The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mimm.jewpanya, 2021-05-27 06:26:51

หลักสูตรคณิตศาสตร์

ปี2564

๔๕๙

แสดงอารมณต์ ามบท เสยี งแสดงอารมณ์ อารมณ์ตามบท
ประพันธไ์ ดด้ ีมาก ตามบทประพนั ธ์ ประพนั ธไ์ ดพ้ อใช้

ไดด้ ี

ช้นิ งานหรือภาระงาน (หลักฐาน ร่องรอยแสดงความร)ู้
๑. แผนภาพความคิดคำสอนจากสภุ าษิตสอนหญิง : คุณค่าของสตรี
๒. การแต่งเรอื่ งจากคำสอนในสภุ าษิตสอนหญิง เรื่อง กิรยิ ามารยาทตา่ ง ๆ พร้อมวาด

ภาพประกอบ
๓. แผนภาพสรุปข้อคิดจากสภุ าษติ สอนหญงิ เรื่อง การพูด
๔. แผนภาพความคิดสรปุ ขอ้ คดิ จากสภุ าษิตสอนหญิง เรือ่ ง การรู้จักเก็บออมและความ

กตัญญูรูค้ ณุ บดิ ามารดา
๕. ใบงาน เรอื่ ง การแสดงความคดิ เหน็ เก่ียวกบั คำสอนในสภุ าษิตสอนหญิง
๖. ใบงาน เร่อื ง การนำความรู้และความคิดจากสุภาษติ สอนหญิงไปใชใ้ นชีวติ จรงิ

กจิ กรรมการเรยี นรู้
๑. ใหน้ กั เรียนดภู าพผูห้ ญิงท่ีแต่งกายเรยี บร้อยและแต่งกายไม่เรยี บรอ้ ย จากน้นั สนทนา

เกี่ยวกับความเหมาะสมของการแต่งกายของผหู้ ญงิ
๒. ใหน้ กั เรยี นแบ่งกลมุ่ อา่ นสภุ าษติ สอนหญงิ เรอ่ื ง คุณคา่ ของสตรี กิริยามารยาทต่าง ๆ การ

พดู การรจู้ ักเกบ็ ออม และความกตญั ญูรู้คณุ บดิ ามารดา และการรูจ้ กั รักนวลสงวนตวั แล้วแสดง
ความคิดเห็นเกย่ี วกับขอ้ คดิ ทีไ่ ด้ และอธิบายโดยยกตัวอยา่ งประกอบ ออกมานำเสนอผลงาน
ครูอธบิ ายเพม่ิ เตมิ และนำข้อมูลท่ไี ด้จากแต่ละกลุ่มมาสรุปเปน็ แผนภาพความคิด

๓. ใหน้ ักเรียนแบ่งกลุ่มนำคำสอนจากสภุ าษติ สอนหญงิ เร่อื ง กิริยามารยาทต่าง ๆ มาแตง่ เปน็
เรือ่ งสัน้ พรอ้ มตั้งชือ่ เรื่องและวาดภาพประกอบ จากนั้นออกมานำเสนอผลงานหน้าชนั้ เรยี น

๔. ใหน้ ักเรียนชว่ ยกันยกตวั อย่างอาชพี ต่าง ๆ ทีต่ ้องใชก้ ารพดู ทด่ี ีประกอบ พรอ้ มเหตุผล
๕. ให้นกั เรยี นแบง่ กล่มุ แสดงบทบาทสมมตุ เิ รือ่ ง การรูจ้ ักเก็บออม และความกตัญญูรจู้ ักคุณ
บิดามารดา กลมุ่ ละ ๑ เรือ่ ง แล้วออกมาแสดงทีละกลุ่มโดยครชู ่วยสรุปเพม่ิ เตมิ
๖. ให้นกั เรียนทำใบงานที่ ๔๑ เรอื่ ง การแสดงความคิดเห็นเกย่ี วกับคำสอนในสภุ าษิตสอน
หญงิ และใบงานที่ ๔๒ เรื่อง การนำความรแู้ ละความคิดจากสุภาษติ สอนหญิงไปใชใ้ นชวี ติ จริง แล้ว
รว่ มกนั แสดงความคิดเห็น
๗. ให้นกั เรยี นท่องจำคำกลอนในสุภาษติ สอนหญิงตอนท่ชี อบ ๓ บท แลว้ ผลดั กันทอ่ งให้
เพอ่ื นฟัง
๘. นกั เรียนและครรู ่วมกันสรุปความรขู้ ้อคิดทไ่ี ด้รับเพ่อื นำมาใช้ในชีวิตประจำวนั

ส่ือการเรียนรู้
๑. บัตรภาพ
๒. บตั รคำ
๓. กระดาษ A๔

๔๖๐

๔. การแสดงบทบาทสมมุติ

๕. ฉลาก

๖. ใบงาน

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ ๒๐

หน่วยการเรยี นรู้ที่ ๒๐ เรอื่ ง คำประพันธส์ ภุ าษิต....ใหข้ อ้ คดิ สอนใจ

รหสั วิชา ท๑๖๑๐๑ รายวิชา ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย

ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ ๖ เวลา ๗ ชวั่ โมง

มาตรฐานการเรยี นรู้

มาตรฐาน ท ๑.๑ ใชก้ ระบวนการอ่านสรา้ งความรแู้ ละความคิดเพือ่ นำไปใชต้ ัดสินใจ
แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิต และมนี ิสัยรกั การอา่ น

มาตรฐาน ท ๕.๑ เข้าใจและแสดงความคิดเหน็ วิจารณ์วรรณคดแี ละวรรณกรรมไทย

อย่างเห็นคุณค่าและนำมาประยุกต์ใช้ในชีวติ จรงิ
ตัวชีว้ ัด

มฐ. ท ๑.๑ ป. ๖/๑, มฐ. ท ๑.๑ ป. ๖/๒, มฐ. ท ๑.๑ ป. ๖/๕, มฐ. ท ๑.๑ ป. ๖/๘,
มฐ. ท ๕.๑ ป. ๖/๑, มฐ. ท ๕.๑ ป. ๖/๓, มฐ. ท ๕.๑ ป. ๖/๔
สาระสำคัญ

บทรอ้ ยกรอง “เป็นมนุษยห์ รอื เปน็ คน” เตอื นใจใหค้ นทั้งหลายเปน็ คนดีของสังคม สว่ น
บทร้อยกรอง “ผู้ชนะ” ใหข้ ้อคดิ และแนวทางในการดำเนินชวี ติ ไปสู่ความสำเร็จ การอ่านอย่างเข้าใจ

ความหมายทำให้สามารถนำข้อคดิ ไปประยุกต์ใช้ในชีวติ ประจำวนั ได้
สาระการเรียนรู้ /เนื้อหาสาระ

ความรู้ (K)

ประวัตแิ ละความเป็นมาของบทรอ้ ยกรอง “เปน็ มนษุ ยห์ รือเป็นคน”
การอ่านออกเสียงบทรอ้ ยกรอง

การวเิ คราะห์และระบุขอ้ คิดทไี่ ด้จากเรอ่ื งที่อา่ น
กระบวนการ (P)

แสดงความคิดเหน็ จากวรรณคดี หรือวรรณกรรมทีอ่ า่ น

อธบิ ายคุณค่าของวรรณคดแี ละวรรณกรรมท่ีอา่ นและนำไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวิตจรงิ
คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ (A)

ใฝ่เรยี นรู้ มงุ่ มั่นในการทำงาน มวี นิ ัย ซ่ือสตั ยส์ ุจริต
๑. ช้นิ งานหรือภาระงาน

๑. การทอ่ งจำบทรอ้ ยกรอง “เปน็ มนษุ ย์หรอื เปน็ คน”

๒. ใบงาน เรอ่ื ง การแสดงความคิดเห็นจากบทรอ้ ยกรอง “เป็นมนุษย์หรือเปน็ คน”
๓. ใบงาน เรื่อง การนำความคิดจากบทรอ้ ยกรอง “เปน็ มนษุ ย์หรอื เปน็ คน” ไปปฏบิ ัติใน

ชวี ติ จรงิ
๔. การท่องจำบทร้อยกรอง “ผชู้ นะ”

๔๖๑

๕. ใบงาน เรื่อง การแสดงความคิดเหน็ จากบทรอ้ ยกรอง “ผูช้ นะ”
๖. ใบงาน เรื่อง การนำข้อคดิ จากบทร้อยกรอง “ผู้ชนะ” ไปใชใ้ นการดำเนินชีวติ

การประเมนิ ผล

เรอื่ ง การวเิ คราะหแ์ ละแสดงความคดิ เห็นเกย่ี วกับเรอื่ งท่ีอา่ น

ระดบั คะแนน ๔ ๓ ๒ ๑

เกณฑก์ ารประเมิน

การวิเคราะหแ์ ละ วิเคราะหแ์ ละแสดง วเิ คราะห์และแสดง วิเคราะหแ์ ละแสดง วิเคราะหแ์ ละแสดง

แสดงความคิดเหน็ ความคดิ เหน็ เกีย่ วกับ ความคิดเห็น ความคดิ เห็นเกี่ยวกบั ความคิดเหน็

เก่ยี วกับเร่ืองทีอ่ า่ น เรอื่ งท่ีอ่านได้ เกยี่ วกบั เรือ่ งที่อ่าน เรือ่ งที่อ่านได้ เก่ยี วกับเรอ่ื งทอ่ี ่าน

ละเอียด ชัดเจน ไดล้ ะเอยี ด ชัดเจน คอ่ นขา้ งละเอียด ได้ แตไ่ ม่ละเอียด

มเี หตผุ ลนา่ สนใจ มเี หตผุ ลนา่ สนใจ มเี หตุผลประกอบ

เชื่อมโยงกับการ

นำไปใชใ้ นชวี ิตจริง

เรือ่ ง การนำความร้แู ละความคิดจากเรื่องทอ่ี า่ นไปใชใ้ นการดำเนินชวี ิต

๔๓๒๑

ระดับคะแนน

เกณฑ์การ

ประเมิน

การนำความรู้และ ระบุความรู้และ ระบุความรแู้ ละ ระบคุ วามร้แู ละ ระบุความรู้และ

ความคดิ จากเรอื่ ง ความคดิ จากเร่ืองได้ ความคดิ จากเรอื่ งได้ ความคดิ จากเรื่องได้ ความคดิ จากเร่ืองได้

ท่อี ่านไปใช้ในการ ถกู ต้อง ชดั เจนหลาย ถูกตอ้ ง ชัดเจน ถูกต้อง แตร่ ะบเุ พียง ถกู ต้อง แตร่ ะบุเพยี ง

ดำเนนิ ชวี ิต แงม่ ุม และสามารถ หลายแง่มุม และ ๑ ประเด็นและเสนอ ๑ ประเด็นไม่

เสนอแนวทางการ สามารถเสนอ แนวทางการนำไปใชใ้ น สามารถเชื่อมโยงกับ

นำไปใช้ในชีวติ จริงได้ แนวทางการนำไปใช้ ชวี ิตจริง ชวี ิตจรงิ ได้ ตอ้ งมีผู้

ดีและสรา้ งสรรค์ ในชีวติ จริงได้ ได้สัมพันธ์กัน แนะนำจึงจะเขา้ ใจ

เรอ่ื ง การทอ่ งจำบทรอ้ ยกรอง

ระดบั คะแนน ๔ ๓ ๒ ๑

เกณฑก์ ารประเมนิ

การทอ่ งจำ ท่องจำบทรอ้ ย ทอ่ งจำบทร้อย ทอ่ งจำบทร้อยกรอง ทอ่ งจำบทร้อยกรอง

บทร้อยกรอง กรองไดถ้ กู ตอ้ งทกุ กรองได้ถูกต้องทกุ ได้ถูกตอ้ งทกุ คำ ไดถ้ ูกตอ้ งทุกคำ

คำไม่มีติดขัด คำไม่มีตดิ ขัด ไม่มตี ิดขดั ตกหล่น แต่มตี ดิ ขัดบ้าง

ตกหล่น ตกหลน่ ออกเสยี งคำถูกตอ้ ง ออกเสียงบางคำยัง

ออกเสียงคำถกู ต้อง ออกเสียงคำถกู ตอ้ ง ชัดเจนทุกคำ ไมช่ ัดเจนเว้นจังหวะ

ชัดเจนทกุ คำ เวน้ ชดั เจนทุกคำ เวน้ จังหวะวรรคตอน วรรคตอนถกู ตอ้ ง

จงั หวะวรรคตอน เว้นจงั หวะวรรค ถกู ตอ้ งเปน็ สว่ นใหญ่ เป็นบางวรรคระดับ

๔๖๒

ถกู ตอ้ งทุกวรรค ตอนถกู ต้องทกุ ใช้ระดับเสยี งแสดง เสยี งราบเรยี บ
ใช้ระดบั เสียงแสดง วรรคใช้ระดบั เสยี ง อารมณ์ ตามบท ไม่แสดงอารมณ์
อารมณต์ ามบท แสดงอารมณ์ตาม ประพันธไ์ ด้พอใช้

ประพนั ธไ์ ด้ดีมาก บทประพันธ์ไดด้ ี

การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
๑. ใหน้ กั เรียนฟังบทร้อยกรองเป็นมนุษย์หรือเป็นคนจากแถบบันทึกเสยี ง

๒. ให้นักเรยี นอ่านบัตรคำ “เปน็ มนษุ ยห์ รอื เปน็ คน” แลว้ ร่วมกันสนทนาวา่ ตนเองเปน็ มนษุ ย์
หรอื เป็นคน เพราะอะไรจงึ คิดเช่นนน้ั

๓. ใหน้ กั เรียนแบง่ กลุ่มรว่ มกันอ่านและฝึกท่องจำบทรอ้ ยกรอง “เปน็ มนุษย์หรือเป็นคน”
ออกมาอา่ นหนา้ ชั้นเรยี น ครูและนกั เรยี นร่วมกนั ตรวจสอบความถกู ตอ้ ง

๔. ให้นกั เรยี นแบง่ กลุม่ แสดงความคิดเห็นเก่ียวกบั ลกั ษณะคำประพนั ธค์ วามแตกต่างของ

มนษุ ย์และคน และข้อคดิ ทไี่ ดร้ บั ออกมานำเสนอผลงาน ครูอธิบายเพมิ่ เตมิ
๕. ใหน้ กั เรียนทำใบงานท่ี ๔๓ เรื่อง การแสดงความคิดเหน็ จากบทรอ้ ยกรอง “เป็นมนุษย์

หรอื เป็นคน” และใบงานที่ ๔๔ เรื่อง การนำความคดิ จากบทร้อยกรอง “เป็นมนุษยห์ รือเป็นคน” ไป
ปฏิบัตใิ นชวี ติ จริง แลว้ รว่ มกนั แลกเปล่ียนความคดิ เห็น

๖. ให้นักเรียนอา่ นข่าวปญั หาสังคมท่ีครนู ำมา แล้วรว่ มกันวเิ คราะหก์ ารนำขอ้ คดิ จากบทรอ้ ย

กรอง “เป็นมนษุ ย์หรอื เปน็ คน” มาแกป้ ญั หา
๗. ครูนำบทร้อยกรองผ้ชู นะมาเปิดให้นกั เรียนฟัง แล้วสนทนาเก่ยี วกบั บทกลอน

๘. ให้นกั เรียนอ่านบัตรคำ “ผชู้ นะ” แลว้ ร่วมกันสนทนาเกยี่ วกบั คำวา่ ผู้ชนะในความคิดของ
นกั เรยี นแล้วนำข้อมลู ทไี่ ด้มาสรปุ ลงบนกระดาน

๙. ให้นกั เรียนแบง่ กลมุ่ ร่วมกันอ่านและฝึกท่องจำบทร้อยกรอง “ผชู้ นะ” อธบิ ายความหมาย

ลงในแผนภาพ จากนน้ั ออกมานำเสนอผลงาน ครแู ละนักเรียนร่วมกนั ตรวจสอบความถกู ตอ้ ง
๑๐. ให้นกั เรียนแบง่ กลมุ่ แสดงความคิดเห็นเก่ยี วกับลกั ษณะคำประพันธ์ ความหมายของคำ

วา่ ผ้ชู นะ ข้อคดิ ที่ไดร้ ับสอดคล้องกบั หลกั ธรรมใด และหาคำศัพทแ์ ละความหมายของคำออกมา
นำเสนอ

๑๑. ให้นกั เรยี นทำใบงานที่ ๔๕ เรอ่ื ง การแสดงความคิดเห็นจากบทรอ้ ยกรอง “ผูช้ นะ” และใบ

งานที่ ๔๖ เรือ่ ง การนำขอ้ คิดจากบทร้อยกรอง “ผูช้ นะ” ไปใชใ้ นการดำเนนิ ชวี ิต แลว้ รว่ มกนั แลกเปลย่ี น
ความคิดเห็น

๑๒. ให้นักเรียนอ่านขา่ วปญั หาสงั คมทค่ี รูนำมา แล้วรว่ มกนั วเิ คราะหก์ ารนำข้อคดิ จากบท
รอ้ ยกรอง “ผชู้ นะ” มาแก้ปญั หา

๑๓. นกั เรียนและครูร่วมกนั สรปุ ความรู้ ข้อคดิ ท่ีไดร้ บั เพอ่ื นำมาใช้ในชวี ิตประจำวนั

สื่อการเรยี นรู้
๑. แถบบนั ทึกเสียง

๒. บตั รคำ
๓. กระดาษ A๔

๔๖๓

๔. คำประพนั ธ์สุภาษิต “เปน็ มนษุ ยห์ รอื เปน็ คน”
๕. ข่าว

๖. แผนภูมิบทร้อยกรอง
๗. ใบงาน

๔๖๔

หน่วยการเรยี นร้ทู ่ี ๒๑

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ ๒๑ เรอ่ื ง เรอ่ื ง นิทานพ้นื บา้ นและเพลงพนื้ บ้าน

รหสั วิชา ท๑๖๑๐๑ รายวชิ า ภาษาไทย กลมุ่ สาระการเรียนรู้ ภาษาไทย

ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ เวลา ๖ ช่วั โมง

มาตรฐานการเรยี นรู้

มาตรฐาน ท ๕.๑ เขา้ ใจและแสดงความคดิ เหน็ วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่าง

เห็นคุณค่า และนำมาประยุกตใ์ ชใ้ นชวี ิตจริง

ตวั ชว้ี ัด

มฐ. ท ๕.๑ ป.๖

สาระสำคญั

การศึกษาคน้ คว้านิทานพืน้ บ้านและเพลงพ้นื บา้ นเป็นการอนุรกั ษแ์ ละสืบทอดภมู ิปญั ญาและ

มรดกทางวัฒนธรรมไทยแขนงหนงึ่

สาระการเรียนรู้ /เนื้อหาสาระ

ความรู(้ K)

นักเรยี นสามารถเขา้ ใจได้วา่ การศึกษาคน้ คว้านทิ านพนื้ บ้านและเพลงพนื้ บา้ นเปน็ การอนรุ ักษ์

และสบื ทอดภมู ิปัญญาและมรดกทางวฒั นธรรมไทยแขนงหนงึ่

กระบวนการ(P)

พูดแสดงความรู้ ความเขา้ ใจ จดุ ประสงค์ของเร่อื งทฟ่ี ังและดู

คุณลักษณะอันพึงประสงค(์ A)

ใฝเ่ รียนรู้ มุ่งม่ันในการทำงาน มีวินัย ซ่ือสัตย์สุจรติ

การประเมินผลรวบยอด

๑. ชน้ิ งาน /ภาระงาน

- คน้ ควา้ นิทาน

- เล่านทิ านพ้ืนบา้ น

๒. การประเมนิ ผล

ตวั ชี้วดั ท่ี ๔.๑ ตัง้ ใจเพยี รพยายามในการเรียนและเข้ารว่ มกจิ กรรมการเรยี นรู้

พฤติกรรมบ่งชี้ ดีเยย่ี ม (๓) ดี (๒) ผ่าน (๑) ไมผ่ ่าน (๐)

๔.๑.๑ ตง้ั ใจเรียน ตั้งใจเรียน เอาใจใส่ ต้งั ใจเรียน เอาใจใส่ ตง้ั ใจเรยี น เอาใจใส่ ไมต่ ้ังใจเรียน

๔.๑.๒ เอาใจใส่และมี และมคี วามเพียร- และมีความเพยี ร- และมคี วามเพียร-

ความเพียรพยายามใน พยายามในการเรยี นรู้ พยายามในการเรยี นรู้ พยายามในการเรียนรู้

การเรยี นรู้ เขา้ รว่ มกิจกรรมการ เข้ารว่ มกิจกรรมการ เข้าร่วมกิจกรรมการ

๔.๑.๓ สนใจเข้ารว่ ม เรยี นรูต้ ่าง ๆ เป็น เรียนร้ตู า่ ง ๆ บอ่ ยครั้ง เรยี นรูต้ า่ ง ๆ บางครัง้

กิจกรรมการเรยี นรู้ ประจำ

ต่าง ๆ

๔๖๕

ตวั ชีว้ ัดท่ี ๔.๒ แสวงหาความรู้จากแหลง่ เรียนรู้ตา่ ง ๆ ทง้ั ภายในและภายนอกโรงเรยี นดว้ ยการเลือกใช้สอื่ อยา่ ง

เหมาะสม

บนั ทกึ ความรู้ วเิ คราะห์ สรุปเปน็ องคค์ วามรู้ และสามารถนำไปใช้ในชีวติ ประจำวันได้

พฤติกรรมบ่งช้ี ดเี ย่ียม (๓) ดี (๒) ผ่าน (๑) ไมผ่ า่ น (๐)

๔.๒.๑ ศกึ ษาค้นคว้า ศกึ ษาคน้ คว้าหา ศึกษาค้นคว้าหา ศึกษาค้นคว้าหา ไมศ่ ึกษาค้นควา้ หา

หาความรูจ้ ากหนงั สือ ความรู้จากหนงั สือ ความรู้จากหนงั สือ ความร้จู ากหนังสอื ความรู้

เอกสาร ส่ิงพิมพ์ เอกสาร ส่ิงพิมพ์ เอกสาร ส่ิงพิมพ์ เอกสาร สิ่งพมิ พ์

สือ่ เทคโนโลยตี า่ ง ๆ ส่ือเทคโนโลยีตา่ ง ๆ ส่อื เทคโนโลยตี า่ ง ๆ สื่อเทคโนโลยตี า่ ง ๆ

แหลง่ เรยี นรูท้ ัง้ ภายใน แหล่งเรียนรู้ท้ัง ภายใน แหล่งเรียนรูท้ ้งั แหล่งเรียนร้ทู ้ังภายใน

และภายนอกโรงเรยี น และภายนอกโรงเรยี น ภายในและภายนอก และภายนอกโรงเรยี น

และเลอื กใช้สอ่ื ไดอ้ ย่าง เลือกใช้สือ่ ได้อย่าง โรงเรียน มีการบันทึก มีการบนั ทึกความรู้

เหมาะสม เหมาะสม มีการบันทกึ ความรู้ สรุปเป็น

๔.๒.๒ บันทึกความรู้ ความรู้ สรปุ เปน็ องค์- องค์ความรู้ นำเสนอ

วิเคราะห์ ตรวจสอบ ความรู้ นำเสนอและ และแลกเปลี่ยน

จากสิง่ ทเ่ี รียนรู้ สรปุ แลกเปลย่ี นองคค์ วามรู้ ความรกู้ บั ผูอ้ น่ื ได้

เปน็ องค์ความรู้ ด้วยวธิ กี าร

๔.๒.๓ แลกเปลี่ยน ที่หลากหลาย

เรยี นรดู้ ้วยวิธีการตา่ ง ๆ

และนำไปใชใ้ น

ชีวติ ประจำวัน

รักความเปน็ ไทย

ตัวช้วี ัดที่ ๗.๒ เห็นคุณค่าและใช้ภาษาไทยในการสื่อสารไดอ้ ยา่ งถกู ต้องและเหมาะสม

พฤตกิ รรมบ่งชี้ ดเี ย่ียม (๓) ดี (๒) ผา่ น (๑) ไม่ผา่ น (๐)

๗.๒.๑ ใช้ภาษาไทย ใช้ภาษาไทย เลขไทย ใชภ้ าษาไทย เลขไทย ใชภ้ าษาไทย เลขไทย ไม่สนใจใช้ภาษาไทย
อยา่ งถกู ตอ้ ง
และเลขไทยในการ ในการสือ่ สารได้ ในการสอ่ื สารได้ ในการสอ่ื สาร

สอื่ สารไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง ถกู ตอ้ งเหมาะสม ถูกต้องเหมาะสม แนะนำให้ผ้อู น่ื

เหมาะสม แนะนำใหผ้ อู้ ่นื ใช้ แนะนำใหผ้ ้อู นื่ ใชภ้ าษาไทยท่ีถูกตอ้ ง

๗.๒.๒ ชักชวน ภาษาไทยท่ถี ูกตอ้ งเปน็ ใชภ้ าษาไทยท่ีถูกตอ้ ง

แนะนำใหผ้ ูอ้ ่ืนเหน็ ประจำเปน็ แบบอยา่ ง

คุณค่าของการใช้ ท่ีดีด้านการใช้ภาษาไทย

ภาษาไทยที่ถูกตอ้ ง

๔๖๖

ตัวชี้วัดท่ี ๗.๓ อนรุ กั ษส์ ืบทอดภูมิปญั ญาไทย

พฤตกิ รรมบง่ ชี้ ดีเย่ียม (๓) ดี (๒) ผ่าน (๑) ไม่ผ่าน (๐)

๗.๓.๑ นำภมู ิปญั ญา- บอกชื่อภูมิปัญญาไทย บอกชอื่ ภมู ิปัญญาไทย บอกช่อื ภูมปิ ญั ญาไทย ไม่สนใจภูมิปัญญา-

ไทยมาใชใ้ ห้เหมาะสม ในทอ้ งถิ่น เขา้ รว่ มและ ท่ีใช้ในท้องถ่ิน ท่ใี ช้ในท้องถิ่น ไทย

ในวิถีชวี ิต ชกั ชวนคนในครอบครัว เข้ารว่ มและชกั ชวนคน เข้ารว่ มกิจกรรมที่

๗.๓.๒ ร่วมกจิ กรรม เพอ่ื น และบุคคลอ่ืน ๆ ในครอบครัวหรือ เกีย่ วขอ้ งกบั

ท่เี ก่ยี วข้องกบั ภมู ิ- เขา้ ร่วมกิจกรรมที่ เพ่ือนเข้ารว่ มกจิ กรรม ภมู ิปญั ญาไทย

ปญั ญาไทย เกย่ี วขอ้ งกับภูมปิ ญั ญา- ที่เกี่ยวขอ้ งกบั

๗.๓.๓ แนะนำ มี ไทย ใชภ้ ูมปิ ญั ญาไทย ภมู ปิ ัญญาไทย

สว่ นรว่ มในการสบื ทอด ในชีวิตประจำวัน

ภูมิปัญญาไทย

กจิ กรรมการเรยี นรู้
๑. ครูเล่านิทานพื้นบา้ นใหน้ ักเรยี นฟงั แลว้ ถามคำถามเกี่ยวกบั นทิ านนน้ั

๒. ให้นกั เรยี นอ่านบัตรคำ “นิทานพ้นื บา้ น” แลว้ ร่วมกนั สนทนาเกี่ยวกับนทิ านพนื้ บ้านใน
ทอ้ งถนิ่ ของนกั เรียน

๓. ใหน้ ักเรยี นศกึ ษาความรู้เรือ่ ง นิทานพืน้ บ้าน แล้วสรปุ ลงในแผนภาพบนกระดาน

๔. ใหน้ กั เรียนแบ่งกลุ่มเล่านทิ านพื้นบ้านในทอ้ งถ่ินของตนเอง หรือเล่านิทานพืน้ บา้ นใน
ท้องถิ่นอน่ื พรอ้ มแสดงบทบาทสมมุติ ครแู ละนกั เรียนรว่ มกนั ประเมินผลงาน

๕. นักเรยี นและครรู ่วมกันสรุปความรู้ ข้อคิดทไ่ี ด้รับเพอื่ นำมาใชใ้ นชวี ิตประจำวัน
๖. ครเู ปิดเพลงพน้ื บา้ นหรือเพลงกล่อมเด็กให้นักเรียนฟัง แล้วสนทนาเกีย่ วกบั เพลง
๗. ใหน้ ักเรียนอ่านบตั รคำ “เพลงพ้นื บ้าน” แล้วร่วมกนั สนทนาเก่ียวกับเพลงพื้นบา้ น

๘. ให้นกั เรยี นศึกษาความรเู้ รอื่ ง “เพลงพื้นบา้ น”แลว้ สรุปลงในแผนภาพบนกระดาน
๙. ใหน้ กั เรยี นแบง่ กลมุ่ ศึกษาเนือ้ เพลงระบำฝัดข้าว แล้วรว่ มกันอธบิ ายเรื่องการใช้คำ

ส่ือความหมายและการใช้คำสมั ผสั คลอ้ งจอง และบอกค่านิยมของคนไทยที่ปรากฏในเน้ือเพลง พรอ้ ม
ยกเน้ือเพลงประกอบใหเ้ ห็นจรงิ ออกมานำเสนอหนา้ ชั้นเรียน ครอู ธบิ ายเพ่มิ เติม

๑๐. ใหน้ กั เรยี นแบง่ กลุ่มยกตวั อยา่ งเพลงพ้นื บา้ นในทอ้ งถน่ิ ตา่ ง ๆ ๑ เพลง แล้วเขยี นอธบิ าย

ตามหัวข้อที่ครกู ำหนด ออกมานำเสนอหน้าชั้นเรียน ครูอธบิ ายเพ่ิมเตมิ
๑๑. นกั เรยี นและครรู ่วมกนั สรุปความรขู้ ้อคิดทไ่ี ด้รับเพือ่ นำมาใช้ในชวี ติ ประจำวนั

ส่อื การเรยี นรู้
๑. นิทานพืน้ บา้ น
๒. บัตรคำ

๓. เพลงพ้นื บา้ นหรอื เพลงกลอ่ มเดก็

๔๖๗

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ ๒๒

หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี ๑๗ เรือ่ ง บทอาขยาน

รหัสวิชา ท๑๖๑๐๑ รายวชิ า ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย

ชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี ๖ เวลา ๖ ชัว่ โมง

มาตรฐานการเรยี นรู้

มาตรฐาน ท 5.1 เขา้ ใจและแสดงความคดิ เหน็ วิจารณว์ รรณคดีและวรรณกรรมไทยอยา่ ง
เห็นคณุ ค่าและนำมาประยุกตใ์ ช้ในชวี ิตจริง

ตัวชวี้ ัด
มฐ.ท ๕.๑ ป.๖/๔

สาระสำคญั

บทอาขยาน เปน็ บททอ่ งจำทผ่ี ูอ้ ่านตอ้ งศึกษาหลกั การอา่ นใหถ้ กู ฉันทลกั ษณ์ เพ่ือให้เกิดความ
ซาบซึง้ และเหน็ คุณคา่ ย่ิงข้นึ มีความหมายดมี ีคณุ ค่าแกก่ ารจดจำ และสามารถนำไปใช้ในชวี ิตจรงิ ให้

เกดิ ประโยชนแ์ กต่ นเองและผ้อู นื่ ได้
สาระการเรียนรู้ /เน้อื หาสาระ

ความรู้ (K)

ทอ่ งจำบทอาขยานตามทีก่ ำหนดและบทร้อยกรองท่มี ีคุณคา่ ตามความสนใจ
กระบวนการ (P)

แสดงความคิดเหน็ จากวรรณคดี หรอื วรรณกรรมท่ีอ่าน
อธบิ ายคณุ คา่ ของวรรณคดีและวรรณกรรมท่ีอ่านและนำไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นชวี ิตจริง
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A)

ใฝเ่ รียนรู้ ม่งุ มั่นในการทำงาน มวี ินยั ซือ่ สตั ย์สุจรติ
การประเมินผลรวบยอด

๑. ชิ้นงาน /ภาระงาน
- ใบงาน
- ท่องจำบทอาขยาน

- แบบฝึกหัด

๔๖๘

๒. การประเมนิ ผล

ประเดน็ ระดับคณุ ภาพ ๑
การประเมนิ ๔๓๒
(๕ คะแนน)
ทอ่ งราบร่นื ท่องราบรนื่ ท่องราบรืน่ ทอ่ งราบร่ืน ถูกตอ้ ง
ความถกู ต้อง
ชดั เจนในการ ถูกต้องตาม ถกู ต้องตาม ถูกตอ้ งตาม ตามหลกั เกณฑ์
ทอ่ งจำบท
อาขยาน หลกั เกณฑ์ หลักเกณฑ์ หลักเกณฑ์ เสยี งดังฟงั ชดั

อกั ขระ วรรค อักขระ วรรค อักขระ วรรค

ตอน คำควบ ตอน คำควบ ตอน คำควบ

กลำ้ ชดั เจน เสยี ง กลำ้ ชดั เจน เสยี ง กลำ้ ชัดเจน เสียง

ดังฟังชดั ดังฟังชดั ดงั ฟงั ชดั

มศี ลิ ปะการทอ่ ง มศี ิลปะการท่อง

ทปี่ ระทบั ใจผูฟ้ ัง

กิจกรรมการเรียนรู้
1. ท่องจำบทอาขยานตามที่กำหนดและบทรอ้ ยกรองที่มีคุณคา่ ตามความสนใจ
2. อธิบายท่ีอา่ นบทอาขยานทีอ่ ่านและนำไปประยุกตใ์ ช้ในชีวิตจรงิ
3. เขียนสรปุ ความจากบทอาขยาน ทอ่ี ่านได้
4. เขยี นขอ้ คิดจากบทอาขยาน ที่อ่านและแสดงความคดิ เห็นได้อย่างมเี หตุผล

ส่อื การเรียนรู้

๑. ใบงาน
๒. บทอาขยาน

ส่วนที่ ๔
การจดั การเรียนรแู้ ละการวัดผลประเมนิ ผล

๑. แนวการจดั การเรยี นร้กู ลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย
การจดั การเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพืน้ ฐานเป็นการจดั การเรยี นรู้ทมี่ งุ่ สรา้ ง

สติปญั ญาและพฒั นาทกั ษะการคิดอยา่ งเปน็ ระบบ การคิดสร้างสรรคแ์ ละการคิดอยา่ งมีวิจารณญาณ
มคี วามคดิ ในระดบั สูง และคิดแบบองค์รวม สามารถคดิ สร้างสรรค์ตนเอง สังคม ประเทศชาติ และ
โลก นอกจากนน้ั ยังม่งุ พัฒนาการทางอารมณใ์ ห้ผู้เรียนเห็นคณุ คา่ ของตนเอง เขา้ ใจตนเอง
เห็นอกเห็นใจผู้อนื่ เอ้ือเฟื้อเผอ่ื แผ่ สามารถแก้ปัญหาความขัดแยง้ ในอารมณอ์ ย่างถูกต้องเหมาะสม
การจัดการศึกษายึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่า
ผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการเรยี นการสอนจะต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนา
ตนเองไดเ้ ตม็ ตามศกั ยภาพ ใชก้ ารเรียนรทู้ ่เี นน้ ผเู้ รียนเป็นสำคัญ

แนวการจัดการเรียนรูท้ ี่เนน้ ผู้เรยี นเป็นสำคัญ
การเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็นแนวความคิดที่มุ่งให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง
เรยี นรูจ้ ากการปฏิบัตดิ ้วยวิธกี ารเรียนร้ทู หี่ ลากหลาย ผู้สอนจะต้องวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
โดยให้ผเู้ รียนใช้แหล่งเรยี นรู้และส่อื การเรียนรู้ในการแสวงหาความร้ดู ้วยตนเอง ผเู้ รยี นรวู้ ธิ ี
การเรียนให้ประสบผลสำเร็จ วิธีการแสวงหาความรู้ วิธีการคิดวิเคราะห์ขอ้ มูลขา่ วสาร สามารถใช้
ทักษะทางภาษาเพ่ือการอภิปราย การรายงาน การแสวงหาความรู้ สามารถจดบันทึกความรู้ จัด
หมวดหมู่ความรู้และเชื่อมโยงความรู้ใหม่และข้อมูลข่าวสารได้อย่างเป็นระบบ ผู้เรียนจะสามารถ
พัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ส่วนตัวผู้สอนปรับบทบาทจากการให้ความรู้โดยการบอก
การบรรยาย เป็นการวางแผนจัดกิจกรรมใหผ้ ู้เรียนลงมือทำกิจกรรม ให้วิธีการเรียนรู้ ให้หลักการ
ของศาสตร์ที่จะส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติและสรุปความรู้ ประเมินผลตนเอง
ปรบั ปรุงตนเองให้พฒั นากา้ วหนา้ บทบาทของครูเป็นการวางตนให้ศษิ ย์ไวว้ างใจ นา่ เคารพ และ
ผู้ทรงความรู้ เปน็ ท่ปี รกึ ษาแกศ่ ษิ ย์ รับรคู้ วามรู้สกึ ของศิษย์ วางตนเป็นแบบอย่างที่ดีเป็นตัวแบบใน
การประพฤตปิ ฏบิ ัติ การจดั การเรยี นร้คู วรคำนึงถึงความสำคญั ในเร่อื งตอ่ ไปน้ี
๑. การเรียนรู้อย่างมีความสุข เป็นการจัดการเรียนการสอนในบรรยากาศที่เป็นอิสระ
แต่มีระเบียบวินัยในตนเอง ยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล ผู้เรียนมีวิธีการเรียนรู้อย่าง
หลากหลาย ส่งเสรมิ ใหผ้ ู้เรียนประสบผลสำเร็จในการเรียน เกดิ ความภาคภมู ิใจในผลงานอันเกิดจาก
ผลสำเรจ็ ในการเรยี นรู้ของตน และผูเ้ รียนไดพ้ ฒั นาตนเองเต็มศกั ยภาพ แนวทางในการจัดการเรียน
การสอน คือ บทเรียนที่มีความหมายและเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน กิจกรรมเรียนรู้หลากหลาย
ผู้เรยี นสามารถปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง มสี อ่ื การเรยี นรู้เหมาะกับความสามารถและน่าสนใจ การ

๔๗๕

ประเมินผลมุ่งเน้นศักยภาพของผู้เรียนเป็นรายบคุ คลและรายกลุม่ ผู้สอนกับผู้เรยี น และผู้เรียนกับ
ผู้เรยี นมีปฏสิ ัมพันธท์ ี่ดีต่อกัน

๒. การเรียนรู้แบบองค์รวม เป็นการเรียนรู้จากการบูรณาการสาระการเรียนรู้และ
กระบวนการเรยี นรูเ้ ขา้ ดว้ ยกัน สาระการเรียนรู้จะเรียนจากเร่ืองใกล้ตวั ทอี่ ยู่อาศยั ท้องถิ่นของตน
สังคม ประเทศชาติ สิง่ แวดล้อม เรื่องของสงั คมโลก การเปล่ยี นแปลงและแนวโนม้ ที่เกิดขนึ้
ในสังคมโลก การเรียนรู้แบบองค์รวมเป็นการบูรณาการความรู้ความเข้าใจเรื่องที่เรียนให้ลึกซึ้ง
ครอบคลุมปัญหา และมีความหมายต่อการนำไปใช้ในการดำรงชีวิตและการแก้ปญั หาของสังคม

๓. การเรียนรจู้ ะต้องปรับวฒั นธรรมการเรียนรขู้ องผู้เรยี น การเรียนรูท้ เ่ี นน้ ผเู้ รียน
เป็นสำคัญ ผู้เรียนต้องมีลีลาการเรียนรู้ (Learning Styles) ของตน มีอิสระในการเรยี นรูอ้ ย่างมี
ความรับผิดชอบสูง มีวินัยในตนเอง หากการเรียนโดยผู้เรียนเป็นสำคัญผู้เรียนขาดระเบียบวินัย
ขาดความเข้มแข็งด้านจริยธรรม ขาดความรับผิดชอบ ขาดความอดทน และความมุ่งม่ัน
ต่อความสำเร็จ และขาดวินัยในการปฏิบัติงาน การเรียนการสอนย่อมล้มเหลว ดังนั้นครูจำต้อง
ปลกู ฝงั และสรา้ งวินัยในตนเองควบคไู่ ปกบั วธิ ีการเรยี นรู้

๔. การเรียนรู้จากการคดิ และการปฏบิ ตั จิ ริง เป็นการเรยี นรู้โดยการประมวลข้อมูลความรู้
จากประสบการณต์ ่าง ๆ มาวิเคราะห์ใหเ้ ป็นความรใู้ หม่ วิธีการใหม่ เพื่อนำความรู้
และวิธีการไปใช้ในสถานการณต์ ่าง ๆ อยา่ งเหมาะสมสอดคลอ้ งกนั ผเู้ รยี นจะแสวงหาขอ้ มลู
จากการอ่าน การสัมภาษณ์ การดูสอ่ื ทางอเิ ล็กทรอนกิ ส์ การฟงั แล้วจดบนั ทึกข้อมูลนำมาวิเคราะห์
คิดอยา่ งรอบคอบและนำความรไู้ ปปฏบิ ัติจริง เปน็ การเรยี นรู้จากประสบการณ์ตรง จากแหลง่ เรียนรู้
สื่อ เหตกุ ารณ์และสง่ิ แวดล้อมรอบตัว นำมาสรปุ ผลสรา้ งความรู้ด้วยตนเอง

๕. การเรียนรู้ร่วมกับบุคคลอื่น เป็นการเรียนรู้ที่มีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นด้วยการ
แลกเปล่ยี นขอ้ มลู ความรู้ ความคดิ และประสบการณ์ซ่ึงกนั และกัน ด้วยการนำข้อมลู มาศึกษา
ทำความเขา้ ใจรว่ มกัน คดิ วิเคราะห์ ตคี วาม แปลความ สงั เคราะห์ ข้อมูลและประสบการณ์
สรุปเป็นข้อความรู้ ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่หลากหลาย มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เป็นการปลูกฝัง
คุณธรรมการอยู่ร่วมกันและการทำงานร่วมกันทำให้พัฒนา ทั้งทักษะทางสังคม และทักษะการ
ทำงานที่ดี

๖. การเรียนรู้โดยมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนและมีส่วนร่วมในผลงาน เป็นการให้
ผู้เรียนร่วมกันวางแผนการเรียนรู้ และปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกัน เช่น การจัดนิทรรศการ
การเขียนความรู้เป็นบทความ หรือจัดทำสมุดวเิ คราะห์ความรู้ จัดทำแผนภูมิ การรายงานหน้าชน้ั
การจดั อภิปรายความรู้ การแสดงบทบาทสมมติ และการแสดงละคร ฯลฯ ผเู้ รยี นจะเกิดการเรียนรู้
ทักษะกระบวนการทำงานแบบมีสว่ นรว่ ม มีความเป็นประชาธปิ ไตย รจู้ กั บทบาท หนา้ ท่ี แบง่ ความ
รับผดิ ชอบ ปรึกษาหารอื ตดิ ตามผล ประเมินผลงาน และบรู ณาการความรจู้ ากหลายวชิ า

๔๗๖

๗. การเรียนรู้กระบวนการเรียนรู้ เป็นการเรียนรู้ลีลาการเรียนรู้และความถนัดในการ
เรียนของตนเอง ผู้เรียนจะรู้กระบวนการเรียนรู้จากการที่ผู้สอนเปิดโอกาสและจัดสถานการณ์ให้
ศกึ ษาหาความรู้ด้วยตนเองเปน็ รายบุคคลและเปน็ กลมุ่ เกิดการศึกษาวิเคราะหแ์ ละสรปุ ผลการเรียนรู้
เพื่อนำไปใช้เป็นประโยชน์ในการเรียนรู้ต่อไป

๘. การเรยี นรเู้ พือ่ นำความร้ไู ปประยกุ ต์ใชใ้ นการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ
เปน็ การนำความร้ทู ไี่ ด้จากการเรยี น เชน่ ทกั ษะการสอื่ สาร ทักษะการแสวงหาความรู้
ทักษะการปฏิบัติงาน ทักษะการวิเคราะห์ ทักษะการสังเคราะห์ ทักษะการจัดการ ทักษะการ
ดำเนินชีวิต และการมีมนษุ ยสมั พนั ธ์มาประยุกต์ใชใ้ นการดำเนนิ ชวี ิต และการประกอบอาชีพ

กระบวนการเรยี นรู้
การจดั การเรยี นร้ใู หบ้ รรลตุ ามมาตรฐานการเรยี นรภู้ าษาไทย ผสู้ อนจะตอ้ งศึกษา วเิ คราะห์

จุดหมายของหลักสูตร และมาตรฐานการเรียนรู้ภาษาไทย รวมทั้งเอกสารประกอบหลักสูตรท่ี
เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ในส่วนบทบาทของผู้สอนจะต้องปรับเปลี่ยน
พฤติกรรมจากผู้บอกความรู้แก่ผู้เรียนเป็นผู้สนับสนุน เสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่มี
ความหมายแก่ผเู้ รียน โดยดำเนนิ การดังน้ี

๑. เลอื กรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ผู้สอนสามารถคิดคน้ รูปแบบการจดั กิจกรรม
การเรียนรู้ที่หลากหลาย และเหมาะสมกับผู้เรยี น เช่น กิจกรรมการเรียนรู้แบบทดลองแบบโครงงาน
แบบศูนย์การเรียน แบบสบื สวนสอบสวน แบบอภปิ ราย แบบสำรวจ แบบรว่ มมือ เป็นต้น

๒. คดิ คน้ เทคนคิ กลวธิ กี ารจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ผสู้ อนสามารถคดิ ค้นรูปแบบการจดั
กจิ กรรมการเรยี นรรู้ ูปแบบอน่ื ๆ และนำมาใช้ใหเ้ หมาะสมกับปัจจยั ต่าง ๆ เชน่ ความรู้ ความสามารถ
ดา้ นเนื้อหา ความสนใจและวัยของผู้เรียน ความสอดคลอ้ งกับมาตรฐานการเรียนรแู้ ต่ละช่วงชั้น เวลา
สถานที่ วัสดุอปุ กรณ์ และสภาพแวดลอ้ มของโรงเรยี นและชุมชน

๓. จดั กระบวนการเรียนรู้ การจดั กระบวนการเรยี นรู้มหี ลายรปู แบบ ผู้สอนสามารถเลอื ก
นำมาใชใ้ นการเรียนรู้แบบอน่ื ๆ และนำมาใชใ้ ห้เหมาะสมกับปัจจัยต่าง ๆ เช่น ความรู้ ความสามารถ
ด้านเนือ้ หา ความสนใจและวัยของผู้เรียน ความสอดคลอ้ งกับมาตรฐานการเรียนรู้แต่ละช่วงชั้น เวลา
สถานท่ี วัสดอุ ุปกรณ์ และสภาพแวดล้อมของโรงเรียนและชมุ ชน

๓.๑ การจดั การเรยี นรูแ้ บบโครงงาน เป็นการจัดประสบการณต์ รงใหผ้ ู้เรยี นได้
ปฏิบัติเหมือนกับการทำงานในชีวิตจริง ให้รู้วิธีการแก้ปัญหาด้วยตนเองอย่างเป็นระบบ รู้จักวิธีการ
วางแผน คดิ วเิ คราะห์ ประเมินผลการปฏบิ ัติงานไดด้ ว้ ยตนเอง และฝกึ การเป็นผนู้ ำ และผูต้ ามลกั ษณะ

๔๗๗

ของโครงงาน เป็นเรื่องของการศึกษา ค้นคว้าทดลอง ตรวจสอบ สมมติฐาน โดยอาศัยการศึกษา
วิเคราะห์ ใช้ทักษะกระบวนการ

๓.๒ การจัดการเรยี นรู้โดยใช้กระบวนการกลุ่มสมั พันธ์ เป็นวธิ ีการหรอื พฤตกิ รรม
ที่จะช่วยให้การดำเนินงานเป็นกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ คือ ได้ผลงาน ความรู้สึกและ
ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ร่วมงาน ลักษณะของการสอนแบบนี้เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็นโอกาสให้
ผเู้ รยี นมีโอกาสเข้ารว่ มในกจิ กรรมการเรยี นอยา่ งท่ัวถึง ยึดกลุ่มเป็นแหล่งความรทู้ ี่สำคญั เปดิ โอกาสให้
ผู้เรียนได้ปรึกษาหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ช่วยให้เกิดการเรียนรู้พฤติกรรมของ
ตนเองและผู้อื่น ผู้เรียนค้นหาคำตอบได้ด้วยตนเองจนสามารถนำความรู้ ความเข้าใจจากการ
ปฏบิ ตั ิงานไปใช้ในชีวติ ประจำวันและอยใู่ นสังคมได้อย่างสันตสิ ขุ

๓.๓ การจัดกจิ กรรมการเรยี นรเู้ พอ่ื พฒั นาความรู้ ความคิด มวี ิธีการหลากหลาย
วิธีการหนึ่งคือ การใช้คำถาม การตั้งคำถาม โดยใช้หมวกความคิด ๖ ใบ เป็นการใช้คำถามอย่าง
สรา้ งสรรค์ กิจกรรมทีพ่ ัฒนาทักษะความคิดในการเรียนรภู้ าษาไทย ผู้สอนจะต้องใชค้ ำพดู และวิธีการ
ต่าง ๆ กระตุ้นให้นักเรียนคิดลงมือปฏิบัติ ประเมิน ปรับปรุง แก้ไข พัฒนางานของตน
มีการแลกเปลี่ยนเรียนร้รู ่วมกัน เช่น กิจกรรมการอภิปราย แกไ้ ข พัฒนางานของตน มีการแลกเปลย่ี น
เรียนรู้ร่วมกัน เช่น กิจกรรมการอภิปราย การวิเคราะห์ การวิจารณ์ การค้นคว้า การทำโครงงาน
ฯลฯ นอกจากน้ีผู้สอนยังตอ้ งสอดแทรกคุณธรรมในกระบวนการคิดควบคู่ไปด้วย เช่น ความรบั ผิดชอบ
ความอดทน ความเพยี รพยายาม นอกจากนคี้ วรจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนใช้ความคิดอย่างมีวิจารณญาณ
ในการแก้ปัญหา การตัดสินใจ การวางแผน ดำเนินชีวิตในอนาคต
เพือ่ ให้อยู่ในสังคมท่เี ปล่ียนแปลงได้อยา่ งมคี วามสขุ

๓.๔ การจัดกจิ กรรมการเรยี นรเู้ พื่อพัฒนาทักษะการใชภ้ าษาเพอ่ื การสื่อสาร ครู
ผู้บริหาร ผู้ปกครอง ตลอดจนชุมชนมีบทบาทสำคญั ในการพัฒนาทกั ษะการใช้ภาษาเพือ่ การสือ่ สาร
โดยการจดั กจิ กรรมร่วมกนั เพือ่ ใหผ้ ู้เรียนมีสมรรถภาพในการใช้ภาษาท้ังการฟัง การพูด การอ่าน และ
การเขยี น ดว้ ยการจัดกจิ กรรมในห้องเรียน ในโรงเรียน และในชุมชน เชน่ การเล่าเรื่อง การอภิปราย
การวิจารณ์ การโต้วาที การคัดลายมือ การเขียนเรียงความ การทำโครงงาน การประกวดการอ่าน
การศึกษาค้นคว้า การแขง่ ขนั ตอบคำถาม การอ่านทำนองเสนาะ

๓.๕ การพัฒนาการเรยี นรู้หลกั การใชภ้ าษา จะทำให้ผเู้ รยี นเข้าใจธรรมชาติของ
ภาษาและวฒั นธรรมไทย เกิดความตระหนกั วา่ ภาษามีความสำคญั และมีพลงั กิจกรรมการพัฒนาการ
เรียนรู้หลักการทางภาษา จำเป็นต้องจัดควบคู่และสัมพนั ธ์กับกิจกรรมพัฒนาทักษะการใชภ้ าษาเพ่ือ
การสือ่ สารทุกกจิ กรรม

๓.๖ การพัฒนาการเรียนรู้วรรณคดีและวรรณกรรม เป็นการเรยี นรเู้ ร่อื งราวท่ี

๔๗๘

สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนไทยเพื่อประโยชน์ในการดำรงชีวิต โดยปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับ
สงั คมปจั จุบนั การจัดกิจกรรมจงึ ควรเนน้ ให้ผ้เู รียนใช้ทักษะภาษาเพื่อเรยี นรู้เนอ้ื หาสาระด้วยการอ่าน
พิจารณา วิเคราะห์ วิจารณ์ ประเมินค่าวรรณกรรมและวรรณคดีอย่างมีเหตุผล มีการนำเสนอความ
เข้าใจ ความซาบซึ้ง ข้อคิดและประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การรายงาน การจัดแสดง การสร้า
สรรค์วรรณกรรมทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง ฯลฯ ทั้งนี้จะเกิดผลทำให้ผู้เรียนมีนิสัยรักการอ่านและ
การศกึ ษาคน้ ควา้ ด้วยตนเอง เป็นแนวทางในการผลิตผลงานเพื่อพัฒนาตนเองและสงั คม

๓.๗ การพัฒนาการเรียนรภู้ มู ปิ ญั ญาทางภาษา ช่วยให้ผ้เู รยี นเข้าใจวถิ ชี ีวติ และ
ศลิ ปะการใช้ภาษาของคนในท้องถิน่ การจดั กจิ กรรมจำเป็นต้องใหผ้ ู้เรยี นใช้ทกั ษะภาษาเพือ่ การเรียนรู้
เช่น การสมั ภาษณ์ การรายงาน การทำโครงงาน การจัดการแสดง เป็นต้น โรงเรียนและชุมชนจะต้อง
ร่วมกันจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น เพื่ออนุรักษ์และพัฒนาภูมิปัญญาทางภาษา
วิธีการที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ผู้สอนสามารถนำมาใช้ได้อย่างกว้างขวาง โดยใช้เทคนิควิธีการอย่าง
หลากหลายทเี่ นน้ ผู้เรียนเปน็ สำคัญ คอื ใหผ้ ู้เรยี นมีสว่ นร่วมในการเรียนและเรียนอย่างมคี วามสขุ ท้ังน้ี
ขึ้นอยู่กับสภาพความพร้อมของผู้เรียนและธรรมชาติของสาระการเรียนรู้ที่เรียน เพื่อให้บรรลุตาม
มาตรฐานการเรยี นรู้ที่กำหนดไว้

๔๗๘

๒. การวัดประเมินผล
การวัดและประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่งต้อง

ดำเนนิ การควบคู่กันไป การบรู ณาการหรอื การประสมประสานการวดั และประเมินผลกับการเรียนการ
สอนเข้าด้วยกันจะส่งผลต่อการพัฒนาการศึกษาหลายประการ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้เรียนซึ่งเป็น
ศูนย์กลางของการพฒั นานั้น การวัดและการประเมินผลจะมบี ทบาทสำคัญต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน
ท้ังนเ้ี พราะการวดั และประเมนิ ผลและการเรยี นรูม้ ีความสัมพนั ธก์ นั อย่างใกล้ชดิ โดยการประเมินจะมี
ผลท้งั ทางตรงและทางอ้อมต่อการเรยี นรู้ทางตรงก็คอื จะใหข้ อ้ มูลย้อนกลับท่ีสำคญั เพอ่ื นำไปสู่การจัด
การศึกษาจึงสามารถนำผลทั้งสอง ลักษณะที่เกิดขึ้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงต่อการจัด
การศกึ ษาได้

การวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้ภาษาไทย
การวดั ผลและประเมนิ การเรียนรู้ดา้ นภาษา เปน็ งานทีย่ ากซึ่งต้องการความเข้าในท่ีถูกต้อง

แท้จรงิ เกีย่ วกบั การทำงานของภาษาและการพฒั นาทางภาษา ดังนนั้ ผ้ปู ฏิบัติหนา้ ท่ี วดั ผลการเรียนรู้
ด้านภาษา จำเปน็ ตอ้ งเขา้ ใจหลกั การของการเรียนรู้ภาษา เพ่อื เปน็ พ้ืนฐานการดำเนินงาน ดงั น้ี

๑. ทกั ษะทางภาษา ฟงั ดูด อ่าน เขียน ดู มคี วามสำคญั เท่า ๆ กัน และทกั ษะเหล่านม้ี คี วาม
เกย่ี วเนอ่ื งกนั และความกา้ วหนา้ ของทักษะหน่ึง จะมีผลต่อพฒั นาการทกั ษะอื่น ๆ

๒. ผู้เรียนต้องไดร้ ับการพัฒนาความสามารถทางภาษา เชน่ เดียวกับทกั ษะการคิด ทักษะทาง
สังคม
เม่ือผูเ้ รยี นมโี อกาสใช้ภาษาตามความต้องการที่แท้จรงิ ของตนเอง และในสภาพการณ์จริงท้ังในบริบท
ทางวิชาการในหอ้ งเรียน และชุมชนทีก่ วา้ งออกไป
๔. ผ้เู รยี นตอ้ งเรยี นรกู้ ารใช้ภาษาพดู ภาษาเขยี นอย่างถูกตอ้ ง ด้วยการฝึกฝน มิใชก่ ารเรยี นรู้
กฎเกณฑ์ทางภาษาแต่อย่างเดียว การเรียนการใช้ภาษาทีประกอบด้วยไวยากรณ์ การสะกดคำ และ
เคร่อื งหมายตา่ ง ๆ จะคอ่ ย ๆ เพ่ิมขนึ้ เมอื่ ผเู้ รยี นไดพ้ ฒั นาทักษะทางภาษาตนเอง
๔. ผู้เรียนทุกคนต้องผ่านขั้นตอนการพัฒนาทางภาษาเช่นเดียวกัน แต่จะต่างกันในจังหวะ
ก้าว และ
วิธกี ารเรยี นรู้
๕. ภาษา และวฒั นธรรม มคี วามสมั พนั ธก์ นั อยา่ งใกลช้ ดิ หลกั สตู รที่ให้ความสำคัญ ให้
ความเคารพ และเห็นคุณค่าของเชื้อชาติ วัฒนธรรม ภูมิหลังทางภาษา และความหลากหลายของ
ภาษา
จะช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาความรู้สึกที่ดีเกี่ยวกับตนเอง และกระตุ้นให้ผู้เรียนเรียนรู้หลักการของการ
ประเมินผลในช้นั เรียนท่ีมปี ระสิทธิภาพ

๔๗๙

ประการแรก : การประเมินผลในชัน้ เรียนที่มปี ระสิทธิภาพ จะต้องสง่ เสริมการเรยี นรู้
ของผู้เรียน

ประการทสี่ อง : การประเมนิ ผลจะต้องใชข้ อ้ มลู จากแหลง่ ขอ้ มูลทีห่ ลากหลาย
ประการทีส่ าม : การประเมนิ ผลจะตอ้ งมีความเทย่ี งตรง เช่อื ถือได้ และยตุ ิธรรม

การวางแผนการเกบ็ รวบรวมข้อมูลเพอ่ื การประเมนิ ผลการเรยี น
หลงั จากที่ผู้สอนกำหนดกิจกรรมการเรียนการสอนแล้ว ผ้สู อนจะตอ้ งพิจารณา กำหนดวธิ ีการ
เก็บรวบรวมข้อมูลผลการเรียนรู้ที่ได้จากการจัดกิจกรรมการเรียนาการสอนดังกล่าว ทั้งนี้ โดย
พจิ ารณาองคป์ ระกอบสำคญั ต่อไปนี้
๑. ผลการเรียนรูท้ ี่ต้องการจากกิจกรรมการเรยี นการสอน คืออะไร
ตามหลักสูตรการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ผลการเรียนรูไ้ ด้มาจากมาตรฐานการเรียนรู้ระดับต่าง ๆ
ซึ่งกำหนดไว้โดยครอบคลุมความรู้ ทักษะ และคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมต่าง ๆ ผลการเรียนรู้ที่
คาดหวัง จะนำไปสู้การเลอื กวิธีการเกบ็ รวบรวมข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ เช่น ผ้สู อนกำหนดว่า ผลการ
เรียนรู้ที่ต้องการคือ ความสามารถในการเขียนบทความเพื่อโน้มน้าวชักชนวน ผู้สอนจะต้องเก็บ
รวบรวมตัวอย่างผลงานที่เคยมอบหมายให้ผู้เรียนได้จัดทำเกี่ยวกับเรื่องนี้และประเมินโดยเทียบกัน
เกณฑท์ ่กี ำหนด ผลการประเมนิ จึงจะเท่ยี งตรง เช่อื เถอื ได้ แต่ถ้าผู้สอนใช้แบบทดสอบชนิดเลือกตอบ
ในการเก็บรวบรวมขอ้ มลู ถอื วา่ ผ้สู อนใช้วิธกี ารไม่เหมาะสม
๒. ความมงุ่ หมายการประเมินคอื อะไร และใครจะเปน็ ผู้นำผลการประเมนิ ไปใช้
ความม่งุ หมายของการประเมนิ และผจู้ ะนำผลการประเมินไปใช้ จะชว่ ยใหส้ ามารถเลือกใช้
วิธกี ารประเมินได้เหมาะสม รวมทั้งสามารถกำหนดแนวทางในการรายงานผลการประเมนิ ได้ การ
ประเมินเพอื่ วนิ จิ ฉัยจุดเด่น-ดอ้ ย ในการเรยี น กับการประเมินเพอื่ ตัดสนิ ผลการเรยี น มคี วามมงุ่ หมาย
ตา่ งกัน การประเมนิ เพอ่ื วินจิ ฉัย ต้องการข้อมูลเพือ่ การปรับปรุงพฒั นาผเู้ รียน ดงั นนั้ วธิ กี ารประเมนิ
จะมลี กั ษณะทมี่ ุ่งเนน้ ในรายละเอยี ดทุกข้ันตอนแหง่ การเรียนรเู้ พ่ือเป็นขอ้ มูลการแก้ปัญหาเกย่ี วกบั
การเรียนของผเู้ รียน เหมาะทจ่ี ะนำมาใชร้ ะหวา่ งกระบวนการเรียนการสอน สว่ นการประเมินเพื่อ
ตัดสินผลการเรียนจะเปน็ การประเมินสรปุ ผลการเรยี นทง้ั หมด แนวทางการวัดจึงมีลกั ษณะท่นี ำมา
เฉพาะเป้าหมายหลกั สำคญั ที่จะแสดงภาพรวมเกย่ี วกับสัมฤทธผิ ลของผ้เู รยี นตามความคาดหวงั
ประเมิน เปน็ ตน้

วิธีการเก็บรวบรวมขอ้ มูลผลการเรียนของผ้เู รียน
วธิ กี ารเก็บรวบรวมขอ้ มลู ท่ถี กู นำมาใช้ในการประเมนิ โดยท่ัวไป เช่น การสงั เกต การตรวจ
งานหรอื ผลงาน การทดสอบความรู้ การตรวจสอบการปฏบิ ตั แิ ละการแสดงออก อย่างไรก็ตาม มีการ

๔๘๐

นำเสนอแนวทางการเกบ็ รวบรวมข้อมูล โดยพิจารณาจากเปา้ ประสงคข์ องการประเมนิ ที่
เฉพาะเจาะจงในรายละเอียด เพือ่ ข้อมูลทไี่ ดจ้ ะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ต่อการปรบั ปรุงพฒั นา
กระบวนการเรียนรไู้ ด้อย่างแทจ้ รงิ ดังนี้

๑. การให้ตอบแบบทดสอบ ทง้ั ในลกั ษณะที่เป็นแบบเลือกคำตอบ ได้แก่ ขอ้ สอบแบบ
เลือกตอบ
ถูก-ผิด และขอ้ สอบชนดิ ให้ผู้สอบสร้างคำตอบ ได้แก่ เติมข้อความในชอ่ งวา่ ง คำตอนนน้ั เปน็ ประโยค
เป็นข้อความ เป็นแผนภูมิ

๒. การดจู ากผลงาน เชน่ เรียงความ รายงานการวจิ ัย บนั ทกั ประจำวนั รายงานการ
ทดลอง บทละคร บทร้อยกรอง แฟม้ ผลงาน เป็นต้น ผลงานจะเป็นสิง่ แสดงให้เห็นการนำความรู้และ
ทักษะไปใชใ้ นการปฏิบัติงานของผเู้ รียน

๓. ดกู ารปฏบิ ัติ โดยผู้สอนสามารถสังเกตการณน์ ำทักษะและความรูไ้ ปใชโ้ ดยตรงใน
สถานการณท์ ่ีให้ปฏิบัตจิ รงิ วธิ กี ารน้ถี ูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางในการประเมนิ การปฏิบตั ิหน้าท่มี ี
ระเบยี บ ขอ้ บังคับเชน่ การร้องเพลง ดนตรี พลศึกษา การโตว้ าที การกล่าวสุนทรพจน์ ละครเวที

๔. ดูกระบวนการ วธิ ีการน้จี ะใหข้ ้อมลู เกี่ยวกบั วธิ กี ารเรยี นรกู้ ระบวนการคิดของผเู้ รยี น
มากกว่าที่จะดผู ลงาน หรอื ปฏิบัติ ซึง่ จะทำใหก้ ระบวนการคดิ ที่ผู้เรยี นใช้วิธกี ารทีพ่ บวา่ ครูผู้สอนใชอ้ ยู่
เป็นประจำในกระบวนการเรยี นการสอน คือ การให้นักเรยี นคิดดัง ๆ การตงั้ คำถามให้นกั เรยี นตอบ
โดยครูจะเป็นผู้สงั เกตวธิ ีการคิดของผูเ้ รยี น วธิ กี ารเช่นน้เี ปน็ กระบวนการท่ีจะให้ขอ้ มูลเพอ่ื การวนิ ิจฉัย
และเป็นขอ้ มลู ย้อนกลบั แก่ผู้เรียน โดยการเกบ็ รวบรวมข้อมูลอยา่ งต่อเนอ่ื ง ซงึ่ เหมาะกบั การประเมนิ
พฒั นาการด้านคณุ ธรรม จรยิ ธรรม และลักษณะนสิ ัย

จากแนวทางการเก็บรวบรวมข้อมูลเพ่อื การประเมนิ ผลการเรียนรู้ดงั กลา่ วข้างตน้ สามารถ
นำมาพิจารณากำหนดแนวทางการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ทักษะทางภาษาได้ โดยการสังเกตผ่าน
พฤตกิ รรมการปฏิบตั ติ ่าง ๆ เช่น การเล่าเรือ่ ง การใหค้ ำชแ้ี จง การเลา่ ประสบการณ์ การรว่ มกจิ กรรม
ตา่ ง ๆ การปฏิสัมพันธก์ ับกลมุ่ /บคุ คล หากผลการเรยี นรูท้ ตี่ อ้ งการจากการเรยี น คือ ความรู้ ความคิด
เกี่ยวกบั กฎเกณฑ์ของภาษา การใช้ภาษา วธิ กี ารเก็บรวบรวมข้อมูล เพอ่ื การประเมินทเ่ี หมาะสม คือ
การใช้ขอ้ สอบ ซึง่ อาจเปน็ แบบเลือกตอบ หรือให้สร้างคำตอบ

การรายงานผลการประเมนิ
วิธีการรายงานผลการประเมนิ มีหลายลกั ษณะ ซ่ึงจะเป็นไปตามลักษณะผลการเรยี นรู้ที่
ตอ้ งการประเมิน วธิ กี ารเกบ็ รวบรวมข้อมูล จุดประสงคข์ องการประเมนิ และผ้ใู ช้ขอ้ มลู ผลการ
ประเมนิ รปู แบบที่ใชโ้ ดยทวั่ ไปขณะน้ี คือ
- การรายงานในรูปคะแนน ได้แก่ คะแนนร้อยละ คะแนนรวม
- ระดบั ผลการเรียน เปน็ ตัวอกั ษร ตัวเลข

๔๘๑

- มาตรวดั ที่แสดงพัฒนาการ / ความสามารถในลักษณะ Rubric
- รายงานโดยเขยี นบอกเล่า
- การให้ขอ้ คิดเหน็ โดยการเขียน
- การรายงานด้วยวาจา
ขอ้ พึงปฏิบัติ
เปา้ หมายของการจัดการศึกษา คอื พฒั นาผูเ้ รียนใหม้ ีความรู้ความสามารถตามมาตรฐานการ
เรยี นร้ทู กี่ ำหนด ในการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ ผูส้ อนจำเป็นต้องวางแผนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้
วางแผนการเก็บรวบรวมขอ้ มูลเพือ่ การประเมนิ ให้สอดคล้องกนั เพ่อื ใหไ้ ดข้ ้อมลู ที่จะนำไปสกู่ าร
ประเมนิ ความรู้ความสามารถ
ท่ีแท้จริงของผู้เรยี น ความสามารถในการใช้ภาษาสามารถประเมนิ ได้จากการรวบรวมขอ้ มูลผา่ นการ
สงั เกตการปฏิบัตกิ ิจกรรมต่าง ๆ ของผู้เรยี นไดอ้ ย่างต่อเนอื่ งตลอดเวลา ทงั้ ในขณะท่ีผู้สอจัด
กระบวนการเรียนการสอน ซ่ึงถือว่าอยู่ในบริบทท่ีผสู้ อนได้จัดหรอื จำลองข้นึ มาและในขณะทีผเู้ รยี นได้
ปฏบิ ัตใิ นสภาพท่ีแท้จริง จากการมีปฏิสัมพันธ์กับบคุ คลตา่ ง ๆ รอบตัว ซึ่งจะเปน็ ขอ้ มลู ท่ีสะท้อน
ความสามารถท่แี ทจ้ ริงของผเู้ รยี นได้เปน็ อยา่ งดีพรอ้ ม ๆ กบั การประเมนิ ความรคู้ วามสามารถทาง
ภาษา ผู้สอนสามารถประเมนิ พฒั นาการดา้ นคุณธรรม จรยิ ธรรมและค่านิยมทีต่ ้องการปลกู ฝงั ให้
เกดิ ขนึ้ แกผ่ ู้เรยี นดว้ ย
ท้ายที่สดุ ใครข่ อให้ผ้สู อนไดน้ ำผลการประเมนิ มาใช้เปน็ ประโยชนต์ อ่ การปรับปรุงและพัฒนา
ผู้เรยี นอยา่ งแทจ้ รงิ มใิ ช่การประเมินเพ่อื การตัดสินเพอ่ื เลือ่ นชน้ั หรือเพื่อการผา่ นแต่ประการเดียว
เพราะหลกั การประเมินผลการเรียนตามหลกั สูตรการศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐานใหค้ วามสำคัญตอ่ การประเมิน
เพือ่ ปรบั ปรุงและพฒั นาผเู้ รียนเปน็ ประเด็นหลกั

๓. แหล่งการเรียนรู้
แหล่งการเรยี นร้ทู ผี่ ู้เรยี นสามารถคน้ คว้าหาความรเู้ พิม่ เตมิ ได้ ดังนี้
หอ้ งสมุด เป็นแหล่งการเรียนรแู้ ละเป็นหัวใจสำคัญของสถานศึกษาทผี่ ู้เรยี นจะใช้ใน

การศกึ ษาค้นควา้ ใช้ในการอา่ นเพื่อเพ่ิมความรู้ การจัดหอ้ งวิชาการต่าง ๆ เป็นสว่ นหนึง่ ของห้องสมดุ
หรอื เป็นแหลง่ การเรียนรใู้ นสถานศกึ ษา จะทำให้ผู้เรียนไดป้ ระโยชนจ์ าการเรียนและในปัจจุบันการใช้
อนิ เตอรเ์ นต็ ในการคน้ ควา้ ความรู้มีความสำคญั มากขนึ้ สถานศกึ ษาจำเป็นต้องพจิ ารณาจดั ไว้ให้
เพยี งพอ และอบรมให้มีการใช้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ

ทรพั ยากรบคุ คล เช่น ผปู้ กครอง และคนใจชุมชนท่มี คี วามรู้ความสามารถดา้ นภาษาและ
ภูมปิ ัญญาทางภาษา ภาษาถ่ิน เพลงพน้ื บ้าน พิธีการตา่ ง ๆ ครภู าษาไทยควรจัดทำบัญชีรายชอ่ื บุคคล
ทม่ี ีความรูค้ วามสามารถ ซง่ึ สามารถเชิญมาให้ความร้ใู นโรงเรยี น

๔๘๒

การพฒั นาส่ือและแหลง่ การเรยี นรู้
สือ่ การเรยี นการสอน เป็นสอ่ื กลางท่ีทำหนา้ ทก่ี ารถา่ ยทอดและแลกเปล่ยี นเนอ้ื หา
ประสบการณ์ แนวคดิ ทกั ษะ และเจตคติระหว่างผสู้ อนกับผเู้ รียน โดนเนน้ บทบาทของผู้เรียนท่เี ป็น
ผกู้ ระทำหรือใช้สื่อ เพอ่ื ให้เกิดความรู้ ทักษะกระบวนการ และความร้สู ึกนึกคดิ ตา่ ง ๆ บรรลมุ าตรฐาน
การเรียนรู้
ความสำคญั ของการใชส้ อ่ื การเรยี นการสอน เนื่องจากการเรียนการสอนเป็นกระบวนการ
สอ่ื สารความรู้ ประสบการณ์ ทกั ษะ ความคดิ เหน็ ตลอดจนเจตคติ ซง่ึ อาจจะทำไดห้ ลายวธิ ีและอาจใช้
เคร่ืองมือประกอบการสอนต่าง ๆ อีกมากมาย ดังนั้นการสอนโดยการบรรยายหรือการใชห้ นังสือเรยี น
เพียงเล่มเดยี ว ไม่สามารถพฒั นาผเู้ รยี นใหบ้ รรลุจุดหมายตามท่คี าดหวังได้ เพราะในสังคมปัจจบุ ันเปน็
ยคุ สมัยท่ีข้อมลู ข่าวสารความรู้ความสมัยใหม่ ตลอดจนเทคโนโลยีการสอ่ื สารไดแ้ ผข่ ยายกวา้ วขวาง
อย่างไมม่ ขี อบเขตจำกัด จำเปน็ ตอ้ งพฒั นาศกั ยภาพความสามารถของผูเ้ รยี นอย่างเตม็ ทีใ่ หม้ ีนสิ ัยใฝร่ ู้
แสวงหาความรู้ดว้ ยตนเอง ผูเ้ รยี นสามารถเรียนร้แู ละพัฒนาตนเอง โดยให้แหล่งความรูท้ ่มี ีรปู แบบ
หลากหลาย กล่าวคือ การเรยี นการสอนจำเป็นต้องเลอื กสรรส่ือการเรียนการสอนทท่ี ำให้ผเู้ รยี นรดู้ ว้ ย
ตนเอง มโี อกาสรู้รว่ มกับผู้อน่ื และมีความรับผดิ ชอบท่จี ะสรา้ งองคค์ วามรดู้ ้วยตนเอง
สื่อการเรยี นการสอนจำแนกตามลักษณะของส่ือที่นำไปใชม้ ี ๕ ประการ คือ
๑. ส่อื สิง่ พิมพ์ เปน็ สอื่ ทใี่ ชร้ ะบบการพิมพ์ เชน่ หนังสือเรียน คมู่ อื หนังสือเสริม
ประสบการณ์ ฯลฯ
๒. ส่ือวสั ดุอุปกรณ์ เปน็ สอื่ สงิ่ ของตา่ ง ๆ เชน่ ของจรงิ หุ่นจำลอง แผนภมู แิ ผนท่ี ตาราง
สถิติ กราฟ ฯลฯ
๓. สือ่ โสตทศั นูปกรณ์ เป็นสอ่ื ท่ีนำเสนอดว้ ยเคร่อื งมอื อุปกรณต์ า่ ง ๆ เช่น ภาพเลือ่ น
(Slide) แถบเสียง แถบบนั ทึกภาพ ส่ือประเภทอื่น ๆ อาทิ สื่อมัลติมีเดยี ฐานขอ้ มูล คอมพวิ เตอร์
ฯลฯ
๔. สื่อกิจกรรม เปน็ สอ่ื ประเภทวธิ ีการที่ใชใ้ นการฝึกปฏิบตั ิ ฝกึ ทกั ษะ ซง่ึ ตอ้ งใช้
กระบวนการคดิ การปฏบิ ัติ การเผชญิ สถานการณ์และการประยุกตค์ วามร้ขู องผู้เรียน เชน่ เกม เพลง
บทบาทสมมตุ ิ แบบทดสอบ แผนการสอน ใบความรู้ ใบงาน ฯลฯ
๕. ส่อื บริบท เปน็ สือ่ ที่ส่งเสรมิ การเรยี นการสอน ไดแ้ ก่ สภาพแวดลอ้ ม สถานการณ์ตา่ ง ๆ
เชน่ หอ้ งเรยี น ห้องปฏิบตั ิการ สวนวิทยาศาสตร์หรอื แหล่งเรยี นรู้อน่ื ๆ บคุ คล หอ้ งสมุด ชมุ ชน
สังคม วฒั นธรรม เครือข่ายคอมพิวเตอร์ ฯลฯ
นอกจากแหล่งการเรียนรู้ทก่ี ล่าวข้างตน้ แล้ว ผูเ้ รียนสามารถศกึ ษาความรูไ้ ดจ้ ากภาษาทใ่ี ชใ้ น
ชีวติ ประจำวนั เช่น ในบ้าน ในสถานทต่ี ่าง ๆ ภาษาที่ใช้ในคอมพิวเตอร์ ซ่งึ ได้จากการใชอ้ นิ เตอรเ์ น็ต

๔๘๓

โทรทศั น์ วทิ ยุ วารสาร สงิ่ พมิ พ์ต่าง ๆ รวมทงั้ การแสวงหาความรู้จากการไปทัศนศึกษาตามสถานที่
ต่าง ๆ ด้วย



คณะทำงานจดั ทำหลกั สูตร

กลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาไทย โรงเรยี นอนบุ าลตาก

๑. ดร.เสวก บญุ ประสพ ผอู้ ำนวยการโรงเรยี น ประธานทปี่ รึกษา

๒. นางสาวจตรุ พร มหาภาส รองผอู้ ำนวยการ ท่ีปรกึ ษา

๓. นางเสาวรส จว๋ิ กาวี รองผอู้ ำนวยการ ท่ปี รกึ ษา

๔. นางสาวลักขณา จ๋วิ ปญั ญา รองผู้อำนวยการ ทปี่ รึกษา

๕. นางวาสนา บวั งาม ผู้ชว่ ยผูอ้ ำนวยการงาน ทป่ี รกึ ษา

๖. นางสกุณา กนั คมุ้ ครู หัวหนา้ กลุ่มสาระการเรียนรู้

7. นางสาวณฐั กรณ์ ขัติวงษ์ ครู กรรมการ
ครู กรรมการ
8. นางสาวนฤมล นำ้ เงนิ
ครู กรรมการ
9. นางศรีอำพร แสงแป้น ครู กรรมการ
ครู กรรมการ
10. นางสาวจินตหรา จนั ทรบุตร
ครู กรรมการ
๑1. นางพรพรรณ วงษ์สงวน ครู กรรมการ

๑2. นางยุพยงค์ ปาคำมา ครู กรรมการ
ครู กรรมการ
๑3. นางฐิติมา สุติ ครู กรรมการ

๑4. นายเนรมติ ใจโปรง่ ครู กรรมการ
ครู กรรมการ
๑5. นางอมั พร ดิวรางกูร
ครู กรรมการ
๑6. นางสาวนัดดา หมีโชติ ครู กรรมการ

๑7. นางสาววรนชุ นอ้ ยวัง

๑8. นางสาวสรอ้ ยไพรินทร์ วริ ิยะรตั นพร

๑9. นางสาววไิ ลวรรณ ทำสนี าค

20. นายธราธร เกิดใหม่

๒1. นางมยรุ ี ศิริยานนท์ ครู กรรมการเลขานกุ าร


Click to View FlipBook Version