The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนจัดการเรียนรู้ระดับ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ตำบลกู่ทอง อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Bambie gin, 2024-06-17 01:36:46

แผนจัดการเรียนรู้ระดับ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

แผนจัดการเรียนรู้ระดับ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ตำบลกู่ทอง อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม

399 7. เงินเฟอ (Inflation) เงินเฟอ หมายถึง ภาวะที่ราคาของสินคาสูงขึ้น หรือหมายถึงภาวะที่คาของเงิน ลดลง สิ่งที่จะทําใหเห็นชัดถึงภาวะเงินเฟอ คือ ดัชนีผูบริโภค เงินเฟอมี 2 ประเภท คือ 1. เงินเฟออยางออน คือ ภาวะที่ราคาของสินคาและบริการสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในอัตราเล็กนอยราวปละ 2.3 % และไมเกิน 5 % 2. เงินเฟออยางรุนแรง คือ ภาวะที่ราคาสินคาเพิ่มขึ้นอยางรวดเร็ว ดัชนีราคา จะสูงขึ้นกวารอยละ 10 ต่อปการที่เกิดภาวะเงินเฟอนั้น ยอมจะทําใหเกิดผลกระทบกระเทือน ดังนี้ คือ 1. ทําใหเกิดผลเสียหายแกการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชาติ 2. ทําใหเกิดภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจ เพราะคาของเงินลดลง 3. เจาหนี้ทั่วไปจะเสียประโยชนจากมูลคาหนี้ที่เปลี่ยนแปลง คือ 4. ผูมีรายไดจากคาจาง เงินเดือน และผูมีรายไดคงที่อื่น ๆ จะเดือดรอนจากการครองชีพ เพราะรายไดไมทันกับรายจาย 5. รัฐบาลประสบปญหามากขึ้นในการบริหารประเทศเพราะรัฐบาลตองกูเงินมากขึ้นรัฐบาลตองหาเงิน มาใชใหพอกับอัตราการเฟอของเงินทําใหเงินทุนสํารองที่เปนเงินตราตางประเทศลดลงผลจากการที่รัฐบาลกําหนด ใหคาเงินบาทลอยตัวเมื่อเดือนกรกฎาคม 2540 ทําใหสินคา มีราคาสูงขึ้น คาของเงินบาทลดลง ทําใหเกิดเงินเฟอ ปจจุบันเงินเฟอเริ่มลดลงการเกิดเงินเฟอมิไดมีแตผลเสียอยางเดียว ยังมีประโยชนอยูบาง กลาวคือ 1. เปนผลดีแกลูกหนี้ ลูกหนี้จะใชเงินลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับภาวะเงินปจจุบัน 2. เกษตรกรมีรายไดเพิ่มขึ้น เพราะเมื่อเกิดเงินเฟอ ราคาผลผลิตทางการเกษตรจะมีราคาสูงขึ้น 3. ผูประกอบธุรกิจการคา จะไดรับผลประโยชนเนื่องจากเงินเฟอ จะชวยสงเสริมการลงทุนการคา ทั่ว ๆ ไปใหขยายตัวมากขึ้น


400 เรื่อง การเมืองการปกครอง สรุปเนื้อหา ที่การเมืองเปนเรื่องเกี่ยวกับวิธีการไดมาซึ่งอํานาจในการปกครองและการบริหาร ราชการแผนดิน และ การใชอํานาจที่ไดมาเพื่อสรางความผาสุกใหแกประชาชน สวนการ ปกครองเปนการทํางานของ เจาหนาที่ของรัฐ ซึ่งจะดําเนินการตามกฎหมายและนโยบายที่รัฐ มอบใหดําเนินการ โดยมุงที่จะสราง ความผาสุก ความเปนระเบียบ ความสงบเรียบรอยให เกิดขึ้นในสังคมภายใตรูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตยและแบบเผด็จการ รูปแบบของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ในประเทศประชาธิปไตยนั้น ไมไดมีรูปแบบการปกครองเหมือนๆ กันทั้งหมด นักวิชาการไดพยายามเสนอหลักเกณฑตางๆ ที่อาจใชแบงรูปแบบการปกครองของประเทศ ประชาธิปไตย มากมายดวยกัน สรุปไดเปน 2 หลักเกณฑ ดังนี้ 1. หลักประมุขของประเทศ แบงรูปแบบประชาธิปไตยได 2 ลักษณะ คือ 1) มีพระมหากษัตริยเปนประมุข พระมหากษัตริยจะทรงใชอํานาจอธิปไตย ซึ่งเปนของ ปวงชนโดยใชองค กรแยกกันเปน 3 ทางคือ ทรงใชอํานาจนิติบัญญัติโดยผานทางรัฐสภา อํานาจ บริหารโดยผานทางคณะรัฐมนตรี และอํานาจตุลาการโดยผานทางศาล สวนองค พระมหากษัตริยจะทรงเปนกลางในทางการเมือง เชน ไทย อังกฤษ กัมพูชา ซาอุดีอาระเบีย เลโซโท โมร็อกโก เบลเยียม ลิกเตนสไตน เปนตน 2) มีประธานาธิบดีเปนประมุข ผูดํารงตําแหนงประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งของประชาชน เชน เบลารุส ตุรกี อารเมเนีย สหรัฐอเมริกา สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย ฟลิปปนส สิงคโปร อินเดีย 2.หลักการรวมและการแยกอํานาจ แบงออกเปน 3 ลักษณะ 1) แบบรัฐสภา ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ไดแก การมีเฉพาะผูแทนราษฎรเพียง สภาเดียวหรือ อาจมี 2 สภาก็ได มีทั้งสภาผูแทนราษฎร ซึ่งตัวแทนหรือสมาชิกสภาผูแทน ราษฎรที่ประชาชนเปนผูลงคะแนนเสียง เลือกตั้ง ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง และวุฒิสภาซึ่งเปนสภา ของผูทรงคุณวุฒิ สวนมากสมาชิกไดมาจากการแตงตั้ง แต สมาชิกวุฒิสภาในบางประเทศก็มา จากการเลือกตั้ง ชื่อสภาอาจเรียกตางกันได เชน ในอังกฤษเรียกสภาผูแทน ราษฎรวา สภาลาง และวุฒิสภาวา สภาสูงหรือสภาขุนนาง แตโดยหลักการสภาทั้งสองตองประชุมรวมกันรวมกัน เปน รัฐสภา ผูใชอํานาจนิติบัญญัติและอํานายบริหาร คือมีอํานาจในการออกกฎหมายเพื่อใช ปกครองประเทศ และมีอํานาจบริหารในการใหความเห็นชอบหรือจัดตั้งรัฐบาล และควบคุม การบริหารของรัฐบาลดวย คือ รัฐบาล บริหารดวยความไววางใจของรัฐสภา ในทางปฏิบัติถือกัน เปนหลักเกณฑวา สมาชิกสภากลุมหรือพรรคการเองที่มี เสียงขางมากสนับสนุนจะไดสิทธิในการ จัดตั้งรัฐบาล เพื่อทําหนาที่บริหารบานเมือง แตรัฐบาลจะตองอยูในความ ควบคุมของสมาชิก รัฐสภา ลักษณะดังกลาวนี้ รัฐสภาและรัฐบาลตางทําหนาที่ของตน แตรัฐสภาควบคุมรัฐบาล ด วยกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ และอาจลงมติไมไววางใจเพื่อใหรัฐบาลลาออกได สวนรัฐบาล ก็อาจยุบสภาได 2) แบบประธานาธิบดี ระบอบประชาธิปไตยแบบประธานาธิบดีมีลักษณะคลายคลึง กับแบบรัฐสภา การ มีรัฐสภาเหมือนกัน แตมีลักษณะที่แตกตางกัน คือ การมีประธานาธิบดี เปนผูใชอํานาจบริหาร โดยประธานาธิบดีมี


401 สิทธิและหนาที่ในการจะแตงตั้งคณะรัฐมนตรีขึ้นมา ชุดหนึ่ง เพื่อบริหารประเทศและรับผิดชอบรวมกัน สวนอํานาจ นิติบัญญัตินั้นก็ยังคงตกอยูที่ รัฐสภา การปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบประธานาธิบดีนี้ ทั้งประธานาธิบดีและ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรตางก็ไดรับเลือกจากประชาชน ทั้งสองฝาย จึงตองรับผิดชอบโดยตรง ตอระชาชน สวน อํานาจตุลาการยังคงเปนอิสระ ฉะนั้นอํานาจนิติบัญญัติ อํานาจบริหาร และ อํานาจตุลาการ ตางก็เปนอิสระและ แยกกัน สถาบันผูใชอํานาจทั้งสามจะเปนตัวที่คอยยับยั้ง และถวงดุลกันและกัน ไมใหฝายหนึ่งฝายใดใชอํานาจเกิน ขอบเขต เชน การปกครองของ สหรัฐอเมริกา เปนตน 3) แบบกึ่งรัฐสภากึ่งประธานาธิบดี ระบอบประชาธิปไตยแบบนี้ประธานาธิบดีเปนทั้ง ประมุขของรัฐและ บริหารราชการแผนดินรวมกับนายรัฐมนตรี ในดานการบริหารนั้น นายกรัฐมนตรี เปนผูลงนามประกาศใชกฎหมาย และคณะรัฐมนตรีก็ยังคงเปนผูใชอํานาจ บริหาร แตตองรับผิดชอบตอรัฐสภา สวนรัฐสภาเองก็ยังคงทําหนาที่สําคัญ คือ ออกกฎหมาย และควบคุมการบริหารราชการแผนดิน ประธานาธิบดีในระบอบประชาธิปไตย แบบนี้เปนผู กําหนดนโยบายตางประเทศและการเมืองโดยทั่วๆ ไปทั้งยังทําหนาที่อนุญาโตตุลาการระหวาง รัฐสภากับ คณะรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังมีอํานายยุบสภาไดดวย จึงมีอํานาจมาก เชน อินเดีย ฝรั่งเศส


402 เพลง “ฝนเทลงมา” QR code เพลง


403 Power point เรื่อง “เศรษฐศาสตร์ การเมืองการปกครอง”


404 แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน ข้อที่ 1 ข้อใดเป็นปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจของทุกประเทศ ก. คุณภาพของผลผลิต การกระจายสินค้าและบริการ ต้นทุนการผลิต ข. การเลือกผลิตสินค้าและบริการ ต้นทุนการผลิต การขาดแคลนเงินทุน ค. การขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ การขาดแคลนเงินทุน การเลือกวิธีการผลิต ง. การเลือกผลิตสินค้าและบริการ การเลือกวิธีการผลิต การกระจายสินค้าและบริการ ข้อที่ 2 ข้อใด คือปัจจัยการผลิต ก. ที่ดิน ผู้เช่า แรงงาน ข. ที่ดิน ลูกจ้าง ทุน ค. ที่ดิน แรงงาน ผู้ประกอบการ ง. ที่ดิน ทุน แรงงาน ผู้ประกอบการ ข้อที่ 3 ข้อใดเป็นปัจจัยที่กำหนดอุปสงค์ ก. ราคาสินค้า ข. รายได้ของผู้บริโภค ค. การโฆษณาและการส่งเสริมการขาย ง. ถูกทุกข้อ ข้อที่ 4 ข้อใดไม่ใช่ “คณะกรรมการเฉพาะเรื่อง“ตามที่กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคกำหนด ก. คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณา ข. คณะกรรมการว่าด้วยสลาก ค. คณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าและบริการ ง. คณะกรรมการว่าด้วยการชดใช้เยียวยาความเสียหาย ข้อที่ 5 หากสินค้าหมดอายุ ผู้บริโภคควรแจ้งหน่วยงานใด ก. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ข. สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ค. สำนักงานหลักประกันคุณภาพแห่งชาติ ง. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ ข้อที่ 6 หากสินค้าหมดอายุ ผู้บริโภคควรแจ้งหน่วยงานใด ก. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ข. สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ค. สำนักงานหลักประกันคุณภาพแห่งชาติ ง. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ


405 ข้อที่ 7 ข้อใดไม่จัดเป็นทรัพยากรทางเศรษฐศาสตร์ ก. ทุน ข. ที่ดิน ค. ลูกค้า ง. แรงงาน ข้อที่ 8 ข้อใดคือความหมายของระบบเศรษฐกิจ ก. การผลิตสินค้าเพื่อการบริโภค ข. การค้าขายกับต่างประเทศเพื่อก่อให้เกิดรายได้ ค. ความสัมพันธ์ของหน่วยเศรษฐกิจต่างๆภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน ง. ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศต่างๆ ข้อที่ 9 การผลิต ในทางเศรษฐศาสตร์ หมายถึง ก. การวางแผนในการใช้ปัจจัยการผลิต ข. การวางแผนในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ค. การวางแผนการใช้แรงงานคนให้มีประสิทธิภาพ ง. กระบวนการแปรสภาพทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ข้อที่ 10 คำว่า “ขาย”ตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค หมายความรวมถึงข้อใด ก. ให้เช่า ข.จัดหาให้ไม่ว่าด้วยประการใดๆ โดยเรียกค่าตอบแทนเป็นเงินหรือผลประโยชน์อย่างอื่น ค. ให้เช่าซื้อ ง. ถูกทุกข้อ เฉลย 1.ค. 2. ง. 3.ข. 4.ง. 5.ข. 6.ง. 7.ก. 8.ก. 9.ข. 10.ข.


406 คลิป VDO เรื่อง “เศรษฐศาสตร์”


407 ใบงาน เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ กลุ่มที่.......................... สมาชิก 1. ....................................................................................... 2. ....................................................................................... 3. ....................................................................................... 4. ....................................................................................... 5. ....................................................................................... คำชี้แจง ให้ผู้เรียนตอบคำถามต่อไปนี้ 1.เศรษฐศาสตร์ เป็นสาขาหนึ่งของ............................................ 2.เศรษฐศาสตร์ เป็นการศึกษาเรื่อง...................................................................................................... 3.เศรษฐศาสตร์ ตรงกับภาษาอังกฤษ คือ................................... 4.ความหมายตามคำศัพท์ คำว่า “เศรษฐศาสตร์” มีรากศัพท์มาจากภาษา..............คือ.......................... แปลว่า.................................................... 5.คำว่าเศรษฐศาสตร์จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 หมายถึง ....................................... ............................................................................................................................. .................................... 6.มีผู้รู้ได้ให้คำนิยามของวิชาเศรษฐศาสตร์ไว้มากมาย นิยามที่ได้รับความนิยม คือของ...................................... เขียนไว้ว่า.................................................................................................................. .................................. 7.จากการที่ผู้รู้ได้ให้นิยามไว้มากมายสรุปได้ว่า วิชาเศรษฐศาสตร์เป็นการศึกษาถึง............................................ ............................................................................................................................. ...................................... 8.ความเป็นมาของวิชาเศรษฐศาสตร์ สรุปได้ดังนี้ สมัยโบราณ เศรษฐศาสตร์แทรกอยู่ใน.............................................................. สมัยการค้ายุโรปรุ่งเรื่อง คริสต์ศตวรรษที่ 15 เกิดลัทธิ.......................................พวกนี้เชื่อว่าประเทศจะมั่ง คั่งได้ต่อเมื่อ............................................ และเชื่อว่ารัฐจะต้อง............................................ .................... ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 มีนักเศรษฐศาสตร์กลุ่ม .............................. แกนนำชื่อ................................... เขียนหนังสือชื่อ........................................... นับเป็นตำราทางเศรษฐศาสตร์เล่มแรก........... และได้รับการยอมรับ เป็น.......................................................... นักเศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้สนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบ...................................................................... มีความเชื่อใน...........................................................หรือที่เรียกอีกอย่างว่า.............................. ........... นักเศรษฐศาสตร์กลุ่มนีโอคลาสสิกมีดังนี้คือ................................................................................... มีแนวคิดสนับสนุนกลุ่ม.........................................แต่มีจุดเน้นเรื่อง............................................................. นักเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์หรือเคนเซียน แกนนำชื่อ.......................................... ได้เขียนตำราที่ได้ชื่อว่า .........................................................................และได้รับการยกย่องเป็น.............................. ..................


408 แผนการจัดการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้วิชาภาษาไทย รหัสวิชา พท 21001 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง หลักการใช้ภาษา (การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning) ภาคเรียนที่ ....1....... ปีการศึกษา .....2567.......... เวลา 3 ชั่วโมง สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดมหาสารคามศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเชียงยืน ครูผู้สอน 1. ตัวชี้วัด 1. อธิบายความแตกต่างของคำ พยางค์ วลี ประโยค การสะกดคำได้ถูกต้อง 2. อธิบายความแตกต่างระหว่างภาษาพูดและภาษาเขียน 3. อธิบายการใช้ความแตกต่างและความหมายของสำนวนสุภาษิต คำพังเพย และนำไปใช้ใน ชีวิตประจำวันได้ถูกต้อง 4. อธิบายหลักการและสามารถแต่งคำประพันธ์ประเภทต่างๆ 2. สาระสำคัญ การใช้ทักษะทางภาษาในการแสวงหาความรู้การระคมความคิด การประชุม การวิเคราะห์ การประเมิน การเข้าใจระดับของภามา สามารถใช้พูดและเขียนได้ดี ทำให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อส่วนตนและส่วนรวม ทั้งยังเป็นการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมไทย 3. สาระการเรียนรู้ 1. ความหมายของคำ พยางค์ วลี ประโยค และการสะกดคำ 2. หลักในการสะกดคำ 3. การใช้คำและการสร้างคำในภาษาไทย 3.1 การสร้างคำไทย 3.2 คำประสม 3.3 คำซ้อน 3.4 คำซ้ำ 3.5 คำสมาส คำสนธิ 3.6 หลักการสังเกตคำภาษา 4. ชนิดของประโยค 5. การใช้ระดับภาษาที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ 6. การใช้สำนวน สุภาษิต คำพังเพย 7. หลักการแต่งคำประพันธ์ประเภทต่างๆ เช่น


409 7.1 กาพย์ยานี 11 7.2 กาพย์ฉบัง 16 7.3 กลอน 4.จุดประสงค์การเรียนรู้ ด้านความรู้(Knowledge) 1. รู้และเข้าใจเกี่ยวกับหลักการใช้ภาษาไทยในการสื่อสาร 2. สามารถเลือกใช้ภาษาไทยได้ถูกต้องตามหลักการใช้ภาษาเหมาะสมกับบุคคล กาลเทศะ โอกาส และสถานการณ์ 3. สามารถนำความรู้และทักษะหลักการใช้ภาษา การพูด การอ่าน และการเขียนไปใช้สื่อสารใน ชีวิตประจำวันได้ ถูกต้องตามหลักการ 4. เห็นคุณค่าและความสำคัญของการใช้ภาษาไทยในชีวิตประจำวัน ด้านทักษะกระบวนการ (Process) 1. แสดงความรู้เกี่ยวกับหลักการใช้ภาษาไทย 2. วิเคราะห์ ประเมินค่าชนิดประโยคตามหลักการ 3. พูดติดต่อกิจธุระและในโอกาสต่าง ๆ ตามหลักการและมารยาททางสังคม 4. เขียนข้อความเพื่อติดต่อกิจธุระ สรุป อธิบาย บรรยายโดยการใช้ระดับภาษาที่เป็นทางการและไม่ เป็นทางการได้ในชีวิตประจำวัน ด้านทักษะ/สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 1. ผู้เรียนมีความสามารถในการสื่อสาร 2. ผู้เรียนมีความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 3. ผู้เรียนมีความสามารถในการทำงานเป็นทีม 4. ผู้เรียนมีความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 5. ผู้เรียนมีความสามารถในการอ่าน ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (Attitude) ผู้เรียนมีความรู้ เข้าใจ สามารถสรุป จับประเด็นสำคัญของหลักการใช้ภาษา สามารถติดต่อ กิจธุระ สรุป อธิบาย บรรยายโดยการใช้ระดับภาษาที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการได้ในชีวิตประจำวัน ได้อย่างมีเหตุผล


410 ภารกิจ/ผลงานหรือผลลัพธ์ของผู้เรียน 1. แบบทดสอบก่อนเรียน - หลังเรียน 2. การนำเสนอใบงานตามหัวข้อ เรื่อง หลักการใช้ภาษา 3. ใบงาน เรื่อง “หลักการใช้ภาษา” 4. ใบงาน เรื่อง “หลักการใช้ภาษาในชีวิตประจำวัน” สื่อ/อุปกรณ์การจัดการเรียนรู้ - หนังสือเรียน สาระความรู้พื้นฐาน รายวิชาภาษาไทย พท21001 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น - คลิปเพลง “รถซื้อแกง” - ใบความรู้ เรื่อง หลักการใช้ภาษา - Power point ที่ครูสร้างขึ้น ประกอบใบความรู้ เรื่อง หลักการใช้ภาษา - คลิป VDO สั้น เรื่อง “ชัวร์ก่อนแชร์ FACT CHECK EXPERT : วิธีรับมือข่าวปลอมโควิด 19” - แบบทดสอบก่อนเรียน Google Form - แบบทดสอบหลังเรียน - ใบงาน เรื่อง “หลักการใช้ภาษา” - ใบงาน เรื่อง “หลักการใช้ภาษาในชีวิตประจำวัน” การประเมินผลการเรียน จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์การประเมิน ด้านความรู้(Knowledge) ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับความหมาย หลัก เบื้องต้นของหลักการใช้ภาษา - การสังเกตพฤติกรรม - การทดสอบก่อนเรียน - แบบทดสอบก่อนเรียน Google Form - แบบทดสอบหลังเรียน - “เกมปริศนาอักษร” - คลิป VDO เรื่อง “ชัวร์ก่อน แชร์ FACT CHECK EXPERT : วิธีรับมือข่าว ปลอมโควิด 19” - ใบงาน เรื่อง “หลักการใช้ ภาษา” - แบบสังเกต ร้อยละ 70 ของผู้เรียน มีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับความหมาย หลักการใช้ภาษา ด้านทักษะกระบวนการ (Process) - การสังเกตพฤติกรรม - การทำใบงาน - สังเกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤติกรรม - ใบงาน เรื่อง “หลักการใช้ ภาษา” ร้อยละ 70 ของผู้เรียน สามารถอธิบายความ แตกต่างของคำ พยางค์


411 - ผู้เรียนสามารถอธิบาย ความแตกต่างของคำ พยางค์ วลี ประโยคได้ถูกต้อง - ผู้เรียนสามารถอธิบาย ความแตกต่างระหว่างภาษา พูดและภาษาเขียนได้ การทำงานกลุ่ม การทำงานรายบุคคล - สังเกตพฤติกรรม การทำงานกลุ่ม - ใบงาน เรื่อง “หลักการใช้ ภาษาในชีวิตประจำวัน” วลี ประโยคได้ถูกต้อง เหมาะสม สามารถ อธิบายความแตกต่าง ระหว่างภาษาพูดและ ภาษาเขียน จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์การประเมิน ผู้เรียนสามารถอธิบาย การใช้ความแตกต่างและ ด้านทักษะกระบวนการ (Process) -ผู้เรียนสามารถอธิบายการ ใช้ความแตกต่างและ ความหมายของสำนวน สุภาษิต คำพังเพย และ นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ถูกต้อง -ผู้เรียนสามารถอธิบาย หลักการและสามารถแต่งคำ ประพันธ์ประเภทต่างๆ ความหมายของสำนวน สุภาษิต คำพังเพย และ นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้ถูกต้องอธิบาย หลักการและสามารถ แต่งคำประพันธ์ประเภท ต่างๆ ด้านคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ ผู้เรียนมีการใช้ทักษะทาง ภาษาในการแสวงหาความรู้ การระดมความคิด การ ประชุม การวิเคราะห์ การ ประเมิน การเข้าใจในระดับ ภาษา สามารถใช้พูดและเขียน ได้ดี ทำให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อ ส่วนตนและส่วนรวม - ชิ้นงาน - การทดสอบหลังเรียน - แบบทดสอบหลังเรียน - ใบงาน เรื่อง “หลักการใช้ ภาษาในชีวิตประจำวัน” - แบบประเมินชิ้นงาน ร้อยละ 70 ขึ้นไป ของผู้เรียน ผ่านเกณฑ์ การทดสอบหลังเรียน


412 กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ เวลาที่ใช้ บทบาทของครู/ผู้เรียน กระบวนการจัดการเรียนรู้ 1. ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน - กิจกรรมเตรียมความ พร้อมด้วยการละลาย พฤติกรรม - แลกเปลี่ยนเรียนรู้ 15 นาที ครู-ผู้เรียน ครู-ผู้เรียน 1. ครูทักทายผู้เรียน โดยตั้งคำถามว่า “ในห้องนี้มีใครชื่อจริงเป็นชื่อมาจาก ภาษาไทยแท้บ้าง” 2. ผู้เรียนช่วยกันตอบและแลกเปลี่ยน เรียนรู้ร่วมกัน ครูยกตัวอย่าง ชื่อของ นักเรียนที่เป็นชื่อมาจากคำภาษาไทยแท้ และชื่อนักเรียนที่มาจากภาษาต่างประเทศ และครูอธิบายเพิ่มเติม 2. ครูให้ผู้เรียนที่ยังไม่พร้อม โดยเล่นเกม ปริศนาอักษร:ครูเขียนประโยคภาษาไทย โดยเว้นวรรคไว้ ผู้เรียนผลัดกันเติมคำใน ช่องว่างให้ประโยคสมบูรณ์ เกมนี้ช่วยฝึก การคิดวิเคราะห์ การใช้ภาษา และความคิด สร้างสรรค์เพื่อเตรียมความพร้อมใน การเรียนรู้ 2. ขั้นสอน (K) -บรรยายให้ความรู้ โดยใช้ ใบความรู้ เรื่อง หลักการ ใช้ภาษา และสรุปความรู้ที่ได้รับ ร่วมกัน 60 นาที ครู-ผู้เรียน ครู-ผู้เรียน ครู-ผู้เรียน ครู-ผู้เรียน ครู-ผู้เรียน - ครูให้ผู้เรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน โดยใช้ Google form - ครูชี้แจงเนื้อหาและวัตถุประสงค์การ เรียนรู้ - ครูแจกใบความรู้เรื่อง หลักการใช้ภาษา - ครูบรรยายให้ความรู้ เรื่อง หลักการใช้ ภาษา พร้อมบรรยายให้ความรู้ ความหมาย หลักการใช้ภาษา โดยใช้สื่อ Power point ที่ครูสร้างขึ้น ประกอบ ใบความรู้ เรื่อง หลักการใช้ภาษา


413 ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ เวลาที่ใช้ บทบาทของครู/ผู้เรียน กระบวนการจัดการเรียนรู้ - ครูเปิดคลิป VDO เรื่อง “ชัวร์ก่อนแชร์ FACT CHECK EXPERT : วิธีรับมือข่าว ปลอมโควิด 19” แล้วให้ผู้เรียนร่วมกันสรุป ประเด็นสำคัญจากเรื่องที่ได้ดู ครูสุ่มถาม ผู้เรียนเป็นรายบุคคล 3-4 คน และครูอธิบายเพิ่มเติม 3. ขั้นปฏิบัติ (P) - แบ่งกลุ่มระดมความคิด ทำใบงาน เรื่อง “หลักการ ใช้ภาษา” 60 นาที ครู-ผู้เรียน ผู้เรียน-ผู้เรียน ครู-ผู้เรียน ผู้เรียน-ผู้เรียน - ครูแบ่งผู้เรียนออกเป็น 4 กลุ่มๆละ 4- 5 คน โดยการสุ่มวงล้อ และให้จับฉลาก หัวข้อทำใบงาน เรื่อง หลักการใช้ภาษาเพื่อ จับใจความสำคัญ ระดมความคิด สืบค้น ข้อมูลเพิ่มเติมจาก Internet ตามหัวข้อที่ ได้ และสรุปองค์ความรู้ ดังนี้ เรื่องที่ 1 ความหมายของคำ พยางค์ วลี ประโยค และการสดคำ เรื่องที่ 2 การใช้คำและการสร้างคำใน ภาษาไทย เรื่องที่ 3 ชนิดของประโยค เรื่องที่ 4 หลักการแต่งคำประพันธ์ประเภท ต่างๆ - ครูให้ตัวแทนกลุ่มจับฉลากนำเสนอ ให้เพื่อนกลุ่มอื่นร่วมกันให้ข้อเสนอแนะ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ผู้เรียนร่วมกันสรุป ครูอธิบายเพิ่มเติม - ครูสุ่มถามผู้เรียนเป็นรายบุคคลจากใบงาน และอธิบายเพิ่มเติม


414 ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ เวลาที่ใช้ บทบาทของครู/ผู้เรียน กระบวนการจัดการเรียนรู้ 4. ขั้นสรุป (A) 30 นาที ครู-ผู้เรียน ครู-ผู้เรียน ครู-ผู้เรียน - ครูให้ผู้เรียนร่วมกันสรุป เรื่อง หลักการใช้ ภาษา และครูอธิบายเพิ่มเติม - ครูให้ผู้เรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน จำนวน 10 ข้อ และให้สลับกันตรวจ พร้อม เฉลยและครูอธิบายเพิ่มเติม - ครูให้รางวัล สำหรับผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด และกล่าวชมเชยผู้เรียนทุกคน - ครูมอบหมายให้ผู้เรียนทำใบงาน เรื่อง “หลักการใช้ภาษาในชีวิตประจำวัน ” สรุปความรู้จากหลักการใช้ภาษาใน ชีวิตประจำวัน ยกตัวอย่างสถานการณ์ที่ ควรใช้ภาษาสุภาพเช่น การพูดคุยกับครู อาจารย์ หรือผู้ใหญ่ที่เคารพ พูดคุยกับแขก ผู้มาเยือน พูดคุยกับบุคคลที่อายุมากกว่า การเขียนจดหมายหรือเอกสาร เมื่อต้อง การขอโทษหรือแสดงความขอโทษ ฯลฯ


415 ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะผู้บริหาร ได้ตรวจสอบแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง หลักการใช้ภาษา วิชาภาษาไทย (พท21001) ของ ................................................ แล้ว มีความคิดเห็น ดังนี้ 1. องค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ครบถ้วย ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง 2. สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง 3. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้เหมาะสม เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง 4. การใช้สื่อหลากหลายและเหมาะสม ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง 5. การวัดและประเมินผลเหมาะสม ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ………………………………………………..…… (……………………………………………………) ตำแหน่ง………………………………………………….


416 บันทึกผลหลังการจัดการเรียนรู้ 1. บันทึกผลการจัดการเรียนรู้ 1.1 ด้านความรู้ (Knowledge: K) ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ......................................... 1.2 ด้านทักษะกระบวนการ (P) ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ......................................... 1.3 ด้านสมรรถนะสำคัญ ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ......................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ......................................... 1.4 ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (Attitude : A) ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ......................................... กิจกรรมเสนอแนะ ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ......................................... ปัญหา/อุปสรรค และแนวทางแก้ไข ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ......................................... ลงชื่อ…………………………………………………… (นางพัชรินทร์ ปิติภาสวิวัฒ) ตำแหน่ง ครู กศน.ตำบลกู่ทอง ความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ลงชื่อ………………………………………………..…… (นางศิริประภา หลงพิมาย) ตำแหน่ง ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเชียงยืน


417 ใบความรู้ เรื่อง หลักการใช้ภาษา หลักเบื้องต้นของการฟังและการดู เรื่องที่ 1 การใชคําและการสร้างคําในภาษาไทย การใชคํา การสื่อสารดวยการพูดและเขียนจะมีประสิทธิภาพหรือสื่อสารไดดีนั้นตองใชคําใหถูกตอง โดยใชคําที่มี ความหมายชัดเจน ใชคําใหถูกกับกาลเทศะและบุคคล การใชเครื่องหมายการเวนวรรคตอนการสะกดการันต ถูกตอง ซึ่งการใชคําใหถูกตองมีหลักการดังนั้น 1. ใชคําใหถูกตองเหมาะสมกับประโยคและขอความ การใชคําบางคําในประโยคหรือขอความ บางครั้งมักใช คําผิด เชน คําวา มั่วสุมกับหมกมุน บางคนจะใชวา “นักเรียนมักมั่วสุมกับตําราเรียนเมื่อใกลสอบ” ซึ่งไมถูกตองควรใชคําวา หมกมุน แทนคําวา มั่วสุม มักจะใชคําวา รโหฐาน ในความหมายวา ใหญโต ซึ่ง ความหมายของคํานี้ หมายถึง ที่ลับ ควรใชคําวา มโหฬาร แทน 2. ควรใชใหถูกตองตามหลักภาษา เชน มักจะใชหมายกําหนดการแทนคํา กําหนดการในงานปกติทั่วไปซึ่ง คําวา หมายกําหนดการ จะใชกับงานพระราชพิธี กําหนดการ จะใชกับงานทั่วไป เปนตน 3. ควรแบงวรรคตอนของคําไทยใหถูกตอง เพราะหากแบงวรรคตอนผิดก็จะทําให ความหมายผิดไปได เช น คนกิน กลวย แขกรอนจนตาเหลือก ควรเขียน กลวยแขก ใหติดกันยานี้กินแลวแข็ง แรงไมมี โรคภัยเบียดเบียน ควรเขียน แข็งแรงใหติดกัน 4. ใชลักษณะนามใหถูกตอง ลักษณะนามเปนลักษณะพิเศษของภาษาไทย ควรใชใหถูกตองโดยเฉพาะ ลักษณะนามบางคําที่ไมมีโอกาสใชบอยอาจจะจําไมได เชน “ชาง” ซึ่งลักษณะนามชางเปนเชือก ตัวอยาง ชาง 2 เชือก มักจะใชผิดเปนชาง 2 ตัว หรือชาง 2 ชาง เปนตน 5. ใชคําใหตรงความหมาย คําไทย คําหนึ่งมีความหมายไดหลายอยาง บางคํามีความหมายโดยตรง บางคํามีความหมายแฝง บางคํามีความหมายโดยนัย และบางคํามีความหมายใกลเคียงจึงตองเลือกใชใหตรง ความหมาย 5.1 คําที่มีความหมายไดหลายอยาง เชน “ขัน” ถาเปนคํานาม หมายถึง ภาชนะใชตักน้ํา เชน ขันใบนี้ดีแท “ขัน” ถาเปนคํากริยาก็จะหมายถึง ทําใหตึง เสียงรองของไกและนก เชน นกเขาขัน เพราะจริง ๆ “ขัน” ถาเปนคําวิเศษณ หมายถึง นาหัวเราะ เชน เธอดูนาขันจริง ๆ เปนตน 5.2 ความหมายใกลเคียง การใชคําชนิดนี้ตองระมัดระวังใหดี เชน มืด มัว ยิ้ม แยม เล็ก นอย ใหญ โต ซอม แซม ขบ กัด เปนตน ตัวอยาง มืด หมายถึง ไมสวาง มองไมเห็น เชน หองนี้มืดมาก มัว หมายถึง คลุม มึน หลง เพลิน เชน ลูก ๆ มัวแตรองรําทําเพลง มืดมัว เชน วันนี้อากาศมืดมัวจริง ๆ


418 6. การใชคําที่มีความหมายแฝงหรือความหมายโดยนัยเราตองศึกษาที่มาของคําและดูสภาพแวดลอม เราจะทราบความหมายแฝงหรือความหมายโดยนัยของคํานั้น ตัวอยาง แม หมายถึง หญิงที่ใหกําเนิดแกลูกเปนความหมายหลัก แตคําตอไปนี้ไมมีความหมายหลัก เชน แมน้ํา แมครัว แมเหล็ก แมมด แมเลา แมสื่อ ฯลฯ 7. ใชคําที่มีตัวสะกดการันต ใหถูกตองในการเขียนเพราะคําที่ออกเสียงเหมือนกัน แตเขียนสะกดการันต์ต างกันยอมมีความหมายตางกัน เชน สัน สันต สรร สรรค สันทน ทั้งหาคํานี้เขียนตางกัน ออกเสียงเหมือนกันแต ความหมายไมเหมือนกัน คําวา สันต หมายถึง สงบ สรร หมายถึงเลือกสรร สรรค หมายถึง สราง เปนตน จึงตอง ระมัดระวังในการเขียนคําใหถูกตองตามสะกดการันตและตรงความหมายของคํานั้น ๆ การเขียนคําการเลือกใชคํายังมีขอควรระวังอีกหลายลักษณะขอใหผูเรียนศึกษาและสังเกตใหดีเพื่อจะไดใช ภาษาในการสื่อสารไดอยางมีประสิทธิภาพ การสรางคํา คําที่ใชในภาษาไทยดั้งเดิม สวนมากจะเปนคําพยางคเดียว เชน พี่ นอง เดือนดาว จอบ ไถ หมู หมา กิน นอน ดี ชั่ว สอง สาม เปนตน เมื่อโลกวิวัฒนาการ มีสิ่งแปลกใหมเพิ่มขึ้น ภาษาไทยก็จะตองพัฒนาทั้งรูปคําและ การเพิ่มจํานวนคํา เพื่อใหมีคําในการสื่อสารใหเพียงพอกับการเปลี่ยนแปลงของวัตถุสิ่งของและเหตุการณตาง ๆ ด วยการสรางคํา ยืมคําและเปลี่ยนแปลงรูปรางคํา ซึ่งจะมีรายละเอียด ดังนี้ แบบสรางคํา แบบสรางคําคือวิธีการนําอักษรมาประสมเปนคําเกิดความหมายและเสียงของแตละพยางคใน 1 คํา จะต องมีสวนประกอบ 3 สวน เปนอยางนอย คือ สระ พยัญชนะ และวรรณยุกต อยางมากไมเกิน 5 สวน คือ สระ พยัญชนะ วรรณยุกต ตัวสะกด ตัวการันต รูปแบบของคํา คําไทยที่ใชอยูปจจุบันมีทั้งคําที่เปนคําไทยดั้งเดิม คําที่มาจากภาษาตางประเทศ คําศัพทเฉพาะ ทางวิชาการ คําที่ใชเฉพาะในการพูด คําชนิดตางๆ เหลานี้มีชื่อเรียกตามลักษณะและแบบสรางของคํา เชน คํามูล คําประสม คําสมาส คําสนธิ คําพองเสียง คําพองรูป คําเหลานี้มีลักษณะพิเศษเฉพาะผูเรียนจะเขาใจ ลักษณะแตกตางของคําเหลานี้ไดจากแบบสรางของคํา ความหมายและแบบสรางของคําชนิดตาง ๆ คํามูล คํามูล เปนคําเดียวที่มิไดประสมกับคําอื่น อาจมี 1 พยางค หรือหลายพยางคก็ได แตเมื่อแยก พยางคแลวแตละพยางคไมมีความหมายหรือมีความหมายเปนอยางอื่นไมเหมือนเดิม คําภาษาไทยที่ใช


419 มาแตเดิมสวนใหญเปนคํามูลที่มีพยางคเดียวโดด ๆ เชน พอ แม กิน เดิน เปนตน ตัวอยางแบบสรางของคํามูล คน มี 1 พยางค คือ คน สิงโต มี 2 พยางค คือ สิง – โต นาฬิกา มี 3 พยางค คือ นา –ฬิ – กา ทะมัดทะแมง มี 4 พยางค คือ ทะ – มัด – ทะ –แมง กระเหี้ยนกระหือรือ มี 5 พยางค คือ กระ – เหี้ยน – กระ – หือ – รือ จากตัวอยางแบบสรางของคํามูล จะเห็นวาเมื่อแยกพยางคจากคําแลว แตละพยางคไมมีความหมายในตัว หรืออาจมีความหมายไมครบทุกพยางค คําเหลานี้จะมีความหมายก็ตอเมื่อนําทุกพยางคมารวมเปนคํา ลักษณะ เช นนี้ ถือวาเปนคําเดียวโดด ๆ คําประสม คําประสม คือ คําที่สรางขึ้นใหมโดยนําคํามูลตั้งแต 2 คําขึ้นไปมาประสมกัน เกิดเปนคําใหมขึ้นอีกคําหนึ่ง 1. เกิดความหมายใหม 2. ความหมายคงเดิม 3. ความหมายใหกระชับขึ้น ตัวอยางแบบสรางคําประสม แมยาย เกิดจากคํามูล 2 คํา คือ แมกับยาย ลูกน้ํา เกิดจากคํามูล 2 คํา คือ ลูกกับน้ํา ภาพยนตรจีน เกิดจากคํามูล 2 คํา คือ ภาพยนตรกับจีน จากตัวอยางแบบสรางคําประสม จะเห็นวาเมื่อแยกคําประสมออกจากกัน จะไดคํามูลซึ่งแตละ คํามีความหมายในตัวเอง ชนิดของคําประสม การนําคํามาประสมกัน เพื่อใหเกิดคําใหมขึ้นเรียกวา “คําประสม” นั้น มีวิธีสรางคําตามแบบสรางอยู 5 วิธีดวยกัน คือ 1. คําประสมที่เกิดจากคํามูลที่มีรูป เสียง และความหมายตางกัน เมื่อประสมกันเกิดเปน ความหมายใหม ไมตรงกับความหมายเดิม เชน แม หมายถึง หญิงที่ใหกําเนิดลูก ยาย หมายถึง แมของแม แมกับยาย ไดคําใหม คือ แมยาย หมายถึง แมของเมีย คําประสมชนิดนี้มีมากมาย เชน แมครัว ลูกเสือ พอตา มือลิง ลูกน้ํา ลูกนอง ปากกา เปนตน


420 2. คําประสมที่เกิดจากคํามูลที่มีรูป เสียง และความหมายตางกัน เมื่อประสมกันแลวเกิด ความหมายใหมแตยังคงรักษาความหมายของคําเดิมแตละคํา เชน หมอ หมายถึง ผูรูผูชํานาญ ผูรักษาโรค ดู หมายถึง ใชสายตาเพื่อใหเห็น หมอกับดู ไดคําใหม คือ หมอดู หมายถึง ผูทํานายโชคชะตาราศี คําประสมชนิดนี้ เชน หมอความ นักเรียน ชาวนา ของกิน รอนใจ เปนตน 3. คําประสมที่เกิดจากคํามูลที่มีรูป เสียง ความหมายเหมือนกัน เมื่อประสมแลวเกิดความหมายตางจาก ความหมายเดิมเล็กนอย อาจมีความหมายทางเพิ่มขึ้นหรือลดลงก็ได การเขียนคําประสมแบบนี้จะใชไมยมกๆ เติมข างหลัง เชน เร็ว หมายถึง รีบ ดวน เร็ว ๆ หมายถึง รีบ ดวนยิ่งขึ้น เปนความหมายที่เพิ่มขึ้น ดํา หมายถึง สีดํา ดํา ๆ หมายถึง ดําไมสนิท เปนความหมายในทางลดลง คําประสมชนิดนี้ เชน ชา ๆ ซ้ํา ๆ ดี ๆ นอย ๆ ไป ๆ มา ๆ เปนตน 4. คําประสมที่เกิดจากคํามูลที่มีรูปและเสียงตางกัน แตมีความหมายเหมือนกัน เมื่อนํามา ประสมกันแลวความหมายไมเปลี่ยนไปจากเดิม เชน ยิ้ม หมายถึง แสดงใหปรากฏวาชอบใจ แยม หมายถึง คลี่ เผยอปากแสดงความพอใจ ยิ้ม แยม ไดคําใหม คือ ยิ้มแยม หมายถึง ยิ้มอยางชื่นบาน คําประสม ชนิดนี้มีมากมาย เชน โกรธเคือง รวดเร็ว แจมใส เสื่อสาด บานเรือน วัดวาอาราม ถนนหนทาง เปนตน 5. คําประสมที่เกิดจากคํามูลที่มีรูป เสียง และความหมายตางกัน เมื่อนํามาประสมจะตัดพยางค หรือยนพยางคใหสั้นเขา เชน คําวา ชันษา มาจากคําวา ชนมพรรษา ชนม หมายถึง การเกิด พรรษา หมายถึง ป ชนม พรรษา ไดคําใหม คือ ชนมพรรษา หมายถึง อายุ คําประสมประเภทนี้ ไดแก เดียงสา มาจาก เดียง ภาษา สถาผล มาจาก สถาพร ผล เปรมปรีดิ์ มาจาก เปรม ปรีดา คําสมาส คําสมาสเปนวิธีสรางคําใหมในภาษาบาลีและสันสกฤต โดยนําคําตั้งแต 2 คําขึ้นไปมาประกอบ


421 กันคลายคําประสม แตคําที่นํามาประกอบแบบคําสมาสนั้นนํามาประกอบหนาศัพท การแปลคําสมาส จึงแปลจากขางหลังมาขางหนา เชน บรม ยิ่งใหญ ครู บรมครู ครูผูยิ่งใหญ สุนทร ไพเราะ พจน คําพูด สุนทรพจน คําพูดที่ไพเราะ การนําคํามาสมาสกัน อาจเปนบาลีสมาสกับบาลี สันสกฤตสมาสกับสันสกฤต หรือบาลีสมาส สันสกฤตก็ได ในบางครั้งคําประสมที่เกิดจากคําไทยประสมกันกับคําบาลีหรือสันสกฤตบางคํามีลักษณะคลายคําสมาส เพราะแปลจากขางหลังมาขางหนา เชน ราชวัง แปลวา วังของพระราชาอาจจัดวาเปนคําสมาสไดสวนคําประสมที่มี ความหมายจากขางหนาไปขางหลัง และมิไดใหความผิดแผกแมคํานั้นประสมกับคําบาลีหรือสันสกฤตก็ถือวา เป นคําประสม เชน มูลคา ทรัพยสิน เปนตน คําสนธิ คําสนธิ คือ การเชื่อมเสียงใหกลมกลืนกันตามหลักไวยกรณบาลีสันสกฤต เปนการเชื่อมอักษรให้ ตอเนื่องกันเพื่อตัดอักษรใหนอยลง ทําใหคําพูดสละสลวย นําไปใชประโยชนในการแตงคําประพันธ คําสนธิ เกิดจากการเชื่อมคําในภาษาบาลีและสันสกฤตเทานั้น ถาคําที่นํามาเชื่อมกัน ไมใชภาษาบาลี สันสกฤต ไมถือวาเปนสนธิ เชน กระยาหาร มาจากคํา กระยา อาหาร ไม่ใช่ภาษาสันกฤษ เรื่องที่ 2 ชนิดและหน้าที่ของประโยค ชนิดของประโยค เมื่อเราทราบลักษณะของประโยคแล้ว ก็มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับประโยคชนิดต่าง ๆ เพิ่มเติมอีก ประโยคชนิดแรกที่จะกล่าวถึง คือ ประโยคความเดียว 1. ประโยคความเดียว (เอกรรถประโยค) ประโยคชนิดนี้ คือ ประโยคที่มุ่งกล่าวถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงสิ่ง เดียว สิ่งนั้นอาจเป็นคน สัตว์ เหตุการณ์ ฯลฯ อย่างใดอย่างหนึ่ง และสิ่งนั้นแสดงกิริยาอาการหรืออยู่ในสภาพอย่าง เดียว เช่น นกเกาะต้นไม้ นายแดงไถนา มุกดาหารเป็นจังหวัดที่เจ็ดสิบสาม 2. ประโยคความรวม (อเนกรรถประโยค) คือ ประโยคที่รวมความเอาประโยคความเดียว ตั้งแต่ 2 ประโยคขึ้นมารวมเข้าด้วยกัน โดยมีคำเชื่อมประโยคเหล่านั้นเข้าด้วยกัน เช่น ประโยคที่มีเนื้อความคล้อยตามกัน ประโยคที่ 1 จารุณีเดินทางไปเชียงใหม่ ประโยคที่ 2 อรัญญาเดินทางไปเชียงใหม่ เราสามารถรวมประโยคความเดียวทั้ง 2 ประโยคเข้าไว้ด้วยกัน ดังนี้ "จารุณีและอรัญญาเดินทางไปเชียงใหม่"


422 เรื่องที่ 3 หลักในการสะกดคำ สะกดอย่างไรให้ถูกต้อง การใช้ภาษาในการสื่อสาร ไม่ว่าจะด้วยการพูด และการเขียน หรืออ่านจำเป็นต้องใช้ให้ถูกต้อง โดยมีหลักการไว้ดังนี้ การใช้ตัวสะกด ถ้าเป็นคำภาษาไทยแท้จะใช้ตัวสะกดตรงตามมาตราตัวสะกด เช่น จง บิน ชม เชย เดียว ปัก รด พบ เป็น ต้น ส่วนคำภาษาไทยที่มาจากภาษาต่างประเทศนั้นมีทั้งสะกดตรงตามมาตรา และใช้ตัวสะกดหลายตัวตามรูปศัพท์ เดิม โดยเฉพาะภาษาบาลีสันสกฤต เช่น 1. คำในภาษาไทยที่มาจากภาษาเขมร ภาษาบาลี สันสกฤตบางคำ และคำที่มาจากภาษาอื่น ที่ใช้ตัวสะกด ตรงตามมาตรา คำไทยที่มาจากภาษาเขมร เช่น จำนอง ดำเนิน ขจัด อำนวย บังคม เป็นต้น คำไทยที่มาจากภาษาบาลี สันสกฤต เช่น ทาน คำไทยที่มาจากภาษาอื่น เช่น มังคุด 2. คำไทยที่มาจากภาษาบาลี สันสกฤตมีตัวสะกดอยู่ในมาตรา แม่ กน กก กด กบ อาจจะใช้ตัวสะกดได้ หลายตัวตามรูปในภาษาเดิม ดังตัวอย่างต่อไปนี้ คำในแม่ กด เช่น อนุญาต พยางค์หลังใช้ ต สะกด แปลว่า ยินยอมให้ ศัพท์เดิม อนุญาต อ่านว่า อะ นุน ยา ตะ สัจ ใช้ จ เป็นตัวสะกด แปลว่า การตั้งความสัตย์ ศัพท์เดิม สัจจ อ่านว่า สัต จะ พืช ใช้ ช เป็นตัวสะกตแปลว่า เมล็ดพันธุ์ไม้ ศัพท์เดิม พืชและวีช อ่านว่า พี ชะ และ วี ชะ ครุฑ ใช้ ท สะกด หมายถึง พญานกที่เป็นพาหนะของพระนารายณ์ ศัพท์เดิม ครุฑ อ่านว่า คะ รู ตะ รัฐ ใช้ สะกด แปลว่า ประเทศ ศัพท์เดิม ร ฏ ฐ อ่านว่า รัต ถะ ชาติ ใช้ ติ สะกด แปลว่า เกิด ศัพท์เดิม ชาติ อ่านว่า ชา ติ เพชร ใช้ ชร สะกด แปลว่า ชื่อแก้วที่แข็งที่สุดและมีน้ำแวววาวกว่า พลอย อื่น ๆ ศัพท์เดิม วชร และ วชิร อ่านว่า วัด ชระ และวะ ชิ ระ ทิศ ใช้ ศ สะกด แปลว่า ด้าน ข้าง ทาง เบื้อง ศัพท์เดิม ทิศ อ่านว่า ทิ สะ คำในแม่กต ในภาษาบาลี สันสกฤตใช้พยัญชนะหลายตัวเป็นตัวสะกด จึงต้องสังเกตและจดจำให้ดีจึงจะ สามารถเขียนได้ถูกต้องตามสะกดการันต์


423 เรื่องที่4 การใช้สำนวน สุภาษิต คำพังเพย สำนวน คำว่า “สำนวน” นั้นมีหลายนิยาม โดยความหมายหนึ่ง สำนวน หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวสืบ ต่อกันมาช้านานแล้ว มีความหมายไม่ตรงตามตัว ต้องอาศัยการตีความเพื่อให้เข้าใจความหมาย ซึ่งครอบคลุมถึงคำ พังเพยและสุภาษิต สำนวนมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และอาจเป็นคำเดี่ยว ๆ เช่น เสือ ซึ่งหมายถึงคนดุร้าย หรือโจร หรือเกิดจากคำหลายคำประสมกัน เช่น ชักใย ที่หมายถึง บงการอยู่เบื้องหลัง สุภาษิต สุภาษิต หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่เป็นคติคำสอนให้ประพฤติหรือไม่ประพฤติอย่างใดอย่างหนึ่ง และ อาจเรียกอีกอย่างว่า “ภาษิต” สุภาษิตไทยมักจะมีที่มาจากคำสอนทางพระพุทธศาสนา หรือสิ่งที่อยู่รอบตัว ตัวอย่างสุภาษิต • อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน = ไม่ให้ไว้ใจใครหรือเชื่ออะไรง่าย ๆ • ฟังหูไว้หู = อย่าเชื่อคนง่าย คำพังเพย คําพังเพย คือ ถ้อยคำที่กล่าวเพื่อให้ตีความเข้ากับบริบทหรือสถานการณ์ ไม่ได้เป็นคติสอนโดยตรง มักจะ กล่าวถึงพฤติกรรม หรือสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว และอาจมาจากตำนาน วรรณคดี หรือนิทาน คำว่า “พังเพย” มีที่มา จากภาษาจีนกลางที่ออกเสียงว่า “ผังผี้” และออกเสียงแบบภาษาจีนแต้จิ๋วว่า “ผั่งโพย” ซึ่งแปลว่า หมายเหตุหรือ คำวิจารณ์ที่เขียนอธิบายไว้ข้าง ๆ สำนวนไทย ถือเป็นภูมิปัญญาทางภาษาและวัฒนธรรมของไทย ที่สืบสานกันมาจนถึงปัจจุบัน แต่การจะหยิบ ยกสำนวนต่างๆ มาใช้ ก็ควรรู้คำแปล ความหมาย เพื่อจะได้ใช้อย่างเหมาะสมและถูกกาลเทศะ เรื่องที่5 หลักการแต่งคำประพันธ์ ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการแต่งคำประพันธ์ คำประพันธ์ คือ ถ้อยคำที่เรียงร้อยโดยมีลักษณะบังคับ คำสำคัญที่ควรรู้ในการแต่งคำประพันธ์ ได้แก่ ๑. คำ คำประพันธ์นับคำด้วยจำนวนพยางค์ เช่น ชีวิต มี ๒ พยางค์ นับเป็น ๒ คำ ๒. คณะ คือ จำนวนคำบังคับในคำประพันธ์แต่ละประเภท ๓. สัมผัส คือ คำที่คล้องจองกัน มี ๒ ประเภท ได้แก่ สัมผัสนอก และสัมผัสใน ๔. คำเป็น คำตาย คือ คำที่สะกดด้วยแม่กง กน กม เกย และเกอว หรือคำในแม่ ก กา ที่มีสระเสียง ยาว หรือคำสระอำ ใอ ไอ เอา คำตาย คือ คำที่สะกดด้วยแม่กก กด และกบ หรือคำในแม่ ก กา ที่มีสระเสียงสั้น ๕. คำเอก คำโท ใช้แต่งโคลง คำเอก คือ คำที่ใช้รูปวรรณยุกต์เอก ใช้คำตายแทนได้ คำโท คือ คำที่ใช้รูป วรรณยุกต์โท


424 กระบวนการแต่งคำประพันธ์ ๑. ศึกษาลักษณะบังคับของคำประพันธ์ที่จะแต่ง และกำหนดจุดมุ่งหมายการแต่ง ๒. เขียนโครงร่างตั้งแต่ต้นจนถึงสรุป รวมทั้งคิดคำสำคัญ ๓. แต่งคำประพันธ์ให้ถูกลักษณะบังคับ และเลือกคำที่สื่อความชัดเจน ๔. แต่งเสร็จแล้วลองอ่านออกเสียงเพื่อตรวจความถูกต้องและไพเราะ ถ้าแต่งผิดข้อบังคับหรือไม่ไพเราะ ให้ ปรับแก้จนกว่าจะไพเราะ การแต่งกาพย์ กาพย์ ๕ ชนิดที่นิยมแต่ง ได้แก่ กาพย์ยานี กาพย์ฉบัง กาพย์สุรางคนางค์ กาพย์ห่อโคลงและกาพย์ขับไม้ห่อ โคลง ในที่นี้จะศึกษาเฉพาะกาพย์ยานี ๑๑ กาพย์ฉบัง ๑๖ และกาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ สรุป “กาพย์” เป็นคำประพันธ์ประเภทหนึ่งที่แต่งไม่ยาก ผู้แต่งกาพย์ต้องมีความรู้ทั่วไปในการแต่งคำประพันธ์ รู้กระบวนการแต่ง และรู้ข้อบังคับของกาพย์ชนิดที่จะแต่ง เพื่อให้แต่งได้ถูกต้องและไพเราะ เรื่องที่8 การใช้ภาษาที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ระดับภาษา หมายถึงความลดหลั่นของถ้อยคำและการเรียบเรียงถ้อยคำที่ใช้ โดยพิจารณาตามโอกาสหรือ กาลเทศะ เช่น ภาษาระดับพิธีการ ภาษาระดับทางการหรือภาษาราชการ ภาษาระดับกันเอง เป็นต้น ภาษาที่เราใช้กันอยู่ในทุกวันนี้ ไม่ได้มีระดับเดียว หากแต่มีหลายระดับภาษา แล้วแต่การใช้งาน ระดับของภาษา หมายถึง ความลดหลั่นของถ้อยคำ และการเรียบเรียงถ้อยคำที่ใช้ โดยพิจารณาตามโอกาสหรือกาลเทศะ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่เป็นผู้สื่อสารระดับภาษา สามารถจำแนกตามประเภทของการใช้ได้ ดังนี้ 1. ภาษาระดับพิธีการ ภาษาระดับพิธีการ เป็นภาษาที่สมบูรณ์แบบ รูปประโยคถูกต้องตามหลัก ไวยากรณ์ มีความประณีตงดงาม อาจใช้ประโยคที่ซับซ้อน และใช้คำระดับสูง ภาษาระดับนี้ จะใช้ในโอกาสสำคัญๆ เช่น งานราชพิธี วรรณกรรมชั้นสูง เป็นต้น 2. ภาษาระดับทางการ ภาษาระดับทางการ หรือ ภาษาทางการ/ภาษาราชการ เป็นภาษาที่สมบูรณ์แบบ รูปประโยคถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ เน้นความชัดเจน ตรงประเด็น ใช้ในโอกาสสำคัญที่เป็นทางการ เช่น หนังสือ ราชการ วิทยานิพนธ์ รายงานทางวิชาการ การกล่าวปราศรัย การกล่าวเปิดงานสำคัญๆ เป็นต้น 3. ภาษาระดับกึ่งทางการ ภาษาระดับนี้คล้ายกับภาษาระดับทางการ แต่ลดความเป็นการเป็นงานลงบ้าง มักใช้ในการประชุมกลุ่ม ที่เล็กกว่าการประชุมที่ต้องใช้ภาษาระดับทางการ เช่น ในการประชุมกลุ่มย่อย การ บรรยายในห้องเรียน เนื้อหาข่าวและบทความในหนังสือพิมพ์ มักใช้ภาษาที่ทำให้รู้สึกคุ้นเคยมากกว่าภาษาในระดับ ทางการ และใช้ศัพท์เฉพาะเท่าที่จำเป็น 4. ภาษาระดับไม่เป็นทางการ ภาษาระดับไม่เป็นทางการ เป็นภาษาที่ไม่เคร่งครัดตามแบบแผน เพื่อใช้ใน การสื่อสารทั่วไปในชีวิตประจำวันหรือโอกาสทั่วๆ ไปที่ไม่เป็นทางการ ใช้ในการสนทนาระหว่างบุคคลหรือกลุ่ม


425 เล็กๆ ในสถานที่และโอกาสที่ไม่เป็นการส่วนตัว เช่น ในการเขียนจดหมายระหว่างเพื่อน ภาษาที่ใช้อาจมีถ้อยคำที่ เคยใช้กันเฉพาะกลุ่ม 5. ภาษาระดับกันเอง ภาษาระดับกันเองหรือภาษาปาก เป็นภาษาพูดที่ใช้สนทนากับบุคคลที่สนิทคุ้นเคย ใช้สถานที่ส่วนตัว หรือในโอกาสที่ต้องการความสนุกสนานครื้นเครง ภาษาที่ใช้เป็นภาษาพูดที่ไม่เคร่งครัด อาจมีคำ ตัด คำสแลง คำด่า คำหยาบปะปน โดยทั่วไปไม่นิยมใช้ในภาษาเขียน ยกเว้นงานเขียนบางประเภท เช่น เรื่องสั้น นวนิยาย ภาษาข่าวหนังสือพิมพ์ ฯลฯ คลิปเพลง “รถซื้อแกง” QR Code คลิป “ชัวร์ก่อนแชร์ FACT CHECK EXPERT : วิธีรับมือข่าวปลอมโควิด 19” Power Point เรื่อง “หลักการใช้ภาษา” QR Code Power Point เรื่อง “หลักการใช้ภาษา” แบบทดสอบก่อนเรียน - หลังเรียน Google Form รายวิชาภาษาไทย (พท21001) ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เรื่อง หลักการใช้ภาษา


426 แบบทดสอบหลังเรียน เรื่อง หลักการใช้ภาษา ชื่อ-นามสกุล..............................................................รหัสนักศึกษา............................................ .......... คำชี้แจง ให้ผู้เรียนเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว จำนวน 10 ข้อ 1. ข้อใดอธิบายความแตกต่างของคำ พยางค์ วลี และประโยคไม่ถูกต้อง ก. พยางค์ คือเสียงที่เปล่งออกมาครั้งหนึ่งๆจะมีความหมายหรือไม่ก็ได้ ข. คำ คือเสียงที่เปล่งออกมาเเล้วมีความหมาย จะมีพยางค์เดียวหรือหลายพยางค์ก็ได้ ค. กลุ่มคำ หรือ วลี คือ คำที่นำมาเรียงตั้งแต่ 2 คำขึ้นไป แต่ยังมีความหมายไม่สมบูรณ์ ง. กลุ่มคำ หรือ วลี คือ คำที่นำมาเรียงตั้งแต่ 2 คำขึ้นไป แต่ยังมีความหมายสมบูรณ์ 2. ข้อใดสะกดคำได้ถูกต้องทุกคำ ก. กระเทย ,ไอศกรีม,กะเพรา ข. กะทันหัน,แกงกะหรี่,ประแป้ง ค. ปลากะพง,ลิดรอน,อินเทอร์เน็ต ง. บุคลากร ,อนุญาต ,เฟซบุ๊ก 3. ข้อใดเรียกเครื่องหมายวรรคตอนผิด ก. ฯลฯ เรียกว่า ไปยาลใหญ่ ข. . เรียกว่า มหัพภาคหรือจุด ค. ! เรียกว่า ไม้ยมก ง. “” เรียกว่า อัญประกาศ 4. ข้อใดมีตัวสะกด แม่ กก มากที่สุด ก. นางสาวบุณฑริกมีโรคประจำตัว ข. แต่งตัวมึกซ์แอนด์แมกซ์ไปคลินิก ค. ในวันที่อากาศขมุกขมัว ง. มีขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารค 5. คำในข้อใดเขียนผิด ก. แอร่ม ข. พรรณนา ค. บรามาด ง. พลีชีพ 6. คำว่า "อัชฌาสัย" คำที่ขีดเส้นใต้มีตัวสะกดอยู่ในมาตราแม่ใด ก. แม่กก ข. แม่เกย ค. แม่กด ง. แม่กบ 7. คำว่า "ชลมารค" คำที่ขีดเส้นใต้มีตัวสะกดในมาตราใด ก. แม่กบ ข. แม่กด ค. แม่กน ง. แม่กม


427 8. คำว่า “สัญญาณ” อ่านออกเสียงตัวสะกดอยู่ในมาตรใด ก. แม่กด ข. แม่เกย ค. แม่เกอว ง. แม่กน 9. คำใด ไม่ได้ สะกดด้วยมาตราแม่ กน ก. ทะเบียน ข. พรรณนา ง. เพชฒฆาต ง. กำสรวล 10. “เบื่อเรียนวิชานี้จริงๆ เลย" ควรใช้คำอุทานคำใด ก. ได้โปรดเถิด ข. แล้วกัน ค. ให้ตายสิ ง. หนอยแน่ เฉลยแบบทดสอบหลังเรียน เรื่อง หลักการใช้ภาษา 1. ค 6. ค 2. ง 7. ค 3. ค 8. ง 4. ง 9. ง 5. ค 10. ค


428


429


430 แบบประเมินผลงานผู้เรียน กลุ่มที่......................... เรื่อง ........................................................................................................ วิชา................................................................ ระดับ..................................................................... กิจกรรม การนำเสนอแผนการจัดการเรียนรู้ แบบ Active Learning คำชี้แจง : ให้ผู้ประเมินขีด ✓ ลงในช่องที่ต้องกับระดับคะแนน ผู้ประเมิน ประเด็นที่ประเมิน กลุ่มตนเอง กลุ่มเพื่อน...... ครู 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 1. นำเสนอตรงจุดประสงค์ที่ กำหนด 2. มีความถูกต้องสมบูรณ์ 3. มีความคิดสร้างสรรค์ 4. มีความเป็นระเบียบ 5. การนำเสนอน่าสนใจ 6. กิจกรรมที่ใช้เหมาะสมกับ เนื้อหา 7. ผู้เรียนกลุ่มอื่นมีส่วนร่วมใน การนำเสนอ รวม รวมทุกรายการ เฉลี่ย ลงชื่อ .............................................. ผู้ประเมิน ลงชื่อ ................................................ ผู้ประเมิน (..................................................) (..................................................) หัวหน้ากลุ่มตนเอง หัวหน้ากลุ่มที่........... ลงชื่อ ..................................................... ผู้ประเมิน ( ) ครูผู้สอน


431 แบบประเมินพัฒนาการในการเรียนรู้ของผู้เรียน หน่วยการเรียนรู้เรื่อง หลักการใช้ภาษา มัธยมศึกษาตอนต้น สกร.ระดับอำเภอเชียงยืน คำชี้แจง 1. ให้บันทึกคะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบก่อนเรียน – หลังเรียนของนักเรียนแต่ละคนลงในช่อง คะแนนแบบทดสอบ 2. นำคะแนนหลังการเรียนลบคะแนนก่อนเรียน เป็นคะแนนพัฒนาการ 3. ประเมินคะแนนพัฒนาการในการเรียนรู้โดยเปรียบเทียบกับเกณฑ์คะแนนพัฒนาการแล้ว ทำเครื่องหมาย ลงในช่องความหมายของการพัฒนาการเรียนรู้ให้ตรงกับความเป็นจริง เลขที่ ชื่อ – สกุล คะแนน แบบทดสอบ คะแนน พัฒนาการ (หลัง-ก่อน) พัฒนาการในการเรียนรู้ ก่อน เรียน หลัง เรียน ดีมาก ดี ปานกลาง ปรับปรุง ลงชื่อ.........................................................................ผู้ประเมิน (………………..................................……………..) ........./...................../........... เกณฑ์คะแนนพัฒนาการ 9–10 = ดีมาก 7 – 8 = ดี 5 – 6 = ปานกลาง น้อยกว่า 5 = ปรับปรุง


432 แบบบันทึกการสังเกตและประเมินพฤติกรรมรายบุคคล ครั้งที่ ………… เรื่อง หลักการใช้ภาษา รายวิชาภาษาไทย รหัสวิชา พท21001 ภาคเรียนที..1... ปีการศึกษา..2567... ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สกร. ระดับอำเภอเชียงยืน ลำดับ ที่ ชื่อ – สกุล พฤติกรรม / ระดับคะแนน ความสามารถ ในการสื่อสาร ความสามารถ ในการคิด วิเคราะห์ ความสามารถ ในการใช้ เทคโนโลยี ความสามารถ ในการทำงาน เป็นทีม ความสามารถ ในการใช้ทักษะ ชีวิต ความสามารถ ในการอ่าน รวม 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 เกณฑ์การให้คะแนน เกณฑ์การประเมิน คะแนนเต็ม 15 คะแนน ระดับ 3 หมายถึง มีพฤติกรรมในระดับ ดี คะแนน 13 - 15 หมายถึง ดี ระดับ 2 หมายถึง มีพฤติกรรมในระดับ ปานกลาง คะแนน 9 - 12 หมายถึง ปานกลาง ระดับ 1 หมายถึง มีพฤติกรรมในระดับ ปรับปรุง คะแนน 5 - 8 หมายถึง ปรับปรุง เกณฑ์การผ่าน ร้อยละ 60 ( 9 คะแนน ) ลงชื่อ ( ) ครูผู้สอน /ผู้ประเมิน


433 แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ครั้งที่ 20 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเชียงยืน สัปดาห์ที่ 20 วันที่ ................. เดือน .....................พ.ศ..............ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 รายวิชา/เนื้อหา กิจกรรมการเรียนการสอน สื่อการสอน เวลา/ชม. ปัจฉิมนิเทศนักศึกษา ภาคเรียนที่ 1/2567 1.การเตรียมความพร้อมใน การสอบปลายภาค 2. การเตรียมตัวก่อน เข้าสอบ 3. การปฏิบัติตัวในการสอบ 4. การจบโครงสร้างหลักสูตร 5. การเตรียมเอกสารขอจบ 6. การวัดผลและ การประเมินผล แนะนำ/ทบทวน (O:orientation) ครูกล่าวต้อนรับนักศึกษา และแสดงความดีใจด้วยสำหรับ ผู้ที่คาดว่าจะจบการศึกษาในภาคเรียนนี้ -หนังสือ -แบบเรียน 30 นาที จัดการเรียนรู้ (N:New ways of learning) ครูแนะนำ การเตรียมความพร้อมในการสอบปลายภาค การเตรียมตัวก่อนเข้าสอบ การปฏิบัติตนในการสอบ การวัดผลการประเมินผล การจบตามหลักสูตรตามโครงสร้าง การทำกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต (กพช.) การประเมินคุณธรรม การเตรียมเอกสารขอจบ 2.30 ชม. ปฏิบัติและนำไปใช้ (I:Implementation) ครูสาธิตการฝนรหัสนักศึกษา และรหัสถานศึกษา การฝนรหัสวิชา ในกระดาษคำตอบ นักศึกษาฝึกฝนรหัสใน กระดาษคำตอบ -ตัวอย่าง กระดาษคำตอบ 1.30ชม. ประเมินผล/สรุป/มอบหมายงาน (E:Evaluation) - สรุปการเตรียมตัวในการสอบปลายภาคเรียนที่ 1/2567 และแจกตารางสอบ 1.30ชม.


434 บันทึกผลหลังการจัดการเรียนรู้ บันทึกผลการจัดการเรียนรู้ ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ......................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ......................................... กิจกรรมเสนอแนะ ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ......................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ......................................... ปัญหา/อุปสรรค และแนวทางแก้ไข ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ......................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ......................................... ลงชื่อ…………………………………………………… (นางพัชรินทร์ ปิติภาสวิวัฒ) ตำแหน่ง ครู กศน.ตำบลกู่ทอง ความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา .............................................................................................................................. ...................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... .................................................................................................................................................................................... .....…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ………………………………………………..…… (นางศิริประภา หลงพิมาย) ตำแหน่ง ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเชียงยืน


435


Click to View FlipBook Version