231 ชิ้นส่วนทับทรวงทองค า ชิ้นส่วนปั้นเหน่ง ทับทรวงทองค า พบในกรุพระปรางค์ วัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
232 ชิ้นส่วนเครื่องประดับทองค าฉลุลายประดับทับทิม แหวนทองค า หัวแหวนสลักรูปสัตว์หิมพานต์
233 แผนการจัดการเรียนรู้มุ่งเน้นสมรรถนะ หน่วยที่2 วิชา ประวัติศาสตร์เครื่องประดับไทย รหัสวิชา 30215-2306 สอนครั้งที่ 9 ชั่วโมงรวม 15 ชื่อหน่วยการเรียนรู้ประวัติศาสตร์เครื่องประดับยุคประวัติศาสตร์ชาติไทย เรื่อง ประวัติศาสตร์เครื่องประดับยุคสมัยรัตนโกสินทร์ จ านวนชั่วโมง 2 สัปดาห์ที่ 5-10 เรื่อง กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อ/เครื่องมือ การประเมิน เวลา เกณฑ์ การ ประเมิน 9.ประวัติ ศาสตร์ เครื่องประ ดับยุค รัตนโกสิน ทร์ 9.1 น าเข้าสู่บทเรียนสอบถามประสบการณ์ความรู้เกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์ยุคสมัยรัตนโกสินทร์ที่นักศึกษาได้ผ่าน การเรียนรู้หรือเคยมีประสบการณ์ 9.2 ทดสอบความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และ เครื่องประดับยุคสมัยรัตนโกสินทร์ 9.3 อธิบายความเป็นมาของเมืองยุคสมัยรัตนโกสินทร์และ เขตพื้นที่ยุคสมัยรัตนโกสินทร์ที่ปรากฎหลักฐานด้าน ศิลปกรรมในเขตพื้นที่ในประทศไทย 9.4 อธิบายลักษณะเอกลักษณ์งานศิลปะวัตถุยุคสมัย รัตนโกสินทร์ 9.5 อธิบายลักษณะเอกลักษณ์รูปแบบงานเครื่องประดับ ยุคสมัยรัตนโกสินทร์ 9.6 ทบทวนความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์เครื่องประดับยุค สมัยรัตนโกสินทร์ที่นักศึกษาเข้าใจ 9.7 ให้นักศึกษาตอบค าถามลักษณะเครื่องประดับในยุค สมัยรัตนโกสินทร์ การซักถาม แบบทดสอบก่อน เรียน ใบความรู้/Power piont ใบความรู้/Power piont ใบความรู้/Power piont บรรยาย/อภิปราย ตอบค าถาม/ อภิปราย 10 นาที 10 นาที 10 นาที 30 นาที 30 นาที 10 นาที 10 นาที
234 9.8 สรุปความรู้ในการเรียนเรื่องประวัติศาสตร์ เครื่องประดับยุคสมัยรัตนโกสินทร์ การประเมินผลสมัฤทธ์ิทางการเรียนเรื่อง ประวัติศาสตร์เครื่องประดับยุคสมัยรัตนโกสินทร์ในการ ประเมินความรู้นักศึกษาต้องตอบค าถามถูกต้องอย่างน้อย 6 ข้อจากข้อสอบทั้งหมด10 ข้อ บรรยาย ข้อสอบประเมิน ความรู้ 10 นาที สอบ ประเมิน ความรู้ คะแนนผ่าน เกณฑ์ค่า ระดับ คะแนนร้อย ละ 60
235 ประวตัิศาสตรเ ์ คร ื่องประดบัยคุสมยัรตันโกสินทร ์ ศิลปะสมยัรตันโกสินทร์ ศิลปะรัตนโกสินทร์ หมายถึงศิลปะในสมัยรัตนโกสินทร์ เริ่มต้นตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอด ฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนากรุงเทพมหานคร ขึ้นเป็นราชธานีตั้งแต่ พ.ศ. 2325 จนถึงสมัยปัจจุบัน ศิลปกรรมแบบรตันโกสินทร ์ สถาปัตยกรรมสมยัรตันโกสินทร์ สถาปัตยกรรมรัตนโกสินทร์ช่วงต้นเน้นการเลียนแบบอย่างหรือสืบต่อสายสกุลช่างจากอยุธยา ตอนปลาย ความแตกต่างอย่างมีนัยส าคัญจากสมัยอยุธยาตอนปลายอย่างชัดเจน ได้แก่ คตินิยมในการ สร้างระเบียงคดล้อมรอบพระอุโบสถ ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในสมัยอยุธยา การยกพระแก้วมรกตขึ้น เป็นพระพุทธรูปที่ส าคัญที่สุดของราชอาณาจักร ความนิยมในการสร้างหน้าบันให้เป็นรูปพระอินทร์ทรง ช้างเอราวัณมากกว่าที่จะสร้างเป็นรูปพระนารยณ์ทรงครุฑ ตลอดจนภาพเขียนที่นิยมเขียนเกี่ยวกับ ประวัติพระอินทร์มากอย่างมีนัยส าคัญ และความนิยมที่จะเลือกพระพุทธรูปประธานภายในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิแตกต่างจากคตินิยมเดิมในสมัยอยุธยาที่นิยมพระพุทธรูปปางมารวิชัย สถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น พระสถูปเจดีย์ซึ่งสร้างในรัชกาลที่ 1–3 นิยมสร้างพระ ปรางค์กับพระเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองเป็นหลัก เจดีย์ทรงเครื่อง เป็นอีกรูปแบบของเจดีย์ที่สร้างมาแต่สมัย อยุธยา ถูกน ามาสร้างโดยสามารถก าหนดได้อย่างแน่ชัดว่านิยมสร้างในสมัย รัชกาลที่ 1–3 เท่านั้น เจดีย์ ในสมัยรัตนโกสินทร์พบเพียง 4 รูปแบบ คือ เจดีย์ทรงปรางค์ เจดีย์ทรงเครื่อง เจดีย์ทรงระฆัง และเจดีย์ ย่อมุมไม้สิบสอง ในสมัยรัชกาลที่ 1 มีการสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามและวัดสุทัศน์เทพวราราม และให้ บูรณะปฏิสังขรณ์สิ่งก่อสร้างในวัดอื่นๆ ซึ่งมีมาก่อนสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ 2 ทรง ด าริเริ่มสร้างพระปรางค์วัดอรุณมาส าเร็จในสมัยรัชกาลที่ 3 วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
236 วัดสุทัศน์เทพวราราม วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร
237 สถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ 3 ที่มีความโดดเด่นในการรับอิทธิพลทางศิลปะจีน จนเกิดเป็น รูปแบบที่เรียกว่า แบบพระราชนิยม ลักษณะส าคัญของพระอุโบสถและพระวิหารคือ อาคารที่มีขนาด ใหญ่ หน้าบันส่วนหนึ่งเป็นแบบก่ออิฐถือปูน และที่ส าคัญคือการมีเสาพาไลแท่งสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ อัน เป็นตัวรองรับน ้าหนักที่ส าคัญ ลวดลายประดับหน้าบันที่ไม่นิยมใช้ไม้แกะสลัก แต่จะเป็นปูนปั้นลาย พรรณพฤกษา เช่น ดอกโบตั๋น วัดที่สร้างตามแบบพระราชนิยมจะไม่มี คันทวย ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ และไขราหน้าจั่ว เป็นเครื่องหลังคาตามอย่างวัดที่สร้างแบบประเพณี วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร
238 สถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ 4 กลับนิยมแบบดั้งเดิมอย่างคตินิยมสมัยอยุธยา เช่น นิยมมีวิหารอยู่ ทางด้านหน้า มีระเบียงคดต่อจากวิหารล้อมรอบเจดีย์ โบสถ์ตั้งขวางอยู่ด้านหลัง เจดีย์ยุคนี้นิยมเจดีย์ทรง กลม ซุ้มประตูหน้าต่างมักท าเป็นรูปปรมาภิไธย สถาปัตยกรรมแบบยุโรปได้เริ่มแพร่หลายในสมัยนี้ เช่น พระนครคีรีจังหวัดเพชรบุรีเช่นเดียวกันในสมัยรัชกาลที่ 5 สถานราชการเปลี่ยนเป็นสร้างแบบ ยุโรป ตลอดจนวังเจ้านาย สถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียง เช่น พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ยังมีวัดนิเวศธรรม ประวัติราชวรวิหารที่ออกแบบอย่างวิหารในสถาปัตยกรรมตะวันตกศิลปะแบบกอทิก พระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท พระนครคีรี จังหวัดเพชรบุรี
239 พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท สถาปัตยกรรมแบบยุโรปได้เริ่มแพร่ในสถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ มหาวิหารน็อทร์-ดามแห่งปารีสเป็นลักษณะสถาปัตยกรรมกอทิก
240 วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหารที่ออกแบบอย่างวิหารในสถาปัตยกรรมตะวันตกศิลปะแบบกอทิก
241 สถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ 6 ยังปรากฏความนิยมในการก่อสร้างอาคารตามแบบไทยประเพณี แม้จะมีการออกแบบโดยช่างชาวต่างชาติ แต่ก็มีข้อก าหนดว่าจะน ารูปแบบไทยมาเป็นหลักในการ ออกแบบเสมอ เป็นการประยุกต์แบบจารีตเข้ากับพื้นที่ใช้สอยแบบอาคารตะวันตก ดังจะเห็นได้จากการ สร้างอาคารในโรงเรียนมหาดเล็กหลวงซึ่งปัจจุบันคือ โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย และตึกบัญชาการ โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปัจจุบันคือ อาคารมหา จุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในสมัยรัชกาลที่ 7 ไม่มีการสร้างพระอารามหลวงขึ้นมาใหม่ มี การสร้างสะพานพระพุทธยอดฟ้าโดยมีบริษัทดอร์แมนลอง ประเทศอังกฤษ ออกแบบและก่อสร้าง ตลอด รัชสมัย มีการก่อสร้างวังเพียงแห่งเดียว คือ วังไกลกังวลที่หัวหิน รูปแบบงานสถาปัตยกรรมมีลักษณะ เรียบง่าย แผนผังไม่ซับซ้อน แตกต่างจากสมัยรัชกาลก่อน แสดงออกให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในสมัย รัชกาลที่ 7 ที่มีลักษณะเรียบง่ายที่สุดเพราะตระหนักถึงสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจ หอประชุมวชิราวุธวิทยาลัย
242 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ (ซ้าย) และอาคารมหาวชิราวุธ (ขวา) ประติมากรรมสมยัรตันโกสินทร์ ประติมากรรมสมัยรัตนโกสินทร์แบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ คือ ประติมากรรมแบบดั้งเดิม ประติมากรรมระยะปรับตัว และประติมากรรมร่วมสมัย ประติมากรรมแบบดั้งเดิมอยู่ในช่วงระหว่างรัชกาลที่ 1–3 งานเป็นการด าเนินรอยตามแบบ ประเพณีนิยม ที่ท ากันมาแต่อดีตของไทย ในสมัยรัชกาลที่ 1 มีการสร้างพระพุทธรูปน้อยมาก เนื่องจาก อยู่ในช่วงเริ่มสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ สร้างบ้านเมืองใหม่ พระพุทธรูปส่วนใหญ่เคลื่อนย้ายมาจาก สุโขทัย และจังหวัดทางภาคกลาง ที่องค์พระพุทธรูปเหล่านี้ถูกทอดทิ้งอยู่ ตามโบราณสถานที่ปรักหักพัง และน ามาบูรณะใหม่กว่า 1,200 องค์ และส่งไปเป็นประธานตามวัดต่าง ๆ ในกรุงเทพ ที่เหลือน ามา ประดิษฐานไว้ ณ ระเบียงวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามพันกว่าองค์ ในสมัยรัชกาลที่ 3 มีการสร้างหล่อ พระประธานขนาดใหญ่ ตามวัดที่สร้างใหม่ เช่น พระพุทธตรีโลกเชษฐ์ วัดสุทัศนเทพวราราม มีการสร้าง พระพุทธรูปยืนทรงเครื่องปางห้ามญาติขนาดใหญ่ นิยมสร้างไว้เป็นจ านวนมาก ถือเป็นพระราชนิยมของ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
243 พระพุทธรูป ณ ระเบียงวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม พระพุทธตรีโลกเชษฐ์ วัดสุทัศนเทพวราราม
244 พระพุทธตรีโลกเชษฐ์ วัดสุทัศนเทพวราราม
245 พระศรีสรรเพชญ์ พระประธานในพระอุโบสถวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพมหานคร พระพุทธธรรมิศราชโลกธาตุดิลก พระประธานในพระอุโบสถ วัดอรุณราชวราราม
246 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างพระพุทธรูป พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง
247 สมัยรัชกาลที่ 4–5 เป็นยุคสมัยของการปรับตัว เปิดประเทศ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว มีพระราชด าริปั้นรูปเหมือนแบบตะวันตกขึ้น เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เช่น พระสยามเท วาธิราช เดิมปั้นรูปราชานุสรณ์ โดยใช้การสร้างพระพุทธรูป หรือเทวรูปแทน มาสู่การปั้นรูปราชานุสรณ์ เหมือนรูปคนจริงขึ้น และจากจุดนี้เอง ส่งผลให้มีการปรับตัวทางประติมากรรมไปสู่ประติมากรรม สมัยใหม่ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ระยะต้นรัชกาลมีการปั้นพระบรมราชานุสาวรีย์ประจ ารัชกาลที่ 1, 2 และ 3 เป็นการสร้างรูปให้มีความงามแบบพระหรือเทวรูป ที่ต้องการความเกลี้ยงเกลากลมกลึงของรูปทรง และ มีการสร้างพระพุทธรูป ขึ้นใหม่เหมือนกัน ที่ส าคัญคือ พระพุทธนฤมลธรรมโมภาส พระประธานวัด นิเวศน์ธรรมประวัติ เป็นต้น พระสยามเทวาธิราช
248 พระสัมพุทธพรรณีประดิษฐานในพระอุโบสถ วัดพระศรีศาสดาราม พระนิรันตราย ประดิษฐานที่ หอพระสุลาลัยพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง
249 พระพุทธรูปคันธารราฐ
250 ในสมัยรัชกาลที่ 6 จนถึงรัชกาลปัจจุบัน เป็นศิลปะที่มีผลสืบเนื่องมาจากความเจริญแบบ ตะวันตก สมัยรัชกาลที่ 6 งานประติมากรรมไทยที่ท าขึ้นเพื่อศาสนาถึงจุดเสื่อมโทรมลง แม้จะมีการท า กันอยู่ก็เป็นระดับพื้นบ้าน ที่พยายามลอกเลียนสิ่งดีงามในยุคเก่าๆ ที่ตนนิยม ขาดอารมณ์ความรู้สึก ทางการสร้างสรรค์ และไม่มีรูปลักษณะที่เป็นแบบแผนเฉพาะยุคสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงหันมาส่งเสริมศิลปะการช่างสมัยใหม่ การสร้างงานศิลปะระดับชาติได้จ้างฝรั่งมาออกแบบ ในสมัยปัจจุบันมีลัทธิทางศิลปะเกิดขึ้นมากมาย ทั้งในยุโรป และสหรัฐอเมริกา และได้แพร่หลายเข้ามามี บทบาทในประเทศไทยด้วย ประติมากรรมจึงเข้าสู่รูปแบบของศิลปะร่วมสมัย จิตรกรรมสมยัรตันโกสินทร์ จิตรกรรมฝาผนังสมัยรัตนโกสินทร์ส่วนใหญ่เขียนขึ้นในอุโบสถ วิหาร และหอไตร เป็นหลัก จิตรกรรมฝาผนังในสมัยรัชกาลที่ 1–2 คงเหลืออยู่น้อยเนื่องจากมีการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 3 หลักฐานที่เหลืออยู่เป็นงานไทยประเพณีที่สืบทอดมาจากศิลปะอยุธยาตอนปลาย ส่วนหนึ่งพบในวัดที่มี มาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลายและได้รับการบูรณะใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 1 เช่น วัดราชสิทธาราม วัดไชย ทิศ วัดใหม่เทพนิมิตร เป็นต้น ส่วนจิตรกรรมที่เขียนใหม่สมัยรัชกาลที่ 1 เช่น พระอุโบสถวัดพระเชตุพน วิมลมังคลาราม จิตรกรรมสมัยรัชกาลที่ 2 แทบไม่เหลืออยู่เลย จิตรกรรมฝาผนังวัดไชยทิศ
251 จิตรกรรมฝาผนัง วัดราชสิทธาราม
252 จิตรกรรมฝาผนัง วัดราชสิทธาราม
253 จิตรกรรมฝาผนังสมัยรัชกาลที่ 3 มีอิทธิพลจากศิลปะจีน ทั้งที่เป็นงานที่เขียนขึ้นใหม่ เช่น จิตรกรรมเครื่องมงคลอย่างจีน หรือ เครื่องตั้ง ในพระอุโบสถวัดราชโอรสาราม วัดนาคปรก กับลักษณะ งานที่ยังสืบทอดแบบประเพณี เช่น วัดสุวรรณาราม และงานเขียนเพิ่มเติมจากการบูรณะในสมัยดังกล่าว โดยหากไม่นับจิตรกรรมในรูปแบบจีนที่เขียนโดยช่างชาวจีนแล้ว เรื่องราวที่ใช้ถ่ายทอดในงานจิตรกรรม ยังคงสืบทอดขนบนิยมปรัมปราคติด้วยเรื่อง อดีตพุทธเจ้า นิทานชาดก พุทธประวัติ และเรื่องไตรภูมิโลก สัณฐาน กับอีกส่วนที่เป็นปรัมปราคติแนวใหม่ที่เป็นผลจากพัฒนาการทางสังคมจากทั้งภายในและ ภายนอก จิตรกรรมฝาผนัง ภาพเครื่องตั้ง ในพระอุโบสถวัดราชโอรสาราม
254 ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา มีการติดต่อกับต่างประเทศทางตะวันตกมากขึ้น อิทธิพลของ จิตรกรรมต่างประเทศทางตะวันตกก็เข้ามาปนอยู่ในจิตรกรรมฝาผนังของไทย ดังอาจเห็นได้จาก ภาพเขียนบนผนังพระอุโบสถที่วัดมหาพฤฒาราม จากเดิมลักษณะจิตรกรรมซึ่งเป็นภาพแบนราบ กลับมามีความลึกไกล เป็นภาพ 3 มิติ และมีลักษณะเหมือนจริงมากขึ้นกว่าแบบเดิม ซึ่งเขียนขึ้นตาม แบบอุดมคติ ช่างเขียนที่ส าคัญในรัชกาลที่ 4 คือ ขรัวอินโข่ง จิตรกรรมฝาผนัง วัดมหาพฤฒารามวรวิหาร
255 ผลงานของขรัวอินโข่ง ในพระอุโบสถวัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ
256 เครื่องใช้สมยัรตันโกสินทร์ เตียบ ไม้ลงรักปิดทอง พาน ไม้ลงรักประดับกระจก พานท าเป็นรูปกลีบบัวซ้อน กลีบบัวแหลม ประดับกระจกสีขาวสลับสีเขียวมีเชิงสิบสองเหลี่ยม มีขาและฐานรองรับอีกชั้นหนึ่งภายในลงรักสีทอง (เครื่องใช้ส่วนพระองค์รัชกาลที่ 4)
257 โถลายคราม ดินเผาเคลือบ แบบศิลปะญี่ปุ่น โถน ้ามนต์พร้อมฝา กระเบื้องเคลือบ สถานที่จัดแสดง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
258 นาฬิกาตั้งโต๊ะ โลหะ ชามลายน ้าทอง ดินเผาเคลือบ ตัวชามและฝาตกแต่งด้วยการเขียน สีลงยาภาพครุฑยุคนาคในช่องกระจกสลับลายเครือเถาด้วย สีเขียว คราม ส้ม เหลือง พื้นทองครุฑยุคนาคเป็น พระราชลัญจกรประจ าพระองค์ รัชกาลที่ 2 ด้านในฝาและตัวชามเคลือบสีขาว
259 ประณีตศิลป์ ศิลปะรตันโกสินทร ์ เครื่องถมทอง เครื่องถมเงินถมทอง
260 ส ารับสามหาบ ชุดเชี่ยนหมากเงินกะไหล่ทอง
261 พานทองค าสลักลายเทพนม
262 เจียดทองค าสลักลาย ลักษณะเป็นเจียดทองค า รูปหกเหลี่ยม มีฝาทรงเจียด (หลังเต่า) และเชิง ตัวเจียดตกแต่งลายตัวเหรา และนางอัปสร บนพื้นลายกนก ยอดทรงดอกบัวตูม สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 หีบทองค าจ าหลักลายประดับอัญมณี สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1
263 เกี้ยวทองค าลงยาประดับอัญมณี ปั้นเหน่งทองค าพร้อมสาย
264 หัวปั้นเหน่งทองค า พระธ ามรงค์วิเชียรจินดา ท าด้วยทองค าลงยา ประดับเพชร กลางเรือนฝังเพชรลูกขนาดใหญ่
265 แผนการจัดการเรียนรู้มุ่งเน้นสมรรถนะ หน่วยที่2 วิชา ประวัติศาสตร์เครื่องประดับไทย รหัสวิชา 30215-2306 สอนครั้งที่ 10 ชั่วโมงรวม 15 ชื่อหน่วยการเรียนรู้ประวัติศาสตร์เครื่องประดับยุคประวัติศาสตร์ชาติไทย เรื่อง ประเมินความรู้ประวัติศาสตร์เครื่องประดับยุคประวัติศาสตร์ชาติไทย จ านวนชั่วโมง 2 สัปดาห์ที่ 1-5 เรื่อง กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อ/เครื่องมือ การประเมิน เวลา เกณฑ์ การ ประเมิน 10.ประวัติ ศาสตร์ เครื่องประ ดับยุค ประวัติ ศาสตร์ ชาติไทย 10.1 น าเข้าสู่บทเรียนสอบถามประสบการณ์ความรู้ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์เครื่องประดับยุค ประวัติศาสตร์ชาติไทยที่นักศึกษาได้ผ่านการเรียนรู้ หรือเคยมีประสบการณ์ 10.2 ทดสอบความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และ เครื่องประดับเครื่องประดับยุคประวัติศาสตร์ชาติ ไทย 10.3 ทบทวนความรู้เกี่ยวกับเครื่องประดับเครื่องประดับ ยุคประวัติศาสตร์ชาติไทย 10.4 อธิบายลักษณะเอกลักษณ์เครื่องประดับ เครื่องประดับยุคประวัติศาสตร์ชาติไทย 10.5 ให้นักศึกษาท าแบบทดสอบประเมินความรู้ ประวัติศาสตร์รูปแบบเอกลักษณ์เครื่องประดับ เครื่องประดับยุคประวัติศาสตร์ชาติไทย 10.6 แจ้งคะแนนผลการประเมินความรู้ประวัติศาสตร์ รูปแบบเอกลักษณ์เครื่องประดับเครื่องประดับยุค ประวัติศาสตร์ชาติไทย การซักถาม แบบทดสอบก่อน เรียน ใบความรู้/Power piont ใบความรู้/Power piont แบบประเมิน ความรู้ บรรยาย/อภิปราย 10 นาที 10 นาที 20 นาที 20 นาที 40 นาที 10 นาที
266 10.7 ทบทวนความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์เครื่องประดับ เครื่องประดับยุคประวัติศาสตร์ชาติไทยที่นักศึกษา เข้าใจ การประเมินผลสมัฤทธ์ิทางการเรียนเรื่อง การประเมิน ความรู้เครื่องประดับยุคประวัติศาสตร์ชาติไทย ในการ ประเมินความรู้โดยให้นักศึกษาต้องท าแบบประเมินความรู้ ท าคะแนนผ่านเกณฑ์การประเมินตอบถูกจ านวน 24 ข้อ จากข้อสอบทั้งหมด 40 ข้อ บรรยาย/อภิปราย ข้อสอบประเมิน ความรู้ 10 นาที สอบ ประเมิน ความรู้ คะแนนผ่าน เกณฑ์ค่า ระดับ คะแนนร้อย ละ 60
267
268 แผนการจัดการเรียนรู้มุ่งเน้นสมรรถนะ หน่วยที่3 วิชา ประวัติศาสตร์เครื่องประดับไทย รหัสวิชา 30215-2306 สอนครั้งที่ 11 ชั่วโมงรวม 12 ชื่อหน่วยการเรียนรู้ รูปแบบเอกลักษณ์เครื่องประดับสกุลช่างในประเทศไทย เรื่อง รูปแบบเอกลักษณ์เครื่องประดับสกุลช่างสุโขทัยและเพชรบุรี จ านวนชั่วโมง 2 สัปดาห์ที่ 11-14 เรื่อง กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อ/เครื่องมือ การประเมิน เวลา เกณฑ์ การ ประเมิน 11.รูปแบบ เอกลักษณ์ เครื่องประ ดับสกุล ช่างสุโขทัย และ เพชรบุรี 11.1 น าเข้าสู่บทเรียนสอบถามประสบการณ์ความรู้ เกี่ยวกับเอกลักษณ์เครื่องประดับสกุลช่างสุโขทัยและ เพชรบุรีที่นักศึกษาได้ผ่านการเรียนรู้หรือเคยมี ประสบการณ์ 11.2 ทดสอบความรู้เกี่ยวกับรูปแบบเอกลักษณ์ เครื่องประดับสกุลช่างสุโขทัยและเพชรบุรี 11.3 อธิบายความเป็นมาสกุลช่างสุโขทัยและเพชรบุรีที่ ปรากฎหลักฐานในเขตพื้นที่ในประทศไทย 11.4 อธิบายลักษณะรูปแบบเอกลักษณ์เครื่องประดับสกุล ช่างสุโขทัยและเพชรบุรี 11.5 อธิบายรูปแบบและเทคนิคเชิงช่างในการท า เครื่องประดับสกุลช่างสุโขทัยและเพชรบุรี 11.6 ทบทวนความรู้เกี่ยวกับรูปแบบเอกลักษณ์ เครื่องประดับสกุลช่างสุโขทัยและเพชรบุรีที่นักศึกษา เข้าใจ 11.7 ให้นักศึกษาตอบค าถามลักษณะรูปแบบเอกลักษณ์ เครื่องประดับสกุลช่างสุโขทัยและเพชรบุรี การซักถาม แบบทดสอบก่อน เรียน ใบความรู้/Power piont ใบความรู้/Power piont ใบความรู้/Power piont บรรยาย/อภิปราย ตอบค าถาม/ อภิปราย 10 นาที 10 นาที 10 นาที 30 นาที 30 นาที 10 นาที 10 นาที
269 11.8 สรุปความรู้ในการเรียนเรื่องรูปแบบเอกลักษณ์ เครื่องประดับสกุลช่างสุโขทัยและเพชรบุรี การประเมินผลสมัฤทธ์ิทางการเรียนเรื่อง รูปแบบ เอกลักษณ์เครื่องประดับสกุลช่างสุโขทัยและเพชรบุรีใน การประเมินความรู้นักศึกษาต้องตอบค าถามถูกต้องอย่าง น้อย 6 ข้อจากข้อสอบทั้งหมด10 ข้อ บรรยาย ข้อสอบประเมิน ความรู้ 10 นาที สอบ ประเมิน ความรู้ คะแนนผ่าน เกณฑ์ค่า ระดับ คะแนนร้อย ละ 60
270 รปูแบบเอกลกัษณ ์ เคร ื่องประดบัสกลุช่างสโุขทยัและเพชรบุรี เครื่องประดับไทยมีความต่อเนื่องยาวนานมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงรัตนโกสินทร์ในปัจจุบัน โดย แบ่งออกเป็น สมัยสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ในยุคสุโขทัยนั้น พออนุมานได้ว่า เครื่องประดับในสมัยสุโขทัยมีที่มาจากศิลปะของชาวไทยพื้นเมือง ผสมผสานกับศิลปะขอมในสมัยละโว้ และศิลปะของมอญ สมัยทวารวดี ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากอินเดียอีกทอดหนึ่ง รปูแบบเอกลกัษณ ์ เครื่องประดบัสกลุช่างสโุขทยั สมัยสุโขทัย มีการแบ่งเครื่องประดับออกเป็น 3 รูปแบบ คือ 1.เครื่องประดับของเทวรูปจากอิทธิพลศาสนาพราหมณ์ การสร้างเทวรูปในศาสนาพราหมณ์ มี เครื่องประดับตกแต่ง อาทิ มงกุฎ เทริด กรองศอหรือสร้อยคอ ที่ท าเป็นรูปแบบเรียบง่ายในระยะแรก ต่อมามีการตกแต่งลวดลายให้วิจิตรงดงามมากขึ้น พาหุรัด หรือก าไลต้นแขน ที่เลียนแบบมาจากกรอง ศอ และมีกุณฑลหรือตุ้มหู ที่ท าเป็นแบบลูกตุ้มถ่วงไว้ที่ปลายใบหู 2.เครื่องประดับของเทวดา กษัตริย์ บุคคลชั้นสูง มีมงกุฎ ชฎา และเทริด เป็นเครื่องประดับศีรษะ โดยมีกะบังหน้าซึ่งเป็นส่วนที่อยู่บริเวณกรอบหน้า และมีกรรเจียกจอน อยู่ติดส่วนล่างของกะบังหน้า ตรง บริเวณด้านหลังใบหู หากเป็นสตรีจะมีรัดเกล้า ซึ่งเป็นเครื่องประดับส่วนบนของศีรษะ มีสองแบบคือรัด เกล้ายอด ปลายยอดทรงกรวยแหลม และรัดเกล้าเปลว มียอดปักช่อกระหนกเปลว นอกจากนี้ก็มีกรอง ศอ พาหุรัด กุณฑล ทองกร ธ ามรงค์ โดยทองกรนั้นท าเป็นแหวนเกลี้ยง 3-4 วง สวมใส่ไว้ที่ต้นแขน หรือ ข้อมือ 3.เครื่องประดับของสามัญชนได้แก่ พ่อค้า ชาวบ้าน หลักฐานการใช้เครื่องประดับที่พบมีเพียงแค่ ต่างหู เช่น บนจิตรกรรมฝาผนัง ที่วัดศรีชุม จังหวัดสุโขทัย เครื่องประดับทองสุโขทัย สุโขทัยถือเป็นแหล่งอารยธรรม และเป็นราชธานีแห่งแรกของไทย โดยจากหลักฐานทางโบราณคดี ต่างๆ ที่ปรากฏในปัจจุบัน ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองในอดีต ที่ทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังได้มีโอกาส ศึกษา ซึ่งจากรากฐานของศิลปวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นจากภูมิปัญญาในอดีตได้ถูกน ามาใช้เป็นส่วนหนึ่งใน การสร้างสรรค์ชิ้นงาน เพื่อการอนุรักษ์ในรูปแบบของเครื่องประดับทองโบราณที่นับได้ว่าเป็นมรดกทาง วัฒนธรรมไทย (Thai Culture Heritage) ของจังหวัดสุโขทัย ที่มีแหล่งการผลิตอยู่ที่ต าบลศรีสัชนาลัย และบางส่วนกระจายการผลิตอยู่ที่ต าบลท่าชัย ความเป็ นมาของทองสุโขทัย นับตั้งแต่ครั้งโบราณเมื่ออาณาจักรสุโขทัยเรืองอ านาจ การท าทองมักปรากฏอยู่ในแวดวง ช่างทองหลวงของราชส านัก ที่มีการสืบทอดอยู่ในวงจ ากัด จนเมื่ออาณาจักรสุโขทัยเสื่อมอ านาจ สิ่ง เหล่านี้ก็เกิดการสูญหาย และถูกผสมผสานเข้าไปรวมกับศิลปะรูปแบบอื่นๆ ในต่างถิ่น ล่วงเลยมาจนถึง กรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อราวปี 2473 ตระกูลช่างทองในจังหวัดสุโขทัยได้เรียนรู้เทคนิคการท าทองรูปแบบ ต่างๆ จากช่างชาวจีนผสานกับความรู้พื้นฐานที่ตนเองมี จนเกิดการผสมผสานและถ่ายทอดลงสู่รุ่น
271 ลูกหลาน การท าทองในระยะแรกเป็นการท าตามค าสั่งของลูกค้า จวบจนกระทั่งมีการค้นพบเส้นถักส าริด โบราณบริเวณแม่น ้ายม ซึ่งเป็นลวดลายที่ไม่มีอยู่ในท้องตลาด ช่างทองจึงเกิดความสนใจและพยายาม แกะลวดลายถักสี่เสาของสร้อยส าริดโบราณ จนสามารถท าเป็นขั้นตอนในการถักสร้อยได้ในที่สุด จากนั้น ช่างทองสุโขทัยได้ศึกษาเพิ่มเติมถึงลวดลายต่างๆ ตามที่ปรากฏจากสร้อยถักโบราณ และลวดลายจาก ลายปูนปั้นตามโบราณสถานในจังหวัดสุโขทัยจนเกิดเป็นความคิดที่จะสร้างชิ้นงานให้เป็นเอกลักษณ์ เฉพาะตัว ดังนั้น จึงจะเห็นว่าทองลายโบราณสุโขทัย หรือทองศรีสัชนาลัยนั้น เป็นการเรียกชื่อชิ้นงาน ตามแหล่งก าเนิด หรือแหล่งผลิต ซึ่งก็คือ อ าเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ไม่ได้เป็นทองที่เกิดขึ้นมา ตั้งแต่ยุคสมัยอาณาจักรสุโขทัย คณุค่าทางศิลปะของทองสุโขทยั ทองสุโขทัยเป็นเครื่องประดับที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างจากแหล่งผลิตอื่น ด้วยถือเป็นงาน หัตถศิลป์ ที่ใช้ความประณีตสูงในการผลิต โดยช่างทองจะท าเครื่องประดับด้วยมือ จากการใช้ทองค าที่มี ค่าความบริสุทธิ์สูงถึง 99.5-99.99% เช่นเดียวกับเครื่องประดับทองสมัยโบราณ ท าให้มีความแตกต่าง จากทองรูปพรรณทั่วไปในสมัยปัจจุบัน หรือทองตู้แดงที่ใช้ทองค าบริสุทธิ์ 96.5% จึงท าให้สีของทอง สุโขทัยที่ปรากฏออกมาคล้ายกับสีเหลืองของดอกจ าปา ซึ่งมีความสวยงามแปลกตา และมีความสุกสว่าง กว่าทองทั่วไป นอกเหนือไปจากคุณสมบัติของวัตถุดิบที่น ามาใช้ผลิตแล้ว ทองสุโขทัยยังมีเอกลักษณ์เฉพาะที่ ปรากฏผ่านทางเทคนิค “การถักทอง” ให้เป็นเส้นลายตั้งแต่ 3 เสา จนถึง 200 เสา ซึ่งหากมีจ านวนเสา มาก เส้นทองก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้นเรียกว่า “การถักกลม” นิยมน ามาท าเป็นเครื่องประดับ จ าพวกสร้อยคอ และสร้อยข้อมือ ส่วนการถักในลักษณะของเปียที่นิยมน ามาท าเป็นเครื่องใช้เรียกว่า “การถักแบน” นอกจากนี้ การผลิตทองสุโขทัยยังใช้เทคนิคลงยา (Enamel) โดยใช้คู่สีที่ตัดกัน ซึ่งส่วนมากนิยมใช้สีแดง และสีเขียวเข้ามาช่วยเพิ่มความโดดเด่นให้แก่ชิ้นงาน เนื่องจากชิ้นงานผลิตขึ้นมาจากทองที่มีความ บริสุทธิ์สูงท าให้มีความอ่อนตัวค่อนข้างสูง และมีน ้าหนักมากจึงไม่เหมาะต่อการตกแต่งด้วยอัญมณี ขนาดใหญ่ แต่เลือกใช้วิธีการลงยาและเน้นการดุนลวดลายให้สวยงามแทน ซึ่งถือเป็นการช่วยสร้าง มูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้แก่ชิ้นงานได้เป็นอย่างดี ประเภทของลวดลายทองสุโขทัย เครื่องทองสุโขทัยที่ท าจากต าบลศรีสัชนาลัยและต าบลท่าชัย อ าเภอศรีสัชนาจังหวัดสุโขทัย จะมี ลวดลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างจากเครื่องทองแหล่งอื่น ๆ พบว่ามีชื่อเรียกต่าง ๆ ดังนี้ ลายถัก การถักทองคล้ายกับการถักโครเชต์ มีการถัก 2 แบบ คือ ถักกลมและถักแบน การถักกลม เป็นการถักลวดลายตั้งแต่สามเสา สี่เสา ห้าเสา หกเสา ถึงสิบเสา ถ้าจ านวนเสามาก เส้นทองจะใหญ่ขึ้น นิยมน าไปท าสร้อยคอ และสร้อยข้อมือ ลายถักที่ประกอบเป็นสร้อยคอ หรือลาย สร้อยคอมือ ได้แก่ ลายกระดูกงู เกลียวเชือก เกล็ดมังกร (มังกรคาบแก้ว) กระดูกแย้ สี่เสา หิ้วเย้า ตะขาบ ผ่าหวาย สายรุ้ง สนเกลี้ยง และพวงมาลาเป็นต้น
272 การถักแบน เป็นการถักแบนท าสร้อยข้อมือเป็นลายเปีย ลายเย้า และเคยมีการถักถึงสองร้อยเสา ส าหรับถักเป็นเสื้อและกระเป๋ า เป็นต้น ลูกประค า (ลูกอะหลั่ย) เป็นลักษณะลูกปัดกลมรี มีรูตรงกลาง เพื่อน าไปร้อยตกแต่งสร้อย ต่างหู หรือก าไล เช่น ตะกร้อ มะยม ลูกสุ่ม ปิ๊บ ลูกสน ตะกรุด มุมเมอแรง ลูกประค าเกลี้ยง ลูกกลอง ลูกรักบี้ ตะกรุดข้าวหลามตัด ตะกรุดสุโขทัย ตะกรุดไอน ้า ลูกเงาะ ลูกหกเหลี่ยม วงแหวน ไข่ปลา รัดข้อผ่าหวาย เป็นต้น ลวดลายที่ใช้ประดิษฐ์ มีชื่อเรียกต่าง ๆ กัน บางครั้งอาจเป็นลายลูกประค าหลากหลายแบบ หรือ ลายถักผสมลายลูกประค าต่าง ๆ ชนิดและการลงยา เมื่อน ามาผสมกันแล้วเรียกชื่อลายตามรูปแบบที่ ลอกเลียนมา หรือตามชื่อช่างผู้ประดิษฐ์ เช่น ลายบ้านเชียง ลายเธค ลายหัวใจ ลายการบินไทย ลายดอก พิกุล ลายไข่ปลา ลายหยดน ้า ลายมัดหมี่ ลายหัวใจไข่ปลา ลายบัวคว ่า ลายพวงมาลัย เป็นต้น กรรมวิธีการผลิตทองสุโขทยั กระบวนการผลิตทองสุโขทัย อาศัยเครื่องมือส าคัญ ได้แก่ โต๊ะท าทอง เครื่องมือพ่นไฟ เครื่องมือ ตีทอง เครื่องรีดทอง เครื่องมือชักลวด เครื่องมือแกะทอง เครื่องตัดทอง เครื่องชั่งทอง ฯลฯ โดยขั้นตอน แรกเป็นการหลอมทอง โดยน าทองค าแท่งบริสุทธิ์ 99.99% มาหลอมให้ละลาย น าไปใส่เบ้าและน ากลับ มาตีหรือรีดเพื่อให้เกิดทองเป็นเส้นขนาดต่างๆ ตามความต้องการ จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนการประดิษฐ์ ลวดลาย โดยขั้นตอนนี้จะรวมถึงการถักทอง หรือการท าลูกประค า ลูกอะไหล่ต่างๆ ขึ้นอยู่กับรูปแบบของ ชิ้นงาน แล้วจึงใช้น ้าประสานทองเชื่อมชิ้นส่วนต่างๆ ให้ติดกัน ปิดท้ายด้วยการท าความสะอาดชิ้นงาน หรือการต้มทองโดยน าเอาทองมาเผาและแช่ลงในกรดก ามะถันเพื่อไม่ให้มีน ้าประสานทองเจือปนใน ชิ้นงาน ทั้งนี้ เครื่องประดับทองบางชิ้นอาจมีขั้นตอนการลงยาเพิ่มเข้ามา เครื่องทองสุโขทัย หรือ “ทองศรีสัชนาลัย” ถือเป็นมรดกเชิงงานช่างฝีมือที่ได้รับการถ่ายทอดและ เรียนรู้กระบวนการพื้นฐานงานช่างจากรุ่นสู่รุ่น มีเทคนิคการผลิตและรูปแบบลวดลายการท าทองที่เป็น เอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ด้วยงานสร้อยทองถักของศรีสัชนาลัยท าจากทองสวิส 99.99% จึงท าให้ทองมีสีสุก ปลั่งงดงามอร่ามตา และมีความละเอียดอ่อนช้อย ประณีตงดงาม ถือเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นอีกอย่าง ของงานทองสุโขทัย และยังมีเทคนิคการผลิตจากแรงบันดาลใจและจินตนาการที่น่าค้นหาอีกด้วย จุดเริ่มต้นของการผลิตงานทองสุโขทัยตามรูปพรรณเครื่องทองโบราณโดยช่างชาวศรีสัชนาลัย เริ่มจากชุมชนเล็กๆ ริมแม่น ้ายม อ าเภอศรีสัชนาลัยขยายตัวขึ้นทั้งสองฟากฝั่งแม่น ้า ผู้คนส่วนใหญ่ใช้ ชีวิต พึ่งพาการเกษตรเป็นหลัก ในขณะทย่ี่านเศรษฐกจิก็เตบิโตข้ึ ้นตามล าดบั โดยเฉพาะสองฟากแนว ถนนฝั่งตะวันออก ของแม่น ้ายม โดยเฉพาะที่บ้านท่าชัยในปัจจุบัน กลายเป็นย่านร้านทองอันเป็นที่รู้จัก กันโดยทั่วไปว่า “ทองสุโขทัย”
273 ก าไลข้อมือที่ประกอบขึ้นด้วยเม็ดไข่ปลา ลายปูนปั้นที่ลูกกรงหลอกของช่องแสง วัดนางพญา อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ต่อมาเครื่องทองสุโขทัยได้มีการน าเอาลวดลายจากโบราณสถานในเขตเมืองเก่าศรีสัชนาลัยมา ประยุกต์ใช้กับเทคนิคการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งลายปูนปั้นที่เสาและวิหารวัดนางพญา ภายในเขต อุทยานประวัติศาสตร์ ศรีสัชนาลัย ประกอบด้วย ลายเครือวัลย์ ลายตัวอุหรือลายหัวใจ และลายนางพญา โดยความสวยงามของลวดลายเครือวัลย์ได้แรงบันดาลใจมาจากลายปูนปั้นจากโบราณสถานภายในวัด
274 นางพญา ส่วนลายนางพญาได้แรงบันดาลใจมาจากลายปูนปั้นที่ลูกกรงช่องแสงของผนังด้านนอกของ วิหารวัดนางพญาในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย จนเป็นที่รู้จักนามทอง “ทองศรีสัชนาลัย” ก าไลข้อมือฉลุโปร่งทรงแปดเหลี่ยมประดับลายเครือวัลย์ ก าไลข้อมือลายนางพญา นอกจากแรงบันดาลใจหลักที่ได้จากโบราณสถานและโบราณวัตถุผนวกเข้ากับจินตนาการแล้ว เครื่องทองสุโขทัยยังมีการสร้างสรรค์ลวดลายและมีเทคนิคการผลิตจากลายเสมือนจริง รูปแบบของงาน มาจากลายเสมือนจริงจากธรรมชาติอย่างลายดอกบัว และลายประดิษฐ์ซึ่งเป็นลายที่สร้างจากความ งดงามของจินตนาการอย่างลายดอกพิกุล ทุกลวดลายล้วนต้องอาศัยจินตนาการและทักษะเทคนิคเชิง ช่างที่ช่างทองสร้างสรรค์ขึ้นจนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
275 เครื่องทองลายสลักดุน ในปี 2534 งานท าทองได้เปลี่ยนจากอุตสาหกรรมในครัวเรือนไปสู่การผลิตในระบบโรงงานมากขึ้น มีการเพิ่มจ านวนช่างทองในชุมชนเข้ามาฝึกหัดท าทอง ไม่จ ากัดเฉพาะในหมู่เครือญาติเท่านั้น มีการ แยกตัวออกมาตั้งกิจการร้านทองของตัวเอง เรียงรายสองฟากฝั่งถนนบริเวณบ้านท่าชัย และในช่วงที่ ตลาดขยายตัวแบบก้าวกระโดด ได้เริ่มมีการรับช่างต่างถิ่นชาวไทยภูเขาซึ่งมีความช านาญด้านการสลัก ดุนเครื่องเงินอยู่แล้วมาท างานเครื่องทอง ร่วมด้วย เป็นงานสลักดุนร่วมกับการเดินเส้นทองและฝังเม็ด ไข่ปลาเป็นลวดลายท าให้งานทองมีมิติมากขึ้น นอกจากนี้ ได้มีการน าเทคนิคอื่นๆ มาผสมผสานในการผลิตเครื่องทองสุโขทัย โดยมีการน า เทคนิคสานสร้อยแบบ “หิ้ว” และกรรมวิธีลงยา หรือ Enamel มาใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มความ น่าสนใจให้กับชิ้นงาน และท าให้ทองมีความเป็นเอกลักษณ์สวยงามแปลกตา อีกทั้งยังมีการน าเอา เทคนิคการฉลุชิ้นงานมาใช้เพื่อท าให้เครื่องทองดูโปร่งและมีมิติมากกว่าเครื่องทองรุ่นแรกๆ ที่หนาและ เปลืองน ้าหนักทอง
276 การขึ้นรูปด้วยการถัก การเลื่อยฉลุ การเชื่อมชิ้นงานด้วยบัดกรี การลงยาสีด้วยพู่กัน ปัจจุบันเครื่องทองสุโขทัยมีการออกแบบให้มีความร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น โดยดึงเอาแรงบันดาลใจ จากธรรมชาติรอบตัว เช่น ดอกไม้ ใบไม้ หรือลวดลายในเชิงสัญลักษณ์มาใช้ในการออกแบบ ต่อยอดจาก เครื่องทองโบราณที่ท ากันมาตั้งแต่ต้น รวมถึงมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบและลวดลายเพื่อตอบสนองความ ต้องการของตลาด สร้างชิ้นงานที่ท้าทายความสามารถของช่าง เช่น งานศิลปะเพื่อตกแต่งและบูชา หรือ งานพุทธศิลป์ ต่างๆ เป็นต้น ถือเป็นการผนวกเทคนิคและกระบวนการท าเครื่องทองลักษณะต่างๆ เข้า ไว้ในชิ้นงานเดียวกัน ทั้งเทคนิคการบุ การตีขึ้นรูป การสลักดุนลาย การประดับลวดเดินลาย การประดับ ไข่ปลา การฉลุลาย และการลงยาสี แต่ก็ยังคงยึดลวดลายและรูปทรงแบบโบราณอยู่ ท าให้ชิ้นงานมีอัต ลักษณ์ที่โดดเด่นทั้งด้านเทคนิคลวดลายและรูปแบบ สามารถบ่งบอกถึงที่มาได้ว่าเป็น “เครื่องทอง สุโขทัย” จากอ าเภอศรีสัชนาลัย
277 ลายใบไม้แบบธรรมชาติมีเส้นใบเสมือนจริง กรอบพระหยดน ้าลายกนก
278 รูปแบบเครื่องประดับสุโขทัย
279
280