31 ศิลาจ าหลักเหตุการณ์ในพุทธประประวัติ ตอนปฐมเทศนา ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ ศิลปวฒันธรรมทวารวดี ศิลปะทวารวดี คือมิติหนึ่งของสังคมที่ผ่านยุคก่อนประวัติศาสตร์ มาสู่ยุคที่มีกรอบเกณฑ์ของ งานช่างทางศาสนา ศูนย์กลางของอาณาจักรทวารวดีอยู่ทางภาคกลาง โดยโยงใยอยู่ตามภาคต่างๆ ของ ประเทศไทย ซึ่งระยะแรกใกล้ชิดกับต้นแบบในศิลปะอินเดีย ก่อนที่ลักษณะท้องถิ่นจะปรากฏขึ้นชัดเจน งานช่างประเภทต่างๆที่หลงเหลือมากที่สุดของสมัยทวารวดีคืองานประติมากรรม โดยเฉพาะ พระพุทธรูป ที่สลักจากศิลา ส าริด ดินเผา และปูนปั้น พระพุทธรูป แบบทวารวดีมีลักษณะใกล้เคียงกับ ศิลปะแบบอินเดียสมัยคุปตะ แสดงลักษณะเฉพาะตัว โดยเฉพาะพระพุทธรูป เช่นพระพุทธรูปในพระ อิริยาบถยืนในอาการตริภังค์ คือ เอียงพระโสภี (สะโพก) ซึ่งเป็นสุนทรียภาพแบบอินเดียโดยแท้ ศิลปะ ทวารวดี มีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 – 16 ส่วนใหญ่สร้างขึ้นในพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท (หีนยาน) เจริญขึ้นทางภาคกลาง ก่อนที่จะเผยแผ่ไปสู่ภาคอีสาน และภาคใต้ ได้พบงานสลักหินหลายชิ้นในศิลปะ ทวารวดี เช่น ชิ้นส่วนธรรมจักร พระพุทธรูป 1. การแบ่งยุคสมัย ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ในจังหวัด นครปฐม สุพรรณบุรี และในภูมิภาคอื่นๆ สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ยุคสมัยด้วยกัน ดังนี้
32 1.1 สมัยหินใหม่ (Neolithic Age) ประมาณ 3,500 ปีมาแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นการตั้งถิ่นฐาน บ้านเรือนขึ้นครั้งแรก เป็นช่วงเวลาที่มนุษย์เริ่มรู้จักการท าการเกษตร มีการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์เป็นอาหาร เปลี่ยนวิถีชีวิตจากการเร่ร่อนหาอาหารตามธรรมชาติ เป็นการสร้างบ้าน เกิดเป็นหมู่บ้านเกษตรกรรม ใช้ เครื่องมือที่ท าจากหินที่เรียกว่า “ขวานหินขัด” เริ่มรู้จักการทอผ้า ท าเครื่องประดับจากกระดูกสัตว์ และ เปลือกหอย การท าเครื่องปั้นดินเผา ดังจะเห็นได้จากการขุดพบภาชนะดินเผา “หม้อสามขา”หลาย รูปทรงจ านวนมาก ที่พบจากแหล่งโบราณคดี ทั้งในต าบลพระประโทน จังหวัดนครปฐม และแหล่ง โบราณคดีหนองราชวัตร อ าเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี แวดินเผา (อุปกรณ์ทอผ้า) 1.2 สมัยโลหะ (Metal Age) ประมาณ 2,500 ปีมาแล้ว เป็นยุคที่มีการพัฒนาทางเทคโนโลยี และการติดต่อกับชุมชนห่างไกล มีการพบหลักฐานว่ามีการเริ่มรู้จักน าโลหะมาใช้ โดยมีเทคโนโลยีการ ถลุงแร่และหลอมโลหะเพื่อท าเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ทั้งส าริด และเหล็ก ซึ่งสามารถใช้งานได้ดีกว่า เครื่องมือหิน มีการแลกเปลี่ยนสินค้ากับชุมชนอื่น ร่องรอยของชุมชนสมัยโลหะพบกระจายตัวอยู่ทั่วทุก อ าเภอของจังหวัดสุพรรณบุรี โดยได้พบหลุมฝังศพของมนุษย์สมัยนั้น พบโบราณวัตถุที่ส าคัญคือ ต่างหู รูปสัตว์ 2 หัว “ลิง-ลิง-โอ” ทีรูปทรงกึ่งทรงกลม บากด้านบนให้เป็นตะขอส าหรับสวมใส่ใบหู หรือร้อย เชือก มีปุ่มแหลม 3 ปุ่มที่ขอบข้าง ซึ่งต่างหูแบบนี้พบตามแหล่งโบราณคดีร่วมสมัยและแหล่งฝังศพของ พวกวัฒนธรรมซาหวิ่นห์หลายแห่งในประเทศไทย ซึ่งนักโบราณคดีสันนิษฐานว่าตุ้มหูแบบลิง-ลิง-โอ นี้ ถูกน าเข้ามาในประเทสไทยโดยการติดต่อซื้อขายแลกเปลี่ยนภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
33 ตุ้มหูแบบลิง-ลิง-โอ 1.3 สมัยสุวรรณภูมิ (Suvarnabhumi Period) ประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว เป็นยุคที่มีการ ค้าขายกับโพ้นทะเล แรกรับพระพุทธศาสนา และก าเนิดชุมชนเมือง ในช่วงของปลายสมัยโลหะ เริ่มมี การติดต่อซื้อขายกับดินแดนโพ้นทะเล ทั้งอินเดีย เปอร์เซีย และจีน มีการค้นพบลูกปัดแก้ว ลูกปัดหินอะ เกตและคาร์เนเลี่ยน ตะเกียงโรมัน และเหรียญกษาปณ์โรมัน ซื้อพ่อค้าชาวต่างชาติได้น าสินค้าเหล่านี้มา ซื้อขายแลกเปลี่ยนกับสินค้าพื้นเมือง เช่น ของป่า และแร่ธาตุต่างๆ นอกจากนี้ยังมีการพบพระพุทธรูป และวัตถุที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนาที่มีรูปแบบศิลปะอมราวดีของอินเดีย ที่แสดงถึงการเข้ามาของ พระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรก และจากหลักฐานดังกล่าวนั้น ท าให้สันนิษฐานว่าบริเวณจังหวัดสุพรรณบุรี คือศูนย์กลางการค้าของสุวรรณภูมิ เป็นดินแดนที่พ่อค้าวานิชล้วนต้องการมาแสวงโชค จากการพบ ร่องรอยของชุมชนขนาดใหญ่ที่เมืองโบราณอู่ทองตั้งแต่สมัยหินใหม่ และพัฒนาต่อเนื่องจนกลายเป็น เมืองท่าขนาดใหญ่เมื่อมีการซื้อขายกับโพ้นทะเล
34 การแต่งกายสมัยทวาราวดี (พุทธศตวรรษที่ 11-16) ลกัษณะการแต่งกายของหญิง ผม ท าผมเกล้ามวย หรือถักเปียเป็นจอมสูงเหนือศีรษะ ใช้ผ้าสลับสีรัดเกล้าไว้ตรงกลาง แล้วปล่อย ชายผมลงมาหรือเกล้าแล้วรัดเกล้าไว้ไม่ปล่อยชายผมหรือถักเปียเป็นจอมสูงเหนือ ศีรษะรัดตรงกลางให้ ตอนบนสยายออก ลักษณะการแต่งกายของชาย ผม ถักเปียเป็นหลอดยาวประบ่า หรือเกล้าสูงรัดด้วยผ้า หรือเครื่องประดับแล้วปล่อย ชายผมกลับลง มา เกล้าเป็นจุกก็มี เครื่องประดับ ต่างหูเป็นแผ่นกลม หรือเป็นห่วงกลม สายสร้อยท าเป็นแผ่นทับทรวงรูป สี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนเป็น ลวดลายนก ต้นแขนประดับด้วยก าไลเล็ก ๆ ท าด้วยทองค าส าริด และ ลูกปัดสีต่าง ๆ สวมก าไลมือหลาย เส้น การแต่งกายสมัยทวาราวดี (พุทธศตวรรษที่ 11-16)
35 รปูปัน้ดินเผา ศิลปะทวารวดี ประติมากรรมนูนสูง ที่สตรีมักสวมใส่ต่างหูหรือลานหูขนาดใหญ่
36 ประติมากรรมปูนปั้นใบหน้าบุคคลสวมเครื่องประดับ ประติมากรรมปูนปั้นใบหน้าบุคคลสวมเครื่องประดับ พุทธศตวรรษที่ 13-14 ขุดพบที่เมืองโบราณคูบัว จังหวัดราชบุรี
37 ประติมากรรมและสถาปัตยกรรม ในสมยัทวารวดี งานศิลปกรรมประเภทต่างๆ ของสมัยทวารวดี มีหลักฐานชัดเจนด้านงานช่างทางศาสนา ของ ดินแดน TO-LO-PO-TI (โถโลโปตี้) จากบันทึกการเดินทางของหลวงจีนที่ไปศึกษาพระพุทธศาสนาที่ อินเดีย พร้องกับค าว่า ทวารวดี ในจารึกภาษาสันสกฤตบนเหรียญเงิน อ่านได้ว่า ศรีทวารวตี ศวรปุณย และการที่เรียกศิลปะทวารวดีในความหมายทางวัฒนธรรม เช่น การอธิบายลักษณะของงานช่าง คือ ประติมากรรม หรือ สถาปัตยกรรม (สันติ เล็กสุขุม, 2552: 11) ประติมากรรมและสถาปัตยกรรม ในสมัยทวารวดีงานประติมากรรมและสถาปัตยกรรมที่พบ ส่วนมากมักเกี่ยวข้องกับศาสนา ซึ่งพุทธศาสนาได้ถือก าเนิดขึ้นในประเทศอินเดียกว่าพันปี ก่อนที่จะมี การเผยแผ่เข้ามาสู่ดินแดนประเทศไทย โดยเมืองโบราณอย่างนครปฐมและสุพรรณบุรีเป็นชุมชนรุ่น แรกๆที่ถือได้ว่าเป็นชุมชนหน้าด่านในการรับเอาพระพุทธศาสนาเข้ามาประดิษฐานในประเทศไทย ดังที่ ปรากฎในงานปูนปั้น ซึ่งท าไว้ประดับฉากเล่าเรื่องทางศาสนา หรือท าไว้เพื่อประดับส่วนใดส่วนหนึ่งของ อาคารศาสนสถาน เช่น รูปนางนักดนตรีทั้งห้า ช่วยให้เราได้รู้เครื่องดนตรีบางชนิด และการใช้เครื่อง ดนตรีเหล่านั้นในสมัยทวารวดี รูปเล่าเรื่องนิทานท าด้วยดินเผา เป็นอุบายสั่งสอนธรรมมะด้วยชาดกหรือ พุทธประวัติ เช่น ที่จุลประโทณเจดีย์ ของจังหวัดนครปฐม นอกจากพระพุทธรูป ช่างในสมัยทวารวดียัง ได้สร้างรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ตามหลักความเชื่อในพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน อีกสิ่งหนึ่งที่ พบได้ในศิลปะทวารวดี ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ในพุทธศาสนา คือ ธรรมจักร ซึ่งมักพบร่วมกับรูปกวางหมอบ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แสดงการปฐมเทศนานอกจากธรรมจักรและกวางหมอบ ยังมีพุทธประวัติตอนอื่นอีก เช่น รูปพระพุทธเจ้าประทับเหนือพนัสบดี ซึ่งหมายถึง ตอนพระพุทธองค์เสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้น ดาวดึงส์ หลังโปรดพุทธมารดา ซึ่งมีมาก่อนสมัยอินเดียโบราณ (สันติ เล็กสุขุม, 2552: 25-45) จากการศึกษาหลักฐานทางโบราณคดีที่พบในเมืองโบราณนครปฐมและสุพรรณบุรี ไม่ว่าจะเป็นศา สนสถาน ศาสนวัตถุ หรือเครื่องใช้ในชีวิตประจ าวันได้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลวัฒนธรรมจากอินเดียที่ ค่อนข้างเด่นชัดในระยะแรก ก่อนที่จะมีการผสมผสานวัฒนธรรมและรสนิยมท้องถิ่นเข้ากับอิทธิพลจาก ภายนอกในเวลาต่อมาจนเกิดเป็นวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะขึ้นในนาม วัฒนธรรมทวารวดี ดังจะ เห็นได้จาก ชิ้นส่วนประติมากรรมปูนปั้นรูปบุคคลสวมผ้าโพกศีรษะ ที่มีลักษณะคล้ายชาวอินเดีย และ กลุ่มคนในแถมเปอร์เซียที่สวมหมวกรูปกรวย ศิลปะทวารวดี ราวประมาณพุทธศตวรรษที่ 12-16 หรือ ชิ้นส่วนประติมากรรม สลักรูปหม้อปูรณกลศ ที่แสดงสัญลักษณ์ถึงความอุดมสมบูรณ์ตามแบบคติอินเดีย ขุดพบที่วัดพระประโทน และบริเวณเมืองโบราณ จังหวัดนครปฐม จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติพระปฐมเจดีย์
38 ชิ้นส่วนประติมากรรมปูนปั้น รูปบุคคลสวมผ้าโพกศีรษะ และชิ้นส่วนประติมากรรม สลักรูปหม้อปูรณ กลศ แสดงปูนปั้นลายพันธุ์พฤกษา ศิลปะทวารวดี ราวประมาณพุทธศตวรรษที่ 12-16 ขุดพบที่วัดพระประโทน และในจังหวัดนครปฐม ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์
39 สิ่งของเครื่องใช้ สิ่งของเครื่องใช้ ดินแดนทวารวดีในอดีตตั้งอยู่บนแนวฝั่งทะเลโบราณ มีหลักฐานที่แสดงว่ามี มนุษย์อยู่อาศัย ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์โดยระหว่างการก่อสร้างถนนมาลัยแมนผ่านเขตนครปฐม ได้พบเครื่องมือหิน เศษภาชนะดินเผา และเครื่องมือที่ใช้ทางการเกษตร ภาชนะดินเผาสมัยทวารวดีที่ ค้นพบบริเวณชุมชนเมืองโบราณนครปฐมและเมืองโบราณสุพรรณบุรี เป็นภาชนะดินเผาประเภท เนื้ออ่อน (Earthen Ware) ส่วนใหญ่เป็นภาชนะดินเผาแบบไม่เคลือบโดยมีรูปแบบทั้งที่สืบทอดมาจาก สมัย ก่อนประวัติศาสตร์ เช่น ภาชนะลายเชือกทาบ ลายขูดขีด และลายคลื่น ที่ขึ้นรูปด้วยแป้นหมุน เผา โดยวิธีสุมไฟกลางแจ้ง ลักษณะขอเนื้อดินจึงสุกตัวไม่เท่ากัน สีดินมีลักษณะด้านนอกเป็นสีแดง โดยมาก ด้านในอาจเป็นสีด า เนื่องจากควบคุมอุณหภูมิไม่ได้ท าให้เนื้อดินสุกตัวไม่เท่ากัน มีการค้นพบลานดินเผา ที่ใช้ส าหรับเผาภาชนะดินเผาที่บริเวณวัดพระประโทนเจดีย์ โดยรูปแบบภาชนะยังคงเป็นแบบพื้นเมืองที่ พบส่วนใหญ่เป็นเครื่องใช้ในครัวเรือน เช่น หม้อ ไห ชาม โถน ้ามีพวยตะเกียง และตะคัน ส่วนภาชนะที่ ใช้ในพิธีกรรม เช่น จานมีเชิง และไหที่ตกแต่งด้วยการกดลายประทับ หรือลายเชือกทาบ ที่เลียนแบบมา จากชาวโรมัน (ผาสุก อินทราวุธ, 2526: 146) จากการส ารวจแหล่งโบราณคดีที่บริเวณลุ่มน ้าบางแก้ว ต าบลพระประโทน ยังพบเศษดินเผาจ านวนมาก ทั้งหม้อมีสันขนาดเล็ก ชิ้นส่วนขาตั้งภาชนะส าหรับหุง ต้ม และเศษดินที่ถูกเผาแล้ว เป็นดินที่เหลือจากการปั่น โดยยังคงมีรอยนิ้วมือ และรอยเชือกคาดอยู่ จึง สันนิษฐานว่าบริเวณนี้อาจเป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาในสมัยทวารวดีที่ส าคัญอีกแหล่งหนึ่งในสมัย โบราณของนครปฐม (อุษา ง้วนเพียรภาค, 2548: 225) ภาพภาชนะดินเผาโบราณ ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์
40 ภาพภาชนะดินเผาโบราณ ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสุพรรณบุรี เครื่องประดบัศิลปะทวารวดี เครื่องประดับทวารวดี ลานหู ตุ้มหูดีบุก ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์
41 ลูกปัดทวารวดี ลูกปัดทวารวดีซึ่งเป็นลูกปัดที่มีความงดงามหลากสี ที่นิยมมีด้วยกัน 19 สี เช่น สีน ้าตาล สีหยก สี เหลืองสวาท สีน ้าเงิน เป็นต้น โดยแต่ละสีสันจะสื่อถึงความเชื่อ มาแต่ครั้งโบราณกาล ว่าเป็นเครื่องราง แห่ง ความรุ่งโรจน์ ร ่ารวย นอกจากนี้ลูกปัดทวารวดี ยังมีลวดลายที่มีเสน่ห์และแตกต่างกันออกไปอีก ด้วย ตามที่มีผู้ตั้งชื่อเรียก เช่น ลายทวาลูกยอ มีลวดลายคล้ายลูกยอเชื่อว่าสามารถ รักษาโรคได้ หรือ ลายทวาหัวด า ซึ่งหัวและท้ายของลูกปัดจะเป็น สีด า แต่ตรงกลางจะเป็นสีขาว เชื่อว่าเป็นเครื่องราง ปกป้องคุ้มครองในรูปแบบหนึ่งของคนสมัยก่อน 1. ลูกปัด จะเป็น “สัญญะ”(signs) ที่แสดงถึงการจัดช่วงชั้นทางสังคม (SocialStratification) เนื่องจากลูกปัดเป็นเครื่องประดับอันบ่งบอกถึงรสนิยม อันแสดงให้เห็นถึงการแบ่งชนชั้นวรรณะ ทาง สังคม ดังเช่นแนวคิดของ Kingsley Davis และ Willbert Moore ที่ได้เสนอแนวคิดของพวกเขา ในเรื่อง การจัดช่วงชั้นทางสังคม และต าแหน่งทางสังคม (social position) การที่ลูกปัดได้รับความนิยมในสมัย โบราณกาลเพราะเนื่องด้วยมันสามารถที่จะสื่อถึงความมั่งคั่ง ยศถาบรรดาศักดิ์ ของผู้สวมใส่ (personal prestige/elite adornment) อันน่าจะได้รับอิทธิพลแนวคิดความศรัทธา และความเชื่อสืบทอดมาตั้งแต่ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ 2. ลูกปัด ยังมีการหน้าที่อีกประการที่ท าให้ผู้เขียนนึกไปถึงการ “ปรากฏตัวของวัตถุ” (the emergence of the object) ที่ผ่านเรื่องราวมากมาย เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของผู้คนในสังคมในมิติของ เศรษฐกิจ โดยการ “เปิดประตูทางการค้า” ของดินแดนต่างๆ ในสมัยโบราณเช่น การเดินทางข้ามน ้าข้าม ทะเลเพื่อการแสวงหาลูกปัดแก้วโมเสค (mosaic glassbeads) การแพร่กระจายทางวัฒนธรรม(cultural diffusion) หรือการหยิบยืมวัตถุทางวัฒนธรรม ทั้งของซีกโลกตะวันตกและตะวันออก การแลกเปลี่ยน สินค้าก่อให้เกิด “กระแสความนิยมในวัตถุ” (the popularity of the object)ของผู้สวมใส่หรือผู้ได้ ครอบครอง โดยปัจจัยเหล่านี้ ถือเป็นจุดกระตุ้น ให้เกิด “อุตสาหกรรมการผลิต”เครื่องประดับในยุคอดีต ถึงปัจจุบัน ถือเป็นการแพร่หลายของแฟชั่นลูกปัด (stone/glass bead fashion) ที่แสดงให้เห็นถึง ร่องรอยของอารยธรรมของมนุษย์ที่สืบทอดกันมา 3. ลูกปัด ให้ความรู้สึกถึง “พลังอันลี้ลับ” ขณะที่ก าลังพินิจพิจารณาใน รูปทรง สีสัน ลวดลาย พร้อม ๆ กับรู้สึกขนลุก ด้วยแรงศรัทธาทุกครั้งเวลาที่เห็น เช่น การจ้องมอง ลูกปัด“มนต์ตา” ที่เป็นรูปตา ปีศาจ (evil eyes) ที่มีคติความเชื่อว่าสามารถขับไล่สิ่งชั่วร้าย และมีพลังในการปกป้องคุ้มครองผู้สวมใส่ ความรู้สึกที่ได้จากประสบการณ์แบบนี้ เป็นเพราะอะไร ? ความจริงแล้ว การที่ผู้เขียนรู้สึกเช่นนี้อาจจะ เป็ นเพราะ การถ่ายทอดของมวลพลังที่เกี่ยวกับ การหน้าที่ของลูกปั ดที่แฝงไว้ด้วย moral consciousness หรือ ส านึกร่วมในคุณค่าทางจิตใจของวัตถุในการยึดโยงคนในสังคมผ่านความเชื่อ การ นับถือผีสางเทวดา หรือพิธีกรรมต่างๆ ที่แฝงมาในคุณค่าทางศิลปะของลูกปัดทวารวดีอันเลื่องชื่อใน
42 ปัจจุบัน ที่นับวันคุณค่าจะทวีขึ้นจนกลายเป็นวัตถุ ที่หายาก และมีราคาแพงขึ้น ตามกาลเวลา กลายมา เป็นของสะสมของผู้หลงใหลคลั่งไคล้ของ นักแสวงหาโชค ลักษณะของลูกปัดที่พบในทวารวดี วิวัฒนาการของลูกปัดที่พบในทวารวดีนั้นสามารถเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงวิวัฒนาการความสัมพันธ์ ของผู้คนได้อย่างชัดเจน มีการถ่ายทอดวิวัฒนาการความรู้ในการผลิตลูกปัด การติดต่อสัมพันธ์เชิง การค้าโดยเฉพาะในภาคพื้นทะเลและชายฝั่ง ปรากฏร่องรอยพัฒนาการของระบบคุณค่า ความเชื่อ ความศรัทธา และศาสนา 1. ลูกปัดแก้ว 2. ลูกปัดเปลือกหอย หรือ จากกระดูกสัตว์ 3. ลูกปัดหิน ลูกปัดหินอะเกต ลูกปัดหินคาร์เนเลี่ยน หรือที่เรียกกันว่า ฟืม 1. ลูกปัดแก้ว เดิมเชื่อว่าผลิตในประเทศอินเดียและกระจายส่งออกไปทั่วเขตแดนมหาสมุทร อินเดีย และแปซิฟิก ลูกปัดชนิดนี้ท าขึ้นโดยวิธีการดึงหลอดแก้วให้เรียวยาวตามต้องการ มีขนาดเล็กไป จนถึงขนาดใหญ่ ตั้งแต่ 1- 5 มิลลิเมตร พบเห็นได้หลากสี ตั้งแต่ ด า แดง ส้ม เหลือง เขียว ฟ้า น ้าเงิน ม่วง น ้าตาล และขาว บางครั้งเรียกว่าลูกปัดลมสินค้า (Trade Wind Beards) เนื่องจากมีการพบเห็นครั้ง แรกในแถบทะเลชายฝั่งตะวันออกของทวีปแอฟริกา เป็นลูกปัดจากอินเดียซึ่งมีลมสินค้าน าพาเรือส าเภา มาขาย ขณะที่บางกลุ่มเรียกลูกปัดแก้วชนิดนี้ว่า “ลูกปัดทวารวดี” เนื่องจากพบบ่อยตามแหล่งโบราณคดี ทวารวดีร่วมสมัย (บัญชา พงษ์พานิช, 2552: 54)
43 2. ลูกปัดเปลือกหอย หรือ จากกระดูกสัตว์ วิวัฒนาการของลูกปัดนั้นเริ่มมาจากการที่มนุษย์น า กระดูกสัตว์ หรือเปลือกหอยมาเจาะรูร้อย บางครั้งท ามาจากแกนกระดูกก้างปลา 3. ลูกปัดหิน ลูกปัดหินอะเกต ลูกปัดหินคาร์เนเลี่ยน หรือที่เรียกกันว่า ฟืม ซึ่งมีที่มาจากรูปทรงที่ คล้ายกับฟืมทอผ้า ตามความเชื่ออันแสดงให้เห็นถึงชนชั้นวรรณะของผู้ตายในสมัยโบราณนิยมใช้ลูกปัด หินที่ท าขึ้นอย่างพิถีพิถันนี้บวงสรวงในพิธีฝังศพของชนชั้นเจ้านาย ทั้งที่พบในไทยและประเทศต่างๆ ใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
44 แม่พิมพเ์ครื่องประดบัสมยัทวารวดีพบจากเมืองโบราณอ่ทูอง สันนิษฐานว่ารูกลมที่เจาะทะลุบริเวณมุมของแผ่นแม่พิมพ์หินทั้งสองชิ้นนี้ น่าจะมีไว้ส าหรับร้อย เชือก เส้นลวดหรือสลักเพื่อยึดให้แม่พิมพ์นี้ประกบติดกับอีกชิ้นหนึ่งไม่ให้ขยับ ส าหรับขั้นตอนการเทน ้า โลหะลงไป เครื่องประดับที่ท าจากโลหะในสมัยทวารวดีที่พบในเมืองโบราณอู่ทอง มีทั้งทองค า ดีบุก และ ตะกั่ว โดยเฉพาะมีการค้นพบตุ้มหูที่ท าจากดีบุกและตะกั่วเป็นจ านวนมาก แม่พิมพ์เครื่องประดับ หินดินดาน / หินทราย
45 แม่พิมพเ์ครื่องประดบัหินทราย ศิลปะทวารวดี ลักษณะเป็นแม่พิมพ์แบบประกบกัน 2 ชิ้น ใช้หล่อเครื่องประดับในชีวิตประจ าวันซึ่งท ามาจากทอง เงิน ดีบุก เช่น ตุ้มหู และเครื่องประดับชิ้นเล็กๆ รูปแบบของเครื่องประดับเหล่านี้ แม้จะเริ่มท ามาตั้งแต่ สมัยฟูนันราวพุทธศตวรรษที่ 8 แล้วก็ตาม แต่ความเปลี่ยนแปลงทางด้านรูปแบบนั้นมีน้อยมาก พบที่บ้านเมืองไพร อ าเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด
46 ตราดินเผารปูสญัลกัษณ์ทางศาสนาประกอบอกัษรจารึก ตราดินเผาทรงกลมแบ่งเป็น 2 ส่วน ด้านบนเป็นภาพวัว ตรีศูล ครุฑ (หรือหงส์?) โดยเรียงจาก ซ้ายไปขวา ด้านล่างเป็นตัวอักษร 1 แถว เป็นอักษรอินเดียแบบปัลลวะภาษาสันสกฤต หมายถึง เทพตรี มูรติ คือพระศิวะ หรือพระอิศวร พระพรหม พระวิษณุ หรือพระนารายณ์ โดยภาพสัตว์และสัญลักษณ์ ด้านบน อาจหมายถึงพาหนะและศาสตราวุธของพระศิวะและพระวิษณุ งานแกะสลกัและงานหล่อ ศิลปะทวารวดี ลูกเต๋า ท าจากงาช้างและดินเผาสมัยทวารวดีอายุประมาน 1200-1400ปี พบที่เมืองโบราณอู่ทอง
47 เหรียญเงินสมัยทวารวดี เหรียญเงินที่มีจารึก “ศรีทวารวดีปุญญะ”
48 แผ่นดินเผารปูหน้าต่างจา ลอง กฑุ ุศิลปะทวารวดี แผ่นดินเผารูปหน้าต่างจ าลอง กุฑุ แผ่นดินเผาทรงเกือกม้าท าเป็นหน้าต่างจ าลอง เป็น เครื่องประดับยอดศาสนสถาน ซึ่งก่อเป็นหลังคาสูงซ้อนกันเป็นชั้นๆ หน้าต่างจ าลองนี้ใช้ประดับบน หลังคาของแต่ละชั้น แสดงให้เห็นว่าเป็นวิมานของเหล่าเทพต่างๆ รูปบุคคลหมายถึงเทพ หรือเทวดา นี้ ท าผมเป็นลอน เกล้าจุกด้านบน ตาเบิกโพลง สวมตุ้มหูทรงกลม แสดงถึงอิทธิพลช่างพื้นเมืองและศิลปะ อินเดียที่เป็นแม่แบบ ก าหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 13-14 แผ่นดินเผารปูบุคคลสวมสร้อยคอและตุ้มหูศิลปะทวารวดี พระพิมพ์ดินเผารูปพระสาวก เป็นรูปพระภิกษุนั่งขัดสมาธิราบในท่าสมาธิ ครองจีวรห่มเฉียงไม่มี รัศมี สิ่งส าคัญคือด้านหลังองค์พระพิมพ์ มีจารึก อักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต อ่านได้ว่า สาริปุตโต ซึ่ง เป็นชื่อพระอัครสาวกองค์ส าคัญของ พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน สถานที่จัดแสดง พิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ อู่ทอง
49 ตราประทบัศิลปะทวารวดี ศิลาจารึกภาษาสันสกฤต บุษยคีรี พุทธศตวรรษที่ 13-14 พบบริเวณเมืองโบราณอู่ทอง
50 พระพทุธรปูสา ริดปางแสดงธรรม ศิลปะทวารวดี พระพุทธรูปประทับยืนสมภังค์(ยืนตรง) บนฐานบัวคว ่าบัวหงาย พระพักตร์ค่อนข้างกลม พระขนง และพระเนตรค่อนข้างลบเลือนพระนาสิกใหญ่ พระโอษฐ์หนา เม็ดพระศกเป็นเม็ดกลมใหญ่ อุษณีษะสูง พระกรรณยาว พระศอเป็นปล้อง มีประภามณฑลเป็นวงโค้งอยู่ด้านหลังพระเศียร ขอบวงโค้งเป็นเปลว ครองจีวรห่มคลุม ชายจีวรพาดพระกรทั้งสองข้างและตกลงมาเป็นวงโค้งด้านหน้า พระหัตถ์ทั้งสองยกขึ้น เสมอพระอุระในท่าแสดงธรรม
51 พระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิราบ พระพักตร์ยาวรี พระขนงโค้งต่อกันเป็นปีกกา พระเนตร เหลือบต ่า พระนาสิกใหญ่ พระโอษฐ์หนา แย้มพระโอษฐ์ เม็ดพระศกเป็นเม็ดกลมใหญ่ อุษณีษะสูง พระ รัศมีดอกบัวตูม พระกรรณยาว พระศอเป็นปล้อง มีลายริ้ว ครองจีวรห่มเฉียง ชายสังฆาฏิสั้นปลายตัด พระหัตถ์ขวายกขึ้นเสมอพระอุระในท่าแสดงธรรม พระหัตถ์ซ้ายอยู่ในท่าประทานพร
52 พระพุทธรูปประทับยืนสมภังค์(ยืนตรง) พระพักตร์ ค่อนข้างกลม พระขนงและพระเนตรค่อนข้าง ลบเลือน พระนาสิกใหญ่ พระโอษฐ์หนา เม็ดพระศกเป็นเม็ดกลมใหญ่เวียนคล้ายวงก้นหอย มีอุษณีษะ รองรับพระรัศมีดอกบัวตูม พระกรรณยาว พระศอเป็นปล้อง ครองจีวรห่มคลุม ชายจีวรพาดพระกรทั้ง สองข้างและตกลงมาเป็นวงโค้งด้านหน้า พระหัตถ์ซ้ายยกขึ้นเสมอพระอุระในท่าแสดงธรรม พระหัตถ์ ขวาหักหาย คาดว่าอยู่ในท่าแสดงธรรมเช่นเดียวกัน
53 พระพุทธรูปปางแสดงธรรม ศิลปะทวารวดีพุทธศตวรรษที่ 13-14 พระพุทธรูปยืนส าริดพุทธศตวรรษที่ 13-14 ศิลปะทวารวดี พบในโบราณสถานในเขตเมืองอู่ทอง
54 รปูปัน้ดินเผา ศิลปะทวารวดี กินรีดินเผา ศิลปะทวารวดีพุทธศตวรรษที่ 11-14 พบในเมืองโบราณอู่ทอง งานแกะสลกัหินทราย ศิลปะทวารวดี ใบเสมาหินทรายศิลปะทวารวดีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 12-13 ที่พบในภาคอีสาน
55 งานแกะสลกัหินทราย ศิลปะทวารวดี ใบเสมา นิยมแกะสลักภาพเล่าเรื่องราวพุทธประวัติและชาดก ใบเสมาจ าลองหลักที่งดงามและ สมบูรณ์ที่สุด สลักภาพพุทธประวัติตอนพระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากกรุงกบิลพัสดุ์โดยมีพระเจ้าสุทโธทนะ พระราหุล และนางยโสธรา (พิมพา) เข้าเฝ้า โดยพระนางพิมพาได้แสดงสักการะอย่างสูงสุดด้วยการ สยายพระเกศาเช็ดพระบาทองค์พระพุทธเจ้า จึงเรียกเสมาหินนี้ว่า "พิมพาพิลาป" เหรียญส าริด ศิลปะทวารวดี
56 รปูปัน้ดินเผา ศิลปะทวารวดี
57 งานแกะสลกัหิน ศิลปะทวารวดี ธรรมจักรกัปปวัฒนสูตรอันเป็นปฐมเทศนา ที่ป่าอิสิปัตนมฤคทายวันที่มีกวาง จึงพบคู่กับกวางหมอบ ประกอบด้วยส่วนฐาน เสา และธรรมจักร ... เสาธรรมจักรที่อู่ทองเป็นเสาที่สมบูรณ์
58 เครื่องประดบัสร้อยคอ ศิลปะทวารวดี
59 เครื่องประดับ เศียรพระ นิ้วเท้าใส่แหวนทุกนิ้ว สร้อยคอน่าจะรูปดวงอาทิตย์ ทองค า ตุ้มหูส าริดและตะกั่ว เป็นตุ้มหูส าริดและตะกั่วมีทั้งแบบที่มีลักษณะเป็นเส้นกลมคล้ายลวดขนาดใหญ่ขดเป็นวง แบบที่ขดเป็น วงแต่มีลักษณะแบน และในรูปทรงกระบอก มีการตกแต่งลวดลายเพื่อความสวยงาม เป็นเครื่องประดับ ศิลปะสมัยทวารวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 -14 หรือราว 1,200-1,4000 ที่ผ่านมา พบภายในเมือง โบราณอู่ท่อง อ าเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ที่จัดแสดง : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง
60 เศียรพระพทุธรปูทองคา ศิลปะทวารวดี เศียรพระพุทธรูปทองค า ขุดพบที่เจดีย์ อ าเภออู่ทอง สถานที่จัดแสดง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง เครื่องประดบัทองคา ศิลปะทวารวดี ศิลปะทวารวดี พุทธศตวรรษที่ 12-16 เครื่องประดับทองค าได้แก่ต่างหู สายสร้อย จี้ ลูกปัด และ แหวน มีลักษณะสวยงาม บางชิ้นได้จากการขุดแต่งทางโบราณคดี จากเมืองโบราณอู่ทอง จังหวัด สุพรรณบุรี มีลักษณะคล้ายคลึงกับประติมากรรมปูนปั้นซึ่งประดับศาสนสถานในวัฒนธรรมทวารวดี
61 เครื่องประดับทองค า ศิลปะทวารวดี
62 เครื่องประดับทองค า ศิลปะทวารวดี
63 แผ่นทองพบที่ศรีเทพ ศิลปะทวารวดี แม่พิมพ์เครื่องประดับ หินทราย ศิลปะทวารวดี
64 เครื่องมือเครื่องใช้ แวดินเผาไว้กรอด้าย น่าจะเป็นผางประทีบจุดในกลางคืน ตะเกียงดินเผา เตาเชิงกราน เงินตรา และ กระเป๋ าเงิน จุดไข่ปลา พระอาทิตย์ครึ่งดวง อีกด้านม้วนเป็นแหวนรูปศรีวัตสะ รูปหอยสังข์ หม้อน ้า
65 ตราประทับดินเผา ศิลปะทวารวดี สิงห์ส าริด ศิลปะทวารวดี
66 สิงห์สา ริด ศิลปะทวารวดี สิงห์ส าริด สิงโตเป็ นสัตว์ส าคัญที่ปรากฏในงานศิลปะมาตั้งแต่สมัยทวารวดีจนถึงสมัย รัตนโกสินทร์ ทั้งนี้สันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลทางศิลปะจากประเทศอินเดีย เนื่องจากในเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ ไม่ปรากฏสัตว์ดังกล่าวอยู่ในธรรมชาติสิงโตส าริดชิ้นนี้เป็นของหาได้ยาก นอกจากจะมีขนาดเล็ก และหล่อด้วยโลหะส าริดแล้ว ฝีมือในการปั้นยังแสดงถึงอารมณ์ และลักษณะที่เป็นธรรมชาติ ถือเป็น โบราณวัตถุชิ้นเยี่ยมอีกชิ้นหนึ่งของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง รปูปัน้ดินเผา ศิลปะทวารวดี หน้ายักษ์ - เทวดา ทวารวดี ... เศียรทวารวดี เป็นปูนปั้น คิ้วปีกกา เนตรโปน มีตาด า มีหนวด
67 ปูนปั้นประดับโบราณสถาน
68 แผนการจัดการเรียนรู้มุ่งเน้นสมรรถนะ หน่วยที่1 วิชา ประวัติศาสตร์เครื่องประดับไทย รหัสวิชา 30215-2306 สอนครั้งที่ 3 ชั่วโมงรวม 15 ชื่อหน่วยการเรียนรู้ประวัติศาสตร์เครื่องประดับยุคก่อนประวัติศาสตร์ เรื่อง ประวัติศาสตร์เครื่องประดับยุคศรีวิชัย จ านวนชั่วโมง 2 สัปดาห์ที่ 1-5 เรื่อง กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อ/เครื่องมือ การประเมิน เวลา เกณฑ์ การ ประเมิน 3.ประวัติ ศาสตร์ เครื่องประ ดับยุคศรี วิชัย 3.1 น าเข้าสู่บทเรียนสอบถามประสบการณ์ความรู้เกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์ยุคศรีวิชัยที่นักศึกษาได้ผ่านการเรียนรู้ หรือเคยมีประสบการณ์ 3.2 ทดสอบความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และ เครื่องประดับยุคศรีวิชัย 3.3 อธิบายความเป็นมาของเมืองทวารวดีมาและเขตพื้นที่ ยุคศรีวิชัยที่ปรากฎหลักฐานในเขตพื้นที่ในประทศไทย 3.4 อธิบายลักษณะเอกลักษณ์งานศิลปะวัตถุยุคศรีวิชัย 3.5 อธิบายลักษณะเอกลักษณ์รูปแบบงานเครื่องประดับ ยุคศรีวิชัย 3.6 ทบทวนความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์เครื่องประดับยุค ศรีวิชัยที่นักศึกษาเข้าใจ 3.7 ให้นักศึกษาตอบค าถามลักษณะเครื่องประดับในยุค ศรีวิชัย 3.8 สรุปความรู้ในการเรียนเรื่องประวัติศาสตร์ เครื่องประดับยุคศรีวิชัย การซักถาม แบบทดสอบก่อน เรียน ใบความรู้/Power piont ใบความรู้/Power piont ใบความรู้/Power piont บรรยาย/อภิปราย ตอบค าถาม/ อภิปราย บรรยาย 10 นาที 10 นาที 10 นาที 30 นาที 30 นาที 10 นาที 10 นาที 10 นาที สอบ ประเมิน
69 การประเมินผลสมัฤทธ์ิทางการเรียนเรื่อง ประวัติศาสตร์เครื่องประดับยุคศรีวิชัย ในการประเมิน ความรู้นักศึกษาต้องตอบค าถามถูกต้องอย่างน้อย 6 ข้อ จากข้อสอบทั้งหมด 10 ข้อ ข้อสอบประเมิน ความรู้ ความรู้ คะแนนผ่าน เกณฑ์ค่า ระดับ คะแนนร้อย ละ 60
70 ศิลปสมยัศรวีิชยั ความส าคัญของศรีวิชัยที่ปรากฏจากจดหมายเหตุของจีนสมัยราชวงศ์ถังคือ เป็นศูนย์กลาง การค้าขายสินค้าข้ามสมุทรทางฝั่งทะเลตะวันตกและตะวันออก ผ่านช่องแคบมะละกา ดังนั้นจึงได้พบ ลูกปัดจากดินแดนทางตะวันตกและเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ถัง ซึ่งพบเรื่อยลงมาทั้งที่เกาะสุมาตรา และทางภาคใต้ของประเทศไทย แต่ในที่สุดความรุ่งเรืองทางการค้าของศรีวิชัยก็ลดลงเมื่อจีนได้พัฒนา เรือที่ค้าขายและท าการค้าขายโดยตรงกับบ้านเมืองที่อยู่ชายฝั่งทะเลตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 16 และการ เปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้ท าให้เมืองทางแถบคาบสมุทรทางภาคใต้ของประเทศไทยรุ่งเรืองขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ศิลปะศรีวิชัย ได้รับอิทธิพลจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และ พุทธศาสนานิกายอาจริยวาท แม้ศรี วิชัยได้หมดอ านาจไป แต่ศิลปะยังคงแพร่หลายไปทั่วดินแดนแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะได้มี การขุดค้นพบศิลปวัตถุและโบราณสถานแบบศรีวิชัยจ านวนมากทางภาคใต้ โดยเฉพาะที่ไชยาและที่ นครศรีธรรมราช นอกจากนั้นมีการพบประปราย เช่น ทางภาคกลางพบที่อ าเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ภาคเหนือพบที่วัดเจดีย์เจ็ดแถว อ าเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย และเหนือสุดพบที่วัดป่าสัก อ าเภอ เชียงแสน จังหวัดเชียงราย ความหมายของศรีวิชยั ศิลปะศรีวิชัย (พจนานุกรมแปล ไทย-ไทย อ.เปลื้อง ณ นคร) น. อาณาจักรซึ่งมีอ านาจอยู่ใน ราวพุทธ-ศตวรรษที่ 13-18 เข้าใจว่ามีราชธานีอยู่ใกล้เมืองปาเล็มบังในเกาะสุมาตรา ประชาชนอาจเป็น ชาวมลายูหรืออินโดนีเซีย ขณะหนึ่งมีอ านาจมากได้แพร่อ านาจขึ้นมาถึงทางภาคใต้ของประเทศ ซึ่ง มี เมืองไชยาในเขตจังหวัดสุราษฎร์ธานีปัจจุบันเป็น สภาพภมูิศาสตร์และที่ตั้ง ดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แบ่งออกเป็นภูมิภาคย่อยได้ ๓ ภาค คือ ภาคพื้นแผ่นดินใหญ่ (Mainland) แผ่นดินซุนดาหรือไหล่ทวีปซุนดา (Sundaland or Sunda Shelf) และหมู่เกาะทั้งหลาย (Insular) โดยเริ่มจากจีนตอนใต้ลงไป ถึงหมู่เกาะนิวกินี การแบ่งเขตเช่นนี้ท าให้ประเทศไทยอยู่ใน ๒ ภูมิภาค คือ ภาคแผ่นดินใหญ่ซึ่งคลอบคลุมภาคต่างๆ ทั้งหมดลงไปจนถึงเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ จากนั้นเป็นคาบสมุทรภาคใต้ลงไปจนถึงมาเลเซีย ลักษณะภูมิประเทศของภาคใต้เป็นผืนแผ่นดินแคบของคาบสมุทรทอดยาวลงไปทางใต้ต่อเนื่องไป ถึงมาเลเซีย มีที่ราบชายฝั่งทะเลทางด้านทิศตะวันออกซึ่งหันหน้าสู่อ่าวไทย ด้านตะวันตกมีเทือกเขา ตะนาวศรีและเทือกเขาภูเก็ตวางตัวตามแนวเหนือ-ใต้ ต่อเนื่องมาจากภาคเหนือเป็นสันแกนคาบสมุทร ตอนบน ถึงจังหวัดกระบี่ ต่อจากนั้นมีเทือกเขานครศรีธรรมราชและเทือกเขาบรรทัด เป็นแกนต่อเนื่อง จากจังหวัดสุราษฎร์ธานีถึงจังหวัดสตูล และเทือกเขาสันกาลาคีรีทอดตัวเป็นแนวกั้นเขตไทยและ
71 มาเลเซีย ลักษณะนี้ท าให้แนวสันกลางของคาบสมุทรปันน ้าออกเป็นล าน ้าสายสั้นๆ ไปทางตะวันตกและ ตะวันออกโดยเฉพาะทางตะวันออกซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นดินยกตัว หรือแผ่นดินงอกตามแนวสันทราย มี พื้นที่ราบกว้างขวาง ท าให้เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยและการเกษตรกรรม ส่วนทางตะวันตกซึ่งเป็น แผ่นดินกัดเซาะเกิดทะเลเว้าแหว่งจึงเหมาะสมกับการเป็นจุดพักสินค้า หรือการค้าขาย จนกระทั่ง พุทธศตวรรษที่ 5 เป็นต้นมา ได้พบหลักฐานโบราณวัตถุต่างชาติที่แสดงให้เห็นถึงการ ติดต่อสัมพันธ์กับดินแดนต่างๆ ในฐานะจุดกึ่งกลางระหว่างอารยธรรมใหญ่ คือ จีน และอินเดียรวมทั้ง อาหรับเปอร์เซียและเฟอร์นิเซียน เครื่องมือหินขัด จากแหล่ง โบราณคดีในเขตอ าเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
72 ภมูิหลงัและพฒันาการวฒันธรรมศรวีิชยั ศิลปะศรีวิชัย เมื่อ พ.ศ.2461 ศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ (George Coeds) ผู้เชี่ยวชาญการอ่าน จารึกและประวัติศาสตร์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต ้้ ชาวฝรั่งเศส(ขณะนั้นอายุ 32 ปี) ได้บัญญัติศัพท์ “ศรี วิชัย” ขึ้น โดยน าเสนอบทความ เรื่อง ราชอาณาจักรศรีวิชัย ตีพิมพ์ในวารสารส านักฝรั่งเศสแห่งปลาย บูรพาทิศเปิดเผยให้ชาวโลกได้รู้จักอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ครอบคลุมพื้นที่คาบสมุทรและหมู่เกาะทะเลใต้ และระบุว่าศูนย์กลางของอาณาจักรอยู่ที่เมืองปาเล็มบัง ทางตอนใต้ของเกาะสุมาตรา โดยได้รวบรวมค า ต่างๆ ประกอบการสันนิษฐานเช่น ชื่อลี่โฝซี่ ในบันทึกของหลวงจีนอี้จิง พุทธศตวรรษที่ 13 จารึกภาษาสันสกฤต “ศรีวิชัย” พบที่ปา เล็มบังจารึกหลักที่ ๒๓ วัดเสมาเมืองนครศรีธรรมราช บันทึกอาหรับ “ศรีบูซา” และ “ซาบัค” แต่ก่อนหน้านี้ได้มีผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ของ อาณาจักรนี้อยู่ ก่อนแล้ว แต่ไม่ได้เรียกว่า “ศรีวิชัย” ความสา คญัของศรีวิชยั ความส าคัญของศรีวิชัยที่ปรากฏจากจดหมายเหตุของจีนสมัยราชวงศ์ถังคือ เป็นศูนย์กลาง การค้าขายสินค้าข้ามสมุทรทางฝั่งทะเลตะวันตกและตะวันออก ผ่านช่องแคบมะละกา ดังนั้นจึงได้พบ ลูกปัดจากดินแดนทางตะวันตกและเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ถัง ซึ่งพบเรื่อยลงมาทั้งที่เกาะสุมาตรา และทางภาคใต้ของประเทศไทย แต่ในที่สุดความรุ่งเรืองทางการค้าของศรีวิชัยก็ลดลงเมื่อจีนได้พัฒนา เรือที่ค้าขายและท าการค้าขายโดยตรงกับบ้านเมืองที่อยู่ชายฝั่งทะเลตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 16 และการ เปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้ท าให้เมืองทางแถบคาบสมุทรทางภาคใต้ของประเทศไทยรุ่งเรืองขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ศิลปะศรีวิชัย ได้รับอิทธิพลจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และ พุทธศาสนานิกายอาจริยวาท แม้ศรี วิชัยได้หมดอ านาจไป แต่ศิลปะยังคงแพร่หลายไปทั่วดินแดนแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะได้มี การขุดค้นพบศิลปวัตถุและโบราณสถานแบบศรีวิชัยจ านวนมากทางภาคใต้ โดยเฉพาะที่ไชยาและที่ นครศรีธรรมราช นอกจากนั้นมีการพบประปราย เช่น ทางภาคกลางพบที่อ าเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ภาคเหนือพบที่วัดเจดีย์เจ็ดแถว อ าเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย และเหนือสุดพบที่วัดป่าสัก อ าเภอ เชียงแสน จังหวัดเชียงราย ศูนย์กลางของศรีวิชัยจึงเป็นปัญหาที่ยังไม่ยุติ แต่กระนั้นบริเวณคาบสมุทรมลายูก็เป็นส่วนหนึ่ง ของศรีวิชัยและเป็นศูนย์กลางการค้าทางทะเลที่มีชื่อเสียงมาก มีความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรม ประชาชน นับถือศาสนาพุทธมหายานและศาสนาพราหมณ์ ร่องรอยที่เหลือไว้คือโบราณสถานและโบราณวัตถุ ทางด้านสถาปัตยกรรมสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงคือ พระบรมธาตุไชยา เป็นเจดีย์สี่เหลี่ยมทรงมณฑป
73 และเจดีย์ศรีวิชัยที่วัดแก้ว ในอ าเภอไชยาจังหวัดสุราษฎร์ธานี นอกจากนั้นยังมีที่จังหวัดพัทลุง สงขลา นครศรีธรรมราช และพังงา อาณาเขตศรีวิชยั แผนที่พัฒนาการของอาณาจักรศรีวิชัย เริ่มในปาเล็มบังในศตวรรษที่ 7 จากนั้นขยายไปยังส่วน ใหญ่ของสุมาตรา แล้วขยายไปยังพื้นที่ของเกาะชวา, หมู่เกาะรีเยา, หมู่เกาะบังกาเบอลีตุง, สิงคโปร์, คาบสมุทรมลายู (เรียกอีกอย่างว่าคาบสมุทรกระ), ประเทศไทย, กัมพูชา, เวียดนามใต้, กาลีมันตัน จวบ จนสิ้นเป็นอาณาจักรมลายูแห่งธรรมพระยาในจัมบี ในศตวรรษที่ 14
74 หลักฐานทางโบราณคดีต่างชาติ ที่เก่าแก่ที่สุด มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 1-3 ได้แก่ ลูกปัดแก้วมี ตาของโรมัน พบในแหล่งโบราณคดีคลองท่อมจังหวัดกระบี่ แหล่งโบราณคดีแหลมโพธิ์ จังหวัด สุราษฏร์ธานี และคันฉ่องส าริดจีนสมัยราชวงศ์ฮั่น พ.ศ.337-673 พบที่อ าเภอพิปูน จังหวัด นครศรีธรรมราช สินค้าที่พ่อค้าชาวตะวันตกต้องการ คือ ผ้าไหมเครื่องถ้วยชามและของป่ าพื้นเมือง เช่น เครื่องเทศ ส่วนสินค้าที่พ่อค้าจีนต้องการส่วนใหญ่เป็นของมีค่า เช่น ไข่มุก เครื่องแก้ว นอแรด อัญมณี และเครื่องเทศต่างๆช่วงระหว่างพุทธศตวรรษที่ 5-10 เขาสามแก้ว จังหวัดชุมพร เป็นแหล่งลูกปัดแก้ว และหินมีค่าที่ส าคัญ เช่น คาร์นีเลียน ท าเป็นลายเส้นฝังลงไปบนเนื้อหิน และโอนิกซ์ เป็นต้น คันฉ่องส าริด สมัยราชวงศ์ฮั่น พบที่อ าเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช
75 ลูกปัดแก้วมีตา พบที่แหล่งโบราณคดีแหลมโพธิ์ อ าเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
76 การแต่งกายของชาวศรีวิชยั การแต่งกายของชาวศรีวิชัย ซึ่งอาศัยอยู่ในแหลมมาลายู เกาะสุมาตตราและชวา ระหว่างพุทธ ศตวรรษที่ 12-17 ส่วนใหญ่มีลักษณะคล้ายคลึงกับอินเดีย กรมศิลปกร ได้จัดเครื่องเเต่งกายเลียนเเบบ ประติมากรรม ที่พบในสมัยนี้สมมติ เป็นชาวศรีวิชัยฐานะ ต่างๆ ถือดอกไม้ ธูป เทียน เดินทักษิณาวัฏ รอบองค์พระบรมธาตุไชยา อันเป็นปูชนียสถาน ที่ส าคัญ ในสมัยนั้น การแต่งกายของสตรี นิยมเกล้าผมยาวท าเป็นรูปพุ่มทรงข้าวบิณฑ์สามกลีบ แล้วเกล้าผมสูงเป็นล า ขึ้นไป รวบผมด้วยรัดเกล้า ปล่อยชายปรกลงมาด้านหน้า บางทีท าทรงผมมุ่นมวยเป็นทรงกลมเหนือ ศรีษะ แต่ใช้รัดเกล้า รัดเป็นชั้นๆ แล้วปล่อยชายผม ให้ประบ่าทั้งสองข้าง ผู้หญิงสมัยนี้ชอบตกแต่งด้วย ต่างหูแผ่นกลม จ าหลักเป็น กลีบดอกไม้ขนาดใหญ่บ้างท าเป็นลายเชิงกรวยหรือก้านต่อ ดอกบ้าง ตบ แต่งล าคอด้วย กรองคอเส้นเกลี้ยง มีทับทรวงประบ่า ล าแขน ประดับด้วยทองกร หรือพาหุรัดท าด้วย โลหะลูกปัด ร้อยเป็นพวงอุบะ นุ่งผ้าครึ่งแข้ง มีปลายบาน ยกขอบก็มี ที่นุ่งผ้าผืนยาวบางแนบเนื้อ คล้าย ของผู้ชายก็มี ขอบผ้าชั้นบนท าเป็นวงโค้ง เห็นส่วน ท้องบางทีมีเข็มขัดผ้า ปล่อยชายลงไปทางด้านขวา นิยมใส่ก าไรมือและเท้า ลกัษณะการแต่งกายของหญิง ผม เกล้ามวยสูงท าเป็นพุ่มทรงข้าวบิณฑ์ สวมกลีบรวบด้วยรัดเกล้า ปล่อยชายปรกลง มา ด้านหน้า บางทีมุ่นมวยเป็นทรงกลมเหนือศีรษะใช้รัดเกล้าเป็นชั้น ๆ แล้วปล่อยชายผมลงประบ่า ทั้ง 2 ข้าง หรือถักเปีย เครื่องประดับ ประดับด้วยรัดเกล้า ตุ้มหูแผ่นกลมเป็นกลีบดอกไม้ ใส่กรองคอทับทรวง ใส่ก าไรต้น แขนท าด้วยโลหะ หรือลูกปัดร้อยเป็นพวงอุบะ ใส่ก าไลมือและเท้า เครื่องแต่งกาย นุ่งผ้าครึ่งแข้งปลายบานยกขอบ ผ้าผืนเดียวบางแนบเนื้อคล้ายผู้ชาย ขอบผ้าชั้นบนท า เป็นวงโค้งเห็นส่วนท้อง คาดเข็มขัดปล่อยชายผ้าลงทางด้านขวา ลักษณะการแต่งกายของชาย ผม เกล้ามวยเป็นกระพุ่มเรียงสูง ด้วยเครื่องประดับ ปล่อยปลายผมสยายลงรอบศีรษะ เป็นชั้น ๆ บางทีปล่อยชายผมชั้นล่างสยายลงประบ่า เครื่องประดับ ใส่ตุ้มหูเป็นเม็ดกลมใหญ่ คล้องสายสังวาลย์ คาดเข็มขัดโลหะใส่ก าไล แขนและ ข้อมือ เครื่องแต่งกาย นุ่งผ้าชายพกต ่า ปล่อยชายย้อยเป็นกระหนก คาดเข็มขัดโลหะ
77 ลักษณะการแต่งกายของหญิง ศิลปกรรมแบบศรีวิชยั ศิลปะศรีวิชัย ร่องรอยของศิลปกรรมแบบศรีวิชัย มีลักษณะที่เป็นเอกลักษณะของตนเองอย่าง ชัดเจน ทั้งด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม และงานประณีตศิลป์ ล้วนแสดงถึง ภูมิปัญญาอันสูงส่งของ บรรพชนในคาบสมุทรภาคใต้ ที่สร้างขึ้นจากความศรัทธาในพุทธศาสนามหายาน "ศิลปกรรมแบบศรีวิชัย” แบ่งออกได้เป็น 3 หมวดหมู่ใหญ่ ได้แก่ สถาปัตยกรรม ประติมากรรม และงานประณีตศิลป์ ดังนี้ 1. สถาปัตยกรรม 2. ประติมากรรม 3. ประณีตศิลป์ 1. สถาปัตยกรรม สถาปัตยกรรม ที่ส าคัญในศิลปะศรีวิชัย ส่วนใหญ่พบที่อ าเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เช่น พระบรมธาตุไชยา วัดแก้ว และวัดหลง ซึ่งจากหลักฐานที่เหลืออยู่ของวัดแก้วและวัดหลงไม่สามารถ ก าหนดขอบเขตของอารามเดิมได้ เพราะพบร่องรอยเพียงฐานอาคาร ซึ่งเข้าใจว่าเป็นฐานสถูปเท่านั้น ส่วนที่พระบรมธาตุไชยา ได้รับการบูรณะมาโดยตลอด จึงยังคงสภาพของสถูปที่แสดงลักษณะของ ศิลปกรรมที่รับรูปแบบวิหารในอินเดียใต้ ที่สร้างส่วนฐานเป็นรูปมณฑปมีหลังคาซ้อนชั้น ส่วนยอดเป็น
78 รูปสถูปและสร้างสถูปจ าลองประดับตามมุมของชั้นหลังคาลดหลั่นกันแต่ละชั้น มีอายุอยู่ในพุทธศตวรรษ ที่ 13 – 15 ‘บุโรพุทโธ’ หรือ ‘โบโรบูดูร์’ (borobodur)
79 ฐานอาคารวัดหลง อ าเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี จันดีเมินดุต พุทธสถานฝ่ายมหายาน เกาะชวา อินโดเซีย พุทธศตวรรษที่ 14
80 พระบรมธาตุไชยา อ าเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี