44
“เย ธัมมา เหตุปปฺ ภวา
เยสํ เหตุ ตถาคโต อาหเต
สญจ โย นิโรโธ
เอวํ วาทีมหาสมโณ”13
รูปท่ี 2-4 จารึกอกั ษรปัลลวะ คาถา เยธมมฺ า
พบท่ีเมืองศรีเทพ พิพิธภัณฑสถานแหง่ ชาติ สมเดจ็ พระนารายณ์
ช้นิ ที่ 2 จารกึ วงล้อปจั จยาการ (แผน่ หินกลม) (ในเอกสารสว่ นใหญ่กล่าวว่าเปน็ ฐานประติมา กรร ม)
ตามประวตั กิ ล่าววา่ พบจากโบราณสถาน เมืองศรเี ทพ ปจั จุบนั จดั แสดงในพพิ ธิ ภัณฑสถานแหง่ ชาติ รามคำแหง
แผน่ หินกลมน้ีนา่ จะเปน็ ชนั้ ของฉัตรหนิ ซ่ึงจะทำแผ่นหนิ เปน็ ชนั้ ๆ ดา้ นหน่ึงนนู เหมอื นรม่ และมีแก่นเป็น แท่ง
หิน ซ่ึงอาจจะเป็นฉตั รประดับยอดเจดยี ์ ซึง่ พบในสถูปจำลอง ในศลิ ปะอินเดีย ต้งั แต่สมัยคนั ธาระจนมาถึงสมัย
คปุ ตะก็ยังพบอยู่ ทเี่ มืองศรีเทพมกี ารคน้ พบวงฉตั รทที่ ำจากหนิ และศลิ าแลงเป็นยอดของเจดยี ห์ ลายชน้ิ
รูปท่ี 2-5 จารกึ อกั ษรปลั ลวะ คาถา เยธมฺมา พบทเี่ มืองศรเี ทพพิพิธภณั ฑสถานแหง่ ชาติ รามคำแหง
13 เทิม มีเตม็ อ่าน ดใู น หอสมุดแหง่ ชาติ, กรมศลิ ปากร “จารึก เยธมฺมาฯ เมืองศรีเทพ”, จารกึ ในประเทศไทย เลม่ 1 อกั ษร
ปัลลวะ อักษรหลังปลั ลวะ พทุ ธศตวรรษท่ี 11-14, หน้า 208-210.
45
จารึกชนิ้ นี้มีการกำหนดอายุจากรูปแบบอกั ษรวา่ อย่ใู นราวพุทธศตวรรษท่ี 12 มีข้อความกล่าวถงึ คาถา
ในพระพทุ ธศาสนา เถรวาท โดยมีขอ้ ความเกีย่ วกับปัฏจิ ะสมปุ บาท 12 ซง่ึ มี อวิชฺชาปุจฺจยา สงขฺ ารา เปน็ ตน้
คำแปลจารกึ คอื ด้านที่ 1 “... ย่อมม,ี กองทุกขท์ ั้งมวล ย่อมเกิดขนึ้ ด้วยอาการอย่างน้”ี
ดา้ นที่ 2 “...(ย่อมแสดง) ปฏิจจสมุปบาท ทั้งอนโุ ลมและปฏิโลม ตลอดทงั้ สมายาม”14
ชน้ิ ที่ 3 จารึกโบราณสถานหมายเลข 0996 จารกึ บน แผ่นหินทีน่ า่ จะเป็นชั้นหรือวงของฉัตร (ใน
เอกสารส่วนใหญ่กล่าววา่ เป็นฐานประติมากรรม) ซง่ึ อาจจะเป็นชนั้ ฉัตรประดับยอดเจดีย์ มขี อ้ ความกล่าวถึง
คมั ภรี ์ทางพุทธศาสนา บทสวดธรรมจักกัปปวัตนสูตร โดยรูปแบบแลว้ น่าจะเปน็ สว่ นประกอบของฉัตร อัน
เดียวกบั ชิ้นที่ 3 แต่อาจจะคนละชั้นกัน จากรูปแบบอกั ษรและคำจารึกนา่ จะอยู่ในสมัยเดียวกัน คือ กำหนด
อายุได้ในราวพุทธศตวรรษท่ี 12
คำแปลจากจารึก บรรทัดแรก “ดับเวทนา เพราะดบั เวทนา ตันหากด็ บั ”
บรรทัดที่ 2 “ปจั จัย ชรา มรณะ โสก รำพงึ ทกุ ข์ เสยี ใจ”15
รูปที่ 2-6 จารกึ อักษรปัลลวะ คาถา เยธมมฺ าพบทเ่ี มืองศรีเทพ
14 ชะเอม แก้วคลา้ ย อา่ น ดูใน หอสมดุ แหง่ ชาต,ิ กรมศลิ ปากร “จารึกวงล้อปัจจยาการ”, จารึกในประเทศไทย เลม่ 1 อักษร
ปลั ลวะ อกั ษรหลงั ปัลลวะ พทุ ธศตวรรษท่ี 11-14, หนา้ 223-225.
15สถาพร เท่ยี งธรรม และคณะ, อทุ ยานประวัตศิ าสตรศ์ รีเทพ, (กรงุ เทพฯ : กรมศิลปากร จัดพมิ พ,์ 2550), หน้า 137.
46
ชนิ้ ท่ี 4 จารึกทีฐ่ านพระพทุ ธรูป หินทราย มจี ารกึ อักษรปัลลวะ ภาษาบาลี พบที่เมืองศรเี ทพ จดั แสดง
ในพพิ ธิ ภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง
รูปที่ 2-7 พระพทุ ธรปู สมยั ทวารวดี รปู ท่ี 2-8 พระพทุ ธรูปสมยั ทวารวดี
พิพธิ ภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง พิพธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ รามคำแหง
จารกึ มี 2 บรรทดั ขอ้ ความ
- คโต อาห
-หาสมาโน
ตคี วามไดว้ ่าเป็นคาถา เย ธมมฺ า คอื “เยสํ เหตุ ตถาคโต อาห เอวํ วาที มหาสมโน” ซึ่งกำหนดอายุจาก
รปู แบบอกั ษรไดว้ ่าอย่ใู นพทุ ธศตวรรษท่ี 1216
16 เอมอร เชาวนส์ วน อ่าน ดูใน หอสมดุ แหง่ ชาต,ิ กรมศิลปากร, “จารึกเยธมมฺ าฯ ฐานพระพทุ ธรูปเมืองศรเี ทพ” จารกึ ใน
ประเทศไทย เลม่ 1 อกั ษรปลั ลวะ อกั ษรหลงั ปลั ลวะ พุทธศตวรรษที่ 11-14, หน้า 201.
47
รปู ที่ 2-9 เสาจารกึ หลกั ท่ี พช. 23 รปู ที่ 2-10 สำเนาจารกึ หลกั ที่ พช. 23 ชน้ิ ท่ี 5 จารกึ พช. 23 จารกึ
บนเสา ธรรมจักรที่มีรูป
พนัสบดี พบที่เมืองศรเี ทพ
กำหนดอายุได้ในราวพุทธ
ศ ต ว ร ร ษ ท ี ่ 1 2 - 1 4 มี
ข้อความกล่าวถึง “ปรุ ติ....”
หมายถึงได้ ประดิษฐานไว้
หรือได้ตั้งไว้17
กลุ่มท่ี 2 จารึกอกั ษรปัลลวะ ภาษาสนั สกฤต อายุอยู่ระหว่างพทุ ธศตวรรษที่ 11-15 พบจำนวน 2 ช้ิน
ไดแ้ ก่
ชิ้นที่ 1 จารึกเมือง
ศรีเทพ (พช.1) จารกึ บนศิลา
ลกั ษณะเปน็ เสากลม ปัจจบุ ัน
เ ก็ บ ร ั ก ษ า ไ ว ้ ท ี ่ ค ลั ง
พิพิธภัณฑสถานแห่ งชา ติ
(คลังกลาง) จงั หวัดปทุมธานี
กำหนดอายุได้ในรา ว พ ุท ธ
ศตวรรษที่ 11 ซึ่งถือเป็น
จารึกที่พบทเ่ี มืองศรีเทพที่มี
รูปที่ 2-11 จารึกอักษรปัลลวะ ภาษา รูปที่ 2-12 ภาพคัดลอกจารึกอักษร อายเุ ก่าท่สี ุด และอยู่ในกลุ่ม
สนั สกฤต พบท่เี มืองศรเี ทพ ปลั ลวะ คาถา เยธมฺมา จารึกที่เก่าทีส่ ุดในประเทศ
คลังพพิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติ (คลงั กลาง) พบท่ีเมืองศรเี ทพ ไทย มขี ้อความกลา่ วถึงธิดา
ของฤๅษี และการกลา่ วถงึ ผเู้ ป็นใหญก่ ว่าพระเจ้าแผ่นดนิ ... ผเู้ ป็นใหญป่ าละวะทง้ั สอง... จารกึ ลบเลือนข้อความ
ไมช่ ดั เจน
คำแปล “...ทรัพย์และธรรมเหลา่ ใดอนั ทา่ นกล่าวแล้ว....
17 คำอ่านจากสำเนาจารึก อ่านโดยเอมอร เชาวนส์ วน อ่านเมื่อ พ.ศ. 2561 ศนู ย์ข้อมูลอุทยานประวตั ศิ าสตรศ์ รีเทพ.
48
.......ธดิ าของฤษนี น้ั ไมก่ ระทำ.....
.......เขาเปน็ ผรู้ คู้ วามรงุ่ เรอื งทง้ั สน้ิ
......อนั ใดของผ้มู .ี ....อนั ตนปกครองไวแ้ ล้ว......
......อนั ผเู้ ปน็ ใหญ่กงา่ พระเจ้าแผ่นดินผู้มีประโยชน์ กระทำอยู่ บญุ (ความด)ี
......ผเู้ ป็นใหญ่ปัลลวะท้งั สอง เปน็ ผู้ประกอบด้วยคำสตั ยแ์ ละความกรุณา”18
รูปท่ี 2-13 จารึกอกั ษรปลั ลวะ คาถา เยธมฺมา รปู ที่ 2-14 สำเนาจารึกอกั ษรปัลลวะ คาถา
พบทเ่ี มอื งศรีเทพ เยธมมฺ า
คลงั พิพิธภณั ฑสถานแหง่ ชาติ (คลงั กลาง)
18 ชะเอม แก้วคล้าย อ่าน แปล ดใู น หอสมุดแหง่ ชาต,ิ กรมศลิ ปากร, “จารึกเมืองศรีเทพ” จารกึ ในประเทศไทย เล่ม 1 อกั ษร
ปัลลวะ อกั ษรหลังปลั ลวะ พุทธศตวรรษท่ี 11-14, หน้า 68-70.
49
ชน้ิ ท่ี 2 จารึกบา้ นวังไผ่ จารกึ อกั ษรปัลลวะ ภาษาสนั สกฤต กำหนดอายุไดใ้ นราวพทุ ธศตวรรษที่ 12 พบท่ีบา้ น
วงั ไผ่ อำเภอวิเชียรบรุ ี จงั หวัดเพชรบูรณ์ ปัจจบุ ัน ปัจจบุ ันเก็บรักษาไวท้ ่ี คลังพิพธิ ภัณฑสถานแหง่ ชา ติ (คลัง
กลาง) จังหวดั ปทมุ ธานี มขี อ้ ความกลา่ วถึง ประกาศการครองราชยข์ องกษตั รยิ ์พระองค์หนง่ึ
คำแปลจารกึ “ในปีรัชสมัยแหง่ ศกั ราช....... อันเปน็ วันข้นึ 8 คำ่ พระเจ้าแผ่นดนิ พระองค์ใด
เป็นผู้พระราชนัดดาของพระเจา้ จักรพรรดิผู้เป็นพระราชโอรสของ พระเจ้าปฤถิวนี ทรวรมนั ผ้เู ป็นใหญ่
เสมอกับพระเจา้ ศรภี ววรมัน พระเจา้ แผน่ ดนิ พระองคน์ ั้นเป็นผู้มีคุณธรรมแผไ่ ปในทุกทิศ ผมู้ ปี ัญญาอัน
ฝกึ อบรมดีแล้ว ผูม้ คี วามยินดี.... ผ้มู เี กียรตยิ ศแผ่ไปในทุกทศิ ผู้มีอำนาจอันเป็นทเี่ กรงกลวั ของศตั รู เมือง
ใกลเ้ คียงทั้งหลายได้สร้างศิลาจารึกไวใ้ นโอกาสทีข่ ้ึนครองราชของพระองค์”19
กลมุ่ ที่ 3 จารกึ อกั ษรหลังปัลลวะ ภาษาบาลแี ละภาษา
มอญโบราณ อายุอยรู่ ะหว่างพทุ ธศตวรรษที่ 14-15
พบจำนวน 1 ชิ้น ได้แก่ จารึกดงคล้อ พบท่ี
บ้านดงคล้อ อำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ (จดั
แสดงในอุทยานศรีเทพ) จารกึ ดว้ ยอกั ษรหลังปัลลวะ
ภาษาบาลีและภาษามอญ อายุอย่ใู นราวพุทธศตวรรษท่ี
14-1520
รปู ที่ 2-15 จารึกอักษรปัลลวะ คาถา เยธมฺมา
พบทเ่ี มืองศรีเทพ ศนู ย์ขอ้ มลู อุทยานประวัตศิ าสตรศ์ รเี ทพ
19 เรอื่ งเดยี วกัน, หน้า 81-84.
20 ป้ายคำบรรยาย ศูนย์ขอ้ มลู อทุ ยานประวัตศิ าสตรศ์ รเี ทพ
50
บทวิเคราะหจ์ ารกึ ในวฒั นธรรมทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 12-14)
การวิเคราะหเ์ บื้องต้นเก่ียวกับ ตัวอักษร ภาษาและขอ้ ความที่ได้จากจารึก และกำหนดอายจุ าก
ลักษณะของตวั อกั ษรปลั ลวะ อนั เป็นอกั ษรท่ีนิยมอยู่ราชวงศป์ ัลลวะ ในอินเดียภาคใต้ แต่เดมิ มกั กำหนดอายุอยู่
ในราวพทุ ธศตวรรษท่ี 12 แตใ่ นปัจจบุ นั ให้อายขุ องอักษรปลั ลวะเกา่ ไปถึงพทุ ธศตวรรษที่ 11 โดยมจี ารกึ ทเ่ี มือง
ศรเี ทพทมี่ อี ายเุ กา่ สดุ และอยใู่ นกลุ่มของจารึกที่มีอายุเก่าท่ีสุดในประเทศไทย คือ จารกึ เมืองศรีเทพ (พช. 1)
พทุ ธศตวรรษที่ 1121 และลงมาถึงพุทธศตวรรษที่ 14 แสดงใหเ้ ห็นวา่ จารกึ รุน่ แรกที่พบ ใชอ้ ักษรปลั ลวะ พบ
จำนวน 7 ช้นิ มที ั้งทเ่ี ป็นภาษาบาลี จำนวน 5 ชิ้น และภาษาสนั สกฤต จำนวน 2 หลกั
ในกลุ่มแรก อกั ษรปลั ลวะ เป็นภาษาบาลี กำหนดอายุได้ระหวา่ งพุทธศตวรรษที่ 12 อันเปน็ ภาษาที่ใช้
ในพทุ ธศาสนาพทุ ธแบบเถรวาท และยงั มีขอ้ ความสว่ นใหญ่กลา่ วถึง คาถาและคมั ภรี ์ทางศาสนาพุทธเถรวาท
เชน่ บทสวดธรรมจกั รกัปปวตั นสูตร คาถา “เย ธมมฺ าฯ”22 เป็นตน้ อาจแสดงให้เห็นวา่ คนกลุ่มหนึ่งใน สมัย
ทวารวดที ่เี มืองศรีเทพน้ี นับถือพุทธศาสนาแบบเถรวาท สอดคล้องกับการพบพระพุทธรปู (พระศรีศากยมุนี)
ธรรมจกั ร ซ่งึ พบอยใู่ นวัฒนธรรมทวารวดี ภาคกลาง
กลุ่มที่ 2 จารกึ ด้วยอักษรปัลลวะ ภาษาสนั สกฤต ซ่ึงอยใู่ นชว่ งระยะเวลาเดียวกนั กับกลุ่มแรก คือ
ระหวา่ งพุทธศตวรรษที่ 11-12 สว่ นใหญม่ ีขอ้ ความกล่าวถึงระบบพระมหากษัตริย์ ฤๅษี ซ่งึ ภาษาสนั สกฤตเป็น
ภาษาที่ใช้สำหรบั บุคคลในชั้นฐานันดรสูง คอื วรรณะพราหมณ์และกษัตริย์ และใชใ้ นศาสนาฮินดูและพุทธ
มหายาน ดังนนั้ ในการพบร่วมกันท่ีเมืองศรีเทพในช่วงระยะเวลาเดยี วกนั กับกลุ่มแรกทน่ี ่าจะเป็นพทุ ธเถรวา ท
กลุม่ น้ีน่าจะใชส้ ำหรับพระมหากษัตริยส์ ว่ นหน่งึ ศาสนาฮนิ ดูอกี ส่วนหน่ึง เพราะจากหลักฐานทางศิลปกรรมที่พบ
ในช่วงพุทธศตวรรษท่ี 12 ได้พบประติมากรรมเนอ่ื งในศาสนาฮนิ ดูอยู่เปน็ จำนวนมากทเ่ี มอื งศรเี ทพ เช่น ศิวลึงค์
พระวิษณุ พระสรุ ิยะ พระกฤษณะ เป็นตน้
จารึกที่มคี วามสำคญั มาก คือ จารกึ บา้ นวงั ไผ่ ทม่ี กี ารกล่าวถึงระบบการปกครองท่ีมพี ระมหากษัตรยิ ์ ท่ี
กล่าวถึงกษัตริยพ์ ระองคห์ น่งึ สรา้ งจารึกหลกั นขี้ ึน้ เน่ืองในวโรกาสเสดจ็ ข้นึ ครองราชย์ ขอ้ ความกลา่ วว่า “ในปรี ัช
สมยั แหง่ ศกั ราช..... พระเจา้ แผน่ ดินพระองค์ใดผู้เป็นพระราชนดั ดาของของพระเจ้าปฤถวิ นี ทรวรมัน ผเู้ ป็นใหญ่
เสมอกับพระเจา้ ศรภี ววรมัน พระเจ้าผน่ ดนิ พระองคน์ ั้น...... ได้สร้างศิลาจารึกไว้ในโอกาสที่ขึ้นคร องรา ชของ
พระองค”์ 23 นบั เป็นหลกั ฐานสำคญั ท่แี สดงใหเ้ ห็นว่าเมืองศรเี ทพนี้มีการปกครองระบบกษตั รยิ ์และในสมัยของ
21 หอสมดุ แห่งชาติ, กรมศิลปากร, “จารกึ เมืองศรเี ทพ” จารึกในประเทศไทย เล่ม 1 อักษรปลั ลวะ อกั ษรหลังปลั ลวะ พุทธ
ศตวรรษท่ี 11-14, หนา้ 34.
22 เรอื่ งเดยี วกนั , หน้า 42.
23 หอสมุดแหง่ ชาต,ิ กรมศิลปากร, “จารกึ เมอื งศรเี ทพ” จารึกในประเทศไทย เล่ม 1 อักษรปัลลวะ อักษรหลงั ปลั ลวะ พทุ ธ
ศตวรรษที่ 11-14, หน้า 83.
51
พระเจ้าปฤถวิ นี ทรวรมนั มีความเทยี บเทา่ กับพระเจ้าภววรมนั ท่ี 1 กษตั ริยพ์ ระองค์แรกของอาณาจกั รอศี านปุระ
ในประเทศกัมพชู า ซ่ึงอยใู่ นชว่ งเวลาเดียวกัน คือ ปลายพุทธศตวรรษที่ 12- ตน้ พุทธศตวรรษท่ี 12 ดว้ ยเหตนุ จ้ี งึ
มกี ารพบงานศลิ ปกรรมส่วนหน่งึ โดยเฉพาะรูปเคารพในศาสนาฮินดูท่ีมีลักษณะเดียวกับเทวรูปใน ศิลปะเขมร
สมัยกอ่ นเมืองพระนคร คอื สมยั สมโบรไ์ พรกกุ
อีกหลกั หนึง่ คือจารกึ เมอื งศรีเทพ มีข้อความกล่าว บคุ คล ที่สำคัญ แตม่ ีขอ้ ความไมต่ ่อเน่ืองกัน เช่น
กล่าวถงึ “ธิดาของฤษี” “ผู้เปน็ ใหญ่กวา่ พระเจ้าแผน่ ดนิ ผมู้ ีประโยชน.์ ..” “ผเู้ ป็นใหญ่ปาลวะทัง้ สอง”24
รปู แบบและผังเมอื ง
จากรปู แบบของผงั เมอื งที่มีคนู ้ำและคนั ดินล้อมรอบทย่ี ังไม่เปน็ ทรงเรขาคณิต จดั เป็นลกั ษณะเฉพาะ
ของเมืองในสมัยทวารวดีที่พบอยูโ่ ดยทัว่ ไป จากหลกั ฐานทางโบราณคดมี ีการค้นพบเมอื งโบราณและแหลง่
โบราณคดที ี่จัดอย่ใู นสมยั ทวารวดี ประมาณ 106 แหล่ง25 และประมาณ 70 แหล่ง อยู่ในเขตทีร่ าบล่มุ ภาคกลางตาม
ลำนำ้ เจา้ พระยา และภาคตะวันออก ส่วนทเ่ี หลือ อยใู่ นภาคอสี านประมาณ 30 แหล่ง นอกเหนือจากน้นั อยใู่ นเขต
ภาคเหนอื จำนวน 1 – 2 เมอื ง เมอื งโบราณส่วนใหญต่ ้ังอยูบ่ ริเวณทร่ี าบลมุ่ ริมฝ่งั แม่นำ้ สำคญั มกั อย่ใู นเขตที่มีการ
ติดต่อกับชุมชนอ่นื ได้สะดวก จากบริเวณเมืองท่าใกลช้ ายฝง่ั ทะเล หรอื ตามเสน้ ทางการคา้ ในสมัยโบราณ
เมอื งโบราณในสมยั ทวารวดีมีรูปแบบเฉพาะ คือ มีแผนผังทย่ี งั ไมเ่ ป็นรูปทรงเรขาคณิต มีทัง้ ที่เป็นรูป
วงกลม วงรี และเกือบเปน็ สีเ่ หล่ียมผืนผ้า ท้งั นี้ขึ้นอยกู่ ับภมู ปิ ระเทศและการวางตัวของเมืองตามลำแมน่ ้ำ ตัว
เมืองด้านหน่งึ มกั ตงั้ อยูก่ ับลำน้ำ มคี ูนำ้ และคนั ดินลอ้ มรอบ โดยท่ัวไปมเี พียงช้ันเดียว ทัง้ นีค้ งเพ่อื ประโยชน์ใน
การปอ้ งกนั อทุ กภัย การสาธารณูปโภค และอาจรวมถึงการป้องกนั ศตั รูด้วยได้ ไมพ่ บหลักฐานสง่ิ ก่อสร้างท่ีเป็น
ท่ีอยูอ่ าศยั เนอื่ งจากหลกั ฐานทเี่ หลืออยู่ท้งั หมด ส่วนใหญเ่ ป็นฐานเจดยี ์ หรือฐานอาคารขนาดเล็กก่อด้วยอิฐ
และศลิ าแลง พบท้ังภายในและนอกเขตกำแพงเมอื ง แสดงใหเ้ หน็ วา่ ชมุ ชนโบราณนน้ั อยู่กระจายกันออกไปไม่ได้
อยอู่ าศัยเฉพาะภายในเขตกำแพงเมือง
24 เร่ืองเดยี วกัน, หนา้ 70.
25 ข้อมลู ใหม่ ดใู น กรมศิลปากร, คูบวั : ความสัมพนั ธก์ ับชมุ ชนทวารวดใี นบรเิ วณใกล้เคยี ง, (กรงุ เทพฯ: กรมศิลปากร.
2541), ภาคผนวก 2, หนา้ 117-120.
52
รูปท่ี 2-16 แผนทเี่ มืองโบราณศรเี ทพ
สำหรับเมอื งศรีเทพนี้มแี ผนผังเมืองท่ีมีการขยายเมอื ง 2 ชน้ั ผังเมอื งเดิมเป็นรูปเกือบเป็น วงกลม
เรยี กว่า เมืองใน ต่อมาไดข้ ยายออกมาอกี ชนั้ หนึง่ เปน็ ส่ีเหลยี่ มผืนผา้ มุมมน เรยี กวา่ เมืองนอก การตัง้ บา้ นเรือน
ของชมุ ชนกระจายออกไปจากรัศมีของตัวเมอื ง หลกั ฐานซากเจดีย์ในสมยั ทวารวดี ส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตเมอื งใน
โดยมีศาสนสถานขนาดใหญ่อย่กู ลางเมอื ง ไดแ้ ก่ เขาคลังใน ส่วนศาสนสถานอืน่ ๆ จะมีขนาดเลก็ กระจายอยู่ทั่ว
ซง่ึ หลกั ฐานโบราณสถานในเมืองส่วนใหญ่น่าจะเป็นพุทธศาสนา ฝา่ ยเถรวาท และศาสนฮิน ดู ร่วมอยู่ด้วย
เพราะไดพ้ บพระพทุ ธรูปและธรรมจักร เสมอ รวมท้งั ประติมากรรมในศาสนฮินดู ในชว่ งพทุ ธศตวรรษที่ 12-14
ร่วมอยู่ดว้ ย นอกจากนี้ยังพบวา่ ส่วนด้านตะวันตกของเมือง ท่ีมีศาสนสถานขนาดใหญ่ คอื เขาคลงั นอก และ
มศี าสนสถานขนาดเลก็ อีกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งศาสนสถานถำ้ เขาถมอรัตน์ ไดพ้ บหลักฐานเก่ยี วกับศาสนา
พทุ ธ ฝา่ ยมหายาน ดวั ยนน้ั บรเิ วณนอกเมืองดา้ นทิศตะวนั ตกน้ีกอ็ าจจะเปน็ ชุมชนอีกชชุ นหนึ่งท่ีมีเขา คลังน อก
และเขาถมอรตั น์เปน็ ศูนย์กลางชุมชน และอาจจะเปน็ ชมุ ชนฝ่ายมหายานก็อาจเป็นได้
เมืองโบราณศรเี ทพประกอบดว้ ยเมือง 2 เมอื ง สรา้ งติดต่อกันตง้ั อยู่ในเขตตำบลศรเี ทพ คอื
1. เมืองใน ลักษณะผังเมอื งค่อนขา้ งกลม มเี ส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1,230 เมตร มพี น้ื ที่ 1,160 ไร่ 1 งาน 56
ตารางวา (185.660 ha) มีคูเมอื งกวา้ งประมาณ 40 เมตร และคันดนิ กำแพงเมืองกว้างประมาณ 20 เมตร สงู 6
เมตร ล้อมรอบ มชี อ่ งทางเข้าออกที่อาจจะเป็นประตูเมอื ง 6 ช่องทาง คอื ประตูแสนงอน ประตนู ำ้ ประตูท่า
53
เพนยี ด ประตหู นองบอน ประตูศรีเทพ และประตหู นองกรด ภายในเมอื งมโี บราณสถานทส่ี ำคัญ 3 แห่ง คือ
โบราณสถานเขาคลงั ใน ปรางค์ศรเี ทพ และปรางค์สองพี่นอ้ ง โบราณสถานขนาดเลก็ 45 แห่ง และสระนำ้ ขนาด
ต่าง ๆ กระจายอยูท่ ่วั ไปประมาณ 70 แห่ง โดยแบ่งออกเปน็ 2 วฒั นธรรม คอื วฒั นธรรมทวารวดี ระหวา่ งพทุ ธ
ศตวรรษท่ี 12 – 16 และวัฒนธรรมเขมร ระหว่างพุทธศตวรรษท่ี 16 – 18
จากการสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดี ภายในบรเิ วณเมืองใน โดยอทุ ยานประวตั ิศาสตรศ์ รเี ทพ กรม
ศิลปากร ไดพ้ บหลกั ฐานทางโบราณคดี ที่แสดงให้เห็นถึงการอยู่อาศัยของชุมชนท่ีมีมาก่อน การ สร้า งเมือง
โบราณศรีเทพ โดยไดพ้ บหลกั ฐานการฝงั ศพในชั้นดินท่ีลึกลงไป จากชัน้ ดินที่มีการก่อสร้างโบราณสถาน โดย
ชมุ ชนนีร้ ู้จักการเพาะปลกู และเลยี้ งสตั ว์ รู้จักการทำภาชนะดนิ เผา ลักษณะเป็นหม้อก้นกลมลายขดู ขดี และลาย
เชือกทาบ ภาชนะดนิ เผาทรงพาน เคลอื บน้ำดนิ ขน้ เคร่อื งมอื หิน เช่น ขวานหินขดั และนา่ จะรจู้ ักการทอผ้า
เพราะพบแวดินเผา มีการใช้เคร่อื งประดับทงั้ ลกู ปดั ดินเผาและลูกปัดหนิ ท่ีทำจากหนิ คาเนเลียนและหินอาเกด
รวมทง้ั เครือ่ งมือเหล็กและสำริด จากหลกั ฐานดงั กลา่ วแล้วสามารถกำหนดอายุเบ้ืองต้นได้ว่าน่าจ ะอยู่ในช่วง
ก่อนประวัตศิ าสตรต์ อนปลาย มีอายรุ าว 2,000 ปมี าแลว้
ตอ่ มาเมือ่ มีการตดิ ต่อกับชุมชนภายนอกมากย่ิงข้นึ และยอมรับอารยธรรมจากภายนอกเข้า มาใช้ใน
ชวี ติ ประจำวัน ทั้งคตคิ วามเช่อื ทางศาสนาและเทคโนโลยกี ารกอ่ สรา้ ง จึงเร่ิมมกี ารก่อสร้างท้งั สถาปัตยกรรม
และประติมากรรม ท่พี ัฒนามาจนมีความเปน็ ตวั ของตวั เองและเรยี กกันโดยทัว่ ไปวา่ วัฒนธรรมทวารวดี
2. เมืองนอก ตั้งอยทู่ างทิศตะวันออกของเมืองใน ผังเมอื งเป็นรูปส่เี หล่ียมผืนผ้ามุมมน มขี นาดความกว้า ง
ประมาณ 1,500 เมตร และยาวประมาณ 1,840 เมตร มีพ้นื ทปี่ ระมาณ 1,802 ไร่ 75 ตารางวา (288.350 ha)
โดยทางด้านทิศตะวนั ตกจะใช้คูเมอื งร่วมกนั กับเมอื งใน ลักษณะและขนาดของคู กำแพงเมืองจะเหมือน กันกับ
เมืองใน และมีช่องทางเขา้ - ออก 6 ชอ่ งทาง ไดแ้ ก่ ประตูแลง ประตมู ะพลบั ประตนู ำ้ ประตูเกวยี น ประตูผี
และประตแู ดง ภายในเมืองนอกไม่พบโบราณสถานขนาดใหญ่มีเพยี งซากโบราณสถานประมาณ 63 แห่ง ที่ยัง
ไม่ได้ดำเนนิ การขุดแตง่ และสระน้ำกระจายอยู่ท่วั ไปประมาณ 30 แห่ง โดยมีสระขวัญเป็นสระน้ำโบราณขนาด
ใหญต่ ั้งอยู่กลางเมอื ง ซ่ึงไดด้ ำเนนิ การขุดลอกและบูรณะแลว้ เมอื งนอกน่าจะมอี ายรุ ่วมสมัยกบั เมอื งใน คือจัด
อยูใ่ นวัฒนธรรมทวารวดรี าวพทุ ธศตวรรษที่ 12 -16 หลังจากเมืองในมีการอยู่อาศยั อยา่ งหนาแน่น จึงมีการ
ขยายเมืองออกไปทางทิศตะวันออก
กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบยี นโบราณสถานเมืองโบราณศรีเทพ โดยกำหนดขอบเขตเนือ้ ท่ี
ประมาณ 2,887 ไร่ 2 งาน (464.45 ha) ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 80 ตอนที่ 29 ลงวนั ที่ 26
มนี าคม 2506
54
ศาสนสถานในวฒั นธรรมทวารวดี (ระหว่างพทุ ธศตวรรษท่ี 12 - 15)
เมืองโบราณศรีเทพ มศี าสนสถานทง้ั หมดอย่เู กือบ 100 แห่ง ทั้งบริเวณในเมอื งและนอกเมอื งและบน
เขา และทีจ่ ัดอยใู่ นวฒั นธรรมทวารวดแี ละวฒั นธรรมเขมร ในสว่ นทเ่ี ป็นวฒั นธรรมทวารวดนี นั้ เหลอื หลกั ฐานไม่
มากนกั ส่วนหนง่ึ มีขนาดเล็กและพังทลายไปตามกาลเวลา ศาสนสถานขนาดใหญ่ท่ีสามารถศึกษา รูปแบบได้
ได้แก่ เขาคลงั ใน เขาคลงั นอกและรวมท้ังศาสนสถานท่ีอยู่ในถ้ำ คอื ถ้ำถมอรัตน์ แตส่ ว่ นใหญ่อยู่ในสภาพ
พงั ทลาย เหลอื เพียงส่วนฐานอาคาร
ศาสนสถานทสี่ ำคญั ในสมยั ทวารวดีที่เมอื งศรีเทพ ได้แก่ ศาสนสถานเขาคลังใน ศาสนสถานเขาคลัง
นอก ศาสนสถานถำ้ เขาถมอรตั น์ และศาสนสถานขนาดเลก็ ภายในบริเวณเมืองใน
ศาสนสถานเขาคลงั ใน
รูปที่ 2-17 ศาสนสถานเขาคลงั ใน เมอื งศรเี ทพ จ.เพชรบูรณ์
เขาคลงั ในจดั เปน็ ศาสนสถานทมี่ ขี นาดใหญม่ ากแหง่ หนึง่ กว้าง 44 เมตร ยาว 88 เมตร เขาคลังในมา
จากช่ือทชี่ าวบา้ นเรยี ก เนอ่ื งจากเปน็ เนินดนิ สูงขนาดใหญจ่ ึงเรียกวา่ “เขา” สว่ น “คลัง” นั้น หมายถึงที่เก็บ
สิง่ ของมีคา่ และ “ใน” มาจากมีทีต่ งั้ อย่ใู นเมืองใน
55
รปู ที่ 2- 18 ศาสนสถานเขาคลงั ใน เมืองศรเี ทพ จ.เพชรบรู ณ์
แผนผงั ศาสนสถานเขาคลงั ในมแี ผนผงั เป็นรูปสี่เหลยี่ มพื้นผา้ มมี ุขยนื มาด้านหนา้ และเปน็ บันไดทาง
ข้ึนไปยังศาสนสถานชน้ั บน แผนผงั ลักษณะน้ีมีพบอยู่ในวัฒนธรรมทวารวดี ที่มีรูปแบบใกลเ้ คยี งกันอย่า งมา ก
กับศาสนสถานวดั โขลง เมอื งคูบัว จังหวัดราชบุรี
56
รูปท่ี 2-19 ฐานบวั วลยั และระบบการยกเกจ็ เขาคลังใน เมอื งศรีเทพ จ.เพชรบรู ณ์
ส่วนฐาน เป็นฐานที่มีรูปแบบเฉพาะของอาคารในสมัยทวารวดีคือฐานที่เรียกว่า “บัววลัย”
ประกอบดว้ ยฐานหนา้ กระดานหรอื ฐานเขียง ท่ีมสี ่วนของฐานบัวทเ่ี ปน็ ลูกแกว้ ขนาดใหญ่ เรียกวา่ “วลัย” ซ่ึงมี
ลกั ษณะเป็นวงคล้ายแหวนหรือกำไล เหนอื ฐานวลยั มีชัน้ ขื่อปลอม และตอ่ ด้วยทอ้ งไม้เจาะเป็นช่อง ๆ ประดับ
ประติมากรรม (คนแคระแบก) ท่ฐี านหน้ากระดานชั้นท่ี 2 มกี ารประดับลวดลายปนู ปนั้ ซึ่งเป็นลายรุ่นเก่า ที่พบ
อย่ใู นวฒั นธรรมทวารวดแี ละในประเทศไทย ได้แก่ ลายดอกกลมสลับส่เี หลีย่ มขนมเปยี กปูน องคป์ ระกอบของ
ลายตวั หนึง่ ทเี่ ป็นตัวกระหนกนยิ มเรียกวา่ “กระหนกผักกูด” อันมีรปู แบบใกล้เคยี งกับลวดลา ยท่ีพบอยู่ใน
อนิ เดยี สมัยคปุ ตะและหลังคุปตะ โดยเฉพาะทางอนิ เดียภาคใต้ และพบอยู่โดยทวั่ ไปในวัฒนธรรมยุคแรกเริ่มใน
เอเชียตะวันออกเฉยี งใต้ ทรี่ บั อารยธรรมอนิ เดยี เช่น ศิลปะเขมร ศิลปะจาม เปน็ ตน้
ศลิ ปกรรมทส่ี ำคญั ของเขาคลังใน
ได้แก่ งานประดบั ประตมิ ากรรมคนแคระแบกโดยรอบส่วนฐานของอาคารปูนปั้นเป็นรูปคนแคร ะแบก
เช่นนไ้ี ดพ้ บอยโู่ ดยทัว่ ไปในงานสถาปตั ยกรรมสมัยทวารวดใี นภาคกลางของประเทศไทย โดยเฉพาะท่นี ครปฐม
เมอื งคบู วั และท่วี ัดนครโกษา เมอื งลพบุรี ซง่ึ โดยทั่วไปจะมีเฉพาะรูปคนแคระแบกเท่านั้น แตจ่ ากกา รขุดแต่ง
เมื่อ ปี พ.ศ. 2532 ไดพ้ บวา่ ประติมากรรมรูปคนแคระของเมืองศรีเทพนีม้ ีลกั ษณะทีแ่ ตกตา่ งจากท่ีอืน่ กล่าวคือ
ไดพ้ บคนแคระ (พลแบก) ไมไ่ ด้มีเฉพาะท่ีเป็นเศียรคนเพยี งอยา่ งเดยี ว แต่มีเศียรเปน็ รูปสตั ว์ ได้แก่ สงิ ห์ ชา้ ง ลิง
และควาย รวมท้งั ยงั แสดงสหี น้าทีแ่ ตกต่างกันออกไป และมีบางตนแสดงการเหาะกม็ ี จงึ อาจกล่าวได้ว่าเป็น
57
ลกั ษณะที่ช่างท้องถ่ินของศรเี ทพได้เตมิ เขา้ ไปในงานของตัวเองแลว้ เป็นท่นี ่าเสียดายส่วนหน่งึ ไดม้ คี นรา้ ยได้เข้า
มาทำการกะเทาะทำลายเศียรประตมิ ากรรมเหลา่ นี้ทำใหเ้ กดิ ความเสยี หายหลายช้นิ
รปู ที่ 2-20 สว่ นฐานเขาคลงั ใน ประดบั ลวดลายปนู ปัน้ แบบทวารวดี
รูปที่ 2-21 คนแคระแบก รปู ท่ี 2-22 คนแคระเหาะ
รูปท่ี 2-23 พลแบกรูปสงิ ห์ รูปท่ี 2-24 พลแบกช้าง
58
รปู ที่ 2-25 พลแบกรูปลงิ รูปที่ 2-26 พลแบกรูปควาย
จากระเบียบการก่อสร้าง ได้แก่ แผนผงั และการก่อสรา้ งท่ี
ใช้ระบบยกเก็จนีท้ ำใหม้ ีการแบง่ ผนังเป็นหอ้ ง ๆ แตล่ ะห้อง
มีจำลอง และน่าจะมี 2-3 ชนั้ เหนือข้นึ ไปจึงเป็นลานและ
มีอาคารสว่ นท่เี ป็นปราสาทหรือเจดียอ์ ยูส่ ่วนบน ระบบ
แผนผงั และรูปแบบอาคารลักษณะนนี้ า่ จะสัมพัน ธ์กับใน
ศิลปะอนิ เดีย เชน่ ท่ีปหรรปุระ เมอื งนาลนั ทา หรือศาสน
สถานในแควน้ เบงกอล ในบังคลาเทศ เทวาลยั ในอินเดีย
ทางภาคใต้ และจันทิ (ศาสนสถาน) ในศิลปะชวาภาค
กลาง
รูปที่ 2-27 มหาวิหารทีเ่ มอื งตันชอร์ ศิลปะอินเดยี
ภาคใต้ ประเทศอินเดีย
กลมุ่ โบราณสถานสมยั ทวารวดีในเมอื งใน
ภายในบรเิ วณเมืองในมศี าสนสถานทจ่ี ัดอยใู่ นสมยั ทวารวดีอีกเปน็ จำนวนมาก เป็นโบราณสถานขนาด
กลางและขนาดเล็ก ส่วนหน่งึ ได้รบั การขดุ แตง่ และบรู ณะแลว้ จึงสามารถกำหนดอายุได้วา่ เป็นรปู แบบศลิ ปกรรม
ท่ีพบในสมัยทวารวดี แต่เป็นทนี่ า่ เสียดายว่าท้ังหมดนน้ั เหลอื เพียงสว่ นฐานอาคาร ที่กอ่ ดว้ ยศลิ าแลง สว่ นบนนั้น
พงั ทลายและไม่เหลอื หลักฐานพอจะสันนษิ ฐานรูปแบบได้
ขอ้ สังเกตเบอ้ื งตน้ ท่ีจัดใหก้ ลุ่มโบราณสถานขนาดเล็กนีอ้ ยู่ในสมยั ทวารวดี คอื ส่วนใหญศ่ านสถานจะ
หันหน้าไปทางทศิ ตะวนั ออก จะต่างจากศาสนสถานในวฒั นธรรมเขมรทจ่ี ะหนั หนา้ ไปทางทิศตะวันตก รปู แบบ
59
ของแผนผงั ศาสนสถาน สว่ นใหญ่เป็นเจดยี ์ในผงั ส่เี หล่ยี มจัตรุ สั มีเพียงบางแห่งที่เปน็ สีเ่ หลี่ยมผืนผา้ น่าจะเป็น
ฐานวิหาร นอกจากน้ศี าสนสถานบางแหง่ ยงั พบฐานอาคารสี่เหล่ียมจัตุรสั เลก็ ๆ ตงั้ อย่ใู กล้ๆ กบั เจดยี ์ประธาน
ฐานกวา้ ง ประมาณ 2 เมตร สูงประมาณ 1 เมตร สนั นิษฐานวา่ อาจเปน็ ฐานต้งั ธรรมจักร ซ่ึงในกล่มุ น้ี จะมีฐาน
ที่เป็นเจดยี ์ วหิ าร และฐานธรรมจกั ร ทำใหน้ ึกถึงรปู สลักหรือพระพิมพ์ในสมยั ทวารวดีท่ีชอบทำพร ะพุทธรูป
ประทบั น่งั ตรงกลาง ด้านข้างมสี ถปู และธรรมจกั ร
รปู แบบศลิ ปกรรม
ฐานเจดีย์หรืออาคารในท่พี บมี 2 กลุ่ม คอื กลมุ่ แรก เปน็ ฐานบวั วลยั และอยใู่ นผังยกเกจ็ ส่วนฐานจะ
ประกอบด้วย ฐานเขยี ง รองรบั ฐานบวั วลัย ที่ถากศิลาแลงเป็นลกู แก้วขนาดใหญ่ คือ บัววลัย มสี ่วนท้องไม้ท่ี
เจาะเป็นช่อง ๆ โดยการกอ่ ศลิ าแลงแบ่งเปน็ หอ้ ง ๆ อย่างชัดเจน อันเป็นสว่ นของการประดบั ประติมากรร มปูน
ปั้น หรอื การเลยี นแบบอาคารเครอื่ งไม้ เหนอื ขน้ึ ไป เป็นหน้ากระดาน ไม่มีบวั หงาย ซง่ึ ฐานบัววลัยนี้ถือเป็น
รปู แบบ เฉพาะของศลิ ปะสมัยทวารวดที ่ีพบอยู่โดยทั่วไป โดยเฉพาะในภาคกลางของประเทศไทย
รปู ท่ี 2- 29 ลักษณะของฐานบัววลัย รปู ที่ 2-30 การก่อศลิ าแลงแบ่งเปน็ ห้อง
ซงึ่ เปน็ ท่ีต้งั ของธรรมจักรศลิ า
ตวั อยา่ งของเจดยี ์ในกลุม่ นี้ น่าจะเป็นศาสนสถานในเมืองในท้งั หมด ท่ีมกี ารขุดแตง่ และบูรณะแลว้ เชน่
เจดีย์ หมายเลข 14 15 16 และ 17 เป็นต้น
ทนี่ า่ สนใจ คอื สว่ นฐานส่เี หล่ียมจตั ุรัสขนาดเลก็ ท่ีสันนษิ ฐานว่าน่าจะเปน็ ฐานทีต่ ง้ั ธรรมจักร เพราะจะ
มีขนาด กว้าง ราว 2 เมตร สงู ประมาณ 1 เมตร ลักษณะของฐานเป็นฐานบัววลัย และอยู่ในผงั ยกเกจ็ ท่ีท้องไม้
แบง่ เปน็ ช่องๆ เหนอื ฐานนีก้ น็ า่ จะเป็นแทน่ สำหรบั ตง้ั เสาธรรมจักร และธรรมจักรอยูด่ า้ นบน ซงึ่ การทำฐานและ
การตงั้ เสาธรรมจักรน้ีไดพ้ บหลักฐานอยู่หลายแห่งในเมอื งศรีเทพ และไดพ้ บธรรมจักรเปน็ จำนวนมาก รวมท้ังมี
60
การค้นพบพนสั บดดี ว้ ยเชน่ กนั ซึง่ อาจมีความเกีย่ วขอ้ งกบั การตั้งธรรมจกั ร หลกั ฐานสำคัญทพ่ี บในแหล่ง คือ มี
ฐาน เสา และธรรมจักร ท่ีศาสนสถานเขาคลังนอก
ศาสนสถานเขาคลังนอก
รปู ท่ี 2-31 ศาสนสถานเขาคลังนอก เมอื งศรเี ทพ จ.เพชรบรู ณ์
โบราณสถานเขาคลังนอก ต้งั อย่นู อกเมอื งทางทศิ เหนอื ของเมืองใน ห่างออกไปประมาณ 1 กิโลเมตร
ตง้ั อยใู่ นเขตหมทู่ ่ี 11 บา้ นสระปรือ ตำบลศรีเทพ ลักษณะเป็นอาคารรูปสีเ่ หล่ียมจัตรุ สั กวา้ งยาวด้านละ 64
เมตร ความสงู จากฐานถึงยอดท่ีเหลืออยู่ประมาณ 20 เมตร นบั เป็นการคน้ พบหลกั ฐานที่สำ คัญมากที่สุด
ทางดา้ นสถาปัตยกรรมสมัยทวารวดี คือมกี ารคน้ พบส่วนฐานและชั้นเรือนธาตทุ ี่สมบูรณม์ ากทีส่ ุดแหง่ หน่ึงของ
โบราณสถานในสมยั ทวารวดี
เขาคลังนอกถือเป็นเจดียส์ มัยทวารวดีท่ีมีขนาดใหญ่มากและมีความส มบูรณ์ของหลกั ฐานทาง
ศิลปกรรมมากท่ีสดุ ในสมยั ทวารวดี
สภาพโบราณสถานพังทลายทำให้ซาก อฐิ และศิลาแลงกองเป็นเนนิ ดินสูงลักษณะคล้ายภูเขาชาวบ้าน
จึงเรยี กว่าเขาคลัง โบราณสถานแห่งนถ้ี กู ทิ้งร้างมาเป็นเวลานาน จนมาไดร้ บั การขดุ แตง่ โดยกรมศลิ ปากร ในปี
พ.ศ. 2551 – 2552 และจากการขดุ แต่งดังกลา่ วนี้เองทำให้มีการคน้ พบหลกั ฐานสำคัญมา กที่สุดทา งด้าน
รูปแบบของงานสถาปัตยกรรมสมัยทวารวดี คือ มกี ารพบส่วนฐานและชน้ั เรอื นธาตขุ องเจดียท์ ่สี มบูรณ์มากท่ีสุด
61
แหง่ หน่งึ ในสมยั ทวารวดี เพราะกอ่ นหนา้ น้นั เจดีย์สมัยทวารวดีพังทลายลงทงั้ หมดจะเหลอื เพยี งส่วน ฐาน ล่า ง
เทา่ นน้ั นักวิชาการจึงไมส่ ามารถสนั นิษฐานรปู แบบของเจดยี ์ไดว้ า่ ส่วนเหนือฐานขึ้นไปรูปแบบของเจดีย์จ ะเป็น
แบบใด จากการทีพ่ บฐานของเขาคลังนอกข้ึนไปถึงเรอื นธาตุพรอ้ มงานประดับตกแต่งฐานท่ยี ังเหลือหลักฐาน
เปน็ รปู เป็นร่างนี้ทำใหส้ นั นิษฐานถึงรปู แบบและทมี่ าของรูปแบบได้บางส่วน เน่อื งจากส่วนนีก้ ่อดว้ ยศิลาแลง แต่
กเ็ ปน็ ที่นา่ เสยี ดายวา่ สว่ นเหนอื ข้นึ ไปทกี่ อ่ ด้วยอฐิ นน้ั พังทลายลงหมดแลว้ จนไมส่ ามารถศกึ ษารปู แบบได้
แผนผงั ศาสนสถานเขาคลังนอก
รปู ที่ 2-32 แผนผังศาสนสถานเขาคลังนอก เมืองศรเี ทพ จ.เพชรบูรณ์
ศาสนสถานเขาคลังนอก ตั้งอยนู่ อกเมืองโบราณศรีเทพ โดยอยูท่ างด้านทิศเหนือของตัวเมืองในห่าง
ออกไป ราว 1 กโิ ลเมตร ซ่ึงเปน็ ศาสนสถานทม่ี ขี นาดใหญม่ าก มฐี านเป็นส่ีเหล่ยี มจัตุรัสขนาด 70 x 70 เมตร ท่ี
เปน็ เจดีย์หลัก และมเี จดยี บ์ ริวารประกอบในลักษณะของการลอ้ มรอบ ประจำดา้ น ด้านละ 3 ชน้ั ขนาดเจดีย์
บริวารจะมีขนาดใหญ่ไปหาเลก็ ลดหล่ันกนั โดยชน้ั ในสุดมีขนาด 8 เมตร ชัน้ กลาง 7 เมตร และชนั้ นอกสุด 6
เมตร ซ่งึ ลักษณะของแผนผังแบบนี้ นา่ จะเปน็ แผนผงั ทไี่ ด้รบั อิทธิพลท้ังรูปแบบและแนวความคิดใน เรื่องของ
มณฑลจกั รวาลหรือศนู ย์กลางจกั รวาล โดยมเี จดีย์ประธานที่มีขนาดใหญ่นัน้ เป็นเขาพระสเุ มรุหรือเป็นศูนย์กลาง
62
จกั รวาล สว่ นเจดียบ์ ริวารที่ล้อมรอบแต่ละชั้นอาจมีที่มาจากเขาสตั ตบริภัณฑ์ ซ่งึ พบอยใู่ นศลิ ปะอนิ เดีย ทั้งที่
เปน็ ศาสนฮนิ ดูและมหายาน ตัวอยา่ งเช่น ศาสนสถานในอินเดยี ภาคใต้ ในแคว้นเบ็งกอล หรือในศาสนสถาน
มหายานในศลิ ปะชวาภาคกลาง เชน่ ศาสนสถานบุโรพทุ โธ ทม่ี ีระบบเจดยี ป์ ระธานและมีระบบเจ ดีย์บริวาร
ล้อมรอบเป็นวงกลม หรอื กลุม่ ทีม่ ีปราสาทประธานและปราสาทบรวิ ารลอ้ มรอบ แต่อาจจะล้อมรอบแตกตา่ งกัน
บา้ ง เช่น เป็นระบบวงกลมหรอื ระบบส่ีเหลีย่ ม เชน่ จนั ทิเพลาสัน จันทิกาละสนั รวมท้งั ปราสาทเขมร บางสมัย
กม็ แี ผนผงั คลา้ ย ๆ หรือมแี นวความคดิ ในเรือ่ งของความเปน็ ศูนย์กลางจกั รวาล เชน่ ทปี่ ราสาพนมบาแคง็ ที่มี
ปราสาทประธานอยู่บนยอดเขาและมรี ะบบของปราสาทบริวารล้อมรอบหลายชั้น เป็นตน้
รูปที่ 2-33 เจดยี ์บรวิ าร ศาสนสถานเขาคลงั นอก รปู ท่ี 2-34 เจดยี ์บริวาร เปน็ เจดยี ์ทรงระฆัง ศาสนสถาน
เขาคลงั นอก
นอกจากเจดียป์ ระธานและเจดยี ์บริวารแล้วในพ้ืนท่ใี นขอบเขตของศาสนสถานเขาคลังนอกน้ียังมีส่ิง
ปลูกสร้าง ขนาดเลก็ ๆ อกี เปน็ จำนวนมาก เชน่ ฐานเจดีย์ ธรรมจกั ร (ทตี่ งั้ อย่บู นฐาน) และบรเิ วณรอบ ๆ นอก
ของเขตศาสนสถานเขาคลังนอก ยงั มีโบราณสถานกระจายอยรู่ อบ ๆ บรเิ วณอีกเป็นจำนวนมาก ซง่ึ นา่ จะเป็น
เขตพนื้ ทต่ี ้ังของชุมชนท่อี ยรู่ อบนอกเขตเมอื งโบราณศรเี ทพ ซงึ่ ถา้ เช่ือว่า ศาสนสถานเขาคลังนอกเปน็ ศูนย์กลาง
ชมุ ชนหรอื ศูนยก์ ลางจกั รวาลอีกแหง่ หน่งึ ของชมุ ชน และอาจเปน็ ชมุ ชนที่นับถือพทุ ธศาสนามหายาน และอาจมี
ความสัมพันธก์ ับ เขาถมอรตั น์ ท่อี าจจะเปน็ ศนู ยก์ ลางจกั รวาล ในพุทธศาสนา มหายานกอ็ าจเป็นได้ และเป็น
ความศนู ยก์ ลางของชุมชนในแถบนีไ้ ดด้ ว้ ยเชน่ กัน
63
รปู ที่ 2-35 เจดยี ร์ าย และฐานตั้งธรรมจักร เขาคลังนอก รปู ที่ 2-36 ธรรมจักร เสาและฐานธรรมจักรท่พี บบรเิ วณ
แท่นต้งั ธรรมจักร เขาคลงั นอก
รูปท่ี 2-37 แบบสนั นษิ ฐานศาสนสถานเขาคลังนอก
64
วเิ คราะหร์ ปู แบบเจดยี เ์ ขาคลงั นอก
สว่ นฐาน เจดีย์สร้างดว้ ยศิลาแลงและอฐิ อยูใ่ นผงั เป็นสเ่ี หลยี่ มจัตรุ สั มรี ะบบผงั แบบยกเกจ็ มฐี านประทกั ษิณ
ขนาดใหญซ่ ้อนกนั 2 ชั้น โดยสว่ นฐานทงั้ 2 ช้ันน้ี เปน็ แบบทวารวดี ทีม่ ีการใชล้ วดบัวท่ีสำคญั ท่เี รียกวา่ “ฐาน
บวั วลยั ” ซงึ่ มีทมี่ าจากฐานอาคารในศิลปะอินเดีย ไดแ้ ก่ ฐานท่เี รยี กว่า กุมภะ-กลศะ ทป่ี ระกอบด้วย บัวคว่ำ
(กมุ ภะ) ขือ่ ปลอมท่รี องรับลูกแกว้ ขนาดใหญ่ ฐานลักษณะนส้ี ามารถเปรยี บเทยี บไดก้ บั ฐานอาคารใน ศิลปะปา
ละตอนตน้ และมีการประดับปราสาทจำลองที่ฐานในศลิ ปะอินเดีย เรียกว่า “บัญชร” อันเป็นลักษณะเฉพาะ
ของศิลปะอนิ เดียภาคใต้ แต่มลี กั ษณะบางอย่างจัดเป็นงานช่างท้องถ่นิ ได้แก่ ปราสาทจำลองมคี วามใหญ่และ
กว้างมากกวา่ ในศลิ ปะอินเดยี ทำใหม้ พี ้นื ทใี่ สร่ ายละเอียดได้มากกว่าเช่น ซมุ้ กฑู ุ เป็นต้น สว่ นฐานทั้งหมดอยู่ใน
ผงั ยกเกจ็ หรือยกกระเปาะ โดยมบี ันไดทางขึ้นท้ังส่ีทศิ เพ่ือขนึ้ ไปบนชัน้ ประทกั ษณิ ส่วนฐานประทักษณิ นี้รองรับ
สว่ นยอดทนี่ ่าจะเป็นเจดยี ท์ กี่ ่อตนั
รูปท่ี 2-38 ผนงั ประดบั ปราสาทจำลองเขาคลงั นอก
ส่วนบนเปน็ ลานประทักษณิ ส่วนกลางเหลือเพยี งกองซากอิฐที่พังทลายลง สันนิษฐานวา่ ส่วนยอดนา่ จะ
เปน็ สถปู ขนาดใหญ่
ส่วนเรอื น ตอ่ จากส่วนฐานบวั วลัย เป็นสว่ นของผนังเรือนธาตุ ฐานท่เี ปน็ บวั เชิงส่วนบนเปน็ บวั รัดเกล้า ใน
แนวตงั้ มีแถบเสาติดผนังขนาดใหญอ่ ยู่ตรงกลาง
65
ปราสาทจำลองประดบั ในแต่ละด้าน
ความสำคญั ของส่วนฐานและเรอื น คอื ทุกส่วนของการยกเกจ็ ที่ยืดออกมาเป็นกระเปาะน้ัน เป็นส่วน
ของปราสาทจำลอง โดยมีระบบของประดับ คือ ประจำด้านและประจำมุมท้ังสเ่ี ปน็ ปราสาทจำลองขนา ดใหญ่
สดุ แต่สว่ นที่เปน็ ประจำดา้ นซ่ึงอยู่ตรงกลางนน้ั จะมบี นั ไดทางขนึ้ ไปบนชั้นประทักษิณมีเฉพา ะส่วน ท่ียกเก็จ
ดา้ นข้างเท่าน้นั สว่ นเรือนและยอดไมม่ ี สว่ นปราสาทจำลองอนื่ ๆ จะอยปู่ ระจำดา้ นโดยมีบันไดทางข้ึนตรงกลาง
ทำให้แบ่งออกเป็น 2 สว่ น แตล่ ะส่วนจะมีปราสาทจำลองตรงกลางขนาดใหญแ่ ละมีปราสาทจำลองขนาดเล็ก
กว่าขนาบอยู่ 2 ขา้ ง
รูปที่ 2-39 ผนงั ประดับปราสาทจำลอง เขาคลงั นอก
ลกั ษณะของปราสาทจำลองทำในลักษณะเดยี วกับจระนำซุ้ม คอื มีการทำตัวปราสาทต้งั แต่ฐานถึงยอด
ย่นื ออกมาจากผนัง ประมาณ 1 ใน 10 สว่ น ตวั ปราสาทประกอบดว้ ยสว่ นฐานเขยี งรองรบั ฐานบัวควำ่ ทม่ี ีท้อง
ไม้ บวั หงายท่มี ลี กั ษณะของข่อื ปลอม ตอ่ ดว้ ยเรอื นธาตุ และ เป็นเรอื นช้นั ซอ้ น แสดงเสาตดิ ผนังของเรือนและ
ของซ้มุ ลักษณะของซมุ้ เป็นทรงกูฑุ (คือเปน็ วงโคง้ รปู เกอื กมา้ ตามรูปแบบของจ่ัวในศิลปะอินเดีย)
สว่ นฐานชน้ั บนล้อมาจากฐานชั้นลา่ งทุกส่วน เพยี งแตม่ กี ารย่นย่อใหแ้ คบลง เช่น สว่ นของปราสาทเล็ก
ลง เป็นตน้
66
ส่วนบน
ในสว่ นของลานประทักษิณ มีร่องรอยของหลุมเสาท่ีต้ังเปน็ คูใ่ นลักษณะของการรองรับหลังคา จึง
สันนิษฐานวา่ นา่ จะเป็นหลังคาของระเบยี งคดท่ีตงั้ อยู่บนลานประทักษิณ ส่วนกลางเหลอื เพียงกองซา กอิฐที่
พงั ทลายลง และมีการลกั รอบขุดหาสมบัติจนไม่มีส่วนของลักษณะรูปแบบใด ๆ ใหศ้ กึ ษาได้ จึงไม่ทราบว่า
สว่ นบนน้ีมรี ปู แบบอยา่ งไร ซึง่ สนั นษิ ฐานไดใ้ นเบ้ืองตน้ วา่ เป็นส่วนของเจดยี ์เท่านั้น แตไ่ มท่ ราบว่าเป็นเจ ดีย์
ประเภทใด
รปู ที่ 2-40 ส่วนบน อาจเป็นปราสาท หรอื เจดีย์ เขาคลังนอก
เกย่ี วกบั รปู ทรงสันนิษฐานและท่ีมาของรูปแบบเจดยี ์มีผศู้ ึกษาและสันนิษฐาน ไว้อยา่ งน้อย 2 ท่าน
ไดแ้ ก่ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สันติ เล็กสขุ มุ และรองศาสตราจารย์ ดร.เชษฐ์ ตงิ สญั ชลี โดย ศาสตราจารย์
เกียรตคิ ณุ ดร.สนั ติ เลก็ สขุ ุม ไดศ้ กึ ษาและทำรปู ทรงลายเสน้ และรูปทรงสนั นิษฐานระบบดิจิตอล 3 มิติ และ
สนั นิษฐานวา่ สว่ นบนน้ันน่าจะเปน็ เจดยี ์ทรงระฆงั ซึง่ อาจเป็นได้ 2 แบบ คือ เปน็ ทรงหม้อนำ้ ทีเ่ ป็นทรงระฆัง
เอวคอดแบบเดียวกับสถูปในสมัยทวารวดี หรือ เป็นทรงระฆังแบบโอคว่ำหรือ คลาทรงระฆัง ส่วน รอง
ศาสตราจารย์ ดร.เชษฐ์ ติงสัญชลี สันนิษฐานไว้ 2 แบบ คือ แบบแรก เป็นเจดยี ท์ รงระฆัง แบบบูโรพโุ ธ กบั อีก
แบบหนง่ึ อาจเป็นทรงปราสาท คือเจดียท์ ี่มเี รือนธาตุ เป็นตน้
ศาสตราจารย์เกยี รตคิ ุณ ดร.สนั ติ เล็กสุขุม ไดส้ นั นิษฐานวา่ สว่ นฐานก่อดว้ ยศลิ าแลงเปน็ 2 ฐาน ซอ้ น
ลดหลั่นกัน ท่ผี นงั ฐานประดบั ดว้ ยปราสาทจำลอง นอ้ ยใหญเ่ รยี งรายกนั มีทางขนึ้ ทงั้ สี่ดา้ น ฐานท้งั สองช้ันนี้คง
67
เคยมีหลงั คา และน่าจะมีเจดีย์ขนาดเล็กประดบั สันหลังคารายล้อม เรยี ก เจดยี ์บริวาร ตรงกลางเป็นเจ ดีย์
ประธานขนาดใหญ่ มรี ะเบียงคดล้อมรอบ เจดยี ป์ ระธานมขี อ้ สันนษิ ฐาน 2 ประการ คือ หากเชือ่ ว่ามีการบูรณะ
ปิดบันไดทางข้นึ ดา้ นหนา้ เพอื่ ประดิษฐานพระพุทธรูป คงเป็นรูปทรงแบบครรภธาตุ ลักษณะอาจจะเปน็ เจดีย์ท่ี
มีเรือนธาตุและเจดยี ย์ อดรูปทรงคล้ายหม้อน้ำ หรอื ประการท่ี 2 ครรภธาตเุ ปน็ ทรงระฆงั โดยสรปุ ว่าเจดีย์เขา
คลังนอกคงเป็นรปู แบบในพุทธศตวรรษที่ 12-13 สรา้ งขึ้นในวฒั นธรรมทวารวดี โดยใช้หลักฐานจากการขุดแต่ง
ทางโบราณคดี ประมวลเข้ากับงานช่างในวฒั นธรรมเดยี วกนั ทง้ั ใกล้และไกล รวมทัง้ ชา่ งร่วมสมยั ในภมู ภิ าค เชน่
การเปรยี บเทียบกับปราสาทในศิลปะเขมร ศลิ ปะจามและศิลปะชวาภาคกลาง ซึง่ สว่ นใหญ่มอี ายุอยู่ในราวพุทธ
ศตวรรษท่ี 12-1326 นอกจากน้ียังมกี ารศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบฐานและสถูปจำลองสมยั ทวารวดี ทั้งลายเส้น
และพระพมิ พ์ ในภาคกลาง ภาคอีสานและภาคใต้ ทำใหไ้ ดร้ ูปแบบของเจดียป์ ระธานและเจดยี ย์ อดว่าน่าจะเป็น
ทรงภาชนะหมอ้ น้ำ27
อย่างไรก็ตามจากหลกั ฐานที่มีการขุดแต่ง โดยกรมศิลปากรและนักวชิ าการโดยเฉพาะศาสตราจารย์
เกยี รตคิ ณุ ดร.สันติ เลก็ สขุ มุ ได้มีกาตรวจสอบข้อมูลในณะทำการขุดแต่งหลายคร้ัง ยืนยันว่าน่าจะเป็นเจดีย์
ทรงระฆงั ซงึ่ สอดคล้องกบั หลักฐานเจดียบ์ ริวาร ที่เปน็ เจดยี ์ทรงระฆงั ดงั นั้น ส่วนยอดของเจดยี ์เขาคลังน อกนี้
จงึ นา่ จะเป็นเจดยี ์ทรงระฆังที่เรียบๆ แบบส่วยอดของบุโรพทุ โธก็อาจเปน็ ได้
รปู ท่ี 2-41 เจดยี ์เขาคลงั นอก เมอื งศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์
รปู ทรงสนั นษิ ฐานโดยศาสตราจารยเ์ กียรตคิ ุณ ดร.สนั ติ เลก็ สขุ ุม แบบท่ี 1
26 สันติ เลก็ สุขมุ , ”รปู แบบสนั นษิ ฐานเขาคลงั นอก อุทยานประวตั ิศาสตรศ์ รเี ทพ เพชรบูรณ์,” คยุ กับงานช่างไทยโบราณ,
(กรุงเทพฯ : เมอื งโบราณ, 2555), หน้า 387.
27 เร่ืองเดยี วกัน, หน้า 186-187.
68
รูปท่ี 2-42 เจดยี ์เขาคลังนอก เมืองศรเี ทพ จ.เพชรบูรณ์
รปู ทรงสันนิษฐานโดยศาสตราจารยเ์ กยี รตคิ ณุ ดร.สันติ เล็กสขุ ุม แบบท่ี 2
รองศาสตราจารย์ ดร.เชษฐ์ ติงสญั ชลี ได้ทำการวิเคราะห์ส่วนฐานเจดยี ์เขาคลงั นอกโดยการ ศึกษา
เปรยี บเทียบกบั เจดียห์ รือเทวาลยั ศิลปะในศิลปะ อินเดีย สรปุ ได้วา่ เจดียเ์ ขาคลังนอกนมี้ ีรูปแบบใกล้เคียงกับ
ศิลปะปาละตอนต้น ศิลปะโจฬะตอนต้น และรวมท้งั ศิลปะในอนิ เดียภาคใต้ เช่น ลักษณะที่ใกลเ้ คยี งกับศิลปะ
ปาละตอนตน้ คือ เจดีย์เขาคลงั นอกมสี ่วนฐานเป็นของตวั เองท่ตี ่างไปจากฐานของเรือนธาตุ คล้ายกบั ซมุ้ บัญชร
ในศิลปะอนิ เดียภาคใต้ การมลี วดลายที่ตา่ งไปจากฐานเรือนธาตจุ ริงคลา้ ยศลิ ปะอินเดียในราชวงศโ์ จฬะ และอีก
ประการหนง่ึ คือ การทำอาคารจำลองท่ีมีเสาตดิ ผนัง มีการประดบั ปราสาทจำลอง ไม่มีรปู เทวดา เปรยี บเทียบ
ไดก้ บั เสาตดิ ผนังทีพ่ บในศิลปะอนิ เดียภาคใต้28
ในสว่ นของรายละเอียดในการเปรียบเทยี บทแ่ี สดงให้เหน็ วา่ รูปแบบของเจดยี อ์ งค์น้ีมคี วามใกล้เคียงกับ
ศิลปะอนิ เดยี ประการสำคญั เชน่ การใช้ฐานที่มรี ปู แบบเดยี วกับฐานเจดีย์สมยั ทวารวดี (ฐานบวั วลยั ) ซ่ึงมีท่ีมา
จากฐานอาคารในศลิ ปะอนิ เดีย ไดแ้ ก่ ฐานทเี่ รยี กว่า กุมภะ-กลศะ ท่ปี ระกอบด้วย บวั คว่ำ (กุมภะ) ขือ่ ปลอมท่ี
รองรับลูกแกว้ ขนาดใหญ่ (กลศ คือหม้อน้ำ) หรือในศลิ ปะทวารวดีเรียกว่า วลัย ฐานลักษณะนี้สามารถ
เปรยี บเทยี บไดก้ ับฐานอาคารในศลิ ปะปาละตอนตน้
28 เชษฐ์ ติงสญั ชล,ี “เขาคลังนอกและประเด็นความเก่ียวข้องกบั สถาปตั ยกรรมอินเดีย,” เมืองโบราณ, ปที ่ี 35 ฉบบั ท่ี 3,
กรกฎาคม 2552, หน้า 126,
69
อกี สว่ นหนงึ่ ท่แี สดงใหเ้ หน็ ถึงรปู แบบทีน่ า่ จะรับมาจากอนิ เดยี คือ ปราสาทจำลอง ซึ่งในศิลปะอินเดีย
เรยี กวา่ “บัญชร” คือ อาคารจำลองทปี่ ระดบั เรือนธาตุ ซึ่งจะมีองคป์ ระกอบของปราสาทเป็นของตัวเอง คอื มี
สว่ นฐาน สว่ นเรอื นและส่วนหลังคาลาด แยกออกจากตัวปราสาท อันเปน็ ลกั ษณะเฉพาะของศิลปะอิน เดีย
ภาคใต้29
อยา่ งไรกต็ ามได้พบว่ามีลักษณะบางอย่างที่ไม่ปรากฏในศิลปะอินเดยี อนั นา่ จะเปน็ งาน ช่า งท้องถิ่น
ได้แก่ ปราสาทจำลองมคี วามใหญ่และกว้างมากกว่าในศลิ ปะอินเดีย ทำให้มีพ้นื ทีใ่ ส่รายละเอียดได้มากกว่าเช่น
ซ้มุ กฑู ุ เปน็ ตน้ 30
จากรูปแบบท่ีปรากฏแสดงให้เหน็ ถึงอทิ ธิพลของศลิ ปะแบบปาละตอนต้นและโจฬะตอนต้น (พุทธ
ศตวรรษที่ 14-15) รวมท้ังอาจมลี กั ษณะทเ่ี ป็นแบบท้องถน่ิ ปะปนอยู่เล็กนอ้ ยน้ี ทำให้อาจกำหนดอายเุ จดีย์เขา
คลังในน้ีได้ว่าน่าจะอยู่ในราวพทุ ธศตวรรษท่ี 14-1531 สำหรับส่วนยอด มีความเห็น ว่าอาจเปน็ ไปได้ 2 แบบ คอื
แบบแรก เป็นเจดยี ท์ รงระฆัง แบบบุโรพุทโธ กบั อกี แบบหน่ึงอาจเป็นทรงปราสาท คือเจดีย์ทีม่ ีเรือนธาตุ เป็น
ต้น
จากรปู แบบท่ปี รากฏแสดงให้เหน็ ถงึ อทิ ธิพลของศิลปะแบบปาละตอนต้นและโจฬะตอนต้ น (พุทธ
ศตวรรษท่ี 14-15) รวมทง้ั อาจมลี ักษณะท่ีเป็นแบบทอ้ งถน่ิ ปะปนอยู่เล็กนอ้ ยน้ี ทำใหอ้ าจกำหนดอายุเจดีย์เขา
คลงั นอกนี้ได้ว่านา่ จะอยู่ในราวพุทธศตวรรษท่ี 14-15
กรมศลิ ปากรไดป้ ระกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานเขาคลังนอก โดยกำหนดขอบเขตเนอื้ ท่ีประมาณ 14
ไร่ 1 งาน ตามประกาศในราชกิจจานเุ บกษา เลม่ ท่ี 80 ตอนท่ี 29 ลงวนั ท่ี 26 มนี าคม 2506
3. ศาสนสถานถำ้ เขาถมอรตั น์ และเขาถมอรัตน์
เขาถมอรตั น์ ตง้ั อย่ทู างทิศตะวันตกของเมืองศรเี ทพ หา่ งออกไปประมาณ 15 กโิ ลเมตร อยู่ในเขต
ตำบลโคกสะอาด อำเภอศรีเทพ ต้งั อยทู่ างดา้ นทศิ ตะวันตกของเมืองศรีเทพและอยู่ในแนวแกน เดียวกันกับ
โบราณสถานเขาคลังนอก ด้วยลกั ษณะของเขาถมอรัตน์ มลี กั ษณะเปน็ เขาโดด ที่รายรอบไปดว้ ยท่ีราบเชิงเขา
จึงทำให้เขาถมอรตั น์มคี วามโดดเดน่ และมอี ตั ลกั ษณ์ของตัวเอง และมีศาสนสถานสำคญั อยู่บนยอดเขา คอื ถำ้
เขาถมอรตั น์ และจากการสำรวจพบวา่ บริเวณยอดเขาน่าจะมีศาสนสถานตั้งอยู่ด้วย เพราะมกี ารพบศิลาแลงท่ี
เกดิ จากการท่ีคนนำขึ้นมาก่อสรา้ งศาสนสถานบนยอดเขา แต่ปัจจบุ ันถกู ลกั ลอบขุดหาของเกา่ จะไม่เหลือสภาพ
ของสิง่ ปลูกสร้างแลว้
29 เรือ่ งเดยี วกนั , หน้า 121-122.
30 เรือ่ งเดียวกนั , หน้า 126.
31 เร่อื งเดียวกนั .
70
ดว้ ยความเป็นเขาลกู โดดทสี่ งู โดดเด่น ประกอบกบั มีถ้ำทม่ี ีการสรา้ งประติมากรรมรปู เคารพจำหลักติด
ทผ่ี นงั ถ้ำทั้งพระพทุ ธรปู และพระโพธสิ ัตว์ ซงึ่ อย่บู นพน้ื ทีส่ ูงอยา่ งมาก แสดงใหเ้ หน็ ถึงพลังศรัทธา ในกา รสร้าง
ศาสนาสถานเพ่ือประกอบพิธีกรรมอย่างมาก จึงสันนษิ ฐานได้ว่า ขุนเขาแห่งนนี้ า่ จะเป็นขุนเขาศกั ดสิ์ ิทธ์ิ ของ
กลุ่มชนในบริเวณนี้ ตามคตขิ องความเป็นขุนเขาอนั ศักด์ิสิทธิ์นั้นน่าจะเกิดข้นึ มาแลว้ ในวัฒนธรรมดั้งเดิม คือ
ตั้งแตส่ มัยกอ่ นทจ่ี ะมีการรับวัฒนธรรมทางศาสนา อนั เป็นความเชอื่ ในเรือ่ งธรรมชาติ ทม่ี กั มีเรือ่ งของศนู ย์กลาง
ความเช่ือสำหรบั ใช้ประกอบพิธกี รรมทางศาสนา เมือ่ ศาสนาพราหมณ์เกิดขึ้น จึงมีความเชื่อเร่ืองขุน เขาอัน
ศักด์ิสิทธ์ิ คอื เทอื กเขาหิมาลัย และมกี ารโยงมาเป็นคัมภีร์ทางศาสนาในเรือ่ งของเขาพระสุเมรุ คอื ศนู ย์กลาง
จกั รวาล อนั เปน็ ทส่ี ถติ ของเทพเจา้ และเกดิ เป็นเรือ่ งของไตรภูมโิ ลกสัณฐานข้นึ แนวความคิดเร่ืองศูนย์กลาง
จักรวาลจงึ เผยแพรม่ าพร้อมกบั ศาสนาพราหมณ์และศาสนาพทุ ธ ตามหลกั ความเชอ่ื วา่ อาณาจกั รใดอาณาจักร
หนงึ่ หรือเมอื งใดเมอื งหน่ึง ตอ้ งมีศูนยก์ ลางความศักดสิ์ ิทธิ์ คือ ความเป็นศูนย์กลางจกั รวา ล สำหรับการ
ประกอบพธิ ีกรรมทางศาสนา เชน่ ในวฒั นธรรมเขมร มเี ขาพนมบาแค็ง เปน็ ศูนยก์ ลางจกั รวาลของเมืองพร ะ
นคร ในพทุ ธศาสนา มหายาน เชน่ ในชวาภาคกลางมีบโุ รพุทโธ เป็นตน้ ดงั นั้นจงึ อาจสันนิษฐานได้วา่ เขา ถมอ
รัตนน์ า่ จะเปน็ ภเู ขาศักด์ิสทิ ธิ์ ท่มี มี าแลว้ อยา่ งนอ้ ยตั้งแต่สมยั ทวารวดี เพราะมกี ารมาสรา้ งประติมา กรร มเพื่อ
ประกอบพธิ ีกรรมทางศาสนา และน่าจะเป็นช่วงท่ีพุทธศา สนา มหายานร่งุ เรือง เพราะมภี า พพร ะโพธิสัตว์
ปรากฏอยู่ นอกจากนยี้ ังมขี ้อสงั เกตว่าการวางผังเมอื งโบราณ น่าจะหันหนา้ มาทางเทือกเขาถมอรัตน์เพรา ะมี
ประตูทางเขา้ หลักหันหนา้ มาทางภูเขาแหง่ น้ี และเป็นทศิ ตะวันตก
หลกั ฐานในสมยั วัฒนธรรมเขมร ทีม่ าปรากฏในชว่ งพุทธศตวรรษท่ี 16-18 พบวา่ มีความชัดเจนว่ามีการ
ใชป้ ระตูเมืองหลักที่หนั หนา้ มาทางเขาถมอรัตน์ ปรากฏการทำทางเดินเขา้ เมอื งท่ีปูด้วยศิลาแลงอยู่ด้าน ทิศ
ตะวันตก กบั อีกข้อสงั เกตหนึ่ง คือ ปราสาททีส่ รา้ งข้ึนใหม่ในวฒั นธรรมเขมรน้ันส่วนใหญ่กห็ ันหน้าไปทางเขา
ถมอรัตน์เชน่ เดยี วกนั นอกจากนี้ยังพบว่า การวางตัวของแนวเมืองโบราณ ที่หนั หน้าไปทางตะวันตกนัน้ เป็น
แนวท่ผี ่านศาสนาสถานเขาคลงั นอกดว้ ยเชน่ กัน จึงอาจกล่าวได้ว่าท้ังหมดมกี ารออกแบบทมี่ ีความสัม พันธ์กัน
และอาจเกยี่ วขอ้ งกับความเป็นขนุ เขาอันศักด์ิสิทธิ์ดว้ ยเช่นกัน
บ ร ิ เวณร อบ เข า ถ มอร ั ตน ์ มี กา ร ส ำร วจแ ล ะข ุ ด ค้ น ทางโ บ ร าณคดี โ ดย ได้ พบ ห ล ั กฐาน ใน สมั ย ก่ อน
ประวัตศิ าสตร์ตอนปลาย เช่น ปลายหอก และขวานสำริด รวมทัง้ ขวานหินขดั และกำไล เปลือกหอย ทจี่ ัดอยใู่ น
ยุคสำรดิ อายุประมาณ 2,000 ปมี าแล้ว แสดงใหเ้ ห็นถงึ ความสัมพนั ธข์ องคนทเี่ คยอยู่บริเวณนี้ได้เปน็ อยา่ งดี
สว่ นศาสนสถานถำ้ เขาถมอรัตน์ อยบู่ นยอดเขาถมอรัตน์ ทีม่ คี ณุ สมบตั ิทางธรณีวิทยาเป็น หินปูน และ
หินไรโอไลท์ มคี วามสงู จากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 584 เมตร เปน็ ถ้ำเพียงคหู าเดียว หันหนา้ ไปทาง
ทิศเหนอื ปากถำ้ กว้าง 4.60 เมตร สูง 13 เมตร ลกึ 20 เมตร พบรอ่ งรอยการดัดแปลงโดยบรเิ วณเกอื บกง่ึ กลาง
ถ้ำเป็นแทง่ หินคล้ายเสาขนาดใหญ่ กวา้ งยาวประมาณ 2 × 5 เมตร สว่ นน้ีเองที่มปี ระตมิ ากรรมในศาสนา พุทธ
71
มหายาน ขนาดความสูงของประติมากรรมระหวา่ ง 1.50 – 2.50 เมตร ประกอบดว้ ยพระพุทธรูปและพร ะ
โพธสิ ตั ว์ จัดเปน็ ศาสนสถานประเภทถ้ำในวัฒนธรรมทวารวดี เมื่อเทยี บกับภาพสลักที่ถำ้ พระโพธสิ ัตว์ จงั หวัด
สระบุรี และทบี่ ริเวณเขางู จงั หวัดราชบุรี
รปู ท่ี 2-43 เขาถมอรัตน์
รปู ที่ 2-44 บรเิ วณภายในถ้ำเขาถมอรตั น์
72
รปู ท่ี 2-45 บรเิ วณภายในถำ้ เขาถมอรตั น์
ถ้ำเขาถมอรัตน์จัดเป็นศาสนสถานท่ีมีรูปจำหลักที่มีความสำคัญแห่งหน่ึงในสมัยทวารวดี เมื่อ
เปรียบเทยี บกบั รปู จำหลกั ทีถ่ ำ้ พระโพธิสัตว์ จังหวัดสระบรุ ี และท่บี ริเวณถำ้ เขางู จงั หวัดราชบรุ ี แต่เป็นที่น่า
เสียดายและนา่ เศรา้ สลดใจเป็นอยา่ งยง่ิ เพราะที่ถำ้ เขาถมอรัตน์แห่งนไี้ ดถ้ กู ทำลายโดยผูล้ ักลอบคา้ โบรา ณวัตถุ
ซง่ึ นา่ จะเปน็ ขบวนการค้าโบราณวัตถุขา้ มชาติ ที่ไดเ้ ข้าไปสกดั สว่ นเศยี รของประตมิ ากรรมเหล่า น้ีไปทั้งหมด
และบางส่วนขององค์ถูกสกดั ทำลายไปด้วย เพื่อนำไปขายต้ังแตร่ าวปี พ.ศ. 2505 อนั เป็นชว่ งทีเ่ มืองศรีเทพยัง
เป็นป่าเข้าไปถงึ ได้ลำบาก และมีหลักฐานว่าประติมากรรมส่วนหน่ึงจากเมื องศรีเทพได้ถูกขายส่งไปยงั
ตา่ งประเทศเป็นจำนวนมาก เชน่ เทวรูป พระพุทธรูป ธรรมจักร ปัจจุบันสว่ นหนึ่งจดั แสดงใน พิพิธภัณฑ์ท่ีมี
ช่ือเสียงในสหรัฐอเมริกา และส่วนหนึ่งเปน็ สมบตั สิ ว่ นบคุ คล
นับเปน็ ภาพสลกั ทม่ี คี วามสำคญั แหง่ หนึ่ง เม่ือเทยี บกบั ภาพสลักที่ถำ้ พระโพธสิ ัตว์ จังหวัดสระบุรี และ
ทบ่ี ริเวณเขางู จังหวดั ราชบุรี แตเ่ ป็นทีน่ า่ เสยี ดายเพราะท่ีเขาถมอรตั น์แหง่ นี้ไดถ้ ูกทำลา ยโดยผู้ลักลอบค้า
โบราณวัตถุทไ่ี ดเ้ ข้าไปกะเทาะส่วนเศียรของประติมากรรมเหล่านไี้ ปเกือบหมด และกรมศลิ ปากรสามารถยึดคืน
ได้ส่วนหนึง่ และสว่ นหนง่ึ มผี ู้นำมามอบใหก้ องพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปจั จุบันจดั แสดงอยู่ในพพิ ิธภัณฑสถาน
แหง่ ชาติ พระนคร (หอ้ งทวารวด)ี งานประตมิ ากรรมแบง่ ออกได้เปน็ 3 กลมุ่ คอื
73
รปู ท่ี 2-46 แผนผงั ถำ้ เขาถมอรัตน์
ท่มี า : โครงการอุทยานประวตั ิศาสตรศ์ รีเทพ, กรมศิลปากร
รูปที่ 2-47 แผนผงั กลุ่มภาพสลกั ภายในถำ้ เขาถมอรัตน์
74
รปู ที่ 2-48 แผนผังถ้ำเขาถมอรัตน์
ท่มี า : โครงการอทุ ยานประวตั ิศาสตร์ศรีเทพ, กรมศลิ ปากร
กลุม่ ที่ 1 เป็นสว่ นของแกนกลางของหินย้อยที่อยกู่ ลางถำ้ ด้านหนา้ สุดเป็นพระพทุ ธรูปยืน ขนาดใหญ่
ปางแสดงธรรม 2 พระหัตถ์ มขี นาดใหญส่ ุด สงู 2.5 เมตร เปน็ องคป์ ระธาน เบอ้ื งซ้ายของพระพุทธรปู ปร ะธาน
ถัดเข้าไปด้านใน มพี ระพุทธรปู ยนื อกี 2 องค์ ขนาดเล็กกว่าองคป์ ระธานเลก็ นอ้ ย เป็นพระพุทธรปู แสดงวติ รรกะ
มุทราทงั้ 2 พระหตั ถท์ ้งั 2 องค์ ทรงยืนเอียงตนเล็กน้อย ทั้ง 2 องค์ถกู สกดั ทำลายอย่างมาก แต่ยงั คงเห็นเค้า
โครงของส่วนพระอังสา รอ่ งรอยของพระหัตถ์ท่ียกขน้ึ แสดงวติ รรกะท้ัง 2 พระหัตถ์ จีวรที่ตกเปน็ วงโค้ง แบบ
พระพทุ ธรูปทวารวดี
75
รูปท่ี 2-49 กลุ่มที่ 1 พระพทุ ธรปู ยนื แสดงธรรมทง้ั 2 พระหัตถ์ ถำ้ ถมอรัตน์
รูปที่2-50 พระพุทธรูปองคท์ ี่ 1 รปู ท่ี 2-51 เศียรพระพทุ ธรปู ท่ี รูปที่ 2-52 ภาพตดั ตอ่ พระพทุ ธรูปองคท์ ่ี 1
พระพทุ ธรูปประธาน พระพทุ ธรปู ยนื สนั นษิ ฐานว่าเป็นพระเศยี รขององค์ที่ 1
แสดงธรรมท้งั 2 พระหัตถ์ สูง 2.50 กว้าง 32 สูง 48 เซนตเิ มตร
เมตร พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร
76
รูปที่2-53 พระพุทธรูปองค์ที่ 2 รปู ที่ 2-54 เศยี รพระพุทธรปู ท่ี รูปที่ 2-55 ภาพตดั ต่อ พระพุทธรูป
พระพุทธรูปยนื แสดงธรรมท้งั 2
พระหตั ถ์ สนั นิษฐานว่าเปน็ พระเศยี รขององค์ท่ี 2 องค์ท่ี 2
สูง 1.50 เซนติเมตร
กว้าง 14.50 สงู 30 เซนตเิ มตร
พพิ ิธภัณฑสถานแหง่ ชาติ พระนคร
กลุ่มที่ 2 ตามบนั ทึกรายการสำรวจของกรมศิลปากร กล่าววา่ กล่มุ ท่ี 2 อยูร่ ะหว่างกลมุ่ ที่ 1 และกลมุ่ ท่ี
3 ประกอบด้วย พระโพธสิ ัตว์ สก่ี ร พระพทุ ธรูปประทับน่งั ปางสมาธิ และดา้ นข้างมสี ถูป 1 องค์ ในภาพลายเส้น
ของคณะสำรวจครง้ั แรกๆ ยังมีภาพสเกต็ ของพระโพธิสัตวย์ ืนอีก 1 องค์ พระพทุ ธรปู ประทบั นัง่ และสถูป ซง่ึ
สภาพปจั จุบนั ไม่เหลอื หลกั ฐานให้ศึกษาแลว้ แตไ่ ดพ้ บหลักฐานสำคญั คือ ได้เศียรพระโพธิสัตวใ์ นชดุ ทีย่ ดึ คนื มา
ไดจ้ ากผู้ลกั ลอบขายโบราณวัตถุ ซง่ึ มีเศียรพระโพธิสตั ว์ทัง้ หมด 3 เศียร แตพ่ บส่วนองค์เพียง 2 องค์ ดงั นน้ั เศียร
นีน้ ่าจะเปน็ ของพระโพธสิ ัตว์ในกล่มุ ท่ี 2 นีเ่ อง ปัจจบุ นั จัดแสดงในพิพิธภณั ฑสถานแห่งชาติ พระนคร อีก 1
เศยี ร แต่ยังหาองคไ์ มไ่ ด้
77
รูปท่ี 2-56 แผนผังกลมุ่ ที่ 2 พระโพธิสตั ว์ พระพุทธรูปปางสมาธิ รปู ท่ี 2-57 เศียรพระโพธิสตั ว์ จากเขา
และสถปู ถมอรัตน์ นา่ จะเป็นรปู จำหลกั ในกลมุ่ ท่ี 2
ท่มี า : โครงการอุทยานประวตั ิศาสตร์ศรีเทพ, กรมศิลปากร กวา้ ง 20 สงู 27 เซนตเิ มตร
พิพธิ ภัณฑสถานแหง่ ชาติ พระนคร
รปู ท่ี 2-58 พระพทุ ธรปู องคท์ ี่ 3 รปู ท่ี 2-59 เศียรพระพทุ ธรปู รูปที่ 2-60 ภาพตัดตอ่ พระพทุ ธรปู
พระพุทธรูปยืนแสดงธรรม สันนษิ ฐานว่าเป็นพระเศยี รขององคท์ ่ี 3 องคท์ ่ี 3
ทง้ั 2 พระหัตถ์ สูง 1.50 เซนตเิ มตร เกบ็ รักษาในพพิ ิธภัณฑสถานแห่งชาติ
สมเดจ็ พระนารายณ์
78
กลุ่มที่ 3 อยู่ที่สว่ นของแกนกลางถำ้ ผนังเดียวกับพระพุทธรูป 3 องค์ แต่อยู่ถัดลึกเข้าไปด้านใน
แบง่ เปน็ 2 กลุม่ ยอ่ ย คอื กลุม่ ย่อยท่ี 1 เปน็ รูปสลักของพระโพธสิ ตั ว์ 2 องค์ เปน็ พระโพธิสตั ว์ 4 กร ทั้ง 2 องค์
เม่ือตรวจสอบกับพระเศยี รท่ถี กู ตดั ไปและจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแหง่ ชาติ พระนคร พบว่าองค์ในเป็นพระ
โพธิสตั ว์ศรอี าริยเมตรไตรยเพราะมสี ญั ลักษณ์ของสถูปทีม่ วยผมชัดเจน ส่วนองคน์ อก สญั ลกั ษณ์บนพระเศียรไม่
ชัดเจน แตน่ า่ จะเป็นพระโพธิสัตวอ์ วโลกเิ ตศวร
รูปที่ 2-61 กลมุ่ ท่ี 3 กลมุ่ พระโพธิสัตว์ และ พระพุทธรูป ธรรมจักรและสถปู
ท่ีมา : โครงการอทุ ยานประวัติศาสตรศ์ รีเทพ, กรมศลิ ปากร
79
รปู ที่ 2-62 กลุ่มท่ี 3 กลมุ่ ย่อยที่ 1 กลุ่มพระโพธิสตั ว์ 2 องค์
รปู ที่ 2-63 ภาพตดั ตอ่ ประตมิ ากรรมพระโพธิสตั ว์ และพระพุทธรูปในกล่มุ ท่ี 3
80
รูปที่ 2-64 ภาพตัดต่อ สันนิษฐานว่าเป็น รูปที่ 2-65 ภาพตัดตอ่ พระโพธิสตั วอ์ วโลกิเตศวร
พระโพธสิ ัตวศ์ รีอารยิ เมตไตรย
รูปที่ 2- 66 ภาพตัดต่อ สนั นษิ ฐานว่าเปน็ พระ รปู ท่ี 2-67 ภาพตัดต่อ พระโพธิสตั ว์ศรี
โพธสิ ัตวอ์ วโลกิเตศวร อาริยเมตไตรย
81
รปู ที่ 2-68 กลุ่มย่อยที่ 2 พระพุทธรูปน่ังเบ้อื งขวาเปน็ ธรรมจกั ร เบอ้ื งซา้ ยเป็นสถปู
กลมุ่ ยอ่ ยท่ี 2 ส่วนแรกเป็นพระพทุ ธรูปปางสมาธิ เบอ้ื งขวาของพระพุทธรปู ประกอบด้วยเสาท่ีต้ัง
รองรับธรรมจักร เบือ้ งซ้ายเปน็ สถูปทรงระฆงั เศยี รพระพทุ ธรูปถกู สกัดไปเชน่ เดยี วกนั (ดกู ารวเิ คราะหร์ ูปแบบ
ในงานประตมิ ากรรม)
รปู ที่ 2-69 ภาพตัดต่อ พระพุทธรูปน่งั เบอ้ื งขวาเป็นธรรมจักร รปู ท่ี 2-70 เศยี รพระพทุ ธรปู สมยั ทวารวดี
เบอ้ื งซา้ ยเปน็ สถปู เก็บรกั ษาในพพิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ
สมเดจ็ พระนารายณ์
82
รปู ท่ี 2-71 รปู จำหลกั พระพุทธรูป รูปท่ี 2-72 ภาพสลกั ดา้ นขา้ งเปน็ กลุม่ พระโพธิสัตว์
อยูส่ ่วนของแกนกลางของถ้ำ
ถ้ำเขาถมอรัตน์
สรุปผลวเิ คราะหร์ ปู แบบและองค์ประกอบของงานประติมากรรมท้ังหมดที่ศาสนสถานถำ้ เขาถมอรตั น์
ในสว่ นของพระพุทธรูปท้งั กลุม่ ที่ 1 และกลุม่ ท่ี 3 แสดงลกั ษณะเฉพาะของศลิ ปะทวารวดีอย่างแท้จริง
ทั้งลกั ษณะของพระพุทธรปู ท่ที ำปางวิตรรกะหรอื แสดงธรรมทั้ง 2 พระหตั ถ์ การครองจีวรหม่ คลมุ และมีชาย
ผ้าตกลงมาด้านหนา้ เปน็ รูปตัวยู (U) อนั ถอื เป็นลกั ษณะเฉพาะที่พบในพระพุทธรูปสมัยทวารวดี ที่ไม่พบใน
ศลิ ปะอน่ื โดยเฉพาะกลุ่มท่ีพบในภาคกลางของประเทศไทย ส่วนชายจีวรดา้ นข้าง แผ่ออกและเป็นร้ิวซ้อน
หลายช้ัน ลกั ษณะนนี้ า่ จะได้รับอทิ ธิพลศิลปะปาละเขา้ มาแล้ว สำหรบั สว่ นเศียรกเ็ ปน็ แบบทวารวดตี อน กลางที่
จัดเป็นลกั ษณะเฉพาะของศิลปะทวารวดอี ยา่ งแทจ้ รงิ แตบ่ างเศยี รก็มฝี ีมือชา่ งดีมาก แสดงลักษณะโดยร่วม คือ
พระพกั ตรค์ อ่ นข้างแบน แปน้ ขมวดพระเกศาใหญ่ พระเนตรต่อกนั เป็นสันคล้ายปกี กา อุษณษี ะเต้ยี ไม่มีพระ
รศั มี จดั เปน็ ศิลปะสมยั ทวารวดี แบบเดยี วกบั ท่ีพบโดยในสมยั ทวารวดีโดยท่ัวไป แต่มขี อ้ สงั เกต คือ พระเนตร
เหลอื บลงตำ่ พระโอษฐ์ได้สัดส่วนไม่แบะกว้างเหมอื นศิลปะทวารวดีโดยท่ัวไป สามารถกำหนดกลุ่มรูปแบบอยู่
ในสมยั ทวารวดตี อนกลาง คือราวพุทธศตวรรษที่ 13-15 ดงั นนั้ โดยรูปแบบและอายสุ มัยอยู่ในสมัยเดียวกัน กับ
องค์ท่ีกล่าวถึงแล้วคงสรา้ งข้ึนในระยะเวลาเดยี วกัน รวมท้ังแนวคดิ และคติการสร้างน่าจะสะท้อนควา มนิยม
เดียวกนั กบั ในภาคกลางของประเทศไทย
นอกจากนี้การพบการทำพระพุทธรูปที่อยู่ระหว่างธรรมจักรกับสถูปก็เปน็ รูปแบบหนึ่งของงาน
ศิลปกรรมในสมัยทวารวดที ี่ชอบทำอย่างมาก พบทง้ั ที่ด้านขา้ งเปน็ สถูปท้ัง 2 องค์ ก็มี ทีเ่ ป็นประติมากรร ม
83
ขนาดใหญแ่ ละขนาดเลก็ รวมถงึ พระพิมพ์ จงึ นบั เปน็ หลักฐานสำคัญอยา่ งหนึ่งของงานศลิ ปกรรมสมัยทวารวดีที่
เมอื งศรเี ทพ
ในส่วนของประตมิ ากรรมพระโพธิสัตว์ เปน็ ประติมากรรมเนือ่ งในศาสนาพุทธมหายาน ศาสตราจารย์
ฌอง บวสเซอรลิเยร์ (Jean Boisselier) ไดเ้ สนอขอ้ คดิ เหน็ เกยี่ วกบั ศลิ ปกรรมเมอื งศรีเทพ วา่ ควรจดั เป็น “สกุล
ชา่ งเมอื งศรเี ทพ” (L’école de Si Tep) โดยให้เหตผุ ลวา่ ประติมากรรมมรี ปู แบบเฉพาะทง้ั ประติมากรรมเนื่อง
ในศาสนาฮินดู และมหายานท่ีพบรว่ มกนั มคี วามใกล้เคยี งกับศิลปะทวารวดี ศรวี ชิ ยั และลพบุรี (เขมรใน
ประเทศไทย) ทผ่ี สมผสานเขา้ ด้วยกนั 32 และกำหนดอายุภาพสลักท่ถี ำ้ ถมอรัตนว์ ่าเป็นมหา ยาน ที่มีรูปแบบ
สัมพันธก์ ับประติมากรรมมหายานกลุ่มท่ีพบทบี่ รุ ีรัมยก์ ำหนดอายุอยใู่ นราวพทุ ธศตวรรษที่ 13-1433
จากลักษณะของพระโพธิสตั วแ์ ละการจัดองค์ประกอบภาพอาจเปรยี บเทียบได้กับภาพสลักท่ีถ้ำ เอลโล
รา่ หมายเลขที่ 12 ในศิลปะคปุ ตะ ราวพุทธศตวรรษท่ี 13 – 14 จงึ สามารถกล่าวไดว้ ่า ภาพสลกั ทีถ่ ้ำถมอรัตน์นี้
คงทำขน้ึ เน่อื งในศาสนาพทุ ธมหายาน
การกำหนดอายสุ มยั ตามที่ศาสตราจารย์ ฌอง บวสเซอรลิเยร์กำหนดเพราะรปู แบบประติมา กรร ม
เปรียบเทยี บได้กบั กลุ่มพระโพธิสตั วใ์ นศลิ ปะเขมร สมยั ไพรกเม็ง-กำพงพระ และกลุ่มประติมากรรมสำริดใน
ศาสนาพุทธมหายานพบทเ่ี มืองฝ้าย อำเภอลำปลายมาศ จงั หวดั บุรีรมั ย์ และไดพ้ บที่ศรเี ทพอีกเปน็ จำน วนมาก
จึงน่าจะกำหนดอายไุ ด้วา่ เปน็ ชว่ งระยะเวลาทศ่ี าสนาพุทธมหายานไดแ้ พร่หลายอย่างมากในราวพุทธศตวรรษที่
13 – 14 แสดงใหเ้ ห็นถงึ ความเชื่อเร่ืองมหายานท่ีได้เข้ามาในเมืองศรีเทพตอ่ จากแบบทวารวดีท่ีมีอยู่ก่อนหน้า
แล้ว
นอกจากน้ีประตมิ ากรรมท่ีมรี ูปแบบเดยี วกนั นี้ยังได้พบในงานประตมิ ากรรมสำริดขนาดเลก็ พบที่เมือง
ศรีเทพ บรเิ วณเขาคลงั ใน จำนวนหลายชนิ้ พบท้ังพระพทุ ธรปู และพระโพธสิ ัตว์ โดยเฉพาะพระโพธสิ ตั ว์ ท่ีเป็น
พระศรีอาริยเมตไตรย มีรูปแบบเดียวกนั กบั องค์ท่ีพบที่ถำ้ ถมอรตั น์ เช่นลกั ษณะพระพักตร์ยาว ชฎามงกุฎทรง
สงู และถักเปน็ ลอนๆ และเป็นชน้ั ๆ แบบเดยี วกนั (รปู ท่ี )
จึงนบั เป็นหลักฐานสำคญั ทั้งทางรปู แบบและคติการสรา้ งทีว่ า่ ในชว่ งพุทธศตวรรษท่ี 13-14 น่าจะมี
ความนยิ มพุทธศาสนาแบบมหายานที่แพร่หลายเขา้ มาถงึ เมืองศรีเทพนด้ี ้วย และน่าจะอย่รู ่วมกับเถรวาทเดิมท่ี
อยูร่ ่วมกนั และอาจเก่ยี วข้องกับศาสนสถานเขาคลงั นอก ทีม่ ีระบบการสรา้ งเปน็ แบบมณฑลจักรวาล ลักษณะ
เดียวกับท่พี บมากในแควน้ เบงกอลของอินเดีย หรือคลา้ ยๆกบั บโุ รพทุ โท ในศลิ ปะชวาภาคกลาง เขาคลังนอกจึง
อาจเป็นศนู ยก์ ลางของพุทธศาสนาฝา่ ยมหายานของเมืองศรีเทพก็อาจเป็นได้ และอาจมีความเกี่ยวข้องกับถ้ำ
เขาถมอรตั น์ ทอ่ี าจเป็นศาสนสถานในพทุ ธศาสนา มหายาน ดว้ ยเชน่ กนั
32 Jean Boisselier, La Sculpture en Thaïlande, p. 104.
33 Jean Boisselier, La Sculpture en Thaïlande, p. 106.
84
ประติมากรรมในวัฒนธรรมทวารวดี (ระหวา่ งพทุ ธศตวรรษที่ 12-15)
ประติมากรรมเน่อื งในพทุ ธศาสนา เถรวาทและมหายาน
พระพุทธรูป
หลกั ฐานด้านประติมากรรม พระพทุ ธรปู ธรรมจกั ร และพระพิมพ์ ท่ีจดั อยใู่ นสมยั ทวารวดีและอาจ
แสดงใหถ้ ึงศาสนาพุทธแบบเถรวาท และส่วนหน่ึงเป็นมหายาน เพราะพบรว่ มกบั พระโพธสิ ัตว์ เช่น ภาพจำหลกั
ทีถ่ ำ้ เขาถมอรตั น์เป็นต้น
ศาสตราจารย์ ฌอง บวสเซอลิเยร์ ได้กล่าวถึงภาพรวมของประติมากรรมเนื่องในพุทธศาสนาว่า
พระพุทธรูปมจี ำนวนน้อยกวา่ เทวรปู มาก พบร่วมกบั มหายาน แสดงถึงความหลากหลาย ของงานช่างและ
ศาสนา ส่วนของพระพทุ ธรปู ประทับนั่งปางสมาธิ มจี ารึกบาลี จดั อยู่ในศิลปะทวารวดี และเปน็ พทุ ธศาสนาแบบ
เถรวาท สว่ นทเี่ ปน็ พุทธศาสนามหายาน มหี ลกั ฐานชัดเจนที่ ถ้ำเขาถมอรตั น์ ที่มีภาพสลกั ทผ่ี นงั ถ้ำ 3 กลุ่ม
ไดแ้ ก่ พระพุทธรปู ยนื มีพระโพธิสัตวอ์ วโลกกิเตศวรและพระโพธสิ ัตว์พระศรอี าริยเมตรไตรย รปู แบบของภูษา
ทรงและการเกลา้ ผมทรงชฎามงกฎุ ทำให้นกึ ถึงพระโพธิสัตว์สำริด ทบ่ี รุ ีรัมย์ ท่จี ดั เปน็ ศิลปะเขมร ท่ีพบใน
ประเทศไทย ช่วงพุทธศตวรรษท่ี 13-1434
เศียรพระพทุ ธรูป หินทราย
มีลกั ษณะพระพกั ตร์ที่จดั อยใู่ นกลุ่มทวารวดแี บบพ้ืนเมืองที่พบอยโู่ ดยท่ัวไปในบริเวณภาคกลางของประเทศไทย
พระพกั ตร์คอ่ นข้างกลม ขมวดพระเกศาใหญ่ พระเนตรตอ่ กนั เปน็ สันคลา้ ยปกี กา พระเนตรโปน พระนาสิกคอ้ น
ขา้ งแบน พระโอษฐ์แบะ จดั เปน็ ศิลปะสมัยทวารวดี ทร่ี ับอทิ ธิพลศิลปะคุปตะของอนิ เดยี อายรุ าวพทุ ธศตวรรษ
ท่ี 13-15
34 Jean Boisselier, La Sculpture en Thaïlande, p. 104.
85
รูปที่ 2-73 ทมี่ า : เศยี รพระพทุ ธรปู สมัยทวารวดีอทุ ยานประวัตศิ าสตร์ศรเี ทพ
นอกจากนไ้ี ด้พบพระพุทธรปู สำริดขนาดเลก็ และพระพมิ พ์ อีกหลายช้ิน พระพทุ ธรูปสำริดนั้นพบ
รว่ มกบั ประตมิ ากรรมสำรดิ ในพทุ ธศาสนามหายาน เช่น พระโพธสิ ตั วอ์ วโลกเิ ตศวร และพระโพธิสตั ว์ศรีอาริย
เมตไตรย ซึ่งมีรูปแบบสมั พันธ์กับกลุ่มประติมากรรมสำริดจากบา้ นฝ้ายและประโคนชัย กำหนดอายุโดย
เปรียบเทยี บรูปแบบกบั ศลิ ปะเขมรในสมัยไพรกเม็ง-กำพงพระ ซ่ึงมอี ายอุ ย่ใู นราวพทุ ธศตวรรษที่ 13-14
พระพทุ ธรูปปางแสดงธรรมประทบั เหนือพนัสบดี
ที่เมืองศรเี ทพได้พลหลักฐานสำคัญในวัฒนธรรมทวารวดีดว้ ยเช่นกัน คือ พระพทุ ธรูปประทับเหนือพนัสบดี
อย่างน้อย 2 ชิ้น ช้ินหน่งึ มหี ลักฐานชดั เจนวา่ พบที่เมืองศรเี ทพ ปจั จุบนั จัดแสดงในพพิ ิธภัณฑสถาน แห่งชาติ
พระนคร สว่ นอกี ชนิ้ หนึง่ เป็นสมบตั สิ ว่ นบคุ คล แต่มที มี่ าวา่ ได้มาจากเมอื งศรเี ทพ เชน่ เดียวกัน
86
รูปที่ 2-74 พระพุทธรูปประทับเหนือพนัสบดี พิพิธภัณฑสถานแหง่ ชาติพระนคร
ประกอบดว้ ยพระพุทธรูปประทบั ยนื ทรงแสดงธรรมทั้งสองพระหัตถ์ ประทับยนื เหนอื สัตว์ผสมที่
เรียกว่าพนสั บดี ซึง่ ชิน้ นแ้ี สดงด้วยสงิ ห์ท่ีมีปากเป็นครฑุ มแี ผงคอ มีเขาเปน็ แพะ ด้านข้างของพระพทุ ธเจ้าเป็น
รปู บุคคล เบ้ืองขวาถือแส้ เบ้อื งซ้ายถือฉัตรกางกั้นองคพ์ ระพทุ ธเจา้
ตัวสตั ว์ผสมอยู่ในกลุ่มที่เรยี กวา่ พนัสบดี ท่ีมีหน้าเป็นสิงห์ มเี ทา้ เปน็ กงเล็บสงิ ห์ มีเขาแบบแพะ แต่มี
ปากเปน็ ครุฑ ลกั ษณะนมี้ คี วามใกลเ้ คียงกับพนสั บดีทีพ่ บจากเมืองซับจำปา และทเ่ี มืองพรหมทนิ จงั หวดั ลพบุรี
สำหรับบคุ คลประกอบดา้ นขา้ ง ทเ่ี บือ้ งขวาถอื แสแ้ ละเบอื้ งซา้ ยถอื ฉตั รนั้นนา่ จะเป็นพระอนิ ทรก์ บั พระพรหม ซ่งึ
ความนยิ มรปู แบบน้ีพบอยใู่ นกลุ่มเมอื งนครปฐม เปน็ สำคัญ
สำหรบั องค์พระพทุ ธรูปนัน้ แสดงพุทธลักษณะของศลิ ปะทวารวดีอย่างแท้จรงิ ตั้งแตก่ ารแสดงวติ รรกะ
ทั้งสองพระหัตถ์ หรือการแสดงธรรม พระพักตร์แบน พระขนงต่อกันเป็นรปู ปกี กา พระเนตรโปนพระนาสกิ แบน
และพระโอษฐแ์ บะ ครองจวี รหม่ คลุมเรียบ และมชี ายจวี รด้านหนา้ ท่ีตกลงมาเปน็ รูปตวั ยู (U) ซึ่งโดยรูปแบบ
พระพทุ ธรปู และความนิยมในการสรา้ งประติมากรรมลกั ษณะน้ที ่ีถอื เป็นลักษณะเฉพาะของวัฒนธรรมทวารวดีน้ี
87
จึงจัดเปน็ ศิลปะททวารวดีอยา่ งแท้จริงในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13-15 และเปน็ วัฒนธรร มร่วมกัน ท่ีเกิดขึ้น
โดยเฉพาะพบมากในเมืองโบราณสมัยทวารวดีในภาคกลางของประเทศไทย และพบมากท่ีเมืองนครปฐมและ
ลพบุรี
ดงั นัน้ การพบซง่ึ ประติมากรรมพระพุทธเจ้าประทบั เหนือพนสั บดแี ละครฑุ ลกั ษณะนี้จะพบเฉพา ะใน
วัฒนธรรมทวารวดแี ละมักพบคู่กบั ธรรมจกั รเสมอ และที่เมอื งศรเี ทพนก้ี ็พบ ธรรมจักรอย่างนอ้ ย 3-4 ช้ิน และ
ได้พบประติมากรรมพระพุทธรูปทรงแสดงธรรมในเหนือพนสั บดีและครุฑน้ีอย่างน้อย 2 ชน้ิ จึงอาจเปน็ ไปตาม
ข้อสันนิษฐานวา่ ประตมิ ากรรมพระพุทธรปู ทรงแสดงธรรมในเหนือพนัสบดี มักประดับบนธรรมจกั รและมักพบ
ในแหลง่ เมืองโบราณสมยั ทวารวดี จึงน่าจะมคี วามเกี่ยวข้องกนั
การประดับประตมิ ากรรมรปู พระพุทธเจ้าเหนอื สัตวผ์ สม “พนสั บดี”
ประเด็นสำคัญคือหนา้ ท่ีของประติมากรรมรูปพระพุทธเจา้ เหนือสัตว์ผสม “พนัสบดี”ว่ามวี ัตถุประสงค์
ของการสรา้ งเพื่ออะไร โดยทว่ั ไปประตมิ ากรรมแบบนจี้ ะมขี นาดความสูงเท่าๆ กนั ประมาณ 40–50 เซนตเิ มตร
และเกอื บทกุ ชน้ิ จะเจาะรตู รงกลางหรอื มเี ดือยอยูด่ ้านหลัง เพ่อื ใช้สวมประตมิ ากรรมช้ินนีต้ ิดกับสว่ นอ่ืนซึ่งน่าจะ
เปน็ สถาปัตยกรรม ศาสตราจารยฌ์ อง บวสเซอลิเยร์เช่ือวา่ น่าจะประดับอยูบ่ นสว่ นหนา้ บันของตัวอาคาร35 แต่
มีขอ้ เสนอใหม่วา่ อาจใชป้ ระดบั ไว้บนธรรมจักร เพราะเหตวุ ่าสว่ นเหนือดุมของธรรมจักรจะมีรลู ักษณะเดียวกับ
รบู น “พนสั บดี” ในดา้ นความหมายของแสงสวา่ งเพ่ือผสมกับธรรมจกั รที่แสดงถึงการเผยแพรห่ ลักธรร มคำ ส่ัง
สอนของพทุ ธศาสนานบั เป็นการสื่อความหมายท่ีสมั พันธ์กนั ไดเ้ ป็นอยา่ งดี36
กลา่ วโดยสรปุ คอื ประติมากรรมพระพทุ ธเจ้าทรงแสดงธรรมเหนือสตั ว์ผสมที่เรยี กวา่ “พนสั บดี” ตาม
แนวความคดิ ของศาสตราจารยฌ์ อง บวสเซอลิเยร์ นา่ จะมีความเป็นไปไดม้ ากทสี่ ุด คอื สตั ว์ผสมนนั้ หมายถงึ เจ้า
ป่าท่มี าจากตำนานพื้นเมืองของอนิ เดีย การที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่เหนือสัตว์ผสมนี้ แสดงถึงพระพุทธองค์
แสดงธรรมอยูเ่ หนอื สรรพสัตว์ทั้งหลายนน่ั เอง และแนวความคิดนไี้ ด้รับการค้นคว้าเพ่ิมเติมจนพบหลักฐาน ว่า
สตั วผ์ สมน้ันบางช้นิ ได้ผนวกกับหนา้ เกยี รติมขุ (หนา้ กาล) เข้าไว้ดว้ ย เมอ่ื มาผสมกบั การท่ีมพี ระอาทิตยห์ รือสุริย
เทพ (พระอรณุ าทติ ย์) จึงอาจหมายถงึ เทพเจา้ แห่งแสงสว่างได้37 และเม่ือรวมกับการใช้งานว่า อาจใช้ประดับไว้
บนธรรมจกั ร เพอ่ื สื่อความหมายของแสงสว่างเพ่อื ผสมกับธรรมจักรทแ่ี สดงถงึ การเผยแพร่หลักธรรมคำสั่งสอน
ของพทุ ธศาสนานบั เป็นการสื่อความหมายที่สัมพนั ธก์ ันได้เปน็ อยา่ งดี
35 Jean Boisselier, La Sculpture en Thaïlande, p. 89.
36 ร่งุ โรจน์ ธรรมรงุ่ เรือง. พระพทุ ธรูปประทบั เหนอื พนสั บดใี นศลิ ปะทวารวดี, ดบู ทสรุปหน้า 77-78.
37 รุง่ โรจน์ ธรรมรุ่งเรอื ง. พระพุทธรปู ประทับเหนอื พนสั บดีในศลิ ปะทวารวดี, ดูบทสรุปหน้า 77-78.
88
ธรรมจกั ร
ธรรมจกั รกบั กวางหมอบเปน็ สญั ลักษณ์ทางพุทธศาสนาอยา่ งหน่ึงท่ีพบแพรห่ ลายอยู่โดยท่ัวไปใน อารย
ธรรมทวารวดี จนอาจจะกลา่ วไดว้ า่ เปน็ ตวั แทนของอารยธรรมนี้ได้เป็นอย่างดีวา่ วัฒนธรรมทวารวดเี ผยแพร่ไป
ถงึ ไหนกจ็ ะพบธรรมจักรกับกวางหมอบไปถงึ ดินแดนนัน้ ๆ ด้วย ธรรมจักรเปน็ เคร่ืองหมายของการประกาศพระ
ธรรมคำสง่ั สอนของพระพุทธเจา้ ซ่ึงเป็นสัญลักษณข์ องการแสดงปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ทีป่ ่า อิสิปัตน มฤ
คทายวัน แขวงเมอื งพาราณสี หลงั จากน้ันธรรมจักรจึงกลายเป็นเครอ่ื งหมายของพระธรรมคำ สั่งสอนของ
พระพทุ ธเจา้ ที่ไปปรากฏตามที่ตา่ ง ๆ ธรรมจักรกบั กวางหมอบที่พบในประเทศไทยเขา้ มาพร้อม ๆ กบั การรับ
พุทธศาสนาหลงั สมัยคปุ ตะแล้ว คอื ในสมัยทวารวดตี ง้ั แตพ่ ุทธศตวรรษท่ี 12 เป็นตน้ มา
รูปที่ 2-75 ธรรมจกั ร พบจากการขุดแต่งเขาคลงั ในอทุ ยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ
จากหลกั ฐานที่มีการค้นพบแสดงให้เหน็ ว่าการประดษิ ฐานธรรมจักรนน้ั จะตั้งอยู่บนหวั เสา โดยมีแท่น
ฐานรองรับ อาจอยู่กลางแจ้งหรอื มีหลังคาคลมุ ลักษณะเดียวกับตัวแทนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใน
ความหมายของอุเทสกิ เจดยี ์ดว้ ย ในความหมายทม่ี ีขอ้ สนั นิษฐานใหมท่ ่ีพบวา่ บนธรรมจักรส่วนหน่ึงนยิ มจารึกไว้
ตาม กง และกรรม มีข้อความเก่ียวกบั หวั ใจพระพทุ ธศาสนา และพบว่าทส่ี ่วนโคนธรรมจักมกั มีการปร ะดับ
ประตมิ ากรรม จำพวก พระอาทติ ย์ คชลักษมี เกียรติมุข ครุฑ ซึ่งประตมิ ากรรมเหล่าน้ีเปน็ สัญลักษณ์ของแสง
89
สว่าง ดังนั้นในความหมายของธรรมจกั รคอื หลักธรรมแหง่ แสงสวา่ ง การทธี่ รรมจักรไปปรากฏ ณ ท่ีแหง่ ใดแสดง
ใหเ้ ห็นถงึ การประกาศศาสนาและเปรยี บเสมือนแสงสว่างไปถงึ ณ ดนิ แดนนัน้ แล้ว
รูปแบบศิลปกรรมของธรรมจักร
ทเี่ มอื งศรเี ทพได้พบธรรมจักรอยา่ งราว 10 ชิ้น ซ่งึ ถอื ได้ว่ามีจำนวนมากเมืองหน่งึ ในวฒั นธรรมทวารวดี
แตส่ ่วนใหญ่ไมส่ มบูรณ์เต็มองค์ แต่กส็ ามารถศกึ ษารปู แบบและบรู ณะให้เต็มองค์ได้ โดยมีธรรมจักรที่สมบูร ณ์
เต็มองค์ 1 ชนิ้ จัดแสดงในพพิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ พระนคร มธี รรมจักรขนาดใหญ่มาก 2 ชน้ิ ไม่สมบูรณ์แต่
ได้บูรณะให้เต็มช้นิ ช้ินแรกต้ังอยู่ดา้ นหน้าศาสนสถานเขาคลงั ใน ชิ้นที่ 2 จัดแสดงกลางแจ้งทีพ่ ิพิธภัณฑสถาน
แห่งชาติ รามคำแหง นอกจากน้ียงั ได้พบชนิ้ ส่วนธรรมจกั ร ศลิ าและศลิ าแลงอกี หลายชนิ้ เกบ็ รวมรวมไว้ในคลัง
ศนู ย์ข้อมลู อุทยานประวัติศาสตร์เมืองศรีเทพ ทสี่ ำคญั ชิ้นหน่งึ มขี นาดเล็กมจี ารกึ ที่กงธรรมจักร ด้วยอักษรปัล
ลวะ ภาษาบาลี อกี ช้ินหนงึ่ จัดแสดงอยู่ทีพ่ ิพธิ ภัณฑ์ นอร์ตนั แซมมอน ประเทศสหรัฐอเมริกา สนั นิษฐานวา่ ไป
จากเมอื งศรีเทพ นอกจากนย้ี งั มีการคน้ พบจากการขดุ แต่งทางโบราณคดีท่ีเมืองศรีเทพอีกหลายชนิ้ แต่อยู่ใน
สภาพชำรดุ
รปู ที่ 2-76 อทุ ยานประวตั ิศาสตรศ์ รีเทพลวดลายบนธรรมจักร เปน็ ลายดอกกลมสลับสี่เหลีย่ มขนมเปียกปูน
จากรปู แบบของธรรมจกั รมสี ว่ นสำคญั ที่ช่วยในการกำหนดอายไุ ด้คือ ลวดลายที่ประดบั ท่กี งธรรมจักร
อนั เป็นลวดลายทีเ่ หมือนกับท่ีพบในแถบภาคกลางของประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มท่ีพบท่นี ครปฐม ลวดลาย
90
สำคญั คือลายดอกกลมสลบั ส่ีเหล่ยี มขนมเปียกปูน โดยเฉพาะจะมีลายกระหนกรุ่นเก่าทีเ่ รียกว่า “กระหนกผัก
กูด” เป็นลวดลายทน่ี ิยมอยา่ งมากในสมัยทวารวดี ท่มี ีอิทธพิ ลของศลิ ปะคปุ ตะหรือหลังคุปตะที่พบทางอินเดีย
ภาคใต้ (เรียกวา่ วกาฏกะ) ซึ่งลายนไี้ ด้เข้ามาสูศ่ ิลปะในเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้ ตั้งแตว่ ัฒนธรรมอนิ เดียเข้า มา
ในยุคแรก ๆ คือตัง้ แต่ราวพทุ ธศตวรรษที่ 12 เปน็ ต้นมาและมาปรากฎอย่างมากในศิลปะทวารวดี ดังนั้นจาก
ลวดลายทีม่ ีความสัมพันธก์ ับทวารวดีในภาคกลางส่วนใหญ่จะกำหนดอายธุ รรมจักรอยใู่ นราวพทุ ธศตวรร ษท่ี
12-13
ลวดลายธรรมจกั ร ประกอบดว้ ย ท่ขี อบวงล้อ เป็นลายกระหนกลอ้ มรอบทง้ั หมด ส่วนทีว่ งล้อธรรมจกั ร
มกี รอบลายเปน็ ลายลกู ประคำทัง้ ด้านในและนอก ภายในเป็นลายดอกส่ีกลีบ (แทนลายดอกกลม) สลบั ส่เี หลี่ยม
ขนมเปยี กปูน และมีลายกระหนกแยกออกดา้ นขา้ งท้ัง 2 ขา้ ง ลกั ษณะของลายกระหนกเป็นแบบกระหนกผักกูด
ทีน่ ยิ มอยูใ่ นสมยั ทวารวดี นอกจากนย้ี ังมลี วดลายท่ีวงรอบดุมธรรมจกั ร และทปี่ ลายซ่กี ง ท้ังหมดเป็นลาย
กระหนกผักกดู ท้ังสิน้
ลักษณะของลายกระหนกผักกดู คือลายทเ่ี หมอื นเลขหนึ่งไทย (1) แตม่ ลี กั ษณะของวงท่ีมว้ นนั้น มีขอบ
หยกั ๆ คลา้ ยกบั ผกั กดู จงึ เรยี กว่ากระหนกผักกดู เปน็ ลวดลายท่เี กดิ จากธรรมชาติ แต่เกิดในศลิ ปะอนิ เดียสมัย
คปุ ตะก่อนและแพรห่ ลายมาพรอ้ มกบั วัฒนธรรมอนิ เดียภูมิภาคเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้ เราได้พบบายลายน้ีทั้ง
ในศลิ ปะ ชวาภาคกลาง ในศิลปะเขมรสมัยก่อนเมืองพระนคร ศลิ ปะจามและศิลปะทวารวดีของไทย สว่ นใหญ่
ในสมยั ทวารวดนี ยิ มประดับตามส่วนฐานเจดยี ์ และลวดลายบนธรรมจกั รและเสาธรรมจกั ร เปน็ ตน้ ซึ่งลกั ษณะ
ลวดลายกระหนกผักกดู ที่พบท่ีธรรมจักรชิ้นนี้เหมอื นกับลายท่ีฐานเจดยี ์เขาคลงั นอก และยงั เหมือนกบั ลวดลาย
บนธรรมจักรและฐานเจดีย์ สมัยทวารวดที ่พี บในภาคกลางทั้งหมด เช่น ที่นครปฐม คบู วั อทู่ องและที่ลพบุรี
เป็นตน้ ซ่ึงสามารถกำหนดอายไุ ด้ว่าอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 12-14
จากรปู แบบและลวดลายนีส้ ัมพันธก์ ับชน้ิ ส่วนเสาธรรมจกั รทีม่ รี ูปพนัสบดี จารึกบนพบทเ่ี มืองศรีเทพ
เป็นจารึกดว้ ยอกั ษรปลั ลวะ ภาษาบาลี กำหนดอายุไดใ้ นราวพุทธศตวรรษท่ี 12-14 หมายถึงได้ ประดิษฐานไว้
หรือได้ตง้ั ไว้38 หลักฐานนีม้ คี วามสำคญั มาก อนั ดับแรก คือ วฒั นธรรมการตง้ั ธรรมจักรทเ่ี หมือน กับที่พบตาม
เมอื งโบราณสมยั ทวารวดีเมืองอืน่ ๆ ที่ตงั้ บนเสา ส่วนทส่ี องการพบหน้าของพนสั บดี คอื ตระกลู ของสงิ หม์ ปี กี ซ่งึ
ถือเปน็ รูปแบบศิลปกรรมเฉพาะท่ีพบในสมยั ทวารวดี และส่วนหนงึ่ จะพบว่าทำเปน็ ประติมากรรมพระพุทธเจ้า
ประทับเหนอื พนสั บดแี ละมีข้อสันนษิ ฐานว่านา่ จะเป็นส่วนหนึ่งทใี่ ช้ประดบั กับธรรมจักร39 ซึ่งแถบเมืองโบราณ
สมยั ทวารวดที ี่ใกลเ้ คียงกับเมืองศรเี ทพ มีพบเป็นจำนวนมาก เชน่ เมืองโบราณซับจำปา (ลพบุรี) พบจำนวน
หลายชน้ิ เมืองโบราณ พรหมทิน (ลพบุรี) นอกจากนีย้ งั พบแถบอำเภอโคกสำโรง จงั หวัดลพบรุ ี ซ่งึ อาจมบี างชิ้น
38 คำอ่านจากสำเนาจารึก อ่านโดยเอมอร เชาวน์สวน อา่ นเมือ่ พ.ศ. 2561 ศูนย์ข้อมูลอุทยานประวตั ศิ าสตรศ์ รีเทพ.
39 รงุ่ โรจน์ ธรรมรุง่ เรือง. พระพุทธรปู ประทับเหนือพนัสบดีในศิลปะทวารวดี, ดบู ทสรปุ หน้า 77-78.
91
ทนี่ ำไปจากเมอื งศรีเทพก็ได้ อกี ประการหนึง่ คอื จารกึ อักษรปัลลวะ ภาษาบาลี ทีม่ ักจะพบพรอ้ ม ๆ กัน ใน
วัฒนธรรมทวารวดี ทำให้มีข้อสันนิษฐานเร่ืองอายุว่าอยใู่ นราวพธุ ศตวรรษที่ 12-14 และข้อสันนิษฐาน ว่า
ช่วงเวลาน้ีมีการนบั ถือพุทธศาสนาแบบเถรวาท เพราะใชภ้ าษาบาลี และจารกึ ท่พี บท่ธี รรมจักร ส่วนใหญ่เป็น
ภาษาบาลีและมักกลา่ วถึงหลักธรรม หรอื คาถาท่สี ำคัญทางพุทธศาสนา เถรวาท เป็นหลกั
รปู ท่ี 2-78 ธรรมจกั ร พบทเ่ี มืองศรเี ทพ พิพิธภณั ฑสถานแหง่ ชาติ รามคำแหง รูป 2-79 ธรรมจกั ร ไดจ้ ากการขุดแตง่
เมอื งศรเี ทพขนาด ศก.100 ซม.
สูงฐาน. 134
พพิ ิธภณั ฑสถานแหง่ ชาติ พระนคร
ประตมิ ากรรมในพุทธศาสนามหายาน
พระโพธิสตั ว์ ขนาดเลก็ สำรดิ
รูปเคารพในพุทธศาสนามหายานท่ีพบอยเู่ สมอไดแ้ ก่ พระโพธิสัตว์อวโลกเิ ตศวร (มีพระธยานิพุทธอมิ
ตาภะ ปางสมาธิอยู่ที่มวยผม) และพระโพธิสัตว์ศรีอาริยเมตไตรย (มีสถูปอยู่ที่มวยผม)จากหลกั ฐานทาง
ศิลปกรรมไดแ้ ก่ ภาพสลกั ทีผ่ นังถ้ำเขาถมอรัตน์ และประติมากรรมสำรดิ ขนาดเล็ก และมบี างองคท์ ำจา กเงิน
คือพระโพธสิ ตั วก์ ลุ่มหนง่ึ ท่ไี ด้จากการขุดแต่งทางโบราณคดี เขาคลงั ใน แสดงให้เหน็ ว่ามกี ลุม่ ชนที่เมืองศรีเทพ
นับถอื พุทธศาสนาแบบมหายานรว่ มอยูด่ ว้ ย
92
รูปท่ี 2-80 พระโพธสตั วศ์ รีอารยเมตไตรย สำริด
ศูนยข์ ้อมูลอุทยานประวัตศิ าสตรศ์ รเี ทพ
งานศลิ ปกรรมเหล่านี้เปรยี บเทียบได้กับกลุ่มงานประตมิ ากรรมท่ีมีชื่อเสยี งแห่งหนึ่งท่ีพบในปร ะเทศ
ไทย คือทเ่ี มอื งฝา้ ย อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรรี มั ย์ ซึ่งมีลกั ษณะทเ่ี หมือนกับศิลปะเขมรสมัยไพร กเม็ง -
กำพงพระ กำหนดอายไุ ด้ในราวพุทธศตวรรษที่ 13-14 อนั เปน็ ระยะเวลาท่ศี าสนาพทุ ธแบบมหายานแพร่หลาย
อย่างมากในเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต้
ประติมากรรมพระโพธิสัตว์ สำรดิ ขนาดเล็กนี้ทีเ่ หลอื หลักฐานอยู่ 3 องค์ เป็นพระโพธิสัตว์ศรีอาริย
เมตไตรย ประทบั น่ังทัง้ 3 องค์ 2 องค์ประทับนง่ั ขดั สมาธริ าบปางสมาธิ สว่ นอกี องค์หนึ่ง ประทับน่ังขัดสมาธิ
เพชร พระหตั ถข์ วาถือหมอ้ นำ้ พระหัตถ์ซา้ ยถอื ดอกบัว
พระโพธสิ ัตวศ์ รีอาริยเมตไตรย ประทับนั่งขัดสมาธริ าบ ปางสมาธิ 2 องค์ ทงั้ 2 องคม์ ีลักษณะและขนาดเท่า ๆ
กนั การขดั สมาธริ าบอย่างหลวมๆ แบบทีพ่ บอยโู่ ดยทั่วไปในศิลปะทวารวดี พระเพลาแคบ พระพกั ตรม์ ีลักษณะ
เดยี วกบั ภาพจำหลกั พระโพธสิ ัตวท์ ่ีถำ้ ถมอรัตน์ พระพกั ตร์ค่อนขา้ งรูปไข่ พระเนตรเหลือบลงต่ำแสดงถึงความ
สงบ ลักษณะสำคญั คือ พระเกศาทรงชฎามงกุฎ ทม่ี ีเสน้ พระเกศาถกั และทำเปน็ ชน้ั ๆ ที่มวยพระเกศาประดับ
93
สถปู อนั เปน็ สญั ลักษณข์ องพระโพธิสตั ว์ศรีอาริยเมตไตรย ลักษณะพระพักตร์และชฎามงกุฎเป็นแบบเดียวกับ
เศียรพระโพธสิ ัตว์จำหลักท่ถี ำ้ เขาถมอรัตนแ์ ละสามารถเปรยี บเทียบได้กับกลุ่มพระโพธสิ ัตว์สำริด ท่ีพบที่ประ
โคนชยั และลำปลายมาศ จังหวดั บุรรี มั ย์ และ จากบ้านโตนด จังหวดั นครราชสมี า
ซึ่งเปรยี บเทียบได้กบั ศลิ ปะสมัยไพรกเมง-กำพงพระ ของเขมร ซ่ึงประติมากรรมกลุม่ นกี้ ำหนดอายุได้
อยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 13-14 อันเป็นช่วงที่พุทธศาสนา มหายานแพร่หลายเข้ามาในเขมรและในประเทศไทย
รปู ท่ี 2-81 พระโพธสตั ว์ศรีอารยเมตไตรย เน้ือเงนิ ศนู ย์ขอ้ มลู อทุ ยานประวัติศาสตรศ์ รเี ทพ
พระโพธิสัตวศ์ รอี ารยิ เมตไตรย ประทับน่งั ขัดสมาธเิ พชร เหนอื ฐานบวั ควำ่ -บวั หงาย (หนา้ กระดานเปน็
ร่องแบบพระพุทธรูปอทู่ อง) พระหัตถ์ขวาถอื หม้อนำ้ พระหัตถ์ซ้ายถอื ดอกบวั เนอ้ื เงนิ ลักษณะของพระโพธิสัตว์
องคน์ แี้ ตกต่างจาก 2 องค์อยา่ งสน้ิ เชิง คอื ประการแรก คือ เป็นประตมิ ากรรมทรงเครอื่ ง ประดับทั้งกุ ณฑล
กรองศอและปน้ั เหนง่ ประการที่ 2 แสดงปางที่แตกต่าง คอื มสี ิง่ ของทท่ี รงถือไว้ในพระหตั ถ์ สนั นิษฐานว่าพระ
หัตถ์ขวาน่าจะเปน็ หมอ้ น้ำ พระหตั ถ์ซา้ ยน่าจะเป็นดอกบวั และประการท่ี 3 ลักษณะพระพกั ตร์ที่พระเนตรเปิด
มองตรง แสดงความสหี น้าเคร่งขรึมแบบศิลปะเขมร ส่วนท่ีเหมือนกนั คอื ชฎามงกฎุ ที่ถักเปน็ เส้น ๆ และทำ
เปน็ ช้ัน ๆ ทีม่ วยผมประดบั สถปู ประติมากรรมชิ้นนแ้ี สดงใหเ้ ห็นถึงลักษณะทีเ่ หมอื นกบั กล่มุ ประติมากรรมที่พบ
ทบ่ี า้ นฝ้าย ประโคนชัยและลำปลายมาศ และทบี่ ้านโตนด อยา่ งแทจ้ รงิ และคงเป็นชิ้นพิเศษเพราะทำจากเงิน
และมกี ารทรงเครอ่ื ง