281
282
283
284
285
286
287 รปูแบบเอกลกัษณ ์ เครื่องประดบัสกลุช่างเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี เป็นเมืองเก่าแก่ที่เคยรุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยเมื่อครั้งอดีตได้เคยเป็น เมืองหน้าด่านของไทยทางทิศตะวันตกและมีความเจริญทางด้านการค้า ปัจจุบันนอกจากเป็นเมืองที่มี สถานที่ท่องเที่ยวด้านศิลปวัฒนธรรม และโบราณสถานต่างๆ แล้ว ยังปรากฏงานศิลปหัตถกรรมที่เป็น ผลงานของช่างสกุลเมืองเพชรซึ่งมีหลากหลายแขนงตกทอดมาจนถึงยุคปัจจุบัน อาทิ งานจิตรกรรม งาน ปฏิมากรรม งานแกะสลัก และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานเครื่องทองรูปพรรณแบบโบราณ ซึ่งเป็นเสมือน สัญลักษณ์ส าคัญอย่างหนึ่งของจังหวัดเพชรบุรี ความเป็ นมาของทองโบราณเพชรบุรี เครื่องทองโบราณเพชรบุรีเกิดขึ้นในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจอม เกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้ก่อสร้างพระราชวังพระนครคีรี (เขาวัง) จึงท าให้มีการส่งช่างหลวงในส านัก ช่างสิบหมู่ ซึ่งรวมถึงช่างทองหลวงเข้าไปยังเมืองเพชรบุรี อีกทั้งในรัชสมัยต่อๆ มายังได้มีการก่อสร้าง สถานที่ต่าง ๆ เกิดขึ้นตามมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ พระราชวังรามราชนิเวศน์ และพระราชนิเวศน์ มฤคทายวัน ดังนั้น การที่ช่างสิบหมู่ในราชส านักได้มารวมตัวกันอยู่ที่เมืองเพชรบุรี จึงท าให้ศิลปะชั้นสูง ได้หลั่งไหลเข้าสู่เมืองเพชรบุรี จนเกิดการถ่ายทอดความรู้ให้กับคนในท้องถิ่น โดยศิลปะการท าเครื่อง ทองได้ถูกถ่ายทอดให้แก่ช่างทองพื้นเมืองเพชรบุรีที่ได้มีโอกาสมาเป็นผู้ช่วยช่างหลวง เกิดการหลอม รวมศิลปะและเทคนิคต่างๆ กลายเป็นเครื่องทองเมืองเพชรที่มีเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะตัว คือ มีความ เป็นงานศิลปะแบบไทยโบราณผสมผสานกับความเป็นพื้นบ้านของเพชรบุรีที่น าเสนอความงดงามของ ธรรมชาติ และการใช้ประโยชน์จากเครื่องทองเอาไว้อย่างกลมกลืน รวมทั้งมีการถ่ายทอดศิลปะและ เทคนิคการผลิตเครื่องทองให้แก่ช่างรุ่นหลังอย่างต่อเนื่อง จึงถือได้ว่าเครื่องทองเพชรบุรีเป็นมรดกทาง วัฒนธรรมที่ส าคัญอย่างหนึ่งของไทย เอกลักษณ์ของทองโบราณเพชรบุรี เครื่องทองเพชรบุรีจัดเป็นภูมิปัญญาไทยที่มีความงดงาม ด้วยมีเอกลักษณ์และรูปแบบเหมือนกับ ทองโบราณ ซึ่งถึงแม้ว่าจะได้รับการถ่ายทอดมาจากช่างทองหลวงในสมัยรัตนโกสินทร์ แต่ลวดลายที่ ปรากฏบนชิ้นงานจัดเป็นลวดลายของทองโบราณในสมัยกรุงศรีอยุธยาที่มีความละเอียด อ่อนช้อย และมี เอกลักษณ์เฉพาะตัว การผลิตเครื่องทองของเพชรบุรี ส่วนมากเป็นการผลิตเครื่องประดับทองรูปพรรณประเภท สร้อยคอ สร้อยข้อมือ แหวน ต่างหู จี้ เข็มกลัด ฯลฯ ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอยู่ที่รูปทรงและลวดลาย ดัดแปลงจากธรรมชาติ รวมถึงสิ่งของต่างๆ ในชีวิตประจ าวัน อาทิ ลูกสน ดอกพิกุล ไข่ปลา เต่าร้าง ดอก พิกุล ดอกมะลิ ปลา เป็นต้นวัสดุที่น ามาผลิตเป็นเครื่องประดับมีทั้งทอง เงิน นาค และอัญมณี นอกจากนี้ ในส่วนของรูปแบบชิ้นงานที่มีชื่อเสียงและสะท้อนเอกลักษณ์ของทองเพชรบุรีได้ค่อนข้างชัดเจน ได้แก่ “สร้อยขัดมัน” ซึ่งเกิดจากการใช้เทคนิคเฉพาะของช่างเมืองเพชรในการน าลวดทองมาดัดเป็นรูป วงรี เชื่อมห่วงแต่ละห่วงให้ต่อกันเหมือนโซ่แล้วใช้ตะไบละเอียดลบเหลี่ยมของสันห่วงตลอดเส้นโดย สร้อยขัดมันถือเป็นชิ้นงานพื้นฐานดั้งเดิมที่ช่างเมืองเพชรทุกคนต้องท าเป็น
288 “ก าไลก้านบัว” ถือเป็นชิ้นงานที่ช่างเมืองเพชรใช้ศิลปะการผสมผสานทางวัฒนธรรมระหว่าง แบบอยุธยากับแบบจีนมีลักษณะเป็นก าไลที่ส่วนปลายเป็นรูปดอกบัวหลวง โดยส่วนที่เป็นทองค าจะอยู่ ตรงส่วนปลายของทั้งสองข้างและมีการสลักลวดลายตรงกลีบบัว เช่น ลายประจ ายาม “แหวนหรือกา ไลพิรอด” มีลักษณะเป็นแหวนถักคล้ายกับเครื่องรางสมัยโบราณ ซึ่งสะท้อนวิถี ชีวิตและความเชื่อของคนภาคกลางสมัยก่อน ส่วนมากนิยมฝังพลอยนพเก้าลงไป “แหวนตะไบ” มีลักษณะเป็นแหวนฝังพลอยหรือเพชรซีกที่มีการสร้างลวดลายโดยตะไบขอบทั้ง สองข้างของแหวนให้เป็นร่องลึก
289 รูปแบบเครื่องประดับเพชรบุรี
290
291
292
293
294
295
296
297
298
299
300
301
302
303
304
305
306 แผนการจัดการเรียนรู้มุ่งเน้นสมรรถนะ หน่วยที่3 วิชา ประวัติศาสตร์เครื่องประดับไทย รหัสวิชา 30215-2306 สอนครั้งที่ 12 ชั่วโมงรวม 12 ชื่อหน่วยการเรียนรู้รูปแบบเอกลักษณ์เครื่องประดับสกุลช่างในประเทศไทย เรื่อง รูปแบบเอกลักษณ์เครื่องประดับสกุลช่างนครศรีธรรมราชและสุรินทร์ จ านวนชั่วโมง 2 สัปดาห์ที่ 11-14 เรื่อง กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อ/เครื่องมือ การประเมิน เวลา เกณฑ์ การ ประเมิน 12.รูปแบบ เอกลักษณ์ เครื่องประ ดับสกุล ช่าง นครศรีธรร มราชและ สุรินทร์ 12.1 น าเข้าสู่บทเรียนสอบถามประสบการณ์ความรู้ เกี่ยวกับรูปแบบเอกลักษณ์เครื่องประดับสกุลช่าง นครศรีธรรมราชและสุรินทร์ที่นักศึกษาได้ผ่านการเรียนรู้ หรือเคยมีประสบการณ์ 12.2 ทดสอบความรู้เกี่ยวกับรูปแบบเอกลักษณ์ เครื่องประดับสกุลช่างนครศรีธรรมราชและสุรินทร์ 12.3 อธิบายความเป็นมาเครื่องประดับสกุลช่าง นครศรีธรรมราชและสุรินทร์ที่ปรากฎหลักฐานในเขตพื้นที่ ในประทศไทย 12.4 อธิบายลักษณะรูปแบบเอกลักษณ์เครื่องประดับสกุล ช่างนครศรีธรรมราชและสุรินทร์ 12.5 อธิบายรูปแบบและเทคนิคเชิงช่างในการท า เครื่องประดับสกุลช่างนครศรีธรรมราชและสุรินทร์ การซักถาม แบบทดสอบก่อน เรียน ใบความรู้/Power piont ใบความรู้/Power piont ใบความรู้/Power piont บรรยาย/อภิปราย 10 นาที 10 นาที 10 นาที 30 นาที 30 นาที 10 นาที 10 นาที
307 12.6 ทบทวนความรู้เกี่ยวกับรูปแบบเอกลักษณ์ เครื่องประดับสกุลช่างนครศรีธรรมราชและสุรินทร์ที่ นักศึกษาเข้าใจ 12.7 ให้นักศึกษาตอบค าถามลักษณะรูปแบบเอกลักษณ์ เครื่องประดับสกุลช่างนครศรีธรรมราชและสุรินทร์ 12.8 สรุปความรู้ในการเรียนเรื่องรูปแบบเอกลักษณ์ เครื่องประดับสกุลช่างนครศรีธรรมราชและสุรินทร์ การประเมินผลสมัฤทธ์ิทางการเรียนเรื่อง รูปแบบ เอกลักษณ์เครื่องประดับสกุลช่างนครศรีธรรมราชและ สุรินทร์ในการประเมินความรู้นักศึกษาต้องตอบค าถาม ถูกต้องอย่างน้อย 6 ข้อจากข้อสอบทั้งหมด10 ข้อ ตอบค าถาม/ อภิปราย บรรยาย ข้อสอบประเมิน ความรู้ 10 นาที สอบ ประเมิน ความรู้ คะแนนผ่าน เกณฑ์ค่า ระดับ คะแนนร้อย ละ 60
308 รปูแบบเอกลกัษณ ์ เครอื่งประดบัสกลุช่างนครศรีธรรมราชและสรุินทร ์ เครื่องถมนครศรีธรรมราช ความเป็ นมาเครื่องถมนครศรีธรรมราช เครื่องถมนครศรีธรรมราช เป็นศิลปหัตถกรรมส าคัญของชาวนครศรีธรรมราชที่รู้จักกันแพร่หลาย มากที่สุดมาตั้งแต่สมัยโบราณ ค าว่า "เครื่องถม" จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 ได้ ให้นิยายค า "ถม" ว่า "เรียกภาชนะหรือเครื่องประดับที่ท าโดยใช้ผงยาถมผสมน ้าประสานทองถมลงบน ลวดลายที่แกะสลักบนภาชนะหรือเครื่องประดับนั้น แล้วขัดผิวให้เป็นเงางามว่าเครื่องถมหรือถม เช่น ถม นคร ถมเงิน ถมทอง" "เครื่องถม" คือวัตถุที่ท าหรือประกอบขึ้นด้วยโลหะเงินและลงยาถม ค าว่า "ยาถม" หมายความว่า สารเคมีที่มีโลหะเงินและเป็นส่วยผสมไม่น้อยกว่าร้อยละ 8 ของน ้าหนัก เครื่องถมนครมีก าเนิดมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ราว พ.ศ.2061 แต่เรื่องที่มายังเห็นแย่งกันอยู่ บ้างว่าได้รับการถ่ายทอดมาจากชาวโปรตุเกสเพราะชาว โปรตุเกสเป็นชาติแรกที่ได้รับอนุญาติให้เข้ามาท าการค้าขายในราชอาณาจักรไทยได้ 4 เมือง คือ กรุงศรี อยุธยา นครศรีธรรมราช ปัตตานี และมะริด สมเด็จฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงมีความเห็นว่า ชาวนครศรีธรรมราชได้รับรู้เรื่องเครื่องถมจากชาวอินเดีย ศาสตราจารย์วิศาลศิลปกรรมว่า ยาถมไทย มิได้รับต้นต ารับจากประเทศใด เกิดขึ้นในประเทศไทยโดยแท้ คือเกิดที่นครศรีธรรมราช และบ้างว่า รับมาจากอิหร่านบ้าง จากกรีกบ้าง จึงยังยุติไม่ได้ .ในอดีต เครื่องถมนั้นถือว่าเป็นของสูงเหมาะจะเป็นเครื่องราชูปโภคของกษัตริย์หรืออย่างน้อยก็ เป็นเครื่องยศของขุนนางชั้นสูง ทั้งยังใช้เป็นเครื่องราชบรรณาการส าหรับกษัตริย์ต่างประเทศด้วย ทั้งนี้ เพราะเครื่องถมแต่ละชิ้นนั้นเป็นเงินแท้ ท าด้วยกรรมวิธีที่สลับซับซ้อน ต้องใช้ความละเอียดประณีตมาก เท่าที่มีหลักฐาน ไทยเราใช้เครื่องถมเป็นเครื่องยศขุนนางมาตั้งแต่สมัยพระบรมไตรโลกนาถ ใน สมัยพระนารายณ์มหาราชก็มีหลักฐานปรากฏว่ามีรับสั่งให้เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชจัดหาช่างถมที่มีฝีมือ เข้าไปท าเครื่องถม ณ กรุงศรีอยุธยา เพื่อส่งไปบรรณาการแด่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 และพระสันตะปาปา แห่งกรุงโรม แสดงว่าเครื่องถมนครนั้นมีชื่อเสียงมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนกลางเป็นอย่างน้อย เครื่องถมเมืองนครรุ่งเรืองขึ้นมาอีกครั้งในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระ นั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเจ้าพระยานคร (น้อย) ได้น าพระเสลี่ยงหรือพระราชยานถม และพระแท่นถมส าหรับ ออกขุนนางขึ้นน้อมเกล้าฯ ถวายในรัชสมัยพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเจ้าพระยานคร (น้อยกลาง) ก็ได้น า เรือพระที่นั่งกราบถม กับพระเก้าอี้ถมซึ่งใช้เป็นพระที่นั่งถัทรบิฐขึ้นน้อมเกล้าฯ ถวายครั้นมาถึงรัชสมัย ของสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (หนูพร้อม) ท าพระแท่นพุดตาน ถมถวาย ส าหรับตั้งในท้องพระโรงกลางพระที่นั่งจักรีมหาประสาท เครื่องถมนครที่ท าด้วยเงินแท้ นั้นมีอยู่ 2 ชนิดคือ ถมด าและถมทอง ถมด านั้นมีลวดลายยเป็นสี เงินบนพื้นด า ส่วนถมทองก็มีลวดลายเป็นสีทอง ซึ่งเกิดจากการใช้ทองค าผสมกับปรอททาบนผิวเครื่อง ถมแล้วน าไปรมความร้อนให้ปรอทระเหยไปหมด ทองค าก็จะติดกับเนื้อเงินแน่นเป็นลวดลายตาม
309 ต้องการ ไม่หลุดลอก ส่วนพื้นที่ถมลงไปก็ยังเป็นสีด าเหมือนเดิม เครื่องถมของนครศรีธรรมราชนั้นเป็น เครื่องถมคุณภภาพเยี่ยมโดยแท้ การท าเครื่องถมนครมี 2 แบบ "ลงยาถม" ที่เรียกว่า "ถมเงิน" อย่างหนึ่ง และแบบ "ลงยาสี" ที่ เรียกว่า "ถมทอง" หรือ "ถมตะทอง" อีกอย่างหนึ่ง โดยแบบแรกท ามาแต่โบราณส่วนแบบหลังเพิ่งมีใน ชั้นหลัง ความส าคัญของเครื่องถมในแต่ละยุคสมัย มีดังนี้ สมัยกรุงศรีอยุธยา ราว พ.ศ. 2032 - 2072 สมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีรับสั่งให้เจ้าเมือง นครศรีธรรมราชในสมัยนั้น จัดหาช่างถมที่ฝีมือเยี่ยมที่สุดของจังหวัดนครศรีธรรมราชส่งไปยังกรุงศรี อยุธยา เพื่อท าไม้กางเขนถมส่งไปถวายพระสันตปาปา ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี และท าเครื่องถมด า ลายอรหันไปบรรณาการพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งประเทศฝรั่งเศส ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ ในรัชสมัยของพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) การท าเครื่องถม ได้รับการท านุบ ารุงเป็นอย่างดีในช่วงสมัยนี้ ถือเป็นของสูงศักดิ์ ใช้เป็นเครื่องราชูปโภค และเครื่องราช บรรณาการ ได้รับความนิยมอย่างสูงในราชส านัก จากนั้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) เจ้าพระยานคร (น้อย) นอกจากจะมีฝีมือทางการรบแล้วยังเป็นช่างท าถมฝีมือดี ได้ทรงท า พระแท่นเสด็จออกขุนนางกับพระเสลี่ยงถวาย สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) เจ้าพระยานคร (กลาง) เป็นผู้อุปถัมถ์ ช่างถมคนส าคัญในนครศรีธรรมราชและชักชวนช่างถมหลายคนเข้าไปอยู่ในวัง ช่างเหล่านี้ได้ท าเก้าอี้ถม อนุโลมจากพระแท่นและพนักเรือพระที่นั่ง และในโอกาสที่กรุงสยามได้แต่งตั้งราชทูตไปเจริญ สัมพันธไมตรีกับประเทศอังกฤษ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งให้ช่างถมนครจัดท า เครื่องราชบรรณาการส่งไปถวายแด่พระนางเจ้าวิคตอเรีย ซึ่งปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ พระราชวังบัคกิ้งแฮม ประเทศอังกฤษ สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เมื่อสร้างพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (หนูพร้อม) เป็นแม่กองให้ช่างถมนครท าพระราช อาสน์ราชบัลลังก์ พระที่นั่งพุดตานถม ซึ่งเป็นพระราชอาสน์ที่ประดิษฐานอยู่ในพระที่นั่งจักรีมหา ปราสาท และเป็นศิลปกรรมเครื่องถมชิ้นเอกของประเทศไทย ใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และใน โอกาสเสด็จออกมหาสมาคมวันเฉลิมพระชนมพรรษา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้คณะบุคคลถวาย พระพรชัยมงคล สมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) โปรดเกล้าฯ ให้ช่างท าหีบบุหรี่ถม ทองส าหรับพระราชทานแก่ประธานาธิบดีไอเซนเฮ้าว์ และ ดร.ริสบอร์ นายแพทย์ที่ถวายการประสูติ และพระราชทานตลับแป้งถมทองแก่นางพยาบาลที่โรงพยาบาลในเมืองบอสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา
310 กระทั่งถึงยุคสมัยปัจจุบัน ช่างถมนครก็ยังได้รับความไว้วางใจให้สร้างผลงานสู่ราชส านัก เช่น ในปี พ.ศ. 2561 ถึงปัจจุบัน ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นผู้ประสานงานจัดหาช่างถมฝีมือดีใน นครศรีธรรมราช จัดท าเครื่องราชูปโภคและเครื่องใช้ในพิธีต่างๆ เพื่อถวายแด่ส านักพระราชวัง เช่น ชุด ขันพานตักบาตรถมทอง เป็นต้น ลายของเครื่องถม ลายเครื่องถมเป็นรูปแบบทางทัศนศิลป์ ประเภทหนึ่ง ประกอบด้วยเส้นเป็นส าคัญต่อเนื่องกันไป มีทั้ง ลายแบบธรรมชาติ และลายแบบประดิษฐ์ โดยลายเครื่องถมมี 9 แบบ คือ 1.ลายกนกเปลว มีลักษณะลวดลาย เลียนแบบธรรมชาติจากเปลวไฟ 2.ลายใบเทศ มีลักษณะเป็นช่อ มีก้าน กาบ ดอก ใบ สามารถน ามาต่อลายอื่นได้ 3.ลายประจ ายาม มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมด้านเท่า ภายในแบ่งเป็นดอกสี่กลีบ มีเกสรอยู่ตรง กลาง 4.ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ มีลักษณะเป็นทรงพุ่มคล้ายหยดน ้า 5.ลายกระจังมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่ว ใช้ตามขอบริมฐานของชิ้นงาน 6.ลายก้านขด เป็นการน าลายต่างๆ มาเขียนลายต่อเนื่องกันเป็นเถา 7.ลายบัวคว ่าบัวหงาย มีลักษณะเป็นรูปกลีบบัว นิยมใช้ประกอบฐานของรูปพรรณ 8.ลายเม็ดบัว มีลักษณะหลายแบบ ได้แก่ กลม รี มักใช้ต่อเนื่องเป็นเส้น 9.ภาพประกอบลาย มีลักษณะเป็นภาพแบบต่างๆ น ามาใช้ประกอบลาย โดยการวางลาย รูปแบบของลาย การน าลายมาประกอบขนาดและจ านวนลายให้ได้รูปแบบ สวยงามเหมาะกับรูปทรงภาชนะ ซึ่งลายมีความเกี่ยวข้องกับ ประเภทของภาชนะ เช่น ลายใบเทศ ลาย กระจังตาอ้อย และลายบัวคว ่า ปรากฏในของใช้ในครัวเรือนมากกว่าภาชนะประเภทอื่น ลายกนกเปลว พบมากในเครื่องประดับ และลายเครือเถาพบมากในของใช้ทั่วไป ลายกับรูปแบบของเครื่องถมเป็นศิลปะ ประดิษฐ์ที่เกี่ยวข้องกันมาแต่อดีตเครื่องถมทุกชิ้นจะมีลายเป็นสิ่งตกแต่ง อาทิ ลายกนกเปลว ตกแต่งบน ขัน เชี่ยนหมาก ถาดผลไม้ ชุดชา กาแฟ ลายใบเทศ ตกแต่งบนขัน ซองบุหรี่ กล่องเครื่องประดับ ลาย ประจ ายาม ตกแต่งบน พานรอง ถาด กระเป๋ า ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ตกแต่งบนตลับแป้ง กระเป๋ า ลายกระจัง ตกแต่งบนพานรอง ขันน ้า ฝาครอบแก้ว ลายก้านขด ตกแต่งบนก าไล กิ๊ฟ กระเป๋ า เข็มหนีบเนคไท ลาย บัวคว ่าบัวหงายตกแต่งบน พานรอง โถกรวดน ้า ถาด ขันน ้า ลายเม็ดบัวตกแต่งบนตลับแป้ง ขันน ้า ฝา ครอบแก้ว เข็มกลัด และภาพประกอบลาย ตกแต่งบนขัน ถาด กระเป๋ า เข็มกลัด ที่เขี่ยบุหรี่
311 ประเภทของเครื่องถม ถมเงินหรือถมดา ถมด าเป็นถมที่เก่าแก่ที่สุดตามความนิยม ถมที่ดีต้องมีสีด าสนิท ไม่มี "ตามด" (ตามดคือ จุดขาว บนสีด า) ถมเป็นกรรมวิธีในการผสมของโลหะสามอย่างเข้าด้วยกัน คือ เงิน ตะกั่ว และทองแดง น ามา ป่นจนเป็นผงละเอียด เพื่อโรยลงบนพื้นแผ่นเงิน ที่ขูดร่องหรือตอกเป็นลวดลายไว้แล้ว การที่จะให้ผงถม เกาะแน่นอยู่ที่การเหยียบพื้น (คือ การแกะหรือตอกร่องลงบนเนื้อเงินที่เป็นพื้นของลายที่ตอก) ถ้า เหยียบพื้นให้มีรอยขรุขระมากเท่าใด ผงถมก็เกาะได้มากเท่านั้น การถมพื้นนั้นเริ่มด้วยการโปรยผงถม ลงในช่องพื้นที่สลักหรือตอกลายเหยียบพื้น เมื่อเต็มพื้นแล้ว น าไปอบจนผงถมละลายทั่วหุ่น หลังจากนั้นจึงขัดให้เนื้อสม ่าเสมอกัน จนเห็นลายเด่นชัดบนพื้นสีด า ต้อง อาศัยความช านาญในการเขียน และการแลลาย การแลลาย หมายถึง การต้องแลเป็นเส้นเล็กๆ ตาม ลวดลายที่สลักดุน เพื่อให้เกิดความวาว ดูแล้วเหมือนเคลื่อนไหวได้ ถมเมืองนครผลิตและสลักด้วยมือ นครศรีธรรมราชยังได้ชื่อว่า มีฝีมือในการท าถมด า ถมทอง ถมทองก็คือ ถมด านั่นเอง แต่แตกต่างที่ลวดลาย คือ ลายสีเงินได้เปลี่ยนเป็นสีทอง ช่างถมจะ เปียกหรือละลายทองค าให้เหลวเป็นน ้า โดยใส่ทองแท่งลงในปรอท ปรอทจะละลายทองแท่งให้เป็นน ้า ช่างถมจะชุบน ้าทองผสมปรอทด้วยพู่กัน เขียนทับลงบนลวดลายสีเงิน การเขียนน ้าทองละลายปรอทนี้ จะต้องใช้ความประณีตเป็นอย่างมาก ต้องเขียนทับลงบนเส้นเงิน เท่านั้น เมื่อเขียนเสร็จแล้วจะใช้ความร้อนไล่ปรอทออกจากทอง ทองก็จะติดแน่นอยู่ บนพื้นที่เขียนน ้า ทองนั้น ถมทองมีความงามตรง ที่เป็นสีทอง ลวดลายกระจ่างเด่นชัด ทองที่ทาทับก็จะมีความคงทนนับ ร้อยปี ถมตะทอง ถมตะทอง เป็นศัพท์ของช่างถม หมายถึง วิธีการระบายทองค า ละลายปรอท หรือแต้มทองเป็น แห่งๆ เฉพาะที่ มิใช่ระบาย จนเต็มเนื้อที่อย่างเดียวกับการท าถมทอง โดยเอาทองค าแท้ๆ ใส่ลงในปรอท ทองละลายอยู่ในน ้าปรอท เมื่อเอาน ้าปรอท ที่มีทองค าละลายปนอยู่ ไปแต้มตามแห่งที่ต้องการให้เป็นสี ทองนั้น ในขั้นแรกปรอท จะยังคงอยู่ เมื่อไล่ด้วยความร้อนปรอทจะหนี ทองก็จะติดแน่นอยู่บนต าแหน่ง หรือลายที่แต้ม ทองนั้น การแต้มทองหรือระบายทองในที่บาง แห่งของถมด า เป็นการเน้นจุดเด่น หรือ ต้องการ แสดงอวดภาพหรือลายเด่นๆ ฉะนั้นเครื่องถม ตะทองจึงเป็นของที่หายากกว่าถมเงินหรือถม ทอง ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีความนิยมในถมตะทอง มากกว่าถมทอง
312 ถมปัด มีเครื่องใช้สอยอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า "ถมปัด" พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๔๙๓ ให้ ค านิยามไว้ว่า "ภาชนะทองแดงที่เคลือบน ้ายา ประสมด้วยลูกปัดป่นให้เป็นผง ให้เป็นสีและลวดลาย ต่างๆ" ส่วนค าว่า "ปัด" ที่เป็นนาม ให้ค านิยามว่า "เม็ดแก้วมีรูกลาง ส าหรับร้อยเป็นเครื่องประดับต่างๆ ที่เรียกว่า ลูกปัด" ดังนั้น แม้จะมีค าว่า ถม อยู่ด้วย ถมปัดก็ไม่ใช่เครื่องถม ดังที่กล่าวถึงมาแล้วข้างต้นนี้ เพราะเหตุว่า รูปพรรณถมปัดเป็นโลหะทองแดง และน ้ายา เคลือบประสมด้วยแก้ว ถมปัดนี้ยังไม่ทราบว่าเคยมี ณ ที่ใดในประเทศไทย เครื่องลงยาของไทยใช้น ้ายาผสมด้วยแก้ว แต่ โลหะก็เป็นเงินหรือทองค า และหาได้เรียกกันว่าถมปัด ไม่ ในประเทศญี่ปุ่น มีเครื่องใช้สอยชนิดหนึ่ง เรียกเป็น ภาษาญี่ปุ่น ชิปโป (Shippo) ท าด้วยทองแดง หรือโลหะอื่นเคลือบน ้ายาประสมด้วยแก้วทาง ยุโรปก็มีเรียกว่าคลัวซอนเน (Cloisonne) ทั้งนี้ก็ตรงกันกับถมปัด เข้าใจว่าโลหะลงยาชนิดนี้ในประเทศ ไทยคงมีขึ้นหลังเครื่องถม เมื่อเห็นลงยามีวิธีการท าคล้ายถม ก็เลยใช้ค าว่าถมและเพราะเหตุที่เคลือบ ด้วยแก้วสีไม่ด า จึงเอาค าว่า "ปัด" ซึ่งหมายถึง เม็ดแก้วสีต่างๆ ประกอบเข้าไปไว้ด้วยให้เป็นที่เข้าใจว่า เป็นชนิดที่ท าวิธีถมด้วยแก้วสี ถมทอง
313 รูปแบบเอกลักษณ์เครื่องประดับถมนครศรีธรรมราช
314
315
316
317
318
319
320 ก าไลถมตะทอง ถมตะทอง
321 ถาดหมากถมตะทอง ขันถมตะทอง -
322 ถมเงินหรือถมดา
323
324
325
326 หัวนะโมเมืองนครฯ จากความเชื่อสู่เครื่องประดับ “หัวนะโม” เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาเนื่องมาจากชื่อเสียงทางความเชื่อ ทั้งในเรื่องของการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ การป้องกันภยันอันตราย จนไปถึงเมตตามหานิยม ด้วยความ หลากหลายของพุทธคุณนี้ ท าให้ผู้คนต่างให้ความสนใจกับหัวนะโมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะหัวนะโม จากนครศรีธรรมราช ที่มาของหัวนะโม หัวนะโมมีจุดเริ่มต้นมาหลายร้อยปี โดยเล่าสืบต่อกันมาว่า ในช่วงก่อนพุทธศตวรรษที่ 18 หัวนะ โมเป็นเบี้ยที่ไว้ใช้แทนเงินตราส าหรับแลกเปลี่ยนเปลี่ยนสินค้าของอาณาจักรตามพรลิงค์ หรือจังหวัด นครศรีธรรมราชในปัจจุบัน โดยท าจากโลหะ เหตุที่ชื่อว่าหัวนะโมนั้น มาจากการจารึกอักษรปัลลวะหรือ อักษรอินเดียโบราณ ที่เรียกว่าตัว “นะ” ไว้บนเม็ดเงินที่มีลักษณะกลม และเมื่อสมัยของพระเจ้าศรีธรรมา โศกราช กษัตริย์แห่งอาณาจักร ตามพรลิงค์ เกิดโรคห่าหรืออหิวาตกโรคระบาดขึ้น จึงได้มีการท าพิธี ปลุกเสกหัวนะโมขึ้นมาด้วยพิธีกรรมแบบพราหมณ์ โดยอัญเชิญเทพเจ้าสามพระองค์ ซึ่งได้แก่ พระศิวะ พระวิษณุ และพระพรหม มาสถิตในหัวนะโม แล้วน าไปหว่านยังจุดที่มีโรคระบาด และรอบๆ บริเวณ เมือง ปรากฎว่าโรคระบาดได้หายไป และอีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ 4 ของกรุงรัตนโกสินทร์ได้เกิดโรคห่า หรืออหิวาตกโรคระบาดในเมืองนครศรีธรรมราชเช่นกัน จึงได้ท าพิธีปลุกเสกหัวนะโมเพื่อน าไปหว่าน แบบกาลก่อน ซึ่งโรคระบาดนั้นก็ได้หายไปเหมือนเดิม จึงเป็นเหตุให้ “หัวนะโม” เป็นของมงคลที่มีความ ศักดิ์สิทธิ์ของชาวนครศรีธรรมราชที่ส่วนใหญ่จะพกของมงคลนี้ติดตัว หัวนะโมกับความเชื่อในอดีต การท าหัวนะโมในอดีตเป็นการน าเงินยวง (โลหะเงินไม่ผสมโลหะอื่น ที่มีความขาวและนิ่ม) มา ตอกตรานะโมลงไป และขึ้นรูปในอยู่ในลักษณะเป็นเม็ดกลม หรือน านวโลหะ (โลหะเก้าอย่าง) หรือสัตต โลหะ (โลหะเจ็ดอย่าง) มาตอกตรานะโมและขึ้นรูปเช่นเดียวกัน โดยหัวนะโมนั้นเปรียบเสมือนฝาและมี เงินอีกชิ้นมาหล่อประกบกัน ผ่านการหลอมหรือตอกหรือบีบ เพื่อให้ติดกันจนไม่เกิดช่องว่าง โดยช่องว่าง ตรงกลางนั้นจะใส่แร่ปรอทเข้าไปจากการใช้ไม้ไผ่สีสุกที่ตัดสดใหม่และฉีกเป็นเส้นเล็กส าหรับเทปรอทเข้า ไปในช่องว่างตรงกลางเพื่อเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ เพราะในอดีตเชื่อว่า ปรอทเป็นธาตุศักดิ์สิทธิ์ แต่กระนั้น ยังมีการซัดว่านยาเพื่อเป็นการใช้สมนุไพรก าราบพิษจากปรอทควบคู่กันไปด้วย จะเห็นได้ว่า หัวนะโม นั้นจะมีขนาดไม่ใหญ่ ช่องว่างที่อยู่ตรงกลางก็จะไม่ใหญ่ เพราะสมัยก่อนการหาปรอทมาใส่เพื่อเพิ่มความ ศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่เรื่องง่ายเล่ากันว่าต้องมีการไปท าพิธีดักปรอทจากในป่า อีกทั้งวิธีการหุงปรอทและท าให้ ปรอทมีความศักดิ์สิทธิ์ก็มีความซับซ้อนด้วยเช่นกัน ดังนั้น ปริมาณปรอทที่ถูกในภายในหัวนะโมจึงมี ขนาดประมาณเมล็ดถั่วเขียวเท่านั้น โดยมีความเชื่อว่า “หัวนะโม” สามารถป้องกันอันตราย หรือป้องกัน
327 โรคภัยไข้เจ็บได้ เปรียบได้กับเบี้ยแก้ที่ท าจากเปลือกหอยแล้วใส่ปรอทไว้ตรงกลางข้างใน โดยมีลักษณะ การท า และความเชื่อ ความศักดิ์สิทธิ์คล้ายคลึงกัน หัวนะโม
328 หัวนะโมความเชื่อที่ผสานกับเครื่องประดับในปัจจุบัน จากกระแสโด่งดังของ “หัวมะโม” ท าให้ได้รับความสนใจจากผู้คนมากมาย หัวนะโมจึงไม่ได้เป็น เพียงเม็ดเงินกลมๆ ที่มีเพียงตราหัวนะโมอีกต่อไป ขั้นตอนการท าหัวนะโมในปัจจุบันแตกต่างจากในอดีตอยู่พอสมควร ทั้งในเรื่องของโลหะเงินที่ น ามาใช้ตอกตราหัวนะโมก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อของผู้จัดท า โดยส่วนใหญ่ก็จะเป็นโลหะเงินทั่วไป ไม่ได้มี การใส่ปรอทเข้าไปในช่องว่างด้านใน ส่วนในเรื่องของพิธีกรรมก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อของแต่ละบุคคลอีก เช่นกัน บางคนนิยมหัวนะโมที่ผ่านพิธีปลุกเสกมาแล้ว แต่บางคนเชื่อว่าขอแค่เป็นหัวนะโมก็มีความ ศักดิ์สิทธิ์อยู่แล้ว ไม่จ าเป็นต้องผ่านพิธีปลุกเสกใดๆ หรือบางคนก็น าหัวนะโมที่ยังไม่ได้ปลุกเสกไป ร่วมงานร่วมพิธีกรรมทางศาสนาที่เคารพนับถือเพื่อเป็นการปลุกเสก “หัวนะโม” ถูกน าไปประกอบและผสมผสานเป็นเครื่องประดับมากมาย ขึ้นอยู่กับการออกแบบของ ผู้จัดท า ทั้งในส่วนเครื่องเงิน เครื่องทอง หรือเครื่องถม ไม่ว่าจะเป็นสร้อยข้อมือ สร้อยคอ แหวน หรือ แม้กระทั่งตุ้มหู ล้วนแล้วตามความชอบและความสะดวกใช้งานของแต่ละบุคคล และส าหรับเรื่องจ านวน หัวนะโมที่อยู่ในเครื่องประดับต่างๆ นั้น ไม่ได้มีความเชื่อเรื่องการระบุจ านวนที่แน่นอน ดังนั้น สามารถ ใช้จ านวนได้ตามเหมาะสม สร้อยคอและสร้อยข้อมือ “หัวนะโม”
329 แหวน “หัวนะโม”
330 เครื่องประดบัสกลุช่างสรุินทร ์ ลวดลายเครื่องเงินสกลุช่างสุรินทร์ 1. ประเกือม ประเกือม เป็นภาษาเขมร หมายถึง ปะค า เป็นค าเรียก เม็ดเงิน เม็ดทอง รูปทรงกลมที่น ามาร้อย เรียงกันเป็นเครื่องประดับคอ รูปแบบดั้งเดิมของประเกือมมี 13 แบบ คือ ถุงเงิน หมอน แปดเหลี่ยม หก เหลี่ยม กรวย แมงดา กระดุม โอ่ง มะเฟือง ตะโพน ฟักทอง จารย์ (ตะกรุด) มีขนาดต่างๆ กันตั้งแต่ 0.5 เซนติเมตร ถึง 2.5 – 3 เซนติเมตร แกะลวดลายที่เลียนแบบจากธรรมชาติรอบตัว เช่น ลายดอกบัว ลาย ตาราง ลายดอกพิกุล ลายดอกจันทร์ ประเกือม ปัจจุบันมีทั้งหมด 3 ประเภท ได้แก่ 1) ลวดลายพืชในวัฒนธรรมท้องถิ่น ได้แก่ ลายกลีบบัว ลายเม็ดมะยม ลายดอกพิกุล 2) ลวดลายจากเครื่องใช้ในการท ามาหากินคือ ลายร่างแห 3) ลวดลายแทนภาษาศักดิ์สิทธิ์ คือ ลายจารล ประเกือมลายดอกพิกุล ประเกือมลายดอกพิกุล