The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ไฟล์PDFเจาะข้อสอบเอกสังคม3000ข้อ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by unoph26133, 2021-07-16 05:05:09

ข้อสอบครูสังคม63/64

ไฟล์PDFเจาะข้อสอบเอกสังคม3000ข้อ

149

------------------------------------------------------------------------------------------------------

เฉลยข้อสอบชุดท่ี 6

-------------------------------------------------------------------------------------------------------

ข้อ คำตอบ ข้อ คำตอบ ข้อ คำตอบ ข้อ คำตอบ ข้อ คำตอบ

1) 3 11) 2 21) 3 31) 5 41) 2

2) 2 12) 3 22) 5 32) 2 42) 3

3) 5 13) 2 23) 4 33) 3 43) 1

4) 4 14) 1 24) 4 34) 4 44) 3

5) 5 15) 5 25) 2 35) 2 45) 1

6) 2 16) 3 26) 2 36) 2 46) 4

7) 1 17) 1 27) 3 37) 1 47) 1

8) 1 18) 3 28) 2 38) 5 48) 1

9) 5 19) 4 29) 3 39) 1 49) 5

10) 5 20) 5 30) 5 40) 1 50) 3

เฉลยละเอียดเฉพำะข้อยำก

ขอ้ 29 ตอบ 3 ขาดดลุ การคา้ 10,000 ลา้ นบาทและเกินดุลการชาระเงนิ 1,500 ลา้ นบาท
ใชส้ ูตรคานวณ ดงั น้ี
- 10000 + 8000 + (4500-2000) + (6500-5500) = 1500
ตวั เลข 1500 เป็น + แสดงว่าดุลชาระเงนิ เกินดลุ
ตอบ ขอ้ 3

150

ขอ้ 41 ตอบ 2 จานวน 1 ชวั่ โมง 52 นาที 30 วินาที

ขอ้ 42 ตอบ 3 เขา้ เรียนตามเวลาทอ้ งถน่ิ จริงเวลา 07.58 นาฬกิ า

151

ข้อสอบแบบปรนัย 4 ตวั เลือก เลือก 1 คำตอบท่ถี ูกต้องที่สุด จำนวน 100 ข้อ
1. การบริจาคทานทเ่ี รียกว่า “ชะกาต” ในศาสนาอสิ ลามมีจุดประสงคห์ ลกั เพือ่ อะไร

1. เพอ่ื ใหเ้ ราสละความเห็นแกต่ วั 2. เพือ่ ใหเ้ รารู้จกั ช่วยเหลือเพ่ือนมนุษย์

3. เพ่ือใหส้ ังคมมีหลกั ประกนั 4. เพอ่ื ใหเ้ รารู้จกั ทาความดี

2. ศลี ศกั ด์สิ ิทธ์ิท่มี ีความสาคญั ของศาสนาคริสตน์ ิกายโปรเตสแตนตค์ อื ขอ้ ใด

1. ศลี ลา้ งบาปและศลี มหาสนิท 2. ศลี ลา้ งบาปและศลี สารภาพบาป

3. ศีลลา้ งบาปและศีลเจิมคร้ังสุดทา้ ย 4. ศีลลา้ งบาปและศีลกาลงั

3. ขอ้ ใดไม่เกิดข้นึ ในวิวฒั นาการของศาสนาฮินดู

1. เปลยี่ นจากเชื่อในเทพเจา้ หลายองคม์ าเป็นส่ิงสมบูรณ์สูงสุดท่มี ีหน่ึงเดยี ว

2. เปลยี่ นจากเช่ือวา่ ชวี ิตเป็นไปตามการดลบนั ดาลของเทพเจา้ มาเชอื่ ในกรรมจากชาตปิ างกอ่ น

3. เปลีย่ นจากเชือ่ วา่ จิตท้งั หลายเกิดข้นึ มาอยา่ งอิสระไมเ่ ก่ยี วขอ้ งกนั มาเชอื่ ว่าจิตท้งั หลายเกิดจาก จิตใหญด่ วงเดยี ว

4. เปลี่ยนจากเชือ่ ในความเป็นอาตมนั ของจิต มาเชื่อในความเป็ นอนตั ตาของจิต

4. ตามหลกั ทฤษฎสี าเหตุ (causality) เหตตุ อ้ งมากอ่ นผลเสมอ แต่เหตใุ ด พระพทุ ธเจา้ จึง แสดง ทุกข์ (ผล) มาเป็นลาดบั กอ่ น

แสดงสมุทยั (เหต)ุ ในหลกั ธรรมอริยสจั 4

1. ตอ้ งการปฏวิ ตั ิทฤษฎี

2. ผลเป็นสิ่งที่เหน็ ประจกั ษช์ ดั กวา่ เหตุ

3. ทุกขเ์ ป็นส่ิงทีส่ รรพสตั วต์ อ้ งกาจดั ออกไป

4. เมอ่ื ละทุกขไ์ ดส้ มุทยั กเ็ ป็นอนั ละโดยปริยาย

5. พระพุทธเจา้ ทรงประเมินไดว้ ่า พระองคต์ รัสรู้เป็นพระสมั มาสมั พทุ ธะโดยสมบรู ณ์ดว้ ยญาณระดบั ใด

1. สัจจญาณ 2 . กิจจญาณ 3. กตญาณ 4. สัมมสนญาณ

6. พระธรรมคุณขอ้ ที่วา่ “ธรรมคอื คณุ ำกร” คาที่ขีดเสน้ ใตห้ มายถึงขอ้ ใด

1. ส่ิงที่พระพุทธเจา้ ตรัสไวด้ แี ลว้ 2. ส่ิงรักษาผูป้ ระพฤติธรรม

3. บ่อเกดิ แห่งความดงี าม 4. ส่ิงท่คี วรนอ้ มนามาปฏบิ ตั ิ

7. พุทธภาษิตท่วี ่า “อตฺตำน อปุ ม กเร” ส่ือความถึงส่ิงใด

1. คนเราคดิ ไมเ่ หมือนกนั นานาจิตตงั 2. มนุษยท์ กุ คนยอ่ มเหน็ แก่ตนเป็นใหญ่

3. ส่ิงทดี่ ีสาหรับเรากย็ อ่ มดสี าหรับผูอ้ ่ืน 4. จงทาตนเป็นตวั อยา่ งในทกุ สถานการณ์

152

8. หลกั คาสอนเร่ือง ทางสายกลาง (มชั ฌิมำปฏปิ ทำ) ปรากฏอยใู่ นพระสูตรใด

1. กาลามสูตร 2. อนตั ตลกั ขณสูตร

3. ธมั มจกั กปั ปวฒั นสูตร 4. อาทติ ตปริยายสูตร

9. พระมหาสาวกรูปใด ไม่ปรากฏชอื่ ในการทาปฐมสงั คายนา

1. พระอบุ าลี 2. พระสารีบุตร 3. พระอนุรุทธ 4. พระอานนท์

10. ชะตาชวี ิตของมนุษยจ์ ะเจริญหรือเสื่อมข้นึ อยกู่ บั “ดวง” กาหนด ถา้ เทียบกบั หลกั ความเชื่อทางศาสนาพุทธแบบพ้ืนบา้ น

จะตรงกบั ขอ้ ใด

1. กรรมบญั ชา 2. เทวดาบนั ดาล

3. การณ์ประจวบเหมาะ 4. นพเคราะห์เขา้ -ออก

11. มหาบรุษทา่ นใดทฟี่ ้ื นฟพู ระพุทธศาสนาใหเ้ กดิ ข้ึนในประเทศอนิ เดียสมยั ปัจจุบนั

1. มหาตมะ คานธี 2. ดร. เอม็ เบดการ์

3. อนาคาริก ธรรมปาละ 4. เซอร์ เอด็ วนิ อาร์โนลด์

12. “เม่อื เกิดความรู้สึก สุข ทกุ ข์ เฉยๆ อยา่ งไร กใ็ หจ้ ิตรู้เท่าทนั ตามอาการทเ่ี ป็นอยนู่ ้นั ” เป็นคาอธิบายการเจริญสตปิ ัฏฐาน

ตามขอ้ ใด

1. กายานุปัสสนา 2. เวทนานุปัสสนา

3. จิตตานุปัสสนา 4. ธมั มานุปัสสนา

13. ขอ้ ใดเป็นคาสุภาพทีใ่ ชก้ บั พระสงฆ์ มคี วามหมายว่า “นอนหลบั ”

1. ไสยาสน์ 2. นิทรา 3. จาวดั 4. บรรทม

14. อมิ านิ มย ภนฺเต(........)สปริวารานิ ภกิ ฺขสุ งฺฆสฺส โอโฌชยาม สาธุ โน ภนฺเต ภิกฺขสุ งฺโฆ อนิ ามิ(.......) สปริวารานิ ปฏิคฺคณฺ

หาตุ อมฺหาก ทฆี รตฺต หิตาย สุขาย ถา้ เป็นคากล่าวถวายทานอุทิศให้ผวู้ ายชนม์ จะตอ้ งเติมช่องว่างดว้ ยคาใด

1. อทุ ทสิ ฺสภตฺตานิ 2. มตกภตฺตานิ 3. สลากภตฺตานิ 4. ปาฏิกภตฺตานิ

15. สมชั ชาสหประชาชาติไดป้ ระกาศใหว้ นั สาคญั ทางพระพทุ ธศาสนาวนั ใด เป็นวนั หยดุ สากล

(international recognition day)

1. วนั มาฆบูชา 2. วนั วสิ าขบชู า 3. วนั อฏั ฐมีบูชา 4. วนั อาสาฬหบชู า

16. ขอ้ ใดอธิบายยคุ สมยั ทางประวตั ิศาสตร์ไดด้ ีทสี่ ุด

1. ในยคุ หินใหม่มนุษยส์ ่ือสารกนั ดว้ ยตวั อกั ษร 2. ความเจริญข้นั อารยธรรมเกิดข้ึนในยคุ โลหะ

3. มนุษยใ์ นยคุ หินเก่ารวมกล่มุ กนั เพ่ือเพาะปลกู 4. มนุษยร์ ู้จกั ใชโ้ ลหะพร้อมกนั ในทุกภูมิภาค

17. ขอ้ ใด ไม่ใช่ หลกั ฐานช้นั ตน้ ทางประวตั ิศาสตร์

1. ทชั มาฮาลในอนิ เดีย 2. บนั ทกึ ของมาร์โคโปโล

3. พงศาวดารจีนราชวงศต์ า่ งๆ 4. คาบอกเลา่ ของผพู้ บเห็นเหตุการณ์

18. ชนชาตใิ ด ไม่มี บทบาทในการสร้างสรรคอ์ ารยธรรมเมโสโปเตเมีย

1. ฮิบรู 2. อารยนั 3. ฟิ นิเชียน 4. ดราวิเดียน

153

19. ขอ้ ใดถูกตอ้ งท่สี ุดในการอธิบายอารยธรรม กรีก-โรมนั

1. ชาวกรีกโบราณคือกลุม่ ชาวละตนิ

2. อาณาจกั รโรมนั มอี าณาเขตครอบคลมุ ทะเลเมดเิ ตอเรเนียน

3. มรดกสาคญั ของอารยธรรมโรมนั ท่มี ีตอ่ โลกคอื การคา้ ทางทะเล

4. นครรัฐกรีกทุกแห่งมรี ูปแบบการปกครองเหมอื นนครรัฐเอเธนส์

20. ขอ้ ใดอธิบายสาเหตุของสงครามครูเสด (Crusade) ไดด้ ีทสี่ ุด

1. ชาวคริสตแ์ ละมสุ ลิมขดั แยง้ กนั เร่ืองพระเจา้

2. พระสันตะปาปาไม่ยอมภกั ดีต่ออาณาจกั รเปอร์เซีย

3. ชาวโรมนั ตอ้ งการขบั ไลช่ าวคริสตอ์ อกจากกรุงโรม

4. อาณาจกั รโรมนั ตะวนั ออกเสียผลประโยชนจ์ ากการคา้

21. ขอ้ ใดเป็นกระบวนการการเริ่มตน้ ท่ที าใหย้ โุ รปยคุ กลางกา้ วสู่ยคุ ใหม่

1. การปฏวิ ตั ิการเกษตร 2. การปฏวิ ตั อิ ุตสาหกรรม

3. แนวคดิ ประชาธิปไตยในองั กฤษ 4. แนวคิดเร่ืองความสามารถของมนุษย์

22. การเมอื งโลก “ระบบสองข้วั อำนำจ” (Bi-Polar System) คือขอ้ ใด

1. การแบ่งกลมุ่ ประเทศออกเป็นกลมุ่ เหนือ-ใต้

2. การแบ่งเป็นประเทศเจา้ อาณานิคมกบั อาณานิคม

3. การท่ปี ระเทศตา่ งๆ ในโลกมีความมงั่ คงั่ ยากจนตา่ งกนั

4. การแข่งขนั กนั ระหวา่ งมหาอานาจสองประเทศหลงั สงครามโลกคร้ังที่สอง

23. ขอ้ ใดคอื สาระสาคญั ของ “หลักกำรทรูแมน” (Truman Doctrine) โดยประเทศสหรัฐอเมริกา หลงั สงครามโลกคร้ังที่สอง

1. การไม่ยงุ่ เกยี่ วกบั กจิ การใดๆ ในยโุ รป

2. การส่งเสริมการคา้ เสรีภายใตอ้ งคก์ ารการคา้ โลก

3. การสถาปนาความสมั พนั ธก์ บั สหภาพโซเวียตรัสเซีย

4. การชว่ ยเหลือรัฐบาลของประเทศที่ปกครองตามระบอบประชาธิปไตย

24. การปฏริ ูปส่ีทนั สมยั ของสาธารณรัฐประชาชนจีนเกิดข้ึนในสมยั ของใคร

1. เต้ิงเส่ียวผงิ 2. เจียงไคเชค็ 3. ซุนยดั เซ็น 4. เหมาเจ๋อตงุ

25. ขอ้ ใดอธิบายเกีย่ วกบั ราชวงศส์ ุดทา้ ยที่ปกครองอนิ เดยี กอ่ นตกเป็นอาณานิคมขององั กฤษไดถ้ กู ตอ้ ง

1. ราชวงศโ์ มกลุ เช้อื สายมองโกล นบั ถือศาสนาอสิ ลาม

2 .ราชวงศค์ ุปตะ เช้ือสายดราวิเดยี น นบั ถอื ศาสนาฮินดู

3. ราชวงศเ์ มารยะ เช้อื สายอารยนั นบั ถอื ศาสนาพุทธเถรวาท

4. ราชวงศไ์ ศเลนทร์ เช้ือสายอาฟกานี นบั ถอื ศาสนาพุทธมหายาน

154

26. ขอ้ ใดอธิบายคาวา่ Indianized States ไดด้ ที ส่ี ุด

1. ดนิ แดนตอนใตข้ องอนิ เดีย 2. รัฐโบราณในเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้

3. รัฐบนแผ่นดนิ ใหญ่ของเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้ 4. รัฐอิสลามในตะวนั ออกกลางและแอฟริกาเหนือ

27. ตาแหน่งผปู้ กครองในระยะแรกๆ ของโลกอสิ ลามโบราณ คือตาแหน่งใด

1. กาหลิบ 2. สุลตา่ น 3. กงสุล 4. ข่าน

28. ขอ้ ใดคือ “ไพร่” ในระบบศกั ดนิ าไทย

1. แรงงานเสรี 2. ราษฎรมีสงั กดั

3. ผทู้ างานใหน้ าย มีคา่ ตวั 4. ชายและหญงิ ฐานะยากจน

29. ขอ้ ใด ไม่ใช่ ความเปลย่ี นแปลงท่เี กดิ ข้ึนหลงั การทาสนธิสัญญาเบาวร์ ิงใน พ.ศ. 2398

1. ประเทศสยามเขา้ สู่ตลาดโลก 2. การผลติ เหรียญกษาปณ์

3. การออกมาตรการต้งั กาแพงภาษี 4. การลงทุนทาการคา้ ของต่างชาติ

30. คาว่า “ควำมขำดแคลน” ในทางเศรษฐศาสตร์ หมายถงึ สังคมไม่สามารถกระทาส่ิงใดได้

1. นาทรัพยากรทม่ี อี ยมู่ าใชไ้ ดห้ มด

2. ผลติ สินคา้ ไดต้ รงกบั ความตอ้ งการที่มีอยู่

3. ผลิตสินคา้ ไดเ้ พียงพอกบั ความตอ้ งการที่มอี ยู่

4. ใชท้ รัพยากรทม่ี ีอยไู่ ดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ

31. ขอ้ ใดเป็นเร่ืองของเศรษฐศาสตร์จุลภาค

1. รัฐบาลช่วยเหลอื ชาวนาโดยการรับจานาขา้ วเปลอื กเกวยี นละ 20,000 บาท

2. อตั ราการว่างงานของจงั หวดั เชียงใหม่ในปี น้ีลดลงเม่ือเทียบกบั ปี ทผ่ี ่านมาร้อยละ 1

3. โครงสร้างสินคา้ ออกของไทยส่วนใหญเ่ ป็นสินคา้ อุตสาหกรรมมากกวา่ สินคา้ เกษตร

4. เมอ่ื รัฐบาลมกี ารปรับคา่ จา้ งข้นั ตา่ เพิม่ ข้นึ ส่งผลใหป้ ระเทศประสบปัญหาเงนิ เฟ้อสูงข้นึ

32. ขอ้ ใดเป็นลกั ษณะของตลาดผกู ขาด

1. มผี ขู้ ายหลายราย แต่ขายสินคา้ เพยี งอยา่ งเดียว

2. มสี ินคา้ เพยี งชนิดเดยี ว แต่มสี ินคา้ ชนิดอน่ื ทดแทนได้

3.มีผูซ้ ้ือและผขู้ ายเพียง 2-3 ราย และขายสินคา้ เพียงอยา่ งเดียว

4. มผี ซู้ ้ือหลายราย แตม่ ผี ขู้ ายเพียงรายเดียว และขายสินคา้ เพยี งอยา่ งเดียว

33. ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมหรือเสรีนิยมกบั ระบบเศรษฐกจิ แบบวางแผน มคี วามเหมือนกนั ในดา้ นใด

1. ประสบปัญหาพ้ืนฐานทางเศรษฐกิจเหมอื นกนั

2. มีข้นั ตอนในการแกไ้ ขปัญหาพ้นื ฐานทางเศรษฐกจิ ทเ่ี หมอื นกนั

3. ใชเ้ ครื่องมอื ทเ่ี หมอื นกนั ในการแกไ้ ขปัญหาพ้นื ฐานทางเศรษฐกิจ

4. มรี ัฐบาลเขา้ มามีส่วนร่วมในการแกไ้ ขปัญหาพ้ืนฐานทางเศรษฐกจิ เหมือนกนั

155

34. ขอ้ ใดถูก

1. ผูซ้ ้ือกาหนดอปุ ทาน และผขู้ ายกาหนดอปุ สงค์

2. ผซู้ ้ือกาหนดอปุ สงค์ และผขู้ ายกาหนดอุปทาน

3. ผูซ้ ้ือและผูข้ ายร่วมกนั กาหนดอปุ ทาน แตผ่ ูซ้ ้ือเทา่ น้นั ที่กาหนดอปุ สงค์

4. ผูซ้ ้ือและผขู้ ายร่วมกนั กาหนดอุปสงค์ แต่ผูข้ ายเทา่ น้นั ที่กาหนดอุปทาน
35. ขอ้ ใดคือตวั อยา่ งของการก่อหน้ีสาธารณะ

1. รัฐบาลนาพนั ธบตั รออกขายในตลาดหลกั ทรัพย์

2. ธนาคารพาณิชยน์ าเงนิ ฝากของประชาชนออกใหก้ ยู้ มื

3. หน้ีสินทภ่ี าคเอกชนก่อไว้ และรัฐบาลตอ้ งรับผิดชอบ

4. การกยู้ มื เงินของรัฐวิสาหกิจและสถาบนั การเงนิ ไทยจากต่างประเทศ

36. ขอ้ ใดจดั เป็นภาษที างตรง

1. ภาษเี งิน ไดบ้ คุ คลธรรมดา ภาษมี ลู ค่าเพ่มิ ภาษนี ้ามนั
2. ภาษีเงนิ ไดบ้ ุคคลธรรมดา ภาษีเงินไดน้ ิติบคุ คล ภาษีเงินไดป้ ิ โตรเลยี ม

3. ภาษเี งินไดน้ ิติบคุ คล ภาษนี ้ามนั ภาษีเงินไดป้ ิ โตรเลียม
4. ภาษเี งินไดน้ ิติบคุ คล ภาษสี รรพสามิต ภาษศี ลุ กากร

37. จากตารางดา้ นล่าง เงินเฟ้อเกดิ ข้ึนในชว่ งปี ใด

ปี 2550 2551 2552 2553 2554
130
ดชั นีราคาขาย 100 125 133 138

ปลกี

1. ปี 2550 ถงึ ปี 2551 2. ปี 2551 ถึง ปี 2554

3. ปี 2551 ถึง ปี 2553 4. ปี 2550 ถึง ปี 2554

38. ขอ้ ใดเป็นสาเหตขุ องเงินเฟ้อทเ่ี กดิ ทางดา้ นอุปทาน

1. ประเทศมดี ลุ การคา้ เกนิ ดุลมากข้นึ

2. รัฐบาลมีรายจา่ ยในโครงการสาธารณูปโภคมากข้นึ

3. รายจ่ายในการอปุ โภคบริโภคของประชาชนมีมากข้ึน

4. รัฐบาลข้นึ อตั ราคา่ จา้ งข้นั ต่าทวั่ ประเทศเป็นวนั ละ 300 บาท

39. การทรี่ ัฐบาลประกาศเพิ่มอตั ราภาษเี งินได้ ถอื วา่ เป็นการใชน้ โยบายใดและควรใชใ้ นภาวะใด

1. นโยบายการคลงั และใชใ้ นภาวะที่เศรษฐกิจตกตา่

2. นโยบายการคลงั และใชใ้ นภาวะที่เศรษฐกจิ มกี ารขยายตวั มากเกินไป

3. นโยบายการเงิน และใชใ้ นภาวะท่เี ศรษฐกิจตกต่า

4. นโยบายการเงนิ และใชใ้ นภาวะท่ีเศรษฐกิจมีการขยายตวั มากเกนิ ไป

156

40. ขอ้ ใดคอื ลกั ษณะของการลงทนุ โดยตรง (direct investments)
1. คนไทยนาเงินไปฝากที่ธนาคารในประเทศสวิตเซอร์แลนด์
2. การนาเงนิ ดอลลาร์สหรัฐฝากไวท้ ี่ธนาคารพาณิชยใ์ นประเทศไทย
3. บริษทั ของไทยเขา้ ไปสร้างโรงงานผลิตไกส่ ดแชแ่ ขง็ ในประเทศจีน
4. การลงทนุ ซ้ือหลกั ทรัพยใ์ นตลาดหลกั ทรัพยข์ องนกั ลงทุนชาวสหรัฐอเมริกา

41. ปัจจุบนั ประเทศไทยใชร้ ะบบอตั ราแลกเปล่ยี นเงนิ ตราระหว่างประเทศระบบใด
1. ระบบทีอ่ ิงคา่ เงนิ ไวก้ บั เงนิ สกลุ เดียว
2. ระบบท่ีผูกค่าเงินไวก้ บั ตะกร้าเงิน
3. ระบบอตั ราแลกเปลี่ยนลอยตวั แบบเสรี
4. ระบบอตั ราแลกเปลีย่ นลอยตวั แบบมกี ารจดั การ

42. ขอ้ ใดคอื หนา้ ทแ่ี ละบทบาทของธนาคารโลก
1. ใหก้ ยู้ มื เงินเพ่ือพฒั นาประเทศ
2. ชว่ ยเหลือทางดา้ นการคา้ ระหวา่ งประเทศ
3. ใหก้ ูย้ มื เงนิ เพือ่ รักษาเสถียรภาพในอตั ราแลกเปลย่ี น
4. กาหนดอตั ราแลกเปล่ยี นเงินตราของประเทศสมาชกิ

43. การทเ่ี งินบาทแขง็ คา่ ข้นึ เมื่อเทยี บกบั เงินดอลลาร์สหรัฐฯ อาจจะส่งผลตอ่ การส่งสินคา้ ออกจากประเทศไทย และนาเขา้
จากประเทศสหรัฐอเมริกาอยา่ งไร
1. ส่งออกมากข้ึน แตน่ าเขา้ นอ้ ยลง
2. ส่งออกนอ้ ยลง แต่นาเขา้ มากข้ึน
3. ส่งออกนอ้ ยลง แต่นาเขา้ ไม่เปลี่ยนแปลง
4. ส่งออกไม่เปลยี่ นแปลง แตน่ าเขา้ มากข้ึน

44. ขอ้ ใดคอื วตั ถปุ ระสงคท์ ีส่ าคญั ในการพฒั นาเศรษฐกจิ ของประเทศกาลงั พฒั นา
1. เพื่อแกป้ ัญหาเศรษฐกจิ ตกต่า
2. เพอื่ ทาใหป้ ระเทศร่ารวยเท่ากบั ประเทศที่พฒั นาแลว้
3. เพอ่ื ทาใหม้ าตรฐาน.การครองชพี ของประชากรสูงข้นึ
4. เพ่อื ทาใหค้ นในประเทศมโี อกาสซ้ือสินคา้ บริโภคไดถ้ ูกลง

157

45. ขอ้ ใดเป็นตวั ช้ีวดั ความเป็น “พลเมือง” ไทย

1. การมีสัญชาตไิ ทย

2. การรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีไทย

3. การเสียภาษีตามกฎหมายของประเทศไทย

4. การปฏบิ ตั ติ ามกฎหมายไทยอยา่ งเคร่งครัด

46. ขอ้ ใดอธิบายลกั ษณะของ “คนต่ำงด้ำว” ในประเทศไทยไดถ้ กู ตอ้ งท่ีสุด

1. มีสิทธิและหนา้ ทีต่ ่างจากพลเมืองไทย

2. เขา้ เมอื งผิดกฎหมาย เป็นภยั ตอ่ ความมนั่ คงของชาติ

3. ไม่มีความจงรักภกั ดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษตั ริย์

4. เขา้ มาอยอู่ าศยั ในเมอื งไทยเป็นเวลานานจนกลายเป็นคนไทย

47. ขอ้ ใดอธิบายความหมายและลกั ษณะของ “บรรทดั ฐานของสังคม” ไดถ้ ูกตอ้ งทีส่ ุด

1. บรรทดั ฐานของสงั คมพฒั นาข้นึ มาจากความเคยชนิ

2. บรรทดั ฐานของสงั คมแตกตา่ งกนั ไปในแตล่ ะเวลาและสถานท่ี

3. กฎหมายเป็นตวั กาหนดบรรทดั ฐานของสังคมท่ีมีอานาจมากทส่ี ุด

4. การควบคุมสมาชกิ ใหป้ ฏิบตั ิตามบรรทดั ฐานทางสงั คมเป็นหนา้ ทข่ี องรัฐ

48. ขอ้ ใดไม่ใช่องคป์ ระกอบทส่ี าคญั ของสถาบนั ทางสังคม

1. กลุ่มสงั คม 2. สัญลกั ษณ์และคา่ นิยม

3. สานกั งานและสถานท่ตี ้งั 4. แบบแผนพฤติกรรมของสมาชกิ

49. ขอ้ ใดเป็นสถานภาพทางสงั คมโดยกาเนิด

1. ยศ 2. ชนช้นั 3. วรรณะ 4. ตาแหน่งหนา้ ที่

50. ประเทศไทยเร่ิมมีการกอ่ สร้างโครงสร้างพ้นื ฐานท่ีสาคญั เช่น เขอ่ื นขนาดใหญ่ ถนนสู่ภูมภิ าคต่างๆ ในช่วงของการใช้

แผนพฒั นาเศรษฐกจิ แห่งชาตฉิ บบั ใด

1. ฉบบั ที่ 1 2. ฉบบั ที่ 2 3. ฉบบั ท่ี 3 4. ฉบบั ท่ี 4

51. ปัญหาใดทที่ าใหเ้ กิดความขดั แยง้ และนาไปสู่ความรุนแรงในสงั คมไทยไดม้ ากท่สี ุด

1. การขาดการศกึ ษา 2. ความแตกตา่ งทางศาสนา

3. การแพร่ระบาดของยาเสพติด 4. ความไมเ่ ทา่ เทียมทางเศรษฐกิจและสงั คม

52. ขอ้ ใดอธิบายลกั ษณะของสังคมไทยในปัจจุบนั ไดถ้ ูกตอ้ งทสี่ ุด

1. แรงงานในภาคเกษตรมีแนวโนม้ เพิ่มข้นึ

2. ประชากรจากชนบทยา้ ยถ่ินเขา้ สู่เมืองมากข้นึ

3. จานวนสมาชกิ เฉลย่ี ในครอบครัวมแี นวโนม้ เพมิ่ ข้นึ

4. พ้ืนท่ีชนบทมคี วามหนาแน่นของประชากรมากกวา่ พ้นื ทใ่ี นเมอื ง

158

53. ในระยะท่ผี ่านมามกี ารรวมตวั และเคลอื่ นไหวทางการเมืองของกลุ่มท่เี รียกกนั ทว่ั ไปว่ากลมุ่ เส้ือแดงและกลุม่ เส้ือเหลอื ง
อะไรคือความแตกต่างทสี่ าคญั ระหว่างของคนสองกลุ่ม
1. แนวนโยบายในการพฒั นาประเทศ
2. ความเชอ่ื และอุดมการณ์ทางศาสนา
3. แนวทางการพฒั นาสงั คมไทยใหเ้ ป็น “ประชาธิปไตย”
4. ชนช้นั และสถานภาพทางสงั คมของสมาชิกของแตล่ ะกลุ่ม

54. ขอ้ ใดไม่ใช่ปรากฏการณ์จากมหาอทุ กภยั ในหลายจงั หวดั รวมท้งั กรุงเทพฯ ในปี 2554

1. การรายงานและเผยแพร่ขอ้ มูลข่าวสารเรื่องน้าทว่ มมีอยา่ งต่อเน่ืองผ่านส่ือหลายช่องทาง

2. ภาคส่วนตา่ งๆในสงั คม ท้งั รัฐ เอกชน และชมุ ชนระดมความช่วยเหลือผูป้ ระสบภยั อยา่ งกวา้ งขวาง

3. การแกป้ ัญหาน้าท่วมก่อใหเ้ กิดความขดั แยง้ ระหวา่ งผูท้ ี่อยเู่ หนือคนั ก้นั น้าและใตค้ นั ก้นั น้า

4. หน่วยงานภาครัฐที่มีส่วนเกีย่ วขอ้ งกบั การจดั การน้าสามารถคาดการณ์สถานการณ์น้าท่วมลว่ งหนา้ ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง

55. ขอ้ ใดเป็นความหมายของ “วฒั นธรรม” ทไี่ ม่ถกู ตอ้ งในทางสังคมศาสตร์

1. เป็นส่ิงที่มีสมาชกิ สงั คมใหก้ ารยอมรับ

2. เป็นผลรวมของส่ิงทด่ี ีงามไม่เปล่ียนแปลง

3. มีท้งั วฒั นธรรมทเ่ี ป็นวตั ถแุ ละที่ไม่ใช่วตั ถุ

4. เป็นส่ิงสร้างสรรคแ์ ละภูมปิ ัญญาท่ีถา่ ยทอดสืบต่อได้

56. ขอ้ ใดไม่ใช่ลกั ษณะดเี ด่นของผทู้ ีไ่ ดร้ ับการยกยอ่ งเชิดชเู กยี รติให้เป็น “ครูภูมปิ ัญญาไทย”

1. มีความต้งั ใจถา่ ยทอดความรู้ใหค้ นรุ่นหลงั

2. มีความรอบรู้ ความชานาญในเร่ืองศลิ ปวฒั นธรรมและภูมิปัญญาทอ้ งถิน่

3. มีความพยายามส่งเสริมภูมปิ ัญญาทอ้ งถน่ิ และแกไ้ ขปัญหาทที่ อ้ งถน่ิ เผชญิ

4. มคี วามคิดเป็นวิทยาศาสตร์สามารถอธิบายส่ิงต่างๆ ไดอ้ ยา่ งเป็นเหตผุ ล

57. การจดั ประเพณีทอ้ งถ่นิ ใดเกี่ยวขอ้ งกบั วดั หรือสถาบนั ทางศาสนานอ้ ยที่สุด

1. การแห่ผีตาโขน 2. การรับบวั โยนบวั

3. การทาขวญั ขา้ ว 4. การบูชาเสาอนิ ทขีล

58. ขอ้ ใดทาใหก้ ารอนุรักษ์ ”ภมู ิปัญญำท้องถน่ิ ” ไดผ้ ลดีท่สี ุด

1. การจดั สร้างพิพิธภณั ฑจ์ ดั เกบ็ และแสดง “ภมู ปิ ัญญาทอ้ งถิน่ ”

2. การถา่ ยทอดความรู้เร่ืองความเป็นมาและลกั ษณะของภมู ปิ ัญญาทอ้ งถน่ิ

3. การนาไปพฒั นาเป็นนวตั กรรมเพื่อยกระดบั คุณภาพชวี ติ และเพิ่มรายได้

4. การสร้างความตระหนกั ในดา้ นคุณคา่ และความสาคญั ของภมู ิปัญญาทอ้ งถ่ิน

59. มหาสมุทรใดมเี น้ือที่นอ้ ยท่สี ุด

1. มหาสมุทรอินเดยี 2. มหาสมทุ รอาร์กตกิ

3. มหาสมุทรแอนตาร์กตกิ 4. มหาสมทุ รแอตแลนตกิ

159

60. เน้ือท่ีของภมู ภิ าคทเ่ี ป็นทวปี ในขอ้ ใดเรียงลาดบั จากมากท่สี ุดไปนอ้ ยท่ีสุด

1. เอเชีย แอฟริกา อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้

2. เอเชยี อเมริกาเหนือ แอฟริกา อเมริกาใต้

3. แอฟริกา เอเชยี อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้

4. แอฟริกา เอเชีย อเมริกาใต้ อเมริกาเหนือ

61. ประเทศใดมีพรมแดนทางบกกบั ประเทศไทยนอ้ ยทีส่ ุด

1. พม่า 2. ลาว 3.กมั พชู า 4. มาเลเซีย

62. จงั หวดั ใด ไม่ได้ อยใู่ นบริเวณ “ทงุ่ ราบเจา้ พระยา”

1. สุพรรณบุรี 2. นครสวรรค์ 3. สระบรุ ี 4. ลพบุรี

63. คลองขดุ ใดที่เช่ือมระหว่างแม่น้าเจา้ พระยา และแมน่ ้านครนายก

1. คลองแสนแสบ 2. คลองบางบวั ทอง

3. คลองพระโขนง 4. คลองรังสิต

64. หินชนิดใดทีน่ ามาใชเ้ ป็นวสั ดใุ นการก่อสร้างมากทีส่ ุดในประเทศไทย

1. หินบะซอลท์ 2. หินทราย

3. หินปนู 4. หินแกรนิต

65. ขอ้ ใด ไม่ถูกต้องสาหรับลกั ษณะภมู ิประเทศของประเทศไทย

1. ภาคตะวนั ตกมีเขตภูมลิ กั ษณ์เป็นภเู ขาและทร่ี าบลกู คลื่น

2. ภาคตะวนั ออกมีภูมลิ กั ษณ์เป็นภูเขาและท่รี าบลกู คลน่ื

3. ภาคใตม้ ีเขตภมู ลิ กั ษณ์เป็นภูเขาและท่รี าบชายฝ่ัง

4. ภาคเหนือมเี ขตภมู ิลกั ษณ์เป็นทิวเขาและท่รี ะหว่างภูเขา

66. แมน่ ้าสายใดทไ่ี หลข้นึ เหนือ

1. แม่น้ามลู 2. แมน่ ้าชี 3. แมน่ ้าเลย 4. แม่น้าสงคราม

67. ในเดอื นธนั วาคม ขณะท่ีลอนดอนเป็นเวลา 06.00 น. กรุงเทพฯ เป็นเวลาเท่าใด

1. 11.00 น. 2. 13.00 น. 3. 15.00 น. 4. 17.00 น.

68. ในแผนทีภ่ มู ิประเทศมาตราส่วน 1 : 50,000 วดั ขนาดของสระน้าไดก้ วา้ ง 1 เซนติเมตร ยาว 1 เซนติเมตร สระน้าแห่งน้ีมี
ขนาดจริงในภูมปิ ระเทศกี่ตำรำงกิโลเมตร

1. 0.5 2. 5 3. 0.25 4. 7.5

69. ช่อื ชมุ ชนในภาคเหนือจานวนมากท่ีมกั ข้นึ ตน้ ชอื่ ดว้ ยคาว่า “สัน” ส่ือถึงการต้งั ถน่ิ ฐานทีม่ ีความสัมพนั ธ์กบั ส่ิงใด

1. ความเป็นมาทางประวตั ิศาสตร์ 2. ลกั ษณะทางสงั คมวฒั นธรรม

3. ลกั ษณะทางภมู ิประเทศ 4. ลกั ษณะทางเช้ือชาติ

160

70. ขอ้ ใด ไม่ถกู ตอ้ ง

1. ลมสินคา้ เป็นลมประจาปี 2. ลมมรสุมเป็นลมประจาฤดู

3. ลมภเู ขาเป็นลมประจาเวลา 4. ลมทะเลเป็นลมประจาถ่ิน

71. ขอ้ ใด ไม่ใช่ สาเหตขุ องการเกิดฝนตกหนกั ในประเทศไทย

1. พายไุ ซโคลน 2. แนวพดั สอบของลม 3.ร่องฝน 4. ลมมรสุม

72. วนั ใดคือวนั ส่ิงแวดลอ้ มโลก

1. 22 เมษายน 2. 5 มถิ ุนายน 3. 22 กนั ยายน 4. 26 ธนั วาคม

73. การบริหารราชการส่วนทอ้ งถิ่นในรูปสุขาภิบาลในรัชสมยั ของพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั มหี นา้ ทค่ี ลา้ ย

กบั หน่วยการปกครองส่วนทอ้ งถิ่นปัจจุบนั ในรูปแบบ

1. เทศบาล 2. องคก์ ารบริหารส่วนตาบล

3. หมู่บา้ น 4. องคก์ ารบริหารส่วนจงั หวดั

74. พระราชบญั ญตั สิ ุขาภิบาล ร.ศ. 127 (พ.ศ.2451) ไดม้ กี ารแบ่งสุขาภบิ าลออกเป็นกี่ประเภท อะไรบา้ ง

1. 3 ประเภท ไดแ้ ก่ สุขาภิบาลเมือง สุขาภิบาลตาบล และสุขาภิบาลทอ้ งถนิ่

2. 2 ประเภท ไดแ้ ก่ สุขาภบิ าลเมือง และสุขาภบิ าลตาบล

3. 3 ประเภท ไดแ้ ก่ สุขาภิบาลนคร สุขาภิบาลเมือง และสุขาภบิ าลตาบล

4. 2 ประเภท ไดแ้ ก่ สุขาภิบาลเมอื ง และสุขาภบิ าลชุมชน

75. วาระของวฒุ ิสภาตามรัฐธรรมนูญใหม่ฉบบั 2560 มีกาหนดระยะเวลาก่ปี ี

1. 3 2. 4 3. 5 4. 6

76. การเลอื กต้งั สมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎรไทยเป็นการทวั่ ไป พ.ศ. 2562 เป็นการเลอื กต้งั ทวั่ ไปคร้ังท่ี 28 กาหนดใหม้ ีข้นึ ใน

วนั ที่ 24 มนี าคม 2562 ใชร้ ะบบเลือกต้งั แบบใด

1. แบบจดั สรรปันส่วนผสม 2. แบบทางออ้ ม 3. แบบฝ่ ายประชาธิปไตย 4. แบบเผดจ็ การ

77. ขอ้ ใด ไม่ใช่ อานาจหนา้ ท่ีของคณะรัฐมนตรี

1. พิจารณา สอบสวน และตดั สินพจิ ารณาโทษตามคาร้องเรียนเกี่ยวกบั การปฏบิ ตั หิ รือละเลย ไม่ปฏิบตั หิ นา้ ที่ตาม

กฎหมายของสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรและขา้ ราชการประจา

2. พิจารณาและมีมตใิ นเร่ืองราวต่างๆ ที่กระทรวง ทบวง กรมต่างๆเสนอมาใหค้ ณะรัฐมนตรีวินิจฉัยช้ีขาด

3. กาหนดนโยบายในการบริหารราชการแผน่ ดนิ ตามนโยบายท่ีแถลงขอความเห็นชอบจากรัฐสภา

4. ควบคมุ ขา้ ราชการประจาใหน้ านโยบายไปปฏิบตั ใิ หบ้ งั เกดิ ผล

78. ขอ้ ใด ไม่ใช่ องคก์ รอิสระตามรัฐธรรมนูญ

1. คณะกรรมการการเลอื กต้งั

2. ผตู้ รวจการแผ่นดนิ ของรัฐสภา

3. คณะกรรมการป้องกนั และปราบปรามยาเสพตดิ

4. คณะกรรมการการป้องกนั และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

161

79. ขอ้ ใด ไม่ใช่ ขอ้ กาหนดของกฎหมายทีก่ าหนดใหบ้ คุ คลผูน้ ้นั ไม่มสี ิทธิเลือกต้งั

1. วิกลจริต จิตฟั่นเฟื อน

2. เป็นภกิ ษุ สามเณร นกั พรต นกั บวช

3. เผยแพร่ลทั ธิทางการเมืองทเี่ ป็นอนั ตรายต่อความมน่ั คง

4. ตอ้ งคมุ ขงั อยโู่ ดยหมายของศาลหรือโดยคาสง่ั ท่ีชอบดว้ ยกฎหมาย

80. สาเหตุสาคญั ท่ที าใหป้ ระเทศไทยเขา้ ร่วมเป็นสมาชกิ ในองคก์ ารสนธิสญั ญาเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้ (SEATO) คอื ขอ้ ใด

1. ตอ้ งการส่งเสริมการพฒั นาและวจิ ยั ในระดบั ภมู ภิ าคร่วมกนั กบั ประเทศในอาเซียน

2. ตอ้ งการสร้างกรอบความร่วมมอื ทางการคา้ ระหวา่ งประเทศ

3. กลวั การขยายอานาจและลทั ธิคอมมิวนิสตข์ องจีน

4. กลวั อทิ ธิพลทางการเมอื งและเศรษฐกจิ ของสหรัฐอเมริกาในภมู ภิ าค

81. บรรษทั ขา้ มชาติ คืออะไร

1. องคก์ ารระหวา่ งประเทศท่ปี ระกอบไปดว้ ยสมาชิกในภูมภิ าคเดียวกนั ต้งั แต่ 2 ประเทศข้ึนไป

2. บรรษทั ธุรกจิ เอกชนขนาดใหญข่ องประเทศใดประเทศหน่ึงหรือหลายประเทศร่วมลงทุน แต่มีกจิ การสาขาในหลาย

ประเทศ

3. ความร่วมมือระหวา่ งบรรษทั ธุรกิจเอกชนกบั รัฐบาลในการทาความร่วมมอื ดา้ นเศรษฐกิจและการศึกษาร่วมกนั ตาม

อนุสญั ญา ขอ้ ตกลงระหวา่ งประเทศ

4. บรรษทั ขนาดใหญ่ของประเทศหน่ึงประเทศใดดาเนินการในการสร้างความร่วมมือและใหก้ าร

สนบั สนุนเงินลงทนุ แกบ่ รรษทั ขนาดเลก็ เพอื่ ต้งั ถนิ่ ฐานการผลติ ในประเทศโลกที่สาม

82. ใครคอื ผรู้ ับสนองพระบรมราชโองการยบุ สภาผแู้ ทนราษฎร

1. ประธานรัฐสภา 2. ประธานสภาผแู้ ทนราษฎร

3. ประธานวุฒิสภา 4. นายกรัฐมนตรี

83. จงั หวดั ใดมีจานวนสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร (ส.ส) มากที่สุด

1. เชยี งใหม่ 2. กรุงเทพมหานคร

3. นครศรีธรรมราช 4. สุพรรณบรุ ี

84. ขอ้ ใดไม่ใช่ความหมายของการทาประชาพิจารณ์

1. การเปิ ดโอกาสใหผ้ มู้ สี ่วนไดส้ ่วนเสียโดยตรงไดม้ โี อกาสรับทราบขอ้ มลู โดยละเอยี ด

2. กระบวนการทร่ี ัฐเปิ ดโอกาสใหป้ ระชาชนไดแ้ สดงความคิดเห็นในปัญหาสาคญั ของชาติท่ีมคี วาม

เกีย่ วขอ้ งกบั หลายฝ่ าย

3. กระบวนการทเี่ ปิ ดโอกาสใหร้ ัฐ ประชาชน และผเู้ กีย่ วขอ้ งแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการใหข้ อ้ มูลต่อ

โครงการหรือนโยบายน้นั ไมว่ ่าจะเห็นดว้ ยหรือไมเ่ หน็ ดว้ ยกต็ าม

4. การนาร่างกฎหมาย ร่างรัฐธรรมนูญ และนโยบายท่ีสาคญั ของประเทศ ไปผ่านการตดั สินเพื่อแสดง

ความเหน็ ชอบหรือไมเ่ หน็ ชอบโดยประชาชนผเู้ ป็นเจา้ ของอานาจอธิปไตย

162

85. นโยบายรัฐนิยมเกดิ ข้ึนในสมยั ของนายกรัฐมนตรีคนใด

1. นายปรีดี พนมยงค์ 2. จอมพล ป. พิบูลสงคราม

3. จอมพลสฤษด์ิ ธนะรัชต์ 4. พลเอกเปรม ตณิ สูลานนท์

86. จงั หวดั บึงกาฬแยกออกมาจากจงั หวดั ใด

1. อดุ รธานี 2. หนองคาย

3. สระแกว้ 4. นครพนม

87. หลกั หา้ มการเลอื กปฏบิ ตั โิ ดยไม่เป็นธรรมต่อบคุ คล ปรากฏอยใู่ นกฎหมายฉบบั ใด

1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย 2. ประมวลกฎหมายอาญา

3. ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ 4. ประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความ

88. หากรัฐบาลมีความจาเป็นเร่งด่วนในการบงั คบั ใชม้ าตรการป้องปัดภยั พิบตั ิสาธารณะเน่ืองจากหลายจงั หวดั ในภาคกลาง

ประสบภาวะน้าท่วม รัฐบาลควรออกกฎหมายในรูปแบบใด

1. พระราชบญั ญตั ิ 2. พระราชกาหนด

3. พระราชกฤษฎีกา 4. กฎกระทรวง

89. การเวนคนื อสังหาริมทรัพยเ์ พื่อสร้างสาธารณูปโภคของรัฐ ถอื เป็นการใชอ้ านาจตามกฎหมายประเภทใด

1. กฎหมายเอกชน 2. กฎหมายมหาชน

3. กฎหมายระหว่างประเทศ 4. กฎหมายเศรษฐกิจ

90. ขอ้ ใดกลา่ วไม่ถูกตอ้ ง

1. ผเู้ ยาวห์ มายถงึ บคุ คลซ่ึงมอี ายตุ า่ กวา่ 20 ปี บริบูรณ์

2. ผเู้ ยาวท์ านิตกิ รรม ตอ้ งไดร้ ับความยนิ ยอมจากบดิ ามารดา

3. คนไร้ความสามารถ ศาลจะต้งั ผอู้ นุบาลเพือ่ ทานิติกรรมต่างๆแทน

4. คนเสมอื นไร้ความสามารถ ศาลจะต้งั ผูพ้ ิทกั ษเ์ พือ่ ทานิตกิ รรมตา่ งๆแทน

91. ขอ้ ใดไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์

1. ทน่ี า 2. ไมย้ นื ตน้

3. ภูเขา 4. ไมล้ ม้ ลุก

92. ขอ้ ใดกลา่ วเก่ียวกบั นิติกรรมท่ีเป็นโมฆะกรรมไม่ถูกตอ้ ง

1. เสียเปล่าต้งั แตต่ น้ 2. บงั คบั กนั ไมไ่ ด้

3. มผี ลสมบูรณ์อยชู่ วั่ คราว 4. เหมอื นไมม่ ีการทานิตกิ รรมกนั เลย

93. นางแดงไดร้ ับมรดกจากบิดาที่เสียชวี ติ เป็นที่ดนิ หน่ึงแปลงระหวา่ งสมรสกบั นายดา ที่ดนิ น้ีจดั เป็นทรัพยส์ ินประเภทใด

1. สินส่วนตวั 2. สินสมรส

3. สินมรดก 4. สินไหมทดแทน

163

94. ขอ้ ใดเป็นสาระสาคญั ของกฎหมายอาญา

1. รักษาความสงบเรียบร้อยในสังคม 2. คมุ้ ครองผลประโยชนข์ องส่วนรวม

3. กาหนดลกั ษณะความผิดและบทลงโทษ 4. ชดใชค้ ่าเสียหาย

95. การกระทาในขอ้ ใดที่กฎหมายยกเวน้ ความผิดให้

1. การกระทาดว้ ยความจาเป็น 2. การกระทาเพือ่ ป้องกนั ตนเองหรือผอู้ ืน่

3. การกระทาของคนวิกลจริต 4. การกระทาผดิ ของเยาวชน

96. นายเอฝากรถจกั รยานไวก้ บั นายบี ตอ่ มานายบนี าเอาไปขายใหผ้ อู้ ื่นแลว้ นาเงินไปใช้ การกระทาน้ผี ิดอาญาฐานใด

1. ลกั ทรัพย์ 2. ชิงทรัพย์

3. ยกั ยอกทรัพย์ 4. ฉอ้ โกง

97. หากผเู้ สพยาเสพติด สมคั รใจขอเขา้ รับการบาบดั กฎหมายไดก้ าหนดสิทธิของบคุ คลน้นั อยา่ งไร

1. ใหไ้ ดร้ ับการยกเวน้ ความผิด 2. ใหไ้ ดร้ ับการยกเวน้ โทษ

3. ใหร้ อการลงอาญา 4. ใหค้ มุ ประพฤติ

98. เจา้ พนกั งานซ่ึงมหี นา้ ทด่ี าเนินการใหเ้ ป็นไปตามคาพพิ ากษาหรือคาสง่ั ของศาลในคดเี พ่ง หมายถงึ ใคร

1. พนกั งานสอบสวน 2. พนกั งานอยั การ

3. พนกั งานบงั คบั คดี 4. พนกั งานราชทณั ฑ์

99. สภาพบคุ คลตามกฎหมายเริ่มเม่อื ใด

1. ต้งั แตป่ ฏิสนธิในครรภม์ ารด

2. ต้งั แต่คลอดและอยรู่ อดเป็นทารก

3. เมื่อแจง้ เกิดตามพระราชบญั ญตั ิการทะเบียนราษฎร

4. เม่อื แจง้ เกดิ ตามพระราชบญั ญตั จิ ดทะเบยี นครอบครัว

100. ขอ้ ใดเป็นอุปสรรคสาคญั ในการบงั คบั ใหเ้ ป็นไปตามกฎหมาย

1. เจา้ พนกั งานมีกาลงั ไม่เพียงพอ

2. เจา้ พนกั งานละเลยไม่ปฏิบตั ิตามหนา้ ที่

3. พลเมอื งขาดความสนใจเก่ยี วกบั กฎหมาย

4. พลเมอื งเคยชินไมป่ ฏิบตั ิตามกฎหมาย

164

------------------------------------------------------------------------------------------------------

เฉลยข้อสอบชุดที่ 7

-------------------------------------------------------------------------------------------------------

(1) 1 (11) 3 (21) 4 (31) 1 (41) 4 (51) 4 (61) 4 (71) 2 (81) 2 (91) 4
(2) 1 (12) 2 (22) 4 (32) 4 (42) 1 (52) 2 (62) 2 (72) 2 (82) 4 (92) 3
(3) 4 (13) 3 (23) 4 (33) 1 (43) 2 (53) 3 (63) 4 (73) 1 (83) 2 (93) 1
(4) 2 (14) 2 (24) 1 (34) 2 (44) 3 (54) 4 (64) 2 (74) 2 (84) 4 (94) 3
(5) 3 (15) 2 (25) 1 (35) 1 (45) 1 (55) 2 (65) 1 (75) 3 (85) 2 (95) 2
(6) 3 (16) 2 (26) 2 (36) 2 (46) 1 (56) 4 (66) 3 (76) 1 (86) 2 (96) 3
(7) 4 (17) 3 (27) 1 (37) 3 (47) 2 (57) 3 (67) 2 (77) 1 (87) 1 (97) 1
(8) 3 (18) 4 (28) 2 (38) 4 (48) 3 (58) 4 (68) 3 (78) 3 (88) 2 (98) 3
(9) 2 (19) 2 (29) 3 (39) 1 (49) 3 (59) 2 (69) 3 (79) 3 (89) 2 (99) 2
(10) 1 (20) 4 (30) 3 (40) 3 (50) 1 (60) 1 (70) 4 (80) 3 (90) 4 (100) 2

165

-------------------------------------------------------------------------------------------------------

เฉลยข้อสอบชุดที่ 7 แบบวเิ ครำะห์ละเอยี ด

-------------------------------------------------------------------------------------------------------

1. เฉลย ขอ้ 1 เพอ่ื ใหเ้ ราสละความเห็นแกต่ วั

เหตุผล คาวา่ ซะกาต แปลว่า การทาใหส้ ะอาดบริสุทธ์ิ (purification) และการเจริญเตบิ โต วตั ถุประสงคใ์ นการจ่ายซะกาต
ก็เพ่ือเป็ นการยนื ยนั ถึงความศรัทธาและเพื่อซกั ฟอกทรัพยส์ ินและจิตใจของผจู้ ่ายให้มีความสะอาดบริสุทธ์ิ หมด
จากความโลภ ตระหน่ีถ่ีเหนียว ซ่ึงถือเป็นสิ่งสกปรกทางใจอยา่ งหน่ึง รวมท้งั ยงั เป็นการกระจายทรัพยส์ ินให้กลุ่ม
คนที่ยากไร้ดว้ ย

2. เฉลย ขอ้ 1 ศลี ลา้ งบาปและศีลมหาสนิท
เหตุผล นิกายโปรเตสแตนต์ส่วนมากยอมรับศีลศกั ด์ิสิทธ์ิเฉพาะศีลลา้ งบาป (Baptism) และศีลมหาสนิท (Communion)

ส่วนศีลสมรสน้นั การยอมรับข้ึนอยกู่ บั แต่ละกลุ่มและแต่ละนิกาย พิธีกรรมท่ีจัดข้ึนสาหรับการรับศลี ศกั ด์ิสิทธ์ิก็
แตกตา่ งจากนิกายคาทอลิค แมใ้ นกลมุ่ ของโปรเตสแตนตเ์ องกย็ งั มีความหลากหลายออกไปอีก เชน่ การรับศลี ลา้ ง
บาป บางกลุ่มอาจใชน้ ้าเป็ นสัญลกั ษณ์ในการชาระลา้ ง แต่บางกลุ่มอาจไม่ใชน้ ้าเลยกไ็ ด้ พิธีกรรมเหล่าน้ีจะถูก
ปรับปรุงใหเ้ หมาะสมกบั สภาพแวดลอ้ มจึงมีขอ้ แตกตา่ ง ในรายละเอียด แต่แนวคดิ ร่วมของการรับศีลน้นั ยงั คงเชื่อ
เหมอื นกนั

3. เฉลย ขอ้ 4 เปลี่ยนจากเช่อื ในความเป็นอาตมนั ของจิต มาเชอ่ื ในความเป็นอนตั ตาของจิต
เหตผุ ล ในทศั นะของชาวอินเดียหรือพราหมณ์-ฮินดูน้ันมีความเช่ือว่า อาตมัน หรือ ชีวาตมัน คือ ตัวตนของเรา น้ี
ประกอบดว้ ยส่วนสาคญั 2 ส่วนดว้ ยกนั คือ ส่วนแห่งร่างกายคือตัวตนอยา่ งหยาบ และ ส่วนแห่งจิตวิญญาณคือตวั ตนอยา่ ง
สมบูรณ์ ในส่วนแห่งร่างกายน้นั ถือว่าเป็ นส่วนท่หี ยาบ ไม่ใช่ตวั ตนท่ีแทจ้ ริง เพราะมีการแตกสลายไปตามกาลเวลา แต่ใน
ส่วนแห่งจิตวญิ ญาณอนั เป็ นส่วนละเอียดน้นั เป็นอาตมนั หรือเป็ นตวั ตนท่ีแทจ้ ริง เพราะจิตวญิ ญาณน้นั จะไม่มีวนั ตายหรือ
แตกสลาย ซ่ึงตรงขา้ มกบั อนตั ตา แปลวา่ ไม่มตี วั ตน

4. เฉลย ขอ้ 2 ผลเป็นสิ่งที่เหน็ ประจกั ษช์ ดั กวา่ เหตุ
เหตุผล คาสอนในพระพุทธศาสนา เป็ นคาสอนท่ีมีเหตุผล ไม่บงั คบั ให้เช่ือ ในบางกรณี พระพุทธเจา้ ทรงยกผลข้ึนแสดง

ก่อน แลว้ จึงสาวสาเหตุ เช่น อริยสัจส่ี ทรงแสดงผล คือ ทุกขก์ ่อนว่าทุกข์มีลกั ษณะอย่างไร ไดแ้ ก่อะไรบา้ ง แลว้
ทรงแสดงเหตุของทกุ ข์ คือตณั หา เมือ่ ทราบว่าตณั หาเป็นเหตุของทกุ ข์ การจะแกท้ ุกข์ ตอ้ งแกท้ ่เี หตุคอื ตณั หาใหไ้ ด้
จึงทรงแสดง นิโรธ ความดบั ทุกข์ โดยการดบั ตณั หา แต่นิโรธซ่ึงเป็นผลน้นั จะเกิดข้นึ เองไม่ได้ ตอ้ งมีเหตุ จึงทรง
แสดงเหตุ ใหถ้ งึ นิโรธ คือมรรค รวมความแลว้ เป็นผล-เหตุ 2 คู่ คอื ทกุ ขเ์ ป็นผล สมุทยั เป็นเหตุ นิโรธเป็นผล มรรค
เป็ นเหตุ

166

5. เฉลย ขอ้ 3 กตญาณ
เหตผุ ล กตญำณ เป็ นญาณหยง่ั รู้ว่าไดท้ าหน้าท่ีทุกอย่างในอริยสัจจ์แต่ละอย่างน้ันไดโ้ ดยบริบูรณ์แลว้ คือ ตัวทุกข์รู้ดว้ ย

ปัญญาโดยตลอดแลว้ ตัวตัณหำไดล้ ะขาดไปจากใจแลว้ ตัวนิโรธก็เขา้ ถึงในใจแลว้ และตัวมรรค 8 กไ็ ดล้ งมือทา
สมบรู ณ์แลว้

- ขอ้ 4 ผดิ เพราะ สัมมสนญำณ (จดั อยใู่ นญาณ 16 อยา่ ง) หมายถงึ ญาณพิจารณานามรูป โดยไตรลกั ษณ์

6. เฉลย ขอ้ 3 บ่อเกิดแห่งความดงี าม
เหตผุ ล ธรรมะคือคุณากร ส่วนชอบสาธร ดจุ ดวงประทีปชชั วาล คาวา่ คุณำกร แปลวา่ ความดที ่ปี ระจาอยใู่ นส่ิงน้นั ๆ เป็น

บอ่ เกดิ แห่งความดตี ่าง ๆ จึงสรุปไดว้ ่า ธรรมะกค็ ือ บอ่ เกิดแห่งความดตี า่ ง ๆ นน่ั เอง

7. เฉลย ขอ้ 4 จงทาตนเป็นตวั อยา่ ง (ที่ด)ี ในทกุ สถานการณ์
เหตุผล มหาวิทยาลยั มหิดล ไดเ้ อาพุทธพจน์บาลี เป็ นสัญลกั ษณ์ประจามหาวิทยาลยั เตือนใจแพทยแ์ ละพยาบาล ความวา่

“อัตตำนัง อุปมัง กเร” แปลว่า พึงเอำตัวเองเป็ นเคร่ืองเปรียบเทียบ แปลเป็ นไทยอีกทีว่า “จงปฏิบัติต่อผู้อื่น
ดงั เช่นท่ำนได้ปฏิบัตใิ ห้กบั ตวั ท่ำนเอง”

วิเครำะห์ : (อัตตำ แปลวา่ ตวั ตน) (อปุ ม แปลวา่ ขอ้ เปรียบเทียบ) (กเร แปลว่า พงึ กระทา)

8. เฉลย ขอ้ 3 ธมั มจกั กปั ปวฒั นสูตร

เหตุผล “ธมั มจักกัปปวตั ตนสูตร” ไดแ้ ก่ มชั ฌิมำปฏิปทำ หรือ ทำงสำยกลำง

- เป็นปฐมเทศนา คือ พระธรรมเทศนาคร้ังแรก ซ่ึงพระพุทธเจา้ ทรงแสดงแก่พระปัญจวคั คยี ท์ ้งั 5 ณ บริเวณ ป่ า
อิสิปตนมฤคทายวนั แขวงเมืองพาราณสี ในวนั ข้นึ 15 คำ่ เดือน 8 คือ ภายหลงั จากการตรัสรู้แลว้ 2 เดอื น ซ่ึงก็
คอื วนั อำสำฬหบูชำนน่ั เอง เป็นพระสูตรท่วี า่ ดว้ ยมชั ฌมิ าปฏิปทา คอื ทางสายกลาง ซ่ึงเวน้ ทสี่ ุดท้งั 2 อยา่ ง
1. กำมสุขัลลกิ ำนุโยค = การประพฤตปิ ฏิบตั ติ นเพื่อแสวงหาความสุขอยใู่ น รูป เสียง กลน่ิ รส สัมผสั ท่ี
น่ารักน่าปรารถนา ซ่ึงเป็นธรรมอนั เลว
2. อตั ตกิลมถำนุโยค = การประพฤตปิ ฏิบตั ดิ ว้ ยการทรมานร่างกายใหไ้ ดร้ ับความลาบาก ซ่ึงมแี ต่ทาให้
ใจเป็นทุกขท์ รมานอยา่ งเดียว ไม่เป็นทางนาจิตใจออกจากกเิ ลส

- และทรงแสดงอริยสัจ 4 ความจริงอนั ประเสริฐท้งั 4 ประการ ซ่ึงพระพทุ ธเจา้ ไดต้ รัสรู้ คือ ทุกข์ สมทุ ยั นิโรธ
มรรค (คาสอนทีเ่ นน้ ความเป็นเหตแุ ละผล) จนท่านโกณฑัญญะ หวั หนา้ คณะปัญจวคั คีย์ ไดด้ วงตาเหน็ ธรรม
(ธรรมจกั ษุ) และขอบวชเป็นพระภกิ ษุรูปแรกในพระศาสนา เรียกวา่ เป็น ปฐมสาวก เกดิ พระสงฆ์รูปแรก ท่ี
บวชโดยพระพุทธเจา้ เรียกวา่ “เอหิภิกขอุ ปุ สัมปทำ” ---> เกดิ พระรัตนตรัยครบบริบูรณ์

- ขอ้ 2 ผดิ เพราะ กำลำมสูตร เป็นสูตรฟังหูไวห้ ู หลกั การพจิ ารณากอ่ นเชอ่ื 10 ประการ
- ขอ้ 3 ผดิ เพราะ อนัตตลกั ขณสูตร ทรงแสดงเร่ืองอนตั ตา (ความไม่มตี วั ตน)ในขนั ธ์ 5 ตอ่ เหลา่ พระปัญจวคั คีย์

ท้งั 5 จนสาเร็จพระอรหนั ต์ ในวนั แรม 5 คา่ เดือน 9
- ขอ้ 4 ผิดเพราะ อำทิตตปริยำยสูตร เป็ นพระสูตรที่มีเน้ือหาแสดงถึงความรุ่มร้อนของจิตใจ (อินทรีย์ 5) ดว้ ย

อานาจของกเิ ลส พระบรมศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนาแก่ภิกษชุ ฎิล ท้งั 1,003 รูป

167

9. เฉลย ขอ้ 2 พระสารีบุตร
เหตุผล เน่ืองจากพระสารีบุตรไดล้ ะสังขารเขา้ สู่นิพพานโดยสงบ ในวนั ข้ึน 15 ค่า เดือน 12 ก่อนพระบรมศาสดาสัมมา

พุทธเจ้า ประมาณ 6 เดือน ดงั น้ัน พระสารีบุตรจึงไม่มีส่ วนร่วมในการทาปฐมสังคายนา คร้ังท่ี 1 ซ่ึง การทา
สงั คายนา เกิดข้นึ หลงั พทุ ธปรินิพพาน 3 เดือน

- ขอ้ 1 ผดิ เพราะ พระอบุ ำลี = ในการสังคายนาคร้ังที่ 1 ท่านเป็นผวู้ สิ ชั นา “พระวินัย”
- ขอ้ 3 ผิดเพราะ พระอนุรุทธ = ในการสังคายนาคร้ังท่ี 1 ใชพ้ ระอรหันต์ 500 รูป ซ่ึง 1 ในน้ันกม็ ีพระอนุรุทธ

ร่วมเป็นพระสงั คีตกิ าจารยอ์ ยดู่ ว้ ย ซ่ึงทา่ นกช็ ่วยใหก้ ารสังคายนาสาเร็จลลุ ว่ ง เป็นที่ยอมรับของทกุ ฝ่ าย
- ขอ้ 4 ผิดเพราะ พระอำนนท์ = ในการสงั คายนาคร้ังที่ 1 พระอานนทเ์ ป็นผวู้ สิ ัชนา “พระธรรม”
10. เฉลย ขอ้ 1 กรรมบญั ชา
เหตุผล ดวงตามความเชื่อทางศาสนาพุทธแบบพ้ืนบา้ น เรียกว่า กรรมบัญชำ เรามกั ไดย้ นิ คาอุทานว่า “เป็ นไปตำมกรรม”
“กรรมตำมสนอง” “ไม่รู้เป็ นเวรกรรมอะไร” ชาวบา้ นมกั เขา้ ใจว่าเป็นการกระทาทบี่ ุคคลไดท้ าไวใ้ นอดีตชาติ แลว้
การกระทาน้นั ส่งผลดรี ้ายมาจนถงึ ปัจจุบนั

11. เฉลย ขอ้ 3 อนาคาริก ธรรมปาละ
เหตุผล เป็นชาวศรีลงั กา และเป็นชาวพุทธที่ศรัทธาในพระพทุ ธศาสนาอยา่ งมากมาย ก่อนบวชท่านไดฟ้ ังสถานการณ์พุทธ

จากหนังสือของ เซอร์ เอด็ วิน อาร์โนลด์ แลว้ ท่านไดต้ ดั สินใจบวชเป็ นนกั บวช (ยงั ไม่บวชเป็ นพระ) เดินทางมา
อินเดีย ท่านพฒั นาป่ าอิสิปตนะมฤคทายวนั ใหเ้ ป็นพุทธสถาน ทางานเพ่ือนาพระพุทธศาสนามาสู่อินเดยี จนสาเร็จ
รวมถึงเป็ นผูท้ วงคืนพุทธคยา ให้กลบั มาอยู่ในความดูแลของชาวพุทธจนเป็ นเป็ นผลสาเร็จ และในปี พ.ศ.2545
องคก์ ารยเู นสโก ไดย้ กใหพ้ ทุ ธคยา เป็ นมรดกโลก จึงถอื ว่าเป็นหลกั ประกนั ในการฟ้ื นพุทธศาสนาใหอ้ นิ เดีย

- ขอ้ 1 ผิดเพราะ มหำตมะ คำนธี = มหาวีรบรุ ุษ ตวั แทนแห่งสันติภาพ ผนู้ าแห่งการเปลยี่ นแปลงดว้ ย "การต่อสู้
แบบอหิงสา" และต่อสูเ้ พอ่ื เอกราชของอินเดยี จากการเป็นเมอื งข้ึนขององั กฤษ

- ขอ้ 2 ผิดเพราะ ดร. เอ็มเบดกำร์ = ผูเ้ กิดในวรรณะศูทรท่ียากจนในอินเดีย ไดร้ ับทุนเรียนจนจบปริญญาเอก
ท่านใชห้ ลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนา ผลกั ดนั ใหส้ งั คมอนิ เดียมคี วามเสมอภาคและยตุ ิธรรม เม่ือ พ.ศ.2499

- ขอ้ 4 ผิดเพราะ เซอร์ เอ็ดวิน อำร์โนลด์ = นักปราชญ์ชาวองั กฤษ ผูป้ ระพนั ธ์พุทธประวตั ิ The Light of Asia
(ประทปี แห่งทวปี เอเชีย) เม่อื ปี พ.ศ. 2466 และไดต้ ีพิมพแ์ พร่หลายในองั กฤษ ประเทศอ่นื ๆ ในยโุ รป

12. เฉลย ขอ้ 2 เวทนานุปสั สนา
เหตผุ ล เนื่องจากว่า เวทนานุปัสสนา คือ การใชส้ ติกาหนดรู้อารมณ์ของเราเองที่เกิดข้ึน 3 อยา่ ง ไดแ้ ก่ ความรู้สึกทุกข์

(ทกุ ขเวทนา) ดีใจเป็นสุข (สุขเวทนา) และไมด่ ีใจไม่เสียใจเป็นกลางๆ (อุเบกขาเวทนา)

13. เฉลย ขอ้ 3 จาวดั
เหตุผล เป็นคาสุภาพท่ีใชก้ บั พระสงฆ์ มคี วามหมายวา่ “นอนหลบั ”

- ขอ้ 1 ผดิ เพราะไสยำสน์ = ใชเ้ รียกพระพทุ ธรูปปางนอนวา่ พระไสยาสน์ (ไสยาด)
- ขอ้ 2 ผิดเพราะ นิทรำ = แปลว่า การนอนหลบั หรือหลบั นอน ใชก้ บั ฆราวาส
- ขอ้ 4 ผิดเพราะ บรรทม = แปลวา่ นอน เชน่ เขา้ ท่บี รรทม ใชก้ บั พระมหากษตั ริย์

168

14. เฉลย ขอ้ 2 มตกภตฺตานิ
เหตุผล เป็นคากล่าวถวายสังฆทาน ประเภทอุทศิ ใหผ้ ูต้ าย โดยผูท้ าบญุ ถวายตอ้ งกลา่ ว... ดงั น้ี

“อิมานิ มะยงั ภนั เต มะตะกะภัตตำนิ สะปะริวารานิ ภกิ ขสุ ังฆสั สะโอโณชะยามะ สาธุ โน ภนั เต ภิกขุ
สังโฆ อิมานิ มะตะกะภตั ตำนิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคณั หาตุ อมั หากญั เจวะ มาตาปิ ตุอาทีนญั จะ ญาตะกานงั
กาละกะตานงั ทีฆะรัตตงั หิตายะ สุขายะฯ”

แปลว่ำ...ขา้ แต่พระสงฆผ์ เู้ จริญ ขา้ พเจา้ ท้งั หลาย ขอนอ้ มถวายมตกภตั ตาหาร กบั ท้งั บริวารเหลา่ น้ีแด่พระภิกษุ
สงฆ์ ขอพระภกิ ษสุ งฆจ์ งรับมตกภตั ตาหารกบั ท้งั บริวารเหล่าน้ีของขา้ พเจา้ ท้งั หลาย เพื่อประโยชนแ์ ละความสุข
แก่ขา้ พเจา้ ท้งั หลายดว้ ย แก่ญาติของขา้ พเจา้ ท้งั หลายมีมารดาบิดาเป็ นตน้ ผูท้ ากาละล่วงลบั ไปแลว้ ดว้ ย สิ้นกาล
นานเทอญ ฯ

15. เฉลย ขอ้ 2 วนั วสิ าขบชู า
เหตุผล เน่ืองจากเมื่อวันท่ี 15 ธันวาคม 2542 ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ได้พิจารณาระเบียบวาระท่ี 174 เรื่อง

International recognition of the Day of Visaka โดยการเสนอของศรีลงั กา ประกาศใหว้ นั วสิ ำขบูชำ ตรงกับวัน ขนึ้
15 คำ่ เดือน 6 เป็ นวนั สาคญั ของพุทธศาสนิกชนทว่ั โลก เพราะเป็ นวนั ที่พระพุทธเจา้ ประสูติ ตรัสรู้ และเสดจ็ ดบั
ขนั ธปรินิพพาน หรือ เรียกว่า วนั พระพทุ ธเจ้ำ

- ขอ้ 1 ผิดเพราะ วันมำฆบูชำ = ข้ึน 15 ค่า เดือน 3 เป็นวนั ทเ่ี กิดจาตุรงคสันนิบาติ และพระพทุ ธองคท์ รงแสดง
โอวาทปาฏิโมกข์ เรียกวา่ วันพระธรรม

- ขอ้ 3 ผิดเพราะ วันอัฏฐมีบูชำ = แรม 8 ค่า เดือน 6 วนั ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ ณ กรุงกุสินารา แควน้
มลั ละ เป็นวนั ท่รี ะลึกถึงควำมไม่ประมำท (อปั มาทธรรม)

- ขอ้ 4 ผดิ เพราะ วนั อำสำฬหบูชำ = ข้นึ 15 คา่ เดือน 8 วนั แสดงปฐมเทศนา ธมั มจกั รกปั ปวตั นสูตร เริ่มประกาศ
พุทธศาสนา ทา่ นโกณฑญั ญะเกิดดวงตาเห็นธรรม เกดิ พระรัตนตรัยครบสาม เรียกว่า วนั พระสงฆ์

16. เฉลย ขอ้ 2 ความเจริญข้นั อารยธรรมเกิดข้ึนในยคุ โลหะ
เหตผุ ล ยคุ โลหะ เร่ิมประมาณ 4,000 ปี ก่อน ค.ศ. ในช่วงเวลาน้ีมนุษยร์ ู้จกั การนาโลหะ คือ สาริด (ทองแดงผสมดีบกุ ) มาใช้

ทาเครื่องมือเครื่องใช้ ต่อมาประมาณ 3,500 ปี ก่อน ค.ศ. มีการนาเหล็กมาใช้ จึงแบ่งออกเป็ นยคุ สาริด และเหล็ก
ดงั น้นั ยคุ โลหะ ถอื วา่ มนุษยม์ ีความเจริญและก่อเกดิ อำรยธรรมแลว้ มอี ยตู่ ามท่ีราบล่มุ แม่น้า 4 แห่ง ไดแ้ ก่

1. ลมุ่ แมน่ ้าไนลใ์ นอยี ปิ ต์ 3. ลุ่มแม่น้าไทกรีส ยเู ฟรทีส ในเอเชียตะวนั ตกเฉียงใต้
2. ลุ่มแม่น้าสินธุในเอเชียใต้ 4. ลมุ่ แม่น้าหวงเหอในเอเชียตะวนั ออก
- ขอ้ 1 ผิดเพราะ ยคุ หิน = จดั อยใู่ นสมยั กอ่ นประวตั ศิ าสตร์ ซ่ึงมนุษยย์ งั ไมม่ กี ารใชต้ วั อกั ษรบนั ทึกเร่ืองราว
- ขอ้ 3 ผิดเพราะ ยคุ หินเก่ำ = เป็นยคุ ทใี่ ชเ้ คร่ืองมอื หินกะเทาแบบหยาบๆ อาศยั อยตู่ ามถ้าและเพงิ ผา ล่าสัตว์ จบั
ปลา เกบ็ พืชผกั ผลไมเ้ ป็นอาหาร ยงั ไมม่ กี ารต้งั ถนิ่ ฐาน ยงั ไม่มีการเพาะปลูก (การเพาะปลกู เกดิ ในยคุ หินใหม)่
- ขอ้ 4 ผดิ เพราะ มนุษยใ์ นแตล่ ะภูมิภาครู้จกั ใชโ้ ลหะไม่พร้อมกัน ระยะเวลาทแ่ี บง่ กไ็ มต่ รงกนั เพราะพฒั นาการ
ทเี่ กดิ ข้ึนไม่เทา่ กนั

169

17. เฉลย ขอ้ 3 พงศาวดารจนี ราชวงศต์ ่างๆ
เหตุผล เนื่องจากพงศาวดารจีนบางชนิดมีการแปลเป็ นภาษาตา่ งๆ ในภายหลงั หรือทาข้นึ ภายหลงั จากเหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึน

แลว้ เชน่ ท่ีแพร่หลายท่สี ุด คอื เรื่องสามกก๊ แปลและเรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดยเจา้ พระยาพระคลงั (หน) ในสมยั
รัชกาลที่ 1, เรื่องไซอิ๋ว (ช่วงราชวงศห์ มงิ ) ตพี มิ พเ์ ป็นคร้ังแรกในสมยั ร. 5 พ.ศ. 2417 โดยโรงพมิ พห์ มอบรัดเลย์

- ขอ้ 1 ผิดเพราะ ทัชมำฮำลในอินเดีย เป็นหลกั ฐานช้นั ตน้ ที่สร้างข้นึ ในสมยั ราชวงศโ์ มกลุ โดย พระเจา้ ชาห์ เจ
ฮนั สร้างข้นึ เป็นอนุสรณ์แห่งความรักทีส่ วยงาม ผสมผสานศิลปะฮินดูผสมกบั อิสลาม และยงั เป็นสุสานฝังศพ
ของ มมุ ทชั มาฮลั ราชนิ ีผูป้ ็นท่รี ักยง่ิ ของ พระเจา้ ชาห์ เจฮนั อยใู่ นเมืองอคั ระ บนฝ่ังแมน่ ้ายมนา อนิ เดยี

- ขอ้ 2 ผดิ เพราะ บันทกึ ของมำร์โคโปโล จดั เป็นหลกั ฐานช้นั ตน้ เขยี นข้นึ โดยบุคคลทีร่ ู้เหน็ เหตุการณ์น้นั ๆ เขา
เป็นนกั เดนิ ทางคา้ ขายและนกั สารวจชาวเวนิส-อิตาลี เป็นชาวตะวนั ตกคนแรกท่ีไดเ้ ดินทางตามเส้นทางสาย
ไหม ไปยงั ประเทศจีน และไดเ้ ขา้ เฝ้าจกั รพรรดิกบุ ไลข่าน แห่งราชวงศห์ ยวน และไดใ้ ชช้ ีวิตอยทู่ เ่ี มืองหางโจว
ชว่ ยงานราชสานกั ถงึ 17 ปี การเดนิ ทางของเขาถกู เขียนไวใ้ นบนั ทึกการเดินทางของมาร์โก โปโล

- ขอ้ 4 ผิดเพราะ คำบอกเล่ำของผู้พบเห็นเหตุกำรณ์ จัดเป็ นหลกั ฐานช้นั ตน้ เกิดจากบุคคลท่ีรู้เห็นหรืออยู่
ร่วมกบั เหตกุ ารณ์ดว้ ย

18. เฉลย ขอ้ 4 ดราวิเดยี น
เหตุผล มิลกั ขะ หรือ ดรำวิเดียน (Dravidian) เป็ นชนพ้ืนเมืองเดิมที่ถือว่ามีความเจริญมากในระดบั หน่ึง อาศยั อยูแ่ ถบ

บริเวณแม่น้าสินธุ ทางตอนเหนือของอนิ เดยี มวี ฒั นธรรมเป็นของตวั เอง มีรูปร่างเต้ีย ผวิ คล้าดา ปากหนา ผมหยกิ

- ขอ้ 1 ผดิ เพราะ ฮิบรูหรือยวิ มบี ทบาทสาคญั ในการสร้างสรรคอ์ ารยธรรเมโสโปเตเมยี เดิมทีบรรพบรุ ุษเคยอยู่
ทางตอนเหนือของดินแดนเมโสโปเตเมยี ต่อมาตกเป็นทาสของอยี ปิ ต์

- ขอ้ 2 ผิดเพราะ อำรยนั = เมอื่ ประมาณ 4,000 ปี มาแลว้ ชาวอารยนั หรืออินโดอารยนั เป็นผูส้ ืบเช้ือสายมาจาก
พวกอินโด - ยโู รเปี ยน (เผา่ เดยี วกบั พากฮิตไทต์ – และเปอร์เซีย บริเวณเมโสโปเตเมยี ) อพยพมาจากเอเชียกลาง
บริเวณรอบๆ ทะเลแคสเปี ยน แยกออกเป็ นสองสาย คือสายท่ี 1ไปสู่ตะวนั ออกกกลางกลายเป็ นชาวอารยนั
เปอร์เซีย และสายที่ 2 มุ่งตรงสู่อินเดีย ยึดครองดินแดนแถบลุ่มแม่น้าสินธุ จากพวกดราวิเดียน และเป็ นผู้
วางรากฐานระบบวรรณะในประเทศอนิ เดีย

- ขอ้ 3 ผดิ เพราะ ฟิ นิเชียน มีบทบาทสาคญั ในการสร้างสรรค์อำรยธรรมเมโสโปเตเมีย มคี วามสามารถทางดา้ น
การคา้ สร้างเรือเดินสมุทร ทาเครื่องเรือน เคร่ืองแกว้ โลหะ เคร่ืองประดบั ยอ้ มผา้ โดยใชส้ ีจากเปลอื กหอย

19. เฉลย ขอ้ 2 อาณาจกั รโรมนั มอี าณาเขตครอบคลมุ ทะเลเมดเิ ตอเรเนียน

เหตผุ ล ถือวา่ ถกู ตอ้ งทสี่ ุด เนื่องจาก ประมาณ 264 ปี ก่อน ค.ศ. ชาวโรมนั สามารถยดึ ครองคาบสมุทรอิตาลไี ดท้ ้งั หมด มชี ยั
ชนะเหนืออาณาจักรคาร์เทจ ทาให้กลายเป็ นเจ้ำทะเลเมดิเตอเรเนียน ผูกขาดการคา้ ระหว่างยุโรปตะวนั ตกกบั
ตะวนั ออกและเอเชียไมเนอร์ไดห้ มด รวมท้งั ยดึ อียปิ ตไ์ ดใ้ นสมยั พระนางคลีโอพตั รา (31 ปี กอ่ น ค.ศ.)

- ขอ้ 1 ผิดเพราะ ชำวกรีกโบรำณ เรียกตวั เองว่า “เฮลลิน” เป็ นพวกอินโด-ยูโรเปี ยนที่อพยพมาจากทางตอน
เหนือของประเทศกรีซในปัจจุบนั (ส่วนชำวละติน เป็ นบรรพบุรุษของชาวโรมนั เป็ นคนพ้ืนเมืองทอ่ี าศยั อยู่
บริเวณคาบสมทุ รอติ าลี พวกละตินไดส้ ร้างกรุงโรมริมแม่น้าไทเบอร์ ซ่ึงเป็นชยั ภูมทิ เ่ี หมาะสมที่สุด และโรมนั
ยงั ไดร้ ับอทิ ธิพลจากพวกอที รัสกนั ทอ่ี ยทู่ างเหนือของแมน่ ้าไทเบอร์ดว้ ย)

170

- ขอ้ 3 ผิดเพราะ มรดกสาคัญของอารยธรรมโรมนั ที่มีต่อโลกคือ กฎหมำยสิบสองโต๊ะ และกฎหมายของ
จกั รพรรดจิ สั ตเิ นียน ซ่ึงมีอิทธิพลต่อยโุ รปในเวลาตอ่ มา

- ขอ้ 4 ผิดเพราะ เมอ่ื ราว 800 ปี ก่อน ค.ศ. หรือยคุ คลาสสิก กรีกมีการปกครองแบบนครรัฐ (โพลสิ ) แตล่ ะนคร
รัฐมีอิสระในการปกครองตนเองและมีการปกครองแตกต่างกนั บา้ งกป็ กครองระบอบกษตั ริย์ บา้ งกป็ กครอง
ระบอบคณาธิปไตย นครรัฐกรีกท่ีสาคญั ไดแ้ ก่ นครรัฐสปำร์ตำ (ปกครองแบบรัฐทหำร) และนครรัฐเอเธนส์
(ปกครอบแบบประชำธปิ ไตย)

20. เฉลย ขอ้ 4 อาณาจกั รโรมนั ตะวนั ออกเสียผลประโยชน์จากการคา้
เหตุผล สาเหตหุ น่ึงทที่ าใหเ้ กิดสงครามครูเสดก็คือ ผลประโยชน์ทำงกำรค้ำ เน่ืองจากชาวมสุ ลิมในตะวนั ออกกลางควบคุม

เสน้ ทางการคา้ ในทะเลเมดเิ ตอเรเนียนไวท้ ้งั หมด ชาวโรมนั ตะวนั ออกจึงหวงั ว่าสงครามคร้ังน้ีจะยบั ย้งั ความม่งั ค่งั
ของพวกมุสลิม และทาให้ชาวโรมนั ตะวนั ออกเดินทางไปคา้ ขายทางตะวนั ออกได้ ดังกรณีท่ี พ่อค้ำเมืองเวนิซ
เสนอจะลดค่ำขนส่งสินค้ำให้กองทัพครูเสด หำกครูเสดยกทัพไปตีเมืองซำรำ ซ่ึงเป็ นเมืองท่าคู่แข่งทางการคา้ ที่
สาคญั ของเวนิซ

- ขอ้ 1 ผิดเพราะ ชาวคริสต์และมุสลิมไม่ได้ขัดแย้งกันเร่ืองพระเจ้ำ แต่ขัดแย้งกันเร่ืองดินแดนปำเลสไตน์ ซ่ึง
เป็ นที่ต้งั ของเมืองเยรูซำเล็ม ท่ีประสูติและเผยแพร่คาสอนของพระเยซู เดิมทีดินแดนน้ีถูกพวกอาหรับทน่ี บั
ถอื ศาสนาอสิ ลามยดึ ครองอยู่ และตอ่ มาพวกเซลจุ๊กเติร์ก ที่เป็นมุสลมิ ไดย้ ดึ ครองปาเลสไตนแ์ ละประหารชีวิต
ผู้แสวงบุญชาวคริสต์ รวมท้ังขยายอานาจมายงั โรมันตะวนั ออก ทาให้จักรพรรดิโรมันตะวนั ออกขอให้
สนั ตะปาปารวบรวมกาลงั ชาวคริสตช์ ว่ ยกนั ขบั ไล่ชำวมสุ ลิมออกไปจากดนิ แดนปาเลสไตน์

- ขอ้ 2,3 ผิดเพราะในควำมเป็ นจริง จกั รพรรดิแห่งโรมนั ตะวนั ออกขอใหส้ ันตะปาปารวบรวมกาลงั ชาวคริสต์
ช่วยกนั ขบั ไล่ชำวมุสลมิ ออกไปจากดนิ แดนปาเลสไตน์ ซ่ึงเป็นที่ต้งั เมอื งเยรูซาเลม็ ทป่ี ระสูตขิ องพระเยซู

21. เฉลย ขอ้ 4 แนวคิดเร่ืองความสามารถของมนุษย์
เหตผุ ล ทศั นคติของชาวยโุ รปจากเคร่งครัดในศาสนาก็ หันมำเน้นแบบมนุษยนิยม (Humanism) คือให้ความสาคญั กับ

คุณค่ำของมนุษย์ในโลกน้ี มิใช่โลกหน้า เช่ือในควำมสำมำรถอันไร้ขีดจำกัดของมนุษย์ จึงนำไปสู่กำรเกิดยุค
Renaissance หรือสมยั ท่ีความรู้ของกรีก-โรมนั ฟ้ื นฟกู ลบั มารับใชส้ ังคมอกี คร้ัง (ช่วงศตวรรษท่ี 14-16) ประมาณ
ค.ศ.1300-1600 ซ่ึงเป็นจุดเช่อื มต่อของสมยั กลำงและสมัยใหม่ช่วงแรก

- ขอ้ 1 ผิดเพราะกำรปฏวิ ัตกิ ำรเกษตร = เกิดข้ึนกอ่ นยคุ การปฏวิ ตั อิ ุตสาหกรรม
- ข้อ 2 ผิดเพราะกำรปฏิวัติอุตสำหกรรม = (เกิดในยุโรปสมัยใหม่) เริ่ มที่ประเทศอังกฤษช่วงกลาง

คริสตศ์ ตวรรษที่ 18 เป็นการเปลีย่ นการผลิตจากการใชแ้ รงงานคน สตั ว์ และพลงั งานน้า มาเป็นเคร่ืองจกั รและ
ระบบโรงงาน ระบบทนุ นิยมแพร่หลายไปทวั่ โลก เกดิ การจบั จองอาณานิคม มเี มอื งใหญ่ ประชากรมาก
- ขอ้ 3 ผิดเพราะแนวคดิ ประชำธิปไตยในองั กฤษ = (เกิดในยโุ รปสมยั ใหม่) ค.ศ.1215 ขนุ นางบีบบงั คบั ให้พระ
เจา้ จอห์นท่ี 5 ยอมรับกฎบัตรแมกนำคำร์ตำ ซ่ึงจากดั อานาจของกษตั ริย์ ทาใหอ้ านาจลดลงเรื่อยๆ จนถึง ค.ศ.
1688 มีการประกาศพระราชบญั ญตั ิว่าดว้ ยสิทธิ ซ่ึงใหอ้ านาจแกร่ ัฐสภาและสิทธิเสรีภาพแก่ชาวองั กฤษ เรียก
เหตุการณ์น้ีว่า กำรปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ คือไม่มีการเสียเลือดเน้ือ องั กฤษจึงเป็ นแม่แบบประชาธิปไตย มี
รัฐธรรมนูญแบบไม่เป็นลายลกั ษณ์อกั ษร

171

22. เฉลย ขอ้ 4 การแข่งขนั กนั ระหว่างมหาอานาจสองประเทศหลงั สงครามโลกคร้ังทีส่ อง
เหตุผล ระบบสองข้ัวอำนำจ คือ ระบบการเมืองท่ีมีประเทศอภิมหาอานาจ คือ สหรัฐอเมริกำ (ค่ายประชาธิปไตย) และ

สหภำพโซเวียต (ค่ายคอมมวิ นิสต)์ ชว่ งหลงั สงครามโลกคร้ังที่ 2 ต่างแข่งขนั กนั สร้างเขตอิทธิพลและขยายอานาจ
ชิงความเป็ นใหญ่ทางการเมืองโลก ทาให้สงครามเยน็ ทวีความรุ่นแรงมากข้ึน รวมท้ังสนับสนุนให้ประเทศ
พนั ธมติ รทาสงครำมตัวแทน (Proxy War)

23. เฉลย ขอ้ 4 การชว่ ยเหลอื รัฐบาลของประเทศทป่ี กครองตามระบอบประชาธิปไตย
เหตผุ ล หลงั สงครามโลกคร้ังท่ี 2 สหภาพโซเวยี ตไดข้ ยายอิทธิพลมายงั กรีซและตรุ กี สหรัฐอเมริกาจึงประกาศ “วำทะทรู

แมน” (Truman Doctrine) ใน ค.ศ.1947 เพื่อให้ความช่วยเหลือประเทศกรีซและตุรกี จากการถูกคุกคามจาก
คอมมิวนิสต์และสกดั ก้นั อิทธิพลของสหภาพโซเวียต นอกจากน้ัน สหรัฐฯยงั ตอ้ งการปกป้องการปกครองใน
ระบอบเสรีประชาธิปไตยของยโุ รปใหด้ ารงอยตู่ ่อไปและใหค้ วามชว่ ยเหลือทางเศรษฐกจิ และดา้ นทหารแกย่ โุ รป

1) ต่อมาสหรัฐฯ ไดม้ ีการประกาศแผนกำรมำร์แชล (Marshall Plan) เพ่ือฟ้ื นฟูและบูรณะประเทศยโุ รป
ตะวนั ตก 17 ประเทศ และเสนอเงนิ ช่วยเหลือประเทศยโุ รปตะวนั ออกท่ีประสบปัญหาทางเศรษฐกิจดว้ ย

2) สหภำพโซเวียต จึงตอบโตด้ ว้ ยการต้งั สภาความช่วยเหลอื ซ่ึงกนั และกนั ทางเศรษฐกิจแก่ประเทศยโุ รป
ตะวนั ออก หรือ โคมิคอน (COMECON)

24. เฉลย ขอ้ 1 เติ้งเส่ียวผงิ
เหตผุ ล ยคุ เตงิ้ เสี่ยวผิง ใชน้ โยบาย “ ส่ีทันสมัย ” คือ ดา้ นเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การทหาร วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

โดยอนุญาตใหต้ ่างชาตเิ ขา้ มาลงทนุ ภายในประเทศได้ ทาใหจ้ ีนเจริญข้นึ อยา่ งรวดเร็ว

- ขอ้ 2 ผิดเพราะ เจียงไคเช็ค = เป็นผนู้ าจีนที่สืบทอดอานาจต่อจากซุนยดั เซ็น ไดต้ อ่ สู่กบั จีนคอมมิวนิสต์ จนใน
ท่ีสุดตอ้ งหนีไปต้งั มน่ั ทีเ่ กาะไตห้ วนั (ต่อมาเรียกสาธารณรัฐจีน) โดยมีสหรัฐฯใหค้ วามคมุ้ ครอง

- ขอ้ 3 ผดิ เพราะ ซุนยดั เซ็น = เป็นผปู้ ระกาศลทั ธิไตรรำษฎร์ เพ่อื ปฏวิ ตั ิเปลี่ยนแปลงการปกครองของจีนจาก
ระบบกษตั ริยม์ าเป็นแบบสาธารณรัฐ (ค.ศ.1911) (ลม้ ราชวงศแ์ มนจู-ปกครองแบบสาธารณรัฐ-จดั สรรทีด่ ินให้
ประชาชน) ตอ่ มาคณะปฏิวตั ิไดม้ อบหมายให้ หยำวน ซือ-ไข เป็นประธานาธิบดคี นแรก (ค.ศ.1912)
 หยำว ซือ-ไข กลบั ใชก้ ารปกครอบแบบเผดจ็ การ และพยายามต้งั ตนเป็นจกั รพรรดแิ ตต่ ายเสียก่อน
 ซุนยดั เซ็น จึงก่อต้งั พรรค กว๋อ มิน ตง๋ั และพยายามต้งั รัฐอิสระทางใต้ แต่ถูกปราบเสียก่อน จนตอ้ ง
ล้ีภยั ไปญี่ป่ ุน (ตาย ค.ศ.1926)
 เจียง ไค เชค เป็ นผูน้ าแทน ซุนยดั เซ็น จึงนาทพั ไปปราบก๊กต่างๆ และปราบพรรคคอมมิวนิสต์
ภายใตก้ ารนาของ เหมำ เจ๋อ ตุง ดว้ ย

- ขอ้ 4 ผิดเพราะ เหมำเจ๋อตุง = เป็ นผูน้ าพรรคคอมมิวนิสต์ ลม้ ลา้ งอานาจของ เจียง ไค เชค ไดส้ าเร็จ และได้
ประกาศปกครองจีนแบบคอมมวิ นิสต์ และต้งั ช่อื สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อ ค.ศ.1914

172

25. เฉลย ขอ้ 1 ราชวงศโ์ มกลุ เช้อื สายมองโกล นบั ถอื ศาสนาอสิ ลาม
เหตผุ ล ผูส้ ถาปนาราชวงศโ์ มกลุ คือ พระเจ้ำบำร์บู ซ่ึงมีเช้ือสายมาจากพวกผสมมองโกล – เติร์ก พระองค์ไดย้ ดึ นครเดลฮี

ไดส้ าเร็จ และกอ่ ต้งั ราชวงศโ์ มกลุ ข้ึนและทรงนบั ถอื ศาสนาอิสลาม (ซ่ึงถอื ว่าเป็นราชวงศส์ ุดทา้ ยของอนิ เดีย)

- ขอ้ 2 ผดิ เพราะ รำชวงศ์คุปตะ = ไม่ใช่ราชวงศส์ ุดทา้ ยท่ปี กครองอินเดยี แตเ่ ป็นยคุ ทองของอนิ เดียท้งั ดา้ น
ศิลปวฒั นธรรม การเมอื ง ศาสนาพราหมณ์ ฮินดู

- ขอ้ 3 ผิดเพราะ รำชวงศ์เมำรยะ = ไมใ่ ช่ราชวงศส์ ุดทา้ ยทีป่ กครองอินเดยี แตเ่ ป็นยคุ รุ่งเรืองของพุทธศำสนำ
ในอินเดยี พระเจ้ำอโศกมหำรำช ยดึ หลกั “ธรรมรำช” และส่งสมทูตไปเผยแผพ่ ทุ ธศาสนา เช่น ศรีลงั กา พม่า
ไทย ลาว กมั พูชา ซีเรีย อียปิ ต์ มาซีโดเนีย และโปรดใหส้ ร้าง “เสำหินอโศก”

- ขอ้ 4 ผิดเพราะ รำชวงศ์ไศเลนทร์ = เป็นราชวงศท์ ่ปี กครองศรีวชิ ยั มอี านาจทวั่ ไปในแหลมมลายลู งไปถึงเกาะ
ตา่ งๆ มีความมง่ั คงั่ ทางเศรษฐกจิ เพราะสามารถควบคุมช่องแคบมะละกาได้

26. เฉลย ขอ้ 2 รัฐโบราณในเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้
เหตผุ ล ยอร์ช เซเดส์ นกั วิชาการชาวฝรั่งเศสทีม่ ีช่ือเสียงในคริสตศ์ ตวรรษท่ี 20 ดา้ นประวตั ศิ าสตร์และโบราณคดี ไดเ้ ขียน

เอกสารสมั มนา เร่ือง The Indianized States of Southeast Asia (ค.ศ. 1968, 1975) หรือ รัฐในเอเชียตะวนั ออกเฉียง
ใต้ ท่ีไดร้ ับอิทธิพลอารยธรรมอินเดยี ส่ือความใหเ้ ห็นถงึ อินเดยี นไนซ์สเตท (Indianized states) กค็ ือส่ิงสะทอ้ นให้
เหน็ วา่ คนพ้ืนเมืองในรัฐเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้ มีวฒั นธรรมเป็นแบบคนอนิ เดยี

27. เฉลย ขอ้ 1 กาหลบิ
เหตผุ ล เม่ือศาสดามะหะหมดั แห่งอิสลามสิ้นชีวิตลง ไม่ไดม้ ีการเลือกหรือกาหนดให้ผูใ้ ดดารงตาแหน่งผนู้ าทางศาสนา

และผนู้ าทางการเมือง ประชาชนจึงตอ้ งเลอื กคอลีฟะกนั เอง ตาแหน่งผปู้ กครองในระยะแรกๆ ของโลกอิสลามจึง
เรียกว่า “คอลิฟะ” (Caliph) ซ่ึงเราเรียกเพ้ยี นมาเป็น กำหลิบ ดงั น้นั กำหลิบ จึงมหี นา้ ที่ปกครองทะนุบารุงศาสนา

*** นิกำยซุนนี นบั ถือกำหลบิ เพยี ง 4 องค์ คือ อบบู กั ร์, โอมาร, อุษมาน และท่านอลีย์

*** ในนิกำยชีอะฮ์ ผทู้ เ่ี ป็นหวั หนา้ มชี ือ่ ว่า อมิ ำม อนั หมายถึง หวั หนา้ สุเหร่าหรือมสั ยดิ

- ขอ้ 2 ผดิ เพราะ สุลต่ำน เป็นช่อื ตาแหน่งของผูป้ กครองประเทศมุสลิมซ่ึงมอี านาจปกครองอยา่ งเบด็ เสร็จ เช่น
บรูไนดารุสซาลาม นบั ถือศาสนาอิสลาม ปกครอบแบบราชาธิปไตย รัฐเดี่ยว มสี ุลตานเป็นประมุข ทาหนา้ ท่ี
ฝ่ ายบริหาร และแตง่ ต้งั สมาชิกสภานิตบิ ญั ญตั ิ

- ขอ้ 3 ผดิ เพราะ กงสุล = เป็นตาแหน่งของบุคคล ซ่ึงรัฐบาลของประเทศหน่ึงแต่งต้งั ใหเ้ ป็นผูแ้ ทนประจาอยู่ใน
เมอื งตา่ ง ๆ ของอกี ประเทศหน่ึง

- ขอ้ 4 ผดิ เพราะ ข่ำน = ยศตาแหน่งของผปู้ กครองของมองโกล เช่น เจงกีสข่าน เดมิ มนี ามว่า เตมูจิน

173

28. เฉลย ขอ้ 2. ราษฎรมีสงั กดั

เหตผุ ล คาว่า “ไพร่” คือ คาท่ีใชเ้ รียกราษฎรสามญั ท้งั หญิงและชาย หรือ ประชาชน หรือ ไพร่พลเมือง ในสมยั อยธุ ยา รัฐ
กาหนดใหไ้ พร่ทุกคนมสี ังกดั เพื่อหาวธิ ีควบคมุ กาลงั คนเหลา่ น้นั ระบบการควบคมุ คอื “ระบบมลู นำยไพร่” ไพร่
ตอ้ งเสียภาษแี ละและถกู เกณฑแ์ รงงานรับใชก้ จิ การของรัฐ ซ่ึงมี 3 ประเภท คอื

1. ไพร่หลวง คือ ไพร่ที่สังกดั พระมหากษตั ริย์อยู่ประจากรมกองตา่ งๆ มีขนุ นางเป็ นผกู้ ากบั มกั จะทางานหนกั
โดยเขา้ เดือนออกเดอื น หรือปี ละ 6 เดือน

2. ไพร่สม คอื ไพร่ทีก่ ษตั ริยพ์ ระราชทานใหม้ ูลนาย ขนุ นาง จึงเป็นของมูลนายโดยตรง มีหนา้ ทร่ี ับใชม้ ลู นายใน
กจิ การต่างๆ เมอื่ มลู นายส้ินชีวิตจะถูกโอนไปเป็นไพร่หลวง

3. ไพร่ส่วย คอื ไพร่หลวงที่ไดร้ ับการยกเวน้ ไม่ตอ้ งมาเขา้ เวรรับราชการ โดยเสียเงนิ แทนการมาเขา้ เวร เรียกวา่
เงินคา่ ราชการ มกั จะเป็นไพร่ทม่ี ีอาชพี ผลติ สินคา้ สาคญั ๆ

29. เฉลย ขอ้ 3 การออกมาตรการต้งั กาแพงภาษี
เหตุผล เนื่องจาก สนธิสัญญำเบำว์ริง (Bowring treaty) ระหว่างประเทศสยามกบั องั กฤษ ในสมยั ร.4 โดย เซอร์ จอหน์

เบาวร์ ิง ส่งผลใหเ้ กิดการคา้ เสรี สยามเริ่มเขา้ สู่ระบบทุนนิยมโลก ทาให้สินคา้ ทางการเกษตรเป็ นสินคา้ ส่งออก
โดยเฉพาะขา้ ว (ถอื เป็นการส้ินสุดของการผกู ขาดการคา้ ต่างประเทศโดยพระคลงั สินคา้ )

30. เฉลย ขอ้ 3 ผลิตสินคา้ ไดเ้ พียงพอกบั ความตอ้ งการทีม่ อี ยู่
เหตผุ ล “ควำมขำดแคลน” ในทางเศรษฐศาสตร์ หมายถงึ สงั คมไม่สำมำรถผลิตสินคา้ ไดเ้ พียงพอกับควำมต้องกำรท่ีมีอยู่

เนื่องจาก เศรษฐศาสตร์เป็ นวิชาท่ีศึกษาพฤติกรรมของมนุษยใ์ นการใชท้ รัพยากรที่มีอยูจ่ ากดั ใหเ้ กิดประโยชน์
สูงสุด เพือ่ สนองความตอ้ งการของมนุษยท์ ีม่ ไี มจ่ ากดั โดยมีจุดมุ่งหมายเพอ่ื ยกระดบั การดารงชพี ใหด้ ขี ้นึ

31. เฉลย ขอ้ 1 รัฐบาลชว่ ยเหลอื ชาวนาโดยการรับจานาขา้ วเปลอื กเกวยี นละ 20,000 บาท
เหตผุ ล เศรษฐศำสตร์จุลภำค (Microeconomics) เป็นการศึกษากิจกรรมทางเศรษฐกจิ ในระดบั หน่วย ระดบั บุคคลใดบคุ คล

หน่ึง หรือหน่วยงานการผลติ แตล่ ะกลุ่ม ซ่ึงมกั เก่ยี วขอ้ งกบั ราคาและธุรกิจ บางคร้ังเรียกวา่ "ทฤษฎรี าคา" (The
Theory of Price) หรือ "ทฤษฎขี องหน่วยธุรกิจ" (The Theory of the Firm) ซ่ึงเป็นการพิจารณาในส่วนยอ่ ยของ
ระบบเศรษฐกิจ เช่น ในเรื่องราคาสินคา้ ชนิดของส้ินคา (จุลภำค =ระดบั เลก็ หรือ ทอ้ งถ่นิ )

เศรษฐศำสตร์มหภำค (Macroeconomics) เป็นการศึกษาถงึ กิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนรวม เชน่ ศึกษาถึง
ผลติ ผลรวมของประเทศ อตั ราการจา้ งงานของประเทศ การเงินและการธนาคาร การพฒั นาประเทศ การคา้ ระหวา่ ง
ประเทศ รายไดป้ ระชาชาติ เป็นตน้ (มหภำค = ระดบั ใหญ่ ประเทศ ภมู ิภาค)

32. เฉลย ขอ้ 4 มผี ูซ้ ้ือหลายราย แต่มีผขู้ ายเพียงรายเดียว และขายสินคา้ เพียงอยา่ งเดียว

เหตผุ ล ลกั ษณะของตลำดผูกขำด คือ มีผูผ้ ลิตรายเดียวและมีอานาจกาหนดราคาสินคา้ ของตนได้ ซ่ึงไม่มีสินค้ำอ่ืนที่ใช้
ทดแทนกันได้ โดยมากเป็ นหน่วยผลิตสินคา้ ของรัฐ มีฐานะเป็ นรัฐวิสาหกิจ เช่น กิจการไฟฟ้า ท่าอากาศยาน
โรงงานยาสูบ รถไฟ ประปา ฯลฯ

174

33. เฉลย ขอ้ 1 ประสบปัญหาพ้ืนฐานทางเศรษฐกิจเหมือนกนั
เหตผุ ล สังคมหน่ึงๆ ต่างกม็ ีลกั ษณะของระบบเศรษฐกิจแตกต่างกนั ไป แต่ทุกประเทศ ทุกระบบต่างกป็ ระสบปัญหาของ

ระบบเศรษฐกิจในลกั ษณะทเ่ี หมือนกนั นนั่ คอื ตอ้ งเผชิญกบั การขาดแคลนของทรัพยากร

34. เฉลย ขอ้ 2 ผูซ้ ้ือกาหนดอปุ สงค์ และผขู้ ายกาหนดอุปทาน
เหตุผล อปุ สงค์ คอื ปริมาณความตอ้ งการช้อื สินคา้ ของผูบ้ ริโภค ณ เวลาใดเวลาหน่ึง โดยจะตอ้ งมีท้งั ความตอ้ งการที่จะซ้ือ

และความสามารถในการซ้ือ กฎอุปสงค์ กลา่ วว่า อุปสงคจ์ ะมีความสัมพนั ธ์ในทางผกผันกบั ระดบั ราคา

“เมอ่ื ราคาสินค้าเพม่ิ ขนึ้ ความต้องการสินค้าน้ันจะลดลง”

“เมอ่ื ราคาสินค้าลดลง ความต้องการสินค้าน้ันจะเพิ่มข้ึน”

*** อุปทำน คอื ปริมาณสินคา้ ท่ีผผู้ ลิตเสนอขาย ณ เวลาใดเวลาหน่ึง ปัจจยั หลกั ท่กี าหนดปริมาณอุปทานคือราคา
ตลาดและตน้ ทนุ การผลิต กฎอปุ ทำน กล่าววา่ ปริมาณอปุ ทานจะความสัมพนั ธ์ในทิศทำงเดยี วกบั ระดบั ราคา

“เม่ือราคาสินค้าเพ่ิมขึน้ ผู้ขายจะยนิ ดีเสนอขายสินค้าในปริมาณที่เพิ่มขนึ้ ”

“เมอื่ ราคาสินค้าลดลง ผ้ขู ายจะยนิ ดีเสนอขายสินค้าในปริมาณท่ีน้อยลง”

35. เฉลย ขอ้ 1 รัฐบาลนาพนั ธบตั รออกขายในตลาดหลกั ทรัพย์
เหตุผล หน้ีสาธารณะ (Public Debt) คือ หน้ีท่ีเกิดข้ึนจากการกูย้ มื ของรัฐบาล หรือรัฐบาลเป็ นผูค้ ้าประกนั ใหร้ ัฐวิสาหกิจ

กล่าวคือ เมือ่ ฐานะการเงินของรัฐบาลเกิดการขาดดุล คือ รายจ่ายมากกวา่ รายรับ และรัฐบาลไมส่ ามารถจะหารายได้
จากภาษีที่เก็บจากประชาชนมาเพื่อใช้จ่ายได้พอ ก็จะทาการกู้ยืมจากแหล่งเงินกู้ 2 แหล่ง คือ กู้ยืมจาก
ภายในประเทศ และ กูย้ มื จากต่างประเทศ

36. เฉลย ขอ้ 2 ภาษเี งนิ ไดบ้ ุคคลธรรมดา ภาษเี งินไดน้ ิติบคุ คล ภาษีเงนิ ไดป้ ิ โตรเลยี ม
เหตุผล จดั เป็ นภาษีทางตรงท้งั หมด เช่น ภำษีเงินได้ปิ โตรเลียม กฎหมายให้บริษทั มีหน้าที่เสียภาษีเงินไดเ้ ป็ นรายรอบ

ระยะเวลาบญั ชีในอตั ราทก่ี าหนด ซ่ึงตอ้ งไมน่ อ้ ยกวา่ ร้อยละ 50 แต่ไม่เกนิ ร้อยละ 60 ของกาไรสุทธิทไี่ ดจ้ ากกจิ การ
ปิ โตรเลยี ม

- ขอ้ 1 ผดิ เพราะ ภาษีมูลคา่ เพิ่ม ภาษีน้ามนั เป็ นภาษีทางอ้อม
- ขอ้ 3 ผิดเพราะ ภาษนี ้ามนั เป็ นภาษที างอ้อม
- ขอ้ 4 ผิดเพราะ ภาษสี รรพสามติ ภาษศี ลุ กากร เป็ นภาษีทางอ้อม

37. เฉลย ขอ้ 3 ปี 2551 ถงึ ปี 2553
เหตผุ ล เงินเฟ้อ คอื ภาวะราคาสินคา้ และบริการทมี่ ีแนวโนม้ สูงขึ้นเร่ือยๆ ปริมาณเงนิ ท่ีหมนุ เวียนมมี าก แต่มลู คา่ เงินมนี ้อย

175

38. เฉลย ขอ้ 4 รัฐบาลข้นึ อตั ราคา่ จา้ งข้นั ต่าทว่ั ประเทศเป็นวนั ละ 300 บาท
เหตผุ ล เป็นสาเหตขุ องเงนิ เฟ้อทีเ่ กดิ ทางดา้ นอปุ ทาน (คือสาเหตุจากผขู้ ายสินคา้ และบริการ) เน่ืองจากตน้ ทุนการผลติ สูงข้นึ

ผขู้ ายกจ็ ะข้ึนราคาสินคา้ ส่งผลใหร้ ะดบั ราคาสินคา้ แพงข้ึนตามมา (สาเหตุดา้ นอปุ ทาน)

39. เฉลย ขอ้ 2 นโยบายการคลงั และใชใ้ นภาวะที่เศรษฐกิจมกี ารขยายตวั มากเกนิ ไป
เหตผุ ล นโยบายการคลงั รัฐบำลจะเป็ นผู้ใช้เท่าน้นั และจะใชน้ โยบายการคลงั แบบหดตัว กลา่ วคอื รัฐบาลตอ้ งลดปริมาณ

เงินในระบบเศรษฐกิจโดยเพิ่มอัตรำภำษีที่เกบ็ จากประชาชน หรือ ลดค่ำใช้จ่ำยของภำครัฐในกิจการดา้ นต่างๆ
เพ่ือใหป้ ริมาณเงนิ ในตลาดลดลง เป็นการแกป้ ัญหาเงินเฟ้อ

40. เฉลย ขอ้ 3 บริษทั ของไทยเขา้ ไปสร้างโรงงานผลิตไกส่ ดแชแ่ ขง็ ในประเทศจีน
เหตุผล กำรลงทนุ ทำงตรง เป็นส่วนหน่ึงของบญั ชีการเงินในรายการดุลชาระเงนิ ระหว่างประเทศ ซ่ึงกำรลงทุนทำงตรง ก็

คือ การนาเงินไปลงทุนโดยผู้ลงทุนจะเข้าไปดาเนินกิจการและมีการนาเอาทรัพยากรในการผลิต แรงงาน
เทคโนโลยตี ่างๆ เขา้ ไปยงั ประเทศท่ีจะลงทุน เป็ นการลงทุนในระยะยาว โดยนาเงินจากต่างประเทศเขา้ มาใน
ประเทศ มกี ารจา้ งงาน เกดิ ประโยชนต์ ่อเศรษฐกจิ

- ขอ้ 1,2,4 ผดิ เพราะ เป็ นกำรลงทุนทำงอ้อม ซ่ึงหมายถงึ การลงทนุ ของชาวต่างชาตทิ ่ีไมไ่ ดเ้ ขา้ ไปดาเนินกิจการ
โดยตรง เพียงแตน่ าเงินไปลงทนุ ในตลาดหลกั ทรัพย์ การฝากเงินท่ีธนาคารต่างประเทศ

41. เฉลย ขอ้ 4 ระบบอตั ราแลกเปล่ียนลอยตวั แบบมีการจดั การ
เหตผุ ล ประเทศไทยใชร้ ะบบอตั ราแลกเปลีย่ นลอยตัวแบบมีกำรจัดกำร ต้งั แตว่ นั ที่ 2 ก.ค.2540 มาจนถึงปัจจุบนั โดยการ

ปล่อยใหอ้ ตั ราแลกเปลี่ยนมีการเคลื่อนไหวข้ึนลงตามสภาพอุปสงค์และอุปทาน แต่รัฐอาจจะเขา้ มาแทรกแซง
เพ่ือใหอ้ ตั ราแลกเปลย่ี นในระยะส้ันไมแ่ กว่งตวั มากเกินไป

42. เฉลย ขอ้ 1 ใหก้ ูย้ มื เงนิ เพ่ือพฒั นาประเทศ
เหตผุ ล ธนาคารโลกไดใ้ ห้ความช่วยเหลือประเทศสมาชิกในการพัฒนาเศรษฐกิจในรูปของเงินกู้ยืมเพ่ือกำรลงทุน ท้งั

ภาครัฐบาลและภาคเอกชนทีร่ ัฐบาลเป็นผคู้ าประกนั ซ่ึงเงนิ ทุนของธนาคารโลกไดม้ าจากการจาหน่ายพนั ธบตั รใน
ตลาดการเงนิ ค่าบารุงสมาชกิ และเงินค่าหุน้ ของประเทศสมาชิก ซ่ึงมีสมาชกิ อยู่ 135 ประเทศทวั่ โลก

43. เฉลย ขอ้ 2 ส่งออกนอ้ ยลง แตน่ าเขา้ มากข้ึน
เหตุผล การทเี่ งนิ บาทแขง็ คา่ ข้ึนเม่ือเทยี บกบั เงนิ ดอลลาร์สหรัฐฯ หมายถึง การทเ่ี งนิ 1 ดอลลา่ ร์ แลกเงนิ ไทยไดน้ อ้ ยลง จึง

ทาใหช้ าวตา่ งชาติไม่ชอบและไม่มาทอ่ งเท่ียวไม่มาลงทุน เนื่องจากสินคา้ แพงในสายตาของชาวต่างชาติ จึงทาให้
การส่งออกลดลง แต่สินคา้ ตา่ งประเทศจะมีราคาถกู ในสายตาของคนไทย จึงมีการนาเขา้ สินคา้ มากข้ึน

176

44. เฉลย ขอ้ 3 เพ่ือทาใหม้ าตรฐานการครองชีพของประชากรสูงข้นึ
เหตผุ ล การพฒั นาเศรษฐกจิ ของประเทศกาลงั พฒั นา จะมงุ่ ไปท่กี ารช่วยใหเ้ ศรษฐกจิ ของประเทศขยายตวั ประชากรมีงาน

ทา มมี ำตรฐำนกำรครองชีพที่สูงขนึ้ และรายไดป้ ระชาชาตเิ พม่ิ มากข้นึ ตลอดจนมุง่ มน่ั ใหเ้ กิดการกระจายรายไดท้ ่ี
เหมาะสม และกระจายความเจริญไปสู่ทอ้ งถนิ่

45. เฉลย ขอ้ 1 การมีสัญชาตไิ ทย
เหตุผล พลเมือง หมายถึง พละกาลงั ของประเทศ ซ่ึงมีส่วนเป็ นเจ้าของประเทศ ก็คือประชาชนที่มีสัญชำติไทย มีสิทธิ

เสรีภาพ ภายใตก้ ฎหมายไทย ซ่ึงแตกต่างจากชาวต่างชาติท่ีเขา้ เมืองมาเพื่อประกอบธุรกิจ เพ่ือการท่องเที่ยวหรือ
หลบหนีเขา้ เมอื งมา บุคคลเหลา่ น้ีเขา้ มาอยใู่ นประเทศไทยเป็นการชวั่ คราว ไมถ่ อื วา่ เป็นพลเมืองของไทย

46. เฉลย ขอ้ 1 มีสิทธิและหนา้ ทตี่ า่ งจากพลเมอื งไทย
เหตุผล คนตา่ งดา้ ว หมายถึง บุคคลธรรมดาซ่ึงไม่มีสัญชำติไทย จึงทาใหม้ สี ิทธิและหนา้ ทีต่ า่ งจากพลเมืองไทย

47. เฉลย ขอ้ 2 บรรทดั ฐานของสงั คมแตกต่างกนั ไปในแตล่ ะเวลาและสถานที่
เหตผุ ล บรรทัดฐำน หมายถึง ระเบียบ กฎเกณฑ์ แบบพฤติกรรม หรือคตินิยมที่สังคมวางได้ เพ่ือกาหนดแนวทางสาหรับ

บคุ คลยดึ ถอื ปฏบิ ตั ิในสถานการณ์ตา่ ง ๆ (ส่ิงที่บอกวา่ อะไรควรปฏิบตั ิหรือไม่) บรรทดั ฐานเกดิ ข้นึ จากการท่มี นุษย์
ในสังคมหน่ึง ๆ ปฏิบตั ิหรืองดเวน้ การปฏิบตั ิตามคตินิยมของสังคมน้นั ๆ จนกลายเป็ นระเบียบแบบแผนหรือ
ประเพณีนิยม คตนิ ิยม อาจมรี ากฐานสาคญั มาจากลทั ธิความเชื่อถอื ในทางศาสนาท่แี ตกต่างกนั

48. เฉลย ขอ้ 3 สานกั งานและสถานท่ีต้งั
เหตุผล สถาบนั ทางสงั คม หมายถึง รูปแบบพฤติกรรมของสมาชกิ ในสงั คม เพอื่ สนองความตอ้ งการร่วมกนั ในดา้ นตา่ งๆ

49. เฉลย ขอ้ 3 วรรณะ

เหตผุ ล ตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู วรรณะ แบ่งออกเป็ น 4 ช้นั ไดแ้ ก่ (1) วรรณะกษัตริย์ คือ กษตั ริยห์ รือ
นกั รบ ทาหนา้ ท่ปี ้องกนั ชาติบา้ นเมือง และทาศึกสงคราม (2) วรรณะพรำหมณ์ คอื ผทู้ าพิธีกรรม มีหนา้ ที่ติดตอ่ กบั
เทพเจา้ ส่ังสอนศาสนาและประกอบพิธีกรรมแกป่ ระชาชนทุกวรรณะ รวมถงึ มหี นา้ ท่ศี ึกษา จดจาและสืบต่อคมั ภีร์
พระเวท (3) วรรณะแพศย์ คือ ผูป้ ระกอบพาณิชกรรม เกษตรกรรม ซ่ึงเป็ นวรรณะของคนส่วนใหญ่ในสงั คม (4)
วรรณะศูทร คือ กรรมกร (ถา้ มีการแต่งงานขา้ มวรรณะ บุตรที่เกิดมากจ็ ะกลายเป็น จณั ฑาล หรือ กาลกิณี เป็นผอู้ ยู่
นอกวรรณะซ่ึงเป็นที่รังเกยี จของทกุ วรรณะ)

- ขอ้ 1,4 ผิดเพราะ ยศและตำแหน่งหน้ำที่ เป็นสถานภาพทไี่ ดม้ าโดยความสามารถ คอื ไดม้ าภายหลงั
- ขอ้ 2 ผิดเพราะ ชนช้ันทำงสังคม เป็ นไดท้ ้งั โดยกาเนิดและโดยความสามารถ ชนช้นั จึงมิใช่เป็ นเกณฑ์ตายตวั

ในการแบ่งสถานภาพ เพราะสงั คมหน่ึงอาจจะยดึ ถือเพียงฐานะ อาชีพ การศกึ ษาเป็นเกณฑก์ ารแบ่ง แต่ในอีก
สังคมหน่ึงอาจจะใชภ้ ูมิลาเนา ครอบครัว และศาสนา เป็นเคร่ืองแบง่ กไ็ ด้ ข้ึนอยกู่ บั ค่านิยมของสงั คมน้นั ๆ

177

50. เฉลย ขอ้ 1 ฉบบั ที่ 1
เหตผุ ล แผนฯ 1 (พ.ศ.2504-2509) มรี ะยะเวลา 6 ปี พฒั นาภายใตแ้ นวคดิ “น้ำไหล ไฟสว่ำง ทำงดี”

- ขอ้ 2 ผิดเพราะ แผนฯ ฉบับที่ 2 เนน้ สนบั สนุนการลงทนุ ของชาวตา่ งประเทศ
- ขอ้ 3 ผิดเพราะ แผนฯ ฉบับท่ี 3 ลดอตั ราการเพิม่ ของประชากรเป็นคร้ังแรก ใหเ้ หลอื ร้อยละ 2.5 ตอ่ ปี
- ขอ้ 4 ผดิ เพราะ แผนฯ ฉบับที่ 4 เนน้ การฟ้ื นฟูเศรษฐกิจของประเทศ เพ่อื แกไ้ ขภาวะเศรษฐกิจตกตา่
51. เฉลย ขอ้ 4 ความไมเ่ ทา่ เทยี มทางเศรษฐกิจและสังคม
เหตผุ ล ทาใหเ้ กิดช่องว่างทางสังคมตามมาระหว่างผูม้ ีโอกาสและผูข้ าดโอกาส ผูด้ อ้ ยโอกาสกลายเป็ นชนช้นั ต่า เป็ น
ประชาชนท่ีไม่มใี ครสนใจ ซ่ึงก่อใหเ้ กดิ ปัญหาสงั คมอนื่ ๆ ตามมาได้

- ขอ้ 1,2 ผดิ เพราะ ยงั ไม่เคยกอ่ ใหเ้ กดิ ความขดั แยง้ และนาไปสู่ความรุนแรงในสงั คมไทยเลย
- ขอ้ 3 ผิดเพราะ กำรแพร่ระบำดของยำเสพติด อาจทาใหเ้ กิดปัญหาความรุนแรงในสงั คม แต่ไม่ไดก้ ่อให้เกดิ

ความขดั แยง้ เสมอไป
52. เฉลย ขอ้ 2 ประชากรจากชนบทยา้ ยถนิ่ เขา้ สู่เมืองมากข้ึน
เหตุผล ลกั ษณะของสังคมไทยในปัจจุบนั สังคมเกษตรกรรมเปลี่ยนไปเป็ นสังคมอุตสำหกรรมมำกขึ้น แรงงานจากภาค

เกษตรในชนบทเป็ นจานวนมาก เคลื่อนยา้ ยเขา้ สู่โรงงานอุตสาหกรรม ละท้ิงถิ่นฐานเขา้ สู่สังคมเมือง ระบบ
ความสัมพนั ธแ์ บบเครือญาตหิ ายไป กลายเป็นความสมั พนั ธแ์ บบนายจา้ งกบั ลกู จา้ ง

53. เฉลย ขอ้ 3 แนวทางการพฒั นาสงั คมไทยใหเ้ ป็น “ประชำธปิ ไตย”
เหตุผล การเปล่ียนแปลงทางการเมืองของไทยใน พ.ศ.2475 แมจ้ ะเป็ นการเปลี่ยนแปลงท่ีมีความสาคญั ย่งิ แต่กม็ ิไดน้ า

ประเทศชาติไปสู่ความเป็ นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ยงั คงวนเวียนอยู่กบั การร่างรัฐธรรมนูญ การปฏิวัติ
รัฐประหาร ประชาชนชาวไทยจึงต้องการเขา้ ไปมีส่วนร่วมและมีบทบาทในกระบวนการเสริมสร้างระบอบ
ประชาธิปไตยในประเทศไทยใหม้ น่ั คง จึงจดั ต้งั กลุ่มตา่ งๆ ข้ึนมาตามอุดมการณ์ทางการเมืองของตน

54. เฉลย ขอ้ 4 หน่วยงานภาครัฐทม่ี ีส่วนเก่ยี วขอ้ งกบั น้า สามารถคาดการณ์สถานการณ์น้าทว่ มล่วงหนา้ ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
เหตุผล หน่วยงานภาครัฐทีด่ แู ลเร่ืองน้า คาดการณ์สถานการณ์น้าท่วมล่วงหนา้ ผิดพลำด จึงเกดิ มหาอทุ กภยั ใหญ่ปลายปี 54

55. เฉลย ขอ้ 2 เป็นผลรวมของสิ่งท่ีดีงาม ไมเ่ ปล่ียนแปลง
เหตผุ ล เนื่องจากวัฒนธรรมมีความหลากหลายและมีกำรเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลำ วัฒนธรรมจึงไม่มีความคงที่

วฒั นธรรมใดกต็ ามทผี่ ูค้ นในสังคมมองเหน็ วา่ เป็นความเสื่อมโทรม ดอ้ ยค่า ลา้ สมยั มนุษยจ์ ะคน้ คน้ ของใหม่ หรือ
ปรับเปล่ยี นใหต้ อบสนองความตอ้ งการของสังคมตามยุคสมยั อยเู่ สมอ เช่น โทรศพั ท์ อินเตอร์เนต็ การแตง่ กาย

56. เฉลย ขอ้ 4 มีความคิดเป็นวทิ ยาศาสตร์สามารถอธิบายส่ิงต่างๆ ไดอ้ ยา่ งเป็นเหตุผล
เหตผุ ล ไม่ใชล่ กั ษณะดีเด่นของผทู้ ี่ไดร้ ับการยกยอ่ งเชิดชเู กียรติใหเ้ ป็น “ครูภมู ิปัญญาไทย” เน่ืองจากครูภมู ิปัญญาไทยเป็ น

บคุ ลคลทีส่ าคญั ยง่ิ ในการถ่ายทอดองคค์ วามรู้ ภูมิปัญญาไทยในทอ้ งถิ่นน้นั ๆ เพอ่ื เป็นการอนุรักษ์ วฒั นธรรมไทย
ไวโ้ ดยคุณรุ่นใหมต่ อ่ ไป

178

57. เฉลย ขอ้ 3 การทาขวญั ขา้ ว

เหตุผล เกย่ี วขอ้ งกบั วดั หรือสถาบนั ทางศาสนานอ้ ยทสี่ ุด เนื่องจาก พิธีทำขวญั ข้ำว หรือพธิ ีทาขวญั แมโ่ พสพ เป็นการแสดง
ความกตญั ญตู อ่ ขา้ ว คนไทยเชื่อวา่ ขา้ วเป็นของศกั ด์สิ ิทธ์ิ มีแม่โพสพสถิตอยู่ และเชอ่ื วา่ หากแมโ่ พสพไดร้ ับเครื่อง
สงั เวยแลว้ ผลผลิตจะอุดมสมบูรณ์ จึงตอ้ งเอาใจแม่โพสพ ในปัจจุบนั นิยมทาขวญั ขา้ ว 2 ชว่ ง คอื ช่วงท่ขี า้ วต้งั ทอ้ ง
และเม่อื ถึงเวลาเกบ็ เกีย่ ว

58. เฉลย ขอ้ 4 การสร้างความตระหนกั ในดา้ นคณุ ค่าและความสาคญั ของภูมิปัญญาทอ้ งถ่นิ
เหตผุ ล การอนุรักษภ์ มู ปิ ัญญาทอ้ งถิน่ หมายถึง การบารุงรักษาส่ิงทด่ี ีงามไว้ ใหค้ งดารงอยใู่ นสงั คมไทยสืบไป โดยกระทา

ได้ 2 วิธี คอื (1) การคน้ ควา้ วจิ ยั ควรศกึ ษาและเก็บรวบรวมขอ้ มูลภูมิปัญญาของไทยในดา้ นต่างๆ (2) การอนุรักษ์
โดยการปลกุ จิตสานึกใหค้ นในทอ้ งถน่ิ ตระหนกั ถึงคุณคา่ แก่นสาระและความสาคญั ของภูมิปัญญาทอ้ งถิน่

59. เฉลย ขอ้ 2 มหาสมุทรอาร์กตกิ

เหตุผล มหาสมุทรอำร์กติก เป็ นมหาสมุทรที่เล็กที่สุดในโลก น้าในที่น่ีจะถกู ปกคลุมดว้ ยแผน่ น้าแข็งหนาเกือบตลอดปี มี
สิ่งมีชีวิตท่ีอาศยั อยู่บา้ ง เช่น กวางเรนเดียร์ ววั มสั ต์ สุนัขจ้ิงจอก สุนัขป่ า ชาวอินูอิตในแคนาดา ชาวซามิใน
สแกนดเิ นเวยี (ส่วนมหาสมุทรที่ใหญ่ทสี่ ุด คอื มหำสมทุ รแปซิฟิ ก ครอบคลมุ พ้ืนที่ 1 ใน 3 ของโลก)

มหาสมทุ ร (เรียงจากใหญ่ไปหาเลก็ ) ลกั ษณะทสี่ าคญั

1. มหาสมุทรแปซิฟิ ก เป็นมหาสมทุ รท่ีใหญ่ที่สุดในโลก

2. มหาสมทุ รแอตแลนตกิ เป็นมหาสมุทรทใี่ หญ่เป็นอนั ดบั 2 ของโลก

3. มหาสมุทรอนิ เดีย เป็นมหาสมทุ รทีใ่ หญ่เป็นอนั ดบั 3 ของโลก

4. มหาสมุทรอาร์กตกิ เป็นมหาสมทุ รท่ีเลก็ ที่สุดในโลก

60. เฉลย ขอ้ 1 เอเชยี แอฟริกา อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้
เหตุผล เป็นทวปี ที่เรียงลาดบั จากมากทสี่ ุดไปหานอ้ ยทส่ี ุดไดถ้ กู ตอ้ ง

ทวีป ขนาด (ลา้ น ตร. กม.) เรียงมากท่ีสุดไปนอ้ ยที่สุด
1. เอเชีย 44.64 1
2. แอฟริกา 30.3 2
3. อเมริกาเหนือ 24.23 3
4. อเมริกาใต้ 17.82 4
5. แอนตาร์กตกิ า 13.33 5
6. ยโุ รป 10 6
7. ออสเตรเลยี 7.68 (เลก็ สุดในโลก) 7

179

61. เฉลย ขอ้ 4 มาเลเซีย
เหตุผล ประเทศไทยมอี าณาเขตติดตอ่ กบั ประเทศเพอื่ นบา้ น 4 ประเทศ ไดแ้ ก่ ประเทศลาว พมา่ กมั พูชา และมาเลเซีย ใน

ดา้ นประเทศมาเลเซีย มีชายแดนตดิ ตอ่ กบั ประเทศไทยต้งั แต่จงั หวดั สตูล สงขลา ยะลา และนราธิวาส รวมระยะทาง
เขตแดน 576 กโิ ลเมตร ทจี่ งั หวดั สตลู มีร้ัวคอนกรีตก้นั แบ่ง แต่ส่วนใหญจ่ ะใชแ้ นวทวิ เขาสันกาลาคีรีและแม่น้าโก
ลกแบง่ เขตแดน ชายแดนดา้ นน้ีมีเส้นทางคมนาคมทส่ี ะดวกท้งั ทางรถยนตแ์ ละรถไฟ

- ขอ้ 1 ผดิ เพราะ พรมแดนทางบกติดกบั ประเทศพม่ำ มีควำมยำว 2,202 กม.
- ขอ้ 2 ผิดเพราะ พรมแดนทางบกติดกบั ประเทศลำว มีควำมยำว 1,750 กม.
- ขอ้ 3 ผดิ เพราะ พรมแดนทางบกตดิ กบั ประเทศกมั พชู ำ มีควำมยำว 798 กม.
62. เฉลย ขอ้ 2 นครสวรรค์
เหตุผล นครสวรรค์ ไม่ได้ อยใู่ นบริเวณ “ทุ่งราบเจา้ พระยา” แต่จดั อยใู่ นทร่ี ำบภำคกลำงตอนบน

วเิ ครำะห์: ท่งุ รำบเจ้ำพระยำ

1) สาหรับท่ีราบภาคกลางตอนล่าง มีช่ือเรียกว่า "ทุ่งรำบเจ้ำพระยำ" เร่ิมต้งั แต่ตอนใต้ของจังหวัดนครสวรรค์ลงมา
จนถงึ อ่าวไทย โดยพ้ืนทีน่ ้ีเรียกอีกชอื่ หน่ึงวา่ ทีร่ ำบดนิ ดอนสำมเหลี่ยมปำกแม่น้ำ

2) ท่รี าบดงั กล่าวเกิดจากดนิ ดอนที่แม่น้ำเจ้ำพระยำ แม่น้ำท่ำจนี แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำบำงประกง พดั พามา เมือ่ แม่น้า
ต่างๆ เหล่าน้ีไหลผา่ นบริเวณที่เป็นที่ราบซ่ึงมีพ้ืนที่ต่ืนเขิน ความเร็วของกระแสน้าจะลดลง ดินตะกอนจะทบั ถม
พอกพนู มากข้นึ กลายเป็น “ดนิ ตะกอนน้ำพัดพำ”

63. เฉลย ขอ้ 4 คลองรังสิต
เหตผุ ล ขดุ เชอื่ มระหว่างแม่น้าเจา้ พระยา (ต.บา้ นใหม่ อ.เมอื ง จ.ปทุมธานี) และแม่น้านครนายก (อ.องครักษ์ จ. นครนายก)

- ขอ้ 1 ผิดเพราะ คลองแสนแสบ ขดุ เชื่อมระหว่างแมน่ ้าเจา้ พระยา (กทม.) กบั บางประกง (ฉะเชงิ เทรา)
- ขอ้ 2 ผิดเพราะ คลองบำงบัวทอง ขดุ เชอื่ มระหว่างแมน่ ้าเจา้ พระยา (นนทบุรี) กบั แมน่ ้านครชยั ศรี (นครปฐม)
- ขอ้ 3 ผดิ เพราะ คลองพระโขนง ขดุ เชื่อมระหว่างแม่น้าเจา้ พระยา (ในเขตพระโขนง กทม.) กบั บางประกง
64. เฉลย ขอ้ 3 หินปนู
เหตผุ ล เน่ืองจากหินปนู ใชผ้ สมคอนกรีต ใชใ้ นอุตสาหกรรมการทาปูนขาว ใชร้ องไมห้ มอนรถไฟ และเป็นวสั ดุก่อสร้าง
หินปูนเป็ นแร่อโลหะที่พบและผลิตมาใชม้ ากทุกภาค โดยเฉพาะสระบุรี มีหินปูนเป็ นวตั ถุดิบในอุตสาหกรรม
ซีเมนตอ์ ยมู่ าก หินปูนในประเทศไทยมีอยมู่ าก และนิยมนามาใชท้ าวสั ดกุ อ่ สร้าง

180

65. เฉลย ขอ้ 1 ภาคตะวนั ตกมเี ขตภูมิลกั ษณ์เป็นภเู ขาและท่ีราบลกู คลนื่
เหตุผล เป็นคากล่าวที่ไม่ถกู ต้อง เนื่องจากภำคตะวันตก มีลกั ษณะภมู ิประเทศส่วนใหญเ่ ป็นภูเขำสลับกับหุบเขำที่ค่อนขา้ ง

ชนั และแคบกว่าหุบเขาของภาคเหนือ เน่ืองจากการกดั เซาะของแม่น้าลาธาร แบ่งไดด้ งั น้ี 1.เขตเทือกเขำ ไดแ้ ก่
เทือกเขาถนนธงชยั เทือกเขาตะนาวศรี 2.เขตที่รำบ อย่รู ะหว่างเขตเทือกเขากบั ท่ีรำบต่ำภำคกลำงจนถึงอ่าวไทย
เป็ นที่ราบลุ่มแม่น้า ไดแ้ ก่ ท่ีราบลุ่มแม่น้าปิ ง แม่น้าแม่กลอง ท่ีราบแม่น้าเพชรบุรี 3.ที่รำบชำยฝ่ังทะเล ท่ีเป็ นหาด
ทรายสวยงาม เชน่ หาดชะอา หาดหวั หินและอา่ วมะนาว

- วิเครำะห์ : ที่รำบลูกคล่ืนและเนินเขา ท่ีรำบชำยฝ่ังทะเล ที่รำบลุ่มแม่น้ำบำงปะกง พ้ืนที่สูงชันและภูเขำ
รวมถงึ เกำะนอ้ ยใหญอ่ กี มากมาย เป็นลกั ษณะเด่นของภำคตะวนั ออก

66. เฉลย ขอ้ 3 แมน่ ้าเลย
เหตผุ ล แม่น้ำเลย อยใู่ นแอ่งสกลนคร ไหลผ่านจงั หวดั เลยไปทำงเหนือลงสู่แม่น้ำโขง มีตน้ กาเนิดอยู่ระหวา่ งเขาก๊อกซาก

กบั ภเู ม่าทางตอนใตข้ องอาเภอภเู รือ ไหลไปทางเหนือผา่ นอาเภอวงั สะพงุ อ.เมืองเลย แลว้ เขา้ เขต อ.เชียงคาน ไปลง
แมน่ ้าโขง โดยมีความยาว 170 กม.

- ขอ้ 1 ผิดเพราะ แม่น้ำมูล อยูใ่ นแอ่งโคราช เป็ นแม่น้าสายใหญ่และมีปริมาณน้ามากที่สุดของภาคอีสาน ตน้
แม่น้าอย่ใู นจงั หวดั นครราชสีมา โดนมีร่องน้าไหลไปทางทิศตะวนั ออก เรียกว่า หุบกา้ งปลา และไหลไปลง
แมน่ ้าโขงที่ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี มคี วามยาว 750 กม.(เป็ นโค้งตวัด จะเกดิ ทะเลสำบรูปแอก)

- ขอ้ 2 ผดิ เพราะ แม่น้ำชี อยใู่ นแอง่ โคราช เป็นสาขาหน่ึงของแม่น้ามูล ตน้ กาเนิดอยทู่ เ่ี ขาเสล่ียงตาถาด ในทิว
เขาเพชรบรู ณ์ ชยั ภูมิ ไหลลงแม่น้ามูลที่จงั หวดั ศรีสะเกษ และอบุ ลราชธานี มคี วามยาว 765 กม.

- ขอ้ 4 ผิดเพราะ แม่น้ำสงครำม อยใู่ นแอง่ สกลนคร ไหลลงสู่แมน่ ้าโขงที่ จ.นครพนม เกดิ ระหว่างภผู าเหลก็ จ.
สกลนคร กบั ภผู าหกั จ.อดุ รธานี ไหลไปลงแม่น้าโขงท่ี อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม มีความยาว 420 กม.

67. เฉลย ขอ้ 2 เวลา 13.00 น.
เหตผุ ล เราใชเ้ สน้ Long. 105 E ใชเ้ ป็ นเสน้ กาหนดเวลาของประเทศไทย ไทยจึงเร็วกว่าองั กฤษอยู่ 7 ชว่ั โมง (เวลาต่างกนั

105×1 ÷ 15 = 7 ชวั่ โมง) ดงั น้นั หากลอนดอนเป็นเวลา 06.00 น. กรุงเทพฯ จะเป็นเวลา 13.00 น. โดยคิดจากเวลา
6.00 + 7.00 = 13.00 น.

68. เฉลย ขอ้ 3 สระน้าแห่งน้ีมขี นาด 0.25 ตารางกโิ ลเมตร
69. เฉลย ขอ้ 3 ลกั ษณะทางภูมิประเทศ
เหตุผล คาวา่ “สัน” ส่ือถึงลกั ษณะการต้งั ถิน่ ฐานบนภูมปิ ระเทศทมี่ ีลกั ษณะนูนสูงข้ึนเป็นแนวยาว เชน่ สันเขำ (ส่วนสูงของ

ภูเขาทย่ี าวเป็นทิวไป) สันดอน (ดนิ หรือกรวดทรายที่น้าพดั พาเอามารวมกนั ทาใหส้ ูงเป็นสันข้ึนมา) สันปันน้ำ (คือ
แนวสันเขาหรือบริเวณที่สูงซ่ึงแบ่งน้าไหลไปลงลาธารทอี่ ยแู่ ตล่ ะดา้ นของสันเขา)

181

70. เฉลย ขอ้ 4 ลมทะเลเป็นลมประจาถน่ิ

เหตุผล ลมประจาถิน่ คอื ลมทพี่ ดั ประจาทอ้ งถน่ิ ใดทอ้ งถน่ิ หน่ึงโดยเฉพาะมี 2 ชนิดคอื ลมว่ำว(ลมข้ำวเบำ) และลมตะเภำ

- ขอ้ 1 ลมสินค้ำเป็ นลมประจำปี กล่าวถูกตอ้ งเพราะ ลมสินคา้ เกิดจากการเคล่ือนที่ของอากาศอยเู่ ป็ นประจา
ตลอดท้งั ปี เช่น ลมสินค้ำตะวันออกเฉียงเหนือ คอื ลมที่พดั จากหยอ่ มความกดอากาศสูง บริเวณละติจูด 30-35
องศาเหนือ เขา้ หาหยอ่ มความกดอากาศต่าบริเวณเส้นศนู ยส์ ูตร ลมสินค้ำตะวันออกเฉียงใต้ คือลมที่พดั จาก
หยอ่ มความกดอากาศสูง บริเวณละตจิ ูด 30-35 องศาใต้ เขา้ หาหยอ่ มความกดอากาศต่าบริเวณเสน้ ศูนยส์ ูตร

- ขอ้ 2 ลมมรสุมเป็ นลมประจำฤดู กล่าวถูกตอ้ งเพราะ ลมประจำฤดู ไดแ้ ก่ มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ---->
มรสุมฤดูหนาว ----> พดั ผ่านตอนกลางของจีน (ต.ค.-ก.พ.) และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ----> หรือมรสุมฤดู
ร้อน ----> พดั ผ่านมหาสมทุ รอนิ เดยี (พ.ค.-ต.ค.)

- ขอ้ 3 ลมภูเขำเป็ นลมประจำเวลำ กล่าวถูกแลว้ เพราะ ลมประจำเวลำ ประกอบดว้ ย ลมบก ลมทะเล ลมภูเขา
ลมหุบเขา

71. เฉลย ขอ้ 2 แนวพดั สอบของลม

เหตผุ ล แนวพัดสอบของลม หมายถงึ การเบยี ดตวั เขา้ หากนั ของลม 2 ฝ่ ายบริเวณใกลพ้ ้นื โลกทาใหอ้ ากาศบริเวณแนวเบยี ด
ตวั ลอยข้ึนเบ้ืองบนตามแนวน้ี มักจะมีเมฆฝนเกิดขึ้นและในท่ีสุดจะตกลงมาเป็ นฝน ซ่ึงจะทาให้มีฝนฟ้าคะนอง
และลมกระโชกแรงเกิดข้นึ ได้ แต่ไม่ถึงกบั ตกหนัก

- ขอ้ 1 ผดิ เพราะ พำยไุ ซโคลน เป็นพายหุ มนุ เขตร้อนท่ีก่อตวั ในบริเวณมหาสมทุ รอนิ เดีย มคี วามเร็วสูงสุด 64-
129 นอต หรือ 118 กิโลเมตร/ชว่ั โมงข้ึนไป ทาใหเ้ กดิ ฝนตกหนกั ได้

- ขอ้ 3 ผดิ เพราะ ร่องฝน ร่องความกดอากาศตา่ (ร่องฝน) คอื บริเวณทีถ่ กู ปกคลุมดว้ ยหยอ่ มความกดอากาศต่า
รวมถึงบริเวณใกลเ้ คยี ง บริเวณน้นั จะมลี กั ษณะอากาศร้อนอบอา้ ว ทอ้ งฟ้าบริเวณดง่ั กล่าวมเี มฆมาก เมฆจะกอ่
ตวั ข้ึนสูง และตกลงมาเป็นฝนทีม่ ีปริมาณมาก ทาใหเ้ กิดฝนตกหนกั ได้

- ขอ้ 4 ผดิ เพราะ ลมมรสุม หรือลมประจาฤดูท่มี กี าลงั แรงจดั ท่ีสุด ไดแ้ ก่ มรสุมที่เกดิ ในบริเวณภาคใต้ และภาค
ตะวนั ออกเฉียงใตข้ องทวีปเอเชีย อนั เป็นท่ตี ้งั ของประเทศเวียดนาม กมั พูชา ลาว ไทย มาเลเซีย พมา่ ประเทศ
บงั คลาเทศ อินเดีย และปากีสถาน โดยเฉพาะประเทศไทยซ่ึงอยู่ในเขตอิทธิพลของมรสุมตะวนั ตกเฉียงใต้
เร่ิมตน้ พดั เขา้ สู่ภาคกลางของประเทศ ประมาณกลางเดือนพฤษภาคมไปจนถึงตน้ เดือนตุลาคม ซ่ึงเป็ นระยะ
ของฤดูฝน ทาใหเ้ กิดฝนตกหนกั ได้

72. เฉลย ขอ้ 2 วนั ท่ี 5 มถิ ุนายน

เหตุผล องคก์ ารสหประชาชาติไดจ้ ดั ประชมุ “เรื่องส่ิงแวดล้อมของมนุษย์” ทก่ี รุงสต๊อกโฮลม์ ประเทศสวีเดน ระหวา่ งวนั ที่
5 - 16 มิ.ย. 2515 ดงั น้นั เพื่อเป็ นการระลึกถงึ จุดเริ่มตน้ ของการร่วมมือระหว่างชาติทว่ั โลก เม่ือวนั ท่ี 5 มิถุนายน
2515 อนั เป็นวนั เริ่มการประชมุ คร้ังยงิ่ ใหญน่ ้ี องคก์ ารสหประชาชาตจิ ึงประกาศให้ วนั ท่ี 5 มถิ นุ ำยน ของทกุ ปี เป็น
วนั สิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day)

182

73. เฉลย ขอ้ 1 เทศบาล
เหตุผล ในรัชสมยั รัชกาลท่ี 5 ทรงจัดใหม้ ีการบริหารราชการส่วนทอ้ งถ่ินในรูปสุขาภิบาล ซ่ึงมีหนา้ ที่คล้ำยเทศบำลใน

ปัจจุบนั เป็นคร้ังแรกเมื่อ พ.ศ.2440 การสุขาภบิ าลไดด้ าเนินมาต้งั แต่สมยั รัชกาลท่ี 5 และไดห้ ยดุ ชะงกั ลงเม่ือมีการ
เปลยี่ นแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 เพราะรัฐบาลประสงคจ์ ะจดั การปกครองทอ้ งถนิ่ ในรูปแบบเทศบาลตามอยา่ ง
ตะวนั ตกเพียงอยา่ งเดยี ว เขาจึงไดเ้ ปลีย่ นฐานะของสุขาภิบาลท่ีมอี ยู่มาเป็นเทศบาลท้งั หมด จนกระทง่ั ถึง พ.ศ.2495
รัฐบาลจึงไดห้ วนกลบั มาจดั การปกครองแบบสุขาภิบาลอกี คร้ัง

74. เฉลย ขอ้ 2 มี 2 ประเภท ไดแ้ ก่ สุขาภิบาลเมือง และสุขาภบิ าลตาบล
เหตุผล รูปแบบการปกครองทอ้ งถิน่ ในสมัยรัชกำลที่ 5 ซ่ึงมีรายเอยี ดดงั น้ี

1) ใน พ.ศ.2440 รัชกาลที่ 5 ไดโ้ ปรดเกลา้ ฯ ใหต้ ราพระราชกาหนดสุขำภบิ ำลกรุงเทพฯ ร.ศ.116 (พ.ศ.2440) ข้ึน
บงั คบั ใชใ้ นกรุงเทพฯ

2) ใน พ.ศ. 2448 ไดม้ กี ารจดั ต้งั สุขาภบิ าลหวั เมืองข้นึ เป็นแห่งแรก ไดแ้ ก่ สุขำภบิ ำลท่ำฉลอม ปรากฏวา่ ไดผ้ ลดี
เป็นอยา่ งมาก

3) ต่อมาจึงได้มีการประกาศใช้พระรำชบัญญัติจัดกำรสุขำภิบำล ร.ศ.127 (พ.ศ.2451) ข้ึน โดยมีการแบ่ง
สุขาภิบาลออกเป็ น 2 ประเภท คอื สุขำภบิ ำลเมือง และสุขำภิบำลตำบล โดยใหท้ อ้ งถ่นิ ใดมีความเหมาะสมท่ี
จะเป็นไดก้ ใ็ หม้ ีการประกาศจดั ต้งั สุขาภิบาลข้ึนไดเ้ ลย

75. เฉลย ขอ้ 3 วฒุ ิสภามีวาระ 5 ปี
เหตุผล ส.ว. มีจานวน 250 คน โดยให้ คสช. แต่งต้งั คณะกรรมการสรรหาที่มีความรู้ ประสบการณ์ดา้ นต่างๆ เป็ นกลาง

ทางการเมอื ง 9-12 คน ทาหนา้ ท่ีสรรหาผทู้ ี่มีความเหมาะสมทีจ่ ะดารงตาแหน่ง ส.ว. จานวนไมเ่ กนิ 400 คน เพอื่ ให้
คสช. คดั เลือกใหเ้ หลือ 194 คน และคดั ชื่อสารองอีก 50 คน อีกส่วนหน่ึง มาจากผูท้ ี่เป็ น ส.ว.โดยตาแหน่ง 6 คน
ไดแ้ ก่ ปลดั กระทรวงกลาโหม ผูบ้ ญั ชาการทหารสูงสุด ผูบ้ ญั ชาการทหารบก ผูบ้ ญั ชาการทหารเรือ ผูบ้ ญั ชาการ
ทหารอากาศ และผูบ้ ญั ชาการตารวจแห่งชาติ และส่วนสุดทา้ ยไดจ้ ากการท่ีคณะกรรมการการเลือกต้งั (กกต.)
ดาเนินการจัดใหม้ ีการเลือก ส.ว. โดยให้ผูม้ ีความรู้ ประสบการณ์หลายดา้ น กลุ่มวิชาชีพ หรือกลุ่มผลประโยชน์
เลือกกนั เองใหไ้ ด้ 200 คน แลว้ นารายช่ือให้ คสช. เลือกใหเ้ หลือ 50 คน และคดั ช่ือสารองไวอ้ ีก 50 คน จากท่ีมา
สามทางน้ีก็จะได้ ส.ว.ครบ 250 คนพอดี และ ส.ว.ชุดน้ีจะมีวาระการดารงตาแหน่ง 5 ปี มีอานาจหนา้ ที่ติดตาม
เสนอแนะ เร่งรัดการปฏิรูปประเทศ จดั ทาและดาเนินการตามยทุ ธศาสตร์ชาติ ดูแลกฎหมายที่จะกระทบต่อการ
ดาเนินการกระบวนการยตุ ิธรรม รวมท้งั การเลือกนายกรัฐมนตรี ร่วมกบั ส.ส.

183

76. เฉลย ขอ้ 1 จดั สรรปันส่วนผสม
เหตุผล ในการเลือกต้งั สมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรไทยเป็ นการทวั่ ไป พ.ศ. 2562 เป็ นการเลือกต้งั สมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎร

ไทยเป็นการทว่ั ไปคร้ังท่ี 28 กาหนดใหม้ ขี ้ึนในวนั ที่ 24 มนี าคม 2562 เพอ่ื เลอื กต้งั สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรจานวน
500 คน นบั เป็นการเลอื กต้งั ทว่ั ไปคร้ังแรกหลงั รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 และภายใตร้ ัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2560 ระบบการเลือกต้งั เป็นแบบจดั สรรปันส่วนผสม โดยสมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎร
500 คนมาจากระบบแบ่งเขตคะแนนสูงสุด 350 เขต เขตละคน และอีก 150 คน และผูท้ ่ีมิใช่สมาชิกสภาผูแ้ ทน
ราษฎรสามารถไดร้ ับเสนอชื่อเป็ นนายกรัฐมนตรีได้ หลายพรรคเสนอช่ือพลเอก ประยุทธ์ จนั ทร์โอชา หัวหน้า
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ และนายกรัฐมนตรีก่อนการเลือกต้งั กลับมาดารงตาแหน่ง จึงมีการแบ่งพรรค
การเมืองออกเป็ นสามฝ่ ายหลกั คือ ฝ่ ายหน่ึงสนบั สนุนพลเอกประยุทธ์ ฝ่ ายหน่ึงคดั คา้ น และอีกฝ่ ายหน่ึงยงั ไม่
ประกาศตวั ชดั เจน

77. เฉลย ขอ้ 1 พิจารณา สอบสวน และตดั สินพจิ ารณาโทษตามคาร้องเรียนเกีย่ วกบั การปฏบิ ตั หิ รือละเลย ไมป่ ฏบิ ตั ิหนา้ ท่ี
ตามกฎหมายของสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรและขา้ ราชการประจา
เหตผุ ล ไม่ใช่อานาจหนา้ ทขี่ องคณะรัฐมนตรี เพราะการตดั สินพจิ ารณาโทษเป็นหนา้ ทีข่ องฝ่ ายตุลาการ (ศำล)

78. เฉลย ขอ้ 3 คณะกรรมการป้องกนั และปราบปรามยาเสพติด
เหตุผล ไม่ใช่องคก์ รอสิ ระตามรัฐธรรมนูญ แต่สานกั งานคณะกรรมการป้องกนั และปราบปรามยาเสพติด เป็นหน่วยงานท่ี

สงั กดั กระทรวงยตุ ธิ รรม พ.ศ.2548

องค์กรอิสระตำมรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย มีท้ังหมด 5 องค์กร ได้แก่

1. คณะกรรมการการเลอื กต้งั
2. ผตู้ รวจการแผ่นดิน
3. คณะกรรมการป้องกนั และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
4. คณะกรรมการตรวจเงนิ แผน่ ดิน
5. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
79. เฉลย ขอ้ 3 เผยแพร่ลทั ธิทางการเมืองทีเ่ ป็นอนั ตรายตอ่ ความมนั่ คง
เหตุผล ไม่ใช่ขอ้ กาหนดของกฎหมายท่ีกาหนดใหบ้ ุคคลผนู้ ้นั ไม่มสี ิทธิเลือกต้งั

คณุ สมบัตขิ องผ้มู ีสิทธเิ ลือกต้งั

1. มสี ัญชาตไิ ทย แตบ่ คุ คลผมู้ ีสญั ชาตไิ ทยโดยการแปลงสัญชาตติ อ้ งไดส้ ญั ชาติไทยมาแลว้ ไม่น้อยกว่ำ 5 ปี
2. อายไุ มต่ า่ กว่า 18 ปี บริบูรณ์ ในวนั ที่ 1 มกราคม ของปี ที่มีการเลอื กต้งั
3. มชี ่ืออยใู่ นทะเบียนบา้ นในเขตเลือกต้งั มาแลว้ เป็นเวลาติดตอ่ กนั ไม่น้อยกว่ำ 90 วัน นบั ถึงวนั เลอื กต้งั

184

คุณลกั ษณะต้องห้ำมของผู้มสี ิทธิเลือกต้ัง

1. เป็นภกิ ษุ สามเณร นกั พรต หรือนกั บวช
2. อยใู่ นระหว่างถกู เพงิ ถอนสิทธิการเลอื กต้งั
3. ตอ้ งคมุ ขงั โดยหมายของศาลหรือโดยคาสั่งท่ชี อบดว้ ยกฎหมาย
4. วกิ ลจริต จิตฟั่นเฟื อน หรือไมส่ มประกอบ

80. เฉลย ขอ้ 3 กลวั การขยายอานาจและลทั ธิคอมมิวนิสตข์ องจีน
เหตุผล วตั ถุประสงคข์ อง SEATO กค็ อื การร่วมมือกนั ท่ีจะป้องกนั และธารงรักษาไวซ้ ่ึงสันติภาพและความมนั่ คงของ

ประเทศสมาชกิ คือ แตล่ ะประเทศภาคีคสู่ ัญญาตกลงเหน็ พอ้ งกนั วา่ หากดนิ แดนของประเทศใดถูกรุกรานจาการ
โจมตดี ว้ ยกาลงั อาวธุ ประเทศภาคีท้งั หมดท่เี หลอื จะถือวา่ เป็นอนั ตรายร่วมกนั และจะปฏบิ ตั กิ ารเพ่ือเผชิญหนา้ กบั
อนั ตรายร่วมกนั

81. เฉลย ขอ้ 2 บรรษทั ธุรกจิ เอกชนขนาดใหญ่ของประเทศใดประเทศหน่ึงหรือหลายประเทศร่วมลงทุน แต่มกี จิ การสาขา
ในหลายประเทศ
เหตุผล บรรษัทข้ำมชำติ หมายถึง บรรษทั ธุรกจิ เอกชนในประเทศใดประเทศหน่ึงซ่ึงมอี านาจการบริหาร และการกาหนด

นโยบายสูงสุดในประเทศแม่ และมกี ารดาเนินกิจการหรือสาขาครอบคลมุ ในหลายๆประเทศ จะเห็นไดว้ ่า บรรษทั
ขา้ มชาติ ( Multinational Corporations : MNCs) ถือเป็นลกั ษณะหน่ึงของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม บรรษทั ขา้ ม
ชาติน้ีมีบทบาทเป็ นตวั แสดงที่มิใช่รัฐ(Non – State Actor) แต่ก็มีบทบาทสาคญั และสามารถกาหนดทิศทางของ
ระบบเศรษฐกิจของประเทศใดประเทศหน่ึงได้

82. เฉลย ขอ้ 4 นายกรัฐมนตรี
เหตุผล พระมหากษตั ริยท์ รงไวซ้ ่ึงพระราชอานาจที่จะออกพระราชกฤษฎีกายบุ สภาผแู้ ทนราษฎร โดยให้นายกรัฐมนตรี

และประธานกรรมการการเลือกต้งั เป็ นผูร้ ักษาการตามพระราชกฤษฎีกาน้ี และมีนำยกรัฐมนตรีเป็ นลงนามผูร้ ับ
สนองพระบรมราชโองการ เช่น พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2554 ให้มีการเลือกต้ัง
สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรในวนั อาทิตยท์ ี่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 โดยมี นายอภสิ ิทธ์ิ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็น
ผรู้ ับสนองพระบรมราชโองการ
- หากยบุ สภาฯ ตอ้ งกาหนดวนั เลือกต้งั ไม่น้อยกว่ำ 45 วนั แต่ไม่เกิน 60 วนั
- หากสภาฯ หมดวาระ ตอ้ งเลือกต้งั ใหม่ภำยใน 45 วนั

83. เฉลย ขอ้ 2 กรุงเทพมหานคร
เหตผุ ล ใชเ้ กณฑ์ประชากร 1.89 แสนคนต่อผูแ้ ทนฯ 1 คน จงั หวดั ท่ีมี ส.ส. มากที่สุดยงั เป็ นกรุงเทพมหานคร ทว่าไดล้ ด

จานวนลงจากการเลือกต้งั ปี 2554 เป็น 30 คน จากเดมิ 33 คน รองลงมาคือ นครราชสีมา 14 คน ลดลงจากเดิม 1 คน
และขอนแก่นและอุบลราชธานีจังหวดั ละ 10 คน แต่ในส่วนของอุบลฯ ก็ลดลงไป 1 คนเช่นกนั เนื่องจาก
รัฐธรรมนูญฉบบั ปี 2560 กาหนดให้ ส.ส. แบบแบ่งเขตมี 350 คน จากเดมิ 375 คน และ ส.ส. แบบบญั ชรี ายชอ่ื 150
คน จากเดมิ 125 คน

185

84. เฉลย ขอ้ 4 การนาร่างกฎหมาย ร่างรัฐธรรมนูญ และนโยบายทสี่ าคญั ของประเทศ ไปผ่านการตดั สินเพื่อแสดง ความ
เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบโดยประชาชนผเู้ ป็นเจา้ ของอานาจอธิปไตย
เหตุผล ไม่ใช่ความหมายของการทาประชาพิจารณ์ แต่เป็ นความหมายของการออกเสียงประชำมติ ที่จะต้องมีการ

ลงคะแนนออกเสียง เพื่อหามติของประชาชนในเรื่องสาคญั น้ันๆ การออกเสียงประชามติ ในวนั อาทิตยท์ ่ี 19
สิงหาคม พ.ศ. 2550 ถือเป็นการออกเสียงประชามตริ ะดบั ชาตคิ ร้ังแรกของประเทศไทย

85. เฉลย ขอ้ 2 จอมพล ป. พิบูลสงคราม
เหตุผล จอมพล ป. (จอมพลกระดูกเหลก็ ) เป็นนายกรัฐมนตรี ทมี่ ีเวลาดารงตาแหน่งรวมกนั มากทสี่ ุดของไทย คือ 14 ปี 11

เดือน 18 วนั รวม 8 สมยั มนี โยบายทีส่ าคญั คอื การม่งุ มนั่ พฒั นาประเทศไทยใหม้ คี วามเจริญรุ่งเรืองทดั เทียมนานา
อารยประเทศ ปลุกระดมให้คนไทยรู้สึกรักชาติ โดยออกประกาศสานักนายกฯ ว่าด้วย “รัฐนิยม” และให้
ขา้ ราชการกลา่ วคาว่า “สวัสดี” ในโอกาสแรกท่พี บกนั

86. เฉลย ขอ้ 2 หนองคาย
เหตผุ ล ตามพระราชบญั ญตั ิต้งั จงั หวดั บึงกาฬ เมื่อวนั ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2554 มีคาส่ังให้จังหวดั บึงกาฬแยกออกมาจาก

จงั หวดั หนองคำย ดว้ ยเหตผุ ลเพราะหนองคายเป็นจงั หวดั ที่มที อ้ งท่ีติดชายแดน และมลี กั ษณะภูมิประเทศเป็ นแนว
ยาว ทาใหก้ ารติดต่อกนั เป็นไปดว้ ยความยากลาบาก และใชร้ ะยะเวลาในการเดินทางมากเกินควร

87. เฉลย ขอ้ 1 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย
เหตุผล รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 30 บญั ญตั ิวา่ “บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมำยและได้รับควำมคุ้มครองตำมกฎหมำยเท่ำ

เทียมกนั ” วรรคสองบญั ญตั วิ ่า “ชำยและหญิงมสี ิทธิเท่ำเทียมกนั ” วรรคสามบญั ญตั ิว่า “การเลอื กปฏิบตั โิ ดยไมเ่ ป็ น
ธรรมตอ่ บคุ คลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกาเนิด เช้อื ชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพทางกายหรือสุขภาพ
สถานะของบคุ คล ฐานะทางเศรษฐกจิ หรือสงั คม ความเชอ่ื ทางศาสนา การศกึ ษาอบรม หรือความคดิ เห็นทางการ
เมืองอนั ไมข่ ดั ต่อบทบญั ญตั ิแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทามไิ ด”้

88. เฉลย ขอ้ 2 พระราชกาหนด
เหตผุ ล พระราชกาหนด คือ กฎหมายที่บญั ญตั โิ ดยฝ่ ายบริหารหรือคณะรัฐมนตรี (หรือเป็นกฎหมายท่ีพระมหากษตั ริยท์ รง

ตราข้นึ ใหใ้ ชบ้ งั คบั เชน่ พระราชบญั ญตั ิ โดยคาแนะนาของคณะรัฐมนตรี) แลว้ นาเสนอใหร้ ัฐสภาพจิ ารณาอนุมตั ิ
พระรำชกำหนดมีอยู่ 2 ประเภท คือ

1. พระรำชกำหนดท่ัวไป เป็ นกรณีที่ตราพระราชกาหนดเพื่อประโยชน์ในอนั ที่จะรักษาความปลอดภัยของ
ประเทศ ความปลอดภยั สาธารณะ ความจาเป็นรีบด่วนอนั มอิ าจหลีกเล่ียงได้
- หากประกาศใชแ้ ลว้ จะตอ้ งเสนอพระราชกาหนดน้นั ต่อรัฐสภา เพื่อพิจารณาอนุมตั ิหรือไม่อนุมตั ิ
โดยไมช่ กั ชา้

2. พระรำชกำหนดเก่ียวกับภำษีและเงินตรำ เป็ นกรณีท่ีตราพระราชกาหนดเกี่ยวกบั ภาษีอากรหรือเงินตรา ซ่ึง
ตอ้ งไดร้ ับการพจิ ารณาโดยดว่ นและลบั เพื่อรักษาประโยชน์ของแผน่ ดนิ ในระหวา่ งสมยั ประชมุ สภา
- หากประกาศใชแ้ ลว้ จะตอ้ งเสนอพระราชกาหนดที่เก่ียวกบั ภาษีอากรหรือเงินตราต่อรัฐสภา เพื่อ
พิจารณาอนุมตั หิ รือไม่อนุมตั ิ ภายใน 3 วนั

186

89. เฉลย ขอ้ 2 กฎหมายมหาชน
เหตผุ ล กฎหมายมหาชน เป็ นกฎหมายท่ีกาหนดถึงความสัมพนั ธ์ระหว่างหน่วยงานของรัฐหรือเจา้ พนักงานของรัฐกบั

เอกชนหรือประชาชน โดยฐานะของค่กู รณีฝ่ ายปกครองคือรัฐ อยเู่ หนือกว่าประชาชน (เอกชน)

90. เฉลย ขอ้ 4 คนเสมือนไร้ความสามารถ ศาลจะต้งั ผูพ้ ิทกั ษเ์ พ่อื ทานิตกิ รรมต่างๆแทน
เหตผุ ล เป็นการกล่าวผดิ เพราะ ผพู้ ิทกั ษเ์ ป็นผูใ้ หค้ วามยนิ ยอมเทา่ น้นั ไม่ใช่ทำนิตกิ รรมต่ำงๆแทน

วิเคราะห์: คนเสมอื นไร้ความสามารถ
1. คนเสมือนไร้ควำมสำมำรถ คือ บุคคลที่ไม่สามารถจัดการงานของตนเองได้ เพราะกายพิการ จิตฟ่ันเฟื อนไม่
สมประกอบ ประพฤติสุรุ่ยสุร่ายเสเพลเป็ นอาจิณ หรือติดสุรายาเมา ซ่ึงบุคคลท่ีศาลส่ังให้เป็ นคนเสมือนไร้
ความสามารถน้นั ตอ้ งจดั ใหอ้ ยใู่ นความพิทกั ษข์ องผ้พู ทิ ักษ์
2. คนเสมอื นไร้ความสามารถยงั สำมำรถทำนิติกรรมท่วั ไปได้ด้วยตนเอง แตย่ กเวน้ นิติกรรมดงั ตอ่ ไปน้ีทีต่ อ้ งขอควำม
ยนิ ยอมจำกผ้พู ิทกั ษ์เสียกอ่ น มิฉะน้นั ตกเป็น “โมฆียกรรม”
- ขอ้ 1 ผเู้ ยาวห์ มายถงึ บคุ คลซ่ึงมีอายตุ ่ากวา่ 20 ปี บริบรู ณ์ กล่าวถูกตอ้ ง
- ขอ้ 2 ผเู้ ยาวท์ านิติกรรม ตอ้ งไดร้ ับความยนิ ยอมจากบดิ ามารดา กล่าวถูกตอ้ ง
- ขอ้ 3 คนไร้ความสามารถ ศาลจะต้งั ผูอ้ นุบาลเพื่อทานิติกรรมตา่ งๆแทน กล่าวถกู ตอ้ ง

91. เฉลย ขอ้ 4 ไมล้ ม้ ลกุ
เหตผุ ล ไมล้ ม้ ลุกไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ เพราะไม่ไดย้ ดึ ติดกบั ทด่ี นิ อนั เป็นการถาวร เนื่องจากลกั ษณะของ อสังหำริมทรัพย์

หมายถึง ท่ีดินและทรัพยอ์ นั ติดอยูก่ บั ท่ดี ิน มีลกั ษณะเป็ นการถาวรหรือประกอบเป็ นอนั เดียวกบั ท่ีดินน้นั คือ ไม่
หลุดหรือแยกออกจากท่ีดินไดโ้ ดยง่าย เช่น ตน้ ไม้ (ไม่รวมถึงตน้ ไมใ้ นกระถาง ตน้ ไมจ้ ะตอ้ งมีรากชอนไชลงใน
พ้นื ดนิ ) อาคารบา้ นเรือน ในส่วนของตน้ ไมน้ ้นั มกี ฎหมายกาหนดไวว้ า่ ตน้ ไมท้ ่ีจะเป็นอสังหาริมทรัพยน์ ้นั ตอ้ งเป็ น
ไม้ยนื ต้น (ตามกฎหมายคือตน้ ไมท้ ม่ี อี ายเุ กิน 3 ปี ) ถา้ เป็นไม้ล้มลุกจะไม่ถอื เป็นอสังหาริมทรัพย์

92. เฉลย ขอ้ 3 มผี ลสมบูรณ์อยชู่ วั่ คราว
เหตุผล ไม่ใชค่ วามหมายของโมฆะกรรม แตเ่ ป็นความหมายของโมฆียะกรรม ซ่ึงหมายถึง นิตกิ รรมสมบรู ณ์ใชไ้ ดจ้ นกว่า

จะถูกบอกลา้ ง “ตราบใดทกี่ ารบอกล้างยงั มิได้เกิดขึน้ นิติกรรมนนั้ กย็ งั คงสมบรู ณ์อย่ตู ราบนั้น”

- ขอ้ 1,2,4 กล่าวถงึ ความหมายของโมฆะกรรมไดถ้ ูกตอ้ งที่สุดแลว้

93. เฉลย ขอ้ 1 สินส่วนตวั
เหตผุ ล สินส่วนตวั น้ัน ไดแ้ ก่ ทรัพยส์ ินที่สามีหรือภรรยา ฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงมีอยกู่ อ่ นสมรส เชน่ ทรัพยส์ ินที่เป็นขา้ วของ

เคร่ืองใชส้ ่วนตวั เส้ือผา้ เครื่องแต่งกาย สร้อยคอ แหวนเพชร เคร่ืองประดบั นาฬกิ าตามควรแก่ฐานะ เครื่องไม้
เคร่ืองมอื ทจี่ าเป็นในการประกอบอาชีพ หรือแมแ้ ต่ทรัพย์สินทีไ่ ด้มำระหว่ำงสมรสโดยกำรรับมรดกหรือการให้
โดยเสน่หา รวมท้งั ทรัพยส์ ินทเ่ี คยใหก้ นั ไวเ้ ป็นของหม้นั จดั วา่ เป็นสินส่วนตวั ท้งั สิ้น

187

94. เฉลย ขอ้ 3 กาหนดลกั ษณะความผิดและบทลงโทษ
เหตผุ ล กฎหมายอาญา คือ กฎหมายท่วี ่าดว้ ยความผิดและโทษท่ีกาหนดไวส้ าหรับความผิด ตวั บทท่สี าคญั ๆ ของกฎหมาย

อาญากค็ ือ ประมวลกฎหมำยอำญำ นอกจากน้นั ยงั มพี ระราชบญั ญตั ิอืน่ ๆ ท่กี าหนดโทษทางอาญาสาหรับการฝ่ าฝื น
พระราชบญั ญตั นิ ้นั ไวด้ ว้ ย เช่น พระราชบญั ญตั ิยาเสพติดใหโ้ ทษ พระราชบญั ญตั ิการพนนั ฯลฯ

ควำมผดิ อำญำออกเป็ น 2 ลกั ษณะ
1. ควำมผิดต่อแผ่นดนิ หมายถึง ความผดิ ท่มี ผี ลต่อตวั ผูร้ ับผลร้ายแลว้ ยงั มีผลกระทบท่ีเสียหายต่อสังคมอกี ดว้ ย และ
รัฐจาเป็นตอ้ งป้องกนั สงั คมเอาไวด้ ว้ ยการยน่ื มือเขา้ มาเป็นผเู้ สียหายเอง
2. ควำมผิดอนั ยอมควำมกันได้ หมายถึง ความผิดในทางอาญาซ่ึงไม่ไดม้ ผี ลร้ายกระทบตอ่ สังคมโดยตรง หากตวั ผรู้ ับ
ผลร้ายไม่ติดใจเอาความแลว้ รัฐกไ็ ม่อาจยนื่ มือเขา้ ไปดาเนินคดีกบั ผูก้ ระทาความผิดได้ เช่น ความผิดฐานหมิ่น
ประมาท ความผดิ เกี่ยวกบั เสรีภาพ

95. เฉลย ขอ้ 2 การกระทาเพอื่ ป้องกนั ตนเองหรือผอู้ ื่น
เหตผุ ล ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 บญั ญตั วิ า่ “ผใู้ ดตอ้ งกระทาการใดเพื่อป้องกนั สิทธิของตนหรือของผอู้ ืน่ ใหพ้ น้

ภยนั ตรายซ่ึงเกิดจากการประทุษร้ายอนั ละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยนั ตรายทีใ่ กลจ้ ะถึง ถา้ ไดก้ ระทาพอสมควร
แก่เหตุ การกระทาน้นั เป็นการป้องกนั ตวั โดยชอบดว้ ยกฎหมาย ผนู้ ้นั ไมม่ คี วามผิด” ดงั น้นั “เม่ือไม่มีความผิด ก็ไม่
ต้องรับโทษ” จึงเป็นเหตยุ กเวน้ ความผดิ

- ขอ้ 1,3,4 ผดิ เพราะ เป็นเหตยุ กเวน้ โทษ คือ ผกู้ ระทายงั มีความผิดอยแู่ ต่กฎหมายยกเว้นโทษให้

96. เฉลย ขอ้ 3 ยกั ยอกทรัพย์
เหตุผล การยักยอกทรัพย์ คือ การท่ีบุคคลหน่ึง ครอบครองทรัพยส์ ินของผูอ้ ่ืนแลว้ เบียดบงั ทรัพยน์ ้ันมาเป็ นประโยชน์

ของตนโดยทจุ ริต เชน่ เหรัญญิกของกองทุนหมบู่ า้ นมหี นา้ ทเี่ กบ็ เงินจากสมาชิกผกู้ ู้ แลว้ ไม่นาไปเขา้ บญั ชีเงินฝาก
ธนาคาร โดยเหรัญญกิ น้นั ไดน้ าเงนิ ไปใชส้ ่วนตวั เป็นตน้

- ขอ้ 1 ผดิ เพราะ ลกั ทรัพย์ คอื การทีผ่ ใู้ ดเอาทรัพยข์ องผอู้ ืน่ /ผอู้ ่ืนเป็นเจา้ ของรวมอยดู่ ว้ ย ไปโดยทจุ ริต
- ขอ้ 2 ผิดเพราะ ชิงทรัพย์ เป็ นการลกั ทรัพยโ์ ดยประทุษร้าย หรือข่เู ขญ็ ว่าในทนั ใดน้นั จะใชก้ าลงั ประทษุ ร้าย

ถอื ว่ารุนแรงกว่าลกั ทรัพยธ์ รรมดา เช่น การใชอ้ าวธุ จ้ีบงั คบั
- ขอ้ 4 ผิดเพราะ ฉ้อโกง คอื การเอาทรัพยข์ องผอู้ ื่นโดยหลอกลวงใหเ้ ขาหลงเชื่อ และส่งมอบทรัพยส์ ินให้

97. เฉลย ขอ้ 1 ใหไ้ ดร้ ับการยกเวน้ ความผดิ
เหตผุ ล ขอ้ น้ียากข้นั เทพเลยนะครับนอ้ งๆ แต่คาตอบกม็ ีปรากฏแลว้ ในพระรำชบัญญัติยำเสพติดให้โทษ (ฉบบั ที่ 5) พ.ศ.

2545 มาตรา 94 ที่กาหนดไวว้ ่า ให้ผู้เสพและมีไวใ้ นครอบครองเพื่อจาหน่าย หรือผูเ้ สพท่ีสมคั รใจเขา้ รับการ
บาบดั รักษาและไดป้ ฏิบตั ิตามหลกั เกณฑแ์ ละเงื่อนไขที่กฎหมายกาหนดไว้ ได้พ้นจำกควำมผิดตามท่ีกฎหมาย
บญั ญตั ไิ ว้

188

98. เฉลย ขอ้ 3 พนกั งานบงั คบั คดี
เหตุผล ในการบงั คบั คดีแพ่ง ศาลตอ้ งออกหมายบงั คบั คดีแต่งต้งั เจ้าพนักงานกรมบงั คบั คดีหรือพนกั งานอ่ืนใด เป็ นเจ้า

พนกั งานบงั คบั คดี เพ่อื จดั การบงั คบั คดีใหเ้ ป็นไปตามคาพิพากษาหรือคาสั่งศาล ในปัจจุบนั เจา้ พนกั งานบงั คบั คดี
อยใู่ นกรมบงั คบั คดี สังกดั กระทรวงยตุ ธิ รรม (จึงไมใ่ ช่เจา้ พนกั งานศาล)

- ขอ้ 1 ผิดเพราะ พนักงำนสอบสวน คือ ผทู้ มี่ ีหนา้ ทีร่ วบรวมพยานหลกั ฐาน เก่ียวกบั ความผิดทกี่ ลา่ วหา เพอ่ื จะ
ทราบขอ้ เทจ็ จริง หรือพสิ ูจน์ความผดิ และเอาตวั ผกู้ ระทาผิดมาฟ้องลงโทษ (สอบสวนเสร็จ สรุปความเห็นให้
พนักงานอยั การฟ้องคดีอาญาต่อศาลท่ีมีเขตอานาจต่อไป) เช่น ข้าราชการตารวจมียศร้อยตารวจตรีหรือ
เทยี บเท่าข้ึนไป ขา้ ราชการอนื่ ระดบั 3 ข้นึ ไป

- ขอ้ 2 ผดิ เพราะ พนักงำนอัยกำร จะพจิ ารณารวบรวมขอ้ มลู อรรถคดีและวนิ ิจฉยั สั่งคดีท้งั ปวง ดาเนินคดอี าญา
ทางศาล และดาเนินอรรถคดี ตามอานาจหนา้ ที่ของพนกั งานอยั การในฐานะทนำยแผ่นดิน

- ขอ้ 4 ผิดเพราะ พนักงำนรำชทัณฑ์ อย่ใู นกรมราชทณั ฑ์ สังกดั กระทรวงยุติธรรม มีหน้าที่ปฏิบตั ิต่อผูก้ ระทา
ผิดใหเ้ ป็ นไปตามคาพิพากษาหรือคาสั่งตามกฎหมาย และกาหนดแนวทางการปฏิบตั ิต่อผู้ตอ้ งขงั โดยให้
สอดคลอ้ งกบั กฎหมาย ระเบียบขอ้ บงั คบั

99. เฉลย ขอ้ 2 ต้งั แต่คลอดและอยรู่ อดเป็นทารก
เหตุผล การเร่ิมสภาพของบคุ คล ตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ มาตราที่ 15 ไดร้ ะบุไวว้ ่า “สภาพบุคคลเริ่มตน้ เม่ือ

คลอดแลว้ อยเู่ ป็ นทารก และสิ้นสุดลงเม่ือตาย” เมื่อมีสภาพบุคคลแลว้ กม็ ีสิทธิและหนา้ ที่ตามที่กาหนด เช่น สิทธิ
การรับมรดก

100. เฉลย ขอ้ 2 เจา้ พนกั งานละเลยไมป่ ฏิบตั ติ ามหนา้ ท่ี
เหตผุ ล โจทย์ถามเรื่องอุปสรรคในกำรบังคับใช้กฎหมำย เราจึงตอ้ งวิเคราะห์สภาพบังคบั ของกฎหมาย ซ่ึงจะเห็นว่า

กฎหมายเป็นขอ้ บงั คบั ความประพฤติของพลเมือง มีลกั ษณะเป็ นคำส่ังหรือข้อห้ำม เชน่ สั่งใหพ้ ลเมอื งตอ้ งเสียภาษี
หรือหา้ มพลเมืองฆ่าผอู้ ื่น หากผไู้ ดฝ้ ่ าฝื นยอ่ มไดร้ ับโทษ ซ่ึงเจา้ พนกั งานของรัฐจะเป็นผูด้ าเนินการบงั คบั แตท่ ี่เป็ น
อุปสรรคสาคญั ก็คือ การที่เจา้ พนกั งานละเลยไม่ปฏิบตั ิตามหน้าที่ “นอกจากน้ีเจ้าหน้าที่ของรัฐเองก็ไม่ควรใช้
อานาจหน้าทีม่ าบิดเบือนคดีของตนหรือพวกพ้องให้รอดพ้นจากความผิด ซ่ึงจะก่อให้เกดิ ความไม่ยตุ ิธรรมและทา
ให้การบังคบั ใช้กฎหมายเพือ่ รักษาความสงบเรียบร้อยไม่ได้ผล”

- ขอ้ 1 ไมถ่ กู เพราะ “เจ้ำพนักงำนของรัฐ” มีมากมายและมีอานาจมากแตม่ กั จะละเลยตอ่ หนา้ ท่ี เห็นแกต่ วั
- ขอ้ 3 ไม่ถูกเพราะ “เรื่องกฎหมำย” เป็นหนา้ ทขี่ องเราทุกคนทต่ี อ้ งปฏิบตั ิตามกฎหมายและตอ้ งตดิ ตามดูว่า

กฎหมายมีผลดผี ลเสียกบั เราอยา่ งไร เช่น การเสียภาษี การรับราชการทหาร
- ขอ้ 4 ไมถ่ กู เพราะ “กฎหมำย” เป็นระเบียบ กตกิ าร่วมกนั ของสังคมใหย้ ดึ ถอื เป็นแนวปฏบิ ตั ิเดยี วกนั กฎหมาย

จึงเก่ียวขอ้ งกบั ชวี ติ ผคู้ นต้งั แต่เกิดจนตาย “บุคคลจะอ้ำงว่ำไม่รู้กฎหมำยเพื่อให้ตนเองพ้นผดิ ไม่ได้”

189

ข้อสอบแบบปรนัย 5 ตัวเลือก เลือก 1 คำตอบท่ีถูกต้องที่สุด จำนวน 50 ข้อ

1. ขอ้ ใดกลา่ วถึงสังคมชมพทู วีปไดต้ อ้ งท่ีสุด
1. สงั คมชมพทู วีปเช่อื วา่ ชวี ิตน้ีตายแลว้ สูญเรียกวา่ พวกสสั ตทิฐิ
2. สงั คมชมพูทวีปมกี ารแบง่ ระบบวรรณะอยา่ งชดั เจนคนขายเส้ือผา้ จดั อยใู่ นวรรณะศทู ร
3. แควน้ อวนั ตเี ป็นหน่ึงในมหาชนบท 16 แควน้ มีเมอื งหลวงคอื เมอื งสาวตั ถี
4. ในชมพูทวีปมีระบอบการปกครองแตกต่างกนั เช่นทการปกครองแบบสามคั คีธรรมของแควน้ วชั ชี
การปกครองแบบราชาธิปไตยของแควน้ มคธ
5. ศาสนาพราหมณ์เปรียบเทียบวรรณะท้งั 4 ไวว้ ่ากษตั ริยเ์ กิดจากปากของพระพรหมพราหมณ์เกดิ จากแขนของพระ
พรหมแพศยเ์ กดิ จากขาของพระพรหมและศูทรเกิดจากเทา้ ของพระพรหม

2. พระพทุ ธเจา้ เป็นบุคคลผฝู้ ึ กตนไดอ้ ยา่ งยอดเยย่ี มเพราะคณุ สมบตั ใิ นขอ้ ใด
1. มีความต้งั ใจอนั เดด็ เดี่ยวในการอุทิศตนอยา่ งยอดเยยี่ มทจ่ี ะบรรลุโพธิญาณ
2. เช่อื ตามคาสอนของครูแลว้ ปฏบิ ตั ิตามคาสอนจนประสบผลสาเร็จ
3. มีอานาจสิ่งอศั จรรยต์ า่ งๆดลบนั ดาลใหท้ รงคน้ พบสัจธรรมสูงสุด
4. มคี วามสนั โดษไม่ยงุ่ เกย่ี วกบั ผใู้ ดตลอดเวลา
5. มีพระกรุณาอนั ยง่ิ ใหญ่ตอ่ สตั วโ์ ลกท้งั ปวง

3. บุคคลในขอ้ ใดปฏิบตั ิตนตามหลกั สัมมากมั มนั ตะในมรรคมอี งค์ 8 ไดถ้ กู ตอ้ งทส่ี ุด
1. เพชรฉายไม่คิดเบียดเบยี นใครใหเ้ ดือดร้อนและคดิ ท่ีจะชว่ ยเหลอื ผอู้ นื่ ทกุ เม่อื
2. นฤมลไดส้ มาทานศีลแปดและเจริญภาวนาอยทู่ ว่ี ดั ทกุ วนั พระ
3. ปราโมทยต์ ้งั ใจทางานอยา่ งสุจริตเพ่อื สร้างอนาคตทมี่ น่ั คง
4. เกษมพิจารณาสิ่งท่ีเหน็ ตามสภาพความเป็นจริงอยเู่ สมอ
5. สมชายมีความพยายามทาในส่ิงท่เี ป็นบุญกุศลทุกๆวนั

4. สมรักษเ์ ป็นหวั หนา้ บริษทั จาหน่ายอปุ กรณ์การแพทย์ มีพนกั งานท่ีอยใู่ นความรับผดิ ชอบจานวนมากสมรักษค์ วรยดึ ถอื
หลกั ปฏิบตั ติ นขอ้ ใดในการปกครองพนกั งานท้งั หมด
1. หลกั อตั ตาธิปไตย
2. หลกั ธรรมาธิปไตย
3. หลกั โลกาธิปไตย
4. หลกั กามปุ าทาน
5. หลกั อตั ตวาทุปาทาน

190

5. หลกั ธรรมในขอ้ ใดสามารถนามาใชใ้ นการดารงชีวิตแบบพอเพียงไดด้ ที ่สี ุด
1. หลกั สงั คหวตั ถุ 4
2. หลกั พรหมวิหาร 4
3. หลกั สตปิ ัฏฐาน 4
4. หลกั โภควิภาค 4
5. หลกั อริยสัจ 4

6. มนุษยเ์ ป็นสัตวป์ ระเสริฐเพราะการศกึ ษาหมายความวา่ อยา่ งไร
1. การศึกษาทาใหม้ นุษยร์ ู้จกั วิธีสร้างรายไดอ้ ยา่ งมหาศาล
2. การศกึ ษาทาใหม้ นุษยม์ คี วามตระหนกั ในศกั ยภาพของตน
3. การศกึ ษาทาใหม้ นุษยส์ ามารถเอาตวั รอดไดใ้ นทุกสถานการณ์
4. การศกึ ษาทาใหม้ นุษยเ์ ป็นศนู ยก์ ลางของโลกและควบคมุ ธรรมชาติได้
5. การศกึ ษาทาใหม้ นุษยร์ ูจ้ กั คดิ วิเคราะห์พฒั นาความรู้ความเขา้ ใจต่อส่ิงต่างๆ

7. อปริหานิยธรรม 7 คอื หลกั ธรรมไมเ่ ป็นท่ีต้งั แห่งความเสื่อมนามาใชใ้ นการปกครองหมู่คณะเพื่อความสุขความเจริญ
ขอ้ ใดไมน่ บั อยใู่ นหลกั อปริหานิยรรม 7
1. ไมล่ กั ขโมยของผอู้ ื่น
2. เคารพบชู าสักการะเจดยี ์
3. พร้อมเพรียงในการประชุม
4. ไมบ่ ญั ญตั สิ ่ิงที่ไมค่ วรบญั ญตั ิ
5. ใหก้ ารอารักขาพระภิกษสุ งฆห์ รือผทู้ รงศีล

8. ขอ้ ใดไมใ่ ช่ระเบียบพธิ ีของการถวายผา้ อาบน้าฝนทถ่ี ูกตอ้ ง
1. วนั ที่นิยมกาหนดถวายผา้ อาบน้าฝนใหพ้ ระภกิ ษสุ ามเณรคอื วนั อาสาฬหบูชา
2. คาถวายผา้ อาบน้าฝนในกรณีทไี่ ม่มเี ครื่องบริวารไมต่ อ้ งกล่าวคาว่าสปริวารานิ
3. หลงั จากประเคนของถวายพระแลว้ พระสงฆอ์ นุโมทนาชาวบา้ นรับพรแสดงว่าเสร็จพิธี
4. ใหเ้ จา้ ของผา้ เขียนชื่อพระใส่ลงในบาตรแลว้ จบั สลากเจา้ ของผา้ จบั ไดร้ ายชื่อพระรูปใดกถ็ วายผา้ อาบน้าฝนแด่พระ
รูปน้นั
5. กอ่ นจะมพี ธิ ีถวายผา้ อาบน้าฝนพระสงฆจ์ ะแสดงธรรม 1 กณั ฑเ์ กย่ี วกบั ประวตั ิและอานิสงส์ของการถวายผา้ อาบ
น้าฝน

9. สุวิทยเ์ กิดความประทบั ใจ ดร. เอม็ เบดการ์ในการเป็นชาวพทุ ธตน้ แบบเคา้ จึงปฏิญาณตนเป็นพุทธศาสนิกชนตามอยา่ ง
ดร. เอม็ เบเการ์คาปฏญิ าณตนที่สวิตยย์ ดึ ถือน้นั ขอ้ ใดกล่าวผิดจากความเป็นจริง
1. ขา้ พเจา้ จะแผเ่ มตตาแก่มนุษยแ์ ละสัตวท์ กุ จาพวก
2. ขา้ พเจา้ จะเช่ือศาสนาพทุ ธเท่าน้นั ทีเ่ ป็นศาสนาท่ีแทจ้ ริง
3. ขา้ พเจา้ จะไมเ่ ชิญพราหมณ์มาทาพิธีกรรมทุกอยา่ งอีกต่อไป
4. ขา้ พเจา้ จะถึงพระพทุ ธเจา้ แมป้ รินิพพานไปนานแลว้ เป็นสรณะที่ระลึกนบั ถือ
5. พระเจา้ จะไมเ่ ชอื่ ว่าพระพุทธเจา้ คอื อวตารของพระวษิ ณุแต่พระวิษณุคอื อวตารของพระพุทธเจา้

191

10. สมศกั ด์ศิ ึกษาธรรมจนเขา้ ใจชดั วา่ ทุกส่ิงตอ้ งเปล่ยี นแปลงไปตามกาลเวลาส่ิงมีชีวติ เมอ่ื เกิดแลว้ กเ็ ปล่ยี นแปลงไปตามวยั
และตายไปในท่สี ุดเขาจึงต้งั ใจที่จะประพฤตดิ ีปฏิบตั ิชอบท้งั ทางกายทางวาจาและทางใจตามหลกั สุจริต 3 หลกั ธรรม
ดงั กลา่ วเกยี่ วเน่ืองกบั วนั สาคญั ทางศาสนาวนั ใด
1. วนั มาฆบูชา
2. วนั วสิ าขบูชา
3. วนั อฏั ฐมบี ูชา
4. วนั เขา้ พรรษา
5. วนั อาสาฬหบชู า

11. ขอ้ ใดไม่ใช่หนา้ ท่ีสาคญั ของสงั คม
1. การสมรสและมบี ุตรเพื่อสืบทอดเผ่าพนั ธุ์
2. การประกอบอาชพี ตามความรู้ความสามารถเพอื่ สนองความตอ้ งการของสังคม
3. การอบรมใหส้ มาชกิ ปฏิบตั ติ ามกฎเกณฑข์ องสังคม
4. การสะสมความมง่ั คง่ั เพอ่ื สนองความตอ้ งการของเฉพาะกลุ่ม
5. การรักษากฎเกณฑข์ องสงั คมเพ่อื ใหส้ งั คมมคี วามสงบสุข

12. ขอ้ ใดตอ่ ไปน้ีไม่ใช่เรื่องการจดั ระเบยี บสังคม
1. การมคี ่านิยมในความร่ารวยไมว่ ่าจะไดท้ รัพยส์ ินมาโดยวธิ ีใด
2. การทส่ี ามแี ละภรรยามคี วามซื่อสัตยต์ อ่ ค่สู มรสโดยไม่ยกยอ่ งผอู้ นื่ ฉันภริยาหรือสามี
3. ความเป็นผมู้ คี วามกตญั ญรู ู้คุณโดยบุตรตอ้ งอุปการะเล้ียงดบู ดิ ามารดา
4. การปฏบิ ตั ติ ามกฎจราจรเพราะก่อใหเ้ กดิ ความปลอดภยั
5. การมีกฎหมายเรื่องการศกึ ษาภาคบงั คบั

13. ขอ้ ใดเป็นคากล่าวที่ไมถ่ กู ตอ้ งเก่ียวกบั การปกครองของไทย
1. ประเทศไทยเป็นรัฐเดี่ยวเพราะมรี ัฐบาลปกครองเพยี งรัฐบาลเดยี วเทา่ น้นั
2. ประเทศไทยเป็นรัฐเดย่ี วแตก่ ม็ ีการกระจายอานาจการปกครองไปยงั ทอ้ งถิน่
3. ประเทศไทยเป็นรัฐเดย่ี วกจ็ ริงแต่มีท้งั รัฐบาลกลางและรัฐบาลทอ้ งถ่ิน
4. กรุงเทพมหานครเป็นการปกครองระดบั ทอ้ งถ่ินรูปแบบพิเศษ
5. อาเภอเป็นส่วนหน่ึงของการปกครองส่วนภูมิภาค

14 . ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชยม์ าตรา 702 วรรคแรกบญั ญตั ิวา่ "อนั วา่ จานองน้นั คอื สญั ญาซ่ึงบุคคลคนหน่ึงเรียกว่าผู้
จานองเอาทรัพยส์ ินตราไวแ้ ก่บคุ คลอีกคนหน่ึงเรียกว่าผูร้ ับจานองเป็นประกนั การชาระหน้ีโดยไมส่ ่งมอบทรัพยส์ ินน้นั
ใหแ้ กผ่ รู้ ับจานอง"ทรัพยส์ ินใดที่ไมส่ ามารถนามาจานองได้
1. เรือมีระวางต้งั แตห่ า้ ตนั ข้ึนไป
2. บา้ นและทีด่ นิ
3. สัตวพ์ าหนะ
4. เคร่ืองจกั รท่ไี ดจ้ ดทะเบยี นกรรมสิทธ์ิแลว้
5. รถจกั รยานยนตร์ าคาต้งั แต่ 100,000 บาทข้ึนไป

192

15. ขอ้ ใดไม่ใช่เน้ือหาในส่วนของกฎหมายวิธีสบญั ญตั ิ
1. พยานบคุ คลมหี นา้ ท่เี บิกความดว้ ยวาจา
2. คาพิพากษาทีอ่ า่ นแลว้ หา้ มมิใหแ้ กไ้ ขเวน้ แตเ่ ป็นการแกไ้ ขในส่ิงท่ีผิดเลก็ นอ้ ย
3. การยน่ื ฟ้องคดีอาญาตอ้ งฟ้องต่อศาลในทอ้ งทท่ี ี่ความผดิ ไดเ้ กดิ ข้ึน
4. ทรัพยส์ ินทท่ี าหรือมีไวเ้ ป็นความผดิ ใหร้ ิบเสียท้งั ส้ิน
5. ผพู้ ิพากษาในคดอี าญาเป็นผสู้ ืบพยาน

16. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชยม์ าตรา 653 วรรคแรกบญั ญตั ิวา่ "การกูย้ มื เงนิ กวา่ สองพนั บาทข้นึ ไปน้นั ถา้ มิไดม้ ี
หลกั ฐานแห่งการกยู้ มื เป็นหนงั สืออยา่ งใดอยา่ งหน่ึงลงลายมือช่ือผูย้ มื เป็นสาคญั จะฟ้องร้องใหบ้ งั คบั คดีหาไดไ้ ม่"ขอ้ ใด
ตอ่ ไปน้ีเป็นขอ้ ความที่ถูกตอ้ ง
1. การกยู้ มื เงนิ ไมเ่ กินกว่าสองพนั บาทไม่ตอ้ งมหี ลกั ฐานเป็นหนงั สือก็ฟ้องร้องได้
2. การกยู้ มื เงนิ ไม่เกินกวา่ สองพนั บาทฟ้องร้องไม่ได้
3. การกูย้ มื เงนิ เกินกวา่ สองพนั บาทตอ้ งมหี ลกั ฐานเป็นหนงั สือมิฉะน้ันสญั ญากูเ้ ป็นโมฆะ
4. การกยู้ มื เงินเกินกวา่ สองพนั บาทถา้ ไมม่ ีหลกั ฐานเป็นหนงั สือจะฟ้องร้องไดไ้ ม่เกนิ สองพนั บาท
5. การกูย้ มื เงินเกนิ กว่าสองพนั บาทตอ้ งมีหลกั ฐานเป็นหนงั สือมิฉะน้ันสัญญากเู้ ป็นโมฆียะ

17 . นายแดงและนางดาจดทะเบยี นสมรสและมบี ตุ รดว้ ยกนั 2 คนคือนายหน่ึงและนายสองซ่ึงท้งั สองมีภรรยาและบตุ ร
ครอบครัวละหน่ึงคนท้งั น้ีทกุ คนยงั มีชีวิตอยขู่ อ้ ความใดตอ่ ไปน้ีเป็นขอ้ ความท่ถี กู ตอ้ งที่สุดในตอนน้ีทนี่ ายหน่ึงตาย
1. ผมู้ สี ิทธิรับมรดกคือนายแดงภรรยานายหน่ึงและนายสอง
2. ผมู้ ีสิทธิรับมรดกคอื นายแดงภรรยาบุตรนายหน่ึงและนายสอง
3. ผมู้ สี ิทธิรับมรดกคือนายแดงนางดานายสองภรรยาและบุตรของนายหน่ึง
4. ผมู้ สี ิทธิรับมรดกคือนายแดงนางดาภรรยาและบุตรของนายหน่ึง
5. ผมู้ ีสิทธิรับมรดกคือภรรยาและบตุ รของนายหน่ึง

18 . ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชยม์ าตรา 758 บญั ญตั ิวา่ "ผรู้ ับจานาชอบทจ่ี ะยดึ ของจานาไวไ้ ดท้ ้งั หมดจนกว่าจะไดร้ ับ
ชาระหน้ีและค่าอปุ กรณ์ครบถว้ น"และมาตรา 769 บญั ญตั ิวา่ "อนั จานายอ่ มระงบั สิ้นไป
(1) เม่ือหน้ีซ่ึงจานาเป็นประกนั อยนู่ ้นั ระงบั ส้ินไปเพราะเหตปุ ระการอนื่ ไม่ใช่เพราะอายคุ วามหรือ
(2) เมื่อผรู้ ับจานายอมใหท้ รัพยส์ ินจานากบั คืนไปสู่ครอบครองของผจู้ านา"
นายแดงผเู้ งินนายดา 50,000 บาทโดยมอบกระบอื 1 ตวั แกน่ ายดาเพ่อื เป็นประกนั หน้ีตอ่ มานายดายอมใหน้ ายแดง
งามกระบือดงั กลา่ วไปใชไ้ ถนาโดยมขี อ้ ตกลงวา่ จะนามาส่งมอบเป็นหลกั ประกนั อีกคร้ังเมอ่ื ไถนาแลว้ เสร็จ
ในกรณีดงั กลา่ วสัญญาจานาส้ินไปหรือไม่
1. สัญญาจานาไม่ระงบั เพราะนายแดงตกลงวา่ จะนารอบเป็นหลกั ประกนั อกี คร้ังเมื่อไถนาแลว้ เสร็จ
2. สัญญาจานาไมร่ ะงบั กเ็ ป็นเพยี งยอมใหท้ รัพยส์ ินจานากลบั คนื ไปสู่ครอบครองของผจู้ านาเป็นการชวั่ คราวเท่าน้นั
3. สัญญาจานาระงบั เพราะนายดายอมใหก้ ระบอื กลบั คืนไปสู่ครอบครองของนายแดงผจู้ านา
4. สัญญาจานาระงบั เพราะไมแ่ น่นอนวา่ นายแดงจากน้ีจะกระบือมาคนื ใหน้ ายดาอีกหรือไม่
5. สญั ญาจานาไม่ระงบั เพราะนายแดงยงั ไม่ไดช้ าระหน้ีทก่ี ไู้ ป

193

19. ขอ้ ใดต่อไปน้ีไมใ่ ช่การคุม้ ครองสิทธิของผตู้ อ้ งหาในคดีอาญา
1. พนกั งานสอบสวนควบคุมตวั ผตู้ อ้ งหาไดไ้ มเ่ กิน 48 ชว่ั โมงนบั แต่เดินทางมาถึงสถานีตารวจ
2. ผตู้ อ้ งหามีสิทธิท่จี ะปฎิเสธไม่ยอมใหก้ ารกไ็ ด้
3. ผตู้ อ้ งหามีสิทธิในการมีทนาย
4. หากควบคุมตวั เกิน 48 ชว่ั โมงแลว้ หากมีความจาเป็นพนกั งานสอบสวนตอ้ งขออนุญาตผูบ้ งั คบั บญั ชาเพื่อควบคุม
ตวั ผตู้ อ้ งหาต่อไป
5. ถา้ ผตู้ อ้ งหาท่สี ่ือสารไดเ้ ฉพาะภาษายาวีและไมส่ ามารถเขา้ ใจภาษาไทยเป็นหนา้ ทพ่ี นกั งานสอบสวนตอ้ งจดั ลา่ ม
ภาษาให้

20. ขอ้ ใดเป็นขอ้ ความทถี่ ูกตอ้ งสาหรับระบบกฎหมายไทย
1. ระบบกฎหมายไทยเป็นระบบซิวิลลอวต์ ้งั แตส่ มยั รัชกาลท่ี 1 รอใชก้ ฎหมายตราสามดวงซ่ึงเป็นรายลกั ษณ์อกั ษร
เป็ นหลกั
2. ระบบกฎหมายไทยเป็นระบบซีวลิ ลอวเ์ พราะใชพ้ ระราชบญั ญตั ซิ ่ึงเป็นกฎหมายลายลกั ษณ์อกั ษรเป็นหลกั
3. กรมมาหลวงราชบรุ ีดเิ รกฤทธ์ิแต่บิดาแห่งกฎหมายไทยทรงเลอื กระบบประมวลกฎหมายดว้ ยพระองคเ์ อง
4. ระบบกฎหมายไทยเป็นระบบซีวลิ ลอวต์ ้งั แตส่ มยั รัชกาลท่ี 5 เพราะประกาศใชป้ ระมวลกฎหมายอาญา
5. พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทรงเลือกระบบประมวลกฎหมายดว้ ยพระองคเ์ อง

21. ขอ้ ใดใหค้ าจากดั ความของวิชาเศรษฐศาสตร์ทีด่ ีทีส่ ุด
1. เป็นสาขาวชิ าที่ศึกษาการซ้ือถกู ขายแพง
2. เป็นสาขาวชิ าที่ศกึ ษาเกี่ยวกบั การเงนิ การธนาคารอตั ราแลกเปลยี่ นและเงนิ เฟ้อ
3. เป็นสาขาวชิ าท่ีศกึ ษาเกี่ยวกบั ตลาดเงนิ ตลาดทุนการลงทนุ และการคา้ ระหว่างประเทศ
4. เป็นสาขาวชิ าทศ่ี กึ ษาเกย่ี วกบั การอปุ โภคการผลติ และการซ้ือขาย
5. เป็นสาขาวิชาทศ่ี ึกษาเกี่ยวกบั การจดั สรรทรัพยากรทมี่ อี ยจู่ ากดั เพอ่ื ผลิตสินคา้ และบริการตอบสนองตอ่ ความ
ตอ้ งการทไ่ี ม่จากดั ของมนุษย์

22. GDP ทเ่ี ป็นตวั เงิน (Nominal GDP) ต่างกบั GDP ทีแ่ ทจ้ ริง (Real GDP) อยา่ งไร
1. Nominal GDPคดิ มูลค่าตามราคาปัจจุบนั แต่Real GDP คิดมลู ค่าตามปี ฐาน
2. Nominal GDPคดิ มูลค่าพ้ืนฐานแต่Real GDP คิดมลู ค่าที่แทจ้ ริง
3. Nominal GDPคิดรวมมูลค่าเงินเฟ้อแต่Real GDP คดิ มูลคา่ ปัจจุบนั
4. Nominal GDPคดิ มูลค่าปัจจุบนั แต่Real GDP คดิ รวมมลู ค่าเงินเฟ้อ
5. ท้งั Nominal GDPและReal GDP คดิ มูลคา่ ตามราคาปัจจุบนั

23. ขอ้ ใดอธิบายลกั ษณะเด่นของระบบเศรษฐกจิ แบบทนุ นิยมไดถ้ ูกตอ้ ง
1. กลไกตลาดทางานอยา่ งเสรี
2. รัฐบาลวางแผนจากส่วนกลาง
3. รัฐเป็นเจา้ ของปัจจยั การผลิต
4. การปกครองเป็นแบบสงั คมนิยม
5. มีทุนอยใู่ นระบบเศรษฐกจิ อยา่ งเหลอื เฟื อ

194

24. ผบู้ ริโภคคาดวา่ iPad ในอนาคตจะมีราคาลดลง 50% จะส่งผลใหร้ าคาและปริมาณดลุ ยภาพของตลาด iPad
ในปัจจุบนั เปลยี่ นแปลงอยา่ งไร
1. ราคาและปริมาณเพม่ิ ข้นึ
2. ราคาและปริมาณลดลง
3. ราคาเพม่ิ ข้ึนและปริมาณลดลง
4. ราคาลดลงและปริมาณเพิม่ ข้นึ
5. ราคาและปริมาณเท่าเดมิ

25. ถา้ รัฐบาลกูเ้ งินจากประชาชนมาลงทุนจะเกิดผลอยา่ งไร
1. อตั ราดอกเบ้ยี สูงข้ึน
2. สภาพคลอ่ งในประเทศเพิม่ ข้ึน
3. กระทบปริมาณเงินตราตา่ งประเทศที่หมนุ เวียนอยู่
4. ไมก่ ระทบทรัพยากรท่ีเอกชนลงทุนในประเทศ
5. รัฐบาลเกบ็ ภาษไี ดน้ อ้ ยลง

26. กองทุนการเงินระหว่างประเทศใหป้ ระเทศสมาชกิ กูย้ มื ไปเพื่อแกป้ ัญหาใด
1. รัฐบาลกูจ้ ากธนาคารพาณิชยจ์ นเตม็ อตั ราแลว้
2. รัฐบาลกจู้ ากประชาชนจนถึงระดบั เพดานหน้ีสาธารณะแลว้
3. รัฐบาลขาดดุลงบประมาณ
4. เงนิ สารองต่างประเทศต่ามาก
5. ดลุ การชาระเงินเกินดลุ

27. ขอ้ ใดไมใ่ ช่เป้าหมายของการพฒั นาเศรษฐกจิ ของภาครัฐ
1. ชว่ ยหางานใหค้ นไมม่ งี านทา
2. ทาใหเ้ ศรษฐกจิ เจริญเตบิ โตอยา่ งตอ่ เน่ือง
3. จดั สรรใหม้ ีการกระจายรายไดอ้ ยา่ งเทา่ เทยี มกนั
4. ทาใหส้ ินคา้ ราคาถูกเพื่อผบู้ ริโภค
5. ใชท้ รัพยากรอยา่ งมีประสิทธิภาพ

28. การพฒั นาเศรษฐกจิ ของไทยดาเนินมาเกนิ ก่งึ ศตวรรษแลว้ แตป่ ระเทศไทยยงั มปี ัญหาขอ้ ใดสาคญั ทสี่ ุด
1. ขาดแคลนเงนิ ตราตา่ งประเทศ
2. ขาดดลุ ดุลการชาระเงินเร้ือรัง
3. การกระจายรายไดเ้ หลื่อมล้ามากข้ึน
4. ประชาชนส่วนใหญย่ งั ขาดสุขลกั ษณะ
5. ยงั ประสบภยั ธรรมชาติทกุ ปี

195

29. การวางแผนพฒั นาเศรษฐกจิ น้นั เป็นการกาหนดทิศทางซ่ึงรัฐบาลตอ้ งการทจี่ ะผลกั ดนั ใหร้ ะบบเศรษฐกจิ ดาเนินไป
โดยทว่ั ไปมกั มเี ป้าหมายใหญๆ่ หลายขอ้ แต่ไม่รวมขอ้ ใด
1. ตอ้ งการใหม้ ีการเจริญเตบิ โตในระดบั ท่เี ป็นไปไดภ้ ายใตส้ ถานการณ์ในแตล่ ะยคุ
2. มกี ารกระจายรายไดท้ เี่ สมอภาคมากข้นึ
3. ตอ้ งการใหป้ ระเทศมีความสมดุลยท์ ้งั ภายในประเทศไม่มีเงินเฟ้อและภายนอกประเทศไมม่ ปี ัญหาดุลการคา้
ดุลการชาระเงิน
4. ตอ้ งการใหม้ กี ารใชท้ รัพยากรอยา่ งสมดุลไมร่ ุกรานอนาคตจนไมเ่ หลือใหช้ นรุ่นหลงั มโี อกาสไดใ้ ชบ้ า้ ง
5. ตอ้ งการใหเ้ มืองมเี สถยี รภาพ

30. เงนิ เฟ้อมผี ลกระทบหลายดา้ นยกเวน้ ขอ้ ใด
1. ค่าภายในของเงนิ ลดลง
2. ผทู้ ม่ี รี ายไดป้ ระจาเสียเปรียบ
3. ผทู้ ม่ี ีรายไดแ้ ละภาคธุรกิจเสียเปรียบ
4. รัฐบาลสามารถเกบ็ ภาษไี ดม้ ากข้นึ
5. ถา้ เงินเฟ้อตดิ ต่อกนั นานๆและรุนแรงกระทบเสถยี รภาพทางการเมอื งได้

31. ขอ้ ใดเรียงลาดบั เวลาของยคุ สมยั ในยโุ รปไดถ้ กู ตอ้ ง
1. การสารวจทะเล-การปฏวิ ตั ทิ างวทิ ยาศาสตร์-การปฏวิ ตั อิ ุตสาหกรรม
2. การสารวจทะเล-การปฏวิ ตั ิอุตสาหกรรม-การปฏิวตั ิทางวิทยาศาสตร์
3. การปฏิวตั ิทางวิทยาศาสตร์-การปฏวิ ตั ิอุตสาหกรรม-การสารวจทางทะเล
4. การปฏวิ ตั ทิ างวิทยาศาสตร์-การสารวจทางทะเล-การปฏวิ ตั ิอุตสาหกรรม
5. การปฏิวตั ิอตุ สาหกรรม-การสารวจทางทะเล-การปฏวิ ตั ทิ างวิทยาศาสตร์

32. ส่ิงใดไมใ่ ช่การคดิ คน้ ของชาวตะวนั ออก
1. เขม็ ทศิ
2. ตวั เลข 1-0
3. ดินปื น
4. ภาษาเขยี น
5. ปื นใหญ่

33. ขอ้ ใดไม่ใช่ลกั ษณะของลทั ธิจกั รวรรดนิ ิยม
1. การใชด้ นิ แดนในครอบครองเป็นฐานขยายเทคโนโลยี
2. การใชด้ ินแดนในครอบครองเป็นตลาดรองรับสินคา้ อตุ สาหกรรม
3. การแสวงหาผลประโยชนท์ างเศรษฐกจิ จากการลงทนุ โครงการใหญ่ในดินแดนในครอบครอง
4. การส่งทหารเขา้ ไปในดนิ แดนในครอบครองเพ่ือรักษาผลประโยชน์
5. การแสวงหาวตั ถุดิบจากดนิ แดนในครอบครอง

196

34. ทางสายไหมเป็นเสน้ ทางคมนาคมที่คนตะวนั ออกและคนตะวนั ตกหลายเผา่ พนั ธุใ์ ชเ้ ดนิ ทางเพ่อื การขายแลกเปล่ียน
สินคา้ และอารยธรรมกนั นานกวา่ 1000 ปี เร่ิมต้งั แต่สมยั กอ่ นเร่ิมคริสตศ์ กั ราชในระยะเริ่มแรกก่อนคริสตกาลเราจะไมพ่ บ
พอ่ คา้ เผ่าพนั ธุใ์ ดในเสน้ ทางคา้ ขายน้ี
1. จีน
2. อินเดีย
3. อาหรับ
4. เปอร์เซีย
5. โรมนั

35. ขอ้ ใดไม่ใช่ลกั ษณะของภาษาเขยี นของจีนซ่ึงมีอายปุ ระมาณ 4,000 ปี
1. เป็นภาษาเขยี นแทน"ความหมาย"ไม่ใช่แทน"เสียง"
2. คาหน่ึงออกเสียงไดห้ ลายแบบแตกตา่ งไปตามสาเนียงผูข้ องอ่าน
3. ตวั อกั ษรหน่ึงหน่วยเสียงแทนคาหน่ึงคา
4. ภาษาเขยี นของจีนแยกเป็นพยญั ชนะสระและวรรณยกุ ตไ์ ด้
5. ภาษาเขียนของจีนมีจานวนคามากมายหลายหมน่ื คาท่ผี เู้ รียนตอ้ งจา

36. สาระของสนธิสญั ญาเบาวร์ ิงที่ไทยทากบั องั กฤษในขอ้ ใดขา้ งล่างน้ีทเ่ี ปลีย่ นแปลงรูปแบบการคา้ ขายและเศรษฐกจิ ของ
ไทยไปจากเดมิ
1. พอ่ คา้ องั กฤษเป็นฝ่ ายกาหนดราคาสินคา้ และภาษเี องได้
2. พ่อคา้ องั กฤษมีกรรมสิทธ์ิถึงครองท่ีดินในประเทศไทย (ขณะน้นั เรียกวา่ "สยาม")
3. พ่อคา้ องั กฤษสามารถซ้ือขายสินคา้ ไดอ้ ยา่ งเสรียกเวน้ สินคา้ ทท่ี างการไทยสงวน
4. ฝ่ ายไทยและฝ่ ายต่างประเทศร่วมกนั กาหนดอตั ราเกบ็ ภาษีสินคา้
5. พ่อคา้ ต่างชาตสิ ามารถซ้ือสินคา้ ทกุ ชนิดที่มีในตลาดของไทยไดอ้ ยา่ งเสรี

37. จกั รวรรดโิ รมนั มีส่วนสาคญั ในการชว่ ยเผยแพร่ศาสนาคริสตไ์ ปสู่โลกตะวนั ตกไดอ้ ยา่ งไร
1. ชาวโรมนั มใี หน้ โยบายใหค้ นในปกครองชว่ ยเหลือผนู้ บั ถือศาสนาคริสต์
2. มีการส่งั สอนเผยแพร่ศาสนาคริสตไ์ ปยงั ดนิ แดนอน่ื นอกจกั รวรรดิโรมนั ดว้ ย
3. จกั รวรรดิโรมนั ยา้ ยเมอื งหลวงของอาณาจกั รไปอยซู่ ีกโลกตะวนั ออกท่กี รุงคอนสแตนตโิ นเปิ ลใกลด้ ินแดนของ
ศาสนาคริสต์
4. จกั รพรรดิคอนสแตนตินของชาวโรมนั รับนบั ถอื ศาสนาคริสตน์ บั เป็นการชว่ ยปกป้องศาสนาคริสต์
5. ชาวโรมนั ทาสงครามกบั ชาวอสิ ลาม

38. ในสมยั รัตนโกสินทร์ตอนตน้ การคา้ ระหวา่ งไทยกบั จีนรุ่งเรืองมากไทยส่งสินคา้ หลายอยา่ งไปขายที่จีนและซ้ือสินคา้
หลายอยา่ งจากจีนขอ้ ใดไมใ่ ช่สินคา้ ทไี่ ทยส่งไปขายใหจ้ ีน
1. กระวาน
2. งาชา้ ง
3. ไหมดิบ
4. ขา้ ว
5. ดีบกุ

197
39. "พระราชบญั ญตั ปิ ระถมศกึ ษา พ.ศ. 2464"ในรัชสมยั พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา้ เจา้ อยหู่ วั คาวา่ "ภาคบงั คบั "

หมายถึงอะไร
1. นกั เรียนตอ้ งสามารถอ่านเขียนหนงั สือภายใน 2 ปี
2. เดก็ ทมี่ อี ายรุ ะหวา่ ง 8-14 ปี ตอ้ งเขา้ โรงเรียนเรียนหนงั สือ
3. ครูจะมคี วามผดิ ถา้ เดก็ อา่ นไมอ่ อกเขยี นไม่ได้
4. ผปู้ กครองมหี นา้ ที่บงั คบั ส่งเดก็ / ลูกใหไ้ ปโรงเรียน
5. ทางการตอ้ งจดั ใหม้ ีโรงเรียนเพยี งพอสาหรับเดก็ ทกุ คน
40. ประเทศไทยมีการเปลยี่ นแปลงการปกครองเม่ือวนั ที่ 24 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2475 ปี น้นั ตรงกบั รัตนโกสินทร์ศก
(ร.ศ.) อะไร
1. 150
2. 151
3. 152
4. 153
5. 154

จำกรูปใช้ตอบคำถำมข้อ 41-43
41. ทาเลทตี่ ้งั ถ่นิ ฐานของหม่บู า้ นไร่ใตแ้ ละบา้ นฟองใตม้ ีลกั ษณะภูมปิ ระเทศอยา่ งไร

1. เชิงเขา
2. ไหลเ่ ขา
3. หุบเขา
4. ลาดเขา
5. แอ่งภูเขา

198

42. ตามหลกั บรรยากาศโทรโฟสเฟี ยร์สูงข้นึ ไป 1,000 เมตรอณุ หภูมจิ ะลดลง 6.4 องศาเซลเซียสถา้ บา้ นฟอร์มใตว้ ดั อุณหภมู ิ
ตอนเชา้ ได้ 12 องศาเซลเซียสขณะเดียวกนั บนยอดสูงสุดของพ้ืนทต่ี ามแผนทีจ่ ะมอี ณุ หภมู ิประมาณเท่าใด
1. 3 องศาเซลเซียส
2. 4 องศาเซลเซียส
3. 5 องศาเซลเซียส
4. 6 องศาเซลเซียส
5. 7 องศาเซลเซียส

43. ถา้ ระยะจริงระหวา่ งบา้ นฟองใตถ้ ึงยอดภกู ระดึงวดั ได้ 6.30 ไมลแ์ ตว่ ดั ในแผนท่ไี ดเ้ พียง 10 เซนติเมตรแผนที่น้ีมีมาตรา
ส่วนประมาณเทา่ ใด
1. 1: 1,000,000
2. 1: 100,000
3. 1: 50,000
4. 1: 6300
5. 1: 630

จำกรูปใช้ตอบคำถำมข้อ 44-45
44. ลกั ษณะการเปล่ียนแปลงทางกายภาพของผวิ โลกตามภาพเกดิ ข้นึ ไดอ้ ยา่ งไร

1. การผุพงั จากภูมอิ ากาศ (Weathering)
2. การกระทาของลม ( Wind Processes)
3. กระบวนการแม่น้าลาธาร (Fluvial Processes)
4. ภูมลิ กั ษณ์จากการกระทาของธารน้าแขง็ (Glacial Processes)
5. การกระทาของทะเลและมหาสมุทรในอดีต ( Marine Processes)

45. ปฏิสัมพนั ธ์ระหวา่ งธรรมชาตกิ บั การใชป้ ระโยชนท์ ่ยี ง่ั ยนื ของมนุษยค์ วรจะตดั สินใจใชเ้ พื่อกิจกรรมใด
1. ใชเ้ ป็นแหลง่ วตั ถดุ ิบผลติ ของท่ีระลึกเอกลกั ษณ์พ้ืนถิ่น
2. ใชเ้ ป็นเขตทอ่ งเทยี่ วหรือแหล่งท่องเทย่ี วเชิงนิเวศธรรมชาติ
3. สงวนรักษาใหเ้ ป็นพิพธิ ภณั ฑเ์ ขตคมุ้ ครองธรรมชาติ
4. พิทกั ษป์ กป้องสร้างสิ่งปกคลุมใหค้ งสภาพเดิมทกุ ประการ
5. อนุรักษเ์ ป็นเขตพเิ ศษเพื่อศึกษาการเปล่ยี นแปลงทางธรรมชาติโดยเฉพาะเทา่ น้นั


Click to View FlipBook Version