การวิจียททางการบริ การศึก 905-50 %
·หลักการวิ ชื่อ วาสสา ร Thaig o ดููหั ทาง การศึกษ
1 จากการýึกþาตลอดชีüิตถึงการýึกþาในระบบ : พื้นฐานในการพลิกโฉมการýึกþาไทย รĂงýาÿตราจารยดร. üัน เดชพิชัย เพื่ĂใĀการüิเคราะĀปญĀาและการเÿนĂแนüทางการพลิกโฉมการýึกþาขĂงประเทýไทยเปนไปĂยางมีระบบ จึงขĂĂธิบายเรื่ĂงราüขĂง “การýึกþา” ที่เราใชĂยู9 ประเด็น ดังตĂไปนี้1) การýึกþาคืĂĂะไร 2) ÿถาบันการýึกþา ตลĂดชีüิตขĂงบุคคลกับการพัฒนาประเทý 3) ระบบการýึกþา 4) Āลักการจัดการýึกþาเพื่ĂคüามเปนเĂกภาพขĂง ชาติ5) ระดับขĂงการýึกþาเชิงระบบ 6) คüามÿำคัญขĂงการýึกþาในระบบ 7) การเรียนรูและการýึกþาตลĂดชีüิตไป 8) ÿี่เÿาĀลักขĂงการเรียนรูตลĂดชีüิต และ 9) แนüทางการพลิกโฉมการýึกþาไทย 1. การýึกþาคืออะไร คüามĀมายขĂง “การýึกþา” ที่ตรงตามทฤþฎีทางการýึกþาและ พ.ร.บ.การýึกþาแĀงชาติพ.ý. 2542 และฉบับแกไขเพิ่มเติม คืĂ คüามĀมายตามýัพทบัญญัติขĂงÿำนักงานราชบัณฑิตÿถาน ที่กลาüüา “การýึกþา Āมายถึง กระบüนการเรียนรูเพื่ĂคüามเจริญงĂกงามขĂงบุคคลและÿังคม โดยการถายทĂดคüามรูการฝก การĂบรม การÿืบÿานüัฒนธรรม การÿรางÿรรคจรรโลง คüามกาüĀนาทางüิชาการ การÿรางĂงคคüามรูĂันเกิดจากการจัด ÿภาพแüดลĂม ÿังคม การเรียนรูและปจจัยเกื้ĂĀนุนใĀบุคคลเรียนรูĂยางตĂเนื่ĂงตลĂดชีüิต” (กระทรüงýึกþาธิการ, 2546) จากคüามĀมายดังกลาüจะเĀ็นüา “การýึกþา” มีคüามครĂบคลุมทั้ง “กระบüนการและคüามÿำคัญ”Ăยูใน ตัüĂยางครบถüนแลü Ăยางไรก็ตามเพื่ĂใĀกระชับ เขาใจงาย และเปนคำคม นักการýึกþาจึงใชüลีÿั้นๆ เพื่Ăÿรุป คüามĀมายขĂงการýึกþาüา “การýึกþาคืĂคüามเจริญงĂกงาม” ĀรืĂ “Education is Growth” (มĀาüิทยาลัยýรี นครินทรüิโรฒ, 2560: น.1) ĂีกคüามĀมายĀนึ่งที่ใกลเคียงกัน คืĂ “การýึกþา Āมายถึง ĀนทางไปÿูคüามกาüĀนา” ĀรืĂ “Education is the passage to progress” (http://passionineducation.com คนเมื่Ă 20 มีนาคม 2566) นั่นคืĂ เปนการเนนüา “การýึกþาเปนการเรียนรูเพื่Ăการเพิ่มพูนประÿบการณในทางบüก” เทานั้น 2. ÿถาบันการýึกþาตลอดชีüิตของบุคคลกับการพัฒนาประเทý โดยทั่üไปบุคคลแตละคนตั้งแตเกิดจนกระทั่งตายจะไดรับการýึกþาผานÿถาบันĀรืĂĀนüยงานที่ÿำคัญ ดังตĂไปนี้ 1) ครĂบครัü (บาน ที่ĂยูĂาýัย ฯลฯ) 13) การละเลน/การเลน (ขĂงเด็ก) 2) ÿถานýึกþา (โรงเรียน üิทยาลัย มĀาüิทยาลัย ฯลฯ) 14) งานĂดิเรก 3) ÿื่Ăมüลชน(üิทยุโทรทัýนĀนังÿืĂพิมพÿื่ĂÿังคมĂĂนไลนฯลฯ) 15) นันทนาการ(ÿังÿรรคฟงเพลงคาราโĂเกะฯลฯ) 4) การทĂงเที่ยü 16) ÿมาคม-ชมรม 5) ÿüนÿาธารณะ 17) งาน/Ăาชีพ 6) ÿüนÿัตü 18) ýาÿนา 7) ÿüนพฤกþýาÿตร 19) ýาลาประชาคม 8) ĀĂงÿมุด 20) ÿถานบันเทิง (มĀรÿพ ดนตรี-เพลง) 9) พิพิธภัณฑ 21) ýูนยüัฒนธรรม (ละคร โขน ฯลฯ) 10) พิพิธภัณฑÿัตüน้ำ 22) ĀĂýิลป(ĂารตแกลเลĂรี่) 11) ภาพยนตร 23) กฎĀมาย 12) กีāา (ยิมนาÿติก กายกรรม ฯลฯ) 24) การเมืĂง การปกครĂง ฯลฯ * อ่านเป็นการบ -
2 ประเทýตางๆ ในโลกพยายามนำÿถาบันดังกลาüมาใชในการพัฒนาพลเมืĂงขĂงตนใĀมากที่ÿุด โดยการ ĂĂกแบบ (Design) บูรณาการใĀทุกÿถาบันมีบทบาทในการพัฒนาบุคคลในüงจร (เกิด-โต-แก-ตาย) ใĀไดรับการýึกþา Ăยางดีที่ÿุด โดยการจัดระบบ กำĀนดกลไก üางแผนบริĀารจัดการไปตามคüามพรĂมและคüามถูกตĂงชัดเจนในการ ดำเนินการขĂงตน การĂĂกแบบการýึกþาเพื่ĂใĀไดคนและÿังคมที่พึงประÿงคคืĂ การใชýาÿตรที่เรียกüา “ýึกþาýาÿตร” (Education) เพื่ĂใĀเขาไปแทรกแซงüงจรชีüิต (เกิด-โต-แก-ตาย) ขĂงบุคคลไมใĀเปลี่ยนไปตามธรรมชาติแตเปนการ “ใĀเปนไปตามที่ตĂงการจะใĀเปน” ในการใชĀลักการขĂง “ýึกþาýาÿตร” เขาไปแทรกแซงชีüิตขĂงบุคคลในประเทýตางๆ จะไดผลĂĂกมา แตกตางกันเพราะการĂĂกแบบไมเĀมืĂนกัน ปจจัยและตัüแปรที่เกี่ยüขĂงก็ไมเĀมืĂนกัน เชน การกำĀนดกระทรüง ขĂงแตละประเทýใชเกณฑแตกตางกัน คืĂ บางประเทýใชกระทรüงใĀญดูแลพลเมืĂงตั้งแตเกิด-ýึกþา-ทำงานÿüัÿดิการ-ÿงเคราะĀ-ชราภาพ แตบางประเทýแยกการดูแลคนĂĂกเปน 4-5กระทรüงที่บริĀารไมÿัมพันธกัน บางประเทý กำĀนดคüามมุงĀมายขĂงการýึกþาเปนนามธรรม ในขณะที่บางประเทýกำĀนดเปนรูปธรรมที่ชัดเจนกüา การฝกĀัด ครูและพัฒนาครูเปนĂีกตัüแปรĀนึ่งที่ประเทýตางๆ มีüิธีการไมเĀมืĂนกัน นĂกจากนั้น ยังมีตัüแปรทางýาÿนา üัฒนธรรม เýรþฐกิจ การเมืĂงการปกครĂง ที่แตกตางกันเขามาเกี่ยüขĂงดüย ในที่ÿุดเมื่Ăใชÿังคม เýรþฐกิจ คüามกาüĀนาทางเทคโนโลยีและคุณภาพชีüิตขĂงประชาชนเปนเกณฑใน การแบงประเทýตางๆ ในโลก (ไมใชเกณฑยุคÿงครามเย็น) ÿามารถแบงได3 ระดับ (üิกิพีเดียภาþาไทย) คืĂ 1. ประเทýโลกที่ 1 : ที่พัฒนาแลü (Developed Countries) ÿüนใĀญเปนประเทýที่มีĂารยธรรม และคüามเจริญรุงเรืĂงมากĂน มีคüามชัดเจนในการจัดการýึกþาทั้งภาคทฤþฎีและภาคปฏิบัติมีการýึกþาภาคบังคับ เปนเüลาไมนĂยกüา 9-12 ปÿามารถคüบคุมÿถาบันการýึกþาตลĂดชีüิตใĀเĂื้ĂตĂการจัดการýึกþาขĂงโรงเรียนĀรืĂ ÿถานýึกþาไดมากที่ÿุด จึงÿงผลใĀชĂงüางขĂงประชาชนมีนĂย มีคüามเจริญทางĂุตÿาĀกรรม ธุรกิจ การเงินและ ĂำนาจการตĂรĂงÿูงกüาประเทýĂื่นๆ ทำใĀบางคนเรียกประเทýกลุมนี้üา “ประเทýมĀาĂำนาจ” ก็มี 2. ประเทýโลกที่ 2 : ที่กำลังพัฒนา (Developing Countries) ÿüนใĀญเปนประเทýเกþตรกรรม พึ่งทรัพยากรธรรมชาติเคยเปนเมืĂงขึ้นขĂงประเทýĂื่นมากĂน (ยกเüนประเทýไทย ซึ่งĂยูในกลุมนี้ดüย) มีคüามมั่นคง ระดับปานกลาง มีการยึดĂำนาจรัฐประĀารĂยูเปนระยะๆ คüามพรĂมในการจัดการýึกþาและพัฒนาประเทýĂยูใน ระดับปานกลาง รูทฤþฎีแตปฏิบัติไมคĂยไดผล การýึกþาภาคบังคับไมเกิน 9 ปนโยบายในการบริĀารการýึกþาไม คĂยชัดเจนแนนĂน ผันแปรไปตามผูบริĀารระดับÿูงที่มีการเปลี่ยนแปลงบĂยเกินไป ทำใĀขาดคüามตĂเนื่Ăง ในดาน การบูรณาการÿถาบันการýึกþาตลĂดชีüิตยังไมกลมกลืน และĂยูภายใตการกำกับดูแลตางกระทรüงกัน ทำใĀขาด คüามเปน“เĂกภาพ” ประกĂบกับคานิยมขĂงผูที่มีÿüนเกี่ยüขĂงกับการýึกþายังเนนเนื้ĂĀาÿาระมากกüาเนน “คน” ยิ่งระบบการเตรียมครูและบุคลากรทางการýึกþายังตĂงแกปญĀาĂยางไมมีที่ÿิ้นÿุดดüยแลü คงยากที่จะยกระดับไปÿู “ประเทýโลกที่ 1” 3. ประเทýโลกที่ 3 : ที่พัฒนานอยที่ÿุด (Least Developed Countries) ÿüนใĀญเปนประเทýที่ ยากจน มีคาดัชนีการพัฒนาทางเýรþฐกิจและÿังคมต่ำ ทรัพยากรมนุþยĂĂนแĂ มีคüามไมแนนĂนในการผลิตทาง เกþตรกรรม คüามมั่นคงนĂย มีการยึดĂำนาจรัฐประĀารบĂย ĂงคการÿĀประชาชาติและประเทýโลกที่ 1 ตĂงใĀ คüามชüยเĀลืĂĂยูตลĂดเüลา เมื่Ăพึ่งตนเĂงไมไดจึงไมพรĂมในการจัดการýึกþา แมแตเด็กและเยาüชนยังทุพ โภชนาการและขาดทั้งÿิ่งĂุปโภคและบริโภค
3 3. ระบบการýึกþา ตามที่ประเทýตางๆ พยายามĂĂกแบบเพื่ĂบูรณาการนำÿถาบันการýึกþาตลĂดชีüิตไปพัฒนาประเทýขĂง ตนไดผลĂĂกมาดังที่กลาüไปแลüนั้น ทั้ง 3 โลกไดจัดระบบแบงการýึกþาĂĂกเปน 3 ระบบ ที่มีคุณลักþณะขĂดีและ ขĂเÿียแตกตางกัน (พ.ร.บ.การýึกþาแĀงชาติพ.ý. 2542 แกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ý.2545(ฉบับที่3) พ.ý.2553 และ(ฉบับที่4) พ.ý.2564 น.2และhttps://www.passionineducation.com (30 กันยายน 2562) ดังตĂไปนี้ 1) การýึกþาในระบบ (Formal Education) เปนการýึกþาที่กำĀนดจุดมุงĀมาย üิธีการýึกþา Āลักÿูตร ระยะเüลาขĂงการýึกþา การüัดและประเมินผล ซึ่งเปนเงื่ĂนไขขĂงการÿำเร็จการýึกþาที่แนนĂน 2) การýึกþานอกระบบ (Non-formal Education) เปนการýึกþาที่มีคüามยืดĀยุนในการกำĀนด จุดมุงĀมาย รูปแบบ üิธีการจัดการýึกþา ระยะเüลาขĂงการýึกþา การüัดและประเมินผล ซึ่งเปนเงื่ĂนไขÿำคัญขĂง การÿำเร็จการýึกþา โดยเนื้ĂĀาและĀลักÿูตรจะตĂงมีคüามเĀมาะÿม ÿĂดคลĂงกับÿภาพปญĀาและคüามตĂงการ ขĂงบุคคลแตละกลุม 3) การýึกþาตามอัธยาýัย (Informal Education) เปนการýึกþาที่ใĀผูเรียนไดเรียนรูดüยตนเĂง ตามคüามÿนใจ ýักยภาพ คüามพรĂม และโĂกาÿ โดยýึกþาจากบุคคล ประÿบการณÿังคม ÿภาพแüดลĂม ÿื่Ă ĀรืĂ แĀลงเรียนรูตางๆ เพื่ĂใĀเĀ็นคüามแตกตางระĀüางการýึกþาทั้งÿามระบบ จึงขĂแÿดงรายละเĂียดเปนการเปรียบเทียบ ดังที่ ปรากฏในตารางที่ 1 ตารางที่ 1 การเปรียบเทียบระĀüางระบบการýึกþา ระบบ คุณลักþณะ/ÿüนที่เกี่ยüของ ขอดี ขอเÿีย 1) การýึกþาใน ระบบ (Formal Education) จัดในÿถานýึกþา มีระดับÿูง-ต่ำ มีเครื่Ăงแบบ เต็มเüลา และ เปนทางการ มุงเนนüิชาการ ประกาýนียบัตรĀรืĂปริญญา บัตรเปนÿิ่งÿำคัญ กฎĀมายมาก เนื้ĂĀาÿาระ/รายüิชามี แบบแผนทันÿมัย เรียนรูจากผูÿĂนมืĂ Ăาชีพที่ผานการฝก กระบüนการเรียนรูมี โครงÿรางเปนระบบ การประเมินมีมาตรฐาน üาÿามารถýึกþาใน ระดับที่ÿูงขึ้นได ÿถานýึกþามีคüามพรĂม มีการรับรĂงผลĂยาง เปนคัญทางการ Āางานงาย เด็กเกงเบื่ĂĀนายที่ตĂง เÿียเüลารĂขึ้นระดับถัดไป มีโĂกาÿซึมซับÿิ่งไมดีจาก เด็กเลüในĀĂงเรียน เด็กขี้เกียจทำใĀเÿียเüลา ไมใชมืĂĂาชีพและไมเปน มาตรฐานทำใĀเÿียเüลา และงบประมาณ เขมงüดและรูÿึกเĀมืĂน ถูกขังĂยูในกำแพง 2) การýึกþานĂก ระบบ (Non-formal Education) กระบüนการยาüมาก เรียนรูจากประÿบการณ. เรียนรูจากครĂบครัü/บาน ฝกüิชาชีพโดยตรง เปนธรรมชาติÿบายใจ ไมตĂงกังüลกับกรĂบ ขĂงระบบมากนัก การมาเรียนไมคงที่ แนนĂน
4 ระบบ คุณลักþณะ/ÿüนที่เกี่ยüของ ขอดี ขอเÿีย เรียนรูจากÿิ่งแüดลĂม เรียนรูจากงาน ไมจำกัดĂายุ เพิ่มทักþะผานคüาม ซาบซึ้งขĂงการเรียนรู ดüยตนเĂง Ăายุ เüลา Āลักÿูตรมี คüามยืดĀยุน เปดโĂกาÿใĀภาครัฐและ ภาคเĂกชนรüมมืĂกัน การÿĂบและ ประกาýนียบัตร จำเปน นĂย ขาดแรงจูงใจไปบางจาก การไมมีการÿĂบĀรืĂมĂบ ประกาýนียบัตร ถูกจำกัดดานการĂานและ การเขียน ไมมีครูมืĂĂาชีพ คüามมั่นใจไมเทาเทียมกับ ผูเรียนในระบบ บางÿถาบันĂĂกใบรับรĂง üุฒิเทียม แลกกับเงิน 3) การýึกþาตาม Ăัธยาýัย (Informal Education) เĀมาะกับการเรียนรูÿำĀรับ ผูใĀญ üิธีการและเนื้ĂĀาจำกัด/ขัด ÿน ขับเคลื่Ăนทรัพยากรใน ทĂงถิ่น ขึ้นĂยูกับการมีÿüนรüมขĂง ผูเรียน ตัüĂยางการเรียนรูในชีüิต จริง เปนธรรมชาติเรียนที่ ไĀนและเมื่ĂไĀรก็ได ใชกิจกรรมĀลากĀลาย ในÿิ่งที่ÿนใจ ĂาýัยüิธีการไดĀลาย รูปแบบ ไมจำกัดเüลา ลงทุนนĂยตามคüามลง ตัüขĂงเüลาüาง ไมจำเปนตĂงเÿีย คาใชจายใĀกับ ผูทรงคุณüุฒิเพราะใชÿื่Ă ĂĂนไลนได ผูเรียนÿามารถĀาคüามรู กĂนเรียนไดจากแĀลง และผูคนรĂบขางได ตลĂดเüลา คüามรูจากคนรĂบขาง ĀรืĂÿื่ĂÿังคมĂาจจะไม ถูกตĂงได เทคนิคที่ใชĂาจจะไม เĀมาะÿม ไมมีตารางเรียน/ชüงเüลา ที่แนนĂน ทำนายผลไมถูกตĂงกับ เüลาที่ใชไป ขาดคüามมั่นใจในผูเรียน ไมไดเนนเรื่Ăงüินัย เจตคติ และนิÿัยที่ดีเทาที่คüร การýึกþาĂีกระบบĀนึ่งที่คüรĂธิบายไüตรงนี้คืĂ “การýึกþาตลĂดชีüิต” ซึ่ง พรบ.การýึกþาแĀงชาติพ.ý. 2542 แกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ý. 2545 (ฉบับที่ 3) พ.ý. 2553 และ (ฉบับที่ 4) พ.ý. 2562 ราชกิจจานุเบกþา เลม 127 ตĂนที่ 45 ก 22 กรกฎาคม พ.ý. 2553 : น.2 ไดนิยามไüüา “การýึกþาตลĂดชีüิต” Āมายคüามüา การýึกþาที่เกิดจากการผÿมผÿานระĀüางการýึกþาในระบบ การýึกþานĂกระบบ และการýึกþาตามĂัธยาýัย เพื่ĂใĀÿามารถพัฒนาคุณภาพชีüิตไดĂยางตĂเนื่ĂงตลĂดชีüิต
5 4. Āลักการจัดการýึกþาเพื่อคüามเปนเอกภาพของชาติ ผูเขียนเĀ็นüาĀลักการจัดการýึกþาที่กลาüในĀัüขĂนี้“ÿำคัญที่ÿุด” ที่ทุกประเทýĀรืĂรัฐบาลตĂงใชในการ ดำเนินการýึกþาเพื่ĂใĀเปนไปตามคüามĀมายขĂงการýึกþาที่กลาüแลüในตĂนตน โดยไมใĀĀลงทางระĀüางตนน้ำกลางน้ำ-ปลายน้ำ โดยเฉพาะĂยางยิ่งประเทýโลกที่1 และโลกที่2 ถาไมมีคüามชัดเจนในเรื่Ăงนี้นĂกจากจะÿิ้นเปลืĂง งบประมาณ เüลา และทรัพยากรตางๆ ไปกับการไมมีทิýทางในการดำเนินการแลü ยังไมÿามารถจะนำพาประเทýใĀ เจริญกาüĀนาไปĂยางตĂเนื่ĂงและยังยืนไดĂีกดüย ยิ่งถาตĂงการจะขับเคลื่ĂนประเทýใĀไปÿูโลกที่ 1 ในĂนาคตก็คง จะÿุดเĂื้ĂมแนนĂน Āลักการจัดการýึกþาเพื่ĂคüามเปนเĂกภาพที่ผูมีÿüนเกี่ยüขĂงกับการýึกþาในระบบ การýึกþานĂกระบบ และการýึกþาตามĂัธยาýัย ทั้งในระดับมĀาภาค (Macro System) และระดับจุลภาค (Micro System) ตĂงทราบ และนำไปปฏิบัติมีĂยู5 Āลัก ซึ่ง ชüาล แพรัตนกุล (2552:1) เรียกüา “ýาÿตร5” โดยÿังเขปดังตĂไปนี้ 1) Āลักปรัชญา (Philosophy) คืĂ คüามเชื่Ăที่ตั้งใจüาเมื่Ăจัดการýึกþาแลüจะได“บุคคล” และ “ÿังคม” เชนไร นับüาเปนĀลักแรกที่ทุกประเทýจะตĂงกำĀนดไüเปนจุดมุงĀมายในการจัดการýึกþาเพื่Ăคüามเปน เĂกภาพขĂงตน 2) Āลักÿูตร (Curriculum) คืĂ คüามคิดที่üา “จะเĂาĂะไรมาใĀเรียนรูจึงจะไดบุคคลและÿังคมตามที่ ตั้งใจเĂาไüในขĂ 1” 3) ĀลักการเรียนการÿĂน (Teaching – Learning) คืĂ กลยุทธตางๆ ที่จะนำมาใชเพื่ĂใĀบุคคลเรียนรู เนื้ĂĀาÿาระและรายüิชาที่กำĀนดไüในĀลักÿูตร 4) Āลักการประเมิน (Evaluation) คืĂ üิธีการที่จะตĂบคำถามüา “เราจะทราบไดĂยางไรüาĀลังจากได ใชกลยุทธตางๆ ในการเรียนการÿĂนแลü บุคคลและÿังคมมีการเปลี่ยนแปลง (เรียนรู) ไปตามปรัชญาที่ตั้งเĂาไü ĀรืĂไม” 5) Āลักการüิจัยและพัฒนา (Research and Development : R&D) คืĂ üิธีการที่ใชในการýึกþา คนคüาĀาคำตĂบ ปรับปรุงแกไขและพัฒนา เมื่ĂมีปญĀา-Ăุปÿรรค ĀรืĂเมื่ĂตĂงการทราบแนüโนมในĂนาคต จากที่ĂธิบายมาจะเĀ็นüาทั้ง 5 Āลัก ตĂงมีคüามÿĂดคลĂงรับกันตลĂด นั่นคืĂ ถาปรัชญาเปลี่ยน 4 Āลักที่ เĀลืĂก็ตĂงเปลี่ยนตามไปดüย เชน ถาĀลักปรัชญาตĂงการจะใĀบุคคลและÿังคมเปนประชาธิปไตย ทั้งĀลักÿูตร การ เรียนการÿĂน การประเมิน การüิจัยและพัฒนา ตĂงจัดตามคüามแตกตางระĀüางบุคคล ใĀโĂกาÿเลืĂกไดตามคüาม ถนัด - คüามÿนใจ ใชüิธีการใĀเกรดในการüัดผล - ประเมินผล แทนคะแนนดิบ/รĂยละ และการüิจัยและพัฒนาก็รับ ฟงคüามคิดเĀ็นขĂงÿมาชิกโดยเÿรี 5. ระดับของการýึกþาเชิงระบบ เมื่Ăพิจารณาตามบทบาท Āนาที่คüามรับผิดชĂบ และขĂบขายขĂงประเด็นที่ÿัมพันธกับĂงคกร/Āนüยงาน และบุคลากรทางการýึกþาแลü การýึกþาÿามารถแบงĂĂกไดĀลายระดับ แตเพื่Ăคüามÿะดüกในการปฏิบัติและงาย ตĂการเขาใจจึงนิยมแบงการýึกþาĂĂกเปน 2 ระดับ ไดแก ระดับมĀาภาค (Macro System Level) กับระดับจุลภาค (Micro System Level) ดังรายละเĂียดในภาพที่ 1
6 ภาพที่ 1 ระดับมĀภาคและระดับจุลภาคขĂงการýึกþา จากภาพที่ 1 เปนการใชรูปÿามเĀลี่ยมĀนาจั่üแทนระดับการบริĀารการýึกþาทุกประเภท โดยบนÿุดเปน ระดับชาติĀรืĂรัฐบาลที่เปนผูกำĀนดปรัชญา/จุดมุงĀมาย และนโยบายเกี่ยüกับคุณÿมบัติ(Specification) ขĂง พลเมืĂงและÿังคมที่พึงประÿงคแลüมĂบĀมายตĂลงมาตามลำดับจนถึงระดับลางÿุดคืĂกลุมผูเรียน นั่นคืĂดานโครงÿราง ขĂงการจัดการýึกþา แตผูบริĀาร ครูและบุคลากรĂื่นๆ ในระดับโรงเรียนจำเปนตĂงมีคานิยม เจตคติüิÿัยทัýนและ คüามคิดกüางไกลแบบมĀภาคĂยูในĀัüใจเÿมĂ 6. คüามÿำคัญของการýึกþาในระบบ จากระบบการýึกþาที่ผูเขียนเปรียบเทียบใĀเĀ็นคüามแตกตาง ขĂดีและขĂเÿียขĂงการýึกþาในระบบ การýึกþานĂกระบบ และการýึกþาตามĂัธยาýัยแลüนั้น จะเĀ็นüาการýึกþาในระบบมีคüามÿำคัญในการพัฒนา “คน” ที่จะĂĂกไปเปนÿมาชิกขĂงÿังคมมากที่ÿุด ดüยเĀตุผลดังตĂไปนี้ 1) มี4 ประเภท คืĂ การýึกþาปฐมüัย ประถมýึกþา มัธยมýึกþา และĂุดมýึกþา ที่จัดเรียงตามĂายุ/ üัยเปนเüลาĀลายป 2) มี2 ระดับ คืĂ การýึกþาขั้นพื้นฐานและการýึกþาระดับĂุดมýึกþา นับüาเปนการýึกþาที่ÿราง พื้นฐานใĀกับชีüิตและÿรางĂาชีพใĀกับบุคคลĂยางตĂเนื่Ăง 3) ใĀจัดการýึกþาขั้นพื้นฐานไมนĂยกüา 12 ปกĂนระดับĂุดมýึกþา 4) ในการýึกþาขั้นพื้นฐาน 12 ปนั้น ใĀเปนการýึกþาภาคบังคับจำนüน 9 ปและคนÿüนใĀญจะเรียน ไมนĂยกüา 12 ป(เกินการýึกþาภาคบังคับ) จากที่กลาüมาจะเĀ็นüา คนไทยทุกคนตĂงผานการýึกþาในระบบไมüาจะเรียนในÿถานýึกþาขĂงรัฐ ขĂง ĂงคกรปกครĂงÿüนทĂงถิ่น ĀรืĂขĂงเĂกชน ดังนั้น มาถึงประเด็นที่üาเราจะจัดการýึกþาในระบบ ซึ่งเปน “ตนน้ำ” ใĀดีที่ÿุดไดĂยางไร กĂนที่จะÿง ผูเรียนไปยัง “กลางน้ำ” และ “ปลายน้ำ” ใĀรับชüงตĂไป ชาติ กระทรüง ÿำนักงานเลขาธิการ/มĀาüิทยาลัย/กรม ĀรืĂเทียบเทา เขตพื้นที่/คณะüิชา/üิทยาลัย ĀรืĂเทียบเทา โรงเรียน/ÿาขาüิชา/Āลักÿูตร ĀรืĂเทียบเทา ชั้นเรียน/ĀĂงเรียน/กลุมเรียน มĀภาค จุลภาค ไกลตัü กüาง ใกลตัü แคบ ·
7 7. การเรียนรูและการýึกþาตลอดชีüิต มโนทัýนÿำคัญĂีกเรื่ĂงĀนึ่งที่ตĂงทราบกĂนทำการพลิกโฉมÿถานýึกþาในระบบ คืĂ คüามแตกตางระĀüาง การเรียนรูกับการýึกþาตลĂดชีüิต ซึ่งเปนเรื่Ăงที่เขาใจไดโดยงายถาเราเขาใจคüามแตกตางระĀüาง “การเรียน” กับ “การÿĂน” üา การเรียน เปนกิจกรรมขĂงนักเรียน (ผูรับการýึกþา) และการÿĂนเปนกิจกรรมขĂงครู(ผูใĀการýึกþา) ÿüน “การเรียนรู” ก็คืĂการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมขĂงผูเรียน (เกิดขึ้นกับผูรับการýึกþา) เพื่ĂเปรียบเทียบใĀเĀ็นคüามแตกตางในทุกมิติระĀüางการเรียนตลĂดชีüิตกับการýึกþาตลĂดชีüิต ÿตีเฟน บิลเลตต(Stephen, Billett, 2018 : 1-7) ไดเÿนĂประเด็นไüĂยางเปนระบบ ดังรายละเĂียดตารางที่ 2 ตารางที่ 2 คüามแตกตางระĀüางการเรียนรูกับการýึกþาตลĂดชีüิต ดาน การเรียนรูตลอดชีüิต การýึกþาตลอดชีüิต รากฐาน ĂงคประกĂบและเปาประÿงคÿüนบุคคล ĂงคประกĂบและเปาประÿงคขĂง ÿถาบันการýึกþาĀรืĂÿังคม การถายทĂด กระบüนการรับประÿบการณ การĂำนüย/เตรียมประÿบการณไüใĀ ผลลัพธ เรียนรูและพัฒนา คüามตĂเนื่Ăงและ/ĀรืĂการเปลี่ยนแปลง ทางÿังคม พื้นฐานที่มีมากĂน คüามรูและขĂมูลÿüนบุคคล ÿถาบันทางÿังคม ผลการปฎิบัติบรรทัด ฐานและüิธีการที่ใช จุดจดจĂ/เปาĀมาย ปลายทาง การรูแตละคนรูĂะไร ทำĂะไรไดและไดรับ คานิยมĂะไร โลกทางÿังคมที่คาดĀüัง ผลที่เดนชัดจากการลงทุน งานที่ทำ (Vocations) Ăาชีพ (Occupations) จากตารางที่2 จะเĀ็นüา “การเรียนรูตลĂดชีüิต” เปนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับผูเรียนทั้งดานคüามรูการ ปฎิบัติ(ทักþะ) และคานิยมĀลังไดรับการýึกþาตลĂดชีüิต 8. ÿี่เÿาĀลักของการเรียนรูตลอดชีüิต Āลังจากที่ Jacques Delors (1995) ในนามขĂงÿำนักงานคณะกรรมการการýึกþานานาชาติไดเÿนĂ รายงานเรื่Ăงÿี่เÿาĀลักขĂงการýึกþามาในýตüรรþที่ 21 (Four Pillars of Education intheTwenty-First Century) ตĂĂงคกรการýึกþา üิทยาýาÿตรและüัฒนธรรมแĀงÿĀประชาชาติĀรืĂ UNESCO แลü UNESCO พิจารณาเĀ็นüา ÿี่เÿาĀลักขĂงการýึกþาดังกลาüเปนÿิ่งจำเปนÿำĀรับระบบการýึกþาขĂงโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงĂยางรüดเร็ü และ มĂงเĀ็นüาระบบการýึกþาแบบดั้งเดิม (Traditional Education Systems) ที่จัดĂยูเปนการจัดตามคüามเขาใจและ คิดüาการýึกþา คืĂ กระบüนการงายๆ ในการเตรียมเยาüชนเพื่ĂชีüิตตĂนเปนผูใĀญ เตรียมผูไมมีทักþะใĀมีทักþะ ĀรืĂเตรียมทุนมนุþยในดานที่ÿนใจเพื่ĂปĂนเขาÿูĂาชีพ (แรงงาน) ซึ่งเปนคüามคิดที่ยังแคบĂยู คืĂ จัดการýึกþาเพียง Āนึ่งเÿาขĂงÿี่เÿาเทานั้น จึงไดลงนามเผยแพรไปทั่üโลก ในป2006 UNESCO ไดพิมพĀนังÿืĂเลมĀนึ่งชื่Ă “การýึกþาเพื่Ăปüงชน” (Education for All) มีเนื้ĂĀา เกี่ยüกับการบูรณาการÿี่เÿาĀลักขĂงการýึกþาเขากับการýึกþาไดĂยางไร ÿงผลใĀผูมีÿüนเกี่ยüขĂงกับการจัด การýึกþาตลĂดชีüิต ซึ่งเปนการýึกþาที่ครĂบคลุมทั้งการýึกþาในระบบ การýึกþานĂกระบบและการýึกþาตาม
8 Ăัธยาýัย ซึ่งเมื่ĂมĂงที่ผลลัพธขĂงการýึกþา คืĂ “การเรียนรู” (Learning) ที่จำเปนตĂการพัฒนาและคüามกาüĀนา ขĂงÿังคมใดๆ แลü ÿามารถÿรุปÿี่เÿาĀลักขĂงการเรียนรูตลĂดชีüิต (Four Pillars of Lifelong Learning) มีรายละเĂียด ดังปรากฏในภาพที่ 2 (Casey, 2020) ภาพที่ 2 ÿี่เÿาĀลักขĂงการเรียนรูตลĂดชีüิต จากภาพที่ 2 แÿดงใĀเĀ็นüา เÿาĀลักขĂงการเรียนรูตลĂดชีüิต ประกĂบดüยÿี่เÿาĀลักตามลำดับดังนี้ 1) การเรียนรูเพื่Ăรู(Learning to Know) 2) การเรียนรูเพื่Ăปฏิบัติ(Learning to Do) 3) การเรียนรูเพื่ĂĂยูรüมกัน (Learning to Live Together) 4) การเรียนรูเพื่Ăชีüิต (Learning to Be) เพื่ĂคüามชัดเจนจึงขĂĂธิบายคüามĀมายและตัüĂยางขĂงÿี่เÿาĀลักขĂงการเรียนรูตลĂดชีüิตไüดัง รายละเĂียดในตารางที่ 3 ตารางที่ 3 คüามĀมายและตัüĂยางขĂงÿี่เÿาĀลักขĂงการเรียนรูตลĂดชีüิต เÿาĀลัก คüามĀมาย ตัüยาง 1) การเรียนรูเพื่Ăรู (Learning to Know) การไดรับคüามรูและคüามเขาใจถืĂüาเปน รากฐานขĂงเÿาĀลักĂื่นๆ ĀากขาดเÿาĀลัก นี้แลüยากที่จะทำใĀบุคคลรูจักคิดและ พัฒนาการแÿดงคüามคิดเĀ็นเรื่Ăงราüตางๆ ตĂไป ในการเรียนรูเพื่ĂรูมีจุดÿนใจĂยูที่การ เรียนรูเพื่ĂรĂบรูÿารÿนเทýและมโนทัýน ใĀมๆ เชน การจำชื่ĂขĂงประเทýตางๆ ใน ทüีปยุโรปไดĀรืĂการจำขั้นตĂนขĂงการปรุง ĂาĀารไดเปนตน
9 เÿาĀลัก คüามĀมาย ตัüยาง 2) การเรียนรูเพื่Ăปฏิบัติ (Learning to Do) การพัฒนาทักþะและคüามÿามารถ โดย การนำทฤþฎีไปÿูการปฏิบัติ/ĀรืĂการ กระทำ การแกปญĀา การÿรางÿรรคการÿื่Ăÿารได Ăยางมีประÿิทธิภาพ ทั้งการพูดและการ เขียน ĀรืĂการเÿนĂคüามคิดตางๆ ใĀผูĂื่น เขาใจไดĂยางดี 3) การเรียนรูเพื่ĂĂยูรüมกัน (Learning to Live Together) การเขาใจผูĂื่นและตระĀนักดีüามนุþยเรา ตĂงพึ่งพาĂาýัยกัน ทำกิจกรรมตางๆ รüมกัน และเรียนรูüิธีแกไขปญĀาคüาม ขัดแยงตางๆ โดยตระĀนักในคüามแตกแยก ระĀüางพĀุüัฒนธรรมและการĀüงแĀน ÿันติภาพและคüามเขาใจĂันดีตĂกัน การรüมมืĂกันทำงานโครงการผานการ ปฎิÿัมพันธระĀüางบุคคล กลุมบุคคลได Ăยางราบรื่นและมีการปรับตัüเขากันได ระĀüางผูมีüัฒนธรรม คüามเชื่Ă และ คานิยมที่แตกตางกัน 4) การเรียนรูเพื่Ăชีüิต (Learning to Be) การปรับปรุงบุคลิกภาพขĂงตนใĀดีขึ้น ÿามารถดำเนินงานตางๆไดĂิÿระยิ่งขึ้น มี ดุลพินิจและคüามรับผิดชĂบตĂตนเĂงมาก ขึ้น ตลĂดจนการเปนไดจริงตามที่ฝนเĂาไü การเรียนรูไมใชการใĀผูเรียนจำĂีกตĂไป แตเปนการใĀรูจักคิดโดยใชüิจารณญาณ ĂยางÿรางÿรรคและเปนผูเรียนตลĂดชีüิต ที่คิดนĂกกรĂบ (Thinking Outside the Box) และมีคüามคิดใĀมๆ ใชนüัตกรรม ใĀมๆ เพื่ĂใĀชีüิตมีÿัมฤทธิ์ผลในโลกที่กำลัง เปลี่ยนแปลงĂยางรüดเร็ü 9. แนüทางการพลิกโฉมการýึกþาไทย จากปญĀาตางๆ ที่รุมเราประเทýไทยĂยางตĂเนื่ĂงตลĂดมาที่ÿำคัญ เชน คüามยากจน Ăาชญากรรม ยาเÿพติด คĂรรัปชั่น การตัดไมทำลายปา ÿิ่งแüดลĂม ไมมีüินัย ÿุขภาพ เปนตน เĀลานี้ลüนมีÿาเĀตุมาจาก “คุณภาพ” ขĂงคน ไทยแทบทั้งÿิ้น การไปแกปญĀาที่ปลายเĀตุĂยาĀüังเลยüาจะแกไขไดโดยเร็üüันในเมื่Ă “คน” ยังขาดคุณธรรม จริยธรรม คานิยมที่ดีงาม ไมเคารพกฎĀมาย เĂารัดเĂาเปรียบ ไมมีธรรมาภิบาลและĂื่นๆ Ăีกมาก เพราะÿิ่งเĀลานี้ถา ไมปลูกฝงใĀĂยูในจิตใจĂยางถาüรตั้งแตเยาüüัยแลüจะกลายเปนการแกไขมิใช “การพัฒนา” ดังนั้น การพลิกโฉม การýึกþาไทยทั้งระบบจึงตĂงทำแบบ “เชิงรุก” ใĀทุกกลไก รüมทั้งกระทรüงที่ÿนับÿนุน ประÿานÿัมพันธกันทำงาน แบบĀนากระดาน การบูรณาการใĀ“บุคคล” ในทุกชüงüัยขĂงüงจรเกิด-โต-แก-ตาย พัฒนาครบถüนตามคüามมุง Āมาย “ดีเกง ÿุข” ที่กำĀนดไüใน พ.ร.บ.การýึกþาแĀงชาติพ.ý. 2542 ไปตามเĂกัตภาพทุกคน โดยใĀมีชĂงüางนĂย ที่ÿุด โดยĀüังüาเมื่Ăบุคคลดังกลาüไปรüมกลุมกันที่ไĀน เมื่Ăไร เราก็จะไดÿังคมที่พึงประÿงคตามไปดüย มาถึงประเด็นÿำคัญüา “เราจะทำการพลิกโฉมการýึกþาไทยทั้งระบบไดĂยางไร” ขĂตĂบüา “ไมยากถา ตั้งใจจริง” แตตĂงใชกลยุทธดังตĂไปนี้ 1) รัฐบาล (ระดับชาติ) ตĂงเปนตัüตั้งตัüตีĀรืĂแกนนำ ĀรืĂใĀเปนüาระแĀงชาติ 2) จัดใĀมีWar Room ทางการýึกþา ที่มีผูแทนที่ตัดÿินใจไดจากกระทรüงĀลักในการพัฒนาประชาชน เปนกรรมการ กระทรüงýึกþาธิการเปนกรรมการและเลขานุการ และนายกรัฐมนตรีเปนประธานกรรมการ 3) นำÿี่เÿาĀลักขĂงการýึกþา/การเรียนรูตลĂดชีüิตเขามาใชในทุกĀลักขĂงการจัดการýึกþาเพื่Ăคüาม เปนเĂกภาพขĂงชาติตาม “ýาÿตร5”
10 4) พริกโฉมการýึกþาปฐมüัย ประถมýึกþา มัธยมýึกþา และĂุดมýึกþา ซึ่งเปนการýึกþาในระบบกĂน โดยเฉพาะĂยางยิ่งการýึกþาขั้นพื้นฐาน/การýึกþาภาคบังคับ ซึ่งเปน “ตนน้ำ” ขĂงüงการพัฒนา คüรจะไดรับการ พลิกโฉมĂยางจริงจังเปนĂันดับแรก 5) ใĀมีการÿื่Ăÿารที่เขาใจตรงกันทั้งระดับมĀาภาคและจุลภาค โดยเฉพาะĂยางยิ่งครูคณาจารยและ บุคลากรทางการýึกþาตĂงมีคüามชัดเจนทั้งการเรียนรูเพื่Ăรูการเรียนรูเพื่Ăปฏิบัติการเรียนรูเพื่ĂĂยูรüมกัน และการ เรียนรูเพื่ĂĂาชีพ ไมใชÿĂนใĀเรียนรูแตเนื้ĂĀาÿาระĂยางที่เปนĂยู 6) นำระบบนิเüýการเรียนรู(Learning Ecosystem) เขามาใชเพื่ĂใĀมีการพึ่งพา/รüมมืĂกันจัด การýึกþา แทนที่จะทำĂยูในรั้üโรงเรียน/ÿถานýึกþา คืĂ ตĂงรüมมืĂกันระĀüางโรงเรียน บาน/ผูปกครĂง Ăงคกร ตางๆ ในชุมชนĂยางจริงจังมากยิ่งขึ้น 7) เปดโĂกาÿใĀมีการเพิ่มทักþะ (Upskilling) พัฒนาทักþะ(Reskilling) การÿะÿมĀนüยกิต(CreditBank) และใชüิธีการÿำĀรับรูปแบบทั้ง On-site On-air On-line On-demand และ On-hand ตĂไป แมโลกโคüิด-19 จะทุเลาลงแลü เนื่ĂงจากรายละเĂียดโครงการพลิกโฉมมีมาก จึงขĂเขียนÿรุปเปนกรĂบÿั้นๆ ตามกระบüนการขĂงการจัด การýึกþาเพื่ĂคüามเปนเĂกภาพขĂงชาติตาม “ýาÿตร5” ดังที่ปรากฏในตารางที่ 4 ตารางที่ 4 กรĂบแนüคิดในการพลิกโฉมการýึกþาไทย Āลัก üิธีการ 1. Āลักปรัชญา กำĀนดจุดมุงĀมายขĂงการýึกþาใĀเปนรูปธรรม นĂมนำพระบรมราโชบายดานการýึกþาขĂงÿมเด็จพระเจาĂยูĀัüรัชการที่10 เปน Āลักยึดในการÿรางพื้นฐานแกผูเรียน 4 ดาน คืĂ (1) มีทัýนคติที่ถูกตĂงตĂบานเมืĂง (2) มีพื้นฐานชีüิตที่มั่นคง-มีคุณธรรม (3) มีงานทำ-มีĂาชีพ (4) เปนพลเมืĂงดี ยึดĀลักการเรียนรูตลĂดชีüิต ที่เรียนรูเพื่Ăรูเพื่Ăปฏิบัติเพื่ĂĂยูรüมกัน และเพื่Ăชีüิต มาแทรกเขาไปในการกำĀนดจุดมุงĀมายขĂงการýึกþาเพื่ĂใĀได“บุคคล” และ “ÿังคม” ที่พึงประÿงค 2. Āลักÿูตร ยึดüิธีการขางบนมาเปนเกณฑในการüางแผนüาจะนำĂะไรมาÿĂนใĀผูเรียนเรียนรู จึงจะไดผลตามพระบรมราโชบาย ไมเนนการเรียนรูเพื่Ăรู(Learning to Know) เพียงĂยางเดียü แตตĂงใĀครบทั้งÿี่ เÿาĀลักขĂงการเรียนรูในýตüรรþที่ 21 รูปแบบขĂงĀลักÿูตรไมเปนแบบüิชา/รายüิชาเĀมืĂนแตกĂน แตĂาจจะใĀเปนแบบ Āนüย แบบĀัüขĂเรื่Ăง (Theme) แบบแกน (Core Curriculum) แบบ Module แบบĀนüย ĀรืĂแบบประÿบการณเปนตน คำนึงถึงจิตüิทยาพัฒนาการ/üัยขĂงผูเรียน
11 Āลัก üิธีการ 3. Āลักการเรียน-การÿĂน-การ ปฎิบัติงาน ตĂงปฏิรูปการฝกĀัดครูผูบริĀาร และบุคลากรทางการýึกþาเÿียใĀม จากการเนน เนื้ĂĀาÿาระเปนการÿĂนคนใĀครบทุกเÿาĀลัก ÿรรĀาผูมีÿติปญญาดี(High IQ) เทานั้น ใĀมาเปนครูคณาจารยและบุคลากร ทางการýึกþา จัดใĀมีระบบพี่เลี้ยงครูýึกþานิเทýกที่เชี่ยüชาญจริงๆ มาประกบครูและใĀ ชüยเĀลืĂจนกüาจะปลĂยเดี่ยüได ตĂงเตรียมĀรืĂÿรรĀานักüิชาการ นักจิตüิทยา นักแนะแนü นักüัดผล และĂื่นๆ ระดับมืĂĂาชีพเทานั้นใĀมาทำงานในÿถานýึกþาและĀนüยงานทางการýึกþา จัดใĀระบบการทำงานมีคüามพรĂม กระบüนการถูกตĂง ผลผลิตมีมาตรฐาน คำนึงถึงจิตüิทยาพัฒนาการ/üัยขĂงผูเรียน และคüามแตกตางระĀüางบุคคล นำระบบนิเüýการเรียนรูมาใชในการเรียนการÿĂนĂยางแนนแฟน ดำเนินการโดยไมทิ้งใครไüขางĀลัง 4. Āลักการประเมิน มีการประเมินทั้งระดับมĀาภาคและระดับจุลภาค เนนคุณภาพระดับÿูง ใชระบบ PDCA ในการประเมินทั้งระบบ üาการเรียน-การÿĂน-การปฎิบัติงาน ÿนĂงตĂบปรัชญาและĀลักÿูตรในคุณภาพระดับใด ใชĀลักการประเมินเพื่Ăพัฒนา 5. Āลักการüิจัยและพัฒนา (R+D) üิจัยเพื่ĂคนĀาคüามรูใĀม ในการปรับปรุงปรัชญา/จุดมุงĀมาย Āลักÿูตร üิธีการ จัดการเรียน-การÿĂน-การปฏิบัติทั้งĀลายที่เกี่ยüขĂงกับการýึกþา การประเมิน รüมทั้งüิธีการüิจัยเĂงดüย ไมใชการüิจัยเพื่Ăขึ้นĀิ้ง เนนทั้งทฤþฎีและการปฏิบัติในบริบทขĂงคüามเปนไทย จากüิธีการที่เÿนĂแนะขางบน คüามจริงเปนการจัดการýึกþาที่นำคüามรูพื้นฐานทางการýึกþามาใชĂยาง เปนระบบ ถูกตĂงและเปนไปตามลำดับขั้นตĂนที่คüรจะเปนนั่นเĂง ซึ่งจำเปนตĂงลงทุน ฉะนั้น คüามคิดที่üาใĀ“จัด ใĀดีแบบจนๆ” จึงไมคüรนำมาใชĂีกตĂไป ประเด็นที่ÿำคัญที่ÿุด คืĂ ในขั้นที่ 1 ตรงที่การกำĀนดจุดมุงĀมายเรา ตĂงการ “คน” และ “ÿังคม” เชนไร จะตĂงใĀชัดเจนเปนรูปธรรม งายตĂการเขาใจและการปฎิบัติกำĀนดแลüใĀ ใชไดในระยะเüลาที่นานพĂที่จะเปลี่ยนแปลงคนและÿังคมไดĂยางทั่üถึงจนมีชĂงüางนĂยที่ÿุด ประเด็นที่นาĀüงถัดมา คืĂ การเปลี่ยนแปลงผูบริĀารระดับชาติĂันไดแก คณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่รับผิดชĂบกระทรüงýึกþาธิการและ กระทรüงการĂุดมýึกþา üิทยาýาÿตรการüิจัยและนüัตกรรมบĂยๆ ยิ่งบางคนไมมีคüามรูเกี่ยüกับการýึกþาไมคüรจะ มĂบĀมายใĀมาบริĀารดานการýึกþาที่ÿำคัญยิ่งนี้จะเปนการดีมิฉะนั้นĂยาĀüังเลยüาจะทำการพลิกโฉมการýึกþา ไทยไดดังที่เÿนĂมา
12 เอกÿารอางอิง ชüาล แพรัตกุล. (2552), เทคนิคการüัดผล (พิมพครั้งที่ 7). กรุงเทพฯ : มĀาüิทยาลัยýรีนครินทรüิโรฒ. ประเüý üะÿี. (2507). การýึกþาÿรางทุกขมากกüาÿุข. ไทยรัฐ 30 กันยายน 2507, (ĂĂนไลน). คนเมื่Ă 20 มีนาคม 2566 จากhttps://www.thairath.co.th7 พ.ร.บ. การýึกþาแĀงชาติพ.ý. 2542 แกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ý. 2545, (ฉบับที่ 3) พ.ý. 2553 และ (ฉบับที่ 4) พ.ý. 2562, ราชกิจจานุเบกþา เลม 136 ตĂนที่ 57ก. พระราชüรเมธี(ü.üชิรเมธี).(ม.ป.ป.). แนüโนมการจัดการýึกþาเพื่อคüามเปนเอกภาพของประเทýในประชาคม อาเซียน : การýึกþาเบื้องตน. (ĂĂนไลน).คนเมื่Ă 20 มีนาคม 2566. จาก https://www.asc.mcu.ac.th มĀาüิทยาลัยýรีนครินทรüิโรฒ. (2560). แนะนำ มýü. (ĂĂนไลน). คนเมื่Ă 21 มีนาคม 2566. จาก https://www.swu.ac.th>intreducation. üิดิพีเดีย, ÿารานุกรม (ภาþาไทย). ประเทýพัฒนานอยที่ÿุด. คนเมื่Ă 22 มีนาคม 2566. üิดิพีเดีย, ÿารานุกรม (ภาþาไทย). ประเทýกำลังพัฒนา. คนเมื่Ă 22 มีนาคม 2566. üิดิพีเดีย, ÿารานุกรม (ภาþาไทย). ประเทýพัฒนาแลü. คนเมื่Ă 22 มีนาคม 2566. üิชัย üงþใĀญ. (2554). ÿี่เÿาĀลักของการเรียนรูÿารานุกรมüิชาชีพครูเฉลิมพระเกียรติพระเจาอยูĀัü เนื่องในโอกาÿ พระราชพิธีมĀามงคลเฉลิพระชนมพรรþา 7รอบ 5ธันüาคม 2554.กรุงเทพฯ:ÿำนักงานเลขาธิการคุรุÿภา. Āนา 511-515. ÿมพร โกมารทัต (ม.ป.ป.). การÿรางคุณภาพคนดüยการýึกþาของประเทýญี่ปุน.(ĂĂนไลน). คนเมื่Ă 18 มีนาคม 2566 จาก https://arts.dpu.ac.th>research. Ăาทิตยา ไÿยพร.(2565). ÿรางระบบนิเüýการเรียนรูÿูการพัฒนาผูเรียนเปน Lifelong Learning. (ĂĂนไลน). คนเมื่Ă 2 เมþายน 2566. จาก https://www.education.com. Casey, Leo. (2020). Thoughts on Learning, Teaching and Life. (online). Retrieved on March 21, 2023 from https://leocascy.com. Cifuentes, J.A.and Olarte,F.A. (2020). A MacroPerspectivesof thePerceptionsof theEducationSystem via Modelling Analysis. (online). Retrieved on April1,2023from https://link.spinger.com > article. Delors, Jacques. (1995). Learing: The Treasure within: Report to UNESCO of the International Commission on Education for the Twenty-first Century (Highlights), UNESCO, Digital Lifelong. (46 pp.). Eduedify. (2022). Four Pillars of Learning and Their Examples. (online). Retrieved on 25 March 2023. from https://eduedify.com. Joanne, Willard. (2022). The Learning Eco-system: What It Is, How to Build One, and Why. (online). Retrieved on April 1, 2023. from https://www.bigthink.com. UNESCO, (ม.ป.ป.). What Is a Learning Eco-System, Institute for Lifelong Learning. (online). Retrieved on 22 March 2023. from https://uil.unesco.org>learning. Yausuf, T. (2015). Exploring Macrolevel Educational Analytics to Improve Public Schools. (online). Retrieved on 25 March 2023. from https:// library.lated.org>view. -
การศึกชาหมายถึงศาสตร์เรื โดยดู ู ผลผลิต โดยทั่วไป ทั่ หม กระบวนกา
หลักในการจัดการศึกษา รองศาสตราจารย์ ดร.วัน เดชพิชัย มหาวิทยาลัยหาดใหญ่
1. วงจรชีวิตของคน (ที่สมบูรณ์) แต่งงาน ท างาน เกิด เรียน ตาย แก่
2. วิธีการพัฒนาคน ทุกประเทศต้องการให้ คน ในวงจรน ้ ี มีคุณภาพ จึงไม่ปล่อยให้เป็ นไปตามธรรมชาติ (แบบชาวป่ า ชาวเล หรือชาวเขา) แต ่ จะแทรกแซงหรือควบคุม (CONTROL) คนให้เป็ นไปตามที่ต้องการคือ ตามนโยบายของ ประเทศ
การควบคุมไม่ให้เป็ นไปตามธรรมชาติ น ้ ี แหละท ี ่ เราเรย ี กว ่ าการนา วิทยาศาสตร์ หรือ ศาสตร์ (Science) มาใช้ นั ่นคือ ศึกษาศาสตร์ หรือ ครุศาสตร์
เพราะฉะน ้ ั นประเทศไทยต ้ องจ ั ด การศึกษาโดยผู้ที่รู้และเข้าใจ ศึกษาศาสตร์ อย่างแท้จริง หรือ อย่างแม่นย า ทุกประเภท ทุกระดับ ที่ส าคัญคือ การศึกษาใน ระบบ
3. ความหมายและความส าคัญ ของการศึกษา
บทเรียนแบบโปรแกรม เรื่อง ความหมายและความส าคัญของ การศึกษา รองศาสตราจารย์ ดร.วัน เดชพิชัย
1. “การศึกษา” มีความหมายหลายอย่าง เริ่มตั้งแต่หมายถึง……. หรือ ที่ศึกษาเกี่ยวกับเทคนิคการถ่ายทอดความรู้ บางครั้ง หมายถึง ซึ่งได้แก่ การพิจารณาว่า คนมีการศึกษาสูง หรือต ่า และโดยทั่วไป หมายถึง ถ่ายทอด ประสบการณ์ อันได้แก่ ความรู้ ทักษะ เจตคติ และอุดมการณ์ จากคนรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่ง ศาสตร์ วิชา ผลผลิต กระบวนการ
2. ค านิยามของ “การศึกษา” ที่ยอมรับกันมากที่สุด ได้แก่ ค านิยามของ จอห์น ดิวอีย์ (John Dewey) ซึ่งได้นิยามไว้ใน ความหมายของกระบวนการว่า “การศึกษาคือ…………………. เพิ่มพูน อย่างต่อเนื่องของบุคคลตั้งแต่เกิดจนกระทั่ง ตาย ผ่านการเรียนรู้ที่ช่วยเสริมให้ เพิ่มความสามารถที่มี คุณค่าในการด ารงชีวิต ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า การศึกษาเป็น ……………………….. ที่ดี มีประโยชน์และก่อให้เกิดการเจริญเติบโต หรือพัฒนาการ ในทาง เท่านั้น การเพิ่มพูนประสบการณ์ในทาง ไม่ถือว่า เป็นการศึกษา กระบวนการ ประสบการณ์ บุคคล การเพิ่มพูนประสบการณ์ บวก ลบ
3. คนทุกคนเกิดมาพร้อมด้วยมรดกทางชีววิทยา (ถ่ายทอดผ่าน พันธุกรรม) ที่อาจจะดีเลิศ ปานกลาง หรือ ไม่ดีก็ได้ คุณภาพ ของ นี้ถือว่าเป็นฐาน (Basis) หรือจุดตั้งต้น (Starting Point) ในการศึกษาของบุคคล ล าพัง…………………... เพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถท าให้ มีการศึกษา อารยธรรม และปรับตัวเข้ากับโลกที่ก าลังเปลี่ยนแปลงอยู่นี้ได้ จึงจ าเป็นต้อง ให้ ได้รับ ด้วยเสมอ นั่นแสดงว่า แม้บุคคลจะมี ที่ดี แต่ถ้า ไม่ได้รับ ด้วยแล้ว ก็คงจะมีชีวิตที่ไม่แตกต่างไป จากสัตว์ มรดกทางชีววิทยา มรดกทางชีววิทยา บุคคล บุคคล มรดกทางสังคม มรดกทางชีววิทยา มรดกทางสังคม
4. ด้วยเหตุนี้ จึงท าให้ทุกประเทศ หรือทั้งโลก พยายามที่จะให้ ได้รับทั้ง และ ที่ดี เพื่อให้บุคคลเป็นทรัพยากรที่มีคุณวุฒิ คุณภาพ คุณธรรม และคุณค่ามากที่สุดเท่าที่จะจัดได้ ซึ่งจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อบุคคล มี ดีเท่านั้น บุคคล มรดกทางชีววิทยา มรดกทางสังคม การศึกษา
การศึกษาตลอด ชี ว ิ ตของบค ุ คล ว ิ ทย ุ โทรทัศน์ ห้องสมุด มหรสพ การท ่ องเท ี่ยว อ ิ นเตอรเ ์ นต อื่นๆ น.ส.พ ศาสนา โรงเรียน บ้าน งาน ภาพยนตร์ การเล ่ น การประชุม 4. สถาบันหลักที่ให้การศึกษาตลอดชีวิตของบุคคล มีอะไรบ้าง
จากแผนภูมิพอจะสรุปได้ว่ามีสถาบัน หลักอยู่ กี่ระบบ? 2 ระบบ ได้แก่ ที่ให้การศึกษาในระบบโรงเรียน ที่ให้การศึกษานอกระบบโรงเรียน
ในการพัฒนาหรือควบคุมให้ บุคคล เป็ นผู้ได้รับ/มีการศึกษาที่ดีที่สุด จึงต้อง อาศย ั ท ้ ง ั 2 ระบบประกอบกัน (ใหเ ้ อ ้ ื อซึ่งกัน และกัน)
5. ระบบการศึกษาของสถานศึกษา
ระบบของโรงเรียน/การจัดการศึกษา โจทย์ 1 ให้ดูแผนภูมิแล้วช่วยกันเติมรายละเอียดซึ่งเป็ น ส่วนย่อยของ ชุมชนที่อยู่รอบๆ โรงเรียน องค์กร วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ยาเสพติด ภัยธรรมชาติ อบายมุข ภูมิปัญญา สื่อมวลชน วัฒนธรรม ศาสนา การเมือง การปกครอง การศึกษา สถานศึกษา หรือโรงเรียน เศรษฐกิจ อาชีพต่างๆ ฯลฯ ชุมชน - /
โจทย์ 2 ให้เติมลูกศรการแลกเปลี่ยนทรัพยากร (คน งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ เวลา และเทคโนโลยี) ระหว่างชุมชนกับโรงเรียน
2. ระบบของโรงเรียน/การจัดการศึกษา โจทย์ 1 ให้ดูแผนภูมิแล้วช่วยกันเติมรายละเอียดซึ่งเป็ น ส่วนย่อยของ ชุมชนที่อยู่รอบๆ โรงเรียน สถานศึกษา หรือโรงเรียน องค์กร วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ยาเสพติด ภัยธรรมชาติ อบายมุข ภูมิปัญญา สื่อมวลชน วัฒนธรรม ศาสนา การเมือง การปกครอง การศึกษา เศรษฐกิจ อาชีพต่างๆ ฯลฯ ชุมชน INPUT OUTPUT
รู้ โจทย์ 2 ให้พิจารณาเฉพาะส่วนของสถานศึกษาจากรูป ระดบ ั ข ้ น ั พ ้ ื นฐาน ไม่รู้ ไม่ชอบ ท าไม่เป็ น ชอบ ท าเป็ น
ระดับอุดมศึกษา ปริญญาตรี DON’ T KNOW CAN’T DO KNOW LIKE CAN DO DON’ T LIKE ปวช. ม.6, ปวส. สถาบันการพลศึกษา ผลิตบัณฑิต ทา น ุ ฯศ ิ ลปะและวฒ ั นธรรม สร้างความเป็ นเลิศด้านการกีฬา วิจัย บริการวิชาการ
สถานศึกษา การสอน การบริหาร การบริการ การสนับสนุน โจทย์ 3 น าไปสู่ระบบ ให้เปลี่ยนรูปเป็ นแผนภูมิ และอธิบายรายละเอียดให้ได้ทุกคน การป้อนเข้า (INPUT) ผู้เรียน ปัจจัย: 3M+2T ผลผลิต (OUTPUT) ผู้ส าเร็จการศึกษา การบริการอื่นๆ กระบวนการ (PROCESS) DIRECT MANAGE CONTROL /บริก :เวลา -> สวัสดิก ↳คน "เทด สั ↳การจัดกา ↳เงิ จจํานนวยการ จัดกา ควบคุ
3. การประยุกต์ระบบไปใช้กับโครงการ กิจกรรมต่างๆ และ การเรียนการสอน INPUT PROCESS OUTPUT ข้อมูลย้อนกลับ FEED BACK การประเมิน EVALUATION
โจทย์ 1 การบริหาร โจทย์ 2 โครงการ/กิจกรรม โจทย์ 3 การเรียนการสอน โจทย์ 4 การประเมินหลักสูตร โจทย์ 5 การประเมินคุณภาพภายในและภายนอก
จากจด ุ น ้ ี เอง ประเทศต่างๆ ในโลกจึงคิด หลัก การจด ั การศ ึ กษาของตนข ้ ึ นมาคลา ้ ยคล ึ งกัน (อาจจะเลียนแบบกันบ้าง)
6. ระดับการจัดศึกษา มหภาค (MACRO SYSTEM) จุลภาค (MICRO SYSTEM) ชาติ กระทรวง/ทบวง มหาวิทยาลัย/สถาบัน/เขตพ ้ ื นที่ คณะกรรมการ คณะ/โรงเรียน สาขาวิชา/หลักสูตร ห้องเรียน/ช ้ น ั เร ี ยน วิชา ~
รวมการศึกษาทุกระดับ ภาระของกระทรวงอื่นลดลง การศึกษา ข ้ น ั พ ้ ื นฐาน การศึกษา ระดับอุดมศึกษา คนไทย และ สังคมไทย มีคุณภาพ ต้น
รวมกระทรวงอื่นๆ ช่วยเสริม ปัญหาของชาติลดลง ผลงาน กระทรวงศึกษาธิการ (รวมเอกชน) ผลงาน กระทรวงอื่นๆ ที่ช่วยเสริม ประเทศไทย เจริญท ้ ง ั เศรษฐกิจ และสังคม สาธารณตัด้
ประเทศไทยในสังคมโลก การแข่งขันกับนานาชาติ ประเทศไทย ประเทศอื่นๆ
- ระดับมหภาค (ตง ้ ั แตส ่ าขาว ิ ชา/หมวดว ิ ชาข ้ ึ นไป) ใช้หลัก PCLERD - ระดับจุลภาค (ระดบ ั ช ้ น ั เรย ี น-รายวิชา) ใช้หลัก OLERD 7. หลักการจัดการศึกษา
หลักในการจัดการศึกษา
เรื่องของ PCLERD (ระดับมหภาค) P – Philosophy (หลักปรัชญา) C – Curriculum (หลักสูตร) L –Learning (หลักการเรียนรู้) E – Evaluation (หลักการประเมิน) R – Research (หลักการวิจัย) D – Development (หลักการพัฒนา) - / # เพิ่มจ ศาสตร์ >
R P ความสัมพันธ์ของ PCLERD C L E D D D D R & D ในการจัดการศึกษา พัฒน ว วิจ
เรื่องของ OLERD O คือ Objectives (วัตถุประสงค์) L คือ Learning Experiences (ประสบการณ์การเรียนรู้) E คือ Evaluation (ประเมิน) R คือ Research (วิจัย) D คือ Development (พัฒนา) · เตรีอมเื พือิหากิจกรรม วิจ & พัฒน (
ในการดา เน ิ นการศ ึ กษาท ้ ง ั ระดบ ั มหภาค และระดับจุลภาคเป็ นการบูรณาการศาสตร์ หรือวิทยาการต่างๆ หลายแขนง
การศึกษาแผนใหม่ (ผู้เรียนเป็ น ศูนย์กลาง) ปรัชญา สร้างภูมิปัญญาด้วยตนเองและ ช่วยตนเองได้ มั่นคงและสันติสุข รัฐศาสตร์ – ประชากรศาสตร์ ทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ สุขภาพดี แข็งแรง มีค่า จิตวิทยา พัฒนาการ การศึกษา สังคม - เรียนรู้อย่างไร, เมื่อไร, ที่ไหน การบริหาร Q.C.C Q.A R + D ประสานงาน Leadership อื่นๆ วิทยาศาสตร์ - วิธีการแก้ปัญหา เทคโนโลยี - สื่อ, นวัตกรรม ประวัติศาสตร์ - การวิเคราะห์, บทเรียน ทฤษฎีระบบทั่วไป - สิ่งต่างๆ ในจักรวาลรวมกันอยู่เป็นชุดๆ เศรษฐกิจ ผู้ผลิตที่ยิ่งใหญ่ ประหยัด สังคม ประชาธิปไตย Active (Not Passive) ร.ร. คือสังคมขนาดย่อ ร่วมมือกัน