The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wattanatamjangwat, 2021-12-02 01:44:08

เอกสารนำเสนอเข้าสู่บัญชีรายชื่อมรดกโลก เมืองโบราณศรีเทพ

ศรีเทพมรดกโลก

144

- การขุดแต่งโบราณสถานหมายเลข 1013 ในเขตเมืองนอก พบว่าแหลง่ นเ้ี ปน็ เนินดินธรรมชาติ โดย
ไมพ่ บชัน้ ดนิ ฐานรากอาคาร126

พ.ศ. 2542 (ค.ศ.1999)
- การปรบั ปรุงภูมทิ ศั นแ์ ละสาธารณูปโภค อุทยานประวัติศาสตรศ์ รเี ทพ ระยะที่ 2

พ.ศ. 2542 – 2543 (ค.ศ.1999 - 2000)127
- การขุดลอกคูเมอื งโบราณชนั้ ใน-ชนั้ นอก
o ดำเนินการขดุ ตรวจทางโบราณคดกี อ่ นการขุดลอกคูเมอื ง พบว่ามีคเู มือง 2 รูปแบบ
▪ คูเมอื งแบบท่ี 1 เปน็ การขดุ คูเมืองผา่ นชน้ั ศิลาแลงธรรมชาติและใช้ผนังศิลาแลง
นั้นเปน็ ของของคเู มอื ง บางแห่งยังใช้ศลิ าแลงที่ขดุ ออกบางสว่ นกรุไวเ้ ป็นของของ
คูเมอื งด้วย คูเมืองประเภทน้คี ่อนขา้ งแคบและลึก เป็นคเู มอื งของเมืองนอกทาง
ทศิ เหนอื ทศิ ตะวันออก และทิศใต้
▪ คูเมอื งแบบที่ 2 ไม่มศี ลิ าแลงเป็นขอบคนั คู แต่ใชด้ ินท้ังหมดที่ได้จา กกา รขุดคู
นำมาทำเป็นคนั กำแพงเมือง ลกั ษณะคเู มืองแบบที่ 2 นีจ้ ะกว้างกว่าคเู มืองแบบ
แรกมาก เป็นคูเมืองของเมืองใน และเป็นคเู มอื งที่ก้ันระหว่างเมืองในและเมือง
นอก
o จุดรับนำ้ จากภายนอกจะเป็นคูเมอื งทางทศิ เหนือทง้ั หมดซ่งึ อยู่สูงกวา่ คดู ้านอนื่ ๆ โดย
เสน้ ทางการไหลของน้ำทเ่ี ข้ามาในคูเมืองจะแยกกันไปเป็น 3 ทางก่อนไหลไปสู่คูเมือง
ทางด้านทิศใต้
o คเู มอื งสามารถรับน้ำทั้งจากเมอื งใน เมืองนอก และพ้นื ที่รอบนอกเมือง ซ่ึงเป็นระบบ
ปอ้ งกนั มิให้เกิดอทุ กภยั ในตัวเมืองและเปน็ การกักนำ้ ไว้ใหช้ าวเมืองได้ใชป้ ระโยชน์
o ภาพรวมของคูเมอื งศรเทพมลี ักษณะลาดเอียงไปทางทิศตะวนั ตกเฉยี งใต้ โดยไม่พบ ทาง
ระบายนำ้ ออกจากเมอื งเลย ดง้ั น้ันเมื่อปริมาณนำ้ มีมากเกินไปนำ้ จะระบายล้นออกจากคู
รับนำ้ ไปสูพ่ ้นื ทต่ี ่ำกวา่ ภายนอกเมืองทางตะวันตกซึ่งส่วนใหญเ่ ปน็ พ้ืนที่การเกษตร
o น้ำในคเู มืองในหน้าแลง้ ค่อนข้างแห้ง แสดงใหเ้ หน็ วา่ แหล่งนำ้ หลักของชาวเมืองมิใช่จากคู
เมอื งเพียงอย่างเดียว ดงั จะเห็นไดว้ ่าภายในเมืองศรีเทพทั้งเมืองนอกและเมืองใน มีการ

126 เรื่องเดยี วกัน.
127 บริษทั ดำรงกอ่ สร้างวศิ ว จำกดั , รายงานการปฏบิ ตั ิงานขุดลอกคเู มอื งโบราณชนั้ ใน-ช้ันนอก อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ, (2542 -2543),
หนา้ 9. Invalid source specified.

145

ขุดสระนำ้ ไว้เปน็ จำนวนมากกระจายอยู่ทั่วไป จงึ น่าจะมคี วามเป็นไปได้วา่ แหล่งน้ำ หลัก
ของชาวเมืองทใ่ี ช้กันอยู่อีกแหล่งคือแหล่งนำ้ ทีอ่ ยภู่ ายในเมืองเหลา่ น้ี
o ลกั ษณะของคูเมือง

▪ คเู มอื งหมายเลข 1 มีความกวา้ งโดยเฉลีย่ ประมาณ 50 เมตร ยาวประมาณ 580
เมตร

▪ คูเมอื งหมายเลข 2 มีความกว้างโดยเฉล่ียประมาณ 75 เมตร ยาวประมาณ 350
เมตร

▪ คูเมืองหมายเลข 3 มีความกว้างโดยเฉลยี่ ประมาณ 35 เมตร ยาวประมาณ 700
เมตร

▪ คเู มอื งหมายเลข 4 มคี วามกว้างโดยเฉลีย่ ประมาณ 60 เมตร ยาวประมาณ 800
เมตร

▪ คูเมอื งหมายเลข 5 แบง่ ออกได้ 2 ช่วง
• ช่วงแคบ มคี วามกวา้ งโดยเฉล่ยี ประมาณ 45 เมตร ยาวประมาณ 240
เมตร

• ช่วงกว้าง มีกวามกว้างโดยเฉลี่ยประมาณ 75 เมตร ยาวประมาณ
760 เมตร

▪ คูเมอื งหมายเลข 6 มีความกวา้ งโดยเฉลยี่ ประมาณ 55 เมตร ยาวประมาณ 1,320
เมตร

▪ คูเมอื งหมายเลข 7 มีความกวา้ งโดยเฉล่ยี ประมาณ 35 เมตร ยาวประมาณ 500
เมตร

▪ คเู มืองหมายเลข 8 มคี วามกวา้ งโดยเฉลย่ี ประมาณ 25 เมตร ยาวประมาณ 620
เมตร

▪ คูเมอื งหมายเลข 9 มคี วามกวา้ งโดยเฉลย่ี ประมาณ 20 เมตร ยาวประมาณ 1,230
เมตร

▪ คเู มืองหมายเลข 10 มคี วามกว้างโดยเฉลย่ี ประมาณ 20 เมตร ยาวประมาณ 550
เมตร

▪ คูเมืองหมายเลข 11 มีความกว้างโดยเฉลย่ี ประมาณ 25 เมตร ยาวประมาณ 750
เมตร

146

▪ คเู มอื งหมายเลข 12 มคี วามกวา้ งโดยเฉล่ียประมาณ 25 เมตร ยาวประมาณ 600
เมตร

▪ คเู มืองหมายเลข 13 มีความกว้างโดยเฉลยี่ ประมาณ 35 เมตร ยาวประมาณ 820
เมตร

พ.ศ. 2543 (ค.ศ.2000)128
- การเสริมความมนั่ คงส่วนฐาน และก่ออิฐเสรมิ ความม่นั คงองค์ปรางค์ศรีเทพบางส่วน

พ.ศ. 2544 (ค.ศ.2001)129
- การบรู ณะปูนปัน้ ประดับฐานโบราณสถานเขาคลังใน (ครงั้ ที่ 3 อนรุ ักษเ์ บื้องต้นเพื่อเสริมควา ม
มั่นคงแขง็ แรงให้แก่ประติมากรรมปนู ป้ัน) โดยอุทยานประวตั ศิ าสตร์ศรีเทพ ร่วมกบั กลุ่มอนุรักษ์
ศิลปกรรม สำนักสถาปตั ยกรรมและหตั ถศิลป์ และกลุ่มวทิ ยาศาสตรเ์ พื่อการอนุรักษ์
- การขุดตรวจฐานปรางคศ์ รเี ทพ130 จากการขุดตรวจฐานโบราณสถานปรางคศ์ รเี ทพ พบวา่ ปรางค์
ศรีเทพองค์ปัจจุบนั สร้างซอ้ นทบั อยบู่ นสงิ่ ก่อสร้างในสมยั แรกๆ นอกจากน้ีบริเวณโดยรอบของฐาน
ปรางคศ์ รีเทพ พบหลักฐานการกอ่ แนวคันกันดินเพือ่ บงั คับดินรอบสว่ นฐานปรางค์ ซงึ่ เป็นส่วนรับ
นำ้ หนกั ของปรางค์ ไม่ให้ทรุดตัว ซ่ึงจะทำให้องค์ปรางคเ์ สียหาย131
o จากการขุดตรวจทางโบราณคดพี บแนวศลิ าแลงและแนวอิฐก่อเรยี งอยโู่ ดยรอบฐานปรางค์
ห่างออกมาจากขอบฐานประมาณ 1 ลักษณะของแนวศลิ าแลงและแนวอฐิ ก่อเปน็ กำแพง
เพื่อถมอัดทรายไว้ภายใน และปดิ ทบั ด้วยดินลกู รังเพื่อเสริมความม่ันคงโดยร อบฐาน
ปรางค์ และจากการขดุ ตรวจบรเิ วณมุมฐานปรางคท์ ิศตะวันตกเฉียงเหนอื ได้พบว่า มีฐาน
สงิ่ ก่อสรา้ งเปน็ ฐานเขียงหน้ากระดาน ก่อเรยี งด้วยศิลาแลงอยู่ใต้ฐานปรางค์ศรีเทพองค์
ปจั จุบัน ฐานนส้ี งู ราว 2.40 เมตร และได้ทำการขดุ ตรวจ ท่ีบริเวณบรรณาลัยด้านหน้า
ปรางค์ทงั้ สองหลงั พบวา่ บรรณาลัยหลงั ทิศเหนอื แต่เดมิ เป็นอาคารฐานปทั ม์รูปสี่เหลี่ยม
วางอยใู่ นระดบั ลึกจากผวิ ดนิ ปัจจบุ ันราว 1 เมตร ภายหลังไดม้ ีการถมดินปรับระดับพื้นท่ี
การใชง้ านใหม่หลายคร้งั จนกระทง่ั ครงั้ สุดทา้ ยคือระดับผิวดินปจั จุบัน ส่วนบรรณาลัย
หลังทิศใต้ก็มสี ว่ นของฐานอาคารทีถ่ กู ฝังกลบไว้ลึกไปเชน่ เดียวกัน และน่าจะอยู่ใน
ระดบั ชนั้ ดินเดียวกัน หรืออยู่ในระยะเวลาการก่อสร้างทร่ี ่วมสมยั กัน นอกจากนนั้ ทางด้าน

128 กรมศิลปากร, รายงานการขดุ แต่งอาคารโบราณสถานด้านทศิ ตะวนั ตกของปรางค์ศรเี ทพ, อุทยานประวัติศาสตรศ์ รีเทพ สำนักงานศิลปากรท่ี
4 ลพบรุ ี สำนักโบราณคดี, (2545), หน้า 9. Invalid source specified.
129 เร่อื งเดียวกนั , หน้าเดียวกนั .
130 กรมศลิ ปากร, รายงานการขดุ ตรวจฐานปรางคศ์ รีเทพ ปีงบประมาณ 2544 (เอกสารอดั สำเนา), อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ, (2544).
131 เรื่องเดียวกนั , หนา้ 15.

147

ทศิ ตะวันตก และทิศใตข้ องอาคารบรรณาลัยหลงั ใต้ พบแนวศิลาแลงหลายแน วซ่ึงอาจ
เป็นฐานอาคารโบราณสถานท่ีมีการสร้างขึน้ เพอื่ ใช้งานในสมัยแรก ๆ และมีการปรับรื้อ
อาคารออกเพอื่ สร้างอาคารใช้งานในสมยั หลังต่อมา132
- การบรู ณะปรางคศ์ รีเทพ
- โครงการปรับปรงุ ภมู ทิ ัศน์ อทุ ยานประวัตศิ าสตรศ์ รเี ทพ
o จดั ทำถนนทางเขา้ -จกั รยาน
o จดั ทำป้ายชอื่ โครงการ, ปา้ ยบรรยาย, ป้ายบอกทาง, ม้านงั่
o สรา้ งสะพาน, ศาลาโถง, หอถังนำ้ , ปอ้ มยาม, หอ้ งน้ำ
ปพี .ศ. 2545 (ค.ศ.2002)
- กอ่ สร้างระบบฝายนำ้ ลน้ รอบคูเมอื งช้ันใน
o ปรับปรุงฝายเดิม จุดท1ี่ ระหว่างคเู มอื งหมายเลข1
o จดั ทำกำแพงกนั ดิน
o จดั ทำรวั้ เต้ีย ม้านง่ั
o งานตกแต่งฝายนำ้ ล้น
o ก่อสร้างฝาย ค.ส.ล. และประตูเปิด-ปิด ระบายน้ำ
o งานถมดนิ ปลกู ต้นไม้
o งานป้ายบรรยาย
พ.ศ. 2546 (ค.ศ.2003)133
- การขดุ ตรวจโบราณสถานภายในวัดบึงศรีเทพรัตนาราม นอกเมอื งศรเี ทพดา้ นทิศตะวนั ตก จาก
การขดุ ตรวจ พบซากโบราณสถานกอ่ ด้วยอิฐเป็นฐานขนาดเล็กรปู ส่ีเหลยี่ ม ขนาด 1.50 x 1.70
เมตร ไม่สามารถระบไุ ดแ้ นช่ ดั ว่าเป็นอาคารประเภทใด สนั นษิ ฐานวา่ โบราณสถานแหง่ นค้ี งจะเป็น
โบราณสถานร่นุ แรก ๆ ของเมืองศรเี ทพ และจากการทโี่ บราณสถานหนั หนา้ ไปทางทิศตะวันออก
และไดเ้ คยมีการพบแท่งหินบะซอลท์ภายในวดั (ถ้าไม่ไดม้ ีการขนย้ายมาจากท่อี ื่น) ซ่ึงปกติแท่ง
หนิ บะซอลท์นี้มักจะพบว่าใช้เปน็ เสมาปกั รอบศาสนสถานในพุทธศาสนาสมัยทวา รวดีจึงอาจ
สนั นษิ ฐานในเบือ้ งต้นวา่ โบราณสถานแห่งนอ้ี าจจะเป็นศาสนสถานที่สร้างข้นึ เน่ืองในศาสนา พุทธ
ในสมัยทวารวดี ราวพทุ ธศตวรรษท่ี 12-16 (คริสตศ์ ตวรรษที่ 6-10)

132 รายงานการขุดตรวจฐานปรางค์ศรเี ทพ ปีงบประมาณ 2544, หน้า 27.
133 กรมศลิ ปากร, รายงานการขดุ ตรวจโบราณสถานภายในวดั บึงศรีเทพรตั นาราม, อุทยานประวัติศาสตรศ์ รเี ทพ สำนักงานศลิ ปากรที่ 4 ลพบุรี
สำนกั โบราณคดี, (2546). Invalid source specified.

148

รูปท่ี 2-117 โบราณสถานภายในวัดบงึ ศรีเทพรตั นารามภายหลงั การขดุ แต่ง
ท่มี า : รายงานการขุดตรวจโบราณสถานภายในวัดบงึ ศรีเทพรัตนาราม

- การอนุรักษ์ประติมากรรมปูนปั้นโบราณสถานเขาคลังใน (คร้ังที่ 4) โดยอุทยานประวัติศาสตร์ศรี
เทพ ร่วมกบั กลมุ่ อนุรกั ษ์ศลิ ปกรรม สำนกั สถาปตั ยกรรมและหตั ถศิลป์ และกลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อ
การอนุรักษ์134
o สำรวจพบความเสยี หายในพื้นทปี่ ระมาณ 9.5 ตารางเมตร จงึ ตอ้ งดำเนินการเสริมควา ม
มนั่ คงแขง็ แรงอย่งเรง่ ด่วน จึงต้องดำเนนิ การ
▪ อนรุ กั ษป์ ระติมากรรมปนู ปั้น
▪ การแกไ้ ขปญั หาน้ำซมึ ดา้ นบนของโบราณสถาน
▪ การปรับปรงุ หลังคาคลุมประติมากรรมปนู ป้ัน

พ.ศ.2547 – 2548 (ค.ศ.2004 - 2005)135
- ขุดตรวจกลุ่มโบราณสถานเขาคลังสระแก้ว พบหลักฐานอาคารทั้งขนาดใหญ่และเล็กก่อฐาน ด้วย
ศลิ าแลง
- ขดุ ตรวจบริเวณประตเู มืองและฝายโบราณดา้ นทศิ ใต้ พบวา่ เป็นฝายโบราณทใ่ี ชศ้ ลิ าแลงธรรมชาติ
ขนาดใหญ่มากอ่ วางเรียงกันเช่นเดยี วกับคูเมือง เพื่อกบั เกบ็ และควบคุมการระบายน้ำใน คูเมือง
บริเวณประตูเมอื งด้านทิศใต้ (ประตูผ)ี

พ.ศ. 2548 (ค.ศ. 2005)
- การปรบั ปรงุ ภูมทิ ัศเมืองศรเี ทพ

134 กรมศลิ ปากร, การอนรุ กั ษ์ประติมากรรมปนู ปั้นโบราณสถานเขาคลงั ใน โครงการบรู ณะโบราณสถานฉุกเฉนิ เรง่ ดว่ น พ.ศ.2546, อุทยาน
ประวตั ศิ าสตรศ์ รเี ทพ สำนกั งานศิลปากรท่ี 4 ลพบุรี สำนกั บราณคดี, หนา้ 35.
135 กรมศิลปากร, อุทยานประวัตศิ าสตรศ์ รเี ทพ, (กรุงเทพฯ: รุ่งศิลปก์ ารพิมพ์ (1977), 2550), หนา้ 35.

149

o ลานอเนกประสงค์และสนามเด็กเลน่ 3 จดุ
o จดั ทำป้ายทางเข้าอทุ ยานฯ
o สรา้ งป้อมยามและทจี่ ำหน่ายบตั ร
ปพี .ศ. 2549 (ค.ศ. 2006)
- การขดุ แตง่ โบราณสถานหมายเลข 1291/20 ในเขตเมืองนอก สภาพหลังการขุดแต่งปรากฏฐาน
อาคารกอ่ ด้วยศิลาแลงใช้เทคนิคในการก่อสรา้ งไม่มรี ูปแบบทแ่ี น่นอนโดยการวางเรียงแถวและ
ซอ้ นกนั ขึ้นไปเปน็ ช้ัน ๆ จำนวน 2-3 ช้นั ฐานอาคารคงสภาพกวา้ ง 5 เมตร ยาว 7.5 เมตร พบ
ช้ินสว่ นพระบาทของพระพทุ ธรูปสำรดิ ขนาดเล็ก ชนิ้ ส่วนศิวลึงค์136
- การขดุ แต่งโบราณสถานหมายเลข 1291/80 ในเขตเมอื งนอก ปรากฏรอ่ งรอยฐานโบราณสถาน
รปู ทรงส่เี หล่ยี มผนื ผา้ วางตัวตามแนวแกนทศิ ตะวนั ออก-ตะวนั ตก กวา้ ง 8 เมตรยาว 10.40 เมตร
โดยการก่อวางซ้อนกันขน้ึ ไปลกั ษณะเดียวกับข้ันบนั ได โบราณวัตถุสำคญั ท่ีพบ ไดแ้ ก่ ชิ้นส่วนศอก
ประติมากรรมบุคคลสลักจากหนิ สนั นษิ ฐานวา่ เป็นช้นิ ส่วนของประติมากรรมรปู เคารพทางศาสนา
ซึง่ อาจเปน็ การใชพ้ นื้ ทขี่ องอาคารที่ใชเ้ นอ่ื งในศาสนาพทุ ธ และศาสนาฮินดู137
- การขดุ แต่งโบราณสถานหมายเลข 1294 อยใู่ นเขตเมอื งนอก ทางดา้ นทิศตะวนั ตกเฉียงใตข้ องสระ
ขวญั มสี ภาพหลงั การขุดแต่งปรากฏฐานอาคารผังทรงสีเ่ หลี่ยมผืนผา้ คงสภาพขนาดกวา้ ง 6.30
เมตร ยาว 8 เมตรสูง 1.30 เมตร ฐานอาคารน้ันคงสภาพอยนู่ อ้ ยมาก นอกฐานอาคารมกี ้อนศิลา
แลงกระจัดกระจายอยู่ท่ัวไปบริเวณมุมอาคารดา้ นทิศตะวนั ออกเฉียงเหนือมลี ักษณะคลา้ ยการย่อ
มุมของอาคาร โบราณวัตถสุ ำคัญท่พี บ ไดแ้ ก่ ชิน้ ส่วนศวิ ลงึ ค์สลกั จากหิน 138
- การขดุ แต่งโบราณสถานหมายเลข 1296139อยูใ่ นเขตเมอื งนอก ทางด้านทศิ ตะวนั ตกเฉยี งใต้ของ
สระขวัญ สภาพหลังการขดุ แตง่ เปน็ ปรากฏรอ่ งรอยของฐานอาคารผงั ทรงสเ่ี หลี่ยมผนื ผา้ ส่วนฐาน
อาคารทีค่ งสภาพอยมู่ ีขนาดกว้าง 7.50 เมตรยาว 9.20 เมตร สงู 1 เมตร สภาพอาคารถกู ทำลาย
คอ่ นขา้ งมาก ด้านทศิ ตะวนั ออกติดกับฐานอาคารปรากฏแนวศิลาแลงก่อเปน็ แท่น รูปทร งคร่ึง
วงกลมขนาดกวา้ ง 1 เมตรยาว 1.70 เมตรสูง 0.80 เมตรมี รอ่ งรอยการถากแตง่ ศิลาแลงให้เป็น

136 กรมศิลปากร, รายงานการขุดแต่งโบราณสถานหมายเลข 1291/20 โบราณสถานกล่มุ เมอื งนอก อทุ ยานประวัติศาสตรศ์ รเี ทพ, งานวชิ าการ
อุทยานประวัตศิ าสตรศ์ รีเทพ สำนักงานศิลปากรท่ี 4 ลพบุรี สำนกั โบราณคดี, (2549). Invalid source specified.
137 กรมศิลปากร, รายงานการขุดแตง่ โบราณสถานหมายเลข 1291/80, งานวชิ าการ อุทยานประวตั ิศาสตร์ศรีเทพ สำนกั งานศิลปากรท่ี 4 ลพบรุ ี
สำนักโบราณคด,ี (2549). Invalid source specified.
138 กรมศลิ ปากร, รายงานการขุดแต่งโบราณสถานหมายเลข 1294, งานวชิ าการ อุทยานประวตั ศิ าสตรศ์ รเี ทพ สำนักงานศิลปากรท่ี 4 ลพบรุ ี
สำนักโบราณคด,ี (2549). Invalid source specified.
139 กรมศลิ ปากร, รายงานการขดุ แตง่ โบราณสถานหมายเลข 1296, งานวิชาการ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ สำนักงานศิลปากรที่ 4 ลพบุรี
สำนักโบราณคด,ี (2549). Invalid source specified.

150

ฐานบัวด้วยซึง่ มีรูปทรงคล้ายแท่นอัฒจรรย์ ที่น่าจะใช้สำหรบั ประดิษฐานรปู เคารพ หรือใช้
ประโยชน์ทางใดทางหนึ่งของอาคารศาสนสถาน โบราณวตั ถุสำคัญที่พบ ได้แก่ ชิ้นสว่ นเทา้
ประตมิ ากรรมบคุ คลยืนบนฐานสลักจากหนิ โดยอาจเปน็ พระพทุ ธรูป หรือเทวรูป แสดงถงึ การใช้
พืน้ ที่ของอาคารที่อาจใชเ้ น่ืองในศาสนา ซงึ่ น่าจะเปน็ ศาสนาฮินดเู ชน่ เดียวกันกับโบราณสถานใน
บรเิ วณใกล้เคียง อายุสมยั สนั นิษฐานโดยการเปรียบเทียบกับโบราณสถานในเขตเมืองศรีเทพที่
กระจายตัวอยู่ท่วั พื้นที่ของเมอื ง ซ่งึ น่าจะมอี ายุอยูใ่ นชว่ งพทุ ธศตวรรษท่ี 16 – ต้นพทุ ธศตวรรษท่ี
18 (คริสตศ์ ตวรรษที่ 10 - ตน้ คริสตศ์ ตวรรษท่ี 12)
- การขดุ ศกึ ษาทางโบราณคดีโบราณสถานเขาคลงั นอก140

o จากการขุดแต่ง และศึกษา เจดียป์ ระธานแผนผงั โบราณสถานเขาคลังน อกมีรูปแบบ
แผนผงั เหมอื นกบั เจดีย์ทวารวดีที่พบแพรห่ ลายเกือบทกุ ภูมิภาคของประเทศไทย คอื ฐาน
ลา่ งสดุ ซึ่งเรียกวา่ ฐานเขยี งเกือบทั้งหมดจะอยู่ในผังสเ่ี หลี่ยมจัตุรัส แม้ ว่าแผนผังของ
โบราณสถานเขาคลังนอกจะเหมือนกับแผนผังตามแบบนยิ มของเจดีย์สมัยทวาร วดีที่
ปรากฏอยูห่ ลายแหง่ แต่ก็มีรปู แบบการประดับส่วนฐานแตกต่างกนั อย่างเห็นได้ชัดเจน
เป็นลักษณะเด่นเฉพาะของโบราณสถานเขาคลงั นอก คอื การประดบั ด้วยอาคารจำลอง
ทรงปราสาท ซง่ึ รูปแบบการประดบั ส่วนฐานของโบราณสถานเขาคลงั นอกท่ีประดับด้วย
อาคารจำลองทรงปราสาทอันเป็นลักษณะเดน่ นีค้ วรใชเ้ ปน็ หลกั ฐานกำหนดอายเุ จดีย์โดย
เทยี บกับการประดบั รูปอาคารจำลองทฐ่ี านของศาสนสถานในศลิ ปะรว่ มภูมิภาคดังศิลปะ
ขอมสมยั กอ่ นเมอื งพระนครพทุ ธศตวรรษท่ี 13 -14141

o เขาคลงั นอกไม่พบลวดลายปนู ปน้ั ประดับสถาปัตยกรรมตามแบบนิยมในเจดยี ์สมัยทวาร
วดแี ต่อยา่ งใด มเี พยี งลวดลายกลบี บวั หงายประดับบนส่วนฐานอาคารจำลองทรงปราสาท
เท่านน้ั ลวดลายกลบี บวั หงายน้ี อาจเทียบไดก้ บั การตกแต่งอาคารจำลองทรงปราสา ท
บนศาสนสถานในศิลปะขอมสมัยก่อนเมืองพระนครได้ เนือ่ งจากการประดับลวดลาย
เหล่านี้นยิ มประดับบนอาคารจำลองทรงปราสาทแบบศลิ ปะขอมในระยะน้ีมาก รวมทง้ั ไม่
ปรากฎการประดับอาคารจำลองทรงปราสาทในเจดยี ์สมยั ทวารวดแี ห่งอ่นื นอกจากท่ีเขา
คลงั นอก 142

140 ห้างหนุ้ ส่วนจำกัด ปุราณรักษ์, รายงานการขดุ ศกึ ษาทางโบราณคดี โบราณสถานเขาคลงั นอก ณ อุทยานประวตั ิศาสตร์ศรเี ทพ ปีงบประมาณ
2551 (เอกสารอดั สำเนา), 2551.
141 เร่อื งเดียวกัน, หนา้ 344.
142 รายงานการขดุ ศึกษาทางโบราณคดี โบราณสถานเขาคลงั นอก ณ อุทยานประวัติศาสตรศ์ รีเทพ ปีงบประมาณ 2551, หน้า 344.

151

o การประดบั ลวดลาย และอาคารจำลองทเี่ ขาคลงั นอก จึงเป็นลักษณะเดน่ ท่ใี ช้กำหนดอายุ
โดยการเทยี บเคียงกับปราสาทขอมสมัยก่อนเมืองพระนครในกลุ่มประสาทสมโบร์ไพรกุก
คือราวพทุ ธศตวรรษท่ี 13 - 14 นอกจากเจดียป์ ระธานแล้วยังมีองค์ประกอบอ่ืน ๆ อีก
คือมเี นนิ ดนิ ซึ่งปรากฏซากอิฐปรักหักพงั ซึ่งอาจเป็นเจดีย์บริวารเรียงกร ะจ ายอยู่ตา ม
แนวแกนทิศสำคัญท้ังแปดทิศ ระยะห่างแต่ละหลังจากเจดียป์ ระธานและหลงั อ่นื ๆ
ประมาณ 25 เมตรจากขอ้ มูลดังกล่าวอาจกล่าวได้วา่ โบราณสถานเขาคลังนอกเป็น เจดีย์
สมัยทวารวดีที่ใหญ่ท่ีสุดในประเทศไทยเทา่ ที่พบในขณะน้ี ซึ่งมีอายุอยูใ่ นราวพุทธ
ศตวรรษท่ี 13- 14 ซึง่ โบราณสถานแหง่ นมี้ ีอิทธพิ ลศลิ ปะขอมสมัยก่อนเมืองพระนคร โดย
อาจผ่านมาทางภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื ของประเทศไทย143

o เทคนคิ การก่อสร้างอาคารประธาน (ฐานราก) พบการกอ่ เรยี งอฐิ หนา ประมาณ 3.70
หรือประมาณ 53 ช้ันอิฐ บนพนื้ ศลิ าแลงถมอัด ซึง่ อยตู่ ำ่ กว่าระดับพ้ืน ลานปร ะทักษิณ
ประมาณ 2 เมตร รวมถึงพบว่ามีการกอ่ โครงสร้างเอน็ ในหลุมขุดตรวจที่ 2 และ 5
สันนิษฐานวา่ น่าจะใช้เป็นตัวแบ่งพ้นื ทีเ่ ป็นห้องแล้วถมอัดวัสดุ เชน่ ดินลูกรัง เศษอิฐ
แตกหกั ศิลาแลง สลับเป็นชั้น ๆ ให้เต็มพ้ืนที่ในระดบั ที่ตอ้ งการ โดยชนั้ บนสดุ ใชศ้ ิลาแลง
วางปูเรยี บเปน็ พืน้ ลานประทักษณิ

พ.ศ.2552 (ค.ศ. 2009)
- การบูรณะและปรับปรุงภูมิทัศนโ์ บราณสถานปรางคฤ์ าษี144
o บูรณะปราสาทหมายเลข 1
o บรู ณะปราสาทหมายเลข 2
o บูรณะแนวทางเดินหมายเลข 1
o บูรณะแนวทางเดนิ หมายเลข 3
o บรู ณะแนวศลิ าแลงรูปส่ีเหลี่ยมผืนผา้ หมายเลข 1, 2 และ 3
o บรู ณะโคปุระปราสาทหมายเลข 1
o บูรณะกำแพงแก้ว
o ปรบั พืน้ ทร่ี อบโบราณสถาน
o งานระบบระบายน้ำและบ่อซึม

143 เรือ่ งเดยี วกัน, หน้า 344-345.
144 หจก.ปรุ าณรักษ,์ รายงานการบูรณะและปรับปรุงภูมิทศั นโ์ บราณสถานปรางค์ฤาษี ตำบลนาสนุ่น อำเภอศรเี ทพ จงั หวัดเพชรบูรณ์
ปีงบประมาณ 2552, รายงานประกอบการจา้ งเหมาดำเนนิ งานบรู ณะและปรับปรุงภมู ิทัศน์ ตามสัญญาจ้างเลขท่ี 1/2552, (2552). Invalid
source specified.

152

o งานถนนและลานจอดรถ
o งานจดั ทำป้ายแสดงท่ีตง้ั ปา้ ยบรรยายโบราณสถาน และป้ายบอกทาง
o งานวสั ดพุ ืชพันธุ์
พ.ศ. 2554 (ค.ศ. 2011)
- การปรับปรงุ อาคารศูนยบ์ รกิ ารข้อมลู
พ.ศ. 2556 (ค.ศ. 2013)
- การก่อสรา้ งถนนแอสฟัลต์ โบราณสถานเขาคลงั นอก พรอ้ มป้ายจราจร ป้ายบรรยายแบบมหี ลังคา
คลมุ
พ.ศ. 2557 (ค.ศ. 2014)
- การบูรณะโบราณสถานสระขวญั
- อนุรกั ษ์และพัฒนาเมืองโบราณศรีเทพ กจิ กรรมขดุ ศกึ ษาทางโบราณคดกี ลุ่มโบราณสถานบริวาร
รอบโบราณสถานเขาคลงั นอก145
o จากการสำรวจของอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพเมื่อ พ.ศ. 2551 พบว่าในรัศมี 2

กโิ ลเมตร มีเนินโบราณสถานกระจายตวั อย่โู ดยรอบโบราณสถานเขาคลังนอกจำนวน 38
แหง่ และการสำรวจซ้ำในช่วงการขุดคน้ พบว่ายงั คงเหลืออยู่อยรู่ อบเขาคลังนอกปร ะมา ณ
24 แห่ง โดยวางตัวกระจายไปตามแนวแกนทิศท้ังสี่และอีกกลุม่ หน่ึงวางตัวในแนว
ตะวนั ออก-ตะวันตกบริเวณทิศตะวันตกเฉียงใต้ของโบราณสถานเขาคลงั นอก ซึ่งเนิน
โบราณสถานทง้ั หมดถกู ลักลอบขดุ จนเสยี หายทง้ั หมด146
o การขดุ แต่งเนินโบราณสถาน คน.1/7

▪ จากการขุดแต่งพบว่าเป็นเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสกวา้ งยาวดา้ นละ 8 เมตร
คงเหลอื สว่ นฐานและบางสว่ นของเรือนธาตุ ทำจากศลิ าแลงมรี ะบบฐาน ชัดเจน
โดยทำเปน็ ฐานเขียงไว้ดา้ นล่างสดุ ถัดขึน้ มาเปน็ ลวดบวั ขนาดใหญต่ ่อดว้ ยท้องไม้
เจาะช่อง ถดั ขึน้ มาเปน็ ฐานบัวควำ่ ยกเกจ็ ดา้ นละ 3เกจ็ โดยบรเิ วณฐานบัวคว่ำ
ของแตล่ ะเก็จมีร่องรอยลายสลักส่วนปลายหักมุมให้เชิดข้ึน คล้ายกับอาคาร
จำลองเขาคลงั นอก พบร่องรอยปนู ฉาบติดอยกู่ ับสว่ นฐานชัดเจน และจากการ
ขุดแต่งพบว่ามีเจดีย์ใน สมัยก่อน หน้าซ้อน กัน อยู่ภายใน ลักษณะทา ง

145 อทุ ยานประวัตศิ าสตร์ศรเี ทพ, รายงานสรปุ ความกา้ วหน้าการปฏิบัติงานของอทุ ยานประวัติศาสตรศ์ รเี ทพ ไตรมาสท่ี 2ปงี บประมาณ 2557
(เอกสารอดั สำเนา), 2557.
146 เร่ืองเดียวกัน, หนา้ 18.

153

สถาปัตยกรรมเหมอื นกันแตล่ ดขนาดลงและวสั ดหุ ลักทำจากอิฐ ทำใหส้ นั นษิ ฐาน
ได้วา่ เจดยี อ์ งค์น้ีมกี ารสรา้ งสองสมัย โดยในสมัยที่ 2 มีการก่อครอบเจดีย์องค์เดิม
และขยายขนาด แตย่ งั คงรปู แบบสถาปตั ยกรรมเดมิ เอาไว้147
▪ จากการขุดแต่งพบว่าเปน็ เจดยี ์รูปแบบท่ีนยิ มในวัฒนธรรมทวารวดีทรงสี่เหลี่ยม
จัตรุ ัสกวา้ งยาวด้านละ 8 เมตร คงเหลอื แตส่ ่วนฐานและบางสว่ นของเรือนธา ตุ
เช่นเดยี วกบั โบราณสถานคน. 1/7 แตว่ ัสดทุ ำจากอฐิ เป็นหลัก โดยใช้ศิลาแลง
รองเป็นฐานเขียงด้า นล่า งและถัดขึ้น มาเป็นชุดฐานอิฐร ะบบเดียว กับ
โบราณสถานคน.1/7 แต่มีขนาดย่อมกว่าเล็กน้อยมีการยกเก็จ 3 เก็จ
เชน่ เดียวกนั ตวั เรือนธาตุเสยี หายมากไม่สามารถสนั นิษฐานรปู ทรงได้148
▪ โบราณวัตถุที่พบ ส่วนใหญ่เป็นปูนปั้นลวดลายดอกไม้กลม และใบไม้ม้วน
นอกจากน้ยี ังพบช้นิ สว่ นหนิ ทรายขนาดใหญ่มรี ่องรอยการสลักเปน็ เหลย่ี ม และ
ลายลูกปะคำเป็นแถว149
o การขุดแตง่ เนินโบราณสถานคน.1/9
▪ จากการขดุ แตง่ พบว่าเปน็ เจดีย์รปู แบบท่ีนยิ มในวัฒนธรรมทวารวดที รงสี่เหล่ียม
จัตุรสั กวา้ งยาวดา้ นละ 8 เมตร คงเหลอื แต่สว่ นฐานและบางสว่ นของเรือนธา ตุ
สว่ นฐานทำจากศลิ าแลงคลา้ ยกับโบราณสถาน คน.1/7 โดยทำเปน็ ฐานเขียงรอง
ไว้ด้านล่างสุด ถดั ข้ึนมาเป็นลวดบัวขนาดใหญ่ต่อดว้ ยทอ้ งไมซ้ ง่ึ ส้นิ สุดเพียงแค่น้ี
เนือ่ งจากช้ันบนพังทลายลงไปมาก มีการยอ่ เกจ็ 3 เกจ็ เชน่ เดยี วกนั 150
▪ โบราณวตั ถทุ พี่ บ ส่วนใหญ่เปน็ ปนู ปนั้ ลวดลายต่าง ๆ เชน่ ดอกไม้ ใบไม้ ลายลูก
ปะคำ เปน็ ตน้ นอกจากนย้ี ังพบชน้ิ ส่วนหนิ ทรายขนาดใหญ่ มรี ่องรอยการสลัก
เป็นเหลี่ยม และชิ้นส่วนหินทรายขนา ดเล็กที่แตกออกมาจำน วน มา ก
เช่นเดยี วกนั 151
▪ ข้อสันนิษฐานเบ้ืองตน้ จากการดำเนินงานขุดแตง่ พบว่าเนินดินโบราณสถาน ท้ัง
3 ด้าน คือดา้ นทศิ ใตท้ ิศตะวันตก และทศิ เหนอื เปน็ โบราณสถานท่ีมรี ูปทรงแบบ
เจดีย์ในวฒั นธรรมทวารวดี คงสรา้ งขน้ึ ร่วมสมัยกับโบราณสถานเขาคลังน อก

147 รายงานสรปุ ความกา้ วหนา้ การปฏิบตั ิงานของอุทยานประวัติศาสตร์ศรเี ทพ ไตรมาสท่ี 2ปงี บประมาณ 2557, หนา้ 19.
148 เรื่องเดยี วกนั , หน้า 21.
149 เรอื่ งเดียวกัน, หน้า 21
150 รายงานสรปุ ความกา้ วหนา้ การปฏบิ ตั ิงานของอทุ ยานประวตั ิศาสตร์ศรเี ทพ ไตรมาสที่ 2ปงี บประมาณ 2557, หนา้ 22.
151 เร่อื งเดียวกนั , หนา้ 22.

154

ยกเวน้ โบราณสถานคน.1/7 ทมี่ หี ลักฐานการก่อขึ้นในภายหลงั อกี หน่งึ สมัย และ
ยังเปน็ ขอ้ สงสยั ในเบอ้ื งต้นวา่ เจดียส์ มยั แรกนนั้ สร้างขนึ้ กอ่ นโบราณสถานเขาคลัง
นอกหรอื ไม่ ข้อสงั เกตประการหน่งึ เมื่อพจิ ารณาจากตำแหน่งของเจดีย์ที่ขุดพบ
ห่างจากเขาคลงั นอกเฉลย่ี แล้วประมาณ 26 เมตร เทา่ กนั ทุกด้าน ทางด้านทิศ
ตะวันออกของเจดยี ์เขาคลงั นอกก็น่าจะมเี จดยี ์ลกั ษณะน้ีเช่นกนั 152 ภายหลังได้มี
การขุดทดสอบในตำแหน่งที่ในขณะนั้นกำลังเนินการทำถนนอยู่ก็พบว่า มีเจดีย์
อกี องค์อยูด่ ้านทิศตะวันออกด้วยเช่นกัน153
▪ อยา่ งไรกต็ ามเมื่อพจิ ารณาจากตำแหน่งที่ตัง้ รูปแบบสถาปัตยกร ร มร่วมสมัย
ทวารวดี และชนั้ ดิน สันนษิ ฐานว่าเจดยี ์เหลา่ นี้มีความสัมพนั ธ์กบั โบรา ณสถาน
เขาคลังนอก ในลักษณะของเจดยี ์ราย หรือเจดีย์บริวาร ทถี่ กู วางผังมาให้อยู่ใน
ระบบเดียวกัน ซง่ึ อาจจะใช้เขาคลงั นอกเปน็ ตวั แทนของเขาพระสุเมรุตา มหลัก
ภมู จิ กั รวาลของพทุ ธศาสนาก็เป็นได้154

รูปท่ี 2-118 แบบสนั นษิ ฐานสว่ นฐานเจดีย์ราย ถอดแบบจากโบราณสถาน คน.1/7
ท่ีมา: อุทยานประวตั ศิ าสตร์ศรเี ทพ, รายงานสรุปความก้าวหนา้ การปฏบิ ตั ิงานของอุทยานประวตั ิศาสตรศ์ รีเทพ

ไตรมาสท่ี 2 ปงี บประมาณ 2557 (เอกสารอัดสำเนา), 2557, หนา้ 23.

152 เร่อื งเดยี วกัน, หน้า 23.
153 เรื่องเดียวกนั , หน้า 23.
154 เรอ่ื งเดยี วกนั , หน้า 25.

155

รปู ที่ 2-119 ผงั โบราณสถานเขาคลงั นอก
ท่มี า: อุทยานประวัติศาสตร์ศรเี ทพ, รายงานสรุปความก้าวหน้าการปฏบิ ตั ิงานของอทุ ยานประวตั ิศาสตรศ์ รีเทพ

ไตรมาสที่ 2 ปงี บประมาณ 2557 (เอกสารอดั สำเนา), 2557, หน้า 24.

o การขุดแต่งโบราณสถาน คน.1/5-1
▪ จากการขุดแต่งพบว่าโบราณสถาน คน.1/5-1 เปน็ โบราณสถานในผงั กลม ดา้ น
ในเป็นฐานแปดเหลี่ยม มเี ส้นผ่านศูนยก์ ลาง 6 เมตร ต้งั อย่หู า่ งจากเจดียป์ ระธาน
ไปทางทิศตะวันตกเฉยี งใต้ประมาณ 65 เมตร กอ่ ดว้ ยอิฐสอดินไมเ่ ตม็ กอ้ นขนาด
ประมาณ 10x10x7 มโี ครงสร้าง 2 สมยั
• สมัยที่ 1 ผังรปู แปดเหล่ียมแต่ละด้านกว้าง 1.90 เมตร ควา มสูงที่พบ
ประมาณ 1 เมตร หรือประมาณ 12 ชัน้ อิฐ
• สมยั ที่ 2 ผงั กลม เส้นผา่ นศนู ยก์ ลาง 4 เมตร กอ่ ต่อขยายออกมา จาก
อาคารแปดเหลี่ยมด้านใน ขนาดอิฐประมาณ 16x34x7 (พบเต็มก้อน
จำนวน 1 กอ้ น)
• ในบริเวณใกลเ้ คียงพบโกลนยอดเจดยี ์ศิลาแลง

156

รปู ที่ 2-120 โบราณสถาน คน.1/5-1
ทีม่ าของขอ้ มลู : รายงานการขดุ ศึกษาเนินโบราณสถานบริวารรอบโบราณสถานเขาคลังนอก ระยะที่ 2

o การขุดแต่งโบราณสถาน คน.1/5-2
▪ จากการขดุ แตง่ พบว่าโบราณสถาน คน.1/5-2 เป็นโบราณสถานในผังกลม เส้น
ผ่านศนู ย์กลาง 3.30 เมตร ความสูงท่ีเหลืออยู่ประมาณ 50 เซนตเิ มตร หรือ
ประมาณ 5 – 6 ชั้นอิฐ อยู่ห่างจากเจดยี ์ประธานไปทางทิศตะวัน ตกเฉียงใต้
ประมาณ 5 เมตร เป็นโบราณสถานหลังเดี่ยวก่อด้วยอิฐสอดินไม่เต็มก้อน ขนาด
ประมาณ 10x10x8 เซนติเมตร

รูปท่ี 2-121 โบราณสถาน คน.1/5-2
ที่มาของข้อมูล : รายงานการขดุ ศึกษาเนินโบราณสถานบรวิ ารรอบโบราณสถานเขาคลังนอก ระยะท่ี 2

157

o การขุดแตง่ โบราณสถาน 1/6-1
▪ จากการขุดแตง่ พบว่าโบราณสถาน 1/6-1 เป็นโบราณสถานในผังสีเ่ หล่ยี มจัตุรัส
ขนาดประมาณ 4x4 เมตร ความสงู ที่เหลืออยู่ประมาณ 80 เซนตเิ มตร ตั้งอยู่
ห่างจากเจดียืประธานประมาณ 50 เมตร เปน็ โบราณสถานหลังเดยี่ วกอ่ ด้วยอิฐ
สอดินไม่เตม็ กอ้ นขนาดประมาณ 10x10x8 เซนติเมตร
• ในบริเวณใกล้เคียงกนั ขุดพบโกลนธรรมจักร
• ชนั้ ล่างสุดขุดพบชน้ั ศลิ าแลงธรรมชาติ (ประมาณ 1 เมตร จากระดับพื้น
ใช้งานเดิม)

รปู ท่ี 2-122 และรูปท่ี 2-123 โบราณสถาน 1/6-1
ทีม่ าของข้อมลู : รายงานการขุดศกึ ษาเนินโบราณสถานบริวารรอบโบราณสถานเขาคลงั นอก ระยะท่ี 2

158

o การขดุ แตง่ โบราณสถาน 1/6-2
▪ จากการขดุ แต่งพบวา่ โบราณสถาน 1/6-2เป็นโบราณสถานในผงั กลม 2 หลัง
เชอ่ื มตอ่ ด้วยพ้นื อิฐสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยรวมแล้วมีขนาดปราณ 4x8 เมตร ตั้งอยู่
ห่างจากเจดีย์ประธานไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 18 เมตร เป็น
โบราณสถานก่อดว้ ยอฐิ สอดินไม่เตม็ กอ้ นขนาดประมาณ 10x10x7 เซนติเมตร
• โบราณสถานผงั กลมหลังทิศเหนือ มเี สน้ ผา่ นศูนยก์ ลางประมาณ 3.10
เมตร สงู ประมาณ 60 เวนติเมตร
• โบราณสถานผงั กลมหลังทิศใต้ มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3.80
เมตร สูงประมาณ 30 เซนตเิ มตร
• ลานปูพืน้ อฐิ อยู่ในผงั สีเ่ หลยี่ มผืนผา้ ขนาดประมาณ 4x9.5 เมตร สูง
ประมาณ 10 เซนติเมตร หรอื 1 ชนั้ อิฐ มกี ารก่อแนวกร อบท้ังสี่ด้าน
และปูพน้ื ดา้ นในดว้ ยอิฐหกั

รูปที่ 2-124 และรูปที่ 2-125 โบราณสถาน 1/6-2
ทมี่ าของขอ้ มูล : รายงานการขดุ ศึกษาเนินโบราณสถานบรวิ ารรอบโบราณสถานเขาคลงั นอก ระยะท่ี 2

พ.ศ. 2559 (ค.ศ.2016)
- กอ่ สรา้ งถนนลกู รังบดอัดแน่นเชอ่ื มต่อประตศู รีเทพกับโบราณสถานสระขวญั 155

155 กรมศิลปากร, ระบบคลงั ข้อมูลการอนรุ กั ษ์แหล่งมรดกศิลปวัฒนธรรม,
http://58.181.189.38/ProjectWorks.aspx?id=21377&p=2&ssid=637426927316054681. เข้าถงึ ขอ้ มลู วันที่ 4 ธันวาคม 2563 Invalid
source specified.

159

3. เหตุผลในการขนึ้ ทะเบียน (JUSTIFICATION FOR INSCRIPTION)

3.1.a บทคดั ยอ่ (BRIEF SYNTHESIS)
เมอื งโบราณศรีเทพ ตง้ั อยู่ในเขตอำเภอศรีเทพ จงั หวดั เพชรบูรณ์ ระหว่างภาคเหนือตอนลา่ งกบั ภาค

กลางตอนบนของประเทศไทย โดยตวั เมืองสร้างอยู่ใกลก้ ับแม่น้ำปา่ สัก ซง่ึ เป็นแม่น้ำสำคญั ทใี่ ช้ทง้ั ในการอุปโภค
บริโภค และเป็นเส้นทางคมนาคม ไหลไปรวมกับแม่นำ้ เจ้าพระยาที่ จ.พระนครศรอี ยธุ ยาและไหลออกอ่าวไทย
เมืองโบราณศรีเทพ ประกอบด้วยแหล่งมรดกวัฒนธรรมท่ีสำคัญ 3 แหล่ง คือ เมืองศรีเทพ โบราณสถ าน
เขาคลังนอกและโบราณสถานถ้ำเขาถมอรตั น์

ด้วยสภาพภมู ิศาสตร์ของจังหวัดเพชรบูรณ์ มีเทือกเขาลอ้ มรอบทั้ง 3 ด้านเปน็ รปู เกือกมา้ มีที่ราบลุ่ม
อยู่ตรงกลางโดยมีแม่น้ำป่าสักไหลผา่ นจากทิศเหนือลงใต้ มีความเหมาะสมในการตัง้ ถิ่นฐาน เพื่อการอยู่อาศัย
ซึง่ ไดพ้ บหลักฐานการตง้ั ถ่ินฐานมาตั้งแต่สมยั ก่อนประวตั ิศาสตรใ์ นช่วงสงั คมหาของปา่ ลา่ สตั ว์ (HUNTING AND
GATHERING SOCIETY) ตอนปลายกอ่ นจะเข้าสู่สังคมกสิกรรม (VILLAGE FARMING SOCIETY) หลักฐานท่ี
พบมที ้ังขวานหนิ และกำไลหิน มอี ายรุ าว 3,000 -4,000 ปีมาแลว้ และพฒั นามาจนถึงชว่ งหัวเล้ียวหวั ต่อกอ่ นจะ
เข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์ (PROTO HISTORY) โดยแหล่งฝังศพที่พบมีเครื่องมือเครื่องใช้ท่ีทำจากหิน เช่น
ขวานหนิ ขัดเคร่ืองประดบั ทำจากสำริดและลกู ปัดหนิ ที่ทำจากหินคารเ์ นเลียน หินอาเกต ซึง่ นำมาจากภายนอก
เป็นหลกั ฐานสำคัญทแี่ สดงให้เห็นว่ามกี ารตดิ ตอ่ กับสังคมภายนอก และผลจากการกำหนดอายุทางวิทยาศาสตร์
ด้วยวิธี AMS (ACCELERATOR MASS SPECTROMETRY) จากฟันเข้ียวโครงกระดกู หมายเลข 1 หลุมขดุ ค้น
ภายในเมืองศรเี ทพกำหนดอายไุ ด้ 1730±30 BP (พ.ศ. 783-933, ค.ศ. 240-390) มอี ายรุ าว 2,000 ปมี าแลว้

ชมุ ชนแห่งเดียวกันนี้มีการอยู่อาศยั อยา่ งต่อเนื่องจนเข้าสกู่ ารรบั วฒั นธรรมทางศาสนา โดยมกี ารตดิ ต่อ
กบั สังคมภายนอกจนกระทง่ั มกี ารรับวัฒนธรรมจากอินเดีย ในราวพทุ ธศตวรรษท่ี 7-11 และพัฒนามาอยา่ ง
ต่อเน่ือง โดยพบหลักฐานว่ามีการรบั ศาสนาพราหมณแ์ ละพุทธตั้งแตร่ าวพุทธศตวรรษที่ 11-12 เช่น รปู เคารพ
พระนารายณ์ พระพุทธรูป และศิวลึงค์ อันเป็นจุดเรม่ิ ตน้ ของวัฒนธรรมทวารวดี

เมอื งโบราณศรีเทพแห่งนี้ มีแผนผงั เมอื งที่มีการขยายเมือง 2 ชัน้ ผังเมอื งเดมิ เปน็ รูปเกือบเป็นวงกลม
เรียกว่า เมืองใน ต่อมาได้ขยายออกมาอกี ช้ันหนึง่ เป็นสี่เหลย่ี มผนื ผ้า มมุ มน เรยี กว่า เมืองนอก เมืองโบราณ
ศรีเทพ นับเป็นตวั แทนของเมืองโบราณในวัฒนธรรมทวารวดีท่ีพบอยู่เป็นจำนวนมากในเขตภาคกลางของ
ประเทศไทย ทยี่ ังคงความครบถ้วนสมบรู ณ์ของเมืองโบราณและหลักฐานประวัติศาสตร์ ท้ังคูน้ำ – คันดิน
โดยเฉพาะอย่างยง่ิ ลักษณะการสร้างเมืองซ้อนเมือง ท่ีนำเอาลักษณะทเี่ ป็นเอกลกั ษณข์ องการวางผงั เมอื งสมัย
ทวารวดี ท้ัง 2 รูปแบบมาสร้า งอยู่ใน ท่ีเดียวกันและยังมีควา มครบถ้วน สมบูรณ์ มา จน ถึงปัจจุบัน
การต้ังบ้านเรือนของชุมชนกระจายออกไปจากรศั มีของตวั เมือง หลักฐานซากเจดีย์ในสมยั ทวารวดีส่วนใหญ่จะ

160

อยู่ในเขตเมืองใน โดยมีศาสนสถานขนาดใหญ่อยู่กลางเมอื ง ได้แก่ โบราณสถานเขาคลังใน ส่วนศาสนสถาน
อืน่ ๆ จะมขี นาดเลก็ กระจายอยู่ทั่วไป ซึ่งหลักฐานโบราณสถานในเมืองส่วนใหญ่น่าจะเป็นพทุ ธศาสนา ฝา่ ยเถร
วาท และศาสนฮินดู เพราะได้พบพระพุทธรปู และธรรมจักร รวมทง้ั ประติมากรรมในศาสนฮินดู ท่ีไดร้ บั การยก
ยอ่ งจากนักวิชาการวา่ ประตมิ ากรรมท่ีเมอื งศรเี ทพในชว่ งพทุ ธศตวรรษท่ี 12 -14 เกิดจากการผสมผสานรปู แบบ
จากอินเดีย เขมรก่อนเมืองพระนคร เทวรปู ในภาคใต้และภาคตะวนั ออกของประเทศไทยด้วยการรเิ รม่ิ เทคนิค
การสร้างทต่ี ่างกันซ่ึงถือเปน็ ลกั ษณะเฉพาะทีโ่ ดดเดน่ คือ เรอื่ งเทคนิคงานชา่ งท่ีกล้าสร้างประติมากรรมลอย
ตัวอยา่ งแทจ้ รงิ โดยไมม่ แี ผน่ โค้งดา้ นหลัง นยิ มการยืน ท่าตรภิ ังค์ หรอื ยกแขนขา้ งหน่ึงอันแสดงให้เหน็ เสมอื น
การเคลื่อนไหว ซึ่งต่างจากประตมิ ากรรมในแหล่งอ่ืนๆ ในระยะเวลาเดียวกัน ฉะน้นั จงึ มีการกำหนดรูปแบบเป็น
“สกลุ ชา่ งศรเี ทพ” ทมี่ ลี กั ษณะโดดเด่นเฉพาะตัวของชา่ งเมืองศรเี ทพมีอายุอยู่ราวพุทธศตวรรษ ที่ 12 – 14

นอกจากนี้ยังพบว่าบริเวณนอกเมืองโบราณสถานศรีเทพด้านทิศเหนือ มีศาสนสถานขนาดใหญ่
คอื โบราณสถานเขาคลังนอกมีฐานเป็นสี่เหลีย่ มจัตุรสั ขนาด 70 × 70 เมตร ท่เี ป็นเจดีย์หลกั และมีเจดียบ์ รวิ าร
ประกอบในลักษณะของการลอ้ มรอบ ประจำด้าน ด้านละ 3 ชนั้ ขนาดเจดีย์บรวิ ารจะมขี นาดใหญ่ไปหาเล็ก
ลดหลั่น ซึ่งลักษณะของแผนผงั แบบน้ี นา่ จะเป็นแผนผังท่ไี ด้รับอิทธิพลทั้งรูปแบบและแนวความคิดในเร่ืองของ
มณฑลจกั รวาลหรอื ศูนยก์ ลางจักรวาล โดยมเี จดีย์ประธานทีม่ ีขนาดใหญน่ ั้นเปน็ เขาพระสเุ มรุหรือเป็นศนู ยก์ ลาง
จักรวาล ส่วนเจดยี ์บริวารที่ลอ้ มรอบแตล่ ะช้ันอาจมที ่ีมาจากเขาสตั ตบริภณั ฑ์ ซึ่งพบอยู่ในศิลปะอินเดีย ทั้งท่ี
เปน็ ศาสนาฮนิ ดูและมหายาน ตัวอยา่ งเช่น ศาสนสถานในอินเดียภาคใต้ แคว้นเบงกอล หรอื ในศาสนสถาน
มหายานศิลปะชวาภาคกลาง เช่น ศาสนสถานบุโรพทุ โธ มีอายรุ าวพทุ ธศตวรรษท่ี 13 – 14 โบราณสถานเขา
คลังนอกนับเป็นโบราณสถานที่มีขนาดใหญ่ที่สดุ และแสดงแนวความคิดเร่อื ง มณฑลจักรวาลตามคติความเช่ือ
ของท้องถิ่นท่ีแตกต่างไปจากมณฑลจักรวาลที่พบ ทง้ั ในอินเดีย อินโดนีเซีย และเขมร ที่ มีความครบถ้วน
สมบรู ณท์ ่ีสุดในสมัยทวารวดี ทพี่ บในประเทศไทย

ศาสนสถานถ้ำเขาถมอรตั น์ อยู่บนเขาถมอรัตน์ ซ่ึงอยูห่ ่างจากเมืองโบราณศรีเทพไปทางทศิ ตะวันตก
ราว 15 กิโลเมตร ในแนวแกนเดียวกันกับโบราณสถานเขาคลังนอก และเมืองโบราณศรีเทพ โดยมีส่วน
แกนกลางของถ้ำทีเ่ กิดจากหินย้อยเปน็ แนวยาวลึกเขา้ ไปภายใน สว่ นท่ีเปน็ ผนังของแกนกลางถำ้ เป็นที่สลกั ภาพ
ประตมิ ากรรมนูนต่ำ รูปพระพทุ ธรูปและพระโพธสิ ัตว์ ประกอบด้วยพระพุทธรปู ขนาดใหญ่อยดู่ า้ นหน้าสดุ นา่ จะ
เปน็ พระพุทธรปู ประธาน และถัดเขา้ ไปเฉพาะทางผนงั ด้านซา้ ยของพระพุทธรปู ประธานมพี ระพุทธรูปยืน 2
องค์ พระโพธสิ ตั ว์ 2-3 องค์ และด้านในสุดเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งประกอบด้วยด้านข้างท่เี ปน็ ธรรมจักร
กับเจดียจ์ ำลอง ท้ังหมดจัดอยู่ในศิลปะทวารวดี ราวพุทธศตวรรษท่ี 13-14 นับเปน็ ตวั อย่างของศาสนสถาน
ประเภทถ้ำ ทแี่ สดงให้เห็นถึงคติความเช่ือของพทุ ธศาสนามหายาน ท่ีชุมชนในสมยั น้นั ให้ความเคารพนบั ถือ
และสรา้ งสรรคข์ น้ึ ตามแนวความคดิ ของตนเอง

161

วัฒนธรรมทวารวดี คงเริม่ เสอื่ มลงต้ังแตร่ าวพทุ ธศตวรรษที่ 16 เนอื่ งจากอำนาจทางการเมืองของเขมรเข้า
มามีบทบาทมากยิ่งข้ึน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างและภาคกลาง ของประเทศไทยแต่อย่างไรก็ตาม
วฒั นธรรมทวารวดี ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 15 – 16 กลับไปเจริญอย่ใู นท้องถนิ่ อ่ืน เช่น ในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ
ตอนบน ที่รูจ้ ักกันในชื่อของทวารวดอี ีสาน โดยมีรปู แบบวฒั นธรรมหนึง่ ทีเ่ กิดขึ้นโดยเฉพาะคือ การใช้หลักสีมาใน
การกำหนดขอบเขตศักดส์ิ ิทธิ์ จึงเรียกว่า วฒั นธรรมสมี า (SEMA CULTURE) ซึ่งมีรปู แบบศิลปกรรมที่แสดงถึง
อทิ ธพิ ลของวฒั นธรรมทวารวดี อย่างชัดเจน ในภาพสลกั เล่าเร่ืองชาดกเน่อื งในพุทธศาสนาบนใบเสมาที่ทำข้ึนจาก
แผน่ หนิ และยังให้อทิ ธพิ ลต่อศิลปลา้ นช้าง ใน สปป. ลาว ราวพุทธศตวรรษท่ี 18-19

3.1.b การอธิบายความภายใตเ้ กณฑ์ท่ีนำเสนอ (CRITERIA UNDER WHICH INSCRIPTION IS PROPOSED )
แหล่งมรดกวัฒนธรรม เมืองโบราณศรีเทพ ซึ่งประกอบไปด้วยเมืองศรเี ทพ โบราณสถานเขาคลงั นอก และ
โบราณสถานถำ้ เขาถมอรตั น์ ไดน้ ำเสนอขึ้นทะเบยี นเป็นแหล่งมรดกโลก ในเกณฑข์ อ้ ที่ 2 และ 3 ดังนี้
เกณฑข์ อ้ ที่ 2

เมืองโบราณศรีเทพเปน็ เมืองโบราณขนาดใหญ่ที่มีความสำคญั มากทีส่ ดุ เมืองหน่ึงในวัฒนธรรมทวารวดี
ที่ถือวา่ เป็นวัฒนธรรมแรกสุดของการพัฒนาชมุ ชน จากสมยั ก่อนประวตั ศิ าสตรท์ ี่ผ้คู นยงั อยู่อาศัย ตามพน้ื ที่ราบ
ริมฝงั่ แม่น้ำปา่ สักและลำน้ำเหียงประกอบอาชีพด้านการเกษตรกรรมและการล่าสัตวม์ ากวา่ 2,000 ปี จนกระ
ท้งั ได้มีการติดต่อจากชุมชนภายนอกท่ีนำเอาคติความเชื่อทางศาสนาและความก้าวหน้าในเทคโนโลยีจาก
วัฒนธรรมอนิ เดียเข้ามาจนคนในชุมชนยอมรับและพัฒนามาเปน็ การสร้างเมอื งโบราณศรีเทพ ที่มลี ักษณะเป็น
เมอื งซ้อนเมอื ง อีกทั้งยอมรับในคติความเชอ่ื ทางศาสนา ท้ังพทุ ธศาสนา แบบเถรวาท มหายาน และศาสนาฮนิ ดู
ที่ยังปรากฏหลักฐานทางดา้ นสถาปตั ยกรรม และประติมากรรม โดยได้มกี ารพัฒนาและปรบั ปรงุ จนมีความเป็น
เอกลักษณ์ของตัวเอง ที่นักวชิ าการยกย่องให้เป็น “สกุลช่างศรีเทพ” รวมท้ังเมืองศรีเทพยังแสดงให้เห็นถึงการ
อยู่รว่ มกนั ของชุมชนที่ต่างศาสนาในระยะเวลาเดียวกันท้ังพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทและฝ่ายมหายาน และ
ศาสนาฮินดู อาจมีท้ังไศวนิกาย ไวษณพนิกายและการบูชาพระสุริยเทพ โดยเฉพาะด้วย มีอายุอยู่ราวพุทธ
ศตวรรษท่ี 12 – 16

พัฒนาการของเมืองโบราณศรเี ทพ ภายหลังวัฒนธรรมทวารวดเี ส่ือมลงได้ปรากฏหลักฐ านวัฒนธรรม
เขมรสืบต่อมา ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 – 18 แสดงให้เหน็ ถงึ การตดิ ตอ่ แลกเปล่ียนกบั ชุมชนภายนอกทั้งเรอ่ื ง
การรับวัฒนธรรมทางศาสนาและการค้าขายท่ีมีมาโดยตลอด มีการยอมรับพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอยู่
ตลอดเวลา ท่เี ห็นไดช้ ดั เจนคอื คติความเชื่อด้านศาสนาท่มี ีการยอมรับนับถอื ศาสนาฮินดู ลทั ธิไศวนิกาย ในช่วง
พุทธศตวรรษที่ 16-17 และพุทธศาสนาแบบมหายานในช่วงพุทธศตวรรษท่ี 18 ท่ียังคงปรากฏหลักฐานที่
ชัดเจน ทง้ั ด้านสถาปตั ยกรรม ประตมิ ากรรม เปน็ ประจักษพ์ ยานมาจนถงึ ทกุ วนั นี้

162

เกณฑ์ขอ้ ที่ 3
เมอื งโบราณศรีเทพเป็นเมืองโบราณเมืองหนึ่งในวฒั นธรรมทวารวดี ท่ีปรากฏชอ่ื เรยี กว่า “โถโลโปติ”

ตรงกับภาษาสันสกฤต คือ “ทวารวดี” ตามบันทึกการเดินทางของพระภิกษุเหียนจัง (HIUAN TSANG) ที่
เดนิ ทางจากจีนไปสืบศาสนาในอินเดียโดยทางบกในปี พ.ศ. 1172 ว่าอยู่ระหว่างดินแดน ที่เรียกว่า อาณาจักร
อีศานปุระ (สมัยก่อนเมืองพระนครในประเทศกัมพูชา) และอาณาจักรศรีเกษตร (ในประเทศเมียนมาร์)
การสรา้ งเมืองศรเี ทพเป็นไปตามรูปแบบของวัฒนธรรมทวารวดี ที่รูปแบบของเมอื งยังไมเ่ ป็นทรงเรขาคณิต
มีลักษณะเป็นเมืองซอ้ นเมือง เมืองรูปเกือบเป็นวงกลม และเมืองรูปส่ีเหลีย่ มผืนผ้ามุมมน ท่ีมีคูน้ำคัน ดิน
ล้อมรอบมีการยอมรับในคติความเช่ือด้านศาสนาพุทธและพราหมณ์ ท่ีมาจากวัฒนธรรมอินเดีย ปรากฏ
หลกั ฐานสถาปตั ยกรรม เช่น โบราณสถานเขาคลังใน โบราณสถานเขาคลังนอก และภาพสลักประตมิ ากรรมนูน
ต่ำ ภายในโบราณสถานถำ้ เขาถมอรัตนท์ ่ีถอื เป็นภูเขาศักด์ิสิทธ์ิ กำหนดอายุอยูใ่ นราวพทุ ธศตวรรษที่ 12 -14
เมืองศรเี ทพนับเป็นเมืองในสมัยทวารวดี ท่ีสำคัญเมืองหนึ่ง ท่มี ีการอยู่อาศัยมาอย่างต่อเนื่องระหว่างพุทธ
ศตวรรษที่ 12 -16 เป็นแหล่งวัตถุดิบ การแลกเปล่ยี นสินค้าและการคา้ ขาย จากหลกั ฐานทางโบราณคดีที่
ปรากฏ และวฒั นธรรมของทวารวดี คงเร่มิ เส่อื มลง เมื่อวัฒนธรรมเขมรเขา้ มามีบทบาทในราวพทุ ธศตวรรษที่
16 จากหลักฐานสถาปัตยกรรมในศิลปะเขมร เช่น ปรางค์ศรเี ทพ และปรางค์สองพนี่ ้อง รวมท้งั ประติมากรรม
ศิวลึงค์ และทวารบาล จนส้ินสุดในราวพุทธศตวรรษท่ี 18 เมื่อมีการสถาปนาอาณาจักรสุโขทัยขึ้นทาง
ภาคเหนือของประเทศไทย

3.1.c ความครบถว้ นสมบรู ณ์ (STATEMENT OF INTEGRITY)
องค์ประกอบโดยรวมของเมืองโบราณศรเี ทพ ทจี่ ะแสดงถึงความโดดเด่นอันเป็นสากล มีความครบถว้ น

สมบูรณ์ ของคุณลักษณะ คุณสมบัติของมรดกวัฒนธรรม ซึ่งประกอบไปด้วย เมืองศรีเทพ โบราณสถาน
เขาคลงั นอก และโบราณสถานถำ้ เขาถมอรัตน์ มีรายละเอยี ดดงั นี้
1) เมอื งศรเี ทพ

เป็นเมืองโบราณเมืองหน่ึงในสมยั ทวารวดีท่ยี ังคงมีความครบถว้ นสมบรู ณ์ของความเปน็ เมืองโบราณ
มากกวา่ เมืองอน่ื ๆ ในสมยั เดียวกนั ที่ถูกเปลยี่ นแปลงทางกายภาพจากการพัฒนาบ้านเมือง เช่น เมืองคูบัว
(จงั หวัดราชบุรี) เมืองนครชัยศรี (จังหวัดนครปฐม) เป็นต้น เมืองศรีเทพมีลักษณะเป็นเมอื งซ้อนเมืองในสมัย
ทวารวดี ผังเมืองเดิม รปู เกือบเปน็ วงกลม เรียกว่า “เมืองใน” ตอ่ มาขยายออกมาอีกช้ันหนง่ึ ทางทศิ ตะวันออก
โดยใชค้ เู มอื งดา้ นน้รี ่วมกนั ลกั ษณะเปน็ ส่ีเหลย่ี มผืนผ้ามุมมน เรียกวา่ เมืองนอก

163

a) เมอื งใน
เมืองใน มีพื้นท่ี 185.660 เฮกเตอร์ พบโบราณสถาน ในเมือง 44 แห่ง ซึ่งได้ดำเนินการขุดแต่ง

โบราณสถานแล้วเสร็จท้ังหมด มีโบราณสถานหลกั คือ โบราณสถานเขาคลงั ใน ซง่ึ เป็นตวั อยา่ งของศาสนสถาน
เนอื่ งในพุทธศาสนา เถรวาทในวัฒนธรรมทวารวดี ทม่ี อี ายรุ าวพุทธศตวรรษท่ี 12 – 13 อีกทั้งจากการขดุ ค้น
ทางโบราณคดีภายในเมืองในยงั พบหลกั ฐานการฝงั ศพของคนสมัยกอ่ นประวัติศาสตร์ตอนปลาย ผลจากการ
กำหนดอายทุ างวทิ ยาศาสตร์ด้วยวธิ ี AMS (ACCELERATOR MASS SPECTROMETRY) จากฟนั เขย้ี วของโครง
กระดกู หมายเลข 1 กำหนดอายไุ ด้ 1730 ± 30 BP (พ.ศ. 783-933, ค.ศ. 240-390) หรอื มอี ายุราว 2,000 ปี
มาแลว้ ถกู ฝงั อยู่ภายในชนั้ ดินของเมืองใน นอกจากน้ันยังพบศาสนสถานในศาสนาฮินดู 2 แห่ง คือ ปรางค์
ศรเี ทพและปรางคส์ องพี่นอ้ ง ท่ีเปน็ ตัวแทนของศาสนสถานในวัฒนธรรมเขมรอายรุ าวพุทธศตวรรษท่ี 17 แสดง
ให้เหน็ ถงึ การอยู่ร่วมกันชุมชนในเมืองศรเี ทพ ระหว่างพทุ ธศตวรรษที่ 12 -16 โบราณสถานทั้งหมดภายในเมอื ง
ในได้รับการขุดแต่งบูรณะแล้วเสร็จ พรอ้ มกับการดำเนินการพฒั นาพื้นที่ภายในเมอื งในให้เป็นศนู ย์ข้อมูลของ
อทุ ยานประวตั ิศาสตร์ศรีเทพ ตามแผนแม่บทการอนุรกั ษ์และพัฒนาอทุ ยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ

b) เมืองนอก
เมอื งนอกมีพ้ืนที่ 288.350 เฮกเตอร์ พบโบราณสถานภายในเมือง 63 แห่ง มีการขดุ แต่งโบราณสถาน

บางแหง่ ภายในเมืองใน รวมท้ังการขุดลอกสระขวัญ โบราณสถานเกือบทั้งหมดมขี นาดเล็ก และถกู ลักลอบขุด
หาโบราณวัตถมุ าตั้งแต่ พ.ศ. 2510 แล้ว ก่อนท่ีทางราชการโดย กรมศิลปากร จะเข้ามาอนุรกั ษแ์ ละพัฒนา
จนถงึ ปัจจบุ นั สันนิษฐานว่าเมืองนอกน้ี นา่ จะมีการก่อสร้างรว่ มสมัยกับเมืองใน ในช่วงระยะเวลาเมอื งศรีเทพมี
ความเจริญรุ่งเรอื ง ช่วงพทุ ธศตวรรษที่ 12 – 16 และถูกท้งิ รา้ งไปในที่สดุ

สภา พของเมืองโบราณศรีเทพ ยังมีสภาพของคู -กำแพงเมืองที่เป็นคันดิน ครบถ้วนสมบูร ณ์
โบราณสถานท่ีสำคญั ไดร้ บั การขดุ แต่งบรู ณะแล้ว สว่ นท่ีเหลอื จะไดร้ ับการอนุรักษ์ตามแผนงานต่อไปตามลำดับ
และกรมศิลปากรได้ประกาศขนึ้ ทะเบียนโบราณสถาน กำหนดขอบเขตไว้ 464.45 เฮกเตอร์ มาตงั้ แต่ พ.ศ.
2506 ทำใหเ้ มืองโบราณศรเี ทพยังคงมีความครบถว้ นสมบูรณแ์ สดงความเป็นเมืองโบราณในวัฒนธรรมทวารวดี
ได้อย่างครบถ้วนและได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และ
พิพธิ ภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 แกไ้ ขเพ่ิมเติม (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2535
2) โบราณสถานเขาคลงั นอก

โบราณสถานเขาคลงั นอก ต้ังอยูน่ อกเมืองในของเมืองศรีเทพ ทางทศิ เหนอื ห่างออกไปประมาณ 1.5
กิโลเมตร เป็นศาสนสถานที่มีขนาดใหญ่มาก กรมศิลปากรได้ดำเนนิ การขดุ แต่งโบราณสถานแล้วเสรจ็ ในปี
พ.ศ. 2511 พบว่ามีหลกั ฐานเป็นรูปสี่เหล่ียมจตั รุ ัส ขนาด 70 × 70 เมตร ลักษณะเด่นเฉพาะของโบราณสถาน
เขาคลงั นอก คอื การประดับส่วนฐานดว้ ยอาคารจำลองทรงปราสาท ขณะที่เจดียส์ มัยทวารวดแี หง่ อ่ืนมักนยิ ม

164

ประดับด้วยแนวผนังที่แบ่งเป็นห้อง-เสาสลับกันตลอดแนว ไม่พบลายปูนปนั้ ประดับสถาปตั ยกรรมตามแบบ
นิยมในเจดีย์สมัยทวารวดี มีเพียงลวดลายกลบี ใบไม้ ประดบั บนส่วนฐาน อาคารจำลองทรงปราสาท เท่านั้น
ลายกลบี ใบไม้นี้ ไม่คอ่ ยพบในการประดบั สถาปัตยกรรมสมัยทวารวดีแตป่ รากฎในลวดลายสลักศลิ า ประดบั บน
ธรรมจักร และบนบลั ลังกพ์ ระพุทธเจา้ ทพี่ บในประเทศไทย แตอ่ าจเปรยี บเทียบได้กับการตกแตง่ อาคารจำลอง
ทรงปราสาทบน ศาสนสถานในศิลปะเขมรก่อนเมืองพระนคร ในกลุ่มปราสาทสมโบร์ไพรกุก คือราว
พุทธศตวรรษท่ี 13 – 14

สว่ นฐานเจดียท์ ่ีอยู่ในผงั สี่เหล่ียมจัตุรัส มฐี านประทักษิณขนาดใหญซ่ ้อนกัน 2 ฐาน มีการใช้ลวดบัวที่
สำคญั เรยี กว่า “ฐานบัววลยั ” รองรับส่วนเรือนธาตุท่ีก่อต้นรองรับอาคารจำลองทรงปราสาท สว่ นผังทงั้ หมดอยู่
ในผังยกเกจ็ หรือยกกระเปาะ โดยมบี นั ไดทางขึน้ ทัง้ สีท่ ิศเพอื่ ขนึ้ ไปบนชัน้ ประทักษิณ

ลานประทกั ษิณด้านบนมีร่องรอยของหลุมเสา ที่ต้ังเป็นคู่ในลกั ษณะการรองรับหลังคา สันนิษฐานว่า
เป็นหลงั คาระเบียงคดท่ีอย่บู นลานประทักษิณ ท่ีเหลือเพียงกองซากอิฐที่พังทลายลง มีการลักลอบขุดหา
โบราณวตั ถุ และเจดีย์ประธาน น่าจะมีลักษณะเปน็ ทรงหม้อนำ้ หรือทรงระฆัง ในระยะต่อมามีการบูรณะปิด
บนั ไดทางขน้ึ ท้ัง 3 ดา้ นยกเว้นด้านทิศตะวันตก ซ่ึงอยู่ในแนวเดียวกันกบั โบราณสถานถำ้ เขาถมอรตั น์

รูปแบบท่ีปรากฏ แสดงให้เห็นถงึ อิทธิพลของศิลปะแบบปาละตอนต้นและโจฬะตอนต้น รวมทั้งมี
ลักษณะเปน็ แบบท้องถิ่นปะปนอยดู่ ้วยทำให้กำหนดอายุเจดยี เ์ ขาคลังนอกน้ีไดว้ า่ นา่ จะอยู่ในราวพุทธศตวรรษ
ท่ี 14 – 15

นอกจากนีก้ รมศลิ ปากรยังได้ดำเนินการขุดแต่งเจดียร์ ายในแต่ละทิศของโบราณสถานเขาคลังนอก
ทม่ี ีลักษณะลอ้ มรอบประจำด้านๆ ละ 3 ชน้ั มีขนาดใหญ่ไปหาเลก็ ลดหลน่ั กนั ลักษณะของแผนผังแบบน้ีได้รับ
อทิ ธิพลและรูปแบบแนวความคดิ ในเร่ืองของมณฑลจกั รวาล หรือศูนย์กลางจกั รวาล ซ่งึ พบอยู่ในศลิ ปะอินเดีย
ท้ังศาสนาพทุ ธมหายานและศาสนาฮินดู

นอกจากเจดีย์ประธานและเจดีย์บริวารแล้ว พ้ืนท่ีในขอบเขตของศาสนสถานเขาคลังนอก ยังมี
สงิ่ ปลกู สร้างขนาดเล็กอีกเป็นจำนวนมาก เชน่ ฐานเจดีย์ ฐานธรรมจักร กระจายอยู่รอบๆ บริเวณ ซึ่งพนื้ ที่
ดงั กล่าวนี้ นา่ จะเปน็ เขตพ้ืนท่ีตั้งของชุมชนท่ีอยู่รอบนอกเมืองศรเี ทพ โดยมีโบราณสถานเขาคลังนอกเป็น
ศูนยก์ ลางของชมุ ชน หรอื ศนู ยก์ ลางของจกั รวาล อีกแห่งหนง่ึ ของชมุ ชน ท่ีนับถือพทุ ธศาสนามหายานและน่าจะ
มีความสัมพันธ์กับโบราณสถานถ้ำเขาถมอรัตน์ ที่พบภาพสลักพระพุทธรปู และพระโพธิสัตว์อยู่ภายในถ้ำ
ฉนัน้ จึงอาจจะเปน็ ศูนยก์ ลางจักรวาลในพุทธศาสนามหายานอีกแหง่ หนง่ึ กเ็ ป็นได้ และเป็นศูนย์กลางของชุมชน
ในแถบนี้ ได้ด้วยเชน่ กนั

กรมศลิ ปากร ได้ดำเนนิ การบูรณะโบราณสถานเขาคลังนอกรวมท้ังเจดียร์ ายที่ขุดพบแล้วเสรจ็ ในปี
พ.ศ. 2557 และได้ดำเนินการปรับปรุงภูมิทัศน์เบื้องต้น รวมทั้งศาลาแสดงข้อมูลของโบราณสถาน และ

165

สง่ิ อำนวยความสะดวกนักทอ่ งเที่ยวแล้วเสร็จ ก่อนท่ีจะดำเนนิ การอนรุ ักษ์โบราณสถ านทง้ั พ้นื ท่ตี ามแผนแมบ่ ท
ต่อไป

โบราณสถานเขาคลังนอกมีพื้นที่ ทกี่ รมศิลปากร ได้ประกาศข้ึนทะเบียนโบราณสถานไว้ 10.144
เฮกเตอร์ ซง่ึ ได้รับการคมุ้ ครองตามพระราชบัญญัตโิ บราณสถานฯ พ.ศ. 2504 แกไ้ ขเพ่มิ เติม พ.ศ. 2535 อกี ทั้ง
ตามกฎกระทรวงให้ใช้บงั คับผงั เมอื งรวมจังหวัดเพชรบูรณ์ พ.ศ. 2560 กำหนดควบคุมส่ิงปลูกสร้างล้อมรอบ
อุทยานประวัติศาสตรศ์ รีเทพ ในระยะ 2 กิโลเมตร ซึ่งรวมทงั้ พืน้ ทบี่ รเิ วณโบราณสถานเขาคลงั นอกดว้ ย ฉะนั้น
จึงสามารถสรา้ งความมัน่ ใจในความครบถ้วนสมบูรณ์ของโบราณสถานเขาคลังนอก วา่ จะสามารถรักษาคุณค่า
และลักษณะท่ีโดดเดน่ ในระดับสากลไวไ้ ดต้ ามแผนแม่บทการอนุรกั ษ์และบรหิ ารจัดการอุทยานประวัตศิ าสตร์
ศรีเทพ ท่จี ะดำเนินการขยายเขตและปรับปรุงภูมิทศั น์บริเวณโบราณสถานโดยรอบ ตอ่ ไปในอนาคต และจาก
การทำประชาพิจารณ์ ประชาชนส่วนใหญเ่ หน็ ด้วยตามแผนแมบ่ ทดังกลา่ วแลว้
3) โบราณสถานถ้ำเขาถมอรตั น์

ตงั้ อยู่ทางดา้ นทิศตะวันตกของเมืองศรเี ทพและอยู่ในแนวแกนเดียวกันกับโบราณสถานเขาคลังนอก
ห่างออกไปประมาณ 15 กิโลเมตร ด้วยลกั ษณะของเขาถมอรัตน์ มีลักษณะเปน็ เขาโดด ทรี่ ายรอบไปด้วยทรี่ าบ
เชิงเขา จึงทำให้เขาถมอรตั น์มีความโดดเด่น และมีอตั ลักษณ์ของตัวเอง จากการสำรวจพ้ืนที่โดยรอบเขา
ถมอรัตน์ พบหลกั ฐานโบราณคดี เชน่ ปลายหอก และขวานสำรดิ รวมทัง้ ขวานหินขดั และกำไล เปลอื กหอย ท่ี
จดั อย่ใู นยคุ สำริด อายปุ ระมาณ 2,000 ปีมาแลว้ แสดงให้เหน็ ถงึ ความสมั พันธ์ของคนท่ีเคยอยบู่ รเิ วณนี้และเขา
ถมอรัตน์

ถำ้ เขาถมอรัตน์ อยู่บนยอดเขาถมอรัตน์ ท่ีมีคุณสมบัติทางธรณีวิทยาเป็นหินปูนและหินไรโอไลท์
มคี วามสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 584 เมตร เป็นถ้ำเพียงคูหาเดียว หันหน้าไปทางทิศเหนือ
ปากถำ้ กว้าง 4.60 เมตร สูง 13 เมตร ลึก 20 เมตร พบรอ่ งรอยการดดั แปล งโดยบริเวณเกือบก่ึงกลางถ้ำเป็น
แท่งหินคลา้ ยเสาขนาดใหญ่ กว้างยาวประมาณ 2 × 5 เมตร ส่วนนเี้ องทม่ี ีประติมากรรมในศาสนาพุทธมหายาน
ขนาดความสูงของประติมากรรมระหว่าง 1.50 – 2.50 เมตร ประกอบด้วยพระพุทธรูปและพระโพธสิ ัตว์
จัดเป็น ศาสนสถานประเภทถำ้ ในวัฒนธรรมทวารวดี งานประติมากรรมท่พี บแบ่งออกไดเ้ ป็น 3 กลมุ่ คอื

- กลมุ่ ที่ 1 เป็นสว่ นของแกนกลางของหนิ ย้อยทีอ่ ยู่กลางถ้ำ ด้านหน้าสดุ เป็นพระพทุ ธรปู ยนื ขนาด
ใหญ่ ปางแสดงธรรม 2 พระหตั ถ์ มขี นาดใหญส่ ุด สูง 2.5 เมตร เป็นองค์ประธาน เบอ้ื งซ้ายของพระพุทธรูป
ประธานถดั เข้าไปด้านใน มีพระพุทธรูปยืนอีก 2 องค์ ขนาดเล็กกว่าองคป์ ระธานเลก็ น้อย เป็นพระพุทธรูป
แสดงวิตรรกะมทุ ราทงั้ 2 พระหัตถท์ ัง้ 2 องค์ ทรงยนื เอียงตนเลก็ น้อย ท้ัง 2 องคถ์ ูกสกดั ทำลายอย่างมาก แต่
ยังคงเห็นเค้าโครงของส่วนพระองั สา ร่องรอยของพระหตั ถ์ท่ียกข้ึนแสดงวติ รรกะทงั้ 2 พระหัตถ์ จีวรท่ีตกเป็น
วงโคง้ แบบพระพุทธรูปทวารวดี

166

รูปที่ 3-1 พระพุทธรปู องคท์ ่ี 1 พระพทุ ธรปู ประธานยืนแสดงธรรมทัง้ 2 พระหตั ถ์ สูง 2.50 เมตร (ซ้าย)
รูปท่ี 3-2 เศียรพระพุทธรูปทีส่ ันนิษฐานวา่ เปน็ พระเศยี รขององคท์ ี่ 1 กวา้ ง 32 สูง 48 เซนติเมตร
ปจั จบุ นั เก็บรักษาอยูท่ ่ี พพิ ธิ ภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร (กลาง)
รูปที่ 3-3 พระพุทธรปู องคท์ ่ี 3 (ขวา)

- กล่มุ ที่ 2 ตามบนั ทึกรายการสำรวจของกกรมศลิ ปากร กล่าวว่ากลมุ่ ที่ 2 อยู่ระหวา่ งกลุ่มที่ 1 และ
กล่มุ ที่ 3 ประกอบด้วย พระโพธสิ ตั ว์ ส่กี ร พระพุทธรูปประทบั นั่งปางสมาธิ และด้านขา้ งมสี ถปู 1 องค์ ในภาพ
ลายเส้นของคณะสำรวจคร้ังแรกๆ ยงั มีภาพสเกต็ ของพระโพธิสัตว์ยนื อีก 1 องค์ พระพุทธรูปประทบั นง่ั และ
สถปู ซง่ึ สภาพปจั จบุ นั ไม่เหลือหลักฐานใหศ้ กึ ษาแลว้ แต่ได้พบหลกั ฐานสำคญั คือ ไดเ้ ศยี รพระโพธิสัตว์ในชุดท่ี
ยึดคนื มาไดจ้ ากผลู้ ักลอบขายโบราณวตั ถุ ซ่ึงมีเศียรพระโพธิสตั ว์ทัง้ หมด 3 เศียร แตพ่ บสว่ นองคเ์ พียง 2 องค์
ดงั นัน้ เศยี รน้นี า่ จะเปน็ ของพระโพธิสัตวใ์ นกลุ่มท่ี 2 น่เี อง ปัจจบุ นั จัดแสดงในพิพธิ ภัณฑสถานแหง่ ชาติ พระนคร
อีก 1 เศยี ร แต่ยังหาองคไ์ ม่ได้

167

รูปท่ี 3-4 แผนผงั กลุม่ ท่ี 2 พระโพธสิ ตั ว์ พระพทุ ธรปู ปางสมาธิ และสถปู (ซา้ ย)
ท่ีมา : โครงการอทุ ยานประวตั ศิ าสตร์ศรีเทพ, กรมศลิ ปากร

รูปท่ี 3-5 เศยี รพระโพธสิ ัตว์ จากเขาถมอรัตน์ น่าจะเปน็ รปู จำหลกั ในกลมุ่ ที่ 2 กวา้ ง 20 สงู 27 เซนติเมตร (ขวา)
ปัจจุบันเก็บรกั ษาอย่ทู ่ีพพิ ิธภัณฑสถานแหง่ ชาติ พระนคร

- กล่มุ ท่ี 3 อยทู่ ่ีสว่ นของแกนกลางถำ้ ผนังเดียวกับพระพุทธรปู 3 องค์ แต่อยู่ถัดลึกเข้าไปด้านใน
แบง่ เป็น 2 กลมุ่ ย่อย คอื

o กลมุ่ ย่อยที่ 1 เปน็ รปู สลักของพระโพธิสัตว์ 2 องค์ เปน็ พระโพธิสัตว์ 4 กร ทั้ง 2 องค์
เม่ือตรวจสอบกับพระเศียรท่ถี กู ตดั ไปปัจจบุ ันจัดแสดงในพพิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ พระนคร พบวา่ องคใ์ นเป็น
พระโพธิสัตว์ศรีอาริยเมตรไตรยเพราะมีสัญลักษณ์ของสถูปท่ีมวยผมชัดเจน ส่วนองค์นอก สัญลักษณ์บน
พระเศยี รไม่ชดั เจน แตน่ ่าจะเปน็ พระโพธสิ ัตวอ์ วโลกิเตศวร

รูปที่ 3-6 กล่มุ ที่ 3 กลมุ่ ย่อยที่ 1 กลุ่มพระโพธิสตั ว์ 2 องค์

168

o กลุ่มย่อยท่ี 2 ส่วน แรกเป็น พระพุทธรูปปางสมาธิ เบ้ืองขวาของพร ะพุทธรูป
ประกอบด้วยเสาท่ตี งั้ รองรบั ธรรมจักร เบ้ืองซ้ายเปน็ สถปู ทรงระฆัง เศยี รพระพทุ ธรปู ถกู สกัดไปเชน่ เดยี วกัน

รปู ท่ี 3-7 กลมุ่ ยอ่ ยท่ี 2 พระพทุ ธรปู น่ังเบอื้ งขวาเป็นธรรมจกั รเบื้องซ้ายเปน็ สถปู

การพบพระพทุ ธรูปทีอ่ ยู่ระหว่างธรรมจกั รกับสถูปกเ็ ป็นรูปแบบหนง่ึ ของงานศลิ ปกรรมในสมัยทวารวดี
ที่ชอบทำอย่างมาก พบท้ังทีด่ ้านข้างเป็นสถูปทงั้ 2 องค์ ก็มี ที่เป็นประติมากรรมขนาดใหญ่และขนาดเล็ก
รวมถงึ พระพมิ พ์ จึงนบั เปน็ หลกั ฐานสำคัญอยา่ งหน่ึงของงานศิลปกรรมสมัยทวารวดีที่เมอื งศรเี ทพ

ในสว่ นของประติมากรรมพระโพธิสัตว์ เปน็ ประตมิ ากรรมเนื่องในศาสนาพุทธมหายาน ศาสตราจารย์
ฌอง บวสเซอรลิเยร์ (Jean Boisselier) ได้เสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับศิลปกรรมเมืองศรีเทพ ว่าควรจัดเป็น
“สกุลช่างเมืองศรีเทพ” (L’école de Si Tep) โดยให้เหตุผลว่า ประติมากรร มมีรูปแบบเฉพาะท้ัง
ประติมากรรมเน่ืองในศาสนาฮินดู และมหายานทพ่ี บร่วมกัน มีความใกล้เคียงกับศิลปะทวารวดี ศรีวิชัย
และลพบุรี (เขมรในประเทศไทย) ที่ผสมผสานเข้าด้วยกนั 156 และกำหนดอายุภาพสลักที่ถ้ำถมอรัตน์วา่ เป็น
มหายานท่ีมรี ูปแบบสัมพันธ์กับประติมากรรมมหายานกลมุ่ ท่พี บท่ีบรุ ีรัมย์กำหนดอายอุ ยูใ่ นราวพุทธศตวรรษ
ท่ี 13-14157

จึงนับเป็นหลักฐานสำคญั ทง้ั ทางรูปแบบและคติการสร้างที่วา่ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 -14 น่าจะมี
ความนิยมพุทธศาสนาแบบมหายานทีแ่ พร่หลายเข้ามาถงึ เมอื งศรเี ทพน้ีดว้ ย และน่าจะอย่รู ว่ มกบั เถรวาทเดมิ ท่ี
อยูร่ ว่ มกัน และอาจเกย่ี วข้องกบั ศาสนสถานเขาคลังนอก ท่มี รี ะบบการสร้างเป็นแบบมณฑลจักรวาล ลักษณะ
เดยี วกบั ที่พบมากในแคว้นเบงกอลของอินเดีย หรอื คลา้ ยๆกบั บุโรพุทโธ ในศิลปะชวาภาคกลาง โบราณสถาน

156 Jean Boisselier, La Sculpture en Thaïlande, p. 104.
157 Jean Boisselier, La Sculpture en Thaïlande, p. 106.

169

เขาคลงั นอกจงึ อาจเปน็ ศูนย์กลางของพทุ ธศาสนาฝา่ ยมหายานของเมืองศรเี ทพก็อาจเปน็ ได้ และอาจมีความ
เกี่ยวขอ้ งกับโบราณสถานถำ้ เขาถมอรตั น์ ท่อี าจเปน็ ศาสนสถานในพุทธศาสนา มหายาน ด้วยเชน่ กัน

ปัจจุบันเขาถมอรัตน์ และโบราณสถานถำ้ เขาถมอรัตน์ มพี ้ืนที่ 382.320 เฮกเตอร์ ตวั ถำ้ เขาถมอรัตน์
ได้รับกา รประกาศขึ้น ทะเบียนเป็น โบราณสถานโดยกรมศิลปา กร จึงได้รับการปกป้องคุ้มครองตา ม
พระราชบัญญัตโิ บราณสถานฯ พ.ศ. 2504 แก้ไขเพ่ิมเติม พ.ศ. 2535 และตวั เขาถมอรัตน์ยังไดร้ บั การคุ้มครอง
ตามพระราชบัญญตั ิปา่ สงวนแหง่ ชาติ พ.ศ. 2507 พื้นทโ่ี ดยรอบที่กำหนดเป็นเขตกันชน ประมาณ 1,048.696
เฮกเตอร์ เป็นพ้ืนท่ีปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรม ประชาชนท้ังหมดประกอบอาชีพเกษตรกรรมโดยรอบ
เขาถมอรัตน์ จึงได้รบั การคุ้มครองตามพระราชบัญญตั ิการปฏริ ูปท่ีดิน เพอื่ เกษตรกรรม พ.ศ. 2518

ทางเดินข้นึ เขาถมอรัตน์ ไปยังบรเิ วณถ้ำเขาถมอรัตน์ปจั จบุ นั เรม่ิ ต้นเดินจากด้านทศิ ใต้วกอ้อมไปทาง
ตะวันออก และเดนิ ตัดขึน้ ไปทางทิศเหนอื ถึงบริเวณปากถำ้ ลักษณะทางเดินยงั เปน็ ทางเดินธรรมชาตทิ ่ีชาวบ้าน
ใช้เดิน เพือ่ หาของป่าในฤดูที่เปิดให้เก็บของป่าได้ ฉะน้ันในปัจจบุ ันน้ี โบราณสถานถ้ำเขาถมอรัตน์ยงั คงสภาพ
ความครบถว้ นสมบรู ณ์ทง้ั สภาพทางขึ้น และสภาพในบริเวณถำ้ ยกเวน้ ภาพสลกั ทีถ่ กู ลกั ลอบตัดเศียรไปต้ังแต่
พ.ศ. 2 51 0 และกรมศิลปากรได้ยึดคืนกลับมา จัดแสดงอยู่ท่ีพิพิธภัณฑ สถาน แห่งชา ติ พร ะน คร
กรุงเทพมหานคร และพิพธิ ภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์จงั หวัดลพบรุ ี โดยกรมศลิ ปากรมีแผนทีจ่ ะ
จดั ทำเศยี รจำลอง ทกุ องค์ นำกลับข้ึนไปติดต้งั ทภี่ าพสลักภายในถ้ำถมอรัตน์ เพ่ือคืนความครบถ้วนสมบรู ณ์
ให้กับโบราณสถานแห่งน้ี ต่อไป

3.1.d ความเปน็ ของแท้และดง้ั เดิม (STATEMENT OF AUTHENTICITY)
เมืองโบราณศรีเทพ มีแหล่งมรดกวัฒนธรรมประกอบไปด้วย เมืองศรีเทพ โบราณสถานเขาคลงั นอก

และโบราณสถานถ้ำเขาถมอรัตน์ มีความเป็นของแท้และดั้งเดิมค่อนข้างสูง นับตั้งแต่สถานทต่ี ั้ง รูปแบบ
เทคนคิ และวัสดทุ ใ่ี ชใ้ นการกอ่ สร้าง ถึงแม้วา่ ชว่ งระยะเวลาในการก่อสร้างจะล่วงเลยมากวา่ 1,000 ปี ความเป็น
ของแท้และด้งั เดิมของเมืองโบราณศรเี ทพ ก็ยังคงอยู่ มีเพียงสภาพแวดล้อมที่มีการปรับเปลี่ยนไปตามการ
พัฒนาบ้านเมอื ง แต่สว่ นใหญเ่ ป็นไปในลักษณะการทำมาหากินดา้ นเกษตรกรรม และสร้างบา้ นเรือนท่ีอยู่อาศัย
ซง่ึ มผี ลกระทบอยู่บ้างต่อความเป็นของแท้และด้ังเดิม แต่ความสำคัญของแหลง่ มรดกวัฒนธรรมทงั้ 3 แห่ง
กย็ ังคงอยูต่ ามรายละเอยี ด ดังนี้
1) เมืองศรีเทพ

a) ท่ตี ้ัง (LOCATION AND SETTING)
อย่หู า่ งจากแม่นำ้ ปา่ สักไปทางทศิ ตะวันตกประมาณ 4 กิโลเมตร และหา่ งจากลำนำ้ เหียงท่เี ปน็ สาขาของ

แม่น้ำปา่ สกั 1.5 กโิ ลเมตร สว่ นทางดา้ นทิศตะวันออกของเมอื งศรีเทพ อยู่ห่างจากลำห้วย ศรีเทพประมาณ

170

500 เมตร สัณฐานของเมืองศรเี ทพจะมีระดับความสูงทางดา้ นทิศตะวนั ออกเฉียงเหนือ แลว้ จะลดระดบั ลงไป
ทางทิศตะวนั ตกเฉียงใต้ จะเห็นไดว้ ่า การเลือกทำเลท่ตี ั้งในการสร้างเมืองศรเี ทพนั้น จะเน้นพื้นทร่ี าบที่อยู่ใกล้
กบั แหล่งน้ำ เพื่อความสะดวกในการอปุ โภคบรโิ ภค และการสัญจรติดต่อกันเปน็ หลกั

b) รปู แบบ (FORM AND DESIGN)
ลกั ษณะเป็นเมืองซ้อนเมือง มคี ูนำ้ คันดินล้อมรอบที่ยังไม่เป็นทรงเรขาคณิตซง่ึ จัดเป็นลักษณะเฉพาะของ

เมอื งโบราณสมัยทวารวดี แยกเป็น
- เมอื งใน
ลักษณะผังเมอื งคอ่ นขา้ งกลม มีพื้นท่ี 185.460 เฮกเตอร์ คูเมืองกว้าง 40 เมตร ลึกประมาณ 3 เมตร

คนั ดินกำแพงเมืองกวา้ ง 20 เมตร สูง 6 เมตร ล้อมรอบ มีช่องทางเข้า-ออกหรือประตูเมือง 6 ช่องทาง และ
โบราณสถานภายในเมือง 45 แหง่ สระนำ้ ขนาดตา่ งๆ 70 แห่ง จากการขดุ คน้ ทางโบราณคดี บนแนวสันกำแพง
เมืองด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ พบลกั ษณะการใช้ศิลาแลงวางเรยี งซ้อนกัน 2 -3 ช้ัน ยาวประมาณ 100
เมตร สนั นิษฐานว่าคงเป็นการก่อสร้างขึ้นภายหลังจากท่ีอิทธพิ ลของวฒั นธรรมทวารวดีเริม่ เสื่อมลงและอทิ ธพิ ล
เขมรเร่ิมเขา้ มาในช่วงพทุ ธศตวรรษที่ 17 แตก่ ด็ ำเนนิ การไม่แล้วเสรจ็ ปัจจุบันชาวบ้านยังใช้น้ำทเ่ี ก็บกักอยูใ่ นคู
เมอื ง เพื่อการอปุ โภคและการเกษตรกรรม

- ศาสนสถานสำคัญของเมอื งศรีเทพในสมยั ทวารวดี
ตัวอย่างศาสนสถานสำคัญของเมืองศรีเทพใน สมัยทวารวดี อาทิ ศาสนสถานเขาคลังใน

ศาสนสถานเขาคลงั นอก ศาสนสถานถ้ำเขาถมอรัตน์ และศาสนสถานขนาดเล็กภายในบริเวณเมอื งใน
- เขาคลงั ใน
เขาคลงั ในจดั เปน็ ศาสนสถานที่มขี นาดใหญ่มากแหง่ หน่ึง กว้าง 44 เมตร ยาว 88 เมตร เขาคลังในมา

จากชื่อท่ีชาวบ้านเรียก เนือ่ งจากเปน็ เนนิ ดินสงู ขนาดใหญ่จงึ เรยี กว่า “เขา” สว่ น “คลัง” นั้น หมายถงึ ทีเ่ ก็บ
ส่งิ ของมีค่า และ “ใน” มาจากมีทีต่ ้ังอยู่ในเมืองใน

รูปที่ 3-8 ศาสนสถานเขาคลังใน เมืองศรีเทพ จ.เพชรบรู ณ์

171

ศาสนสถานเขาคลังในมแี ผนผังเป็นรปู ส่ีเหลี่ยมพื้นผ้า มมี ุขยืนมาดา้ นหน้าและเป็นบันไดทางข้ึนไป
ยังศาสนสถานช้ันบน แผนผังลักษณะนม้ี ีพบอยู่ในวฒั นธรรมทวารวดี ท่ีมีรปู แบบใกล้เคียงกนั อย่างมากกับ
ศาสนสถานวดั โขลง เมืองคูบวั จังหวดั ราชบรุ ี

ส่วน ฐาน เป็นฐานท่ีมีรูปแบบเฉพาะของอาคา รในสมัยทวาร วดีคือฐาน ที่เรียกว่า “บัววลัย ”
ประกอบด้วยฐานหน้ากระดานหรือฐานเขียง ทมี่ ีส่วนของฐานบัวทเี่ ปน็ ลูกแก้วขนาดใหญ่ เรียกว่า “วลัย”
ซึ่งมีลักษณะเป็นวงคล้ายแหวนหรือกำไล เหนอื ฐานวลัย มีช้นั ข่ือปลอม และตอ่ ด้วยท้องไม้เจาะเป็นช่อง ๆ
ประดับประติมากรรม (คนแคระแบก) ท่ฐี านหน้ากระดานชนั้ ท่ี 2 มีการประดับลวดลายปนู ป้ันซ่ึงเป็นลายรุ่น
เก่าท่ีพบอยู่ในวัฒนธรรมทวารวดีและในประเทศไทย ได้แก่ ลายดอกกลมสลับสี่เหล่ียมขนมเปียกปูน
องค์ประกอบของลายตัวหน่ึงที่เป็นตัวกระหนกนิยมเรียกว่า “กระหนกผักกูด” อันมีรปู แบบใกล้เคียงกับ
ลวดลายที่พบอยู่ในอินเดียสมัยคุปตะและหลังคุปตะ โดยเฉพาะทางอินเดียภาคใต้ และพบอยู่โดยท่วั ไปใน
วัฒนธรรมยุคแรกเร่มิ ในเอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต้ ท่รี บั อารยธรรมอินเดีย เช่น ศิลปะเขมร ศลิ ปะจาม เปน็ ต้น

ภาพที่ 3-9 ฐานบัววลยั และระบบการยกเกจ็ เขาคลงั ใน เมอื งศรเี ทพ จ.เพชรบรู ณ์ (ซา้ ย)
ภาพที่ 3-10 สว่ นฐานเขาคลงั ใน ประดบั ลวดลายปูนปัน้ แบบทวารวดี (ขวา)

ศลิ ปกรรมที่สำคัญของเขาคลงั ใน ได้แก่ งานประดับประติมากรรมคนแคระแบกโดยรอบส่วนฐานของ
อาคารปนู ปั้นเป็นรูปคนแคระแบกเช่นนี้ไดพ้ บอยู่โดยท่ัวไปในงานสถาปตั ยกรรมสมยั ทวารวดีในภาคกลางของ
ประเทศไทย โดยเฉพาะทีน่ ครปฐม เมืองคูบวั และทีว่ ัดนครโกษา เมืองลพบรุ ี ซ่ึงโดยทั่วไปจะมีเฉพาะรปู คน
แคระแบกเท่านั้น แต่จากการขุดแตง่ เมือ่ ปี พ.ศ. 2532 ไดพ้ บวา่ ประติมากรรมรูปคนแคระของเมอื งศรเี ทพนม้ี ี
ลกั ษณะทแี่ ตกตา่ งจากทอี่ ืน่ กล่าวคอื ได้พบคนแคระ (พลแบก) ไม่ไดม้ ีเฉพาะที่เป็นเศียรคนเพียงอย่างเดยี ว แต่
มีเศยี รเป็นรปู สัตว์ ได้แก่ สงิ ห์ ชา้ ง ลงิ และควาย รวมทั้งยงั แสดงสีหน้าท่ีแตกตา่ งกันออกไป และมบี างตนแสดง
การเหาะกม็ ี จึงอาจกล่าวไดว้ ่าเป็นลักษณะที่ช่างท้องถนิ่ ของศรเี ทพได้เตมิ เขา้ ไปในงานของตัวเองแลว้ เป็นที่น่า
เสียดายส่วนหนงึ่ ไดม้ ีคนร้ายได้เข้ามาทำการกะเทาะทำลายเศยี รประตมิ ากรรมเหลา่ นี้ทำให้เกิดความเสยี หาย
หลายช้ิน

172

รปู ที่ 3-11 คนแคระแบก รปู ที่ 3-12 คนแคระเหาะ รูปที่ 3-13 พลแบกรปู สิงห์

รูปท่ี 3-14 พลแบกรูปชา้ ง รูปท่ี 3-15 พลแบกรูปลิง ? รปู ที่ 3-16พลแบกรปู ควาย

จากระเบียบการกอ่ สรา้ ง ได้แก่ แผนผังและการก่อสรา้ งท่ใี ชร้ ะบบยกเก็จนี้ทำใหม้ ีการแบ่งผนังเป็น
ห้อง ๆ แต่ละห้องมีจำลอง และน่าจะมี 2-3 ชั้น เหนือขึน้ ไปจึงเป็นลานและมีอาคารส่วนท่ีเป็นปราสาทหรือ
เจดีย์อย่สู ว่ นบน ระบบแผนผงั และรปู แบบอาคารลักษณะนี้น่าจะสมั พันธก์ ับในศลิ ปะอนิ เดีย เช่น ท่ีปหรรปุระ
เมืองนาลันทา หรือศาสนสถานในแคว้นเบงกอล ในบังคลาเทศ เทวาลัยในอินเดียทางภาคใต้ และจันทิ
(ศาสนสถาน) ในศลิ ปะชวาภาคกลาง

- ตวั อยา่ งประตมิ ากรรมในสมยั ทวารวดี (ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 12-15)

: ประติมากรรมเนื่องในพุทธศาสนา เถรวาทและมหายาน
o พระพทุ ธรูป

หลักฐานด้านประติมากรรม พระพุทธรปู ธรรมจกั ร และพระพมิ พ์ ทีจ่ ัดอยใู่ นสมัยทวารวดีและอาจ
แสดงใหถ้ ึงศาสนาพทุ ธแบบเถรวาท และส่วนหนง่ึ เปน็ มหายาน เพราะพบรว่ มกบั พระโพธิสตั ว์ เช่น ภาพจำหลัก
ทถ่ี ้ำเขาถมอรัตนเ์ ป็นต้น

ศาสตราจารย์ ฌอง บวสเซอลิเยร์ ได้กล่าวถึงภาพรวมของประติมากรรมเนื่องใน พุทธศาสนาว่า
พระพุทธรูปมีจำนวนนอ้ ยกวา่ เทวรูปมาก พบร่วมกับมหายาน แสดงถงึ ความหลากหลาย ของงานช่างและ
ศาสนา สว่ นของพระพทุ ธรูปประทบั นงั่ ปางสมาธิ มีจารึกบาลี จดั อยใู่ นศลิ ปะทวารวดี และเป็นพุทธศาสนาแบบ
เถรวาท ส่วนท่เี ป็นพุทธศาสนามหายาน มีหลักฐานชัดเจนท่ี ถ้ำเขาถมอรตั น์ ท่ีมภี าพสลักทผี่ นังถ้ำ 3 กลุ่ม
ไดแ้ ก่ พระพุทธรูปยืน มพี ระโพธิสัตวอ์ วโลกกิเตศวรและพระโพธิสัตว์พระศรีอาริยเมตรไตรย รูปแบบของภษู า

173

ทรงและการเกลา้ ผมทรงชฎามงกุฎ ทำให้นึกถึงพระโพธิสตั ว์สำริด ท่ีบุรีรัมย์ ที่จัดเปน็ ศิลปะเขมรท่ีพบใน

ประเทศไทย ช่วงพทุ ธศตวรรษที่ 13-14158

o เศยี รพระพุทธรูป หินทราย

มีลกั ษณะพระพักตร์ทจ่ี ดั อยใู่ นกลุม่ ทวารวดีแบบพื้นเมืองที่

พบอยู่โดยทว่ั ไปในบริเวณภาคกลางของประเทศไทย พระพกั ตร์

ค่อนข้างกลม ขมวดพระเกศาใหญ่ พระเนตรต่อกนั เปน็ สันคล้ายปีก

กา พระเนตรโปน พระนาสิกค้อนข้างแบน พระโอษฐ์แบะ จดั เป็น

ศลิ ปะสมัยทวารวดี ท่ีรับอิทธิพลศิลปะคปุ ตะของอนิ เดีย อายรุ าว

พทุ ธศตวรรษท่ี 13-15

นอกจากน้ีได้พบพระพุทธรูป สำริดขนาดเล็ก และพระ

รปู ท่ี 3-17เศียรพระพุทธรูปสมัยทวารวดี พมิ พ์ อีกหลายชนิ้ พระพุทธรูปสำริดน้นั พบร่วมกับประติมากรรม

อุทยานประวัติศาสตรศ์ รีเทพ สำริดในพทุ ธศาสนามหายาน เชน่ พระโพธิสตั ว์อวโลกิเตศวร และ

พระโพธสิ ัตวศ์ รอี าริยเมตไตรย ซึ่งมีรูปแบบสัมพันธ์กับกล่มุ ประติมากรรมสำริดจากบ้านฝ้ายและประโคนชัย

กำหนดอายุโดยเปรียบเทยี บรปู แบบกับศิลปะเขมรในสมัยไพรกเม็ง-กำพงพระ ซึง่ มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษ

ที่ 13-14

o ธรรมจักร

ธรรมจักรกับกวางหมอบเปน็ สัญลกั ษณ์ทางพุทธศาสนาอย่างหน่ึงทพ่ี บแพร่หลายอยูโ่ ดยทัว่ ไปในอารย

ธรรมทวารวดี จนอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นตัวแทนของอารยธรรมนี้ได้เป็นอย่างดีวา่ วัฒนธรรมทวารวดเี ผยแพรไ่ ป

ถึงไหนก็จะพบธรรมจักรกับกวางหมอบไปถงึ ดินแดนนั้น ๆ ด้วย ธรรมจักรเปน็ เครือ่ งหมายของการประกาศ

พระธรรมคำสัง่ สอนของพระพุทธเจ้า ซ่ึงเป็นสัญลกั ษณข์ องการแสดงปฐมเทศนาโปรด ปญั จวัคคีย์ทป่ี า่ อิสิปตน

มฤคทายวนั แขวงเมืองพาราณสี หลังจากน้นั ธรรมจกั รจึงกลายเป็นเคร่ืองหมายของพระธรรมคำส่ังสอนของ

พระพุทธเจ้าที่ไปปรากฏตามที่ต่าง ๆ ธรรมจักรกับกวางหมอบที่พบในประเทศไทยเขา้ มาพร้อม ๆ กับการรับ

พทุ ธศาสนาหลังสมัยคุปตะแลว้ คือ ในสมัยทวารวดตี ั้งแต่พทุ ธศตวรรษท่ี 12 เป็นต้นมา

158 Jean Boisselier, La Sculpture en Thaïlande, p. 104.

174

รปู ที่ 3-18 ธรรมจกั ร พบจากการขดุ แตง่ เขาคลงั ใน
รูปท่ี 3-19 ภาพขยายลวดลายบนธรรมจักร เป็นลายดอกกลมสลับส่เี หล่ียมขนมเปยี กปนู

จากรูปแบบของธรรมจักรมีสว่ นสำคญั ท่ีช่วยในการกำหนดอายุไดค้ ือ ลวดลายที่ประดบั ที่กงธรรมจักร
อนั เปน็ ลวดลายทเี่ หมือนกับท่ีพบในแถบภาคกลางของประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่พบท่ีนครปฐม ลวดลาย
สำคัญคอื ลายดอกกลมสลับสีเ่ หล่ียมขนมเปียกปูน โดยเฉพาะจะมีลายกระหนกรุ่นเก่าที่เรยี กว่า “กระหนกผัก
กดู ” เป็นลวดลายทีน่ ิยมอยา่ งมากในสมัยทวารวดี ทีม่ ีอิทธิพลของศิลปะคุปตะหรือหลงั คปุ ตะท่ีพบทางอินเดีย
ภาคใต้ (เรยี กว่าวกาฏกะ) ซ่ึงลายนีไ้ ด้เขา้ มาสศู่ ิลปะในเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้ ต้ังแต่วฒั นธรรมอนิ เดียเข้ามา
ในยคุ แรก ๆ คอื ตั้งแต่ราวพทุ ธศตวรรษท่ี 12 เป็นต้นมาและมาปรากฎอย่างมากในศิลปะทวารวดี ดงั นั้นจาก
ลวดลายทม่ี ีความสมั พันธ์กบั ทวารวดใี นภาคกลางส่วนใหญ่จะกำหนดอายุธรรมจักรอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่
12-13

สำหรบั ธรรมจักรช้ินน้ี เป็นธรรมจกั รแบบทบึ คือ ทซ่ี ี่กงแต่ละซ่ีไมเ่ จาะช่องโปร่งแบบท่พี บโดยท่ัวไป
ซ่ึงพบอยู่บา้ งในวัฒนธรรมทวารวดี ในแต่ละส่วนของธรรมจักร ประดับลวดลาย ประกอบด้วย ที่ขอบวงล้อ
เป็นลายกระหนกล้อมรอบทง้ั หมด ส่วนท่ีวงล้อธรรมจกั ร มกี รอบลายเป็นลายลกู ประคำท้ังด้านในและนอก
ภายในเปน็ ลายดอกส่ีกลีบ (แทนลายดอกกลม) สลับส่ีเหล่ียมขนมเปียกปูน และมีลายกระหนกแยกออก
ด้านขา้ งทั้ง 2 ข้าง ลกั ษณะของลายกระหนกเป็นแบบกระหนกผกั กูด ทนี่ ยิ มอยใู่ นสมยั ทวารวดี นอกจากนีย้ ังมี
ลวดลายทว่ี งรอบดมุ ธรรมจักร และท่ีปลายซกี่ ง ท้งั หมดเป็นลายกระหนกผกั กดู ทั้งส้ิน

ลักษณะของลายกระหนกผักกดู คือลายที่เหมือนเลขหนึ่งไทย (๑) แต่มลี ักษณะของวงทีม่ ว้ นน้นั มีขอบ
หยักๆ คล้ายกบั ผักกูด จึงเรยี กวา่ กระหนกผกั กูด เปน็ ลวดลายท่ีเกดิ จากธรรมชาติ แตเ่ กดิ ในศิลปะอินเดียสมัย
คุปตะก่อนและแพร่หลายมาพร้อมกับวฒั นธรรมอนิ เดยี ภมู ิภาคเอเชียตะวันออกเฉยี งใต้ เราได้พบลวดลายนที้ ั้ง
ในศลิ ปะ ชวาภาคกลาง ในศลิ ปะเขมรสมัยก่อนเมอื งพระนคร ศิลปะจามและศิลปะทวารวดขี องไทย ส่วนใหญ่
ในสมยั ทวารวดีนิยมประดับตามสว่ นฐานเจดีย์ และลวดลายบนธรรมจกั รและเสาธรรมจักร เป็นต้น ซง่ึ ลักษณะ
ลวดลายกระหนกผักกดู ท่ีพบที่ธรรมจักรช้นิ น้ีเหมือนกับลายที่ฐานเจดยี เ์ ขาคลังนอก และยงั เหมือนกับลวดลาย

175

บนธรรมจักรและฐานเจดีย์ สมัยทวารวดีที่พบในภาคกลางท้งั หมด เช่น ท่ีนครปฐม คบู ัว อูท่ องและทล่ี พบุรี

เป็นต้น ซง่ึ สามารถกำหนดอายุได้วา่ อยู่ในราวพุทธศตวรรษท่ี 12-14

- ตวั อย่างประติมากรรมในสมยั ทวารวดี (ระหว่างพทุ ธศตวรรษท่ี 12-15)

: ประตมิ ากรรมในพทุ ธศาสนามหายาน

o พระโพธิสตั ว์ ขนาดเลก็ สำริด

รูปเคารพในพุทธศาสนามหายานที่พบอยู่เสมอ ได้แก่ พระโพธิสตั วอ์ วโลกิเตศวร (มีพระธยานิพุทธ

อมิตาภะ ปางสมาธิอยู่ทม่ี วยผม) และพระโพธิสัตว์ศรีอาริยเมตไตรย (มีสถปู อยูท่ ี่มวยผม) จากหลักฐานทาง

ศิลปกรรมได้แก่ ภาพสลักทผี่ นังถ้ำเขาถมอรัตน์ และประตมิ ากรรมสำริดขนาดเล็ก และมีบางองค์ทำจากเงิน

คอื พระโพธสิ ัตว์กลุม่ หนง่ึ ที่ได้จากการขดุ แตง่ ทางโบราณคดี เขาคลังใน แสดงให้เหน็ วา่ มีกลมุ่ ชนทเ่ี มืองศรเี ทพ

นับถือพทุ ธศาสนาแบบมหายานร่วมอย่ดู ว้ ย

งานศิลปกรรมเหล่าน้ีเปรยี บเทียบได้กบั กลุ่มงานประติมากรรมท่ีมีชอ่ื เสียงแห่งหน่งึ ท่พี บในประเทศ

ไทย คือทเ่ี มอื งฝ้าย อำเภอลำปลายมาศ จังหวดั บรุ ีรมั ย์ ซ่ึงมีลักษณะท่ีเหมือนกับศลิ ปะเขมรสมัยไพรกเม็ง -

กำพงพระ กำหนดอายุไดใ้ นราวพุทธศตวรรษที่ 13 -14 อันเป็นระยะเวลาทีศ่ าสนาพุทธแบบมหายานแพร่หลาย

อยา่ งมากในเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้

ประติมากรรมพระโพธิสัตว์ สำริด ขน าดเล็กนี้ท่ีเหลือหลักฐาน อยู่ 3 องค์ เป็นพระโพธิสัตว์ศรี -

อาริยเมตไตรย ประทับน่ังท้ัง 3 องค์ 2 องค์ประทับนั่งขัดสมาธิราบปางสมาธิ ส่วนอีกองค์หน่ึง ประทับ

นง่ั ขดั สมาธิเพชร พระหตั ถข์ วาถอื หมอ้ น้ำ พระหตั ถซ์ ้ายถือดอกบวั

พระโพธิสตั ว์ศรอี ารยิ เมตไตรย ประทับนั่งขัดสมาธิราบ

ปางสมาธิ 2 องค์ ซึ่งมลี ักษณะและขนาดเท่าๆ กัน การขัดสมาธิ

ราบอย่างหลวมๆ แบบท่ีพบอยู่โดยท่ัวไปในศิลปะทวารวดี พระ

เพลาแคบ พระพกั ตร์มลี ักษณะเดียวกับภาพจำหลกั พระโพธิสัตว์

ทีถ่ ้ำถมอรัตน์ พระพักตรค์ ่อนข้างรูปไข่ พระเนตรเหลือบลงต่ำ

แสดงถงึ ความสงบ ลักษณะสำคัญ คอื พระเกศาทรงชฎามงกุฎ ท่ี

มีเส้นพระเกศาถักและทำเป็นชน้ั ๆ ท่มี วยพระเกศาประดับสถูป

อันเป็นสัญลักษณ์ของพระโพธิสตั ว์ศรอี ารยิ เมตไตรย ลักษณะ

พระพักตร์และชฎามงกุฎเป็นแบบเดียวกับเศียรพระโพธิสัตว์

รูปท่ี 3-20 พระโพธสตั ว์ศรอี ารยเมตไตรย จำหลักที่ถ้ำเขาถมอรัตน์และสามารถเปรียบเทียบได้กบั กลุ่มพระ
สำริด ปัจจุบนั เกบ็ รกั ษาอยทู่ ี่ศูนยข์ ้อมูล โพธิสัตว์สำริด ท่พี บที่ ประโคนชัยและลำปลายมาศ จังหวัด

อุทยานประวตั ิศาสตรศ์ รีเทพ

176

บรุ รี ัมย์ และ จากบ้านโตนด จงั หวัดนครราชสีมา ซ่ึงเปรยี บเทยี บได้กับศิลปะสมยั ไพรกเมง-กำพงพระ ของเขมร
ซง่ึ ประติมากรรมกลุ่มน้ีกำหนดอายไุ ด้อยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 13-14 อันเป็นช่วงท่พี ุทธศาสนา มหายาน
แพร่หลายเขา้ มาในเขมรและในประเทศไทย

o ประติมากรรมเนอ่ื งในศาสนาพราหมณ์
ท่ีเมื องศรี เทพน อกจ า กจ ะเป็ น เมื องสมั ย ทวา ร วดี ท่ีพบปร ะติ มา กรร มใน พุ ทธศา สน า เถ ร วาท แ ละ
มหายานแลว้ ยังได้พบประตมิ ากรรมในศาสนาพราหมณ์อีกเป็นจำนวนมากด้วยเชน่ กนั รูปเคารพในศาสนา
พราหณ์ทีพ่ บเปน็ จำนวนมาก ได้แก่ ศิวลึงค์ พระวิษณุ พระกฤษณะ (อวตารภาคหนึ่งของพระวิษณุ) และพระ
สุริยะ และยงั มีชน้ิ ส่วนประติมากรรมองค์อ่ืนๆ เชน่ พระอรรถนารีศวร พระพิฆเนศ ฐานศิวลงึ ค์ โคนนทิ เป็น
ตน้ สำหรับประติมากรรมเนือ่ งในศาสนาพราหมณ์นีแ้ บง่ ได้ 2 ช่วงเวลา ตามหลักฐานทางวัฒนธรรม คือ ใน
วฒั นธรรมทวารวดี ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 12-15 และในวฒั นธรรมเขมร ในช่วงพุทธศตวรรษท่ี 16-17

- ตัวอย่างประตมิ ากรรมในสมยั ทวารวดี (ระหว่างพทุ ธศตวรรษที่ 12-15)

: รูปเคารพในศาสนาพราหมณ์
จากการประมวลหลกั ฐานงานประตมิ ากรรมในศาสนาพราหมณ์ที่เป็นแหล่งท่พี บแหล่งใหญม่ ากแหลง่ หน่ึง
ในวัฒนธรรมทวารวดี เพราะเหตุวา่ ในวัฒนธรรมทวารวดีโดยทว่ั ไป สว่ นใหญ่จะเป็นรปู เคารพในพุทธศาสนา
เป็นหลกั ที่เกี่ยวข้องกบั ศาสนาพราหมณ์จะมีน้อยมาก ในดินแดนไทยช่วงพทุ ธศตวรรษท่ี 1 2-13 น้ี ได้พบ
ประติมากรรมเน่ืองในศาสนาพราหมณ์จำนวนมากอยู่ 3 แหล่ง ได้แก่ ในภาคใต้ แถบตะก่ัวปา่ พังงา และ สุ
ราษฎร์ธานี รองลงมาคอื เมอื งศรมี โหสถ ปราจีนบุรี และทีเ่ มืองศรเี ทพ แห่งนี้ นอกนัน้ มีพบบ้างแต่ไม่มากนัก
เชน่ เมืองอทู่ อง เมอื งนครชยั ศรี (นครปฐม) และลพบุรี

ประติมากรรมที่กล่าวถงึ น้ีส่วนใหญ่เป็นเทวรูปลอยตัว ขนาดใหญ่ คือประติมากรรมสำหรบั ตั้งเคารพ
บชู า จากหลักฐานท่ีพบท่ีเมืองศรเี ทพ ส่วนหนงึ่ ไดจ้ ากการสำรวจทางโบราณคดเี ปน็ โบราณวตั ถทุ ี่ทิ้งร้างอยู่ ส่วน
หนง่ึ ได้จากการขุดแต่งทางโบราณคดีในรุ่นหลัง แต่มีประตมิ ากรรอีกเปน็ จำนวนมากที่เคล่อื นย้ายออกไปจาก
เมืองศรีเทพแล้วและปัจจุบันไม่ทราบท่ีมาท่ีแน่ชัด และอีกกลุ่มหน่ึงนับเป็น กลุ่มสำคัญ คือ อยู่ในความ
ครอบครองของเอกชนและส่วนหนง่ึ อยู่ในพิพิธภัณฑ์ ตา่ งประเทศ เช่น ในสหรัฐอเมรกิ าและในเยอรมัน เปน็ ต้น

177

เร่ืองรูปแบบและอายุสมัย โดยเฉพา ะแนวความคิดท่ีว่า

ประติมากรรมท่ีเมืองศรีเทพในระยะเวลาน้ี เกิดจากการผสมผสาน

รูปแบบ จากอินเดีย เทวรูปในภาคใต้และภาคตะวันออกของประเทศ

ไทย และเขมรสมัยก่อนเมืองพระนคร แต่ก็มีลักษณะท่ไี ม่ใชภ่ าคใต้ เช่น

การทรงผ้าภษู า บางองคท์ ่ีเป็นแบบเขมร แต่ก็มสี ่วนที่ไม่ใช่ศลิ ปะเขมร

เรอื่ งเทคนคิ การสร้างที่ต่างกัน ซ่ึงถือเป็นลักษณะเฉพาะท่ีโดดเด่น คือ

เร่อื งเทคนิคงานชา่ งท่ีการสรา้ งประติมากรรมลอยตัวอย่างแทจ้ รงิ โดยไม่

มแี ผน่ วงโค้งด้านหลัง ประการที่ 2 คอื นิยมการยืนทา่ ตริภังค์ หรือการ

รปู ที่ 3-21 พระวิษณุจากเมอื งศรีเทพ ยกแขนข้างหน่ึง อันแสดงให้เห็นเสมือนการเคลื่อนไหว ซ่ึงต่างจาก
พิพธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติ พระนคร ประติมากรรมในแหล่งอ่นื ๆ ในระยะเวลาเดียวกนั ดังน้นั จึงมีการกำหนด

รปู แบบเปน็ “สกุลช่างศรีเทพ” และน่าจะมอี ายอุ ยู่ในราวพทุ ธศตวรรษท่ี 12-14

o พระสรุ ยิ ะ ท่ีพบในเมอื งศรีเทพและในดนิ แดนไทย

หลักฐานรูปเคารพในศาสนาพราหมณ์ที่นา่ สนใจอย่างมาก คอื สรุ ิยะหรือพระอาทติ ย์เพราะได้มีการ

ค้นพบประติมากรรมรปู พระสุริยะจำนวนหลายองค์ ทเ่ี มอื งศรีเทพ และถอื เป็นประตมิ ากรรมหินทราย ลอยตัว

ขน าดใหญ่ท่ีประดิษฐาน สำหรับบูชา เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ส่วน หนึ่ งยังคงเก็บรักษา อยู่ใน

พพิ ิธภัณฑสถานแห่งชาติ อย่างน้อย 4-5 องค์ และยงั มีชิ้นส่วนที่ไม่สมบรู ณ์จำนวนหน่ึง ทั้งสว่ นเศียรและสว่ น

องค์ เก็บรักษาไว้ที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ส่วนหนึ่งเป็นสมบัติส่วนบุคคล และอีกส่วนหน่ึงได้ถูก

นำออกไปตา่ งประเทศ ซึง่ ไม่สามารถทราบได้จำนวนเท่าไร แตท่ มี่ กี ารเผยแพร่ ราว 2 องค์ อยใู่ นพิพธิ ภัณฑ์ ใน

สหรฐั อเมริกา 1 องค์ ในประเทศเยอรมนั นี 1 องค์ ประติมากรรมกลุ่มนี้ จงึ มีความหลากหลายทางงานชา่ ง 159

สำหรับรูปแบบศิลปกรรม พระสุริยะมีลักษณะของพระพักตร์มีทั้งแบน และกลมปอ้ ม ที่สำคญั คอื มี

หลายองคม์ ีหนวดและเครา มีขอ้ สันนิษฐานวา่ กลุ่มที่ทรงภูษาแบบเป็นเสื้อคลุมสั้นและการแสดงหนวดเครา

อยา่ งมากนา่ จะเป็นอิทธพิ ลศิลปะที่รับมาจากทางเปอร์เซยี และการนุ่งผ้าลักษณะส่วนใหญ่จะใส่รองเท้าบทู ซึ่ง

เป็นชุดนักรบทต่ี ้องขี่มา้ ของทหารเปอร์เซีย ซึ่งนำมาใช้ในความหมายของพระสรุ ิยะ แตก่ ารสวมตมุ้ หูนน้ั ยัง

ใกลเ้ คยี งกับวัฒนาการทวารวดใี นภาคกลางอยู่ ดงั นั้นงานประตมิ ากรรมกลมุ่ นี้คงสร้างขนึ้ โดยช่างพ้ืนเมอื งราว

พทุ ธศตวรรษท่ี 12-13 และด้วยเหตุทมี่ ีการพบพระสุรยิ ะหลายองคท์ ี่ศรีเทพ และนา่ จะพบเพยี งแห่งเดียวใน

ประเทศไทยที่ทำเป็นประติมากรรมลอยตวั ขนาดใหญ่ อาจจะแสดงให้เห็นถงึ การมีลทั ธิหน่ึงที่บูชาพระพระ

สรุ ิยะโดยเฉพาะกอ็ าจเป็นได้

159 Jean Boisselier, La Sculpture en Thaïlande, p. 104.

178

การศกึ ษาเปรยี บเทยี บพระสุริยะในดินแดนไทยกบั ในเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้

พระสุริยะในดินแดนไทยพบมากท่ีเมืองศรีเทพ มีรูปแบบท่ีคล้ายคลึงกับที่พบในศิลปะเขมรและใน

ศิลปะจามแต่ก็มีความแตกต่างเล็กน้อยทางด้านรูปแบบจากแหล่งอน่ื ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ ลกั ษณะ

ของกริ ีฏมงกุฎ มีการประดบั ลายลายกระหนกขนาดใหญ่ 3 ดา้ น จากการพบเป็นจำนวนมากอาจสันนิษฐานว่า

มีการบูชาพระสรุ ิยะเปน็ หลกั อาจมลี ัทธเิ สาระแพรห่ ลายเข้ามาท่เี มืองศรเี ทพกอ็ าจเปน็ ได้

ตัวอย่า งประติมากรรมพระสุริยะองค์สำคัญ 2 องค์ ที่มี

รูปแบบค่อนข้างสมบูรณม์ ากท่ีสุดที่เหลืออยู่ในประเทศไทย จัดแสดง

ในพพิ ิธภณั ฑสถานแหง่ ชาติ พระนคร ทงั้ 2 องคม์ ีลักษณะใกล้เคียงกัน

คือ ยืนตรง ทรงภษู าเปน็ แบบสวมเสื้อคลุมสนั้ ยาวลงมาถึงต้นพระชงฆ์

ผา้ บางแนบพระวรกาย องค์หน่ึงสวมหมวกทรงแปดเหลย่ี ม ส่วนอีก

องค์หน่ึงสวมหมวกทรงกระบอก ทีห่ มวกประดบั ลายดอกไม้ (ลายผัก

กูด) มีแผ่นประภามณฑลประดับอยู่ด้านหลังพระเศียร สวมกุณฑล

แบบทวารวดีและสวมกรองศอเส้นขนาดใหญ่ อาจเปรียบเทยี บได้กับ

กรองศอของพระราชินจี ากภาพปูนป้นั ประดับเจดีย์จุลประโทน และมี

รปู ที่ 3-22 พระสรุ ยิ ะ การสวมตุ้มหูท่ยี ังใกล้เคียงกับวัฒนธรรมทวารวดีในภาคกลางอยู่
พบจากการขดุ แต่งทางโบราณคดี
ปี พ.ศ. 2535 บริเวณเนินดินรปู กากบาท
ทางเขา้ ปรางคส์ องพี่นอ้ ง
ปจั จุบันเก็บรักษาอยทู่ ี่พพิ ธิ ภณั ฑสถาน

แหง่ ชาติ พระนคร

สำหรับองค์ทสี่ วมหมวกทรงกระบอกน้ซี ่ึงได้จากการขุดแต่งในปี พ.ศ. 2535 บริเวณเนินกากบาท
ดา้ นหน้าปรางค์สองพ่ีนอ้ ง แสดงสีหน้าดุดันและทส่ี ำคัญคอื การแสดงหนวดและเคราอย่างมาก สวมกรองศอ
และตุ้มหูแบบเดยี วกับองค์แรก มีเชือกติดอยู่ทพี่ ระอุทรและโค้งข้ึนมาน่าจะระดับเดียวกับพระหตั ถซ์ ึง่ หมายถึง
เชือกคมุ บังเหียนของม้าอนั เป็นสญั ลักษณข์ องพระสุริยะนั่นเอง ประติมกรรมช้ินนแี้ สดงร่างกายกำยำรำล่ำสัน
มีกล้ามเน้ือ แสดงความเปน็ นกั รบผ้กู ุมบังเหยี นมา้ อยา่ งแทจ้ รงิ

ลกั ษณะของพระสุริยะทั้ง 2 องค์นี้ คงสรา้ งขนึ้ โดยช่างพ้ืนเมืองน่าจะมอี ายุในราวพุทธศตวรรษที่ 12 -
13 ดังกล่าวขา้ งตน้

- เมืองนอก ต้ังอยู่ทางทศิ ตะวันออกของเมืองใน เปน็ ลกั ษณะการตอ่ ขยายของเมอื งออกไป ผงั เมือง
เปน็ รูปสเ่ี หลี่ยมผืนผ้ามมุ มน กวา้ งประมาณ 1,500 เมตร และยาวประมาณ 1,840 เมตร มีพ้นื ท่ี 288.350

179

เฮกเตอร์ โดยทางทิศตะวนั ตกของเมืองนอกจะใชค้ ูเมืองรว่ มกันกับเมอื งในลักษณะของคู - กำแพงเมือง จะมี
ลักษณะเหมือน กับเมืองใน แต่มีขนาดเล็กและต้ืนกว่าของเมืองใน เน่ืองจากพ้ืน ที่ของคูเมืองด้า นทิศ
ตะวันออกเฉยี งเหนอื ของเมอื งนอกถูกขดุ อยู่บนช้ันของศิลาแลงเดิม ตลอดทั้งแนวไปจนสดุ มุมดา้ นทศิ ตะวันออก
มีชอ่ งทางเข้า – ออก หรือประตูเมือง 6 ช่องทาง พบเนินดินโบราณสถาน 63 แห่ง ซ่ึงยังไม่ได้ดำเนินการขุด
แตง่ บูรณะ และยังพบสระนำ้ อยู่ทว่ั ไป 30 แห่ง โดยมีสระนำ้ โบราณขนาดใหญ่ เรียกวา่ สระขวัญ ตั้งอยกู่ ลาง
เมือง ซึ่งได้ดำเนนิ การขดุ ลอกและบรู ณะแลว้

c) เทคนิค (TECHNIQUES)
ในการก่อสร้างคู – กำแพงเมือง ใช้วิธีกำหนดขนาดและรูปแบบของเมืองและน่าจะใชแ้ รงงานคนใน

การขดุ คเู มือง โดยนำดนิ ที่ได้จากการขุดคูเมืองไปพูนสูงเป็นลักษณะกำแพงเมือง พร้อมบดอัด ล้อมรอบพนื้ ที่
ทกี่ ำหนด ทง้ั เมืองในและเมืองนอก

d) วัสดุ (MATERIAL)
ในการกอ่ สร้างกำแพงเมืองจะใช้ดินทไี่ ดจ้ ากการขดุ คเู มือง มาวางเปน็ รปู รา่ งกำแพงเมืองตามที่กำหนด

โดยในระยะหลงั ราวพุทธศตวรรษที่ 17 พบการใช้ศลิ าแลงวางเรยี งซ้อนกัน เฉพาะบนสันกำแพงเมืองดา้ นทิศ
ตะวันออกเฉยี งเหนือ ยาวประมาณ 100 เมตร แสดงให้เหน็ ว่ากอ่ สร้างไม่แลว้ เสร็จ ส่วนคูเมืองมีลกั ษณะเป็น
คูดนิ แตเ่ ฉพาะดา้ นทศิ ตะวันออกเฉยี งเหนือยาวไปจนจบคูเมอื งด้านทศิ ตะวันออกของเมอื งนอก ท่ีพบว่ามีการ
ขดุ คูเมือง ไปบนชน้ั ดนิ ศิลาแลงและเมือ่ ดินแขง็ ตัว จึงมีลกั ษณะเปน็ คูเมืองทท่ี ำจากศิลาแลง ซึ่งโดยขอ้ เท็จจริง
แลว้ เปน็ ศิลาแลงตามธรรมชาตทิ ี่พบอยเู่ ป็นบริเวณกวา้ งทง้ั ดา้ นทิศเหนือและทิศตะวนั ออกของเมอื งศรเี ทพ

e) วตั ถุประสงคใ์ นการใช้ (USE AND FUNCTION)
เม่ือเริ่มแรกของการสรา้ งเมืองศรเี ทพ ที่มคี ู – กำแพงเมือง เป็นขอบเขตนนั้ คงมีวัตถุประสงค์เพียงเพ่ือ

กำหนดขอบเขตเมืองเพ่ือการอยูอ่ าศัยบนพ้ืนที่เดิมเทา่ น้ัน คงไม่ได้มวี ัตถุประสงค์เพ่อื การป้องกันข้าศกึ ศัตรู
เพราะในบริเวณนั้นก่อนการสร้างเมืองศรเี ทพ กถ็ ูกใช้เป็นท่ีอยู่อาศยั และประกอบกิจกรรมของคนสมยั ก่อน
ประวตั ิศาสตร์ตอนปลายในยุคสำริดอยู่แล้วจากหลกั ฐานการพบ ประเพณีการฝังศพภายในเมืองในของเมอื ง
ศรเี ทพ สว่ นคเู มืองนั้นคงถูกใช้เปน็ แหลง่ เกบ็ กักนำ้ ไวใ้ ช้ในชีวิตประจำวนั และส่วนหน่ึงเป็นการป้องกันน้ำทว่ ม
ซึง่ รวมไปถงึ สระน้ำขนาดต่าง ๆ เป็นจำนวนมากที่คน้ พบทง้ั ภายในเมืองนอกและเมืองใน ต่อมาในระยะหลัง
พุทธศตวรรษท่ี 17 จึงเร่ิมมคี วามพยายามที่จะทำใหก้ ำแพงเมืองมคี วามแข็งแรงด้วยการใช้ศิลาแลงเข้ามาเสริม
บนสันกำแพงทีไ่ ดข้ ดุ ค้นพบ แต่กไ็ มส่ ามารถดำเนนิ การไดแ้ ล้วเสร็จ

180

2) โบราณสถานเขาคลงั นอก
a) ท่ีตงั้ (LOCATION AND SETTING)
โบราณสถานเขาคลังนอกตง้ั อยู่นอกเมืองศรีเทพด้านทิศเหนือหา่ งออกไปประมาณ 1.5 กิโลเมตร

บริเวณโดยรอบเป็นที่ราบ ทางด้านทศิ ตะวนั ออก และทิศใต้จะมีสระน้ำโบราณขนาดใหญ่ต้ังอยู่ อกี ทั้งพื้นที่
บริเวณน้ีตามแผนทีธ่ รณีวิทยาจะปรากฎช้ันของ ศิลาแลงอย่ใู ต้ดินกระจายอยู่ท่ัวไป นอกจากนี้ยังพบเนินดิน
โบราณสภาพต้ังอยู่กระจัดกระจายประมาณ 30 แห่ง ซ่ึงบางส่วนถูกรบกวนด้วยการทำเกษตรกรรมของ
ประชาชน บา้ นสระปรือ ซ่งึ เป็นชุมชนที่อาศยั อยู่ในปจั จุบัน

b) รูปแบบ (FORM AND DESIGN)
- ส่วนฐาน เจดยี ์อยู่ในผงั สี่เหลี่ยมจตั ุรัส กวา้ งยาวด้านละ 70 เมตร มีฐานประทักษิณขนาดใหญ่

ซอ้ นกัน 2 ฐาน โดยส่วนฐานท้ังสองชน้ั นี้ มอี งค์ประกอบใกล้เคียงกนั คอื เป็นฐานแบบทวารวดี ท่ีมีการใชล้ วด
บัวท่ีสำคัญทเี่ รยี กว่า “ฐานบัววลัย” ประกอบด้วยฐานเขียง 1 ฐาน ต่อด้วย ฐานหน้ากระดาน รองรับฐาน
บวั คว่ำเต้ียๆ 1 ฐานทเี่ ป็นส่วนรองรบั ชัน้ ลูกแกว้ ขนาดใหญ่ ทีเ่ รยี กว่า “วลัย” เหนือลกู แก้วขนาดใหญ่เป็นชั้น
หน้ากระดาน 2 ชัน้ รองรบั สว่ นเรือนธาตุ แต่เป็นเรือนธาตุท่ีก่อตัน สว่ นฐานท้ังหมดอยใู่ นผังยกเก็จหรอื ยก
กระเปาะ โดยมบี นั ไดทางขนึ้ ทั้งสที่ ศิ เพ่ือขึน้ ไปบนชนั้ ประทักษิณ

รูปท่ี 3-23 ศาสนสถานเขาคลังนอก เมอื งศรีเทพ จ.เพชรบรู ณ์

- ส่วนเรอื น ท่ีผนงั ประดบั ปราสาทจำลอง (ทรงวมิ าน) โดยมีระบบการประดบั คือ ประจำด้านและ
ประจำมมุ ท้ังส่เี ป็นปราสาทจำลองขนาดใหญ่สุด แต่สว่ นทีเ่ ป็นประจำด้านซึง่ อยู่ตรงกลางนน้ั จะมีบันไดทางข้ึน
ไปบนชั้นประทกั ษิณมเี ฉพาะส่วนท่ียกเกจ็ ด้านขา้ งเทา่ นั้น ส่วนเรือนและยอดไมม่ ี ส่วนปราสา ทจำลองอ่ืน ๆ จะ
อยูป่ ระจำด้านโดยมบี ันไดทางข้ึนตรงกลางทำให้แบง่ ออกเปน็ 2 ส่วน แต่ละส่วนจะมีปราสาทจำลองตรงกลาง
ขนาดใหญ่และมีปราสาทจำลองขนาดเล็กกวา่ ขนาบอยู่ 2 ข้าง ลักษณะของปราสาทจำลองทำในลกั ษณะ
เดียวกับซ้มุ จระนำ คอื มีการทำตวั ปราสาทตง้ั แต่ฐานถึงยอดย่นื ออกมาจากผนัง ตวั ปราสาทประกอบด้วยสว่ น

181

ฐานเขียงรองรับฐานบัวคว่ำ ที่มีท้องไม้ บัวหงายท่ีมลี ักษณะของข่อื ปลอม ตอ่ ด้วยเรอื นธาตุ และเป็นเรอื นชั้น
ซอ้ น และมีสว่ นหลงั คาซุ้มเป็นทรงกฑู ุ (คอื เป็นวงโค้งรูปเกอื กมา้ ตามรูปแบบของจ่ัวในศิลปะอินเดีย) สว่ นฐาน
ชัน้ บนมลี ักษณะเช่นเดียวกบั ฐานชั้นล่างทุกสว่ น เพยี งแตม่ ีการย่นย่อให้แคบลง เช่นสว่ นของปราสาทเล็กลง
เป็นตน้

- ส่ ว น บ น ใน ส่ ว น ข อ ง ล า น
ประทักษิณ มรี ่องรอยของหลมุ เสาที่ต้ังเปน็ คใู่ น
ลกั ษณะของการรองรับหลังคา จงึ สันนิษฐานว่า
น่าจะเป็นหลังคาของระเบียงคดที่ตงั้ อยบู่ นลาน
ประทักษิณ สว่ นกลางเหลือเพียงกองซากอฐิ ท่ี
พังทลายลง และมีการลักรอบขุดหาสมบัติจนไม่
มีส่วนของลกั ษณะรูปแบบใด ๆ ให้ศึกษาได้ จึง
ไม่ทรา บว่าส่วนบนน้ีมีรูปแบบอย่างไร แต่
สันนษิ ฐานได้ในเบ้อื งตน้ วา่ นา่ จะมลี ักษณะเป็น รปู ที่ 3-24 ส่วนบนเขาคลังนอก สันนษิ ฐานว่าเป็นเจดยี ท์ รงระฆัง
2 แบบ คือ อาคารทรงปราสาทยอด คอื มีเรือนที่มสี ่วนยอดเป็นเจดีย์ทรงระฆังและแบบที่ 2 เป็นเจดีย์ทรง
ระฆงั ทไ่ี ปเรือนธาตุ แตเ่ ชอ่ื วา่ นา่ จะเป็นเจดยี ท์ รงระฆังในแบบที่ 2 มากกว่า นอกจากนย้ี งั มเี จดีย์บรวิ ารประกอบ
ในลกั ษณะของการล้อมรอบ ประจำด้าน ด้านละ 3 ชนั้ ขนาดเจดยี บ์ ริวารจะมีขนาดใหญไ่ ปหาเล็ก ลดหล่นั กัน
โดยชนั้ ในสดุ มขี นาด 8 เมตร ช้นั กลาง 7 เมตร และช้ันนอกสุด 6 เมตร ซึ่งลักษณะของแผนผังแบบน้ี น่าจะเป็น
แผนผังท่ีได้รับอทิ ธิพลท้ังรูปแบบและแนวความคิดในเร่ืองของมณฑลจักรวาลหรือศูนยก์ ลางจักรวาล โดยมี
เจดยี ์ประธานที่มขี นาดใหญ่นน้ั เปน็ เขาพระสเุ มรหุ รือเปน็ ศูนย์กลางจักรวาล ส่วนเจดยี ์บรวิ ารทล่ี ้อมรอบแตล่ ะ
ช้นั อาจมีทม่ี าจากเขาสัตตบรภิ ัณฑ์ ซึง่ พบอยู่ในศิลปะอนิ เดีย ทั้งท่ีเป็นศาสนฮินดูและมหายาน ตวั อย่ างเช่น
ศาสนสถานในอนิ เดยี ภาคใต้ ในแคว้นเบงกอล หรอื ในศาสนสถานมหายานในศิลปะชวาภาคกลาง เช่น ศาสน
สถานบุโรพุทโธ และที่ปราสาทพนมบาแคง็ ในศลิ ปะเขมร รูปแบบเจดียบ์ ริวารจะเป็นรูปแบบของเจดยี ท์ รงระฆัง
ในสมยั ทวารวดี

จากรูปแบบที่ปรากฏภายหลังการขุดแต่งพบว่า เปน็ เจดีย์ท่ีมีขนาดใหญ่ทสี่ ุดที่เหลือหลกั ฐานท่ีมีความ
เป็นของแท้และด้ังเดมิ ในส่วนของฐานมากที่สุด มีความครบถว้ นสมบูรณ์ของระบบแผนผังในเรื่องของเจดีย์
ประธานและเจดีย์บริวาร ในรปู แบบของมณฑลจกั รวาล แหง่ เดยี วทยี่ ังหลงเหลืออยใู่ นวฒั นธรรมทวารวดี

c) เทคนคิ (TECHNIQUES)
จากการขดุ หลุมทดสอบทางโบราณคดี ทีฐ่ านโบราณสถานเขาคลงั นอกจำนวน 3 หลุม พบลักษณะของ

การเตรียมพ้ืนท่ีดว้ ยการใชท้ รายละเอียดรองรับฐานศิลาแลงและลึกลงไปเปน็ ดินปนเม็ดแลง บดอัดแนน่ เพื่อ

182

รองรบั น้ำหนกั ของโบราณสถานช้ันลา่ งสุดเปน็ ชั้นศิลาแลงธรรมชาติ การกอ่ สรา้ งโบราณสถานเริ่มกันตง้ั แตก่ าร
กำหนดรูปแบบขนาดของโบราณสถาน ซึ่งต้องมีความละเอียดมาก เพราะหลังจากออกแบบเสร็จต้องไป
ดำเนนิ การขุดตัดศิลาแลงจากบ่อศิลาแลง ซงึ่ อยูใ่ นบรเิ วณนั้น คณุ สมบัตขิ องศิลาแลงเมือ่ แรกเปดิ หน้าดินจนถึง
ชนั้ ศิลาแลง จะมีลักษณะคลา้ ยกับดินเหนียว ที่สามารถตดั แตง่ ต้ังแตข่ นาดและรูปแบบในสว่ นต่าง ๆ ของ
สถาปัตยกรรม เช่น ส่วนฐานเขียง ฐานหน้ากระดาน ฐานบวั วลยั ตวั ซมุ้ วิมาน ซง่ึ จะมีท้ังขนาดและรปู แบบที่
แตกต่างกันออกไป ฉะน้ันช่างท่ีตัดแตง่ จะตอ้ งมีความชำนาญมากจึงจะสามารถตัดแตง่ ศิลาแลงให้ได้ตามขนาด
และรปู แบบท่กี ำหนดจากนั้นจงึ นำมาก่อเรียงตามรูปแบบท่ีกำหนด ซึ่งจะต้องดำเนนิ การให้แลว้ เสรจ็ เพราะถ้า
ศลิ าแลงแข็งตัวแล้วจะมีเน้ือดินที่ค่อนข้างหยาบ ไมส่ ามารถท่ีจะตดั แต่งให้เป็นไปตามรูปแบบทีต่ ้องการได้อีก
ส่วนฐานของโบราณสถานไม่พบรอ่ งรอยของการฉาบปนู เป็นลักษณะของการใชศ้ ลิ าแลงตดั แต่งเป็นรปู แบบท่ี
ตอ้ งการเท่านน้ั

สว่ นดา้ นบนของฐานศิลาแลง ส่วนลานประทักษณิ ท่ีติดตอ่ กับฐานศิลาแลงจะปพู ื้นด้วยศิลาแลง ส่วนที่
พบรอ่ งรอยของหลุมเสาหกเหลีย่ ม ที่เป็นระเบียงคดล้อมรอบเจดีย์ จะใช้กอ่ เรียงด้วยอิฐ รวมท้ังตัวองค์ระฆัง
ทางเจดยี ์ประธานทพี่ บว่ามีการวางเรียงศิลาแลงไวด้ ้านลา่ งสดุ เพือ่ รองรับนำ้ หนักอิฐทีจ่ ะกอ่ เรยี งขึ้นไปเป็นรูป
องคร์ ะฆงั หลังจากนั้นจึง ฉาบปูนขาวทับลงบนแนวอิฐเรยี ง ดงั กลา่ วเพราะพบร่องรอยของปูนขาวผสมอย่กู ับ
ดินจากการขุดแตง่ ด้วย

d) วัสดุ (MATERIAL)
โบราณสถานเขาคลังนอก ใชว้ ัสดุในการกอ่ สรา้ ง 2 ชนิดคอื
- ศลิ าแลง (LATERIAL) จากแผนท่ธี รณวี ิทยาพบว่าพน้ื ที่บริเวณเมอื งศรีเทพและโบราณสถานเขา

คลงั นอก มีลกั ษณะเป็นตะกอนตะพกั ลำน้ำ กรวด ทราย ทรายแป้ง ดินเหนยี ว และศิลาแลงจะอยเู่ ป็นบริเวณ
กว้าง ฉะน้ัน ศลิ าแลงที่ใช้เป็นวสั ดุหลักในการก่อสรา้ ง ส่วนฐานพ้ืนท่ีบนลานดา้ นลานประทกั ษิณส่วนหนึ่ง
ทำจากศิลาแลง และศิลาแลงดังกล่าวนา่ จะมาจากบรเิ วณด้านทิศตะวันออกของโบราณสถานเขาคลังนอก
เพราะพบร่องรอยของศลิ าแลงธรรมชาติ ตกกระจดั กระจายอย่ทู ่ัวไปและคุณสมบัตขิ องศิลาแลงมีความละเอยี ด
พอควรจึงสามารถตดั แต่งออกมาเป็นรปู แบบตา่ ง ๆ ของโบราณสถานเขาคลังนอกได้อยา่ งสมบูรณ์ เชน่ ลวดบัว
ซมุ้ โคง้ วมิ าน เป็นต้น

- อฐิ (BRICK) พบเป็นวัสดุท่ีใชใ้ นการก่อสร้างเจดีย์ด้านบนลานประทักษิณของโบราณสถาน
เขาคลงั นอก รวมท้งั เจดยี บ์ ริวารที่อยู่รายรอบโบราณสถานเขาคลังนอก ขนาดของอิฐกวา้ ง 16 ซม. หนา 7 ซม.
เนอื้ อฐิ มีแกลบข้างปนอยู่ ซ่ึงเป็นลักษณะของอิฐ สมยั ทวารวดี ท่ีพบอยู่ทั่วไป การเผาอิฐใช้วธิ สี ุ่มเผาด้วยฟาง
ข้าวกลางแจง้ จนสุกท่วั ถงึ กันทุกก้อน ก่อนนำไปใช้เปน็ วัสดใุ นการก่อสรา้ ง นอกจากนี้ยงั พบร่องรอยของเศษปูน

183

ขาวจากการขุดแต่ง แต่มีปรมิ าณน้อยมากและเป็นฝุ่นปนอยู่กับดิน ไม่สามารถวิเคราะห์รายละเอียดได้
สันนษิ ฐานว่า ตัวองคเ์ จดยี ์คงมกี ารฉาบปูนขาว ลงบนผวิ หน้าของชนั้ อิฐท่กี ่อเรยี งเป็นรปู ทรงเจดีย์

e) วัตถุประสงคใ์ นการใช้ (USE AND FUNCTION)
โบราณสถานเขาคลังนอกเป็นศาสนสถานในพทุ ธศาสนามหายาน ใช้ในการประกอบพิธกี รรมตาม

ความเชื่อทางศาสนา โดยดา้ นบนลานประทักษิณพบว่ามรี อ่ งรอยการก่อสร้างเป็นทางเดนิ รอบเจดยี ์ประธาน
จึงน่าจะมกี ารทำพิธีเดินเวียนประทกั ษณิ ซงึ่ ถือว่าเป็นการแสดงออกถึงการเคารพศาสนสถาน
3) โบราณสถานถำ้ เขาถมอรตั น์

a) ทีต่ ้งั (LOCATION AND SETTING)
โบราณสถานถ้ำเขาถมอรัตน์ ตดิ อยู่ในเขตตำบลโคกสะอาด อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ห่างจาก

เมอื งศรีเทพไปทางทิศตะวันตกประมาณ 15 กิโลเมตร โดยจะอยูใ่ นแนวแกนเดียวกันกับโบราณสถานเขาคลัง
นอก ตัวถำ้ เขาถมอรัตน์ ตั้งอยบู่ นยอดเขาด้านทิศเหนือ สูงจากระดบั นำ้ ทะเลปานกลางประมาณ 584 เมตร
เป็นถำ้ คูหาเดยี ว ปากถำ้ กวา้ ง 4.60 เมตร สงู 13 เมตร ลกึ 20 เมตร มที างขนึ้ ในปัจจบุ ันอยู่ทางด้านทศิ ใต้ โดย
เดนิ ออ้ มไปทางทศิ ตะวันออกและวกไปตามสันเขาทางทิศเหนือ จนถึงปากถำ้ ระยะทางประมาณ 1.5 กิโลเมตร

b) รูปแบบ (FORM AND DESIGN)
ถำ้ เขาถมอรัตน์ เป็นถ้ำตามธรรมชาติ โดยเกือบก่ึงกลางถ้ำเป็นแท่งหินคล้ายเสาขนาดใหญ่ กว้าง

ประมาณ 3.50 เมตร สูงประมาณ 41 เมตร ลึกเปน็ แผงยาวเขาไปภายในถำ้ ประมาณ 7 เมตร เฉพาะผนังด้าน
ทิศตะวนั ตกพบร่องรอยการแกะสลกั ลงบนแผ่นหิน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม

- กลมุ่ ท่ี 1 เป็นส่วนของแกนกลางของหนิ ยอ้ ยที่อยกู่ ลางถ้ำ ด้านหนา้ สุดเป็นพระพทุ ธรปู ยืนขนาด
ใหญ่ ปางแสดงธรรม 2 พระหตั ถ์ มีขนาดใหญ่สุด สูง 2.5 เมตร เป็นองค์ประธาน เบ้ืองซ้ายของพระพุทธรูป
ประธานถัดเข้าไปด้านใน มีพระพุทธรูปยืนอีก 2 องค์ ขนาดเล็กกวา่ องคป์ ระธานเล็กน้อย เป็นพระพุทธรูป
แสดงวติ รรกะมุทราท้ัง 2 พระหัตถ์ทั้ง 2 องค์ ทรงยืนเอียงตนเล็กน้อย ท้ัง 2 องคถ์ ูกสกัดทำลายอยา่ งมาก
แตย่ ังคงเหน็ เค้าโครงของส่วนพระอังสา ร่องรอยของพระหัตถ์ทย่ี กข้นึ แสดงวิตรรกะทั้ง 2 พระหัตถ์ จีวรท่ตี ก
เป็นวงโค้ง แบบพระพุทธรูปทวารวดี

- กลุ่มท่ี 2 อยู่ระหว่างกลุ่มที่ 1 และกลุ่มท่ี 3 ประกอบด้วย พระโพธิสัตว์ ส่กี ร พระพุทธรูปประทับ
นงั่ ปางสมาธิ และดา้ นข้างมีสถูป 1 องค์ ในภาพลายเส้นของคณะสำรวจคร้ังแรกๆ ยังมีภาพสเกต็ ของพระ
โพธิสัตว์ยืนอีก 1 องค์ พระพุทธรูปประทับน่ังและสถูป ซึ่งสภาพปัจจุบันไม่เหลอื หลักฐานใหศ้ ึกษาแล้ว แต่ได้
พบหลกั ฐานสำคัญ คือ ได้เศียรพระโพธิสัตว์ในชุดท่ียึดคนื มาไดจ้ ากผู้ลักลอบค้าโบราณวัตถุ ซ่ึงมีเศียรพระ
โพธสิ ตั วท์ ั้งหมด 3 เศียร แต่พบส่วนองคเ์ พยี ง 2 องค์ ดังน้ันเศียรน้ีน่าจะเปน็ ของพระโพธสิ ัตวใ์ นกลมุ่ ที่ 2 น่เี อง
ปจั จุบันจดั แสดงในพิพธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติ พระนคร อีก 1 เศียร แตย่ ังหาองค์ไมพ่ บ

184

- กล่มุ ที่ 3 อย่ทู ี่ส่วนของแกนกลางถ้ำผนังเดยี วกับพระพุทธรปู 3 องค์ แต่อยู่ถัดลึกเข้าไปด้านใน
แบง่ เป็น 2 กลุ่มย่อย คอื กลมุ่ ย่อยที่ 1 เป็นรปู สลกั ของพระโพธิสตั ว์ 2 องค์ เป็นพระโพธสิ ตั ว์ 4 กร ทัง้ 2 องค์
เมื่อตรวจสอบกบั พระเศียรท่ีถกู ตัดไปและจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พบว่าองคใ์ นเป็น
พระโพธิสัตวศ์ รีอาริยเมตรไตรยเพราะมีสัญลกั ษณ์ของสถูปท่ีมวยผมชัดเจน ส่วนองค์นอก สัญลักษณ์บน
พระเศยี รไม่ชดั เจน แตน่ ่าจะเป็นพระโพธิสัตวอ์ วโลกิเตศวร กลุ่มยอ่ ยท่ี 2 สว่ นแรกเปน็ พระพทุ ธรูปปางสมาธิ
เบือ้ งขวาของพระพทุ ธรูปประกอบดว้ ยเสาท่ีต้งั รองรับธรรมจกั ร เบ้ืองซ้ายเป็นสถูปทรงระฆงั เศยี รพระพุทธรูป
ถกู สกดั ไปเชน่ เดยี วกนั

ในส่วนของพระพุทธรปู ท้ังกลุ่มที่ 1 และกลุ่มท่ี 3 แสดงลักษณะเฉพาะของศิลปะทวารวดีอยา่ ง
แทจ้ รงิ ทงั้ ลกั ษณะของพระพุทธรูป ท่ีทำวิตรรกะมุทราหรอื ปางแสดงธรรมทัง้ 2 พระหัตถ์ การครองจีวรห่ม
คลุม และมีชายผ้าตกลงมาดา้ นหน้าเป็นรูปตัวยู (U) อันถอื เป็นลักษณะเฉพาะที่พบในพระพุทธรูปสมัยทวารวดี
ที่ไม่พบในศลิ ปะอ่นื โดยเฉพาะกลุ่มที่พบในภาคกลางของประเทศไทย สว่ นชายจีวรดา้ นขา้ ง แผ่ออกและเปน็ ร้ิว
ซอ้ นหลายชั้น ลักษณะน้ีน่าจะไดร้ ับอิทธิพลศิลปะปาละเข้ามาแล้ว สำหรับส่วนเศียรก็เป็นแบบทวารวดี
ตอนกลางที่จดั เป็นลักษณะเฉพาะของศิลปะทวารวดอี ย่างแท้จริง แตบ่ างเศียรก็มฝี ีมือช่างดมี าก แสดงลักษณะ
โดยร่วม คือ พระพักตรค์ ่อนข้างแบน แปน้ ขมวดพระเกศาใหญ่ พระเนตรตอ่ กันเป็นสนั คล้ายปีกกา อุษณีษะ
เตี้ย ไม่มีพระรศั มี จัดเป็นศิลปะสมัยทวารวดี แบบเดียวกับทพี่ บโดยในสมยั ทวารวดโี ดยทัว่ ไป แต่มขี ้อสังเกต
คอื พระเนตรเหลอื บลงตำ่ พระโอษฐไ์ ดส้ ัดส่วนไมแ่ บะกว้างเหมือนศิลปะทวารวดีโดยทั่วไป สามารถกำหนด
กล่มุ รปู แบบอยู่ในสมัยทวารวดตี อนกลาง คือราวพุทธศตวรรษท่ี 13-15

การพบพระพุทธรูปทอ่ี ยู่ระหวา่ งธรรมจักรกับสถูปกเ็ ป็นรปู แบบหนึ่งของงานศิลปกรรมในสมัย
ทวารวดที ช่ี อบทำอยา่ งมาก พบทัง้ ท่ดี า้ นข้างเป็นสถูปท้งั 2 องค์ ก็มี ท่เี ป็นประติมากรรมขนาดใหญ่และขนาด
เลก็ รวมถึงพระพิมพ์ จงึ นบั เป็นหลกั ฐานสำคัญอยา่ งหนึ่งของงานศลิ ปกรรมสมัยทวารวดีทเ่ี มืองศรีเทพ

ใน ส่วนของประติมากรรมพระโพธิสัตว์ เป็นประติมากรรมเน่ืองในศาสนา พุทธมหายา น
ศาสตราจารย์ ฌอง บวสเซอรลิเยร์ (Jean Boisselier) ได้เสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับศิลปกรรมเมืองศรีเทพ
วา่ ควรจดั เป็น “สกุลชา่ งเมอื งศรีเทพ” (L’école de Si Tep) โดยให้เหตุผลว่า ประติมากรรมมรี ูปแบบเฉพาะ
ท้ังประตมิ ากรรมเนื่องในศาสนาฮนิ ดู และมหายานทพี่ บรว่ มกัน มีความใกล้เคยี งกับศลิ ปะทวารวดี ศรีวิชยั และ
ลพบรุ ี (เขมรในประเทศไทย) ทีผ่ สมผสานเข้าด้วยกนั 160 และกำหนดอายภุ าพสลักที่ถำ้ ถมอรัตน์ว่าเป็นมหายาน
ท่มี ีรูปแบบสมั พันธ์กบั ประติมากรรมมหายานกลุ่มทีพ่ บทบ่ี ุรีรมั ยก์ ำหนดอายอุ ยู่ในราวพทุ ธศตวรรษที่ 13-14161

160 Jean Boisselier, La Sculpture en Thaïlande, p. 104.
161 Jean Boisselier, La Sculpture en Thaïlande, p. 106.

185

นบั เปน็ หลกั ฐานสำคญั ท้ังทางรปู แบบและคติการสรา้ งทวี่ ่าในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13-14 น่าจะมี
ความนิยมพุทธศาสนาแบบมหายานทแ่ี พร่หลายเข้ามาถงึ เมืองศรีเทพนดี้ ว้ ย และนา่ จะอยรู่ ่วมกับเถรวาทเดิม
และอาจเกย่ี วขอ้ งกบั ศาสนสถานเขาคลังนอก ท่ีมรี ะบบการสรา้ งเป็นแบบมณฑลจักรวาล และเป็นศูนย์กลาง
ของพุทธศาสนาฝ่ายมหายานของเมอื งศรีเทพ สว่ นโบราณสถานถ้ำเขาถมอรัตน์ น่าจะมีคติความเช่อื เรื่อง ภเู ขา
ศักด์สิ ิทธิ์ท่ัวไปในศาสนาพราหมณ์ และพุทธมหายาน และโบราณสถานทั้ง 2 แหง่ คงมีความสมั พนั ธเ์ กีย่ วข้อง
กนั เพราะทางข้ึนของโบราณสถานเขาคลังนอกจะหันไปยงั เขาถมอรัตน์ ในแนวเดียวกนั ดว้ ย

c) เทคนคิ (TECHNIQUES)
ในการสลักภาพลงบนผนังหนิ ภายในถ้ำเขาถมอรัตน์ คงจะเรม่ิ ต้นด้วยการรา่ งภาพทจี่ ะสลักลงบนผนัง

ถำ้ ในแต่ละคร้งั ทีจ่ ะดำเนินการ การสลักภาพรูปแบบจะเปน็ ไปตามคติความเช่ือ การนบั ถือของศาสนา ในช่วง
นั้น ๆ ส่วนขนาดจะข้ึนอยู่กบั พื้นที่ของผนังที่จะสลัก วา่ มีพ้นื ท่ีเหมาะสมเหลือยู่เพียงใด เครื่องมือท่ีใช้ในการ
สลัก คงเป็นเครื่องมอื ท่ที ำจากโลหะประเภทเหล็ก แต่ไม่พบหลกั ฐานและคงมีการใชไ้ ม้เป็นน่ังร้านให้กบั ชา่ ง
ผ้แู กะสลักด้วย และเมืองเสรจ็ แลว้ น่าจะมกี ารลรักปดิ ทองอีกครั้งหน่ึงตามแบบอย่างงานช่างไทย ซ่ึงหลักฐาน
ในสมยั ทวารวดแี ล้วเชน่ กนั

d) วสั ดุ (MATERIAL)
เน่อื งจากการสลักภาพ ภายในถ้ำเขาถมอรัตน์ เป็นการทำงานร่วมกับธรรมชาติ ลกั ษณะงานเป็นการ

สลักลงบนหิน ท่ีไม่มกี ารเสริมแต่งภาพสลัก ฉะนั้นจากการสำรวจภาพในบรเิ วณถ้ำ จึงไม่พบวสั ดอุ ย่างอ่ืน
รวมทั้งเครือ่ งมอื เครื่องใชใ้ นการแกะสลักแต่อยา่ งใด

e) วัตถุประสงค์ในการใช้ (USE AND FUNCTION)
เขาถมอรัตน์ คอื เปน็ เขาลกู โดดที่นา่ จะสอดคล้องกับคติ ในการเป็นเขาศักดิ์สิทธ์ติ ามคตคิ วามเชื่อของ

ศาสนาฮินดู และพุทธ เปรียบเทียบไดก้ ับเขาพระสุเมรุ ที่เป็นศูนย์กลางของจักรวาล ตามคตศิ าสนาฮินดู
ทต่ี ่อมาพุทธศาสนาได้นำมาใช้เช่นเดยี วกัน ฉะนน้ั โบราณสถานถ้ำเขาถมอรัตน์ จงึ มลี ักษณะการใชส้ อยตาม
วัตถปุ ระสงคเ์ พ่ือเป็นศาสนสถาน ประกอบพธิ ีกรรมตามความเช่อื ในพุทธศาสนามหายาน จากลกั ษณะของรูป
เคารพทั้งที่เป็นพระพทุ ธรูปและพระโพธิสัตว์ ทพ่ี บภายในถ้ำจัดอยใู่ นวฒั นธรรมทวารดี ราวพุทธศตวรรษที่ 13
-14 ถึงแม้ว่าภาพสลักภายในถ้ำจะถูกทำลายด้วยการลักลอบตดั เศียรพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์ออกไปตั้งแต่
พ.ศ. 2510 แล้วแตก่ ็สามารถทวงคืนกลับมาได้ และกรมศิลปากร มีแผนทีจ่ ะทำเศียรจำลองไปติดกบั องค์เดิม
เพือ่ แสดงให้เหน็ ถงึ ความสำคัญของโบราณสถานถ้ำเขาถมอรตั น์ ใหท้ รงคุณค่าในความเป็นของแทแ้ ละด้ังเดิม
รวมท้ังความครบถว้ นสมบรู ณ์ ทงั้ หลกั ฐานทางศลิ ปกรรม แนวคดิ ละคตใิ นการสร้าง

186

3.1.e การปกปอ้ งคมุ้ ครองและการบริหารจดั การ
(PROTECTION AND MANAGEMENT REQUIREMENT)

แหล่งมรดกวัฒนธร รมเมืองโบราณศรีเทพ ทั้ง 3 แหล่ง จะได้รับการ ปกป้องคุ้มคร องภายใต้
พระราชบัญญตั ิโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแหง่ ชาติ พ.ศ. 2504 แก้ไขเพิ่มเติม
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ซึ่งรับผิดชอบโดย กรมศลิ ปากร กระทรวงวฒั นธรรม นอกจากนน้ั เขตกนั ช น ยังไดร้ ับ
การปกป้องคุ้มครอง โดยพระราชบญั ญัตปิ า่ สงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 พระราชบัญญัตกิ ารปฏิรูปท่ดี นิ เพอ่ื การ
เกษตรกรรม พ.ศ. 2518 และกฎกระทรวง ใหใ้ ช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดเพชรบูรณ์ พ.ศ. 2560 การปกปอ้ ง
คมุ้ ครอง จะแบ่งออกเป็น 3 ระดับ โดยในระดบั แรก กรมศิลปากร โดยอุทยานประวัติศาสตร์ศรเี ทพ จะเป็น
ผดู้ แู ลรับผดิ ชอบโดยตรง และในเขตกันชนจะมกี รมป่าไม้และเจา้ หน้าที่ในพ้ืนท่ที ี่รบั ผดิ ชอบเปน็ ผ้ดู ูแลร่วมกัน
และในระดับสุดท้ายจะมีองค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถิ่นที่รับผดิ ชอบพนื้ ท่ี และอำเภอศรเี ทพ เป็นผู้รบั ผิดชอบใน
การปกปอ้ งคุม้ ครอง

ส่วนการบริหารจัดการแหล่งมรดกวฒั นธรรม เมืองโบราณศรเี ทพ จะมอี ทุ ยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ
เป็นหน่วยงานรบั ผิดชอบโดยตรงทั้ง 3 แหล่ง ซ่ึงจะประสานกบั องค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถ่นิ ทรี่ ับผดิ ชอบพ้ืนทีท่ ่ี
มคี วามสมั พันธ์เก่ียวเนอ่ื งกนั กับแหลง่ วัฒนธรรมแตล่ ะแหลง่ โดยอุทยานประวตั ิศาสตร์ศรเี ทพ จะเป็นหน่วยงาน
ทไี่ ดค้ ำแนะนำ ในเรอ่ื งท่ีเกย่ี วข้องกับการอนุรกั ษ์เบ้ืองต้น ผลกระทบทีอ่ าจจะเกิดขึ้นกับแหล่งและความร่วมมือ
ร่วมใจในการปฏิบัตงิ าน ทั้งในรูปแบบของกรรมการในพื้นท่ี กรรมการระดบั จงั หวดั และกรรมการระดบั ชาติ ใน
ระยะยาวอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ได้จดั ทำแผนแม่บท การอนุรักษ์และพัฒนาอทุ ยานประวัติศาสตรศ์ รเี ทพ
ทีผ่ ่านการทำประชาพิจารณ์ และการมีส่วนร่วมของชุมชนและประชาชนในพ้ืนที่เรียบร้อยแล้ว โดยแผน
ดังกล่าวจะครอบคลุมทั้งเร่ือง การอนุรักษ์ การปรบั ปรุงสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม การจัดการให้มีหน่วย
บริการขอ้ มลู การปรับปรงุ เส้นทางท่องเที่ยว การจัดอบรมมัคคเุ ทศก์ท้องถิ่น การจัดทำแผนชมุ ชนด้านการ
จดั การส่ิงแวดลอ้ มและการจัดทำข้อบญั ญัติทอ้ งถ่ินในดา้ นการอนุรักษ์ เปน็ ต้น

187

3.2 การศกึ ษาเปรยี บเทียบ (COMPARATIVE ANALYSIS)
จากการศึกษาทางโบราณคดพี บหลกั ฐานการอยู่อาศยั ในดนิ แดนเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้รวมทัง้ ในประเทศ

ไทยมาต้ังแต่สมัยกอ่ นประวัติศาสตร์ หากไมน่ บั หลักฐานของมนุษย์ดกึ ดำบรรพ์ เช่น โฮโมอเิ รคตัส ท่ยี งั พบหลักฐาน
ในปริมาณน้อยมากแล้ว หลกั ฐานการอย่อู าศัยของมนุษย์สมัยปจั จุบนั (modern humans) ท่ีเกา่ ที่สุดในประเทศ
ไทย อยู่ในช่วงประมาณ 40,000 ปี เป็นตน้ มา และมพี ัฒนาการเร่ือยมาจนกระทั่งในราวพทุ ธศตวรรษท่ี 1 (500 ปี
กอ่ นครสิ ตกาล) เม่ือการตดิ ตอ่ คา้ ขายระหวา่ งจีนกบั อินเดยี แพร่หลายขึ้น ผคู้ นในเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้จึงไดม้ ีการ
ตดิ ต่อค้าขายกับผคู้ นจากภายนอกต่างวัฒนธรรมมากข้ึน ดังปรากฏเรือ่ งราวในมหากาพย์รามายณะ เอกสารโบราณ
ของอินเดยี ที่บันทึกเรอ่ื งราวในพทุ ธศตวรรษที่ 3 (ราว 300 ปี ก่อนครสิ ตกาล) และมีเขียนเพ่ิมเตมิ ในราวพุทธ
ศตวรรษที่ 8 (คริสต์ศตวรรษท่ี 2) โดยกล่าวถึงพ่อค้าชาวอินเดียที่เดินทางมาค้าขายใน “สวุ รรณทวีป” หรือ
“สุวรรณภูมิ” ซึ่งนา่ จะหมายถงึ พื้นท่ีในเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้ในปัจจุบัน 162 และเป็นท่ีมาของกระบวนการ
เผยแพร่อารยธรรมอินเดีย (Indianization) อันเป็นสิ่งสำคัญต่อการกำเนิดของสงั คมรฐั ยุคเริ่มแรกในภูมิภาคนี้ เช่น
อาณาจกั รฟูนนั (พุทธศตวรรษท่ี 7 – 13 หรอื คริสต์ศตวรรษท่ี 1 – 7), อาณาจักรเจนละ (อารยธรรมเขมรก่อน
เมืองพระนคร, พุทธศตวรรษที่ 11 – 14 หรือ คริสต์ศตวรรษท่ี 5 - 8), อาณาจักรพยู (พทุ ธศตวรรษท่ี 9 – 15 หรือ
ครสิ ต์ศตวรรษท่ี 3 - 9), อาณาจักรจามปา (พทุ ธศตวรรษที่ 8 – 15 หรอื คริสตศ์ ตวรรษท่ี 2 - 9), อาณาจักรศรี
วชิ ยั (พทุ ธศตวรรษท่ี 13 – 18 หรือ คริสต์ศตวรรษที่ 7 – 12) และอาณาจกั ร/รัฐ/วัฒนธรรม ทวารวดี ในประเทศ
ไทย (พทุ ธศตวรรษท่ี 12 – 16 หรอื ครสิ ต์ศตวรรษที่ 6 – 10)

โดยอารยธรรมทวารวดี ซ่ึงรุ่งเรืองในบริเวณดินแดน ประเทศไทยใน ช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 – 16
(คริสตศ์ ตวรรษท่ี 6 – 10) ปรากฏรปู แบบการตั้งถ่นิ ฐานเมืองโบราณ ศาสนา และความเชือ่ รวมทง้ั งานศิลปกรรมท่ี
มลี ักษณะร่วมหรือเหมือนกันกระจายไปทัว่ ทกุ ภาคของประเทศไทย163 จากการสำรวจทางโบราณคดที ่ีผา่ นมา พบ
หลกั ฐานแหลง่ โบราณคดสี มัยทวารวดีในประเทศไทย ประมาณ 106 แหล่ง ซึ่งราว 70 แหล่งอยู่ในเขตท่ีราบลุ่ม
ภาคกลางตามลำน้ำเจา้ พระยาและภาคตะวันออก โดยสามารถแบ่งกลมุ่ แหล่งโบราณคดเี หล่านน้ั ไดด้ งั น้ี164

- ลุม่ นำ้ แม่กลอง – ท่าจีน ได้แก่ เมืองนครชยั ศรี เมอื งกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เมืองอ่ทู อง
จงั หวัดสพุ รรณบุรี เมอื งคบู ัว จงั หวัดราชบรุ ี เมืองพงตึก จังหวัดกาญจนบรุ ี เปน็ ตน้

162 บัณฑิต ล่ิวชัยชาญ และคณะ, การประดษิ ฐานพระพทุ ธศาสนาจากลังกาทวีปในดนิ แดนประเทศไทยสมัยวฒั นธรรมทวาราวดี : รายงานผลการวิจยั ,
(กรงุ เทพฯ: สำนกั พมิ พ์สมาพนั ธ์, 2553), หน้า 29.
163 ศกั ด์ิชยั สายสงิ ห,์ ศลิ ปะทวารวดี วัฒนธรรมทางศาสนายุคแรกเร่ิมในดนิ แดนไทย, (กรงุ เทพฯ : สำนักพิมพเ์ มืองโบราณ, 2562), หน้า 111-112.
164 กรมศลิ ปากร และสถานเอกอคั รราชทูตฝรง่ั เศสประจำประเทศไทย, ศิลปะทวารวดี : ตน้ กำเนดิ พุทธศิลป์ในประเทศไทย, (กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร,
2552).

188

- ล่มุ น้ำลพบุรี – ป่าสัก ได้แก่ เมืองขีดขนิ เมืองลพบุรี เมอื งซบั จำปา จังหวัดลพบุรี เมืองอ่ตู ะเภา
จงั หวัดสระบุรี บา้ นคูเมือง จังหวดั สงิ ห์บุรี เมืองอตู่ ะเภา จงั หวัดชยั นาท เมืองจันเสน จงั หวัดนครสวรรค์ และเมอื ง
ศรเี ทพ จงั หวดั เพชรบูรณ์ฯ

- ลมุ่ นำ้ บางปะกง ได้แก่ เมอื งพระรถ เมอื งศรีพะโล จงั หวัดชลบุรี เมืองศรีมโหสถ จังหวดั ปราจนี บรุ ี
และเมอื งดงละคร จังหวดั นครนายก

- ภาคอสี าน ได้แก่ เมืองเสมา เมอื งพลับพลา เมืองกงรถ จังหวดั นครราชสีมา เมืองฟ้าแดดสงยาง
จงั หวดั กาฬสินธ์ุ อทุ ยานประวตั ิศาสตรภ์ พู ระบาท จังหวดั อุดรธานี เป็นตน้

รูปแบบของเมอื งโบราณสมัยทวารวดีโดยทั่วไปจะไมม่ แี ผนผงั ท่ตี ายตัว หรือยังไม่เป็นรปู ทรงเรขาคณิต จะ
พบท้งั ผังเมอื งที่เป็นวงกลม วงรี และเกือบเป็นสเี่ หล่ียมผืนผา้ ขึ้นอยกู่ บั ภูมปิ ระเทศและลักษณะการวางตวั ของเมือง
ตามลำน้ำ ตัวเมืองดา้ นหนึง่ มักตัง้ อย่ใู กล้กับลำนำ้ มีคูน้ำและคันดนิ ลอ้ มรอบ โดยทั่วไปจะมีเพียงชน้ั เดียว สำหรับ
การตั้งอาคารบ้านเรอื นไม่พบหลักฐานส่งิ ก่อสร้างทเี่ ป็นที่อยู่อาศยั หลักฐานทีเ่ หลืออยทู่ ั้งหมดเปน็ ซากโบราณสถาน
ทสี่ ว่ นใหญ่เปน็ ฐานเจดยี ์หรือฐานอาคารขนาดเล็กก่อด้วยอิฐ พบทั้งในและนอกเขตกำแพงเมือง แสดงใหเ้ ห็นว่ามี
ชุมชนโบราณกระจายตวั ออกไป ไม่ไดอ้ ยู่เฉพาะในเขตกำแพงเมอื ง165 โดยกลมุ่ ชนท่ีเป็นเจ้าของวัฒนธรรมทวารวดี
นับถอื ศาสนาพทุ ธ ท้ังนกิ ายเถรวาทและนกิ ายมหายาน รวมทั้งศาสนาพราหมณ์ด้วย อย่างไรก็ตามจากหลกั ฐานรูป
เคารพและจารกึ พบว่าส่วนใหญ่สร้างขึ้นในศาสนาพุทธแบบเถรวาท ศาสนาพุทธแบบมหายาน ส่วนศาสนา
พราหมณม์ ีเพียงเล็กน้อยเปน็ สว่ นประกอบเทา่ น้ัน166

เมอื งโบราณศรีเทพ จัดเป็นตัวอยา่ งของชมุ ชนสมัยโบราณท่ีมหี ลักฐานทางวฒั นธรรม 3 ช่วงเวลา ได้แก่
วัฒนธรรมสมัยก่อนประวัตศิ าสตร์ (ราว 2,000 ปีมาแล้ว) วัฒนธรรมทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 12-16 หรือ
คริสต์ศตวรรษท่ี 6 – 10) และวัฒนธรรมเขมร (พุทธศตวรรษท่ี 16-18 หรอื คริสต์ศตวรรษที่ 10 – 12) จาก
หลกั ฐานทางโบราณคดีและงานศลิ ปกรรมที่ปรากฏแสดงใหเ้ ห็นว่าเมอื งโบราณแหง่ นมี้ ีการตดิ ต่อรบั อารยธรรมจาก
ภายนอก ทงั้ จากอินเดีย วัฒนธรรมเขมร และจากวฒั นธรรมทวารวดแี หล่งอ่ืน ๆ จนเกดิ ความเจรญิ รงุ่ เรืองขนึ้ และ
มเี อกลักษณเ์ ฉพาะของเมอื งศรีเทพ โดยเฉพาะในวฒั นธรรมทวารวดี ท่มี ีการรบั วัฒนธรรมทางศาสนา 3 ศาสนาอยู่
รว่ มสมยั กัน ทง้ั ศาสนาพุทธแบบเถรวาท ศาสนาพทุ ธแบบมหายานและศาสนาฮินดู โดยมีรูปแบบศิลปกรรมทเ่ี ป็น
ลักษณะเฉพาะของตัวเองทีเ่ กิดจากการผสมผสานวัฒนธรรมระหว่างอินเดีย เขมร ทวารวดี และงานช่างท้องถิ่น
เกิดขึน้

165 ศลิ ปะทวารวดี วฒั นธรรมทางศาสนายคุ แรกเรมิ่ ในดินแดนไทย, หนา้ 99-100.
166 เร่ืองเดยี วกนั , หนา้ 100-101.

189

เมอื งศรเี ทพ “เมืองใน” มีผังเมืองเปน็ รูปเกอื บวงกลม อันเป็นลักษณะแผนผังที่พบได้โดยทั่วไปของเมอื ง
โบราณในวฒั นธรรมทวารวดี มคี นู ้ำ คนั ดินล้อมรอบ ซง่ึ คนู ้ำนี้นอกจากจะมีเพอื่ ป้องกันเมอื งแลว้ ยังใช้ประโยชน์ใน
การอุปโภคบรโิ ภคของประชาชนภายในเมืองด้วย โดยมี “เขาคลังใน” เป็นโบราณสถานสำคญั ต้ังอย่เู กือบก่ึงกลาง
เมอื ง ซ่ึงเมืองโบราณในวัฒนธรรมทวารวดีขนาดใหญ่มีลักษณะคล้ายคลึงกนั คือมีโบราณสถานขนาดใหญ่ต้ังอยู่
เกือบกึ่งกลางเมือง มีอาทิ เมืองโบราณนครปฐม ซ่งึ มีวัดพระประโทนและเจดีย์จลุ ประโทน ตัง้ อย่เู กอื บกึง่ กลางเมือง
และเมอื งโบราณคูบวั ซ่ึงมีโบราณสถานหมายเลข 18 (วดั โขลงสุวรรณคีรี) ต้งั อยูบ่ รเิ วณใจกลางเมือง167

จากน้ันในสมัยต่อมา จึงได้มกี ารขยายเมอื งศรเี ทพ โดยมีการขุดคูน้ำคันดินท่ีบรเิ วณเมอื งนอก ทำให้เมอื ง
ศรีเทพมขี นาดท่ีเพิม่ ข้ึน จากประมาณ 180 เฮกเตอร์ เปน็ ประมาณ 465 เฮกเตอร์ ซึง่ นอกจากจะเปน็ การเพม่ิ พื้นที่
เมอื งศรีเทพแล้ว ยังเกิดแนวแกนของเมืองมีความสมั พันธ์กับเขาถมอรัตน์ เช่นเดียวกันกบั ลักษณะการวางผังของ
โบราณสถานเขาคลังนอก ซึ่งเป็นส่ิงยนื ยนั ถงึ แนวคิดในการนบั ถอื ภเู ขาศักดส์ิ ิทธิ์ และมคี วามเป็นไปได้ว่ามกี ารขยาย
เมืองนอกในช่วงราวพุทธศตวรรษท่ี 12 – 13 (คริสตศ์ ตวรรษที่ 6 – 7)

การศึกษาเปรียบเทยี บในรายงานฉบบั นี้มีเปา้ หมายเพ่ือการแสดงให้เหน็ ถึงคุณคา่ โดดเดน่ อันเปน็ สากลของ
เมืองโบราณศรีเทพ เมื่อเปรียบเทียบกบั เมอื งโบราณ/แหล่งโบราณคดีในสมัยทวารวดีที่สำคัญในประเทศไทย
รวมถึงเมืองโบราณ/แหล่งโบราณคดีต่างประเทศ ทั้งที่ขึน้ ทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้ว และยังไมไ่ ด้ขนึ้ ทะเบยี นเป็น
มรดกโลก จำนวน 7 แหล่ง ได้แก่ เมืองโบราณอู่ทอง จังหวดั สพุ รรณบุรี (ยังไม่ขนึ้ ทะเบียนเป็นมรดกโลก) เมือง
โบราณนครปฐม จังหวัดนครปฐม (ยังไม่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก) เมืองโบราณคูบัว จังหวัดราชบุรี (ยงั ไม่ขึ้น
ทะเบียนเป็นมรดกโลก) อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จังหวดั อดุ รธานี (อยู่ในบัญชชี ัว่ คราว) เมืองโบราณพยู
ประเทศพม่า (ข้ึนทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้ว) และกลุ่มโบราณสถานสมโบร์ไพรกุก ของอาณาจักรเจนละ ประเทศ
กมั พูชา (ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแลว้ ) สถานทีศ่ กั ดิส์ ิทธ์มิ ีเซนิ ประเทศเวยี ดนาม (ข้ึนทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้ว)

167 สุริยวุฒิ สุขสวัสด์,ิ ศรีทวารวดีถึงศรีรตั นโกสินทร์, (กรุงเทพฯ : สำนักพมิ พเ์ มอื งโบราณ, 2537), หน้า 45.

190

3.2.1. เมอื งโบราณอทู่ อง
ประเทศ : ไทย
ปที ข่ี ้นึ ทะเบยี นเป็นมรดกโลก : -
การเข้าส่บู ญั ชีชั่วคราว : -
ชอ่ื แหล่ง : เมอื งอูท่ อง
เกณฑ์การข้ึนทะเบยี นมรดกโลก : -
พน้ื ท่ีแหล่ง : กว้างประมาณ 750 เมตร ยาวประมาณ 1,650 เมตร มพี นื้ ที่ประมาณ 156 เฮกเตอร์
พนื้ ที่กนั ชน : -
คณุ ค่าโดดเดน่

ภาพรวม
เมืองโบราณอทู่ องตงั้ อยใู่ นพื้นที่ ตำบลอทู่ อง อำเภออทู่ อง จงั หวัดสุพรรณบุรี เป็นเมืองโบราณที่มีคันดิน 2
ช้นั และมีคูนำ้ คนั่ กลาง ผงั เมืองเป็นรูปคลา้ ยวงรี ขนาดความกว้างประมาณ 750 เมตร ยาวประมาณ 1,650 เมตร
และมีเนื้อที่ประมาณ 976 ไร่168 (156 เฮกเตอร์) ลักษณะของผังเมืองอู่ทองในช่วงก่อนพุทธศตวรรษที่ 11
(คริสต์ศตวรรษที่ 5) สันนิษฐานว่าเมืองอู่ทองคงไมไ่ ด้มลี กั ษณะเป็นวงรีดังเช่นท่ีปรากฏในปัจจบุ ัน แต่คงมีลักษณะ
ไม่สม่ำเสมอซึ่งเป็นลักษณะของเมืองท่ีมีคูน้ำคันดินในรุ่นแรก ๆ ต่อมาเมื่อถึงช่วงพุทธศตวรรษที่ 11 – 1 3
(คริสต์ศตวรรษท่ี 5 – 7) ได้มีการตอ่ เตมิ และขยายแนวของคูเมืองออกไปจนมลี ักษณะกลมมนหรอื รปู ไข่ได้สัดส่วน
มากขน้ึ คนู ำ้ มคี วามกว้างประมาณ 20 เมตร169
จากการสำรวจทางโบราณคดี พบหลกั ฐานทางโบราณคดีสมัยก่อนประวตั ิศาสตรใ์ นช่วงยคุ เหล็ก (ราว
2,500 – 1,500 ปีมาแล้ว) หลายแหล่งรอบเมืองอู่ทอง จึงสามารถกลา่ วได้ว่า การตดิ ตอ่ กับชมุ ชนภายนอกในชว่ ง
ยุคเหล็ก คงเปน็ ปจั จยั ผลกั ดันให้ชุมชนแถบนี้เติบโตจนกลายเปน็ เมอื งท่าค้าขายแห่งหนึง่ ในชว่ งพทุ ธศตวรรษที่ 5 – 9
(100 ปีก่อนคริสตกาลถึงคริสต์ศตวรรษท่ี 3) หลักฐานชิน้ สำคัญท่ีพบสว่ นใหญ่เก่ียวข้องกบั การค้า ทั้งลูกปดั หินแบบ
อินเดีย หรอื เหรียญโรมัน คลา้ ยกบั โบราณวัตถทุ ่ีพบจากเมอื งออกแกว้ ประเทศเวยี ดนาม อันเป็นเมืองท่าสำคัญของ
อาณาจักรฟนู นั ทำให้นักวิชาการบางท่านสนั นิษฐานว่า เมืองอู่ทองอาจจะเป็นเมอื งร่วมสมัยกับอาณาจักรฟูนัน ใน
ช่ือว่า “จินหลิน” หรือ “ดินแดนทอง” ก่อนท่ีชุมชนแหง่ น้ีจะพัฒนาเป็นเมืองขนาดใหญ่ในสมยั ทวารวดี ซ่งึ ทำให้

168 สฤษด์ิพงศ์ ขุนทรง, เมืองโบราณอทู่ อง: บรรณนทิ ัศนด์ ้านประวตั ศิ าสตร์และโบราณคดี, (กรุงเทพฯ : ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัย
ศิลปากร, 2558), หนา้ 1.
169 เรอื่ งเดยี วกัน, หน้า 27.

191

ความโดดเด่นของเมืองอู่ทองคือการเปน็ หลักฐานท่ีสำคัญทแ่ี สดงให้เห็นถึงพัฒนาการของชุมชนที่มีการอยู่อาศัย
อยา่ งสบื เนอ่ื ง ตัง้ แตส่ มยั กอ่ นประวัติศาสตรจ์ นถงึ ชว่ งปลายของสมยั ทวารวดี170

ส่ิงสำคัญ
จากการสำรวจและทำผงั เมอื งอทู่ องโดยกรมศิลปากร ในปี พ.ศ.2507 (ค.ศ. 1964) พบว่าภายในตัวเมอื ง
และบริเวณโดยรอบมีเนินโบราณสถานกระจายตัวอยู่มากกว่า 20 แห่ง171 ที่ในปัจจุบนั ปรากฎในฐานข้อมูล
โบราณสถานของกรมศลิ ปากร เป็นจำนวน 28 รายการ ปรากฏสง่ิ สำคัญ ได้แก่

- เหรียญเงินมจี ารึก “ศฺรีทวฺ ารวตีศฺวรปุณยฺ ” แปลวา่ “บุญกุศลของพระราชาแห่งศรที วารวด”ี หรือ
“การทำบุญของพระเจา้ แห่งทวารวดีผู้รงุ่ เรือง” จำนวน 3 เหรยี ญ ซึ่งพบท่โี บราณสถานคอกช้าง
ดนิ หมายเลข 7 เมอ่ื พ.ศ.2540 (ค.ศ. 1997) อนั ถอื เป็นการพบจารึกเหรยี ญเงินศรีทวารวดีจาก
การขดุ ค้นทางโบราณคดเี ป็นครง้ั แรก (โบราณสถานคอกช้างดินมีลักษณะเป็นคันดินรปู เกือกม้า
ชาวบา้ นเช่อื ว่าเปน็ คอกขงั ชา้ งสมัยทวารวดี แต่น่าจะเป็นส่วนหนึง่ ของระบบการจดั การน้ำ)

รปู ท่ี 3-25 เหรยี ญเงินมจี ารึก “ศรีทวารวดี ศวรปณุ ย”
ทมี่ า: ภทั รพงษ์ เก่าเงนิ , โบราณคดีคอกชา้ งดิน (กรุงเทพ: กรมศิลปากร), หนา้ 50

170 เมืองโบราณอทู่ อง: บรรณนทิ ัศน์ดา้ นประวัติศาสตร์และโบราณคดี, หนา้ 26.
171 สำนักงานโบราณคดีและพพิ ิธภณั ฑสถานแห่งชาตทิ ี่ 2 สุพรรณบุรี, โบราณคดเี มอื งอ่ทู อง, (นนทบุรี : สหมติ รพรน้ิ ต้งิ , 2545), หน้า 26.

192

- จารึกแผ่นทองแดง พบเม่ือ พ.ศ.2500 เป็นจารึกอักษรหลงั ปัลลวะ ภาษาสันสกฤต กลา่ วถึงพระ
เจา้ หรรษวรมนั ผเู้ ป็นพระราชนัดดาของพระเจ้าอีศานวรมัน ได้ส่งขบวนพธิ ีฟอ้ นรำและดนตรีมา
ถวายแดอ่ งคพ์ ระศิวลึงค์

193

รปู ท่ี 3-26 จารึกแผ่นทองแดง
ที่มา: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน), ฐานข้อมูลจารกึ ในประเทศไทย

https://db.sac.or.th/inscriptions/inscribe/image_detail/932


Click to View FlipBook Version