49
ข้อสอบแบบปรนัย 5 ตวั เลือก เลือก 1 คำตอบท่ถี ูกต้องที่สุด จำนวน 50 ข้อ
1. ปี พทุ ธศกั ราชตามคติทใ่ี ชใ้ นสังคมไทย เริ่มตน้ นบั ต้งั แต่เหตกุ ารณ์ใดในพุทธประวตั ิ
1. นบั ปี ท่ีพระพทุ ธเจา้ ตรัสรู้
2. นบั 1 ปี หลงั จากพระพทุ ธเจา้ ตรัสรู้
3. นบั ปี ทพ่ี ระพทุ ธเจา้ แสดงปฐมเทศนา
4. นบั ปี ที่พระพทุ ธเจา้ ปรินิพพาน
5. นบั 1 ปี หลงั จากพระพทุ ธเจา้ ปรินิพพาน
2. ถา้ การเปลง่ อาสภิวาจาคือการประกาศอิสรภาพของเจา้ ชายสิทธตั ถะ แลว้ การประกาศอิสรภาพน้ีไดก้ ลายเป็นจริงได้
ในเหตุการณ์ใด
1. การประสูตขิ องเจา้ ชายสิทธตั ถะ
2. การออกผนวชของเจา้ ชายสิทธตั ถะ
3. การตรัสรู้ของเจา้ ชายสิทธตั ถะ
4. การแสดงปฐมเทศนาของพระพทุ ธเจา้
5. การเสดจ็ ดบั ขนั ธ์ปรินิพพานของพระพุทธเจา้
3. ตอนสมยั เดก็ ของพระเยซู มกั จะมคี นถามปัญหาตอ่ ท่านมากมาย และทกุ คร้ังเมอ่ื ถกู ถามทา่ นมกั จะตอบวา่ “เดีย๋ ว
ก่อน ฉนั จะถามบิดาฉันดูก่อน” บดิ าในที่น้ี หมายถงึ ผูใ้ ด
1. โยเซฟ 2. โยฮนั
3. ยดู าห์ 4. พระผเู้ ป็นเจา้
5. จอห์น
4. เศรษฐีคนหน่ึงมีบุตรชายคนเดียว ดว้ ยความรักและความหวงั ในอนาคตของลูกจึงพยายามทุกวิธีเพ่ือใหล้ ูกไดเ้ ขา้ เรียน
โรงเรียนที่มีชือ่ เสียงแตบ่ ตุ รชายไมร่ ักดี มกั ไมส่ นใจเรียน ก่อเร่ืองทะเลาะววิ าทกบั เพ่อื น และแกลง้ ครูเป็นประจาจนตอ้ ง
ยา้ ยโรงเรียนบ่อยๆ ทาใหล้ ูกชายเศรษฐีไม่มีโอกาสไดเ้ รียนหนงั สือเลยต้งั แต่เด็กจนเติบโตเป็ นหนุ่ม ขอ้ ใดที่ลูกชาย
เศรษฐีมพี ร้อมสมบรู ณ์ตามหลกั การศึกษาในพระพทุ ธศาสนา
1. เสียงจากผอู้ น่ื
2. การใส่ใจโดยแยบคาย
3. ปัจจยั ภายใน
4. การรู้จกั คิด
5. การคดิ อยา่ งมีเหตุผล
50
5. เน้ือเพลงในขอ้ ใดแสดงความสมั พนั ธข์ องเหตผุ ลปัจจยั ตามหลกั ปฏิจจสมุปบาท
1. “กบเอยทาไมจึงร้อง กบเอยทาไมจึงร้อง ทกี่ บมนั ร้องกเ็ พราะวา่ ทอ้ งมนั ปวด ทอ้ งเอยทาไมจึงปวด ทอ้ งเอยทาไมจึง
ปวดที่ทอ้ งมนั ปวดกเ็ พราะวา่ ขา้ วมนั ดิบ ขา้ วเอยทาไมจึงดิบ ขา้ วเอยทาไมจึงดบิ ที่ขา้ วมนั ดบิ กเ็ พราะวา่ ฝนมนั ตก”
2. “แมงมุมลายตวั น้นั ฉันเหน็ ซมซานเหลอื ทน วนั หน่ึงมนั เปี ยกฝน ไหลลงจากบนหลงั คา พระอาทติ ยส์ ่องแสง น้าแหง้
เหือดไปลบั ตา มนั รีบไต่ข้นึ ฝา หนั หลงั มาทาตาลึกวาว”
3. “จะจบั ปดู าขยาปูนา จะจบั ปมู า้ ควา้ ปูทะเล สนุกจริงเอย แลว้ เลยนอนเปล ชะโอละเห่ นอนในเปลหลบั ไป ชะโอ
ละเห่ นอนในเปลหลบั ไป จะจบั ปดู าขยาปูนาจะจบั ปูมา้ ควา้ ปทู ะเล สนุกจริงเอย แลว้ เลยนอนเปล ชะโอละเห่ นอน
ในเปล หลบั ไปชะโอละเห่ นอนในเปลหลบั ไป”
4. “ตว้ ม ตว้ ม เต้ยี ม ออกมาจากไข่ เจา้ หนอนตวั ใหญ่ ลูกใครกนั หนอ กระด๊ึบ กระด๊ึบไป กระด๊บึ กระด๊บึ ไป
กระด๊บึ กระด๊บึ ไป กระด๊บึ กระด๊ึบไป บนใบไมอ้ อ่ น กดั กดั กิน กิน อ่ิมแลว้ กน็ อน”
5. “เรามตี าไวด้ ู เรามีหูไวฟ้ ัง คณุ ครูท่านสอนท่านส่ัง เราต้งั ใจฟัง เราต้งั ใจดู”
6. พระธรรมวินยั ทพ่ี ระพุทธเจา้ ตรัสสง่ั สอนเป็นเวลา 45 ปี มจี านวนท้งั หมด 84,000 พระธรรมขนั ธ์ โดยจดั เป็นหมวดหมู่
ได้ 3 หมวด ไดแ้ ก่ พระวินยั ปิ ฎก พระสุตตนั ตปิ ฎก และ พระอภิธรรมปิ ฎก พระธรรมวนิ ยั ท่ีพระพทุ ธเจา้ สัง่ สอนท้งั หมด
เมื่อสรุปเป็นหน่ึงเดียว ไดแ้ ก่ขอ้ ใด
1. ขนั ติธรรม 2. เมตตาธรรม
3. สตธิ รรม 4. วิริยธรรม
5. จาคธรรม
7. นายแดงเป็นคนจิตใจโหดร้าย ชอบลา่ สัตวป์ ่ าท่หี ายาก เพ่ือความสนุกและบนั เทิงใจ หลกั เบญจธรรมขอ้ ใดทีจ่ ะช่วยให้
เขาไม่มีพฤติกรรมเช่นน้ี
1. เมตตากรุณา
2. สมั มาอาชวี ะ
3. สทราสนั โดษ
4. สัจจะ
5. อปั ปมาทะ
8. ตามหลกั ปฏบิ ตั ิ 5 ประการ ในศาสนาอิสลาม ขอ้ ใดถอื วา่ เป็นหวั ใจของการเป็นมุสลิม
1. การบาเพญ็ ฮจั ญ์
2. การละหมาด
3. การถือศีลอด
4. การจา่ ยซะกาต
5. การปฏญิ าณตน
9. การพฒั นาทีย่ ง่ั ยนื เชิงพทุ ธใหค้ วามสาคญั กบั การพฒั นาอะไรมากที่สุด
1. เศรษฐกจิ
2. สังคม
3. ส่ิงแวดลอ้ ม
4. คน
5. กฎหมาย
51
10. นายดาเป็นคนจริงใจ พูดจริง ทาจริง จะพดู อะไรกเ็ ป็นที่เช่ือถือไวว้ างใจไดใ้ นทกุ ระดบั ไม่ว่าในครอบครัว หมูบ่ า้ น ท่ี
ทางาน และชุมชน นายดามีหลกั ธรรมสาหรับผคู้ รองเรือนขอ้ ใด
1. สจั จะ
2. ทมะ
3. ขนั ติ
4. จาคะ
5. วริ ิยะ
11. ขอ้ ใดกลา่ วถงึ ของหม้นั ไม่ถกู ตอ้ ง
1. เป็นทรัพยส์ ินที่ฝ่ ายชายใหแ้ ก่ฝ่ ายหญงิ
2. เป็นทรัพยส์ ินทฝี่ ่ ายหญงิ ใหฝ้ ่ ายชาย เพ่ือเป็นหลกั ฐานกอ่ นสมรส
3. เป็นหลกั ฐานกอ่ นการสมรสและตกเป็นของหญิงทนั ที
4. เป็นหลกั ฐานกอ่ นการสมรส และไม่อาจเรียกคนื ไดแ้ มไ้ มไ่ ดส้ มรสเวน้ ฝ่ายหญิงจะผิดสญั ญาหม้นั
5. เป็นทรัพยส์ ินท่ฝี ่ ายชายใหแ้ กฝ่ ่ ายหญงิ และเป็นหลกั ฐานกอ่ นการสมรส
12. นายดาจอดรถจกั รยานของตนไวห้ นา้ ร้านอาหาร เพือ่ สั่งอาหารกลบั บา้ น นายขาวเหน็ เป็นโอกาส จึงขีจ่ กั รยานของนาย
ดาออกไปโดยตอ้ งการเอาไปเป็นของตน นายดาเหน็ ดงั น้นั จึงว่งิ ไปจะดึงเส้ือนายขาวไว้ เพ่อื ไมใ่ หน้ ายขาวขจ่ี กั รยานไป
ได้ แต่ดึงเส้ือไมท่ นั และนายดาเสียหลกั ลม้ ลงไดร้ ับบาดเจ็บตอ้ งเยบ็ สองเขม็ ถามวา่ นายขาวมีความผิดอะไร
1. ฐานลกั ทรัพย์
2. ฐานชงิ ทรัพย์
3. ฐานวิ่งราวทรัพยเ์ ป็นเหตุใหผ้ ูอ้ นื่ ไดร้ ับอนั ตรายแก่กาย
4. ฐานทาร้ายร่างกาย และลกั ทรัพย์
5. ฐานว่ิงราวทรัพย์ และประมาททาใหผ้ อู้ ่นื ไดร้ ับอนั ตรายแก่กาย
13. การดาเนินการของพนกั งานสอบสวนกรณีใดที่ไม่ถือเป็นการละเมดิ สิทธิและเสรีภาพของบคุ คลในชวี ติ และร่างกาย
1. บงั คบั เจาะเลือดผตู้ อ้ งหาคดกี ่อการร้าย เพอื่ นาตวั อยา่ งเลอื ดไปตรวจหา DNA
2. ใชไ้ ฟฟ้าชอ็ ตตามร่างกายของผูต้ อ้ งหาเพ่ือใหร้ ับสารภาพวา่ ไดก้ ระทาผดิ
3. ใชป้ ื นยงิ ผกู้ ระทาความผิดที่ลกั รถจกั รยานและกาลงั จะข่หี นีตารวจไป จนทาใหผ้ ูน้ ้นั ถึงแกค่ วามตาย
4. นาผตู้ อ้ งหากราบขอขมาผเู้ สียหายตอ่ หนา้ ส่ือมวลชนโดยไม่ไดข้ อความยนิ ยอมจากผตู้ อ้ งหาก่อน
5. จบั ผตู้ อ้ งหามาควบคมุ ในหอ้ งขงั ทส่ี ถานีตารวจเป็นเวลา 24 ชวั่ โมงเพอ่ื แจง้ ขอ้ หาและสอบปากคา
14. ขอ้ ใดกล่าวไมถ่ กู ตอ้ งเกยี่ วกบั ลกั ษณะเฉพาะของสังคมไทย
1. เป็นสงั คมที่ระบบความเช่อื และคา่ นิยมไดร้ ับอทิ ธิพลจากศาสนา มากกว่าการรับแนวคิดคา่ นิยมสากล
2. เป็นสังคมทม่ี ชี นช้นั มาแต่เดิม แต่เปิ ดโอกาสใหเ้ กิดการเลอื่ นชนช้นั ผา่ นการศึกษาและการทางาน
3. เป็นสังคมทีใ่ หค้ วามสาคญั กบั ผอู้ าวุโส และมคี ่านิยมเร่ืองความกตญั ญูตอ่ ผมู้ ีพระคุณ
4. เป็นสังคมท่มี กี ารปลกู ฝังเรื่องความรักผูกพนั และความจงรักภกั ดีตอ่ สถาบนั กษตั ริย์
5. เป็นสงั คมทเ่ี คร่งครัดตอ่ กฎระเบยี บ กติกา และการปฏิบตั ิตามบรรทดั ฐานของสงั คม
52
15. ขอ้ ใดจดั กลุ่มสถานภาพทางสงั คมของบคุ คลไม่เขา้ พวกกนั
1. บิดา มารดา ลุง ป้า นา้ อา
2. ขา้ ราชการทหาร ขา้ ราชการพลเรือน
3. แพทย์ วศิ วกร สถาปนิก ครู พยาบาล
4. บุคคลไร้สญั ชาติ แรงงานขา้ มชาติ
5. ศลิ ปิ นแห่งชาติ ศาสตราจารย์
16. ขอ้ ใดไมใ่ ช่ปัจจยั ภายนอกทสี่ ่งผลใหเ้ กดิ การเปล่ียนแปลงทางสงั คมวฒั นธรรมของสังคมไทย
1. สถาบนั ทางเศรษฐกิจทเี่ ชื่อมโยงกบั แหล่งผลติ และตลาดจากกลุ่มเศรษฐกจิ ต่างๆ
2. กระแสนิยมสินคา้ วฒั นธรรมที่รับอิทธิพลจากเทคโนโลยสี ่ือสารสนเทศ
3. โครงสร้างประชากรทเ่ี ปลยี่ นแปลงไปท้งั สัดส่วนหญงิ ชายและช่วงวยั
4. ความต่นื ตวั ในการพฒั นาความร่วมมอื พหุภาคีในระดบั ภมู ิภาคอาเซียน
5. การเรียนรู้ระหว่างวฒั นธรรมในประชาคมโลกที่มีแนวคดิ แบบพหุนิยม
17. ขอ้ ใดไม่ใช่แนวทางการเลอื กรับวฒั นธรรมสากลมาผสานเขา้ กบั วฒั นธรรมไทยไดอ้ ยา่ งยงั่ ยนื
1. ตอ้ งมคี วามยดื หยนุ่ และปรับเปลี่ยนใหส้ อดคลอ้ งกบั ลกั ษณะเฉพาะของสังคมไทย
2. ตอ้ งสามารถนาเขา้ มาเป็นส่วนหน่ึงกบั โครงสร้างทางสงั คมของสังคมไทยได้
3. ตอ้ งตอบสนองวิถชี วี ติ และความตอ้ งการของผคู้ นในสงั คมไทย
4. ตอ้ งกอ่ ใหเ้ กดิ มลู ค่าเพ่มิ ทางเศรษฐกจิ สูงในสงั คมไทย
5. ตอ้ งเอ้อื ใหเ้ กดิ การพฒั นาวฒั นธรรมไทยใหท้ นั สมยั
18. นิยามประชาธิปไตยท่ีว่า ประชาธิปไตยคือการจดั โครงสร้างเชิงสถาบนั โดยผปู้ กครองไดอ้ านาจในการตดั สินใจทาง
การเมอื งมาจากการแขง่ ขนั เพ่ือใหไ้ ดร้ ับคะแนนเสียงจากประชาชน นิยามดงั กลา่ วมีการเนน้ เร่ืองใดเป็นสาคญั
1. วถิ ชี ีวติ
2. การเลอื กต้งั
3. สถาบนั การเมือง
4. อุดมการณ์ทางการเมอื ง
5. คุณสมบตั สิ ่วนตวั ของผปู้ กครอง
19. คุณลักษณะดงั ต่อไปน้ีตรงกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบใด - หัวหน้าฝ่ ายบริหารมีที่มาจากการ
เลอื กต้งั ของประชาชน - ฝ่ ายบริหารและฝ่ ายนิติบญั ญตั ิอยภู่ ายใตห้ ลกั การแบ่งแยกอานาจ - ประมุขฝ่ ายบริหารมีวาระ
การดารงตาแหน่งตายตวั - ในภาวะปกตหิ วั หนา้ ฝ่ ายบริหารไม่อาจถูกลงคะแนนเสียงไม่ไวว้ างใจโดยรัฐสภาเพ่อื ใหพ้ น้
จากตาแหน่งได้
1. ระบบก่งึ ประธานาธิบดกี ่งึ รัฐสภา
2. ระบบประธานาธิบดี
3. ระบบฉนั ทานุมตั ิ
4. ระบบเลือกต้งั
5. ระบบรัฐสภา
53
20. การที่ระบอบประชาธิปไตยจะหยง่ั ลึกในสงั คมการเมืองหน่ึงๆ อยา่ งกวา้ งขวาง เขม้ แขง็ มนั่ คง และไม่ถอยกลบั ไปสู่
ระบอบเผดจ็ การไดง้ ่ายๆ ตอ้ งอาศยั ปัจจยั ใดเป็นเง่อื นไขสาคญั
1. ความกลมกลืนในชาติของกลุ่มชาติพนั ธุ์ตา่ งๆ
2. การยอมรับกติกาประชาธิปไตยในหม่ชู นช้นั นา
3. การสลายข้วั การเมืองทข่ี ดั แยง้ กนั ในหมูป่ ระชาชน
4. การพฒั นาหลกั ประชาธิปไตยใหก้ ลายเป็นวถิ ชี ีวติ ของท้งั สังคม
5. การกาหนดสิทธิและเสรีภาพทางการเมอื งใหก้ บั ประชาชนไวใ้ นรัฐธรรมนูญ ตดิ ตามขอ้ มลู ขา่ วสาร
21. กจิ กรรมการใหบ้ ริการตามขอ้ ใดไม่ใชบ่ ริการของสหกรณ์การเกษตร
1. ธุรกจิ ซ้ือ
2. ธุรกิจขาย
3. การจดั สรรท่ีดนิ ทากนิ
4. การใหส้ ินเชื่อแก่สมาชกิ
5. การรับฝากเงนิ และถอนเงินของสมาชิก
22. แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาติของประเทศไทยฉบบั ใดที่ไมไ่ ดน้ าเอาแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียงมาใชเ้ ป็ น
แนวทางในการพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คม
1. ฉบบั ท่ี 8
2. ฉบบั ที่ 9
3. ฉบบั ที 10
4. ฉบบั ที่ 11
5. ฉบบั ท่ี 12
23. ถา้ ราคาและปริมาณดุลยภาพของตลาดผกั ถูกกาหนดโดยอุปสงค์และอุปทานของตลาดและปราศจากการแทรกแซง
ตลาดโดยรัฐบาลแลว้ ขอ้ ใดทีพ่ ยากรณ์ถูกตอ้ งเกยี่ วกบั ปรากฏการณ์ท่จี ะเกดิ ข้ึนในตลาดผกั เมอ่ื เขา้ สู่เทศกาลการกินเจ
1. อุปสงคเ์ พมิ่ ข้ึน อุปทานลดลงและผกั ขาดตลาด
2. อปุ สงคเ์ พม่ิ ข้ึน ราคาและปริมาณดลุ ยภาพสูงข้นึ
3. อุปสงคเ์ พ่มิ ข้ึน ราคาดุลยภาพสูงข้นึ แต่ปริมาณดุลยภาพลดลง
4. อปุ ทานลดลง ราคาดุลยภาพสูงข้นึ แตป่ ริมาณดุลยภาพลดลง
5. อุปทานเพ่ิมข้นึ ราคาดลุ ยภาพสูงข้นึ แต่ปริมาณดลุ ยภาพลดลง
24. ขอ้ ใดไมใ่ ช่ลกั ษณะหรือเหตกุ ารณ์ทีเ่ กดิ ข้ึนในตลาดผูกขาดทแี่ ทจ้ ริง
1. มผี ผู้ ลิตรายเดยี วในตลาด
2. ผผู้ ลติ มีอานาจในการกาหนดราคาสินคา้
3. มีอุปสรรคหรือส่ิงกีดขวางในการเขา้ สู่ตลาดของผูผ้ ลติ รายใหม่
4. ผผู้ ลติ จะผลิตสินคา้ จานวนมากเพอ่ื ใหเ้ กดิ การประหยดั จากขนาดการผลิต
5. การผลิตสินคา้ ท่แี ตกต่างเพอื่ แยง่ ส่วนแบ่งตลาดและตอบสนองความตอ้ งการของผบู้ ริโภค
54
25. ขอ้ ใดไม่ใช่ปัจจยั ในการกาหนดปริมาณความตอ้ งการใชร้ ถโดยสารประจาทางในกรุงเทพมหานคร
1. ผบู้ ริโภคมรี ายไดเ้ พมิ่ ข้ึน 2. มจี านวนผูบ้ ริโภคมากข้ึน
3. ราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าใตด้ ินสูงข้ึน 4. ตน้ ทุนราคาผลติ รถประจาทางสูงข้นึ
5. ราคาค่าโดยสารรถประจาทางสูงข้นึ
26. ขอ้ ใดเป็ นการใช้เครื่องมือนโยบายการเงินของธนาคารกลางเพ่ือลดปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจที่ถูกต้องทุก
มาตรการ
1. ลดอตั รารับชว่ งซ้ือลด ลดอตั ราเงินสดสารองตามกฎหมาย และซ้ือพนั ธบตั รรัฐบาล
2. เพ่มิ อตั รารับชว่ งซ้ือลด ลดอตั ราเงนิ สดสารองตามกฎหมาย และขายพนั ธบตั รรัฐบาล
3. ลดอตั รารับช่วงซ้ือลด เพิม่ อตั ราเงินสดสาตรองตามกฎหมาย และขายพนั ธบตั รรัฐบาล
4. เพิม่ อตั รารับช่วงซ้ือลด เพ่ิมอตั ราเงนิ สดสารองตามกฎหมาย และซ้ือพนั ธบตั รรัฐบาล
5. เพิ่มอตั รารับชว่ งซ้ือลด เพ่ิมอตั ราเงนิ สดสารองตามกฎมหาย และขายพนั ธบตั รรัฐบาล
27. ขอ้ ใดกลา่ วไม่ถกู ตอ้ งเก่ยี วกบั ผลติ ภณั ฑม์ วลรวมในประเทศ (GDP) และ/หรือ ผลติ ภณั ฑม์ วลรวมประชาชาติ (GNP)
1. GDP วดั มลู คา่ การผลิตท่ีเกิดข้ึนภายในประเทศ
2. GDP ยดึ พ้นื ท่ีเป็นหลกั โดยไม่คานึงถึงสัญชาติของผผู้ ลติ
3. GNP = GDP - รายไดส้ ุทธิจากปัจจยั การผลติ ท่ีไดร้ ับจากต่างประเทศ
4. GNP ยดึ สัญชาติของผูผ้ ลิตเป็นหลกั โดยไม่คานึงวา่ การผลติ จะเกิดข้ึนที่ใดในโลก
5. GDP หมายถึง มลู ค่าสินคา้ และบริการข้นั สุดทา้ ยที่ผลติ ในประเทศในรอบระยะเวลาหน่ึง
28. ขอ้ ใดเป็นเครื่องมอื ทางการเงินทเี่ ป็นการควบคุมทางดา้ นคณุ ภาพในการแกป้ ัญหาเงนิ เฟ้อ
1. ธนาคารกลางขายหลกั ทรัพย์
2. ธนาคารกลางเพ่ิมอตั รารับช่วงซ้ือลด
3. ธนาคารกลางเพมิ่ อตั ราดอกเบ้ยี มาตรฐาน
4. ธนาคารกลางลดอตั ราเงนิ สดสารองกฎหมาย
5. ธนาคารกลางลดการขายสินเช่อื เพื่อการบริโภค
29. ขอ้ ใดคอื มาตรการที่ไม่ชว่ ยในการแกไ้ ขปัญหาการขาดดลุ ชาระเงนิ ของประเทศไทย
1. ลดภาษกี ารนาเขา้ เงินทนุ จากต่างประเทศ
2. ส่งเสริมใหน้ กั ธุรกิจชาวตา่ งประเทศมาลงทนุ ในประเทศไทย
3. เพิม่ ภาษีและคา่ ธรรมเนียมในการนาเขา้ สินคา้ จากต่างประเทศ
4. ปรับอตั ราแลกเปลย่ี นเงนิ ตราระหว่างประเทศเพ่ือใหเ้ งินบาทมคี ่าสูงข้ึน
5. จากดั จานวนเงินตราต่างประเทศทค่ี นไทยแต่ละคนจะนาตดิ ตวั ไปใชจ้ ่ายในตา่ งประเทศ
30. ขอ้ ใดคือประโยชน์ท่ีประเทศไทยไดร้ ับจากการคา้ ระหวา่ งประเทศ
1. ประเทศไทยมหี น้ีสาธารณะนอ้ ยลง
2. การประกอบการภายในประเทศมีการแข่งขนั สูงข้ึน
3. ประชาชนสามารถบริโภคสินคา้ ทกุ ประเภทในราคาทีถ่ ูกลง
4. ธนาคารพาณิชยม์ คี วามจาเป็นในการเกบ็ เงนิ สดสารองในธนาคารกลางน้อยลง
5. กรณีประเทศขาดดลุ การชาระเงินจะชว่ ยบรรเทาปัญหาดา้ นการคลงั ของรัฐบาล
55
31. ขอ้ ใดตรงกบั “เอกศก”
1. ปี ที่สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์
2. ปี ท่ีกรุงศรีอยธุ ยาเสียกรุงคร้ังที่ 2
3. ปี ท่สี ยามเปลย่ี นชอ่ื ประเทศมาเป็นประเทศไทย
4. ปี ที่เปลย่ี นแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชยเ์ ป็นประชาธิปไตย
5. ปี ทีพ่ ระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั เสดจ็ ประพาสยโุ รปคร้ังที่ 1
32. ขอ้ ใดผิดเม่อื กลา่ วถงึ วิธีการตรวจสอบและการประเมินหลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตร์
1. การทราบอายขุ องหลกั ฐานจะช่วยใหต้ คี วามหลกั ฐานน้นั ไดด้ ขี ้ึน
2. การสร้างความม่งุ หมายในการสร้างหลกั ฐานจะช่วยใหต้ ีความหลกั ฐานน้นั ใหไ้ ดด้ ขี ้ึน
3. หลกั ฐานทไ่ี มม่ ีการระบุเวลาที่ทาหลกั ฐานน้นั ข้นึ มาสามารถนามาใชใ้ นการศกึ ษาได้
4. หลกั ฐานท่กี ลา่ วถึงเฉพาะดา้ นดขี องส่ิงใดสิ่งหน่ึงไมส่ ามารถนามาใชเ้ ป็นหลกั ฐานในการศึกษาได้
5. หลกั ฐานท่ีเขยี นในชว่ งเวลาทอ่ี ยใู่ กลก้ บั การเกิดข้นึ ของเหตุการณ์ทบี่ นั ทึกไวใ้ นหลกั ฐานน้นั ทาให้
หลกั ฐานชิน้ น้นั มีความน่าเชือ่ ถอื มากกว่า
33. ขอ้ ใดกลา่ วไมถ่ ูกตอ้ งเกีย่ วกบั ยคุ สมยั ทางประวตั ิศาสตร์สากล
1. มนุษยใ์ นยคุ หินเก่า ยงั ไมร่ ู้จกั การวาดภาพบนผนงั ถ้าหรือเพิงผา
2. มนุษยใ์ นยคุ หินใหม่เริ่มรู้จกั การจดั การต้งั ถิ่นฐาน และอาศยั อยรู่ ่วมกนั จนกลายเป็นชุมชน
3. มนุษญใ์ นยคุ โลหะรู้จกั การผสมโลหะ จนเกดิ การผลิตอาวธุ และเครื่องใชจ้ ากสาริดซ่ึงเป็นโลหะผสมข้ึน
4. การริเริ่มประดษิ ฐ์ตวั อกั ษรของขาวสุเมเรียน ถกู นามาใชเ้ ป็นเหตุการณ์ในการแบ่งยคุ ทางประวตั ิศาสตร์ตะวนั ตก
5. การยตุ ขิ องสงครามโลกคร้ังท่ี 2 ถกู นามานบั เป็นจุดเริ่มตน้ ของยุคปัจจุบนั
34. ขอ้ ใดกลา่ วไม่ถูกตอ้ ง
1. การปฏิรูปศาสนาในคริสตศ์ ตวรรษท่ี 16 ทาใหส้ ถาบนั กษตั ริยม์ อี านาจเหนือคริสตจกั รในทสี่ ุด
2. การปฏริ ูปศาสนาในคริสตศ์ ตวรรษที่ 16 ทาใหว้ ฒั นธรรมทอ้ งถน่ิ อ่อนแอลง
3. การปฏริ ูปศาสนาในคริสตศ์ ตวรรษที่ 16 ทาใหเ้ ศรษฐกิจของยโุ รปขยายตวั ยง่ิ ข้นึ
4. สงครามครูเสดทาใหเ้ กดิ เมอื งทางการคา้ ในยโุ รปข้ึนเป็นจานวนมาก
5. สงครามครูเสดทาใหก้ ษตั ริยม์ ีอานาจเพิ่มข้ึนในทางปฏิบตั ิ
35. ขอ้ ใดกลา่ วไม่ถูกตอ้ งเก่ยี วกบั ลทั ธิชาตนิ ิยม
1. สงครามปฏวิ ตั ฝิ ร่ังเศสระหว่าง ค.ศ. 1792 - 1802 มสี ่วนทาใหแ้ นวคิดชาตินิยมเกดิ ข้นึ ในฝรั่งเศส
2. สงครามนโปเลยี นระหว่าง ค.ศ. 1804 - 1815 ทาใหแ้ นวคดิ ชาตินิยมแพร่ไปในดนิ แดนท่ีนโปเลียนรุกราน
3. แนวคดิ ชาตนิ ิยมเป็นสาเหตหุ น่ึงท่ีทาใหอ้ นิ เดียไดร้ ับเอกราชจากองั กฤษใน ค.ศ.1947
4. ออสเตรีย - ฮงั การี ไมไ่ ดร้ ับผลกระทบจากแนวคิดชาตนิ ิยมในคริสตศ์ ตวรรษท่ี 19
5. แนวคิดชาตินิยมมสี ่วนสาคญั ทีท่ าใหอ้ ิตาลรี วมชาตสิ าเร็จใน ค.ศ.1861
56
36. ขอ้ ใดกลา่ วถกู ตอ้ งเกย่ี วกบั โลกในคริสตศ์ ตวรรษที่ 20 และ 21
1. กลมุ่ เอเปกมีสมาชิกอยใู่ น 3 ทวีปทวั่ โลก ไดแ้ ก่ เอเชยี ออสเตรเลยี และอเมริกาเหนือ
2. กลมุ่ บมิ สเทค เนน้ ใหค้ วามช่วยเหลือทางการทหารแกป่ ระเทศสมาชิก ซ่ึงรวมถึงไทยดว้ ย
3. โรมาเนียเขา้ เป็นสมาชกิ ของสหภาพยโุ รปใน ค.ศ. 2004
4. ขบวนการไซออนิสต์ คอื ขบวนการของชาวปาเลสไตน์ทตี่ อ้ งการจะเห็นปาเลสไตนไ์ ดร้ ับการสถาปนาข้นึ อีกคร้ัง
5. ความขดั แยง้ ทางดา้ นเช้อื ชาติเป็นสาเหตทุ ี่ทาใหเ้ กิดกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนพยคั ฆท์ มิฬอีแลมข้ึนในศรีลงั กา
ระหวา่ ง ค.ศ.1976 - 2009
37. ใครคอื ผสู้ าเร็จราชการแทนพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั เมือ่ คร้ังเสดจ็ ประพาสยโุ รปคร้ังท่ี 1
1. สมเดจ็ ฯ เจา้ ฟา้ มหาวชริ ุณหิศ สยามมกุฎราชกมุ าร
2. สมเดจ็ เจา้ พระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์
3. สมเดจ็ พระศรีพชั รินทราบรมราชินีนาถ
4. สมเดจ็ ฯ เจา้ ฟ้ามหาวชริ าวุธ สยามมกุฎราชกมุ าร
5. สมเดจ็ ฯ กรมพระยาเทวะวงศว์ โรปการ
38. ลกั ษณะของสถาปัตยกรรมไทยท่ีมีอิทธิพลจากศลิ ปะจีนอยา่ งมาก จนถูกเรียกว่า “แบบพระราชนิยม” เป็นลกั ษณะที่
เกิดข้ึนในรัชสมยั ใด
1. รัชกาลท่ี 3
2. รัชกาลท่ี 4
3. รัชกาลที่ 5
4. รัชกาลที่ 6
5. รัชกาลท่ี 7
39. ขอ้ ใดไม่ใช่การดาเนินการตามหลกั หกประการของคณะราษฎร
1. การยกเลกิ บรรดาศกั ด์ิ (หลกั เสมอภาค)
2. การจดั ต้งั ธนาคารแห่งชาติ (หลกั เศรษฐกจิ )
3. การแกไ้ ขสัญญาท่ีไม่เป็นธรรม (หลกั เอกราช)
4. การยกเลิกการเกบ็ เงินรัชชปู การ (หลกั การเสมอภาค)
5. การเสนอแผนพฒั นาเศรษฐกิจแห่งชาติ (หลกั เศรษฐกิจ)
40. ขอ้ ใดไมถ่ ูกตอ้ งเมอ่ื กล่าวถงึ เศรษฐกจิ สมยั รัฐบาลจอมพลสฤษด์ิ ธนะรัชต์
1. ส่งเสริมการลงทุนของเอกชน
2. วางแผนเศรษฐกิจจากส่วนกลาง
3. นโยบายเศรษฐกจิ แบบทุนนิยมเสรี
4. ยกเลิกการผกู ขาดการดาเนินกจิ กรรมทางเศรษฐกจิ โดยรัฐ
5. พฒั นาโครงสร้างพ้ืนฐานเพือ่ สนบั สนุนการขยายตวั ทางเศรษฐกจิ
57
41. จากสารบญั ระวางติดต่อแผนท่ีภมู ิประเทศ มาตราส่วน 1 : 50,000 จงบอกหมายเลขระวางทีต่ าแหน่งหมายเลข 1
1. 5238 III
2. 5238 IV
3. 5238 I
4. 5337 IV
5. 5237 I
42. ถา้ เราตอ้ งการตดิ ตามการกอ่ ตวั และการเคลือ่ นตวั ของพายไุ ตฝ้ ่ นุ การเกดิ ผลกระทบสึนามิ การเกิดแผน่ ดนิ ถลม่ และอนื่ ๆ
เชงิ พ้ืนท่บี นผิวโลก เราควรเลือกใชเ้ ครื่องมือตามขอ้ ใด
1. แผนทภ่ี ูมปิ ระเทศ
2. ระบบกาหนดตาแหน่งบนโลก
3. การรับรู้จากระยะไกล
4. ระบบสารสนเทศภูมศิ าสตร์
5. ภาพถา่ ยทางอากาศ
43. ถา้ การเกิดพายไุ ตฝ้ ่ ุนระดบั รุนแรงมากในประเทศจีน เคล่อื นทีไ่ ปทางตะวนั ตกเฉียงเหนือและข้ึนฝ่ังท่เี มืองดานงั พดั ผ่าน
ตอนกลางของเวยี ดนาม - ลาว และภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือตอนบนของประเทศไทย และออ่ นตวั ลงเป็นพายดุ ีเปรสชนั่
พดั ผา่ นภาคเหนือตอนบนเขา้ สู่ประเทศสหภาพเมียนมาต่อไป จากสถานการณ์ดงั กลา่ วสามารถคาดการณ์และมองเห็น
ปัญหาของการเปล่ยี นแปลงทางกายภาพทีเ่ กดิ ข้ึนได้ ขอ้ ใดเป็นการพยากรณ์ทไ่ี ม่สอดคลอ้ งกบั ความเป็นจริงมากทส่ี ุด
1. ฝนตกหนกั และรุนแรงทีส่ ุดในเขตจงั หวดั นครราชสีมาและจงั หวดั ชยั ภูมิ
2. ปริมาณน้าฝนของจงั หวดั นครสวรรคจ์ ะมีนอ้ ยกว่าจงั หวดั น่าน
3. มคี วามเส่ียงสูงต่อการเกิดวาตวยั ในจงั หวดั เลยและจงั หวดั อดุ รธานี
4. มโี อกาสเกดิ อุทกภยั ในจงั หวดั เชยี งรายและจงั หวดั พะเยา
5. ควรหลีกเล่ียงประสบกบั โคลนไหล หินและดนิ ถลม่ ตามเสน้ ทาง เลย - อตุ รดติ ถ์ – พิษณุโลก
44. ในรอบปี หน่ึงๆ บุคคลใดไดร้ ับผลกระทบทีต่ อ้ งปรับตวั ตามการเปล่ียนแปลงของเวลาเน่ืองจากความแตกต่างระหวา่ ง
กลางวนั กบั กลางคืนมากท่สี ุด
1. นายเอกชยั กาลงั ศกึ ษาอยทู่ ่กี รุงมอสโคว์ รัสเซีย
2. นายเอกพล ทางานอยทู่ ่เี กาะเคมเบล ใตส้ ุดของเกาะใต้ ประเทศนวิ ซีแลนด์
3. นายเอกวฒั น์ เป็นนกั ธุรกจิ อยทู่ ่ีปลายของแหลมกดู โฮป ประเทศแอฟริกาใต้
4. นายเอกรัฐ ต้งั ถน่ิ ฐานที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา
5. นายเอกพนั ธ์ เป็นศลิ ปิ นอาศยั อยใู่ นกรุงปักก่งิ สาธารณรัฐประชาชนจีน
58
45. ขอ้ ใดไมใ่ ช่ผลท่เี กิดจากการเปลีย่ นแปลงสภาพภูมิอากาศโลกในชว่ งเดือนกรกฎาคม 2561
1. ประเทศสวเี ดนเกดิ ไฟป่ า 27 จุด เสียพ้นื ทป่ี ่ าไมไ้ ปแลว้ 15,600 ไร่
2. กรุงโตเกยี ว ประเทศญปี่ ่ ุน อณุ หภมู ิสูงข้ึน 40 องศาเซลเซียส เน่ืองจากคล่ืนความร้อน ทาใหค้ นตายถงึ 80 คน
และป่ วยเขา้ โรงพยาบาลมากกวา่ 3,000 คน
3. เกาะไตห้ วนั ประกาศงดเทยี่ วบนิ ปิ ดสานกั งานและโรงเรียน เนื่องจากพายไุ ตฝ้ ่ นุ มาเรียทมี่ ีกาลงั ลมรุนแรง
190 กิโลเมตรต่อชวั่ โมง
4. นกั ทอ่ งเที่ยวไทย 126 คน ตกคา้ งอยบู่ นภูเขา บนเกาะลอมบอก ประเทศอินโดนีเซีย เนื่องจากแผ่นดนิ ไหว ทาให้
แผ่นดนิ ถลม่ ปิ ดทางเขา้ ออก
5. เกดิ น้าทว่ มอยา่ งรุนแรงในแขวงจาปาศกั ด์ิและอตั ตะปื อ เน่ืองจากฝนตกหนกั ทาใหเ้ ขอื่ นเซเปี ยน - เซน้านอ้ ย
แตกร้างน้าทะลกั ออกจากเข่ือน
46. การปลูกตน้ ไมใ้ นลกั ษณะใด ท่ีจะใชป้ ้องกนั และลดความรุนแรงการกดั เซาะชายฝั่งและสึนามิ บริเวณแหล่งท่องเทย่ี ว
ชายฝั่งทะเลทเ่ี ป็นหาดทรายของไทยไดอ้ ยา่ งเหมาะสมที่สุด
1. ตน้ ไมแ้ บบป่ าชายเลนโดยเฉพาะโกงกาง แสม ลาแพน และลาพูทะเล
2. ป่ าประเภทไมโ้ ตเร็ว ประเภทกระถนิ ณรงค์ กระถินยกั ษ์ จามจุรี และสะแก
3. พืชพรรณป่ าพรุ ประเภทตน้ สาคู กะพอ้ แดง หลาวชะโอน หมากแดง
4. พนั ธุไ์ มส้ าคญั ไดแ้ ก่ กระทงิ หยนี ้า สนทะเล และหูกวาง
5. ไมผ้ ลรวมกบั ไมโ้ ตเร็ว ประเภทมะพร้าว ตน้ ตาล จามจุรี และกระถินณรงค์
47. ขอ้ ใดเป็ นผลกระทบทางออ้ มที่เกิดข้ึนแรกและสุดจากการบุกเบิกตดั ปราบพืชไมเ้ พื่อเอาประโยชน์จากเน้ือไมแ้ ละทา
เป็นพ้ืนท่เี พาะปลูกพืชไร่
1. ทรัพยากรป่ าไมเ้ หลือนอ้ ยลง
2. การลดลงของความหลากหลายทางชวี ภาพ
3. ความเส่ียงตอ่ การเกิดข้ึนของการชะลา้ งหนา้ ดนิ
4. การกดั เซาะพงั ทลายของดนิ ช้นั ล่าง
5. การเกดิ ภยั แลง้ และน้าท่วมไหลหลากอยา่ งฉับพลนั
48. องคก์ รใดไม่มีหนา้ ทีเ่ กย่ี วขอ้ งกบั การศกึ ษา สารวจ จดั หา วิจยั ส่งเสริมสนบั สนุนใหค้ นไทยมพี ลงั งานใชอ้ ยา่ งพอเพียง
1. กรมพฒั นาพลงั งานทดแทนและอนุรักษพ์ ลงั งาน
2. กรมเช้อื เพลงิ ธรรมชาติ
3. กรมธุรกิจพลงั งาน
4. บริษทั ปตท. จากดั (มหาชน)
5. กรมทรัพยากรน้า
59
49. แนวทางการพฒั นาพ้ืนทีต่ ามขอ้ ใดท่ีก่อใหเ้ กิดการอนุรักษท์ รัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดลอ้ มแต่ไม่นาไปสู่การเป็น
แหลง่ ท่องเท่ยี วได้
1. ประเทศเคนยาไดม้ ีการนาเหมืองร้างมาปรับปรุง และฟ้ื นฟเู ป็นแหล่งอนุรักษพ์ นั ธุพ์ ืชและพนั ธุ์สตั ว์
2. ยทุ ธศาสตร์ในการลดการตดั ไมท้ าลายป่ าดว้ ยการจดั ต้งั อทุ ยานนิเวศวิทยาในประเทศบราซิล
3. ประเทศออสเตรเลยี จดั ต้งั เขตอนุรักษท์ รัพยากรทางทะเล หา้ มไม่ใหท้ าการประมงและสารวจน้ามนั ในเขตอนุรักษ์
4. ประเทศเกาหลีใตม้ นี โยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการใชน้ ้ามนั และเพมิ่ การพ่ึงพาตนเองดา้ นพลงั งาน
5. ประเทศจีน ญ่ีป่ ุน และออสเตรเลยี ร่วมมอื กนั ในการคุม้ ครองส่ิงแวดลอ้ มในทวีปแอนตาร์กติก
50. การดาเนินชีวิตเพื่อมีส่วนร่วมในการแกไ้ ขปัญหาการอนุรักษแ์ ละการพฒั นาทรัพยากรธรรมชาติสู่ความยง่ั ยนื สิ่งแรกท่ี
ตอ้ งยดึ เป็นหลกั ของการกระทาคอื ขอ้ ใด
1. สมดลุ หรือดลุ ยภาพของระบบนิเวศ
2. หลกั ผลิตภาพหรือการเพิม่ ประสิทธิภาพการผลติ ตลอดเวลา
3. หลกั เสถียรภาพเพ่อื หรือการสร้างความมน่ั คงอยา่ งตอ่ เน่ืองเสมอ
4. หลกั ถาวรภาพหรือการดารงอยอู่ ยา่ งยนื ยาวตลอดไป
5. หลกั เอกภาพและการบูรณาการในการจดั การร่วมกนั ทกุ ภาคส่วน
60
------------------------------------------------------------------------------------------------------
เฉลยข้อสอบชุดที่ 2
-------------------------------------------------------------------------------------------------------
ข้อ คำตอบ ข้อ คำตอบ ข้อ คำตอบ ข้อ คำตอบ ข้อ คำตอบ
1) 5 11) 2 21) 3 31) 3 41) 2
2) 3 12) 1 22) 1 32) 4 42) 4
3) 4 13) 5 23) 2 33) 1 43) 1
4) 1 14) 5 24) 5 34) 2 44) 2
5) 1 15) 4 25) 4 35) 4 45) 4
6) 3 16) 3 26) 5 36) 5 46) 1
7) 1 17) 4 27) 3 37) 3 47) 5
8) 5 18) 2 28) 5 38) 1 48) 5
9) 4 19) 2 29) 4 39) 5 49) 5
10) 1 20) 4 30) 2 40) 2 50) 1
อธิบำยเฉพำะข้อยำก
ขอ้ 41 ตอบ 2
เพราะ หมำยเลขระวำง (Sheet number) เป็ นหมายเลขท่ีกาหนดข้ึน โดยมีการกาหนดแน่นอนตามระบบของ
อเมริกนั เพ่ือให้ทราบว่าแผนท่ีระวางน้นั ๆ เป็ นของส่วนใดในภูมิประเทศจริงตามที่แสดงไวใ้ นแผนท่ีดชั นี (Index chart)
เพราะแต่ละระวางมีหมายเลขระวางไมซ่ ้ากนั ประกอบดว้ ยตวั เลขอารบคิ 4 ตวั และเลขโรมนั (I II III หรือ IV) ตวั ใดตวั หน่ึง
เชน่ แผนทมี่ าตราส่วน 1:50,000 ได้ 4 ระวาง แสดงดงั ภาพ
61
ข้อสอบแบบปรนยั 4ตัวเลือกเลือก1คำตอบที่ถูกต้องท่ีสดุ จำนวน 100ข้อ
1. การทาละหมาดตามบทบญั ญตั ขิ องศาสนาอสิ ลามเป็นการนมสั การตอ่ อะไร
1. เทวบญั ชา 2. พระเจ้า
3. ผรู ้ ทู้ างศาสนา 4. คมั ภรี อ์ ลั กรุ อาน
2. วนั ศุกรศ์ กั ด์สิ ทิ ธ์ิ ของคริสตศ์ าสนิกชนหมายถึงวนั ใด
1. วนั ทพ่ี ระเยซสู ้นิ พระชนม์ 2. วนั ทพี่ ระเยซคู นื พระชนม์
3. วนั ทพี่ ระเยซปู ระกาศศาสนา 4. วนั ทพ่ี ระเยซเู สดจ็ กลบั สสู่ วรรค์
3. รปู แบบปฏบิ ตั ใิ นขอ้ ใดถูกตอ้ งตามกลกั ปฏบิ ตั กิ รรมฐานหมวด “กำยคตำสติ”
1. กาหนดลมหายใจเขา้ -ออก ให้รตู้ ามจังหวะสน้ั หรอื ยาว
2. กาหนดอาการพองหรอื ยุบทที่ อ้ งเม่อื หายใจเขา้ หรอื หายใจออก
3. กาหนดลมหายใจเขา้ -ออก ทกุ ขณะตอ้ งนับในใจ 1-1, 2-2, 3-3…10-10
4. กาหนดลมหายใจเขา้ -ออก พรอ้ มกบั ความรสู้ กึ วา่ เยน็ -อุ่นทกี่ ระทบจมกู
4. ขอ้ ใดไม่ใช่ วิธีทพี่ ระสทิ ธตั ถะใชบ้ าเพญ็ ทกุ กรกริ ิยากอ่ นการตรสั รู้
1. กลน้ั ลมอสั สาสะปสั สาสะ
2. กดพระทนตด์ ว้ ยพระทนตใ์ ห้แน่น
3. ใชอ้ ริ ิยาบถนงั่ เป็นวตั รโดยไม่ยอมบรรทม
4. ลดปริมาณการเสวยพระยาหารลงวนั ละน้อย
5. ผา้ ชนิดใดทพ่ี ระสงฆไ์ ม่สำมำรถนามาใชส้ าหรบั กรานเป็นผา้ กฐนิ (กฐนิ จีวรทสุ สงั ) ได้
1. ผา้ สงั ฆาฏิ 2. ผา้ อุตราสงค์
3. ผา้ นิสที นะ 4. ผา้ อนั ตรวาสก
6. พระธรรมคณุ ในขอ้ ใดทตี่ รงกบั หลกั วทิ ยาศาสตร์
1. สนั ทฏิ ฐโิ ก (ผปู ้ ฏบิ ตั เิ ห็นแจง้ เอง)
2. อกาลิโก (เป็นส่งิ ไม่จากดั ดว้ ยกาลเวลา)
3. โอปนยิโก (เป็นส่งิ ควรนอ้ มนามาปฏบิ ตั )ิ
4. ปัจจตั ตงั เวทติ พั โพ (เป็นสิ่งทแ่ี ตล่ ะคนรูแ้ จ้งเฉพาะตวั )
7. “จริยศึกษำ” ตามหลกั การศกึ ษาทว่ั ไป ตรงกบั ขอ้ ใดในคณุ ลกั ษณะของผูส้ าเร็จการศึกษา
1. ภาวติ กาย 2. ภาวติ ศีล 3. ภาวติ จิต 4. ภาวติ ปญั ญา
8. ปรากฏการณ์ “บรรยากาศของโลกมอี ุณหภูมิเพม่ิ ข้นึ ทกุ ปี เพราะสภาวะเรอื นกระจก” ตรงกบั หลกั นิยามขอ้ ใดใน
พระพุทธศาสนา
1. อตุ นุ ิยาม 2. พีชนิยาม 3. กรรมนิยาม 4. ธรรมนิยาม
62
9. “ความมเี หตผุ ล” ตามหลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง สอดคลอ้ งกบั หลกั สปั ปรุ สิ ธรรมขอ้ ใด
1. อตั ตญั ญุตา 2. อตั ถญั ญตุ า
3. มตั ตญั ญุตา 4. ธมั มญั ญุตา
10. ขอ้ ใดเป็นคณุ ลกั ษณะของอนุชาตบตุ ร
1. เป็นผมู ้ ีภูมธิ รรมตา่ กวา่ บดิ ามารดา
2. เป็นผมู ้ ีภูมิธรรมเสมอดว้ ยบดิ ามารดา
3. เป็นผชู ้ กั นาบดิ ามารดาให้เป็นผมู ้ ีศลี ธรรม
4. เป็นผมู ้ ีศลี ธรรมจากการสอนของบดิ ามารดา
11. มติ รสหายถกู วางไวต้ าแหน่งใด ตามหลกั ธรรมทศิ 6 ในสงิ คาลสตู ร
1. ทศิ เบอ้ื งขวา 2. ทศิ เบอ้ื งซา้ ย
3. ทศิ เบอ้ื งหลงั 4. ทศิ เบอ้ื งตา่
12. ใครเป็นผอู ้ มุ้ ร่างบตุ รทเี่ สียชวี ติ ไปขอยารกั ษาใหฟ้ ้ื นคนื ชพี
1. พระอานนทเ์ ถระ 2. พระอนุรทุ ธเวระ
3. พระกสี าโคตมเี ถรี 4. พระปฏาจาราเวรี
13. ใครเป็นผสู ้ าเรจ็ พระอรหันตใ์ นระหวา่ งอิรยิ าบถทง้ั 4
1. พระอานนทเ์ ถระ 2. พระอนุรุทธเวระ
3. พระกสี าโคตมเี ถรี 4. พระปฏาจาราเวรี
14. พราหมณ์ใชพ้ ระเวทใดเป็นคมู่ ือในการประกอบพิธีบชู ายญั
1. ฤคเวท 2. ยชรุ เวท
3. สามเวท 4. อาถรรพเวท
15. ขอ้ ใดไม่ใช่ การแบง่ ยุคสมยั ทางประวตั ศิ าสตร์
1. แบง่ ตามอาณาจักรหรือราชธานี
2. แบง่ ตามพฒั นาการของบา้ นเมอื ง
3. แบง่ ตามอายุของหลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตร์ทส่ี าคญั
4. แบง่ ตามการเปล่ยี นแปลงของบา้ นเมอื งและการปกครอง
16. ขอ้ ใดไมใ่ ช่ วธิ ีการทางประวตั ศิ าสตร์
1. ใชข้ อ้ มูลทสี่ นบั สนุนหัวขอ้ ทศี่ ึกษามากทส่ี ดุ
2. ศึกษาคน้ ควา้ วจิ ยั โดยใชก้ ารประเมินคณุ คา่ หลกั ฐาน
3. วเิ คราะห์ขอ้ มลู ทร่ี วบรวมได้ โดยอาศยั การตรวจสอบเทยี บเคยี งกบั ขอ้ มูลอ่ืนๆ อยา่ งรอบดา้ น
4. จดั ระบบขอ้ มลู บนฐานของขอบเขตเวลาทท่ี าการศึกษาและการลาดบั ประเดน็ หลกั ประเดน็ รอง
17. ขอ้ ใดไม่ใช่ วธิ ีการตรวจสอบหลกั ฐานทเี่ ป็นบนั ทกึ ของชาวตา่ งชาติ
1. ศึกษาภมู หิ ลงั และชวี ติ ของผบู ้ นั ทกึ อยา่ งละเอยี ด
2. ตรวจสอบความเป็นมาของภาษาทใี่ ชใ้ นการบนั ทกึ
3. ตรวจสอบเอกสารอ่ืนๆ ทกี่ ลา่ วถึงชาวตา่ งชาตผิ ูน้ ้ันประกอบ
4. ศึกษาบรบิ ททางการเมอื ง เศรษฐกจิ สงั คมและวฒั นธรรมรว่ มสมยั กบั บนั ทกึ ดงั กลา่ ว
63
18. ขอ้ ใดคอื ปจั จยั สำคัญทส่ี ุดในการปกครองของรฐั สมยั จารตี
1. การทาสงครามกบั อาณาจักรอนื่
2. การขยายอาณาเขตให้กวา้ งขวางมากทส่ี ดุ
3. การควบคมุ กาลงั คนหรือไพร่พลในอาณาจักร
4. การสรา้ งเสน้ ทางเพอื่ ตดิ ตอ่ สื่อสารและทาการคา้
19. ขอ้ ใดอธิบายเกย่ี วกบั การเกบ็ ภาษปี ากเรอื ไดใ้ กลเ้ คยี งมำกท่สี ุด
1. ทาให้รฐั มรี ายไดเ้ พ่มิ ข้ึนมากจากการเกบ็ ภาษีขาเขา้ เรือทกุ ลา
2. ลดขน้ั ตอนเรอื่ งการนับจานวนสนิ คา้ และเวลาในการเกบ็ ภาษี
3. เรือเปลา่ กบั เรือบรรทกุ สินคา้ เสียภาษีเทา่ กนั หากความกวา้ งของปากเรือเทา่ กนั
4. ถกู ทกุ ขอ้
20. ขอ้ ใดไม่ใช่ เหตกุ ารณ์ทเ่ี กดิ ข้ึนในสมยั รชั กาลที่ 5
1. การทาสนธิสญั ญาเบาวร์ งิ 2. การปฏริ ูปกฎหมาย
3. การจัดการศกึ ษาแบบสมยั ใหม่ 4. การสรา้ งระบบคมนาคมให้ทนั สมยั
21. ขอ้ ใดไม่สัมพันธ์กบั การเปลย่ี นแปลงเขา้ สูค่ วามทนั สมยั
1. การให้ความสาคญั กบั บทบาทสตรีไทย
2. การเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎร
3. การขยายอานาจของลทั ธิลา่ อาณานิคมตะวนั ตก
4. การใชล้ ทั ธเิ ชอื่ ผนู ้ าสมยั จอมพล ป.พบิ ลู สงคราม
22. ขอ้ ใดแสดงถงึ วฒั นธรรมไทย
1. การนิยมนุ่งผา้ ไทยและแตง่ กายแบบไทย
2. การใชภ้ าษาไทยไดถ้ ูกตอ้ งตามหลกั ภาษา
3. การทวี่ ฒั นธรรมในชมุ ชนมคี วามเคลอื่ นไหวและเปลีย่ นแปลงตลอดเวลา
4. การอยู่ในครอบครวั ชาวนาและมีวฒั นธรรมประเพณที สี่ มั พนั ธก์ บั วถิ ีการผลิต
23. บริเวณใดไมใ่ ช่ แหลง่ อารยธรรมสาคญั ของโลกตะวนั ตก
1. ลุ่มแมน่ ้ าไนล์ 2. ลมุ่ แมน่ ้ าเหลือง
3. ทะเลเมดิเตอรเ์ รเนียน 4. ลุ่มแม่น้ าไทกรสิ -ยูเฟรทสี
24. ขอ้ ใดแสดงถงึ การปรบั ตวั เขา้ กบั สงิ่ แวดลอ้ ม
ก. การสรา้ งกาแพงเมืองจีน
ข. การทามมั ม่ขี องชาวอียิปตโ์ บราณ
ค. การสรา้ งเขอ่ื นและระบบชลประทาน
ง. การสรา้ งเครือ่ งมือวดั แผน่ ดนิ ไหวสมยั ราชวงศ์ฮน่ั
1. ขอ้ ก. และ ข. 2. ขอ้ ก. และ ง. 3. ขอ้ ข. และ ค. 4. ขอ้ ค. และ ง.
25. ชาวตะวนั ตกชาตใิ ดทเ่ี ขา้ มาในอินเดียในชว่ งปลายศตวรรษที่ 15
1. องั กฤษ ฮอลนั ดา กรีก และสเปน
2. ฮอลนั ดา องั กฤษ กรีก และฝรง่ั เศส
3. โปรตเุ กส องั กฤษ สเปน และฝรงั่ เศส
4. โปรตเุ กส ฮอลนั ดา องั กฤษ และฝรงั่ เศส
64
26. ขอ้ ใดไม่ใช่ ลกั ษณะการปกครองแบบฟิ วดลั ของยุโรป
1. มีการแบง่ ประชากรออกเป็นฐานนั ดร
2. เป็นรูปแบบการจัดเกบ็ ภาษีของรฐั สมยั โบราณ
3. เป็นการปกครองทส่ี มั พนั ธก์ บั การใชท้ ด่ี นิ ของเจ้านาย
4 . เป็นระบบทแ่ี ทนทกี่ ารปกครองแบบรวมศูนยอ์ านาจของจกั รวรรดิโรมนั ทลี่ ม่ สลาย
27. ขอ้ ใดไมส่ ัมพันธ์กบั การปฏวิ ตั อิ ุตสาหกรรม
1. การปฏริ ูปศาสนา 2. ระบบทนุ นิยม
3. ลทั ธเิ สรีนิยม 4. การปฏวิ ตั ทิ างวทิ ยาศาสตร์
28. ขอ้ ใดไม่สัมพนั ธ์กบั ขบวนการมนุษยน์ ิยมในยคุ ฟื้ นฟศู ิลปะวทิ ยาการ
1. ยูโทเปีย 2. The Prince
3. อรี สั มสั 4. อะเลก็ ซานเดรยี
29. ขอ้ ใดไมใ่ ช่ กระทบจากการขยายอทิ ธพิ ลของประเทศในยุโรปเขา้ ไปยงั ทวปี อเมรกิ า
1. การเกดิ สงั คมลูกผสม
2. การล่มสลายของอาณาจักรโบราณ
3. การยา้ ยถนิ่ ฐานของคนพ้ืนเมอื งในทวปี อเมริกาไปยงั ทวปี อ่นื
4. การขยายตวั ของระบบเจา้ ทดี่ นิ และการบงั คบั ใชแ้ รงงานคนพ้ืนเมอื ง
30. ขอ้ ใดไมถ่ ูกต้อง
1. ทวปี ทใี่ หญท่ สี่ ุดคอื แอฟริกา 2. เกาะทใี่ หญท่ ส่ี ุดคอื กรีนแลนด์
3. มหาสมทุ รทใี่ หญท่ ส่ี ุดคอื แปซฟิ ิ ก 4. ทะเลสาบทใ่ี หญท่ ส่ี ุดคอื แคสเปียน
31. เสน้ แบง่ เขตวนั สากล ตรงกบั เสน้ เมรเิ ดียนใด
1. 0 องศา 2. 90 องศา 3. 180 องศา 4. 360 องศา
32. พ้นื ทส่ี องแห่งตง้ั อยทู่ ลี่ องจิจูดห่างกนั 15 องศา จะมีเวลาห่างกนั เทา่ ใด
1. 30 นาที 2. 1 ชวั่ โมง 3. 1 ชว่ั โมง 30 นาที 4. 2 ชวั่ โมง
33. ปรากฏการณท์ ด่ี วงจนั ทรอ์ ยรู่ ะหวา่ งโลกกบั ดวงอาทติ ย์เป็นแนวเดียวกนั จะตรงกบั วนั ใด
1. ข้ึน 8 คา่ 2. แรม 8 คา่ 3. ข้ึน 15 คา่ 4. แรม 15 คา่
34. หากขว้ั โลกเหนือเอียงออกจากดวงอาทติ ย์ เวลากลางวนั -กลางคนื ของพนื้ ทใี่ นซกี โลกเหนือจะเป็นอย่างไร
1. กลางวนั เทา่ กบั กลางคนื
2. กลางวนั ส้นั กวา่ กลางคนื
3. กลางวนั ยาวกวา่ กลางคนื
4. ไม่มเี วลากลางวนั
35. เครือ่ งมือใดใชบ้ อกพิกดั ทางภมู ิศาสตร์
1. GPS 2. GIS
3. GAS 4. GRS
36. ขอ้ ใดเป็นการใชเ้ ครอ่ื งมือทางภูมศิ าสตร์ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
1. Anemometer วดั ปรมิ าณฝน
2. Barometer วดั อณุ หภมู ิ
3. Planimeter วดั พน้ื ทใ่ี นแผนท่ี
4. Stethoscope ดภู าพ 3 มติ ใิ นภาพถ่ายทางอากาศ
65
37. แผนทใ่ี นมาตราส่วนใด บอกความละเอยี ดในพนื้ ทไ่ี ดม้ ากทสี่ ุด
1. 1 : 50,000 2. 1 : 100,000 3. 1 : 250,000 4. 1 : 1,000,000
38. ขอ้ ใดไมใ่ ช่ พรมแดนไทย-พมา่
1. ร่องน้ าลึกแมน่ ้ ากระบรุ ี 2. สนั ปนั น้ าเทอื กเขาตะนาวศรี
3. สนั ปันน้ าเทอื กเขาแดนลาว 4. สนั ปันน้ าเทอื กเขาหลวงพระบาง
39. ขอ้ ใดคอื ปัจจัยสาคญั ทส่ี ุดทที่ าใหเ้ กดิ วฏั จักรน้ า
1. การกลน่ั ตวั 2. ความชนื้ 3. ความรอ้ น 4. แรงโนม้ ถว่ ง
40. ขอ้ ใดไมใ่ ช่ ลกั ษณะภูมิประเทศทเ่ี กดิ จากการกระทาของแม่น้ า
1. เนินตะกอนรปู พดั 2. หุบผาชนั 3. ทร่ี าบลอนลาด 4. คนั ดินธรรมชาติ
41. เพราะเหตใุ ดทรี่ าบลุม่ จึงมีความอุดมสมบรู ณ์
1. พนื้ ดินราบเรยี บ 2. แม่น้ าไหลผา่ น
3. ฝนตกตลอดปี 4. อณุ หภูมิเหมาะสม
42. ขอ้ ใดไม่ใช่ ปจั จัยสาคญั ในการกาหนดลกั ษณะของพืชพรรณธรรมชาติ
1. อุณหภูมิ 2. แสงแดด 3. ปริมาณฝน 4. สภาพพืน้ ดนิ
43. ขอ้ ใดเป็นลกั ษณะภมู ิประเทศทเ่ี หมาะสมกบั การเป็นเมอื งทา่ ขนส่งสนิ คา้ ทางทะเลมากทสี่ ุด
1. ชายฝั่งทคี่ ลน่ื ลมสงบ 2. ชายฝั่งทะเลกดั เซาะ
3. ดินดอนสามเหลีย่ มปากแม่น้ า 4. ทรี่ าบรอบทะเลสาบรปู แอก
44. ป่าประเภทใดเป็นแหลง่ ตน้ น้ าลาธารทดี่ ีทสี ดุ
1. ป่าดบิ ชน้ื 2. ป่าดิบเขา 3. ป่าดิบแลง้ 4. ป่าสนเขา
45. ขอ้ ใดเป็นหน้าทส่ี าคญั ทสี่ ดุ ของสมาชกิ สภาผแู ้ ทนราษฎรในประเทศไทย
1. จดั หางบประมาณเพอ่ื สนับสนุนการพฒั นาทอ้ งถนิ่
2. พิจารณากลน่ั กรองและใหค้ วามเห็นชอบกฎหมายในสภาผแู ้ ทนราษฎร
3. เขา้ ร่วมในงานเทศกาลทกุ คร้งั เพือ่ สรา้ งความสมั พนั ธอ์ นั ดกี บั ประชาชน
4. เสนอปญั หาและแนวทางแกป้ ัญหาของประชาชนในทป่ี ระชมุ สภาผแู ้ ทนราษฎร
46. ความขดั แยง้ ระหวา่ งบคุ คลในขอ้ ใดนาไปสู่ความรุนแรงในสงั คมไทยไดม้ ากทส่ี ดุ
1. ผทู ้ นี่ บั ถือศาสนาตา่ งกนั
2. คนในเมอื งกบั คนชนบท
3. ผทู ้ ม่ี ีการศึกษาสงู กบั ผทู ้ ไ่ี ม่มีการศึกษา
4. ผทู ้ ม่ี ที รพั ย์สนิ มากกบั ผทู ้ ไี่ มม่ ีทรพั ย์สนิ
47. เหตกุ ารณ์สาคญั ใดทสี่ ง่ ผลตอ่ การเปล่ียนแปลงโครงสรา้ งทางเศรษฐกจิ และสงั คมไทยมากท่ีสุด
1. การเปลีย่ นแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475
2. การเรยี กรอ้ งประชาธปิ ไตย 14 ตลุ าคม พ.ศ. 2516
3. การเกดิ เหตกุ ารณพ์ ฤษภาทมิฬ 17-20 พฤษภาคม พ.ศ.2535
4. การรฐั ประหาร 19 กนั ยายน พ.ศ. 2549
48. “ปัจจยั วยั รุ่นมกั จะไมป่ ระพฤตปิ ฏบิ ตั ติ วั ตามทผ่ี ปู ้ กครองหรอื ครูสง่ั สอน” คากลา่ วน้ีสมั พนั ธ์กบั ขอ้ ใด
1. วยั รนุ่ ไมไ่ ดร้ บั การอบรมใหม้ ีคณุ ธรรม
2. วยั รุน่ มีนิสยั ดือ้ รน้ั ชอบตอ่ ตา้ น ไมย่ อมรบั คาสอนของใคร
3. วยั รนุ่ ชอบการขดั เกลาทางออ้ มมากกวา่ การขดั เกลางตรง
4. วยั รุ่นไดร้ บั การขดั เกลาจากสถาบนั อ่นื ทต่ี า่ งจากสถาบนั ดง้ั เดิม
66
49. ขอ้ ใดเป็นผลจากการประกาศใชแ้ ผนพฒั นาเศรษฐกจิ แห่งชาตฉิ บบั ที่ 1
1. การใหส้ มั ปทานป่าไม้
2. การขยายการศึกษาถงึ ระดบั อดุ มศึกษา
3. การผลติ กระแสไฟฟ้าพลงั น้ าจากเข่อื น
4. การเลือกตง้ั สมาชกิ สภาผแู ้ ทนราษฎร
50. การปรุงอาหารวธิ ใี ดแสดงถึงการรบั วฒั นธรรมตะวนั ตกมากทส่ี ดุ
1. อบ 2. ผดั 3. ตม้ 4. ทอด
51. การทป่ี ระเทศไทยไมเ่ คยตกเป็นเมอื งข้ึนของประเทศตะวนั ตกน้ัน สง่ ผลอย่างไร
1. คนไทยเดนิ ทางไปประเทศตะวนั ตกน้อย
2. คนไทยมีจิตสานึกในการอนุรกั ษว์ ฒั นธรรมไทย
3. คนไทยมที กั ษะในการใชภ้ าษาของประเทศตะวนั ตกในระดบั ตา่
4. คนไทยรบั วฒั นธรรมสากลเขา้ มาใชอ้ ย่างจากดั และระมดั ระวงั
52. ขอ้ ใดเป็นการอนุรกั ษว์ ฒั นธรรมไทยอยา่ งยง่ั ยนื
1. การคมุ้ ครองใหเ้ ป็นมรดกของชาติ
2. การส่งเสริมให้ตระหนกั ถงึ คณุ คา่ และเป็นแหลง่ เรียนรู้
3. การปรบั รูปแบบใหท้ นั สมยั เพ่ือใหม้ มี ลู คา่ ทางเศรษฐกจิ
4. การออกกฎหมายลงโทษอย่างรุนแรงตอ่ ผทู ้ ่ีทาลายวฒั นธรรม
53. ขอ้ ใดเป็นแนวทางปฏบิ ตั สิ าคญั ทสี่ ดุ ในการรวมประชาคมสงั คมและวฒั นธรรมอาเซยี น
1. การส่งเสริมการทอ่ งเทยี่ วเชงิ วฒั นธรรมในประเทศอาเซยี น
2. การส่งเสรมิ ใหเ้ กดิ ความเคารพในความแตกตา่ งทางชาตพิ นั ธแุ์ ละศาสนา
3. การเผยแพร่ความรใู้ นเรอ่ื งประวตั ศิ าสตร์และวฒั นธรรมของแต่ละประเทศ
4. การชว่ ยเจรจาเพือ่ ยุตกิ ารสรู้ บระหวา่ งกองกาลงั ตดิ อาวธุ ของรฐั และชนกลมุ่ น้อย
54. ขอ้ ใดกลา่ วไม่ถูกต้องเกย่ี วกบั วฒั นธรรมไทย
1. สามารถนาไปพฒั นาเพ่อื สรา้ งมลู คา่ ทางเศรษฐกจิ
2. หมายรวมถึงวฒั นธรรมชนกลมุ่ นอ้ ยทอี่ ยู่ในประเทศไทย
3. เป็นวฒั นธรรมทด่ี งี ามทสี่ ืบทอดกนั มาตง้ั แตส่ มยั สุโขทยั
4. มกี ารปรบั เปล่ียนผสมผสานกบั วฒั นธรรมของชนชาตอิ ืน่
55. ขอ้ ใดเป็นปจั จัยสาคญั ทสี่ ุดทที่ าใหว้ ฒั นธรรมไทยมีความแตกต่ำงจากวฒั นธรรมสากล
1. ระดบั การศึกษา 2. ลกั ษณะภมู ิประเทศ
3. ความเชอ่ื ทางศาสนา 4. ความแตกตา่ งทางเชอ้ื ชาตเิ ผา่ พนั ธ์ุ
56. ในสภาพสงั คมทมี่ ปี ญั หาความขดั แยง้ ทางความคดิ ความเชอ่ื ขอ้ ใดเป็นคณุ สมบตั ขิ องพลเมืองทจ่ี ะทาใหส้ งั คมอยูร่ ่วมกนั
ได้
1. มีจิตอาสา 2. มกี ารศกึ ษาระดบั สงู
3. มจี ริยธรรมและคณุ ธรรม 4. เคารพกฎหมายและสทิ ธเิ สรภี าพของผอู ้ ื่น
57. ขอ้ ใดเป็นสาเหตสุ าคญั ทส่ี ุดของการทจุ ริตคอรร์ ปั ชนั ทเี่ ป็นปัญหายดื เย้อื แกไ้ ขไดช้ า้
1. รฐั บาลให้ความสนใจปัญหาน้ีน้อย
2. กฎหมายมีบทลงโทษเบา ทาให้คนไม่กลวั
3. คาวา่ ทจุ รติ คอร์รปั ชนั มคี วามหมายคลมุ เครอื
4. ผทู ้ จุ รติ มีจานวนมาก อย่ใู นหลายวงการและหลายระดบั
67
58. ขอ้ ใดเป็นการเปลีย่ นแปลงโครงสรา้ งทางประชากรในสงั คมไทยปจั จุบนั
1. อตั ราการเกดิ มีแนวโน้มสงู ข้นึ
2. สดั สว่ นของผูส้ ูงอายเุ พมิ่ มากข้นึ
3. ประชากรวยั แรงงานมแี นวโนม้ เพิ่มข้นึ
4. อตั ราการตายของทารกแรกเกดิ สงู ข้ึน
59. นักปรชั ญาทา่ นใดทเ่ี สนอแนวคดิ ในการแบง่ แยกอานาจอธิปไตยออกเป็นอานาจนิตบิ ญั ญตั ิ อานาจบริหาร และอานาจ
ตลุ าการ
1. จอห์น ล็อก 2. โธมสั ฮอบส์
3. มงเตสกเี ยอ 4. ฌอง ฌาค รสุ โซ
60. ขอ้ ใดมรี ูปแบบการปกครองแบบสาธารณรฐั
1. โรมนั 2. อียิปต์
3. เอเธนส์ 4. สปาตาร์
61. “การปฏวิ ตั อิ นั รุ่งโรจน์” เกดิ ข้ึนในประเทศใดเกยี่ วขอ้ งกบั หลกั การใด
1. องั กฤษ ให้ราษฎรไปใชส้ ิทธิเลอื กตง้ั
2. สหรฐั อเมริกา ให้ราษฎรเลือกผแู ้ ทนราษฎร
3. สหรฐั อเมรกิ า ใหส้ ทิ ธริ าษฎรใชส้ ิทธิเลอื กตง้ั
4. องั กฤษ จากดั อานาจกษตั รยิ ภ์ ายใตร้ ฐั ธรรมนูญ
62. ประเทศใดในแถบเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใตเ้ คยเป็นอาณานิคมของประเทศสหรฐั อเมริกา
1. มาเลเซยี 2. สิงคโปร์
3. ฟิ ลปิ ปินส์ 4. อินโดนีเซยี
63. ขอ้ ใดอธบิ ายความแตกตา่ งของการปกครองระบอบประธานาธิบดี และระบอบรฐั สภาถกู ตอ้ งทส่ี ดุ
ข้อ ระบอบประธำนำธิบดี ระบอบรัฐสภำ
1 ประธานาธบิ ดีเป็นประมขุ เทา่ น้ัน นายกรฐั มนตรที าหนา้ ทบ่ี รหิ ารและเป็นประมุข
2 ประธานาธบิ ดเี ป็นประมขุ และหัวหนา้ ฝ่ายบริหาร นายกรฐั มนตรีเป็นประมุขและหวั หนา้ ฝ่ายบริหาร
3 ประธานาธบิ ดตี อ้ งมีเสียงเกนิ สองในสามของเสียงในสภา นายกรฐั มนตรีตอ้ งมีเสยี งสองในสามของเสยี งในสภา
ผแู ้ ทนราษฎร ผแู ้ ทนราษฎร
4 ประธานาธิบดีเป็นประธานฝ่ายบรหิ ารประธานรฐั สภา นายกรฐั มนตรีเป็นประธานฝ่ายบริหารประธานรฐั สภา
เป็นประธานฝ่ายนิตบิ ญั ญตั ิ เป็นประธานฝ่ายนิตบิ ญั ญตั ิ
64. ประเทศใดในปจั จุบนั มกี ารปกครองระบอบกษตั รยิ ์ทมี่ อี านาจเตม็
1. ทเิ บต
2. บรไู น
3. สวเี ดน
4. อิหร่าน
68
65. ขอ้ ใดเปรียบเทยี บการปกครองระบอบสงั คมนิยมกบั ประชาธปิ ไตยไดถ้ ูกต้องทสี่ ุด
ข้อ ระบอบสังคมนยิ ม ระบอบประชำธิปไตย
1 ไมม่ กี ารเลือกตง้ั มีการเลอื กตง้ั
2 ไมม่ ีรฐั ธรรมนูญ มีรฐั ธรรมนูญ
3 ประมุขคอื ประธานาธบิ ดี ประมุขคอื นายกรฐั มนตรี
4 ระบบเศรษฐกจิ เป็นแบบสงั คมนิยม ระบบเศรษฐกจิ เป็นแบบทนุ นิยม
66. การปฏริ ปู ระบบราชการในสมยั รชั กาลท่ี 5 พ.ศ.2435 มคี วามสาคญั ตอ่ ระบบราชการไทยอยา่ งไร
1. ทาใหร้ ะบบราชการแบบเทศาภบิ าลสน้ิ สดุ ลง
2. ทาให้เกดิ การจดั เกบ็ ภาษแี บบเจา้ ภาษีนายอากร
3. ทาให้เกดิ การประกาศใชแ้ ผนพฒั นาระบบราชการไทย
4. ทาใหเ้ กดิ การบริหารงานแบบกระทรวง 12 กระทรวง
67. ขอ้ ใดกล่าวถกู ตอ้ งเกย่ี วกบั สงครามโลกครง้ั ทห่ี น่ึง
1. เกดิ ข้ึนในรชั กาลท่ี 6 ประเทศไทยไม่เขา้ รว่ มสงคราม เพราะการคกุ คามของประเทศญปี่ ่นุ
2. เกดิ ข้นึ ในรชั กาลท่ี 6 ประเทศไทยเขา้ ร่วมรบกบั ฝ่ายสมั พนั ธมติ ร ซง่ึ ตอ่ มาเป็นฝ่ายชนะสงคราม
3. เกดิ ข้นึ ในรชั กาลที่ 7 ประเทศไทยไม่เขา้ ร่วมสงคราม เพราะเกดิ ขบวนการเสรไี ทยตอ่ ตา้ นสงคราม
4. เกดิ ข้ึนในรชั กาลที่ 7 ประเทศไทยเขา้ รว่ มรบกบั ฝ่ายสมั พนั ธมติ ร ซง่ึ ตอ่ มาเป็นฝ่ายชนะสงคราม
68. ขอ้ ใดไมใ่ ช่ สาระสาคญั ในหลกั 6 ประการทคี่ ณะราษฎรประกาศ เมื่อวนั ที่ 24 มถิ ุนายน พ.ศ.2475
1. ราษฎรมสี ทิ ธเิ สมอภาคกนั 2. ราษฎรมกี ารศึกษาอย่างเตม็ ท่ี
3. ราษฎรไปใชส้ ิทธเิ ลือกตง้ั ผแู ้ ทน 4. ราษฎรมคี วามสมบรู ณ์ทางเศรษฐกจิ
69. การเลือกตง้ั คร้งั แรกในประเทศไทยสยามเกดิ ข้นึ เม่ือใดและมลี กั ษณะเชน่ ไร
1. พ.ศ.2475 เป็นการเลอื กตง้ั ทางตรง 2. พ.ศ.2475 เป็นการเลือกตง้ั ทางออ้ ม
3. พ.ศ.2476 เป็นการเลือกตง้ั ทางตรง 4. พ.ศ.2476 เป็นการเลือกตง้ั ทางออ้ ม
70. บคุ คลใดไดร้ บั สมญาวา่ “มนั สมองของคณะราษฎร”
1. หลวงพิบลู สงคราม 2. หลวงประดิษฐม์ นูธรรม
3. พระยาพหลพลพยุหเสนา 4. พระประศาสน์พทิ ยายทุ ธ์ิ
71. นายกรฐั มนั ตรที า่ นใดนาแนวคดิ แบบรฐั นิยมมาใชก้ บั ประเทศไทย
1. จอมพลสฤษด์ิ ธนะรชั ต์ 2. จอมพลถนอม กติ ตขิ จร
3. พระยาพหลพลพยหุ เสนา 4. จอมพล ป. พิบลู สงคราม
72. นายกรฐั มนตรีทา่ นใดนาแผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาตฉิ บบั ท่ี 1 มาเป็นแผนแมบ่ ทในการบรหิ ารประเทศ
1. จอมพลสฤษด์ิ ธนะรชั ต์ 2. จอมพลถนอม กติ ตขิ จร
3. นายธานินทร์ กรยั วเิ ชยี ร 4. พลเอกเปรม ตณิ สลู านนท์
69
อ่ำนข้อควำมต่อไปนแี้ ล้วตอบคำถำมข้อ73-75
เพื่อเป็ นการส่งเสริมใหส้ ถาบนั อุดมศึกษาสามารถจัดการศึกษาไดอ้ ย่างหลากหลายทนั สมยั มีมาตรฐาน และ
คณุ ภาพการศึกษาสอดคลอ้ งกบั ความกา้ วหน้าดา้ นวิชาการและวชิ าชพี รฐั มนตรกี ระทรวงศึกษาธกิ ารจึงไดจ้ ัดทาแนวทางการ
จดั หลกั สตู รควบระดับปรญิ ญาตรีสองปริญญาในสถาบนั อุดมศึกษาไทย โดยให้ผศู ้ กึ ษาไดศ้ กึ ษาในสองหลกั สูตรทแ่ี ตกตา่ ง
กนั แต่มีส่วนสนับสนุนซ่งึ กนั และกนั ในระยะเวลาเดียวกนั ได้ โดยอาจใชร้ ะยะเวลาในการศึกษาส้นั ลง และประหยดั
คา่ ใชจ้ ่าย ทาให้ผูเ้ ขา้ รบั การศกึ ษามีความเชย่ี วชาญในศาสตรท์ ้งั สองศาสตร์ และสามารถเชอ่ื มโยงศาสตรเ์ หลา่ น้ันได้อย่าง
บรู ณาการ
73. แนวทางการจัดหลกั สูตรควบระดบั ปริญญาตรีสองปรญิ ญาในสถาบนั อุดมศึกษาไทยตอ้ งจดั ทาเป็นกฎหมายในรปู แบบ
ใด
1. ขอ้ บญั ญตั ิ 2. พระราชกฤษฎกี า 3. ประกาศกระทรวง 4. ขอ้ บงั คบั มหาวทิ ยาลยั
74. แนวทางการจดั หลกั สูตรควบระดบั ปรญิ ญาตรีสองปริญญาเป็นการกระทาของฝ่ายใด
1. รฐั สภา 2. บริหาร 3. ตลุ าการ 4. ปกครอง
75. หากแนวทางการจัดหลกั สูตรควบระดบั ปริญญาตรีสองปริญญามขี อ้ ความขดั แยง้ หรือแยง้ ตอ่ หลกั สิทธทิ างการศึกษาและ
เสรีภาพทางวชิ าการ ศาลใดมีอานาจวนิ ิจฉยั
1. ศาลยตุ ธิ รรม 2. ศาลปกครอง 3. ศาลชานัญพเิ ศษ 4. ศาลรฐั ธรรมนูญ
76. การทเ่ี จ้าหนา้ ทต่ี ารวจเขา้ ตรวจสอบสถานทเี่ กดิ เหตแุ ละชนั สตู รพลกิ ศพ เป็นการปฏบิ ตั ภิ ายใตก้ ฎหมายใด
1. วธิ ีบญั ญตั ิ 2. องคก์ รบญั ญตั ิ 3. สารบญั ญตั ิ 4. บรหิ ารบญั ญตั ิ
77. ขอ้ ใดไม่ใช่ กฎหมายมหาชน
1. ขอ้ บงั คบั ตาบล 2. ขอ้ บงั คบั แพทยสภา
3. ขอ้ บงั คบั บริษทั มหาชนจากดั 4. ขอ้ บงั คบั มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่
78. ขอ้ ใดคอื ความผดิ อาญาแผน่ ดนิ
1. ความผดิ ทเ่ี ห็นไดใ้ นตวั เอง 2. ความผดิ ทย่ี อมความกนั ไมไ่ ด้
3. ความผดิ ทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั ศลี ธรรม 4. ความผดิ ทด่ี าเนินคดีไดต้ อ่ เม่อื มีการรอ้ งทกุ ข์
79. ผใู ้ ดทาหนา้ ทฟี่ ้องจาเลยตอ่ ศาลแทนรฐั
1. นิตกิ ร 2. ตารวจ 3. อยั การ 4. ทนายความ
80. ขอ้ ใดไดร้ บั การคมุ้ ครองโดยไมต่ ้องจดทะเบยี นทรพั ย์สนิ ทางปัญญา
1. ลิขสทิ ธ์ิ 2. สทิ ธิบตั ร 3. เครือ่ งหมายการคา้ 4. แบบผงั ภมู ิของวงจรรวม
81. ขอ้ ใดถูกตอ้ ง
1. สงั หารมิ ทรพั ยท์ กุ ชนิดทไี่ ดม้ าระหวา่ งสมรสคอื สินสมรส
2. ดอกเบย้ี เงินฝากธนาคารทเ่ี กดิ ข้ึนในระหวา่ งสมรสยอ่ มเป็นสนิ สมรส
3. ทด่ี ินทสี่ ามีซอื้ มาในระหวา่ งการสมรสยอ่ มเป็นสนิ สมรสเพราะเป็นอสงั หารมิ ทรพั ย์
4. มรดกทภ่ี รยิ าไดร้ บั จากบดิ ามารดาของตน สามีย่อมมีสิทธิคร่งึ หน่ึงในฐานะทเ่ี ป็นสินสมรส
82. ขอ้ ใดเป็นสภาพบงั คบั ทางแพ่ง
1. เสียเบย้ี ปรบั 2. รบิ ทรพั ยส์ นิ 3. คมุ ประพฤติ 4. รบั ทณั ฑบ์ น
70
83. ขอ้ ใดเป็นการทานิตกิ รรม
1. ดาขบั รถยนตช์ นขาวดว้ ยความตง้ั ใจ
2. เขียวเขา้ ซอ่ มแซมหลงั คาบา้ นใหเ้ หลอื งโดยเหลอื งไม่ไดส้ งั่
3. สม้ แสดงตนในฐานะผรู ้ บั พนิ ยั กรรมเพ่ือขอรบั มรดกของฟ้าผตู ้ าย
4. แดงยอมรบั วา่ ตนเป็นหน้ีม่วงโดยลงลายมือชอื่ ในเอกสารไวเ้ ป็นหลกั ฐาน
84. การขายรถยนตท์ ม่ี ีมูลคา่ 300,000 บาท แตไ่ ม่ไดท้ าเป็นหนังสือสญั ญาไว้หลกั ฐานตามขอ้ ใดใชฟ้ ้องรอ้ งบงั คบั คดีได้
1. บนั ทกึ ประจาวนั
2. สาเนาใบคมู่ ือจดทะเบยี นรถยนต์
3. จดหมายลงทะเบยี นไปรษณียท์ ก่ี าหนดวนั ชาระหน้ีให้ผซู ้ อ้ื ทราบลว่ งหนา้
4. เทปบนั ทกึ เสียงการสนทนาทางโทรศพั ทใ์ นระหวา่ งพูดคยุ เพื่อทวงถามให้ผซู ้ อ้ื ชาระหน้ี
อ่ำนข้อควำมต่อไปนแี้ ล้วตอบคำถำมข้อ85 – 87
สมหญงิ ตอ้ งใชเ้ งินจานวน 200,000 บาท เพื่อเป็นคา่ ผา่ ตดั เปลีย่ นไต แตม่ เี งนิ ไมพ่ อจึงตดั สินใจยมื เงนิ จากสมชายจานวน
150,000 บาท แตส่ มชายกงั วลวา่ เมอ่ื ใหย้ มื ไปแลว้ จะไมไ่ ดค้ นื
สมหญงิ มีโฉนดทดี่ นิ ทากนิ เป็นของตนเองอยู่ 5 ไรส่ รอ้ ยคอทองคา 1 เสน้ สุกร 10 ตวั กระบอื 2 ตวั รถยนต์ 1 คนั และ
รถจกั รยานยนต์ 1 คนั ซ่งึ สมหญงิ ยนิ ยอมทจ่ี ะนาทรพั ยส์ ินเหลา่ น้ีมาเป็นประกนั การชาระหน้ี
85. หากสมชายเลอื กโฉนดทดี่ ินเป็นประกนั การชาระหน้ีกยู้ ืม และตอ้ งการกรรมสทิ ธ์ิในทด่ี นิ น้นั โดยจะโอนคนื ใหเ้ ม่ือ
สมหญงิ ชาระหน้ีเงนิ กคู้ รบแลว้ สมชายตอ้ งทาสญั ญาใด
1. จานา 2. เชา่ ซอื้ 3. ขายฝาก 4. แลกเปลีย่ น
86. หากสมชายเลอื กกระบอื เป็นประกนั การชาระหน้ีกยู้ มื โดยสมหญงิ ยงั คงตอ้ งรบั ผดิ ชอบคา่ เล้ียงดูกระบอื สมชายตอ้ งทา
สญั ญาใด
1. เชา่ 2. จานอง 3. ฝากทรพั ย์ 4. จา้ งแรงงาน
87. ขอ้ ใดคอื ทรพั ยส์ ินทสี่ มชายไม่ควรใชเ้ ป็นประกนั การชาระหน้ีกยู้ มื
1. สุกร 2. รถยนต์ 3. รถจักรยานยนต์ 4. สรอ้ ยคอทองคา
88. ขอ้ ใดกล่าวถึงกลไกราคาในระบบเศรษฐกจิ ไดถ้ ูกตอ้ ง
1. ชว่ ยลดปัญหาความขาดแคลนสินคา้ และบริการ
2. กาหนดจากปรมิ าณการเสนอซอ้ื และขายในตลาด
3. ชว่ ยให้การจดั สรรสนิ คา้ และบริการมคี วามเป็นธรรมมากทส่ี ุด
4. เป็นเครือ่ งมือทที่ าใหภ้ าครฐั ไมจ่ าเป็นตอ้ งเขา้ แทรกแซงตลาดในระบบเศรษฐกจิ
89. ขอ้ ใดไม่ใช่ สถานการณท์ เ่ี กดิ ข้นึ ในตลาดปัจจัยการผลิต
1. แดงเป็นเจ้าของตลาด และไดร้ บั คา่ เชา่ พื้นทจ่ี ากแม่คา้ ในตลาด
2. สม้ รบั จดั บริการอาหารนอกสถานที่ และไดร้ บั รายไดจ้ ากการคดิ คา่ อาหารตอ่ คน
3. ฟ้าเป็นตวั แทนขายประกนั ชวี ติ และไดร้ บั คา่ ตอบแทนจากบริษทั เมื่อขายประกนั ชวี ติ ได้
4. เขยี วเป็นเจ้าหนา้ ทฝี่ ่ายบริการซอ่ มเครือ่ งซกั ผา้ ของรา้ นขายเครอ่ื งใชไ้ ฟฟ้า และไดร้ บั คา่ ตอบแทน
เป็นเงนิ เดอื น
71
90. การศกึ ษาเศรษฐศาสตร์มหภาค ตรงกบั การศกึ ษาผลกระทบของขอ้ ใด
1. โครงการรบั จานาขา้ วตอ่ ชาวนาไทย
2. การข้ึนคา่ จา้ งแรงงานตอ่ อตุ สาหกรรมกาแฟในประเทศ
3. การเปล่ยี นแปลงระดบั ราคาสนิ คา้ หมวดอาหารตอ่ มาตรฐานการครองชพี
4. การจากดั โควตาการนาเขา้ เหลก็ เสน้ ตอ่ ผปู ้ ระกอบการเหล็กเสน้ ในประเทศไทย
91. ขอ้ ใดถูกตอ้ ง
1. การทป่ี ระเทศขาดแคลนแรงงาน แสดงวา่ ราคาสนิ คา้ ในประเทศน้นั มีแนวโนม้ สงู
2. ถา้ อปุ สงคส์ าหรบั แรงงานมมี ากกวา่ อปุ ทานของแรงงาน คา่ จ้างแรงงานจะอยู่ในระดบั สงู
3. ถา้ ประเทศขาดแคลนแรงงาน แสดงวา่ อปุ สงคส์ าหรบั แรงงานมนี ้อยกวา่ อปุ ทานของแรงงาน
4. อปุ สงคส์ าหรบั แรงงานจะเทา่ กบั อุปทานของแรงงาน ถา้ ไมม่ กี ารอพยพแรงงานออกนอกประเทศ
92. ในการผลิตสินคา้ ชนิดหน่ึงจานวน 1 หน่วย ผผู ้ ลติ A ใชแ้ รงงานทาตอ่ 10 ชว่ั โมง และใชป้ ัจจัยทนุ จานวน 5 หน่วย ผูผ้ ลติ
B ใชแ้ รงงานทางาน 5 ชว่ั โมง และใชป้ จั จัยทนุ จานวน 10 หน่วย ผผู ้ ลิต C ใชแ้ รงงานทางาน 10 ชวั่ โมง และใชป้ ัจจัยทนุ
จานวน 10 หน่วย ถา้ คา่ ตอบแทนแรงงานและปจั จัยทนุ เทา่ กบั 10 บาท/ชว่ั โมง และ 5 บาท/หน่วยตามลาดบั ผูผ้ ลิตราย
ใดผลิตไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธภิ าพในทางเศรษฐศาสตร์มากทสี่ ดุ
1. ผผู ้ ลติ A 2. ผผู ้ ลิต B
3. ผผู ้ ลิต C 4. ไม่สามารถระบไุ ด้ เพราะขอ้ มลู ไมเ่ พยี งพอ
93. ขอ้ ใดไม่สำมำรถนามาคานวณผลติ ภณั ฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)ของประเทศไทย
1. กลุ่มเกษตรกรภาคใต้ สง่ กงุ้ แชแ่ ขง็ ไปขายประเทศญป่ี ่นุ
2. รฐั บาลไทย ส่งเงินไปชว่ ยบรรเทาทกุ ข์ในประเทศแอฟริกาใต้
3. มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่ จัดซอ้ื เครื่องคอมพวิ เตอรจ์ ากประเทศสหรฐั อเมริกา
4. บรษิ ทั เยอรมนั เปิดโรงงานทอผา้ ในประเทศไทยเพ่อื สง่ ออกไปประเทศสหรฐั อเมริกา
94. ขอ้ ใดถกู ตอ้ ง ถา้ ประเทศ A ทาการคา้ ขายกบั ตา่ งประเทศ
1. ไดร้ บั ประโยชน์จากการคา้ ทเี่ กดิ ข้นึ ไมว่ า่ ประเทศ A จะคา้ ขายกบั ประเทศใด
2. ไดร้ บั ประโยชน์จากการคา้ เพยี งฝ่ายเดยี ว ถา้ ประเทศ A คา้ ขายกบั ประเทศทพ่ี ฒั นาแลว้
3. ไมไ่ ดร้ บั ประโยชน์จากการคา้ หากประเทศ A คา้ ขายกบั ประเทศทด่ี อ้ ยพฒั นากวา่
4. ไม่ไดร้ บั ประโยชน์จากการคา้ ถา้ ทาการคา้ กบั ประเทศทผ่ี ลิตสนิ คา้ ทปี่ ระเทศ A ผลิตได้
95. ขอ้ ใดถูกตอ้ ง เมื่อพจิ ารณาโครงการของรฐั ทม่ี ลี กั ษณะของการนาเงนิ รายไดจ้ ากผทู ้ ม่ี รี ายไดส้ ูงมาให้ผทู ้ มี่ รี ายไดต้ า่
1. ระบบเศรษฐกจิ จะมีประสิทธิภาพมากข้ึน เพราะมคี นยากจนลดลง
2. ประสิทธภิ าพในระบบเศรษฐกจิ ลดลง เพราะเป็นการลดแรงจงู ใจในการทางาน
3. ไมม่ ีผลใดๆ ตอ่ ประสิทธิภาพในระบบเศรษฐกจิ เพราะทาให้ความยากจนลดลงแมจ้ ะเป็นการลด
แรงจงู ใจในการทางาน
4. อาจทาให้ประสิทธิภาพในระบบเศรษฐกจิ เพิม่ ข้นึ ลดลง หรอื ไมเ่ ปลี่ยนแปลงกไ็ ด้ ข้นึ อยู่กบั ภาวะ
เศรษฐกจิ ในชว่ งเวลาน้นั ๆ
96. ขอ้ ใดเป็นวธิ กี ารของมาตรการ “เงินโอน แกจ้ น คนขยนั ” (negative income tax)
1. รฐั จะใชก้ ารประกนั รายไดข้ ้นั ตา่ ให้ผมู ้ ีรายไดน้ ้อย
2. การไมจ่ ดั เกบ็ ภาษผี มู ้ ีรายไดต้ า่ กวา่ ทร่ี ฐั กาหนดให้
3. การกนั เงินงบประมาณส่วนหน่ึงของรฐั เพ่อื ส่งเสรมิ การจา้ งงานใหผ้ มู ้ ีรายไดน้ อ้ ย
4. รฐั จะใหค้ วามชว่ ยเหลอื ผมู ้ ีรายไดน้ อ้ ย โดยจะโอนเงินใหผ้ มู ้ ีรายไดต้ า่ กวา่ เสน้ ความยากจนทกุ คน
72
97. ในปี พ.ศ.2527 สม้ โอ เป็นนกั รอ้ งทมี่ ีชอ่ื เสียงมาก ไดร้ บั รายไดใ้ นปีน้ันเป็นจานวนเงิน 5ลา้ นบาท แตน่ ักรอ้ งทม่ี ีชอื่ เสียง
ในปัจจุบนั ไดร้ บั รายไดต้ อ่ ปีมากกวา่ สม้ โอถงึ 20 เทา่ และในชว่ งปี 2527 ถงึ 2557 ระดบั ราคาสินคา้ โดยทวั่ ไปในระบบ
เศรษฐกจิ เพม่ิ ข้ึน ขอ้ ใดถูกตอ้ ง
1. นักรอ้ งในปจั จุบนั มมี าตรฐานการครองชพี ทด่ี ีกวา่ สม้ โอ 20 เทา่
2. มาตรฐานการครองชพี ไมส่ ามารถวดั ไดด้ ้วยรายไดแ้ ละระดบั ราคา จึงไมส่ ามารถตดั สินไดว้ า่ มกี าร
เปล่ยี นแปลงหรือไม่
3. มาตรฐานการครองชพี ของนักรอ้ งในปจั จุบนั ไม่ไดแ้ ตกตา่ งจากสม้ โอ เพราะระดบั ราคาสนิ คา้
โดยทวั่ ไปในระบบเศรษฐกจิ กเ็ พิม่ ข้ึนดว้ ย
4. ไม่สามารถตดั สินไดว้ า่ มกี ารเปลย่ี นแปลงของมาตรฐานการครองชพี เพราะตอ้ งเปรียบเทยี บอตั รา
การเพมิ่ ข้ึนของระดบั ราคาสินคา้ โดยทวั่ ไปกบั ระดบั รายได้ โดยใชข้ อ้ มลู ตวั เลขทชี่ ดั เจน
98. ถา้ ผนู ้ าประเทศเสนอมาตรการทางเศรษฐกจิ โดยมเี ปา้ หมายเพอื่ สรา้ งการเจรญิ เตบิ โต ดงั น้ี
(1) ลดการพ่งึ พากลไกตลาด เพราะทาใหก้ ารจัดสรรสินคา้ บรกิ ารไมเ่ ป็นธรรม
(2) เพ่ิมสดั สว่ นของ GDP โดยม่งุ เน้นในดา้ นการให้บรโิ ภคของภาคเอกชน เพราะเป็นภาคทม่ี ีสดั ส่วน
มากทสี่ ดุ ใน GDP
(3) ส่งเสรมิ การคา้ กบั ประเทศเพอ่ื นบา้ นใกลเ้ คยี ง เพราะมีความคลา้ ยคลึงกนั ทง้ั ในดา้ นสภาพ
เศรษฐกจิ สงั คม และวฒั นธรรม
(4) จากดั การลงทนุ จากตา่ งประเทศ เพราะนักลงทนุ จากตา่ งประเทศจะนากาไรทไี ดก้ ลบั ประเทศ
ไมน่ ามาหมุนเวยี นใชใ้ นประเทศไทย
จากมาตรการขา้ งตน้ มมี าตรการทท่ี าใหเ้ กดิ ความเจรญิ เตบิ โตทางเศรษฐกจิ เพิม่ ข้ึนทง้ั หมดกขี่ อ้
1. 1 ขอ้ 2. 2 ขอ้ 3. 3 ขอ้ 4. 4 ขอ้
99. หน่วยงานใดรบั ผดิ ชอบการประกาศตวั เลขอตั ราการขยายตวั เศรษฐกจิ รายไตรมาสของประเทศไทยอยา่ งเป็นทางการ
1. กระทรวง
2. สานกั งานนายกรฐั มนตรี
3. ธนาคารแห่งประเทศไทย
4. สานักงานคณะกรรมการพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติ
100. การทร่ี ฐั บาลมีโครงสรา้ งถนนปลอดฝ่นุ และลาดยางในชนบทเป็นการใชน้ โยบายใด และควรใชใ้ นช่วงเวลาใด
1. นโยบายการเงนิ ในภาวะทเี่ ศรษฐกจิ ตกตา่
2. นโยบายการเงนิ ในภาวะทเี่ ศรษฐกจิ มกี ารขยายตวั มากเกนิ ไป
3. นโยบายการคลงั ในภาวะทเ่ี ศรษฐกจิ ตกตา่
4. นโยบายการคลงั ในภาวะทเี่ ศรษฐกจิ มีการขยายตวั มากเกนิ ไป
73
------------------------------------------------------------------------------------------------------
เฉลยข้อสอบชุดท่ี 3
-------------------------------------------------------------------------------------------------------
(1) 2 (11) 2 (21) 2 (31) 3 (41) 2 (51) 3 (61) 4 (71) 4 (81) 2 (91) 2
(2) 1 (12) 3 (22) 3 (32) 2 (42) 2 (52) 2 (62) 3 (72) 1 (82) 1 (92) 2
(3) 1 (13) 1 (23) 2 (33) 4 (43) 1 (53) 2 (63) 4 (73) 3 (83) 4 (93) 2
(4) 3 (14) 2 (24) 4 (34) 2 (44) 2 (54) 3 (64) 2 (74) 4 (84) 1 (94) 1
(5) 3 (15) 3 (25) 4 (35) 1 (45) 4 (55) 4 (65) 4 (75) 2 (85) 3 (95) 2
(6) 1 (16) 4 (26) 2 (36) 3 (46) 4 (56) 4 (66) 4 (76) 1 (86) 2 (96) 4
(7) 2 (17) 2 (27) 1 (37) 1 (47) 1 (57) 4 (67) 2 (77) 3 (87) 1 (97) 4
(8) 1 (18) 3 (28) 4 (38) 4 (48) 4 (58) 2 (68) 3 (78) 2 (88) 2 (98) 2
(9) 4 (19) 1 (29) 2 (39) 3 (49) 3 (59) 3 (69) 4 (79) 3 (89) 2 (99) 4
(10) 2 (20) 1 (30) 1 (40) 3 (50) 1 (60) 1 (70) 2 (80) 1 (90) 3 (100) 3
74
------------------------------------------------------------------------------------------------------
เฉลยข้อสอบชุดที่ 3 แบบวิเครำะห์ละเอยี ด
-------------------------------------------------------------------------------------------------------
1. ตอบ2 พระเจ้ำ
o ชาวมุสลิมทน่ี ับถอื ศาสนาอิสลามทกุ คนตอ้ งปฏบิ ตั ศิ าสนกจิ อยา่ งเคร่งครดั เพราะการละหมาดเป็นศาสนกิจ
เพื่อเขา้ เฝา้ ตอ่ เบอื้ งพระพกั ตรข์ องพระผเู ้ ป็นเจ้าอลั ลอฮ ดว้ ยความสงบ สารวม จึงเป็นหน้าทข่ี องมสุ ลิมทกุ คนท่ี
จะตอ้ งปฏบิ ตั เิ ป็นกจิ วตั รประจาวนั วนั ละ 5 เวลาตลอดไป
2. ตอบ1 วันที่พระเยซูส้ินพระชนม์
o เพราะ วนั ศกุ ร์ศกั ด์สิ ทิ ธ์ิ คอื วนั ทพ่ี ระเยซเู จ้าทรงรบั ทรมานและสน้ิ พระชนม์บนไมก้ างเขน หรือแบบที่
ชาวบา้ นทวั่ ไปเรียกกนั วา่ “วนั พระตำย” วนั น้ีคริสตชนคาทอลกิ จะตอ้ งถือศีลอดอาหารและอดเนื้อ สาหรบั ผทู ้ ี่
มีอายตุ ง้ั แต่ 14-17 ปี ตอ้ งถอื ศลี อดเน้ือ และผทู ้ มี่ อี ายุตง้ั แต่ 18-59 ปี ตอ้ งถือศีลอดอาหารและอดเน้ือ
3. ตอบ1 กำหนดลมหำยใจเข้ำ-ออกให้รู้ตำมจังหวะส้นั หรื อยำว
o กำยคตำสติ มาจากการสมาสของคาวา่ กำย + คติ + สติ หมายถึง การมสี ตเิ ห็นความเป็นไปของกาย
4. ตอบ3 ใช้ อิริยำบถนงั่ เป็ นวตั รโดยไมย่ อมบรรทม
o พระพทุ ธองคท์ รงคน้ ควา้ หาทางตรสั รดู้ ว้ ยวธิ กี ารตา่ งๆ โดยบาเพญ็ เพียรแบบทกุ รกริ ิยา ไดแ้ ก่
1) เร่มิ แตท่ รงขบฟันดว้ ยฟัน อดั เพดานปากดว้ ยลน้ิ
2) ผอ่ นลมหายใจเขา้ ออกให้เหลอื นอ้ ยๆ แลว้ กลน้ั ลมหายใจนานๆ จนตวั รอ้ นเป็นไฟเหงื่อไหลยอ้ ย
3) ทรงเสวยพระกระยาหารแตน่ อ้ ยจนถึงไมเ่ สวยเลย
o ในทส่ี ุดพระวรกายกซ็ บู ผอมไดร้ บั ความลาบากอยา่ งยงิ่ จวนพระชนม์จะแตกสลาย แตก่ ห็ าสาเร็จพระสมั มา
สมั โพธญิ าณไม่ เพราะทกุ กรกริ ิยาไมใ่ ชท่ างแห่งการตรสั รู้ จึงหันมาบาเพญ็ เพยี รทางจิตภาวนา
5. ตอบ3 ผ้ำนสิ ีทนะ
o ผ้ำนสิ ีทนะ คอื ผา้ ปรู องนง่ั มพี ระพทุ ธบญั ญตั ใิ ห้พระรจู้ ักรกั ษาไตรจีวรให้สะอาด โดยปผู า้ นิสที นะกอ่ น แลว้
จึงนง่ั หา้ มมใิ หน้ งั่ กบั พื้นโดยไม่มผี า้ ปูผา้ นิสที นะเป็นบรขิ ารทไ่ี ม่คอ่ ยจาเป็นเทา่ ไร
6. ตอบ1 สันทิฏฐิโก(ผ้ปู ฏิบตั ิเห็นแจ้งเอง)
o สันทฏิ ฐโิ กหมายถึง ผปู ้ ฏบิ ตั จิ ะพึงเห็นชดั ดว้ ยตนเอง ผูใ้ ดปฏบิ ตั ิ ผูใ้ ดบรรลุ ผนู ้ ้ันย่อมเห็นประจกั ษด์ ว้ ยตนเอง
ไม่ตอ้ งเชอ่ื ตามคาบอกเล่าของผูอ้ น่ื ผใู ้ ดไม่ปฏบิ ตั ิ ไม่บรรลุ ผอู ้ นื่ จะบอกกเ็ ห็นไม่ได้ สอดคลอ้ งกบั หลักการ
วทิ ยาศาสตร์ ทวี่ า่ จะเชอื่ อะไรน้ันจะตอ้ งมีการพสิ ูจน์ใหเ้ ห็นจรงิ ไดเ้ สยี กอ่ น เชอื่ ในเหตผุ ล
7. ตอบ2 ภำวติ ศลี
o ภำวนำ 4 หมายถึง การเจรญิ การทาให้เป็นใหม้ ขี ้นึ การฝึกอบรม การพฒั นา มี 4 ประการ ไดแ้ ก่
1) กำยภำวนำ คอื การเจรญิ กาย พฒั นากาย การฝึกอบรมกาย ใหร้ ูจ้ ักตดิ ตอ่ เกยี่ วขอ้ งกบั สิง่ ทง้ั หลายภายนอก
ทางอนิ ทรยี ท์ ง้ั หา้ ดว้ ยดี และปฏบิ ตั ติ อ่ สง่ิ เหล่าน้ันในทางทเ่ี ป็นคณุ มิใหเ้ กดิ โทษ ใหก้ ศุ ลธรรมงอกงาม
ให้อกศุ ลธรรมเสือ่ มสญู , การพฒั นาความสมั พนั ธ์กบั สิ่งแวดลอ้ มทางกายภาพ
2) สีลภำวนำคอื การเจรญิ ศลี พฒั นาความประพฤติ การฝึกอบรมศลี ใหต้ ง้ั อยูใ่ นระเบยี บวนิ ัย ไม่เบยี ดเบยี น
หรือกอ่ ความเดือดรอ้ นเสยี หาย อยรู่ ่วมกบั ผอู ้ ่นื ไดด้ ว้ ยดี เกอ้ื กลู แกก่ นั
3) จติ ภำวนำ คอื การเจรญิ จิต พฒั นาจิต การฝึกอบรมจิตใจ ให้เขม้ แขง็ มนั่ คงเจรญิ งอกงามดว้ ยคณุ ธรรม
ทง้ั หลาย เชน่ มเี มตตากรุณา ขยนั หมน่ั เพยี รอดทนมสี มาธิ และสดชนื่ เบกิ บาน เป็นสุขผอ่ งใส
75
4) ปญั ญำภำวนำ คอื การเจริญปัญญา พฒั นาปัญญา การฝึกอบรมปญั ญา ใหร้ เู้ ขา้ ใจสิ่งทง้ั หลายตามเป็นจรงิ
รเู้ ทา่ ทนั เห็นโลกและชวี ิตตามสภาวะ สามารถทาจิ ตใจใหเ้ ป็นอิสระ ทาตนใหบ้ ริสุทธ์จิ ากกเิ ลสและ
ปลอดพน้ จากความทกุ ข์ แกไ้ ขปญั หาทเี่ กดิ ข้ึนไดด้ ว้ ยปญั ญา
8. ตอบ1 อุตุนยิ ำม
o พุทธศาสนาจาแนกกฎธรรมชาตอิ อกเป็น 5 อย่าง เรียกวา่ นยิ ำม 5 (ความเป็นไปอนั แน่นอนม) คอื
1) อุตนุ ยิ ำม (Physical Laws) คอื กฎธรรมชาติ ทคี่ รอบคลมุ ความเป็นไปของปรากฏการณใ์ นธรรม ชาติ
เกยี่ วกบั วตั ทุ ไี่ มม่ ชี วี ติ ทกุ ชนิ ด เชน่ ฤดกู าล อณุ หภูมิ ดินฟ้าอากาศ ปรากฏการณ์ฟ้ารอ้ ง ฟ้าผา่ แมก้ ระทงั่
การเกดิ ของโลก และจักรวาลกเ็ ป็นไปตามกฎธรรมชาตขิ อ้ น้ี เชน่ เดยี วกบั กฎทางฟิ สิกสท์ ง้ั หมด
2) พีชนยิ ำม(Biological Laws)คอื กฎธรรมชาตทิ คี่ รอบคลมุ ความเป็นไปของสงิ่ มชี ีวติ ทง้ั พชื และสตั ว์ การ
สืบพนั ธหุ์ รือพนั ธุกรรม (DNA) กจ็ ดั อยใู่ นพชี นิยาม เชน่ เดยี วกบั กฎทฤษฎที างชวี วทิ ยาทง้ั หมด
3) จิตนยิ ำม (Psychological Laws)คอื กฎธรรมชาตทิ เี่ กย่ี วกบั กลไกการทางานของจิต เชน่ การเกดิ ดบั ของ
จิต การรบั อารมณ์ของจิต องคป์ ระกอบของจิต (เจตสิก)
4) กรรมนยิ ำม(Moral Laws)คอื กฎแห่งกรรมนนั่ เอง
5) ธรรมนยิ ำม (Causal Laws)คอื กฎธรรมชาตเิ กย่ี วกบั ความเป็นเหตเุ ป็นผลของสิ่งทง้ั หลาย เป็นกฎสากลที่
ครอบคลมุ ความเป็นไปทง้ั ฝ่ายจิตและฝ่ ายวตั ถุ เชน่ กฎไตรลกั ษณ์ กฎแห่งอนิจจัง อทิ ปั ปัจยตา กฎขอ้ น้ีมี
ขอบเขตครอบคลุมกวา้ งขวางทสี่ ดุ กฎ 4 ขอ้ ขา้ งตน้ สรปุ รวมลงในขอ้ สดุ ทา้ ยน้ี
9. ตอบ4 ธมั มญั ญตุ ำ
o สัปปรุ ิสธรรม7หมายถงึ ธรรมทที่ าใหค้ นเป็นสตั บรุ ุษ หรอื เป็นคนดี มคี ณุ ธรรม
10. ตอบ2 เป็ นผ้มู ภี มู ธิ รรมเสมอด้วยบดิ ำมำรดำ
o บตุ ร หมายถงึ ลกู ผชู ้ าย ลูกหญงิ พระพุทธเจา้ ตรสั ไวว้ า่ มี 3 ประเภท ไดแ้ ก่
1) อภชิ ำตบตุ ร ไดแ้ ก่ ลูกทเ่ี กดิ มาดีกวา่ พ่อแม่ เกดิ มาเชดิ ชวู งศส์ กลุ เกดิ มาอุดหนุนค้าจุนพอ่ แม่ เป็นลกู ที่
ประเสริฐ ทาให้พ่อแมไ่ ดร้ บั ความสขุ ใจยิง่ นัก
2) อนุชำตบตุ ร ไดแ้ ก่ลกู ทเี่ กดิ มาเสมอตวั คอื ไม่ดี ไม่เลวกวา่ พอ่ แม่ และไม่แย่ไปกวา่ วงศส์ กลุ มกี นั
อย่างไรกอ็ ย่กู นั อย่างน้นั ดารงวงศส์ กลุ ไว้ ไมใ่ ห้เสื่อมโทรม และไม่สามารถจะใหด้ ขี ้ึนไปกวา่ เดมิ
3) อวชำตบตุ ร ไดแ้ ก่ ลูกทเ่ี กดิ มาเลว ตา่ กวา่ พอ่ แม่ ฉดุ ดงึ เอาพ่อแมต่ กตา่ ไปดว้ ย เชน่ พ่อแมเ่ ป็นคนดมี ี
ศลี ธรรม แตล่ ูกกลบั เป็นคนไมด่ ี ทาตวั เป็นปัญหาของครอบครวั และสงั คม
11. ตอบ2 ทศิ เบือ้ งซ้ำย
o ทศิ หกหมายถงึ บคุ คลประเภทตา่ งๆ ทเ่ี ราตอ้ งเกยี่ วขอ้ งสมั พนั ธ์ ดุจทศิ ทอ่ี ยูร่ อบตวั จดั เป็น 6 ทศิ ดงั น้ี
1) ปรุ ตั ถิมทสิ - ทศิ เบอื้ งหน้า ไดแ้ ก่ บดิ า มารดา
2) ทกั ขิณทสิ - ทศิ เบอ้ื งขวา ไดแ้ ก่ ครูอาจารย์
3) ปัจฉมิ ทสิ - ทศิ เบอ้ื งหลงั ไดแ้ ก่ สามีภรรยา
4) อตุ ตรทสิ - ทศิ เบอ้ื งซา้ ยไดแ้ ก่ มิตรสหาย
5) อุปริมทสิ - ทศิ เบอ้ื งบนไดแ้ ก่ พระสงฆ์ สมณะ พราหมณ์
6) เหฏฐมิ ทสิ - ทศิ เบอ้ื งล่าง ไดแ้ ก่ ลูกจ้างกบั นายจา้ ง
76
12. ตอบ3 พระกสี ำโคตมเี ถรี
o นำงกสี ำโคตรมี อมุ้ ศพลูกหาหมอรกั ษา เธอไมเ่ คยเห็นคนตาย จึงไม่รวู้ า่ ความตายเป็นอย่างไร จึงไปของให้
พระพทุ ธเจา้ ชบุ ชวี ติ ให้ และพระพทุ ธองคร์ บั สงั่ ให้นางไปหาเมล็ดพนั ธุผกั กาดหยบิ มอื หน่ึง มาเป็นเคร่ืองปรงุ
ยา แตม่ ขี อ้ แมว้ า่ จะตอ้ งเป็นเมล็ดพนั ธผ์ุ กั กาด ทไ่ี ดจ้ ากบา้ นทไี่ มเ่ คยมคี นตายมกอ่ นเทา่ น้นั จึงสามารถใชเ้ ป็ น
เคร่อื งปรงุ ยาได้ นางจึงไปหาแตพ่ บวา่ ไมม่ ีบา้ นไหนทไี่ ม่มคี นตาย นางจึงไดส้ ติบรรลุธรรม
o สว่ น นำงปฏำจำรำ สูญเสยี ทกุ ส่ิงทกุ อยา่ งในเวลาใกลก้ นั แตน่ างยงั ยง้ั สตไิ ด้ ฟังพระธรรมเทศนาอนั แสดงถงึ
ความไม่เทยี่ งแทข้ องสรรพส่ิง พจิ ารณาไปตามพระธรรมเทศนาน้นั แลว้ ไดบ้ รรลเุ ป็นพระโสดาบนั
13. ตอบ1 พระอำนนท์เถระ
o พระอานนทน์ ึกไดว้ า่ การทเี่ รายงั ไมบ่ รรลุอาจเป็นเพราะเพยี รมากเกนิ ไปจิตจึงฟ้งุ ซา่ น เราควรจะเพยี รแตพ่ อดี
ทา่ นคดิ ดงั น้นั แลว้ กเ็ ลกิ จงกรม ลา้ งเทา้ แลว้ เขา้ ไปในวหิ าร นง่ั ลงบนเตยี ง หมายใจวา่ จะพกั พอเอนกายลงบน
เตยี ง เทา้ ทง้ั สองพน้ จากพื้น แตศ่ รี ษะยงั ไม่ถึงหมอน จิตของทา่ นกห็ ลุดพน้ เพราะไม่ถือมน่ั บรรลเุ ป็นพระ
อรหนั ต์ เป็นอนั วา่ ทา่ นพระอานนทส์ าเร็จเป็นพระอรหันต์โดยเวน้ จากอิรยิ าบถทง้ั 4 คอื โดยไมน่ อน ไม่นง่ั
ไม่ยืน ไม่เดนิ
14. ตอบ2 ยชุรเวท
o คมั ภรี ส์ มยั พระเวทอยู่ระหวา่ ง 2,000 – 5,000 ปี กอ่ นครสิ ตศ์ กั ราช ไดจ้ ัดแบง่ คมั ภรี ส์ าคญั ตา่ ง ๆ เป็น 3 คมั ภีร์
เรียกคมั ภีร์ไตรเพท ประกอบดว้ ย
1) คมั ภีรฤ์ คเวท เกา่ แกท่ สี่ ดุ ของอนิ เดีย กล่าวถงึ บทสวดสรรเสรญิ พระเป็นเจา้
2) คมั ภรี ย์ ชรุ เวท เป็นคมั ภีรใ์ ชใ้ นการประกอบพธิ กี รรมตา่ ง ๆ ของพราหมณ์ กล่าวถึงลกั ษณะและ
ความสาคญั ของพิธีกรรมบชู าไฟ และพธิ ีกรรมบชู ายญั
3) คมั ภรี ์สามเวท ใชบ้ ชู าดว้ ยน้ าโสมแดพ่ ระอนิ ทร์
4) คมั ภรี ์อาถรรพเ์ วท เขียนข้นึ มาในภายหลงั ประกอบดว้ ยบทสวดคาถาเกยี่ วกบั ไสยศาสตร์ อนั มไิ ดถ้ ูกจัด
อย่ใู นไตรเพทเพราะไม่มีส่วนเกย่ี วขอ้ งกบั การประกอบพิธบี ชู ายญั แตอ่ ย่างใด
15. ตอบ3 แบ่งตำมอำยุของหลกั ฐำนทำงประวตั ศิ ำสตร์ ทสี่ ำคญั
o สมยั ประวตั ศิ าสตรไ์ ทย แบง่ เป็นสมยั ย่อยๆไดห้ ลายแบบเชน่ แบง่ ตามราชธานี แบง่ ตามราชวงศ์ แบง่ ตามพระ
นามพระมหากษตั ริย์ แบง่ ตามพฒั นาการและความเปลี่ยนแปลงของบา้ นเมอื ง แบง่ ตามลกั ษณะการปกครอง
แบง่ ตามรฐั บาล และแบง่ ตามแนวประวตั ศิ าสตร์สากล
16. ตอบ4 จดั ระบบข้อมลู บนฐำนของขอบเขตเวลำทที่ ำกำรศกึ ษำและกำรลำดับประเดน็ หลกั ประเด็นรอง
o วธิ ีการทางประวตั ศิ าสตร์มีอยู่ 5 ข้นั ตอน คอื
1) การกาหนดหวั เร่อื งทจ่ี ะศกึ ษา
2) การรวบรวมหลกั ฐาน
3) การประเมนิ คณุ คา่ ของหลกั ฐาน
การประเมนิ คณุ คา่ ภายนอกหรือวพิ ากษว์ ธิ ีภายนอก ดวู า่ มกี ารปลอมแปลงหรือไม่
การประเมินคณุ คา่ ภายในหรือวพิ ากษว์ ธิ ภี ายใน วา่ มชี อื่ บคุ คล สถานที่ เหตกุ ารณ์
4) การวเิ คราะห์ สงั เคราะห์ และจัดหมวดหมู่ขอ้ มูล
5) การเรยี บเรยี งหรอื การนาเสนอ
17. ตอบ2 ตรวจสอบควำมเป็ นมำของภำษำที่ใช้ ในกำรบนั ทกึ
o บนั ทกึ ของชาวตา่ งชาติ เป็นเอกสารของชาวตา่ งชาตทิ เี่ ขียนหรือบนั ทกึ เกยี่ วกบั เมืองไทย อาจอยูใ่ นรูปของ
บนั ทกึ ประจาวนั การเล่าเร่อื ง หรือ จดหมายเหตุ
77
o เชน่ บนั ทกึ ของชาวตา่ งชาติ ของจีน โปรตเุ กส ฝรง่ั เศส องั กฤษ ญปี่ ่นุ รายงานของพ่อคา้ นักการทตู นกั ผจญ
ภยั หมอสอนศาสนา ซง่ึ ให้ประโยชน์เป็นอย่างมากเกยี่ วกบั อยธุ ยา หรือสมยั รตั นโกสินทร์
o เชน่ จดหมายเหตลุ าลแู บร์ของซมิ องค์ เดอ ลา ลแู บร์ ราชทตู ฝรง่ั เศสทเี่ ขา้ มาในเมอื งไทยสมยั สมเด็จ พระ
นารายณม์ หาราช เล่าเร่อื งกรุงสยามของบาทหลวงปาลเลอกวั ซ์ มชิ ชนั นารชี าวฝรง่ั เศสทเ่ี ขา้ มาเผยแผ่คริ สต์
ศาสนาในสมยั รชั กาลท่ี 3 และรชั กาลท่ี 4 เป็นตน้
18. ตอบ3 กำรควบคุมกำลงั คนหรื อไพร่ พลในอำณำจักร
o รฐั โบราณของไทยเป็นรฐั ทม่ี กี ารจดั ตง้ั สงั คมทง้ั หมดไวใ้ นเครือขา่ ยของอานาจ ไดแ้ บง่ คนในสงั คมออกเป็ น
สองกลมุ่ กลุม่ แรกเรยี กวา่ “ขุนนาง” ซง่ึ กลมุ่ ดงั กล่าวไดแ้ ก่ ผปู ้ กครอง ผนู ้ าทางการเมืองการทหาร เจ้าหนา้ ท่ี
รฐั ชนชน้ั นาทางเศรษฐกจิ ผูน้ าทางวฒั นธรรมและสงั คม ส่วนอกี กลุ่มหน่ึงเรียกวา่ “ไพร่” ซง่ึ เป็นกลมุ่ คนท่ี
ประกอบข้นึ เป็นราษฎรทอ่ี ยใู่ ตก้ ารปกครอง หรือชาวบา้ นทที่ ามาหากนั ไปตามปกติ
o ฉะน้นั รฐั ในภาคพน้ื แผน่ ดนิ ใหญเ่ อเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้ลว้ นแตป่ ระสบปัญหาเร่ืองกาลงั คน การมคี นอยใู่ ต้
ปกครองมากหรือน้อย เป็นปัจจัยกาหนดความเจรญิ รงุ่ เรืองของรฐั มากกวา่ สง่ิ อนื่ ใด
19. ตอบ1 ทำให้รัฐมรี ำยได้เพ่มิ ขึน้ มำกจำกกำรเกบ็ ภำษขี ำเข้ำเรื อทกุ ลำ
o ภาษปี ากเรือ ทาให้รายไดจ้ ากการคา้ กบั ตา่ งประเทศ การคา้ สาเภาหลวง พระคลงั สินคา้ มากข้ึน ซ่งึ เกบ็ จากเรือ
สินคา้ ของชาวตา่ งประเทศทเี่ ขา้ มาจอดในเมืองทา่ ของไทย กาหนดเกบ็ ภาษีตามสว่ นกวา้ งทสี่ ดุ ของเรอื โดย
คดิ อตั ราภาษีเป็น “วา” และเรียกเกบ็ ในอตั ราทตี่ า่ งกนั
o สมยั รชั กาลท่ี 2 เรอื ของจีนเสียวาละ 40 บาท เรอื กาปัน่ ฝรงั่ เสียวาละ 118 บาท
o สมยั รชั กาลท่ี 3 เมื่อไทยทาสนธสิ ญั ญาเบอรน์ ีกบั องั กฤษ ใน พ.ศ. 2369 ไดม้ ีขอ้ ตกลงวา่ รฐั บาลไทยจะเกบ็ ภาษี
จากพอ่ คา้ องั กฤษรวมเป็นอยา่ งเดียวตามความกวา้ งของปากเรอื เรือสนิ คา้ ทบ่ี รรทกุ สนิ คา้ มาขาย เกบ็ วาละ
1,700 บาท ส่วนเรือทไ่ี ม่ไดบ้ รรทกุ สินคา้ เขา้ มาขาย เกบ็ วาละ 1,500 บาท
o ภาษีสินคา้ ขาเขา้ เกบ็ จากสินคา้ ทพ่ี อ่ คา้ ตา่ งประเทศนาเขา้ มาจาหน่าย เชน่ ผา้ ฝ้าย ผา้ แพรจีน เคร่ืองแกว้
เครอ่ื งลายคราม ใบชา อตั ราการเกบ็ ไม่แน่นอน ยดื หยุ่นตามความเหมาะสม
o ภาษสี นิ คา้ ขาออก เกบ็ จากสนิ คา้ ทส่ี ่งออกในอตั ราท่ีตา่ งกนั ไปตามชนิดของสินคา้ เชน่ ในสมยั รชั กาลท่ี 2 รงั
นกนางแอน่ กบั เขากวางอ่อน เสียภาษีรอ้ ยละ 20 ของราคาสินคา้ งาชา้ งหาบละ 10 สลงึ เกลอื เกวยี นละ
4 บาท หนงั ววั หนังควาย กระดูกชา้ ง หาบละ 1 บาท
20. ตอบ1 กำรทำสนธิสัญญำเบำว์ริง
o สนธิสญั ญาเบาวร์ งิ วา่ ดว้ ย “การคา้ เสรี” อนั เป็น “ระเบยี บใหม่” ของโลกในยคุ ลทั ธิจักรวรรดินิยม ลงนามกนั
ระหวา่ งองั กฤษและสยามเมื่อ 18เมษายน พ.ศ. 2398(ค.ศ. 1855) ในสมัยรฐั บาล “ประชาธิปไตย” ของ
พระบาทสมเดจ็ ฯ พระราชนิ ีนาถวกิ ตอเรีย และสยามสมยั รชั การท่ี 4 จนกระทง่ั มกี ารแกไ้ ขคอ่ ยๆยกเลกิ ไปใน
สมยั รชั กาลท่ี 6 ภายหลงั เมือ่ สงครามโลกคร้งั ท่ี 1 สน้ิ สดุ ลงเมอ่ื ปี 2461
21. ตอบ2 กำรเปลย่ี นแปลงกำรปกครองของคณะรำษฎร
o สาเหตสุ ว่ นหน่ึงของการเปลี่ยนแปลงการปกครองเกดิ จากปญั หาทางการเมอื งการปกครอง อาทิ ความไม่
พอใจในระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชย์ ปญั หาการผูกขาดอานาจของอภิรฐั มนตรีสภา ปญั หาความขดั แยง้ ใน
กองทพั และปัญหาความขดั แยง้ ระหวา่ งผนู ้ าสามญั ชนกบั ราชวงศ์
22. ตอบ3 กำรทว่ี ฒั นธรรมในชุมชนมคี วำมเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลำ
o เพราะวฒั นธรรมตอ้ งมคี วามเคลอ่ื นไหวและเปลยี่ นแปลงตลอดเวลา
78
23. ตอบ2 ล่มุ แม่นำ้ เหลือง
o แม่น้ าฮวงโหอยู่ในสมยั กอ่ นประวตั ศิ าสตร์ของจีน (โลกตะวนั ออก) เรียกอีกชอ่ื วา่ แมน่ ้ าเหลืองหรอื หวงเหอ
เป็ นแม่น้ าสายยาวเป็ นอนั ดบั สองของจีน รองจากแม่น้ าแยงซหี รือฉางเจียง พบความเจริญที่เรียกวา่
วฒั นธรรมหยางเชา พบหลกั ฐานเคร่ืองป้ันดนิ เผาเป็นลายเขยี นสี มกั เป็นลายเรขาคณติ พชื นก สตั วต์ า่ งๆ และ
พบใบหน้ามนุษย์ สที ใี่ ชเ้ ป็นสีดาหรอื สมี ่วงเขม้
24. ตอบ4 ข้อ ค.และ ง.
สิ่งที่แสดงถงึ กำรปรับตัวเข้ำกบั สง่ิ แวดล้อม
o ชนเผา่ สเุ มเรยี น Sumerian เป็นชนเผา่ แรกทเี่ ขา้ ครอบครอง และทาการกอ่ สรา้ งระบบชลประทานเป็นชาติแรก
กสิกรรมทจี่ ะไดผ้ ลดีในสภาพแวดลอ้ มเชน่ น้ีตอ้ งอาศยั ระบบการชลประทานทม่ี ีประสทิ ธภิ าพ
o ชาตแิ รกทค่ี ดิ คน้ เคร่อื งวดั ความสน่ั สะเทือนของแผน่ ดินไหวน้นั ก็คอื “จีน” โดย “จางเหิง” นกั วทิ ยาศาสตร์
สมยั ราชวงศฮ์ นั่ ไดค้ ดิ คน้ “โหวเฟิ ง” ข้ึน ซ่งึ เป็นอปุ กรณ์วดั ความสน่ั สะเทอื นของแผน่ ดินไหว
ข้ออ่ืนๆผดิ เพรำะ
o กาแพงเมืองจีนจึงไดร้ บั การขนานนามวา่ เป็น “หลุมฝงั ศพทย่ี าวทส่ี ุดในโลก” ดว้ ย คนงานนับพนั จึงตอ้ งลม้
ตาย รา่ งถกู ฝังอยูใ่ ตก้ าแพง มีความยาวถึง 6,500 กโิ ลเมตร กาแพงน้ีใชเ้ ป็นเสน้ กน้ั พรมแดนระหวา่ ง ชาว
ตะวนั ออกกบั ตะวนั ตก ปอ้ งกนั ชนเผา่ ป่าเถ่ือน
o มมั ม่ี คอื ศพทดี่ องหรือแชใ่ นน้ ายาพิเศษ พนั ทวั่ ทง้ั รา่ งกายดว้ ยผา้ ลนิ ินสขี าว เพอื่ เป็นการรกั ษาสภาพของศพ
รอการกลบั คนื รา่ งของวญิ ญาณผตู ้ ายตามความเชอื่ ของชาวอยี ิปต์
25. ตอบ4 โปรตเุ กส ฮอลนั ดำองั กฤษและฝรั่งเศส
o โปรตเุ กส เป็นชนชาตแิ รกทเ่ี ร่มิ สารวจทางทะเลอย่างจริงจงั ตง้ั แตต่ น้ คริสตศ์ ตวรรษที่ 15 โดยเจา้ ชายเฮนรี
หรือ Henry the Navigator เป็นผสู ้ ่งเสริมการพฒั นาการเดินเรอื และฝึกฝนนักเดินเรือของโปรตเุ กส เชน่ วสั โก
ดา กามา (VASCO DA GAMA) แล่นเรอื ตาม เสน้ ทางสารวจของไดแอสจนถึงทวปี เอเชยี และสามารถข้นึ ฝ่ัง
ทเี่ มอื งกาลกิ ตั (CALICUT) ของอนิ เดยี ไดเ้ มอื่ ค.ศ. 1498 ตอ่ มา ชาวโปรตเุ กสสามารถควบคมุ เมืองตา่ งๆ ทาง
ชายฝงั่ ตะวนั ออก ของทวปี แอฟรกิ าและอินเดียทางชายฝั่งตะวนั ตก สามารถยดึ เมอื งกวั (GOA) ในมหาสมุทร
อินเดียได้ ในคริตสศ์ ตวรรษท่ี 16 โปรตเุ กสไดข้ ยายอานาจมาจนถงึ เอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใตแ้ ละเขา้ ยึดครอง
มะละกา ทาให้บรเิ วณคาบสมทุ รมลายูและหม่เู กาะอินโดนีเซยี ตกอย่ภู ายใตอ้ ิทธพิ ลของ โปรตเุ กส
o ฮอลันดำหาเสน้ ทางทางทะเลเพอ่ื ซอ้ื เครอ่ื งเทศโดยตรง ในทสี่ ดุ กองทพั เรอื ของฮอลนั ดาก็สามารถยดึ ครอง
อานาจทางทะเลใน ค.ศ. 1598 และไดจ้ ดั ตง้ั สถานีการคา้ ในเกาะชวา และจัดตง้ั บริษทั อินเดียตะวนั ออกของ
ฮอลนั ดา เพ่อื ควบคมุ การคา้ เคร่อื งเทศ
o อังกฤษใน ค.ศ. 1588 กองทพั เรอื ขององั กฤษทาสงครามชนะกองทพั เรืออาร์มาดา (ARMADA) ของสเปนทม่ี ี
ชอ่ื เสยี งได้ ทาให้องั กฤษขยายอิทธิพลสู่ดินแดนตะวนั ออก สามารถสลายอานาจทาง ทะเลของโปรตเุ กสและ
เขา้ ไปมีอานาจและอทิ ธพิ ลในอินเดยี และเป็นคแู่ ขง่ ทางการคา้ กบั ฮอลนั ดา ในครสิ ตศ์ ตวรรษที่ 17 มเี พยี ง
องั กฤษ ฮอลนั ดา และฝรงั่ เศส แข่งขนั กนั มอี านาจทางทะเลและ แสวงหาอาณานิคม
79
26. ตอบ2 เป็ นรูปแบบกำรจัดเกบ็ ภำษขี องรัฐสมยั โบรำณ
o ในชว่ งคริสตศ์ ตวรรษที่ 9 ยโุ รปไดเ้ กดิ ระบบฟิ วดลั (Feudalism) หรือระบบศกั ดนิ าสวามิภกั ด์ิ โดยมีทด่ี นิ เป็น
พนั ธสญั ญาระหวา่ งเจ้านายทเี่ ป็นเจา้ ของทด่ี ินหรือพวกขุนนาง เรยี กวา่ ลอรด์ (Lord) กบั ผใู ้ ชป้ ระโยชน์ในทดี่ ิน
คอื ขา้ หรือเรียกวา่ วสั ซลั (Vassal)
o ความสมั พนั ธใ์ นระบบฟิ วดลั คอื ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งผอู ้ ปุ ถมั ภ์กบั ผไู ้ ดร้ ับการอุปถมั ภ์
27. ตอบ1 กำรปฏริ ูปศำสนำ
o การปฏิวตั ิอุตสาหกรรมเป็ นการเปล่ียนแปลงทส่ี าคญั ในระบบและวิธีการผลิต คอื เปลี่ยนจากการใช้
แรงงานคนและสตั วม์ าเป็นเคร่ืองจักรกลทสี่ ลบั ซบั ซอ้ น และมีประสิทธภิ าพมากข้ึน
o เรม่ิ ข้ึนในคริสตศ์ ตวรรษที่ 19 เกดิ ในประเทศองั กฤษเป็นประเทศแรก โดยในระยะแรกเรยี กวา่ สมยั แห่งพลงั
ไอน้ า ซง่ึ ตอ่ มาจึงไดเ้ กดิ เคร่ืองจกั รไอน้ าของเจมส์ วตั ต์ เพอื่ ใชใ้ นอตุ สาหกรรมทวั่ ไป
o การปฏวิ ตั ิอุตสาหกรรมในระยะทสี่ องประมาณ พ.ศ. 2403-2457 เร่ิมมีการใชแ้ ก๊ส น้ ามนั ปิโตรเลียม และ
ไฟฟ้า แทนถา่ นหินและไอน้ า ซ่งึ การใชพ้ ลงั งานไฟฟ้าเป็นพลงั งานหลกั ของอุตสาหกรรม สว่ นการผลิตด้าน
การเกษตรกรรมกเ็ ปลย่ี นมาเป็นการผลิตสินคา้ เฉพาะอย่างเพื่อการคา้
28. ตอบ4 อะเล็กซำนเดรีย
o ไม่เกยี่ วกบั มนุษยนิยม เพราะอะเลก็ ซานเดรยี เป็นเมอื งใหญอ่ นั ดบั สองในประเทศอียิปต์รองจากกรงุ ไคโร
o กำรฟื้ นฟูศลิ ปวทิ ยำกำร (Renaissance)เกดิ จากประชาชนเสื่อมศรทั ธาในศาสนา จึงหันมานิยมในความ
สวยงามทม่ี นุษยด์ ว้ ยกนั สรา้ งสรรคข์ ้ึน เกดิ แนวคดิ ของลทั ธิมนุษยนิยม (Humanism)
o นกั เขยี นท่มี ชี ่ื อเสียงทสี่ ุดในยคุ ฟื้ นฟศู ลิ ปวิทยำกำร
1) มำคอิ ำเวลลี (Machiavelli)ผลงานทสี่ าคญั เรื่อง The Prince หรือเจา้ ชาย ซง่ึ สะทอ้ นแนวคดิ ในการบรหิ าร
และการปกครอง ทเ่ี นน้ ดา้ นราชาธิปไตย มากกวา่ อดุ มการณ์หรือจรยิ ธรรมของผปู ้ กครอง
2) อรี ัสมสั (Erasmus) ชาวเนเธอรแ์ ลนด์ ซง่ึ ประยกุ ตแ์ นวคดิ แบบกรีกและโรมนั ในการวเิ คราะห์คมั ภีรไ์ บ
เบลิ โดยใชห้ ลกั เหตผุ ลประกอบความศรทั ธาในศาสนาแทนความเชอื่ แบบงมงาย
3) เซอร์ ทอมสั มอร์ (SirThomas More)เขยี นหนังสือเกยี่ วกบั รฐั ในอุดมคติ Utopia (ยูโทเปีย) ซ่งึ มชี อื่ เสียง
แพรห่ ลายจนกระทง่ั ปัจจบุ นั และคาวา่ “ยูโทเปีย” ไดก้ ลายเป็นคาศพั ทท์ หี่ มายถงึ รฐั ในอดุ มคติ
29. ตอบ2 กำรล่มสลำยของอำณำจักรโบรำณ
o เหตทุ ท่ี าให้อาณาจกั รโรมนั ลม่ สลาย เกดิ จากปจั จยั หลายประการ ไม่วา่ ทางดา้ นเศรษฐกจิ การแยง่ ชงิ อานาจ
ของจกั รพรรดิ และการรุกรานจากพวกอนารยชน (กอธ)
30. ตอบ1 ทวปี ทีใ่ หญ่ทส่ี ุดคือแอฟริกำ
o โลกมี 7 ทวปี ทวปี ทใ่ี หญเ่ ป็นอนั ดบั 1 คอื ทวปี เอเชยี อนั ดบั 2 คอื ทวปี แอฟริกา อนั ดบั 3 คอื ทวปี อเมริกา
เหนืออนั ดบั 4 คอื ทวปี อเมริกาใต้ อนั ดบั 5 คอื ทวปี แอนตาร์กตกิ า อนั ดบั 6 คอื ทวปี ยุโรป อนั ดบั 7 คอื ทวปี
ออสเตรเลีย
31. ตอบ3 คือเส้ นลองจจิ ูดที่ 180องศำ
o เสน้ วนั ที่ คอื เสน้ สมมุตทิ ลี่ ากผา่ นแบง่ โลกออกเป็น 2 ซกี คอื ซกี โลกตะวนั ออก และซกี โลกตะวนั ตก โดย
ลากทบั เสน้ เมรเิ ดยี นของลองจิจูดที่180 องศาเป็นแนวแบง่
o เสน้ น้ีจะไมล่ ากผา่ นแผน่ ดินเลย ผา่ นเฉพาะพื้นน้ าเพื่อขจดั ปัญหาการมี 2 วนั บนเกาะเดยี วกนั และถา้ ขา้ มเสน้
เขตวนั น้ีไปทางซกี โลกตะวนั ตกตอ้ งนับวนั ลดลง 1 วนั และถา้ ขา้ มเสน้ เขตวนั น้ีไปทางซีกโลกตะวนั ออก
จะตอ้ งนับวนั เพ่ิม
80
32. ตอบ2 จำนวน 1 ชั่วโมง
o การแบง่ เวลาของโลกโดยแบง่ ออกเป็น 24 เขต แตล่ ะเขตมคี วามกวา้ ง 15 องศาลองจิจดู หรอื เวลา 1 ชวั่ โมง
โดยเขตแรกมเี สน้ เมอรเิ ดยี นแรก หรือ เมอริเดยี น 0 องศา ผา่ นเมอื งกรนี ิชเป็นแกนกลาง เสน้ ลองจิจดู แต่ละ
เสน้ มีความห่าง 1 องศา มเี วลาตา่ งกนั 4 นาที ทางราชการประกาศใหป้ ระเทศไทยมีเวลาทอ้ งถิ่นเวลาเดยี วกนั
ซง่ึ เป็นเวลาทเ่ี รว็ กวา่ ทกี่ รนี ิช 7 ชว่ั โมง
33. ตอบ4 แรม15 ค่ำ
o สุรยิ ุปราคา เรียกวา่ “สุริยครำส” เป็นปรากฏการณ์ทเี่ กดิ ข้นึ เม่อื โลก ดวงจนั ทร์ และดวงอาทติ ยโ์ คจรมาอยู่
ในแนวเดียวกนั โดยมดี วงจันทร์อยู่ระหวา่ งดวงอาทติ ย์กบั โลก เงาของดวงจนั ทร์ จะทอดยาวมายงั โลก ทา
ให้คนบนโลก (บริเวณทม่ี ีเงาของดวงจันทร)์ มองเห็นดวงอาทติ ย์เวา้ แหวง่ หรือบางแห่งเห็นดวงอาทติ ย์มืด
หมดทง้ั ดวง สุรยิ ปุ ราคาจะเกดิ ข้นึ เฉพาะในเวลากลางวนั และตรงกบั วนั แรม 15 คา่ หรอื วนั ข้ึน 1 คา่ เทา่ น้นั
34. ตอบ2 กลำงวนั ส้ันกว่ำกลำงคืน
o วนั เหมายนั เป็นวนั ทท่ี างซกี โลกเหนือน้ันกลางคนื จะยาวนานกวา่ กลางวนั โดยโลกของเราน้นั มแี กนหมุนที่
ข้วั โลกเหนือ ซง่ึ จะเอียงประมาณ 23.5 องศา และในชว่ งฤดูหนาวจะเป็นชว่ งท่ีซกี โลกเหนืออยู่เอยี งห่างจาก
ดวงอาทติ ย์มากทสี่ ดุ ในขณะทซ่ี กี โลกใตก้ จ็ ะเอียงเขา้ หาดวงอาทติ ยม์ ากทสี่ ดุ ทาให้ซกี โลกเหนือทไี่ ดร้ บั แสง
จากดวงอาทติ ย์นอ้ ยกจ็ ะมอี ากาศหนาว สว่ นทางดา้ นซกี โลกใตไ้ ดร้ บั แสงอาทติ ยม์ าก อากาศกจ็ ะรอ้ น
35. ตอบ1 GPS
o GPS คอื การระบตุ าแหน่งบนพน้ื โลก ย่อมาจากคาวา่ Global Positioning System ซ่งึ ระบบ GPS ประกอบ
ไปดว้ ย 3 ส่วนหลกั คอื
1) สว่ นอวกาศ ประกอบดว้ ยเครอื ขา่ ยดาวเทยี มหลกั 3 คา่ ย คอื อเมรกิ า รสั เซยี ยโุ รป
2) สว่ นควบคมุ ประกอบดว้ ยสถานีภาคพ้นื ดิน สถานีใหญอ่ ยูท่ ี่ FalconAir Force Base ประเทศ อเมรกิ า
และศนู ย์ควบคมุ ยอ่ ยอีก 5 จุด กระจายไปยงั ภมู ภิ าคตา่ ง ๆ ทว่ั โลก
3) ส่วนผใู ้ ชง้ าน ผใู ้ ชง้ านตอ้ งมเี ครอื่ งรบั สญั ญาณทสี่ ามารถรบั คล่นื และแปรรหสั จากดาวเทยี มเพือ่ นามา
ประมวลผลให้เหมาะสมกบั การใชง้ านในรูปแบบตา่ งๆ
36. ตอบ3 Planimeter วดั พ้ืนทใ่ี นแผนที่
o เครอื่ งมอื ทางภูมิศาสตร์ ทถ่ี กู ตอ้ ง เชน่
1) แพลนนิมเิ ตอร์ (planimeter)วดั พ้นื ท่ี
2) บารอมิเตอร์ (barometer)วดั ความกดอากาศ
3) เทอรโ์ มมิเตอร์ ( thermometer)วดั อณุ หภูมอิ ากาศ
4) ไซโครมิเตอร์ (psychrometer)วดั ความชนื้ สมั พทั ธ์และจดุ น้ าคา้ งในอากาศ
5) ไฮโกรมเิ ตอร์ (hygrometer)วดั ความชนื้ อากาศ (ใชเ้ สน้ ผมมนุษย์เป็นอปุ กรณ)์
6) แอนิโมมิเตอร์ (anemometer)วดั ความเรว็ ลม
7) เรน เกจ (rain gauge)วดั ปริมาณน้ าฝนตอบ
o สว่ น สเตท๊ โทสโคป (stethoscope) หมายถงึ เครือ่ งฟังตรวจ ทแ่ี พทย์คลอ้ งเขา้ ทหี่ ู สองข้าง แลว้ มสี ายยาว
สาหรบั จ่อตรวจตามส่วนตา่ งๆ ของคนไข้ประโยชน์ของมนั กส็ าหรบั ใชฟ้ ังเสียงหวั ใจ เสยี งปอด เสยี งลาไส้
37. ตอบ1 มำตรำส่ วนใหญ่ 1: 50,000
o แผนที่ จาแนกตามขนาดหรือมาตราสว่ น แบง่ เป็น 3 ชนิดคอื
1) แผนทม่ี าตราส่วนใหญ่ ไดแ้ ก่ แผนทท่ี ใี่ ชม้ าตราส่วนใหญก่ ว่า 1 : 250,000 มาตราสว่ นใหญใ่ ชเ้ ขียนแผน
ทขี่ องพ้ืนทข่ี นาดเลก็ เพอ่ื ให้สามารถบรรจรุ ายละเอียดทป่ี รากฏในภูมปิ ระเทศลงในแผนทไ่ี ดม้ าก
81
2) แผนทมี่ าตราส่วนปานกลาง ไดแ้ ก่ แผนทท่ี ใ่ี ชม้ าตราส่วนใหญก่ วา่ 1 : 250,000 ถึง 1 : 1,000,000 ใชเ้ ขียน
แผนทข่ี องบรเิ วณทก่ี วา้ งใหญข่ ้นึ เพ่อื แสดงเฉพาะรายละเอยี ดทสี่ าคญั
3) แผนทม่ี าตราสว่ นเล็ก ไดแ้ ก่ แผนทที่ ม่ี มี าตราส่วนเล็กกว่า 1: 1,000,000 มาตราส่วนเลก็ ใชเ้ ขยี นแผนท่ี
ของบรเิ วณทมี่ ีอาณาเขตกวา้ งใหญ่ รายละเอยี ดปลีกย่อยทปี่ รากฏในภูมปิ ระเทศ จึงไมส่ ามารถเขยี นลงใน
แผนทช่ี นิดน้ีไดห้ มด
38. ตอบ4 สันปันนำ้ เทือกเขำหลวงพระบำง
o แนวพรมแดนระหวา่ งไทย-สหภาพพม่า ความยาว 2,202 กโิ ลเมตร ทอดไปตามร่องน้ าลึกของแม่น้ า รวก
แมน่ ้ าสาย ทวิ เขาแดนลาว แม่น้ าสาละวนิ แม่น้ าเมย ทวิ เขาถนนธงชยั ทวิ เขาตะนาวศรี และแมน่ ้ ากระบรุ ี (ปาก
จน่ั ) อยใู่ นเขตพนื้ ที่ จ.เชยี งราย เชยี งใหม่ แมฮ่ ่องสอน ตาก กาญจนบรุ ี ราชบรุ ี เพชรบรุ ี ประจวบคีรีขันธ์
ชมุ พร และระนอง
o แนวพรมแดนระหวา่ งไทย-ลาว ความยาว 1,750 กโิ ลเมตร ทอดไปตามรอ่ งน้ าลกึ ของแม่น้ าโขงตอนบน แม่
น้ าเหืองงา แมน่ ้ าเหือง และแม่น้ าโขงตอนลา่ ง และทอดไปตามสนั ปนั น้ าในทวิ เขาหลวงพระบาง ทางตอน
เหนือและสนั ปนั น้ าในทวิ เขาภูแดนลาวทางตอนใต้ อยูใ่ นเขตจ.เชยี งราย พะเยาน่าน อตุ รดิตถ์ พิษณโุ ลก เลย
หนองคาย นครพนม มกุ ดาหาร อุบลราชธานี
o แนวพรมแดนระหวา่ งไทย-กมั พูชา ความยาวประมาณ 798 กโิ ลเมตร นับจากอ่าวไทยทอดไปตามทิวเขา
บรรทดั แมน่ ้ าไพลนิ (หรอื ห้วยเขมร) คลองลึก คลองดา่ น คลองน้ าใส ทรี่ าบแนวเสน้ ตรงคลองปากอา้ ว
(ปากอ่าว) และทวิ เขาพนมดงรัก ในเขต จ.ตราด จันทบรุ ี สระแกว้ บรุ ีรมั ย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และ
อุบลราชธานี
o แนวพรมแดนระหวา่ งไทย-มาเลเซยี ความยาว 576 กโิ ลเมตร ทอดไปตามสนั ปันน้ าของทิวเขาสนั กาลาคีรี
รอ่ งน้ าลึกของแมน่ ้ าโก-ลก ในเขตจ.สตลู สงขลา ยะลา และนราธิวาส
39. ตอบ3 ควำมร้ อน
o ปจั จัยทที่ าใหเ้ กดิ วฏั จกั รของน้ า
1) ความรอ้ นจากดวงอาทติ ย์ และเชอื้ เพลงิ จากการหุงตม้ หรือการอุตสาหกรรม
2) ลมชว่ ยใหก้ ารระเหยเกดิ ข้นึ ไดม้ ากและเร็วข้ึน เพราะทาใหอ้ ากาศเกดิ การหมนุ เวยี น
3) คนและสตั วจ์ ากการขบั ถ่ายของเสยี ทางเหงอ่ื ปสั สาวะ ลมหายใจ อุจจาระ
4) ป่าไม้ พชื จากการคายน้ าของพชื
40. ตอบ3 ที่รำบลอนลำด
o ทรี่ าบลอนลาด เป็นทรี่ าบสูงๆ ตา่ เกดิ จากการสลายหินบริเวณลาดเขา ส่วนขอ้ อืน่ ๆ ถูกตอ้ งเพราะ
1) ตะกอนนำ้ พำรูปพดั (alluvialfan) เกดิ จากทางน้ าทไี่ หลจากหุบเขาชนั ลงสู่พน้ื ราบ เม่ือความเรว็ ของกระแสน้ า
ลดลงจนไมส่ ามารถนาพาตะกอนบางส่วนตอ่ ไปได้ ตะกอนดงั กล่าวจึ งตกสะสมบรเิ วณใกล้กบั เนินเขาใน
ลกั ษณะทก่ี ระจายออกไปรอบขา้ งเป็นรูปพดั
2) “หุบผำชัน” (Canyon) เป็นลกั ษณะภูมิประเทศทมี่ กั เกดิ ในเขตภมู อิ ากาศแห้งแลง้ ทมี่ ีฝนตกเป็นคร้งั คราว จะ
ทาให้เกดิ กษยั การข้นึ อย่างรุนแรงทาให้หุ บเขาทเ่ี ป็นทางของลาน้ ามกี ารขยายตวั ออกกวา้ งและลาน้ าจะมีการ
กดั เซาะหุบผาชนั และลกึ ลงไปมาก เชน่ แกรนด์แคนยอน ทม่ี ีแม่น้ าโคโลราโดไหลผา่ น สหรฐั อเมริกา
3) คนั ดินธรรมชำติ (Naturallevee) คอื ลกั ษณะการสะสมตะกอนของแมน่ ้ าทไี่ หลผา่ นพื้นแมน่ ้ าทกี่ วา้ งและราบ
จะอยู่ขนานกนั ทง้ั สองฟากลาน้ า เกดิ จากน้ าที่ทว่ มล้นฝ่ังอย่หู ลาย ๆ ปี เมอื่ ธารน้ าไหลท่วมสองฟากฝั่ง
ความเรว็ ของธารน้ ากจ็ ะลดลงจนตะกอนทบั ถมกนั เป็นแนวยาวริมลาน้ า
82
41. ตอบ2 แมน่ ำ้ ไหลผ่ำน
o โดยธรรมชาตทิ ี่ราบลุ่มจะเป็นท่ีสะสมตะกอน ทาให้ดินมีความอุดมสมบรู ณเ์ หมาะแก่การเกษตร ทาให้
บริเวณน้ีมีการตง้ั ถ่นิ ฐานมาตง้ั แตโ่ บราณ ทรี่ าบลุม่ ในทวปี เอเชยี แบง่ ออกเป็น 2 ลกั ษณะ คอื ทร่ี าบลุ่มแม่น้ า
และทรี่ าบชายฝง่ั สาหรบั ทร่ี าบลุ่มแมน่ ้ า เป็นบริเวณทอ่ี ุดมสมบรู ณ์มากเพราะไดร้ บั ตะกอนต่างๆท่ีแม่น้ าพดั
พามา อาจมีน้ าทว่ มขงั ในฤดูน้ าหลาก เชน่ ทรี่ าบล่มุ แมน่ ้ าคงคา แมน่ ้ าแยงซเี กยี ง แมน่ ้ าฮวงเหอ แม่น้ า
เจา้ พระยา เป็นตน้
42. ตอบ2 แสงแดด
o แดดเป็นปัจจยั ทจี่ าเป็นตอ่ การเจริญเตบิ โตและการสงั เคราะห์ แสงของพืช เชน่ แสงอาทติ ย์ ซ่งึ พืชจะนาไปใช้
ในกระบวนการสงั เคราะห์แสง
43. ตอบ1 ชำยฝ่ังทีค่ ลื่นลมสงบ
o สาหรบั อ่าวไทยตอนบน ลมมรสุมตะวนั ตกเฉยี งใตท้ พี่ ดั ผา่ นจะมีกาลงั อ่อนและเกดิ ชว่ งสน้ั ๆ จึงทาใหค้ ลื่นใน
บริเวณน้ีมขี นาดไมใ่ หญม่ ากนกั โดยปกตคิ ลน่ื ในอา่ วไทยจะมีขนาดเล็กความสูงประมาณ 1-2 เมตร จึงเหมาะ
แกก่ ารขนสง่ สนิ คา้
o ลมมรสมุ ตะวนั ออกเฉยี งเหนือจะทาให้เกดิ คลื่นขนาดใหญก่ วา่ ปกตใิ นบริเวณอ่าวไทยดา้ นตะวนั ตก
o ลมมรสมุ ตะวนั ตกเฉยี งใต้จะทาให้เกดิ คล่ืนขนาดใหญก่ วา่ ปกตใิ นบรเิ วณอ่าวไทยดา้ นตะวนั ออก
44. ตอบ2 ป่ ำดิบเขำ
o พืน้ ทปี่ ่าตน้ น้ าจะมีสภาพเป็นป่ าดิบเขา (Hill EvergreenForest) ซ่งึ ป่าชนิดน้ีเกดิ ข้นึ ในพื้นทสี่ ูง ๆ หรือบน
ภูเขาตง้ั แต่ 1,000-1,200เมตร ข้ึนไปจากระดับน้ าทะเล ไมส้ ่วนมากไดแ้ ก่พวกไมข้ นุ และสนสามพนั ปี
นอกจากน้ียงั มีไมต้ ระกลู กอข้ึนอยู่ พวกไมช้ น้ั ทสี่ องรองลงมาไดแ้ ก่ เปง้ สะเดาชา้ ง และขมนิ้ ตน้ บางทกี ม็ ี
สนเขาข้นึ ปะปนอยู่ดว้ ย สว่ นไมพ้ นื้ ลา่ งเป็นพวกเฟิ ร์น กลว้ ยไมด้ นิ และมอสมกั อยู่บรเิ วณตน้ น้ าลาธาร
45. ตอบ4 เสนอปญั หำและแนวทำงแก้ปัญหำของประชำชนในทีป่ ระชุมสภำผ้แู ทนรำษฎร
o หนำ้ ท่ีของ ส.ส.มดี งั นี้
1) พิจารณาออกกฎหมาย
2) พิจารณาเลือกนายกรฐั มนตรีเขา้ ไปบรหิ ารประเทศ
3) ควบคมุ และตรวจสอบการบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ โดยการตง้ั กระทถู้ าม การเสนอญตั ติ อภปิ รายทว่ั ไป
อภิปรายไม่ไวว้ างใจนายกรฐั มนตรหี รอื รฐั มนตรี เป็นรายบคุ คลหรือคณะ
4) ควบคมุ การใชจ้ ่ายของรฐั บาล โดยการพจิ ารณาอนุมตั งิ บประมาณแผน่ ดินอย่างเป็นธรรมเพอ่ื ใชใ้ นการ
พฒั นาประเทศ
5) เป็นปากเสียงของประชาชน นาปัญหาของประชาชนเสนอใหร้ ฐั บาลแกไ้ ข
46. ตอบ4 ผ้ทู ีม่ ที รัพย์สินมำกกบั ผ้ทู ไ่ี มม่ ที รัพย์สิน
o สาเหตหุ ลกั ๆ ของปัญหาความรนุ แรงในครอบครัวและสงั คมน้นั มาจากการทสี่ งั คมมจี านวนสมาชิกห รือ
จานวนประชากรเพิ่มมากข้ึนอย่างรวดเร็ว ทาใหค้ นในสงั คมตอ้ งแขง่ ขนั กนั ในดา้ นตา่ งๆ จนเกดิ ความเครียด
หรอื สภาพสงั คมทเ่ี น้นวตั ถุนิยม ความเหลือ่ มล้าทางโอกาสของการเขา้ ถงึ การพฒั นาประเทศแตล่ ะดา้ นจึงเป็ น
ตน้ เหตขุ องปัญหาความขดั แยง้ ในสงั คมได้
47. ตอบ1 กำรเปลย่ี นแปลงกำรปกครอง24มถิ ุนำยน พ.ศ.2475
o เมือ่ วนั ศุกรท์ ่ี 24 มถิ ุนำยน พ.ศ. 2475 ถอื วา่ เป็นปีทม่ี ีการเปล่ยี นแปลงการปกครองของประเทศไทย จาก
ระบอบสมบรู ณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยคณะราษฎร จึงทาให้เกดิ การเปล่ยี นแปลง
โครงสรา้ งมากทส่ี ุดของสงั คมไทย
83
48. ตอบ4 วัยรุ่นได้รับกำรขัดเกลำจำกสถำบนั อ่ืนทต่ี ่ำงจำกสถำบนั ด้งั เดิม
o วยั ทไี่ ดร้ บั การขดั เกลาทางสงั คมจากหลายสถานบนั เชน่ ครอบครวั กลุ่มเพื่อน สถานศึกษา สานกั งานหรือ
องคก์ รทบี่ คุ คลสงั กดั อยู่ สถาบนั ศาสนา สอื่ สารมวลชน
49. ตอบ3 กำรผลติ กระแสไฟฟ้ำพลงั นำ้ จำกเข่ือน
o นับตง้ั แตแ่ ผนพฒั นาการเศรษฐกจิ แห่งชาตเิ รม่ิ ใช้ การพฒั นาพลงั งานไฟฟ้าของประเทศไดก้ า้ วหน้าไปม าก
โดยเปลยี่ นระบบการผลิตไฟฟ้ าเฉพาะทอ้ งถ่ิน ซง่ึ ใชเ้ คร่ืองจักรดีเซลขนาดเล็ก มาเป็นระบบการผลิ ตจ าก
แหลง่ พลงั น้ า และจากโรงงานไฟฟ้าขนาดใหญ่
o โครงการผลิตไฟฟ้ าจากพลังน้ าท่ีเขื่อนภูมพิ ลเป็ นโครงการแรกในปี 2501 และพ.ศ. 2507 การกอ่ สรา้ ง
โรงไฟฟ้าทเี่ ขอ่ื นภมู ิพลและโรงไฟฟ้าลิกไนทภ์ าคใตก้ เ็ ร่มิ จาหน่ายกระแสไฟฟ้าได้
50. ตอบ1 อบ
o วัฒนธรรมตะวันตก - แพร่หลายมากข้นึ ในสมยั กรุงรตั นโกสินทร์ โดยเฉพาะอย่างยงิ่ ต้งั แตร่ ัชสมยั
พระบาทสมเด็จพระน่ังเกลา้ เจา้ อย่หู ัว เป็นตน้ มา ทรงมีพระบรมราชานุญาต ให้มิชชนั นารีชาวยุโรป คอื คาร์ล
กสุ ลาฟ และ เจคอบ ทอมลนิ เขา้ มาเผยแผศ่ าสนาคริสตน์ ิกายโปรเตสแตนตเ์ ป็นครง้ั แรก อาหารจึงแพร่หลาย
มาก เชน่ การอบ ซ่งึ เกดิ จากอิยิปตแ์ ละแพร่หลายในยโุ รป ตอ่ มาจึงเขา้ ส่สู ยามประเทศ
o วฒั นธรรมตะวันออก - คนไทยสมยั กอ่ นนิยมกนิ หมากพลู รบั วธิ กี ารปรุงอาหารทใี่ ส่เคร่ืองแกง เครือ่ งเทศ
จากอนิ เดีย รบั วธิ กี ารปรุงอาหารแบบผดั การใชก้ ระทะ การใชน้ ้ ามนั จากจีน ในดา้ นการแตง่ กาย คนไทย
สมยั กอ่ นนุ่งโจงกระเบนแบบชาวอนิ เดยี เป็นตน้
51. ตอบ3 คนไทยมที ักษะในกำรใช้ ภำษำของประเทศตะวนั ตกในระดบั ตำ่
o การทปี่ ระเทศไทยไม่เคยตกเป็นเมืองข้นึ มขี อ้ ดคี อื เราไมส่ ูญเสยี ทรพั ยากรจากการแทรกแซงภายในของ
ตา่ งประเทศมากนัก
o สว่ นขอ้ เสยี คอื ไม่ไดร้ บั การถ่ายทอดอารยธรรมในฐานะประเทศอาณานิคม โดยเฉพาะวฒั นธรรมดา้ นภาษา
น่ีคอื สาเหตหุ น่ึงทท่ี าให้ประเทศไทย ออ่ นภาษาตา่ งประเทศโดยเฉพาะภาษาองั กฤษทจ่ี ะเป็นภาษากลาง
52. ตอบ2 กำรส่ งเสริมให้ตระหนกั ถึงคณุ ค่ำและเป็ นแหล่งเรียนรู้
o สง่ เสริมให้ทกุ คนเห็นคณุ คา่ รว่ มกนั รกั ษาเอกลกั ษณท์ างวฒั นธรรมของชาติ และของทอ้ งถ่ิน เพอื่ สรา้ งความ
เขา้ ใจและมน่ั ใจแกป่ ระชาชนในการปรบั เปล่ียน และตอบสนองกระแสวฒั นธรรมอ่นื ๆ อยา่ งเหมาะสม
53. ตอบ2 กำรส่ งเสริมให้เกดิ ควำมเคำรพในควำมแตกต่ำงทำงชำตพิ ันธ์แุ ละศำสนำ
o ประชาคมสงั คมและวฒั นธรรมอาเซยี น (ASEAN Socio-Cultural Community) เน้นการการสรา้ งอตั ลกั ษณ์
อาเซยี น โดยเนน้ การสรา้ งความรสู้ กึ ของการอยู่รว่ มกนั และสง่ เสรมิ ความเป็นเอกภาพทา่ มกลางความแตกตา่ ง
ดว้ ยการสรา้ งความเขา้ ใจอนั ดรี ะหวา่ งประเทศสมาชกิ เกยี่ วกบั วฒั นธรรม ประวตั ศิ าสตร์ ศาสนา
54. ตอบ3 เป็ นวฒั นธรรมทดี่ งี ำมทส่ี ืบทอดกนั มำต้ังแตส่ มยั สโุ ขทยั
o วฒั นธรรมมลี กั ษณะสาคญั คอื มีทง้ั ดหี รือไมด่ ี มีความแตกตา่ งกนั และคามแตกตา่ งน้ีไม่อาจนามาเปรยี บเทยี บ
พิจารณาว่าวฒั นธรรมใดดีกว่ากนั เพราะวฒั นธรรมแต่ละวฒั นธรรมย่อมมีความเหมาะสมถูกตอ้ งตาม
สภาพแวดลอ้ มของแตล่ ะสงั คม
55. ตอบ4 ควำมแตกต่ำงทำงเช้ื อชำตเิ ผ่ำพันธ์ุ
o สาเหตคุ วามแตกตา่ งทางสงั คมและวฒั นธรรมของไทยกบั ตะวนั ตก ไดแ้ ก่ ความแตกตา่ งทางเชอ้ื ชาติ เผา่ พนั ธ์ุ
เพราะจะทาให้มวี ถิ ีการดาเนินชวี ิตในแตล่ ะสงั คมทีแ่ ตกต่างกนั เชน่ การแตง่ กาย การกนิ อยู่ พธิ กี รรม จึงมี
ลกั ษณะทแ่ี ตกตา่ งกนั อยา่ งเห็นไดช้ ดั
84
56. ตอบ4 เคำรพกฎหมำยและสทิ ธเิ สรีภำพของผ้อู ื่น
o สงั คมทกุ สงั คมจะมีความขดั แยง้ ในทางความเช่ือและค่านิยม ไมว่ า่ จะเป็ นสงั คมในตะวนั ตก เช่น ยุโรป
ตะวนั ตก สหรฐั อเมริกา หรือสงั คมอน่ื เชน่ เอเชยี ลาตนิ อเมริกา มกั จะมีคา่ นิยมและความเช่ือสองชุดห รือ
มากกวา่ ซ่งึ ขดั แยง้ กนั การปฏบิ ตั ติ นตามสิทธขิ องตนเองภายใตก้ รอบรัฐธรรมนูญ โดยไม่กระทบสิทธิบคุ คล
อนื่ ย่อมไดช้ อื่ วา่ บคุ คลน้ันเป็นผูม้ ีส่วนนาพาบา้ นเมอื งให้พฒั นา ปรองดองกนั
57. ตอบ4 ผ้ทู จุ ริตมจี ำนวนมำกอย่ใู นหลำยวงกำรและหลำยระดับ
o ปัญหาการทจุ ริตฉอ้ ราษฎร์บงั หลวงคือคอรปั ชน่ั ถอื เป็นปญั หาทสี่ าคญั ระดบั ชาติ จะเห็นไดว้ า่ การทจุ ริ ตมี
ตง้ั แตใ่ นระดบั สงู ลงมาถึงระดบั ทอ้ งถิ่น แมว้ า่ จะมีการปราบปรามและรณรงคต์ อ่ ตา้ นอยู่เนืองๆ แลว้ กต็ าม
o การทจุ ริตเกดิ ข้ึนไดท้ กุ ทท่ี กุ เวลาทกุ สถานการณ์ แตค่ นจดั การกบั สงิ่ น้ี มีไม่กีค่ น และบางคนกไ็ ม่มอี านาจ
หนา้ ทท่ี สี่ ามารถจัดการไดด้ ้วยตนเอง ฉะน้นั คงไมส่ ามารถจดั การกบั การทจุ ริตคอรปั ชน่ั ไดอ้ ย่างทว่ั ถึงจึ ง ทา
ใหค้ นทจุ ริตคอรปั ชนั่ ยงั ลอยนวล และเป็นใหญเ่ ป็นโตในบา้ นเมืองตอ่ ไป
58. ตอบ2 สัดส่ วนของผ้สู งู อำยเุ พม่ิ มำกขึ้น
o ขอ้ มูลดา้ นประชากรทส่ี าคญั ของไทย มีดงั น้ี
1) จานวนประชากรทง้ั ประเทศ 65,124,716 คน ชาย มี 31,999,008 คน และหญงิ มี 33,125,708 คน
2) การเพิ่มของประชากรไทยยงั คงเพิม่ ข้ึนต่อไปในอนาคต แตเ่ ป็ นการเพ่มิ ท่ีชา้ ลง แต่ละปี อัตราเพิม่
ประชากรคอ่ ย ๆ ลดลง ๆ ในปี พ.ศ. 2565 ดเู หมอื นวา่ จะเป็นปีทป่ี ระชากรไทยถึงจุดอ่ิมตวั อตั ราเกดิ จะ
อยใู่ นระดบั ใกลเ้ คยี งกบั อตั ราตาย ทาให้อตั ราการเพม่ิ ของประชากรใกลเ้ คยี งกบั ศูนย์ จานวนเกดิ ในแตล่ ะ
ปีพอ ๆ กบั จานวนตาย
3) เด็กอายุตา่ กวา่ 15 ปี ในชว่ งปี พ.ศ. 2548 – 2578 จะมีจานวนลดลงจาก 14 ลา้ น (รอ้ ยละ 23 ของประชากร
ทง้ั หมด) เหลอื 9 ลา้ นคนเศษ (รอ้ ยละ 14)
4) ประชากรวยั แรงงาน (อายุ 15 – 59 ปี) น้ันมีการเปล่ยี นแปลงเล็กน้อย กลา่ วคอื ในชว่ ง พ.ศ. 2548 – 2558
จานวนจะเพ่ิมข้ึนจาก 41 ลา้ น เป็น 43 ลา้ นคน หลงั จากน้ันจะลดจานวนลงเหลือ 38 ลา้ นคนในปี พ.ศ.
2578 อาจกล่าวไดว้ า่ จานวนประชากรวยั แรงงานในอนาคตอีก 30 ปีขา้ งหน้าเกอื บไม่เปลย่ี นแปลงเลยก็
วา่ ได้
5) กล่มุ ผูส้ ูงอายุ (อายุ 60 ปีข้ึนไป) คนกลมุ่ น้ีมจี านวนเพิ่มข้นึ อยา่ งเห็นไดช้ ดั เมอื่ เปรยี บเทยี บกบั กลมุ่ อื่น ๆ
ในปี พ.ศ. 2548 มีประชากรสูงอายุอยู่ 6 ลา้ นคนเศษ (รอ้ ยละ 10) เม่ือถึงปี พ.ศ. 2578 จานวนผสู ้ งู อายุจะ
เพ่ิมข้ึนเป็น 16ลา้ นคน (รอ้ ยละ 25) เทา่ กบั เพม่ิ ข้ึนเกอื บ3 เทา่ ตวั ในเวลาราว ๆ 30 ปี
59. ตอบ3 มงเตสกเี ยอ
o มองเตสกเิ ออร์ ไดป้ ระพนั ธ์งานท่โี ด่งดังไปทวั่ เร่ือง “The Spirits of the Laws” ซ่งึ เป็ นหนังสือที่เป็นท่ี
กล่าวขวญั ทว่ั ยุโรป หลงั จากไดร้ บั การตพี มิ พ์เผยแพร่ในปี ค.ศ. 1748 เป็นชว่ งเวลาทเ่ี ขาไดส้ รา้ งสิ่งทเ่ี ป็นทร่ี ูจ้ ัก
ในปัจจบุ นั น้ี กลา่ วคอื ทฤษฎแี บง่ แยกอานาจในระบอบการปกครองทเี่ สรี และใชไ้ ดจ้ ริง หากปราศจากการ
การคานอานาจกนั ระหว่างอานาจนิ ตบิ ญั ญตั ิ บริหาร และตลุ าการกจ็ ะไม่เกดิ เสรภี าพและการป้องกนั การใช้
อานาจในทางทผ่ี ิด พ้นื ฐานแนวคดิ ดงั กล่าวกลายเป็นตน้ แบบของแนวคดิ ประชาธิปไตยเสรีทน่ี ามาใ ชใ้ น
ประเทศทม่ี ีอารยะทวั่ โลก และนามาใชใ้ นรฐั ธรรมนูญของสหรฐั อเมริกา
60. ตอบ1 โรมนั
o สาธารณรฐั (Republic) หรอื มหาชนรฐั หมายถงึ รฐั ซง่ึ มีสามญั ชนเป็นประมุขกลา่ ว คอื ผเู ้ ป็นประมขุ ของรฐั
มิไดอ้ ยใู่ นฐานะทอ่ี นั เป็นทเ่ี คารพสกั การะผใู ้ ดจะละเมดิ มไิ ดเ้ หมือนพระมหากษตั ริย์ สาธารณรฐั ปจั จุบนั มีอยู่
2 ระบอบ คอื 1.ระบอบเผด็จการ และ 2.การปกครองระบอบประชาธิปไตย
85
61. ตอบ4 อังกฤษจำกดั อำนำจกษตั ริย์ภำยใต้รัฐธรรมนูญ
o กำรปฏวิ ตั ิคร้ังสำคัญขององั กฤษมี3 คร้ัง
1) กฎบตั ร Magna Carta ค.ศ.1215 พระเจ้าจอห์นแห่งองั กฤษเป็นคนโหดรา้ ยทารณุ ชอบใชอ้ านาจ
ตามอาเภอใจ ชอบทาสงครามและขยายดนิ แดน เมอื่ ยกทพั ไปทใี่ ดกม็ ักจะมีคาสง่ั ใหร้ าษฎ รใน
ละแวกน้นั ออกมาตอ้ นรบั ปรนนิบตั ิกองทพั มีการเรยี กเกบ็ ภาษอี ากรอย่างไมเ่ ป็นธรรม ตลอดจนมี
การลงโทษราษฎรดว้ ยความอยุตธิ รรม จนสรา้ งความเดือดรอ้ นไปทว่ั ดินแดนองั กฤษ จนในทสี่ ุด
ประมาณกลางเดอื นมิถนุ ายน ค.ศ. 1215 เหลา่ ขุนนางและพระราชาคณะจานวน 25 คนไดท้ าการบีบ
บงั คบั (ยึดอานาจเงยี บ) ใหพ้ ระเจา้ จอห์นลงนามในเอกสารสาคญั ฉบบั หน่ึง คอื “แมก็ นา คารต์ า้ ”
เพ่อื จากดั อานาจของพระเจ้าจอห์นและรฐั บาลของพระองค์ และมกี ารมกี ารกาหนดไวว้ ่า หากพระ
เจ้าจอห์นและรชั ทายาทไม่รักษาคามน่ั สญั ญาตามมหาบตั รน้ี คณะขนุ นาง 25 คนมสี ทิ ธิทจ่ี ะยึด
อานาจและทาการเปลีย่ นพระมหากษตั ริย์ได้ และขนุ นางจากดั อานาจกษัตริยใ์ นการเรียกเก็บภ าษี
เรม่ิ ตน้ ระบบรฐั สภาข้นึ ในองั กฤษ มกี ารประชมุ สภา เป็นตน้ แบบรฐั ธรรมนูญฉบบั แรกของโลก ที่
ไม่เป็นลายลกั ษณอ์ กั ษร
2) กำรปฏวิ ตั ิของ “โอลิเวอร์ ครอมเวลล์”ทาใหอ้ งั กฤษมกี ารปกครองแบบสาธารณรฐั
3) กำรปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ (ไมเ่ สยี เลือดเสียเนื้อ) ค.ศ. 1688 เกดิ จากกษตั รยิ ์ขดั แยง้ กบั สภา สภาจึงร่วมมอื
กบั ประชาชนลดอานาจของกษตั รยิ ล์ ง สถาบนั พระมหากษตั รยิ ย์ งั คงอยู่ แตไ่ ม่มอี านาจ รฐั สภาเป็นผู ้
มีอานาจแทน มีการออกพระราชบญั ญตั วิ า่ ดว้ ยสทิ ธ์ิ (Bill of Rights) กษตั รยิ ์อยภู่ ายใตก้ ฎหมาย และ
รัฐสภามีอานาจเหนื อกษตั ริย์ เป็ นการส้ินสดุ สมบรู ณาญาสิทธิราชยใ์ นองั กฤษ ประชาชนชาว
องั กฤษมีความเสมอภาคกนั
อังกฤษไดพ้ ฒั นามาสู่ระบอบประ ชาธิ ปไตยอย่าง สมบูรณ์เมื่อมีการประ กา ศใ ช้
พระราชบญั ญตั ปิ ฏริ ูป (Reform Bill ) ใน ค.ศ. 1832 และ ค.ศ. 1867 ซง่ึ ขยายสิทธิการ
เลอื กตง้ั ใหก้ บั สามญั ชน และการเพมิ่ อานาจและบทบาททางการเมืองของสภาสามัญให้
มากข้นึ
62. ตอบ3 ฟิ ลิปปิ นส์
o กอ่ นสงครามโลกครง้ั ที่ 2 ดนิ แดนแถบอษุ าคเนย์ ตกเป็นเมอื งข้ึนหรอื อาณานิคมของชาตติ ะวนั ตก ดงั น้ี
1) อนิ โดนเี ซีย -เคยเป็นอาณานิคมของประเทศเนเธอแลนด์ (ฮอลนั ดา)
2) ฟิ ลิปปิ นส์ -เคยเป็ นอำณำนคิ มของสเปน ต่อด้วยสหรัฐอเมริกำ
3) มำเลเซยี – เคยเป็นอาณานิคมของประเทศองั กฤษ
4) สิงคโปร์ –เคยเป็นอาณานิคมขององั กฤษ
5) บรูไนดำรุสซำลำม –เคยเป็นอาณานิคมขององั กฤษ
6) เมยี นมำร์ - เคยเป็นอาณานิคมขององั กฤษ
7) เวียดนำม – เคยเป็นอาณานิคมของฝรง่ั เศส
8) ลำว – เคยเป็นอาณานิคมของฝรงั่ เศส
9) กมั พูชำ– เคยเป็นอาณานิคมของฝรง่ั เศส
10) ไทย – ไมเ่ คยตกเป็นอาณานิคมของชาวตะวนั ตกชาตใิ ด
86
63. ตอบ4 ประธานาธิบดีเป็นประธานฝ่ายบริหารประธานรฐั สภาเป็นประธานฝ่ายนิตบิ ญั ญตั ิ และนายกรฐั มนตรเี ป็น
ประธานฝ่ายบรหิ ารประธานรฐั สภาเป็นประธานฝ่ายนิตบิ ญั ญตั ิ
o ระบบกำรเมอื งกำรปกครองแบ่งได้ 3ประเภท ดังน้ี
1) กำรปกครองแบบรัฐสภำคอื ใหร้ ฐั สภา (ฝ่ายนิตบิ ญั ญตั )ิ กบั คณะรฐั มนตรี (ฝ่ายบริหาร) มีความสมั พนั ธ์
กนั อยา่ งใกลอ้ ย่างใกลช้ ดิ โดยให้รฐั สภามีฐานะและอานาจความสาคญั เหนื อกว่าคณะรฐั มนตรี คอื
รฐั มนตรีจะเขา้ ดารงตาแหน่งไดก้ ็ตอ่ เมื่อไดร้ บั ความไวว้ างใจจากรฐั สภา รฐั สภามีอานาจควบคมุ การ
บริหารราชการแผน่ ดนิ ของคณะรฐั มนตรี คณะรฐั มนตรีจะยุบสภาไดใ้ นกรณีทร่ี ฐั สภาไมร่ บั รองนโยบาย
ของคณะรฐั มนตรี หรอื รฐั บาลแพค้ ะแนนเสยี งในการลงมตริ บั รองร่างพระราชบญั ญตั ิสาคญั ทเ่ี สนอโดย
รฐั บาล ฝ่ายนิตบิ ญั ญตั คิ อื รฐั สภา กบั ฝ่ายบริหารคอื คณะรฐั มนตรี จะมคี วามสมั พนั ธ์กนั อยา่ งใกลช้ ดิ
2) กำรปกครองแบบประธำนำธบิ ดี เป็นการใชร้ ะบบการแยกอานาจ ระหวา่ งฝ่ายนิตบิ ญั ญตั ิ (รฐั สภา) ฝ่าย
บรหิ าร (ประธานาธิบด)ี และฝ่ายตลุ าการ (ศาล) ใหแ้ ตล่ ะฝ่ายมรีอานาจและความเป็นอิสระในการปฏบิ ตั ิ
หน้าทขี่ องตน โดยรฐั สภาและประธานาธบิ ดีต่างฝ่ ายตา่ งมาจากประชาชน ประธานาธิบดจี ะอยู่ใน
ตาแหน่งจนครบวาระและมอี านาจแตง่ ตง้ั คณะรฐั มนตรี
ประธานาธิบดีมีอานาจถ่วงดุลรฐั สภา แมว้ า่ รฐั สภาจะเป็นผูอ้ อกกฎหมาย แตจ่ ะประกาศใ ช้
กฎหมายไดต้ อ่ เม่ือประธานาธบิ ดเี ป็นผลู ้ งนาม ส่วนรฐั สภากม็ ีอานาจถว่ งดุลประธานาธิบดีได้
เชน่ กนั
ประธานาธิบดีและรฐั สภาสามารถถ่วง ดุอานาจของศาลได้ด้วยการทปี่ ระธาน าธิ บ ดี
ประธานาธบิ ดีมอี านาจในการแตง่ ตง้ั ผพู ้ พิ ากษาศาลสงู สุด และตอ้ งไดก้ ารรบั รองจากรัฐสภา
แตศ่ าลกม็ ีอานาจถ่วงดลุ ประธานาธิบดีและรฐั สภา
3) กำรปกครองแบบกง่ึ ประธำนำธบิ ดีกง่ึ รัฐสภำ ใหป้ ระธานาธิบดเี ป็นทง้ั ประมขุ ของชาตแิ ละเป็นประมุข
ของฝ่ายบรหิ าร ประธานาธบิ ดีสามารถอยใู่ นตาแหน่งไดจ้ นครบวาระ ประเทศทใี่ ห้กาเนิด รปู แบบการ
ปกครองแบบน้ี คอื ประเทศฝรง่ั เศส
64. ตอบ2 บรูไน
o สมบรู ณาญาสทิ ธิราช (Absolute Monarchy) คอื ระบอบการปกครองทมี่ กี ษัตริย์เป็นผูป้ กครองและมีสิทธ์ิขาด
ในการบริหารประเทศ ในระบอบการปกครองน้ี กษตั ริยก์ ค็ อื กฎหมาย กลา่ วคอื ทมี่ าของกฎหมายทง้ั ปวง ใน
ปจั จุบนั คอื ซาอดุ อิ าระเบยี บรูไน โอมาน รวมทง้ั นครรฐั วาตกิ นั ดว้ ย
65. ตอบ4 ระบอบสังคมนยิ มใช้ ระบบเศรษฐกจิ เป็ นแบบสังคมนยิ ม
o ส่วน ระบอบประชาธิปไตยใชร้ ะบบเศรษฐกจิ แบบทนุ นิยม และ ในขอ้ น้ี ทง้ั 2 ระบบมีความแตกตา่ งกนั ดงั น้ี
1) ระบบเศรษฐกจิ แบบสังคมนยิ ม รฐั เป็นผคู ้ รอบครองทรพั ยากรการผลิตพื้นฐานไวเ้ กอื บทง้ั หมด และ
รฐั กาหนดแนวทางการแกไ้ ขปญั หาพน้ื ฐาน เชน่ ธนาคาร ป่าไม้ เหมืองแร่ น้ ามนั สาธารณปู โภค
ส่วนเงนิ ทดี่ ิน รายไดท้ างเศรษฐกจิ เป็นของสงั คม ประชาชนทกุ คนเป็นเจ้าของทรพั ย์สินร่ วมกนั
รายไดท้ ข่ี ้นึ อย่กู บั การผลิต การเคล่ือนไหวทางการเมอื งในสงั คม กค็ อื ระบบคอมมวิ นิสตน์ น่ั เอง โดย
มีแนวคดิ วา่ มนุษย์ทกุ คนมีความเทา่ เทยี มกนั เป็นระบบทอี่ าศยั กลไกรฐั เป็นกลไกลสาคญั ใ น การ
จดั สรรทรพั ยากรของระบบเศรษฐกจิ
2) ทนุ นยิ ม (Capitalism) หมายถึง ระบบเศรษฐกจิ ทใ่ี ช้ “ทนุ ” หรือ capitalมาเป็นเครือ่ งมอื ใน การ
สรา้ งความมงั่ คงั่ ใหเ้ กดิ ข้ึนกบั ผทู ้ เ่ี ป็นเจา้ ของทนุ ระบบทนุ นิยม (Capitalism) เรยี กอกี อยา่ งหน่ึงว่า
เศรษฐกจิ เสรีนิยม (Laissez-faire)หรือ เศรษฐกจิ แบบตลาด (Market Economy) เป็นระบบเศรษฐกจิ
ทกี่ ารจัดสรรทรพั ยากรถูกกาหนดโดยกลไกตลาด ระบบเศรษฐกจิ ทบ่ี คุ คลสามารถมีกรรมสิทธ์ิใน
ปจั จัยการผลติ ทส่ี าคญั เชน่ ทด่ี ิน ทนุ จะเนน้ เอกชน แตร่ ฐั บาลมีบทบาทนอ้ ย
87
66. ตอบ4 ทำให้เกดิ กำรบริหำรงำนแบบกระทรวง12กระทรวง
o การปฏริ ปู ระบบราชการส่วนกลางสมยั ร.5 มกี ารยกเลิกระบบจตสุ ดมภ์ในปี พ.ศ. 2431 ทม่ี กี ารปกครองแบบ
เวยี ง วงั คลงั นา และให้ตง้ั กรมตามหน้าทต่ี ามแบบอย่างประเทศตะวนั ตกรวม 12 กรม และทดลองทางานให้
เป็นเวลาเชน่ เดียวกบั ประเทศตะวนั ตกคือ ใชเ้ วลาทางาน 8.30 – 16.00 น. ใหม้ ีการรบั ส่งหนังสอื และมกี าร
บริหารงานบคุ คลเป็ นตน้ ต่อมาปี พ.ศ. 2435จึ งให้มีการขยายกรมเป็ นกระทรวง 12กระทรวงตามแบบ
ตะวนั ตกอยา่ งแน่นอน ซง่ึ เป็นการปฏริ ปู ระบบการบรหิ ารราชการสว่ นกลางข้นึ
67. ตอบ2 เกดิ ขึ้นในรัชกำลที่ 6ประเทศไทยเข้ำร่วมรบกบั ฝ่ ำยสมั พนั ธมติ ร ซึ่งต่อมำเป็ นฝ่ ำยชนะสงครำม
o เมอื่ เกดิ สงครามโลกคร้งั ที่ 1 ข้นึ ในยโุ รป พ.ศ.2457 น้นั ประเทศไทยยงั คงยึดมน่ั อยู่ในความเป็นกลาง แต่
พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยหู่ ัวไดท้ รงสงั เกตความเคล่ือนไหวของคสู่ งครามอย่างใกลช้ ิด เมื่อการ
สงครามรนุ แรงข้นึ ทรงเห็นวา่ ฝ่ายเยอรมนีเป็นฝ่ายรุกราน จึงทรงตดั สินพระทยั ประกาศสงครามกบั เยอรมนี
และออสเตรีย-ฮงั การี เมอื่ วนั ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ.2460
o เมอ่ื เสรจ็ สงคราม สมั พนั ธมิตรเป็นฝ่ายชนะ ประเทศไทยไดส้ ง่ ผแู ้ ทนเขา้ ประชมุ ณ พระราชวงั แวร์ซายด้วย
ในจานวนทหารอาสาของสยาม 1,233 นาย มที หารอาสาเสียชวี ติ 19 นาย
o ผลพลอยไดจ้ ากการเขา้ สงครามน้ี กค็ อื สญั ญาตา่ ง ๆ ทไ่ี ทยทากบั เยอรมนีและออสเตรยี -ฮงั การี ยอ่ มสิน้ สุดลง
ตง้ั แตไ่ ทยประกาศสงครามกบั ประเทศน้ัน และไทยกไ็ ดพ้ ยายามขอเจรจาขอ้ แกไ้ ขสนธิสญั ญาฉบบั เกา่ ซง่ึ ทา
ไวก้ บั องั กฤษ ฝรง่ั เศส และชาตอิ นื่ ๆ แตก่ ป็ ระสบความยากลาบากอยา่ งมาก อาศยั ทไี่ ทยไดค้ วามช่วย เหลอื
จาก ดร. ฟรานซสิ บแี ซร์ ชาวอเมรกิ า ซ่งึ เคยเป็นทป่ี รกึ ษาตา่ งประเทศจนไดร้ บั พระราชทานบรรดาศกั ด์ิ เป็น
พระยากลั ยาณไมตรี
68. ตอบ3 รำษฎรไปใช้ สิทธิเลือกต้ังผ้แู ทน
o หลัก 6 ประกำรของคณะรำษฎร์ ในสมยั การปกครอง พ.ศ. 2475 ประกอบดว้ ย
1) จะตอ้ งรกั ษาความเป็นเอกราชในทางการเมอื งในทางศาล ในทางเศรษฐกจิ ของประเทศใหม้ นั่ คง
2) จะตอ้ งรกั ษาความปลอดภยั ในประเทศใหก้ ารประทษุ รา้ ยต่อกนั ลดนอ้ ยลงให้มาก
3) จะตอ้ งบารุงความสุขสมบูรณ์ในทางเศรษฐกิจโดยรฐั บาลใหม่จะหางานให้ราษฎรทกุ คนทา จะ
วางโครงการเศรษฐกจิ แห่งชาตไิ ม่ปลอ่ ยใหร้ าษฎรอดอยาก
4) จะตอ้ งให้ราษฎรมสี ิทธเิ สมอภาคกนั
5) จะตอ้ งใหร้ าษฎรมีเสรภี าพมคี วามเป็นอิสรภาพ เมอื่ เสรภี าพน้นั ไมข่ ดั ตอ่ หลัก 4 ประการ ดงั ทีก่ ล่าว
มาแลว้
6) จะตอ้ งให้การศึกษาอยา่ งเตม็ ทแี่ กร่ าษฎร
69. ตอบ4 พ.ศ.2476เป็ นกำรเลือกต้ังทำงอ้อม
o 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 คณะราษฎร์ จดั ให้มกี ารเลอื กตง้ั ข้นึ เป็นคร้งั แรกในประเทศไทย เป็นการเลอื กต้งั
ทางออ้ ม และรวมเขต โดยให้ผูแ้ ทนท่ีได้รบั เลือกตง้ั เป็ นผูแ้ ทนตาบลในจังหวดั น้ัน ๆ เป็ นผูเ้ ลือกตง้ั
ผแู ้ ทนราษฎรประเภทท่ี 1 ตอ่ ไป การเลือกตง้ั ครง้ั น้ีมีอัตราส่วนพลเมือง 2 แสนคน ตอ่ สมาชกิ สภาผู ้แทน
ราษฎร 1 คน มสี มาชกิ สภาผแู ้ ทนประเภทท่ี 1 ไดร้ บั เลอื กตง้ั ทง้ั หมด 78 คน ปรากฏวา่ มีผมู ้ าใชส้ ิทธ์ิ สูง ถึง
78.82 %
88
70. ตอบ2 หลวงประดิษฐ์มนธู รรม
o คณะผกู ้ อ่ การปฏวิ ตั เิ ปลย่ี นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เรียกวา่ คณะราษฎร์ ประกอบดว้ ย ทหารบก
ทหารเรอื ตารวจ และพลเรือน
o ขณะทค่ี ณะราษฎร์ดาเนินการปฏวิ ตั อิ ยู่น้นั พระบาทสมเดจ็ พระปกเกลา้ เจ้าอย่หู วั เสดจ็ แปรพระราฐาน
ประทบั อยูท่ พี่ ระราชวงั ไกลกงั วล อาเภอหัวหิน จังหวดั ประจวบครี ขี นั ธ์
o หัวหน้าคณะราษฎร์ทที่ าการปฏวิ ตั ิ คอื พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์พหลโยธิน)
o ผวู ้ างแผนยดึ อานาจการปกครอง เมือ่ 24 มิถุนายน 2475 คอื พนั เอกพระยาทรงสุรเดช (เทพพนั ธมุ เสน)
o ผทู ้ ถี่ ือวา่ เป็นมนั สมองของคณะราษฎร์คอื หลวงประดษิ ฐ์มนูธรรม (นายปรีดี พนมยงค)์
71. ตอบ4 จอมพล ป.พิบลู สงครำม
o โดยจอมพล ป. พิบลู สงคราม ไดอ้ ธบิ ายคาวา่ “รัฐนยิ ม” ไวใ้ นวนั ท่ี 24 มิถุนายน 2482 ความวา่ “รฐั นิยม คอื
การปฏบิ ตั ใิ หเ้ ป็นประเพณีนิยมทด่ี ีประจาชาติ เพอื่ ให้บตุ รหลานอนุชนคนไทยเรายึดถือเป็นหลกั ปฏบิ ตั ิ รฐั
นิยมน้ีมลี กั ษณะและละมา้ ยคลา้ ยคลงึ กบั จรรยามรรยาทของอารยชนจะพึงประพฤตนิ ่ันเอง ในรฐั นิยมยงั มี
พฤตตกิ รรมเพมิ่ พเิ ศษข้นึ อีกอยา่ งหน่ึง คอื อานาจมหาชน”
o ประกาศรฐั นิยมออกมาในช่วงระหวา่ ง พ.ศ. 2482-2485 รวมทง้ั ส้ินจานวน 12 ฉบบั และไดม้ กี ารกาหนด
บทลงโทษสาหรบั ผทู ้ ไ่ี ม่ปฏบิ ตั ติ ามรฐั นิยมดว้ ย โดยใจความของรฐั นิยม 12 ฉบบั มดี งั ตอ่ ไปน้ี
1) ฉบบั ท่ี 1 เรอ่ื ง การใชช้ อ่ื ประเทศ ประชาชน และสญั ชาติ
2) ฉบบั ท่ี 2 เร่ือง การป้องกนั ภยั ทจ่ี ะบงั เกดิ แกช่ าติ
3) ฉบบั ท่ี 3 เร่อื ง การเรียกชอื่ ชาวไทย
4) ฉบบั ท่ี 4 เรื่อง การเคารพธงชาติ เพลงชาติ และเพลงสรรเสริญพระบารมี
5) ฉบบั ท่ี 5 เร่ือง ใหช้ าวไทยพยายามใชเ้ ครื่องอุปโภคบริโภคทมี่ กี าเนิดหรือทาข้ึนในประเทศไทย
6) ฉบบั ที่ 6 เรื่อง ทานองและเน้ือรอ้ งเพลงชาติ
7) ฉบบั ท่ี 7 เรอ่ื ง ชกั ชวนใหช้ าวไทยรว่ มกนั สรา้ งชาติ
8) ฉบบั ท่ี 8 เรื่อง เพลงสรรเสริญพระบารมี
9) ฉบบั ที่ 9 เรอ่ื ง ภาษาและหนงั สอื ไทยกบั หน้าทพี่ ลเมืองดี
10) ฉบบั ท่ี 10 เรือ่ งการแตง่ กายของประชาชนชาวไทย
11) ฉบบั ที่ 11 เรอ่ื ง กจิ ประจาวนั ของคนไทย
12) ฉบบั ที่ 12 เรื่อง การชว่ ยเหลอื คมุ้ ครองเดก็ คนชราหรอื คนทพุ พลภาพ
72. ตอบ1 จอมพลสฤษด์ิ ธนะรัชต์
o แผนพฒั นาเศรษฐกจิ แห่งชาติฉบบั ท่ี 1 มชี ว่ งเวลาของแผน 6 ปี โดยแยกออกเป็นชว่ ง 3 ปีแรก (2504-2506)
และชว่ ง 3 ปีหลงั (2507-2509) รฐั บาลภายใตก้ ารนาของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชน์ ซ่งึ ไดม้ ่งุ เน้นทจ่ี ะเร่งรดั การ
เจรญิ เตบิ โตทาง เศรษฐกจิ โดยการพฒั นาอุตสาหกรรม และส่งเสรมิ การลงทนุ ภาคเอกชนเป็นพิเศษ และให้
ความสาคญั ตอ่ การพฒั นาโครงสรา้ งพนื้ ฐาน เชน่ การคมนาคมขนส่ง การพลงั งาน และการชลประทานฯลฯ
เพ่อื ใหม้ สี ่วนสนบั สนุนการลงทนุ ดา้ นอตุ สาหกรรม และส่งเสรมิ คณุ ภาพชวี ติ ของประชาชนให้ดีข้นึ
73. ตอบ3 ประกำศกระทรวง
o ประกาศกระทรวง ออกโดยอาศยั อานาจตามความในมาตรา 8 แห่งพระราชบญั ญตั ริ ะเบยี บบรหิ ารราชการ
กระทรวงศึกษาธิการ พ .ศ .2546 โดยรฐั มนตรีว่ าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยคาแนะนาของ
คณะกรรมการการอุดมศึกษา ในการประช ุุ มครง้ั ท่ี 2/2551 เม่ือวนั ท่ี 7 กมุ ภาพนั ธ์ พ .ศ. 2551 จึงกาหนด
แนวทางการจัดการศึกษาหลกั สูตรควบระดบั ปริญญาตรี 2 ปริญญา ลงนามโดย รฐั มนตรีว าการ
กระทรวงศึกษาธกิ าร
89
74. ตอบ4 ปกครอง
o องคก์ รใชอ้ านาจรฐั ฝ่ายบรหิ ารน้ัน ไดแ้ ก่ “รฐั บาล” ซ่งึ มีสถานะอยู่ 2 สถานะ คอื
1) การกระทาในฐานะทเี่ ป็นรฐั บาลน้นั ไดแ้ ก่ การกระทาตา่ งๆ ทเ่ี กย่ี วกบั การกาหนดนโยบายหลกั และ
ในความสมั พนั ธก์ บั ตา่ งประเทศ
2) ในฐานะทฝ่ี ่ายปกครอง (Administration) การกระทาทางปกครองจึงไดแ้ ก่ บรรดาการกระทาของ
“ฝ่ายบรหิ าร” ในฐานะทเ่ี ป็นหัวหนา้ กระทรวง ทบวง กรม หรอื ในฐานะทเี่ ป็นผบู ้ งั คบั บญั ชาของ
ขา้ ราชการในกระทรวง ทบวง กรมตา่ งๆ และ บรรดาการกระทาทง้ั หลายของข้าราชการซ่งึ เป็ น
“เจา้ หนา้ ทฝี่ ่ายปกครอง”
75. ตอบ2 ปกครอง
o ศาลปกครองมีอานาจพิจารณาพิพากษา “คดปี กครอง” ซ่งึ ไดแ้ กค่ ดใี นลกั ษณะดงั ตอ่ ไปน้ี
1) คดีพพิ าทอนั เน่ืองมาจากการกระทาทางปกครองฝ่ ายเดียว อนั ไดแ้ ก่ การใชอ้ านาจทหี่ น่ วยงานห รือ
เจ้าหน้าทขี่ องรฐั สามารถดาเนินการไดเ้ องฝ่ายเดยี วโดยไม่จาเป็นตอ้ งให้เอกชนยินยอมเสยี กอ่ น ไมว่ า่ จะ
เป็นการออกกฎ เชน่ กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ระเบยี บขอ้ บงั คบั ตา่ งๆทม่ี ผี ลบงั คบั เป็นการท่วั ไป
หรือการออกคาสงั่ ทางปกครอง เชน่ คาสง่ั อนุญาต อนุมตั ิ คาสง่ั แตง่ ตง้ั ฯลฯ
2) คดพี ิพาทอนั เน่ืองมาจากสญั ญาทางปกครอง เชน่ สญั ญาสมั ปทาน สญั ญาทห่ี น่วยงานของรฐั จ้ างให้
เอกชนสรา้ งสะพาน สรา้ งถนน
3) มาจากการกระทาละเมดิ ทางปกครอง หรอื ความรบั ผดิ อยา่ งอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าท่ี
เชน่ ทางราชการออกคาสง่ั ปิดโรงงานและกอ่ ใหเ้ กดิ ความเสียหายแกเ่ จ้าของโรงงาน หรอื เจา้ หน้าทลี่ ะเลย
หรือตอ่ ใบอนุญาตให้ผปู ้ ระกอบการลา่ ชา้ เกนิ สมควรจนเป็นเหตใุ หผ้ ปู ้ ระกอบการไดร้ บั ความเสยี หาย
4) คดีพพิ าทอนั เน่ืองมาจากการละเลยตอ่ หนา้ ทห่ี รอื ปฏบิ ตั หิ นา้ ทลี่ า่ ชา้ เกนิ สมควร เชน่ ในเรื่องทมี่ ีกฎหมาย
กาหนดเวลาให้เจา้ หน้าทตี่ อ้ งดาเนินการใหเ้ สร็จภายใน 30 วนั หรือแมก้ ระทง่ั ในเร่ืองทก่ี ฎหมายไม่ได้
กาหนดเวลาเอาไว้ แตโ่ ดยปกตสิ ามารถดาเนินการให้เสรจ็ ในระยะเวลาหน่ึง แตป่ รากฏวา่ เจา้ หนา้ ทไี่ มไ่ ด้
ดาเนินการใดๆ จนเวลาล่วงเลยไปหลายเดอื น
5) คดพี ิพาททางปกครองอนื่ ๆ เชน่ คดที ม่ี ีกฎหมายกาหนดไวโ้ ดยเฉพาะวา่ ใหอ้ ยใู่ นเขตอานาจศาลปกครอง
หรอื ใหห้ น่วยงานทางปกครองตอ้ งฟ้องคดีตอ่ ศาลเพื่อบงั คบั บคุ คลให้กระทาหรอื ละเวน้ กระทาการอย่าง
หน่ึงอย่างใด
o ส่วน ศำลชำนำญพเิ ศษเป็นศาลชน้ั ตน้ ทใ่ี ชว้ ธิ พี จิ ารณาพเิ ศษแตกตา่ งจากศาลชน้ั ตน้ ทว่ั ไป โดยผูพ้ พิ ากษาศาล
ชานัญพเิ ศษจะเป็นผูพ้ ิพากษาทม่ี คี วามรู้ความเขา้ ใจในเร่ืองน้ัน ๆ โดยเฉพาะ ศาลในกล่มุ น้ี เชน่ ศาลเยาวชน
และครอบครัว ศาลแรงงาน ศาลภาษีอากร ศาลลม้ ละลาย และศาลทรพั ยส์ ินทางปญั ญาและการคา้ ระห ว่าง
ประเทศ มบี คุ คลภายนอกทม่ี ิใชผ่ พู ้ พิ ากษาแตม่ ีความรแู้ ละความเขา้ ใจในเรือ่ งดงั กล่าว ซ่ึงไดร้ บั การแตง่ ตง้ั
เป็นผพู ้ ิพากษาสมทบเขา้ มาร่วมพจิ ารณาและพพิ ากษาคดีดว้ ย และสามารถอทุ ธรณไ์ ด้ แตต่ อ้ งอุทธรณ์ต่อศาล
ฎกี า เพราะเป็นคดีทพ่ี ิเศษไปจากคดที วั่ ไป
76. ตอบ1 วธิ บี ญั ญตั ิ
o กฎหมำยวธิ ีสบญั ญตั ิ หมายถึง กฎหมายทบ่ี ญั ญตั ถิ งึ กระบวนการในการยุตขิ อ้ พิพาททเี่ กดิ ข้ึนตามกฎหม าย
สารบญั ญตั ิ ซง่ึ ไดแ้ ก่ ประมวลกฎหมายวธิ พี ิจารณาความแพง่ ประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความอาญา เป็น
ตน้
90
77. ตอบ3 ข้อบงั คบั บริษทั มหำชนจำกดั
o กฎหมำยมหำชน ใชบ้ งั คบั กบั นิตสิ มั พนั ธ์ทกี่ อ่ ข้ึนระหวา่ งรฐั กบั เอกชน หรอื ระหวา่ งหน่วยงานของรฐั ดว้ ยกนั
เองรฐั สามารถออกคาสงั่ อนุญาตหรือไมอ่ นุญาตได้ และถา้ มกี ารฝ่าฝืน รฐั สามารถบงั คบั ให้เอกชนปฏบิ ตั ิตาม
ไดท้ นั ทโี ดยไม่ตอ้ งไปฟ้ องศาล ทง้ั น้ี เพราะเป็นการทาเพอ่ื ประโยชน์ สาธารณะในฐานะผูป้ กครอง เชน่
ตารวจจราจรให้สญั ญาณหยดุ รถ ถา้ รถไม่หยดุ เพราะไม่สมคั รใจจะหยุด ตารวจจราจรสามารถปรับคนขับรถ
ได้
o สว่ น กฎหมำยเอกชน ใชบ้ งั คบั กบั นิตสิ มั พนั ธท์ ก่ี อ่ ข้ึนระหวา่ งเอกชนดว้ ยกนั เทา่ น้ัน ทม่ี งุ่ ถึงผลประโยชน์ของ
ตน ไม่วา่ จะเป็นทรพั ยส์ นิ เงินทอง ชอื่ เสียง เกยี รตยิ ศของบคุ คลน้นั ๆ เองเป็นหลกั ยึดถือหลกั ความเสมอภาค
และเทา่ เทยี มกนั หากฝ่ายใดขดั ขนื ตอ้ งนาคดขี ้ึนสู่ศาล เพราะตา่ งฝ่ายตา่ งเสมอภาคกนั ตอ้ งให้ศาลทาหน้าที่
เป็นคนกลางเขา้ มาตดั สิน
78. ตอบ2 ควำมผิดที่ยอมควำมกนั ไม่ได้
o คดคี วำมผดิ อำญำต่อแผ่นดิน หมายความวา่ คดีความผดิ ทก่ี ระทบตอ่ สงั คมสว่ นรวม ถือวา่ รฐั เป็นผเู ้ สียหาย
ดงั น้นั ผูท้ ไ่ี ดร้ บั ผลเสียหายจากความผิดอาญาดงั กลา่ ว ไมอ่ าจทจี่ ะเขา้ ไปดาเนินคดเี องได้ หรือแมจ้ ะไม่ตดิ ใจ
เอาความ คดีกย็ งั ไม่ยุติ ตอ้ งดาเนินคดฟี ้องรอ้ งผกู ้ ระทาผดิ จนถงึ ทสี่ ดุ
ตวั อย่างเชน่ ความผดิ ฐานทารา้ ยรา่ งกาย หรอื ความผดิ ฐานขบั รถยนตโ์ ดยประมาท เป็นเหตใุ หผ้ อู ้ น่ื
ไดร้ บั อันตรายสาหัสหรือตาย แม้ภายหลังเกดิ เหตผุ ูเ้ สียหายจะไม่ตดิ ใจดาเนินคดีกบั ผูก้ ระทา
ความผดิ ตอ่ ไปแลว้ จะเนื่องดว้ ยไดร้ บั การชดใชค้ า่ เสยี หายหรอื สงสารก็ตาม คดคี วามกย็ งั ไม่ยตุ ิ รฐั
ยงั ตอ้ งดาเนินคดีกบั ผกู ้ ระทาความผดิ ตอ่ ไปจนถงึ ทสี่ ุด เพราะวา่ คดีดงั กล่าวเป็นคดคี วามผดิ อาญาตอ่
แผน่ ดิน
สว่ นศาลจะลงโทษมากนอ้ ยเพียงใดน้นั กแ็ ลว้ แตพ่ ฤตกิ ารณข์ องคดแี ตล่ ะคดีๆ ไป ซ่งึ การทผี่ เู ้ สียหาย
ไดร้ บั การชดใชค้ า่ เสียหายและไม่ติดใจดาเนินคดีต่อไป ศาลกอ็ าจใชด้ ุลพนิ ิจในการลงโทษสถาน
เบา หรือรอการลงโทษให้แกจ่ าเลย
o คดคี วำมผดิ ยอมควำมได้ หมายความวา่ คดีความผดิ ท่ผี เู ้ สียหายไดร้ ับความเดือดรอ้ นหรอื เสียหายโดยตรง
สงั คมไมไ่ ดร้ บั ผลกระทบหรือเดือดรอ้ นจากการกระทาผิดน้ันดว้ ย ดงั น้นั ผูเ้ สยี หายจึงมีสทิ ธ์ิเขา้ ดาเนินคดีได้
เอง หรอื มอบให้รฐั ดาเนินคดแี ทนกไ็ ด้ และมีสิทธ์ยิ ตุ คิ ดีเม่อื ใดกไ็ ด้ ไม่วา่ จะดว้ ยการถอนคารอ้ งทกุ ข์ ถอนฟ้อง
หรือตกลงประนีประนอมยอมความกต็ าม
ตวั อย่างเชน่ ความผดิ ฐานหมิ่นประมาท ความผดิ ฐานยกั ยอก ความผดิ ฐานฉอ้ โกง หรอื โกงเจา้ หน้ี
ผเู ้ สยี หายมีสิทธทิ จ่ี ะฟ้องรอ้ งคดเี อง หรอื รอ้ งทกุ ขต์ อ่ เจ้าพนกั งานตารวจใหด้ าเนินคดีแกผ่ กู ้ ระ ทาผดิ
กไ็ ด้ และไมว่ า่ คดจี ะดาเนินไปแล้วเพียงใด หากผเู ้ สยี หายตอ้ งการยุตคิ ดีเนื่องจากได้รบั การชดใ ช้
คา่ เสยี หายหรือสงสาร กส็ ามารถทาไดต้ ลอดเวลาจนกวา่ คดีจะถึงทสี่ ุด
ผเู ้ สยี หายทจ่ี ะตอ้ งรบี รอ้ งทกุ ข์กลา่ วโทษภายในกาหนด 3 เดือน นบั แตว่ นั ทร่ี เู้ รื่องความผดิ และรตู้ วั
ผกู ้ ระทาความผดิ มิฉะน้นั ถือวา่ ขาดอายคุ วาม ไมส่ ามารถดาเนินคดีแกผ่ ูก้ ระทาผดิ ได้
79. ตอบ3 อัยกำร
o อยั การ หมายถึง เจ้าหนา้ ทผ่ี เู ้ ป็นทนายแผน่ ดนิ เป็นผวู ้ นิ ิจฉยั วา่ พยานหลกั ฐานจากการสอบสวนพียงพอทจ่ี ะสง่ั
ฟ้องหรือสง่ั ไม่ฟ้อง และ อยั การยงั มหี นา้ ทใ่ี นการมสี ว่ นรว่ มสอบสวนคดีทผี่ ูต้ อ้ งหาหรือผเู ้ สยี หายหรือพยาน
เป็นเด็กอายุไม่เกนิ 18 ปี ซง่ึ อยั การจะเขา้ ไปมสี ว่ นในการอานวยความยตุ ิธรรมตง้ั แตใ่ นชน้ั สอบสวน โดยจะ
เขา้ สอบปากคาผตู ้ อ้ งหา สอบปากคาพยาน ผูเ้ สียหายและการใหพ้ ยานเดก็ ทาการช้ีตวั ผูต้ อ้ งหาด้วย ทง้ั น้ีเพื่อ
คมุ้ ครองให้เยาวชนผูน้ ้ันไดร้ บั การปฏบิ ตั ทิ เ่ี หมาะสมแกว่ ยั
91
80. ตอบ1 ลขิ สิทธ์ิ
o ลิขสิทธิ์ หมายถงึ สิทธิแตเ่ พยี งผเู ้ ดยี วทจี่ ะกระทาการใด ๆ เกยี่ วกบั งานทผี่ ูส้ ร้างสรรคไ์ ด้รเิ ร่ิมโดยการใ ช้
สตปิ ญั ญาความรู้ ความสามารถ และความวริ ิยะอุตสาหะของตนเองในการสรา้ งสรรค์ โดยไม่ลอกเลยี นงาน
ของผอู ้ ่ืน โดยงานทสี่ รา้ งสรรค์ตอ้ งเป็นงานตามประเภททก่ี ฎหมายลิขสิทธ์ใิ ห้คุม้ ครอง โดยผสู ้ รา้ งสรรค์จะ
ไดร้ บั ความคมุ้ ครองทนั ทที สี่ รา้ งสรรคโ์ ดยไม่ตอ้ งจดทะเบยี น
กฎหมายลขิ สทิ ธ์ใิ ห้ความคมุ้ ครองแกง่ านสรา้ งสรรค์ 9 ประเภทตามทก่ี ฎหมายกาหนด ไดแ้ ก่ งาน
วรรณกรรม ( หนังสือ จลุ สาร ส่ิงพิมพ์ คาปราศรยั โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ฯลฯ ) งานนาฏกรรม
( ทา่ รา ทา่ เตน้ ฯลฯ ) งานศิลปกรรม ( จิตรกรรม ประตมิ ากรรม ภาพพิมพ์ ภาพถา่ ย ศลิ ปประยุกต์
ฯลฯ ) งานดนตรกี รรม ( ทานอง ทานองและเน้ือรอ้ ง ฯลฯ ) งานส่ิงบนั ทกึ เสยี ง ( เทป ซดี ี ) งาน
โสตทศั นวสั ดุ ( วซี ดี ี ดวี ดี ี ทมี่ ีภาพหรอื มที ง้ั ภาพและเสียง ) งานภาพยนตร์ งานแพร่เสยี งแพรภ่ าพ
งานอ่นื ใดในแผนกวรรณคดี วทิ ยาศาสตร์ หรอื ศิลปะ
o สิ ทธิบัตร หมายถึง หนังสือสาคญั ทรี่ ัฐออกใหเ้ พื่อคมุ้ ครองการประดิษฐ์ ( Invention) หรือการออกแบบ
ผลิตภณั ฑ์ (Product Design) เชน่ กลไกของเคร่อื งยนต์ ยารกั ษาโรค วธิ กี ารในการเกบ็ รกั ษาพชื ผกั ผลไมไ้ ม่ให้
เน่าเสยี เรว็ เกนิ ไป
o เครื่ องหมำยกำรค้ำ หมายถงึ เคร่ืองหมายหรอื สญั ลกั ษณ์หรือตราทใ่ี ชก้ บั สินคา้ หรือบริการ เชน่ เชน่ บรีส
มาม่า กระทงิ แดง เป็นตน้ เคร่อื งหมายของสายการบนิ ธนาคาร เชลลช์ วนชมิ แมช่ อ้ ยนางรา ตราชา้ งของ
บริษทั ปนู ซเิ มนตไ์ ทย
81. ตอบ2 ดอกเบยี้ เงนิ ฝำกธนำคำรทีเ่ กดิ ข้นึ ในระหว่ำงสมรสย่อมเป็ นสนิ สมรส
o สินส่ วนตวั คอื ทรพั ยส์ ินทฝ่ี ่ายใดฝ่ายหน่ึงมีอยูก่ อ่ นสมรส ไดแ้ ก่
1) ทรพั ยส์ นิ ทเ่ี ป็นของหมน้ั (เป็นสนิ สว่ นตวั หญงิ เสมอ)
2) ทรพั ยส์ นิ ทเี่ ป็นเคร่ืองใชส้ อยส่วนตวั เคร่ืองแตง่ ตวั หรือเคร่อื งประดับตามฐานะทเี่ ป็นอยู่ หรอื
เคร่อื งมอื เครื่องใชใ้ นการประกอบอาชพี ของคฝู่ ่ายสมรสฝ่ ายใดฝ่ายหน่ึง (ไมส่ นวา่ จะไดม้ ากอ่ นหรอื
หลงั สมรส จะเป็นสนิ สว่ นตวั เสมอ)
3) ทรพั ยส์ นิ ทฝี่ ่ายใดฝ่ายหน่ึงไดม้ าในระหวา่ งทสี่ มรสกนั โดยการรบั มรดก หรือโดยการให้ดว้ ยเสน่หา
o สินสมรส คอื ทรพั ย์สนิ ทไ่ี ดม้ าในระหวา่ งสมรส ไดแ้ ก่
1) ทรพั ยส์ ินทฝี่ ่ายใดฝ่ายหน่ึงไดม้ าในระหวา่ งสมรส โดยทางพนิ ัยกรรมหรือหนังสือยกใหซ้ ง่ึ ระบไุ ว้
วา่ ใหเ้ ป็นสนิ สมรส
2) ทรพั ย์สินทเ่ี ป็นดอกผลของสนิ ส่วนตวั เชน่ ดอกเบย้ี คา่ เชา่ เงินปันผลกาไรอนั เกดิ จากสินสว่ นตวั
หรอื ผลไมจ้ ากตน้ ไม้ หรอื ลกู ของสตั วซ์ ง่ึ เป็นสนิ สว่ นตวั
82. ตอบ1 เสียเบย้ี ปรับ
o สภำพบงั คบั ในทำงแพ่ง มี 4ประการ ไดแ้ ก่ โมฆะกรรม โมฆยี กรรม การบงั คบั ชาระหน้ี และการใชค้ า่ เสียหาย
สว่ นคาวา่ เบย้ี ปรบั เป็นมาตรการลงโทษทางแพ่ง ใชก้ รณีทผี่ ดิ ชาระหน้ี หรอื กบั ผมู ้ เี งนิ ไดห้ รือผปู ้ ระกอบการ
ทเ่ี สยี ภาษไี ม่ถกู ตอ้ งตามประมวลรัษฎากรหรือละเลยไม่ดาเนินการตามหลกั เกณฑ์ทเี่ ป็นเครื่องมือใน การ
ควบคมุ การเสียภาษี
o โทษทำงอำญำ ซง่ึ กฎหมายไดบ้ ญั ญตั ไิ วส้ าหรับความผดิ ซง่ึ โทษดงั กลา่ วมีอยู่ 5 สถานดว้ ยกนั คอื ประหาร
ชวี ติ จาคกุ กกั ขงั ปรบั และรบิ ทรพั ย์สิน
o ทัณฑ์บน เป็นการกระทาผดิ วนิ ยั ไม่รา้ ยแรงและมีเหตอุ นั ควรงดโทษ เน่ืองจากไม่เคยทาความผดิ มากอ่ นและ
ยอมรบั ความผดิ ทไ่ี ดก้ ระทาและจะปรับปรงุ ตนเองใหด้ ขี ้นึ ผบู ้ งั คบั บญั ชาจึงไดก้ รุณางดโทษให้โดยทาทณั ฑ์
บนเป็นหนงั สือ
92
83. ตอบ4 แดงยอมรับว่ำตนเป็ นหนม้ี ว่ งโดยลงลำยมือชื่อในเอกสำรไว้เป็ นหลกั ฐำน
o นติ ิกรรม คอื การใดๆ อนั ทาลงโดยชอบดว้ ยกฎหมายและดว้ ยใจสมคั ร ม่งุ โดยตรงตอ่ การผกู นิ ตสิ มั พนั ธ์ข้ึน
ระหวา่ งบคุ คลเพือ่ จะกอ่ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงบั ซ่งึ สิทธิ เชน่ สญั ญาซอื้ ขาย สญั ญากเู้ งิน สญั ญา
จา้ งแรงงาน สญั ญาให้ และพินัยกรรม
84. ตอบ1 บนั ทกึ ประจำวนั
o การรอ้ งทกุ ข์กบั เจ้าพนักงานตารวจ เพอื่ ทจี่ ะให้เจา้ พนักงานตารวจออกหมายเรยี กตวั ผตู ้ อ้ งหาเพอื่ มาสอบ
ขอ้ เทจ็ จริงเพิ่มเตมิ เพ่อื ประกอบการวนิ ิจฉยั และให้เจ้าพนักงานตารวจจดบนั ทึกเหตแุ ห่งการดงั กล่าวไวใ้ น
บนั ทกึ ประจาวนั ของเจา้ พนกั งานตารวจ และใหผ้ กู ้ ลู้ งลายมอื ชื่อในใบบนั ทกึ ประจาวนั ของพนกั งานตารวจ
น้นั หากผูก้ ลู้ งลายมือชอ่ื ในใบบนั ทกึ ประจาวนั แล้ว ทา่ นสามารถทจ่ี ะนาใบบนั ทกึ ประจาวนั น้ันมาใ ชเ้ ป็ น
หลกั ฐานในการฟ้องรอ้ งบงั คบั คดีได้
85. ตอบ3 ขำยฝำก
o การขายฝาก หมายถึง สญั ญาซอ้ื ขายซง่ึ กรรมสทิ ธ์ใิ นทรพั ยส์ ินตกไปยงั ผซู ้ อื้ โดยมีขอ้ ตกลงกนั วา่ ผขู ้ ายอาจไถ่
ทรพั ย์น้ันคนื ได้ภายในเวลาทกี่ าหนดไวใ้ นสัญญา หรือมิฉะน้ันในกาหนดเวลาตามกฎหมาย คอื ถ้าเป็น
อสงั หาริมทรพั ย์ เชน่ บา้ น ทดี่ นิ ต้องไถ่ ภำยใน 10 ปี นบั แต่เวลำที่มกี ำรซ้ือขำย แตถ่ า้ เป็นสงั หาริมทรพั ย์ ตอ้ ง
ไถ่ ภำยใน 3 ปี นบั แต่ซื้อขำย หากเกนิ กาหนดเวลาน้ีแลว้ กฎหมายถือวา่ กรรมสทิ ธ์ใิ นทรพั ย์สินทซ่ี อ้ื ขายฝากกนั
ตกเป็นของผรู ้ บั ซอื้ ฝากทนั ที ผรู ้ บั ซอื้ ฝากอาจจะนาทรพั ยส์ นิ ไปทาอยา่ งใดกไ็ ด้ ใครๆ กไ็ ม่มสี ทิ ธิหา้ ม
86. ตอบ2 จำนอง
o กำรจำนอง คอื การทบี่ คุ คลคนหน่ึงเรียกวา่ “ผจู ้ านอง” เอา อสังหำริมทรัพย์ของตน เชน่ ทด่ี ินหรอื ทรพั ย์ที่
กฎหมายอนุ ญาตให้จานองได้ ไปจดทะเบียนไวก้ บั บุคคลอีกคนหน่ึ งเรียกว่า “ผูร้ ับจานอง” เพือ่ เป็น
หลกั ประกนั ในการชาระหน้ี ทง้ั น้ีโดยผจู ้ านองไม่ตอ้ ง สง่ มอบทด่ี ินหรือทรพั ย์สนิ ดงั กล่าวน้ันใหแ้ ก่ผู ้รับ
จานอง
87. ตอบ1 สุกร
o การนาสุกรไปประกนั การชาระหน้ีน้นั ไมค่ วรใช้ เพราะเป็นสงิ่ ทไี่ มค่ วรนาไปส่งมอบ
88. ตอบ2 กำหนดจำกปริมำณกำรเสนอซื้อและขำยในตลำด
o กลไกราคา หมายถงึ ภาวการณ์เปลยี่ นแปลงในระดบั ราคาสินคา้ และบรกิ ารอนั เกิดจากแรงผลักดันข อง
อปุ สงคแ์ ละอปุ ทาน กลไกราคาจะพบไดใ้ นทกุ ตลาด ยกเว้นตลำดแบบผูกขำด เพราะกลไกราคาจะเกิดได้
เฉพาะตลาดทม่ี ีการดาเนินกจิ กรรมทางเศรษฐกจิ ในลกั ษณะของตลาดเสรีหรือประเทศทใ่ี ชร้ ะบบเศรษฐกจิ
แบบทนุ นิยมหรอื เสรีนิยม หรือระบบเศรษฐกจิ แบบผสมเทา่ น้ัน
89. ตอบ2 ส้ มรับจัดบริกำรอำหำรนอกสถำนท่ีและได้รบั รำยได้จำกกำรคิดค่ำอำหำรต่อคน
o ผลตอบแทนของปจั จัยการผลิตทเ่ี จ้าของปัจจยั การผลิตจะไดร้ บั จากการถอื ครองปจั จยั การผลิต ซ่งึ จะไดม้ าก
หรอื น้อยเพียงใดกข็ ้ึนอย่กู บั ความตอ้ งการใชแ้ ละปริมาณของปจั จยั การผลิตน้ันๆทม่ี ีอยู่ในตลาด ดงั น้ี
1) ผทู ้ ถี่ ือครองทด่ี ินและให้ผอู ้ ืน่ เชา่ จะไดผ้ ลตอบแทนอยใู่ นรูปของ ค่ำเช่ ำ (rent)
2) แรงงาน จะไดร้ บั ผลตอบแทนอยใู่ นรูปของ ค่ำจ้ำงหรื อเงนิ เดือน (wage or salary)
3) ทนุ ผเู ้ ป็นเจา้ ของทนุ จะไดร้ บั ผลตอบแทนอยใู่ นรปู ของ ดอกเบยี้ (interest)
4) ผปู ้ ระกอบการ จะไดร้ บั ผลตอบแทนอย่ใู นรปู ของ กำไร (profit)
93
90. ตอบ3 กำรเปลยี่ นแปลงระดบั รำคำสนิ คำ้ หมวดอำหำรต่อมำตรฐำนกำรครองชพี
o เศรษฐศำสตร์ มหภำค (Macroeconomic)เป็นวชิ าทวี่ า่ ดว้ ยเรือ่ งราวหรอื พฤตกิ รรมทางเศรษฐกจิ ในระดบั กวา้ ง
ซง่ึ เป็นเรื่องราวของเศรษฐกจิ ในระดับส่วนรวมของประเทศ ของภมู ิภาค จนถงึ ระดบั โลก เชน่ การศึกษา
เกย่ี วกบั ผลผลติ โดยรวมของประเทศ หรอื รายไดป้ ระชาชาติ การจ้างงาน ระดบั ราคา พฤตกิ รรมการใชจ้ ่ าย
อปุ โภคบริโภคของครวั เรือน การนาเขา้ ส่งออก ดลุ การคา้ เป็นตน้
91. ตอบ2 ถ้ ำอุปสงค์สำหรับแรงงำนมมี ำกกว่ำอปุ ทำนของแรงงำน ค่ำจ้ำงแรงงำนจะอย่ใู นระดบั สูง
o อตั ราคา่ จ้างดุลยภาพของแรงงานจะถูกกาหนดจากระดบั ทีอ่ ุปสง คเ์ ทา่ กบั อุปทานของแรงงาน ถา้ กาหนด
คา่ จา้ งสูงกวา่ ดลุ ยภาพ จะเกดิ ปัญหาอุปทานมากกวา่ อปุ สงคข์ องแรงงาน หรอื เกดิ อุปทานแรงงานสว่ นเกนิ
(เกดิ การวา่ งงาน) แต่ถ้ ำกำหนดค่ำจ้ำงต่ำกว่ำดลุ ยภำพ จะเกดิ ปญั หำอุปสงค์มำกกว่ำอุปทำนของแรงงำน หรือ
เกดิ อปุ สงค์แรงงำนส่วนเกนิ (ขำดแคลนแรงงำน)และจะทำให้รำคำค่ำแรงพงุ่ สงู ข้นึ
o ขอ้ 1 ผดิ เพราะ ปัญหาการขาดแคลนแรงงานส่วนหน่ึงน้นั เกดิ จากการผลิตกาลงั คนแบบไรท้ ิศทาง และไม่
สอดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการของตลาดแรงงาน จึงทาให้มีผเู ้ รียนจบในทกุ ระดบั การศกึ ษากระจกุ ตวั อยใู่ นบาง
สาขาแตข่ าดแคลนในหลายสาขา
92. ตอบ2 ผู้ผลติ B
o ความมีประสทิ ธิภาพทางเศรษฐกจิ หมายถงึ การใชท้ รพั ยากรทมี่ อี ยู่อยา่ งจากดั ไดแ้ ก่ ทดี่ นิ แรงงาน ทนุ มาทา
การผลติ โดยไดร้ บั ผลผลติ สงู สุด เพอ่ื มุ่งแสวงหากาไรสูงสดุ
93. ตอบ2 รัฐบำลไทย ส่ งเงินไปช่ วยบรรเทำทุกข์ในประเทศแอฟริกำใต้
o จีดีพหี รือผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product-GDP) หมายถึง ผลรวมสุดทา้ ยท้งั ห มด
ของสินคา้ และบริการทผ่ี ลิตข้ึนภายในประเทศ และเป็นตวั วดั กจิ กรรมทางเศรษฐกจิ ทง้ั หมดทสี่ าคญั ทส่ี ุดของ
เศรษฐกจิ ระบบตลาด ผลรวมของจีดีพจี ะเป็นตวั บง่ ชใ้ี ห้แกน่ กั เศรษฐศาสตร์และนักลงทนุ ให้เห็นการพัฒนา
ทางเศรษฐกจิ และสาหรบั รฐั บาลเกือบทกุ ประเทศทว่ั โลกไดถ้ อื อัตราการเตบิ โตของจี ดพี ีเป็นเป้าหมายการ
บริหารแผน่ ดิน และตวั ช้วี ดั ความมงั่ คง่ั อย่างยงั่ ยนื ของประเทศ
o การคานวณคา่ GDP จะคานวณเฉพาะมลู คา่ ของสนิ คา้ และบริการขน้ั สุดทา้ ย เนื่องจากถา้ ใชม้ ลู คา่ สินคา้ ข้นั
กลางจะเกดิ ปญั หาการนับซ้า (double counting) ซง่ึ จะทาใหไ้ ดค้ า่ สงู กวา่ ความเป็นจรงิ
o สินคา้ และบริการบางชนิดที่ผผู ้ ลติ เป็นผูบ้ ริโภคเอง และไมไ่ ดผ้ า่ นระบบตลาด จะไม่นามาคานวณหามูลค่า
ของผลิตภณั ฑเ์ หลา่ น้ัน
o GDP ของปีจะตอ้ งเป็นผลิตภณั ฑใ์ หม่ทผ่ี ลิตข้ึนในรอบปีน้นั เท่าน้นั โดยไม่นับรวมมลู คา่ ผลติ ภณั ฑ์ทไี่ ด้ผ่าน
การซอ้ื ขายมาแลว้
o ไมไ่ ดร้ วมการซอ้ื ขายทไ่ี มม่ ีการซื้อขายผ่านตลาด รวมทง้ั กจิ กรรมทางเศรษฐกจิ ทผี่ ิดกฎหมาย เชน่ การคา้ ยา
เสพตดิ หรือการพนัน
o ไม่นับรายการทางการเงนิ และการโอนเงนิ เชน่ การซอื้ ขายหุน้ นา้ โอนเงินให้หลาน บริจาค เพราะไมเ่ ป็นการ
ผลติ
94. ตอบ1 ได้รับประโยชนจ์ ำกกำรค้ำทเ่ี กดิ ขึ้น ไม่ว่ำประเทศ A จะค้ำขำยกบั ประเทศใด
o การคา้ ระหวา่ งประเทศ หมายถึง การซอ้ื ขายสนิ คา้ และบริการระหวา่ งประเทศ ประเทศทที่ าการซอื้ ขายสินคา้
ระหวา่ งกนั เรยี กวา่ "ประเทศคคู่ า้ " สินคา้ ทแี่ ตล่ ะประเทศซอ้ื เรยี กวา่ "สินค้ำเข้ำ" imports และสนิ คา้ ทแี่ ตล่ ะ
ประเทศขายไปเรยี กวา่ "สินค้ำออก" exports
o ประเทศทซี่ อ้ื สินคา้ จากตา่ งประเทศ เรยี กวา่ "ประเทศผนู ้ าเขา้ " สว่ นประเทศทข่ี ายสนิ คา้ ให้ต่างประเ ทศ
เรียกวา่ “ประเทศผสู ้ ง่ ออก”
94
o โดยทว่ั ไปแล้ว แตล่ ะประเทศจะมีฐานะเป็นท้งั ประเทศผนู ้ าสินคา้ เขา้ และประเทศผูส้ ่งสินคา้ ออกในเวลา
เดยี วกนั เพราะประเทศตา่ งๆ มกี ารผลติ สนิ คา้ แตกตา่ งกนั
o ไมม่ ปี ระเทศใดในโลก สามารถผลิตสินคา้ และบริการทุกอยา่ งได้ครบและเพียงพอกบั ความตอ้ งการข อง
ผบู ้ รโิ ภคภายในประเทศ
95. ตอบ1 ระบบเศรษฐกจิ จะมปี ระสิทธภิ ำพมำกขน้ึ เพรำะมคี นยำกจนลดลง
o รฐั บาลมีมาตรการตา่ งๆ เพื่อการกระตนุ้ เศรษฐกจิ ในระยะส้นั 3 เดอื นโดยจะเนน้ กลุม่ เป้าหมายเพอ่ื
1) กอ่ ให้เกดิ การจ้างงาน และ
2) เพมิ่ รายไดใ้ หแ้ กก่ ลุ่มผมู ้ รี ายไดน้ อ้ ย
o โดยเฉพาะเงนิ โอนใหแ้ ก่ชาวนาไร่ละ 1,000 บาท แตไ่ ม่เกนิ 15,000 บาทตอ่ ครวั เรือนนอกจากน้ียงั มี การ
กระตนุ้ เศรษฐกจิ ผา่ นกลไกนโยบายการคลงั ทจี่ ะเน้นการเร่งรดั เบกิ จ่ายงบประมาณ
o เร่งการปล่อยสินเชอื่ ของสถาบนั การเงนิ เฉพาะกจิ โดยเฉพาะที่ คสช.ไดเ้ คยอนุมตั ใิ หด้ าเนินการเพือ่
สนับสนุนกล่มุ ธรุ กจิ SMEs และการพิจารณาการใชง้ บประมาณ ทเี่ หลอื ในอดตี เชน่ งบฯไทยเขม้ แขง็ ทยี่ งั
ไมไ่ ดใ้ ชอ้ กี 15,000 ลา้ นบาท เพ่ือใชใ้ นโครงการทอี่ ย่ใู นความตอ้ งการของประชาชน เชน่ การซอ่ มแซมอาคาร
เรยี น สถานีอนามยั ซอ่ มสรา้ งสาธารณปู โภคและถนน เป็นตน้
96. ตอบ4 รัฐจะให้ควำมช่ วยเหลือผ้มู รี ำยได้นอ้ ย โดยจะโอนเงนิ ให้ผมู้ รี ำยได้ต่ำกว่ำเส้ นควำมยำกจนทกุ คน
o การจ่ายเงินชว่ ยเหลือคนจนในรูปแบบของภาษี โดยใชช้ อ่ื ผลการศกึ ษาวา่ “เงนิ โอน แกจ้ น คนขยนั ” มชี อ่ื
ภาษาองั กฤษวา่ Negative Income Tax : NIT
97. ตอบ4 ไม่สำมำรถตดั สินได้ว่ำมกี ำรเปลี่ยนแปลงของมำตรฐำนกำรครองชีพเพรำะต้องเปรียบเทยี บอตั รำ
กำรเพิม่ ข้ึนของระดับรำคำสินค้ำโดยทวั่ ไปกบั ระดบั รำยได้ โดยใช้ ข้อมลู ตวั เลขท่ชี ัดเจน
o กำรวดั มำตรฐำนกำรครองชีพ โดยปกตวิ ดั จากรายได้ รายจ่ายของครวั เรือน การพจิ ารณาสภาพความยากจน
ในปัจจุบนั นิยมคานวณมาจากคา่ ใชจ้ ่ายพืน้ ฐานของครอบครวั
98. ตอบ2 มี 2 ข้อ
o เปา้ หมายเพ่อื สรา้ งการเจริญเตบิ โต ไดแ้ ก่ การเพ่มิ สดั ส่วนของ GDP โดยมุง่ เนน้ ในดา้ นการให้บริโภ คของ
ภาคเอกชน เพราะเป็ นภาคทม่ี ีสดั ส่วนมากทีส่ ุดใน GDP และการส่งเสริมการคา้ กบั ประเทศเพื่อนบา้ น
ใกลเ้ คยี ง เพราะมีความคลา้ ยคลงึ กนั ทง้ั ในดา้ นสภาพ เศรษฐกจิ สงั คม และวฒั นธรรม ซ่งึ การกระตนุ้ ให้เกดิ
การใชจ้ ่ายและการลงทนุ ของภาคเอกชน ส่งผลให้อปุ สงคภ์ ายในประเทศปรบั ตวั ดขี ้นึ และกลบั มาเป็นแรง
ขบั เคลอ่ื นเศรษฐกจิ ทส่ี าคญั
99. ตอบ4 สำนกั งำนคณะกรรมกำรพฒั นำเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชำติ
o สานักงานฯ มหี น้าทแ่ี ละภารกจิ หลกั ทสี่ าคญั คอื การจัดทาแผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติ เพ่ือใชเ้ ป็น
กรอบและแนวทางในการพฒั นาประเทศในแตล่ ะชว่ งระยะเวลา 5 ปี (แผนฯ แรก ใช้ 6 ปี)
100. ตอบ3 นโยบำยกำรคลงั ในภำวะท่ีเศรษฐกจิ ตกตำ่
o นโยบายการคลงั กบั การแกป้ ัญหาภาวะเงนิ ฝืด (ภาวะเศรษฐกจิ ตกตา่ ) รฐั บาลใชน้ โยบายการคลงั แบบขยายตวั
เพอ่ื แกป้ ัญหาภาวะเงนิ ฝืด โดยการเพ่มิ รายจ่ายของรฐั บาลและลดอตั ราภาษี เพือ่ เพ่มิ ปริมาณเงนิ หมนุ เวยี นใน
ระบบเศรษฐกจิ เพิม่ ความตอ้ งการบริโภคของประชาชน เพิ่มการลงทนุ เพม่ิ การจา้ งงานและผลผลิต ทาให้
ประชาชนมีรายไดเ้ พ่มิ ข้ึน นโยบายน้ีรฐั บาลตอ้ งใชง้ บประมาณแบบขาดดุล คอื ตอ้ งทาใหร้ ายจ่ายสูง กว่า
รายได้
95
ข้อสอบแบบปรนัย 5 ตวั เลือก เลอื ก 1 คำตอบทถ่ี กู ต้องทสี่ ุด จำนวน 50 ข้อ
1. การกระทาใดถอื ว่าเป็นการปฏิบตั ติ ามอดุ มการณ์ของพระพุทธศาสนา
1. มคี วามอดทนบากบนั่ ทางานอย่างไมย่ อ่ ทอ้
2. ฝึกสมาธิก่อนนอนทกุ วนั เพื่อชาระจติ ใจใหบ้ ริสุทธ์ิ
3. รบั ประทานอาหารทุกม้อื แตพ่ อประมาณไม่มากไม่นอ้ ยเกินไป
4. ตดั สินใจลดละเลิกการด่มื สุราสุรายาเสพตดิ ชนิด
5. ต้งั ใจไมพ่ ูดจาหยาบคายและไม่กลา่ วร้ายตอ่ บุคคลอน่ื
2. นายแดงไปโรงเรียนสายทุกวนั ไม่เคยทาการบา้ น และมกั จะก่อเร่ืองทะเลาะวิวาทในโรงเรียนเป็นประจาแสดงว่านาย
แดงบกพร่องกระบวนการศกึ ษาดา้ นใด
1. อธสิ ีลสิกขา
2. อธจิ ติ ตสิกขา
3. อธิปัญญาสิกขา
4. สีลสามญั ญตา
5. สมั มาอาชีวะ
3. หลงั จากส่งพระสาวกไปประกาศพระพุทธศาสนาคร้ังแรก พระพุทธเจา้ ไดเ้ สด็จไปแสดงธรรมโปรดพระเจา้ พิมพิสารท่ี
เมอื งราชณคฤห์ เหตกุ ารณน์ ้ีจดั เป็นพุทธจริยาขอ้ ใด
1. พุทธตั ถจริยา
2. ญาตตั ถจริยา
3. โลกตั ถจริยา
4. ปรมตั ถจริยา
5. ธมั มตั ถจริยา
4. นายประเสริฐเป็ นคนขยนั หม่ันเพียร อดออม พอเพียง และคบหาแต่เพ่ือนท่ีดีแสดงว่านายประเสริฐปฏิบัติตาม
หลกั ธรรมขอ้ ใด
1. อิทธิบาท4
2. ฆราวาสธรรม4
3. ภาวนา4
4. ปัญญาวฑุ ฒธิ รรม4
5. ทิฏฐธรรมมกิ ตั ถประโยชน์ 4
96
5. พระราชดารัสถงึ แนวปฏบิ ตั ติ ามหลกั เศรษฐกิจพอเพียงตอนหน่ึงวา่ “...ความสุขความเจริญอนั แทจ้ ริงน้นั หมายถงึ
ความสุขความเจริญทีบ่ คุ คลแสวงหามาไดด้ ว้ ยความเป็นธรรม ท้งั ในเจตนาและการกระทาทีไ่ ม่ใชไ่ ดม้ าดว้ ยความ
บงั เอญิ หรือดว้ ยการแกง่ แย่งเบียดบงั มาจากผอู้ ่ืน...” (พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดช บรมนาถบพติ ร
รชั กาลท่ี 9) จากพระราชดารัสขา้ งตน้ ตรงกบั หลกั ธรรมขอ้ ใดมากทสี่ ุด
1. อตั นญั ญุตา ความรูจ้ กั ตนเอง
2. อุฏฐานสมั ปทา ถึงพร้อมดว้ ยความหมนั่
3. สมชีวติ ตา มคี วามเป็นอยู่เหมาะสม
4. ปัญญา ความมปี ัญญาหยง่ั รู้เหตุผล
5. มตั ตญั ญตุ า ความรู้จกั ประมาณ
6. ศีล 5 ของพระพทุ ธศาสนาและบญั ญตั ิ 10 ประการของคริสตศ์ าสนาขอ้ ใดตอ่ ไปน้ี มลี กั ษณะร่วมกนั มากที่สุด
1. อยา่ รอ้ งเพลง อย่าพดู ปด อยา่ เสพของมนึ เมา อย่าโลภ
2. อย่าฆา่ อย่าลกั ขโมย อย่าโกหก อย่าประพฤตผิ ิดทางเพศ
3. อยา่ เป็นพยานเท็จ อย่าลกั ทรพั ย์ อยา่ อกตญั ญตู ่อพ่อแม่ อย่าฆา่ คน
4. อย่าประพฤติผิดทางเพศ อยา่ ลกั ทรพั ย์ อย่าเสพของมนึ เมา อย่าพูดเท็จ
5. อย่าลกั ทรัพย์ อยา่ โกรธ อย่าโลภ อยา่ เป็นพยานเท็จ
7. ขอ้ ใดไมใ่ ชว่ ตั ถุประสงคท์ ่สี อดคลอ้ งกนั ระหว่าง “การให้ทาน” ตามคาสอนของพุทธศาสนาและ “การทาซะกาต” ของ
ศาสนาอิสลาม
1. สรา้ งความเท่าเทียมกนั ในสงั คม
2. ชาระความโลภในใจ
3. ทาความดีเพื่อส่งผลใหเ้ กิดในภพภูมทิ ่ดี ี
4. ใหเ้ รารู้จกั ชว่ ยเหลอื เพื่อนมนุษย์
5. ใหต้ นไดท้ าความดีและช่วยเหลือคนทข่ี าดแคลน
8. สถานการณ์ครูแดงเป็ นครูประจาช้ันมธั ยมศึกษาปี ที่ 6 ก่อนปิ ดภาคการศึกษาไดเ้ ปิ ดโอกาสให้นักเรียนทุกคนแสดง
ความเห็นเกี่ยวกบั การเรียนการสอนของตนเองท่ีผ่านมา เพื่อนาขอ้ เสนอแนะไปปรับปรุงการเรียนการสอนในภาค
การศึกษาต่อไปพฤติกรรมของครูแดงสอดคลอ้ งกบั คตธิ รรมในวนั สาคญั ทางพระพุทธศาสนาวนั ใด
1. วนั มาฆบชู า 2. วนั วสิ าขบูชา
3. วนั อาสาฬบูชา 4. วนั เขา้ พรรษา
5. วนั ออกพรรษา
9. ขอ้ ใดแสดงพุทธคณุ (คุณของพระพุทธเจา้ ) ทเี่ กิดสมั พนั ธ์กบั เหตกุ ารณใ์ นพทุ ธประวตั ิไดถ้ ูกตอ้ ง
1. เหตุการณป์ ระสูติ = พระวิสุทธวคิ ุณ, เหตกุ ารณต์ รสั รู้ = ปัญญาคณุ , เหตุการณ์ปรินิพพาน = พระกรุณาคุณ
2. เหตกุ ารณ์ประสูติ = พระวิสุทธวิคุณ, เหตุการณ์ตรสั รู้ = ปัญญาคุณ, เหตกุ ารณ์แสดงธรรมจกั ร = พระกรุณาคุณ
3. เหตุการณ์ตรสั รู้ = พระวสิ ุทธวคิ ณุ และพระกรุณาคณุ , เหตุการณป์ รินิพพาน = พระปัญญาคุณ
4. เหตุการณ์ตรสั รู้ = พระปัญญาคณุ และพระวสิ ุทธวคิ ณุ , เหตกุ ารณแ์ สดงธรรมจกั ร = พระกรุณาคุณ
5. เหตกุ ารณป์ รินิพพาน = พระกรุณาคณุ , เหตกุ ารณ์ประสูติ = พระปัญญาคุณและพระวิสุทธวิคุณ
97
10. กวีนิพนธ์ไทยทว่ี ่า
พฤษภกาสร อกี กญุ ชรอนั ปลดปลง
โททนตเ์ สน่งคง สาคญั หมายในกายมี
นรชาติวางวาย มลายส้ินท้งั อินทรีย์
สถิตทว่ั แต่ชว่ั ดี ประดบั ไวใ้ นโลกา
กวนี ิพนธ์บทน้ีสะทอ้ นคตธิ รรมจากวนั สาคญั ทางพระพุทธศาสนาวนั ใดมากท่สี ุด
1. วนั มาฆบูชา
2. วนั เขา้ พรรษา
3. วนั อาสาฬบูชา
4. วนั อฏั ฐมบี ชู า
5. วนั ออกพรรษา
11. ขอ้ ใดกลา่ วถกู ตอ้ งเก่ียวกบั กฎหมายวา่ ดว้ ยการยมื เงิน
1. การยมื เงนิ เกินกวา่ สองพนั บาทตอ้ งมีหลกั ฐานเป็นหนงั สือลงลายมอื ชื่อผกู้ ู้
2. การยืมเงินตอ้ งมบี คุ คลลงลายมือช่ือในเอกสารเป็นพยานอยา่ งน้อยหน่ึงคน
3. การยืมเงินตอ้ งทาเป็นเอกสารลายลกั ษณ์อกั ษรอยา่ งนอ้ ยสองฉบบั
4. บคุ คลทวั่ ไปให้ยืมเงนิ ตอ้ งไมเ่ รียกดอกเบ้ยี เกินกวา่ รอ้ ยละยีส่ ิบตอ่ ปี
5. หนงั สือสญั ญายมื ตอ้ งพิมพห์ รือเขยี นจานวนเงินท่ีใหก้ เู้ ป็นตวั หนงั สือ
12. ขอ้ ใดเป็นความผดิ ฐานยกั ยอกตามกฎหมายอาญา
1. นายดายืมรถยนตจ์ ากนายแดงตอ่ มาในดานารถยนตน์ ้นั ไปขายให้นายขาว
2. นายดาหลอกให้นายแดงเผลอแลว้ แอบหยบิ โทรศพั ทข์ องนายแดงไป
3. นายดาหลอกนายแดงวา่ นายขาวใหม้ ารบั สินคา้ แลว้ นายแดงก็ยอมส่งมอบสินคา้ ให้
4. นายดาเจตนาทาให้คอมพิวเตอร์ที่ไหนไดฝ้ ากไวไ้ ม่สามารถใชก้ ารได้
5. นายดาเอาเอกสารสัญญากูย้ ืมเงนิ ที่นายดาเป็นลกู หน้ีต่อนายแดง
13. ขอ้ ใดกลา่ วไมถ่ ูกตอ้ งเก่ียวกบั อานาจหนา้ ท่ขี องผตู้ รวจการแผ่นดนิ ตามรัฐธรรมนูญปัจจบุ นั
1. เสนอแนะให้หน่วยงานของรฐั ปรับปรุงกฎหมายได้
2. รับเร่ืองร้องเรียนจากผไู้ ดร้ ับความเสียหายจากเจา้ หนา้ ท่ขี องรัฐ
3. เสนอเรื่องต่อศาลรฐั ธรรมนูญใหต้ รวจสอบพระราชบญั ญตั ิ
4. เสนอเรื่องตอ่ ศาลปกครองใหต้ รวจสอบคาส่งั ของเจา้ หนา้ ท่ีของรฐั
5. ตดิ ตามตรวจสอบและกากบั วินยั การเงนิ การคลงั ของรฐั
14. ขอ้ ใดคือปัจจยั ท่ีส่งผลใหส้ งั คมไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวฒั นธรรม
1. สดั ส่วนประชากรในวยั สูงอายทุ ีม่ มี ากข้ึน
2. สัดส่วนประชากรชายและหญงิ ท่ีใกลเ้ คียงกนั
3. สัดส่วนแรงงานต่างดา้ วทมี่ ีจานวนแน่นอนมากข้นึ
4. สัดส่วนผูอ้ ยู่อาศยั ในเขตเมืองทเ่ี ริ่มเบาบางมากข้นึ
5. สัดส่วนรายไดร้ ะหว่างผมู้ ีรายไดส้ ูงและผมู้ ีรายไดป้ านกลางใกลเ้ คียงกนั
98
15. ขอ้ ใดไมใ่ ชล่ กั ษณะเฉพาะของสังคมไทยที่สะทอ้ นผา่ นประเพณีและวฒั นธรรมไทย
1. เป็นสงั คมที่ให้คณุ คา่ กบั ระบบอาวุโส
2. เป็นสงั คมเกษตรกรรมพ่งึ พาธรรมชาติ
3. เป็นสังคมท่ีมีความผูกพนั กบั สถาบนั กษตั ริย์
4. เป็นสังคมทเ่ี นน้ ความเป็นปัจเจกและการพ่งึ ตนเอง
5. เป็นสงั คมท่ศี าสนามีบทบาทสาคญั ตอ่ ค่านิยมและคณุ ธรรม
16. ขอ้ ใดไมใ่ ช่ปัจจยั ทสี่ ่งผลให้วฒั นธรรมไทยมีความคลา้ ยถงึ กบั วฒั นธรรมในภูมภิ าคอาเซียน
1. การพ่ึงพาธรรมชาตแิ ละความเช่ือในส่ิงศกั ด์ิสิทธ์ิเหนือธรรมชาติ
2. การรบั อิทธิพลจากแหล่งอะไรยะทาอนิ เดยี และจีน
3. การมีภมู ปิ ระเทศและผูม้ ีอากาศคลา้ ยคร่ึงกนั
4. การปรับตวั รับมือลทั ธิลา่ อาณานิคม
5. การมีตระกูลภาษาร่วมกนั
17. ประเทศใดทป่ี ระมขุ แห่งรฐั ไมใ่ ช่กษตั ริย์
1. โอมาน บรูไน
2. ซาอุดอิ าราเบีย ญ่ปี ่ นุ
3. อิหร่าน อินโดนิเซีย
4. จอร์แดน ภูฏาน
5. กาตาร์ มาเลเซีย
18. ขอ้ ใดคือหลกั การในขอ้ หา้ มมใิ ห้สมาชิกรฐั สภาดารงตาแหน่งในส่วนราชการรัฐวสิ ากิจหรือองคก์ รปกครองส่วน
ทอ้ งถน่ิ
1. หลกั การป้องกนั ผลประโยชนท์ บั ซ้อน
2. หลกั การไมม่ กี ฎหมายไม่มอี านาจ
3. หลกั การรักษาความสงบเรียบรอ้ ย
4. หลกั การคมุ้ ครองผสู้ ุจริต
5. หลกั การกระจายอานาจทางปกครอง
19. หลกั การหรือกลไกใดต่อไปน้ีมที ีอ่ ย่เู ฉพาะ ในระบบรฐั สภาแต่ไม่มีในระบบประธานาธิบดี
1. หลกั ความเป็นอิสระของผพู้ ิพากษาจากอานาจบริหาร
2. ระบบคณะกรรมาธิการการยกร่างกฎหมาย
3. การยดึ ถอื รฐั สภาเป็นองคก์ รสูงสุดทางการเมือง
4. การแบง่ แยกงานนโยบายออกจากงานประจา
5. ระบบตรวจสอบและถ่วงดลุ อานาจระหว่างฝ่ายบริหารกบั ฝ่ายนิติบญั ญตั ิ
20. ขอ้ ใดไม่ใช่พระราชอานาจของพระมหากษตั ริยต์ ามรฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย
1. การตรากฎกระทรวง
2. การเรียกประชุมรัฐสภา
3. การแตง่ ต้งั ขา้ ราชการระดบั สูง
4. การทาหนงั สือสญั ญาสันตภิ าพ
5. การให้รฐั มนตรีพน้ จากตาแหน่ง