบบ” หมายถึง ชดุ ขององคประกอบทม่ี ปี ฏสิ มั พนั ธก นั เพอ่ื ใหบ รรลุเปา หมายบางประการ ภายใตร ะบบใหญอ าจมี
ระบบยอ ยๆไดอ ีก มาตรฐาน ISO 15489-1:2016 ใหนิยามวา ระบบเอกสาร (Records systems) คือ ระบบทม่ี ีองค
ประกอบจำนวนหนึ่งซึ่งรวมกันเพื่อทำใหส ามารถปฏิบตั ิตามขอ กำหนดเกี่ยวกับเอกสาร (Records requirements) ภายใต
สภาพแวดลอ มทางธรุ กจิ โดยระบบเอกสารควร (1)นำมาใชค วบคุมเอกสาร (2)ดำเนนิ กระบวนการสำหรบั การสรา งเอกสาร
รวบรวมและจัดการเอกสาร (3)สนับสนนุ การสรางและรักษาความสัมพนั ธเชงิ ตรรกะระหวา งเนือ้ หาเอกสารกับขอมลู อภิ
พนั ธุ (Metadata)1 ของเอกสาร
ISO 15489-1:2016 ระบวุ า การออกแบบและการนำระบบเอกสารไปใชควรคำนึงถึงบริบททางธรุ กจิ ขอ กำหนดเกีย่ วกับ
เอกสาร และเปน ไปตามจดุ มงุ หมายตอ ไปน้ี
1) สอดคลองกับลกั ษณะของระบบเอกสาร ไดแก นา เช่อื ถอื (Reliable), ปลอดภยั (Secure), เปน ไปตามขอกำหนด
(Compliant), ครอบคลุม (Comprehensive), เปน ระบบ (Systematic) เพราะเอกสารจะมอี ำนาจเปนทางการ
(Authoritativeness) ก็ตอเมือ่ ไดรบั การสนบั สนุนและจัดการโดยระบบเอกสารทีม่ ีคุณลักษณะเหลานน้ั
2) ความสามารถในการทำงานรว มกัน (Interoperability) เพือ่ สนบั สนนุ การปฏิสัมพันธก ับระบบอื่นๆ และวิธีการที่
ยดื หยุนในการควบคุมเอกสาร
3) ความสะดวกในการใชเ อกสารและการนำกลับมาใชใ หม (Use and reuse)
1พจนานกุ รมศัพทเ ทคโนโลยีทางภาพ ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. 2556 กำหนดใหศัพทบ ญั ญัติ คำวา “Metadata” คอื “ขอ มูลอภพิ ันธุ”
22 การจัดการเอกสาร | Records Management
4) ความพรอ มสำหรับการเปลีย่ นแปลงทางเทคโนโลยหี รือทางธุรกิจ เชน การอพั เกรดระบบหรือการปรบั โครงสรา ง
การบรหิ าร
5) ความพรอ มสำหรบั การหยุดชะงกั ของธุรกิจและความตอ เนอ่ื งทางธุรกิจในกรณที ่มี กี ารหยดุ ชะงักทีไ่ มค าดคิด
ระบบเอกสารอาจถกู ออกแบบมาเพ่ือใชจ ดั การเอกสารโดยเฉพาะ หรืออาจเปน ระบบทอ่ี อกแบบมาสำหรับกระบวนการทาง
ธรุ กจิ อืน่ ๆ แลว ดัดแปลงเพือ่ ใหสนบั สนนุ การสรา ง การเก็บรวบรวม และการจดั การเอกสาร กไ็ ด
โดยทว่ั ไปแลวระบบเอกสารมอี งคป ระกอบสำคัญคือ
● โครงสรา งพ้ืนฐานทางกายภาพ เชน พื้นทใ่ี นการจัดเก็บเอกสาร, กลอง, ชั้นสำหรับเอกสารตีพิมพ สว นเอกสาร
ดจิ ิทลั ตองมีฮารต แวร ท้ังตวั คอมพวิ เตอรและหนว ยความจำ
● บคุ ลากร เปน สว นสำคญั ในระบบ ที่ตองอาศยั ความรวมมอื จากหลายสวนทงั้ นกั จดั การเอกสาร, เจา หนา ที่
สารบรรณ (Records officer), นกั กฎหมาย, ผูบรหิ าร, ท่ีปรกึ ษา, นักคอมพวิ เตอร, ชา งเทคนิคตา งๆ สำหรบั ทำ
หนา ท่ีออกแบบ, ปฏบิ ตั ิการ, สนบั สนุนระบบ และเปนผูใชง านระบบดว ย
● ระบบยอย องคก ารอาจเปรยี บไดกบั ระบบใหญ ซง่ึ ภายใตร ะบบใหญน ้ันยังประกอบดว ยระบบยอยๆอีก และ
ระบบเอกสารก็ถอื เปนระบบยอ ยหน่งึ ในองคการ และภายใตร ะบบเอกสาร ก็ยังมีระบบยอ ยอกี คอื การจดั ทำและ
จบั เกบ็ เอกสาร (Capture)2, การจัดหมวดหมู, การดแู ลรกั ษา, และการทำลาย, สืบคน และเขา ถงึ เอกสาร และ
ประกนั การเขาถงึ ไดในอนาคต
● แนวความคดิ พนื้ ฐาน (Intellectual basis) ไมวาจะเปนนโยบาย, การฝกอบรมบุคคลการ, การทำความเขาใจ
การกระตุนใหเ กดิ ความตระหนักและเหน็ ความสำคัญของการจัดการเอกสาร, มาตรฐานการจดั การเอกสาร ซ่ึงมกั
ระบถุ งึ ประเด็นเกี่ยวกับกฎหมายและการปฏบิ ัติตามกฎหมาย, การรักษาความปลอดภยั , ขอตกลงเรอ่ื งส่อื บันทึก
การสบื คนขอ มูล, การประกันคุณภาพ เปน ตน
การออกแบบระบบเอกสาร เปน กระบวนการทซ่ี ับซอ นและมหี ลายปจจัยมาเก่ยี วของ ตองใชค วามรหู ลายแขนงมาบรู ณาการ
ประกอบดว ย การวางแผน การออกแบบระบบยอยและการนำไปปฏิบัติ ซึ่งในสว นนี้จะกลาวถึงโดยละเอียดในบทตอๆไป
งานสารบรรณ
ในระบบราชการไทยคำวา “งานสารบรรณ” เปนที่รูจกั กวางขวางมากกวา “การจัดการเอกสาร” ตามระเบียบสำนักนายก
รฐั มนตรี วาดวยงานสารบรรณ พ.ศ.2526 ขอ 6 วรรคหนึง่ ไดใ หความหมายของคำวา “งานสารบรรณ” หมายถึง งานที่
เกยี่ วของกับการบรหิ ารงานเอกสารเร่ิมต้งั แตการจดั ทำ การรบั การสง การเก็บรกั ษา การยมื จนถึงการทำลาย เมอื่
พิจารณาตามความหมายดังกลา ว จะเหน็ วามคี วามหมายแคบกวาคำวา “การจดั การเอกสาร” ซง่ึ ครอบคลุมไปถึงการ
2Capture ในที่น้ี คอื การนำเอาเอกสารท่ีจดั ทำขน้ึ หรอื รับไวเขาสูระบบ RMS เพ่ือใหสามารถจัดการได เปรียบเทยี บไดกับการพมิ พเอกสารในคอมพวิ เตอร
แลว กด save ไวใ น disk เพอ่ื ใหส ามารถนำมาใชห รือแกไ ขได ดรู ายละเอียดเกีย่ วกับการจบั เกบ็ ในบทท่ี 9
การจัดการเอกสารและวิชาชีพจัดการเอกสาร 23
กำหนดนโยบาย การออกแบบระบบ การดำเนนิ งาน การประเมนิ ผล และการปรบั ปรุงระบบการจดั การเอกสาร สมสรวง
พฤติกลุ (2546) ตั้งขอ สังเกตวา ในระบบราชการไทยยงั คงจดั ใหง านสารบรรณเปนเพียงงานระดับปฏิบตั กิ าร (Operation)
ยงั ไมไ ดจดั ใหเปนระดับงานบริหาร (Administration) แมจ ะระบุไวใ นระเบียบวา เปน “งานทเี่ กยี่ วของกับการบรหิ ารงาน
เอกสาร” ก็ตาม
“งานสารบรรณ” อาจมีความหมายใกลเ คียงกบั คำวา “Recordkeeping” ซึ่งในบรบิ ทของการจดั การเอกสารสหรัฐอเมรกิ า
หมายถึง การจดั ทำ การใช การจัดเก็บดแู ลรักษา และการทำลายเอกสารอยางเปน ระบบ เพอื่ ตอบสนองตอ ความตองการ
ดา นการบรหิ าร การวางแผน กฎระเบียบ การเงิน ตามหนา ท่ีความรบั ผิดชอบขององคก าร นอกจากนี้ยังมีคำวา
“Recordkeeping system” ซงึ่ หมายถึง การประสานนโยบายและวิธกี ารปฏิบตั ิทชี่ ว ยใหทำใหเ อกสารถกู เกบ็ รวบรวม จัด
เรียงและจัดหมวดหมู เพ่ือความสะดวกในการจัดการทป่ี ระกอบดวย การสงวนรักษา การใชง าน การสบื คน และการโอน
ยา ยเอกสาร (Pearce-Moses, 2005) อาจเรียกในภาษาไทยวา “ระบบสารบรรณ” หรือ “กระบวนการทางสารบรรณ”
สว นคำวา “Recordkeeping” ในบรบิ ทของการจดั การเอกสารออสเตรเลยี หมายถึง การจดั ทำและธำรงรกั ษาความ
สมบรู ณ ความถกู ตอ ง และความนา เชือ่ ถือของหลกั ฐานการดำเนนิ ธรุ กจิ ขององคก าร ในรูปแบบสารสนเทศที่มกี ารบนั ทึก
ประกอบดวย การจัดทำเอกสารในระหวางกจิ กรรมทางธุรกจิ ขององคก าร, วธิ ีการที่ทำใหม ั่นใจวาการจดั ทำเอกสารนั้นเพียง
พอตอ ความตองการทางธุรกิจ, การออกแบบ, การกำหนดและการดำเนินงานระบบ โดยเปนการจดั การครอบคลุมตง้ั แต
เอกสารที่ใชในองคการไปจนถึงเปน เอกสารจดหมายเหตุดวย และคำวา “Recordkeeping system” หมายถึง กรอบการ
ปฏิบัตงิ านเพอื่ นำเอกสารเขา สรู ะบบ ดแู ลรักษา เออื้ ใหเขา ถึงเอกสารอันเปน พยานหลกั ฐานในการดำเนินงานไดต ลอดเวลาท่ี
ตอ งการ ตามอำนาจหนาทแ่ี ละแนวทางการดำเนนิ งานของแตละองคก าร ระบบประกอบดว ย (1)บคุ ลากร เชน นกั จดั การ
เอกสาร, ผูปฏิบัตงิ านดานเอกสาร และผูใชเ อกสาร (2)ชุดของอำนาจเชิงนโยบาย, การกำหนดหนาทคี่ วามรบั ผิดชอบ, คณะ
กรรมการ, กระบวนการและวิธีการปฏบิ ตั ิ (3)นโยบายทเี่ ปนลายลักษณอ กั ษร, คูมือการปฏบิ ัตงิ าน, คำแนะนำสำหรบั ผใู ช
งาน, ขัน้ ตอนและวิธีปฏบิ ัตงิ าน (4)ตัวเอกสาร (5)ขอ มูลและระบบทใ่ี ชควบคุมดูแลเอกสาร (6)ซอฟแวร ฮารดแวร พสั ดุ
ครุภณั ฑตา งๆ (National archives of Australia, 2015)
ดงั น้ันคำวา “Recordkeeping” ในบรบิ ทของออสเตรเลีย จึงมีความหมายใกลเคียงหรือใชแ ทนคำวา “Records
management” ในบรบิ ทของสหรฐั อเมริกาไดใ นบางกรณี สำหรบั หนงั สือนจี้ ะใชคำวา “การเอกสาร” แทนคำวา
Recordkeeping ในบางกรณเี ชนกนั
สว นคำวา “งานสารบรรณ” ในทใี่ ชใ นหนงั สือนี้ มีความหมายในขอบเขตของการดำเนนิ งานเอกสารตามหลักวงจรชีวิต
เอกสาร คอื ต้ังแตก ารจัดทำจนถึงทำลาย โดยแบงออกเปน 3 ระยะคือ (1)การดำเนนิ งานเอกสารระหวา งกระแสการใชง าน
(2)การดำเนนิ งานเอกสารกึ่งกระแสการใชง าน (3)การดำเนินงานเอกสารส้ินกระแสการใชง าน
24 การจดั การเอกสาร | Records Management
การจดั การเอกสารในฐานะเปนทรพั ยากรเชงิ กลยุทธ์
ทฤษฎีมมุ มองบนพนื้ ฐานทรัพยากรของกจิ การ (Resource-based view of the firm: RBV) อธิบายวา องคการหรือ
กจิ การสามารถสรา งความไดเปรียบในการแขง ขนั อยา งยง่ั ยนื ได โดยอาศัยทรพั ยากรเปนฐาน โดยทรพั ยากรนน้ั ตองมี
คณุ ลกั ษณะ คือ มีความเปน หนง่ึ เดียว (Unique), หาไดยาก (Rare), มีคุณคา (Valuable), ลอกเลียนแบบไมไ ด
(Inimitable), หาซ้อื ขายไมได (Non-tradable) และ ทดแทนไมไ ด (Non-substitutable) โดยเรียกทรัพยากรทม่ี ี
คุณลกั ษณะเชนน้ีวา ทรัพยากรเชิงกลยทุ ธ (Strategic resource) องคการทเ่ี ปนเจา ของทรพั ยากร และ มคี วามสามารถ
ทำใหทรพั ยากรเกิดคุณคา ยอ มชว ยใหองคการไดร ับความสำเรจ็ และรักษาความไดเ ปรยี บในการแขงขนั เอาไวไ ด
(Jurevicius, 2013) อยา งไรก็ดที รพั ยากรบางอยาง เชน เคร่อื งจักร หรือ รถยนต ไมถ ือวา เปนทรัพยากรเชิงกลยทุ ธ เพราะ
คูแขง สามารถหาซอ้ื ไดอยา งงา ยดาย ทรัพยากรเชงิ กลยทุ ธ ตอ งมคี ณุ คา หายาก เลยี นแบบยาก และทดแทนไดย าก เชน
ความคดิ สรา งสรรค, นวัตกรรม, ความร,ู ความเช่ยี วชาญ, แบรนด
ในการบรหิ ารกจิ การยคุ ใหม ไมอาจใชป ระสบการณในการตัดสินใจไดเ พียงอยา งเดียวไดอ กี ตอ ไป กิจการตางๆจะตอ งอาศัย
ขอมูลขา วสาร สารสนเทศ ที่ถกู ตอง รวดเร็วทนั เวลา และตรงประเดน็ โดยมีเทคโนโลยีดิจิทัลเปน เครื่องมือสำคัญ
สารสนเทศจงึ มีบทบาทสำคัญในการเปน ทรพั ยากรเชงิ กลยทุ ธขององคก าร เพราะองคก ารท่ีใชสารสนเทศ ยอ มสามารถเรยี น
รู พฒั นาและสรางนวตั กรรม สินคา บริการทม่ี คี ณุ คา มากข้ึนอยา งตอเนอื่ ง โดยอาศัยโครงสรา งพน้ื ฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ
ทไี่ ดลงทนุ ไปแลว (ทนสุ ิทธ์ิ สกุณวฒั น, 2559)
ปจ จุบันเปนท่ียอมรบั กันวา คณุ ภาพของสารสนเทศ, ความสามารถในการบรหิ ารจัดการสารสนเทศ, ความสามารถในการ
ปรบั ตวั จากการใชสารสนเทศ มคี วามสัมพนั ธท างบวกกับประสิทธิภาพขององคก าร สารสนเทศและกระบวนการบรหิ าร
จัดการ จงึ เปน ทรพั ยากรเชงิ กลยทุ ธขององคการ ทมี่ ีผลโดยตรงตอประสิทธภิ าพความสามารถในการแขง ขันขององคก าร
โดยองคการท่ีมีประสทิ ธิภาพสงู จะสรา งและใชท รพั ยากรสารสนเทศไดด กี วา องคการท่มี ปี ระสทิ ธภิ าพต่ำกวา และยังเสรมิ แรง
กับความสามารถในการปรบั ตัวอีกดวย
โลกยุคปฏวิ ตั อิ ุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ขอมูล สารสนเทศ และความรู เปนทนุ สำคญั ขององคก าร ซึง่ อาจจำแนกได 2 ลักษณะ
ใหญ คอื
1.สิง่ จับตอ งไมได ไดแก ทักษะ ความสามารถ ความคิดสรางสรรค ซึง่ อยใู นตวั บคุ คล/องคก าร ตองอาศยั การจัดการความรู
เพื่อนำมาใชป ระโยชนในเชิงกลยุทธ
2.สิง่ ทจี่ ับตอ งได มักอยใู นรูปเอกสาร ไมวา จะเปน แบบดง้ั เดมิ หรอื แบบดิจทิ ัล ทต่ี องอาศยั การจัดการเอกสาร เพอื่ นำมา
รักษาความไดเ ปรียบในการแขงขันขององคการ
ในบรรดาทรัพยากรขององคก าร เอกสารถอื เปน ทรัพยากรท่ีเปนพนื้ ฐานของการทำงาน เพราะเปน สง่ิ ทแี่ ตล ะองคการจดั ทำ
ขน้ึ หรอื รับไวตามหนาท-ี่ ความรบั ผิดชอบของตน เอกสารบางกลุมมคี วามเปน หนึ่งเดยี ว, หาไดย าก, มีคุณคา , ลอกเลยี นแบบ
การจัดการเอกสารและวิชาชีพจัดการเอกสาร 25
ไมได, หาซ้อื ขายไมได และทดแทนไมได จงึ ถือเปน ทรัพยากรเชงิ กลยทุ ธทต่ี อ งมีการบริหารจดั การอยา งดีโดยอาศยั การ
จัดการเอกสารซึ่งเปนงานบริหารเชงิ กลยทุ ธ จึงจะทำใหองคก ารสามารถบรรลุเปาประสงคไ ดอ ยา งแทจรงิ
การจัดการเอกสารกับสาขาวชิ าทีเกียวข้อง
ISO 15489-1:2016 ระบวุ า การจัดการเอกสาร คอื สาขาของการจัดการ (Field of management) ทง้ั น้ีเพราะเกี่ยวขอ ง
กับกระบวนการใชท รพั ยากรขององคการอยางมีประสทิ ธิภาพ ใหเกิดประสทิ ธิผล เพือ่ บรรลุเปาประสงคขององคก าร ใน
มมุ มองนี้การจดั การเอกสารจึงเปนสาขาวิชาทสี่ มั พนั ธกบั วิทยาการจดั การ (Management science: MS) ดังจะเหน็ ได
จาก RM ใชห ลักกระบวนการจัดการ (Management process) เปน พน้ื ฐาน คอื การวางแผน การจัดองคการ การนำ และ
การควบคุม รวมท้งั นำเทคนิคและเครือ่ งมือทใี่ ชในกระบวนการจัดการมาใช เชน การวิเคราะหส ภาพแวดลอมองคก าร
(Environmental analysis), การศึกษาโครงสรา งองคการ (Organization structure), การวเิ คราะหภารกจิ ขององคก าร
(Functional analysis)
ภายใตบ ริบทขององคการ การจัดการเอกสารยงั มคี วามเก่ยี วของกบั การจัดการสารสนเทศ (Information management:
IM) อยา งใกลชิด ทงั้ นเี้ พราะเอกสารถอื เปนทรพั ยากรสารสนเทศลกั ษณะหนึง่ ซึ่งมีคณุ ลักษณะพ้นื ฐานเชนเดยี วกับ
สารสนเทศรูปแบบอื่น คือ มโี ครงสรา ง เนื้อหา และบริบท ตลอดจนใชเ ทคโนโลยีสารสนเทศ (Information technology:
IT) เปน เคร่ืองมอื ในการจดั การ แตขอทแ่ี ตกตา งกนั คอื IM ครอบคลุมการจดั การทรพั ยากรสารสนเทศทุกรปู แบบท่ีใช
สนบั สนนุ กิจกรรมทางธรุ กิจ (ฺBusiness activities) ท้ังทม่ี าจากแหลงภายในและภายนอกองคก าร เชน หนังสอื , ฐานขอมูล,
คูม ือมาตรฐาน, รายงานการวจิ ัย, สถิต,ิ ส่อื การเรยี นรู หากมกี ารตัง้ หนวยงานรับผิดชอบ กม็ กั เปน ศนู ยส ารสนเทศ ศูนย
ประมวลผลขอมูล หรอื หอ งสมุด ขณะท่ี RM มุงเนน การจดั การสารสนเทศในฐานะทเี่ ปน พยานหลักฐานของธรุ กิจ
(Evidence of activities) และทางกฎหมาย โดยมหี นว ยงานที่รบั ผิดชอบ คือ แผนงานจัดการเอกสาร หรือศนู ยเอกสาร
แตในทางปฏบิ ัติ ความแตกตางระหวา ง IM กับ RM คอ นขางไมช ัดเจนนัก (Shepherd & Yeo, 2003) โดยเฉพาะอยา งย่งิ
ในองคการขนาดเล็ก ที่มขี อ จำกัดเรื่องบคุ คลากรและงบประมาณ ดังนัน้ จึงพบวา ภารกจิ เหลา นี้มักถูกจดั ไวดวยกันเปน การ
จัดการเอกสารและสารสนเทศ (Records and information management: RIM) โดยทนี่ กั สารสนเทศและนักจดั การ
เอกสารเปน คนๆเดยี วกนั เชนเดียวกบั การจัดการจดหมายเหตุ ซ่ึงเดิมเคยแบงแยกวา เอกสารทสี่ นิ้ กระแสการใชง าน และได
รับการประเมินคุณคาแลว จะถูกโอนยา ยไปเก็บรักษาไวอ ยางถาวรในหอจดหมายเหตุ โดยมนี ักจดหมายเหตเุ ปนผูดูแล สว น
เอกสารที่ยังอยใู นกระแสการใชงาน หรือกึง่ กระแสการใชงานเปนหนา ท่ีของนกั จดั การเอกสารน้ัน ในภายหลังเสนแบง ดงั
กลา วกพ็ ราเลอื นลง นกั จดั การเอกสารและนักจดหมายเหตุแทบจะเปนคนๆเดยี วกัน ทงั้ ศูนยเ อกสารและหอจดหมายเหตุ
หลอมรวมกลายเปนแผนงานแบบครบวงจร (Unified program) เพ่อื ใหส ามารถจัดการไดอ ยา งครอบคลุมต้ังแตยังเปน
บรรณสาร ใชเปนเอกสาร และรักษาไวเปน จดหมายเหตุ
ความสมั พันธอยา งใกลชิดระหวา ง RM กบั IM ยังเหน็ ไดจ ากการจดั การเรียนการสอนในระดบั อุดมศกึ ษาที่ วชิ าการจัดการ
เอกสารและจดหมายเหตุมกั เปดสอนในคณะ ภาควิชา หรอื สาขาวชิ าบรรณารกั ษศาสตร สารสนเทศศึกษา สารสนเทศ
26 การจัดการเอกสาร | Records Management
ศาสตร การจดั การสารสนเทศ สิ่งทย่ี ืนยันไดอ ีกประการหนึง่ คือ ประกาศ ก.พ.อ. เรอื่ ง การกำหนดชือ่ สาขาวชิ าสำหรบั การ
เสนอขอตำแหนงทางวชิ าการ และการเทียบเคยี งสาขาวชิ าทเ่ี คยกำหนดไปแลว พ.ศ.2561 ท่ีไดจ ดั กลุมวิชาการจดั การขอ มลู
สารสนเทศ และความรู (รหัสสาขาวิชา 630103) กบั วิชาการจดั การเอกสารและจดหมายเหตุ (รหสั สาขาวชิ า 630104) ไว
เปนอนสุ าขาวิชา ภายใตก ลุมสาขาวชิ าบรรณารกั ษศาสตร หรือ สารสนเทศศึกษา หรอื สารสนเทศศาสตร (รหัสสาขาวชิ า
6301)
การจัดการเอกสาร ยังมีความเกยี่ วของกบั การกำกับดูแลสารสนเทศ หรอื การภิบาลสารสนเทศ (Information
governance: IG) ซึ่งเปน แขนงยอยของการกำกบั ดแู ลกจิ การ/บรรษทั ภบิ าล (Cooperate governance) และการกำกบั
ดแู ลท่ีด/ี ธรรมาภิบาล (Good governance) จากภาวะปจ จบุ ันที่สภาพแวดลอ มทางธรุ กจิ มีกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคบั
เขม งวดข้ึน การกำกับดแู ลท่ีดจี ำเปนตองนำหลักวิชาตา งๆมาบูรณาการรวมกนั คือ การจัดการเอกสาร, การจดั การขอ มลู -
สารสนเทศ-ความร,ู การจดั การเน้อื หา (Content mangement), การจดั การเทคโนโลยสี ารสนเทศ, การจัดการความเส่ียง,
การรกั ษาความปลอดภัยทางสารสนเทศ, ความเปนสว นตัว, ธุรกิจอจั ฉริยะ (Business Intelligence: BI), การบริหารความ
ตอ เนอ่ื งการดำเนินงาน (Business continuity management: BCM), การฟน ฟใู นภาวะภยั พิบตั ิ, การสงวนรักษาดจิ ทิ ลั
IG ไมใชโครงการ (Project) แตเ ปน แผนงาน (Program) ที่ตอ งดำเนนิ ไปอยางตอเนื่อง ภายใตกฎระเบยี บ นโยบาย กำกับ
ตดิ ตามและขบั เคล่ือนโดยใช IT เปน เครอื่ งมอื และอาศัยหลักการพืน้ ฐานของ RM ทม่ี ีมุมมองวา เอกสารเปนทรพั ยส ิน
สารสนเทศ (Information asset) ทม่ี คี า ขององคก าร IG จงึ ตอ งการบูรณาการวิธีการเชิงยุทธศาสตรม าใชจ ัดหา ประมวล
ผล ควบคมุ เก็บรกั ษาและคนคนื เอกสาร ในฐานะที่เปนพยานหลกั ฐานของการกระทำในองคก าร ขณะเดยี วกนั IG กเ็ ปน
รากฐานสำคญั ของการจดั ตง้ั แผนงานจดั การเอกสาร (Records management program) ทสี่ อดคลองกบั ระเบียบ
กฎหมาย ทำใหเอกสารมคี วามนา เช่ือถอื และไววางใจได มีรายงานและฐานขอมลู สำหรับผบู รหิ ารนำไปใชป ระกอบการตดั สิน
ใจไดแ มน ยำมากขึ้น ตลอดจนสามารถประเมนิ วาสารสนเทศจะใหผ ลตอบแทน สรา งความไดเ ปรยี บทางการแขงขนั อยา ง
ยง่ั ยืนไดอยางไร (Smallwood, 2013; Franks, 2018)
ดงั น้นั จงึ อาจกลา วไดวาการจดั การเอกสารเปน สาขาสหวิทยาการ ทบี่ รู ณาการหลกั การ หลักปฏิบัตจิ ากหลายสาขาวิชาเขา ไว
ดวยกนั ในขณะเดียวกนั ก็เปนหลกั วิชาที่ถกู บูรณาการเขา กบั สาขาวิชาอืน่ ๆดวยเชน กัน
ความจําเปนของการจดั การเอกสาร
ความจาํ เปนในทางการบรหิ ารองคก์ าร
เม่ือมองอยางผิวเผนิ งานเอกสารดเู หมือนจะเปน เรอ่ื งเลก็ แตเ มื่อมองอยางพิเคราะหกลับเปนเรื่องสำคญั และจำเปน เพราะ
ในแตล ะวันมีเอกสารเกดิ ขนึ้ ตามภาระหนา ทแ่ี ละการกระทำธรุ กรรมตา งๆในลกั ษณะทวคี ูณ เอกสารยงั เปนกลไกพน้ื ฐานใน
ส่ังการ ขบั เคล่ือนองคการ เปน ทรพั ยส นิ ทม่ี คี า แตห ากปราศจากการจัดการท่ีดยี อ มสรา งปญหามากกวา สรางคุณคาใหกับ
องคก าร
การจัดการเอกสารและวชิ าชพี จัดการเอกสาร 27
แตการบรหิ ารองคก ารในยุคปจ จบุ นั ไมอาจมองแคผลประโยชนสูงสดุ เทาน้ัน หากตอ งยดึ หลกั ธรรมาภิบาล เพอื่ กำกับดแู ลให
องคก ารสามารถพัฒนาไดอยา งยัง่ ยืน ซ่ึงการจดั การเอกสารจะเปนกลไกสำคญั ท่ีทำใหเ กดิ การกำกบั ดแู ลสารสนเทศอันเปน
รากฐานสำคญั ทก่ี อใหเ กิดธรรมาภบิ าลหรอื บรรษัทภบิ าลแกอ งคก าร
ในแงบ ริการสาธารณะ ประสิทธภิ าพ (Efficiency) และประสิทธิผล (Effectiveness) ของการใหบ รกิ ารประชาชน ขนึ้ อยกู ับ
ความพรอ มของการเขา ถึงขอมลู สารสนเทศทอี่ ยใู นเอกสารของรัฐ หากขาดการจดั การเอกสารที่ดยี อมสงผลกระทบในวง
กวางตอการปฏิรปู ระบบบริการสาธารณะ ดงั ที่ The International Records Management Trust (IRMT, 1999) ซึง่
เปน องคก รการกศุ ล เพ่ือฝกอบรมและสง เสริมการศกึ ษาวิจยั ทางการจัดการเอกสารระหวา งประเทศ ยนื ยันวา การจัดการ
เอกสาร คอื กจิ กรรมพน้ื ฐานของการบรหิ ารรฐั กิจ หากปราศจากเอกสารกจ็ ะขาดหลกั นิตธิ รรม และไมแ สดงถงึ ภาระรับ
ผิดชอบตามหนาที่ การจดั การเอกสารทดี่ ี ชวยใหองคการสามารถบริหารสารสนเทศไดอ ยา งมีประสทิ ธิภาพในภาวะทตี่ อง
เผชิญกบั ความเปล่ียนแปลง อยา งรวดเรว็ ของเทคโนโลยี ตอ ไปกจ็ ะชวยใหร ัฐบาลมคี วามโปรง ใส (Transparency) และ
แสดงภาระรับผดิ ชอบตามหนา ที่สอดคลอ งกบั การปฏริ ูปโครงสรา งและระบบราชการ การจดั การเอกสารจงึ มีความสำคัญตอ
ประสทิ ธภิ าพ ประสิทธผิ ล และภาระรบั ผิดชอบของหนว ยงานภาครัฐโดยตรง
ไมเ พยี งแตห นวยงานภาครฐั เทา นน้ั ในสว นขององคการภาคเอกชนก็จำเปนตองมีการจัดการเอกสาร เพ่อื ใหเปน องคการที่มี
การกำกับดูแลท่ีดเี ชน กนั การจดั การเอกสารยังเปน กุญแจสำคญั ของการดำเนนิ งานธุรกิจ เปนฟน เฟองหน่งึ ทข่ี ับเคลอ่ื น
องคก ารใหเดินหนาอยางมปี ระสิทธภิ าพ (Smith, 2007; The national archives of Scotland, 2005)
ตาราง2.1 ความสมั พนั ธร ะหวา งวตั ถปุ ระสงคห ลกั ของการกำกบั ดแู ลโดยรัฐกบั เอกสารทจ่ี ำเปน (IRMT, 1999)
วตั ถปุ ระสงคข องรัฐ เอกสารสำคัญที่จำเปน
การดำรงหลกั นติ ริ ฐั (Rule of law) เอกสารทางกฎหมาย/นิตบิ ญั ญตั ิ, เอกสารทางการศาล, เอกสารทางการตำรวจ,
เอกสารทางราชทัณฑ
ภาระรบั ผดิ ชอบตามหนาที่ (Accountability) เอกสารการบัญช,ี เอกสารการจัดซ้อื จดั จา ง, เอกสารทางภาษ-ี ศุลกากร,เอกสาร
นโยบาย, แฟมคดี
การจดั การทรัพยากรของรฐั เอกสารงบประมาณ, เอกสารนโยบาย, เอกสารการบญั ช,ี แฟมประวัตเิ จา พนกั งาน,
เอกสารเงินเดอื น, เอกสารการจัดซ้อื จดั จาง, ทะเบียนสนิ ทรพั ยถ าวร, ทะเบยี น
การปกปองสทิ ธิประโยชน ทรพั ยสนิ
การบริการประชาชน เอกสารผรู บั บำนาญ, เอกสารความมัน่ คงทางสงั คม, โฉนดทดี่ นิ , สจู บิ ัตร, มรณบัตร
ความสมั พันธร ะหวา งประเทศและพันธกรณี เวชระเบยี น, ทะเบยี นนกั เรียน, เอกสารการตรวจสอบดา นส่ิงแวดลอม
ระหวา งประเทศ สนธิสญั ญา, บันทกึ ความรวมมือ, สัญญากูย ืมเงนิ
ความจาํ เปนในทางกฏหมาย
ในปจจบุ ันหลายประเทศมกี ฎหมายวาดวยขอ มลู สารสนเทศ (The freedom of information act) ทกี่ ำหนดใหหนวยงาน
ตางๆตอ งจัดเกบ็ เอกสารและเผยแพรขอ มลู ตามท่ีมีผูรองขอได เพ่อื แสดงถึงความโปรงใสในการบรหิ ารจดั การ ดงั นั้นการ
28 การจดั การเอกสาร | Records Management
จัดการเอกสารจึงมีความสำคญั และจำเปน ทท่ี กุ หนวยงานตองมีเพอื่ ใหสอดคลอ งกับขอกฎหมาย สำหรบั ในประเทศไทยมี
การประกาศใชพ ระราชบญั ญตั ิขอ มลู ขา วสารของราชการ พ.ศ.2540 โดยมีสาระสำคญั คือการใหห นว ยงานของรัฐตองจัดให
มขี อ มลู ขาวสารของราชการไวใ หประชาชนเขาตรวจดูได ตามหลกั เกณฑและวธิ กี ารทกี่ ำหนดตามกฎหมาย สำหรับคำวา
ขอมลู ขา วสารของราชการ ในกฎหมายกำหนดไวว า หมายถงึ ขอมลู ขาวสารที่อยใู นครอบครองหรือควบคุมดแู ลของหนว ย
งานของรฐั ไมว าจะเปนขอมลู ขาวสารเก่ียวกบั การดำเนินงานของรัฐหรือขอมูลขา วสารเกยี่ วกบั เอกชน จากความหมายท่ี
กลาวมานี้ เอกสารกย็ อ มถอื เปนขอมูลขาวสารของราชการเชน กนั ดังนน้ั หนว ยงานราชการทุกหนวยงานในประเทศไทยจึง
จะตองมีการจดั การเอกสาร เพอื่ เตรยี มความพรอ มใหกบั ประชาชนทจี่ ะเขามาขอตรวจสอบไดอ ยูเสมอ
ตามหลกั ธรรมาภบิ าล ขาราชการตอ งมีขอ มลู สารสนเทศท่ีใชใ นการปฏบิ ตั ริ าชการตา งๆ และเอกสารเปนตวั แทนของแหลง
สารสนเทศที่สำคัญที่สุด เอกสารเปน พยานหลกั ฐานของการกระทำและตดั สนิ ใจท่ีนาเช่ือถอื และถกู ตอ งตามกฎหมาย เพราะ
ไดบนั ทกึ หลักฐานการปฏิบัติตามหรือไมป ฏิบตั ติ ามกฎหมาย ระเบียบและขน้ั ตอนของราชการเอาไว
ความจําเปนในทางประวัตศิ าสตรแ์ ละสังคม
นอกจากเอกสารจะเปนทรัพยากรในการบรหิ ารองคก ารแลว ยังเปน ประโยชนต อสังคมและวัฒนธรรมโดยรวม เพราะถอื
เปน มรดกความทรงจำขององคการ ชมุ ชน และบุคคล เราสามารถเรียนรูเรอ่ื งราว บทเรียนตางๆในอดตี ไดจากเอกสาร
ดงั น้นั ในหลายประเทศจึงกอ ต้งั หอจดหมายเหตุเพื่อเก็บรักษาเอกสารสำคญั เอาไวต ลอดไป
แตเ ดมิ การจัดการเอกสารกับการจดหมายเหตุนั้นแยกออกเปน คนละสวนกัน โดยมีเกณฑดานอายุและคณุ คาเปนเสน แบง
ตอ มาภายหลงั เมื่อมีแนวคิดวา เอกสารเปนทรัพยากรเชงิ กลยทุ ธ จึงทำใหเ กิดการบูรณาการงานท้ังสองรว มกนั อยางใกลชดิ
กลายเปน แผนงานแบบครบวงจร (Unified programme) โดยไมเ อาเรอ่ื งสอ่ื บนั ทกึ , อายุ, ความใหม-เกา, การอยใู นกระแส
หรือสนิ้ กระแสการใชงาน, หรือคุณคาชัน้ ตน -ช้ันรองมาเปน ตวั แบง อีกตอ ไป การดูแลเอกสารอยางครบวงจรตองทำใหม่นั ใจ
วา เอกสารประวตั ศิ าสตร หรือเอกสารทมี่ คี าทางวัฒนธรรม ไดร ับการดูแลอยางดีตลอดไป เพราะเปนการยากทหี่ อ
จดหมายเหตุจะจัดหาหรือสงวนรักษาเอกสารประวัตศิ าสตรไ ด หากขาดการเชอื่ มโยงอยา งใกลชดิ กบั ผสู รา งหรอื ผูจัดการ
เอกสารตง้ั แตต นทาง ดังที่ International Records Management Trust (IRMT,1999) ย้ำวา "เอกสารประวัตศิ าสตรท ี่มี
คุณคา นนั้ คอื ผลของการดแู ลเอกสารที่ดใี นปจจบุ ัน ถา หากปราศจากการจัดการเอกสารท่ีดแี ลว ในอนาคตเราก็จะไมม ี
หลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตร”
พัฒนาการของการจัดการเอกสารในประเทศไทย
การจดั การเอกสาร ถอื เปนสาขาวิชาใหมเมื่อเทียบกับสาขาวิชาเกา แกทเี่ กิดมากอนนบั หลายรอ ยป เชน ปรัชญา, รฐั ศาสตร,
เทววทิ ยา, คณติ ศาสตร, เศรษฐศาสตร กลาวคือ เกดิ ข้นึ ในชว งหลงั สงครามโลกครงั้ ที่ 2 ราวทศวรรษที่ 1950s เปน ตนมา
โดยมีรากฐานมาจากวิชาการทำบันทึกหลกั ฐาน (Documentation) วชิ าการศึกษาเอกสาร (Diplomatics) และวิชาการ
การจดหมายเหตุ (Archival science) ซง่ึ มีพฒั นาการมาตง้ั แตย คุ อารยธรรมโบราณ, ยคุ คลาสสคิ , ยคุ กลาง, ยคุ ใหม, ยุค
การจดั การเอกสารและวิชาชพี จดั การเอกสาร 29
ปฏิวัติฝรง่ั เศส จนถงึ ปจ จบุ ัน สมั พนั ธก ับพฒั นาการของเทคโนโลยีการบนั ทึกสารสนเทศ จากที่ตอ งจด จาร บันทกึ ดว ยมอื
มาเปนการใชเครือ่ งพมิ พด ีด แทน พมิ พ และในที่สุดเปนอปุ กรณอเิ ลก็ ทรอนิกส และส่ือดิจิทัลแทน
ในชวงครสิ ตศตวรรษท่ี 19 หลายประเทศมกี ารกอตง้ั หอจดหมายเหตุแหง ชาติ เชน เนเธอรแลนด โปรตเุ กส อารเจนตินา
อิตาลี สเปน แคนาดา ฝรั่งเศส อินเดีย ไอรแลนด ฟล ปิ ปน ส และสหรฐั อเมรกิ า สะทอ นใหเห็นความต่ืนตวั ในการปกปก
รักษามรดกเอกสารสำคัญของชาติในระดับโลก ตอ มาในครสิ ตวรรษท่ี 20 การจัดการเอกสารไดพ ัฒนาข้ึนอยางรวดเร็ว มี
การนำเอาเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใชใ นการจดั การ มีการตง้ั สมาคมวิชาชพี จดั การศึกษา ฝก อบรมอยางกวา งขวาง และใน
ยคุ ปฏวิ ัติอตุ สาหกรรมคร้งั ที่ 4 การจัดการเอกสารตอ งเผชิญกบั ความทา ทายจากเทคโนโลยดี จิ ทิ ัล ทเ่ี ขา มาสรา งความ
เปลีย่ นแปลงแบบพลิกผัน (Disruption) ทำใหก ารจดั การเอกสารตอ งปรบั กระบวนทศั นครัง้ ใหญ
สำหรบั ประเทศไทย อาจแบง พฒั นาการของการจัดการเอกสาร เทาทมี่ หี ลกั ฐานยืนยนั ได เปน 4 ยคุ ดงั นี้
ยคุ จารีต
การบริหารราชการแผนดินตง้ั แตส มยั อยุธยา จนถึงรชั กาลที่ 1-4 แหงกรุงรัตนโกสนิ ทร มกี ารใชเ อกสารสำหรับส่ังการ
ตดิ ตอ สื่อสาร รายงานขอราชการ หลายรูปแบบ ข้ึนอยกู บั ความสัมพนั ธก ับตำแหนงหนา ท่ี ฐานะทางสงั คมของผอู อกและ
ผูรับเอกสาร (อรพรรณ สินธศิริมานะ, 2548) แบบแผนการจัดทำเอกสารน้ันอาศยั ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณีทเี่ คยทำ
กันมากอน มีทงั้ ที่เปน เอกสารส่งั การจากสวนกลางไปยงั ทองที่ และจากทองทร่ี ายงานมายังสวนกลาง (ดูตารางท่ี 2.2)
เอกสารเหลา น้ีถอื เปนของหวงหามเฉพาะในราชสำนกั เก็บรกั ษาไวใ นสถานทเ่ี รียกวา หอหลวง มีขาราชสำนักตำแหนง
อาลักษณ เปนผูดแู ลรักษา สมเดจ็ พระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดำรงราชานภุ าพ ทรงเลา ไวใ นหนังสือนทิ านโบราณคดี
นทิ านท่ี 9 เร่ืองหนังสอื หอหลวง (โครงการหอ งสมดุ ดจิ ทิ ลั วชริ ญาณ, 2558) ความวา
“หอหลวง เปนที่เกบ็ รักษาหนงั สอื ซง่ึ เปนแบบฉบับ ตำรบั ตำราและจดหมายเหตรุ าชการบา นเมือง (ที่
เรียกวา “หอหลวง” เหน็ จะเปน คำยอมาแต “หอหนงั สอื หลวง”) มใี นพระราชวงั มาแตคร้งั กรงุ ศรีอยธุ ยา ถึงสมัย
กรงุ รตั นโกสินทรน ้ี กม็ หี อหลวงอยทู ใ่ี นพระราชวังเชนเดียวกนั ฉนั เคยเห็นเปนตกึ ชั้นเดียวหลงั หน่ึง อยรู มิ ถนน
ตรงหนาพระทน่ี ่ังอมรินทรวนิ ิจฉยั ยงั มีรูปภาพตกึ น้ันเขียนไวใ นพระวหิ ารหลวงวัดราชประดิษฐฯ (หองทเ่ี ขยี นการ
พิธที ำขนมเบอ้ื งเล้ียงพระ) อาลกั ษณเ ปน พนกั งานรกั ษาหนงั สือหอหลวง จงึ ทำการของกรมอาลักษณท ่ีตึกนั้นดวย
เปนเหตุใหคนทั้งหลายเรียกตึกนนั้ วา “หอ งอาลกั ษณ” ดว ยอกี อยางหน่ึง”
30 การจดั การเอกสาร | Records Management
ตาราง2.2 ประเภทเอกสารราชการสมัยโบราณของไทย
ชอ่ื ชนิด ผอู อก ผูร ับ ลกั ษณะ
ศภุ อักษร สง่ั การจากสวนกลาง เสนาบดี เจา ประเทศราช เอกสารดําเนินกระแสพระบรมราชโองการ หรือพระราช
ไปยงั ทอ งท่ี ดำรัสถงึ เจา ประเทศราช
ศภุ อักษร รายงานจากทองถิ่น เจาประเทศราช เสนาบดี เอกสารกราบบงั คมทูลรายงานขอราชการตอ พระบาท
มายังสวนกลาง สมเด็จพระเจาอยูหวั
สารตรา/ ส่ังการจากสว นกลาง เสนาบดี ขา ราชการผูรักษาเมือง เอกสารดำเนินกระแสพระบรมราชโองการ/พระราชดำรัส
ตราใหญ ไปยังทองที่ ซง่ึ เจา หนา ที่จะตอ งรา งตรา และนำขึน้ ทูลเกลาฯ อาน
ขา ราชการตง้ั แตชั้น เจาเมอื ง ถวายเพือ่ ทรงตรวจแก เมื่อทรงมีพระบรมราชโองการให
ปดตรา จึงสงออกไปไดเ อกสารนีจ้ ะประทับตราใหญ
เจาพระยา กรมการเมอื ง ประจำหนวยงาน เชน ตราพระราชสหี ประจำกรม
มหาดไทย
ทองตรา/ สง่ั การจากสว นกลาง เสนาบดี ขา ราชการผูร กั ษาเมอื ง เอกสารการทีด่ ำเนินกระแสพระบรมราชโองการ/พระราช
ตรานอ ย ไปยังทอ งที่ ดำรสั แตไมตอ งนำขนึ้ ทลู เกลาฯ อานถวาย เพราะเสนาบดี
ขาราชการตั้งแตชนั้ เจา เมอื ง หรอื ผูร ับพระบรมราชโองการจะเปนผูอานตรวจแก แลว
ปดตราประจําตวั เสนาบดี หรือตราประจำตำแหนง ของ
เจาพระยา กรมการเมือง ผรู ับพระบรมราชโองการสง ออกไป เชน ตราพระราชสีห
นอย ประจำตำแหนงเสนาบดีมหาดไทย
ใบบอก รายงานจากทอ งถิ่น ขา ราชการผูรักษา เสนาบดี เอกสารกราบบงั คมทูลพระบาทสมเดจ็ พระเจา อยหู วั
รายงานขอราชการตา งๆ เชน บอกจำนวนไพรพล บอกสง
มายงั สวนกลาง เมอื ง สิง่ ของตามจำนวนเกณฑ หรอื สวย
เจา เมอื ง
กรมการเมือง
ยุคปฏริ ปู การปกครอง รัชกาลที 5
การดำเนินงานเอกสารของประเทศไทยเรม่ิ เปลี่ยนแปลงจากระบบจารตี มาเปน แบบสากลมากขนึ้ ตงั้ แตชว งรัชกาลที่ 5 ซง่ึ มี
การปฏิรปู การปกครอง จดั ระบบราชการครั้งใหญ เอกสารไดก ลายเปนสื่อหรือเครอื่ งมือสำคญั ในการบริหารราชการแผน ดนิ
มกี ารวางแผน กำหนดแนวทางการจัดทำ เก็บและดแู ลรักษาเอกสาร ไวเปน แนวปฏิบตั ิ โดยมแี นวคิดการจัดการเอกสารมา
จากตะวันตก โดยชาวตางประเทศทวี่ าจา งมาเปน ท่ีปรึกษาในกระทรวงทบวงกรมตางๆ และจากขาราชการระดับสูงที่ผา น
การศกึ ษาอบรมจากสถาบันการศึกษาในประเทศแถบยุโรป จากการศึกษาเอกสารบรหิ ารราชการแผนดินในสมัยรชั กาล
พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา เจา อยหู ัว รัชกาลที่ 5 ทเี่ กบ็ รักษาไวใ นหอจดหมายเหตุแหงชาติ กรมศลิ ปากร พบวา การ
จัดการเอกสารในสมัยน้ี มีระบบ แบบแผน และมผี ูร ับผดิ ชอบการจดั การเอกสารโดยเฉพาะ (สมสรวง พฤติกลุ , 2544;
อรพรรณ สนิ ธศริ มิ านะ, 2548; พิชญนาฎ วะยาคำ, 2548) ลักษณะสำคญั ของงานเอกสารในยุคนี้ สรปุ ไดดงั น้ี
การจดั การเอกสารและวิชาชีพจัดการเอกสาร 31
ดานการบรหิ ารงานเอกสาร
● มีการออกประกาศพระบรมราชโองการเรอื่ ง “ประกาศวาดว ยผซู ึง่ จะทลู เกลาฯ ถวายหนงั สือ” พ.ศ. 2417 และ “
ประกาศธรรมเนียมถวายหนังสอื ตางๆ” พ.ศ. 2428 ทำใหเกดิ ระเบยี บแบบแผนเก่ียวกบั การจัดทำเอกสารท่ีชดั เจน
ข้ึน
● มีการกำหนดแนวปฏบิ ัตทิ างเอกสารในแตล ะหนว ยงาน เชน สมเดจ็ พระเจา บรมวงศเ ธอ กรมพระยาเทวะวงศว โร
ปการ ขณะดำรงตำแหนงเสนาบดีกระทรวงการตา งประเทศ ทรงกำหนดขอบังคับเก่ียวกับเอกสารราชการใน
กระทรวงการตา งประเทศไว 30 ขอ เมอ่ื วนั ท่ี 1 เมษายน พ.ศ.2432
● พบรา งหนงั สือเรอื่ ง “พระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 5 วา ดวยเสนาบดีสภา ลูกขุน ณ ศาลา” ระบุถึงบคุ ลากรผูร ับผิด
ชอบงานเอกสารวา ในแตล ะกระทรวงตอ งมีตำแหนงใด และรับผดิ ชอบงานอะไรบาง กำหนดลักษณะการทำงาน
เอกสารตง้ั แตการรบั หนังสอื อานตรวจ การสง การใชห นังสอื การรางหนงั สอื การเก็บรักษาหนงั สือ
● ในแตละกระทรวงมตี ำแหนง ขา ราชการท่ีกำหนดใหรบั ผดิ ชอบงานสารบรรณ แตล ะกจิ กรรมไวโ ดยเฉพาะ 4 เวร
คอื เวรรับสง เวรรางแตง เวรรายงาน เวรเก็บรักษา
● มีการควบคุมเอกสารดว ยระบบทะเบยี นเอกสาร โดยลงทะเบียนรบั -สง หนังสือ ใน“สมุดบาญชีหนังสอื ” ตาม
ลำดับหมายเลข วันที่ เวลา จดั ทำใบสรปุ เร่ืองควบคมุ เอกสารแตละเรอื่ งและเสนอเพือ่ ผมู อี ำนาจส่ังการ (Minute
sheet) จดั ทำใบคุมแฟม เกบ็ หนังสอื แตล ะเรอ่ื ง ใน “บาญชีหนังสือเก็บเรอ่ื ง”
● มสี วนราชการ คอื กรมราชเลขานกุ าร ทำหนาทต่ี รวจพิจารณาเรื่องราว หนงั สือราชการ ยอถวายเปนเร่อื ง ๆ
ตามลำดบั ตามแบบที่ทำไว กอนกราบบงั คมทลู และถวายตนเร่ืองประกอบเมือ่ มพี ระราชประสงคจ ะทรงทราบ
ขอ ความใดโดยละเอียด สอบถามหรอื ขอใหส ว นราชการรายงานเพมิ่ เตมิ ในกรณีทเ่ี หน็ วาแจงเร่อื งราวใดๆมาไม
ชัดเจนพอ อกี ทงั้ ทำหนาท่ี ควบคมุ กรมพระอาลักษณ ซึ่งถวายงานดา นงานพระอกั ษรมาแตส มัยโบราณ เชน การ
เขียนและรักษาพระราชบัญญตั ิ ทำทะเบยี นยศ บรรดาศกั ดขิ์ าราชการและเคร่อื งราชอิสริยาภรณ
● มสี ถานที/่ หนวยงานเกบ็ รกั ษาเอกสาร เชน กองเก็บ ในกระทรวงการตางประเทศ
● มกี ารทำสำเนาตน ฉบับ เพ่ือใชงานและเกบ็ รักษาไวเปนหลกั ฐาน
● มกี ารเก็บเอกสารเขา แฟมอยางเปน ระบบโดยเกบ็ หลังจากไดนำเอกสารไปใชเพอ่ื ดำเนินการเสร็จเรยี บรอยแลว
ดานการจัดทำเอกสาร
● มกี ารใชกระดาษและเคร่อื งเขียนทน่ี ำมาจากตางประเทศอยางกวางขวาง แทนการเขียนดว ยดินสอบนสมุดไทยดำ
หรือกระดาษเพลา แบบเดิม
● มกี ารนำเครอ่ื งพมิ พด ดี มาใชจ ดั ทำเอกสารแทนการเขียนดว ยลายมอื
32 การจดั การเอกสาร | Records Management
ดา นโครงสรา งเอกสาร
● มีการกำหนดรูปแบบของหนังสือหรอื เอกสารราชการ โดยใหลง สถานท่ี วนั เดือนป ไวส วนบนของเน้ือความ สว น
ทายขอความใหลงช่ือ โดยไมตองระบวุ ันเดือนปแ ละทอี่ ยอู กี สาํ หรบั หนงั สือสว นตวั ท่ีมไี ปมาหากันกใ็ หใชห ลักการน้ี
เวนแตสัญญาบัตร ตราตัง้ บตั รหมาย ประกาศตา งๆ ทยี่ ังคงใหร ะบุวนั เดอื นปข า งทาย
● มกี ารเปล่ียนแปลงระบบการเขยี นวนั เดือนปจากท่ีระบวุ ัน เดือน ค่ำ ปนกั ษตั ร ปศกและปจลุ ศักราช เปน การระบุ
วันที่ เดอื น และปรตั นโกสนิ ทรศก ซ่ึงเปน การนบั ตามสรุ ิยคติ
● เร่ิมมีตราพระราชลญั จกรปรากฏอยูบนเอกสารการบริหารราชการแผน ดิน
● มกี ารลงชื่อผูออกเอกสารการโดยการลงลายมือชื่อ หรือลายเซ็นแทนการประทบั ตรา
การศึกษาของ สมสรวง พฤตกิ ุล (2546) ชใี้ หเหน็ วางานจัดการเอกสารในยคุ นี้ เปน จดุ รงุ เรืองทส่ี ดุ (Peak period) เพราะมี
ทัง้ ระบบงาน ตำแหนงของบคุ ลากรผูรับผดิ ชอบงานเอกสารอยา งครบถว น ระบบทะเบยี น และรูปแบบเอกสาร ไดกลายมา
เปนตน แบบของงานสารบรรณในระบบราชการไทยยคุ ตอ มา
ยคุ หลังการเปลยี นแปลงการปกครอง 2475
การเปล่ยี นแปลงการปกครองจากระบอบสมบรู ณาญาสิทธิราชยม าเปนประชาธิปไตย พ.ศ.2475 ทำใหก ารบริหารราชการ
แผนดนิ เปน แบบกระจายอำนาจ ใหกับกระทรวง ทบวง กรมตางๆ ไดม ีการยุบเลกิ กรมราชเลขาธิการ และต้ังกรม
เลขาธิการของคณะกรรมการราษฎร (ตอ มาไดพ ัฒนาเปน สำนักนายกรฐั มนตรี) จึงไมม ีหนวยงานกลางทที่ ำหนา ท่ีบรหิ าร
เอกสารราชการแผนดิน งานจดั การเอกสารหรอื งานสารบรรณ กลายเปนเพียงสวนหนง่ึ ของงานบริหารท่วั ไป หรอื งาน
ธรุ การ เชน กรมสารบรรณคณะรฐั มนตรี ฝา ยการเมอื ง มกี องกลาง ทำหนาทด่ี ูแลเอกสาร โดยแบงเปน 3 แผนก คือ (1)
แผนกรบั สง และโตต อบ (2)แผนกการประชุมและมติ (3)แผนกเก็บและหอ งสมุด
ในชวงสองทศวรรษของยคุ น้ี (พ.ศ.2475-2497) ระบบการบริหารงานสารบรรณมีความหลากหลาย ผสมผสานทงั้ แบบรวม
ศูนยแ ละกระจายอำนาจ สวนราชการแตละแหงมีระเบยี บและแนวปฏิบตั เิ กย่ี วกบั เอกสารราชการแตกตา งกัน ทำใหการ
ตดิ ตอ ระหวา งหนวยงานราชการเปนไปไมราบรนื่ จนนำมาสกู ารกำหนดเปน ระเบยี บสำนกั นายกรัฐมนตรี วา ดว ยงาน
สารบรรณ ฉบบั แรก ในยคุ น้ี
ความเปลี่ยนแปลงสำคญั เกย่ี วกับการจัดการเอกสารของยุคนี้ (สมสรวง พฤติกลุ , 2546; สำนกั สงเสริมการศึกษาและการ
เรยี นรู สถาบันราชภัฏสวนดสุ ิต, 2545; อรพรรณ สนิ ธศ ริ ิมานะ, 2548) คอื
● พ.ศ. 2476 คณะรฐั มนตรไี ดมีมตวิ างระเบยี บการสัง่ ราชการชวั่ คราว ยกเลกิ การเรียก สารตรา และตรานอย และ
เปล่ยี นจาก ทอ งตรา หรือใบบอก ท่ีใชกนั อยูเ ดมิ ใหเรียกวา หนงั สอื ตัง้ แตวันท่ี 28 ธนั วาคม พ.ศ. 2476
● พ.ศ. 2478 คณะรัฐมนตรมี ีมติเกีย่ วกบั แบบหนังสอื ราชการ แบงออกเปน 3 ชนิด คอื (1)หนงั สอื ทางราชการ
(หนังสอื ภายนอก, หนงั สอื ภายใน), (2)หนงั สอื กึ่งราชการ, (3)หนังสอื สว นตวั ต้ังแตว ันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2478
การจัดการเอกสารและวชิ าชพี จัดการเอกสาร 33
● พ.ศ. 2497-2498 คณะรัฐมนตรี มมี ตแิ ตงตงั้ คณะอนกุ รรมการเพื่อพิจารณาประมวลรางระเบยี บงานสารบรรณ
โดย พลเรอื เอก หลวงชลธารพฤฒิไกร (พงษ อาศนะเสน) เปน ประธาน ยกรา งระเบยี บงานสารบรรณ ตอมาได
ประกาศเปนระเบยี บสำนักนายกรฐั มนตรี วา ดวยงานสารบรรณ พ.ศ. 2497-2498 ซ่ึงมี ทั้งหมด 3 ตอน คอื ตอน
ท่ี 1 วา ดวยการรับ เสนอ สง และระบบการเกบ็ คน ตอนท่ี 2 วา ดว ยแบบหนังสอื ในราชการ และมาตรฐานแบบ
พิมพ ตอนท่ี 3 วา ดวยหลักงานสารบรรณท่ัวไป ระบบการเกบ็ คนแบบดัชนี การออกแบบบตั รใหเ หมาะสมกบั งาน
เพอ่ื หาตวั เลขสถติ แิ ละการเขยี นกราฟ
● พ.ศ.2502 คณะอนุกรรมการฯ ไดร วบรวมปญหาตา งๆท่ีเกดิ ขึ้นจากการใชระเบยี บฯ วา ดวยงานสารบรรณ ฉบบั
แรก เสนอตอ คณะรัฐมนตรี ตอมาจงึ มกี ารแตงตง้ั คณะกรรมการ 2 ชดุ คอื คณะกรรมการรา งระเบียบงาน
สารบรรณ และคณะกรรมการพจิ ารณารางระเบยี บงานสารบรรณ ดำเนินงานแกไขปรบั ปรงุ จนแลวเสรจ็ ในป
2506 ประกอบดวย 3 หมวด คอื (1)ชนดิ และแบบหนงั สอื ราชการ (2)การรบั และสง หนงั สอื (3)การเก็บรักษา
ยืมและทำลายหนงั สือราชการ โดยส่งิ สำคญั ที่เพ่มิ ข้นึ มาในระเบียบนี้ คอื การกำหนดกลมุ หมวด หมหู นังสือ
ราชการ เปน 23 กลุม 263 หมวด 1,610 หมู เพ่ือประโยชนใ นการจดั เก็บและคน หาหนังสือราชการไดอ ยางเปน
ระบบและสะดวกรวดเรว็
ยคุ ขอ้ มลู ข่าวสาร สารสนเทศ และดจิ ทิ ัล
การพัฒนาอยา งตอ เน่อื งของเทคโนโลยกี ารสอ่ื สารโทรคมนาคม ชว งปลายสงครามเยน็ (พ.ศ.2519-2535) ทำใหเกิดผล
กระทบตอระบบการทำงานราชทัง้ ราชการและเอกชน มีการใชเ ครือ่ งโทรสารในการสงขอมลู ขา วสารอยางแพรหลาย และ
เร่ิมใชโทรศพั ทเ คลอื่ นที่ในประเทศไทย ในป พ.ศ.2529 จนกระทั่งชวงทศวรรษท่ี 2530 ซ่งึ หนว ยงานภาครฐั และเอกชน
เริ่มนำเอาคอมพิวเตอรม าใชจ ดั เก็บและประมวลผลขอ มูลอยา งกวางขวาง เมอ่ื คอมพิวเตอรสวนบุคคลราคาถกู ลง กท็ ำให
ภาครฐั เอกชน และบุคคล สามารถใชค อมพิวเตอรท ำงานไดหลากหลาย จดุ เปลย่ี นสำคัญคอื เมอื่ เกิดเครือขายอนิ เทอรเ น็ต
ทำใหการส่ือสารทำไดงายย่งิ ขึ้น มีไปรษณียอ ิเลก็ ทรอนกิ ส เว็บไซต ระบบฐานขอมูล ท่ีเปล่ียนแปลงรปู แบบการทำงาน หลัง
จากนั้นเพยี งสองทศวรรษ (พ.ศ.2540-2560) พัฒนาการของเทคโนโลยีดิจิทลั ก็เติบโตแบบกาวกระโดด และสรา งความ
เปลีย่ นแปลงแบบพลกิ ผันไปทวั่ โลก
เหตุการณสำคัญที่เกย่ี วกบั การจัดการเอกสารของประเทศไทย คือ
● พ.ศ.2518 สำนกั นายกรัฐมนตรี ไดแ ตง ตง้ั คณะกรรมการพิจารณาปรับปรงุ ระเบยี บฯ วา ดว ยงานสารบรรณ พ.ศ.
2506 โดยมีปลดั สำนักนายกรัฐมนตรเี ปน ประธาน และไดแ ตง ตง้ั คณะอนุกรรมการปรบั ปรุงระเบยี บงานสารบรรณ
จนกระทั่งเสร็จสน้ิ เมื่อเดอื น เมษายน พ.ศ.2526 สามารถประกาศใชเปนระเบียบฯ วา ดวยงานสารบรรณ พ.ศ.
2526 ประกอบดวย 4 หมวด คอื (1)ชนดิ ของหนงั สือ (2)การรบั และสงหนงั สือ (3)การเกบ็ รักษา ยืม และทำลาย
(4)มาตรฐานตรา แบบพิมพแ ละซอง ในระเบยี บฯน้ี ไดกำหนดใหก ารสงขอ ความทางเครื่องมอื ส่ือสาร เชน โทรเลข
วิทยุโทรเลข โทรพิมพ โทรศพั ท วทิ ยสุ ่อื สาร วทิ ยกุ ระจายเสยี ง หรอื วทิ ยุโทรทศั น เปน ตน ใหผ ูรบั ปฏบิ ตั ิเชนเดยี ว
กับไดร ับหนังสือ ซ่งึ สะทอ นใหเ หน็ มุมมองตอเอกสารวามิใชแคในรปู แบบกระดาษแตอ ยางเดยี ว
34 การจัดการเอกสาร | Records Management
● พ.ศ.2540 จากแนวคิดเร่อื งความโปรง ใสในระบบราชการ ทปี่ ระชาชน ผมู ีสวนไดส ว นเสีย มีสิทธิรับรขู อมลู ขาวสาร
ของทางราชการ จึงไดม กี ารประกาศใชพ ระราชบัญญัตขิ อ มูลขา วสารของราชการ พ.ศ.2540 และมีการจดั ตง้ั
หนวยงานเพื่อ กำกบั ดแู ลและสอดสอ งการปฏิบตั ิหนา ท่ีของหนวยงานของรัฐรวมถึงออกระเบียบ หลักเกณฑ
มาตรการแนวทางปฏบิ ัตโิ ดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย คือ คณะกรรมการขอ มลู ขาวสารของราชการ (สขร.) ใน
แตละหนวยงานก็มีความตื่นตัวในการจดั ตง้ั ศูนยขอมลู ขาวสารของทางราชการ ตลอดจนมีการสนบั สนุนใหมกี าร
ศกึ ษาวิจัยในประเด็นท่ีเก่ียวขอ ง ทำใหเกิดความสนใจพัฒนางานระบบสารบรรณมากกวาแตกอน โดยเฉพาะ
การนำระบบสารบรรณอิเลก็ ทรอนิกสมาใชในหลายหนวยงาน
● พ.ศ.2548 ผลจากความพยามในการปฏิรปู ระบบราชการ เปนการบริหารราชการแนวใหม ที่มุงเนน ผลสัมฤทธ์ิ
ความเปนระบบ ความรวดเร็ว ความคมุ คา และลดขั้นตอน ความซ้ำซอ นในการปฏิบัติงาน ทำใหมกี ารแกไ ข เพมิ่
เติมระเบียบฯ วา ดว ยงานสารบรรณ พ.ศ.2526 ใหเ หมาะสมกับสภาวการณปจ จุบันที่มีการปฏิบตั ิงานสารบรรณ
ดว ยระบบอเิ ลก็ ทรอนิกส จงึ ประกาศใช ระเบยี บฯ วาดวยงานสารบรรณ (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ.2548 มีสวนที่
เปลี่ยนแปลงสำคญั คอื กำหนดให ขอมูลขาวสารหรือหนงั สอื ทไี่ ดรบั จากระบสารบรรณอิเลก็ ทรอนกิ ส ถอื เปน
หนงั สือราชการ ดงั นั้นการตดิ ตอราชการนอกจากจะดำเนินการโดยหนังสือทเี่ ปนเอกสารแลว ยังสามารถดำเนิน
การดวยระบบสารบรรณอิเลก็ ทรอนกิ สไ ดดวยเชน กนั
● พ.ศ.2556 เปน เวลากวา 90 ป จากแผนกจดหมายเหตุในหอพระสมดุ วชิรญาณ (พ.ศ.2459) และพฒั นาเปน สำนกั
หอจดหมายเหตแุ หงชาติ กรมศลิ ปากร กระทรวงวัฒนธรรม ประเทศไทยจงึ ไดม กี ฎหมายทางการจดหมายเหตุ
(Archives act) เชนเดยี วกับประเทศชั้นนำท่ัวโลก เปน ครง้ั แรก คือ พระราชบัญญตั จิ ดหมายเหตแุ หง ชาติ พ.ศ.
2556 เพ่อื ใหมีระบบการเกบ็ รักษา อนรุ ักษแ ละใหบริการแกประชาชนในการศกึ ษา การคน ควา หรือการทำวจิ ยั
เอกสารจดหมายเหตุ ซ่ึงมีสาระในบางมาตราเกยี่ วของกับการจัดการเอกสารของรฐั
● พ.ศ.2564 รูปแบบการทำงานของหนว ยงานตางๆเริ่มเปลย่ี นแปลงไปดว ยการพฒั นาของเทคโนโลยดี ิจิทัล รวมถึง
การเกดิ ภาวะวิกฤต COVID-19 ทำใหต อ งทำงานจากบา น (Work from home) ผา นแพลตฟอรม ดจิ ทิ ัลตา งๆ เชน
การตดิ ตอ ทางไปรษณยี อ เิ ลก็ ทรอนกิ ส การประชมุ ทางไกลผานระบบดจิ ทิ ลั การใชร ะบบประมวลผลแบบคลาวด
(Cloud computing) เกบ็ ขอ มลู ทำใหมกี ารแกไข เพิม่ เตมิ ระเบียบฯ วาดวยงานสารบรรณ พ.ศ.2526 และ
ประกาศใช ระเบียบฯ วาดว ยงานสารบรรณ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2564 โดยเพม่ิ ความชดั เจนในการใชไ ปรษณีย
อิเลก็ ทรอนิกสส ำหรับหนว ยงานยราชการ การเพม่ิ ประเภทของส่อื กลางบันทึกขอมลู ใหครอบคลมุ บริการคลาวด
กำหนดใหก ารติดตอ ราชการดำเนนิ การดว ยระบบสารบรรณอเิ ล็กทรอนิกสเ ปนหลัก เพิ่มหมวด 5 ระบบสารบรรณ
อเิ ล็กทรอนกิ ส และระบุวาสวนราชการอาจขอรับการสนบั สนนุ หรอื ขอความชวยเหลือเกีย่ วกบั การพฒั นาระบบ
สารบรรณอิเล็กทรอนิกส จากสำนกั งานพฒั นารัฐบาลดจิ ทิ ลั (องคการมหาชน) หรอื สำหนักงานพฒั นาธุรกรรม
ทางอิเลก็ ทรอนกิ ส
การจัดการเอกสารและวิชาชพี จดั การเอกสาร 35