81 เจดีย์วัดถ ้าสิงขร จ. สุราษฎร์ธานี เจดีย์วัดถ ้าสิงขร จ. สุราษฎร์ธานี ฐานอาคารวัดหลง อ าเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
82 2. ประติมากรรม ประติมากรรม เป็นประติมากรรมเนื่องในพุทธศาสนามหายานเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะรูป พระพุทธรูป พระโพธิสัตว์ ส่วนที่เป็นเทวรูปในศาสนาฮินดูนั้นมีอยู่บ้าง โบราณวัตถุเหล่านี้ ได้รับอิทธิพล จากศิลปะอินเดียแบบคุปตะ หลังคุปตะ และปาละ - เสนะ ตามล าดับ ส่วนมากสลักด้วยศิลาหรือหล่อด้วย ส าริด มีลักษณะร่วมที่คล้ายคลึง กับศิลปะชวาภาคกลาง พระพทุธรปูสมยัศรีวิชยั ( ระหว่าง พ.ศ. 1200 -1700) พระพุทธรูปสมัยนี้ เป็นแบบอย่างฝีมือช่างของอาณาจักรศรีวิชัย ซึ่งราชธานีอยู่ในเกาะสุมาตรา ข้างทิศประจิมของเมืองปาเล็มบังในบัดนี้ แผ่อาณาเขตไปจนเกาะชวาและมาในแหลมมลายูของไทย มี เมืองนครศรีธรรมราชและไชยาเป็นต้น ศิลปวิทยาของช่างกรุงศรีวิชัย จึงได้แพร่หลายมาถึงปักษ์ใต้ของ ประเทศสยาม ศิลปของกรุงศรีวิชัยนี้เดิมทีเดียวก็ได้รับมาจากชาวอินเดียเหมือนกันกับพวกกรุงทวารวดี แต่จะรับมาเมื่อไรได้แต่สันนิษฐาน เห็นจะเป็นคราวเดียวกับที่พวกอินเดียฝ่ายใต้ไปตั้งเมืองจัมปานคร ซึ่งเรามักเรียกกันว่าเมืองจาม อยู่ริมทะเลในแดนญวนข้างใต้เมืองเว้บัดนี้ เพราะของโบราณยุคนี้เป็นต้น ว่า รูปจ าหลักหรือลวดลาย หรือแบบอย่างการท าเจดีย์วัตถุทั้งที่ในชวา ในเมืองไทย และที่เมืองจาม แบบอย่างละม้ายคล้ายกันมาก คงจะเป็นสกุลช่างอันเดียวกันเป็นแน่ ลกัษณะพระพทุธรปูสมยัศรีวิชยั เกตุมาลาเป็นต่อมสั้นคล้ายสมัยทวารวดีแต่ขมวดพระเกศเล็กละเอียดกว่าสมัยทวารวดี โดยมากมีไรพระศก แต่ถ้าไม่มีไรพระศกมักมีอุณาโลมในระหว่างพระโขนง และมีใบโพธิ์ติดที่พระเกตุ มาลา พระนลาตเรียบ พระโขนงโก่ง พระพักตร์แบนเหมือนสมัยทวารวดี แต่พระหนุไม่ป้านเหมือนสมัย ทวารวดี พระโอษฐ์ไม่แบะ สังฆาฏิยาวลงมาใต้พระถัน บัวรองฐานกลีบใหญ่ มีส่วนกว้างมากกว่าของ สมัยทวารวดี กับมีกลีบเล็กแซมตั้งแต่ 1 ถึง 3 กลีบ เกสรละเอียด พระหัตถ์และพระบาทมักท าได้ส่วนกับ พระองค์ ไม่ใหญ่เหมือนของสมัยทวารวดี ถ้าเป็นพระนั่งโดยมากมีเรือนแก้วด้วย แต่ต่างกับของสมัย ทวารวดีซึ่งมักท าเป็นเก้าอี้ สมัยนี้มักท าเป็นรูปใบโพธิ์และมียอดเป็นฉัตร ถ้าเป็นพระยืนบางทีไม่มีชาย จีวรเลย ที่มี ๒ ข้างและข้างเดียวเหมือนสมัยทวารวดีก็มี พระพุทธรูปสมัยนี้มีน้อย มีพระโพธิสัตว์เป็นจ านวนมาก เพราะเป็นคติมหายานซึ่งนับ ถือพระโพธิสัตว์เป็นส าคัญ มักได้พบทางปักษ์ใต้ มีจังหวัดสุราษฎร์ นครศรีธรรมราช และสงขลา เป็นต้น ทางเหนือเคยได้พบบ้างในจังหวัดมหาสารคาม แต่เป็นของขนาดเล็กซึ่งบางทีอาจเป็นเพราะมีผู้พาเอาไป ไว้ภายหลังก็เป็นได้ เท่าที่ได้พบมาแล้วมี 6 ปางคือ
83 1. ปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร ท าด้วยโลหะ 2. ปางลีลา ท าด้วยโลหะ 3. ปางเสด็จลงจากดาวดึงส์ ท าด้วยโลหะ 4. ปางโปรดสัตว์ ท าด้วยโลหะ 5. ปางประทานอภัย ท าด้วยโลหะ 6. ปางนาคปรก ท าด้วยโลหะ ที่เป็นปางสมาธิ ปางมหาปาฏิหาริย์ และปางเทศนา มีพบแต่ที่ท าเป็นพระพิมพ์ ประติมากรรม อิทธิพลทางศิลปะอินเดียสมยัปาละเสนะ ประติมากรรม พระพุทธรูปศิลา 8 ปาง
84 พระศิวะและพระแม่อุมาเทวีที่ถ ้าเอลโลรา (Ellora) เมืองออรังกบาด รัฐมหาราษฎร์ งานประติมากรรมที่ถ ้าเอลโลรา (Ellora) เมืองออรังกบาด รัฐมหาราษฎร์
85 ถ ้าเอเลแฟนต้า (Elephanta) เป็นนครแห่งถ ้าบนเกาะในทะเลโอมานติดกับบอมเบย์ ประกอบด้วยศิลปะหินเชื่อมโยงกับการบูชาศิวะ ศิลปะอินเดียที่มีความสมบูรณ์มากที่สุด พระพทุธรปูสมยัศรีวิชยั( ระหว่าง พ.ศ. 1200 - 1700 ) พระพุทธรูปสมัยนี้ เป็นแบบอย่างฝีมือช่างของอาณาจักรศรีวิชัย ซึ่งราชธานีอยู่ในเกาะสุมาตรา ข้างทิศประจิมของเมืองปาเล็มบังในบัดนี้ แผ่อาณาเขตไปจนเกาะชวาและมาในแหลมมลายูของไทย มี เมืองนครศรีธรรมราชและไชยาเป็นต้น ศิลปวิทยาของช่างกรุงศรีวิชัย จึงได้แพร่หลายมาถึงปักษ์ใต้ของ ประเทศสยาม ศิลปของกรุงศรีวิชัยนี้เดิมทีเดียวก็ได้รับมาจากชาวอินเดียเหมือนกันกับพวกกรุงทวารวดี แต่จะรับมาเมื่อไรได้แต่สันนิษฐาน เห็นจะเป็นคราวเดียวกับที่พวกอินเดียฝ่ายใต้ไปตั้งเมืองจัมปานคร ซึ่งเรามักเรียกกันว่าเมืองจาม อยู่ริมทะเลในแดนญวนข้างใต้เมืองเว้บัดนี้ เพราะของโบราณยุคนี้เป็นต้น ว่า รูปจ าหลักหรือลวดลาย หรือแบบอย่างการท าเจดีย์วัตถุทั้งที่ในชวา ในเมืองไทย และที่เมืองจาม แบบอย่างละม้ายคล้ายกันมาก คงจะเป็นสกุลช่างอันเดียวกันเป็นแน่
86 ลกัษณะพระพทุธรปูสมยัศรีวิชยั ลักษณะประติมากรรมแบบศรีวิชัย จะแสดงสัดส่วนเหมือนมนุษย์ธรรมดาพระหัตถ์และพระบาท สมส่วนกับพระวรกาย พระพักตร์คมเข้ม พระเกศาหวีเกล้าเป็นมวยทรงสูงแล้วปล่อยให้ชายผมสยายลง มาบนพระปฤษฎางค์ (ชฎามงกุฎ) พระองค์ทรงศิราภรณ์ พระขนงโค้งเรียบ พระเนตรเหลือบมองต ่า หางพระเนตรยาว พระนาสิก โด่ง พระโอษฐ์ยิ้มเป็นรูปกระจับ พระหนุเป็นปม มีทั้งประทับยืนตริภังค์หรือเอียงสะโพก ประทับยืนสม ภังค์หรือยืนตรง พระทับนั่งขัดสมาธิเพชร ประทับนั่งในท่าลลิตาสนะ คือบางพระบาทข้างหนึ่งห้อยลงมา อีกพระบาทพับอยู่บนพระแท่น ทรงผ้าทรงยาวบางแนบพระองค์ไม่ทรงฉลองพระองค์ประดับเครื่องทรง ตามแบบอินเดีย เช่น กรองศอ พาหุรัด สายธุร าปวีต ภาพแกะสลักนางหาริตี พุทธสถานฝ่ายมหายาน เกาะชวา อินโดเซีย พุทธศตวรรษที่ 14
87 ภาพแกะสลักพระพุทธเจ้าเสด็จข้ามแม่น ้าเนรัญชรา ภาพแกะสลักคัณฑวยุหสูตร
88 พระพุทธรูปประธานของจันทิเมนดุต พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรภายในจันทิเมนดุต3. ประณีตศิลป์
89 พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรปัทมปาณี พบที่อ าเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 กร พบที่ Kurkihor ทางตะวันออกของอินเดีย
90 พระพุทธรูปนาคปรก ปางมารวิชัย ส าริด สูง 1.65 เมตร พบที่วัดเวียง อ าเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี พระนางจุนฑาประทับขัดสมาธิเพชร (วัชราสนะ) บนปัทมาสน์ เบื้องหลังมีประภาลีสีทอง ศิลปะศรีวิชัย
91 พระโพธิสัตว์ปัทมปาณิ ส าริด พระเศียรพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ส าริด
92 พระพุทธรูปสมัยศรีวิชัย
93 พระพิมพ์ปางสมาธิ ศิลปะศรีวิชัย เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จัดแสดง พิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ พระพิมพ์ปางสมาธิ ศิลปะศรีวิชัย ขนาบข้างด้วยพระโพธิ์สัตว์
94 พระพิมพ์ภาพพระพุทธเจ้าและพระโพธิ์สัตว์ในวิมาน พระพิมพ์รูปพระโพธิสัตว์
95 เครื่องประดบัศิลปะศรีวิชยั 3. ประณีตศิลป์ ประณีตศิลป์ จากการติดต่อค้าขายกับต่างชาติท าให้พบหลักฐานส าคัญ คือ ลูกปัดแก้ว มีตาจาก ตะวันตก ซึ่งเป็นลูกปัดโรมัน และแหวนตรารูปแบบต่าง ๆ เป็นจ านวนมากตามแหล่งโบราณคดีส าคัญ เช่น อ าเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ อ าเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ในภายหลังจึงสามารถผลิตลูกปัดได้ เอง ดังได้พบแหล่งผลิตลูกปัดส าคัญที่ควนลูกปัด อ าเภอคลองท่อม ซึ่งลูกปัดนี้ นับเป็นเครื่องประดับ ส าคัญที่ใช้สืบเนื่องมา พบเห็นได้ชัดในรูปแบบการแต่งกายของพระโพธิสัตว์ และอาจรวมถึงใช้เป็น เครื่องแต่งกายของโนรา ตราประทับ หินคาร์เนเลียนสีส้ม อักษรพราทมี ภาษาสันสกฤต ตราประทับดินเผา สีน ้าตาลด า ด้านหลังเป็นแท่งปลายแหลม ส าหรับจับ ด้านหน้าเป็นรูปศรีวัตสะ
96 ลูกปัดหินสีต่างๆ รูปสัตว์ พบที่ ควนลูกปัด อ าเภอคลองท่อง จังหวัดกระบี่ ลูกปัดตา พบที่ แหล่งโบราณคดีแหลมโพธิ์-ป่ายาง อ าเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
97 ลูกปัดแก้วทรงกระบอกสีส้ม เขียว แดง และน ้าเงิน เป็นลูกปัดที่มีขนาดเล็กมากและมีขนาดที่แตกต่างกัน ลูกปัดรูปแบบนี้นิยมเรียนว่า “ลูกปัดแบบอินโด-แปซิฟิค (Indo-Pacific Beads)” จัดแสดง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลางภูเก็ต
98 ลูกปัดแก้วขนาดเล็กเหล่านี้ท าด้วยวิธีการน าแก้วมาหลอมโดยใช้ความร้อน จากนั้นจึงน ามาดึงยืดเป็น เส้นและตัดทีละลูกจึงท าให้ลูกปัดมีขนาดที่ต่างกัน ลูกปัดหินสีต่างๆ อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 6-11
99 ลูกปัดแก้วรูปใบหน้าบุคคล อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 6-11 ชิ้นส่วนลูกปัดแก้วโมเสกลายต่างๆ อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 6-11 พบที่ พุมเรียง อ าเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
100 ลูกปัดหินและลูกปัดแก้ว พระพิมพ์ดินดิบแบบศรีวิชัย ว้สดุดินดิบ ด้านหลังประทับจารึกคาถา "เย ธมฺมา" จัดแสดง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา
101 ภาชนะดินเผาแบบศรีวิชยั ลักษณะเครื่องปั้นดินเผาศรีวิชัย เครื่องปั้นดินเผาพื้นเมืองที่พบในภาคใต้ มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๘ กรมศิลปากรได้ขุด ค้นแหล่งเตาเผาที่ส าคัญ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๑ ที่บริเวณคลองปะโอ บ้านปะโอ ต าบลม่วงงาม และที่ต าบลวัด ขนุน กิ่งอ าเภอสิงหนคร จังหวัด สงขลา ซึ่งพบว่ามีแหล่งเตาเผาหลายแห่ง คือ เตา หม้อ ๑ เตาหม้อ ๒ เตาหม้อ ๓ เตาโคกหม้อ และเตาโคกไฟ นอกจากนี้ยังพบเครื่องปั้นดินเผา แบบอื่นๆ ในแถบสทิงพระ แต่ไม่พบเตาเผา อาจ เป็นไปได้ว่าน่าจะใช้วิธีเผากลางแจง ด้วยเป็น ภาชนะเนื้อดินเผาธรรมดาที่ไม่ ต้องการความร้อน สูงนัก เครื่องปั้นดินเผาจากบ้านปะโอ มีผลิตภัณฑ์ ที่ส าคัญ คือ คนที (หม้อน ้า) และ หม้อมีเชิง ผลิตภัณฑ์จากเตาเผานี้ได้ส่งไปขายในเมืองส าคัญ ต่างๆ ในภาคใต้ของไทย โดยพบทั้งที่ อ าเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่อ าเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่อ าเภอเขาชัยสน จังหวัด พัทลุง ลักษณะของเครื่องปั้นดินเผาศรีวิชัยแบ่งตามลักษณะเนื้อดินปั้นออกเป็น ๒ ชนิด คือ ชนิดหนึ่ง เป็นภาชนะที่มีเนื้อดินเผาหยาบหนา มีสีแดง สีเทา และสีเหลือง มีการตกแต่งภาชนะด้วยเทคนิคต่างๆ เช่น การปั้นติด การขูดขีด การขุด การกด และการเขียนสี เครื่องปั้นดินเผาชนิดนี้จะเป็นภาชนะที่ใช้สอย ในชีวิตประจ าวัน เช่น หม้อ จาน ชาม พาน และคนที ส่วนอีกชนิดหนึ่ง เป็นภาชนะที่มีเนื้อดินปั้นขาว บางละเอียดสวยงาม ที่ พบมากคือ คนที หม้อมีเชิงและหม้อก้นกลม คนทีนั้น รูปกลม คอกว้างสูง ปากมี ขอบผายกว้าง พวยยาวตรงเฉียงขึ้น รอบคอส่วนล่างหรือไหล่มีเส้นนูนรอบ เชิงที่ก้นหม้อมีทั้งเชิงเตี้ย และเชิงสูง ที่ปลายเชิงผายกว้างขอบเชิงเป็นเส้นนูน บางใบ คอคอดเล็กสูงขอบปากผายกว้าง ปากพวย คนทีมี ทั้งเรียบและตกแต่งเป็นเหลี่ยม มีเดือยโดยรอบ และบางใบรอบไหล่มีการตกแต่งด้วยเส้นสีแดง ๒-๓ เส้น บางทีมีแถวรอยจุดอยู่ระหว่างแนวเส้นสีแดง ซึ่งภาชนะชนิดนี้นับว่า เป็นเอกลักษณ์พิเศษของ เครื่องปั้นดินเผาศรีวิชัย ภาชนะเหล่านี้ พบมากที่บริเวณวัดสวนหลวง (ร้าง) ต าบลศาลามีชัย อ าเภอ เมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ปัจจุบันอยู่ข้างบริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินครศรีธรรมราช และที่ อ าเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา
102 ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาลวดลายดอกไม้ 8 กลีบ และลายเครือเถาโดยมีการตกแต่งอย่างประณีต ด้วยเทคนิคกดประทับในช่องสี่เหลี่ยมขุดค้นแหล่งโบราณคดีเขาพระนารายณ์หรือเขาศรีวิชัย อ าเภอ พุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี น่าจะเป็นคนโทหรือหม้อน ้า ที่ใช้ในพิธีกรรม หม้อดินเผา คนทีดินเผา
103 กุณฑี พบจากการขุดค้นที่เมืองพระเวียง อ าเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช “สถูป” มีพัฒนาการมาจากเนินดินฝังศพหรือสิ่งก่อสร้างเพื่อบรรจุอัฐิธาตุของบุคคลส าคัญ เพื่อบรรจุพระ บรมสารีริกธาตุและเพื่อเป็นสถานที่ให้ชาวพุทธได้สักการบูชา จัดแสดง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา
104 ตุ้มหูทองค าชิ้นนี้ ก าหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 13 – 15 หรือประมาณ 1,100 – 1,300 ปีมาแล้ว เป็น โบราณวัตถุชิ้นพิเศษที่มีความโดดเด่น เนื่องจากผลิตด้วยทองค าซึ่งถือเป็นโลหะมีค่า แสดงถึง เทคนิค การผลิตที่ประณีตกว่าตุ้มหูรูปแบบเดียวกันชิ้นอื่นๆ อันบ่งบอกถึงฝีมือและภูมิปัญญาของช่าง
105 ความเสื่อมของศรีวิชยั ศรีวิชัยนั้นเกิดขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13-18 อันเป็นผลจากการเป็นคนกลางในการค้าขาย และการยอมรับระบบบรรณาการของจีน ดังนั้นเมื่อจีนเปลี่ยนนโยบายการค้า โดยแทนที่จะค้าขายผ่าน คนกลางเหมือนแต่ก่อนก็ส่งเสริมให้ส าเภาจีนแล่นไปค้าขายกับบ้านเมืองต่างๆ โดยตรง ตั้งแต่พุทธ ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา ท าให้อ านาจทางการค้าผ่านช่องแคบมะละกาของศรีวิชัยซบเซาลง ในขณะที่ บานเมืองชายฝั่ง ทะเลในคาบสมุทรและภาคพื้นทวีปของไทยได้พัฒนาขึ้น โดยหันมามีความสัมพันธ์กับ ลังกา หรือศรีลังกา รับวัฒนธรรมแบบใหม่ เป็นวัฒนธรรมที่มีฐานความเชื่อ พุทธศาสนาเถรวาท มีชุมชน บ้านเมืองที่ขยายใหญ่ขึ้น เช่นนครศรีธรรมราช และในที่สุดก็หันกลับมาใช้เส้นทางข้ามคาบสมุทรใน บริบทใหม่ ในขณะที่พื้นที่คาบสมุทรตอนล่าง ตลอดไปจนถึงหมู่เกาะน้อยใหญ่ ได้รับวัฒนธรรมศาสนา อิสลามมาแทนที่ ศรีวิชัยในภาพรวมซึ่งเคยเป็นรัฐในคาบสมุทรและหมู่เกาะทะเลใต้ จึงมีความแตกต่างทาง วัฒนธรรมอย่างชัดเจน ในที่สุดวัฒนธรรมศรีวิชัยอันเป็นวัฒนธรรมที่มีพื้นฐานจากลัทธิความเชื่อพุทธ ศาสนามหายาน จึงได้สูญสลายลงและถูกแทนที่ด้วยวัฒนธรรมแบบมุสลิม และพุทธศาสนาเถรวาท สรุป บนคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทยทุกวันนี้ เป็นดินแดนที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่ง ของประเทศมาแต่โบราณ มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่แสดงถึงความสัมพันธ์กับ ดินแดนข้างเคียงทั้งในระยะใกล้และไกลมีพัฒนาการทางวัฒนธรรมโดดเด่นมาตั้งแต่สมัยก่อน ประวัติศาสตร์ และพัฒนาเข้าสู่ประวัติศาสตร์ยุคแรกเริ่ม ในชื่อ วัฒนธรรมศรีวิชัย โดยมีความสัมพันธ์ อย่างใกล้ชิดกับบ้านเมืองในคาบสมุทรมลายูตอนใต้ และหมู่เกาะทะเลใต้ ศรีวิชัยนั้น มีความส าคัญในฐานะศูนย์กลางของการติดต่อสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในยุคแรกเริ่ม ประวัติศาสตร์ จากสภาพทางภูมิศาสตร์ที่เอื้ออ านวยต่อการค้าขายทางทะเล ท าให้เห็นพลวัตร ความ เคลื่อนไหว และความสัมพันธ์กับกลุ่ม อารยธรรมต่างๆ ที่มีบทบาทในการสร้างระบบเศรษฐกิจยุคโบราณ ในลักษณะเครือข่ายการค้าทางทะเล ส่งผลให้มีการแลก รับ และปรับเปลี่ยน ลักษณะทาง วัฒนธรรม จากชุมชนในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์ โดยมีพื้นฐานด้าน ความเชื่อมาจาก วัฒนธรรมอินเดียภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แถบรัฐเบงกอล เป็นรูปแบบวัฒนธรรมที่มี พื้นฐานความเชื่อทางพุทธศาสนามหายาน ส่วนด้านเทคโนโลยีนั้นมีทั้งที่ได้รับจากเวียดนาม จีน อินเดีย และโรมันด้วยลักษณะที่เป็นจุดกึ่งกลางระหว่าง 2 มหาสมุทร จึงเป็นจุดนัดพบระหว่างวัฒนธรรม ตะวันตกและตะวันออกด้วย
106 แผนการจัดการเรียนรู้มุ่งเน้นสมรรถนะ หน่วยที่1 วิชา ประวัติศาสตร์เครื่องประดับไทย รหัสวิชา 30215-2306 สอนครั้งที่ 4 ชั่วโมงรวม 15 ชื่อหน่วยการเรียนรู้ประวัติศาสตร์เครื่องประดับยุคก่อนประวัติศาสตร์ เรื่อง ประวัติศาสตร์เครื่องประดับยุคลพบุรี จ านวนชั่วโมง 2 สัปดาห์ที่ 1-5 เรื่อง กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อ/เครื่องมือ การประเมิน เวลา เกณฑ์ การ ประเมิน 4.ประวัติ ศาสตร์ เครื่องประ ดับยุค ลพบุรี 4.1 น าเข้าสู่บทเรียนสอบถามประสบการณ์ความรู้เกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์ยุคลพบุรีที่นักศึกษาได้ผ่านการเรียนรู้ หรือเคยมีประสบการณ์ 4.2 ทดสอบความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และ เครื่องประดับยุคลพบุรี 4.3 อธิบายความเป็นมาของเมืองทวารวดีมาและเขตพื้นที่ ยุคลพบุรีที่ปรากฎหลักฐานในเขตพื้นที่ในประทศไทย 4.4 อธิบายลักษณะเอกลักษณ์งานศิลปะวัตถุยุคลพบุรี 4.5 อธิบายลักษณะเอกลักษณ์รูปแบบงานเครื่องประดับ ยุคลพบุรี 4.6 ทบทวนความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์เครื่องประดับยุค ลพบุรีที่นักศึกษาเข้าใจ 4.7 ให้นักศึกษาตอบค าถามลักษณะเครื่องประดับในยุค ลพบุรี 4.8 สรุปความรู้ในการเรียนเรื่องประวัติศาสตร์ เครื่องประดับยุคลพบุรี การซักถาม แบบทดสอบก่อน เรียน ใบความรู้/Power piont ใบความรู้/Power piont ใบความรู้/Power piont บรรยาย/อภิปราย ตอบค าถาม/ อภิปราย บรรยาย 10 นาที 10 นาที 10 นาที 30 นาที 30 นาที 10 นาที 10 นาที 10 นาที
107 การประเมินผลสมัฤทธ์ิทางการเรียนเรื่อง ประวัติศาสตร์เครื่องประดับยุคลพบุรี ในการประเมิน ความรู้นักศึกษาต้องตอบค าถามถูกต้องอย่างน้อย 6 ข้อ จากข้อสอบทั้งหมด10 ข้อ ข้อสอบประเมิน ความรู้ สอบ ประเมิน ความรู้ คะแนนผ่าน เกณฑ์ค่า ระดับ คะแนนร้อย ละ 60
108 ศิลปะลพบุรี ภมูิหลงัและพฒันาการวฒันธรรมลพบุรี ศิลปะลพบุรี คือศิลปะในพุทธศตวรรษที่ 16–18 ทางภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวัน ออก เฉียงเหนือของประเทศไทย มีศิลปกรรม ประติมากรรมและสถาปัตยกรรมแบบหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกับ ศิลปะสถาปัตยกรรมของขอม ศิลปะสกุลช่างลพบุรีเป็นศิลปะที่เกี่ยวเนื่องในศาสนาพุทธ ศาสนา พราหมณ์ โดยเฉพาะศาสนาพุทธแบบลัทธิมหายาน ศิลปะสมัยนี้ส่วนมากเป็นภาพจ าหลักด้วยศิลาและ สัมฤทธิ์ โดยเฉพาะการปั้นหล่อสัมฤทธิ์มีความเจริญมาก ท่วงท านองในการปั้นหุ่นมีความช านาญยิ่งท า ให้กิริยาท่าทางไม่แข็งกร้าวแบบศิลปะขอมในประเทศกัมพูชา ชื่อเรียก ศิลปะลพบุรี ชื่อเรียก ศิลปะลพบุรี มีหลักฐานว่าเกิดขึ้นครั้งแรก ๆ โดยการค้นคว้าของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์ เธอ กรมพระยาด ารงราชานุภาพ ในพระนิพนธ์เมื่อปี พ.ศ. 2469 ในหนังสือ ต านานพระพุทธเจดีย์ และ หนังสือ โบราณวัตถุในพิพิธภัณฑสถานส าหรับพระนคร โดยศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ ซึ่งพิมพ์ในปี พ.ศ. 2471 ก็ปรากฏในหนังสือโดยสรุปนิยามอย่างกว้าง ๆ ต่อมาราว พ.ศ. 2510 ศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงใช้ชื่อเรียกนี้เพื่ออธิบายว่า "หมายถึงโบราณวัตถุสถานขอมที่ค้นพบในประเทศไทย รวมทั้งโบราณวัตถุสถาน ที่ท า ขึ้นในประเทศ ไทย แต่ท าเลียนแบบศิลปะขอมในประเทศกัมพูชา ฉะนั้น ศิลปะสมัยลพบุรีในที่นี้จึงมีทั้งที่เป็นแบบขอม อย่างแท้จริง และที่ท าขึ้นเลียนแบบขอมอันมีลักษณะของตนเองผิดแปลกออกไปบ้าง เหตุผลการเรียกว่า ศิลปะลพบุรี คือ ประการแรก เมืองลพบุรีซึ่งเป็นเมืองส าคัญมาก่อนการเกิด กรุงศรีอยุธยาและมีหลักฐานโบราณวัตถุสถานแบบขอม/เขมรมากมาย ประการสอง เมืองลพบุรีถูกหยิบ ยืมมาใช้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมแบบก่อนสยามที่ไม่ต้องการให้เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอื่น ใด ประการที่สาม เป็นเพราะภัยคุกคามของอาณานิคมฝรั่งเศสที่มีอ านาจยึดครองอินโดจีนเอาไว้ได้ใน ขณะนั้น นอกจากนั้นยังมีเสนอชื่อหรือค าเรียกใหม่อยู่บ่อยครั้งไม่ว่าจะเป็น ศิลปะเขมร, ศิลปะขอม/เขมร (ที่ พบ) ในประเทศไทย, ศิลปะร่วมแบบเขมรในประเทศไทย, สมัยอิทธิพลเขมร, ศิลปะที่มีแม่แบบจากเมือง พระนคร และศิลปะในลัทธิวัชรยานจากกัมพูชา เป็นต้น
109 ศาสนาในอาณาจักรเขมรโบราณ • ศาสนาพราหมณ์แบบไศวนิกาย และไวษณพนิกาย • ศาสนาพุทธแบบเถรวาท และมหายาน • พิธีเทวราชา คือ พิธีของกษัตริย์ • ความเชื่ออื่นๆ เช่น การเบิกพรหมจารี มีบันทึกของชาวจีน ชื่อจูตะกวน บันทึกว่ามี ประเพณีรื่นเริงทั้งหมู่บ้าน ส าหรับเด็กผู้หญิงที่บ้านมีฐานะร ่ารวย อายุ 8 –9 ปี ถ้ายากจนก็ 12 ปี ผู้ปกครองจะเชิญพระภิกษุหรือนักพรต มาที่บ้านมาท าพิธีเบิกพรมจาร ประวตัิความสมัพนัธร์ะหว่างกมัพชูากบัไทย • มีการติดต่อกันแล้วตั้งแต่สมัยก่อนเมืองพระนครจนถึงสมัยเมืองพระนคร แสดงว่าดินแดน ประเทศไทยเป็นดินแดนที่มีวัฒนธรรมกับประเทศกัมพูชา • ระยะแรกหลักฐานความสัมพันธ์จะกระจายตัวเฉพาะบริเวณจังหวัดที่ติดกับประเทศกัมพูชาเช่น บุรีรัมย์ นครราชสีมา ต่อมาจึงขยายตัวเข้าไปตอนในของประเทศไทย จนระยะสุดท้ายขึ้นไปจนถึงสุโขทัย ราชบุรี เพชรบุรี • พบจารึกของกษัตริย์เขมรเกือบทุกพระองค์ในดินแดนไทยที่ส าคัญ ได้แก่ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 มีการพบบันทึกของท่านที่จังหวัดลพบุรี และ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มหาราชองค์สุดท้ายของกัมพูชามีการ แพร่อ านาจที่กว้างไกลที่สุด ศาสนสถานส่วนใหญ่ที่สรางในช่วงนี้เป็นศิลาแลงทั้งหมด • แต่ละภูมิภาคของไทยได้ค้นพบหลักฐานความสัมพันธ์กับเขมรที่แตกต่างกันออกไป • หลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลจากเขมร ได้แก่ ปราสาทหิน (หรืออิฐ) ปราสาทหมายถึง อาคารที่ซ้อนขึ้นไปเป็นชั้นๆ ไม่ได้หมายถึงที่ประทับของกษัตริย์ , บาราย ,ก าแพงเมืองรูปสี่เหลี่ยม
110 ศิลปวัฒนธรรมลพบุรี การแต่งกายสมัยลพบุรี (ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 16-19) “เมืองลวปุระหรือละโว้หรือลพบุรี” เคยเป็นเมืองส าคัญมาแต่สมัยรัฐทวารวดีเมื่อครั้ง อ านาจของรัฐ ทวารวดีในดินแดนภาคกลางของประเทศไทยเสื่อมลงไปแล้ว ละโว้จึงได้ปรับเปลี่ยน คตินิยมไปเป็นแบบ ขอม ดังนั้น ศิลปะลพบุรีได้รับ รูปแบบมาจากศิลปะของขอมเป็นส่วนใหญ่ รูปหล่อส าริดที่มีอยู่เป็น จ านวนมากสะท้อนให้เห็นถึง การแต่งกายของชาวลพบุรีที่รับเอาวัฒนธรรมมาจากขอม ลักษณะการ แต่งกายสมัยลพบุรีโดยทั่วไปมีลักษณะดังนี้ ลกัษณะการแต่งกายของผ้หู ญิง ผมแสกกลาง ตอนบนมุ่นเป็นมวย ปักด้วยปิ่นยอดแหลม เครื่องประดับ สวมก าไลต้นแขน ข้อมือทั้ง 2 มีปิ่น เข็มขัดมีลวดลาย สวมเทริดที่ ศีรษะมีกรองคอ ท าลวดลายเป็นแผ่นใหญ่ ตุ้มหูท าเป็นหัวเป็ดคว ่า เครื่องแต่งกาย ไม่สวมเสื้อ นุ่งผ้าให้ชายซ้อนกันตรงหน้า แล้วปล่อยชายออก 2 ข้าง เป็นปลี บาง ทีปล่อยชายยาวลงถึงสะโพกทั้งขวาและซ้าย เป็นชายไหว คาดเข็มขัด ปลายท าเป็น พู่คล้ายกรวย เชิงห้อยเรียงเป็นแถว ไม่สวมรองเท้า การแต่งกายของหญิง สมัยลพบุรี
111 ลักษณะการแต่งกายของผู้ชาย ผม เกล้าผมเหนือศีรษะ เครื่องประดับ คาดเข็มขัดหัวเข็มขัดผูกเป็นปมเงื่อนแบบสอดสร้อย ใส่ตุ้มหู กรองคอ เป็นเส้น เกลี้ยง ซ้อนกัน 2 ชั้น ตรงกลางท าเป็นลวดลายดอกไม้เม็ดกลม ๆ ซ้อนกัน สวมก าไลต้นแขน ข้อมือ และเท้า เครื่องแต่งกาย นุ่งผ้าถุงสูง ขวาทับซ้ายแล้วทิ้งชายเป็นกาบใหญ่ คาดเข็มขัด นุ่งสั้น เหนือเข่าทิ้ง ชายพกออกมา ข้าหน้าเป็นแผ่นใหญ่ ไม่สวมรองเท้า การแต่งกายชาย สมัยลพบุรี
112 ศิลปกรรมแบบลพบุรี สถาปัตยกรรม สถาปัตยกรรมสร้างด้วยอิฐและหิน มีทั้งที่สร้างในศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธ ลักษณะ สถาปัตยกรรมเป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมมียอดเป็นชั้น ๆ ซ้อนกันขึ้นไปจนแหลมมนที่มุมของอาคารนี้จะย่อ มุม ท าเป็นลดมุมแบบย่อเหลี่ยมลักษณะเช่นนี้เรียกว่า ปรางค์ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากสถาปัตยกรรม อินเดียที่เรียกว่า ศิขร การตกแต่งสถาปัตยกรรมไม่นิยมพื้นที่ว่าง มักตกแต่งลวดลายดอกไม้ ใบไม้และลายประดิษฐ์ ตามส่วนต่าง ๆ ของอาคาร ผังอาคารเป็นแบบง่าย ๆ แบบกากบาท มักมีการสร้างระเบียงคดล้อมรอบ สถาปัตยกรรมนี้ใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปพระโพธิสัตว์ พระพุทธรูปนิยมสร้างเป็น 3 องค์ อัน หมายถึงธรรมกาย ได้แก่พระธรรม สัมโภคกาย และนิรมาณกาย พุทธสถานที่ส าคัญมักจะสร้างในพุทธศตวรรษที่ 17–18 เช่นปราสาทหินพิมาย ปราสาทหินพนม วัน วัดพระพายหลวง พระปรางค์สามยอด ปราสาทหินก าแพงแลง และปราสาทเมืองสิงห์ แผนผังของสถาปัตยกรรมในศิลปะลพบุรีได้กลายเป็นต้นแบบการวางแผนผังวัดในสมัยสุโขทัย และอยุธยา ที่เห็นได้ชัดเจนคือแผนผังของกลุ่มวัดขนาดใหญ่ในสมัยอยุธยาตอนต้น สถาปัตยกรรม : วัสดุ 1. อิฐ 2. หินทราย ได้จากแหล่งตัดหิน 3. ศิลาแลง ขุดได้จากดินที่มีสายแร่ 4. ไม้
113 ประเภทของปราสาท - ปราสาทเพื่อประดิษฐานเทวราชา สังเกตได้จากต้องมีฐานเป็นชั้น ๆ แบบขั้นบันไดผู้สร้างต้อง เป็นกษัตริย์เท่านั้น พบในประเทศกัมพูชาไม้พบในประเทศไทย ประดิษฐานเทวราชา หรือรูปเคารพ มี ทางเข้าทิศตะวันออก คนทั่วไปเข้าไปไม่ได้ต้องเป็นพราหมณ์ ถือว่าเป็นที่ประทับของเทพเจ้า เสาจะท า แบบเสาติดผนัง - ปราสาทเพื่อถวายบรรพบุรุษ กษัตริย์เท่านั้นที่สร้างให้บรรพบุรุษที่เสียชีวิตไปแล้ว - ปราสาทประจ าชุมชน ความเหมือน-ความต่างระหว่างเทวาลัยกับพุทธสถาน • เกือบทุกยุคจะสร้างเทวาลัยมากกว่ายกเว้นสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่7 (บายน) • อิทธิพลจากเทวาลัยจะมีต่อพุทธสถาน ทั้งรูปทรงลวดลายประดับตกแต่ง • เทวาลัยอุทิศถวายพระศิวะ หรือ ตรีมูรติเป็นส่วนใหญ่แต่พุทธสถานอุทิศถวายพระพุทธเจ้า • พุทธสถานอาจมีภาพสลัก หรือรูปเคารพของเทพในศาสนาพราหมณ์ แต่เทวาลัยไม่มีเรื่องราว ของ พุทธศาสนา ปราสาทภูมิโปน ที่ตั้ง : บ้านภูมิโปน ต าบลดม อ าเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์
114 เทวสถานปรางค์แขก ที่ตั้ง : ต าบลท่าหิน อ าเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ปราสาทหินเมืองตา ่ ปราสาทหินเมืองต ่า ปราสาทหินเมืองต ่าเป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดู ศิลปะขอมโบราณ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 16-17 มีลักษณะเป็นกลุ่มปราสาทอิฐ 5 องค์ ตั้งอยู่บนศิลาแลง อันเดียวกันเรียงเป็น 2 แถวตามแนวทิศเหนือใต้แถวหน้า 3 องค์ องค์กลางมีขนาดใหญ่กว่าปรางค์อื่น ส่วนแถวหลังมีปรางค์อิฐจ านวน 2 องค์ วางต าแหน่งให้อยู่ระหว่างช่อง ของปรางค์ 3 องค์ในแถวแรก ท า ให้สามารถมองเห็นปรางค์ทั้ง 5 องค์พร้อมกันโดยไม่มีองค์หนึ่งมาบดบังปราสาทปรางค์ประธานท าจาก หินทราย หน้าบันจ าหลักเป็นรูปพระอินทร์ประทับนั่งในท่ามหาราชลีลาสนะ คือ นั่งชันเข่าขวาขึ้น ขา ซ้ายพับเหนือช้างเอราวัณสามเศียรในซุ้มเรือนแก้วอยู่บน หน้ากาล
115 ปราสาทหินเมืองต ่า อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์
116 ปราสาทพนมรุ้ง สร้างขึ้นสมัยนครวัด บนภูเขาไฟที่ดับแล้ว เพื่อถวาย แก่พระศิวะ หันหน้าไปทิศตะวันออก มี ทางด าเนินและสะพาน “นาคราช” ทอดยาวเพื่ออ านวยความสะดวกแก่การขึ้นสู่ศาสนสถาน มีเสานาง เรียง เป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย ก่อสร้างอย่างสวยงามอลังการตามคติจักรวาลที่มี เขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลาง มีการบูรณะก่อสร้างอย่างต่อเนื่องกันมาหลายสมัย ตั้งแต่ประมาณพุทธ ศตวรรษที่ 15 - 17 ต่อมาในพุทธศตวรรษที่ 18 พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรขอมได้หันมานับถือ พุทธศาสนาลัทธิมหายาน เทวสถานแห่งนี้จึงได้รับการดัดแปลงเป็นพุทธศาสนสถานในช่วงนั้น ความงดงามและเสน่ห์ของปราสาทพนมรุ้งนั้นมีมากมาย เริ่มตั้งแต่เส้นทางเดินสู่ปราสาทซึ่ง เปรียบเสมือนจุดเชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์และสรวงสวรรค์ ซึ่งทางขวามือก่อนเดินขึ้นบันได จะมี “พลับพลา” เป็นอาคารโถงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยอาคารนี้เดิมเรียกว่าโรงช้างเผือก สันนิษฐานว่าเป็น พลับพลาเปลื้องเครื่องส าหรับกษัตริย์หรือเจ้านายชั้นสูง ก่อนจะเข้าสู่ภายในปราสาทประธานที่อยู่บนเขา ส่วนอีกหนึ่งสิ่งที่เป็นไฮไลต์ส าคัญเคียงคู่กับตัวปราสาทก็คือ ลวดลายสลักหินหรือภาพจ าหลักหิน ที่ถือเป็นงานในระดับมาสเตอร์พีช ฝีมือประณีตงดงาม น าโดยภาพ “ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์” และ ภาพ “ศิวนาฏราช” ที่อยู่เคียงคู่กัน รวมถึงภาพลวดลายประกอบอื่นๆ และภาพอารมณ์ขันของช่างขอม โบราณที่ได้สลักแฝงไว้ตามแง่มุมต่างๆ “ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์” และ “ศิวนาฏราช” ไฮไลต์ของปราสาทพนมรุ้ง
117 “พนมรุ้ง” มาจากภาษาเขมรว่า “วน รุง” แปลว่า ภูเขาอันกว้างใหญ่ โดยค านี่ปรากฏอยู่ในศิลาจารึก อักษรขอมพบที่ปราสาทพนมรุ้ง และยังปรากฏชื่อผู้สร้างปราสาทคือ “นเรนทราทิตย” เชื้อสายราชวงศ์ มหิธรปุระผู้เกี่ยวข้องเป็นพระญาติของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 แห่งเมืองพระนคร ผู้สร้างปราสาทนครวัด
118 พระปรางค์สามยอด สร้างสมัยบายน โดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เนื่องในพุทธศาสนามหายาน เรียกว่า รัตนไตรมหายานพระ ปรางค์องค์ประดิษฐานพระพุทธรูปปางนาคปรก ด้านขวาประดิษฐานพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ด้านซ้ายประดิษฐานนางปรัชญาปารมิตร ซึ่งลักษณะนี้มีความนิยมในการสร้างพระพิมพ์ เช่น พระพิมพ์ ที่พบในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระปรางค์สามยอด จังหวัดลพบุรี
119 พระปรางค์วัดพระพายหลวง จังหวัดสุโขทัย
120 ปราสาทหินพิมาย ปราสาทหินพิมาย สร้างขึ้นตามความเชื่อเกี่ยวกับสวรรค์ และโลกมนุษย์ ลักษณะผังของปราสาท หินพิมายนั้นสร้างขึ้นคล้ายเขาพระสุเมรุ มีองค์ปราสาทประธาน ซึ่งอยู่ใจกลางของเทวสถาน เป็นเสมือน ทางเชื่อมระหว่างโลกกับสวรรค์ปราสาทหินพิมาย เป็นปราสาทหินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวส าคัญที่สุดแห่งหนึ่งในอ าเภอพิมาย และจังหวัดนครราชสีมา เมืองพิมายเป็นเมืองที่สร้างตามแบบแผนของศิลปะขอม มีลักษณะเป็นเวียงสี่เหลี่ยม ชื่อ พิมาย น่าจะมาจากค าว่า วิมาย หรือ วิมายปุระ ที่ปรากฏในจารึกภาษาขอมบนแผ่นหินตรงกรอบประตูระเบียง คดด้านหน้าของปราสาท จากหลักฐานศิลาจารึกและศิลปะสร้างบ่งบอกว่า ปราสาทหินพิมายคงเริ่มสร้าง ขึ้นสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ราวพุทธศตวรรษที่ 16 ในฐานะเทวสถานของศาสนาพราหมณ์ รูปแบบ ของศิลปะเป็นแบบบาปวนผสมผสานกับศิลปะแบบนครวัด ซึ่งหมายถึงปราสาทนี้ได้ถูกดัดแปลงมาเป็น สถานที่ทางศาสนาพุทธในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ปราสาทหินพิมาย จังหวัดนครราชสีมา
121 ประติมากรรม พระพุทธรูปสมัยลพบุรีมีพื้นฐานสืบเนื่องมาจากวัฒนธรรมเขมร ทั้งเทคนิคการสร้างที่ใช้วัสดุหิน ทรายและรูปแบบศิลปกรรม สามารถแบ่งกลุ่มรูปแบบไว้ 3 กลุ่มคือ กลุ่มที่ 1 มีการผสมระหว่างทวารวดี กับศิลปะเขมร (ราวกลางถึงปลายพุทธศตวรรษที่ 18) กลุ่มที่ 2 รูปแบบที่สืบทอดมาจากศิลปะเขมร (ราว กลางถึงปลายพุทธศตวรรษที่ 18 ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 19) และกลุ่มที่ 3 กลุ่มที่พัฒนามาเป็นลักษณะ ท้องถิ่นอย่างแท้จริง (ปลายพุทธศตวรรษที่ 18 ถึงปลายพุทธศตวรรษที่ 19) ลักษณะทีท่าของพระพุทธรูปมีความรู้สึกเสมือนอยู่ในสภาพมีอ านาจแบบเทพเจ้าหรือกษัตริย์ มากกว่าที่จะเป็นสัญลักษณ์ของความหลุดพ้น ตามความเชื่อศรัทธาในคติมหายานแบบศรีวิชัยครั้ง ราชวงศ์ไศเลนทร์ก็เป็นไปได้ ที่นิยมการสร้างรูปพระพุทธรูป พระโพธิสัตว์ นางปัญญาบารมีและรูปเห วัชระสัตว์ พระพุทธรูปส่วนใหญ่เป็นนาคปรกปางสมาธิ ประทับนั่งเหนือขนดนาคสามชั้น พระชงฆ์มีสัน เล็กน้อย พระเศียรยังแสดงเครื่องทรงคือมงกุฎทรงสูงที่ท าเป็นชั้น ๆ แต่ละชั้นมีประดับลายกลีบบัว พระ เนตรปิดและเหลือบลงใต้ พระโอษฐ์แบะกว้าง ขอบพระโอษฐ์หนา ทรงแย้มพระโอษฐ์แบบบายน แต่มี ลักษณะแตกต่างจากศิลปะบายน ได้แก่ พระพักตร์ยาวเป็นรูปไข่มากกว่า พระวรกายยืดสูงกว่า พระพุทธรูปสมัยลพบุรียังได้ให้อิทธิพลไปยังกลุ่มพระพุทธรูปในสมัยอยุธยาตอนต้นด้วย โดยเฉพาะกลุ่มพระพุทธรูปหินทรายที่มีพระพักตร์ค่อนข้างยาว และส่วนหนึ่งน่าจะให้อิทธิพลไปยังกลุ่ม พระพุทธรูปแบบอู่ทองรุ่นที่ 3 ที่เชื่อว่าเป็นอิทธิพลของศิลปะสุโขทัยด้วย พระพุทธรูปส าริด
122 พระพุทธรูปศิลปะลพบุรี พระพุทธรูปนาคปรกส าริด ศิลปะลพบุรี สถานที่จัดแสดง : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย จังหวัดนครราชสีมา
123 พระโพธิสัตว์ส าริด พบที่บ้านฝ้าย จังหวัดบุรีรัมย์ พระพุทธรูปนาคปรก ศิลปะลพบุรี พุทธศตวรรษที่ 18 พบที่ปราสาทพิมาย อ าเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา
124 พระอวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี องค์ยืน 1 เศียร 8 กร พระอวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี องค์ยืน 1 เศียร 8 กร ซึ่งพบที่ปราสาทเมืองสิงห์ อ าเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรีเป็นองค์ที่สร้างจากหินทรายที่มีสภาพสมบูรณ์ที่สุดองค์หนึ่งที่พบในประเทศไทยจาก ทั้งหมด 5 องค์ บนมวยผมมีพระพุทธรูปปางสมาธิหมายถึงพระอมิตาภะประดิษฐานอยู่ พระวรกายท่อน บนมีพระพุทธรูปปางสมาธิองค์เล็ก ๆ ประดับอยู่โดยรอบตามคติความเชื่อที่ว่าทุกเส้นพระโลมาหรือรูขุม ขนของพระองค์คือจักรวาลหนึ่งจักรวาล
125 พระพุทธรูปนาคปรกปางสมาธิ งานประติมากรรมในศิลปะเขมรสมัยบายน พระพุทธรูปศิลปะลพบุรี สถานที่จัดแสดง : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
126 ปูนปั้นหน้าบันปรางค์วัดพระพายหลวง จังหวัดสุโขทัย
127 ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ปราสาทกู่สวนแตง จังหวัดบุรีรัมย์ ภาพสลักนูนต ่า สลักพุทธศาสนาและศาสนาพรามณ์ - ฮินดู พบที่ปราสาทพิมาย อ าเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
128 ชุดแผ่นเงินแผ่นทอง ชุดแผ่นเงินแผ่นทอง ซึ่งค้นพบที่ปราสาทหินพิมาย จังหวัดนครราชสีมาโดยดุนลายเป็นลายมงคล เช่น ดอกบัว 8 กลีบ หอยสังข์ หม้อน ้า และสายฟ้า สันนิษฐานว่าแผ่นเงินแผ่นทองค าเหล่านี้เป็นของที่ บรรจุไว้เพื่อความเป็นมงคลซึ่งจะฝังอยู่ตามต าแหน่งต่าง ๆ ของอาคารคล้ายการวางศิลาฤกษ์ในปัจจุบัน
129 ชุดเครื่องปัน้ดินเผาสมยัลพบุรีจากแหล่งเตาโบราณในจงัหวดับุรีรมัย์ ชุดเครื่องปั้นดินเผาสมัยลพบุรี จากแหล่งเตาโบราณในจังหวัดบุรีรัมย์ภาชนะปั้นเป็นรูปทรงสัตว์ ต่างๆมากมาย เช่น นก กวาง กระต่าย สิงห์ หมูป่า ตัวนิ่ม แมว ม้า หมี ช้าง ปลา และกบ “ในสมัยก่อนเมืองพระนคร เครื่องปั้นดินเผาสร้างมาเพื่อใช้ในพิธีกรรมมากกว่าใช้ในชีวิตประจ าวัน ต่อมาในยุคเมืองพระนครรูปทรงของเครื่องปั้นดินเผามีความหลากหลายมากขึ้นทั้งปั้นเป็นรูปบุคคลและ รูปสัตว์ต่างๆ และมีการเคลือบสี จนถึงช่วงหลังพุทธศตวรรษที่ 18-19 เข้าสู่ยุคเสื่อมถอยท าให้เนื้อดินไม่ ดี รูปทรงหนาและเคลือบไม่สม ่าเสมอและในที่สุดเตาเผาถูกทิ้งร้างไป” ชุดเครื่องปั้นดินเผาสมัยลพบุรี จากแหล่งเตาโบราณในจังหวัดบุรีรัมย์
130 ไหรูปนก คนโทรูปพระคเณศ เครื่องเคลือบภาชนะรูปสัตว์