1. การÿุมตัüอยางแบบงาย (Sample Random Sampling) 2. การÿุมตัüอยางแบบมีระบบ (Systematic Random Sampling) 3. การÿุมตัüอยางแบบแบงชั้น (Stratified Sampling) 4. การÿุมตัüอยางแบบกลุม (Cluster Sampling) 5. การÿุมตัüอยางแบบĀลายขั้นตอน (Multi-stage Stage sampling) การสุมกลุมตัวอยางโดยใชหลักความนาจะเปน (Probability Sampling)
การสุมตัวอยางแบบงาย (Sample Random Sampling) เปนวิธีที่เหมาะกับประชากรที่มีขนาดเล็ก ซึ่งมีลักษณะโดยทั่วไปคลายๆ กัน ประชากรทุกหนวย มีโอกาสถูกเลือกเทาๆ กัน สามารถทําไดโดย • วิธีการจับฉลาก : เปนการสุมตัวอยางที่งายมาก ดําเนินการโดยรวบรวมรายชื่อของ ประชากรทั้งหมด แลวนํามาจัดทําฉลาก ผูวิจัยหยิบฉลาก ชื่อจนครบจํานวนที่ตองการ • ใชตารางเลขสุม : ดําเนินการโดยกําหนดใหหนวยตาง ๆ ในประชากรแลวสรางกฎในการ เลือกตัวเลขจากจาตารางเลขสุม ถาเลือกไดหมายเลขใด หนวยตัวอยางที่หมายเลขนั้น ก็จะเปนสวนหนึ่งของตัวอยางงานวิจัยนั้น
การสุมตัวอยางแบบมีระบบ (Systematic Random Sampling) Āมายถึง การÿุมตัüอยางโดยใชคüามนาจะเปน โดยทุก ๆ k Āนüยตัüอยาง จะมีตัüอยาง ที่ÿุมได 1 ตัüอยาง การÿุมตัวอยางแบบนี้ใชในการณีที่ประชากรมีĀนวยตัวอยางเรียงลําดับกันอยู เชน รายชื่อบุคลากรในĀนüยงานเรียงลําดับตามเลขที่ตําแĀนง รายชื่อนักเรียนเรียงตามเลขประจําตัü ·อายุการทําง มากกว่ เลขขทีคําเ
การสุมตัวอยางแบบแบงชั้น (Stratified Sampling) เป็นการสมตวอยางในกรณทประชากรทีÉต้องการศึกษาประกอบด้วย กลมยอยหลายกลมทมลกษณะแตกตางกนใชวธการแบงประชากร ออกเปนก ลมยอยภายในแตละกลมยอยจะมลกษณะเหมอนกนหรือลักษณะ เดยวกน
เอมูร ัง
ตว ั อยา ่ ง
-
การสุมตัวอยางแบบกลุม (Cluster Sampling)
การสุมตัวอยางแบบหลายขั้นตอน (Multistage Stage sampling)
ตว ั อยา ่ ง
เปรียบเทียบวิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยใช้หลักความน่าจะเป็ น
เปรียบเทียบวิธีการÿุมกลุมตัวอยางโดยใชĀลักความนาจะเปน
วิธีการÿุมกลุมตัวอยางโดยไมคํานึงถึงความนาจะเปนที่ĀนวยตัวอยางแตละĀนวย จะถูกเลือก ซึ่งใชในงานวิจัยที่มีวัตถุประÿงคเฉพาะ ไมตองการÿรุปอางอิงไปยัง กลุมประชากร - การÿุมแบบบังเอิญ (Accidental Sampling) - การเลือกแบบกําĀนดโคüตา (Quota Sampling) - การเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) วิธีการÿุมกลุมตัวอยางโดยไมใชĀลักความนาจะเปน (Non-Probability Sampling)
ลักษณะของกลุมตัวอยางที่ Purposeful Sampling 1. สุดขั้ว เชน เด็กอัจฉริยะ เด็กที่มีความยากลําบากในการเรียนพิเศษ 2. มีประสบการณมากในเรื่องนั้นๆ เชน ศึกษาการปรับตัวในการบริหาร โรงเรียน ของผูบริหารโรงเรียนที่ตั้งอยูในพื้นที่สีแดง 3. มีลักษณะเหมือนกัน คิดวากลุมมีลักษณะเหมือนๆกัน (Homogenious) ศึกษารูปแบบการบริหารสถานศึกษาของโรงเรียนที่มีผูบริหารสถานศึกษา เปนผูหญิง (เลือกเฉพาะโรงเรียนที่มีผูบริหารสถานศึกษาเปนผูหญิง )
ดร.จิราภรณ เรืองยิ่ง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร การทบทวนวรรณกรรม (Literature Review)
ความหมายของการทบทวนวรรณกรรม “การคนควา ศึกษา รวบรวม และประมวลเอกสารตางๆ เชน ตํารา ผลงานวิจัย บทความ เอกสารทางวิชาการ ที่เกี่ยวของกับเรื่องหรือประเด็นที่ทําการวิจัย เพื่อชี้ใหเห็น สภาพปจจุบันขององคความรูเกี่ยวกับแนวความคิด ระเบียบวิธีวิจัย ผลการวิจัย ขอจํากัด ขอเสนอแนะจากการวิจัยที่ผานมา กอนจะลงมือทําการวิจัยของตนเอง อาจมีการทบทวนเพิ่มเติมหลังจากที่ไดลงมือทําไปไดบางแลวก็ได”
ทําไมตองทบทวนวรรณกรรม? • ยังไมมีหัวขอวิจัย ไดแนวคิด เกิดคําถามงานวิจัยใหม • มีหัวขอวิจัยแลว ปองกันการทํางานซ้ําซอนกับผูอื่น • วิธีเรียนลัด: แนวคิดทฤษฎี ความรูใหม, กระบวนการทําวิจัย, ปญหาที่อาจประสบระหวางการทําวิจัย • ชวยการนิยาม ปญหาวิจัย และ ตัวแปร การตั้งสมมติฐาน การวางขอบเขตงานวิจัยและการสรางกรอบแนวคิด ในการวิจัย การเลือกกลุมตัวอยาง • เปนฐานในการพัฒนา หรือเลือกเครื่องมือวิจัยที่เหมาะสม • มีแนวทางในการสืบคนขอมูลในเชิงลึก และกวางมากขึ้น
ความสําคัญ 1. ทําใหสามารถทราบวา ใคร ทําอะไร ที่ไหน อยางไร 2. เกิดความรอบรูในปญหาการวิจัยที่จะศึกษา 3. อาจไดแนวคิดจากงานวิจัยในอดีตเปนตนแบบ 4. ทําใหผูวิจัยทราบวา * ปญหาวิจัยเรื่องนั้น ๆ ไมนาทํา หรือมีคนทําเยอะแลว * วิธีการที่เราใชศึกษานั้นยังมีขอบกพรอง ทราบวิธีการที่ดีกวา
การนําผลการทบทวนวรรณกรรมไปใชในการวิจัย การเลือกเรื่องวิจัย/ การกําหนดหัวขอวิจัย หัวขอวิจัยชัดเจนยิ่งขึ้น การกําหนดปญหาการวิจัย การกําหนดปญหาการวิจัย ไดรัดกุมมากยิ่งขึ้น การกําหนดความเปนมา ความสําคัญของปญหา ทําใหมีเหตุผล กวางขวางมากยิ่งขึ้น
การนําผลการทบทวนวรรณกรรมไปใชในการวิจัย การกําหนดสมมุติฐาน การวิจัย ถูกตอง รัดกุมมากยิ่งขึ้น การกําหนดนิยามศัพท ไดนิยามที่ชัดเจน และวัดได การกําหนด ขนาดกลุมตัวอยาง ไดกลุมตัวอยาง ที่มีความเหมาะสม
การนําผลการทบทวนวรรณกรรมไปใชในการวิจัย การกําหนดเครื่องมือ ที่ใชในการวิจัย เลือกใชและสรางไดถูกตอง การวิเคราะหขอมูล เลือก และใชสถิติ ไดเหมาะสม
วิธีการทบทวนวรรณกรรม กําหนดเรื่องและขอบเขตเรื่องที่จะทบทวน กําหนดแหลงสารสนเทศที่จะสืบคน ทบทวนวรรณกรรม อาน วิเคราะห พิจารณาความนาเชื่อถือ บันทึกการทบทวนวรรณกรรม เขียนบททบทวนวรรณกรรม
ประเด็นที่ตองทบทวนวรรณกรรม เกี่ยวของกับชื่อเรื่อง/ปญหาในการวิจัย เพื่อเขียนภูมิหลัง ความสําคัญและที่มาของปญหาไดชัดเจน เกี่ยวของกับตัวแปร เพื่อใชกําหนดตัวแปรที่ใชในการวิจัยนําไปสูกรอบแนวคิดในการวิจัย เกี่ยวของกับคําถามการวิจัย เพื่อใชชวยในการอภิปรายผลวิจัย เกี่ยวของกับสมมุติฐาน เพื่อจะไดมีเหตุผลวาทําไมถึงกําหนดเชนนั้น เพื่อนํามา อภิปรายผล สนับสนุน/โตแยงผลการวิจัยที่ได/เปรียบเทียบกับ ทฤษฎีหรืองานวิจัยอื่น
แหลงสืบคนวรรณกรรม ฐานขอมูลการเขาถึงแหลงขอมูล ความทันสมัย หองสมุด/internet ◦Book (E-Book, OPAC etc.) ◦Thesis (Thailis, E-Theses, ProQuest etc. ) ◦Periodic Publication (SCOPUS, ฐาน TCI, etc.) ◦Proceedings (CD, Hard Copy etc.)
OPAC (Online Public Access Catalog) 1. การคนหาแบบพื้นฐาน (Basic Search) 1.1 ชื่อผูแตง (Author) 1.2 ชื่อเรื่อง (Title) 1.3 หัวเรื่อง (Subject Heading) 1.4 คําสําคัญ (Keywords)
2. การคนหาแบบขั้นสูง (Advanced Search) การสืบคนขอมูล โดยใชตรรกบูลีน (Boolean Logic) หรือการคนหาโดยใช Operator เปนการคนหา โดยใชคําเชื่อม 3 ตัว คือ AND, OR, NOT ดังนี้ - AND ใชเชื่อมคําคน เพื่อจํากัดขอบเขตการคนหาใหแคบลง - OR ใชเชื่อมคําคน เพื่อขยายขอบเขตใหกวางขึ้น หรือคนหาคําใดคําหนึ่งก็ได - NOT ใชเพื่อลดขอบเขตของขอมูล
1. Google Scholar http://scholar.google.co.th
https://www.clib.psu.ac.th/
2. ThaiLIS https://tdc.thailis.or.th/tdc/basic.php
รวมแหลง Download วิทยานิพนธฉบับเต็มของตางประเทศ ฟรี !! OhioLINK Electronic Theses and Dissertations Center (ETD) http://etd.ohiolink.edu/
หลักการคัดเลือกและประเมินวรรณกรรมที่เหมาะสม 1. ผูเขียน พิจารณาความเชี่ยวชาญ ประสบการณในเรื่องนั้น 2. ความถูกตอง เปนการตรวจสอบความถูกตองของเนื้อหา ความสอดคลองกับเนื้อหากับโจทยวิจัย 3. ความทันสมัย ควรพิจารณาเนื้อหา ขอมูลที่ทันสมัย มีการพิมพลาสุดหรือไมเกิน 5 ป 4. แหลงขอมูล แหลงขอมูลที่ใชประกอบจากแหลงปฐมภูมิ จะมีความนาเชื่อถือมากกวาแหลงทุติยภูมิ 5. วิธีการเขียน ควรพิจารณาวรรณกรรมที่เขาใจไดงาย มีการเรียบเรียงที่ดี ไมซับซอนมาก 6. การอางอิง หนังสือหรือเอกสารนั้น มีเอกสารอางอิงที่ทันสมัยและนาเชื่อถือเพียงใด 7. สํานักพิมพหนังสือ เอกสารที่พิมพตางสํานักพิมพก็จะมีคุณภาพที่แตกตางกัน วิ - จัยไม่ ควร
ตัวอยางการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวของ ตัวอยางที่ 1
ตัวอยางการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวของ ตัวอยางที่ 2 &
ตัวอยางการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวของ ตัวอยางที่ 3
หลักการทบทวนงานวิจัยที่เกี่ยวของ 1. ทบทวนจากรูปเลมเต็ม ของตนฉบับ 2. อานใหเขาใจความคิดสําคัญ และสรุปเฉพาะผลของการศึกษาในเรื่องนั้น 3. ไมควรยกผลการศึกษามาทั้งหมด เรียบเรียงเฉพาะประเด็นสําคัญ 4. ควรคัดเลือกงานวิจัยที่ทันสมัย ยอนหลังไมเกิน 5 ป
ตารางสรุปผลการสืบคนขอมูลงานวิจัย เรื่อง ที่ ผูวิจัย ชื่อเรื่อง วัตถุประสงคการวิจัย ตัวแปรที่ ศึกษา กลุมตัวอยาง เครื่องมือที่ใชใน การวิจัย การวิเคราะห ขอมูล ผลการวิจัย 1
การเขียนเรียบเรียงวรรณกรรมที่ดี สิ่งที่ควรทํา 1. บันทึกสาระสําคัญ ที่เกี่ยวของกับประเด็นหรือสัมพันธกับงานวิจัยที่กําหนดไว 2. ทําบรรณานุกรมระบุชื่อผูเขียน ป ที่พิมพ ชื่อบทความ/ตํารา ชื่อวารสาร เลขหนา ตามหลักการอางอิง 3. ยอยและสังเคราะหวรรณกรรมนั้นใหเปนอันหนึ่งอันเดียวกัน ไมควรใชวิธีตัดตอหรือยอเนื้อหา 4. การเขียนควรตั้งหัวขอตามประเด็นการศึกษาที่ตั้งไว และเขียนในเชิงวิเคราะหวาในแตละประเด็นนั้น มีความรู ทฤษฎี หรือแนวความคิดอะไรที่เกี่ยวของบาง และงานหลายๆ ชิ้นมีขอสรุปอะไรบางที่รวมกัน เหมือนหรือขัดแยงกันในเรื่องอะไรบาง อยางไร 5. การทบทวนวรรณกรรมตองมีการอางอิง
การเขียนเรียบเรียงวรรณกรรมที่ดี สิ่งที่ไมควรทํา 1. ไมควรเขียนรายงานการทบทวนวรรณกรรมเปนชิ้นๆ หรือสรุปยอหนังสือทีละเลมโดยไมสังเคราะห เนื้อหาเขาดวยกัน 2. ไมควรเขียนเรียงลําดับเวลา หรือตามตัวอักษรของงานที่ทบทวน ไมไดประโยชนเทาที่ควร 3. ควรหลีกเลี่ยงการเสนอความคิดเห็น หรือวิจารณจากความรูสึก สามัญสานึกมากกวาจุดยืนทาง หลักวิชาการ 4. ไมควรนําเอาขอความสวนที่ไมเกี่ยวของกับงานวิจัย เชน ความรูทั่วไป หรืองานที่มีความเกี่ยวของ นอยมากใสเขาไปในการทบทวนวรรณกรรม เพื่อใหดูวามีเนื้อหามาก