The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

C6 นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตราย และโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by E-Library DAS, 2021-08-29 22:36:59

นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตราย และโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย

C6 นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตราย และโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย

Keywords: C6,นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตราย และโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย

โรคทรคิ ิโนสิส (Trichinosis, Trichinellosis, Trichiniasis) 

ICD-10: B75

1. นยิ ามในการเฝ้าระวังโรค (Case definition for surveillance)
1.1 เกณฑ์ทางคลนิ ิก (Clinical criteria)
ผู้ที่มีประวัติรับประทานเน้ือสัตว์ที่ปรุงไม่สุก (ที่มีตัวอ่อนของพยาธิในระยะติดต่ออยู่) เช่น เน้ือหมูป่าหรือหมูเลี้ยง
ปล่อย หรือสัตว์ป่าเลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น และมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย มีไข้ ร่วมกับมีอาการอย่างใด
อย่างหน่ึง ดังนี้
1) ปวดกลา้ มเนื้อ โดยเฉพาะกล้ามเนอ้ื น่อง และอาจพบได้ที่กลา้ มเนื้อบริเวณทเี่ คี้ยวอาหาร (Masseter muscle)
การพดู หรอื การหายใจล�าบาก
2) บวมทวั่ ตวั โดยเฉพาะเปลือกตาบน (Periorbital oedema)
3) เลือดออกใต้ชั้นเย่ือบุตาขาว (Subconjunctival haemorrhages) หรือในกระบอกตา มีอาการกลัวแสง หรือ
เลอื ดออกบริเวณใตเ้ ล็บ
1.2 เกณฑ์ทางหอ้ งปฏิบตั ิการ (Laboratory criteria)
1.2.1 การตรวจทางห้องปฏบิ ัติการท่วั ไป (Presumptive diagnosis)
- การตรวจค่าความสมบูรณ์ของเลือด (CBC) พบเม็ดเลือดขาวชนิด Eosinophils สูงเพิ่มขึ้นมากกว่า
รอ้ ยละ 10 หรือมากกว่า 1,000 เซลล์ตอ่ มิลลิลติ ร
- การตรวจทางเคมใี นเลือด (Blood chemistry) พบ Creatinine phosphokinase (CPK) สงู ผดิ ปกติ
1.2.2 การตรวจทางหอ้ งปฏิบัติการจา� เพาะ (Specific diagnosis)

การตรวจหาเชือ้ /แอนติเจน/สารพนั ธกุ รรมของเชื้อ (Pathogen identification)
- วธิ ี Biopsy จากตวั อยา่ งกล้ามเนอื้ เช่น กลา้ มเนื้อน่อง พบตวั ออ่ นของพยาธ ิ Trichenella spp.

การตรวจหาภูมคิ มุ้ กนั ของเช้ือ (Serology)
- วิธี Enzyme-linked immunosorbent assay (ELISA) จากตัวอย่างซีร่ัมให้ผลบวกต่อแอนติเจน
ของตัวอ่อนพยาธิ Trichinella

2. ประเภทผู้ป่วย (Case classification)
2.1 ผปู้ ว่ ยสงสยั (Suspected case) หมายถงึ ผทู้ มี่ อี าการตามเกณฑท์ างคลนิ กิ และมปี ระวตั กิ ารรบั ประทานเนอ้ื สตั ว์
เล้ียงลูกด้วยนมปรงุ ไมส่ ุก ภายใน 18 ชั่วโมง ถงึ 12 สัปดาห์ (ขน้ึ อย่กู บั จา� นวนพยาธติ วั ออ่ นท่บี ริโภค)
2.2 ผู้ป่วยเข้าข่าย (Probable case) หมายถึง ผู้ที่มีอาการตามเกณฑ์ทางคลินิก และมีผลบวกตามเกณฑ์ทาง
ห้องปฏิบตั ิการทั่วไปข้อใดข้อหนง่ึ
2.3 ผู้ป่วยยืนยัน (Confirmed case) หมายถึง ผู้ท่ีมีอาการตามเกณฑ์ทางคลินิก และมีผลบวกตามเกณฑ์ทาง
ห้องปฏบิ ตั กิ ารจา� เพาะขอ้ ใดขอ้ หนงึ่

3. เกณฑ์การรายงานผูป้ ว่ ยตามระบบเฝ้าระวงั โรค (Reporting criteria)
3.1 ใหร้ ายงานตง้ั แตผ่ ปู้ ว่ ยสงสยั ในระบบเฝา้ ระวงั โรค (รง. 506) รหสั โรค 46 ดว้ ยรหสั ICD-10 รหสั B75 จา� แนกรหสั
Complication type ดงั น้ี

88 นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย

1. ผู้ป่วยมอี าการเข้าได้กบั นยิ าม
2. Asymptomatic case แตผ่ ลการตรวจภูมิคุ้มกนั ให้ผลบวก
3.2 ใหร้ ายงานผปู้ ว่ ยจากการสอบสวนผปู้ ว่ ยเฉพาะราย และการระบาดแบบเปน็ กลมุ่ กอ้ น ในระบบเฝา้ ระวงั เหตกุ ารณ์
(Event-based Surveillance System)

4. การตรวจสอบความถูกตอ้ งของขอ้ มูล (Verification)
- ผ้ปู ว่ ยรายเดียวกันทีถ่ ูกรายงาน ภายใน 4 เดือน ถอื ว่าเป็นการรายงานซา�้ ซอ้ น
- ตอ้ งตรวจสอบ (Verify) ขอ้ มลู ผปู้ ว่ ยทกุ รายทไ่ี ดร้ บั รายงานวา่ สงสยั โรคทรคิ โิ นสสิ และเสยี ชวี ติ และเปลยี่ นแปลงสถานะ
ภาพของผูป้ ่วย กรณีเสยี ชีวติ หรือรกั ษาหาย

5. การสอบสวนโรค (Epidemiology investigation)
5.1 การสอบสวนผู้ป่วยเฉพาะราย (Case investigation) กรณีพบผู้ป่วยสงสัยทุกราย ให้ด�าเนินการสอบสวนโรค
ภายใน 72 ช่ัวโมง ร่วมกับเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ เพ่ือหาปัจจัยเสี่ยง แหล่งแพร่โรค และหาผู้สัมผัสโรคแหล่งเดียวกับ
ผู้ปว่ ยยนื ยัน และหาผู้ปว่ ยหรือผตู้ ดิ เชอื้ รายอ่ืนในพืน้ ที่ เพอ่ื การปอ้ งกัน ควบคมุ โรคและใหส้ ขุ ศึกษา
5.2 การสอบสวนการระบาด (Outbreak investigation) กรณพี บผปู้ ว่ ยสงสยั เปน็ กลมุ่ กอ้ นตงั้ แต ่ 2 รายขน้ึ ไป และ
มีแหล่งโรคเดียวกัน ให้ด�าเนินการสอบสวนโรคภายใน 72 ช่ัวโมง ร่วมกับเจ้าหน้าท่ีปศุสัตว์ในพ้ืนที่ เพื่อหาเช้ือก่อโรค
และสาเหตุของการระบาด โดยให้ด�าเนินการตามเง่ือนไขการออกสอบสวนโรคของทีมปฏิบัติการสอบสวนโรค (Joint
investigation team: JIT) กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ฉบบั ปัจจุบัน (ภาคผนวก)

6. หมายเหต ุ (Remarks)
- อาการและอาการแสดงอาจเกิดข้ึนหลังจากได้รับเช้ือ 2 วัน–12 สัปดาห์ ในระยะแรกผู้ป่วยอาจมีอาการทางระบบ
ทางเดินอาหาร เช่น คล่ืนไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย ต่อมาจะมีอาการปวดกล้ามเน้ือ กรณีที่มีเชื้อเป็นจ�านวนมาก
อาจมีอาการหายใจล�าบาก ตดิ เช้ือท่วั ร่างกาย และอาจเสยี ชีวิตจากภาวะกลา้ มเนอื้ หวั ใจอักเสบ
- ควรเกบ็ ตวั อย่างอาหารเพ่อื ทดสอบตวั อ่อนของพยาธิ Trichenella spp.
- กรณกี ารตดิ เชอื้ ในระยะแรก อาจตรวจไมพ่ บภมู คิ มุ้ กนั ตอ่ ตวั ออ่ นของพยาธ ิ ดงั นน้ั ในกรณที พ่ี บผปู้ ว่ ยหรอื ผสู้ มั ผสั โรค
แหล่งเดยี วกบั ผ้ปู ว่ ยยืนยัน จงึ ควรมีการตรวจเลือดซ้�า
- อาจพบ Inapparent infection ได้

7. เอกสารอ้างองิ (References)
7.1 Hawker J, Begg N, Reintjes R, Ekdahl K, Edeghere O, Van Steenbergen JE. Trichinosis. In
Communicable Disease Control and Health Protection Handbook, 4th Edition. Wiley-Blackwell;
2019. P 285.
7.2 David L. Heymann. Trichinosis. In Control of Communicable Diseases Manual. 20th Edition.
Washington, DC: Association American Public Health; 2014. P 623.

นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย 89

โรคพิษสนุ ขั บ้า หรอื โรคกลัวน�้า (Rabies, Hydrophobia)

ICD –10: A82

1. นิยามในการเฝา้ ระวังโรค (Case definition for surveillance)
1.1 เกณฑ์ทางคลนิ กิ (Clinical criteria)
มอี าการผดิ ปกตทิ างระบบประสาทแบบเฉยี บพลนั (ภาวะสมองอักเสบ) แบง่ เป็น 2 ประเภท คอื
1) แบบคลุ้มคลั่ง เร่ิมจากมีอาการไม่สบายเน้ือไม่สบายตัว ขนลุกท้ังตัวหรือบางส่วน กระวนกระวาย ผุดลุกผุดน่ัง
ลุกลี้ลุกลน ต่ืนเต้นต่อสิ่งเร้า กลัวน้�า กลัวลม กลัวแสง กลืนล�าบาก น้�าลายมากผิดปกติ ถ่มน้�าลายตลอดเวลา อารมณ์
ปรวนแปร ภาวะการรู้สกึ ตัวหรอื การรับร ู้ (Conciousness) รตู้ วั สลับกับไม่รู้ตวั เป็นพัก ๆ และ
2) แบบซึม ผู้ป่วยจะแสดงอาการไม่สบายเนื้อสบายตัว 1–2 วัน กล้ามเน้ือแขน ขา ใบหน้า อ่อนแรง มี
Myoedema เปน็ ลกั ษณะ Atypical rabies ไมม่ ีอาการทีช่ ัดเจน แต่ผลการตรวจ MRI ผิดปกติ
อาการจะรนุ แรงมากข้ึนจนกระทั่งหมดสต ิ และเสยี ชวี ติ ส่วนใหญ่เกิดจากระบบทางเดินหายใจล้มเหลว โดยท่ัวไป
จะอยู่ไดน้ าน 7–10 วัน เวน้ แต่ในบางกรณีอาจจะยาวนานกวา่ นัน้
1.2 เกณฑ์ทางหอ้ งปฏิบตั กิ าร (Laboratory criteria)
1.2.1 การตรวจทางหอ้ งปฏิบัติการท่ัวไป (Presumptive diagnosis)
ไมม่ ี
1.2.2 การตรวจทางห้องปฏบิ ัตกิ ารจา� เพาะ (Specific diagnosis)

การตรวจหาเช้ือ/แอนติเจน/สารพนั ธกุ รรมของเชื้อ (Pathogen identification)
- วธิ ี Nested polymerase chain reaction (Nested PCR) จากตวั อยา่ งสมอง นา�้ ไขสนั หลงั ปสั สาวะ
นา�้ ลาย ปมรากผม พบสารพันธุกรรมของเชื้อ Rabies
- วิธี Fluorescent antibody test (FAT) จากตัวอย่างสมอง ปมรากผม พบแอนติเจน ของเช้ือไวรัส
Rabies โดยมลี กั ษณะสารเรอื งแสงเมื่อสอ่ งด้วยกล้อง Dark field microscope
- การแยกเชอ้ื ไวรสั (Viral isolation) โดยการฉดี เขา้ สมองหน ู หรอื เซลลเ์ พาะเลย้ี ง จากตวั อยา่ งสมอง
ใหผ้ ลบวก

2. ประเภทผู้ปว่ ย (Case classification)
2.1 ผ้ปู ่วยสงสัย (Suspected case) หมายถงึ ผูท้ ่ีมีอาการตามเกณฑท์ างคลินิก
2.2 ผปู้ ว่ ยเขา้ ขา่ ย (Probable case) หมายถงึ ผทู้ มี่ อี าการตามเกณฑท์ างคลนิ กิ และประวตั คิ ลกุ คล ี หรอื ถกู สตั วเ์ ลยี้ ง
ลูกด้วยนมกัดหรือขว่ น
2.3 ผู้ป่วยยืนยัน (Confirmed case) หมายถึง ผู้ที่มีอาการตามเกณฑ์ทางคลินิก และมีผลบวกตามเกณฑ์ทาง
หอ้ งปฏบิ ตั กิ ารจา� เพาะขอ้ ใดข้อหนงึ่

3. การรายงานผู้ป่วยตามระบบเฝา้ ระวงั โรค (Reporting criteria)
3.1 ให้รายงานต้ังแต่ผู้ป่วยเข้าข่าย ในระบบเฝ้าระวังโรค (รง.506) รหัสโรค 42 ด้วยรหัส ICD-10: A82 จ�าแนกรหัส

Oganism type ดังนี้
1. Sylvatic rabies (A82.0) (Rabies จากสัตวป์ า่ )

90 นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย

2. Urban rabies (A82.1) (Rabies จากสตั วเ์ ลี้ยง)
3. Rabies, unspecified (A82.9) (แยกชนิดไมไ่ ด้)
และจา� แนกรหสั Complication type ดงั น้ี
1. อาการแบบคล้มุ คลัง่ (Typical rabies) และผลการตรวจทางหอ้ งปฏบิ ตั ิการจา� เพาะเป็นบวก
2. อาการแบบซึม (Atypical rabies) ผลการตรวจทางหอ้ งปฏบิ ัตกิ ารจา� เพาะเป็นบวก
3. อาการ Typical rabies ไมไ่ ดส้ ่งตวั อยา่ งตรวจหรือผลการตรวจขณะมชี วี ิตใหผ้ ลลบ
4. อาการไม่ได้เข้าลักษณะ Typical rabies แต่ผลการตรวจเป็นบวกด้วยวิธีการตรวจทางห้องปฏิบัติการจ�าเพาะ
วธิ ใี ดวิธหี น่ึง
3.2 ให้รายงานผู้ป่วยจากการสอบสวนผู้ป่วยเฉพาะราย ในระบบเฝ้าระวังเหตุการณ์ (Event-based Surveillance
System)

4 การตรวจสอบความถูกตอ้ งของขอ้ มลู (Verification)
- ใหต้ รวจสอบ (Verify) ผูป้ ่วยสงสัยทกุ ราย
- ตรวจสอบประวตั ิการสัมผัสสตั ว์

5. การสอบสวนโรค (Epidemiological investigation)
5.1 การสอบสวนเฉพาะราย (Case investigation) กรณีพบผู้ป่วยสงสัย ให้รีบด�าเนินการสอบสวนโรคทุกราย
ในทนั ท ี เพอ่ื หาปจั จยั เสย่ี ง แหลง่ แพรโ่ รค ผสู้ มั ผสั สตั วส์ งสยั รายอนื่ ๆ ประสานงานกบั หนว่ ยงานดา้ นปศสุ ตั วใ์ นการฉดี วคั ซนี
ในสัตว์และให้สขุ ศึกษาเพอ่ื การปอ้ งกัน ควบคมุ โรค ในผสู้ ัมผสั รายอื่น
5.2 การสอบสวนการระบาด (Outbreak investigation) ไม่ม ี

6. หมายเหต ุ (Remarks)
- ระยะฟกั ตัวทเี่ ช่อื ถอื ได ้ ส้นั ทีส่ ดุ 7 วัน นานทีส่ ดุ 3 ป ี (โดยเฉล่ยี 30-90 วนั )
- ก่อนผู้ป่วยเสียชีวิตตัวอย่างที่สามารถเก็บตรวจ ได้แก่ น�้าลาย น้�าไขสันหลัง ส่วนตัวอย่างอ่ืน ๆ ได้แก่ ปัสสาวะ
ปมรากผม ส่งตรวจได้ท่ีสภากาชาดไทย และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข โดยตัวอย่างสมองจะให้ผล
แมน่ ยา� มากทีส่ ดุ ใหเ้ ก็บหลังจากผปู้ ว่ ยเสยี ชีวิตแลว้ ทุกราย
- เนอื่ งจาก เชอ้ื ไวรสั จะถกู ปลอ่ ยออกมากบั สงิ่ คดั หลง่ั เหลา่ น ี้ ไมต่ ลอดเวลา ใหเ้ กบ็ สง่ิ สง่ ตรวจ ตง้ั แตพ่ บผปู้ ว่ ยในวนั แรก
อย่างน้อย 3 ชนิด หากผลตรวจเป็นลบ ต้องส่งตัวอย่างติดต่อกัน 3 วัน โดยเก็บวันละ 2-3 ครั้ง ห่างกัน 3-6 ช่ัวโมง
น�้าลายมีความไวในการตรวจสูงกวา่ ปัสสาวะ นา�้ ไขสนั หลัง หรือปมรากผม จงึ ควรสง่ ตรวจรว่ มด้วยทกุ คร้ัง
- อาการทพี่ บไดไ้ มบ่ อ่ ย แตต่ อ้ งคา� นงึ ถงึ โรคพษิ สนุ ขั บา้ ไดแ้ ก ่ คนั แผลทถี่ กู กดั และบรเิ วณใกลเ้ คยี ง โดยยงั ไมม่ อี าการอนื่
หลั่งอสุจโิ ดยควบคมุ ไมไ่ ด้ในผปู้ ว่ ยเพศชาย หรือมอี าการปวดเสียวหนา้ ทอ้ งคลา้ ยจะมปี ระจา� เดือนในผปู้ ว่ ยเพศหญิง
- กรณีพบผูป้ ่วยแมเ้ พยี งรายเดียวก็ถอื ว่าเป็นการระบาด

นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย 91

7. เอกสารอา้ งอิง (References)
7.1 World Health Organisation. Rabies [Internet]. [cited 2019 Nov 18]. Available from: https://www.
who.int/rabies/epidemiology/Rabiessurveillance.pdf
7.2 Ghosh, J. B., Roy, M., Lahiri, K., Bala, A. K., & Roy, M. Acute flaccid paralysis due to rabies. Journal
of pediatric neurosciences. 2009; 4(1): 33–5. doi:10.4103/1817-1745.49106.
7.3 ส�านักโรคติดต่อท่ัวไป กรมควบคุมโรค. การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อวินิจฉัยยืนยันโรคพิษสุนัขบ้าในคน
[อินเทอร์เน็ต]. [เข้าถึงเมื่อ 18 พฤศจิกายน 2562]. เข้าถึงได้จาก: http://r36.ddc.moph.go.th/r36/uploads/
document/57bace93ac1ac.pdf

92 นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย

โรคเลปโตสไปโรสิส (Leptospirosis, Weil’s disease)

ICD–10: A27.0, A27.8, A27.9

1. นิยามในการเฝ้าระวงั โรค (Case definition for surveillance)

1.1 เกณฑ์ทางคลินิก (Clinical criteria)
มไี ขส้ งู ปวดศรี ษะ ปวดกล้ามเนอ้ื รุนแรง หรือกดเจ็บตามกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อน่อง ภายใน 1-2 สัปดาห์
ทผี่ า่ นมา รว่ มกับอาการอืน่ ๆ อย่างน้อย 1 อาการ ดังน ้ี
1) อาการทางระบบทางเดนิ อาหาร เชน่ คล่ืนไส ้ อาเจียน ปวดท้อง
2) เยอื่ บตุ าขาวบวมแดง (Conjunctival suffusion) โดยไมม่ ีหนอง
3) มีผืน่ (Rash)
4) Aseptic meningitis
5) ภาวะดซี ่าน ไดแ้ ก่ ตวั เหลอื ง ตาเหลอื ง
6) อาการแทรกซ้อนระบบทางเดินหายใจ เชน่ ไอ หายใจล�าบาก ไอเป็นเลือด หายใจเหนื่อย
7) หัวใจเต้นผิดจังหวะ คา่ ECG ผดิ ปกติ
8) ภาวะผิดปกตทิ างไต เช่น ปัสสาวะขัด ปัสสาวะออกนอ้ ย ปสั สาวะสเี หลืองเข้ม
9) ภาวะเลือดออก เชน่ ถา่ ยเปน็ เลอื ด ปสั สาวะเปน็ เลอื ด อาเจียนเป็นเลอื ด
10) ความดนั โลหติ ต่�าโดยไม่ทราบสาเหตุ
และมีประวัติสัมผัสกับน้�า พ้ืนที่ชื้นแฉะ หรือส่ิงแวดล้อมท่ีปนเปื้อนสิ่งขับถ่ายของสัตว์ หรือสัมผัสโดยตรงกับสิ่ง
ขับถา่ ยของสัตว์ รวมถึงการกนิ อาหารหรือนา้� ท่ีปนเป้อื น
1.2 เกณฑท์ างหอ้ งปฏบิ ตั กิ าร (Laboratory criteria)
1.2.1 การตรวจทางหอ้ งปฏิบตั กิ ารทั่วไป (Presumptive diagnosis)

การตรวจหาเชอ้ื /แอนตเิ จน/สารพนั ธุกรรมของเชือ้  (Pathogen identification) 
- วิธีส่องกล้องจุลทรรศน์ ชนิด Darkfield จากตัวอย่างปัสสาวะ หรือเลือด พบเชื้อแบคทีเรีย
รปู รา่ งเกลียวและมตี ะขอทีป่ ลายดา้ นใดดา้ นหนงึ่ หรอื ท้ังสองด้าน

การตรวจหาภูมคิ ุ้มกนั ของเชอ้ื  (Serology)
- การตรวจคัดกรองดว้ ยชดุ ตรวจชนิดเรว็ เชน่ Latex agglutination test (LA), Immuno chroma-
tography test (ICT) จากตัวอย่างซีรมั่ ใหผ้ ลบวก
- วธิ ี Microscopic agglutination test (MAT) จากตัวอยา่ งซีรม่ั ใหผ้ ล Leptospira agglutination
titer > 1:50
- วิธี Indirect immunofluorescent antibody assay (IFA) จากตัวอย่างซีร่ัม ตรวจพบ IgM
antibodies titer >1:50 ต่อ Leptospira spp. ในช่วง Acute phase
1.2.2 การตรวจทางห้องปฏบิ ตั กิ ารจา� เพาะ (Specific diagnosis)

การตรวจหาเช้ือ/แอนตเิ จน/สารพันธกุ รรมของเชอ้ื  (Pathogen identification) 
- วิธีเพาะแยกเชอื้ จากเลือด ปัสสาวะ น้�าไขสนั หลงั หรือเนื้อเยื่อ พบเช้ือ Leptospira spp.
- วิธี Direct fluorescent antibody test (FAT) จากตัวอย่างปัสสาวะ น้�าไขสันหลัง เลือด หรือจาก
ตัวอย่างเนื้อเยื่อท่ีผ่านกระบวนการทางจุลพยาธิวิทยา พบแอนติเจนของเช้ือ โดยพบสี/สารเรืองแสงเมื่อส่องด้วยกล้อง
ท่จี า� เพาะกับวธิ นี ้ัน ๆ

นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย 93

- วิธี Polymerse chain reaction (PCR) จากตัวอย่างเลือด ปัสสาวะ น�้าไขสันหลัง หรือเนื้อเย่ือ
พบสารพันธุกรรมของเช้ือ Leptospira spp.

การตรวจหาภูมิค้มุ กันของเชื้อ (Serology)
- วิธี Microscopic agglutination test (MAT) จากตัวอย่างซีรั่มเดี่ยว (Single serum)
พบ Leptospira agglutination titer มีค่า ≥1:100 หรือตัวอย่างซีรั่มคู่ (Paired sera) เก็บห่างกันอย่างน้อย 10–14 วัน
พบระดบั ภมู ิคุ้มกนั เพม่ิ ข้นึ อย่างน้อย 4 เท่า (Four fold rising)
- วิธี Indirect immunofluorescent antibody assay (IFA) เป็นการตรวจหาระดับภูมิคุ้มกัน
ตวั อยา่ งซรี มั่ เดยี่ ว (Single serum) พบ Antibody titer IgM มคี า่ ≥1:100 หรอื จากตวั อยา่ งซรี ม่ั ค ู่ (Paired sera) เกบ็ หา่ งกนั
อยา่ งน้อย 10–14 วัน พบระดบั ภูมคิ มุ้ กันเพิ่มขนึ้ อย่างน้อย 4 เท่า (Four fold rising)
2. ประเภทผูป้ ่วย (Case classification)
2.1 ผปู้ ่วยสงสัย (Suspected case) หมายถงึ ผู้ที่มีอาการตามเกณฑท์ างคลนิ ิก และมีประวตั ิเสย่ี ง
2.2 ผปู้ ่วยเขา้ ขา่ ย (Probable case) หมายถึง ผ้ทู มี่ ีอาการตามเกณฑ์ทางคลินกิ มปี ระวัติเสย่ี ง และมขี ้อมลู อยา่ งใด
อยา่ งหนงึ่ ดังนี้
- ทา� กจิ กรรมหรอื อยใู่ นเหตกุ ารณเ์ ดยี วกนั กบั ผปู้ ว่ ยยนื ยนั (เชน่ ใชแ้ หลง่ นา้� รว่ มกนั นา�้ ทว่ ม การเดนิ ทางทอ่ งเทย่ี ว
ที่ต้องลยุ น้�าย่�าโคลน การแขง่ ไตรกีฬา)
- มีผลบวกตามเกณฑ์ทางหอ้ งปฏบิ ตั กิ ารทั่วไปขอ้ ใดขอ้ หน่ึง
2.3 ผู้ป่วยยืนยัน (Confirmed case) หมายถึง ผู้ที่มีอาการตามเกณฑ์ทางคลินิก และมีผลบวกตามเกณฑ์ทาง
ห้องปฏบิ ัตกิ ารจา� เพาะข้อใดข้อหนึง่
3. การรายงานผปู้ ว่ ยตามระบบเฝา้ ระวังโรค (Reporting criteria)
3.1 ให้รายงานต้ังแต่ผู้ป่วยสงสัย ในระบบเฝ้าระวังโรค (รง. 506) รหัสโรค 43 รหัส ICD-10: A27 จ�าแนกรหัส
Organism type ดงั น้ี

1. Leptospira interogans (ใหร้ ะบ ุ Serovar, serogroup หรือ Strain ที่ตรวจพบ)
2. Leptospira borgpetersenii (ใหร้ ะบ ุ Serovar, serogroup หรอื Strain ทีต่ รวจพบ)

3. Other pathogenic strains of Leptospira (ใหร้ ะบุ Serovar, serogroup หรือ Strain ทตี่ รวจพบ)
4. Non-pathogenic strains of Leptospira (ใหร้ ะบุ Serovar, serogroup หรือ Strains ท่ีตรวจพบ)
5. Unspecified
และจ�าแนกรหัส Complication type ดงั น ้ี
1. Leptospirosis icterohemorrhagica (A27.0)
2. Aseptic meningitis in leptospirosis (A27.81)
3. Other forms of leptospirosis (A27.89) เช่น Pulmonary Haemorrhagic Syndrome
4. Leptospirosis, unspecified (A27.9) ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ หรือผู้ท่ีตรวจพบภูมิคุ้มกัน
ต่อเช้อื แม้ว่าจะไม่มอี าการ
3.2 ให้รายงานผู้ป่วยจากการสอบสวนผู้ป่วยเฉพาะราย กรณีเสียชีวิตและการระบาดแบบเป็นกลุ่มก้อนตั้งแต่ 2 ราย
ขน้ึ ไป ในระบบเฝา้ ระวงั เหตกุ ารณ ์ (Event-based Surveillance System)

94 นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อท่ีต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย

4. การตรวจสอบความถูกตอ้ งของข้อมลู (Verification)
- ผปู้ ่วยรายเดียวกนั ที่ถกู รายงานภายใน 30 วัน ถือว่าเปน็ การรายงานซา�้ ซ้อน
- ตอ้ งตรวจสอบ (Verify) ขอ้ มลู ผปู้ ว่ ยทกุ รายทไ่ี ดร้ บั รายงานวา่ สงสยั โรคเลปโตสไปโรสสิ และเสยี ชวี ติ และเปลยี่ นแปลง
สถานะภาพของผูป้ ว่ ย

5. การสอบสวนโรค (Epidemiology investigation)
5.1 การสอบสวนผปู้ ว่ ยเฉพาะราย (Case investigation) กรณพี บผปู้ ว่ ยรายแรกในตา� บลในชว่ ง 6 เดอื นทผ่ี า่ นมา
หรือผู้ป่วยสงสัยเสียชีวิตทุกราย ควรรีบด�าเนินการสอบสวนโรคในทันที เพื่อหาปัจจัยเส่ียง แหล่งแพร่โรค และให้สุขศึกษา
ในการปอ้ งกัน ควบคุมโรค
5.2 การสอบสวนการระบาด (Outbreak investigation) กรณีพบผู้ป่วยสงสัยเป็นกลุ่มก้อนต้ังแต่ 2 รายขึ้นไป
ในต�าบลเดียวกัน หรือพื้นท่ีใกล้เคียง ภายใน 2 สัปดาห์ ให้รีบด�าเนินการสอบสวนโรคในทันที เพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรค
หาเชอ้ื กอ่ โรคและสาเหตขุ องการระบาด โดยใหด้ า� เนนิ การตามเงอ่ื นไขการออกสอบสวนโรคของทมี ปฏบิ ตั กิ ารสอบสวนโรค
(Joint Investigation Team: JIT) กองระบาดวิทยา กรมควบคมุ โรค ฉบับปัจจุบัน (ภาคผนวก)

6. หมายเหต ุ (Remarks)
- ระยะฟกั ตัว 7-13 วัน (แต่อาจพบได้ 2-30 วนั )
- กลมุ่ อาการของโรคตดิ เชอื้ เลปโตสไปโรสสิ สามารถ แบ่งเปน็
1) กลุ่มอาการแบบ Weil’s Syndrome หรือ Icterohemorrhagica ได้แก่ อาการดีซ่าน ไตวาย ภาวะเลือดออก
เปน็ ลักษณะของผปู้ ่วยที่มีอาการรุนแรง
2) กล่มุ อาการแบบเย่ือหมุ้ สมองอกั เสบหรอื สมองอักเสบ
3) กลมุ่ อาการคลา้ ยไข้หวัดใหญ่ เป็นลกั ษณะของผปู้ ว่ ยทมี่ ีอาการไม่รนุ แรง
- เชื้อ Leptospira ซีโรวาร์หรือซีโรไทป์ท่ีพบจะมีความจ�าเพาะกับสัตว์พาหะน�าโรคชนิดต่างกัน ดังน้ันการจ�าแนก
ซีโรไทป์หรือซีโรวาร์ โดยวิธีการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น MAT จะช่วยระบุปัจจัยเสี่ยงของการระบาดได้ แต่ซีโรวาร์
หรอื ซีโรไทปท์ ีต่ รวจพบอาจมอี าการ Cross-reaction กันได้

7. เอกสารอา้ งองิ (References)
7.1 กรมควบคุมโรคและชมรมโรคเลปโตสไปโรสิสแห่งประเทศไทย 2561. เอกสารประกอบการประชุมวิชาการโรค
เลปโตสไปโรสสิ ประจ�าปี 2561.
7.2 World Health Organisation (no date). Leptopirosis [Internet]. [cited 2019 Nov 18]. Available
from: https://www.who.int/zoonoses/diseases/Leptospirosissurveillance.pdf
7.3 US Centers for Disease Control and Prevention. Leptospirosis (Leptospira interrogans) Case
Definition 2013 [Internet]. [cited 2019 June 6]. Available from: https://wwwn.cdc.gov/nndss/conditions/
leptospirosis/case-definition/2013/
7.4 David L. Heymann. Leptospirosis. In Control of Communicable Diseases Manual. 20th Edition.
Washington, DC: Association American Public Health, 2014. P348.
7.5 Jeremy Hawker, Norman Begg, Ralf Reintjes, Karl Ekdahl, Obaghe Edeghere, Jim Van Steenbergen (2019).
Leptospirosis. In Communicable Disease Control and Health Protection Handbook. 4th ed. 2019. p153-5.

นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย 95

โรคแอนแทรกซ์ (Anthrax)

ICD–10: A22.0, A22.1-A22.2, A22.7-A22.9

1. นิยามในการเฝ้าระวงั โรค (Case definition for surveillance)

1.1 เกณฑ์ทางคลินกิ (Clinical criteria)
ผ้ทู ม่ี ีอาการและอาการแสดงตามลกั ษณะการติดเชอ้ื อย่างใดอย่างหนึ่ง ใน 3 ระบบ ดงั น้ี
- ระบบผวิ หนงั (Cutaneous anthrax) มตี มุ่ นา้� ใสแลว้ กลายเปน็ ตมุ่ หนองตามผวิ หนงั คนั เมอ่ื แตกตรงกลางจะบมุ๋
แผลมีสีด�า (Black eschar) คล้ายบุหร่ีจ้ี รอบแผลบวมแดงไม่เจ็บ ถ้าไม่ได้รับการรักษา จะเกิดตุ่มน้�าใสใหม่รอบแผล
ตุ่มหนองหรอื แผลซงึ่ ขยายวงกว้างออกไป มกั พบนอกร่มผา้ เชน่ มือ แขน ขา อาจพบตอ่ มน�้าเหลืองโต หรอื มไี ข้
- ระบบทางเดินอาหาร (Intestinal anthrax) มีไข ้ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด ถ่ายเหลว ในรายที่รุนแรง
อาจถา่ ยอจุ จาระเปน็ เลอื ด ตรวจพบมนี า้� ในชอ่ งทอ้ ง มผี ปู้ ว่ ยบางรายกนิ เนอื้ สตั วท์ ต่ี ดิ เชอื้ แลว้ เคย้ี วอยใู่ นกระพงุ้ แกม้ เกดิ แผล
ในช่องปากและคอหอย (Oropharnygeal anthrax) มีอาการเจ็บคอ กลืนล�าบาก ต่อมน้�าเหลืองที่บริเวณล�าคอบวม และ
ลามไปถึงใบหน้า
- ระบบทางเดินหายใจ (Pulmonary anthrax) มีไข้ ไอแห้ง เจ็บหน้าอก หายใจขัด หายใจล�าบาก Chest x-ray
พบ Mediastinum lymph node โต บางรายอาจมอี าการของเยอื่ หมุ้ สมองอกั เสบแลว้ เสยี ชวี ติ ภายในเวลา 24–48 ชว่ั โมง
รว่ มกับประวัตเิ สย่ี งหรอื การสัมผัสโรคอย่างนอ้ ย 1 ข้อ
- มีประวัตสิ มั ผัส เชน่ การช�าแหละ การฝงั ซาก สัตวท์ ี่ป่วยหรือตายโดยสงสัยโรคนก้ี อ่ นเรม่ิ มอี าการ 2-7 วัน
- มีประวตั ิการกินเนอ้ื สัตว์ทีป่ รงุ ไม่สกุ ทส่ี งสัยว่าป่วยหรอื ตายดว้ ยโรคนกี้ ่อนเร่ิมมอี าการ 18-48 ช่วั โมง
- หายใจเอาสปอร์ของเช้ือเข้าไป เช่น จากการประกอบอาชีพในโรงงานท�าผลิตภัณฑ์กระดูกป่น ขนสัตว์ หรือ
ทา� งานในห้องปฏบิ ัตกิ ารที่มกี ารตรวจเชื้อ Anthrax หรืออาจเกดิ จากการใช้สปอร์ของแอนแทรกซ์เปน็ อาวุธชีวภาพ
1.2 เกณฑท์ างหอ้ งปฏิบตั ิการ (Laboratory criteria)
1.2.1 การตรวจทางห้องปฏิบัตกิ ารทั่วไป (Presumptive diagnosis)
- การย้อมสีแกรมจากสิ่งส่งตรวจ เช่น แผล เลือด น้�าไขสันหลัง เลือด หรือสารคัดหล่ังทางเดินหายใจ
(ข้ึนอยู่กับอาการ) ติดสีแกรมบวก รูปร่างเป็นแท่งสี่เหล่ียมผืนผ้าเรียงต่อกันคล้ายปล้องไม้ไผ่ หรือพบสปอร์โดยการย้อม
ด้วยส ี Methylene blue
1.2.2 การตรวจทางห้องปฏบิ ตั ิการจา� เพาะ (Specific diagnosis)

การตรวจหาเช้อื /แอนติเจน/สารพนั ธุกรรมของเชือ้  (Pathogen identification)
- วิธีเพาะเชื้อจากแผล อุจจาระ น�้าไขสันหลัง เลือดหรือสารคัดหลั่งทางเดินหายใจ (ข้ึนอยู่กับอาการ)
และทดสอบคณุ สมบตั ิทางชีวเคม ี ใหผ้ ลบวกตอ่ เชือ้ Bacillus anthracis
- วธิ ี Polymerase chain reaction (PCR) พบสารพนั ธกุ รรมของเชอ้ื Bacillus anthracis

2. ประเภทผูป้ ว่ ย (Case classification)

2.1 ผปู้ ่วยสงสยั (Suspected case) หมายถึง ผู้ทม่ี อี าการตามเกณฑท์ างคลนิ กิ
2.2 ผู้ป่วยเข้าข่าย (Probable case) หมายถึง ผู้ที่มีอาการตามเกณฑ์ทางคลินิก และมีประวัติเส่ียง หรือมีประวัติ
เชือ่ มโยงทางระบาดวิทยากบั ผ้ปู ่วยยนื ยนั
2.3 ผู้ป่วยยืนยัน (Confirmed case) หมายถึง ผู้ที่มีอาการตามเกณฑ์ทางคลินิก และมีผลบวกตามเกณฑ์ทาง
ห้องปฏิบัติการจ�าเพาะขอ้ ใดขอ้ หน่ึง

96 นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย

3. การรายงานผูป้ ่วยตามระบบเฝา้ ระวงั โรค (Reporting criteria)
3.1 ให้รายงานต้ังแต่ผู้ป่วยสงสัย ในระบบเฝ้าระวังโรค (รง. 506) รหัสโรค 45 ด้วยรหัส ICD-10: A22 จ�าแนกรหัส
Complication type ดงั น้ี
1. Cutaneous anthrax (A22.0)
2. Pulmonary anthrax (A22.1)
3. Gastrointestinal anthrax (A22.2)
4. Anthrax sepsis (A22.7)
5. Other forms of anthrax (A22.8)
6. Anthrax, unspecified (A22.9)
3.2 ใหร้ ายงานผปู้ ว่ ยจากการสอบสวนผปู้ ว่ ยเฉพาะราย และการระบาดแบบเปน็ กลมุ่ กอ้ น ในระบบเฝา้ ระวงั เหตกุ ารณ์
(Event-based Surveillance System)

4. การตรวจสอบความถูกตอ้ งของข้อมลู (Verification)
- ผ้ปู ่วยรายเดียวกนั ทีถ่ กู รายงานภายใน 30 วัน ถือว่าเปน็ การรายงานซา�้ ซ้อน
- ตรวจสอบประวัติเส่ยี งของการสัมผสั โรค
- ต้องตรวจสอบ (Verify) ขอ้ มูลผู้ปว่ ยทุกรายท่ไี ดร้ ับรายงานว่าสงสัยโรคแอนแทรกซ์ขณะมชี วี ิตอย่แู ละ/หรอื เสยี ชีวิต

5. สอบสวนโรค (Epidemiology Investigation)
5.1 การสอบสวนผู้ป่วยเฉพาะราย (Case investigation) กรณีพบผู้ป่วยสงสัยทุกราย โดยเฉพาะผู้ป่วยรายแรก
ในพนื้ ท ี่ ควรดา� เนนิ การสอบสวนโรคในทนั ท ี เพอ่ื หาปจั จยั เสย่ี ง แหลง่ แพรโ่ รค และใหส้ ขุ ศกึ ษาในการปอ้ งกนั ควบคมุ โรค
5.2 การสอบสวนการระบาด (Outbreak investigation) กรณีพบผู้ป่วยสงสัยเป็นกลุ่มก้อนต้ังแต่ 2 รายข้ึนไป
ในตา� บลเดยี วกนั หรอื พน้ื ทใี่ กลเ้ คยี ง ภายใน 2 สปั ดาห ์ ใหร้ บี ดา� เนนิ การสอบสวนโรคในทนั ท ี เพอ่ื หาเชอื้ กอ่ โรคและสาเหตุ
ของการระบาด โดยให้ด�าเนินการตามเง่ือนไขการออกสอบสวนโรคของทีมปฏิบัติการสอบสวนโรค (Joint investigation
team: JIT) กองระบาดวทิ ยา กรมควบคมุ โรค ฉบบั ปจั จุบัน (ภาคผนวก)

6. หมายเหตุ (Remarks)
- ระยะฟักตวั ภายใน 12 ช่ัวโมง-7 วนั (Cutaneous anthrax ระยะฟกั ตัวอาจนานถึง 7 สปั ดาห์ แตพ่ บไดน้ อ้ ยมาก)
- กรณีตรวจยืนยันให้ท�าการขนส่งตัวอย่างภายใต้อุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส ยกเว้นขวด Hemoculture ไม่ต้อง
แช่เย็น ให้น�าส่งตรวจท่ีสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เท่านั้น เนื่องจากต้องเพาะเช้ือ
ในหอ้ งปฏิบตั ิการท่ีมีระดบั ความปลอดภัยสูง เพ่ือป้องกันการฟุ้งกระจายของเชอ้ื

7. เอกสารอา้ งองิ (References)
7.1 Hawker J, Begg N, Reintjes R, Ekdahl K, Edeghere O, Van Steenbergen JE. Anthrax. In Communicable
Disease Control and Health Protection Handbook, 4th Edition. Wiley-Blackwell, 2019. P 52-4.
7.2 David L Heymann. Anthrax. In Control of Communicable Diseases Manual. 20th Edition. Washington, DC:
Association American Public Health, 2014. p16.

นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อท่ีต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย 97



กลุ่มโรคตดิ เชอื้
ที่ป้องกนั ไดด้ ้วยวคั ซนี

ไข้หดั  (Measles)

ICD-10: B05, B05.0-B05.4, B05.8-B05.9

1. นิยามในการเฝ้าระวงั โรค (Case definition for surveillance)
1.1 เกณฑ์ทางคลนิ ิก (Clinical criteria)
มีไข้ ร่วมกับมีผื่นแดงชนิด Maculopapular rash และมีอาการอย่างใดอย่างหน่ึง ได้แก่ ไอ มีน้�ามูก ตาแดง
หรอื ตรวจรา่ งกายพบ Koplik’s spot
1.2 เกณฑ์ทางห้องปฏบิ ตั กิ าร (Laboratory criteria)
1.2.1 การตรวจวนิ จิ ฉัยทางหอ้ งปฏบิ ตั กิ ารทัว่ ไป (Presumptive diagnosis)
ไม่มี
1.2.2 การตรวจวนิ จิ ฉยั ทางหอ้ งปฏิบัติการจ�าเพาะ (Specific diagnosis)

การตรวจหาเช้ือ/แอนติเจน/สารพันธกุ รรมของเชอ้ื  (Pathogen identification)
- วิธี Polymerase chain reaction (PCR) โดยป้ายเชื้อจากคอหอย (Throat swab) หรือป้ายจมูก
(Nasal swab) พบสารพันธุกรรมของเช้ือไวรัสหัด โดยช่วงเวลาท่ีเหมาะสมต่อการเก็บตัวอย่าง คือ ภายใน 14 วัน
หลงั จากผืน่ ขึน้ และชว่ งเวลาทีด่ ีท่ีสุดคือ 5 วนั หลงั จากผน่ื ข้นึ
- วธิ เี พาะแยกเชอื้ ไวรสั (Viral isolation) โดยใชต้ วั อยา่ งเดยี วกนั กบั การตรวจดว้ ยวธิ ี PCR พบเชอ้ื ไวรสั หดั
โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการเก็บตัวอย่างคือ ภายใน 5 วนั หลงั จากผื่นขนึ้

การตรวจหาภูมิค้มุ กันของเชอื้  (Serology)
- วิธี Enzyme-linked immunosorbent assay (ELISA) เพ่ือตรวจหาภูมิคุ้มกันชนิด IgM ต่อเชื้อหัด
ในเลือด โดยห้องปฏิบัติการท่ีได้รับการรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบให้ผลบวกต่อเช้ือไวรัสหัด โดยช่วง
ระยะเวลาทเี่ หมาะสมตอ่ การเกบ็ ตวั อยา่ งคอื ภายใน 28 วนั ภายหลงั ผน่ื ขน้ึ ซงึ่ ภมู คิ มุ้ กนั ชนดิ IgM จะขน้ึ สงู สดุ ประมาณ 4 วนั
หลังจากผ่นื ข้นึ

2. ประเภทผปู้ ่วย (Case classification)
  อ้างองิ ตามโครงการก�าจัดโรคหัด หดั เยอรมนั  และหัดเยอรมันแต่กา� เนิดขององค์การอนามัยโลก
2.1 ผปู้ ว่ ยสงสยั (Suspected case) หมายถงึ ผทู้ มี่ ไี ข ้ และมผี น่ื แดงชนดิ Maculopapular rash หรอื แพทยส์ งสยั วา่
เปน็ โรคหดั
2.2 ผู้ป่วยยืนยันด้วยผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory-confirmed case) หมายถึง ผู้ป่วยสงสัย
และมผี ลบวกตามเกณฑท์ างหอ้ งปฏบิ ัตกิ ารจ�าเพาะข้อใดข้อหนึง่
2.3 ผู้ป่วยยืนยันทางระบาดวิทยา (Epidemiologically linked case) หมายถึง ผู้ป่วยสงสัยที่ไม่ได้รับการยืนยัน
ทางห้องปฏิบัติการ (ผลการตรวจเป็นลบ หรือไม่ได้เก็บตัวอย่าง) แต่จากการสอบสวนโรคพบมีประวัติเชื่อมโยงทางระบาด
วทิ ยากับผปู้ ่วยยืนยันดว้ ยผลการตรวจทางหอ้ งปฏบิ ตั กิ าร
2.4 ผู้ป่วยที่มีอาการเข้าได้กับโรคหัด (Clinically compatible measles) หมายถึง ผู้ที่มีอาการตามเกณฑ์
ทางคลินิกทไี่ ม่ใช่ผ้ปู ่วยยนื ยันด้วยผลการตรวจทางห้องปฏบิ ัติการหรือผปู้ ่วยยืนยนั ทางระบาดวทิ ยา
2.5 ผู้ป่วยไข้ออกผื่นที่ไม่ใช่หัด และหัดเยอรมัน (Non-measles non-rubella case) หมายถึง ผู้ป่วยสงสัย
ทีม่ ีผลการตรวจทางหอ้ งปฏิบัตกิ ารเป็นลบ หรือไมม่ ีความเชอื่ มโยงทางระบาดวิทยากับผู้ป่วยยืนยัน

100 นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย

3. การรายงานผปู้ ว่ ยตามระบบเฝา้ ระวงั โรค (Reporting criteria)
3.1 ให้รายงานตั้งแต่ผู้ป่วยสงสัย และให้เก็บตัวอย่างตรวจยืนยันเพ่ือหาภูมิคุ้มกันชนิด IgM ต่อเชื้อหัดด้วยวิธี ELISA
ทห่ี อ้ งปฏบิ ตั กิ ารทไี่ ดร้ บั การรบั รองจากกรมวทิ ยาศาสตรก์ ารแพทย ์ ศนู ยว์ ทิ ยาศาสตรก์ ารแพทย ์ หรอื กรมวทิ ยาศาสตรก์ ารแพทย์
ในผ้ปู ว่ ยสงสัยทุกราย โดยรายงานผา่ นทางฐานขอ้ มูลโครงการกา� จดั หดั (https://apps.doe.moph.go.th/measles/)
3.2 ให้รายงานผู้ป่วยจากการสอบสวนผู้ป่วยเฉพาะราย (กรณีเสียชีวิต) และการระบาดแบบเป็นกลุ่มก้อน ในระบบ
เฝ้าระวงั เหตุการณ์ (Event-based Surveillance System)

4. การตรวจสอบความถกู ต้องของขอ้ มลู (Verification)
- ต้องตรวจสอบ (Verify) ข้อมูลกรณีพบผู้ป่วยอายุตั้งแต่ 40 ปีข้ึนไป หรือเด็กอายุต�่ากว่า 9 เดือน และผู้ป่วยเสียชีวิต
ทกุ ราย

5. การสอบสวนโรค (Epidemiological investigation)
5.1 การสอบสวนผปู้ ว่ ยเฉพาะราย (Case investigation) กรณพี บผปู้ ว่ ยสงสยั ทกุ ราย ควรดา� เนนิ การสอบสวนโรค
ภายใน 48 ชวั่ โมง หลงั จากได้รับรายงาน และเกบ็ ตัวอย่างเลือดเพ่อื สง่ ตรวจหาภูมคิ ้มุ กนั ตอ่ เชื้อหดั ทุกราย
5.2 การสอบสวนการระบาด (Outbreak investigation) กรณีพบผู้ป่วยสงสัยเป็นกลุ่มก้อนต้ังแต่ 2 รายข้ึนไป
ภายใน 3 สัปดาห์ ในหมู่บ้าน ชุมชน หรือสถานท่ีท่ีมีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น เช่น โรงงาน โรงเรียน สถานศึกษา
เป็นต้น ให้สอบสวนการระบาดทุกเหตุการณ์ในทันที และควรเก็บตัวอย่างเลือด และ Throat swab หรือ Nasal swab
เพ่ือยืนยันเชื้อและสายพันธุ์ที่เป็นสาเหตุของการระบาดทุกเหตุการณ์ โดยหากเป็นการระบาดใหญ่ท่ีมีผู้ป่วยสงสัย
มากกว่า 20 ราย ให้เก็บตัวอย่างเลือดจากผู้ป่วยสงสัย ประมาณ 10–20 ตัวอย่าง และเก็บตัวอย่าง Throat swab หรือ
Nasal swab จ�านวน 5 ตัวอย่าง เพ่ือตรวจหาสายพนั ธ์ุของเชื้อ

6. หมายเหตุ (Remarks)
- ระยะฟกั ตวั 10-14 วนั (โดยเฉล่ีย 7-23 วัน)
- โรคหัดเป็นโรคท่ีต้องก�าจัดตามพันธสัญญานานาชาติ (Measles and rubella elimination and Congenital
Rubella Syndrome control) ที่องค์การอนามัยโลกและประเทศสมาชิกรวมถึงประเทศไทยได้ร่วมกันด�าเนินการมา
โดยมเี ปา้ หมายเพอื่ ไมใ่ หม้ ผี ปู้ ว่ ยโรคหดั ภายในประเทศไทย ดงั นนั้ นยิ ามการเฝา้ ระวงั จงึ มคี วามไวสงู เพอื่ ใหส้ ามารถตรวจจบั
ผปู้ ว่ ยไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ เพือ่ การสอบสวนและควบคมุ โรคที่ทนั เวลาป้องกันการแพรร่ ะบาดในวงกว้าง

7. เอกสารอา้ งอิง (References)
7.1 World Health Organization. Surveillance Guide for Vaccine-Preventable Diseases in the WHO
South-East Asia Region [Internet]. [cited 2019 Jul 1]. Available from: https://apps.who.int/iris/
handle/10665/277459

นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อท่ีต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย 101

ไข้หัดเยอรมนั  (Rubella) 

ICD-10: B05, B05.0-B05.4, B05.8-B05.9

1. นยิ ามในการเฝา้ ระวงั โรค (Case definition for surveillance)
1.1 เกณฑท์ างคลนิ ิก (Clinical criteria)
มีไข้ ร่วมกับมีผ่ืนแดงชนิด Maculopapular rash และมีอาการอย่างใดอย่างหน่ึง ได้แก่ ปวดข้อ ข้ออักเสบ
หรอื ต่อมน�้าเหลอื งโต
1.2 เกณฑ์ทางห้องปฏบิ ัตกิ าร (Laboratory criteria)
1.2.1 การตรวจวนิ ิจฉัยทางห้องปฏิบตั กิ ารท่ัวไป (Presumptive diagnosis)

ไมม่ ี
1.2.2 การตรวจวินจิ ฉยั ทางหอ้ งปฏิบตั กิ ารจ�าเพาะ (Specific diagnosis)

การตรวจหาเช้ือ/แอนตเิ จน/สารพนั ธกุ รรมของเชอ้ื  (Pathogen identification)
- วิธี Polymerase chain reaction (PCR) โดยป้ายเชื้อจากคอหอย (Throat swab) หรือป้ายจมูก
(Nasal swab) พบสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสหัดเยอรมัน โดยช่วงเวลาท่ีเหมาะสมต่อการเก็บตัวอย่าง คือ ภายใน 14 วัน
หลงั จากผ่นื ขน้ึ และชว่ งเวลาที่ดีทสี่ ดุ คือ 5 วันหลังจากผ่นื ขนึ้
- วิธีเพาะแยกเชื้อไวรัส (Viral isolation) โดยใช้ตัวอย่างเดียวกันกับการตรวจด้วยวิธี PCR พบเช้ือ
ไวรัสหดั เยอรมัน โดยชว่ งเวลาทีเ่ หมาะสมต่อการเก็บตวั อยา่ งคอื ภายใน 5 วนั หลังจากผืน่ ขน้ึ

การตรวจหาภูมิคุ้มกันของเช้ือ (Serology)
- วิธี Enzyme-linked immunosorbent assay (ELISA) เพ่ือตรวจหาภูมิคุ้มกันชนิด IgM
ต่อเช้ือหัดเยอรมันในเลือด โดยห้องปฏิบัติการท่ีได้รับการรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบให้ผลบวกต่อ
เช้ือไวรัสหัดเยอรมัน โดยช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมต่อการเก็บตัวอย่างคือ ภายใน 28 วันภายหลังผ่ืนข้ึน ซ่ึงภูมิคุ้มกัน
ชนดิ IgM จะขึ้นสูงสดุ ประมาณ 4 วันหลังจากผืน่ ขึ้น

2. ประเภทผูป้ ่วย (Case classification)
  อา้ งอิงตามโครงการก�าจัดโรคหดั  หัดเยอรมัน และหัดเยอรมันแต่กา� เนิดขององคก์ ารอนามยั โลก
2.1 ผปู้ ว่ ยสงสยั (Suspected case) หมายถงึ ผทู้ มี่ ไี ข ้ และมผี น่ื แดงชนดิ Maculopapular rash หรอื แพทยส์ งสยั วา่
เป็นโรคหัดเยอรมนั
2.2 ผู้ป่วยยืนยันด้วยผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory-confirmed case) หมายถึง ผู้ป่วยสงสัย
และมผี ลบวกตามเกณฑ์ทางห้องปฏบิ ตั ิการจ�าเพาะข้อใดขอ้ หนงึ่
2.3 ผู้ป่วยยืนยันทางระบาดวิทยา (Epidemiologically linked case) หมายถึง ผู้ป่วยสงสัยท่ีไม่ได้รับการยืนยัน
ทางหอ้ งปฏบิ ตั กิ าร (ผลการตรวจเปน็ ลบ หรอื ไมไ่ ดเ้ กบ็ ตวั อยา่ ง) แตจ่ ากการสอบสวนโรคมปี ระวตั เิ ชอื่ มโยงทางระบาดวทิ ยา
กับผู้ป่วยยนื ยนั ดว้ ยผลการตรวจทางห้องปฏบิ ตั กิ าร
2.4 ผู้ป่วยท่ีมีอาการเข้าได้กับโรคหัดเยอรมัน (Clinically compatible with rubella) หมายถึง ผู้ที่มีอาการ
ตามเกณฑท์ างคลินิกท่ีไมใ่ ชผ่ ูป้ ว่ ยยนื ยนั ดว้ ยผลการตรวจทางหอ้ งปฏบิ ตั กิ ารหรอื ผ้ปู ่วยยนื ยนั ทางระบาดวิทยา
2.5 ผปู้ ว่ ยไขอ้ อกผน่ื ทไ่ี มใ่ ชห่ ดั และหดั เยอรมนั (Non-measles non-rubella case) ผปู้ ว่ ยสงสยั ทมี่ ผี ลการตรวจ
ทางห้องปฏบิ ตั ิการเป็นลบ หรือไมม่ ปี ระวตั เิ ชื่อมโยงทางระบาดวทิ ยากบั ผู้ป่วยยืนยัน

102 นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อท่ีต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย

3. การรายงานผ้ปู ว่ ยตามระบบเฝา้ ระวงั โรค (Reporting criteria)
3.1 ให้รายงานตั้งแต่ผู้ป่วยสงสัย และให้เก็บตัวอย่างตรวจยืนยันเพ่ือหาภูมิคุ้มกันชนิด IgM ต่อเช้ือหัดเยอรมัน
ดว้ ยวธิ ี ELISA ทห่ี อ้ งปฏบิ ตั กิ ารทไี่ ดร้ บั การรบั รองจากกรมวทิ ยาศาสตรก์ ารแพทย ์ หรอื กรมวทิ ยาศาสตรก์ ารแพทยใ์ นผปู้ ว่ ย
สงสยั ทุกรายโดยรายงานผ่านทางฐานขอ้ มูลโครงการกา� จัดหดั (https://apps.doe.moph.go.th/measles/)
3.2 ให้รายงานผู้ป่วยจากการสอบสวนผู้ป่วยเฉพาะราย (กรณีเสียชีวิต) และการระบาดแบบเป็นกลุ่มก้อน ในระบบ
เฝา้ ระวงั เหตุการณ ์ (Event-based Surveillance System)

4. การตรวจสอบความถูกต้องของขอ้ มลู (Verification)
- ต้องตรวจสอบ (Verify) ข้อมูลกรณีพบผู้ป่วยอายุตั้งแต่ 40 ปีข้ึนไป หรือเด็กอายุต�่ากว่า 9 เดือน และผู้ป่วยเสียชีวิต
ทกุ ราย

5. การสอบสวนโรค (Epidemiological investigation)
5.1 การสอบสวนผปู้ ว่ ยเฉพาะราย (Case investigation) กรณพี บผปู้ ว่ ยสงสยั ทกุ ราย ควรดา� เนนิ การสอบสวนโรค
ภายใน 48 ชั่วโมง หลงั จากไดร้ ับรายงาน และเกบ็ ตวั อยา่ งเลอื ดเพือ่ ส่งตรวจหาภมู คิ ุ้มกนั ต่อเช้อื หดั เยอรมนั ทุกราย
5.2 การสอบสวนการระบาด (Outbreak investigation) กรณีพบผู้ป่วยสงสัยเป็นกลุ่มก้อ ต้ังแต่ 2 รายขึ้นไป
ภายใน 3 สัปดาห์ ในหมู่บ้าน ชุมชน หรือสถานท่ีที่มีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น เช่น โรงงาน โรงเรียน สถานศึกษา
เป็นต้น ให้สอบสวนการระบาดทุกเหตุการณ์ในทันที และควรเก็บตัวอย่างเลือด และ Throat swab หรือ Nasal swab
เพื่อยืนยันเชื้อและสายพันธุ์ท่ีเป็นสาเหตุของการระบาดทุกเหตุการณ์ โดยหากเป็นการระบาดใหญ่ที่มีผู้ป่วยสงสัย
มากกว่า 20 ราย ให้เก็บตัวอย่างเลือดจากผู้ป่วยสงสัย ประมาณ 10–20 ตัวอย่าง และเก็บตัวอย่าง Throat swab หรือ
Nasal swab จ�านวน 5 ตวั อย่าง เพอื่ ตรวจหาสายพันธุข์ องเช้อื

6. หมายเหตุ (Remarks)
- ระยะฟกั ตวั 14-18 วัน
- โรคหัดเยอรมันเป็นโรคท่ีต้องก�าจัดตามพันธสัญญานานาชาติ (Measles and rubella elimination and
congenital rubella syndrome control) ท่ีองค์การอนามัยโลกและประเทศสมาชิกรวมถึงประเทศไทยได้ร่วมกัน
ด�าเนินการมา โดยมีเป้าหมายเพื่อไม่ให้มีผู้ป่วยโรคหัดภายในประเทศไทย ดังนั้นนิยามการเฝ้าระวังจึงมีความไวสูง
เพอื่ ใหส้ ามารถตรวจจบั ผปู้ ว่ ยไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ เพอ่ื การสอบสวนและควบคมุ โรคทท่ี นั เวลาปอ้ งกนั การแพรร่ ะบาดในวงกวา้ ง

7. เอกสารอ้างองิ (References)
7.1 World Health Organization. Surveillance Guide for Vaccine-Preventable Diseases in the WHO
South-East Asia Region [Internet]. [cited 2019 Jul 1]. Available from: https://apps.who.int/iris/handle/
10665/277459

นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อท่ีต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย 103

ไข้หดั เยอรมันแตก่ า� เนดิ  (Congenital rubella syndrome: CRS)

ICD-10: P35

1. นยิ ามในการเฝ้าระวงั โรค (Case definition for surveillance)

1.1 เกณฑท์ างคลินิก (Clinical criteria)
เดก็ ทารกในชว่ งอายตุ า�่ กวา่ 1 ป ี ทตี่ รวจพบอาการผดิ ปกต ิ อยา่ งนอ้ ย 2 อาการ ในขอ้ ก. หรอื อยา่ งนอ้ ย 1 อาการ
ในขอ้ ก. และขอ้ ข. และไมไ่ ดม้ กี ารตรวจทางหอ้ งปฏบิ ตั กิ ารยนื ยนั วา่ เปน็ จากสาเหตอุ นื่ โดยอาการในขอ้ ก. และ ข. มดี งั น้ี
ก. ต้อกระจก ต้อหินแตก่ า� เนิด โรคหัวใจแตก่ �าเนิด การสญู เสยี การได้ยนิ หรอื Pigmentary retinopathy
ข. มีจ้�าเลือด ม้ามโต ศีรษะเล็กผิดปกติ พัฒนาการล่าช้า สมองและเย่ือหุ้มสมองอักเสบ ความผิดปกติ
ของกระดกู (Radiolucent bone disease) ตวั เหลืองท่ีเกดิ ภายใน 24 ช่ัวโมงหลงั คลอด
1.2 เกณฑท์ างห้องปฏบิ ตั ิการ (Laboratory criteria)
1.2.1 การตรวจวนิ ิจฉยั ทางหอ้ งปฏิบตั ิการทั่วไป (Presumptive diagnosis)

ไม่มี
1.2.2 การตรวจวนิ จิ ฉยั ทางหอ้ งปฏิบัติการจ�าเพาะ (Specific diagnosis)

การตรวจหาเช้อื /แอนติเจน/สารพันธกุ รรมของเชือ้  (Pathogen identification)
- วธิ ี Polymerase chain reaction (PCR) จากตวั อยา่ ง Throat swab/Nasal swab/นา้� ไขสนั หลงั /
เลอื ด/ปัสสาวะ พบสารพันธกุ รรมของเชือ้ ไวรสั หดั เยอรมัน
- วิธีเพาะแยกเช้ือไวรัส (Viral isolation) โดยใช้ตัวอย่างเดียวกันกับการตรวจด้วยวิธี PCR พบเชื้อ
ไวรสั หัดเยอรมนั

การตรวจหาภูมคิ มุ้ กนั ของเชอื้  (Serology)
- วิธี Enzyme-linked immunosorbent assay (ELISA) เพื่อตรวจหาภูมิคุ้มกันชนิด IgM ต่อเชื้อ
หัดเยอรมันในเลือด โดยห้องปฏิบัติการท่ีได้รับการรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบให้ผลบวก หรือตรวจพบ
ภูมิคุ้มกันชนิด IgG ในตัวอย่างเลือดที่เจาะอย่างน้อย 2 คร้ัง ห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน ในเด็กอายุ 6–12 เดือน โดยเด็ก
ไม่มีประวตั เิ คยไดร้ บั วัคซนี หัดเยอรมันมาก่อน

2. ประเภทผู้ปว่ ย (Case classification)

2.1 ผ้ปู ่วยสงสยั (Suspected case) แบง่ เป็น 2 กลมุ่ คือ
2.11 ผู้ทมี่ ีอาการตามเกณฑท์ างคลนิ กิ
2.12 ทารกท่ีคลอดจากมารดามปี ระวตั วิ ่าเปน็ หดั เยอรมนั ในขณะตง้ั ครรภ์
2.2 ผปู้ ว่ ยยนื ยนั โรคหดั เยอรมนั แตก่ า� เนดิ ดว้ ยผลการตรวจทางหอ้ งปฏบิ ตั กิ าร (Laboratory-confirmed case)
หมายถงึ ผ้ปู ่วยสงสยั และมีผลบวกตามเกณฑท์ างหอ้ งปฏิบัติการจ�าเพาะขอ้ ใดข้อหนึ่ง
2.3 ผปู้ ว่ ยเดก็ ทมี่ กี ารตดิ เชอ้ื หดั เยอรมนั แตก่ า� เนดิ (Congenital rubella infection: CRI) เดก็ ทารกทไ่ี มม่ อี าการ
เขา้ ไดก้ บั ผ้ปู ว่ ยข้อ ก. แตม่ ีผลบวกตามเกณฑท์ างห้องปฏิบตั กิ ารจ�าเพาะขอ้ ใดขอ้ หนง่ึ
2.4 ผู้ป่วยที่มีอาการเข้าได้กับโรคหัดเยอรมันแต่ก�าเนิด (clinically compatible CRS) หมายถึง ผู้ที่มีอาการ
ตามเกณฑท์ างคลนิ ิก
2.5 ผู้ป่วยที่ไม่ใช่หัดเยอรมันแต่ก�าเนิด (Discard) หมายถึงผู้ป่วยสงสัยที่มีอาการไม่ครบตามเกณฑ์ทางคลินิก และ
มีผลการตรวจทางหอ้ งปฏบิ ัตกิ ารเป็นลบ

104 นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อท่ีต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย

3. เกณฑ์การรายงานผ้ปู ว่ ยตามระบบเฝา้ ระวังโรค (Reporting criteria)
3.1 ใหร้ ายงานตงั้ แตผ่ ปู้ ว่ ยสงสยั และใหเ้ กบ็ ตวั อยา่ งตรวจยนื ยนั เพอื่ หาภมู คิ มุ้ กนั ชนดิ IgM ตอ่ เชอ้ื ไขห้ ดั ดว้ ยวธิ ี ELISA
ทห่ี อ้ งปฏบิ ตั กิ ารทไ่ี ดร้ บั การรบั รองจากกรมวทิ ยาศาสตรก์ ารแพทย ์ ศนู ยว์ ทิ ยาศาสตรก์ ารแพทย ์ หรอื กรมวทิ ยาศาสตรก์ ารแพทย์
ในผู้ปว่ ยสงสัยทุกราย โดยรายงานผา่ นทางฐานข้อมลู โครงการกา� จัดหดั (https://apps.doe.moph.go.th/measles/)
3.2 ให้รายงานต้ังแต่ผู้ป่วยสงสัย ในระบบเฝ้าระวังโรค (รง. 506) รหัสโรค 93 ด้วยรหัส ICD-10 : P35.0 จ�าแนกรหัส
Organism type ดงั นี้
1. Serology positive
2. Serology negative
3. PCR positive
4. PCR negative
5. Inconclusive
9. Unknown
3.3 ให้รายงานผู้ป่วยจากการสอบสวนผู้ป่วยเฉพาะราย (กรณีเสียชีวิต) และการระบาดแบบเป็นกลุ่มก้อน ในระบบ
เฝ้าระวังเหตกุ ารณ์ (Event-based Surveillance System)

4. การตรวจสอบความถกู ตอ้ งของข้อมลู (Verification)
- ต้องตรวจสอบ (Verify) ขอ้ มูลผปู้ ว่ ยทกุ รายท่มี ีการรายงาน

5. การสอบสวนโรค (Epidemiological investigation)

5.1 การสอบสวนผู้ป่วยเฉพาะราย (Case investigation) กรณีพบผู้ป่วยสงสัยทุกราย ให้ด�าเนินการเก็บตัวอย่าง
ตรวจยืนยนั อยา่ งเหมาะสม ดงั นี้

5.1.1 เก็บตัวอย่างซีร่ัมทันท ี ในกรณีท่ีเด็กมีอาการเข้าได้กับผู้ป่วยสงสัยเพ่ือตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อโรคหัดเยอรมัน
ชนิด IgM หากผลเลือดเป็นลบในครัง้ แรก ให้พจิ ารณาดังนี้
- กรณเี ดก็ อายุตา�่ กวา่ 6 เดือน และแพทย์ยงั สงสยั หดั เยอรมนั ใหเ้ จาะเลอื ดซ้�าอกี คร้ังหา่ งกันอย่างนอ้ ย
1 เดือน เพอ่ื ตรวจหา IgM
- กรณเี ดก็ อายรุ ะหวา่ ง 6 เดอื น–ตา่� กวา่ 12 เดอื น ใหเ้ จาะเลอื ดเพอ่ื ตรวจหาภมู คิ มุ้ กนั ชนดิ IgG หากผลเลอื ด
เป็นบวก ให้เก็บตัวอย่างเลอื ดซ้�าเพื่อตรวจภมู ิคุ้มกันชนดิ IgG คร้ังทีส่ อง โดยให้เกบ็ ตวั อยา่ งหา่ งกนั อยา่ งนอ้ ย 1 เดอื น
5.2 การสอบสวนการระบาด (Outbreak investigation)
- ไม่มี

6. หมายเหต ุ (Remarks)
- ระยะฟักตวั ของโรคไม่ชดั เจน เนอื่ งจากเป็นการติดเช้ือขณะตง้ั ครรภ์
- โรคหัดเยอรมันแต่ก�าเนิดเป็นโรคที่ต้องควบคุมตามพันธสัญญานานาชาติ ภายใต้โครงการ Measles and
rubella elimination and congenital rubella syndrome control ที่องค์การอนามัยโลกและประเทศสมาชิก
รวมถึงประเทศไทยได้ร่วมกันด�าเนินการมา โดยมีเป้าหมายเพื่อให้มีผู้ป่วยโรคหัดเยอรมันแต่ก�าเนิดในประเทศไทยต�่ากว่า
จ�านวนผู้ป่วยในปี 2553 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ดังน้ันนิยามการเฝ้าระวังจึงมีความไวสูงเพ่ือให้สามารถตรวจจับผู้ป่วย
ได้อยา่ งรวดเร็ว เพื่อการสอบสวนและควบคมุ โรคทที่ นั เวลาป้องกนั การแพร่ระบาดในวงกว้าง

นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อท่ีต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย 105

- เนื่องจากทารกท่ีป่วยด้วยหัดเยอรมันแต่ก�าเนิดสามารถแพร่กระจายเชื้อจากสารคัดหล่ังได้จนถึงอายุประมาณ 1 ปี
ดงั นนั้ องคก์ ารอนามยั โลกจงึ แนะนา� ใหม้ กี ารเกบ็ ตวั อยา่ งในผปู้ ว่ ยยนื ยนั หดั เยอรมนั แตก่ า� เนดิ เพอ่ื ตดิ ตามการแพรก่ ระจาย
ของเชอื้ ไวรสั โดยควรเกบ็ ตวั อยา่ งจากสารคดั หลง่ั เชน่ Throat swab/Nasal swab/Urine จนผลการตรวจหาสารพนั ธกุ รรม
ของเชือ้ ใหผ้ ลเป็นลบตดิ ต่อกนั อยา่ งน้อย 2 ครั้ง ในชว่ งเวลาห่างกัน 1 เดือน
7. เอกสารอ้างอิง (References)
7.1 World Health Organization. Surveillance Guide for Vaccine-Preventable Diseases in the WHO
South-East Asia Region [Internet]. [cited 2019 Jul 1]. Available from: https://apps.who.int/iris/handle/
10665/277459

106 นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อท่ีต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย

โรคคอตีบ (Diphtheria)

ICD-10: A36.0–A36.3, A36.8–A36.9

1. นยิ ามในการเฝ้าระวังโรค (Case definition for surveillance)

1.1 เกณฑท์ างคลนิ กิ (Clinical criteria)
มกี ารอกั เสบของระบบทางเดนิ หายใจสว่ นบน รว่ มกบั มแี ผน่ ฝา้ สขี าวปนเทา ตดิ แนน่ ทบ่ี รเิ วณทอนซลิ ถา้ ดงึ แผน่ ฝา้
สีขาวปนเทาออกมักจะมีเลือดออก (Adherent membrane) บางรายอาจมีอาการรุนแรง ได้แก่ ทางเดินหายใจอุดตัน
(Airway obstruction) คอบวม (Bull neck) กลา้ มเนอ้ื หวั ใจอกั เสบหรอื ปลายประสาทอกั เสบ (Myocarditis or Neuritis)
1.2 เกณฑท์ างห้องปฏบิ ัติการ (Laboratory criteria)
1.2.1 การตรวจทางหอ้ งปฏบิ ัติการทว่ั ไป (Presumptive diagnosis)

- การยอ้ มส ี Gram’s stain โดยปา้ ยเชอื้ จากคอหอย (Throat swab) หรอื ปา้ ยโพรงจมกู (Nasopharyngeal
swab) พบติดสีแกรมบวก ไม่มีสปอร์ ลักษณะเฉพาะของเช้ือ คือ มีรูปร่างแท่งคล้ายกระบอง เรียงตัวคล้ายรูปตัวอักษรจีน
ตวั L หรอื ตัว V (Gram-positive, Slender bacilli rod or Curved or Club-shapes)
1.2.2 การตรวจทางหอ้ งปฏบิ ตั กิ ารจา� เพาะ (Specific diagnosis)

การตรวจหาเช้อื /แอนตเิ จน/สารพันธกุ รรมของเช้อื  (Pathogen identification)
- วิธีเพาะแยกเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial culture) โดยป้ายเช้ือจากคอหอย (Throat swab) หรือป้าย
โพรงจมกู (Nasopharyngeal swab) พบเชอ้ื Corynebacterium diphtheriae
- การตรวจ Phenotypic Elek’s test เป็น Toxigenicity test เพื่อยืนยันการสร้าง Diphtheria toxin
ของเช้ือ (Toxigenic corynebacterium)
- วธิ ี Polymerase chain reaction (PCR) เปน็ Virulence test เพอ่ื ตรวจหา Toxin gene

2. ประเภทผ้ปู ่วย (Case classification)

2.1 ผ้ปู ว่ ยสงสัย (Suspected case) หมายถึง ผูท้ ี่มีอาการตามเกณฑ์ทางคลนิ ิก
2.2 ผู้ป่วยเข้าข่าย (Probable case) หมายถึง ผู้ที่มีอาการตามเกณฑ์ทางคลินิก และมีประวัติเช่ือมโยงทาง
ระบาดวิทยากับผู้ปว่ ยยนื ยันหรือพาหะ (ผู้ติดเชือ้ ทีไ่ มม่ อี าการ/มีอาการไมเ่ ข้ากับนิยามผปู้ ว่ ยสงสยั )
2.3 ผู้ป่วยยืนยัน (Confirmed case) หมายถึง ผู้ท่ีมีอาการตามเกณฑ์ทางคลินิก และมีผลบวกตามเกณฑ์
ทางห้องปฏิบตั ิการจา� เพาะขอ้ ใดขอ้ หน่งึ และมีผลการตรวจการสร้างสารพษิ เปน็ ผลบวก

3. การรายงานผปู้ ่วยตามระบบเฝ้าระวังโรค (Reporting criteria)

3.1 ให้รายงานต้ังแต่ผู้ป่วยสงสัย ในระบบเฝ้าระวังโรค (รง. 506) รหัสโรค 23 ด้วยรหัส ICD-10: A36.0–A36.3,
A36.8–A36.9 จ�าแนกรหสั Organism type ดังน้ี
1. Culture: Positive, Toxin: Positive
2. Culture: Positive, Toxin: Negative
3. Culture: Negative
4. No sample/Specimen collection
ผทู้ เ่ี ปน็ พาหะควรจัดทา� ทะเบยี นไว้ เพอื่ การตดิ ตามพาหะ โดยไม่ตอ้ งรายงานเขา้ สรู่ ะบบรายงาน 506

นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย 107

3.2 ให้รายงานการสอบสวนผู้ป่วยเฉพาะราย และการระบาดแบบเป็นกลุ่มก้อน ในระบบเฝ้าระวังเหตุการณ์
(Event-based Surveillance System)
4. การตรวจสอบความถกู ต้องของขอ้ มูล (Verification)
- ผู้ป่วยรายเดียวกนั ทถี่ กู รายงานซา�้ ภายใน 1 ปี ถือวา่ เป็นการรายงานซา�้ ซอ้ น
- ตอ้ งตรวจสอบ (Verify) ขอ้ มลู ผูป้ ว่ ยคอตีบทีม่ ีอายมุ ากกว่า 60 ป ี ทุกราย
5. การสอบสวนโรค (Epidemiological investigation)
5.1 การสอบสวนผู้ป่วยเฉพาะราย (Case investigation) กรณีพบผู้ป่วยสงสัยหรือผู้ป่วยเสียชีวิตทุกราย
ใหด้ �าเนนิ การสอบสวนโรคภายใน 24 ช่วั โมง นบั จากวันรบั แจ้ง เพ่ือหาปัจจยั เสี่ยง แหลง่ แพรโ่ รค ยนื ยันการวนิ ิจฉยั ค้นหา
ผสู้ มั ผสั ใกลช้ ดิ และใหส้ ขุ ศกึ ษาในการปอ้ งกนั ควบคมุ โรค ควรตรวจยนื ยนั ผลทางหอ้ งปฏบิ ตั กิ าร และสง่ รายงานการสอบสวน
ผ้ปู ว่ ยเฉพาะรายให้แกก่ องระบาดวทิ ยา ผ่านระบบเฝา้ ระวังเหตุการณ ์ (Event-based Surveillance System)
5.2 การสอบสวนการระบาด (Outbreak investigation) กรณีพบผู้ป่วยยืนยันเป็นกลุ่มก้อน ตั้งแต่ 2 รายขึ้นไป
ในพนื้ ที่เดียวกัน หรอื อยใู่ กล้เคยี งกัน ให้ท�าการสอบสวนการระบาดภายใน 24 ช่ัวโมง นบั จากวันรับแจ้ง เพอื่ หาเชอื้ ก่อโรค
และสาเหตุของการระบาด โดยให้ด�าเนินการตามเงื่อนไขการออกสอบสวนโรคของทีมปฏิบัติการสอบสวนโรค (Joint
investigation team: JIT) กองระบาดวทิ ยา กรมควบคุมโรค ฉบบั ปจั จบุ นั (ภาคผนวก)
6. หมายเหต ุ (Remarks)
- ระยะฟักตัว 2-5 วนั
- การอักเสบของระบบทางเดินหายใจส่วนบน คือ มีไข้ เจ็บคอ ปวด/บวม/แดง/ร้อนในช่องคอ ทอนซิล กล่องเสียง
คอหอย โพรงจมูก
- ควรนา� สง่ ตวั อยา่ ง เพอ่ื ตรวจทางหอ้ งปฏบิ ตั กิ ารภายใน 24 ชวั่ โมงทอ่ี ณุ หภมู หิ อ้ ง ถา้ ไมส่ ามารถนา� สง่ ไดใ้ หเ้ กบ็ ตวั อยา่ ง
ในตู้เย็น (4 องศาเซลเซียส) ส่งตรวจได้ท่ีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ สถาบันวิจัย
วทิ ยาศาสตรส์ าธารณสขุ โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทว่ั ไป และโรงพยาบาลชมุ ชนขนาดใหญ่

108 นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อท่ีต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย

7. เอกสารอา้ งอิง (References)
7.1 World Health Organization. Vaccine–Preventable Diseases Surveillance Standards; Diphtheria.
2018: 1-15.
7.2 World Health Organization. Review of the Epidemiology of Diphtheria 2000-2016 [Internet].
[cited 2018 Dec 1]. Available from: http://www.who.int/immunization/sage/meetings/2017/april/
1_Final_report_Clarke_april3.pdf?ua=1
7.3 World Health Organization. Diphtheria reported cases [Internet]. [cited 2018 Dec 1].
Available from: http://apps.who.int/immunization_monitoring/globalsummary/timeseries/tsincidencediph-
theria.html
7.4 กองโรคป้องกันด้วยวัคซีน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการด�าเนินงานเม่ือพบผู้ป่วยสงสัย
โรคคอตีบและการสรา้ งเสรมิ ภูมคิ ้มุ กนั โรค (ฉบับปรบั ปรุง กนั ยายน 2560).
7.5 ส�านักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อ
ท่ีต้องเฝ้าระวัง ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 [อินเทอร์เน็ต]. [เข้าถึงเมื่อ 7 มกราคม 2562]. เข้าถึงได้จาก:
http://odpc8.ddc.moph.go.th/upload_epi_article/dWoQeKhEGHvLqR1IfCYF.pdf
7.6 สถาบนั วจิ ยั วทิ ยาศาสตรส์ าธารณสขุ กรมวทิ ยาศาสตรก์ ารแพทย.์ คมู่ อื การเกบ็ ตวั อยา่ งและการสง่ ตรวจสถาบนั วจิ ยั
วทิ ยาศาสตรส์ าธารณสขุ (NIH 001). พมิ พค์ รงั้ ท ี่ 1. กรงุ เทพมหานคร: บรษิ ทั เทก็ ซ ์ แอนด ์ เจอรน์ ลั พบั ลเิ คชน่ั จา� กดั ; 2559.

นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย 109

โรคคางทูม (Mumps)

ICD-10: B26.0–B26.3, B26.8–B26.9

1. นิยามในการเฝ้าระวงั โรค (Case definition for surveillance)
1.1. เกณฑท์ างคลนิ ิก (Clinical criteria)
ตอ่ มนา้� ลายปวดบวมอยา่ งเฉยี บพลนั อยา่ งนอ้ ย 2 วนั ขน้ึ ไป โดยหาสาเหตไุ มไ่ ด ้ มกั พบการอกั เสบบรเิ วณตอ่ มนา�้ ลาย
ใต้กกหู หรือบริเวณหน้าหูอาจจะเป็น 1–2 ข้าง บางรายอาจพบว่ามีอัณฑะอักเสบ (Orchitis) หรือรังไข่อักเสบ
(Oophoritis) รว่ มด้วย
1.2 เกณฑ์ทางหอ้ งปฏิบตั ิการ (Laboratory criteria)
1.2.1 การตรวจทางห้องปฏิบตั ิการทั่วไป (Presumptive diagnosis)
ไม่มี
1.2.2 การตรวจทางห้องปฏบิ ตั กิ ารจา� เพาะ (Specific diagnosis)

การตรวจหาเชื้อ/แอนตเิ จน/สารพนั ธกุ รรมของเชอ้ื  (Pathogen identification)
- วิธี Polymerase chain reaction (PCR) โดยป้ายเช้ือบริเวณกระพุ้งแก้ม (Buccal swab)
ป้ายจากคอหอย (Throat swab) ป้ายจมูก (Nasal swab) หรือเก็บตัวอย่างน้�าอสุจิ (Semen) (เฉพาะผู้ป่วยเพศชาย
ที่มอี าการอัณฑะอักเสบ) ภายใน 5 วนั นับจากวันเรมิ่ ปว่ ย พบสารพนั ธกุ รรมของเชอื้ ไวรสั คางทมู (Mumps virus)
- วิธีเพาะแยกเช้ือไวรัส (Viral isolation) จากตัวอย่าง Buccal swab และ Semen โดยช่วงเวลา
ท่ีเหมาะสมคือ ภายใน 5 วันแรกหลังจากมีอาการต่อมน�้าลายหรืออัณฑะอักเสบ โดยสามารถแยกเชื้อไวรัสคางทูม
(Mumps virus) ได้

การตรวจหาภมู ิคุ้มกันของเชื้อ (Serology)
- วิธี Enzyme-linked immunosorbent assay (ELISA) จากตัวอย่างพลาสมา (Plasma) หรือซีร่ัม
(Serum) โดยช่วงเวลาที่เหมาะสม คือ เก็บตัวอย่างในระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือนหลังเริ่มป่วย (ควรเก็บตัวอย่าง Serum
ในวันท ่ี 10–30 นับจากวนั เรม่ิ ปว่ ย) ตรวจพบ Mumps IgM ให้ผลบวก
2. ประเภทผปู้ ่วย (Case classification)
2.1 ผปู้ ว่ ยสงสยั (Suspected case) หมายถึง ผู้ทีม่ อี าการตามเกณฑท์ างคลินิก
2.2 ผู้ป่วยเข้าข่าย (Probable case) หมายถึง ผู้ที่มีอาการตามเกณฑ์ทางคลินิก และมีประวัติเชื่อมโยงทาง
ระบาดวิทยากับผูป้ ว่ ยยนื ยนั
2.3 ผู้ป่วยยืนยัน (Confirmed case) หมายถึง ผู้ที่มีอาการตามเกณฑ์ทางคลินิก และมีผลบวกตามเกณฑ์
ทางหอ้ งปฏบิ ัติการจา� เพาะข้อใดข้อหนงึ่

110 นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย

3. การรายงานผ้ปู ่วยตามระบบเฝา้ ระวังโรค (Reporting criteria)
3.1 ให้รายงานตั้งแต่ผู้ป่วยสงสัย ในระบบเฝ้าระวังโรค (รง. 506) รหัสโรค 52 ด้วยรหัส ICD-10: B26.0–B26.3,
B26.8–B26.9 จ�าแนกรหัส Organism type ดังน้ี
1. Mumps virus
2. IgM/IgG positive
9. Unknown

4. การตรวจสอบความถกู ตอ้ งของข้อมลู (Verification)
- ผู้ปว่ ยรายเดยี วกนั ท่ีถูกรายงานซ้�า ถอื วา่ เป็นการรายงานซา้� ซอ้ น เนื่องจากเป็นโรคไดค้ ร้งั เดียวในชวี ิต
- ต้องตรวจสอบ (Verify) ขอ้ มูลผู้ป่วยทุกรายท่มี ีอายมุ ากกวา่ 60 ปี และกรณผี ู้ปว่ ยเสยี ชีวิต

5. การสอบสวนโรค (Epidemiological investigation)
5.1 การสอบสวนผู้ป่วยเฉพาะราย (Case investigation) กรณีพบผู้ป่วยยืนยันที่มีภาวะแทรกซ้อนส�าคัญ เช่น
หชู น้ั ในอกั เสบ สมองอกั เสบ เยอ่ื หมุ้ หวั ใจอกั เสบ และกรณผี ปู้ ว่ ยเสยี ชวี ติ เพอื่ หาปจั จยั เสย่ี งแหลง่ แพรโ่ รค และใหส้ ขุ ศกึ ษา
ในการปอ้ งกนั โรค
5.2 การสอบสวนการระบาด (Outbreak investigation) กรณีพบผู้ป่วยสงสัยเป็นกลุ่มก้อนตั้งแต่ 2 รายข้ึนไป
ในสถานท่เี ดียวกนั หรือมคี วามเชือ่ มโยงกนั ภายใน 1 เดือน เพอื่ หาเชอ้ื กอ่ โรคและสาเหตขุ องการระบาด โดยใหด้ า� เนินการ
ตามเง่ือนไขการออกสอบสวนโรคของทีมปฏิบัติการสอบสวนโรค (Joint investigation team: JIT) กองระบาดวิทยา
กรมควบคุมโรค ฉบับปัจจุบัน (ภาคผนวก)

6. หมายเหตุ (Remarks)
- ระยะฟักตัว 12-25 วนั

7. เอกสารอา้ งอิง (References)
7.1 ศูนย์กฎหมาย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558. พิมพ์ครั้งที่ 5.
กรงุ เทพมหานคร: จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั ; 2560.
7.2 ส�านักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. นิยามโรคติดเชื้อ ประเทศไทย. นนทบุรี: โรงพิมพ์
องคก์ ารรับสง่ สินค้าและพสั ดภุ ัณฑ์; 2546.
7.3 Centers for Disease Control and Prevention. Mumps 2012 Case Definition [Internet]. [cited
2019 Aug 13]. Available from: https://wwwn.cdc.gov/nndss/conditions/mumps/case-definition/2012/

นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อท่ีต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย 111

โรคบาดทะยัก (Tetanus)

ICD–10: A34, A35

1. นิยามในการเฝา้ ระวงั โรค (Case definition for surveillance)
1.1 เกณฑท์ างคลนิ ิก (Clinical criteria)
ผทู้ ีม่ ีอายมุ ากกว่า 28 วัน และมอี าการอยา่ งน้อย 1 อาการ ดังน ี้
- กล้ามเน้ือขากรรไกรและกล้ามเน้ือคอหดเกร็งอย่างเฉียบพลัน (Muscular contraction) ท�าให้ขากรรไกรแข็ง
และคอแข็ง
- กลา้ มเนอื้ เกร็งท่วั รา่ งกาย (Muscle spasm) โดยไม่มีสาเหตุอื่น ๆ ทางการแพทย์
- หน้ายิ้มแสยะ (Risus sardonicus)
1.2 เกณฑ์ทางห้องปฏิบัตกิ าร (Laboratory criteria)
1.2.1 การตรวจทางห้องปฏิบตั ิการทั่วไป (Presumptive diagnosis)
ไม่มี
1.2.2 การตรวจทางห้องปฏิบตั กิ ารจา� เพาะ (Specific diagnosis)

การตรวจหาเชอื้ /แอนติเจน/สารพนั ธกุ รรมของเชื้อ (Pathogen identification)
- วิธีเพาะแยกเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial culture) จากตัวอย่างเชื้อบริเวณก้นแผล ซึ่งอยู่ลึกลงไป
ใต้ผิวหนัง ใส่ใน Stuart transport media หรือภาชนะท่ีมีฝาปิด เนื่องจากเช้ือก่อโรคบาดทะยักเป็นแบคทีเรียชนิด
ไม่ต้องการอากาศ (Anaerobic bacteria) พบเชื้อ Clostridium tetani
หมายเหตุ : ความไวของการตรวจดว้ ยวิธีเพาะเชือ้ คอ่ นข้างต�่า ประมาณรอ้ ยละ 30 ถ้าเกบ็ ตวั อยา่ งไมล่ ึกพอเชื้อท่ตี รวจพบ
อาจจะเปน็ เชอ้ื ทอ่ี ยใู่ นธรรมชาต ิ เพราะผวิ หนงั ปกตขิ องคนเราอาจมเี ชอื้ บาดทะยกั ทส่ี ามารถเจรญิ อยไู่ ด ้ จงึ อาจจะไมไ่ ดเ้ ปน็
สาเหตุของบาดทะยักในครงั้ นั้น

2. ประเภทผูป้ ว่ ย (Case classification)
2.1 ผ้ปู ว่ ยสงสยั (Suspected case) หมายถึง ผทู้ มี่ ีอาการตามเกณฑ์ทางคลนิ ิก
2.2 ผปู้ ว่ ยเขา้ ขา่ ย (Probable case) หมายถงึ ผทู้ มี่ อี าการตามเกณฑท์ างคลนิ กิ และมปี ระวตั เิ สยี่ ง เชน่ ถกู ของมคี มบาด
ถกู สัตว์กัด มบี าดแผล หรือสัมผัสดิน
2.3 ผู้ป่วยยืนยัน (Confirmed case) หมายถึง ผู้ที่มีอาการตามเกณฑ์ทางคลินิก และมีผลบวกตามเกณฑ์
ทางหอ้ งปฏิบตั ิการจา� เพาะ

3. เกณฑก์ ารรายงานผปู้ ว่ ยตามระบบเฝ้าระวงั โรค (Reporting criteria)
3.1 ให้รายงานต้ังแต่ผู้ป่วยสงสัย ในระบบเฝ้าระวังโรค (รง. 506) รหัสโรค 25 ด้วยรหัส ICD-10: A34 (Obstetrical
tetanus) และ A35 (Other tetanus)
3.2 ใหร้ ายงานผปู้ ว่ ยจากการสอบสวนผปู้ ว่ ยเฉพาะราย และการระบาดแบบเปน็ กลมุ่ กอ้ น ในระบบเฝา้ ระวงั เหตกุ ารณ์
(Event-based Surveillance System)

112 นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย

4. การตรวจสอบความถกู ต้องของข้อมูล (Verification)
- ตอ้ งตรวจสอบ (Verify) ขอ้ มลู ผปู้ ว่ ยทุกรายท่ีได้รบั รายงานวา่ ป่วยด้วยโรคบาดทะยกั และเสียชีวติ

5. การสอบสวนโรค (Epidemiological investigation)
5.1 การสอบสวนผู้ปว่ ยเฉพาะราย (Case investigation) กรณีพบผู้ปว่ ยสงสยั หรือเสียชีวิตทุกราย ใหด้ า� เนินการ
สอบสวนโรค เพือ่ หาปัจจัยเสี่ยง แหล่งแพร่โรค และให้สขุ ศึกษาในการป้องกันโรค
5.2 การสอบสวนการระบาด (Outbreak investigation) กรณีพบผู้ป่วยยืนยันเป็นกลุ่มก้อนต้ังแต่ 2 รายขึ้นไป
เพื่อหาเชื้อก่อโรคและสาเหตุของการระบาด โดยให้ด�าเนินการตามเงื่อนไขการออกสอบสวนโรคของทีมปฏิบัติการ
สอบสวนโรค (Joint investigation team: JIT) กองระบาดวทิ ยา กรมควบคุมโรค ฉบบั ปจั จบุ นั (ภาคผนวก)

6. หมายเหต ุ (Remarks)
- ระยะฟักตัว 3-21 วนั (โดยเฉล่ยี 8 วัน)

7. เอกสารอ้างอิง (References)
7.1 World Health Organization. Nonneonatal Tetanus Last updated: September 5, 2018 [Internet].
[cited 2018 Nov 11]. Available from: https://who.int/immunization/monitoring_surveillance/burden/vpd/
WHO_SurveillanceVaccinePreventable_15_NonneonatalTetanus_R2.pdf
7.2 World Health Organization. Vaccine Preventable Diseases Surveillance Standards [Internet].
[cited 2018 Nov 11]. Available from: https://www.who.int/immunization/monitoring_surveillance/burden/
vpd/standards/en/
7.3 ส�านักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อ
ท่ีต้องเฝ้าระวัง ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 [อินเทอร์เน็ต]. [เข้าถึงเมื่อ 3 ธันวาคม 2561]. เข้าถึงได้จาก:
http://odpc8.ddc.moph.go.th/upload_epi_article/dWoQeKhEGHvLqR1IfCYF.pdf

นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย 113

โรคบาดทะยกั ในเด็กแรกเกิด (Neonatal tetanus)

ICD–10: A33

1. นยิ ามในการเฝา้ ระวงั โรค (Case definition for surveillance)
1.1 เกณฑท์ างคลินกิ (Clinical criteria)
ทารกอายรุ ะหว่าง 3–28 วนั ทีไ่ ม่ดูดนม และมีอาการคอแข็ง หลังแข็ง ชักเกร็งเมอ่ื มสี ่ิงมากระตนุ้
1.2 เกณฑท์ างหอ้ งปฏิบัติการ (Laboratory criteria)
1.2.1 การตรวจทางห้องปฏิบัติการทั่วไป (Presumptive diagnosis)
ไมม่ ี
1.2.2 การตรวจทางห้องปฏบิ ตั ิการจา� เพาะ (Specific diagnosis)

การตรวจหาเช้ือ/แอนติเจน/สารพันธุกรรมของเช้ือ (Pathogen identification)
- วธิ เี พาะแยกเชอ้ื แบคทเี รยี (Bacterial culture) โดยเกบ็ ตวั อยา่ งจากกน้ แผลซง่ึ อยลู่ กึ ลงไปใตผ้ วิ หนงั
ใสใ่ น Stuart transport media หรอื ภาชนะทม่ี ฝี าปดิ เนอ่ื งจากเชอ้ื กอ่ โรคบาดทะยกั เปน็ แบคทเี รยี ชนดิ ไมต่ อ้ งการอากาศ
(Anaerobic bacteria) พบเชอ้ื Clostridium tetani
หมายเหต ุ : ความไวของการตรวจด้วยวิธีเพาะเช้อื ค่อนขา้ งต่�า ประมาณรอ้ ยละ 30 ถา้ เก็บตวั อย่างไม่ลึกพอเชื้อทีต่ รวจพบ
อาจจะเปน็ เชอ้ื ทอี่ ยใู่ นธรรมชาต ิ เพราะผวิ หนงั ปกตขิ องคนเราอาจมเี ชอ้ื บาดทะยกั ทสี่ ามารถเจรญิ อยไู่ ด ้ จงึ อาจจะไมไ่ ดเ้ ปน็
สาเหตขุ องบาดทะยกั ในครง้ั นั้น

2. ประเภทผู้ป่วย (Case classification)
2.1 ผูป้ ่วยสงสยั (Suspected case) หมายถึง ผทู้ ี่มอี าการตามเกณฑท์ างคลนิ กิ
2.2 ผู้ป่วยเข้าข่าย (Probable case) หมายถึง ผู้ที่มีอาการตามเกณฑ์ทางคลินิก และมีประวัติในข้ันตอนช่วยคลอด
มกี ารตดั สายสะดือ โดยไม่ใช้เทคนิคปราศจากเชื้อ (Non-sterile technique)
2.3 ผู้ป่วยยืนยัน (Confirmed case) หมายถึง ผู้ที่มีอาการตามเกณฑ์ทางคลินิก และมีผลบวกตามเกณฑ์
ทางหอ้ งปฏบิ ัติการจา� เพาะ

3. เกณฑ์การรายงานผู้ป่วยตามระบบเฝา้ ระวงั โรค (Reporting criteria)
3.1 ให้รายงานตั้งแต่ผู้ป่วยสงสัย ในระบบเฝ้าระวังโรค (รง. 506) รหัสโรค 53 ด้วยรหัส ICD-10: A33 (Tetanus
neonatorum)
3.2 ใหร้ ายงานผปู้ ว่ ยจากการสอบสวนผปู้ ว่ ยเฉพาะราย และการระบาดแบบเปน็ กลมุ่ กอ้ น ในระบบเฝา้ ระวงั เหตกุ ารณ์
(Event-based Surveillance System)

4. การตรวจสอบความถกู ตอ้ งของขอ้ มลู (Verification)
- ตอ้ งตรวจสอบ (Verify) ขอ้ มลู ผูป้ ว่ ยทุกรายที่ไดร้ บั รายงานว่าปว่ ยดว้ ยโรคบาดทะยักแตก่ �าเนิดและเสยี ชีวิต

114 นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อท่ีต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย

5. การสอบสวนโรค (Epidemiological investigation)
5.1 การสอบสวนผู้ป่วยเฉพาะราย (Case investigation) กรณีพบผู้ป่วยสงสัยหรือผู้ป่วยเสียชีวิตทุกราย
ให้ด�าเนินการสอบสวนโรคภายใน 24 ช่ัวโมง นับจากวันรับแจ้ง เพ่ือหาปัจจัยเส่ียง แหล่งแพร่โรค ผู้สัมผัสใกล้ชิด และ
ให้สุขศกึ ษาในการปอ้ งกนั ควบคุมโรค
5.2 การสอบสวนการระบาด (Outbreak investigation) กรณีพบผู้ป่วยยืนยันเป็นกลุ่มก้อน ตั้งแต่ 2 รายขึ้นไป
ให้ท�าการสอบสวนการระบาดภายใน 24 ช่ัวโมง นับจากวันรับแจ้งข่าวการระบาด เพ่ือหาเชื้อก่อโรคและสาเหตุของ
การระบาดโดยให้ด�าเนินการตามเง่ือนไขการออกสอบสวนโรคของทีมปฏิบัติการสอบสวนโรค (Joint investigation
team: JIT) กองระบาดวิทยา กรมควบคมุ โรค ฉบับปัจจุบัน (ภาคผนวก)

6. หมายเหต ุ (Remarks)
- ระยะฟกั ตัว 3-10 วัน

7. เอกสารอา้ งอิง (References)
7.1 World Health Organization. Nonneonatal Tetanus Last updated: September 5, 2018 [Internet].
[cited 2018 Nov 11]. Available from: https://who.int/immunization/monitoring_surveillance/burden/vpd/
WHO_SurveillanceVaccinePreventable_15_NonneonatalTetanus_R2.pdf
7.2 ส�านักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อ
ที่ต้องเฝ้าระวัง ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 [อินเทอร์เน็ต]. [เข้าถึงเมื่อ 3 ธันวาคม 2561]. เข้าถึงได้จาก:
http://odpc8.ddc.moph.go.th/upload_epi_article/dWoQeKhEGHvLqR1IfCYF.pdf

นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย 115

โรคโปลิโอ (Poliomyelitis)

ICD–10: A80.0-A80.4, A80.9

1. นยิ ามในการเฝ้าระวังโรค (Case definition for surveillance)
1.1 เกณฑ์ทางคลินิก (Clinical criteria)
มีไข้ ร่วมกับมีอาการอัมพาตของกล้ามเน้ือแบบอ่อนปวกเปียกอย่างเฉียบพลันของแขนหรือขา ตั้งแต่หนึ่งข้าง
ข้ึนไป ซ่ึงอาการอัมพาตท่ีเกิดขึ้นบริเวณแขนทั้งสองข้างหรือขาท้ังสองข้างจะไม่เท่ากัน เว้นแต่ในรายที่มีอาการข้ันรุนแรง
ตรวจรา่ งกายมักไม่พบการสูญเสียความรสู้ กึ (No sensory loss)
1.2 เกณฑ์ทางหอ้ งปฏบิ ัติการ (Laboratory criteria)
1.2.1 การตรวจทางหอ้ งปฏบิ ตั กิ ารท่ัวไป (Presumptive diagnosis)
ไม่มี
1.2.2 การตรวจทางหอ้ งปฏิบตั กิ ารจา� เพาะ (Specific diagnosis)

การตรวจหาเช้ือ/แอนติเจน/สารพนั ธุกรรมของเชือ้  (Pathogen identification) 
- วิธี Polymerase chain reaction (PCR) โดยเก็บตัวอย่างอุจจาระปริมาณ 8 กรัม (ประมาณ
2 นิ้วหัวแม่มือผู้ใหญ่) จ�านวน 2 ตัวอย่าง ห่างกันอย่างน้อย 24 ช่ัวโมง เก็บภายใน 14 วัน หลังเร่ิมมีอาการอัมพาต ส่งท่ี
หอ้ งปฏบิ ตั กิ ารของสถาบนั วจิ ยั วทิ ยาศาสตรส์ าธารณสขุ (NIH) กรมวทิ ยาศาสตรก์ ารแพทย ์ โดยระบบลกู โซค่ วามเยน็ (Cold
chain) เพ่ือตรวจหาสารพันธุกรรมของเช้ือไวรัสโปลิโอทั้งสายพันธุ์ก่อโรคตามธรรมชาติ (Wild Poliovirus) และเชื้อไวรัส
โปลโิ อชนิดมาจากวคั ซนี (Vaccine-derived poliovirus: VDPV)
- วิธีเพาะแยกเช้ือไวรัส (Viral isolation) จากตัวอย่างอุจจาระ พบเช้ือไวรัสโปลิโปสายพันธุ์ก่อโรค
ตามธรรมชาต ิ (Wild poliovirus) หรอื พบเชื้อไวรสั โปลิโอชนิดมาจากวัคซีน (Vaccine-derived poliovirus: VDPV)

2. ประเภทผู้ป่วย (Case classification)
2.1 ผปู้ ว่ ยสงสยั (Suspected case) หมายถงึ ผทู้ มี่ อี าการตามเกณฑท์ างคลนิ กิ หรอื แพทยส์ งสยั มกี ารตดิ เชอื้ โปลโิ อ
2.2 ผ้ปู ่วยเขา้ ขา่ ย (Probable case) หมายถึง ผทู้ ี่มอี าการตามเกณฑท์ างคลินกิ ท่เี ก็บอจุ จาระไมถ่ กู ต้องตามเกณฑ์
และติดตามอาการเมื่อครบ 60 วัน ยังมีอาการอัมพาตหลงเหลืออยู่/เสียชีวิต/ติดตามไม่ได้ และคณะผู้เชี่ยวชาญ
เพ่อื การวนิ จิ ฉยั โรคโปลโิ อ (National Expert Review Committee: NERC) พิจารณาสรปุ วา่ เป็น Polio compatible
2.3 ผู้ป่วยยืนยัน (Laboratory confirmed polio case) หมายถึง ผู้ท่ีมีอาการตามเกณฑ์ทางคลินิก ท่ีมีผลตรวจ
อุจจาระพบเชื้อไวรัสโปลิโปสายพันธุ์ก่อโรคตามธรรมชาติ (Wild poliovirus) หรือพบเช้ือไวรัสโปลิโอชนิดมาจากวัคซีน
(Vaccine-derived poliovirus: VDPV)
2.4 ผ้ปู ่วย AFP ทีไ่ ม่ใช่โปลโิ อ (Non polio AFP) หมายถงึ ผู้ปว่ ย AFP รว่ มกบั มเี กณฑ์ขอ้ ใดข้อหนึ่ง ดังนี้
- เกบ็ ตวั อย่างอุจจาระถกู ตอ้ งตามเกณฑ์ และตรวจอจุ จาระไมพ่ บเช้อื ไวรัสโปลโิ อ
- เกบ็ ตวั อยา่ งอจุ จาระไมถ่ กู ตอ้ งตามเกณฑ ์ และตรวจอจุ จาระไมพ่ บเชอื้ ไวรสั โปลโิ อ ตดิ ตามอาการ เมอื่ ครบ 60 วนั
ไมม่ อี มั พาตหลงเหลอื
- เก็บตัวอย่างอุจจาระไม่ถูกต้องตามเกณฑ์ และตรวจอุจจาระไม่พบเช้ือไวรัสโปลิโอและติดตามอาการ
เม่ือครบ 60 วัน ยังมีอาการอัมพาตหลงเหลืออยู่/เสียชีวิต/ติดตามไม่ได้และคณะผู้เช่ียวชาญเพ่ือการวินิจฉัยโรคโปลิโอ
(National Expert Review Committee: NERC) พิจารณาสรุปว่าเป็น Non polio

116 นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย

3. เกณฑ์การรายงานผปู้ ว่ ยตามระบบเฝา้ ระวงั โรค (Reporting criteria)
3.1 ให้รายงานตั้งแต่ผู้ป่วยสงสัย ในระบบเฝ้าระวังโรค (รง. 506) รหัสโรค 20 ด้วยรหัส ICD-10: A80.0-A80.4 และ
A80.9 จ�าแนกรหสั Organism type ดงั นี้
1. Wild type 1
2. Wild type 2
3. Wild type 3
4. VAPP
5. VDPV
9. Unknown
พร้อมท้ังรายงานส�านักงานสาธารณสุขจังหวัดในพื้นที่ภายใน 24 ช่ัวโมงหลังพบผู้ป่วย และส�านักงานสาธารณสุข
จังหวดั รายงานสา� นกั งานปอ้ งกนั ควบคุมโรคทนั ทีหลงั ได้รับแจง้
3.2 ใหส้ า� นกั งานปอ้ งกนั ควบคมุ โรค รายงานผปู้ ว่ ยจากการสอบสวนผปู้ ว่ ยเฉพาะราย และการระบาดแบบเปน็ กลมุ่ กอ้ น
ทันทีหลังได้รับแจ้งในระบบเฝ้าระวังเหตุการณ์ (Event-based Surveillance System) หรือโทรสาร 0 2590 3845
ภายใน 1 สปั ดาห ์ หลงั พบผู้ปว่ ย

4. การตรวจสอบความถูกตอ้ งของข้อมลู (Verification)
- ต้องตรวจสอบ (Verify) ขอ้ มูลผู้ปว่ ยทุกรายท่ไี ดร้ ับรายงานวา่ สงสยั โรคโปลโิ อ

5. การสอบสวนโรค (Epidemiological investigation)
5.1 การสอบสวนผปู้ ว่ ยเฉพาะราย (Case investigation) กรณพี บผปู้ ว่ ยทม่ี อี าการอมั พาตกลา้ มเนอื้ ออ่ นปวกเปยี ก
เฉยี บพลนั (AFP) ทกุ ราย ใหด้ า� เนนิ การสอบสวนโรค ภายใน 24 ชวั่ โมง นบั จากวนั รบั แจง้ เพอ่ื หาปจั จยั เสยี่ ง แหลง่ แพรโ่ รค
ผูส้ มั ผสั ใกล้ชิด และใหส้ ขุ ศกึ ษาในการปอ้ งกันควบคุมโรค
5.2 การสอบสวนการระบาด (Outbreak investigation) กรณีพบผู้ป่วย AFP เป็นกลุ่มก้อน ต้ังแต่ 2 รายขึ้นไป
หรือผู้ป่วยท่ีได้รับการยืนยนั ทางหอ้ งปฏิบัติการ 1 ราย ถอื ว่าเป็นการระบาด ใหท้ �าการสอบสวนการระบาดทันทีนบั จากวนั
รับแจ้ง เพ่ือหาเช้ือก่อโรคและสาเหตุของการระบาด โดยให้ด�าเนินการตามเง่ือนไขการออกสอบสวนโรคของทีมปฏิบัติการ
สอบสวนโรค (Joint investigation team: JIT) กองระบาดวทิ ยา กรมควบคุมโรค ฉบบั ปัจจบุ ัน (ภาคผนวก)

6. หมายเหต ุ (Remarks)
- ระยะฟักตัว 7-14 วัน
- ผปู้ ว่ ย AFP หมายถงึ ผปู้ ว่ ยอาการอมั พาตกล้ามเนื้ออ่อนปวกเปยี กเฉยี บพลนั (Acute Flaccid Paralysis: AFP)

นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อท่ีต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย 117

7. เอกสารอ้างอิง (References)
7.1 World Health Organization. Surveillance Guide for Vaccine-Preventable Diseases in the WHO
South-East Asia Region [Internet]. [cited 2018 Nov 11]. Available from: https://apps.who.int/iris/bitstream/
handle/10665/277459/Module3-Polio.pdf?sequence=9&isAllowed=y.
7.2 World Health Organization. Poliomyelitis [Internet]. [cited 2018 Nov 11]. Available from: https://
www.who.int/immunization/monitoring_surveillance/burden/vpd/WHO_SurveillanceVaccinePreventable_
18_Polio_R2.pdf
7.3 ส�านักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อ
ท่ีต้องเฝ้าระวัง ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 [อินเทอร์เน็ต]. [เข้าถึงเม่ือ 3 ธันวาคม 2561]. เข้าถึงได้จาก:
http://odpc8.ddc.moph.go.th/upload_epi_article/dWoQeKhEGHvLqR1IfCYF.pdf
7.4 ศูนย์กฎหมาย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558. พิมพ์ครั้งท่ี 5.
กรงุ เทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2560.

118 นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย

โรคอัมพาตกล้ามเนื้ออ่อนปวกเปยี กเฉียบพลัน (Acute Flaccid Paralysis: AFP)

ICD-10: A05.1, A80, E80.2, G36.9, G37.3, G58, G58.8, G58.9, G61.0, G62.9, G63.4,

G70.0, G72.3, G72.4, G75, G80.0, G81, G81.0, G82, G82.0, G82.2, G82.3, G82.5, G83,

G83.0-G83.3, G83.9, G95, G95.9, M79.1, M79.2, R53, T60

1. นยิ ามในการเฝา้ ระวงั โรค (Case definition for surveillance)

1.1 เกณฑท์ างคลนิ กิ (Clinical criteria)
ผูป้ ว่ ยอายตุ า่� กวา่  15 ปี ทีม่ ีอาการ ดงั นี้

มีอาการอัมพาตของกล้ามเนื้อชนิดอ่อนปวกเปียกอย่างเฉียบพลัน (Acute flaccid paralysis: AFP) โดยอาการ
อ่อนแรงของแขน ขา อาจเกิดขึ้นข้างใดข้างหน่ึงหรือสองข้าง ยกเว้นผู้ป่วยที่มีอาการอ่อนแรงจากการบาดเจ็บรุนแรง
(Trauma)
1.2 เกณฑท์ างหอ้ งปฏิบตั กิ าร (Laboratory criteria)
1.2.1 การตรวจทางหอ้ งปฏบิ ัติการทว่ั ไป (Presumptive diagnosis)
ไมม่ ี
1.2.2 การตรวจทางหอ้ งปฏบิ ตั กิ ารจา� เพาะ (Specific diagnosis)

การตรวจหาเชอื้ /แอนตเิ จน/สารพันธุกรรมของเช้ือ (Pathogen identification) 
- วธิ ี Polymerase chain reaction (PCR) จากตวั อยา่ งอจุ จาระปรมิ าณ 8 กรมั (ประมาณ 2 นว้ิ หวั แมม่ อื
ผู้ใหญ่) จ�านวน 2 ตัวอย่าง ห่างกันอย่างน้อย 24 ชั่วโมง เก็บภายใน 14 วัน หลังเร่ิมมีอาการอัมพาต จากนั้นส่งไปท่ีห้อง
ปฏิบัติการของสถาบัน วิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข (NIH) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์โดยระบบลูกโซ่ความเย็น (Cold
chain) พบสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสโปลิโอทั้งสายพันธุ์ก่อโรคตามธรรมชาติ (Wid Poliovirus) และเช้ือไวรัสโปลิโอ
ชนิดมาจากวัคซนี (Vaccine-derived poliovirus: VDPV)
- วิธีเพาะแยกเชื้อไวรัส (Viral isolation) จากตัวอย่างอุจจาระ พบเช้ือไวรัสโปลิโปสายพันธุ์ก่อโรค
ตามธรรมชาติ (Wild poliovirus) หรอื พบเช้อื ไวรสั โปลโิ อชนดิ มาจากวคั ซนี (Vaccine-derived poliovirus: VDPV)

2. ประเภทผูป้ ่วย (Case classification)

ใช้แนวทางการจัดประเภทผปู้ ว่ ยเชน่ เดียวกับโรคโปลิโอ ดงั นี้
2.1 ผู้ปว่ ยสงสัย (Suspected case) หมายถึง ผทู้ ม่ี ีอาการตามเกณฑท์ างคลนิ ิก
2.2 ผู้ป่วยเข้าข่าย (Probable case) หมายถึง ผู้ท่ีมีอาการตามเกณฑ์ทางคลินิก ท่ีเก็บอุจจาระไม่ถูกต้อง
ตามเกณฑ ์ และตดิ ตามอาการเมอ่ื ครบ 60 วนั ยงั มอี าการอมั พาตหลงเหลอื อย/ู่ เสยี ชวี ติ /ตดิ ตามไมไ่ ด ้ และคณะผเู้ ชย่ี วชาญ
เพ่อื การวินจิ ฉัยโรคโปลโิ อ (National Expert Review Committee: NERC) พิจารณาสรุปวา่ เป็น Polio compatible
2.3 ผู้ป่วยยืนยัน (Laboratory confirmed polio case) หมายถึง ผู้ท่ีมีอาการตามเกณฑ์ทางคลินิก ที่มีผลตรวจ
อุจจาระพบเช้ือไวรัสโปลิโปสายพันธุ์ก่อโรคตามธรรมชาติ (Wild poliovirus) หรือพบเชื้อไวรัสโปลิโอชนิดมาจากวัคซีน
(Vaccine-derived poliovirus: VDPV)
2.4 ผปู้ ่วย AFP ทไ่ี ม่ใชโ่ ปลโิ อ (Non polio AFP) หมายถึง ผปู้ ่วย AFP ร่วมกบั มเี กณฑ์ขอ้ ใดข้อหนงึ่ ดังน้ี
- เก็บตัวอยา่ งอุจจาระถกู ต้องตามเกณฑ์ และตรวจอจุ จาระไม่พบเชือ้ ไวรัสโปลิโอ
- เกบ็ ตวั อยา่ งอจุ จาระไมถ่ กู ตอ้ งตามเกณฑ ์ และตรวจอจุ จาระไมพ่ บเชอ้ื ไวรสั โปลโิ อ ตดิ ตามอาการ เมอื่ ครบ 60 วนั
ไม่มีอัมพาตหลงเหลอื

นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อท่ีต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย 119

- เก็บตัวอย่างอุจจาระไม่ถูกต้องตามเกณฑ์ และตรวจอุจจาระไม่พบเช้ือไวรัสโปลิโอและติดตามอาการ
เมื่อครบ 60 วันยังมีอาการอัมพาตหลงเหลืออยู่/เสียชีวิต/ติดตามไม่ได้และคณะผู้เช่ียวชาญเพื่อการวินิจฉัยโรคโปลิโอ
(National Expert Review Committee: NERC) พิจารณาสรุปวา่ เป็น Non polio
3. เกณฑ์การรายงานผ้ปู ว่ ยตามระบบเฝา้ ระวงั โรค (Reporting criteria)
3.1 ให้รายงานต้ังแต่ผู้ป่วยสงสัย ในระบบเฝ้าระวังโรค (รง. 506) รหัสโรค 65 ด้วยรหัส ICD-10: A05.1, A80,
E80.2, G36.9, G37.3, G58, G58.8, G58.9, G61.0, G62.9, G63.4, G70.0, G72.3, G72.4, G75, G80.0, G81, G81.0,
G82, G82.0, G82.2, G82.3, G82.5, G83, G83.0-G83.3, G83.9, G95, G95.9, M79.1, M79.2, R53, T60 พร้อมทั้ง
รายงานส�านักงานสาธารณสุขจังหวัดในพ้ืนท่ีภายใน 24 ชั่วโมง หลังพบผู้ป่วย และส�านักงานสาธารณสุขจังหวัด รายงาน
สา� นกั งานป้องกันควบคุมโรค ทนั ทหี ลงั ได้รับแจ้ง
3.2 ใหส้ า� นกั งานปอ้ งกนั ควบคมุ โรค รายงานผปู้ ว่ ยจากการสอบสวนผปู้ ว่ ยเฉพาะราย และการระบาดแบบเปน็ กลมุ่ กอ้ น
ทันทีหลังได้รับแจ้ง ในระบบเฝ้าระวังเหตุการณ์ (Event-based Surveillance System) หรือโทรสาร 0 2590 3845
ภายใน 1 สปั ดาห์ หลงั พบผปู้ ่วย
4. การตรวจสอบความถูกตอ้ งของข้อมลู (Verification)
- ตามตัวชีว้ ัดการรายงานของโครงการกวาดล้างโรคโปลิโอ ใหร้ ายงานผปู้ ว่ ย AFP ที่มอี ายุต่�ากว่า 15 ปี
5. การสอบสวนโรค (Epidemiological investigation)
5.1 การสอบสวนผปู้ ่วยเฉพาะราย (Case investigation) กรณพี บผปู้ ่วย AFP ทุกราย ให้ดา� เนนิ การสอบสวนโรค
ภายใน 48 ช่ัวโมง นับจากวันรับแจ้ง และให้เก็บตัวอย่างอุจจาระ ปริมาณ 8 กรัม (ประมาณ 2 นิ้วหัวแม่มือผู้ใหญ่)
จ�านวน 2 ตัวอย่าง ให้ได้ภายใน 14 วัน หลังเริ่มมีอาการอัมพาต และติดตามผู้ป่วยว่ามีอาการกล้ามเน้ืออ่อนแรง
หลงเหลืออยหู่ รือไมเ่ มือ่ ครบ 60 วนั
5.2 การสอบสวนการระบาด (Outbreak investigation) กรณีพบผู้ป่วย AFP เป็นกลุ่มก้อน ต้ังแต่ 2 รายข้ึนไป
ให้ท�าการสอบสวนการระบาดทันที นับจากวันรับแจ้ง เพ่ือหาเชื้อก่อโรค สาเหตุการระบาดในคร้ังนั้น และท�าการค้นหา
ผู้สัมผัสโรคส�ารวจความครอบคลุมของวัคซีน โดยให้ด�าเนินการตามแนวทางการออกสอบสวนโรคของทีมปฏิบัติการ
สอบสวนโรค (Joint Investigation Team: JIT) กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ฉบับปจั จุบัน (ภาคผนวก)

120 นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย

6. หมายเหตุ (Remarks)
- ระยะฟกั ตวั ของโรคไม่แนช่ ดั

7. เอกสารอ้างองิ (References)
7.1 World Health Organization. Surveillance Guide for Vaccine-Preventable Diseases in the WHO
South-East Asia Region [Internet]. [cited 2018 Nov 11]. Available from: https://apps.who.int/iris/bitstream/
handle/10665/277459/Module3-Polio.pdf?sequence=9&isAllowed=y.
7.2 World Health Organization. Poliomyelitis [Internet]. [cited 2018 Nov 11]. Available from: https://
www.who.int/immunization/monitoring_surveillance/burden/vpd/WHO_SurveillanceVaccinePreventable_
18_Polio_R2.pdf
7.3 ส�านักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อ
ที่ต้องเฝ้าระวัง ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 [อินเทอร์เน็ต]. [เข้าถึงเมื่อ 3 ธันวาคม 2561]. เข้าถึงได้จาก:
http://odpc8.ddc.moph.go.th/upload_epi_article/dWoQeKhEGHvLqR1IfCYF.pdf
6.4 ศูนย์กฎหมาย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558. พิมพ์ครั้งที่ 5.
กรงุ เทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั ; 2560.

นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อท่ีต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย 121

โรคสกุ ใส หรืออสี กุ อีใส (Varicella, Chickenpox)

ICD–10: B01.0–B01.2, B01.8–B01.9

1. นยิ ามในการเฝา้ ระวังโรค (Case definition for surveillance)
1.1 เกณฑท์ างคลนิ ิก (Clinical criteria)
มไี ข ้ รว่ มกบั มผี น่ื ชนดิ นนู แดง และมตี มุ่ ใสทว่ั รา่ งกาย โดยตกสะเกด็ ไมพ่ รอ้ มกนั ลกั ษณะผนื่ มกั ขน้ึ เปน็ ผน่ื แดงกอ่ น
ตามดว้ ยตมุ่ ใสแล้วแตกเป็นสะเก็ด โดยเรม่ิ ขึน้ บริเวณใบหนา้ ก่อน แล้วลามไปล�าตัวและแขนขา
1.2 เกณฑท์ างหอ้ งปฏบิ ัติการ (Laboratory criteria)
1.2.1 การตรวจทางหอ้ งปฏบิ ัตกิ ารทั่วไป (Presumptive diagnosis)
ไมม่ ี
1.2.2 การตรวจทางห้องปฏบิ ัตกิ ารจา� เพาะ (Specific diagnosis)

การตรวจหาเชอ้ื /แอนตเิ จน/สารพันธกุ รรมของเช้อื  (Pathogen identification)
- วิธี Polymerase chain reaction (PCR) โดยป้ายเช้ือจากคอหอย (Throat swab) หรือป้ายจมูก
(Nasal swab) หรอื ป้ายโพรงจมูก (Nasopharyngeal swab) ให้ผลบวกเชือ้ Varicella zoster virus

การตรวจหาภูมคิ มุ้ กนั ของเชอื้  (Serology)
- วธิ ี Enzyme-linked immunosorbent assay (ELISA) เพอ่ื ตรวจหาระดบั ภมู คิ มุ้ กนั จากตวั อยา่ งเลอื ด
และซรี ่มั พบ Varicella IgM หรอื IgG ใหผ้ ลบวก
- การตรวจซีร่ัมคู่ เพ่ือหาระดับ Neutralizing antibody titer ต่อ Varicella zoster virus (VZV)
พบระดับภูมิคุม้ กนั เพมิ่ ข้ึนอยา่ งนอ้ ย 4 เท่า (Four fold rising)
- วิธี Indirect fluorescent antibody assay (IFA) เพือ่ ตรวจหาระดับภมู คิ มุ้ กันจากตัวอยา่ งที่เกบ็
จากฐานของรอยโรคทีเ่ ปน็ ตุ่มนา้� พองใส (Vesicular scrape) ทพ่ี ึ่งแตก พบระดบั ภูมคิ ุ้มกันชนิด IgM หรอื IgG ให้ผลบวก

การตรวจโดยวิธีอื่น ๆ (Other)
- วิธีย้อมดูเซลล์ (Tzanck smear) จากตัวอย่างที่เก็บจากฐานของรอยโรคท่ีเป็นตุ่มน้�าพองใส
(Vesicular scrape) ท่พี ่งึ แตก โดยจะพบเซลลข์ นาดใหญ่ทม่ี หี ลายนิวเคลยี สในหนึ่งตวั (Multinucleated giant cells)
2. ประเภทผปู้ ว่ ย (Case classification)
2.1 ผ้ปู ่วยสงสยั (Suspected case) หมายถงึ ผู้ทม่ี ีอาการตามเกณฑ์ทางคลนิ กิ
2.2 ผู้ป่วยเข้าข่าย (Probable case) หมายถึง ผู้ที่มีอาการตามเกณฑ์ทางคลินิก และมีประวัติเช่ือมโยงทางระบาด-
วทิ ยากบั ผูป้ ่วยยืนยนั
2.3 ผู้ป่วยยืนยัน (Confirmed case) หมายถึง ผู้ที่มีอาการตามเกณฑ์ทางคลินิก และมีผลบวกตามเกณฑ์
ทางหอ้ งปฏบิ ตั กิ ารจา� เพาะข้อใดข้อหนึง่

122 นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย

3. การรายงานผปู้ ว่ ยตามระบบเฝ้าระวังโรค (Reporting criteria)
3.1 ให้รายงานต้ังแต่ผู้ป่วยสงสัย ในระบบเฝ้าระวังโรค (รง. 506) รหัสโรค 17 ด้วยรหัส ICD-10: B01.0–B01.2,
B01.8–B01.9 จ�าแนกรหสั Organism type ดงั น้ี
1. Varicella Zoster Virus
2. IgM/IgG positive
3. IgM/IgG negative
9. Unknown

4. การตรวจสอบความถกู ตอ้ งของข้อมลู (Verification)
- ผู้ปว่ ยรายเดียวกนั ท่ถี กู รายงานซา�้ ถือว่าเปน็ การรายงานซา้� ซอ้ น เนื่องจากเปน็ โรคไดค้ รัง้ เดียวในชวี ติ
- ต้องตรวจสอบ (Verify) ขอ้ มลู ผูป้ ่วยทกุ รายที่มอี ายุมากกวา่ 60 ปี และกรณผี ปู้ ่วยเสียชีวิต

5. การสอบสวนโรค (Epidemiological investigation)
5.1 การสอบสวนผู้ป่วยเฉพาะราย (Case investigation) กรณีพบผู้ป่วยเสียชีวิตทุกราย เพื่อยืนยันการวินิจฉัย
ค้นหาปจั จัยเสีย่ งท่ที า� ให้เสยี ชีวิต แหลง่ แพรโ่ รค และใหส้ ุขศึกษาในการปอ้ งกนั โรค
5.2 การสอบสวนการระบาด (Outbreak investigation) กรณีพบผู้ป่วยสงสัยเป็นกลุ่มก้อนต้ังแต่ 5 รายขึ้นไป
ในสถานทเี่ ดยี วกนั หรอื มคี วามเชอื่ มโยงกนั ภายใน 21 วนั หรอื พบผปู้ ว่ ยสงสยั เปน็ กลมุ่ กอ้ นตง้ั แต ่ 2 รายขนึ้ ไปทสี่ งสยั เปน็ การ
ติดเชื้อในสถานพยาบาล เพ่ือหาเช้ือก่อโรคและสาเหตุของการระบาด โดยให้ด�าเนินการตามเงื่อนไขการออกสอบสวนโรค
ของทมี ปฏบิ ตั กิ ารสอบสวนโรค (Joint investigation team: JIT) กองระบาดวทิ ยา กรมควบคมุ โรค ฉบบั ปจั จบุ นั (ภาคผนวก)

6. หมายเหตุ (Remarks)
- ระยะฟักตัว 10-20 วัน

7. เอกสารอา้ งอิง (References)
7.1 ศูนย์กฎหมาย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558. พิมพ์คร้ังที่ 5.
กรงุ เทพมหานคร: จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั ; 2560.
7.2 ส�านักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. นิยามโรคติดเช้ือ ประเทศไทย. นนทบุรี: โรงพิมพ์
องค์การรบั ส่งสินค้าและพสั ดภุ ณั ฑ;์ 2546.
7.3 Centers for Disease Control and Prevention. Varicella/Chickenpox 2010 Case Definition
[Internet]. [cited 2019 Aug 13]. Available from: https://wwwn.cdc.gov/nndss/conditions/varicella/
case-definition/2010/
7.4 Centers for Disease Control and Prevention. Chickenpox (Varicella). Laboratory Testing for VZV
[Internet]. [cited 2020 May 31]. Available from: https://www.cdc.gov/chickenpox/lab-testing/index.html

นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย 123

โรคไอกรน (Pertussis)

ICD-10: A37.0, A37.9

1. นิยามในการเฝา้ ระวังโรค (Case definition for surveillance)
1.1 เกณฑ์ทางคลินิก (Clinical criteria)
มีประวตั ิไอมา อย่างน้อย 2 สัปดาห ์ รว่ มกบั มอี าการอย่างน้อย 1 อาการ ดงั น้ี
- ไอเป็นชดุ (Paroxysms of coughing)
- มเี สยี งหายใจดังฮู้บ ระหวา่ งหรอื หลังการไอ (Inspiratory whooping)
- มอี าการอาเจียนหลงั การไอ (Post-tussis vomiting)
- มภี าวะหยดุ หายใจขณะหลับ (Apnea) ในเด็กอายุตา่� กว่า 1 ป ี
1.2 เกณฑ์ทางห้องปฏบิ ัติการ (Laboratory criteria)
1.2.1 การตรวจวนิ จิ ฉยั ทางห้องปฏิบตั ิการทวั่ ไป (Presumptive diagnosis)
- ความสมบรู ณข์ องเมด็ เลอื ด (Complete Blood Count: CBC) พบภาวะเมด็ เลอื ดขาวสงู Leukocytosis,
Lymphocytosis
- อัตราการตกตะกอนของเม็ดเลือดแดง (Erythrocyte Sedimentation Rate: ESR) จะพบปกติ หรือ
ต่า� กวา่ ปกติ (< 10 mm.)
1.2.2 การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏบิ ัติการจ�าเพาะ (Specific diagnosis)

การตรวจหาเชื้อ/แอนติเจน/สารพันธุกรรมของเชอ้ื  (Pathogen identification)
- วิธี Polymerase chain reaction (PCR) โดยป้ายเชื้อจากโพรงจมูก (Nasopharyngeal swab,
NPS) หรือการดูดสารคัดหลั่งจากโพรงจมูก (Nasopharyngeal aspiration, NPA) ตรวจพบสารพันธุกรรมของเช้ือ
Bordetella pertussis ให้ผลบวก
- วิธีเพาะแยกเช้ือแบคทีเรีย (Bacterial culture) โดยป้ายเช้ือจากโพรงจมูก (Nasopharyngeal
swab, NPS) หรือการดูดสารคัดหล่ังจากโพรงจมูก (Nasopharyngeal aspiration, NPA) หรือ Cough plate (การให้
ผปู้ ว่ ยไอใสจ่ านเพือ่ เพาะเช้อื โดยตรง) พบเชอื้ Bordetella pertussis

2. ประเภทผู้ปว่ ย (Case classification)
2.1 ผปู้ ว่ ยสงสัย (Suspected case) หมายถึง ผทู้ ีม่ อี าการตามเกณฑท์ างคลินกิ หรือแพทยส์ งสัยวา่ เป็นไอกรน
2.2 ผู้ป่วยเข้าข่าย (Probable case) หมายถึง ผู้ที่มีอาการตามเกณฑ์ทางคลินิก และประวัติเช่ือมโยงทาง
ระบาดวทิ ยากบั ผู้ป่วยยนื ยนั
2.3 ผู้ป่วยยืนยัน (Confirmed case) หมายถึง ผู้ที่มีอาการตามเกณฑ์ทางคลินิก และมีผลบวกตามเกณฑ์ทาง
หอ้ งปฏิบตั กิ ารจ�าเพาะข้อใดขอ้ หนงึ่

3. การรายงานผปู้ ่วยตามระบบเฝ้าระวงั โรค (Reporting criteria)
ให้รายงานตั้งแต่ผู้ป่วยสงสัย ในระบบเฝ้าระวังโรค (รง. 506) รหัสโรค 24 ด้วยรหัส ICD-10: A37.0 หรือ A37.9
จ�าแนกรหสั Organism type ดังนี้
1. Bordetella pertussis

124 นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย

2. Negative
3. Inconclusive
9. Unknown

4. การตรวจสอบความถูกตอ้ งของข้อมูล (Verification)
- ตอ้ งตรวจสอบ (Verify) ข้อมูลผปู้ ่วยทุกรายทม่ี อี ายมุ ากกวา่ 60 ปี และกรณผี ู้ป่วยเสียชวี ติ

5. การสอบสวนโรค (Epidemiological investigation)
5.1 การสอบสวนผู้ป่วยเฉพาะราย (Case investigation) กรณีพบผู้ป่วยสงสัยหรือผู้ป่วยเสียชีวิตทุกราย
ให้ด�าเนินการสอบสวนโรคภายใน 24 ช่ัวโมง นับจากวันรับแจ้ง เพื่อหาปัจจัยเสี่ยง แหล่งแพร่โรค ผู้สัมผัสใกล้ชิด และ
ให้สขุ ศึกษาในการปอ้ งกนั ควบคุมโรค
5.2 การสอบสวนการระบาด (Outbreak investigation) กรณีพบผู้ป่วยยืนยันเป็นกลุ่มก้อน ตั้งแต่ 2 รายขึ้นไป
ในพ้นื ทีเ่ ดียวกนั หรืออยู่ใกลเ้ คยี งกนั ให้ท�าการสอบสวนการระบาดภายใน 24 ชั่วโมง นบั จากวนั รบั แจง้ เพื่อหาเชอื้ กอ่ โรค
และสาเหตุของการระบาด โดยให้ด�าเนินการตามเง่ือนไขการออกสอบสวนโรคของทีมปฏิบัติการสอบสวนโรค (Joint
investigation team: JIT) กองระบาดวทิ ยา กรมควบคุมโรค ฉบับปัจจุบัน (ภาคผนวก)

6. หมายเหตุ (Remarks)
- ระยะฟักตัว 6-10 วนั

7. เอกสารอา้ งอิง (References)
7.1 ศูนย์กฎหมาย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558. พิมพ์ครั้งที่ 5.
กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย; 2560.
7.2 ส�านักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. นิยามโรคติดเช้ือ ประเทศไทย. นนทบุรี: โรงพิมพ์
องคก์ ารรับส่งสนิ คา้ และพสั ดุภัณฑ;์ 2546.
7.3 Centers for Disease Control and Prevention. Pertussis (Whooping Cough) (Bordetella pertussis)
2020 Case Definition [Internet]. [cited 2020 Jan 3]. Available from: https://wwwn.cdc.gov/nndss/
conditions/pertussis/case-definition/2020/

นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อท่ีต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย 125

เหตกุ ารณไ์ ม่พงึ ประสงค์ภายหลงั ได้รบั การสร้างเสริมภมู คิ ุม้ กันโรค 
(Adverse Events Following Immunization AEFI)

ICD-10: T80.5, T80.6, T88.0, T88.1, M02.2

1. นิยามในการเฝา้ ระวังโรค (Case definition for surveillance)
เหตกุ ารณไ์ มพ่ งึ ประสงคภ์ ายหลงั ไดร้ บั การสรา้ งเสรมิ ภมู คิ มุ้ กนั โรค (Adverse events following immunization: AEFI)
หมายถึง เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้นภายหลังได้รับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค อาจเป็นอาการไม่สบาย หรือมีผล
การตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการผิดปกติ แบ่งเป็น 2 กรณี คือ เหตุการณ์เกิดข้ึนภายใน 30 วัน โดยไม่จ�าเป็น
ต้องมีสาเหตุโดยตรงจากการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคก็ได้ หรือนานกว่า 30 วัน โดยท่ีแพทย์สงสัยว่าเหตุการณ์ดังกล่าว
มสี าเหตจุ ากการสร้างเสริมภูมิคุ้มกนั โรค และมีลักษณะอยา่ งใดอย่างหนึ่ง ดงั น้ี
- ผู้มีอาการหรือมีความผิดปกติท่ีเกิดขึ้นภายหลังได้รับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค และมีเหตุผล หรือหลักฐานที่สงสัย
วา่ จะเกิดจากวัคซีนหรือบรกิ ารสร้างเสรมิ ภูมิค้มุ กันโรค
- เจา้ หนา้ ที่หรือประชาชนสงสยั ว่ามีสาเหตุท่เี กีย่ วขอ้ งกับวัคซนี หรือการบริการสรา้ งเสรมิ ภมู ิคุม้ กันโรค
- เป็นเหตุการณห์ รือภาวะที่สรา้ งความกังวลหรือความตระหนกอยา่ งมากตอ่ ครอบครวั และชุมชน
- เปน็ เหตุการณ์ทีม่ ีผมู้ อี าการไม่พึงประสงค์ภายหลังไดร้ บั การสรา้ งเสรมิ ภูมิค้มุ กันโรคเป็นกลุม่ กอ้ น (Cluster)
- เป็นเหตกุ ารณร์ ้ายแรง ได้แก่

เสยี ชวี ิต
อาจเปน็ อนั ตรายถึงชวี ิต
พิการถาวรหรือไร้ความสามารถ
มีความผิดปกติแตก่ �าเนดิ
รบั ไวร้ กั ษาในโรงพยาบาล นานตั้งแต่ 3 วนั ขนึ้ ไป จากสาเหตุใด ๆ ก็ตาม
ผู้ท่ีมีข้อบ่งช้ีทางการแพทย์ว่าเหตุการณ์นั้น คาดว่าจะเกิดขึ้นจากวัคซีน และมีความจ�าเป็นต้องรับไว้รักษาใน
โรงพยาบาลนานเกิน 24 ชัว่ โมงข้ึนไป

2. เกณฑก์ ารรายงานและระยะเวลารายงานเหตกุ ารณ์ไมพ่ งึ ประสงคภ์ ายหลงั ไดร้ บั การสรา้ งเสรมิ ภมู คิ มุ้ กนั โรค
(AEFI)
2.1 เกณฑก์ ารรายงานตามกฎหมาย (พระราชบัญญัติโรคตดิ ต่อ พ.ศ. 2558)
รายงานเหตุการณ์ท่ีเข้านิยามการเฝ้าระวังเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ภายหลังได้รับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค
(AEFI) ให้กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ภายใน 7 วันนับจากวันที่พบผู้ป่วย โดยส่งข้อมูลผ่านโปรแกรมฐานข้อมูล
เฝ้าระวงั เหตุการณไ์ มพ่ ึงประสงค์ภายหลังได้รบั การสรา้ งเสรมิ ภูมคิ มุ้ กนั โรค
2.2 เกณฑ์การรายงานเพือ่ การติดตามและการสอบสวน ใหร้ ายงานกรณีพบเหตุการณ ์ ดังนี้
2.2.1 เหตกุ ารณร์ า้ ยแรง (Serious AEFI) ได้แก ่
- พบผเู้ สียชีวิต
- พบผอู้ าจเป็นอนั ตรายถึงชีวติ
- พบผู้พกิ ารถาวรหรอื ไร้ความสามารถ
- พบผู้มีความผดิ ปกติแต่ก�าเนดิ

126 นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย

- รบั ไว้รกั ษาในโรงพยาบาล นานตง้ั แต่ 3 วนั ขึ้นไป จากสาเหตใุ ด ๆ ก็ตาม
- ผทู้ มี่ ขี อ้ บง่ ชที้ างการแพทยว์ า่ เหตกุ ารณน์ นั้ คาดวา่ จะเกดิ ขนึ้ จากวคั ซนี และมคี วามจา� เปน็ ตอ้ งรบั ไวร้ กั ษา
ในโรงพยาบาลนานเกิน 24 ช่ัวโมงขน้ึ ไป
2.2.2 เหตุการณ์ที่อาจจะเกี่ยวขอ้ งกับการบริหารจดั การการใหว้ คั ซีน
2.2.3 เป็นเหตกุ ารณ์หรือภาวะท่ีสรา้ งความกังวลหรอื ความตระหนกอย่างมากต่อครอบครัวและชมุ ชน
2.2.4 พบผู้ป่วยเป็นกลุ่มก้อน (Cluster) มีผู้ป่วยตั้งแต่ 2 รายข้ึนไป ท่ีไม่ใช่อาการปกติท่ีพบบ่อย หรือท่ีคาดว่า
จะเกิดขึน้ จากวัคซนี นน้ั ๆ
ใหส้ ถานพยาบาลรายงานเหตกุ ารณข์ า้ งตน้ ใหก้ องระบาดวทิ ยา กรมควบคมุ โรค ภายใน 24 ชวั่ โมง นบั จากพบผปู้ ว่ ย
โดยส่งข้อมูลผ่านโปรแกรมฐานข้อมูลเฝ้าระวังเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ภายหลังได้รับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค และแจ้ง
ใหท้ มี ตระหนกั รสู้ ถานการณ ์ (Situation awareness team: SAT) ทราบ โดยการเชอื่ มโยงการแจง้ เหตกุ ารณท์ ตี่ อ้ งตดิ ตาม
และสอบสวนกับฐานข้อมูลการเฝ้าระวังเหตุการณ์ของ SAT ส�านักงานป้องกันควบคุมโรค/สถาบันป้องกันควบคุมโรค
เขตเมือง กรมควบคุมโรค สถานบรกิ ารสาธารณสขุ ในเขตกรงุ เทพมหานคร แจง้ SAT สา� นกั อนามยั กรุงเทพมหานคร

3. การสอบสวนโรค (Epidemiological investigation)

ให้หน่วยงานท�าการสอบสวนเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ภายหลังได้รับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค กรณีต่อไปนี้
ภายใน 24 ชั่วโมง ภายหลงั ได้รับแจ้งเหตกุ ารณ์
3.1 ระดบั จงั หวัด
- เหตุการณ์รา้ ยแรง (Serious AEFI) ไดแ้ ก่

พบผเู้ สียชีวิต
พบผู้อาจเป็นอนั ตรายถึงชวี ิต
พบผพู้ กิ ารถาวรหรอื ไรค้ วามสามารถ
พบผู้มคี วามผิดปกติแต่ก�าเนดิ
รับไว้รกั ษาในโรงพยาบาล นานต้ังแต่ 3 วนั ข้นึ ไป จากสาเหตุใด ๆ ก็ตาม
ผู้ท่ีมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ว่าเหตุการณ์น้ัน คาดว่าจะเกิดข้ึนจากวัคซีน และมีความจ�าเป็นต้องรับไว้รักษา
ในโรงพยาบาลนานเกนิ 24 ชัว่ โมงขน้ึ ไป
- เหตกุ ารณท์ ่ีอาจจะเก่ียวข้องกับการบริหารจัดการการใหว้ คั ซนี
- เหตกุ ารณ์หรอื ภาวะที่สร้างความกังวลหรือความตระหนกอยา่ งมากตอ่ ครอบครัวและชุมชน
- เหตุการณ์ที่พบผู้ป่วยเป็นกลุ่มก้อน (Cluster) คือ มีผู้ป่วยต้ังแต่ 2 รายขึ้นไป ท่ีไม่ใช่อาการปกติที่พบบ่อย
หรือที่คาดวา่ จะเกิดขนึ้ จากวคั ซนี นนั้ ๆ
- จ�านวนการเกดิ AEFI สงู กวา่ ค่ามธั ยฐาน 5 ปที ่ผี ่านมาของพ้นื ท่ี
3.2 ระดับเขต
- เหตกุ ารณท์ อ่ี าจจะเกี่ยวขอ้ งกับการบรหิ ารจัดการการใหว้ คั ซีน
- เหตุการณห์ รือภาวะท่สี รา้ งความกงั วลหรือความตระหนกอย่างมากต่อครอบครวั และชมุ ชน
- เหตุการณ์ทพี่ บผปู้ ่วยเป็นกล่มุ กอ้ น (Cluster) คือ มีผ้ปู ว่ ยตัง้ แต่ 2 รายขนึ้ ไป ท่ไี มใ่ ชอ่ าการปกติทีพ่ บบอ่ ย หรอื
ที่คาดว่าจะเกิดข้ึนจากวัคซนี นนั้ ๆ
- จ�านวนการเกิด AEFI สงู กวา่ ค่ามธั ยฐาน 5 ปที ี่ผ่านมาของพ้นื ที่
3.3 ระดบั สว่ นกลาง ใหส้ อบสวนเหตกุ ารณท์ เ่ี กดิ ขึ้นในพ้นื ที่ระดับประเทศ ดงั น้ี
- เหตุการณห์ รือภาวะทส่ี รา้ งความกังวลหรือความตระหนกอย่างมากต่อครอบครวั และชมุ ชน

นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย 127

เหตุการณ์ที่พบผู้ป่วยเป็นกลุ่มก้อน (Cluster) คือ มีผู้ป่วยตั้งแต ่ 2 รายข้ึนไป ท่ีไม่ใช่อาการปกติที่พบบ่อย
หรอื ที่คาดว่าจะเกดิ ข้นึ จากวคั ซนี น้ัน ๆ
- จา� นวนการเกิด AEFI สูงกว่าคา่ มธั ยฐาน 5 ปที ผ่ี า่ นมาของพ้ืนท่ี
เมื่อด�าเนินการสอบสวนโรคแล้ว ให้บันทึกข้อมูลจากการสอบสวนลงในโปรแกรมฐานข้อมูลเฝ้าระวังเหตุการณ์
ไม่พึงประสงค์ภายหลังได้รับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ส่งกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ภายใน 48 ช่ัวโมง นับจาก
วันทีพ่ บผปู้ ว่ ยหรอื จากการตรวจสอบความผิดปกตจิ ากระบบฐานข้อมลู
4. เอกสารอา้ งอิง (References)
4.1 World Health Organization. Vaccine–Preventable Diseases Surveillance Standards; Adverse
events following immunization (AFFI). 2018.
4.2 World Health Organization, Geneva. Causality Assessment of An Adverse Event Following
Immunization (AEFI) User manual for revised WHO classification Second edition, 2018.
4.3 World Health Organization. Immunization Safety Surveillance: Guidelines for managers of
immunization programmes on reporting and investigating adverse events following immunization
Manila: Regional Office for the Western Pacific; 1999; p11, 41-43.
4.4 World Health Organization. Information for health-care workers - managing adverse events
[Internet]. [cited 2019 Oct 3]. Available from: https://www.who.int/vaccine_safety/initiative/detection/
managing_AEFIs/en/index2.html
4.5 ส�านักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อ
ที่ต้องเฝ้าระวัง ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 [อินเทอร์เน็ต]. [เข้าถึงเมื่อ 7 มกราคม 2562]. เข้าถึงได้จาก:
http://odpc8.ddc.moph.go.th/upload_epi_article/dWoQeKhEGHvLqR1IfCYF.pdf
4.6 ปรชี า เปรมปร,ี กนกทพิ ย ์ ทพิ ยร์ ตั น ์ และคณะ. คมู่ อื การเฝา้ ระวงั และสอบสวนอาการภายหลงั ไดร้ บั การสรา้ งเสรมิ
ภูมคิ มุ้ กนั โรค. พมิ พค์ รง้ั ท่ี 2. กรงุ เทพมหานคร: องค์การสงเคราะห์ทหารผา่ นศึก; 2551.
4.7 สถาบันวัคซีนแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กระทรวงสาธารณสุข. คู่มือหลักสูตรเชิงปฏิบัติการส�าหรับเจ้าหน้าท่ีผู้
ปฏิบัติงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ปี 2561. กรุงเทพมหานคร: บริษัท อมรินทร์พริ้นต้ิง แอนด์ พับลิชช่ิง จ�ากัด (มหาชน);
2561.

128 นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย

กลุ่มโรคตดิ เชอื้
ระบบทางเดนิ อาหารและน้ํา

ไข้เอนเทอรคิ  (Enteric fever) 
ไข้ไทฟอยด์หรอื ไขร้ ากสาดน้อย (Typhoid fever) และ 
ไข้พาราไทฟอยด ์ หรือไข้รากสาดเทียม (Paratyphoid fever)  

ICD-10: A01.0–A01.4

1. นยิ ามในการเฝา้ ระวงั โรค (Case definition for surveillance)
1.1 เกณฑ์ทางคลนิ กิ (Clinical criteria)
มีไข้ (มากกว่า 1 สปั ดาห์) ร่วมกับมีอาการอื่น อยา่ งนอ้ ย 2 อาการ ดงั นี้
- ปวดศีรษะ
- ปวดทอ้ ง ท้องอืด หรอื ท้องผูก บางรายอาจมถี า่ ยเหลว
- เบื่ออาหาร หรอื ปวดเม่ือยตวั หรอื เหน่ือยลา้
- หัวใจอาจเตน้ ช้ากวา่ ปกติ (โดยยังมีไข้สูง)
- ภาวะเมด็ เลอื ดขาวต�่า
- ผ่ืนแดงตามหน้าอกหรือลา� ตวั (Rose spot)
- อาการระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ หลอดลมอกั เสบ ต่อมทอนซิลอกั เสบ (ในกรณโี รคไข้พาราไทฟอยด์)
- ในรายที่มีอาการรุนแรง มีถ่ายเป็นเลือด ช็อกจากภาวะมีเลือดแข็งตัวกระจายไปท่ัวร่างกาย (Disseminated
intravascular coagulopathy shock) เยือ่ บชุ ่องทอ้ งอกั เสบจากลา� ไส้ทะลุ หรือตบั มา้ มโต
1.2 เกณฑท์ างหอ้ งปฏบิ ัตกิ าร (Laboratory criteria)
1.2.1 การตรวจทางห้องปฏิบตั ิการท่วั ไป (Presumtive diagnosis)
- วธิ ี Widal test ให้ผลบวก (ควรตรวจหลังจากเริ่มมอี าการ 10 วนั )
1.2.2 การตรวจทางห้องปฏิบตั ิการจา� เพาะ (Specific diagnosis)

การตรวจหาเชอื้ /แอนตเิ จน/สารพนั ธุกรรมของเชอ้ื  (Pathogen identification)
- วิธีเพาะแยกเชื้อจากอุจจาระ ปัสสาวะ เลือด หรือน�้าไขสันหลัง พบซีโรวาร์ของเชื้อ Salmonella
Typhi (Serogroup D Salmonella) หรอื S. Paratyphi A หรอื S. Paratyphi B หรอื S. Paratyphi C

2. ประเภทผ้ปู ว่ ย (Case classification)
2.1 ผ้ปู ่วยสงสัย (Suspected case) หมายถงึ ผูท้ ่มี อี าการตามเกณฑท์ างคลินิก
2.2 ผู้ป่วยเข้าข่าย (Probable case) หมายถึง ผู้ที่มีอาการตามเกณฑ์ทางคลินิก และมีประวัติเช่ือมโยงทาง
ระบาดวิทยากับผู้ป่วยยืนยัน (เช่น รับประทานอาหารร่วมกับผู้ป่วยยืนยัน เป็นต้น) หรือมีผลบวกตามเกณฑ์
ทางห้องปฏิบัติการท่ัวไป
2.3 ผู้ป่วยยืนยัน (Confirmed case) หมายถึง ผู้ที่มีอาการตามเกณฑ์ทางคลินิก และมีผลบวกตามเกณฑ์
ทางหอ้ งปฏบิ ตั ิการจ�าเพาะ

130 นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย

3. การรายงานผปู้ ว่ ยตามระบบเฝา้ ระวังโรค (Reporing criteria)
3.1 ใหร้ ายงานตงั้ แตผ่ ปู้ ว่ ยเขา้ ขา่ ย ในระบบเฝา้ ระวงั โรค (รง. 506) รหสั โรค 07 (ไขเ้ อนเทอรคิ ) ดว้ ยรหสั ICD-10: A01
จ�าแนกรหสั Organism type ดงั น้ี
1. Widal test: positive
9. Unknown
3.2 กรณีมีผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการยืนยันพบเช้ือ Salmonella Typhi (ไข้ไทฟอยด์) ให้รายงาน ด้วยรหัส
ICD-10: A01.0 รหัสโรค 08
3.3 กรณีมีผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการยืนยันพบเช้ือ Salmonella Paratyphi (ไข้พาราไทฟอยด์) ให้รายงาน
ดว้ ยรหัส ICD-10: A01.1–A01.4 รหสั โรค 09 จ�าแนกรหัส Organism type ดังน ้ี
1. Paratyphoid fever A
2. Paratyphoid fever B
3. Paratyphoid fever C
4. Paratyphoid fever, unspecified
3.4 ให้รายงานผู้ป่วยจากการสอบสวนผู้ป่วยเฉพาะรายกรณีเสียชีวิต และการระบาดแบบเป็นกลุ่มก้อน ในระบบ
เฝ้าระวงั เหตุการณ ์ (Event-based Surveillance System)

4. การตรวจสอบความถกู ต้องของขอ้ มลู (Verification)
- ผู้ป่วยรายเดียวกันที่ถูกรายงานภายใน 1 เดือน ถือว่าเป็นการรายงานซ�้าซ้อน เนื่องจากอาการไข้อาจยาวนาน
ได้ถึง 3 สปั ดาห์
- ต้องตรวจสอบ (Verify) ข้อมูลผู้ปว่ ยทกุ รายทไ่ี ด้รับรายงานวา่ โรคเอนเทอริคและเสียชีวิต

5. การสอบสวนโรค (Epidemiological investigation)
5.1 การสอบสวนผู้ป่วยเฉพาะราย (Case investigation) กรณีผู้ป่วยเสียชีวิตทุกราย เพื่อยืนยันการวินิจฉัยและ
หาปัจจยั ที่เก่ียวขอ้ งกับการเสยี ชีวติ หรือกรณีพบเช้ือดือ้ ยาตา้ นจลุ ชีพอย่างน้อย 3 กลุ่ม
5.2 การสอบสวนการระบาด (Outbreak investigation) กรณีพบผู้ป่วยสงสัยเป็นกลุ่มก้อน ต้ังแต่ 5 รายขึ้นไป
ภายใน 2 สปั ดาห ์ เพอื่ หาเชอื้ กอ่ โรค การทดสอบความไวตอ่ ยาปฏชิ วี นะและสาเหตกุ ารระบาดในครง้ั นน้ั โดยใหด้ า� เนนิ การ
ตามเง่ือนไขการออกสอบสวนโรคของทีมปฏิบัติการสอบสวนโรค (Joint investigation team: JIT) กองระบาดวิทยา
กรมควบคุมโรค ฉบับปัจจบุ นั (ภาคผนวก)

6. หมายเหต ุ (Remarks)
- ระยะฟกั ตวั ของไขไ้ ทฟอยดข์ นึ้ อยกู่ บั ปรมิ าณของเชอื้ ทไี่ ดร้ บั สว่ นใหญ ่ 3 วนั –1 เดอื น โดยทวั่ ไป 1–3 สปั ดาห ์ สา� หรบั
พาราไทฟอยด์ 1–10 วัน และสามารถพบผู้ป่วยไม่แสดงอาการได้ในโรคไข้พาราไทฟอยด์
- ระยะตดิ ตอ่ สามารถตดิ ตอ่ ไดต้ ลอดเวลาทย่ี งั คงพบเชอ้ื ในอจุ จาระและปสั สาวะ โดยปกต ิ ตง้ั แตส่ ปั ดาหแ์ รกจนกระทงั่
หายเปน็ ปกต ิ สา� หรบั พาราไทฟอยดโ์ ดยทวั่ ไป 1–2 สปั ดาห ์ ซงึ่ ผปู้ ว่ ยทไ่ี มไ่ ดร้ บั การรกั ษาประมาณรอ้ ยละ 10 จะยงั คงมเี ชอื้
อยใู่ นอจุ จาระเปน็ เวลานาน 3 เดอื นหลงั จากเรมิ่ ปว่ ย และรอ้ ยละ 2–5 จะกลายเปน็ พาหะเรอ้ื รงั โดยเฉพาะไขพ้ าราไทฟอยด์
แตม่ นี อ้ ยรายทยี่ ังคงมีเชอ้ื อยู่ในถงุ นา้� ดี

นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย 131

- ไขไ้ ทฟอยดแ์ ละไขพ้ าราไทฟอยดจ์ ะมอี าการคลา้ ยกนั แตอ่ าการของไขไ้ ทฟอยดจ์ ะรนุ แรงกวา่ ยกเวน้ ไขพ้ าราไทฟอยด ์ เอ
(Paratyphoid A)
- หากพบเชื้อ Salmonella Typhi/Salmonella Paratyphi ควรตรวจหาการดื้อต่อยาต้านจุลชีพดว้ ย
7. เอกสารอา้ งองิ (References)
7.1 ศูนย์กฎหมาย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558. พิมพ์คร้ังที่ 5.
กรงุ เทพมหานคร: จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2560.
7.2 สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. มารู้จักไข้ไทฟอยด์
[อินเทอร์เน็ต]. [เข้าถึงเมื่อ 10 สิงหาคม 2560]. เข้าถึงได้จาก: http://nih.dmsc.moph.go.th/data/data/fact_
sheet/9_59.pdf
7.3 ส�านักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. นิยามโรคติดเช้ือ ประเทศไทย. นนทบุรี: โรงพิมพ์
องค์การรบั สง่ สนิ ค้าและพัสดุภณั ฑ์; 2546.
7.4 Centers for Disease Control and Prevention. Typhoid Fever and Paratyphoid Fever [Internet].
[cited 2018 Nov 11]. Available from: https://www.cdc.gov/typhoid-fever/symptoms.html
7.5 David L. Heymann. Control of Communicable Diseases Manual. 20th Edition. Washington, DC:
Association American Public Health, 2014.
7.6 Jeremy Hawker, Norman Begg, Ralf Reintjes, Karl Ekdahl, Obaghe Edeghere, Jim van
Streenbergen. Communicable Disease Control and Health Protection Handbook. 4th Edition. 2019.
7.7 World Health Organization. Typhoid fever [Internet]. [cited 2018 Nov 11]. Available from: https://
www.who.int/news-room/q-a-detail/typhoid-fever

132 นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย

โรคโบทูลซิ ึม (Botulism)

ICD-10: A05.1

1. นยิ ามในการเฝา้ ระวังโรค (Case definition for surveillance)

1.1 เกณฑ์ทางคลินิก (Clinical criteria)
ผู้ที่มีประวัติเส่ียง คือ รับประทานอาหารที่สงสัยว่าปนเปื้อนเช้ือแบคทีเรียคลอสตริเดียมโบทูลินัม (Clostridium
botulinum) หรือสารพษิ Botulinum toxin และมีอาการอย่างน้อย 2 อาการ ดงั นี้
- คลนื่ ไส้ อาเจยี น ปวดทอ้ ง ถา่ ยเหลว หรือทอ้ งผูก
- ตาพรา่ มัว หรือเหน็ ภาพซอ้ น
- หนังตาตก คอตก หรือแขนขาออ่ นแรง
- กลืนล�าบาก พูดไมช่ ัด หรือปากแห้ง
- ปัสสาวะไมอ่ อก หรอื มปี ัญหาในการเบ่งปัสสาวะ
- หายใจเหน่ือยจากกล้ามเน้ือหายใจออ่ นแรง บางรายอาจรุนแรงถงึ ขน้ั เสยี ชีวติ
1.2 เกณฑ์ทางหอ้ งปฏบิ ัติการ (Laboratory criteria)
1.2.1 การตรวจทางหอ้ งปฏบิ ตั ิการทัว่ ไป (Presumtive diagnosis)
- วธิ ี Electromyography เพื่อตรวจคลื่นไฟฟ้าของกลา้ มเน้ือ พบลักษณะผิดปกติ
1.2.2 การตรวจทางหอ้ งปฏบิ ัตกิ ารจา� เพาะ (Specific diagnosis)

การตรวจหาเชือ้ /แอนติเจน/สารพนั ธุกรรมของเชอ้ื  (Pathogen identification)
- วิธีการตรวจหาสารพิษจากซีร่ัม อาเจียน อุจจาระ น้�าสวนล้างกระเพาะ (Gastric lavage fluid)
หรอื อาหารที่สงสัย ภายใน 24 ชว่ั โมง พบ Botulinum toxin
- วิธเี พาะแยกเชอ้ื (Bacterial culture) จากตวั อยา่ งอาเจียน อุจจาระ น�้าสวนล้างกระเพาะ (Gastric
lavage fluid) หรอื อาหารท่สี งสยั ภายใน 24 ชวั่ โมง พบเชอ้ื Clostridium botulinum
- วิธี Polymerase chain reaction (PCR) พบสารพันธุกรรมของเช้อื Clostridium botulinum

2. ประเภทผูป้ ว่ ย (Case classification)

2.1 ผู้ป่วยสงสัย (Suspected case) หมายถึง ผู้ท่ีมีอาการตามเกณฑ์ทางคลินิก และมีประวัติเส่ียง ภายใน
ระยะเวลาฟักตัวของโรค
2.2 ผปู้ ว่ ยเขา้ ขา่ ย (Probable case) หมายถงึ ผทู้ มี่ อี าการตามเกณฑท์ างคลนิ กิ และมปี ระวตั เิ สยี่ ง รว่ มกบั มปี ระวตั ิ
เชอ่ื มโยงทางระบาดวิทยากบั ผูป้ ว่ ยยนื ยัน
2.3 ผปู้ ว่ ยยนื ยนั (Confirmed case) หมายถงึ ผทู้ ม่ี อี าการตามเกณฑท์ างคลนิ กิ และมปี ระวตั เิ สย่ี ง รว่ มกบั มผี ลบวก
ตามเกณฑ์ทางห้องปฏบิ ัตกิ ารจา� เพาะขอ้ ใดข้อหนง่ึ

3. เกณฑ์การรายงานผปู้ ่วยตามระบบเฝา้ ระวงั โรค (Reporing criteria)

3.1 ให้รายงานต้ังแต่ผปู้ ว่ ยสงสัย ในระบบเฝ้าระวังโรค (รง. 506) รหสั โรค 85 ดว้ ยรหสั ICD-10: A05.1
3.2 ให้รายงานผู้ป่วยจากการสอบสวนผู้ป่วยเฉพาะรายกรณีเสียชีวิต และการระบาดแบบเป็นกลุ่มก้อน ในระบบ
เฝ้าระวังเหตกุ ารณ ์ (Event-based Surveillance System)

นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย 133

4. การตรวจสอบความถกู ต้องของขอ้ มูล (Verification)
- ผู้ปว่ ยรายเดยี วกนั ท่ีถูกรายงานภายใน 45 วัน ถือวา่ เปน็ การรายงานซ�้าซอ้ น
- ตอ้ งตรวจสอบ (Verify) ผปู้ ว่ ยทกุ รายทไ่ี ดร้ บั รายงานวา่ สงสยั ตดิ เชอื้ โรคอาหารเปน็ พษิ จากเชอื้ โบทลู ซิ มึ และเสยี ชวี ติ
5. การสอบสวนโรค (Epidemiological investigation)
5.1 การสอบสวนผู้ป่วยเฉพาะราย (Case investigation) กรณีพบผู้ป่วยสงสัยทุกรายเพื่อหาปัจจัยเสี่ยง
แหล่งแพรโ่ รค และใหส้ ขุ ศกึ ษาในการปอ้ งกันโรค
5.2 การสอบสวนการระบาด (Outbreak investigation) กรณพี บผปู้ ว่ ยแมเ้ พยี งรายเดยี วกถ็ อื วา่ เปน็ การระบาด หรอื
พบผปู้ ว่ ยกลมุ่ กอ้ นทมี่ ปี ระวตั ริ บั ประทานอาหารรว่ มกนั หรอื จากแหลง่ เดยี วกนั ในชว่ งเวลาสนั้ ๆ ตอ้ งรบี ดา� เนนิ การสอบสวน
หาสาเหตุโดยเร็ว เพ่ือหาเช้ือก่อโรคและสาเหตุของการระบาด โดยให้ด�าเนินการตามเง่ือนไขการออกสอบสวนโรคของ
ทมี ปฏบิ ตั กิ ารสอบสวนโรค (Joint investigation team: JIT) กองระบาดวทิ ยา กรมควบคมุ โรค ฉบบั ปจั จบุ นั (ภาคผนวก)
6. หมายเหต ุ (Remarks)
- ระยะฟกั ตัวของเช้ือ 2–3 ช่ัวโมง ถึง 8 วนั
- โรคน้ีไม่ใช่โรคติดต่อทางปากและทวารหนัก (Fecal-oral route) แต่จะรับเชื้อจากการบริโภคอาหาร หรือผ่านทาง
บาดแผล หรือการสูดดม
7. เอกสารอา้ งองิ (References)
7.1 ศูนย์กฎหมาย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558. พิมพ์คร้ังท่ี 5.
กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย; 2560.
7.2 ส�านักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. นิยามโรคติดเช้ือ ประเทศไทย. นนทบุรี: โรงพิมพ์
องคก์ ารรับส่งสินคา้ และพัสดุภัณฑ;์ 2546.
7.3 Centers for Disease Control and Prevention. Botulism [Internet]. [cited 2018 Nov 11]. Available
from: https://www.cdc.gov/botulism/index.html
7.4 Dilcan Kotan, Recep Aygul, Mustafa Ceylan, and Yalcin Yilikoglu. Clinically and electrophysiologically
diagnosed botulinum intoxication, BMI case report [Internet]. 2013 [cited 2020 Jul 3]. Available from:
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3597351/#__ffn_sectitle
7.5 World Health Organization. Botulism [Internet]. [cited 2018 Nov 11]. Available from: https://
www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/botulism

134 นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย

โรคไวรสั ตบั อกั เสบเฉยี บพลันชนิดเอและชนิดอี
(Acute hepatitis A and Acute hepatitis E)

ICD-10: B15.0, B15.9, B17.2

1. นิยามในการเฝ้าระวงั (Case definition for surveillance)

1.1 เกณฑท์ างคลนิ กิ (Clinical criteria)
มีตัวเหลือง ตาเหลือง และไม่มีประวัติได้รับยา หรือสารพิษท่ีเป็นสาเหตุของตับอักเสบเฉียบพลัน ร่วมกับ
มอี าการอยา่ งน้อย 1 อาการ ดงั น้ี
- ปัสสาวะสเี ขม้
- ไข้
- อาการทอ้ งอดื จุกแน่นบรเิ วณใต้ชายโครงขวา
- เบ่อื อาหารมาก อ่อนเพลียมาก
1.2 เกณฑก์ ารตรวจทางหอ้ งปฏบิ ตั กิ าร (Laboratory criteria)
1.2.1 การตรวจทางหอ้ งปฏิบตั ิการทว่ั ไป (Presumptive diagnosis)
ตรวจการทา� งานของตับ (Liver function test: LFT)
- พบค่า SGPT หรือ Serum alanine aminotransferase (ALT) ในน้�าเหลืองมากกว่า 100 U/L
ในทุกกลมุ่ อายุ ทุกเพศ
1.2.2 การตรวจทางหอ้ งปฏบิ ัติการจา� เพาะ (Specific diagnosis)

Hepatitis A : พบ Anti HAV IgM หรอื HAV RNA
Hepatitis E : พบ Anti HEV IgM และ/หรือ HEV RNA

2. ประเภทผูป้ ่วย (Case classification)

2.1 ผ้ปู ่วยสงสัย (Suspected case) หมายถงึ ผปู้ ่วยท่ีมีอาการตามเกณฑ์ทางคลินกิ
2.2 ผู้ป่วยเข้าข่าย (Probable case) หมายถึง ผู้ที่มีอาการตามเกณฑ์ทางคลินิก และมีผลบวกตามเกณฑ์ทาง
หอ้ งปฏบิ ัตกิ ารทว่ั ไป
2.3 ผู้ป่วยยืนยัน (Confirmed case) หมายถึง ผู้ท่ีมีอาการตามเกณฑ์ทางคลินิก และมีผลบวกตามเกณฑ์ทาง
หอ้ งปฏบิ ตั กิ ารจา� เพาะข้อใดข้อหนึง่

3. เกณฑ์การรายงานผู้ปว่ ยตามระบบเฝา้ ระวงั โรค (Reporting criteria)

- ให้รายงานเฉพาะผู้ปว่ ยยนื ยันทุกราย ภายใน 7 วัน ในระบบเฝ้าระวังโรค (รง. 506) ดังน้ี
Hepatitis A (ICD-10: B15) รหสั โรค 11
Hepatitis E (ICD-10: B17.2) รหสั โรค 70

- กรณีผู้ป่วยสงสัยหรือผู้ป่วยเข้าข่าย ท่ียังไม่ได้รับการยืนยันทางห้องปฏิบัติการจ�าเพาะ ให้รายงานเป็น Hepatitis,
unspecified รหสั โรค 10 ดว้ ยรหัส ICD-10: B17.8-B17.9, B19.0, B19.9

นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย 135

4. การตรวจสอบความถกู ตอ้ งของขอ้ มลู (Verification)
- ผปู้ ่วยรายเดียวกันทถ่ี ูกรายงานมากกว่า 1 คร้ัง ถือว่าเปน็ การรายงานซา�้ ซ้อน เนอื่ งจากเป็นไดค้ รั้งเดียวในชีวิต
- ต้องตรวจสอบ (Verify) ขอ้ มลู ผปู้ ว่ ยทกุ รายที่ไดร้ บั รายงานโรคไวรสั ตับอกั เสบเฉยี บพลนั และเสยี ชีวิต
5. การสอบสวนโรค (Epidemiological investigation)
5.1 การสอบสวนผู้ป่วยเฉพาะราย (Case investigation) กรณีผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคตับอักเสบ ควรสอบสวน
ผปู้ ว่ ยเฉพาะรายเพอื่ ยนื ยนั การวนิ จิ ฉยั หาพฤตกิ รรมหรอื ปจั จยั เสยี่ ง ปจั จยั ทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั การเสยี ชวี ติ เพอื่ ใหก้ ารตรวจรกั ษา
ลดการแพรโ่ รค และเพ่ือหาผปู้ ่วยรายอืน่ ตอ่ ไป
5.2 การสอบสวนการระบาด (Outbreak investigation) กรณีพบผู้ป่วยกลุ่มก้อนต้ังแต่ 2 รายขึ้นไป ในอ�าเภอ
เดียวกัน ภายใน 1 เดือน ให้รีบท�าการสอบสวนการระบาดทันที เพื่อยืนยันการวินิจฉัย และหาสาเหตุการระบาด
โดยให้ด�าเนินการตามเงื่อนไขการออกสอบสวนโรคของทีมปฏิบัติการสอบสวนโรค (Joint investigation team: JIT)
กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ฉบบั ปัจจบุ นั (ภาคผนวก)
6. หมายเหต ุ (Remarks)
- ระยะฟักตัว

ไวรัสตบั อักเสบ ชนดิ เอ ประมาณ 15–50 วนั เฉล่ยี 28–30 วัน
ไวรสั ตบั อักเสบ ชนดิ อี ประมาณ 15–64 วัน เฉล่ยี 26–42 วนั
7. เอกสารอา้ งองิ (References)
7.1 Centers for Disease Control and Prevention. Hepatitis A, Acute 2019 Case Definition [Internet]. [cit-
ed 2019 Aug 13]. Available from: https://wwwn.cdc.gov/nndss/conditions/hepatitis-a-acute/case-
definition/2019/
7.2 ส�านักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. นิยามโรคติดเชื้อ ประเทศไทย. นนทบุรี: โรงพิมพ์
องค์การรับส่งสนิ ค้าและพัสดภุ ัณฑ;์ 2546.

136 นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย

โรคไวรสั ตบั อักเสบเฉียบพลนั  ไม่ระบชุ นิด 
(Acute viral hepatitis, unspecified)

ICD-10: B17.8-B17.9, B19.0, B19.9

1. นิยามในการเฝ้าระวัง (Case definition for surveillance)

1.1 เกณฑท์ างคลนิ ิก (Clinical criteria)
มีตัวเหลือง ตาเหลือง และไม่มีประวัติได้รับยา หรือสารพิษท่ีเป็นสาเหตุของตับอักเสบเฉียบพลัน ร่วมกับ
มอี าการอยา่ งน้อย 1 อาการ ดังนี้
- ปสั สาวะสีเขม้
- ไข้
- อาการท้องอดื จกุ แน่นบริเวณใต้ชายโครงขวา
- เบื่ออาหารมาก อ่อนเพลียมาก
1.2 เกณฑ์การตรวจทางหอ้ งปฏบิ ัติการ (Laboratory criteria)
1.2.1 การตรวจทางหอ้ งปฏบิ ตั ิการทัว่ ไป (Presumptive diagnosis)
การตรวจการท�างานของตับ (Liver function test, LFTs) พบค่า SGPT หรือ Serum alanine
aminotransferase (ALT) levels ในน�้าเหลืองมากกวา่ 100 U/L ในทกุ กลมุ่ อายุ ทุกเพศ
1.2.2 การตรวจทางหอ้ งปฏิบัติการจา� เพาะ (Specific diagnosis)
ไมม่ ีผลการตรวจยนื ยนั ระบุชนิดของเช้อื ไวรัสชนิดใดชนิดหนง่ึ

2. ประเภทผ้ปู ว่ ย (Case classification)
2.1 ผู้ปว่ ยสงสยั (Suspected case) หมายถงึ ผู้ปว่ ยที่มอี าการตามเกณฑ์ทางคลนิ กิ
2.2 ผู้ป่วยเข้าข่าย (Probable case) หมายถึง ผู้ที่มีอาการตามเกณฑ์ทางคลินิก และมีผลบวกตามเกณฑ์ทาง
ห้องปฏิบัตกิ ารท่วั ไป
2.3 ผปู้ ว่ ยยนื ยนั (Confirmed case) หมายถึง ไมม่ ี

3. เกณฑ์การรายงานผู้ป่วยตามระบบเฝ้าระวงั โรค (Reporting criteria)
- ให้รายงานตั้งแต่ผู้ป่วยสงสัยทุกราย ภายใน 7 วัน ในระบบเฝ้าระวังโรค (รง. 506) รหัสโรค 10 ด้วยรหัส
ICD-10: B17.8-B17.9, B19.0, B19.9

4. การตรวจสอบความถูกตอ้ งของข้อมูล (Verification)
- ผู้ป่วยรายเดยี วกนั ที่ถูกรายงานมากกวา่ 1 ครั้ง ภายใน 1 ป ี ถอื ว่าเป็นการรายงานซา้� ซ้อน
- ตอ้ งตรวจสอบ (Verify) ขอ้ มูลผปู้ ว่ ยทุกรายทไ่ี ดร้ ับรายงานโรคไวรสั ตับอกั เสบเฉยี บพลันและเสียชีวติ

นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อท่ีต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย 137


Click to View FlipBook Version