1. ความครอบคลุมเนื้อหา เกณฑ ก. พิสูจนสิ่งที่รวมและที่ตัดออกของวรรณกรรมวามีความสอดคลองกับงานวิจัยอยางไร 2. การสังเคราะห เกณฑ ข. ◦ มีการกําหนดตําแหนงของปญหาหรือหัวขอทางวิชาการที่ชัดเจน ◦ แสดงทัศนะงานวิจัยในบริบทความเปนมาในสาขานั้น ◦อภิปรายและแกไขความไมชัดเจนในนิยามศัพท ◦ เชื่อมโยงตัวแปรที่สําคัญกับปรากฏการณที่เกี่ยวของกับหัวขอวิจัย ◦สังเคราะหและไดรับมุมมองใหมจากวรรณกรรม เกณฑการตรวจสอบวาการทบทวนวรรณกรรม ดีแลวหรือยัง Bootesและ Beile (อางถึงใน Randolph, 2009)
เกณฑการตรวจสอบวาการทบทวนวรรณกรรม ดีแลวหรือยัง (ตอ) Bootesและ Beile (อางถึงใน Randolph, 2009) 3. วิธีการ เกณฑ ค. - ระบุถึงวิธีการที่สําคัญและเทคนิคการวิจัยที่ถูกน ามาใชใน สาขานั้นรวมทั้งขอดีและขอเสีย - วิพากษความเหมาะสมของวิธีการด าเนินการวิจัยเพื่อรับรองการพัฒนาแนว ทางการวิจัย 4. ความสําคัญ เกณฑ ง. ใหเหตุผลของความสําคัญของปญหาการวิจัยหรือทางวิชาการอยางเหมาะสม 5. ภาษาและการโนมนาวใจ เกณฑ จ. ถูกเขียนดวยความเชื่อมโยง มีโครงสรางที่ชัดเจนที่สนับสนุนการทบทวน วรรณกรรม
มอบหมายงาน เรื่องที่ ผูวิจัย ชื่อเรื่อง วัตถุประสงคการวิจัย ตัวแปรที่ศึกษา กลุมตัวอยาง เครื่องมือที่ใชในการ วิจัย การวิเคราะหขอมูล ผลการวิจัย 1 1. ใหสืบคน และสรุปขอมูลงานวิจัยที่เกี่ยวของกับประเด็นที่สนใจทําวิจัย คนละ 10 เรื่อง (เปนงานวิจัยภายในประเทศ 8 เรื่อง และงานวิจัยตางประเทศ 2 เรื่อง) 2. เปนงานวิจัยที่ทันสมัย ยอนหลังไมเกิน 7 ป (ตีพิมพเผยแพรระหวางป พ.ศ. 2560 - 2566) 3. สรุปขอมูลลงในตารางสรุปผลการสืบคนขอมูลงานวิจัย สงวันเสารที่ 9 ก.ย.66
Q & A
การสรางและหาคุณภาพเครื่องมือวิจัย ดร.จิราภรณ เรืองยิ่ง สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร
1. สราþแบบวัดใหตรþกับวัตถุประสþค หลักการสราþเครื่อþมือวิÿัย
สาเหตุที่ไมตรþกับวัตถุประสþค • ไมเขาใÿสิ่þที่ÿะวัด • ใāวิธีไมถูกตอþ/ เครื่อþมือไมเหมาะสม • วัดไดไมครบถวน
ใāเครื่อþมือที่ดีและเหมาะสม มีความยุติธรรม • เครื่อþมือที่ใāวัด - วัดไดครอบคลุมทุกเรื่อþ - ไมลําเอียþ • การดําเนินการวัด - ไมบอกใบระหวาþที่มีวัด - ไมสþเสียþรบกวน แปลผลไดถูกตอþ ใāผลการวัดใหคุมคา
เครื่องมือที่ใชในงานวิจัย แบบสอบถาม (Questionnaire) แบบสัมภาษณ (Interview) ฯลฯ
แบบสอบถามสวนใหญÿะอยูในรูปขอþคําถามเปนāุดๆ เพื่อวัดสิ่þที่ ตอþการÿะวัด โดยมีคําถามเปนตัวกระตุนใหบุคคลแสดþพฤติกรรม ตาþๆ ออกมา เปนเครื่อþมือที่นิยมใāวัดทาþดานÿิตพิสัย (Affective Domain) และบาþครั้þÿะใāควบคูกับการสัมภาษณ แบบสอบถาม (Questionnaire)
สวนที่ 1 คําāี้แÿþในการตอบแบบสอบถาม 1.1 ÿุดมุþหมายขอþการสอบถาม 1.2 ลักษณะขอþการสอบถาม 1.3 แสดþความรับผิดāอบ 1.4 ตอนสุดทายขอþคําāี้แÿþควรกลาวขอบคุณในความรวมมือ สวนที่ 2 สถานภาพทั่วไป (รายละเอียดสวนตัวขอþผูตอบ เāน อายุ เพศ เปนตน) สวนที่ 3 ขอคําถามเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ÿะวัด อาÿแยกออกเปนพฤติกรรมยอยๆ แลวสราþขอคําถามวัดพฤติกรรมยอยๆ นั้น โครþสราþขอþแบบสอบถาม
1. กําหนดประเด็นหลัก หรือพฤติกรรมที่ตอþการÿะวัดใหครบถวน วามีประเด็นอะไรบาþ 2. กําหนดรูปแบบขอþการสอบถาม 3. สราþคําถามตามÿุดมุþหมาย หรือรูปแบบ และÿํานวนขอในประเด็นตาþๆ ที่กําหนดไว 4. ตรวÿทาน แกไขขอคําถาม หลักการสราþแบบสอบถาม
5. นําแบบสอบถามไปทดลอþใā (Try Out) (ทดลอþใāกับกลุมที่มีลักษณะใกลเคียþกับ กลุมที่ÿะไปเก็บขอมูลÿริþ) 6. วิเคราะหคุณภาพขอþแบบสอบถาม โดยนําผลÿากการทดลอþมาวิเคราะหเพื่อหาขอบกพรอþ ขอþแบบสอบถาม 7. ÿัดพิมพเปนแบบสอบถามĀบับÿริþ เพื่อนําไปใāเก็บรวบรวมขอมูลในการวิÿัย หลักการสราþแบบสอบถาม
1. ควรใāขอความสั้น กะทัดรัด ไมควรยาวÿนเกินไป 2. ขอความหรือภาษาที่ใāตอþāัดเÿนเขาใÿþาย โดยตอþระมัดระวัþในเรื่อþเหลานี้ - หลีกเลี่ยþคําถามที่เปนปฏิเสธ - ควรขีดเสนใตคําที่ตอþการเนนเปนพิเศษ - ไมควรใāคําเนน เāน บอยๆ ทันที ฯลฯ - อยาใāคําที่มีความหมายหลายนัย เพราะอาÿทําใหผูตอบตีความไมเหมือนกัน ลักษณะแบบสอบถามที่ดี
3. ไมใāคําถามนํา หรือเสนอแนะใหตอบ 4. ไมถามในเรื่อþที่เปนความลับ หรือคอนขาþเปนสวนตัวมากเกินไป 5. ขอคําถามตอþเหมาะสมกับผูตอบ คือ ตอþคํานึþถึþระดับการศึกษา สติปญญา 6. คําถามขอหนึ่þๆ ควรถามเพียþเรื่อþเดียว เพื่อใหไดคําตอบที่āัดเÿนและตรþÿุด ลักษณะแบบสอบถามที่ดี
1. แบบสอบถามāนิดปลายเปด (Open Ended Form) แบบสอบถามāนิดนี้ไมไดกําหนดคําตอบไว เพื่อเปดโอกาสใหผูตอบเขียนตอบอยาþอิสระ ดวยความคิดขอþตัวเอþ ÿึþมักÿะไมÿูþใÿผูตอบและเสียเวลาในการตอบคอนขาþมาก รูปแบบขอþแบบสอบถาม
ตัวอยาþแบบสอบถามāนิดปลายเปด 1) ทานมีเหตุผลอะไรในการเลือกเรียนทาþวิāาāีพครู .................................................................................................................................. ................................................................................................................................. 2) ทานāอบวิāานี้ในเรื่อþใดบาþ .................................................................................................................................. .................................................................................................................................
2. แบบสอบถามāนิดปลายปด (Closed Ended Form) แบบสอบถามāนิดนี้ ประกอบดวย ขอคําถามและตัวเลือก (คําตอบ) Ăึ่þตัวเลือกนี้สราþขึ้น โดยคาดวาผูตอบสามารถเลือกตอบไดตามความตอþการ การสราþยากกวาแบบสอบถามปลายปด และใāเวลาในการสราþมากกวา แตผูตอบÿะ ตอบไดþายกวา นอกÿากนี้ขอมูลที่ไดสามารถนําไปวิเคราะหในเāิþปริมาณ และสรุปผลไดþาย
ตัวอยาþแบบสอบถาม ลักษณะมาตราสวนประมาณคา (Rating Scale) มุþใหผูตอบพิÿารณาขอความที่ถามออกมาเปนระดับ เพียþคําตอบเดียวÿากมาตรา สวนประมาณคา ที่มีระดับพิÿารณาตั้þแต 3 ระดับขึ้นไป Ăึ่þควรมีระดับตรþกลาþเปน ÿุดสมดุลเสมอ
คือ การสนทนาหรือการพูดโตตอบกันอยาþมีÿุดมุþหมาย เพื่อคนหาความรูความÿริþ ตามวัตถุประสþคที่กําหนดไวลวþหนา ประกอบดวยบุคคล 2 ฝาย คือผูสัมภาษณ และผูถูกสัมภาษณ รูปแบบการสัมภาษณแบþเปน 2 āนิด ดัþนี้ 1. การสัมภาษณแบบไมมีโครþสราþ (Non Structured Interview or Unstructured) 2. การสัมภาษณแบบมีโครþสราþ (Structured Interview) แบบการสัมภาษณ(Interview)
1. การสัมภาษณแบบไมมีโครþสราþ (Non Structured Interview or Unstructured) คือ การสัมภาษณที่ไมใāแบบฟอรมการสัมภาษณ ไมÿําเปนตอþใāคําถามที่ เหมือนกันกับผูถูกสัมภาษณทุกคน แตผูสัมภาษณตอþใāเทคนิคและ ความสามารถเĀพาะตัว เพื่อใหไดคําตอบÿากผูถูกสัมภาษณตามÿุดมุþหมาย ที่ตั้þไว การสัมภาษณāนิดนี้อาÿใหผูตอบแสดþความคิดเห็นออกมาโดยอิสระ
2. การสัมภาษณแบบมีโครþสราþ (Structured Interview) คือ การสัมภาษณโดยใāแบบฟอรมที่สราþขึ้นไวแลวเปนแนวทาþในการถาม เปนการสัมภาษณที่ใāคําถามเหมือนกันกับทุกคน การสัมภาษณลักษณะนี้ÿะไม คอยยืดหยุน มีขอดี คือ สามารถÿัดหมวดหมูขอมูลไดþายและสะดวกในการ วิเคราะห สรุปผล
รูปแบบการสัมภาษณ 1. สวนที่หนึ่þ สวนที่ใāบันทึกขอมูลเกี่ยวกับการสัมภาษณ เāน āื่อโครþการ āื่อเรื่อþ วัน/เดือน/ป āื่อผูสัมภาษณ เปนตน 2. สวนที่สอþ เปนรายละเอียดสวนตัวขอþผูถูกสัมภาษณ ในสวนนี้ยัþไมเกี่ยวกับเรื่อþที่ÿะ สัมภาษณ เāน เพศ อายุ ศาสนา อาāีพ เปนตน 3. สวนที่สาม เปนรายละเอียดเกี่ยวกับการสัมภาษณคือเปนขอคําถาม คําตอบที่ตรþกับ ÿุดมุþหมายขอþการสัมภาษณ
1. การเตรียมตัวกอนการสัมภาษณ - ทําความเขาใÿในสาระสําคัญขอþการสัมภาษณ - ควรบอกÿุดมุþหมายในการสัมภาษณใหāัดเÿน หลักทั่วไปในการสัมภาษณ
2. การดําเนินการสัมภาษณ - ตอþสราþบรรยากาศที่ดีในการสัมภาษณ - ใāการสัมภาษณแบบตัวตอตัว - ตอþใāไหวพริบสัþเกตความเหมาะสมในการสัมภาษณ - ระหวาþการสัมภาษณ ผูสัมภาษณไมควรเรþรัดคําตอบÿากผูถูกสัมภาษณ - ควรหลีกเลี่ยþคําถามที่āี้แนะคําตอบ - ควรระมัดระวัþคําพูดและภาษาที่ใā - ผูสัมภาษณตอþหลีกเลี่ยþการวิพากษ วิÿารณหรือสั่þสอนผูถูกสัมภาษณ - เมื่อสิ้นสุดการสัมภาษณ ควรกลาวขอบคุณผูถูกสัมภาษณที่ใหความรวมมือเปนอยาþดี
3. การÿดบันทึกคําตอบในแบบสัมภาษณ - ตอþÿดบันทึกคําตอบทันทีหลัþÿากสัมภาษณแลว เพื่อปอþกันการหลþลืม - ควรบันทึกเĀพาะเนื้อหาสาระเทานั้น และไมควรใสความคิดเห็นขอþผูสัมภาษณลþไป - ในการสัมภาษณหากไมไดคําตอบในคําถามใด ผูสัมภาษณควรบันทึกเหตุผลไวดวย
วิธีหาคุณภาพเครื่อþมือวัดผล
1. ความเที่ยþตรþ การหาคาความเที่ยþตรþเāิþเนื้อหา (Content Validity) เปนการหาคาความเที่ยþตรþ ที่ใหผูเāี่ยวāาญพิÿารณาวาขอสอบ หรือขอคําถามแตละขอ วัดไดตรþตามสิ่þที่ตอþการวัด เนื้อหาหรือวัตถุประสþคการเรียนรูมากนอย เพียþใด โดยใāเกณฑการประเมิน ดัþนี้ ใหคะแนน +1 หมายถึþ แนใÿวาขอสอบวัดÿุดประสþค/เนื้อหานั้น ใหคะแนน 0 หมายถึþ ไมแนใÿวาขอสอบวัดÿุดประสþค/เนื้อหานั้น ใหคะแนน -1 หมายถึþ แนใÿวาขอสอบไมวัดÿุดประสþค/เนื้อหานั้น
นําขอมูลที่ไดÿากการพิÿารณาขอþผูเāี่ยวāาญ มาหาคาความสอดคลอþ ระหวาþขอคําถามแตละขอกับÿุดประสþคหรือเนื้อหา (Index of Item-Objective Congruence หรือ IOC) ÿาก สูตร เมื่อ แทน ผลรวมขอþคะแนนการพิÿารณาขอþผูเāี่ยวāาญ N แทน ÿํานวนผูเāี่ยวāาญ เกณฑการตัดสินคา IOC ถามีคา 0.50 ขึ้นไป แสดþวา ขอคําถามนั้นวัดไดตรþ ÿุดประสþค หรือตรþตามเนื้อหานั้น แสดþวา ขอคําถามขอนั้นนําไปใāได
ตัวอยาþ
2. ความเāื่อมั่น (Reliability) เป็นความคงเส้นคงวาของคะแนนในการวัดแต่ละครัÊง หรือ ความคงทีÉของผลการวัด ผลของการวัดไม่ว่าจะเป็นคะแนนหรือ อันดับทีÉก็ตาม เมืÉอวัดได้ผลออกมาแล้วสามารถเชืÉอถือได้ในระดับสูง จนสามารถยืนยันได้ว่าถ้ามีการตรวจสอบผลซํÊาอีกไม่ว่ากีÉครัÊงก็จะ ได้ผลใกล้เคียงและสอดคล้องกับผลการวัดเดิม
วิธีหาคาความเāื่อมั่นขอþแบบทดสอบ ใหคะแนนแบบ 0,1 (ผิดได 0, ถูกได 1) ใāสูตรขอþคูเดอรและริāารดสัน Kuder-Richardson (KR-20, KR-21) วิธีหาความเชื่อมั่น (Reliability) วธ ิี หาค ่ าความเชื É อม É ั นของแบบสอบถาม ใชส้ ต ู รคา ํ นวณสม ั ประส ิ ทธ ิ Í แอลฟ่ าของครอนบาค (Cronbach Alpha Coefficient Reliability)
วธ ิี หาค ่ าความเชื É อม É ั นของแบบสอบถาม ใชส้ ต ู รคา ํ นวณสม ั ประส ิ ทธ ิ Í แอลฟ่ าของครอนบาค (Cronbach Alpha Coefficient Reliability)
1 Analyze Scale Reliability Analysis
2 3
4
ผล output คา Alpha if item deleted เปนคาสัมประสิทธิ์แอลฟาที่คํานวณได เมื่อคําถามขอนั้นถูกตัดออก
การรายงาน คุณภาพ เครืÉองมือวิจัย ไมม่ต้อ
Q&A
Q&A
CONCEPT OF STATISTICAL ANALYSIS Asst.Prof. DR. KITTIPORN NAWSUWAN (Ph.D., M.A., B.P.H.) BOROMARAJONANI COLLEGE OF NURSING, SONGKHLA PRABOROMARAJCHANOK INSTITUTE สถาบันพระบรมราชชนก PRABOROMARAJCHANOK INSTITUTE
Population (N) Parameters µ σ ρ Sample (n) Statistics SD Rxy Basic of Statistics
Types of statistics Descriptive Statistics Inferential Statistics Mean, Median, Mode, Range, Variance, Standard deviation, Standard scores Using data from a subset (sample) of a large group(population) to make inferences about the large group base on random sampling Nonparametric Statistics (สถิติไม่มีพารามิเตอร์) “ …makes possible useful decision without assumption the nature of the data distribution” Free Distribution ตัวแปร Nominal Ordinal Interval Ratio กลุ่มประชากรไม่จําเป็นต้องมีความแปรปรวนเท่ากัน Parametric Statistics (สถิติมีพารามิเตอร์) “ …based upon certain assumption about the nature of the distribution and the types of measures used” ตัวแปรตามอย่างน้อยต้องเป็น Interval Normal distribution กลุ่มประชากรจะต้องมีความแปรปรวนเท่ากัน ·ดังปก ~- วั น นอ อ้างอ ไม่น่าเชื
ถูกจัดเป็นกลุ่มๆ จัดลําดับก่อนหลัง ไม่ได้ บอกระยะห่างไม่ได้ คํานวณไม่ได้ Nominal Scale Ordinal Scale Interval Scale Ratio Scale ถูกจัดเป็นกลุ่มๆ จัดลําดับก่อนหลังได้ บอกระยะห่างไม่ได้ คํานวณไม่ได้ ถูกจัดเป็นกลุ่มๆ จัดลําดับก่อนหลังได้ บอกระยะห่างได้ คํานวณได้ Non absolute zero ถูกจัดเป็นกลุ่มๆ จัดลําดับก่อนหลังได้ บอกระยะห่างได้ คํานวณได้ Absolute zero Types of Measurement Scales ไมม่ วันสถิติที่เบนพา พารามิเตอ นามสัญญ อันดับบั / อันตรภาดร อัตราส่ / จิสสถิติพิมิมีพารา ( / / / ประกวด นาง ทดสอ 19, อุณหภูช ิ น เพศ 1 เร่่อ /ไม่เร งาม , ค.ชอบ ความพึงพอใ #
Pearson’s correlation r Chi – square Test 2 Statistic Variable IV DV IV DV Output Assumption Significance Expected Frequency < 5 no more 20% Significance Direction Correlation Level Normality Linearity Testing the relationship of variables ตัวแปรจิส ตัวแป ตาม #ใช แบบสอบถา ค.สัมน / พิศตา ระดับต.สัมพ