The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Wanpen Rattanajaroen, 2022-06-14 00:43:44

หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนวรราชาทินัดดามาตุวิทยา

ปีการศึกษา 2565

391

กิจกรรมพฒั นาผูเรยี น

392

กิจกรรมพฒั นาผเู รยี น

กิจกรรมพัฒนาผูเรียน มงุ ใหผูเรยี นไดพัฒนาตนเองตามศกั ยภาพ พัฒนาอยางรอบดานเพอื่ ความเปน
มนุษยท่ีสมบูรณ ทั้งรางกาย สตปิ ญญา อารมณ และสังคม เสริมสรางใหเปนผูมีศลี ธรรม จรยิ ธรรม มีระเบยี บ
วนิ ยั ปลกู ฝงและสรางจติ สำนกึ ของการทำประโยชนเพื่อสังคม สามารถจัดการตนเองได และอยูรวมกับผูอืน่
อยางมีความสุข

กิจกรรมพฒั นาผูเรยี น แบงเปน 3 ลักษณะ ดังน้ี
1. กิจกรรมแนะแนว
กจิ กรรมเเนะเเนว เปนกิจกรรมทส่ี งเสรมิ เเละพฒั นานกั เรยี นใหผูเรยี นรจู กั เขาใจ รกั และเห็นคุณคา
ในตนเองและผอู ื่น สามารถวางแผนการศกึ ษา อาชพี สวนตัวเเละสงั คม เพ่ือใหผูเรยี นสามารถปรบั ตวั ได อยาง
เหมาะสมและอยูรวมกบั ผูอ่นื ไดอยางมีความสขุ
นกั เรียนทกุ คนตองเขารวมกจิ กรรมเเนะเเนว 20 ชว่ั โมงตอภาคเรยี น

แนวทางการจัดกิจกรรมแนะแนว
1. ศกึ ษาวเิ คราะหสภาพปญหา ความตองการ ความสนใจ และธรรมชาติของผูเรียน
2. วิเคราะหสมรรถนะสำคัญของผูเรยี น คณุ ลักษณะท่ีพึงประสงค วิสัยทศั นของสถานศกึ ษาและ
ขอมลู ของผูเรยี นเปนรายบุคคล
3. กำหนดสัดสวนกจิ กรรมแนะแนวใหครอบคลุมดานการศึกษา ดานอาชพี ดานสวนตัวและสงั คม
4. กำหนดวัตถุประสงคการจัดกิจกรรมแนะแนวของสถานศึกษา
5. ออกแบบแผนการจดั กจิ กรรมแนะแนว
6. จดั ทำแผนการจัดกิจกรรมแนะแนว
7. จดั กจิ กรรมแนะแนวตามแผน และประเมนิ ผลการจัดกิจกรรม
8. ประเมินเพ่อื ตัดสนิ ผล และสรปุ รายงาน

2. กจิ กรรมนักเรียน
เปนกจิ กรรมท่มี ุงพัฒนาความมรี ะเบียบวินัย ความเปนผูนำผตู ามท่ดี ี ความรับผดิ ชอบ

การทำงานรวมกัน การรูจักแกปญหา การตัดสนิ ใจที่เหมาะสม ความมีเหตผุ ล การชวยเหลือแบงปนกนั เอ้ือ
อาทร และสมานฉนั ท โดยจดั ใหสอดคลองกบั ความสามารถ ความถนัด และความสนใจของผูเรียน ใหไดปฏบิ ัติ
ดวยตนเองในทุกข้ันตอน ไดแก การศึกษาวิเคราะหวางแผน ปฏิบตั ติ ามแผน ประเมนิ และปรบั ปรุงการทำงาน
เนนการทำงานรวมกันเปนกลุม ตามความเหมาะสมและสอดคลองกบั วุฒภิ าวะของผูเรยี น บรบิ ทของ
สถานศกึ ษาและทองถ่ิน กจิ กรรมนักเรยี นประกอบดวย

393

2.1 กจิ กรรมลูกเสือ เนตรนารี ยวุ กาชาด ผูบำเพญ็ ประโยชน และนักศึกษาวชิ าทหาร
แนวทางการจัดกิจกรรมลูกเสอื /เนตรนารี/ยุวกาชาด
การจัดกิจกรรมลกู เสอื เนตรนารีรงี เรียนวรราชาทินดั ดามาตุวิทยา มีแนวทางการจัดกิจกรรมลูกเสือ
ซึง่ มอี งคป ระกอบ 5 ประการคอื
1. คาํ ปฏิญาณและกฎ ถือเปนหลักเกณฑท ี่ลูกเสือทุกคนใหค าํ ม่นั สญั ญาวาจะปฏบิ ัติ ตามกฎของลูกเสอื กฎของ
ลูกเสือมีไวเพื่อเปนหลักในการปฏิบัติ ไมไดหาม หรือ บังคับใหทํา แตถาทําก็จะเกิดผลดีแกตนเองเปนคนดี
ไดรบั การยกยองวาเปนผมู เี กยี รตเิ ชือ่ ถอื ได
2. ระบบหมู ซึ่งเปนรากฐานอันแทจริงของการลูกเสือเปนพื้นฐานในการอยูรวมกนั การยอมรับซึ่งกันและกัน
เปน การแบงหนา ทค่ี วามรับผดิ ชอบ การชว ยเหลือซงึ่ กัน และกนั ซ่ึงเปน การเรยี นการใชประชาธิปไตยเบอ้ื งตน
3. การใชสัญลักษณรวมกันเพื่อใหมีความเปนหนึ่งเดียวกันในการเปนสมาชิกลูกเสือเนตรนารี ดวยการใช
สัญลกั ษณรวมกนั ไดแ ก เครือ่ งแบบ เครื่องหมาย การทําความเคารพ รหสั คาํ ปฏญิ าณ กฎ คตพิ จน คําขวญั ธง
เปนตน วิธีการนี้จะชวยใหเด็กและเยาวชนตระหนักและภาคภูมใิ จ ในการเปนสมาชิกขององคก ารลูกเสอื โลก
ซึ่งมีสมาชกิ อยูท่วั โลก และเปน องคก รทมี่ จี ํานวนสมาชิกมากทส่ี ุดในโลก
4. การศึกษาธรรมชาติ คือส่ิงสําคัญอันดับหนึ่งในกิจกรรมลูกเสือ ธรรมชาติอันโปรงใสตามชนบทปาเขา และ
พุมไม เปนที่ปรารถนาอยางยิ่งในการไปทํากิจกรรมกับธรรมชาติ การตั้งคายพักแรมในสุดสัปดาห หรือตาม
วาระของการอยูคายพักแรม ตามกฎระเบยี บ เปนที่เสนหของกิจกรรมลูกเสือ ถาขาดสิ่งนี้แลวก็ไมเรียกวาการ
ใชช ีวิตแบบลูกเสอื
5. ความกา วหนา ในการทาํ กิจกรรม กจิ กรรมตา งๆทจี่ ดั ทําใหเด็กทาํ ตองใหมคี วามกาวหนาและดึงดูดใจ ใหเกิด
ความกระตือรือรนอยากที่จะทํา และวตั ถุประสงคในการจัด ยังใหสัมพันธกับความหลากหลายในการพฒั นา
ตนเอง การเลน เกมทสี่ นกุ สนาน การแขง ขันท่ดี ึงดดู ใจ และเปนการจูงใจทีด่ ี

2.2 กจิ กรรมชมุ นุม ชมรม
แนวทางการจัดกิจกรรมชุมนุม
โรงเรียนวรราชาทินดั ดามาตุวทิ ยาไดจดั กจิ กรรมชมุ นมุ ในทกุ ชวงชัน้ โดยจดั อยางหลากหลาย เพือ่
สนองความสนใจ ความถนดั เหมาะสมกบั วยั และวฒุ ิภาวะของนกั เรยี น ในชวงชัน้ ที่ 1 นักเรยี นยงั มคี วามพรอม
ในการเลือกนอย เพือ่ ความเหมาะสมของวยั จงึ จดั ใหนักเรียนเวยี นเขากิจกรรมชมุ นุม เปนฐานกจิ กรรม
โรงเรยี นไดเปดโอกาสใหนักเรียนระดบั มัธยมศึกษาตอนตน (ม.1-3) และระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย (ม.4-6)
ไดเลือกกิจกรรมตามความถนัดและความสนใจ โดยเลอื กกิจกรรมตามทโ่ี รงเรยี นไดจัดไวให หรอื หากนักเรยี นมี
ความสนใจตรงกนั รวมกลุมกัน สามารถเสนอจัดตงั้ ชมุ นุมตามระเบียบการจัดตั้งชมุ นุมของโรงเรียน โดยมี
หลกั เกณฑดงั น้ี
1. ครู หรือนกั เรยี น ที่มคี วามประสงคจดั ต้ังชุมนมุ เขยี นโครงการเสนอตอหัวหนากิจกรรมพัฒนาผูเรียนเพื่อ
พิจารณา

394

2. กิจกรรมชมุ นุมทขี่ ออนุญาตจัดตั้งนน้ั ตองมีครทู ีป่ รึกษาชมุ นมุ อยางนอย 1 คน แตไมเกิน 3 คน
3. ขนาดของชมุ นุม ประกอบดวยสมาชิกในอัตราสวนนักเรยี นตอครทู ีป่ รึกษา 25 : 1

(ยดื หยุนไดท่ีอัตรา 20 – 30 : 1)

3. กจิ กรรมเพื่อสงั คมและสาธารณประโยชน
เปนกจิ กรรมทส่ี งเสรมิ ใหผูเรยี นบำเพญ็ ตนใหเปนประโยชนตอสงั คม ชุมชน และทองถิน่ ตามความ

สนใจในลักษณะอาสาสมัคร เพ่ือแสดงถงึ ความรับผดิ ชอบ ความดงี าม ความเสยี สละตอสงั คม มจี ิตสาธารณะ
เชน กจิ กรรมอาสาพัฒนาตางๆ กจิ กรรมสรางสรรคสังคม

แนวทางการจัดกจิ กรรมเพ่ือสังคมและสาธารณประโยชน
1. จดั กจิ กรรมในลกั ษณะบูรณาการใน 8 กลมุ สาระเรยี นรู และประสบการณของผูเรยี นเองโดย
ผูเรยี น สามารถจัดกจิ กรรมตามองคความรูท่ีไดจากการเรยี นรูและประสบการณ ซง่ึ สามารถจัดกจิ กรรมไดดงั นี้
1.1 จดั กจิ กรรมภายในโรงเรียน
1.2 จดั กจิ กรรมภายนอกโรงเรยี น

แนวทางการประเมนิ ผลกจิ กรรมพฒั นาผูเรียน
1.1 ตรวจสอบเวลาเขารวมกจิ กรรมของผูเรยี นใหเปนไปตามเกณฑที่สถานศกึ ษากำหนด
1.2 ประเมนิ กิจกรรมพฒั นาผูเรยี นจากการปฏิบัตกิ ิจกรรม และผลงาน/ชิ้นงาน/คุณลักษณะของ
ผูเรยี นตามเกณฑท่สี ถานศกึ ษากำหนดดวยวิธกี ารท่ีหลากหลาย เนนการมสี วนรวมของผูเกย่ี วของในการปฏิบัติ
กิจกรรม
1.3 ผูเรยี นทมี่ ีเวลาการเขารวมกจิ กรรม มกี ารปฏิบตั ิกจิ กรรม และมผี ลงาน/ชิน้ งาน/คณุ ลักษณะตาม
เกณฑที่สถานศกึ ษากำหนด เปนผผู านการประเมินกิจกรรมพัฒนาผูเรยี นรายกจิ กรรม และนำผลการประเมิน
ไปบนั ทึกในระเบียนแสดงผลการเรยี น
1.4 ผูเรยี นท่ีมีผลการประเมินไมผานในเกณฑเวลาการเขารวมกจิ กรรม การปฏบิ ตั ิกจิ กรรม และ
ผลงาน/ชน้ิ งาน/คณุ ลักษณะตามที่สถานศกึ ษากำหนด ครหู รอื ผูรับผิดชอบตองดำเนนิ การซอมเสรมิ แลประเมิน
จนผาน ทั้งนค้ี วรดำเนนิ การใหเสร็จสิ้นในปการศกึ ษานัน้ ๆ ยกเวนมีเหตุสุดวิสัยใหอยูในดลุ พนิ ิจของ
สถานศึกษา

ผูเรยี นจะตองไดรับการประเมินกิจกรรมพัฒนาผูเรยี นและผานเกณฑตามทีส่ ถานศึกษากำหนด โดย
กำหนดเกณฑในการประเมนิ อยางเหมาะสม ดังน้ี
1. กำหนดคณุ ภาพหรือเกณฑในการประเมนิ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพืน้ ฐานกำหนด ไว 2 ระดับ
คือ ผาน และไมผาน
2. กำหนดประเด็นการประเมินใหสอดคลองตามวตั ถปุ ระสงคในแตละกิจกรรม และกำหนดเกณฑการผานการ
ประเมนิ ดังนี้

395

2.1 เกณฑการตดั สนิ ผลการประเมนิ รายกจิ กรรม
ผาน หมายถึง ผูเรยี นมีเวลาเขารวมกจิ กรรมครบตามเกณฑ ปฏบิ ตั กิ ิจกรรม

และมผี ลงาน/ช้ินงาน/คุณลกั ษณะตามเกณฑทส่ี ถานศกึ ษากำหนด
ไมผาน หมายถึง ผูเรียนมีเวลาเขารวมกิจกรรมไมครบตามเกณฑ ไมผาน

การปฏิบตั กิ ิจกรรม หรอื มีผลงาน/ชิ้นงาน/คุณลกั ษณะไมเปนไปตามเกณฑท่ีสถานศกึ ษากำหนด

การจัดเวลาเรยี นของกิจกรรมพฒั นาผูเรียน

กิจกรรมพฒั นาผูเรียนทก่ี ำหนดไวในชั้นมธั ยมศกึ ษาปท่ี 1-3 ปละ 120 ชว่ั โมง และชั้นมัธยมศกึ ษาปท่ี
4-6 จำนวน 360 ชั่วโมงนนั้ เปนเวลาสำหรับปฏิบัตกิ จิ กรรมแนะแนวกจิ กรรมนักเรยี นและกจิ กรรมเพ่ือสงั คม
และสาธารณประโยชนในสวนกิจกรรมเพอ่ื สังคมและสาธารณประโยชนโรงเรยี นวรราชาทินดั ดามาตุวทิ ยา
จดั สรรเวลาใหผเู รียนไดปฏบิ ัตกิ จิ กรรม ดังน้ี

ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนตน (ม.1-3) รวม 3 ป จำนวน 45 ชวั่ โมง
ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย (ม.4-6) รวม 3 ป จำนวน 60 ชั่วโมง

396

การวัดผลประเมินผลการเรียนรู
และเกณฑการจบการศกึ ษา

397

การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู

หลักสตู รโรงเรยี นวรราชาทนิ ัดดามาตุวทิ ยาไดกำหนดหลกั ในการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรูของ
ผูเรียน โดยอยูบนหลักการพ้ืนฐานสองประการคอื การประเมินเพอื่ พฒั นาผูเรยี นและเพ่อื ตัดสินผลการเรยี น
ในการพฒั นาคณุ ภาพการเรียนรูของผเู รยี น ใหประสบผลสำเรจ็ นั้นผูเรียนจะตองไดรบั การพัฒนาและประเมนิ
ตามตวั ชีว้ ัดเพ่อื ใหบรรลตุ ามมาตรฐานการเรยี นรู สะทอนสมรรถนะสำคญั และคุณลักษณะอันพงึ ประสงคของ
ผูเรยี นซึ่งเปนเปาหมายหลกั ในการวดั และประเมินผลการเรยี นรูการวัดและประเมนิ ผลการเรียนรูเปน
กระบวนการพัฒนาคุณภาพผูเรียนโดยใชผลการประเมินเปนขอมูลและสารสนเทศท่แี สดงพัฒนาการ
ความกาวหนา และความสำเร็จทางการเรยี นของผูเรยี นตลอดจนขอมูลท่เี ปนประโยชนตอการสงเสริมใหผูเรยี น
เกดิ การพัฒนาและเรียนรูอยางเตม็ ตามศกั ยภาพ

การวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู แบงออกเปน 4 ระดบั ไดแก ระดับช้ันเรยี น ระดับสถานศกึ ษา ระดับ
เขตพน้ื ทีก่ ารศึกษา และระดับชาติ มีรายละเอียด ดังนี้

1. การประเมินระดับชน้ั เรียน เปนการวดั และประเมนิ ผลท่ีอยูในกระบวนการจัดการเรียนรู ผูสอน
ดำเนนิ การเปนปกตแิ ละสมำ่ เสมอในการจดั การเรยี นการสอนใชเทคนิคการประเมินอยางหลากหลาย เชน การ
ซักถาม การสงั เกต การตรวจการบาน การประเมินโครงงาน การประเมนิ ช้นิ งาน/ ภาระงาน แฟมสะสมงาน
การใชแบบทดสอบ ฯลฯ โดยผูสอนเปนผปู ระเมินเองหรือเปดโอกาส ใหผูเรยี นประเมนิ ตนเอง เพ่อื นประเมนิ
เพือ่ น ผูปกครองรวมประเมิน ในกรณีท่ีไมผานตวั ชว้ี ดั ใหมีการสอนซอมเสริม และครูผูสอนตองใหผเู รยี นไดมี
โอกาสในการพัฒนาผลการสอบ หรือชิน้ งานน้นั จนกวาจะผานการประเมินในแตละตวั ช้วี ัด

การประเมนิ ระดบั ช้นั เรียนเพอื่ การตรวจสอบวาผเู รยี นมีพฒั นาการความกาวหนาในการเรียนรู
อันเปนผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนหรือไม และมากนอยเพียงใด มสี ิง่ ทจี่ ะตองไดรับการพัฒนา
ปรับปรุงและสงเสรมิ ในดานใดนอกจากนยี้ ังเปนขอมูลใหผูสอนใชปรบั ปรงุ การเรยี นการสอนของตนดวยทั้งน้ี
โดยสอดคลองกบั มาตรฐานการเรยี นรูและตวั ชีว้ ัด

2. การประเมนิ ระดับสถานศึกษา เปนการประเมินท่ีโรงเรยี นดำเนนิ การเพือ่ ตดั สินผลการเรยี นของ
ผเู รยี นเปนรายภาค ผลการประเมนิ การอาน คดิ วิเคราะหและเขียน คณุ ลักษณะอันพึงประสงค และกิจกรรม
พฒั นาผูเรียน นอกจากนเี้ พื่อใหไดขอมูลเกยี่ วกับการจดั การศกึ ษาของโรงเรียนวาสงผลตอการเรียนรูของ
ผเู รียนตามเปาหมายหรือไม ผูเรียนมจี ุดพฒั นาในดานใด รวมทง้ั สามารถนำผลการเรยี นของผูเรียนในโรงเรยี น
เปรยี บเทียบกบั เกณฑระดบั ชาติ ผลการประเมนิ ระดบั โรงเรียนจะเปนขอมูล และสารสนเทศเพ่ือการปรบั ปรุง
นโยบาย หลักสตู ร โครงการ หรือวธิ ีการจดั การเรยี นการสอน ตลอดจนเพ่ือการจัดทำแผนพัฒนาคณุ ภาพ
การศกึ ษาของโรงเรยี นตามแนวทางการประกนั คุณภาพการศึกษาและการรายงานผลการจัดการศกึ ษาตอ
คณะกรรมการสถานศึกษา สำนักงานเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษา สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน
ผปู กครองและชมุ ชน

3. การประเมนิ ระดับเขตพนื้ ที่การศึกษา เปนการประเมินคณุ ภาพผูเรยี นในระดบั เขตพ้ืนท่กี ารศึกษา
ตามมาตรฐานการเรียนรูตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้ืนฐานเพ่อื ใชเปนขอมูลพื้นฐานในการพฒั นา

398

คุณภาพการศึกษาของเขตพ้ืนที่การศึกษา ตามภาระความรับผิดชอบ สามารถดำเนินการโดยประเมินคณุ ภาพ
ผลสมั ฤทธ์ิของผูเรยี นดวยขอสอบมาตรฐานทจี่ ัดทำและดำเนินการโดยเขตพืน้ ที่การศกึ ษาหรือดวยความรวมมือ
กับหนวยงานตนสงั กัด ในการดำเนนิ การจัดสอบ นอกจากนยี้ ังไดจากการตรวจสอบทบทวนขอมลู จากการ
ประเมนิ ระดบั สถานศกึ ษาในเขตพ้นื ท่ีการศึกษา

4.การประเมนิ ระดบั ชาติเปนการประเมนิ คุณภาพผูเรียนในระดบั ชาติตามมาตรฐานการเรยี นรูตาม
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พื้นฐาน ผูเรียนทุกคนทเ่ี รียนช้นั มัธยมศกึ ษาปที่ 3 และชน้ั มัธยมศึกษาปที่ 6
ตองเขารับการประเมนิ

เกณฑการวัดและประเมนิ ผลการเรียน

1. การตดั สิน การใหระดับและการรายงานผลการเรียน
1.1 การตดั สินผลการเรยี น
ในการตัดสนิ ผลการเรยี นของกลมุ สาระการเรยี นรู การอาน คดิ วเิ คราะหและเขียน

คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค และกิจกรรมพฒั นาผูเรียนน้นั ผูสอนตองคำนงึ ถึงการพฒั นาผูเรยี นแตละคนเปน
หลัก และตองเก็บขอมลู ของผูเรียนทกุ ดานอยางสมำ่ เสมอและตอเน่ืองในแตละภาคเรียน รวมท้ังสอนซอมเสริม
ผูเรียนใหพัฒนาจนเต็มตามศักยภาพ ดังนี้

(1) ตัดสินผลการเรียนเปนรายวิชา ผูเรยี นตองมีเวลาเรยี นตลอดภาคเรยี นไมนอย
กวารอยละ 80 ของเวลาเรยี นท้งั หมดในรายวิชานัน้ ๆ

(2) ผูเรียนตองไดรับการประเมนิ ทุกตัวชว้ี ดั และผานตามเกณฑทโี่ รงเรียนกำหนด
(3) ผูเรียนตองไดรับการตดั สนิ ผลการเรยี นทุกรายวชิ า
(4) ผเู รียนตองไดรบั การประเมนิ และมีผลการประเมินผานตามเกณฑทโ่ี รงเรยี น
กำหนด ในการอาน คิดวเิ คราะหและเขยี น คุณลักษณะอนั พึงประสงค และกจิ กรรมพัฒนาผูเรยี น
การพจิ ารณาเล่อื นชั้นมัธยมศกึ ษา ถาผเู รยี นมีขอบกพรองเพียงเลก็ นอย และโรงเรียน
พิจารณาเหน็ วาสามารถพัฒนาและสอนซอมเสริมได ใหอยูในดลุ พนิ ิจของโรงเรยี นที่จะผอนผันใหเลื่อนชั้นได
แตหากผูเรยี นไมผานรายวิชาจำนวนมากและมีแนวโนมวาจะเปนปญหาตอการเรยี นในระดับชั้นท่ีสงู ข้ึน
โรงเรียนจะพจิ ารณาใหเรยี นซ้ำชัน้ นักเรียนทีม่ ีรายวชิ าไมผาน 5 รายวิชาขน้ึ ไปในตละระดับช้ัน จะตองเรยี น
ซ้ำชัน้

1.2 การใหระดับผลการเรยี น

ในการตัดสนิ เพื่อใหระดบั ผลการเรยี นรายวิชา ใหใชตัวเลขแสดงระดบั ผลการเรยี นเปน
8 ระดบั ไดแก

ระดบั ผลการเรียน 4 คะแนน 80 ขึ้นไป
ระดับผลการเรยี น 3.5 คะแนน 75-79

399

ระดบั ผลการเรียน 3 คะแนน 70-74
ระดับผลการเรียน 2.5 คะแนน 65-69
ระดับผลการเรียน 2 คะแนน 60-64
ระดบั ผลการเรียน 1.5 คะแนน 55-59

ระดับผลการเรยี น 1 คะแนน 50-54
ระดับผลการเรียน 0 คะแนนต่ำกวา 50

การประเมนิ การอาน คิดวิเคราะหและเขียน และคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงคนั้น ใหระดบั ผล
การประเมนิ เปน ดีเย่ยี ม ดี และผาน ถายงั ไมผานโรงเรยี นจะใหระดบั ปรบั ปรุง

การประเมินกิจกรรมพฒั นาผูเรียน จะพจิ ารณาทงั้ เวลาการเขารวมกิจกรรม การปฏบิ ัตกิ ิจกรรม
และผลงานของผูเรียน ตามเกณฑทีโ่ รงเรยี นกำหนด และใหผลการเขารวมกิจกรรมเปนผาน และไมผาน

1.3 การรายงานผลการเรียน
การรายงานผลการเรียนเปนการสือ่ สารใหผูปกครองและผูเรยี นทราบความกาวหนา ในการ

เรยี นรขู องผูเรยี น ซงึ่ โรงเรียนจะสรุปผลการประเมนิ และจดั ทำเอกสารรายงานใหผปู กครองทราบอยางนอย
ภาคเรียนละ 1 ครงั้

2. เกณฑการจบการศกึ ษา

หลักสูตรโรงเรยี นวรราชาทินดั ดามาตุวทิ ยากำหนดเกณฑกลางสำหรบั การจบการศกึ ษาดังน้ี
2.1 เกณฑการจบระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน
(1) ผูเรยี นเรยี นรายวิชาพน้ื ฐานและเพ่มิ เติมไมเกิน 81 หนวยกติ โดยเปนรายวิชาพ้ืนฐาน 66

หนวยกิต และรายวิชาเพมิ่ เติมตามท่สี ถานศึกษากำหนด
(2) ผูเรียนตองไดหนวยกติ ตลอดหลกั สตู รไมนอยกวา 77 หนวยกิต โดยเปนรายวิชาพื้นฐาน

66 หนวยกติ และรายวิชาเพ่ิมเตมิ ไมนอยกวา 11 หนวยกิต
(3) ผูเรียนมีผลการประเมนิ การอาน คดิ วเิ คราะหและเขยี น ในระดับผาน เกณฑ

การประเมินตามทีส่ ถานศึกษากำหนด
(4) ผูเรยี นมผี ลการประเมินคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค ในระดับผานเกณฑการประเมนิ ตามที่

สถานศกึ ษากำหนด
(5) ผูเรยี นเขารวมกิจกรรมพัฒนาผเู รยี นและมผี ลการประเมนิ ผานเกณฑการประเมินตามที่

สถานศกึ ษากำหนด
2.2 เกณฑการจบระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
(1) ผเู รียนเรยี นรายวิชาพนื้ ฐานและเพ่ิมเติม ไมนอยกวา 81 หนวยกิต โดยเปนรายวชิ า

พนื้ ฐาน 41 หนวยกติ และรายวิชาเพิ่มเตมิ ตามท่ีสถานศกึ ษากำหนด

400

(2) ผเู รยี นตองไดหนวยกติ ตลอดหลกั สตู รไมนอยกวา 77 หนวยกติ โดยเปนรายวชิ า
พื้นฐาน 41 หนวยกติ และรายวิชาเพ่ิมเตมิ ไมนอยวา 36 หนวยกิต

(3) ผเู รยี นมผี ลการประเมิน การอาน คดิ วเิ คราะหและเขียน ในระดบั ผานเกณฑ
การประเมินตามท่ีสถานศึกษากำหนด

(4) ผเู รยี นมผี ลการประเมินคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค ในระดบั ผานเกณฑการประเมนิ ตามท่ี
สถานศกึ ษากำหนด

(5) ผูเรยี นเขารวมกจิ กรรมพฒั นาผูเรยี นและมผี ลการประเมินผานเกณฑการประเมินตามที่
สถานศกึ ษากำหนด

401

เอกสารอางองิ

กระทรวงศึกษาธิการ. (2552). หลกั สูตรการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 .
กรุงเทพฯ: โรงพิมพชมุ นมุ สหกรณการเกษตรแหงประเทศไทย จำกัด.

สำนกั นายกรัฐมนตร,ี สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาแหงชาต.ิ (2542). พระราชบัญญัติการศึกษา
แหงชาติ พ.ศ. 2542. กรงุ เทพฯ: โรงพิมพองคการรบั สงสนิ คาและพัสดภุ ณั ฑ (ร.ส.พ.).

สำนักวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา. (2553 ก.). แนวทางการตรวจสอบองคประกอบหลักสตู รสถานศกึ ษา
ขน้ั พ้ืนฐาน. 13-14 มถิ นุ ายน 2553 โรงเรยี นปทมุ วิไล ปทมุ ธานี. (เอกสารอัดสำเนา).

สำนกั วชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา. (2546 ข.) การจดั ทำหลักสูตรสถานศึกษาตามหลักสตู รแกนกลาง
การศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551.13-14 มถิ ุนายน 2553 โรงเรยี นปทุมวิไล
ปทมุ ธานี. (เอกสารอดั สำเนา).

สำนกั วิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (2548 ก). รายงานการวิจยั การใชหลักสูตรการศกึ ษา
ขนั้ พื้นฐานตามทศั นะของผูสอน. กรุงเทพฯ: โรงพิมพองคการรับสงสนิ คาและพสั ดุภัณฑ
(ร.ส.พ.).

กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). ตัวชี้วดั
และสาระการเรยี นรูแกนกลางกลมุ สาระการเรยี นรูคณติ ศาสตร วทิ ยาศาสตร และสาระภูมศิ าสตรในกลุมสาระ

การเรียนสงั คม ศาสนาและวัฒนธรรม (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2560) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษา
ขน้ั พืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551.
กรุงเทพฯ: โรงพิมพชมุ นมุ สหกรณการเกษตรแหงประเทศไทย จำกดั .


Click to View FlipBook Version