นวตั กรรมการบริหารทอ้ งถนิ่ ไทย | 340
6. แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อกระทำกิจการ หรอื พิจารราสอบสวนหรือศึกษา
เร่อื งใด ๆ อนั เกี่ยวกับงานของสภาเขต
7. หน้าที่อื่น ๆ ตามที่กำหนดในกฎหมายหรือสภากรุงเทพมหานคร
มอบหมาย
12.3 กรุงเทพมหานคร
กรุงเทพมหานครเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ การบริหารราชการ
ประกอบด้วยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสภากรุงเทพมหานคร ซึ่งมาจากการเลือกตั้งอยู่
ในตำแหน่งคราวละ 4 ปีซึ่งผู้ว่าราชการใช้อำนาจบริหารราชการกรุงเทพมหานคร ขณะที่สภา
กรุงเทพมหานครใช้อำนาจนิติบัญญัติมีพื้นที่การปกครอง 1568.74 ตารางกิโลเมตร จำนวน
ประชากรจากฐานข้อมลู ทะเบียนราษฏร์ ณ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2547 มีจำนวน 5,634,132
คน กรุงเทพมหานครมีหน้าที่รับผิดชอบตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ
กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 และพระราชบญั ญตั กิ ำหนดแผนและขน้ั ตอนกระจายอำนาจให้แก่
องค์กรปกครองท้องถิ่น พ.ศ. 2542 กำหนดไว้รวม 44 ภารกิจ กรุงเทพมหานครแบ่งส่วน
ราชการเป็น 15 สำนัก และ 50 สำนักงานเขต ทั้งนี้เป็นไปตามพระราชบัญญัติระเบียบ
บริหารราชการกรงุ เทพมหานคร พ.ศ. 2528 และประกาศกรงุ เทพมหานคร ฉบับลงวนั ท่ี 1
เมษายน 2548
วิสัยทัศน์กรุงเทพมหานครและเป้าประสงค์การพฒั นาของกรงุ เทพมหานคร
กรุงเทพมหานครได้กำหนดวิสัยทัศน์ไว้ ดังนี้ “กรุงเทพมหานครเป็นเมืองน่าอยู่ที่
การพัฒนาอยา่ งสมดุลทั้งในดา้ นกายภาพ สงั คม และเศรษฐกิจ พรอ้ มกับการให้บริการที่มี
ประสิทธิภาพด้วยการบริการจัดการที่โปร่งใส และการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนของ
สงั คม
ส่วนเป้าประสงค์ของการพัฒนาในชว่ งปี พ.ศ. 2548-2551 ประกอบไปด้วย
1. มีการจราจรคล่องตัว ปลอดภัย ประชาชนมีทางเลือกในการเดินทางท่ี
สะดวกและประหยดั ค่าใช้จา่ ย
นวัตกรรมการบรหิ ารท้องถนิ่ ไทย | 341
2. มคี วามรม่ รื่นสะอาดมีส่ิงแวดลอ้ มท่ดี ีทั้งในดา้ นอากาศเสียงและนำ้
3. มีความปลอดภัยจากอาชญากรรมและสาธารณภัย
4. มโี อกาสทางการศึกษาท่ีมีมาตรฐานและสอดคลอ้ งกับความต้องการให้กับ
เยาวชนและประชาชนอยา่ งทวั่ ถงึ
5. มีประชาชนที่มีสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตที่ดีตลอดจนมีความ
ตระหนักถึงคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์แห่งความเป็นไทยมีน้ำใจมี
จิตสำนกึ สาธารณะ
6. มีโอกาสการประกอบอาชีพสำหรับประชาชนมีบรรยากาศที่น่าลงทุน
สำหรบั ภาคเอกชน
7. มีการวางผังเมืองที่เป็นระบบมีความงดงามในด้านทัศนศิลป์และมีคุณค่า
ทางประวัติศาสตร์มีระบริการจัดการที่มีประสิทธิภาพโปร่งใสสร้างความประทับใจให้กับ
ประชาชน
อำนาจหน้าทข่ี องผู้วา่ ราชการกรงุ เทพมหานคร
1. กำหนดนโยบายบรหิ ารราชการกรงุ เทพมหานครให้เป็นไปตามกฎหมาย
2. สงั่ อนุญาต อนุมตั เิ กี่ยวกับราชการของกรุงเทพมหานคร
3. แต่งตั้งและถอดถอนรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เลขานุการผู้ว่า
ราชการกรุงเทพมหานคร ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และแต่งตั้งและ
ถอดถอนผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานที่ปรึกษาที่ปรึกษาหรือคณะที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการ
กรงุ เทพมหานครหรือคณะกรรมการเพื่อปฏิบตั ิราชการใด ๆ
4. บริหารราชการตามที่คณะรัฐมนตรีนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงมหาดไทยมอบหมาย
5. วางระเบียบเพื่อให้งานของกรุงเทพมหานครเปน็ ไปโดยเรียบร้อย
6. รกั ษาการใหเ้ ป็นไปตามข้อบญั ญตั กิ รงุ เทพมหานคร
7. อำนาจหนา้ ทอี่ นื่ ตามทบ่ี ัญญตั ิไว้ในพระราชบัญญัตินแ้ี ละกฎหมายอน่ื
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการกรุงเทพมหานครและ
ลูกจ้างกรุงเทพมหานครและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของกรุงเทพมหานครและให้
นวัตกรรมการบริหารทอ้ งถ่นิ ไทย | 342
อำนาจหน้าที่ตามกฏหมายอื่นได้กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด
นายกเทศมนตรี หรือคณะเทศมนตรีแลว้ แต่กรณีโดยอนุโลม ทั้งนี้เวน้ แต่พระราชบญั ญตั ินี้
จะได้บญั ญัติไว้เป็นอย่างอื่น
อำนาจหนา้ ทีข่ องสภากรงุ เทพมหานคร
สภากรุงเทพมหานคร เป็นองค์กรนิติบัญญัติของกรุงเทพมหานครมีอำนาจหน้าที่
ดงั น้ี
1. เสนอและพิจารณาให้ความเห็นชอบในการตราข้อบัญญัติ
กรงุ เทพมหานคร
2. พิจารณาให้ความเห็นชอบในร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี
ซ่งึ เป็นการพิจารณางบประมาณทุกหนว่ ยงานของกรงุ เทพมหานคร ท่ฝี ่ายบรหิ ารต้ังมาว่ามี
เหตุผลเหมาะสมอย่างไรและจะเพิ่มหรือลดให้เป็นไปตามกระบวนการของการออก
ขอ้ บญั ญัติ
3. การควบคุมการบริหารงานของฝ่ายบริหารซ่ึงมีวิธีการควบคุมได้ 4
ประการ คอื
3.1 โดยการตั้งกระทู้ถามผู้ว่าการกรุงเทพมหานครในเรื่องใดๆอัน
เกย่ี วกับงานหนา้ ทขี่ องกรุงเทพมหานคร ซง่ึ ถอื ไดว้ ่าเป็นมาตรการท่ีใช้ในการควบคุมได้ทาง
หนง่ึ
3.2 โดยการเสนอบัญญัติ เพื่อให้กรุงเทพมหานครดำเนินการอย่างใด
อย่างหนึ่งซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร หากที่ประชุมสภาเห็นชอบในญัตติ
ของสมาชิสภาก็จะสง่ ญตั ติในเรื่องน้ันให้ฝ่ายบรหิ ารพจิ ารณาดำเนินการต่อไป
3.3 โดยการเปิดอภิปรายทั่วไปซึ่งจะกระทำโดยสมาชิกสภาจำนวนไม่
นอ้ ยกว่า 2 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทงั้ หมด เข้าชื่อเพ่อื เสนอญตั ติขอใหเ้ ปิดอภิปรายท่ัวไป
ให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นในปัญหาอัน
เกีย่ วกบั การบริหารราชการกรงุ เทพมหานครได้
3.4 โดยการเป็นกรรมการสภาซึ่งถือได้ว่าเป็นบทบาทอันสำคัญของ
สมาชิกที่จะควบคุมติดตามผลการบริหารงานของฝ่ายบริหารได้ เพราะคณะกรรมการของ
นวตั กรรมการบรหิ ารท้องถ่ินไทย | 343
สภามีอำนาจกระทำกิจการหรือพิจารณาสอบสวนหรือศึกษาเรื่องใดๆอันอยู่ในอำนาจ
หน้าที่ของกรุงเทพมหานครได้ แล้วรายงานต่อสภากรุงเทพมหานคร ถ้าสภา
กรุงเทพมหานครเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมการฯดังกล่าวประธานสภาก็จะส่ง
เร่ืองให้ฝา่ ยบริหารพจิ ารณาดำเนนิ การตามมติของสภาต่อไป
อำนาจในการพิจารณาให้ความเห็นชอบในกิจการที่มีกฏหมายบัญญัติให้ต้อง
ขอความเหน็ ชอบจากสภาหรือตอ้ งรายงายให้สภาทราบ4
1. การดำเนนิ การนอกเขตกรุงเทพมหานคร
2. การทำกิจการร่วมกับบุคคลอื่นโดยก่อตั้งบริษัท หรือการถือหุ้นในบริษัท
รวมทงั้ การเปล่ียนแปลงจำนวนหนุ้ ที่กรุงเทพมหานครถืออยู่ต้องไก้รับความอนุมัติจากสภา
กรุงเทพมหานคร
3. การให้บรกิ ารแกเ่ อกชนส่วนราชการหนว่ ยงานรัฐ รัฐวิสาหกจิ หรอื ราชการ
ส่วนท้องถิ่นโดยเรียกเก็บค่าบริการซึ่งกรุงเทพมหานครจะดำเนินการได้โดยการตราเป็น
ข้อบัญญัติซึ่งเท่ากับเป็นการให้ความเห็นชอบของสภาไปโดยปริยายหากได้รับความ
เห็นชอบในร่างขอ้ บญั ญตั ิดงั กล่าว
4. การมอบให้เอกชนดำเนินกิจการอันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของ
กรุงเทพมหานครและเรียกเก็บค่าธรรมเนียมค่าบริการหรือค่าตอบแทนที่เกี่ยวข้องแทน
กรุงเทพมหานครหลักเกณฑ์วิธีการความเห็นชอบจากสภาและรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงมหาดไทย
5. การยมื เงินสะสมเกินกวา่ 10 ลา้ นบาทและการขอใช้เงินสะสมจา่ ยขาด
6. การขอขยายเวลาเบิกจ่ายเงินเหลื่อมปงี บประมาณเกินปีงบประมาณถัดไป
7. การก่อนี้ผูกพันงบประมาณข้ามปี (ยกเว้นโครงการซึ่งได้ระบุไว้ใน
ข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมหรือ
โครงการทใี่ ช้เงินยืมสะสม ซงึ ผา่ นความเหน็ ชอบจากสภากรุงเทพมหานคร)
4 ชศู ักดิ์ เทยี่ งตรง, การบรหิ ารการปกครองทอ้ งถน่ิ ของไทย, (กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ์
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์, 2518), หนา้ 6-7.
นวตั กรรมการบริหารท้องถ่นิ ไทย | 344
8. การกเู้ งินจากกระทรวง ทบวง กรมองคก์ ารหรือนติ บิ ุคคลตา่ งๆ
9. การกู้เงินจากต่างประเทศ องค์การต่างประเทศ หรือองค์การระหว่าง
ประเทศ
10. รับทราบรายงานรับจ่ายประจำปีงบประมาณซึ่งสำนักงานตรวจเงิน
แผน่ ดินได้ตรวจสอบแล้ว
อำนาจในการอนุมัติ
1. การอนุมัตขิ อ้ กำหนดกรุงเทพมหานคร
2. การอนุมัติให้ขยายเวลาในการพิจารณาของคณะกรรมการที่สภาแต่งตั้ง
ออกไปในกรณีท่ดี ำเนินการไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด
อำนาจในการวินจิ ฉยั
1. ให้สมาชิกสภาภายนอกเพราะเห็นได้ว่ากระทำการอันเปน็ การเสื่อมเสียแก่
เกียรติศักดิ์ของตำแหน่ง มติของสภาต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า2ใน3ของจำนวนของ
สมาชิกทง้ั หมดของสภา
2. ใหส้ มาชกิ สภาลาประชุมในสมัยประชุมหน่งึ เกนิ กวา่ 3วนั ทมี่ ีการประชมุ
3. กรณีมีปัญหาต้องตีความข้อบังคับเปน็ อำนาจของสภาทีจ่ ะวินิจฉัยร่วมกับ
ฝา่ ยบรหิ ารในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน
อำนาจหนา้ ทข่ี องสมาชกิ สภาเขต
1. ให้ข้อคิดเห็นและข้อสังเกตเกี่ยวกับแผนพัฒนาเขตต่อผู้อำนวยการเขต
และสภากรุงเทพมหานคร
2. จัดสรรงบประมาณเพื่อการพัฒนาเขต ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในข้อบัญญัติ
กรงุ เทพมหานครว่าดว้ ยวธิ กี ารงบประมาณหรอื งบประมาณรายจ่าย
3. สอดส่องและติดตามดูแลการดำเนินการของสำนักงานเขต เพื่อให้เกิด
ประโยชนแ์ กร่ าษฏร
นวตั กรรมการบริหารท้องถิน่ ไทย | 345
4. ให้คำแนะนำหรือขอ้ สงั เกตต่อผ้อู ำนวยการเขต เกี่ยวกบั การปรบั ปรงุ แก้ไข
การบริการประชาชนภายในเขต หากผู้อำนวยการเขตไม่ดำเนินการใดๆโดยไม่แจ้งเหตุผล
ให้ทราบให้สภาเขตแจ้งให้ผวู้ า่ ราชการกรงุ เทพมหานครพจิ ารณาดำเนนิ การต่อไป
5. ใหค้ ำปรึกษาตามท่ผี ู้อำนวยการเขตรอ้ งขอ
6. แตง่ ต้ังคณะกรรมการเพ่ือกระทำกิจการหรือพจิ ารณาสอบสวนหรือศึกษา
เรอื่ งใดๆอนั เกี่ยวกับการงานของสภาเขต ท้ังน้ีตามทีก่ ำหนดในข้อบญั ญัติกรุงเทพมหานคร
วา่ ดว้ ยการนน้ั
12.4 การกำกบั ดแู ลกรุงเทพมหานคร
การกำกับดูงแลด้านการตั้งงบประมาณเป็นเงินอุดหนุนในกรุงเทพมหานคร ให้
รัฐบาลตั้งให้กรุงเทพมหานคร โดยตรงภายใต้บังคับแห่งกฎหมายอื่น เงินอุดหนุนทีร่ ัฐบาล
จัดให้แก่กรุงเทพมหานครนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะออกระเบียบ
กำหนดการใชจ้ า่ ยเงินดังกล่าวก็ได้5
การกำกับดูแลเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงมหาดไทยมีอำนาจและหน้าที่ควบคุมดูแลการปฏิบัติราชการ ของ
กรุงเทพมหานคร ดังจะเห็นได้จากการเปิดสมัยประชุมครั้งแรกภายใน 15 วันนับแต่วัน
เลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครอันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป ให้รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงมหาดไทยเรียก ประชมุ สภากรุงเทพมหานครเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นคร้ัง
แรก6
5 พระราชบญั ญัตริ ะเบียบบริหารราชการกรงุ เทพมหานคร พ,ศ, 2528 (ฉบบั ท่ี 4) พ.ศ.
2542.
6 พระราชบัญญตั ริ ะเบียบบรหิ ารราชการกรุงเทพมหานคร พ,ศ, 2528 (ฉบับท่ี 4) พ.ศ.
2542.
นวัตกรรมการบรหิ ารทอ้ งถ่นิ ไทย | 346
การกำกับดแู ลเกีย่ วกับผู้บริหาร นอกจากนร้ี ฐั มนตรวี า่ การกระทรวงมหาดไทยยัง
มีอำนาจสั่งสอบสวนข้อเท็จจริงหรือสั่ง ให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครชี้แจงแสดงความ
คิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการของ กรุงเทพมหานคร ในกรณีที่รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงมหาดไทยเห็นว่าการปฏิบัติใดๆ ของผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานครขัดต่อ
กฎหมาย มติของคณะรัฐมนตรี หรือเป็นไปในทางที่อาจทำให้เสียประโยชน์ ของ
กรุงเทพมหานคร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะยับยั้งหรือสั่งการตามท่ี
เหน็ สมควร7
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยโดยมติคณะรัฐมนตรีสั่งให้ออกจากตำแหน่ง
เมื่อมี กรณีแสดงให้เห็นว่าผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้กระทำการอันเสื่อมเสียแก่
เกียรติศักดิ์ของ ตำแหน่งหรือปฏิบตั ิการหรือละเลยไม่ปฏบิ ัติการอันควรปฏิบตั ิในลกั ษณะ
ที่เห็นได้ว่าจะเป็นเหตุให้ เสียหายอย่างร้ายแรงแก่กรุงเทพมหานครหรือแก่ราชการโดย
ส่วนรวมหรอื แกก่ ารรักษาความสงบ เรียบรอ้ ยหรือสวัสดภิ าพของประชาชน8
อย่างไรก็ตามการดำเนินการของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนั้นจะต้อง
ดำเนนิ ภายใต้ มติของสภากรงุ เทพมหานครซึ่งมติในข้อน้ีตอ้ งมีคะแนนเสยี งไมน่ ้อยกว่า2ใน
3ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด ของสภากรุงเทพมหานคร ในการนี้รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงมหาดไทยต้องนำเรื่องเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ตนได้รบั
แจ้งมติของสภากรุงเทพมหานคร
12.5 อำนาจหนา้ ท่ขี องกรงุ เทพมหานคร
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 มาตรา 89
กำหนดอำนาจหน้าทกี่ รุงเทพมหานครไวด้ งั น้ี
7 พระราชบญั ญตั ริ ะเบียบบรหิ ารราชการกรงุ เทพมหานคร พ,ศ, 2528 (ฉบบั ท่ี 4) พ.ศ.
2542.
8 พระราชบญั ญัติระเบียบบรหิ ารราชการกรุงเทพมหานคร พ,ศ, 2528 (ฉบบั ท่ี 4) พ.ศ.
2542.
นวัตกรรมการบริหารท้องถนิ่ ไทย | 347
(1) รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทั้งนี้ ตามข้อบัญญัติ
กรุงเทพมหา นคร และตามกฎหมายอื่น ที่กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ
กรงุ เทพมหานคร
(2) การทะเบยี นที่ตามกฎหมายกำหนด
(3) การป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย
(4) การรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของ
บา้ นเมือง
(5) การผงั เมือง
(6) การจดั ให้มแี ละบำรุงรักษาทางบก ทางนำ้ และทางระบายนำ้
(7) การวศิ วกรรมการจราจร
(8) การขนสง่
(9) การจัดให้มีและควบคุมตลาด ท่าเทียบเรอื ทา่ ขา้ มและทจ่ี อดรถ
(10) การดแู ลรกั ษาที่สาธารณะ
(11) การควบคุมอาคาร
(12) การปรับปรงุ แหลง่ ชุมชนแออัดและจดั การเกีย่ วกับทีอ่ ยู่อาศัย
(13) การจดั ใหม้ ีและบำรุงรักษาสถานท่พี กั ผ่อนหย่อนใจ
(14) การพัฒนาและอนรุ ักษ์ส่ิงแวดลอ้ ม
(15) การสาธารณปู โภค
(16) การสาธารณะสุข การอนามยั ครอบครัวและการรกั ษาพยาบาล
(17) การจัดให้มแี ละควบคมุ สุสาน และฌาปนสถาน
(18) การควบคมุ การเลีย้ งสตั ว์
(19) การจัดให้มแี ละควบคมุ การฆา่ สตั ว์
(20) การควบคุมความปลอดภัย ความเป็นระเบียบเรียบร้อยและการ
อนามัยในโรงมหรสพ และสาธารณะสถานอืน่
(21) การจัดการศึกษา
(22) การสาธารณูปการ
(23) การสงั คมสงเคราะห์
นวตั กรรมการบรหิ ารท้องถน่ิ ไทย | 348
(24) การสง่ เสรมิ การศึกษา
(25) การสง่ เสริมการประกอบอาชีพ
(26) การพาณชิ ย์ของกรงุ เทพมหานคร
(27)หน้าที่อื่นๆที่กฎหมายระบุให้เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการ
กรุงเทพมหานคร นายอำเภอ เทศบาลนคร หรือตามที่คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมอบหมายหรือที่กฏหมายระบุเป็นหน้าที่ของ
กรงุ เทพมหานคร
พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจใหแ้ ก่องค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 มาตรา 18 กำหนดให้กรุงเทพมหานครมีอำนาจหน้าที่ในการ
จัดระบบบริหารราชการ มาตรา 16 และมาตรา 17 ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลง
ในโครงสรา้ ง อำนาจหนา้ ที่ของกรงุ เทพมหานครเพิ่มขน้ึ สรุปสาระสำคญั ดังน้ี9
(1) การจดั ทำแผนพฒั นาทอ้ งถ่ินของตนเอง
(2) การพาณิชย์และการส่งเสริมการลงทนุ
(3) การสง่ เสรมิ การทอ่ งเท่ยี ว
(4) การสังคมสงเคราะห์ และการพัฒนาคณุ ภาพชีวิต สตรี คนชราและ
ผดู้ ้อยโอกาส
(5) การบำรุงรักษาศิลปะจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และ
วฒั นธรรมอนั ดีของท้องถ่ิน
(6) การส่งเสริมประชาธิปไตยความเสมอภาคและสิทธิเสรีภาพของ
ประชาชน
(7) การสง่ เสรมิ การมสี ว่ นรว่ มของราษฏรใ์ นการพฒั นาท้องถ่นิ
(8) การจำกดั มลู ฝอย
9 ลิขิต ธีรเวคิน, การกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชนบท.
(กรงุ เทพมหานคร : การจัดระเบียบบริหาร, 2525), หนา้ 43.
นวตั กรรมการบรหิ ารท้องถนิ่ ไทย | 349
(9) การจัดการบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากป่าไม้ ที่ดิน
ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่งแวดล้อม
(10) การสง่ เสรมิ การพัฒนาเทคโนโลยที เ่ี หมาะสม
(11) การจัดตง้ั และดแู ลระบบบำบัดน้ำเสยี รวม
(12) การจดั การสงิ่ แวดล้อมและมลพิษต่างๆ
(13) การจดั ตงั้ และดูแลตลาดกลาง
(14) การจัดให้มีโรงพยาบาล การรักษาพยาบาล การป้องกันและ
ควบคมุ โรคติดต่อ
(15) การจัดให้มีพิพธิ ภัณฑแ์ ละหอจดหมายเหตุ
(16) การขนสง่ มวลชนและวศิ วกรรมจราจร
(17) การสนบั สนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถนิ่ อนื่ ในการพฒั นาท้องถนิ่
(18) การประสานและให้ความร่วมมือในการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กร
ปกครองส่วนท้องถนิ่
(19) การแบ่งสรรเงินซึ่งตามกฎหมายจะต้องแบ่งให้แก่องค์กรปกครอง
ส่วนท้องถน่ิ
(20) การจัดกิจกรรมอื่นใดตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือ
กฏหมายอนื่ กำหนดใหเ้ ป็นอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิน่
(21) กิจการอื่นใดที่เป็นประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นตามที่
คณะกรรมการประกาศกำหนด
แผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ฉบับที่ 6 ( พ.ศ. 2545-2549 ) กำหนดเป็นแผน
ยทุ ธศาสตร์ทจี่ ะชีน้ ำทิศทางการพัฒนาแกห่ น่วยงานของกรุงเทพมหานคร ซ่ึงในแผนพัฒนา
ฯดงั กล่าวกำหนดยทุ ธศาสตรก์ ารพฒั นากรงุ เทพมหานครไว้ 7 ด้าน คอื
(1) ด้านการบริหารและการปกครอง เน้นการพัฒนาระบบบริหาร
จัดการของกรุงเทพมหานครใหม้ ีความโปรง่ ใส สามารถตรวจสอบได้ ส่งเสริมให้บุคคลากร
มีความรู้และทักษะในการปฏิบัติงานพร้อมสร้างจิตสำนึกและทัศนะคติที่ดีในการบริการ
ประชาชน
นวัตกรรมการบริหารท้องถ่ินไทย | 350
(2) ด้านการคลัง เน้นการเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาด้านการ
คลังของกรุงเทพมหานครเพื่อให้มีงบประมาณใช้จ่ายในการพัฒนาของกรุงเทพมหานคร
อยา่ งเพียงพอ
(3) ด้านทรัพยากรมนุษย์และสังคม มุ่งพัฒนาให้คนในสังคมมี
หลักประกันพื้นฐานในการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ รวมทั้งอยู่ในครอบครัว ชุมชนและ
สังคมที่มีความเข้มแข็ง สมานฉันท์และเอื้ออาทรต่อกันโดยทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการ
พัฒนาอย่างยง่ั ยนื
(4) ด้านการจราจร การขนส่ง และสาธารณูปโภค มุ่งหวังให้
กรุงเทพมหานครมีระบบการจราจร การขนส่ง และสาธารณูปโภคที่มีประสิทธิภาพ
โครงข่ายคมนาคมขนส่งเชื่อมต่อสมบูรณ์ มีระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ในเส้นทาง
หลักการบริการขนส่งสาธารณะทั่วถึง เพียงพอและมีราคาที่เหมาะสม ประชาชนสัญจรได้
สะดวกรวดเร็ว การก่อสร้างสาธารณูปโภคและอาคารมีความปลอดภัยมั่นคง ส่งเสริม
เศรษฐกจิ และสังคมโดยไม่มผี ลกระทบต่อสิง่ แวดล้อม
(5) ด้านผังเมืองและการใช้ที่ดิน มุ่งหวังให้กรุงเทพมหานครมีผังเมือง
รวมที่มีประสิทธิภาพ ชี้นำการพัฒนาเมืองได้อย่างเหมาะสม มีการแบ่งพื้นที่และกำหนด
บทบาทชัดเจน ทั้งพื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่ธุรกิจ พื้นที่สีเขียวและพื้นที่อนุรักษ์เชิง
ศิลปวฒั นธรรมและเชงิ นเิ วศน์ มกี ารกำหนดบริการโครงสรา้ งพ้นื ฐานและการจัดวางระบบ
คมนาคมขนส่ง โดยประชาชนมีความรู้ความเข้าใจและมีส่วนร่วมในกระบวนการวางผัง
เมืองและการปฏบิ ัติ รวมท้ังบำรุงรกั ษาเอกลกั ษณ์วัฒนธรรมของเมือง
(6) ด้านสิ่งแวดล้อม มุ่งหวังที่จะให้กรุงเทพมหานครเป็นมหานครที่น่า
อยู่มสี ่ิงแวดล้อมท่ีดี มคี วามสะอาดเป็นระเบียบร่มรื่น มีพ้ืนที่สีเขียวเพ่ือการนันทนาการ มี
สภาพภูมิทัศน์ที่สวยงาม น้ำมีคุณภาพดี อากาศบริสุทธิ์ไม่มีมลภาวะที่เป็นอันตรายต่อ
สุขภาพ ประชาชนมีสว่ นร่วมในการพิทักษ์รกั ษาสิ่งแวดลอ้ ม
(7) ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ มุ่งหวังพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศของ
กรุงเทพมหานครให้มีประสิทธภิ์ าพเพอื่ การบรหิ ารองค์กรและการให้บริการประชาชน
นวัตกรรมการบรหิ ารท้องถิน่ ไทย | 351
1.4 แผนบรหิ ารราชการกรงุ เทพมหานคร พ.ศ. 2548-2551
แผนบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2548-2551 ได้กำหนดวิสัยทัศน์
เป้าประสงค์และยุทธศาสตร์การพัฒนา เพื่อเป็นกรอบช้ีนำทิศทางการพัฒนา
กรงุ เทพมหานครมีสาระสำคญั ดังนี้
12.6 การคลงั สว่ นท้องถนิ่ ของกรุงเทพมหานคร
แหล่งรายได้ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.
2528
ในส่วนของรายได้ของกรุงเทพมหานคร มีทั้งประเภทรายได้ประจำและรายได้
พิเศษซึ่งในรายได้ประจำ คือ รายได้จากภาษีอากร รายได้จากค่าธรรมเนียม รายได้จาก
ทรพั ย์สิน รายไดจ้ ากสาธารณูปโภคและการพาณิชย์ และรายได้เบ็ดเตล็ด ในขณะท่ีรายได้
พิเศษ คือ รายได้จากสะสมจ่ายขาด และเงินกู้ ทั้งกรุงเทพมหานครจัดเก็บเองและส่วน
ราชการอื่นเก็บให้ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.
2528 กำหนดใหก้ รงุ เทพมหานครอาจมีรายได้ดังต่อไปนี้
1) รายได้จากทรพั ยส์ ินของกรงุ เทพมหานคร
2) รายได้จากสาธารณูปโภคของกรุงเทพมหานคร
3) รายได้จากการพาณิชย์ของกรุงเทพมหานคร การทำกิจการร่วมกับบุคคล
อน่ื หรือจากสหการ
4) ภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมตามที่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้ให้เป็นของ
เทศบาลหรือมีกฎหมายบัญญัตใิ หเ้ ปน็ ของกรุงเทพมหานครโดยเฉพาะ
5) ค่าธรรมเนยี ม ค่าใบอนญุ าต และคา่ ปรับตามท่จี ะมีกฎหมายบัญญตั ิไว้
6) ค่าบริการเอกชน ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการ
สว่ นทอ้ งถิ่น โดยตราเป็นขอ้ บญั ญตั กิ รุงเทพมหานคร
7) รายได้จากการจำหน่ายพันธบัตร เมื่อได้รับความเห็นชอบจาก
คณะรัฐมนตรี และตราเปน็ ขอ้ บญั ญัติกรุงเทพมหานคร
8) เงินกู้จากกระทรวง ทบวง กรม องค์การ หรือนิติบุคคลต่าง ๆ ซึ่งได้รับ
ความเหน็ ชอบจากสภากรงุ เทพมหานคร
นวตั กรรมการบริหารทอ้ งถิ่นไทย | 352
9) เงินอุดหนุนจากรัฐบาล ส่วนราชการ หรือราชการส่วนท้องถิ่นอื่นและเงิน
สมทบจากรฐั บาล
10) เงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ องค์การต่างประเทศ หรือองค์การระหว่าง
ประเทศ
11) เงนิ กจู้ ากต่างประเทศ องคก์ ารต่างประเทศ หรอื องคก์ ารระหว่างประเทศ
ซง่ึ ได้รับความเห็นชอบจากสภากรงุ เทพมหานคร
12) เงินและทรัพย์สนิ อยา่ งอื่นท่มี ีผอู้ ทุ ศิ ให้
13) เงนิ ช่วยเหลอื หรือเงินคา่ ตอบแทน
14) รายได้จากทรัพย์สินของแผ่นดิน หรือรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินการเพื่อมุ่ง
แสวงหากำไรในกรุงเทพมหานครตามทจี่ ะมีกฎหมายกำหนด
15) รายได้จากการเก็บภาษีทรัพย์สินหรือค่าธรรมเนียมพิเศษตามที่จะมี
กฎหมายกำหนด
16) รายได้อ่นื ตามทม่ี ีกฎหมายบญั ญัติใหเ้ ป็นของกรงุ เทพมหานคร
แหล่งรายได้ตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ
ให้แก่องคก์ รปกครองส่วนท้องถิน่ พ.ศ. 2542
ตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กร
ปกครองส่วน ท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ให้กรุงเทพมหานครอาจมีรายได้จากภาษีอากร
ค่าธรรมเนียม และเงนิ รายไดด้ ังตอ่ ไปน้ี10
1) ภาษีโรงเรือนและทีด่ นิ ตามกฎหมายวา่ ด้วยภาษีโรงเรอื นและท่ดี ิน
2) ภาษบี ำรงุ ท้องท่ีตามกฎหมายว่าด้วยภาษบี ำรงุ ท้องท่ี
3) ภาษปี า้ ยตามกฎหมายว่าด้วยภาษีป้าย
4) ภาษีบำรุงกรุงเทพมหานครสำหรับน้ำมันเบนซินและน้ำมันที่คล้ายกัน
น้ำมันดีเซลและน้ำมันที่คล้ายกัน ก๊าซปิโตรเลียมที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ ซึ่งเก็บ
10 สมคิด เลิศไพฑูรย์, “การควบคุมกำกับเหนือองค์การปกครองท้องถิ่นในประเทศไทย”,
วารสารกฎหมายปกครอง, เล่ม 10 ตอน 1., 2534.
นวัตกรรมการบริหารทอ้ งถิน่ ไทย | 353
จากการค้าในเขตกรุงเทพมหานครโดยออกข้อบัญญัติจัดเก็บเพิ่มได้ไม่ เกินลิตรละสิบ
สตางค์สำหรบั นำ้ มนั และไม่เกนิ กิโลกรมั ละ สบิ สตางค์สำหรบั ก๊าซปโิ ตรเลียม
5) ภาษีบำรุงกรุงเทพมหานครสำหรับยาสูบซึ่งเก็บจากการค้าในเขต
กรงุ เทพมหานคร โดยออกขอ้ บญั ญัตจิ ดั เกบ็ เพมิ่ ได้ไม่เกนิ มวนละสบิ สตางค์
6) ภาษีมูลค่าเพิม่ ตามประมวลรัษฎากรที่ได้รับการจัดสรร ในอัตราซึ่งเมื่อรวม
กับอตั ราภาษีป้ายตามกฎหมายว่าดว้ ยภาษปี ้าย และ ภาษีมลู ค่าเพ่ิมตามประมวลรัษฎากร
ที่ได้รับการจัดสรรในอัตราซึ่งเมื่อรวม อัตราดังกล่าวแล้วไม่เกินร้อยละ 30 ของ
ภาษีมูลค่าเพ่ิมที่จัดเก็บได้หักส่วนที่ต้องจ่ายคืนแล้ว โดยเป็นหน้าที่ของกรมสรรพากรทีจ่ ะ
จดั เก็บ
7) ภาษีธุรกจิ เฉพาะตามประมวลรัษฎากร โดยออกข้อบญั ญตั ิจัดเกบ็ เพ่ิมข้ึนใน
อัตราไม่เกินร้อยละ 30 ของอัตราภาษีที่จัดเก็บตามประมวลรัษฎากร โดยเป็นหน้าที่ของ
กรมสรรพากรทจ่ี ะจดั เก็บ
8) ภาษีสรรพาสามิตตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิต ภาษีสุรา ตาม
กฎหมายว่าด้วยสุราและค่าแสตมป์ยาสูบตามกฎหมายว่าด้วยยาสูบ ซึ่งเก็บจากการค้าใน
เขตกรุงเทพมหานคร โดยออกข้อบัญญัติจัดเก็บเพิ่มขึ้นในอัตราไม่เกินร้อยละ 30 ของ
อัตราภาษที ก่ี รมสรรพสามิตจัดเก็บ และให้ถือเป็นภาษแี ละคา่ แสตมปต์ ามกฎหมายว่าด้วย
การนน้ั โดยเปน็ หน้าทีข่ องกรม สรรพสามิตทจี่ ะจดั เกบ็
9) ภาษีเพอ่ื การศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ
10) ภาษีและคา่ ธรรมเนยี มรถยนต์ รวมท้งั เงินเพมิ่ ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์
ภาษีรถตามกฎหมายว่าดว้ ยการขนสง่ ทางบก และค่าธรรมเนียม ล้อเลื่อนตามกฎหมายว่า
ดว้ ยลอ้ เลื่อน
11) ภาษีการพนนั ตามกฎหมายว่าดว้ ยการพนนั
12) ค่าภาคหลวงแร่ตามกฎหมายว่าด้วยแร่ที่จัดเก็บภายในเขตของ
กรุงเทพมหานคร ในอัตราร้อยละ 40 ของค่าภาคหลวงแร่ที่กรมทรัพยากรธรณีจัดเก็บได้
จริง
นวตั กรรมการบริหารทอ้ งถ่ินไทย | 354
13) ค่าภาคหลวงปิโตรเลียมตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียมที่จัดเก็บภายใน
เขต ของกรุงเทพมหานครในอัตราร้อยละ 40 ของคา่ ภาคหลวงปโิ ตรเลียมท่ีกรมทรัพยากร
ธรณจี ดั เกบ็ ไดจ้ ริง
14) อากรการฆ่าสัตว์ และผลประโยชน์อื่นอันเกิดจากการฆ่าสัตว์ตาม
กฎหมายว่าด้วยการควบคมุ การฆา่ สตั วแ์ ละจำหน่ายเน้ือสตั ว์
15) คา่ ธรรมเนียมบำรุงกรงุ เทพมหานคร โดยออกขอ้ บัญญัตเิ รยี กเกบ็ จากผู้พัก
ในโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม
16) ค่าธรรมเนียมสนามบินตามกฎหมายว่าดว้ ยการเดินอากาศ ทงั้ น้ีให้เป็นไป
ตามอตั ราและวิธกี ารที่คณะกรรมการกำหนด
17) คา่ ธรรมเนยี มการจดทะเบยี นสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกบั อสังหาริมทรัพย์ที่
มที นุ ทรพั ยต์ ามประมวลกฎหมายท่ดี นิ และกฎหมายวา่ ด้วยอาคารชุด
18) ค่าธรรมเนียมดังต่อไปนี้ โดยออกข้อบัญญัติจัดเก็บเพิ่มขึ้นในอัตราไม่เกิน
รอ้ ยละ 30 ของคา่ ธรรมเนยี มทจ่ี ัดเก็บตามกฎหมายว่าด้วยการนนั้
(ก) ค่าธรรมเนยี มใบอนญุ าตขายสรุ าตามกฎหมายวา่ ดว้ ยสุรา
(ข) คา่ ธรรมเนยี มใบอนญุ าตเลน่ การพนนั ตามกฎหมายวา่ ด้วยการพนนั
19) ค่าธรรมเนียม ค่าใบอนุญาต และค่าปรับในกิจการที่กฎหมายมอบหมาย
หน้าที่ให้กรุงเทพมหานครเปน็ เจ้าหน้าที่ ดำเนินการภายในเขตของกรุงเทพมหานคร และ
ใหต้ กเปน็ รายได้ของกรุงเทพมหานคร
20) ค่าธรรมเนียมใด ๆ ที่เรียกเก็บจากผู้ใช้หรือได้รับประโยชน์จากบริการ
สาธารณะที่กรุงเทพมหานครจัดให้มีข้นึ
21) รายไดอ้ ื่นตามท่ีกฎหมายบัญญัตใิ ห้เป็นของกรุงเทพมหานคร
รายจา่ ย
1. เงินเดอื น
2. ค่าจ้างประจำ
3. คา่ จา้ งชวั่ คราว
4. ค่าตอบแทน
นวตั กรรมการบรหิ ารทอ้ งถิ่นไทย | 355
5. ค่าใช้สอย
6. ค่าสาธารณูปโภค
คำถามทา้ ยบท
12.1 จงอธบิ ายถึงความเป็นมาของกรงุ เทพมหานคร
12.2 จงอธบิ ายถงึ โครงสร้างกรงุ เทพมหานครในปจั จุบัน
12.3 จงอธิบายถงึ ความหมายและความสำคัญของกรงุ เทพมหานคร
12.5 จงอธิบายถึงการกำกับดูแลกรงุ เทพมหานคร
12.5 จงอธบิ ายถงึ อำนาจหนา้ ท่ขี องกรงุ เทพมหานคร
12.6 จงอธิบายถงึ การคลงั ส่วนท้องถน่ิ ของกรงุ เทพมหานคร
นวัตกรรมการบริหารทอ้ งถ่นิ ไทย | 356
อา้ งองิ ประจำบท
โกวิทย์ พวงงาม. การปกครองท้องถ่นิ ไทย : หลักการและมิตใิ หมใ่ นอนาคต. พิมพ์คร้ังท่ี
5. กรุงเทพมหานคร : วิญญูชน, 2548.
ชูศักดิ์ เที่ยงตรง. การบริหารการปกครองท้องถิ่นของไทย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์, 2518.
สมคิด เลิศไพฑูรย์. “การควบคุมกำกับเหนือองค์การปกครองท้องถิ่นในประเทศไทย”.
วารสารกฎหมายปกครอง. เล่ม 10 ตอน 1., 2534.
สมคิด เลิศไพฑูรย์ ผศ.ดร.. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ : ฐานข้อมูล
ก า ร เ ม ื อ ง ก า ร ป ก ค ร อ ง ส ถ า บ ั น พ ร ะ ป ก เ ก ล ้ า . [อ อ น ไ ล น์ ].
แหล่งที่มา:http://www.kpi.ac.th/wiki/index.php/กรุงเทพมหานคร. [20 มิถุ
ยายน 2564].
พระราชบัญญัตริ ะเบียบบรหิ ารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ฉบบั ท่ี 4 พ.ศ.2542.
ลิขิต ธีรเวคิน. การกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชนบท.
กรุงเทพมหานคร : การจดั ระเบยี บบริหาร, 2525.
สมคิด เลิศไพฑูรย์. “การควบคุมกำกับเหนือองค์การปกครองท้องถิ่นในประเทศไทย”.
วารสารกฎหมายปกครอง. เล่ม 10 ตอน 1., 2534.
นวัตกรรมการบรหิ ารท้องถ่ินไทย | 357
บทที่ 13
องคก์ รปกครองสว่ นท้องถนิ่ ในกลุม่ ประเทศอาเซียน
เนอื้ หาประจำบท
13.1 ความรเู้ บอื้ งตน้ เก่ียวกับประชาคมอาเซยี น
13.2 ความหมาย และความสำคัญของประชาคมอาเซียน
13.3 องค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถ่ินในกลมุ่ ประเทศอาเซียน
13.4 เนการาบรูไนดารุสซาลาม
13.5 ราชอาณาจักรกมั พูชา
13.6 สาธารณรัฐอนิ โดนเี ซยี
13.7 สาธารณรฐั ประชาธิปไตยประชาชนลาว
13.8 สหพนั ธรัฐมาเลเซยี
13.9 สาธารณรฐั แห่งสหภาพเมียนมาร์
13.10 สาธารณรัฐฟลิ ิปปนิ ส์
13.11 สาธารณรัฐสงิ ค์โปร์
13.12 ราชอาณาจักรไทย
13.13 สาธารณรัฐสังคมนยิ มเวียดนาม
จุดประสงคข์ องบท
13.1 อธบิ ายถงึ ความร้เู บ้อื งตน้ เกย่ี วกับประชาคมอาเซียนได้
13.2 อธบิ ายถงึ ความหมาย และความสำคัญของประชาคมอาเซียนได้
13.3 อธิบายถงึ องค์กรปกครองสว่ นท้องถ่นิ ในกลุ่มประเทศอาเซยี นได้
13.4 อธบิ ายถงึ องค์กรปกครองส่วนทอ้ งถน่ิ ของเนการาบรูไนดารุสซาลามได้
13.5 อธิบายถึงองค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถ่ินของราชอาณาจักรกัมพูชาได้
13.6 อธบิ ายถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถน่ิ ของสาธารณรัฐอินโดนีเซยี ได้
นวัตกรรมการบรหิ ารท้องถน่ิ ไทย | 358
13.7 อธบิ ายถงึ องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถ่นิ ของสาธารณรัฐประชาธปิ ไตย
ประชาชนลาวได้
13.8 อธิบายถงึ องค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถิ่นของสหพนั ธรฐั มาเลเซียได้
13.9 อธิบายถงึ องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ ของสาธารณรฐั แห่งสหภาพเมยี นมาร์
ได้
13.10 อธิบายถึงองคก์ รปกครองส่วนท้องถน่ิ ของสาธารณรัฐฟลิ ปิ ปนิ ส์ได้
13.11 อธบิ ายถึงองค์กรปกครองส่วนทอ้ งถนิ่ ของสาธารณรฐั สิงค์โปร์ได้
13.12 อธบิ ายถึงองคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถิ่นของราชอาณาจักรไทยได้
13.13 อธบิ ายถึงองคก์ รปกครองสว่ นท้องถน่ิ ของสาธารณรัฐสงั คมนิยมเวยี ดนาม
ได้
นวตั กรรมการบรหิ ารท้องถ่นิ ไทย | 359
13.1 ความรู้เบ้อื งตน้ เกี่ยวกบั ประชาคมอาเซียน1
อาเซียน (ASEAN) เป็นการรวมตัวกันของ 10 ประเทศ ในทวีปเอเชียตะวันออก
เฉียงใต้ผู้นำอาเซียนได้ร่วมลงนามในปฎิญญาว่าด้วย ความร่วมมืออาเซียนเห็นชอบ ให้
จัดตั้ง ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) คือ เป็นองค์กรระหว่างประเทศ
ระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีจุดเริ่มต้นโดยประเทศไทย มาเลเซีย และ
ฟิลิปปินส์ ได้ร่วมกันจัดตั้งสมาคมอาสา (Association of South East Asia) เมื่อเดือน
ก.ค.2504 เพอ่ื การรว่ มมือกนั ทาง เศรษฐกิจ สังคมและวฒั นธรรม แต่ดำเนินการไปได้เพียง
2 ปี ก็ต้องหยุดชะงกั ลง เนือ่ งจากความผกผนั ทางการเมอื งระหวา่ งประเทศอนิ โดนีเซียและ
ประเทศมาเลเซยี จนเม่ือมกี ารฟื้นฟูสัมพันธ์ทางการฑตู ระหว่างสองประเทศ
จึงได้มีการแสวงหาหนทางความร่วมมือกันอีกครั้ง และสำเร็จภายในปี พ.ศ. 2563
(ค.ศ. 2020) แต่ต่อมาได้ตกลงร่นระยะเวลาจัดต้ังใหเ้ สร็จในปี พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015) ใน
ปีนั้นเองจะมีการเปิดกว้างให้ประชาชนในแต่ละประเทศสามารถเข้าไปทำงานในประเทศ
อื่นๆ ในประชาคมอาเซียนได้อย่างเสรีเสมือนดังเป็นประเทศเดยี วกัน ซง่ึ จะมีผลกระทบต่อ
การประกอบอาชีพและการมีงานทำของคนไทย ควรทำความเข้าใจในเรื่องนี้จึงเป็นสิ่ง
สำคัญสำหรบั ทกุ คน
ความเป็นมาของอาเซียน สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
(Association of Southeast Asian Nations หรือ ASEAN) ก่อตั้งขึ้นโดยปฏิญญา
กรุงเทพ (Bangkok Declaration) หรือ ปฏิญญาอาเซียน (ASEAN Declaration) เม่ือ
วันที่ 8 สิงหาคม 2510 โดยมีประเทศสมาชิก 5 ประเทศ ประกอบด้วย อินโดนีเซีย
มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางด้านการเมือง
เศรษฐกิจและสังคม ของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่อมามีประเทศ
สมาชิกเพิ่มเติม ได้แก่ บรูไนดารุสซาลาม เวียดนาม ลาว เมียนมา และกัมพูชา ตามลำดบั
จงึ ทำใหป้ ัจจุบนั อาเซยี น มสี มาชกิ 10 ประเทศ
1 ไชยวัฒน์ คำ้ ชู และณชั ชาภทั ร อนุ่ ตรงจิตร, ประชาคมอาเซียนกับการปกครองส่วน
ท้องถิ่น, (กรงุ เทพฯ: สถาบนั พระปกเกล้า. 2555), หน้า 12.
นวตั กรรมการบรหิ ารท้องถนิ่ ไทย | 360
13.2 ความหมาย และความสำคญั ของประชาคมอาเซียน
ประชาคมอาเซียน เป็นเป้าหมายของการรวมตัวกันของประเทศสมาชิกอาเซียน
เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง และขีดความสามารถการแข่งขันของอาเซียนในเวทีระหว่าง
ประเทศในทุกด้านรวมถึงความสามารถในการรับมือกับปัญหาใหม่ๆ ในระดับโลกทีส่ง
ผลกระทบมาถึงภูมิภาคอาเซียน เช่น ภาวะโลกร้อนการก่อการร้ายหรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง
คือ การเป็นประชาคมอาเซียน คือ การทำให้ประเทศสมาชิกอาเซียนเป็น “ครอบครัว
เดียวกัน”ทีมีความแข็งแกร่ง และมีภูมิต้านทานทีดีโดยสมาชิกในครอบครัวมีสภาพความ
อยทู่ ดี ีปลอดภยั และสามารถทำมาคา้ ขายไดอ้ ย่างสะดวกมากย่ิงข้ึน แรงผลักดันสำคัญทที ำ
ให้ผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนตกลงกันทีจัดตังประชาคมอาเซียนอันถือเป็นการปรับปรุง
ตัวครั้งใหญ่ และวางรากฐานของการพัฒนาของอาเซียน คือ สภาพแวดล้อมระหว่าง
ประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งในด้านการเมืองเศรษฐกิจ และสังคมทีทำให้อาเซียนต้อง
เผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ เช่น โรคระบาด อาชญากรรมข้ามชาติ ภัยพิบัติธรรมชาติ
และปัญหาสิ่งแวดล้อมภาวะโลกร้อน และความเสี่ยงที่อาเซียนอาจจะไม่สามารถแข่งขัน
ทางเศรษฐกิจได้กับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะจีน และอินเดียซึงมีอัตราการขยายตัวทาง
เศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดประชาคมอาเซียนถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อเดือน
ตลุ าคม 2546 จากการที่ผู้นำอาเซยี นได้รว่ มลงนามในปฏิญญาวา่ ด้วยความร่วมมืออาเซียน
ทีเรยี กวา่ “ขอ้ ตกลงบาหลี 2”2 เพ่ือเห็นชอบใหจ้ ดั ตงั ประชาคมอาเซยี นภายในปี 2563 แต่
ตอ่ มาไดต้ กลงร่นระยะเวลาจัดต้งั ใหเ้ สร็จในปี 2558
ประชาคมอาเซียน คือ ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) คือ การ
รวมตัวของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนให้เป็นชุมชนที่มีความแข็งแกร่ง สามารถสร้าง
โอกาสและรบั มอื ส่งท้าทา้ ย ทง้ั ดา้ นการเมืองความม่ันคง เศรษฐกิจ และภยั คุกคามรูปแบบ
ใหม่ โดยสมาชิกในชุมชนมีสภาพความเปน็ อยูท่ ีด่ ี สามารถประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ได้อย่างสะดวกมากยงิ่ ขนึ้ และสมาชิก ในชุมชนมคี วามรูส้ กึ เปน็ อนั หนงึ่ อันเดยี วกนั
2อาเซียน (ASEAN, [ออนไลน์], แหล่งที่มา : http://www.thaiall.com/asean/[
ธันวาคม 2564]
นวัตกรรมการบรหิ ารท้องถน่ิ ไทย | 361
สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวนั ออกเฉยี งใตห้ รืออาเซยี น (Association of
South East Asian Nations : ASEAN) ก่อตั้งขึ้นจากปฏิญญากรุงเทพฯ (Bangkok
Declaration) โดยมี ดร.ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของ
ประเทศไทยในขณะนั้นได้เชญิ รัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศในเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้
มาหารือร่วมกันที่แหลมแท่น จังหวัดชลบุรีซึ่งนำมาสู่การลงนามในปฏิญญากรุงเทพเพื่อ
ก่อตั้งอาเซียนที่วังสราญรมย์เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2510 ซึ่งลงนามโดยรัฐมนตรีสมาชิกผู้
ก่อตั้งรวม 5 ประเทศ ได้แก่ 1. นายอาดัมมาลิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่าง
ประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย 2. ตุนอับดุลราซักบินฮุสเซน รองนายกรัฐมนตรี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ
ประเทศมาเลเซีย 3. นายนาซิโซรามอส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่าง ประเทศ
สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ 4. นายเอสราชารัตนัม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่าง ประเทศ
สาธารณรัฐสิงคโปร์ 5. พันเอก (พิเศษ) ดร. ถนัดคอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ
ต่าง ประเทศราชอาณาจักรไทยต่อมาได้มีประเทศอื่นๆ เข้าเป็นสมาชิกอาเซียนในปี ต่อๆ
มาดงั นี้ 6. บรไู นดารสุ ซาลาม เป็นสมาชิกเม่ือ 8 มกราคม 2527. 7. สาธารณรัฐสังคมนิยม
เวียดนาม เป็นสมาชิกเมื่อ 28 กรกฎาคม 2539. 8. สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน
ลาว เป็นสมาชิกเมื่อ 23 กรกฎาคม 2540 9. สหภาพเมียนมาร์ เป็นสมาชิกเมื่อ 23
กรกฎาคม 2540 10. ราชอาณาจักรกัมพูชา เป็นสมาชิกเมื่อ 30 เมษายน 2542 ปัจจุบัน
สมาชกิ อาเซยี นมีทง้ั หมด 10 ประเทศ ไดแ้ ก่ ประเทศไทยสาธารณรัฐฟิลปิ ปนิ ส์ บรูไนดารุส
ซาลาม ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรฐั อนิ โดนิเซีย สาธารณรฐั ประชาธิปไตยประชาชน
ลาว มาเลเซีย สหภาพเมยี นมา สาธารณรัฐสงิ คโปร์ และสาธารณรัฐสังคมนยิ มเวยี ดนาม3
อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และเป็น
ตัวอย่างของการรวมตัวของกลุ่มประเทศที่มีพลังต่อรองในเวทีการเมือง และเศรษฐกิจ
ระหว่างประเทศความก้าวหน้าของอาเซียนมีปัจจัยจากความไว้วางใจซึ่งกัน และกัน
ระหว่างรัฐสมาชกิ อันจะก่อให้เกิดบรรยากาศท่สี รา้ งสรรค์ และเอื้อต่อความรว่ มมือระหว่าง
3สำนักงาน ก.พ., ก้าวสู่ประชาคม ASEAN 2015, พิมพ์ครั้งที่ 3, (กรุงเทพมหานคร :
สำนกั งาน ก.พ., 2555), หน้า 9.
นวัตกรรมการบริหารท้องถนิ่ ไทย | 362
กันทำให้สถานการณ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เปลี่ยนผ่านจากสภาวะแห่งความตึง
เครียด และการเผชญิ หน้าในยุคสงครามเยน็ มาสู่ความมีเสถียรภาพความมั่นคง และความ
ร่วมมอื อย่างใกลช้ ดิ ในปัจจุบนั 4
กำเนดิ อาเซยี น และวตั ถปุ ระสงค์
สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน (Association of
South East Asian Nations : ASEAN) ก่อตั้งขึ้นโดยปฏิญญากรุงเทพฯ (Bangkok
Declaration) ซึ่งลงนามโดยรัฐมนตรีจาก 5 ประเทศ ได้แก่ นายอาดัม มาลิก
ร ั ฐ ม น ต ร ี ว ่ า ก า ร ก ร ะ ท ร ว ง ก า ร ต ่ า ง ป ร ะ เ ท ศ ส า ธ า ร ณ ร ั ฐ อ ิ น โ ด น ี เ ซ ี ยตุน
อับดุล ราซัก บิน ฮุสเซน รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติประเทศมาเลเซีย นายนาซิโซ รามอส
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ นายเอส ราชารัตนัม
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐสิงคโปร์ และพันเอก (พิเศษ) ดร.
ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศราชอาณาจักรไทย เมื่อวันที่ 8
สิงหาคม 2510 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีต่อกันระหว่างประเทศใน
ภูมิภาค ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพเสถยี รภาพ และความมั่นคงปลอดภัยทางการเมอื งสร้างสรรค์
ความเจริญเติบโตทางดา้ นเศรษฐกิจ การพฒั นาทางสงั คม และวัฒนธรรม การกินดอี ย่ดู บี น
พื้นฐานของความเสมอภาค และผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งจากเจตจำนงที่สอดคล้องกันนี้
นำไปสู่การขยายสมาชิกภาพ โดยบรูไนดารุสซาลาม ได้เข้าเป็นสมาชิกในลำดับที่ 6เมื่อ
วนั ท่ี 7 มกราคม 2527 สาธารณรัฐสงั คมนิยมเวียดนามเข้าเป็นสมาชิกลำดับที่ 7 เม่ือวันที่
28 กรกฎาคม 2538สาธารณรฐั ประชาธิปไตยประชาชนลาว และสหภาพเมียนมารเ์ ข้าเป็น
สมาชกิ พร้อมกัน เมอื่ วนั ที่ 23 กรกฎาคม 2540 และราชอาณาจักรกัมพชู าเข้าเป็นสมาชิก
4สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ, แนวทางการจัดการ
เรียนร้สู ปู่ ระชาคมอาเซยี น, ระดบั ประถมศึกษา, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพช์ ุมนุมสหกรณ์การเกษตร
แหง่ ประเทศไทยจำกดั , 2554) , หน้า 1.
นวตั กรรมการบริหารท้องถิ่นไทย | 363
ลำดับที่ 10 เมื่อวันท่ี 30 เมษายน 2542 ทำให้ปัจจุบันอาเซียนมีสมาชิกรวมทั้งหมด 10
ประเทศ
ปฏิญญากรุงเทพฯ ได้ระบุวัตถุประสงค์สำคัญ7ประการของการจัดตั้งอาเซียน
ได้แก่ (1) ส่งเสริมความร่วมมือ และความช่วยเหลือซึ่งกัน และกันในทางเศรษฐกิจสังคม
วัฒนธรรมเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์ และการบริหาร (2) ส่งเสริมสันติภาพ และความมั่นคง
ส่วนภูมิภาค (3) เสริมสร้างความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจพัฒนาการทางวัฒนธรรมใน
ภูมิภาค (4) ส่งเสริมให้ประชาชนในอาเซียนมีความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตที่ดี (5) ให้
ความช่วยเหลือซึง่ กัน และกันในรูปของการฝึกอบรม และการวิจัย และส่งเสริมการศึกษา
ด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (6) เพิ่มประสิทธิภาพของการเกษตร และอุตสาหกรรมการ
ขยายการค้าตลอดจนการปรับปรุงการขนส่ง และการคมนาคม และ (7) เสริมสร้างความ
ร่วมมืออาเซียนกับประเทศภายนอกองค์การความร่วมมือแห่งภูมิภาคอื่นๆ และองค์การ
ระหว่างประเทศ
นโยบายการดำเนินงานของอาเซียนจะเป็นผลจากการประชุมหารือในระดับ
หัวหน้ารัฐบาลระดับรัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียน ทั้งนี้การประชุมสุดยอด
อาเซียน (ASEAN Summit) หรือการประชุมของผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนเป็นการ
ประชุมระดับสูงสุดเพื่อกำหนดแนวนโยบายในภาพรวม และเป็นโอกาสที่ประเทศสมาชิก
ได้ร่วมกันประกาศเป้าหมาย และแผนงานของอาเซียนในระยะยาวซึ่งจะปรากฏเป็น
เอกสารในรูปแบบต่างๆ อาทิแผนปฏิบัติการ (Action Plan) แถลงการณ์ร่วม (Joint
Declaration) ปฏิญญา (Declaration) ความตกลง (Agreement) หรืออนุสัญญา
(Convention) ส่วนการประชุมในระดับรัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่อาวุโสจะเป็นการประชุม
เพื่อพิจารณาทั้งนโยบายในภาพรวม และนโยบายเฉพาะด้านอาเซียนได้ลงนามร่วมกันใน
ปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมือในอาเซียนฉบับที่2 (Declaration of ASEAN Concord II
หรือ Bali Concord II) เพื่อประกาศจัดตั้งประชาคมอาเซียน (ASEAN Community)
ภายในปี 2563 หรือค.ศ. 2020 โดยสนับสนุนการรวมตัว และความร่วมมืออย่างรอบดา้ น
ในด้านการเมืองให้จัดตั้ง “ประชาคมการเมือง และความมั่นคงอาเซียน” หรือ ASEAN
Political-Security Community (APSC) ด้านเศรษฐกิจให้จัดตั้ง “ประชาคมเศรษฐกิจ
นวตั กรรมการบรหิ ารท้องถนิ่ ไทย | 364
อาเซียน” หรือ ASEAN Economic Community (AEC) และด้านสังคม และวัฒนธรรม
ให้จัดตั้ง “ประชาคมสังคม และวัฒนธรรม อาเซียน” หรือ ASEAN Socio-Cultural
Community (ASCC) ซึ่งต่อมาผู้นำอาเซียนไดเ้ ห็นชอบใหเ้ ร่งรัดการรวมตัวเป็นประชาคม
อาเซียนให้เร็วขึ้นกว่าเดิมอีก 5 ปี คือ ภายในปี 2558 หรือ ค.ศ. 2015 โดยได้เล็งเห็นว่า
สถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอาเซียนจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถคง
บทบาทนำในการดำเนินความสัมพันธ์ในภูมิภาค และตอบสนองความต้องการของ
ประชาชนได้อย่างแทจ้ ริง
สัญลักษณ์ของอาเซยี น
สัญลักษณ์ของอาเซียนเป็นรวงข้าวสีเหลือง 10 มัด หมายถึง การที่ประเทศใน
ภมู ภิ าคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทง้ั 10 ประเทศรวมกนั เพ่ือมิตรภาพ และความเปน็ นำ้ หนึ่ง
ใจเดียวกันอยู่ในพื้นที่วงกลมสีแดงสีขาว และน้ำเงินซึ่งแสดงถึงความเป็นเอกภาพมี
ตัวอักษรคำว่า “asean” สีน้ำเงินอยู่ใต้ภาพรวงข้าวอันแสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะทำงาน
รว่ มกนั เพอ่ื ความมัน่ คงสันตภิ าพเอกภาพ และความก้าวหน้าของประเทศสมาชิกอาเซียนสี
ทั้งหมดที่ปรากฏในสัญลักษณ์ของอาเซียนเป็นสีสำคัญที่ปรากฏในธงชาติของแต่ละ
ประเทศสมาชิกอาเซียน สีน้ำเงินหมายถึงสันติภาพ และความมั่นคงสีแดงหมายถึงความ
กล้าหาญ และความก้าวหน้าสีขาวหมายถึงความบริสุทธิ์ และสีเหลืองหมายถึงความ
เจรญิ รุ่งเรอื ง
นวตั กรรมการบรหิ ารท้องถนิ่ ไทย | 365
เพลงประจำอาเซียน (ASEAN Anthem)
การจัดทำเพลงประจำอาเซียนเปน็ การดำเนินการตามข้อ 40 ของกฎบัตรอาเซียน
ที่กำหนดให้อาเซียน “มีเพลงประจำอาเซียน”5 ในปี 2551 ประเทศไทยได้รับความ
ไว้วางใจจากประเทศสมาชิกอาเซียนให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเพลงประจำอาเซียนซ่ึง
ได้จัดเป็นการแข่งขันแบบเปิดให้ประชาชนในประเทศสมาชิกอาเซียนที่สนใจส่งเพลงของ
ตนเองเขา้ ประกวด (open competition) โดยมีหลกั เกณฑ์ 5 ประการ ได้แก่
1. มเี นอ้ื ร้องเป็นภาษาองั กฤษ
2. มีลักษณะเป็นเพลงชาตปิ ระเทศสมาชิกอาเซยี น
3. มีความยาวไมเ่ กนิ 1 นาที
4. เนื้อร้องสะท้อนความเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียน และความหลากหลาย
ทางดา้ นวัฒนธรรม และเชื้อชาติ
5. เปน็ เพลงทแ่ี ต่งขนึ้ ใหม่
กระทรวงการตา่ งประเทศเปน็ เจา้ ภาพจดั การประกวดแข่งขันเพลงประจำอาเซียน
ในระดับภูมิภาคการแข่งขันรอบแรกมีขึ้นเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2551 ที่โรงแรม Pullman
Bangkok King Power มีกรรมการจากประเทศสมาชิกอาเซียนประเทศละ 1 คนในส่วน
ของประเทศไทย ฯ พณฯ องคมนตรี พล.ร.อ .อัศนี ปราโมช ได้ให้เกียรติรับเป็นกรรมการ
ฝ่ายไทย และทำหน้าที่ประธานการประชุมคัดเลือกเพลงคณะกรรมการได้คัดเลือกเพลง
จำนวน 10 เพลง จาก 99 เพลงทส่ี ง่ เขา้ ประกวดจากทุกประเทศสมาชิกอาเซยี น (เปน็ เพลง
ที่แต่งโดยชาวไทย 11 เพลง) และการแข่งขันรอบตัดสินมีขึ้นเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน
2551 คณะกรรมการตดั สินประกอบดว้ ยกรรมการชุดเดมิ จากอาเซียนจำนวน 10 คน และ
จากนอกอาเซียนอีก 3 คน คือ ประเทศญี่ปุ่น สาธารณรัฐประชาชนจีน และเครือรัฐ
ออสเตรเลีย ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์เลือกเพลง ASEAN Way ของไทยที่แต่งโดย นาย
กิตติคุณ สดประเสริฐ (ทำนอง และเรียบเรียง) นายสำเภา ไตรอุดม (ทำนอง) และนาง
พะยอม วลัยพัชรา (เนื้อร้อง) ให้เป็นเพลงประจำอาเซียน และได้ใช้บรรเลงอย่างเป็น
5แนวคิดในการจัดทำเพลงประจำอาเซียน , [ออนไลน์], แหล่งที่มา :
http://th.wikipedia.org/wiki/ดิอาเซียนเวย์, [ ธนั วาคม 2557].
นวตั กรรมการบรหิ ารท้องถนิ่ ไทย | 366
ทางการในพธิ ีเปดิ การประชมุ สดุ ยอดอาเซียนคร้ังท่ี 14 เมอ่ื วันท่ี 28 กมุ ภาพนั ธ์ 2552 การ
มีเพลงประจำอาเซียนถือว่ามีความสำคัญต่ออาเซียนเป็นอย่างยิ่งซึ่งจะช่วยสนับสนุนการ
เสริมสร้างอัตลักษณ์ของอาเซียนอันจะเป็นประโยชน์ต่อการเชื่อมโยงประชาชนของรัฐ
สมาชิกอาเซียนเข้าไว้ด้วยกัน และการที่ไทยได้รับความไว้วางใจจากประเทศสมาชิก
อาเซียนให้เป็นเจ้าภาพจัดการประกวดแข่งขันเพลงประจำอาเซียนรวมทั้งเพลงจากไทย
ได้รับคัดเลือกให้เป็นเพลงประจำอาเซียนถือเป็นเกียรติภูมิของประเทศ และแสดงถึง
ความสามารถของคนไทยดว้ ย
กฎบตั รอาเซยี น
กฎบัตรอาเซียน กำหนดให้อาเซียนและประเทศสมาชิกปฏิบัติตามหลักการ
ดงั ต่อไปนี้
1. เคารพเอกราช อธิปไตย ความเสมอภาค บูรณภาพแห่งดินแดน และอัต
ลักษณ์แหง่ ชาติของรัฐสมาชิกอาเซยี นทง้ั ปวง
2. ผูกพันและรับผิดชอบร่วมกันในการเพิ่มพูนสันติภาพ ความมั่นคง และ
ความมัง่ คง่ั ของภมู ภิ าค
3. ไม่รุกรานหรือข่มขู่ว่าจะใช้กำลังหรือการกระทำอื่นใดในลักษณะที่ขัดต่อ
กฎหมายระหวา่ งประเทศ
4. ระงบั ขอ้ พพิ าทโดยสนั ติ
5. ไม่แทรกแซงกจิ การภายในของรฐั สมาชกิ อาเซียน
6. เคารพสิทธิของรัฐสมาชิกทุกรัฐในการธำรงประชาชาติของตนโดย
ปราศจากการแทรกแซง การบอ่ นทำลาย และการบงั คบั จากภายนอก
7. ปรึกษาหารือที่เพิ่มพูนขึ้นในเรื่องที่มีผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อ
ผลประโยชนร์ ่วมกันของอาเซยี น
8. ยึดมั่นต่อหลักนิติธรรม ธรรมาภิบาล หลักการประชาธิปไตยและรัฐบาล
ตามรฐั ธรรมนูญ
นวตั กรรมการบริหารท้องถ่ินไทย | 367
9. เคารพเสรีภาพพื้นฐาน การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และการ
ส่งเสรมิ ความยตุ ธิ รรมทางสังคม
10. ยึดถือกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึง
กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ที่ รัฐสมาชิกอาเซยี นยอมรับ
11. ละเว้นจากการมีส่วนร่วมในการคุกคามอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน
หรอื เสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจของรฐั สมาชกิ อาเซยี น
12. เคารพในวัฒนธรรม ภาษา และศาสนาทแี่ ตกตา่ งของประชาชนอาเซียน
13. มีส่วนร่วมกับอาเซียนในการสร้างความสัมพันธ์กับภายนอกทั้งในด้าน
การเมือง เศรษฐกจิ และสังคม โดยไม่ปดิ กนั้ และไมเ่ ลอื กปฏิบัติ
14. ยดึ ม่นั ในกฎการค้าพหุภาคีและระบอบของอาเซียน
กลไกการบรหิ ารของอาเซียน (Organs)
1. ที่ประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) เป็นองค์กรสูงสุดในการกำหนด
นโยบาย และมีการประชุมปี ละ2ครั้งมีหน้าที่ 1) ให้แนวนโยบาย และตัดสินใจเรื่อง
สำคัญๆ 2) สั่งการให้มีการประชุมระดับรัฐมนตรีเป็นการเฉพาะกิจเพื่อพิจารณาเรื่องที่
เกีย่ วขอ้ งกบั เสาหลกั ตา่ งๆ มากกวา่ 1 เสา 3) ดำเนินการแกไ้ ขสถานการณ์ฉกุ เฉนิ ทีก่ ระทบ
ต่ออาเซียน 4) ตัดสินข้อพิพาทระหว่างรัฐสมาชิกกรณีที่ไม่อาจหาข้อยุติในข้อขัดแย้งได้
หรอื มกี ารไม่ปฏิบัติตามคำตดั สินของกลไกระงับข้อพิพาท 5) ตงั้ หรอื ยบุ องค์กรอาเซียน 6)
แต่งตัง้ เลขาธิการอาเซยี น
2 . ค ณ ะ ม น ต ร ี ป ร ะ ส า น ง า น อ า เ ซ ี ย น (ASEAN Coordinating Council)
ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศสมาชิกอาเซียนทำ
หน้าที่เตรียมการประชุมสุดยอดอาเซียนประสานงานระหว่าง 3เสาหลักเพื่อความเป็น
บูรณาการในการดำเนนิ งานของอาเซียน และแตง่ ต้งั รองเลขาธกิ ารอาเซยี น
3. คณะมนตรีประชาคมอาเซียน (ASEAN Community Council) สำหรับ3เสา
หลกั ของประชาคมอาเซยี นประกอบดว้ ยผแู้ ทนท่ีแตล่ ะประเทศสมาชกิ แตง่ ตั้งเพื่อทำหน้าที่
ประสานงาน และติดตามการดำเนินงานตามแนวนโยบายของผู้นำทั้งในเรื่องที่อยู่ภายใต้
นวัตกรรมการบรหิ ารท้องถ่นิ ไทย | 368
เสาหลักของตน และเรื่องที่เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับหลายเสาหลัก และเสนอรายงาน
และข้อเสนอแนะในเร่ืองทอี่ ยู่ภายใต้การ
ดูแลของตนต่อผู้นำ
4. องค์กรระดับรัฐมนตรีอาเซียนเฉพาะสาขา (ASEAN Sectorial Ministerial
Bodies) จัดตั้งโดยที่ประชุมสุดยอดอาเซียนมีหน้าท่ีหลัก คือ 1) ดำเนินการตามอาณัติที่มี
อยู่แล้ว 2) นำความตกลง และมติของผู้นำไปปฏิบัติ 3) เสริมสร้างความร่วมมือเพื่อ
สนับสนุนการสร้างประชาคมอาเซียน 4) เสนอรายงาน และข้อเสนอแนะต่อคณะมนตรี
ประชาคมอาเซียนที่เหมาะสม และ 5) สามารถมีเจ้าหน้าที่อาวุโสหรือองค์กรย่อยเพ่ือ
สนบั สนุนการทำงานได้
5. สำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEAN Secretariat) อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของ
เลขาธิการอาเซียน (Secretary General of ASEAN) ซึ่งมีบทบาทมากขึ้นโดยนอกจากจะ
เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารของอาเซียนแล้วเลขาธิการอาเซียนจะมีบทบาทในการ
ติดตามการปฏิบัติตามคำตัดสินของกลไกระงับข้อพิพาท และรายงานตรงต่อผู้นำ และ
สนับสนุนการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างองค์กรของอาเซียนกับภาคประชาสังคมทั้งนี้ให้มีรอง
เลขาธิการอาเซียน (Deputy Secretary General) 4 คนโดย 2 คนจะมาจากการ
หมุนเวียนตามลำดับตัวอักษรประเทศมีวาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปี และอีก 2 คนมาจาก
การคัดเลือกตามความสามารถมีวาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปี และอาจได้รับการต่ออายุได้
อีก 1 วาระ
6 . ค ณ ะ ผ ู ้ แ ท น ถ า ว ร ป ร ะ จ ำ อ า เ ซ ี ย น (Committee of Permanent
Representatives (CPR) to ASEAN) ที่กรุงจาการ์ตาโดยประเทศสมาชกิ จะแต่งตัง้ ผู้แทน
ระดับเอกอัครราชทูตเพ่ือทำหนา้ ที่เป็นคณะผู้แทนถาวรประจำอาเซียนที่กรุงจาการ์ตา ซึ่ง
เป็นคนละคนกับเอกอัครราชทูตประจำกรุงจาการ์ตาทำหน้าที่แทนคณะกรรมาธิการ
อาเซียน โดยคณะผู้แทนถาวรประจำอาเซียนจะมีบทบาทสำคัญสองด้าน ได้แก่ การเป็น
ผู้แทนของประเทศสมาชิก และการเป็นผู้แทนของอาเซียนซึ่งจะเป็นเรื่องการสนับสนุน
คณะมนตรีประชาคมอาเซียน และองค์กรความร่วมมือเฉพาะด้านต่างๆ การประสานงาน
นวตั กรรมการบรหิ ารท้องถิน่ ไทย | 369
กับสำนักเลขาธิการอาเซียนเลขาธิการอาเซียน และสำนักเลขาธิการอาเซียนแห่งชาติของ
แตล่ ะประเทศสมาชิก และการสง่ เสรมิ ความร่วมมอื กับประเทศคูเ่ จรจา
7. สำนักเลขาธิการอาเซียนแห่งชาติ (ASEAN National Secretariat) จัดตั้งโดย
ประเทศสมาชิกแต่ละประเทศเพื่อเป็นจุดประสานงานในการประสานงาน และสนับสนุน
ภารกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอาเซียนภายในประเทศรวมทั้งการเตรียมการประชุมต่างๆ
ของอาเซยี นตลอดจนเปน็ ศนู ยก์ ลางเกบ็ รกั ษาขอ้ มลู เก่ียวกับอาเซียนด้วย
8. องค์กรสิทธิมนุษยชนของอาเซียน (ASEAN Human Rights Body- AHRB) มี
หนา้ ท่สี ง่ เสริม และคุ้มครองสทิ ธิมนุษยชนในภูมิภาคโดยจะมีการตั้งคณะผู้เช่ียวชาญขึ้นมา
ยกร่างเอกสารกำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่ (Term Reference) ขององค์กรดังกล่าว
ต่อไปทั้งนี้ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศได้ให้แนวทางว่าอำนาจ หน้าที่ขององค์กรสิทธิ
มนุษยชนอาเซียนไม่ควรจำกัดแค่การใหค้ ำปรกึ ษาแต่ควรรวมถึงการติดตาม และประเมิน
สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในภูมิภาคการส่งเสริมการศึกษา และการตื่นตัวของหน่วยงาน
ภาครฐั และประชาชนดว้ ย
9. มูลนิธิอาเซียน (ASEAN Foundation) มีหน้าที่สนับสนุนเลขาธิการอาเซียน
และประสานงานกับองค์กรอื่นๆ ของอาเซียนในการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับอาเซียน
ส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชาชน และความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้เสียต่างๆ ของ
อาเซียน
13.3 องคก์ รปกครองส่วนท้องถิ่นในกลมุ่ ประเทศอาเซยี น
ประเทศสมาชิกอาเซยี นทัง้ 10 ประเทศ มีความแตกต่างหลากหลายในหลายด้าน
ทั้งในด้านระบอบการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม อาณาเขต รวมไปถึง
ภูมิศาสตร์ ที่มีแบ่งออกเป็น 2 ภาคภูมิศาสตร์ได้แก่ 1) เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แผ่นดนิ ใหญ่ ประกอบไปด้วยประเทศไทย เมยี นมา เวียดนาม กัมพูชา ลาว และ มาเลเซีย
(ฝั่งตะวันตก) และ 2) เอเชียตะวันออกเฉียงใต้สมุทร ประกอบไปด้วย ประเทศมาเลเซีย
(ฝ่งั ตะวันออก) อินโดนีเซีย สงิ คโปร์ และบรูไน
นวตั กรรมการบรหิ ารท้องถิ่นไทย | 370
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถือเป็นหน่วยงานปกครองที่มีความใกล้ชิดกับ
ประชาชนเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ การปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละประเทศจึงมีรูปแบบ
ทแ่ี ตกตา่ งออกไปตามความเหมาะสมและความเห็นสมควร
กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นไดเ้ ล็งเห็นถึงประโยชน์ของการเสริมสรา้ งความรู้
ความเข้าใจของโครงสร้างการปกครองท้องถิ่นของแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียน จึงได้
จัดทำขอ้ มลู โครงสรา้ งการปกครองทอ้ งถ่นิ ของประเทศในอาเซียน ดังนี้
1. เนการาบรไู นดารสุ ซาลาม
2. ราชอาณาจักรกัมพชู า
3. สาธารณรฐั อนิ โดนีเซยี
4. สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
5. สหพนั ธรฐั มาเลเซีย
6. สาธารณรฐั แหง่ สหภาพเมียนมา
7. สาธารณรัฐฟลิ ปิ ปินส์
8. สาธารณรฐั สงิ คโปร์
9. ราชอาณาจกั รไทย
10. สาธารณรัฐสงั คมนยิ มเวียดนาม
13.4 เนการาบรไู นดารสุ ซาลาม
การปกครองของเนการาบรูไนดารสุ ซาลามเป็น แบบรวมศนู ยอ์ ำนาจอย่างมาก ไม่
มีการกระจายอำนาจให้ท้องถิน่ มีอิสระ ในการปกครองตนเอง การปกครองท้องถิ่นจึงเปน็
แบบสายบังคับบัญชา ที่มีลำดับชั้นจากกระทรวงมหาดไทย โดยมีเขตการปกครอง
(Daerah / District) เป็นหน่วยการปกครองเชื่อมโยงระหว่างรัฐบาลกับท้องถิ่นหรือ
ประชาชน โดยรปู แบบการปกครองทอ้ งถ่ินแบ่งออกเปน็ 2 ลกั ษณะ ดังน้ี6
6 นิชานท์ สิงหพทุ ธางกรู , ระบบการปกครองทอ้ งถ่ินของประเทศเนอการาบรูไนดารุสสลาม
, (กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า. 2556), หนา้ 20.
นวตั กรรมการบรหิ ารท้องถิ่นไทย | 371
1) การปกครองท้องถิ่นในเขตเมืองหรือชุมชนเมือง (Town / Urban) เป็นการ
ปกครองรูปแบบเทศบาล (Municipality)
2) การปกครองท้องถิ่นทั่วไปมีกระจายอยู่ทั่วทั้งประเทศ เป็นหน่วยการปกครอง
ลำดับชั้นต่อจากเขตการปกครอง (Daerah / District) คือตำบล (Mukim) และหมู่บ้าน
(Kampung)
ตารางที่ 13.1 แสดงพื้นที่ จำนวนตำบล (Mukim) จำนวนหมู่บ้าน (Kampung) จำนวน
ประชากร และจำนวนครัวเรือนในแตล่ ะเขต การปกครองในปจั จุบนั
สำหรับโครงสร้างของหน่วยการปกครองท้องถิ่นของเนการาบรูไนดารุสซาลามมี
ลักษณะเป็นหน่วยงานของรัฐ มีคณะกรรมการบริหาร แต่ ไม่มีสภาท้องถิ่นหรือฝ่ายนิติ
บัญญัติซึ่งเกี่ยวข้องกับการออกกฎหมาย หรือกฎระเบียบท้องที่ จึงไม่มีระบบตรวจสอบ
และถ่วงดุลเหมือนอย่าง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งได้รับอิสระในการปกครองตนเอง
ทั้ง เทศบาล ตำบล (Mukim) และหมู่บา้ น (Kampung) ดำเนินงานภายใต้ การกำกับดูแล
ของหน่วยงานชั้นสูงขึ้นไป เทศบาลอยู่ภายใต้กำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย ส่วน
ตำบล (Mukim) และหมู่บ้าน (Kampung) อยู่ภายใต้กำกับดูแลของเขตการปกครอง
(Daerah / District) การดำเนนิ งานจึงเปน็ ไปตามคำสั่งหรือภาระหนา้ ทท่ี ่ีได้รบั มอบหมาย
ในเรื่องของการได้มาซึ่งหัวหน้าหรือผู้นำหน่วยการปกครองท้องถิ่นทั้ง 3 หน่วย
การปกครอง มาจากการแต่งต้ังโดยสลุ ตา่ นและสมเด็จพระราชาธบิ ดี แตก่ ระบวนการได้มา
นั้นแตกต่างกัน นายกเทศมนตรี ได้มาโดยสุลต่านและสมเด็จพระราชาธิบดีทรงมีพระราช
นวตั กรรมการบริหารท้องถิ่นไทย | 372
วินิจฉัยแต่งตั้ง มีขั้นตอนเดียว ส่วนกำนัน (Penghulu Mukim) และผู้ใหญ่บ้าน (Ketua
Kampung) จะผ่านกระบวนการเลือกตั้งอีกขั้นตอนหนึ่ง กำนัน (Penghulu Mukim)
เลือกตั้งโดยผู้ใหญ่บ้าน (Ketua Kampung) ใน ตำบล (Mukim) นั้นๆ ส่วนผู้ใหญ่บ้าน
(Ketua Kampung) เลอื กต้ังโดยประชาชนในหมบู่ า้ น (Kampung) นน้ั ๆ
ในด้านของภารกิจ การจัดแบ่งภารกิจและอำนาจหน้าท่ีในการปกครองของเนกา
ราบรูไนดารุสซาลามนัน้ กิจกรรมส่วนใหญ่รัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการ โดยผ่านกระทรวงต่าง
ๆ และหน่วยงานของรัฐ เช่น การศึกษา ดำเนินการโดยกระทรวงศึกษาธิการ การ
สาธารณสุขดำเนินการโดยกระทรวงสาธารณสุข สาธารณูปโภคดำเนินการโดยกระทรวง
พัฒนา และกระทรวงคมนาคม เป็นต้น มีการกระจายหรือมอบหมายภารกิจ ที่เกี่ยวกับ
การดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชนให้แก่ท้องถิ่นหรือ ตำบล (Mukim) และหมู่บ้าน
(Kampung) ส่วนที่เป็นเขตชุมชนเมือง ก็มอบหมายภารกิจที่เกี่ยวกับสุขอนามัยและการ
จดั การความเปน็ ระเบยี บเรียบรอ้ ยของชมุ ชนเมอื งให้แกเ่ ทศบาล
ทั้งเทศบาล ตำบล และหมู่บ้านจะได้รับงบประมาณดำเนินงานจาก รัฐบาลผ่าน
กระทรวงมหาดไทย ไม่มีรายได้เป็นของตนเอง แม้เทศบาล จะมีอำนาจในการจัดเก็บภาษี
หรือค่าใช้จ่ายจากการออกใบอนุญาตและ สาธารณูปโภค แต่ก็จัดเก็บได้ไม่เกินรอ้ ยละ 15
ของงบประมาณรายจ่าย ทั้งนี้เนื่องจากเนการาบรูไนดารุสซาลามจัดการปกครองใน
รูปแบบรัฐสวัสดิการ อันมาจากหลักศาสนาอิสลามที่ผู้ปกครองที่ดี มีหน้าที่ดูแลผู้ใต้
ปกครองให้มีความสขุ สนั ติ
โดยสรุปแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างราชการส่วนกลางกับท้องถิ่น ราชการ
ส่วนกลางมีบทบาทหน้าที่ในการกำกับดูแลและควบคุม การเสริมสร้าง และการพัฒนา
ศักยภาพของท้องถิ่น และการตรวจสอบการดำเนินงาน ของหน่วยการปกครองท้องถ่ิน
ดำเนินการกำกับดูแลและควบคุม ดำเนินการโดยหน่วยปกครองที่เป็นต้นสังกัดคือ
กระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีอำนาจทั้งเหนือบุคคลและการกระทำ การเสริมสร้างและการ
พัฒนา ศักยภาพของท้องถิ่น นอกจากกระทรวงมหาดไทยจะมีภารกิจโดยตรง แล้ว ยังมี
หน่วยงานของรัฐอื่น ๆ ที่เกี่ยวขอ้ ง เช่น สำนักงานข้าราชการ พลเรือน สถาบันข้าราชการ
พลเรือน สถาบันการเรียนรู้ชั้นสูง และ กระทรวงต่าง ๆ เข้ามามีบทบาทในการพัฒนา
นวัตกรรมการบรหิ ารท้องถิน่ ไทย | 373
ศักยภาพของท้องถิ่นให้มี ความเข้มแข็ง ส่วนด้านการตรวจสอบ รัฐบาลมีหน่วยงานที่ทำ
หน้าที่ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการ 3 หน่วยงานหลัก คือ คณะกรรมการ
ข้าราชการพลเรือน (Public Service Commission) สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (Audit
Department) และสำนักงานป้องกัน และปราบปรามการทุจริต (Anti-Corruption
Bureau) ซึ่งจะเข้ามา ตรวจสอบการปฏิบัติงานทั้งในด้านวินัย การปฏิบัติงาน การใช้
งบประมาณ และการประพฤติในทางทุจริตคอรัปชั่น นอกจากนั้นยังมี ลักษณะที่ไม่เป็น
ทางการซึ่งประชาชนในพื้นที่ดำเนินการ โดยร้องเรียน การกระทำมิชอบของเทศบาล
หมู่บ้าน และตำบลไปยังหน่วยงานของรัฐ ที่เกี่ยวข้อง หรือการถวายฎีกาต่อสุลต่านและ
สมเดจ็ พระราชาธบิ ดี ซง่ึ ทรงให้ความสำคัญอย่างมาก
13.5 ราชอาณาจักรกมั พชู า
กัมพูชาเป็นประเทศที่ประสบกับภาวะความขัดแย้งทางการเมืองและสงคราม
กลางเมืองอย่างต่อเนื่อง ยาวนานกว่า 150 ปี ซึ่งได้สร้างประสบการณ์และได้ทิ้งร่องรอย
ของความบอบช้ำจากสงครามภายในประเทศไว้เป็นอย่างมากเช่น ปัญหาความไร้
เสถยี รภาพทางการเมอื งระดับชาติ ปญั หาธรรมาภิบาล ปญั หาคอรัปชนั่ ปญั หาเศรษฐกิจท่ี
ตกต่ำ ปัญหาความยากจนและปัญหาสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ดังนั้นจากสภาพความไม่มั่นคง
ทางการเมือง ในระดับชาติจึงกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ส่งผลให้แนวคิดการกระจาย
อำนาจให้กับการปกครองท้องถิ่นของกัมพูชานับตั้งแตป่ ี ค.ศ. 1863- ค.ศ. 1991 ไม่ได้รับ
ความสนใจหรือไม่มีการสนับสนุนให้เกิด การกระจายอำนาจอย่างจริงจังจากทั้งเจ้าอาณา
นิคมและรัฐบาลในแต่ละช่วงเวลาอย่างที่ควรจะเป็น กระทั่งสงครามกลางเมืองสิ้นสุดลง
ตาม ข้อตกลงสันติภาพที่กรุงปารีส (Paris Peace Argreement) ที่เปิดทางให้กับการเข้า
มาของ UNTAC เพื่อทำการฟื้นฟูประเทศกมั พูชาและ นำไปสู่การเลือกตั้งระดับชาติท่เี ป็น
ประชาธิปไตยครั้งแรกของกัมพูชา ในปี ค.ศ. 1993 ซึ่งเป็นภารกิจหลักของ UNTAC
นอกจากนั้น UNTAC และประเทศผู้ให้การสนับสนุนก็ยังให้ความสำคัญกับการแก้ไข
ปญั หาความยากจน (อนั ผลเป็นสืบเน่อื งมาจากการออกไปของอาณานิคม (Post Colony))
โดยมีความเชื่อพื้นฐานว่า การพัฒนาประชาธิปไตยระดับชาติให้เป็นพหุประชาธิปไตย
นวตั กรรมการบริหารท้องถ่นิ ไทย | 374
(pluralist democracy) และการลด ปัญหาความยากจน (poverty) ในกัมพูชาควรจะมี
การปฏิรูปรัฐบาล พัฒนาสถาบันทางการเมือง ปฏิรูประบบราชการ สร้างและปรับปรุง
ระบบธรรมาภบิ าลในภาครัฐ รวมไปถึงการกระจายอำนาจสู่ทอ้ งถ่ิน7
แนวคิดในการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นในกรณีประเทศกัมพูชา ได้ถูกบัญญัติไว้ใน
รัฐธรรมนญู หมวดที่ 13 การบริหารราชการแผ่นดนิ ตามมาตรา 145 และมาตรา 146 และ
ต่อมาได้มีการออกกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการกระจายสู่ท้องถิ่นกล่าวคือ
ในปี ค.ศ. 2001 ได้มีการผ่านกฎหมาย 2 ฉบับ (ใช้เวลาในการร่าง กฎหมายกว่า 5 ปี)
ได้แก่ กฎหมายการเลอื กต้งั คอมมูน (Law on Commune/Sangkat Election) กฎหมาย
การบริหารและจัดการคอมมูน (Law on the Administration and Management of
Commune) และ นำไปสกู่ ารเลือกต้ังสภาท้องถน่ิ เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 2002 และต่อมา
ในปี ค.ศ. 2008 สภานิติบัญญัติได้ผ่านกฎหมายการเลือกตั้งสภาเมือง หลวง,จังหวัด/กรุง
,อ ำ เ ภ อ / เ ข ต ( Law on the Election of Council of Capital, Provinces,
Municipalities, Districts and Khans) และ กฎหมายการบริหารจัดการเมืองหลวง
,จังหว ัด/กรุง,อำเภอ/เขต ( Law on Administrative Management of Capital,
Provinces, Municipalities, Districts and Khans: Organic Law)
7 พินสุดา วงศ์อนันต์, ระบบการปกครองท้องถิ่นของราชอาณาจักรกัมพูชา, (กรุงเทพฯ:
สถาบันพระปกเกลา้ , 2556), หน้า 86.
นวตั กรรมการบริหารท้องถ่นิ ไทย | 375
แผนภาพท่ี 13.1 โครงสร้างปกครองสว่ นกลางของกัมพูชา
นวตั กรรมการบริหารท้องถิ่นไทย | 376
แผนภาพที่ 13.2 โครงสรา้ งการปกครองส่วนทอ้ งถ่ินของกัมพูชา
การได้มาซึ่งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติท้องถิ่น พบว่าคอมมูน/แขวง
(Commune/Sangkat) คือหน่วยการปกครอง ท้องถิ่นขั้นพื้นฐานของประเทศกัมพูชาท่ี
ใหม่ที่สดุ (จัดตง้ั ข้ึนตาม กฎหมายการเลอื กต้งั และกฎหมายการบรหิ ารและจัดการคอมมูน)
ใน ปัจจุบันคอมมูน/แขวง (Commune/Sangkat) มีทั้งหมด 1,633 แห่ง โดยสมาชิก
ตำบลจะประกอบด้วยสมาชิกสภาท้องถิ่น (Councillors) ตั้งแต่ 5-11 คน ขึ้นอยู่กับ
จำนวนประชากรและพื้นที่ ซึ่งสมาชิกสภาท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจาก
ประชาชนตามระบบแบบสัดส่วน มีวาระในการดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปีและจะต้อง
ดำเนินการจัดการ เลือกตั้งภายใน 120 วันหลังการหมดวาระ และจะต้องจัดให้มีการ
นวัตกรรมการบริหารท้องถิน่ ไทย | 377
ประชุมสภาตำบลครั้งแรกภายใน 14 วันหลังจากการประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็น
ทางการ
ทั้งนี้ผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งในอันดับที่ 1 จะได้รับตำแหน่งประธานสภา
ตำบลหรือตำแหน่งกำนัน (Chief of Commune/Sangkat) ซึ่งมีสิทธิ์ในการแต่งต้ัง
คณะกรรมการด้านต่างๆ (Committees) เพื่อให้คำปรึกษาหรือช่วยเหลือในกิจการต่างๆ
ได้ สว่ น ผูท้ ีไ่ ด้รบั คะแนนเสยี งเลอื กต้งั ในลำดับรองลงมากจ็ ะได้รบั ตำแหน่งผชู้ ่วย กำนันคน
ที่ 1 (1st Deputy Chief of Commune/Sangkat) และผู้ช่วย กำนันคนที่ 2 (2nd
Deputy Chief of Commune/Sangkat) ตามลำดับ และในแต่ละสภาตำบลจะต้องมี
เลขานุการสภาตำบล (Clerk) (คล้ายๆ กับปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลในประเทศไทย)
ซึ่งได้รับการแต่งตั้ง จากกระทรวงมหาดไทย (MOI) ให้ทำหน้าที่การบริหารงานตามกรอบ
ของกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่เป็นเลขานุการของสภาตำบล ให้คำปรึกษาหรือแจ้งให้
สภาตำบลทราบเกี่ยวกับกฎหมายและ กฎระเบียบขั้นตอนต่าง ๆ โดยเลขานุการตำบลจะ
ปฏิบตั ิงานและรับ ผดิ ชอบตอ่ กระทรวงมหาดไทยและต้องมีความเปน็ กลางทางการเมือง
โดยสรุปแล้ว กัมพูชาจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิก สภาตำบล (Commune
Council) มาแล้วถึงสามครั้ง (ปี ค.ศ. 2002 ค.ศ. 2007 และ ค.ศ. 2012) ซึ่งผลการ
เลือกตั้งก็ปรากฏว่าพรรคซีพีพี (CPP) สามารถผูกขาดชยั ชนะในการเลือกต้ังระดับท้องถิ่น
ทั้งสามครั้งอย่างเด็ดขาด สะท้อนให้เห็นว่าจากระบบการเลือกตั้งสมาชิกสภา ตำบล
(Commune Council) ที่ถูกกำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องลงสมัครรับเลือกตั้งในนาม
ของพรรคการเมืองนั้น การเป็นตัวแทนของพรรคการเมือง (Party Identification) จึง
กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ กำหนดชยั ชนะในการเลือกตั้งมากกว่าด้านตวั บุคคล ประกอบกับ
บทบาทหน้าที่ของสมาชิกสภาตำบล (Commune Council) ทมี่ ิไดจ้ ำกดั เฉพาะในท้องถิ่น
ที่ตนเองรบั ผดิ ชอบเท่าน้ัน หากแตส่ มาชกิ สภาตำบล (Commune Council) กลบั เปน็ สว่ น
หนึ่งที่สำคัญในการลงคะแนนเสียง เลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ฉะนั้นจากโครงสร้างการ
เลือกตั้งที่มีลักษณะ เฉพาะจึงทำให้การปกครองส่วนท้องถิ่นกัมพูชาเป็นเพียงเสมือนตรา
ยาง ประทับรับรองอำนาจของรัฐบาลภายใต้พรรคซีพีพี (CPP) ให้มีอำนาจ ทั้งระดับชาติ
ระดับภูมิภาคและระดับท้องถิ่น มิใช่การกระจายอำนาจใน เชิงเนื้อหาสาระอย่างแท้จริง
นวตั กรรมการบริหารท้องถิน่ ไทย | 378
อีกท้ังยังเป็นโครงสร้างความสัมพันธ์เชิง อำนาจที่แนบแน่นและเป็นการยากที่กลไกอื่น ๆ
จะสามารถตรวจสอบ และถ่วงดลุ ไดต้ ามปกติ
13.6 สาธารณรัฐอนิ โดนีเซยี
การจัดการปกครองท้องถิ่นของประเทศอินโดนีเซียนั้น นับว่าได้รับอิทธิพลและ
ผลกระทบจากปัจจัยต่าง ๆ หลากหลายปัจจัย ทั้งด้านภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สังคม
และการเมือง โดยเฉพาะอย่างย่ิง อินโดนเี ซยี เปน็ ประเทศท่ีเคยตกเป็นอาณานิคมของชาติ
ตะวนั ตกเปน็ เวลายาวนาน การเมือง ทัง้ ในยคุ อาณานิคมและยคุ เอกราชรวมถงึ ศึกษาความ
เช่ือมโยงของรูปแบบการจัดการปกครองท้องถิน่ ของอนิ โดนีเซียในแต่ละชว่ งเวลา
ทิศทางการกระจาย อำนาจและการปกครองท้องถิ่นของอินโดนีเซียตาม
ประวัตศิ าสตร์ที่ผา่ นมา มที ้ังช่วงเวลาทร่ี วมอำนาจเขา้ สู่ศูนย์กลางและกระจายอำนาจ โดย
ในยุคสมัยที่ประเทศปกครองแบบเผด็จการหรือกึ่งเผด็จการ ดังเช่นในยุคประชาธิปไตย
แบบชี้นำ และยุคระเบียบใหม่ อินโดนีเซียมีสภาพเป็นรัฐรวมศูนย์ ตัวผู้นำและรัฐบาล
สว่ นกลางมอี ำนาจมาก และแทบไมป่ ล่อยให้ท้องถิน่ ได้บริหารกิจการของตนเองได้ แต่เม่ือ
อินโดนีเซียอยู่ภายใต้ประชาธิปไตย ดังเช่นในช่วงแรกๆ ของรัฐบาลอดีตประธานาธิบดีซู
การ์โน และสมัยหลังจากที่ซูฮาร์โตถูกโค่นล้มลงจากอำนาจ ก็ปรากฏว่าได้มีการกระจาย
อำนาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากนับตั้งแต่การประกาศใช้กฎหมายสำคัญสองฉบับ
คอื ฉบับท่ี 22/ 1999 และฉบับท่ี 25/1999 แล้ว ก็อาจกลา่ วไดว้ า่ การกระจายอำนาจ และ
การปกครองท้องถิ่นได้ลงหลักปักฐานเป็นส่วนหนึ่งของการเมือง การปกครองของ
อินโดนเี ซียอย่างม่ันคง ถึงแมว้ า่ ในปี ค.ศ. 2004 จะมี กฎหมายฉบบั ใหม่ออกมาใช้แทนที่ก็
ตาม แต่ก็ไม่ได้ยกเลิกหลักการสำคัญของการกระจายอำนาจและการปกครองส่วนทอ้ งถิ่น
นนั่ คอื การเลือกต้ังที่เสรี ยตุ ิธรรม และมกี ารแข่งขันกนั สงู รวมถงึ การให้อำนาจ แก่องค์กร
ปกครองส่วนทอ้ งถิ่นให้สามารถดำเนินกจิ กรรมต่าง ๆ ไดอ้ ยา่ ง เปน็ รูปธรรม
รูปแบบการปกครองส่วนท้องถน่ิ ของอนิ โดนีเซยี อาจแบ่งได้ดังน้ี8
8 ภาณวุ ัฒน์ พนั ธุ์ประเสรฐิ ล ระบบการปกครองท้องถิ่นของประเทศสาธารณรัฐอินโด
นเิ ซีย, (กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกลา้ , 2556), หนา้ 46.
นวตั กรรมการบริหารท้องถ่นิ ไทย | 379
1) มณฑล หรอื provinsi คอื ชื่อเรยี กเขตการปกครองภายใน อนิ โดนเี ซยี ในระดับ
รองลงมาจากระดับประเทศ และจะมีมณฑลที่มีสถานะพิเศษ เช่น อาเจะห์ (Aceh) เขต
ปกครองพิเศษยอกยาการ์ตา (Daerah Istimewa Yogyakarta) ปาปัว (Papua) ปาปัว
ตะวันตก (Papua Barat) และกรุงจาการ์ตา
2) การปกครองท้องถิ่นในลำดับรองลงมาของอินโดนีเซีย คือ การปกครองระดับ
จังหวัด หรอื kebupaten โดยในปจั จบุ นั อินโดนเี ซยี แบ่งออกเป็น 405 จังหวัดท่วั ประเทศ
แต่ละจังหวัดมีผู้นำคือ ผู้ว่าราชการจังหวัด (Bupati) ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของ
ประชาชน มีวาระการดำรงตำแหนง่ คราวละ 5 ปี
3) นคร (Kota) มีลำดับชั้นเทียบเท่ากับจังหวัด กล่าวคือเป็นหน่วยการ ปกครอง
ในระดับต่ำลงมาจากมณฑลเหมือนกัน แต่มีความต่างคือ นคร จะมีเนื้อที่เล็กกว่าจังหวัด
และนครมักเป็นเขตอุตสาหกรรมและ เศรษฐกิจภาคบริการ ในขณะที่จังหวดั มักเปน็ เขตที่
มีการทำการเกษตร มากกว่า ผู้นำของนคร คือ นายกเทศมนตรี ซึ่งมาจากการเลือกต้ัง
โดยตรงของประชาชน มวี าระดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี
4) อำเภอ (Kecamatan) เป็นหน่วยการปกครองในระดับรองลงมาจากจังหวัด
และนคร ทำงานอยู่ภายใต้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายกเทศมนตรี ผู้นำของอำเภอ คือ
นายอำเภอ (Camat) มาจากการแต่งตั้งโดยผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายกเทศมนตรี ไม่
ได้มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน105 ดังนั้นสถานะของอำเภอจึงเปรียบได้กับเป็น
หน่วยงานย่อย ๆ ของจังหวัดและนครต่าง ๆ เทา่ นั้น
5) ตำบล (Kelurahan) อินโดนีเซียมีหน่วยการปกครองในระดับล่างสุดอยู่ 2
ประเภท คือ ตำบล และหมู่บ้าน โดยตำบลเป็นหน่วยการปกครองที่ตั้งอยู่ในพื้นท่ีชุมชน
เมือง ผู้นำของตำบล คือ กำนัน (Lurah) มาจากการแต่งตั้งของผู้ว่าราชการจังหวัดหรือ
นายกเทศมนตรี
6) หมู่บ้าน (Desa) หมู่บ้านคือหน่วยการปกครองระดับล่างสุด โดยมีฐานะเท่า
เทยี มกับตำบล แต่หมบู่ า้ นตงั้ อยใู่ นพนื้ ที่ชนบทเทา่ น้ัน
นวัตกรรมการบริหารท้องถ่นิ ไทย | 380
แผนภาพท่ี 13.3 พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ กับการกระจายอำนาจ
แผนภาพท่ี 13.4 ลำดับชั้นการปกครองของอนิ โดนีเซีย
นวัตกรรมการบรหิ ารท้องถิน่ ไทย | 381
13.7 สาธารณรฐั ประชาธิปไตยประชาชนลาว
ลาวตกเป็นอาณานคิ มของฝร่ังเศสในระหวา่ งปี ค.ศ.1893-1945 ภายใต้การ
ปกครองแบบเมืองข้นึ โดยมีพระเจ้าแผน่ ดินปกครองในฐานะประมุขแต่เพยี งในนามเท่าน้ัน
ซ่งึ การจัดโครงสรา้ งการปกครองในช่วงเวลาน้ีไดแ้ บ่งการปกครองออกเป็น 2 สว่ น ไดแ้ ก่
สว่ นกลาง มกี ารจัดตง้ั กระทรวง ทบวง กรม และอกี ส่วนหนงึ่ คอื ส่วนท้องถน่ิ
ประกอบด้วย9
1) แขวงมีเรสิดงั ต์ (Provincial Résidents) เป็นผู้ปกครอง
2) เมอื งมีเดเลเกย์ (Délégué) เป็นผู้ปกครอง
3) กองมีนายกอง เป็นผูป้ กครอง
4) ตาแสงมีตาแสง (TaXeng) เป็นผู้ปกครอง
5) บ้านมีนายบา้ น เป็นผ้ปู กครอง
การจัดการปกครองที่เกิดข้ึนมุ่งเน้นการสรา้ งระบบควบคุมลาวให้อยู่ในความสงบ
เป็นหลกั โดยใช้ระบบควบคมุ เปน็ ขนั้ ตอน กลา่ วคือ ระดับเมืองให้เจา้ เมืองนัน้ มอี ำนาจมาก
และเก็บผลประโยชน์ หรือบรรณาการส่งให้รัฐผู้ปกครองมากกว่าการสร้างความเป็น
ปึกแผ่นของคนในชาติ สามารถเรียกเกบ็ ภาษีสาธารณปู โภคจากประชาชนได้ โดยให้แขวง
เปน็ หน่วยจัดเก็บหรือแฝงในรปู ค่าธรรมเนียมตา่ ง ๆ
ต่อมาเมื่อญี่ปุ่นได้ครอบครองลาวต่อจากฝรั่งเศสในเดือนเมษายน ค.ศ. 1945
ยังคงรักษาโครงสร้างการปกครองของฝรั่งเศสไว้เช่นเดิม แต่ให้ผู้ปกครองชาวญี่ปุ่นเข้าไป
ทำหน้าที่แทนผู้ปกครองชาวฝรั่งเศส และจัดให้มีสภาที่ปรึกษาสูงสุดคู่กับพระเจ้าแผ่นดิน
และให้มีที่ปรึกษาสูงสุดของญี่ปุ่นแทนที่ข้าหลวงใหญ่ของฝรั่งเศส ตลอดจนย้ายที่ทำการ
จากเวียงจันทน์ไปตั้งอยู่ที่ท่าแขกในแขวงคำม่วน ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนกลางของประเทศติด
ชายแดนไทยและเวียดนาม
9 ศุทธิกานต์ มีจั่น, ระบบการปกครองท้องถิ่นของประเทศลาว, (กรุงเทพฯ: สถาบัน
พระปกเกลา้ , 2556), หน้า 119.
นวตั กรรมการบริหารท้องถ่นิ ไทย | 382
อยา่ งไรก็ดี เมอ่ื พรรคประชาชนปฏวิ ตั ิลาวยึดอำนาจจากรฐั บาลแห่งราชอาณาจักร
ลาวแล้ว หัวใจสำคัญประการหนึ่ง คือ เปลี่ยนแปลง การจัดระเบียบบริหารราชการ โดย
ในช่วงระยะเริ่มแรกของการปกครอง จนถึงก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่ง
สาธารณรฐั ประชาธปิ ไตย ประชาชนลาว ค.ศ.1991 นั้น มีแนวโนม้ เปน็ การกระจายอำนาจ
โดยองค์การปกครองส่วนท้องถ่ิน มีการแยกหน่วยงานออกเป็นอิสระจากองค์การของ
ราชการบริหารสว่ นกลาง มีงบประมาณและบคุ ลากรเป็นของตนเอง เจ้าหนา้ ทท่ี ้ังหมดของ
หน่วยการปกครองท้องถิ่นเหล่านั้น ได้รับเลือกตั้งจากประชาชน รวมทั้งมีอิสระในการ
ปฏิบัติตามอำนาจ หน้าที่ของตนเป็นไปตามระเบียบการเกี่ยวกับการจัดตั้งสภาประชาชน
และคณะกรรมการปกครองท้องถิ่นขั้นต่าง ๆ ซึ่งได้รับการรับรอง โดยที่ประชุมสมัย
วิสามัญของคณะรัฐมนตรผี สมการเมืองแห่งชาติ เมอื่ ปี ค.ศ.1975 และกฎหมายว่าดว้ ยการ
จัดต้ังสภาประชาชนและคณะกรรมการปกครองประชาชนขนั้ ต่าง ๆ เลขที่ 101/ส.ป.ส. ลง
วนั ท่ี 30 กรกฎาคม ค.ศ.1978 โดยแบง่ โครงสร้างออกเป็น 4 ขั้น ได้แก่
1) แขวงหรือกำแพงนคร มีเจ้าแขวงหรือเจ้าครองกำแพงนครเป็น
ผู้ปกครอง
2) เมือง มีเจา้ เมอื งเปน็ ผ้ปู กครอง
3) ตาแสง มตี าแสงเปน็ ผู้ปกครอง
4) บ้าน มนี ายบา้ นเป็นผปู้ กครอง
ในแต่ละขั้นมีสภาประชาชนและคณะกรรมการปกครองท้องถิ่นขั้นต่าง ๆ ได้แก่
สภาประชาชนระดับแขวงและกำแพงนคร สภาประชาชนเมืองและเทศบาลแขวง สภา
ประชาชนตาแสงและเทศบาลเมือง ซึ่งสภาประชาชนขั้นต่าง ๆ ได้รับเลือกตั้งจาก
ประชาชน ทอ้ งถ่ินที่สภาประชาชนข้นั นนั้ ๆ ตงั้ อยู่ เพ่อื ทำหนา้ ท่เี ป็นองค์การ อำนาจรัฐอยู่
ในท้องถิ่นเป็นตัวแทนใหแ้ ก่สิทธปิ ระโยชน์และรับผิดชอบ ตอ่ ประชาชนในท้องถิ่นน้ัน สภา
ประชาชนขน้ั ตา่ ง ๆ จะเป็นผู้เลอื กต้ัง คณะกรรมการปกครองประชาชนในขน้ั ของตนและผู้
พิพากษาศาลขั้น ของตนยกเว้นสภาประชาชนตาแสงที่ไม่มีศาลประชาชนเป็นของตนเอง
โดยอำนาจในการตัดสินคดีที่เกิดขึ้นในเขตตาแสงและเทศบาลนั้นเป็น อำนาจของศาล
นวตั กรรมการบรหิ ารท้องถิน่ ไทย | 383
ประชาชนเมืองและศาลประชาชนแขวงหรือกำแพงนคร ซึ่งต่อมาในปี ค.ศ.1983 ได้มีการ
ยุบเลกิ สภาประชาชนตาแสงแต่ยังคง คณะกรรมการปกครองตาแสงไว้
หลังการประกาศใชร้ ฐั ธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐประชาธปิ ไตย ประชาชนลาว ค.ศ.
1991 เปน็ ผลให้การจดั โครงสร้างการปกครอง มีลักษณะของการรวมศูนย์อำนาจท่ีเข้มข้น
มากขึ้น เนื่องจาก ประสบการณ์ของการกระจายอำนาจในการปกครองที่ไม่ประสบ
ความสำเร็จโดยเฉพาะสภาประชาชนขั้นต่าง ๆ ไม่มีบทบาททางการปกครอง เท่าที่ควร
โดยส่วนใหญจ่ ะเปน็ บทบาทของคณะกรรมการการปกครองประชาชน หลังจากประกาศใช้
รัฐธรรมนูญ ค.ศ.1991 ถือได้ว่าเป็น ก้าวสำคัญของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการ
ปกครอง จากการปกครองตามเขตแคว้นสู่การแบ่งขั้นคุ้มครอง และเปลี่ยนจากการ
คุ้มครองด้วยมติคำส่งั เป็นการค้มุ ครองรฐั ดว้ ยรฐั ธรรมนญู
ดังน้นั ในภาพรวมแลว้ การปกครองส่วนท้องถน่ิ ของ สปป.ลาว ในปัจจุบันมีการจดั
โครงสร้างเป็นลำดับชั้นแบบแบ่งขั้นคุ้มครองตั้งแต่แขวง เมือง และบ้าน รวมทั้งนครหลวง
เวียงจันทน์ซึ่งเป็นเมืองหลวงมีฐานะเทียบเท่าแขวง โดยมีผู้ปกครองสูงสุดของหน่วยหรือ
องคก์ รปกครอง คอื เจ้าแขวง เจ้าครองนครหลวง เจ้าเมอื งและนายบ้าน ซึ่งโครงสร้างการ
ปกครอง เช่นนี้ ได้ก่อรูปและปรับเปลี่ยนไปเพื่อให้มีความสอดคล้องเหมาะสมกับ ระดับ
การขยายตัวของเศรษฐกิจและสังคมของสปป.ลาว รวมถึง เงื่อนไขทางการเมืองการ
ปกครองภายใต้บทบาทการนำของพรรคประชาชนปฏิวัติลาวที่ครองอำนาจมาตั้งแต่การ
เป็นเอกราชจากฝรั่งเศส ในปี ค.ศ.1975 และนอกจากสถานะของการเป็นองค์กรหรือ
หน่วยการปกครองระดับท้องถิ่นภายใต้การรวมศูนย์อำนาจจากรัฐแล้ว แขวง นครหลวง
เมือง และบ้าน ยังมีสถานะเป็นกลไกที่มีหน้าที่แตกต่างกันไป กล่าวคือ แขวงเป็นหน่วย
ดา้ นยทุ ธศาสตร์ เมืองเปน็ หนว่ ยด้าน การวางแผนและงบประมาณ ส่วนหมู่บ้านเป็นหน่วย
สนบั สนนุ การทำงาน
นวัตกรรมการบรหิ ารท้องถน่ิ ไทย | 384
แผนภาพที่ 13.5 การจดั การปกครองของ สปป.ลาว ทง้ั ส่วนกลางและสว่ นท้องถิน่
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้กำหนดให้โครงสร้างการปกครองระดับท้องถิ่น มีเพียงแขวง
กำแพงนคร เมืองและบ้าน โดยหน่วยการปกครองและตำแหน่ง “ตาแสง” ถกู ยกเลิกไปไม่
มีการระบุถึงสภาท้องถิ่นใด ๆ ทั้งสิ้น เหตุที่นำไปสู่การยกเลิกตาแสง เนื่องมาจากตาแสง
เป็นหน่วยงานที่ไม่มีประสิทธิภาพและสร้างความยุ่งยากให้แก่การประสานงานระหว่าง
เมืองกับบ้าน ซึ่งทำให้การนำมติคำส่ังขององค์การขั้นสูงมาปฏิบัติในหน่วยการปกครอง
ระดับบ้านเป็นไปอย่างล่าช้า เป็นผลให้คำร้องของประชาชนที่เสนอขึ้นไปสู่การปกครอง
ระดบั เมืองจงึ ตกคา้ งอยู่ทต่ี าแสง แต่ถงึ แม้วา่ จะมีการยกเลิกตาแสงแลว้ ในบางพน้ื ท่ีก็ยังคง
มีตาแสงอยู่ เช่น เขตห่างไกลหรือภูเขา เนื่องจากความจำเป็นทางการปกครอง เพราะ
ประชาชนไมส่ ะดวกในการเข้ามาติดต่องานกับส่วนราชการระดบั เมืองได้
รูปแบบการจัดโครงสร้างและการกำหนดอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่นในสปป.ลาว ไม่ได้มีเป้าหมายหรือมีฐานความคิดมาจากการกระจายอำนาจเพื่อ
นำไปสูก่ ารปกครองท่ีประชาชนหรือชุมชนท้องถิ่นสามารถสนองตอบต่อความต้องการของ
ตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เป็นการสร้างเอกภาพในการปกครอง และอำนาจ
ทางการเมืองของพรรคประชาชนปฏิวัติลาวในฐานะองค์กรนำของชาติ จนกล่าวได้ว่า
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นเสมือนหน่วยย่อยขององค์กรพรรคที่กระจายตัวอยู่ใน
นวตั กรรมการบรหิ ารท้องถนิ่ ไทย | 385
ระดับท้องถิ่นและการปรับตัวที่เกิดขึ้นเป็นการพัฒนาหน่วยย่อยเหล่านั้นให้ช่วยเสริมพลงั
ในการดำรงรักษาโครงสร้างหลักของประเทศให้มีเสถียรภาพนั่นเอง ซึ่งหากเปรียบเทียบ
กับการปกครองท้องถ่นิ ของไทยแลว้ ถอื ได้ว่า สามารถเทียบได้กบั การปกครองส่วนภูมิภาค
ของไทยและไมเ่ ป็นไปตามหลักการกระจายอำนาจอันเปน็ แนวคดิ หลักในการปกครองส่วน
ทอ้ งถ่ินของประเทศเสรปี ระชาธปิ ไตยโดยทวั่ ไป
13.8 สหพันธรฐั มาเลเซีย
มาเลเซียมีการปกครองในระดับสหพันธรัฐ มลรัฐ การปกครองส่วนภูมิภาค และ
การปกครองท้องถิ่น โดยในส่วนของการปกครองส่วนท้องถิ่นของมาเลเซีย เริ่มจากการ
ปฏิรูปกันอย่างจริงจัง เมื่อปี พ.ศ.2519 ที่ได้มีการออกกฎหมายที่เกี่ยวกับการปกครอง
ท้องถิ่น เรียกว่า Local Government Act 124 ในปี พ.ศ.2519 กฎหมายฉบับนี้นับว่ามี
ความสำคัญต่อการปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ ของมาเลเซียเป็นอย่างมาก เพราะเปน็ กฎหมายท่ีมี
เนื้อหาปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นของมาเลเซียอย่างจริงจัง โดยมีความพยายามทำให้การ
ปกครองทอ้ งถิ่นเป็นของประชาชนในทอ้ งถิ่นมากทีส่ ุด ซงึ่ จากเดิมการปกครองส่วนท้องถิ่น
ของมาเลเซียอยู่ภายใต้การปกครองโดยรัฐส่วนกลาง โดยที่เจ้าหน้าที่รัฐสามารถไปดำรง
ตำแหน่งในระดับท้องถิ่นได้ ซึ่งเป็นไปตามแนวทางการรวมศูนย์อำนาจรัฐที่ต้องการสร้าง
ความเข้มแข็งทางการปกครอง เนื่องจากความหลากหลายของเชื้อชาติและวัฒนธรรมที่
อาจนำไปสู่ความขัดแย้งในท้องถิ่นต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อแนวนโยบายในการพยายามสร้าง
ความเปน็ หน่ึง เดียวกันของมาเลเซยี นบั แตไ่ ดร้ บั เอกราช
รูปแบบการปกครองส่วนท้องถิ่นของมาเลเซียหรือรัฐบาลท้องถิ่น (Local
Government) บริหารกิจการท้องถิ่นภายใต้การควบคุมของรัฐบาลแห่งรัฐ มีรูปแบบ
หลกั ๆ 5 รปู แบบดังนี้10
10 ไพลิน ภู่จีนาพันธ์ุ, ระบบการปกครองท้องถิ่นของสหพันธรัฐมาเลเซีย, (กรุงเทพฯ:
สถาบันพระปกเกลา้ , 2556), หนา้ 55.
นวัตกรรมการบรหิ ารท้องถ่ินไทย | 386
1) สภานคร (City council) รัฐบาลท้องถิ่นรูปแบบนี้มีทั้งสิ้น 12 แห่ง
คณะกรรมาธิการสภานครมาจากการเลือกตงั้
2) สภาเทศบาล (นคร) (Municipal council) ซึ่งมี 39 แห่ง ซึ่งรัฐบาล
ท้องถิ่นและคณะกรรมาธิการของการปกครอง รูปแบบนี้มาจากการเลือกตั้ง มีอำนาจ
สมบรู ณท์ างการเงนิ การเกบ็ ภาษแี ละใบอนญุ าตตา่ ง ๆ
3) สภาเมือง (Town council) คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่จัดตั้งข้ึน
ในเขตเมืองใหญ่ๆ ที่มีประชากรมากกว่า 5,000 คน แต่ไม่เกิน 100,000 คน มี
ความสามารถในทางด้านการคลังอยู่ในระดับปานกลาง รัฐบาลท้องถิ่นรูปแบบนี้มาจาก
การเลือกตั้ง
4) คณะกรรมการเมือง (Town board) คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ขนาดเล็ก มีหน้าที่คล้ายสภาเมือง แต่สัดส่วนของบทบาทหน้าท่ีและการบริหารจัดการจะ
แคบกว่า คณะกรรมาธิการเมืองจะมาจากการแต่งตั้ง จัดตั้งขึ้นในเขตเมืองที่มีประชากร
มากกว่า 5,000 คนขึ้นไป มีรายได้ต่ำ รายได้ส่วนใหญ่มาจากเงินอุดหนุนของรัฐบาลแตย่ งั
สามารถบริหารจัดการได้
5) สภาท้องถิ่น (Local Council) หรือสภาอำเภอ (District Council) คือ
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จัดตั้งขึ้นในเขตอำเภอจำนวน 98 แห่ง ซึ่งจัดตั้งขึ้นในเขต
พื้นทชี่ นบทที่มีรายได้ต่ำ ประชากรน้อย ประชากรส่วนใหญ่อยู่ในเขตชนบท และทำอาชีพ
เกษตรกรรม นบั เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีขนาดเล็กที่สุดรูปแบบหน่ึงขององค์กร
ปกครอง ส่วนท้องถิ่นในมาเลเซีย และมักจะตั้งทับซ้อนอยู่กับการปกครองระดับ ตำบล
และหมู่บ้าน มีรูปแบบย่อย ดังนี้ สภาชนบท (Rural Council), คณะกรรมการหมู่บ้าน
(Village Committee), สภาชนบทประจำอำเภอ (Rural District Council), สภาอำเภอ
(Rural District Council), คณะกรรมการชนบท (Rural Broad) คือ องค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่นในเขตชนบทที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่และมักจะตั้งทับซ้อนอยู่กับการปกครอง ในระดับ
อำเภอ (มีพื้นที่ครอบคลุมทัง้ อำเภอ ยกเว้นส่วนที่ เป็นการปกครองส่วนทอ้ งถิ่นในรูปแบบ
อืน่ )
นวตั กรรมการบริหารท้องถิน่ ไทย | 387
สภานครและสภาเทศบาล (นคร) ถกู จัดตงั้ ขน้ึ ในเขตท่ีมีความเป็นเมืองสงู จำนวน
ประชากรมากและความหนาแนน่ ของประชากรมสี งู มรี ายไดเ้ พียงพอต่อการบริหารกิจการ
เมืองขนาดใหญ่ รายได้ส่วนใหญ่มาจากการจัดเก็บภาษีในท้องถิ่น ส่วนเงินอุดหนุนจาก
รัฐบาลเป็นเพียงรายได้เสริม ความแตกต่างระหว่าง Municipal Council กับ City
Council ก็คือ โครงสร้างการบริหารงานแตกต่างกัน กล่าวคือ Municipal Council ใช้
รูปแบบคณะกรรมาธิการ ไม่มีการแยกฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารแต่ City Council ใช้
รปู แบบทีแ่ ยกฝา่ ยบริหารกบั สภาออกจากกนั
การปกครองส่วนท้องถิ่นของมาเลเซียจึงไม่เหมือนกับรูปแบบการปกครองส่วน
ทอ้ งถ่นิ ของประเทศไทยนักที่มีหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่นตั้งแต่ระดบั จังหวัด เทศบาล
ตำบล ในรูปแบบขององค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาลนคร เมือง และตำบล และ
องค์การบริหารส่วนตำบลที่มีการต่อสู้ทางการเมือง มีพรรคการเมืองชัดเจน และมีการ
จัดการเลอื กตง้ั ท่ไี ดร้ ับเลือกมาจากประชาชนโดยตรง ในขณะท่ปี ระเทศมาเลเซียมีระดับใน
การปกครองส่วนท้องถิ่นที่แยกกว้างๆ ได้ 2 ระดับ คือ สภาเขตชนบท (Rural District)
และสภาท้องถิ่น (Local Council) ที่มีบทบาทหน้าที่เหมือนกับสภาเทศบาล
(Municipality) และสภาเมอื ง ใหญ่ (City Council) เพียงแตต่ ่างกันที่บริบทของภูมศิ าสตร์
และพ้ืนท่ี ในการควบคุมดแู ล
สภาเทศบาลสามารถยกฐานะไปเป็นสภาเมืองใหญ่ได้หากเข้า เงื่อนไขตามที่
กฎหมายกำหนด สภาเมืองใหญ่ปกครองโดยนายกสภาเมือง (Mayor) ในขณะที่สภา
เทศบาลปกครองโดยประธานสภาเทศบาล (President) รัฐบาลแห่งรัฐแต่งตั้งนายกสภา
เมืองและประธานสภา เทศบาล รวมถึงสมาชกิ สภาทงั้ หมด โดยมวี าระการดำรงตำแหนง่ 3
ปี และสามารถได้รับการแต่งตั้งซ้ำอีกได้ หากมองที่มาของผู้บริหารปกครองระดับภูมิภาค
ท้องถิ่นจะเห็นว่าเป็นการยึดสายโครงสร้างการปกครองที่ขึ้นกับส่วนกลาง แต่ประเทศ
มาเลเซียก็กระจายอำนาจให้เฉพาะในส่วนของภารกิจหน้าท่ีให้กับหน่วยการปกครองทั้ง
ระดบั ภมู ิภาคและทอ้ งถิ่น อำนาจทางนติ ิบัญญัตขิ องการปกครองทัง้ ในระดบั สภาเมืองใหญ่
สภาเทศบาล และระดับอำเภอ อยู่ที่ผู้บริหารสูงสุดที่ได้รับการแต่งตั้ง ซึ่งอาจเป็นการ
แตง่ ตั้งเตม็ เวลาหรือชว่ั คราว ซ่งึ รัฐบาล แห่งรฐั เป็นผู้กำหนดค่าตอบแทนให้
นวตั กรรมการบริหารท้องถิ่นไทย | 388
แผนภาพที่ 13.6 การจัดการปกครองระหว่างสหพนั ธรฐั มลรฐั ภมู ภิ าค และทอ้ งถนิ่ ของ
มาเลเซยี
นวัตกรรมการบรหิ ารท้องถิ่นไทย | 389
13.9 สาธารณรฐั แห่งสหภาพเมยี นมา
เมียนมาร์เป็นประเทศที่มีความขัดแย้งทางการเมืองทั้งในระดับชาติระหว่างพลัง
ประชาธิปไตยและเผด็จการ และระดับท้องถิน่ คือความขัดแย้งในเรื่องของชาติพันธุ์ ทำให้
งานของ ผณิดา เห็นว่าตัวแสดงที่สำคัญ ที่สุดในระบบการเมืองการปกครองของ
สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่านั้น มีเพียงกลุ่มเดียว นั่นคือ กลุ่มอำนาจทางการทหารที่รวม
ศูนย์อำนาจทางการปกครองทั้งหมดเข้าสู่ศูนย์กลาง องค์กรทางการเมืองอื่น ๆ ในระดับ
ต่าง ๆ ต่างถูกควบคุมโดยกลุ่มอิทธิพลนี้ด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ของ
ระบบบริหารประเทศย่อมขึ้นอยู่กับกลุ่มทหารเพียงฝ่ายเดียว เมื่อตัวแสดงในภาคส่วนอ่ืน
ๆ ไม่วา่ จะเปน็ ข้าราชการ พลเรอื น พรรคการเมืองอ่ืน ๆ ประชาชน พระสงฆ์ ชนกลุ่มน้อย
แม้จะออกมาเคลื่อนไหว แตท่ า้ ยท่ีสุดกม็ ีความเส่ียงที่จะถูกรฐั บาลทหารกำจดั หรือลิดรอน
สิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง รัฐบาลทหารจึงถือเป็นปัจจัยเหนี่ยวรั้งที่สำคัญที่สุดต่อการ
กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ระบบการปกครองส่วนท้องถิ่นจะเกิดขึ้นหรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับ
ท่าทขี องกลมุ่ อำนาจทางการทหารดว้ ยกันท้งั สน้ิ 11
อย่างไรก็ตาม สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่าในปัจจุบันนั้นมิได้เป็นประเทศปิด
อย่างเช่นในอดีต การเข้าสู่เวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระดับต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น
ระดับภูมิภาคอย่างอาเซียนหรือการมีความสัมพันธ์กับประเทศภายนอก ทั้งในภูมิภาค
เอเชียและภูมิภาคอื่น ๆ ส่งผลทำให้ปัจจัยภายนอกประเทศเข้ามามีอิทธิพลต่อทัศนะของ
กลุ่มผู้นำของพม่าในยุคปัจจุบัน แรงกระตุ้นจากรัฐมหาอำนาจ (Super Powers) องค์การ
ระหว่างประเทศ (International Organizations) องค์การเอกชน (NGOs) หรือรัฐอื่น ๆ
ทีพ่ ุง่ เปา้ มายังกระบวนการ เปล่ยี นผา่ นไปสปู่ ระชาธปิ ไตยในพมา่ อาจสง่ ผลต่อการตัดสินใจ
ในการกำหนดนโยบายของกลุ่มผู้นำในสหภาพพม่าไม่มากก็น้อย แต่นโยบายหรือตัวบท
กฎหมายท่ีถูกบญั ญัติขนึ้ มาจากแรงผลักดันและการตรวจสอบจากตัวแสดงภายนอกนั้นจะ
ถูกนำไปปฏิบัติจริงมากน้อยเพียงใด ในมมุ มองของผู้เขียนแลว้ ในเรื่องการกระจายอำนาจ
11 ผณิดา ไชยศร,ระบบการปกครองทอ้ งถน่ิ ของประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า,
(กรงุ เทพฯ: สถาบนั พระปกเกล้า. 2556), หน้า 102.