การจัดการเรียนรู้ตามแนว POE(Predict, Observe, Explain) เรื่องแสงและการมองเห็น เพื่อพัฒนาทักษะทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง นางสาวรัตติยาธร ขันธวิชัย งานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไปและฟิสิกส์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
ประจำปีการศึกษา 2566 คำนำ
สาระ/มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด ระดับชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ ๓ สาระที่ ๑ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ มาตรฐาน ว ๑.๑เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งไม่มีชีวิตกับสิ่งมีชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศการถ่ายทอดพลังงาน การเปลี่ยนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปัญหาและผลกระทบที่มี ต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการ แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมรวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น ม.๓ ๑. อธิบายปฏิสัมพันธ์ของ องค์ประกอบของระบบนิเวศที่ได้จาก การสำรวจ • ระบบนิเวศประกอบด้วยองค์ประกอบ ที่มีชีวิตเช่น พืช สัตว์ จุลินทรีย์และ องค์ประกอบที่ไม่มีชีวิต เช่น แสง น้ำ อุณหภูมิ แร่ธาตุ แก๊สองค์ประกอบเหล่านี้มี ปฏิสัมพันธ์กัน เช่นพืชต้องการแสง น้ำ และ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในการสร้างอาหาร สัตว์ต้องการอาหาร และสภาพแวดล้อมที่ เหมาะสมในการดำรงชีวิต เช่นอุณหภูมิ ความชื้น องค์ประกอบทั้งสองส่วนนี้จะต้อง มีความสัมพันธ์กันอย่างเหมาะสมระบบ นิเวศจึงจะสามารถคงอยู่ต่อไปได้ •สำรวจสวน พฤกษศาสตร์ สวนพรรณไม้ใน โรงเรียนและชุมชน
ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น ๒. อธิบายรูปแบบความสัมพันธ์ ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตรูปแบบ ต่าง ๆ ในแหล่งที่อยู่เดียวกันที่ได้จาก การสำรวจ • สิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตมีความสัมพันธ์กัน ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ภาวะพึ่งพากัน ภาวะ อิงอาศัยภาวะเหยื่อกับผู้ล่า ภาวะปรสิต • สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันที่อาศัยอยู่ ร่วมกันในแหล่งที่อยู่เดียวกัน ในช่วงเวลา เดียวกัน เรียกว่าประชากร • กลุ่มสิ่งมีชีวิตประกอบด้วยประชากร ของสิ่งมีชีวิตหลาย ๆ ชนิด อาศัยอยู่ร่วมกัน ในแหล่งที่อยู่เดียวกัน - ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น ๓. สร้างแบบจำลองในการอธิบาย การถ่ายทอดพลังงานในสายใย อาหาร ๔. อธิบายความสัมพันธ์ของ ผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้ย่อยสลาย สารอินทรีย์ในระบบนิเวศ ๕. อธิบายการสะสมสารพิษใน สิ่งมีชีวิตในโซ่อาหาร ๖. ตระหนักถึงความสัมพันธ์ของ สิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อมในระบบ นิเวศ โดยไม่ทำลายสมดุลของระบบ นิเวศ • กลุ่มสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศแบ่งตามหน้าที่ ได้เป็น๓ กลุ่ม ได้แก่ ผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้ ย่อยสลายสารอินทรีย์ สิ่งมีชีวิตทั้ง ๓ กลุ่มนี้ มีความสัมพันธ์กัน ผู้ผลิตเป็นสิ่งมีชีวิตที่ สร้างอาหารได้เอง โดยกระบวนการ สังเคราะห์ด้วยแสงผู้บริโภค เป็นสิ่งมีชีวิตที่ ไม่สามารถสร้างอาหารได้เอง และต้องกิน ผู้ผลิตหรือสิ่งมีชีวิตอื่นเป็นอาหาร เมื่อผู้ผลิต และผู้บริโภคตายลง จะถูกย่อยโดยผู้ย่อย สลายสารอินทรีย์ซึ่งจะเปลี่ยนสารอินทรีย์ เป็นสารอนินทรีย์กลับคืนสู่สิ่งแวดล้อม ทำ ให้เกิดการหมุนเวียนสารเป็นวัฏจักรจำนวน ผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้ย่อยสลายสารอินทรีย์ จะต้องมีความเหมาะสม จึงทำให้กลุ่ม -
ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น สิ่งมีชีวิตอยู่ได้อย่างสมดุล • พลังงานถูกถ่ายทอดจากผู้ผลิตไปยัง ผู้บริโภคลำดับต่าง ๆ รวมทั้งผู้ย่อยสลาย สารอินทรีย์ในรูปแบบสายใยอาหาร ที่ ประกอบด้วย โซ่อาหารหลายโซ่ที่สัมพันธ์ กัน ในการถ่ายทอดพลังงานในโซ่อาหาร พลังงานที่ถูกถ่ายทอดไปจะลดลง เรื่อย ๆ ตามลำดับของการบริโภค • การถ่ายทอดพลังงานในระบบนิเวศ อาจ ทำให้มีสารพิษสะสมอยู่ในสิ่งมีชีวิตได้ จน อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต และ ทำลายสมดุลในระบบนิเวศ ดังนั้นการดูแล รักษาระบบนิเวศให้เกิดความสมดุล และคง อยู่ตลอดไปจึงเป็นสิ่งสำคัญ
สาระที่ ๑ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ มาตรฐาน ว ๑.๓ เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมสาร พันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิต ความหลากหลาย ทางชีวภาพและวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการ เรียนร้ทู้องถิ่น ม.๓ ๑. อธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง ยีน ดีเอ็นเอ และโครโมโซม โดยใช้แบบจำลอง • ลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตสามารถ ถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่งได้ โดยมียีนเป็น หน่วยควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม • โครโมโซมประกอบด้วย ดีเอ็นเอ และโปรตีนขดอยู่ ในนิวเคลียส ยีน ดีเอ็นเอ และโครโมโซมมี ความสัมพันธ์กัน โดยบางส่วนของดีเอ็นเอทำหน้าที่ เป็นยีนที่กำหนดลักษณะของสิ่งมีชีวิต -
ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการ เรียนร้ทู้องถิ่น • สิ่งมีชีวิตที่มีโครโมโซม ๒ ชุด โครโมโซมที่เป็นคู่กัน มีการเรียงลำดับของยีนบนโครโมโซมเหมือนกัน เรียกว่า ฮอมอโลกัสโครโมโซม ยีนหนึ่งที่อยู่บนคู่ฮ อมอโลกัสโครโมโซม อาจมีรูปแบบแตกต่างกัน เรียก แต่ละรูปแบบของยีนที่ต่างกันนี้ว่าแอลลีล ซึ่งการเข้า คู่กันของแอลลีลต่าง ๆ อาจส่งผลทำให้สิ่งมีชีวิตมี ลักษณะที่แตกต่างกันได้ • สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมีจำนวนโครโมโซมคงที่ มนุษย์ มีจำนวนโครโมโซม ๒๓ คู่ เป็นออโตโซม ๒๒ คู่ และ โครโมโซมเพศ ๑ คู่ เพศหญิงมีโครโมโซมเพศเป็น XX เพศชายมีโครโมโซมเพศเป็น XY ๒. อธิบายการถ่ายทอดลักษณะทาง พันธุกรรมจากการผสมโดยพิจารณา ลักษณะเดียวที่แอลลีลเด่นข่มแอลลีลด้อย อย่างสมบูรณ์ ๓. อธิบายการเกิดจีโนไทป์และฟีโน ไทป์ของลูกและคำนวณอัตราส่วนการเกิด จีโนไทป์และฟีโนไทป์ของรุ่นลูก • เมนเดลได้ศึกษาการถ่ายทอดลักษณะทาง พันธุกรรมของต้นถั่วชนิดหนึ่ง และนำมาสู่หลักการ พื้นฐานของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของ สิ่งมีชีวิต • สิ่งมีชีวิตที่มีโครโมโซมเป็น ๒ ชุด ยีนแต่ละ ตำแหน่งบนฮอมอโลกัสโครโมโซมมี ๒ แอลลีลโดย แอลลีลหนึ่งมาจากพ่อ และอีกแอลลีลมาจากแม่ ซึ่ง อาจมีรูปแบบเดียวกัน หรือแตกต่างกันแอลลีลที่ แตกต่างกันนี้ แอลลีลหนึ่งอาจมีการแสดงออกข่มอีก แอลลีลหนึ่งได้ เรียกแอลลีลนั้นว่าเป็นแอลลีลเด่น - ม.๓ ส่วนแอลลีลที่ถูกข่มอย่างสมบูรณ์เรียกว่าเป็นแอลลี ลด้อย • เมื่อมีการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ แอลลีลที่เป็นคู่กัน ในแต่ละฮอมอโลกัสโครโมโซมจะแยกจากกันไปสู่ เซลล์สืบพันธุ์แต่ละเซลล์ โดยแต่ละเซลล์สืบพันธุ์จะ ได้รับเพียง ๑ แอลลีล และจะมาเข้าคู่กับแอลลีลที่ ตำแหน่งเดียวกันของอีกเซลล์สืบพันธุ์หนึ่งเมื่อเกิด
ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการ เรียนร้ทู้องถิ่น การปฏิสนธิ จนเกิดเป็นจีโนไทป์และแสดงฟีโนไทป์ ในรุ่นลูก ๔. อธิบายความแตกต่างของการแบ่ง เซลล์แบบไมโทซิสและไมโอซิส • กระบวนการแบ่งเซลล์ของสิ่งมีชีวิตมี ๒ แบบ คือไมโทซิส และไมโอซิส • ไมโทซิส เป็นการแบ่งเซลล์เพื่อเพิ่มจำนวน เซลล์ร่างกาย ผลจากการแบ่งจะได้เซลล์ใหม่ ๒ เซลล์ที่มีลักษณะและจำนวนโครโมโซมเหมือนเซลล์ ตั้งต้น • ไมโอซิส เป็นการแบ่งเซลล์เพื่อสร้างเซลล์ สืบพันธุ์ผลจากการแบ่งจะได้เซลล์ใหม่ ๔ เซลล์ ที่มี จำนวนโครโมโซมเป็นครึ่งหนึ่งของเซลล์ตั้งต้นเมื่อ เกิดการปฏิสนธิของเซลล์สืบพันธุ์ ลูกจะได้รับการ ถ่ายทอดโครโมโซมชุดหนึ่งจากพ่อและอีก ชุดหนึ่งจากแม่ จึงเป็นผลให้รุ่นลูกมีจำนวน โครโมโซมเท่ากับรุ่นพ่อแม่และจะคงที่ในทุก ๆ รุ่น - ๕. บอกได้ว่าการเปลี่ยนแปลงของยีน หรือโครโมโซมอาจทำให้เกิดโรคทาง พันธุกรรม พร้อมทั้งยกตัวอย่างโรคทาง พันธุกรรม ๖. ตระหนักถึงประโยชน์ของความรู้เรื่อง โรคทางพันธุกรรม โดยรู้ว่าก่อนแต่งงาน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจและวินิจฉัย ภาวะเสี่ยงของลูกที่อาจเกิดโรคทาง พันธุกรรม • การเปลี่ยนแปลงของยีนหรือโครโมโซม ส่งผล ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางพันธุกรรมของ สิ่งมีชีวิต เช่น โรคธาลัสซีเมียเกิดจากการ เปลี่ยนแปลงของยีน กลุ่มอาการดาวน์เกิดจากการ เปลี่ยนแปลงจำนวนโครโมโซม • โรคทางพันธุกรรมสามารถถ่ายทอดจากพ่อแม่ ไปสู่ลูกได้ ดังนั้นก่อนแต่งงานและมีบุตรจึงควร ป้องกันโดยการตรวจและวินิจฉัยภาวะเสี่ยงจากการ ถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรม -
ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น ม.๓ ๗. อธิบายการใช้ประโยชน์จาก สิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม และผลกระทบ ที่อาจมีต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม โดยใช้ ข้อมูลที่รวบรวมได้ ๘. ตระหนักถึงประโยชน์และ ผลกระทบของสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม ที่อาจมีต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมโดยการ เผยแพร่ความรู้ที่ได้จากการโต้แย้งทาง วิทยาศาสตร์ ซึ่งมีข้อมูลสนับสนุน • มนุษย์เปลี่ยนแปลงพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตตาม ธรรมชาติ เพื่อให้ได้สิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะตาม ต้องการ เรียกสิ่งมีชีวิตนี้ว่า สิ่งมีชีวิตดัดแปร พันธุกรรม • ในปัจจุบันมนุษย์มีการใช้ประโยชน์จากสิ่งมีชีวิต ดัดแปรพันธุกรรมเป็นจำนวนมาก เช่น การผลิต อาหาร การผลิตยารักษาโรค การเกษตร อย่างไรก็ ดีสังคมยังมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของ สิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรมที่มีต่อสิ่งมีชีวิตและ สิ่งแวดล้อม ซึ่งยังทำการติดตามศึกษาผลกระทบ ดังกล่าว - ๙. เปรียบเทียบความหลากหลายทาง ชีวภาพในระดับชนิดสิ่งมีชีวิตในระบบ นิเวศต่าง ๆ ๑๐. อธิบายความสำคัญของความ หลากหลายทางชีวภาพที่มีต่อการรักษา สมดุลของระบบนิเวศและต่อมนุษย์ ๑๑. แสดงความตระหนักในคุณค่าและ ความสำคัญของความหลากหลายทาง ชีวภาพ โดยมีส่วนร่วมในการดูแลรักษา ความหลากหลายทางชีวภาพ • ความหลากหลายทางชีวภาพ มี ๓ ระดับ ได้แก่ ความหลากหลายของระบบนิเวศ ความ หลากหลายของชนิดสิ่งมีชีวิต และความ หลากหลายทางพันธุกรรม ความหลากหลายทาง ชีวภาพนี้มีความสำคัญต่อการรักษาสมดุลของ ระบบนิเวศระบบนิเวศที่มีความหลากหลายทาง ชีวภาพสูงจะรักษาสมดุลได้ดีกว่าระบบนิเวศที่มี ความหลากหลายทางชีวภาพต่ำกว่า นอกจากนี้ ความหลากหลายทางชีวภาพยังมีความสำคัญต่อ มนุษย์ในด้านต่าง ๆ เช่น ใช้เป็นอาหาร ยารักษาโรค วัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนในการดูแลรักษาความ หลากหลายทางชีวภาพให้คงอยู่ - สาระที่ ๒ วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว ๒.๑ เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสสารกับ
โครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง สถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏิกิริยาเคมี ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น ม.๓ ๑. ระบุสมบัติทางกายภาพและการใช้ ประโยชน์วัสดุประเภทพอลิเมอร์ เซรามิก และวัสดุผสมโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ และสารสนเทศ ๒. ตระหนักถึงคุณค่าของการใช้วัสดุ ประเภทพอลิเมอร์ เซรามิก และวัสดุผสม โดยเสนอแนะแนวทางการใช้วัสดุอย่าง ประหยัดและคุ้มค่า • พอลิเมอร์ เซรามิก และวัสดุผสม เป็นวัสดุที่ ใช้มากในชีวิตประจำวัน • พอลิเมอร์เป็นสารประกอบโมเลกุลใหญ่ที่เกิด จากโมเลกุลจำนวนมากรวมตัวกันทางเคมีเช่น พลาสติก ยาง เส้นใย ซึ่งเป็นพอลิเมอร์ที่มีสมบัติ แตกต่างกัน โดยพลาสติกเป็นพอลิเมอร์ที่ขึ้นรูป เป็นรูปทรงต่าง ๆ ได้ ยางยืดหยุ่นได้ส่วนเส้นใย เป็นพอลิเมอร์ที่สามารถดึงเป็นเส้นยาวได้พอลิ เมอร์จึงใช้ประโยชน์ได้แตกต่างกัน • เซรามิกเป็นวัสดุที่ผลิตจาก ดิน หิน ทราย และแร่ธาตุต่าง ๆ จากธรรมชาติ และส่วนมากจะ ผ่านการเผาที่อุณหภูมิสูง เพื่อให้ได้เนื้อสารที่ แข็งแรงเซรามิกสามารถทำเป็นรูปทรงต่าง ๆ ได้ สมบัติทั่วไปของเซรามิกจะแข็ง ทนต่อการสึก กร่อน และเปราะ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น ภาชนะที่เป็นเครื่องปั้นดินเผา ชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ • วัสดุผสมเป็นวัสดุที่เกิดจากวัสดุตั้งแต่ ๒ ประเภทที่มีสมบัติแตกต่างกันมารวมตัวกัน เพื่อ นำไปใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น เช่น เสื้อกันฝนบาง ชนิดเป็นวัสดุผสมระหว่างผ้ากับยาง คอนกรีตเสริม เหล็กเป็นวัสดุผสมระหว่างคอนกรีตกับเหล็ก • วัสดุบางชนิดสลายตัวยาก เช่น พลาสติก การ ใช้วัสดุอย่างฟุ่มเฟือยและไม่ระมัดระวังอาจก่อ ปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม •ศึกษาวัสดุ ใน ท้องถิ่นที่ใช้ใน ชีวิตประจำวัน
ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น ม.๓ ๓. อธิบายการเกิดปฏิกิริยาเคมี รวมถึง การจัดเรียงตัวใหม่ของอะตอมเมื่อ เกิดปฏิกิริยาเคมีโดยใช้แบบจำลองและ สมการข้อความ • การเกิดปฏิกิริยาเคมีหรือการเปลี่ยนแปลง ทางเคมีของสาร เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิด สารใหม่ โดยสารที่เข้าทำปฏิกิริยา เรียกว่า สารตั้ง ต้นสารใหม่ที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยา เรียกว่า ผลิตภัณฑ์การเกิดปฏิกิริยาเคมีสามารถเขียนแทน ได้ด้วยสมการข้อความ • การเกิดปฏิกิริยาเคมี อะตอมของสารตั้งต้น จะมีการจัดเรียงตัวใหม่ ได้เป็นผลิตภัณฑ์ ซึ่งมี สมบัติแตกต่างจากสารตั้งต้น โดยอะตอมแต่ละ ชนิดก่อนและหลังเกิดปฏิกิริยาเคมีมีจำนวนเท่ากัน - ๔. อธิบายกฎทรงมวล โดยใช้หลักฐาน เชิงประจักษ์ • เมื่อเกิดปฏิกิริยาเคมี มวลรวมของสารตั้งต้น เท่ากับมวลรวมของผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นไปตามกฎ ทรงมวล - ๕. วิเคราะห์ปฏิกิริยาดูดความร้อน และปฏิกิริยาคายความร้อน จากการ เปลี่ยนแปลงพลังงานความร้อนของ ปฏิกิริยา • เมื่อเกิดปฏิกิริยาเคมี มีการถ่ายโอนความร้อน ควบคู่ไปกับการจัดเรียงตัวใหม่ของอะตอมของสาร ปฏิกิริยาที่มีการถ่ายโอนความร้อนจากสิ่งแวดล้อม เข้าสู่ระบบเป็นปฏิกิริยาดูดความร้อน ปฏิกิริยาที่มี การถ่ายโอนความร้อนจากระบบออกสู่ สิ่งแวดล้อมเป็นปฏิกิริยาคายความร้อน โดยใช้ เครื่องมือที่เหมาะสมในการวัดอุณหภูมิ เช่นเทอร์ มอมิเตอร์ หัววัดที่สามารถตรวจสอบการ เปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิได้อย่างต่อเนื่อง -
ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น ๖. อธิบายปฏิกิริยาการเกิดสนิมของ เหล็ก ปฏิกิริยาของกรดกับโลหะ ปฏิกิริยา ของกรดกับเบส และปฏิกิริยาของเบสกับ โลหะ โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ และ อธิบายปฏิกิริยาการเผาไหม้การเกิดฝน กรด การสังเคราะห์ด้วยแสง โดยใช้ สารสนเทศ รวมทั้งเขียนสมการข้อความ แสดงปฏิกิริยาดังกล่าว • ปฏิกิริยาเคมีที่พบในชีวิตประจำวันมีหลายชนิด เช่น ปฏิกิริยาการเผาไหม้ การเกิดสนิมของเหล็ก ปฏิกิริยาของกรดกับโลหะ ปฏิกิริยาของกรดกับ เบส ปฏิกิริยาของเบสกับโลหะ การเกิดฝนกรด การสังเคราะห์ด้วยแสง ปฏิกิริยาเคมีสามารถ เขียนแทนได้ด้วยสมการข้อความ ซึ่งแสดงชื่อของ สารตั้งต้นและผลิตภัณฑ์ เช่นเชื้อเพลิง + ออกซิเจน→คาร์บอนไดออกไซด์ + น้ำปฏิกิริยา การเผาไหม้เป็นปฏิกิริยาระหว่างสารกับออกซิเจน สารที่เกิดปฏิกิริยาการเผาไหม้ ส่วนใหญ่เป็นสารประกอบที่มีคาร์บอนและ ไฮโดรเจนเป็นองค์ประกอบ ซึ่งถ้าเกิดการเผาไหม้ •ศึกษาตัวอย่าง ปฏิกิริยาเคมีใน ชีวิตประจำวัน ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น ม.๓ อย่างสมบูรณ์ จะได้ผลิตภัณฑ์เป็น คาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ • การเกิดสนิมของเหล็ก เกิดจากปฏิกิริยาเคมี ระหว่างเหล็ก น้ำ และออกซิเจน ได้ผลิตภัณฑ์เป็น สนิมของเหล็ก • ปฏิกิริยาการเผาไหม้และการเกิดสนิมของ เหล็กเป็นปฏิกิริยาระหว่างสารต่าง ๆ กับ ออกซิเจน • ปฏิกิริยาของกรดกับโลหะ กรดทำปฏิกิริยา กับโลหะได้หลายชนิด ได้ผลิตภัณฑ์เป็นเกลือของ โลหะและแก๊สไฮโดรเจน • ปฏิกิริยาของกรดกับสารประกอบคาร์บอเนต ได้ผลิตภัณฑ์เป็นแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เกลือ
ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น ของโลหะ และน้ำ • ปฏิกิริยาของกรดกับเบส ได้ผลิตภัณฑ์เป็น เกลือของโลหะและน้ำ หรืออาจได้เพียงเกลือของ โลหะ • ปฏิกิริยาของเบสกับโลหะบางชนิด ได้ ผลิตภัณฑ์เป็นเกลือของเบสและแก๊สไฮโดรเจน • การเกิดฝนกรด เป็นผลจากปฏิกิริยาระหว่าง น้ำฝนกับออกไซด์ของไนโตรเจน หรือออกไซด์ของ ซัลเฟอร์ ทำให้น้ำฝนมีสมบัติเป็นกรด • การสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช เป็นปฏิกิริยา ระหว่างแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์กับน้ำ โดยมีแสง ช่วยในการเกิดปฏิกิริยา ได้ผลิตภัณฑ์เป็นน้ำตาล กลูโคสและออกซิเจน ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น ม.๓ ๗. ระบุประโยชน์และโทษของปฏิกิริยา เคมีที่มีต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม และ ยกตัวอย่างวิธีการป้องกันและแก้ปัญหาที่ • ปฏิกิริยาเคมีที่พบในชีวิตประจำวันมีทั้ง ประโยชน์และโทษต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม จึง ต้องระมัดระวังผลจากปฏิกิริยาเคมี ตลอดจนรู้จัก -
ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น เกิดจากปฏิกิริยาเคมีที่พบใน ชีวิตประจำวัน จากการสืบค้นข้อมูล ๘. ออกแบบวิธีแก้ปัญหาใน ชีวิตประจำวัน โดยใช้ความรู้เกี่ยวกับ ปฏิกิริยาเคมีโดยบูรณาการวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์เทคโนโลยี และ วิศวกรรมศาสตร์ วิธีป้องกันและแก้ปัญหาที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีที่ พบในชีวิตประจำวัน • ความรู้เกี่ยวกับปฏิกิริยาเคมี สามารถนำไปใช้ ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน และสามารถบูรณา การกับคณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และ วิศวกรรมศาสตร์เพื่อใช้ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้มี คุณภาพตามต้องการหรืออาจสร้างนวัตกรรมเพื่อ ป้องกันและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาเคมี โดยใช้ความรู้เกี่ยวกับปฏิกิริยาเคมี เช่น การ เปลี่ยนแปลงพลังงานความร้อนอันเนื่องมาจาก ปฏิกิริยาเคมีการเพิ่มปริมาณผลผลิต สาระที่ ๒ วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว ๒.๓ เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงานปฏิสัมพันธ์ ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่ เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ารวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น ม.๓ ๑. วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความ ต่างศักย์กระแสไฟฟ้า และความต้านทาน และคำนวณปริมาณที่เกี่ยวข้องโดยใช้ สมการ V = IRจากหลักฐานเชิงประจักษ์ ๒. เขียนกราฟความสัมพันธ์ระหว่าง กระแสไฟฟ้าและความต่างศักย์ไฟฟ้า ๓. ใช้โวลต์มิเตอร์ แอมมิเตอร์ในการวัด ปริมาณทางไฟฟ้า • เมื่อต่อวงจรไฟฟ้าครบวงจรจะมีกระแสไฟฟ้า ออกจากขั้วบวกผ่านวงจรไฟฟ้าไปยังขั้วลบของ แหล่งกำเนิดไฟฟ้า ซึ่งวัดค่าได้จากแอมมิเตอร์ • ค่าที่บอกความแตกต่างของพลังงานไฟฟ้าต่อ หน่วยประจุระหว่างจุด ๒ จุด เรียกว่า ความต่าง ศักย์ซึ่งวัดค่าได้จากโวลต์มิเตอร์ • ขนาดของกระแสไฟฟ้ามีค่าแปรผันตรงกับความ ต่างศักย์ระหว่างปลายทั้งสองของตัวนำโดย อัตราส่วนระหว่างความต่างศักย์และกระแสไฟฟ้า มีค่าคงที่ เรียกค่าคงที่นี้ว่า ความต้านทาน - ๔. วิเคราะห์ความต่างศักย์ไฟฟ้าและ กระแสไฟฟ้าในวงจรไฟฟ้าเมื่อต่อตัว ต้านทานหลายตัวแบบอนุกรมและแบบ ขนานจากหลักฐานเชิงประจักษ์ ๕. เขียนแผนภาพวงจรไฟฟ้าแสดงการ ต่อตัวต้านทานแบบอนุกรมและขนาน • ในวงจรไฟฟ้าประกอบด้วยแหล่งกำเนิดไฟฟ้า สายไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้า โดยอุปกรณ์ไฟฟ้าแต่ ละชิ้นมีความต้านทาน ในการต่อตัวต้านทานหลาย ตัว มีทั้งต่อแบบอนุกรมและแบบขนาน • การต่อตัวต้านทานหลายตัวแบบอนุกรมใน วงจรไฟฟ้า ความต่างศักย์ที่คร่อมตัวต้านทานแต่ ละตัวมีค่าเท่ากับผลรวมของความต่างศักย์ที่คร่อม ตัวต้านทานแต่ละตัว โดยกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัว ต้านทานแต่ละตัวมีค่าเท่ากัน - ๖. บรรยายการทำงานของชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์อย่างง่ายในวงจรจากข้อมูล ที่รวบรวมได้ ๗. เขียนแผนภาพและต่อชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์อย่างง่ายในวงจรไฟฟ้า • การต่อตัวต้านทานหลายตัวแบบขนานใน วงจรไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าที่ผ่านวงจรมีค่าเท่ากับ ผลรวมของกระแสไฟฟ้า ที่ผ่านตัวต้านทานแต่ละตัวโดยความต่างศักย์ที่ คร่อมตัวต้านทานแต่ละตัวมีค่าเท่ากัน • ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มีหลายชนิด เช่น ตัว ต้านทานไดโอด ทรานซิสเตอร์ ตัวเก็บประจุ โดย ชิ้นส่วนแต่ละชนิดทำหน้าที่แตกต่างกันเพื่อให้ -
ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น วงจรทำงานได้ตามต้องการ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ม.๓ • ตัวต้านทานทำหน้าที่ควบคุมปริมาณ กระแสไฟฟ้าในวงจรไฟฟ้า ไดโอดทำหน้าที่ให้ กระแสไฟฟ้าผ่านทางเดียว ทรานซิสเตอร์ทำหน้าที่ เป็นสวิตช์ปิดหรือเปิดวงจรไฟฟ้าและควบคุม ปริมาณกระแสไฟฟ้า ตัวเก็บประจุทำหน้าที่เก็บ และคายประจุไฟฟ้า • เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างง่ายประกอบด้วยชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์หลายชนิดที่ทำงานร่วมกันการต่อ วงจรอิเล็กทรอนิกส์โดยเลือกใช้ชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ที่เหมาะสมตามหน้าที่ของชิ้นส่วน นั้น ๆ จะสามารถทำให้วงจรไฟฟ้าทำงานได้ตาม ต้องการ ๘. อธิบายและคำนวณพลังงานไฟฟ้า โดยใช้สมการW = Pt รวมทั้งคำนวณค่า ไฟฟ้าของเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ๙. ตระหนักในคุณค่าของการเลือกใช้ เครื่องใช้ไฟฟ้าโดยนำเสนอวิธีการใช้ เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและปลอดภัย • เครื่องใช้ไฟฟ้าจะมีค่ากำลังไฟฟ้าและความต่าง ศักย์กำกับไว้ กำลังไฟฟ้ามีหน่วยเป็นวัตต์ ความ ต่างศักย์มีหน่วยเป็นโวลต์ ค่าไฟฟ้าส่วนใหญ่คิด จากพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ทั้งหมด ซึ่งหาได้จากผลคูณ ของกำลังไฟฟ้า ในหน่วยกิโลวัตต์ กับเวลาใน หน่วยชั่วโมง พลังงานไฟฟ้ามีหน่วยเป็นกิโลวัตต์ ชั่วโมง หรือหน่วย • วงจรไฟฟ้าในบ้านมีการต่อเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบ ขนานเพื่อให้ความต่างศักย์เท่ากัน การใช้ เครื่องใช้ไฟฟ้าในชีวิตประจำวันต้องเลือกใช้ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีความต่างศักย์และกำลังไฟฟ้าให้ เหมาะกับการใช้งาน และการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า •การคำนวณการใช้ พลังงานไฟฟ้าบ้าน ของตนเอง
ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น และอุปกรณ์ไฟฟ้าต้องใช้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และประหยัด ๑๐. สร้างแบบจำลองที่อธิบายการเกิด คลื่นและบรรยายส่วนประกอบของคลื่น • คลื่นเกิดจากการส่งผ่านพลังงานโดยอาศัย ตัวกลางและไม่อาศัยตัวกลาง ในคลื่นกล พลังงาน จะถูกถ่ายโอนผ่านตัวกลางโดยอนุภาคของ ตัวกลางไม่เคลื่อนที่ไปกับคลื่น คลื่นที่แผ่ออกมา จากแหล่งกำเนิดคลื่นอย่างต่อเนื่องและมีรูปแบบ ที่ซ้ำกัน บรรยายได้ด้วยความยาวคลื่น ความถี่แอม พลิจูด - ๑๑. อธิบายคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและ สเปกตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากข้อมูลที่ รวบรวมได้ ๑๒. ตระหนักถึงประโยชน์และ อันตรายจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าโดย นำเสนอการใช้ ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ และอันตรายจาก คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน • คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นคลื่นที่ไม่อาศัย ตัวกลางในการเคลื่อนที่ มีความถี่ต่อเนื่องเป็น ช่วงกว้างมากเคลื่อนที่ในสุญญากาศด้วยอัตราเร็ว เท่ากันแต่จะเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วต่างกันใน ตัวกลางอื่นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแบ่งออกเป็นช่วง ความถี่ต่าง ๆเรียกว่า สเปกตรัมของคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้า แต่ละ ช่วงความถี่มีชื่อเรียกต่างกัน ได้แก่ คลื่นวิทยุ ไมโครเวฟ อินฟราเรด แสงที่มองเห็น อัลตราไวโอเลตรังสีเอกซ์และรังสีแกมมา ซึ่ง สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ • เลเซอร์เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาว คลื่นเดียว เป็นลำแสงขนานและมีความเข้มสูง นำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ เช่น ด้านการ สื่อสารมีการใช้เลเซอร์สำหรับส่งสารสนเทศผ่าน เส้นใยนำแสง โดยอาศัยหลักการการสะท้อนกลับ หมดของแสง ด้านการแพทย์ใช้ในการผ่าตัด • คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านอกจากจะสามารถ นำไปใช้ประโยชน์แล้ว ยังมีโทษต่อมนุษย์ด้วย เช่น -
ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น ถ้ามนุษย์ได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตมากเกินไป อาจจะทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง หรือถ้าได้รังสี แกมมาซึ่งเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีพลังงานสูง และสามารถทะลุผ่านเซลล์และอวัยวะได้อาจ ทำลายเนื้อเยื่อหรืออาจทำให้เสียชีวิตได้เมื่อได้รับ รังสีแกมมาในปริมาณสูง ๑๓. ออกแบบการทดลองและ ดำเนินการทดลองด้วยวิธีที่เหมาะสมใน การอธิบายกฎการสะท้อนของแสง ๑๔. เขียนแผนภาพการเคลื่อนที่ของ แสง แสดงการเกิดภาพจากกระจกเงา • เมื่อแสงตกกระทบวัตถุจะเกิดการสะท้อนซึ่ง เป็นไปตามกฎการสะท้อนของแสง โดยรังสีตก กระทบเส้นแนวฉาก รังสีสะท้อนอยู่ในระนาบ เดียวกันและมุมตกกระทบเท่ากับมุมสะท้อน ภาพ จากกระจกเงาเกิดจากรังสีสะท้อนตัดกันหรือต่อ แนวรังสีสะท้อนให้ตัดกัน โดยถ้ารังสีสะท้อนตัดกัน จริงจะเกิดภาพจริง แต่ถ้าต่อแนวรังสีสะท้อนให้ไป ตัดกัน จะเกิดภาพเสมือน - ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ๑๕. อธิบายการหักเหของแสงเมื่อผ่าน ตัวกลางโปร่งใสที่แตกต่างกัน และอธิบาย การกระจายแสงของแสงขาวเมื่อผ่าน ปริซึมจากหลักฐานเชิงประจักษ์ ๑๖. เขียนแผนภาพการเคลื่อนที่ของ แสง แสดงการเกิดภาพจากเลนส์บาง • เมื่อแสงเดินทางผ่านตัวกลางโปร่งใสที่ แตกต่างกัน เช่น อากาศและน้ำ อากาศและแก้ว จะเกิดการหักเห หรืออาจเกิดการสะท้อนกลับ หมดในตัวกลางที่แสงตกกระทบ การหักเหของ แสงผ่านเลนส์ทำให้เกิดภาพที่มีชนิดและขนาดต่าง ๆ • แสงขาวประกอบด้วยแสงสีต่าง ๆ เมื่อแสง ขาวผ่านปริซึมจะเกิดการกระจายแสงเป็นแสงสี ต่าง ๆเรียกว่า สเปกตรัมของแสงขาว เมื่อเคลื่อนที่ ในตัวกลางใด ๆ ที่ไม่ใช่อากาศ จะมีอัตราเร็ว ต่างกันจึงมีการหักเหต่างกัน - ๑๗. อธิบายปรากฏการณ์ที่เกี่ยวกับ แสง และการทำงานของทัศนอุปกรณ์จาก • การสะท้อนและการหักเหของแสงนำไปใช้ อธิบายปรากฏการณ์ที่เกี่ยวกับแสง เช่น รุ้ง มิราจ -
ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น ข้อมูลที่รวบรวมได้ ๑๘. เขียนแผนภาพการเคลื่อนที่ของ แสง แสดงการเกิดภาพของทัศนอุปกรณ์ และเลนส์ตา และอธิบายการทำงานของทัศนอุปกรณ์ เช่น แว่น ขยายกระจกโค้งจราจร กล้องโทรทรรศน์กล้อง จุลทรรศน์ และแว่นสายตา • ในการมองวัตถุ เลนส์ตาจะถูกปรับโฟกัส เพื่อให้เกิดภาพชัดที่จอตา ความบกพร่องทาง สายตาเช่น สายตาสั้น และสายตายาว เป็นเพราะ ตำแหน่งที่เกิดภาพไม่ได้อยู่ที่จอตาพอดี จึงต้องใช้ เลนส์ในการแก้ไขเพื่อช่วยให้มองเห็นเหมือนคน สายตาปกติ โดยคนสายตาสั้นใช้เลนส์เว้า ส่วนคน สายตายาวใช้เลนส์นูน ๑๙. อธิบายผลของความสว่างที่มีต่อ ดวงตาจากข้อมูลที่ได้จากการสืบค้น ๒๐. วัดความสว่างของแสงโดยใช้ อุปกรณ์วัดความสว่างของแสง ๒๑. ตระหนักในคุณค่าของความรู้เรื่อง ความสว่างของแสงที่มีต่อดวงตา โดยวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาและ เสนอแนะการจัดความสว่างให้เหมาะสม ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ • ความสว่างของแสงมีผลต่อดวงตามนุษย์ การ ใช้สายตาในสภาพแวดล้อมที่มีความสว่างไม่ เหมาะสมจะเป็นอันตรายต่อดวงตา เช่น การดู วัตถุในที่มีความสว่างมากหรือน้อยเกินไป การจ้อง ดูหน้าจอภาพเป็นเวลานาน ความสว่างบนพื้นที่รับ แสงมีหน่วยเป็นลักซ์ ความรู้เกี่ยวกับความสว่าง สามารถนำมาใช้จัดความสว่างให้เหมาะสมกับการ ทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การจัดความสว่างที่ เหมาะสมสำหรับการอ่านหนังสือ - สาระที่ ๓ วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ มาตรฐาน ว ๓.๑ เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพกาแล็กซี ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะที่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิต และการ ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น
ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น ม.๓ ๑. อธิบายการโคจรของดาวเคราะห์ รอบดวงอาทิตย์ด้วยแรงโน้มถ่วงจาก สมการF = (Gm1m2 )/r2 • ในระบบสุริยะมีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางโดย มีดาวเคราะห์และบริวาร ดาวเคราะห์แคระดาว เคราะห์น้อย ดาวหาง และอื่น ๆ เช่น วัตถุคอย เปอร์โคจรอยู่โดยรอบ ซึ่งดาวเคราะห์ และวัตถุ เหล่านี้โคจรรอบดวงอาทิตย์ด้วยแรงโน้มถ่วงแรง โน้มถ่วงเป็นแรงดึงดูดระหว่างวัตถุสองวัตถุ โดยเป็นสัดส่วนกับผลคูณของมวลทั้งสอง และเป็น สัดส่วนผกผันกับกำลังสองของระยะทางระหว่าง วัตถุทั้งสอง แสดงได้โดยสมการ F = (Gm1m2 )/r2 เมื่อ F แทนความโน้มถ่วงระหว่างมวลทั้งสอง G แทนค่านิจโน้มถ่วงสากล m1 แทนมวลของวัตถุแรก m2 แทนมวลของ วัตถุที่สอง และr แทนระยะห่างระหว่างวัตถุทั้งสอง - ๒. สร้างแบบจำลองที่อธิบายการเกิด ฤดู และการเคลื่อนที่ปรากฏของดวง อาทิตย์ • การที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ในลักษณะที่ แกนโลกเอียงกับแนวตั้งฉากของระนาบทางโคจร ทำให้ส่วนต่าง ๆ บนโลกได้รับปริมาณแสงจากดวง อาทิตย์แตกต่างกันในรอบปี เกิดเป็นฤดูกลางวัน กลางคืนยาวไม่เท่ากัน และตำแหน่งการขึ้นและตก ของดวงอาทิตย์ที่ขอบฟ้าและเส้นทางการขึ้นและ ตกของดวงอาทิตย์เปลี่ยนไปในรอบปี ซึ่งส่งผลต่อ การดำรงชีวิต - ม.๓ ๓. สร้างแบบจำลองที่อธิบายการเกิด ข้างขึ้นข้างแรม การเปลี่ยนแปลงเวลาการ ขึ้นและตกของดวงจันทร์ และการเกิดน้ำ ขึ้นน้ำลง • ดวงจันทร์โคจรรอบโลก โลกและดวงจันทร์ โคจรรอบดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์รับแสงจากดวง อาทิตย์ครึ่งดวงตลอดเวลา เมื่อดวงจันทร์โคจร รอบโลกได้หันส่วนสว่างมายังโลกแตกต่างกัน จึง -
ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น ทำให้คนบนโลกสังเกตส่วนสว่างของดวงจันทร์ แตกต่างไปในแต่ละวันเกิดเป็นข้างขึ้นข้างแรม ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น ม.๓ • ดวงจันทร์โคจรรอบโลกในทิศทางเดียวกันกับ ที่โลกหมุนรอบตัวเอง จึงทำให้เห็นดวงจันทร์ขึ้นช้า ไปประมาณวันละ ๕๐ นาที • แรงโน้มถ่วงที่ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์กระทำ ต่อโลกทำให้เกิดปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลง ซึ่ง ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตบนโลก วันที่น้ำมี ระดับการขึ้นสูงสุดและลงต่ำสุดเรียก วันน้ำเกิด ส่วนวันที่ระดับน้ำมีการขึ้นและลงน้อยเรียก วันน้ำตาย โดยวันน้ำเกิด น้ำตาย มีความสัมพันธ์ กับข้างขึ้นข้างแรม ๔. อธิบายการใช้ประโยชน์ของ เทคโนโลยีอวกาศและยกตัวอย่าง ความก้าวหน้าของโครงการสำรวจอวกาศ จากข้อมูลที่รวบรวมได้ • เทคโนโลยีอวกาศได้มีบทบาทต่อการ ดำรงชีวิตของมนุษย์ในปัจจุบันมากมาย มนุษย์ได้ ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศ เช่น ระบบนำ ทางด้วยดาวเทียม (GNSS) การติดตามพายุ สถานการณ์ไฟป่า ดาวเทียมช่วยภัยแล้งการตรวจ คราบน้ำมันในทะเล • โครงการสำรวจอวกาศต่าง ๆ ได้พัฒนา เพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจต่อโลก ระบบสุริยะและ เอกภพมากขึ้นเป็นลำดับ ตัวอย่างโครงการสำรวจ อวกาศเช่น การสำรวจสิ่งมีชีวิตนอกโลก การ สำรวจดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ การสำรวจ -
ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น ดาวอังคารและบริวารอื่นของดวงอาทิตย์ สาระที่ ๔ เทคโนโลยี มาตรฐาน ว ๔.๑ เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ เพื่อ แก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น ม.๓ ๑. วิเคราะห์สาเหตุ หรือปัจจัยที่ส่งผลต่อ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และ ความสัมพันธ์ของเทคโนโลยีกับศาสตร์อื่น โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์ • เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีสาเหตุหรือปัจจัยมา จากหลายด้าน เช่น ปัญหาหรือความต้องการของ มนุษย์ความก้าวหน้าของศาสตร์ต่าง ๆ การ -
ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น เพื่อเป็นแนวทางการแก้ปัญหาหรือพัฒนา งาน เปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม • เทคโนโลยีมีความสัมพันธ์กับศาสตร์อื่น โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ โดยวิทยาศาสตร์เป็นพื้น ฐานความรู้ที่นำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยี และ เทคโนโลยีที่ได้สามารถเป็นเครื่องมือที่ใช้ใน การศึกษา ค้นคว้าเพื่อให้ได้มาซึ่งองค์ความรู้ใหม่ ๒. ระบุปัญหาหรือความต้องการของ ชุมชนหรือท้องถิ่น เพื่อพัฒนางานอาชีพ สรุปกรอบของปัญหา รวบรวม วิเคราะห์ ข้อมูลและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับปัญหา โดยคำนึงถึงความถูกต้องด้านทรัพย์สินทาง ปัญญา • ปัญหาหรือความต้องการอาจพบได้ในงาน อาชีพของชุมชนหรือท้องถิ่น ซึ่งอาจมีหลายด้าน เช่นด้านการเกษตร อาหาร พลังงาน การขนส่ง • การวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาช่วยให้เข้าใจ เงื่อนไขและกรอบของปัญหาได้ชัดเจน จากนั้น ดำเนินการสืบค้น รวบรวมข้อมูล ความรู้จาก ศาสตร์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่การออกแบบ แนวทางการแก้ปัญหา - ๓. ออกแบบวิธีการแก้ปัญหา โดย วิเคราะห์เปรียบเทียบ และตัดสินใจเลือก ข้อมูลที่จำเป็นภายใต้เงื่อนไขและทรัพยากร ที่มีอยู่ นำเสนอแนวทางการแก้ปัญหาให้ ผู้อื่นเข้าใจด้วยเทคนิคหรือวิธีการที่ หลากหลาย วางแผนขั้นตอนการทำงานและ ดำเนินการแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอน • การวิเคราะห์ เปรียบเทียบ และตัดสินใจ เลือกข้อมูลที่จำเป็น โดยคำนึงถึงทรัพย์สินทาง ปัญญาเงื่อนไขและทรัพยากร เช่น งบประมาณ เวลาข้อมูลและสารสนเทศ วัสดุ เครื่องมือและ อุปกรณ์ช่วยให้ได้แนวทางการแก้ปัญหาที่ เหมาะสม - ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น ม.๓ • การออกแบบแนวทางการแก้ปัญหาทำได้ หลากหลายวิธี เช่น การร่างภาพ การเขียน แผนภาพการเขียนผังงาน • เทคนิคหรือวิธีการในการนำเสนอแนว
ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น ทางการแก้ปัญหามีหลากหลาย เช่น การใช้ แผนภูมิตาราง ภาพเคลื่อนไหว • การกำหนดขั้นตอนและระยะเวลาในการ ทำงานก่อนดำเนินการแก้ปัญหาจะช่วยให้การ ทำงานสำเร็จได้ตามเป้าหมาย และลดข้อผิดพลาด ของการทำงานที่อาจเกิดขึ้น ๔. ทดสอบ ประเมินผล วิเคราะห์ และ ให้เหตุผลของปัญหาหรือข้อบกพร่องที่ เกิดขึ้นภายใต้กรอบเงื่อนไข พร้อมทั้งหาแนว ทางการปรับปรุงแก้ไข และนำเสนอผลการ แก้ปัญหา • การทดสอบและประเมินผลเป็นการ ตรวจสอบชิ้นงานหรือวิธีการว่า สามารถแก้ปัญหา ได้ตามวัตถุประสงค์ภายใต้กรอบของปัญหา เพื่อ หาข้อบกพร่อง และดำเนินการปรับปรุง โดยอาจ ทดสอบซ้ำเพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ • การนำเสนอผลงานเป็นการถ่ายทอดแนวคิด เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการทำงานและ ชิ้นงานหรือวิธีการที่ได้ ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การเขียนรายงาน การทำแผ่น นำเสนอผลงาน การจัดนิทรรศการ การนำเสนอ ผ่านสื่อออนไลน์ - ๕. ใช้ความรู้ และทักษะเกี่ยวกับวัสดุ อุปกรณ์เครื่องมือ กลไก ไฟฟ้าและ อิเล็กทรอนิกส์ให้ถูกต้องกับลักษณะของงาน และปลอดภัยเพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางาน • วัสดุแต่ละประเภทมีสมบัติแตกต่างกัน เช่น ไม้ โลหะ พลาสติก เซรามิก จึงต้องมีการวิเคราะห์ สมบัติเพื่อเลือกใช้ให้เหมาะสมกับลักษณะของงาน • การสร้างชิ้นงานอาจใช้ความรู้ เรื่องกลไก ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ เช่น LED LDR มอเตอร์ เฟืองคาน รอก ล้อ เพลา • อุปกรณ์และเครื่องมือในการสร้างชิ้นงานหรือ พัฒนาวิธีการมีหลายประเภท ต้องเลือกใช้ให้ ถูกต้อง เหมาะสม และปลอดภัย รวมทั้งรู้จักเก็บ รักษา -
สาระที่ ๔ เทคโนโลยี มาตรฐาน ว ๔.๒ เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็นขั้นตอนและ เป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้การทำงาน และการ แก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทัน และมีจริยธรรม ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น ม.๓ ๑. พัฒนาแอปพลิเคชันที่มีการบูร ณาการกับวิชาอื่นอย่างสร้างสรรค์ • ขั้นตอนการพัฒนาแอปพลิเคชัน • Internet of Things (IoT) • ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการพัฒนาแอปพลิเค ชัน เช่นScratch, python, java, c, AppInventor • ตัวอย่างแอปพลิเคชัน เช่น โปรแกรม แปลง สกุลเงิน โปรแกรมผันเสียงวรรณยุกต์ โปรแกรม จำลองการแบ่งเซลล์ ระบบรดน้ำอัตโนมัติ ๒. รวบรวมข้อมูล ประมวลผล ประเมินผล นำเสนอข้อมูลและ สารสนเทศตามวัตถุประสงค์ โดยใช้ ซอฟต์แวร์หรือบริการบนอินเทอร์เน็ตที่ หลากหลาย • การรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูล ปฐมภูมิและทุติยภูมิ ประมวลผล สร้าง ทางเลือก ประเมินผลจะทำให้ได้สารสนเทศ เพื่อใช้ในการแก้ปัญหาหรือการตัดสินใจได้ อย่างมีประสิทธิภาพ • การประมวลผลเป็นการกระทำกับ ข้อมูล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีความหมายและ มีประโยชน์ต่อการนำไปใช้งาน • การใช้ซอฟต์แวร์หรือบริการบน -
ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น อินเทอร์เน็ตที่หลากหลายในการรวบรวม ประมวลผลสร้างทางเลือก ประเมินผล นำเสนอ จะช่วยให้แก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และแม่นยำ • ตัวอย่างปัญหา เช่น การเลือกโปรโม ชันโทรศัพท์ให้เหมาะกับพฤติกรรมการใช้ งาน สินค้าเกษตรที่ต้องการและสามารถ ปลูกได้ในสภาพดินของท้องถิ่น ๓. ประเมินความน่าเชื่อถือของ ข้อมูล วิเคราะห์สื่อและผลกระทบจาก การให้ข่าวสารที่ผิด เพื่อการใช้งาน อย่างรู้เท่าทัน • การประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล เช่นตรวจสอบและยืนยันข้อมูล โดย เทียบเคียงจากข้อมูลหลายแหล่ง แยกแยะ ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็น หรือ ใช้ PROMPT • การสืบค้น หาแหล่งต้นตอของข้อมูล • เหตุผลวิบัติ (logical fallacy) • ผลกระทบจากข่าวสารที่ผิดพลาด - ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น ม.๓ • การรู้เท่าทันสื่อ เช่น การวิเคราะห์ถึง จุดประสงค์ของข้อมูลและผู้ให้ข้อมูล ตีความ แยกแยะเนื้อหาสาระของสื่อ เลือกแนวปฏิบัติได้อย่างเหมาะสมเมื่อพบ ข้อมูลต่าง ๆ
ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น ๔. ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่าง ปลอดภัย และมีความรับผิดชอบต่อ สังคม ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์ ใช้ลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยชอบธรรม • การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่าง ปลอดภัย เช่นการทำธุรกรรมออนไลน์ การ ซื้อสินค้าซื้อซอฟต์แวร์ ค่าบริการสมาชิก ซื้อไอเท็ม • การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างมี ความรับผิดชอบเช่น ไม่สร้างข่าวลวง ไม่ แชร์ข้อมูลโดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริง • กฎหมายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ • การใช้ลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยชอบธรรม (fair use) - คำอธิบายรายวิชาวิทยาศาสตร์ ว ๒๓๑๐๓ วิทยาศาสตร์ ๖กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓เวลา ๖๐ ชั่วโมง จำนวน ๑.๕ หน่วยกิต วิเคราะห์ เขียนกราฟ ใช้ เขียนแผนภาพ อธิบาย คำนวณ สร้างแบบจำลอง ออกแบบการทดลอง ทดลอง วัดความสว่าง ยกตัวอย่าง ความสัมพันธ์ระหว่างความต่างศักย์ กระแสไฟฟ้าและความต้านทาน คำนวณปริมาณที่เกี่ยวข้องโดยใช้สมการ V=IR จากหลักฐานเชิงประจักษ์ ความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้า และความต่างศักย์ไฟฟ้า การใช้โวลต์มิเตอร์ แอมมิเตอร์ในการวัดปริมาณทางไฟฟ้า ความต่างศักย์ไฟฟ้าและ กระแสไฟฟ้าในวงจรไฟฟ้าเมื่อต่อตัวต้านทานหลายตัวแบบอนุกรมและแบบขนาน วงจรไฟฟ้าแสดงการต่อตัว ต้านทานแบบอนุกรมและแบบขนานจากหลักฐานเชิงประจักษ์ วงจรไฟฟ้าแสดงการต่อตัวต้านทานแบบ
อนุกรมและแบบขนาน การทำงานของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อย่างง่ายในวงจร การต่อชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อย่างง่ายในวงจรไฟฟ้า การหาค่าพลังงานไฟฟ้าโดยใช้สมการ W=Pt การคำนวณค่าไฟฟ้าของเครื่องใช้ไฟฟ้า ในบ้าน คุณค่าของการเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าโดยนำเสนอวิธีการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและปลอดภัย การเกิดคลื่นและส่วนประกอบของคลื่น คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและสเปกตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ประโยชน์และอันตรายจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอันตรายจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน กฎการสะท้อนของแสง การเคลื่อนที่ของแสง การเกิดภาพจากกระจกเงา การหักเหของแสงเมื่อผ่าน ตัวกลางโปร่งใส่ที่แตกต่างกัน การกระจายแสงของแสงขาวเมื่อผ่านปริซึม การเคลื่อนที่ของแสงแสดงการเกิด ภาพจากเลนส์บาง ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวกับแสงและการทำงานของทัศนอุปกรณ์ การเคลื่อนที่ของแสง การเกิด ภาพของทัศนอุปกรณ์และเลนส์ตา ความสว่างที่มีต่อดวงตา การวัดความสว่างของแสง คุณค่าของความรู้เรื่อง ความสว่างของแสงที่มีต่อดวงตา โดยวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาและเสนอแนะการจัดความสว่างให้เหมาะสม ในการทำกิจกรรมต่างๆ การโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ด้วยแรงโน้มถ่วง การเกิดฤดู และการเคลื่อนที่ปรากฏของ ดวงอาทิตย์ การเกิดข้างขึ้น ข้างแรม การเปลี่ยนแปลงเวลาการขึ้นและตกของดวงจันทร์ และการเกิดน้ำขึ้น น้ำลง การใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยีอวกาศ ความก้าวหน้าของโครงการสำรวจอวกาศ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสำรวจตรวจสอบ การสืบค้นข้อมูล บันทึกจัดกลุ่มข้อมูล เพื่อให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สามารถนำเสนอข้อมูลสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ มี ความสามารถในการตัดสินใจ เห็นคุณค่าของการนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน มีจิตวิทยาศาสตร์ คุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าของการนำความรู้ด้านเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ตามหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและให้มีพื้นฐานการศึกษา ๔ด้านมีทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง มีพื้นฐานชีวิตที่ มั่นคง มีคุณธรรม มีงานทำ มีอาชีพ และเป็นพลเมืองดี รหัสตัวชี้วัด ว ๒.๓ ม.๓/๑ , ม.๓/๒, ม.๓/๓, ม.๓/๔, ม.๓/๕ , ม.๓/๖ , ม.๓/๗, ม.๓/๘, ม.๓/๙, ม.๓/๑๐,
ม.๓/๑๑,ม.๓/๑๒, ม.๓/๑๓, ม.๓/๑๔, ม. ๓/๑๕,ม.๓/๑๖,ม.๓/๑๗, ม.๓/๑๘, ม.๓/๑๙, ม.๓/๒๐, ม.๓/๒๑ ว ๓.๑ ม.๓/๑, ม.๓/๒,ม.๓/๓ รวม...........๒๔........ตัวชี้วัด การจัดการเรียนรู้และการวัดและประเมินผล แนวทางการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ การเรียนรู้ที่ผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๒ ระบุว่าการจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุดกระบวนการจัด การศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ ในมาตรา ๒๒ (๒)เน้นการจัด การศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ให้ความสำคัญของการบูรณาการความรู้ คุณธรรมกระบวนการ เรียนรู้ตามความเหมาะสมของระดับการศึกษา ในส่วนของการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์นั้น ต้องให้เกิดทั้ง ความรู้ทักษะและเจตคติด้านวิทยาศาสตร์ รวมทั้งความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์เรื่องการจัดการการ บำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลยั่งยืน ในส่วนของการจัดกระบวนการเรียนรู้ มาตรา ๒๔ของ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติได้ระบุให้สถานศึกษาและ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังนี้ ๑. จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียนโดยคำนึงถึง ความแตกต่างระหว่างบุคคล ๒. ฝึกทักษะ กระบวนการคิดการจัดการการเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อ ป้องกันและแก้ไขปัญหา ๓. จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้ทำได้คิดเป็น ทำเป็น รักการ อ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง ๔. จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกันรวมทั้งปลูกฝัง คุณธรรม ค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ๕. ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศสภาพแวดล้อม สื่อการเรียนและอำนวยความ สะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ และมีความรอบรู้ รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ เรียนรู้ทั้งนี้ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกันจากสื่อการเรียนการสอนและแหล่งวิทยาการประเภทต่างๆ ๖. จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานที่มีการประสานความร่วมมือกับบิดามารดาผู้ปกครอง และบุคคลในชุมชนทุกฝ่ายเพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ การจัดการเรียนรู้ตามแนวดังกล่าว จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการสอนของผู้สอนและการ เรียนของผู้เรียนกล่าวคือลดบทบาทของผู้สอนจากการเป็นผู้บอกเล่าและบรรยายเป็นการวางแผนจัดกิจกรรม
ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้โดยผ่านกระบวนการที่สำคัญ คือกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ซึ่งเป็นกระบวนการที่ จะนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้โดยผ่านกิจกรรมการสังเกต การตั้งคำถาม การวางแผนเพื่อ การทดลอง การสำรวจตรวจสอบ (investigation) ซึ่งเป็นวิธีการหาข้อมูลโดยตรงด้วยวิธีการที่หลากหลายทั้ง เชิงปริมาณและคุณภาพกระบวนการแก้ปัญหา การสืบค้นข้อมูล การอภิปราย และการสื่อสารความรู้ใน รูปแบบต่าง ๆให้ผู้อื่นเข้าใจ กิจกรรมต่าง ๆ จะต้องเน้นที่บทบาทของผู้เรียนตั้งแต่เริ่ม คือ ร่วมวางแผนการ เรียน การวัดผลและประเมินผลและต้องคำนึงว่ากิจกรรมการเรียนนั้นเน้นการพัฒนากระบวนการคิด วางแผน ลงมือปฏิบัติสืบค้นข้อมูลรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการต่าง ๆ จากแหล่งเรียนรู้หลากหลาย ตรวจสอบวิเคราะห์ ข้อมูล การแก้ปัญหา การมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน การสร้างคำอธิบายเกี่ยวกับข้อมูลที่สืบค้นได้ เพื่อนำไปสู่ คำตอบของปัญหาหรือคำถามต่าง ๆ ในที่สุดเป็นการสร้างองค์ความรู้ ทั้งนี้กิจกรรมการเรียนรู้ดังกล่าวต้อง พัฒนาผู้เรียนให้เจริญพัฒนาทั้งร่างกายอารมณ์ สังคม และสติปัญญา การจัดการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เน้นกระบวนการที่นักเรียนเป็นผู้คิด ลงมือ ปฏิบัติ ศึกษาค้นคว้าอย่างมีระบบด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งการทำกิจกรรมภาคสนาม การสังเกต การ สำรวจตรวจสอบ การทดลองในห้องปฏิบัติการ การสืบค้นข้อมูลจากแหล่งข้อมูลปฐมภูมิและทุตยภูมิ การทำ โครงงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การศึกษาจากแหล่งการเรียนรู้ในท้องถิ่น โดยคำนึงถึงวุฒิภาวะ ประสบการณ์เดิม สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมต่างกันที่นักเรียนได้รับรู้มาแล้วก่อนเข้าสู่ห้องเรียน การเรียนรู้ของ นักเรียนจะเกิดขึ้นระหว่างที่นักเรียนมีส่วนร่วมโดยตรงในการทำกิจกรรมการเรียนเหล่านั้นจึงจะมี ความสามารถในการสืบเสาะหาความรู้ มีความสามารถในการแก้ปัญหาด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ได้พัฒนา กระบวนการคิดขั้นสูง และคาดหวังว่ากระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวจะทำให้นักเรียนได้รับการพัฒนาเจตคติทาง วิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรมในการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งสามารถสื่อสารและทำงาน ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เจตคติทางวิทยาศาสตร์ หรือจิตวิทยาศาสตร์ที่คาดหวังว่าจะได้รับการพัฒนาขึ้นในตัวนักเรียนโดยผ่าน กระบวนการเรียนรู้ต่าง ๆ มีดังนี้ - ความสนใจใฝ่รู้ - ความซื่อสัตย์ - ความอดทนมุ่งมั่น - การมีใจกว้างยอมรับฟังความคิดเห็น
- ความคิดสร้างสรรค์ - มีความสงสัยและกระตือรือร้นที่จะหาคำตอบ - ยอมรับเมื่อมีประจักษ์พยานหรือเหตุผลที่เพียงพอ ในการจัดการเรียนการสอนผู้สอนต้องศึกษาเป้าหมายและปรัชญาของการจัดการเรียนรู้ให้เข้าใจอย่าง ถ่องแท้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการ ทฤษฎีการเรียนรู้ต่าง ๆตลอดจนกระบวนการเรียนการสอนที่เน้น กระบวนการและผู้เรียนมีความสำคัญที่สุดแล้วพิจารณาเลือกนำไปใช้ออกแบบกิจกรรมที่หลากหลายให้ เหมาะสมกับเนื้อหาสาระเหมาะกับสภาพแวดล้อมของโรงเรียน แหล่งความรู้ของท้องถิ่นและที่สำคัญคือ ศักยภาพของผู้เรียนด้วย ดังนั้น ในเนื้อหาสาระเดียวกันผู้สอนแต่ละโรงเรียนย่อมจัดการเรียนการสอนและใช้ สื่อการเรียนการสอนที่แตกต่างกันได้ การจักการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ช่วยให้มีการพัฒนาในทุก ๆด้าน และครอบคลุมถึงเรื่องของ ความตระหนักและผลของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอีกด้วย การจัดการเรียนการสอนกลุ่มวิทยาศาสตร์ใน ทุกระดับจึงต้องดำเนินการที่จะส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาที่สมบูรณ์เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้โดย จัดกิจกรรมการเรียนการสอนกลุ่มวิทยาศาสตร์ที่เน้นกระบวนการที่ผู้เรียนเป็นผู้คิด ลงมือปฏิบัติศึกษาค้นคว้า อย่างมีระบบด้วยกิจกรรมหลากหลาย กิจกรรมที่จะจัดให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ได้มีหลากหลาย เช่น - กิจกรรมภาคสนาม - กิจกรรมแก้ปัญหา - กิจกรรมการสังเกต - กิจกรรมสำรวจตรวจสอบ - กิจกรรมการทดลอง - กิจกรรมสืบค้นข้อมูลทั้งจากแหล่งข้อมูลที่เป็นบุคคล เอกสารในห้องสมุดหรือหน่วยงานใน ท้องถิ่นจนถึงการสืบค้นทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต - กิจกรรมศึกษาค้นคว้าจากสื่อต่าง ๆและแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น - กิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์
- กิจกรรมอภิปราย ฯลฯ กระบวนการเรียนการสอนที่ใช้การเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การเรียนรู้เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการพัฒนาความคิดและความสามารถโดยอาศัย ประสบการณ์และปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและสิ่งแวดล้อม ทำให้บุคคลดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขในสังคม ดังนั้นก่อนที่ครูผู้สอนจะจัดการเรียนการสอน จะต้องตระหนักว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นด้วยตัวของผู้เรียนเอง การ เรียนรู้เรื่องใหม่จะมีพื้นฐานมาจากความรู้เดิม ฉะนั้นประสบการณ์ของนักเรียนจึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการ เรียนรู้เป็นอย่างยิ่ง กระบวนการเรียนรู้ที่แท้จริงของนักเรียนไม่ได้เกิดจากการบอกเล่าของครูหรือนักเรียน เพียงแต่จดจำแนวคิดต่าง ๆ ที่มีผู้บอกให้เท่านั้น กระบวนการที่นักเรียนจะต้องสืบค้นเสาะหาสำรวจตรวจสอบ และค้นคว้าด้วยวิธีการต่าง ๆ จะทำให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจและเกิดการรับรู้ความรู้นั้นอย่างยาวนาน สามารถ นำมาใช้ได้เมื่อมีสถานการณ์ใด ๆ มาเผชิญหน้า ดังนั้นการที่นักเรียนจะสร้างองค์ความรู้ได้จึงต้องผ่าน กระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการสืบเสาะหาความรู้(inquiry process) กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ กระบวนการเรียนการสอนเน้นการสืบเสาะหาความรู้จะเป็นการพัฒนาให้ผู้เรียนได้รับความรู้และ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ปลูกฝังให้ผู้เรียนรู้จักใช้ความคิดของตนเอง สามารถเสาะหาความรู้หรือ วิเคราะห์ข้อมูลได้ การจัดการให้นักเรียนเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ อาจทำเป็นขั้นตอนดังนี้ ๑) ขั้นสร้างความสนใจ (engagement)เป็นการนำเข้าสู่บทเรียนหรือเรื่องที่สนใจ ซึ่งอาจเกิดขึ้นเอง จากความสงสัย หรืออาจเริ่มจากความสนใจของตัวนักเรียนเอง หรือเกิดจากการอภิปรายภายในกลุ่ม เรื่องที่ น่าสนใจอาจมาจากเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในช่วงเวลานั้น หรือเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับความรู้เดิมที่เพิ่ง เรียนรู้มาแล้ว เป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียนสร้างคำถาม กำหนดประเด็นที่จะศึกษา ในกรณีที่ยังไม่มีประเด็นใด น่าสนใจ ครูอาจให้ศึกษาจากสื่อต่าง ๆ หรือเป็นผู้กระตุ้นด้วยการเสนอประเด็นขึ้นมาก่อน แต่ไม่ควรบังคับให้ นักเรียนยอมรับประเด็นหรือคำถามที่ครูกำลังสนใจเป็นเรื่องที่จะใช้ศึกษา
เมื่อมีคำถามที่น่าสนใจ และนักเรียนส่วนใหญ่ยอมรับให้เป็นประเด็นที่ต้องการศึกษาจึงร่วมกันกำหนด ขอบเขตและแจกแจงรายละเอียดของเรื่องที่จะศึกษาให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น อาจรวมทั้งการรวบรวมความรู้ ประสบการณ์เดิม หรือความรู้จากแหล่งต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่ความเข้าใจเรื่องหรือประเด็นที่จะศึกษามากขึ้น และมีแนวทางที่ใช้ในการตรวจตรวจสอบอย่างหลากหลาย ๒) ขั้นสำรวจและค้นหา (exploration)เมื่อทำความเข้าใจในประเด็นหรือคำถามที่สนใจจะศึกษา อย่างถ่องแท้แล้ว ก็มีการวางแผนกำหนดแนวทางการสำรวจตรวจสอบ ตั้งสมมุติฐาน กำหนดทางเลือกที่เป็นไป ได้ ลงมือปฏิบัติเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อสนเทศหรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ วิธีการตรวจสอบอาจทำได้หลายวิธี เช่น ทำการทดลอง ทำกิจกรรมภาคสนาม การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อช่วยสร้างสถานการณ์จำลอง (simulation) การศึกษาหาข้อมูลจากเอกสารอ้างอิงหรือจากแหล่งข้อมูล ต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลอย่างเพียงพอที่จะใช้ในขั้นต่อไป ๓) ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (explanation)เมื่อได้ข้อมูลอย่างเพียงพอจากการสำรวจตรวจสอบ แล้ว จึงนำข้อมูล ข้อสนเทศที่ได้มาวิเคราะห์ แปรผล สรุปผล และนำเสนอผลที่ได้ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น บรรยายสรุป สร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ หรือวาดรูป สร้างตาราง การค้นพบในขั้นนี้อาจเป็นไปได้หลาย ทาง เช่น สนับสนุนสมมุติฐานที่ตั้งไว้ โต้แย้งกับสมมุติฐานที่ตั้งไว้ หรือไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ได้กำหนดไว้ แต่ ผลที่ได้จะอยู่ในรูปใด ก็สามารถสร้างความรู้และช่วยให้เกิดการเรียนรู้ได้ ๔) ขั้นขยายผลความรู้ (elaboration)เป็นการนำความรู้ที่สร้างขึ้นไปเชื่อมโยงกับความรู้เดิมหรือ แนวคิดที่ได้ค้นคว้าเพิ่มเติม หรือนำแบบจำลองหรือข้อสรุปที่ได้ไปอธิบายสถานการณ์หรือเหตุการณ์อื่นๆ ถ้าใช้ อธิบายเรื่องต่าง ๆ ได้มากก็แสดงว่าข้อจำกัดน้อย ซึ่งก็จะช่วยให้เชื่อมโยงกับเรื่องต่าง ๆ และทำให้เกิดความรู้ กว้างขวางขึ้น ๕) ขั้นประเมิน (evaluation)เป็นการประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการต่าง ๆ ว่านักเรียนมี ความรู้อะไรบ้าง อย่างไร และมากน้อยเพียงใดจากขั้นนี้จะนำไปสู่การนำความรู้ไปประยุกต์ในเรื่องอื่น ๆ การนำความรู้หรือแบบจำลองไปใช้อธิบายหรือประยุกต์ใช้กับเหตุการณ์หรือเรื่องอื่น ๆ จะนำไปสู่ข้อ โต้แย้งหรือข้อจำกัดซึ่งจะก่อให้เป็นประเด็นหรือคำถาม หรือปัญหาที่จะต้องสำรวจตรวจสอบต่อไป ทำให้เกิด เป้นกระบวนการที่ต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ จึงเรียกว่า inquiry cycle กระบวนการสืบเสาะหาความรู้จึงช่วยให้ นักเรียนเกิดการเรียนรู้ทั้งเนื้อหาหลักและหลักการ ทฤษฎี ตลอดจนการลงมือปฏิบัติ เพื่อให้ได้ความรู้ซึ่งจะเป็น พื้นฐานในการเรียนรู้ต่อไป
การสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ นอกจากจะใช้กระบวนการดังกล่าวแล้ว อาจใช้วิธีในการสืบ เสาะหาความรู้ด้วยรูปแบบอื่น ๆ อีก ดังนี้ ๑. การค้นหารูปแบบ (pattern seeking) โดยที่นักเรียนเริ่มด้วยการสังเกตและบันทึกปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ หรือทำการสำรวจ ตรวจสอบโดยที่ไม่สามารถควบคุมตัวแปรได้ แล้วคิดหารูปแบบจากข้อมูล เช่น จากการสังเกตผลฝรั่งในสวน จากหลายแหล่ง พบว่าฝรั่งที่ได้รับแสงจะมีขนาดโตกว่าผลฝรั่งที่ไม่ได้รับแสง นักเรียนก็สร้างรูปแบบและสร้าง ความรู้ได้ ๒. การจำแนกประเภทและการระบุชื่อ (classification and identification) เป็นการจัดประเภทของวัตถุหรือเหตุการณ์เป็นกลุ่ม หรือการระบุชื่อวัตถุหรือเหตุการณ์ที่เป็น สมาชิกของกลุ่ม เช่น เราจะแบ่งสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังเหล่านี้ได้อย่างไร วัสดุใดนำไฟฟ้าได้ดีหรือไม่ดี สารต่าง ๆ เหล่านี้จำแนกอยู่ในกลุ่มใด ๓. การสำรวจและค้นหา (exploring) เป็นการสังเกตวัตถุหรือเหตุการณ์ในรายละเอียด หรือทำการสังเกตต่อเนื่องเป็นเวลานาน เช่น ไข่ กบมีการพัฒนาการอย่างไร เมื่อผสมของเหลวต่างชนิดกันเข้าด้วยกันจะเกิดอะไรขึ้น ๔. การพัฒนาระบบ (developing system) เป็นการออกแบบ ทดสอบและปรับปรุงสิ่งประดิษฐ์หรือระบบ - ท่านสามารถออกแบบสวิตซ์ความดันสำหรับวงจรเตือนภัยได้อย่างไร - ท่านสามารถสร้างเทคนิคหรือหามวลแห้งของแอปเปิลได้อย่างไร ๕. การสร้างแบบจำลองเพื่อการสำรวจตรวจสอบ (investigate models) เป็นการสร้างแบบจำลองเพื่ออธิบาย เพื่อให้เห็นถึงการทำงาน เช่น สร้างแบบจำลองระบบนิเวศ
๖. กระบวนการแก้ปัญหา (problem solving process) การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์มีจุดมุ่งหมายประการหนึ่ง คือ เน้นให้นักเรียนได้ฝึกแก้ปัญหาต่าง ๆ โดยผ่านกระบวนการคิดและปฏิบัติอย่างมีระบบ ผลที่ได้จากการฝึกจะช่วยให้นักเรียนสามารถตัดสินใจ แก้ปัญหาต่าง ๆ ด้วยวิธีการคิดอย่างสมเหตุสมผล โดยใช้กระบวนการหรือวิธีการ ความรู้ ทักษะต่าง ๆ และ ความเข้าใจในปัญหานั้นมาประกอบกันเพื่อเป็นข้อมูลในการแก้ปัญหา เพื่อให้เข้าใจได้ตรงกันถึงความหมายที่แท้จริงของปัญหา ได้มีผู้ให้ความหมายไว้ดังนี้ “ปัญหา” หมายถึงสถานการณ์ เหตุการณ์ หรือสิ่งที่พบแล้วไม่สามารถจะใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่ง แก้ปัญหาได้ทันที หรือเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นแล้วไม่สามารถมองเห็นแนวทางแก้ไขได้ทันที “แบบฝึกหัด” หมายถึงสถานการณ์เหตุการณ์หรือสิ่งที่พบแล้วสามารถแก้ไขหรือเลือกวิธีแก้ไขได้ ทันทีหรือมองเห็นได้ชัดเจนว่ามีวิธีแก้ไขที่แน่นอน การแก้ไขปัญหาอาจทำได้หลายวิธี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของปัญหา ความรู้และประสบการณ์ของผู้ แก้ปัญหานั้น กิจกรรมการคิดและปฏิบัติ (Hands-on Mind-on Activities) นักการศึกษาวิทยาศาสตร์แนะนำให้ครูจัดกิจกรรมให้นักเรียนได้คิดและลงมือปฏิบัติ เมื่อนักเรียนได้ ลงมือปฏิบัติจริง หรือได้ทำการทดลองต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตร์ก็จะเกิดความคิดและคำถามที่หลากหลาย ตัวอย่างกิจกรรม ได้แก่ - นำแม่เหล็กเข้าใกล้วัสดุต่าง ๆ แล้วสังเกตผลที่เกิดขึ้น - ใช้วัตถุต่าง ๆ ถูกับผ้าชนิดต่าง ๆ แล้วนำมาแขวนไว้ใกล้กัน หรือนำมาแตะชิ้นกระดาษ แล้วสังเกต การเปลี่ยนแปลง - ต่อหลอดไฟฟ้าหลายหลอดกับถ่านไฟฉายสังเกตและเปรียบเทียบผลที่เกิดขึ้นใช้กล้องจุลทรรศน์ ส่องดูเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิต สังเกตและเปรียบเทียบเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ - เป่าลมหายใจลงไปในน้ำปูนใส สังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
เมื่อนักเรียนได้ทำกิจกรรมลักษณะนี้แล้ว จะทำให้สังเกตผลที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง ซึ่งเป็นข้อมูลที่จะ นำไปสู่การถามคำถาม การอธิบาย การอภิปราย หาข้อสรุปและการศึกษาต่อไป กิจกรรมลักษณะนี้จึงส่งเสริม ให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติและฝึกคิด นำมาสู่การสร้างความรู้ด้วยตนเองด้วยความเข้าใจและเป็นการเรียนรู้ อย่างมีความหมาย การเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมใจ (Cooperative Learning) การเรียนรู้แบบร่วมใจ เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่สามารถนำมาใช้ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ได้ อย่างเหมาะสมวิธีหนึ่ง เนื่องจากขณะนี้นักเรียนทำกิจกรรมร่วมกันในกลุ่ม นักเรียนจะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยน ความรู้กับสมาชิกของกลุ่ม และการที่แต่ละคนมีวัยใกล้เคียงกัน ทำให้สามารถสื่อสารกันได้เป็นอย่างดีแต่การ เรียนรู้แบบร่วมมือร่วมใจที่มีประสิทธิภาพนั้นต้องมีรูปแบบหรือมีการจัดระบบอย่างดีนักการศึกษาหลายท่าน ได้ทำการศึกษาค้นคว้าอย่างกว้างขวาง เพื่อจะนำมาใช้ในการเรียนการสอนวิชาต่าง ๆ รวมทั้งวิชาวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ด้วย การพัฒนาความสามารถและทักษะที่สำคัญของผู้เรียนในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ในระดับต่าง ๆ นั้น นอกจากมุ่งหวังให้นักเรียนได้พัฒนาความรู้ความ เข้าใจในแนวความคิดหลักที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในบทเรียนแล้วยังมุ่งหวังให้นักเรียนได้พัฒนาความสามารถในการ ตัดสินใจ พัฒนาความคิดชั้นสูงและพัฒนาทักษะการสื่อสารด้วย ความสามารถในการตัดสินใจ (Decision Making) การจัดกิจกรรมต่าง ๆ ครูควรจัดสถานการณ์ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนฝึกตัดสินใจ เช่น กิจกรรมการ แก้ปัญหา การศึกษาค้นคว้าอย่างมีระบบ การสืบเสาะหาความรู้ หรืออาจจัดกิจกรรมการแสดงบทบาทสมมุติ โดย สร้างสถานการณ์ขึ้นเอง และเปิดโอกาสให้นักเรียนแสดงบทบาทสมมุติโดยเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจใน
เรื่องที่สำคัญของบ้านเมือง เช่น การสร้างเขื่อน การสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ การแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นใน โรงเรียนหรือชุมชน การตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหาบ้านเมืองนั้นจะต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่เชื่อถือได้อย่างมี เหตุผลและส่งผลดีต่อส่วนรวม เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งนี้จะต้องพิจารณาทางเลือกที่ดี ที่สุด ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ก่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและคุณภาพชีวิตที่ดี การพัฒนาความคิดขั้นสูง ( Higher- ordered Thinking ) การคิดขั้นสูงเป็นความสามารถทางสติปัญญาประการหนึ่งที่ต้องพัฒนาให้เกิดในขณะที่นักเรียนเข้ามา อยู่ในโรงเรียน เพื่อเรียนรู้เนื้อหาและหลักการ รวมทั้งแนวคิดในวิชาต่าง ๆ ความคิดขั้นสูงประกอบด้วยความคิดใน ด้านต่าง ๆ คือ ๑. ความคิดวิเคราะห์คือความคิดที่เกี่ยวข้องกับการจำแนกรวบรวมเป็นหมวดหมู่ รวมทั้งการจัด ประเด็นต่างๆ เช่น การจำแนกชนิดของหิน โดยพิจารณาลักษณะภายนอกเป็นเกณฑ์ การจำแนกใบไม้โดย พิจารณารูปร่างของใบ ขอบใบ และเส้นใบเป็นเกณฑ์ ๒. ความคิดวิพากษ์วิจารณ์คือความคิดเห็นต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งทั้งในด้านบวกหรือลบอย่างมีเหตุผล โดยการใช้ข้อมูลที่มีอยู่อย่างเพียงพอ เช่น ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งเป็นประเด็นที่คนทั่วโลกให้ ความสนใจ คือเรื่อง GMOs ผลการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวมีผลให้สิ่งมีชีวิตไม่ว่าพืชหรือสัตว์ มีคุณสมบัติ เปลี่ยนแปลงไปจากพันธุ์เดิมและการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวย่อมมีผลต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ๓. ความคิดสร้างสรรค์ คือความคิดที่แปลกใหม่ ยืดหยุ่นและแตกต่างจากผู้อื่นเช่นให้นักเรียนทำ กิจกรรมคิดออกแบบประดิษฐ์อุปกรณ์กำเนิดเสียงแทนการใช้กระดิ่งไฟฟ้าหรือออดไฟฟ้า หรือออกแบบวงจรเตือน ภัยโดยใช้เซนเซอร์ความร้อน ๔. ความคิดอย่างมีเหตุมีผล คือความสามรถที่จะคิดในเชิงเหตุผลของเรื่องราวต่าง ๆ เช่น กิจกรรมการ เรียนเรื่องการสร้างเขื่อน หรือการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งเป็นประเด็นโต้แย้งทางสังคมที่ไม่อยู่บนข้อมูล หรือประจักษ์พยานที่เป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ จึงควรให้นักเรียนได้ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาเป็นเหตุผล ในการโต้แย้งหรือสนับสนุน ไม่ใช่ใช้ความรู้สึกหรือใช้อารมณ์ในการตัดสินว่าควรดำเนินการพัฒนาหรือไม่อย่างไร ๕. ความคิดเชิงวิทยาศาสตร์ คือความคิดที่ใช้ในการพิสูจน์และสำรวจตรวจสอบหาข้อเท็จจริง เช่น ภูมิ ปัญญาท้องถิ่นที่เป็นเทคโนโลยีชาวบ้าน การดองผักด้วยน้ำซาวข้าวหรือน้ำมะพร้าว หรือการใส่พริกสดลงใน น้ำกะทิเพื่อกันบูดได้
โดยทั่วไปแล้วความคิดขั้นสูงด้านต่าง ๆ เหล่านี้จะไม่สามารถแยกออกจากกันได้ชัดเจน ต้องพัฒนาไป พร้อม ๆ กันและอาจรวมทั้งพัฒนาไปพร้อมกับความสามารถด้านอื่น ๆ ด้วยโดยไม่จำเป็นต้องเน้นว่าจะต้องพัฒนา เรื่องใดก่อนหรือหลัง การพัฒนาความคิดขั้นสูงนี้จะทำได้มากในกิจกรรมการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ และกระบวนการแก้ปัญหา การพัฒนาทักษะการสื่อสาร (Communication Skills) กระบวนการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ทักษะในการสื่อสาร หมายถึงการแสดความคิดหรือ แลกเปลี่ยนความรู้ และแนวความคิดหลักทางวิทยาศาสตร์ที่ได้จากการทำกิจกรรมหลากหลาย การสังเกต การทดลอง การอ่านหรืออื่นๆ ซึ่งแสดงออกในรูปแบบที่ชัดเจนและมีเหตุผลด้วยการพูดหรือการเขียน การพัฒนาให้นักเรียนมีความสามารถในการสื่อสารความรู้และแนวความคิดทางวิทยาศาสตร์เป็น เป้าหมายสำคัญประการหนึ่งของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ทุกระดับ ความสามารถในการ สื่อสารเป็นคุณลักษณะที่ต้องฝึกซ้ำ เพื่อให้เกิดทักษะ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ สามารถฝึกทักษะการสื่อสารได้ ดังต่อไปนี้ ๑. การเล่าหรือการเขียนสรุปเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์ที่อ่านจากหนังสือพิมพ์ วารสาร หนังสือ ต่าง ๆ จากการดูโทรทัศน์หรือการสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต โดยมอบหมายให้นักเรียนไปศึกษาค้นคว้า แล้ว นำมาเล่าหรือเขียนให้ผู้อื่นรับรู้ เป็นการฝึกทักษะในการสื่อสารที่ดีวิธีหนึ่ง กิจกรรมนี้อาจใช้เวลาครั้งละ ๑๐ นาที ก่อนที่จะมีการสอนตามปกติก็ได้ ๒. การเขียนบันทึกสรุปการไปทัศนศึกษา หรือการศึกษาภาคสนาม ในโอกาสที่นักเรียนกลับมา จากทัศนศึกษาหรือการศึกษาภาคสนามแล้วให้เขียนรายงานสรุปถึงความรู้ ความคิดในบางเรื่องที่ได้รับจากการ ไปทัศนศึกษาแต่ละครั้ง ๓. การจัดแสดงผลงาน ในกรณีที่นักเรียนทำโครงงานวิทยาศาสตร์หรือโครงการอื่น ๆ ควร กำหนดให้มีวันที่แน่นอนเพื่อจัดแสดงผลงานให้เพื่อน ๆ ในชั้นหรือทั้งโรงเรียนได้ชมและถ้าเป็นไปได้ควรเชิญ บุคคลในชุมชนมาชมด้วย ๔. การสื่อสารด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่จะช่วยมนุษย์ในการทำงาน ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ วิทยาการคอมพิวเตอร์จึงเป็นวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่งที่เป็นรากฐานสำคัญต่อการ
พัฒนาความคิดและจิตนาการ อันจะนำไปสู่การแปลงรูปจากจินตนาการมาเป็นชิ้นงานสร้างสรรค์ที่มีประโยชน์ ปัจจุบันสิ่งประดิษฐ์มากมายล้วนแล้วแต่มีส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์เข้าไปร่วมด้วย ทำให้ระบบการทำงาน ต่าง ๆ ได้รับการพัฒนาเข้าสู่ความเป็นอัตโนมัติมากขึ้น ปัจจัยความสำเร็จในการจัดการเรียนรู้ ๑.ผู้บริหาร เป็นผู้ที่มีความสำคัญที่สุดในการสนับสนุนให้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนบรรลุ เป้าหมาย ผู้บริหารต้องมีความรู้ความเข้าใจในปรัชญา กระบวนการเรียนรู้และธรรมชาติของการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อจะได้สนับสนุน - งบประมาณในการจัดซื้อสื่อต่าง ๆ - อำนวยความสะดวกในการจัดกิจกรรมที่ต้องใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่นภายนอกโรงเรียน - ช่วยเสนอแนะแหล่งวิทยาการและแหล่งเรียนรู้ - นิเทศ ติดตามผลการจัดการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ - ให้กำลังใจทั้งครูและนักเรียน ๒.ครูผู้สอน เป็นผู้ที่มีความสำคัญในการที่จะแปลมาตรฐานการเรียนรู้และสาระการเรียนรู้ที่เป็น ตัวหนังสือให้เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสม น่าสนใจ และมีกระบวนการเรียนรู้หลากหลายวิธีอย่างอิสระ ครูผู้สอนจำเป็นต้อง - มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเป้าหมายของการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี - มีความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี - มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาสาระวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างดีรวมถึงรู้วิธีการเรียนรู้ มีความสามรถในการสืบเสาะหาความรู้และแก้ปัญหา - มีความเข้าใจเกี่ยวกับตัวนักเรียน พร้อมที่จะเรียนรู้เรื่องราวใหม่ ๆ พร้อม ๆ กับนักเรียน - เป็นผู้ที่มีความสนใจใฝ่หาความรู้อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง เพื่อนำมาปรับปรุงพัฒนาตนเอง
- มีความสามารถในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบ มีการใช้สื่อการเรียนการ สอนหลากหลายและสามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศได้ - มีคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมในอาชีพครูในฐานะครูวิชาชีพ - มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีทั้งกับเพื่อนครูในโรงเรียนและชุมชน เพื่อจะหาความร่วมมือในการจัดการ เรียนการสอน ๓. ผู้เรียน เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการเรียนการสอน ผู้เรียนแต่ละคนมีความ แตกต่างกันทั้งบุคลิกภาพ สติปัญญา ความถนัด ความสนใจและความสมบูรณ์ของร่างกาย ผู้เรียนควรมีโอกาส ร่วมคิด ร่วมวางแผนในการจัดการเรียนการสอน และมีโอกาสเลือกวิธีเรียนได้อย่างหลากหลาย ตามความ เหมาะสมภายใต้การแนะนำของครูผู้สอน ๔. สภาพแวดล้อมและบรรยากาศการเรียนการสอน ครูผู้สอนต้องมีวิธีการที่จะจัดสภาพแวดล้อม และบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาทางวิชาการ เช่น จัดห้องชวนคิด ห้องกิจกรรมวิทยาศาสตร์ จัดระบบนิเวศจำลอง จัดบริเวณโรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ทางชีววิทยา ธรณีวิทยา ฯลฯ มีการดัดแปลง ห้องเรียนให้นักเรียนทำกิจกรรมการเรียนรู้ที่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กันได้ดี และจัดกิจกรรมที่เอื้อให้ผู้ปกครอง และชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนการสอนด้วย การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เพื่อที่จะทราบว่าการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้หรือไม่เพียงใด จำเป็นต้องมีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ในอดีตการวัดและประเมินผลส่วนใหญ่ให้ ความสำคัญกับการใช้ข้อสอบซึ่งไม่สามารถสนองเจตนารมณ์การเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนคิด ลงมือปฏิบัติ ด้วยกระบวนการหลากหลาย เพื่อสร้างองค์ความรู้ดังนั้น ผู้สอนต้องตระหนักว่าการเรียนการสอนและการ วัดผลประเมินผลเป็นกระบวนการเดียวกัน และจะต้องวางแผนไปพร้อม ๆ กัน แนวทางการวัดผลและประเมินผล
การวัดและประเมินผลการเรียนรู้จะบรรลุผลตามเป้าหมายของการเรียนการสอนที่วางไว้ได้ ควรมี แนวดังต่อไปนี้ ๑. ต้องวัดและประเมินผลทั้งความรู้ความคิด ความสามรถ ทักษะและกระบวนการ เจตคติ คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมในวิทยาศาสตร์ รวมทั้งโอกาสในการเรียนของผู้เรียน ๒.วิธีการวัดและประเมินผลต้องสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ ๓.ต้องเก็บข้อมูลที่ได้จากการวัดและประเมินผลอย่างตรงไปตรงมา และต้องประเมินผลภายใต้ ข้อมูลที่มีอยู่ ๔.ผลการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนต้องนำไปสู่การแปลผลและลงข้อสรุปที่ สมเหตุสมผล ๕.การวัดและประเมินผลต้องมีความเที่ยงตรงและเป็นธรรม ทั้งในด้านของวิธีการวัดโอกาสของ การประเมิน จุดมุ่งหมายของการวัดผลและประเมินผล ๑.เพื่อวินิจฉัยความรู้ความสามารถ ทักษะและกระบวนการ เจตคติ คุณธรรม จริยธรรมและค่านิยม ของผู้เรียน และเพื่อซ่อมเสริมผู้เรียนให้พัฒนาความรู้ความสามารถและทักษะได้เต็มตามศักยภาพ ๒.เพื่อใช้เป็นข้อมูลป้อนกลับให้แก่ตัวผู้เรียนเองว่าบรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้เพียงใด ๓.เพื่อใช้ข้อมูลในการสรุปผลการเรียนรู้และเปรียบเทียบถึงระดับพัฒนาการของการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อกระบวนการเรียนการสอน วิธีการวัดและ ประเมินผลที่สามารถสะท้อนผลการเรียนรู้อย่างแท้จริงของผู้เรียนและครอบคลุมกระบวนการเรียนรู้และผลการ เรียนรู้ทั้ง ๓ด้านตามที่กล่าวมาแล้วจึงต้องวัดและประเมินผลจากสภาพจริง (Authentic assessment) การวัดและประเมินผลจากสภาพจริง
กิจกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนมีหลากหลาย เช่น กิจกรรมสำรวจภาคสนาม กิจกรรมการสำรวจ ตรวจสอบการทดลอง กิจกรรมศึกษาค้นคว้า กิจกรรมศึกษาปัญหาพิเศษหรือโครงงานวิทยาศาสตร์ ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ในการทำกิจกรรมเหล่านี้ต้องคำนึงว่าผู้เรียนแต่ละคนมีศักยภาพแตกต่างกัน ผู้เรียนแต่ละคนจึง อาจทำงานชิ้นเดียวกันได้เสร็จในเวลาที่แตกต่างกัน และผลงานที่ได้ก็อาจแตกต่างกัน เมื่อผู้เรียนทำกิจกรรม เหล่านี้แล้วก็จะต้องเก็บรวบรวมผลงาน เช่น รายงาน ชิ้นงาน บันทึกและรวบถึงทักษะปฏิบัติต่าง ๆ เจตคติทาง วิทยาศาสตร์ เจตคติต่อวิทยาศาสตร์ ความรัก ความซาบซึ้ง กิจกรรมที่ผู้เรียนได้ทำและผลงานเหล่านี้ต้องใช้วิธี ประเมินที่มีความเหมาะสมและแตกต่างกัน เพื่อช่วยให้สามารถประเมินความรู้ความสามารถและความรู้สึกนึก คิดที่แท้จริงของผู้เรียนได้ การวัดและประเมินผลจากสภาพจริงจะมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อมีการประเมินหลาย ๆ ด้าน หลากหลายวิธี ในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับชีวิตจริง และต้องประเมินอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะได้ ข้อมูลที่มากพอที่จะสะท้อนความสามารถที่แท้จริงของ ผู้เรียนได้ ลักษณะสำคัญของการวัดและประเมินผลจากสภาพจริง ๑.การวัดและประเมินผลจากสภาพจริง มีลักษณะที่สำคัญคือ ใช้วิธีการประเมินกระบวนการที่ ซับซ้อน ความสามารถในการปฏิบัติงาน ศักยภาพของเรียนในด้านของผู้ผลิตและกระบวนการที่ได้ผลผลิต มากกว่าที่จะประเมินว่าผู้เรียนสามารถจดจำความรู้อะไรได้บ้าง ๒.เป็นการประเมินความสามารถของผู้เรียน เพื่อวินิจฉัยผู้เรียนในส่วนที่ควรส่งเสริมและส่วนที่ ควรจะแก้ไขปรับปรุง เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาอย่างเต็มศักยภาพตามความสามารถ ความสนใจและความ ต้องการของแต่ละบุคคล ๓. เป็นการประเมินที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมประเมินผลงานของทั้งตนเองและของ เพื่อนร่วมห้อง เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักตัวเอง เชื่อมั่นในตนเอง สามารถพัฒนาตนเองได้ ๔. ข้อมูลที่ได้จากการประเมินจะสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการเรียนการสอนและการวาง แผนการสอนของผู้สอนว่าสามารถตอบสนองความสามารถ ความสนใจและความต้องการของผู้เรียนแต่ละ บุคคลได้หรือไม่ ๕.ประเมินความสามารถของผู้เรียนในการถ่ายโอนการเรียนรู้ไปสู่ชีวิตจริงได้ ๖.ประเมินด้านต่าง ๆ ด้วยวิธีที่หลากหลายในสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง
วิธีการและแหล่งข้อมูลที่ใช้ เพื่อให้การวัดและประเมินผลได้สะท้อนความสามารถที่แท้จริงของผู้เรียนผลการประเมินอาจจะ ได้มาจากแหล่งข้อมูลและวิธีการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ๑.สังเกตการแสดงออกเป็นรายบุคคลหรือรายกลุ่ม ๒.ชิ้นงาน ผลงาน รายงาน ๓. การสัมภาษณ์ ๔.บันทึกของผู้เรียน ๕.การประชุมปรึกษาหารือร่วมกันระหว่างผู้เรียนและครู ๖.การวัดและประเมินผลภาคปฏิบัติ ๗. การวัดและประเมินผลด้านความสามารถ ๘.การวัดและประเมินผลการเรียนรู้โดยแฟ้มผลงาน การวัดและประเมินผลด้านความสามารถ (Performance Assessment) ความสามารถของผู้เรียนประเมินได้จากการแสดงออกโดยตรงจากการทำงานต่าง ๆ เป็นสถานการณ์ที่ กำหนดให้ ซึ่งเป็นของจริงหรือใกล้เคียงกับสภาพจริง และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แก้ปัญหาหรือปฏิบัติงานได้จริง โดยประเมินจากกระบวนการทำงาน กระบวนการคิดโดยเฉพาะความคิดขั้นสูงและผลงานที่ได้ ลักษณะสำคัญของการประเมินความสามารถ คือ กำหนดวัตถุประสงค์ของงาน วิธีการทำงานผลสำเร็จ ของงาน มีคำสั่งควบคุมสถานการณ์ในการปฏิบัติงาน และมีเกณฑ์การให้คะแนนที่ชัดเจน การประเมิน ความสามารถที่แสดงออกของผู้เรียนทำได้หลายแนวทางต่าง ๆ กัน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมสภาวการณ์ และ ความสนใจของผู้เรียน ดังตัวอย่างต่อไปนี้
๑. มอบหมายงานให้ทำ งานที่มอบให้ทำต้องมีความหมาย มีความสำคัญ มีความสัมพันธ์กับ หลักสูตร เนื้อหาวิชา และชีวิตจริงของผู้เรียน ผู้เรียนต้องใช้ความรู้หลายด้านในการปฏิบัติงานที่สามารถ สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการทำงาน และการใช้ความคิดอย่างลึกซึ้ง ๒.การกำหนดชิ้นงาน หรืออุปกรณ์ หรือสิ่งประดิษฐ์ให้ผู้เรียนวิเคราะห์องค์ประกอบและ กระบวนการทำงาน และเสนอแนวทางเพื่อพัฒนาให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น ๓.กำหนดตัวอย่างชิ้นงานให้ แล้วให้ผู้เรียนศึกษาชิ้นงานนั้น และสร้างชิ้นงานที่มีลักษณะของการ ทำงานได้เหมือนหรือดีกว่าเดิม ๔. สร้างสถานการณ์จำลองที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของผู้เรียน โดยกำหนดสถานการณ์แล้วให้ ผู้เรียนลงมือปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหา กำหนดการจัดการเรียนรู้รายชั่วโมง รายวิชาวิทยาศาสตร์ 5 รหัสวิชา ว23101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 เวลา 60 ชั่วโมง จำนวน 1.5 หน่วยกิต เรียน 3 ชั่วโมง/สัปดาห์ สัปดาห์ ที่ แผน ที่ มาตรฐานการเรียนรู้/ ตัวชี้วัด เรื่องที่เรียนรู้ เนื้อหา/สาระการเรียนรู้ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน
1 1 ว 1.1ม.3/1 อธิบายปฏิสัมพันธ์ ขององค์ประกอบ ของระบบนิเวศที่ได้ จากการสำรวจ หน่วยการเรียนรู้ ที่ 1 ระบบนิเวศ เรื่อง องค์ประกอบ ของระบบนิเวศ - ระบบนิเวศประกอบด้วย องค์ประกอบที่มีชีวิต เช่น พืช สัตว์ จุลินทรีย์และองค์ประกอบที่ไม่มี ชีวิต เช่น แสง น้ำ อุณหภูมิ แร่ธาตุ แก๊ส องค์ประกอบเหล่านี้มี ปฏิสัมพันธ์กัน เช่น พืชต้องการ แสง น้ำ และแก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์ในการสร้าง อาหาร สัตว์ต้องการอาหร และ สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการ ดำรงชีวิต เช่น อุณหภูมิ ความชื้น องค์ประกอบทั้งสองส่วนนี้จะต้องมี ความสัมพันธ์กันอย่างเหมาะสม ระบบนิเวศจึงจะสามารถคงอยู่ ต่อไปได้ 3 2 2 2 ว 1.1 ม.3/2 อธิบายรูปแบบ ความสัมพันธ์ระหว่าง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิต รูปแบบต่างๆ ในแหล่ง ที่อยู่เดียวกัน ที่ได้จาก การสำรวจ หน่วยการเรียนรู้ ที่ 1 ระบบนิเวศ เรื่อง ความสัมพันธ์ ระหว่างสิ่งมีชีวิตใน ระบบนิเวศ - สิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตมี ความสัมพันธ์กันในรูปแบบต่างๆ เช่น ภาวะพึ่งพากัน ภาวะอิงอาศัย ภาวะเหยื่อกับผู้ล่า ภาวะปรสิต - สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันที่อาศัยอยู่ ร่วมกันในแหล่งที่อยู่เดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกัน เรียกว่า ประชากร - กลุ่มมีชีวิตประกอบด้วย ประชากรของสิ่งมีชีวิตหลายๆชนิด อาศัยอยู่ร่วมกันในแหล่งที่อยู่ เดียวกัน 3 3 กำหนดการจัดการเรียนรู้รายชั่วโมง
รายวิชาวิทยาศาสตร์ 5 รหัสวิชา ว23101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 เวลา 60 ชั่วโมง จำนวน 1.5 หน่วยกิต เรียน 3 ชั่วโมง/สัปดาห์ สัปดาห์ ที่ แผน ที่ มาตรฐานการเรียนรู้/ ตัวชี้วัด เรื่องที่เรียนรู้ เนื้อหา/สาระการเรียนรู้ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน 3-4 3 ว 1.1ม.3/3 สร้างแบบจำลองใน การอธิบายการ ถ่ายทอดพลังงานใน สายใยอาหาร ว 1.1 ม.3/4 อธิบายความสัมพันธ์ ของผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้ย่อยสลาย สารอินทรีย์ในระบบ นิเวศ ว1.1 ม.3/5 อธิบายการสะสม สารพิษในสิ่งมีชีวิตใน โซ่อาหาร หน่วยการเรียนรู้ ที่ 1 ระบบนิเวศ เรื่อง โซ่อาหารและ สายใยอาหาร - กลุ่มสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศแบ่ง ตามหน้าที่ได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้ย่อยสลาย สารอินทรีย์ สิ่งมีชีวิตทั้ง 3 กลุ่มนี้ มีความสัมพันธ์กัน ผู้ผลิตเป็น สิ่งมีชีวิตที่สร้างอาหารได้เองและ ต้องกินผู้ผลิตหรือสิ่งมีชีวิตอื่น เป็นอาหาร เมื่อผู้ผลิตและ ผู้บริโภคตายลง จะถูกย่อยโดยผู้ ย่อยสลายสารอินทรีย์ซึ่งจะ เปลี่ยนสารอินทรีย์เป็นสารอนิ นทรีย์กลับคืนสู่สิ่งแวดล้อม ทำ ให้เกิดการหมุนเวียนสารเป็นวัฏ จักร จำนวนผู้ผลิต ผู้บริโภค และ ผู้ย่อยสลายสารอินทรีย์จะต้องมี ความเหมาะสมจึงจะทำให้กลุ่ม สิ่งมีชีวิตอยู่ได้อย่างสมดุล - พลังงานถูกถ่ายทอดจากผู้ผลิต ไปยังผู้บริโภคลำดับต่าง ๆรวมทั้ง ผู้ย่อยสลายสารอินทรีย์ใน รูปแบบสายใยอาหารที่ ประกอบด้วย โซ่อาหารหลายโซ่ ที่สัมพันธ์กัน ในการถ่ายทอด พลังงานในโซ่อาหาร พลังงานที่ ถูกถ่ายทอดไปจะลดลงเรื่อย ๆ ตามลำดับของการบริโภค 4 3
กำหนดการจัดการเรียนรู้รายชั่วโมง รายวิชาวิทยาศาสตร์ 5 รหัสวิชา ว23101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 เวลา 60 ชั่วโมง จำนวน 1.5 หน่วยกิต เรียน 3 ชั่วโมง/สัปดาห์ สัปดาห์ ที่ แผน ที่ มาตรฐานการเรียนรู้/ ตัวชี้วัด เรื่องที่เรียนรู้ เนื้อหา/สาระการเรียนรู้ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน 4 4 ม.3/6 ว 1.1 ตระหนักถึง ความสัมพันธ์ของ สิ่งมีชีวิต และ สิ่งแวดล้อมในระบบ นิเวศโดยไม่ทำลาย สมดุลของระบบนิเวศ หน่วยการเรียนรู้ ที่ 1 ระบบนิเวศ เรื่อง สมดุลระบบ นิเวศ การถ่ายทอดพลังงานในระบบ นิเวศ อาจทำให้มีสารพิษสะสมอยู่ ในสิ่งมีชีวิตได้ จนอาจก่อให้เกิด อันตรายต่อสิ่งมีชีวิต และทำลาย สมดุลในระบบนิเวศ ดังนั้นการ ดูแลรักษาระบบนิเวศให้เกิดความ สมดุล และคงอยู่ตลอดไปจึงเป็น สิ่งสำคัญ 2 2 5 5 ม.3/1 ว 1.3 อธิบายรูปแบบ ความสัมพันธ์ระหว่าง ยีน ดีเอ็นเอ และ โครโมโซม โดยใช้ แบบจำลอง หน่วยการเรียนรู้ ที่ 2 พันธุกรรม เรื่อง โครโมโซม ยีน ดีเอ็นเอ -ลักษณะทางพันธุกรรมของ สิ่งมีชีวิตสามารถถ่ายทอดจากรุ่น หนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่งได้ โดยมียีน เป็นหน่วยควบคุมลักษณะทาง พันธุกรรม -โครโมโชมประกอบด้วยดีเอ็นเอ และโปรตีนขดอยู่ในนิวเคลียส ยีน ดีเอ็นเอและโครโมโซมมี ความสัมพันธ์กัน โดยบางส่วนของดีเอ็นเอทำหน้าที่ เป็นยีนที่กำหนดลักษณะของ สิ่งมีชีวิต -สิ่งมีชีวิตที่มีโครโมโชม 2 ชุด โครโมโซมที่เป็นคู่กัน มีการ เรียงลำดับของยีนบนโครโมโซม เหมือนกัน เรียกว่า ฮอมอโลกัส 3 3
โครโมโซม ยืนหนึ่งที่อยู่บนคู่ฮ อมอโลกัสโครโมโชม อาจมีรูปแบบ กำหนดการจัดการเรียนรู้รายชั่วโมง รายวิชาวิทยาศาสตร์ 5 รหัสวิชา ว23101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 เวลา 60 ชั่วโมง จำนวน 1.5 หน่วยกิต เรียน 3 ชั่วโมง/สัปดาห์ สัปดาห์ ที่ แผน ที่ มาตรฐานการเรียนรู้/ ตัวชี้วัด เรื่องที่เรียนรู้ เนื้อหา/สาระการเรียนรู้ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน แตกต่างกัน เรียกแต่ละรูปแบบ ของยีนที่ต่างกันนี้ว่า แอลลีล ซึ่ง การเข้าคู่กันของแอลลีลต่าง ๆ อาจส่งผลทำให้สิ่งมีชีวิตมีลักษณะ ที่แตกต่างกัน -สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมีจำนวน โครโมโซมคงที่ มนุษย์มีจำนวน โครโมโซม 23 คู่ เป็นออโตโซม 22 คู่ และโครโมโซมเพศ 1 คู่ เพศหญิงมีโครโมโชมเพศเป็น XX เพศชายมีโครโมโซมเป็น XY 6 6 ว 1.3 ม.3/2 อธิบายการถ่ายทอด ลักษณะทางพันธุกรรม จากการผสมโดย พิจารณาลักษณะเดียว ที่แอลลีลเด่นข่ม แอลลี ลด้อยสมบูรณ์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 พันธุกรรม เรื่อง การศึกษา พันธุศาสตร์ของเมนเดล - เมนเดลได้ศึกษาการถ่ายทอด ลักษณะทางพันธุกรรมของต้นถั่ว ชนิดหนึ่ง และนำมาสู่หลักการ พื้นฐานของการถ่ายทอดลักษณะ ทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต 3 2 7 7 ว 1.3 ม.3/3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 - สิ่งมีชีวิตที่มีโครโมโชมเป็น 2 3 2