The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การประชุม HACC FORUM 16

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by HACC FORUM 16, 2023-11-07 03:56:19

HACC FORUM 16

การประชุม HACC FORUM 16

Keywords: HACC FORUM

การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 1


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 2 สารบัญ หน้า ค านิยม 3 ประกาศผลการพิจารณาคัดเลือกผลงานวิชาการ ประเภท Oral Presentation 4 Oral Presentation กลุ่ม O1 เรื่องที่ 1.1 – 1.18 5 - 26 Oral Presentation กลุ่ม O2 เรื่องที่ 2.1 – 2.20 27 - 49 Oral Presentation กลุ่ม O3 เรื่องที่ 3.1 – 3.22 50 - 74 Oral Presentation กลุ่ม O4 เรื่องที่ 4.1 – 4.15 75 - 91 Oral Presentation กลุ่ม O5 เรื่องที่ 5.1 – 5.17 92 - 110 กลุ่มช านาญการพิเศษ เรื่องที่ 1 – 20 111 – 133 ประกาศผลการพิจารณาคัดเลือกผลงานวิชาการ ประเภท E-POSTER PRESENTATION 134 Poster Presentation กลุ่ม E1 เรื่องที่ 1 – 18 135 - 154 Poster Presentation กลุ่ม E2 เรื่องที่ 1 – 20 155 - 177 Poster Presentation กลุ่ม E3 เรื่องที่ 1 – 18 178 – 196 Poster Presentation กลุ่ม E4 เรื่องที่ 1 – 20 197 - 218 Poster Presentation กลุ่ม E5 เรื่องที่ 1 – 20 219 - 241 Poster Presentation กลุ่ม E6 เรื่องที่ 1 – 21 242 - 265 Poster Presentation กลุ่ม E7 เรื่องที่ 1 – 17 266 - 285 Poster Presentation กลุ่ม E8 เรื่องที่ 1 – 20 286 - 307 Poster Presentation กลุ่ม E9 เรื่องที่ 1 – 19 308 - 328 Poster Presentation กลุ่ม E10 เรื่องที่ 1 – 20 329 - 350 Poster Presentation กลุ่ม E11 เรื่องที่ 1 – 19 351 – 371 ประกาศผลการพิจารณาคัดเลือกผลงานวิชาการของนักศึกษา ประเภท POSTER PRESENTATION 372 Poster Presentation นักศึกษาพยาบาลศาสตร์เรื่องที่ 1 – 17 373 - 395 รายชื่อคณะกรรมการจัดท าหนังสือ 396


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 3 ค านิยม ในโอกาสที่ HACC นครชัยบุรินทร์ได้จัดประชุมวิชาการ HACC FORUM ต่อเนื่องกันมาเป็นปีที่ 16 ผมขอแสดงความยินดีและชื่นชนในความตั้งใจของคณะกรรมการทุกท่านที่เปิดโอกาสให้ผู้มี่เกี่ยวข้องในระบบ บริการสุขภาพได้มีการแลกเปลี ่ยนเรียนรู้ ก่อให้เกิดมุมมองและวิธีการ ที่จะน าไปสู่การปรับเปลี ่ยนบริการ เพื่อให้เกิดความไว้วางใจในการรับบริการดูแลรักษาที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัย แนวคิด “Growth Mindset for Better Healthcare System” “ระบบบริการสุขภาพที่ก้าวหน้า ด้วยกรอบความคิดที่กว้างไกล”นับว่าสอดคล้องและท้าทายอย่างยิ่งในยุคสมัยปัจจุบันที่ผู้รับบริการมีความ ต้องการและความคาดหวังสูง และต้องการที ่จะรับบริการได้อย ่างไว้วางใจในเรื ่อง“คุณภาพและความ ปลอดภัย” รวมทั้งผู้ให้บริการจ าเป็นต้องค านึงถึงการจัดระบบบริการที่ตอบสนองความต้องการทางสุขภาพที่ เพิ่มขึ้นของประชาชนทุกกลุ่มวัย หากทุกภาคส่วนมองเห็นบทบาทซึ่งกันและกันทั้งระดับนโยบายและระดับ ปฏิบัติ ย่อมจะช่วยผลักดันให้ระบบบริการขับเคลื่อนไปได้และเป็นที่นับถือไว้วางใจของประชาชน ท้ายที่สุดผมขอขอบคุณและขออวยพรให้วิทยากร คณะท างานและผู้ปฏิบัติงานคุณภาพทุกท่านที่ช่วย ให้การประชุมวิชาการ HACC FORUM ประจ าปี 2566 เกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 16 ขอให้ทุกท่านมี สุขภาพแข็งแรงประสบแต่ความสุขความเจริญ และขอให้การจัดประชุมวิชาการครั้งนี้บรรลุวัตถุประสงค์ตาม ที่ตั้งไว้ทุกประการ (นพ.สุผล ตติยนันทพร) นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา ผู้อ านวยการศูนย์ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลเขตนครชัยบุรินทร์


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 4 Oral Presentation


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 5 ประกาศ ผลการพิจารณาคัดเลือกผลงานวิชาการ ประเภท ORAL PRESENTATION ครั้งที่ 3 มหกรรมคุณภาพ HACC Forum นครชัยบุรินทร์ครั้งที่ 16 “Growth Mindset for Better Healthcare System” ในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 08.30-17.00 น. ณ โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา ตามที่ศูนย์ความร่วมมือการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล เขตนครชัยบุรินทร์ ได้ด าเนินการ คัดเลือกผลงานวิชาการ เพื่อน าเสนอในการประชุมวิชาการ HACC Forum ครั้งที่ 16 นั้น บัดนี้คณะกรรมการคัดเลือกผลงานวิชาการ ประเภท ORAL PRESENTATIONครั้งที่ 3 (หลังส่งบทคัดย่อ) ได้ด าเนินการเสร็จสิ้นแล้วดังนี้ น าเสนอวันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 เวลา 14.30-18.30 น กลุ่มที่ 1 ประเภทผลงาน งานวิจัย Quasi/Experimental/AR/PAR จ านวน 18 เรื่อง (ห้องพิมาย) กลุ่มที่ 2 ประเภทผลงาน Spiritual/แพทย์แผนไทย/ปฐมภูมิ จ านวน 20 เรื่อง (ห้องไทรงาม) กลุ่มที่ 3 ประเภทผลงาน NCD และ COVID 19 จ านวน 22 เรื่อง (ห้องธารประสาท) กลุ่มที่ 4 ประเภทผลงาน การพัฒนาระบบ ยา ระบบสนับสนุนการรักษาอื่นๆ จ านวน 15 เรื่อง(ห้องพนมวัน) กลุ่มที่ 5 ประเภทผลงาน Innovation /Technology จ านวน 17 เรื่อง(ห้องแกรนด์บอลรูม) น าเสนอวันที่ 3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 09.00-12.30 น ประเภทผลงาน ช านาญการพิเศษ กรณีศึกษา/งานวิจัย จ านวน 19 เรื่อง (ห้องธารประสาท) รวมผลงาน จ านวน 111 เรื่อง โดยมีรายชื่อปรากฏดังเอกสารแนบท้าย ประกาศ ณ วันที่ 24 ตุลาคม 2566 (อาจารย์ ดร.นรีลักษณ์ สุวรรณโนบล) ประธานคณะกรรมการคัดเลือกผลงานวิชาการ


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 6 มหกรรมคุณภาพ HACC Forum นครชัยบุรินทร์ครั้งที่ 16 “Growth Mindset for Better Healthcare System” ในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 08.30-17.00 น. ณ โรงแรมสีมาธานีจังหวัดนครราชสีมา Oral Presentation กลุ่มที่ 1 งานวิจัย Quasi/Experimental/AR/PAR จ านวน 18 เรื่อง น าเสนอวันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 เวลา 14.30-18.30 น ห้องพิมาย ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์ โทรศัพท์ หมาย เหตุ 1 14.30 - 14.40 น. ผลของการใช฾น้้ามันกัญชา (สูตรหมอเดชา) ในการดูแล รักษาผู฾ปุวยระยะสุดท฾าย โรงพยาบาลหนองกี่ จังหวัด บุรีรัมย์ นางสาวพัชรา พรรณ พุ฽มพวง โรงพยาบาลหนอง กี่ บุรีรัมย์ 095- 6055363 2 14.40 - 14.50 น. ประสิทธิผลของการใช฾น้้ามัน กัญชาของผู฾ปุวยโรคมะเร็ง โรงพยาบาลคอนสวรรค์ นางสาวโชติกา ช฽อขุนทด โรงพยาบาลคอน สวรรค์ ชัยภูมิ 064- 4532597 3 14.50 - 15.00 น. ผลของรูปแบบการคืน สมรรถภาพทางจิตสังคมต฽อ คุณภาพชีวิตของผู฾ปุวยจิตเภท นายดรัณ พงศธรสกุล โรงพยาบาลจิต เวชนครราชสีมา ราชนครินทร์ นครราชสีมา 087- 9592499 4 15.00 - 15.10 น. ประสิทธิผลของการใช฾ โปรแกรมฝึกสมองส้าหรับ ผู฾สูงอายุที่มีภาวะความรู฾คิด พร฽องเล็กน฾อย ต้าบลซับสีทอง และท฽าหินโงม อ้าเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ นางภิญาดา อาทิตย์วงษ์ โรงพยาบาล ชัยภูมิ ชัยภูมิ 063- 3955629 5 15.10 - 15.20 น. ผลของโปรแกรมเข฽ายิ้มโดย บูรณาการกับทีมสหสาขา วิชาชีพเพื่อดูแลรักษาผู฾สูงอายุ ที่มีภาวะข฾อเข฽าเสื่อมในชุมชน นางสาว ชมพูนุท ชีวะ กุล โรงพยาบาล บุรีรัมย์ บุรีรัมย์ 064- 5546422 6 15.20 - 15.30 น. ประสิทธิผลของการกระตุ฾น พัฒนาการเด็กสมองพิการต฽อ ระดับความสามารถพัฒนาการ ของเด็กสมองพิการโดยใช฾แบบ ประเมิน DSPM และ DAIM ในโรงพยาบาลบุรีรัมย์ นางวราภรณ์ ยินดีมาก โรงพยาบาล บุรีรัมย์ บุรีรัมย์ 089- 7174766 7 15.30 - 15.40 น. การพัฒนางานกายภาพบ้าบัด ในผู฾ปุวยผ฽าตัดเปลี่ยนข฾อเข฽า เทียม โรงพยาบาลปากช฽อง นานา นายศักดิ์ดา นิจ โกทม โรงพยาบาลปาก ช฽องนานา นครราชสีมา 086- 9853212 8 15.40 - 15.50 น. การพัฒนาระบบการฟื้นฟู สมรรถภาพทางกายในผู฾ปุวย ระยะกลางผ฽านระบบไลน์ออฟ ฟิตเชียล นางสาวมนัสวี ให฾ศิริกุล โรงพยาบาล บุรีรัมย์ บุรีรัมย์ 081- 9557143


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 7 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์ โทรศัพท์ หมาย เหตุ 9 15.50 - 16.00 น. ประสิทธิผลของการนวดเพื่อ ลดอาการปวดบ฽า ต฾นคอ ใน กลุ฽มผู฾ปุวยออฟฟิศซินโดรม โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ นางสาวชไมพร ทองมาก โรงพยาบาล เขวาสินรินทร์ สุรินทร์ 096- 2213026 10 16.00 - 16.10 น. การพัฒนากระบวนการดูแล ผู฾ปุวยโรคเบาหวานที่มานอน รักษาตัวในโรงพยาบาลชัยภูมิ ด฾วยภาวะแทรกซ฾อนเฉียบพลัน โดยพยาบาลผู฾จัดการรายกรณี โรคเบาหวานร฽วมกับทีมสห สาขาวิชาชีพ นางสาวอนุทัย พระคลังทิว โรงพยาบาล ชัยภูมิ ชัยภูมิ 088- 3490102 11 16.10 - 16.20 น. การพัฒนารูปแบบการ ด้าเนินงานด฾านอนามัย สิ่งแวดล฾อมในโรงพยาบาลสู฽ การจัดการขยะในชุมชน ด฾วย กระบวนการมีส฽วนร฽วม อ้าเภอ คอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ นางสาวธมลว รรณ ใจเกษม โรงพยาบาลคอน สวรรค์ ชัยภูมิ 096- 4922497 12 16.20 - 16.30 น. การพัฒนาระบบการเก็บข฾อมูล การออกเยี่ยมบ฾าน (Home health care) ร฽วม กับสหวิชาชีพเป็นฐานข฾อมูล กลางอิเล็กทรอนิกส์ เขต รับผิดชอบโรงพยาบาลเฉลิม พระเกียรติ อ้าเภอเฉลิมพระ เกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ นายพงษ์ พิพัฒน์จงเพ็ง กลาง โรงพยาบาลเฉลิม พระเกียรติ บุรีรัมย์ 090- 8267986 13 16.30 - 16.40 น. การพัฒนาระบบการส฽งตรวจ ทางห฾องปฏิบัติการออนไลน์ ระหว฽างโรงพยาบาลแม฽ข฽าย และโรงพยาบาลส฽งเสริม สุขภาพต้าบลเครือข฽ายบริการ สุขภาพอ้าเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี (LSO : Lab smart online) นายนิติชัย ทุมนันท์ โรงพยาบาล ตระการพืชผล อุบลราชธานี 099- 4535199 14 16.40 - 16.50 น. การพัฒนารูปแบบการเรียนรู฾ ตามแนวคิด 70:20:10 เพื่อ พัฒนาสมรรถนะการเฝูาระวัง การติดเชื้อ ของพยาบาล ควบคุมการติดเชื้อประจ้าหอ ผู฾ปุวย นางกิตติรัตน์ สวัสดิ์รักษ์ โรงพยาบาล ชัยภูมิ ชัยภูมิ 089- 6246422 15 16.50 - 17.00 น. ผลของการพัฒนาแบบรายงาน การเยี่ยมบ฾านในผู฾ปุวยโรค นายณัฐพล ปัญญา โรงพยาบาล ตระการพืชผล อุบลราชธานี 088- 5845375


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 8 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์ โทรศัพท์ หมาย เหตุ เรื้อรังโดยอสม. ออนไลน์ บน มือถือด฾วย อสม. Platform Report ต้าบลขุหลุ อ้าเภอ ตระการพืชผล จังหวัด อุบลราชธานี 16 17.00 - 17.10 น. การดูแลรักษาผู฾ปุวยวัณโรคที่ ใช฾สารเสพติด อ้าเภอปะค้า จังหวัดบุรีรัมย์ นางศุลีวงศ์ สน สุผล โรงพยาบาลปะค้า บุรีรัมย์ 081- 9768724 17 17.10 - 17.20 น. การพัฒนาบันทึกทางการ พยาบาลการดูเเลผู฾ปุวยหัวใจ หยุดเต฾น นายณัฐกิจ ศิริ จันทร์ โรงพยาบาลล้า ปลายมาศ บุรีรัมย์ 098- 2695355 18 17.20 - 17.30 น. รูปแบบการดูแลผู฾ปุวยระยะ ท฾ายแบบประคับประคองต฽อ ความไม฽สบายทั้งกายและใจ และความสามารถในการดูแล ผู฾ปุวยของญาติ นางณัฐพร โพธิลุน โรงพยาบาลสนม สุรินทร์ 098- 6519246


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 9 O1.1 ผลของการใช้น้ ามันกัญชา(สูตรหมอเดชา) ในการดูแลรักษาผู้ปุวยระยะสุดท้าย โรงพยาบาลหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ พัชราพรรณ พุ฽มพวง กลุ฽มงานการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โรงพยาบาลหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ การวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้นครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการรักษาความปลอดภัยและอาการไม฽ พึงประสงค์และประเมินความพึงพอใจต฽อการใช฾น้้ามันกัญชา(สูตรหมอเดชา) กลุ฽มตัวอย฽าง คือ ผู฾ปุวยระยะสุดท฾ายในโรงพยาบาลหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ที่ได฾รับการวินิจฉัยจากแพทย์แล฾วว฽าเป็นผู฾ปุวยระยะสุดท฾าย จ้านวน 20 ราย เครื่องมือที่ใช฾ในการวิจัย ได฾แก฽ แบบบันทึกและแบบสอบถาม ซึ่งประกอบด฾วยข฾อมูล 6 ส฽วน คือแบบบันทึกข฾อมูลทั่วไป , แบบประเมินคุณภาพชีวิต EQ-5D-5L , แบบประเมินระดับผู฾ปุวยที่ได฾รับการดูแล แบบประคับประคับประคอง(PPS) , แบบประเมินและติดตามอาการผู฾ปุวยระยะท฾ายโดยใช฾ESAS , แบบ ประเมินความปลอดภัยและอาการไม฽พึงประสงค์และแบบสอบถามความพึงพอใจ ซึ่งผ฽านการตรวจสอบความ ตรงเชิงเนื้อหาจากผู฾ทรงคุณวุฒิจ้านวน 3 ท฽าน วิเคราะห์ข฾อมูลโดยใช฾สถิติเชิงพรรณนา ได฾แก฽ จ้านวน ร฾อยละ ค฽าเฉลี่ย และส฽วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติอนุมาน ได฾แก฽ Paired sample t-test ผลการศึกษาพบว่า กลุ฽มตัวอย฽าง มีคุณภาพชีวิต EQ-5D-5L / คะแนนเฉลี่ยของการประเมินระดับ ผู฾ปุวยที่ได฾รับการดูแลแบบประคับประคับประคอง(PPS) หลังการใช฾น้้ามันกัญชา(สูตรหมอเดชา) ไม฽มีความ แตกต฽างกันทางสถิติและพบว฽าคะแนนเฉลี่ยของการประเมินโดยใช฾ESAS หลังใช฾น้้ามันกัญชา(สูตรหมอเดชา) ลดลงอย฽างมีนัยส้าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.00 ส฽วนความปลอดภัยและอาการไม฽พึงประสงค์ที่เกิดจากการใช฾ น้้ามันกัญชา(สูตรหมอเดชา) พบว฽าเกิดอาการไม฽พึงประสงค์ 3 อาการ ได฾แก฽อ฽อนเพลีย คอแห฾งมาก และสับสน มึนงง ร฾อยละ 20 , 15 และ ร฾อยละ 5 ตามล้าดับ และการประเมินความพึงพอใจจากการใช฾น้้ามันกัญชา(สูตร หมอเดชา) พบว฽าอยู฽ในระดับความพึงพอใจมากทั้ง 5 ข฾อ ข้อเสนอแนะจากการวิจัยครั้งนี้ได฾แก฽ น้ามาเป็นแนวทางและพัฒนาการจ฽ายยากัญชาทางแพทย์แผนไทยต้ารับอื่นๆ ในการดูแลรักษาผู฾ปุวยในระยะสุดท฾ายและระยะอื่นๆต฽อไปได฾และควรศึกษาปัจจัยอื่นๆ เพิ่มเติมที่อาจก฽อให฾เกิดอาการไม฽พึงประสงค์ได฾เช฽น การใช฾ยากัญชา(สูตรหมอเดชา) ร฽วมกับยาชนิดอื่น


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 10 O1.2 ประสิทธิผลของการใช้น้ ามันกัญชาของผู้ปุวยโรคมะเร็งโรงพยาบาลคอนสวรรค์ นางสาวโชติกา ช฽อขุนทด โรงพยาบาลคอนสวรรค์ อ้าเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ มะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต฾นๆของคนไทย ผู฾ปุวยโรคมะเร็งจ้านวนมากต฾องเผชิญกับอาการไม฽สุขสบาย เช฽น อาการปวด เบื่ออาหาร หายใจเหนื่อย นอนไม฽หลับ ซึ่งยาในขนานปัจจุบันยังไม฽สามารถตอบสนอง ต฽ออาการ บางอย฽างได฾ดีจึงได฾มีการน้าสารสกัดกัญชาทางการแพทย์มาใช฾เป็นทางเลือกในผู฾ปุวยกลุ฽มนี้ปีพ.ศ.2564โรงพยาบาล คอนสวรรค์ได฾จัดตั้งคลินิกกัญชาทางการแพทย์ขึ้นและมีผู฾ปุวยโรคมะเร็งเข฾ามารับการรักษาด฾วยน้้ามันกัญชาสูตร อาจารย์เดชามีแนวโน฾มที่สูงขึ้นจึงได฾มีการศึกษาประสิทธิผลของการใช฾น้้ามันกัญชาของผู฾ปุวยโรคมะเร็งโรงพยาบาล คอนสวรรค์ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาต฽ออาการไม฽สุขสบายและคุณภาพชีวิตในผู฾ปุวยมะเร็ง วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการใช฾น้้ามันกัญชาของผู฾ปุวยโรคมะเร็งโรงพยาบาลคอนสวรรค์ วิธีการด าเนินการ การศึกษานี้เป็นการศึกษาประสิทธิผลของการใช฾น้้ามันกัญชาของผู฾ปุวยโรคมะเร็งโรงพยาบาลคอน สวรรค์ โดยมีการศึกษากลุ฽มตัวอย฽าง คือผู฾ปุวยที่ถูกวินิจฉัยโดยแพทย์ว฽าเป็นโรคมะเร็งที่มารับการรักษาที่คลินิกแพทย์ แผนไทยและแพทย์ทางเลือกโรงพยาบาลคอนสวรรค์ จ้านวน 15 คนระยะเวลาที่ด้าเนินการ ปีงบประมาณ2565 ซึ่ง ถูกสุ฽มตัวอย฽างแบบเจาะจง รูปแบบการวิจัย เป็นการศึกษาแบบกึ่งทดลอง แบบกลุ฽มเดียววัดก฽อน-หลัง ซึ่งมีกลุ฽ม ตัวอย฽างเดียว สิ่งแทรกแซงในการทดลองคือผู฾ปุวยโรคมะเร็งได฾รับน้้ามันกัญชาสูตรอาจารย์เดชาโดยการหยดใต฾ลิ้น ติดต฽อกันทุกวัน ประเมินด฾วยแบบประเมิน ESAS ก฽อนการทดลองและประเมินหลังการทดลองในวันที่ 3 หลังการหยด น้้ามันกัญชาสูตรอาจารย์เดชา การวิเคราะห์ด฾วยสถิติ Wilcoxon Matched-pairs Signed rank test ผลการศึกษา ผลการศึกษาพบว฽า การเปรียบเทียบคะแนนประเมิน ESAS ก฽อนการทดลองใช฾น้้ามันกัญชาสูตร อาจารย์เดชา และหลังการใช฾น้้ามันกัญชาสูตรอาจารย์เดชาครั้งที่ 3 การวิเคราะห์ด฾วยสถิติ Wilcoxon Matchedpairs Signed rank test พบว฽า คะแนนESAS ก฽อนและหลังการน้้ามันกัญชาสูตรอาจารย์เดชาครั้งที่ 3 มีความ แตกต฽างกันอย฽างมีนัยส้าคัญทางสถิติ(p < 0.05) โดยประเมินอาการ จ้านวน 9 อาการ ได฾แก฽ เหนื่อย/อ฽อนเพลีย คลื่นไส฾ ซึมเศร฾าวิตกกังกล ง฽วงซึม เบื่ออาหาร ความไม฽สบายกายและใจ เหนื่อยหอบ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ จากผลการศึกษากลุ฽มตัวอย฽างมีอาการปวดลดลงและสามารถนอนหลับได฾ดี ขึ้นอย฽างเห็นผลได฾ชัดเจนดังนั้นจึงน้าผลการวิจัยมาพัฒนาระบบแนวทางการรักษาของผู฾ปุวยโรคมะเร็งโรงพยาบาล คอนสวรรค์ และผู฾วิจัยควรมีการพัฒนางานวิจัยโดยเก็บขนาดกลุ฽มตัวอย฽างที่ใหญ฽ขึ้นเพื่อศึกษาข฾อมูลการใช฾น้้ามัน กัญชาในระยะยาวและความปลอดภัยในการใช฾รักษาเพื่อน้ามาพัฒนาระบบและแนวทางการรักษาของผู฾ปุวยโรคมะเร็ง ขอโรงพยาบาลคอนสวรรค์ต฽อไป ค าส าคัญ: กัญชา โรคมะเร็ง อาการปวด นอนไม฽หลับ


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 11 O1.3 ผลของรูปแบบการคืนสมรรถภาพทางจิตสังคมต่อคุณภาพชีวิตของผู้ปุวยจิตเภท นายดรัณ พงศธรสกุล โรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ โรคจิตเภทเกิดจากความผิดปกติของกระบวนการคิด การรับรู฾ อารมณ์และ พฤติกรรม มีการแสดงออกผิดแปลกไปจากคนปกติ และมีอาการก้าเริบได฾เป็นช฽วงๆ ลักษณะดังกล฽าวส฽งผล กระทบต฽อผู฾ปุวยทั้งด฾านการใช฾ชีวิตประจ้าวัน สัมพันธภาพกับบุคคลแย฽ลง ความเสื่อมทางด฾านการดูแลตนเอง และด฾านปฏิสัมพันธ์ทางสังคมนี้ ท้าให฾ไม฽สามารถด้าเนินชีวิตในสังคมได฾อย฽างเต็มศักยภาพ จึงส฽งผลต฽อคุณภาพ ชีวิตผู฾ปุวยจิตเภทตามมา แนวคิดคืนสมรรถภาพทางจิตสังคมของ Farkas & Anthony (2010) ร฽วมกับแนวคิด คืนสู฽สุขภาวะของ Copeland (2002) ช฽วยส฽งเสริมให฾ผู฾ปุวยมีส฽วนร฽วมในการวางแผนดูแลตนเอง โดยมีบุคลากร วิชาชีพเป็นผู฾สนับสนุนให฾ผู฾ปุวยเป็นผู฾ตัดสินใจเลือกและก้าหนดแนวทางการดูแลสุขภาพของตน แหล฽ง สนับสนุนในชุมชนเป็นแหล฽งประโยชน์ช฽วยให฾ผู฾ปุวยจิตเภทสามารถด้ารงชีวิตในสังคมได฾ด฾วยตนเองและมีการ รับรู฾คุณภาพชีวิตดีขึ้น วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของรูปแบบการคืนสมรรถภาพทางจิตสังคมต฽อคุณภาพชีวิตของผู฾ปุวยจิตเภท วิธีการศึกษา เป็นการศึกษากึ่งทดลอง กลุ฽มตัวอย฽างเป็นผู฾ปุวยที่ได฾รับการวินิจฉัยจากจิตแพทย์เป็นโรคจิตเภท ตามเกณฑ์การวินิจฉัยของ ICD-10 ที่อาศัยอยู฽ในสถานคุ฾มครองคนไร฾ที่พึ่ง จังหวัดนครราชสีมา มีคุณสมบัติตาม เกณฑ์ที่ก้าหนดจ้านวน 40 คน ได฾รับการจับคู฽ด฾วยเพศและระยะเวลาในการเจ็บปุวย กลุ฽มทดลองได฾รับรูปแบบ การคืนสมรรถภาพทางจิตสังคมที่ผู฾จัดท้าพัฒนาขึ้น ส฽วนกลุ฽มควบคุมได฾รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช฾ ในการวิจัย คือ 1) รูปแบบการคืนสมรรถภาพทางจิตสังคม 2) แบบบันทึกข฾อมูลส฽วนบุคคล 3) แบบประเมิน คุณภาพชีวิตองค์การอนามัยโลก 4) แบบประเมินคืนสมรรถภาพทางจิตสังคม วิเคราะห์ข฾อมูลใช฾สถิติทดสอบที ผลการศึกษา 1) คุณภาพชีวิตของผู฾ปุวยจิตเภทหลังเข฾าร฽วมรูปแบบการคืนสมรรถภาพทางจิตสังคมสูงกว฽า ก฽อนเข฾าร฽วมรูปแบบการคืนสมรรถภาพทางจิตสังคมอย฽างมีนัยส้าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) หลังการทดลอง คุณภาพชีวิตของผู฾ปุวยจิตเภทที่เข฾าร฽วมรูปแบบการคืนสมรรถภาพทางจิตสังคมไม฽สูงกว฽าคุณภาพชีวิตของ ผู฾ปุวยจิตเภทที่ได฾รับการพยาบาลตามปกติ อย฽างมีนัยส้าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปผล คะแนนเฉลี่ยคุณภาพชีวิตของทั้ง 2 กลุ฽ม ระดับปานกลางเท฽ากัน เมื่อพิจารณารายด฾านพบว฽าคุณภาพ ชีวิตด฾านร฽างกาย, ความสัมพันธ์ทางสังคม, ด฾านสิ่งแวดล฾อม และคุณภาพชีวิตโดยรวม หลังการทดลองกลุ฽มที่ ได฾รับรูปแบบการคืนสมรรถภาพทางจิตสังคมดีกว฽ากลุ฽มที่ได฾รับการพยาบาลตามปกติโดยสรุปรูปแบบการคืน สมรรถภาพทางจิตสังคมแต฽ละกิจกรรมช฽วยส฽งเสริมคุณภาพชีวิตของผู฾ปุวยจิตเภทได฾ ค าส าคัญ รูปแบบการคืนสมรรถภาพทางจิตสังคม, คุณภาพชีวิต, ผู฾ปุวยจิตเภท


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 12 O1.4 ประสิทธิผลของการใช้โปรแกรมฝึกสมองส าหรับผู้สูงอายุ ที่มีภาวะความรู้คิดพร่องเล็กน้อย ต าบลซับสีทองและท่าหินโงม อ าเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ภิญาดา อาทิตย์วงษ์ พย.บ. โรงพยาบาลชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ ความเป็นมาและความส าคัญ ภาวะสมองเสื่อมเป็นความผิดปกติของสมองที่พบบ฽อยในผู฾สูงอายุ ผู฾ที่มีความ พร฽องด฾านความรู฾ความเข฾าใจระดับเล็กน฾อย (MCI) มีความเสี่ยงสูงต฽อการพัฒนาไปสู฽โรคอัลไซเมอร์ ภายใน 6 ปี ร฾อยละ 80 โดยเฉพาะผู฾ที่มีความบกพร฽องด฾านความจ้า อ.เมือง จ.ชัยภูมิ มีอัตราผู฾สูงอายุสูงสุดในจังหวัดชัยภูมิ และเขตสุขภาพที่ 9 ปัญหาที่พบหลังการคัดกรองกลุ฽มเสี่ยงเข฾าไม฽ถึงบริการ ไม฽สะดวกในการเดินทางไป โรงพยาบาล ไม฽ตระหนักถึงการปูองกัน ผู฾วิจัยจึงปรึกษาทีมสหสาขาวิชาชีพจัดระบบบริการคลินิกผู฾สูงอายุ เคลื่อนที่ ค฾นหาผู฾สูงอายุที่มีภาวะ MCI น้าเข฾าโครงการ โดยพัฒนาโปรแกรมจาก TEAM V ของกรมการแพทย์ ลดระยะเวลาจากเดิม 3 เดือน เหลือ 1 เดือนครึ่ง และ 6 ครั้ง เหลือ 2 ครั้ง วัตถุประสงค์การศึกษา ผลของโปรแกรมฝึกสมองผู฾สูงอายุที่มีภาวะความรู฾คิดพร฽องเล็กน฾อย เปรียบเทียบผล ของโปรแกรมก฽อนและหลังการทดลอง และระหว฽างกลุ฽มทดลองและกลุ฽มควบคุม วิธีการด าเนินการ การวิจัยครั้งนี้เป็นการการวิจัยกึ่งทดลอง แบบ 2 กลุ฽ม กลุ฽มตัวอย฽างเป็นผู฾สูงอายุที่มีความรู฾ คิดพร฽องเล็กน฾อย ต้าบลซับสีทองและท฽าหินโงม อ.เมือง จ.ชัยภูมิจ้านวน 50 ราย ก้าหนดจากตาราง Krejcie and Morgan สุ฽มอย฽างง฽ายแบบไม฽คืนที่ กลุ฽มทดลอง 25 คน กลุ฽มควบคุม 25 คน เครื่องมือการวิจัย ประกอบด฾วย แบบทดสอบสภาพสมอง แบบทดสอบภาวะซึมเศร฾า และโปรแกรมฝึกสมองผู฾สูงอายุ วิเคราะห์ ข฾อมูลด฾วยค฽าร฾อยละ SD, X และ Independent t-test ที่ระดับนัยส้าคัญ 0.05 แยกเป็นกลุ฽มทดลองและกลุ฽ม ควบคุม ก฽อนและหลังการทดลอง ผลการศึกษา กลุ฽มทดลองหลังได฾รับโปรแกรมฝึกสมองผู฾สูงอายุที่มีภาวะความรู฾คิดพร฽องเล็กน฾อย มีค฽าคะแนน รวมด฾านการรู฾คิด, ความใส฽ใจ, การระลึกถึงค้าก฽อนหน฾า และ การรับรู฾วัน เวลา สถานที่ บุคคลมากกว฽าก฽อนการ ทดลอง และมากกว฽ากลุ฽มควบคุม อย฽างมีนัยส้าคัญทางสถิติ (p-value < 0.05) สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ ควรส฽งเสริมให฾มีกิจกรรมฝึกสมองเพื่อกระตุ฾นความใส฽ใจและ ความจ้า จัดให฾มีผู฾ดูแลเข฾าร฽วมกิจกรรมช฽วยกระตุ฾นให฾ท้ากิจกรรมต฽อเนื่องที่บ฾าน เพิ่มความสามารถด฾านความจ้า การสื่อสาร การรับรู฾มิติสัมพันธ์และการบริหารจัดการ เพิ่มเติมกิจกรรมในชมรม/โรงเรียนผู฾สูงอายุ พัฒนา ศักยภาพทีมที่จัดกิจกรรมให฾ครอบคลุม และควรขยายพื้นที่ด้าเนินโครงการทุกต้าบลเพื่อวัดผลให฾ชัดเจน ค าส าคัญ : โปรแกรมฝึกสมอง; ผู฾สูงอายุ; ภาวะความรู฾คิดพร฽องเล็กน฾อย


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 13 O1.5 ผลของโปรแกรมเข่ายิ้มโดยบูรณาการกับทีมสหสาขาวิชาชีพเพื่อดูแลรักษา ผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมในชุมชน ชมพูนุท ชีวะกุล*วิธวินท์ ฝักเจริญผล**กลิ่นสุดา เร฽งพิมาย* *จิดาภา ปิจะยัง**สุดารัตน์ ยารัมย์** กลุ฽มงานเวชกรรมฟื้นฟู โรงพยาบาลบุรีรัมย์* กลุ฽มงานเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลบุรีรัมย์** บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ปัจจุบันประเทศไทยเข฾าสู฽สังคมผู฾สูงอายุอย฽างสมบูรณ์ ปัญหาสุขภาพจากความ เสื่อมทางร฽างกายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งโรคข฾อเข฽าเสื่อม พบมากในผู฾สูงอายุ ท้าให฾เกิดความเจ็บปวด และจ้ากัดการ เคลื่อนไหวอาจน้าไปสู฽ความพิการได฾ วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมเข฽ายิ้มโดยเปรียบเทียบคะแนน โดยใช฾แบบประเมิน Modified WOMAC Score วัดระดับความปวด ความฝืดข฾อ ความสามารถในการท้ากิจกรรม และวัดองศา การเคลื่อนไหวของข฾อเข฽าโดยใช฾โกนิโอมิเตอร์ ก฽อนและหลังการทดลอง วิธีด าเนินการ การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษากึ่งทดลอง ผู฾สูงอายุแบ฽งเป็นกลุ฽มทดลองและกลุ฽มควบคุม กลุ฽มละ 47 คน โดยวิธีสุ฽มอย฽างง฽าย กลุ฽มทดลองจะได฾รับโปรแกรมทั้งหมด 8 สัปดาห์ ดังนี้ 1) ตรวจประเมินภาวะ ข฾อเข฽าเสื่อมโดยแพทย์ สัปดาห์ที่ 1 2) การออกก้าลังกายกล฾ามเนื้อต฾นขา ร฽วมกับการให฾ค้าแนะน้าในการ ปฏิบัติตัวโดยนักกายภาพบ้าบัด 3 ครั้ง/สัปดาห์ 3) การพอกเข฽าด฾วยสมุนไพรโดยแพทย์แผนไทย 1 ครั้ง/ สัปดาห์ 4) การติดตามเยี่ยมบ฾านสัปดาห์ที่ 5 โดยทีมสหวิชาชีพร฽วมกับอาสาสมัครสาธารณสุข เพื่อทบทวนการ ออกก้าลังกาย การปฏิบัติตัวที่ถูกต฾อง และการปรับสภาพแวดล฾อมที่เหมาะสม อีกทั้งเสริมสร฾างก้าลังใจ วิเคราะห์ข฾อมูลโดยใช฾สถิติ Pair t-test และ Independent t-test ผลการศึกษา พบว฽าหลังการได฾รับโปรแกรมเข฽ายิ้ม ผู฾สูงอายุมีอาการปวดลดลง ความฝืดข฾อลดลง ความสามารถในการท้ากิจกรรมเพิ่มขึ้น และองศาการเคลื่อนไหวของข฾อเข฽าเพิ่มขึ้นอย฽างมีนัยส้าคัญทางสถิติ (P<0.01) สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์หลังได฾รับโปรแกรมเข฽ายิ้ม เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ สามารถลด อาการปวด ลดความฝืดข฾อ เพิ่มความสามารถในการท้ากิจกรรม และเพิ่มองศาการเคลื่อนไหวของข฾อเข฽าได฾ ปัจจุบันได฾จัดตั้งคลินิกเข฽ายิ้ม เพื่อดูแลรักษาผู฾สูงอายุครอบคลุมทั้งหมด 6 ชุมชน เขตอ้าเภอเมือง จังหวัด บุรีรัมย์ อีกทั้งมีการประสานอาสาสมัครสาธารณสุข ประจ้าชุมชนเพื่อที่ผู฾สูงอายุสามารถเข฾าถึงการคัดกรองโรค ข฾อเข฽าเสื่อมเบื้องต฾นได฾อย฽างรวดเร็ว ค าส าคัญ : ข฾อเข฽าเสื่อม, ผู฾สูงอายุ, ออกก้าลังกายกล฾ามเนื้อต฾นขา, พอกเข฽า


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 14 O1.6 ประสิทธิผลของการกระตุ้นพัฒนาการเด็กสมองพิการต่อระดับความสามารถพัฒนาการของเด็กสมองพิการโดยใช้ แบบประเมิน DSPM และ DAIM ในโรงพยาบาลบุรีรัมย์ วราภรณ์ ยินดีมาก งานกายภาพบ้าบัด โรงพยาบาลบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความส าคัญและความเป็นมา ภาวะเด็กสมองพิการ (Cerebral Palsy) เป็นความผิดปกติด฾านการเคลื่อนไหวและท฽าทางที่เกิด จากการบาดเจ็บ จากรอยโรคที่คงที่ในสมอง โดยมีความชุก 2-3/1000 คน สาเหตุที่พบได฾บ฽อยคือ ไม฽ทราบสาเหตุ ปัจจัยเสี่ยง ที่พบได฾บ฽อยที่สุด คือ การคลอดก฽อนก้าหนด มีความผิดปกติและความรุนแรงของโรคแตกต฽างกัน มีผลต฽อการด้าเนินชีวิตของ เด็ก งานกายภาพบ้าบัดได฾เห็นถึงความส้าคัญจึงได฾ท้าการศึกษาประสิทธิผลของการกระตุ฾นพัฒนาการของเด็กสมองพิการโดยใช฾แบบ ประเมิน DSPM และ DAIM วัตถุประสงค์: 1.เพื่อศึกษาผลของการกระตุ฾นพัฒนาการเด็กสมองพิการต฽อการเปลี่ยนแปลงระดับความสามารถพัฒนาการของ เด็กสมองพิการโดยใช฾แบประเมิน DSPM และDAIM 2. เพื่อเปรียบเทียบผลก฽อน-หลังของของการกระตุ฾นพัฒนาการเด็กสมอง พิการต฽อระดับความสามารถพัฒนาการของเด็กสมองพิการโดยใช฾แบบประเมิน DSPM และ DAIM วิธีการด าเนินการ การวิจัยกึ่งทดลอง เพื่อเปรียบเทียบผลของการเปลี่ยนแปลงพัฒนาการของเด็กสมองพิการโดยใช฾แบบ ประเมิน DSPM และ DAIM ก฽อนและหลังการได฾รับโปรแกรมการการฝึกฟื้นฟูสมรรถภาพส้าหรับเด็กสมองพิการ 24 สัปดาห์ เป็นผู฾ปุวยเด็กสมองพิการเพศชายและหญิง อายุแรกเกิด ถึง 15 ขวบ ที่มารับการกระตุ฾นพัฒนาการ โดยการคัดเลือก กลุ฽มตัวอย฽าง จ้านวน 60 คน ใช฾แบบสอบถามข฾อมูลส฽วนบุคคล แบบบันทึกพัฒนาการของเด็กสมองพิการ DSPM และ DAIM เก็บรวบรวมข฾อมูล ระหว฽างเดือน สิงหาคม 2564 ถึง เดือนมกราคม 2565 วิเคราะห์ข฾อมูลโดยใช฾สถิติพรรณนา และสถิติ อนุมาน ด฾วย Paired-t-test ผลการศึกษา พบว฽าผู฾ปุวยเด็กสมองพิการจ้านวน 60 ราย เพศชาย 34 ราย (ร฾อยละ 56.66) เพศหญิง 26 ราย (ร฾อยละ 43.33), อายุเฉลี่ย ( เดือน, BMI เฉลี่ย ( Kg/m2., อัตราการเต฾นของ หัวใจเฉลี่ย ( ครั้ง/นาที, อัตราการหายใจเฉลี่ย ( ครั้ง/นาที มีประวัติการ คลอดก฽อนก้าหนด 46 ราย (ร฾อยละ 76.66) และมีการคลอดปกติ 14 ราย (ร฾อยละ 23.33) การเปรียบเทียบระดับพัฒนาการ ของเด็กพิการหลังได฾รับโปรแกรมการฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายภาพบ้าบัดเป็นระยะเวลา 24 สัปดาห์ โดยใช฾แบบประเมิน DSPM และ DAIM พบว฽า เด็กสมองพิการที่ได฾รับการกระตุ฾นพัฒนาการมีค฽าการเปลี่ยนแปลงพัฒนาการของการเคลื่อนไหว แตกต฽างกันอย฽างมีนัยส้าคัญทางสถิติ (P<0.05) สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ การฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายภาพบ้าบัดในระยะเวลา 6 เดือนขึ้นไป มีผลต฽อ การเปลี่ยนแปลงพัฒนาการเด็กสมองพิการเพิ่มขึ้น 1 ระดับ การน้าแบบประเมินพัฒนาการด฾านการเคลื่อนของกล฾ามเนื้อมัด ใหญ฽ที่พัฒนาขึ้นสามารถน้าใช฾ในการประเมินผู฾ปุวยเด็กที่มีปัญหาทางการเคลื่อนไหวได฾อย฽างสะดวกรวดเร็วและสามารถ เปรียบเทียบความก฾าวหน฾าในการรักษาได฾อย฽างมีประสิทธิภาพ ค าส าคัญ: Children with Cerebral Palsy, Developmental Stimulation, Developmental Surveillance and Promotion Manual, Developmental Assessment for Intervention Manual


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 15 O1.7 การพัฒนางานกายภาพบ าบัดในผู้ปุวยผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม โรงพยาบาลปากช่องนานา ศักดิ์ดา นิจโกทม นักกายภาพบ้าบัดปฏิบัติการ กลุ฽มงานเวชกรรมฟื้นฟูโรงพยาบาลปากช฽องนานา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ปัจจุบันการผ฽าตัดเปลี่ยนข฾อเข฽าเทียมเป็นการรักษาที่พบมากในกลุ฽มผู฾สูงอายุ โดยเฉพาะในกลุ฽มที่มีปัญหาเรื่องข฾อเข฽าเสื่อมรุนแรง การได฾รับการฟื้นฟูด฾านกายภาพบ้าบัดที่เหมาะสมจึงเป็น สิ่งที่ควรให฾ความส้าคัญ จากข฾อมูลย฾อนหลังปี 2562-2564 ของโรงพยาบาลปากช฽องนานา ได฾มีการให฾บริการใน การรักษาด฾วยวิธีการผ฽าตัดเปลี่ยนข฾อเข฽าเทียมเป็นจ้านวน 51 , 48, 21 รายตามล้าดับ จากการให฾บริการที่เพิ่ม มากขึ้นนี้ กลับพบปัญหาที่ยังส฽งผลต฽อคุณภาพชีวิตในระหว฽างและหลังการผ฽าตัด ซึ่งพบว฽าผู฾ปุวยมีอัตราการ รนอนโรงพยาบาลระหว฽างการผ฽าตัดสูงเฉลี่ย 7-10 วัน และถึงแม฾จะได฾รับการรักษาด฾วยวิธีการผ฽าตัดแล฾ว ผู฾ปุวย ยังไม฽สามารถกลับไปใช฾งานได฾อย฽างมีประสิทธิภาพ โดยยังคงมีอาการปวดรบกวนในระหว฽างการเดิน และยัง ต฾องใช฾อุปกรณ์ช฽วยเดินในการเคลื่อนไหว วัตถุประสงค์ : พัฒนาระบบการให฾บริการด฾านกายภาพบ้าบัด ใน ผู฾ปุวยผ฽าตัดเปลี่ยนข฾อเข฽าเทียม เพื่อลดอัตราการนอนโรงพยาบาลในระหว฽างการพักฟื้นหลังการผ฽าตัด และ เพื่อให฾ผู฾ปุวยสามารถใช฾งานข฾อเข฽าหลังการผ฽าตัดได฾อย฽างมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น วิธีการ ด าเนินการ : การวิจัยกึ่งทดลอง ( Quasi-Experimental study ) โดยด้าเนินการเก็บข฾อมูลในผู฾ปุวยที่ได฾รับ การรักษาด฾วยวิธีการผ฽าตัดเปลี่ยนข฾อเข฽าเทียม ระหว฽างเดือน มกราคม - ธันวาคม 2565 จ้านวน 75 ราย โดย ให฾บริการในการตรวจร฽างกายทางกายภาพบ้าบัด รวมถึงการให฾ค้าแนะน้าก฽อนการผ฽าตัด ( Pre operative physical therapy program ) การใช฾วิธีการเดินลงน้้าหนักร฽วมกับอุปกรณ์ช฽วยเดินหลังผ฽าตัดในระดับ 50- 100 % ( Weight as tolerated ) และการให฾โปรแกรมกายภาพบ้าบัดเพื่อฟื้นฟูข฾อเข฽าหลังการผ฽าตัดต฽อเนื่อง ท้าการวัดผลการด้าเนินงานโดยใช฾อัตราการนอนโรงพยาบาลเฉลี่ยในระหว฽างผ฽าตัด ( Length of stay ) และ การวัดประสิทธิภาพการเดินทรงตัวเปรียบเทียบก฽อน – หลังการเข฾ารับบริการด฾วย Time up and go test ผล การศึกษา : อัตราการนอนโรงพยาบาลในระหว฽างการผ฽าตัด มีค฽าเฉลี่ยลดลงที่ 6.27 วัน จากเดิมที่ข฾อมูล ย฾อนหลังปี 2562-2564 อยู฽ที่ 10.81,10.2 และ 7.73 วันตามล้าดับ และความสามารถในการเดินของผู฾ปุวย เมื่อได฾รับโปรแกรมกายภาพบ้าบัด สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เป็นระยะเวลา 3 เดือน มีประสิทธิภาพการเดินที่ดีขึ้น โดยทดสอบด฾วย Time up and go test มีการเปลี่ยนแปลงอย฽างมีนัยส้าคัญทางสถิติ ( z= -2.244 , p = 0.025 ) สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : จากผลการด้าเนินการดังกล฽าว มีส฽วนช฽วยในการเพิ่ม คุณภาพชีวิตแก฽ผู฾เข฾ารับบริการ ลดจ้านวนวันในการพักฟื้นหลังผ฽าตัด มีประสิทธิภาพการเดินที่ดี สามารถกลับ เข฾าสู฽สังคมได฾อย฽างยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นการส฽งเสริมให฾ผู฾สูงอายุและผู฾เข฾ารับบริการ หันมาสนใจในการใส฽ใจดูแล สุขภาพของตนเองอย฽างยั่งยืน ค าส าคัญ : Total knee arthroplasty , Physical therapy , Rehabilitation


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 16 O1.8 การพัฒนาระบบการฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายในผู้ป่วยระยะกลางผ่านระบบไลน์ออฟฟิตเชียล มนัสวี ให้ศิริกุล กลุ่มงานเวชกรรมฟื้นฟู โรงพยาบาลบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : พบว่าผู้ดูแลผู้ปุวยระยะกลางที่กลับมาพักฟื้นที่บ้านจดจ าวิธีการฟื้นฟูไม่ได้ และไม่ใช่ผู้ ที่ผ่านการอบรมที่โรงพยาบาล ท าให้ผู้ปุวยไม่ได้รับการฟื้นฟูเท่าที่ควร มีภาวะแทรกซ้อน ดังนั้นการฟื้นฟูสมรรถภาพ ทางกายในผู้ปุวยระยะกลาง ผ่านระบบไลน์ออฟฟิตเชียลโดยการแนะน าและติดตามผ่านสื่อวิดีทัศน์ ท าให้ผู้ปุวย และ ผู้ดูแลมีความมั่นใจในการฟื้นฟูสมรรถภาพอย่างมีประสิทธิภาพ วัตถุประสงค์: ศึกษาผลการพัฒนาและความพึงพอใจระบบการฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายในผู้ปุวยระยะกลางผ่าน ระบบไลน์ออฟฟิตเชียล “การฟื้นฟูผู้ปุวย IMC” วิธีการด าเนินการ : วิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ ่งทดลอง(Quasi-experimental research) กลุ ่มตัวอย่าง 26 คน ขั้นตอนด าเนินการ 1) ส ารวจ วิเคราะห์ ความต้องการการฟื้นฟู 2) ศึกษาเอกสาร งานวิจัยเกี ่ยวกับการฟื้นฟู สมรรถภาพ และการท าไลน์ออฟฟิตเชียล 3) จัดท าร่างและสื่อวิดิทัศน์แนะน าความรู้การฟื้นฟูสมรรถภาพ ผ่านการ ประเมินคุณภาพจากผู้เชี ่ยวชาญ 3 ท ่าน 4) พัฒนาแพลตฟอร์มไลน์ออฟฟิตเชียล “การฟื้นฟูผู้ป ุวย IMC” ประกอบด้วยความรู้เกี่ยวกับการฟื้นฟูสมรรถภาพ ช่องทางติดต่อทางข้อความ และวิดิโอคอล มีนักกายภาพบ าบัด นัก กิจกรรมบ าบัด แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูเป็นผู้ดูแลระบบ 5) ทดลองระบบ ประเมินความรู้ก่อนและหลังใช้งาน และ ประเมินผลความพึงพอใจ 6) ติดตามและประเมินความสามารถในการท ากิจวัตรประจ า(BI) ตลอดจนภาวะแทรกซ้อน 7) รวบรวม และสรุปผล วิเคราะห์ข้อมูล ข้อมูลส่วนบุคคล ใช้การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ประเมินความสามารถใน การประกอบกิจวัตรประจ าวันของผู้ปุวย และความพึงพอใจด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบความรู้ การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ปุวยของอาสาสมัคร และความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจ าวันของผู้ปุวย ก่อนและ เมื่อสิ้นสุดงานวิจัย ด้วยสถิติ Pair T-test ผลการศึกษา : อาสาสมัครมี 2 กลุ่มกลุ่มละ 26 ราย ผู้ดูแลผู้ป ุวย อายุเฉลี่ย 46.3 ปี(S.D.=12.2) ผู้ปุวยระยะกลาง อายุเฉลี่ย 57.5 ปี(S.D.=14.2) คะแนนความรู้การฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายก่อนและหลังได้รับความรู้จากสื่อวิดิทัศน์ ในไลน์ออฟฟิตเชียล“การฟื้นฟูผู้ป ุวยIMC”คะแนนเฉลี่ย 8.9 (S.D.=1.1) และ 12.1 (S.D.=1.6)ตามล าดับ มีความ แตกต่างอย่างมีนัยส าคัญสถิติ(p < 0.05) ความพึงพอใจในไลน์“การฟื้นฟูผู้ปุวย IMC” อยู่ระดับดีมาก ความสามารถ ในการท ากิจวัตรประจ าวันของผู้ปุวยจาก 19 คะแนน(S.D.=3.4) เพิ่มเป็น 43.8 คะแนน(S.D.=6.2) ผลสรุปและการน าไปใช้ประโยชน์: การพัฒนาระบบการฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายด้วยไลน์“การฟื้นฟูผู้ปุวยIMC” สามารถเพิ่มศักยภาพ และความรู้ของผู้ดูแล/ผู้ปุวยระยะกลางเมื่อกลับบ้านด้วยการดูวิดีทัศน์เพื่อทบทวนความรู้แล้ว น าไปปฏิบัติ และแนะน าต่อได้เป็นช่องทางในติดต่อสอบถามปัญหา และติดตามทางไกลผ่านทางวิดีโอคอล ค าส าคัญ : การฟื้นฟูสมรรถภาพ ผู้ปุวยระยะกลาง ไลน์ออฟฟิตเชียล


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 17 O1.9 ประสิทธิผลของการนวดเพื่อลดอาการปวดบ่า ต้นคอ ในกลุ่มผู้ปุวยออฟฟิศซินโดรม โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ชไมพร ทองมาก โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ จังหวัดนครราชสีมา ความเป็นมาและความส าคัญ ปัจจุบันการท างานและใช้ชีวิตในสังคมเทคโนโลยีสมัยใหม่มีแนวโน้มของ จ านวนผู้ใช้คอมพิวเตอร์เพิ่มมากขึ้น จากการส ารวจกลุ่มผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์เพื่อการท างาน มีจ านวนมากถึง ร้อยละ 93.5 โดยพฤติกรรมจากการนั ่งท างานอยู ่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานอาจก ่อให้เกิดสภาวะ เครียดจากการท างาน มีแนวโน้มเจ็บปุวยด้วยโรคกล้ามเนื้ออักเสบ ความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อตรงบริเวณ กระดูกสันหลังมากขึ้น ส่งผลให้มีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเรื้อรัง และกลายเป็นปัญหาสุขภาพอันดับหนึ่งของ วัยท างาน โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์เป็นสถานพยาบาลที่มีบริการด้านการแพทย์แผนไทยหลายด้านและจาก การรวบรวมข้อมูลของกลุ่มอาการปวดบ่า ต้นคอ ปี 2564, 2565 และ 2566 พบว่า มีผู้มารับบริการด้วยกลุ่ม อาการปวดบ ่า ต้นคอ จ านวน 210 ราย ,157 รายและ 156 ราย ตามล าดับ ซึ ่งอาการปวดเหล ่านี้ส ่งผล กระทบต่อคุณภาพชีวิตในการท ากิจวัตรประจ าวัน คณะผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาประสิทธิผลของการนวดเพื่อ ลดอาการปวดบ่า ต้นคอ ในกลุ่มผู้ปุวยออฟฟิศซินโดรม วัตถุประสงค์ ศึกษาประสิทธิผลของการนวดเพื่อลดอาการปวดบ่า ต้นคอ ในกลุ่มผู้ปุวยออฟฟิศซินโดรม และ เพื่อวัดความพึงพอใจของการนวดในกลุ่มผู้ปุวยออฟฟิศซินโดรม วิธีการด าเนินการ การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบทดลองเบื้องต้น แบบกลุ่มเดียว วัดผลก่อน -หลัง กลุ่ม ตัวอย่าง คือ ผู้ปุวยที่มีอาการปวดบ่า ต้นคอ ที่มารับบริการที่คลินิกแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ จ านวน 30 ราย เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบบันทึกวิจัยและแบบสอบถามความ พึงพอใจเก็บรวบรวมข้อมูล ระหว ่างวันที ่ 1 เมษายน ถึง 30 กันยายน 2566 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ พรรณนาได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติอนุมาน ได้แก่ Paired sample t-test ผลการศึกษา ผลการศึกษาพบว่าระดับความเจ็บปวดเฉลี่ยก่อนการนวดรักษาเท่ากับ 5.50 และหลังการนวด รักษาเท่ากับ 2.73 เมื่อทดสอบความแตกต ่างทางสถิติ พบว ่า ระดับความเจ็บปวดเฉลี่ยหลังการนวดรักษา ลดลงอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ และในภาพรวมของความพึงพอใจด้านการนวดรักษา อยู่ระดับพึงพอใจมาก ( = 4.45) สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน ผลการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการนวดรักษาสามารถช่วยลด ระดับความเจ็บปวด บริเวณบ่า ต้นคอ ในกลุ่มผู้ปุวยออฟฟิศซินโดรมได้และผู้มารับบริการมีความพึงพอใจ ด้านการนวดรักษา อยู ่ระดับพึงพอใจมาก โดยสามารถน าข้อมูล ที ่ได้จากการศึกษาวิจัยครั้งนี้ไปบูรณาการ ร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบันและน าไปใช้เป็นทางเลือกในการดูแลกลุ่มผู้ปุวยออฟฟิศซินโดรมได้ ค าส าคัญ : การนวด ออฟฟิศซินโดรม อาการปวด


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 18 O1.10 การพัฒนากระบวนการดูแลผู้ปุวยโรคเบาหวานที่มานอนรักษาตัวในโรงพยาบาลชัยภูมิ ด้วยภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลัน โดยพยาบาลผู้จัดการรายกรณีโรคเบาหวานร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพ อนุทัย พระคลังทิว, โสลัดดา จวงเงิน และวนิภาวรรณ เสนชัย NCD Clinic โรงพยาบาลชัยภูมิ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ จากสถานการณ์การเกิดภาวะแทรกซ฾อนเฉียบพลันในผู฾ปุวยเบาหวานในจังหวัดชัยภูมิ ปี พ.ศ. 2562 - ปี พ.ศ. 2564 พบ ร฾อยละ 2.21 , 1.57 ,1.56 ตามล้าดับ และจากการเก็บรวบรวมข฾อมูลผู฾ปุวยที่นอนพักรักษาตัวด฾วย ภาวะแทรกซ฾อนเฉียบพลันของโรคเบาหวานในโรงพยาบาลชัยภูมิ เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2564 - เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 พบว฽ามีจ้านวนผู฾ปุวยเบาหวาน เพศชายร฾อยละ 39.45 เพศหญิงร฾อยละ 60.55 มีปัญหา HbA1C > 8.5 ร฾อยละ 76.89 มี จากข฾อมูลดังกล฽าว ผู฾ศึกษาจึงได฾เล็งเห็นความส้าคัญในการพัฒนากระบวนการดูแลผู฾ปุวยโรคเบาหวาน โดยพยาบาลผู฾จัดการ รายกรณีโรคเบาหวาน ร฽วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพ เพื่อให฾ผู฾ปุวยมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพที่ดีขึ้นส฽งผลต฽อการควบคุมระดับ น้้าตาลสะสม ของผู฾ปุวย วัตถุประสงค์ เพื่อให฾ผู฾ปุวยมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพที่ดี วิธีการศึกษา การศึกษาผู฾ปุวยโรคเบาหวานที่มานอนรักษาตัวด฾วย ภาวะแทรกซ฾อนเฉียบพลันในโรงพยาบาลชัยภูมิช฽วงระยะเวลา ต.ค. 2564 ถึง เดือนก.พ. 2566 โดยการเปรียบเทียบข฾อมูล ก฽อนและหลังการพัฒนากระบวนการดูแลผู฾ปุวย จ้านวน 502 ราย ซึ่งการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการอย฽างมีส฽วนร฽วม วิเคราะห์ข฾อมูล โดยใช฾สถิติเชิงพรรณนา เพื่อใช฾ในการสรุป บรรยาย และร฾อยละ มีความมุ฽งหมายเพื่อเป็นการพัฒนารูปแบบ การดูแลผู฾ปุวยโรคเบาหวาน โดยการมีส฽วนร฽วมของทีมสหสาขาวิชาชีพ โดยมีขั้นตอนการด้าเนินการ ดังนี้ 1. การค฾นหาปัญหาและวิเคราะห์แนวทางแก฾ไขปัญหา โดยการประชุมระดมสมองร฽วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพ โดย ปัญหาที่พบคือ 2. พัฒนาระบบการให฾ค้าปรึกษาเพิ่มขึ้นโดยจัดอบรมโครงการ mini case manager และแบ฽งหน฾าที่รับผิดชอบอย฽าง ชัดเจน 3. จัดท้าแนวทางการรับให฾ค้าปรึกษาอย฽างชัดเจนและเป็นนโยบายลงสู฽ผู฾ปฏิบัติงาน 4. สร฾างไลน์กลุ฽มส้าหรับรับให฾ค้าปรึกษาผู฾ปุวยโรคเบาหวาน โดยรับค้าสั่งการรักษาจากแพทย์ผู฾รักษา 5. ให฾ความรู฾เรื่องโรคเบาหวานตามปัญหาที่พบในผู฾ปุวยแต฽ละรายโดยพยาบาลผู฾จัดการรายกรณี โดยใช฾สื่อการสอน โมเดลอาหาร 6. ประชุมทีมสหสาขาวิชาชีพจัดท้า case conference เดือนละ 2 ครั้ง 7. ส฽งเยี่ยมบ฾านโดยใช฾ระบบThai COC รวมถึงการประสานไปยังเครือข฽าย 8. ติดตามประเมินผล ค฽าระดับน้้าตาลสะสมในเม็ดเลือด 6 เดือน หลังจากใช฾กระบวนการ 9. วิเคราะห์ข฾อมูล โดยใช฾สถิติเชิงพรรณนา เพื่อใช฾ในการสรุป บรรยาย และร฾อยละ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ จากการศึกษาผู฾ปุวยโรคเบาหวานที่มานอนรักษาตัวด฾วยภาวะแทรกซ฾อนเฉียบพลัน ในโรงพยาบาลชัยภูมิช฽วงระยะเวลา เดือนตุลาคม 2564 ถึง เดือนกุมภาพันธ์2566 ก฽อนและหลังการพัฒนากระบวนการ จ้านวน 502 ราย พบว฽าผู฾ปุวยมีศักยภาพในการดูแลตนเองได฾ดีขึ้น โดยค฽าระดับน้้าตาลสะสมในเม็ดเลือดแดง (HbA1C) > 8.5 ก฽อนใช฾กระบวนการ ร฾อยละ 76.89 หลังใช฾กระบวนการลดลงเหลือ ร฾อยละ 51.19 ค าส าคัญ : พยาบาลผู฾จัดการรายกรณี, ผู฾ปุวยโรคเบาหวานด฾วยภาวะแทรกซ฾อนเฉียบพลัน,ทีมสหสาขาวิชาชีพ


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 19 O1.11 การพัฒนารูปแบบการด าเนินงานด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาลสู่การจัดการขยะ ในชุมชน ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วม อ าเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ ธมลวรรณ ใจเกษมและปานฝัน ศิริมนตรี โรงพยาบาลคอนสวรรค์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ โรงพยาบาลเป็นหน฽วยบริการที่ให฾บริการแก฽ประชาชน ในแต฽ละวันมีกิจกรรมจากผู฾ใช฾บริการจ้านวนมาก ก฽อให฾เกิดของเสีย เช฽น เศษอาหาร สิ่งปฏิกูลที่เกิดจากการขับถ฽าย น้้าเสีย ตลอดจนมูลฝอยติดเชื้อ การใช฾พลังงานและ การใช฾สารเคมีในกิจกรรมต฽าง ๆ ซึ่งล฾วนส฽งผลกระทบต฽อปัญหาสิ่งแวดล฾อมของโรงพยาบาลและชุมชนโดยรอบ การ พัฒนางานด฾านอนามัยสิ่งแวดล฾อมในโรงพยาบาลให฾ถูกต฾องตามหลักวิชาการจึงมีความส้าคัญยิ่ง วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อพัฒนางานด฾านอนามัยสิ่งแวดล฾อมให฾ได฾มาตรฐาน และเกิดการจัดการขยะที่ถูกหลัก สุขาภิบาลในชุมชน วิธีการด าเนินงาน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส฽วนร฽วม (PAR) แบ฽งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การพัฒนางานด฾านอนามัยสิ่งแวดล฾อมในโรงพยาบาลด฾วยกระบวนการ Plan-Do-Check-Action (PDCA) 4 ขั้นตอน คือ1) การวางแผนด้าเนินการ (Plan) วิเคราะห์สภาพปัญหาด฾วย 5W1H หาแนวทางแก฾ปัญหา และร฽วมกันจัดท้า แผนปฏิบัติการอนามัยสิ่งแวดล฾อมและการจัดการขยะ 2) การด้าเนินการตามแผน (DO) ก้าหนดนโยบายและ มาตรการด้าเนินงานด฾านอนามัยสิ่งแวดล฾อม ซึ่งเน฾นการจัดการขยะ การคัดแยกขยะ ณ แหล฽งก้าเนิด โดยการท้างาน แบบบูรณาการทุกแผนกในโรงพยาบาลและรพ.สต.ทั้ง 9 แห฽ง พัฒนาศักยภาพบุคลากร สนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ในการ จัดบริการ 3) การประเมินและสรุปผล (Check) ) โดยใช฾เกณฑ์GREEN & CLEAN Hospital 4)ปรับปรุงแก฾ไขและวาง แผนการด้าเนินงานใหม฽ (Action) โดยใช฾ CIPP Model ร฽วมกับ SWOT Analysis ระยะที่ 2 การจัดการขยะในชุมชน ด฾วยกระบวนการ Plan-Do-Observe-Reflect (PAOR) โดยใช฾กลยุทธ์ PIRAB ดังนี้ P : Partnership ร฽วมกันด้าเนินงานภายใต฾ “คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอ้าเภอ” (พชอ.) จัด ให฾มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู฾ระหว฽างโรงพยาบาลและชุมชน I : Invesment การด้าเนินงานตามนโยบาย “Green Community” ในชุมชน จาก “กองทุนศูนย์บาท สู฽ธนาคารขยะในชุมชน” R : Regulate and Legislate ก้าหนด ข฾อบัญญัติจัดการขยะในชุมชน A : Advocate สนับสนุนให฾เกิดการท้างานร฽วมกันกับทุกภาคส฽วน B : Build Capacity พัฒนาศักยภาพบุคลากรทุกภาคส฽วน ผลการศึกษา พบว฽า 1) โรงพยาบาลคอนสวรรค์ผ฽านการประเมินตามมาตรฐาน GREEN & CLEAN Hospital ระดับ Challange 2) การด้าเนินงานในชุมชน ในพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลคอนสวรรค์ จ้านวน 16 หมู฽บ฾าน มีการ จัดตั้งธนาคารขยะในปี 2562, 2564, 2566 จ้านวน 1, 4 และ 16 หมู฽บ฾าน คิดเป็นร฾อยละ 6.25, 25 และ 100 ตามล้าดับ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ 1. การพัฒนาการด้าเนินงานต฾องอาศัยความร฽วมมือจากภาคีเครือข฽ายทั้งภายในและภายนอกองค์กร 2. การสร฾างความตระหนักให฾ประชาชนก฽อให฾เกิดการด้าเนินงานที่ยั่งยืนในชุมชน ค าส าคัญ : อนามัยสิ่งแวดล฾อม, การมีส฽วนร฽วม, การจัดการขยะ


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 20 O1.12 การพัฒนาระบบการเก็บข้อมูลการออกเยี่ยมบ้าน (Home health care) ร่วมกับสหวิชาชีพเป็น ฐานข้อมูลกลางอิเล็กทรอนิกส์ เขตรับผิดชอบโรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ อ าเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ พงษ์พิพัฒน์ จงเพ็งกลาง กลุ฽มงานการแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ อ้าเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ทีมออกเยี่ยมบ฾านเป็นทีมที่รวมสหวิชาชีพที่เกี่ยวข฾อง ซึ่งมีการเก็บข฾อมูลโดยใช฾ กระดาษ และเก็บแยกของแต฽ละวิชาชีพ ปัญหาที่พบคือการสูญหายหรือนานเข฾าก็อาจช้ารุจ อีกทั้งเมื่อต฾องการสืบค฾น ข฾อมูล กลับพบว฽าทุกคนมีข฾อมูลที่ไม฽ได฾มีการน้ามารวมกันเป็นฐานข฾อมูลกลางจึงยากต฽อการน้าข฾อมูลมาประมวลผล วัตถุประสงค์การศึกษา : 1) เพื่อพัฒนาระบบการเก็บข฾อมูลการออกเยี่ยมบ฾านร฽วมกับสหวิชาชีพเป็นฐานข฾อมูลกลาง อิเล็กทรอนิกส์ 2) เพื่อท้าให฾การสืบค฾นข฾อมูลการออกเยี่ยมบ฾านง฽ายและสะดวกต฽อการน้ามาใช฾หรือวิเคราะห์ข฾อมูลของ ทีม วิธีด าเนินการ : การศึกษาในครั้งนี้เป็น Action research โดยอาศัยแนวความคิดของ Walter Shewhart (PDCA) ประชากร คือ ทีมสหวิชาชีพที่ออกเยี่ยมบ฾านผู฾ปุวย (Home health care) จ้านวน 27 คน มีการเก็บรวบรวม ข฾อมูลประกอบด฾วย 7 ขั้นตอน ได฾แก฽ 1) การวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรค 2) ร฽วมออกแบบและพัฒนาตามแบบฉบับที่ ทีมต฾องการ 3) ทดลองใช฾งาน 4) ประเมินผลการทดลอง 5) ประชุมกลุ฽มเพื่อหามติในการทดลองการใช฾งานเพื่อ ด้าเนินการปรับปรุงแก฾ไข 6) น้าไปใช฾งานจริง และ 7) ถอดบทเรียน สรุป และสะท฾อนผลการด้าเนินงาน วิเคราะห์ ข฾อมูลเชิงคุณภาพโดยใช฾การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และวิเคราะห์ข฾อมูลเชิงปริมาณ โดยใช฾สถิติเชิง พรรณนา ได฾แก฽ ค฽าเฉลี่ย ร฾อยละ ส฽วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค฽าสูงสุด ค฽าต่้าสุด และใช฾สถิติเชิงอนุมาน ได฾แก฽ การ เปรียบเทียบค฽าเฉลี่ยก฽อนและหลังพัฒนา โดยใช฾สถิติ Paired sample t-test ที่ระดับนัยส้าคัญทางสถิติ 0.05 ผล การศึกษา : จากการศึกษาบริบทของโรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ อ้าเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ พบว฽า เป็น โรงพยาบาลขนาดเล็ก 30 เตียง มี รพ.สต. 8 แห฽ง โดยใช฾ทีมสหวิชาชีพในการออกเยี่ยม ลักษณะทางประชากร พบว฽า กลุ฽มตัวอย฽างที่ศึกษาส฽วนใหญ฽เป็นเพศหญิง ร฾อยละ 85.19 มีอายุระหว฽าง 34-38 ปี ร฾อยละ 40.74 จบการศึกษาระดับ ปริญญาตรี ร฾อยละ 66.66 เป็นพยาบาลวิชาชีพ ร฾อยละ 44.44 มีประสบการณ์ท้างานอยู฽ระหว฽าง 14-19 ปี ร฾อยละ 33.33 สถานภาพคู฽ ร฾อยละ 62.96 จากกระบวนการพัฒนาระบบการเก็บข฾อมูลการออกเยี่ยมบ฾าน (Home health care) ร฽วมกับสหวิชาชีพเป็นฐานข฾อมูลกลางอิเล็กทรอนิกส์ พบว฽า เมื่อเปรียบเทียบค฽าเฉลี่ยของระดับการมีส฽วนร฽วมใน การพัฒนา การปฏิบัติกิจกรรมการออกเยี่ยมบ฾าน และความพึงพอใจ ก฽อนและหลังของการพัฒนาระบบ พบว฽า มี ความแตกต฽างกันอย฽างมีนัยส้าคัญทางสถิติ (p<0.05) สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: จากกระบวนการ 7 ขั้นตอน ที่ได฾เกิดกระบวนการอย฽างมีส฽วนร฽วม ท้าให฾ได฾การเก็บข฾อมูลเป็นฐานข฾อมูลกลาง CPK CRUD ที่สามารถสืบค฾น ลบ เพิ่ม และแก฾ไข อีกทั้งยังประมวลผลออกมาเป็นกราฟผ฽าน Data studio ได฾ จึงงถือเป็นการน้าเทคโนโลยีมาใช฾ให฾ เกิดประโยชน์และลดการใช฾กระดาษ ปูองกันข฾อมูลที่สูญหาย อีกทั้งยังสามารถน้ามาประมวลผลได฾ง฽ายอีกด฾วย ค้าส้าคัญ : ระบบเก็บข฾อมูล, เยี่ยมบ฾าน, อิเล็กทรอนิกส์


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 21 O1.13 การพัฒนาระบบการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการออนไลน์ ระหว่างโรงพยาบาลแม่ข่ายและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบล เครือข่ายบริการสุขภาพอ าเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี(LSO : Lab smart online) นิติชัย ทุมนันท์ โรงพยาบาลตระการพืชผล บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ โรงพยาบาลตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี เป็นโรงพยาบาลแม฽ข฽าย ระดับ M2 มีโรงพยาบาลส฽งเสริมสุขภาพต้าบล เครือข฽ายบริการสุขภาพ อ้าเภอตระการพืชผล จ้านวน 29 แห฽ง มีประชากรตามสิทธิหลักประกันสุขภาพแห฽งชาติ จ้านวน 89,224 คน มีการจัดบริการ คลินิกหมอครอบครัว จ้านวน 4 แห฽ง โดยมีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ออกให฾บริการในพื้นที่ นอกจากนั้นยังมีโรงพยาบาลส฽งเสริมสุขภาพต้าบลในเครือข฽าย ที่ต฾องมีการจัดให฾บริการผู฾ปุวยโรค เรื้อรัง อีก 29 แห฽ง โดยดูแลผู฾ปุวยตามความรุนแรงของโรค ในการให฾บริการผู฾ปุวยใน จะต฾องมีการส฽งสิ่งส฽งตรวจทางห฾องปฏิบัติการจากโรงพยาบาลส฽งเสริม สุขภาพต้าบล มายังโรงพยาบาลตระการพืชผล ซึ่งพบว฽า มีการท้างานหลายขั้นตอน ซ้้าซ฾อนและมีการส฽งผลตรวจล฽าช฾า มีการใช฾บุคลากรจ้านวนมากใน การ ด้าเนินการ มีความยุ฽งยากในการลงบันทึกข฾อมูล ตั้งแต฽การน้าสิ่งส฽งตรวจเข฾ามาส฽งที่โรงพยาบาลตระการพืชผล การลงทะเบียนที่ห฾องบัตร การบันทึกข฾อมูล รายการตรวจทางห฾องปฏิบัติการ จากนั้นห฾องปฏิบัติการในโรงพยาบาลตระการพืชผล ต฾องท้าการบันทึกรับสิ่งส฽งตรวจ หลังจากเสร็จกระบวนการ เจ฾าหน฾าที่ ห฾องปฏิบัติการของโรงพยาบาลตระการพืชผล ต฾องพิมพ์รายละเอียด เพื่อให฾เจ฾าหน฾าที่ของโรงพยาบาลส฽งเสริมสุขภาพต้าบลแต฽ละแห฽ง มารับผลตรวจ ซึ่งมีความ ยุ฽งยาก ซับซ฾อนและใช฾ระยะเวลานาน เป็นปัญหาต฽อการให฾บริการผู฾ปุวย โรงพยาบาลตระการพืชผล จึงก้าหนดทิศทางการพัฒนาระบบการจัดระบบบริการ ด฾วย การน้าระบบดิจิทัลมาช฽วยในการสนับสนุนภารกิจในโรงพยาบาลและพัฒนาศักยภาพการให฾บริการทางการแพทย์ จึงด้าเนินการพัฒนาระบบการส฽งตรวจทาง ห฾องปฏิบัติการออนไลน์ ระหว฽างโรงพยาบาลแม฽ข฽ายและโรงพยาบาลส฽งเสริมสุขภาพต้าบล เครือข฽ายบริการสุขภาพอ้าเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี (LSO : Lab smart online)วัตถุประสงค์การศึกษา1. ศึกษาการพัฒนาระบบการส฽งตรวจทางห฾องปฏิบัติการออนไลน์ ระหว฽างโรงพยาบาลแม฽ข฽ายและ โรงพยาบาลส฽งเสริมสุขภาพต้าบล เครือข฽ายบริการสุขภาพอ้าเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี (LSO : Lab smart online) 2. ศึกษาผลของการพัฒนา ระบบการส฽งตรวจทางห฾องปฏิบัติการออนไลน์ ระหว฽างโรงพยาบาลแม฽ข฽ายและโรงพยาบาลส฽งเสริมสุขภาพต้าบล เครือข฽ายบริการสุขภาพอ้าเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี (LSO : Lab smart online) วิธีการด าเนินการ การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพัฒนาและผลของการพัฒนาระบบการส฽งตรวจ ทางห฾องปฏิบัติการออนไลน์ ระหว฽างโรงพยาบาลแม฽ข฽ายและโรงพยาบาลส฽งเสริมสุขภาพต้าบล เครือข฽ายบริการสุขภาพอ้าเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี (LSO : Lab smart online) ด้าเนินการวิจัยระหว฽างเดือน ตุลาคม พ.ศ.2563 ถึงเดือน กันยายน พ.ศ.2564 ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ คือ เจ฾าหน฾าที่สาธารณสุข ทั้งหมด ในเครือข฽ายบริการสุขภาพอ้าเภอตระการพืชผล กลุ฽มตัวอย฽างในการวิจัยครั้งนี้ คือ เจ฾าหน฾าที่สาธารณสุข ในเครือข฽ายบริการสุขภาพอ้าเภอตระการพืชผล จ้านวน 35 คน ใช฾รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) โดยการก้าหนดขั้นตอนการวิจัยในลักษณะวงรอบ (Spiral) ตามกรอบแนวคิดของ Kemmis and Mc Taggart ๔ ขั้นตอน โดยใช฾วงจร PAOR คือ ๑. ขั้นการวางแผน (Planning) ๒. ขั้นปฏิบัติการ (Action) ๓. ขั้นสังเกต (Observation) ๔. ขั้น สะท฾อนผล (Reflection) เครื่องมือที่ใช฾ในการเก็บรวบรวมข฾อมูลประกอบด฾วย แบบประเมินรูปแบบการพัฒนาระบบการส฽งตรวจทางห฾องปฏิบัติการออนไลน์ ตาม 6 เสาหลักของระบบสุขภาพ และ แบบประเมินความพึงพอใจการใช฾งานระบบการส฽งตรวจทางห฾องปฏิบัติการออนไลน์ ซึ่งมีข฾อค้าถามทั้งหมด 5 ข฾อ ตาม บริบทจากสภาพปัญหาของเครือข฽ายบริการสุขภาพอ้าเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานีสถิติที่ใช฾ในการวิเคราะห์ ได฾แก฽ ความถี่ ร฾อยละ ค฽าเฉลี่ยและส฽วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา งานบริการสุขภาพ (Service Delivery) ผลการวิจัยพบว฽า 1.สามารถดูรายงานผลการตรวจทางห฾องปฏิบัติการที่เป็นปัจจุบัน สามารถ วินิจฉัยโรคได฾ถูกต฾องแม฽นย้า ในกรณีที่ผลทางห฾องปฏิบัติการบ฽งบอกถึงอันตรายที่จะเกิดกับผู฾ปุวย สามารถปูองกันและรักษาผู฾ปุวยได฾ทันเวลา ลดอัตราการเสียชีวิตลงได฾ ประวัติและข฾อมูลผู฾ปุวยที่สามารถสืบค฾นย฾อนหลังได฾ตลอดเวลา 2.ก้าลังคนด฾านสุขภาพ (HEALTH WORKFORCE) ช฽วยลดขั้นตอนและภาระเจ฾าหน฾าที่ทั้งของโรงพยาบาล ตระการพืชผลและโรงพยาบาลส฽งเสริมสุขภาพต้าบล 3.ระบบข฾อมูลสารสนเทศ (HEALTH INFORMATION SYSTEM) ข฾อมูลถูกเก็บในฐานข฾อมูลสามารถดูย฾อนหลังได฾ใน รูปแบบออนไลน์4.สื่อองค์ความรู฾/เทคโนโลยีทางการแพทย์ (ASSESS TO ESSENTIAL MEDICINES) มีการใช฾โปรแกรม LSO ในการรับและส฽งข฾อมูลสิ่งส฽งตรวจ และออก รายงานโดยใช฾โปรแกรม LSO 5.ค฽าใช฾จ฽ายด฾านสุขภาพ (FINANCING) ไม฽เสียค฽าใช฾จ฽าย เนื่องจากสามารถดูผลการตรวจทางห฾องปฏิบัติการในรูปแบบออนไลน์ 6.ภาวะ ผู฾น้าและธรรมาภิบาล (LEADERSHIP/GOVERNMENT) เจ฾าหน฾าที่ รพ.สต.สามารถส฽งสิ่งตรวจ และดูผลการตรวจทางห฾องปฏิบัติการผ฽านระบบออนไลน์ ผู฾บริหาร และ คณะท้างานมีความพึงพอใจ ผลการประเมินความพึงพอใจการใช฾งานระบบการส฽งตรวจทางห฾องปฏิบัติการออนไลน์ ระหว฽างโรงพยาบาลแม฽ข฽ายและโรงพยาบาลส฽งเสริม สุขภาพต้าบล เครือข฽ายบริการสุขภาพอ้าเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีข฾อค้าถามทั้งหมด 5 ข฾อ ตามบริบทจากสภาพปัญหาของเครือข฽ายบริการสุขภาพ อ้าเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี อยู฽ใน ระดับมากสรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์1. การพัฒนาระบบการส฽งตรวจทางห฾องปฏิบัติการออนไลน์ สามารถเป็นช฽องทางให฾โรงพยาบาลส฽งเสริมสุขภาพต้าบล สามารถส฽งสิ่งส฽งตรวจและรับข฾อมูลผลตรวจสิ่งส฽งตรวจทางห฾องปฏิบัติการในกลุ฽มผู฾ปุวยเบาหวาน ความ ดันโลหิตสูง การคัดกรองไต และผู฾ปุวยฝากครรภ์ จากห฾องปฏิบัติการโรงพยาบาลตระการพืชผล ไปยังโรงพยาบาลส฽งเสริมสุขภาพต้าบลทุกแห฽งในเครือข฽าย บริการสุขภาพอ้าเภอตระการพืชผล 2.การพัฒนาระบบการส฽งตรวจทางห฾องปฏิบัติการออนไลน์ ลดขั้นตอนและภาระเจ฾าหน฾าที่ทั้งของโรงพยาบาลตระการพืชผล และโรงพยาบาลส฽งเสริมสุขภาพต้าบล สามารถดูรายงานผลการตรวจทางห฾องปฏิบัติการที่เป็นปัจจุบัน สามารถวินิจฉัยโรคได฾ถูกต฾องแม฽นย้า ลดอัตราการเสียชีวิต ลงได฾ ประวัติและข฾อมูลผู฾ปุวยที่สามารถสืบค฾นย฾อนหลังได฾ตลอดเวลา ค าส าคัญ : การพัฒนาระบบ, ระบบการส฽งตรวจทางห฾องปฏิบัติการออนไลน์


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 22 O1.14 การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ตามแนวคิด 70:20:10 เพื่อพัฒนาสมรรถนะการเฝ้าระวัง การติดเชื้อของพยาบาลควบคุมการติดเชื้อประจ าหอผู้ป่วย กิตติรัตน์ สวัสดิ์รักษ์ ศันสนีย์ชัยบุตร และปนัดดา มุลาลินน์ กลุ่มงานการพยาบาลด้านการควบคุมและปูองกันการติดเชื้อ โรงพยาบาลชัยภูมิ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ การเฝูาระวังการติดเชื้อเป็นกิจกรรมส าคัญที่ช่วยให้โรงพยาบาลได้รับทราบ ข้อมูลการติดเชื้อที่เป็นปัญหา โรงพยาบาลที่มีระบบการเฝูาระวังที่มีประสิทธิภาพโดยพยาบาลควบคุมการติด เชื้อประจ าหอผู้ปุวยจะช่วยให้อัตราการติดเชื้อในโรงพยาบาลลดลงได้วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อพัฒนา รูปแบบการเรียนรู้ตามแนวคิด 70:20:10 เพื่อพัฒนาสมรรถนะการเฝูาระวังการติดเชื้อของพยาบาลควบคุม การติดเชื้อประจ าหอผู้ปุวย และประเมินผลลัพธ์การใช้รูปแบบ วิธีการด าเนินการ การศึกษานี้เป็นการวิจัย และพัฒนา ศึกษาในประชากรที่เป็นพยาบาลควบคุมการติดเชื้อประจ าหอผู้ปุวย โรงพยาบาลชัยภูมิจ านวน 73 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย 1) รูปแบบการเรียนรู้ตามแนวคิด 70:20:10 ตรวจสอบ คุณภาพของรูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน 2) เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย ก) แบบ สัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ข) แบบทดสอบความรู้ หาความเชื่อมั่นตามสูตรคูเดอร์-ริชาร์ดสัน ได้เท่ากับ 0.72 ค) แบบเฝูาระวังการติดเชื้อในโรงพยาบาล และ ง) แบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิง พรรณนา สถิติ Z-test และ Paired t-test ผลการศึกษา ผลการวิจัย พบว่ารูปแบบการเรียนรู้ตามแนวคิด 70:20:10 ที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาสมรรถนะการเฝูาระวังการติดเชื้อของพยาบาลประจ าหอผู้ปุวย ประกอบด้วย 1) การเฝูาระวังด้วยตนเอง 2) การศึกษาดูงานนอกสถานที่ 3) การเรียนรู้กับผู้เชี่ยวชาญ 4) การ หมุนเวียนงาน 5) การเป็นวิทยากรภายใน 6) การจัดระบบพี่เลี้ยง 7) การจัดระบบโค้ช 8) การให้ค าปรึกษา 9) การฝึกอบรมวิชาการ และ 10) การเรียนรู้ผ่านออนไลน์ ผลลัพธ์การใช้รูปแบบพบว่า 1) ความรู้ในการเฝูาระวัง ของพยาบาลควบคุมการติดเชื้อประจ าหอผู้ปุวยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (p < .001) 2) ประสิทธิภาพ การเฝูาระวังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (p<.05) และ 3) ความพึงพอใจต่อรูปแบบการเรียนรู้อยู่ในระดับ มาก สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการน าแนวคิด 70:20:10 สามารถ ช่วยในการปรับปรุงการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสมส าหรับการพัฒนาความรู้และทักษะในการเฝูาระวังและ ควบคุมการติดเชื้อได้ จึงควรน าผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ ดังนี้ ควรน าแนวคิด 70:20:10 ไปใช้ในการพัฒนา บุคลากรด้านอื่น ๆ ให้มีสมรรถนะที่ดีเพื่อให้การดูแลผู้ปุวยที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และควรน ารูปแบบการ พัฒนาบุคลากรตามแนวคิด 70:20:10 ไปเพิ่มความพร้อมให้บุคลากรในการเตรียมการรองรับสถานการณ์ ฉุกเฉิน เนื่องจากเป็นแนวคิดที่เน้นการลงมือปฏิบัติและการท างานในสถานการณ์จริง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความ พร้อมของสถานพยาบาลในการจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินและการตอบสนองต่อการปูองกันการติดเชื้อใน สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อได้ ค าส าคัญ: แนวคิด 70:20:10 สมรรถนะการเฝูาระวังการติดเชื้อ พยาบาลควบคุมการติดเชื้อประจ าหอผู้ปุวย


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 23 O1.15 ผลของการพัฒนาแบบรายงานการเยี่ยมบ้านในผู้ปุวยโรคเรื้อรังโดยอสม. ออนไลน์ บนมือถือด้วย อสม. Platform Report ต าบลขุหลุอ าเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี ณัฐพล ปัญญา1 และสุมาลัย จุใจล้้า2 กลุ฽มงานบริการด฾านปฐมภูมิและองค์รวม โรงพยาบาลตระการพืชผล บทคัดย่อ บทน า อัตราการตาย 4 โรค NCD สะสม จังหวัดอุบลราชธานี ปี 2559-2561 มีแนวโน฾มสูงขึ้น ส฽งผลให฾อสม. ต฾องมีกิจกรรมการเยี่ยมบ฾านที่คลอบคลุม รวดเร็ว โดยปัจจุบัน อสม. 1 คน มีพื้นที่รับผิดชอบ 10-15 หลังคา เรือน เฉลี่ย 60 คน ซึ่ง1ใน3 ของคนในครอบครัว เป็นผู฾ปุวยโรคเรื้อรังฯ จากการทบทวนรายงานเยี่ยมบ฾านโด ยอสม. ต้าบลขุหลุ เดือนตุลาคม 2564 ถึงเดือนพฤษภาคม 2665 พบว฽า มีการเยี่ยมบ฾านเพียงร฾อยละ 32.68 มาจากรายงานแบบ paper และ ระบบรายงานสมาร์ท อสม. โดยที่ผ฽านมาแบบรายงานเยี่ยมบ฾านฯไม฽ชัดเจน ส฽งผลต฽อการเยี่ยมการสรุปข฾อมูลและการน้าไปใช฾จึงจ้าเป็นต฾องพัฒนาแบบรายงานฯที่สมบูรณ์ ง฽าย สะดวก รวดเร็ว จึงเป็นที่มาของการศึกษาผลของการพัฒนาแบบรายงานการเยี่ยมบ฾านในผู฾ปุวยโรคเรื้อรังโดยอสม. ออนไลน์บนมือ ด฾วย อสม. Platform Report ต้าบลขุหลุ อ้าเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี วิธีการศึกษา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการใช฾กรอบความคิด PAOR จ้านวน 2 วงจร กลุ฽ม ตัวอย฽าง อสม.134 คน ตั้งแต฽ 1 ตุลาคม 2565 – มกราคม 2566 แบ฽ง 4 ระยะ 1. การวิเคราะห์และวางแผน 2. ออกแบบและพัฒนา Platform ออนไลน์ 3. การสังเกตผล ตรวจสอบข฾อมูลที่ถูกต฾อง 4. การสะท฾อนผล โดย ประเมินความพึงพอใจในกลุ฽มตัวอย฽างเพื่อน้ามาวิเคราะห์ผล ผลการศึกษา พบว฽า 1) ผลความครอบคลุมของรายงานฯ เพิ่มขึ้นเป็นร฾อยละ 57.76 ความถูกต฾องครบถ฾วน คิด เป็นร฾อยละ 87.33 2) การเข฾าถึงการใช฾งาน คิดเป็นร฾อยละ 72.38 3) ผลความพึงพอใจที่มีต฽อการใช฾งาน 5 ด฾าน ด฾านความรู฾ อยู฽ในระดับ มาก ค฽าเฉลี่ย 3.62 ด฾านการใช฾งาน อยู฽ในระดับ มากที่สุด ค฽าเฉลี่ย 4.21 ด฾าน เนื้อหา อยู฽ในระดับมาก ค฽าเฉลี่ย 3.64 ด฾านการน้าใช฾ประโยชน์ อยู฽ในระดับมาก ค฽าเฉลี่ย 3.89 และความพึง พอใจของผู฾ปุวย อยู฽ในระดับมาก ค฽าเฉลี่ย 3.63 และการดูแลเพิ่มขึ้น 29.7 ข฾อมูลผลการเยี่ยมในระบบรายงาน พบว฽า ผู฾ปุวยอยู฽ในระดับดีขึ้นร฾อยละ 29.7 และอยู฽ในระดับคงที่ร฾อยละ 68.7 หากแยกตามเกณฑ์พบว฽า ด฾าน การปูองกันพลัดตกหกล฾ม 82.6 และด฾านการจัดการความเครียดร฾อยละ 97 สามารถจัดการได฾ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้แบบรายงานเยี่ยมบ฾านฯที่ สะดวก รวดเร็ว ทันเวลา มีการแจ฾งเตือนส฽งออก รายงานได฾ทันที และไปสามารถไปพัฒนาสู฽งานอื่นๆได฾เช฽น ส้ารวจข฾อมูลสุขภาพ การสุ฽มลูกน้้ายุง ปัจจุบันได฾มี ขยายผลไปในงานเยี่ยมบ฾านนักบริบาลชุมชน เทศบาลต้าบลพนา อ้าเภอพนา จังหวัดอ้านาจเจริญ โดยแบบ รายงานเยี่ยมบ฾านฯมีข฾อจ้ากัดผู฾ใช฾งานที่ไม฽มีสมาร์ทโฟนไม฽มีอินเทอร์เน็ต จึงโดยแนวทางแก฾ไขโดยให฾เพื่อนอสม. ใช฾งานได฾เป็นผู฾กรอกข฾อมูลรายงานฯ ค าส าคัญ : : แบบรายงานการเยี่ยมบ฾านในผู฾ปุวยโรคเรื้อรังโดยอสม. ออนไลน์บนมือ ด฾วย อสม. Platform Report


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 24 O1.16 การดูแลรักษาผู้ปุวยวัณโรคที่ใช้สารเสพติด อ าเภอปะค า จังหวัดบุรีรัมย์ ศุลีวงศ์ สนสุผล โรงพยาบาลปะค้า อ้าเภอปะค้า จังหวัดบุรีรัมย์ โทร 0819768724 บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ วัณโรคเป็นโรคติดต฽อที่มีอุบัติการณ์ของโลก ปี 2563 สูงถึง 9.9 ล฾านคน เสียชีวิต 1.3 ล฾านคน มีอัตราการรักษาส้าเร็จ ร฾อยละ 86 มีผู฾ปุวยวัณโรคดื้อยา MDR/RR-TB 1.58 แสนคน จังหวัดบุรีรัมย์ ปี2565 มีอัตราการรักษาวัณโรคส้าเร็จ ร฾อยละ 82.22 ส฽วนอ้าเภอปะค้า ปี2566 อัตราการ รักษาวัณโรคส้าเร็จไม฽ผ฽านเกณฑ์ตัวชี้วัด (ร฾อยละ 88) สาเหตุพบว฽าผู฾ปุวยวัณโรคเป็นกลุ฽มผู฾สูงอายุที่มีโรคร฽วม ร฾อยละ 36.84 กลุ฽มที่มีประวัติสูบบุหรี่ ดื่มสุราและใช฾สารเสพติด ร฾อยละ 38.23 โดยกลุ฽มใช฾สารเสพติดจะ ไม฽ให฾ความร฽วมมือในการรักษา และเป็นปัจจัยที่ขัดขวางการรักษาวัณโรค วัตถุประสงค์การศึกษา 1.เพื่อ พัฒนารูปแบบการดูแลรักษาผู฾ปุวยวัณโรคที่ใช฾สารเสพติด อ้าเภอปะค้า จังหวัดบุรีรัมย์2.เพื่อศึกษาขั้นตอน การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู฾ปุวยวัณโรคที่ใช฾สารเสพติดอ้าเภอปะค้า จังหวัดบุรีรัมย์วิธีการด าเนินการ เป็นการวิจัยแบบ Mixed Method เก็บข฾อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ฽มตัวอย฽างเลือกแบบ เฉพาะเจาะจงในผู฾ปุวยวัณโรคที่ใช฾สารเสพติด ที่ขึ้นทะเบียนรักษาในคลินิกวัณโรคโรงพยาบาลปะค้า ระหว฽าง 1 ตุลาคม 2565 - 31 สิงหาคม 2566 จ้านวน 13 คน เครื่องมือที่ใช฾ในการวิจัย (1) แนวค้าถามในการให฾ ค้าปรึกษารายบุคคล (2) แบบสอบถามข฾อมูลทั่วไป (3) แบบวัดความรู฾เรื่องวัณโรค (4) แบบประเมิน พฤติกรรมของผู฾ปุวยวัณโรค (5) แบบประเมินขั้นของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและแบบบันทึกการใช฾สาร เสพติด วิเคราะห์ข฾อมูลเชิงปริมาณโดยใช฾สถิติเชิงพรรณา ความถี่ ร฾อยละ วิเคราะห์ข฾อมูลเชิงคุณภาพโดยการ วิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษา พบว฽า กลุ฽มเปูาหมายเป็นเพศชาย ร฾อยละ 100 มีอายุช฽วง 51 - 60 ปี ร฾อย ละ 46.15 ส฽วนใหญ฽อาชีพรับจ฾าง ร฾อยละ 53.84 สูบบุหรี่ 11-20 มวนต฽อวัน ร฾อยละ 76.90 ดื่มสุราทุกวัน ร฾อยละ 61.53 วันละ 5-6 ดื่มมาตรฐาน และมีผู฾เสพยาบ฾า 1 ราย เสพกัญชา 1 ราย หลังการวิจัยพบว฽า กลุ฽มเปูาหมายสูบบุหรี่ลดลง ร฾อยละ 53.84 เลิกสูบบุหรี่ได฾ ร฾อยละ 46.16 ดื่มสุราลดลง ร฾อยละ 46.15 หยุด ดื่มสุราได฾ ร฾อยละ 23.07 และหยุดเสพยาบ฾าและกัญชาได฾ ร฾อยละ 100 มีความรู฾เรื่องวัณโรคเพิ่มขึ้นและมี พฤติกรรมการดูแลตนเองดีขึ้น สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ การดูแลรักษาผู฾ปุวยวัณโรคที่ใช฾สาร เสพติด ตามแนวทางการดูแลรักษารายบุคคลร฽วมกับการให฾ค้าปรึกษาลด ละ เลิกสารเสพติด โดยน้าขั้นของ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมมาวางแผนในการดูแลรักษา ช฽วยให฾อัตราการรักษาวัณโรคส้าเร็จ ร฾อยละ 100 และช฽วยให฾กลุ฽มเปูาหมายลด ละ เลิกสารเสพติดได฾ ข้อเสนอแนะ เพิ่มการติดตามเสริมพลังในการลด ละ เลิกสารเสพติดของผู฾ปุวยร฽วมกับการก้ากับการกินยา (DOT) ค าส าคัญ : วัณโรคกับสารเสพติด


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 25 O1.17 การพัฒนาบันทึกทางการพยาบาลการดูแลผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น ณัฐกิจ ศิริจันทร์ โรงพยาบาลล าปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: การดูแลผู้ปุวยหัวใจหยุดเต้นตามหลัก Advance cardiac life support มี ความส าคัญในด้านของการปฏิบัติทางคลินิก พยาบาลจ าเป็นต้องมีองค์ความรู้และสมรรถนะการช่วยฟื้นคืนชีพ ผู้ปุวยหัวใจหยุดเต้นตามบทบาทวิชาชีพ จึงน ามาสู่การพัฒนาบันทึกทางการพยาบาลการดูแลผู้ปุวยหัวใจหยุด เต้นโดยยึดตามหลักแนวปฏิบัติของของสมาคมแพทย์โรคหัวใจประเทศสหรัฐอเมริกา (American Heart Association; AHA) เพื่อเป็นแนวทางการดูแลผู้ปุวยหัวใจหยุดเต้น ส่งผลให้ผู้ปุวยมีอัตราการรอดชีวิตเพิ่มขึ้น ทั้งนี้แบบบันทึกยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การสื่อสารระหว่างทีมรักษาพยาบาลปฏิบัติงานกับสหสาขาวิชาชีพ ตามมาตรฐาน อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาคุณภาพทางการพยาบาลได้อย่างต่อเนื่อง วัตถุประสงค์การศึกษา: เพื่อพัฒนาบันทึกทางการพยาบาลการดูแลผู้ปุวยหัวใจหยุดเต้น วิธีการด าเนินการ: การพัฒนาบันทึกทางการพยาบาลการดูแลผู้ปุวยหัวใจหยุดเต้นประยุกต์ใช้แนวคิดการวิจัย และพัฒนา ประกอบด้วยกระบวนการ 3 ระยะ ได้แก่ 1) การวิเคราะห์สถานการณ์และร่างรูปแบบการดูแล ผู้ปุวยหัวใจหยุดเต้น 2) การพัฒนารูปแบบโดยการร่างรูปแบบบันทึกการดูแลผู้ปุวยหัวใจหยุดเต้น ผ่านการ ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่านเท่ากับ .94 ทดลองใช้และปรับปรุงแก้ไขรูปแบบ ตามข้อเสนอแนะจึงน ามาทดลองใช้ และ 3) การทดสอบประสิทธิผลและประเมินประสิทธิผล โดยกลุ่มตัวอย่าง ที่ท าการศึกษาคือพยาบาลวิชาชีพปฏิบัติงานการพยาบาลผู้ปุวยอุบัติเหตุ ฉุกเฉิน โรงพยาบาลล าปลายมาศ จ านวน 7 ราย เครื่องมือการศึกษาประกอบด้วยบันทึกทางการพยาบาลผู้ปุวยหัวใจหยุดเต้น และแบบประเมิน ความพึงพอใจและความเป็นไปได้ต่อการน าใช้บันทึกทางการพยาบาลการดูแลผู้ปุวยหัวใจหยุดเต้น ผลการศึกษา: ผู้ปุวยหัวใจหยุดเต้นจ านวน 7 ราย มีอัตราการกลับมาเต้นของชีพจร 5 รายคิดเป็นร้อยละ 71.4 ได้รับการดูแลส่งต่อไปยังโรงพยาบาลศูนย์บุรีรัมย์ โดยไม่พบอุบัติการณ์หัวใจหยุดเต้นขณะดูแลน าส่งร้อยละ 100 ภาพรวมของพยาบาลวิชาชีพมีความพึงพอใจ และมีความเป็นไปได้ต่อการน าใช้บันทึกทางการพยาบาล ผู้ปุวยหัวใจหยุดเต้นระดับมากค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.57 (SD .35) และ 4.50 (SD .41) ตามล าดับ สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: แบบบันทึกการพยาบาลผู้ปุวยหัวใจหยุดเต้นที่พัฒนาขึ้นโดยยึด ตามหลักแนวปฏิบัติเป็นรูปแบบกระบวนการพยาบาลที่ช่วยให้พยาบาลวิชาชีพสามารถปฏิบัติกิจกรรมทางการ พยาบาลเพื่อช่วยฟื้นคืนชีพผู้ปุวยหัวใจหยุดเต้นในโรงพยาบาลได้อย่างครอบคลุมและถูกต้อง อีกทั้งยังสามารถ ใช้เป็นเครื่องมือการสื่อสารระหว่างทีมให้การรักษาพยาบาล ทั้งนี้ข้อมูลจากการบันทึกสามารถน ามาใช้เป็น ฐานข้อมูลเพื่อพัฒนาคุณภาพทางการพยาบาลต่อไป ค าส าคัญ: แบบบันทึกผู้ปุวยหัวใจหยุดเต้น การพยาบาลผู้ปุวยหัวใจหยุดเต้น


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 26 O1.18 รูปแบบการดูแลผู฾ปุวยระยะท฾ายแบบประคับประคองต฽อความไม฽สบายทั้งกายและใจและ ความสามารถในการดูแลผู฾ปุวยของญาติ นางณัฐพร โพธิลุน ลวิชาชีพช้านาญการ โรงพยาบาลสนม อ้าเภอสนม จังหวัดสุรินทร์ ส้านักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ กระทรวงสาธารณสุข บทคัดย่อ ผู฾ปุวยระยะท฾าย ซึ่งหมายถึงผู฾ปุวยที่มีการด้าเนินของโรคเข฾าสู฽ระยะสุดท฾ายของชีวิต ร฽างกายไม฽ สามารถกลับเข฾าสู฽สภาพปกติได฾และน้าไปสู฽การเสียชีวิตในที่สุด ความไม฽สบายทั้งกายและใจ ความทรมานที่ เกิดขึ้นไม฽เพียงแต฽ท้าให฾ผู฾ปุวยทุกข์ทรมานเท฽านั้นหากแต฽ยังสร฾างความทุกข์ทรมานใจให฾ญาติและครอบครัวด฾วย การวิจัยนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อ1)หารูปแบบการดูแลผู฾ปุวยระยะท฾ายแบบประคับประคอง 2)ศึกษาผลของการน้ารูปแบบการ ดูแลผู฾ปุวยมะเร็งระยะท฾ายแบบประคับประคอง 3)พัฒนารูปแบบการดูแลผู฾ปุวยระยะท฾ายแบบประคับประคอง ต฽อความไม฽สบายทั้งกายและใจและความสามารถในการดูแลผู฾ปุวยของญาติ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือผู฾ปุวยมะเร็งระยะสุดท฾ายที่ดูแลแบบประคับประคองในปีงบประมาณ 2566 ด้าเนินการในช฽วง ตุลาคม 2565 - สิงหาคม 2566 ที่มีปัญหาไม฽สบายทั้งกายและใจ จ้านวน 20 ราย ในพื้นที่ รับผิดชอบโรงพยาบาลสนม เกณฑ์คัดเข฾า ได฾แก฽ 1.ผู฾ปุวยและญาติที่มีอายุ18ปีขึ้นไป สามารถให฾ข฾อมูลได฾ด฾วย ตนเอง เกณฑ์คัดออก ได฾แก฽ ผู฾ปุวยที่มีอาการทางสมองที่ส฽งผลต฽อการรับรู฾และการประเมินตนเอง ผู฾ดูแลหลักไม฽ สามารถเข฾าร฽วมวิจัยได฾ 2.ผู฾ปุวยและครอบครัวยินดีเข฾าร฽วมการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ 1.รูปแบบฯ ที่พัฒนาขึ้นและได฾รับความเห็นชอบให฾น้าไปใช฾ในการดูแลผู฾ปุวย ระยะท฾ายในพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลสนม 2.แบบประเมินความไม฽สบายทั้งกายและใจ ESAS SCORE 3. แบบสอบถามวิเคราะห์ข฾อมูลด฾านความสามารถในการดูแลผู฾ปุวย วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ใช฾สถิติพรรณนา เชิงคุณภาพใช฾วิธีวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า ผลลัพธ์ของการน้ารูปแบบที่พัฒนาขึ้นในการดูแลผู฾ปุวยแบบประคับประคองมีผลดีต฽อ ความไม฽สบายทั้งกายและใจและความสามารถในการดูแลผู฾ปุวยของญาติพบว฽าหลังจากการใช฾รูปแบบที่ พัฒนาขึ้นผลลัพธ์การดูแลของผู฾ดูแลผู฾ปุวยก฽อนใช฾รูปแบบอย฽างมีนัยส้าคัญทางสถิติ ( p.029) ผู฾ดูแลมีความพึง พอใจต฽อการใช฾รูปแบบสูงกว฽าก฽อนใช฾รูปแบบอย฽างมีนัยส้าคัญทางสถิติ ( p.031 และ p.025 ตามล้าดับ) ข้อเสนอแนะ จากรูปแบบที่พัฒนาขึ้น สามารถน้ามาใช฾กับผู฾ปุวยและญาติผู฾ดูแล เพื่อให฾ด้าเนินการต฽อไปเพื่อ เพิ่มคุณภาพชีวิตของผู฾ปุวยและครอบครัว เป็นต฾นแบบของประเทศ ค าส าคัญ : การดูแลแบบประคับประคอง,รูปแบบการดูแลผู฾ปุวยระยะสุดท฾าย,ผู฾ปุวยระยะสุดท฾าย,ญาติผู฾ดูแล


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 27 มหกรรมคุณภาพ HACC Forum นครชัยบุรินทร์ครั้งที่ 16 “Growth Mindset for Better Healthcare System” ในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 08.30-17.00 น. ณ โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา Oral Presentation กลุ่มที่ 2 วิจัย Spiritual/แพทย์แผนไทย/ปฐมภูมิ จ านวน 20 เรื่อง น าเสนอ วันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 เวลา 14.30-18.30 น ห้องไทรงาม ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ หมาย เหตุ 1 14.30 - 14.40 น. ประสิทธิผลและความ ปลอดภัยของน้้ามันกัญชาใน คลินิกกัญชาทางการแพทย์ โรงพยาบาลหนองหงส์ จังหวัดบุรีรัมย์ นางสาวสุมาลี รัตนวริทธิกุล โรงพยาบาลหนอง หงส์ บุรีรัมย์ 098-1915951 2 14.40 - 14.50 น. ภาวะเครียดและซึมเศร฾าใน บุคลากรโรงพยาบาลโนนแดง จังหวัดนครราชสีมา ในๆช฽วง การระบาดของโรค COVID19 นายแพทย์ทรง พล เทพอวยพร โรงพยาบาลโนน แดง นครราชสีมา 088-5802318 3 14.50 - 15.00 น. ความสัมพันธ์ระหว฽างการเห็น คุณค฽าในตนเอง ความเชื่อ อ้านาจในตนกับภาวะซึมเศร฾า ในผู฾ปุวยสารเสพติด นายศักดิ์สิทธิ์ รอมไธสง โรงพยาบาลจิต เวชนครราชสีมา ราชนครินทร์ นครราชสีมา 088-5803836 4 15.00 - 15.10 น. การวิเคราะห์ต฾นทุน ประสิทธิผลของระบบการ ดูแลผู฾ปุวยเป็นศูนย์กลางใน หน฽วยบริการปฐมภูมิ เปรียบเทียบกับระบบบริการ ปกติในโรงพยาบาล ในผู฾ปุวย เบาหวานชนิดที่ 2 อ้าเภอพิ มาย จังหวัดนครราชสีมา นายวทัญญู ประยูรหงษ์ โรงพยาบาลพิมาย นครราชสีมา 081-9996306 5 15.10 - 15.20 น. การศึกษาปัจจัยที่มีผลต฽อการ ส฽งเสริมญาติหรือผู฾ดูแลในการ ตัดสินใจให฾ผู฾ปุวยระยะ ประคับประคองสู฽ภาวะ Good Death กลุ฽มงานการ พยาบาล โรงพยาบาลประ โคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ นางธัญญารัตน์ ศรีวรนันท์ธ้ารง โรงพยาบาลประ โคนชัย บุรีรัมย์ 063-7916395 6 15.20 - 15.30 น. การพัฒนารูปแบบการ ให฾บริการคลินิกกัญชาทาง การแพทย์เพื่อเพิ่มการเข฾าถึง บริการในระดับโรงพยาบาล ชุมชน นางปนัดดา บูรณ์เจริญ โรงพยาบาลโนน นารายณ์ สุรินทร์ 094-5255199 7 15.30 - การพัฒนาระบบการส฽งเสริม นางสาวสุวรรณี โรงพยาบาล สุรินทร์ 086-2461607


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 28 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ หมาย เหตุ 15.40 น. สุขภาพของผู฾สูงอายุเพื่อ ปูองกันการล฾มในชุมชนสุริ ยกานต์ บุญพูนเลิศ, นาง ลักษยา นันท์ธรา ธร, นายสรัณ สุจิ รพรัหม สุรินทร์ 8 15.40 - 15.50 น. การพัฒนาการดูแลผู฾ปุวยในที่ บ฾าน (Home Ward) นางประพาฬ รัตน์ โทแก฾ว โรงพยาบาลล้าทะ เมนชัย นครราชสีมา 081-9541092 9 15.50 - 16.00 น. การสร฾างเสริมความรอบรู฾ ด฾านสุขภาพเพื่อการฟื้นฟู สภาพในผู฾มีอาการหลงเหลือ หลังติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยการมีส฽วนร฽วมของ ชุมชน นางอังคณา คง โพธิ์น฾อย โรงพยาบาลจัตุรัส ชัยภูมิ 081-7601813 10 16.00- 16.10 น. การปูองกันและลดอุบัติเหตุ ทางถนนในอ้าเภอวังน้้าเขียว โดยการมีส฽วนร฽วมของภาคี เครือข฽าย นางสาวพัชรา เสียมก้าปัง โรงพยาบาลวังน้้า เขียว นครราชสีมา 062-1973288 11 16.10 - 16.20 น. สูงวัยปากช฽อง ไม฽ล฾ม ด฾วย พลัง 3 หมอ และครอบครัว นางปิยะวรรณ ศรีสุวนันท์ โรงพยาบาลปาก ช฽องนานา นครราชสีมา 081-9972438 12 16.20 - 16.30 น. พัฒนาแนวทางการดูแลผู฾ปุวย จิตเวชและยาเสพติดที่มีความ เสี่ยงต฽อการก฽อความรุนแรง (SMI-V) อ้าเภอวังน้้าเขียว นางสาวชนิดา สิทธิการกุล โรงพยาบาลวังน้้า เขียว นครราชสีมา 090-2625547 13 16.30 - 16.40 น. การพัฒนาโปรแกรม ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและลด ปริมาณการสูบบุหรี่ด฾วย ศาสตร์การแพทย์แผนไทย นางแสงเดือน ลายสนธ์ โรงพยาบาล พลับพลาชัย บุรีรัมย์ 093-0698551 14 16.40 - 16.50 น. การเฝูาระวังความเสี่ยงผู฾ปุวย ภาวะความดันโลหิตสูงใน คลินิกแพทย์แผนไทย นายศักดิ์ชัย แผ฾ว สูงเนิน โรงพยาบาลเทพ รัตน์นครราชสีมา นครราชสีมา 084-3782419 15 16.50 - 17.00 น. การพัฒนาระบบการสั่งใช฾ยา สมุนไพร 9 รายการ ในโรงพยาบาลชุมพวง นางสาวปานจรีย์ ศรีวรรณะ โรงพยาบาลชุม พวง นครราชสีมา 087-611312 16 17.00 - 17.10 น. พัฒนาระบบการดูแลผู฾ปุวย แบบประคับประคองและการ เข฾าถึงบริการคลินิกกัญชาทาง การแพทย์แบบบรูณาการ ส้าหรับผู฾ปุวย Palliative care โรงพยาบาลสีดา นางสาววชิรา ภรณ์ ไชยราช โรงพยาบาลสีดา นครราชสีมา 098-6480565 17 17.10 - 17.20 น. พัฒนาระบบบริการคลินิก หมอครอบครัว หมอ ประจ้าตัว ครอบครัวละ 3 คน นางเสาวนีย์ แปลกล้ายอง โรงพยาบาล นางรอง บุรีรัมย์ 0842516155


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 29 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ หมาย เหตุ 18 17.20 - 17.30 น. การขับเคลื่อนการจัดการ ความเสี่ยงในการดูแลผู฾ปุวย ใส฽เครื่องช฽วยหายใจที่บ฾านใน จังหวัดนครราชสีมา ด฾วย แนวคิดมาตรฐานการ พยาบาลชุมชน นายกานต์ สุ ธรรมเทวกุล โรงพยาบาล มหาราช นครราชสีมา นครราชสีมา 089-7529795 19 17.30 - 17.40 น. ผลการพัฒนาระบบเพื่อลด ระยะเวลารอคอยผู฾ปุวย เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรงพยาบาลส฽งเสริมสุขภาพ ต้าบลหนองแวง อ.ละหาน ทราย จ.บุรีรัมย์ นางนาตยา เซ฾นนอก โรงพยาบาล ส฽งเสริมสุขภาพ ต้าบลหนองแวง อ.ละหานทราย จ. บุรีรัมย์ บุรีรัมย์ 081-0675699 20 17.40 - 17.50 น. ผลของโปรแกรมการส฽งเสริม สุขภาพ “ไม฽ล฾ม ไม฽ลืม ไม฽ ซึมเศร฾า กินข฾าวอร฽อย” ต฽อ คุณภาพชีวิตผู฾สูงอายุหมู฽บ฾าน ต฾นแบบ เขตเทศบาลต้าบล เมืองใหม฽โคกกรวด อ้าเภอ เมือง จังหวัดนครราชสีมา นางสาวศินาท แขนอก โรงพยาบาล ส฽งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสีมา 081-4951878


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 30 O2.1 ประสิทธิผลและความปลอดภัยของน้ ามันกัญชาในคลินิกกัญชาทางการแพทย์ โรงพยาบาลหนองหงส์ จังหวัดบุรีรัมย์ ภญ.สุมาลี รัตนวริทธิกุล,นพ.เกรียงไกร สุขทองหลาง ทีมคลินิกกัญชาทางการแพทย์ รพ.หนองหงส์ รพ.หนองหงส์ จ.บุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : กัญชาในยุคโบราณจัดเป็นพืชสมุนไพรส้าหรับรักษาโรค ต฽อมาในปี 2504 กัญชาถูก จัดให฾เป็นยาเสพติดจึงยุติการน้ามาใช฾ในทางการแพทย์ ภายหลังในปี 2562 รัฐบาลประกาศอนุญาตให฾มีการน้ากลับมา ใช฾ในทางการแพทย์เนื่องจากพบมีการน้ามาใช฾ได฾ผลในหลายกลุ฽มโรคแต฽ต฾องได฾รับอนุญาตถูกต฾อง เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่น ให฾แพทย์และบุคลากรการแพทย์ได฾พิจารณาเลือกใช฾กัญชา ลดต฾นทุนการใช฾ยาเคมีน้าเข฾า เพิ่มทางเลือกและเพิ่มการ เข฾าถึงบริการของผู฾ปุวยที่จ้าเป็นใช฾ได฾ จึงควรวิจัยประสิทธิผลการรักษาและความปลอดภัยของการใช฾กัญชาทาง การแพทย์ในทุกระดับ วัตถุประสงค์การวิจัย : เพื่อประเมินผลในด฾านคุณภาพชีวิต ความปลอดภัย และความพึงพอใจของผู฾ปุวยที่ได฾รับ น้้ามันกัญชาในคลินิกกัญชาทางการแพทย์ รพ.หนองหงส์ จ.บุรีรัมย์ วิธีการวิจัย : การวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Research) กลุ฽มตัวอย฽างเป็นผู฾ปุวยที่มารับบริการและได฾รับน้้ามัน กัญชาทางการแพทย์ ได฾รับการติดตามอย฽างน฾อย 1 ครั้ง ณ รพ.หนองหงส์ จ.บุรีรัมย์ มีคุณสมบัติตามเกณฑ์คัดเข฾ารับ บริการของกรมการแพทย์ก้าหนด เก็บรวบรวมข฾อมูลตั้งแต฽วันที่ 1 ธ.ค. 62 – 31 มี.ค. 66 จ้านวน 165 ราย ประเมิน ประสิทธิผลและความปลอดภัยของการใช฾น้้ามันกัญชาโดยการเก็บข฾อมูลย฾อนหลังจากเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ใน ระบบ Hos.XP. และแบบบันทึกข฾อมูล C-MOPH วัดความพึงพอใจและแนะน้าบอกต฽อด฾วยการสัมภาษณ์กลุ฽มตัวอย฽าง หรือผู฾ดูแลผู฾ปุวยด฾วยแบบสอบถามความพึงพอใจ ผลการวิจัย : ผู฾ปุวยที่ได฾รับน้้ามันกัญชา จ้านวน 165 ราย มีคุณภาพชีวิตจากการใช฾น้้ามันกัญชาก฽อนและหลังได฾รับ น้้ามันกัญชา คือ 0.66±0.29 และ 0.81±0.26 ตามล้าดับ ซึ่งพบว฽าการใช฾น้้ามันกัญชาทางการแพทย์มีผลเพิ่มคุณภาพ ชีวิตให฾กับผู฾ปุวยอย฽างมีนัยส้าคัญทางสถิติ(p < 0.05) ทั้ง 5 ด฾านของมิติสุขภาพ ด฾านความปลอดภัยพบว฽าส฽วนใหญ฽ไม฽ มีการเปลี่ยนแปลงทางห฾องปฏิบัติการเมื่อเปรียบเทียบกับก฽อนให฾การรักษา และพบอาการข฾างเคียงที่จัดการได฾เพียง 4 ราย คือ เวียนศรีษะ 3 รายปากแห฾ง 1 รายด฾านความพึงพอใจโดยรวมอยู฽ในระดับมาก (x = 4.08 ,SD =0.16) พร฾อม จะกลับมารับบริการและแนะน้าบอกต฽อ สรุปและการน าไปใช้ประโชยน์: การใช฾น้้ามันกัญชาทางการแพทย์ ส฽งผลให฾ผู฾ปุวยมีคุณภาพชีวิต ความปลอดภัยและ ความพึงพอใจที่ดี จึงควรส฽งเสริมให฾มีการใช฾กัญชาในทางการแพทย์มากขึ้น แทนการใช฾เป็นสารเสพติด เพิ่มทางเลือก ในการรักษาให฾กับแพทย์และผู฾ปุวย และลดต฾นทุนยาเคมีจากต฽างประเทศได฾ ค าส าคัญ : กัญชาทางการแพทย์ ,คุณภาพชีวิต ,ความพึงพอใจ


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 31 O2.2 ภาวะเครียดและซึมเศร้าในบุคลากรโรงพยาบาลโนนแดง ในช่วงการระบาดของโรค COVID19 ทรงพล เทพอวยพร โรงพยาบาลโนนแดง จ.นครราชสีมา บทคัดย่อ การศึกษาวิจัยเชิงพรรณนาแบบตัดขวาง (Cross-sectional Descriptive Study) ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ของภาวะเครียดและซึมเศร฾าในบุคลากรโรงพยาบาลโนนแดง ในช฽วงการ ระบาดของโรค COVID19 โดยเก็บรวบรวมข฾อมูลจากบุคลากรโรงพยาบาลโนนแดงทุกคนโดยใช฾แบบสอบถาม ซึ่ง ประกอบด฾วย ข฾อมูล 3 ส฽วน ได฾แก฽ ข฾อมูลส฽วนบุคคล แบบประเมินความเครียด (ST-5) ของกรมสุขภาพจิต กระทรวง สาธารณสุข แบบประเมินซึมเศร฾าและฆ฽าตัวตาย (2Q, 9Q, 8Q) ของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข วิเคราะห์ ข฾อมูลโดยใช฾ สถิติเชิงพรรณนา สถิติเชิงอนุมาน ได฾แก฽การทดสอบไคสแควร์และการทดสอบของฟิชเชอร์ ผลการศึกษา พบว฽า บุคลากรโรงพยาบาลโนนแดงทั้งหมด 137 คน ตอบแบบสอบถาม 128 คน คิดเป็นร฾อย ละ 93.43 มีระดับความเครียดน฾อย ร฾อยละ 47.66 ระดับเครียดปานกลาง ร฾อยละ 35.16 ระดับเครียดมาก ร฾อยละ 8.59 ระดับเครียดมากที่สุด ร฾อยละ 8.59 ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว฽างปัจจัยส฽วนบุคคลกับระดับความเครียด พบว฽า สถานภาพและปริมาณงานมีความสัมพันธ์ต฽อระดับความเครียดอย฽างมีนัยส้าคัญทางสถิติ (p-value < 0.05) ความชุกของซึมเศร฾า พบร฾อยละ 25.15 ส฽วนใหญ฽เป็นซึมเศร฾าระดับน฾อย ร฾อยละ 21.24 ปัจจัยส฽วนบุคคลที่มีผลต฽อ ภาวะซึมเศร฾าอย฽างมีนัยส้าคัญทางสถิติ (p-value < 0.05) คือ อายุ สถานภาพ และจ้านวนชั่วโมงการท้างาน บุคลากร ในโรงพยาบาลโนนแดงมีแนวโน฾มการฆ฽าตัวตาย ร฾อยละ 5.47 ส฽วนมากมีแนวโน฾มการฆ฽าตัวตายระดับน฾อย ร฾อยละ 4.69 มีแนวโน฾มฆ฽าตัวตายระดับปานกลาง ร฾อยละ0.78 ไม฽มีแนวโน฾มการฆ฽าตัวตายระดับรุนแรง จากผลการศึกษาเมื่อ เปรียบเทียบกับการศึกษาอื่น ๆ พบว฽าระดับของภาวะเครียดและซึมเศร฾าในบุคลากรโรงพยาบาลในช฽วงการแพร฽ ระบาดของโรค COVID19 มีระดับสูงกว฽าการศึกษาในช฽วงก฽อนการแพร฽ระบาดของโรค COVID19 เนื่องจากเป็นโรค อุบัติใหม฽ ไม฽เคยมียาและวัคซีนมาก฽อน จึงมีความกังวลสูง ประกอบกับภาระงานที่มากขึ้น จึงอาจท้าให฾เกิดภาวะ เครียดและซึมเศร฾าตามมาได฾ จากทฤษฎีการปรับตัวของรอย (Roy’s adaption model) ให฾แนวคิดว฽า มนุษย์นับเป็นหน฽วยเดียวไม฽อาจ แยกร฽างกายและจิตใจออกจากกันได฾ หากได฾รับประสบการณ์หรือสิ่งที่เข฾ามากระทบจะกระทบพร฾อมกันทั้งระบบ และ จะตอบสนองร฽วมกันซึ่งการตอบสนองมากน฾อยจะขึ้นอยู฽กับสิ่งที่เข฾ามากระทบ จึงคาดการณ์ว฽าหลังจากที่การระบาด ของโรค COVID19 คลี่คลายลง มีวัคซีนและยาในการปูองกันรักษาโรค บุคลากรจะมีการปรับตัวได฾มากขึ้น ท้าให฾ระดับ ความเครียดและซึมเศร฾าลดลง อย฽างไรก็ตาม ทางผู฾วิจัยร฽วมกับกลุ฽มงานสุขภาพจิตและยาเสพติด โรงพยาบาลโนนแดง จะประเมินภาวะเครียดและซึมเศร฾าในบุคลากรโรงพยาบาลเป็นประจ้าทุกปี เพื่อเปรียบเทียบผลของการศึกษา และ วิเคราะห์ข฾อมูลของบุคลากร หาวิธีปูองกันรักษาภาวะเครียดและซึมเศร฾าในบุคลากรต฽อไป ค าส าคัญ : เครียด; ซึมเศร฾า; โรคCOVID19


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 32 O2.3 ความสัมพันธ์ระหว่าง การเห็นคุณค่าในตนเอง ความเชื่ออ านาจในตนกับ ภาวะซึมเศร้าในผู้ปุวยสารเสพติด ศักดิ์สิทธิ์ รอมไธสง RN., M.N.S. โรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ บทคัดย่อ สถานการณ์ในปัจจุบันมีแนวโน฾มที่ยาเสพติดจะแพร฽ระบาดเพิ่มมากขึ้น ข฾อมูลรายงานสถานการณ์ยาเสพ ติดโลกพบผู฾ใช฾ยาเสพติดทั่วโลกมีแนวโน฾มเพิ่มขึ้น ในปี พ.ศ. 2562 ทั่วโลกมีผู฾ใช฾ยาเสพติดประมาณ 275 ล฾านคน อยู฽ในช฽วงอายุ 15-64 ปี จากรายงานผลการด้าเนินงานการบ้าบัดและฟื้นฟูสมรรถภาพผู฾ติดสารเสพติดผู฾ปุวยในหอ ชัยพฤกษ์ โรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ ในปี 2562-2565 จ้านวนผู฾ปุวยสารเสพติดมารับการรักษา แบบผู฾ปุวยใน 69, 59, 89, 119 ตามล้าดับ (รายงานการมาบ้าบัดรักษาแบบผู฾ปุวยใน หอชัยพฤกษ์ โรงพยาบาลจิต เวชนครราชสีมาราชนครินทร์, 2566) การบ้าบัดผู฾ติดสารเสพติดมีแนวโน฾มที่จะเพิ่มขึ้น เกิดจากปัจจัยด฾านร฽างกาย ของผู฾ปุวยที่เกี่ยวกับสารเคมีในสมอง ปัจจัยด฾านสิ่งแวดล฾อมและปัจจัยภายในเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช฾ยาเสพติดที่ ผ฽านมา และยังพบว฽าผู฾ชายมีปัญหาการใช฾สารเสพติดรวมถึงสุรา (สมพร รุ฽งเรืองกลกิจ, 2560) ส฽งผลต฽อการมารับ การรักษาเกี่ยวกับสารเสพติดในปัจจุบันที่เพิ่มมากขึ้น จากข฾อมูลดังกล฽าวจะเห็นได฾ว฽าการเห็นคุณค฽าในตนเองและ ความเชื่ออ้านาจในตน กับภาวะซึมเศร฾าในผู฾ปุวยชายที่ใช฾สารเสพติด วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว฽างการเห็นคุณค฽าในตนเอง ความเชื่ออ้านาจในตนกับภาวะซึมเศร฾าใน ผู฾ปุวยสารเสพติด การศึกษา เชิงพรรณนาแบบหาความสัมพันธ์ ณ หอชัยพฤกษ์ โรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ กลุ฽ม ตัวอย฽าง ได฾มาจากการก้าหนดขนาดของกลุ฽มตัวอย฽าง ใช฾การวิเคราะห์ใช฾โปรแกรม G*Power ค฽าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ได฾กลุ฽มตัวอย฽างจ้านวน 115 คน ผู฾วิจัยสุ฽มอย฽างง฽ายแบบแทนที่ ได฾จ้านวน 30 คน เครื่องมือที่ใช฾ในการวิจัย แบบสอบถามข฾อมูลส฽วนบุคคล แบบสอบถามการเห็นคุณค฽าในตนเอง แบบสอบถามความเชื่ออ้านาจในตนของ แบบคัดกรองภาวะซึมเศร฾า ผู฾วิจัยวิเคราะห์ข฾อมูลโดยใช฾โปรแกรมส้าเร็จรูป ใช฾สถิติเชิงพรรณนา ความถี่ ร฾อยละ ค฽าเฉลี่ย ส฽วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช฾ค฽าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการศึกษา การเห็นคุณค฽าในตนเอง และความเชื่ออ้านาจในตนมีความสัมพันธ์ทางลบในระดับปานกลางกับภาวะ ซึมเศร฾า อย฽างมีนัยส้าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r=-.404, -.568) สรุปและวิจารณ์การเห็นคุณค฽าในตนเอง และความเชื่ออ้านาจในตนสูงจะลดภาวะซึมเศร฾าในผู฾ปุวยสารเสพติด พร฾อมกับการบ้าบัดทางจิตสังคม ดังนั้น เพื่อส฽งเสริมการเห็นคุณค฽าในตนเอง และความเชื่ออ้านาจในตน ให฾รับรู฾ ภาวะซึมเศร฾าที่อาจเกิดขึ้น มีความหวังและเปูาหมายในการด้ารงชีวิต สามารถคืนสู฽สุขภาวะกลับสู฽ครอบครัวและ ชุมชนได฾ ข้อเสนอแนะควรศึกษาในรูปแบบวิจัยกึ่งทดลอง และเพิ่มจ้านวนผู฾เข฾าร฽วมวิจัยตลอดถึงระยะเวลาในการเก็บข฾อมูล ที่เหมาะสม ค าส าคัญ : การเห็นคุณค฽าในตนเอง, ความเชื่ออ้านาจในตน, ภาวะซึมเศร฾าในผู฾ปุวยสารเสพติด


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 33 O2.4 การวิเคราะห์ต้นทุนประสิทธิผลของระบบการดูแลผู้ปุวยเป็นศูนย์กลางในหน่วยบริการปฐมภูมิ เปรียบเทียบกับ ระบบบริการปกติในโรงพยาบาล ในผู้ปุวยเบาหวานชนิดที่ 2 อ าเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา วทัญญู ประยูรหงษ์1 , อัญชลี เพิ่มสุวรรณ2 , วรรณกมล สอนสิงห์2 1 กลุ฽มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลพิมาย จังหวัดนครราชสีมา, 2 คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม฽ จังหวัดเชียงใหม฽ บทคัดย่อ ความเปนมาและความส าคัญ: การดูแลโดยผู฾ปุวยเป็นศูนย์กลาง เป็นการให฾ความส้าคัญกับความต฾องการและท้า ความเข฾าใจสภาพแวดล฾อมของผู฾ปุวยเพื่อสร฾างแผนการรักษาอย฽างเหมาะสม ซึ่งสอดคล฾องกับแนวทางการรักษา โรคเบาหวานที่จ้าเป็นต฾องได฾รับความร฽วมมือและความเข฾าใจจากผู฾ปุวยเพื่อให฾สามารถควบคุมระดับน้้าตาลได฾ดี อย฽างไรก็ตามข฾อมูลการใช฾กระบวนการดูแลโดยผู฾ปุวยเป็นศูนย์กลางต฽อผลลัพธ์ทางคลินิก และความคุ฾มค฽าทาง เศรษฐศาสตร์ ในประเทศไทยยังมีจ้ากัด วัตถุประสงค์การศึกษา: เพื่อศึกษาต฾นทุนประสิทธิผลของระบบการดูแลผู฾ปุวยเป็นศูนย์กลาง (PCCS) ในหน฽วยบริการ ปฐมภูมิ เปรียบเทียบกับระบบบริการปกติ (RSS) ในโรงพยาบาล ในผู฾ปุวยเบาหวานชนิดที่ 2 ด฾วยมุมมองของสังคม วิธีการด าเนินการ: การวิจัยนี้เป็นการประเมินความคุ฾มค฽าทางการแพทย์พร฾อมไปกับการทดลองทางคลินิก กลุ฽ม ตัวอย฽างเป็นผู฾ปุวยเบาหวานชนิดที่ 2 จ้านวน 310 ราย แบ฽งเป็น 2 กลุ฽ม คือ กลุ฽มที่ส฽งต฽อเข฾ารับการดูแลผู฾ปุวยเป็น ศูนย์กลางในหน฽วยบริการปฐมภูมิ และกลุ฽มที่ได฾รับบริการปกติในโรงพยาบาล ตัวแปรต฾นทุนประกอบด฾วย ต฾นทุนทาง ตรงที่เกี่ยวกับการแพทย์, ต฾นทุนทางตรงที่ไม฽เกี่ยวกับการแพทย์และต฾นทุนทางอ฾อม ตัวแปรผลลัพธ์การรักษา ประกอบด฾วยระดับน้้าตาลสะสมในเลือด(HbA1c) และปีสุขภาวะ โดยเก็บข฾อมูลจากผู฾ปุวยโดยตรงที่ระยะเวลาเดือนที่ 0, 3 และ 6 การวิเคราะห์ความแตกต฽างของกลุ฽มตัวอย฽างและผลลัพธ์การรักษาใช฾สถิติ Fisher’s exact test, t-test หรือ Wilcoxon signed-rank test ที่ระดับความเชื่อมั่นร฾อยละ 95 การประเมินความคุ฾มค฽าทางเศรษฐศาตร์ใช฾การ วิเคราะห์อัตราส฽วนต฾นทุนประสิทธิผลส฽วนเพิ่ม และการวิเคราะห์ความไว ผลการศึกษา: กลุ฽ม PCCS มีค฽าเฉลี่ยการเปลี่ยนแปลงค฽า HbA1c ระหว฽างเดือนที่ 0 และ 6 ดีกว฽ากลุ฽ม RSS อย฽างมี นัยส้าคัญทางสถิติ (-0.36 ± 0.80 vs. 0.24 ± 1.11, p<0.001) อีกทั้งในกลุ฽ม PCCS มีจ้านวนผู฾ปุวยที่มี HbA1c ดีขึ้น จากเดือนที่ 0 มากกว฽ากลุ฽ม RSS อย฽างมีนัยส้าคัญทางสถิติ(103/154 vs. 53/155, P<0.001) นอกจากนี้กลุ฽ม PCCS มีต฾นทุนการให฾บริการต่้ากว฽า และมีประสิทธิผลมากกว฽าเมื่อเทียบกับกลุ฽ม RSS โดยอัตราส฽วนต฾นทุนประสิทธิผลส฽วน เพิ่ม เท฽ากับ -47,982 บาทต฽อปีสุขภาวะ ซึ่งจัดเป็นต฾นทุนที่ประหยัดได฾ (Cost saving) เมื่อเทียบกับระดับความเต็มใจ จ฽ายของประเทศไทย และผลการวิเคราะห์ความไวพบว฽ากลุ฽ม PCCS มีความน฽าจะเป็นร฾อยละ 94.6 ที่จัดเป็นต฾นทุนที่ ประหยัดได฾ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: การดูแลผู฾ปุวยเบาหวานชนิดที่ 2 ด฾วยการดูแลผู฾ปุวยเป็นศูนย์กลาง ส฽งผล ให฾ผลลัพธ์ทางคลินิก และคุณภาพชีวิตของผู฾ปุวยดีขึ้น อีกทั้งจัดเป็นทางเลือกที่คุ฾มทุน ดังนั้นจึงเป็นแนวทางที่เหมาะสม ในการประยุกต์ใช฾ในทางปฏิบัติในการดูแลผู฾ปุวยเบาหวานอย฽างยั่งยืนต฽อไป ค าส าคัญ : ต฾นทุนประสิทธิผล, โรคเบาหวาน, การดูแลโดยผู฾ปุวยเป็นศูนย์กลาง


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 34 O2.5 การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการส่งเสริมญาติหรือผู้ดูแลในการตัดสินใจให้ผู้ป่วยระยะประคับประคองสู่ภาวะ good death กลุ่มงานการพยาบาล โรงพยาบาลประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ธัญญารัตน์ ศรีวรนันท์ธ ารง พยาบาลวิชาชีพช านาญการ กลุ่มงานการพยาบาล โรงพยาบาลประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ความเป็นมาและความส าคัญ : ภาวะ good death “ตายดี” หรือ "การมีสุขภาวะในระยะท้ายของชีวิต" (Good death) หมายถึงการตายที่ก่อนผู้ปุวยจะเสียชีวิต ได้รับการบรรเทาอาการและความทุกข์ทรมาน ทั้งทางด้านร่างกาย และจิตใจอย่างเพียงพอเหมาะสม ได้รับการดูแลทางจิตวิญญาณตรงกับความเชื ่อ ศาสนา วัฒนธรรม ของตนเอง รวมถึงได้ท าสิ่งต่าง ๆ สมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กลุ่มงานการพยาบาล งานการดูแลผู้ป ุวยแบบประคับประคอง (Palliative care) ได้เห็นถึงความส าคัญในการพัฒนาการดูแลผู้ป ุวยระยะประคับประคองจึงได้สนใจที่จะศึกษา ผลลัพธ์ของปัจจัยที่ส่งเสริมญาติหรือผู้ดูแลในการตัดสินใจของผู้ป ุวยระยะประคับประคองสู่ภาวะ good death วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งเสริมญาติหรือผู้ดูแลในการตัดสินใจของผู้ปุวยระยะประคับประคองเข้าสู่ภาวะ good death วิธีการด าเนินการ : การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จ านวน 30 คน ที่แพทย์ตรวจประเมินว่าต้อง ได้รับการวินิจฉัยอยู่ในกลุ่มที่เข้าร่วมการวิจัยได้ และญาติหรือผู้ดูแลผู้ปุวยซึ่งมีอ านาจตัดสินใจโดยได้รับการอธิบาย วัตถุประสงค์และขั้นตอนการด าเนินการวิจัย 1. ชี้แจงวัตถุประสงค์ และขั้นตอนในการเก็บข้อมูล รวมถึงสิทธิที่กลุ่ม ตัวอย่างที่จะตอบรับหรือปฏิเสธโดยไม่มีผลกระทบต่อการได้รับบริการตามปกติ 2. แนวปฏิบัติการให้การดูแลทางการ พยาบาลส าหรับการดูแลผู้ป ุวยระยะสุดท้ายแบบประคับประคอง การวางแผนการดูแลล่วงหน้า (Advance care planning) การประเมินระดับอาการผู้ปุวยตามแบบประเมิน PPS การให้การดูแลรักษาอาการตามแบบประเมิน ESAS การประชุมครอบครัว (Family meeting) การดูแลแบบองค์รวมครอบคลุม มิติ กาย จิต สังคมและจิตวิญญาณ 3. มี การก ากับติดตามผลลัพธ์และแบ่งระดับการด าเนินโรคติดตามผลลัพธ์ความพึงพอใจในระยะ 6 เดือนในการด าเนินงาน การเก็บข้อมูลครั้งที่ 2 หลังได้รับการติดตามผู้ปุวยเป็นระยะเวลารวม 6 เดือน เพื่อน าข้อมูลมาวิเคราะห์ สถิติที่ใช้แบบ Pair t-test และสถิติเชิงพรรณา ผลการศึกษา: พบว่าเมื่อเปรียบเทียบระดับความสามารถของผู้ปุวยตามแบบประเมิน PPS ก่อนและหลังพบว่ามีความ แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ( P < 0.001) และเมื่อเปรียบเทียบระดับปวดและความเหนื่อยก่อนและหลังของ ผู้ปุวยโดยการประเมิน ESAS พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (P < 0.001) และระดับความพึง พอใจของญาติในการให้บริการทางด้านการดูแลระยะประคับประคองอยู่ในระดับพึงพอใจมาก สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: จากผลการศึกษาดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงปัจจัยที่มีผลกับผู้ปุวยและ ญาติในการดูแลผู้ปุวยระยะประคับประคองที่มีกระบวนการดูแลที่ครอบคลุมทุกมิติ ส่งผลให้ผู้ปุวยระยะสุดท้ายเข้าสู่ ภาวะ good death ได้อย ่างมีคุณภาพ สามารถน ารูปแบบเพื ่อเป็นแนวทางปฏิบัติในการรักษาผู้ป ุวยระยะ ประคับประคองส าหรับการให้การดูแลที่น าไปสู่ภาวะ good death ของผู้ปุวย ค าส าคัญ: good death , ปัจจัยส่งเสริม good death, แบบประเมิน PPS , แบบประเมิน ESAS


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 35 O2.6 การพัฒนารูปแบบการให้บริการคลินิกกัญชาทางการแพทย์เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการในระดับ โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลโนนนารายณ์ อ าเภอโนนนารายณ์ จังหวัดสุรินทร์ ปนัดดา บูรณ์เจริญ โรงพยาบาลโนนนารายณ์ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการให้บริการคลินิกกัญชาทางการแพทย์ และศึกษาผลลัพธ์ของการพัฒนารูปแบบการให้บริการคลินิกกัญชาทางการแพทย์ในหน่วยบริการ โรงพยาบาลโนนนารายณ์ การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and development) ใช้กลุ่มตัวอย่างจ านวน 10 คน และคัดเลือกกลุ่มตัวย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เป็นผู้มารับบริการคลินิกกัญชาทางการแพทย์โรงพยาบาลโนนนารายณ์ ระหว่างเดือน ตุลาคม 2565-เดือนกันยายน 2566 โดยใช้เครื่องมือในการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action research) 4 ขั้นตอน (PAOR)ประกอบด้วย 1)วางแผน (Planning) 2) การปฏิบัติ (Action) 3) การสังเกต (Observation) และ 4) การสะท้อนผล (Reflection) และการประเมินผลลัพธ์ของการพัฒนา รูปแบบการให้บริการคลินิกกัญชาทางการแพทย์ โดยใช้ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้วิธี วิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว ่าผู้รับบริการมีความสนใจในรูปแบบการให้บริการคลินิกกัญชาทาง การแพทย์ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 1)การคัดกรอง/ให้ค าปรึกษา 2)การให้บริการเชิงรุกในชุมชน 3)การส่งต่อผู้ปุวยระหว่างแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนไทย 4)การติดตามผลการรักษา ท าให้ มีร้อยละผู้มารับบริการเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ136.96 และตอบสนองความต้องการมีความพึง พอใจต่อรูปแบบการจัดบริการในระดับมากที่สุด ข้อเสนอแนะจากผลการวิจัย ครั้งนี้คือควรศึกษาประสิทธิผลของการใช้กัญชาทาง การแพทย์และคุณภาพชีวิตของผู้รับบริการ และควรพัฒนาจัดบริการคลินิกกัญชาทางการแพทย์ อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ค าส าคัญ : คลินิกกัญชา ,กัญชาทางการแพทย์,การพัฒนารูปแบบ,โรงพยาบาลชุมชน


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 36 O2.7 การพัฒนาระบบการส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุเพื่อปูองกันการล้มในชุมชนสุริยกานต์ นางสาวสุวรรณี บุญพูนเลิศ นักกายภาพบ้าบัดช้านาญการ นางลักษยา นันท์ธราธร พยาบาลวิชาชีพช้านาญการ นายแพทย์ศรัณย์ สุจินพรัหม นายแพทย์ช้านาญการ กลุ฽มงานเวชกรรมฟื้นฟู โรงพยาบาลสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ความเป็นมาและความส าคัญ : ปัญหาล฾มในผู฾สูงอายุการเป็นปัญหาที่พบบ฽อยเนื่องจากความเสื่อมถอยของ ร฽างกายตามวัย โดยท้าให฾เกิดการบาดเจ็บทั้งมากและน฾อย กรณีเลวร฾ายที่สุดคือการเสียชีวิต การหกล฾มใน ผู฾สูงอายุปูองกันได฾ด฾วยการให฾ความรู฾และเพิ่มสมรรถภาพร฽างกายเพื่อปูองกันการล฾ม วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส฽งเสริมสุขภาพของผู฾สูงอายุด฾วยการฝึกออกก้าลังกายต฽อการ ปูองกันการหกล฾มในผู฾สูงอายุ วิธีการด าเนินการ : การวิจัยนี้เป็นการวิจัยส้าหรับการพัฒนา (Research and development) โดยเป็นผลต฽อเนื่องจากการฝึกเดินบนลู฽วิ่งไฟฟูาที่มีเครื่องพยุงเดินในผู฾สูงอายุ แต฽เนื่องจาก อุปกรณ์ไม฽เพียงพอ โดยเป็นการศึกษาแบบวัดผลก฽อน-หลังในกลุ฽มที่ได฾รับโปรแกรมการส฽งเสริมสุขภาพเพื่อ ปูองกันการล฾ม ผ฽าน application line OA เปรียบเทียบความสามารถในการลุก-นั่ง จ้านวน 5 ครั้งและการ เดินระยะทาง 3 เมตร (Time up and go) ที่แตกต฽างกันและเปรียบเทียบภายในแต฽ละกลุ฽ม การวิจัยครั้งนี้ ได฾ ผ฽านกระบวนการพิจารณารับรองการวิจัยจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์โรงพยาบาลสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ส้านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เอกสารรับรองเลขที่ 18/2566 ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2566 โดยน้ากลุ฽มตัวอย฽างเข฾ารับโปรแกรมการการฝึกการส฽งเสริมสุขภาพเพื่อปูองกันการล฾มจ้านวน 10 คน โดยรูปแบบกิจกรรม 1. ให฾ความรู฾ในด฾านของการปูองกันการล฾ม 2. การสาธิตท฽าออกก้าลังกายที่เหมาะสมเพื่อ ปูองกันการหกล฾มได฾แก฽ การเพิ่มความแข็งแรงของรยางค์แขน-ขา การทรงตัวการฝึกเดินในรูปแบบต฽างๆ 3. การท้า official line ในรูปแบบวีดีทัศน์สาธิตการฝึกท฽าบริหารต฽อเนื่องที่บ฾าน 4. การให฾ค้าแนะน้าทางด฾าน สุขภาพผ฽านระบบ official line มีการติดตามผลลัพธ์จ้านวน 12 ครั้งเป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์สถิติที่ใช฾เป็น Wilcoxon test และการแจกแจงความถี่ร฾อยละ ผลการศึกษา : ผู฾สูงอายุที่เข฾ารับการฝึกการออกก้าลังกาย ตามโปรแกรมการปูองกันการล฾ม ได฾รับการประเมินการลุกนั่ง 5 ครั้ง ลดลงน฾อยกว฽า 12 วินาที และเวลาในการ ทดสอบการเดิน time up and go 3 เมตร น฾อยกว฽า 13 วินาทีอย฽างมีนัยส้าคัญทางสถิติ (P<0.05) สรุปผล การศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: ดังนั้นในการศึกษาในครั้งนี้สรุปว฽าการส฽งเสริมสุขภาพของผู฾สูงอายุเพื่อ ปูองกันการล฾ม สามารถเป็นทางเลือกส้าหรับให฾ผู฾สูงอายุในชุมชนได฾ฝึกการท้ากิจกรรมเพื่อปูองกันการหกล฾มใน ชุมชนโดยน้าเทคโนโลยีมาช฽วยสนับสนุนในการให฾ผู฾ปุวยได฾ฝึกท฽าตามวีดีทัศน์และการให฾ความรู฾ควบคู฽การฝึก การส฽งเสริมสุขภาพของผู฾สูงอายุเพื่อปูองกันการล฾มส฽งผลท้าให฾การทรงตัวและความแข็งแรงของผู฾สูงอายุดีขึ้น สามารถปูองกันการล฾มและเป็นแนวทางในการส฽งเสริมสุขภาพผู฾สูงอายุในชุมชน ค าส าคัญ: การหกล฾ม , โปรแกรมการส฽งเสริมการปูองกันการล฾มในผู฾สูงอายุ , การประเมินการทรงตัว


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 37 O2.8 การพัฒนาการดูแลผู้ปุวยในที่บ้าน (Home ward) ประพาฬรัตน์ โทแก฾ว พยาบาลวิชาชีพช้านาญการ กัญญาภัค ทองนัด พยาบาลวิชาชีพช้านาญการ จิณัฐตา มะลาม พยาบาลวิชาชีพช้านาญการพิเศษ โรงพยาบาลล้าทะเมนชัย จ. นครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ปัจจุบันปัญหาการเจ็บปุวยเกิดขึ้นเป็นจ้านวนมาก ท้าให฾ผู฾ปุวยต฾องเข฾ารับการ รักษาในโรงพยาบาล ท้าให฾เกิดความแออัดมากขึ้นในโรงพยาบาล ครอบครัวเพิ่มภาระ ในการดูแลเฝูาไข฾และ ค฽าใช฾จ฽าย ดังนั้นโรงพยาบาลล้าทะเมนชัยได฾เล็งเห็นปัญหาดังกล฽าว จึงได฾น้าระบบการดูแลผู฾ปุวยในที่บ฾านมาใช฾ ในการดูแลผู฾ปุวยที่เพื่อให฾ผู฾ปุวยได฾รับการรักษา ที่มีมาตรฐานเทียบเคียงกับผู฾ปุวยในโรงพยาบาล เพื่อลดปัญหา ดังกล฽าว โดยยึดผู฾ปุวยเป็นศูนย์กลาง และค้านึงถึงความปลอดภัยของผู฾ปุวยเป็นส้าคัญตามมาตรฐานการรักษา ของแต฽ละวิชาชีพ วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อให฾ผู฾ปุวยได฾กลับไปอยู฽บ฾านและได฾รับการดูแลรักษาตามมาตรฐานการดูแลผู฾ปุวยใน ที่บ฾านลดค฽าใช฾จ฽ายลดความแออัดและเพื่อส้ารองเตียงไว฾ส้าหรับผู฾ปุวยที่มีความเจ็บปุวยรุนแรงในโรงพยาบาล วิธีการด าเนินงาน คัดเลือกผู฾ปุวยที่ผ฽านเกณฑ์การประเมินตามมาตรฐานในแต฽ละโรคใน 7 กลุ฽มโรคได฾แก฽ 1) โรคเบาหวานที่มีภาวะน้้าตาลในเลือดสูง 2) โรคความดันโลหิตสูง 3) โรคแผลกดทับและพื้นที่กดทับ 4) โรคติด เชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ 5) ปอดอักเสบ 6) โรคไส฾ติ่งอักเสบเฉียบพลันภายหลังการได฾รับการผ฽าตัด 7) โรค ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และยินยอมเข฾ารับการรักษาแบบผู฾ปุวยในที่บ฾าน Admit เป็นผู฾ปุวยใน บันทึกการ ดูแลรักษาทางโปรแกรม AMED พยาบาลติดตามออกให฾บริการผู฾ปุวยที่บ฾านเช฽น การให฾ยาปฏิชีวนะ การล฾าง แผล การเจาะ DTX การวัดความดันโลหิตเป็นต฾น กรณีที่ผู฾ปุวยมีอาการแย฽ลงมีระบบ รับกลับมาดูแลรักษาต฽อที่ โรงพยาบาล ผลการศึกษา มีผู฾ปุวยเข฾ารับบริการผู฾ปุวยในที่บ฾าน( Home ward) ทั้งหมด 140 คน ผู฾ปุวยมีความพึงพอใจใน การบริการผู฾ปุวยในที่บ฾าน คิดเป็นร฾อยละ 95 ผู฾ปุวยสามารถใช฾ชีวิตปกติได฾ที่บ฾านอย฽างมีความสุข ลดค฽าใช฾จ฽าย เพิ่มรายได฾จากการท้างาน โรงพยาบาลลดความแออัด และสามารถเบิกค฽าดูแลรักษาได฾จาก สปสช สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ การดูแลผู฾ปุวยในที่บ฾านเป็นอีกทางเลือกที่สามารถน้ามา ให฾บริการกับผู฾ปุวยที่มีอาการไม฽รุนแรง สามารถนอนที่บ฾านได฾ เช฽น DM HT สามารถเจาะน้้าตาล วัดความดันที่ บ฾านเพื่อปรับยาตามแผนการรักษาได฾ โดยที่ไม฽ต฾องนอนโรงพยาบาล และได฾รับการรักษาที่เทียบเคียงผู฾ปุวยใน สามารถขยายขอบเขตการดูแล ได฾มากกว฽า 7 กลุ฽มโรค เพื่อให฾สอดคล฾องกับโรค แผนการรักษา และความ ต฾องการของผู฾ปุวย ค าส าคัญ การดูแลผู฾ปุวยในที่บ฾าน Home ward AMED


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 38 O2.9 การสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อการฟื้นฟูสภาพในผู้มีอาการหลงเหลือหลังติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา 2019 โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน นาง อังคณา คงโพธิ์น฾อย นาง ธนสิตา โชคทวีธัญกร คลินิกชุมชนอบอุ฽นจัตุรัส โรงพยาบาลจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ บทคัดย่อ จากสถานการณ์ภายหลังการระบาดของเชื้อไวรัส2019) และจากการประเทศไทยประกาศให฾โรคโคโรนา 2019 ปรับจากโรคติดต฽ออันตรายเป็นโรคติดต฽อที่ต฾องเฝูาระวัง ตั้งแต฽วันที่ 1 ตุลาคม 2565 ผู฾ปุวยที่มีการติดเชื้อเป็น เวลานานมักมีอาการหลายระบบ มีรายงานว฽าในผู฾รอดชีวิตจากการติดเชื้อเฉียบพลันรุนแรงจากการติดเชื้อส฽วนใหญ฽มี อาการเหนื่อยล฾าอย฽างต฽อเนื่อง ซึ่งเมื่อผู฾ปุวยมีการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และรักษาจนทุเลา พบว฽าผู฾ปุวยที่มียังมี อาการผิดปกติ หรือเรียก “อาการหลงเหลือหลังติดเชื้อไวรัสโคโรนา (Long COVID)”หรือ ภาวะ Long COVID เป็นอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นใหม฽หรือต฽อเนื่องภายหลังการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตั้งแต฽ 3 เดือน นับจากวันตรวจ พบเชื้อ และมีอาการต฽อเนื่องอย฽างน฾อย 2 เดือน โดยอาการอาจเกิดหลายระบบ และอาการนี้ไม฽สามารถอธิบายได฾ด฾วย การวินิจฉัยสาเหตุอื่น ๆ และจากการท้าประชาคมปัญหาของชุมชน เขตเทศบาลต้าบลบ฾านกอก พบว฽าผู฾ที่มีอาการ ดังกล฽าวต฾องการความช฽วยเหลือ จึงมีการด้าเนินการพัฒนาความรอบรู฾ด฾านสุขภาพ โดยมีเปูาหมายคือการฟื้นฟูสภาพ ในผู฾ปุวยและผู฾มีอาการดังกล฽าว โดยการมีส฽วนร฽วมของชุมชน วัตถุประสงค์การศึกษา 1. เพื่อให฾ผู฾เข฾าร฽วมโครงการมีความรอบรู฾ด฾านสุขภาพเพื่อการฟื้นฟูสภาพในผู฾มี อาการหลงเหลือหลังติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 2.เพื่อสร฾างเครือข฽ายสุขภาพในชุมชน วิธีการด าเนินการ 1.การค้นหาปัญหา จากแนวคิด 3 C ซึ่งประกอบด฾วย 1) Context สถานการณ์2) Concept &Core value ค฽านิยมร฽วมและ3 Criteria มาตรฐาน 2.กระบวนการพัฒนา (process) ตามขั้นตอนการพัฒนา HLS ตาม V Shape 6 ขั้นตอนประกอบด฾วย 1) การเข฾าถึง 2) การเข฾าใจ 3) โต฾ตอบ แลกเปลี่ยน 4) ตัดสินใจ 5) ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 6) บอกต฽อ ประชาสัมพันธ์ 3. ความต่อเนื่อง มีการสร฾างเครือข฽ายสุขภาพในชุมชน ผลการศึกษา 1.หลังด้าเนินการวิเคราะห์ผลลัพธ์ 3 ด฾าน ได฾แก฽ ด้านความรู้ ผู฾เข฾าร฽วมโครงการมีความรู฾และสามารถ ตอบค้าถามเรื่อง การฟื้นฟูสภาพในผู฾มีอาการหลงเหลือหลังติดเชื้อโคโรนา 2019 100 % ด้านความเข้าใจพบ ผู฾เข฾าร฽วมโครงการสามารถใช฾คู฽มือการส฽งเสริมการฟื้นฟูตนเองหลังจากหายปุวยด฾วยภาวะโควิด-19 ได฾มากกว฽า 80% และด้านความพึงพอใจ ต฽อการท้าโครงการ 86.75% 2. มีการจัดตั้งกลุ฽ม ร฽วมดูแลและให฾ค้าแนะน้าผู฾ที่มีอาการ หลงเหลือหลังติดเชื้อโคโรนา 2019 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ 1. ด้านบุคลากร มีการศึกษาเพื่อการแก฾ไขปัญหาของชุมชนอย฽างแท฾จริง 2. ด้านผู้รับบริการ/ผู้เข้าร่วมโครงการ การประชาสัมพันธ์เรื่องอาการหลงเหลือหลังติดเชื้อโคโรนา2019 น฾อย ท้าให฾ผู฾เข฾าร฽วมโครงการอาจมีความเข฾าใจและหาข฾อมูลได฾น฾อย ค าส าคัญ : ความรอบรู฾ด฾านสุขภาพ, การฟื้นฟูสภาพ, อาการหลงเหลือหลังติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, การมีส฽วนร฽วม ของชุมชน


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 39 O2.10 การปูองกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ในอ าเภอวังน้ าเขียว โดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย อ้าพร แซ฽อึ้ง งานการพยาบาลผู฾ปุวยอุบัติเหตุฉุกเฉินและนิติเวช โรงพยาบาลวังน้้าเขียว จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ จากข้อมูล ตั้งแต่ปี 2563 -2565 พบว่ามีจ านวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรเท่ากับ 33, 38 และ 31 ต่อแสนประชากรตามล าดับ ซึ่งยังไม่บรรลุเปูาหมายของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งก าหนดให้มี ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจร ไม่เกิน 16.4 รายต่อแสนประชากร ในขณะที่ ข้อมูลสถิติการเกิดอุบัติเหตุฉุกเฉินตั้งแต่ปี 2563 – 2565 พบว่า มีจ านวนเท่ากับ 766, 668 และ 667 ครั้งตามล าดับ จากการทบทวนข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่เกิด เหตุพบว่า มีจุดเสี่ยงที่มักเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง รวม 4 จุด ได้แก่ บริเวณโค้งวัดกลาง, โค้งฉลาดปรุ, โค้งวนศาสตร์ และ โค้งเขาแผงม้า ดังนั้นจึงได้มีการพัฒนางานร ่วมกัน โดยภาคีเครือข ่าย ซึ ่งประกอบด้วย โรงพยาบาลวังน ้าเขียว สาธารณสุขอ าเภอวังน ้าเขียว ที่ว่าการอ าเภอวังน ้าเขียว สถานีต ารวจ กองบังคับการต ารวจทางหลวง, ทางหลวงชนบท และอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์, อสม. และผู้น าชุมชน วัตถุประสงค์เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุทางถนน และลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน วิธีด าเนินการ การพัฒนาเพื่อลดการเกิดอุบัติทางถนน ด าเนินการโดย มีการสอบสวนกรณีเกิดอุบัติเหตุจราจรที่รุนแรง และน าข้อมูล เกี่ยวกับจุดเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุแจ้งให้กรมทางหลวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ และด าเนินปรับปรุงแก้ไข ดังนี้ 1. การปรับปรุงผิวการจราจรให้มีความปลอดภัยมากขึ้น มีการติดตั้งไฟส ่องสว ่าง การติดตั้งกล้องตรวจจับ ความเร็ว การปรับปรุงภูมิทัศน์การจราจรให้ดีขึ้น 2. การจัดกิจกรรมรณรงค์เมาไม่ขับ ให้แก่ผู้น าชุมชนและประชาชน ทั่วไป ด้านการพัฒนาเพื่อลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน ด าเนินการแก้ไข ดังนี้ 1. การซ้อมแผนรับมือ อุบัติเหตุทางถนน ณ จุดเสี่ยง โดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย 2. ปรับปรุงระบบการคีย์ข้อมูลอุบัติเหตุจราจรผ่าน ระบบ IS Online ได้ 100 % (จากเดิมได้ 60%) 3. จัดอบรมการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการช ่วยฟื้นคืนชีพขึ้น พื้นฐาน ให้แก่ภาคีเครือข่าย 3. จัดกิจกรรมรณรงค์การสวมหมวกนิรภัย ให้แก่ประชาชน 4. เพิ่มศักยภาพพยาบาล วิชาชีพ โดยการส่งอบรมหลักสูตรพยาบาลเฉพาะทางเวชปฏิบัติฉุกเฉิน 5. ติดตั้งระบบ Telemedicine ในรถ ฉุกเฉิน เพื่อสามารถปรึกษาและให้การช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว ระหว่างการน าส่ง ผู้ปุวย ณ จุดเกิดเหตุ และการส่ง ต่อผู้ปุวยไปยังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพสูงขึ้น ผลการศึกษา พบว่ามีจ านวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนในปี 2566 ลดลงเหลือ 13 รายต่อแสนประชากร ในขณะที่ข้อมูลสถิติ การเกิดอุบัติเหตุฉุกเฉินในปี 2566 ก็ลดลงด้วยเช่นกัน เท่ากับ 623 ครั้ง และจุดเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุทางถนนลดลง เหลือ 2 จุด สรุปการศึกษาและน าไปใช้ประโยชน์ การน าข้อมูลการเกิดอุบัติเหตุมาวิเคราะห์ และประสานร่วมกับภาคีเครือข่าย มีผลให้การด าเนินมีประสิทธิภาพ ค าส าคัญ การปูองกันและลดอุบัติเหตุทางถนน, ความปลอดภัย, ภาคีเครือข่าย


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 40 O2.11 สูงวัยปากช่อง ไม่ล้ม ด้วยพลัง 3 หมอ และครอบครัว ปิยะวรรณ ศรีสุวนันท์ ต้าแหน฽งพยาบาลวิชาชีพช้านาญการพิเศษ คลินิกหมอครอบครัวประปา เครือข฽ายโรงพยาบาลปากช฽องนานา จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ในอ้าเภอปากช฽องมีผู฾สูงอายุในเขตความรับผิดชอบของคลินิกหมอครอบครัวประปา จ้านวน 1,969 ราย พบว฽าผู฾สูงอายุที่ มีความเสี่ยงต฽อการพลัดตกหกล฾มจ้านวน 436 ราย คิดเป็นร฾อยละ 22.14 ซึ่งหากผู฾สูงอายุเหล฽านี้เกิดการพลัดตกหกล฾มอาจส฽งผลให฾ เป็นผู฾ปุวยติดเตียง และเป็นภาระของสมาชิกภายในครอบครัวต฾องดูแล ทั้งนี้ทีมผู฾จัดท้าผลงานสูงวัยปากช฽อง ไม฽ล฾ม ด฾วยพลัง 3 หมอ และครอบครัว ได฾เห็นถึงความส้าคัญของการปูองกันความเสี่ยงและลดการพลัดตกหกล฾มในผู฾สูงอายุโดยจัดท้าโปรแกรมโดย เน฾นการปูองกันความเสี่ยงด฾วยการสร฾างเสริมความแข็งแรงของกล฾ามเนื้อ และเพิ่มองศาการเคลื่อนไหว ภายใต฾ผลงาน สูงวัยปาก ช฽อง ไม฽ล฾ม ด฾วยพลัง 3 หมอ และครอบครัว วัตถุประสงค์การศึกษา 1) เพื่อค฾นหา คัดกรองผู฾สูงอายุที่มีปัญหาการทรงตัวและเสี่ยงต฽อการพลัดตกหกล฾มเข฾าร฽วม โปรแกรม 2) เพื่อให฾ผู฾สูงอายุ และญาติ ที่เข฾าร฽วมโปรแกรมมีทักษะการดูแลตนเองไม฽เกิดการพลัดตกหกล฾ม วิธีการด าเนินงาน : Plan: ประชุมชี้แจงวางแผนด้าเนินการโดยความร฽วมมือของ 3 หมอ Do: ค฾นหาคัดกรองผู฾สูงอายุที่ เสี่ยงต฽อการพลัดตกหกล฾ม ศึกษาโปรแกรมการออกก้าลังกายที่มีอยู฽ จัดท้าภาพวาด/วีดีโอไว฾สื่อสาร Check:ทดสอบโปรแกรมก฽อน ใช฾จริงโดย 3 หมอ และกลุ฽มตัวอย฽าง Action: ท้าการทดสอบสมรรถนะของร฽างกายผู฾สูงอายุที่สมัครใจเข฾าร฽วมโปรแกรมออกก้าลัง กายจ้านวน 30 ราย เพื่อเลือกโปรแกรมการออกก้าลังกายปูองกันการพลัดตกหกล฾มที่เหมาะสม และสาธิตโปรแกรมให฾แก฽ผู฾สูงอายุ และญาติเป็นรายบุคคล โดยติดตามเยี่ยมบ฾านระยะเวลา 8 สัปดาห์ และประเมินผลโดยใช฾เครื่องมือ Time Up and Go Test สรุปผลการด าเนินงาน ผู฾สูงอายุที่เข฾าร฽วมโปรแกรม 30 ราย พบว฽า หลังเข฾าร฽วมโปรแกรมระยะเวลา 8 สัปดาห์มีการเดิน ในระยะ 6 เมตร เร็วขึ้น การลงน้้าหนักของขาทั้ง 2 ข฾างดีขึ้น จ้านวน 18 ราย คิดเป็นร฾อยละ 60 และมีองศาการเคลื่อนไหวของ กล฾ามเนื้อเพิ่มขึ้น ก฾าวได฾ยาวขึ้น จ้านวน 17 ราย คิดเป็นร฾อยละ 56.66 โดยผู฾สูงอายุทั้ง 30 ราย ไม฽เกิดการพลัดตกหกล฾มตั้งแต฽เข฾า ร฽วมโปรแกรมจนถึงปัจจุบัน สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ 1) สร฾างเครือข฽าย และส฽งเสริมศักยภาพของญาติหรือผู฾ดูแล ในการเฝูาระวังการพลัดตกหกล฾มของผู฾สูงอายุ 2) ขยายผลของผลงานวิชาการการออกก้าลังกายปูองกันการพลัดตกหกล฾ม ให฾กับผู฾สูงอายุที่เสี่ยงต฽อการพลัดตกหกล฾ม จ้านวนมาก (มีผู฾เสี่ยงในเขตรับผิดชอบ 436 ราย น้าสาธิตเข฾าโครงการ 30 ราย คิดเป็น ร฾อยละ 6.88 ทีมต฾องการขยายผลเพิ่ม เปูาหมายให฾มากกว฽าร฾อยละ 20 ในปี 2567 และขยายเปูาหมายขึ้นในทุกๆปี) 3) รูปแบบกระบวนการดูแลต฽อเนื่อง Continuity Care Process ผสมผสานการมีส฽วนร฽วมของ ญาติ สมาชิกใน ครอบครัว รวมถึงเครือข฽าย 3 หมอ โดยการใส฽ใจ ติดตามอย฽างต฽อเนื่อง สามารถปูองกันการพลัดตกหกล฾มในผู฾สูงอายุได฾ 4) ถ฾าจะลดความเสี่ยงต฽อการพลัดตกหกล฾มในผู฾สูงอายุนอกจากวิธีการเพิ่มก้าลังกล฾ามเนื้อ และองศาในการเคลื่อนไหว ต฾องมีองค์ประกอบอื่นๆ ได฾แก฽ การจัดสภาพแวดล฾อมในบ฾าน การรักษาโรคประจ้าตัวอื่นๆ การรักษาโรคทางตา พฤติกรรมของใช฾ เช฽น รองเท฾าที่เหมาะสม อุปกรณ์ช฽วยพยุง ฯลฯ 5) พัฒนารูปแบบผลงานวิชาการให฾มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และประยุกต์ใช฾ในงานดูแลผู฾สูงอายุอย฽างต฽อเนื่อง ขยายไปยัง รพ.สต. / PCC อื่นๆ 6) มีการขยายผลงานไปสู฽กลุ฽ม Pre aging เพื่อเป็นการส฽งเสริมทักษะการดูแลตนเองก฽อนเข฾าสู฽วัยผู฾สูงอายุ ค าส าคัญ : สูงวัยไม฽ล฾ม , ดูแลต฽อเนื่อง , 3 หมอ


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 41 O2.12 พัฒนาแนวทางการดูแลผู้ปุวยจิตเวชและยาเสพติดที่มีความเสี่ยงต่อการก่อความรุนแรง (SMI-V) อ าเภอวังน้ าเขียว ชนิดา สิทธิการกุล งานสุขภาพจิตและจิตเวชชุมชน โรงพยาบาลวังน้้าเขียว จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ปี พ.ศ. 2565 มีผู฾ปุวยจิตเวชรายใหม฽เพิ่มขึ้นจ้านวน 197 คน จากเดิม 413 คน คิดเป็น ร฾อยละ 47.70 ซึ่งเป็นผู฾ปุวยจิตเวชและยาเสพติดที่มีความเสี่ยงสูงต฽อการก฽อความรุนแรง ได฾รับการส฽งต฽อไป รพ. จิต เวชราชนครินทร์ จ้านวน 30 ราย คิดเป็นร฾อยละ 4.92 ของผู฾ปุวยจิตเวชทั้งหมด แบ฽งจ้านวนผู฾ปุวยตามประเภท SMIV1 ถึง SMI-V4 ได฾เป็น 20, 7, 2 และ 1 ราย ตามล้าดับ จากการวิเคราะห์สาเหตุ พบว฽า ผู฾ปุวยได฾รับการรักษาไม฽ ต฽อเนื่อง มีการใช฾สารเสพติดเพื่อผ฽อนคลายความเครียดจากปัญหาทางด฾านเศรษฐกิจและสังคม อีกทั้งครอบครัว ชุมชน ขาดความรู฾ ศักยภาพในการดูแล และขาดการเฝูาระวังอาการเตือนที่เสี่ยงต฽อการก฽อความรุนแรงของผู฾ปุวย ดังนั้น จึง จ้าเป็นอย฽างยิ่งที่ต฾องพัฒนาแนวทางการดูแลผู฾ปุวยจิตเวชและยาเสพติดที่มีความเสี่ยงต฽อการก฽อความรุนแรง วัตถุประสงค์เพื่อ 1. ลดอัตราผู฾ปุวยจิตเวชและยาเสพติดที่มีความเสี่ยงสูงต฽อการก฽อความรุนแรงมีอาการก้าเริบ 3. อัตราผู฾ปุวยคลินิกสุขภาพจิตเข฾ารับการรักษาอย฽างต฽อเนื่องมากขึ้น วิธีด าเนินการ 1. สร฾างภาคีเครือข฽ายในการดูแล โดยการมีส฽วนร฽วมของทุกภาคส฽วน และออกแบบระบบการปูองกันความ เสี่ยงต฽อการก฽อความรุนแรง 3 ระดับ 2. จัดท้าสื่อ และให฾ความรู฾เกี่ยวกับอาการ สัญญาณเตือน และแนวทางการเฝูาระวังอาการทางจิตเวชที่มี ความเสี่ยงต฽อการก฽อความรุนแรง ของผู฾ปุวยจิตเวชและยาเสพติดแก฽ภาคีเครือข฽าย 3. สอนภาคีเครือข฽ายในการใช฾แบบคัดกรอง ค฾นหาผู฾ปุวย เพื่อน้าเข฾าสู฽ระบบการรักษา และส฽งต฽อในรายที่มี อาการก้าเริบรุนแรง 4. มีระบบ consult ผ฽าน application Line ระหว฽างหน฽วยงานใน รพ. และ รพ.สต. ในการติดตามเยี่ยม และเบิกจ฽ายยาแก฽ผู฾ปุวยที่เดินทางล้าบาก 5. ประเมินผู฾พิการทางจิต เพื่อให฾ได฾รับเงินช฽วยเหลือ 6. วางแผนการดูแลต฽อเนื่อง และติดตามเยี่ยมผู฾ปุวยในชุมชน ผลการศึกษา 1. อัตราผู฾ปุวยจิตเวชและยาเสพติดที่มีความเสี่ยงสูงต฽อการก฽อความรุนแรง มีอาการก้าเริบ ลดลงจาก ร฾อยละ 5.81 ใน ปี 2565 เป็นร฾อยละ 4.92 ใน ปี 2566 และ2. อัตราผู฾ปุวยคลินิกสุขภาพจิตเข฾ารับการรักษาต฽อเนื่อง เพิ่มขึ้นจากร฾อยละ 90 ใน ปี 2565 เป็นร฾อยละ 95 ใน ปี 2566 สรุปการศึกษาและน าไปใช้ประโยชน์ผู฾ปุวยจิตเวชและยาเสพติดที่มีความเสี่ยงสูงต฽อการก฽อความรุนแรงมีอาการ ก้าเริบลดลง เกิดจากการดูแล ใส฽ใจ จัดการปัญหาร฽วมกัน จากครอบครัว ชุมชนและภาคีเครือข฽าย อีกทั้งชุมชนมีการ สนับสนุนการประกอบอาชีพ สร฾างรายได฾ ท้าให฾ผู฾ปุวยรู฾สึกมีคุณค฽าใช฾ชีวิตในสังคมอย฽างมีความสุข ชุมชนสงบสุข ค าส าคัญ ผู฾ปุวยจิตเวชและยาเสพติด, ภาคีเครือข฽าย, การดูแลผู฾ปุวยจิตเวชในชุมชน


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 42 O2.13 การพัฒนาโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและลดปริมาณการสูบบุหรี่ด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย แสงเดือน ลายสนธ์ โรงพยาบาลพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ บุหรี่เป็นยาเสพติดประเภทหนึ่งที่เป็นอันตรายต฽อสุขภาพทั้งผู฾สูบและผู฾อยู฽ใกล฾ชิดโรคติดบุหรี่ (Nicotine Dependence) เป็นโรคจิตเวชในกลุ฽มโรคที่สัมพันธ์กับการใช฾สาร ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมการสูบ บุหรี่ในปริมาณมากและเป็นระยะเวลานานจนกระทั่งมีผลกระทบต฽อร฽างกาย จิตใจ การด้าเนินชีวิต ครอบครัว สังคมและเศรษฐกิจ เพราะในบุหรี่มีสารเสพติดที่เรียกว฽าสารนิโคติน ท้าให฾ร฽างกายมีความต฾องการเสพทุกวัน และเพิ่มปริมาณมากขึ้น คณะผู฾จัดท้า ได฾ตระหนักและเห็นความส้าคัญ จึงได฾คิดโปรแกรมปรับเปลี่ยน พฤติกรรมและลดปริมาณการสูบบุหรี่ ด฾วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย มาใช฾เพื่อช฽วยส฽งเสริมการเลิกบุหรี่ ซึ่ง สามารถช฽วยลดอาการถอนสารนิโคติน สมุนไพรหญ฾าดอกขาวช฽วยลดความอยากบุหรี่ การอบสมุนไพรช฽วยให฾ การไหลเวียนโลหิตดี ขจัดของเสีย และรู฾สึกผ฽อนคลาย การให฾ความรู฾และค้าแนะน้าจากทีมสุขภาพเป็น แรงจูงใจที่ท้าให฾ผู฾ปุวยเลิกบุหรี่ได฾มากที่สุด และเป็นสิ่งส้าคัญที่สามารถช฽วยเลิกบุหรี่ได฾ส้าเร็จ และยั่งยืน วัตถุประสงค์การศึกษา: เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและลดปริมาณการสูบบุหรี่ของผู฾ใช฾ยาเสพติด ที่สมัครใจ ร฽วมโปรแกรม จ้านวน 30 คน ใน 1 เดือน วิธีการด าเนินการ : สร฾างโปรแกรม มีกิจกรรมในโปรแกรม 1 เดือน ดังนี้การใช฾ยาสมุนไพรหญ฾าดอกขาว ชง ดื่มครั้งละ 1 ซองวันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร ทุกวัน ช฽วยลดความอยากบุหรี่ การอบสมุนไพรเพื่อขับสารพิษใน ร฽างกาย อบ 1 ครั้ง/สัปดาห์ ครั้งละ 15 นาที กิจกรรมออกก้าลังกายตอนเช฾าทุกวัน(วิ่ง) การให฾ความรู฾เรื่อง บุหรี่ ผลการศึกษา: พบว฽าก฽อนเข฾าร฽วมโปรแกรมค฽าเฉลี่ยกลุ฽มเปูาหมายมีพฤติกรรมการสูบบุหรี่ เท฽ากับ 2.21 หลัง เข฾าร฽วมโปรแกรมเป็นเวลา 1 เดือน ค฽าเฉลี่ยพฤติกรรมการสูบบุหรี่ลดลงเฉลี่ย 1.18 รวมเฉลี่ยลดลง 1.03 และ ค฽าเฉลี่ยจ้านวนมวนบุหรี่ที่สูบต฽อวัน เท฽ากับ 10.50 หลังเข฾าร฽วมโปรแกรมเป็นเวลา 1 เดือน ค฽าเฉลี่ยจ้านวน มวนบุหรี่ที่สูบต฽อวันลดลงเฉลี่ย 2.73 รวมเฉลี่ยลดลง 7.77 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง ชนิดกลุ฽มเดียว วัดก฽อนและ หลังการทดลอง ผลมีค฽าเฉลี่ยพฤติกรรมการสูบบุหรี่และค฽าเฉลี่ยจ้านวนมวนบุหรี่ที่สูบลดลง จึงวางแผนจะ ติดตามผลหลังโปรแกรมต฽อในระยะ 3 เดือน , 6 เดือน และ 1ปี เพื่อติดตามและปูองกันการกลับมาสูบซ้้า วางแผนช฽วยเหลือในกลุ฽มวัยรุ฽น กลุ฽มผู฾ปุวยเรื้อรัง และแนวทางช฽วยเหลือส้าหรับที่สนใจเลิกบุหรี่ ค าส าคัญ:โปรแกรมเลิกสูบบุหรี่/บุหรี่/การแพทย์แผนไทย


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 43 O2.14 การเฝูาระวังความเสี่ยงผู้ปุวยภาวะความดันโลหิตสูงในคลินิกแพทย์แผนไทย ศักดิ์ชัย แผ฾วสูงเนิน แพทย์แผนไทยช้านาญการ โรงยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ความเป็นมาและความส าคัญ มีผู฾มารับบริการคลินิกแพทย์แผนไทย ที่มีโรคประจ้าตัวความดันโลหิตสูงและผู฾ปุวยที่ไม฽มี ประวัติการรักษาโรคความดันโลหิตสูง พบผู฾ปุวยที่มีความดันโลหิตสูงเกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท มีความเสี่ยงต฽อการเกิด อุบัติการณ์ต฽างๆที่ไม฽พึ่งประสงค์เกิดขึ้นได฾ จึงได฾เก็บข฾อมูลที่มารับบริการมาทบทวนเพื่อการเฝูาระวังปูองกันไม฽ให฾เกิดความ เสี่ยง วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อปูองกันการเกิดภาวะแทรกซ฾อนและอุบัติการณ์ความเสี่ยงของผู฾รับบริการที่มีความดันโลหิตสูงใน คลินิกแพทย์แผนไทย วิธีการด าเนินการ 1. ศึกษาข฾อมูล วิเคราะห์ความเสี่ยงของกลุ฽มงาน 2. ประชุมเจ฾าหน฾าที่เพื่อท้าความเข฾าใจ 3. วางแผน แก฾ไขปัญหา - ทบทวน ก้าหนดแนวทางการซักประวัติ คัดกรองให฾ครอบคลุมประวัติการเกิดอุบัติเหตุ - จัดท้าแนวทางเพื่อใช฾ใน การวางแผนการรักษาหรือเฝูาระวังความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น - ทบทวนรายงานความเสี่ยงของหน฽วยงานให฾ครบถ฾วน ถูกต฾อง - ฟื้นฟูความรู฾ ด฾านการตรวจวินิจฉัย การรักษาต฽อเนื่องทุกปี4. ด้าเนินการตามแผนที่ก้าหนด 5. ติดตามผลการ ด้าเนินงานทุกเดือน ผลการศึกษา 1.จ้านวนผู฾รับบริการในคลินิกแพทย์แผนไทยทั้งหมด 2,104 ครั้ง จ้านวนผู฾รับบริการ/เดือน ค฽าความดันโลหิต ต่้ากว฽า120/80 มิลลิเมตรปรอท 120/80 – 140/90มิลลิเมตร ปรอท สูงกว฽า140/90มิลลิเมตร ปรอท เดือน ต.ค.65-ก.ค.66 233 1,720 151 2.การดูแลเบื้องต฾นผู฾ปุวยที่มีภาวะความดันโลหิตสูงเกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท ความดันโลหิตสูงเกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท นั่งพัก 15 นาที นอนพัก 15 นาที ส฽งพบแพทย์ 151 ครั้ง 145 ครั้ง 5 ครั้ง 1 ครั้ง สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์จากผู฾มารับบริการคลินิกแพทย์แผนไทย ที่มีโรคประจ้าตัวความดันโลหิตสูงและ ผู฾ปุวยที่ไม฽มีประวัติการรักษาโรคความดันโลหิตสูง พบผู฾ปุวยที่มีความดันโลหิตสูงเกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท ใน ปีงบประมาณ 2566 มีจ้านวนที่พบทั้งหมด 151 ครั้ง คิดเป็นจ้านวนร฾อยละ 13.93 ดูแลเบื้องต฾นความดันโลหิตลดลง 150 ครั้ง คิดเป็นจ้านวนร฾อยละ 99.33 และอีก 1 ครั้ง ความดันโลหิตไม฽ลดลงคิดเป็นจ้านวนร฾อยละ 0.77 และส฽งตรวจซ้้าที่แผนกผู฾ปุวย นอก จากด้าเนินงานมายังไม฽พบอุบัติการณ์ไม฽พึ่งประสงค์เกิดขึ้น ข้อเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้ 1.จัดท้าแนวทางการปฏิบัติการให฾บริการผู฾ปุวยที่มีภาวะความดันโลหิตสูงในคลินิกแพทย์แผนไทย 2.มีกระบวนการเฝูาระวังปูองกันความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับผู฾ปุวย 3.ทบทวนแนวทางการพัฒนาร฽วมกับPCT อายุกรรม และสหวิชาชีพที่เกี่ยวข฾อง ค าส าคัญ : ความเสี่ยง,ความดันโลหิตสูง,คลินิกแพทย์แผนไทย


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 44 O2.15 การพัฒนาระบบการสั่งใช้ยาสมุนไพร 9 รายการ ในโรงพยาบาลชุมพวง ปานจรีย์ ศรีวรรณะ โรงพยาบาลชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา ความเป็นมาและความส าคัญ ประเทศไทยมีนโยบายส฽งเสริมการใช฾สมุนไพรและการแพทย์แผนไทยอย฽างต฽อเนื่อง จากภาครัฐ ตั้งแต฽แผนพัฒนาการสาธารณสุขฉบับที่ 5 พ.ศ. 2525–2529 ถึงแผนพัฒนาสุขภาพแห฽งชาติฉบับที่ 10 พ.ศ. 2549 – 2554 และแผนงานสาธารณสุขไทยด฾านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก พ.ศ. 2554 – 2556 ของกระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายส฽งเสริมการใช฾และการผลิตยาจากสมุนไพร รวมถึงการส฽งเสริม การแพทย์แผนไทยให฾คู฽ขนานกับการแพทย์แผนปัจจุบันในระบบบริการสาธารณสุขเพื่อให฾ประชาชนมีสิทธิในการ เลือกใช฾ จนถึงแผนแม฽บทแห฽งชาติว฽าด฾วยการพัฒนาสมุนไพรไทย ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2560–2564 โรงพยาบาลชุมพวง เป็นหน฽วยงานหนึ่งขององค์กรภาครัฐที่ด้าเนินตามนโยบายดังกล฽าว ปีงบประมาณ 2566 ส้านักงานหลักประกัน สุขภาพแห฽งชาติก้าหนดการบริการแพทย์แผนไทย โดยเน฾นจ฽ายรายการยาสมุนไพรกลุ฽มที่มีประสิทธิภาพใช฾ ทดแทนยาแผนปัจจุบัน 9 รายการ ได฾แก฽ ฟูาทะลายโจร ขมิ้นชัน ประสะมะแว฾ง ยาแก฾ไอมะขามปูอม ครีมไพล เถาวัลย์เปรียง ลูกประคบสมุนไพร ยาธาตุอบเชย ยาสหัสธารา พบว฽าปริมาณการสั่งจ฽ายยาสมุนไพร 9 รายการ ตั้งแต฽ในไตรมาสที่ 1 ยังน฾อยมาก คิดเป็นร฾อยละ 6.7 ของการจ฽ายยาสมุนไพรทั้งหมด ดังนั้น เพื่อให฾มีปริมาณการ สั่งใช฾ยาสมุนไพรเพิ่มขึ้น ผู฾จัดท้าจึงได฾วางแผนพัฒนาระบบการสั่งใช฾ยาสมุนไพร 9 รายการ ของแพทย์แผนปัจจุบัน ในโรงพยาบาลชุมพวงขึ้น วัตถุประสงค์: 1) เพื่อพัฒนาระบบการสั่งใช฾ยาสมุนไพร 9 รายการ ในโรงพยาบาลชุมพวง 2) เพื่อเพิ่มปริมาณการ สั่งใช฾ยาสมุนไพร 9 รายการ วิธีการด าเนินงาน : 1) ประชุมทีมแพทย์แผนไทยเพื่อวิเคราะห์สาเหตุและข฾อมูลการสั่งใช฾ยาสมุนไพร วางเปูาหมายการท้างานและหารูปแบบของระบบการสั่งใช฾ยา 2) ประชาสัมพันธ์ยาสมุนไพรให฾แก฽บุคลกรทาง การแพทย์ในโรงพยาบาลชุมพวง 3) ท้าคู฽มือการใช฾ยาสมุนไพรประจ้าห฾องตรวจแพทย์4) พัฒนาระบบการลง ข฾อมูลในการสั่งจ฽ายยาสมุนไพรในระบบ Hos xp ผลการศึกษา : ผลการพัฒนาระบบการสั่งใช฾ยาสมุนไพร 9 รายการ ในโรงพยาบาลชุมพวง ปีงบประมาณ 2566 ตั้งแต฽ไตมาสที่ 1 - ไตรมาสที่ 4 พบว฽า ก฽อนด้าเนินการ คือ ไตรมาสที่ 1 (ตุลาคม-ธันวาคม 2565) มีปริมาณการ สั่งใช฾ยาสมุนไพรทั้งหมด 1834 รายการ สั่งใช฾ยาสมุนไพร 9 รายการ 123 รายการ หรือคิดเป็นร฾อยละ 6.7 ของ การจ฽ายยาสมุนไพรทั้งหมด หลังด้าเนินการ คือ ไตรมาสที่ 2,3 และ 4 (มกราคม-กันยายน 2566) มีปริมาณการสั่ง ใช฾ยาสมุนไพรทั้งหมด 1968,1820 และ 1180 รายการ สั่งใช฾ยาสมุนไพร 9 รายการ 424,657 และ 1122 รายการ หรือคิดเป็นร฾อยละ 21.5,36.1 และ 95.08 ของการจ฽ายยาสมุนไพรทั้งหมด ตามล้าดับ ข้อเสนอแนะ : ปริมาณการสั่งใช฾ยาสมุนไพร 9 รายการมีแนวโน฾มเพิ่มขึ้นเรื่องๆ จ้าเป็นต฾องเพิ่มการประชาสัมพันธ์ สรรพคุณยาและผลงานวิชาการด฾านสมุนไพรให฾แก฽บุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาล เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นใน การใช฾ยาสมุนไพรมากขึ้น ค าส าคัญ : ยาสมุนไพร


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 45 O2.16 พัฒนาระบบการดูแลผู้ปุวยแบบประคับประคองและการเข้าถึงบริการคลินิกกัญชา ทางการแพทย์แบบบูรณาการส าหรับผู้ปุวย Palliative care โรงพยาบาลสีดา นางสาววชิราภรณ์ ไชยราช โรงพยาบาลสีดา จังหวัดนครราชสีมา ความเป็นมาและความส าคัญ โรงพยาบาลสีดาปี 2565 มีผู฾ปุวยเสียชีวิตภายในหอผู฾ปุวย จ้านวน 25 ราย ซึ่งในจ้านวนนี้ 13 รายที่เป็นผู฾ปุวย Palliative care ที่ต฾องการการดูแลแบบประคับประคอง คิดเป็นร฾อยละ 52 ของ จ้านวนผู฾เสียชีวิตทั้งหมด ซึ่งผู฾ปุวยกลุ฽มนี้ต฾องมีการดูแลแบบองค์รวม เนื่องจากกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก และส้านักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมามีนโยบายให฾โรงพยาบาลทุกแห฽งจัดตั้งคลินิกกัญชาทางการแพทย์แบบบูรณา การอย฽างมีมาตรฐาน โรงพยาบาลสีดาจึงจัดตั้งคลินิกกัญชาทางการแพทย์แบบบูรณาการในปีงบประมาณ 2565 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2564 มีผู฾ปุวย Palliative care 30 ราย ได฾เข฾ารับการรักษาคลินิกกัญชาทางการแพทย์แบบบูรณาการ 5 ราย คิดเป็นร฾อยละ 16.67 ของผู฾ปุวย Palliative care โดยพบปัญหาว฽าไม฽มีการติดตามผลหลังการใช฾ผลิตภัณฑ์กัญชา ดังนั้น ในปีงบประมาณ 2566 จึงได฾พัฒนาการเข฾าถึงบริการคลินิกกัญชาทางการแพทย์แบบบูรณาการอย฽างต฽อเนื่องในผู฾ปุวย Palliative care โดยพัฒนาการเก็บข฾อมูลการติดตามผู฾ปุวย Palliative care ที่เข฾ารับการรักษาในคลินิกกัญชาทาง การแพทย์แบบบูรณาการ โรงพยาบาลสีดาจึงเปิดคลินิกกัญชาทางการแพทย์แบบบูรณาการเพื่อเป็นทางเลือกในการรักษา เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดทุกข์ทรมานจากภาวะความเจ็บปุวย วัตถุประสงค์ เพื่อเพิ่มการเข฾าถึงระบบบริการคลินิกกัญชาทางการแพทย์แบบบูรณาการในผู฾ปุวย Palliative care เพื่อ บรรเทาความเจ็บปวด วิธีการด าเนินการ 1. จัดตั้งคลินิกกัญชาทางการแพทย์แบบบูรณาการ และมอบหมายทีมผู฾รับผิดชอบ โดยเปิดบริการคลินิกกัญชาทาง การแพทย์แบบบูรณาการ ทุกวันศุกร์ของสัปดาห์ เวลา 08.00 – 12.00 น. 2. จัดท้าแนวทางการดูแลผู฾ปุวย Palliative care ที่เข฾าเกณฑ์คลินิกกัญชาทางการแพทย์แบบบูรณาการ 3. บันทึกการติดตามผลการใช฾ผลิตภัณฑ์กัญชาในผู฾ปุวยที่เข฾ารับการรักษาคลินิกกัญชาทางการแพทย์ แบบบูรณาการ และหนังสือคู฽มือประจ้าตัวผู฾ปุวยคลินิกกัญชาทางการแพทย์ 4. ประชุมทีมสหวิชาชีพในด฾านการดูแลผู฾ปุวย บันทึกข฾อมูล แนวทางการเบิกจ฽ายกัญชาทางการแพทย์ และการติดตาม เยี่ยมบ฾าน รวมถึงประสานข฾อมูลเพื่อการเบิกจ฽ายค฽าชดเชยดูแลผู฾ปุวย ผลการศึกษา มีผู฾ปุวย Palliative care 20 ราย ได฾เข฾ารับการรักษาในคลินิกกัญชาทางการแพทย์แบบบูรณาการ 10 ราย คิดเป็นร฾อยละ 50 ของผู฾ปุวย Palliative care ทั้งหมด ปัจจุบันผู฾ปุวย Palliative care เสียชีวิต 5 ราย และรับการรักษา ในคลินิกกัญชาทางการแพทย์แบบบูรณาการ 5 ราย ในการติดตามผลการใช฾ผลิตภัณฑ์กัญชาในผู฾ปุวย Palliative care ที่ ใช฾ผลิตภัณฑ์กัญชาในการลดระดับความเจ็บปวด โดยใช฾เครื่องมือ Pain Scale พบว฽า ผู฾ปุวย Palliative care ที่ใช฾ ผลิตภัณฑ์กัญชาระดับความเจ็บปวดลดลง 1 ระดับ 3 ราย ระดับความเจ็บปวดลดลง 2 ระดับ 6 ราย ระดับความเจ็บปวด เท฽าเดิม 1 ราย สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยขน์ การเข฾าถึงระบบบริการคลินิกกัญชาทางการแพทย์แบบบรูณาการในผู฾ปุวย Palliative care เพิ่มขึ้น อีกทั้งบรรเทาความเจ็บปวดมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ข้อเสนอแนะ ผู฾ปุวยแต฽ละรายควรได฾รับการปรับเปลี่ยนวิธีการดูแลที่เหมาะสมสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น ค าส าคัญ: Palliative care, คลินิกกัญชาทางการแพทย์แบบบูรณาการ


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 46 O2.17 ชื่อเรื่อง พัฒนาระบบบริการคลินิกหมอครอบครัว หมอประจ าตัว ครอบครัวละ 3คน เสาวนีย์ แปลกล้ายอง พยาบาลวิชาชีพช้านาญการ คลินิกหมอครอบครัวหนองตาหมู฽ โรงพยาบาลนางรอง ต.นางรอง อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ “คนไทยทุกครอบครัวมีหมอประจ าตัว 3 คน” เป็นเป้าหมายของกระทรวงสาธารณสุขในยุคปัจจุบัน บ่งชี้ เห็นถึงแนวทางการพัฒนาระบบสุขภาพของประเทศไทยที่จะต้องเดินไปในระยะอันสั้นนี้เป็นแนวทางการพัฒนาที่ ต่อยอดมาจากระบบบริการสุขภาพถ้วนหน้า ที่ปัจจุบันนี้ประชากรกว่า 99% ของประเทศสามารถเข้าถึงบริการ สุขภาพ แนวคิดของนโยบาย 3 หมอ นี้คือการต฾องการออกแบบระบบบริการให฾คนไทยทุกคน ทุกครอบครัวมีหมอ ดูแล ให฾บริการในทุกระดับของการเจ็บปุวย ตั้งแต฽การเจ็บปุวยเล็กๆ น฾อยๆ ดูแลได฾ภายในครอบครัว และชุมชน การเจ็บปุวยที่เพิ่มระดับความต฾องการบริการสุขภาพและการแพทย์ขึ้นมาเล็กน฾อย ต฾องการการดูแลในสถาน บริการปฐมภูมิใกล฾บ฾านในระดับต้าบลและการเจ็บปุวยที่ต฾องการการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาล หรือการดูแล ในระดับอ้าเภอ ต฽อไปถึงระดับจังหวัด โดยก้าหนดหน฾าตาของหมอทั้ง 3 คน 3 ระดับไว฾ดังนี้ หมอคนที่1 คือ อสม. ท าหน้าที่เป็นหมอประจ าบ้าน โดยวางแผนการท้างานของ อสม. ใหม฽ แบ฽งเขตการรับผิดชอบให฾การดูแลเบื้องต฾น ท้าหน฾าที่หลักเชื่อมประสานกับหมอคน 2 และหมอคนที่ 3 วัตถุประสงค์การศึกษา 1. เพื่อออกแบบระบบบริการด฾านสาธารณสุขโดยการขับเคลื่อนนโยบาย 3 หมอ ร฽วมกับภาคีเครือข฽าย 2. เพื่อพัฒนาระบบข฾อมูลโดยใช฾ Application ต฽างๆให฾สามารถน้ามาใช฾ประโยชน์ในการ ดูแลสุขภาพ 3. เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคคลากรทางสาธารณสุข/อสม.เชี่ยวชาญ วิธีการด าเนินการ 1. ประชุมทีมร฽วมปรึกษาหารือร฽วมกันทั้งจากทีมคลินิกหมอครอบครัว/อสม. และภาคีเครือข฽าย ร฾อยละ 80 2. พัฒนาศักยภาพคลินิกหมอครอบครัวและ อสม. ร฾อยละ 100 3. ประชาชนมนพื้นที่รับผิดชอบ มี 3 หมอดูแลสุขภาพ ร฾อยละ 100 4. อสม.และผู฾รับบริการสามารถใช฾ QR Code ของแต฽ละงานที่ใช฾ดูแล สุขภาพในพื้นที่ ร฾อยละ 100 และ 5. ได฾รับการดูแลจากภาคีเครือข฽ายมีส฽วนร฽วม ร฾อยละ 100 ผลการศึกษา ทีม 3 หมอมีความรู฾ความสามารถในการด้าเนินงานตามแนวทางปฏิบัตินโยบาย 3 หมอ ร฾อยละ 100 บุคลากรมี Smart Phone ใช฾ ร฾อยละ 100 ท้าให฾เกิดนวัตกรรมกระบวนการท้างานในการดูแลผู฾ปุวยทุกกลุ฽ม วัย ผ฽านทาง Line Official ผู฾ปุวยได฾รับการดูแลอย฽างทั่วถึง สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ 1. ควรมีการอบรมความรู฾พัฒนาศักยภาพ อสม.ให฾เป็น อสม. เชี่ยวชาญทุกด฾าน 2. อยากได฾รับการสนับสนุนค฽า Internet ทั้งบุคลากรสาธารณสุขและ อสม. 3. สนับสนุนสื่อ ประชาสัมพันธ์ยังน฾อย เช฽น ปูายไวนิล แผ฽นพับความรู฾ 4. ควรมีการประชาสัมพันธ์การเข฾าถึงบริการให฾มากกว฽านี้ ค าส าคัญ : หมอประจ้าตัว ครอบครัวละ 3 คน


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 47 O2.18 การขับเคลื่อนการจัดการความเสี่ยงในการดูแลผู้ปุวยใส่เครื่องช่วยหายใจที่บ้าน ในจังหวัดนครราชสีมาด้วยแนวคิดมาตรฐานการพยาบาลชุมชน กานต์ สุธรรมเทวกุล ดร. นวลฉวี เพิ่มทองชูชัย และคณะ กลุ฽มงานการพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา บทคัดย่อ ในปัจจุบัน โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาและหน่วยบริการสุขภาพชุมชนในจังหวัดนครราชสีมา ก าลัง เผชิญกับความท้าทายในการการดูแลผู้ปุวยใส่เครื่องช่วยหายใจที่บ้าน (Home Ventilator) ที่มีอัตราการเพิ่มสูงขึ้นทุก ปี ปัญหาที่พบบ่อย คือ ขาดความรู้และทักษะในการดูแลผู้ปุวย ผู้ปุวยและครอบครัวยังอาจเกิดความเครียดและวิตก กังวลในการที่ต้องดูแลผู้ปุวยที่บ้าน ส่งผลให้ผู้ปุวยกลับมานอนโรงพยาบาลโดยไม่ได้วางแผนใน 28 วัน และเสียชีวิต จากปัญหาดังกล่าวได้น ามาการขับเคลื่อนการจัดการความเสี่ยงในการดูแลผู้ปุวยใส่เครื่องช่วยหายใจที่บ้านในจังหวัด นครราชสีมา พัฒนาแนวคิดน ามาสู่แนวคิดมาตรฐานการพยาบาลชุมชน มีความส าคัญต่อการพัฒนาระบบบริการที่มี คุณภาพและปลอดภัยให้กับผู้ปุวยและผู้ดูแล โดยมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของบุคคล ครอบครัว ชุมชน การท างาน เชิงบูรณาการ การท างานเชิงระบบ การท างานอย่างมีจริยธรรม และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัด นครราชสีมาไปอีกขั้น วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อศึกษาการขับเคลื่อนการจัดการความเสี่ยงในการดูแลผู้ปุวยใส่ เครื่องช่วยหายใจที่บ้านในจังหวัดนครราชสีมาด้วยแนวคิดมาตรฐานการพยาบาลชุมชน วิธีการด าเนินการ เก็บข้อมูลจากซักถาม การศึกษาเชิงกรณี และรายกลุ่มโดยการลงพื้นที่จริง ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้ จากการรวบรวมเอกสาร การศึกษาสถิติ ร้อยละ เชิงพรรณนา จากข้อมูลผู้ปุวยใส่เครื่องช่วยหายใจที่บ้านในจังหวัด นครราชสีมา ในช่วงปีงบประมาณ 2562 -2566 ผลการศึกษา: จากการศึกษาการศึกษาผู้ปุวยใส่เครื่องช่วยหายใจที่ บ้านในจังหวัดนครราชสีมาเพิ่มขึ้นจาก 12 ราย เป็น 40 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 250 เสียชีวิตเข้าสู่ Palliative Care 14 รายและท า ACP ร้อยละ100 ผู้ปุวยหย่าเครื่องช่วยหายใจส าเร็จและมีชีวิตจาก 0 ราย เป็น 12 ราย อัตราส าเร็จร้อย ละ 30 จ านวนภาวะแทรกซ้อน 6 ราย พบบ่อยที่สุดคือ การติดเชื้อในทางเดินหายใจ จ านวนผู้ปุวยที่ต้องกลับมานอน โรงพยาบาล 3 ราย ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในโรงพยาบาล 220,325 บาท/เดือน ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่บ้าน 24,066 บาท/เดือน พบว่ามีการเรียนรู้และพัฒนาในประเด็นต่างๆ ดังนี้ การเยี่ยมบ้านและการดูแลผู้ปุวยโดยทีมสหสาขาวิชาชีพเพิ่มขึ้น การให้ความรู้และทักษะแก่ผู้ปุวยและผู้ดูแลเพิ่มขึ้น การใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์และการสื่อสารเพิ่มขึ้น การพัฒนา ระบบบริการเพิ่มขึ้น ปัจจัยที่ส่งผลต่อการหย่าเครื่องช่วยหายใจที่บ้านส าเร็จ จากการวิเคราะห์เนื้อหาค าบอกเล่าผู้ปุวย และผู้ดูแล ปัจจัยที่ส่งผลต่อการหย่าเครื่องช่วยหายใจที่บ้านส าเร็จประกอบด้วย การอยู่ใกล้ลูกหลาน ความอบอุ่นใจ ของหมอใกล้บ้าน ความเสียสละในการดูแลนอกเวลาของเจ้าหน้าที่สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ พัฒนา แนวทางการดูแลผู้ปุวยใส่เครื่องช่วยหายใจที่บ้านตอบโจทย์การเข้าถึงประชาชนส่งเสริมเทคโนโลยีทางการแพทย์และ การสื่อสารและเพิ่มศักยภาพในการดูแลผู้ปุวยใส่เครื่องช่วยหายใจที่บ้านพร้อมขยายผลให้เป็นศูนย์ให้ค าปรึกษาทาง ออนไลน์ในผู้ปุวยใส่เครื่องช่วยหายใจที่บ้าน 24 ชั่วโมง ค าส าคัญ Home mechanical ventilation (HMV)/ Risk management/ Community Nursing Quality Assurance/ CNQA


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 48 O2.19 ผลการพัฒนาระบบเพื่อลดระยะเวลารอคอยผู้ปุวยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลหนองแวง อ าเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ นาตยา เซ็นนอก พยาบาลวิชาชีพช้านาญการ รพ.สต.บ฾านหนองแวง อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเปนมาและความส าคัญ: โรงพยาบาลส฽งเสริมสุขภาพต้าบลบ฾านหนองแวง เปิดให฾บริการคลินิก โรคเบาหวานความดันโลหิตสูง มีผู฾รับบริการเฉลี่ยครั้งละ 50 คน ไม฽รวมผู฾ปุวยโรคทั่วไป พบปัญหาว฽าผู฾ปุวยรอ นาน วิเคราะห์ข฾อมูลพบว฽ามาจาก 3 ขั้นตอนหลักในการให฾บริการ คือ 1) จุดคัดกรอง ใช฾ระยะเวลาเวลาในการ คัดกรอง ลงทะเบียน ผู฾ปุวยนาน 2) จุดตรวจรักษา ไม฽มีการแยกผู฾ปุวยโรคเรื้อรังออกจากผู฾ปุวยโรคทั่วไป ท้าให฾ การตรวจล฽าช฾า 3) ขั้นตอนการจ฽ายยาต฾องใช฾ระยะเวลานาน เนื่องจากต฾อง Re-check ตนเอง วิธีด าเนินการ: การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพัฒนา กลุ฽มตัวอย฽างเลือกแบบไม฽เฉพาะเจาะจง ใน ผู฾รับบริการคลินิก NCD ที่โรงพยาบาลส฽งเสริมสุขภาพต้าบลบ฾านหนองแวง โดยมีกระบวนการพัฒนาระบบ บริการผู฾ปุวยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1) การเตรียมการ วิเคราะห์ปัญหา เตรียมบุคลากร และทีมงานที่เกี่ยวข฾อง 2) การด้าเนินงาน ประชุมชี้แจง แนวทางการให฾บริการเพื่อให฾ในทิศทางเดียวกันและ ด้าเนินกิจกรรมตามระบบ 3) การสรุปผลการด้าเนินงาน วิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค เพื่อพัฒนาระบบบริการให฾ ดียิ่งขึ้นไป เริ่มด้าเนินการเดือนตุลาคม 2565 – มีนาคม 2566 เครื่องมือที่ใช฾คือ แฟูมประวัติผู฾ปุวย , แบบสอบถาม, , และการประชุมกลุ฽ม โดยศึกษาข฾อมูลบริบท วิเคราะห์วางแผน ปฏิบัติการ สรุปบทเรียนและ น้าเสนอที่ประชุมกลุ฽ม พร฾อมทั้งตรวจสอบความถูกต฾องของข฾อมูลร฽วมกัน ผลการศึกษา: พบว฽า ผู฾ปุวยเบาหวาน ความดันโลหิตสูงมีระยะเวลารอคอยลดลงจากปี 2565 ระยะเวลารอย คอยเฉลี่ย 76 นาที ลงลงในปี 2566 เป็น 26 นาที เฉลี่ยร฾อยละ 50 อีกทั้งยังท้าให฾เกิดกระบวนการพัฒนา ระบบใหม฽ แบ฽งออกเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้1) การคัดกรอง มีการค฾นแฟูมประวัติ ส฽งชื่อผู฾ปุวยไว฾ล฽วงหน฾า Remed และคีย์รหัส ICD ไว฾ 2) การตรวจรักษา มีการจัดแยกพื้นที่บริการผู฾ปุวยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ออก จากผู฾ปุวยโรคทั่วไป มีระบบสนับสนุนการจัดการตนเอง และสนับสนุนการตัดสินใจที่ชัดเจน 3) การจ฽ายยา มี ระบบการจัดยาเตรียมใส฽ถุงผ฾าไว฾ล฽วงหน฾า สรุปการศึกษาและน าไปใช้ประโยชน์ : ผลของการพัฒนาระบบริการเพื่อลดระยะเวลารอคอยผู฾ปุวยเบาหวาน ความดันโลหิตสูงสัมพันธ์กับระยะเวลารอคอยที่ลดลงจึงควรมีการน้ารูปแบบการผู฾ปุวยเบาหวาน ความดัน โลหิตสูงใช฾เป็นแนวทางในการดูแลผู฾ปุวยโรคเรื้อรังอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนผู฾รับบริการไห฾ได฾รับการดูแลความ ปลอดภัย รวดเร็วขึ้น ค าส าคัญ: ระยะเวลารอคอย,การพัฒนาระบบ, ผู฾ปุวยเบาหวาน, ผู฾ปุวยความดันโลหิตสูง


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 49 O2.20 ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพ “ไม่ล้ม ไม่ลืม ไม่ซึมเศร้า กินข้าวอร่อย” ต่อคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ หมู่บ้านต้นแบบ เขตเทศบาลต าบลเมืองใหม่โคกกรวด อ าเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ศินาท แขนอก พยาบาลวิชาชีพช้านาญการ โรงพยาบาลส฽งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: ปัจจุบันสัดส฽วนผู฾สูงอายุเพิ่มสูงขึ้น ส฽งผลให฾เกิดปัญหาที่ส้าคัญในผู฾สูงอายุ (Geriatric syndrome) เพิ่มขึ้น กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จึงได฾มีแนวคิด “ไม฽ล฾ม ไม฽ลืม ไม฽ซึมเศร฾า กินข฾าวอร฽อย” เพื่อ ส฽งเสริมสุขภาพและปูองกันโรคในผู฾สูงอายุ ประกอบด฾วย การปูองกันการหกล฾ม สมองเสื่อม ภาวะซึมเศร฾า สุขภาพช฽อง ปาก และการกินอาหารอย฽างถูกหลักโภชนาการ จากการส้ารวจภาวะสุขภาพในเขตพื้นที่เทศบาลต้าบลเมืองใหม฽โคก กรวด พบว฽า ผู฾สูงอายุกลุ฽มติดสังคม ร฾อยละ 60 กลุ฽มติดบ฾านร฾อยละ 37 และกลุ฽มติดเตียง ร฾อยละ 3 เป็นโรคความดัน โลหิตสูง ร฾อยละ 48.56 โรคเบาหวาน ร฾อยละ 13.54 เสี่ยงต฽อการหกล฾ม ร฾อยละ 10.00 ความผิดปกติของสมอง ร฾อย ละ 3.26 และซึมเศร฾าร฾อยละ 1.98 จากปัญหาสุขภาพดังกล฽าว ส฽งผลกระทบต฽อการด้าเนินชีวิตผู฾สูงอายุ ท้าให฾เกิด ภาวะพึ่งพิงมากขึ้น ดังนั้นศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสีมา จึงได฾น้าโปรแกรมการส฽งเสริมสุขภาพ “ไม฽ล฾ม ไม฽ลืม ไม฽ ซึมเศร฾า กินข฾าวอร฽อย” เพื่อน้าร฽องเป็นหมู฽บ฾านต฾นแบบด฾านการส฽งเสริมสุขภาพผู฾สูงอายุแบบองค์รวมของเขตเทศบาล ต้าบลเมืองใหม฽โคกกรวด ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู฾สูงอายุให฾ดีขึ้นต฽อไป วัตถุประสงค ศึกษาและเปรียบเทียบผลของโปรแกรมการส฽งเสริมสุขภาพ และคุณภาพชีวิตผู฾สูงอายุก฽อนและหลัง เข฾าร฽วมโปรแกรม วิธีการด าเนินการ: การศึกษาครั้งนี้เป็นแบบกึ่งทดลอง หนึ่งกลุ฽ม วัดผลก฽อนและหลังเข฾าร฽วมโปรแกรม กลุ฽มตัวอย฽าง เลือกแบบเฉพาะเจาะจง จ้านวน 30 คน ตามเกณฑ์ที่ก้าหนด เครื่องมือที่ใช฾ในศึกษา ได฾แก฽ 1) แบบสัมภาษณ์ข฾อมูล ทั่วไป แบบทดสอบการเดินและการทรงตัว แบบประเมินสมรรถภาพสมองเบื้องต฾น แบบประเมินภาวะซึมเศร฾า แบบ ประเมินพฤติกรรมการบริโภคอาหาร และแบบวัดคุณภาพชีวิตผู฾สูงอายุ2) โปรแกรมการส฽งเสริมสุขภาพ ได฾แก฽ การ ปูองกันการหกล฾ม การปูองกันสมองเสื่อม การปูองกันภาวะซึมเศร฾า และโภชนาการในผู฾สูงอายุ โดยจัดกิจกรรม สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ต฽อเนื่อง 12 สัปดาห์ ในเดือน มิถุนายน – สิงหาคม 2566 เก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข฾อมูล โดยใช฾ สถิติ ร฾อยละ ค฽าเฉลี่ย ส฽วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบผลคะแนนก฽อนและหลัง ด฾วยสถิติ Paired t-test ผลการศึกษา: พบว฽า หลังเข฾าร฽วมโปรแกรม ผู฾สูงอายุมีค฽าคะแนนเฉลี่ยการเดินและการทรงตัว สมรรถภาพสมอง เบื้องต฾น ภาวะซึมเศร฾า และพฤติกรรมการบริโภคอาหาร สูงกว฽าก฽อนการเข฾าร฽วมโปรแกรมอย฽างมีนัยส้าคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 และในด฾านคุณภาพชีวิตผู฾สูงอายุ พบว฽า หลังเข฾าร฽วมโปรแกรม ค฽าคะแนนเฉลี่ยคุณภาพชีวิตผู฾สูงอายุ อยู฽ ในระดับสูงขึ้นอย฽างมีนัยส้าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: โปรแกรมการส฽งเสริมสุขภาพ “ไม฽ล฾ม ไม฽ลืม ไม฽ซึมเศร฾า กินข฾าวอร฽อย” ส฽งผลให฾คุณภาพชีวิตผู฾สูงอายุดีขึ้น ดังนั้นควรขยายผลไปสู฽หมู฽บ฾านอื่นให฾ครอบคลุมในเขตพื้นที่เทศบาลต้าบลเมืองใหม฽ โคกกรวด เพื่อให฾ผู฾สูงอายุทุกคนเข฾าถึงบริการส฽งเสริมสุขภาพและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต฽อไป ค าส าคัญ: ผู฾สูงอายุ ไม฽ล฾ม ไม฽ลืม ไม฽ซึมเศร฾า กินข฾าวอร฽อย คุณภาพชีวิต


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 50 มหกรรมคุณภาพ HACC Forum นครชัยบุรินทร์ครั้งที่ 16 “Growth Mindset for Better Healthcare System” ในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 08.30-17.00 น. ณ โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา Oral Presentation กลุ่มที่ 3 NCD และ COVID 19 จ านวน 22 เรื่อง น าเสนอ วันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 เวลา 14.30-18.30 น ห้องธารประสาท ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ หมาย เหตุ 1 14.30 - 14.40 น. การพัฒนาระบบการดูแล ผู฾ปุวยเบาหวานเพื่อปูองกัน และรักษาภาวะกรดแลคติก คั่งในเลือดที่สัมพันธ์กับการใช฾ ยาเมทฟอร์มิน (Metforminassociated lactic acidosis: MALA) นายกฤษฏิ์ วีรชิน โชติ โรงพยาบาล ปราสาท สุรินทร์ 044-551295 ต฽อ 8823 2 14.40 - 14.50 น. การพัฒนารูปแบบการ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู฾ปุวย เบาหวานเพื่อควบคุม HbA1C ในกลุ฽มผู฾ปุวยเบาหวานคลินิก โรคไม฽ติดต฽อเรื้อรัง โรงพยาบาลบัวลาย อ้าเภอบัว ลาย จังหวัดนครราชสีมา นางกัญญา อุส฽าห์ ค฾า, นางสาว ปัญญ์ลภัส ศักดิ์วราวัฒนกุล โรงพยาบาลบัว ลาย นครราชสีมา 0883620295 3 14.50 - 15.00 น. การพัฒนาระบบคลินิกดูแล ผู฾ปุวยโรคไม฽ติดต฽อเรื้อรัง NCD Clinic (DM) นายจีราวัฒน์ บุญเปล฽ง โรงพยาบาลสนม สุรินทร์ 0960980010 4 15.00 - 15.10 น. ผลของการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมผู฾ปุวยเบาหวาน ชนิดที่ 2 ต฽อภาวะ Diabetes Remission นางวชิรญาณ์ การเกษ โรงพยาบาล หนองกี่ บุรีรัมย์ 088-5957059 5 15.10 - 15.20 น. ผลของการจัดรูปแบบบริการ สุขภาพต฽อการควบคุมระดับ น้้าตาลสะสมในเลือด HbA1C ในเลือดผู฾ปุวยเบาหวาน ก฽อน และหลังสถานการณ์การแพร฽ ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโร นา (COVID-19) โรงพยาบาล บ฾านเหลื่อม อ้าเภอบ฾าน เหลื่อม จังหวัดนครราชสีมา นายไพรัตน์ จ้า บัวขาว โรงพยาบาลบ฾าน เหลื่อม นครราชสีมา 0870561140 6 15.20 - 15.30 น. ผลการจัดการตนเองของ ผู฾ปุวยเบาหวานที่มี ภาวะแทรกซ฾อน ทางไต โดยใช฾การผสมผสาน แนวคิดการจัดการรายกรณี นางเสาวลักษณ์ เจนถูกใจ โรงพยาบาล เขวาสินรินทร์ สุรินทร์ 0986477972


Click to View FlipBook Version