The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by brother_dol, 2022-08-06 09:20:03

การบริหารทรัพยากรมนุษย์สมัยใหม่

ผศ.ดร.ธิติวุฒิ หมั่นมี

การบริหารทรัพยากรมนุษย์สมัยใหม่ | 388

หลีกเล่ียงหรอื ป้องกันไว้แต่แรก โดยพจิ ารณาจากปัจจยั สาเหตุตา่ งๆ อนั ที่จะนำไปสู่การ
เกิดอบุ ตั เิ หตุ

ในเรื่องของกำหนดการและการวางแผน อบุ ัติเหตุอาจหมายถึงเหตกุ ารณ์หรือ
ผลของเหตุการณ์ท่ี เกิดขึ้นโดยไม่ได้มีการวางแผนรองรับมาก่อน หรือวางแผนไม่
ครอบคลมุ ซ่งึ จะสง่ ผลตอ่ ระบบและกำหนดการ โดยรวมเมอื่ อุบัตเิ หตเุ กิดขน้ึ

ในอีกความหมายหนึ่ง อุบัติเหตุอาจหมายถึงเหตุการณ์ทางกายภาพที่เม่ือ
เกดิ ขึน้ แลว้ ทำใหเ้ กิดการ บาดเจ็บหรอื เสยี ชีวิตของมนุษย์อาทิ รถชน ตกตึก มีดบาด ไฟ
ลวก ไฟชอ็ ต โดนพิษ ฯลฯ หรือหมายถึง เหตกุ ารณ์ที่ไม่ใชท่ างกายภาพเช่น การลืมของ
การลืมนัดหมาย ความเผอเรอ หรือการเปิดเผยความลับ เป็น ตัน ซ่ึงท้ังหมดก็ไม่ได้
ตงั้ ใจใหเ้ กดิ เหตกุ ารณเ์ ช่นน้ี

ประเภทของอุบตั ิเหตุ

ณัฏฐพันธ์ เขจรนันทน์21 โดยท่ีนักวิชาการได้แบ่งประเภทของอุบัติเหตุตาม
ผลของ ความรนุ แรงออกเป็น 3 ประเภท ดงั ตอ่ ไปนี้

1. อุบัติเหตุทีไ่ มส่ รา้ งความบาดเจ็บ (No-injury Accident) อุบัตเิ หตปุ ระเภท
นี้อาจเกิดขึ้นได้ โดยการประมาทและเกดิ ขนึ้ อยเู่ ป็นประจำ แตไ่ มส่ ร้างความเสียหายต่อ
ทรพั ยส์ ินเช่นการโดนประตหู นีบมือ การหกลม้ การเดินชน เป็นตน้

2. อุบัติเหตุท่ีสร้างความบาดเจ็บเล็กน้ อย (Minor Injury Accident)
อุบัตเิ หตุประเภทนี้เป็น อุบตั ิเหตทุ ่ีก่อให้เกิดการบาดเจบ็ หรือความเสียหายข้ึนบ้างเพียง
เลก็ น้อย ไม่อันตรายมาก ไม่ก่อใหเ้ กิดสูญเสยี ทางร่างกาย เชน่ การโดนมีดบาทมือหรือ
อวัยวะบางส่วน การโดนสินค้าหรือทรัพย์สินทำให้เกิดแผลขนาดเล็กมี เลือดออก
เลก็ น้อย ในการปฏบิ ัติงานเปน็ ตน้

21 ณัฏฐพนั ธ์ เขจรนนั ทน์, การจัดการทรพั ยากรมนษุ ย์, (กรุงเทพฯ: บริษัท ซเี อ็ดยูเคช่ัน
จำกัด (มหาชน) 2545, หน้า 254.

การบริหารทรพั ยากรมนุษย์สมัยใหม่ | 389

3. อุบัติเหตุที่สร้างความบาดเจ็บรุนแรง (Major Injury Accident) อุบัติเหตุ
ประเภทนี้เป็น อุบัติเหตุท่ีเกิดข้ึนแล้ว แล้วต้องการรักษาพยาบาลโดยด่วน ซ่ึงการเกิด
อันตรายรูปแบบนี้เป็นการเกิดท่ีอาจจะต้องสูญเสียอวัยวะบางส่วนของร่างกาย หรือ
อาจจะมีการลาหยุดงานเพื่อพักรักษาตัวเอง เช่น การโดน เคร่ืองจักรตัดนิ้วมือ การโดน
อุปกรณท์ ับใส่ขนาดใหญ่ เปน็ ตน้

สาเหตทุ ่ที ำใหเ้ กิดอบุ ตั เิ หตุ

สมชาย หิรัญกิตติ22 ได้กล่าวว่าว่า ปัญหาของการเกิดอุบัติเหตุมีมากมายแต่
ประเด็น สำคัญ ๆ มี 3 ประการ คือ (1) เหตุสดุ วสิ ัย (2) สภาพการทำงานท่ีไม่ปลอดภัย
และ(3) ความประมาทเลินเล่อ

1. สภาพที่ไม่ปลอดภัย และปัจจัยอ่ืน ๆ ท่ีก่อให้เกิดอุบัติเหตุในการทำงาน
(Unsafe conditions and other work-related accident-causing ractors) สภาพ
ที่ไม่ปลดภัย (Unsafe conditions) หมายถึงสภาพทางกายภาพต่อการทำงาน ซ่ึงมี
ดังต่อไปนี้ (1) การใช้เครื่องมือที่ไม่ถูกวธิ ี (2) เครื่องมือชำรุด (3) มีข้ันตอนการทำงานท่ี
เป็นอันตราย (4) ที่เก็บเครื่องมือไม่มีความปลอดภัย และการใช้ เคร่ืองจักรเกินกำลัง
(5) แสงสว่างไม่พอเพยี ง (6 มีช่องระบายลมไมเ่ พยี งพอ

ปจั จยั อื่น ๆ ทก่ี ่อให้เกิดอุบตั เิ หตุ ไดแ้ ก่
(1) ประเภทของงานที่ทำ (Job itself) มีลักษณะของงานท่ีเสี่ยงต่

อันตรายส่งผลให้เกดิ อบุ ัติเหตไุ ดง้ ่าย
(2) ตารางเวลาการทำงาน (Work schedules) กับความอ่อนล้า

(Fatgue) ล้วนมสี ่วนทำให้ โดยปกติการทำงานวันละ ไม่เกิน 8-9 ช่ัวโมง แต่การทำงาน
อาจเกิดอุบัติเหตุได้โดยปกติ 5-6 ชั่วโมงแรกของ การทำงานมีอัตราการเกิดอุบัติเหตุ

22 สมชาย หิรัญกิตติ การบริหารทรัพยากรมนุษย์ ฉบับมาตรฐาน, พิมพ์ครั้งที่ 1.
(กรงุ เทพฯ บรษิ ัท ธรี ะฟล้ิม และไซเท็กซ์ จำกดั , 2542).หน้า 330.

การบรหิ ารทรัพยากรมนุษย์สมัยใหม่ | 390

น้อยกว่าช่วงเวลาต่อ ๆ ไป และผู้ที่ทำงานกะสุดท้ายมักมีโอกาสประสบ อุบัติเหตุ
มากกว่ากะอ่ืน ๆ

(3) สภาวะทางจิตใจ (Psycholoical climate) มีความกลัดกลุ้มใจ
วติ กกงั วล อารมณ์ หงุดหงิด ฉนุ เฉยี ว มคี วามตงึ เครียดทางอารมณ์เปน็ ต้น

2. สาเหตุท่ีทำให้เกิดการกระทำประมาทเลนิ ล่อ (What cause unsafe acts
(a second basic cause of accidents) การกระทำที่เป็นการประมาทเลินล่อ
หมายถึง การมีพฤติกรรมหรือทัศนะท่ี ไม่เท่ียงตรงหรืออาจเรียกได้วา่ การเกดิ การย้ังคิด
ใจลอย ที่ เช่น การโยนวัสดุ การทำงานในอัตราที่มีความเร็ว ไม่พอเหมาะ เช่น ช้า
เกินไป หรือเร็วเกินไป มีการแก้ไขดัดแปลง มีการใช้เครื่องมือและการดำเนินขั้นตอน
การ ทำงาน ทกี่ ่อให้เกิดอันตรายท่ีไมป่ ลอดภยั หรอื ผิดวธิ ี

สรุป ได้ว่าสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุเกิดมาจากหลากหลายปัจจัยที่
ก่อให้เกิดปัญหาท้ังรุนแรง และไม่รุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการประมาทเลินล่อ การ
รูเ้ ทา่ ไม่ถงึ การณ์ ของการปลอดภยั เปน็ ต้น

ค่าเสียหายท่เี กิดจากอบุ ัตเิ หตุ

ค่าเสยี หายทีเ่ กิดขน้ึ จากอบุ ตั ิเหตุออกไดเ้ ปน็ 2 ประเภท ดังน้ี
1. ค่าเสียหายโดยตรง (Direct Cost) ไดแ้ ก่ ค่าวัสดอุ ุปกรณ์ และคา่ ซ่อมแซม
เครื่องจักรค่าใช้จ่าย ในการรักษาพยาบาล เงินชดเชยความเสียหายของผู้สูญเสีย
ค่าใชจ้ า่ ยในการตรวจสอบอุบัตเิ หตุท่เี กดิ ขึ้น และ ค่าใชจ้ ่ายในการจ้างพนักงานใหม่
2. ค่าเสียหายทางอ้อม (Indirect Cost) ได้แก่ ค่เสียเวลาในการทำงานของ
บุคลากรอื่นที่จะต้อง เข้ามาเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ท่ีเกิดขึ้น เช่น ผู้บังคับบัญชาต้องทำ
การสอน เพ่ือนรว่ มงานต้องหยุดงานมา ช่วยเหลือผปู้ ระสบอุบัติเหตุ และประสิทธิภาพ
และประสทิ ธผิ ลของการทำงานลดลง

การบรหิ ารทรพั ยากรมนุษย์สมยั ใหม่ | 391

ทฤษฎวี ิทยาด้านความปลอดภัย

ทฤษฎีโดมิโนของอุบัติเหตุ23 สามารถเช่ือมโยงได้กับปรัชญาความ ปลอดภัย
ของ H.W. Heinrich เก่ียวกับสาเหตุของอุบัติเหตุได้ ทฤษฎีโดมิโน กล่าวว่า การ
บาดเจ็บและความเสียหายต่างๆ เป็นผลที่สืบเน่ืองโดยตรงมาจาก อุบัติเหตุ และ
อุบัติเหตุเป็นผลมาจากการกระทำที่ไม่ปลอดภัย หรือสภาพการที่ไม่ปลอดภัย ซ่ึง
เปรียบเทียบได้ เหมือนตวั โดมิโนท่เี รียงกันอยู่ 5 ตัวใกล้กนั เม่อื ตัวที่หนึ่งล้มย่อมมผี ลทำ
ให้ตวั โดมโิ นไปล้มตามกนั ไปด้วย ตัว โดมโิ นทง้ั ห้าตัว ได้แก่

1. สภ าพแวดล้อม หรือภูมิหลังของบุคคล (Social Environment or
Background)

2. ความบกพรอ่ งผิดปกตขิ องบคุ คล (Defects of Person)
3. การกระทำหรือสภาพการณ์ที่ไม่ปลอดภัย (Unsafe Acts/Unsafe
Conditions)
4. อุบัตเิ หตุ (Accident)
5. การบาดเจบ็ หรือความเสยี หาย (Injury/Damage)
การป้องกนั อุบัติเหตุตามตามทฤษฎีโดมิโนหรือลกู โซ่ของอุบัติเหตุ เมื่อโดมิโน
ตัวที่ 1 ล้ม ตัวถัดไป ก็ล้มตาม ดังนั้นหากไม่ให้โดมิโนตัวที่ 4 ล้ม (ไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ ก็
ต้องเอาโดมิโนตัวที่ 3ออก (กำจัดการกระทำ หรือสภาพการณ์ท่ีไม่ปลอดภัย) การ
บาดเจบ็ หรอื ความเสียหายก็จะไมเ่ กิดข้นึ
การป้องกันอุบัติเหตุตามทฤษฎีโดมิโนหรือโซ่อุบัติเหตุ ก็คือ การตัดลูกโซ่
อุบัติเหตุ โดยกำจัดการ กระทำหรือสภาพการณ์ท่ีไม่ปลอดภัยด้วยวิธีต่างๆ อุบัติเหตุก็
จะไม่เกิดขึ้นการที่จะแกไ้ ขปอ้ งกนั ที่โดมโิ นตัวท่ี 1 (สภาพแวดล้อมของสังคมหรือภูมหิ ลัง
ของบุคคล) หรอื ตัวที่ 2 (ความบกพร่องผิดปกติของบุคคล) เปน็ เรื่องที่ แก้ไขได้ยากกว่า
เพราะเป็นสิ่งทเี่ กิดข้ึนและปลูกฝงั เปน็ คณุ สมบัติส่วนบุคคลแลว้

23 เฉลิมชัย ชัยกิตติภรณ์ (เอกสารการสอนชุดวิชาการบริหารงานความปลอดภัย
มหาวิทยาลัยสุโขทยั ธรรมาธิราช. 2533), หน้า 132.

การบริหารทรัพยากรมนุษย์สมยั ใหม่ | 392

ทฤษฎปี จั จัยเดยี ว (Single Factor Theory)
ทฤษฎีปัจจัยเดียวนั้น สันนิษฐานว่า มีเพียงสาเหตุเดียวเท่านั้นที่ทำให้เกิด
อบุ ัติเหตุเมอื่ ค้นพบว่า อะไรเปน็ สาเหตขุ องการเกิดอุบัติเหตุกด็ ำเนินการแก้ไขสาเหตุน้ัน
ซ่ึงจะมีข้อจำกัดในการป้องกันการเกิด อุบัตเิ หตุ

ทฤษฎีหลายสาเหตหุ ลายปจั จัย (Multiple Factor Theories)
ทฤษฎีหลายหลายปัจจัย เป็นทฤษฎีที่กล่าวว่า " สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ
เกิดจากปัจจัยหลาย ปัจจัยร่วมกัน"โดยสาเหตุขณะนัน้ (Immediate causes) อาจเป็น
การกระทำที่ไม่ปลอดภัยของพนักงาน หรือ สภาพการณ์ที่ไม่ปลอดภัย ซ่ึงทฤษฎีหลาย
สาเหตุหลายปัจจัยน้ัน จะมีหลายปัจจัยที่เป็นส่วนสนับสนุนให้เกิด อุบัติเหตุ โดย V.L.
Gross ได้สร้างรูปแบบของทฤษฎีหลาย สาเหตุหลายปัจจัยท่ีทำให้เกิดอุบัติเหตุโดย
ปจั จัย 4M คือ
1. Man คือคนซ่ึงมีปัจจัยร่วมได้แก่ เพศ อายุ ความสูง ทักษะการทำงาน
ประวัตกิ ารฝกึ อบรม แรงจูงใจ เป็นตน้
2. Media คอื สภาพแวดล้อมต่างๆ ท่ีเกย่ี วขอ้ ง ได้แก่ สภาพอากาศ อุณหภมู ิ
แสง สว่าง เสยี ง สเป็นต้น
3. Management คือ รูปแบบในการบริหารจัดการ การจัดองค์กร นโยบาย
ระเบียบ ปฏิบตั ิ เปน็ ตน้
4. Machine คือ อุปกรณ์ เครื่องมือ เคร่ืองจักร ได้แก่ ขนาดของเคร่ือง
รปู รา่ งของเครอื่ งจกั ร นำ้ หนกั แหลง่ พลงั งาน เปน็ ต้น
ซ่งึ ทฤษฎีหลายสาเหตหุ ลายปัจจัย จะมีประโยชนใ์ นการป้องกันอุบัตเิ หตุ โดย
จะทำให้เราระบุถึง ปัจจัย ที่มีส่วนเก่ียวข้องในการปฏิบัติงาน เพ่ือนำมาวิเคราะห์ถึง
สาเหตุของอุบัติเหตุหรือ ผลของการเกิด อุบัติเหตุได้ อุบัติเหตุที่เกิดข้ึนทุกครั้ง มิใช่เกิด
จากโชคชะตาหรือเคราะห์กรรมที่เหนือการควบคุม แต่เกิดจากสาเหตุที่แก้ไข และ
ป้องกันได้ สาเหตุของอุบัตเิ หตุที่สำคัญ ได้แก่ การกระทำที่ไม่ปลอดภัย (Unsafe Acts)
และสภาพการณท์ ี่ ไม่ปลอดภยั (Unsafe Condition)

การบรหิ ารทรัพยากรมนษุ ย์สมัยใหม่ | 393

การปอ้ งกันอบุ ตั ิเหตุอย่างมปี ระสิทธภิ าพ ทำได้โดยการกำจัดการกระทำ หรือ
สภาพการณ์ที่ไม่ ปลอดภัยให้เหลือนอ้ ยที่สุดหรือหมดไป สภาพการทำงานท่ปี ลอดภัยก็
จะเกิดข้ึนในทส่ี ดุ

ทฤษฎี X และทฤษฎี Y ของแมคเกรเกอร2์ 4

แมคเกรเกอร์ (McGregor, 1960) ได้ข้ีให้เห็นถึงแบบของการบริหาร 2 แบบ
คือ ทฤษฎี X ซ่ึงมี ลักษณะเป็นเผด็จการ และทฤษฎี V หรือการมีส่วนร่วม แต่ละแบบ
เกยี่ วขอ้ งกับสมมุติฐานท่มี ตี ่อลกั ษณะของ มนุษยด์ ังน้ี

ผบู้ ริหารแบบทฤษฎี X เชื่อว่า
1. มนุษย์โดยท่ัวไปไม่ชองการทำงาน และพยายามหลีกเล่ียงงานถ้าสามารถ
ทำได้
2. เนื่องจากการไม่ชอบทำงานของมนุษย์ มนุษย์จึงถูกควบคุม บังคับ หรือ
ข่มขู่ให้ทำงาน ชอบให้ สั่งการและใช้วิธีการลงโทษ เพ่ือให้ใช้ความพยายามได้เพียงพอ
และบรรลวุ ตั ถุประสงค์ขององคก์ าร
3. มนุษย์โดยท่ัวไปพอใจกับการชี้แนะสั่งการหรือการถูกบังคับ ต้องการ
หลีกเลี่ยงความ รับผิดชอบ มีความทะเยอทะยานน้อย และต้องการความม่ันคงมาก
ท่ีสุด ผู้บริหารตามทฤษฎี X จึงต้องสร้าง แรงจูงใจโดยการข่มขู่ และลงโทษ เพ่ือทำให้
ลกู น้องใช้ความพยายามให้บรรลุความสำเรจ็ ตามเปา้ หมายของ องคก์ าร
ผบู้ ริหารแบบทฤษฎี Y มคี วามเช่ือว่า
1. การทำงานเป็นการตอบสนองความพอใจ
2. การข่มขู่ด้วยวิธีการลงโทษไม่ได้เป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการจูงใจให้
คนทำงาน บุคคลท่ีผูกพันกับ การบรรลุถึงความสำเร็จตามเป้าหมายขององค์การ จะมี
แรงจูงใจด้วยตนเองและควบคมุ ตนเอง

24 ปัญญา ธีระเวชวรวุฒิ, คู่มืออบรมพัฒนาบุคลากรให้เป็นมืออาชีพ. (กรุงเทพฯ :
บรษิ ทั แอล.ที.เพรส จำกัด 2553). หนา้ 163

การบรหิ ารทรพั ยากรมนษุ ย์สมัยใหม่ | 394

3. ความผูกพนั ของบุคคลที่มีต่อเป้าหมายขึ้นอยูก่ ับรางวัล และผลตอบแทนท่ี
พวกเขาคาดหวงั ว่า จะได้รบั เมือ่ เปา้ หมายบรรลถุ ึงความสำเรจ็

4. ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการทำงาน เป็นการจูงใจให้บุคคลอม
รับและแสวงหา ความรับผิดชอบ มคี วามคิดสร้างสรรคใ์ นการทำงาน

ทฤษฎี Y เน้นถึงการพัฒนาตนเองของมนุษย์ ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์น้ันรู้จกั ตัวเอง
ได้ถกู ต้อง รู้จัก ความสามารถของตนเอง ผู้บริหารควรสรา้ งแรงจูงใจโดยการสร้างสรรค์
สถานการณ์ท่ีจะทำให้สมาชิกมี ความรู้สึกรับผิดชอบ และมีส่วนร่วมในการทำงาน ใน
การบริหารนั้น มีการนำทฤษฎีเชงิ จิตวิทยามาใชจ้ ำนวน มาก เพราะการบริหารเป็นการ
ทำงานกับ "คน" และทฤษฎีจิตวิทยาก็พูดเรื่อง "คน" การศึกษาทฤษฎี จิตวิทยาท่ี
เก่ียวกับการควบคุมกำกับพฤติกรรมของมนุษย์ การสร้างแรงจูงใจในการทำงาน และ
ภาวะผู้นำ จึง เป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้บริหาร Donglas Mc Gregor ได้ค้นพบ
แนวคิด "พฤติกรรมองค์การ" และ สรุปว่า กิจกรรมการบริหารจัดการล้วนมีสาเหตุ
รากฐานมาจากทฤษฎีพฤติกรรมมนุษย์ (human behaviors) ซ่ึงเป็นไปตามกรอบ
ทฤษฎี X และทฤษฎี Y คือ

ทฤษฎี X (Theony X) คือคนประเภทเกียจคร้าน ในการบริหารจึงควรใช้
มาตรการบังคับ มีระเบียบ กฎเกณฑ์คอยกำกับ มีการควบคุมการทำงานอย่างใกล้ชิด
และมีการลงโทษเป็นหลกั

ทฤษฎี Y (Theory V คือคนประเภทขยัน ควรมีการกำหนดหน้าที่การงานท่ี
เหมาะสม ท้า ทายความสามารถ สร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานเชิงบวก และควรเปิด
โอกาสใหม้ สี ่วนรว่ มในการบริหารงาน

สรุป Donglas Mc Gregor เห็นว่าคนมี 2 ประเภท และการบริหารคนทั้ง 2
ประเภท ต้องใช้ วิธีการบริหารแตกต่างกันเพราะทฤษฎี X เป็นทฤษฎีสำหรับการ
วิเคราะห์ของคนเกียจคร้าน เป็นผลร้ายทาง เชิงลบ ซึ่งแต่ต่างกันกับทฤษฎี Y ซ่ึงเป็น
ประเภทขยัน เพื่อพจิ ารณาการทำงานของแต่ละคนเป็นผลทางเชงิ บวก แต่ในทางกบั กัน
ก่อให้เกิดความไม่เที่ยงตรงภายในองค์กรขึ้น เพราะในบางครั้งในพนักงานหน่ึงคนจะมี

การบริหารทรพั ยากรมนุษย์สมัยใหม่ | 395

นิสัยผสม ร่วมกันทั้ง X และ Y น่ันเท่ากับ อาจกล่าวได้ว่ามีสองบุคลิกในคนเดียวกัน
น่ันเอง

การกำหนดเทคนิคการสรา้ งความปลอดภยั

หลังจากท่ีได้วางแผนการดำเนินงานสร้างความปลอดภัย เพ่ื อป้องกัน
อุบัติเหตุแล้วก่อนที่จะดำเนินการ ปฏิบัติ ควรกำหนดเทคนิค หรือวิธีการสร้างความ
ปลอดภัย ทั้งนี้เพื่อให้เหมาะสมกับแผนงานหรือโครงการท่ี วางไว้ ซ่ึงเทคนิคการสร้าง
ความปลอดภัยอาจกระทำไดด้ ังน้ี

1. เทคนิคการปลูกจิตสำนึกความปลอดภัย ได้แก่ การสร้างจิตสำนึก หรือ
อบรมส่ังสอนให้ปฏิบัติ อย่างปลอดภัย โดยเริ่มต้ังแต่เด็กเล็กๆ ในบ้าน โรงเรียน และ
ชุมชน มีการปลูกฝัง กระตุ้นเตือน และเปิดโอกาส ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการทำงาน
ปอ้ งกันอบุ ัติเหตุ

2. เทคนิคการประยุกต์ใช้ทฤษฎีพื้นฐานความปลอดภัย ได้แก่ การนำทฤษฎี
พื้นฐานความ ปลอดภัย มาเลือกใช้ตามความเหมาะสม เช่น ทฤษฎีโดมิโนของการเกิด
อุบัติเหตุ ทฤษฎีการขาดดุลยภาพ ทฤษฎีมูลเหตุ เชิงซ้อน ทฤษฎีความเอนเอียงในการ
เกดิ อบุ ัตเิ หตุ เป็นต้น

3. เทคนิคการปรับพฤติกรรมความปลอดภัย ได้แก่ การนำทฤษฎีของสคิน
เนอร์ (Skinner) มา ประยุกต์ ใช้เมื่อมีการตอบสนอง จึงจะได้ส่ิงเร้าหรือแรงเสริม คือ
เม่อื ปฏบิ ัติตนถกู ต้องในเร่อื งความปลอดภัย ก็ จะไดร้ ับรางวัล

4. เทคนิคการใช้จิตวิทยาแรงจูงใจได้แก่ การใช้แรงจูงใจต่าง ๆ เพ่ือให้เกิด
การสร้างความ ปลอดภัย เช่น คำชม คำยกย่อง การทราบผลการปฏิบัติงาน การให้
เกียรติ การให้รางวลั การรับฟงั ความ คดิ เห็น และขอ้ เสนอแนะ

5. เทคนิคการให้ความรู้ ได้แก่ การให้ความร้ใู นรปู แบบต่างๆ เช่น การพูดคุย
การปฐมนเิ ทศ การ จัด ฝึกอบรม การประชมุ สัมมนา การติดปา้ ยคำเตือน คำขวัญ การ
ทำเอกสารความรู้เผยแพร่ การเรียนการ สอน การจัดทำคู่มือความปลอดภัย การจัด
นิทรรศการ ฯลฯ

การบริหารทรัพยากรมนษุ ย์สมัยใหม่ | 396

6. เทคนิคการประสานความร่วมมือ ได้แก่ การติดต่อประสานงานกับ
หน่วยงาน หรือองค์กรต่าง ๆ ที่เก่ียวข้องกับการป้องกันอุบัติเหตุ ทั้งน้ีเพ่ือประสาน
ประโยชนใ์ นการรว่ มมอื และให้การสนับสนุนในการ ดำเนินงาน สร้างความปลอดภยั

7. เทคนิคการใช้ส่ือมวลชน ได้แก่ การรู้จักนำส่ือมวลชน เช่น หนังสือพิมพ์
วิทยุ โทรทัศน์ ฯลฯ มาช่วยเร่งเร้า กระตุ้นเตือน ให้ความรู้ และสร้างจิตสำนึกที่ดีใน
เรอ่ื งการป้องกันอบุ ัติเหตุ

8. เทคนิคการใช้กฎระเบียบหรือมาตรการทางกฎหมาย ได้แก่ การสร้าง
กฎเกณฑ์ ข้อบังคับ หรือ กฎหมาย ในการป้องกันอุบัติเหตุ ซึ่งกฎกณฑ์หรือข้อบังคับ
จะต้องระบุโทษ หรือผลเสียที่จะต้องได้รับ ให้ ชัดเจนด้วย ไม่เช่นนั้น การบังคับก็จะไม่
เกิดผลแต่ประการใด อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการ ชี้แจงแสดงเหตุผล ให้ทราบมีการตก
ลงตามเงื่อนไข หรือปรับเปลย่ี นข้อกำหนด ได้ตามความเหมาะสมให้ทุกคน หรือทุกฝ่าย
ยอมรบั และปฏบิ ัตติ ามกฎเกณฑท์ ต่ี ั้งไว้

หลักการปอ้ งกนั อบุ ัติเหตุ (Accident Preventive)

วิธีการป้องกนั อบุ ตั เิ หตมุ ีหลายวธิ ีดังน้ี
1. โดยการออกกฎโรงงาน (regulation) ให้มาตรฐานการทำงาน แนว
ทางการปฏิบัติ การ ทดสอบ การดำเนิน การและ หน้าที่ปฏิบัติต่าง ๆ ที่ถูกต้องและ
ปลอดภยั ในโรงงาน
2. โดยการจัดทำมาตรฐาน (standardization) เพื่อทำกรกำหนดมาตรฐาน
ของโครงสร้าง เคร่ืองจักรกล และข้ันตอน การ ปฏิบัติงานต่าง ๆ ภายในโรงงานให้
สอดคล้องกบั คุณสมบตั ิต่าง ๆ ของวัสดุ
3. โดยการตรวจสอบ (inspection) เพอื่ ติดตามการปฏบิ ัตงิ านของคนงาน
4. โดยการทำวิจัยทางเทคนิค (technical research) เป็นการศึกษาวิจัย
คุณสมบตั ิของวัสดุตา่ ง ใ โครงสรา้ งการใช้ งานของเครื่องจักรตา่ ง ๆ

การบรหิ ารทรพั ยากรมนษุ ย์สมัยใหม่ | 397

5. โดยการวิจัยทางการแพทย์ (medical research) ซ่ึงเป็นการศึกษาวิจัย
เก่ียวกับร่างกาย คนงานและความ สัมพันธ์ ระหว่างสภาวะ ท่ีหมาะสมกับสภาพความ
พรอ้ มของรา่ งกาย ในการทำงาน

6. โดยการวิจัยทางจิตวิทยา (psychological research เพ่ือศึกษาหา
ความสัมพันธ์ระหว่าง จิตใจคน งาน กับการ เกดิ อบุ ตั ิเหตใุ นการทำงาน

7. โดยการวิจัยทางสถิติ (statistical research) เป็นการศึกษาโดยรวบรวม
ข้อมูลและวิจัยหา แนวโน้ม ของการเกิด อุบัติเหตุและจุด ที่มี การเกิดอุบัติเหตุได้มาก
ท่สี ุด

8. โดยการให้การศึกษา(educationโดยทำการสอนวิชาวิศวกรรมด้านความ
ปลอดภัย ใน มหาวทิ ยาลยั และโรงงาน อุตสาหกรรม

9. โดยการฝึกอบรม (training โดยการอบรมคนงานทุกคนท่ีเข้ารับหน้าท่ี
เพอ่ื ให้มีการทำงานที่ ปลอดภัยที่สดุ

จติ วิทยาคนงานเกยี่ วกบั การป้องกนั อบุ ัติเหตุ

ทุกคนไม่อยากจะประสบอุบัติเหตุ แต่ทุคนก็เลี่ยงที่จะต้องยุ่งยากในการ
ทำงาน เพยี งเพือ่ ใหม้ คี วาม ปลอดภัย ขน้ึ เท่า น้ันจึงได้เสนอแนว การวิเคราะหส์ าเหตุ ที่
อยเู่ บ้ืองหลงั เหตุผลที่ทำให้คนงานส่วนใหญ่ พา ตนเองเข้าสู่อันตราย จาก อุบตั ิเหตดุ งั นี้

1. ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ มักเกิดกับคนงานที่ไม่ผ่านโรงเรียนอาชีวศึกษามา
กอ่ นหรือผ่านมาแต่ก็ ไม่ได้รบั การสอนในหลักสูตร ว่า ด้วยความ ปลอดภัยและเมื่อ เข้า
ทำงานไม่ไดร้ บั การฝกึ ฝนทีเ่ พียงพอ

2. สภาพแวดล้อมที่เลวร้าย สภาพแวดล้อมท่ีเลวร้าย อาจจำแนกออกเป็น 2
อย่างคือ ทางด้าน ร่างกายและจิตใจทางด้านร่างกายคนงานทำงาน ภายใต้ความร้อน
มากเกินไป หนาวเกินไป เสียงดังและอากาศไม่ บริสุทธิ์มีแนวโน้มจะก่ออุบัติเหตุได้ง่าย
ทาง ด้านสภาพ จิตใจ ของคนงานที่เกิดจากความขัดแย้งของเพื่อนร่วมงาน กับหัวหน้า
งานหรือถกู เรง่ รัดกดดนั ใหเ้ รง่ งานย่อมก่ออนั ตราย ได้มาก

3. ทำเลไม่เหมาะสม ตั้งอยู่หา่ งไกลไปมาลำบาก คนงานตอ้ งเดินทางไกล ๆ

การบริหารทรพั ยากรมนุษย์สมยั ใหม่ | 398

4. สภาพเศรษฐกิจบีบรัด ในรายการที่ต้องจ่ายค่าแรงตามตามปริมาณการ
ผลติ คนงานทุกคน ยอ่ มพยายามเร่งผลผลิตของตนเอง ให้สงู ท่ีสุด เทา่ ท่ีจะทำได้ อะไรก็
ตามที่ขัดขวางการทำงานให้ชา้ ลงยอ่ มถูก คนงานละทิง้ ไป

5. การปกครองบังคับบัญชาท่ีบกพร่อง โรงงานที่นายจ้างและกลุ่มผู้บริหาร
ทำตัวให้แยกออก จากคนงานและมีความขัดแย้งกัน จนต้องปกครองกัน ด้วย ฐาน
อำนาจ และกฎระเบียบต่าง ๆ ท่ีเครง่ ครดั จน ทำให้คนงานส่วนใหญ่เป็นปฏปิ ักษ์ต่อฝ่าย
บริหาร ย่อมมีโอกาสเกิด อุบัติเหตุไดม้ าก

6. ความประมาทของคนงาน โดยเฉพาะคนงานที่มีประสบการณ์ หรือ มี
ความชำนาญมาแล้วจะ มีความเช่ือม่ันในฝีมือและความเก่งของตนมาก และมักปฏิเสธ
ที่จะทำงานกับเครื่องจักรกลที่มีอุปกรณ์ป้องกัน อันตรายหรือที่จะต้องสวมชุดป้องกัน
อนั ตรายพวกเขาจะหลีก เล่ียงและเลือกการเสี่ยงใช้เครื่อง โดยถอดเอา อุปกรณ์ป้องกัน
อัตรายออก

7. จำเจของงานมากเกินความไป บางคนชอบงานแปลกใหม่ เม่ือต้องทำงาน
ในหน้าที่ที่จำเจก็เกิด ความเบื่อหน่าย และขาดความสนใจ เป็นผลให้ เกิด อุบัติเหตุข้ึน
อยา่ งรุนแรงได้

หลกั การ 3E ในการปอ้ งกันอุบตั ิเหตุ

ในการเสริมสร้างความปลอดภัยในโรงงานอุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ
น้ัน ต้องยึดหลักการ 3E ได้แก่ Engineering (วิศวกรรมศาสตร์) Education (
การศึกษา) และ Enforcement (การออกกฎบงั คบั )

Engineering คือ การใช้ความรู้ทางวิชาการด้านวิศวกรรมศาสตร์ในการ
คำนวณและออกแบบ เครื่องจกั รเครื่องมือ ที่มสี ภาพการใชง้ านท่ปี ลอดภยั ทีส่ ดุ

Education คือ การให้การศึกษาหรือการฝึกอบรมและแนะนำคนงาน
หัวหน้างานตลอดจนผู้ที่ เก่ียวข้องในการทำงาน ให้มีความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับการ
ปอ้ งกันอบุ ัตเิ หตแุ ละการเสรมิ สรา้ งความปลอดภัย ภายในโรงงาน

การบริหารทรัพยากรมนษุ ย์สมยั ใหม่ | 399

Enforcement คือ การกำหนดวิธีการทำงานอย่างปลอดภัย และมาตรฐาน
ควบคุมบังคับให้ คนงานปฏิบตั ติ าม เปน็ ระเบยี บปฏิบัติที่จะตอ้ งประกาศให้ทราบทั่วกัน
หากผู้ใดฝ่าฝืนก็จะถูกลงโทษ

ควรจะเน้นหนักท่ี E ตัวไหน การใช้หลัก 3 E ต้องนำท้ังวิชาการวิศวกรรม
Engineering การให้การอบรม แก่คนงาน Education และการออก กฎ ข้อบังคับ En
forcement มาดำเนินการพร้อมกันอย่างเหมาะสมในกะบวนการผลิตและ บริหาร
โรงงาน จึงจะเป็น มาตร การที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันอุบัติ และการ
เสริมสร้างความ ปลอดภัยในโรงงานภายในเวลาส้ัน ๆ

หน่วยงานดา้ นความปลอดภยั ในองคก์ าร

ณัฏฐพันธ์ เขจรนันทน์25 ปัจจุบันองคก์ ารทัง้ ในภาครัฐและเอกชนจะสามารถ
สร้าง ความชัดเจนต่อสถานะความปลอดภัยชององค์กรและได้หันมาให้ความสนใจใน
ด้านความปลอดภัยและสวัสดิ ภาพในการทำงานของบุคลากร ซ่ึงสามารถแจกแจง
หน้าท่ีของหนว่ ยงานด้านความปลอดภยั ออกเป็น 6 หวั ข้อ ดังตอ่ ไปนี้

1. รวบรวมข้อมูล หน่วยงานด้านความปลอดภัยจะทำหน้าที่ประมวลผล
ข้อมูลในแต่ละปี และ เนื้องานวิธีการใช้งานเพ่ือป้องกันการเกิดการสูญเสียท้ังทาง
ร่างกายและอุปกรณ์ขององค์กรต่างๆ เพื่อใช้เป็น ข้อมูลอ้างอิงในการจัดการด้านความ
ปลอดภยั ขององคก์ าร

2. วิเคราะห์ปัญหา ควรมีการวิเคราะห์ของปัญหาที่เกิดข้ึนในแต่ละครั้งและ
สร้างวิธีการป้องกัน อย่างรัดกุม สาเหตุของการเกิดเหตุการณ์ท่ีรุนแรงเพื่อกำหนด
แนวทางในการแก้ไขต่อไป

25 ณัฏฐพันธ์ เขจรนันทน์ การจัดการทรัพยากรมนุษย์, (กรุงเทพฯ: บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น
จำกัด (มหาชน), 2545). หนา้ 263.

การบริหารทรพั ยากรมนุษย์สมยั ใหม่ | 400

3. กำหนดแนวทาง เน่อื งจากการจัดการด้านอบุ ัตเิ หตจุ ะมีการดำเนินงานการ
กำหนดท่เี ป็น แนวทางในการปฏิบัติกำหนดระยะเวลาการใช้งาน ต้นทุนการใช้งานและ
วธิ กี ารใชง้ านท่ีถูกตอ้ ง

4. วางแผน หน่วยงานด้านความปลอดภัยจีการวางแผนการดำเนินงานของ
การใช้งานและ อุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อความปลอดภัยในงานทีด่ ำเนินงานอยู่ในปจั จบุ ันเพ่ือ
กอ่ ใหเ้ กดิ ประสิทธิภาพอย่างสูงสดุ และ ประสทิ ธิผล

5. ดำเนินการ เม่ือมีการวางแผนการดำเนินการเป้นกระบวนปฏิบัติการท่ีใช้
งานจริงจากการ วางแผนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ
หน่วยงานด้านความปลอดภัยมีการวาง รูปธรรมในการปฏิบัติงานเพื่อกระตุ้นและ
พฤตกิ รรมให้บคุ ลากรมีการดแู ลเอาใจใส่เรือ่ งความปลอดภัยการ ทำงานอย่างตอ่ เนอื่ ง

6. ประเมินผล หน่วยงานด้นความปลอดภัยจะต้องทำการประเมิน
ประสิทธิภาพและประสิทธิผล ของผลลัพธ์ที่ได้วางไว้โดยการเก็บรวบรวมข้อมูล
การศึกษาแอละวิเคราะห์ปัญหาและผลตอบรับตา่ ง ๆ เพ่อื สร้างมาตรฐานและสามารถ
ทราบถึงการพัฒนาโครงสรา้ งไดอ้ ยา่ งดี

กล่าวโดยสรุปว่า หนว่ ยงานด้านความปลอดภัยในองค์การเป็นหน่วยงานที่ให้
ข้อมูลและวิธีการ ดูแลความปลอดภัยภายในองค์กรให้เกิดประโยชน์และประสิทธิภาพ
อย่างสูงสุดเพื่อมีให้เกิดปัญหาต่อบุคลากร และองค์กร เป็นหน่วยงานที่รักษา
ผลประโยชน์ใหแ้ กอ่ งค์กรดแู ลความเรยี นร้อยของปัญหาต่างๆ

การรายงานอบุ ัตเิ หตุ

วิเชียร วิทยอุดม26 (2550, ได้กล่าวถึง OSHA ทำหน้าที่ในการดูแลความ
ปลอดภัยและอาชี วอนามัยของผู้ใช้แรงงานในสหรัฐส่วนกระทรวงสาธารณสุขของ

26 วิเชยี ร วิทยอุดม, การบรหิ ารทรพั ยากรมนุษย์, พิมพค์ รงั้ ที่ 2. (กรุงเทพฯ : บริษัท ธน
ธชั การพิมพ์ จำกดั 2550). หนา้ 204.

การบรหิ ารทรพั ยากรมนษุ ย์สมยั ใหม่ | 401

สหรัฐจะมีอีกหน่วยคือ NIOSH ซ่ึงจะคล้ายกัน แต่หนักไปทางสุขภาพและการแพทย์
สำหรบั ผใู้ ช้แรงงาน

OSHA ได้ดำเนินการ โดยจะขอเลือกนำเสนอในบางเรื่องที่คิด (เอาเอง) ว่า
เป็นเรื่องท่ีน่าสนใจ เช่น เรื่องการออกกฎหมาย เป็นตน้ ท้ังนี้จะนำเสนอตามระยะเวลา
ที่ผ่านไป วา่ ในแต่ละปมี ีกิจกรรมเด่น ๆ กลา่ วได้ ว่าแม้ OSHA อาจถูกมองวา่ เปน็ ศตั รใู น
สายตาของผู้ประกอบการ บางส่วนรวมถึงการเป็นอุปสรรคกีดขวางการ ดำเนินธุรกิจ
ในขณะเดียวกันผู้เป็นงานจำนวนไม่น้อยก็เห็นว่า OSHA ทำงานไม่ได้ผลเท่าท่ีควร แต่
จากข้อมูลท่ี ได้กล่าวมา ข้างต้นจะเห็นว่าหน่วยงานนี้มีส่วนดูแลแรงงานในประ เทศ
สหรัฐอเมริกามากทีเดียว ประเทศ สหรัฐอเมริกาในฐานะประเทศอุตสาหกรรมได้มี
ความพยายาม ค้มุ ครองดูแลแรงงานของตนเอง เปน็ ระยะเวลา ยาวนาน

การสร้างมาตรฐานและการปฏิบัติเพ่ือคุ้มครองดูแลคนงานจึงเป็นเร่ืองสำคัญ
สำหรับ เศรษฐกิจของประเทศไทยเพ่ือให้แรงงานเหลา่ นี้เป็นทรัพยากรที่จะช่วยเพ่ิมพูน
ผลติ ภาพให้แกป่ ระเทศ

แนวทางปฏบิ ตั ิในการป้องกันอุบัตเิ หตุ

กรรมวิธีเก่ียวกับการวางแผน การจัดองค์กร การจัดการบุคคล การเป็นผู้นำ
การควบคุม เพ่ือให้บรรลุ วัตถุประสงค์ของงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่
กำหนดข้ึน โดยความร่วมมือของพนักงานและใช้ ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์
สูงสดุ โดยท่แี นวทางในการปฏิบัตหิ รือกลยุทธ์ในการปอ้ งกันอุบัตเิ หตุสามารถ กระทำได้
ดงั ตอ่ ไปน้ี

1. วิเคราะห์สาเหตุของอุบัติเหตุ (Cause Analysis) ในการสืบค้นสาเหตุการ
เกิดอุบัติเหตุและ การฟื้นฟูสภาพการเกิดอุบัติเหตุ เพ่ือทำการวิเคราะห์อุบัติเหตุที่
เกิดข้ึนอย่างละเอียด เพราะเมื่อพิจารณาถึง ความสำคัญของการเข้าใจปัญหาอุบัติเหตุ
จำเป็นจะต้องมีองค์ความรู้ท่ีสามารถวิเคราะห์องค์ประกอบของ อุบัติเหตุและสาเหตุ
การบาดเจบ็ ที่เกิดข้นึ เพอื่ นำมาซง่ึ วิธกี ารแกป้ ญั หาอุบัติเหตดุ ังกล่าว

การบรหิ ารทรัพยากรมนษุ ย์สมยั ใหม่ | 402

2. การลดสภาวการณ์ที่ไม่ปลอดภัย (Elimination of Unsafe Conditions)
ความไม่ ปลอดภัยในการทำงานมีอัตราสูงกว่าสาเหตุอ่ืนมากขณะทำงานมาจากหลาย
สาเหตุ เช่น ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ไม่รู้ถึงอันตรายของสารเคมีแต่ละชนิด และไม่รู้ว่า
ควรปฏิบัตติ นเองอยา่ งไรในการที่จะป้องกันอันตรายให้แก่ ตนเองได้อยา่ งปลอดภัย

3. การลดการกระท ำท่ี ไม่ป ล อดภั ย (Elimination of Unsafe Acts)
นอกจากความพยายาม ในการที่จะลดสภาวการณ์ที่ไม่ปลอดภัยลงด้วยวิธีการต่าง 1
องคก์ รจะหาแนวทางการป้องกันการกระทำที่ไม่ ปลอดภัยเพิ่มมากข้ึนจากเดิม โดยการ
ฝึกอบรมและการให้ความรู้แกพ่ นักงานในเรื่องในความปลอดภัยข้ัน พื้นฐานขององค์กร
ทบ่ี ุคลากรได้ใชใ้ นการปฏิบัตงิ าน

4. ส่งเสริมแนวความคิดด้านการป้องกัน เพ่ือเป็นการรณรงค์ส่งเสริมความ
ปลอดภัยในการ ทำงาน และกระตุ้นจิตสำนึกของพนักงาน สถานประกอบการ อาจ
พิจารณาเลือกกิจกรรมใด ๆ ที่มีความ เหมาะสมกับสภาพการณ์และความพร้อมของ
สถานประกอบการ

กล่าวโดยสรุปได้ว่า การหาแนวทางในการป้องกันอุบัติเหตุเป็นแนวทางที่ทุก
ส่วนทุกภาคฝ่ายต่าง ให้ความสำคัญเพื่อสร้างระบบองค์กรท่ีดี เพิ่มศักยภาพในการ
บริหารคนที่ดีส่งผลให้เกิดกำลังและแรงใจต่อการ ทำงานของบุคลากรในองค์กร อัน
เนื่องจากความเช่ือมัน่ ในระบบการรกั ษาความปลอดภัยขององค์กรนนั่ เอง

สรุปได้ว่า อุบัติเหตุ (Accident หมายถึง เหตุการณ์อันตรายที่เกิดข้ึนโดย
ไม่ได้ต้ังใจ หรือคาดคิดมาก่อน ทำให้ เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สิน บุคคลได้รับ
อันตรายทัง้ รา่ งกายและจิตใจ อาจบาดเจบ็ พิการ หรอื รุนแรงถงึ ขนั้ เสียชวี ติ

ในการบริหารความปลอดภัยในโรงงาน ในสำนกั งาน ในโรงเรียน หรือสถานที่
ใดๆ ก็ตาม เป็นส่ิงหนึ่งที่ ผู้นำ หรือผู้จัดการจะต้องดูแลเอาใจใส่ ผู้อยู่ในบังคับบัญชา
หรือในความดูแลของตน ความต้องการความปลอดภัย เป็นความต้องการข้ันพ้ืนฐาน
ของมนุษย์ตามกฎของมาสโลว์ การให้ความปลอดภัยแก่ผู้อื่น เป็นความเมตตากรุณา
ของผู้อยูใ่ นสังกดั ของตน นับวา่ เป็นการทำบุญทำความดีอย่างหนง่ึ

การบริหารทรพั ยากรมนุษย์สมยั ใหม่ | 403

ในการบริหารความปลอดภัย มีทั้งเป็นกฎหมายบังคับผู้ประกอบการ มีมอก.
18001 ระบบการจัดการ อาชีวอนามัยและความปลอดภัย ในทางวิชาการทางโลกก็มี
อยู่มากมาย ลองมาพิจารณาว่าในทางพุทธศาสนา มองความปลอดภัยในแง่มุมไหนบ้าง
และมหี ลักธรรมท่ีจะสรา้ งความปลอดภยั ปราศจากอบุ ัติเหตุ

หลังจากท่ีประเทศไทยได้มีการพัฒนาประเทศเข้าสู่ความเป็นอุตสาหกรรม
นอกจากปัญหาอ่ืนๆท่ี ได้รับรู้เก่ียวกับผลกระทบของความเป็นอุตสาหกรรมเช่นปัญหา
ส่ิงแวดล้อม การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ฯลฯ แล้วปัญหาสุขภาพอนามัยและความ
ปลอดภัยของพนักงานในสถานประกอบการก็เป็นปัญหาใหญ่ปัญหา หน่ึงที่ทุกฝ่ายควร
ตระหนักและรว่ มกันพจิ ารณาหาแนวทางพัฒนามใิ ห้ปญั หาดำรงอยู่

จากข้อมูลการประสบอันตรายจากการทำงาน ซึ่งรวบรวมไว้ในรอบ 5 ปี คือ
ระหว่างปี 2536-2540 พบว่า การประสบอันตรายจากการทำงานมีอัตราเฉลี่ยร้อยละ
4.3 ต่อปี(สม ศุภนคร, ม.ป.ป.: 67) อันตรายท่ี เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นการเกิดข้ึนจาก
อุบัติเหตุที่เป็นผลให้ลกู จ้างได้รับบาดเจ็บ พิการ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต นอกจากการ
ประสบอนั ตรายจากอุบตั ิเหตแุ ลว้ ยังอาจเกิดอันตรายจากการเจบ็ ปว่ ย หรือเกิดโรคจาก
การ ทำงานที่สัมผัสสารเคมีหรือสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ไม่เหมาะสม อันจะ
นำไปส่กู ารเสอื่ มของสภาพ รา่ งกายซ่งึ ตอ้ งใชร้ ะยะเวลาของการแสดงอาการนาน

เพ่ือเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยมิใช่เป็นการดำเนินการตามระเบียบ
กฎหมายเพียงด้านเดียว การดำเนินงานด้านการสง่ เสริมและพัฒนาด้านความปลอดภัย
ในสถานประกอบการจึงเป็นส่ิงจำเป็น โดยเป็น การดำเนินงานท่ีเน้นการมีส่วนร่วมใน
การวิเคราะห์ปัญหา ข้อบกพร่อง และให้คำแนะนำในการปรับปรุงสถาน ประกอบการ
เพื่อให้มีการดำเนินงานด้านความปลอดภัยในสถานประกอบการอย่างเป็นระบบ และ
เป็น ขั้นตอน เพ่ือเป้าหมายในการลดสถิติการประสบอันตรายจากการทำงานลง โดยมี
ความเช่ือว่า หากสถาน ประกอบการได้ดำเนินการตามเกณฑ์ และเคร่ืองชี้วัดท่ี
กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมกำหนด โดยผ่าน การตรวจสอบและได้รับรางวัล
สถานประกอบการดีเด่น จะทำให้สถานประกอบการเป็นสถานประกอบการที่มี ความ
ปลอดภยั ดา้ นอาชวี อนามัย ความปลอดภัย และสุขภาพ

การบรหิ ารทรพั ยากรมนษุ ย์สมยั ใหม่ | 404

สรปุ ท้ายบท

การสร้างแรงจูงใจเป็นกระบวนการหรือวิธีการที่ทำให้บุคคลประพฤติปฏิบัติ
เพ่ือให้บรรลุถึงเป้าหมายหรือจุดมุ่งหมายตามท่ีองค์การแต่ละองค์การได้กำหนดไว้ ซึ่ง
จำเป็นจะต้องให้ส่ิงตอบแทนไม่ว่าจะเป็นตัวเงิน หรือสวัสดิการต่างๆ พอสร้างขวัญ
กำลังใจท่ีดีให้กับบุคลากรในองค์การ และเป็นการรักษาไว้ซ่ึงทรัพยากรมนุษย์ที่มี
คณุ ภาพ

สวัสดิการ คือ สิ่งที่ผู้ประกอบการให้แก่บุคลากร เพื่อเป็นการดูแลบุคลากรให้
มีความเป็นอยู่ที่ดี ขึ้น มีความปลอดภัย และมีความมั่งคงในการดำรงชีวิต พัฒนาการ
ของสวัสดิการแบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรมจนถึงช่วงต้นศตวรรษท่ี
19 ช่วงพัฒนาการของสังคมอุตสาหกรรม และ ในช่วงปัจจุบันซ่ึงเป็นสังคมบริการ
ประเภทของสวัสดิการแบ่งออกได้หลายลักษณะ เช่น สวัสดิการ ตามกฎหมายและ
สวัสดิการนอกเหนือจากท่ีกฎหมายกำหนด สวัสดิการที่เป็นตัวเงินและสวัสดิการที่ ไม่
เป็นตัวเงิน หลักสำคัญในการจัดสวัสดิการ คือ ตอบสนองความต้องการของบุคลากร
และเพือ่ ให้ บุคลากรปฏิบตั ิงานไดอ้ ย่างมปี ระสิทธภิ าพ

ความปลอดภัย ในการบริหารความปลอดภัย มีทั้งเป็นกฎหมายบังคับ
ผู้ประกอบการ มีมอก. 18001 ระบบการจัดการ อาชีวอนามัยและความปลอดภัย
ในทางวิชาการทางโลกก็มีอยู่มากมาย ลองมาพิจารณาว่าในทางพุทธศาสนา มองความ
ปลอดภัยในแงม่ มุ ไหนบ้าง และมีหลักธรรมทีจ่ ะสรา้ งความปลอดภยั ปราศจากอุบัตเิ หตุ

เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างย่ังยืน โดยมิใช่เป็นการดำเนินการตามระเบียบ
กฎหมายเพียงด้านเดียว การดำเนินงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาด้านความปลอดภัย
ในสถานประกอบการจึงเป็นส่ิงจำเป็น โดยเป็น การดำเนินงานที่เน้นการมีส่วนร่วมใน
การวิเคราะห์ปัญหา ข้อบกพร่อง และให้คำแนะนำในการปรับปรุงสถาน ประกอบการ
เพื่อให้มีการดำเนินงานด้านความปลอดภัยในสถานประกอบการอย่างเป็นระบบ และ
เป็น ขั้นตอน เพ่ือเป้าหมายในการลดสถิติการประสบอันตรายจากการทำงานลง โดยมี
ความเชื่อว่า หากสถาน ประกอบการได้ดำเนินการตามเกณฑ์ และเครื่องชี้วัดท่ี
กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมกำหนด โดยผ่าน การตรวจสอบและได้รับรางวัล

การบรหิ ารทรัพยากรมนุษย์สมัยใหม่ | 405

สถานประกอบการดีเด่น จะทำให้สถานประกอบการเป็นสถานประกอบการท่ีมี ความ
ปลอดภัยด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสขุ ภาพ

คำถามทา้ ยบทที่ 11

1. จงอธิบายความหมายของค่าตอบแทนและสิ่งจูงใจบุคลากรตลอดถึง
องคป์ ระกอบของค่าตอบแทนและวัตถุประสงคใ์ นการให้ค่าตอบแทน

2. จงบอกถงึ สาเหตขุ องการสรา้ งแรงจงู ใจ
3. จงอธิบายความความหมายของการสร้างจูงใจ และความสำคัญและ
ประโยชน์ของการสร้างจูงใจ ตลอดถงึ แรงจูงใจท่มี ผี ลต่อการพัฒนาทรพั ยากรมนษุ ย์
4. จงอธิบายถึงความหมายสวัสดิการ พัฒนาการของสวัสดิการในองค์การ
ประเภทของสวัสดิการ และชนิดของสวัสดิการ
5. จงวเิ คราะห์หลักการจดั สวัสดิการ และการบรหิ ารสวสั ดกิ ารในองค์การ
6. จงอธิบายถึงความหมายของอุบัติเหตุ ประเภทของอุบัติเหตุ และสาเหตุท่ี
ทำใหเ้ กิดอุบตั เิ หตุได้
7. จงอธิบายถึงทฤษฎีวิทยาด้านความปลอดภัย ทฤษฎี X และทฤษฎี Y ของ
แมคเกรเกอร์ได้
8. จงวิเคราะห์การกำหนดเทคนิคการสร้างความปลอดภัย และหลักการ
ป้องกันอบุ ัติเหตุ

การบริหารทรพั ยากรมนษุ ย์สมยั ใหม่ | 406

อ้างอิงประจำบทที่ 11

กิ่งพร ทองใบ. “การบริหารค่าตอบแทน ในประมวลชุดวิชาการจัดการองค์การและ
ทรัพยากรมนุษย์ หน่วยท่ี 13”. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช,
2547.

จันทร์ ชุ่มเมืองปัก. แรงจูงใจและการจูงใจสร้างปาฏิหาริย์. กรุงเทพมหานคร : ดอก
หญา้ กรปุ๊ , 2546.

เฉลิมพงศ์ มีสมนัย และ สมศักด์ิ เจตสุรกานต์. “การบริหารค่าตอบแทนและ
ผลประโยชน์เก้ือกูล” ในประมวลชุดวิชากการบริหารทรัพยากรมนุษย์
หนว่ ยท่ี 7.

เฉลิมชัย ชัยกิตติภรณ์ เอกสารการสอนชุดวิชาการบริหารงานความปลอด ภัย
มหาวิทยาลยั สุโขทยั ธรรมาธริ าช, 2533.

ณัฏฐพันธ์ เขจรนันทน์. การจัดการทรัพยากรมนุษย์. กรุงเทพฯ: บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น
จำกดั มหาชน, 2545.

ทวีศักด์ิ สุวคนธ์. ดร. บริหารงานขาย Sales Management. บริษัท ซีเอ็ดยูเคช่ัน
จำกดั , 2538.

ทองใบ สุดชารี. ภาวะผู้นำและการจูงใจ. เอกสารประกอบคำสอน. อุบลราชธานี :
สถาบนั ราชภัฏอุบลราชธานี, 2543.

เนตรพ์ ัณณา ยาวิราช. ภาวะผู้นำและผู้นำเชิงกลยุทธ์ .พิมพ์ครั้งที่ 5. กรงุ เทพมหานคร
: สำนกั พิมพ์เซ็นทรลั เอก็ ซ์เพรส, 2549.

ปัญญา ธีระเวชวรวุฒิ. คู่มอื อบรมพัฒนาบุคลากรให้เป็นมืออาชีพ. กรุงเทพฯ : บริษัท
แอล.ที.เพรส จำกดั , 2553.

พรชัย ลิขิตจธรรมโรจน์.ผศ.ดร. พฤติกรรมองค์การ Organizational Behavior
สำนักพิพม์โอเดยี นสโตร์, 2545.

วิเชียร วทิ ยอุดม. การบริหารทรพั ยากรมนุษย์. พิมพค์ ร้งั ท่ี 2. กรงุ เทพฯ : บริษัท ธนธัช
การพิมพ์ จำกัด, 2550.

การบริหารทรัพยากรมนุษย์สมยั ใหม่ | 407

สมยศ นาวีการ. การบริหาร : การพัฒนาองค์การและการจูงใจ. กรุงเทพมหานคร :
บรรณกิจ, 2547.

โสภณ ภูเก้าล้วน. การบริหารทรัพยากรมนษุ ย์สำหรับผจู้ ัดการในสายงาน. พิมพ์คร้งั ที่
1. กรงุ เทพฯ: บรษิ ัท ไซวิค ทูบเทค แอนด์ ปริ้นต้ิง จำกดั , 2552.

สมชาย หิรัญกิตติ การบริหารทรัพยากรมนุษย์ ฉบับมาตรฐาน. พิมพ์คร้ังที่ 1.
กรุงเทพฯ บริษทั ธีระฟลิม้ และไซเทก็ ซ์ จำกัด, 2542.

เสนาะ ติเยาะว์ และ ขนินทร์ ชุณหพันธรักษ์. “ค่าตอบแทนทางตรง” ใน เอกสารการ
สอนขุดวชิ าการจัดการทรพั ยากรมนุษย์ หน่วยที่ 5.

อุษณีย์ จิตตะปาโล และนุตประวิณ์ เลิศกาญจนวัติ. การบริหารงานบุคคล..
กรุงเทพมหานคร : สำนักพมิ พ์ศนู ยส์ ่งเสริมวชิ าการ, 2540.

Bank.C.G.. & Murphy. K.R. Toward narrawing the research practice gun
in performance dimensions of personal background data.
Journal of Applied Psychology, 1985.

Dwivedi R.S.. Management of Human Resources. New Delhi: Oxford &
IBH Publishing, 1985.

Douglas McGregor. The Human Side of Enterprise. New York : McGraw –
Hill, 1960.

Lyman W. Porter and Edwarad E. Lawler III. Managerial Attitudes and
Perfomance. Homewood. III. : Dorsey Press, 1968.

Leon Richardson ; Entrepreneurs/The key to success; Asia Magazine
December 1, 1985.

William J . Reddin. Managerial Effectiveness. Newyork : Mcgraw – Hill,
1970.

บทที่ 12

กระบวนการบริหารทรพั ยากรมนุษยต์ ามหลกั พุทธธรรม

เนอื้ หาประจำบท

1. ความหมายของการพัฒนามนษุ ย์ตามหลักธรรมทางพระพทุ ธศาสนา
2. การพัฒนาทรัพยากรมนุษยต์ ามหลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนา
3. การวางแผนการพัฒนาทรพั ยากรมนษุ ยต์ ามหลักพระพุทธศาสนา
4. กระบวนการพัฒนาทรัพยากรมนุษยต์ ามหลักพระพุทธศาสนา
5. การพฒั นาทนุ มนุษย์ตามหลกั ไตรสกิ ขา
6. ความสำคญั ของการพฒั นาทรัพยากรมนุษย์ตามหลักพระพทุ ธศาสนา
7. หลกั ไตรสิกขากับการพฒั นาทรพั ยากรมนษุ ย์

จุดประสงค์ของบท

1. อธิบ ายถึงความห มายของการพั ฒ นามนุษ ย์ตามหลัก ธรรมท าง
พระพุทธศาสนาได้

2. บอกถึงการพัฒนาทรัพยากรมนษุ ยต์ ามหลักธรรมทางพระพทุ ธศาสนาได้
3. สามารถวางแผนการพฒั นาทรพั ยากรมนษุ ยต์ ามหลักพระพุทธศาสนาได้
4. อธบิ ายถึงกระบวนการพัฒนาทรัพยากรมนษุ ย์ตามหลักพระพุทธศาสนาได้
5. บอกถงึ การพัฒนาทนุ มนุษย์ตามหลกั ไตรสิกขาได้
6. วิเคราะห์ถึงความสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามหลัก
พระพุทธศาสนาได้
7. วเิ คราะห์หลกั ไตรสกิ ขากบั การพัฒนาทรพั ยากรมนุษย์ได้

การบรหิ ารทรพั ยากรมนษุ ย์สมยั ใหม่ | 409

หลักพุทธธรรมที่นำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งมีความ
จำเป็นจะต้องฝึกฝนตนเองตามหลักพระพุทธศาสนา เพื่อให้ดำรงอยู่ด้วยความไม่
ประมาท และธรรมะก็จะเป็นยาใจที่รักษาให้พ้นจากความทุกข์ แม้เราจะมีการเกิด
ความแก่ ความเจ็บ ความตายนี้เป็นกฎของธรรมของโลก เมื่อรู้จักกฎของโลกแล้ว ถ้า
รจู้ ักพัฒนาตนให้ปฏิบัติต่อการดำเนินชีวิตท่ีดีแล้ว ย่อมจะพัฒนาตนเองอย่างมีคุณภาพ
จากหลักธรรมต่าง ๆ ท่ีใช้ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามแนวพระพุทธศาสนา ใน
ข้างต้น สามารถมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้ทั้งสิ้น เพ่ือเพิ่ม
ประสทิ ธิภาพในการบริหารงาน ผู้วจิ ยั จึงใชห้ ลักธรรมข้างต้น เพ่ือใหบ้ รรลุเปา้ หมายของ
องคก์ าร อันจะทำใหต้ นเองผ้อู น่ื และองค์การเกดิ ความสุขและเจริญยงิ่ ๆ ขึ้นไป

ความหมายของการพัฒนามนุษย์ตามหลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนา

การพัฒนามนุษย์มีแหล่งใหญ่อยู่ทีมโนกรรมซ่ึงเป็นต้นกำเนิดแห่งอารยธรรม
ของมนุษย์ชาติท่ีปรากฏในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความเห็น ความเชื่อ เจตจำนง
หรือทัศนคติ เป็นต้น ซึ่งส่งผลให้เกิดกายกรรม และวจีกรรม ตามมาอย่างมี
ความสัมพันธ์ซ่ึงกันและกัน กล่าวคือเม่ือคิดอย่างไรก็จะทำและพูดเช่นน้ัน หรือเม่ือทำ
และพูดอย่างไรก็จะสะท้อนถึงความคิดว่าเป็นอย่างไร ดังนั้นการมีความเข้าใจใน
มโนกรรมว่ามีความสำคัญและส่งผลอย่างไร ท้ังต่อตนเองและต่อโลก ย่อมจะทำให้เรา
สามารถเลือกท่ีจะประกอบมโนกรรมท่ีถูกต้อง และส่งผลดีทั้งต่อตนและต่อโลก นั่นคือ
การทำใหเ้ กิดการพัฒนาตนและโลกไปในทิศทางที่ถกู ต้องพรอ้ มกนั ไป1

เม่ือมนุษย์เป็นผู้สร้างอารยธรรมต่าง ๆ ท่ีเกิดข้ึนในโลกโดยมีมโนกรรมอยู่
เบื้องหลัง ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของสิ่งเหล่านี้ ดังนั้น การพัฒนามนุษย์ท่ีอาศัยมโนกรรมท่ี
ถูกตอ้ ง จงึ มีความสำคญั เป็นอยา่ งยงิ่ ตอ่ การสร้างอารยธรรม สร้างสังคมท่ีมคี วามสงบสุข
ต่อไปและด้วยเหตุท่ีมโนกรรมเป็นตัวช้ีวัดถึงทิศทางแห่งการพัฒนามนุษย์ ความหมาย
ของคำนี้จึงสามารถเป็นตวั บอกนัยของมโนกรรมไดท้ างหนง่ึ

1พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), การศึกษากับการวิจัย, พิมพ์คร้ังท่ี 2,
(กรุงเทพมหานคร: สำนกั พิมพม์ ูลนธิ ิพุทธธรรม จำกัด, 2544), หนา้ 83.

การบรหิ ารทรพั ยากรมนุษย์สมัยใหม่ | 410

ดังน้ันจึงมีความหมายคำว่า “การพัฒนามนุษย์” ตามนัยโดยทั่วไปและนัย
ทางพระพุทธศาสนาดงั น้ี

คำว่า “พัฒนา” ในภาษาสันสกฤตมาจาก “วรฺธน” แปลว่า ความเจริญ มา
จากบาลีว่า “วฑฺฒน” หรือ “วัฒนะ” แปลว่า ความเจริญ ความงดงาม เพ่ิมขยายข้ึน
ฝึกฝน ทำให้ยืนยาวข้ึน และนำมาใช้ในภาษาไทย ก็มีความหมายว่า ความเจริญ ความ
งอกงาม การขยบั ขยาย2

คำว่า “พัฒนา” หรือ “วฒฺนา” ในภาษาบาลีนั้นแปลว่า รก คือ รกอย่าง
หนาแน่น เช่น รกหญ้า ผมบนศีรษะรก ก็เรียกว่าพัฒนา คือเป็นความเจริญด้วย
เหมือนกัน ถ้าบุคคลมีความประพฤติหรือการกระทำท่ีไม่มีประโยชน์อะไรในโลกนี้ ก็
เรียกว่า คนทำโลกให้รก รวมความคำว่า “พัฒนา” แปลว่า ทำใหร้ ก หรือสร้างความรก
ถ้าจะให้รกไปด้วยคนดี หรือทรัพยากรมนุษย์ที่ดีแล้วจำเป็นต้องส่งเสริมปลูกสร้าง
ทศั นคติโดยตอ้ งพัฒนาทางจิต ซ่ึงเปน็ ผู้นำของกาย ถ้าจะให้รกไปด้วยปัญหายงุ่ ยาก รกไป
ด้วยความโกลาหลวุ่นวาย ก็ต้องพัฒนาวัตถุ การพัฒนาที่สมบูรณ์แบบจำเป็นต้องพัฒนา
ให้ครบทั้ง 2 ด้าน กล่าวคือ ควรพัฒนาทั้งทางวัตถุและทางจิตใจให้ควบคู่และทัศนคติ
โดยเฉพาะทัศนคติเป็นการพัฒนาทางดา้ นจิตใจจะต้องเน้นเป็นพิเศษ เพราะการพัฒนา
ถูกต้องดีแล้ว ก็จะสามารถควบคุมการพัฒนาทางด้านวัตถุให้เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง
ได้และการพัฒนาจิตที่ถูกต้องก็คือ พัฒนาจิตให้มีธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ
จนกระทั่งพัฒนาจิตให้มีสมาธิ ต้ังม่ัน ม่ันคง สะอาด สว่าง จากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง
ท้งั หลาย จนเปน็ จติ ท่ีควรแก่การทำงาน สามารถจะนำไปใชใ้ นชวี ิตประจำวันได้3

2พจนานุกรม, ฉบับราชบัณ ฑิตยสถาน ราชบัณ ฑิตยสถาน, พิมพ์คร้ังท่ี 2,
(กรงุ เทพมหานคร : สำนกั พมิ พ์อกั ษรเจริญทัศน์ จำกัด, 2525), หน้า 580.

3ณัฐหทัย ชลายนวัฒน์, “การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามหลักธรรม, : กรณีศึกษา
บริษัท 505 โภคภัณฑ์ จำกัด”, วิทยานิพนธ์ปริญญาพัฒนาแรงงานและสวัสดิการมหาบัณฑิต,
(บณั ฑติ วิทยาลยั มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์, 2546), หนา้ 23.

การบรหิ ารทรพั ยากรมนุษย์สมยั ใหม่ | 411

คำว่า “มนุษย์” ที่ใช้ในภาษาไทยนำมาจากคำว่า “มนุษยะ” ในภาษาสันสฤต
รปู ศัพทภ์ าษาบาลีหรอื มคธเป็น “มนุสสะ” เป็นคำนามแปลวา่ คนหรือชน4

นักปราชญ์ผู้รู้ศัพทศาสตร์ได้ให้ความหมายคำว่า “มนุษย์” เมื่อประมวลแล้ว
คงได้ความหมายเป็น 3 ประการ คอื

1) คำว่า “มนุษย์” หมายความว่า เป็นเหล่ากอ, เช้ือสายหรือลูกหลานของ
มนู

2) คำว่า “มนุษย์” หมายความว่า เป็นผู้รเู้ หตุและมิใช่เหตุ ซ่ึงได้แก่ผู้ท่ีรจู้ ักดี,
รู้จักชั่ว, รู้จักเหตุรู้จักผล, รู้จักบาป บุญ คุณและโทษน้ันเอง ผู้รู้จักประโยชน์และมิใช่
ประโยชน์

3) คำว่า “มนุษย์” หมายความว่า ผู้มีใจสูง สูงโดยหนาข้ึน มากข้ึน พอกพูน
ข้ึน ก่อข้ึน ส่ังสมขึ้น คือ ปฏิบัติฝึกหัดอบรมสั่งสมขึ้นน้ันเอง ใจท่ีประกอบด้วย
มนุษยธรรม คุณธรรม มศี ีลธรรมหรอื ใจทค่ี ดิ เป็นบญุ เปน็ กศุ ล

ส่ วน อี กนั ย ห น่ึ งห มาย ถึงการ วัด ผ ล แห่ งการป ฏิ บั ติ ว่ ามนุ ษ ย์ มี คุณ ส มบั ติ
ครบถ้วนสมบูรณ์หรือไม่อย่างไร โดยใช้หลักภาวนา 4 ซ่ึงผู้ที่สามารถพัฒนาครบทั้ง 4
ด้านโดยสมบรู ณ์ กค็ อื คณุ สมบัติของพระอรหนั ต์นนั่ เอง

พระพุทธศาสนาให้ความสำคัญต่อเร่ืองจิต เพราะจิตเป็นผู้บงการให้บุคคลมี
พฤติกรรมต่าง ๆ ได้ ในการพัฒนาจิตของบุคคลตามแนวพุทธน้ีเป็นการฝึกให้บุคคลมี
จติ ใจสงบถอื วา่ เปน็ การทำให้บุคคลได้พัฒนาคณุ ธรรมและจรยิ ธรรมตามท่ีสังคมตอ้ งการ
ผู้ท่ีได้รับการอบรมทางจิตให้ถูกวิธีจะสามารถพัฒนาจิตได้ คำกล่าวที่ว่า “จิตเป็นนาย
กายเป็นบา่ ว” จงึ เป็นความจรงิ เพราะเมื่อบุคคลมีจติ ใจสงบและคิดแต่ในสิ่งท่ดี ีแลว้ กจ็ ะ
มีผลทำให้ร่างกาย พฤติกรรมหรือการประพฤติปฏิบตั ิเปน็ ไปแตใ่ นสง่ิ ทด่ี ีงาม การพฒั นา
จิตตามแนวทางของพระพุทธศาสนาน้ัน บุคคลทุกคนจำเป็นที่จะต้องลงมือฝึกปฏิบัติ

4พิทยา ศรีโกตะเพ็ชร, “พระพุทธศาสนากับการพัฒนามนุษย์: กรณีศึกษา เฉพาะกรณี
การพัฒนาคนตาบอดในสงคมไทยปจั จุบัน”, วทิ ยานพิ นธอ์ ักษรศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาศาสนา
เปรียบเทียบ, (บัณฑติ วิทยาลัย มหาวิทยาลยั มหดิ ล, 2545), หนา้ 14.

การบรหิ ารทรพั ยากรมนุษย์สมัยใหม่ | 412

ด้วยตนเอง จึงจะสามารถพัฒนาจิตได้ เพราะการพัฒนาจิตใจ ในลักษณะน้ีเป็นการฝึก
จติ ใหล้ ดจากกิเลสและเกดิ ความอดกล้ันตอ่ สงิ่ ย่ัวยุท้ังหลาย

การพัฒนาตามความหมายของพระพุทธศาสนา ก็คือ ภาวนา หมายถึง การ
ทำให้เป็นใหม้ ขี ึน้ , การฝึกอบรม, การพฒั นา ซ่งึ มีการพัฒนาอยู่ 4 ประเภทคือ

1. กายภาวนา คือ การเจริญกาย พัฒนากาย การฝึกอบรม ให้รู้จักติดต่อ
เกี่ยวกับส่ิงท้ังหลายภายนอกทางอินทรีย์ทั้งหา้ ด้วยดี และปฏิบัติต่อส่ิงเหลา่ นั้นในทางที่
เป็นคุณ มิให้เกิดโทษให้กุศลธรรมงอกงาม ให้อกุศลธรรมเสื่อมสูญ การพัฒนา
ความสัมพนั ธ์กับส่ิงแวดล้อมทางกายภาพ

2. ศีลภาวนา คือ การเจริญศีล พัฒนาความประพฤติ การฝึกอบรมศีล ให้
ต้ังอยู่ในระเบียบวินัยไม่เบียดเบียนหรือก่อความเดือดร้อนเสียหาย อยู่ร่วมกันกับผู้อ่ืนได้
ดว้ ยดี เกือ้ กลู แกก่ ัน

3. จิตตภาวนา คือ การเจริญจิต พัฒนาจิต การฝึกอบรมจิตใจ ให้เข็มแข็ง
มั่นคง เจริญงอกงามด้วยคุณธรรมท้ังหลาย เช่น มีการเมตตา มีฉันทะ ขยันหมั่นเพียร
อดทน มสี มาธิ และสดชื่นเบกิ บาน เปน็ สุขผ่องใส เป็นต้น

4. ปัญญาภาวนา คือ การเจริญปัญญา พัฒนาปัญญา การฝึกอบรมปัญญา
ให้รู้เขา้ ใจสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง รูเ้ ท่าทันเห็นแจ้งโลกและชีวิตตามสภาวะ สามารถทำ
ให้เป็นอิสระ ทำตนให้บริสุทธิ์จากกิเลสและปลอดพ้นจากความทุกข์ แก้ไขปัญหาที่
เกดิ ข้นึ ไดด้ ว้ ยปัญญา

ความหมายการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามแนวพระพุทธศาสนานั้นต้อง
พัฒนาร่วมกันหลายอย่างเช่น การพัฒนากาย การพัฒนาจิต การพัฒนาปัญญา เข้า
ด้วยกันจึงจะเป็นการพัฒนาที่ย่ังยนื โดยไม่เนน้ อย่างใดอย่างหน่ึง

การพัฒนาทรพั ยากรมนุษย์ตามหลักธรรมทางพระพทุ ธศาสนา

การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามหลักทั่วไปน้ันพบว่า เป็นการพัฒนาท่ีมอง
มนุษย์ในฐานะเป็นทรัพยากรมนุษย์ คือทุนเป็นปัจจัยหลักในการท่ีจำนำมาพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคม เป็นการพัฒนาเพื่อเพ่ิมพูนประสิทธิภาพในการทำงนให้เกิดความ

การบรหิ ารทรัพยากรมนุษย์สมัยใหม่ | 413

เจริญก้าวหน้าของบุคลากรด้วยการพัฒนาความรู้ความสามารถ ทักษะ ทัศนคติ และ
เตรียมบุคลากรเพื่อความก้าวหน้าไปสู่ระดับสูงข้ึนให้เป็นทรัพยากรท่ีมีคุณค่าสูงสุดท่ี
เรียกว่าทุนมนุษย์ เป็นกระบวนการท่ีผู้บริหารมุ่งเน้นเกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากร
มนุษย์ภายในองค์การอย่างเต็มความสามารถ โดยใช้ทั้งกลยุทธ์และทักษะเพื่อพัฒนา
ทรัพยากรมนุษย์ท่ีมีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีการวางแผนอย่างเป็นระบบ
ต่อเน่ืองเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายท่ีจะได้รับจากการพัฒนา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
ถือว่าเป็นจุดหมายหลักของพุทธศาสนาและมีความสำคัญอย่างย่ิง ซ่ึงการพัฒนาทุน
มนุษย์ตามหลักพระพุทธศาสนานั้น จะได้ศึกษาพุทธวจนะเพื่อการจัดการทุนมนุษย์
หลักพุทธธรรมกับการจัดการทุนมนุษย์ กฎเกณฑ์สำหรบั การจัดการทุนมนุษย์ตามหลัก
พระพุทธศาสนา กระบวนการจัดการทุนมนุษย์ตามหลักพ ระพุทธศาสนา
กระบวนการพัฒนาทรพั ยากรมนุษยต์ ามหลักไตรสิกขา ตอ่ ไปดงั นี้

การพัฒนามนุษย์มีแหล่งใหญ่อยู่ท่ีมโนกรรมซึ่งเป็นต้นกำเนิดแห่งอารยธรรม
ของมนุษย์ชาติท่ีปรากฏในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความเห็น ความเชื่อ เจตจำนง
หรือทัศนคติ เป็นต้น ซ่ึงส่งผลให้เกิดกายกรรม และวจีกรรม ตามมาอย่างมี
ความสัมพันธ์ซ่ึงกันและกัน กล่าวคือเม่ือคิดอย่างไรก็จะทำและพูดเช่นน้ัน หรือเมื่อทำ
และพูดอย่างไรก็จะสะท้อนถึงความคิดว่าเป็นอย่างไร ดังนั้นการมีความเข้าใจใน
มโนกรรมว่ามีความสำคัญและส่งผลอย่างไร ท้ังต่อตนเองและต่อโลก ย่อมจะทำให้เรา
สามารถเลือกท่ีจะประกอบมโนกรรมท่ีถูกต้อง และส่งผลดีทั้งต่อตนและต่อโลก น่ันคือ
การทำให้เกิดการพัฒนาตนและโลกไปในทิศทางที่ถูกต้องพร้อมกันไป หลักธรรมของ
พระพุทธเจ้าน้ัน เน่ืองจากเป็นสุกธรรม คือ ธรรมฝ่ายขาวหรือธรรมฝ่ายดี ซ่ึงเป็นกุศล
ธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับหลักการดำเนิน
ชีวิตท้ังส่วนตนและส่วนงานได้ทุกหัวข้อธรรม ดังนนั้ หลักธรรมท่สี ามารถมาประยุกต์ใช้
ไดก้ ับการพัฒนาทรัพยากรมนษุ ยน์ น้ั จงึ พอสรปุ ได้ดงั นี้

การบริหารทรพั ยากรมนุษย์สมัยใหม่ | 414

สิกขา 3
เปน็ หลกั ธรรมในการพฒั นามนษุ ยใ์ ห้เป็นผู้อยู่อย่างประเสริฐ หรอื เป็นบุคคลผู้
ที่มจี ิตใจสูง ทง้ั 3 ประการ คอื
1) อธิศีลสิกขา คือ การฝึกความประพฤติสุจริต ทางกาย วาจา และอาชีวะ
(หมายรวมเอาองค์มรรค คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ) เป็นเรื่อง
ของการฝึกฝนในด้านพฤติกรรม โดยเฉพาะพฤติกรรมที่เคยชิน ศีลเป็นเครื่องมือท่ีใช้
หรือในทางสังคมท่ัวไป เรียกว่าวินัย เป็นจุดเริ่มต้นในขบวนการแห่งการศึกษา และการ
พัฒนามนุษย์ เพราะว่าวินัยเป็นเครื่องมือจัดเตรียม ชีวิตให้อยู่ในสภาพที่เอ้ืออำนวยต่อ
การพัฒนา การดำเนินชีวิตของมนุษย์ในสังคมท่ีอยู่ร่วมกัน ศีล หรือวินัย จะช่วยจัดให้
เกดิ ความเป็นระเบียบ ในความเป็นอยู่ และเอ้ือโอกาส ให้เกิดการพฒั นา จนสามารถทำ
ให้มนุษย์มีพฤติกรรม เกิดความเคยชินที่ดีงามตามแบบอย่างของศีลท่ีกำหนดไว้ดีแล้ว
ฉะนั้น การจะฝึกให้เกิดความเคยชินในสิ่งใดส่ิงหนึ่ง จะต้องมีรูปแบบ และวิธีการน้ัน ๆ
อย่างเช่น ศลี หรอื วนิ ยั เปน็ ต้น ใหเ้ ปน็ อปุ กรณใ์ นการฝกึ ฝน เบื้องต้น
2) อธิจิตตสิกขา คือ การฝึกปรือในด้านคุณภาพ และสมรรถภาพของจิต
(หมายรวมเอาองค์ คือ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ) สมาธิ เป็นส่วนของ
การฝึกฝนในด้านจิตใจ หรือ ระดับจิตใจให้เกิดการพัฒนาคุณสมบัติต่าง ๆ คือ ในด้าน
คุณธรรม เช่น ความมีเมตตากรณุ า ความเออ้ื เฟอ้ื เผอ่ื แผ่ ความเข้มแข็งอดทน ตลอดทั้ง
ความเพียรพยาม ความรับผิดชอบ ความแน่วแน่มั่นคง มีสติ สมาธิ และในด้านทำให้
เกิดความสุข เช่น ความผ่องใสเบิกบาน ความรู้สึกอิ่มใจ หรือ กล่าวโดยสรุปว่า การ
พฒั นาสุขภาพจติ ใหม้ คี วามม่ันคง ในการดำรงอย่ขู องชีวิตใหม้ ีความสุข
3) อธิปัญญาสิกขา คือ การฝึกปรือปัญญาให้เกิดความรู้ ความเข้าใจสิ่ง
ทั้งหลายตามความเป็นจริงจนถึงข้ึนหลุดพ้น มีจิตใจเป็นอิสระผ่องใส เบิกบานโดย
สมบูรณ์ (หมายรวมเอา สัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะ) ปัญญา เป็นเรื่องของการฝึก
หรือพัฒนาในด้านความรู้ ความจริง โดยเริ่มตั้งแต่ ความเห็น ความเช่ือ ความเข้าใจ
ความหยัง่ รู้ในเหตุผล การรู้จักวินจิ ฉัย ไตร่ตรอง ด้วยความแยบยลให้เห็นตามความเป็น

การบริหารทรพั ยากรมนุษย์สมัยใหม่ | 415

จริง หมายความว่า รู้เท่าทันความเป็นไปของโลก และชีวิต จนทำให้จิตใจเป็นอิสระ
ขา้ มพน้ ความทุกข์ ปราศจากปญั หาถงึ ความเปน็ อสิ รภาพโดยสมบูรณ์

พรหมวิหาร 4
เป็นหลักธรรมประจำใจท่ีประเสริฐ ที่จะเป็นตัวช่วยในการพัฒนาทรัพยากร
มนุษยท์ างด้านจติ ใจไดเ้ ป็นอย่างดี ประกอบด้วย5
1) เมตตา ความรัก ความปรารถนาดี การแสดงออกซ่ึงมิตรภาพไมตรีทาง
สังคมมนษุ ย์ โดยปรารถนาแผ่เมตตาจติ ให้ทุกคนมคี วามสขุ กาย สขุ ใจ
2) กรุณา ความสงสาร อยากช่วยเหลือผู้อ่ืนให้พ้นจากทุกข์ ปัญหาหรือ
อุปสรรคท้ังหลาย บำบัดความทุกข์ยากเดือดร้อนของทรัพยากรมนุษย์ให้ประสบ
ผลสำเรจ็ ความเจรญิ รุ่งเรือง ส่ิงสำคญั อย่ากรณุ าจนเกนิ ประมาณ ต้องรูจ้ ักปฏิบัติตนให้
เหมาะสมในการทำการสงเคราะห์ ควรประกอบด้วยอเุ บกขากำกับ
3) มุทิตา ความรู้สึกยินดีดว้ ยเม่ือเห็นบุคคลอื่นได้ดมี ีความสขุ ตัวเองก็มีจิตใจ
แช่มชื่นเบิกบาน พลอยยินดีปลาบปล้ืมใจไปด้วย เมื่อเห็นเขาเหล่านั้นประสบผลสำเร็จ
มคี วามเจรญิ งอกงามในตำแหน่งหนา้ ท่ีการงานยง่ิ ขน้ึ ไป
4) อุเบกขา ความมีใจเป็นกลาง ต้องรักษาความยุติธรรมถูกต้อง สมควรแก่
เหตทุ ีต่ นไดก้ ระทำไว้ และปฏบิ ตั ิตามความเท่ยี งธรรม โดยไม่เห็นแก่หมพู่ วกพ่นี อ้ ง
หลักพรหมวิหารธรรมนี้ จะต้องใช้ให้ถูกต้องตามความหมายขององค์ธรรมแต่
ละข้อ จึงจะไม่เกิดความเสียหาย เปน็ อคติ อันจะมีผลร้ายตอ่ สังคมและทรัพยากรมนุษย์
ได้ จึงควรนำหลักธรรมน้ีไปปฏิบัติให้ถูกต้อง และเหมาะสม ถึงจะเรียกได้ว่า มีร่างกาย
เปน็ มนษุ ย์ แต่มจี ิตใจเปน็ พรหม

5 พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม,
พิมพค์ ร้ังที่ 12, (กรงุ เทพมหานคร : บริษทั สหธรรมกิ จำกัด, 2546), หน้า 124.

การบรหิ ารทรพั ยากรมนษุ ย์สมยั ใหม่ | 416

ภาวนา 4
เป็นหลักธรรมสำหรับพัฒนา ฝึกฝน อบรมมนุษย์ท่ีมีชีวิตระคนอยู่ด้วยความ
อยากได้ อยากดี อยากมี อยากเป็น ให้มีความสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่าง
ปกติสุข มีสัมมาชีพ รู้จักการดำเนินชีวิตตามมรรควิธีก็ด้วยการพัฒนาคุณภาพชีวิตของ
ตนตามแนวพระพุทธศาสนา 4 ประการ6 ได้แก่
1) กายภาวนา คือ การพัฒนาฝกึ ฝนอบรมกาย หมายถึง พฒั นาอนิ ทรียท์ ้ังห้า
ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ให้มีอินทรีย์สังวร ความสำรวมในอินทรีย์ รู้จักระมัดระวัง
รักษาตนไม่ให้ก่อโทษทางกาย และต้องรู้จักปรับตนเองให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมทาง
กายภาพทเ่ี หมาะสม
2) สีลภาวนา คือ การพัฒนาด้านศีล ความประพฤติเรียบร้อยดีงาม มี
ระเบียบวินัย มีกติกาทางสังคมร่วมกัน อย่างน้อยท่ีสุดในระดับชาวบ้านก็คือศีลห้าข้อ
เพ่ือป้องกันความเดือดร้อนเสียหายแก่คนอ่ืน การไม่ล่วงละเมิดในสิทธิของคนอื่น และ
ให้สามารถอยรู่ ่วมกันอยา่ งเกอื้ กลู รกั ษาผลประโยชน์ของส่วนรวม ประเทศชาติไว้ได้
3) จิตตภาวนา คือ การฝึกฝนอบรมจิตใจให้มีความม่ันคง เข้มแข็ง มีความ
เจริญไพบูลย์ดว้ ยคุณธรรมท้ังปวง เช่น ฝกึ ฝนตนให้มีความรกั ความเมตตาต่อสรรพสตั ว์
พัฒนาจิตใจของตนให้มีความสงสารอยากจะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ลำบาก กำลัง
ประสบกับความทุกข์นานาประการอยู่ในสังคมยุคปัจจุบัน และฝึกฝนจิตใจของตนให้มี
ความผ่องใส เบิกบาน ดำเนนิ ชีวติ ด้วยความสุขใจ
4) ปัญญาภาวนา คือ การพัฒนาฝึกฝนอบรมตน จากการได้ศึกษา เล่าเรียน
การสดับตรับฟังมามาก และการลงมือปฏิบัติตามทฤษฎีที่ศึกษามาแล้วน้ัน ให้เกิด
ประโยชน์ต่อตน และคนอ่ืนสว่ นปญั ญาในระดบั สูง หมายถึง การร้ตู ามสภาพของสังขาร
ทั้งหลายท่ีมาปรุงแต่งกันเข้า แล้วรู้จักละปล่อยวางสังขารเหล่าน้ันเสียด้วยปัญญา คือ
สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) และสัมมาสังกัปปะ (ความดำรชิ อบ) โดยมีเหตปุ ัจจยั ให้เกิด

6 พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม,
พิมพค์ ร้งั ท่ี 12, (กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พม์ หาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , 2546), หน้า 70.

การบรหิ ารทรพั ยากรมนษุ ย์สมัยใหม่ | 417

2 ทางคือ ปัญญาที่เกิดจากผู้อ่ืนชกั จูง การรับฟังจากสอื่ ต่าง ๆ บุคคลท่ีเปน็ กัลยาณมิตร
และการใครค่ รวญด้วยปญั ญาของ ตนเอง

ไตรสกิ ขา
เพ่ือให้เข้าใจความหมายของไตรสิกขามากย่ิงข้ึน ผู้วิจัยจึงรวบรวมคำอธิบาย
จากวรรณ กรรมชั้นรองลงมา ซ่ึงอรรถกถาจารย์และนักวิชาการร่วมสมัยได้ขยายความ
เพิ่มเตมิ จากพระไตรปิฎกมาแสดงไว้ดงั ต่อไปน้ี7
คำว่า สิกขา หมายถึงการศึกษาเร่ืองที่ควรศึกษา การศึกษาอนั ยอดเย่ียมและ
การศึกษาเพ่ือความเป็นพระอเสขะ (ผู้ไม่ต้องศึกษา) ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคว่า ไตรสิกขา
เปน็ ท้ังหลักการและวธิ ีปฏิบัติเพ่ือใหส้ ามารถล่วงพ้นจากอบาย, กามธาตุ และภพท้ังปวง
โดยมีเป้าหมายท่ีการบรรลุพระนิพพานอันบริสุทธิ์ปราศจากมลทิน ไตรสิกขาเป็นแนว
ปฏิบัติในทางสายกลางที่มิใช่การปรนเปรอ ตนด้วยกามสุขและการทรมานตน มีศีลเป็น
ปฏิปกั ษ์ตอ่ กิเลสทแี่ สดงออกทางกาย วาจา สมาธิเปน็ ปฏิปกั ษ์ตอ่ กิเลสท่กี ลุ้มรมุ จิต และ
ปัญญาเป็นปฏิปักษ์ต่ออนุสัยกิเลสที่แอบแนบอยู่ในจิตสามารถพัฒนาบุคคลให้เป็นพระ
อริยะผู้มีความบริบูรณ์ด้วยศีล ได้แก่ พระโสดาบันและพระสกทาคามี, บริบูรณ์ด้วย
สมาธิ ได้แก่ พระอนาคามีและบริบูรณ์ด้วยปัญญา ได้แก่ พระอรหันต์ นอกจากนี้ องค์
ธรรมทั้ง 3 ยังเป็นเครื่องอุดหนุนใหบ้ รรลุคุณวเิ ศษอนั หาได้ยากในบคุ คลท้ังไป ดงั มวี ิชชา
3 เปน็ ตน้ 8
ในภาษาไทยหมายถึง การศึกษาเล่าเรียน ซึ่งตรงกับคำว่า สิกขา ใน
พระพทุ ธศาสนา หมายถงึ การปฏิบัติ ได้รบั ปริญญาคือ สิ้นราคะ สิน้ โทสะ ส้ินโมหะ ผล
ของการปฏิบัติสิกขาเป็นอย่างน้ัน การปฏิบัติอย่างนั้นก็เพื่อความรอดจากส่ิงอันไม่พึง

7 พระอุปติสสเถระ (ลังกา), วิมุตติมรรค, แปลโดย พระเทพโสภณ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต)
และคณะ, (กรุงเทพมหานคร : มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , 2548), หนา้ 4.

8 ดูรายละเอียดใน พระพุทธโฆษาจารย์ (พระคันถรจนาจารย์), วิสุทธิมรรคแปล ภาค
1 ตอน 1 พมิ พ์ครั้งที่ 8, (กรงุ เทพมหานคร: มหามกุฎราชวิทยาลัย, 2538), หนา้ 4, 9-12.

การบรหิ ารทรัพยากรมนษุ ย์สมยั ใหม่ | 418

ปรารถนา ส่ิงใดท่ีเป็นความทุกข์ทรมาน ความยุ่งยากลำบากแก่จิตใจก็เรียกว่า อันไม่พึง
ปรารถนา แกไ้ ขดว้ ยการศกึ ษา9

พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) 10 ไดใ้ ห้ความหมายไตรสกิ ขาว่า หมายถึง
การพัฒนามนุษย์ให้ดำเนินชีวิตดีงามถูกต้อง ทำให้มีวิถีชีวิตท่ีเป็นมรรค เป็นทางดำเนิน
ชีวิตหรือวิถีชีวิตที่ถูก ต้องดีงามของมนุษย์ ต้องเรียนรู้ฝึกฝนพัฒนาตน คือ สิกขามรรค
กับสิกขาจึงประสานเป็นอันเดียวกัน เม่ือมองในแง่อริยสัจ 4 ก็เป็นอริยมรรค คือ วิถี
ชีวิตอันประเสริฐเมื่อเป็นมรรคก็ดำเนินกา้ วหน้าไปสู่จุดหมายโดยกำจัดสมุทัยให้หมดไป
ช่วยให้เรามีชีวิตที่พึ่งพา อวิชชา ตัณหา อุปทาน น้อยลงไป ไม่อยู่ใต้อำนาจครอบงำ
ของมันพร้อมกับที่เรามีปัญญาเพิ่มข้ึนและดำเนินชีวิตด้วยปัญญามากขึ้นตามลำดับ
จนกระท่งั ในที่สดุ พอสมทุ ัยหมดทุกข์ก็หมดก็บรรลหุ มายเป็น นโิ รธ โดยสมบูรณ์

ดงั นน้ั ไตรสิกขาจงึ หมายถึง ขอ้ ปฏิบัติ 3 ขัน้ คือ
1. ข้นั ศลี ได้แก่ การเว้นชั่ว ประพฤติดี ปฏิบัติเพื่อความปกติสงบเรียบร้อยไม่
ทำให้ตนและผู้อ่ืนเดือนร้อน ข้อปฏิบัติเหล่าน้ีเรียกว่า ศีลสิกขา แปลว่า ส่ิงที่ควรศึกษา
อบรม เปน็ ขนั้ ศลี
2. ขน้ั สมาธิ ได้แก่ การฝกึ ฝนหรอื อบรมจติ ใจให้เหมาะสม ตั้งมน่ั ในลกั ษณะท่ี
พร้อมจะปฏิบัติงานคือ พิจารณาความเป็นจริง เพื่อเป็นพ้ืนฐานของการเจริญปัญญา
การฝกึ บงั คับจติ ใจใหต้ ั้งมั่นโดยระลกึ รูต้ วั ทว่ั พร้อม ดังนี้เรียกวา่ จิตตสิกขา
3. ข้ันปัญญา ได้แก่ การฝึกฝนอบรมในการพิจารณาส่ิงทั้งปวงให้เกิดความรู้
ความเข้าใจท่ีถูกต้องตามความเป็นจริง หมายถึง การฝกึ ฝนอบรมจนเกิดความรู้แจง้ เห็น
จริงในส่ิงทั้งปวงถึงกับเกิดความสลดสังเวชเบ่ือหน่ายในสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเป็น
อนตั ตาได้จริงๆ การฝกึ ฝนเชน่ นเี้ รยี กว่า ปญั ญาสิกขา11

9 พุทธทาสภกิ ขุ (เง่ือม อนิ ฺทปญฺโ ), การศึกษาสมบูรณ์แบบ:คือวงกลมที่คุ้มครองโลก
ถึงที่สุด, (กรงุ เทพมหานคร: อษุ าการพมิ พ,์ ธนั วาคม 2549), หนา้ 185-186.

10 พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ. ปยตุ ฺโต), หัวใจพระพุทธศาสนา, พุทธจกั ร, ปที ี่ 61 ฉบับท่ี
5 (พฤษภาคม 2550) : 7.

11 บุญมี แทน่ แก้ว, จรยิ ศาสตร์, (กรงุ เทพมหานคร: โอเดียนสโตร์, 2539), หนา้ 198.

การบรหิ ารทรพั ยากรมนุษย์สมัยใหม่ | 419

สรุปได้ว่า จากความหมายของไตรสกิ ขาท่ีกล่าวมานั้นพอ ไตรสิกขา หมายถึง
การพัฒนามนุษย์ให้ดำเนินชีวิตดีงามถูกต้อง ทำให้มีวิถีชีวิตท่ีเป็นมรรค เป็นทางดำเนิน
ชีวิตหรือวิถีชีวิตที่ถูกต้องดีงามของมนุษย์ ต้องเรียนรู้ฝึกฝนพัฒนาตนเอง เร่ิมจากการ
รักษาศีล เพื่อขัดเกลาพฤติ กรรมและการดำเนินชีวิตของตนเองให้บริสุทธ์ิ รวมถึงการ
ฝกึ หัดการอยู่ร่วมกนั ของเพ่ือนร่วมงานให้มคี วามเก้อื กลู ตอ่ กนั และกระบวนการท่ีสำคัญ
ในการศึกษาต้องพัฒนาตนเองให้บริบูรณ์ด้วยศีล บริบูรณ์ด้วยสมาธิ และบริบูรณ์ด้วย
ปัญญาเพอ่ื พฒั นาตนเองและสังคมไปสู่เปา้ หมายสงู สดุ ในปัจจุบันและอนาคต

หลักการพฒั นาตามหลักไตรสิกขา (ศลี – สมาธิ – ปัญญา)12
การพัฒนาตามหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา เริ่มทหี่ ลักการของการศกึ ษา
เพราะการภาวนาหรือการพัฒนาน้ัน แท้ที่จริงก็คือส่ิงเดียวกันกับการศึกษา หรือสิกขา
ส่ิงท่ีต้องศึกษา หรือสิ่งที่ต้องพัฒนา แยกออกไปเป็น 3 ด้านใหญ่ๆ โดยสอดคล้องกับ
องค์ประกอบแห่งการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทม่ี ี 3 ด้าน คือพฤติกรรม จิตใจ และปัญญา
เรียกวา่ ไตรสิกขา ซึง่ มสี าระสำคัญ ดงั น้ี
1) ศีล คือ การฝึกฝนพัฒนาด้านพฤติกรรม หมายถึง การพัฒนาพฤติกรรม ทาง
กายและวาจา ให้มีความสัมพันธ์กับส่ิงแวดล้อมอย่างถูกต้องมีผลดี ส่ิงแวดล้อมที่เรา
เกี่ยวข้องสัมพันธ์มี 2 ประเภทคือ สิ่งแวดล้อมทางสังคม ได้แก่ เพ่ือนมนุษย์ (ใน
ความหมายเดิมทางพระพทุ ธศาสนา รวมท้งั สัตวอ์ ่ืนท้ังหลายทั้งปวงดว้ ย)
2) สมาธิ หมายถึง การฝึกพัฒนาในด้านจิตใจ มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะจิตใจ
เป็นฐานของพฤติกรรม เนื่องจากพฤติกรรมทุกอย่างเกิดข้ึนจากความตั้งใจหรือเจตนา
และเป็นไปตามเจตจำนงและแรงจูงใจที่อยู่เบื้อหลัง ถ้าจิตใจได้รับการพัฒนาให้ดีงาม
แล้ว ก็จะควบคุมดูแลและนำพฤติกรรมไปในทางที่ดีงามด้วย แม้ความสุขความทุกข์ใน
ท่ีสุดก็อยู่ท่ีใจ ย่ิงกว่านั้น ปัญญาจะเจริญงอกงามได้ ต้องอาศัยจิตใจท่ีเข้มแข็งสู้ปัญหา
เอาใจใส่ มีความเพียรพยายามท่ีจะคิดค้นไม่ท้อถอย ย่ิงเร่ืองท่ีคิดหรือพิจารณาน้ันยาก

12 พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), การศึกษากับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์,
(กรงุ เทพมหานคร: พมิ พ์ที่ โรงพิมพโ์ รงพมิ พก์ ารศาสนา, 2539), หนา้ 67.

การบรหิ ารทรัพยากรมนษุ ย์สมยั ใหม่ | 420

หรือละเอียดลึกซึ้ง ก็ยิ่งต้องมจี ิตใจท่สี งบแนว่ แน่ ไม่ฟ้งุ ซ่านไมพ่ ลงุ่ พล่านกระวนกระวาย
คือ ต้องมีสมาธิจึงจะคิดได้ชัดเจน เจาะลึกทะลุได้และมองเห็นท่ัวตลอด จิตที่ฝึกดีแล้ว
จึงเปน็ ฐานทีจ่ ะใหป้ ัญญาทำงานและพฒั นาอยา่ งไดผ้ ล

3) ปัญญา หมายถึง การพัฒนาปัญญา ซ่ึงมีความสำคัญสูงสุดเพราะปัญญาเป็น
ตวั นำทางและควบคุมพฤตกิ รรมทั้งหมด คนเราจะมพี ฤติกรรมอะไร อยา่ งไรและแค่ไหน
ก็อยู่ที่ว่าจะมีปัญญาชี้นำหรือบอกทางให้เท่าใด และปัญญาเป็นตัวปลดปล่อยจิตใจ ให้
ทางออกแกจ่ ิตใจ เช่น เม่ือจิตใจอึดอัดมีปญั หาตดิ ตันอยู่ พอเกิดปัญญาร้วู ่าจะทำอยา่ งไร
จิตใจก็โล่งเป็นอิสระได้การพัฒนาปัญญาเป็นเร่ืองกว้างขวางแยกออกไปได้หลายด้าน
และมหี ลายขั้นหลายระดับ เชน่

ก. เป็นปัญญาที่ช่วยให้ดำเนินชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพประสบความสำเร็จ
ความรู้ความเข้าใจในข้อมูล ร่วมท้ังศิลปวิทยาการต่างๆ เข้าถึงเนื้อหาความหมาย
ถูกต้องชัดเจน การเรียนรู้ อย่างถูกต้องตามเป็นจริง โยงเข้ามาประสานเป็นภาพองค์
รวมทง้ั ชดั เจน หรอื โยงออกไปส่คู วามหย่ังรหู้ ยงั่ เห็นใหมๆ่ ได้

ข. ปัญญาทีช่ ว่ ยให้ดำเนนิ เข้าสวู่ ถิ ีชวี ติ ทถ่ี ูกตอ้ งดงี าม ความรู้เขา้ ใจในระบบ
ความสมั พันธ์ของสิ่งทง้ั หลายทอ่ี ิงอาศัยสบื เนอื่ งสง่ ผลต่อกนั ตามเหตุปัจจัย

ค. ปัญญาท่ีช่วยให้บรรลุจุดหมายสูงสุดของชีวิตท่ีดีงาม ความเข้าใจเข้าถึง
เท่าทันความจริงของสังขารคือโลกและชีวิตท่ีเปล่ียนแปลงเป็นไป ตามกฎธรรมดาของ
ธรรมชาติ จนสามารถวางใจถกู ต้องต่อสิ่งท้ังหลาย ทำจติ ใจให้หลุดพ้น เป็นอสิ ระได้โดย
สมบรู ณ์

ไตรสกิ ขานนั้ เปน็ กระบวนการทส่ี ำคัญ ในการพัฒนามนุษยค์ ือการจดั ตงั้ ระบบ
ระเบียบแบบแผนเกี่ยวกับการดำเนินชีวติ และการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ ซึ่งเนื้อหาสาระ
ที่สำคัญของไตรสิกขา น้ันได้สอดแทรกอยู่ในหลักธรรมต่างๆ เชน่ สอดแทรกอยู่ในหลัก
โอวาทปาติโมกข์ด้วยเหตุนี้ผู้ วิจัยจึงจำแนกพุทธโอวาทที่แสดงถึงความสำคัญของ
ไตรสกิ ขาออกเป็นดา้ นตา่ งๆ ดังน้ี

1. ไตรสิกขาเป็นหลักธรรมใหญ่เพื่อกำจัดกิเลสของภิกษุและบุคคลทั้งหลาย
ดังปรากฏในอนุพทุ ธสตู ร วา่ ด้วยการตรัสรู้ธรรมเป็นเหตุสิ้นภพว่า

การบริหารทรพั ยากรมนุษย์สมยั ใหม่ | 421

ภกิ ษทุ ั้งหลาย เพราะไม่รแู้ จ้งแทงตลอดธรรม 4 ประการ เราและเธอท้ังหลาย
จึงเที่ยวเร่ร่อนไปตลอดกาลยาวนานอย่างน้ี ธรรม 4 ประการ อะไรบ้าง คือ อริยศีล
อริยสมาธิ อรยิ ปัญญา และอริยวมิ ุตตเิ ราถอนภวตัณหาไดแ้ ลว้ ภวเนตติสิน้ ไปแลว้ ธรรม
เหล่านค้ี ือ ศีล สมาธิ ปัญญาและวมิ ุตตอิ ันยอดเยี่ยมพระโคดมผู้มียศได้ตรสั รู้แล้ว ดงั น้ัน
พระพุทธเจ้าจงึ ตรัสบอกธรรมแก่ภิกษุทงั้ หลาย เพ่ือความรู้ยงิ่ 13

2. ไตรสกิ ขารากฐานท่ีสำคญั ของพระวินัย ดังปรากฏในวชั ชีปตุ ตสูตร วา่
พระพุทธองค์ทรงให้คำแนะนำภิกษุรูปหน่ึงวา่ หากเธอไมอ่ าจประพฤติปฏิบัติ
ตามสิกขา บทท่ีบัญญัติไว้ได้ครบถ้วนบริบูรณ์ ก็ให้พึงศึกษาปฏิบัติในสิกขา 3 เพ่ือการ
ละราคะ โทสะ โมหะ ทำให้เปน็ ผูไ้ มป่ ระกอบอกศุ ลกรรม14
3. ไตรสิกขาเป็นกระบวนการฝึกศึกษาพัฒนามนุษย์เป็นกระบวนการพ้ืนฐาน
ในการฝึกพฤตกิ รรมท่ีดีของมนุษย์ใหด้ ียิง่ ขึ้น ดงั ที่แสดงในปฐมสิกขาสตู ร วา่
ภิกษุผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีล ทำพอประมาณในสมาธิ และปัญญา ย่อมสามารถ
บรรลุเป็นพระโสดาบัน หรือเป็นพระสกทาคามี ขณะท่ีภิกษุผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีล และ
สมาธิทำพอประมาณในปัญญา ย่อมสามารถบรรลุเป็นพระอนาคามี ส่วนภิกษุผู้ทำให้
บรบิ ูรณใ์ นศีล สมาธิ ปญั ญา ยอ่ มหลุดพ้นจากอาสวะกิเลสทัง้ ปวง15
คว ามส ำคัญ ของไต รสิ กขาท่ีน ำมาแสด งข้างต้ น น้ั น เป็ น เครื่องยื น ยั น ได้ ว่ า
ไตรสิกขา เป็นหลักคำสอนทางพุทธศาสนาที่พุทธสาสนิกทุกคนควรนำมาปฏิบัติเพ่ือ
พัฒนาตนเองให้มีชีวิตท่ีดีงาม เพื่อจัดปรับเตรียมสภาพชีวิตสังคมและส่ิงแวดล้อม
รวมท้ังลักษณะแห่งความสัมพันธ์ต่างๆ ใหอ้ ยู่ในภาวะที่เหมาะสมและพร้อมที่จะเป็นอยู่
ปฏิบัติกิจและดำเนินการต่างๆ เพื่อก้าวหน้าไปอย่างได้ ผลดีท่ีสุด สู่จุดหมายของชีวิต
ของบคุ คล ขององคก์ ร ของชมุ ชนตลอดจนสังคมและประเทศชาติต่อไป
สรุปได้ว่า พระพุทธศาสนาให้มนุษย์เป็นศูนย์กลางในการพัฒนา กล่าวคือ
มนุษย์ต้องเป็นผู้กระทำด้วยการฝึกฝนอบรมให้เกิดคุณสมบัติภายในตน ซึ่งได้แก่

13 องฺ.จตุกกฺ . (ไทย) 21/1/1-2.
14 องฺ.ตกิ . (ไทย) 20/85/310–311.
15 องฺ.ติก. (ไทย) 20/87/312 – 314.

การบรหิ ารทรพั ยากรมนุษย์สมยั ใหม่ | 422

คุณสมบัติทางกาย ทางศีล ทางจิต และทางปัญญาท่ีส่งผลไปสู่ภายนอกตน เป็น
ความสัมพันธ์กับมนุษย์และวัตถุ ซ่ึงแสดงออกผ่านพฤติกรรมทางกายและวาจา มนุษย์
ทุกคนท่ีเกิดมา จำเป็นต้องมีกรอบหรือมีเส้นทางที่เราต้องเดินตาม สิ่งที่มนุษย์จะต้องมี
หรือต้องปฏิบัติตาม ก็ได้แก่ หลักไตรสิกขา เพราะคำว่า สิกขา เป็นส่ิงที่มนุษย์หรือชาว
พุทธเราต้องศึกษาและเรียนรู้ เมื่อมนุษย์ได้รับการพัฒนาตามหลักของไตรสิกขา แล้ว
ย่อมจะนำพาชีวิตและร่วมนำสังคมประเทศชาติ ไปสู่ความดีงามและความสุขความ
เจริญสืบไป

การวางแผนการพฒั นาทรพั ยากรมนษุ ยต์ ามหลกั พระพุทธศาสนา

การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งมีความจำเป็นจะต้องฝึกฝนตนเองตามหลัก
พระพุทธศาสนา เพ่ือให้ดำรงอยู่ด้วยความไม่ประมาท และธรรมะก็จะเป็นยาใจท่ีรักษา
ให้พ้นจากความทุกข์ แม้เราจะมีการเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายนี้เป็นกฎของ
ธรรมของโลก เมือ่ รู้จักกฎของโลกแล้ว ถ้ารู้จักพัฒนาตนให้ปฏิบัติต่อการดำเนินชีวิตที่ดี
แลว้ ย่อมจะพัฒนาตนเองอย่างมคี ณุ ภาพ

การหาแนวทางที่จะสร้างความรู้สึกถึงการมีพันธกิจผูกพัน (commitment)
เก่ียวข้อง (involvement) และการมีส่วนร่วม (participation) ให้เกิดข้ึนในหมู่มวล
พนักงานซ่ึงเป็นการเตรียมบุคคลให้มีความพร้อมในการทำงานตามความต้องการของ
องค์กรในอนาคต การศึกษายังคงต้องเก่ียวข้องกับการทำงานอยู่แต่จะแตกต่างจากการ
ฝึกอบรมเน่ืองจากเป็นการเตรียมบุคคลเพื่อการเลื่อนข้ันตำแหน่ง หรือให้ทำงานใน
หน้าท่ีใหม่เน่ืองจากเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งขององค์กรในการเตรียมบคุ ลากรของตนให้
มีความพร้อมท่ีจะปฏิบตั ิงานให้กับองค์กรในอนาคต16 รวมท้ังเปน็ กระบวนการที่ทำให้ผู้
เข้ ารั บ ก าร อ บ ร ม เกิ ด ก าร เรี ย น รู้ ใน รู ป แ บ บ ใด รู ป แ บ บ ห นึ่ งเพื่ อ เพิ่ ม พู น ห รื อ พั ฒ น า
สมรรถภาพในด้านต่างๆ ตลอดจนการปรบั ปรุงพฤติกรรม อันจะนำมาซ่ึงการแสดงออก
ท่ีสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ต้ังไว้ นอกจากนี้ ยังอาจจะครอบคลุมถึงการพัฒนา

16 เกื้อจิตร ชีระกาญจน์, การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์
มหาวทิ ยาลัยธุรกจิ บณั ฑติ ย์, 2551) , หน้า 6.

การบริหารทรัพยากรมนุษย์สมยั ใหม่ | 423

ทัศนคติของผู้ปฏิบัติงานให้เป็นไปในทางที่ดี มีความรับผิดชอบ มีขวัญและกำลังใจใน
การทำงาน ตลอดจนมีความคิดริเริ่มที่จะปรับปรุงการปฏิบัติงานให้ดขี ้นึ 17 ทจ่ี ัดข้นึ อย่าง
เป็นระบบ เพื่อให้มกี ารเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรอื ทศั นคติของพนักงานที่จะใหส้ ามารถ
ปฏิบัติงานได้ดีข้ึน ซ่ึงจะนำไปสู่การเพิ่มผลผลิตและให้เกิดผลสำเร็จต่อเป้าหมายของ
องค์กร18 ซึ่งช่วยให้บุคลากรทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการยกระดับ
ความสามารถของบคุ ลากรทุกวิถีทางให้เท่าเทยี มกับงานที่มอบให้ทำ การฝึกอบรม เป็น
กระบวนการพัฒนาและปรับปรุงลักษณะการทำงานให้เป็นไปตามความต้องการของ
บคุ คลและนโยบายขององค์กร การฝกึ อบรมต้องอาศัยเทคนิคและหลักการเรียนร้เู ข้ามา
ชว่ ย เชน่ การจูงใจ ความเข้าใจ การได้ความรู้และการเกบ็ ความรู้นน้ั ไวแ้ ลว้ นำมาปฏิบตั ิ
ในการทำงานได้ การฝึกอบรมจะได้ผลดีเมื่อผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้เข้าใจถึงจุดหมาย
ของการอบรม โดยมีรูปแบบต่างๆ เช่น การปฐมนิเทศ การฝึกในห้องฝึกงาน การอบรม
โดยอาศัยเทคนิคการสอน เช่น การบรรยาย การอภิปราย เป็นต้น โดยส่วนใหญ่การ
ฝึกอบรมจะเป็นวิธีการที่ใช้สำหรับงานปัจจุบัน กำหนดแบบอย่างเป็นทางการกับระดับ
พนักงาน สำหรับการพัฒนาเป็นกระบวนการที่ใช้สำหรับงานในอนาคต19 เป็น
กระบวนการช่วยคนทำงานให้มีประสิทธิผลในงานทั้งปัจจุบันและอนาคต เช่นเดียวกับ
การท่ีองค์กรซ้ือวัตถุดิบมาดำเนิน งานผสมผสานเพิ่มคุณค่าและขายได้กำไร ศักยภาพ
ของทรัพยากรมนุษย์ก็เป็นวัตถุดิบท่ีอาจเปล่ียนได้โดยการฝึกอบรม ภายใต้ภาวะผู้นำที่
เหมาะสม การเพิ่มศักยภาพใหแ้ ก่คนทำงานอาจทำได้โดยการพฒั นานิสัยในการคิด การ

17 ณฏั ฐพนั ธ์ เขจรนันทน,์ การจัดการทรพั ยากรบุคคล, พิมพ์คร้ังที่ 2, (กรุงเทพมหานค:
โรงพมิ พแ์ ห่งจฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั , 2542), หนา้ 137.

18 ธงชัย สันติวงษ์, การบริหารทรัพยากรมนุษย์, พิมพ์คร้ังที่ 11, (กรุงเทพมหานคร :
บรษิ ทั ประชมุ ช่าง จำกัด, 2546 ), หนา้ 265.

19 บรรยงค์ โตจินดา, การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์, (กรุงเทพมหานคร: คณะวิทยาการ
จัดการ สถาบนั ราชภัฏสวนดสุ ติ , 2538), หนา้ 194.

การบริหารทรัพยากรมนุษย์สมัยใหม่ | 424

กระทำ ฝีมือ ความรู้และทัศนคติ20 เพื่อให้บุคคลได้เรียนรู้และมีความชำนาญเพื่อ
วัตถุประสงค์อย่างหน่ึง โดยมุ่งให้คนได้รู้เรื่องใดเร่ืองหน่ึงโดยเฉพาะและเพื่อเปลี่ยน
พฤติกรรมของคนไปในทางท่ีต้องการ ตามความหมายดังกล่าว การฝึกอบรมทำให้ผู้รับ
การอบรมได้รับความรู้ใหม่ๆ ได้ความชำนาญในการปฏิบตั ิงานมากข้ึนเพ่ิมประสิทธิภาพ
ในการแก้ปัญหาและทัศนคติท่ีจะปรับปรุงงาน เปลี่ยนแปลงงานให้ดีขึ้นตามแนวทางที่
องค์กรกำหนด21 เป็นการพัฒนาบุคลากรขององค์กรให้ได้รับความรู้เพ่ิมมากขึ้น ทั้ง
ทางดา้ นสารสนเทศ และทักษะท่ีสามารถนำไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นการทำงานได้ผลสำเร็จเป็น
อย่างดีโดยจะต้องผ่านกระบวนการโปรแกรมการฝึกอบรมท่ีจัดไว้เป็น รูป แบบมี
มาตรฐานการฝึกอบรมและการเมินผลเปน็ ท่ียอมรบั และได้รบั ความนิยมจากทุกองค์กร
ในแต่ละสาขาวิชาชีพ22

สรุปได้วา่ การทรัพยากรมนุษย์ก็คงจะต้องมีการวางแผนในแง่ของการท่ีจะทำ
ให้องค์กรพร้อมรับกับการเปล่ียนแปลงดังน้ันการทำให้องค์กรมีความยืดหยุ่นพร้อมรับ
กับการเปล่ียนแปลงและการแข่งขันอย่างย่ังยืนจึงเป็นเป้าประสงค์ที่สำคัญอีกประการ
ของงานด้านการบรหิ ารจดั การทรพั ยากรมนษุ ย์

ดังน้ัน จึงสรปุ ได้วา่ ในองค์กรพระพุทธศาสนานั้นมีกฎเกณฑ์ในการจัดการทุน
มนษุ ย์ภายในองค์กรอย่างชัดเจน เปน็ แบบแผนท่ียึดถือปฏิบัติกนั มาจนถงึ ทุกวันน้ี แมว้ ่า
พระพุทธองค์จะทรงประนิพพานนานแล้วกว่า 2,500 ปี แต่พุทธสาวกก็ยังมีพระธรรม
วนิ ัย ซ่ึงเปรียบเสมือนกฎหมายที่ดังเป็นแกนกลางในการประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นที่น่า
เล่ือมใสศรัทธาของเหล่าศาสนิก และธำรงรักษาพระพุทธศาสนา ทำศาสนกิจตราบ

20 มลั ลี เวชชาชีวะ, การพฒั นาทรัพยากรมนุษย์, (กรุงเทพมหานคร: สำนักวิจยั สถาบัน
พฒั นาบณั ฑิตบริหารศาสตร์, 2524), หน้า 49.

21 เสนาะ ติเยาว์, การบริหารงานบุคคล, พิมพ์ครั้งท่ี 11, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์, 2539), หน้า 127.

22 อำนวย แสงสว่าง, การจัดการทรัพยากรมนุษย์, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ทิพย
วสิ ุทธ,์ิ 2540), หน้า 248.

การบริหารทรัพยากรมนษุ ย์สมยั ใหม่ | 425

จนถึงทุกวันน้ี เฉกเช่นเดียวกับเวลาท่ีพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ เพราะมีพระ
ธรรมวินยั ซ่งึ เป็นตัวแทนของพระพทุ ธองค์

กระบวนการพัฒนาทรัพยากรมนุษยต์ ามหลกั พระพทุ ธศาสนา

การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แนวพุทธ จะมีกระบวนการพัฒนาจะเร่ิมต้นจาก
ปัจจัยสองปัจจัย คือเป้าหมายของการพัฒนา และกลุ่มเป้าหมายที่จะพัฒนาซ่ึงจะเป็น
การกำหนดความจำเป็นในการฝึกอบรมในตัว เป้าหมายในการพัฒนาสามประการได้
กล่าวข้างต้นแล้ว ส่วนกลุม่ เป้าหมายที่เป็นผู้ท่ีจะรับการพัฒนานั้น อาจแบ่งเป็น 3 กลุ่ม
ใหญ่ตามบทบาทหน้าท่ีในองค์การ กล่าวคือ ผู้บริหารระดับสูง หัวหน้างาน และ
พนกั งานเจ้าหน้าท่ีระดบั ปฏิบัตงิ าน ปัจจัยท้ังสองน้ีจะต้องปฏิสัมพนั ธ์ต่อกนั ยกตัวอย่าง
เช่น หากเปน็ กลมุ่ เปา้ หมายในระดับผู้บรหิ ารและองค์การวางระดับการพัฒนาที่การเป็น
ผู้บริหารท่ีมีประสิทธิภาพ มีศีลธรรมในการบริหารงาน และในขณะเดียวกันผู้บริหาร
กลุ่มนี้มี “ภูมธิ รรม” คือภูมิหลังเก่ียวกับพุทธธรรมในระดับต้นๆ สมรรถนะทต่ี ้องการ ก็
จะกำหนดไว้ในระดับต้น (คือระดับศีลหรือสมาธิ) รูปแบบนี้จะกำหนดสมรรถนะต่างๆ
ท่ีจำเป็น สามารถนำไปใช้กำหนดแนวทางในการพัฒนา หลักสูตรการพัฒนา เนื้อหา
หลักธรรม เทคนิคการสอน ส่ือท่ีใช้สอน และบทบาทหน้าที่ของอาจารย์/วิทยากร ซ่ึง
ในทางพระพุทธศาสนาได้กำหนดกระบวนการการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ไว้อย่าง
ชดั เจน ดงั ทผ่ี วู้ ิจัยจะขอยกมาประกอบดงั นี้

1) บัว 4 เหลา่ หลักในการสรรหาทนุ มนุษย์
หลังจากทพี่ ระพุทธองค์ตรัสร้ใู หมๆ่ ได้ทรงพิจารณาพระธรรมท่ีพระองค์ตรสั รู้
แล้วว่าเป็นคุณธรรมอันลึกซ้ึง ยากที่โลกซ่ึงยุ่งยากน้ีจะรู้และเข้าใจได้ แต่เม่ือพิจารณา
พื้นฐานของมนุษย์ก็ทรงทราบด้วยพระญาณว่า คนในโลกน้ีมีความแตกต่างกัน ดังที่
พระองคท์ รงเปรียบไวก้ บั ดอกบวั 4 เหล่า คอื
- อุคฆฏิตัญญู จำพวกท่ีมีคุณสมบัติพิเศษ ก็สามารถรับรู้สิ่งต่างๆ ได้รวดเร็ว
แมฟ้ ังเพยี งคร้งั เดียวเทา่ นั้น ก็สามารถทจ่ี ะเขา้ ใจได้ เปรียบดอกบัวทช่ี ูดอกขึ้นพ้นน้ำแล้ว
สามารถท่จี ะบานสะพรงั่ ไดท้ ันทที ีไ่ ด้รับแสงจากพระอาทิตย์

การบรหิ ารทรพั ยากรมนษุ ย์สมัยใหม่ | 426

- วิปจิตัญญู จำพวกท่ีมีคุณสมบัติปานกลาง เม่ือได้รับการแนะนำอบรม
เพิ่มเติม หรือชี้แนะเล็กน้อย ก็สามารถที่จะเข้าใจในเรื่องนั้นได้ เปรียบดอกบัวท่ีตั้งอยู่เสมอ
น้ำ เมอื่ ไดร้ ับแสงจากพระอาทิตย์ยามอรุณ ก็จะบานไดเ้ ช่นกนั

- เนยยะ จำพวกที่มีคุณสมบัติพอแนะนำได้ เมื่อได้รับการอบรมเสมอๆ
บ่อยๆ จ้ำจ้ีจำใช้ ก็สามารถท่ีจะเข้าใจในหน้าท่ีการงานได้ เหมือนดอกบัวที่ยังจมอยู่ใน
นำ้ รอวันท่ีจะพน้ นำ้ ในวนั ตอ่ ๆ ไป

- ปทปรมะ จำพวกที่ขาดคุณสมบัติ พวกหัวด้ือ ไม่ยอมรับคำแนะนำหรือการ
พัฒนาอย่างใด มีทิฏฐิมานะดื้อรั้นอย่างแรงกล้า เหมือนดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำและยังอยู่ใน
โคลนตมท่ีคอยเป็นอาหารของปลาและเตา่ 23

จะเห็นได้ว่า มนุษย์นั้นมีความแตกต่างกันในด้านพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย
และจติ ใจ ความรู้ความสามารถ แต่มนุษย์น้ันเป็นผู้ทส่ี ามารถขดั เกลาอุปนิสยั ได้ แต่ท้ังนี้
กต็ ้องอาศัยเวลา เหมอื นมนษุ ยจ์ ำพวกที่ 3 ที่ตอ้ งอาศยั เวลาในการบม่ เพาะศักยภาพ

ดังนั้น ในการพัฒนาทุนมนุษย์ที่ดีจำต้องเรียนรู้ท่ีจะเข้าใจบุคคลและ
พัฒนาการของบุคคลแต่ละคน ซึ่งมีความรู้ความสามารถท่ีแตกต่างกัน ด้วยความรัก
ความเอ็นดู ดังพระพุทธพจน์ที่พระพุทธองค์ตรัสก่อนที่จะส่งพระสาวกไปประกาศ
พระพทุ ธศาสนาวา่

พวกเธอจงเท่ียวจาริกไป เพือ่ ประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชน
เป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลก เพื่อประโยชน์ เพ่ือเกื้อกลู เพื่อความสุข แกเ่ ทพดา
และมนุษย์ท้ังหลาย แต่อย่าได้ไปทางเดียวกันสองรูป เธอทั้งหลายจงแสดงธรรมงามใน
เบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ พร้อมท้ัง
พยญั ชนะ บริสุทธิ์บรบิ รู ณ์สน้ิ เชิง24

จะเห็นได้ว่า ในการไปประกาศพระพุทธศาสนาของพระสงฆ์นั้น พระองค์มี
จุดมุ่งหมายที่จะจัดการกับทุนมนุษย์ภายในองค์การสงฆ์ โดยท่ีตัวพระสงฆ์นั้น ต้องมี
ศักยภาพในตัวเองท่ีจะสามารถนำหลักคำสอนอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งาม

23 องฺ.จตกุ ฺก. (ไทย) 21/133/202
24 ที.ม. (ไทย) 10/86/46-47

การบรหิ ารทรพั ยากรมนุษย์สมยั ใหม่ | 427

ในที่สุด ไปช้ีแจงให้บุคคลอ่ืนได้รับรู้อย่างมีประสิทธิภาพ หมายถึงแสดงธรรมท่ีได้
อรรถรส ประกาศให้บุคคลรู้และเข้าใจเน้ือหาสาระของธรรมะอย่างถ่องแท้ เพราะ
พระองค์ส่ังว่า อย่าได้ไปทางเดียวกันสองรูป หมายถึง ให้ไปคนเดียว โดยมีวัตถุประสงค์
ดังนี้

1.เพอ่ื ประโยชน์ อันเปน็ ประโยชน์ท้งั ในโลกน้แี ละโลกหน้า คือ ชร้ี ะเบยี บวิธีที่
จะทำให้เขาอยู่ในสังคมปัจจุบันอย่างมีความสุข ที่เรียกว่า ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ คือ
ประโยชน์ ในปัจจบุ นั 4 ประการ ไดแ้ ก่

- อุฏฐานสัมปทา ถึงพร้อมด้วยความหมั่นในการประกอบกิจเครื่อง
เลี้ยงชวี ติ กด็ ี ในการศึกษาเลา่ เรยี นก็ดี ในการทำธุระหน้าทข่ี องตนกด็ ี

- อารักขสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการรักษา คือรักษาทรัพย์ท่ีแสวงหามา
ได้ด้วยความหมั่น ไม่ให้เป็นอนั ตรายกด็ ี รกั ษาการงานของตน ไม่ใหเ้ สือ่ มเสียไปก็ดี

- กัลยาณมติ ตตา ความมเี พ่ือนเป็นคนดี ไม่คบคนช่ัว
- สมชีวิตา ความเล้ียงชีวิตตามสมควรแก่กำลังทรัพย์ที่หาได้ไม่ให้
ฝืดเคืองนัก ไมใ่ หฟ้ มู ฟายนกั
และช้ีถึงผลทบ่ี ุคคลจะได้รบั ในโลกหน้า ดว้ ยเหตุแหง่ การสร้างประโยชน์ทีด่ ไี ว้
ในภพนี้ อนั ไดแ้ ก่ สมั ปรายิกตั ถประโยชน์ คือ ประโยชนภ์ ายหนา้ 4 ประการ25 คอื
- สัทธาสมั ปทา ถงึ พร้อมด้วยศรทั ธา คอื เชื่อส่ิงที่ควรเชื่อ เช่นเชื่อว่า ทำดีได้ดี
ทำช่ัวได้ช่วั
- สีลสมั ปทา ถงึ พรอ้ มด้วยศีล คือรกั ษากายวาจาเรียบร้อยดีไมม่ โี ทษ
- จาคสัมปทา ถึงพรอ้ มดว้ ยการบริจาคทาน เป็นการเฉลยี่ สุขใหแ้ กผ่ อู้ ่นื
- ปัญญาสัมปทา ถึงพร้อมด้วยปัญญา รู้จักบาป บุญ คุณโทษประโยชน์ มิใช่
ประโยชน์
2. เพ่ือความสุข อันเป็นความสุขทั้งกาย สุขท้ังใจ และเป็นความสุขอย่าง
ยอดเยีย่ มคือการได้บรรลุจดุ หมายสงู สุดของพระพุทธศาสนา

25 อง.ฺ อฏฺ ก. (ไทย) 23/54/343-344.

การบรหิ ารทรัพยากรมนษุ ย์สมัยใหม่ | 428

3. เพื่ออนุเคราะห์เก้ือกูลสัตว์โลกด้วยความเอ็นดู อันเป็นการมอบความเฟื้อ
ต่อสตั วท์ ุกหมู่เหล่า ไม่ว่าจะเป็นมนุษยโลก เทวโลก ให้ไดร้ ับความสุขถ้วนหนา้ เพื่อสัตว์
ท่ีมีกิเลสเบาบางยังมีอยู่ในทุกสารทิศ แต่ยังขาดแต่บุคคลผู้ท่ีจะนำหลักธรรมเข้าไปสู่ใจ
คนเท่าน้นั

ด้วยว่าพระพุทธองค์ทรงเห็นว่า มนุษย์ในโลกนี้เป็นผู้มีกำลังความรู้
ความสามารถที่จะพัฒนาได้ โดยเห็นได้จากพระสาวกท่ีพระองค์สามารถฝึกได้ และใน
การนี้กเ็ ป็นพระประสงค์ทจ่ี ะให้พระสาวกได้ออกภาคปฏิบัติเพอ่ื ท่จี ะฝกึ ท้ังตนและฝึกท้ัง
บุคคลอื่น ให้มีพัฒนาการแก่ตนเองทั้งด้านการศึกษาหลักการ และการมีปฏิสัมพันธ์กับ
บุคคลอ่ืน ถือว่าเป็นบทเรียนนอกตำราที่เหล่าพระสาวกต้องแก้เองด้วยกุศโลบายของ
ตนเอง เพอื่ ให้บรรลุจุดประสงค์ของพระพทุ ธองค์

2) จริต 6 หลกั ในการคดั เลือกทุนมนษุ ย์
ในด้านสาเหตุความแตกต่างกันของมนุษย์น้ัน พระพุทธเจ้าได้จำแนกความ
แตกต่างระหว่างบุคคลออกตามจริต 6 กลุ่มด้วยกัน บุคคลแต่ละคนอาจมีจริตอย่างใด
อย่างหน่ึงเด่นชัด อาจมีจริตหน่ึงอย่างหรือสองอย่างสามอย่างในตัวบุคคลคนเดียว แต่
จะมีจริตท่ีเด่นชัดเพียงหน่ึงเดียวซึ่งเป็นพื้นเพดั้งเดิมของจิตใจ ซึ่งจะได้อธิบาย
ดังต่อไปน้ี26
ราคจริต คือ คนรักรักงาน มักทำอะไรประณีต เรยี บร้อยและใจเย็นคนพวกนี้
ชอบทำงานท่ตี ้องใช้ความละเอยี ดประณีต
โทสจริต คือ พวกใจร้อน ชอบความเร็ว และมักหงุดหงิดง่ายถ้าถูกขัดใจ คน
พวกนช้ี อบทำงานทตี่ ้องใช้ความรวดเรว็
โมหจริต คือ พวกเขลาซึม ขาดความกระตือรือร้นทำงาน อืดอาด เฉื่อยชา
ชอบหลับในทท่ี ำงานเปน็ ประจำ
(สัทธาจริต คือ พวกเชื่อง่าย เวลามีข่าวเรื่องแปลกแต่จริง เช่ือหรือไม่ พวกน้ี
จะเชื่อกอ่ นใคร คนพวกน้ถี า้ ชอบใครจะทำงานให้เต็มที่

26 ขุ.ม. (ไทย) 29/727/435.

การบรหิ ารทรัพยากรมนษุ ย์สมยั ใหม่ | 429

พุทธิจริต คือ พวกใฝ่รู้ เป็นคนช่างสงสัย รักการศึกษา หาความรู้ มักต้องกา
รายละเอียดมากวา่ คนอน่ื คนพวกนถ้ี นดั ทำงานด้านวิชาการ

วิตกจริต คือ พวกช่างกังวล เป็นคนไม่กล้าตัดสินใจมักปล่อยเรื่องค้างไว้เป็น
เวลานาน โดยไม่ยอมลงนาม หรือดำเนินการอย่างใดอย่างหน่ึง ถ้าเราต้องการคนใส่
เบรคใหก้ ับการตดั สินใจของเราบา้ งลองปรึกษาคนพวกน้ี

เม่อื ไดท้ ราบวา่ มนุษย์น้ันต่างกันไม่เหมือนกนั ตามหลกั จริต 6 ที่พระพุทธองค์
ทรงตรัสไว้ ในเรื่องของการพัฒนาทุนมนุษย์ ก็เป็นเร่ืองที่ไม่ยากนักที่จะจัดสรรงานให้
เหมาะแก่จริตของพนักงานภายในองค์การแต่ละคน แน่นอนว่างานแต่ละอย่างย่อม
เหมาะแก่คนทม่ี ีจริตตา่ งกัน คนจริตต่างกันย่อมไม่อาจทำงานที่เหมอื นกันได้ การจดั สรร
งานใหถ้ ูกกับจรติ ของพนักงานภายในองคก์ ารในทางพทุ ธศาสนานนั้ มีหลกั อยู่27 คอื

“รู้งาน” หมายถึง ความรอบรู้เกี่ยวกับงานในความรับผิดชอบเพื่อประโยชน์
ในการวางแผนบรรจุทรัพยากรมนุษย์ การอำนวยการและติดตามประเมินผล ความรู้
เรอื่ งงานน้มี ี 2 ลักษณะ คอื รเู้ ท่าและร้ทู นั

“รู้เท่า” คือ ความรู้รอบด้านเกี่ยวกับงานว่ามีข้ันตอนอย่างไรและมีส่วน
เก่ียวข้องกับคนอื่นๆ อย่างไร และยังหมายถึง ความรู้เท่าถึงการณ์ในเมื่อเห็นเหตุแล้ว
คาดว่าผลอะไรจะตามมา แล้วเตรียมการป้องกันไว้ เหมือนคนขับรถลงจากภูเขาท่ี
คนขบั ชินกับเส้นทางว่าท่ีใดมีเหวหรือเป็นทางโค้งอันตราย แล้วขับอย่างระมัดระวังเม่ือ
ถึงท่ีนั้นความรเู้ ทา่ จงึ ชว่ ยให้มีการป้องกันไวก้ ่อน

“รู้ทัน” คือ ความรู้เท่าทันสถานการณ์ เม่ือเกิดปัญหาข้ึนก็สามารถแก้ปัญหา
เฉพาะหน้าได้ดี ดังกรณีของคนที่ขับรถจากภูเขาแล้วรถเบรกแตก เม่ือเจอกับสภาพ
ปัญหาเช่นน้ัน เขาตัดสินใจฉับพลันว่าจะทำอย่างไร นั่นเป็นความรู้ทันเพื่อแก้ปัญหา
เฉพาะหนา้

ด้วยเหตุน้ีผู้บริหารหรือนักปกครองจึงจำเป็นจะต้องศึกษาถึงจริต อันหมาย
รวมถึงความรู้และความสามารถของพนักงานหรือผู้ใต้บังคับบัญชาแต่ละคนเป็นอย่างดี

27 พ ระ ธรรม โก ศ าจารย์ (ป ระยู ร ธมฺ ม จิ ต โต ), พุ ท ธ ศ าส น ากั บ ป รัช ญ า ,
(กรงุ เทพมหานคร: อมรินทรพ์ รน้ิ ต้ิงกรุ๊ฟ, 2533), หนา้ 57.

การบรหิ ารทรพั ยากรมนษุ ย์สมยั ใหม่ | 430

เพ่ือที่จะได้จัดสรรงานให้ตรงแก่จริต ซึ่งเรียกว่า “รู้งาน” และขยายผลไปยังความรู้
เก่ียวกับงาน อันได้แก่ ความรู้เท่าและความรู้ทัน โดยมีคำพูดสนับสนุนไว้ว่า “รู้เท่าเอาไว้
ป้องกัน รู้ทันเอาไว้แก้ไข” ท้ังน้ีเพื่อความราบร่ืนของงานและเพ่ือความมีประสิทธิภาพ
และประสทิ ธผิ ลในการทำงานใหก้ บั องคก์ าร

3) หลักแห่งการศกึ ษาเพื่อพฒั นาศักยภาพทนุ มนษุ ย์
กระบวนการพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์นัน้ ต้องพัฒนาสัมพันธ์เช่อื มโยงกบั โลก
ภายนอก และด้านภายในชีวิตมนุษย์ท่ีประกอบด้วยขันธ์ 5 ของบุคคลน้ี ทาง
พระพุทธศาสนา เรียกว่า อายตนะ28 คือ เคร่ืองต่อเป็นท่ีสืบต่อแห่งจิตและเจตสิก คือ
เป็นที่ท่ีจิตและเจตสิกทำหน้าที่กันง่วน เป็นท่ีแผ่ขยายจิตและเจตสิกให้กว้างขวาง
ออกไป เป็นตัวการนำ สังสารทุกข์อันยึดเยื้อให้ดำเนินสืบต่อไปอีก เป็นบ่อเกิด แหล่งที่
ชุมชน เป็นต้น หรือทวาร 6 อายตนะภายใน29 ได้แก่ ตา หู จมูก ล้ิน กาย ใจ สำหรับรู้
และสนองตอบต่อ สิ่งเร้าภายนอกเข้าสู่ภายในคือ อายตนะภายนอก30 ได้แก่ รูป เสียง
กลนิ่ รส โผฏฐพั พะ และธรรมารมณ์ ดงั พระพุทธองคต์ รัสว่า
ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมท้ังหลายภายในอยู่ ภายนอกอยู่ ทั้งภายในท้ัง
ภายนอกอยู่ พิจารณาเห็นธรรมเป็นเหตุเกิด ธรรมเป็นเหตุดับ เป็นเหตุเกิดเป็นเหตุดับ
ในธรรมท้ังหลายอยู่ คือ อายตนะภายใน 6 และอายตนะภายนอก 6 คือ รู้ชัดตา รู้ชัด
รูป รู้ชัดหู ร้ชู ัดใจ รู้ชัดธรรมารมณ์ สังโยชน์ใดอาศัยตาและรูปท้ังสอง และสังโยชน์ท่ีละ
ได้แล้วจะไม่เกิดข้ึนต่อไปอีกมีได้ด้วยเหตุใดก็รู้ชัดเหตุน้ัน”31 หลักขันธ์ 5 และหลัก
อายตนะ 6 ซง่ึ รวมภายในภายนอกเรียกวา่ อายตนะ 12

28 พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม (ฉบับปรับปรุงขยายความ),
(กรุงเทพมหานคร: สหธรรมมกิ , 2546), หนา้ 98.

29 ท.ี ปา. (ไทย) 11/323/315-316.
30 ท.ี ปา. (ไทย) 11/323/316.
31 ที.ม. (ไทย) 10/384/319-321.

การบรหิ ารทรัพยากรมนุษย์สมยั ใหม่ | 431

4) หลักไตรสิกขา
การพฒั นาตามหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา เร่มิ ทห่ี ลักการของการศกึ ษา
เพราะการภาวนาหรือการพัฒนาน้ัน แท้ท่ีจริงก็คือสิ่งเดียวกันกับการศึกษา หรือสิกขา
ส่ิงท่ีต้องศึกษา หรือส่ิงที่ต้องพัฒนา แยกออกไปเป็น 3 ด้านใหญ่ๆ โดยสอดคล้องกับ
องค์ประกอบแห่งการดำเนินชวี ิตของมนษุ ย์ท่มี ี 3 ด้าน คือพฤตกิ รรม จิตใจ และปัญญา
เรยี กวา่ ไตรสกิ ขา ซ่งึ มสี าระสำคญั 32ดงั น้ี
ศีล คือ การฝึกฝนพัฒนาด้านพฤติกรรม หมายถึง การพัฒนาพฤติกรรมทาง
กายและวาจาให้มีความสัมพันธ์กับส่ิงแวดล้อมอย่างถูกต้องมีผลดี ส่ิงแวดล้อมท่ีเรา
เก่ียวข้องสมั พันธ์ มี 2 ประเภทคอื ส่งิ แวดล้อมทางสงั คม ได้แก่ เพ่อื นมนุษย์
สมาธิ หมายถึง การฝึกพฒั นาในด้านจิตใจ มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะจติ ใจ
เป็นฐานของพฤติกรรม เน่ืองจากพฤติกรรมทุกอย่างเกิดขึ้นจากความตั้งใจหรือเจตนา
และเป็นไปตามเจตจำนงและแรงจูงใจท่ีอยู่เบ้ือหลัง ถ้าจิตใจได้รับการพัฒนาให้ดีงาม
แล้ว ก็จะควบคุมดูแลและนำพฤติกรรมไปในทางที่ดีงามด้วย แม้ความสุขความทุกข์ใน
ท่ีสุดก็อยู่ที่ใจย่ิงกว่าน้ันปัญญาจะเจริญงอกงามได้ ต้องอาศัยจิตใจท่ีเข้มแข็งสู้ปัญหา เอา
ใจใส่ มีความเพียรพยายามท่ีจะคิดค้นไม่ท้อถอย ย่ิงเรื่องที่คิดหรือพิจารณาน้ันยาก หรือ
ละเอียดลึกซ้ึง ก็ยิ่งต้องมีจิตใจท่ีสงบแน่วแน่ไม่ฟุ้งซ่านไม่พลุ่งพล่านกระวนกระวาย คือ ต้อง
มีสมาธิจึงจะคิดได้ชัดเจน เจาะลึกทะลุได้และมองเห็นท่ัวตลอด จิตที่ฝึกดีแล้ว จึงเป็นฐาน
ท่จี ะให้ปญั ญาทำงานและพัฒนาอย่างได้ผล
ปัญญา หมายถึง การพัฒนาปัญญา ซ่ึงมีความสำคัญสูงสุดเพราะปัญญาเป็น
ตัวนำทางและควบคุมพฤติกรรมทั้งหมด คนเราจะมีพฤติกรรมอะไร อย่างไร และแค่
ไหน ก็อยู่ที่ว่าจะมีปัญญาชี้นำหรือบอกทางให้เท่าใด และปัญญาเป็นตัวปลดปล่อยจิตใจ
ให้ทางออกแก่จิตใจ เช่น เมื่อจิตใจอึดอัดมีปัญหาติดตันอยู่ พอเกิดปัญญารู้ว่าจะทำ
อย่างไร จิตใจก็โล่งเป็นอิสระได้การพัฒนาปัญญาเป็นเรื่องกว้างขวางแยกออกไปได้
หลายด้านและมีหลายขน้ั หลายระดบั เชน่

32 พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), การศึกษากับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์,
(กรงุ เทพมหานคร: กรมการศาสนา, 2539), หนา้ 67.

การบรหิ ารทรพั ยากรมนุษย์สมัยใหม่ | 432

1) เป็นปัญญาท่ีช่วยให้ดำเนินชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพประสบ
ความสำเร็จ ความรู้ความเข้าใจในข้อมูล ร่วมท้ังศิลปะวิทยาการต่างๆ เข้าถึงเนื้อหา
ความหมายถูกต้องชัดเจน การเรียนรู้อย่างถูกต้องตามเป็นจริง โยงเข้ามาประสานเป็น
ภาพองคร์ วมท้ังชดั เจน หรือโยงออกไปส่คู วามหยงั่ รหู้ ยงั่ เห็นใหมๆ่ ได้

2) ปัญญาที่ช่วยให้ดำเนินเข้าสู่วิถีชีวิตที่ถูกต้องดีงาม ความรู้เข้าใจ ใน
ระบบความสมั พันธข์ องส่ิงทั้งหลายทีอ่ ิงอาศัยสืบเน่ืองส่งผลต่อกนั ตามเหตุปจั จยั

3) ปัญญาที่ช่วยให้บรรลุจุดหมายสูงสุดของชีวิตท่ีดีงาม ความเข้าใจ
เข้าถึงเท่าทันความจรงิ ของสังขารคอื โลกและชีวิตท่ีเปลีย่ นแปลงเป็นไปตามกฎธรรมดา
ของธรรมชาติ จนสามารถวางใจถูกต้องต่อส่ิงท้ังหลาย ทำจิตใจใหห้ ลุดพ้น เป็นอิสระได้
โดยสมบูรณ์

5) หลักปรโตโฆสะ หรือหลักกัลยาณมิตตตา คือ มีผู้แนะนำส่ังสอน ท่ี
ปรึกษาเพ่ือที่คบหาและบุคคลผู้แวดล้อมที่ดี ความรู้จักเลือกเสวนาบุคคล หรือเข้าร่วม
หมู่กับท่านผู้ทรงคุณทรงปัญญามีความสามารถ ซ่ึงจะช่วยแวดล้อมสนับสนุน ชักจูง ชี้
ช่องทางเป็นแบบอย่าง ตลอดจนเป็นเคร่ืองอุดหนุนเก้ือกูลกัน ให้ดำเนินก้าวหน้าไป
ด้วยดี ในการศึกษาอบรม การครองชีวิต การประกอบกิจการและธรรมปฏิบัติ
ส่งิ แวดล้อมทางสังคมท่ีดี เป็นองค์ประกอบภายนอก33 พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “บุคคล
ผู้มีศรัทธา มีศีล เป็นพหูสูต มีจาคะ มีปัญญา การเสพ การส้องเสพ การส้องเสพด้วยดี
การคบ การคบหา ความภักดี ความจงรกั ภกั ดี ต่อบุคคลเหลา่ น้ัน ความเปน็ ผู้มีกายและ
ใจโน้มน้าวไปตามบุคคลเหล่านั้น อันใดนี้เรียกว่า ความเป็นผู้มีมิตรดี”34 หรือกัลยาณ
มติ ตตา

33 พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), เศรษฐศาสตร์ตามแนวพุทธ, พิมพ์คร้ังท่ี 2,
(กรงุ เทพมหานคร: มูลนิธโิ กมลคมี ทอง, 2531), หนา้ 43.

34 อภ.ิ สง.ฺ (ไทย) 34/1335/333

การบริหารทรพั ยากรมนษุ ย์สมัยใหม่ | 433

6) หลักโยนิโสมนสิการ คือ การใช้ความคิด การทำในใจโดยแยบคาย มองสิ่ง
ทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณาสบื ค้นถงึ ต้นเค้าสาวหาเหตุผลจนตลอดสายแยกแยะออก
พิเคราะห์ดูด้วยปัญญาที่คิดเป็นระเบียบ และโดยอุบายวิธีให้เห็นสิ่งน้ันๆ หรือปัญหา
นั้นๆ ตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย เป็นองค์ประกอบภายใน35 ดังท่ี
องคส์ มเด็จพระสัมมา สมั พทุ ธเจา้ ตรัสว่า

ภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่เป็นกุศล เป็นไปในส่วน กุศล เป็นฝ่ายกุศล ท้ังหมดมี
โยนิโสมนสิการเป็นมูล (การมนสิการโดยแยบคาย) รวมลงในโยนิโสมนสิการ โยนิโส
มนสิการ กล่าวว่า เป็นเลิศกว่าธรรมเหล่าน้ัน ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยโยนิโสมนสิการ พึง
หวังข้อนี้ได้ว่า จักเจริญโพชฌงค์ 7 ประการ เจริญโพชฌงค์ 7 ประการ กระทำให้มาก
ซ่งึ โพชฌงค์ 7”36

7) หลักกัมมัฏฐาน (กรรมฐาน) คือ ท่ีต้ังแห่งการงาน, อารมณ์ เป็นท่ีตั้งแห่ง
การงานของใจ อุบายทางใจ วิธีฝึกอบรมจิต มี 2 ประเภท คือ สมถกัมมัฏฐาน อุบาย
สงบใจ และวิปัสสนากัมมัฏฐาน อุบายเรืองปัญญา37 ซ่ึงเป็นที่ตั้งแห่งงานเจริญภาวนา
ที่ตง้ั แห่งงานทำความเพียรฝกึ อบรมจติ วธิ ฝี กึ อบรมจติ หรอื ภาวนา 3 ไดแ้ ก่

1) กายภาวนา (การอบรมกาย)
2) จิตตภาวนา (การอบรมจติ )
3) ปญั ญาภาวนา (การอบรมปัญญา)

8) หลกั การยกย่องเชดิ ชูสงฆ์ผเู้ ป็นเลิศใหป้ รากฏ (เอตทคั คะ)
เอตทัคคะ เป็นตำแหน่งทางพุทธศาสนาที่พระบรมศาสดาได้ประทานแต่งตั้ง
ให้พุทธบริษัท คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้มีความรู้ความสามารถเด่นกว่าท่าน

35 พระธรรมปฎิ ก (ป.อ. ปยตุ โฺ ต), เศรษฐศาสตร์ตามแนวพุทธ, หน้า 70.
36 ส.ํ ม. (ไทย) 19/213/145-146.
37 พระธรรมปฎิ ก (ป.อ. ปยตุ โฺ ต), เศรษฐศาสตร์ตามแนวพุทธ, หน้า 76.

การบรหิ ารทรัพยากรมนุษย์สมยั ใหม่ | 434

อ่นื ๆ ในด้านน้ันๆ และแต่ละตำแหน่ง พระพุทธองค์ประทานแต่งต้ังเพียงรูปเดียว ท่านเดียว
เทา่ นั้น 38

เหตผุ ลท่พี ระพุทธองค์ทรงยกยอ่ งพุทธบริษทั ทั้ง 4 ไว้ในตำแหน่ง คือ
1) ได้รับการยกย่องตามเร่อื งท่ีเกิดข้ึน (อัตถุปปัตติโต) ได้แสดงความ สามารถ
ให้ปรากฏโดยสอดคล้องกับเหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึน กล่าวคือ ได้แสดงความสามารถออกมา
ให้ปรากฏโดยสอดคล้องในเหตกุ ารณ์หรือสถานการณน์ ้ันๆ
2) ได้รับการยกย่องตามท่ีได้สะสมบุญมาในอดีตชาติ (อาคมนโต) ได้สร้าง
บุญส่ังสมในด้านนั้นมาต้ังแต่อดีตชาติ พร้อมทั้งตั้งจิตปรารถนา เพ่ือบรรลุตำแหน่งน้ัน
ดว้ ย
3) ยกย่อง ตามความเชี่ยวชาญ (จิณณวสิโต) มีความเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่อง
เปน็ พเิ ศษ
4) ได้รับการยกย่องตามความสามารถเหนือผู้อ่ืน (คุณาติเรกโต) มี
ความสามารถในเรื่องท่ีทำ กล่าวคือ มีความสามารถในเร่ืองท่ีทำให้ได้รับตำแหน่ง
เอตทคั คะเหนอื กว่าผอู้ ่ืนทม่ี คี วามสามารถอยา่ งเดยี วกัน39

9) หลักการลงโทษ (นิคคหกรรม) ในทางพระพุทธศาสนา ผู้ทค่ี วรแกก่ ารลง
นคิ คหะมี 2 จำพวก คือ

1) ภิกษุ ผู้ประพฤติมิชอบเสียหายต่างๆ พระศาสดาทรงประทานอนุญาตให้
สงฆ์ทำนิคคหะดว้ ยกรรม 6 อยา่ ง

38 พระครูกัลยาณสิทธิวัฒน์ (สมาน กลฺยาณธมฺโม), เอตทัคคะในพระพุทธศาสนา,
(กรงุ เทพมหานคร: สหธรรมกิ , 2548), หน้า 46.

39 จำเนียร ทรงฤกษ์, ชีวประวัติพุทธสาวก ประวัติพระอัจฉริยะมหาเถระเม่ือครั้ง
พทุ ธกาล เลม่ 1, (สำนักปฏบิ ัตธิ รรมสวนแก้ว (สาขาวัดปากน้ำ) : ธรรมสภา, 2542), หน้า 30.

การบรหิ ารทรัพยากรมนษุ ย์สมยั ใหม่ | 435

2) คฤหัสถ์ ผู้ประพฤติมชิ อบเสียหายตา่ งๆ เป็นการทำผิดต่อสงฆ์ พระศาสดา
อนุญาตให้สงฆค์ วำ่ บาตร คือ ไม่ให้ภิกษุสงฆ์ทกุ ๆรูปคบหาไม่ได้รบั กจิ นิมนต์ของเขา40

10) นคิ คหกรรม 6
1) ตัชชะนียกรรม กรรมอันสงฆ์พึงกระทำแก่ภิกษุผู้จะพึงขู่ หมายถึง
นิคคหกรรม ซึ่งลงแก่ภิกษุผู้ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อ
ความออ้ื ฉาวก่ออธิกรณ์ในสงฆ์
2) นิสยกรรม กรรมอันสงฆ์พึงทำให้เป็นผู้ไร้ยศ ได้แก่ การถอดลดยศลดพรรษา
หมายถึง นิคคหกรรมซ่ึงสงฆ์ลงแก่ภิกษุผู้โง่เขลา ไม่ฉลาด ผู้มีอาบัติมาก ต้องอาบัติ
กำหนดไมไ่ ด้ ชอบอยคู่ ลุกคลีกบั พวกคฤหสั ถ์ดว้ ยการคลกุ คลที ี่ไม่สมควร
3) ปัพพาชนียกรรม กรรมอันสงฆ์พึงทำแก่ภิกษุผู้จะพึงถูกไล่ ได้แก่ การขับ
ออกจากหมู่ การขับไล่ออกจากวัด หมายถึงนิคคหกรรมซ่ึงสงฆ์ลงแก่ภิกษุผู้ประทุษร้าย
ตระกูลหรือประจบคฤหัสถ์ และประพฤติเลวทรามเป็นข่าวเซ็งแซ่ ปรากฏเป็นท่ีรู้กัน
โดยทั่วไป
4) ปฏิสารณียกรรม กรรมอันสงฆ์พึงทำแก่ภิกษุผู้จะพึงถูกส่ังให้กลับไปขอ
ขมาคฤหัสถ์ หมายถึง ถ้ามีภิกษุบางรูปด่าว่าคฤหัสถ์ผู้มีศรัทธา เป็นทายกผู้ทำการ
อุปถัมภ์สงฆ์ด้วยปัจจัย 4 สงฆ์พึงลงโทษภิกษุน้ันโดยให้สำนึกผิดแล้ว ให้กลับไปขอขมา
คฤหสั ถ์ ท่ีภกิ ษวุ า่ นน้ั
5) อุกเขปนียกรรม กรรมอันสงฆ์พึงลงแก่ภิกษุผู้จะพึงยกเสีย หมายถึง
นิคคหกรรมซง่ึ สงฆ์ลงแกภ่ กิ ษุผตู้ ้องอาบัตแิ ลว้ ไม่ยอมรับว่าเป็นอาบตั ิ
6) ตัสสปาปิยสิกากรรม กรรมอันสงฆ์พึงทำเพราะความท่ีภิกษุนั้นเป็นผู้เลว
ทราม หมายถงึ กรรมที่สงฆจ์ ะพงึ ทำแก่ภิกษผุ ู้เป็นจำเลยในอนุวาทาธิกรณ์ให้การกลับไป
กลับมา คือ เด๋ียวก็ปฏิเสธ เด๋ียวก็รับสารภาพแล้วกลับปฏิเสธ พูดเถลไถลเพ่ือกลบ
เกลื่อนเรื่องท่ีถูกซักถาม พูดมุสาซ่ึงหน้า การที่สงฆ์ทำกรรมนี้แก่ภิกษุผู้มีความประพฤติ
เช่นนั้น ก็เพื่อเป็นการลงโทษตามความผิด แม้ว่าเธอจะไม่รับหรือเป็นการเพ่ิมโทษจาก

40 คณาจารย์แห่งโรงพิมพ์เลี่ยงเซียง, ธรรมวิภาคและคิหิปฏิบัติ (ฉบับมาตรฐาน),
(กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์เล่ยี งเซยี ง, 2550), หน้า 34.

การบริหารทรพั ยากรมนุษย์สมัยใหม่ | 436

อาบัติเดิมท่ีตอ้ ง กรรมนี้จัดเป็นนิคคหกรรมท่ีจัดเป็นสังฆกรรมประเภทหนง่ึ ที่สงฆ์พงึ ทำแก่
ภิกษผุ ูเ้ ปน็ จำเลยในอนุวาทาธกิ รณท์ ถ่ี ูกถามถงึ อาบัติในทา่ มกลางสงฆ์

ขั้นตอนการลงนคิ คหกรรม
1) สงฆ์โจทยภ์ กิ ษผุ ูป้ ระพฤติไม่สมควรทีเ่ ป็นเหตใุ หถ้ กู ลงนิคคหกรรมนนั้ ๆ
2) ใหภ้ กิ ษนุ ้ันให้การ
3) ปรับอาบตั ติ ามธรรม (ตามโทษานโุ ทษ)
4) ภิกษุผู้ฉลาดสามารถประกาศให้สงฆ์ทราบโดยทั่วกันด้วยญัตติทุติยกรรม
วาจา41
ขั้นตอนระงับนิคคหกรรม
1) ภิกษุผู้ถูกสงฆ์ลงนิคคหกรรมน้ัน ครั้นกลับประพฤติชอบ หายเย่อหย่ิงกลับ
ตัวได้แล้ว พึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มอุตตราสงค์เฉวียงบา่ ข้างหน่ึง กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษา
ทงั้ หลาย กล่าวคำขอระงับนิคคหกรรม 3 ครัง้
2) ภิกษุผู้ฉลาดสามารถประกาศให้สงฆ์ทราบโดยทั่วกันด้วยญัตติทุติยกรรม
วาจา เพ่ือระงับนคิ คหกรรม

11) การคว่ำบาตรและหงายบาตร เพ่ือเป็นการทำนิคคหะแก่คฤหัสถ์ผู้
ประพฤติ มิชอบต่อพระรัตนตรัยพระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้ทรงทำกรรมคือการคว่ำ
บาตรแกผ่ นู้ ั้น หมายถงึ การไมใ่ ห้ไปคบค้าสมาคมด้วย โดยลักษณะ 3 ประการ คือ

1) ไม่รบั บิณฑบาตของเขา
2) ไมร่ บั นมิ นต์ของเขา
3) ไม่รบั ไทยธรรมของเขา
การควำ่ บาตรน้ี สงฆพ์ งึ ทำแก่คฤหัสถ์ผูป้ ระกอบด้วยโทษ 8 ประการ คือ
1) ขวนขวายเพอื่ มิใชล่ าภแห่งภกิ ษุทง้ั หลาย
2) ขวนขวายเพอ่ื มิใช่ประโยชน์แห่งภกิ ษุทัง้ หลาย
3) ขวนขวายเพื่ออยู่ไมไ่ ด้แห่งภิกษุท้ังหลาย

41 ว.ิ จู. (ไทย) 6/1/1.

การบริหารทรพั ยากรมนษุ ย์สมัยใหม่ | 437

4) ด่าวา่ เปรียบเปรยภิกษทุ ง้ั หลาย
5) ยยุ งภกิ ษุทงั้ หลายให้แตกกัน
6) กลา่ วติเตยี นพระพทุ ธ
7) กล่าวตเิ ตยี นพระธรรม
8) กลา่ วตเิ ตียนพระสงฆ์
วธิ ีควำ่ บาตร เม่ือจะทำกรรมคือการคว่ำบาตรนี้ สงฆ์จะต้องประชมุ กันแล้วให้
ภิกษุรูปหน่ึงผู้ฉลาดสามารถสวดประกาศบรรยายความน้ันต่อสงฆ์ และประกาศการท่ี
สงฆ์ทำกรรมน้ันแก่เธอด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา หลงั จากนั้นก็ห้ามมิให้ภิกษุคบคฤหัสถ์
คนนั้น ใครละเมิดข้อน้ที ่านมไิ ด้วางโทษไว้ แตว่ ่าจะลงโทษฐานสมคบคฤหัสถด์ ว้ ยการคบ
หาอนั ไมค่ วรกไ็ ด้
วิธีหงายบาตร ถ้าคฤหัสถ์ผู้ที่ถูกสงฆ์ทำการคว่ำบาตรน้ัน ละโทษน้ันได้แล้ว
กลับประพฤติตัวเป็นคนดี สงฆ์ก็พึงระงับกรรมน้ันเสียเรียกว่า หงายบาตร วิธีระงับ
คฤหัสถ์ทถ่ี ูกสงฆ์คว่ำบาตรนั้น พงึ ห่มผ้าเฉวียงบ่า (สีขาว) ให้เรียบรอ้ ยแลว้ เข้าไปหาสงฆ์
ไหวเ้ ทา้ ภิกษุทัง้ หลาย น่งั กระหย่ง ประนมมือ กลา่ วคำหงายบาตรต่อพระสงฆ์ ลำดับนั้น
ภิกษุผู้ฉลาดรูปหนึ่ง พึงสวดประกาศต่อสงฆ์ เพื่อหงายบาตรให้แก่เขาด้วยญัตติทุติย
กรรมวาจา หลงั จากสงฆ์หงายบาตรแลว้ ภกิ ษุทัง้ หลายกท็ ำการคบหาคฤหัสถ์คนน้ัน คือ
รบั บณิ ฑบาต รบั นมิ นต์ และรับไทยธรรมของคนนั้นได้อีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม สงฆ์เมื่อจะกระทำนิคคหกรรมต่อภิกษุก็ดี ทำการคว่ำบาตร
หงายบาตรต่อคฤหัสถ์ก็ดี ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว หรือจะกระทำด้วยอาณา คือ กฎ
หมายคณสงฆ์ ก็พงึ ต้ังอยู่ในธรรม 3 ประการ คอื

(1) มตั ตญั ญตุ า ความเป็นผ้รู ู้จกั ประมาณ
(2) กาลญั ญตุ า ความเป็นผจู้ ักกาล
(3) ปคุ คลญั ญตุ า ความเป็นผรู้ ้จู ักบคุ คล
เม่ือตง้ั อยู่ในธรรม 3 ประการนีแ้ ลว้ ดำริตรติ รองให้รอบครอบเสียก่อนแล้วจึง
ทำกรรมน้ันๆ ควรปราศจากอคติและไม่ควรใช้อำนาจตามท่ีได้ทรงประทานไว้ โดยขาด


Click to View FlipBook Version