การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 1
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 2 สารบัญ หน้า ค านิยม 3 ประกาศผลการพิจารณาคัดเลือกผลงานวิชาการ ประเภท Oral Presentation 4 Oral Presentation กลุ่ม O1 เรื่องที่ 1.1 – 1.18 5 - 26 Oral Presentation กลุ่ม O2 เรื่องที่ 2.1 – 2.20 27 - 49 Oral Presentation กลุ่ม O3 เรื่องที่ 3.1 – 3.22 50 - 74 Oral Presentation กลุ่ม O4 เรื่องที่ 4.1 – 4.15 75 - 91 Oral Presentation กลุ่ม O5 เรื่องที่ 5.1 – 5.17 92 - 110 กลุ่มช านาญการพิเศษ เรื่องที่ 1 – 20 111 – 133 ประกาศผลการพิจารณาคัดเลือกผลงานวิชาการ ประเภท E-POSTER PRESENTATION 134 Poster Presentation กลุ่ม E1 เรื่องที่ 1 – 18 135 - 154 Poster Presentation กลุ่ม E2 เรื่องที่ 1 – 20 155 - 177 Poster Presentation กลุ่ม E3 เรื่องที่ 1 – 18 178 – 196 Poster Presentation กลุ่ม E4 เรื่องที่ 1 – 20 197 - 218 Poster Presentation กลุ่ม E5 เรื่องที่ 1 – 20 219 - 241 Poster Presentation กลุ่ม E6 เรื่องที่ 1 – 21 242 - 265 Poster Presentation กลุ่ม E7 เรื่องที่ 1 – 17 266 - 285 Poster Presentation กลุ่ม E8 เรื่องที่ 1 – 20 286 - 307 Poster Presentation กลุ่ม E9 เรื่องที่ 1 – 19 308 - 328 Poster Presentation กลุ่ม E10 เรื่องที่ 1 – 20 329 - 350 Poster Presentation กลุ่ม E11 เรื่องที่ 1 – 19 351 – 371 ประกาศผลการพิจารณาคัดเลือกผลงานวิชาการของนักศึกษา ประเภท POSTER PRESENTATION 372 Poster Presentation นักศึกษาพยาบาลศาสตร์เรื่องที่ 1 – 17 373 - 395 รายชื่อคณะกรรมการจัดท าหนังสือ 396
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 3 ค านิยม ในโอกาสที่ HACC นครชัยบุรินทร์ได้จัดประชุมวิชาการ HACC FORUM ต่อเนื่องกันมาเป็นปีที่ 16 ผมขอแสดงความยินดีและชื่นชนในความตั้งใจของคณะกรรมการทุกท่านที่เปิดโอกาสให้ผู้มี่เกี่ยวข้องในระบบ บริการสุขภาพได้มีการแลกเปลี ่ยนเรียนรู้ ก่อให้เกิดมุมมองและวิธีการ ที่จะน าไปสู่การปรับเปลี ่ยนบริการ เพื่อให้เกิดความไว้วางใจในการรับบริการดูแลรักษาที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัย แนวคิด “Growth Mindset for Better Healthcare System” “ระบบบริการสุขภาพที่ก้าวหน้า ด้วยกรอบความคิดที่กว้างไกล”นับว่าสอดคล้องและท้าทายอย่างยิ่งในยุคสมัยปัจจุบันที่ผู้รับบริการมีความ ต้องการและความคาดหวังสูง และต้องการที ่จะรับบริการได้อย ่างไว้วางใจในเรื ่อง“คุณภาพและความ ปลอดภัย” รวมทั้งผู้ให้บริการจ าเป็นต้องค านึงถึงการจัดระบบบริการที่ตอบสนองความต้องการทางสุขภาพที่ เพิ่มขึ้นของประชาชนทุกกลุ่มวัย หากทุกภาคส่วนมองเห็นบทบาทซึ่งกันและกันทั้งระดับนโยบายและระดับ ปฏิบัติ ย่อมจะช่วยผลักดันให้ระบบบริการขับเคลื่อนไปได้และเป็นที่นับถือไว้วางใจของประชาชน ท้ายที่สุดผมขอขอบคุณและขออวยพรให้วิทยากร คณะท างานและผู้ปฏิบัติงานคุณภาพทุกท่านที่ช่วย ให้การประชุมวิชาการ HACC FORUM ประจ าปี 2566 เกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 16 ขอให้ทุกท่านมี สุขภาพแข็งแรงประสบแต่ความสุขความเจริญ และขอให้การจัดประชุมวิชาการครั้งนี้บรรลุวัตถุประสงค์ตาม ที่ตั้งไว้ทุกประการ (นพ.สุผล ตติยนันทพร) นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา ผู้อ านวยการศูนย์ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลเขตนครชัยบุรินทร์
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 4 Oral Presentation
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 5 ประกาศ ผลการพิจารณาคัดเลือกผลงานวิชาการ ประเภท ORAL PRESENTATION ครั้งที่ 3 มหกรรมคุณภาพ HACC Forum นครชัยบุรินทร์ครั้งที่ 16 “Growth Mindset for Better Healthcare System” ในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 08.30-17.00 น. ณ โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา ตามที่ศูนย์ความร่วมมือการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล เขตนครชัยบุรินทร์ ได้ด าเนินการ คัดเลือกผลงานวิชาการ เพื่อน าเสนอในการประชุมวิชาการ HACC Forum ครั้งที่ 16 นั้น บัดนี้คณะกรรมการคัดเลือกผลงานวิชาการ ประเภท ORAL PRESENTATIONครั้งที่ 3 (หลังส่งบทคัดย่อ) ได้ด าเนินการเสร็จสิ้นแล้วดังนี้ น าเสนอวันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 เวลา 14.30-18.30 น กลุ่มที่ 1 ประเภทผลงาน งานวิจัย Quasi/Experimental/AR/PAR จ านวน 18 เรื่อง (ห้องพิมาย) กลุ่มที่ 2 ประเภทผลงาน Spiritual/แพทย์แผนไทย/ปฐมภูมิ จ านวน 20 เรื่อง (ห้องไทรงาม) กลุ่มที่ 3 ประเภทผลงาน NCD และ COVID 19 จ านวน 22 เรื่อง (ห้องธารประสาท) กลุ่มที่ 4 ประเภทผลงาน การพัฒนาระบบ ยา ระบบสนับสนุนการรักษาอื่นๆ จ านวน 15 เรื่อง(ห้องพนมวัน) กลุ่มที่ 5 ประเภทผลงาน Innovation /Technology จ านวน 17 เรื่อง(ห้องแกรนด์บอลรูม) น าเสนอวันที่ 3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 09.00-12.30 น ประเภทผลงาน ช านาญการพิเศษ กรณีศึกษา/งานวิจัย จ านวน 19 เรื่อง (ห้องธารประสาท) รวมผลงาน จ านวน 111 เรื่อง โดยมีรายชื่อปรากฏดังเอกสารแนบท้าย ประกาศ ณ วันที่ 24 ตุลาคม 2566 (อาจารย์ ดร.นรีลักษณ์ สุวรรณโนบล) ประธานคณะกรรมการคัดเลือกผลงานวิชาการ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 6 มหกรรมคุณภาพ HACC Forum นครชัยบุรินทร์ครั้งที่ 16 “Growth Mindset for Better Healthcare System” ในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 08.30-17.00 น. ณ โรงแรมสีมาธานีจังหวัดนครราชสีมา Oral Presentation กลุ่มที่ 1 งานวิจัย Quasi/Experimental/AR/PAR จ านวน 18 เรื่อง น าเสนอวันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 เวลา 14.30-18.30 น ห้องพิมาย ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์ โทรศัพท์ หมาย เหตุ 1 14.30 - 14.40 น. ผลของการใชน้้ามันกัญชา (สูตรหมอเดชา) ในการดูแล รักษาผูปุวยระยะสุดทาย โรงพยาบาลหนองกี่ จังหวัด บุรีรัมย์ นางสาวพัชรา พรรณ พุมพวง โรงพยาบาลหนอง กี่ บุรีรัมย์ 095- 6055363 2 14.40 - 14.50 น. ประสิทธิผลของการใชน้้ามัน กัญชาของผูปุวยโรคมะเร็ง โรงพยาบาลคอนสวรรค์ นางสาวโชติกา ชอขุนทด โรงพยาบาลคอน สวรรค์ ชัยภูมิ 064- 4532597 3 14.50 - 15.00 น. ผลของรูปแบบการคืน สมรรถภาพทางจิตสังคมตอ คุณภาพชีวิตของผูปุวยจิตเภท นายดรัณ พงศธรสกุล โรงพยาบาลจิต เวชนครราชสีมา ราชนครินทร์ นครราชสีมา 087- 9592499 4 15.00 - 15.10 น. ประสิทธิผลของการใช โปรแกรมฝึกสมองส้าหรับ ผูสูงอายุที่มีภาวะความรูคิด พรองเล็กนอย ต้าบลซับสีทอง และทาหินโงม อ้าเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ นางภิญาดา อาทิตย์วงษ์ โรงพยาบาล ชัยภูมิ ชัยภูมิ 063- 3955629 5 15.10 - 15.20 น. ผลของโปรแกรมเขายิ้มโดย บูรณาการกับทีมสหสาขา วิชาชีพเพื่อดูแลรักษาผูสูงอายุ ที่มีภาวะขอเขาเสื่อมในชุมชน นางสาว ชมพูนุท ชีวะ กุล โรงพยาบาล บุรีรัมย์ บุรีรัมย์ 064- 5546422 6 15.20 - 15.30 น. ประสิทธิผลของการกระตุน พัฒนาการเด็กสมองพิการตอ ระดับความสามารถพัฒนาการ ของเด็กสมองพิการโดยใชแบบ ประเมิน DSPM และ DAIM ในโรงพยาบาลบุรีรัมย์ นางวราภรณ์ ยินดีมาก โรงพยาบาล บุรีรัมย์ บุรีรัมย์ 089- 7174766 7 15.30 - 15.40 น. การพัฒนางานกายภาพบ้าบัด ในผูปุวยผาตัดเปลี่ยนขอเขา เทียม โรงพยาบาลปากชอง นานา นายศักดิ์ดา นิจ โกทม โรงพยาบาลปาก ชองนานา นครราชสีมา 086- 9853212 8 15.40 - 15.50 น. การพัฒนาระบบการฟื้นฟู สมรรถภาพทางกายในผูปุวย ระยะกลางผานระบบไลน์ออฟ ฟิตเชียล นางสาวมนัสวี ใหศิริกุล โรงพยาบาล บุรีรัมย์ บุรีรัมย์ 081- 9557143
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 7 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์ โทรศัพท์ หมาย เหตุ 9 15.50 - 16.00 น. ประสิทธิผลของการนวดเพื่อ ลดอาการปวดบา ตนคอ ใน กลุมผูปุวยออฟฟิศซินโดรม โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ นางสาวชไมพร ทองมาก โรงพยาบาล เขวาสินรินทร์ สุรินทร์ 096- 2213026 10 16.00 - 16.10 น. การพัฒนากระบวนการดูแล ผูปุวยโรคเบาหวานที่มานอน รักษาตัวในโรงพยาบาลชัยภูมิ ดวยภาวะแทรกซอนเฉียบพลัน โดยพยาบาลผูจัดการรายกรณี โรคเบาหวานรวมกับทีมสห สาขาวิชาชีพ นางสาวอนุทัย พระคลังทิว โรงพยาบาล ชัยภูมิ ชัยภูมิ 088- 3490102 11 16.10 - 16.20 น. การพัฒนารูปแบบการ ด้าเนินงานดานอนามัย สิ่งแวดลอมในโรงพยาบาลสู การจัดการขยะในชุมชน ดวย กระบวนการมีสวนรวม อ้าเภอ คอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ นางสาวธมลว รรณ ใจเกษม โรงพยาบาลคอน สวรรค์ ชัยภูมิ 096- 4922497 12 16.20 - 16.30 น. การพัฒนาระบบการเก็บขอมูล การออกเยี่ยมบาน (Home health care) รวม กับสหวิชาชีพเป็นฐานขอมูล กลางอิเล็กทรอนิกส์ เขต รับผิดชอบโรงพยาบาลเฉลิม พระเกียรติ อ้าเภอเฉลิมพระ เกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ นายพงษ์ พิพัฒน์จงเพ็ง กลาง โรงพยาบาลเฉลิม พระเกียรติ บุรีรัมย์ 090- 8267986 13 16.30 - 16.40 น. การพัฒนาระบบการสงตรวจ ทางหองปฏิบัติการออนไลน์ ระหวางโรงพยาบาลแมขาย และโรงพยาบาลสงเสริม สุขภาพต้าบลเครือขายบริการ สุขภาพอ้าเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี (LSO : Lab smart online) นายนิติชัย ทุมนันท์ โรงพยาบาล ตระการพืชผล อุบลราชธานี 099- 4535199 14 16.40 - 16.50 น. การพัฒนารูปแบบการเรียนรู ตามแนวคิด 70:20:10 เพื่อ พัฒนาสมรรถนะการเฝูาระวัง การติดเชื้อ ของพยาบาล ควบคุมการติดเชื้อประจ้าหอ ผูปุวย นางกิตติรัตน์ สวัสดิ์รักษ์ โรงพยาบาล ชัยภูมิ ชัยภูมิ 089- 6246422 15 16.50 - 17.00 น. ผลของการพัฒนาแบบรายงาน การเยี่ยมบานในผูปุวยโรค นายณัฐพล ปัญญา โรงพยาบาล ตระการพืชผล อุบลราชธานี 088- 5845375
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 8 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์ โทรศัพท์ หมาย เหตุ เรื้อรังโดยอสม. ออนไลน์ บน มือถือดวย อสม. Platform Report ต้าบลขุหลุ อ้าเภอ ตระการพืชผล จังหวัด อุบลราชธานี 16 17.00 - 17.10 น. การดูแลรักษาผูปุวยวัณโรคที่ ใชสารเสพติด อ้าเภอปะค้า จังหวัดบุรีรัมย์ นางศุลีวงศ์ สน สุผล โรงพยาบาลปะค้า บุรีรัมย์ 081- 9768724 17 17.10 - 17.20 น. การพัฒนาบันทึกทางการ พยาบาลการดูเเลผูปุวยหัวใจ หยุดเตน นายณัฐกิจ ศิริ จันทร์ โรงพยาบาลล้า ปลายมาศ บุรีรัมย์ 098- 2695355 18 17.20 - 17.30 น. รูปแบบการดูแลผูปุวยระยะ ทายแบบประคับประคองตอ ความไมสบายทั้งกายและใจ และความสามารถในการดูแล ผูปุวยของญาติ นางณัฐพร โพธิลุน โรงพยาบาลสนม สุรินทร์ 098- 6519246
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 9 O1.1 ผลของการใช้น้ ามันกัญชา(สูตรหมอเดชา) ในการดูแลรักษาผู้ปุวยระยะสุดท้าย โรงพยาบาลหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ พัชราพรรณ พุมพวง กลุมงานการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โรงพยาบาลหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ การวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้นครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการรักษาความปลอดภัยและอาการไม พึงประสงค์และประเมินความพึงพอใจตอการใชน้้ามันกัญชา(สูตรหมอเดชา) กลุมตัวอยาง คือ ผูปุวยระยะสุดทายในโรงพยาบาลหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ที่ไดรับการวินิจฉัยจากแพทย์แลววาเป็นผูปุวยระยะสุดทาย จ้านวน 20 ราย เครื่องมือที่ใชในการวิจัย ไดแก แบบบันทึกและแบบสอบถาม ซึ่งประกอบดวยขอมูล 6 สวน คือแบบบันทึกขอมูลทั่วไป , แบบประเมินคุณภาพชีวิต EQ-5D-5L , แบบประเมินระดับผูปุวยที่ไดรับการดูแล แบบประคับประคับประคอง(PPS) , แบบประเมินและติดตามอาการผูปุวยระยะทายโดยใชESAS , แบบ ประเมินความปลอดภัยและอาการไมพึงประสงค์และแบบสอบถามความพึงพอใจ ซึ่งผานการตรวจสอบความ ตรงเชิงเนื้อหาจากผูทรงคุณวุฒิจ้านวน 3 ทาน วิเคราะห์ขอมูลโดยใชสถิติเชิงพรรณนา ไดแก จ้านวน รอยละ คาเฉลี่ย และสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติอนุมาน ไดแก Paired sample t-test ผลการศึกษาพบว่า กลุมตัวอยาง มีคุณภาพชีวิต EQ-5D-5L / คะแนนเฉลี่ยของการประเมินระดับ ผูปุวยที่ไดรับการดูแลแบบประคับประคับประคอง(PPS) หลังการใชน้้ามันกัญชา(สูตรหมอเดชา) ไมมีความ แตกตางกันทางสถิติและพบวาคะแนนเฉลี่ยของการประเมินโดยใชESAS หลังใชน้้ามันกัญชา(สูตรหมอเดชา) ลดลงอยางมีนัยส้าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.00 สวนความปลอดภัยและอาการไมพึงประสงค์ที่เกิดจากการใช น้้ามันกัญชา(สูตรหมอเดชา) พบวาเกิดอาการไมพึงประสงค์ 3 อาการ ไดแกออนเพลีย คอแหงมาก และสับสน มึนงง รอยละ 20 , 15 และ รอยละ 5 ตามล้าดับ และการประเมินความพึงพอใจจากการใชน้้ามันกัญชา(สูตร หมอเดชา) พบวาอยูในระดับความพึงพอใจมากทั้ง 5 ขอ ข้อเสนอแนะจากการวิจัยครั้งนี้ไดแก น้ามาเป็นแนวทางและพัฒนาการจายยากัญชาทางแพทย์แผนไทยต้ารับอื่นๆ ในการดูแลรักษาผูปุวยในระยะสุดทายและระยะอื่นๆตอไปไดและควรศึกษาปัจจัยอื่นๆ เพิ่มเติมที่อาจกอใหเกิดอาการไมพึงประสงค์ไดเชน การใชยากัญชา(สูตรหมอเดชา) รวมกับยาชนิดอื่น
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 10 O1.2 ประสิทธิผลของการใช้น้ ามันกัญชาของผู้ปุวยโรคมะเร็งโรงพยาบาลคอนสวรรค์ นางสาวโชติกา ชอขุนทด โรงพยาบาลคอนสวรรค์ อ้าเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ มะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับตนๆของคนไทย ผูปุวยโรคมะเร็งจ้านวนมากตองเผชิญกับอาการไมสุขสบาย เชน อาการปวด เบื่ออาหาร หายใจเหนื่อย นอนไมหลับ ซึ่งยาในขนานปัจจุบันยังไมสามารถตอบสนอง ตออาการ บางอยางไดดีจึงไดมีการน้าสารสกัดกัญชาทางการแพทย์มาใชเป็นทางเลือกในผูปุวยกลุมนี้ปีพ.ศ.2564โรงพยาบาล คอนสวรรค์ไดจัดตั้งคลินิกกัญชาทางการแพทย์ขึ้นและมีผูปุวยโรคมะเร็งเขามารับการรักษาดวยน้้ามันกัญชาสูตร อาจารย์เดชามีแนวโนมที่สูงขึ้นจึงไดมีการศึกษาประสิทธิผลของการใชน้้ามันกัญชาของผูปุวยโรคมะเร็งโรงพยาบาล คอนสวรรค์ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาตออาการไมสุขสบายและคุณภาพชีวิตในผูปุวยมะเร็ง วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการใชน้้ามันกัญชาของผูปุวยโรคมะเร็งโรงพยาบาลคอนสวรรค์ วิธีการด าเนินการ การศึกษานี้เป็นการศึกษาประสิทธิผลของการใชน้้ามันกัญชาของผูปุวยโรคมะเร็งโรงพยาบาลคอน สวรรค์ โดยมีการศึกษากลุมตัวอยาง คือผูปุวยที่ถูกวินิจฉัยโดยแพทย์วาเป็นโรคมะเร็งที่มารับการรักษาที่คลินิกแพทย์ แผนไทยและแพทย์ทางเลือกโรงพยาบาลคอนสวรรค์ จ้านวน 15 คนระยะเวลาที่ด้าเนินการ ปีงบประมาณ2565 ซึ่ง ถูกสุมตัวอยางแบบเจาะจง รูปแบบการวิจัย เป็นการศึกษาแบบกึ่งทดลอง แบบกลุมเดียววัดกอน-หลัง ซึ่งมีกลุม ตัวอยางเดียว สิ่งแทรกแซงในการทดลองคือผูปุวยโรคมะเร็งไดรับน้้ามันกัญชาสูตรอาจารย์เดชาโดยการหยดใตลิ้น ติดตอกันทุกวัน ประเมินดวยแบบประเมิน ESAS กอนการทดลองและประเมินหลังการทดลองในวันที่ 3 หลังการหยด น้้ามันกัญชาสูตรอาจารย์เดชา การวิเคราะห์ดวยสถิติ Wilcoxon Matched-pairs Signed rank test ผลการศึกษา ผลการศึกษาพบวา การเปรียบเทียบคะแนนประเมิน ESAS กอนการทดลองใชน้้ามันกัญชาสูตร อาจารย์เดชา และหลังการใชน้้ามันกัญชาสูตรอาจารย์เดชาครั้งที่ 3 การวิเคราะห์ดวยสถิติ Wilcoxon Matchedpairs Signed rank test พบวา คะแนนESAS กอนและหลังการน้้ามันกัญชาสูตรอาจารย์เดชาครั้งที่ 3 มีความ แตกตางกันอยางมีนัยส้าคัญทางสถิติ(p < 0.05) โดยประเมินอาการ จ้านวน 9 อาการ ไดแก เหนื่อย/ออนเพลีย คลื่นไส ซึมเศราวิตกกังกล งวงซึม เบื่ออาหาร ความไมสบายกายและใจ เหนื่อยหอบ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ จากผลการศึกษากลุมตัวอยางมีอาการปวดลดลงและสามารถนอนหลับไดดี ขึ้นอยางเห็นผลไดชัดเจนดังนั้นจึงน้าผลการวิจัยมาพัฒนาระบบแนวทางการรักษาของผูปุวยโรคมะเร็งโรงพยาบาล คอนสวรรค์ และผูวิจัยควรมีการพัฒนางานวิจัยโดยเก็บขนาดกลุมตัวอยางที่ใหญขึ้นเพื่อศึกษาขอมูลการใชน้้ามัน กัญชาในระยะยาวและความปลอดภัยในการใชรักษาเพื่อน้ามาพัฒนาระบบและแนวทางการรักษาของผูปุวยโรคมะเร็ง ขอโรงพยาบาลคอนสวรรค์ตอไป ค าส าคัญ: กัญชา โรคมะเร็ง อาการปวด นอนไมหลับ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 11 O1.3 ผลของรูปแบบการคืนสมรรถภาพทางจิตสังคมต่อคุณภาพชีวิตของผู้ปุวยจิตเภท นายดรัณ พงศธรสกุล โรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ โรคจิตเภทเกิดจากความผิดปกติของกระบวนการคิด การรับรู อารมณ์และ พฤติกรรม มีการแสดงออกผิดแปลกไปจากคนปกติ และมีอาการก้าเริบไดเป็นชวงๆ ลักษณะดังกลาวสงผล กระทบตอผูปุวยทั้งดานการใชชีวิตประจ้าวัน สัมพันธภาพกับบุคคลแยลง ความเสื่อมทางดานการดูแลตนเอง และดานปฏิสัมพันธ์ทางสังคมนี้ ท้าใหไมสามารถด้าเนินชีวิตในสังคมไดอยางเต็มศักยภาพ จึงสงผลตอคุณภาพ ชีวิตผูปุวยจิตเภทตามมา แนวคิดคืนสมรรถภาพทางจิตสังคมของ Farkas & Anthony (2010) รวมกับแนวคิด คืนสูสุขภาวะของ Copeland (2002) ชวยสงเสริมใหผูปุวยมีสวนรวมในการวางแผนดูแลตนเอง โดยมีบุคลากร วิชาชีพเป็นผูสนับสนุนใหผูปุวยเป็นผูตัดสินใจเลือกและก้าหนดแนวทางการดูแลสุขภาพของตน แหลง สนับสนุนในชุมชนเป็นแหลงประโยชน์ชวยใหผูปุวยจิตเภทสามารถด้ารงชีวิตในสังคมไดดวยตนเองและมีการ รับรูคุณภาพชีวิตดีขึ้น วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของรูปแบบการคืนสมรรถภาพทางจิตสังคมตอคุณภาพชีวิตของผูปุวยจิตเภท วิธีการศึกษา เป็นการศึกษากึ่งทดลอง กลุมตัวอยางเป็นผูปุวยที่ไดรับการวินิจฉัยจากจิตแพทย์เป็นโรคจิตเภท ตามเกณฑ์การวินิจฉัยของ ICD-10 ที่อาศัยอยูในสถานคุมครองคนไรที่พึ่ง จังหวัดนครราชสีมา มีคุณสมบัติตาม เกณฑ์ที่ก้าหนดจ้านวน 40 คน ไดรับการจับคูดวยเพศและระยะเวลาในการเจ็บปุวย กลุมทดลองไดรับรูปแบบ การคืนสมรรถภาพทางจิตสังคมที่ผูจัดท้าพัฒนาขึ้น สวนกลุมควบคุมไดรับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช ในการวิจัย คือ 1) รูปแบบการคืนสมรรถภาพทางจิตสังคม 2) แบบบันทึกขอมูลสวนบุคคล 3) แบบประเมิน คุณภาพชีวิตองค์การอนามัยโลก 4) แบบประเมินคืนสมรรถภาพทางจิตสังคม วิเคราะห์ขอมูลใชสถิติทดสอบที ผลการศึกษา 1) คุณภาพชีวิตของผูปุวยจิตเภทหลังเขารวมรูปแบบการคืนสมรรถภาพทางจิตสังคมสูงกวา กอนเขารวมรูปแบบการคืนสมรรถภาพทางจิตสังคมอยางมีนัยส้าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) หลังการทดลอง คุณภาพชีวิตของผูปุวยจิตเภทที่เขารวมรูปแบบการคืนสมรรถภาพทางจิตสังคมไมสูงกวาคุณภาพชีวิตของ ผูปุวยจิตเภทที่ไดรับการพยาบาลตามปกติ อยางมีนัยส้าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปผล คะแนนเฉลี่ยคุณภาพชีวิตของทั้ง 2 กลุม ระดับปานกลางเทากัน เมื่อพิจารณารายดานพบวาคุณภาพ ชีวิตดานรางกาย, ความสัมพันธ์ทางสังคม, ดานสิ่งแวดลอม และคุณภาพชีวิตโดยรวม หลังการทดลองกลุมที่ ไดรับรูปแบบการคืนสมรรถภาพทางจิตสังคมดีกวากลุมที่ไดรับการพยาบาลตามปกติโดยสรุปรูปแบบการคืน สมรรถภาพทางจิตสังคมแตละกิจกรรมชวยสงเสริมคุณภาพชีวิตของผูปุวยจิตเภทได ค าส าคัญ รูปแบบการคืนสมรรถภาพทางจิตสังคม, คุณภาพชีวิต, ผูปุวยจิตเภท
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 12 O1.4 ประสิทธิผลของการใช้โปรแกรมฝึกสมองส าหรับผู้สูงอายุ ที่มีภาวะความรู้คิดพร่องเล็กน้อย ต าบลซับสีทองและท่าหินโงม อ าเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ภิญาดา อาทิตย์วงษ์ พย.บ. โรงพยาบาลชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ ความเป็นมาและความส าคัญ ภาวะสมองเสื่อมเป็นความผิดปกติของสมองที่พบบอยในผูสูงอายุ ผูที่มีความ พรองดานความรูความเขาใจระดับเล็กนอย (MCI) มีความเสี่ยงสูงตอการพัฒนาไปสูโรคอัลไซเมอร์ ภายใน 6 ปี รอยละ 80 โดยเฉพาะผูที่มีความบกพรองดานความจ้า อ.เมือง จ.ชัยภูมิ มีอัตราผูสูงอายุสูงสุดในจังหวัดชัยภูมิ และเขตสุขภาพที่ 9 ปัญหาที่พบหลังการคัดกรองกลุมเสี่ยงเขาไมถึงบริการ ไมสะดวกในการเดินทางไป โรงพยาบาล ไมตระหนักถึงการปูองกัน ผูวิจัยจึงปรึกษาทีมสหสาขาวิชาชีพจัดระบบบริการคลินิกผูสูงอายุ เคลื่อนที่ คนหาผูสูงอายุที่มีภาวะ MCI น้าเขาโครงการ โดยพัฒนาโปรแกรมจาก TEAM V ของกรมการแพทย์ ลดระยะเวลาจากเดิม 3 เดือน เหลือ 1 เดือนครึ่ง และ 6 ครั้ง เหลือ 2 ครั้ง วัตถุประสงค์การศึกษา ผลของโปรแกรมฝึกสมองผูสูงอายุที่มีภาวะความรูคิดพรองเล็กนอย เปรียบเทียบผล ของโปรแกรมกอนและหลังการทดลอง และระหวางกลุมทดลองและกลุมควบคุม วิธีการด าเนินการ การวิจัยครั้งนี้เป็นการการวิจัยกึ่งทดลอง แบบ 2 กลุม กลุมตัวอยางเป็นผูสูงอายุที่มีความรู คิดพรองเล็กนอย ต้าบลซับสีทองและทาหินโงม อ.เมือง จ.ชัยภูมิจ้านวน 50 ราย ก้าหนดจากตาราง Krejcie and Morgan สุมอยางงายแบบไมคืนที่ กลุมทดลอง 25 คน กลุมควบคุม 25 คน เครื่องมือการวิจัย ประกอบดวย แบบทดสอบสภาพสมอง แบบทดสอบภาวะซึมเศรา และโปรแกรมฝึกสมองผูสูงอายุ วิเคราะห์ ขอมูลดวยคารอยละ SD, X และ Independent t-test ที่ระดับนัยส้าคัญ 0.05 แยกเป็นกลุมทดลองและกลุม ควบคุม กอนและหลังการทดลอง ผลการศึกษา กลุมทดลองหลังไดรับโปรแกรมฝึกสมองผูสูงอายุที่มีภาวะความรูคิดพรองเล็กนอย มีคาคะแนน รวมดานการรูคิด, ความใสใจ, การระลึกถึงค้ากอนหนา และ การรับรูวัน เวลา สถานที่ บุคคลมากกวากอนการ ทดลอง และมากกวากลุมควบคุม อยางมีนัยส้าคัญทางสถิติ (p-value < 0.05) สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ ควรสงเสริมใหมีกิจกรรมฝึกสมองเพื่อกระตุนความใสใจและ ความจ้า จัดใหมีผูดูแลเขารวมกิจกรรมชวยกระตุนใหท้ากิจกรรมตอเนื่องที่บาน เพิ่มความสามารถดานความจ้า การสื่อสาร การรับรูมิติสัมพันธ์และการบริหารจัดการ เพิ่มเติมกิจกรรมในชมรม/โรงเรียนผูสูงอายุ พัฒนา ศักยภาพทีมที่จัดกิจกรรมใหครอบคลุม และควรขยายพื้นที่ด้าเนินโครงการทุกต้าบลเพื่อวัดผลใหชัดเจน ค าส าคัญ : โปรแกรมฝึกสมอง; ผูสูงอายุ; ภาวะความรูคิดพรองเล็กนอย
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 13 O1.5 ผลของโปรแกรมเข่ายิ้มโดยบูรณาการกับทีมสหสาขาวิชาชีพเพื่อดูแลรักษา ผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมในชุมชน ชมพูนุท ชีวะกุล*วิธวินท์ ฝักเจริญผล**กลิ่นสุดา เรงพิมาย* *จิดาภา ปิจะยัง**สุดารัตน์ ยารัมย์** กลุมงานเวชกรรมฟื้นฟู โรงพยาบาลบุรีรัมย์* กลุมงานเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลบุรีรัมย์** บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ปัจจุบันประเทศไทยเขาสูสังคมผูสูงอายุอยางสมบูรณ์ ปัญหาสุขภาพจากความ เสื่อมทางรางกายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งโรคขอเขาเสื่อม พบมากในผูสูงอายุ ท้าใหเกิดความเจ็บปวด และจ้ากัดการ เคลื่อนไหวอาจน้าไปสูความพิการได วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมเขายิ้มโดยเปรียบเทียบคะแนน โดยใชแบบประเมิน Modified WOMAC Score วัดระดับความปวด ความฝืดขอ ความสามารถในการท้ากิจกรรม และวัดองศา การเคลื่อนไหวของขอเขาโดยใชโกนิโอมิเตอร์ กอนและหลังการทดลอง วิธีด าเนินการ การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษากึ่งทดลอง ผูสูงอายุแบงเป็นกลุมทดลองและกลุมควบคุม กลุมละ 47 คน โดยวิธีสุมอยางงาย กลุมทดลองจะไดรับโปรแกรมทั้งหมด 8 สัปดาห์ ดังนี้ 1) ตรวจประเมินภาวะ ขอเขาเสื่อมโดยแพทย์ สัปดาห์ที่ 1 2) การออกก้าลังกายกลามเนื้อตนขา รวมกับการใหค้าแนะน้าในการ ปฏิบัติตัวโดยนักกายภาพบ้าบัด 3 ครั้ง/สัปดาห์ 3) การพอกเขาดวยสมุนไพรโดยแพทย์แผนไทย 1 ครั้ง/ สัปดาห์ 4) การติดตามเยี่ยมบานสัปดาห์ที่ 5 โดยทีมสหวิชาชีพรวมกับอาสาสมัครสาธารณสุข เพื่อทบทวนการ ออกก้าลังกาย การปฏิบัติตัวที่ถูกตอง และการปรับสภาพแวดลอมที่เหมาะสม อีกทั้งเสริมสรางก้าลังใจ วิเคราะห์ขอมูลโดยใชสถิติ Pair t-test และ Independent t-test ผลการศึกษา พบวาหลังการไดรับโปรแกรมเขายิ้ม ผูสูงอายุมีอาการปวดลดลง ความฝืดขอลดลง ความสามารถในการท้ากิจกรรมเพิ่มขึ้น และองศาการเคลื่อนไหวของขอเขาเพิ่มขึ้นอยางมีนัยส้าคัญทางสถิติ (P<0.01) สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์หลังไดรับโปรแกรมเขายิ้ม เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ สามารถลด อาการปวด ลดความฝืดขอ เพิ่มความสามารถในการท้ากิจกรรม และเพิ่มองศาการเคลื่อนไหวของขอเขาได ปัจจุบันไดจัดตั้งคลินิกเขายิ้ม เพื่อดูแลรักษาผูสูงอายุครอบคลุมทั้งหมด 6 ชุมชน เขตอ้าเภอเมือง จังหวัด บุรีรัมย์ อีกทั้งมีการประสานอาสาสมัครสาธารณสุข ประจ้าชุมชนเพื่อที่ผูสูงอายุสามารถเขาถึงการคัดกรองโรค ขอเขาเสื่อมเบื้องตนไดอยางรวดเร็ว ค าส าคัญ : ขอเขาเสื่อม, ผูสูงอายุ, ออกก้าลังกายกลามเนื้อตนขา, พอกเขา
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 14 O1.6 ประสิทธิผลของการกระตุ้นพัฒนาการเด็กสมองพิการต่อระดับความสามารถพัฒนาการของเด็กสมองพิการโดยใช้ แบบประเมิน DSPM และ DAIM ในโรงพยาบาลบุรีรัมย์ วราภรณ์ ยินดีมาก งานกายภาพบ้าบัด โรงพยาบาลบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความส าคัญและความเป็นมา ภาวะเด็กสมองพิการ (Cerebral Palsy) เป็นความผิดปกติดานการเคลื่อนไหวและทาทางที่เกิด จากการบาดเจ็บ จากรอยโรคที่คงที่ในสมอง โดยมีความชุก 2-3/1000 คน สาเหตุที่พบไดบอยคือ ไมทราบสาเหตุ ปัจจัยเสี่ยง ที่พบไดบอยที่สุด คือ การคลอดกอนก้าหนด มีความผิดปกติและความรุนแรงของโรคแตกตางกัน มีผลตอการด้าเนินชีวิตของ เด็ก งานกายภาพบ้าบัดไดเห็นถึงความส้าคัญจึงไดท้าการศึกษาประสิทธิผลของการกระตุนพัฒนาการของเด็กสมองพิการโดยใชแบบ ประเมิน DSPM และ DAIM วัตถุประสงค์: 1.เพื่อศึกษาผลของการกระตุนพัฒนาการเด็กสมองพิการตอการเปลี่ยนแปลงระดับความสามารถพัฒนาการของ เด็กสมองพิการโดยใชแบประเมิน DSPM และDAIM 2. เพื่อเปรียบเทียบผลกอน-หลังของของการกระตุนพัฒนาการเด็กสมอง พิการตอระดับความสามารถพัฒนาการของเด็กสมองพิการโดยใชแบบประเมิน DSPM และ DAIM วิธีการด าเนินการ การวิจัยกึ่งทดลอง เพื่อเปรียบเทียบผลของการเปลี่ยนแปลงพัฒนาการของเด็กสมองพิการโดยใชแบบ ประเมิน DSPM และ DAIM กอนและหลังการไดรับโปรแกรมการการฝึกฟื้นฟูสมรรถภาพส้าหรับเด็กสมองพิการ 24 สัปดาห์ เป็นผูปุวยเด็กสมองพิการเพศชายและหญิง อายุแรกเกิด ถึง 15 ขวบ ที่มารับการกระตุนพัฒนาการ โดยการคัดเลือก กลุมตัวอยาง จ้านวน 60 คน ใชแบบสอบถามขอมูลสวนบุคคล แบบบันทึกพัฒนาการของเด็กสมองพิการ DSPM และ DAIM เก็บรวบรวมขอมูล ระหวางเดือน สิงหาคม 2564 ถึง เดือนมกราคม 2565 วิเคราะห์ขอมูลโดยใชสถิติพรรณนา และสถิติ อนุมาน ดวย Paired-t-test ผลการศึกษา พบวาผูปุวยเด็กสมองพิการจ้านวน 60 ราย เพศชาย 34 ราย (รอยละ 56.66) เพศหญิง 26 ราย (รอยละ 43.33), อายุเฉลี่ย ( เดือน, BMI เฉลี่ย ( Kg/m2., อัตราการเตนของ หัวใจเฉลี่ย ( ครั้ง/นาที, อัตราการหายใจเฉลี่ย ( ครั้ง/นาที มีประวัติการ คลอดกอนก้าหนด 46 ราย (รอยละ 76.66) และมีการคลอดปกติ 14 ราย (รอยละ 23.33) การเปรียบเทียบระดับพัฒนาการ ของเด็กพิการหลังไดรับโปรแกรมการฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายภาพบ้าบัดเป็นระยะเวลา 24 สัปดาห์ โดยใชแบบประเมิน DSPM และ DAIM พบวา เด็กสมองพิการที่ไดรับการกระตุนพัฒนาการมีคาการเปลี่ยนแปลงพัฒนาการของการเคลื่อนไหว แตกตางกันอยางมีนัยส้าคัญทางสถิติ (P<0.05) สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ การฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายภาพบ้าบัดในระยะเวลา 6 เดือนขึ้นไป มีผลตอ การเปลี่ยนแปลงพัฒนาการเด็กสมองพิการเพิ่มขึ้น 1 ระดับ การน้าแบบประเมินพัฒนาการดานการเคลื่อนของกลามเนื้อมัด ใหญที่พัฒนาขึ้นสามารถน้าใชในการประเมินผูปุวยเด็กที่มีปัญหาทางการเคลื่อนไหวไดอยางสะดวกรวดเร็วและสามารถ เปรียบเทียบความกาวหนาในการรักษาไดอยางมีประสิทธิภาพ ค าส าคัญ: Children with Cerebral Palsy, Developmental Stimulation, Developmental Surveillance and Promotion Manual, Developmental Assessment for Intervention Manual
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 15 O1.7 การพัฒนางานกายภาพบ าบัดในผู้ปุวยผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม โรงพยาบาลปากช่องนานา ศักดิ์ดา นิจโกทม นักกายภาพบ้าบัดปฏิบัติการ กลุมงานเวชกรรมฟื้นฟูโรงพยาบาลปากชองนานา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ปัจจุบันการผาตัดเปลี่ยนขอเขาเทียมเป็นการรักษาที่พบมากในกลุมผูสูงอายุ โดยเฉพาะในกลุมที่มีปัญหาเรื่องขอเขาเสื่อมรุนแรง การไดรับการฟื้นฟูดานกายภาพบ้าบัดที่เหมาะสมจึงเป็น สิ่งที่ควรใหความส้าคัญ จากขอมูลยอนหลังปี 2562-2564 ของโรงพยาบาลปากชองนานา ไดมีการใหบริการใน การรักษาดวยวิธีการผาตัดเปลี่ยนขอเขาเทียมเป็นจ้านวน 51 , 48, 21 รายตามล้าดับ จากการใหบริการที่เพิ่ม มากขึ้นนี้ กลับพบปัญหาที่ยังสงผลตอคุณภาพชีวิตในระหวางและหลังการผาตัด ซึ่งพบวาผูปุวยมีอัตราการ รนอนโรงพยาบาลระหวางการผาตัดสูงเฉลี่ย 7-10 วัน และถึงแมจะไดรับการรักษาดวยวิธีการผาตัดแลว ผูปุวย ยังไมสามารถกลับไปใชงานไดอยางมีประสิทธิภาพ โดยยังคงมีอาการปวดรบกวนในระหวางการเดิน และยัง ตองใชอุปกรณ์ชวยเดินในการเคลื่อนไหว วัตถุประสงค์ : พัฒนาระบบการใหบริการดานกายภาพบ้าบัด ใน ผูปุวยผาตัดเปลี่ยนขอเขาเทียม เพื่อลดอัตราการนอนโรงพยาบาลในระหวางการพักฟื้นหลังการผาตัด และ เพื่อใหผูปุวยสามารถใชงานขอเขาหลังการผาตัดไดอยางมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น วิธีการ ด าเนินการ : การวิจัยกึ่งทดลอง ( Quasi-Experimental study ) โดยด้าเนินการเก็บขอมูลในผูปุวยที่ไดรับ การรักษาดวยวิธีการผาตัดเปลี่ยนขอเขาเทียม ระหวางเดือน มกราคม - ธันวาคม 2565 จ้านวน 75 ราย โดย ใหบริการในการตรวจรางกายทางกายภาพบ้าบัด รวมถึงการใหค้าแนะน้ากอนการผาตัด ( Pre operative physical therapy program ) การใชวิธีการเดินลงน้้าหนักรวมกับอุปกรณ์ชวยเดินหลังผาตัดในระดับ 50- 100 % ( Weight as tolerated ) และการใหโปรแกรมกายภาพบ้าบัดเพื่อฟื้นฟูขอเขาหลังการผาตัดตอเนื่อง ท้าการวัดผลการด้าเนินงานโดยใชอัตราการนอนโรงพยาบาลเฉลี่ยในระหวางผาตัด ( Length of stay ) และ การวัดประสิทธิภาพการเดินทรงตัวเปรียบเทียบกอน – หลังการเขารับบริการดวย Time up and go test ผล การศึกษา : อัตราการนอนโรงพยาบาลในระหวางการผาตัด มีคาเฉลี่ยลดลงที่ 6.27 วัน จากเดิมที่ขอมูล ยอนหลังปี 2562-2564 อยูที่ 10.81,10.2 และ 7.73 วันตามล้าดับ และความสามารถในการเดินของผูปุวย เมื่อไดรับโปรแกรมกายภาพบ้าบัด สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เป็นระยะเวลา 3 เดือน มีประสิทธิภาพการเดินที่ดีขึ้น โดยทดสอบดวย Time up and go test มีการเปลี่ยนแปลงอยางมีนัยส้าคัญทางสถิติ ( z= -2.244 , p = 0.025 ) สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : จากผลการด้าเนินการดังกลาว มีสวนชวยในการเพิ่ม คุณภาพชีวิตแกผูเขารับบริการ ลดจ้านวนวันในการพักฟื้นหลังผาตัด มีประสิทธิภาพการเดินที่ดี สามารถกลับ เขาสูสังคมไดอยางยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นการสงเสริมใหผูสูงอายุและผูเขารับบริการ หันมาสนใจในการใสใจดูแล สุขภาพของตนเองอยางยั่งยืน ค าส าคัญ : Total knee arthroplasty , Physical therapy , Rehabilitation
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 16 O1.8 การพัฒนาระบบการฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายในผู้ป่วยระยะกลางผ่านระบบไลน์ออฟฟิตเชียล มนัสวี ให้ศิริกุล กลุ่มงานเวชกรรมฟื้นฟู โรงพยาบาลบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : พบว่าผู้ดูแลผู้ปุวยระยะกลางที่กลับมาพักฟื้นที่บ้านจดจ าวิธีการฟื้นฟูไม่ได้ และไม่ใช่ผู้ ที่ผ่านการอบรมที่โรงพยาบาล ท าให้ผู้ปุวยไม่ได้รับการฟื้นฟูเท่าที่ควร มีภาวะแทรกซ้อน ดังนั้นการฟื้นฟูสมรรถภาพ ทางกายในผู้ปุวยระยะกลาง ผ่านระบบไลน์ออฟฟิตเชียลโดยการแนะน าและติดตามผ่านสื่อวิดีทัศน์ ท าให้ผู้ปุวย และ ผู้ดูแลมีความมั่นใจในการฟื้นฟูสมรรถภาพอย่างมีประสิทธิภาพ วัตถุประสงค์: ศึกษาผลการพัฒนาและความพึงพอใจระบบการฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายในผู้ปุวยระยะกลางผ่าน ระบบไลน์ออฟฟิตเชียล “การฟื้นฟูผู้ปุวย IMC” วิธีการด าเนินการ : วิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ ่งทดลอง(Quasi-experimental research) กลุ ่มตัวอย่าง 26 คน ขั้นตอนด าเนินการ 1) ส ารวจ วิเคราะห์ ความต้องการการฟื้นฟู 2) ศึกษาเอกสาร งานวิจัยเกี ่ยวกับการฟื้นฟู สมรรถภาพ และการท าไลน์ออฟฟิตเชียล 3) จัดท าร่างและสื่อวิดิทัศน์แนะน าความรู้การฟื้นฟูสมรรถภาพ ผ่านการ ประเมินคุณภาพจากผู้เชี ่ยวชาญ 3 ท ่าน 4) พัฒนาแพลตฟอร์มไลน์ออฟฟิตเชียล “การฟื้นฟูผู้ป ุวย IMC” ประกอบด้วยความรู้เกี่ยวกับการฟื้นฟูสมรรถภาพ ช่องทางติดต่อทางข้อความ และวิดิโอคอล มีนักกายภาพบ าบัด นัก กิจกรรมบ าบัด แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูเป็นผู้ดูแลระบบ 5) ทดลองระบบ ประเมินความรู้ก่อนและหลังใช้งาน และ ประเมินผลความพึงพอใจ 6) ติดตามและประเมินความสามารถในการท ากิจวัตรประจ า(BI) ตลอดจนภาวะแทรกซ้อน 7) รวบรวม และสรุปผล วิเคราะห์ข้อมูล ข้อมูลส่วนบุคคล ใช้การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ประเมินความสามารถใน การประกอบกิจวัตรประจ าวันของผู้ปุวย และความพึงพอใจด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบความรู้ การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ปุวยของอาสาสมัคร และความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจ าวันของผู้ปุวย ก่อนและ เมื่อสิ้นสุดงานวิจัย ด้วยสถิติ Pair T-test ผลการศึกษา : อาสาสมัครมี 2 กลุ่มกลุ่มละ 26 ราย ผู้ดูแลผู้ป ุวย อายุเฉลี่ย 46.3 ปี(S.D.=12.2) ผู้ปุวยระยะกลาง อายุเฉลี่ย 57.5 ปี(S.D.=14.2) คะแนนความรู้การฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายก่อนและหลังได้รับความรู้จากสื่อวิดิทัศน์ ในไลน์ออฟฟิตเชียล“การฟื้นฟูผู้ป ุวยIMC”คะแนนเฉลี่ย 8.9 (S.D.=1.1) และ 12.1 (S.D.=1.6)ตามล าดับ มีความ แตกต่างอย่างมีนัยส าคัญสถิติ(p < 0.05) ความพึงพอใจในไลน์“การฟื้นฟูผู้ปุวย IMC” อยู่ระดับดีมาก ความสามารถ ในการท ากิจวัตรประจ าวันของผู้ปุวยจาก 19 คะแนน(S.D.=3.4) เพิ่มเป็น 43.8 คะแนน(S.D.=6.2) ผลสรุปและการน าไปใช้ประโยชน์: การพัฒนาระบบการฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายด้วยไลน์“การฟื้นฟูผู้ปุวยIMC” สามารถเพิ่มศักยภาพ และความรู้ของผู้ดูแล/ผู้ปุวยระยะกลางเมื่อกลับบ้านด้วยการดูวิดีทัศน์เพื่อทบทวนความรู้แล้ว น าไปปฏิบัติ และแนะน าต่อได้เป็นช่องทางในติดต่อสอบถามปัญหา และติดตามทางไกลผ่านทางวิดีโอคอล ค าส าคัญ : การฟื้นฟูสมรรถภาพ ผู้ปุวยระยะกลาง ไลน์ออฟฟิตเชียล
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 17 O1.9 ประสิทธิผลของการนวดเพื่อลดอาการปวดบ่า ต้นคอ ในกลุ่มผู้ปุวยออฟฟิศซินโดรม โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ชไมพร ทองมาก โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ จังหวัดนครราชสีมา ความเป็นมาและความส าคัญ ปัจจุบันการท างานและใช้ชีวิตในสังคมเทคโนโลยีสมัยใหม่มีแนวโน้มของ จ านวนผู้ใช้คอมพิวเตอร์เพิ่มมากขึ้น จากการส ารวจกลุ่มผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์เพื่อการท างาน มีจ านวนมากถึง ร้อยละ 93.5 โดยพฤติกรรมจากการนั ่งท างานอยู ่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานอาจก ่อให้เกิดสภาวะ เครียดจากการท างาน มีแนวโน้มเจ็บปุวยด้วยโรคกล้ามเนื้ออักเสบ ความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อตรงบริเวณ กระดูกสันหลังมากขึ้น ส่งผลให้มีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเรื้อรัง และกลายเป็นปัญหาสุขภาพอันดับหนึ่งของ วัยท างาน โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์เป็นสถานพยาบาลที่มีบริการด้านการแพทย์แผนไทยหลายด้านและจาก การรวบรวมข้อมูลของกลุ่มอาการปวดบ่า ต้นคอ ปี 2564, 2565 และ 2566 พบว่า มีผู้มารับบริการด้วยกลุ่ม อาการปวดบ ่า ต้นคอ จ านวน 210 ราย ,157 รายและ 156 ราย ตามล าดับ ซึ ่งอาการปวดเหล ่านี้ส ่งผล กระทบต่อคุณภาพชีวิตในการท ากิจวัตรประจ าวัน คณะผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาประสิทธิผลของการนวดเพื่อ ลดอาการปวดบ่า ต้นคอ ในกลุ่มผู้ปุวยออฟฟิศซินโดรม วัตถุประสงค์ ศึกษาประสิทธิผลของการนวดเพื่อลดอาการปวดบ่า ต้นคอ ในกลุ่มผู้ปุวยออฟฟิศซินโดรม และ เพื่อวัดความพึงพอใจของการนวดในกลุ่มผู้ปุวยออฟฟิศซินโดรม วิธีการด าเนินการ การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบทดลองเบื้องต้น แบบกลุ่มเดียว วัดผลก่อน -หลัง กลุ่ม ตัวอย่าง คือ ผู้ปุวยที่มีอาการปวดบ่า ต้นคอ ที่มารับบริการที่คลินิกแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ จ านวน 30 ราย เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบบันทึกวิจัยและแบบสอบถามความ พึงพอใจเก็บรวบรวมข้อมูล ระหว ่างวันที ่ 1 เมษายน ถึง 30 กันยายน 2566 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ พรรณนาได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติอนุมาน ได้แก่ Paired sample t-test ผลการศึกษา ผลการศึกษาพบว่าระดับความเจ็บปวดเฉลี่ยก่อนการนวดรักษาเท่ากับ 5.50 และหลังการนวด รักษาเท่ากับ 2.73 เมื่อทดสอบความแตกต ่างทางสถิติ พบว ่า ระดับความเจ็บปวดเฉลี่ยหลังการนวดรักษา ลดลงอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ และในภาพรวมของความพึงพอใจด้านการนวดรักษา อยู่ระดับพึงพอใจมาก ( = 4.45) สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน ผลการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการนวดรักษาสามารถช่วยลด ระดับความเจ็บปวด บริเวณบ่า ต้นคอ ในกลุ่มผู้ปุวยออฟฟิศซินโดรมได้และผู้มารับบริการมีความพึงพอใจ ด้านการนวดรักษา อยู ่ระดับพึงพอใจมาก โดยสามารถน าข้อมูล ที ่ได้จากการศึกษาวิจัยครั้งนี้ไปบูรณาการ ร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบันและน าไปใช้เป็นทางเลือกในการดูแลกลุ่มผู้ปุวยออฟฟิศซินโดรมได้ ค าส าคัญ : การนวด ออฟฟิศซินโดรม อาการปวด
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 18 O1.10 การพัฒนากระบวนการดูแลผู้ปุวยโรคเบาหวานที่มานอนรักษาตัวในโรงพยาบาลชัยภูมิ ด้วยภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลัน โดยพยาบาลผู้จัดการรายกรณีโรคเบาหวานร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพ อนุทัย พระคลังทิว, โสลัดดา จวงเงิน และวนิภาวรรณ เสนชัย NCD Clinic โรงพยาบาลชัยภูมิ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ จากสถานการณ์การเกิดภาวะแทรกซอนเฉียบพลันในผูปุวยเบาหวานในจังหวัดชัยภูมิ ปี พ.ศ. 2562 - ปี พ.ศ. 2564 พบ รอยละ 2.21 , 1.57 ,1.56 ตามล้าดับ และจากการเก็บรวบรวมขอมูลผูปุวยที่นอนพักรักษาตัวดวย ภาวะแทรกซอนเฉียบพลันของโรคเบาหวานในโรงพยาบาลชัยภูมิ เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2564 - เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 พบวามีจ้านวนผูปุวยเบาหวาน เพศชายรอยละ 39.45 เพศหญิงรอยละ 60.55 มีปัญหา HbA1C > 8.5 รอยละ 76.89 มี จากขอมูลดังกลาว ผูศึกษาจึงไดเล็งเห็นความส้าคัญในการพัฒนากระบวนการดูแลผูปุวยโรคเบาหวาน โดยพยาบาลผูจัดการ รายกรณีโรคเบาหวาน รวมกับทีมสหสาขาวิชาชีพ เพื่อใหผูปุวยมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพที่ดีขึ้นสงผลตอการควบคุมระดับ น้้าตาลสะสม ของผูปุวย วัตถุประสงค์ เพื่อใหผูปุวยมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพที่ดี วิธีการศึกษา การศึกษาผูปุวยโรคเบาหวานที่มานอนรักษาตัวดวย ภาวะแทรกซอนเฉียบพลันในโรงพยาบาลชัยภูมิชวงระยะเวลา ต.ค. 2564 ถึง เดือนก.พ. 2566 โดยการเปรียบเทียบขอมูล กอนและหลังการพัฒนากระบวนการดูแลผูปุวย จ้านวน 502 ราย ซึ่งการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการอยางมีสวนรวม วิเคราะห์ขอมูล โดยใชสถิติเชิงพรรณนา เพื่อใชในการสรุป บรรยาย และรอยละ มีความมุงหมายเพื่อเป็นการพัฒนารูปแบบ การดูแลผูปุวยโรคเบาหวาน โดยการมีสวนรวมของทีมสหสาขาวิชาชีพ โดยมีขั้นตอนการด้าเนินการ ดังนี้ 1. การคนหาปัญหาและวิเคราะห์แนวทางแกไขปัญหา โดยการประชุมระดมสมองรวมกับทีมสหสาขาวิชาชีพ โดย ปัญหาที่พบคือ 2. พัฒนาระบบการใหค้าปรึกษาเพิ่มขึ้นโดยจัดอบรมโครงการ mini case manager และแบงหนาที่รับผิดชอบอยาง ชัดเจน 3. จัดท้าแนวทางการรับใหค้าปรึกษาอยางชัดเจนและเป็นนโยบายลงสูผูปฏิบัติงาน 4. สรางไลน์กลุมส้าหรับรับใหค้าปรึกษาผูปุวยโรคเบาหวาน โดยรับค้าสั่งการรักษาจากแพทย์ผูรักษา 5. ใหความรูเรื่องโรคเบาหวานตามปัญหาที่พบในผูปุวยแตละรายโดยพยาบาลผูจัดการรายกรณี โดยใชสื่อการสอน โมเดลอาหาร 6. ประชุมทีมสหสาขาวิชาชีพจัดท้า case conference เดือนละ 2 ครั้ง 7. สงเยี่ยมบานโดยใชระบบThai COC รวมถึงการประสานไปยังเครือขาย 8. ติดตามประเมินผล คาระดับน้้าตาลสะสมในเม็ดเลือด 6 เดือน หลังจากใชกระบวนการ 9. วิเคราะห์ขอมูล โดยใชสถิติเชิงพรรณนา เพื่อใชในการสรุป บรรยาย และรอยละ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ จากการศึกษาผูปุวยโรคเบาหวานที่มานอนรักษาตัวดวยภาวะแทรกซอนเฉียบพลัน ในโรงพยาบาลชัยภูมิชวงระยะเวลา เดือนตุลาคม 2564 ถึง เดือนกุมภาพันธ์2566 กอนและหลังการพัฒนากระบวนการ จ้านวน 502 ราย พบวาผูปุวยมีศักยภาพในการดูแลตนเองไดดีขึ้น โดยคาระดับน้้าตาลสะสมในเม็ดเลือดแดง (HbA1C) > 8.5 กอนใชกระบวนการ รอยละ 76.89 หลังใชกระบวนการลดลงเหลือ รอยละ 51.19 ค าส าคัญ : พยาบาลผูจัดการรายกรณี, ผูปุวยโรคเบาหวานดวยภาวะแทรกซอนเฉียบพลัน,ทีมสหสาขาวิชาชีพ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 19 O1.11 การพัฒนารูปแบบการด าเนินงานด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาลสู่การจัดการขยะ ในชุมชน ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วม อ าเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ ธมลวรรณ ใจเกษมและปานฝัน ศิริมนตรี โรงพยาบาลคอนสวรรค์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ โรงพยาบาลเป็นหนวยบริการที่ใหบริการแกประชาชน ในแตละวันมีกิจกรรมจากผูใชบริการจ้านวนมาก กอใหเกิดของเสีย เชน เศษอาหาร สิ่งปฏิกูลที่เกิดจากการขับถาย น้้าเสีย ตลอดจนมูลฝอยติดเชื้อ การใชพลังงานและ การใชสารเคมีในกิจกรรมตาง ๆ ซึ่งลวนสงผลกระทบตอปัญหาสิ่งแวดลอมของโรงพยาบาลและชุมชนโดยรอบ การ พัฒนางานดานอนามัยสิ่งแวดลอมในโรงพยาบาลใหถูกตองตามหลักวิชาการจึงมีความส้าคัญยิ่ง วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อพัฒนางานดานอนามัยสิ่งแวดลอมใหไดมาตรฐาน และเกิดการจัดการขยะที่ถูกหลัก สุขาภิบาลในชุมชน วิธีการด าเนินงาน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีสวนรวม (PAR) แบงออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การพัฒนางานดานอนามัยสิ่งแวดลอมในโรงพยาบาลดวยกระบวนการ Plan-Do-Check-Action (PDCA) 4 ขั้นตอน คือ1) การวางแผนด้าเนินการ (Plan) วิเคราะห์สภาพปัญหาดวย 5W1H หาแนวทางแกปัญหา และรวมกันจัดท้า แผนปฏิบัติการอนามัยสิ่งแวดลอมและการจัดการขยะ 2) การด้าเนินการตามแผน (DO) ก้าหนดนโยบายและ มาตรการด้าเนินงานดานอนามัยสิ่งแวดลอม ซึ่งเนนการจัดการขยะ การคัดแยกขยะ ณ แหลงก้าเนิด โดยการท้างาน แบบบูรณาการทุกแผนกในโรงพยาบาลและรพ.สต.ทั้ง 9 แหง พัฒนาศักยภาพบุคลากร สนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ในการ จัดบริการ 3) การประเมินและสรุปผล (Check) ) โดยใชเกณฑ์GREEN & CLEAN Hospital 4)ปรับปรุงแกไขและวาง แผนการด้าเนินงานใหม (Action) โดยใช CIPP Model รวมกับ SWOT Analysis ระยะที่ 2 การจัดการขยะในชุมชน ดวยกระบวนการ Plan-Do-Observe-Reflect (PAOR) โดยใชกลยุทธ์ PIRAB ดังนี้ P : Partnership รวมกันด้าเนินงานภายใต “คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอ้าเภอ” (พชอ.) จัด ใหมีการแลกเปลี่ยนเรียนรูระหวางโรงพยาบาลและชุมชน I : Invesment การด้าเนินงานตามนโยบาย “Green Community” ในชุมชน จาก “กองทุนศูนย์บาท สูธนาคารขยะในชุมชน” R : Regulate and Legislate ก้าหนด ขอบัญญัติจัดการขยะในชุมชน A : Advocate สนับสนุนใหเกิดการท้างานรวมกันกับทุกภาคสวน B : Build Capacity พัฒนาศักยภาพบุคลากรทุกภาคสวน ผลการศึกษา พบวา 1) โรงพยาบาลคอนสวรรค์ผานการประเมินตามมาตรฐาน GREEN & CLEAN Hospital ระดับ Challange 2) การด้าเนินงานในชุมชน ในพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลคอนสวรรค์ จ้านวน 16 หมูบาน มีการ จัดตั้งธนาคารขยะในปี 2562, 2564, 2566 จ้านวน 1, 4 และ 16 หมูบาน คิดเป็นรอยละ 6.25, 25 และ 100 ตามล้าดับ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ 1. การพัฒนาการด้าเนินงานตองอาศัยความรวมมือจากภาคีเครือขายทั้งภายในและภายนอกองค์กร 2. การสรางความตระหนักใหประชาชนกอใหเกิดการด้าเนินงานที่ยั่งยืนในชุมชน ค าส าคัญ : อนามัยสิ่งแวดลอม, การมีสวนรวม, การจัดการขยะ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 20 O1.12 การพัฒนาระบบการเก็บข้อมูลการออกเยี่ยมบ้าน (Home health care) ร่วมกับสหวิชาชีพเป็น ฐานข้อมูลกลางอิเล็กทรอนิกส์ เขตรับผิดชอบโรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ อ าเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ พงษ์พิพัฒน์ จงเพ็งกลาง กลุมงานการแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ อ้าเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ทีมออกเยี่ยมบานเป็นทีมที่รวมสหวิชาชีพที่เกี่ยวของ ซึ่งมีการเก็บขอมูลโดยใช กระดาษ และเก็บแยกของแตละวิชาชีพ ปัญหาที่พบคือการสูญหายหรือนานเขาก็อาจช้ารุจ อีกทั้งเมื่อตองการสืบคน ขอมูล กลับพบวาทุกคนมีขอมูลที่ไมไดมีการน้ามารวมกันเป็นฐานขอมูลกลางจึงยากตอการน้าขอมูลมาประมวลผล วัตถุประสงค์การศึกษา : 1) เพื่อพัฒนาระบบการเก็บขอมูลการออกเยี่ยมบานรวมกับสหวิชาชีพเป็นฐานขอมูลกลาง อิเล็กทรอนิกส์ 2) เพื่อท้าใหการสืบคนขอมูลการออกเยี่ยมบานงายและสะดวกตอการน้ามาใชหรือวิเคราะห์ขอมูลของ ทีม วิธีด าเนินการ : การศึกษาในครั้งนี้เป็น Action research โดยอาศัยแนวความคิดของ Walter Shewhart (PDCA) ประชากร คือ ทีมสหวิชาชีพที่ออกเยี่ยมบานผูปุวย (Home health care) จ้านวน 27 คน มีการเก็บรวบรวม ขอมูลประกอบดวย 7 ขั้นตอน ไดแก 1) การวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรค 2) รวมออกแบบและพัฒนาตามแบบฉบับที่ ทีมตองการ 3) ทดลองใชงาน 4) ประเมินผลการทดลอง 5) ประชุมกลุมเพื่อหามติในการทดลองการใชงานเพื่อ ด้าเนินการปรับปรุงแกไข 6) น้าไปใชงานจริง และ 7) ถอดบทเรียน สรุป และสะทอนผลการด้าเนินงาน วิเคราะห์ ขอมูลเชิงคุณภาพโดยใชการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และวิเคราะห์ขอมูลเชิงปริมาณ โดยใชสถิติเชิง พรรณนา ไดแก คาเฉลี่ย รอยละ สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน คาสูงสุด คาต่้าสุด และใชสถิติเชิงอนุมาน ไดแก การ เปรียบเทียบคาเฉลี่ยกอนและหลังพัฒนา โดยใชสถิติ Paired sample t-test ที่ระดับนัยส้าคัญทางสถิติ 0.05 ผล การศึกษา : จากการศึกษาบริบทของโรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ อ้าเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ พบวา เป็น โรงพยาบาลขนาดเล็ก 30 เตียง มี รพ.สต. 8 แหง โดยใชทีมสหวิชาชีพในการออกเยี่ยม ลักษณะทางประชากร พบวา กลุมตัวอยางที่ศึกษาสวนใหญเป็นเพศหญิง รอยละ 85.19 มีอายุระหวาง 34-38 ปี รอยละ 40.74 จบการศึกษาระดับ ปริญญาตรี รอยละ 66.66 เป็นพยาบาลวิชาชีพ รอยละ 44.44 มีประสบการณ์ท้างานอยูระหวาง 14-19 ปี รอยละ 33.33 สถานภาพคู รอยละ 62.96 จากกระบวนการพัฒนาระบบการเก็บขอมูลการออกเยี่ยมบาน (Home health care) รวมกับสหวิชาชีพเป็นฐานขอมูลกลางอิเล็กทรอนิกส์ พบวา เมื่อเปรียบเทียบคาเฉลี่ยของระดับการมีสวนรวมใน การพัฒนา การปฏิบัติกิจกรรมการออกเยี่ยมบาน และความพึงพอใจ กอนและหลังของการพัฒนาระบบ พบวา มี ความแตกตางกันอยางมีนัยส้าคัญทางสถิติ (p<0.05) สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: จากกระบวนการ 7 ขั้นตอน ที่ไดเกิดกระบวนการอยางมีสวนรวม ท้าใหไดการเก็บขอมูลเป็นฐานขอมูลกลาง CPK CRUD ที่สามารถสืบคน ลบ เพิ่ม และแกไข อีกทั้งยังประมวลผลออกมาเป็นกราฟผาน Data studio ได จึงงถือเป็นการน้าเทคโนโลยีมาใชให เกิดประโยชน์และลดการใชกระดาษ ปูองกันขอมูลที่สูญหาย อีกทั้งยังสามารถน้ามาประมวลผลไดงายอีกดวย ค้าส้าคัญ : ระบบเก็บขอมูล, เยี่ยมบาน, อิเล็กทรอนิกส์
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 21 O1.13 การพัฒนาระบบการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการออนไลน์ ระหว่างโรงพยาบาลแม่ข่ายและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบล เครือข่ายบริการสุขภาพอ าเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี(LSO : Lab smart online) นิติชัย ทุมนันท์ โรงพยาบาลตระการพืชผล บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ โรงพยาบาลตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี เป็นโรงพยาบาลแมขาย ระดับ M2 มีโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพต้าบล เครือขายบริการสุขภาพ อ้าเภอตระการพืชผล จ้านวน 29 แหง มีประชากรตามสิทธิหลักประกันสุขภาพแหงชาติ จ้านวน 89,224 คน มีการจัดบริการ คลินิกหมอครอบครัว จ้านวน 4 แหง โดยมีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ออกใหบริการในพื้นที่ นอกจากนั้นยังมีโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพต้าบลในเครือขาย ที่ตองมีการจัดใหบริการผูปุวยโรค เรื้อรัง อีก 29 แหง โดยดูแลผูปุวยตามความรุนแรงของโรค ในการใหบริการผูปุวยใน จะตองมีการสงสิ่งสงตรวจทางหองปฏิบัติการจากโรงพยาบาลสงเสริม สุขภาพต้าบล มายังโรงพยาบาลตระการพืชผล ซึ่งพบวา มีการท้างานหลายขั้นตอน ซ้้าซอนและมีการสงผลตรวจลาชา มีการใชบุคลากรจ้านวนมากใน การ ด้าเนินการ มีความยุงยากในการลงบันทึกขอมูล ตั้งแตการน้าสิ่งสงตรวจเขามาสงที่โรงพยาบาลตระการพืชผล การลงทะเบียนที่หองบัตร การบันทึกขอมูล รายการตรวจทางหองปฏิบัติการ จากนั้นหองปฏิบัติการในโรงพยาบาลตระการพืชผล ตองท้าการบันทึกรับสิ่งสงตรวจ หลังจากเสร็จกระบวนการ เจาหนาที่ หองปฏิบัติการของโรงพยาบาลตระการพืชผล ตองพิมพ์รายละเอียด เพื่อใหเจาหนาที่ของโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพต้าบลแตละแหง มารับผลตรวจ ซึ่งมีความ ยุงยาก ซับซอนและใชระยะเวลานาน เป็นปัญหาตอการใหบริการผูปุวย โรงพยาบาลตระการพืชผล จึงก้าหนดทิศทางการพัฒนาระบบการจัดระบบบริการ ดวย การน้าระบบดิจิทัลมาชวยในการสนับสนุนภารกิจในโรงพยาบาลและพัฒนาศักยภาพการใหบริการทางการแพทย์ จึงด้าเนินการพัฒนาระบบการสงตรวจทาง หองปฏิบัติการออนไลน์ ระหวางโรงพยาบาลแมขายและโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพต้าบล เครือขายบริการสุขภาพอ้าเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี (LSO : Lab smart online)วัตถุประสงค์การศึกษา1. ศึกษาการพัฒนาระบบการสงตรวจทางหองปฏิบัติการออนไลน์ ระหวางโรงพยาบาลแมขายและ โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพต้าบล เครือขายบริการสุขภาพอ้าเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี (LSO : Lab smart online) 2. ศึกษาผลของการพัฒนา ระบบการสงตรวจทางหองปฏิบัติการออนไลน์ ระหวางโรงพยาบาลแมขายและโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพต้าบล เครือขายบริการสุขภาพอ้าเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี (LSO : Lab smart online) วิธีการด าเนินการ การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพัฒนาและผลของการพัฒนาระบบการสงตรวจ ทางหองปฏิบัติการออนไลน์ ระหวางโรงพยาบาลแมขายและโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพต้าบล เครือขายบริการสุขภาพอ้าเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี (LSO : Lab smart online) ด้าเนินการวิจัยระหวางเดือน ตุลาคม พ.ศ.2563 ถึงเดือน กันยายน พ.ศ.2564 ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ คือ เจาหนาที่สาธารณสุข ทั้งหมด ในเครือขายบริการสุขภาพอ้าเภอตระการพืชผล กลุมตัวอยางในการวิจัยครั้งนี้ คือ เจาหนาที่สาธารณสุข ในเครือขายบริการสุขภาพอ้าเภอตระการพืชผล จ้านวน 35 คน ใชรูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) โดยการก้าหนดขั้นตอนการวิจัยในลักษณะวงรอบ (Spiral) ตามกรอบแนวคิดของ Kemmis and Mc Taggart ๔ ขั้นตอน โดยใชวงจร PAOR คือ ๑. ขั้นการวางแผน (Planning) ๒. ขั้นปฏิบัติการ (Action) ๓. ขั้นสังเกต (Observation) ๔. ขั้น สะทอนผล (Reflection) เครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูลประกอบดวย แบบประเมินรูปแบบการพัฒนาระบบการสงตรวจทางหองปฏิบัติการออนไลน์ ตาม 6 เสาหลักของระบบสุขภาพ และ แบบประเมินความพึงพอใจการใชงานระบบการสงตรวจทางหองปฏิบัติการออนไลน์ ซึ่งมีขอค้าถามทั้งหมด 5 ขอ ตาม บริบทจากสภาพปัญหาของเครือขายบริการสุขภาพอ้าเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานีสถิติที่ใชในการวิเคราะห์ ไดแก ความถี่ รอยละ คาเฉลี่ยและสวน เบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา งานบริการสุขภาพ (Service Delivery) ผลการวิจัยพบวา 1.สามารถดูรายงานผลการตรวจทางหองปฏิบัติการที่เป็นปัจจุบัน สามารถ วินิจฉัยโรคไดถูกตองแมนย้า ในกรณีที่ผลทางหองปฏิบัติการบงบอกถึงอันตรายที่จะเกิดกับผูปุวย สามารถปูองกันและรักษาผูปุวยไดทันเวลา ลดอัตราการเสียชีวิตลงได ประวัติและขอมูลผูปุวยที่สามารถสืบคนยอนหลังไดตลอดเวลา 2.ก้าลังคนดานสุขภาพ (HEALTH WORKFORCE) ชวยลดขั้นตอนและภาระเจาหนาที่ทั้งของโรงพยาบาล ตระการพืชผลและโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพต้าบล 3.ระบบขอมูลสารสนเทศ (HEALTH INFORMATION SYSTEM) ขอมูลถูกเก็บในฐานขอมูลสามารถดูยอนหลังไดใน รูปแบบออนไลน์4.สื่อองค์ความรู/เทคโนโลยีทางการแพทย์ (ASSESS TO ESSENTIAL MEDICINES) มีการใชโปรแกรม LSO ในการรับและสงขอมูลสิ่งสงตรวจ และออก รายงานโดยใชโปรแกรม LSO 5.คาใชจายดานสุขภาพ (FINANCING) ไมเสียคาใชจาย เนื่องจากสามารถดูผลการตรวจทางหองปฏิบัติการในรูปแบบออนไลน์ 6.ภาวะ ผูน้าและธรรมาภิบาล (LEADERSHIP/GOVERNMENT) เจาหนาที่ รพ.สต.สามารถสงสิ่งตรวจ และดูผลการตรวจทางหองปฏิบัติการผานระบบออนไลน์ ผูบริหาร และ คณะท้างานมีความพึงพอใจ ผลการประเมินความพึงพอใจการใชงานระบบการสงตรวจทางหองปฏิบัติการออนไลน์ ระหวางโรงพยาบาลแมขายและโรงพยาบาลสงเสริม สุขภาพต้าบล เครือขายบริการสุขภาพอ้าเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีขอค้าถามทั้งหมด 5 ขอ ตามบริบทจากสภาพปัญหาของเครือขายบริการสุขภาพ อ้าเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี อยูใน ระดับมากสรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์1. การพัฒนาระบบการสงตรวจทางหองปฏิบัติการออนไลน์ สามารถเป็นชองทางใหโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพต้าบล สามารถสงสิ่งสงตรวจและรับขอมูลผลตรวจสิ่งสงตรวจทางหองปฏิบัติการในกลุมผูปุวยเบาหวาน ความ ดันโลหิตสูง การคัดกรองไต และผูปุวยฝากครรภ์ จากหองปฏิบัติการโรงพยาบาลตระการพืชผล ไปยังโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพต้าบลทุกแหงในเครือขาย บริการสุขภาพอ้าเภอตระการพืชผล 2.การพัฒนาระบบการสงตรวจทางหองปฏิบัติการออนไลน์ ลดขั้นตอนและภาระเจาหนาที่ทั้งของโรงพยาบาลตระการพืชผล และโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพต้าบล สามารถดูรายงานผลการตรวจทางหองปฏิบัติการที่เป็นปัจจุบัน สามารถวินิจฉัยโรคไดถูกตองแมนย้า ลดอัตราการเสียชีวิต ลงได ประวัติและขอมูลผูปุวยที่สามารถสืบคนยอนหลังไดตลอดเวลา ค าส าคัญ : การพัฒนาระบบ, ระบบการสงตรวจทางหองปฏิบัติการออนไลน์
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 22 O1.14 การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ตามแนวคิด 70:20:10 เพื่อพัฒนาสมรรถนะการเฝ้าระวัง การติดเชื้อของพยาบาลควบคุมการติดเชื้อประจ าหอผู้ป่วย กิตติรัตน์ สวัสดิ์รักษ์ ศันสนีย์ชัยบุตร และปนัดดา มุลาลินน์ กลุ่มงานการพยาบาลด้านการควบคุมและปูองกันการติดเชื้อ โรงพยาบาลชัยภูมิ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ การเฝูาระวังการติดเชื้อเป็นกิจกรรมส าคัญที่ช่วยให้โรงพยาบาลได้รับทราบ ข้อมูลการติดเชื้อที่เป็นปัญหา โรงพยาบาลที่มีระบบการเฝูาระวังที่มีประสิทธิภาพโดยพยาบาลควบคุมการติด เชื้อประจ าหอผู้ปุวยจะช่วยให้อัตราการติดเชื้อในโรงพยาบาลลดลงได้วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อพัฒนา รูปแบบการเรียนรู้ตามแนวคิด 70:20:10 เพื่อพัฒนาสมรรถนะการเฝูาระวังการติดเชื้อของพยาบาลควบคุม การติดเชื้อประจ าหอผู้ปุวย และประเมินผลลัพธ์การใช้รูปแบบ วิธีการด าเนินการ การศึกษานี้เป็นการวิจัย และพัฒนา ศึกษาในประชากรที่เป็นพยาบาลควบคุมการติดเชื้อประจ าหอผู้ปุวย โรงพยาบาลชัยภูมิจ านวน 73 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย 1) รูปแบบการเรียนรู้ตามแนวคิด 70:20:10 ตรวจสอบ คุณภาพของรูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน 2) เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย ก) แบบ สัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ข) แบบทดสอบความรู้ หาความเชื่อมั่นตามสูตรคูเดอร์-ริชาร์ดสัน ได้เท่ากับ 0.72 ค) แบบเฝูาระวังการติดเชื้อในโรงพยาบาล และ ง) แบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิง พรรณนา สถิติ Z-test และ Paired t-test ผลการศึกษา ผลการวิจัย พบว่ารูปแบบการเรียนรู้ตามแนวคิด 70:20:10 ที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาสมรรถนะการเฝูาระวังการติดเชื้อของพยาบาลประจ าหอผู้ปุวย ประกอบด้วย 1) การเฝูาระวังด้วยตนเอง 2) การศึกษาดูงานนอกสถานที่ 3) การเรียนรู้กับผู้เชี่ยวชาญ 4) การ หมุนเวียนงาน 5) การเป็นวิทยากรภายใน 6) การจัดระบบพี่เลี้ยง 7) การจัดระบบโค้ช 8) การให้ค าปรึกษา 9) การฝึกอบรมวิชาการ และ 10) การเรียนรู้ผ่านออนไลน์ ผลลัพธ์การใช้รูปแบบพบว่า 1) ความรู้ในการเฝูาระวัง ของพยาบาลควบคุมการติดเชื้อประจ าหอผู้ปุวยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (p < .001) 2) ประสิทธิภาพ การเฝูาระวังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (p<.05) และ 3) ความพึงพอใจต่อรูปแบบการเรียนรู้อยู่ในระดับ มาก สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการน าแนวคิด 70:20:10 สามารถ ช่วยในการปรับปรุงการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสมส าหรับการพัฒนาความรู้และทักษะในการเฝูาระวังและ ควบคุมการติดเชื้อได้ จึงควรน าผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ ดังนี้ ควรน าแนวคิด 70:20:10 ไปใช้ในการพัฒนา บุคลากรด้านอื่น ๆ ให้มีสมรรถนะที่ดีเพื่อให้การดูแลผู้ปุวยที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และควรน ารูปแบบการ พัฒนาบุคลากรตามแนวคิด 70:20:10 ไปเพิ่มความพร้อมให้บุคลากรในการเตรียมการรองรับสถานการณ์ ฉุกเฉิน เนื่องจากเป็นแนวคิดที่เน้นการลงมือปฏิบัติและการท างานในสถานการณ์จริง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความ พร้อมของสถานพยาบาลในการจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินและการตอบสนองต่อการปูองกันการติดเชื้อใน สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อได้ ค าส าคัญ: แนวคิด 70:20:10 สมรรถนะการเฝูาระวังการติดเชื้อ พยาบาลควบคุมการติดเชื้อประจ าหอผู้ปุวย
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 23 O1.15 ผลของการพัฒนาแบบรายงานการเยี่ยมบ้านในผู้ปุวยโรคเรื้อรังโดยอสม. ออนไลน์ บนมือถือด้วย อสม. Platform Report ต าบลขุหลุอ าเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี ณัฐพล ปัญญา1 และสุมาลัย จุใจล้้า2 กลุมงานบริการดานปฐมภูมิและองค์รวม โรงพยาบาลตระการพืชผล บทคัดย่อ บทน า อัตราการตาย 4 โรค NCD สะสม จังหวัดอุบลราชธานี ปี 2559-2561 มีแนวโนมสูงขึ้น สงผลใหอสม. ตองมีกิจกรรมการเยี่ยมบานที่คลอบคลุม รวดเร็ว โดยปัจจุบัน อสม. 1 คน มีพื้นที่รับผิดชอบ 10-15 หลังคา เรือน เฉลี่ย 60 คน ซึ่ง1ใน3 ของคนในครอบครัว เป็นผูปุวยโรคเรื้อรังฯ จากการทบทวนรายงานเยี่ยมบานโด ยอสม. ต้าบลขุหลุ เดือนตุลาคม 2564 ถึงเดือนพฤษภาคม 2665 พบวา มีการเยี่ยมบานเพียงรอยละ 32.68 มาจากรายงานแบบ paper และ ระบบรายงานสมาร์ท อสม. โดยที่ผานมาแบบรายงานเยี่ยมบานฯไมชัดเจน สงผลตอการเยี่ยมการสรุปขอมูลและการน้าไปใชจึงจ้าเป็นตองพัฒนาแบบรายงานฯที่สมบูรณ์ งาย สะดวก รวดเร็ว จึงเป็นที่มาของการศึกษาผลของการพัฒนาแบบรายงานการเยี่ยมบานในผูปุวยโรคเรื้อรังโดยอสม. ออนไลน์บนมือ ดวย อสม. Platform Report ต้าบลขุหลุ อ้าเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี วิธีการศึกษา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการใชกรอบความคิด PAOR จ้านวน 2 วงจร กลุม ตัวอยาง อสม.134 คน ตั้งแต 1 ตุลาคม 2565 – มกราคม 2566 แบง 4 ระยะ 1. การวิเคราะห์และวางแผน 2. ออกแบบและพัฒนา Platform ออนไลน์ 3. การสังเกตผล ตรวจสอบขอมูลที่ถูกตอง 4. การสะทอนผล โดย ประเมินความพึงพอใจในกลุมตัวอยางเพื่อน้ามาวิเคราะห์ผล ผลการศึกษา พบวา 1) ผลความครอบคลุมของรายงานฯ เพิ่มขึ้นเป็นรอยละ 57.76 ความถูกตองครบถวน คิด เป็นรอยละ 87.33 2) การเขาถึงการใชงาน คิดเป็นรอยละ 72.38 3) ผลความพึงพอใจที่มีตอการใชงาน 5 ดาน ดานความรู อยูในระดับ มาก คาเฉลี่ย 3.62 ดานการใชงาน อยูในระดับ มากที่สุด คาเฉลี่ย 4.21 ดาน เนื้อหา อยูในระดับมาก คาเฉลี่ย 3.64 ดานการน้าใชประโยชน์ อยูในระดับมาก คาเฉลี่ย 3.89 และความพึง พอใจของผูปุวย อยูในระดับมาก คาเฉลี่ย 3.63 และการดูแลเพิ่มขึ้น 29.7 ขอมูลผลการเยี่ยมในระบบรายงาน พบวา ผูปุวยอยูในระดับดีขึ้นรอยละ 29.7 และอยูในระดับคงที่รอยละ 68.7 หากแยกตามเกณฑ์พบวา ดาน การปูองกันพลัดตกหกลม 82.6 และดานการจัดการความเครียดรอยละ 97 สามารถจัดการได สรุปการศึกษาและการน าไปใช้แบบรายงานเยี่ยมบานฯที่ สะดวก รวดเร็ว ทันเวลา มีการแจงเตือนสงออก รายงานไดทันที และไปสามารถไปพัฒนาสูงานอื่นๆไดเชน ส้ารวจขอมูลสุขภาพ การสุมลูกน้้ายุง ปัจจุบันไดมี ขยายผลไปในงานเยี่ยมบานนักบริบาลชุมชน เทศบาลต้าบลพนา อ้าเภอพนา จังหวัดอ้านาจเจริญ โดยแบบ รายงานเยี่ยมบานฯมีขอจ้ากัดผูใชงานที่ไมมีสมาร์ทโฟนไมมีอินเทอร์เน็ต จึงโดยแนวทางแกไขโดยใหเพื่อนอสม. ใชงานไดเป็นผูกรอกขอมูลรายงานฯ ค าส าคัญ : : แบบรายงานการเยี่ยมบานในผูปุวยโรคเรื้อรังโดยอสม. ออนไลน์บนมือ ดวย อสม. Platform Report
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 24 O1.16 การดูแลรักษาผู้ปุวยวัณโรคที่ใช้สารเสพติด อ าเภอปะค า จังหวัดบุรีรัมย์ ศุลีวงศ์ สนสุผล โรงพยาบาลปะค้า อ้าเภอปะค้า จังหวัดบุรีรัมย์ โทร 0819768724 บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ วัณโรคเป็นโรคติดตอที่มีอุบัติการณ์ของโลก ปี 2563 สูงถึง 9.9 ลานคน เสียชีวิต 1.3 ลานคน มีอัตราการรักษาส้าเร็จ รอยละ 86 มีผูปุวยวัณโรคดื้อยา MDR/RR-TB 1.58 แสนคน จังหวัดบุรีรัมย์ ปี2565 มีอัตราการรักษาวัณโรคส้าเร็จ รอยละ 82.22 สวนอ้าเภอปะค้า ปี2566 อัตราการ รักษาวัณโรคส้าเร็จไมผานเกณฑ์ตัวชี้วัด (รอยละ 88) สาเหตุพบวาผูปุวยวัณโรคเป็นกลุมผูสูงอายุที่มีโรครวม รอยละ 36.84 กลุมที่มีประวัติสูบบุหรี่ ดื่มสุราและใชสารเสพติด รอยละ 38.23 โดยกลุมใชสารเสพติดจะ ไมใหความรวมมือในการรักษา และเป็นปัจจัยที่ขัดขวางการรักษาวัณโรค วัตถุประสงค์การศึกษา 1.เพื่อ พัฒนารูปแบบการดูแลรักษาผูปุวยวัณโรคที่ใชสารเสพติด อ้าเภอปะค้า จังหวัดบุรีรัมย์2.เพื่อศึกษาขั้นตอน การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผูปุวยวัณโรคที่ใชสารเสพติดอ้าเภอปะค้า จังหวัดบุรีรัมย์วิธีการด าเนินการ เป็นการวิจัยแบบ Mixed Method เก็บขอมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุมตัวอยางเลือกแบบ เฉพาะเจาะจงในผูปุวยวัณโรคที่ใชสารเสพติด ที่ขึ้นทะเบียนรักษาในคลินิกวัณโรคโรงพยาบาลปะค้า ระหวาง 1 ตุลาคม 2565 - 31 สิงหาคม 2566 จ้านวน 13 คน เครื่องมือที่ใชในการวิจัย (1) แนวค้าถามในการให ค้าปรึกษารายบุคคล (2) แบบสอบถามขอมูลทั่วไป (3) แบบวัดความรูเรื่องวัณโรค (4) แบบประเมิน พฤติกรรมของผูปุวยวัณโรค (5) แบบประเมินขั้นของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและแบบบันทึกการใชสาร เสพติด วิเคราะห์ขอมูลเชิงปริมาณโดยใชสถิติเชิงพรรณา ความถี่ รอยละ วิเคราะห์ขอมูลเชิงคุณภาพโดยการ วิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษา พบวา กลุมเปูาหมายเป็นเพศชาย รอยละ 100 มีอายุชวง 51 - 60 ปี รอย ละ 46.15 สวนใหญอาชีพรับจาง รอยละ 53.84 สูบบุหรี่ 11-20 มวนตอวัน รอยละ 76.90 ดื่มสุราทุกวัน รอยละ 61.53 วันละ 5-6 ดื่มมาตรฐาน และมีผูเสพยาบา 1 ราย เสพกัญชา 1 ราย หลังการวิจัยพบวา กลุมเปูาหมายสูบบุหรี่ลดลง รอยละ 53.84 เลิกสูบบุหรี่ได รอยละ 46.16 ดื่มสุราลดลง รอยละ 46.15 หยุด ดื่มสุราได รอยละ 23.07 และหยุดเสพยาบาและกัญชาได รอยละ 100 มีความรูเรื่องวัณโรคเพิ่มขึ้นและมี พฤติกรรมการดูแลตนเองดีขึ้น สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ การดูแลรักษาผูปุวยวัณโรคที่ใชสาร เสพติด ตามแนวทางการดูแลรักษารายบุคคลรวมกับการใหค้าปรึกษาลด ละ เลิกสารเสพติด โดยน้าขั้นของ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมมาวางแผนในการดูแลรักษา ชวยใหอัตราการรักษาวัณโรคส้าเร็จ รอยละ 100 และชวยใหกลุมเปูาหมายลด ละ เลิกสารเสพติดได ข้อเสนอแนะ เพิ่มการติดตามเสริมพลังในการลด ละ เลิกสารเสพติดของผูปุวยรวมกับการก้ากับการกินยา (DOT) ค าส าคัญ : วัณโรคกับสารเสพติด
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 25 O1.17 การพัฒนาบันทึกทางการพยาบาลการดูแลผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น ณัฐกิจ ศิริจันทร์ โรงพยาบาลล าปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: การดูแลผู้ปุวยหัวใจหยุดเต้นตามหลัก Advance cardiac life support มี ความส าคัญในด้านของการปฏิบัติทางคลินิก พยาบาลจ าเป็นต้องมีองค์ความรู้และสมรรถนะการช่วยฟื้นคืนชีพ ผู้ปุวยหัวใจหยุดเต้นตามบทบาทวิชาชีพ จึงน ามาสู่การพัฒนาบันทึกทางการพยาบาลการดูแลผู้ปุวยหัวใจหยุด เต้นโดยยึดตามหลักแนวปฏิบัติของของสมาคมแพทย์โรคหัวใจประเทศสหรัฐอเมริกา (American Heart Association; AHA) เพื่อเป็นแนวทางการดูแลผู้ปุวยหัวใจหยุดเต้น ส่งผลให้ผู้ปุวยมีอัตราการรอดชีวิตเพิ่มขึ้น ทั้งนี้แบบบันทึกยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การสื่อสารระหว่างทีมรักษาพยาบาลปฏิบัติงานกับสหสาขาวิชาชีพ ตามมาตรฐาน อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาคุณภาพทางการพยาบาลได้อย่างต่อเนื่อง วัตถุประสงค์การศึกษา: เพื่อพัฒนาบันทึกทางการพยาบาลการดูแลผู้ปุวยหัวใจหยุดเต้น วิธีการด าเนินการ: การพัฒนาบันทึกทางการพยาบาลการดูแลผู้ปุวยหัวใจหยุดเต้นประยุกต์ใช้แนวคิดการวิจัย และพัฒนา ประกอบด้วยกระบวนการ 3 ระยะ ได้แก่ 1) การวิเคราะห์สถานการณ์และร่างรูปแบบการดูแล ผู้ปุวยหัวใจหยุดเต้น 2) การพัฒนารูปแบบโดยการร่างรูปแบบบันทึกการดูแลผู้ปุวยหัวใจหยุดเต้น ผ่านการ ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่านเท่ากับ .94 ทดลองใช้และปรับปรุงแก้ไขรูปแบบ ตามข้อเสนอแนะจึงน ามาทดลองใช้ และ 3) การทดสอบประสิทธิผลและประเมินประสิทธิผล โดยกลุ่มตัวอย่าง ที่ท าการศึกษาคือพยาบาลวิชาชีพปฏิบัติงานการพยาบาลผู้ปุวยอุบัติเหตุ ฉุกเฉิน โรงพยาบาลล าปลายมาศ จ านวน 7 ราย เครื่องมือการศึกษาประกอบด้วยบันทึกทางการพยาบาลผู้ปุวยหัวใจหยุดเต้น และแบบประเมิน ความพึงพอใจและความเป็นไปได้ต่อการน าใช้บันทึกทางการพยาบาลการดูแลผู้ปุวยหัวใจหยุดเต้น ผลการศึกษา: ผู้ปุวยหัวใจหยุดเต้นจ านวน 7 ราย มีอัตราการกลับมาเต้นของชีพจร 5 รายคิดเป็นร้อยละ 71.4 ได้รับการดูแลส่งต่อไปยังโรงพยาบาลศูนย์บุรีรัมย์ โดยไม่พบอุบัติการณ์หัวใจหยุดเต้นขณะดูแลน าส่งร้อยละ 100 ภาพรวมของพยาบาลวิชาชีพมีความพึงพอใจ และมีความเป็นไปได้ต่อการน าใช้บันทึกทางการพยาบาล ผู้ปุวยหัวใจหยุดเต้นระดับมากค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.57 (SD .35) และ 4.50 (SD .41) ตามล าดับ สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: แบบบันทึกการพยาบาลผู้ปุวยหัวใจหยุดเต้นที่พัฒนาขึ้นโดยยึด ตามหลักแนวปฏิบัติเป็นรูปแบบกระบวนการพยาบาลที่ช่วยให้พยาบาลวิชาชีพสามารถปฏิบัติกิจกรรมทางการ พยาบาลเพื่อช่วยฟื้นคืนชีพผู้ปุวยหัวใจหยุดเต้นในโรงพยาบาลได้อย่างครอบคลุมและถูกต้อง อีกทั้งยังสามารถ ใช้เป็นเครื่องมือการสื่อสารระหว่างทีมให้การรักษาพยาบาล ทั้งนี้ข้อมูลจากการบันทึกสามารถน ามาใช้เป็น ฐานข้อมูลเพื่อพัฒนาคุณภาพทางการพยาบาลต่อไป ค าส าคัญ: แบบบันทึกผู้ปุวยหัวใจหยุดเต้น การพยาบาลผู้ปุวยหัวใจหยุดเต้น
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 26 O1.18 รูปแบบการดูแลผูปุวยระยะทายแบบประคับประคองตอความไมสบายทั้งกายและใจและ ความสามารถในการดูแลผูปุวยของญาติ นางณัฐพร โพธิลุน ลวิชาชีพช้านาญการ โรงพยาบาลสนม อ้าเภอสนม จังหวัดสุรินทร์ ส้านักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ กระทรวงสาธารณสุข บทคัดย่อ ผูปุวยระยะทาย ซึ่งหมายถึงผูปุวยที่มีการด้าเนินของโรคเขาสูระยะสุดทายของชีวิต รางกายไม สามารถกลับเขาสูสภาพปกติไดและน้าไปสูการเสียชีวิตในที่สุด ความไมสบายทั้งกายและใจ ความทรมานที่ เกิดขึ้นไมเพียงแตท้าใหผูปุวยทุกข์ทรมานเทานั้นหากแตยังสรางความทุกข์ทรมานใจใหญาติและครอบครัวดวย การวิจัยนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อ1)หารูปแบบการดูแลผูปุวยระยะทายแบบประคับประคอง 2)ศึกษาผลของการน้ารูปแบบการ ดูแลผูปุวยมะเร็งระยะทายแบบประคับประคอง 3)พัฒนารูปแบบการดูแลผูปุวยระยะทายแบบประคับประคอง ตอความไมสบายทั้งกายและใจและความสามารถในการดูแลผูปุวยของญาติ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือผูปุวยมะเร็งระยะสุดทายที่ดูแลแบบประคับประคองในปีงบประมาณ 2566 ด้าเนินการในชวง ตุลาคม 2565 - สิงหาคม 2566 ที่มีปัญหาไมสบายทั้งกายและใจ จ้านวน 20 ราย ในพื้นที่ รับผิดชอบโรงพยาบาลสนม เกณฑ์คัดเขา ไดแก 1.ผูปุวยและญาติที่มีอายุ18ปีขึ้นไป สามารถใหขอมูลไดดวย ตนเอง เกณฑ์คัดออก ไดแก ผูปุวยที่มีอาการทางสมองที่สงผลตอการรับรูและการประเมินตนเอง ผูดูแลหลักไม สามารถเขารวมวิจัยได 2.ผูปุวยและครอบครัวยินดีเขารวมการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ 1.รูปแบบฯ ที่พัฒนาขึ้นและไดรับความเห็นชอบใหน้าไปใชในการดูแลผูปุวย ระยะทายในพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลสนม 2.แบบประเมินความไมสบายทั้งกายและใจ ESAS SCORE 3. แบบสอบถามวิเคราะห์ขอมูลดานความสามารถในการดูแลผูปุวย วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ใชสถิติพรรณนา เชิงคุณภาพใชวิธีวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า ผลลัพธ์ของการน้ารูปแบบที่พัฒนาขึ้นในการดูแลผูปุวยแบบประคับประคองมีผลดีตอ ความไมสบายทั้งกายและใจและความสามารถในการดูแลผูปุวยของญาติพบวาหลังจากการใชรูปแบบที่ พัฒนาขึ้นผลลัพธ์การดูแลของผูดูแลผูปุวยกอนใชรูปแบบอยางมีนัยส้าคัญทางสถิติ ( p.029) ผูดูแลมีความพึง พอใจตอการใชรูปแบบสูงกวากอนใชรูปแบบอยางมีนัยส้าคัญทางสถิติ ( p.031 และ p.025 ตามล้าดับ) ข้อเสนอแนะ จากรูปแบบที่พัฒนาขึ้น สามารถน้ามาใชกับผูปุวยและญาติผูดูแล เพื่อใหด้าเนินการตอไปเพื่อ เพิ่มคุณภาพชีวิตของผูปุวยและครอบครัว เป็นตนแบบของประเทศ ค าส าคัญ : การดูแลแบบประคับประคอง,รูปแบบการดูแลผูปุวยระยะสุดทาย,ผูปุวยระยะสุดทาย,ญาติผูดูแล
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 27 มหกรรมคุณภาพ HACC Forum นครชัยบุรินทร์ครั้งที่ 16 “Growth Mindset for Better Healthcare System” ในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 08.30-17.00 น. ณ โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา Oral Presentation กลุ่มที่ 2 วิจัย Spiritual/แพทย์แผนไทย/ปฐมภูมิ จ านวน 20 เรื่อง น าเสนอ วันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 เวลา 14.30-18.30 น ห้องไทรงาม ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ หมาย เหตุ 1 14.30 - 14.40 น. ประสิทธิผลและความ ปลอดภัยของน้้ามันกัญชาใน คลินิกกัญชาทางการแพทย์ โรงพยาบาลหนองหงส์ จังหวัดบุรีรัมย์ นางสาวสุมาลี รัตนวริทธิกุล โรงพยาบาลหนอง หงส์ บุรีรัมย์ 098-1915951 2 14.40 - 14.50 น. ภาวะเครียดและซึมเศราใน บุคลากรโรงพยาบาลโนนแดง จังหวัดนครราชสีมา ในๆชวง การระบาดของโรค COVID19 นายแพทย์ทรง พล เทพอวยพร โรงพยาบาลโนน แดง นครราชสีมา 088-5802318 3 14.50 - 15.00 น. ความสัมพันธ์ระหวางการเห็น คุณคาในตนเอง ความเชื่อ อ้านาจในตนกับภาวะซึมเศรา ในผูปุวยสารเสพติด นายศักดิ์สิทธิ์ รอมไธสง โรงพยาบาลจิต เวชนครราชสีมา ราชนครินทร์ นครราชสีมา 088-5803836 4 15.00 - 15.10 น. การวิเคราะห์ตนทุน ประสิทธิผลของระบบการ ดูแลผูปุวยเป็นศูนย์กลางใน หนวยบริการปฐมภูมิ เปรียบเทียบกับระบบบริการ ปกติในโรงพยาบาล ในผูปุวย เบาหวานชนิดที่ 2 อ้าเภอพิ มาย จังหวัดนครราชสีมา นายวทัญญู ประยูรหงษ์ โรงพยาบาลพิมาย นครราชสีมา 081-9996306 5 15.10 - 15.20 น. การศึกษาปัจจัยที่มีผลตอการ สงเสริมญาติหรือผูดูแลในการ ตัดสินใจใหผูปุวยระยะ ประคับประคองสูภาวะ Good Death กลุมงานการ พยาบาล โรงพยาบาลประ โคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ นางธัญญารัตน์ ศรีวรนันท์ธ้ารง โรงพยาบาลประ โคนชัย บุรีรัมย์ 063-7916395 6 15.20 - 15.30 น. การพัฒนารูปแบบการ ใหบริการคลินิกกัญชาทาง การแพทย์เพื่อเพิ่มการเขาถึง บริการในระดับโรงพยาบาล ชุมชน นางปนัดดา บูรณ์เจริญ โรงพยาบาลโนน นารายณ์ สุรินทร์ 094-5255199 7 15.30 - การพัฒนาระบบการสงเสริม นางสาวสุวรรณี โรงพยาบาล สุรินทร์ 086-2461607
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 28 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ หมาย เหตุ 15.40 น. สุขภาพของผูสูงอายุเพื่อ ปูองกันการลมในชุมชนสุริ ยกานต์ บุญพูนเลิศ, นาง ลักษยา นันท์ธรา ธร, นายสรัณ สุจิ รพรัหม สุรินทร์ 8 15.40 - 15.50 น. การพัฒนาการดูแลผูปุวยในที่ บาน (Home Ward) นางประพาฬ รัตน์ โทแกว โรงพยาบาลล้าทะ เมนชัย นครราชสีมา 081-9541092 9 15.50 - 16.00 น. การสรางเสริมความรอบรู ดานสุขภาพเพื่อการฟื้นฟู สภาพในผูมีอาการหลงเหลือ หลังติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยการมีสวนรวมของ ชุมชน นางอังคณา คง โพธิ์นอย โรงพยาบาลจัตุรัส ชัยภูมิ 081-7601813 10 16.00- 16.10 น. การปูองกันและลดอุบัติเหตุ ทางถนนในอ้าเภอวังน้้าเขียว โดยการมีสวนรวมของภาคี เครือขาย นางสาวพัชรา เสียมก้าปัง โรงพยาบาลวังน้้า เขียว นครราชสีมา 062-1973288 11 16.10 - 16.20 น. สูงวัยปากชอง ไมลม ดวย พลัง 3 หมอ และครอบครัว นางปิยะวรรณ ศรีสุวนันท์ โรงพยาบาลปาก ชองนานา นครราชสีมา 081-9972438 12 16.20 - 16.30 น. พัฒนาแนวทางการดูแลผูปุวย จิตเวชและยาเสพติดที่มีความ เสี่ยงตอการกอความรุนแรง (SMI-V) อ้าเภอวังน้้าเขียว นางสาวชนิดา สิทธิการกุล โรงพยาบาลวังน้้า เขียว นครราชสีมา 090-2625547 13 16.30 - 16.40 น. การพัฒนาโปรแกรม ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและลด ปริมาณการสูบบุหรี่ดวย ศาสตร์การแพทย์แผนไทย นางแสงเดือน ลายสนธ์ โรงพยาบาล พลับพลาชัย บุรีรัมย์ 093-0698551 14 16.40 - 16.50 น. การเฝูาระวังความเสี่ยงผูปุวย ภาวะความดันโลหิตสูงใน คลินิกแพทย์แผนไทย นายศักดิ์ชัย แผว สูงเนิน โรงพยาบาลเทพ รัตน์นครราชสีมา นครราชสีมา 084-3782419 15 16.50 - 17.00 น. การพัฒนาระบบการสั่งใชยา สมุนไพร 9 รายการ ในโรงพยาบาลชุมพวง นางสาวปานจรีย์ ศรีวรรณะ โรงพยาบาลชุม พวง นครราชสีมา 087-611312 16 17.00 - 17.10 น. พัฒนาระบบการดูแลผูปุวย แบบประคับประคองและการ เขาถึงบริการคลินิกกัญชาทาง การแพทย์แบบบรูณาการ ส้าหรับผูปุวย Palliative care โรงพยาบาลสีดา นางสาววชิรา ภรณ์ ไชยราช โรงพยาบาลสีดา นครราชสีมา 098-6480565 17 17.10 - 17.20 น. พัฒนาระบบบริการคลินิก หมอครอบครัว หมอ ประจ้าตัว ครอบครัวละ 3 คน นางเสาวนีย์ แปลกล้ายอง โรงพยาบาล นางรอง บุรีรัมย์ 0842516155
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 29 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ หมาย เหตุ 18 17.20 - 17.30 น. การขับเคลื่อนการจัดการ ความเสี่ยงในการดูแลผูปุวย ใสเครื่องชวยหายใจที่บานใน จังหวัดนครราชสีมา ดวย แนวคิดมาตรฐานการ พยาบาลชุมชน นายกานต์ สุ ธรรมเทวกุล โรงพยาบาล มหาราช นครราชสีมา นครราชสีมา 089-7529795 19 17.30 - 17.40 น. ผลการพัฒนาระบบเพื่อลด ระยะเวลารอคอยผูปุวย เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพ ต้าบลหนองแวง อ.ละหาน ทราย จ.บุรีรัมย์ นางนาตยา เซนนอก โรงพยาบาล สงเสริมสุขภาพ ต้าบลหนองแวง อ.ละหานทราย จ. บุรีรัมย์ บุรีรัมย์ 081-0675699 20 17.40 - 17.50 น. ผลของโปรแกรมการสงเสริม สุขภาพ “ไมลม ไมลืม ไม ซึมเศรา กินขาวอรอย” ตอ คุณภาพชีวิตผูสูงอายุหมูบาน ตนแบบ เขตเทศบาลต้าบล เมืองใหมโคกกรวด อ้าเภอ เมือง จังหวัดนครราชสีมา นางสาวศินาท แขนอก โรงพยาบาล สงเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสีมา 081-4951878
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 30 O2.1 ประสิทธิผลและความปลอดภัยของน้ ามันกัญชาในคลินิกกัญชาทางการแพทย์ โรงพยาบาลหนองหงส์ จังหวัดบุรีรัมย์ ภญ.สุมาลี รัตนวริทธิกุล,นพ.เกรียงไกร สุขทองหลาง ทีมคลินิกกัญชาทางการแพทย์ รพ.หนองหงส์ รพ.หนองหงส์ จ.บุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : กัญชาในยุคโบราณจัดเป็นพืชสมุนไพรส้าหรับรักษาโรค ตอมาในปี 2504 กัญชาถูก จัดใหเป็นยาเสพติดจึงยุติการน้ามาใชในทางการแพทย์ ภายหลังในปี 2562 รัฐบาลประกาศอนุญาตใหมีการน้ากลับมา ใชในทางการแพทย์เนื่องจากพบมีการน้ามาใชไดผลในหลายกลุมโรคแตตองไดรับอนุญาตถูกตอง เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่น ใหแพทย์และบุคลากรการแพทย์ไดพิจารณาเลือกใชกัญชา ลดตนทุนการใชยาเคมีน้าเขา เพิ่มทางเลือกและเพิ่มการ เขาถึงบริการของผูปุวยที่จ้าเป็นใชได จึงควรวิจัยประสิทธิผลการรักษาและความปลอดภัยของการใชกัญชาทาง การแพทย์ในทุกระดับ วัตถุประสงค์การวิจัย : เพื่อประเมินผลในดานคุณภาพชีวิต ความปลอดภัย และความพึงพอใจของผูปุวยที่ไดรับ น้้ามันกัญชาในคลินิกกัญชาทางการแพทย์ รพ.หนองหงส์ จ.บุรีรัมย์ วิธีการวิจัย : การวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Research) กลุมตัวอยางเป็นผูปุวยที่มารับบริการและไดรับน้้ามัน กัญชาทางการแพทย์ ไดรับการติดตามอยางนอย 1 ครั้ง ณ รพ.หนองหงส์ จ.บุรีรัมย์ มีคุณสมบัติตามเกณฑ์คัดเขารับ บริการของกรมการแพทย์ก้าหนด เก็บรวบรวมขอมูลตั้งแตวันที่ 1 ธ.ค. 62 – 31 มี.ค. 66 จ้านวน 165 ราย ประเมิน ประสิทธิผลและความปลอดภัยของการใชน้้ามันกัญชาโดยการเก็บขอมูลยอนหลังจากเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ใน ระบบ Hos.XP. และแบบบันทึกขอมูล C-MOPH วัดความพึงพอใจและแนะน้าบอกตอดวยการสัมภาษณ์กลุมตัวอยาง หรือผูดูแลผูปุวยดวยแบบสอบถามความพึงพอใจ ผลการวิจัย : ผูปุวยที่ไดรับน้้ามันกัญชา จ้านวน 165 ราย มีคุณภาพชีวิตจากการใชน้้ามันกัญชากอนและหลังไดรับ น้้ามันกัญชา คือ 0.66±0.29 และ 0.81±0.26 ตามล้าดับ ซึ่งพบวาการใชน้้ามันกัญชาทางการแพทย์มีผลเพิ่มคุณภาพ ชีวิตใหกับผูปุวยอยางมีนัยส้าคัญทางสถิติ(p < 0.05) ทั้ง 5 ดานของมิติสุขภาพ ดานความปลอดภัยพบวาสวนใหญไม มีการเปลี่ยนแปลงทางหองปฏิบัติการเมื่อเปรียบเทียบกับกอนใหการรักษา และพบอาการขางเคียงที่จัดการไดเพียง 4 ราย คือ เวียนศรีษะ 3 รายปากแหง 1 รายดานความพึงพอใจโดยรวมอยูในระดับมาก (x = 4.08 ,SD =0.16) พรอม จะกลับมารับบริการและแนะน้าบอกตอ สรุปและการน าไปใช้ประโชยน์: การใชน้้ามันกัญชาทางการแพทย์ สงผลใหผูปุวยมีคุณภาพชีวิต ความปลอดภัยและ ความพึงพอใจที่ดี จึงควรสงเสริมใหมีการใชกัญชาในทางการแพทย์มากขึ้น แทนการใชเป็นสารเสพติด เพิ่มทางเลือก ในการรักษาใหกับแพทย์และผูปุวย และลดตนทุนยาเคมีจากตางประเทศได ค าส าคัญ : กัญชาทางการแพทย์ ,คุณภาพชีวิต ,ความพึงพอใจ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 31 O2.2 ภาวะเครียดและซึมเศร้าในบุคลากรโรงพยาบาลโนนแดง ในช่วงการระบาดของโรค COVID19 ทรงพล เทพอวยพร โรงพยาบาลโนนแดง จ.นครราชสีมา บทคัดย่อ การศึกษาวิจัยเชิงพรรณนาแบบตัดขวาง (Cross-sectional Descriptive Study) ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ของภาวะเครียดและซึมเศราในบุคลากรโรงพยาบาลโนนแดง ในชวงการ ระบาดของโรค COVID19 โดยเก็บรวบรวมขอมูลจากบุคลากรโรงพยาบาลโนนแดงทุกคนโดยใชแบบสอบถาม ซึ่ง ประกอบดวย ขอมูล 3 สวน ไดแก ขอมูลสวนบุคคล แบบประเมินความเครียด (ST-5) ของกรมสุขภาพจิต กระทรวง สาธารณสุข แบบประเมินซึมเศราและฆาตัวตาย (2Q, 9Q, 8Q) ของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข วิเคราะห์ ขอมูลโดยใช สถิติเชิงพรรณนา สถิติเชิงอนุมาน ไดแกการทดสอบไคสแควร์และการทดสอบของฟิชเชอร์ ผลการศึกษา พบวา บุคลากรโรงพยาบาลโนนแดงทั้งหมด 137 คน ตอบแบบสอบถาม 128 คน คิดเป็นรอย ละ 93.43 มีระดับความเครียดนอย รอยละ 47.66 ระดับเครียดปานกลาง รอยละ 35.16 ระดับเครียดมาก รอยละ 8.59 ระดับเครียดมากที่สุด รอยละ 8.59 ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหวางปัจจัยสวนบุคคลกับระดับความเครียด พบวา สถานภาพและปริมาณงานมีความสัมพันธ์ตอระดับความเครียดอยางมีนัยส้าคัญทางสถิติ (p-value < 0.05) ความชุกของซึมเศรา พบรอยละ 25.15 สวนใหญเป็นซึมเศราระดับนอย รอยละ 21.24 ปัจจัยสวนบุคคลที่มีผลตอ ภาวะซึมเศราอยางมีนัยส้าคัญทางสถิติ (p-value < 0.05) คือ อายุ สถานภาพ และจ้านวนชั่วโมงการท้างาน บุคลากร ในโรงพยาบาลโนนแดงมีแนวโนมการฆาตัวตาย รอยละ 5.47 สวนมากมีแนวโนมการฆาตัวตายระดับนอย รอยละ 4.69 มีแนวโนมฆาตัวตายระดับปานกลาง รอยละ0.78 ไมมีแนวโนมการฆาตัวตายระดับรุนแรง จากผลการศึกษาเมื่อ เปรียบเทียบกับการศึกษาอื่น ๆ พบวาระดับของภาวะเครียดและซึมเศราในบุคลากรโรงพยาบาลในชวงการแพร ระบาดของโรค COVID19 มีระดับสูงกวาการศึกษาในชวงกอนการแพรระบาดของโรค COVID19 เนื่องจากเป็นโรค อุบัติใหม ไมเคยมียาและวัคซีนมากอน จึงมีความกังวลสูง ประกอบกับภาระงานที่มากขึ้น จึงอาจท้าใหเกิดภาวะ เครียดและซึมเศราตามมาได จากทฤษฎีการปรับตัวของรอย (Roy’s adaption model) ใหแนวคิดวา มนุษย์นับเป็นหนวยเดียวไมอาจ แยกรางกายและจิตใจออกจากกันได หากไดรับประสบการณ์หรือสิ่งที่เขามากระทบจะกระทบพรอมกันทั้งระบบ และ จะตอบสนองรวมกันซึ่งการตอบสนองมากนอยจะขึ้นอยูกับสิ่งที่เขามากระทบ จึงคาดการณ์วาหลังจากที่การระบาด ของโรค COVID19 คลี่คลายลง มีวัคซีนและยาในการปูองกันรักษาโรค บุคลากรจะมีการปรับตัวไดมากขึ้น ท้าใหระดับ ความเครียดและซึมเศราลดลง อยางไรก็ตาม ทางผูวิจัยรวมกับกลุมงานสุขภาพจิตและยาเสพติด โรงพยาบาลโนนแดง จะประเมินภาวะเครียดและซึมเศราในบุคลากรโรงพยาบาลเป็นประจ้าทุกปี เพื่อเปรียบเทียบผลของการศึกษา และ วิเคราะห์ขอมูลของบุคลากร หาวิธีปูองกันรักษาภาวะเครียดและซึมเศราในบุคลากรตอไป ค าส าคัญ : เครียด; ซึมเศรา; โรคCOVID19
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 32 O2.3 ความสัมพันธ์ระหว่าง การเห็นคุณค่าในตนเอง ความเชื่ออ านาจในตนกับ ภาวะซึมเศร้าในผู้ปุวยสารเสพติด ศักดิ์สิทธิ์ รอมไธสง RN., M.N.S. โรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ บทคัดย่อ สถานการณ์ในปัจจุบันมีแนวโนมที่ยาเสพติดจะแพรระบาดเพิ่มมากขึ้น ขอมูลรายงานสถานการณ์ยาเสพ ติดโลกพบผูใชยาเสพติดทั่วโลกมีแนวโนมเพิ่มขึ้น ในปี พ.ศ. 2562 ทั่วโลกมีผูใชยาเสพติดประมาณ 275 ลานคน อยูในชวงอายุ 15-64 ปี จากรายงานผลการด้าเนินงานการบ้าบัดและฟื้นฟูสมรรถภาพผูติดสารเสพติดผูปุวยในหอ ชัยพฤกษ์ โรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ ในปี 2562-2565 จ้านวนผูปุวยสารเสพติดมารับการรักษา แบบผูปุวยใน 69, 59, 89, 119 ตามล้าดับ (รายงานการมาบ้าบัดรักษาแบบผูปุวยใน หอชัยพฤกษ์ โรงพยาบาลจิต เวชนครราชสีมาราชนครินทร์, 2566) การบ้าบัดผูติดสารเสพติดมีแนวโนมที่จะเพิ่มขึ้น เกิดจากปัจจัยดานรางกาย ของผูปุวยที่เกี่ยวกับสารเคมีในสมอง ปัจจัยดานสิ่งแวดลอมและปัจจัยภายในเกี่ยวกับพฤติกรรมการใชยาเสพติดที่ ผานมา และยังพบวาผูชายมีปัญหาการใชสารเสพติดรวมถึงสุรา (สมพร รุงเรืองกลกิจ, 2560) สงผลตอการมารับ การรักษาเกี่ยวกับสารเสพติดในปัจจุบันที่เพิ่มมากขึ้น จากขอมูลดังกลาวจะเห็นไดวาการเห็นคุณคาในตนเองและ ความเชื่ออ้านาจในตน กับภาวะซึมเศราในผูปุวยชายที่ใชสารเสพติด วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหวางการเห็นคุณคาในตนเอง ความเชื่ออ้านาจในตนกับภาวะซึมเศราใน ผูปุวยสารเสพติด การศึกษา เชิงพรรณนาแบบหาความสัมพันธ์ ณ หอชัยพฤกษ์ โรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ กลุม ตัวอยาง ไดมาจากการก้าหนดขนาดของกลุมตัวอยาง ใชการวิเคราะห์ใชโปรแกรม G*Power คาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ไดกลุมตัวอยางจ้านวน 115 คน ผูวิจัยสุมอยางงายแบบแทนที่ ไดจ้านวน 30 คน เครื่องมือที่ใชในการวิจัย แบบสอบถามขอมูลสวนบุคคล แบบสอบถามการเห็นคุณคาในตนเอง แบบสอบถามความเชื่ออ้านาจในตนของ แบบคัดกรองภาวะซึมเศรา ผูวิจัยวิเคราะห์ขอมูลโดยใชโปรแกรมส้าเร็จรูป ใชสถิติเชิงพรรณนา ความถี่ รอยละ คาเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใชคาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการศึกษา การเห็นคุณคาในตนเอง และความเชื่ออ้านาจในตนมีความสัมพันธ์ทางลบในระดับปานกลางกับภาวะ ซึมเศรา อยางมีนัยส้าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r=-.404, -.568) สรุปและวิจารณ์การเห็นคุณคาในตนเอง และความเชื่ออ้านาจในตนสูงจะลดภาวะซึมเศราในผูปุวยสารเสพติด พรอมกับการบ้าบัดทางจิตสังคม ดังนั้น เพื่อสงเสริมการเห็นคุณคาในตนเอง และความเชื่ออ้านาจในตน ใหรับรู ภาวะซึมเศราที่อาจเกิดขึ้น มีความหวังและเปูาหมายในการด้ารงชีวิต สามารถคืนสูสุขภาวะกลับสูครอบครัวและ ชุมชนได ข้อเสนอแนะควรศึกษาในรูปแบบวิจัยกึ่งทดลอง และเพิ่มจ้านวนผูเขารวมวิจัยตลอดถึงระยะเวลาในการเก็บขอมูล ที่เหมาะสม ค าส าคัญ : การเห็นคุณคาในตนเอง, ความเชื่ออ้านาจในตน, ภาวะซึมเศราในผูปุวยสารเสพติด
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 33 O2.4 การวิเคราะห์ต้นทุนประสิทธิผลของระบบการดูแลผู้ปุวยเป็นศูนย์กลางในหน่วยบริการปฐมภูมิ เปรียบเทียบกับ ระบบบริการปกติในโรงพยาบาล ในผู้ปุวยเบาหวานชนิดที่ 2 อ าเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา วทัญญู ประยูรหงษ์1 , อัญชลี เพิ่มสุวรรณ2 , วรรณกมล สอนสิงห์2 1 กลุมงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลพิมาย จังหวัดนครราชสีมา, 2 คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม จังหวัดเชียงใหม บทคัดย่อ ความเปนมาและความส าคัญ: การดูแลโดยผูปุวยเป็นศูนย์กลาง เป็นการใหความส้าคัญกับความตองการและท้า ความเขาใจสภาพแวดลอมของผูปุวยเพื่อสรางแผนการรักษาอยางเหมาะสม ซึ่งสอดคลองกับแนวทางการรักษา โรคเบาหวานที่จ้าเป็นตองไดรับความรวมมือและความเขาใจจากผูปุวยเพื่อใหสามารถควบคุมระดับน้้าตาลไดดี อยางไรก็ตามขอมูลการใชกระบวนการดูแลโดยผูปุวยเป็นศูนย์กลางตอผลลัพธ์ทางคลินิก และความคุมคาทาง เศรษฐศาสตร์ ในประเทศไทยยังมีจ้ากัด วัตถุประสงค์การศึกษา: เพื่อศึกษาตนทุนประสิทธิผลของระบบการดูแลผูปุวยเป็นศูนย์กลาง (PCCS) ในหนวยบริการ ปฐมภูมิ เปรียบเทียบกับระบบบริการปกติ (RSS) ในโรงพยาบาล ในผูปุวยเบาหวานชนิดที่ 2 ดวยมุมมองของสังคม วิธีการด าเนินการ: การวิจัยนี้เป็นการประเมินความคุมคาทางการแพทย์พรอมไปกับการทดลองทางคลินิก กลุม ตัวอยางเป็นผูปุวยเบาหวานชนิดที่ 2 จ้านวน 310 ราย แบงเป็น 2 กลุม คือ กลุมที่สงตอเขารับการดูแลผูปุวยเป็น ศูนย์กลางในหนวยบริการปฐมภูมิ และกลุมที่ไดรับบริการปกติในโรงพยาบาล ตัวแปรตนทุนประกอบดวย ตนทุนทาง ตรงที่เกี่ยวกับการแพทย์, ตนทุนทางตรงที่ไมเกี่ยวกับการแพทย์และตนทุนทางออม ตัวแปรผลลัพธ์การรักษา ประกอบดวยระดับน้้าตาลสะสมในเลือด(HbA1c) และปีสุขภาวะ โดยเก็บขอมูลจากผูปุวยโดยตรงที่ระยะเวลาเดือนที่ 0, 3 และ 6 การวิเคราะห์ความแตกตางของกลุมตัวอยางและผลลัพธ์การรักษาใชสถิติ Fisher’s exact test, t-test หรือ Wilcoxon signed-rank test ที่ระดับความเชื่อมั่นรอยละ 95 การประเมินความคุมคาทางเศรษฐศาตร์ใชการ วิเคราะห์อัตราสวนตนทุนประสิทธิผลสวนเพิ่ม และการวิเคราะห์ความไว ผลการศึกษา: กลุม PCCS มีคาเฉลี่ยการเปลี่ยนแปลงคา HbA1c ระหวางเดือนที่ 0 และ 6 ดีกวากลุม RSS อยางมี นัยส้าคัญทางสถิติ (-0.36 ± 0.80 vs. 0.24 ± 1.11, p<0.001) อีกทั้งในกลุม PCCS มีจ้านวนผูปุวยที่มี HbA1c ดีขึ้น จากเดือนที่ 0 มากกวากลุม RSS อยางมีนัยส้าคัญทางสถิติ(103/154 vs. 53/155, P<0.001) นอกจากนี้กลุม PCCS มีตนทุนการใหบริการต่้ากวา และมีประสิทธิผลมากกวาเมื่อเทียบกับกลุม RSS โดยอัตราสวนตนทุนประสิทธิผลสวน เพิ่ม เทากับ -47,982 บาทตอปีสุขภาวะ ซึ่งจัดเป็นตนทุนที่ประหยัดได (Cost saving) เมื่อเทียบกับระดับความเต็มใจ จายของประเทศไทย และผลการวิเคราะห์ความไวพบวากลุม PCCS มีความนาจะเป็นรอยละ 94.6 ที่จัดเป็นตนทุนที่ ประหยัดได สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: การดูแลผูปุวยเบาหวานชนิดที่ 2 ดวยการดูแลผูปุวยเป็นศูนย์กลาง สงผล ใหผลลัพธ์ทางคลินิก และคุณภาพชีวิตของผูปุวยดีขึ้น อีกทั้งจัดเป็นทางเลือกที่คุมทุน ดังนั้นจึงเป็นแนวทางที่เหมาะสม ในการประยุกต์ใชในทางปฏิบัติในการดูแลผูปุวยเบาหวานอยางยั่งยืนตอไป ค าส าคัญ : ตนทุนประสิทธิผล, โรคเบาหวาน, การดูแลโดยผูปุวยเป็นศูนย์กลาง
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 34 O2.5 การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการส่งเสริมญาติหรือผู้ดูแลในการตัดสินใจให้ผู้ป่วยระยะประคับประคองสู่ภาวะ good death กลุ่มงานการพยาบาล โรงพยาบาลประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ธัญญารัตน์ ศรีวรนันท์ธ ารง พยาบาลวิชาชีพช านาญการ กลุ่มงานการพยาบาล โรงพยาบาลประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ความเป็นมาและความส าคัญ : ภาวะ good death “ตายดี” หรือ "การมีสุขภาวะในระยะท้ายของชีวิต" (Good death) หมายถึงการตายที่ก่อนผู้ปุวยจะเสียชีวิต ได้รับการบรรเทาอาการและความทุกข์ทรมาน ทั้งทางด้านร่างกาย และจิตใจอย่างเพียงพอเหมาะสม ได้รับการดูแลทางจิตวิญญาณตรงกับความเชื ่อ ศาสนา วัฒนธรรม ของตนเอง รวมถึงได้ท าสิ่งต่าง ๆ สมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กลุ่มงานการพยาบาล งานการดูแลผู้ป ุวยแบบประคับประคอง (Palliative care) ได้เห็นถึงความส าคัญในการพัฒนาการดูแลผู้ป ุวยระยะประคับประคองจึงได้สนใจที่จะศึกษา ผลลัพธ์ของปัจจัยที่ส่งเสริมญาติหรือผู้ดูแลในการตัดสินใจของผู้ป ุวยระยะประคับประคองสู่ภาวะ good death วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งเสริมญาติหรือผู้ดูแลในการตัดสินใจของผู้ปุวยระยะประคับประคองเข้าสู่ภาวะ good death วิธีการด าเนินการ : การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จ านวน 30 คน ที่แพทย์ตรวจประเมินว่าต้อง ได้รับการวินิจฉัยอยู่ในกลุ่มที่เข้าร่วมการวิจัยได้ และญาติหรือผู้ดูแลผู้ปุวยซึ่งมีอ านาจตัดสินใจโดยได้รับการอธิบาย วัตถุประสงค์และขั้นตอนการด าเนินการวิจัย 1. ชี้แจงวัตถุประสงค์ และขั้นตอนในการเก็บข้อมูล รวมถึงสิทธิที่กลุ่ม ตัวอย่างที่จะตอบรับหรือปฏิเสธโดยไม่มีผลกระทบต่อการได้รับบริการตามปกติ 2. แนวปฏิบัติการให้การดูแลทางการ พยาบาลส าหรับการดูแลผู้ป ุวยระยะสุดท้ายแบบประคับประคอง การวางแผนการดูแลล่วงหน้า (Advance care planning) การประเมินระดับอาการผู้ปุวยตามแบบประเมิน PPS การให้การดูแลรักษาอาการตามแบบประเมิน ESAS การประชุมครอบครัว (Family meeting) การดูแลแบบองค์รวมครอบคลุม มิติ กาย จิต สังคมและจิตวิญญาณ 3. มี การก ากับติดตามผลลัพธ์และแบ่งระดับการด าเนินโรคติดตามผลลัพธ์ความพึงพอใจในระยะ 6 เดือนในการด าเนินงาน การเก็บข้อมูลครั้งที่ 2 หลังได้รับการติดตามผู้ปุวยเป็นระยะเวลารวม 6 เดือน เพื่อน าข้อมูลมาวิเคราะห์ สถิติที่ใช้แบบ Pair t-test และสถิติเชิงพรรณา ผลการศึกษา: พบว่าเมื่อเปรียบเทียบระดับความสามารถของผู้ปุวยตามแบบประเมิน PPS ก่อนและหลังพบว่ามีความ แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ( P < 0.001) และเมื่อเปรียบเทียบระดับปวดและความเหนื่อยก่อนและหลังของ ผู้ปุวยโดยการประเมิน ESAS พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (P < 0.001) และระดับความพึง พอใจของญาติในการให้บริการทางด้านการดูแลระยะประคับประคองอยู่ในระดับพึงพอใจมาก สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: จากผลการศึกษาดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงปัจจัยที่มีผลกับผู้ปุวยและ ญาติในการดูแลผู้ปุวยระยะประคับประคองที่มีกระบวนการดูแลที่ครอบคลุมทุกมิติ ส่งผลให้ผู้ปุวยระยะสุดท้ายเข้าสู่ ภาวะ good death ได้อย ่างมีคุณภาพ สามารถน ารูปแบบเพื ่อเป็นแนวทางปฏิบัติในการรักษาผู้ป ุวยระยะ ประคับประคองส าหรับการให้การดูแลที่น าไปสู่ภาวะ good death ของผู้ปุวย ค าส าคัญ: good death , ปัจจัยส่งเสริม good death, แบบประเมิน PPS , แบบประเมิน ESAS
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 35 O2.6 การพัฒนารูปแบบการให้บริการคลินิกกัญชาทางการแพทย์เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการในระดับ โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลโนนนารายณ์ อ าเภอโนนนารายณ์ จังหวัดสุรินทร์ ปนัดดา บูรณ์เจริญ โรงพยาบาลโนนนารายณ์ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการให้บริการคลินิกกัญชาทางการแพทย์ และศึกษาผลลัพธ์ของการพัฒนารูปแบบการให้บริการคลินิกกัญชาทางการแพทย์ในหน่วยบริการ โรงพยาบาลโนนนารายณ์ การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and development) ใช้กลุ่มตัวอย่างจ านวน 10 คน และคัดเลือกกลุ่มตัวย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เป็นผู้มารับบริการคลินิกกัญชาทางการแพทย์โรงพยาบาลโนนนารายณ์ ระหว่างเดือน ตุลาคม 2565-เดือนกันยายน 2566 โดยใช้เครื่องมือในการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action research) 4 ขั้นตอน (PAOR)ประกอบด้วย 1)วางแผน (Planning) 2) การปฏิบัติ (Action) 3) การสังเกต (Observation) และ 4) การสะท้อนผล (Reflection) และการประเมินผลลัพธ์ของการพัฒนา รูปแบบการให้บริการคลินิกกัญชาทางการแพทย์ โดยใช้ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้วิธี วิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว ่าผู้รับบริการมีความสนใจในรูปแบบการให้บริการคลินิกกัญชาทาง การแพทย์ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 1)การคัดกรอง/ให้ค าปรึกษา 2)การให้บริการเชิงรุกในชุมชน 3)การส่งต่อผู้ปุวยระหว่างแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนไทย 4)การติดตามผลการรักษา ท าให้ มีร้อยละผู้มารับบริการเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ136.96 และตอบสนองความต้องการมีความพึง พอใจต่อรูปแบบการจัดบริการในระดับมากที่สุด ข้อเสนอแนะจากผลการวิจัย ครั้งนี้คือควรศึกษาประสิทธิผลของการใช้กัญชาทาง การแพทย์และคุณภาพชีวิตของผู้รับบริการ และควรพัฒนาจัดบริการคลินิกกัญชาทางการแพทย์ อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ค าส าคัญ : คลินิกกัญชา ,กัญชาทางการแพทย์,การพัฒนารูปแบบ,โรงพยาบาลชุมชน
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 36 O2.7 การพัฒนาระบบการส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุเพื่อปูองกันการล้มในชุมชนสุริยกานต์ นางสาวสุวรรณี บุญพูนเลิศ นักกายภาพบ้าบัดช้านาญการ นางลักษยา นันท์ธราธร พยาบาลวิชาชีพช้านาญการ นายแพทย์ศรัณย์ สุจินพรัหม นายแพทย์ช้านาญการ กลุมงานเวชกรรมฟื้นฟู โรงพยาบาลสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ความเป็นมาและความส าคัญ : ปัญหาลมในผูสูงอายุการเป็นปัญหาที่พบบอยเนื่องจากความเสื่อมถอยของ รางกายตามวัย โดยท้าใหเกิดการบาดเจ็บทั้งมากและนอย กรณีเลวรายที่สุดคือการเสียชีวิต การหกลมใน ผูสูงอายุปูองกันไดดวยการใหความรูและเพิ่มสมรรถภาพรางกายเพื่อปูองกันการลม วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการสงเสริมสุขภาพของผูสูงอายุดวยการฝึกออกก้าลังกายตอการ ปูองกันการหกลมในผูสูงอายุ วิธีการด าเนินการ : การวิจัยนี้เป็นการวิจัยส้าหรับการพัฒนา (Research and development) โดยเป็นผลตอเนื่องจากการฝึกเดินบนลูวิ่งไฟฟูาที่มีเครื่องพยุงเดินในผูสูงอายุ แตเนื่องจาก อุปกรณ์ไมเพียงพอ โดยเป็นการศึกษาแบบวัดผลกอน-หลังในกลุมที่ไดรับโปรแกรมการสงเสริมสุขภาพเพื่อ ปูองกันการลม ผาน application line OA เปรียบเทียบความสามารถในการลุก-นั่ง จ้านวน 5 ครั้งและการ เดินระยะทาง 3 เมตร (Time up and go) ที่แตกตางกันและเปรียบเทียบภายในแตละกลุม การวิจัยครั้งนี้ ได ผานกระบวนการพิจารณารับรองการวิจัยจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์โรงพยาบาลสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ส้านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เอกสารรับรองเลขที่ 18/2566 ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2566 โดยน้ากลุมตัวอยางเขารับโปรแกรมการการฝึกการสงเสริมสุขภาพเพื่อปูองกันการลมจ้านวน 10 คน โดยรูปแบบกิจกรรม 1. ใหความรูในดานของการปูองกันการลม 2. การสาธิตทาออกก้าลังกายที่เหมาะสมเพื่อ ปูองกันการหกลมไดแก การเพิ่มความแข็งแรงของรยางค์แขน-ขา การทรงตัวการฝึกเดินในรูปแบบตางๆ 3. การท้า official line ในรูปแบบวีดีทัศน์สาธิตการฝึกทาบริหารตอเนื่องที่บาน 4. การใหค้าแนะน้าทางดาน สุขภาพผานระบบ official line มีการติดตามผลลัพธ์จ้านวน 12 ครั้งเป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์สถิติที่ใชเป็น Wilcoxon test และการแจกแจงความถี่รอยละ ผลการศึกษา : ผูสูงอายุที่เขารับการฝึกการออกก้าลังกาย ตามโปรแกรมการปูองกันการลม ไดรับการประเมินการลุกนั่ง 5 ครั้ง ลดลงนอยกวา 12 วินาที และเวลาในการ ทดสอบการเดิน time up and go 3 เมตร นอยกวา 13 วินาทีอยางมีนัยส้าคัญทางสถิติ (P<0.05) สรุปผล การศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: ดังนั้นในการศึกษาในครั้งนี้สรุปวาการสงเสริมสุขภาพของผูสูงอายุเพื่อ ปูองกันการลม สามารถเป็นทางเลือกส้าหรับใหผูสูงอายุในชุมชนไดฝึกการท้ากิจกรรมเพื่อปูองกันการหกลมใน ชุมชนโดยน้าเทคโนโลยีมาชวยสนับสนุนในการใหผูปุวยไดฝึกทาตามวีดีทัศน์และการใหความรูควบคูการฝึก การสงเสริมสุขภาพของผูสูงอายุเพื่อปูองกันการลมสงผลท้าใหการทรงตัวและความแข็งแรงของผูสูงอายุดีขึ้น สามารถปูองกันการลมและเป็นแนวทางในการสงเสริมสุขภาพผูสูงอายุในชุมชน ค าส าคัญ: การหกลม , โปรแกรมการสงเสริมการปูองกันการลมในผูสูงอายุ , การประเมินการทรงตัว
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 37 O2.8 การพัฒนาการดูแลผู้ปุวยในที่บ้าน (Home ward) ประพาฬรัตน์ โทแกว พยาบาลวิชาชีพช้านาญการ กัญญาภัค ทองนัด พยาบาลวิชาชีพช้านาญการ จิณัฐตา มะลาม พยาบาลวิชาชีพช้านาญการพิเศษ โรงพยาบาลล้าทะเมนชัย จ. นครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ปัจจุบันปัญหาการเจ็บปุวยเกิดขึ้นเป็นจ้านวนมาก ท้าใหผูปุวยตองเขารับการ รักษาในโรงพยาบาล ท้าใหเกิดความแออัดมากขึ้นในโรงพยาบาล ครอบครัวเพิ่มภาระ ในการดูแลเฝูาไขและ คาใชจาย ดังนั้นโรงพยาบาลล้าทะเมนชัยไดเล็งเห็นปัญหาดังกลาว จึงไดน้าระบบการดูแลผูปุวยในที่บานมาใช ในการดูแลผูปุวยที่เพื่อใหผูปุวยไดรับการรักษา ที่มีมาตรฐานเทียบเคียงกับผูปุวยในโรงพยาบาล เพื่อลดปัญหา ดังกลาว โดยยึดผูปุวยเป็นศูนย์กลาง และค้านึงถึงความปลอดภัยของผูปุวยเป็นส้าคัญตามมาตรฐานการรักษา ของแตละวิชาชีพ วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อใหผูปุวยไดกลับไปอยูบานและไดรับการดูแลรักษาตามมาตรฐานการดูแลผูปุวยใน ที่บานลดคาใชจายลดความแออัดและเพื่อส้ารองเตียงไวส้าหรับผูปุวยที่มีความเจ็บปุวยรุนแรงในโรงพยาบาล วิธีการด าเนินงาน คัดเลือกผูปุวยที่ผานเกณฑ์การประเมินตามมาตรฐานในแตละโรคใน 7 กลุมโรคไดแก 1) โรคเบาหวานที่มีภาวะน้้าตาลในเลือดสูง 2) โรคความดันโลหิตสูง 3) โรคแผลกดทับและพื้นที่กดทับ 4) โรคติด เชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ 5) ปอดอักเสบ 6) โรคไสติ่งอักเสบเฉียบพลันภายหลังการไดรับการผาตัด 7) โรค ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และยินยอมเขารับการรักษาแบบผูปุวยในที่บาน Admit เป็นผูปุวยใน บันทึกการ ดูแลรักษาทางโปรแกรม AMED พยาบาลติดตามออกใหบริการผูปุวยที่บานเชน การใหยาปฏิชีวนะ การลาง แผล การเจาะ DTX การวัดความดันโลหิตเป็นตน กรณีที่ผูปุวยมีอาการแยลงมีระบบ รับกลับมาดูแลรักษาตอที่ โรงพยาบาล ผลการศึกษา มีผูปุวยเขารับบริการผูปุวยในที่บาน( Home ward) ทั้งหมด 140 คน ผูปุวยมีความพึงพอใจใน การบริการผูปุวยในที่บาน คิดเป็นรอยละ 95 ผูปุวยสามารถใชชีวิตปกติไดที่บานอยางมีความสุข ลดคาใชจาย เพิ่มรายไดจากการท้างาน โรงพยาบาลลดความแออัด และสามารถเบิกคาดูแลรักษาไดจาก สปสช สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ การดูแลผูปุวยในที่บานเป็นอีกทางเลือกที่สามารถน้ามา ใหบริการกับผูปุวยที่มีอาการไมรุนแรง สามารถนอนที่บานได เชน DM HT สามารถเจาะน้้าตาล วัดความดันที่ บานเพื่อปรับยาตามแผนการรักษาได โดยที่ไมตองนอนโรงพยาบาล และไดรับการรักษาที่เทียบเคียงผูปุวยใน สามารถขยายขอบเขตการดูแล ไดมากกวา 7 กลุมโรค เพื่อใหสอดคลองกับโรค แผนการรักษา และความ ตองการของผูปุวย ค าส าคัญ การดูแลผูปุวยในที่บาน Home ward AMED
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 38 O2.9 การสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อการฟื้นฟูสภาพในผู้มีอาการหลงเหลือหลังติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา 2019 โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน นาง อังคณา คงโพธิ์นอย นาง ธนสิตา โชคทวีธัญกร คลินิกชุมชนอบอุนจัตุรัส โรงพยาบาลจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ บทคัดย่อ จากสถานการณ์ภายหลังการระบาดของเชื้อไวรัส2019) และจากการประเทศไทยประกาศใหโรคโคโรนา 2019 ปรับจากโรคติดตออันตรายเป็นโรคติดตอที่ตองเฝูาระวัง ตั้งแตวันที่ 1 ตุลาคม 2565 ผูปุวยที่มีการติดเชื้อเป็น เวลานานมักมีอาการหลายระบบ มีรายงานวาในผูรอดชีวิตจากการติดเชื้อเฉียบพลันรุนแรงจากการติดเชื้อสวนใหญมี อาการเหนื่อยลาอยางตอเนื่อง ซึ่งเมื่อผูปุวยมีการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และรักษาจนทุเลา พบวาผูปุวยที่มียังมี อาการผิดปกติ หรือเรียก “อาการหลงเหลือหลังติดเชื้อไวรัสโคโรนา (Long COVID)”หรือ ภาวะ Long COVID เป็นอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นใหมหรือตอเนื่องภายหลังการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตั้งแต 3 เดือน นับจากวันตรวจ พบเชื้อ และมีอาการตอเนื่องอยางนอย 2 เดือน โดยอาการอาจเกิดหลายระบบ และอาการนี้ไมสามารถอธิบายไดดวย การวินิจฉัยสาเหตุอื่น ๆ และจากการท้าประชาคมปัญหาของชุมชน เขตเทศบาลต้าบลบานกอก พบวาผูที่มีอาการ ดังกลาวตองการความชวยเหลือ จึงมีการด้าเนินการพัฒนาความรอบรูดานสุขภาพ โดยมีเปูาหมายคือการฟื้นฟูสภาพ ในผูปุวยและผูมีอาการดังกลาว โดยการมีสวนรวมของชุมชน วัตถุประสงค์การศึกษา 1. เพื่อใหผูเขารวมโครงการมีความรอบรูดานสุขภาพเพื่อการฟื้นฟูสภาพในผูมี อาการหลงเหลือหลังติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 2.เพื่อสรางเครือขายสุขภาพในชุมชน วิธีการด าเนินการ 1.การค้นหาปัญหา จากแนวคิด 3 C ซึ่งประกอบดวย 1) Context สถานการณ์2) Concept &Core value คานิยมรวมและ3 Criteria มาตรฐาน 2.กระบวนการพัฒนา (process) ตามขั้นตอนการพัฒนา HLS ตาม V Shape 6 ขั้นตอนประกอบดวย 1) การเขาถึง 2) การเขาใจ 3) โตตอบ แลกเปลี่ยน 4) ตัดสินใจ 5) ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 6) บอกตอ ประชาสัมพันธ์ 3. ความต่อเนื่อง มีการสรางเครือขายสุขภาพในชุมชน ผลการศึกษา 1.หลังด้าเนินการวิเคราะห์ผลลัพธ์ 3 ดาน ไดแก ด้านความรู้ ผูเขารวมโครงการมีความรูและสามารถ ตอบค้าถามเรื่อง การฟื้นฟูสภาพในผูมีอาการหลงเหลือหลังติดเชื้อโคโรนา 2019 100 % ด้านความเข้าใจพบ ผูเขารวมโครงการสามารถใชคูมือการสงเสริมการฟื้นฟูตนเองหลังจากหายปุวยดวยภาวะโควิด-19 ไดมากกวา 80% และด้านความพึงพอใจ ตอการท้าโครงการ 86.75% 2. มีการจัดตั้งกลุม รวมดูแลและใหค้าแนะน้าผูที่มีอาการ หลงเหลือหลังติดเชื้อโคโรนา 2019 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ 1. ด้านบุคลากร มีการศึกษาเพื่อการแกไขปัญหาของชุมชนอยางแทจริง 2. ด้านผู้รับบริการ/ผู้เข้าร่วมโครงการ การประชาสัมพันธ์เรื่องอาการหลงเหลือหลังติดเชื้อโคโรนา2019 นอย ท้าใหผูเขารวมโครงการอาจมีความเขาใจและหาขอมูลไดนอย ค าส าคัญ : ความรอบรูดานสุขภาพ, การฟื้นฟูสภาพ, อาการหลงเหลือหลังติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, การมีสวนรวม ของชุมชน
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 39 O2.10 การปูองกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ในอ าเภอวังน้ าเขียว โดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย อ้าพร แซอึ้ง งานการพยาบาลผูปุวยอุบัติเหตุฉุกเฉินและนิติเวช โรงพยาบาลวังน้้าเขียว จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ จากข้อมูล ตั้งแต่ปี 2563 -2565 พบว่ามีจ านวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรเท่ากับ 33, 38 และ 31 ต่อแสนประชากรตามล าดับ ซึ่งยังไม่บรรลุเปูาหมายของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งก าหนดให้มี ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจร ไม่เกิน 16.4 รายต่อแสนประชากร ในขณะที่ ข้อมูลสถิติการเกิดอุบัติเหตุฉุกเฉินตั้งแต่ปี 2563 – 2565 พบว่า มีจ านวนเท่ากับ 766, 668 และ 667 ครั้งตามล าดับ จากการทบทวนข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่เกิด เหตุพบว่า มีจุดเสี่ยงที่มักเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง รวม 4 จุด ได้แก่ บริเวณโค้งวัดกลาง, โค้งฉลาดปรุ, โค้งวนศาสตร์ และ โค้งเขาแผงม้า ดังนั้นจึงได้มีการพัฒนางานร ่วมกัน โดยภาคีเครือข ่าย ซึ ่งประกอบด้วย โรงพยาบาลวังน ้าเขียว สาธารณสุขอ าเภอวังน ้าเขียว ที่ว่าการอ าเภอวังน ้าเขียว สถานีต ารวจ กองบังคับการต ารวจทางหลวง, ทางหลวงชนบท และอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์, อสม. และผู้น าชุมชน วัตถุประสงค์เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุทางถนน และลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน วิธีด าเนินการ การพัฒนาเพื่อลดการเกิดอุบัติทางถนน ด าเนินการโดย มีการสอบสวนกรณีเกิดอุบัติเหตุจราจรที่รุนแรง และน าข้อมูล เกี่ยวกับจุดเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุแจ้งให้กรมทางหลวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ และด าเนินปรับปรุงแก้ไข ดังนี้ 1. การปรับปรุงผิวการจราจรให้มีความปลอดภัยมากขึ้น มีการติดตั้งไฟส ่องสว ่าง การติดตั้งกล้องตรวจจับ ความเร็ว การปรับปรุงภูมิทัศน์การจราจรให้ดีขึ้น 2. การจัดกิจกรรมรณรงค์เมาไม่ขับ ให้แก่ผู้น าชุมชนและประชาชน ทั่วไป ด้านการพัฒนาเพื่อลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน ด าเนินการแก้ไข ดังนี้ 1. การซ้อมแผนรับมือ อุบัติเหตุทางถนน ณ จุดเสี่ยง โดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย 2. ปรับปรุงระบบการคีย์ข้อมูลอุบัติเหตุจราจรผ่าน ระบบ IS Online ได้ 100 % (จากเดิมได้ 60%) 3. จัดอบรมการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการช ่วยฟื้นคืนชีพขึ้น พื้นฐาน ให้แก่ภาคีเครือข่าย 3. จัดกิจกรรมรณรงค์การสวมหมวกนิรภัย ให้แก่ประชาชน 4. เพิ่มศักยภาพพยาบาล วิชาชีพ โดยการส่งอบรมหลักสูตรพยาบาลเฉพาะทางเวชปฏิบัติฉุกเฉิน 5. ติดตั้งระบบ Telemedicine ในรถ ฉุกเฉิน เพื่อสามารถปรึกษาและให้การช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว ระหว่างการน าส่ง ผู้ปุวย ณ จุดเกิดเหตุ และการส่ง ต่อผู้ปุวยไปยังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพสูงขึ้น ผลการศึกษา พบว่ามีจ านวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนในปี 2566 ลดลงเหลือ 13 รายต่อแสนประชากร ในขณะที่ข้อมูลสถิติ การเกิดอุบัติเหตุฉุกเฉินในปี 2566 ก็ลดลงด้วยเช่นกัน เท่ากับ 623 ครั้ง และจุดเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุทางถนนลดลง เหลือ 2 จุด สรุปการศึกษาและน าไปใช้ประโยชน์ การน าข้อมูลการเกิดอุบัติเหตุมาวิเคราะห์ และประสานร่วมกับภาคีเครือข่าย มีผลให้การด าเนินมีประสิทธิภาพ ค าส าคัญ การปูองกันและลดอุบัติเหตุทางถนน, ความปลอดภัย, ภาคีเครือข่าย
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 40 O2.11 สูงวัยปากช่อง ไม่ล้ม ด้วยพลัง 3 หมอ และครอบครัว ปิยะวรรณ ศรีสุวนันท์ ต้าแหนงพยาบาลวิชาชีพช้านาญการพิเศษ คลินิกหมอครอบครัวประปา เครือขายโรงพยาบาลปากชองนานา จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ในอ้าเภอปากชองมีผูสูงอายุในเขตความรับผิดชอบของคลินิกหมอครอบครัวประปา จ้านวน 1,969 ราย พบวาผูสูงอายุที่ มีความเสี่ยงตอการพลัดตกหกลมจ้านวน 436 ราย คิดเป็นรอยละ 22.14 ซึ่งหากผูสูงอายุเหลานี้เกิดการพลัดตกหกลมอาจสงผลให เป็นผูปุวยติดเตียง และเป็นภาระของสมาชิกภายในครอบครัวตองดูแล ทั้งนี้ทีมผูจัดท้าผลงานสูงวัยปากชอง ไมลม ดวยพลัง 3 หมอ และครอบครัว ไดเห็นถึงความส้าคัญของการปูองกันความเสี่ยงและลดการพลัดตกหกลมในผูสูงอายุโดยจัดท้าโปรแกรมโดย เนนการปูองกันความเสี่ยงดวยการสรางเสริมความแข็งแรงของกลามเนื้อ และเพิ่มองศาการเคลื่อนไหว ภายใตผลงาน สูงวัยปาก ชอง ไมลม ดวยพลัง 3 หมอ และครอบครัว วัตถุประสงค์การศึกษา 1) เพื่อคนหา คัดกรองผูสูงอายุที่มีปัญหาการทรงตัวและเสี่ยงตอการพลัดตกหกลมเขารวม โปรแกรม 2) เพื่อใหผูสูงอายุ และญาติ ที่เขารวมโปรแกรมมีทักษะการดูแลตนเองไมเกิดการพลัดตกหกลม วิธีการด าเนินงาน : Plan: ประชุมชี้แจงวางแผนด้าเนินการโดยความรวมมือของ 3 หมอ Do: คนหาคัดกรองผูสูงอายุที่ เสี่ยงตอการพลัดตกหกลม ศึกษาโปรแกรมการออกก้าลังกายที่มีอยู จัดท้าภาพวาด/วีดีโอไวสื่อสาร Check:ทดสอบโปรแกรมกอน ใชจริงโดย 3 หมอ และกลุมตัวอยาง Action: ท้าการทดสอบสมรรถนะของรางกายผูสูงอายุที่สมัครใจเขารวมโปรแกรมออกก้าลัง กายจ้านวน 30 ราย เพื่อเลือกโปรแกรมการออกก้าลังกายปูองกันการพลัดตกหกลมที่เหมาะสม และสาธิตโปรแกรมใหแกผูสูงอายุ และญาติเป็นรายบุคคล โดยติดตามเยี่ยมบานระยะเวลา 8 สัปดาห์ และประเมินผลโดยใชเครื่องมือ Time Up and Go Test สรุปผลการด าเนินงาน ผูสูงอายุที่เขารวมโปรแกรม 30 ราย พบวา หลังเขารวมโปรแกรมระยะเวลา 8 สัปดาห์มีการเดิน ในระยะ 6 เมตร เร็วขึ้น การลงน้้าหนักของขาทั้ง 2 ขางดีขึ้น จ้านวน 18 ราย คิดเป็นรอยละ 60 และมีองศาการเคลื่อนไหวของ กลามเนื้อเพิ่มขึ้น กาวไดยาวขึ้น จ้านวน 17 ราย คิดเป็นรอยละ 56.66 โดยผูสูงอายุทั้ง 30 ราย ไมเกิดการพลัดตกหกลมตั้งแตเขา รวมโปรแกรมจนถึงปัจจุบัน สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ 1) สรางเครือขาย และสงเสริมศักยภาพของญาติหรือผูดูแล ในการเฝูาระวังการพลัดตกหกลมของผูสูงอายุ 2) ขยายผลของผลงานวิชาการการออกก้าลังกายปูองกันการพลัดตกหกลม ใหกับผูสูงอายุที่เสี่ยงตอการพลัดตกหกลม จ้านวนมาก (มีผูเสี่ยงในเขตรับผิดชอบ 436 ราย น้าสาธิตเขาโครงการ 30 ราย คิดเป็น รอยละ 6.88 ทีมตองการขยายผลเพิ่ม เปูาหมายใหมากกวารอยละ 20 ในปี 2567 และขยายเปูาหมายขึ้นในทุกๆปี) 3) รูปแบบกระบวนการดูแลตอเนื่อง Continuity Care Process ผสมผสานการมีสวนรวมของ ญาติ สมาชิกใน ครอบครัว รวมถึงเครือขาย 3 หมอ โดยการใสใจ ติดตามอยางตอเนื่อง สามารถปูองกันการพลัดตกหกลมในผูสูงอายุได 4) ถาจะลดความเสี่ยงตอการพลัดตกหกลมในผูสูงอายุนอกจากวิธีการเพิ่มก้าลังกลามเนื้อ และองศาในการเคลื่อนไหว ตองมีองค์ประกอบอื่นๆ ไดแก การจัดสภาพแวดลอมในบาน การรักษาโรคประจ้าตัวอื่นๆ การรักษาโรคทางตา พฤติกรรมของใช เชน รองเทาที่เหมาะสม อุปกรณ์ชวยพยุง ฯลฯ 5) พัฒนารูปแบบผลงานวิชาการใหมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และประยุกต์ใชในงานดูแลผูสูงอายุอยางตอเนื่อง ขยายไปยัง รพ.สต. / PCC อื่นๆ 6) มีการขยายผลงานไปสูกลุม Pre aging เพื่อเป็นการสงเสริมทักษะการดูแลตนเองกอนเขาสูวัยผูสูงอายุ ค าส าคัญ : สูงวัยไมลม , ดูแลตอเนื่อง , 3 หมอ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 41 O2.12 พัฒนาแนวทางการดูแลผู้ปุวยจิตเวชและยาเสพติดที่มีความเสี่ยงต่อการก่อความรุนแรง (SMI-V) อ าเภอวังน้ าเขียว ชนิดา สิทธิการกุล งานสุขภาพจิตและจิตเวชชุมชน โรงพยาบาลวังน้้าเขียว จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ปี พ.ศ. 2565 มีผูปุวยจิตเวชรายใหมเพิ่มขึ้นจ้านวน 197 คน จากเดิม 413 คน คิดเป็น รอยละ 47.70 ซึ่งเป็นผูปุวยจิตเวชและยาเสพติดที่มีความเสี่ยงสูงตอการกอความรุนแรง ไดรับการสงตอไป รพ. จิต เวชราชนครินทร์ จ้านวน 30 ราย คิดเป็นรอยละ 4.92 ของผูปุวยจิตเวชทั้งหมด แบงจ้านวนผูปุวยตามประเภท SMIV1 ถึง SMI-V4 ไดเป็น 20, 7, 2 และ 1 ราย ตามล้าดับ จากการวิเคราะห์สาเหตุ พบวา ผูปุวยไดรับการรักษาไม ตอเนื่อง มีการใชสารเสพติดเพื่อผอนคลายความเครียดจากปัญหาทางดานเศรษฐกิจและสังคม อีกทั้งครอบครัว ชุมชน ขาดความรู ศักยภาพในการดูแล และขาดการเฝูาระวังอาการเตือนที่เสี่ยงตอการกอความรุนแรงของผูปุวย ดังนั้น จึง จ้าเป็นอยางยิ่งที่ตองพัฒนาแนวทางการดูแลผูปุวยจิตเวชและยาเสพติดที่มีความเสี่ยงตอการกอความรุนแรง วัตถุประสงค์เพื่อ 1. ลดอัตราผูปุวยจิตเวชและยาเสพติดที่มีความเสี่ยงสูงตอการกอความรุนแรงมีอาการก้าเริบ 3. อัตราผูปุวยคลินิกสุขภาพจิตเขารับการรักษาอยางตอเนื่องมากขึ้น วิธีด าเนินการ 1. สรางภาคีเครือขายในการดูแล โดยการมีสวนรวมของทุกภาคสวน และออกแบบระบบการปูองกันความ เสี่ยงตอการกอความรุนแรง 3 ระดับ 2. จัดท้าสื่อ และใหความรูเกี่ยวกับอาการ สัญญาณเตือน และแนวทางการเฝูาระวังอาการทางจิตเวชที่มี ความเสี่ยงตอการกอความรุนแรง ของผูปุวยจิตเวชและยาเสพติดแกภาคีเครือขาย 3. สอนภาคีเครือขายในการใชแบบคัดกรอง คนหาผูปุวย เพื่อน้าเขาสูระบบการรักษา และสงตอในรายที่มี อาการก้าเริบรุนแรง 4. มีระบบ consult ผาน application Line ระหวางหนวยงานใน รพ. และ รพ.สต. ในการติดตามเยี่ยม และเบิกจายยาแกผูปุวยที่เดินทางล้าบาก 5. ประเมินผูพิการทางจิต เพื่อใหไดรับเงินชวยเหลือ 6. วางแผนการดูแลตอเนื่อง และติดตามเยี่ยมผูปุวยในชุมชน ผลการศึกษา 1. อัตราผูปุวยจิตเวชและยาเสพติดที่มีความเสี่ยงสูงตอการกอความรุนแรง มีอาการก้าเริบ ลดลงจาก รอยละ 5.81 ใน ปี 2565 เป็นรอยละ 4.92 ใน ปี 2566 และ2. อัตราผูปุวยคลินิกสุขภาพจิตเขารับการรักษาตอเนื่อง เพิ่มขึ้นจากรอยละ 90 ใน ปี 2565 เป็นรอยละ 95 ใน ปี 2566 สรุปการศึกษาและน าไปใช้ประโยชน์ผูปุวยจิตเวชและยาเสพติดที่มีความเสี่ยงสูงตอการกอความรุนแรงมีอาการ ก้าเริบลดลง เกิดจากการดูแล ใสใจ จัดการปัญหารวมกัน จากครอบครัว ชุมชนและภาคีเครือขาย อีกทั้งชุมชนมีการ สนับสนุนการประกอบอาชีพ สรางรายได ท้าใหผูปุวยรูสึกมีคุณคาใชชีวิตในสังคมอยางมีความสุข ชุมชนสงบสุข ค าส าคัญ ผูปุวยจิตเวชและยาเสพติด, ภาคีเครือขาย, การดูแลผูปุวยจิตเวชในชุมชน
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 42 O2.13 การพัฒนาโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและลดปริมาณการสูบบุหรี่ด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย แสงเดือน ลายสนธ์ โรงพยาบาลพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ บุหรี่เป็นยาเสพติดประเภทหนึ่งที่เป็นอันตรายตอสุขภาพทั้งผูสูบและผูอยูใกลชิดโรคติดบุหรี่ (Nicotine Dependence) เป็นโรคจิตเวชในกลุมโรคที่สัมพันธ์กับการใชสาร ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมการสูบ บุหรี่ในปริมาณมากและเป็นระยะเวลานานจนกระทั่งมีผลกระทบตอรางกาย จิตใจ การด้าเนินชีวิต ครอบครัว สังคมและเศรษฐกิจ เพราะในบุหรี่มีสารเสพติดที่เรียกวาสารนิโคติน ท้าใหรางกายมีความตองการเสพทุกวัน และเพิ่มปริมาณมากขึ้น คณะผูจัดท้า ไดตระหนักและเห็นความส้าคัญ จึงไดคิดโปรแกรมปรับเปลี่ยน พฤติกรรมและลดปริมาณการสูบบุหรี่ ดวยศาสตร์การแพทย์แผนไทย มาใชเพื่อชวยสงเสริมการเลิกบุหรี่ ซึ่ง สามารถชวยลดอาการถอนสารนิโคติน สมุนไพรหญาดอกขาวชวยลดความอยากบุหรี่ การอบสมุนไพรชวยให การไหลเวียนโลหิตดี ขจัดของเสีย และรูสึกผอนคลาย การใหความรูและค้าแนะน้าจากทีมสุขภาพเป็น แรงจูงใจที่ท้าใหผูปุวยเลิกบุหรี่ไดมากที่สุด และเป็นสิ่งส้าคัญที่สามารถชวยเลิกบุหรี่ไดส้าเร็จ และยั่งยืน วัตถุประสงค์การศึกษา: เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและลดปริมาณการสูบบุหรี่ของผูใชยาเสพติด ที่สมัครใจ รวมโปรแกรม จ้านวน 30 คน ใน 1 เดือน วิธีการด าเนินการ : สรางโปรแกรม มีกิจกรรมในโปรแกรม 1 เดือน ดังนี้การใชยาสมุนไพรหญาดอกขาว ชง ดื่มครั้งละ 1 ซองวันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร ทุกวัน ชวยลดความอยากบุหรี่ การอบสมุนไพรเพื่อขับสารพิษใน รางกาย อบ 1 ครั้ง/สัปดาห์ ครั้งละ 15 นาที กิจกรรมออกก้าลังกายตอนเชาทุกวัน(วิ่ง) การใหความรูเรื่อง บุหรี่ ผลการศึกษา: พบวากอนเขารวมโปรแกรมคาเฉลี่ยกลุมเปูาหมายมีพฤติกรรมการสูบบุหรี่ เทากับ 2.21 หลัง เขารวมโปรแกรมเป็นเวลา 1 เดือน คาเฉลี่ยพฤติกรรมการสูบบุหรี่ลดลงเฉลี่ย 1.18 รวมเฉลี่ยลดลง 1.03 และ คาเฉลี่ยจ้านวนมวนบุหรี่ที่สูบตอวัน เทากับ 10.50 หลังเขารวมโปรแกรมเป็นเวลา 1 เดือน คาเฉลี่ยจ้านวน มวนบุหรี่ที่สูบตอวันลดลงเฉลี่ย 2.73 รวมเฉลี่ยลดลง 7.77 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง ชนิดกลุมเดียว วัดกอนและ หลังการทดลอง ผลมีคาเฉลี่ยพฤติกรรมการสูบบุหรี่และคาเฉลี่ยจ้านวนมวนบุหรี่ที่สูบลดลง จึงวางแผนจะ ติดตามผลหลังโปรแกรมตอในระยะ 3 เดือน , 6 เดือน และ 1ปี เพื่อติดตามและปูองกันการกลับมาสูบซ้้า วางแผนชวยเหลือในกลุมวัยรุน กลุมผูปุวยเรื้อรัง และแนวทางชวยเหลือส้าหรับที่สนใจเลิกบุหรี่ ค าส าคัญ:โปรแกรมเลิกสูบบุหรี่/บุหรี่/การแพทย์แผนไทย
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 43 O2.14 การเฝูาระวังความเสี่ยงผู้ปุวยภาวะความดันโลหิตสูงในคลินิกแพทย์แผนไทย ศักดิ์ชัย แผวสูงเนิน แพทย์แผนไทยช้านาญการ โรงยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ความเป็นมาและความส าคัญ มีผูมารับบริการคลินิกแพทย์แผนไทย ที่มีโรคประจ้าตัวความดันโลหิตสูงและผูปุวยที่ไมมี ประวัติการรักษาโรคความดันโลหิตสูง พบผูปุวยที่มีความดันโลหิตสูงเกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท มีความเสี่ยงตอการเกิด อุบัติการณ์ตางๆที่ไมพึ่งประสงค์เกิดขึ้นได จึงไดเก็บขอมูลที่มารับบริการมาทบทวนเพื่อการเฝูาระวังปูองกันไมใหเกิดความ เสี่ยง วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อปูองกันการเกิดภาวะแทรกซอนและอุบัติการณ์ความเสี่ยงของผูรับบริการที่มีความดันโลหิตสูงใน คลินิกแพทย์แผนไทย วิธีการด าเนินการ 1. ศึกษาขอมูล วิเคราะห์ความเสี่ยงของกลุมงาน 2. ประชุมเจาหนาที่เพื่อท้าความเขาใจ 3. วางแผน แกไขปัญหา - ทบทวน ก้าหนดแนวทางการซักประวัติ คัดกรองใหครอบคลุมประวัติการเกิดอุบัติเหตุ - จัดท้าแนวทางเพื่อใชใน การวางแผนการรักษาหรือเฝูาระวังความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น - ทบทวนรายงานความเสี่ยงของหนวยงานใหครบถวน ถูกตอง - ฟื้นฟูความรู ดานการตรวจวินิจฉัย การรักษาตอเนื่องทุกปี4. ด้าเนินการตามแผนที่ก้าหนด 5. ติดตามผลการ ด้าเนินงานทุกเดือน ผลการศึกษา 1.จ้านวนผูรับบริการในคลินิกแพทย์แผนไทยทั้งหมด 2,104 ครั้ง จ้านวนผูรับบริการ/เดือน คาความดันโลหิต ต่้ากวา120/80 มิลลิเมตรปรอท 120/80 – 140/90มิลลิเมตร ปรอท สูงกวา140/90มิลลิเมตร ปรอท เดือน ต.ค.65-ก.ค.66 233 1,720 151 2.การดูแลเบื้องตนผูปุวยที่มีภาวะความดันโลหิตสูงเกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท ความดันโลหิตสูงเกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท นั่งพัก 15 นาที นอนพัก 15 นาที สงพบแพทย์ 151 ครั้ง 145 ครั้ง 5 ครั้ง 1 ครั้ง สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์จากผูมารับบริการคลินิกแพทย์แผนไทย ที่มีโรคประจ้าตัวความดันโลหิตสูงและ ผูปุวยที่ไมมีประวัติการรักษาโรคความดันโลหิตสูง พบผูปุวยที่มีความดันโลหิตสูงเกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท ใน ปีงบประมาณ 2566 มีจ้านวนที่พบทั้งหมด 151 ครั้ง คิดเป็นจ้านวนรอยละ 13.93 ดูแลเบื้องตนความดันโลหิตลดลง 150 ครั้ง คิดเป็นจ้านวนรอยละ 99.33 และอีก 1 ครั้ง ความดันโลหิตไมลดลงคิดเป็นจ้านวนรอยละ 0.77 และสงตรวจซ้้าที่แผนกผูปุวย นอก จากด้าเนินงานมายังไมพบอุบัติการณ์ไมพึ่งประสงค์เกิดขึ้น ข้อเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้ 1.จัดท้าแนวทางการปฏิบัติการใหบริการผูปุวยที่มีภาวะความดันโลหิตสูงในคลินิกแพทย์แผนไทย 2.มีกระบวนการเฝูาระวังปูองกันความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับผูปุวย 3.ทบทวนแนวทางการพัฒนารวมกับPCT อายุกรรม และสหวิชาชีพที่เกี่ยวของ ค าส าคัญ : ความเสี่ยง,ความดันโลหิตสูง,คลินิกแพทย์แผนไทย
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 44 O2.15 การพัฒนาระบบการสั่งใช้ยาสมุนไพร 9 รายการ ในโรงพยาบาลชุมพวง ปานจรีย์ ศรีวรรณะ โรงพยาบาลชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา ความเป็นมาและความส าคัญ ประเทศไทยมีนโยบายสงเสริมการใชสมุนไพรและการแพทย์แผนไทยอยางตอเนื่อง จากภาครัฐ ตั้งแตแผนพัฒนาการสาธารณสุขฉบับที่ 5 พ.ศ. 2525–2529 ถึงแผนพัฒนาสุขภาพแหงชาติฉบับที่ 10 พ.ศ. 2549 – 2554 และแผนงานสาธารณสุขไทยดานการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก พ.ศ. 2554 – 2556 ของกระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายสงเสริมการใชและการผลิตยาจากสมุนไพร รวมถึงการสงเสริม การแพทย์แผนไทยใหคูขนานกับการแพทย์แผนปัจจุบันในระบบบริการสาธารณสุขเพื่อใหประชาชนมีสิทธิในการ เลือกใช จนถึงแผนแมบทแหงชาติวาดวยการพัฒนาสมุนไพรไทย ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2560–2564 โรงพยาบาลชุมพวง เป็นหนวยงานหนึ่งขององค์กรภาครัฐที่ด้าเนินตามนโยบายดังกลาว ปีงบประมาณ 2566 ส้านักงานหลักประกัน สุขภาพแหงชาติก้าหนดการบริการแพทย์แผนไทย โดยเนนจายรายการยาสมุนไพรกลุมที่มีประสิทธิภาพใช ทดแทนยาแผนปัจจุบัน 9 รายการ ไดแก ฟูาทะลายโจร ขมิ้นชัน ประสะมะแวง ยาแกไอมะขามปูอม ครีมไพล เถาวัลย์เปรียง ลูกประคบสมุนไพร ยาธาตุอบเชย ยาสหัสธารา พบวาปริมาณการสั่งจายยาสมุนไพร 9 รายการ ตั้งแตในไตรมาสที่ 1 ยังนอยมาก คิดเป็นรอยละ 6.7 ของการจายยาสมุนไพรทั้งหมด ดังนั้น เพื่อใหมีปริมาณการ สั่งใชยาสมุนไพรเพิ่มขึ้น ผูจัดท้าจึงไดวางแผนพัฒนาระบบการสั่งใชยาสมุนไพร 9 รายการ ของแพทย์แผนปัจจุบัน ในโรงพยาบาลชุมพวงขึ้น วัตถุประสงค์: 1) เพื่อพัฒนาระบบการสั่งใชยาสมุนไพร 9 รายการ ในโรงพยาบาลชุมพวง 2) เพื่อเพิ่มปริมาณการ สั่งใชยาสมุนไพร 9 รายการ วิธีการด าเนินงาน : 1) ประชุมทีมแพทย์แผนไทยเพื่อวิเคราะห์สาเหตุและขอมูลการสั่งใชยาสมุนไพร วางเปูาหมายการท้างานและหารูปแบบของระบบการสั่งใชยา 2) ประชาสัมพันธ์ยาสมุนไพรใหแกบุคลกรทาง การแพทย์ในโรงพยาบาลชุมพวง 3) ท้าคูมือการใชยาสมุนไพรประจ้าหองตรวจแพทย์4) พัฒนาระบบการลง ขอมูลในการสั่งจายยาสมุนไพรในระบบ Hos xp ผลการศึกษา : ผลการพัฒนาระบบการสั่งใชยาสมุนไพร 9 รายการ ในโรงพยาบาลชุมพวง ปีงบประมาณ 2566 ตั้งแตไตมาสที่ 1 - ไตรมาสที่ 4 พบวา กอนด้าเนินการ คือ ไตรมาสที่ 1 (ตุลาคม-ธันวาคม 2565) มีปริมาณการ สั่งใชยาสมุนไพรทั้งหมด 1834 รายการ สั่งใชยาสมุนไพร 9 รายการ 123 รายการ หรือคิดเป็นรอยละ 6.7 ของ การจายยาสมุนไพรทั้งหมด หลังด้าเนินการ คือ ไตรมาสที่ 2,3 และ 4 (มกราคม-กันยายน 2566) มีปริมาณการสั่ง ใชยาสมุนไพรทั้งหมด 1968,1820 และ 1180 รายการ สั่งใชยาสมุนไพร 9 รายการ 424,657 และ 1122 รายการ หรือคิดเป็นรอยละ 21.5,36.1 และ 95.08 ของการจายยาสมุนไพรทั้งหมด ตามล้าดับ ข้อเสนอแนะ : ปริมาณการสั่งใชยาสมุนไพร 9 รายการมีแนวโนมเพิ่มขึ้นเรื่องๆ จ้าเป็นตองเพิ่มการประชาสัมพันธ์ สรรพคุณยาและผลงานวิชาการดานสมุนไพรใหแกบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาล เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นใน การใชยาสมุนไพรมากขึ้น ค าส าคัญ : ยาสมุนไพร
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 45 O2.16 พัฒนาระบบการดูแลผู้ปุวยแบบประคับประคองและการเข้าถึงบริการคลินิกกัญชา ทางการแพทย์แบบบูรณาการส าหรับผู้ปุวย Palliative care โรงพยาบาลสีดา นางสาววชิราภรณ์ ไชยราช โรงพยาบาลสีดา จังหวัดนครราชสีมา ความเป็นมาและความส าคัญ โรงพยาบาลสีดาปี 2565 มีผูปุวยเสียชีวิตภายในหอผูปุวย จ้านวน 25 ราย ซึ่งในจ้านวนนี้ 13 รายที่เป็นผูปุวย Palliative care ที่ตองการการดูแลแบบประคับประคอง คิดเป็นรอยละ 52 ของ จ้านวนผูเสียชีวิตทั้งหมด ซึ่งผูปุวยกลุมนี้ตองมีการดูแลแบบองค์รวม เนื่องจากกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก และส้านักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมามีนโยบายใหโรงพยาบาลทุกแหงจัดตั้งคลินิกกัญชาทางการแพทย์แบบบูรณา การอยางมีมาตรฐาน โรงพยาบาลสีดาจึงจัดตั้งคลินิกกัญชาทางการแพทย์แบบบูรณาการในปีงบประมาณ 2565 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2564 มีผูปุวย Palliative care 30 ราย ไดเขารับการรักษาคลินิกกัญชาทางการแพทย์แบบบูรณาการ 5 ราย คิดเป็นรอยละ 16.67 ของผูปุวย Palliative care โดยพบปัญหาวาไมมีการติดตามผลหลังการใชผลิตภัณฑ์กัญชา ดังนั้น ในปีงบประมาณ 2566 จึงไดพัฒนาการเขาถึงบริการคลินิกกัญชาทางการแพทย์แบบบูรณาการอยางตอเนื่องในผูปุวย Palliative care โดยพัฒนาการเก็บขอมูลการติดตามผูปุวย Palliative care ที่เขารับการรักษาในคลินิกกัญชาทาง การแพทย์แบบบูรณาการ โรงพยาบาลสีดาจึงเปิดคลินิกกัญชาทางการแพทย์แบบบูรณาการเพื่อเป็นทางเลือกในการรักษา เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดทุกข์ทรมานจากภาวะความเจ็บปุวย วัตถุประสงค์ เพื่อเพิ่มการเขาถึงระบบบริการคลินิกกัญชาทางการแพทย์แบบบูรณาการในผูปุวย Palliative care เพื่อ บรรเทาความเจ็บปวด วิธีการด าเนินการ 1. จัดตั้งคลินิกกัญชาทางการแพทย์แบบบูรณาการ และมอบหมายทีมผูรับผิดชอบ โดยเปิดบริการคลินิกกัญชาทาง การแพทย์แบบบูรณาการ ทุกวันศุกร์ของสัปดาห์ เวลา 08.00 – 12.00 น. 2. จัดท้าแนวทางการดูแลผูปุวย Palliative care ที่เขาเกณฑ์คลินิกกัญชาทางการแพทย์แบบบูรณาการ 3. บันทึกการติดตามผลการใชผลิตภัณฑ์กัญชาในผูปุวยที่เขารับการรักษาคลินิกกัญชาทางการแพทย์ แบบบูรณาการ และหนังสือคูมือประจ้าตัวผูปุวยคลินิกกัญชาทางการแพทย์ 4. ประชุมทีมสหวิชาชีพในดานการดูแลผูปุวย บันทึกขอมูล แนวทางการเบิกจายกัญชาทางการแพทย์ และการติดตาม เยี่ยมบาน รวมถึงประสานขอมูลเพื่อการเบิกจายคาชดเชยดูแลผูปุวย ผลการศึกษา มีผูปุวย Palliative care 20 ราย ไดเขารับการรักษาในคลินิกกัญชาทางการแพทย์แบบบูรณาการ 10 ราย คิดเป็นรอยละ 50 ของผูปุวย Palliative care ทั้งหมด ปัจจุบันผูปุวย Palliative care เสียชีวิต 5 ราย และรับการรักษา ในคลินิกกัญชาทางการแพทย์แบบบูรณาการ 5 ราย ในการติดตามผลการใชผลิตภัณฑ์กัญชาในผูปุวย Palliative care ที่ ใชผลิตภัณฑ์กัญชาในการลดระดับความเจ็บปวด โดยใชเครื่องมือ Pain Scale พบวา ผูปุวย Palliative care ที่ใช ผลิตภัณฑ์กัญชาระดับความเจ็บปวดลดลง 1 ระดับ 3 ราย ระดับความเจ็บปวดลดลง 2 ระดับ 6 ราย ระดับความเจ็บปวด เทาเดิม 1 ราย สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยขน์ การเขาถึงระบบบริการคลินิกกัญชาทางการแพทย์แบบบรูณาการในผูปุวย Palliative care เพิ่มขึ้น อีกทั้งบรรเทาความเจ็บปวดมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ข้อเสนอแนะ ผูปุวยแตละรายควรไดรับการปรับเปลี่ยนวิธีการดูแลที่เหมาะสมสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น ค าส าคัญ: Palliative care, คลินิกกัญชาทางการแพทย์แบบบูรณาการ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 46 O2.17 ชื่อเรื่อง พัฒนาระบบบริการคลินิกหมอครอบครัว หมอประจ าตัว ครอบครัวละ 3คน เสาวนีย์ แปลกล้ายอง พยาบาลวิชาชีพช้านาญการ คลินิกหมอครอบครัวหนองตาหมู โรงพยาบาลนางรอง ต.นางรอง อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ “คนไทยทุกครอบครัวมีหมอประจ าตัว 3 คน” เป็นเป้าหมายของกระทรวงสาธารณสุขในยุคปัจจุบัน บ่งชี้ เห็นถึงแนวทางการพัฒนาระบบสุขภาพของประเทศไทยที่จะต้องเดินไปในระยะอันสั้นนี้เป็นแนวทางการพัฒนาที่ ต่อยอดมาจากระบบบริการสุขภาพถ้วนหน้า ที่ปัจจุบันนี้ประชากรกว่า 99% ของประเทศสามารถเข้าถึงบริการ สุขภาพ แนวคิดของนโยบาย 3 หมอ นี้คือการตองการออกแบบระบบบริการใหคนไทยทุกคน ทุกครอบครัวมีหมอ ดูแล ใหบริการในทุกระดับของการเจ็บปุวย ตั้งแตการเจ็บปุวยเล็กๆ นอยๆ ดูแลไดภายในครอบครัว และชุมชน การเจ็บปุวยที่เพิ่มระดับความตองการบริการสุขภาพและการแพทย์ขึ้นมาเล็กนอย ตองการการดูแลในสถาน บริการปฐมภูมิใกลบานในระดับต้าบลและการเจ็บปุวยที่ตองการการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาล หรือการดูแล ในระดับอ้าเภอ ตอไปถึงระดับจังหวัด โดยก้าหนดหนาตาของหมอทั้ง 3 คน 3 ระดับไวดังนี้ หมอคนที่1 คือ อสม. ท าหน้าที่เป็นหมอประจ าบ้าน โดยวางแผนการท้างานของ อสม. ใหม แบงเขตการรับผิดชอบใหการดูแลเบื้องตน ท้าหนาที่หลักเชื่อมประสานกับหมอคน 2 และหมอคนที่ 3 วัตถุประสงค์การศึกษา 1. เพื่อออกแบบระบบบริการดานสาธารณสุขโดยการขับเคลื่อนนโยบาย 3 หมอ รวมกับภาคีเครือขาย 2. เพื่อพัฒนาระบบขอมูลโดยใช Application ตางๆใหสามารถน้ามาใชประโยชน์ในการ ดูแลสุขภาพ 3. เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคคลากรทางสาธารณสุข/อสม.เชี่ยวชาญ วิธีการด าเนินการ 1. ประชุมทีมรวมปรึกษาหารือรวมกันทั้งจากทีมคลินิกหมอครอบครัว/อสม. และภาคีเครือขาย รอยละ 80 2. พัฒนาศักยภาพคลินิกหมอครอบครัวและ อสม. รอยละ 100 3. ประชาชนมนพื้นที่รับผิดชอบ มี 3 หมอดูแลสุขภาพ รอยละ 100 4. อสม.และผูรับบริการสามารถใช QR Code ของแตละงานที่ใชดูแล สุขภาพในพื้นที่ รอยละ 100 และ 5. ไดรับการดูแลจากภาคีเครือขายมีสวนรวม รอยละ 100 ผลการศึกษา ทีม 3 หมอมีความรูความสามารถในการด้าเนินงานตามแนวทางปฏิบัตินโยบาย 3 หมอ รอยละ 100 บุคลากรมี Smart Phone ใช รอยละ 100 ท้าใหเกิดนวัตกรรมกระบวนการท้างานในการดูแลผูปุวยทุกกลุม วัย ผานทาง Line Official ผูปุวยไดรับการดูแลอยางทั่วถึง สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ 1. ควรมีการอบรมความรูพัฒนาศักยภาพ อสม.ใหเป็น อสม. เชี่ยวชาญทุกดาน 2. อยากไดรับการสนับสนุนคา Internet ทั้งบุคลากรสาธารณสุขและ อสม. 3. สนับสนุนสื่อ ประชาสัมพันธ์ยังนอย เชน ปูายไวนิล แผนพับความรู 4. ควรมีการประชาสัมพันธ์การเขาถึงบริการใหมากกวานี้ ค าส าคัญ : หมอประจ้าตัว ครอบครัวละ 3 คน
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 47 O2.18 การขับเคลื่อนการจัดการความเสี่ยงในการดูแลผู้ปุวยใส่เครื่องช่วยหายใจที่บ้าน ในจังหวัดนครราชสีมาด้วยแนวคิดมาตรฐานการพยาบาลชุมชน กานต์ สุธรรมเทวกุล ดร. นวลฉวี เพิ่มทองชูชัย และคณะ กลุมงานการพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา บทคัดย่อ ในปัจจุบัน โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาและหน่วยบริการสุขภาพชุมชนในจังหวัดนครราชสีมา ก าลัง เผชิญกับความท้าทายในการการดูแลผู้ปุวยใส่เครื่องช่วยหายใจที่บ้าน (Home Ventilator) ที่มีอัตราการเพิ่มสูงขึ้นทุก ปี ปัญหาที่พบบ่อย คือ ขาดความรู้และทักษะในการดูแลผู้ปุวย ผู้ปุวยและครอบครัวยังอาจเกิดความเครียดและวิตก กังวลในการที่ต้องดูแลผู้ปุวยที่บ้าน ส่งผลให้ผู้ปุวยกลับมานอนโรงพยาบาลโดยไม่ได้วางแผนใน 28 วัน และเสียชีวิต จากปัญหาดังกล่าวได้น ามาการขับเคลื่อนการจัดการความเสี่ยงในการดูแลผู้ปุวยใส่เครื่องช่วยหายใจที่บ้านในจังหวัด นครราชสีมา พัฒนาแนวคิดน ามาสู่แนวคิดมาตรฐานการพยาบาลชุมชน มีความส าคัญต่อการพัฒนาระบบบริการที่มี คุณภาพและปลอดภัยให้กับผู้ปุวยและผู้ดูแล โดยมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของบุคคล ครอบครัว ชุมชน การท างาน เชิงบูรณาการ การท างานเชิงระบบ การท างานอย่างมีจริยธรรม และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัด นครราชสีมาไปอีกขั้น วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อศึกษาการขับเคลื่อนการจัดการความเสี่ยงในการดูแลผู้ปุวยใส่ เครื่องช่วยหายใจที่บ้านในจังหวัดนครราชสีมาด้วยแนวคิดมาตรฐานการพยาบาลชุมชน วิธีการด าเนินการ เก็บข้อมูลจากซักถาม การศึกษาเชิงกรณี และรายกลุ่มโดยการลงพื้นที่จริง ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้ จากการรวบรวมเอกสาร การศึกษาสถิติ ร้อยละ เชิงพรรณนา จากข้อมูลผู้ปุวยใส่เครื่องช่วยหายใจที่บ้านในจังหวัด นครราชสีมา ในช่วงปีงบประมาณ 2562 -2566 ผลการศึกษา: จากการศึกษาการศึกษาผู้ปุวยใส่เครื่องช่วยหายใจที่ บ้านในจังหวัดนครราชสีมาเพิ่มขึ้นจาก 12 ราย เป็น 40 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 250 เสียชีวิตเข้าสู่ Palliative Care 14 รายและท า ACP ร้อยละ100 ผู้ปุวยหย่าเครื่องช่วยหายใจส าเร็จและมีชีวิตจาก 0 ราย เป็น 12 ราย อัตราส าเร็จร้อย ละ 30 จ านวนภาวะแทรกซ้อน 6 ราย พบบ่อยที่สุดคือ การติดเชื้อในทางเดินหายใจ จ านวนผู้ปุวยที่ต้องกลับมานอน โรงพยาบาล 3 ราย ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในโรงพยาบาล 220,325 บาท/เดือน ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่บ้าน 24,066 บาท/เดือน พบว่ามีการเรียนรู้และพัฒนาในประเด็นต่างๆ ดังนี้ การเยี่ยมบ้านและการดูแลผู้ปุวยโดยทีมสหสาขาวิชาชีพเพิ่มขึ้น การให้ความรู้และทักษะแก่ผู้ปุวยและผู้ดูแลเพิ่มขึ้น การใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์และการสื่อสารเพิ่มขึ้น การพัฒนา ระบบบริการเพิ่มขึ้น ปัจจัยที่ส่งผลต่อการหย่าเครื่องช่วยหายใจที่บ้านส าเร็จ จากการวิเคราะห์เนื้อหาค าบอกเล่าผู้ปุวย และผู้ดูแล ปัจจัยที่ส่งผลต่อการหย่าเครื่องช่วยหายใจที่บ้านส าเร็จประกอบด้วย การอยู่ใกล้ลูกหลาน ความอบอุ่นใจ ของหมอใกล้บ้าน ความเสียสละในการดูแลนอกเวลาของเจ้าหน้าที่สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ พัฒนา แนวทางการดูแลผู้ปุวยใส่เครื่องช่วยหายใจที่บ้านตอบโจทย์การเข้าถึงประชาชนส่งเสริมเทคโนโลยีทางการแพทย์และ การสื่อสารและเพิ่มศักยภาพในการดูแลผู้ปุวยใส่เครื่องช่วยหายใจที่บ้านพร้อมขยายผลให้เป็นศูนย์ให้ค าปรึกษาทาง ออนไลน์ในผู้ปุวยใส่เครื่องช่วยหายใจที่บ้าน 24 ชั่วโมง ค าส าคัญ Home mechanical ventilation (HMV)/ Risk management/ Community Nursing Quality Assurance/ CNQA
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 48 O2.19 ผลการพัฒนาระบบเพื่อลดระยะเวลารอคอยผู้ปุวยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลหนองแวง อ าเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ นาตยา เซ็นนอก พยาบาลวิชาชีพช้านาญการ รพ.สต.บานหนองแวง อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเปนมาและความส าคัญ: โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพต้าบลบานหนองแวง เปิดใหบริการคลินิก โรคเบาหวานความดันโลหิตสูง มีผูรับบริการเฉลี่ยครั้งละ 50 คน ไมรวมผูปุวยโรคทั่วไป พบปัญหาวาผูปุวยรอ นาน วิเคราะห์ขอมูลพบวามาจาก 3 ขั้นตอนหลักในการใหบริการ คือ 1) จุดคัดกรอง ใชระยะเวลาเวลาในการ คัดกรอง ลงทะเบียน ผูปุวยนาน 2) จุดตรวจรักษา ไมมีการแยกผูปุวยโรคเรื้อรังออกจากผูปุวยโรคทั่วไป ท้าให การตรวจลาชา 3) ขั้นตอนการจายยาตองใชระยะเวลานาน เนื่องจากตอง Re-check ตนเอง วิธีด าเนินการ: การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพัฒนา กลุมตัวอยางเลือกแบบไมเฉพาะเจาะจง ใน ผูรับบริการคลินิก NCD ที่โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพต้าบลบานหนองแวง โดยมีกระบวนการพัฒนาระบบ บริการผูปุวยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1) การเตรียมการ วิเคราะห์ปัญหา เตรียมบุคลากร และทีมงานที่เกี่ยวของ 2) การด้าเนินงาน ประชุมชี้แจง แนวทางการใหบริการเพื่อใหในทิศทางเดียวกันและ ด้าเนินกิจกรรมตามระบบ 3) การสรุปผลการด้าเนินงาน วิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค เพื่อพัฒนาระบบบริการให ดียิ่งขึ้นไป เริ่มด้าเนินการเดือนตุลาคม 2565 – มีนาคม 2566 เครื่องมือที่ใชคือ แฟูมประวัติผูปุวย , แบบสอบถาม, , และการประชุมกลุม โดยศึกษาขอมูลบริบท วิเคราะห์วางแผน ปฏิบัติการ สรุปบทเรียนและ น้าเสนอที่ประชุมกลุม พรอมทั้งตรวจสอบความถูกตองของขอมูลรวมกัน ผลการศึกษา: พบวา ผูปุวยเบาหวาน ความดันโลหิตสูงมีระยะเวลารอคอยลดลงจากปี 2565 ระยะเวลารอย คอยเฉลี่ย 76 นาที ลงลงในปี 2566 เป็น 26 นาที เฉลี่ยรอยละ 50 อีกทั้งยังท้าใหเกิดกระบวนการพัฒนา ระบบใหม แบงออกเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้1) การคัดกรอง มีการคนแฟูมประวัติ สงชื่อผูปุวยไวลวงหนา Remed และคีย์รหัส ICD ไว 2) การตรวจรักษา มีการจัดแยกพื้นที่บริการผูปุวยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ออก จากผูปุวยโรคทั่วไป มีระบบสนับสนุนการจัดการตนเอง และสนับสนุนการตัดสินใจที่ชัดเจน 3) การจายยา มี ระบบการจัดยาเตรียมใสถุงผาไวลวงหนา สรุปการศึกษาและน าไปใช้ประโยชน์ : ผลของการพัฒนาระบบริการเพื่อลดระยะเวลารอคอยผูปุวยเบาหวาน ความดันโลหิตสูงสัมพันธ์กับระยะเวลารอคอยที่ลดลงจึงควรมีการน้ารูปแบบการผูปุวยเบาหวาน ความดัน โลหิตสูงใชเป็นแนวทางในการดูแลผูปุวยโรคเรื้อรังอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนผูรับบริการไหไดรับการดูแลความ ปลอดภัย รวดเร็วขึ้น ค าส าคัญ: ระยะเวลารอคอย,การพัฒนาระบบ, ผูปุวยเบาหวาน, ผูปุวยความดันโลหิตสูง
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 49 O2.20 ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพ “ไม่ล้ม ไม่ลืม ไม่ซึมเศร้า กินข้าวอร่อย” ต่อคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ หมู่บ้านต้นแบบ เขตเทศบาลต าบลเมืองใหม่โคกกรวด อ าเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ศินาท แขนอก พยาบาลวิชาชีพช้านาญการ โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: ปัจจุบันสัดสวนผูสูงอายุเพิ่มสูงขึ้น สงผลใหเกิดปัญหาที่ส้าคัญในผูสูงอายุ (Geriatric syndrome) เพิ่มขึ้น กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จึงไดมีแนวคิด “ไมลม ไมลืม ไมซึมเศรา กินขาวอรอย” เพื่อ สงเสริมสุขภาพและปูองกันโรคในผูสูงอายุ ประกอบดวย การปูองกันการหกลม สมองเสื่อม ภาวะซึมเศรา สุขภาพชอง ปาก และการกินอาหารอยางถูกหลักโภชนาการ จากการส้ารวจภาวะสุขภาพในเขตพื้นที่เทศบาลต้าบลเมืองใหมโคก กรวด พบวา ผูสูงอายุกลุมติดสังคม รอยละ 60 กลุมติดบานรอยละ 37 และกลุมติดเตียง รอยละ 3 เป็นโรคความดัน โลหิตสูง รอยละ 48.56 โรคเบาหวาน รอยละ 13.54 เสี่ยงตอการหกลม รอยละ 10.00 ความผิดปกติของสมอง รอย ละ 3.26 และซึมเศรารอยละ 1.98 จากปัญหาสุขภาพดังกลาว สงผลกระทบตอการด้าเนินชีวิตผูสูงอายุ ท้าใหเกิด ภาวะพึ่งพิงมากขึ้น ดังนั้นศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสีมา จึงไดน้าโปรแกรมการสงเสริมสุขภาพ “ไมลม ไมลืม ไม ซึมเศรา กินขาวอรอย” เพื่อน้ารองเป็นหมูบานตนแบบดานการสงเสริมสุขภาพผูสูงอายุแบบองค์รวมของเขตเทศบาล ต้าบลเมืองใหมโคกกรวด ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผูสูงอายุใหดีขึ้นตอไป วัตถุประสงค ศึกษาและเปรียบเทียบผลของโปรแกรมการสงเสริมสุขภาพ และคุณภาพชีวิตผูสูงอายุกอนและหลัง เขารวมโปรแกรม วิธีการด าเนินการ: การศึกษาครั้งนี้เป็นแบบกึ่งทดลอง หนึ่งกลุม วัดผลกอนและหลังเขารวมโปรแกรม กลุมตัวอยาง เลือกแบบเฉพาะเจาะจง จ้านวน 30 คน ตามเกณฑ์ที่ก้าหนด เครื่องมือที่ใชในศึกษา ไดแก 1) แบบสัมภาษณ์ขอมูล ทั่วไป แบบทดสอบการเดินและการทรงตัว แบบประเมินสมรรถภาพสมองเบื้องตน แบบประเมินภาวะซึมเศรา แบบ ประเมินพฤติกรรมการบริโภคอาหาร และแบบวัดคุณภาพชีวิตผูสูงอายุ2) โปรแกรมการสงเสริมสุขภาพ ไดแก การ ปูองกันการหกลม การปูองกันสมองเสื่อม การปูองกันภาวะซึมเศรา และโภชนาการในผูสูงอายุ โดยจัดกิจกรรม สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ตอเนื่อง 12 สัปดาห์ ในเดือน มิถุนายน – สิงหาคม 2566 เก็บรวบรวมและวิเคราะห์ขอมูล โดยใช สถิติ รอยละ คาเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบผลคะแนนกอนและหลัง ดวยสถิติ Paired t-test ผลการศึกษา: พบวา หลังเขารวมโปรแกรม ผูสูงอายุมีคาคะแนนเฉลี่ยการเดินและการทรงตัว สมรรถภาพสมอง เบื้องตน ภาวะซึมเศรา และพฤติกรรมการบริโภคอาหาร สูงกวากอนการเขารวมโปรแกรมอยางมีนัยส้าคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 และในดานคุณภาพชีวิตผูสูงอายุ พบวา หลังเขารวมโปรแกรม คาคะแนนเฉลี่ยคุณภาพชีวิตผูสูงอายุ อยู ในระดับสูงขึ้นอยางมีนัยส้าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: โปรแกรมการสงเสริมสุขภาพ “ไมลม ไมลืม ไมซึมเศรา กินขาวอรอย” สงผลใหคุณภาพชีวิตผูสูงอายุดีขึ้น ดังนั้นควรขยายผลไปสูหมูบานอื่นใหครอบคลุมในเขตพื้นที่เทศบาลต้าบลเมืองใหม โคกกรวด เพื่อใหผูสูงอายุทุกคนเขาถึงบริการสงเสริมสุขภาพและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตอไป ค าส าคัญ: ผูสูงอายุ ไมลม ไมลืม ไมซึมเศรา กินขาวอรอย คุณภาพชีวิต
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 50 มหกรรมคุณภาพ HACC Forum นครชัยบุรินทร์ครั้งที่ 16 “Growth Mindset for Better Healthcare System” ในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 08.30-17.00 น. ณ โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา Oral Presentation กลุ่มที่ 3 NCD และ COVID 19 จ านวน 22 เรื่อง น าเสนอ วันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 เวลา 14.30-18.30 น ห้องธารประสาท ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ หมาย เหตุ 1 14.30 - 14.40 น. การพัฒนาระบบการดูแล ผูปุวยเบาหวานเพื่อปูองกัน และรักษาภาวะกรดแลคติก คั่งในเลือดที่สัมพันธ์กับการใช ยาเมทฟอร์มิน (Metforminassociated lactic acidosis: MALA) นายกฤษฏิ์ วีรชิน โชติ โรงพยาบาล ปราสาท สุรินทร์ 044-551295 ตอ 8823 2 14.40 - 14.50 น. การพัฒนารูปแบบการ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผูปุวย เบาหวานเพื่อควบคุม HbA1C ในกลุมผูปุวยเบาหวานคลินิก โรคไมติดตอเรื้อรัง โรงพยาบาลบัวลาย อ้าเภอบัว ลาย จังหวัดนครราชสีมา นางกัญญา อุสาห์ คา, นางสาว ปัญญ์ลภัส ศักดิ์วราวัฒนกุล โรงพยาบาลบัว ลาย นครราชสีมา 0883620295 3 14.50 - 15.00 น. การพัฒนาระบบคลินิกดูแล ผูปุวยโรคไมติดตอเรื้อรัง NCD Clinic (DM) นายจีราวัฒน์ บุญเปลง โรงพยาบาลสนม สุรินทร์ 0960980010 4 15.00 - 15.10 น. ผลของการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมผูปุวยเบาหวาน ชนิดที่ 2 ตอภาวะ Diabetes Remission นางวชิรญาณ์ การเกษ โรงพยาบาล หนองกี่ บุรีรัมย์ 088-5957059 5 15.10 - 15.20 น. ผลของการจัดรูปแบบบริการ สุขภาพตอการควบคุมระดับ น้้าตาลสะสมในเลือด HbA1C ในเลือดผูปุวยเบาหวาน กอน และหลังสถานการณ์การแพร ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโร นา (COVID-19) โรงพยาบาล บานเหลื่อม อ้าเภอบาน เหลื่อม จังหวัดนครราชสีมา นายไพรัตน์ จ้า บัวขาว โรงพยาบาลบาน เหลื่อม นครราชสีมา 0870561140 6 15.20 - 15.30 น. ผลการจัดการตนเองของ ผูปุวยเบาหวานที่มี ภาวะแทรกซอน ทางไต โดยใชการผสมผสาน แนวคิดการจัดการรายกรณี นางเสาวลักษณ์ เจนถูกใจ โรงพยาบาล เขวาสินรินทร์ สุรินทร์ 0986477972