86 การจดั การเอกสาร | Records Management
บทที 5
แบบแผนการจัดหมวดหมู่เอกสาร
วตั ถปุ ระสงคข์ องบท
● อธบิ ายหลักการจดั หมวดหมูเอกสาร
● ระบุถึงความสำคญั ของแบบแผนการจดั หมวดหมเู อกสารตอการดำเนินงาน RMP
● อธิบายกระบวนการพัฒนาแบบแผนการจดั หมวดหมเู อกสาร
ความนาํ
การที่เราสามารถแยกแยะเอกสารตางๆ เชน แยกแยะจดหมายสวนตวั กับหนังสอื ราชการไดน ัน้ ก็เพราะโครงสรางและรปู
แบบเอกสารแตล ะชนิดมคี วามตา งกนั ในขณะเดยี วกนั เรากส็ ามารถเขา ใจความหมายของเอกสารไดจ ากบรบิ ทและ
โครงสรางของเอกสาร ท่ีแสดงความสัมพันธร ะหวางเอกสารนัน้ กบั เอกสารอนื่ ๆในระบบดว ยเชนเดยี วกัน สำหรบั เอกสาร
ขององคการซ่งึ มีปริมาณท่ีและมีอายเุ พม่ิ มากขึ้น ถา หากขาดการบนั ทึกหรอื จดั ทำหลกั ฐานเกีย่ วกบั บรบิ ทและโครงสรา งของ
เอกสาร กอ็ าจทำใหเ อกสารขาดความนา เชอื่ ถอื และผูใชเอกสารในภายหลงั เขาใจในเนอื้ หาคลาดเคลือ่ นได ในหลายองคก าร
ทใี่ ชระบบเอกสารแบบเดิมสบื ทอดกันมา เปน ตน วา จดั ตามโครงสรางการบรหิ าร จดั ตามเนือ้ หา หรอื ผสมกนั จงึ เปนการ
ยากท่ีจะรวบรวมสารสนเทศเชงิ บริบท (Contextual information) ของเอกสารไดอ ยา งครบถวน ดังนนั้ องคการจึงจำเปน
ตองมอี งคป ระกอบหลักท่ีเปนพ้นื ฐานในการอธบิ ายตีความเอกสาร คือ แบบแผนการจัดหมวดหมเู อกสาร (Records
classification scheme) อันเปน เครือ่ งมอื ทม่ี ีความสำคญั และจำเปนตอการดำเนินงานของแผนงานจัดการเอกสาร (RMP)
แบบแผนจะกำหนดและระบุตามภารกิจตา งๆขององคก าร และภายใตหนา ที่ คือ ชุดเอกสารหลกั ตางๆ ใชเชือ่ มโยงเอกสาร
กบั บริบททางธรุ กิจ/กจิ การขององคการ และเปน ส่งิ สำคญั ทจี่ ะทำใหส ามารถจับเกบ็ เอกสาร (Capture) ไดอยางครบถวน
สมบูรณ
87
หลักการจัดหมวดหมู่เอกสาร
การจดั หมวดหมู (Classification) คือ การระบุ แยกแยะ และจดั ระเบยี บสารสนเทศหรือวัตถอุ ยา งเปนระบบตามโครงสราง,
ขอตกลง, วธิ กี าร และกฎเกณฑข ้ันตอนทร่ี ะบไุ วอยา งชัดแจงในระบบ/แบบแผนการจัดหมวดหมู (Classification scheme)
การจดั หมวดหมสู ารสนเทศทำไดห ลายวธิ ี ตามวตั ถปุ ระสงคท ี่แตกตางกนั ในหอ งสมดุ จดั หมวดหมูสารสนเทศตามเนื้อหา
สาระ สว นในองคการจดั สารสนเทศตามบริบททางธุรกจิ
ISO 15489-1:2016 ใหความหมายของการจดั หมวดหมูเอกสาร คอื การระบุและจัดเรียงกิจกรรมทางธุรกจิ อยางเปน ระบบ
และ/หรอื ระบุ จัดเรียงเอกสารใหเ ปน กลมุ ลงในโครงสรางอยางเหมาะสม มีระเบียบแบบแผน วธิ ีการและข้ันตอน กฎเกณฑ
เชน เดยี วกับ AS ISO 15489 ซึง่ เปนมาตรฐานของออสเตรเลีย กำหนดวา การจดั หมวดหมเู อกสาร คอื การระบุและจัดเรียง
กิจกรรมทางธรุ กจิ และ/หรือ เอกสาร ใหเปนประเภทอยางเปนระเบียบแบบแผนตามโครงสรา ง, วธิ ีการ, และกฎเกณฑข นั้
ตอนของระบบจัดหมวดหมู
การจดั หมวดหมเู อกสาร จำเปน ตอ งอาศยั แบบแผนการจัดหมวดหมู คือ ชุดของคำและขอ ตกลงท่ีนำไปใชใ นทกุ หนวยของ
องคก ารเพอื่ สรางความชัดเจนเก่ยี วกบั การตัง้ ชอ่ื การคน คนื เอกสารและสารสนเทศขององคการ ชวยควบคุมคำศพั ทท ่ีใช
สรางความสมำ่ เสมอในการอธิบายสารสนเทศทถ่ี ูกจัดทำขน้ึ หรือรับไวต ามกจิ กรรมทางธรุ กิจ และปรับปรงุ การคน คนื
สารสนเทศ ตลอดจนเปน ประโยชนใ นการกำหนดอายุและกำจัดเอกสารอกี ดวย
กระบวนการจดั หมวดหมชู ว ยอธิบาย, จดั , ควบคุมสารสนเทศ ทำใหเกดิ ลำดับอนุกรมในการทำความเขา ใจวา องคก ารทำ
อะไร และทำไมถงึ แบบน้ัน เปน เคร่อื งมือพื้นฐานในการอำนวยความสะดวกและสง เสริมประสทิ ธภิ าพขององคการ ในการ
แบงปนสารสนเทศและความรู
ปจ จุบนั เปน ที่ยอมรับกันในทางวชิ าการวา ควรจดั หมวดหมเู อกสารตามภารกจิ ขององคก าร (Function) เพราะใหกรอบงาน
(Frame work) ท่ีคงทกี่ วาการจัดตามเน้ือหาสาระหรือโครงสรางองคการ การจดั หมวดหมูตามภารกจิ ขนึ้ อยูกบั บรบิ ทของ
การจัดทำและใชง านเอกสาร นน่ั หมายถงึ วา เอกสารควรถกู จัดตามเหตผุ ลวา เอกสารถกู สรางขึ้นมาทำไม ทำหนา ที่อะไร
มากกวามเี นือ้ หาเกี่ยวกบั อะไร การเชอื่ มโยงเอกสารเขากับบรบิ ททางธรุ กจิ คอื กญุ แจสำคัญสำหรับการจัดทำและจับเก็บ
เอกสารไดอยา งถูกตองและครบถว นสมบูรณ (Shepherd & Yeo, 2003; Smith, 2007; Franks, 2018)
อกี ประการหนึ่งท่ีไมควรจดั เอกสารตามโครงสรางองคก าร เพราะโครงสรางเปล่ยี นแปลงไดงา ยตามการควบรวม, การปรบั
เปลี่ยน, การกระจายอำนาจ, และโครงสรางเปน ส่ิงที่เปลีย่ นแปลงไปตามเวลา แตภ ารกิจขององคก ารเปนส่งิ ทค่ี งอยตู ลอดไป
ตราบเทา ทย่ี งั มอี งคการอยู
ประโยชนข์ องการจัดหมวดหม่เู อกสารตามภารกจิ องค์การ
● ชวยใหองคการสามารถระบุเอกสารทค่ี วรจดั ทำข้นึ เพอื่ คณุ คา ในการเปน พยานหลกั ฐานทางธรุ กิจ
88 การจดั การเอกสาร | Records Management
● รูว า เอกสารใดทีส่ ำคัญหรอื จำเปน ตอ ธุรกจิ และควรจับเกบ็ เขา สูระบบ
● ตัดสินใจไดว าตองเก็บเอกสารไวนานเทา ไร
● ตัดสนิ คุณคา และกำหนดอายุเอกสารไดต ้งั แตจ ดุ เร่มิ ตนของการสรางเอกสาร
● การเขาใจภารกิจ กจิ กรรม งานขององคก าร ทำใหไ ดก รอบสำหรับการบรหิ ารวา องคก ารไดท ำภารกจิ ตามภาระ
ความรับผดิ ชอบอยางไร
● แสดงความเชอื่ มโยงอยา งชัดเจนระหวา งเอกสารกบั บรบิ ททางธุรกิจ
● ชว ยเชื่อมโยงการจัดหมวดหมูกับการกำจัด กำหนดอายุ เขา ถึงและรักษาความปลอดภยั ของเอกสาร
● สามารถสบื คนขอมลู ไดถกู ตอ งแมน ยำดวยการใชค ำที่มีความสม่ำเสมอ
เครืองมือสําหรบั การจัดหมวดหมู่เอกสารและสารสนเทศของ
องค์การ
เครอ่ื งมอื พนื้ ฐานสำหรบั การจัดหมวดหมูเอกสารและสารสนเทศขององคก าร มี 3 ประเภท (The national archives of
Australia, 2020) คือ
1) แบบแผนการจัดหมวดหมูธ ุรกจิ (Business classification scheme: BCS)
2) แบบแผนการจดั หมวดหมเู อกสาร (Records classification scheme: RCS)
3) อรรถาภิธานภารกิจ (Functions thesaurus: FT)
ภาพ5-1 เครอื่ งมอื พนื้ ฐานสำหรบั การจดั หมวดหมูสารสนเทศขององคก าร
แบบแผนการจัดหมวดหม่ธู รุ กิจ (BCS)
BCS คอื การระบภุ ารกิจ (Functions), กจิ กรรม (Activity), ธุรกรรม/งาน (Transaction/Task) ขององคการ และจัดให
เปนหมวดหมูตามโครงสรา งแบบลำดับชน้ั (Hierarchical structure) อยางเปน ระบบ แสดงใหเ ห็นลำดับชน้ั ของภารกิจ,
กิจกรรม และงาน ท่ีทำใหเกิดสารสนเทศในองคการ ใชสำหรับเชือ่ มโยงสารสนเทศเขา กับบรบิ ททางธรุ กิจ, ชว ยในการจดั
เกบ็ , สืบคน, ดูแลรกั ษา และกำจดั สารสนเทศขององคการ
BCS พัฒนาขนึ้ จากการวิเคราะหภ ารกิจองคก าร (Functional analysis) ซ่ึงจะทำใหไดโ ครงสรางทชี่ ดั เจนและเปนระบบ
สำหรับการตงั้ ชอื่ ต้งั ชื่อแฟม (File) และกลองแฟม (Folder) อันเปน พื้นฐานสำคญั ของการจดั เกบ็ เอกสาร ดังท่ี ISO
15489-1:2016 ระบวุ า BCS เปนเครอ่ื งมือสำหรับการเชอ่ื มโยงเอกสารกบั บรบิ ทของการสรา งเอกสาร เปนกระบวนการใน
แบบแผนการจดั หมวดหมเู่ อกสาร 89
การจดั การเอกสารอยางเหมาะสมเทาทด่ี ำเนนิ การได BCS ท่ีดจี ึงขน้ึ อยกู บั การวิเคราะหภารกิจขององคการอยา งถกู ตอ ง
แมน ยำ และการยอมรบั จากผูใ ชง านทั่วท้งั องคก าร
การดำเนินงานทางธรุ กิจจะประสบความสำเร็จหากใช BCS เพราะทำใหไ ดท ิศทางทช่ี ดั เจนสำหรับผปู ฏิบตั งิ านในการกำหนด
ชอื่ และจัดหมวดหมสู ารสนเทศขององคก ารไมวาจะอยใู นรูปกระดาษหรือดิจทิ ลั ใหเ ปน ไปในทศิ ทางเดียวกนั ประโยชนตอ
มาของ BCS คือ ชวยใหสืบคนและเขาถงึ สารสนเทศในระบบจัดเกบ็ ไดม ีประสิทธิภาพยิง่ ขึน้ (The national archives of
Australia, 2003; Northern territory government of Australia, 2020)
แบบแผนการจดั หมวดหมเู่ อกสาร (RCS)
RCS คอื เคร่ืองมอื สำหรบั การอธบิ าย, จำแนกประเภท, จัดกลุมเอกสารทมี่ ีคุณลักษณะเหมอื นกนั นำมาไวด วยกัน ตาม
โครงสรา งการจัดหมวดหมูแบบลำดับช้นั จากระดบั บนสดุ ทมี่ ีขอบเขตกวางๆ มาสูระดบั ลา งท่ีมีขอบเขตเฉพาะเจาะจงมาก
ข้นึ ตามลำดับ โครงสรางของแบบแผนนนั้ ข้นึ อยกู ับภารกจิ และกจิ กรรมทางธรุ กิจของแตล ะองคการ โดยปกติแลว RCS มัก
อยใู นรูปแบบของโครงสรา งสารบบ (Directory) หรอื โฟลเดอร (Folder) ทมี่ ตี ง้ั แตสองถงึ ส่ีลำดับชน้ั โดยยดึ ตาม ภารกจิ -
กิจกรรม-งาน-งานยอ ย และมเี ลขอางอิงเฉพาะ (File code/ File reference) ใหกับแตละหมวดหมดู วย (JISC infoNet,
2007; Smallwood, 2013)
RCS เปนผลตอ เน่ืองมาจาก BCS ซ่งึ ไดม าจากการวเิ คราะหภารกิจและกจิ กรรมทางธรุ กิจขององคก าร ดงั นั้น RCS จงึ ยึด
ตามโครงสรา งของ BCS โดยในระดบั บนสุดตามลำดับชนั้ ของ RCS คอื ภารกจิ (Function terms) ในลำดบั ถดั มาคือ
กจิ กรรม (Activity terms) ซึ่งทั้งสองระดับนมี้ ักไมคอ ยมกี ารเปลยี่ นแปลงนักในองคการ สว นระดบั ท่ี 3 คอื คำเรยี กงาน
หรือหัวเรือ่ ง (Task/Topic terms) ในบางแบบแผน ระดับนอ้ี าจไมใ ชศพั ทค วบคมุ แตเปนวลี หรอื คำทใี่ ชท ่วั ๆไปเพ่ืออธบิ าย
การทำธุรกรรมตา งๆขององคการ ซึ่งไมใ ชเ รื่องงายเลยทจ่ี ะระบุคำทถี่ ูกตอ งเหมาะสมสำหรับอธิบายกจิ กรรม-ธรุ กรรมใน
องคการ ดงั นัน้ จึงควรมีการทำหมายเหตุ (Scope note) ท่ีอธิบายขอบเขตเนอื้ หาเพ่ือใหเ กิดความชัดเจนและปอ งกันความ
สับสน
นอกจากน้ียังมีคำท่ีใกลเคียงกับ RCS และมกั ใชแ ทนกันได คือ ผงั แฟมขอ มลู (File plan) หรือผงั เอกสาร (Record plan)
ซงึ่ เปน โครงสรางของแฟม ขอ มลู ท่ีใชร วมกนั ในระบบจดั การเอกสารอเิ ลก็ ทรอนิกส (ERMS) (Shepherd & Yeo, 2003 ;
Frank, 2013 ; The national archives of Australia, 2020)
RCS เปนเครือ่ งมือท่ีนกั จัดการเอกสารและพนักงานในองคการใชส ำหรบั
● ระบุวา เอกสารใดท่ีควรสรางขนึ้ เพอ่ื ใชเปน พยานหลักฐาน
● แสดงใหเหน็ ความเชอ่ื มโยงระหวา งเอกสารท้ังเอกสารทเี่ กดิ ข้ึนจากกิจกรรมหน่งึ ๆ หรือระหวา งกจิ กรรมหนง่ึ กบั อีก
กจิ กรรมหนึ่งท่เี ก่ียวของใหค วามเขา ใจเก่ียวกบั ความสัมพนั ธร ะหวา งธุรกิจกับเอกสาร
● ระบวุ า เอกสารใดท่มี ลี ำดบั ความสำคญั ควรถูกจบั เกบ็ เขา สูระบบจดั การเอกสาร
● ระบุแหลงทเี่ อกสารควรจะเก็บรักษา
90 การจดั การเอกสาร | Records Management
● ชว ยเหลอื ผูใ ชง านในการสืบคน เอกสาร
● ชวยเหลอื ผใู ชง านในการทำความเขาใจหรอื ตีความเอกสาร
● กำหนดและควบคุมอายกุ ารจดั เก็บ (Retention periods) สนบั สนุนการตดั สินใจกำหนดอายุจดั เก็บเอกสาร รวม
ถงึ สามารถกำหนดอายุของเอกสารไดต ้งั แตจดุ เรม่ิ ตนจดั ทำเอกสาร
● กำหนดและควบคุมสิทธิการเขา ถึง และการรักษาความปลอดภยั ของเอกสาร
ตองยอมรบั วา ยังไมม แี บบแผนการจดั หมวดหมูเอกสารใดที่จะสมบูรณแ บบไปทงั้ หมด บางครง้ั อาจพบวาขอบเขตของชุด
เอกสารมคี วามคลุมเครอื หรือแฟม หนงึ่ อาจจัดอยไู ดห ลายชุด กรณีนอี้ าจตอ งใชการทำดัชนีมาชวยใหส ามารถเขาถึงเอกสาร
ไดเ ฉพาะเจาะจงยงิ่ ข้ึน
ภาพ5-2 ตัวอยางโครงสรางแบบแผนการจัดหมวดหมูเอกสารของธนาคารแหงประเทศไทย (ท่มี า:ทีมบรหิ ารงานเอกสาร
ฝายสงเสริมความรูทางการเงิน ธนาคารแหง ประเทศไทย)
แบบแผนการจัดหมวดหมู่เอกสาร 91
ภาพ5-3 ตวั อยางโครงสรางแบบแผนการจดั หมวดหมเู อกสารของธนาคารแหงประเทศไทย (ที่มา:ทีมบรหิ ารงานเอกสาร ฝา ยสง เสรมิ
ความรูทางการเงิน ธนาคารแหง ประเทศไทย)
92 การจัดการเอกสาร | Records Management
อรรถาภธิ านภารกิจ (FT)
อรรถธาภิธาน (Thesaurus) คือ เครอื่ งมือในการจดั หมวดหมแู บบหนง่ึ ทแี่ สดงในรูปบญั ชีหรือรายการคำศัพทท ถี่ ูกกำหนด
ขึน้ ตามกฎเกณฑแ ละขอตกลงท่ีชัดเจน รวบรวมคำศพั ททมี่ ีความหมายคลา ยคลึงกนั มาไวใ นกลมุ เดยี วกนั รวมถึงคำทไ่ี ม
อนุญาตใหใช ควบคมุ คำที่มคี วามหมายเหมอื นกนั คำพองหรอื คำทเ่ี ขียนเหมอื นกัน แตความหมายแตกตางกัน มรี ายการ
แสดงถงึ ความสัมพนั ธระหวางศพั ทในกลมุ ลำดับชั้นตามตวั อักษร บางครั้งอาจเรียกวา ศพั ทส ัมพันธ (Functions thesaurus
working group of the records management roundtable of the society of American archivists, 2010) โดย
ท่ัวไปมอี งคป ระกอบ ดงั นี้
1)คำหลกั ของชุด (Descriptor) ทใี่ ชใ นสาขาวชิ านน้ั
2)คำทกี่ ำหนดใหใ ชแ ละไมก ำหนดใหใช รวมท้งั แนะนำวา คำใดใหใ ชไ ด และใชแ ทนคำอะไรบา ง ซ่งึ มักจะเปน คำทม่ี คี วาม
หมายพอ งกับคำหลักหรือคำท่ีมคี วามหมายใกลเ คียงกบั คำหลัก แตไ มใชแ ละไดกำหนดใหใชค ำหลกั แทน (จะใชส ญั ลักษณวา
UF หมายถึง Used For) เชน
Distance education
UF Open learning
3)ขอความอธิบายคำหลกั หรือคำนยิ าม หรือขอบเขตของคำศัพทท ใ่ี ช (ใชสญั ลกั ษณค ือ SN หมายถึง Scope Note) เพือ่
ใหม คี วามชัดเจนเกี่ยวกับคำศัพทน นั้ ๆ เชน
Distance learning
SN Systematic use of techniques line correspondence, radio, television and the Internet to
reach off-campus students
4) คำทม่ี ีความสัมพันธห รอื เกย่ี วของ (Relationship) กับคำหลกั
4.1) คำท่ีเปนคำตนสกุลของคำหลัก (Top Term) ใชส ัญลักษณคือ TT)
4.2) คำทม่ี คี วามหมายกวางกวา คำหลกั (Broader Term ใชสญั ลกั ษณ คอื BT)
4.3) คำทม่ี คี วามหมายแคบกวา คำหลัก (Narrow Term ใชสัญลักษณค อื NT)
4.4)คำท่ีมคี วามหมายเกี่ยวขอ งกับคำหลัก (Related Term) ท่ีไมใชค ำที่มคี วามหมายกวางกวา หรือแคบกวา (ใช
สญั ลักษณคือ RT)
แบบแผนการจัดหมวดหมูเ่ อกสาร 93
ในบริบทของการจดั การเอกสารองคก าร FT คือ เครื่องมือในการจดั หมวดหมูเอกสารและสารสนเทศขององคการ, ใชตงั้ ช่อื
เอกสารตามภารกจิ และกจิ กรรมทางธุรกจิ ทที่ ำใหเกิดเอกสารข้นึ แสดงความเช่อื มโยงระหวา งคำศพั ท และใหคำแนะนำใน
การใชค ำศพั ท (The national archives of Australia, 2003)
FT จัดทำขึ้นตาม BCS จึงใหห มวดหมูต้ังแต 3-4 ระดับ หรือมากกวา ตามภารกิจ-กจิ กรรม-งาน ชวยใหการจัดหมวดหมู
ครอบคลุมเอกสาร และสารสนเทศอนื่ ๆขององคก ารดวย แมว า FT จะแสดงคำศัพทต ามลำดับตัวอักษร แตเ มอื่ คำศัพทถ ูก
นำไปใชใ นการจัดหมวดหมู กจ็ ะแสดงในลักษณะโครงสรา งของ ภารกจิ -กิจกรรม-งาน ตัวอยา ง Australian
Governments' Interactive Functions Thesaurus (AGIFT) ทอี่ ธิบายถงึ หนาทที่ างธรุ กจิ ซึง่ ดำเนนิ การทั่วทงั้
เครือจกั รภพรฐั และรัฐบาลทองถ่นิ ในออสเตรเลีย รวมทงั้ สิ้น 583 แนวคิด (Concept) แสดงภารกิจระดบั บนสดุ ทง้ั หมด 26
ภารกิจ โดยมีโครงสรา งแบงแนวคดิ เปน 3 ระดับ คือ
ระดบั ท1่ี คือ ภารกจิ เปน หนว ยทางธรุ กจิ ระดบั กวา งท่ีดำเนินการโดยหนว ยงานของรฐั
ระดบั ที่2 คือ งานหลัก หรือขอบเขตการบริการภายใตแ ตละภารกิจ
ระดบั ท่ี 3 คอื หัวขอทีอ่ ยูในกิจกรรม
ภาพที่ 5-4 อรรถธาภิธานภารกิจ ((ที่มา: Australian Governments' Interactive Functions Thesaurus (AGIFT) Last
Modified: 02 December 2016)
94 การจดั การเอกสาร | Records Management
ตัวอยา ง
EDUCATION AND TRAINING
https://data.naa.gov.au/def/agift/EDUCATION-AND-TRAINING
Alternative Labels
Teachers
Teaching
Definition
Formulating policy to support programs that provide skills and knowledge to citizens. Developing strategies to make education
available to the broadest possible cross-section of the community. Providing funding to schools, universities, colleges,
academies or community groups that provide education and training. Establishing programs to develop and manage
educational institutions.
Narrower Concepts
Arts education
Community education
Curriculum development
Early childhood education
Military education and training
Overseas skills recognition
School education
Tertiary education
Vocational education
Related Concepts
Overseas student scholarship programs
การเลือกเคร่อื งมือสำหรับจดั หมวดหมนู ้นั ขน้ึ อยกู ับความพรอ มของแตล ะองคการ อาจใชไมเ หมอื นกัน อยา งไรก็ดี เครื่องมอื
สำคัญและจำเปนสำหรับการจัดหมวดหมเู อกสาร คือ RCS ซึง่ พฒั นาขึ้นตาม Bฺ CS นนั่ เอง
หลกั การจดั ทําแบบแผนการจัดหมวดหมเู่ อกสาร
จากหลกั การจัดการเอกสารอยา งตอ เน่ือง ทเ่ี นนกระบวนการอยา งตอเนอ่ื งและเชื่อมโยงกนั ของการจดั การเอกสารตลอด
อายขุ องเอกสาร ต้งั แตก ารออกแบบและพัฒนาระบบ จนกระทั่งทำลายหรือโอนยา ยไปเกบ็ รักษาเปน จดหมายเหตุ แนวคิดน้ี
ไดเสนอ 4 กิจกรรมที่ตอ เน่ืองกนั ตลอดอายเุ อกสาร คือ (1)การระบุบง ชี้ (2)การควบคุมเน้ือหาสาระ (3)สรา งชองทางการเขา
แบบแผนการจดั หมวดหม่เู อกสาร 95
ถงึ (4) การควบคมุ ทางกายภาพ หนา ทส่ี ำคญั ของนักจัดการเอกสาร คือ การออกแบบแผนการจดั หมวดหมอู ยา งเปนระบบ
และรัดกุม
เอกสารถูกสรางขึน้ จากภารกจิ และกิจกรรมขององคการ เอกสารจงึ เปนพยานหลักฐานของงานหรือกจิ กรรมท่ีสรางมันข้นึ มา
ดงั นน้ั แบบแผนการจดั หมวดหมเู อกสารก็ควรพฒั นาขึ้นบนฐานของการวิเคราะหภ ารกจิ -กระบวนการ-กิจกรรมขององคการ
และเชอ่ื มโยงเอกสารกบั บรบิ ทท่ีสรางมนั ข้ึนมาดวย Smith (2007) ยำ้ วา แบบแผนฯไมค วรถกู ออกแบบและพฒั นาขน้ึ ตาม
โครงสรางองคก ารแตค วรพัฒนาข้ึนบนฐานของภารกจิ และกจิ กรรม ซึง่ มีความเสถยี รกวา โครงสรางองคก าร เพราะภารกจิ
นั้นไมเ ปลยี่ นแตโ ครงสรางองคการเปลีย่ นไดเ สมอ นอกจากนแ้ี บบแผนฯทพี่ ฒั นาขน้ึ บนฐานของภารกจิ ยังยดื หยุนกวาแบบ
แผนฯทีพ่ ัฒนาขึน้ บนฐานของโครงสรางการบริหารเพราะเมื่อโครงการหนง่ึ มีผเู กยี่ วขอ งจากหลายๆหนว ยงานเกิดขน้ึ
เอกสารจะถกู สรางขึน้ นอกเหนือจากโครงสรางทัว่ ไปขององคการ มากไปกวานั้นแบบแผนฯทส่ี ะทอนโครงสรางองคการมัก
ขาดความแนนอนหรอื ชัดเจน (Shepherd & Yeo, 2003 ; Smith, 2007 ; Franks, 2018)
แบบแผนการจดั หมวดหมเู อกสาร ควรยดึ หลกั การออกแบบที่สำคญั คอื
● มีความงาย (Simplicity) ตองออกแบบ RCS ใหผ ูใ ชงานเขาใจไดง า ย โดยไมต อ งเรยี นรูมาก
● มคี วามเปน ตรรกะ (Logical) โครงสรางตอ งแสดงความสมั พนั ธเ ปน ลำดบั ชัน้ จากหลักไปรอง / ใหญไ ปยอย
อยางเปนเหตเุ ปนผล
● เปน ไปตามภารกจิ องคการ (Functional) สามารถสะทอนภารกจิ กจิ กรรม และงานอยา งครอบคลมุ ครบถว น
● สามารถใชง านไดจรงิ (Practical) สอดคลองกบั บรบิ ทการทำงานของแตละองคก าร
● มคี วามสมำ่ เสมอ (Consistency) RCS ตองมกี ฎเกณฑแ ละคำแนะนำทชี่ ัดเจน มกี ารใชศ พั ทควบคมุ เพือ่ การ
คน หาท่ีครอบคลมุ ในเรอื่ งนั้น ๆ การใชคำการอธบิ ายความหมายตอ งมีความสม่ำเสมอกันท้งั หมด
● มคี วามยืดหยนุ (Flexibility) RCS เปลยี่ นแปลง พัฒนาได และตอ งออกแบบเผื่อสำหรบั การขยายตัวในอนาคต
RCS สำหรับระบบการจดั การเอกสารดจิ ิทลั อาจแสดงไดใ นรปู ของสารบบ หรอื โครงสรา งของแฟมขอมูล ตัง้ แต 2-4 ระดบั
โดยปกติมกั มีโครงสรา งตามลำดบั เมือ่ นำไปใชกับระบบสารสนเทศธุรกิจ ตอ งทำศัพทค วบคุม เพื่อใหเ กดิ ความสมำ่ เสมอของ
การอธิบายสารสนเทศ และใหสนับสนนุ การสืบคน ดว ย
กระบวนการจดั ทําแบบแผนการจดั หมวดหมเู่ อกสาร
การจดั ทำ RCS จำเปนตอ งอาศยั ทกั ษะการวิจัย การวเิ คราะหแ ละสอื่ สาร ตลอดจนความรูเกีย่ วกับหลกั การจัดการเอกสาร
ดวย ซ่ึงนกั จัดการเอกสารจำเปน ตองประยุกตความรเู หลานสี้ ำหรับการพัฒนา RCS ใหเ หมาะสมสอดคลองกับบรบิ ทของ
องคก าร โดยอาศัยขอ มลู จากแหลง ตางๆประกอบ
96 การจดั การเอกสาร | Records Management
ตาราง5.1 แหลง ขอมลู สำหรับการทำ RCS ประโยชน
แสดงภาพรวมของงานแตล ะตำแหนง ซ่ึงสมั พันธก บั ภารกิจ และกจิ กรรมองคการ
ขอมูล
คำอธิบายตำแหนง งาน แสดงความสมั พันธระหวางแตล ะภารกจิ และระหวางภารกจิ หลักกบั ภารกจิ รอง
(Job description) ขององคก าร
แผนภูมิจำแนกภารกิจ
(Functional decomposition chart)
ผังการไหลของงาน (Work flow) ชวยอธิบายภาพงานท่ีเกิดขึน้ ในแตละข้ันตอน
กฎหมาย/นโยบาย
ชวยอธบิ ายถงึ การปฏิบัตทิ เ่ี ปน ไปตามกฎหมาย ชว ยกำหนดอายเุ อกสารไดอ ยาง
ระเบียบ/คำสง่ั ถกู ตอ ง
มาตรฐานอา งองิ /ระบบงาน
ชว ยอธิบายกจิ กรรมงานที่เปน ไปตามระเบียบ/คำส่งั หรือแนวปฏบิ ัติทต่ี รงกัน
ชวยอธิบายถึงหลักปฏิบัตติ ามมาตรฐานสากล
การจดั ทำแบบแผนการจดั หมวดหมูเอกสารมขี ้นั ตอนดังตอ ไปน้ี (IRMT, 1999; Shepherd & Yeo, 2003)
ขันที 1 วิเคราะห์ภารกจิ ขององคก์ าร
จุดเร่มิ ตน ของการจัดทำแบบแผน คือ การยกรางตวั แบบเชงิ ตรรกภาพ (Logical model) ที่จำแนกแยกแยะและบง ชถี้ งึ
ภารกจิ ขององคก าร และรา งแบบแผนความสมั พนั ธระหวางแตล ะภารกิจ และระหวางภารกิจหลกั กับภารกจิ รองของ
องคการทง้ั หมด โดยอาจอาศัยแผนภูมิจำแนกภารกิจที่มีอยแู ลว แตใ นกรณีท่ีไมมี นักจดั การเอกสารตองทำการวเิ คราะห
และกำหนดนิยามของแตล ะภารกิจในองคก าร ซง่ึ ตอ งใชเ ทคนิคการวเิ คราะหภ ารกิจและเทคนคิ อืน่ ๆมาชว ย เพือ่ ใหไดน ยิ าม
และขอบเขตของแตล ะภารกจิ
บางภารกจิ อาจเปน ภารกิจพ้ืนฐานมีอยใู นทกุ องคการ (Common function) เชน การอำนวยการ, การเงนิ , ทรัพยากร
บุคคล, กฎหมาย, การจดั การสารสนเทศ แตใ นขณะเดยี วกันก็มีภารกจิ หลกั (Core function) หรือภารกิจเฉพาะซึง่ แตล ะ
องคก ารมคี วามหมายและขอบเขตไมเหมือนกัน เชน การขายและการตลาด, การวจิ ัย, การบรกิ ารชมุ ชน, การปฏิบตั ิการ ดัง
น้ันจงึ ตอ งระบุใหไ ดวา มภี ารกิจใดท่ีเปน ภารกิจทัว่ ไป กบั ภารกิจเฉพาะขององคก าร
การวเิ คราะหภารกิจอาจใชแ นววเิ คราะหจ ากบนลงลาง (Top-down approach) ทเ่ี ร่มิ จากระดับบนสุดแลวจึงลงสูองค
ประกอบท่ีเก่ยี วของใหเ ห็นภาพรวมของระบบองคการ ระบบยอยท่ีสนับสนนุ ระบบใหญใหบรรลเุ ปา หมาย ผลของการ
วิเคราะหจะใหต วั แบบเชงิ ตรรกภาพ ทแ่ี สดงใหเหน็ โครงสรางแบบลำดับชน้ั ของระบบและระบบยอย โดยอาจแสดงดวย
แผนภาพ
แบบแผนการจดั หมวดหมูเ่ อกสาร 97
ตัวอยา งการวเิ คราะหภารกิจ: การบริหารทรพั ยากรบคุ คล
ในข้ันกอนการวเิ คราะห นักจดั การเอกสารอาจรวบรวมองคป ระกอบท่ีเก่ยี วของ และลองจัดกลมุ ไวภ ายใตภ ารกจิ การ
บรหิ ารทรพั ยากรบคุ คล ซ่งึ อยรู ะดับบนสุด (Higher level)
ภาพ5-5 ตัวอยา งการวเิ คราะหภารกิจ: การบริหารทรัพยากรบคุ คล
เมอ่ื ลงมอื วเิ คราะหจะเห็นวา การบริหารบญั ชีเงินเดือน ไมใชร ะบบยอ ยของการบรหิ ารทรพั ยากรบคุ คล แตเ ปนสวนหน่งึ
ของภารกจิ ดา นการเงิน ดงั น้ันจึงยา ยออกจากตวั แบบนไี้ ด ขณะเดียวกนั การเลื่อนตำแหนง ควรเปน ระบบยอยของการ
บรหิ ารแรงงานสมั พันธ ที่อาจจดั ไวเ ปน ระดบั กลาง (Intermediate level) ซ่งึ รวมเอาการวางแผนกำลังคน และการ
สรรหา เอาไวดว ย
จากน้ันอาจแยกหรือจัดองคป ระกอบลงสรู ะดบั ลาง (Lower level) เม่อื จำแนกเรียบรอ ย ก็ทำการตรวจสอบและกำหนดชื่อ
ใหก ับระบบยอย ในกรณนี ้ี ประกาศรับสมคั ร เปนระบบยอยของการสรรหา
ภาพ5-6 ตัวอยางการวเิ คราะหภารกจิ จากระดับบนสุดสลู างสดุ
98 การจดั การเอกสาร | Records Management
ภาพ5-6 แสดงโมเดลในขัน้ สุดทา ย เมอ่ื เมอ่ื มกี ารปรบั เปลยี่ น และ สว นหนง่ึ ของภารกิจถูกแยกลงสรู ะดับลางสดุ เมอ่ื
แยกแยะจนเสรจ็ ผวู ิเคราะหต องตรวจเช็คการตั้งชอ่ื ของสวนยอย มิใหกำกวม
ข้ันสุดทายของการวเิ คราะหภารกจิ คอื การกำหนดความสัมพันธระหวา งภารกิจกับกระบวนการ และหนว ยธุรกจิ
(Business unit) ขององคการ เชน กระบวนการสรรหาบคุ ลากร อาจจะรับผิดชอบโดยงานทรพั ยากรบคุ คลจากสวนกลาง
หรอื อาจรบั ผดิ ชอบโดยหนว ยปฏิบัติการก็ได
กรณที ่ีโครงสรางองคก ารไมไดจ ดั ตามภารกิจ งานที่เก่ียวของจำเปนตอ งดำเนินการในสว นตา งๆขององคการ นักจดั การ
เอกสารจำเปนตอ งแยกแยะ และบันทกึ เกยี่ วกับกระบวนการซง่ึ หนว ยธุรกิจรับผดิ ชอบ รวมถึงดขู อ มลู เกี่ยวกบั การ
เปล่ยี นแปลงภารกิจความรับผดิ ชอบดว ย เชน
กระบวนการ: ตรวจทานขอ ความประกาศ
---รบั ผดิ ชอบโดย แผนก HR (ตง้ั แต ก.ค.2552)
---รบั ผิดชอบโดยหัวหนา หนว ยน้ัน (ตง้ั แต ส.ค. 2552)
การวเิ คราะหกระบวนการ (Process analysis) เปนหนง่ึ ในกระบวนการของการวเิ คราะหภ ารกจิ และคน หาวาแตล ะ
กระบวนการดำเนินไปอยางไร เชนเดยี วกบั การวิเคราะหภ ารกิจ ท่ีไมไ ดม งุ ความสนใจที่ระดบั บคุ คล แตส นใจในภาพรวม
ทั้งหมด
การวเิ คราะหกระบวนการอาจไมเ หมาะกบั กจิ กรรมองคการทุกประเภท โดยทว่ั ไปมักใชวิเคราะหก บั งานประจำ (Routine
process)
สำหรบั การจดั การเอกสาร เทคนคิ การวิเคราะหก ระบวนการ มปี ระโยชนในการวางแผนและนำระบบไปใชส ำหรับเอกสาร
รปู แบบเดมิ และแบบดิจิทัล มีประโยชนในการลงลกึ ถงึ การสรา งเอกสารในระดับตน ชว ยใหน กั จดั การเอกสารเขาใจการ
เคลื่อนไหวของเอกสารในแตล ะขน้ั ตลอดของกระบวนการ และแสดงจุดเดนในกระบวนการทเ่ี อกสารในอนาคตตอ งการนำ
เขาสรู ะบบ
ขนั ที 2 จดั ภารกจิ เปนหมวดหมู่
ในข้ันตอนนี้เปน การจัดลำดบั ความสำคัญของขอบเขตของภารกจิ (Functional area) สำหรบั การสรางหมวดหมแู ละขยาย
ตัวแบบเชิงตรรกภาพในขอบเขตท่เี ฉพาะเจาะจงมากขนึ้
การจดั ลำดับความสำคญั ขึน้ อยูกบั ปจ จยั ตา งๆ ประกอบดว ย ทรัพยากร การสนับสนนุ และระบบท่ีมอี ยู ในการทำชวงแรก
เร่ิมควรเลอื กภารกิจหรอื ภารกิจยอยทดี่ ำเนินการในหนวยธรุ กิจเดียว (Single business unit) ภารกจิ ทแี่ บงลงไปหลาย
หนวยธรุ กจิ จะยากในการสรางตัวแบบและไมควรเลอื กทำในชวงแรกเริ่ม
นักจดั การเอกสาร จำเปน ตอ งระบุและกำหนดความสัมพันธข องภารกิจหรอื ภารกิจยอยที่ชดั เจนขึ้น ตัวแบบในขน้ั นต้ี องถกู
พัฒนาสรู ะดบั กระบวนการ (Process level) ซ่ึงเปนระดับของการจำแนกวา กจิ กรรมเกิดขึ้นทีไ่ หน เกิดตั้งแตเมื่อไรถึงเมือ่ ใด
ตา งจากภารกิจซ่งึ ดำเนนิ ไปอยางตอเนอ่ื งไมม ีกำหนดเวลาสน้ิ สุด วตั ถุประสงคข องขัน้ นคี้ ือการระบุกระบวนการท่ีดำเนินไป
แบบแผนการจัดหมวดหมูเ่ อกสาร 99
ตามภารกิจและภารกิจยอย กจิ กรรมแบบเด่ียวๆจะไมถูกนำมาพจิ ารณา แตวาขอบเขตโดยภาพรวมของแตละกระบวนการ
จำเปนตอ งระบุใหช ัด
ในขนั้ นี้จะทำใหเกิดตัวแบบทั่วไป (Generic model) ซ่ึงตอ งแบงระดับของการแยกแยะองคประกอบออกเปน 2-3 ระดบั
จึงจะเพยี งพอและใชก ารได
นักจัดการเอกสารตองมุงเนน ท่ีการวิเคราะหภารกิจและกระบวนการ มิใชท ช่ี อื่ หัวเรอ่ื ง ตวั อยา งเชน “การประชุม” เปนหัว
เร่อื งทอี่ าจพบในแบบแผนการจดั หมวดหมขู องหนังสอื แตใ นแบบแผนการจัดหมวดหมูเอกสารแลว “เขารว มการประชุม”
กับ“จดั การประชุม” เปนกระบวนการทตี่ างกนั และตองแยกแยะออกจากกนั ตลอดจนตอ งแยกแยะการจดั การ
(Management) ออกจากการปฏบิ ตั ิการ (Operation) ดว ย ภารกจิ การจดั การ ประกอบดวยการกำกบั ดูแล งานระดบั
ปฏิบตั ิตลอดจนการจัดทำนโยบาย และตองจดั หมวดหมแู ยกออกจากการนำนโยบายไปใชใ นระดับปฏบิ ตั ิการดวย
บางกรณีโดยเฉพาะในองคก ารขนาดเล็กๆ อาจพบวา ภารกจิ ประกอบดวยกระบวนการเดียว เชน ในองคการท่ีมีเพียงสาย
การผลติ เดียว ภารกจิ การผลิตอาจมีเพียงกระบวนการเดียว อยางไรก็ดี กระบวนการตา งๆทแ่ี ตกตา งกันจำเปน ตอ งระบใุ ห
ชดั เจน
เมื่อตวั แบบขยายครอบคลมุ ทกุ กระบวนการในระบบ ข้นั นีก้ จ็ ะสมบูรณ ทำใหไดตวั แบบที่สนองตอบตอ ชดุ เอกสาร
ขันที 3 การกาํ หนดโครงสรา้ งแบบแผน
วตั ถปุ ระสงคของขนั้ ตอนน้ี คอื การระบุบงชก้ี จิ กรรมทท่ี ำขน้ึ ในแตล ะภารกิจ และกำหนดความสัมพนั ธระหวา งกิจกรรม
เหลา นั้น โดยการวิเคราะหกระบวนการ เพอื่ จำแนกแยกแยะวา กิจกรรมเกดิ ขึ้น ณ ท่ีใดและสิ้นสดุ ณ จุดใด ซ่ึงแตกตางจาก
ภารกจิ ซง่ึ ดำเนินอยางตอ เนือ่ งไมม เี งือ่ นกำหนดเวลา หากกิจกรรมมรี ายละเอยี ดแยกยอยลงไปอีก อาจแบง เปน ลำดับชน้ั ลง
ไปไดอีก เมอ่ื กระบวนการขนั้ ตอนนี้สำเรจ็ ลงจะทำใหเห็นถงึ โครงสรา งระดับชุดเอกสาร (Records series)
โครงสรางของแบบแผนการจดั หมวดหมเู อกสาร มลี ักษณะเปนลำดับช้นั ตามภารกจิ และกจิ กรรมขององคการ อาจแบง ได
เปน 3 ระดบั หรือมากกวา
ตาราง5.2 ลำดบั ชน้ั ของโครงสรา ง BCS ลำดบั ช้นั (Level)
1
ประเภท 1.1
ภารกจิ (Function) 2
ภารกิจยอย (Sub-function) 2.1
กจิ กรรม (Activity) 3
กจิ กรรมยอ ย (Sub-activity) 3.1
งาน/ขนั้ ตอน (Task/Step) 3.1.1
งานยอ ย (Sub-task)
งานของงานยอย (Sub-sub-task)
100 การจัดการเอกสาร | Records Management
การจดั โครงสรางของ RCS ประกอบดว ย การจำแนกแยกแยะเอกสารแตละชดุ การระบุไวใ นแบบแผน โดยบางชุดอาจจัดไว
ในระดับที่ 1 (ระดบั ภารกจิ ) หรือบางชุดอาจอยใู นระดบั ตำ่ กวา ใน RCS อาจประกอบดวยหลายระดบั และสามารถขยาย
เพิ่มไดห ากมสี วนใดที่มีชดุ เอกสารจำนวนมาก โดยอาจจำแนกออกเปน กจิ กรรมยอ ยๆ หรอื งาน/ขน้ั ตอน, งาน/ขน้ั ตอนยอย
ไมมกี ฎเกณฑตายตวั วา ในแบบแผนตองมกี ร่ี ะดับ แตตอ งมีการระบวุ า ชุดเอกสารนัน้ อยใู นระดบั ไหนอยา งชัดเจน
ในขนั้ ตอนนี้เปน การประเมนิ ความเปนไปไดใ นการขยายแบบแผนในอนาคต ในทางทฤษฎีแลวทกุ กระบวนการสามารถแยก
ยอยไปจนถึงระดบั พ้ืนฐาน แตในทางปฏบิ ตั ินักจัดการเอกสารตองจดั ลำดับความสำคัญ วา จะดำเนินการไปจนถงึ ระดับใดจึง
เพียงพอสำหรบั ทำใหแบบแผนสามารถควบคุมเอกสารได การจดั ลำดบั ความสำคัญนี้ขึน้ อยกู บั หลายปจ จยั เชน ทรัพยากร
การสนับสนุน การจดั การ ระบบทม่ี ีอยู อยา งไรก็ดสี ่งิ ทต่ี องคำนงึ ถึง คอื แบบแผนตองครอบคลมุ ทุกภารกิจทส่ี ง ผลตอ ความ
สำเร็จหรือเปา หมายขององคการ และการคุม ครองในเชิงกฎหมายดว ย
ขนั ที 4 กําหนดการจดั เรยี งเอกสาร
ในข้ันน้ีเปน การวางระบบวาเอกสารจะถกู จดั เรียงลำดับอยางไรในแตล ะชดุ เชน เรยี งตามลำดับอักษร, เรยี งตามลำดบั
หมายเลข, เรียงตามลำดับวนั เวลา ในแตล ะระดบั (ภารกิจ/กจิ กรรม/งาน) อาจมรี ะบบการจดั เรยี งลำดับเอกสารทแี่ ตกตา ง
กนั ได การจะจัดเรียงอยา งไรน้นั ข้ึนอยกู บั ธรรมชาติของเอกสาร, ความสะดวกตอการจดั เกบ็ -คนคนื และการทำลายเม่อื
เอกสารนนั้ หมดอายุการใชง าน ในองคก ารขนาดเล็ก มีปรมิ าณเอกสารไมมาก อาจกำหนดใหจดั เรียงลำดับแบบงา ยๆ เชน
ตามลำดบั หมายเลข ตามช่ือ แตส ำหรบั หนว ยงานขนาดใหญ ทมี่ ีภารกิจและกิจกรรมทซ่ี บั ซอ น อาจตอ งเลือกใชการจัดเปน
ลำดับชั้น ใชค ำศพั ทค วบคมุ หรือดรรชนี รวมดวยตวั อยา งเชน ชดุ เอกสารแฟมเฉพาะกรณี อาจจดั ตามตวั เลขหรอื ตวั อักษร
ขณะที่แฟมนโนบายและการบริหาร อาจจัดตามลำดับชั้น หรือคำสำคัญ
แบบแผนการจัดหมวดหมเู่ อกสาร 101
ตาราง5.3 เปรียบเทยี บระบบการจดั เรยี งเอกสารแบบตางๆ
ระบบ เหมาะสำหรับ ขอ ดี ขอ จำกดั
เรยี งตามตัวอกั ษร ● เอกสารชุดเดยี่ วๆ (ไมมชี ุด ● เขา ใจงา ย ● ตอ งอาศยั ความจำเปน หลักวาแฟม
อยา งงา ย ● ประหยัดงบประมาณ
(Simple ยอ ย) ● ไมตองฝก อบรมพนักงานเพ่ือ นค้ี อื เร่ืองอะไร
alphabetical ● เอกสารไมเกิน 50 แฟม ● ผูใชแตละคนเขาใจไมเหมือนกนั
System) ● จำนวนผูใชนอย ทำความเขาใจ ● ไมเ ออื้ ตอการขยายตัวของหนว ย
เรียงตามลำดบั ช้นั ● ปรมิ าณคงท่ี
(Hierarchical งาน
systems)
● เอกสารชุดใหญซ บั ซอน ● เขา ใจไดง าย ถาออกแบบใหดี ● ตองอาศยั เทคนิคการวเิ คราะห
เรยี งตามโครงสรา ง ● เอกสาร 100-1000 แฟม ขึน้ ● สามารถแบง เอกสารเปน ชดุ ยอยได
การบริหารองคการ ● สามารถกำหนดชดุ เอกสารใหต รง ภารกิจ/หนาทอ่ี งคการ ซง่ึ มี
(Administrative ไป
structure) ● จำนวนผใู ชห ลากหลาย กับภารกิจ/กจิ กรรมไดชัดเจน กระบวนการยงุ ยาก
● มีการใชง านรว มกันระหวาง ● เอื้อตอ การขยายตวั ของเอกสาร ● ตองปรับปรงุ อยางสม่ำเสมอ
เรียงตามคำสำคัญ/ ● ยุบ รวม เปลย่ี นแปลงไดเมอ่ื มีการ ● ตองใชกำลงั คน งบประมาณ เวลา
ดรรชนี แผนก/หนวยงาน/สาขา
(Keyword code ปรับปรงุ โครงสรา ง ในการจดั ทำ ดแู ลรักษา ปรับปรงุ
systems) ● สามารถใชศัพทค วบคมุ หรอื ดรรชนี
จำนวนมาก
มาชว ย ● ตองฝก อบรมพนกั งาน ซักซอ ม
● สามารถแสดงความสัมพนั ธร ะหวา ง
ความเขาใจอยเู สมอ
เอกสารแตละชดุ ไดช ดั เจน ● ผูจ ัดทำตองมีทกั ษะข้ันสงู
● หนว ยงานท่ีโครงสรางคงท่ีไม ● เขาใจงา ย ● ยากในการปรบั ปรุงแกไข เม่ือ
องคก ารยุบ ควบรวม ปรับปรงุ
เปลยี่ นแปลง ● สะทอนท่ีมาของเอกสาร โครงสราง
● หนวยงานทจ่ี ัดโครงสราง ● ไมต องฝกอบรมพนกั งานเพื่อ ● ขาดความชัดเจนในการจดั กลุม
เอกสารท่ตี องรบั ผดิ ชอบทำงาน
ตามภารกจิ องคก าร ทำความเขาใจ รวมกนั ระหวา ง แผนก/ฝา ย/หนว ย
● จำนวนผูใชนอย ● ไมสอดคลอ งกบั กระบวนการ
จัดการเอกสารทเ่ี ก่ยี วของ คือ การ
● ปริมาณคงที่ ประเมนิ คณุ คา และการกำจดั
เอกสาร ซึง่ ตอ งสะทอ นภารกจิ
มากกวา โครงสรา งองคการ
● เอกสารชุดใหญซ บั ซอ น ● เขาใจงาย ใชงานงาย ● มคี วามยงุ ยากซับซอ นในการจดั ทำ
● เอกสาร 100-1000 แฟม ขน้ึ ● สามารถนำไปใชใ นแผนก/ฝาย/งาน ● ประสิทธภิ าพข้ึนอยูกับความถกู
ไป รวมกนั ได ตอ งแมน ยำในการจดั ทำคำสำคัญ/
● จำนวนผใู ชห ลากหลาย ● เอื้อตอการขยายตัวของเอกสาร
● มีการใชงานรวมกนั ระหวาง ● สบื คน ไดงา ย และยังเชือ่ มโยงไปยงั ดรรชนี
● ตอ งใชก ำลังคน งบประมาณ เวลา
แผนก/หนว ยงาน/สาขา เอกสารเรื่องลักษณะเดยี วกันแตอ ยู
ในการจดั ทำ ดูแลรักษา ปรบั ปรุง
ตา งชุดได
● ควบคมุ การตัง้ ช่อื แฟม ใหเปน จำนวนมาก
● ตอ งฝกอบรมพนักงาน ซักซอม
แบบแผนเดยี วกัน
ความเขาใจอยูเสมอ
● ผูจัดทำตองมีทักษะข้ันสูง
● เหน็ ความสัมพันธร ะหวางเอกสาร
แตล ะชดุ หรือชดุ ยอ ย ไดนอ ยกวา
การเรียงตามลำดบั ชนั้
102 การจดั การเอกสาร | Records Management
ขันที 5 กําหนดรหัส
ควรมกี ารกำหนดรหสั เฉพาะสำหรับเอกสารแตล ะชุด, แฟม หรือเรือ่ ง เพ่อื ความสะดวกในการอา งอิงถึงหมวดหมตู า งๆใน
แบบแผน ระบบรหสั (Coding system) อาจเปน ตวั เลข, ตวั อักษร หรือตัวเลขผสมตวั อักษรกไ็ ด แตควรเผื่อสำหรับการ
ขยายตวั ในภายหนา ดวย เพราะยากทจี่ ะคาดเดาวา ในอนาคตจะเกิดแฟม เอกสารใดบา ง
ระบบการกำหนดรหัสควรมลี ักษณะสำคญั ดังน้ี
● ใหเลขอางองิ ทีไ่ มซ ้ำกัน (Unique reference numbers) สำหรบั รายการเอกสารในแตละหมวดหมู
● งา ยและเขา ใจตรงกัน
● มีความหมายในตวั หรอื สะทอนลำดบั อยางมีตรรกะ เชน เปนช่ือยอ และเรียงตามลำดับป เชน HRM-2020
● มกี ฏเกณฑท ี่ชดั เจน ไมเ ปนทถี่ กเถยี ง วาตอ งใชตัวอกั ษรเล็กหรอื ใหญ เลขไทยหรือสากล มีเครื่องหมายวรรคตอน
ชัดเจน เชน FN/2020-06
● สะทอ นลำดบั ช้ันของเอกสารชดุ นั้นภายในแบบแผน
การจัดการเอกสารของแตละองคการมเี งื่อนไขทแี่ ตกตางกนั แมเปน องคก ารประเภทเดียวกัน เชน โรงพยาบาล
มหาวิทยาลยั หางสรรพสนิ คา กม็ ีบริบททแี่ ตกตา งกนั ดงั นั้นจึงไมม มี าตรฐานกลางหรือกฎเกณฑในการกำหนดรหสั หมวด
หมูเอกสารไดอ ยางสากลเหมือนกบั การใหเ ลขหมูหนงั สอื ในหองสมุด (Shepherd & Yeo, 2003; Smith, 2007;
Franks, 2018) การกำหนดรหัสหมวดหมูเอกสาร ขน้ึ อยูก ับปจ จยั ตา งๆเชน
● ขนาดและความซบั ซอนขององคก าร
● ขอบเขตของภารกิจ
● ปริมาณเอกสาร
● อัตราการจัดทำเอกสารและการขยายตัว
● ตน ทนุ การจัดทำและบำรงุ รกั ษาระบบ
● ความยาก-งา ยในการจดั เอกสารลงในแตละหมวดหมู
● ทักษะของพนักงานเจา หนาทใี่ นการกำหนดหมวดหมู
โดยอาจจัดทำรางใหพนกั งานทุกคนรว มกันพจิ ารณา และหากตอ งนำไปใชใ นระบบดิจทิ ลั อาจตอ งปรึกษากับผูเชี่ยวชาญ
ดา น IT ถงึ ความเหมาะสม
แบบแผนการจัดหมวดหมเู่ อกสาร 103
ตาราง5.4 ระบบรหสั เอกสารแบบตางๆ
ระบบ ลักษณะ ตัวอยา ง
ระบบเลขว่งิ เปนการกำหนดเลขใหแ ตละแฟม เรียงลำดบั กอ นหลังกันไป โดยไม 0414= การบริหารบุคคล แฟม ท1่ี 4
(Running number
Systems) คำนงึ ถงึ เนอ้ื หาของแฟม เอกสาร อาจใหต อ ๆกันไปไดจนส้ินสดุ ตาม 0415= การบริหารบคุ คล แฟม ท่ี15
ระยะเวลา เชน เมอ่ื สนิ้ สดุ ป ใหข้นึ เลขใหม 0416= การบริหารบคุ คล แฟมที่16
ระบบทศนยิ ม (Decimal ประกอบดว ยตัวเลข ท่ีอยูหนา และหลังจดุ ทศนยิ ม 0001.02
systems) ตัวเลขชดุ แรก แทน ชดุ เอกสาร 001 =การตรวจสอบกิจการภายใน
ตัวเลขชดุ ท่ีสอง แทน ชดุ ยอ ย .02 =การตรวจสอบ
อาจกำหนดใหมีจดุ และเลขยอยลงไปอีกได เพ่อื บอกหมายเลข 001.02.01
แฟม ทั้งนีก้ ารกำหนดความหมายของเลขและจดุ ทศนยิ ม ในแตล ะ 001 =การตรวจสอบกิจการภายใน
องคการไมเหมอื นกนั และมคี วามหมายคนละอยางกบั ระบบ .02 =การตรวจสอบ
ทศนิยมในทางบรรณารกั ษศาสตร .01 =แฟม ท่ี 1
ระบบแบง สวน คลา ยกับระบบทศนยิ ม แตป ระกอบดว ย ตัวเลข หรือตัวอกั ษร 001/02/01-2562
(Multi-part systems) และเครอื่ งหมายวรรคตอน เชน / : - สำหรับแบงรหัสออกเปน 001 =การตรวจสอบกจิ การภายใน
สวนๆ ทำใหส ามารถกำหนดรหสั ที่ยาวและซบั ซอ นไดม ากกวา .02 =การตรวจสอบ
ระบบทศนยิ ม 01 =แฟมท่ี 1
-2562 =ปงบประมาณ 2562
ระบบตัวอักษร ใชตัวอกั ษร แทนชดุ เอกสารหรอื แตละระดบั จะใช หนง่ึ สอง หรือ AD = Administration
(Alphabetical coding สาม ตัวอกั ษร ก็ตามแตจ ะตกลงกนั ภายในองคการ CS = Campus Services
systems) FN = Finance
การกำหนดตวั อกั ษร ไมจำเปน ตอ งมีความหมาย หรอื แทนช่ือยอ FRM = Firm Administration
เสมอไป เชน A = การตรวจสอบกจิ การภายใน, B=การเงนิ ซงึ่ LEG = Legal
ทำใหส ามารถขยายแยกยอยไปไดเร่ือยๆ แตต องระมัดระวงั การใช INF=Information Management
งานทีอ่ าจเกิดความสบั สนได ADM/P&E/APP=Administration:
Productivity and Efficiency: Staff Appraisal
ADM/P&S/ELM=Administration:
Office Procedures and Services:
Electronic Mail
ระบบตวั อักษรผสมตวั เลข ประกอบดวยตัวอักษร ตวั เลข และเครือ่ งหมายวรรคตอน โดย HRM/02-01
(Alphanumeric coding อาจกำหนดให HRM= Human resource management
systems) ตวั อกั ษร แทน หมวดหมู, หมวดหมูยอ ย /02=Recruitment
ตวั เลข แทน ชดุ , แฟม, เร่ือง -01=Advertising
โดยใชเคร่อื งหมายวรรคตอน เชน / : ; - แบงแยกใหสามารถแทน
ความหมายได
104 การจดั การเอกสาร | Records Management
ขันที 6 การจัดทาํ คูม่ ือการใชง้ าน
เพื่อใหเกดิ ความเขาใจตรงกันทั่วท้งั องคก าร นกั จดั การเอกสารตอ งจัดทำคมู ือการใชง านแบบแผนการจัดหมวดหมเู อกสาร
ซ่ึงควรประกอบดวย โครงสรางการจดั หมวดหมู รหัสแฟม รายละเอียดเก่ยี วกบั ชดุ เอกสารในแตละหมวดหมู และวธิ กี ารจัด
เรียงแฟมและเรอื่ งภายในชุดเอกสาร
คมู อื การใชงานควรมตี ัวอยาง ท่ีชดั เจน เขา ใจงา ย อาจทำเปน ฉบบั ตพี ิมพ หรือแบบดิจทิ ลั ใหพนกั งานแตละคนสามารถเขา
ถึงไดงาย ไดท ัว่ ท้งั องคการ
ขนั ที 7 การนําแบบแผนสู่การปฏบิ ัติ
การนำไปปฏบิ ตั ิ (Implementation) คือการดำเนนิ การตาม RCS ใหบคุ ลากรสามารถนำไปใชจ ัดการและสบื คน เอกสาร
ขององคก ารได โดยใหบุคลากรสามารถเขา ถงึ ไดจ ากหลายๆชองทางเชน ส่งิ พมิ พ ไฟลในคอมพวิ เตอร หรือใหดาวโหลดใน
เวบ็ ไซต นอกจากน้ียังตองมกี ารฝก อบรมหรือใหคำแนะนำแกบ คุ ลากรทเี่ ก่ยี วของดว ย
ขันที 8 การปรบั ปรงุ
RCS ควรตองไดรบั การทบทวนและปรับปรุงใหถูกตอง และทันสมัย โดยอาจตอ งเพิม่ หมวดหมูเมอ่ื องคการปรบั เปล่ยี น
ภารกจิ และกิจกรรม ปรบั เปลีย่ นหมวดหมูทไ่ี มม ีความจำเปน เพ่มิ ชดุ เอกสาร, ถอดชุดเอกสารท่ีไมมีการจดั ทำขึน้ หรือรับไว
รวมถึงควรมีการทบทวนชือ่ สวนประกอบตางๆและรหสั ใหมีความสม่ำเสมอ ความชดั เจน ความเหมาะสม เขาใจงายในทกุ ๆ
ระดบั อาจใชประเด็นดงั ตอ ไปนเี้ ปน เกณฑสำหรบั ตรวจสอบปรบั ปรุง
แบบแผนการจัดหมวดหมู่เอกสาร 105
ตาราง5.5 ประเดน็ สำหรับการตรวจสอบปรบั ปรงุ RCS
ประเด็น รายละเอยี ด
ความสอดคลอ งกบั ขอกำหนดความ
ตอ งการขององคก ารหรือธรุ กิจ ● เหมาะสมกบั องคก าร สนบั สนุนการตัดสินใจและกจิ กรรมของ
องคการ
ความงายตอการเขา ใจ การใชง าน และการ
ดแู ลรกั ษา ● ตรงความตอ งการของผใู ชงาน
● ใหวธิ กี ารท่ีงา ย กระชับ และดที ่ีสดุ
ความแมน ยำ ● คมุ คา
ความครบถว น ครอบคลมุ ● พอเหมาะกับทรพั ยากร, งบประมาณ, พนักงาน
● ไมต อ งพ่งึ พาทรัพยากรจากภายนอกองคการ
การจัดทำคูมือปฏิบัตงิ านและการฝก อบรม
● ต้งั อยบู นตรรกะหรอื หลักการทวั่ ไป
● นักจดั การเอกสาร พนกั งานเจาหนา ท่ี และผูใชทว่ั ไปเขาใจไดตรง
กัน
● เปนท่ียอมรบั
● ไมซับซอน หรอื ไมตอ งใชท กั ษะข้ันสงู
● ไมท ำใหผ ใู ชรสู กึ เบ่ือหนา ย
● ระบุเอกสารไดง า ย สบื คนไดรวดเรว็
● รูไดท ันทวี าเอกสารอยทู ่ีใด
● ครอบคลุมทุกแฟม เอกสารทจี่ ัดทำขนึ้ หรือรบั ไว
● เออ้ื ตอเอกสารชุดใหมทอ่ี าจเกิดขนึ้ ในอนาคต
● ยืดหยนุ และเผ่ือสำหรบั การขยายตวั หรอื ยบุ ปรบั ปรงุ หนวยงาน
● มีการจัดทำบนั ทกึ หลกั ฐานเอาไวท ุกข้นั ตอน
● มคี ูมือที่อธบิ ายทีละข้นั ตอนอยา งงายๆ
● มีตัวอยางประกอบ
● มีการฝก อบรมอยางสมำ่ เสมอ
● มผี ูเช่ียวชาญใหค ำปรกึ ษาเม่ือเกดิ ปญ หา
106 การจดั การเอกสาร | Records Management
ตาราง5.6 ตวั อยา งแบบแผนการจดั หมวดหมูเ อกสารอยางงา ย
ภารกิจ กิจกรรม การดำเนนิ การ/งาน เอกสารที่เกยี่ วของ ผรู ับผิดชอบ
(Function) (Activity) (Transaction/Task) (Related Document/Records) (Officer)
ฝา ยธุรการ
4.) การดูแลงบ 4.1) งบประมาณ 4.1.1)การอนุมัติงบประมาณ - เอกสารขออนุมัติงบประมาณ
ประมาณ โครงการ - เอกสารรายละเอยี ดงบประมาณของแตละ ฝา ยธุรการ
โครงการ ฝายธรุ การ
ฝายธุรการ
4.1.2)ตรวจสอบหลกั ฐาน - ใบกำกบั ภาษหี รือหลักฐานการใชจา ย
และใบสำคญั การเบกิ จา ยเงิน - สำเนาบตั รประชาชน ฝา ยธรุ การ
4.1.3) การจัดทำบัญชีเบิก- - ใบกำกับภาษหี รอื หลกั ฐานการใชจา ย
จาย - บญั ชีเบกิ -จา ยประจำวนั
4.1.4) จัดทำรายงานผลการ - รายงานผลการดำเนนิ งานงบประมาณ
ดำเนนิ งานงบประมาณ
ประจำป
4.2) การจายคา 4.3.1)การจัดทำบัญชเี งิน - บญั ชีเงนิ เดือน
ตอบแทน เดือน
ภาพ5-7 รายละเอียดระดับชดุ เอกสาร (Series) ของ Dalhousie University (2016) ประเทศแคนาดา ภายใตห มวดหมู
TL: Teaching and Learning
แบบแผนการจดั หมวดหมู่เอกสาร 107
สรุป
องคก ารจะบรรลเุ ปา หมายทางธุรกิจก็ดวยการจัดการทรพั ยากรเชิงกลยุทธท ดี่ ี โดยการจัดการสารสนเทศอยา งมี
ประสิทธภิ าพ คอื กญุ แจสำคญั ท่ีทำใหอ งคก ารประสบความสำเร็จทางธรุ กจิ การเขาถงึ เอกสารซึ่งเปน ทรัพยากรสารสนเทศ
เชิงกลยทุ ธข ององคก ารคอื พืน้ ฐานสำคญั ท่ีนำไปสกู ารตดั สนิ ใจทางธุรกจิ ทด่ี ี
การจดั ทำแผนการจัดหมวดหมเู อกสาร ถอื เปนหัวใจสำคญั ของการจดั การเอกสารองคการ เพราะจะเปน ตวั เชอื่ มโยงกบั
ระบบการจัดการเอกสาร, การกำหนดอายุ/ทำลายเอกสาร, การจัดเก็บและสบื คน นกั จดั การเอกสารตองอาศยั ทักษะในการ
วเิ คราะหภารกิจ กิจกรรม การดำเนินการ ขององคการ และอาศยั BCS (ในกรณีทมี่ )ี เปนแนวทางในการพัฒนาแบบแผน
โดยยดึ เอาภารกิจ และกจิ กรรมขององคก ารเปนสำคญั เพราะภารกิจเปน ส่งิ ท่ีคงอยกู บั องคก ารตลอดไป อยา งไรกด็ ีการ
พฒั นา RCS เปน เรอ่ื งท่ีตองใชเวลา งบประมาณ และการสนับสนนุ จากหลายฝาย ดังนน้ั ส่งิ ทเ่ี ปน เงอ่ื นไขของความสำเรจ็ ท่ี
ควรนำมาพิจารณา เชน การเหน็ ความสำคัญและใหการสนับสนนุ ของผูบริหารสงู สุด, ความรูทักษะของผจู ดั ทำ BCS, คณะ
กรรมการทปี่ รึกษา/กล่นั กรองงาน/กำกบั ดงู านงานดา นการจัดการเอกสารที่มีประสบการณ ซ่ึงจะทำใหการจัดหมวดหมู
เอกสารขององคก ารมปี ระสทิ ธิภาพมากย่งิ ขึน้
คําถามทบทวนท้ายบท
● เครื่องมือสำหรบั การจดั หมวดหมสู ารสนเทศองคการ มกี ีป่ ระเภท แตล ะประเภทเหมือนหรือแตกตา งกันอยางไร
● เหตใุ ดเอกสารขององคการจงึ ควรจัดหมวดหมูต ามภารกิจขององคก าร มากกวา จะจัดตามโครงสรางขององคก าร
108 การจัดการเอกสาร | Records Management
อา้ งองิ
Dalhousie University. (2016). DalCLASS. https://libraries.dal.ca/find/university-archives/
records-management/rm-resources/dalclass.html
Franks, P. C. (2018). Records and information management (2nd ed). ALA Neal-Schuman
Functions thesaurus working group of the records management roundtable of the society of American
archivists. (2010). The functions and activities thesaurus for business, academic, not-for-profit,
and government entities. https://www2.archivists.org/sites/all/files/FunctionsThesaurus2010.pdf
International Organization for Standardization.(2016). ISO 15489-1 Information and documentation --
Records management-- part 1: concepts and principles. ISO central secretariat
IRMT. (1999). The management of public sector records: principles and context. The international
records management trust. http://www.irmt.org/documents/ educ_training/ public_sector_rec/
IRMT_principles.pdf
JISC infoNet. (2007). HEI records management: guidance on developing a file plan.
http://tools.jiscinfonet.ac.uk/downloads/bcs-rrs/developing-a-file-plan.pdf
Northern territory government of Australia. (2020). Using a Business Classification Scheme (BCS)
https://dcdd.nt.gov.au/government-records/using-business-classification-scheme
Shepherd, E., & Yeo, G. (2003). Managing records : a handbook of principles and practice. Facet.
Smallwood, R. F. (2013). Managing electronic records: methods,best practices, and technologies. John
Wiley and Sons.
Smith, K. (2007). Planning and implementing electronic records management : a practical guide. Facet.
The national archives of Australia. (2003). Overview of classification tools for records management.
https://www.naa.gov.au/sites/default/files/2019-10/classifcation-tools.pdf
The national archives of Australia. (2020). Classifying information.
https://www.naa.gov.au/information-management/describe-information/classifying-information
แบบแผนการจดั หมวดหม่เู อกสาร 109
110 การจดั การเอกสาร | Records Management
บทที 6
การสํารวจเอกสาร การประเมนิ คณุ คา่
และการกาํ หนดอายเุ อกสาร
วตั ถปุ ระสงคข์ องบท
● อธบิ ายความสำคัญของการสำรวจเอกสาร
● จำแนกกระบวนการสำรวจเอกสาร
● อธบิ ายหลักการและแนวปฏบิ ตั เิ กี่ยวกบั การประเมินคณุ คาเอกสาร
● เสนอแนวทางการประเมินคณุ คาและการกำหนดอายเุ อกสารขององคก าร
ความนํา
โดยขอ เท็จจริงที่วา องคการมปี รมิ าณเอกสารเพิ่มมากข้นึ ในทกุ วัน นำมาซ่งึ ภาระและคาใชจายในการดูแล ตองใชบ คุ ลากร
เขามาจดั การ และตอ งมีสถานท่ีสำหรับจัดเก็บ องคก ารไมสามารถจัดเกบ็ เอกสารท้ังหมดได จงึ จำเปน ตอ งเลอื กเกบ็ รักษาไว
เฉพาะเอกสารทม่ี คี ณุ คาเทา นั้น การเก็บรักษาน้นั เอกสารแตล ะชุดกม็ ีระยะเวลาท่ีไมเ ทา กัน ตอ งกำจัดเอกสารสวนใหญแ ละ
เก็บไวเฉพาะเอกสารสว นนอยท่ีมคี ณุ คาเทา นัน้ ในบทนี้จะกลาวถงึ การสำรวจเอกสาร อันเปนตนทางนำไปสูการการประเมนิ
คุณคา เอกสาร และอธิบายหลักการประเมินคณุ คาเอกสารที่แบง เปน 2 กลุม คือ การประเมนิ ระดบั จุลภาค และ การ
ประเมนิ ระดับมหภาค ซึ่งตอไปน้ีอาจจะเรียกอยางยอ วา การประเมิน หรอื การประเมนิ คุณคา แทนกันในบางกรณี แลว จึง
เสนอแนวทางประยุกตใชส ำหรบั การกำหนดอายจุ ัดเก็บเอกสารขององคก าร เปนประเด็นสดุ ทาย
111
การสํารวจเอกสาร
การสำรวจเอกสาร หรือ การสำรวจสารสนเทศ (Records/Information survey) คือ กระบวนการตรวจสอบ คนหาขอเทจ็
จรงิ อยา งถี่ถวนเกี่ยวกับเอกสารและสารสนเทศทัว่ ท้ังองคก าร เปรียบเสมือนการทำสำมะโนประชากรของเอกสาร (Records
census) หรอื การตรวจสอบเอกสาร/สารสนเทศ (Records/Information audit) หากไดด ำเนินการอยา งถูกตอ งก็จะทำให
ทราบวา มีเอกสารใดบา งเกดิ ขึน้ บา ง มคี วามสำคัญ และคณุ คา อยา งไร ทำใหเ พมิ่ ประสทิ ธภิ าพในการจัดการ เนอื่ งจาก
เอกสารไดร ับการจดั การตัง้ แตก ารสรางซึง่ เปนตน ทาง
การสำรวจเอกสาร เปน เทคนิควิธีสำคัญทน่ี กั จัดการเอกสารใชต รวจสอบ, รวบรวม, ประเมินขอมลู เพอ่ื รายงานและใหข อ
เสนอแนะแกองคการในการบริหารงานเอกสาร ทัง้ ในแงก ายภาพ เชน ปรมิ าณ, สภาพ, สถานทเี่ กบ็ ฯลฯ และในแงเ น้อื หา
เชน หมวดหม,ู ประเภท, สาระ, คุณคา เปน หนงึ่ ในงานพ้นื ฐานสำคญั ในความรบั ผดิ ชอบของแผนงานจัดการเอกสาร หากยัง
ไมไดท ำการสำรวจเอกสาร หรอื ยงั ทำไดไ มดี ยอมสงผลตอการกระบวนการอน่ื ๆ เชน การจัดทำ, การเกบ็ รักษา, การกำจดั
อาจกอ ใหเ กิดความสบั สน ไมเปน ระเบียบเรียบรอ ยเน่อื งจากขาดความชัดเจน พน้ื ท่ีสำนักงานจะเต็มไปดว ยเอกสาร ท้ังทย่ี ัง
อยใู นกระแสการใชง าน กึ่งกระแสการใชง าน และส้นิ กระแสการใชง าน นำมาซึ่งภาระคา ใชจา ยในการดูแลรกั ษา และเปน
อุปสรรคตอ ประสทิ ธภิ าพการทำงาน
แนวคิดการสำรวจเอกสารมพี ฒั นาการเคยี งคูกับการประเมินเอกสาร ในฐานะกิจกรรมพน้ื ฐานของงานจดหมายเหตุ แมว า
แนวคิดนจ้ี ะมาจากวชิ าการจดหมายเหตุก็ตาม แตก็เปนหวั ใจสำคญั ของการจัดการเอกสารดวยเชนกนั (Shepherd &
Yeo,2003 ; Read-Smith & Ginn, 2007; Brunskill & Demb, 2012)
เปา หมายสำคญั ของการสำรวจเอกสาร คือ เพอ่ื ใหได
● ขอคนพบ (Finding) เกี่ยวกับธรรมชาตแิ ละสภาพปจ จุบนั ของเอกสารขององคการในดานลักษณะทางกายภาพ,
ปรมิ าณ, อัตราการเพม่ิ ปริมาณสะสม, ชนิด, ประเภท, ทอ่ี ยู, ทจี่ ัดเก็บ, อุปกรณจดั เกบ็ และอื่นๆ แสดงข้ันตอนการ
ดำเนินการจดั ทำ ดูแล และใชเ อกสารในปจ จุบัน
● ขอเสนอแนะ (Recommendation) ในทางวิชาการและการปฏบิ ตั ิเกี่ยวกับเอกสาร อันจะนำไปสกู ารประเมิน
ระดบั ความรเู กย่ี วกบั การจัดการเอกสารในองคก าร และการปรบั ปรุงระบบการจัดการเอกสารขององคก าร, การ
ควบคุมทะเบียน/บัญชีเอกสาร, การทำตารางกำหนดอายุจัดเก็บและทำลายเอกสาร, การจดั ทำแผนงานจดั การ
เอกสารสำคญั ท่ีสุด (Vital records programe)
ผลพลอยไดจ ากการสำรวจเอกสาร คือ ทำใหแ นใจวาตารางกำหนดอายุจดั เก็บและทำลายเอกสาร ครอบคลมุ เอกสารทุก
ชนิดและชว ยในการพฒั นาระบบเอกสารทดี่ กี วาระบบเดมิ ดงั เชนงานวิจัยของ Chaterera (2013) ทศี่ ึกษาบทบาทของการ
สำรวจการจดั การเอกสารภาครัฐในประเทศซมิ บบั เว พบวา การสำรวจเอกสารทำใหสามารถกำหนดรูปแบบการปฏิบัติ
ตามแนวทางการจดั การเอกสารท่ียอมรับได สรางความสมั พันธใ นการทำงานทใี่ กลชดิ ระหวา งหอจดหมายเหตุแหงชาติกับ
หนวยงานการจดั การเอกสารของภาครฐั
112 การจัดการเอกสาร | Records Management
วัตถปุ ระสงคข์ องของการสํารวจเอกสาร
แตล ะองคการอาจมวี ตั ถประสงคของการสำรวจเอกสารท่ีแตกตางกัน ตามแตธรรมชาตขิ องการทำงาน โดยปกตแิ ลว
องคก ารทำการสำรวจเอกสารโดยมีวัตถุประสงค เพอื่ (Brunskill & Demb, 2012; The Ohio state university, 2016)
● ระบุความสัมพนั ธภ ายในเอกสารเองและความสัมพนั ธต อ หนาท่ีและกจิ กรรมขององคก าร
● ศึกษาการควบคุมเนอ้ื หาสาระและเคร่ืองมอื ในปจ จบุ นั เชน รายการแฟม , ดรรชน,ี ตารางกำหนดอายุจัดเก็บและ
ทำลายเอกสาร
● ประเมนิ ประสิทธิภาพของระบบการจดั การเอกสารในปจ จุบัน รวมถึงฮารต แวร ซอรฟ แวรท่ใี ช
● ประเมินสภาพของเอกสาร เชน สถานทจี่ ดั เก็บ วัสดบุ ันทึก ปรมิ าณ ชว งเวลา
● ประเมนิ คณุ คา เอกสารเบ้ืองตน
● คน หาวาใครเปน ผูใช, รบั ผิดชอบ, ดูแลเอกสาร
● รวบรวมขอ มูลในระดบั ชุดเอกสาร (Series)
● ศกึ ษาความถี่ในการใชงาน และเงือ่ นไขในการใชงาน
● ทบทวนความตองการของผใู ชเอกสารตอระบบเอกสาร สำหรบั การพฒั นา/สรางนโยบายหรอื กำหนดแนวทางใน
การจัดการดแู ลรักษาเฉพาะเอกสารท่ีจำเปนสำหรบั การสนบั สนุนการดำเนินงานขององคการเทา น้ัน
อาจสรุปไดวา วตั ถปุ ระสงคในการทำการสำรวจเอกสาร ก็เพอ่ื ตอบคำถามสำคัญเกย่ี วกับเอกสาร คอื มีเอกสารอะไร เกดิ
จากใคร เอกสารนน้ั ถูกใชอ ยางไร มกี ารใชง านรว มกันในหนว ยงานหรอื ไม มกี ารเกบ็ รักษาอยา งไร เก็บในสถานทไี่ หน ระยะ
เวลาในการเกบ็ กอนนำไปทำลายนานเทาใด มงุ เนน ทกี่ ารจัดทำรายการ (Listing) และการนบั (Outing) เอกสาร ทำใหได
ขอ มูลหรือขอเสนอแนะทส่ี ามารถนำไปใชใ นการกำหนดนโยบายบรหิ ารจัดการเอกสารไดอยางเหมาะสม
ประโยชน์ของการสํารวจเอกสาร
การสำรวจมปี ระโยชนตอ กิจกรรมการจัดการเอกสาร คอื
● เปนจดุ เรม่ิ ตน ในการวางแผนกจิ กรรมในการจดั การเอกสาร เชน การจัดตง้ั แผนงานจัดการเอกสาร, การประเมนิ ,
การเก็บรักษาและการเขา ถึงเอกสาร
● ทำใหแ นใ จวา สามารถจัดการเอกสารไดอยางถูกตองตลอดวงจรชวี ิตเอกสาร
● ใชพ ฒั นาตารางกำหนดอายุจัดเก็บและทำลายเอกสาร
● กำหนดและวางแผนลว งหนา เก่ียวกบั การโอนยา ยเอกสารหลังจากส้ินสุดอายุการใชงานแลว
● พัฒนามาตรฐานขั้นตอนการทำงานจัดการเอกสาร (Records management procedures)
● จดั เตรียมแผนฟนฟภู ยั พิบัติและแผนจดั การเอกสารสำคญั ทส่ี ุด
● สนองตอบนโยบาย และปฎิบัติตามกฎหมายวา ดวยการเปดเผยขอ มลู
● วางแผนเกยี่ วกับพ้นื ท่ีจัดเก็บได
● ทบทวนระบบงานท่ใี ชใ นปจ จบุ ันวายังเหมาะสมกบั สภาวการณห รอื ไม
การสํารวจเอกสาร การประเมนิ คณุ คา่ การกําหนดอายุเอกสาร 113
● กำหนดแนวทางการทำลายเอกสารที่เหมาะสมกับเอกสารแตละประเภท
● ปกปกรักษาเอกสารความทรงจำ/เอกสารประวตั ศิ าสตร/ เอกสารสำคัญไดต ัง้ แตตน ทาง
อาจกลา วไดว า การสำรวจเอกสาร เปนกุญแจสำคัญในการควบคุมเอกสารอยา งเปนระบบ มีความสำคญั และจำเปนตอ
ประสิทธภิ าพของแผนงานจดั การเอกสาร (RMP) และระบบจัดการเอกสาร (RMS) ซ่งึ จะจัดตัง้ หรือพฒั นาไมไดเลยหากไม
เขาใจเสียกอนวา องคก ารมเี อกสารและระบบอะไรอยแู ลว บาง ดงั เชน งานวิจัยของ ศรินยา ศรสี ขุ และ วศิ ปตย ชัยชวย
(2562) ทปี่ ระยกุ ตใชเ ทคนคิ วิธีการสำรวจเอกสาร ในการระบบุ ง ชเี้ อกสารสำคัญทส่ี ุดในหนว ยงานบรหิ ารงานกลางของ
มหาวิทยาลัยขอนแกน พบวา การสํารวจเอกสารสามารถทาํ ใหท ราบวา แตล ะหนวยงานมีเอกสารสําคญั ทสี่ ดุ กรี่ ายการ และ
มีขอ เสนอแนะดานการจัดการเอกสาร ซึ่งจะนําไปสูการกําหนดแนวปฏบิ ตั ิในกิจกรรมการจัดการเอกสารอ่นื ๆ อาทิ การ
กำหนดตารางอายเุ อกสาร การจดั เก็บ การโอนยา ยเอกสาร เปน ตน
กระบวนการสํารวจเอกสาร
เอกสารเปนผลโดยธรรมชาตมิ าจากหนาท,ี่ กิจกรรม, กระบวนการ, ธุรกรรมขององคก าร การสำรวจเอกสารจึงควร
ประกอบดวย การรวบรวมขอ มูลความตอ งการเอกสารโดยการสมั ภาษณจ ากบคุ คลทเ่ี ก่ยี วของในองคก าร และรวบรวม
ขอ มลู จากเอกสารโดยการสังเกตและประเมนิ ขอมลู เกีย่ วกบั ลักษณะทางกายภาพ
กระบวนการสำรวจเอกสารอาจแบงออกเปน 3 ระยะ โดยสามารถกระทำไปพรอ มๆกบั การวเิ คราะหก ระบวนการท่ี
เกี่ยวของ ตง้ั แตการสรา ง, ใชง าน, การไหลในระบบ (Brunskill & Demb, 2012) คอื
1) ระยะกอ นการสำรวจ (Pre-survey)
2) ระยะสำรวจ (Survey)
3) ระยะหลังสำรวจ (Post-survey)
1.ระยะกอนสำรวจ
● ขน้ั ท่ี 1 กำหนดวตั ถุประสงคของการสำรวจ
● ขน้ั ที่ 2 กำหนดขอบเขตเชงิ เนอ้ื หาและพนื้ ท่ีของการสำรวจ
● ข้ันท3่ี จดั เตรียมทรพั ยากรและขออนุมัติสำรวจ
● ขัน้ ที่ 4 กำหนดระเบยี บวธิ ีการสำรวจ
● ขน้ั ท่ี 5 กำหนดคำหลักท่ีตอ งการ (Preferred key terms) ศึกษาคน ควาภมู หิ ลงั สรา งขอคำถาม และระบุผูมสี ว น
ไดสว นเสยี /ผูใหสมั ภาษณ
● ข้นั ท่ี 6 พัฒนาเคร่ืองมือเก็บรวบรวมขอมลู เชน แบบสำรวจ (Survey forms), แบบสัมภาษณ หรอื ฐานขอมลู
● ข้ันที่ 7 จัดทำตารางการทำงานและซกั ซอมความเขาใจกับทีมสำรวจ
● ขั้นที่ 8 ขออนุญาตเขา สำรวจอยา งเปน ทางการ
114 การจดั การเอกสาร | Records Management
● ข้นั ท่ี 9 ช้แี จง ประชุมทำความเขา ใจกับบคุ คลากรในองคการเก่ียวกับการสำรวจเอกสาร
ในระยะกอ นสำรวจเอกสาร นกั จดั การเอกสารควรพดู คยุ ทำความเขา ใจกับผูใชเ อกสาร และชี้แจงแนวทาง เหตุผลการ
สำรวจ วา จะไมไปรบกวน หรือรบกวนการทำงานนอ ยท่ีสดุ ซงึ่ จะทำใหแนใจวา ไดร บั ความรว มมอื จากผูเกย่ี วขอ ง โดยกลุม ท่ี
ควรพดู คยุ ทำความเขาใจคือ หวั หนา แผนก/ฝา ยตางๆ พนกั งาน ผเู ก่ียวขอ งคุนเคยกบั เอกสาร ที่จะชว ยใหเขาถงึ เขา ใจ
เอกสารและชว ยระบเุ อกสารสำคัญท่ีสุดได, ผูดูแลระบบ (IT Manager) ซึง่ จะรเู กย่ี วกับเอกสารอิเลก็ ทรอนกิ สท จ่ี ะตอ ง
สำรวจท่ีตองเขา ไปสำรวจ เพราะการเขา ถงึ เอกสารแตล ะชุดตองไดรบั การอนุญาตกอนเสมอ
2.ระยะสำรวจ
● ข้นั ท1่ี ลงมอื สำรวจ ตามกำหนดการทว่ี างไว เรมิ่ ตนจากเอกสารทย่ี ังอยใู นกระแสการใชง าน แลวจงึ ตอ ไปท่ีเอกสาร
ก่ึงกระแส และสิ้นกระแสการใชงาน เปนชดุ ทายสดุ
● ขน้ั ที่2 รวบรวมขอมลู โดยใชแ บบสอบถาม, แบบสำรวจ หรือ การสำรวจทางกายภาพโดยคนหาทกุ ๆแหลง จัดเก็บ,
ต,ู ชัน้ ,โตะ ในอาคาร รถ มองหาเอกสารในส่อื บันทกึ ทกุ รูปแบบ เชน ดจิ ทิ ัล วัสดุยอสวน แผนท่ี แผนผงั สอบถาม
ทุกขอ มลู ท่สี ำคัญตอการทำความเขา ใจเอกสารในองคการ สาเหตทุ ต่ี องจดั เกบ็ ปญ หาท่ีพบเกีย่ วกับเอกสาร
● ขัน้ ท่3ี บันทกึ ขอ คนพบ โดยจดบันทึกสรปุ หลังจากเขาสำรวจอยางเปน ระบบ ลงรายละเอียด ระบุชอื่ ชดุ เอกสาร
และอาจถงึ ระดบั แฟมใหเพยี งพอ ในกรณีเอกสารเกาทนี่ าจะเปน เอกสารประวัติศาสตร อาจตองลงถึงระดบั เนอื้ หา
เพ่อื ใหแนใ จวาไดขอ มลู ที่เพยี งพอจริงๆ
ในระยะสำรวจนี้เปน การประยุกตใชระเบียบวธิ กี ารสำรวจเอกสาร (Survey methodology) 3 วธิ ี คือ
การใชแ บบสอบถาม เพ่ือชว ยรวบรวมขอมลู ในการระบวุ ามีเอกสารใดบา ง ระยะเวลาทตี่ อ งเกบ็ รกั ษา และสถานทจี่ ัดเก็บ
เพือ่ ประเมนิ วา มขี อ กำหนดการเก็บเอกสารใดจะตอ งมกี ารปรบั ปรุงหรอื ไม การกรอกแบบฟอรมในแบบสอบถามแตล ะชดุ
จะประสบความสำเร็จหากมีการอบรมหรืออธิบายวิธีการกรอกแบบฟอรมอยางชัดเจนและมีการติดตอกันอยางตอ เนื่อง
ระหวางผูต รวจสอบและเจาหนา ทท่ี ่เี กี่ยวขอ ง ทัง้ นแ้ี บบสอบถามมีขอจำกดั ไดแ ก
● เจาหนาทีม่ กั ไมใ หค วามสำคัญกับการทำแบบสอบถาม
● เจา หนาทไ่ี มเขา ใจคำศัพทและอาจไมใ หขอมูลทถี่ กู ตอง
● ผูตรวจสอบอาจไมไ ดร บั ขอ มลู เชิงลกึ เกี่ยวกบั ความตอ งการและปญ หาทเี่ กย่ี วของ
การสำรวจทางกายภาพ ผูดำเนนิ การสำรวจ "เดินเขาไป" (Walks through) ทกุ สำนกั งานและพืน้ ท่ีจัดเก็บที่ตรวจสอบ คือ
ระบบคอมพิวเตอรท กุ เครอื่ ง (รวมท้งั เอกสาร) และรวบรวมขอ มลู ท่ีจำเปนท้งั หมดดว ยการสอบถาม การสงั เกต การวัดและ
ต้ังคำถามเจา หนาท่ีผเู ก่ยี วขอ ง
การสมั ภาษณ เพือ่ ใหไ ดขอมลู เชงิ ลึก จากผทู ปี่ ฏบิ ตั ิงานเกย่ี วกับเอกสาร ตั้งแตการจัดทำขนึ้ /รบั ไว ใชง าน จดั เกบ็ กำจดั
ตวั อยา งการต้ังคำถาม เชน
การสํารวจเอกสาร การประเมินคณุ ค่า การกาํ หนดอายุเอกสาร 115
● มีระเบยี บ/กฎหมายอะไรที่เก่ยี วของเอกสาร
● มกี ระบวนการทำงานอยางไร
● เกย่ี วของกับใครบา ง
● ในแตล ะกจิ กรรมมีเอกสารใดเกี่ยวของบา ง
● จำเปนตองเกบ็ เอกสารนีห้ รอื ไม
● ใครเกบ็ เอกสารเหลา นี้
ในระยะนี้มขี อ ควรตระหนกั คอื ควรนัดหมายลว งหนากอนเขาสำรวจทุกครง้ั รกั ษาสมั พนั ธภาพกับทุกคนทเ่ี ก่ยี วขอ ง เพ่อื
ใหก ารสำรวจบรรลเุ ปา หมาย ปรับปรุงขอมูลการสำรวจใหทันสมัยอยเู สมอ ตลอดระยะเวลาทส่ี ำรวจเอกสาร
116 การจัดการเอกสาร | Records Management
แบบสำรวจเพื่อระบุบง ช้เี อกสารสำคญั ที่สดุ
(Vital Records Identification Form)
คำชแ้ี จง
กรณุ าหรือทำเครือ่ งหมาย✓ในขอที่ตรงกบั ความเปนจริงและในชองทต่ี รงกบั สภาพจริงในองคก ารมากทีส่ ุด
ขอมลู ทั่วไปของผูต อบแบบสำรวจ
ชอ่ื
ตำแหนง
แผนก/งาน/สงั กดั
วันทีท่ ำแบบสำรวจ
ขอ มูลเกี่ยวกบั ชุดเอกสาร
ช่อื ชุดเอกสาร
รหัสอา งองิ (ใหร ะบุเลขท่หี นังสือหรือรหสั แฟม )
ขอบเขตเน้ือหา
[ใหระบแุ ฟม, เรื่องของเอกสารที่อยใู นชดุ เอกสารนน้ั ]
ชวงอายุ (ใหร ะบชุ วงอายทุ สี่ รางมาจนถึงปจจบุ ัน)
สื่อบันทกึ ☐ กระดาษ ☐ ดิจทิ ลั
10. ปรมิ าณ
[กแี่ ฟม, กกี่ ลอ ง, ความหนา, กีไ่ ฟล]
11. อตั ราการเพ่ิมข้ึน ☐ คงท่ี ☐ เพิม่ ขน้ึ ทุกป
12. ทม่ี าของเอกสาร ☐ จดั ทำขึน้ ภายในหนวยงาน
☐ รบั มาจากหนว ยงานภายนอก
13. ปจ จุบันจดั เก็บอยูท่ี
[กลอง/ตู/ ช้นั ใน แผนก/ฝาย]
ขอ มูลเกยี่ วกับการจดั การเอกสาร
14. ภารกจิ หนาของหนว ยงานทท่ี ำใหเกิดเอกสาร
[การบริหารงานพสั ดุ, การเงนิ , กฎหมาย, การบรหิ ารบุคคล ฯลฯ]
15. ผูจ ดั ทำเอกสาร
[ฝา ย/แผนก/ผูล งนามอนุมัต]ิ
วัตถปุ ระสงคการใชง านเอกสาร
16. [เปน พยานหลกั ฐาน/ เปนเครอ่ื งมือสอื่ สาร-ประชาสัมพันธ/ จดั ทำข้ึน
ตามกฎหมาย/ ฯลฯ]
อายุในการใชง านและจดั เก็บ
17. [เชน ใชง านจนเสรจ็ สิน้ โครงการ จัดเก็บไมนอ ยกวา
10 ป ทำลายไดตามระเบียบสำนกั นายกรัฐมนตรวี าดวยงานสารบรรณฯ
ขอ 66-70]
18. ผรู บั ผดิ ชอบในการจัดเกบ็
[ฝาย, แผนก, เลขานกุ าร ฯลฯ]
ขอ มูลเกย่ี วกับการจัดการเอกสาร (ตอ)
19. การทำสำเนา [มกี ารทำไวห รือไม, เก็บไวท ใ่ี ด, เกบ็ ไวกับใคร, ทำไวในรปู
แบบใด--กระดาษ/ดิจิทัล]
20. เมื่อสิน้ สดุ การใชงานแลวมกี ารโอนยายไปยงั หนวยงานอ่ืนหรอื ไม
[ศนู ยจ ัดเกบ็ เอกสาร/หอจดหมายเหต]ุ
การจัดเรียงเอกสาร
21. [เปน ระบบ;เรียงตามลำดบั อกั ษร/ป/ แหลง ทม่ี า/หมวดหมู, ไมเ ปนระบบ]
ขอมลู การระบคุ วามสำคญั ของเอกสาร ☐ ใช ☐ ไมใ ช ☐ ไมแ นใ จ
22. เอกสารนเ้ี ปนเอกสารสำคัญที่สุดของหนวยงานหรอื ไม
การสํารวจเอกสาร การประเมินคณุ คา่ การกําหนดอายเุ อกสาร 117
23. เอกสารชุดนี้มีคุณคาดา นใด ☐การบรหิ าร ☐กฎหมาย ☐การเงนิ
24. เอกสารมขี อ มูลทีล่ ะเอยี ดออนหรอื เปนความลบั หรอื ไม? ☐ประวัตศิ าสตร ☐การคนควา วิจัย
☐ มี ☐ ไมม ี
25. เอกสารมชี น้ั ความลบั หรือไม/ระดับใด ☐ ไมม ีชนั้ ความลบั ☐ลบั ☐ลับมาก
26. ขอ มลู ในเอกสารเปด เผยไดห รือไม ☐ลับมากท่สี ดุ
☐ ได ☐ ไมไ ด ☐ ไมแนใจ
27. หากเปดเผยขอมูลในเอกสารจะสง ผลกระทบตอใคร ☐ นักศกึ ษา ☐ อาจารย ☐ บคุ ลากร
28. ใครเขาถึงเอกสารน้ไี ดบา ง ☐ ผูบรหิ าร ☐ มหาวิทยาลยั
☐ อน่ื ๆ (โปรดระบ)ุ .....................…...
☐ ทกุ คน ☐ เฉพาะผูไดร ับสทิ ธิ์
นโยบายหรือขอบังคบั ใดท่มี ผี ลตอ ระยะเวลาการเก็บเอกสาร
29. [พระราชบญั ญัตขิ อมูลขา วสารของราชการ พ.ศ. 2540, พระราชบัญญตั ิ
จดหมายเหตุแหง ชาติ พ.ศ. 2556, ระเบยี บสำนกั นายกรัฐมนตรวี าดว ย
งานสารบรรณ พ.ศ. 2526 และฉบับท่ี 2 พ.ศ. 2548]
มกี ารกำหนดช้นั ลำดับความสำคัญของเอกสาร [เชน สามารถระบไุ ดวา
30. เปน เอกสารลับ เอกสารทเี่ ปน หลกั ฐานทางอรรถคดี เอกสารประวติ ิ
ศาสตรเอกสารทปี่ ฏิบตั ิงานเสร็จสิ้น หรอื เอกสารไมสำคัญของหนวยงาน]
มีมาตรการในการปองกนั รักษาความปลอดภัยอยา งไร [เกบ็ ไวใ นตูเฉพาะ
31 , กำหนดสิทธเิ ขา ถึง, มีรหสั ผา น, ฯลฯ]
*ถา เอกสารสญู หายหรอื ถูกทำลาย จะเกดิ ผลกระทบอยางไรตอ หนว ย
งาน
32. [ไมส ามารถดำเนนิ งานไดต ามปกติ, สามารถดำเนินงานไดตามปกติ, ถกู
สอบสวนดำเนินการทางวนิ ัย, ความมนั่ คงปลอดภัย, สถานะทางการเงนิ ,
ละเมิดสิทธสิ ว นบคุ คล, การฟองรอ งทางกฎหมาย ฯลฯ]
*มกี ารเตรียมการสำหรบั กรณีภัยพิบัตทิ ีจ่ ะสงผลตอเอกสารหรือไม
33 อยางไร [มแี ผน/แนวทาง/มาตรการฟนฟูเอกสารจากภยั พบิ ัต,ิ ไมมีแผน/
แนวทาง/มาตรการ]
ขอ เสนอแนะอน่ื ๆ
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
ภาพ6-1 ตัวอยางเครือ่ งมือเก็บขอ มลู สำรวจเอกสาร (ทมี่ า: ศรนิ ยา ศรีสุข, 2562)
118 การจัดการเอกสาร | Records Management
3.ระยะหลังสำรวจ (Post-Survey)
● ขน้ั ท1ี่ การวเิ คราะหขอมูล โดยการจัดกลมุ ท่ีเกย่ี วของ เชน กิจกรรมทเ่ี กิดซ้ำ, ความคลายคลงึ กันของรปู แบบวธิ ีการ
จัดเกบ็ หรอื ระบบการควบคุม
● ขัน้ ท่ี2 การรายงานผลการสำรวจ ในรปู แบบหรอื รายงานที่เหมาะสมกบั วตั ถปุ ระสงคเ ฉพาะ โดยแสดงในภาพรวม
ของเอกสารทมี่ อี ยู ประเภทของเอกสาร การใชเอกสาร ความสัมพนั ธร ะหวางเอกสารในองคการ ชว งของระบบ
บนั ทึกขอ มูลในองคก าร เอกสารสำคัญทส่ี ุดขององคการ การทำลายเอกสาร
ผลทไ่ี ดจากระยะหลงั สำรวจ อาจอยใู นรูปของเอกสารขอ เสนอโครงการ (Proposal) ท่ีเสนอระบบการสบื คน ใหม, ขั้นตอน
การโอนยา ยเอกสารไปสแู หลงใหม, หรือขอ เสนอแนะเกี่ยวกับการจัดการในข้นั สดุ ทายของวงจรชวี ิตเอกสาร หรอื ขอ เสนอ
แนะเกีย่ วกับการเปลย่ี นแปลงสื่อบนั ทึก
บญั ชสี ํารวจเอกสาร
บัญชีสำรวจเอกสาร (Records inventory) คือ ขอมลู สรุปเก่ียวกบั เอกสารทมี่ ีอยใู นองคก าร เปนผลลัพธท ่ีไดจ าก
กระบวนการสำรวจเอกสาร บัญชสี ำรวจเอกสารท่สี มบูรณ ควรประกอบดวย
● ธรรมชาติของชุดเอกสาร (Series)
● การใชและเนอ้ื หาของชดุ เอกสาร
● คำอธบิ ายเกี่ยวกับประเภท/ชนดิ ของสอ่ื บนั ทึก: วนั ท,่ี ฮารต แวร, ซอรฟแวร
● ลกั ษณะสภาพแวดลอมของเครอื ขา ย, กลุม ของเอกสาร
● ปริมาณการเพม่ิ จำนวน หรือการขยายตวั ของเอกสาร
● กจิ กรรมการใชง านอางองิ
● วิธีการ, ความถ่ี ความเร็วในการคนคนื
● การปอ งกนั เอกสาร
การสํารวจเอกสาร การประเมินคุณคา่ การกาํ หนดอายุเอกสาร 119
ภารกิจ ภารกจิ ยอ ย เอกสารท่ีเกย่ี วขอ ง รายะเอียดการจัดเกบ็ เอกสาร
(function) (sub-function) (Related Record) (Collection)
1.การบรหิ าร 1.1การเสนอขออนุมัตปิ รญิ ญาใหแ กผ ู - เอกสารอนมุ ตั ปิ ริญญาใหแ กผู ลกั ษณะเอกสาร: เอกสารกระดาษและไฟลดจิ ทิ ลั
งานทั่วไป สำเร็จ การศกึ ษา สำเร็จ การศกึ ษา จากคณะ/ สภาพเอกสาร: สำเนา (ตนฉบับสง คนื คณะ/หนวยงาน)
-อนุมัตปิ รญิ ญาใหแกผูสำเร็จการศกึ ษา หนว ยงาน ผรู บั ผิดชอบ: งานบรหิ ารงานทว่ั ไป, งานธรุ การ
-อนมุ ัตกิ ารรับสถาบนั การศกึ ษาช้ันสูง -เอกสารรับสถาบันการศึกษาช้ัน ระยะเวลาทีค่ รอบคลุม: เอกสารมอี ายุตงั้ แตป จ จบุ ัน
หรือ สถาบันวจิ ยั สมทบใน สงู หรือ สถาบนั วิจัยสมทบใน จนถงึ 5 ปข ึน้ ไป
มหาวิทยาลัยหรอื การยกเลกิ การ มหาวิทยาลัยหรือ การยกเลิก การจดั เกบ็ :
สบทบ การสบทบจากหนว ยงาน
-อนุมตั ปิ รญิ ญากติ ติมศักดิ์ ภายนอก - เอกสารทยี่ งั ใชง านจัดทำเปนแฟมเรียงตาม ลำดับ
-ใหความเหน็ ชอบแผนผลติ บณั ฑติ -เอกสารเห็นชอบแผนผลติ วนั /เดอื น/ป พ.ศ. หนังสือเกบ็ ไวใ นตู ณ สำนกั งานและ
และเปาหมายการรับนักศกึ ษา บัณฑติ และ เปาหมายการรบั มกี ารสำรอง ขอ มูลไวในรูปแบบไฟลดิจิทัลใน
นักศึกษาจากคณะ/หนว ยงาน คอมพิวเตอรเ ก็บไวก ับผรู ับผดิ ชอบ
-เอกสารขอ มลู ผูไ ดรบั การเสนอ
ชือ่ เขา รับ รางวลั ปรญิ ญา - เอกสารทม่ี อี ายุ 10 ปขึ้นไปและไมไดใชง านแลว
กิตติมศักด์ิ (ลบั ) จะเก็บไว ณ สำนกั งาน โดยยงั ไมม ีการทำลาย
แหลง ท่ีมาของเอกสาร: จดั ทำขึ้นเองและรบั เขา จาก
คณะ/หนว ยงาน (ใชป ระกอบวาระการประชุมสภา
มหาวทิ ยาลัย)
1.2งานธรุ การ -เอกสารขอความเห็นชอบ สภาพเอกสาร: สำเนา (ตน ฉบับสงคนื คณะ)
-ขอความเห็นชอบขอ บังคบั หรือ -เอกสารโตต อบหนว ยงาน ลกั ษณะเอกสาร: เอกสารกระดาษและไฟลดิจทิ ลั
ระเบียบมหาวทิ ยาลยั เกี่ยวกบั การ ภายในและ ภายนอก ผูร ับผิดชอบ: งานธุรการ
บริหารและการดำเนินงานของ -เอกสารของสำนักงานสภา ระยะเวลาทค่ี รอบคลุม: เอกสารมอี ายตุ ั้งแตป จจุบัน
มหาวทิ ยาลัย มหาวิทยาลัย ไดแก คำสัง่ จนถึง 10 ป
-ขอความเห็นชอบจัดตัง้ หนวยงานใน ประกาศ หนังสือสงออก และ การจดั เก็บ:
มหาวิทยาลัย ทะเบยี นสงหนังสือ - เอกสารท่ียังใชง านจดั ทำเปนแฟมเรียงตาม ลำดับวนั /
-ขอความเหน็ ชอบแตงต้งั คณะ -เอกสารแผนงานและงบ เดอื น/ป พ.ศ. หนังสือเก็บไวใ นตู ณ สำนกั งานและมี
กรรมการ อนุกรรมการ หรือคณะ ประมาณ การสำรอง ขอ มูลไวในรูปแบบไฟลดิจิทลั ใน
ทำงานเพ่ือพจิ ารณา และเสนอความ -รายงานการประชุม คอมพิวเตอรเกบ็ ไวกับผรู ับผดิ ชอบ
เห็นในเรื่องใดเรื่องหนง่ึ หรอื เพอ่ื มอบ -เอกสารขอมลู สถิติ - เอกสารทค่ี รบกำหนดอายกุ ารจดั เกบ็ จะทำลายตาม
หมายใหปฏิบัตกิ ารอยางใดอยางหน่งึ ที่ ระเบยี บสำนักนายกรัฐมนตรวี า ดวยงานสารบรรณ พ.ศ.
อยู ในอำนาจและหนา ทข่ี องสภา 2526 และฉบับท่ี 2 พ.ศ. 2548 แหลงท่ีมาของเอกสาร:
มหาวทิ ยาลยั จดั ทำข้นึ เองและรบั เขา จากคณะ/หนวยงาน (ใช
-ขอความเหน็ ชอบแตงตัง้ ประธานและ ประกอบวาระการประชมุ สภามหาวิทยาลัย/คณะ
กรรมการสงเสริมกิจการมหาวทิ ยาลยั กรรมการบรหิ ารมหาวิทยาลัย)
-เสนอเรื่องตอ ผูอำนวยการสำนักงาน
สภามหาวิทยาลยั เพ่อื ลงนามเพื่อ
ดำเนินการ
-ควบคุมเอกสารของสำนักงานสภา
มหาวทิ ยาลัย ไดแก คำสั่ง ประกาศ
หนังสอื สงออก เปน ตน
-จดั เกบ็ เอกสารตามที่ไดร ับมอบหมาย
ภาพ6-2 ตัวอยางบัญชสี ำรวจเอกสารทเ่ี กดิ ขนึ้ จากหนาทรี่ ับผิดชอบของสำนักงานสภามหาวทิ ยาลัยขอนแกน (ทม่ี า: ศรินยา
ศรสี ุข, 2562)
120 การจัดการเอกสาร | Records Management
การประเมนิ คณุ คา่ เอกสาร
การประเมนิ คณุ คา เอกสาร (Records appraisal) คือ กระบวนการประเมินโดยผสานการวเิ คราะหบ ริบท กิจกรรม และ
ความเสยี่ งขององคการ เพอ่ื การตัดสินใจเกย่ี วกบั เอกสารวาสมควรจะถกู นำเขายังระบบจัดการเอกสาร (RMS) ตองเกบ็ ไว
เปน ระยะเวลานานเทาไร และตอ งกำจัดเมอ่ื ใด โดยคำนึงถึงความจำเปนทางธุรกิจ กฎหมาย หรือภาระรับผิดชอบตามหนา ที่
ใหสนองตอ ความตอ งการขององคก าร และกลุมผูใชง านอื่นๆ โดยคณุ คา ของเอกสารน้ัน อาจเปนคณุ คาทางการบริหารงาน,
กฎหมาย, การเงนิ , การวิจัย, การเปนขอมูลสารสนเทศ (Shepherd & Yeo, 2003; Smith, 2007; Franks, 2018)
การประเมินคณุ คายงั ชว ยสนบั สนนุ การตดั สินใจอ่นื ๆเก่ียวกับเอกสารดวย เชน มีเอกสารใดบางท่ีตองจัดทำขึ้น หรอื กำหนด
วาตอ งปอ งกนั รกั ษาความปลอดภัยเอกสารใดบา ง กลา วโดยรวม ในการจดั การเอกสารนนั้ จำเปน ตองมีการประเมินคณุ คา ใน
ระดับตา งๆ ซ่ึงนกั จดั การเอกสารตอ งพฒั นาเกณฑก ารประเมินคณุ คา ทเ่ี หมาะสมกับบริบทขององคการ เพือ่ ชว ยสนบั สนนุ
การตัดสนิ ใจกำหนดอายจุ ัดเกบ็ เอกสารไดอยางมปี ระสทิ ธิภาพ
การตดั สนิ ใจประเมนิ คุณคา มักจะตอ งคำนงึ ถึงความตอ งการเอกสารขององคก าร สำหรับการใชงานทางธรุ กิจ และแสดง
ภาระรับผดิ ชอบตามหนา ทน่ี อกจากน้นั อาจตองคำนึกถึงความสนใจทางประวัตศิ าสตร วฒั นธรรมและอ่นื ๆ ในทางปฏบิ ตั ิ
องคก ารภาคเอกชนมกั เลือกประเมินและเก็บรกั ษาเอกสารที่จำเปนตอ ความมงุ หมายขององคก ารเปน หลกั สวนในภาครัฐ
อาจมีมมุ มองทีก่ วางกวา เชน การตระหนกั ถงึ คุณคาของเอกสารในฐานะมรดกทางวฒั นธรรม
ในเชิงปรชั ญา การประเมินคณุ คา นั้น คอื สงิ่ ทน่ี ักจดั การเอกสารใชเปน บรรทัดฐานของการตดั สนิ คุณคา หรอื ความสำคัญ
ของเอกสาร ซ่งึ ตามมาดว ยคำถามทว่ี า เปนคุณคา ตอ ใคร? ใชเ กณฑอะไร? และใชอ ยางไร? การตัดสินคณุ คา, กลยุทธการ
ประเมนิ คุณคา และวิธกี ารประเมนิ คุณคา กจ็ ะดำเนินตามปรัชญาของแนวคดิ ท่ีนยิ ามคณุ คานัน้ ๆ หากปราศจากกรอบ
แนวคดิ เชงิ ทฤษฎี วธิ ีการประเมินก็จะไมเ ปนระบบ และเปนปญ หาตอการตัดสนิ ใจ
หลกั การประเมินคุณคาอาจแบง ไดเ ปน 2 กลมุ ใหญ คอื
● การประเมินระดับจุลภาค (Micro appraisal) เปนการประเมนิ คุณคาเอกสารจากระดบั ลา งขน้ึ บน (Bottom-up)
โดยพจิ ารณาเอกสารอยา งอยา งละเอยี ดทีละชุด หรอื ทีละเรอ่ื ง/แฟม ในแงเ น้ือหาสาระ กายภาพ และบริบทของ
เอกสาร ความครบถวนสมบรู ณ ซึ่งถอื การประเมินแบบด้งั เดิมหรอื แบบคลาสสกิ หลักการในกลุม นี้ เชน หลักการ
อนุกรมวธิ านคณุ คา หลกั การระบบประเมนิ สองช้นั
● การประเมนิ ระดับมหภาค (Macro appraisal) เปนการประเมินคณุ คา เอกสารจากระดบั บนลงลา ง (Top-down)
ตามภาระหนา ทีข่ ององคการ เปนชุดเอกสารไมเนน การพจิ ารณาเอกสารทีละเรือ่ ง/แฟม
การประเมนิ คุณคาและการกำจดั เอกสาร มคี วามสำคญั มากในการบรหิ ารองคก าร เพราะเกีย่ วขอ งกบั การใชทรพั ยากร งบ
ประมาณกำลังคน สถานท่ี ใหคมุ คา และไมสูญเปลา ดงั นนั้ นกั จัดการเอกสารจงึ ตองวางแผนการประเมินคณุ คา อยาง
รอบคอบ รดั กมุ โดยอาศยั หลักการทเี่ หมาะสม ซ่ึงอาจประยกุ ตใชหลักการดงั ตอ ไปน้ี
การสํารวจเอกสาร การประเมินคุณคา่ การกําหนดอายเุ อกสาร 121
หลกั การอนุกรมวิธานคุณค่า (Schellenberg’s taxonomy of values)
จดั เปน หลกั การประเมินระดบั จลุ ภาคหรือแบบดัง้ เดิม ทมี่ ุงเนนคุณคาของเอกสารเชงิ ประจกั ษ พฒั นาข้นึ ในกลางศตวรรษที่
20 สำหรบั ใชใ นหนวยงานภาครฐั ของประเทศสหรัฐอเมรกิ า โดยนกั จดหมายเหตุชาวอเมรกิ ัน คือ T. R. Schellenberg
(1903–1970) ไดเสนอแนวคดิ เก่ียวกับระบบคุณคาของเอกสาร (System of record values) เพอื่ ใชเ ปนเกณฑพ ืน้ ฐานการ
ประเมนิ โดยอธบิ ายวา เอกสารจดหมายเหตขุ องรัฐมีคุณคา แบงไดเ ปน 2 ระดับ คอื คณุ คาช้ันตน (Primary value) และ
คุณคา ชน้ั รอง (Secondary value)
คุณคาช้นั ตน คอื คุณคาในการใชง านตามวัตถปุ ระสงคของการจดั ทำเอกสารน้ัน หรือเปน พยานหลักฐานของการกระทำ
เปนคุณคา โดยตรงตอ หนวยงานผูสรา ง ผูรวบรวม ผเู ก็บรกั ษาเอกสาร คุณคาชัน้ ตน สะทอ นความสำคญั ของเอกสารตอ
องคก ารที่ทำใหเ กดิ เอกสาร คุณคา ชน้ั ตนยงั แบงออกไดเปน 3 ประเภท คือ
1) คณุ คาทางการบริหาร (Administrative value) คอื เอกสารจำเปนตอ การบรหิ าร การจดั สนิ ใจ และสนับสนนุ
การดำเนนิ งานตามหนาทขี่ ององคก าร
2) คุณคาทางกฎหมาย (Legal value) คือ เอกสารน้ันเปน พยานหลกั ฐานทางกฎหมาย สามารถใชอ างองิ ในชัน้ ศาล
หรือตามกฎหมายได เพอ่ื คมุ ครอง ปกปองสทิ ธปิ ระโยชนของบคุ คลหรือองคก าร
3) คุณคา ทางการเงิน (Fiscal value) คือ เอกสารนั้นจำเปนตอการดำเนนิ การเกย่ี วกบั การเงิน งบประมาณ เปน หลกั
ฐานทางการเงิน การไดรบั การใชงบประมาณตางๆ
คณุ คาช้ันรอง (Secondary value) คอื คุณคาในเชงิ เน้อื หาสาระของเอกสารตอการวิจยั และประวัตศิ าสตร เปน คณุ คา
ตอหนว ยงานอ่ืนๆ รวมถงึ นกั วจิ ยั นักประวตั ิศาสตรแ ละบุคคลทั่วไป คณุ คาชน้ั รองยงั แบง ไดเปน 2 ประเภท คือ
1) คุณคาทางการเปนพยานหลกั ฐาน (Evidential value) จากการท่ีเอกสารถูกจดั ทำข้ึนโดยองคการตามหนา ที่
ความมุงหมายของการประเมินจงึ อยทู กี่ ารคัดเลือกเอกสารทใ่ี หขอเทจ็ จริงสำคัญ (Significant facts) วาหนว ยงาน
สรางเอกสารข้นึ มาอยางไร มีพัฒนาการอยา งไร และถูกจัดระบบอยา งไร เอกสารทำตามหนา ท่ีอะไรอะไรคือ
ผลลพั ธของกิจกรรมน้ัน
2) คุณคาทางการเปน ขอมลู สารสนเทศ (Informational value) คือ เอกสารนนั้ แสดงเนื้อหาสาระทเี่ กี่ยวกบั ประวตั ิ
พัฒนาการของบุคคล สถานที่ เหตุการณ สงิ่ ของเร่อื งราว หรือใหค วามรู ขอเท็จจริงสามารถใชใ นการวิจัยในสาขา
วิชาตา งๆได Schellenberg ระบวุ า คณุ คา นี้มกั มอี ยใู นแฟม คดีตา งๆ ซงึ่ ผูใชม ักสนใจท่ีเนื้อหากกวา บริบทของ
เอกสาร เมอื่ มุงเนน ที่คณุ คา ทางการเปนขอมูลสารสนเทศ การประเมินคุณคาเอกสารจึงพยามประเมินตามความ
สนใจของนกั วิจยั ในประเดน็ ทเี่ กย่ี วของ และคณุ คาของเอกสารในเชิงความมีลักษณะเฉพาะเปนหนง่ึ เดียวของ
เนือ้ หา ซึง่ ไมสามารถหาไดจ ากแหลงอืน่ ๆ
หลกั การนถ้ี กู นำมาประยุกตใ ชเปน กรอบการประเมินในสหรฐั อเมรกิ า ตง้ั แตค รง่ึ ศตวรรษที่ 20 เปนตนมาและแพรห ลายใน
กลุมประเทศที่พดู ภาษาอังกฤษ ตามหลักการนี้ นักจดหมายเหตมุ ีหนา ทค่ี วามรับผิดชอบในการประเมินเอกสาร โดยเปน ผู
กำหนดคณุ คาช้ันรองของเอกสารอยา งไรก็ดมี ีนักวิชาการในยคุ หลังไดวิจารณถ งึ ขอ ดอยของหลักการนค้ี ือ เปน ตัวแบบทมี่ ีขอ
122 การจดั การเอกสาร | Records Management
จำกัดในการสะทอนความซับซอนของคุณคา ชนั้ ตน และชน้ั รอง ซงึ่ ประเด็นที่หลักการเนนยำ้ เนอ่ื งจากเหมารวมวาองคการ
ไมไ ดส นใจเอกสารไปนอกเหนอื จากความมงุ หมายของการบรหิ าร กฎหมาย การเงนิ และผูใชกส็ นใจเอกสารแคก ารมคี ุณคา
ทางประวตั ศิ าสตร ซง่ึ ขอสมมตฐิ านทไ่ี มถกู ตองนัก มากไปกวานนั้ ยงั มองคณุ คา ทางการเปนขอมูลสารสนเทศกับคุณคา
ทางการเปน พยานหลกั ฐานวา เปนแคส ว นประกอบของคุณคา ช้ันรอง แตในทางปฏิบตั ิหรือความเปน จรงิ แลว คณุ คา ท้งั สอง
ประเภทตา งเปน ส่งิ ท่ผี ูใชเอกสารทงั้ ภายในองคก ารและนอกองคก ารตองการทั้งส้นิ (Shepherd & Yeo, 2003)
หลกั การระบบประเมนิ สองชนั (Two-tier review system; Grigg appraisal system)
จดั เปนหลกั การประเมนิ ระดับจลุ ภาคหรอื แบบคลาสสกิ ของยโุ รป ซง่ึ มมี ุมมองตรงกันขามกับทางอเมริกา โดยมุงเนน ทคี่ วาม
จริงแท (Authenticity) ของเอกสาร ส่ิงทตี่ างจากหลักการประเมนิ ของอเมริกาอกี คอื มองเอกสารเปน ส่งิ ทเี่ ฉพาะในแตล ะ
บรบิ ทและมคี ุณคา ท่ีเทา เทยี มกนั ไมแบงวา เปนชั้นตน หรือช้นั รอง ผูนำแนวคดิ นค้ี อื Sir Hilary Jenkinson (1882 –1961)
นกั จดหมายเหตุชาวอังกฤษ โดยไดเ สนอไวใ นรายงานของ Grigg Committee1* ซึ่งเปน คณะกรรมาธกิ ารทต่ี ั้งขนึ้ เมอื่ ปค .ศ.
1952 เพ่อื ตรวจสอบการจัดการเอกสารภาครัฐ โดยขอ เสนอในปค .ศ. 1954 ประกอบดว ยขน้ั ตอนใหมในการประเมินและ
การโอนยายแฟม เอกสารท่ีสิ้นกระแสการใชง านแลว ซง่ึ แบง ออกเปน 2 ประเภท คือ (1)แฟม ทเี่ กยี่ วของกบั นโยบาย
กฎหมาย การเงิน หรอื เร่ืองอืน่ ๆ และ (2)แฟม เฉพาะเร่ือง (Case file) เชน สำนวนคดี ประวตั ิผูปว ย
คณะกรรมาธกิ ารใหข อ เสนอแนะวา แฟมประเภทแรกควรถกู ตรวจสอบทบทวน (Review) โดยเจา หนา ที่ในแผนกนั้นหลงั
จากปดแฟม ไปแลว 5 ป โดยใชเกณฑความจำเปน/ความตองการของแผนกน้นั วา ยงั มตี อเน่อื งหรอื ไม การทบทวนในอนาคต
ควรทำอกี 25 ป2 ขา งหนา หลังจากวนั ทเ่ี ปดแฟม โดยใชเกณฑความจำเปน /ความตอ งการทางประวัติศาสตร สวนแฟม
ประเภทท่ี 2 มกั ถกู กำหนดใหท ำลายหรือโอนยา ยโดยเร็วทส่ี ุดหลงั จากส้ินสุดการใชง านแฟม ท้ังสองประเภททถี่ ูกคัดเลือก
สำหรบั สงวนรักษาระยะยาว ตองถูกโอนยายไปยังสำนักงานเอกสารรฐั บาลอังกฤษ (UK public record office) หลังจากถึง
อายทุ ่ีกำหนด (แตเดมิ กำหนดไว 50 ป ตอ มาลดลงเหลือ 30 ป) ขอเสนอนพ้ี ยามลดบทบาทการมสี ว นรวมของเจา หนาท่ี
สำนกั งานเอกสารรฐั บาลองั กฤษในกระบวนการประเมนิ
หลักการระบบการประเมนิ สองชั้น ไมเพียงแตจ ะแตกตางจากแนวคดิ เรอื่ งคณุ คา ชน้ั ตนและชน้ั รอง แตยังรวมเอาความเชอื่ ม
โยงอยางใกลช ดิ ระหวา งความเกีย่ วขอ งกับการบริหารงาน และความสำคัญเชิงประวัตศิ าสตร/ วฒั นธรรมไวดว ย โดย
ตระหนักวาเอกสารจำเปน ตอ งไดรบั การตรวจสอบทบทวนมากกวา หนงึ่ ครัง้ ตามวงจรชวี ิตเอกสาร และตามวาระในแตละ
เกณฑที่แตกตางกันไป หลกั การประเมินนนี้ ิยมใชใ นหนวยงานรฐั บาลกลางอังกฤษ และหลายหนวยงานไดน ำหลักการนไี้ ป
โดยผนวกกบั แนวคิดอนุกรมวธิ านคณุ คา ถึงปลายค.ศ.1990s จงึ เปล่ยี นมาใชน โยบายการจดั หาเอกสารจดหมายเหตุและ
การคัดเลือกเชิงปฏบิ ัตกิ าร (Archival acquisition and operational selection policies) จนถึงปจจบุ ัน
1The committee of 1952 was formed by the Chancellor of the Exchequer and the Master of the Rolls. The chairman of this committee on
departmental records was Sir James Grigg, a former Permanent Under Secretary of the War Office. The committee’s principal conclusions in
its report of 1954 (Cmd 9163)
2จำนวน 25 ป นี้ตรงกับในระเบยี บฯ วาดว ยงานสารบรรณฯ สนั นิษฐานวาคงไดแบบอยางมาจากรายงานของ Grigg นเี้ อง
การสํารวจเอกสาร การประเมินคณุ คา่ การกําหนดอายเุ อกสาร 123
หลักการประเมินของ Jenkinson ไดรบั การทบทวน ปรับปรุงใหส อดคลอ งกับความเปลีย่ นแปลงของเทคโนโลยีและการ
ขยายตวั ของการสรา งเอกสาร โดยนกั วชิ าการทางการเอกสารและจดหมายเหตใุ นสหรฐั อเมรกิ า เชน Luciana Duranti
และ Terence M. Eastwood เรียกหลักการทป่ี รบั ปรงุ ใหมนวี้ า “Neo-Jenkinsonians” หรือ อนุรกั ษน ิยมใหม (New
traditionalists) โดยเสนอวา การประเมินคณุ คาเอกสารน้นั จะตอ งมคี วามเปนกลาง โดยคำนงึ ถึงคณุ สมบัติของเอกสาร ไม
วา จะเปน ความจริงแท ความนาเช่อื ถือ ความเก่ยี วของสมั พันธกบั เอกสารอ่ืน การเปน พยานหลกั ฐานและสารสนเทศทางการ
บริหาร ทางกฎหมาย และทางประวตั ศิ าสตร การประเมินคณุ คา ไมควรเปน หนา ที่ของนักจดหมายเหตแุ ตฝายเดียว หนว ย
งานเจา ของเอกสารควรมสี วนในการประเมินคุณคาดว ย
หลักการประเมินมหภาค (Macro appraisal)
ถอื เปนหลักการประเมินคณุ คาแบบใหม ทพี่ ัฒนาข้นึ โดยกลมุ นักจดหมายเหตุในประเทศแคนาดา โดยเริ่มปรากฏแนวคิดมา
ตง้ั แตป ค .ศ. 1950 และถูกพัฒนาใหกวา งขวางขน้ึ ในระดบั สากล ในปค.ศ. 1998 โดยนกั วิชาการและนกั จดหมายเหตุชาว
แคนนาดาชอื่ Terry Cook (1947-2014) เน่ืองจากพบวาการประเมินแบบเดมิ หรอื แบบจุลภาคนน้ั ถกู พฒั นาขึน้ สำหรับ
เอกสารท่ีเปน กระดาษ จงึ มีขอจำกดั เมอื่ นำไปใชก ับเอกสารดจิ ทิ ัล ดังนั้นการประเมินแบบใหมน จี้ งึ ถกู พฒั นาขน้ึ ใชไ ดก ับ
เอกสารขององคก ารทกุ รปู แบบ ไมวา จะอยใู นรปู กระดาษ ขอมูลดิจิทลั ภาพถาย แผนที่ แผนผัง ภาพวาด โสตทศั นวสั ดุ
หรอื ผลงานทางศลิ ปะ โดยจุดเนน ของแนวคดิ นี้ คือ ความครอบคลุม (Comprehensive) ซึง่ หมายถงึ ความครอบคลุมตาม
หนา ทข่ี ององคก าร รวมถงึ ชุดเอกสาร สือ่ บนั ทกึ ระบบทใี่ ชจ ดั การ และขนาดของหนวยงานไมวา จะเลก็ กลาง ใหญ โดยตงั้
อยบู นสมมติฐานที่วา คานยิ มทางสังคม (Societal values) จะใหบริบทของการตัดสินใจประเมนิ คณุ คา การเกบ็ รักษา
เอกสารเพ่ือความมงุ หมายเชิงวฒั นธรรมนน้ั มมี มุ มองวา โครงสรา งเชงิ สังคม, ภารกจิ ขององคการ, ผูสรา งเอกสาร, และ
กระบวนการสรา งเอกสาร นัน้ ลวนแตเปนผลสะทอ นโดยรวมของประสบการณม นษุ ย (Human experience)
การประเมินมหภาค เปน ทฤษฎีทม่ี ุงเนนบทบาทของการสรางเอกสาร จัดลำดับความสำคัญบนเง่อื นไขวา เอกสารนน้ั ถกู
สรางข้นึ มาดว ยเหตใุ ด (ตามภารกิจขององคก าร) ถกู สรางขึ้นมาในสวนใด (โครงสรา งองคก าร) และสรางข้ึนอยางไร มากกวา
จะมุงพจิ ารณาทเี่ นอ้ื หาสาระหรอื คณุ คาในทางการเปนขอ มลู สารสนเทศเพยี งอยางเดียว กลาวอีกนัยหน่งึ คือ เปลย่ี นมุมมอง
จากแคตวั เอกสาร ไปสูหนาทขี่ ององคก ารหรอื บริบทท่ีเอกสารถกู สรา งขนึ้ มุงการประเมินบริบทและสภาพแวดลอ มของ
องคการ สวนคุณคาการเปน พยานหลักฐานของเอกสารถกู มองวาเกดิ ขนึ้ ตามภารกจิ ขององคก าร และภารกิจขององคก ารก็
เปน สงิ่ ทคี่ วรวเิ คราะหแ ละประเมินมากกวาตัวชิน้ เอกสาร
ดงั น้นั นกั จดั การเอกสารจำเปนตองอาศัยเทคนิคและวิธกี ารอยางเปนระบบ เพ่อื ทำความเขาใจภารกิจและโครงสรา งองคก าร
ทท่ี ำใหเ กิดเอกสาร กระบวนการตัดสนิ ใจเก่ียวกบั เอกสาร โดยอาศัยเทคนิคการสำรวจเอกสาร, การวเิ คราะหภ ารกจิ ของ
องคการ, การวิเคราะหโครงสรา ง, การศึกษาวัฒนธรรมองคการ, การศึกษาผูใชงาน-ลกู คา เปน พื้นฐานของการประเมนิ
เพราะจะเชือ่ มโยงใหเห็นบริบทที่เอกสารถูกสรางขึ้นมาอยา งชดั เจน เนื่องจากวธิ ใี หมนี้ ใชห ลกั การจากบนลงลาง
(Top-down approach) ดวยการประเมินจากภารกิจหรอื โครงสรา งขององคก ารระดบั บนสดุ ตา งจากการประเมนิ แบบเดิม
ที่ใชว ธิ จี ากลางขน้ึ บน (Bottom up approach) นกั วชิ าการจงึ เรียกวา หลักการนวี้ า การประเมนิ มหภาค
124 การจัดการเอกสาร | Records Management
ในการประเมนิ มหภาคน้นั Cook (1992) ระบุวาวิธนี ป้ี ระกอบดว ยการตง้ั คำถามวา
● เอกสารสรา งขึ้นโดยวธิ ีใด (How), ดว ยเหตใุ ด (Why) และโดยใคร (Whom) แทนทจ่ี ะถามวา มีขอมลู สารสนเทศ
อะไรในเอกสารน้ัน
● ทำไมเอกสารถึงถกู ใชงานโดยผทู ่สี รางขึ้นมา แทนท่จี ะถามวาเอกสารจะถูกใชง านโดยใครในอนาคต
● มภี ารกจิ ขององคก ารและกิจกรรมใดทเ่ี อกสารไปสนับสนนุ แทนที่จะถามวามีเอกสารมีโครงสรางภายในและ
โครงสรางภายนอกอยางไร (Physical)
● อะไรท่ีควรจะมีการทำบันทกึ ไวเ ปน หลักฐาน (Documentation) แทนทจี่ ะถามวา การทำบนั ทึกหลักฐานแบบไหน
จะชวยรกั ษาเอกสารเอาไวไ ด
สง่ิ ที่ Cook เสนอน้ัน คือ วิธีการน้ีจำเปน ตอ งเขา ใจความซับซอนทก่ี ำลงั ปฏิบตั ิการอยใู นองคก ารขณะนัน้ วตั ถปุ ระสงค
กวา งๆขององคการ คอื การกลา วถึงปฏสิ ัมพันธร ะหวา งภารกิจกบั โครงสรา งขององคการ ภารกิจยอ ย-โครงสรา งยอ ย ถูกจดั
ตงั้ ข้ึนเพอื่ ทำตามความมุงหมายขององคก าร วิธีการน้ันตอ งการระบบอ่ืนๆท่ีชวยจดั การ, สนบั สนนุ การบนั ทึกขอมูลหลกั
ฐานตามทต่ี อ งการ, และตลอดจนเอกสารท้ังหลายท่รี ะบบสรางข้นึ
วิธกี ารประเมนิ มหภาค ประกอบดวย (Smith, 2007)
1) ตรวจสอบภมู หิ ลังขององคก าร ที่มา พัฒนาการของการบรหิ ารองคการ
2) วิเคราะหโ ครงสรา งองคก าร เพอื่ ใหเขาใจวา คืออะไร เปนอยา งไร ทำไมตอ งเปน แบบน้นั ปจ จุบนั เปนอยา งไร
3) แยกแยะ/ระบุความสมั พันธก บั องคการอ่ืนหรือผอู ่นื
กระบวนการประเมนิ ควรมุง เมน ไปยงั ภารกจิ /กจิ กรรมท่ีสรางคุณคาระยะยาวใหกับองคกร แลวกำหนดเอาไวใ นแผนการจัด
หมวดหมูเอกสาร (RCS/File plan) หรอื ในตารางกำหนดอายเุ อกสาร ตงั้ แตต น ผลจากการวเิ คราะหนคี้ วรทำเปน รายงาน
การประเมนิ คุณคาและใชอ างอิง กำกับ ติดตาม ปรบั ปรงุ สำหรบั การประเมินในครง้ั ตอ ๆไป การประเมนิ ยังชว ยในการ
กำหนดอายุเอกสาร และพฒั นาแผนการจัดหมวดหมเู อกสารอกี ดวย เม่อื แฟม ขอ มลู ในแบบแผนการจัดหมวดหมมู ีเอกสารท่ี
ตรงตามหลักเกณฑค รบถว น กย็ อ มสามารถคดั เลือกและโอนยา ยไดสะดวกขึ้น
หลักการประเมนิ แบบกลอ่ งดํา (Black box)
คำวา “กลอ งดำ” มาจาก ทฤษฎกี ลองดำ (Black box theory) ซง่ึ เปน แบบจำลองแนวคดิ ทใ่ี ชเพอ่ื แสดงกระบวนการอยา ง
งา ย ท่ีระบเุ ฉพาะส่งิ ที่ปอ นเขา (input) และส่ิงทสี่ ง ออกมา (Output) โดยไมคำนึงถงึ ฟงกช นั หรอื กลไกภายใน “กลองดำ”
นัน้
องคก ารแตละแหง ยอมใหค ุณคากับเอกสารทแี่ ตกตางกัน Frank Bole & Julia Marks Young (1985) เสนอวา
กระบวนการในการตดั สนิ ใจประเมินคุณคาเอกสารเอกสารจดหมายเหตุ ดูเหมือนกบั กลอ งดำปริศนาที่ไมอ าจเขาถงึ ได การ
การสํารวจเอกสาร การประเมินคุณคา่ การกําหนดอายุเอกสาร 125
ประเมนิ คุณคาเอกสารยุคใหม ควรผสมผสานขอ พจิ ารณาที่หลากหลายเขา ดวยกัน สำหรับองคป ระกอบสำคัญเพ่อื การ
ตัดสนิ ใจประเมินคุณคา แบงไดเปน 3 สว นจำเพาะ (Module) คอื
1) คุณคาของสารสนเทศ (Value of information)
● สภาพแวดลอ มทส่ี รา งเอกสาร (Circumstance of creation) เอกสารนัน้ สรา งขึ้นเพ่อื วตั ถุประสงคใด
ตอบสนองการทำงานในหนวยใดขององคก าร เก่ียวขอ งกับหนา ท่ีและกจิ กรรมใด
● การวิเคราะหเนื้อหา (Analysis of conetent) เกี่ยวกบั ขอบเขตเนอ้ื หาของเอกสาร ความสมั พันธกบั
เอกสารกลมุ อ่นื ความครบถวนสมบรู ณ สามารถอานได เขา ใจได คณุ ภาพของเอกสาร
● การใชเ อกสาร (Use of records) เอกสารนน้ั เหมาะสำหรับผูใชกลมุ ใด มแี นวโนม การใชง านอยา งไร มี
ขอจำกัดในการเขา ถึงหรือไมอ ยา งไร
2) ตนทุนในการเกบ็ รักษาเอกสาร (Cost of retention)
● การเกบ็ (Storage) เกี่ยวของกับสถานทเี่ กบ็ พืน้ ท่ีเกบ็ เครอ่ื งมอื วัสดุ อปุ กรณ สิง่ อำนวยความสะดวก
และสภาพแวดลอมท่ตี องจัดเฉพาะ
● การดำเนนิ งาน (Processing) เวลาในการจดั เรยี ง จัดทำคำอธบิ ายเอกสาร บุคลากรผเู ช่ียวชาญทต่ี อ งใช
ระเบยี บขั้นตอนทเ่ี กยี่ วขอ ง
● การสงวนรกั ษา (Preservation) ความพรอ มของบุคลากร วสั ดุอุปกรณ คา ใชจ า ย
● การบริการอางอิง (Reference) พ้นื ทใ่ี หบ ริการ บุคลากรผูทำหนา ท่ีตอบคำถาม คา ใชจ ายในการเขาถึง
เอกสาร
3) ผลกระทบของการประเมนิ (Implication of appraisal recommendation)
● เชงิ การเมอื ง (Political) การตดั สินใจประเมนิ คุณคา เอกสารอาจสง ผลกระทบในตอ หนว ยงาน หรือบุคคล
ผมู อบเอกสาร หรอื บคุ คลทสี่ าม เพราะฉะน้ันอำนาจของการตดั สนิ ใจจึงไมไดข ึน้ อยกู บั บุคคลใดบุคคล
หน่งึ อยางเดด็ ขาด
● เชงิ กระบวนการ (Procedural) การตดั สินใจประเมินคณุ คา และเกบ็ รกั ษาเอกสารประเภทใด หรือลกั
ณะใด ยอ มสรา งบรรทัดฐาน แบบแผน หรอื ขน้ั ตอนเกิดข้นึ ดวย ในอนาคตหากมเี อกสารลักษณะเดยี วกนั
เขา มาสรู ะบบประเมนิ กจ็ ะตอ งยอมรบั คาใชจ ายในการจัดเกบ็ ดำเนนิ การ สงวนรักษา และบรกิ ารเชน
เดยี วกนั
นอกจากน้ีในวงวิชาการจดั การเอกสารและจดหมายเหตุ ก็ยังมีการพัฒนาแนวทางการประเมินคุณคา เอกสาร ในเชิงมหภาค
เชน
● หลกั การประเมินตามภารกจิ หนาทีอ่ งคก าร (Functional approach)
● หลักการประเมนิ แบบรว มภาครัฐเอกชน (Total archives)
● หลกั การประเมนิ แบบกลยทุ ธบันทกึ หลกั ฐาน (Documentation stategy)
● หลักการประเมินแบบวิธมี นิ นิโซตา (Minnesota method)
126 การจัดการเอกสาร | Records Management
ขอ้ เปรียบเทียบของหลักการประเมนิ แบบจลุ ภาคและแบบมหภาค
หลักการประเมินคุณคาเอกสารทงั้ แบบจลุ ภาคและแบบมหภาค ตางก็มีประโยชนแ ละขอจำกดั ดว ยกนั ทัง้ สนิ้ ดงั เชนขอ
วิจารณตอหลกั การประเมินระดบั จลุ ภาค คือ
● หลกั การประเมินท้งั แบบอนุกรมวิธานคุณคา ของ Schellenberg และระบบประเมนิ สองชั้นของ Jenkinson ไม
สอดคลอ งกับปรมิ าณมหาศาลของเอกสารในยคุ ดิจทิ ัล
● การประเมินเอกสารแฟม ตอแฟม ชิ้นตอชิ้น เปน สิ่งที่เกนิ กวาทรัพยากรมนุษยและงบประมาณองคกรใดจะกระทำ
ได
● การประเมินประเมินระดบั จุลภาคละเลยบรบิ ทของเอกสารโดยการมงุ ความสนใจไปทเ่ี นอ้ื หาอยางเดยี ว นัก
วิชาการในปจจบุ ันเห็นตรงกันวา การประเมนิ ควรต้ังอยบู นฐานของการวิเคราะหค วามมุงหมายขององคการ และ
ระบบทีส่ นับสนนุ ดว ย ดังน้ันจึงควรเปลย่ี นจดุ เนน จากเฉพาะแคตัวเอกสารมาสูบริบททกี่ วางข้นึ
Smith (2017) อธิบายวา มีเหตุผล 3 ประการที่ไมสามารถใชว ิธกี ารประเมินคุณคา แบบดง้ั เดิมกับเอกสารดิจทิ ลั ได คอื
● เวลา สำหรับเอกสารดิจทิ ลั ไมสามารถรอเวลาใหผา นไปเปน สิบป แลว จึงมาประเมินคณุ คาเหมือนกบั เอกสาร
กระดาษได เพราะเพยี งไมถึงหาป เมื่อเทคโนโลยี-โปรแกรม-ระบบปฏิบัตกิ ารคอมพวิ เตอรเปลี่ยนไป ขอ มูลบาง
อยางในเอกสารกอ็ าจสูญหายไปไดอ ยา งรวดเรว็ รวมถึงการโอนยาย (Migrated) จากสอื่ บนั ทึกหนง่ึ ไปยงั ส่ือหน่ึงก็
มตี น ทุนสงู นกั จดั การเอกสารจงึ จำเปน ตองประเมนิ เอกสารตัง้ แตก อนจดั ทำ หรือทนั ทที ่เี อกสารจัดทำขึน้
● บริบท การประเมินเอกสารโดยดจู ากเนื้อหาสาระอยา งเดยี ว ทำใหไ มส ามารถเขา ใจเอกสารนน้ั ไดอยางถอ งแท
และขาดความเปนเอกภาพ คณุ คาของเอกสารดจิ ิทัลยงั ขน้ึ อยกู ับบริบทตา งๆ เชน ซอรฟ แวร, ฮารด แวร, สอ่ื บันทกึ ,
ขอ มลู เมตา ซึ่งจะทำใหเ กดิ ความเขา ใจคุณคาของเอกสารดจิ ิทลั ได ดังนน้ั จัดการเอกสารจงึ ตองดำเนนิ การวิเคราะห
บรบิ ทกอ นการประเมนิ คุณคา ดวย
● การประยกุ ตใ ช เอกสารดิจทิ ัลถกู สรา งข้ึนอยางมหาศาล เปนไปไมไดที่จะประเมนิ คุณคาดว ยการเปด ดทู ีละไฟลๆ
ดงั น้นั จงึ จำเปนตองใชก ารประเมินแบบมหภาคแทน และตอ งยอมรับวา ขอมูลบางอยา งอาจสญู หายไปบาง ซ่ึงนกั
จัดการเอกสารจะตอ งเลือกเอาวา จะยอมใหขอ มลู บางอยา งสูญหาย หรอื ขอมลู สญู หายไปทัง้ หมด เพราะไม
สามารถประเมนิ คณุ คาไดอ ยางทนั เวลา
สวนการประเมินระดบั มหภาค ก็มขี อ จำกัด คือ
● การมุงเนนที่การวิเคราะหหนา ทแี่ ละระบบ ใหค วามสำคญั กบั เอกสารในฐานะท่ีเปนพยานหลกั ฐานขององคก าร
มากกวาเน้อื หาสาระ กท็ ำใหข าดมุมมองของผใู ชตอ เอกสารไปดวยเชน กนั ในขณะทขี่ อเทจ็ จริงชว้ี า ผูใชสนใจ
เอกสารจากเนอ้ื หาสาระเปนหลกั
● วิธีการประเมนิ ระดับมหภาคเอง ก็ยงั ใหความสำคญั กับคุณคา แมวามันอาจจะแตกตา งกนั ในแงการใชคำ เชน
ความสำคญั (Important) หรือ ความจำเปน (Significant) ในกระบวนการประเมนิ ก็ยังคงไมอาจหลีกเลี่ยงคำถาม
การสํารวจเอกสาร การประเมินคณุ คา่ การกาํ หนดอายเุ อกสาร 127
ท่ีวา ผสู รา งเอกสารคนไหนทสี่ ำคัญ, ภารกจิ ใดสำคัญทส่ี ุดตอ องคก าร, ส่ิงใดมนี ยั สำคญั ตอ สังคมโดยรวม คำถาม
เหลานี้ไมส ามารถตอบแบบชดั เจนได นับต้งั แตไ มมีมาตรฐานของ “ความสำคัญ” ที่จะเอามาวัดได
● การประเมินมหภาค ไมเ หมาะกบั เอกสารมรดกตกทอด (Legacy records) หรือเอกสารเกา ทมี่ มี ากอนการตั้งแผน
งานจัดการเอกสาร หรอื กอ นมรี ะบบจดั การเอกสารปจจบุ นั เอกสารเหลาน้ีมักไมเปนระบบระเบียบ จำเปน ตอ งใช
วธิ ีการประเมนิ ระดบั จุลภาค ทีละแฟม ทลี ะเร่อื งจึงจะจำแนกแยกแยะได
กลยุทธ์การประเมนิ คุณค่าเอกสาร
เมื่อยงั ไมมมี าตรฐานที่จะสามารถวดั ความสำคัญ ไดอยางชัดเจน นักจดั การเอกสารอาจอาศยั กลยุทธก ารประเมนิ ดังนี้
● เปลีย่ นจดุ เนนจากเรือ่ งความสำคญั หรือคุณคาของเอกสารมาเปนปจจยั อน่ื ๆแทน เชน ความจำเปนตอ ผทู มี่ สี ว นได
สว นเสยี , คา ใชจ า ย/ตน ทนุ ในการดแู ลเอกสาร, และความเสย่ี งในกรณีท่ไี มไดเ ก็บรกั ษาเอกสารไวแ ทน
● การวิเคราะหสภาพแวดลอมในการปฏิบัตงิ านขององคการ, วเิ คราะหภารกิจขององคการ และกระบวนการทาง
ธรุ กจิ เปน เงื่อนไขหลกั ท่ีจำเปนสำหรบั การประเมนิ เมือ่ ระบภุ ารกิจและกระบวนการทางธุรกิจได กส็ ามารถ
กำหนดไดว า เอกสารท่ีเกยี่ วขอ งกบั ภารกจิ หรือกระบวนการใดท่ีควรจะเกบ็ ไว และเมื่อใดท่คี วรกำจดั
● วิเคราะหวา เอกสารถกู สรางขึ้นจากสวนใดขององคก าร เพื่อระบุชุดเอกสารท่ีจะตอ งกำหนดอายุ จากน้ันจึงพัฒนา
เกณฑการกำหนดอายุใหกับแฟม ทม่ี ีอยูในชดุ เอกสารนนั้
● ควรกำหนดอายใุ หกับเอกสารตงั้ แตตน โดยอาศยั ขอมลู บริบทเทาที่มอี ยู แลวบรรจุไวใ นระบบเอกสาร ตัง้ แตขั้น
การออกแบบระบบ เพราะบางคร้งั การประเมินหลงั จากสรางเอกสารไปแลว ทำใหขาดบรบิ ทในสว นท่ีเกี่ยวกบั
การสรางต้ังแตตน
● การวเิ คราะหจากระดบั ลา งข้นึ บนหรือระดบั จุลภาคกจ็ ำเปน ตอ งใช ดงั นนั้ การตดั สนิ ใจเบอ้ื งตนเก่ียวกบั การ
ประเมนิ และกำหนดอายเุ อกสาร อาจทำไดในขณะที่กำลังพัฒนาแบบแผนการจัดหมวดหมเู อกสาร ซง่ึ มีการ
วิเคราะหหนา ทแ่ี ละกิจกรรมทที่ ำใหเกิดเอกสาร ทำใหไดก รอบงานที่เปนประโยชนส ำหรบั การประเมนิ เพราะ
แสดงความสัมพนั ธร ะหวา งเอกสารและบรบิ ทของการจดั ทำขึน้
นักจดั การเอกสารอาจพฒั นากลยทุ ธก ารประเมนิ คุณคาเอกสาร ตาม ISO 15489-1:2016 ขอ 7.1 ที่ระบวุ า
● การประเมินคณุ คา คอื การผสานความเขาใจเกยี่ วกับบริบททางธรุ กจิ กับการระบุความตองการเอกสารของ
องคกร ซึ่งเกี่ยวขอ งกบั เรอ่ื งดงั ตอไปน้ี
○ การพฒั นาความเขาใจในลกั ษณะของธรุ กิจ กฎหมาย ทรพั ยากร เทคโนโลยีขององคการ
128 การจดั การเอกสาร | Records Management
○ ใชก ารประเมินความเส่ยี งเพื่อกำหนดวา ควรสรางเอกสารใดและจะจดั การอยางไร ใหต รงตามขอกำหนด
ความตองการ เรื่องนเี้ กยี่ วขอ งกบั การประเมนิ (1)ความเสย่ี งท่ีมีผลกระทบตอ ธรุ กจิ โดยท่ัวไป (2)ความ
เส่ยี งท่สี ามารถควบคมุ ไดผา นการจดั ทำ จบั เก็บ และจัดการเอกสาร
● การประเมินควรดำเนินการรวมกบั ผมู ีสว นไดเ สยี ภายใน และภายนอกในกรณที ่ีจำเปน
● ควรจดั ทำเปน บันทึกลายลกั ษณอ กั ษร โดยประกอบดว ย
○ แหลง ขอมูลตา งๆ ผใู หคำปรึกษาในการดำเนนิ การวิเคราะห รวมถงึ แหลงเอกสาร และการสมั ภาษณผมู ี
สว นไดส ว นเสีย
○ ผลการประเมินความเส่ยี ง
○ การตดั สนิ ใจกำหนดอายเุ อกสาร โดยหากเปนไปไดค วรไดร บั การอนุมัติโดยผบู ริหาร
● ผลการประเมนิ คณุ คาอาจถกู นำไปใชไ ดหลายวัตถปุ ระสงค ต้ังแต การออกแบบและการใชงานระบบเอกสาร, การ
พฒั นานโยบายและขัน้ ตอน, ขอ กำหนดความตอ งการเก่ียวกบั ขอ มูลเมตา และ/หรือ การพฒั นาระบบควบคุม
เอกสาร เชน การอนุมัตทิ ำลายเอกสาร การอนุญาตใหเขา ถึง
● ควรมกี ารปรบั ปรุงการประเมินคุณคา เมอื่ จากสถานการณท างธุรกิจและปจจัยความเสย่ี งเปลีย่ นแปลงไป
การกาํ หนดอายเุ อกสาร
การกำหนดอายุเอกสาร (Records retention) คอื การระบชุ วงเวลาการจดั เกบ็ เอกสาร โดยคำนงึ ถงึ ผใู ชง านเอกสาร
ความถ่ีของการใชง านเอกสารในปจ จุบันและอนาคต ตลอดจนเงอ่ื นไขทางกฎหมาย หรือระเบยี บ วาเอกสารใดตองเกบ็ นาน
เทา ใด กอ นกำจัดออกไป หรอื เปน การบง ชถี้ ึงชวงระยะเวลาการเก็บเอกสารในหนว ยงาน กอ นโอนยา ยไปศูนยเกบ็ เอกสาร
กลาง เปน กิจกรรมการจัดการเอกสาร ทเ่ี กย่ี วเนื่องสัมพันธกนั อยางใกลช ิดกับการประเมินคุณคาเอกสาร การจัดทำตาราง
กำหนดอายุเอกสาร และการกำจัดเอกสาร (Shepherd & Yeo, 2003; Smith,2007; Franks,2018; ISO 15489-1:2016)
เอกสารไมวาจะอยูในรปู กระดาษหรอื ดิจทิ ัลก็ดี ไมสามารถจดั เก็บเอาไวท งั้ หมดไดต ลอดไป เน่ืองจากมีคาใชจา ยทสี่ ูงสำหรบั
การจดั เก็บ ในขณะเดียวกันเอกสารก็เพิ่มปริมาณขึน้ ทุกๆวัน ทำใหก ารเขา ถงึ หรือเรียกใชเ กิดความลาชาและยุงยาก ในทาง
ปฏิบตั ิ ถงึ แมไมม หี นว ยงานจดั การเอกสารขององคก ารเลยก็ตาม หากเอกสารลนตเู ก็บ หรอื เซิฟเวอรเต็ม กต็ อ งหาทางแกไข
เชน ยา ยไปไวท ่ีใหม หรือจดั หาพื้นทเ่ี ซฟิ เวอรเ พมิ่ เติม การกำหนดชวงระยะเวลาเก็บรกั ษาเอกสารไวก ็เพ่ือสนองตอ
วตั ถปุ ระสงคทางกฎหมาย การบริหาร การเงนิ หรือความจำเปน ใดๆของหนว ยงานท่ีเกีย่ วขอ ง เม่อื สิ้นสดุ ระยะเวลาจัดเกบ็
เอกสารแลว อาจทำลายหรอื โอนยายไปยังหอจดหมายเหตุ ตามแนวทางที่กำหนดไวในตารางกำหนดอายเุ อกสาร
แผนงานจัดการเอกสารขององคก าร ตองตดั สนิ ใจกำหนดอายุจดั เกบ็ หรือทำลายเอกสารอยา งมเี หตผุ ล โดยนำกฎหมาย
ระเบยี บขอ บังคับตางๆมาพจิ ารณาประกอบการตัดสนิ ใจเสมอ ในบางประเทศระบบกำหนดอายุเอกสาร ข้นั ตอนการทำลาย
เอกสาร ขน้ึ อยูกับกฎหมายวาดว ยความเปน สวนตวั และการปองกันขอ มลู
การสํารวจเอกสาร การประเมินคุณค่า การกําหนดอายเุ อกสาร 129
นอกเหนอื จากการสนับสนนุ ภาระรบั ผิดชอบ และปอ งกันการทำผดิ กฎหมาย ระบบการกำหนดอายจุ ดั เกบ็ ทม่ี ปี ระสิทธิภาพ
ควรจะ
● งา ยตอ การคน คืนเอกสารท่ตี องเขาสกู ระบวนการทำลาย หรอื โอนยา ย
● ชวยหลีกเลีย่ งการทำลายเอกสารโดยไมต ้ังใจ
● ลดคาใชจา ยในการจดั เกบ็ และดแู ลรักษาเอกสารท่ไี มต องการแลว
สิงทคี วรพิจารณาในการกาํ หนดอายุเอกสาร
การตดั สนิ ใจประเมินคุณคาและกำหนดอายเุ อกสารจะเกิดประสทิ ธิภาพ จำเปนตอ งพจิ ารณาจากความตอ งการ หรือความ
มงุ หมายของผูใชงานเอกสาร (Need of user) และคุณคา ทแ่ี สวงหา (Values sought) เปน อันดบั แรก (Shepherd &
Yeo, 2003) โดยปกตแิ ลวเอกสารขององคกรใด ยอ มมไี วเ พื่อใชป ระโยชนใ นองคกรนนั้ แตในบางคร้งั กอ็ าจเปด ใหผูใชจ าก
ภายนอกเขามาใชไ ด
ความมงุ หมายของการใชงานเอกสาร แบงออกเปน
1) การใชเ พอื่ ความมงุ หมายทางธรุ กจิ สนบั สนุนการบริหาร การปฏบิ ตั ติ ามกฎระเบียบ การบรกิ ารสาธารณะ การ
บริการทางวิชาชพี กิจกรรมทางเศรษฐกิจ การลงทุน การติดตอระหวา งบุคคลหรือองคกร การใชง านเอกสาร
ภายในองคการใหน ้ำหนกั ทค่ี ุณคาทางการเปน ขอมูลสารสนเทศ และเปน พยานหลกั ฐาน มากกวา คุณคาทาง
วัฒนธรรม ขณะท่ีผใู ชเอกสารจากภายนอกบางคนใชเ พ่อื ความมุงหมายเชงิ ธุรกิจของตน หรือตอ งการเอกสารเพ่อื
การคนควา วจิ ัย ซง่ึ บางหนว ยงานอาจไมอนญุ าตหากเอกสารน้นั เปน ความลับทางธรุ กจิ นกั จดั การเอกสารตอ ง
ประเมินชวงเวลาที่ผูใชตอ งการเอกสารจาก
● กิจกรรมซ่ึงตอ งใชเ อกสารเปนพยานหลักฐาน/ขอ มูลสารสนเทศสนับสนุน วามชี ว งเวลายาวนานเทาใด
โดยอาจพบวา บางกิจกรรมอาจส้นิ สุดในเพียงหนง่ึ ไตรมาส ขณะท่ีบางกจิ กรรมอาจมีระยะเวลานานหลาย
สบิ ป เชน การจายเงนิ บำนาญ และสทิ ธริ ักษาพยาบาลของราชการ
● กิจกรรมเสรจ็ สิ้นแลว แตม ีความจำเปนตองใชเ อกสารตอไปอกี หรอื เอกสารของกิจกรรมหนง่ึ อาจจำเปน
ในการสนบั สนุนอีกกิจกรรมหนงึ่ ในอนาคต เชน การทำรายงานประจำป จำเปน ตองอาศยั ขอ มูลจาก
เอกสารหลายๆกิจกรรม ทำใหตอ งเกบ็ รกั ษาเอกสารเอาไวร ะยะยาว แมสิ้นสุดกิจกรรมไปแลว
2) การใชเ พื่อสนับสนนุ ภาระรบั ผิดชอบ วาหนว ยงาน เจาหนาที่ ไดป ฏิบัติตามระเบยี บ กฎหมายหรือแนวการปฏิบัติ
ท่ีดี การใชง านภายในองคการเนนท่ีคุณคาการเปนพยานหลกั ฐานตามระเบียบกฎหมายตา งๆ ซึ่งบางทีการกำหนด
อายกุ ็เปน เรอ่ื งงายเพราะมรี ะเบยี บ หรอื กฎหมายระบไุ วแลว เชน ตอ งเกบ็ เอกสารเกีย่ วกบั การเงินเอาไวเ พือ่ ตรวจ
สอบหลงั ส้นิ สดุ โครงการ 5 ป แตบ างครง้ั กลับเปน เรอื่ งยากเพราะระเบียบหรอื กฎหมายบางอยาง บอกวา ใหเกบ็
เอกสารไวเปน หลักฐานแตไ มบอกวาตองเก็บไวน านเทาไร สวนภาคประชาชนภายนอกองคก ารอาจตอ งการ
เอกสารตามความมงุ หมายเก่ยี วกบั ภาระความรับผดิ ชอบของหนว ยงานภาครัฐ (Accountability purpose) หรือ
130 การจดั การเอกสาร | Records Management
เพ่ือใชส ทิ ธิของตนตามกฎหมายวา ดวยขอ มลู ขาวสารของทางราชการ นกั จัดการเอกสารสามารถประเมนิ ชวง
เวลาที่ผใู ชตอ งการเอกสารจาก
● การปฏิบัตติ ามกฎหมาย ระเบียบ ขอ บังคบั ตางๆ
● การตรวจประเมนิ ตรวจบัญชี ตรวจประกนั คณุ ภาพ ทงั้ จากภายในและภายนอกองคการ
● การตอบสนองความเส่ยี ง การเปลีย่ นแปลงตางๆ
3) การใชเ พ่ือความมงุ หมายเชิงวฒั นธรรม เมอื่ เอกสารถูกใชเปนสือ่ สำหรบั รวบรวมความรคู วามเขา ใจ เกี่ยวกบั
ประวัติ พัฒนาการขององคการ หรือแงมุมทางสังคม วัฒนธรรม ในบริบทภายในองคก ร นอ ยครั้งทเ่ี อกสารจะถูก
จดั ทำขนึ้ เพอ่ื ความมุงหมายทางวฒั นธรรม แตอาจมีบางกรณีท่ีมีการใชงานดว ยเหตุผลน้ี เชน ใชเขียนหนังสอื
อนสุ รณ ใชจ ดั นิทรรศการ หรอื การประชาสัมพนั ธ ทำใหจำเปน ทต่ี อ งนำมาเปนเหตผุ ลหน่งึ ในการกำหนดอายุ
ประกอบกบั เหตุผลอื่นๆดวย กลาวคอื ไมใชเ พยี งแตม ีคณุ คา ในฐานะเปน ศิลปวัตถุ แตต อ งใหขอ มูลสารสนเทศ และ
เปน พยานหลกั ฐาน เกยี่ วกับการตัดสินใจ, นโยบาย, ความสมั พันธก ับองคการอืน่ ๆ, การวิจัย, ประวตั พิ ฒั นาการ
ของหนว ยงานอกี ดวย ขณะทผี่ ใู ชเ อกสารจากภายนอกองคการอีกจำนวนหนงึ่ มีความมงุ หมายการใชเ ชงิ วฒั นธรรม
ขณะทบ่ี างคนอาจสนใจเอกสารในฐานะท่ีเปนโบราณวตั ถุ ศิลปะวัตถุ
คุณคา ที่แสวงหา ซึ่งเปนคุณลักษณะทผ่ี ูใชค น หาจากเอกสาร แบงออกเปน
1) คุณคาที่เปน พยานหลกั ฐาน ผูใชต อ งการเอกสาร เพราะเปนพยานหลกั ฐานทเี่ กดิ จากการปฏิบตั ิตามภาระหนาที่
สามารถใชต รวจสอบ ยนื ยนั โตแยง ทางกฎหมายได
2) คุณคาที่เปน ขอ มูลสารสนเทศ ผูใชต องการเอกสาร เพราะเปนแหลงสารสนเทศ ทสี่ ามารถคน หาขอเท็จจรงิ หรือ
ความรเู ก่ียวกับโครงสราง การทำงาน วิธีการดำเนนิ งานขององคการ หรอื เน้ือหาสาระ บคุ คล เหตกุ ารณ สถานท่ี
3) คุณคา ในเชิงศลิ ปวตั ถุ ผูใชต อ งการเอกสาร เพราะบางสว นเปนผลงานสรา งสรรคท างศลิ ปะ หรือเปนโบราณวตั ถุ
ท่มี ีแงม ุมความงานในทางทัศนศิลป หรือเก่ยี วของกับบุคคลหรือเหตุการณกไ็ ด เชน ภาพวาด ภาพถา ยตา งๆ
ผูใชภ ายในและภายนอกตางกม็ คี วามตองการใชเ อกสาร ในทางปฏิบตั ิ การตัดสินใจจัดทำและจับเก็บเอกสาร มกั เกดิ จาก
ความตองการภายในองคการในเชงิ การบริหารและภาระรับผดิ ชอบเปน หลกั อยา งไรก็ดกี ารใชเ พอ่ื ความมงุ หมายเชิง
วัฒนธรรม ซง่ึ มกั มาจากผใู ชภายนอกองคการกค็ วรไดรบั การพจิ ารณาดว ย แมว าการทำใหเ กิดความสมดุลจะเปนไปไดย าก
กต็ าม
การสํารวจเอกสาร การประเมินคุณค่า การกําหนดอายุเอกสาร 131
ความมงุ หมายของการใชงาน
ธรุ กจิ ภาระความรับผิดชอบ วฒั นธรรม
ผใู ช ภายใน ภายนอก ผใู ชภายใน ภายนอก ภายใน ภายนอก
พยานหลกั ฐาน **** *** ***** ***** *** ***
คณุ คา สารสนเทศ ***** **** *** *** **** *****
ศลิ ปวตั ถุ **** *** ** ** *** ****
ภาพ6-3 เปรียบเทยี บความมุงหมายของการใชง านเอกสารของผใู ชจากภายในและภายนอกองคการ (ปรบั ปรงุ จาก
Shepherd & Yeo, 2003)
จากภาพ 6-3 แสดงใหเห็นวาความตอ งการของผูใชภายใน เนน ความมงุ หมายเชงิ ธุรกิจ และภาระความรบั ผดิ ชอบ มากกวา
ความมุงหมายเชงิ วัฒนธรรม ซึง่ อาจมไี ดแ ตไ มชดั เจนเทา สว นความตอ งการของผูใชภ ายนอกองคก าร เนนความมงุ หมาย
ทางภาระรับผดิ ชอบ กับทางวฒั นธรรม เปน หลกั ผูใชบ างคนอาจสนใจเอกสารท่ีเฉพาะเจาะจงมากๆ ในขณะทบ่ี างคนอาจ
สนใจเอกสารในเน้ือหากวางๆ เกณฑก ารกำหนดอายจุ ึงขน้ึ อยกู บั ระดับของความกวา งในการเขา ถงึ ท่ีองคการอนุญาตใหเขา
ถึงได ทง้ั เอกสารท่ียังอยูใ นองคก าร และเอกสารที่ถูกโอนยา ยไปยังหอจดหมายเหตุ
การตดั สินใจกำหนดอายุเอกสาร ใหครอบคลมุ ความตอ งการของผมู สี วนไดสว นเสีย ทั้งภายในและภายนอกองคการ ตาม
ความมงุ หมายของการใชงานเชิงธุรกิจ ภาระรบั ผดิ ชอบ และเชิงวัฒนธรรม เปนเรือ่ งไมง า ยนกั ทงั้ ยังมีนยั ของตนทุนมา
เกย่ี วของ ในบางองคการ เง่ือนไขดานงบประมาณหรือนโยบายของหนว ยงาน อาจบีบใหนกั จัดการเอกสาร ตองกำหนดอายุ
การจดั เกบ็ เอกสารใหส ัน้ ลงเทาที่จะเปน ไปได กระทง่ั ส่ือบนั ทกึ แตล ะชนดิ กม็ ีอายุทแี่ ตกตางกัน ซึ่งตอ งถูกนำมาพิจารณา
ประกอบดวย
132 การจัดการเอกสาร | Records Management
ส่ือบันทกึ อายทุ ่คี าดวา จะเก็บไดนานสูงสดุ
ไมโครฟล ม
กระดาษไรก รด 500 ป
กระดาษทวั่ ไป 300 ป
ส่อื ดจิ ทิ ลั 20-30 ป
ขึ้นอยูก ับอุปกรณและซอรฟแวรที่ใชอาน (ตอ งปรับปรุงทกุ ๆ3ป)
ภาพ6-4 อายจุ ดั เกบ็ ตามส่อื บนั ทกึ
ทางหนงึ่ ท่ีจะสรางความสมดลุ ระหวา งความตอ งการทแี่ ตกตางกนั คอื การประเมินความเสยี่ งวา ถา หากไมม ีเอกสารแลวจะ
เกิดอะไรขึ้น โดยมคี ำถามสำคัญคอื “องคการรบั ความเสยี่ งไดใ นระดบั ใด?” ในแงผ ลที่ตามมาวาหากไมม ีเอกสารนัน้ จะเปน
อยางไร ผลที่ตามมานัน้ อาจเปน ผลในเชิงการเงิน หรอื ในเชงิ การขาดโอกาส การขาดความสะดวกสบาย การเสอ่ื มเสียชอ่ื
เสยี ง เปนตน (Shepherd & Yeo, 2003)
การประเมินความเสี่ยงควรตองอาศัยผทู เ่ี ก่ยี วของหลายๆฝา ย เชน นักกฎหมาย นกั บัญชี ผูเชยี่ วชาญดา นการเงนิ ซงึ่ จะมา
ชว ยใหข อเสนอแนะในเชิงการเงนิ และทางกฎหมายได นกั ประวัติศาสตร นกั วิจัยอาจใหข อเสนอแนะในเชิงวัฒนธรรม นัก
จดั การเอกสารและนกั จดหมายเหตุ เปน ผวู ิเคราะหค วามตองการเอกสารขององคก าร และใหข อ เสนอในกระบวนการ
กำหนดอายุ หลายองคก ารต้งั คณะกรรมการผเู ชีย่ วชาญขน้ึ มาโดยเฉพาะ โดยการประเมินมหภาค อาจประยุกตใชก ับ
เอกสารของชาตแิ ละจดหมายเหตขุ องชาตดิ ว ย จากมมุ มองวาเอกสารเปน สง่ิ ทีส่ ะทอ นปฏิสมั พนั ธระหวา งพลเมอื งกบั รฐั
ในการกำหนดอายุเอกสารมสี ่ิงที่ควรพิจารณาประกอบ ดังน้ี
● กฎหมาย มีระเบียบ ขอ บังคับ กฎหมายใด ระบถุ งึ อายกุ ารจัดเก็บและทำลายเอกสาร กค็ วรกำหนดอายุจดั เก็บ
และทำลายเอกสารตามน้ัน เชน พระราชบัญญัตกิ ารบัญชี พ.ศ.2543 มาตตรา 14 กำหนดให ผูมหี นา ทจ่ี ัดทำ
บัญชตี องเก็บรกั ษาบญั ชีและเอกสารทต่ี อ งใชป ระกอบการลงบญั ชีไวเปน เวลาไมน อยกวา หา ปน บั แตว ันปด บญั ชี
หรอื จนกวา จะมีการสง มอบบญั ชแี ละเอกสารตามมาตรา 17
● งบประมาณ คา ใชจายในการเก็บรักษาเอกสาร ท้ังสว นของการดำเนินงาน คาจางบุคลากร คา อาคารสถานท่ี คา
จัดซ้ือวสั ดุอปุ กรณ หากมีมากก็อาจกำหนดอายจุ ดั เก็บไดยาวนานและจำนวนมากขึน้ แตห ากนอยกต็ อ งสน้ั ลง
● บคุ ลากร หากมผี รู ับผิดชอบเพยี งพอกจ็ ะสงผลใหจ ดั เกบ็ ไดย าวนาน และมากขึน้ แตหากมจี ำกัดกต็ องนอ ยลง
การสํารวจเอกสาร การประเมินคุณคา่ การกาํ หนดอายุเอกสาร 133
● วัสดอุ ปุ กรณ เชน ตู แฟม รวมถงึ อปุ กรณอิเลก็ ทรอนกิ ส หากมีเพียงพอ ไดม าตรฐาน กจ็ ัดเกบ็ ไดร ะยะยาวนาน
และปรมิ าณมากขึน้
● สถานท่ีหรือพ้ืนที่ ไดแก อาคาร พน้ื ที่จดั เกบ็ หรือเซริ ฟเวอร สำหรับเอกสารดจิ ทิ ัล หากมเี พยี งพอกจ็ ดั เกบ็ ไดม าก
ข้ึน ยาวนานขึ้น หากมขี อจำกดั กจ็ ัดเกบ็ ไดน อ ยลง
● ปริมาณเอกสาร เอกสารบางชุดอาจมีการเพม่ิ ปรมิ าณมากและรวดเรว็ หรือมสี ำเนาเกดิ นความจำเปน การ
กำหนดอายุจดั เก็บยาวนานอาจเปน ปญหา หนวยงานตองพิจารณาวิธกี ารจัดเก็บในรูปแบบอ่นื เชน ไมโครฟล ม
ดจิ ิทลั หรือ กำหนดอายใุ หสน้ั ลง
● ความถี่ของการใชเ อกสาร หากยงั มีความตอ งการใชงานบอยๆ ควรกำหนดอายุเกบ็ ไวในหนวยงานใหยาวนานขน้ึ
● สภาพ ความสมบรู ณ ความชำรุดเสยี หายเปนเงือ่ นไขในการกำหนดอายเุ อกสารใหสั้นลงหรือยาวนานขน้ึ
● เทคโนโลยี เปนประเด็นทต่ี อ งพิจารณา โดยเฉพาะเอกสารดิจิทลั หากเทคโนโลยเี ปลย่ี นไป อาจสงผลตอ การเขา ถึง
และการอา นได
● ปจ จัยในอนาคต คือ ทศั นคตขิ ององคก ารตอ ความสนใจของผูใชภายนอกองคก าร ผใู ชภายนอกมีความตอ งการ/
ความคาดหวัง ท่ีอาจนำมาซ่งึ คา ใชจ า ยทส่ี งู ขนึ้ อยางไรก็ดกี ารสรา งสมดลุ ระหวางคา ใชจ ายกับประโยชนของการ
กำหนดอายุจัดเก็บ ควรไดรบั การชง่ั น้ำหนกั ใหดีดว ย
ตารางกําหนดอายเุ อกสาร
ตารางกำหนดอายุเอกสาร (Records retention and disposal schedule) คือ บนั ทกึ หลกั ฐานทจ่ี ัดทำขึน้ เพื่อแสดง
รายการเอกสารในลกั ษณะตาราง ทม่ี กี ารระบุวา เอกสารแตละรายการจะเก็บนานเทา ใด รวมถึงคำแนะนำวาเม่อื ไรจะตอ ง
โอนยา ยไปยังศูนยเ ก็บเอกสาร หอจดหมายเหตุ หรือทำลาย หลงั จากท่ีมีการกำหนดอายกุ ารเกบ็ เอกสารแตละรายการของ
หนวยงาน (Shepherd & Yeo, 2003; Brunskill & Demb, 2012)
ตารางกำหนดอายุเอกสาร เปน เคร่ืองมอื สำคญั ของการจดั การเอกสาร เปรยี บเสมอื นพิมพเ ขียวทอ่ี งคก ารใชค วบคมุ ดูแล
เอกสาร เพอ่ื ระบวุ า
● ตอ งจัดการเอกสารในแตล ะชวงอายุของวงจรชวี ิตนานเทา ใด (ในกระแส-ส้นิ กระแส)
● เม่อื เอกสารสิ้นสดุ การใชงานจะตองทำอยางไร (ทบทวน, ทำลาย, โอนยายไปเปนจดหมายเหต)ุ
● ในแตละชวงเวลาเอกสารตอ งเก็บไวที่ใดบาง (สำนกั งาน, คลังเก็บ, เซิรฟ เวอร, หอจดหมายเหต)ุ
● ผูรบั ผดิ ชอบเอกสารคอื ใคร
● ผูมีอำนาจตัดสินใจสั่งการใหกระทำคือใคร
134 การจัดการเอกสาร | Records Management
กระบวนการพัฒนาตารางกําหนดอายุเอกสาร
ตารางกำหนดอายุเอกสาร เปนเครื่องมอื สำคัญในการบรหิ ารงานเอกสาร ทค่ี นในองคกรควรเขาถึงและใชง านไดงาย อาจทำ
เปนคูมอื ฐานขอ มลู รวมถงึ พัฒนาเปนขอ มลู เมตาสำหรบั โปรแกรมประยกุ ต
การจดั การเอกสารแบบดง้ั เดิม มกั แยกการกำหนดอายเุ อกสาร ออกจากการจัดทำและจับเกบ็ เอกสาร โดยมักกระทำหลงั
จากเอกสารผานระยะการใชงานมาแลว ทำใหบ างคร้งั กเ็ ปน เรอื่ งยากท่ีจะกำหนดอายุไดอ ยา งเหมาะสม ดงั นั้นในภายหลงั จึง
มแี นวคดิ วา ควรกำหนดอายุใหก บั เอกสารตั้งแตกระบวนการสรางหรอื จับเกบ็ เขาไวใ นระบบ ซ่งึ สามารถทำไดโ ดยประยกุ ต
ใชระบบการจัดการเอกสารดิจิทัล กำหนดอายุสำหรบั เอกสารในแตล ะชุดหรอื แฟมทันทีทสี่ รางขึน้ โดยอัตโนมัติ และเมอ่ื มี
การเปลีย่ นแปลงอายจุ ดั เก็บ กเ็ ปลีย่ นแปลงในระดบั ชุดเอกสารเปน ทอดๆไปจนถึงระดับชน้ิ หรือเรือ่ ง อยางไรกด็ กี ารจะทำ
เชนนั้นได การกำหนดอายุเอกสารควรตอ งกระทำไปพรอมๆกบั การออกแบบและพฒั นาแบบแผนการจดั หมวดหมูเอกสาร
กระบวนการพฒั นาตารางกำหนดอายเุ อกสาร แบง เปน 3 ขั้นตอน คือ
1) กำหนดโครงสราง ตารางกำหนดอายเุ อกสาร ควรยดึ โครงสรางแบบลำดับชน้ั ตามแบบแผนการจดั หมวดหมู
เอกสาร เพ่อื ประโยชนใ นการควบคมุ เอกสารใหเ ปน ไปในทิศทางเดยี วกนั อยา งไรกด็ ีอาจมอี งคประกอบที่แตกตาง
กัน ตามบรบิ ทของแตละองคก าร เชน ช่อื ชุดเอกสาร, คำอธิบายชดุ เอกสาร, หนวยงานเจา ของเอกสาร, ระยะเวลา
เก็บรกั ษา, วิธีการกำจดั เอกสาร ฯลฯ หนวยงานของรัฐอาจกำหนดโครงสรา งของตารางกำหนดอายุเอกสารตาม
กฎหมาย หรอื คำแนะนำของหอจดหมายเหตุแหง ชาติ เชน ตามพระราชบัญญตั จิ ดหมายเหตแุ หง ชาติ พ.ศ.2556
กำหนดวา ใหหนวยงานของรัฐจัดทำรายการหรือตารางการเกบ็ รกั ษาเอกสารราชการ ซง่ึ อยา งนอ ยตองประกอบ
ดวย ประเภทและหมวดหมขู องเอกสาร, ระยะเวลาเก็บรักษาเอกสาร, วิธกี ารเก็บรักษาเอกสาร, ตวั อยา ง
2) กำหนดชว งอายุ อายเุ อกสารแตละชดุ ไดม าจากเทคนคิ วธิ ตี า งๆ คือ การสำรวจเอกสาร การวเิ คราะหภ ารกจิ
องคกร การจดั ทำแบบแผนการจัดหมวดหมเู อกสาร การประเมนิ คณุ คาเอกสาร ฯลฯ จุดเร่ิมนับอายุการเก็บ
เอกสาร (Trigger/Starting point) มกั กำหนดเมือ่ งาน/โครงการนนั้ สน้ิ สดุ ลง หรอื เมือ่ ปดแฟม จากนั้นบวกดว ย
อายทุ ่ีตอ งจดั เก็บ (ภาพ6-8) บางครั้งอาจกำหนดใหล ะเอียดขนึ้ โดยแบง เปน ชวง (ภาพ6-9) และหนวยงานอาจใช
สัญลักษณแทนความหมายของอายจุ ัดเกบ็ และทำลายเอกสารดว ย (ภาพ6-10) การกำหนดคำยอตางๆน้ีควร
ระมัดระวัง เพราะผทู ี่นำตารางไปใชไ มใ ชแ คนักจดั การเอกสาร หากแตเปนพนักงานเจาหนาทที่ ่วั ท้ังองคกร ดงั นัน้
หากเขาใจไมตรงกัน อาจเกิดปญหาได
3) อนุมตั แิ ละปรบั ปรุง ตารางกำหนดอายเุ อกสารพัฒนาข้นึ โดยนักจดั การเอกสาร แตจะมผี ลบงั คับใชกต็ อเมือ่ ไดร บั
การอนุมัตโิ ดยผบู รหิ าร หรอื CIO รวมถงึ อาจมีการกำหนดเอาไวในนโยบายการจดั การเอกสารขององคกร โดยควร
มีการฝกอบรม ซกั ซอ มความเขา ใจเกยี่ วกบั การนำไปใชใ หกบั พนักงานทเี่ กย่ี วของทกุ คน เมือ่ ใชตารางกำหนดอายุ
เอกสารไประยะหนงึ่ แลว จำเปน ตอ งมกี ารปรบั ปรุงแกไ ขใหสอดคลองกบั สถานการณที่เปลยี่ นแปลงอยเู สมอ ควรมี
การทบทวนตามวาระ โดยคณะกรรมการ หรอื ผูรับผิดชอบท่ีแตงตัง้ ขนึ้
การสํารวจเอกสาร การประเมินคณุ ค่า การกําหนดอายเุ อกสาร 135