The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ประวัติศาสตร์เครื่องประดับไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mam3990, 2023-06-15 01:09:12

แผนวิชา ประวัติศาสตร์เครื่องประดับ

ประวัติศาสตร์เครื่องประดับไทย

131 เครื่องประดบัศิลปะลพบุรี ผ้านุ่ง ...เป็นการนุ่งผ้าคล้อยต ่าเห็นสะดือ โดยน าผ้าผืนยาวมาพับจับจีบให้เกิดเป็นเส้นซฺิกแซ็ก ทิ้ง ชายพกยาวไว้ด้านนึงของสะโพก ตามที่เห็นจากปฏิมากรรม รูปหล่อส าริด และรูปสลักหินทราย ชนิด ของผ้าเลือกใช้ผ้าไหมแท้ยกทอง จากอินเดีย เป็นลวดลาย ดอกไม้ กระจาย ทั่วผืน ตามข้อมูลจากบันทึก ของ โจวต้ากวาน กล่าวถึง ผ้านุ่งของพวก เจนละ ซึ่งอยู่ร่วมสมัยกับรัฐลวปุระ ว่า.".มีการใช้ผ้าชนิดเลิศ ที่มาจากทะเลตะวันตก เนื้อละเอียด ..ขุนนางผู้ใหญ่และเจ้านาย นุ่งผ้าลายดอกห่างๆ..." ทรงผมและเครื่องประดับศรีษะ ...ไว้ผมยาวมุ่นมวยกลางหัวเป็นทรงยอดภูเขาประดับล้อมด้วย เครื่องประดับทอง ผมด้านข้างและหลัง ท าโหย่งพองออก สวมเครื่องหัวทรง เทริด(อ่านออกเสียงว่า เซิด )ท าด้วยโลหะ สลักดุนลายด้วยมือ ฝังทับทิม 3 เม็ด ตามชิ้นต้นแบบของจริงที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์สถาน แห่งชาติซึ่งท าด้วยทองค า เครื่องประดับตัว...สวมกรองคอทอง คล้องสายสังวาลไขว้กัน ท าจากลูกปัดแก้ว ลูกปัดทอง และ ลูกปัดควอท ทรงเม็ดมะยม ใส่ตุ้มหู ทรงกลีบดอกไม้4 กลีบก้นแหลม ท าด้วยโลหะดุนลาย คาดสายสะอิ้ง มีตัวห้อยรูปใบไม้ปลายสะบัดรอบสะโพก เครื่องประดับแขนและข้อมือ...ที่ต้นแขนสวมพาหุรัดทองยอดแก้ว ที่ข้อมือสวมก าไลทองหลายวง ทรงกลม และทรงจานบิน บวกกับการใส่ก าไลหิน และลูกปัดแก้วยุคก่อนประวัติศาสตร์อายุเป็นพันปีที่ ขุดค้นพบที่จังหวัดลพบุรีมากมาย เป็นของมีชื่อเสียงของจังหวัดอีกอย่างหนึ่ง ลักษณะก าไลหินจะเป็น ทรงจานบิน ท ามาจากหินต่างๆ เช่น หยก , Aventurine , Serpentine มทีงั้สเีขยีวเข้มและ เขยีวอ่อิน เป็นต้น ลูกปัดแก้วที่ใส่ก็จะเป็นสีฟ้า และสีใสทรงทุ่น ที่นิ้วใส่แหวนทองประดับแก้วสีฟ้า แดง เขียว หลาย วง


132


133 ภาพจากกระจกขยายแหวนทองค า อธิบายว่า...แหวนทองค า ศิลปะลพบุรี พุทธศตวรรษที่ 16 พบที่ปราสาทพนมวัน อ าเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา


134 เครื่องประดับรูปเศียรนาค ทองค า เครื่องประดับรูปนาค 5 เศียร มีเครื่องประดับคล้ายกระบังหน้าตกแต่งอยู่เหนือเศียร แต่ละเศียร


135 แหวนทองค า พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย จังหวัดนครราชสีมา


136 แผนการจัดการเรียนรู้มุ่งเน้นสมรรถนะ หน่วยที่1 วิชา ประวัติศาสตร์เครื่องประดับไทย รหัสวิชา 30215-2306 สอนครั้งที่ 5 ชั่วโมงรวม 15 ชื่อหน่วยการเรียนรู้ประวัติศาสตร์เครื่องประดับยุคก่อนประวัติศาสตร์ เรื่อง การสอบประเมินความรู้ยุคก่อนประวัติศาสตร์ จ านวนชั่วโมง 2 สัปดาห์ที่ 1-5 เรื่อง กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อ/เครื่องมือ การประเมิน เวลา เกณฑ์ การ ประเมิน 5.การสอบ ประเมิน ความรู้ยุค ก่อน ประวัติศาส ตร์ 5.1 น าเข้าสู่บทเรียนสอบถามประสบการณ์ความรู้เกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่นักศึกษาได้ผ่าน การเรียนรู้หรือเคยมีประสบการณ์ 5.2 ทดสอบความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และ เครื่องประดับยุคก่อนประวัติศาสตร์ชาติไทย 5.3 ทบทวนความรู้เกี่ยวกับเครื่องประดับยุคก่อน ประวัติศาสตร์ชาติไทย 5.4 อธิบายลักษณะเอกลักษณ์เครื่องประดับยุคก่อน ประวัติศาสตร์ชาติไทย 5.5 ให้นักศึกษาท าแบบทดสอบประเมินความรู้ ประวัติศาสตร์รูปแบบเอกลักษณ์เครื่องประดับยุคก่อน ประวัติศาสตร์ชาติไทย 5.6 แจ้งคะแนนผลการประเมินความรู้ประวัติศาสตร์ รูปแบบเอกลักษณ์เครื่องประดับยุคก่อนประวัติศาสตร์ ชาติไทย 5.7 ทบทวนความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์เครื่องประดับยุค ก่อนประวัติศาสตร์ชาติไทยที่นักศึกษาเข้าใจ การซักถาม แบบทดสอบก่อน เรียน ใบความรู้/Power piont ใบความรู้/Power piont แบบประเมิน ความรู้ บรรยาย/อภิปราย บรรยาย/อภิปราย 10 นาที 10 นาที 20 นาที 20 นาที 40 นาที 10 นาที 10 นาที


137 การประเมินผลสมัฤทธ์ิทางการเรียนเรื่อง การประเมิน ความรู้ยุคก่อนประวัติศาสตร์ชาติไทย ในการประเมิน ความรู้โดยให้นักศึกษาต้องท าแบบประเมินความรู้ท า คะแนนผ่านเกณฑ์การประเมินตอบถูกจ านวน 24 ข้อจาก ข้อสอบทั้งหมด 40 ข้อ ข้อสอบประเมิน ความรู้ สอบ ประเมิน ความรู้ คะแนนผ่าน เกณฑ์ค่า ระดับ คะแนนร้อย ละ 60


138


139 แผนการจัดการเรียนรู้มุ่งเน้นสมรรถนะ หน่วยที่2 วิชา ประวัติศาสตร์เครื่องประดับไทย รหัสวิชา 30215-2306 สอนครั้งที่ 6 ชั่วโมงรวม 15 ชื่อหน่วยการเรียนรู้ประวัติศาสตร์เครื่องประดับยุคประวัติศาสตร์ชาติไทย เรื่อง ประวัติศาสตร์เครื่องประดับสมัยสุโขทัย จ านวนชั่วโมง 2 สัปดาห์ที่ 5-10 เรื่อง กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อ/เครื่องมือ การประเมิน เวลา เกณฑ์ การ ประเมิน 6.ประวัติ ศาสตร์ เครื่องประ ดับสมัย สุโขทัย 6.1 น าเข้าสู่บทเรียนสอบถามประสบการณ์ความรู้เกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์สมัยสุโขทัยที่นักศึกษาได้ผ่านการเรียนรู้ หรือเคยมีประสบการณ์ 6.2 ทดสอบความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และ เครื่องประดับสมัยสุโขทัย 6.3 อธิบายความเป็นมาของเมืองสมัยสุโขทัยมาและเขต พื้นที่ยุคสมัยสุโขทัยที่ปรากฎหลักฐานในเขตพื้นที่ใน ประเทศไทย 6.4 อธิบายลักษณะเอกลักษณ์งานศิลปะวัตถุยุคสมัย สุโขทัย 6.5 อธิบายลักษณะเอกลักษณ์รูปแบบงานเครื่องประดับ ยุคสมัยสุโขทัย 6.6 ทบทวนความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์เครื่องประดับยุค สมัยสุโขทัยที่นักศึกษาเข้าใจ 6.7 ให้นักศึกษาตอบค าถามลักษณะเครื่องประดับในยุค สมัยสุโขทัย การซักถาม แบบทดสอบก่อน เรียน ใบความรู้/Power piont ใบความรู้/Power piont ใบความรู้/Power piont บรรยาย/อภิปราย ตอบค าถาม/ อภิปราย 10 นาที 10 นาที 10 นาที 30 นาที 30 นาที 10 นาที 10 นาที


140 6.8 สรุปความรู้ในการเรียนเรื่องประวัติศาสตร์ เครื่องประดับยุคสมัยสุโขทัย การประเมินผลสมัฤทธ์ิทางการเรียนเรื่อง ประวัติศาสตร์เครื่องประดับยุคสมัยสุโขทัย ในการประเมิน ความรู้นักศึกษาต้องตอบค าถามถูกต้องอย่างน้อย 6 ข้อ จากข้อสอบทั้งหมด10 ข้อ บรรยาย ข้อสอบประเมิน ความรู้ 10 นาที สอบ ประเมิน ความรู้ คะแนนผ่าน เกณฑ์ค่า ระดับ คะแนนร้อย ละ 60


141 ประวตัิศาสตรเ ์ คร ื่องประดบัยคุสโุขทยั ศิลปะสุโขทัย ศิลปะสุโขทัย เป็นศิลปะที่เกิดขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 18–19 ในบริเวณลุ่มแม่น ้ายม แม่น ้าน่าน แถบ จังหวัดสุโขทัย อุตรดิตถ์ แพร่ พิษณุโลก และบริเวณลุ่มแม่น ้าปิง ทางตอนใต้ของจังหวัดก าแพงเพชร ถือ ก าเนิดขึ้นมาจากแรงบันดาลใจทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะพุทธศาสนาแบบเถรวาทซึ่งได้รับอิทธิพล มาจากลังกา ดังปรากฏในโบราณสถานหลายแห่งที่มีแนวความคิดและลักษณะรูปแบบคล้ายกับ สถาปัตยกรรมลังกา เช่น เจดีย์ช้างล้อมมเหยงคณ์ในลังกา พระพุทธรูปวัดตะพานหินที่สุโขทัย พระสี่ อิริยาบถที่ก าแพงเพชร เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้ผสมผสานกับศิลปะอื่น ๆ ได้แก่ พม่า ขอม และจีน อิทธิพลจากวัฒนธรรมขอมในสุโขทัยและศรีสัชนาลัยซึ่งแพร่หลายเข้ามาทางตะวันตก เริ่มเสื่อม ถอยหลังจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สวรรคตในราว พ.ศ.1760 อาณาจักรส าคัญทางตะวันตกคือพุกาม ศูนย์กลางแห่งความเจริญรุ่งเรืองของประเทศพม่าก็เสื่อมโทรมเป็นล าดับมาจากการรุกรานของกองทัพ มองโกลตั้งแต่ พ.ศ.1820 และล่มสลายลงหลังจากนั้นราว 10 ปี ท่ามกลางความถดถอยของศูนย์อ านาจ ภายนอก พ่อขุนผาเมืองกับพ่อขุนบางกลางหาวของไทย ผู้มีความเกี่ยวโยงบางอย่างกับเมืองบางยาง ได้ ร่วมกันก าจัดอ านาจขอมสมาดโขลนล าพง ที่สุโขทัยและศรีสัชนาลัยได้ส าเร็จราว พ.ศ.1782 ต่อมาพ่อขุน รามค าแหง โอรสพระองค์หนึ่งของพ่อขุนบางกลางหาว (ศรีอินทราทิตย์) เสด็จขึ้นครองราชย์ ต่อจากพ่อ ขุนบาลเมือง สุโขทัยในรัชกาลของพระองค์เจริญรุ่งเรือง ดังระบุอยู่ในศิลาจารึกสุโขทัย หลักที่ 1 หลังจาก นั้นจึงเป็นการเสด็จขึ้นครองราชย์ของพญาเลอไท มาจนถึงพญาลิไท (พระมหาธรรมราชาที่ 1)


142 ศิลปกรรมแบบสโุขทยั สถาปัตยกรรม ระเบียบทั่วไปส าหรับวัดสุโขทัย มีพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้า มีคูน ้ารอบก าแพงเตี้ย เจดีย์ประธานอยู่ ตรงกลางหรือค่อนไปทางด้านหลัง วิหารต่อเนื่องจากเจดีย์ประธานออกไปทางด้านหน้า ทั้งสองเป็นแกน หลักของวัด รายล้อมด้วยเจดีย์บริวาร อาจมีวิหารน้อยหรืออาคารชนิดอื่นบ้าง การสร้างเสริมเพิ่มเติมใน สมัยหลังย่อมท าให้แผนผังเดิมเปลี่ยนไป เจดีย์แบบสุโขทัย เป็นเจดีย์แบบใหม่ซึ่งไม่มีที่ใดเหมือน เช่น เจดีย์ทรงยอดดอกบัวตูม ช่างสุโขทัย น าลักษณะบางประการมาจากปราสาทแบบขอม และบางลักษณะของเจดีย์แบบพม่าสมัยเมืองพุกาม น ามาปรับปรุงอย่างเหมาะสมพอดี จนเป็นเจดีย์แบบใหม่ เจดีย์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากปราสาทแบบ ขอมโดยตรงที่มีให้เห็น เช่น เจดีย์ทรงปราสาทประเภทเรือนชั้น หมายถึง ชั้นลดหลั่นเหนือเรือนธาตุ ชุด ชั้นที่ลดหลั่นกันนี้เป็นชั้นสมมติโดยจ าลองมาจากเรือนธาตุ ได้แก่ เจดีย์ประจ าทิศตะวันออกของพระศรี มหาธาตุ วัดมหาธาตุ อ าเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย ยังมี เจดีย์ทรงปราสาทยอด ที่ผนวกกับศิลปะ ล้านนา เจดีย์ได้รับอิทธิพลศิลปะลังกา มีฐานสี่เหลี่ยมยกสูง เช่น เจดีย์ช้างล้อม ที่วัดช้างล้อม อ าเภอ ศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ที่มาของชื่อ เจดีย์ช้างล้อม ส าหรับอาคารที่รียกว่า มณฑป เป็นอาคารก่อด้วยศิลาแลง หลังคาจะใช้ศิลาแลงเรียงซ้อนเหลื่อม กันขึ้นไปจนถึงขั้นสูงสุดที่ไปบรรจบกัน ทรงอาคารมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยม มีหลังคาเป็นชั้นแหลมลดหลั่น กันไปถึงยอดท าเป็นชั้นประมาณ 3 ชั้น มีทั้งแบบที่มีผนังและแบบมีโถง เข่น มณฑปวัดศรีชุม เป็นต้น วิหารท าเป็นก าแพงทึบแล้วเจาะหน้าต่างเป็นช่องเล็ก ๆ มีลูกกรงท าด้วยอิฐหรือดินเผาปั้นเป็น ลูกแก้วกั้น เพื่อให้แสงลอดเข้าไป อุโบสถสมัยสุโขทัยแทบทุกหลังจะหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มี แผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ก่อด้วยโครงสร้างศิลาแลงฉาบปูน โครงสร้างหลังคานิยมเรียงด้วยก้อนศิลา เหลี่ยมซ้อนกันเป็นรูปกลับบัว หรือเรียงตั้งแต่ใหญ่ไปหาเล็ก เป็นทรงยอดมณฑป นอกจากนี้ก็มีโบสถ์ที่มี โครงสร้างเป็นไม้แบบศาลาโถง มีหลังคาปีกนกคลุมต ่า ไม่มีบานหน้าต่าง แต่เจาะผนังเป็นลูกกรงประดับ ด้วยปูนปั้น[ เอกลักษณ์ ของสถาปัตยกรรมสุโขทัย จะออกแบบให้ก่อเกิดความศรัทธาด้วยการสร้างรูปทรง อาคารในเชิง สัญลักษณ์ เช่น การออกแบบเจดีย์ทรงดอกบัวตูม หรือ เจดีย์ทรงกลม และปั้นรูปช้าง ล้อมรอบฐานเจดีย์ เจดีย์แบบสุโขทัยแบ่งออกเป็น 3 แบบคือ 1. เจดีย์แบบสุโขทัยแท้ หรือ เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ 2. เจดีย์ทรงกลมแบบลังกา 3. เจดีย์แบบศรีวิชัย


143 วัดเจดีย์เจ็ดแถว วัดเจดีย์เจ็ดแถว เป็นหนึ่งในโบราณสถานที่ส าคัญของอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ตั้งอยู่ใน อ าเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย โดยตัววัดตั้งอยู่ด้านหน้าวัดช้างล้อม หันหน้าไปทางทิศตะวันออก เฉียงใต้ วัดนี้ มีเอกลักษณ์โดดเด่นกว่าวัดอื่นๆ ในเมืองศรีสัชนาลัย เพราะมีเจดีย์แบบต่างๆ กันมากมาย เช่น เจดีย์ประธานรูปดอกบัวตูมด้านหลังพระวิหารซึ่งเป็นศิลปะแบบสุโขทัยแท้ เจดีย์ราย 26 องค์ วัดเจดีย์เจ็ดแถว วัดช้างล้อม ตั้งอยู่ทางฝั่งเหนือของคลองแม่ล าพัน ตามศิลาจารึกที่วัดนี้เขียน เล่าเหตุการณ์ในระหว่างก่อน พ.ศ. 1905-1933 ว่า พนมไสด าผัวแม่นมเทด เป็นขุนนางผู้จงรักภักดีสร้างวัดนี้ถวายแด่พระมหาธรรม ราชาลิไท และมหาเทวี พระขนิษฐาของพระมหาธรรมราชาลิไท วัดนี้เป็นวัดขนาดใหญ่ จุดเด่นอยู่ที่เจดีย์ ประธานเป็นทรงระฆัง ที่ฐานเจดีย์เป็นรูปช้างล้อม จ านวน 32 เชือก มีลายประทักษิณโดยรอบ นอกจากนี้ยังมีเจดีย์รายและโบสถ์กลางน ้าอีกด้วย วัดช้างล้อม


144 วัดศรีชุม สิ่งที่เป็นจุดเด่นของวัดนี้คือ มณฑปที่ประดิษฐานพระอจนะ พระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่ ตามพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาเรียกสถานที่นี่ว่า “ฤาษีชุม” เป็นสถานที่ที่พระนเรศวรมาหาราชใช้ เป็นที่ประชุมทัพก่อนยกไปปราบเมืองสวรรคโลก นอกจากนี้ในช่องผนังด้านข้างมณฑป (อุโมงค์วัดศรี ชุม) ยังเป็นจุดที่ค้นพบหลักศิลาจารึกหลักที่ 2 ที่เล่าถึงเรื่องราวการก่อตั้งราชวงศ์สุโขทัยอีกด้วย วัดศรีชุม สังคโลกกับสถาปัตยกรรม ในการขุดค้นทางโบราณคดีที่แหล่งเตาเผาสังคโลก แหล่งโบราณคดี หรือโบราณสถานสมัยสุโขทัย หลาย ๆ แห่ง เราจะพบเครื่องสังคโลกประเภทต่าง ๆ อาทิ ภาชนะ ตุ๊กตา และรวมไปถึงเครื่องประกอบ สถาปัตยกรรมอันเป็นโบราณวัตถุส าคัญที่ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการก่อสร้างสถาปัตยกรรม ในสมัยสุโขทัยให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น สังคโลกที่เป็นเครื่องประกอบสถาปัตยกรรมมีหลายรูปแบบซึ่งให้ทั้งความสวยงามและประโยชน์ใช้ สอย ได้แก่ โคมไฟ มีการเคลือบสีเขียวอมเทาและฉลุเป็นลายเครือเถาเพื่อให้แสงไฟสามารถลอดผ่าน ออกมาได้ ราวระเบียง ท าเป็นทรงกระบอกควั่นเป็นปล้อง เจาะช่องส าหรับเสียบกับเสาไม้ซึ่งวางเรียงต่อ กันเป็นแนวตามระเบียงอาคาร กระเบื้องมุงหลังคา พบที่เคลือบด้วยน ้ายาเคลือบสีเขียวและไม่เคลือบผิว กระเบื้องเชิงชาย ท าเป็นลายเทพนมและลายพันธุ์ไม้ ใช้ปิดช่องของกระเบื้องกาบกล้วยบริเวณชาย หลังคา บราลี เป็นเครื่องประดับหลังคา ลักษณะเป็นยอดขนาดเล็กใช้ปักตามแนวสันหลังคา


145 เครื่องประกอบสถาปัตยกรรมที่เป็นสังคโลก


146 สถาปัตยกรรมสมัยสุโขทัย ลวดลายปูนปั้นวัดนางพญา


147 ประติมากรรมสมยัสุโขทยั ประติมากรรมไทยส่วนใหญ่ มีจุดประสงค์ในการสร้างขึ้น ด้วยศรัทธาอันแน่นแฟ้นในพุทธศาสนา ดังจะเห็นได้จาก พระพุทธรูป ในสมัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการปั้น หล่อ หรือแกะสลัก อีกส่วนหนึ่งส าหรับ ใช้เป็นเครื่องประกอบ ตกแต่งปราสาทราชวังและเครื่องใช้ต่างๆ ส าหรับพระมหากษัตริย์ ประติมากรรมไทยแบ่งได้เป็นสาม ลักษณะใหญ่ๆ คือ 1. ลักษณะนูนต ่า (Bas Relief) คือผลงานที่มองได้ด้านเดียว แสดงความตื้นลึกของภาพ โดยมี ความสูงต ่า เพียงเล็กน้อย เช่น ลวดลายปูนปั้นบนสถูป และลายแกะสลักต่างๆ เป็นต้น 2. ลักษณะนูนสูง (High Relief) สามารถมองเห็นได้ 3 ด้าน คือด้านหน้า และด้านข้างอีก ๒ ด้าน โดยมีความตื้นลึกที่แตกต่างกันมาก จนเห็นได้ชัดเจน เช่น ลายปูนปั้นบนหน้าบัน 3. ลักษณะลอยตัว (Round Relief) สามารถมองเห็นได้รอบด้าน เช่น พระพุทธรูป เทวรูป ต่างๆ รวมถึงเครื่องปั้นดินเผาด้วย ประติมากรรมสมัยสุโขทัย เริ่มตั้งแต่สมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ประกาศตั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ประมาณ พ.ศ. 1800-1918 เมืองส าคัญทางศิลปสมัยสุโขทัยมีเมืองสุโขทัย เก่า ก าแพงเพชร และศรีสัช นาลัยปรากฏโบราณสถานใหญ่โต มีศิลปวัตถุเป็นจ านวนมาก ชาวสุโขทัยนับถือพุทธศาสนายุคแรกตาม แบบสมัยลพบุรี คือ พุทธศาสนาแบบมหายาน ภายหลังพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์แพร่ขยายเข้ามาใน สมัยพ่อขุนรามค าแหง วัสดุที่น ามาสร้างประติมากรรมมี ปูนเพชร ดินเผา ไม้ โลหะส าริด และทองค า พระพทุธรปูศิลปะสุโขทยั พระพุทธรูปศิลปะสุโขทัย หมายถึง พระพุทธรูปสมัยสุโขทัยที่มีลักษณะเฉพาะตัวคือความวิจิตร อ่อนช้อยและงดงาม เป็นที่ยกย่องว่า เป็นพระพุทธรูปที่สวยสดงดงามมากที่สุด แบ่งออกเป็น 5 หมวด ตามลักษณะดังนี้ 1. หมวดใหญ่ มีลักษณะที่ส าคัญที่ปรากฏพอประมวลได้คือ พระพักตร์เป็นรูปไข่ พระรัศมีเป็น แบบเปลวเพลิง ขมวดพระเกศาเล็กแหลม พระขนงโก่ง บางครั้งเป็นจุดแหลมกลางพระนลาฏ พระนาสิก งุ้ม ไม่มีไรพระศก พระโอษฐ์บางเล็ก มีปลายนิ้วพระหัตถ์ทั้ง 4 ไม่เสมอกัน พระหนุเป็นปมมีเปลวชาย จีวรยาวถึงพระนาภีท าเป็นลายเขี้ยวตะขาบ มีรอยขีดบนพระศอ ไหวง่าย งามสง่า ฐานเป็นหน้ากระดาน เรียบไม่มีบัวรองรับ มักนั่งขัดสมาธิราบ 2. หมวดก าแพงเพชร มีลักษณะโดยทั่วไปเหมือนในหมวดใหญ่ แต่มีลักษณะของวงพระพักตร์ ตอนบนจะกว้างกว่าตอนล่างมากอย่างสังเกตเห็นได้ชัด พบที่จังหวัดก าแพงเพชร


148 3. หมวดพระพุทธชินราช มีลักษณะที่ส าคัญที่ปรากฏพอประมวลได้คือ พระพักตร์รูปไข่ มีเปลว บนยอดพระเกตุค่อนข้างสูงกว่าหมวดใหญ่มาก พระพักตร์ค่อนข้างกลม นิ้วพระหัตถ์ทั้ง 4 ยาวเสมอกัน บางครั้งมีฐานบัวรองด้วย 4. หมวดพิษณุโลก มีลักษณะทรวดทรงยาว ไม่อ่อนช้อย จีวรมีลักษณะแข็ง ชายจีวรมักท าเป็นงอ ๆ เหมือนกับขมวดม้วนของชายผ้า ส่วนใหญ่มักท าเป็นพระยืนสร้างขึ้นหลังจากที่สุโขทัยตกเป็นเมืองขึ้น ของอยุธยาแล้ว 5. หมวดวัดตะกวน หมวดนี้มีลักษณะเป็นแบบผสมคือ การผสมระหว่างศิลปะแบบเชียงแสน แบบลังกา และแบบสุโขทัยเข้าด้วยกัน มีลักษณะที่ส าคัญที่ปรากฏพอประมวลได้คือ พระพักตร์กลม มี รัศมีแบบลังกา บางองค์มีชายผ้าสังฆาฏิสั้น พระนลาฏแคบ จาก ลักษณะของพระพุทธรูปดังกล่าวข้างต้น สามารถประมวลสรุปเป็นลักษณะที่ส าคัญ โดย ภาพรวมดังนี้คือ พระพักตร์เป็นรูปไข่ พระเกตุมาลาเป็นเปลวรัศมี ขมวดพระเกสาเล็กเป็นวงก้นหอย พระกรรณยาว พระขนงโก่ง พระหนุเป็นปม พระนาสิกงุ้ม พระโอษฐ์เล็กและบาง พระโอษฐ์อมยิ้ม พระ อังสาใหญ่ ชายจีวรยาวลงมาถึงพระนาภี ปลายเป็นเขี้ยวตะขาบ เปลือกพระเนตรอวบอูมมีลักษณะดุจ กลีบบัว ไม่มีไรพระศก ชอบท าปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิราบ และยังพบพระพุทธรูปปางลีลา พระพุทธรูปลีลา จากพุทธประวัติ ตอนพระพุทธองค์เสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้นมีอยู่ก่อนใน จิตรกรรมฝาผนังของศิลปะลังกาและศิลปะพุกาม จึงสันนิษฐานว่าได้ว่า การสร้างพระพุทธรูปลีลาเริ่มขึ้น ในศิลปะล้านนาก่อน ต่อมาจึงสร้างกันในศิลปะสุโขทัย บรรดาพระพุทธรูปปูนปั้นแบบนูนสูง มีทั้ง พระพุทธรูปยืนและพระพุทธรูปลีลารวม 28 องค์ ตามจ านวนของพระอดีตพุทธเจ้า ประดิษฐานในจระน า ของเจดีย์บริวารประจ าทิศหลักและทิศเฉียงรวม 8 องค์ ของเจดีย์พระศรีมหาธาตุ วัดมหาธาตุสุโขทัย จ านวน 12 องค์ ของเจดีย์ประจ าทิศหลัก พระพุทธรูปลีลาส่วนใหญ่ปั้นปูนแบบนูนสูง เริ่มมีแบบอย่างที่ ได้สัดส่วนดีแล้ว เช่นที่ประดิษฐานภายในจระน าของเจดีย์รายบางองค์ ในวัดเจดีย์เจ็ดแถว ศรีสัชนาลัย เมื่อพญาลิไทเสด็จขึ้นครองราชย์ที่สุโขทัยแล้ว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดตระพังทองหลาง สุโขทัย ซึ่งมีงานปูนปั้นแบบนูนสูง ประดับผนังจระน าขนาดใหญ่ของมณฑปจระน าด้านทิศใต้ ประดับพุทธประวัติ ตอนพระพุทธองค์เสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงษ์ พระพุทธองค์ในพระอิริยาบถลีลา เสด็จลงทางบันได มี เหล่าเทวดาตามเสด็จ พระพุทธรูปทรงครองจีวรห่มเฉียง ชายจีวรเป็นแถบเล็กและยาวลงมาจรดพระ นาภี พระพุทธรูปลีลานูนสูง ในศิลปะสุโขทัย นิยมสร้างไว้ร่วมกับพระพุทธรุปในพระอิริยาบถอื่นด้วย คือ นั่ง นอน ยืน รวมเรียกว่า พระสี่อิริยาบถ ปั้นไว้ขนาดใหญ่ ประดิษฐานที่ผนังของแกนสี่เหลี่ยม


149 พระพุทธรูปลีลา จะปั้นไว้ที่ผนังด้านตะวันออกเสมอ พระพุทธรูปยืนที่ผนังด้านตะวันตก พระพุทธรูป นอนอยู่ทางด้านเหนือ และพระพุทธรูปนั่งไว้ด้านใต้ แต่บางแห่งก็สลับที่กัน นอกจากขนาดสูงใหญ่ของ พระพุทธรุปและแกนสี่เหลี่ยมแล้ว ต าแหน่งที่สร้างมีความส าคัญ คือมีวิหารต่อเนื่องไปทางตะวันออก แกนสี่เหลี่ยมนี้จึงแทนเจดีย์ ประธานของวัด พระพุทธรูปลีลา ศิลปะสุโขทัย


150 พระพุทธรูปหมวดใหญ่ เป็นที่รู้จักกันดี โดยเฉพาะพระพุทธรูปประทับขัดสมาธิราบ พระหัตถ์ แสดงปางมารวิชัย ทรงครองจีวรหรือชายสังฆาฏิยาว ปลายเป็นรูปเขี้ยวตะขาบอยู่ที่ระดับพระนาภี ขมวดพระเกศาใหญ่อย่างสมส่วน อุษณีษะนูนทรงมะนาวตัด รัศมีรูปเปลว แนวขมวดพระเกศาโค้งลง เป็นมุมแหลมที่กลางพระนลาฏ พระขนงวาดโค้ง สันพระนาสิกต่อเนื่องจากแนวที่จรดกันของของหัวพระ ขนง พระเนตรหรี่ลงต ่า พระนาสิกโด่ง (งุ้มเล็กน้อย) ลักษณะเช่นนี้คงสร้างขึ้นในปลายพุทธศตวรรษก่อน สืบเนื่องมาถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 20 อยู่ในช่วงรัชกาลพญาลิไท และแม้ผ่านเลยมาสู่รัชกาลต่อๆมา ก็ยัง รักษาเค้าความงามตามอุดมคติดังกล่าว ในรัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระศาสดาจาก วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษณุโลก ปัจจุบันในวิหารวัดบวรนิเวศฯ พระศรีศากยมุนี หล่อด้วยส าริด ใน วิหารหลวงวัดสุทัศน์ฯ กรุงเทพฯ อัญเชิญมาในรัชกาลพรบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระ พักตร์ของพระศรีศากยมุนี ค่อนข้างเหลี่ยมหรือกลมเกินกว่าจะเป็นรูปไข่แบบพระพุทธรูปหมวดใหญ่ อนึ่งค าว่าหมวดใหญ่ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงขนาด แต่หมายถึงกลุ่มพระพุทธรูปที่พบจ านวนมาก ที่มี ลักษณะอันเป็นแบบแผนชัดเจนในรัชกาลของพญาลิไท ซึ่งโดยทั่วไปของพระพุทธรูปหมวดใหญ่เท่าที่ เคยพบขนาดใหญ่ราวหนึ่งหรือสองเท่าของสัดส่วนคน ขนาดของพระศรีศากยมุนีเกินกว่าสัดส่วนคน หลายเท่า หากเชื่อว่าสร้างขึ้นในรัชกาลของพญาลิไท ก็สามารถสันนิษฐานได้ว่าพระศรีศากยมุนี เป็น ฝีมือช่างที่ถนัดงานสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ซึ่งมีเงื่อนไขและกรรมวิธีพิเศษไปกว่าการสร้าง พระพุทธรูปขนาดเล็ก เป็นผลให้พระพักตร์ของพระศรีศากยมุนีแตกต่างจากพระพักตร์รูปไข่ของ พระพุทธรูปหมวดใหญ่ แม้สร้างในช่วงเวลาร่วมสมัยกัน เพราะงานสร้างพระพุทธรุปขนาดใหญ่ให้มี สัดส่วนสมบูรณ์งดงาม ย่อมต้องการช่างปั้นและช่างหล่อที่มีความสามารถขั้นสูงแล้วเท่านั้น พระพุทธรูปหมวดใหญ่ ศิลปะสุโขทัย


151 พระพุทธรูปหมวดก าแพงเพชร พระพุทธรูปลีลา ศิลปะสุโขทัยในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติก าแพงเพชร


152 เศียรพระพุทธรูป ศิลปะสุโขทัยในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติก าแพงเพชร พระพุทธรูปปางมารวิชัย 1 ศิลปะสุโขทัยในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติก าแพงเพชร


153 พระพุทธรูปปางมารวิชัย 3 ศิลปะสุโขทัยในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติก าแพงเพชร พระพุทธรูปปางมารวิชัย 4 ศิลปะสุโขทัยในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติก าแพงเพชร


154 พระพุทธรูปทรงเครื่อง ศิลปะสุโขทัย ศิลาจารึกหลักที่ 1 สมัยพ่อขุนรามค าแหง


155 งานปูนปั้น สลักหิน และเครื่องปั้นดินเผา เครื่องเคลือบของสุโขทัย เครื่องปั้นดินเผา เป็นวัฒนธรรมเชิงหัตถศิลป์ ที่สืบทอดให้เราผู้เป็นอนุชนได้สืบเนื่องความคิดของ บรรพชนของเรา และพัฒนาจนมาเป็นเครื่องใช้ไม้สอยที่ทันสมัยจนทุกวันนี้ สุโขทัยเป็นแหล่งอารยธรรม ที่เจริญรุ่งเรืองมานานนับพันปี ปรากฏได้จากโบราณสถาน และโบราณวัตถุ เครื่องปั้นดินเผาที่มีชื่อเสียง ของสุโขทัย คือ เครื่องสังคโลก เครื่องสังคโลก หมายถึงเครื่องปั้นดินเผาที่ผลิตขึ้นในรูปภาชนะเครื่องใช้ และเครื่องประดับอาคาร ต่างๆ เช่น ถ้วย ชาม จาน ไหดิน โอ่งน ้า ขวดดิน กระปุก ป้านน ้าชา ช้อน ตลอดดจนตุ๊กตารูปคน รูป สัตว์ เช่น ช้าง รูปยักษ์ รูปเทวดา พระพุทธรูป กระเบื้องมุงหลังคา สิงห์สังคโลก ลูกมะหวด ท่อน ้า ตุ๊กตา เสียกบาล ตัวหมากรุก ช่อฟ้า บราลี ฯลฯ มีทั้งที่เคลือบน ้ายาและไม่เคลือบน ้ายา ลักษณะเด่นคือ เป็น เครื่องปั้นดินเผาเคลือบเนื้อละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนิดเนื้อแตกลายงาสีเขียวไข่กา วิวัฒนาการของ การเคลือบสีเขียวประณีตงดงามท าให้มีการเรียกชื่อเครื่องปั้นดินเผาสีเขียวว่า "เซลาดอน" ซึ่งเคลือบสี ระดับต่าง ๆ กัน เช่น สีเขียวไข่กา สีเขียวมะกอก


156 ค าว่า สังคโลก มีผู้สันนิษฐานไว้ต่างกัน บ้างว่ามาจากค าว่า "ซ้องโกลก" แปลว่า เตาแผ่นดินซ้อง บ้างว่ามาจากค าว่า "ซันโกโรกุ" หรือ "ซังโกโรกุ" ในภาษาญี่ปุ่น ซึ่งอาจเพี้ยนมาจากค าว่า "สวรรคโลก" อันเป็นชื่อที่แพร่หลายของเมืองเชลียงหรือศรีสัชนาลัยในพงศาวดารอยุธยา ชื่อเครื่องปั้นดินเผาสังคโลก จึงมีความหมายเดิมจ ากัดอยู่เฉพาะบริเวณเชลียงหรือศรีสัชนาลัย และเมืองที่สัมพันธ์กันคือ สุโขทัย ดัง ได้พบเตาผลิตมากมายในบริเวณนี้ อย่างไรก็ตามเตาผลิตทางภาคเหนือของไทยอีกหลายแห่งได้ผลิต เครื่องปั้นดินเผาประเภทที่เรียกว่า สังคโลก ประเภทของเครื่องสังคโลก แบ่งได้ตามลักษณะเนื้อดินและลวดลาย และแบ่งตามเตาเผา 1. ลักษณะเนื้อดินและลวดลาย เนื้อดินเป็นประเภทเนื้อแกร่ง หรือสโตนแวร์ (stoneware) ซึ่งใช้ อุณหภูมิในการเผาสูงประมาณ 1150-1280 องศาเซลเชียส เทคนิคการตกแต่งทั้งการเคลือบและลวดลาย มีต่าง ๆ กัน ดังนี้ ¤ เครื่องปั้นดินเผาเนื้อแกร่งไม่เคลือบ ประดับลวดลายด้วยการใช้แม่พิมพ์กดลวดลายประทับ เช่น ลายก้านขด หรือลายเรขาคณิต มีการประดับด้วยวิธีปั้นดินแล้วแปะติดเข้ากับภาชนะก่อนเผา ¤ เครื่องถ้วยสีน ้าตาลเข้ม เป็นการเคลือบสีพื้นเดียว ลักษณะรูปแบบและสีน ้าเคลือบคล้ายกับ เครื่องถ้วยลพบุรีประเภทเคลือบสีน ้าตาล ¤ เครื่องถ้วยเคลือบขาวที่เขียนลวดลายใต้เคลือบน ้าตาลด า ลักษณะคล้ายเครื่องถ้วยจีนจาก เสาสือโจ้ว กับเครื่องถ้วยอันหนาน (เครื่องถ้วยของเวียดนาม) ¤ เครื่องถ้วยเคลือบขาวที่เขียนลวดลายบนเคลือบสีน ้าตาลทอง ¤ เครื่องถ้วยเคลือบสีเขียวไข่กา หรือ เซลาดอน ซึ่งตกแต่งลวดลายด้วยวิธีการขูดและขุดลาย ในเนื้อดินแล้วเคลือบทับ คล้ายคลึงกับเครื่องถ้วยจีนจากเตาหลงฉวน สมัยราชวงศ์ซุ้งตอนปลายถึง ราชวงศ์หยวน (ประมาณพุทธศตวรรษที่ 19-20) ลวดลายบนสังคโลก ลวดลายที่ปรากฏในถ้วยชามสังคโลก เป็นลวดลายเฉพาะ ที่พบมากในจาน ชาม คือ รูปปลา กงจักร ดอกไม้ โดยเฉพาะรูปปลานั้นสันนิษฐานว่าเป็น ปลากา มิใช่ปลาตะเพียนที่เข้าใจกันมาแต่ก่อน เพราะพบในชามสังคโลกใบหนึ่งมีอักษรลายสือไท เขียนบอกชื่อปลาไว้ว่า "แม่ปลาก่า" อยู่ใต้ตัวปลา ปลากา เป็นปลาน ้าจืดชนิดหนึ่งรูปร่างคล้ายปลาตะเพียนมีอยู่ 2 ชนิด คือ ปลากาด า และปลากา ทรงเครื่องทั้งสองชนิดมีมากในแม่น ้าล าคลองทั่วไป โดยเฉพาะที่แม่น ้ายม ลวดลายต่าง ๆ ที่ใช้ในการตกแต่งเครื่องสังคโลก แบ่งออกเป็น ๒ แบบ คือ ลวดลายที่พบเห็นได้ ในธรรมชาติ เช่น ลายดอกไม้ ลายพันธุ์พฤกษา ลายสัตว์ และลวดลายประดิษฐ์ จ าพวกลายเรขาคณิต


157 ลายช่องกระจก ซึ่งลวดลายเหล่านี้ยังเป็นหลักฐานที่แสดงถึงการรับอิทธิพลมาจากต่างชาติด้วย เช่น ลายพันธุ์ไม้ก้านขด ที่พบในภาชนะดินเผาของจีน ลายตาราง (หรือลายร่างแห หรือลาpสี่เหลี่ยมขนม เปียกปูน) ที่สันนิษฐานว่าน่าจะสืบทอดมาจากลายประแจจีน ไม่เพียงช่วยให้เครื่องสังคโลกมีความ สวยงามเท่านั้น แต่ลวดลายดังกล่าวยังถือเป็นลายมงคลที่ซ่อนความหมายต่าง ๆ ไว้อีกด้วย เช่น ลาย ดอกบัว หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ ความบริสุทธิ์ และฤดูร้อน ลายดอกเบญจมาศ หมายถึง การหยุด พักผ่อน การมีอายุยืน และฤดูใบไม้ร่วง ลายดอกโบตั๋น หมายถึง ความร ่ารวย เกียรติยศ ความรัก ความ งาม และฤดูใบไม้ผลิ ลายดอกพิกุล และ ลายปลา หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ ลายปลาคู่ หมายถึง ความปรองดองและความสุขในชีวิตสมรส ลายนกยูง หมายถึง ความงามและการมีเกียรติยศ


158 เครื่องถ้วยชามสังคโลกที่เมืองเก่าสุโขทัย กระปุกเขียนสีใต้เคลือบ


159 ตุ๊กตาเคลือบ สังคโลก-ปลา 3 ตัว


160 สังคโลก-เครือเถา โถฝาสังคโลก เขียนลายใต้เคลือบ ศิลปะสุโขทัย ผลิตจากแหล่งเตาเผาศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย


161 จานสังคโลกเคลือบสีเขียวไข่กา (เซลาดอน) จากแหล่งเตาเผา อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย ตุ๊กตาสังคโลก จากแหล่งเตาเผา อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย


162 เครื่องเคลือบสีเขียวหรือเซลาดอน เครื่องเคลือบเขียนลายสีด า หรือสีน ้าตาลใต้เคลือบใส


163 ตุ๊กตาสังคโลก ตุ๊กตาสังคโลก เป็นสังคโลกประเภทหนึ่งที่พบมากในแหล่งโบราณคดีที่ปรากฏหลักฐานการพบ เครื่องสังคโลก นิยมปั้นเป็นรูปบุคคลในอิริยาบถต่าง ๆ เช่น สตรีอุ้มเด็ก บุคคลขี่กระบือ และรูปสัตว์ อาทิ ช้าง วัว นก แม่ไก่กับลูก ตุ๊กตาสังคโลกเป็นหลักฐานหนึ่งที่ช่วยให้เราเข้าใจวิถีชีวิตของคนในสมัยสุโขทัยได้ชัดเจนมากขึ้น อาทิ การแต่งกาย การเลี้ยงสัตว์ สัตว์พาหนะ นอกจากนี้ ยังสะท้อนความเชื่อและการรับอิทธิพลทาง วัฒนธรรมจากดินแดนใกล้เคียงด้วย ตัวอย่างเช่น ตุ๊กตาสังคโลกที่มีการผสมระหว่างคนและสัตว์นั้น ใน หนังสือ “สาส์นสมเด็จ” สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด ารงราชานุภาพ ทรงเคยมีพระวินิจฉัย เรียกว่า นรสิงห์ เป็นสัตว์ผสมที่มีศีรษะเป็นคนสวมเครื่องประดับศีรษะ มีล าตัวเป็นสิงห์ ซึ่งปรากฏใน ต านานของชาวมอญแถบ เมืองสะเทิมในประเทศพม่า ปัจจุบัน เรายังไม่พบหลักฐานที่สามารถชี้ชัดได้ว่าตุ๊กตาสังคโลกสร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์อะไร มีผู้สันนิษฐานว่าท าขึ้นเพื่อเป็นของเล่น หรือใช้ในพิธีกรรมสะเดาะเคราะห์โดยใช้ตุ๊กตาเป็นตัวตายตัว แทน เมื่อเสร็จพิธีก็จะหักคอ แขน หรือขาของตุ๊กตา หรือที่คนไทยมักเรียกกันว่า ตุ๊กตาเสียกบาล แต่ ทั้งนี้ทั้งนั้น หน้าที่การใช้งานที่แท้จริงของตุ๊กตาสังคโลกก็ยังคงเป็นปริศนาที่ต้องศึกษาหา ตุ๊กตาสังคโลก


164 เครื่องประดบัศิลปะสโุขทยั สมัยนี้มีช่วงเวลาประมาณเกือบ 200 ปี นับตั้งแต่ พ.ศ. 1792 เมื่อพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ทรงขึ้น ครองราชย์เป็นกษัตริย์ที่กรุงสุโขทัย จนถึงสิ้นรัชกาลพระมหาธรรมราชาที่ 4 (บรมปาล) ใน พ.ศ. 1981 สมัยสุโขทัยมีหลักฐานเกี่ยวกับเครื่องประดับไทยไม่มากนัก ส่วนใหญ่ศึกษาจากศิลปวัตถุและภาพ จิตรกรรมที่ยังหลงเหลืออยู่ ในโบราณสถานบางแห่ง ซึ่งพออนุมานได้ว่า เครื่องประดับในสมัยสุโขทัยมี ที่มาจากศิลปะของชนพื้นเมืองที่เป็นคนไทย ผสมผสานกับศิลปะขอมสมัยอาณาจักรลวปุระหรือละโว้ และศิลปะมอญสมัยอาณาจักรทวารวดี ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากอินเดียอีกทอดหนึ่ง เช่นเดียวกับ อาณาจักรโบราณที่เคยมีมาก่อนหน้านี้แล้ว คือ อาณาจักรฟูนัน และอาณาจักรศรีวิชัย ทางภาค ตะวันออกและภาคใต้ ของคาบสมุทรอินโดจีน ตามล าดับ ดังนั้น อาจสรุปลักษณะของเครื่องประดับไทย ในสมัยสุโขทัยได้อย่างคร่าวๆ เป็น 3 รูปแบบ ดังนี้ 1. เครื่องประดับของเทวรูป 2. เครื่องประดับของเทวดา กษัตริย์ และบุคคลชั้นสูง 3. เครื่องประดับของสามัญชน 1. เครื่องประดับของเทวรูป ศาสนาพราหมณ์มีอิทธิพลอยู่มากในราชส านักพอๆ กับพระพุทธศาสนา ดังนั้น การสร้างเทวรูปใน ศาสนาพราหมณ์ จึงมีการประดับตกแต่งอย่างเต็มที่ อาทิ มงกุฎ เทริด กรองศอหรือสร้อยคอ ที่ท าเป็น รูปแบบเรียบง่ายในระยะแรก ต่อมา มีการตกแต่งลวดลายให้วิจิตรงดงามมากขึ้น นอกจากนี้ก็มีพาหุรัด หรือก าไลต้นแขนที่เลียนแบบมาจากกรองศอ และมีกุณฑล หรือตุ้มหู ที่ท าเป็นแบบลูกตุ้ม ถ่วงไว้ที่ปลาย ใบหู


165 เทวรูปส าริด พระอิศวร สมัยสุโขทัย ต้นพุทธศตวรรษที่ 20 ที่วัดป่ามะม่วง มีเครื่องทรง ได้แก่ มงกุฏ กรองศอ สังวาล และพาหุรัด


166 เทวรปูพระปารวตีศิลปะสุโขทยั เทวรูปพระนางปารวตี สัมฤทธิ์ศิลปะสุโขทัย อายุราวพุทธศตวรรษที่ 19 – 20 พิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ พระนคร สันนิษฐานว่า เทวรูปพระปารวตีองค์นี้ สร้างขึ้นในรัชสมัยของสมเด็จพระมหาธรรม ราชา (ลิไท)คาดว่าสร้างขึ้นพร้อมกับเทวรูปพระนารายณ์ พระอิศวร พระพรหม และพระหริหระ เพื่อ ประดิษฐานในหอเทวาลัยเกษตรพิมาน นอกเมืองสุโขทัยทางด้านทิศตะวันตก เทวรูปพระนางปารวตีหรือพระอุมาที่รู้จักกันทั่วไป เป็นเป็นเทวรูปศิลปะสุโขทัย พระพักตร์ เทวรูปมีความคล้ายคลึงกับพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัยหมวดใหญ่


167 พระเกศาขวมดเป็นมุ่นมวยผม เรียกว่า มวยหางหงส์ ลวดลายบนของผ้านุ่ง เป็นลายดอกไม้


168 พาหุรัด เป็นลายดอกไม้ คล้ายดอกไม้ในลายชั้นในของขอบผ้านุ่ง ทองพระกร


169 ศิราภรณ์แบบชฎามุกุฎ กรองศอ


170 แผนการจัดการเรียนรู้มุ่งเน้นสมรรถนะ หน่วยที่2 วิชา ประวัติศาสตร์เครื่องประดับไทย รหัสวิชา 30215-2306 สอนครั้งที่ 7 ชั่วโมงรวม 15 ชื่อหน่วยการเรียนรู้ประวัติศาสตร์เครื่องประดับยุคประวัติศาสตร์ชาติไทย เรื่อง ประวัติศาสตร์เครื่องประดับยุคสมัยล้านนา จ านวนชั่วโมง 2 สัปดาห์ที่ 5-10 เรื่อง กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อ/เครื่องมือ การประเมิน เวลา เกณฑ์ การ ประเมิน 7.ประวัติ ศาสตร์ เครื่องประ ดับยุคสมัย ล้านนา 7.1 น าเข้าสู่บทเรียนสอบถามประสบการณ์ความรู้เกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์ยุคสมัยล้านนาที่นักศึกษาได้ผ่านการ เรียนรู้หรือเคยมีประสบการณ์ 7.2 ทดสอบความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และ เครื่องประดับยุคสมัยล้านนา 7.3 อธิบายความเป็นมาของเมืองยุคสมัยล้านนาและเขต พื้นที่ยุคสมัยล้านนาที่ปรากฎหลักฐานในเขตพื้นที่ใน ประเทศไทย 7.4 อธิบายลักษณะเอกลักษณ์งานศิลปะวัตถุยุคสมัย ล้านนา 7.5 อธิบายลักษณะเอกลักษณ์รูปแบบงานเครื่องประดับ ยุคสมัยล้านนา 7.6 ทบทวนความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์เครื่องประดับยุค สมัยล้านนาที่นักศึกษาเข้าใจ 7.7 ให้นักศึกษาตอบค าถามลักษณะเครื่องประดับในยุค สมัยล้านนา การซักถาม แบบทดสอบก่อน เรียน ใบความรู้/Power piont ใบความรู้/Power piont ใบความรู้/Power piont บรรยาย/อภิปราย ตอบค าถาม/ อภิปราย 10 นาที 10 นาที 10 นาที 30 นาที 30 นาที 10 นาที 10 นาที


171 7.8 สรุปความรู้ในการเรียนเรื่องประวัติศาสตร์ เครื่องประดับยุคสมัยล้านนา การประเมินผลสมัฤทธ์ิทางการเรียนเรื่อง ประวัติศาสตร์เครื่องประดับยุคสมัยล้านนา ในการประเมิน ความรู้นักศึกษาต้องตอบค าถามถูกต้องอย่างน้อย 6 ข้อ จากข้อสอบทั้งหมด10 ข้อ บรรยาย ข้อสอบประเมิน ความรู้ 10 นาที สอบ ประเมิน ความรู้ คะแนนผ่าน เกณฑ์ค่า ระดับ คะแนนร้อย ละ 60


172 ประวตัิศาสตรเ ์ คร ื่องประดบัยคุสมยัลา ้ นนา ศิลปกรรมแบบล้านนา สมัยเชียงแสนนับว่าเป็นอีกหนึ่งยุคที่มีความรุ่งเรืองสูงมากทางภาคเหนือของไทยท าให้กิจกรรม เกี่ยววัฒนธรรมความเป็นอยู่เกิดขึ้นมากมายจนกลายเป็นแนวคิดสืบทอดต่อมาจาถึงลูกหลานยุคปัจจุบัน แนวคิดอิทธิพลศิลปะไทยสมัยเชียงแสนนั้นรับมาจากแนวคิดอาณาจักรพุกาม อาณาจักรใหญ่ทางพม่า เชียงแสนรับมาทั้งแนวคิดทางสถาปัตยกรรม ปะติมากรรม และจิตรกรรม (แม้ว่าด้านนี้จะน้อยก็ตามที) แต่บางต าราบอกว่าศิลปะไทยสมัยเชียงแสนก็ได้รับอิทธิพลมาจากสุโขทัย และ ละโว้(ลพบุรี) ด้วย เหมือนกัน ศิลปะล้านนา หรือ ศิลปะเชียงแสน หมายถึง ศิลปะในเขตภาคเหนือทางตอนบนหรือดินแดน ล้านนาของประเทศไทยในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 19–24 คาดว่ามีการสืบทอดต่อเนื่องจากศิลปะทวาร วดีและศิลปะลพบุรีมาตั้งแต่สมัยหริภุญชัย ศูนย์กลางของศิลปะล้านนาเดิมอยู่ที่เชียงแสน เรียกว่า อาณาจักรโยนก ต่อมาเมื่อพญามังรายได้ย้ายมาสร้างเมืองเชียงใหม่ ศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนาอยู่ ที่เมืองเชียงใหม่ งานศิลปะล้านนามีความเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะนิกายเถรวาท


173 สถาปัตยกรรมศิลปะล้านนา สถาปัตยกรรมยุคแรกในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 ได้รับอิทธิพลจากศิลปะหริภุญชัยและศิลปะพุกาม จากพม่า ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 ได้รับอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัย ต่อมาในศิลปะต้นถึงกลางพุทธ ศตวรรษที่ 21 ถือเป็นยุคทอง มีการสร้างวัดและเจดีย์มากมาย ยุคถัดมาในช่วงกลางถึงปลายพุทธ ศตวรรษที่ 21 อาณาจักรล้านนาตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า ถือเป็นยุคเสื่อม สถาปัตยกรรมในช่วงยุคทองมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับการเผย แพร่พุทธศาสนาลังกาวงส์ หรือ นิกายรามัญ ได้แรงบันดาลใจทั้งจากงานสถาปัตยกรรมในยุคก่อน อิทธิพลจากสถาปัตยกรรมภายนอก ดังเช่นสุโขทัย พม่าสมัยพุกาม เป็นต้น เจดีย์ที่สืบทอดรูปแบบในช่วงก่อน ตัวอย่างเช่น เจดีย์วัดพญาวัด เมืองน่าน คงสืบทอดรูปแบบ เจดีย์ทรงปราสาทแบบเจดีย์กู่กุดและกู่ค า นอกจากนั้นยังพบกลุ่มเจดีย์ทรงระฆังที่เริ่มปรับรูปแบบจากผัง กลมไปเป็นผัง หลายเหลี่ยม ดังตัวอย่างของเจดีย์วัดพระธาตุดอยสุเทพ เป็นต้นและเจดีย์ทรงปราสาท ยอดทรงระฆัง เช่น เจดีย์บรรจุอัฐิพระเจ้าติโลกราช วัดเจ็ดยอด ที่สร้างในรัชกาลพระเมืองแก้ว และมี เจดีย์ที่ได้รับอิทธิพลสถาปัตยกรรมสุโขทัย ดังตัวอย่างส าคัญที่เจดีย์วัดป่าแดง เชียงใหม่และวัดป่าแดง บุญนาค เมืองพะเยา ที่เด่นชัดทางรูปแบบเจดีย์ทรงระฆังแบบสุโขทัย รูปแบบของวิหารในช่วงยุคทอง ปรากฏหลักฐานอาคารหลังคาคลุม รูปแบบส าคัญของวิหาร ล้านนาคือ การยกเก็จอันสัมพันธ์กับการซ้อนชั้นหลังคา โครงสร้างหลักของวิหารได้แก่ วิหารแบบเปิด หรือที่เรียกว่า วิหารป๋ วย และวิหารแบบปิด โดยวิหารส่วนใหญ่ให้ความส าคัญกับการใช้ระบบม้าต่างไหม ในส่วนหน้าบัน นอกจากนั้นยังปรากฏวิหารปราสาท คือการก่อรูปปราสาทต่อท้ายวิหาร ใช้ปราสาทเป็น ที่ประดิษฐานพระพุทธรูป เช่นที่วิหารลายค า วัดพระสิงห์ เชียงใหม่ หลังยุคทอง หลังจากรัชกาลพระเมืองแก้วแล้ว สถาปัตยกรรมในช่วงเวลานี้เป็นการสืบทอดรูป แบบเดิมจากงาน ตัวอย่างส าคัญที่ เจดีย์วัดโลกโมฬี รูปแบบเป็นเจดีย์ทรงปราสาทยอด ยังให้ ความส าคัญกับสวนยอดที่เป็นหลังคาเอนลาด ชี้ให้เห็นว่าน่าจะสืบทอดจากเจดีย์ทรงปราสาทในยุคทอง ล้านนาสมัยพม่าปกครอง ราวต้นพุทธศตวรรษที่ 22 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 24 ตัวอย่างส าคัญ เช่น มณฑปพระเจ้าล้านทอง วัดพระธาตุล าปางหลวง เมืองล าปาง เป็นรูปแบบงานสถาปัตยกรรมที่พัฒนาขึ้น จากรูปแบบโขงปราสาทหรือที่ชาวล้านนา ทั่วไปเรียกว่า โขงพระเจ้า มีรูปแบบส าคัญคือการใช้ซุ้มจระน า ที่มีหางนาคเกี้ยวกระหวัดเป็นยอดกลางซุ้ม และการซ้อนชั้นหลังคาที่ลดหลั่นกัน 3 ชั้น นอกจากนี้ โขง ปราสาทยังปรากฏที่วัดพระสิงห์ เชียงใหม่ด้วย รูปแบบสถาปัตยกรรมโขง


174 เจดีย์วัดพญาวัด เมืองน่าน วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร จังหวัดเชียงใหม่


175 วัดเจ็ดยอด ต าบลช้างเผือก อ าเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พระเจดีย์สร้างด้วยศิลาแลงประดับลวดลายปูนปั้น วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร อ าเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่


176 เจดีย์วัดโลกโมฬี รูปแบบเป็นเจดีย์ทรงปราสาทยอด


177 มณฑปพระเจ้าล้านทอง วัดพระธาตุล าปางหลวง เมืองล าปาง ซุ้มปราสาททอง ซุ้มปราสาททองเป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าล้านทอง (พระพุทธรูปที่มองเห็นผ่าน ช่องเล็กๆ ด้านหน้า) อยู่ภายในวิหารหลวง เมื่อเดินขึ้นบันไดเข้าสู่ภายในวัดจะเห็นวิหารหลวงและซุ้ม ปราสาททองโดดเด่นอยู่ตรงหน้า


178 เจดีย์ 700 ปี วัดอุโมงค์ เชียงใหม่ เจดีย์วัดอุโมงค์ เชียงใหม่ ตั้งอยู่บริเวณใกล้กับทางเข้าอุโมงค์ทางขึ้นลงเจดีย์มีบันไดนาคที่งดงาม อยู่ด้านข้าง โดยจะเป็นสถาปัตยกรรมทรงระฆังกลม บริเวณทรงกรวยด้านบนของเจดีย์จะเป็นรูปกลีบ ดอกบัว บริเวณฐานส่วนล่างจะมีปูนปั้นลวดลายสวยงามตามแบบสถาปัตยกรรมของศิลปะพม่า ทั้งนี้ เจดีย์วัดอุโมงค์ถือว่าเป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมเก่าแก่และสะท้อนให้เห็นถึงสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม เจดีย์ประจ าวัดอุโมงค์ เชียงใหม่ พุทธในเจดีย์วัดอุโมงค์ จังหวัดเชียงใหม่


179 มณฑปทรงแปดเหลี่ยม ศิลปะล้านนา หอพระศิลปะล้านนา


180 ประติมากรรม ศิลปะล้านนา ลักษณะส าคัญของพระพุทธรูป ศิลปะล้านนา ซึ่งมักเรียกว่า พระพุทธรูปสิงห์แบบเชียงแสน แบ่ง ออกเป็น พระพุทธรูปสิงห์ 1 มีลักษณะประทับนั่งขัดสมาธิเพชร เห็นฝ่าพระบาททั้งสองข้าง พระพักตร์กลม อมยิ้ม ขมวดพระเกศาใหญ่ รัศมีดอกบัวตูม พระวรกายอวบอ้วน ชายสังฆาฏิสั้นเหนือพระถัน พระพุทธรูปสิงห์ 2 มีลักษณะประทับขัดสมาธิราบ พระพักตร์รูปไข่ ขมวดพระเกศาเล็ก รัศมีเป็น เปลว พระวรกายบอบบาง พระอังสาใหญ่ เอวเล็ก ชายสังฆาฏิ เส้นเล็กยาวมาจนถึงพระนาภีได้รับ อิทธิพลสุโขทัย พระพุทธรูปสิงห์ 1 เป็นพระพุทธรูปที่เก่ามากอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 ปัจจุบันสันนิษฐานว่า น่าจะเรื่องพร้อมการสถาปนาอาณาจักรล้านนา ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 การก าหนด พระพุทธรูป ล้านนาทั้งสิงห์ 1 และสิงห์ 2 ท าคู่กันจนหมดยุคล้านนา ส่วนสิงห์ 2 จะเริ่มในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 นอกจากนั้นยังมีพระพุทธรูปทรงเครื่องเป็นที่นิยมในล้านนาเช่นกัน ได้รับอิทธิพลจากปาละ เป็น คติการสร้างเกี่ยวกับปางมหาชมพูบดี ลักษณะเครื่องทรงจะมีตราบเป็นสามเหลี่ยม แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ทรงเครื่องครึ่งเดียว มีการสร้างรัศมี มีชายสังฆาฏิ เพื่อบ่งบอกว่าเป็นพระพุทธเจ้า ส่วนอีกกลุ่ม หนึ่งทรงเครื่องเต็มองค์ แบบเทวดา แต่จะท าปางมารวิชัย กลุ่มหลังนี้เป็นกลุ่มที่ให้อิทธิพลมายังสุโขทัย และอยุธยา ลักษณะมงกุฎที่เป็นชั้น ๆ ปล่อง ๆ เป็นรูปแบบผสมระหว่างล้านนากับสุโขทัย ส่วนเทริดมี รูปแบบเขมรเข้ามาปน พระพุทธสิหิงค์วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร พระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิเพชร ศิลปะ ล้านนาที่เรียกว่า แบบสิงห์หนึ่ง หรือ แบบเชียงแสนสิงห์หนึ่ง อายุราวต้นพุทธศตวรรษที่ 20


Click to View FlipBook Version