The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ประวัติศาสตร์เครื่องประดับไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mam3990, 2023-06-15 01:09:12

แผนวิชา ประวัติศาสตร์เครื่องประดับ

ประวัติศาสตร์เครื่องประดับไทย

181 พระแสนแซ่ทองค า วัดพระเจดีย์ซาวหลัง เรียกว่า แบบสิงห์สอง หรือ แบบเชียงแสนสิงห์สอง อายุราวพุทธศตวรรษที่ 21


182 พระพุทธรูปศิลปะล้านนายังแบ่งได้เป็นหลายสกุลช่างตามเมืองส าคัญ ได้แก่ สกุลช่างเชียงใหม่ สกุลช่างเชียงแสน สกุลช่างเชียงราย สกุลช่างพะเยา สกุลช่างแพร่ สกุลช่างฝาง และสกุลช่างน่าน เป็น ต้น พระพุทธสิหิงค์ เป็นพระพุทธรูปโบราณหล่อด้วยส าริดหุ้มทอง ปางสมาธิ สูง 79 เซนติเมตร หน้า ตักกว้าง 63 เซนติเมตร เป็นศิลปะแบบลังกา ตามประวัติกล่าวว่า พระเจ้าสีหฬะ พระมหากษัตริย์แห่ง ลังกาทวีปทรงสร้างขึ้น เมื่อ พ.ศ. 700 ต่อมา พระเจ้าศรีธรรมโศกราชแห่งราชอาณาจักรตามพรลิงก์ได้ ไปขอมาถวายพระร่วงแห่งกรุงสุโขทัย เมื่อสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 แห่งกรุงศรีอยุธยาได้กรุง สุโขทัยเป็นเมืองขึ้น จึงได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานที่กรุงศรีอยุธยา ต่อมา ได้มีผู้น าไปไว้ที่ เมืองก าแพงเพชรและเชียงราย เมื่อพระเจ้าแสนเมืองมา เจ้านครเชียงใหม่ยกทัพไปตีเมืองเชียงรายได้ จึงได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานที่เชียงใหม่พร้อมกับพระแก้วมรกต เมื่อสมเด็จพระนารายณ์ มหาราชตีเมืองเชียงใหม่ได้เมื่อ พ.ศ. 2205 ได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานที่วัดพระศรีสรร เพชญ์ กรุงศรีอยุธยาเป็นเวลานานถึง 105 ปี พระพุทธสิหิงค์ เป็นพระพุทธรูปโบราณหล่อด้วยส าริดหุ้มทอง


183 พระพุทธสิหิงค์ วิหารลายค า วัดพระสิงห์ เมืองเชียงใหม่ พระพุทธสิหิงค์ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร


184 พระพุทธสิหิงค์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เศียรพระพุทธรูป


185 พระแก้ว พระแก้ว ที่แสดงฝีมือการแกะสลักของช่างล้านนา โดยใช้แก้วผลึก หินสีและพลอยสีต่างๆ ที่มีความใส เช่นเดียวกับแก้ว ซึ่งเป็นที่มาของการเรียกว่า “พระแก้ว” พระพิมพ์ศาสนาศิลปะล้านนา


186 ลายปูนปั้น วัดเจ็ดยอด


187 จิตรกรรม ศิลปะล้านนา จิตรกรรมในศิลปะล้านนาพบงานเขียนบนผืนผ้าหรือ พระบฏ เพื่อแขวนไว้ในอาคาร พระบฏที่เก่า ที่สุดพบจากกรุวัดเจดีย์สูง จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนจิตรกรรมบนผนังอาคารเก่าที่สุด คือภาพอดีตพุทธใน กรุเจดีย์วัดอุโมงค์ จังหวัดเชียงใหม่ บ้างว่าเก่าที่สุดอยู่ที่วัดพระธาตุล าปางหลวง ภายในมีจิตรกรรมฝา ผนังที่เขียนบนไม้ จิตรกรรมฝาผนังล้านนา แบ่งผลงานออกได้เป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 – 21 เช่น ที่วัดอุโมงค์ จังหวัดเชียงใหม่ เพียงแห่งเดียว ระยะที่ 2 ช่วงพุทธศตวรรษที่ 22–24 พบที่เขตจังหวัดล าปางเท่านั้น ลักษณะภาพจิตรกรรมฝา ผนังของทั้ง 2 ระยะ ได้รับอิทธิพลจากศิลปะพม่า ระยะที่ 3 ช่วงพุทธศตวรรษที่ 25 เป็นผลงานในยุคปลาย มีความนิยมรูปแบบภาพเล่าเรื่อง เป็น หลัก เรื่องราวที่เขียนเป็นคตินิยมเฉพาะของชาวล้านนา โครงสีที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นสีแดงและสีน ้าเงิน นิยม เขียนขึ้นภายในวิหารต่างจากจิตรกรรมภาคกลางที่นิยมเขียนในอุโบสถ ในช่วงครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ 25 แบ่งออกได้ตามสกุลและฝีมือช่าง ได้แก่ จิตรกรรมสกุลช่าง เชียงใหม่ เป็นงานเขียนตามแบบศิลปะกรุงเทพ จิตรกรรมสกุลช่างไทใหญ่มีแบบอย่างเป็นของตนเอง โดยมักก าหนดต าแหน่งของภาพให้อยู่ส่วนบน ของผนัง กรอบของภาพเขียนเป็นแถบลายเชิงผ้าคล้าย ผ้าปักของพม่า ในรายละเอียดของภาพพบว่ามีการใช้รูปแบบของศิลปะพม่าในส่วนของภาพบุคคลชั้นสูง จิตรกรรมสกุลช่างน่านมีความคิดอ่านของตัวเองในระดับหนึ่งด้วย งานเขียนที่ออกมาจึงมีโครงสีที่ ค่อนข้างอ่อนหวานนุ่มนวลกว่า จิตรกรรมที่ล าปาง มีความสัมพันธ์กับศิลปะพม่าเป็นอย่างมาก สืบเนื่อง จากผู้อุปถัมภ์ที่เป็นชาวพม่า และจิตรกรรมลายค า หรือที่เรียกว่าปิดทองล่องชาด ในศิลปะล้านนาที่ หลงเหลืออยู่เก่าที่สุดอาจมีอายุการสร้างราวพุทธศตวรรษที่ 23 เท่านั้น และพบมากแถบเมืองล าปาง งานลายค าบางแห่งมีการใช้เทคนิคของงานเครื่องเขินเข้ามาด้วย ภาพเขียนจิตรกรรมบนผืนผ้า (พระบฏ) พระพักตรพระพุทธเจ้า วัดเจดีย์สูง อ าเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่


188 ภาพเขียนจิตรกรรมบนผืนผ้า (พระบฏ) วัดเจดีย์สูง อ าเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่


189 ร่องรอยของจิตรกรรมฝาผนัง เจดีย์วัดอุโมงค์ จังหวัดเชียงใหม่ จิตรกรรมที่วัดบวกครกหลวง งานจิตรกรรมแบบไทใหญ่


190 จิตรกรรมวัดพระธาตุล าปางหลวง จิตรกรรมวัดพระธาตุล าปางหลวง ภาพเขียนโบราณในวิหารหลวง ภาพเขียนเหล่านี้เลือนหายไป ตามกาลเวลาหมดแล้ว เป็นที่น่าเสียดายมาก ร่องรอยเหล่านี้มีอยู่โดยรอบผนังด้านในของวิหารหลวง จิตรกรรมฝาผนังที่ชื่อ "ปู่ม่านย่าม่าน" อันเป็นผลงานของหนานบัวผัน จิตรกรพื้นถิ่นเชื้อสายไทลื้อ ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นผลงานที่ประณีตและเป็นภาพที่โดดเด่นประจ าวัดภูมินทร์


191 งานประณีตศิลป์ ศิลปะล้านนา เครื่องพุทธบูชา และเครื่องใช้จ าลองท าจากของ และโลหะมีค่า เช่น ทอง เงิน และแก้ว อันเป็น เครื่องพุทธบูชาที่ชาวล้านนานิยมสร้างถวายพระพุทธศาสนา บางอย่างท าเพื่อใช้บรรจุไว้ในกรุพระเจดีย์ เครื่องราชูปโภคจ าลอง ศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษที่ 21 สร้างขึ้นเพื่อเป็นพุทธบูชาโดย พระมหากษัตริย์ ซึ่งมีความเชื่อว่า พระพุทธเจ้าทรงเป็นขัตติยวงศ์ หากมิได้ออกผนวชก็จะได้เป็นพระ มหาจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ เครื่องพุทธบูชา และเครื่องใช้จ าลองท าจากของและโลหะมีค่า


192 เครื่องพุทธบูชา และเครื่องใช้จ าลองท าจากของและโลหะมีค่า


193 เครื่องพุทธบูชา และเครื่องใช้จ าลองท าจากของและโลหะมีค่า


194 ช้าง และสัตว์หิมยานต์ ศิลปะล้านนา แหวนศิลปะล้านนา ท าจากโลหะมีค่า


195 แผนการจัดการเรียนรู้มุ่งเน้นสมรรถนะ หน่วยที่2 วิชา ประวัติศาสตร์เครื่องประดับไทย รหัสวิชา 30215-2306 สอนครั้งที่ 8 ชั่วโมงรวม 15 ชื่อหน่วยการเรียนรู้ประวัติศาสตร์เครื่องประดับยุคประวัติศาสตร์ชาติไทย เรื่อง ประวัติศาสตร์เครื่องประดับยุคสมัยอยุธยา จ านวนชั่วโมง 2 สัปดาห์ที่ 8-10 เรื่อง กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อ/เครื่องมือ การประเมิน เวลา เกณฑ์ การ ประเมิน 8.ประวัติ ศาสตร์ เครื่องประ ดับยุคสมัย อยุธยา 8.1 น าเข้าสู่บทเรียนสอบถามประสบการณ์ความรู้เกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์ยุคสมัยอยุธยาที่นักศึกษาได้ผ่านการ เรียนรู้หรือเคยมีประสบการณ์ 8.2 ทดสอบความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และ เครื่องประดับยุคสมัยอยุธยา 8.3 อธิบายความเป็นมาของเมืองยุคสมัยอยุธยาและเขต พื้นที่ยุคสมัยอยุธยาที่ปรากฎหลักฐานในเขตพื้นที่ใน ประเทศไทย 8.4 อธิบายลักษณะเอกลักษณ์งานศิลปะวัตถุยุคสมัย อยุธยา 8.5 อธิบายลักษณะเอกลักษณ์รูปแบบงานเครื่องประดับ ยุคสมัยอยุธยา 8.6 ทบทวนความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์เครื่องประดับยุค สมัยอยุธยาที่นักศึกษาเข้าใจ 8.7 ให้นักศึกษาตอบค าถามลักษณะเครื่องประดับในยุค สมัยอยุธยา 8.8 สรุปความรู้ในการเรียนเรื่องประวัติศาสตร์ เครื่องประดับยุคสมัยอยุธยา การซักถาม แบบทดสอบก่อน เรียน ใบความรู้/Power piont ใบความรู้/Power piont ใบความรู้/Power piont บรรยาย/อภิปราย ตอบค าถาม/ อภิปราย บรรยาย 10 นาที 10 นาที 10 นาที 30 นาที 30 นาที 10 นาที 10 นาที 10 นาที


196 การประเมินผลสมัฤทธ์ิทางการเรียนเรื่อง ประวัติศาสตร์เครื่องประดับยุคสมัยอยุธยา ในการประเมิน ความรู้นักศึกษาต้องตอบค าถามถูกต้องอย่างน้อย 6 ข้อ จากข้อสอบทั้งหมด10 ข้อ ข้อสอบประเมิน ความรู้ สอบ ประเมิน ความรู้ คะแนนผ่าน เกณฑ์ค่า ระดับ คะแนนร้อย ละ 60


197 ประวตัิศาสตรเ ์ คร ื่องประดบัยคุสมยัอยธุยา ศิลปะอยุธยา กรุงศรีอยุธยาได้รับการสถาปนาขึ้นใน พ.ศ. 1893 และสิ้นสุดลงใน พ.ศ.2310 ช่วงเวลาดังกล่าว เรียกอย่างสั้น ๆ ว่า สมัยอยุธยา เช่นเดียวกับเรียกงานช่างหลวงว่า ศิลปะอยุธยา การที่อยุธยาอยู่ใน พื้นที่ราบลุ่มแม่น ้าเจ้าพระยาตอนล่าง จึงเหมาะแก่การเกษตรกรรม และการมีเส้นทางคมนาคมติดต่อกับ ดินแดนทั้งภายในและภายนอกประเทศ อยุธยาจึงเป็นชุมชนการค้าส าคัญ มีแม่น ้าสายหลักที่ไหลมาจาก หัวเมืองทางเหนือ คือ แม่น ้าป่าสัก แม่น ้าลพบุรี และแม่น ้าเจ้าพระยา โอบล้อมตัวเมืองเป็นเกาะ แล้วไหล ไปทางใต้ออกสู่อ่าวไทย อันเป็นเงื่อนไขทางภูมิศาสตร์ที่ช่วยให้ราชธานีแห่งใหม่นี้เจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว พื้นฐานของศิลปะอยุธยาเริ่มเด่นชัดในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 19 วัฒนธรรมขอมที่จางลงแล้ว จากลพบุรียังเป็นแรงบันดาลใจส าคัญของงานช่างอยุธยา เช่นเดียวกับการเกี่ยวข้องกับสุโขทัยและ ล้านนา อันเป็นโยงใยในเครือข่ายวัฒนธรรมพุกาม หรือประเทศพม่าในปัจจุบัน งานช่างหลวงของอยุธยา คือ พระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์ พระบรมมหาราชวังอันมีพระปราสาทเทวราชาของสวรรค์ ชั้นนี้คือ พระอินทร์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภ์ งานช่างจึงเกิดจากความศรัทธาและ คุณธรรมตามค าสั่งสอนในพุทธศาสนา จึงเป็นส่วนเชื่อมโยงแบบแผนประเพณีราชส านักลงมาสู่สังคม ระดับล่างเป็นล าดับ การแบ่งช่วงเวลาในศิลปะอยุธยา ได้สะท้อนปรากฏการณ์ทางประวัติศาสตร์ความต่อเนื่องกับ ความ เปลี่ยนแปลงควบคู่เป็นเหตุเป็นผลกันเสมอมา จึงแบ่งให้ขาดกันโดยสิ้นเชิงไม่ได้ แต่เดิมสมเด็จพระเจ้า บรมวงศ์เธอ กรมพระยาด ารงราชานุภาพ ได้ทรงแบ่งไว้เป็น ๔ สมัย จากหลักฐานรูปแบบสถาปัตยกรรม ต่อมาอาจารย์ตรีอมาตยกุล ได้ลดเหลือเพียงสามช่วง คือ ยุคต้น ตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ถึงรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ยุคกลาง ตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ถึงรัชกาลสมเด็จ พระเจ้าทรงธรรม และยุคปลายตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองจนถึงเสียกรุงศรีอยุธยา อยุธยาเป็นอาณาจักรที่ก่อตั้งขึ้นในบริเวณลุ่มแม่น ้าเจ้าพระยา ในราวพุทธศตวรรษที่ 19-24 ศิลปะ ต่างๆ ได้รับอิทธิพลมาจากสุโขทัย ได้พัฒนามาเป็นแบบอย่างอยุธยาโดยแท้มี 3 ระยะ คือ • ศิลปะสมัยอยุธยาตอนต้น (พุทธศตวรรษที่ 18-20) • ศิลปะสมัยอยุธยาตอนกลาง (พุทธศตวรรษที่ 20-21) • ศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย (พุทธศตวรรษที่ 21-23)


198 ศิลปกรรมแบบอยธุยา สถาปัตยกรรมอยุธยา ในเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมในยุคนี้ คือการออกแบบให้แสดงถึงความยิ่งใหญ่ ร ่ารวย สถาปัตยกรรมจึงมีขนาดและรูปร่างสูงใหญ่ ตกแต่งด้วยการแกะสลักปิดทอง โบสถ์วิหารในกรุงศรีอยุธยา ไม่นิยมสร้างให้มีชายคายื่นออกมาจากหัวเสามากนัก ส่วนใหญ่มีบัวหัวเสาเป็นรูปบัวตูม และนิยมเจาะ ผนังอาคารให้เป็นลูกกรงเล็กๆแทนช่องหน้าต่าง ลักษณะเด่นของการก่อสร้างโบสถ์วิหารอีกอย่างคือ การปล่อยแสงให้สาดเข้ามาในอาคารมากขึ้น โดยจะออกแบบให้แสงเข้ามาทางด้านหน้าและฉายลงยัง พระประธาน สถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาแบ่งเป็น 4 สมัย ระยะ 1 ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอู่ทอง ถึง สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถนิยมสร้างพระปรางค์เป็น ประธานของวัด ผนังอาคารโบสถ์ วิหาร นิยมเจาะเป็นช่องลมแนวตั้ง เช่นวัดราชบูรณะ วัดพุทไธสวรรย์ ฯลฯ วัดพุทไธสวรรย์


199 ระยะที่ 2 สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ถึง สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ช่วงแรกนิยมสร้างเป็นเจดีย์ ทรงกลมเป็นหลักของวัด ต่อมานิยมสร้างเป็นเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมย่อเก็จและเจดีย์ทรงกลมสูงเพรียวใน ระยะนี้เริ่มมีการสร้างพระเมรุมาศเลียนแบบรูปทรงวิมานเทพ หรือบุษบกตามคติเขาพระสุเมรุ วัดพระศรีสรรเพชญ์ ระยะที่3 สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองถึงสมัยสมเด็จพระเทพราชาวดี นิยมใช้ปรางค์เป็นหลัก ของวัดในสมัยนี้ต่างชาติเริ่มมีอิทธิพลกับงานสถาปัตยกรรมในสมัยอยุธยามากขึ้นนอกจากนี้ยังนิยมสร้าง เจดีย์ย่อเหลี่ยมไม้สิบสองฐานสูง อาคารเริ่มมีหน้าต่างเปิด-ปิดได้มีการใช้เส้นแอ่นโค้งที่ฐานนอกและแนว หลังคา วัดไชยวัฒนาราม


200 ระยะที่4 สมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ นิยมสร้างเจดีย์ทรงลังกาสูง อาคารมีเส้นหลังคาแอ่น โค้งขนานรับกับฐาน หลังคามีปีกนก 2 ชั้นรองรับด้วยคันทวย(คันทวยเป็นรูปมือราหูหรือมือปกติจะ รองรับตรงช่วงหลังคา "คันทวย"เรียกอีกอย่างว่า"คันซวย")สถาปัตยกรรมยุคนี้ได้รับความนิยมสืบมาถึง สมัยรัตนโกสินทร์ เจดีย์ทรงลังกา อยุธยา


201 ประติมากรรมศิลปะอยุธยา พระพทุธรปูทองคา ศิลปะสมยัอยุธยาตอนต้น ทอง เป็นของคู่บ้านคู่เมืองของคนไทย มาแต่ครั้งอดีตกาล เพราะเป็นของมีค่าราคาสูงกว่าสิ่งอื่น หรือ อาจจะเรียกได้ว่า“ มีค่าควรเมือง” ตามคตินิยมแต่ครั้งโบราณเนื่องจากทองมีค่าสูงสุดคนสมัยก่อน เวลาสู่ขอท าพิธีหมั้น หรือ แต่งงานเขาเรียกค่าสินสอดค่าหมั้นกันด้วยทองค าเป็นหลักจะเป็นทองแท่ง หรือ ทองรูปพรรณก็ได้แต่ โดยมากเรียกกันเป็นทองรูปพรรณ (ที่เรียกเป็นทองแท่งก็ เพื่อความสะดวก ฝ่ายหญิงสามารถจะเอาทองไปแปรรูป ท าอะไรก็ได้ตามชอบใจ) เช่น เรียกทอง 90 บาท อาจแยกเป็น สร้อยคอเสีย ๕ บาท สร้อยข้อมือ ๕ บาท ก็ได้ แม้แต่การโกนจุกการขึ้นบ้านใหม่เด็กเกิดใหม่ ก็มีการให้ ทองค าเป็นของขวัญกัน และ ถือเป็นของขวัญที่มีเกียรติส าคัญมีหน้ามีตาที่สุดกล่าว คือ พี่ป้าน้าอาเอา ทองมาให้เป็นของขวัญเป็นการท าขวัญเป็นทุนรอนแก่ลูกหลาน มีข้อสังเกตอย่างหนึ่งปีใดชาวนา ชาวบ้านท านาได้ข้าวดีราคาทอ ก็จะสูงขึ้นตามด้วยเพราะแสดงว่าปีนั้นเศรษฐกิจของชาวบ้านดี จะมีการ สู่ขอแต่งงานกันมากกว่า ปกติพระนามของพระเจ้าอู่ทองผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยา ตามต านานก็กล่าวว่า เมื่อแรกเกิดพระบรมวงศานุวงศ์ และ พระญาติทั้งปวงมีความชื่นชมยินดีจึงน าอู่ทอง (เปล) ขันทอง อ่างทอง (โดยมากเป็นเปลทอง) มาถวาย เป็นของท าขวัญคนทั่วไปจึงได้เรียกกันว่า“ พระเจ้าอู่ทอง” มา ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ พระพุทธรูปทองค า ศิลปะสมัยอยุธยาตอนต้น


202 พระพุทธรูปทองค า ศิลปะสมัยอยุธยาตอนต้น แผ่นทองค าดุนเป็นพระพุทธรูปปางลีลาในซุ้มเรือนแก้ว


203 พระพิมพ์ทองค า ปูนปั้นฐานเสมาอุโบสถวัดก าแพงแลง เพชรบุรี ฝีมือช่างเมืองเพชร


204 แผ่นทองค าสลักดุน พระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่ ประดิษฐาน ภายในอุโบสถ วัดหน้าพระเมรุ อยุธยา


205 พระพิมพ์แผง หน้าบันปูนปั้น เป็นภาพรามเกียรติ์ พบที่ วัดมหาธาตุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา


206 เศียรยักษ์ ดินเผา,ปูนปั้น พบจากการขุดแต่งโบราณสถานวัดช้างรอบ บานประตูไม้จ าหลักรูปเทวดา พบที่ ซุ้มคูหาสถูปวัดพระศรีสรรเพชญ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา


207 จิตรกรรมศิลปะอยุธยา จิตรกรรมสมัยอยุธยาก็เช่นเดียวกับงานช่างแขนงอื่น ๆ ของช่างหลวงในสมัยอยุธยาที่ใช้จิตรกรรม เป็น เครื่องมือหรือสื่อที่ส าคัญสะท้อนให้เห็นถึงความศรัทธา ความเชื่อในพระพุทธศาสนา ช่างได้วาดไว้ บนผนังพระอุโบสถบ้าง พระวิหารบ้าง หรือบนสมุดภาพ สีของช่างในสมัยอยุธยาจะเป็นสีฝุ่นผสมกาว ระบายเรียบ ตัดเส้นขอบและรายละเอียดของภาพ การตัดเส้นแสดงความรู้สึกนึกคิดผ่านฝีมืออันช านาญ และแม่นย า เป็นที่ประจักษ์มาก่อนแล้วในสมัยสุโขทัย ดังภาพลายเส้นที่จารลงบนแผ่นหินชนวนจ านน หนึ่งจากวัดศรีชุด แต่น่าเสียดายที่งานระบายสีตัดเส้นในศิลปะสุโขทัยเหลือเพียงร่องรอยว่าได้วาดภาพ เรื่องราวของอดีตพุทธเจ้าแลเรื่องพุทธประวัติบางตอน ดังนั้น วิธีการทางจิตรกรรมและแรงบันดาลใจจาก เรื่องราวทางศาสนาของอยุธยาจึงเกี่ยวโยงกับศิลปะสุโขทัยมาก่อน โดยไม่ต้องกล่าวถึงแรงบันดาลใจ จากศิลปะอันสืบเนื่องจากวัฒนธรรมขอมซึ่งแทบไม่มีหรือไม่เหลือแม้หลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ามีความ ช านาญหรือสันทัดในการงานช่างด้านนี้ ด้วยหลักฐานที่มีอยู่น้อยมากของจิตรกรรมฝาผนังในศิลปะขอม สมัยเมืองพระนคร และจิตรกรรมฝาผนังรุ่นหลังในเขมรเองก็เป็นงานจิตรกรรมที่มีอายุราวครึ่งแรกของ พุทธศตวรรษที่ 22 และคงได้รับอิทธิพลไปจากงานจิตรกรรมสมัยอยุธยามากกว่า จิตรกรรมในช่วงสมัยอยุธยาตอนต้นเป็นที่น่าเสียดายที่ไม่มีเหลือให้ได้ท าการศึกษาแล้ว นอกจาก สาเหตุการเสียกรุงศรีอยุธยาที่วัดวาอารามต่าง ๆ ถูกท าลายลงไปมาก และส่วนที่เสียหายก่อนของ อาคารก็คือหลังคา ซึ่งเป็นหลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้อง เมื่อหลังคาเสียหาย สิ่งที่ตามมาก็คือการถูก ท าลายของจิตรกรรมภายในอาคารนั่นเอง แต่ก็ยังมีจิตรกรรมในยุคแรกหลงเหลือให้ศึกษาได้ ซึ่งมักจะ เป็นจิตรกรรมที่เขียนไว้ที่ผนังคูหาหรือผนังของกรุปรางค์ต่าง ๆ เช่น จิตรกรรมฝาผนังคูหาพระปรางค์ ประจ าทิศตะวันตกเฉียงเหนือของพระปรางค์ประธานวัดมหาธาตุ ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ แต่ก็ด าเนินการ ภายหลังการจากช ารุดเสียหายไปมากแล้ว ภาพเรือนแก้วบนผนังตรงข้างประตูทางเข้าสู่คูหาที่วาดไว้ เพื่อเป็นฉากหลังของพระพุทธรูป คงเป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยส าริด จึงถูกเคลื่อนย้ายออกไปโดยง่าย ท า ให้ไม่หลงเหลือร่องรอยของรูปแบบพระพุทธรูปที่เป็นพุทธประติมากรรมส าคัญที่ประดิษฐานอยู่ภายใน เรือนแก้ว ผนังด้านซ้ายคือแถวพระอดีตพุทธเจ้าซึ่งเสด็จมาตรัสรู้บนโลกนี้ตามล าดับกัปกัลป์ อันเนิ่นนาน จนนับไม่ได้ พระพุทธเจ้าสมณโคดมได้เสวยพระอดีตชาติต่าง ๆ เป็นพระโพธิสัตว์ บ าเพ็ญบุญบารมีอยู่ ในส านักของพระอดีตพุทธเจ้าเหล่านั้น ก่อนเสด็จมาตรัสรู้ในยุคขอเรา ภาพเหล่าพระอดีตพุทธเจ้า ดังกล่าว มีจ านวน 14 องค์ พระองค์เรียงในแถวแนวนอนสามแถวจากตอนบนของผนังคูหาลงมา แต่ละ องค์สลับด้วยพระสาวก สภาพจิตรกรรมที่ลบเลือนเกือบหมดแล้วของผนังตรงข้ามยังเหลือเส้นลาง ๆ ของแถวแนวนอน อันแสดงถึงองค์ประกอบภาพแบบเดียวกันและย่อมหมายถึงว่าผนังที่จิตรกรรมลบ เลือนไปหมดแล้ว เคยมีภาพพระอดีตพุทธเจ้าอีก 14 พระองค์ รวมจ านวนพระอดีตพุทธเจ้า 28 พระองค์ อันเป็นชุดที่กล่าวไว้ในคัมภีร์พุทธวงศ


208 เรือนแก้ว จิตรกรรมฝาผนังคูหาปรางค์มุมตะวันตกเฉียงเหนือ บนฐานไพทีพระปรางค์ วัดมหาธาตุ อยุธยา จิตรกรรมฝาผนังยุคต้น รัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพระงั่ว) จิตรกรรมฝาผนังที่ส าคัญมากในสมัยอยุธยาตอนต้นอีกแห่งหนึ่งก็คือ ที่พระปรางค์ประธานวัดราช บูรณะยังอยู่ในสภาพดีที่สุดของยุคต้นอยุธยา ช่างได้วาดไว้บนผนังของกรุบนของพระปรางค์ซึ่งอยู่ถัดลง ไปจากระดับพื้นของคูหาปรางค์ และอีกกรุหนึ่งถัดจากกรุบนลงไปอีก ส าหรับจิตรกรรมของกรุบนที่ผนัง ด้านใต้ และด้านตะวันออกสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของชาวจีนในราชส านักขณะนั้น ที่มีบทบาทส าคัญ เพราะภาพที่ปรากฏภายในกรุเป็นภาพบุคคลในชุดเครื่องแต่งกายจีน ภาพขุนนางจีน ผนังสองด้านตรง ข้ามเป็นภาพเทวดาเหาะอย่างไทย แต่ก็มีส่วนสะท้อนอิทธิพลศิลปะจีนอยู่ด้วย เช่นลักษณะมงกุฎของ เทวดาเหล่านั้น รวมทั้งภาพดอกไม้ ก้อนเมฆ ที่มีประกอบอยู่ด้วย


209 จิตรกรรมฝาผนังในกรุพระปรางค์ วัดราชบูรณะ


210 จิตรกรรมทั้งสี่ของผนังกรุถัดลงไป ประกอบด้วยภาพพระอดีตพุทธเจ้า เรียงรายในแถวบนสุด สอง แถวพัดลงมาแบ่งเป็นช่อง แต่ละช่องวาดเฉพาะเหตุการณ์ส าคัญในเรื่องพระพุทธประวัติ เป็นภาพฉาก เหตุการณ์ตอนเดียวเท่านั้น กล่าวคือ พระพุทธเจ้าเป็นหลักขององค์ประกอบ บุคคลหรือฉากประกอบ เรื่องมีอยู่เท่าที่จ าเป็นเพียงเพื่อให้ทราบว่าเป็นพุทธประวัติตอนใดเท่านั้น เช่น ในสัปดาห์ที่หกหลังการ ตรัสรู้ พระพุทธองค์ประทับใต้ต้นไม้ ครั้งนั้นฝนฟ้าอากาศวิปริต พญานาคมุจลินขึ้นจากสระน ้าใกล้ บริเวณนั้นเพื่อปกป้องพระองค์จากอุทกภัยในครั้งนั้นเมื่อความวิปริตสงบลงพญานาคจึงแปลงกายเป็น มาณพน้อยนั่งถวายอภิวาทอยู่เบื้องหน้าพระพุทธองค์ ช่างวาดภาพพระพุทธองค์ประทับบนเรือซึ่งมีหัว เป็นพญานาคมุจลินท์ เบื้องหน้ามีภาพมาณพแปลงกายจากพญานาคมุจลินท์นั่งพนมมือ การแสดงภาพ พระพุทธองค์ในพระพุทธประวัติตอนนี้แตกต่างจากที่นิยมวาดหรือปั้นกันในระยะต่อมาซึ่งท าเป็น พระพุทธรูปนาคปรก ในช่วงอยุธยายุคปลาย จิตรกรรมบนผนังอุโบสถของวัดในยุคนี้ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แทบ ไม่เหลืออยู่แล้ว มีเพียงแห่งเดียวที่ยังอยู่ในสภาพที่ยังพอศึกษาได้บ้างที่ต าหนักพระพุทธโฆษาจารย์ วัดพุทไธสวรรย์เขียนขึ้นราวกลางพุทธศตวรรษที่ 23 ปัจจุบันวัดนี้มีภิกษุประจ าอยู่ สภาพช ารุดของ จิตรกรรมฝาผนังได้รับการซ่อมแซมเมื่อเกือบสายไปแล้ว ภาพชาดกเรื่องเตมียกุมารยังอยู่ในสภาพที่ สามารถศึกษาได้ พระโพธิสัตว์เตมียโอรสของพระราชากาสิกราช เมื่อทรงพระเยาว์ได้เห็นพระราชบิดา ทรงตัดสินลงโทษประหารนักโทษ พระกุมารโพธิสัตว์ไม่ทรงปรารถนาพระราชภารกิจเมื่อภายหน้า พระองค์ต้องสืบทอดราชบัลลังก์แทนพระราชบิดา พระกุมารจึงแสร้งเป็นหูหนวก ตาบอด และเป็นใบ้พูด ไม่ได้พระราชบิดามารดาของพระองค์จึงอดทนรักษาและทดสอบความพิการนั้นเรื่อยมาโดยตลอดแต่ก็ ไม่ประสบผลส าเร็จ เช่น ทดสอบโดยเอาช้างมาขู่ เอาไฟมาสุม แต่พระเตมียกุมารก็ไม่ได้แสดงอาการรับรู้ และยังมีภาพสัณฐานจักรวาลแสดงเขาพระสุเมรุ คือ แกนของจักรวาล ล้อมด้วยเขาสัตบริภัณฑ์ คือ เขา วงแหวนจัดวางสูงลดหลั่นกันเป็นล าดับจากแกนออกไป แม้จิตรกรรมดังกล่าวจะอยู่ในสภาพช ารุดมาก แต่ก็ยังสังเกตได้ว่าช่างให้ความสนใจเรื่องวงโคจรของพระอาทิตย์กับพระจันทร์ด้วย


211 จิตรกรรมวัดพุทไธศวรรย์ อยุธยา


212 รูปจิตรกรรมฝาผนังเทพชุมนุม พระพรหม 4 หน้า จิตรกรรมฝาผนังในโบสถ์เป็นภาพเทพชุมนุม ศิลปะอยุธยา ฝีมือช่างเมืองเพชร


213 เครื่องประดบัศิลปะอยธุยา สมัยอยุธยา มีการแบ่งเครื่องประดับออกเป็ น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ 1.เครื่องประดับส าหรับกษัตริย์ มเหสี พระราชวงศ์ และขุนนางในราชส านัก ซึ่งบุคคลเหล่านี้มี เครื่องประดับที่ดูสง่างาม โดยเฉพาะเวลามีพระราชพิธี หรือเสด็จออกขุนนาง เครื่องประดับต่างๆ มัก สร้างขึ้นโดยเลียนแบบเครื่องประดับที่มีมาก่อนหน้านั้น ได้รับอิทธิพลจากอินเดีย ในสมัยอยุธยา ตอนกลางและตอนปลาย มีการติดต่อค้าขายกับชาวเปอร์เซีย และชาวตะวันตกมากขึ้น จึงน าวัสดุและ วิธีการท าเครื่องประดับของชาวต่างชาติเข้ามาผสมผสานกับการท าเครื่องประดับของไทย ให้แปลกใหม่ ออกไปกว่าเดิม เครื่องประดับเช่นนี้ ได้แก่ มงกุฎ และชฎา เป็นเครื่องประดับประเภทศิราภรณ์ ใช้ ส าหรับกษัตริย์และมเหสี หากมียอดแหลมตรงขึ้นไป เรียกว่า “มงกุฎ” หากมียอดหลายยอดปัดไป ทางด้านหลัง โดยแยกเป็นหาง ไหลออกไปหลายหาง เรียกว่า “ชฎา” เทริด เป็นศิราภรณ์ส าหรับกษัตริย์ หรือพระราชวงศ์ และเทวรูป มีรูปเป็นมงกุฎทรงเตี้ย เกี้ยว มีลักษณะเป็นวงคล้ายกับพวงมาลัย ใช้ ส าหรับรัดผมหรือรัดจุก กุณฑล คือ ตุ้มหู หรือต่างหู สังวาล หรือ “สร้อยเฉวียงพระองค์” เป็นสร้อยที่ คล้องลงมาจากบ่าทั้งสองข้าง สร้อยพระศอ ก าไลต้นแขน หรือ พาหุรัด ก าไลข้อมือ “ทองพระกร” หรือ “ทองกร” ก าไลข้อเท้า ราชาศัพท์เรียกว่า “ทองพระบาท” เป็นก าไลสวมที่ข้อเท้า นิยมใส่เฉพาะสตรี แหวน ราชาศัพท์เรียกว่า “พระธ ามรงค์” หรือ “ธ ามรงค์”


214 2.เครื่องประดับส าหรับสามัญชนในสมัยอยุธยา นิยมใส่แหวนไว้ที่นิ้วกลาง นิ้วนาง หรือนิ้วก้อย โดยอนุญาตให้ใส่ได้มากเท่าที่จะใส่ได้ ผู้หญิงนิยมใส่ต่างหู แต่ผู้ชายไม่นิยม ต่างหูมักท าด้วยทองค า เงิน หรือเงินกะไหล่ทอง ลูกคนมีฐานะดีนิยมสวมก าไลข้อมือจนมีอายุ 6 – 7 ขวบ โดยอาจสวมก าไลต้นแขน และก าไลข้อเท้าด้วย ลูกสาวของขุนนางนิยมสวมรัดเกล้าทองค าในพิธีแต่งงานของตน


215 เครื่องทองอยุธยา ประเภทเครื่องราชกกุธภัณฑ์ เครื่องสูง เครื่องราชูปโภค และเครื่องถนิมพิมพาภรณ์เครื่องทอง อยุธยา เหล่านี้ยังแสดงให้เห็นถึงฝีมือชั้นสูงของช่างไทยโบราณที่น าทองค ามาประดิษฐ์เป็นงานประณีต ศิลป์ ด้วยเทคนิคที่หลากหลาย เช่น สลักทองดุนทอง หุ้มทอง บุทอง ลงยา กะไหล่ทอง ถมทอง ถักทอง และฉลุทอง นอกจากนี้ลวดลายต่างๆที่ได้อิทธิพลจากศิลปะเปอร์เซีย-อิสลาม เช่น ลายดอกไม้สามกลีบ และลายดอกไม้ประดิษฐ์ ส่วนลายแบบศิลปะจีน อาทิ ลายมังกร นก และดอกไม้ สะท้อนให้เห็นถึงความ เป็นพหุสังคมและศูนย์กลางการค้านานาชาติของอาณาจักรอยุธยา กรองศอ


216 พระสุวรรณมาลา พระสุวรรณมาลา เครื่องประดับศีรษะสตรี รูปทรงคล้ายหมวก ยอดตัด ปิดทับส่วนบนพระนลาฏ หยักโค้งที่พระกรรเจียก ส่วนหลังเป็นขอบเว้าโค้งเพื่อรับมวยผมที่รวบต ่าอยู่ตรงท้ายทอย เกิดจากการ ถักด้วยเส้นลวดทองค า กึ่งกลางส่วนยอดเป็นแผ่นทองประดับอัญมณีรูปดอกไม้ ด้านบนถักเป็นลาย ดอกไม้ 8 กลีบ ด้านข้างถักลายประจ ายาม และด้านหลังถักลายเครือดอกไม้ สันนิษฐานว่าเป็นพระมาลา มวยหางหงส์ของพระราชเทวี หรือพระอัครชายา สุวรรณมาลาเครื่องทองถัก


217 จุลมงกุฎ จุลมงกุฎ เครื่องประดับศีรษะ ส าหรับสวมครอบมุ่นพระเมาลีหรือมวยผม ท าด้วยทองค าประดับ แก้วสีเขียวและใส ยอดตกแต่งลายดอกจัน มีสายรัดท าเป็นสาแหรกสี่สายเชื่อมต่อกับแผ่นทองรัดรอบ มวยผมหรือรัดเกล้าประดับลายรักร้อย ส่วนบนเป็นลายดอกไม้ขอบตกแต่งลวดทองลายไข่ปลา ระหว่าง สาแหรกตกแต่งด้วยลายกระจัง รัดเกล้าเป็นแผ่นทองเชื่อมต่อเป็นวง ด้านหน้าแผ่ออกเป็นทรง สามเหลี่ยม ประดับลายช่อดอกไม้ประดิษฐ์ในกรอบรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน แนวขอบบนและขอบล่าง ท าเป็นลายกระจังรวน แสดงขนบพระเจ้าแผ่นดินต้นกรุงศรีอยุธยาทรงเกล้าเกศาเป็นมวยสูงกึ่งกลาง กระหม่อม จุลมงกุฎ เครื่องทองจากวัดราชบูรณะ


218 พระคชาธารจ าลอง พระคชาธาร คือช้างทรงของพระมหากษัตริย์ นับถือเป็นสัตว์มงคลมีก าเนิดจากเทพเจ้า เป็นสิริแก่ พระเจ้าแผ่นดิน โดยเฉพาะช้างตระกูลฉัททันต์และช้างอุโบสถ ถือว่าควรเป็นพาหนะของพระจักรพรรดิ เท่านั้น ช้าง เป็นมงคล 1 ใน สัปตรัตนะ (แก้ว 7 ประการ) อันเป็นเครื่องประกอบพระบารมีของพระ จักรพรรดิ ผู้มีพระราชอ านาจแผ่ไพศาลยิ่งกว่าพระราชาทั้งปวง พระคชาธารทองค าที่พบในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะท าจากทองค าประดับอัญมณีและแก้วสี อยู่ ในอิริยาบถหมอบบนแท่นสี่เหลี่ยมผืนผ้า งวงชูช่อพฤกษา ล าตัวประดับด้วยเครื่องคชาภรณ์ ได้แก่ ผ้า ปกกระพอง (ผ้าคลุมศีรษะ) สายรัดประคน ส าอาง ซองหาง และวลัย ผูกสัปคับไว้ที่หลัง ส่วนหัวและ ล าตัวถอดแยกออกจากกันได้ ภายในกลวง ส่วนหางยึดด้วยลวดทองค าท าให้สามารถขยับได้ พระคชาธารจ าลอง


219 สถปูทองคา จา หลกัประดบัรตันชาติสมยัอยุธยา ชาวเปอร์เซียยังได้กล่าวว่า ชาวสยามจับช้างเก่งสามารถส่งช้างไปยัง อินเดียใต้บางทีชาวอินเดียก็ มาค้าขายเล็กน้อยแล้วซื้อช้างกลับไปปีละ 300 – 400 เชือก นับเป็นรายได้งามของกษัตริย์สยามเมือง ปัตตานี มีทองค าเหมือนกันแต่ไม่ได้ท าเป็นเหมืองหาร่อน จากพื้นดินชาวเมืองปัตตานีท าดอกไม้ ทองค า ส่งมาเป็นบรรณาการแก่พระเจ้ากรุงสยามเรื่องประเทศสยามมีทองค ามั่งคั่งเป็นที่ร ่าลือในหมู่พวกพ่อค้า นักเดินเรือชาติต่างๆ ในสมัยโบราณแต่ในข้อเท็จจริงก็ยังไม่กระจ่างนักกล่าวคือแหล่งที่มีแร่ทองค ามาก จริงๆ มีน้อยที่เรารู้จักกันดีก็มีเพียงที่เมืองบางสะพานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมืองกบินทร์บุรี จังหวัด ปราจีนบุรี ต าบลโต๊ะโต๊ะจังหวัดนราธิวาส นอกจากนี้ก็มีประปรายที่โน่นบ้างที่นี้บ้างอย่างเช่น ที่เขานาง ร่อนจังหวัดชุมพรและที่อื่นๆ ซึ่งชาวบ้านชาวเมืองไปเที่ยวร่อนหามาแต่โบราณ เช่น แถบล าน ้าโขง อ าเภอสงคราม จังหวัดหนองคาย อ าเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม อ าเภอเชียงคาน จังหวัดเลยบางทีก็ มีกล่าวถึงไว้ในต านาน และ ประวัติศาสตร์ ด้วยความจริงทองค าปรากฏอยู่ในทุกประเทศเช่นพม่า มาเลเซีย (รัฐกลันตันต่อกับไทย) อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น เขมร ลาว (ปัจจุบันยังมีร่อนกันอยู่แถบ ปากแม่น ้าอเมืองหลวงพระบาง) เวียดนามมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไปและน่าเชื่อว่า ทองจาก ประเทศอาหรับ ก็คงจะมีเข้ามาจ าหน่ายไม่น้อย เหรียญทองอาหรับพบได้มากในเมืองไทยแม้แต่ในกรุ พระปรางค์วัดราชบูรณะ สถูปทองค าจ าหลักประดับรัตนชาติ สมัยอยุธยา


220 เจดีย์แก้วผลึกทรงเหลี่ยมและเครื่องสูง พระแก้ว แผ่นทองค าสลักดุน


221 พระแสงขรรค์ชัยศรี


222 พระสุวรรณภิงคาร พระสุวรรณภิงคาร เป็นภาชนะใส่น ้ารูปทรงคล้ายน ้าเต้า มีฝาปิดและมีพวยเป็นเครื่องประกอบใน พิธีกรรมตามธรรมเนียมศาสนาพราหมณ์ ยอดฝาท าเป็นเศียรพรหมจตุรพักตร์ ปากภาชนะผายออก คอ คอดสูง เชิงซ้อนชั้นผายออกรับกับล าตัวทรงกลม ส่วนบนและส่วนล่างของช่วงล าตัวตกแต่งด้วยลายกลีบ บัว สองข้างตกแต่งด้วยแผ่นทองลักษณะคล้ายกลีบบัว ด้านหนึ่งท าเป็นรูปพญานาค 3 เศียร อีกด้าน หนึ่งท าเป็นรูปเทวดาประทับเหนือดอกบัว พระหัตถ์ทั้งสองข้างถือสังข์และวัชระ กึ่งกลางพระนลาฏ สันนิษฐานว่าเป็นเนตรที่ 3 หรืออุณาโลม พระสุวรรณภิงคาร เป็นภาชนะใส่น ้าส าหรับพระมหากษัตริย์ทรงใช้ในการบ าเพ็ญพระราชกุศล น ้า ที่ใช้หลั่งเพื่ออุทิศส่วนกุศลนี้เรียกว่า ทักษิโณทก ด้วยเหตุนี้พระสุวรรณภิงคารจึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า พระเต้าทักษิโณทก พระสุวรรณภิงคารที่พบในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะนั้น สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเพื่อ เป็นเครื่องพุทธบูชาโดยเฉพาะ มิได้เป็นภาชนะส าหรับใช้งานจริง เนื่องจากส่วนก้นของพระสุวรรณ ภิงคารมีลักษณะกลวงจนถึงส่วนฐาน พระสุวรรณภิงคารหรือพระเต้าทักษิโณทก วัสดุ ทองค าประดับอัญมณี


223 สถปูบรรจพุระบรมสารีริกธาตุ สถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ชั้นที่ 6 ท าจากอัญมณีวางซ้อนกัน 3 ชั้น รัดด้วยสาแหรกทองค า อัญมณีชั้นล่างเป็นพลอยสีดอกตะแบก ชั้นกลางเป็นไพฑูรย์ และชั้นบนเป็นสปิเนล อันเป็นอัญมณีที่หา ยากและเป็นสีที่ไม่พบในประเทศไทย ด้านข้างของฐานสถูปประดับมรกต และเพทาย ภายในมีอัญมณีสี ต่าง ๆ วางเรียงกัน ได้แก่ สปิเนล โกเมน ไพฑูรย์ และมุกดาหาร กลางสถูปเป็นตลับทองค า ใต้ฝาตลับฝังอัญมณี 2 เม็ด ได้แก่ กะรุน สีที่หาได้ยากในปัจจุบัน และสปิเนล สีที่ไม่พบในประเทศไทย ยอดฝาตลับประดับเพชร ซึ่งมีโครงสร้างผลึกในรูปแบบ สามเหลี่ยม ที่มีขนาดเล็กกว่า 0.5 มิลลิเมตร อันหาได้ยากยิ่ง ภายในตลับทองค าประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ จ านวน 1 องค์ สัณฐานคล้ายเกล็ดพิมเสนสีขาวเป็นรุ้งพราว ฝาสถูปประดับอัญมณี และสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ผอบหินที่ภายในมีสถูปท าจากวัสดุต่างๆ ซ้อนกัน 7 ชั้นเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ


224 ภาชนะรูปหงส์ วัสดุทองค า พบที่ กรุพระปรางค์ประธานวัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เครื่องราชูปโภค


225 แหวนทองค าลานกินนรและกินรี สร้อยข้อมือ วัสดุ ทองค า เบี้ยจั่น


226 ภาชนะหินรปูปลา ภาชนะรูปปลา ท าจาก geode (จีโอด)23 สันนิษฐานว่าคือปลาช่อน ตกแต่งโดยการเขียนลายด้วย น ้าทอง ตัดเส้นลายเกล็ดปลาด้วยสีด าและสีแดง ชิ้นส่วนด้านล่างเป็นล าตัวภาชนะ ท าสันที่ฐานให้ สามารถตั้งได้ ด้านบนเป็นฝาภาชนะ ภายในบรรจุเครื่องใช้ขนาดเล็กจ านวนหนึ่ง ได้แก่ ตลับทองค ารูป สิงโต ตลับทองค าลูกพิกุล ตลับอ าพัน ตลับลายครามรูปเต่า ตลับลายครามรูปปลาปักเป้า ผอบหิน โถหิน กระปุกลายคราม ลูกคั่นแก้วผลึก ลูกคั่นทองค า ประหล ่าทองค า ด้ามมีดแก้วผลึก และประติมากรรมแก้ว ผลึกรูปเสือ ภาชนะหินรูปปลาเขียนลายด้วยน ้าทอง


227 ตลบัรปูสิงโต ตลับสิงโตแบบจีน เดิมบรรจุอยู่ภายในภาชนะหินรูปปลาร่วมกับเครื่องทองขนาดเล็กอื่น ๆ สันนิษฐานว่าเป็นของใช้ของเจ้านายฝ่ายหญิงที่มีความส าคัญพระองค์หนึ่ง เมื่อสิ้นพระชนม์จึงน ามาอุทิศ ถวายลงในกรุเล็กใต้ฐานเจดีย์หรือมณฑปบริเวณใต้พื้นพระปรางค์พร้อมกับเถ้าอัฐิ ตลับแบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือส่วนล าตัวสิงโตช่วงล่างเป็นตัวตลับ และล าตัวช่วงบนและหัวเป็นฝา ตลับ ตกแต่งด้วยการปรุลวดลายทั่วล าตัว ดวงตาและขนช่วงกลางส่วนหัวเคยประดับอัญมณี เขา หู ลิ้น และหาง ท าแยกจากส่วนล าตัวแล้วประกอบยึดเกี่ยวด้วยเส้นลวดทองค า ท าให้สามารถขยับได้ ตลับท าเป็นรูปสิงโตเปิดฝาได้และขยับหางได้


228 ซุ้มบันแถลงทองค าจ าลอง


229 ถ้วยแก้วหุ้มทองคำ กลักรูปแมลงทับ กลักรูปแมลงทับ


230 เครื่องประดับทองค าฉลุลายประดับอัญมณี สังวาลทองค าประดับอัญมณี


Click to View FlipBook Version