199
46. การดาเนินชวี ิตของผใู้ ดเป็นมติ รกบั สิ่งแวดลอ้ มมากที่สุด
1. นายเฉยหาเกบ็ ขยะมาคดั แยกขายเพ่อื ดารงชีวิต
2. นายฉุยชอบซ้ือสินคา้ ราคาถกู ชว่ งเทศกาลลดราคา
3. ลุงเฉลิมไม่ตอ้ งการเพ่มิ อณุ หภูมโิ ลกจึงชอบทานอาหารนอกบา้ น
4. ยายฉายประกอบอาชพี เกษตรกรรมทาการผลิตในรูปแบบวนเกษตร
5. ยายฉิมหาขดุ หวั กลอยหวั มนั แลว้ นาแขนงออ่ นหน่ออ่อนฝังกลบคืน
ใช้ข้อควำมต่อไปนี้ตอบคำถำมข้อ 47-48
ปี เตอร์มภี มู ลิ าเนาในทวีปออสเตรเลียและชอบดูดาวอยา่ งไรกต็ ามเขาไมส่ ามารถเหน็ ดาวเหนือไดแ้ ตเ่ มื่อปี ที่แลว้ ปี
เตอร์มาเทีย่ วสามเหลีย่ มทองคาซ่ึงต้งั อยปู่ ระมาณละติจูด 21ํN เขาตน่ื เตน้ มากทส่ี ามารถมองเห็นดาวเหนือไดช้ ดั เจน
47. เพราะเหตใุ ดปี เตอร์จึงมองเหน็ ดาวเหนือไดท้ ีส่ ามเหลีย่ มทองคา
1. สามเหลย่ี มทองคาต้งั อยใู่ นซีกโลกเหนือจึงทาใหเ้ ห็นดาวเหนือได้
2. สามเหลี่ยมทองคาอยใู่ กลข้ ้วั โลกมากกว่าออสเตรเลียทาใหเ้ หน็ ดาวเหนือ
3. สามเหลี่ยมทองคาต้งั อยใู่ นละตจิ ูดสูงกว่าทวปี ออสเตรเลยี จึงเหน็ ดาวเหนือ
4. บริเวณสามเหลยี่ มทองคามภี ูมิประเทศสูงเดน่ กว่าบริเวณโดยรอบจึงมองเหน็ ดาวเหนือ
5. ความโคง้ ของสณั ฐานโลกท่สี ามเหล่ยี มทองคามคี า่ ต่ากว่าท่ีออสเตรเลยี ทาใหเ้ ห็นดาวเหนือ
48. จากสถานการณ์ดงั กล่าวขอ้ ใดสรุปเป็นหลกั การแห่งความจริงไดถ้ ูกตอ้ งท่สี ุด
1. พ้นื ที่ซีกโลกใตม้ ีโอกาสเหน็ ดาวเหนือไดน้ อ้ ยทสี่ ุด
2. ทกุ พ้นื ที่ในซีกโลกเหนือสามารถมองเห็นดาวเหนือไดเ้ สมอ
3. การเหน็ หรือไมเ่ หน็ ดาวเหนือจากขอบฟ้าสูงหรือต่าข้นึ อยกู่ บั ตาแหน่งทต่ี ้งั
4. ความโคง้ มากหรือนอ้ ยของผวิ โลกมผี ลต่อการเห็นดาวเหนือไดส้ ูงหรือตา่
5. ลกั ษณะความสูงตา่ ของภูมิประเทศเป็นขอ้ จากดั ของการมองเหน็ ดาวเหนือ
จำกสถำนกำรณ์ใช้ตอบคำถำมข้อ 49-50
ชาวประมงลาวจะล่องเรือเขา้ ไปยงั ดอนกลางลาน้าเพื่อสร้างหลี่จบั ปลา ซ่ึงเป็ นวิธีการจับปลาที่เกดิ จากภูมิปัญญา
ของทอ้ งถ่นิ มคี วามเสี่ยงตอ่ อนั ตรายเพราะสถานทสี่ ร้างหลีต่ อ้ งสร้างบริเวณทีเ่ ป็นน้าตก แก่งน้าไหลเช่ยี วมากโดยนาเอากอ้ น
หินมาวางเรียงกนั เป็ นแนวกาแพงก้นั น้า ใชไ้ มก้ ้นั เป็ นคอก เวน้ ช่องกวา้ งไวใ้ ห้น้าไหลผ่านหล่ีไปยงั ไมไ้ ผท่ ี่ศาลเป็ นกระแต
เตงิ รองไวส้ าหรับจดั ปลาทว่ี า่ ยมาตามกระแสน้าไหล
49. การคิดนวตั กรรมสร้างเคร่ืองมือ "หลจ่ี บั ปลา" ของชาวประมงลาวเป็นภูมิปัญญาท่ีมีหลกั การคิดจากอะไรสาคญั ทีส่ ุด
1. การอาศยั แหล่งน้าไหลใหป้ ลาเคลอื่ นทีม่ าหาคน
2. การเขา้ ใจในหลกั ธรรมชาติของน้าและสัตวน์ ้าในพ้นื ท่ี
3. เรียบง่ายประหยดั จดั การสะดวกตน้ ทุนต่ากาไรสูง
4. การอาศยั แรงน้าไหลแทนการเคล่ือนทข่ี องคนเพื่อจบั ปลา
5. หลกั การใชว้ สั ดุท่มี ีอยใู่ นธรรมชาตมิ าใชป้ ระโยชนร์ ะยะส้นั
50. การจดั การประมงเอกลกั ษณ์พ้ืนถน่ิ แบบน้ีมผี ลกระทบตอ่ ระบบธรรมชาติอยา่ งไร
1. ขดั ขวางระบบนิเวศทาลายวงจรสัตวน์ ้าตามธรรมชาตริ ุนแรง
2. การใชว้ สั ดทุ าหลี่จบั ปลาทาลายทรัพยากรธรรมชาตทิ ุกปี จนเสื่อมโทรมอยา่ งรวดเร็ว
3. ขวางทางน้าไหลกรอกเกดิ น้าทว่ มพ้ืนทีต่ อนบนมีระยะเวลายาวนานมากข้นึ
4. กีดขวางทศิ ทางการไหลของน้าจนเกดิ ตะกอนทบั ถมตามกอ้ นหินมากข้นึ
5. สอดคลอ้ งกลมกลนื และเป็นมิตรกบั ธรรมชาตเิ พราะทาเพ่ือยงั ชีพเป็ นหลกั
200
------------------------------------------------------------------------------------------------------
เฉลยข้อสอบชุดที่ 8
-------------------------------------------------------------------------------------------------------
ข้อ คำตอบ ข้อ คำตอบ ข้อ คำตอบ ข้อ คำตอบ ข้อ คำตอบ
1) 4 11) 4 21) 5 31) 1 41) 3
2) 1 12) 1 22) 1 32) 4 42) 4
3) 2 13) 3 23) 1 33) 1 43) 2
4) 2 14) 5 24) 2 34) 3 44) 1
5) 4 15) 4 25) 2 35) 4 45) 2
6) 5 16) 1 26) 4 36) 3 46) 4
7) 1 17) 4 27) 4 37) 4 47) 3
8) 4 18) 3 28) 3 38) 3 48) 3
9) 5 19) 4 29) 5 39) 2 49) 2
10) 3 20) 4 30) 3 40) 2 50) 5
เฉลยละเอยี ดเฉพำะข้อยำก
ขอ้ 42 ตอบ 4 อณุ หภูมิประมาณ 6 องศาเซลเซียส
ยอดเขาสูง 1300 / ฟองใต้ 400 จึงห่างกนั 1300-400 = 900
สูงข้ึนไป 1000 เมตร ลดลง 6.4 องศา ดงั น้นั สูง 900 จะลดลง 5.76 องศา
หากทฟ่ี องใตว้ ดั ได้ 12 สูงข้ึนไป 900 กจ็ ะลดลง 5.76
จึงไดว้ า่ 12-5.76 = 6.24 องศา ตอบ 4 อณุ หภมู ปิ ระมาณ 6 องศาเซลเซียส
ขอ้ 43 ตอบ 2 ใชม้ าตราส่วน 1: 100,000
คา่ 1 ไมล์ เทา่ กบั 1.6 กิโลเมตร ดงั น้นั 6.30 ไมล์ เท่ากบั 10.08 กิโลเมตร หรือ 10 กิโลเมตร
เอา 10 เซนติเมตร (หารดว้ ย 10 กิโลเมตร คูณ 100,000) ได้ 1: 100,000
ตอบ 2 ใชม้ าตราส่วน 1: 100,000
201
ข้อสอบแบบปรนัย 5 ตัวเลือก เลือก 1 คำตอบท่ถี ูกต้องท่ีสุด จำนวน 50 ข้อ
1. การแบ่งชนช้นั ตามระบบวรรณะในสมยั พทุ ธกาลถือว่าเป็นการจาแนกดา้ นใด
1. ภาษา
2. อาชีพ
3. ถ่นิ ทีอ่ ยู่
4. เช้ือชาติ
5. การแตง่ กาย
2. ขอ้ ใดกล่าวถกู ตอ้ งเกี่ยวกบั สิ่งทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ทรงปฏิบตั หิ ลงั การตรัสรู้
1. ทรงเทศน์เร่ืองมงคลสูตรที่เมอื งกุสินารายาแควน้ มลั ละ
2. ทรงแสดงธรรมช่อื อนตั ตลกั ขณสูตรทีเ่ วฬวุ นั แควน้ มคธ
3. ทรงแสดงธรรมช่อื ธัมมกปั ปวตั นสูตรแก่ชฏิล 3 พ่ีนอ้ ง
4. ทรงสอนพระสาวกเร่ืองความไม่ประมาทที่เมืองพาราณสี
5. ทรงแสดงธรรมชอื่ โอวาทปาติโมกขแ์ ก่พระสาวกทีเ่ ป็นอรหนั ต์
3. "โอม"หมายถึงอะไรในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
1. ตรีมูรติ
2. คมั ภีร์พระเวท
3. พธิ ีกรรมของฮินดู
4. พระนารายณ์และพระลกั ษมี
5. เทพเจา้ ท้งั หมดของพราหมณ์
4. พระพทุ ธศาสนาใหอ้ ิสรภาพแก่ชาวอนิ เดียสมยั พุทธกาลในดา้ นใดมากทส่ี ุด
1. การเดนิ ทาง
2. ระบบวรรณะ
3. ระบบการศึกษา
4. การนบั ถือศาสนา
5. การประกอบอาชีพ
5. คาว่า "สมั มาสมั พทุ ธ" แปลว่าอะไร
1. ผตู้ รัสรู้โดยชอบดว้ ยพระองคเ์ อง
2. ผคู้ น้ พบความจริงจากการปฏบิ ตั ิ
3. ผทู้ อี่ ุทิศตนบาเพญ็ สมาธิใหต้ รัสรู้
4. ผทู้ ่ีคน้ ควา้ เล่าเรียนจากผรู้ ูจ้ นสาเร็จ
5. ผมู้ ปี ณิธานมนั่ คงวา่ จะพบสจั ธรรมใหไ้ ด้
202
6. หลกั ธรรมในขอ้ ใด เกย่ี วขอ้ งกบั แนวคิดเศรษฐกจิ พอเพยี งนอ้ ยทส่ี ุด
1. อกั โกธะ
2. สมชีวิตา
3. ธมั มญั ญุตา
4. มตั ตญั ญุตา
5. มชั ฌิมาปฏปิ ทา
7. หลกั ธรรมอริยสัจ 4 มีลกั ษณะอยา่ งไร
1. เป็นความจริงทยี่ ากจะเขา้ ใจได้
2. เป็นความจริงที่เป็นเหตุเป็นผลกนั
3. เป็นความจริงท่ใี ชศ้ รัทธาแกป้ ัญหาได้
4. เป็นความจริงท่ีเกิดจากการแยกตนอยแู่ บบสนั โดษ
5. เป็นความจริงท่เี ขา้ ถงึ ไดโ้ ดยกระบวนการไตรลกั ษณ์
8. พระสาวกองคใ์ ดไดร้ ับการยกยอ่ งจากพระพทุ ธเจา้ วา่ เป็นพหูสูตร
1. พระอสั สชิ
2. พระอนุรุทธ
3. พระอานนท์
4. พระสารีบตุ ร
5. พระโกณฑญั ญะ
9. ใครคือผนู้ ิพนธห์ นงั สือไตรภมู ิพระร่วง
1. พระเจา้ ลิไท
2. พระเจา้ กือนา
3. พระเจา้ อโศกมหาราช
4. พระเจา้ อนุรุทธมหาราช
5. พอ่ ขนุ รามคาแหงมหาราช
10. วนั ใดคือวนั พระธรรม
1. มาฆบชู า
2. วสิ าขบชู า
3. อฏั ฐมีบูชา
4. ธรรมสวนะ
5. อาสาฬหบชู า
11. นิติกรรมในขอ้ ใดมผี ลเป็นโมฆียะ
1. อ้มั หม้นั กบั ออ้ ยเมอื่ อายุ 16 ปี
2. เอ้ือยทาพนิ ยั กรรมเมอื่ อายุ 15 ปี
3. อน้ ทาสัญญาขายที่ดินเมือ่ อายุ 18 ปี
4. อดู๊ จดทะเบยี นสมรสกบั ซอ้ นเมื่ออายุ 19 ปี
5. อนั๋ รับรองด.ช.ออ๊ ดเป็นบตุ รเม่อื อายุ 17 ปี
203
12. สถาบนั สงั คมในขอ้ ใดมีบทบาทสาคญั ในการกาหนดสถานภาพของคนในสังคม
1. สถาบนั การศึกษาและสถาบนั ศาสนา
2. สถาบนั ศาสนาและสถาบนั ครอบครัว
3. สถาบนั เศรษฐกจิ และสถาบนั การเมอื ง
4. สถาบนั การเมืองและสถาบนั การศึกษา
5. สถาบนั ครอบครัวและสถาบนั เศรษฐกิจ
13 . พลเมืองกลุ่มใดมลี กั ษณะทเี่ ป็นอนั ตรายตอ่ ประเทศชาตแิ ละประชาชนมากท่ีสุด
1. กล่มุ คึกคกั แสดงพลงั คดั คา้ นทุกประเดน็ การเมอื งทีไ่ มเ่ หน็ พอ้ งดว้ ย
2. กลุ่มคา้ งคาวโจมตผี มู้ คี วามเห็นขดั แยง้ ดว้ ยถอ้ ยคาทีก่ า้ วร้าวรุนแรง
3. กลุ่มคดุ คไู้ ม่มีจุดยนื เปลี่ยนแปลงความคิดไปตามกระแสความนิยม
4. กลุ่มคดั เคา้ ยอมรับนกั การเมืองทุจริตทเี่ อ้อื ประโยชนแ์ ก่กลุ่มของตน
5. กลุ่มคร้ืนเครงชอบความสนุกสนานบนั เทงิ ไม่สนใจปัญหาบา้ นเมอื ง
14. องคก์ ารระหว่างประเทศใดมีบทบาทเก่ียวขอ้ งกบั การแกไ้ ขปัญหาการคา้ หญงิ มากทสี่ ุด
1. AI
2. ILO
3. UNHCR
4. GAATW
5. UNICEF
15. กจิ กรรมใดเป็นการอนุรักษว์ ฒั นธรรมไทยในดา้ นสหธรรม
1. การเล่นดนตรีไทย
2. การไหวท้ กั ทายกนั
3. การทาบญุ ตกั บาตร
4. การปลูกบา้ นทรงไทย
5. การบริโภคอาหารไทย
16. เพอ่ื สนบั สนุนการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยรัฐบาลส่งเสริมใหห้ น่วยงานใดเป็นหน่วยงานหลกั ในการจดั ทา
บริการสาธารณะ
1. หน่วยการปกป้องทอ้ งท่ี
2. องคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถิน่
3. หน่วยงานส่วนภมู ภิ าคระดบั อาเภอ
4. หน่วยงานส่วนภูมภิ าคระดบั จงั หวดั
5. กรมหรือส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรม
17. ประเทศในขอ้ ใดอยใู่ นกลุม่ อาเซียน + 3
1. จีนและอนิ เดยี
2. ญีป่ ่ นุ และเกาหลใี ต้
3. เกาหลใี ตแ้ ละอนิ เดีย
4. สหรัฐอเมริกาและจีน
5. ออสเตรเลยี และนิวซีแลนด์
204
18 . ประเทศคใู่ ดมรี ูปแบบของรัฐและลกั ษณะการปกครองคลา้ ยถึงกนั มากทส่ี ุด
1. กมั พูชา-เวียดนาม
2. ฟิ ลิปปิ นส์-เกาหลใี ต้
3. มาเลเซีย-อินโดนิเซีย
4. ออสเตรเลยี -นิวซีแลนด์
5. สิงคโปร์-บรูไนดารุสซาลาม
19 . ความในขอ้ ใดสอดคลอ้ งกบั ลกั ษณะของการปกครองระบอบเผดจ็ การมากที่สุด
1. กฎหมายตอ้ งศกั ด์สิ ิทธ์ิ
2. รัฐบาลตอ้ งมีอานาจมนั่ คง
3. พลเมอื งตอ้ งมีหนา้ ท่ีตอ่ รัฐ
4. ประชาชนตอ้ งเทา่ เทียมกนั
5. บา้ นเมืองตอ้ งสงบเรียบร้อย
20. บคุ คลในตาแหน่งใดไม่อยใู่ นคณะกรรมการสรรหาผตู้ รวจการแผน่ ดิน
1. ประธานวฒุ ิสภา
2. ประธานศาลฎีกา
3. ประธานศาลรัฐธรรมนูญ
4. ประธานสภาผแู้ ทนราษฎร
5. ผนู้ าฝ่ ายคา้ นในสภาผแู้ ทนราษฎร
21. ขอ้ ใดเป็นผลดีต่อการแข่งขนั สมบูรณ์ในทศั นะของผบู้ ริโภคเม่ือเปรียบเทียบกบั ตลาดอ่นื ๆ
1. ผผู้ ลติ แต่ละรายตา่ งไม่แสวงหากาไรสูงสุด
2. ผผู้ ลติ แต่ละรายไม่มีอานาจกาหนดราคาขาย
3. ผบู้ ริโภคไมต่ อ้ งรับภาระคา่ ใชจ้ ่ายในการโฆษณา
4. ผูบ้ ริโภคมน่ั ใจวา่ อปุ ทานของสินคา้ มมี ากเพยี งพอ
5. ผผู้ ลติ จะตอ้ งผลติ สินคา้ ตามความตอ้ งการของผบู้ ริโภค
22. หากการจา้ งแรงงานในปัจจุบนั มีอตั ราคา่ จา้ งตา่ กวา่ ระดบั ดลุ ยภาพ จะนามาซ่ึงผลกระทบตอ่ แรงงานใดรูปแบบใด
1. เกิดการจา้ งแรงงานตา่ งดา้ วจานวนมาก
2. เกดิ การขาดแคลนแรงงาน
3. เกิดการวา่ งงาน
4. ปัญหาอปุ ทานแรงงานส่วนเกิน
5. แรงงานนอกกฎหมายเมีมากกวา่ เดมิ
23. บุคคลในขอ้ ใดนาหลกั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี งมาประยกุ ตใ์ ชใ้ นชวี ติ ประจาวนั มากที่สุด
1. นางชมเล้ยี งปลาและปลูกผกั เพ่อื การบริโภคและส่งขายตลาดดว้ ยตนเอง
2. นางจิตลดการบริโภคอาหารวนั ละ 1 ม้ือแทนการซ้ือยาลดน้าหนกั มาใชเ้ อง
3. นางสมทาอาหารตกั บาตรพระทุกเชา้ แทนการซ้ืออาหารปรุงสาเร็จจากตลาด
4. นางเทยี บกเู้ งินนอกระบบมาใหบ้ ตุ รเป็นค่าเรียนกวดวิชาในตวั เมอื งเหมือนเพ่อื นๆ
5. นางขวญั ประหยดั ค่าใชจ้ ่ายดว้ ยการซ้ือสินคา้ เฉพาะทีล่ ดราคาหรือมีของแลกแจกแถม
205
24. ขอ้ ใดเป็นสาเหตสุ าคญั ที่ทาใหก้ ารพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมของประเทศไทยหนั มายดึ หลกั ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี งนา
ทางในการพฒั นา
1. วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกจิ ทเ่ี กิดข้นึ อยา่ งรุนแรงในปี 2540
2. ความแตกต่างของรายไดร้ ะหว่างเมืองและชนบทท่ีมีมากข้ึน
3. ความไมส่ มดลุ ยระหว่างการพฒั นาเศรษฐกจิ กบั การพฒั นาสงั คม
4. การใชจ้ ่ายเกนิ ตวั ท้งั ในภาคเอกชนและภาครัฐช่วง พ.ศ. 2540-2544
5. ความเส่ือมโทรมของทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ้ มอยา่ งรวดเร็วและรุนแรง
25. ทฤษฎีใหม่ข้นั ที่ 1 มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พือ่ การใดเป็นหลกั
1. การผลิตและการแลกเปลีย่ นในชมุ ชน
2. การผลติ เพื่อการบริโภคข้นั พ้นื ฐานในครอบครัว
3. การแกป้ ัญหาการขาดแคลนเงนิ ออมและเงินลงทุน
4. การลดความเสี่ยงจากการขาดแคนแหล่งน้ากนิ น้าใช้
5. การลดตน้ ทนุ ค่าเสียโอกาสในการใชท้ ีด่ ินใหเ้ กิดประโยชน์
26. ขอ้ ใดเป็นอุปสรรคในการพฒั นาเศรษฐกิจในชุมชน
1. การพฒั นาสินคา้ ด้งั เดิมของชมุ ชนแทนการผลติ สินคา้ ใหม่
2. การสร้างระบบแข่งขนั กนั ทากิจกรรมแทนการช่วยเหลือกนั
3. การใหค้ นในชมุ ชนใชส้ ินคา้ ที่ผลติ เองแทนการซ้ือสินคา้ ต่างถนิ่
4. การจดั หาแหล่งเงนิ ทนุ ภายในชมุ ชนแทนการพ่งึ แหล่งภายนอก
5. การใหค้ นในชมุ ชนมีส่วนร่วมในการตดั สินใจแทนใหค้ นภายนอก
27. ขอ้ ใดเป็นมาตรการของนโยบายการคลงั เพือ่ สร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกจิ
1. โครงการเบ้ียยงั ชพี ผสู้ ูงอายุ
2. โครงการรับจานาขา้ วเปลือก
3. การจดั ทางบประมาณขาดดุล
4. การลดอตั ราภาษเี งินไดน้ ิติบุคคล
5. การปรับอตั ราคา่ จา้ งข้นั ตา่ ใหเ้ ท่ากนั ทกุ จงั หวดั
28. ในระยะทเี่ กดิ ภาวะเงนิ เฟ้อในอตั ราสูงใครไดร้ ับประโยชนม์ ากทส่ี ุดเพราะเหตใุ ด
1. ผผู้ ลติ เพราะสามารถขายสินคา้ ไดใ้ นราคาท่ีสูงข้นึ
2. แรงงานเพราะอตั ราเงนิ เฟ้อต่ากวา่ อตั ราค่าจา้ งข้นั ต่า
3. รัฐบาลเพราะจ่ายอตั ราดอกเบ้ียพนั ธบตั รในอตั ราเดมิ
4. ผเู้ ชา่ บา้ นเพราะเจา้ ของบา้ นไมส่ ามารถข้นึ ค่าเช่าไดท้ ุกเดอื น
5. ขา้ ราชการบานาญเพราะรายไดท้ แี่ ทจ้ ริงจากเงินบานาญสูงข้ึน
29. ขอ้ ใดเป็นผลดขี องการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ
1. อตั ราดอกเบ้ยี ในประเทศลดลง
2. ระดบั ราคาสินคา้ ในประเทศลดลง
3. ระดบั การจา้ งงานในประเทศสูงข้นึ
4. ดชั นีราคาหุน้ ในตลาดหลกั ทรัพยส์ ูงข้นึ
5. การผลิตสินคา้ เลยี นแบบตา่ งประเทศลดลง
206
30. การเปิ ดเสรีทางดา้ นการคา้ และการเงนิ ระหวา่ งประเทศทาใหป้ ระเทศไทยตอ้ งประสบปัญหาสาคญั ขอ้ ใด
1. การขาดดลุ ของบญั ชเี งินทุน
2. การผนั ผวนของภาวะเศรษฐกจิ
3. การเปลยี่ นแปลงรัฐบาลบอ่ ยคร้ัง
4. การขาดแคลนแรงงานภายในประเทศ
5. การสูญเสียความสามารถในการแข่งขนั กบั ต่างประเทศ
31. มนุษยร์ ู้จกั การต้งั หลกั แหล่งบริเวณท่ีราบลมุ่ แมน่ ้าเป็นคร้ังแรกในยคุ ใด
1. ยคุ เหลก็
2. ยคุ สาริด
3. ยคุ หินเกา่
4. ยคุ หินใหม่
5. ยคุ หินกลาง
32. ชนเผา่ ใดไดร้ ับชยั ชนะจากการโจมตอี าณาจักรโรมนั ตะวนั ตก
1. แฟรงค์
2. มองโกล
3. เยอรมนั
4. อีทรัสกนั
5. ออตโตมนั
33. เรื่องใดถอื ว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงท่เี กิดข้ึนภายหลงั สงครามครูเสดยตุ ลิ ง
1. เจา้ เมืองและพอ่ คา้ ในยโุ รปยากจนลง
2. ชาวคริสตไ์ ดร้ ู้จกั โลกตะวนั ออกมากข้ึน
3. กลมุ่ ขนุ นางในยโุ รปมีอานาจเพ่ิมมากข้นึ
4. ชาวมุสลมิ มีความสัมพนั ธท์ ่ดี กี บั ชาวคริสต์
5. สันตะปาปาทรงฟ้ื นฟูอานาจของคริสตจกั รใหม้ น่ั คงข้นึ
34. พฒั นาการของโลกตะวนั ตกยคุ ใหม่เร่ิมตน้ จากเร่ืองใด
1. การพสิ ูจนว์ ่าโลกกลม
2. การปฏวิ ตั อิ ตุ สาหกรรม
3. การเผยแผ่คริสตศ์ าสนา
4. การแสวงหาตลาดการคา้ ใหม่
5. การออกสารวจดินแดนโพน้ ทะเล
35. ขอ้ ใดไม่รวมอยใู่ นการจดั ระเบียบโลกยคุ โลกาภิวตั น์
1. การอนุรักษส์ ่ิงแวดลอ้ มธรรมชาติ
2. การไปมาหาสู่กนั โดยไม่ตอ้ งมวี ซี ่า
3. การสนบั สนุนเศรษฐกิจระบบทนุ นิยม
4. การส่งเสริมการปกป้องสิทธิมนุษยชน
5. การส่งเสริมการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตย
207
36. ขอ้ ใดกล่าวถึงทมี่ าของกษตั ริยต์ ามแนวคดิ ในพระพทุ ธศาสนา
1. กาลามสูตร
2. อคั คญั ญสูตร
3. จกั กวตั ติสูตร
4. อนตั ตลกั ษณสูตร
5. พระธรรมศาสตร์
37. ประกาศของทางราชการในขอ้ ใดแสดงถึงการส่งเสริมใหป้ ระชาชนไดร้ ับสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคในสมยั
พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั
1. อนุญาตใหร้ าษฎรรับจา้ งชาวตะวนั ตกได้
2. ใหใ้ ชก้ ารถวายคานบั แทนการหมอบกราบ
3. หา้ มเอาคนในบงั คบั ตา่ งประเทศมาเป็นทาส
4. ใหเ้ สรีภาพแก่ประชาชนในการนบั ถอื ศาสนา
5. หา้ มบงั คบั ใหส้ ตรีแต่งงานหากสตรีผนู้ ้นั ไมเ่ ตม็ ใจ
38. "พระบฏ" หมายถึงผา้ ในขอ้ ใด
1. ผา้ กราบ
2. ผา้ ปูอาสนะ
3. ผา้ ห่อคมั ภรี ์
4. ผา้ ปักบนตาลปัตร
5. ผา้ เขียนภาพพระพทุ ธเจา้
39. การออกแบบพระอโุ บสถจตั รุ มขุ หลงั คาลดช้นั วดั เบญจบพิตรเป็นผลงานของผูใ้ ด
1. ศาสตราจารยศ์ ลิ ป์ พีระศรี
2. สมเดจ็ กรมพระยาเทวะวงคว์ โรปการ
3. สมเดจ็ ฯเจา้ ฟ้ากรมพระยานริศรานุวดั ตวิ งศ์
4. พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอกรมหลวงวงศาธิราชสนิท
5. สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระปรมานุชติ ชิโนรส
40. พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั เสดจ็ ประพาสดินแดนใดในทวปี เอเชียมากที่สุด
1. ชวา
2. มลายู
3. อนิ เดีย
4. ศรีลงั กา
5. สิงคโปร์
41. กลอ้ งสามมติ ิ (stereoscope) เป็นอปุ กรณ์ทีใ่ ชค้ ่กู บั ส่ิงใด
1. แผนที่
2. ลูกโลก
3. ภาพจากดาวเทียม
4. ภาพถา่ ยทางอากาศ
5. ภาพถา่ ยดว้ ยกลอ้ งจากรูปดจิ ิทลั
208
42. ขอ้ ใดกล่าวถูกตอ้ งเกย่ี วกบั พายหุ มนุ เขตร้อนซ่ึงเคลอื่ นทผ่ี า่ นประเทศไทย
1. หากเกดิ ในทะเลจีนใตต้ อนลา่ งจะมีผลต่อภาคใตเ้ ท่าน้นั
2. หากเกดิ ในทะเลอนั ดามนั จะมีผลตอ่ ภาคตะวนั ตกเทา่ น้นั
3. หากเกดิ ในมหาสมทุ รแปซิฟิ กจะมีผลต่อภาคเหนือเท่าน้นั
4. หากเกิดในทะเลจีนใตต้ อนกลางจะมีผลต่อภาคกลางเท่าน้นั
5. หากเกดิ ในทะเลจีนใตต้ อนบนจะมผี ลต่อภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือเทา่ น้นั
43. อุทกภยั ในประเทศไทยไม่เกี่ยวขอ้ งกบั ปรากฏการณ์ใด
1. ลานีญา่
2. เอลนีโญ
3. น้าลน้ ตลง่ิ
4. คลืน่ ซัดฝ่ัง
5. น้าทะเลหนุน
44. ขอ้ ใดกลา่ วไมถ่ ูกตอ้ งเกยี่ วกบั การระวงั ภยั แผ่นดนิ ไหว
1. ควรฝึ กซ้อมการหลบภยั แผน่ ดนิ ไหวอยา่ งสมา่ เสมอ
2. หากอยภู่ ายนอกอาคารใหห้ ลกี เลีย่ งการอยใู่ กลเ้ สาไฟฟ้า
3. การระวงั ภยั พิบตั จิ ากแผน่ ดินไหวเป็นเพียงลดการสูญเสีย
4. ขณะเกดิ เหตแุ ผน่ ดนิ ไหวควรรีบออกจากอาคารสูงดว้ ยลิฟต์
5. ผทู้ อี่ ยใู่ นจุดเส่ียงแผ่นดนิ ไหวควรเตรียมถงุ ยงั ชีพไวใ้ หพ้ ร้อม
45. ปัญหาดินเปร้ียวแกไ้ ขไดอ้ ยา่ งไร
1. ปลกู ไมป้ ่ าท่ชี ่วยฟ้ื นฟสู ภาพดนิ
2. จากดั การดาเนินโครงการพฒั นาแหลง่ น้า
3. ควบคมุ การทาบ่อเล้ียงกงุ้ ที่ตอ้ งใชน้ ้าทะเล
4. เติมปนู ขาวพร้อมใส่ป๋ ยุ คอกหรือป๋ ยุ ชีวภาพ
5. สนบั สนุนใหเ้ กษตรกรปลูกพืชทนความเปร้ียว
46. การนาเขา้ ยางรถยนตใ์ ชแ้ ลว้ เป็นการละเมิดขอ้ ตกลงฉบบั ใด
1. อนุสญั ญาบาเซิล
2. อนุสญั ญาไซเตส
3. อนุสัญญาเวยี นนา
4. อนุสญั ญาแรมซาร์
5. อนุสญั ญารอตเตอร์ดมั
47. กรีนพซี กบั สมาคมสร้างสรรคไ์ ทยจะสามารถร่วมมือกนั ไดใ้ นเร่ืองใด
1. รณรงคเ์ กี่ยวกบั ปัญหาดา้ นมลพิษทางอากาศ
2. รณรงคเ์ กีย่ วกบั การเปลี่ยนแปลงสภาพภมู อิ ากาศ
3. รณรงคต์ ่อตา้ นการจดั สร้างเตาเผาขยะไมไ่ ดม้ าตรฐาน
4. รณรงคใ์ หม้ ีการต่อตา้ นการคา้ เคร่ืองประดบั ทาจากงาชา้ ง
5. รณรงคใ์ หค้ นไทยต่ืนตวั กบั การนาพชื GMO มาใชเ้ ป็นอาหาร
209
48. ถา้ บา้ นอยทู่ างเดยี วกนั กน็ ง่ั รถไปคนั เดยี วกนั ซ่ึงจะช่วยประหยดั น้ามนั ไดน้ ้นั ตรงกบั หลกั การใด
1. Reuse
2. Reject
3. Repair
4. Reduce
5. Recycle
49. ขอ้ ใดกล่าวถกู ตอ้ งเกี่ยวกบั การใชป้ ระโยชน์จากส่ิงแวดลอ้ มในการสร้างสรรคว์ ฒั นธรรม
1. ชาวบาหลสี ร้างหลีเ่ พ่อื จบั ปลา
2. ชาวแลปป์ เล้ยี งกวางมูสไวล้ ากเล่ือน
3. ชาวแคนาดาใชก้ งั หนั ลมสูบน้าเขา้ พ้นื ทก่ี ารเกษตร
4. ชาวเอสกิโมแต่งกายดว้ ยเคร่ืองนุ่งห่มที่ทาจากหนงั สตั ว์
5. ชาวแอบอริจินีทเ่ี ร่ร่อนเล้ยี งสตั วส์ ร้างกระโจมเป็นทีพ่ กั อาศยั
50 . การกาจดั น้าเสียโดยวิธีธรรมชาติอาจทาไดโ้ ดยการเล้ียงปลาชนิดใดทจ่ี ะช่วยกินสารอินทรียใ์ นแหล่งน้าเสียซ่ึงเป็น
แนวทางตามพระราชดาริของพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ฯ
1. ปลานิล
2. ปลาจีน
3. ปลาช่อน
4. ปลาสลดิ
5. ปลาทบั ทมิ
210
------------------------------------------------------------------------------------------------------
เฉลยข้อสอบชุดที่ 9
-------------------------------------------------------------------------------------------------------
ข้อ คำตอบ ข้อ คำตอบ ข้อ คำตอบ ข้อ คำตอบ ข้อ คำตอบ
1) 2 11) 3 21) 3 31) 4 41) 4
2) 5 12) 5 22) 2 32) 3 42) 1
3) 1 13) 4 23) 3 33) 2 43) 2
4) 2 14) 4 24) 1 34) 5 44) 4
5) 1 15) 2 25) 4 35) 2 45) 4
6) 1 16) 2 26) 2 36) 2 46) 1
7) 2 17) 2 27) 4 37) 2 47) 1
8) 3 18) 2 28) 1 38) 5 48) 4
9) 1 19) 2 29) 3 39) 3 49) 4
10) 1 20) 1 30) 2 40) 1 50) 4
เฉลยละเอยี ดเฉพำะข้อยำก
ขอ้ 14 ตอบ 4. GAATW
The Global Alliance Against Traffic in Women (GAATW) เป็ นองค์กรที่รณรงค์ส่ งเสริ มมาตรฐานสิ ทธิ
มนุษยชนเพอ่ื ตา้ นการคา้ มนุษย์ รวมท้งั การดาเนินงานตามกรอบของอนุสัญญาการคา้ มนุษย์ เร่ืองราวของ GAATW
คือเรื่องราวของผูห้ ญิง เป็ นเรื่องราวเก่ียวกบั การสร้างพนั ธมิตรขา้ มพรมแดน และเป็ นเร่ืองราวท่ีแสดงถึงความ
เตบิ โตของขบวนการเคล่ือนไหวเพ่ือสิทธิผูห้ ญิง ผูก้ อ่ ต้งั องคก์ ร GAATW หลายคนเป็นผหู้ ญิงจากประเทศซีกโลก
ใต้ และเคยมปี ระสบการณ์ส่วนตวั ในเรื่องการยา้ ยถ่นิ ฐานมากอ่ น เน่ืองจากพวกเขาเป็นผูต้ ื่นตวั ทางการเมอื งจึงได้
เขา้ ไปมสี ่วนร่วมในประเดน็ ปัญหาการใชค้ วามรุนแรงกบั ผหู้ ญงิ ในบริบทตา่ ง ๆ
ขอ้ 31 ตอบ 4. ยคุ หินใหม่
ยุคหินใหม่ (New Stone Age - Neolithic) ประมาณ 6,000-4,000 ปี มาแล้ว เคร่ื องมือหินมีหลายแบบท่ีเป็ น
เอกลกั ษณ์คอื ขวานหินขดั มีการทาเครื่องจกั รสาน ทอผา้ สามารถทาเคร่ืองป้ันดนิ เผาท่ีมคี ุณภาพดีข้ึน มเี ครื่องมือ
ลา่ สตั ว์ เช่น เบด็ ตกปลาจากกระดูกสัตว์ ต้งั หลกั แหลง่ อยูร่ วมเป็นกลุ่มใหญ่ ใกลแ้ หล่งน้า มกี ารแลกเปลีย่ นคา้ ขาย
ชุมชนขยายตวั ไดร้ วดเร็ว เป็นสังคมขนาดใหญม่ ากข้นึ
211
ข้อสอบแบบปรนัย 5 ตวั เลือก เลือก 1 คำตอบทีถ่ ูกต้องท่ีสุด จำนวน 50 ข้อ
1. สภาพสังคมชมพูทวปี สมยั พุทธกาลตรงกบั ขอ้ ใดมากที่สุด
1. ชาวอารยนั ส่วนใหญอ่ ยใู่ นเขตปัจจนั ตชนบท
2. การปกครองแบบรวมศูนยใ์ นระบอบสมบรู ณาญาสิทธิราชย์
3. ระบบวรรณะมี 4 วรรณะ ไดแ้ ก่ กษตั ริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศทู ร
4. วรรณะศทู รและพวกจณั ฑาลถอื เป็นชนช้นั ทมี่ ฐี านะต่าเสมอกนั
5. พระพรหมเป็นเทพเจา้ สาคญั ทีส่ ุดในฐานะพระผสู้ ร้างและทาลาย
2. ขอ้ ใดไมส่ อดคลอ้ งกบั มชั ฌิมาปฏปิ ทา
1. มรรค 8
2. ไตรสิกขา
3. ขอ้ ปฏิบตั ทิ ี่ยดึ ทางสายกลาง
4. แนวทางปฏิบตั ิสู่การดบั ทกุ ข์
5. หลกั ความจริงของชวี ิต 4 ประการ
3. วทิ ยาศาสตร์สอดคลอ้ งกบั พระพุทธศาสนาในเรื่องใด
1. การศกึ ษาเร่ืองจิต
2. ความสนใจเรื่องจริยธรรม
3. การศึกษาเฉพาะความจริงทางวตั ถุ
4. การมุ่งประโยชน์ในการดารงชีวิตของมนุษย์
5. การแสวงหาความจริงดว้ ยการพิสูจนเ์ ชิงประจกั ษ์
4. ธรรมท่เี ป็นเหตใุ หร้ ะลึกถึงกนั มคี วามเคารพกนั ช่วยเหลอื กนั และสามคั คพี ร้อมเพรียงกนั คือธรรมใด
1. อธิปไตย
2. อริยวฑั ฒิ
3. สาราณียธรรม
4. อปริหานิยธรรม
5. ทิฏฐธมั มกิ ตั ถสงั วตั ตนิกธรรม
5. คณุ ค่าทางจริยธรรมของนิยาม 5 มหี ลายประการ ยกเวน้ ขอ้ ใด
1. ทาใหร้ ู้สภาวะของความทกุ ข์
2. ทาใหใ้ จกวา้ ง ตรวจสอบปัญหาหลายๆดา้ น
3. ทาใหเ้ ขา้ ใจกฎแห่งกรรมวา่ มผี ลตอ่ ชีวิตมากทส่ี ุด
4. ทาใหม้ องเห็นวา่ ชวี ิตประกอบดว้ ยปัจจยั หลากหลาย
5. ทาใหเ้ หน็ วา่ ชวี ติ เป็นกระบวนการทางธรรมชาติทมี่ เี หตุปัจจยั ตอ่ เน่ือง
212
6. ผทู้ มี่ ปี ณิธานอยา่ งแรงกลา้ ทจ่ี ะใหผ้ ทู้ ่นี บั ถอื ศาสนาต่างๆ ไดเ้ ขา้ ใจหลกั ธรรมท่ีตนนบั ถือ แลว้ สร้างความ
ปรองดองกนั ในทกุ ศาสนาคือใคร
1. ท่าน ป.อ. ปยตุ ฺโต
2. ทา่ นพทุ ธทาสภกิ ขุ
3. ท่านปัญญานนั ทภิกขุ
4. พระอาจารยช์ า สุภทฺโท
5. พระอาจารยม์ น่ั ภรู ิทตฺโต
7. หากตอ้ งการศึกษาประมวลพระธรรมเทศนา ประวตั ิ และเร่ืองราวตา่ งๆควรสืบคน้ จากพระคมั ภีร์ใดเป็นหลกั ฐานช้นั ท่ี 1
1. ฎีกา
2. วนิ ยั ปิ กฎ
3. อรรถกถา
4. สุตตนั ตปิ กฏ
5. อภิธรรมปิ กฎ
8. อกศุ ลกรรมและกศุ ลกรรมเป็นกรรมประเภทใด
1. กรรมตามมูลเหตุ
2. กรรมท่ีใหผ้ ลตามหนา้ ท่ี
3. กรรมตามการแสดงออก
4. กรรมที่ใหผ้ ลตามกาลเวลา
5. กรรมที่ใหผ้ ลตามลาดบั ความแรง
9. วธิ ีคดิ แบบใดเป็นแบบคณุ คา่ แท-้ คุณคา่ เทียม
1. กอบซ้ือรถยนตค์ นั ใหญ่ เพราะโก้ นงั่ สบาย
2. กุลซ้ือรถยนต์ เพราะชอบรูปลกั ษณ์ สวยเทห่ ์
3. กานตซ์ ้ือรถยนตม์ อื สองเพราะเพอ่ื นชกั ชวน
4. กรซ้ือรถยนตร์ ุ่นเลก็ เพราะใชไ้ ดด้ ี ประหยดั น้ามนั
5. กอ้ งซ้ือรถยนตย์ หี่ อ้ ดงั เพราะเป็นทนี่ ิยม ขายตอ่ งา่ ย
10. สงั ฆชยนั ตเี กิดข้ึนหลงั พทุ ธชยนั ตเี ป็นเวลานานเท่าใด
1. 2 สัปดาห์
2. 4 สัปดาห์
3. 6 สัปดาห์
4. 8 สปั ดาห์
5. 3 เดือน
11. นายบญุ นอ้ ยอาศยั อยกู่ บั พอ่ แมแ่ ละนอ้ งชายชื่อนายบุญเนื่อง ตวั นายบญุ นอ้ ยเองเป็นมา่ ยและมลี กู สาว
เพยี งคนเดียวชื่อนอ้ งนิดหน่อย หากนายบญุ นอ้ ยตายโดยไมไ่ ดท้ าพินยั กรรมไว้ และมีมรดก 1 ลา้ น
2 แสนบาท นิดหน่อยจะไดร้ ับมรดกเท่าใด
1. 3 แสนบาท
2. 4 แสนบาท
3. 6 แสนบาท
4. 8 แสนบาท
5. 1 ลา้ น 2 แสนบาท
213
12. สถานภาพทางสงั คมมคี วามหมายสอดคลอ้ งกบั ขอ้ ใดมากท่ีสุด
1. หนา้ ทีท่ างสงั คม 2. บทบาททางสังคม
3. ตาแหน่งทางสงั คม 4. แบบแผนทางสงั คม
5. มาตรฐานทางสังคม
13. หากนกั เรียนไดท้ ราบว่ามีบคุ คลใชส้ ิทธิและเสรีภาพกระทาการเพอ่ื ใหไ้ ดม้ าซ่ึงอานาจในการปกครอง
ประเทศไทยโดยวิธีการซ่ึงมิไดเ้ ป็นไปตามวิถีทางท่ีบญั ญตั ิไวใ้ นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย
พุทธศกั ราช 2550 จะตอ้ งเสนอเรื่องใหใ้ ครดาเนินการตรวจสอบขอ้ เทจ็ จริง
1. อยั การสูงสุด
2. ศาลปกครอง
3. ศาลรัฐธรรมนูญ
4. คณะกรรมการการป้องกนั และปราบปรามการทจุ ริตแห่งชาติ
5. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผดู้ ารงตาแหน่งทางการเมือง
14. ก่อนทีจ่ ะมกี ารปรับปรุงกลไกดา้ นสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติใน พ.ศ. 2549 องคก์ ารใดมีอานาจ
ในการจดั ต้งั คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน
1. สมชั ชาใหญแ่ ห่งสหประชาชาติ
2. สานกั งานเลขาธิการสหประชาชาติ
3. คณะมนตรีความมน่ั คงแห่งสหประชาชาติ
4. คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ
5. คณะมนตรีเศรษฐกจิ และสังคมแห่งสหประชาชาติ
15. หากจดั ประเภทของวฒั นธรรมตามเน้ือหา ขอ้ ใดจดั อยใู่ นประเภทของสหธรรม
1. จารีต
2. ศาสนา
3. ศีลธรรม
4. มารยาท
5. กฎหมาย
16. หากพจิ ารณาการเมอื งการปกครองของไทยว่ามลี กั ษณะเป็น “วงจรอบุ าทว”์ ตามท่ีมนี กั วิชาการให้
ขอ้ สรุปไว้ สถานการณ์ในชว่ งเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2549 จะอยใู่ นช่วงใดของวงจร
1. ช่วงการเลอื กต้งั
2. ช่วงการทารัฐประหาร
3. ช่วงการเกดิ วกิ ฤตศรัทธา
4. ช่วงกระบวนการทางรัฐสภา
5. ชว่ งการประกาศรัฐธรรมนูญ
17. ประเทศไทยไดส้ ถาปนาความสัมพนั ธ์ทางการทูตกบั ประเทศใดต้งั แตก่ อ่ นสงครามโลกคร้ังที่ 2
1. อินเดยี
2. มาเลเซีย
3. เกาหลีใต้
4. ออสเตรเลยี
5. สหรัฐอเมริกา
214
18. การทพี่ ระมหากษตั ริยท์ รงปฏบิ ตั พิ ระราชกรณียกิจดว้ ยความซ่ือตรงสอดคลอ้ งกบั ทศพธิ ราชธรรม
ประการใด
1. ตบะ 2. มทั ทวะ
3. อาชชวะ 4. อวหิ ิงสา
5. อวโิ รธนะ
19. ความในขอ้ ใดกลา่ วผิดเก่ยี วกบั คณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช 2560
1. นายกรัฐมนตรีจะดารงตาแหน่งติดต่อกนั เกินกว่า 2 วาระไมไ่ ด้
2. พระมหากษตั ริยท์ รงแต่งต้งั นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอน่ื อีกไม่เกินสามสิบหา้ คนประกอบกนั เป็นคณะรัฐมนตรี
3. ประธานสภาผูแ้ ทนราษฎรเป็นผลู้ งนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งต้งั นายกรัฐมนตรี
4. นายกรัฐมนตรีจะดารงตาแหน่งรวมกนั แลว้ เกนิ แปดปี มิได้
5. มติของสภาผูแ้ ทนราษฎรทเี่ ห็นชอบการแต่งต้งั บุคคลใดใหเ้ ป็นนายกรัฐมนตรี ตอ้ งกระทาโดยการลงคะแนนโดย
เปิ ดเผย และมีคะแนนเสียงมากกวา่ ก่งึ หน่ึงของจานวนสมาชิกท้งั หมดเทา่ ที่มอี ยขู่ องสภาผูแ้ ทนราษฎร
20. ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช 2560 การเสนอญตั ตขิ อเปิ ดอภิปรายทวั่ ไปเพอื่ ลง
มตไิ ม่ไวว้ างใจรัฐมนตรีเป็นรายบคุ คล ขอ้ ใดกลา่ วผิด
1. ส.ส. จานวนไม่นอ้ ยกวา่ 1 ใน 5 ของสภา หรือ ส.ส. 100 คน ขอใชส้ ิทธิเขา้ ช่ือเสนอญตั ติขอเปิ ดอภิปรายทว่ั ไปเพอ่ื
ลงมติไมไ่ วว้ างใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือรายคณะ
2. มติไมไ่ วว้ างใจตอ้ งใช้ ส.ส. จานวนมากกว่าก่งึ หน่ึงของสภา หรือ ส.ส. 251 คน
3. ระหว่างการอภปิ รายไม่ไวว้ างใจ นายกรัฐมตรีจะยบุ สภาไม่ได้ เวน้ แต่มีการถอนญตั ติ
หรือลงมติไมไ่ วว้ างใจไม่สาเร็จ
4. การเสนอญตั ตกิ ารอภปิ รายไมไ่ วว้ างใจทาไดป้ ี ละสองคร้ัง
5. เมอื่ สภาผูแ้ ทนราษฎรมีมติไมไ่ วว้ างใจ ความเป็นรัฐมนตรีจะสิ้นสุดลง
21. ระบบเศรษฐกิจแบบผสมมขี อ้ ดเี หนือระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมในขอ้ ใด เพราะเหตุใด
1. ประสิทธิภาพผลผลิตสูงกวา่ เพราะมีการแข่งขนั กนั ประกอบธุรกิจ
2. เศรษฐกจิ มเี สถียรภาพสูงกวา่ เพราะใชก้ ลไกราคาจดั สรรปัจจยั การผลติ
3. การผกู ขาดการผลิตหมดไป เพราะรัฐบาลใหเ้ อกชนผลิตแขง่ ขนั กบั รัฐบาลได้
4. เอกชนมีเสรีภาพในการตดั สินใจทางธุรกิจ เพราะรัฐบาลไมด่ าเนินธุรกจิ แขง่ ขนั กบั เอกชน
5. การกระจายรายไดเ้ ทา่ เทยี มกนั มากกว่า เพราะรัฐบาลสามารถใชม้ าตรการทางภาษแี ละรายจ่ายอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
22. ตลาดผกู ขาดก่อใหเ้ กิดผลดีแก่สงั คมไดอ้ ยา่ งไร เพราะเหตุใด
1. ต้งั ราคาสินคา้ ไดต้ า่ เพราะเป็นการต้งั ราคาตามตน้ ทุน
2. ตน้ ทุนการผลิตเฉลี่ยต่อหน่วยต่า เพราะเป็นการผลติ ขนาดใหญ่
3. สนองความตอ้ งการของผบู้ ริโภคไดอ้ ยา่ งทว่ั ถงึ เพราะ ผลิตจานวนมาก
4. ไมต่ อ้ งเสียทรัพยากรในการโฆษณาประชาสมั พนั ธ์ เพราะไม่มีคแู่ ข่งขนั
5. ทารายไดใ้ หร้ ัฐบาลมาก เพราะมกี าไรสูงจึงตอ้ งจ่ายภาษีเงินไดใ้ นอตั ราสูง
23. การกาหนดค่าจา้ งข้นั ตา่ สูงข้นึ เป็นวนั ละ 300 บาท ทาใหเ้ กดิ ผลดตี อ่ สังคมอยา่ งไร
1. การลงทุนในต่างประเทศสูงข้ึน
2. การใชจ้ ่ายบริโภคในประเทศเพิม่ ข้นึ
3. อปุ ทานของแรงงานทมี่ ีทกั ษะเพมิ่ ข้นึ
4. แรงงานไทยตอ้ งการทางานในประเทศเพม่ิ ข้ึน
5. แรงงานในอาชพี ตา่ งๆ มรี ายไดเ้ ทา่ เทียมกนั มากข้ึน
215
24. สังคมไทยไมไ่ ดป้ ฏบิ ตั ิตามหลกั ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี งขอ้ ใดมากที่สุด จึงทาใหเ้ กิดวิกฤตเศรษฐกจิ พ.ศ. 2540
1. การวางแผนล่วงหนา้
2. การเอ้อื เฟ้ื อเผื่อแผก่ นั
3. ความอดทนหมน่ั เพยี ร
4. การดาเนินทางสายกลาง
5. การใชส้ ตปิ ัญญาแกป้ ัญหา
25. ชุมชนทตี่ อ้ งการพ่งึ ตนเองและช่วยเหลือกนั ดา้ นเงนิ ทุนในการใชจ้ ่ายเม่อื มีความจาเป็น ควรจดั ต้งั สหกรณ์
ประเภทใดข้ึนในชุมชน
1. สหกรณ์นิคม
2. สหกรณ์ร้านคา้
3. สหกรณ์บริการ
4. สหกรณ์การเกษตร
5. สหกรณ์ออมทรัพย์
26. ขอ้ ใดไมใ่ ช่สาเหตุสาคญั ที่ทาใหเ้ กดิ ปัญหาเศรษฐกิจในชุมชนของประเทศไทย
1. การกระจายรายไดเ้ หล่ือมล้า
2. การขาดแคลนปัจจยั การผลิต
3. การพฒั นาเศรษฐกิจอยา่ งไม่สมดุล
4. การขาดแคลนบริการสาธารณูปโภค
5. การเพิ่มข้นึ ของประชากรในอตั ราสูง
27. ขอ้ ใดเป็นมาตรการของนโยบายการคลงั ในการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกจิ
1. การลงทุนดา้ นปัจจยั พ้นื ฐานทางเศรษฐกิจ
2. การส่งเสริมการจดั ต้งั สหกรณ์การเกษตรในทอ้ งถิน่
3. การจดั สรรงบประมาณเพ่อื จดั หาสวสั ดิการใหป้ ระชาชน
4. การเพิ่มวงเงินใหก้ ูย้ มื เพื่อการศกึ ษาข้นั อุดมศึกษาทกุ ระดบั
5. การปรับปรุงอตั ราภาษีเงนิ ไดบ้ ุคคลธรรมดาและนิติบคุ คลใหเ้ ป็นอตั รากา้ วหนา้ มากข้นึ
28. ขอ้ ใดเป็นมาตรการท่ธี นาคารแห่งประเทศไทยใชใ้ นการรักษาเสถยี รภาพทางเศรษฐกิจในปัจจุบนั
1. ขยายชว่ งกรอบเป้าหมายอตั ราเงินเฟ้อ
2. เปลย่ี นแปลงอตั ราเงนิ สารองตามกฎหมาย
3. เปล่ยี นแปลงอตั ราแลกเปลี่ยนเงนิ ตราระหวา่ งประเทศ
4. เปลี่ยนแปลงอตั ราดอกเบ้ียซ้ือคืนพนั ธบตั รระยะ 1 วนั
5. เปลย่ี นแปลงเป้าหมายอตั ราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
29. ในการรวมตวั เป็นประชาคมเศรษฐกจิ อาเซียน ไดม้ ีการตกลงกนั ล่วงหนา้ วา่ จะใหป้ ระเทศใดมีจุดเด่น
ในสาขาการผลิตผลิตภณั ฑย์ างและส่ิงทอ
1. ประเทศไทย
2. ประเทศมาเลเซีย
3. ประเทศเวยี ดนาม
4. ประเทศฟิ ลิปปิ นส์
5. ประเทศอนิ โดนีเซีย
216
30. ผลกระทบที่เกิดจากสงครามระหว่างอริ ักกบั อหิ ร่านทาใหป้ ระเทศไทยตอ้ งพ่งึ พาความชว่ ยเหลือจากองคก์ ารใด
1. องคก์ ารการคา้ โลก 2. ธนาคารพฒั นาเอเชีย
3. กองทุนการเงนิ ระหว่างประเทศ 4. สมาคมประชาชาตแิ ห่งเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้
5. ธนาคารเพ่ือการบูรณะและพฒั นาระหวา่ งประเทศ
31. วฒั นธรรมฮวั ปิ เนียท่ีพบในดินแดนเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใตอ้ ยใู่ นยคุ ใด
1. ยคุ เหลก็ 2. ยคุ สาริด
3. ยคุ หินเกา่ 4. ยคุ หินใหม่
5. ยคุ หินกลาง
32. เสน้ ทางสายไหมมีความสาคญั ตอ่ มนุษยชาติในเร่ืองใด
1. ทาใหม้ กี ารนาพระพทุ ธศาสนาไปเผยแผใ่ นโลกตะวนั ตก
2. เป็นการเช่อื มโยงระหวา่ งคริสตศ์ าสนาและศาสนาอสิ ลาม
3. ทาใหเ้ กิดการเจริญสมั พนั ธไมตรีระหว่างชาติอยา่ งกวา้ งขวาง
4. เป็นการแลกเปลี่ยนอารยธรรมระหวา่ งโลกตะวนั ออกกบั ตะวนั ตก
5. เป็นการนารูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตยสู่โลกตะวนั ออก
33. ขอ้ ใดเป็นผลสืบเนื่องมาจากการปฏิวตั ิฝร่ังเศส ค.ศ.1789
1. มกี ารใชท้ หารรับจา้ งเขา้ ประจาการในกองทพั
2. มีการประกาศหลกั สิทธิมนุษยชนและพลเมือง
3. มกี ารรวมกลมุ่ ของผูน้ าเพอ่ื จดั ต้งั พรรคการเมอื ง
4. ชายและหญิงมีสิทธิเสมอภาคในการออกเสียงเลอื กต้งั
5. พระมหากษตั ริยป์ ระกาศพระองคอ์ ยภู่ ายใตร้ ัฐธรรมนูญ
34. แนวคิดใดท่ีส่งเสริมใหเ้ กดิ การปฏวิ ตั ิทางวทิ ยาศาสตร์
1. ความคิดในแบบสจั นิยม 2. ความตอ้ งการยทุ ธปัจจยั
3. การแข่งขนั ทางเศรษฐกจิ 4. ความคดิ ในแบบมนุษยนิยม
5. ความตอ้ งการเพ่ิมผลการผลติ
35. ขอ้ ใดไม่ใช่แรงผลกั ดนั ใหเ้ กดิ ลทั ธิจกั รวรรดินิยม
1. การเผยแพร่ศาสนา 2. การครอบครองดินแดน
3. การแสวงหาตลาดการคา้ 4. การขยายอานาจทางการทหาร
5. แลกเปลย่ี นทางวฒั นธรรม
36. พลเมอื งในประเทศสมาชกิ สหภาพยโุ รปจะมีสิทธิพ้นื ฐานเท่าเทยี มกนั ยกเวน้ เรื่องใด
1. การเมอื ง 2. การทางาน
3. การเดนิ ทาง 4. การพกั อาศยั
5. การเป็นทหาร
37. ชาวจีนที่เดนิ ทางเขา้ มาคา้ ขายในสมยั อยธุ ยาและตน้ รัตนโกสินทร์ตอ้ งอยภู่ ายใตก้ ารดูแลของ
หน่วยงานใด
1. กรมคลงั
2. กรมเวียง
3. กรมท่าขวา
4. กรมท่าซา้ ย
5. กรมพระคลงั สินคา้
217
38. ศาสนสถานในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูและพระพุทธศาสนานิกายมหายานพบในบริเวณใดของประเทศไทยมากที่สุด
1. ภาคใต้ 2. ภาคกลาง
3. ภาคตะวนั ตก 4. ภาคตะวนั ออก
5. ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ
39. คติการสร้างรูปเคารพแทนองคพ์ ระมหากษตั ริยใ์ นสงั คมไทยสมยั อยธุ ยาถงึ ตน้ รัตนโกสินทร์นิยมสร้างแบบใด
1. พระรูปเหมอื นจริง 2. พระพุทธรูปปางสมาธิ
3. พระพทุ ธรูปทรงเคร่ือง 4. พระโพธิสตั วอ์ วโลกิเตศวร
5. พระพทุ ธรูปฉลองพระองค์
40. นโยบายการอนุรักษแ์ ละส่งเสริมวฒั นธรรมเพ่อื การพฒั นาประเทศ เกดิ ข้นึ ในรัฐบาลใด
1. นายควง อภยั วงศ์ 2. ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช
3. จอมพล สฤกษด์ิ ธนะรัชต์ 4. จอมพล ถนอม กติ ติขจร
5. จอมพล แปลก พบิ ลู สงคราม
41. อุปกรณ์ใดใชศ้ กึ ษาขอ้ มูลทางภูมศิ าสตร์ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง
1. แผนทีภ่ ูมิประเทศแสดงการต้งั ถน่ิ ฐานไดช้ ดั เจน
2. จีพีเอสแสดงขอ้ มลู ไดเ้ ฉพาะบริเวณทีเ่ คร่ืองผ่าน
3. ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์แสดงขอ้ มลู หลาย ๆ ประเภทพร้อมกนั
4. ภาพจากดาวเทยี มแสดงใหเ้ หน็ ขอบเขตการปกครองแต่ละประเทศ
5. ภาพถ่ายทางอากาศแสดงใหเ้ ห็นลกั ษณะลมฟ้าอากาศท่ีเปลี่ยนแปลงไป
42. ภยั พบิ ตั ทิ างธรรมชาติในประเทศไทยขอ้ ใดไมไ่ ดเ้ กิดจากสาเหตุตามที่ระบไุ ว้
1. หมอกควนั ในภาคใตเ้ กิดจากไฟป่ าในประเทศอนิ โดนีเซีย
2. ดนิ ถลม่ ในจงั หวดั เพชรบรู ณ์เกิดจากพ้ืนทีส่ ่วนใหญเ่ ป็นทล่ี าดเท
3. พายดุ ีเพรสชนั ในภาคตะวนั ออกเกิดจากการก่อตวั ของพายทุ ะเลจีนใต้
4. แผน่ ดินไหวในภาคตะวนั ตกมกั เกิดจากการเคลอื่ นตวั ของเปลือกโลกในประเทศพม่า
5. ภยั หนาวในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือมกั เกดิ จากการเปลย่ี นแปลงของอุณหภูมิอยา่ งรวดเร็ว
43. ปรากฏการณ์ธรรมชาติขอ้ ใดเป็นปัญหาตอ่ การดารงชีวติ ของมวลมนุษย์
1. น้าเคม็ บนผวิ โลกมถี งึ ร้อยละ 97 ของปริมาณน้าท่ีปกคลุมผิวโลก
2. กระแสน้าอุ่นและกระแสน้าเยน็ ทาใหอ้ ณุ หภมู ผิ วิ โลกเปลี่ยนแปลง
3. การเคลอื่ นท่ีของเปลอื กโลกส่วนท่ีเป็นของแขง็ ทาใหเ้ กดิ ทวปี ต่าง ๆ
4. บรรยากาศของโลกในช้นั โทรโพสเฟี ยร์มสี ัดส่วนขององคป์ ระกอบเปลยี่ นแปลงไป
5. การโคจรของดวงอาทิตย์ โลภ และดวงจนั ทร์ ทาใหอ้ ณุ หภูมิของโลกเปล่ียนแปลงไป
44. ปรากฏการณ์ใดในประเทศไทยทที่ าใหเ้ กดิ การเปลีย่ นแปลงของพ้ืนท่ี
1. การไหลลงทะเลของแมน่ ้าแมก่ ลองท่จี งั หวดั สมุทรสงคราม
2. แผ่นดินไหวบริเวณรอยเลอ่ื นในภาคเหนือและภาคตะวนั ตก
3. ลมมรสุมตะวนั ตกเฉียงใตท้ ่ีพดั เขา้ ชายฝั่งภาคใตป้ ี ละ 6 เดือน
4. การทบั ถมของซากพชื ซากสัตวบ์ ริเวณแอ่งทร่ี าบระหวา่ งทิวเขาในภาคเหนือ
5. การต้งั ถ่นิ ฐานอยา่ งหนาแน่นในบริเวณโคกและเนินของภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ
218
45. ปรากฏการณ์ภยั ธรรมชาติในขอ้ ใดเป็นความจริง
1. สินามเิ กดิ ข้ึนไดใ้ นทอ้ งทะเลเปิ ดทว่ั ไป
2. ลานีญาก่อตวั ข้ึนในมหาสมทุ รแปซิฟิ ก
3. ไฟป่ าเกิดข้ึนเฉพาะในเขตร้อนแหง้ แลง้
4. แผน่ ดนิ ไหวเกดิ ข้ึนบริเวณทมี่ รี อยเลอ่ื น
5. พายหุ มุนก่อตวั ข้นึ ในบริเวณทีอ่ ากาศร้อนมาก
46. สถานการณ์ของทรัพยากรธรรมชาติขอ้ ใดผดิ ปกติ
1. ไฟป่ าเกิดข้นึ บ่อยคร้ังทพ่ี รุบาเจาะ
2. จงั หวดั ลาปางมกั มฝี ่ นุ ละเอยี ดผสมอยใู่ นบรรยากาศ
3. ที่สนามบินแมฮ่ ่องสอนมกั มปี ัญหาการข้นึ ลงของเคร่ืองบนิ
4. ทีเ่ นินในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือสามารถปลูกยางพาราได้
5. ลมมรสุมตะวนั ตกเฉียงใตท้ าใหน้ กั ท่องเทย่ี วชายฝ่ังจงั หวดั ระยอมจมน้า
47. การกระทาขอ้ ใดตรงตามกฎหรือขอ้ ตกลงระหว่างประเทศ
1. นาย ก. ไมล่ ่าสตั วใ์ นทุ่งใหญน่ เรศวร ตามอนุสัญญาแรมซาร์
2. นาย ข. ไมท่ าประมงในทะเลสาบสงขลา ตามอนุสญั ญาไซเตส
3. ประเทศ ค. ไมข่ นขยะพษิ มาไวท้ ี่ประเทศ ง. ตามอนุสัญญาบาเซิล
4. ประเทศ จ. ไม่ขดุ เจาะน้าบาดาล ตามสตั ยาบนั ในพิธีสารมอนทรีออล
5. ประเทศ ฉ. ไมท่ ดลองระเบิดนิวเคลยี ร์ ตามขอ้ ตกลงในพิธีสารเกยี วโต
48. ขอ้ ใดเป็นการอนุรักษท์ รัพยากรธรรมชาตทิ ่ีถกู ตอ้ ง
1. กานนั สอนใหน้ ายฮวงปลกู ชาทเี่ ชิงเขา
2. นายอาเภอสอนการเพาะเหน็ ดว้ ยกระบอกไมไ้ ผ่
3. คุณครูสอนใหน้ กั เรียนปลกู ผกั สวนครัวในโรงเรียน
4. ผูว้ า่ ราชการจงั หวดั มนี โยบายใหป้ ลกู ขา้ วปี ละ 2 คร้ัง
5. นกั วชิ าการเกษตรวางแผนการปลกู พชื หมุนเวยี นในภมู ิภาค
49. ขอ้ ใดแสดงการใชป้ ระโยชนจ์ ากธรรมชาติเพ่อื เชิดชเู อกลกั ษณ์ของจงั หวดั
1. จงั หวดั ปราจีนบุรีผลติ ยาและผลิตภณั ฑจ์ ากสมนุ ไพร
2. จงั หวดั กระบ่สี ่งเสริมการทาประมงน้าต้ืนในบริเวณชายฝั่ง
3. จงั หวดั นครพนมใชป้ ระโยชนจ์ ากภมู ิอากาศเยน็ ส่งเสริมการท่องเทย่ี ว
4. จงั หวดั อุทยั ธานีทานาไดป้ ี ละ 3 คร้ังเน่ืองจากมภี มู ิประเทศเป็นทร่ี าบล่มุ
5. จงั หวดั นครนายกประสบความสาเร็จในการบงั คบั ใหม้ ะปรางออกผลไดต้ ลอดปี
50. พฤติกรรมของกลมุ่ ใดท่สี ามารถแกไ้ ขปัญหาส่ิงแวดลอ้ มไดด้ ี
1. ภาคเหนือรณรงคใ์ หช้ าวเขาต้งั ชุมชนถาวร
2. ภาคตะวนั ออกรณรงคใ์ หม้ กี ารท่องเท่ียวชายฝั่ง
3. ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือรณรงคใ์ หใ้ ชถ้ งุ พลาสตกิ เกา่
4. ภาคใตร้ ณรงคใ์ หใ้ ชน้ ้าประปาแทนการขดุ เจาะน้าบาดาล
5. ภาคกลางรณรงคใ์ หใ้ ชน้ ้าจากแมน่ ้าเจา้ พระยาอยา่ งประหยดั
219
------------------------------------------------------------------------------------------------------
เฉลยข้อสอบชุดท่ี 10
-------------------------------------------------------------------------------------------------------
ข้อ คำตอบ ข้อ คำตอบ ข้อ คำตอบ ข้อ คำตอบ ข้อ คำตอบ
1) 3 11) 3 21) 1 31) 5 41) 3
2) 5 12) 3 22) 5 32) 4 42) 5
3) 5 13) 3 23) 3 33) 2 43) 4
4) 4 14) 5 24) 4 34) 4 44) 1
5) 2 15) 4 25) 5 35) 5 45) 2
6) 2 16) 3 26) 4 36) 5 46) 4
7) 4 17) 5 27) 1 37) 4 47) 3
8) 1 18) 3 28) 1 38) 5 48) 5
9) 4 19) 1 29) 2 39) 3 49) 1
10) 4 20) 4 30) 3 40) 5 50) 1
เฉลยละเอยี ดเฉพำะข้อยำก
ขอ้ 11 ตอบ 3. นิดหน่อยจะไดร้ ับมรดก 6 แสนบาท
โดยท้งั ลกู ท้งั พอ่ แม่เจา้ มรดก มสี ิทธิรับมรดกในส่วนแบ่งเท่าๆ กนั
หากเจา้ มรดกถงึ แกค่ วามตาย หรือ นายบุญนอ้ ยตาย มรดกจะตกแก่ลูกสาว คอื น้องนิดหน่อย และพ่อแม่ของผู้ตำย
โดยแบง่ ในอตั ราส่วนทีเ่ ทา่ กนั ตามหลกั ทำยำทโดยธรรม ซ่ึงแบง่ ออกเป็น 2 ประเภท คอื ทายาททเ่ี ป็นคสู่ มรส กบั ทายาทท่ี
เป็นญาตขิ องผตู้ าย เรียงลาดบั กนั จากใกลช้ ิดสนิทท่ีสุด คือ (1) ผ้สู ืบสันดำน (2) บิดำมำรดำ (3) พน่ี อ้ งร่วมบิดามารดาเดยี วกนั
(4) พ่นี อ้ งร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกนั (5) ป่ ู ยา่ ตา ยาย และ (6) ลงุ ป้า นา้ อา (ถา้ มี 1 กบั 2 จะไดเ้ ท่ากนั )
จากโจทย์ ลกู เจา้ มรดก (ทายาทลาดบั ที่หน่ึง) กบั พอ่ แม่เจา้ มรดก (ทายาทลาดบั สอง) สองประเภทน้ีไม่ตดั กนั คือได้
ท้งั คู่ หากมอี นั ดบั สองแลว้ อนั ดบั ถดั ไปคือสามกไ็ มม่ ีสิทธิ หรือมีอนั ดบั สามแลว้ อนั ดบั ถดั ไปคอื ส่ีไมม่ สี ิทธิไลก่ นั ไปเร่ือย ๆ
ตัวอย่ำง
นาย ณเดช. เจา้ มรดกมลี ูก 3 คน พ่อแมย่ งั มีชวี ิตอยู่ แต่ภริยาคือ นส.ยาคุม เสียชีวิตไปแลว้ ตอ่ มานาย ณเดช. ตายซ่ึง
ขณะน้นั มเี งนิ 500,000 บาท ดงั น้นั ท้งั ลูกท้งั พอ่ แม่เจา้ มรดกมีสิทธิรับมรดกโดยมีส่วนแบง่ เทา่ กนั ไดแ้ ก่
- ลูก 3 ส่วน พอ่ แม่ไดเ้ ท่ากบั ลูก ได้ 2 ส่วน รวม 5 ส่วน
- แบง่ แลว้ ไดส้ ่วนละ 100, 000 บาท หรือ กค็ อื ไดค้ นละ 1 แสนบาท
220
ขอ้ 28 ตอบ 1 ขยายชว่ งกรอบเป้าหมายอตั ราเงินเฟ้อ
เพราะ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะใช้ “เป้ำหมำยอัตรำเงินเฟ้อ” ในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดย
กาหนดให้ อตั ราเงนิ เฟ้อทว่ั ไปอยใู่ นชว่ ง 1 - 3% เป็นการดาเนินนโยบายการเงินภายใตก้ รอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบ
ยดื หยนุ่ (Flexible Inflation Targeting) มาต้งั แตเ่ ดอื นพฤษภาคม 2543 โดยใหค้ วามสาคญั กบั การรักษาเสถียรภาพ
ดา้ นราคา ควบคู่ไปกบั การดูแลการขยายตวั ทางเศรษฐกิจและการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน โดยมีขอ้ ที่
ควรรู้อยู่ 2 ประการ คอื
1) การต้งั เป้าหมายเงนิ เฟ้อทสี่ ูง เพอื่ กระตนุ้ เศรษฐกิจ
2) การปรับลดเป้าหมายเงินเฟ้อ ในระดบั ท่ีไม่สูงเพ่อื ชว่ ยลดผลกระทบค่าครองชีพของประชาชน
ขอ้ 31 ตอบ 5. ยคุ หินกลาง
ซ่ึงพบคร้ังแรกในเวียดนาม เรียกว่า วัฒนธรรมฮัวบิเนียน จดั เป็ นวฒั นธรรมยุคหินกลางของประเทศในเอเชีย
ตะวนั ออกเฉียงใต้ รวมท้งั ประเทศไทยดว้ ย เพราะวฒั นธรรมยคุ ก่อนประวตั ิศาสตร์ของเอเชียตะวนั ออกเฉียงใตใ้ นชว่ งสมยั
ไพลสโตซีนตอนปลายจนถึงโฮโลซีนตอนตน้ ทใ่ี ชเ้ ครื่องมือแกนหินทีท่ าข้ึนจากหินกรวดแม่น้า และมลี กั ษณะของเครื่องมือ
เฉพาะตวั เช่น เครื่องมอื หินกะเทาะหนา้ เดยี ว เครื่อมือหินแบบสุมาตรลิธ (Sumatralith) ขวานส้ัน เคร่ืองมือหินกะเทาะที่ขัด
เฉพาะส่วนคม เป็นตน้
ผทู้ ตี่ ้งั ช่อื วฒั นธรรมน้ีคอื Medeline Colani นกั โบราณคดชี าวฝรั่งเศส โดยต้งั ตามชื่อแหล่งท่ีพบเป็นคร้ังแรกในเขต
จงั หวดั หวั บินห์ (Hoabinh) ทางตอนเหนือของเวยี ดนาม ซ่ึงนกั โบราณคดสี ่วนหน่ึงจดั วฒั นธรรมการใชเ้ คร่ืองมือหินแบบหัว
บเิ นียนวา่ เป็นตวั แทนของ "สมัยหินกลำง"
ยคุ หินในประเทศไทย
1) ยคุ หินเก่า (Old Stone Age - Paleolithic) มีอายปุ ระมาณ 500,000-10,000 ปี มาแลว้ ใชเ้ ครื่องมือหินทท่ี า
จากหินกรวดแม่น้า นามากะเทาะอยา่ งหยาบ ๆ เพียงหนา้ เดียว เพื่อนามาใชใ้ นการดาเนินชีวิต มีการอยู่
รวมกนั เป็นครอบครัวขนาดเลก็ เร่ร่อนตามฝงู สตั ว์ พกั อาศยั อยใู่ นถ้าหรือตามชะง่อนผา
2) ยคุ หินกลาง (Middle Stone Age) ประมาณ 10,000-6,000 ปี มาแลว้ ใชเ้ คร่ืองมือหินแบบฮัวบินเนียน
(Hoabinhian) คอื มีขนาดเลก็ ลงและใชก้ บั งานเฉพาะดา้ น มกี ารทาเคร่ืองป้ันดินเผาแบบผวิ เกล้ียงขดั มนั
หรือมีลายเชือกทาบ วิถีการดาเนินชีวิตอยรู่ วมเป็ นกลุ่มใหญ่ข้ึน ยงั ไม่มีการต้งั ถิ่นฐานที่แน่นอน เร่ร่อน
ไปตามแหลง่ อาหาร มีการประกอบพธิ ีกรรมฝังศพ
3) ยคุ หินใหม่ (New Stone Age - Neolithic) ประมาณ 6,000-4,000 ปี มาแลว้ เครื่องมือหินมีหลายแบบท่ี
เป็ นเอกลกั ษณ์คือ ขวานหินขดั มีการทาเครื่องจกั รสาน ทอผา้ สามารถทาเครื่องป้ันดินเผาท่ีมีคุณภาพดี
ข้นึ มีเคร่ืองมอื ลา่ สตั ว์ เช่น เบด็ ตกปลาจากกระดกู สัตว์ ต้งั หลกั แหล่งอยรู่ วมเป็นกลุ่มใหญ่ ใกลแ้ หล่งน้า
มกี ารแลกเปล่ยี นคา้ ขาย ชมุ ชนขยายตวั ไดร้ วดเร็ว เป็นสงั คมขนาดใหญม่ ากข้นึ
ยคุ โลหะในประเทศไทย
1) ยคุ สาริด (Bronze Age) ประมาณ 4,000-2,500 ปี มาแลว้ มีการสร้างเคร่ืองมือเคร่ืองใช้ เครื่องประดบั จาก
สาริด (ทองแดงผสมดีบุก) ภาชนะดนิ เผามหี ลายรูปแบบ หลายขนาด ตกแต่งลวดลายลงสีแดง ยงั คงมีการ
ใชเ้ คร่ืองมอื หิน เครื่องที่ทาจากเปลอื กหอยและกระดูกสตั ว์ อยรู่ วมกนั เป็นชมุ ชน มีระบบการปกครอง มี
พิธีกรรมความเช่อื เช่น การฝังศพ
2) ยคุ เหลก็ (Iron Age) ประมาณ 2,500-1,500 ปี มาแลว้ มกี ารสร้างเครื่องมือเคร่ืองใชแ้ ละอาวธุ ดว้ ยเหล็กที่
มีความแขง็ แรงมากกวา่ สาริด มีการสร้างอาวธุ ทาใหม้ กี ารแผ่อานาจไปครอบครองชุมชนอ่ืน อยรู่ วมกนั
เป็นเมือง มีการขดุ คูน้า คนั ดินลอ้ มรอบ ระบอบการปกครองพฒั นาข้นึ มีการประกอบพธิ ีกรรมตามความ
เชื่อ มีการคา้ ขายแลกเปลี่ยนกบั ดินแดนห่างไกล โดยใชเ้ รือและเกวียน ในบางเมืองได้พัฒนาเป็ น
อาณาจกั ร
221
ข้อสอบแบบปรนัย 5 ตัวเลือก เลือก 1 คำตอบท่ีถูกต้องที่สุด จำนวน 50 ข้อ
1. หลกั คำสอนของแตล่ ะศำสนำมคี วำมแตกต่ำงกนั ในเรื่องใด
1. กำรมคี วำมอดทน
2. กำรมคี วำมรักควำมเมตตำ
3. กำรสงเครำะหช์ ่วยเหลือกนั
4. กำรทำควำมดี ละเวน้ ควำมชวั่
5. กำรบรรลุเป้ำหมำยของศำสนำ
2. ขอ้ ควำมเกย่ี วกบั คมั ภีร์พรำหมณ์-ฮินดู ขอ้ ใดไม่ถกู ตอ้ ง
1. คมั ภรี ์พรำหมณ์ทุกประเภทสอนเรื่องพรหมและอำตมนั
2. คมั ภีร์พระเวทถือวำ่ เป็นสิ่งทไ่ี ดย้ นิ ไดฟ้ ังมำจำกพระเจำ้ โดยตรง
3. คมั ภีร์อุปนิษทั เป็นส่วนสรุปของพระเวทวำ่ ดว้ ยกำรคน้ คิดทำงปรัชญำ
4. คมั ภรี ์ภควทั คีตำเนน้ เร่ืองกำรกระทำท่ปี รำศจำกควำมตอ้ งกำรส่ิงตอบแทน
5. คมั ภรี ์ธรรมศำสตร์เป็นตำรำกฎหมำยวำงระเบยี บควำมประพฤติของประชำชนและสงั คม
3. ในศำสนำคริสต์ พธิ ีใดเป็นกำรชำระลำ้ งบำปกำเนิด
1. ศลี จุ่ม
2. ศีลกำลงั
3. ศีลแกบำป
4. ศลี มหำสนิท
5. ศีลเจิมคนไขค้ ร้ังสุดทำ้ ย
4. พิธีใดถอื เป็นภำรกจิ ทีม่ ุสลิมทุกคนตอ้ งปฏบิ ตั ิโดยไม่มขี อ้ ยกเวน้
1. กำรละหมำด
2. กำรถือศลี อด
3. กำรปฏิญำณตน
4. กำรบริจำคซะกำต
5. กำรประกอบพธิ ีฮจั ญ์
5. เหตใุ ดพระพทุ ธศำสนำจึงไดช้ อื่ ว่ำมหี ลกั กำรและวิธีกำรทีเ่ ป็นสำกล
1. เพรำะสอนเร่ืองกำรพน้ ทกุ ขข์ องมนุษย์
2. เพรำะผคู้ นทว่ั โลกรู้จกั และยอมรับนบั ถือ
3. เพรำะตอบสนองควำมตอ้ งกำรของคนทวั่ ไป
4. เพรำะสอนกฎแห่งควำมเป็นจริงตำมธรรมชำติ
5. เพรำะเนน้ กำรเอำชนะหรือควบคมุ ธรรมชำติได้
222
6. ท่ำนอนำคำริกธรรมปำละไดช้ อื่ วำ่ เป็นชำวพทุ ธตวั อยำ่ งดว้ ยเรื่องใด จิตเช่นน้ีอยใู่ น
1. เป็นผใู้ ฝ่ รู้ใฝ่ เรียน
2. เป็นผมู้ ีขนั ติเขำ้ ใจโลก
3. เป็นผฟู้ ้ื นฟูพระพทุ ธศำสนำในอนิ เดยี
4. เป็นผมู้ สี ตปิ ัญญำยอมสละชวี ิตเพอื่ บชู ำพระพุทธเจำ้
5. เป็นคนใจบญุ อุปถมั ภพ์ ระพทุ ธศำสนำดว้ ยศรัทธำมน่ั คง
7. กรณีใดตรงกบั พระพุทธศำสนสุภำษติ วำ่ “วำยเมเถว ปรุ ิโส ยำว อตฺถสฺส นิปปฺ ทำ”
1. โสภำมนี ้ำใจดจี ึงเป็นท่รี ักของทกุ คน
2. สมศกั ด์ิเรียนจบแลว้ จึงทำงำนหำเล้ียงตนเอง
3. สุพจน์ช่วยแม่ขำยของกอ่ นมำเรียนหนงั สือทุกวนั
4. สุรำงคม์ สี มำธิในกำรทำงำนจึงประสบควำมสำเร็จ
5. สำวติ รีขยนั เรียนเพรำะต้งั ใจจะสอบเขำ้ แพทยใ์ หไ้ ด้
8. ศีลอโุ บสถหมำยถงึ ขอ้ ใด
1. ศีล 5
2. ศีล 8
3. ศลี 10
4. ศลี 277
5. ศลี 311
9. ฉลำดเป็นคนฉุนเฉียวงำ่ ย ชอบอำฆำตมำตร้ำยแต่หำยเร็วในเร่ืองสตปิ ัฏฐำนพระพทุ ธเจำ้ ทรงเปรียบ
ประเภทใด
1. จิตหดหู่
2. จิตมรี ำคะ
3. จิตมโี ทสะ
4. จิตมีโมหะ
5. จิตไมใ่ หญ่
10. พระพทุ ธศำสนำมคี ำสอนเร่ืองควำมรัก ควำมเมตตำ อยใู่ นหลกั ธรรมใด
1. วฒุ ธิ รรม 4
2. อริยวฑั ฒิ 5
3. สงั คหวตั ถุ 4
4. พรหมวิหำร 4
5. สำรำณียธรรม 6
11. ควำมในขอ้ แรกของปฏญิ ญำสำกลวำ่ ดว้ ยสิทธิมนุษยชนสนบั สนุนใหม้ นุษยป์ ฏิบตั ิต่อกนั ตำมหลกั กำร
ใด
1. หลกั นิติธรรม
2. หลกั สันตภิ ำพ
3. หลกั บูรณำภำพ
4. หลกั จริยธรรม
5. หลกั ภรำดรภำพ
223
12. ขอ้ ใดกลำ่ วไม่ถกู ตอ้ งเก่ียวกบั สญั ญำ
1. เป็นนิตธิ รรมฝ่ ำยเดยี ว สองฝ่ ำย หรือหลำยฝ่ ำย
2. เป็นกำรตกลงท่สี ร้ำงภำพควำมผกู พนั ระหวำ่ งบุคคล
3. เป็นกำรแสดงเจตนำเสนอและสนองทต่ี อ้ งตรงกนั
4. เป็นกำรตกลงระหว่ำงบุคคลธรรมดำหรือนิตบิ คุ คล
5. เป็นกำรตกลงท่ที ำใหเ้ กิดควำมเป็นเจำ้ หน้ีและลูกหน้ี
13. ผสู้ นบั สนุนกำรกระทำควำมผดิ ทำงอำญำตอ้ งไดร้ ับโทษอยำ่ งไร
1. ตอ้ งไดร้ ับโทษเท่ำกบั ผรู้ ่วมกระทำควำมผิด
2. ตอ้ งไดร้ ับโทษเทำ่ กบั ผใู้ ชใ้ หก้ ระทำควำมผิด
3. ตอ้ งไดร้ ับโทษก่งึ หน่ึงของโทษสำหรับตวั กำร
4. ตอ้ งไดร้ ับโทษ 1 ใน 3 ของโทษสำหรับตวั กำร
5. ตอ้ งไดร้ ับโทษ 2 ใน 3 ของโทษสำหรับตวั กำร
14. ขอ้ ใดเป็นบรรทดั ฐำนของสังคม
1. คำ่ นิยม
2. สถำบนั
3. ประเพณี
4. สถำนภำพ
5. อดุ มกำรณ์
15. ตำมกำรแบง่ ประเภทยำเสพติดขององคก์ ำรอนำมยั โลก ยำบำ้ เป็นสำรเสพตดิ ประเภทใด
1. ประเภทฝิ่ น
2. ประเภทโคเคน
3. ประเภทบำบิทเู รท
4. ประเภทแอมเฟตำมนี
5. ประเภทหลอนประสำท
16. กำรรับรองอนุสญั ญำสหประชำชำติว่ำดว้ ยกฎหมำยทะเล ค.ศ. 1982 ทำใหร้ ัฐชำยฝั่งมีอำนำจอธิปไตยเหนือทะเลอำณำ
เขตในระยะควำมกวำ้ งไมเ่ กนิ เทำ่ ใด
1. 12 ไมลท์ ะเล
2. 15 ไมลท์ ะเล
3. 18 ไมลท์ ะเล
4. 20 ไมลท์ ะเล
5. 25 ไมลท์ ะเล
17. ขอ้ ใดเป็นขอ้ จำกดั ทีส่ ำคญั ของกำรจดั กำรปกครองตำมระบอบเผดจ็ กำร
1. รัฐบำลไม่ไดร้ ับกำรควบคมุ ตรวจสอบอยำ่ งเหมำะสม
2. รัฐบำลมีคำ่ ใชจ้ ่ำยสูงในกำรดำเนินกำรบริหำรประเทศ
3. รัฐบำลขำดเอกภำพในกำรดำเนนิ กำรปกครองประเทศ
4. รัฐบำลไมส่ ำมำรถตดั สินใจแกไ้ ขปัญหำไดอ้ ยำ่ งรวดเร็ว
5. รัฐบำลมีอำนำจจำกดั ในกำรบริหำรและปกครองประเทศ
224
18. หลกั กำรใดอยใู่ นหลกั 6 ประกำรของคณะรำษฎร
1. สำมคั คี
2. สถำบนั
3. เอกภำพ
4. ปลอดภยั
5. สนั ติภำพ
19. ผทู้ ีไ่ ดร้ ับกำรเลอื กต้งั และเขำ้ รับตำแหน่งสมำชิกสภำผูแ้ ทนรำษฎรตอ้ งยนื่ บญั ชีแสดงรำยกำรทรัพยส์ ิน
และหน้ีสินต่อใคร
1. ประธำนรัฐสภำ
2. ผตู้ รวจกำรแผ่นดิน
3. คณะกรรมกำรกำรเลือกต้งั
4. คณะกรรมกำรตรวจเงนิ แผน่ ดิน
5. คณะกรรมกำรป้องกนั และปรำบปรำมกำรทุจรติแห่งชำติ
20. กำรประกำศใช้รัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย แก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบบั ที่ 1 ) พุทธศกั รำช 2554 ทำ ให้เกิดกำร
เปลยี่ นแปลงในเร่ืองใด
1. กำรตรวจสอบกำรใชอ้ ำนำจของรัฐ
2. กำรกระจำยอำนำจปกครองทอ้ งถ่ิน
3. กำรลงมตไิ ม่ไวว้ ำงใจนำยกรัฐมนตรี
4. กำรทำหนงั สือสัญญำกบั ต่ำงประเทศ
5. กำรเลอื กต้งั สมำชิกสภำผแู้ ทนรำษฎร
21. หลงั จำกวำ่ งงำนมำหลำยเดอื น นำยโชคเขำ้ ทำงำนกบั บริษทั ร่วมใจซ่ึงเสนอเงนิ เดอื น 18,000 บำท แทนกำรเขำ้ ทำงำนกบั
บริษทั แสงอรุณซ่ึงเสนอเงนิ เดอื น 16,000 บำท กรณีเชน่ น้ี นำยโชคมีตน้ ทนุ ค่ำเสียโอกำสหรือไม่ เพรำะเหตใุ ด
1. ไม่มี เพรำะว่ำงงำนอยกู่ อ่ นแลว้
2. ไม่มี เพรำะเลือกทำงำนกบั บริษทั ทจ่ี ่ำยเงนิ เดอื นสูงสุด
3. ไมม่ ี เพรำะไดเ้ งนิ เดอื นสูงกว่ำอีกบริษทั หน่ึง 2,000 บำท
4. มี เพรำะทำใหไ้ มไ่ ดร้ ับเงนิ เดือน 16,000 บำท
5. มี เพรำะรับเงนิ เดอื นไมถ่ งึ 34,000 บำท
22. ผใู้ ดมีควำมสำคญั มำกที่สุดในกระบวนกำรผลิตสินคำ้ และบริกำร
1. แรงงำน เพรำะเป็นบุคคลท่ีทำหนำ้ ที่ผลิตสินคำ้ และบริกำรโดยตรง
2. เจำ้ ของเงินทุน เพรำะเงนิ ทุนเป็นส่ิงจำเป็นในกำรจดั หำปัจจยั กำรผลิต
3. ผูบ้ ริโภค เพรำะเป็นผชู้ ้นี ำใหเ้ กดิ กำรผลิตสนองควำมตอ้ งกำรของผูบ้ ริโภค
4. ผปู้ ระกอบกำร เพรำะเป็นผรู้ วบรวมปัจจยั กำรผลิตและรับภำระเส่ียงภยั ในกำรผลิต
5. เจำ้ ของทรัพยำกรธรรมชำติ เพรำะทรัพยำกรธรรมชำตเิ ป็นท้งั วตั ถุดิบและเช้อื เพลิง
23. ควำมเพม่ิ ข้นึ ในขอ้ ใด จะทำใหป้ ริมำณเงินในประเทศขยำยตวั
1. อตั รำดอกเบ้ยี เงนิ ฝำกและเงนิ กู้
2. มูลคำ่ กำรนำเขำ้ สินคำ้ และบริกำร
3. กำรใชจ้ ่ำยอปุ โภคบริโภคและกำรลงทนุ
4. กำรชำระคืนเงนิ กูแ้ ละดอกเบ้ียใหต้ ่ำงประเทศ
5. กำรขำยพนั ธบตั รออกใหมใ่ หธ้ นำคำรพำณิชย์
225
24. นำยดำรง นกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษำปี ท่ี 6 หำรำยไดพ้ เิ ศษดว้ ยกำรเสิร์ฟอำหำร บิดำมีทด่ี ินทำกนิ ไมเ่ พียงพอตอ้ งหำรำยได้
เสริมดว้ ยกำรเพำะพนั ธุป์ ลำขำย มำรดำรับรำชกำรครู นำยดำรงเรียนเร่ืองสหกรณ์ จึงตอ้ งกำรเขำ้ เป็นสมำชกิ เขำสำมำรถ
เป็นสมำชกิ สหกรณ์ใด
1. สหกรณ์นิคม
2. สหกรณ์ร้ำนคำ้
3. สหกรณ์บริกำร
4. สหกรณ์ประมง
5. สหกรณ์ออมทรัพยค์ รู
25. ขอ้ ใดไมใ่ ช่กำรดำรงชีวติ ตำมแนวเศรษฐกจิ พอเพียง
1. พ่งึ ตนเองเป็นหลกั โดยไมเ่ บียดเบยี นตนเองและผอู้ ่นื
2. ใหค้ วำมสำคญั ต่อคณุ ค่ำของกำรบริโภคมำกกว่ำมลู คำ่
3. ตอ้ งทำกำรผลติ ขนำดพอกินพอใชโ้ ดยใชเ้ งนิ ออมของตนเอง
4. ดำเนินทำงสำยกลำงโดยยดึ หลกั พอประมำณอยำ่ งมเี หตผุ ลและภูมิคมุ้ กนั
5. เพมิ่ ควำมสำคญั ตอ่ กำรลดรำยจ่ำยทีเ่ กนิ พอดแี ทนกำรเพิม่ รำยไดเ้ พยี งอยำ่ งเดียว
26. ขอ้ ใดกลำ่ วถึงควำมสัมพนั ธ์ระหว่ำงหน่วยเศรษฐกจิ ในระบบเศรษฐกิจไดถ้ กู ตอ้ ง
1. ผลผลิตไหลจำกหน่วยธุรกจิ ไปยงั หน่วยบริโภค
2. ผลผลติ ไหลจำกหน่วยธุรกิจไปยงั หน่วยครัวเรือน
3. ผลผลิตไหลจำกหน่วยครัวเรือนไปยงั หน่วยบริโภค
4. ปัจจยั กำรผลิตไหลจำกหน่วยผลติ ไปยงั หน่วยบริโภค
5. ปัจจยั กำรผลติ ไหลจำกหน่วยธุรกจิ ไปยงั หน่วยครัวเรือน
27. โครงกำรประกนั รำคำขำ้ วเหมอื นกบั โครงกำรรับจำนำขำ้ วในเรื่องใด
1. ทำใหอ้ ุปทำนของขำ้ วเปลอื กในตลำดลดลง
2. ทำใหผ้ ูบ้ ริโภคตอ้ งซ้ือขำ้ วสำรในรำคำสูงข้ึน
3. ทำใหค้ วำมเสี่ยงดำ้ นรำยไดข้ องชำวนำลดลง
4. ทำใหร้ ัฐบำลตอ้ งทำหนำ้ ทีเ่ ป็นพอ่ คำ้ คนกลำง
5. ทำใหช้ ำวนำยงั คงไดร้ ับประโยชน์แมผ้ ลผลติ เสียหำยหมดจำกภยั ธรรมชำติ
28. กำรท่นี กั ลงทุนในต่ำงประเทศโอนเงินเขำ้ มำซ้ือหลกั ทรัพยใ์ นตลำดหลกั ทรัพยแ์ ห่งประเทศไทย มูลค่ำซ้ือหลกั ทรัพยน์ ้นั
จะบนั ทึกอยใู่ นบญั ชใี ดของดลุ กำรชำระเงนิ ของประเทศไทย
1. บญั ชเี งนิ ทนุ
2. บญั ชีรำยได้
3. บญั ชีกำรคำ้
4. บญั ชีบริกำร
5. บญั ชโี อนเงนิ
29. ใน พ.ศ.2558 ASEAN จะรวมตวั เป็นประชำคมเศรษฐกิจอำเซียน ซ่ึงประเทศสมำชกิ ตอ้ งดำเนินกำรเปิ ดเสรีมำกข้นึ ใน
ดำ้ นต่ำง ๆ ยกเวน้ ดำ้ นใด
1. กำรลงทุนขนำดใหญ่ 2. กำรคำ้ สินคำ้ อตุ สำหกรรม
3. กำรใชท้ รัพยส์ ินทำงปัญญำ 4. กำรเคลื่อนยำ้ ยแรงงำนมฝี ี มือ
5. กำรทำธุรกิจบริกำรขนส่งทำงอำกำศ
226
30. แผนพฒั นำเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชำตฉิ บบั ท่ี 8-10 มีจุดเด่นเหมอื นกนั ขอ้ ใด
1. พฒั นำแบบยง่ั ยนื โดยมุ่งบรู ณำกำรท้งั ทำงดำ้ นเศรษฐกจิ สงั คมและกำรมน่ั คง
2. พฒั นำโครงสร้ำงพ้ืนฐำนเศรษฐกจิ และระบบบริหำรควำมเส่ียงเพอื่ เป็นภมู ิคมุ้ กนั ที่ดี
3. พฒั นำโดยม่งุ ใหค้ นเป็นศนู ยก์ ลำงในกำรพฒั นำแทนม่งุ กำรเตบิ โตทำงเศรษฐกิจเป็นหลกั
4. พฒั นำแนวใหม่โดยเนน้ กำรปรับโครงสร้ำงเศรษฐกจิ แบบสมดลุ แทนกำรพฒั นำแบบแยกส่วน
5. พฒั นำระบบธรรมำภิบำลในกำรบริหำรจดั กำรประเทศและเพ่มิ ขีดควำมสำมำรถในกำรแขง่ ขนั
31. ประเทศใดไมไ่ ดใ้ ชเ้ กณฑก์ ำรนบั พทุ ธศกั รำชโดยเริ่มนบั พ.ศ.1 ต้งั แต่วนั ท่พี ระพุทธเจำ้ เสดจ็ ปรินิพพำน
1. ลำว 2. ไทย
3. พม่ำ 4. กมั พชู ำ
5. ศรีลงั กำ
32. ขอ้ ใดไม่ใช่เหตกุ ำรณ์ในประวตั ิศำสตร์สมยั กลำงของยโุ รป
1. กำรทำสงครำมครูเสด 2. กำรก่อต้งั มหำวิทยำลยั
3. กำรเปิ ดเสน้ ทำงสำยไหม 4. กำรจดั ทำกฎหมำยสิบสองโต๊ะ
5. กำรเดินทำงไปจีนของมำร์โค โปโล
33. เหตุกำรณ์ใดถือว่ำเป็นกำรส้ินสุดของประวตั ิศำสตร์ยโุ รปสมยั ใหม่
1. กำรเขำ้ สู่ยคุ นิวเคลยี ร์
2. กำรยตุ ขิ องสงครำมเยน็
3. กำรยตุ ขิ องสงครำมโลกคร้ังท่ี 1
4. กำรยตุ ิของสงครำมโลกคร้ังท่ี 2
5. กำรจดั ต้งั องคก์ ำรสหประชำชำติ
34. กำรเปิ ดประเทศของจีนใน ค.ศ.1992 เนน้ แนวทำงดำ้ นใดเป็นพเิ ศษ
1. ปรับปรุงคุณภำพของแรงงำน
2. สร้ำงชนช้นั กลำงใหเ้ พม่ิ มำกข้ึน
3. ส่งเสริมกำรลงทุนของนกั ธุรกิจทอ้ งถน่ิ
4. เพิม่ กำรขยำยตวั ของผลิตภณั ฑม์ วลรวม
5. ปรับปรุงระบบเศรษฐกิจใหเ้ ป็นเสรีมำกข้ึน
35. ขอ้ ใดไม่ใช่หลกั กำรขององคก์ ำรสหประชำชำติ
1. กำรจดั กำรควำมขดั แยง้ โดยสันตวิ ธิ ี
2. กำรเขำ้ ร่วมบริหำรจดั กำรประเทศสมำชกิ
3. ควำมมีเสถยี รภำพระหวำ่ งประเทศร่วมกนั
4. แต่ละประเทศมสี ิทธิออกเสียง 1 เสียงเทำ่ น้นั
5. ประเทศมหำอำนำจมสี ิทธิยบั ย้งั มตเิ กีย่ วกบั ควำมมนั่ คง
36. ศำสตรำจำรยศ์ ลิ ป์ พีระศรี มผี ลงำนศิลปะดำ้ นใดมำกที่สุด
1. จิตรกรรม
2. มณั ฑนศิลป์
3. ปรำณีตศลิ ป์
4. ประตมิ ำกรรม
5. สถำปัตยกรรม
227
37. ทำสในสมยั สุโขทยั เป็นทำสประเภทใด
1. ทำสเชลย
2. ทำสสินไถ่
3. ทำสทำ่ นให้
4. ทำสขดั ดอก
5. ทำสในเรือนเบ้ีย
38. สมเดจ็ พระเอกำทศรถทรงส่งคณะรำชทตู ไปเจริญสมั พนั ธไมตรีทำงกำรคำ้ กบั ชำติใด
1. สเปน
2. องั กฤษ
3. ฝรั่งเศส
4. ฮอลนั ดำ
5. โปรตุเกส
39. งำนศิลปกรรมใดไมอ่ ยใู่ นกลุ่มศิลปะแบบทวำรวดี
1. ใบเสมำ
2. ปรำสำท
3. พระพมิ พ์
4. พระพทุ ธรูป
5. พระธำตุเจดีย์
40. ขอ้ ใดคอื รูปแบบของศลิ ปกรรมในสมยั สุโขทยั
1. พระพทุ ธรูปสำริด เจดยี ท์ รงลงั กำ
2. พระพุทธรูปศิลำทรำย เจดียท์ รงลงั กำ
3. พระพทุ ธรูปทรงเครื่อง เจดียท์ รงดอกบวั ตูม
4. พระพทุ ธรูปปูนป้ัน เจดยี ท์ รงยอ่ มุมไมส้ ิบสอง
5. พระพทุ ธรูปทรงเคร่ือง เจดียท์ รงยอ่ มุมไมส่ ิบสอง
41. สภำพภูมิศำสตร์ประเทศไทยขอ้ ใดตรงกบั ควำมเป็นจริง
1. ประเทศไทยต้งั อยใู่ นเขตมรสุม ไมม่ ีเขตเงำฝน ฝนจึงตกชุกทว่ั ไป
2. ในแตล่ ะปี ดำ้ นตะวนั ตกของภำคใตม้ ีฝนตกเฉลี่ยนอ้ ยกว่ำดำ้ นตะวนั ออก
3. ในฤดรู ้อน ดำ้ นใตข้ องทิวเขำพนมดงรักมคี วำมช้นื สูงเพรำะไดล้ มพดั ผำ่ นอ่ำวไทย
4. ภำคเหนือมฝี นตกนอ้ ยกวำ่ ภำคกลำงเพรำะภมู ปิ ระเทศสูงจำกระดบั น้ำทะเลปำนกลำงมำก
5. ในฤดูหนำว ภำคกลำงไดร้ ับลมมรสุมตะวนั ออกเฉียงเหนือนอ้ ยกว่ำภูมภิ ำคอื่น อำกำศจึงไม่หนำว
เยน็
42. ในกำรศกึ ษำภมู อิ ำกำศจงั หวดั เชยี งใหม่ ไมส่ ำมำรถใชข้ อ้ มูลจำกขอ้ ใด
1. รูปถำ่ ยทำงอำกำศ 1 : 25,000 และบำรอมเิ ตอร์
2. แผนทีภ่ ูมปิ ระเทศ 1 : 50,000 และเทอร์โมกรำฟ
3. แผนทคี่ วำมกดอำกำศ 1 : 2,000,000 และไซโครมเิ ตอร์
4. สถติ ิภมู ิอำกำศประเทศไทยรอบ 30 ปี และสถำนีตรวจอำกำศ
5. ภำพจำกดำวเทียม 1 : 50,000 และสถำนีรับสญั ญำณลำดกระบงั
228
43. สำเหตขุ องวกิ ฤตกำรณ์ดำ้ นส่ิงแวดลอ้ มโลกขอ้ ใดไม่ถูกตอ้ ง
1. แกส๊ เรือนกระจกเป็นสำเหตใุ หญข่ องวิกฤตกำรณ์ดำ้ นอำกำศ
2. กำรเกษตรและอตุ สำหกรรมเป็นสำเหตใุ หญ่ของวิกฤตกำรณ์ดำ้ นน้ำ
3. กำรปรับสภำพพ้ืนทเ่ี พ่อื กำรใชท้ ่ีดินเป็นสำเหตุใหญข่ องวิกฤตกำรณ์ดำ้ นดิน
4. กำรเพ่มิ ข้นึ ของประชำกรเป็นสำเหตใุ หญ่ของวกิ ฤตกำรณ์ดำ้ นทรัพยำกรธรรมชำติ
5. สภำพน้ำและอำกำศเสียเป็นสำเหตุใหญข่ องวกิ ฤตกำรณ์ดำ้ นควำมหลำกหลำยทำงชวี ภำพ
44. ขอ้ ใดจะทำใหม้ ำตรกำรป้องกนั และแกไ้ ขปัญหำดำ้ นสิ่งแวดลอ้ มโลกบรรลุเป้ำหมำย
1. กำรประชุมร่วมลงนำมของนำนำประเทศ
2. ประเทศมหำอำนำจร่วมกนั ดำเนนิ กำรอยำ่ งเดด็ ขำด
3. กำรลงนำมในอนุสัญญำระหว่ำงประเทศทกี่ อ่ ปัญหำ
4. กำรใหแ้ ตล่ ะประเทศจดั ทำแผนป้องกนั และแกไ้ ขปัญหำ
5. กำรใหข้ อ้ มูลทถ่ี กู ตอ้ งเกยี่ วกบั สำรซีเอฟซีแกป่ ระชำกรโลก
45. ขอ้ ใดกลำ่ วไมถ่ กู ตอ้ งเก่ียวกบั กำรดำเนินกำรขององคก์ ำรดำ้ นสิ่งแวดลอ้ ม
1. กองทุนสตั วป์ ่ ำแห่งโลกส่งเสริมและสร้ำงสิ่งแวดลอ้ มใหท้ ้งั มนุษยแ์ ละสัตว์
2. สถำบนั ส่ิงแวดลอ้ มไทยเป็นแหล่งขอ้ มูล ศึกษำและวจิ ยั เก่ียวกบั ส่ิงแวดลอ้ ม
3. กรีนพืซมหี นำ้ ทีต่ รวจสอบและเสนอแนะกำรทำงำนดำ้ นสิ่งแวดลอ้ มของภำครัฐ
4. องคก์ ำรสิ่งแวดลอ้ มโลกมีหนำ้ ท่ีสำรวจและประเมินผลกระทบสิ่งแวดลอ้ มทว่ั ไป
5. กรมส่งเสริมคณุ ภำพสิ่งแวดลอ้ มมหี นำ้ ทต่ี ดิ ตำมและแกไ้ ขปัญหำส่ิงแวดลอ้ มไทย
46. กำรจดั กำรทรัพยำกรธรรมชำตไิ ทยขอ้ ใดตรงกบั ควำมเป็นจริง
1. ชำวนำภำคกลำงมกั ปลกู ขำ้ วปี ละคร้ัง
2. ชำววนภำคตะวนั ออกมกั ขดุ บ่อน้ำในพชื ท่ขี องตนเอง
3. ชำวสวนภำคใตม้ กั ปลูกตน้ มะมว่ งหิมพำนตเ์ ป็นอำชีพเสริม
4. ชำวนำภำคตะวนั ออกเฉียงเหนือมกั ไมป่ ลูกพชื ในพ้นื ท่ีดินเคม็
5. ชำวไร่ออ้ ยในภำคตะวนั ตกมกั ปลูกออ้ ยดำ้ นตะวนั ตกของพ้ืนท่ี
47. ขอ้ ใดแสดงถึงภูมิปัญญำที่เขำ้ ใจภูมิศำสตร์กำยภำพของพ้นื ที่
1. ชำวอยธุ ยำเกบ็ เกีย่ วรวงขำ้ วเมือ่ น้ำลด
2. ชำวนครนำยกปลูกไมย้ นื ตน้ บนคนั นำ
3. ชำวแมฮ่ ่องสอนเพรำะกลำ้ ก่อนถอนไปดำในนำขำ้ ว
4. ชำวสุรินทร์ปลกู หวั หมอแดงหลงั กำรเกบ็ เกย่ี วขำ้ ว
5. ชำวเพชรบรุ ีเผำฟำงขำ้ วแลว้ ไถกลบเตรียมพ้ืนที่ปลกู ขำ้ ว
48. พฤตกิ รรมของใครไมส่ ำมำรถอนุรักษค์ ณุ ภำพส่ิงแวดลอ้ มไดอ้ ยำ่ งแทจ้ ริง
1. นำยโชติปรับพ้ืนที่ป่ ำเสื่อมโทรมใหเ้ ป็นเขตพืชสวน
2. นำยชุบเร่งลงตน้ ยำงในที่มรดกเพ่ือใหไ้ ดผ้ ลผลติ เร็วทีส่ ุด
3. นำยชนะเร่งสร้ำงฝำยส่งน้ำใหเ้ กษตรและประชำกรโดยตรง
4. หวั หนำ้ อทุ ยำนปิ ดบริกำรเขตสวนป่ ำช่วงฝนตกหนกั และช่วงแลง้ จดั
5. หวั หนำ้ เขตรักษำพนั ธุ์สัตวป์ ่ ำใชม้ ำตรกำรทำงกฎหมำยลงโทษรุนแรงตอ่ ผลู้ กั ลอบจบั สัตว์
229
49. ขอ้ ใดกลำ่ วไม่ถกู ตอ้ งเกีย่ วกบั กำรใชท้ รัพยำกรเพื่อกำรพฒั นำทยี่ งั่ ยืน
1. กำรพฒั นำทยี่ ง่ั ยนื ควรรวมดำ้ นสังคม เศรษฐกจิ และส่ิงแวดลอ้ ม
2. กำรพฒั นำท่ยี ง่ั ยนื มกั หมำยถึงกำรใชท้ รัพยำกรธรรมชำติเป็นตน้ ทนุ
3. หน่วยงำนรัฐและหน่วยงำนเอกชนเทำ่ น้นั ท่ตี อ้ งร่วมมอื ในกำรพฒั นำใหย้ งั่ ยนื
4. กำรใชท้ รัพยำกรธรรมชำติในกำรพฒั นำอยำ่ งยง่ั ยนื ตอ้ งมีเป้ำหมำยเพ่อื คณุ ภำพชีวิตท่ีดี
5. กำรประชุมดำ้ นสิ่งแวดลอ้ มและกำรพฒั นำของโลกเริ่มข้ึนเป็นคร้ังแรกใน พ.ศ.2535
ท่ีประเทศบรำซิล
50. นกั วิชำกำรคนใดเลือกสื่อเพ่ือตดิ ตำมขอ้ มูลไปใชใ้ นงำนของตนไม่ถูกตอ้ ง
1. วศิ วกรสำรวจใชแ้ ผนทภ่ี มู ปิ ระเทศ 1 : 50,000 กำหนดเสน้ ทำงถนนทวั่ ประเทศ
2. นกั ธรณีวทิ ยำใชภ้ ำพจำกดำวเทยี ม 1 : 500,000 ศกึ ษำแนวรอยเลื่อนของผวิ โลก
3. นกั ศกึ ษำแพทยใ์ ชข้ อ้ มูลระบบสำรสนเทศภมู ิศำสตร์ศึกษำกำรระบำดของโรคฉ่ีหนู
4. นกั ผงั เมอื งใชแ้ ผนทภี่ ำพถ่ำยทำงอำกำศ 1 : 20,000 วำงแผนพฒั นำบริเวณชำนเมือง
5. นกั ปฐพวี ทิ ยำใชภ้ ำพจำกดำวเทยี ม 1 : 2,000,000 ศึกษำสภำพและปญั หำดินของประเทศ
230
------------------------------------------------------------------------------------------------------
เฉลยข้อสอบชุดที่ 11
-------------------------------------------------------------------------------------------------------
ข้อ คำตอบ ข้อ คำตอบ ข้อ คำตอบ ข้อ คำตอบ ข้อ คำตอบ
1) 5 11) 5 21) 4 31) 2 41) 4
2) 1 12) 1 22) 4 32) 4 42) 3
3) 1 13) 5 23) 3 33) 4 43) 5
4) 3 14) 3 24) 2 34) 5 44) 2
5) 4 15) 4 25) 3 35) 2 45) 3
6) 3 16) 1 26) 2 36) 4 46) 4
7) 5 17) 1 27) 3 37) 1 47) 1
8) 2 18) 4 28) 1 38) 4 48) 1
9) 3 19) 5 29) 3 39) 2 49) 3
10) 4 20) 5 30) 3 40) 1 50) 1
เฉลยละเอยี ดเฉพำะข้อยำก
ขอ้ 23 ตอบ 3. กำรใชจ้ ่ำยอุปโภคบริโภคและกำรลงทนุ
เพรำะเป็น นโยบำยกำรเงนิ (Monetary policy) หมำยถงึ นโยบำยที่เกีย่ วขอ้ งกบั เครื่องมือทำงกำรเงนิ ไดแ้ ก่ ปริมำณ
เงิน (Money supply) อตั รำแลกเปลี่ยน (Exchange rate) และอตั รำดอกเบ้ีย (Interest rate) ทำโดยกำรปรับลด เพมิ่ ปริมำณเงิน
ในระบบเศรษฐกจิ ท่ีจะมผี ลตอ่ กำรกำหนดทศิ ทำงของอตั รำแลกเปล่ียนใหแ้ ข็งคำ่ หรือออ่ นค่ำ และกำรปรับลดเพม่ิ ของอตั รำ
ดอกเบ้ยี ซ่ึงเป็นหนำ้ ที่ของธนำคำรกลำง หรือธนำคำรแห่งประเทศไทยในกำรกำหนดทิศทำงของกำรดำเนินนโยบำยกำรเงิน
1) นโยบำยกำรเงนิ แบบขยำยตัว (Expansionary monetary policy) สำมำรถทำไดห้ ลำยวธิ ีไดแ้ ก่ กำรเปลย่ี นแปลง
อตั รำเงินสดสำรองท่ีตอ้ งดำรง (Reserve ratio) กำรซ้ือขำยหลกั ทรัพย์ หรือพนั ธบตั รของธนำคำรกลำง กำร
เปล่ียนแปลงอตั รำซ้ือลด (Discount rate) คือ กำรเปลี่ยนแปลงอตั รำดอกเบ้ียเงินกูท้ ี่ธนำคำรกลำงคิดจำก
ธนำคำรพำณิชย์ ทำในช่วงที่เกดิ ภำวะเงินฝื ด เป็นตน้
2) นโยบำยกำรเงนิ แบบหดตัว (Contractionary monetary policy) ทำไดโ้ ดยกำรลดปริมำณเงนิ ผ่ำนช่องทำงกำร
เพิ่มอตั รำเงินสดสำรอง กำรขำยหลกั ทรัพยใ์ หแ้ ก่ภำคเอกชน และกำรเพิ่มอตั รำซ้ือลด ซ่ึงจะเป็ นกำรดูดเงนิ
ออกจำกระบบเศรษฐกิจ ทำในยำมท่ีเศรษฐกจิ อำจจะร้อนแรงเกินไป ชว่ งทีเ่ กิดภำวะเงนิ เฟ้อสูงๆ ในประเทศ
เป็ นตน้
231
ขอ้ สอบ โจทยส์ งั คมข้นั สอบเจา้ อาวาส
ชุดท่ี 12
คลงั ขอ้ สอบพุทธศาสนาและศาสนาสากล
ข้อสอบแบบปรนยั 4 ตวั เลอื ก เลอื ก 1 คำตอบที่ถกู ตอ้ งทีส่ ุด จำนวน 270 ข้อ
1. เมื่อเกิดความรสู้ ึก “สขุ ทุกข์ เฉยๆ อยา่ งไร ก็ใหจ้ ิตรู้เท่าทันตามอาการทีเ่ ปน็ อยนู่ น้ั ” เปน็ คาอธิบายการ
เจริญสติปัฏฐานตามขอ้ ใด
1. กายานปุ ัสสนา 2. เวทนานุปสั สนา
3. จิตตานปุ สั สนา 4. ธมั มานุปัสสนา
2. สมชั ชาสหประชาชาติได้ประกาศให้วันสาคัญทางพระพทุ ธศาสนาวันใด เปน็ วนั หยุดสากล
1. วันมาฆบชู า 2. วันวสิ าขบูชา
3. วนั อฏั ฐมีบูชา 4. วนั อาสาฬหบูชา
3. ขอ้ ใดเปน็ คาสุภาพทใ่ี ช้กบั พระสงฆ์ มีความหมายวา่ “นอนหลบั ”
1. ไสยาสน์ 2. นิทรา 3. จาวดั 4. บรรทม
4. อิมานิ มย ภนฺเต (........) สปริวารานิ ภิกฺขุสงฺฆสฺส โอโฌชยาม สาธุ โน ภนฺเต ภิกฺขุสงฺโฆ อินามิ (.......)
สปริวารานิ ปฏิคฺคณฺหาตุ อมฺหาก ทีฆรตฺต หิตาย สุขาย ถ้าเป็นคากล่าวถวายทานอุทิศให้ผู้วายชนม์
จะต้องเติมช่องวา่ งด้วยคาใด
1. อุททสิ ฺสภตตฺ านิ 2. มตกภตฺตานิ
3. สลากภตตฺ านิ 4. ปาฏิกภตฺตานิ
5. พระมหาสาวกรูปใด ไมป่ รากฏชือ่ ในการทาปฐมสังคายนา
1. พระอุบาลี 2. พระสารีบตุ ร
3. พระอนรุ ุทธ 4. พระอานนท์
6. หลกั คาสอนเรื่อง ทางสายกลาง (มชั ฌมิ าปฏิปทา) ปรากฏอยใู่ นพระสตู รใด
1. กาลามสตู ร 2. อนตั ตลกั ขณสตู ร
3. ธัมมจกั กัปปวัฒนสตู ร 4. อาทิตตปริยายสูตร
7. พระธรรมคุณขอ้ ทีว่ ่า “ธรรมคอื คณุ ากร” คาทีข่ ีดเสน้ ใต้หมายถึงขอ้ ใด
1. สิง่ ทีพ่ ระพุทธเจ้าตรัสไวด้ ีแลว้ 2. สิง่ รกั ษาผู้ประพฤติธรรม
3. บ่อเกดิ แห่งความดีงาม 4. สิ่งทีค่ วรน้อมนามาปฏิบตั ิ
232
8. พระพทุ ธเจ้าทรงประเมินได้ว่า พระองคต์ รัสรู้เป็นพระสมั มาสมั พุทธะโดยสมบูรณ์ด้วยญาณระดับใด
1. สัจจญาณ 2 . กิจจญาณ 3. กตญาณ 4. สัมมสนญาณ
9. ตามหลักทฤษฎสี าเหตุ (causality) เหตตุ ้องมาก่อนผลเสมอ แต่เหตใุ ด พระพุทธเจ้าจึงแสดง ทกุ ข์ (ผล)
มาเปน็ ลาดับก่อนแสดงสมทุ ัย (เหต)ุ ในหลกั ธรรมอริยสจั 4
1. ต้องการปฏิวตั ิทฤษฎี 2. ผลเปน็ สงิ่ ทีเ่ หน็ ประจกั ษ์ชดั กวา่ เหตุ
3. ทกุ ขเ์ ป็นสิ่งที่สรรพสตั วต์ ้องกาจัดออกไป 4. เมอ่ื ละทกุ ขไ์ ด้สมุทยั กเ็ ป็นอนั ละโดยปริยาย
10. ขอ้ ใดกล่าวถึงการบาเพญ็ บารมีธรรมของพระโพธสิ ัตว์ไม่ถกู ต้อง
1. พระเตมีย์ ขนั ติบารมี 2. พระภรู ิทัต ศีลบารมี
3. พระวทิ รู บณั ฑติ สัจจาบารมี 4. พระสุวรรณสาม เมตตาบารมี
11. ก่อนที่ชาวอริยกะจะเข้ามา ชำวมิลกั ขะ ชนพน้ื เมืองอินเดียเคารพบูชาสิง่ ใดวา่ เปน็ สิง่ สงู สดุ
1. พระอินทร์ 2. พญานาค 3. ตน้ ไม้ใหญ่ 4. ดวงอาทติ ย์
12. ขอ้ ใดไมใ่ ช่เทวทตู ทีเ่ จ้าชายสิทธตั ถะพบก่อนเสดจ็ ออกบรรพชา
1. เกดิ 2. แก่ 3. เจบ็ 4. ตาย
13. ขอ้ ใดเป็นหลกั คาสอนทีเ่ น้นความเป็นเหตแุ ละเปน็ ผลที่ชดั เจน
1. อริยสจั 4 2. อิทธบิ าท 4 3. บารมี 10 ทศั 4. ปฏิจจสมบุ ปาท 12
14. การทีพ่ ระราชาเมือง ข. ทาสงครามชนะพระราชาเมือง ก. ได้ ทงั้ ที่ถกู ทานายวา่ จะรบแพ้ แสดงถงึ ผล
แห่งการประพฤติหลกั ธรรมขอ้ ใด
1. ฆราวาสธรรม 2. ขันติธรรม 3. อปั ปมาทธรรม 4. อปั ปมญั ญาธรรม
15. พระพุทธเจ้าทรงใช้เวลาช่วงใดแสดงธรรมโปรดอุบาสกอุบาสิกาประจาวนั
1. ตอนเช้ามืด 2. ตอนบ่าย 3. ตอนคา่ 4. ตอนดึก
16. พระพุทธเจ้าทรงใช้เวลาช่วงใดตอบปญั หาแก่เทวดาและอิสรชนที่มาขอคาแนะนา
1. ตอนเช้ามืด 2. ตอนบ่าย 3. ตอนค่า 4. ตอนดึก
17. พระพุทธเจ้าทรงใช้เวลาช่วงใดตรวจดูสตั วโ์ ลกวา่ ผู้ใดมอี ุปนิสัยสามารถบรรลธุ รรมที่พระองคค์ วรจะ
เสดจ็ ไปโปรด
1. ตอนเช้ามืด 2. ตอนบ่าย 3. ตอนค่า 4. ตอนดึก
18. กฎของฟสิ กิ ส์ในวทิ ยาศาสตร์ ตรงกับหลกั นิยามขอ้ ใดในพระพทุ ธศาสนา
1. อตุ นุ ิยาม 2. พชี นิยาม 3. กรรมนิยาม 4. ธรรมนิยาม
19. การที่ผู้ท่มี ีสุขพลานามยั ดีแต่กลับป่วยเปน็ อัมพาตช่วยตนเองไมได้ เชื่อวา่ เกิดจากกรรมใด
1. ครกุ รรม 2. อุปปีฬกรรม
3. อปุ ฆาตกรรม 4. ทิฏฐธรรมเวทนยี กรรม
20. พระเถระรปู ใดได้รับการยกยอ่ งจากพระพุทธเจ้าวา่ เปน็ สดุ ยอดพระธดุ งคผ์ ู้ทรงผ้าบังสกุ ลุ เปน็ วตั ร
1. พระสีวลี 2. พระโมฆราช
3. พระมหากจั จายนะ 4. พระมหากสั สปะ
233
21. ธรรมหมวดใดเอือ้ ต่อการประสานไมตรี สร้างความสามัคคีของคนในชาติ
1. สปั ปุรสิ ธรรม 2. อิทธบิ าท
3. สงั คหวัตถธุ รรม 4. พรหมวหิ ารธรรม
22. ธรรมหมวดใดเออื้ ต่อการพฒั นาแบบยง่ั ยนื ของประเทศชาติ
1. สัปปุรสิ ธรรม 2. อปริหานิยธรรม
3. สงั คหวตั ถุธรรม 4. พรหมวหิ ารธรรม
23. “อิมานิ มะยัง ภันเต......................สะปะริวารานิ ภิกขุสงั ฆสั สะ โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต
ภิกขสุ งั โฆ อิมานิ ......................สะปะริวารานิ ปะฏิคคณั หาตุ อมั หากงั ทีฆะรัตตงั หิตายะ สขุ ายะ”
ถ้าเปน็ การกล่าวคาถวายผ้าป่า จงเลือกขอ้ ทถี่ กู ต้องเติมลงในช่องวา่ ง
1. วสั สิกสาฏิกานิ 2. วสั สาวาสกิ จีวรานิ
3. ปงั สกุ ุลจีวรานิ 4. ปรกิ ฺขารโจลจีวรานิ
24. ในพธิ ีทาบญุ ทั่วไป ชาวพทุ ธนิยมตง้ั อาสนะพระสงฆไ์ วท้ างด้านใดของพระพทุ ธรูป
1. มมุ ด้านขวามือของพระพทุ ธรปู
2. มุมด้านซ้ายมือของพระพทุ ธรปู
3. มุมด้านขวามือและต้องหนั หน้าพระพุทธรปู ไปทางทิศตะวนั ออก
4. มุมด้านซ้ายมือและต้องหนั หน้าพระพุทธรูปไปทางทิศตะวนั ออก
25. ขอ้ ใดอธิบาย ทศพิธรำชธรรม หรือธรรม 10 ประการของพระราชาได้อยา่ งถกู ต้องทีส่ ดุ
1. เปน็ ธรรมทีอ่ ธิบายความเปน็ สมมุติเทพของพระมหากษตั ริยส์ ยาม
2. เปน็ พันธะของความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกบั ผอู้ ยใู่ ต้ปกครอง
3. เป็นระบบการปกครองที่มีรากฐานมาจากคัมภีร์อรรถศาสตรแ์ ละพระมนูธรรมศาสตร์
4. เปน็ ระบบคดิ ทีไ่ ดร้ ับอิทธพิ ลมาจากการเมืองการปกครองของกมั พูชาและมีมาต้ังแต่สมัยสโุ ขทยั
26. หลักศรทั ธาหรือความเชือ่ พ้นื ฐานขอ้ ใด ที่ชาวพทุ ธควรเชื่อเพอ่ื รบั รองวา่ พระพุทธเจ้าตรสั รู้จริง
1. ไตรสกิ ขา 2. อนตั ตา
3. มรรคมีองคแ์ ปด 4. ความเชื่อเรื่องจติ วญิ ญาณ
27. หลักธรรมขอ้ ใดทีเ่ ราควรรู้ให้เท่าทนั ตามความเป็นจริง แล้วละวางไม่ยึดติด
1. ขนั ธ์ 5 2. นิยาม 5 3. พละ 5 4. ภาวนา 4
28. ธรรมในพทุ ธธรรมถ้ามีศรทั ธาเป็นส่วนประกอบข้อหนึง่ แล้ว จาเปน็ ต้องมีธรรมขอ้ ใดตามมาเสมอ
1. ศลี 2. ทาน
3. สมาธิ 4. ปญั ญา
29. การพฒั นาที่ย่ังยนื ตามแนวพทุ ธศาสนาเน้นการพัฒนาเรอื่ งใด
1. ทรัพยากรมนษุ ย์ 2. ระบบนเิ วศ
3. ทรัพยากรธรรมชาติ 4. เศรษฐกิจ สังคม และวฒั นธรรม
234
30. ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี งดาเนินไปตามแนวหลักธรรมใดมากที่สดุ
1. อริยสจั 4 2. กฎไตรลักษณ์
3. ทางสายกลาง 4. ทศพิธราชธรรม
31. พระพุทธองคท์ รงรู้ว่า “สิง่ ใดควรรู้กท็ รงรู้ สิ่งใดควรละกท็ รงละ สิง่ ใดควรทาให้แจ้งก็ทรงเขา้ พระทยั สิ่ง
นั้นอยา่ งแจ่มแจ้ง สิ่งใดควรปฏิบัติดาเนินกท็ รงปฏิบตั ไิ ด้อยา่ งครบถ้วนบริบูรณ์” ขอ้ ความที่ว่า “สิง่ ใดที่
ควรรู้กท็ รงรู้” หมายถึงอะไร
1. อริยสัจ 4 2. ทุกขสัจ
3. กฎไตรลกั ษณ์ 4. โลกและจกั รวาล
32. ตามพทุ ธประวตั ิเหตผุ ลข้อใดมีน้าหนักมากทีส่ ุดทาให้พระพทุ ธเจ้าทรงเลือกประดิษฐานพระพุทธศาสนา
ทีก่ รงุ ราชคฤห์เปน็ แห่งแรก
1. เพ่อื เปดิ โอกาสให้พระเจ้าพมิ พสิ ารไดถ้ วายทาน
2. เคยบาเพ็ญทกุ รกริ ิยาในเขตนีจ้ งึ คนุ้ สถานที่
3. เปน็ มหานคร มีประชาชนมาก เศรษฐกิจมั่นคง
4. ชาวเมืองราชคฤห์มีอสิ ระในการนบั ถือศาสนา
33. “สัตตสดกมหาทาน” ที่พระเวสสนั ดรขอบริจาคก่อนจะถูกเนรเทศสู่ปา่ หิมพานต์
หมายถึง การให้ทานขอ้ ใด
1. บรจิ าคของให้ครบ 100 ชนดิ 2. บริจาคของให้ครบ 700 ชนิด
3. บริจาคของชนดิ ละ 100 ชดุ 4. บรจิ าคของชนิดละ 700 ชดุ
34. วันสาคญั ทางพระพทุ ธศาสนาวันใดที่ชชี้ ดั วา่ พระพทุ ธเจา้ ทรงเปน็ บรมครูของเทวดาและมนุษยท์ ง้ั หลาย
(สัตถา เทวะมะนสุ สานงั )
1. วันมาฆบูชา 2. วนั วสิ าขบูชา
3. วนั เทโวโรหณะ 4. วนั อาสาฬหบูชา
35. คาวา่ “สจั ฉิกาตัพพธรรม” (ธรรมที่ควรทาใหแ้ จ้ง) ตามหลักอริยสจั 4 หมายถึงข้อใด
1. ทกุ ขสัจ 2. สมุทัยสัจ 3. นิโรธสจั 4. มัคคสจั
36. การประชุมทาอุโบสถสงั ฆกรรม (การประชมุ ฟงั สวดปาติโมกข)์ เพ่อื ตรวจสอบทบทวนการประพฤติ
ปฏิบัติตามพระวนิ ัยของพระสงฆ์ จดั ข้นึ ในทกุ วนั ใด
1. วันพระ 2. วันพระใหญ่ในกึ่งเดือน
3. วนั เพ็ญในรอบเดือนนนั้ 4. วนั มาฆบูชาในรอบปีหนงึ่
37. การทีค่ นเรายดึ ม่ันทฤษฎีหนึง่ แล้วก็มักผกู มดั ตนเองกบั ทฤษฎีนั้นทาให้เกดิ ความคบั แคบปดิ กน้ั ตนเอง ไม่
เปิดใจยอมรบั ข้อมลู อื่น ตรงกบั ข้อใด
1. กามปุ าทาน 2. ทิฏฐปุ าทาน 3. สีลพั พตปุ ปาทาน 4. อตั ตวาทปุ าทาน
38. ความเดือดร้อน และฟงุ้ ซ่าน เปน็ อาการปรากฏของนิวรณธรรมขอ้ ใด
1. พยาบาท 2. ถนี มิทธะ 3. อทุ ธัจจกกุ กุจจะ 4. วจิ กิ ิจฉา
235
39. ธรรมเนียมการกรวดน้าอุทิศสว่ นกศุ ล ผู้ทาบญุ จะเริ่มกรวดน้าเมือ่ ใด
1. เมือ่ ใดก็ได้ ทีเ่ สรจ็ พธิ ีทาบุญ
2. เมือ่ พระสงฆส์ วด “ยะถา วาริวะหา...”
3. เมอื่ พระสงฆส์ วด “สพั พตี ิโย ววิ ัชชนั ตุ...”
4. เมือ่ พระสงฆส์ วด “อะทาสิเม อะกาสิเม...”
40. หลักธรรมขอ้ ใดที่สง่ เสริม “ควำมสมำนฉันท์” ของสังคมทีเ่ กิดความขัดแยง้
1. พรหมวิหารธรรม 2. สาราณียธรรม
3. ทศบารมีธรรม 4. ปัญญาธรรม 3
41. “หลกั การฟงั หูไวห้ ู” ในภาษิตไทย ตรงกบั พระสูตรขอ้ ใด
1. เกสปุตตสตู ร 2. วชิ ชาสูตร 3. อนโุ สตสูตร 4. จินตสตู ร
42. บคุ คลประพฤติตามหลักธรรมในพระพทุ ธศาสนาขอ้ ใดจงึ จะถือได้ว่าเปน็ ผู้มีศีลสมบูรณ์
1. อัปปมาทธรรม 2. เมตตาธรรม 3. สันตธิ รรม 4. โลกปาลธรรม
43. องคม์ รรคข้อใดมิใดจดั เขา้ ในอธิจติ สกิ ขา
1. สัมมาสติ 2. สัมมาสมาธิ 3. สมั มาสังกปั ปะ 4. สัมมาวายามะ
44. “ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตตรสั เหตแุ ห่งธรรมเหล่าน้ัน และตรัสความดบั แห่งธรรมเหล่าน้ัน”
ถ้าธรรมเหล่านั้น หมายถึง ทุกข์ เหตุแห่งธรรมเหล่าน้ัน หมายถึงอะไร
1. อวชิ ชา 2. ตัณหา 3. อปุ ทาน 4. มิจฉาทฐิ ิ
45. ตปสุ สะ ภัลลกิ ะ พอ่ คา้ ชาวโภคนคร ผถู้ วายข้าวสตั ตแุ กพ่ ระพทุ ธเจ้า ได้แสดงตนเปน็ อบุ าสก ผู้นับถือ
พระรตั นตรัยรุ่นแรก เรียกวา่ “ทเววาจิกะอุบาสก” คาทขี่ ดี เส้นใต้ หมายความวา่ อยา่ งไร
1. เป็นผกู้ ล่าวปฏิญาณตน 2 คร้ัง 2. เป็นผู้กล่าวปฏิญาณตน 3 ครั้ง
3. เปน็ ผู้นบั ถือรัตนตรัยเพียง 2 องค์ 4. เปน็ ผู้นับถือรตั นตรัยทง้ั 3 องค์
46. การทีน่ ักวทิ ยาศาสตร์ทาการสาเนาชีวพนั ธุกรรม (โคลนนิ่ง) ได้แสดงวา่ นักวิทยาศาสตร์มีความเข้าใจ
ตามหลักนิยามขอ้ ใด
1. อตุ นุ ิยาม 2. พชี นิยาม 3. กรรมนิยาม 4. ธรรมนิยาม
47. เบญจธรรมขอ้ “สทารสันโดษ” เป็นพน้ื ฐานของเบญจศลี ขอ้ ใด
1. ศีลขอ้ ที่ 1 2. ศีลขอ้ ที่ 2 3. ศลี ขอ้ ที่ 3 4. ศีลขอ้ ที่ 4
48. นกั ปราชญ์กาหนดให้วนั สาคัญทางพระพทุ ธศาสนาแต่ละวนั เป็นวันประจาพระรตั นตรัย ข้อใดเป็น “วัน
ของพระสงฆ์” โดยเฉพาะ
1. วันมาฆบูชา 2. วันวิสาขบชู า 3. วนั อาสาฬหบูชา 4. วนั เข้าพรรษา
49. การทาบุญในขอ้ ใดไมต่ ้องตง้ั บาตรน้ามนตร์ และโยงสายสิญจน์
1. การทาบุญงานแต่งงาน 2. งานบูชายญั
3. การทาบุญงานขน้ึ บ้านใหม่ 4. การทาบญุ วนั สงกรานต์
236
50. พระพุทธสาวกรูปใดได้รบั การยกยอ่ งวา่ เปน็ ผู้เลิศในการทรงจาพระพทุ ธวจนะ
1. พระอานนท์ 2. พระสารีบตุ ร
3. พระมหากสั สปะ 4. พระมหากจั จายนะ
51. ขอ้ ใดคอื ความหมายท่ถี ูกต้องของสังฆคณุ ด้าน “ญายปฏิปนั โน”
1. พระสงฆส์ าวกเปน็ ผู้ปฏิบัตดิ ีแล้ว
2. พระสงฆส์ าวกเปน็ ผู้ปฏิบัติเพ่อื ความรู้ทถ่ี ูกต้อง
3. พระสงฆส์ าวกเป็นผู้ปฏิบตั ิตรงตามคาส่งั สอน
4. พระสงฆส์ าวกเปน็ ผู้ปฏิบัตสิ มควร มีความพอดี
52. ในช่วงเทศกาลเขา้ พรรษามีการรณรงคเ์ รื่อง “งดเหล้าเขา้ พรรษา” บางคนไม่ไดต้ ้ังใจงดเวน้ เอาไวแ้ ตต่ ้น
แต่เมื่อเพ่อื นชวนดืม่ กลบั งดไดไ้ ม่ยอมดืม่ การงดเวน้ เช่นนี้ ตรงกบั วริ ตั ิ (การงดเวน้ บาป) ขอ้ ใด
1. สัมปัตติวิรตั ิ 2. สมาทานวริ ัติ
3. ปาปาวริ ตั ิ 4. สมจุ เฉทวริ ตั ิ
53. ขอ้ ใดเป็นการปฏิบตั ทิ ีถ่ กู ต้อง ของคาวา่ “ปฏิชำครอโุ บสถ” ซึ่งหมายถึงอุโบสถทรี่ ับรกั ษาเป็นพเิ ศษ
กวา่ ปกติ
1. รกั ษาคร้ังละ 3 วนั 2. รกั ษาคร้ังละ 1 เดือน
3. รกั ษาตลอด 3 เดือน 4. รกั ษาเฉพาะวันขนึ้ 15 ค่าและแรม 14 หรือ 15 คา่
54. ขอ้ ใดเป็นการทาบญุ ทีม่ ีข้อจากดั ด้านเวลาให้ถวายโดยเฉพาะ ทีเ่ รียกวา่ “กาลทาน”
1. ฉลองวหิ าร 2. ทอดผ้าป่า
3. ทอดกฐิน 4. สลากภตั
55. พระพทุ ธดารสั วา่ “ดกู ่อน อานนท์ ธรรมและวนิ ัยทเ่ี ราตถาคตแสดงแล้วบญั ญัติแล้วแก่เธอทง้ั หลาย
ธรรมและวนิ ัยนนั้ จกั เปน็ ศาสดา แหง่ เธอท้ังหลาย เมือ่ เราล่วงลบั ไปแล้ว” ขอ้ ความทีข่ ีดเส้นใต้
หมายความวา่ อยา่ งไร
1. ธรรมและวนิ ัยจะเปน็ พระพทุ ธเจ้า 2. ธรรมและวนิ ัยจะเปน็ สังฆประมขุ
3. ธรรมและวนิ ยั จะเป็นหลกั การแห่งศาสนา 4. ธรรมและวนิ ัยจะเปน็ ผู้ปกครองเหมอื นพระพทุ ธเจ้า
56. “ธรรมเหล่าใด เกิดแต่เหตุ พระตถาคตตรสั เหตุแหง่ ธรรมเหล่านน้ั ” ถ้าธรรมเหล่าใดได้แก่ “ทกุ ข”์
เหตุแหง่ ความทุกขต์ ามหลกั อริยสจั 4 จะได้แก่ข้อใด
1. อวชิ ชา 2. ตัณหา
3. ทิฎฐิ 4. มานะ
57. การพัฒนาความสมั พนั ธ์ทดี่ ีกบั เพ่อื นบ้านและเพอ่ื นในโรงเรียน ตรงกับการพฒั นาตามหลกั
พระพทุ ธศาสนาแบบใด
1. การพัฒนากาย 2. การพัฒนาศลี
3. การพฒั นาจิตใจ 4. การพฒั นาปญั ญา
237
58. หลักโภควิภาค 4 (การแบ่งทรพั ย์ออกเป็นส่วน ๆ ) ขอ้ ความใดกล่าวไวผ้ ดิ สดั ส่วนแหง่ การใช้จ่ายทรัพย์
1. ใช้จ่ายเลยี้ งตน และเลยี้ งคนที่ควรบารุง 0.5 ส่วน
2. ใช้จ่ายบาเพญ็ สาธารณะประโยชน์ 0.5 ส่วน
3. ใช้ลงทนุ ประกอบการงาน 1 ส่วน
4. เก็บออมไวใ้ ช้ในคราวจาเปน็ 1 ส่วน
59. ในการทาสังคายนาพระธรรมวนิ ยั คร้ังที่ 1 พระเถระรปู ใดเป็นผู้วิสชั ชนาพระวนิ ัยปิฎก
1. พระมหากัสสปะ 2. พระอานนท์ 3. พระอบุ าลี 4. พระอนรุ ทุ ธ
60. ในช่วงเวลาแห่งการประกาศพระพทุ ธศาสนา พระพทุ ธเจ้าเสดจ็ จาพรรษาในแควน้ ใดนานทีส่ ดุ
1. แคว้นมคธ 2. แคว้นกาสี 3. แคว้นโกศล 4. แคว้นสกั กะ
61. การถวายผ้ากฐินแด่พระสงฆใ์ นฤดูออกพรรษา ตามพระวนิ ัยกาหนดวา่ ต้องมีจานวนพระสงฆอ์ ยจู่ า
พรรษาในอาวาสน้ัน ๆ อยา่ งน้อยกรี่ ปู
1. 4 2. 5 3. 9 4. 10
62. ในมหาสาโรปมสตู ร ทีพ่ ระพทุ ธเจ้าเปรียบเทียบศาสนากบั ส่วนของต้นไม้ ธรรมะขอ้ ใดทีท่ า่ น
เปรียบเทียบได้กบั กระพ้ขี องศาสนา
1. ศีล 2. สมาธิ 3. ปัญญา 4. วิมตุ ติ
63. ขอ้ ใดทีไ่ ม่ใช่วัตถปุ ระสงคข์ องประเพณีลอยกระทง (ในวันเพ็ญเดือน 12) ของพทุ ธศาสนิกชนใน
ประเทศไทย
1. ลอยเคราะห์หรือสะเดาะเคราะห์
2. กตญั ญูต่อแม่น้าคงคาตน้ น้าศกั ดสิ์ ิทธ์ิ
3. บชู าพระเกตุแก้วจุฬามณีบนสวรรคช์ ้ันดาวดึงส์
4. บูชาพระพทุ ธบาทที่ริมหาดทรายฝ่ังแม่น้านัมมทา
64. คานมัสการที่ขดี เสน้ ใต้ “นะโม ตสั สะ ภะคะวะโต อะระหะโต สมั มาสมั พุทธัสสะ” น้ันแสดงถึงพระ
พทุ ธคุณในขอ้ ใด
1. พระปัญญาคณุ 2. พระกรณุ าคุณ 3. พระบรสิ ุทธิคณุ 4. พระนวารหาทิคณุ
65. “ละช่ัว ทาดี ชาระจติ ใจให้ผ่องใส” เปน็ หลกั ธรรมเกี่ยวเนื่องกับวนั สาคัญใดของพระพุทธศาสนา
1. วันมาฆบชู า 2. วันวสิ าขบชู า 3. วันอาสาฬหบูชา 4. วันอัฎฐมีบชู า
66. “พธิ ีสวดอภิธรรม” ในงานอวมงคล จดั เปน็ พธิ ีในศาสนาขอ้ ใด
1. กศุ ลพธิ ี 2. บุญพิธี 3. ทานพธิ ี 4. ปกิณกพธิ ี
67. กิจกรรมใดที่ไม่เกีย่ วกบั การจาพรรษาของพระสงฆ์
1. พระภิกษุหยดุ จารกิ และอยทู่ ี่เดียวตลอด 3 เดือน
2. พระสงฆม์ ีเวลาศกึ ษาและปฏิบัติศาสนกิจอย่างจริงจงั
3. ประชาชนได้โอกาสถือปฏิญญางดเหล้าเขา้ พรรษาจากพระสงฆ์
4. ประชาชนได้ทาบญุ กบั พระสงฆเ์ ป็นการบารุงพระพทุ ธศาสนา
238
68. “เมือ่ ใดธรรมทั้งหลายปรากฏแกท่ ่านผู้บาเพ็ญเพยี ร เมื่อน้ันความสงสยั ยอ่ มสนิ้ ไป เพราะได้รู้ธรรมอัน
เปน็ ที่สนิ้ ไปแห่งเหตุปัจจยั ท้ังหลาย” ขอ้ ความที่ขีดเส้นใต้ หมายถึงหลกั ธรรมใด
1. อริยสจั 4 2. นิพพาน
3. ปฎจิ จสมปุ บาท 4. กฎธรรมนิยาม
69. คณุ สมบัติของนกั เรียนที่ดี คอื “เรยี นจากครู ดูจากตาหรับ สดับปาฐะ” ตรงกบั หลกั ธรรมขอ้ ใดมากที่สดุ
1. พหสุ สฺ ตุ า 2. ธตา 3. วจสา ปรจิ ิตา 4. มนสานุเปกขติ า
70. หลกั ความเชือ่ เรื่องกรรมในพระพุทธศาสนาตรงกบั ข้อใด
1. กรรมเก่าเปน็ ตวั ชปี้ จั จบุ นั 2. กรรมทกุ ชนดิ ต้องให้ผลเสมอไป
3. ทากรรมใดยอ่ มได้รบั ผลกรรมนนั้ 4. ทาดีไดด้ ีมีทไ่ี หน ทาชัว่ ได้ดีมถี มไป
71. พธิ ีอปุ สมบทกรรม (การบวชพระสงฆ)์ องคป์ ระกอบในขอ้ ใดทีข่ าดไมไ่ ด้เลย
1. พระอปุ ัชฌาย์ 2. พระคสู่ วดกรรมวาจา
3. พระอันดบั ไม่ครบ 10 รูป 4. พระพเ่ี ลยี้ งทีช่ ่วยเหลือในพธิ ีอปุ สมบท
72. “สิง่ ใดควรรู้กท็ รงรู้ สงิ่ ใดควรละกท็ รงละได้ สิ่งใดควรทาให้แจ้งกท็ รงเขา้ พระทยั สงิ่ นั้นอยา่ งแจ่มแจ้ง สิง่
ใดควรปฏิบตั ิดาเนนิ ก็ปฏิบตั ิได้อยา่ งครบถ้วนบริบรู ณ์” ขอ้ ความที่ขีดเส้นใต้หมายถึงสิง่ ใด
1. ความจริง 2. ความเท็จ
3. ความทกุ ข์ 4. ความสุข
73. สงั ฆคณุ ทีว่ า่ “ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ” ขอ้ ใดมีความหมายตรงที่สดุ
1. เปน็ ผู้ปฏิบัตติ ามคาสั่งสอน 2. เปน็ ผู้ปฏิบตั ิเพื่อความรู้ทถ่ี กู ต้อง
3. เป็นผู้ปฏิบตั ิตรงไปสู่ความหลดุ พน้ 4. เป็นผู้ปฏิบตั ิสมควรมีจรรยาวตั รงดงาม
74. ในรชั กาลใดที่พระไตรปิฎกได้รบั การตีพิมพด์ ้วยอักษรไทยในรูปเล่มแบบหนังสือสมัยใหม่
1. พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอยหู่ วั 2. พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยหู่ วั
3. พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกล้าเจ้าอยหู่ ัว 4. พระบาทสมเดจ็ พระปกเกล้าเจ้าอยหู่ วั
75. ทกุ ศาสนาเห็นวา่ ความสมานฉนั ท์ จะเกิดขนึ้ ได้เพราะนาหลกั ธรรมใดมาปฏิบตั ิ
1. อาชวธรรม 2. อกั โกธธรรม
3. อวหิ ิงสาธรรม 4. อวโิ รธนธรรม
76. “ธรรมเหล่าใด เกิดแต่เหตุ พระตถาคตตรสั เหตุแห่งธรรมเหล่าน้ัน” ถ้าธรรมเหล่าใดได้แก่นิพพาน คาที่
ขดี เส้นใต้จะหมายถึงสิ่งใด
1. ทกุ ข์ 2. สมทุ ยั 3. นิโรธ 4. มรรค
77. ผู้ทม่ี ีการศึกษาสูงส่วนใหญ่ ไม่มีสมั มาคารวะ และความกตัญญู ตามหลกั การศึกษาทีม่ ุ่งการพฒั นาตน
ให้งอกงามท้ัง 4 ด้าน แสดงวา่ เขาขาดการพัฒนาด้านใด
1. การพฒั นากาย 2. การพฒั นาศลี
3. การพฒั นาจิตใจ 4. การพัฒนาปัญญา
239
78. สัตวบ์ กที่มีรอยเทา้ ใหญท่ ี่สดุ คือช้าง หลกั ธรรมใดทางพระพุทธศาสนาเปรียบได้กบั รอยเทา้ ช้าง
1. อปริหานิยธรรม 2. อัปปมาทธรรม
3. อัปปมัญญาธรรม 4. อภิญญาเทสิตธรรม
79. เอตทัคคะในเรื่อง “เป็นผู้มีสติปัญญาดี จดจาพระพุทธพจน์ได้เป็นอย่างดีทั้งหมด” เป็นคุณสมบัติของ
พระสาวกรูปใด
1. พระสารีบตุ ร 2. พระอานนท์
3. พระอุบาลี 4. พระมหากจั จายนะ
80. พิธีถวายผ้าแด่พระสงฆ์ในฤดูออกพรรษากาหนดเวลาเพียง 1 เดือน ต้ังแต่แรม 1 ค่า เดือน 11 ถึง วัน
เพญ็ เดือน 12 เรียกวา่ พธิ ีอะไร
1. พิธถี วายผ้าจานาพรรษา 2. พิธถี วายผ้าป่าสามัคคี
3. พิธถี วายผ้ากฐิน 4. พิธถี วายผ้าบงั สุกลุ
81. การล่วงละเมิดศีลขอ้ มสุ าวาทถงึ ลาดบั ใด จึงจะถือวา่ ถงึ ขนั้ “ศีลขาด”
1. เป็นเรือ่ งทีไ่ ม่จริง 2. มจี ิตคดิ จะกล่าวเท็จ
3. กาลงั กล่าวคาเท็จ 4. ผู้ฟงั เชื่อถือคาเท็จนนั้
82. คานมสั การทีข่ ดี เสน้ ใต้ “นะโม ตัสสะ...อะระหะโต..สัมมาสมั พุทธสั สะ” น้ันแสดงถึงพระพทุ ธคณุ ในขอ้ ใด
1. พระปญั ญาคณุ 2. พระกรณุ าคณุ
3. พระบรสิ ทุ ธิคณุ 4. พระเมตตาคณุ
83. “มัชฌมิ าปฏิปทา หรือทางสายกลาง” เปน็ หลกั ธรรมเกยี่ วเนือ่ งกบั วนั สาคัญอะไรของพทุ ธศาสนา
1. วันมาฆบชู า 2. วันวสิ าขบูชา 3. วนั อาสาฬหบชู า 4. วันอฏั ฐมีบชู า
84. ขอ้ ใดอธิบายเรื่องขนั ธ์ 5 ผิดจากความจริง
1. รปู ขนั ธ์ คอื ส่วนที่เปน็ ร่างกาย
2. เวทนาขันธ์ คือ ส่วนทรี่ ู้สกึ เวทนาสงสาร
3. สงั ขารขันธ์ คือ ส่วนที่ปรับปรุงแต่งให้คิดดีหรือชว่ั
4. วิญญาณขนั ธ์ คอื ส่วนทรี่ บั รสู้ ึก หรือส่วนทรี่ ู้คิด
85. ผู้ท่จี ะบรรลฌุ านสขุ ได้นั้น ในเบ้ืองตน้ ต้องก้าวข้ามอปุ สรรคสาคัญขอ้ ใด
1. ทุจรติ 3 2. กรรมกิเลส 4 3. นิวรณ์ 5 4. อบายมุข 6
86. เยน็ วนั หนึ่ง นายสมชาย ใจมนั่ ไปงานเลยี้ งสังสรรค์ เพ่อื นๆคะยนั้ คะยอใหด้ ื่มเหล้า แม้นายสมชายจะ
ไม่ได้รบั ศลี จากพระโดยตรง แต่นกึ ถงึ คาชักชวนทางสือ่ วา่ “งดเหล้าเขา้ พรรษา” เขาจึงไม่ยอมดืม่ นาย
สมชายมี “วริ ตั ิ” ขอ้ ใด
1. สัมปัตติวิรัติ 2. สมาทานวริ ตั ิ 3. สมุจเฉทวริ ตั ิ 4. ตงั ขณกิ วริ ตั ิ
87. ขอ้ ใดถือวา่ เป็นท่าทีทถ่ี กู ต้องทีส่ ดุ ตามหลกั ปฏิบัตใิ นการนับถือศาสนา
1. ใช้ศรัทธากับสติกากบั 2. ใช้ศรทั ธากับสมาธิกากบั
3. ใช้ศรทั ธากับปัญญากากับ 4. ใช้ศรทั ธากบั วริ ิยะกากับ
240
88. หน้าที่ (กจิ ) ในอรยิ สจั 4 ชดุ ใดให้คาตอบตรงกบั หลกั การทางพระพทุ ธศาสนา
1. ทกุ ข์ ต้องหลีกเวน้ 2. สมุทยั ต้องกาจดั
3. นิโรธ ต้องปฏิบัติ 4. มรรค ต้องทาใหร้ ู้แจง้
89. ในอปุ สมบทกรรม ผู้ใดทาหน้าทีน่ าผู้จะบวช (นาค) เขา้ หมู่สงฆเ์ พ่อื ประกอบสังฆกรรม
1. พระอุปชั ฌาย์ 2. พระพ่เี ลยี้ ง
3. เจ้าภาพผู้บวชนาค 4. พระกรรมวาจาจารย์
90. “วญิ ญาณขันธ์” ใน เบญจขันธ์ หมายถงึ สงิ่ ใด
1. กองวญิ ญาณของเจตภตู 2. กองของการรแู้ จงอารมณ์
3. กองวญิ ญาณของโอปปาตกิ ะ 4. กองของการคิดในเรื่องดแี ละชัว่
91. “ธรรมใดนบั โดยมรรคผล เปน็ แปดพงึ ยล และเก้ากบั ท้ังนฤพาน” บทสวดสรรเสริญธรรมคุณที่ยกมานี้
หมายถึงธรรมะชดุ ใด
1. โลกธรรม 2. โลกียธรรม
3. โลกุตรธรรม 4. โลกายตธรรม
92. ขอ้ ใดทาให้การประพฤติผิดศลี ขอ้ “อทนิ นาทาน” สมบรู ณ์
1. ของมีเจ้าของหวงแหน 2. รู้ว่าเจ้าของหวงแหน
3. ขโมยของนน้ั ไปด้วยไถยจิต 4. เจ้าหน้าที่ตารวจจับได้ถกู ส่งฟอ้ ง
93. สิ่งใดเปน็ อุปสรรคต่อความเขา้ ใจหลกั “อนิจจตา” ในไตรลกั ษณ์
1. ความสืบเนือ่ งของปรากฏการณ์ 2. การเปลี่ยนและเคลื่อนไหวอริ ิยาบถ
3. ความกาหนดสาคญั วา่ เป็นกลุ่มก้อนอนั เดียว 4. ความเขา้ ใจผิดในองคป์ ระกอบของขนั ธ์ 5
94. พระพทุ ธเจ้าทรงใช้วิธกี ารอยา่ งไรในการบัญญตั ิพระวนิ ยั แก่สงฆ์
1. บญั ญัติกฎเอาไวล้ ่วงหน้า 2. บัญญตั ิเมื่อเกดิ เหตกุ ารณ์ขน้ึ มา
3. บญั ญตั ติ ามคาแนะนาของสงฆ์ 4. บัญญัติตามคาแนะนาของสังคม
95. ก่อนการตรสั รู้ พระสิทธัตถะทรงบาเพ็ญทกุ รกิริยาในขอ้ ใด
1. กลนั้ ลมหายใจ
2. ลงแช่ในน้าเยน็ จดั วันละ 3 ครั้ง
3. ทาตัวให้เศร้าหมองโดยไม่มกี ารสรงน้า
4. นัง่ นงิ่ กาหนดจิตนงิ่ ไม่ให้คดิ ฟงุ้ ซ่านต่อโลกภายนอก
96. “สะอาด สวา่ ง สงบ และหลดุ พน้ ” คาที่ขีดเส้นใต้ หมายถึงหลกั ธรรมหมวดใด
1. อธิศีล 2. อธิจิต 3. อธิปัญญา 4. อธิโมกข์
97. “บตุ รทีม่ ีคณุ ธรรมสงู ส่งกวา่ บิดามารดา เปน็ บตุ รช้ันสูง เปน็ ผู้สร้างความเจริญแก่วงศต์ ระกลู ” ขอ้ ความ
นีห้ มายถึงบุตรประเภทใด
1. อวชาตบตุ ร 2. อนชุ าตบุตร 3. อภิชาตบุตร 4. อริยบตุ ร
241
98. “เศรษฐกจิ ดี สังคมมีปัญหา การพฒั นาไม่ยงั่ ยืน” สะท้อนถึงการขาดหลกั ธรรมพ้นื ฐานสาหรับการ
พฒั นาขอ้ ใด
1. พฒั นากาย (ภาวติ กาโย) 2. พัฒนาศีล (ภาวติ สีโล)
3. พัฒนาจติ (ภาวติ จิตโต) 4. พฒั นาปญั ญา (ภาวติ ปัญโญ)
99. “เมื่อสิง่ นีม้ ี สิง่ นีจ้ ึงมี เพราะสิ่งนเี้ กิดขึน้ สิ่งนจี้ งึ เกดิ ข้นึ เมื่อสิง่ นไี้ ม่มี สิ่งนกี้ ็ไม่มี เพราะสิ่งนดี้ บั สิ่งนกี้ ด็ บั ”
แสดงถงึ วธิ ีคิดแบบใด
1. คดิ แบบอริยสจั
2. คดิ แบบสาวหาเหตปุ จั จัย
3. คดิ แบบแยกแยะองคป์ ระกอบ
4. คดิ แบบเชื่อมโยงหลกั การและความมุ่งหมาย
100. ความสขุ ของผู้ครองเรือน (คหิ ิสขุ ) ขอ้ ใดจะนาความมน่ั คงและย่ังยนื มาให้แก่ชีวิตการครองเรือนใน
สถานการณป์ จั จบุ นั
1. สขุ เพราะการมีทรัพย์ (อัตถิสขุ ) 2. สุขเพราะการใช้จ่ายทรพั ย์ (ปริโภคสขุ )
3. สุขเพราะไม่มีหนี้ (อนณสขุ ) 4. สขุ เพราะการงานที่ไม่มีโทษ (อนวัชชสุข)
101. พธิ ีทาบุญเนื่องในวนั เฉลิมพระชนมพรรษา หรือในวนั ข้นึ ปีใหม่ จดั เป็นศาสนพธิ ีประเภทใด
1. กุศลพธิ ี 2. บุญพธิ ี
3. ทานพธิ ี 4. ปกิณกพธิ ี
102. การตั้งสตกิ าหนดลมหายใจเขา้ ออก เป็นวธิ ีปฏิบตั ิตามสติปัฏฐาน 4 ประเภทใด
1. กายานปุ ัสสนาสติปฏั ฐาน 2. เวทนานปุ ัสสนาสติปฎั ฐาน
3. จิตตานุปสั สนาสติปัฎฐาน 4. ธัมมานปุ สั สนาสติปฎั ฐาน
103. “ฆา่ คนที่ไม่ผิด 1 คน เท่ากบั ฆา่ คนทงั้ โลก” ขอ้ ความนเี้ ปน็ หลกั คดิ ของศาสนาใด
1. พุทธ 2. อสิ ลาม 3. ครสิ ต์ 4. พราหมณ์ – ฮนิ ดู
104. หลกั ธรรมขอ้ ใดของศาสนาฮนิ ดู ตรงกบั ศีลขอ้ 2 ของพระพทุ ธศาสนา
1. ธฤติ 2. เศาจะ 3. กษมา 4. อัสเตยะ
105. “ศาสนิกทุกคนถือว่าตนเป็นพ่ีน้องกัน เปรียบเสมือนเป็นเรือนร่างเดียวกัน หากส่วนหนึ่งส่วนใด
เจ็บปวด อีกส่วนหนึ่งย่อมเจ็บปวดด้วย ... อาศัยอยู่ในที่ใดๆในโลกกถ็ ือว่าเปน็ ประชาชาติเดียวกัน”
ขอ้ ความนเี้ ปน็ การบรรยายถึงศาสนาใด
1. พุทธ 2. อสิ ลาม
3. ครสิ ต์ 4. พราหมณ์ – ฮนิ ดู
106. การคล้องสาย “ยัชโญปวตี ” ในศาสนาพราหมณ์ กระทาช่วงอาศรมใด
1. พรหมจารี 2. วานปรสั ถ์ 3. คฤหัสถ์ 4. สนั ยาสี
242
107. การที่บุคคลประพฤติตนอยใู่ นสจุ รติ 3 ประการ ตรงกับมรรคมีองคแ์ ปดขอ้ ใด
1. สัมมาสังกปั ปะ 2. สัมมาวาจา
3. สัมมากัมมนั ตะ 4. สัมมาอาชีวะ
108. ขอ้ ความในขอ้ ใดตรงกับหลกั อนตั ตา
1. โอ้ ผมของเราหงอกแล้วหรือนี่ 2. หงอกได้หงอกไป ก็ของมนั ต้องหงอก
3. ทนไม่ได้ต้องไปย้อมผมในวันพรุ่งนี้ 4. ธรรมชาติของผมเมือ่ สูงวยั ก็ต้องเปลี่ยนสี
109. ในศาสนาพราหมณ์ หรือ ฮินดู อาศรม 4 และหลกั ปรุ ษุ ารถะ 4 คจู่ ัดไวถ้ ูกต้อง
1. พรหมจารี เป้าหมาย คือ อรรถะ 2. คฤหัสถ์ เป้าหมาย คือ กามะ
3. วานปรสั ถ์ เป้าหมาย คือ ธรรมะ 4. สนั ยาสี เป้าหมาย คือ โมกษะ
110. ผู้ท่คี ดิ วางแผนประทุษร้ายผู้อืน่ แต่ยงั ไม่ได้ลงมือทา ในทางพระพุทธศาสนาจดั วา่ เปน็ กรรมและผิด
หรือไม่
1. ยงั ไม่เข้าขา่ ยกรรม และไม่ผิด เพราะเพยี งแคค่ ดิ ในใจ
2. เป็นกรรมสมบรู ณ์ และผิดแล้ว เพราะเจตนาคอื ตวั กรรม
3. เปน็ กรรมแล้ว แต่ไม่ผิด เพราะยงั ไม่ไดล้ งมือ
4. ไมเ่ ป็นกรรม แต่ผิด เพราะไม่ควรคดิ ปองร้ายผู้อืน่
111. พระพทุ ธคุณทีป่ รากฏในคานมสั การขอ้ นะโม ตสั สะ ภะคะวะโต น้ันแสดงถงึ ขอ้ ใด
1. พระปญั ญาคณุ 2. พระกรณุ าคณุ
3. พระบรสิ ทุ ธิคณุ 4. พระเมตตาคุณ
112. ชะตาชีวิตของมนษุ ยถ์ กู กาหนดสิน้ เชิงโดยกรรมเก่า เปน็ คาสอนของศาสนาใดบ้าง
1. ศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์ 2. ศาสนาพราหมณแ์ ละศาสนาครสิ ต์
3. ศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลาม 4. ศาสนาพราหมณ์และศาสนาอิสลาม
113. “บาปก็ส่วนบาป บญุ กส็ ่วนบุญ ทาบญุ ล้างบาปมิได”้ ขอ้ ความนเี้ ปน็ หลกั การของศาสนาใด
1. ศาสนาพุทธ 2. ศาสนาพราหมณ์
3. ศาสนาอิสลาม 4. ไมม่ ีศาสนาใดกล่าวเช่นน้ัน
114. เบญจศีล และเบญจธรรมในขอ้ ใดจัดคไู่ ด้ถกู ต้อง
1. ศีลขอ้ ที่ 1 – สตสิ มั ปชญั ญะ 2. ศีลข้อที่ 2 – สัมมาอาชีวะ
3. ศลี ขอ้ ที่ 3 – เมตตากรุณา 4. ศีลข้อที่ 4 – หริ ิโอตตัปปะ
115. ศาสนาคใู่ ดทไี่ ม่มีคาสอนเรือ่ งการตายแล้วเกดิ ใหม่ปรากฏอยเู่ ลย
1. ศาสนาพทุ ธและศาสนาพราหมณ์ 2. ศาสนาพราหมณแ์ ละศาสนาครสิ ต์
3. ศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลาม 4. ศาสนาพราหมณ์และศาสนาอิสลาม
243
116. ขอ้ ใดมิใชอ่ งคป์ ระกอบของจาตรุ งคสนั นิบาต ในวนั มาฆบชู า
1. วันนั้นดวงจันทร์เสวยมาฆฤกษ์
2. พระสงฆท์ กุ รูปล้วนเปน็ พระอรหันต์
3. พระสงฆ์ 1,250 รปู มาประชุมพร้อมกันโดยมิไดน้ ดั หมายกัน
4. พระพทุ ธเจ้าทรงแสดงหัวใจศาสนา “โอวาทปาติโมกข”์
117. ประเทศไทยได้ออกกฎหมายให้มกี ารตง้ั ธนาคารในระบบปลอดดอกเบยี้ ธนาคารดงั กล่าวนจี้ ัดตง้ั ข้นึ
ในนามศาสนาอะไร
1. พุทธ 2. คริสต์ 3. อสิ ลาม 4. พราหมณ์ – ฮนิ ดู
118. หลักธรรมใดมีลกั ษณะเปน็ กระบวนการแก้ไขปญั หาตามหลกั เหตุผลมากที่สดุ
1. มรรค 8 2. อทิ ธิบาท 4 3.ไตรลักษณ์ 4. อริยสจั 4
119. คาวา่ “ธรรม หรือ ธรรมะ” ถ้าอธิบายตามหลักคาสอนในคมั ภีร์ภควตั คตี า หมายถึงอะไร
1. การทาตามหน้าที่ 2. การทาตวั ใหส้ อดคล้องกบั กฎธรรมชาติ
3. การทาดีตามหลักศีลธรรม 4. การแสวงหาสจั ธรรมเพ่อื ความรู้แจง้ เหน็ จรงิ
120. การฆา่ คนในกรณีใดที่ศาสนาพราหมณ์ – ฮนิ ดู จะพิจารณาว่าไม่เปน็ ความผิดบาป
1. นักบวชฆา่ ลกู ชายทเ่ี ป็นนักเลง 2. ตารวจวิสามัญฆาตกรรมพอ่ คา้ ยาบ้า
3. ชาวบา้ นยงิ ทงิ้ วัยรุ่นขบั รถซิ่งกวนเมอื ง 4. ทหารฆา่ ฝ่ายตรงขา้ มตายในสนามรบ
121. ถ้ามองในแง่วฒั นธรรม คาสอนของหมวดใดของพระพุทธศาสนา มลี กั ษณะเปน็ บรรทดั ฐานทาง
สังคม
1. พระธรรม 2. พระวนิ ยั 3. พิธกี รรม 4. พระอภิธรรม
122. คาวา่ “ภิกษุ” แปลวา่ ผู้เหน็ ภัย ตามคติของพระพทุ ธศาสนา อะไรคอื “ภยั ” ทสี่ าคญั ทีส่ ดุ
1. ความตาย 2. คนนอกศาสนา
3. ความทกุ ขข์ องชีวิต 4. ความโลภ ความโกรธ ความหลง
123. หัวใจสาคญั ของการเปน็ “พุทธะ” คอื อะไร
1. การได้แสดงตนเปน็ พุทธมามกะ
2. การได้เปน็ ภิกษุ / ภิกษณุ ี / อบุ าสก / อบุ าสิกา
3. การถือศลี กนิ เจในวนั สาคญั ทางศาสนา
4. การเขา้ ใจในสามัญลกั ษณะของโลกและสรรพสิง่
124. ขอ้ ใดแสดงถึงความเปน็ ผู้มีมิจฉาทิฐติ ามหลกั พระพุทธศาสนา
1. น้อยหน่า เหน็ วา่ ชีวิตเปน็ ทกุ ข์
2. นิดหน่อย เชื่อวา่ เมื่อคนเราตายไป จะยังคงมีวิญญาณอมตะเหลืออยู่
3. หนงุ หนิง เห็นวา่ มนุษยเ์ รามีกรรมเปน็ กาเนดิ และมกี รรมเป็นเผ่าพันธ์ุ
4. น้องนนุ่ เหน็ วา่ สิ่งศักดิ์สิทธสิ์ งู สุดของพทุ ธศาสนา คอื พระรัตนตรยั
244
125. ขอ้ ใดเป็นโครงสร้างของคาสอนเรือ่ งเบญจขนั ธใ์ นพระพทุ ธศาสนา
1. รูป นาม 2. ร่างกาย วิญญาณ
3. ดนิ น้า ลม ไฟ วญิ ญาณ 4. รูป เสียง กลนิ่ รส สัมผัส
126. ขอ้ ใดจัดเรียงลาดับบุญ จากน้อยไปหามาก ไดถ้ กู ต้องตามหลักพระพุทธศาสนา
1. การเจริญสติ – การรักษาศลี 5 – ถวายเงนิ เพอ่ื สร้างวัด
2. การรกั ษาศีล 5 – การถวายเงินเพอ่ื สร้างวดั – การเจริญสติ
3. การเจริญสติ – การถวายเงินเพ่อื สร้างวดั – การรกั ษาศีล 5
4. ถวายเงินเพ่อื สร้างวดั – การรักษาศีล 5 – การเจริญสติ
127. เทพเจ้าองคใ์ ดในตรีมูรติ ไดร้ บั การยอมรับนบั ถือมากทสี่ ดุ ในประเทศไทย
1. พระอินทร์ 2. พระศิวะ 3. พระพรหม 4. พระนารายณ์
128. แนวคิดของศาสนาพราหมณ์ – ฮนิ ดู ขอ้ ใดทสี่ อดคล้องกบั ศาสนาพุทธ
1. ชีวิตมนษุ ยถ์ ูกลิขิตโดยสิ่งที่มีอานาจเหนือมนุษย์
2. มนุษย์ต้องมีศลี ธรรมเพราะศีลธรรมช่วยค้าจนุ โลก
3. การปฏิบัติตามพธิ กี รรมทาให้ชีวิตมนุษยบ์ ริสทุ ธิไ์ ด้
4. ผู้ท่ใี ช้ชีวิตเปน็ ฆราวาสจะบรรลจุ ดุ หมายสูงสดุ ของชีวติ ไม่ได้
129. ขอ้ ใด คอื การประกอบพธิ ีรับคนเขา้ เปน็ ศาสนิกของครสิ ต์ศาสนา
1. พิธรี บั ศลี ล้างบาป 2. พิธรี บั ศีลกาลงั
3. พิธรี ับศีลมหาสนิท 4. พิธรี ับศลี ไถบ่ าป
130. “เปน็ นิยายท่เี ชื่อถือและปฏิบตั ิตามคาสอนและประเพณีเดิมของคริสต์ศาสนาโดยเคร่งครดั มีพระ
สนั ตะปาปาเปน็ ประมุขของศาสนจกั รอยทู่ นี่ ครวาตกิ นั ” ขอ้ ความนเี้ ปน็ การบรรยายถึงนกิ ายใด
1. ลูเธอรร์ ัน 2. โปรเตสแตนต์
3. โรมนั คาทอลิก 4. ออร์ทอด็อกซ์
131. ขอ้ ใดกล่าวถึงความเหมอื นกันของศาสนาอิสลามกบั ศาสนาคริสต์นกิ ายโปรเตสแตนต์ได้ถกู ต้อง
1. ต่างก็ไม่มนี กั บวช 2. มเี ป้าหมายสูงสดุ ของชีวิตเหมือนกนั
3. นับถือพระเจ้าองคเ์ ดียวกัน 4. มคี วามเป็นอิสระในเรื่องการตีความพระคมั ภีร์
132. ขอ้ ใดกล่าวไดถ้ ูกต้องที่สดุ เกีย่ วกบั การละหมาดของมุสลมิ
1. มุสลิมทกุ เพศ ทุกวยั ต้องทาละหมาดทกุ วัน
2. ก่อนทาละหมาดทุกครั้งต้องอาบน้าเพอ่ื ให้ร่างกายสะอาดบริสทุ ธิ์
3. ในวนั หนงึ่ ๆ จะต้องทาละหมาด 5 เวลา โดยไม่จากดั สถานที่
4. การละหมาดเปน็ การแสดงความเคารพต่อ พระอลั เลาะห์ นบี และรซูล
245
133. ในฐานะทีท่ า่ นเป็นศาสนกิ ของศาสนาใดศาสนานึง่ ควรตงั้ เป้าหมายในการศกึ ษาศาสนาไวว้ า่ อยา่ งไร
จงึ จะก่อให้เกดิ ความเขา้ ใจอนั ดีระหว่างศาสนา
1. เพ่อื ความเขา้ ใจชีวิตและสามารถพัฒนาชีวิตให้เจริญงอกงาม
2. เพ่อื เพม่ิ ความศรทั ธาและยดึ มน่ั ในความศกั ดสิ์ ิทธ์แิ หง่ ศาสดาของตน
3. เพอื่ ให้เกิดปัญหาแยกแยะได้ว่าคาสอนใดดีหรือไม่ดีและเลือกยดึ ถือเฉพาะสิ่งทดี่ ี
4. เพอ่ื เห็นความประเสริฐของการได้เกิดมาเปน็ มนษุ ยแ์ ละได้เปน็ ศาสนกิ แห่งศาสนาของตน
134. ในสงั คมไทยปจั จบุ ัน การประกอบพธิ ีในประเพณใี ด สะท้อนให้เหน็ ภาพการประสมประสานกนั ของ
ความเชื่อทางศาสนาหลายศาสนาทีส่ ดุ
1. ราชพธิ ีหรือรฐั พธิ ี 2. ประเพณีทาบุญต่ออายุ
3. ประเพณีการเผาศพ 4. ประเพณกี ารแตง่ งาน
135. “...ไม่ล่วงละเมิดประเวณี ไม่กักตุนสินค้า งดการหวังผลประโยชน์จากการได้ดอกเบี้ยทั้งปวง...”
ขอ้ ความนเี้ ปน็ คาสอน อยใู่ นคัมภีร์ใด
1. พระเวท 2. ไบเบิล 3. อัลกุรอาน 4. พระไตรปิฎก
136. “เชือ่ วา่ ดวงวิญญาณเปน็ อนนั ตะ คอื ไม่มีท่สี นิ้ สดุ เวยี นวา่ ยตายเกิดอยใู่ นสงั สารวัฎไม่สนิ้ สดุ ...”
ขอ้ ความนเี้ ป็นความเชือ่ ของศาสนาใด
1. พราหมณ์ – ฮนิ ดู
2. พราหมณ์ พระพทุ ธศาสนา
3. พราหมณ์ พระพทุ ธศาสนา คริสต์ศาสนา
4. พราหมณ์ พระพุทธศาสนา อิสลาม
137. ศาสนาใดมีคาสอนสอดคล้องกับศาสนาขงจือ้ มากที่สดุ ในเรือ่ งความสมั พันธ์ทางสงั คม โดยเริม่ ตน้ ที่
ความสัมพันธ์ในครอบครัว
1. พราหมณ์ – ฮนิ ดู 2. พระพทุ ธศาสนา
3. ครสิ ต์ศาสนา 4. อสิ ลาม
138. การคล้องด้ายศกั ดสิ์ ิทธ์ิ หรือ สายยัชโญปวีต ตามหลกั ธรรมพ้ืนฐานของศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู มี
วัตถปุ ระสงคค์ ล้ายกบั การทาพธิ ีอะไรของคริสต์ศาสนา
1. พิธศี ีลจุ่ม 2. พิธศี ีลกาลงั 3. พิธศี ลี มหาสนิท 4. พิธศี ีลอนกุ รม
139. ขอ้ ใดเป็นความหมายของการประพฤติพรหมจรรย์ ตามคติของศาสนา พราหมณ์ – ฮินดู
1. การศกึ ษาเล่าเรียนอยกู่ บั ครู
2. การไม่มีเพศสัมพนั ธ์ก่อนวัยอนั ควร
3. การประพฤติตนให้อยใู่ นจารตี ประเพณีทด่ี ีงาม
4. การออกบวชและการศึกษาธรรมะเพอ่ื ความบรสิ ุทธิข์ องจิต
246
140. ขอ้ ใดไมใ่ ช่ความสอดคล้องกนั ของศาสนาอิสลามกับพราหมณ์ – ฮินดู
1. คาสอนระดบั จริยธรรม
2. การมีนกั บวชทาหน้าทีป่ ระกอบพธิ กี รรม
3. ความเชือ่ เรือ่ งกฎแห่งกรรม ทาดีได้ดี ทาช่ัวได้ชัว่
4. ความเชื่อวา่ พระเจ้ามีส่วนเกี่ยวข้องในการดาเนนิ ชีวิตของมนษุ ย์
141. ขอ้ ใดกล่าวถึงศาสนาอิสลามได้ถกู ต้องที่สดุ
1. ทกุ คนต้องกระทาซะกาต
2. การกราบพอ่ แม่ ครูอาจารยเ์ ปน็ สิ่งทีท่ าได้
3. อหิ มา่ มเปน็ นักบวชที่ทาหน้าทีเ่ ป็นคนกลางระหว่างพระเจ้ากับมนษุ ย์
4. ศาสดาของศาสนาอิสลามเป็นมนษุ ยธ์ รรมดามากทีส่ ดุ ในบรรดาศาสดาของศาสนาโลก
142. ขอ้ ใดคอื ความเชื่อพ้ืนฐานของคริสต์ศาสนา ทีท่ าให้ต้องเน้นการสอนให้มนษุ ยม์ อบความรกั ที่บริสทุ ธิ์
แก่กัน
1. ทุกคนเปน็ บตุ รของพระเจ้าเช่นกนั
2. ความรกั เปน็ ความต้องการพน้ื ฐานของมนุษย์
3. ทุกคนเปน็ เพอ่ื นร่วมทกุ ข์ เกิดแก่เจ็บตายเหมอื นกนั
4. ถูกทกุ ขอ้
143. ตามคติของครสิ ต์ศาสนาเหน็ วา่ โดยธรรมชาติแล้วมนุษยเ์ ป็นเช่นไร
1. เปน็ สตั วส์ งั คม
2. เปน็ ผู้มีจิตใจบริสทุ ธิ์สะอาด
3. เป็นสัตวท์ รี่ ู้คิดด้วยเหตผุ ล
4. เป็นผู้อ่อนแอด้านจิตใจ
144. ตามคติของพระพุทธศาสนา ข้อใดเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอานาจทาให้เราเกิดความสาเร็จในสิ่งที่
ต้องการ
1. พระพทุ ธเจ้า 2. พระธรรม 3. พระอริยสงฆ์ 4. ถูกทกุ ขอ้
145. ถ้าคาสอนเรือ่ ง “ตายแล้วเกิด” เป็นเทจ็ ก็เท่ากบั ยนื ยันวา่ “คนเราตายแล้วสูญ หรือตายแล้วไม่ต้อง
เกิดอีก” และถ้าคนเรา “ตายแล้วไม่เกิดอีก” ก็แปลว่าเข้าถึง “นิพพาน” โดยอัตโนมัติ หาคากล่าว
ขา้ งต้นถูกต้อง จะทาให้คาสอนเรื่องใดไม่มีความหมายอีกต่อไป
1. ทกุ ข์ 2. สมุทัย 3. นิโรธ 4. มรรค
146. ปราชญ์ทางพระพุทธศาสนา เปรียบสิง่ ใดวา่ เหมอื น ยางเหนียว หรือ น้าเลยี้ งในเมล็ดพชื
1. กรรม 2. วิญญาณ 3. ตณั หา 4. สงั ขาร
247
147. เมื่อบรรลุถึงอาสวักขยญาณ ข้อใดเป็นขั้นตอนหรือกระบวนการที่เกิดข้ึนกับเจ้าชายสิทธัตถะ
ตามลาดบั
1. นิพพทิ า วริ าคะ วมิ ตุ ติ 2. นิพพทิ า วมิ ตุ ติ วริ าคะ
3. วิราคะ นิพพทิ า วมิ ตุ ติ 4. วิมตุ ติ วริ าคะ นิพพทิ า
148. ขอ้ ใดหากเพ่มิ เขา้ ไปในลทั ธปิ รัชญาแล้ว จะมีผลทาใหล้ ทั ธิปรัชญาน้ันมลี กั ษณะเปน็ ศาสนา
1. ความศกั ดสิ์ ิทธ์ิ 2. ความศรัทธาในเจ้าลทั ธิ
3. หลักคาสอนเรือ่ งความดีความชวั่ 4. หลกั คาสอนเรื่องนรก สวรรค์
149. ลัทธิใด ถ้าเกิดขนึ้ ในกลุ่มชนหนึง่ แล้ว จะมีอิทธพิ ลในการกระตนุ้ ใหก้ ลุ่มชนนั้นเกิดพลัง 3 ประการ
คอื การขยายตวั การรวมตนั และการแยกตัว
1. ลทั ธิวัตถุนยิ ม 2. ลัทธิชาตินิยม
3. ลทั ธิอหิงสา 4. ลัทธิทุนนิยม
150. การสืบทอดคาสอนของศาสดาด้วยวธิ กี ารจดจาและบอกเล่าสืบต่อกนั ด้วยปากเปล่า เรียกวา่ อะไร
1. อรรถกถา 2. สังคายนา 3. พระวจนะ 4. มขุ ปาฐะ
151. คาสอนด้านปรชั ญาที่ปรากฏอยใู่ นคมั ภีร์ทางศาสนาต่างๆ ได้แก่คาสอนทแี่ สดงถงึ อะไร
1. หลกั ธรรมเกีย่ วกับบุญบาป
2. กาเนิดและความสนิ้ สุดของโลก
3. แนวทางการปฏิบัติเพ่อื ก้าวไปสู่เปา้ หมายสงู สดุ ของชวี ติ
4. ข้อห้ามและขอ้ ควรปฏิบัติเพ่อื มีความสุขรอดพ้นจากความทกุ ข์
152. ขอ้ ใดอธิบายกฎแห่งกรรมได้ชัดเจนทสี่ ุด
1. บุญมีแตก่ รรมบงั
2. ปลกู มะม่วงยอ่ มได้ผลมะม่วง
3. คนดีตกน้าไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้
4. คนดีย่อมได้รบั ความสขุ สบายเป็นเครือ่ งตอบแทน
153. ขอ้ ใดเปน็ ช่วงระยะเวลาของเทศกาลกฐนิ หรือ เขตทอดกฐนิ
1. ตั้งแต่วันออกพรรษา ถงึ วันลอยกระทง 2. ตั้งแต่วนั เขา้ พรรษา ถงึ วนั ออกพรรษา
3. ตั้งแต่วนั วสิ าขบชู า ถงึ วันมาฆบชู า 4. ตั้งแต่วันเขา้ พรรษา ถงึ วันวสิ าขบูชา
154. จดุ มุ่งหมายสาคัญของพธิ ีเวียนเทียนในวนั สาคัญทางพระพทุ ธศาสนา คอื อะไร
1. รักษาประเพณีทด่ี ีงาม 2. แสดงตนเปน็ พุทธมามกะทดี่ ี
3. น้อมราลึกถึงพระคุณของพระพทุ ธเจ้า 4. การปฏิบัตติ ามหลกั ธรรมคาสอน
155. การยนื เดนิ นง่ั นอน จดั เปน็ กรรมประเภทใด
1. กศุ ลกรรม 2. อกศุ ลกรรม 3. อพั ยากตกรรม 4. ปกิณณกรรม
156. กลุ่มประเทศในขอ้ ใดทีป่ ระชากรส่วนใหญ่นบั ถือพทุ ธศาสนาฝ่ายหินยาน
1. ไทย ลาว จีน 2. ญป่ี ุ่น เกาหลี ทิเบต
3. อนิ เดีย พม่า กมั พชู า 4. ศรีลงั กา เกาหลี เวียดนาม
248
157. ขอ้ ใดเป็นคานิยามชีวิต ที่ถือเปน็ ประมวลคาสอนที่เปน็ จดุ เริ่มสาคญั ของหลกั พระพุทธศาสนา
1. ชีวิตคอื ธรรมชาติ 2. ชีวิตคือการเกดิ
3. ชีวิตคือความตาย 4. ชีวิตคือความทุกข์
158. ข้อใดแสดงถึงความเปน็ ผู้ไม่มีสมั มาสงั กัปปะ
1. วิมลคดิ พยาบาทและหาทางแก้แคน้ ปลิวลม
2. อาชาขบั รถชนเดก็ นกั เรียนเสียชีวิต 2 คน
3. มลลุ ีไม่เชื่อวา่ บาปบญุ คณุ โทษเปน็ สิ่งทีม่ ีอยจู่ รงิ
4. แสงศรีหลงรักมลลุ ีและพยายามหาโอกาสปลกุ ปล้าเธอ
159. ความอยาก ความต้องการ มีเกียรติยศ ชือ่ เสียง อานาจ ตามหลกั พระพทุ ธศาสนา เรียกวา่ อะไร
1. กามตัณหา 2. ภวตัณหา
3. วิภวตณั หา 4. กิเลสตณั หา
160. นิกายใดของศาสนาพราหมณ์ – ฮนิ ดู นับถือเทพนารี
1. นิกายไศวะ 2. นิกายศกั ติ
3. นกิ ายไวษณพ 4. นิกายสุขาวดี
161. “พระพรหม” ในศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู เปรียบได้กับสงิ่ ใดในศาสนาคริสต์
1. พระบิดา 2. พระบุตร
3. พระจติ 4. พระเยซู
162. คาสอนของพระเยซทู ีต่ ่างไปจากคาสอนของโมเสส คอื ขอ้ ใด
1. พระเยซูเน้นปญั หา โมเสสเนน้ ศรัทธา 2. พระเยซเู น้นศรัทธา โมเสสเน้นปัญญา
3. พระเยซูเนน้ พธิ ีกรรม โมเสสเน้นจริยธรรม 4. พระเยซเู น้นจริยธรรม โมเสสเนน้ พธิ กี รรม
163. ขอ้ ใดกล่าวถึงหลกั คาสอนของศาสนาอสิ ลามไม่ถกู ต้อง
1. การละหมาดทาได้ในทุกที่ 2. การถือศีลอดเปน็ สิง่ ทีท่ กุ คนต้องกระทา
3. ห้ามเคารพบชู ารปู ภาพหรือรปู ปั้น 4. คนที่มง่ั มีเงนิ ทองต้องบรจิ าคซะกาต
164. ศาสนาพราหมณ์ช่วงทีเ่ ปลี่ยนเปน็ เอกเทวนิยมนบั ถือสงิ่ ใดเปน็ สิง่ ศกั ดสิ์ ิทธส์ิ งู สดุ
1. โมกษะ 2. พระเวท 3. พรหมนั 4. ตรีมรู ติ
165. ความหมายของคาวา่ มุสลมิ ในขอ้ ใดถูกต้องทสี่ ุด
1. ผู้รกั ความสงบ 2. ผู้มีศรทั ธาต่อพระเจ้า
3. ผู้ยอมมอบตนต่อพระเจ้า 4. ผู้ปฎิบัติตามโองการของพระเจ้า
166. ในตอนแรก ชาวยวิ เชือ่ วา่ พระเยซคู อื ใคร
1. เมสสิอาห์ 2. ศาสดาพยากรณ์
3.พระบตุ รของพระเจ้า 4. พระเจ้า