94
ประติมากรรมเนอ่ื งในศาสนาพราหมณ์
ที่เมืองศรีเทพนอกจากจะเป็นเมืองสมัยทวารวดีที่พบประติมากรรมในพุทธศาสนาเถรวาทและ
มหายานแลว้ ยังไดพ้ บประติมากรรมในศาสนาพราหมณ์อีกเป็นจำนวนมากด้วยเช่นกัน รูปเคารพในศาสนาพ
ราหณ์ท่ีพบเปน็ จำนวนมาก ได้แก่ ศิวลึงค์ พระวิษณุ พระกฤษณะ (อวตารภาคหนงึ่ ของพระวิษณุ) และพระ
สรุ ยิ ะ และยังมีชิ้นสว่ นประตมิ ากรรมองค์อน่ื ๆ เชน่ พระอรรถนารีศวร พระพฆิ เนศ ฐานศิวลงึ ค์ โคนนทิ เป็น
ตน้ สำหรับประตมิ ากรรมเน่ืองในศาสนาพราหมณ์นแ้ี บง่ ได้ 2 ชว่ งเวลา ตามหลกั ฐานทางวัฒนธรรม คือ ใน
วัฒนธรรมทวารวดี ระหวา่ งพทุ ธศตวรรษท่ี 12-15 และในวัฒนธรรมเขมร ในชว่ งพทุ ธศตวรรษท่ี 16-17
รปู เคารพในศาสนาพราหมณ์ในวฒั นธรรมทวารวดี พทุ ธศตวรรษที่ 12-15
จากการประมวลหลกั ฐานงานประติมากรรมในศาสนาพราหมณ์ที่เปน็ แหลง่ ทพี่ บแหล่งใหญ่มากแหล่ง
หน่ึงในวฒั นธรรมทวารวดี เพราะเหตุว่าในวฒั นธรรมทวารวดีโดยทัว่ ไป ส่วนใหญจ่ ะเป็นรปู เคาร พใน พุทธ
ศาสนา เปน็ หลัก ท่ีเกี่ยวข้องกับศาสนาพราหมณจ์ ะมนี อ้ ยมาก ในดินแดนไทยชว่ งพุทธศตวรรษท่ี 12-13 น้ี ได้
พบประติมากรรมเนื่องในศาสนาพราหมณจ์ ำนวนมากอยู่ 3 แหล่ง ได้แก่ ในภาคใต้ แถบตะกวั่ ป่า พังงา และสุ
ราษฎร์ธานี รองลงมาคือ เมอื งศรีมโหสถ ปราจนี บุรี และทเี่ มืองศรีเทพ แห่งน้ี นอกน้ันมีพบบ้างแต่ไม่มากนัก
เช่น เมอื งอู่ทอง เมืองนครชยั ศรี (นครปฐม) และลพบุรี
ประติมากรรมท่ีกลา่ วถึงนี้สว่ นใหญ่เปน็ เทวรูปลอยตวั ขนาดใหญ่ คือประตมิ กรรมสำหรับต้ังเคารพ
บูชา จากหลกั ฐานท่ีพบท่ีเมืองศรเี ทพ สว่ นหน่งึ ไดจ้ ากการสำรวจทางโบราณคดเี ปน็ โบราณวตั ถทุ ี่ทิ้งรา้ งอยู่ ส่วน
หนึ่งได้จากการขดุ แตง่ ทางโบราณคดีในรนุ่ หลงั แตม่ ีประตมิ ากรรอีกเป็นจำนวนมากทีเ่ คลื่อนย้ายออกไปจาก
เมืองศรีเทพแล้วและปัจจุบนั ไม่ทราบที่มาท่ีแน่ชัด และอีกกลุ่มหนึง่ นบั เปน็ กลุ่มสำคญั คือ อยู่ในความ
ครอบครองของเอกชนและส่วนหนึ่งอยูใ่ นพิพิธภัณฑ์ ต่างประเทศ เชน่ ในสหรฐั อเมริกาและในเยอรมนั เป็นต้น
ที่มาของประติมากรรมในศาสนาพราหมณ์ที่เมืองศรีเทพ น่าจะมาจากประการสำคัญ คือ ได้มี
นกั วชิ าการทีไ่ ดเ้ ขา้ ไปสำรวจพบและกล่าวถึงต้ังแตร่ าวปี พ.ศ. 2452 คือ นายลูเนท์ เดอ ลาจงกเี เยร์ (Lunet
de Lajonquière) ตั้งแต่ระยะแรก และเมอื งศรีเทพเป็นเมืองท่ีถกู ท้งิ ร้าง จึงมีผทู้ ่เี ริ่มนำประติมกรร มออกมา
ส่วนหน่งึ สะสมและส่วนหนงึ่ นา่ จะมีการขายออกไปยังต่างประเทศ เป็นจำนวนมาก และอกี สว่ นหนึ่งเป็นข้อมูล
ทางวชิ าการท่นี า่ สนใจเกีย่ วกบั ประติมากรรมชุดน้ี ในเรอื่ งของความเปน็ รูปแบบเฉพาะของงานช่างสงู มาก ทั้ง
รปู แบบท่ไี ดร้ ับอทิ ธิพลศลิ ปะอินเดีย มีความใกล้เคยี งกบั ประติมาการรมในศิลปะทวารวดใี นภาคใต้และภา ค
95
กลาง และศิลปะเขมรสมัยกอ่ นเมืองพระนคร และท่ีสำคญั คอื มีความเปน็ ลักษณะเฉพาะท่ีเรียกวา่ สกุลช่าง
หรอื สกลุ ชา่ งทอ้ งถ่ินอย่างแทจ้ รงิ ตามความเห็นของศาสตราจารย์ ฌอง บวสเซอลเิ ยร์40
พบวา่ ถอื เปน็ แหล่งใหญ่มาประตมิ ากรรมในศาสนาพราหมณ์ท่ีพบในช่วงเวลาน้ีส่วนใหญ่ได้แก่ พระ
วิษณสุ ก่ี รสวมหมวกทรงกระบอก พระกฤษณะ (อวตารภาคหน่ึงของพระวษิ ณุ) และพระสรุ ิยะ โดยท่ีพบ
หลักฐานมากที่สุด คอื พระสรุ ิยะ เป็นตน้ ส่วนท่ีพบบา้ งเปน็ บางช้นิ ไดแ้ ก่ ศิวลงึ ค์ เศยี รพระอิศวร และพระ
อรรถนารศี วร เป็นตน้
ประตมิ ากรรมท่เี มืองศรีเทพในระยะเวลานี้ เกิดจากการผสมผสานรูปแบบ จากอินเดยี เทวรูปใน
ภาคใต้และภาคตะวันออกของประเทศไทย และเขมรสมยั ก่อนเมืองพระนคร แต่ก็มลี ักษณะทไี่ ม่ใช่ภาคใต้ เช่น
การทรงผา้ ภษู า บางองค์ที่เป็นแบบเขมร แตก่ ม็ ีส่วนที่ไมใ่ ชศ่ ิลปะเขมร เร่ืองเทคนคิ การสร้างทีต่ ่างกนั ซึง่ ถือเป็น
ลักษณะเฉพาะท่ีโดดเด่น คือ เร่อื งเทคนิคงานช่างทกี่ ลา้ สร้างประตมิ ากรรมลอยตัวอย่างแทจ้ ริง โดยไมม่ แี ผ่นวง
โคง้ ด้านหลงั ประการท่ี 2 คอื นยิ มการยนื ทา่ ตรภิ ังค์ หรอื การยกแขนข้างหน่ึง อนั แสดงให้เห็น เสมือน การ
เคล่อื นไหว ซึ่งต่างจากประตมิ ากรรมในแหล่งอ่ืน ๆ ในระยะเวลาเดียวกัน ดงั นน้ั จึงมกี ารกำหนดรูปแบบเป็น
“สกุลช่างศรเี ทพ” และน่าจะมอี ายอุ ยู่ในราวพทุ ธศตวรรษท่ี 12-14
การศึกษาเปรียบเทียบและการกำหนดอายุ
จากการศึกษาโดยภาพรวมของประติมากรรมกล่มุ น้ที ัง้ หมดที่สามารถศึกษาลักษณะรูปแบบและแนว
ทางการกำหนดอายุได้ คือ ประตมิ ากรรม พระวิษณุ พระกฤษณะและพระสรุ ยิ ะ ซ่ึงแตล่ ะพระองค์พบหลายชิ้น
จึงพอประมวลลักษณะร่วมของเทวรูปท้ัง 3 องคไ์ ดว้ า่ มลี กั ษณะทใี่ กล้เคียงกัน ทั้งเร่อื งของพระพักตร์ มงกุฎ
ภษู าทรง หรอื เคร่ืองประดบั ทีม่ ีลวดลายบางองค์ เชน่ กรองศอ กณุ ฑล เป็นตน้
พระพกั ตร์และหมวกทรงกระบอก
พระพักตรส์ ลกั ได้อย่างได้สดั ส่วน กลมแป้น ทรงสวมกิรีฎมงกุฎทรงกระบอก เรยี บและสงู ทัง้ ลักษณะ
พระพักตร์ และมงกุฎยังมีความใกล้เคียงกับศิลปะอินเดียสมัยคุปตะและหลังคปุ ตะ และยังใกล้เคียงกับพร ะ
วษิ ณทุ ่พี บในภาคใต้และภาคตะวนั ออกของประเทศไทย และยังใกลเ้ คยี ง ศิลปะเขมรสมัยก่อนเมอื งพระนครอีก
ด้วย ทัง้ หมดนแี้ สดงให้เหน็ ถึง ความใกลเ้ คียงกับตน้ แบบ คอื ศิลปะอนิ เดียในสมัยคปุ ตะและหลังคปุ ตะ
การทรงภูษาและการยืนตรภิ งั ค์
ไดพ้ บวา่ ประตมิ ากรรมเน่อื งในศาสนาพราหมณท์ ่ีเมืองศรีเทพในช่วงเวลานี้นยิ มการยืนเอียงตนแบบตริ
ภงั ค์มาก โดยเฉพาะพระวษิ ณุและพระกฤษณะ ยนื เอยี งตนเกือบท้ังหมด แสดงให้เหน็ วา่ เป็นรปู แบบท่ีนิยมมาก
40 Jean Boisselier, La Sculpture en Thaïlande, (Fribourge : Office du Livre, 1975), p. 104.
96
ทน่ี ี่ ซึ่งถอื เปน็ ลกั ษณะเฉพาะที่ต่างกันโดยส้นิ เชิงกับทางภาคใตแ้ ละบรเิ วณภาคตะวันออก ทีน่ ยิ มการยืนตรง
การยืนตรภิ ังค์นเ้ี ป็นรูปแบบท่ีนิยมอยู่ในศิลปะอนิ เดีย และมาพบเช่นกันในศลิ ปะเขมรสมัยก่อนเมอื งพร ะน คร
ในระยะแรกๆ คือ สมยั พนมดา ที่ชองทำประตมิ ากรรมยืนในทา่ ตริภังค์ นอกจากนย้ี งั พบวา่ ประติมากรร มบาง
องค์ทรงภษู าแบบสมพตสั้นมาก ซ่ึงพบอย่ใู นศิลปะเขมรยุคแรกๆ เชน่ เดยี วกัน เพราะท่อี ืน่ จะนิยมทรงภูษา
แบบโธตยี าวมากวา่ ดงั น้นั จึงแสดงให้เห็นวา่ ปริมากรรมทเ่ี มอื งศรเี ทพน้สี ่วนหนงึ่ กน็ ่าจะมีความสัมพันธ์กบั ศิลปะ
เขมรสมัยกอ่ นเมอื งพระนคร แต่มใี นส่วนของความแตกต่าง คอื การทรงภูษาของประตมิ ากรรมที่นี่ คอื กลุ่ม
หนึ่งที่นุง่ สน้ั มากเปน็ การถกแบบนุ่งเต่ียว กับกล่มุ ท่นี ุ่งสมพตส้ันมีรว้ิ ผ้า แต่ท่ีสำคัญ คือท้งั 2 กลมุ่ แสดงให้เหน็ ว่า
ผา้ บางมากเกือบจะไมแ่ สดง เพียงแตท่ ำเปน็ ขมวดชายผ้าและมีทบผา้ และชายผ้าห้อยมาเป็นลายเส้นบางๆ และ
รอยรวิ้ ผา้ บาง ๆ เทา่ น้นั ถือเป็นลกั ษณะทโ่ี ดดเด่นมากอกี อยา่ งหนึ่ง
การแสดงทา่ ทาง (พระกร)
พระวิษณุ ท่พี บสว่ นใหญเ่ ป็นส่กี ร สว่ นพระกฤษณะ จะมี 2 กร ท้ังหมดเปน็ ประตมิ ากรรมลอยตัว การ
แสดงพระกรท้ังสอง ท่พี ระกรลา่ งทงั้ สองยกขึน้ ไมต่ ดิ กบั พระโสณีแล้ว พระกรลา่ งทงิ้ ลงแบบสมดลุ กบั พระกร บน
ทศี่ าสตราจารย์ ฌอง บวสเซอลเิ ย่ร์กล่าวว่าเป็นความสามารถของช่างอยา่ งมาก ท่สี ำคญั คือ ไม่มแี ผ่นวงโค้งท่ี
เป็นตัวยึดส่วนพระกรประติมากรรมไม่ให้หัก ส่วนใหญเ่ ป็นวงโค้งรูปเกือกม้า ซึ่งสว่ นนี้เองที่เหมือนกบั
ประตมิ ากรรมในภาคใตแ้ ต่แตกต่างจากวัฒนธรรมเขมรระยะแรก ทียงั คงมีสว่ นน้ีอยู่ ลักษณะนอ้ี าจเปรยี บเทียบ
ไดก้ บั พระวิษณุจากเขาพระเหนอ อำเภอตะกั่วป่า จังหวดั พังงา
พระกฤษณะที่พบเป็นตอนยกภเู ขาโควรรณธน จะมี 2 กร และแสดงการยกพระกรซา้ ยข้นึ เพ่ือยกภูเขา
มลี กั ษณะรปู แบบเหมือนกับพระวิษณุทุกประการ มลี ักษณะปลกี ย่อยทส่ี ำคญั เชน่ การแสดงขมวดพระเกศาที่
เป็นลอน ๆ และตกลงมาท่ีทายทอย ซ่ึงพบอย่ใู นประติมากรรมพระกฤษณะ รูปแบบนี้พบอยู่เช่นกันในศิลปะ
พนมดา ของเขมร และบางองค์แสดงพระมัสสุและเครา ซึ่งกป็ รากฏแล้วเช่นกันในศิลปะเขมร สมัยก่อนเมือง
พระนคร
จงึ กลา่ วได้ว่า ประตมิ ากรรมเนือ่ งศาสนาพราหมณ์ จากตัวอยา่ งพระวษิ ณแุ ละพระกฤษณะ มรี ูปแบบ
ศิลปกรรมทีส่ ่วนหน่งึ นา่ จะได้สืบทอดมาจากศิลปะอินเดียและมีความสมั พนั ธก์ ับศิลปะเขมรสมัยกอ่ นเมืองพระ
นคร ทง้ั ลักษณะการยนื ตรภิ ังค์ พระพักตร์ และการท่ไี มม่ เี คร่อื งทรงอย่างอนื่ สว่ นหนึง่ มคี วามสมั พนั ธ์กับเทว-
รปู รนุ่ เก่าที่พบทางภาคใต้และภาคตะวันออกของประเทศไทย นอกจากลักษณะรปู แบบพระพักตร์แล้วเรื่อง
เทคนิคทเ่ี ป็นประติมากรรมลอยตัวเหมอื นกันและเปน็ สว่ นทต่ี ่างจากศิลปะเขมร ส่วนน้เี องท่นี ักวิชาการจึงลง
ความเห็นว่าเป็นพัฒนาการจนเกิดเป็นลกั ษณะเฉพาะของศิลปะที่เมืองศรีเทพแห่งนี้ โดยอายกุ ็น่าจะอยู่ในช่วง
พุทธศตวรรษท่ี 12-14
97
พระวษิ ณุ
เปน็ หนึ่งในสามองค์ของเทพเจ้าสูงสุดในศาสนาพราหมณ์ (ฮนิ ดู) ไดแ้ ก่ พระศวิ ะ (พระอศิ วร) พระวษิ ณุ
(พระนารายณ)์ และพระพรหม ในระยะหนึง่ ศาสนาพราหมณไ์ ดแ้ ยกออกเปน็ สองลทั ธิ ไดแ้ ก่ ไศวนิกาย คือการ
บูชาพระอศิ วรเป็นเทพเจ้าสงู สดุ กบั ไวษณพนิกาย คอื การบูชาพระวิษณุเป็นเทพเจ้าสงู สดุ
พระวษิ ณุ ถือเป็นเทพเจ้าผู้รักษาและคมุ้ ครองดแู ลโลก เมือ่ ใดท่โี ลกเกดิ ยุคเข็ญพระองค์จะเสด็จลงมา
ปราบปรามเพื่อใหเ้ กดิ ความเป็นธรรมขน้ึ ในคัมภีร์ทางศาสนาได้กล่าวถงึ การลงมาปราบยุคเข็ญครั้งสำคัญ 10
ครั้ง เรยี กวา่ นารายณ์อวตาร เช่นอวตารท่สี ำคญั กรู มาวตาร (เปน็ เต่า) นรสิงหาวตาร (เป็นมนุษย์คร่ึงสิงห์ )
วามนาวตาร (เป็นพราหมณ์เต้ยี ) รามาวตาร (เปน็ พระรามในรามเกียรติ์) และกฤษณาวตาร (เปน็ พระกฤษณะ
ในมหาภารต) เป็นตน้
เมอ่ื โลกมนุษย์สงบสขุ แล้วพระวิษณุจะเสด็จไปบรรทมทเี่ กษยี ณสมทุ ร (ทะเลน้ำนม)เหนือพญานาค ที่
เรยี กว่านารายณบ์ รรทมสนิ ธ์ุ เม่ือขณะท่ีพระองคบ์ รรทมจะมดี อกบวั ผุดขน้ึ มาจากพระนาภี (สะดือ) และเกิด
เปน็ พระพรหมผูท้ ่ีสรา้ งโลกขึน้ ใหม่
รปู ท่ี 2-82 พระวิษณุ จากเมืองศรเี ทพ รปู ที่ 2-83 พระวิษณุ จากเมืองศรเี ทพ
พพิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติพระนคร พพิ ธิ ภัณฑสถานแหง่ ชาตพิ ระนคร
98
รูปแบบในงานศลิ ปกรรมที่พบโดยทัว่ ไป ได้แก่ ประตมิ ากรรมรปู บคุ คลยนื พระพกั ตรเ์ ดยี วมีส่กี ร สวม
หมวกทรงกระบอก มสี งิ่ ของในมือไดแ้ ก่ จกั ร สงั ข์ คทา และภูมิ (กอ้ นดิน) และรูปพระวิษณบุ รรทมสิน ธุ์ ที่
ปรากฏตามทับหลังประดับปราสาทเขมร เช่น ทปี่ ราสาทหินพิมาย ปราสาทพนมร้งุ เปน็ ตน้
สำหรับพระวิษณุที่เมืองศรีเทพ พบเป็นจำนวนมากกวา่ รูปเคารพองค์อ่ืน ๆ และส่วนใหญ่เปน็
ประติมากรรมลอยตวั ขนาดใหญ่ ใช้ประดิษฐานสำหรบั การเคารพบูชา และยงั นบั วา่ เหลือหลักฐานให้ศึกษาอยู่
มากพอสมควรทั้งที่เต็มองค์และชำรุดบางส่วน จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พร ะนคร และ
พิพิธภัณฑสถานแหง่ ชาติ สมเดจ็ พระนารายณ์ (ลพบุรี) และสว่ นหนงึ่ ไมส่ มบูรณ์ เปน็ ช้นิ สว่ นตา่ ง ๆ เกบ็ รักษาไว้
ทศ่ี นู ย์ขอ้ มลู อทุ ยานประวตั ศิ าสตร์ศรีเทพ
พระกฤษณะ
ทเี่ มืองศรเี ทพน้ไี ดพ้ บประติมากรรมของพระกฤษณะประมาณ 3 องค์ และเปน็ พระกฤษณะยกภูเขาโค
วรรธนะทั้ง 3 องค์ ที่ศกึ ษารูปแบบไดช้ ดั ๆ 2 องค์ ปัจจุบนั จัดแสดงในพิพธิ ภัณฑสถานแหง่ ชาติ พระนคร (รปู ท่ี
48) สว่ นอีกองคห์ นง่ึ พบเฉพาะส่วนท่อนองค์ ไมพ่ บพระเศียร แต่กน็ ่าจะเป็นพระกฤษณะยกภูเขาโควรร ธน ะ
เพราะมี 2 กร และแสดงการยกพระกรข้างหน่ึงขน้ึ ปจั จบุ นั จดั แสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระ
นารายณ์
รปู ท่ี 2-84 พระกฤษณะยกภูเขาโควรรธนะ จาก
เมอื งศรีเทพ พิพธิ ภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
99
พระกฤษณะเป็นอวตารภาคที่ 8 ของพระวษิ ณุ เปน็ ตอนท่ีนิยมอย่างมากตอนหน่ึงท่ีพบมากในศิลปะ
เขมร คือ ตอนยกภเู ขาโควรรธนะ พระกฤษณะนั้นเป็นชายหนุ่มรปู งามและเป็นตัวแทนของผู้มีกำ ลังที่คอย
ชว่ ยเหลอื ชาวบา้ นผเู้ ลย้ี งโค พระองคไ์ ด้ยกภูเขาโควรรธนะข้ึนกำบังพายุฝนให้กบั บรรดาผู้เลี้ยงโคจากการ
บันดาลของพระอนิ ทร์ ภายหลังพระอนิ ทร์จึงยอมแพ้
จากการพบพระกฤษณะจำนวนหนึ่ง ท่ีเมืองศรีเทพแห่งนี้ เปน็ ประติมากรรมลอยตวั ขนาดใหญ่ และ
นบั เป็นแหง่ เดียวในประเทศไทยในขณะท่ีที่อ่ืนไม่พบ จงึ ทำใหเ้ กิดข้อสันนิษฐานว่า ท่ีน่ีอาจเป็นเมืองของ
พระกฤษณะ สอดคลอ้ งกับชื่อเมอื งทวารวกา เมืองของพระกฤษณะ จึงเชอื่ วา่ ศรีเทพ คอื ทวารวดี41 ซึ่งข้อ
สนั นิษฐานดังกลา่ วน้ีนา่ สนใจในเรอื่ งของการทไ่ี มพ่ บประติมากรรมพระกฤษณะในแหลง่ อื่น ๆ ในประเทศไทย
เลย แตเ่ รือ่ งข้อสนั นษิ ฐานว่าเปน็ เมืองของพระกฤษณะและกลา่ ววา่ เปน็ ทวารวดีนน้ั ยังไม่นา่ จะมคี วามเปน็ ไปได้
หลักฐานตา่ ง ๆ เช่นถ้าเปรียบเทียบปริมาณประติมากรรมที่พบที่เมอื งศรีเทพ ได้พบพระวิษณุมา กที่สุด ที่
รองลงมา คือ พระสรุ ิยะ สว่ นพระกฤษณะนนั้ พบเพียง 3 องค์เทา่ นน้ั นอกจากนยี้ ังมเี ร่ืองของหลักฐานท่ีเป็น
ประติมากรรมในสมัยทวารวดีอื่น ๆ ท้งั เน่อื งในพทุ ธศาสนา เถรวาท มหายาน รวมทั้ง หลกั ฐานทางศิลปกรรมท่ี
พบตามเมอื งอนื่ ๆ ในสมยั ทวารวดอี ีกเปน็ จำนวนมากตอ้ งมกี ารศกึ ษาเปรียบเทียบและอธิบายอีกมาก
สำหรับรูปแบบโดยรวมของพระกฤษณะท้ังหมดมีรูปแบบเดียวกบั พระวิษณุทกุ ประการ ท้งั พระพักตร์
และการทรงภูษา เป็นฝมี อื ช่างสกลุ เดยี วกนั โดยมีลักษณะท่โี ดดเด่นมาก คือ เร่ืองของการสลักหินท่ีฝีมือช่าง
ประณตี มาก แสดงสรรี ะไดง้ ามสมส่วนอย่างมาก ตามความเห็นของศาสตราจารย์ฌอง บวสเซอลเิ ย่รท์ ก่ี ล่าวว่า
เปน็ การแสดงความกลา้ หาญของช่างทกี่ ล้าทำเปน็ ประติมากรรมลอยตัวและแสดงการยกพระกรข้างหน่ึงข้ึนยก
สมดุลและไม่กลวั หกั นอกจากน้ียังแสดงลักษณะหลายประการท่ีใกล้เคียงกบั ประติมากรรมในสมยั พนมดา ของ
ศลิ ปะเขมรสมัยกอ่ นเมอื งพระนาคร เช่น การสยายผมเป็นลอนๆ ลงมาทท่ี า้ ยทอย และการนงุ่ ผ้าแบบสมพตส้ัน
และกม็ อี งคห์ นึง่ ท่แี สดงการทรงภูษาทเี่ ป็นลกั ษณะเฉพาะของเมืองศรีเทพ คอื สมพตสน้ั แบบน่งุ เตี่ยว
พระสรุ ยิ ะหรือพระอาทิตย์
จากการคน้ พบประติมากรรมพระสรุ ิยะเปน็ จำนวนมากท่ีเมืองศรเี ทพ และเป็นประตมิ ากรรมลอยตัว
ขนาดใหญ่ ในลกั ษณะของรูปเคารพ ไมใ่ ชป่ ระติมากรรมประกอบในการเลา่ เรื่อง จงึ เปน็ ประเด็นหนึ่งทาง
วิชาการทน่ี ่าสนใจ ณ เมืองโบราณแหง่ น้ี
หลักฐานรปู เคารพในศาสนาพราหมณท์ น่ี ่าสนใจอย่างมาก คอื สุริยะหรอื พระอาทติ ย์เพราะได้มีการ
ค้นพบประติมากรรมรูปพระสรุ ิยะจำนวนหลายองค์ ท่เี มอื งศรเี ทพ และถอื เป็นประติมากรรมหินทราย ลอยตัว
ขนาดใหญ่ที่ประดิษฐานสำหรับบูชาเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ส่วนหนึ่งยังคงเก็บรักษาอยู่ใน
41 พิริยะ ไกรฤกษ,์ ทวารวดศี รเี ทพ, หน้า 94.
100
พพิ ิธภณั ฑสถานแหง่ ชาติ อยา่ งน้อย 4-5 องค์ และยงั มชี ้ินส่วนทไี่ มส่ มบูรณจ์ ำนวนหน่งึ ทงั้ ส่วนเศียรและส่วน
องค์ เกบ็ รกั ษาไว้ทอ่ี ุทยานประวตั ศิ าสตรศ์ รีเทพ สว่ นหน่งึ เปน็ สมบตั สิ ว่ นบุคคล และอกี ส่วนหน่งึ ไดถ้ กู นำออกไป
ต่างประเทศ ซึ่งไม่สามารถทราบได้จำนวนเท่าไร แต่ที่ มีการเผยแพร่ ราว 2 องค์ อยู่ท่ีพิพิธภัณฑ์ ใน
สหรัฐอเมรกิ า 1 องค์ ในประเทศเยอรมันนี 1 องค์
สำหรับคตคิ วามเชือ่ เร่อื งการบชู าพระอาทิตยน์ ั้นมีตน้ กำเนิดมาจากอนิ เดีย ซง่ึ น่าจะรับความคดิ มาจาก
การบูชาไฟหรือเทพเจ้าแห่งแสงสวา่ ง และการบชู าพระอาทิตย์ของชาวอิหร่านอกี ต่อหน่ึง ชาวอนิ เดียจึงรู้จัก
สร้างรปู เคารพทเ่ี ปน็ พระสุรยิ ะขึ้น42
ลักษณะทางประติมานวทิ ยาทส่ี ำคญั ของพระอาทิตยโ์ ดยรวมทงั้ หมด คือ พระกรทั้งสองข้างถือดอกบัว
และมกั มเี ชือกคาดบรเิ วณลำตัว อาจเปน็ สญั ลักษณข์ องเชือกบังเหยี นมา้ เป็นประตมิ ากรรมองค์เดยี วโดด ๆ ใน
ท่ายืน และทพ่ี บทัง้ หมดสว่ นใหญจ่ ะยนื ตรง มีเพียงบางองค์เท่านัน้ ทยี่ ืนตริภงั ค์แบบพระวิษณแุ ละพระกฤษณะ
การทรงภูษามีสองแบบ คอื แบบสวมเสอ้ื คลมุ ส้นั ยาวลงมาถึงเพียงตน้ พระชงฆ์ (คลา้ ยชดุ แซก) กบั ทรงภษู าโจง
หรือสมพตส้นั แบบนุง่ เตย่ี ว ผา้ บางแนบพระวรกาย สวมหมวกท่ีเป็นทรงกระบอกและทรงแปดเหล่ยี มด้านหน้า
มักประดบั ลวดลาย เช่น ลายกระหนกผักกูด และสัญลกั ษณ์ทส่ี ำคญั คอื มีแผน่ ประภา มณฑ ลปร ะดับอยู่
ดา้ นหลงั พระเศยี ร สวมกณุ ฑลแบบทวารวดีและสวมกรองศอเส้นขนาดใหญ่ ศาสตราจารยฌ์ อง บวสเซอลิเย่ร์
ได้กล่าวถึงประตมิ ากรรมพระสรุ ิยะที่เมืองศรีเทพว่า มีลวดลาคลา้ ยลายโลหะ พระพกั ตร์มีหลากหลายแบบ ท้ัง
พระพกั ตร์แบน ๆ หรือพระพกั ตร์อวบ แสดงพระเนตรที่ทำเผื่อไว้ฝังดวงพระเนตร พระพักตร์บา งองค์มี
ลกั ษณะเหมอื นกบั พระวษิ ณุ ประติมากรรมกลมุ่ นี้ จึงมีความหลากหลายทางงานช่าง 43
สำหรับรปู แบบศิลปกรรม พระสุรยิ ะมีลักษณะของพระพักตร์มีทั้งแบน และกลมป้อม ท่ีสำคัญคือมี
หลายองคม์ ีหนวดและเครา มขี อ้ สันนษิ ฐานวา่ กลุ่มท่ที รงภูษาแบบเป็นเสื้อคลุมสนั้ และการแสดงหน วดเครา
อยา่ งมากน่าจะเป็นอิทธพิ ลศิลปะที่รับมาจากทางเปอร์เซยี และการนงุ่ ผา้ ลกั ษณะสว่ นใหญ่จะใสร่ องเท้าบูท ซ่ึง
เปน็ ชดุ นกั รบทตี่ ้องขี่ม้าของทหารเปอร์เซีย ซง่ึ นำมาใชใ้ นความหมายของพระสรุ ิยะ แต่การสวมตุ้ มหูนั้นยัง
ใกลเ้ คยี งกบั วัฒนธรรมทวารวดีในภาคกลางอยู่ ดังนน้ั งานประติมากรรมกลมุ่ นี้คงสรา้ งขน้ึ โดยช่างพ้นื เมืองราว
พทุ ธศตวรรษที่ 12-13 และดว้ ยเหตุที่มีการพบพระสุริยะหลายองคท์ ี่ศรเี ทพ และนา่ จะพบเพียงแห่งเดียวใน
ประเทศไทยท่ีทำเปน็ ประตมิ ากรรมลอยตัวขนาดใหญ่ อาจจะแสดงใหเ้ ห็นถึงการมลี ัทธหิ นงึ่ ท่ีบูชา พร ะพระ
สรุ ิยะโดยเฉพาะก็อาจเปน็ ได้
42 ผาสขุ อนิ ทราวธุ “พระสุรยิ ะสำริดท่เี มืองโบราณ อำเภอยะรงั จงั หวดั ปตั ตานี, วารสารมหาวิทยาลัยศลิ ปากร, ภาคปลาย ปี 2529, หน้า 128,
อ้างจาก S.B. Singh, Brahmanical Icons in Northern India, New Delhi : Rajbandhu Industrial Company, 1936, p.118.
43 Jean Boisselier, La Sculpture en Thaïlande, p. 104.
101
พระสรุ ยิ ะในดนิ แดนไทยพบมากที่เมืองศรีเทพ มรี ปู แบบท่คี ลา้ ยคลึงกับที่พบในศิลปะเขมรและใน
ศิลปะจามแต่ก็มีความแตกต่างเล็กนอ้ ยทางด้านรูปแบบจากแหล่งอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ ลักษณะ
ของกิรีฏมงกุฎ มกี ารประดับลายลายกระหนกขนาดใหญ่ 3 ดา้ น จากการพบเป็นจำนวนมากอาจสนั นิษฐานว่า
มีการบชู าพระสรุ ยิ ะเป็นหลกั อาจมลี ัทธเิ สาระแพรห่ ลายเข้ามาทเ่ี มืองศรเี ทพกอ็ าจเปน็ ได้
ตัวอย่างประติมากรรมพระสุริยะองค์สำคัญ 2 องค์ ท่ีมี
รปู แบบค่อนข้างสมบูรณม์ ากท่ีสดุ ที่เหลอื อยูใ่ นประเทศไทย จัด
แสดงในพิพิธภัณฑสถานแหง่ ชาติ พระนคร (รูปที่ 85 และ 86)
ทง้ั 2 องคม์ ีลกั ษณะใกล้เคียงกัน คอื ยนื ตรง ทรงภูษาเป็นแบบ
สวมเส้ือคลมุ ส้นั ยาวลงมาถงึ ต้นพระชงฆ์ ผ้าบางแนบพระวรกาย
องค์หน่ึงสวมหมวกทรงแปดเหลย่ี ม ส่วนอกี องค์หน่งึ สวมหมวก
ทรงกระบอก ที่หมวกประดับลายดอกไม้ (ลายผักกูด) มีแผน่
ประภามณฑลประดับอยู่ดา้ นหลังพระเศียร สวมกุณฑลแบบ
ทวารวดีและสวมกรองศอเส้นขนาดใหญ่ อาจเปรียบเทียบได้กับ
กรองศอของพระราชนิ จี ากภาพปูนปั้นประดับเจดยี ์จุลปร ะโทน
รปู ท่ี 2-85 พระอาทติ ย์ จากเมืองศรีเทพ และมีการสวมตุ้มหูทีย่ ังใกล้เคียงกับวัฒนธรรมทวาร วดีใน ภาค
พพิ ิธภณั ฑสถานแหง่ ชาติ พระนคร กลางอยู่
สำหรบั องค์ทสี่ วมหมวกทรงกระบอกนซี้ ง่ึ ได้จากการขุด
แตง่ ในปี พ.ศ. 2535 บริเวณเนนิ กากบาทดา้ นหนา้ ปรางค์สองพี่
นอ้ ง แสดงสีหนา้ ดุดันและท่ีสำคัญคือการแสดงหนวดและเครา
อยา่ งมาก สวมกรองศอ และตมุ้ หูแบบเดียวกบั องคแ์ รก มีเชือก
ติดอยทู่ ี่พระอทุ รและโค้งข้ึนมาน่าจะระดบั เดียวกับพร ะหัตถ์ซึ่ง
หมายถึงเชือกคุมบังเหียนของม้าอนั เป็นสัญลักษณ์ของพระ
สุริยะน่นั เอง ประตมิ กรรมช้นิ นี้แสดงร่างกายกำยำรำลำ่ สัน มี
กล้ามเน้ือ แสดงความเปน็ นกั รบผกู้ ุมบังเหียนมา้ อย่างแทจ้ ริง
รูปที่ 2-86 พระสรุ ิยะ พบจากการขุดแต่ง ลักษณะของพระสุริยะทั้ง 2 องค์นี้ คงสรา้ งขน้ึ โดยช่าง
ทางโบราณคดี เนนิ ดินรปู กากบาท พื้นเมืองน่าจะมีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 12-13 ดังกล่าว
ทางเขา้ ปรางค์สองพีน่ อ้ งปี พ.ศ. 2535 ขา้ งต้น
พพิ ิธภณั ฑสถานแห่งชาติ พระนคร
102
นอกจากประติมากรรมรูปพระสุริยะ 2 องค์ที่แสดงให้
เหน็ ว่าเปน็ พระสุริยะอยา่ งชัดเจนแล้วยงั พบวา่ มีประติมากรร มใน
ลกั ษณะใกล้เคยี งกันอีกหลายช้ินแต่ไม่สมบูรณ์นัก จัดแสดงใน
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร มีเพียงสัญลักษณ์บางสิง่
บางอย่างที่สามารถเปรยี บเทียบกับพระสุริยะ 2 องค์ นี้ เช่น มี
ประภามณฑลที่เปน็ แผ่นวงกลมอย่ดู า้ นหลังพระเศียร มีลักษณะ
พระพกั ตร์และเครื่องทรงใกล้เคยี งกนั เชน่ ลายดอกไม้ที่ประดับ
หมวก และลกั ษณะตุ้มหู เป็นต้น แต่ส่วนพระวรกายชำรุดอย่า ง
มาก
รูปท่ี 2-88 พระสรุ ิยะ พบท่ตี ำบลประดู่โ คก
พระ นอกประตูเมืองศรีเทพ ไปทางตะวันตก
ห่าง 2 กม. พิพธิ ภัณฑสถานแหง่ ชาติ พระนคร
นอกจากนี้ยังได้พบเศียรอีกเศียรหนึ่ง จัดแสดงใน
พิพิธภณั ฑสถานแห่งชาติ พระนคร มีหมวกทรงกระบอกและมี
ลายดอกไม้ มีแผ่นประภามณฑลเบื้องหลังพระเศียร รวมท้ัง
ลักษณะพระพักตรก์ ็เปน็ แบบเดียวกัน เชน่ เดียวกับพระสุริยะองค์
แรก ซึง่ สันนษิ ฐานวา่ เป็นพระสรุ ิยะเหมอื นกนั
รูปที่ 2-89 พระสุรยิ ะ จากเมืองศรเี ทพ
ศูนย์ขอ้ มลู อทุ ยานประวตั ิศาสตร์ ศรีเทพ
103
อทิ ธิพลของวัฒนธรรมเขมร เรมิ่ แผเ่ ขา้ มาในบรเิ วณภาคกลางของประเทศไทย ตั้งแตร่ าวพทุ ธศตวรรษ
ท่ี 16 โดยมีเอกสารประวตั ิศาสตรเ์ ขมร กลา่ วถงึ การท่ีพระเจ้าสรุ ิยวรมนั ท่ี 1 โปรดใหร้ ุกรานอาณาจกั รทวารวดี
ในราวพทุ ธศตวรรษที่ 16 – 17 ตรงกบั ศิลปะสมยั บาปวน - นครวัด ซ่งึ เป็นเหตุใหง้ านศิลปกรรมสมยั ทวาร วดี
เสอ่ื มลงอยา่ งรวดเร็ว
ในวัฒนธรรมเขมรที่เมืองศรีเทพ ได้พบงานศลิ ปกรรมในชว่ งพุทธศตวรรษที่ 16 – 17 อย่หู ลายแห่ง
เช่น ปรางคศ์ รีเทพ และปรางค์สองพน่ี ้อง ภายในเมอื งใน และปรางค์ฤๅษีท่ีสร้างอยนู่ อกเมอื งดา้ นทศิ เหนือ
นอกจากน้ยี งั พบโบราณวตั ถทุ ี่สำคัญ เช่น ศิวลงึ ค์ ชน้ิ ส่วนของโคนนทิ และทับหลังสลักเป็น รูปอุมา
มเหศวรท่พี บที่ปรางค์องคเ์ ล็กของปรางค์สองพ่นี ้อง แสดงใหเ้ ห็นว่าในยคุ น้ีมีการนบั ถือศาสนาพราหมณ์ ลัทธิ
ไศวนกิ าย อกี ด้วย
สำหรบั ปราสาทเขมรที่เมอื งศรีเทพ ศาสตราจารย์ ฌอง บวสเซอรลิเยร์ เชื่อว่าเป็นศิ ลปะเขมรทั้ง
รปู แบบสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะเทคนิคการก่อสรา้ ง และจารึกอักษรขอมท่ีพบ กำหนดอายอุ ยู่ในราวพุทธ
ศตวรรษท่ี 16-18 จนถงึ หลกั ฐานในสมัยบายน44
ในเขตเมอื งในศรเี ทพไดพ้ บศาสนสถานในวัฒนธรรมเขมร ทเี่ หลอื หลักฐานใหศ้ กึ ษารูปแบบได้ 2 หลัง
ได้แก่ ปรางค์ศรีเทพ และปรางค์สองพีน่ อ้ ง และนอกเมือง 1 หลังคอื ปรางค์ฤๅษี
ศาสนสถานปรางคศ์ รีเทพ
จากแผนผังและหลักฐานท่พี บจากการขุดแต่งทางโบราณคดี พบว่าบรเิ วณศาสนสถานแหง่ นม้ี หี ลกั ฐาน
ส่ิงปลกู สร้างเป็นศาสนสถานมาแลว้ ตง้ั แต่สมัยทวารวดี คือ ต้งั แตร่ าวพทุ ธศตวรรษท่ี 12-16 ซึ่งจะอยู่บริเวณ
ด้านหนา้ ของปราสาทประธาน ซึ่งอยบู่ รเิ วณสว่ นทีเ่ ป็นโคปรุ ะชน้ั ในของตวั ปราสาท ทงั้ ดา้ นหนา้ และด้านหลงั โค
ปุระ มีซากของฐานอาคารทก่ี อ่ ดว้ ยอิฐ ที่ถกู สรา้ งทับด้วยอาคารในวฒั นธรรมเขมร เช่น โคปุระ บรรณาลัย แนว
กำแพง ท่ีสรา้ งไปบนฐานอาคารเดิม
44 Jean Boisselier, La Sculpture en Thaïlande, p. 105.
104
รปู ที่ 2-90 ภาพมมุ สงู แสดงแผนผงั โบราณสถานปรางค์ศรเี ทพ
กรมศลิ ปากรได้ทำการขดุ แต่งและขุดค้นทางโบราณคดีบริเวณน้ี ลกึ ลงไปถงึ ประมาณ 5 เมตร โดยได้
พบหลักฐานชัน้ ดินอย่อู าศัยตอ่ เนอ่ื งกนั หลายยุคหลายสมยั ช้นั ดินลา่ งสดุ เคยเปน็ ที่อยูอ่ าศัยของมนษุ ย์มาก่อน ที่
จะมีการมาสรา้ งศาสนสถานข้ึน ในชน้ั ดินลกึ ประมาณ 2.10 เมตร จึงพบซากอาคารท่ีสนั นษิ ฐานว่านา่ จะอยู่ใน
สมัยทวารวดี และพบว่ามีร่องรอยของการปลูกสร้างอาคารหลายหลังและสร้างทับซ้อนกันหลายคร้ังโดยมี
หลกั ฐานซากอาคารที่กรมศลิ ปากรขดุ แต่ง เช่น ซากฐานอาคารรปู สเ่ี หล่ียมพ้นื ผา้ (หมายเลข 1.1) ด้านหน้า
ปราสาทประธาน ขนาด 12x14.60 เมตร มีบอ่ น้ำสี่เหลีย่ มจัตรุ ัสกอ่ ด้วยศิลาแลง ขนาดปากบ่อ 6 เมตร ลกึ 5
เมตร45 เปน็ ต้น
ในระยะเวลาตอ่ มาไดม้ ีการปรับปรุงพน้ื ที่บริเวณนใี้ หม่ มีการรือ้ และสร้างทบั บางสว่ นเพ่ือสร้า งศา สน
สถานแห่งใหม่ในวัฒนธรรมเขมร คอื ปรางคศ์ รีเทพ กำแพง โคปรุ ะ โดยเฉพาะส่วนโคปุระน่เี องท่ีเป็นสว่ นสำคัญ
ท่ีสร้างซ้อนทับไปบนซากอาคารเดมิ ซ่งึ โดยอายุของปราสาททีอ่ ยู่ในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 16 ถึงต้นพุทธ
ศตวรรษที่ 17 ต่อมามีการถมฐานอาคารให้สงู ขึ้นกว่าเดิมอีกประมาณ 50 เซนติเมตร ปรับปรุงอาคารด้านหน้า
ปราสาท โดยไดพ้ บหลกั ฐานจากการขุดแต่งทส่ี ำคัญและช่วยในการกำหนดอายุได้ คอื ประตมิ ากรรมพระอิศวร
สก่ี ร ขนาดเลก็ สลักจากหินทราย นา่ จะจดั อยู่ในศลิ ปะสมัยนครวัด ราวพุทธศตวรรษท่ี 17 ซึ่งร่วมสมัยกับ
ปราสาทประธาน
45 สถาพร เทยี่ งธรรม และคณะ, อุทยานประวตั ศิ าสตร์ศรีเทพ, (กรงุ เทพฯ : กรมศิลปากร,2550), หนา้ 112-115.
105
รปู ท่ี 2-91 ภาพโบราณสถานปรางค์ศรีเทพ
จากหลักฐานการขดุ แตง่ ยงั พบหลักฐานสำคัญว่ามีการมาปรบั ปรงุ พ้นื ทเ่ี พ่อื การใช้งานอกี ครั้งหน่ึงใน
สมัยหลงั สุด คอื สมยั บายน ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 ถอื เป็นการปรับปรุงครัง้ ใหญ่สดุ โดยการถมดนิ สงู ขึ้นมา
อีกประมาณ 30 เซนติเมตร โดยการปิดทับซากอาคารเดิมทั้งหมด เหลือไว้เพียงอาคารที่ใช่งานท่ีเปน็
องคป์ ระกอบหลกั ของศาสนสถานในวัฒนธรรมเขมร คือ ปราสาทประธาน โคปรุ ะ กำแพงและบรรณาลัย มกี าร
กอ่ ทางเดนิ เชื่อมต่อจากโคปุระไปยงั ปราสาทประธาน46 โดยได้พบหลักฐานสำคญั ท่ีกำหนดอายุได้ คอื ทวาร
บาลศิลาขนาดใหญ่ที่กำหนดอายอุ ยู่ในศลิ ปะเขมรแบบบายน ในชว่ งคร่งึ แรกพุทธศตวรรษที่ 18 จากการ
วิเคราะหห์ ลกั ฐานทางดา้ นรูปแบบศิลปะเพ่ิมเตมิ พบว่า ส่วนฐานศิลาแลงที่ก่อห้มุ ฐานเดิมท่ีเปน็ อิฐ เปน็ ฐานบัว
ลูกฟกั แลว้ ซง่ึ เป็นฐานท่ีเกิดขน้ึ หรือนิยมในศิลปะบายนท่พี บในประเทศไทยแล้ว ดังน้นั ส่วนนี้จงึ นา่ จะเป็นงานที่
สร้างเพม่ิ เติมในสมยั หลังสุดน้ดี ว้ ยเชน่ กัน
46 เรอ่ื งเดียวกนั , หนา้ 116.
106
รปู ท่ี 2-92 ภาพโบราณสถานปรางค์ศรีเทพ
หลักฐานสำคัญท่ชี ว่ ยในการกำหนดอายุของปรางค์ศรีเทพ คอื ไดพ้ บทบั หลังทไ่ี ด้จากการขุดแต่ง 2 ชนิ้
ชิน้ หนึง่ จดั แสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง อกี ชน้ิ หนึ่งจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้า
สามพระยา ทั้ง 2 ชิ้นมีอายุอยู่ในสมัยเดียวกัน คือ ในสมัยบาปวนตอนปลายต่ อ สมัยนครวัด กล่าวคอื
รูปที่ 2-93 ทบั หลังพบที่ปรางค์ศรีเทพจัดแสดงในพิพธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ เจ้าสามพระยา
สว่ นช้ินทจี่ ดั แสดงในพพิ ิธภัณฑสถานแหง่ ชาติ เจ้าสามพระยา ยังคงมีลักษณะท่ีสืบทอดมาจากทับหลัง
แบบบาปวน คอื ท่สี ่วนกลางของทับหลัง มปี ระตมิ ากรรมรูปบุคคลหรือรูปเล่าเรื่อง ซ่ึงในสมัยบาปวนจะมี
หน้ากาลคายท่อนพวงมาลัย และเหนือหน้ากาลจะเป็นประติมากรรมเลา่ เรื่องเล็ก ๆ แต่ทับหลังชิ้นน้ีมี
พฒั นาการมาแล้ว คอื ไม่มีหน้ากาล มเี พยี งประติมากรรมรปู สัตว์ (นา่ จะเป็นสงิ ห์ หรอื โค) อยู่ตรงกลาง มี
ลายท่อนพวงมาลยั แยกออกมาทง้ั 2 ขา้ ง มีสงิ หถ์ ือโคนทอ่ นพวงมาลัยท้ัง 2 ขา้ ง (แต่เดิมมรี ูปบคุ คลเป็นแถว
อยู่ดว้ ย) การไม่มีหนา้ กาล และมสี ิงหม์ าถอื ทอ่ นพวงมาลัยรวมทั้ง ลกั ษณะของสิงห์ มกี ารประดับเครอ่ื งทรง
ได้แก่เทริด กรองศอ ซ่งึ ลักษณะทัง้ หมดน้เี ปน็ แบบทน่ี ิยมอย่างมากในสมยั นครวดั ซ่ึงเปน็ ทับหลงั แบบนครวัด
107
ในสว่ นท่พี ฒั นามาจากมัยบาปวน ดงั นั้นจึงน่าจะกำหนดปราสาทหลงั น้ีวา่ อยู่ในสมยั นครวัด ตอนตน้ อายุ
อยรู่ าวต้นพุทธศตวรรษท่ี 17
รูปท่ี 2-94 จัดแสดงในพิพิธภณั ฑสถานแหง่ ชาติ รามคำแหงทบั หลงั พบทีป่ รางคศ์ รเี ทพ
ทับหลงั ชิน้ ที่จัดแสดงในพิพธิ ภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง ยงั คงมีลักษณะทสี่ ืบทอดมาจากทับหลัง
แบบบาปวน คือ ทส่ี ่วนกลางของทบั หลัง มปี ระตมิ ากรรมรูปบุคคลหรอื รูปเล่าเร่ือง ซึ่งในสมยั บาปวนจะมีหน้า
กาลคายท่อนพวงมาลัย ซงึ่ ถูกสกัดไปขายแล้ว มลี ายท่อนพวงมาลัยแยกออกมาทั้ง 2 ขา้ ง และมลี ายใบไม้ม้วน
ใตท้ อ่ นพวงมาลัยท่ีมี 3 วง นิยมอยใู่ นศลิ ปะนครวัดแลว้ โดยรูปแบบและฝีมือช่างอยูใ่ นสมัยเดยี วกับ ช้ินท่ีจัด
แสดงในพพิ ิธภัณฑสถานแหง่ ชาติ เจา้ สามพระยา จากอายุของทบั หลังทัง้ 2 ช้นิ ทำให้สามารถกำหนดอายุตัว
ปราสาทได้ว่า อยู่ในสมัยนครวดั ตอนต้น อายอุ ยรู่ าวตน้ พทุ ธศตวรรษท่ี 17
นอกจากน้ียงั ไดม้ ีการคน้ พบรปู เคารพท่ีสำคัญคือพระอิศวรสกี่ ร สลัก
จากหินทราย สูง 12 ซ.ม. จากการขดุ แต่งทางโบราณคดีด้าน หน้า
ปรางค์ศรเี ทพ โดยพบอยใู่ นช้นั ดนิ ทร่ี ่วมสมัยกับปราสาทประธาน แต่
จากรูปแบบศิลปกรรมกำหนดได้ว่าอยู่ในศลิ ปะแบบนครวัดแลว้
สงั เกตจากศิราภรณ์เปน็ เทริด หรอื กระบังหนา้ และมีมงกุฎทร งกรวย
สามเหลี่ยมแบบนครวัด ผ้านุ่งทีม่ ีขอบผ้าที่บั้นพระองค์นุ่งอยา่ ง
หลวมๆ และชายผา้ หางปลาที่ซ้อน 2 ช้นั นน้ั ขอบชายผ้าชั้น ล่าง
ตรงกนั กบั ขอบผา้ นุ่ง ซึง่ เปน็ รปู แบบท่ีพบในศลิ ปะนครวัด ถ้าเป็น
สมัยอ่ืนจะสน้ั กวา่ เน่อื งจากประติมากรรมช้นิ น้ีพบในชัน้ วัฒน ธรรม
พรอ้ มกับปราสาทประธาน คอื ในสมัยนครวัด จงึ สนั นิษฐานว่า ได้
รปู ที่ 2-95 พระอิศวรส่ีกร ว่าศาสนสถานแห่งนีส้ ร้างขึ้นเนื่องในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนกิ าย
ศนู ย์ขอ้ มูลอทุ ยานประวัติศาสตรศ์ รเี ทพ
108
สอดคล้องกับหลักฐานท่ีพบงานศิลปกรรมท่เี มืองศรเี ทพในช่วงท่ีเป็นวัฒนธรรมเขมรนนั้ ไดพ้ บศิวลงึ ค์ และฐาน
ตัง้ ศิวลึงค์ คอื ฐานโยนิ เปน็ จำนวนมาก
ศาสนสถานแห่งน้ไี ด้มีการสรา้ งเพ่ิมเติมอีกครั้งหนึ่ง ซ่ึงถอื เปน็ ชัน้ วัฒนธรรมสุดท้าย ในสมัยบายน ใน
พุทธศตวรรษท่ี 18 สังเกตได้จากส่วนฐานทก่ี อ่ ด้วยศิลาและทสี่ ำคญั คือเป็นฐานบัวลูกฟกั ซึ่งพบวา่ เป็นรูปแบบ
เฉพาะของฐานบัวแบบบายนที่พบในประเทศไทย สมยั กอ่ นหน้านีย้ ังไม่พบ และหลกั ฐานสำ คัญคือกา ร พบ
ประตมิ ากรรมทเี่ ปน็ ทวารบาล สลกั จากหินลอยตวั จดั อยู่ในสมัยบายนอย่างแท้จรงิ คือพระพักตร์ท่มี ีพระเน ตร
พองโต มีเขี้ยวแบบอสรู มีเครอ่ื งศริ าภรณเ์ ป็นมงกุฎทมี่ สี ว่ นยอดคล้ายใบไมท้ ี่ปลายบานออก เปน็ สัญลักษณ์ของ
อสรู ซึง่ หมายถงึ ทวารบาล นงุ่ ผ้าส้นั เตอ่ แบบบายนเชน่ กนั รวมท้งั เทคนิคการสลักประติมากรรมในสมยั บายนท่ี
มีส่วนท่อนขาใหญ่จนผดิ สว่ น อันเปน็ ลักษณะเฉพาะของศลิ ปะสมยั น้ี และทวารบาลลกั ษณะน้พี บอยู่โดยทั่วไป
ในสมัยบายน ทั้งทเ่ี มืองพระนครและศาสนสถานสมยั บายนทั้งหลายทีแ่ พรห่ ลายไปยังดินแดนตา่ ง ๆ
ศาสนสถานปรางคส์ องพน่ี ้อง
ปรางค์สองพี่น้อง ตง้ั อยบู่ ริเวณกลางเมืองใน อยู่ดา้ นหน้าของปรางคศ์ รีเทพ ซง่ึ ศาสนสถานทง้ั 2 แห่งนี้
หนั หน้าไปทางทิศเดียวกนั คือ ทิศตะวนั ตก และอยู่ในแนวแกนหลกั เดยี วกัน โดยประตูศาสนสถาน และประตู
ปราสาท จะตรงกับประตูเมืองดา้ นทิศตะวันตก นอกจากนีย้ ังมีแนวถนนทางเดิน จากประตเู มอื งพุ่งตรงมายัง
ปราสาทประธาน มีการก่อศลิ าแลงเป็นแนวถนนทางเดนิ ด้วยเชน่ กนั จงึ มีขอ้ สงั เกตวา่ เหตใุ ดศาสนสถานใน
วัฒนธรรมเขมร จึงหนั หนา้ ไปทางทศิ ตะวนั ตก ซึง่ โดยทว่ั ไป ตามคติการสรา้ งจะหันหนา้ ไปทางทิศตะวัน ออก
เสมอ เพราะถือเป็นทิศแห่งการเกิด การเริ่มตน้ ยกเวน้ มีคติความเชอ่ื บางอยา่ ง จะมีการเปล่ียนทิศไปตามคติ
ความเช่อื เปน็ ต้น ดงั น้ันท่ีเมืองศรีเทพน้ีทห่ี นั ไปทางทศิ ตะวนั ตก อาจเป็นเพราะตรงกบั เขาถมอรัตน์ ซึง่ เปน็ เขา
ลกู โดด และมบี างส่วนท่ีมีหินต้ังสูงข้ึน อาจเป็นลักษณะของศิวลงึ ค์ธรรมชาติ ทำใหเ้ กิดความเช่ือเรื่องภูเขา
ศกั ดสิ์ ิทธ์ิ ตามความเชือ่ เรอ่ื งเขาพระสุเมรุ หรอื ศูนย์กลางจกั รวาลก็อาจเปน็ ได้ และท่ีเขาถมอรตั น์ มีศาสนสถาน
ถำ้ ที่มรี ูปจำหลักพระพุทธรปู และพระโพธิสัตว์ ในสมยั ทวารวดี ซง่ึ ถือเป็นสถานทีศ่ ักดิ์สิทธ์ิมากอ่ น จึงมีการ
สรา้ งศาสนสถานและหนั หนา้ ไปทางเขาถมอรตั น์กเ็ ป็นได้
109
รูปที่ 2-96 ภาพมุมสูงแสดงแผนผังโบราณสถานปรางคส์ องพ่ีนอ้ ง
รปู ท่ี 2-97 ภาพโบราณสถานปรางคส์ องพน่ี ้อง
110
รปู ท่ี 2-98 แผนผังปรางค์สองพ่ีนอ้ ง
ปรางคส์ องพีน่ อ้ งหรอื ปราสาทสองพีน่ อ้ ง เป็นปราสาทอิฐทีม่ ีฐานเปน็ ศลิ าแลง ประกอบดว้ ยฐานไพทที ี่รองรับสิ่ง
ปลูกสร้าง ท่ีประกอบดว้ ย ปราสาทประธานทีม่ ีขนาดใหญ่และปราสาทดา้ นซา้ ย อีก 1 หลังอยู่ด้านซ้ายซ่ึงมี
ขนาดเลก็ กวา่ ปราสาทประธานอย่างมาก ซ่ึงจากระบบแผนผังไมค่ อ่ ยปรากฏมากนักในวัฒนธรรมเขมร เพราะ
ส่วนใหญ่ต้องสร้างสมมาตรกนั และถา้ เป็นรปู แบบนม้ี กั จะเปน็ ปราสาท 3 หลังทมี่ ีปราสาทประธานและปราสาท
ปีกดา้ นข้าง 2 หลงั จากหลักฐานการขุดแต่งและระบบการก่อสรา้ งท่ีไมส่ มมาตรกัน แสดงให้เห็นว่าปราสาท
สองหลงั น้ีมีการก่อสรา้ งไม่พร้อมกัน คือ ปราสาทหลงั ใหญ่สร้างข้ึนก่อนและหลังเล็กสร้างเพม่ิ ขึน้ ในภายหลัง
นอกจากน้ีจะพบว่าในบริเวณศาสนสถานแห่งนี้ มสี ิ่งปลกู สรา้ งท่ีมีมาก่อนวัฒนธรรมเขมร ซ่ึงต้ังอยู่
บรเิ วณด้านหน้าของปราสาท และฐานอาคารหลังหน่ึงเป็นอาคารทรงสี่เหลย่ี มพน้ื ผา้ ใชฐ้ านบัวแบบบัววลัย
ดงั นัน้ อาคารหลงั นี้น่าจะเป็นอาคารศาสนสถานทมี่ มี าแล้วต้งั แต่สมัยทวารวดี และน่าจะมีการมาปรับปรงุ เพ่ือใช้
งานในวฒั นธรรมเขมร โดยพบวา่ มีสง่ิ ปลกู สรา้ งเพ่ิมเติม เปน็ อาคารสเ่ี หลย่ี มจัตรุ ัส พบฐานประดิษฐานรูป
เคารพ และศิวลงึ คต์ ั้งอย่ตู ิดท่ี แสดงว่านา่ จะมกี ารสร้างขน้ึ พรอ้ มกบั ปราสาทประธาน ในวัฒนธรรมเขมร
111
รูปท่ี 2-99 ภาพโบราณสถานปรางคศ์ รีเทพ รปู ท่ี 2-100 ฐานตง้ั ศิวลึงค์ และศวิ ลึงค์
ทีย่ งั ตง้ั อยู่ ณ ท่เี ดิม
รปู ที่ 2-101 พระสรุ ิยะ รูปที่ 2-102 พระสุริยะ
พระสุรยิ ะพบจากการขุดแตง่ บริเวณทางเดนิ รปู กากบาท ด้านหนา้ ปรางคส์ องพน่ี ้อง
จากการขุดคน้ และขุดแต่งทางโบราณคดยี ังได้พบประติมากรรมในวัฒนธรรมทวารวดหี ลายช้ิน ที่
สำคัญ คอื พระสรุ ยิ ะ ที่คอ่ นข้างจะสมบูรณท์ ส่ี ุดของเมืองศรีเทพ ทั้ง 2 องค์ พบทน่ี ่ี โดยพบบรเิ วณทางเดินเข้า
ปราสาทรูปกากบาท สันนิษฐานวา่ น่าจะนำมาฝังไวภ้ ายหลังจากสมยั บายนที่เปล่ียนศาสนาเป็น ศาสน พุทธ
มหายานแลว้ จงึ นำรปู เคารพในศาสนาฮินดมู าฝงั ไว้47
47 เรอ่ื งเดียวกนั , หนา้ 103.
112
นอกจากประตกิ รรมในศาสนาฮินดูในสมยั ทวารวดีแล้วยงั พบประตมิ ากรรมในศาสนาฮนิ ดใู นวัฒนธรรม
เขมร อกี เป็นจำนวนมาก ทชี่ ำรดุ และนำมาฝงั ไว้ ท่สี ำคัญ เช่น ศวิ ลึงค์ ฐานโยนิ พระอรรถนารศี วร ชิน้ สว่ นฐาน
รูปเศยี รกระบือและมีพระบาทประติมากรรมติดอยู่สันนิษฐานว่าเปน็ พระอุมาปางมหิสาสุรมรรทนิ ี พระหัตถ์
พระคเณศ เป็นต้น
หลกั ฐานสำคัญอกี ประการหน่ึง คอื ทป่ี รางค์สองพ่นี ้องนีไ้ ด้พบศิลาจารึกที่ไดจ้ ากการ ขุดแต่งเมื่อปี
พ.ศ. 2527 ชื่อ จารึกปรางคส์ องพน่ี อ้ ง 2 จารกึ ด้วยอักษรขอม ภาษาสนั สกฤษต กำหนดอายุไดใ้ นราว พุทธ
ศตวรรษท่ี 15-1648
ตวั ทชี่ ่วยกำหนดอายขุ องปราสาทประธานได้ คอื ปราสาทปกี ท่ีอยดู่ า้ นข้าง เพราะมกี ารสรา้ งเพ่ิมเติม
ภายหลังและพบทับหลังที่มกี ารกำหนดอายไุ ด้ว่าน่าจะเปน็ ศิลปะสมยั นครวัดตอนกลางถึงปลาย (ราวกลางถึง
ปลายพุทธศตวรรษที่ 17) ดงั นัน้ ปราสาทประธานหลังน้จี ึงน่าจะสรา้ งขน้ึ ก่อน นา่ จะอยู่ในสมัยบา ปวน ตอน
ปลายหรือนครวดั ตอนต้น (พุทธศตวรรษท่ี 16 ถงึ ตน้ พทุ ธศตวรรษท่ี 17)
รูปที่ 2-103 ทับหลังทีป่ ราสาทปกี
จากรปู แบบศลิ ปกรรม ได้แก่ การทำลวดลายใบไมม้ ว้ น 3 วง ประติมากรรมทัง้ รปู บคุ คล หน้ากาลและ
นาค ทรงเครอ่ื งท่ีมีเทรดิ และกรองสอแล้ว อันเปน็ รูปแบบที่นิยมอยู่ในศิลปะนครวัด อย่างไรก็ตามจากลักษณะ
ลายบางอย่าง เช่น หน้ากาลท่ีมีมือมาจบั นาค และตัวนาคมขี นาดใหญม่ ากมาอยู่บนส่วนหน่ึงของหน้ากาล และ
ลักษณะพระพกั ตรข์ องพระอิศวรและพระอมุ า โดยเฉพาะการสลกั พระอุมาท่แี สดงท่าน่ังทต่ี ัวตรงมากเหมือนกับ
48 อทุ ยานประวัติศาสตรศ์ รเี ทพ, จารึกเมอื งศรีเทพ, (กรงุ เทพฯ : กรมศลิ ปากร, 2534), หนา้ 140-142.
113
ทา่ ยืน อาจแสดงให้เห็นถึงฝีมือชา่ งแบบท้องถ่ินของชาวศรีเทพเองแล้ว ดงั นัน้ จึงสามารถกำ หน ดอายุของ
ปราสาทหลังเลก็ น้ไี ด้ว่าอยูใ่ นสมยั นครวัด ราวกลางถงึ ปลายพทุ ธศตวรรษท่ี 17 ส่วนปราสาทประธานน่าจะมีมา
กอ่ น อาจอยใู่ นสมยั บาปวนหรอื นครวัดตอนตน้ (พุทธศตวรรษท่ี 16 ถึงต้นพทุ ธศตวรรษที่ 17)
รูปที่ 2-104 ศวิ ลึงค์ รปู ท่ี 2-105 ฐานโยนีศนู ย์ข้อมูลอทุ ยานประวัติศาสตรศ์ รเี ทพ
พพิ ธิ ภัณฑสถานแหง่ ชาติ รามคำแหง
ศาสนสถานแหง่ นี้นา่ จะเป็นศาสนสถานในศาสนาฮนิ ดู ลทั ธิไศวนกิ าย ไดม้ ีการคน้ พบรูปเคารพจากการ
ขดุ แตง่ ภายในบรเิ วณศาสนสถานแห่งนี้ทีส่ ำคัญได้แก่ ศิวลงึ ค์ ฐานตงั้ ศวิ ลึงค์ (ฐานโยน)ี และโคนนทิ ซ่ึงเป็นรูป
เคารพและพาหะนะของพระอิศวร แสดงใหเ้ ห็นว่าศาสนสถานแห่งน้ีสรา้ งขึ้นในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย49
สอดคลอ้ งกับทับหลงั อมุ ามเหศวรท่ีพบท่ปี ราสาทองค์เลก็
49 เร่ืองเดยี วกัน, หนา้ 100-103.
114
2.b ความเป็นมาและพฒั นาการของแหล่งมรดกวฒั นธรรม
(HISTORY AND DEVELOPMENT)
เมืองโบราณศรเี ทพจัดอยู่ในวัฒนธรรมทวารวดีที่ไดร้ ับการเสนอช่อื ขึ้นบัญชีมรดกโลก มหี ลกั ฐานทาง
โบราณคดแี ละงานศิลปกรรมที่แสดงใหเ้ ห็นถงึ พัฒนาการทางวฒั นธรรมมาแล้วตั้งแตส่ มยั ก่อนปร ะวัติศาสตร์
จนมาถงึ วฒั นธรรมทวารวดีที่ถือวา่ มีหลักฐานเหลืออยคู่ รบถ้วนสมบรู ณ์มากท่ีสุดเมืองหน่ึงในประเทศไทย ใน
การนำเสนอข้อมูลความสำคญั ของแหล่งมรดกโลกประกอบด้วย ประวตั ศิ าสตร์ความเปน็ มาของเมืองโบราณศรี
เทพ ความสำคัญของแหลง่ จากหลักฐานทางโบราณคดีและงานศิลปกรรม การศึกษาค้นคว้าวจิ ยั ขอ้ สันนษิ ฐาน
ทางวชิ าการ รวมไปถงึ ประวัติศาสตรก์ ารอนุรกั ษ์
2.b.1 ประวัติความเป็นมาโดยสงั เขป (SUMMARY HISTORY)
ในบริเวณพืน้ ที่ของจังหวัดเพชรบูรณ์ ซง่ึ เป็นทต่ี งั้ ของเมืองโบราณศรีเทพ ทต่ี ้ังอยู่ทางตอน ใต้ของ
จงั หวดั ได้มกี ารสำรวจพบหลักฐานทางโบราณคดีสมยั ก่อนประวัตศิ าสตร์ แสดงถึงการตง้ั ถน่ิ ฐานของคนต้ังแต่
ในช่วงของสังคมหาของป่า ล่าสัตว์ (HUNTING AND GATHERING SOCIETY) ตอนปลาย กอ่ นทจ่ี ะเข้าสู่สังคม
กสิกรรม (VILLAGE FARMING SOCIETY) โดยเริ่มทำการเพาะปลูกและอยูร่ วมกันเปน็ กลุ่มๆ รูจ้ กั ใช้เคร่ืองมือ
ประเภทหิน เช่น กำไลหิน ขวานหนิ มอี ายรุ าว 3,000 – 4,000 ปีมาแลว้ และพฒั นามาเปน็ เคร่อื งมอื เครอื่ งใช้
โลหะ เชน่ ขวานสำรดิ เปน็ ต้น และในชว่ งหวั เล้ียวหัวต่อก่อนจะเข้าสยู่ ุคประวัติศาสตร์ (PROTO HISTORY)
แหล่งโบราณคดที ีพ่ บสว่ นใหญจ่ ะเป็นแหล่งฝังศพ (BURIAL SITE) พบเครอ่ื งประดับศพท้ังภาชนะดินเผา ลูกปัด
ขวานหนิ และขวานสำริด กำหนดอายไุ ด้ประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว แหล่งโบราณคดที ่ีพบส่วนใหญ่จะอยู่ใน เขต
อำเภอวิเชียรบุรแี ละอำเภอศรีเทพ ซ่งึ ตอ่ มาลักษณะการเลอื กพื้นทีต่ ัง้ ถ่นิ ฐานจะเลือกพ้ืนทรี่ าบรมิ ฝ่งั แมน่ ำ้ ป่าสัก
ทส่ี ามารถใช้เป็นแหล่งสาธารณูปโภค และเส้นทางคมนาคมตดิ ต่อซึ่งกนั และกันในระหว่างชุมชน จนกระท่ัง
พัฒนามาเป็นสังคมเมอื ง รจู้ กั ขดุ คนู ้ำคันดนิ เปน็ ขอบเขตของเมอื ง ตามทไี่ ดร้ ับอทิ ธิพลมาจากภายนอกทับซ้อน
อยบู่ นที่อยูอ่ าศัยเดมิ ตามหลักฐานทางโบราณคดีท่ีพบจากการขุดคน้ ทางโบราณคดภี ายในเมอื งใน ของเมือง
โบราณศรเี ทพ เร่ิมตน้ ยคุ สมยั ของวฒั นธรรมทวารวดี ท่มี อี ายุอยู่ราวพทุ ธศตวรรษที่ 12 – 16 ซ่ึงได้เจริญรุ่งเรือง
มาพร้อมกับการรับเอาอิทธิพลจากภายนอก ทงั้ วฒั นธรรมอนิ เดีย และวัฒนธรรมทวารวดีที่อยู่ร่วมสมัยจาก
แหล่งอ่นื ในเขตภาคกลาง เชน่ เมืองคบู วั (จังหวดั ราชบุร)ี เมอื งพงตกึ (จงั หวัดกาญจนบุรี) เมืองนครชัยศรี
(จงั หวัดนครปฐม) และเมืองศรีมโหสถ (จังหวัดปราจนี บุร)ี เป็นต้น พบหลักฐานการก่อสรา้ ง ศาสนสถานที่
สำคญั คือ โบราณสถานเขาคลังใน และโบราณสถานเขาคลังนอก ตามคตคิ วามเชื่อในพทุ ธศาสนาแบบเถรวาท
และมหายาน ตามลำดับ รวมทัง้ ศาสนาฮนิ ดูด้วย
115
เม่อื วฒั นธรรมทวารวดีส้ินสุดลงในพุทธศตวรรษท่ี 16 วัฒนธรรมเขมรไดเ้ ข้ามาแทนท่ี และมีอายุอยู่
ระหวา่ งพทุ ธศตวรรษที่ 16 – 18 มกี ารกอ่ สรา้ งศาสนสถาน เช่น ปรางค์ศรเี ทพ และปรางคส์ องพ่นี ้อง ตามคติ
ความเชื่อในศาสนาฮินดู หลังจากนั้นเมืองโบราณศรีเทพก็หมดความสำคญั ลง เนื่องจากการเกิดขึ้นของ
อาณาจักรสุโขทัย ทางตอนเหนอื ของประเทศไทย ศนู ยก์ ลางความเจริญยา้ ยออกจากเมืองโบราณ ศรีเทพไป
บรเิ วณท่ีต้งั จงั หวัดเพชรบูรณ์ทางตอนเหนอื แทน ตามหลักฐานศิลาจารึกหลักที่ 1 ของพ่อขุน-รา มคำแหง
มหาราชกษัตรยิ ส์ โุ ขทัย และการพบโบราณสถานในสมัยสุโขทยั ทีว่ ัดมหาธาตุ จงั หวัดเพชรบรู ณ์ มอี ายุอยู่ราว
พทุ ธศตวรรษที่ 19
ในสมยั อยุธยา เมืองเพชรบรู ณ์เป็นหัวเมอื งสำคัญต้ังแต่สมัยสมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. 1991 -
2031) ปรากฏหลักฐานตามทำเนียบส่วนราชการ ซงึ่ ในขณะนน้ั เมอื งศรถี มอรัตน์ (ศรีเทพ) ยังปรากฏชื่อใน
ฐานะหัวเมอื งสำคญั ตามหลักฐานท่ีปรากฏในเอกสารไทยรบพม่ามาจนถึงสมัยอยุธยาตอ่ สมัยกรุงธนบุรีและ
กรุงรตั นโกสินทร์ เมืองเพชรบรู ณ์และเมืองศรีเทพ ยังคงฐานะหัวเมือง แถบแมน่ ำ้ ปา่ สกั ไดแ้ ก่ เมืองสระบุรี
เมอื งชยั บาดาล เมอื งศรเี ทพ และเมอื งเพชรบูรณ์
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2325 – ปัจจุบัน) พระบาทสมเด็จพระนง่ั เกล้าเจ้าอยหู่ วั รัชกาลที่ 3 โปรด
ให้ยกเมอื งศรีเทพเป็นเมืองตรี และเปลี่ยนชื่อมาเปน็ เมอื งวเิ ชยี รบรุ ี โดยรวมเมืองชัยบาดาลและเมืองบัวชุมมา
ขึ้นตรงต่อเมืองวิเชียรบุรี จนกระท่ังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงเปลี่ยนแปลง
วิธีการปกครอง ตงั้ มณฑลเพชรบูรณ์ข้ึนและลดฐานะเมืองวิเชยี รบุรีลง เปน็ อำเภอหนงึ่ ในจงั หวัดเพชรบูร ณ์
จนถงึ สมัยรชั กาลที่ 6 ทรงโปรดให้ยุบมณฑลเพชรบรู ณ์ เพราะเหน็ ว่ามีคนอยอู่ าศยั ค่อนขา้ งน้อย การคมนาคมมี
ความสะดวกมากขนึ้ จงึ ให้ยบุ มณฑลเพชรบรู ณ์ไปข้นึ กับมณฑลพิษณโุ ลก ตัง้ แต่วันท่ี 1 เมษายน พ.ศ.2459
ในสมัยสงครามโลกคร้งั ท่ี 2 จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนนั้ มแี ผนทจี่ ะตั้งจังหวัด
เพชรบรู ณ์ เปน็ เมอื งหลวงใหม่เพราะตำแหน่งท่ีต้งั ของจงั หวัดอยกู่ ่ึงกลางประเทศ และให้กรุงเทพเป็น เมืองท่า
โดยจะจัดสร้างนครบาลเพชรบรู ณ์ข้ึนเพ่ือเป็นฐานทัพในการขับไล่ญี่ปุน่ โดยเริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2486 แต่ก็ไม่
สามารถดำเนนิ การได้สำเร็จ จังหวดั เพชรบูรณ์ จึงยงั คงสถานะเป็นจังหวดั หน่งึ ของประเทศไทยในปจั จุบนั
2.b.2 บรบิ ททางประวัตศิ าสตร์ในภูมภิ าคก่อนยคุ เมอื งโบราณศรเี ทพ (REGIONAL HISTORICAL
CONTEXT IN THE PERIOD PRIOR OF THE ANCIENT TOWN OF SI THEP)
จุดเร่มิ ต้นของการศึกษาทางโบราณคดีในประเทศไทย และมคี วามเก่ยี วขอ้ งกบั การสร้างทางรถไฟสาย
ทางรถไฟสายมรณะ เมื่อคร้ังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อ นาย ฟาน ฮีเกอเรน ( H.R. Van Heekeren) เชลย
สงครามชาวเนเธอร์แลนดท์ ี่เป็นนักโบราณคดี ถกู เกณฑ์มาสรา้ งทางรถไฟสายน้ี และไดส้ งั เกตพบเครื่องมือหิน
กะเทาะในบรเิ วณสถานีรถไฟบ้านเกา่ เมอื่ สงครามสงบลงจึงได้นำช้ินสว่ นหนิ กะเทาะดงั กลา่ วไปให้ศาตราจารย์
116
โมเวยี ส นกั โบราณคดีแห่งมหาวทิ ยาลัยฮาวารด์ ตรวจสอบ และได้ลงความเหน็ ว่า เป็นเคร่ืองมอื หิน ต้ังแตส่ มัย
หินเกา่ หนิ กลางและหินใหม่ จงึ กำหนดเรยี กวัฒนธรรมนี้วา่ วฒั นธรรมฟิงนอยเอยี น (วัฒนธรรมแควน้อย)
(Fingnoian Culture) หรอื วฒั นธรรมบ้านเก่า (Ban-Khaoan Culture) นบั เปน็ การคน้ พบครั้งแร กและเป็น
การศึกษาทางโบราณคดีก่อนประวัตศิ าสตร์คร้ังแรกในประเทศไทย ต่อมาในปี พ.ศ. 2499 (ค.ศ. 1956)
ศาตราจารย์โมเวียสไดส้ ่งนักโบราณคดีเข้ามาสำรวจและศึกษารว่ มกับกรมศิลปากร ในปี พ.ศ. 2503 -2504
(ค.ศ.1960-1961) โดยได้ทำการสำรวจทางโบราณคดี ร่วมกับนักโบราณคดีชาวเดนมารก์ และชาวไทยที่เมือง
กาญจนบุรหี ลายแหง่ พบหลักฐานการอยอู่ าศยั ของมนุษย์สมัยก่อนประวตั ิศาสตร์
หลกั ฐานทางโบราณคดีที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ไดจ้ ากการสำรวจทางโบราณคดีใน เขตจังหวัด
ลำปาง โดยไดค้ น้ พบเครื่องมือหินกะเทาะจมอยใู่ ต้ชน้ั หนิ บะซอลต์ ซงึ่ จากการกำหนดอายขุ องช้นั ลาวาท่ีทับถม
อย่เู หนือเคร่ืองมอื หนิ น้ี ทำใหท้ ราบวา่ เครอื่ งมอื หินกะเทาะจำนวน 3 ชิ้นท่ีพบนีม้ อี ายกุ วา่ 700,000 ปีมาแล้ว
แต่ไม่พบซากของมนุษย์ดึกดำบรรพ์50 โดยหลักฐานที่เก่ียวกับซากมนุษย์ดึกดำบรรพท์ ี่พบในประเทศไทย คือ
ฟนั กรามดา้ นบนขวาของมนุษย์หนึ่งซีท่ ี่ปะปนกบั ฟอสซิลของสตั ว์เลย้ี งลูกด้วยนม ท่ถี ้ำวมิ านนาคินทร์ อำเภอ
คอนสาร จังหวดั ชัยภมู ิ ซ่งึ มอี ายุได้ประมาณ 180,000 ปีมาแล้ว มลี กั ษณะคลา้ ยคลึงกบั ฟนั ของมนษุ ย์ โฮโม อี
เรกตสั ที่พบจากประเทศจีนและอนิ โดนเี ซยี 51
อย่างไรก็ตาม หากไม่นบั หลักฐานท่ีเก่ียวขอ้ งกับมนุษย์โฮโม อเี รกตัส มนษุ ยด์ กึ ดำบรร พ์ ท่ีปรากฏ
หลกั ฐานใหเ้ ห็นเปน็ จำนวนน้อยมากในประเทศไทยแล้ว หลกั ฐานทเ่ี กยี่ วข้องกบั มนุษยใ์ นประเทศไทยพบอยู่
ในชว่ งไมเ่ กิน 40,000 ปี เป็นหลักฐานของมนษุ ย์สมัยปัจจบุ ัน (modern humans) ทีม่ ีลกั ษณะการดำรงชีวิต
แบบล่าสตั ว์ หาของปา่ ท่สี ามารถกำหนดอายุตามลักษณะเคร่ืองมอื หินไดว้ ่า สมัยหินเกา่ (Paleolithic) โดย
หลักฐานทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั มนษุ ย์ในสมยั หินเก่าน้ี พบท่แี หลง่ โบราณคดถี ำ้ หลังโรงเรียน อ.เมือง จ.กระบ่ี ดำเนนิ งาน
ทางโบราณคดีโดย ดักลาส แอนเดอรส์ นั (Douglas Anderson) เม่ือ พ.ศ.2526 (ค.ศ.1983) พบว่ามมี นษุ ย์อยู่
อาศยั ณ แหลง่ โบราณคดแี หง่ นีม้ าต้งั แต่ 38,000 ปี จนกระทัง่ ถึง 27,000 ปมี าแลว้ เป็นการใชส้ ถานท่เี ป็นทพ่ี ัก
พงิ ชว่ั คราว โดยในชนั้ ดินทางโบราณคดชี ั้นลา่ งสดุ พบกองไฟ จำนวน 7 กอง โดย 2 ใน 7 กองน้ี พบว่ามีการเอา
กอ้ นหนิ มาวางเรียงกนั อยา่ งจงใจ พบกระดกู สตั ว์ และเครอ่ื งมือหินกองรวมกนั อยู่ใกล้ ๆ (พบเคร่อื งมือหินรวม
ทงั้ หมด 45 ช้ิน) 52
โดยหลักฐานในสมัยหินใหม่ที่สำคัญ พบจากการดำเนินงานทางโบราณคดีของเชสเตอร์ กอร์มัน
(Chester Gorman) นกั โบราณคดชี าวอเมรกิ ันทีจ่ ังหวัดแม่ฮอ่ งสอน ณ แหล่งโบราณคดถี ำ้ ผี โดยพบหลักฐาน
50 ชาร์ล ไฮแอมและรชั นี ทศรตั น์, สยามดกึ ดำบรรพ์ ยุคก่อนประวัติศาสตร์ถงึ สมัยสุโขทยั , (กรุงเทพ: บรษิ ัท สำนกั พิมพ์รเิ วอร์ บุค๊ ส์ จำกดั , 2542),
หน้า 24.Invalid source specified.
51 เรอื่ งเดียวกนั , หนา้ 24.
52 สยามดึกดำบรรพ์ ยุคกอ่ นประวตั ศิ าสตร์ถงึ สมยั สโุ ขทัย, หน้า 25 - 26.
117
เชน่ มีดหินชนวน ขวานหนิ ขดั เศษภาชนะดินเผาและเมล็ดพชื ในชั้นดนิ ทางโบราณคดีชนั้ ที่ 4 (ชัน้ บนสดุ ) ซึ่ง
3 ชัน้ แรกกอร์แมนเหน็ วา่ สามสมัยแรกเป็นสมัยฮวั บินเนียน เคร่อื งมอื หนิ ทพ่ี บมลี กั ษณะคลา้ ยคลงึ กับที่พบจาก
ไทรโยค แต่ในช้ันบนสุดที่พบหลักฐานในสมยั หนิ ใหม่ กำหนดอายไุ ดร้ าว 7,500 ปมี าแล้ว เป็นหลักฐาน ท่ี
เกี่ยวขอ้ งกับการกสิกรรมที่เก่าแก่ทีส่ ุดในประเทศไทย53
รูปท่ี 2-106 การขุดค้นโดย เชสเตอร์ เอฟ กอร์มนั (Chester F. Gorman) ในจงั หวัดเชยี งราย
(ทม่ี าของข้อมลู : กรมศิลปากร, โบราณคดีเชียงราย (กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2533), หน้า 19)
แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง เป็นแหล่งโบราณคดีที่มีชื่อเสียงท่ีสุดแหล่งหน่ึงในประเทศไทย และเป็น
แหล่งโบราณคดีสมัยสำรดิ ทส่ี ำคญั แหล่งหน่ึงในประเทศไทย ความสำคัญของแหล่งโบราณคดีบ้านเชียงที่นำไปสู่
การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกนั้น มาจากการคน้ พบภาชนะดินเผาลายเขยี นสีแดงท่งี ดงามเป็นทแี่ รก รวมถึงการ
เปน็ แหล่งโบราณคดสี มัยโลหะทสี่ ำคัญ โดยจากการกำหนดอายุทางวิทยาศาสตร์ด้วยวธิ ี AMS dating ตวั อย่าง
ถา่ นจากการขุดคน้ ทางโบราณคดใี นปพี .ศ.2517 (ค.ศ.1974) และ พ.ศ.2518 (ค.ศ.1975) พบว่า สมยั หินใหม่ที่
บ้านเชยี งมอี ายอุ ยรู่ าว 4,300 ปีมาแลว้ และสมัยสำริดมอี ายรุ ะหว่าง 3,500 – 3,000 ปมี าแลว้ มอี ายุใกลเ้ คียง
กับการกำหนดอายุหลุมศพสมยั สำรดิ ทแ่ี หลง่ โบราณคดีโนนนกทา และแหลง่ โบราณคดหี นองโน54
53 เรื่องเดียวกนั , หนา้ 31 – 32.
54 สยามดกึ ดำบรรพ์ ยุคก่อนประวัติศาสตรถ์ ึงสมัยสุโขทัย, หน้า 84.
118
รปู ท่ี 2-107 ภาชนะดินเผาลายเขยี นสีแดงของบ้านเชียง
ท่ีมาของข้อมลู : กรมศิลปากร, บา้ นเชยี ง, (กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2530) หน้า 28
สมยั เหลก็ ในประเทศไทย แสดงใหเ้ ห็นถึงการเปล่ียนแปลงที่สำคญั โดยมีขนาดที่ใหญ่กว่า และมี
จำนวนหลักฐานทีห่ นาแนน่ กวา่ หลกั ฐานที่พบในสมยั หินใหม่และสมยั สำรดิ 55 ยกตัวอยา่ งเชน่ แหล่งโบราณคดีใน
บริเวณลมุ่ แม่น้ำมูล ทีไ่ มพ่ บหลกั ฐานในสมัยหนิ ใหม่ รวมถึงพบหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับสมัยสำริดเป็นจำนวน
น้อย แตป่ รมิ าณของแหล่งกลับเพ่ิมขึน้ อย่างมีนัยยะสำคญั เม่อื เข้าสู่ยุคเหล็ก รวมถงึ มีหลักฐานที่บ่งชี้ได้ว่า มี
ระบบชนช้ันทางสงั คมเกดิ ข้ึนแลว้ ในชมุ ชนสมยั เหล็กในประเทศไทย56 โดยแหล่งโบราณคดที ี่สำคัญในสมัยเหล็ก
อาทิ แหลง่ โบราณคดีเนินอุโลก ซงึ่ กรมศิลปากรไดด้ ำเนนิ การขดุ ค้นทางโบราณคดีในปี พ.ศ.2529 (ค.ศ.1986)
และ พ.ศ.2540 – 2541 (ค.ศ.1997 - 1998) โดยพบหลักฐานทีเ่ ก่ยี วขอ้ งกับเตาเผา และทอ่ ลมทีอ่ าจเก่ียวข้อง
กบั การเผาแก้ว หลอมเหล็กหรือหล่อทองแดง หลักฐานทเี่ ก่ียวข้องกับการอยู่อาศยั เชน่ หลุมเสา กองไฟ
หลักฐานทเ่ี ก่ียวขอ้ งกับการเป็นแหล่งฝังศพ โดยพบโครงกระดกู จำนวน 125 โครง โดยทง้ั หมดอยใู่ นสมัยเหล็ก
โดยหลุมศพท่ี 27 มวี ัตถุท่ฝี งั ร่วมกบั ศพเป็นปริมาณมาก ได้แก่ หว่ งคอสำรดิ เขย้ี วเสือ กำไลสำรดิ ใบหอกสำริ ด
เคร่ืองมือเหลก็ ภาชนะดนิ เผาบรรจุกระดกู ปลาช่อนท้งั ตวั แผ่นกลมทำจากเปลอื กหอยทะเล เปน็ ตน้ 57
ในสว่ นของหลกั ฐานทางโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในบริเวณศรีเทพ พบจากการขุดค้นทาง
โบราณคดี ณ แหล่งโบราณคดีบ้านหนองแดง ซึ่งตงั้ อยหู่ ่างจากเมอื งศรีเทพไปทางทิศตะวันตกเฉียงใตป้ ร ะมาณ
55 เร่ืองเดียวกนั , หน้า 169.
56 เรอื่ งเดียวกัน, หนา้ 170.
57 สยามดึกดำบรรพ์ ยุคก่อนประวัติศาสตรถ์ งึ สมัยสุโขทยั , หนา้ 149 - 156.
119
12 กิโลเมตร โดยเรม่ิ ดำเนินการใน พ.ศ.2533 (ค.ศ.1990) ณ หลุมขุดค้น TP.1 พบหลกั ฐานทางโบราณคดีที่
สำคญั คอื โครงกระดกู มนุษย์สภาพค่อนขา้ งสมบรู ณ์ ในชน้ั ดนิ ท่ี 4 ตราประทับดินเผา 5 ชน้ิ กำไลหิน และ
กำไลสำริด จากการขดุ ค้นทางโบราณคดใี นครง้ั นี้ สามารถสรุปความไดว้ า่ แหลง่ โบราณคดีแห่งนมี้ ีการอยู่อาศัย
มาตง้ั แตส่ มัยก่อนประวัตศิ าสตรต์ อนปลาย (จากหลักฐานโครงกระดูกมนษุ ย์ในช้นั ดนิ ที่ 4) เรอื่ ยมาจนกระทัง่ ถึง
สมัยทวารวดี (จากตราประทบั ดนิ เผาทีพ่ บในชน้ั ดนิ ท่ี 1 และ 2 มีลักษณะคล้ายกับตราประทับดินเผาที่พบจาก
การขดุ คน้ ทางโบราณคดที ่ีบ้านคูเมอื ง อำเภออนิ ทร์บรุ ี จังหวัดสงิ ห์บรุ ี และทเี่ มอื งซับจำปา จังหวัดลพบุร)ี 58
รปู ที่ 2-108 ตำแหน่งหลุมขุดค้นทางโบราณคดี TP.1 แหลง่ โบราณคดีบา้ นหนองแดง (ซา้ ย) และ
รูปที่ 2-109 ภาพเสกต็ โครงกระดกู ท่ีพบจากการขุดค้นทางโบราณคดี (ขวา)
ทมี่ าของขอ้ มลู : อทุ ยานประวัติศาสตรศ์ รีเทพ, รายงานเบ้ืองตน้ การขดุ ตรวจแหลง่ โบราณคดีบ้านหนองแดง
ปงี บประมาณ 2533
โดยกรมศลิ ปากรได้ดำเนนิ การขุดค้นทางโบราณคดี ณ แหลง่ โบราณคดีบ้านหนองแดง อกี ครั้งในปี
พ.ศ.2534 (ค.ศ.1991) ณ หลุมขุดค้น TP.2 และ TP.3 พบหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์ในสมัยกอ่ น
ประวัติศาสตร์ตอนปลาย ถงึ สมัยประวตั ิศาสตรต์ อนตน้ โดยมีหลักฐานสำคัญ คอื พบโครงกระดกู มนษุ ยจ์ ำนวน
5 โครง พร้อมกับส่ิงวัตถทุ ฝี่ งั ร่วมกับศพ อาทิ ภาชนะดินเผาขนาดต่าง , ลูกปัดดินเผา, ขวานหนิ ขดั , กำไลหิน
และเปลือกหอย เปน็ ต้น59
58 กรมศิลปากร, รายงานเบือ้ งต้นการขดุ ตรวจแหล่งโบราณคดีบ้านหนองแดง ตำบลสระกรวด อำเภอศรีเทพ จังหวดั เพชรบูรณ์, (2533). หน้า
8 – 10.Invalid source specified.
59 กรมศิลปากร, รายงานการขุดทดสอบแหลง่ โบราณคดบี ้านหนองแดง, (2534). หนา้ 12 – 73.Invalid source specified.
120
รูปท่ี 2-110 Profile ชัน้ ดิน หลมุ ขดุ ค้น TP.3 แหล่งโบราณคดบี า้ นหนองแดง
ทีม่ าของข้อมูล: อทุ ยานประวัตศิ าสตร์ศรเี ทพ, รายงานการขดุ ทดสอบแหลง่ โบราณคดีบ้านหนองแดง,
ปงี บประมาณ 2534
กรมศิลปากรได้ดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดี และพบหลักฐานทางโบราณคดีสมัย ก่อน
ประวตั ศิ าสตร์ในบริเวณศรีเทพอีกจดุ หน่งึ คอื ที่ แหลง่ โบราณคดีหมายเลข 0971/58-59 หา่ งจากปรางค์ศรีเทพ
ไปทางทิศตะวนั ตกเฉียงเหนอื ประมาณ 400 เมตร จากการขดุ คน้ สามารถแบ่งช้ันดินไดเ้ ป็น 5 ชัน้ โดยพบ
หลักฐานโครงกระดูกมนษุ ย์เพศหญิงสวมสร้อยลูกปัดดินเผาท่ีคอในช้ันดินท่ี 5 มีการฝงั เครอื่ งมอื เหล็กร่วมกับ
ศพจำนวน 3 ชน้ิ
2.b.3 วัฒนธรรมทวารวดี (DVARAVATI CULTURE)
- ทีม่ าของชอื่ “ทวารวดี”
ดินแดนประเทศไทยปรากฏหลักฐานการอยอู่ าศัยของมนุษย์มาแลว้ ตัง้ แต่สมัยกอ่ นประวัตศิ าสตร์ ต่อมา
จึงเรมิ่ มีการค้นพบหลักฐานท่ีแสดงใหเ้ ห็นถงึ การติดต่อกบั โลกภายนอก การติดตอ่ คา้ ขาย แลกเปลี่ยนสนิ คา้ ทีเ่ กิด
กบั กลุม่ ชนในภูมิภาคน้ี ดว้ ยเหตทุ ีด่ ินแดนนี้ตัง้ อยู่บนเสน้ ทางการค้าระหว่างจีนกับอนิ เดีย60 ซึง่ น่าจะมีมาแล้ว
อยา่ งนอ้ ยต้งั แตย่ ุคเหล็กตอนปลาย หรอื สมยั ราชวงศโ์ มรยิ ะ-ศงุ คะของอนิ เดีย (พุทธศตวรรษท่ี 3 - 5) ซึ่งเป็น
ช่วงที่อินเดยี เรมิ่ มกี ารค้ากับประเทศทางตะวันตก (กรกี -โรมันและเปอร์เซยี ) และโลกตะวนั ออก ในแถบเอเชีย
ตะวันออกเฉยี งใต้
60 จดหมายเหตจุ นี ราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ประมาณพุทธศตวรรษท่ี 5 ได้กลา่ วอ้างถงึ ดนิ แดนอันเป็นท่ตี งั้ ของประเทศไทยปัจจุบันวา่ อยู่บน
เส้นทางการค้าระหวา่ งจีนกับอินเดียในชว่ งเวลาดังกล่าว อ้างถึงใน พิริยะ ไกรฤกษ์, ประวัติศาสตร์ศลิ ปะและโบราณคดีในประเทศไทย, (กรงุ เทพฯ
: โรงพิมพอ์ มรินทร์พร้ินต้งิ กรพุ๊ , 2533), หน้า 117.
121
จากหลักฐานการตดิ ต่อคา้ ขายทำให้อารยธรรมจากอินเดยี เผยแพรเ่ ขา้ มาในภูมิภาคน้ี จึงมีการรบั
วัฒนธรรมอนิ เดยี และนา่ จะมพี ่อคา้ ชาวอนิ เดยี เข้ามาตัง้ ถิน่ ฐานในเวลาต่อมา 61 และทำให้ความเชื่อทาง
พระพทุ ธศาสนาและศาสนาพราหมณ์ เรมิ่ แผ่เขา้ มาในดนิ แดนแถบนี้ ได้เรมิ่ เปน็ ทย่ี อมรับของคน พื้น เมืองใน
ดินแดนไทย อาจกลา่ วไดว้ ่ามีมาแล้วตั้งแตร่ าวพุทธศตวรรษที่ 9-10 เปน็ ต้นมา
การรับวัฒนธรรมทางศาสนาปรากฏอย่างชัดเจนในราวพุทธศตวรรษท่ี 9-11 โดยไดพ้ บรูปเคาร พที่
สร้างข้ึนในประเทศอนิ เดียและนำเขา้ มาในดินแดนไทย ท้งั ในศาสนาพราหมณ์ และศาสนาพทุ ธ สว่ นใหญ่พบ
ทางภาคตะวันตกและภาคใต้ รปู เคารพเหลา่ น้นี ่าจะนำเขา้ มาโดยพ่อค้าหรือนกั บวชชาวอนิ เดยี เพอื่ การเคารพ
บชู า หรือเพือ่ การเผยแผ่ศาสนา หลกั ฐานเนอ่ื งในพทุ ธศาสนา ได้พบพระพทุ ธรูปศิลปะอินเดียในศิลปะอมราวดี
พระพทุ ธรูปในศลิ ปะคุปตะและหลังคุปตะ เป็นตน้
ตอ่ มาจึงไดเ้ รมิ่ มกี ารค้นพบหลักฐานวา่ ชาวพื้นเมืองไดเ้ ริ่มสรา้ งรปู เคารพและศาสนสถานขึน้ ในดินแดน
แถบน้ี เท่ากบั มกี ารประดิษฐานศาสนาข้นึ แล้วในภูมภิ าคน้ี โดยอายอุ ยใู่ นราวพทุ ธศตวรรษที่ 9 - 11 และเป็น
จุดเร่ิมตน้ ของชุมชนท่มี ีพัฒนาการเป็นชมุ ชนเมืองและเขา้ สวู่ ฒั นธรรมทวารวดี นบั ต้งั แต่ราว พุทธศตวรรษท่ี 12
เปน็ ตน้ มา
คำว่า “ทวารวดี” นั้นเป็นข้อสันนิษฐานมาจาก คำว่า “โถ-โล-โป-ติ” (To-lo-po-ti) ซึ่งปรากฏใน
บันทกึ การเดินทางของพระภกิ ษุเห้ียนจงั (Hiuan Tsang) ที่ไดเ้ ดินทางจากจนี ไปสบื ศาสนาในอินเดียโดยทางบก
ในปี พ.ศ. 1172 และเดินทางกลบั จนี ในปี พ.ศ. 1188 ในบันทกึ การเดนิ ทางน้เี องได้กลา่ วถึงชอ่ื อาณาจักรโถโล
โปติ ว่าอย่รู ะหว่างดินแดนท่ีเรยี กว่า อาณาจักรอีศานปรุ ะ (สมยั ก่อนเมืองพระนครในประเทศกัมพูชา) และ
อาณาจกั รศรเี กษตร (ในประเทศเมียนมาร์) ซ่งึ สนั นิษฐานวา่ “โถโลโปติ” ตรงกบั ภาษาสนั สกฤต คอื “ทวาร
วดี” และเกีย่ วขอ้ งกบั ดนิ แดนบริเวณท่ีราบลมุ่ แม่นำ้ เจ้าพระยา ภาคกลางของประเทศไทย นอกจากนี้ยังปรากฏ
ใน บันทกึ ของพระภิกษุอจี้ ิง (I-Tsing) ผทู้ ี่เดินทางไปสบื ศาสนาจากจีน ไปยงั อินเดีย โดยทางนำ้ ระหว่างปี
พ.ศ. 1214-1218 ได้กล่าวถงึ เมืองทา่ และอาณาจักรตามชายฝั่งทะเลที่เขาไดเ้ ดินทางผ่านที่ปรากฏชื่อได้แก่
หลินยี (Lin-I) ฟูนนั (Fu-nan) และทวารวดี (Dvaravati) และยงั ปรากฏ ชื่อ “โถโลโปติ” หรอื “ทวารวดี” ใน
จดหมายเหตจุ นี สมัยราชวงศ์ถงั นายปอล เปลลโิ ยต์ (Paul Pelliot) นกั วชิ าการโบราณคดีชาวฝรั่งเศสไดต้ ีความ
ว่า “Tolopoti” ตรงกับภาษาสันสกฤต คอื “ทวารวดี” และเช่อื วา่ ตงั้ อยู่บริเวณท่รี าบล่มุ แมน่ ำ้ เจ้าพระยา62
ภายหลังได้มกี ารคน้ พบเหรียญเงนิ มีจารึกอกั ษรปัลลวะ ภาษาสนั สกฤต ข้อความวา่ “ศรที วารวตี ศวร
ปุณยะ” แพร่กระจายตามเมืองโบราณในสมัยทวารวดใี นภาคกลางของประเทศไทยหลายเมือง ศาสตราจารย์
61 George Cœdès, Les Peuples de la Peninsule Indonchinoise: Histoire Civilisation, (Paris : Dunod, 1962), p.41-44.
62 Paul Pelliot, “Deux intinéraires de Chine en Inde”, Bulletin de l’Ecole Française d’Extrême-Orient, Vol. IV,
1904.
122
ยอร์ซ เซเดส์ อ่านและตีความวา่ “บญุ กุศลของพระราชาแหง่ ทวารวดี”63 หรือ “การบญุ ของ พระเจา้ ศรีทวาร
วดี” กำหนดอายุจากรูปแบบอักษรอกั ษรปัลลวะ อยูใ่ นราวพุทธศตวรรษที่ 1264 จงึ นับเปน็ หลักฐานสำคัญท่ีเช่ือ
ว่าอาณาจักรชอ่ื “ทวารวดี”นี้ มีอยจู่ ริงท่อี ยู่บริเวณภาคกลางของประเทศไทย และคงเป็นเมืองหรือเป็นรัฐที่มี
กษตั ริย์ปกครอง มีเมืองบริวารทมี่ ีววิ ัฒนาการรว่ มกันอยหู่ ลายเมอื ง
เมอื งโบราณในสมยั ทวารวดีมีพบกระจายอยู่ทวั่ ไปในเขตภาคกลาง โดยเฉพาะกลุ่มใหญ่ทีถ่ ือว่าน่าจะ
เปน็ ศูนย์กลางหรือดินแดนเมื่อแรกรบั วัฒนธรรมทางศาสนา คอื บริเวณลมุ่ แมน่ ำ้ แมก่ ลองและท่าจีน คือ เมือง
โบราณเมอื งอู่ทอง (สพุ รรณบรุ )ี นครชยั ศรี (นครปฐม) เมอื งคูบวั (จังหวัดราชบุรี) และอกี กลุ่มหน่งึ คอื บรเิ วณ
ล่มุ แมน่ ำ้ เจ้าพระยา แม่น้ำลพบุรี และแม่น้ำปา่ สัก เป็นอกี แหล่งหน่งึ ทพ่ี บเมืองโบราณอยเู่ ปน็ จำนวนมากทางฝ่ัง
ตะวนั ออกของแม่น้ำเจ้าพระยาตง้ั แต่ลพบุรี สระบุรี จนกระทั่งขึ้นไปถึงเมืองศรเี ทพ จังหวดั เพชรบรู ณ์ สว่ นทาง
ฝง่ั ตะวันตก พบเมอื งโบราณในเขตจังหวัดอา่ งทอง สงิ หบ์ รุ ี ชยั นาท นครสวรรค์ เมืองโบราณที่สำคญั คือ เมือง
โบราณลพบรุ ี เมืองคเู มอื ง (จงั หวดั สิงหบ์ ุร)ี เมอื งอ่ตู ะเภา (จังหวัดชยั นาท) เมอื งจนั เสน (จังหวัดนครสวรรค์)
เป็นต้น
ในบรรดาเมอื งโบราณท่ีกล่าวถึงนี้พบว่า หลายเมืองเหลือสภาพเฉพาะความเปน็ เมืองโบราณท่มี ีคนู ้ำ คัน
ดนิ คือกำแพงเมอื ง ส่วนหลกั ฐานที่เปน็ ส่ิงปลกู สรา้ งและหลักฐานทางโบราณคดี โดยเฉพาะโบราณสถาน หลงเหลอื
อยนู่ อ้ ยมาก เมืองที่พบหลกั ฐานทางโบราณคดีและศลิ ปกรรมทเ่ี หลืออยู่ ส่วนใหญ่เปน็ เมืองขนาดใหญ่ เชน่ เมือง
นครชัยศรี เมอื งอู่ทอง เมอื งคบู ัว เมืองลพบรุ ี เมืองศรมี โหสถ และเมอื งศรเี ทพ
เมือ่ พจิ ารณาจากหลักฐานความเป็นเมืองโบราณ หลกั ฐานทางโบราณคดีและงานศิลปกรรม พบว่า
เมอื งโบราณศรีเทพแห่งน้ี มหี ลกั ฐานความเป็นของแท้ด้ังเดิมหลงเหลืออยคู่ ่อนข้างมากกว่าเมืองอ่ืน ๆ ด้วย
สาเหตุสำคญั เชน่ เมอื งโบราณท่ีมีขนาดใหญแ่ ละมีความสำคัญ ที่สันนิษฐานว่านา่ จะเป็นเมอื งศูนยก์ ลาง ได้แก่
เมอื งอู่ทอง เมืองนครชัยศรี เมอื งคบู วั เมอื งลพบุรี สว่ นใหญ่มชี มุ ชนในร่นุ หลังมาต้ังถ่นิ ฐานอยู่ เชน่ ท่ีเป็นเมือง
ใหม่สรา้ งซอ้ นทบั เมอื งเดิม คือ นครชัยศรี ลพบุรี เปน็ ตน้ นอกนัน้ เป็นชุมชนท่มี าต้งั อยู่บนท่ีเดิม จงึ ทำให้ความ
เป็นของแทด้ ั้งเดิมในสมยั ทวารวดเี หลอื อยู่นอ้ ยลง ส่วนเมืองศรเี ทพน้นั ถูกท้งิ รา้ งไปต้ังแตห่ มดยคุ วัฒนธรรมเขมร
ในชว่ งกลางพทุ ธศตวรรษท่ี 18 และไม่ได้มีการมาสรา้ งเมืองใหม่ในท่ีแห่งนี้ โดยยา้ ยเมืองใหมม่ า ต้ังท่ี เมือง
วเิ ชียรบรุ ี จึงทำให้เมืองโบราณศรเี ทพยังคงความครบถว้ นสมบูรณข์ องความเปน็ เมอื งไว้ อย่างสมบูรณ์ และเป็น
ตัวอยา่ งของหลกั ฐานเมอื งโบราณสมัยทวารวดที ่ียงั คงเหลืออยู่
63 ยอรซ์ เซเดส์, ผอู้ า่ น ดใู น กรมศิลปากร, จารกึ ในประเทศไทย เล่ม 1, หน้า 97.
64 ดู กอ่ งแก้ว วรี ประจกั ษ์ “การศกึ ษาวเิ คราะห์จารกึ บนเหรียญเงินสมยั ทวารวดี,” ศิลปากร, ปีที่ 41 ฉบับที่ 2 (มนี าคม – เมษายน
2541, หนา้ 90-95.
123
2.b.4 เมืองโบราณศรเี ทพกอ่ น พ.ศ. 2447
อิทธิพลของวฒั นธรรมเขมร เรม่ิ แผเ่ ขา้ มาในบริเวณภาคกลางของประเทศไทย ต้งั แตร่ าวพุทธศตวรรษ
ที่ 16 โดยมีเอกสารประวตั ิศาสตร์เขมรกลา่ วถึงการท่ีพระเจ้าสุริยวรมนั ท่ี 1 โปรดให้รุกรานอาณาจกั รทวารวดี
ในราวพทุ ธศตวรรษท่ี 16 – 17 ตรงกับศลิ ปะสมยั บาปวน - นครวดั ซึง่ เป็นเหตุใหง้ านศิลปกรรมสมัยทวารวดี
เส่อื มลงอยา่ งรวดเร็ว
ในวฒั นธรรมเขมรท่ีเมืองศรีเทพ ไดพ้ บงานศิลปกรรมในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 – 17 อยหู่ ลายแห่ง
เชน่ ปรางคศ์ รเี ทพ และปรางคส์ องพี่น้อง ภายในเมืองใน และปรางค์ฤาษที ่ีสรา้ งอย่นู อกเมืองด้านทิศเหนือ
นอกจากนี้ยงั พบโบราณวตั ถทุ ี่สำคญั เชน่ ศวิ ลงึ ค์ ช้นิ สว่ นของโคนนทิ และทับหลังสลักเปน็ รูปอมุ ามเหศวรท่ีพบ
ทป่ี รางค์องค์เลก็ ของปรางค์สองพีน่ ้อง แสดงให้เหน็ ว่าในยุคนม้ี ีการนับถือศาสนาพราหมณ์ ลัทธไิ ศวนกิ าย อีก
ดว้ ย
หลกั ฐานทางวัฒนธรรมในสมยั สุดท้าย คือ วัฒนธรรมเขมรในพทุ ธศตวรรษที่ 18 ตรงกับสมัย บายนข
องเขมร อาณาจกั รกมั พูชามกี ษตั รยิ ท์ ยี่ งิ่ ใหญค่ อื พระเจ้าชยั วรมนั ท่ี 7 พระองค์ได้แผ่อำนาจทางการเมือง และ
ศิลปกรรมเข้าครอบคลุมภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ภาคกลาง จนกระทั่งถึงภาคเหนอื ที่ศรีสัชนาลยั ทเี่ มืองศรี
เทพ ก็ได้พบหลกั ฐานทีเ่ ปน็ งานศิลปกรรมในสมยั น้ีอยเู่ ป็นจำนวนมากและเป็นงานศลิ ปกรรมทเี่ ปลี่ยน กลับมา
เปน็ พทุ ธศาสนาแบบมหายานอีกคร้งั หน่ึงท่ีเมืองศรีเทพในสมัยบายนไม่มปี ราสาทท่ีสรา้ งในสมัยนโ้ี ดยเฉพาะ มี
เพยี งหลกั ฐานการบรู ณะโดยการใช้ปราสาทเดิม และสรา้ งเพม่ิ เตมิ ข้นึ ใหม่โดยการก่อฐานและพอกทบั ปราสาท
เดิมโดยวสั ดุใหม่ คอื ศิลาแลง และมกี ารสร้างฐานใหม่หลายแหง่ เป็นฐานบัวลูกฟักท่ีเป็นรปู แบบเฉพา ะของ
ศิลปะบายน ตวั อยา่ ง คือ ปรางค์ศรีเทพ และปรางค์สองพ่ีนอ้ ง เปน็ ต้น
ส่วนหลักฐานท่สี ำคญั ท่ีเป็นประติมากรรม คอื ทวารบาลขนาดใหญ่ทีม่ ลี กั ษณะเฉพาะของศิลปะสมัย
บายน ท่ีประตมิ ากรรมท่มี ตี น้ ขาใหญ่ นุง่ ผ้าแบบสมพตสน้ั มาก ทำเป็นอสรู ทีม่ ีสริ าภรณแ์ บบบายน ตาพองโต มี
เข้ยี ว มหี นวด เป็นตน้
เมอื งศรเี ทพ สมัยสุโขทัย – อยุธยา (พทุ ธศตวรรษที่ 19 - 24)
เมือ่ อาณาจักรกมั พชู าเส่อื มลง พรอ้ มกับการเกดิ ข้นึ ของอาณาจกั รสุโขทัยในราวพุทธศตวรรษที่ 19 ไม่
พบหลกั ฐานทก่ี ล่าวถึง เมืองศรีเทพอีกเลย พบแต่หลักฐานที่เก่ียวขอ้ งกับเมืองเพชรบูรณ์ และการสร้างเจดีย์
ทรงพุ่มขา้ วบณิ ฑ์ ศิลปะสโุ ขทยั ทีเ่ มืองเพชรบรู ณ์ ทำใหเ้ ช่ือไดว้ า่ ศูนยก์ ลางของการเดนิ ทางติดต่อค้าขายระหว่าง
กนั ทีเ่ คยมีมา ไดย้ า้ ยไปบริเวณท่ีต้ังของจังหวัดเพชรบูรณ์ ตามหลักฐานท่ีพบในจารึกสมัยสุโขทัย รวมทั้ง
โบราณสถานทค่ี ้นพบ
สว่ นในสมยั อยุธยาก็เชน่ เดยี วกนั ไมไ่ ดม้ ีการกล่าวถึงเมืองศรีเทพ แต่มกี ารกลา่ วถึงพร ะศรีถมอรัตน์
(ถมอรัตน์ เป็นชื่อภูเขาศกั ดิ์สทิ ธิ์และมีความสำคัญของเมืองโบราณศรีเทพ บนยอดเขามีถ้ำท่ีมีภาพสลกั
124
พระพทุ ธรปู และพระโพธิสัตว์ท่ีมอี ายุราวพุทธศตวรรษท่ี 13 -14 ในสมัยทวารวด)ี วา่ เปน็ เจ้าเมืองที่มีบทบา ท
สำคญั ในรัชสมยั ของสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช ทำให้เช่อื ได้วา่ เมืองศรเี ทพได้ ถูกลดบทบาทลงเป็น เพียงหัว
เมอื งชนั้ นอก
เมอื งศรีเทพ สมัยกรุงธนบุรีและกรุงรตั นโกสนิ ทร์ (พุทธศตวรรษที่ 24 – พ.ศ. 2447)
ในสมยั กรงุ ธนบรุ ี ภายหลงั พระเจา้ ตากสินมหาราชได้กอบกู้อิสรภาพให้กับไทย ได้อกี ครงั้ ปรากฎชื่อ
พระศรถี มอรัตน์ (บญุ ) เจ้าเมอื งศรเี ทพ ไดเ้ ข้ารว่ มทำสงครามกอบกูเ้ อกราช กบั พระยาวชริ ปราการ ภายหลัง
การสถาปนากรุงธนบุรขี ึ้น พ.ศ. 2310 พระศรถี มอรัตน์ ได้รบั การแต่งตง้ั เปน็ พระยาประเสริฐสวามิภักดิ์ เจ้า
เมืองศรเี ทพ
สมยั กรุงรตั นโกสินทรต์ อนตน้ (พ.ศ. 2325 - 2410) ตำแหน่งเจ้าเมอื งศรเี ทพยังคงปรากฎใหเ้ ห็น อยู่ว่า
เจา้ เมอื งคอื พระศรีถมอรตั น์(จุ๊ย) ซึง่ เปน็ บตุ รของพระยาประเสริฐสวามภิ ักด์ิ แตส่ นั นษิ ฐานวา่ ท่ตี ง้ั ของเมืองศรี
เทพ ได้ย้ายไปต้งั อยูบ่ รเิ วณ อำเภอวเิ ชยี รบุรีในปัจจบุ ัน เรยี บรอ้ ยแล้ว
2.b.5 เมอื งโบราณศรเี ทพหลัง พ.ศ. 2447
ชือ่ ของเมือง “ศรเี ทพ” มีทมี่ าจากขอ้ สันนิษฐานของ สมเดจ็ ฯ กรมพระยาดำรงราชานภุ าพ เมอื่ คราว
เสดจ็ ตรวจราชการมณฑลเพชรบรู ณใ์ นปี พ.ศ. 2447 เพอื่ สืบค้นหาเมอื งโบราณ “ศรเี ทพ” ทีป่ รากฎในทำเนยี บ
เมอื งเก่าว่าตั้งอยรู่ ะหวา่ งเมืองชยั บาดาลกับเพชรบูรณ์ โดยพระองคไ์ ด้ค้นพบเอกสารสมุดไทยดำ ในสมยั รชั กาล
ที่ 2 แห่งกรงุ รัตนโกสนิ ทร์ ไดก้ ล่าวถึงเสน้ ทางตามหัวเมอื งตา่ ง ๆ โดยมเี สน้ ทางหนึ่งกลา่ วถงึ เสน้ ทางไปยงั เมือง
สระบุรี เมอื งชัยบาดาล เมืองศรเี ทพ และเมืองเพชรบูรณ์ พระองค์จงึ ทรงสนั นิษฐานในเบ้อื งตน้ วา่ เมืองศรีเทพ
คงอยู่ทางลำนำ้ ป่าสัก พระองค์ได้เสด็จมาตรวจราชการเมืองวิเชยี รบรุ แี ละทรงสำรวจเมืองโบราณแห่งนี้ ซ่ึงแต่
เดิมชาวบา้ นไดเ้ รียกช่ือตามพระธุดงคเ์ รยี กวา่ “เมืองอภยั สาลี” ทรงสอบถามพระยาประเสรฐิ สงคราม อดีตผวู้ ่า
ราชการจังหวัดวิเชยี รบุรี ได้รับคำตอบวา่ เมืองวิเชียรบุรีน้นั แต่เดิมมีชอ่ื เมอื ง 2 ชื่อ คือ “เมอื งท่าโรง” กับ
“เมอื งศรเี ทพ” ตำแหนง่ ผู้ว่าการเมอื ง คอื พระยาศรีถมอรตั น์ ตอ่ มาในสมัยรชั กาลท่ี 3 ไดม้ กี ารยกฐานะเมือง
ศรเี ทพ เป็นเมอื งช้นั ตรี และเปลย่ี นช่อื เมอื งเปน็ เมอื ง วเิ ชียรบรุ ี และตำแหนง่ ผู้ว่าราชการจังหวดั เปน็ พระยา
ศรีสงคราม เม่อื ทรงสำรวจพบเมอื งแห่งน้ีมีซากโบราณสถาน โบราณวตั ถุ จงึ ทรงสนั นิษฐานว่าน่าจะเป็นเมืองท่ี
ปรากฏอยใู่ นเอกสารจริง จงึ ทรงเรยี กช่ือเมืองแหง่ นวี้ ่า “เมอื งศรเี ทพ”
การค้นคว้าเร่ืองเมืองศรีเทพได้เร่ิมขึ้น โดย สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระองค์ได้
ตรวจสอบชอ่ื เมอื งและนามเจา้ เมือง ซึง่ เมอื งนี้อาจมีมาแลว้ ต้ังแตส่ มัยกรุงศรอี ยุธยา เช่น ปรากฏหลักฐานใน
พระราชพงศาวดารสมยั ของพระมหาธรรมราชา (พ.ศ. 2100) ได้กล่าวถึงเจ้าเมืองชื่อพระศรีถมอรัตน์ จึง
สันนิษฐานวา่ น่าจะเกีย่ วข้องกับเจ้าเมอื งศรเี ทพท่ปี รากฏในเอกสารชัน้ หลัง
125
ตอ่ มาในสมัยพระบาทสมเดจ็ พระน่ังเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว ไดม้ เี อกสารกลา่ วถงึ เมืองศรเี ทพว่าพระศรีถมอรัตน์
เจา้ เมอื งศรีเทพได้ชว่ ยปราบกบฏเวียงจันทน์ จงึ ไดย้ กศกั ดเ์ิ ป็นเมอื งช้ันตรแี ละเปลย่ี นชื่อเมืองเป็น “ศรีเทพ”
จากการสำรวจเมืองโบราณศรีเทพของ สมเดจ็ ฯ กรมพระยาดำรงราชานภุ าพ ทรงคน้ พบว่าเป็นเมือง
โบราณทมี่ ีขนาดใหญ่มาก มีคูเมือง กำแพงเมอื ง ปรางคป์ ราสาท สระนำ้ และโคกเนนิ โบราณสถานต่าง ๆ หลาย
แห่งทั้งนอกและในเมือง รวมทัง้ ประติมากรรมหินต่าง ๆ เปน็ จำนวนมาก เม่ือสำรวจแลว้ ทรงลงควา มเป็น
เบ้ืองตน้ ไว้ 2 ประการ ประการแรก กลา่ วว่าเมืองโบราณแห่งนพ้ี วกพราหมณจ์ ะเรยี กวา่ อย่างไรกต็ าม ชือ่ นนั้ คง
เปน็ ต้นเค้าของชอ่ื เมืองศรเี ทพ ส่วนประการที่สอง สมยั ท่ีขอมมาปกครองเมอื งไทย เมืองศรเี ทพคงเป็นมหาน คร
หรอื เมอื งใหญ่แหง่ หน่งึ เช่นเดียวกับเมืองศรมี หาโพธิ์ (ปราจีนบุรี) และเมอื งสโุ ขทัย
มณฑลเพชรบรู ณ์ ตงั้ ข้นึ มาตงั้ แต่ พ.ศ. 2442 ในสมยั รัชกาลท่ี 5 แหง่ กรุงรัตนโกสินทร์ เน่อื งจากสภาพ
พน้ื ทข่ี องจังหวัดเพชรบูรณ์มภี ูเขาล้อมรอบแทบทกุ ดา้ น ทำใหล้ ำบากในการติดต่อราชการจนกระทงั่ ในปี พ.ศ.
2459 ในสมัยรัชกาลที่ 6 การคมนาคมสะดวกมากขึน้ จึงให้ยุบมณฑลเพชรบูรณ์ โดยให้ไปขึ้นกับมณฑล
พษิ ณุโลก และในปี พ.ศ. 2475 ไดม้ ีการเปลยี่ นแปลงการปกครองของประเทศไทย มาเปน็ ระบอบประชาธปิ ไตย
อนั มพี ระมหากษตั ริยเ์ ป็นประมุข จงึ ได้มีการประกาศใชพ้ ระราชบัญญัตริ ะเบียบบรหิ ารแห่งราชอาณาจักรสยา ม
พ.ศ. 2476 ได้ยกเลิกมณฑลต่าง ๆ ท้งั ประเทศ จังหวดั เพชรบรู ณใ์ นขณะน้นั มีเขตการปกครอง 4 อำเภอ คือ
1. อำเภอเมอื ง
2. อำเภอวัดป่า (หลม่ สกั )
3. อำเภอหลม่ เกา่
4. อำเภอวเิ ชียรบุรี
โดยเมอื งโบราณศรีเทพ อยู่ในเขตการปกครองของอำเภอวิเชยี รบุรี มาจนกระทงั่ พ.ศ. 2519 จึงได้มี
การจัดตั้งอำเภอศรเี ทพขน้ึ และเมอื งโบราณศรเี ทพไดอ้ ยใู่ นเขตการปกครองของอำเภอศรีเทพมาจนถึงปัจจบุ นั น้ี
126
2.b.6 การศึกษาวิจยั ประวัตศิ าสตรโ์ บราณคดเี มืองโบราณศรีเทพ
(HISTORY OF ARCHAEOLOGICAL RESEARCH)
สมเดจ็ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระบดิ าแห่งการศกึ ษาประวัตศิ าสตรโ์ บราณคดไี ทย ได้ทรงเรมิ่ ต้น
ในการศึกษาถึงประวัตคิ วามเป็นมาที่เร่ิมตัง้ แต่สถานท่ีตั้งของเมืองโบราณศรีเทพจนทำให้รูว้ ่า เมอื งโบราณ
ศรีเทพทีป่ รากฎชอ่ื ในเอกสารประวัติศาสตร์นน้ั ตงั้ อยู่ ณ ทใ่ี ด ตงั้ แต่ พ.ศ. 2447
ต่อมาได้มนี กั วิชาการชาวฝร่ังเศสคนแรก คอื นายลูเนท์ เดอ ลาจงกเี เยร์ (Lunet de Lajonquière) ทีไ่ ด้
เข้ามาสำรวจศลิ ปะโบราณวตั ถใุ นประเทศไทยและได้กล่าวถงึ ประตมิ ากรรมเทวรูปพระนารายณท์ เ่ี มอื ง ศรีเทพ
วา่ เปน็ กลุ่มศลิ ปะอนิ เดยี -เขมร (Grupe Indo-Cambodgien)65
นาย ควอริซ์ เวลล์ (Dr.Quaritch Wales) ไดเ้ ข้ามาศึกษาเมืองโบราณศรีเทพ ระหว่างปี พ.ศ. 2478 –
2480 ไดเ้ สนอแนวความคดิ วา่ เมืองศรีเทพเปน็ เมืองของชาวอินเดยี ทอ่ี ยภู่ ายใตอ้ ิทธิพลของอาณาจักรฟูนัน โดย
อา้ งจากจารึก หลักที่ K 978 และวเิ คราะหร์ ปู แบบสถาปตั ยกรรม สนั นษิ ฐานวา่ ปรางค์ศรเี ทพและปรางค์สองพ่ี
นอ้ งเป็นสถาปัตยกรรมแบบอินเดีย จดั อยู่ในศาสนาพราหมณ์และมีอายุเกา่ สุดในเอเชียตันออกเฉียงใต้ มีอายุ
อย่างช้าสุดในราว พทุ ธศตวรรษท่ี 11 หลักฐานอืน่ ๆ มอี ายอุ ยูใ่ นชว่ งพุทธศตวรรษที่ 12-13 และเสนอว่าเมือง
ศรีเทพรา้ งลงภายหลงั จากอาณาจกั รฟูน้นั ล่มสลายลง จนมาฟ้นื ฟูใหม่ ในพทุ ธศตวรรษที่ 18 สมัยของพระเจ้า
ชยั วรมนั ที่ 766
เมืองศรีเทพได้มาเปน็ ท่ีรจู้ ักอีกครั้งหน่ึง ในราวปี พ.ศ. 2505 ท่ีเกดิ เหตกุ ารณ์การ ลักลอบตัดเศียร
พระพุทธรูปและพระโพธสิ ัตวจ์ ากถำ้ เขาถมอรัตน์ อยูใ่ นรายงานของกรมศลิ ปากร โดย นายนคิ ม มูสิกคามะ
เรอ่ื ง “ความพนิ าศของภาพจำหลักทถี่ ้ำเขาถมอรตั น์ ตำบลสระกรวด อำเภอวิเชียรบรุ ี จงั หวัดเพชรบรู ณ์” ใน
รายงานได้กลา่ วถึงคนรา้ ยลักลอบเขา้ ไปสกัดพระพกั ตร์ของพระพุทธรูปและพระโ พธสิ ัตว์ และตอ่ มา กรม
ศลิ ปากรได้ตรวจพบของกลางจากผทู้ ่ีรับซื้อไว้ คือ นายเจมส์ ทอมปส์ ันจึงได้มอบโบราณวัตถดุ ังกล่าวให้กับกร ม
ศลิ ปากรและปัจจบุ ันจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแหง่ ชาติ พระนคร ในรายงานครง้ั น้ี จงึ ได้ มีการทำ
แผนผงั และ ภาพสเกต็ ช์ ภาพจำหลกั ท่ีผนังถ้ำไวด้ ว้ ย67
ในปี พ.ศ. 2510 ศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสภุ ัทรดิศ ดิศกลุ ทรงให้ความเหน็ เกี่ยวกับเมืองศรเี ทพวา่ ท่ี
เมืองศรเี ทพมกี ารพบงานศลิ ปกรรมทั้งทเ่ี ปน็ พุทธศาสนาเชน่ พระพุทธรูป ธรรมจกั ร และจารกึ คาถาเยธมมฺ า พบ
รวมกับพุทธศาสนามหายาน เช่นภาพสลกั ทีถ่ ำ้ ถมอรัตน์ ทีพ่ บพระพทุ ธรปู และพระโพธสิ ัตว์ นอกจากนี้ยังพบ
65 Lunet de Lajonquière, “Le Domain archéologique du Siam” Bulletin de la Commission Archéologique de Indichine,
Paris, 1909, p. 188-262.
66 Quaritch Wales, “The Exploration of Sri Deva and Ancient City in Indochina 9” , India Art and Letter Vol. X No.11
67 นคิ ม มูสกิ ะคามะ, “ความพนิ าศของภาพจำหลกั ที่ถำ้ เขาถมอรตั น์ ตำบลสระกรวด อำเภอวเิ ชยี รบุรี จงั หวัดเพชรบรู ณ์”, ศลิ ปากร, 12 : 3
(กันยายน, 2511), หน้า 55-72.
127
งานประติมากรรมเนอ่ื งในศาสนาพราหมณ์รว่ มกนั อยู่ จึงสนั นษิ ฐานว่าเมอื งศรเี ทพมศี าสนาท่ีรุ่งเรืองข้นึ พร้อม
ๆ กัน และทรงสันนษิ ฐานเร่ืองงานศลิ ปกรรมวา่ ว่าจดั เปน็ ศิลปกรรมทเ่ี กิดจากการผสมผสานระหวา่ งเมืองศรี
เทพและภาคใตข้ องประเทศไทย ไมเ่ หน็ ด้วยว่าจะเป็นศิลปะเขมร เพราะเหตวุ า่ มีเทคนิคการสร้างทต่ี ่างกนั ใน
ศิลปะเขมรสมยั ก่อนเมอื งพระนคร การสลักประติมากรรมจะมแี ผน่ หลงั มายึด ยงั ไม่เป็นลอยตัว แตท่ ่ีเมืองศรี
เทพน้เี ปน็ ประตมิ ากรรมลอยตัวแบบทพ่ี บในภาคใต้ ทรงสันนษิ ฐานจากหลกั ฐานทางโบราณคดีอกี ว่า เมืองศรี
เทพมี 2 สมัย สมัยแรกเป็นวัฒนธรรมทวารวดี พุทธศตวรรษที่ 10 - 11 ลงมา สมัยที่ 2 เป็นวัฒนธรรมเขมร
ตง้ั แต่พุทธศตวรรษท่ี 16 เปน็ เมืองที่อยบู่ นเส้นทางภาคกลาง ตะวนั ออกเฉียงเหนอื และต่ อไปยังปร ะเทศ
กัมพูชา และเมอื งนถี้ ูกทิง้ ร้างไปตง้ั แตก่ ลางพทุ ธศตวรรษที่ 1868
กลุ่มพระพุทธรปู หินจัดเป็นพระพทุ ธรูปที่มจี ารึก คาถา เยธมมฺ า จดั อย่ใู นสมยั ทวารวดี อายุราวพุทธ
ศตวรรษที่ 11 - 12 ส่วนเทวรูปพระนารายณ์มีอทิ ธพิ ลศลิ ปะอินเดยี ภาคใต้หรือภาคตะวนั ออก นอกจากนไ้ี ด้จัด
กลมุ่ ประติมากรรมศิลปะเขมรวา่ อยู่ในสมัยบายน พทุ ธศตวรรษท่ี 18 โดยมกี ารสนั นิษฐานในภาพรวมของเมือง
ศรเี ทพวา่ พระเจา้ ภววรมันอาจเป็นผู้ที่รวบรวมและขยายอำนาจของอาณาจักรเจนละ มาจนถงึ เมืองศรีเทพ
โดยรวบรวมทง้ั วฒั นธรรมทวารวดแี ละเขมรเข้าด้วยกนั
ในปี พ.ศ. 2522 ศาสตราจารย์หม่อมเจา้ สุภทั รดศิ ดศิ กลุ ไดเ้ สนอบทความเกย่ี วกับเมอื งศรีเทพอีกคร้ัง
หนึง่ เรอื่ ง “โบราณวัตถทุ ถี่ ูกลักลอบจากเมอื งศรีเทพ” ทรงกลา่ วถึง โบราณวัตถุ 3 ชิน้ ทถี่ ูกลกั ลอบออกไปจาก
เมืองโบราณศรีเทพ ปัจจุบันจดั แสดงอยู่ที่พิพิธภณั ฑ์ นอร์ตันไซมอน เมืองปาซาดินา รัฐแคลิฟอรเ์ นีย
สหรฐั อเมรกิ า ประกอบไปดว้ ย
1. เทวรปู พระนารายณ์ศลิ าสงู 1.10 เมตร อายรุ าวพทุ ธศตวรรษที่ 11-12
2. แผน่ ทองสงู ประมาณ 30 เซนติเมตร คนเปน็ รูปพระนารายณ์ยืนตริภังค์ อายุราวพทุ ธศตวรรษท่ี 13
3. พระพทุ ธรูปหนิ ทรายสีเทา สมยั ทวารวดี สงู ประมาณ 2.18 เมตร อายรุ าวพทุ ธศตวรรษที่ 1669
ศาสตราจารย์ ฌอง บวสเซอรลิเยร์ (Jean Boisselier) ได้เสนอข้อคดิ เห็นเก่ียวกับศิลปกรรมเมืองศรี
เทพ ว่าควรจดั เป็น “สกุลชา่ งเมอื งศรีเทพ” (L‘école de Si Tep) โดยให้เหตผุ ลว่า ประตมิ ากรรมมีรูปแบบ
เฉพาะท้ังประตมิ ากรรมเนื่องในศาสนาฮนิ ดู และมหายานทพ่ี บรว่ มกัน มีความใกลเ้ คียงกนั สงั เคราะห์มาจาก
ศิลปะทวารวดี ศรวี ิชัย และลพบรุ ี (เขมรในประเทศไทย) ท่ผี สมผสานเขา้ ด้วยกัน70 ในส่วนงานสถาปตั ยกรรม
(ปราสาท) ในวฒั นธรรมเขมร เชอื่ ว่าเปน็ ศลิ ปะเขมรทัง้ รูปแบบสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะเทคนิคการก่อสร้าง
และจารึกอกั ษรขอมที่พบ กำหนดอายอุ ย่ใู นราวพุทธศตวรรษที่ 16-18 จนถึงหลักฐานในสมัยบายน71
68 หมอ่ มเจา้ สภุ ทั รดิศ ดิศกลุ , ศิลปะในประเทศไทย, (กรงุ เทพฯ : อมรนิ ทร์ พรน้ิ ตง้ิ กรพุ๊ จำกัด, 2534),หน้า 12.
69 หม่อมเจ้าสภุ ทั รดศิ ดศิ กุล, “โบราณวตั ถุทถี่ ูกลกั ลอบจากเมืองศรีเทพ”, เมอื งโบราณ, ปีที่ 6 ฉบบั ท่ี 1 (ต.ค.-พ.ย. 2522), หน้า 41-50.
70 Jean Boisselier, La Sculpture en Thaïlande, (Fribourge : Office du Livre, 1975), p. 104.
71 Jean Boisselier, La Sculpture en Thaïlande, p. 105.
128
ศาสตราจารย์ ฌอง บวสเซอรลิเยร์ กล่าววา่ มกี ารค้นพบเทวรปู ในศาสนาพราหมณ์เป็นจำนวน มา กที่
เมืองศรเี ทพ คอื พระนารายณ์ และเปน็ ประตมิ ากรรมที่มีฝีมือชา่ งสงู มาก ชา่ งมีความมั่นใจมากในการสร้าง ใน
เรอ่ื งของการสลกั หนิ ทีบ่ างชนิ้ มขี นาดใหญ่มาก นบั วา่ มคี วามโดดเดน่ มากกว่าปฏิมากรจากท่ีอน่ื ในเอเชีย
ตะวนั ออกเฉียงใต้ในชว่ งระยะเวลาเดียวกัน มลี กั ษณะเดน่ มากวา่ ท่ีเมืองศรีมโหสถและศิลปะเขมรสมัยก่อนเมือง
พระนคร จะเหน็ ไดจ้ ากประติมากรรมเหมือนมกี ารเคล่ือนไหว ช่างได้สลักให้เห็นถึงความเคลอื่ นไหว ที่เราไม่
เคยพบมาก่อนในศลิ ปะอนื่ มีการสลกั ลอยตัว ซงึ่ มีผทู้ ก่ี ล่าวถงึ คุณลักษณะนี้ไว้แล้ว คือ นายลเู นท์ เดอ ลาจง
กแิ ยร์ และ ศาสตราจารย์ยอรช์ เซเดส์ ประตมิ ากรรมที่นม่ี คี วามโดดเด่นและแตกต่างจากศิลปะเขมร สมยั กอ่ น
เมอื งพระนคร แม้วา่ จะมลี ักษณะท่ีเหมือนกนั อย่บู ้าง เช่น การสวมหมวกทรงกระบอก ทมี่ ีหลายเหลี่ยม มวย
พระเกศาที่เปน็ เปียทต่ี กลงมาท่ีทา้ ยทอย มพี บแล้วในสมยั กอ่ นเมือง พระนคร แต่ลักษณะท่สี ำคญั คอื การทรง
ภษู ามีความแตกต่างกนั อย่างสน้ิ เชงิ คอื การทรงสมพตสั้นบาง และรดั (ในลกั ษณะขอการนงุ่ เตี่ยว) และประการ
สำคัญท่มี ีความโดดเดน่ มาก คือ การแสดงอากปั กิริยาทีแ่ สดงออก ท่ไี ม่เคยปรากฏในศลิ ปะทไ่ี หนมาก่อน จึง
อาจกลา่ วได้ว่าชา่ งมคี วามสามารถอยา่ งมากในงานสลักหนิ จดั เปน็ ประตมิ ากรรมหินกลุ่มเดียวทีไ่ ม่มีการใช้วง
โคง้ (ทป่ี ้องกนั การหกั ) การแสดงการยนื ในทา่ ตรภิ ังค์ ท่ีมกั พบในศิลปะอนิ เดีย แต่ในอินเดยี สว่ นใหญ่เป็นสำริด
แต่ทีน่ ่ีสลักหนิ การสลกั พระกรทั้ง 4 เปน็ ตวั บอกถึงความกลา้ ของชา่ งอย่างมากทไ่ี มต่ ้องมวี งโค้ง แต่ก็ยงั ตอ้ งทำ
พระกรให้ติดกันจนถงึ ขอ้ ศอกแล้วจงึ แยกออกมา ซึ่งช่างต้องระวัง คำถามท่ตี ามมาคือ ส่ิงของท่ีถอื นนั้ ชา่ งยอ่ มมี
ความมนั่ ใจสร้างอย่างมาก72
สำหรบั กลุม่ ท่ีทรงหมวกแปดเหลยี่ ม กแ็ สดงให้เห็นว่าช่างมีความมนั่ ใจ มกี ารทำตริภังค์ที่มีควา ม
เคลื่อนไหวมากขนึ้ เชน่ การแสดงความเคลื่อนไหวของแขน (พระกฤษณะ) ทแี่ ขนแยกไปคนละข้าง ขา้ งหนึ่ง
ยกขน้ึ ซ่งึ เปรยี บเทยี บได้กับ สกุลชา่ งปลั ลวะและโจละของอินเดีย ทีม่ าทำใหเ้ กิดความสมดลุ ของท้งั 2 ขา้ ง ไม่
ต้องแปลกใจที่มันหกั ไปหมด เพราะแขนที่มอี สิ ระนน่ั เอง73
ศาสตราจารย์ ดร.ผาสุข อินทราวธุ ไดเ้ สนอเร่อื งคติความเช่ือเรือ่ งการบูชาพระอาทิตยน์ ้ันมีต้น กำเนิด
มาจากอนิ เดีย ซงึ่ น่าจะรบั ความคิดมาจากการบูชาไฟหรือเทพเจ้าแห่งแสงสวา่ ง และการบชู าพระอาทิตย์ของ
ชาวอหิ รา่ นอีกตอ่ หนง่ึ ชาวอินเดยี จึงร้จู ักสร้างรปู เคารพทเี่ ป็นพระสุรยิ ะข้นึ 74
ศาสตราจารย์ ฌองบวสเซอลิเยร์ ได้กล่าวถึงภาพร วมของประติมากรรมเนื่องในพุทธศาสนาว่า
พระพุทธรปู มจี ำนวนน้อยกว่าเทวรปู มาก พบรว่ มกบั มหายาน แสดงถงึ ความหลากหลาย ของงานช่างและ
ศาสนา สว่ นของพระพทุ ธรูปประทบั นัง่ ปางสมาธิ มจี ารกึ บาลี จัดอยู่ในศลิ ปะทวารวดี และเป็นพทุ ธศาสนาแบบ
72 Jean Boisselier, La Sculpture en Thaïlande, (Fribourge : Office du Livre, 1975), p. 104.
73 Jean Boisselier, La Sculpture en Thaïlande, (Fribourge : Office du Livre, 1975), p. 104.
74 ผาสขุ อนิ ทราวุธ “พระสรุ ยิ ะสำริดที่เมืองโบราณ อำเภอยะรัง จงั หวัดปัตตานี, วารสารมหาวทิ ยาลยั ศิลปากร, ภาคปลาย ปี 2529, หน้า 128,
อา้ งจาก S.B. Singh, Brahmanical Icons in Northern India, New Delhi : Rajbandhu Industrial Company, 1936, p.118.
129
เถรวาท ส่วนท่เี ป็นพทุ ธศาสนามหายาน มหี ลกั ฐานชัดเจนท่ี ถำ้ เขาถมอรตั น์ ท่ีมีภาพสลกั ทผ่ี นังถ้ำ 3 กลุ่ม
ไดแ้ ก่ พระพทุ ธรปู ยืน มีพระโพธิสัตวอ์ วโลกกิเตศวรและพระโพธิสัตว์พร ะศรีอาริยเมตรไตรย รปู แบบของภูษา
ทรงและการเกล้าผมทรงชฎามงกุฎ ทำให้นกึ ถึงพระโพธิสัตวส์ ำริด ที่บรุ ีรัมย์ ที่จดั เปน็ ศิลปะเขมรที่พบใน
ประเทศไทย ช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 - 14 แตม่ ีรปู แบบเฉพาะคือการยืนตริภังค์ และกำหนดอายภุ าพสลักท่ีถ้ำ
ถมอรตั น์วา่ เป็นมหายานทม่ี ีรูปแบบสัมพันธก์ บั ประติมากรรมมหายานกลุ่มทพี่ บท่ีบรุ ีรัมย์กำหนดอายอุ ยู่ในราว
พทุ ธศตวรรษที่ 13-1475
ศาสตราจารย์ ฌอง บวสเซอรลเิ ยร์ (Jean Boisselier) ไดเ้ สนอบทความเก่ยี วกับเมืองศรีเทพอีกคร้ัง
หน่งึ ในปี พ.ศ. 2531 ในเร่ือง “Si Thep et son originalité” ในการประชุมสัมมนาฝรั่งเศส-ไทยคร้ังแรก
(Premièr Symposium Franco-Thaï : La Thaïlande des débuts de son histoire jusqu’au XVe siècle
18-24 juillet 1988) โดยได้ใหค้ วามสำคัญกับแนวความคิดเรื่องศิลปะที่เมืองศรเี ทพมีลกั ษณะเฉพา ะของ
ตัวเอง76
การคน้ ควา้ ของรองศาสตราจารย์ ธดิ า สาระยา บทความเรื่อง ศรีเทพคอื ศรีจนาศะ สรุปความจาก
หนงั สอื รวมบทความ รฐั โบราณในภาคพ้ืนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : กำเนดิ และพัฒนาการ77 โดยสรปุ คือ
เมืองโบราณศรเี ทพคือดินแดนที่ปรากฏอยู่ในชอื่ ศรีจนาศะมา แต่โบราณเมืองนรี้ ่งุ เรืองเป็นศนู ยก์ ลางสำคัญอยู่
ในชว่ งพุทธศตวรรษท่ี 12-15 ขอบเขตแหง่ อำนาจของเมืองนี้มใิ ช่อยู่ ณ ท่ีราบสงู โคราชหรือล่มุ น้ำมลู เพียงแห่ง
เดียว หากควรครอบคลุมอาณาบริเวณลุ่มน้ำป่าสักซึ่งมเี ครือข่ายการตดิ ต่อถึงกันได้ปรากฏทั้งจากสภาพ
ภูมิศาสตร์หลักฐานทางโบราณวัตถุสถานหลักฐานท่ี เป็นลายลักษณ์อกั ษรโดยนัยนี้ความหมายของคำวา่
“นอกกัมพุเทศ” อนั เข้าใจกนั โดยทั่วไปวา่ หมายถึงบริเวณลุ่มน้ำมูลเท่านัน้ จึงนา่ จะไม่ให้ภา พการ ขยา ยตัว
ทางการตั้งหลักแหล่งของขอมเข้าสู่ภาคอีสานสมัยพุทธศตวรรษที่ 15 ชัดเจนพอ เพราะอิทธิพลทาง
ศลิ ปวฒั นธรรมจากลุม่ นำ้ โขงน้นั ปรากฏท้ังทางตรง และการประสมประสานทศี่ รีเทพในลมุ่ นำ้ ป่าสักด้วยทั้งก่อน
และหลังพทุ ธท่ี 15 ดนิ แดนทข่ี อมเรยี กว่า“ นอกกัมพุเทศ” ควรครอบคลมุ บริเวณสองลุ่มนำ้ อนั อ้างช่ือมาแล้ว
เมื่อกำหนดขอบเขตตามสภาพภูมิศาสตร์ได้ เราก็สามารถอาศัยสมั พันธภาพระหวา่ งจารกึ 2 กลุ่มคอื กลุ่ มศรี
เทพ และกลมุ่ ศรีจนาศะ พร้อมทัง้ ยึดหลักฐานด้านโบราณวัตถุสถานสนับสนนุ เอือ้ ใหเ้ ข้าใจได้วา่ ศรีเทพคือศรีจ
นาศะนัน่ เอง78
75 Jean Boisselier, La Sculpture en Thaïlande, p. 106.
76 Jean Boisselier, “Si Thep et son originalité” (Premièr Symposium Franco-Thaï : La Thaïlande des débuts de son histoire
jusqu’au XVe siècle 18-24 juillet 1988)
77 ธดิ า สาระยา, “ศรเี ทพคือศรจี นาศะ”, ใน รัฐโบราณในภาคพน้ื เอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต้ : กำเนิดและพัฒนาการ (กรุงเทพฯ : เมอื งโบราณ,
2537), หนา้ 150.
78 เรื่องเดยี วกัน, หน้า 153.
130
จนกระทง่ั แนวความคิดลา่ สดุ โดยศาสตราจารย์พิเศษพริ ยิ ะ ไกรฤกษ์ เสนอแนวความคดิ ใหม่ว่า ศรีเทพ
คือ ทวารวดี ในหนงั สอื เร่ือง “เมอื งศรเี ทพศูนย์กลางของทวารวดี” ในปี พ.ศ. 2560 และปรับปรุงใหม่ ในปี
พ.ศ. 2562 เรอ่ื ง “ทวารวดี ศรเี ทพ” โดยเสนอวา่ เมอื งศรีเทพ คอื กรงุ ทวารวดซี ่ึงรงุ่ เรืองอยู่ในช่วงพุทธ
ศตวรรษที่ 12- กลางพุทธศตวรรษท่ี 13 ไมใ่ ช่เมอื งนครปฐม โดยใหเ้ หตุผลหลกั คือ เป็นเมืองเดีย วที่ต้ังอยู่ใน
ภาคกลางระหวา่ งเมืองศรีเกษตรและเมอื งอศี านปุระ เรื่องชื่อเมืองศรีเทพท่เี กี่ยวขอ้ งกบั อยุธยาที่เช่ือว่ากลุ่มคน
อยธุ ยามาจากเมอื งศรีเทพ เมอื งศรีเทพไดพ้ บพระกฤษณะจำนวนมากน่าจะเก่ยี วขอ้ งกับเมอื งของพระกฤษณะ
คือทวารกา และรวมท้งั หลกั ฐานจารึกท่ีพบทเ่ี มอื งศรเี ทพมีความรุ่งเรืองอย่รู ะหวา่ งพทุ ธศตวรรษที่ 11-14 มี
ความยง่ิ ใหญพ่ อๆ กบั อาณาจักรเจนละ นอกจากน้ียงั ใหเ้ หตุผลทางดา้ นงานศิลปกรรมและคติควา มเช่ือทา ง
ศาสนาท่มี คี วามสมั พนั ธ์กบั เขมรและอิทธิพลพุทธศาสนามหายานจากจีน79
นอกจากผลงานการคน้ คว้าของนักวิชาการต่างๆ แลว้ ส่วนหนึ่งยงั มีผลงานการค้นควา้ ของนักศึกษา
คณะโบราณคดี ทั้งสารนพิ นธ์ ในระดับปริญญาตรแี ละวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาโท ตามรายช่ือและปี พ.ศ.
ท่มี กี ารศึกษาค้นคว้า ดงั ตวั อยา่ ง เช่น
- จติ รปรดี ี อุณหะสุวรรณ.์ เทวรูปจากเมืองศรีเทพ, สารนพิ นธศ์ ลิ ปศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัย
ศิลปากร, 252480
ศกึ ษาเทวรูปท่พี บทเี่ มอื งศรเี ทพทั้งสน้ิ 6 องค์ โดยเป็นพระวิษณุ 4 องค์ และ พระอาทิตย์ 2 องค์ มีการ
กำหนดกลุม่ รูปแบบและการกำหนดอายุ เทวรปู อยใู่ นชว่ งพุทธตวรรษที่ 11 – 13
- กลุ วดี ศรศรี (2526), การวเิ คราะห์ลักษณะผังเมืองศรีเทพ, การค้นคว้าอิสระ ศิลปศาสตร-
บณั ฑติ สาขาวชิ าโบราณคดี มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร.81
ศึกษาเปรียบเทยี บผงั เมอื งศรีเทพ และเมืองพลบุรี โดยทัง้ 2 ลกั ษณะผงั เมืองศรเี ทพเปน็ เมอื งแฝด โดย
มกี ารขยายขอบเขตของเมือง โดยลักษณะของผังเมืองเชน่ นี้มลี ักษณะคลา้ ยคลงึ กับเมืองลพบุรีที่แต่เดิมมีผัง
เมอื งที่อยู่ในลักษณะเป็นรปู ทรงกลม ก่อนจะขยายเมอื งเป็นผงั เมอื งรปู ทรงสี่เหลย่ี มซ่ึงจากรอ่ งรอยเดมิ จะเห็น ได้
วา่ เป็นผังเมืองสเี่ หลีย่ มผนื ผา้ ซ้อนเมืองวงกลมอยู่82 โดยลักษณะของเมืองท่ีมีผังเป็นสีเ่ หล่ียมของทั้ง 2 เมืองนี้ มี
ลักษณะพอ้ งกบั ระเบยี บผังเมืองในวฒั นธรรมเขมร83
79 พิรยิ ะ ไกรฤกษ์, ทวารวดศี รเี ทพ, (กรุงเทพฯ : มูลนธิ ไิ กรฤกษ,์ 2562), ดูบทสรุป หน้า 94-96.
80 จิตรปรีดี อุณหะสุวรรณ,์ “เทวรปู จากเมอื งศรเี ทพ” (สารนพิ นธ์ศลิ ปศาสตรบณั ฑติ สาขาวชิ าโบราณคดี มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร, 2524), หนา้ 19
- 24.
81 กุลวดี ศรศรี, “การวิเคราะหล์ ักษณะผังเมอื งศรีเทพ”, (การค้นคว้าอสิ ระศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวชิ าโบราณคดี มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร, 2526).
82 เรือ่ งเดยี วกัน, หน้า 43.
83 เรือ่ งเดยี วกัน, หน้า 42.
131
- รัจนา คตี ะจิตต.์ การศึกษารปู แบบปรางคส์ องพี่นอ้ ง อำเภอศรเี ทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ สาร
นพิ นธ์ ภาคโบราณ พ.ศ.252684
ผลการศกึ ษาได้กำหนดอายุปรางค์สองพี่น้อง ไว้ในราวพทุ ธศตวรรษที่ 16 - 17 จากรูปแบบของทับ
หลัง และเสาประดับกรอบประตู ทมี่ ีความสมั พนั ธ์กับศลิ ปะเขมรแบบบาปวนต่อนครวัด
- กนกวลี สุริยะธรรม, ร่องรอยหลกั ฐานการนับถือศาสนาพราหมณ์ช่วงก่อนพุทธศตวรรษที่ 16
ที่พบบริเวณชุมชนเมืองศรเี ทพ จ.เพชรบูรณ์, สารนิพนธ์ศลิ ปศาสตรบัณฑิต85
สรุปผลการศึกษาว่าเมอื งศรีเทพมคี วามแตกต่างจากหลกั ฐานท่ีปรากฏในเมืองศรีมโหสถและมอื งอู่ทอง
จึงยังไม่อาจสรปุ ได้วา่ หลกั ฐานการนบั ถือศาสนาพราหมณ์ที่เมืองโบราณร่วมสมัยทวารวดีทัง้ 3 แห่งน้มี ี
ความสัมพันธก์ ันอยา่ งชดั เจน กลา่ วได้แตเ่ พยี งว่าเมอื งโบราณทั้ง 3 แห่งนเ้ี ปน็ เมอื งโบราณรว่ มสมยั ทวารวดีที่มี
ร่องรอยหลักฐานการนบั ถือศาสนาพราหมณ์อยา่ งชดั เจนเหมือนกันเทา่ นนั้ 86
- พิกุล สมคั รไทย. คตคิ วามเชอื่ เร่ืองพระสุริยะ ทีพ่ บจากประตมิ ากรรมที่เมืองโบราณศรีเทพ ,
สารนพิ นธศ์ ลิ ปศาสตรบณั ฑิต สาขาวิชาโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 254387
ผลการศึกษาจากการค้นพบประติมากรรมรูปพระสรุ ิยะ (นกิ ายเสาระ) จำนวน 5 องคท์ ี่เมืองโบราณศรี
เทพ แสดงใหเ้ หน็ ว่าในชว่ งพทุ ธศตวรรษที่ 11 - 13 พระสุรยิ ะเปน็ เทพอีกองค์หนึ่งที่ได้รับการบูชาเป็น เทพ
สำคญั ของชมุ ชนชาวศรีเทพ สนั นิษฐานไดว้ ่าเกดิ จากการรับวัฒนธรรมจากภายนอกที่หล่ั งไหลเข้ามาจาก 2
แหล่งวฒั นธรรม คอื จาก อนิ เดียโดยตรง และจากอินเดียโดยผ่านมาทางอาณาจักรกัมพชู าอีกตอ่ หน่ึง และ
เสนอว่าคตกิ ารนบั ถอื พระสรุ ยิ ะที่ศรีเทพจึงนา่ จะเกิดจากการรับอทิ ธิพลมาจากอนิ เดียสมยั คุปตะมากกว่ารับ
อิทธิพลจากเขมรสมยั ก่อนเมืองพระนคร88
- งามพรรณ เทพทา, การศึกษาร่องรอยการนับถอื ศาสนาพราหมณ์ ณ เมืองโบราณศรีเทพ
ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 – 18, สารนิพนธ์ ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดี
มหาวทิ ยาลัยศิลปากร, 2552.89
84 รจั นา คีตะจิตต,์ “การศึกษารปู แบบปรางค์สองพี่น้อง อำเภอศรเี ทพ จงั หวดั เพชรบูรณ”์ (สารนิพนธ์ศลิ ปศาสตรบัณฑติ สาขาวชิ าโบราณคดี
คณะโบราณคดี มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร, 2526)
85 กนกวลี สรุ ยิ ะธรรม, “รอ่ งรอยหลกั ฐานการนับถอื ศาสนาพราหมณ์ช่วงก่อนพทุ ธศตวรรษที่ 16 ท่ีพบบริเวณชุมชนเมืองศรเี ทพ จ.
เพชรบูรณ”์ (สารนิพนธศ์ ลิ ปศาสตรบณั ฑติ สาขาวชิ าโบราณคดี มหาวิทยาลัยศลิ ปากร, 2541).
86 เร่อื งเดียวกัน, หน้า 48.
87 พิกุล สมัครไทย, “คติความเช่อื เรอ่ื งพระสรุ ยิ ะ ทพ่ี บจากประตมิ ากรรมท่ีเมืองโบราณศรีเทพ” (สารนิพนธศ์ ิลปาศาสบณั ฑิต สาขาวิชา
โบราณคดี มหาวิทยาลัยศลิ ปากร, 2543).
88 เรอื่ งเดยี วกนั , หนา้ 51.
89 งามพรรณ เทพทา, “การศึกษาร่องรอยการนบั ถือศาสนาพราหมณ์ ณ เมอื งโบราณศรีเทพในช่วงพทุ ธศตวรรษที่ 12 – 18” (สารนพิ นธ์
ศิลปศาสตรบัณฑติ สาขาวชิ าโบราณคดี มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร, 2552).
132
ผลการศึกษาร่องรอยการนบั ถือศาสนาพราหมณ์ที่เมืองโบราณศรีเทพพบวา่ เริ่มปรากฏหลกั ฐานอย่าง
ชัดเจนในช่วงราวพุทธศตวรรษท่ี 12 - 14 และปรากฏชัดเจนอกี ครั้งในชว่ งราวครงึ่ หลงั พุทธศตวรรษท่ี 16 เปน็
ต้นมา จนถงึ ราวพุทธศตวรรษที่ 18 โดยสามารถแบง่ พัฒนาการการนับถอื ศาสนาพราหมณท์ ี่เมืองโบรา ณศรี
เทพออกเปน็ 2 ช่วงด้วยกนั คอื การนบั ถือศาสนาพราหมณ์ในช่วงระหวา่ งพุทธศตวรรษท่ี 12 - 14 และ การนบั
ถือศาสนาพราหมณใ์ นช่วงระหว่างพทุ ธศตวรรษที่ 15 - 18
- ศรัณย์ มะกรดู อินทร,์ การนับถอื พระสรุ ยิ ะในดินแดนเอเชียตะวนั ออกเฉียงใตก้ ่อนพุทธศตวรรษ
ที่ 19, วิทยานิพนธศ์ ิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิต
วทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั ศิลปากร, 255390
สรุปผลการศึกษาวา่ การนับถือพระสรุ ยิ ะในภูมภิ าคเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้เริ่มปรากฏชัดตั้งแต่ช่วง
พทุ ธศตวรรษที่ 11 - 12 เป็นต้นมา โดยลกั ษณะทปี่ รากฏในเมืองศรีเทพ แสดงใหเ้ หน็ ถงึ การสบื รูปแบบท่ีแสดง
ความใกลช้ ดิ กับศลิ ปะแบบอนิ เดยี ภาคเหนือ โดยในเมืองศรเี ทพมเี อกลกั ษณ์ต่างออกไปจากพระสรุ ิยะที่พบใน
พน้ื ทีอ่ ่ืน ๆ ในเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้ เป็นลักษณะเฉพาะทพี่ บเฉพาะในสกลุ ชา่ งศรีเทพ
- ศิวพงศ์ สีเสียดงาม, ศิลปกรรมในวัฒนธรรมเขมรที่เมืองศรีเทพ อำเภอศรีเทพ จังหวัด
เพชรบูรณ์, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัตศิ าส ตร์ศิลปะ ภาควิชา
ประวัตศิ าสตรศ์ ลิ ปะ บัณฑติ วิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร, 255691
จากการศกึ ษาเรอื่ งศิลปกรรมเน่อื งในวฒั นธรรมเขมรที่เมืองศรเี ทพทง้ั หมดสามารถกล่าวได้วา่ เกย่ี วข้อง
กับอาณาจกั รเขมรสมัยกอ่ นเมืองพระนคร และยงั มคี วามสมั พนั ธก์ ับวัฒนธรรมแบบทวารวดที ี่เจรญิ ข้ึ นบริเวณ
ภาคกลางของประเทศไทย รวมไปถงึ กลุ่มบ้านเมืองบริเวณพนื้ ท่ีภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยเฉพา ะบริเวณที่
ราบสูงโคราช
สรปุ การศึกษาศิลปกรรมชว่ งพุทธศตวรรษท่ี 12 - 15 ไดข้ ้อสันนษิ ฐานวา่ กลุ่มเทวรูปจากเมือง ศรี
เทพนนั้ มคี วามสัมพนั ธก์ บั ศลิ ปะเขมร และอิทธพิ ลของศลิ ปะทวารวดจี ากทางภาคกลาง
สรุปการศึกษาศลิ ปกรรมในชว่ งพุทธศตวรรษที่ 16 - 18 ลกั ษณะขององค์ประกอบของปรางค์อิฐท้ัง
3 แห่งท่ีเมืองศรีเทพ ไดร้ ับแรงบันดาลใจทางดา้ นรปู แบบโดยรวมจากสกุลช่างปราสาทอิฐ จากสกลุ ชา่ งปราสาท
หินในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื
90 ศรณั ย์ มะกรูดอินทร์, “การนบั ถือพระสรุ ยิ ะในดินแดนเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใตก้ ่อนพุทธศตวรรษท่ี 19” (วทิ ยานพิ นธศ์ ิลปศาสตรมหาบัณฑติ
สาขาวชิ าโบราณคดสี มัยประวัตศิ าสตร์ บัณฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร, 2553).
91 ศวิ พงศ์ สเี สยี ดงาม, “ศลิ ปกรรมในวัฒนธรรมเขมรทีเ่ มอื งศรเี ทพ อำเภอศรีเทพ จังหวดั เพชรบรู ณ”์ (วทิ ยานิพนธศ์ ลิ ปศาสตรมหาบณั ฑิต
สาขาวชิ าประวตั ิศาสตร์ศิลปะ ภาควิชาประวัตศิ าสตรศ์ ลิ ปะ บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลยั ศิลปากร, 2556).
133
การดำเนินงานของกรมศลิ ปากร
ในสว่ นงานโบราณคดีของกรมศิลปากร ได้มีการดำเนนิ งานมาโดยลำดับ ตงั้ แต่ไดม้ กี ารปร ะกา ศขึ้น
ทะเบยี นเมืองโบราณศรีเทพเป็นโบราณสถานแหง่ ชาติ ในปี พ.ศ. 2478 – 2480 หลงั จากนน้ั ในเริม่ มกี ารสำรวจ
ทำแผนผงั เช่นในปี พ.ศ. 2505 ได้มีการสำรวจ ขุดแตง่ และประกาศเขตโบราณสถานบางแหง่ ในปี พ.ศ. 2509
ได้สำรวจสภาพเมอื งโบราณ มีการนำโบราณวัตถสุ ำคัญไปจัดแสดงในพิพธิ ภัณฑสถานแหง่ ชาติ ในปี พ.ศ. 2526
ไดม้ งี านขดุ ค้นทางโบราณคดบี รเิ วณเขาคลงั ใน ไดพ้ บหลักฐานสำคญั ว่า พบว่ามกี ารอยู่อาศัยทบ่ี รเิ วณเขาคลังใน
มีอายุอยูใ่ นราวพทุ ธศตวรรษที่ 10 -1192
ในสว่ นการดำเนินงานของกรมศลิ ปากร ไดเ้ ร่มิ ดำเนินงานทางด้านโบราณคดีมาเป็นระยะ ๆ ตง้ั แต่ราว
พุทธศตวรรษที่ 17 เปน็ ต้นมา ภายใตก้ ารดูแลของหนว่ ยศิลปากรที่ 3 สโุ ขทยั ต่อมาในปี พ.ศ. 2527 จงึ เร่ิมมี
โครงการจดั ต้งั เปน็ อทุ ยานประวัตศิ าสตร์ข้นึ เพือ่ เปน็ หน่วยงานทีด่ ูแลเมืองศรเี ทพโดยเฉพาะ ต้งั แตป่ ี พ.ศ. 2527
เป็นตน้ มา จึงมงี านทางด้านโบราณคดี เพ่อื พัฒนาตามแผนแม่บทให้เป็นอุทยานประวัตศิ าสตร์ มกี ารสำรวจ
และขุดคน้ และขุดแต่งทางโบราณคดี โบราณสถานจำนวนหลายแห่ง รวมทง้ั การศึกษาทางวิชาการและจั ดตั้ง
เป็นศนู ยข์ อ้ มลู ขนึ้ ท่เี มืองศรเี ทพ93
ในระหวา่ ง ปี พ.ศ. 2527 - 2543 เปน็ งานทางดา้ นโบราณคดี เพื่อพัฒนาตามแผนแม่บทให้เป็นอุทยาน
ประวัติศาสตร์ มีการสำรวจ และขดุ แต่งโบราณสถานจำนวนหลายแห่ง ส่วนทเ่ี ป็นงานขุดค้นทางโบราณคดีและ
พบหลกั ฐานสำคัญ ไดแ้ ก่ ในปี พ.ศ. 2531 - 2534 ไดม้ กี ารคน้ พบหลักฐานสมัยก่อนประวตั ิศาสตรต์ อนปลาย
กำหนดอายไุ ด้ราว พุทธศตวรรษที่ 5-7 หรือราว ประมาณ 2,000 ปี มาแล้ว94
นอกจากนี้ยังมีการดำเนินงานด้านโบราณคดีภายใต้โครงการอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ มี
รายละเอยี ด สงั เขป ดงั น้ี
พ.ศ.2531 (ค.ศ.1988)
- การขดุ แต่งโบราณสถานเขาคลังใน95
o กรมศลิ ปากรไดด้ ำเนินการขุดแตง่ ไปบา้ งแลว้ ในปี พ.ศ.2521 (ค.ศ.1978)
o วสั ดทุ ใี่ ช้ก่อสรา้ งเขาคลงั ใน
▪ ใชศ้ ิลาแลงเปน็ วัสดุหลักในการก่อสร้างโบราณสถานแห่งน้ี ท้ังในส่วนของฐาน
รากและตัวอาคารโบราณสถาน ศิลาแลงทีใ่ ช้มีขนาดไมเ่ ทา่ กันแล้วแต่ความ
92 กรมศิลปากร, อทุ ยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ, กรุงเทพฯ : กรมศลิ ปากร, 2550, หน้า 32.
93 เรื่องเดียวกนั , หนา้ 33-37.
94 เรื่องเดยี วกัน, หน้า 33-37.
95 กรมศิลปากร, รายงานการขดุ แตง่ โบราณสถานเขาคลังใน เมืองโบราณศรีเทพ อำเภอศรเี ทพ จังหวดั เพชรบรู ณ, โครงการอุทยาน
ประวัตศิ าสตรศ์ รเี ทพ กองโบราณคดี กรมศิลปากร, (2531).Invalid source specified.
134
เหมาะสม และขนาดทส่ี ว่ นฐานกบั ตวั อาคารมีขนาดท่ีแตกต่างกัน ส่วนฐานมี
ขนาดท่ใี หญ่กว่า
▪ อิฐ พบวา่ มีการใชอ้ ิฐในการก่อสรา้ งบา้ งในปริมาณไมม่ ากนัก ส่วนใหญ่มีสภาพ
ชำรุดอาจเป็นเพราะคุณภาพของอิฐไมด่ ีพอ ทำให้เปราะและแตกหักได้ง่าย และ
ไมส่ ามารถระบุขนาดท่ีแนน่ อนได้ โดยพบกระจายตวั ระหวา่ งการขุดแต่งปะปน
กบั กอ้ นศลิ าแลง ไมส่ ามารถระบุได้วา่ มาจากจดุ ใดของโบราณสถาน
▪ ปูน โบราณสถานแห่งน้ใี ช้ปนู ฉาบภายนอกศิลาแลงสว่ นฐานทง้ั ในส่วนของทาง
ขน้ึ และตัวโบราณสถาน และมกี ารประดับลวดลายปนู ป้นั เปน็ รปู ต่าง ๆ
o โบราณวัตถุทพ่ี บ
▪ เคร่ืองประกอบสถาปัตยกรรม
• วสั ดุประเภทปูนปั้น ทำเปน็ ลวดลายประดบั สถาปัตยกรรม เช่น ลาย
พันธุ์พฤกษา ลายกนก ลายกระจงั ลายเลขาคณติ และลายผสม
• ปนู ปนั้ รูปบุคคล
• ปูนป้ันรูปสตั ว์ เช่น สงิ ห์ นาค ช้าง หงส์ เป็นตน้
o ศลิ าแลงตกแต่งเป็นแท่งกลมยอดแหลมคลา้ ยดอกบัว คาดว่าใช้ประดับยอดอาคาร บาง
ชนิ้ พบรอ่ งรอยการใชป้ ูนปนั้ พอกทับ
o เศษภาชนะดินเผา และโบราณวตั ถุขนาดเล็ก เช่น ตะปเู หล็ก แผนเหลก็ เปน็ ตน้
- สร้างหลังคาช่วั คราวคลมุ รอบฐานโบราณสถานเขาคลังใน96
- การขุดคน้ ทางโบราณคดีแหลง่ โบราณคดหี มายเลข 0971
o พบหลกั ฐานท่ีเก่ยี วขอ้ งกบั มนุษย์สมยั กอ่ นประวัติศาสตรเ์ ป็นครั้งแรกทแ่ี หล่งโบราณคดี
หมายเลข 0971 หลักฐานทางโบราณคดีทีส่ ำคัญ มีดังน้ี97
▪ โครงกระดกู ชา้ งขนาดความยาวประมาณ 3.75 เมตร ลกั ษณะนอนตะแคงซ้าย
หันศรี ษะไปทางทศิ เหนือสภาพค่อนขา้ งสมบูรณ์ โดยมีกลมุ่ ภาชนะดนิ เผาท่ีเกือบ
สมบรู ณ์ 3 กลุ่ม อยทู่ างดา้ นเหนือของกะโหลกศีรษะ รวมท้ังได้พบชิน้ ส่วนหนิ บด
ยาอย่ใู นบริเวณเดยี วกนั ใตร้ ะดับผวิ ดินเลก็ น้อยพบแนวกำแพงก่อด้วยศิลาแลง
96 กรมศิลปากร, รายงานการขดุ แตง่ โบราณสถานเขาคลงั ใน เมอื งโบราณศรีเทพ อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์, โครงการอุทยาน
ประวตั ศิ าสตร์ศรีเทพ กองโบราณคดี กรมศลิ ปากร, (2531).Invalid source specified.
97 เรือ่ งเดียวกนั , หนา้ 43 – 45.
135
ล้อมโครงกระดูกช้างไว้ โดยระดับท่พี บโครงกระดกู ชา้ งอยใู่ นระดบั เดียวกับฐาน
โบราณสถาน จงึ นา่ จะมีอายุสมัยเดียวกนั และมคี วามเกีย่ วข้องกัน
▪ โครงกระดกู มนุษยจ์ ำนวน 5 โครง
พ.ศ.2532 (ค.ศ.1989)
- การขุดแตง่ โบราณสถานเขาคลังใน (ตอ่ )98
o โบราณวัตถทุ ีพ่ บ
▪ สว่ นประกอบสถาปัตยกรรม ได้แก่ ปูนปัน้ ภาพบคุ คล รูปสัตว์ และลายพัน ธ์ุ
พฤกษา, เศษกระเบือ้ งมงุ หลังคา, สวนยอดของเจดยี ห์ รอื สถปู ขนาดเลก็ , ชิ้นสว่ น
ประตมิ ากรรม, ตะกรันดนิ เผา แวดนิ เผา เบี้ยดนิ เผา ลูกปดั แก้ว แท่นหินบด
ขวานหินขัด เคยี วเหล็ก สว่ิ เหลก็ จอบเหล็ก ใบหอก กำไลเงิน แหวนเงนิ ต่างหู
เงิน เปน็ ตน้
พ.ศ.2534 (ค.ศ.1991)
- การจดั ทำแผนแม่บทเพอื่ การอนุรกั ษแ์ ละพฒั นาเมืองศรเี ทพ รว่ มกันหน่วยงานอนื่ ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง
- สรา้ งถนนลาดยางเข้าพนื้ ทอี่ ุทยาน
- การบรู ณะปรางคศ์ รเี ทพ
- การขุดแต่งทางโบราณคดี โบราณสถานหมายเลข 0896 ในเขตเมืองใน พบโบราณวตั ถุ อาทิ หิน
สลกั รูปบุคคล หรอื อาจเป็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธแิ ละพนมมือ และกระปุกเคลือบเขียวอ่อน
แบบเครอื่ งเคลอื บเขมร ทีท่ ำให้สามารถสนั นษิ ฐานเบ้อื งตน้ ว่า โบราณสถานแห่งน้ี อาจเป็นศาสน
สถานในศาสนาพุทธ ท่ีมีอายุอยา่ งน้อยราวพทุ ธศตวรรษท่ี 15 – 17 (คริสตศ์ ตวรรษท่ี 9 - 11)99
- การขดุ แตง่ ทางโบราณคดี โบราณสถานหมายเลข 0973100ในเขตเมอื งใน พบว่า โบราณสถานแหง่
น้ีมลี กั ษณะเปน็ กลุ่มอาคารขนาดเลก็ 3 หลัง ทางฉนวนเช่ือมอาคาร และกำแพงแกว้ วสั ดุหลกั ที่ใช้
ในการกอ่ สรา้ งคอื ศิลาแลง นอกจากนยี้ ังพบว่ามกี ารใช้อฐิ ในการก่อสรา้ งในสว่ นผนัง และมีการ
ฉาบปนู บนศิลาแลงและอฐิ ดว้ ย พบเศษภาชนะดินเผาแบบทวารวดปี ะปนกับเครอ่ื งเคลือบเขมร
สนั นษิ ฐานเบือ้ งตน้ ว่ากล่มุ อาคารน้ีอาจสร้างขน้ึ หรือมีการใช้งานต้งั แตส่ มยั ทวารวดี และมกี ารต่อ
98 กรมศลิ ปากร, รายงานเบอ้ื งตน้ การขุดแต่งโบราณสถานเขาคลังใน (ตอ่ ) เมอื งโบราณศรเี ทพ อำเภอศรีเทพ จงั หวดั เพชรบูรณ์, อุทยาน
ประวัติศาสตร์ศรเี ทพ กองโบราณคดี กรมศิลปากร, (2532).Invalid source specified.
99 กรมศลิ ปากร, รายงานปฏบิ ัติงานทางโบราณคดี โบราณสถานหมายเลข 0896, 0973, 0996, 1064/05 อทุ ยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ,
โครงการอุทยานประวตั ศิ าสตร์ กองโบราณคดี กรมศลิ ปากร, (2534). หนา้ 8 – 17.Invalid source specified.
100 เรือ่ งเดยี วกนั , หนา้ 18 – 29.
136
เติมอาคารบางส่วนในสมยั หลัง เนอื่ งเนือ่ งจากฐานของโบราณสถานบางบริเวณมีรอ่ งรอยการสร้าง
ซ้อนทับกนั บนซากโบราณสถานเดิม
- การขุดแต่งทางโบราณคดี โบราณสถานหมายเลข 0996 ในเขตเมอื งใน จากการขุดแต่งพบว่า
โบราณสถานแห่งนีม้ ีลักษณะเปน็ กลุ่มอาคาร วางตัวในแนวทศิ ตะวันออก – ตะวันตก โดยรวมมี
ลักษณะแผนผังคล้ายรปู ตัว T มีลักษณะคลา้ ยทางเดนิ หรืออาคารเชอ่ื มต่อกับปรางค์สองพี่น้อง
วสั ดหุ ลกั ทใ่ี ชค้ ือศิลาแลง (ฐาน) อฐิ (กำแพงและพื้น) และหิน (ไม่ทราบประโยชนใ์ ช้สอยแน่ชัด)
โบราณวัตถุทพ่ี บได้แก่ ทอ่ นขาสว่ นล่างของประตมิ ากรรม เส้นผา่ ศูนยก์ ลางประมาณ 6 เซนติเมตร
สนั นษิ ฐานว่าเป็นท่อนขาของเทวรูปพระศวิ ะเนอ่ื งจากมีการสลักรูปงู พนั อยู่ท่ีบริเวณข้อเท้า ,
ชิน้ สว่ นจารึกทรงกลม แตแ่ ตกหกั เหลือเพียงครึ่งเดยี ว ตรงกลางเจาะรคู ลา้ ยเป็น ส่วน ฐา นของ
ประตมิ ากรรม ทำจากหินทรายสเี ขยี วดา้ นบนจารกึ ตัวอักษร 2 บรรทัด ดา้ นลา่ งไม่มีการจารึก
ตัวอกั ษร ตวั อักษรเป็นอกั ษรปัลลวะ ภาษาบาลี จารกึ ขอ้ ความในบทสวดมนต์ ธมั มจกั กัปปวัตน
สตู ร ตัวอักษรมอี ายใุ นราวพทุ ธศตวรรษที่ 12 – 14 (ครสิ ต์ศตวรรษที่ 6 - 8) 101
รูปท่ี 2-111 ชิ้นสว่ นจารึกทรงกลมจารึกอักษรปัลลวะ เปน็ บทสวดมนตธ์ ัมมจกั กปั ปวตั นสูตร ในภาษาบาลี
ท่มี าของข้อมูล : รายงานปฏบิ ตั งิ านทางโบราณคดี โบราณสถานหมายเลข 0896, 0973, 0996, 1064/05
- การขุดแต่งทางโบราณคดี โบราณสถานหมายเลข 1064/05 ในเขตเมอื งใน จากการขุดแต่งพบว่า
เป็นกลุ่มโบราณสถานท่ีก่อสร้างดว้ ยศลิ าแลง (อาคาร 2 หลงั ) วางตัวในแนวตะวนั ตกเฉียงเหนอื –
ตะวันออกเฉียงใต้ วสั ดุหลักทีใ่ ชใ้ นการก่อสร้าง คอื ศิลาแลง (ฐาน) และ อิฐ (พนื้ ) พบโบราณวัตถุ
101 รายงานปฏิบตั งิ านทางโบราณคดี โบราณสถานหมายเลข 0896, 0973, 0996, 1064/05. หน้า 30 - 38.
137
ในสมัยก่อนประวัตศิ าสตร์ตอนปลาย และสมยั ทวารวดเี ปน็ จำนวนมาก อาทิ ขวานหินขัด ลูกปัด
หนิ ลกู ปดั แก้ว หนิ บดยา เสียมเหล็ก มดี เหล็ก ลกู กระพรวนสำริด และเศษภาชน ะดิน เผา ใน
รปู แบบต่าง ๆ แสดงใหเ้ หน็ ถงึ การใชป้ ระโยชนพ์ นื้ ท่มี าตั้งแต่สมยั ก่อนประวัตศิ าสตร์ จนกระทัง่ เขา้
สู่สมยั ทวารวดใี นราวพุทธศตวรรษที่ 12-13 (ครสิ ตศ์ ตวรรษที่ 6-7) และอาจมกี ารใช้งานสืบมา
จนถงึ พทุ ศตวรรษที่ 15-17 (ครสิ ตศ์ ตวรรษท่ี 9-11) เน่อื งจากพบเศษภาชนะดินเผาเคลือบเขียว
แบบท่ีพบตามเตาเผาเครอื่ งถว้ ยเขมรในจงั หวัดบุรรี ัมย์ ในช้นั ดินท่ีสงู กว่าดว้ ย102
พ.ศ.2535 (ค.ศ.1992)
- การอนุรักษป์ ระติมากรรมติดที่ โบราณสถานเขาคลงั ใน (คร้งั ท่ี 1, เสริมความมั่นคงใหก้ ับ
ประติมากรรมปนู ป้ัน) โดยอทุ ยานประวตั ิศาสตรศ์ รีเทพ ร่วมกบั กล่มุ อนุรกั ษ์ศลิ ปกรรม สำนัก
สถาปัตยกรรมและหัตถศลิ ป์ และกลุ่มวทิ ยาศาสตรเ์ พ่ือการอนรุ กั ษ์
- การกอ่ สรา้ งอาคารถาวรคลมุ หลมุ ขดุ คน้ ใกล้กับโบราณสถนหมายเลข 0971103
- การขุดลอกสระนำ้ หมายเลข 1, 2, 3, 4 และ 5 และคูเมอื งด้านตะวันตก104
- การจัดทำระบบประปา อุทยานประวัตศิ าสตร์ศรีเทพ
- การก่อสรา้ งอาคารเกบ็ พสั ดุ
- การขดุ แตง่ พ้ืนทบ่ี ริเวณปรางคศ์ รีเทพ และปรางคส์ องพีน่ อ้ ง (เพิ่มเติม)
o โบราณวัตถุสำคญั ท่พี บ
▪ เทวรูปพระอาทิตย์ สลักจากหินเขียวมีขนาดกว้าง 35 เซนติเมตรสูง 85
เซนติเมตร เปน็ ประตมิ ากรรมลอยตัว ส่วนแขนและขาช่วงล่างหกั หายไป เศียร
สวมหมวกทรงกระบอกมีลายดอกไม้ประดับดา้ นหนา้ และด้านข้าง สวมตุ้มหูท้ัง
2 ข้าง รอบเศยี รมรี ัศมี แต่ชำรดุ เทวรูปสวมเส้ือคลุมยาวแนบเนื้อต่ำ กว่า เข่า
เลก็ นอ้ ย ตั้งแตพ่ ระนาภีถงึ พระอรุ ะสลักลาย คงเป็นกา้ นดอกบัว เนือ่ งจาก
เทวรปู พระอาทิตย์จะทรงถือดอกบวั อยู่ในพระหัตถท์ ้ัง 2 ขา้ ง ขุดพบใกล้กับ
ทางเดนิ เข้าปราสาท105
102 รายงานปฏิบัตงิ านทางโบราณคดี โบราณสถานหมายเลข 0896, 0973, 0996, 1064/05. หนา้ 39 – 50.
103 หจก. จริ ะศกั ด์ิโยธา, รายงานการปฏบิ ตั งิ านปรบั ปรงุ อาคารหลุมขดุ ค้นทางโบราณคดี, รายงานเสนออุทยานประวัตศิ าสตรศ์ รเี ทพ สำนกั งาน
โบราณคดีและพิพิธภณั ฑสถานแห่งชาติที่ 5 สโุ ขทยั , (2545).Invalid source specified.
104 หจก. ไกรวศิน, รายงานการขดุ ลอกสระน้ำหมายเลข 1, 2, 3, 4 และ 5 และคเู มอื งด้านตะวนั ตก ณ อุทยานประวัติศาสตรศ์ รีเทพ, รายงาน
เสนออุทยานประวตั ศิ าสตร์ศรีเทพ, (2535).Invalid source specified.
105 กรมศลิ ปากร, รายงานการปฏิบตั ิงานทางโบราณคดี ปงี บประมาณ 2535,อุทยานประวัตศิ าสตร์ศรีเทพ, หน้า 11.
138
รปู ที่ 2-112 เทวรปู พระอาทติ ย์ ปัจจุบนั เกบ็ รักษาไว้ท่พี ิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
▪ จากลักษณะทางศิลปะเทวรูปนี้นา่ จะมอี ายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษท่ี 12 ท่ีพระ
ศอประดบั ดว้ ยเคร่อื งประดบั ลายพันธุ์พฤกษา โดยมลี กั ษณะทางประตมิ านวิทยา
เช่นเดียวกับพระอาทิตยซ์ ึ่งจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชา ติ พระนคร
และนำไปจากเมืองศรีเทพเช่นเดียวกนั 106
▪ ทวารบาลศิลา ขุดพบใกล้ฐานโบราณสถานปรางค์ศรีเทพ เป็นประติมา กร รม
ลอยตัวสลักจากหินทราย บางส่วนของแขนขาหักหายไปมีขนาดกว้าง 50
เซนติเมตร 100 เซนติเมตร บรเิ วณไหล่ถึงหน้าอกท้งั ดา้ นหนา้ และดา้ นหลังสลัก
เปน็ เครือ่ งประดบั รปู พวงดอกไม้ บริเวณเอวสลักเปน็ รูปเข็มขัดผ้าปลอ่ ยชายผ้า
ไว้ด้านหลังเป็นรูปหางปลา บรเิ วณตน้ แขนสวมเคร่ืองประดับรูปดอกไม้107
▪ ลกั ษณะทางประติมานวทิ ยาคล้ายคลึงกับทวารบาลศลิ าจากเมืองศรีเทพ ซง่ึ จัด
แสดงอยูท่ ่พี ิพธิ ภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จากลกั ษณะของเคร่ืองปร ะดับ
ทวารบาลนีค้ งมีอายอุ ย่ใู นราวพุทธศตวรรษท่ี 17 - 18108
พ.ศ.2536 (ค.ศ.1993) 109
- การขุดแตง่ พ้ืนที่ทางเชอื่ มระหวา่ งปรางค์สองพ่นี ้องและสระทศิ เหนือ
- การขดุ แต่งพ้นื ที่บริเวณกำแพงแก้วต่อกับสระปรางค์
106 รายงานการปฏบิ ตั ิงานทางโบราณคดี ปงี บประมาณ 2535, หนา้ 11.
107 เรอ่ื งเดยี วกนั , หนา้ 11.
108 เรอ่ื งเดียวกัน, หนา้ 11.
109 กรมศิลปากร, รายงานปฏิบตั ิงานทางโบราณคดี ปงี บประมาณ 2536, โครงการอทุ ยานประวตั ศิ าสตร,์ (2536).Invalid source specified.
139
- การขดุ แตง่ พืน้ ท่ีทศิ ตะวนั ตกเขาคลงั ใน
- การขุดแต่งโบราณสถานหมายเลข 0857
- การขุดแต่งพ้นื ทรี่ อบระเบียงคดปรางค์ศรีเทพ
พ.ศ.2537 (ค.ศ.1994)
- การขุดแต่งโบราณสถานในเขตเมืองใน หมายเลข 1517 ในเขตเมืองใน สันนษิ ฐานเบ้ืองต้นไดว้ า่
เปน็ โบราณสถานสมยั ทวารวดี หันหนา้ ไปทางทศิ เหนือ หลงั คามุงดว้ ยกระเบอื้ งดนิ เผา110
- การขุดแต่งโบราณสถานหมายเลข 1580 ในเขตเมืองใน สันนษิ ฐานว่าเป็นโบราณสถานสมัยทวาร
วดี เนื่องจากพบช้นิ ส่วนพระพิมพ์ดินเผามีจารึกดา้ นหลัง เป็นอักษรปัลลวะ กำหนดอายตุ ัวอักษร
ประมาณพุทธศตวรรษท่ี 14-15 (ครสิ ต์ศตวรรษที่ 8-9) โดยจารึกมีขอ้ ความเขยี นวา่ “วิมลมะนะ”
หมายความว่า ผู้มใี จปราศจากมลทิน ซ่ึงโดยพระพิมพ์ลักษณะดงั กลา่ วน้ีพบใน เขตเมืองน อก
ด้วย111
- การขุดแตง่ โบราณสถานหมายเลข 1699 ในเขตเมืองใน ไม่สามารถกำหนดระบุรูปแบบของ
โบราณสถานได้ ลักษณะอฐิ ทม่ี แี กลบขา้ วปนอยู่มาก ซึ่งเป็นลักษณะของอิฐสมยั ทวารวดี โดยไม่
พบวัสดุอื่นที่ใช้ในการก่อสร้าง ชิ้นส่วนประติมากรรมประดับสถาปัตยกรรมที่พบมลี ักษณะ
เหมือนกับโบราณสถานหมายเลข 0857 ทีข่ ุดแตง่ ในปีงบประมาณ พ.ศ.2536 (ค.ศ.1993) ซง่ึ เป็น
เจดียก์ อ่ อฐิ แบบทวารวดี รูปส่ีเหลีย่ มจัตุรสั 112
- การขุดแต่งโบราณสถานหมายเลข 1075 ในเขตเมอื งใน จากการขุดแตง่ พบวา่ โบราณสถานแห่งนี้
มลี ักษณะษณะเป็นฐานสิ่งก่อสรา้ งทรงกลม (ฐานเจดีย์ทรงกลม) เสน้ ผ่าศนู ย์กลางประมาณ 8.40
เมตร มลี กั ษณะเปน็ ฐานซ้อนกัน 2 ชน้ั ก่อด้วยศลิ าแลง โดยกอ่ ลดล่ันกันเข้าไปประมา ณ 20
เซนตเิ มตร ในช้ันท่ี 2 พบร่องรอยส่วนของแนวรูปแปดเหลี่ยม ใชอ้ ฐิ และศิลา เป็น วัสดุใน การ
สร้าง113 สนั นิษฐานวา่ เปน็ โบราณสถานสมัย ทวารวด,ี จากลักษณะทางสถาปตั ยกรรม ซึ่งคล้าย
ฐานโบราณสถานรูปแปดเหล่ียมท่ีมวี งกลมลอ้ มรอบ ทางดา้ นทศิ เหนือของเขาคลังใน ฐานเจดีย์
หมายเลข 10 เมือง อทู่ อง จังหวัดสุพรรณบุรี114
110 กรมศิลปากร, รายงานการปฏบิ ตั ิงานทางโบราณคดี เลม่ ที่ 1 โบราณสถานหมายเลข 1517, 1580, 1688, 1689, 1699 และ 2308,
โครงการอุทยานประวตั ิศาสตร์ กองโบราณคดี กรมศิลปากร, (2537), หน้า 23.Invalid source specified.
111 เร่ืองเดียวกนั , หนา้ 24.
112 เร่ืองเดยี วกนั , หนา้ 43.
113 รายงานการปฏิบตั งิ านทางโบราณคดี เล่มท่ี 2 โบราณสถานหมายเลข 1075, 1605, 1725 และ 1726, โครงการอุทยานประวตั ศิ าสตร์ กอง
โบราณคดี กรมศิลปากร, (2537) หน้า 9-10.Invalid source specified.
114 รายงานการปฏบิ ตั งิ านทางโบราณคดี เลม่ ที่ 2 โบราณสถานหมายเลข 1075, 1605, 1725 และ 1726, หนา้ 14.
140
รูปที่ 2-113 โบราณสถานหมายเลข 1075 หลังการขุดแตง่
ที่มาของข้อมูล : รายงานการปฏบิ ัตงิ านทางโบราณคดี เลม่ ที่ 2 โบราณสถานหมายเลข 1075, 1605, 1725 และ 1726
- การสำรวจโบราณสถานหมายเลข 1725115 ในเขตเมืองใน มลี ักษณะเป็นแหลง่ ผลิตโลหะ โดยพบ
หลักฐานท่ีเกยี่ วขอ้ งกับการถลุงทองแดง, เหล็ก และหลอ่ สำริด จากการพบโบราณวัตถุจำพวกเบ้า
หลอม, แม่พิมพ์ และตะกรนั จำนวนมาก รวมไปถึงรอ่ งรอยหลุมท่ีขุดลงไปบนพ้ืนศิลาแลงจำนวน
หลายหลุม จากการกำหนดอายสุ มยั จารกึ อักษรปลั ลวะทีเ่ บา้ ดินเผา 2 ชน้ิ ท่ี กำหนดอายุตามรูป
ตัวอกั ษรราวพทุ ธศตวรรษท่ี 11-12 (ครสิ ต์ศตวรรษท่ี 5-6)
รูปท่ี 2-114 พระพุทธรปู แกะสลกั บนหินปางเสด็จจากดาวดงึ ค์ (ซ้าย) และ
รปู ท่ี 2-115 เบ้าดินเผาทรงถ้วยก้นแบนเรยี บมีจารกึ อักษรปลั ลวะ (ขวา)
ท่ีมาของขอ้ มลู : รายงานการสำรวจแหล่งโบราณคดี 1725
115 กรมศิลปากร, การสำรวจแหล่งโบราณคดี 1725, งานโบราณคดี โครงการอทุ ยานประวตั ศิ าสตรศ์ รเี ทพ, (2530 – 2531), หนา้ 17 - 18.
Invalid source specified.
141
พ.ศ. 2538 (ค.ศ.1995)
- การขุดแตง่ โบราณสถานหมายเลข 0285ในเขตเมืองใน มลี กั ษณะเป็นฐานเจดยี ร์ ูปส่ีเหลี่ยมจัตุรัส
ก่อด้วยอฐิ และพบหลมุ กลมเจาะลกึ ลงไปในพ้นื อิฐจำนวน 7 หลุมนา่ จะใชส้ ำหรบั บรรจสุ ่งิ ของบูชา
อยู่ภายใน โบราณสถานแหง่ น้ีหนั หนา้ ไปทางทิศตะวันออก สนั นิษฐานวา่ เป็นโบรา ณสถาน สมัย
ทวารวดี116
- การขุดแตง่ โบราณสถานหมายเลข 0381ในเขตเมอื งใน เปน็ กลุม่ โบราณสถานทป่ี ระกอบดว้ ย
1) อาคารมณฑปขนาดเลก็ มผี นังสูง หันหน้าไปทางทศิ ตะวนั ออก มกี ารกำหนดขอบเขตโดยใช้หิน
ศิลาแลงสลักคล้ายทรงเจดีย์ฝังอยโู่ ดยรอบ ลักษณะดงั กล่าวอาจจะใชแ้ ทนใบเสมา หรือเป็นท่ี
กำหนดเขตการประดิษฐานสงิ่ ศักด์ิสิทธ์ิ นอกจากน้ยี งั พบวา่ มีการใช้ระฆังหินโดยขุดพบบริเวณทิศ
ตะวนั ออกเฉียงใต้ มีลกั ษณะเปน็ แผน่ หินมรี เู ลก็ ๆ สำหรบั แขวน ลกั ษณะดงั กลา่ วจึงนา่ จะช้ีให้เห็น
ว่าอาคารดงั กล่าวใชใ้ นการประกอบพธิ ีกรรมทางศาสนา
2) ฐานของสถปู แบบทวารวดีจำนวน 2 องค์ โดยดา้ นหลังมสี ระนำ้ ขนาดใหญ่ สนั นิษฐานว่าเป็น
โบราณสถานสมัยทวารวดี117
- การขุดแตง่ โบราณสถานหมายเลข 0830 ในเขตเมืองใน โบราณสถานแห่งน้ถี ูกรือ้ ทำลายทำให้ ไม่
พบรูปแบบของแนวโบราณสถาน แต่พบหลุมเสาของอาคารที่ขุดลึกลงไปในพื้นศิลาแลง
นอกจากน้ียังพบโบราณวตั ถุสำคญั หลายช้ิน คือพระโพธส์ิ ัตว์ดินเผา พระพิมพด์ ินเผา และช้ินส่วน
ประตมิ ากรรม ซง่ึ จากหลักฐานและวสั ดุทใี่ ชใ้ นการก่อสรา้ ง พอสันนิษฐานไดว้ า่ โบราณสถานแห่งนี้
น่าจะเป็นศาสนสถานในพทุ ธศาสนาในสมยั ทวารวดีราวพุทธศตวรรษที่ 12-14 (ครสิ ตศ์ ตวรรษที่
6-8)118
- การขุดแต่งโบราณสถานหมายเลข 0923119 ในเขตเมืองใน ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของ
โบราณสถานแห่งนนี้ า่ จะมรี ูปแบบเป็นมณฑป มีซ้มุ ประดับท้ัง 3 ด้าน ทางข้นึ หันหน้าไปทางทิศ
ตะวนั ออก ภายในมณฑปน่าจะเปน็ ทปี่ ระดษิ ฐานพระพุทธรปู ชนิ้ สว่ นปูนป้ันจำนวน มากอยู่ใน
สภาพที่ไม่สมบูรณ์ เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับลายปูนปั้นที่โบราณสถานเขาคลังใน และ
โบราณสถานหมายเลข 1580 มรี ปู แบบและลวดลายคล้ายกนั โดยลายปูนป้ันทปี่ ระดับหน้าต่าง
ช้ีใหเ้ ห็นว่ามณฑปนีเ้ ปน็ ศิลปะแบบทวารวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ 14-15 (คริสตศ์ ตวรรษที่ 8-
116 กรมศลิ ปากร, รายงานการปฏิบัตงิ านทางโบราณคดี ปีงบประมาณ 2538, โครงการอุทยานประวัติศาสตร์ กองโบราณคดี กรมศลิ ปากร,
(2538), หน้า 9. Invalid source specified.
117 เร่อื งเดียวกัน, หน้า 12 - 17.
118 เร่ืองเดยี วกัน, หนา้ 19 - 20.
119 เรือ่ งเดียวกัน, หน้า 24 - 28.
142
9) โดยมโี บราณวัตถชุ ้นิ สำคัญที่พบ คอื ชิน้ สว่ นประติมากรรมหนิ ทรายสดี ำ ช้นิ สว่ นปูนปั้นจำนวน
มาก มีรปู แบบคลา้ ยกบั ที่พบท่เี ขาคลังใน และพระโพธสิ ัตว์โลหะ
รปู ท่ี 2-116 พระโพธสิ ตั วส์ ำรดิ
พ.ศ. 2538 (ค.ศ.1995)
- การงานขุดลอกคเู มืองและสระน้ำโบราณจำนวน 13 สระ
พ.ศ. 2539 (ค.ศ.1996)120
- การขดุ แตง่ โบราณสถานหมายเลข 0396 และ 1007 บนกำแพงเมืองใน ด้านทศิ ตะวนั ออก โดย
สภาพหลงั การขดุ แตง่ พบว่า เปน็ แนวกำแพงศลิ าแลงยาวไปตามสันกำแพงดนิ ขนาดความกว้าง
ประมาณ 1 เมตร สภาพกำแพงพังทลายเหลือเฉพาะส่วนฐาน บางสว่ นมกี ารก่อเสริมดว้ ยอิฐ พบ
โบราณวัตถุชิ้นสำคญั ไดแ้ ก่ ชิ้นสว่ นหัวเสาแปดเหลี่ยม ทำจากหินไรโอไรท์ สลกั เป็นรูปพนัสบดี
ด้านล่างของพนัสบดีพบจารึกอักษรปลั ลาวะ 4 ตัวอักษร อ่านได้ว่า “ปัสตะ” แต่ไม่ทราบ
ความหมาย กำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ 14-15 (คริสต์ศตวรรษที่ 8-9) และชิ้นสว่ น
ธรรมจักรหนิ ทรายที่มลี วดลายตามแบบวฒั นธรรมทวารวดอี ยา่ งชัดเจน คอื มีลวดลายกงลอ้ บน
หัวเปน็ ลายปูรณฆตะสลับกบั ลายดอกไม้ ส่วนทีข่ อบธรรมจักรเปน็ ลายเมฆ ระหวา่ งลายเมฆกับ
ลายกงล้อ มีลายสีเ่ หลีย่ มมีวงรอี ยตู่ รงกลางกนั้ อยู่
- การขดุ ตรวจประตูหนองกรด หรือประตมู ะกัก (โบราณสถานหมายเลข 2308) ไม่พบซากของ
โบราณสถาน พบโบราณวัตถุชนิ้ สำคัญ คือ เศียรพระพทุ ธรปู แสดงลักษณะใบหน้าแบบพื้นเมือง
ท่ไี ดร้ ับอิทธิพลจากศลิ ปะทวารวดี แผน่ ดินเผารูปนารเี หาะ บรุ ษุ เหาะ เปน็ ต้น
- ก่อสรา้ งอาคารศนู ย์ขอ้ มูล อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ
120 กรมศิลปากร, รายงานการปฏิบัตงิ านทางโบราณคดี ปงี บประมาณ 2539, อุทยานประวัตศิ าสตรศ์ รีเทพ สำนักงานโบราณคดีและ
พพิ ิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 5 สำนกั โบราณคดีและพิพธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาต,ิ (2539). Invalid source specified.
143
พ.ศ. 2540 (ค.ศ.1997)121
- ขุดตรวจกำแพงเมอื งศรเี ทพจำนวน 4 หลมุ สามารถสรปุ ไดว้ า่ ในอดีตมคี วามพยายามสร้างกำแพง
ศลิ าแลงข้ึนบนแนวคนั ดนิ อีกท่หี นึ่ง แต่กำแพงดังกลา่ วยังสร้างไมแ่ ล้วเสร็จรอบเมอื ง พบหลักฐาน
เฉพาะบนกำแพงเมืองดา้ นตะวนั ออกเท่านัน้
พ.ศ. 2541 (ค.ศ.1998)
- การบูรณะปูนป้นั ประดับฐานโบราณสถานเขาคลงั ใน (คร้ังท่ี 2 การอนุรักษเ์ บ้ืองต้น เพื่อเสริม
ความมั่นคงแข็งแรงให้แก่ประติมากรรมปนู ป้ัน) โดยอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ร่วมกับกลุ่ม
อนรุ ักษ์ศลิ ปกรรม สำนกั สถาปตั ยกรรมและหัตถศิลป์ และกลุ่มวทิ ยาศาสตร์เพอื่ การอนรุ ักษ์
- การเสริมความมนั่ คงปรางค์สองพ่นี ้อง122
o เสรมิ ความมั่นคงฐานบวั ช้นั ท่ี 3
o กอ่ อิฐเสรมิ ส่วนท่ีขาดหายไปขององค์ปรางค์
o จำลองชิน้ ส่วนสถาปัตยกรรม ตดิ ตั้งคืนตำแหน่งเดิม
- การขุดแต่งโบราณสถานหมายเลข 1010 ในเขตเมอื งนอก โบราณสถานแหง่ นี้ย่นื เข้ามาในพื้นที่คู
เมอื ง ซง่ึ เปน็ ตำแหนง่ แตกตา่ งจากโบราณสถานแหง่ อน่ื จากการขดุ แตง่ ในพน้ื ทเี่ ปน็ โบราณสถาน
พบวา่ โบราณสถานแหง่ น้ีตง้ั อยบู่ นพื้นท่ีทม่ี ีศิลาแลงธรรมชาตขิ นาดใหญ่กระจายอยู่ทัว่ ไปและมีการ
เตรยี มพ้ืนท่ีดว้ ยการใช้ดินลูกรังอดั แต่งพื้นให้เรียบจึงได้พบชนั้ ดนิ ลูกรังอัดอยูท่ ั่วไป ทำให้พอจะ
สนั นษิ ฐานไดว้ ่าอาคารหลังน้นี า่ จะเป็นส่ีเหลี่ยมผนื ผา้ แต่ไม่ทราบขนาดท่ีแท้จรงิ เน่ืองจากถูก
รบกวนอย่างหนัก ศลิ าแลงท่พี บบางกอ้ นมกี ารตกแต่งเปน็ ลกั ษณะพิเศษเช่นถากเป็นลักษณะฐาน
ปัทม์ โบราณสถานแหง่ น้ีจึงน่าจะมสี ว่ นของฐานปทั ม์เป็นองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมอยู่ด้วย
อย่างไรก็ตาม ไมพ่ บโบราณวัตถทุ สี่ ามารถกำหนดอายสุ มัยโบราณสถานแหง่ นีไ้ ดอ้ ย่างแนช่ ัดได้123
- การขุดแตง่ โบราณสถานหมายเลข 1020 ในเขตเมืองนอก มขี อ้ สรปุ วา่ โบราณสถานแห่งนเ้ี ป็นเนิน
ดินธรรมชาติ ศิลาแลงที่พบบนผวิ ดนิ น่าจะถกู เคล่ือนย้ายมาจากโบราณสถานใกลเ้ คยี ง124
- การขดุ ตรวจโบราณสถานหมายเลข 1101 ในเขตเมอื งนอก พบวา่ แหล่งอยใู่ นสภาพถูกร บกวน
อย่างหนกั ไมส่ ามารถกำหนดขนาด ลกั ษณะ และอายขุ องโบราณสถานได้125
121 กรมศลิ ปากร, รายงานการปฏิบัตงิ านทางโบราณคดี ปงี บประมาณ 2540, อุทยานประวัติศาสตรศ์ รเี ทพ สำนกั งานโบราณคดแี ละ
พิพธิ ภัณฑสถานแห่งชาติที่ 5 สำนกั โบราณคดแี ละพพิ ิธภัณฑสถานแห่งชาติ, (2540). Invalid source specified.
122 กรมศลิ ปากร, การปฏิบัติงานเสรมิ ความมน่ั คงโบราณสถานปรางค์สองพี่น้อง อทุ ยานประวัตศิ าสตร์ศรเี ทพ, (2541). Invalid source specified.
123 กรมศลิ ปากร, รายงานการปฏบิ ตั ิงานทางโบราณคดี ปงี บประมาณ 2541, อทุ ยานประวัตศิ าสตรศ์ รเี ทพ สำนักงานโบราณคดีและ
พพิ ิธภณั ฑสถานแห่งชาตทิ ่ี 5 สำนักโบราณคดีและพิพธิ ภัณฑสถานแหง่ ชาต,ิ (2541). Invalid source specified.
124 เร่ืองเดยี วกัน.
125 รายงานการปฏิบัติงานทางโบราณคดี ปงี บประมาณ 2541.