การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 351 มหกรรมคุณภาพ HACC Forum นครชัยบุรินทร์ครั้งที่ 16 “Growth Mindset for Better Healthcare System” ในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 08.30-17.00 น. ณ โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา E-Poster Presentation กลุ่มที่ 11 Innovation จ านวน 19 เรื่อง น าเสนอวันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 เวลา 14.30-18.30 น ห้องอรพิม ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ หมาย เหตุ 1 14.30 - 14.40 น. นวัตกรรม "กลองปูองกัน ควบคุมโรคไขเลือดออกใน ชุมชน" นางสาวหนูนอม จันทะสา นางสาวอัญชริกา ซุนสอน โรงพยาบาลบัว ลาย นครราชสีมา 092-3718282 2 14.40 - 14.50 น. นวัตกรรมชวยถายภาพ Abdomen upright Chest upright บนรถนอน นางสาวยุภาพร มาลานนท์ โรงพยาบาล ขามทะเลสอ นครราชสีมา 091-4367113 3 14.50 - 15.00 น. ปกปูองทั้งสองเรา Arm Hand & Pulse oximeter นางสาวพรทิพย์ ลีลาไพบูลย์ โรงพยาบาลเทพ รัตน์ นครราชสีมา นครราชสีมา 083-1292925 4 15.00 - 15.10 น. เสื้อเย็นลดไข นางจริยาภรณ์ เอกสาตรา โรงพยาบาล กรุงเทพ ราชสีมา นครราชสีมา 089-7778460 5 15.10 - 15.20 น. นวัตกรรมการผูกยึดทารก (Baby Safety Lock) นางกฤติกา ผลา ทิพย์ นางสุภัตร์สรณ์ พัดไธสง โรงพยาบาลชุม พวง นครราชสีมา 087-2611312 6 15.20 - 15.30 น. Cold pack save cost นางสาวสุมาลี ปานชัยภูมิ โรงพยาบาล แกงครอ ชัยภูมิ 086-1623008 7 15.30 - 15.40 น. สายรัดขาปูองกันการติดเชื้อ ระบบทางเดินปัสสาวะ และ การเลื่อนหลุดของสายสวน ปัสสาวะ นางสาวอัจฉรา ภูวทิตย์ โรงพยาบาลโนน สูง นครราชสีมา 091-0200305 8 15.40 - 15.50 น. นวัตกรรม KRASANG MODEL MMXA : (Modified Mobile X-ray Ambulance) โรงพยาบาล กระสัง อ้าเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ นางทาริกา สม นาค โรงพยาบาล กระสัง บุรีรัมย์ 085-6154717 9 15.50 - 16.00 น. กางเกงแพมเพิสบุตะกั่ว ปูองกันรังสี นางสาวภัทรพร แกวอ้าไพ โรงพยาบาลเฉลิม พระเกียรติ บุรีรัมย์ 090-9282892 10 16.00 - 16.10 น. K- Sweet shield นายกัณภพ วงค์ รักษ์ โรงพยาบาล กรุงเทพ ราชสีมา นครราชสีมา 086-8463190 11 16.10 - 16.20 น. วงลอมหัศจรรย์ ESI TO EASY นางยวนจิต อน สุวรรณ โรงพยาบาลเซนต์ เมรี่ นครราชสีมา 086-6512070 12 16.20 - นวัตกรรม กระติกวัคซีน นางธิดารัตน์ นิ่ม โรงพยาบาล นครราชสีมา 089 5815155
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 352 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ หมาย เหตุ 16.30 น. เคลื่อนที่ บอกอุณหภูมิ รุน 2 กระโทก สงเสริมสุขภาพ ต้าบลขนาย 044 244075 13 16.30 - 16.40 น. นวัตกรรมลิ้นชักกูภัย นางสาวหยกมณี เนตรสระนอย โรงพยาบาล สงเสริมสุขภาพ ต้าบลขนงพระใต นครราชสีมา 0969369566 14 16.40 - 16.50 น. นวัตกรรม Honey bag ร.อ.หญิง ณัฏฐา ตั้งกุลบริบูรณ์ โรงพยาบาลคาย สุรนารี นครราชสีมา 0622614288 15 16.50 - 17.00 น. การพัฒนาการปูองกันการ เลื่อนหลุดของเข็มใหสารน้้า ในผูปุวยเด็ก โรงพยาบาล นางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ นางสาวพัชรี เวชชศาสตร์ โรงพยาบาล นางรอง บุรีรัมย์ 0619417799 16 17.00 - 17.10 น. นวัตกรรม : สาว เสน สวย นางสาวกุลรภัส เสนาวัตร โรงพยาบาลขาม ทะเลสอ นครราชสีมา 044-397111ตอ 114 17 17.10 - 17.20 น. Eco Hospital Application การพัฒนา แอพพิเคชั่นเพื่อการดูแล สิ่งแวดลอมในโรงพยาบาล นายเกษมศักดิ์ ชุมศรี โรงพยาบาลปาก ชองนานา 18 17.20 - 17.30 น. การพัฒนาระบบรับเรื่อง รองเรียน 4.0 ดวยระบบ สารสนเทศและเทคโนโลยี การสื่อสาร นางสาวโกสุม คลองดี โรงพยาบาลปาก ชองนานา นครราชสีมา 19 17.30 - 17.40 น. Modifly ประหยัด ปลอดภัย ไดมาตรฐาน นางพนิดา จันทรชิต โรงพยาบาลหนอง บัวระเหว ชัยภูมิ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 353 E11.1 นวัตกรรม “กล่องปูองกันควบคุมโรคไข้เลือดออกในชุมชน” หนูนอม จันทะสาและอัญชริกา ซุนสอน กลุมงานบริการดานปฐมภูมิและองค์รวม โรงพยาบาลบัวลาย อ้าเภอบัวลาย จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ จากขอมูลปัญหาโรคไขเลือดออกในพื้นที่ต้าบลเมืองพะไลพบวา จากการส้ารวจ คา HI CI พบวาเกินเกณฑ์มาตรฐานที่ก้านด มีการเกิดผูปุวยโรคไขเลือดออกอยางตอเนื่องทุกปีและมีการ ระบาดเขาสู Gen 2 จากการวิเคราะห์ปัญหาพบวาชุมชนขาดอุปกรณ์ปูองกันควบคุมโรคที่จ้าเป็น ขาดความตะ หนักในการปูองกันก้าจัดลูกน้้ายุงลาย ท้าใหการด้าเนินงานขาดประสิทธิภาพ จึงมีการประชุมเพื่อวิเคราะห์ ปัญหา ก้าหนดแนวทางด้าเนินงานที่ชัดเจน วัตถุประสงค์การศึกษา 1.ชุมชนมีอุปกรณ์ในการปูองกันควบคุม โรคที่จ้าเป็น 2.มีเครือขายที่เขมแข็งสามารถปูองกันควบคุมโรคในชุมชนได วิธีการด าเนินการ วิเคราะห์ขอมูล ปัญหา อุปสรรคในการด้าเนินงานที่ผานมา ส้ารวจความตองการและความจ้าเป็นของอุปกรณ์ในการปูองกัน ควบคุมโรค จัดหางบประมาณในการจัดซื้ออุปกรณ์ที่จ้าเป็น ก้าหนดแนวทางมาตรการปูองกันควบคุมโรค แตงตั้งคณะกรรมการด้าเนินงาน ประชาสัมพันธ์แนวทางการควบคุมโรค ด้าเนินงานตามกิจกรรมที่ก้าหนด ติดตามตรวจลูกน้้ายุงสถานที่ 7ร ดวย 6ป2ข มาตรการควบคุมโรค 331 เฝูาระวังการระบาด 0,3,7,14,21,28 ไมใหเกิด GEN 2 ก้ากับติดตามมาตรการอยางตอเนื่อง สรุปขอมูล ประเมินผลการใชนวัตกรรม ปรับปรุง พัฒนาการควบคุมโรค ผลการศึกษาทุกหมูบานมีกลองควบคุมโรคและมีอุปกรณ์ที่จ้าเป็นพรอมใชงาน มีการใช งานอุปกรณ์ปูองกันโรคในชุมชนรอยละ100 ประเมินความพึงพอใจนวัตกรรมกลองควบคุมโรค ระดับดีมาก รอยละ90.21 ระดับดี รอยละ 9.79 ,มีระบบประสานงานระหวางเครือขายในชุมชนที่ชัดเจน ประชาชนให ความรวมมือ เสนอแนะใหเพิ่มไฟฉายหมูบานละ2-3 ระบอก มีทรายอเบทใชงานในชวงการระบาด ปี 2565 อัตราปุวย 217.07 ตอแสนประชากร ปี 2566 อัตราปุวย 96.47 ตอแสนประชากร ไมเกิดการระบาดเขาสู GEN 2 ผลการส้ารวจคาดัชนีลูกน้้ายุงลายปี2566 เดือน พฤษภาคม-กันยายน หมูบานมีคา HI<10 คิดเป็น รอยละ 44.44 หมูบานที่มีคา HI>10 คิดเป็นรอยละ 57.77 วัด ร.ร สถานที่ราชการ มีคา CI=0 คิดเป็นรอยละ 58.18 CI>0 แหง คิดเป็นรอยละ 21.81 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์1. มีกลองควบคุมโรคที่มี อุปกรณ์จ้าเป็นพรอมใชงาน 2. มีเครือขายในการควบคุมโรคในชุมชนที่เขมแข็ง ค าส าคัญ : กลองควบคุม โรคไขเลือดออก
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 354 E11.2 นวัตกรรมช่วยถ่ายภาพ Abdomen upright Chest upright บนรถนอน ยุภาพร มาลานนท์ โรงพยาบาลขามทะเลสอ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : จากปัญหาการเอกซเรย์ Abdomen Upright Chest Upright ในกรณีที่ผู้ปุวยมา รถนอนและช ่วยเหลือตัวเองไม่ได้ การถ่ายภาพรังสี ให้มีคุณภาพหรือการเคลื ่อนย้ายผู้ปุวยลงจากรถนอนนั้นมีความล าบาก เนื่องจากผู้ป ุวยไ ม่ สามารถให้ความร่วมมือได้ และถ้าแผ่นรองรับภาพไม่ตั้งฉากกับล ารังสี อาจส่งผลให้แผ่นรองรับภาพล้ม ท าให้ต้องถ่ายเอกซเรย์ซ ้ากลุ่มงานรังสีวิทยา จึงออกแบบและสร้างอุปกรณ์ถ่ายภาพเอกซเรย์ Abdomen Upright Chest Upright บนรถนอน เพื่อช่วยให้มีความสะดวกในการถ่ายภาพมากขึ้น เพื่อรับบาดเจ็บและลดขณะเคลื่อนย้ายผู้ปุวยลงจากรถนอนเพื่อท าการเอกซเรย์ ลดการถ่ายภาพ รังสีซ ้า ลดปริมาณรังสีให้กับเจ้าหน้าที่และญาติที่ ช่วยจับคนไข้จากการเก็บข้อมูลการใช้อุปกรณ์ในการถ่ายภาพ Abdomen Upright Chest Upright เปรียบเทียบกับไม่ใช้อุปกรณ์ในการถ่ายภาพ ในช่วงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2566 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2566 การถ่ายภาพ Abdomen Upright Chest Upright โดยไม่ใช้อุปกรณ์ จ านวน 15ราย จะต้องให้ญาติหรือเจ้าหน้าที่คอยจับแผ่นรองรับภาพไว้ เพื่อให้แผ่นรองรับภาพตั้งฉากกับล ารังสี หลังจากมีการน าอุปกรณ์มาใช้ในช่วงเวลา 1 พฤษภาคม 2566 ถึง 31 กรกฎาคม 2566 มีจ านวนผู้ปุวยรถนอนมาใช้บริการทั้งสิ้น 18 คน โดยไม่ต้องให้เจ้าหน้าที่หรือญาติมาช่วยจับแผ่นรองรับ ภาพ วัตถุประสงค์ : เพื ่ออ านวยความสะดวกในการถ่ายภาพทางรังสี Abdomen Upright Chest Upright ผู้ป ุวยบนรถนอนที ่ไม่สามารถ เคลื่อนย้ายลงจากรถนอนได้ และลดปริมาณรังสีแก่ญาติ หรือเจ้าหน้าที่ที่ช่วยจับแผ่นรองรับภาพ ขณะถ่ายภาพลดเวลาในการจัดท่าในการถ่ายภาพ และลดอัตราการถ่ายภาพทางรังสีซ ้า วิธีการด าเนินการ : ปรึกษาร่วมกับช่างเทคนิคโรงพยาบาล เพื่อประดิษฐ์นวัตกรรมช่วยถ่ายภาพ Abdomen upright Chest upright บนรถนอน จัดหาวัสดุ ได้แก่ Stainless steel และออกแบบอุปกรณ์ให้สามารถสวมแผ่นรองรับภาพเข้ากับอุปกรณ์ เพื่อให้แผ่นรองรับภาพตั้งฉากกับพื้นเตียงได้ เพื่อถ่ายภาพรังสี Abdomen Upright Chest Upright ท าการวัดขนาดอุปกรณ์รองรับภาพ ขนาด 14x17 นิ้ว และด าเนินการประดิษฐ์อุปกรณ์ โดยช่างเทคนิคของโรงพยาบาล ผลการศึกษา :จากมีการน าอุปกรณ์มาใช้ในช่วงเวลา 1 พฤษภาคม 2566 ถึง 31 กรกฎาคม 2566 มีจ านวนผู้ปุวยรถนอนมาใช้บริการทั้งสิ้น 18 คน โดยไม่ต้องให้เจ้าหน้าที่หรือญาติมาช่วยจับแผ่นรองรับภาพ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : จากปัญหาที่พบระหว่างด าเนินการ พบว่าแผ่นรับภาพไม่พอดีกับอุปกรณ์ที่จัดท าขึ้น จึงต้องมีการแก้ไข โดยการขยายขนาดให้พอดีกับแผ่นรองรับภาพ จึงเกิดกระบวนการเรียนรู้เกี่ยวกับการวางแผนเพื่อพัฒนาอุปกรณ์ในการประยุกต์ใช้ เพื่อความ ปลอดภัยของผู้รับบริการ และผู้ให้บริการ ค าส าคัญ : นวัตกรรมช่วยถ่ายภาพบนรถนอน แบบเดิม แบบใหม
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 355 E11.3 ปกปูองทั้งสองเรา Arm Hand & Pulse oximeter พรทิพย์ ลีลาไพบูลย์ โรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ หองผาตัดโรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา มีอุบัติการณ์การหลุดของเครื่อง Pulse oximeter ขณะท้าผาตัดผานกลองทางนรีเวช ที่ตองจัดผูปุวยนอนในทาขึ้นขาหยั่ง (lithotomy) ศีรษะต่้า (Tenderlenburg) และการยึดตรึงผูปุวยอยางเหมาะสมเพื่อปูองกันอันตรายจากการพลัดตกของผูปุวยขณะผาตัด สูง ถึงรอยละ 15 (โรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา, 2563) สงผลใหไมสามารถประเมินภาวะพรองออกซิเจน (Hypoxemia) ของผูปุวยไดตลอดการผาตัด ขาดความราบรื่นในการผาตัดและอาจน้าสูภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ได (Taenzer, A.H., Pyke, J.B., McGrath, S.P., & Blike, G.T., 2010) ผูวิจัยจึงมีแนวคิดพัฒนาและประดิษฐ์นวัตกรรม “ปกปูองทั้งสองเรา Arm Hand & Pulse oximeter” ซึ่งมีลักษณะชวยรองรับ (support) มือและแขนขณะผาตัด เพื่อปูองกันการหลุดของ Pulse oximeter รวมทั้งการเกิดแผลกดทับขณะท้าผาตัด วัตถุประสงค์ เพื่อประดิษฐ์ นวัตกรรมชวยรองรับมือและแขนขณะผาตัด ซึ่งสามารถลดอุบัติการณ์ Pulse oximeter หลุดขณะท้าผาตัด วิธีการ ด าเนินการ การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพัฒนา วิธีด้าเนินการประกอบดวย 1) ศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุ 2) พัฒนานวัตกรรม “ปกปูองทั้งสองเรา Arm Hand and Pulse oximeter” 3) ทดลองใชนวัตกรรมในผูปุวยที่รับ การผาตัดผานกลองทางหนาทอง และสอบถามความพึงพอใจของบุคลากรทางการแพทย์ที่ใชนวัตกรรม จ้านวน 27 รายเปรียบเทียบกับการใชผาพันแขนแบบเดิม จ้านวน 33 ราย ดวยสถิติ T-test ผลการศึกษา พบวา นวัตกรรมที่ ประดิษฐ์ซึ่งมีลักษณะเป็นผายางกันเปื้อน ขนาด 38 x 50 เซนติเมตร ที่เย็บประกบกับหนังพีวีซี (Poly Vinyl Chloride: PVC) 2 ชั้น และติดเทปตีนตุ฿กแก โดยเย็บที่หุมนิ้ว ส้าหรับนิ้วที่ติด Pulse oximeter สามารถปูองกันการ หลุดของ Pulse oximeter ได ผลการทดลองใชนวัตกรรมในกลุมตัวอยาง พบวา ไมมีการหลุดของ Pulse oximeter ขณะท้าผาตัด คิดเป็นอัตราการหลุด รอยละ 0 ซึ่งแตกตางจากการใชผาพันแขนแบบเดิมอยางมีนัยส้าคัญทางสถิติ (Ttest = 2.43 และ P-Value = 0.015)และพบวาคาเฉลี่ยคะแนนความพึงพอใจของบุคลากรทางการแพทย์ตอการใช นวัตกรรม เทากับ 90.53 ซึ่งแตกตางจากการใชผาพันแขนแบบเดิมอยางมีนัยส้าคัญทางสถิติ (T-test = 5.25 และ PValue = 0.000) สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นนี้ชวยให Pulse oximeter ไมหลุด สามารถประเมินความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดไดตลอดการผาตัดและปูองกันการเกิดแผลกดทับที่มือและแขน ขณะท้าผาตัด ซึ่งถือเป็นการยกระดับงานผาตัดใหมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยยิ่งขึ้น ทั้งนี้สามารถน้าไปปรับใช ในการผาตัดหรือหัตถการที่มีความจ้าเป็นตองเก็บแขนผูปุวยแนบล้าตัวและคลุมผาตัด เพื่อใหเกิด 2P Safety: Patient, Personal safety และพัฒนานวัตกรรมวงลอตอไป โดยเลือกวัสดุมีความนุมและกระชับบริเวณที่พัน Pulse oximeter ค าส าคัญ: นวัตกรรมทางการพยาบาล เครื่องวัดปริมาณออกซิเจนอิ่มตัว การประเมินภาวะพรองออกซิเจน
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 356 E11.4 เสื้อเย็นลดไข้ จริยาภรณ์ เอกสาตรา โรงพยาบาลกรุงเทพราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ จากสถานการณ์โรคระบาด COVID-19 ที่ผานมา มีผูปุวยเด็กที่ปุวยจากการติด เชื้อโคโรนา มาดวยอาการไขสูง ซึ่งตองไดรับการพยาบาลและการดูแลอยางใกลชิด โดยเฉพาะเด็กเล็กที่มี ประวัติคนในครอบครัวชักจากไขสูง ผูปุวยเคยมีประวัติชัก ท้าใหเด็กมีโอกาสชักจากไขสูงไดทางแผนกWard เด็ก จึงไดจัดท้านวัตกรรม เสื้อเย็นลดไข เพื่อสงเสริมใหภาวะไขลดลง ลดการสัมผัสและลดระยะเวลาในการ เขาดูแล วัตถุประสงค์การศึกษา 1.ผูปุวยเด็กที่ติดเชื้อ COVID-19 ไมมีชักจากไขสูง 2.เพื่อใหผูปกครองมีสวน รวมในการดูแลเมื่อผูปุวยมีไขสูง 3.เพื่อใหเกิดความพึงพอใจ และลดการเกิดขอรองเรียนจากการดูแลผูปุวยเด็ก มีไขสูง 4.เพื่อตอยอดการดูแลผูปุวยเด็กที่มีไขไดอยางมีประสิทธิภาพ วิธีการด าเนินการ 1.สื่อสารแนวทางการ ปฏิบัติการดูแลผูปุวยเด็กที่มีไขใหหนวยงานรับทราบและปฏิบัติไดถูกตอง 2.ใหความรูเรื่องการเช็ดตัวลดไขและ อุปกรณ์ที่ชวยใหไขลดลงแกเจาหนาที่พยาบาลและผูชวยพยาบาลในแผนก ก้าหนด SOP การใชเสื้อเย็นลดไข 3.จัดท้าเสื้อเย็นลดไขขนาดตางๆ 4.ก้าหนดเกณฑ์ในการใชเสื้อเย็นในผูปุวยที่มีไขสูงและในผูปุวยเด็กที่มีไขเสี่ยง ตอภาวะชักจากไขสูง 5.จัดท้าแบบฟอร์มในการเก็บขอมูลเพื่อประเมินผลการปฏิบัติและความพึงพอใจของ ผูปกครองในการใชเสื้อเย็นลดไขผูปุวยเด็กที่มีไขสูง 6.เมื่อเกิด CCLเรื่องการดูแลผูปุวยไขสูง ใหทบทวนการเกิด กับเจาหนาที่ประจ้าหอผูปุวยทันที เพื่อหา RCA พรอมด้าเนินการแกไข 7.น้าผลการด้าเนินโครงการมา แลกเปลี่ยนในที่ประชุมแผนกเพื่อพัฒนากระบวนการท้างาน เพื่อเพิ่มความพึงพอใจใหผูรับบริการ ผล การศึกษา 1.อุบัติการณ์ชักจากไขสูงหลังเขารับการรักษาในโรงพยาบาลหลังใชเสื้อเย็นลดไข เป็น 0 ครั้ง 2. อัตราการใชเสื้อเย็นลดไข ในผูปุวยเด็กที่มีไขสูง 91.87 % 3.ความพึงพอใจของผูปกครองตอการใชเสื้อเย็นลด ไข 97.5 % 4.ความพึงพอใจของเจาหนาที่ตอการใชเสื้อเย็นลดไข 98 % สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ ประโยชน์หลังจากปฏิบัติตามแนวทางการการสวมใสเสื้อเย็นหลังไดรับการเช็ดตัวลดไขแลวเป็นการเพิ่มคุณคา ในการดูแล ลดการรบกวนผูปุวย และผูปุวยปลอดภัย ลดอัตราการเกิดภาวะชักจากไขสูง เพิ่มความพึงพอใจ ใหกับผูปกครอง นวัตกรรมนี้ไดขยายการใชงานตามหนวยงานตางๆที่ไดรับการดูแลผูปุวยเด็กตั้งแต OPD เด็ก, หองฉุกเฉิน,ICU IMCU และหอผูปุวยในอื่นๆที่ไดรับเด็กที่รับไวรักษาในโรงพยาบาล และไดขยายไปยัง รพ. เครือขายอีกดวย ค าส าคัญ : Fever เสื้อเย็น ไข
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 357 E11.5 นวัตกรรมการผูกยึดทารก (Baby Safety Lock ) กฤติกา ผลาทิพย์,สุภัตร์สรณ์ พัดไสง โรงพยาบาลชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา เบอร์โทร 044-477281 บทคัดยอ ความเป็นมาและความส าคัญ : ตึกหลังคลอดใหบริการและดูแลมารดาหลังคลอด ทารกแรกเกิด – 1เดือนที่มีภาวะปกติ และทารกแรกเกิดปุวย ทั้งคลอดที่โรงพยาบาลชุมพวง รวมถึงสงกลับมารักษาตอ ทารกปุวยพบมากที่สุด Neonatal sepsis มีปัญหาเกี่ยวกับระบบหายใจ และทางเดินอาหาร ซึ่งจ้าเป็นตองไดรับการตรวจฉายรังสีทรวงอก (Chest X-ray) portable at ward ทุกราย เพื่อชวยในการวินิจฉัยและรักษา จากขอมูลยอนหลัง ปีงบประมาณ 2563 – 2566 ทารกแรก คลอดทั้งหมด 821 ราย ทารกปุวยที่ตอง X-ray 214 ราย ซึ่งตองจัดทานอนหงาย (A-P supine position) พบปัญหา ทารกอยูในทาตัวงอ คอพับ แขนขางอ บดบังหนาอกหรือทองขณะท้าการฉายรังสี ตองใชระยะเวลานานในการจัดทา มีผล ตอคุณภาพฟิล์ม ท้าใหบางรายตองท้าการฉายรังสีซ้้า รวมถึงการเจาะเลือดหรือหัตถการ ที่ตองใชเจาหนาที่ในการจับและ จัดทาทารก จากปัญหาดังกลาว จึงรวมกับเจาหนาที่ตึกหลังคลอดวางแผนจัดท้า นวัตกรรมการผูกยึดทารก (Baby Safety Lock ) วัตถุประสงค์ในการศึกษา : 1.เพื่อพัฒนาอุปกรณ์ชวยจัดทาทารกขณะฉายรังสีแบบทานอนหงายและในการเจาะเลือด 2.ลดจ้านวนครั้งของทารกไดรับการฉายรังสีซ้้าจากการจัดทาไมเหมาะสม 3.เพื่อใหเจาหนาที่เกิดความพึงพอใจ ความสะดวกในการปฏิบัติงานและชวยลดภาระงาน วิธีด าเนินการ: 1.จัดเตรียมวัสดุ อุปกรณ์ในการจัดท้านวัตกรรม ประกอบดวย ผาส้าหรับตัดเย็บ ตีนตุ฿กแกจากlumbar support ที่ไมไดใชแลว 2.ออกแบบตัดเย็บผา และตัดเย็บ นวัตกรรมการผูกยึดทารก (Baby Safety Lock ) 3.ทดลองใชผูกยึดทารก กับทารกทุกรายที่ตองฉายรังสีและที่ตองเจาะเลือดหรือท้าหัตถการ ผลการศึกษา : จากการใชในการผูกยึดทารกท้าใหทารกอยูในทาที่เหมาะสมในการเอกซเรย์ และ เจาะเลือด สามารถชวย ลดระยะเวลาในการจัดทาและจ้านวนเจาหนาที่ในการจับเด็กเมื่อตองเจาะเลือด และจากผลการประเมิน 1.จ้านวนครั้งของทารกไดรับการฉายรังสีซ้้าจากการจัดทาไมเหมาะสม 0 ครั้ง 2.ความพึงพอใจของเจาหนาที่โดยภาพรวมตอนวัตกรรมการผูกยึดทารก (Baby Safety Lock ) รอยละ 100 สรุปการศึกษาและการน าไปใชประโยชน์: ผลจากการน้านวัตกรรมการผูกยึดทารก (Baby Safety Lock ) ที่ท้าจาก วัสดุเหลือใช ซึ่งราคาถูกและสะดวกในการใชผูกยึดทารก ในการจัดทาทารกขณะท้าการเอกซเรย์ ชวยอ้านวยความสะดวก ใหเจาหนาที่ลดระยะเวลาในการจัดทาทารก ลดโอกาสที่ตองฉายรังสีซ้้า ชวยลดภาระงานเจาหนาที่ในการเจาะเลือดหรือ ท้าหัตถการทารก สงผลใหทารกเกิดความปลอดภัย และ เจาหนาที่เกิดความพึงพอใจ ค าส าคัญ: ผูกยึดทารก
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 358 E11.6 นวัตกรรม Cold pack save cost สุมาลี ปานชัยภูมิ หอผูปุวยในพิเศษ โรงพยาบาลแกงครอ จังหวัดชัยภูมิ เบอร์ติดตอ ๐๘๖-๑๖๒๓๐๐๘ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ในปีงบประมาณ ๒๕๖๓ พบวามีจ้านวนผูปุวยที่มีการอักเสบของเนื้อเยื่อ(Cellulitis),อาการฟกซ้้า (thauma),ขอเขาอักเสบบวมแดง(arthritis,gout),การอักเสบของเนื้อเยื่อ(Phebitis)จากการไดรับยาปฏิชีวนะ หรือยา Hight alert drug ที่จ้าเป็นตองไดรับการปฐมพยาบาลดวยการประคบเย็นเขารับบริการในหอผูปุวยใน พิ เ ศ ษ จ้ า น ว น เ พิ่ ม ม า ก ขึ้ น เ ฉ ลี่ ย จ้ า น ว น ๑ ๐ ร า ย / เ ดื อ น แ ล ะ พ บ ปั ญ ห า คือปริมาณแผนเจลประคบเย็นในหนวยงานมีจ้านวนไมเพียงพอกับผูปุวย อีกทั้งราคาแผนเจล-มาตรฐาน ส้าเร็จรูปที่มีจ้าหนายในทองตลาดราคาคอนขางสูง ทางหนวยงานจึงไดศึกษาและคนหาวิธีการท้าแผนเจลประ คบเย็นเพื่อใชในหนวยงานขึ้น วัตถุประสงค์การศึกษา ๑. มีแผนเจลประคบเย็นเพียงพอตอการใชงานและ๒. ลดคาใชจายในการซื้อแผนเจลประคบเย็น วิธีการด าเนินการ ทดลองและเก็บรวมรวมขอมูลในชวง ๑ มกราคม ๒๕๖๔ – ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๔ จ้านวนผูปุวย ๒๐ ราย ตามขั้นตอนดังนี้ ๑. ทบทวนวรรณกรรมและ ศึกษาคนควาการท้าแผนเจลประคบเย็น ๒.ทดลองประดิษฐ์แผนเจลประคบเย็นจากผาออมส้าเร็จรูปเด็กตาม สัดสวนที่เหมาะสม ๓.เปรียบ- เทียบแผนเจลประคบเย็นที่ประดิษฐ์กับแผนเจลประคบเย็นมาตรฐาน ๔. ทดสอบประสิทธิภาพแผนเจลประคบเย็นกับผูปุวย ๕.ประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลของแผนเจลประ คบเย็นประดิษฐ์โดยใชแบบสอบถาม ผลการศึกษา จากการศึกษาและทดลองพบวาเสนใยโพลิเมอร์ใน ผาออมส้าเร็จรูปเด็ก สามารถน้ามาประดิษฐ์เป็นแผนเจลประคบเย็นได โดยผสมน้้าที่ผสมกับสีผสมอาหารใน สัดสวน ๓๐๐ มิลลิลิตรตอเสนใยโพลิเมอร์หนัก ๒๕ กรัม ใสในถุงเก็บน้้านมขนาด ๘ ออนซ์ เฉลี่ยผาออม ส้าเร็จรูปเด็ก ๑ ชิ้นประดิษฐ์แผนเจลประคบเย็นไดจ้านวน ๓ ชิ้น ใชตนทุนเฉลี่ยชิ้นละ ๑๐ บาท ประสิทธิภาพ แผนเจลประดิษฐ์สามารถกักเก็บอุณหภูมิความเย็นไดเทียบเทากับแผนเจลมาตรฐานส้าเร็จรูป สรุปการศึกษา และการน าไปใช้ประโยชน์ กลุมเปูาหมายที่จ้าเป็นตองใชแผนเจลประคบเย็นไดรับการรักษาดวยแผนเจลประ คบเย็นทุกราย คิดเป็น ๑๐๐ เปอร์เซนต์ผูปุวยและญาติมีระดับความพึงพอใจในการใชแผนเจลประคบเย็น คิด เป็น ๘๘ เปอร์เซนต์ในปัจจุบันไดจัดท้าถุงใสแผนเจลประคบเย็นใหผูปุวยกลุมเปูาหมายเพื่อความสะดวกแลว ยังขยายการใชแผนเจลประคบเย็นในการรับเลือดจากหองแลปมาใหผูปุวยหรือน้าสงยาที่ตองใชอุณหภูมิเย็น และใชแผนเจลประคบเย็นใหความเย็นในการเก็บUrine protein ๒๔ hr ดวย ค าส าคัญ : เจลประคบเย็น save cost
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 359 E11.7 สายรัดขาปูองกันการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะและการเลื่อนหลุดของสายสวนปัสสาวะ อัจฉรา ภูวทิตย์ โรงพยาบาลโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : โรงพยาบาลโนนสูงมีผูปุวยติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะนอนรักษาที่โรงพยาบาล มากเป็นล้าดับที่ 3 ซึ่งพบในผูปุวยสูงอายุกลุมโรคเรื้อรัง และในกลุมที่คาสายสวนปัสสาวะ ผูปุวยกลุมนี้อาจมี ภาวะแทรกซอนที่อันตรายถึงแกชีวิต ส้าหรับสาเหตุของการติดเชื้อเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในกลุมแกรมลบที่ ส้าคัญไดแก Escherichia coli, Enterococcus faecium ที่อยูในอุจจาระ จากขอมูลในกลุมผูปุวยใสสายสวน ปัสสาวะปี 2565 จ้านวน 53 ราย พบมีจ้านวน 9 ราย เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะซ้้ามากกวา 2 ครั้ง พบวาผูปุวยสวนใหญ ไมติดพลาสเตอร์ยึดหนาขาไว เนื่องจากหลังติดพลาสเตอร์แลวมีอาการ แดง คัน ผื่นขึ้นบริเวณ ผิวหนัง ผูปุวยรูสึกไมสุขสบาย ผูจัดท้าจึงไดคิดคนนวัตกรรม “สายรัดขาปูองกันการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ และ การเลื่อนหลุดของสายสวนปัสสาวะ” ใชรัดสายสวนปัสสาวะไมใหเลื่อนหลุด ปรับขนาดได ราคาถูก เกิดประโยชน์กับ ผูปุวยที่คาสายสวนปัสสาวะ ชวยปูองกันไมใหเกิดการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ วัตถุประสงค์การศึกษา : 1. เพื่อปูองกันการเลื่อนหลุดของสายสวนปัสสาวะ 2. เพื่อปูองกันการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะขณะใสสายสวนปัสสาวะ วิธีการด าเนินการ : 1. รวบรวมขอมูลทั่วไปของผูปุวยที่คาสายสวนปัสสาวะในเขตพื้นที่ อ้าเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา 2. ประชุมชี้แจงทีมสหวิชาชีพ เยี่ยมบานผูปุวย และประเมินการดูแลสายสวนปัสสาวะที่บาน 3. จัดท้านวัตกรรม อุปกรณ์รวมคาตัดเย็บมีคาใชจายชิ้นละ 50 บาท 4. น้านวัตกรรมมาใชกับผูปุวยที่ใสสายสวนปัสสาวะที่บาน 15 ราย 5. ติดตามการใชนวัตกรรมโดยพยาบาลที่ออกเยี่ยมบานเป็นผูสงขอมูล รูปภาพ แบบประเมิน ผลการศึกษา : 1. มีนวัตกรรมใชในผูปุวยที่คาสายสวนปัสสาวะที่บาน 2. ผูปุวยที่ใชนวัตกรรมจ้านวน 15 ราย ไมเกิดการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะซ้้า 3. ผูปุวยมีความพึงพอใจที่ใชนวัตกรรม “สายรัดขาปูองกันการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ และการเลื่อน หลุดของสายสวนปัสสาวะ” รอยละ 85.78 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : นวัตกรรมนี้ใชเป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน ส้าหรับเจาหนาที่ที่ปฏิบัติงานในชุมชนโดยน้ากระบวนการพยาบาลมา ใชเพื่อประโยชน์ในการชวยเหลือผูปุวยใหมีคุณภาพชีวิตที่ดีตอไป การท้ากิจกรรมการพยาบาลแกผูปุวย สามารถใช เป็นแนวทางในการปรับปรุงมาตรฐานการพยาบาลในการดูแลผูปุวยใสสายสวนปัสสาวะ และเป็นแนวทางในการ พยาบาลผูปุวยแบบองค์รวม ผสมผสาน และตอเนื่อง ค าส าคัญ : สายรัดขา ไมเลื่อนหลุด หยุดการติดเชื้อสายสวน
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 360 E11.8 นวัตกรรม KRASANG MODEL MMXA : (Modified Mobile X-ray Ambulance) โรงพยาบาลกระสัง อ าเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ ทาริกา สมนาค โรงพยาบาลกระสัง อ้าเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ Email : [email protected] เบอร์โทรศัพท์ 0856154717 บทคัดย่อ การเอกซเรย์ปอด หรือ Chest X-ray ในการคัดกรองคนหาวัณโรค(Tuberculosis หรือ TB) และหา รอยโรคตางๆ รูปแบบเดิม ใชแบบการตั้งรับ ผูปุวยจะตองเขารับบริการที่หองเอกซเรย์ของโรงพยาบาล ปี 2565 จากกลุมเสี่ยงวัณโรคทั้งหมดจ้านวน 2,120 ราย ผูปุวยมา Chest X-ray ที่โรงพยาบาล 101 ราย คิด เป็นรอยละ 4.76 ซึ่งอัตราการมา Chest X-ray ยังต่้าเปูาหมายถึงรอยละ 80.24 หากจะออกคัดกรองเชิงรุกก็ ตองมีรถเอกซเรย์เคลื่อนที่ (Mobile X-Ray) ซึ่งมีราคาสูงมาก การที่จะเพิ่มการเขาถึงบริการในผูปุวยวัณโรค ดวยการ Chest X-ray เพิ่มการคนหาและรายงานผูปุวยใหมากขึ้นจึงเป็นสิ่งส้าคัญ ดังนั้นจึงเกิดนวัตกรรม KRASANG MODEL MMXA : (Modified Mobile X-ray Ambulance) พรอมอานผลผานระบบ AI วัตถุประสงค์เพื่อใหผูปุวยกลุมเสี่ยงวัณโรคเขาถึงการบริการเอกซเรย์ปอดไดมากขึ้น ผลการด้าเนินงาน พบวา ผูปุวยไดรับคัดกรอง จาก รพ.สต. 18 แหง จ้านวน 2,150 ราย รับการคัด กรองดวยการเอกซเรย์ปอดจ้านวน 1,832 ราย คิดเป็นรอยละ 85.20 ผลอานภาพผานระบบ AI ปอดผิดปกติ จ้านวน 292 ราย (AI อานผล 7 กลุมโรค) คิดเป็นรอยละ 15.93 เมื่อสงตรวจเสมหะจ้านวน 292 รายพบเชื้อ วัณโรครายใหมจ้านวน 12 ราย คิดเป็นรอยละ 4.10 และ 12 รายที่พบเชื้อวัณโรค AI อานผล TB ดังนั้นการ ออกคัดกรองดวยนวัตกรรม KRASANG MODEL MMXA : (Modified Mobile X-ray Ambulance) พรอม อานผลผานระบบ AI ครั้งนี้เป็นการอ้านวยความสะดวกแกประชาชนใหไดรับบริการอยางครอบคลุมทุก กลุมเปูาหมาย ท้าใหเขาถึงการบริการการรักษาไดเร็วขึ้น เพิ่มการคนหาแบบเชิงรุกและรายงานผูปุวยไดมาก ขึ้น ซึ่งการคนหาผูปุวยวัณโรคเชิงรุกเป็นกระบวนการส้าคัญที่จะชวยใหพบผูปุวยวัณโรคแตเริ่มตนและใหการ รักษาใหหายขาดไดภายในระยะเวลาที่ก้าหนด ในการด้าเนินงานครั้งนี้การมีสวนรวมของทุกภาคสวนของ คป สอ. กระสัง มีสวนส้าคัญอยางยิ่งที่จะท้าใหการคนหาผูปุวยเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ค าส าคัญ : เอกซเรย์ปอด
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 361 E11.9 กางเกงแพมเพิสบุตะกั่วปูองกันรังสีโรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ปี 2566 ภัทรพร แกวอ้าไพ กลุมงานรังสีวิทยา โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติจังหวัดบุรีรัมย์ โทรศัพท์มือถือ 09 0928 2892 E-mail : [email protected] บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : การเอกซเรย์ปอดในกลุมผูปุวยเด็กเล็กทุกครั้ง (toddler) ประกอบการรักษา ของแพทย์ จ้าเป็นตองมีอุปกรณ์ปูองกันอันตรายจากรังสีที่บริเวณอวัยวะสืบพันธุ์(Gonad Shield) รูปแบบเดิม ใชอุปกรณ์ปูองกันรังสีวางบนล้าตัวเด็กเล็ก ซึ่งไมมีที่ยึดตรึงและอุปกรณ์มีน้้าหนักที่เบามาก จึงเกิดการเคลื่อน และเลื่อนหลุดของอุปกรณ์ออกจากต้าแหนงอวัยวะสืบพันธุ์แลวอุปกรณ์ปูองกันรังสีไปบดบังปอดจึงตองมีการ ถายภาพรังสีซ้้า จ้านวน 8 ราย จากจ้านวนผูปุวยเด็กเล็กในปีงบประมาณ 2564 ทั้งหมด 75 ราย คิดเป็นรอย ละ 10.67 เปูาหมายไมเกินรอยละ 8 ตามมาตรฐานหองปฏิบัติการรังสีวินิจฉัยกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2565 จึงเกิดนวัตกรรมกางเกงแพมเพิสบุตะกั่วปูองกันรังสี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปูองกันการไดรับปริมาณรังสี เกิน วัตถุประสงค์: ลดปริมาณรังสีเกินและปูองกันอันตรายบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ วิธีด าเนินการ : ผูปุวยเด็กเล็กที่ไดรับการเอกซเรย์ปอด จ้านวน 93 ราย สวมใสกางเกงแพมเพิสบุตะกั่วปูองกัน รังสีทั้ง 93 ราย คิดเป็นรอยละ 100 ผลการอานภาพจากแพทย์ไมพบสิ่งแปลกปลอมในภาพถายรังสีทั้ง 93 ราย คิดเป็นรอยละ100 กางเกงแพมเพิสบุตะกั่วปูองกันรังสีเป็นการอ้านวยความสะดวกแกเจาหนาที่หองรังสี วินิจฉัยในการบริการถายภาพรังสีแกผูปุวยเด็กเล็กรวดเร็วมากขึ้น,ลดจ้านวนบุคคลากรในการจับยึดตรึงล้าตัว เด็กเล็กและอุปกรณ์ปูองกันรังสีขณะเอกซเรย์ปอดเพื่อใหไดทาที่ถูกตอง จากอุปกรณ์ที่ประดิษฐ์จากชุดเสื้อ ตะกั่วกันรังสีตัวเกาภายในกลุมงานรังสีวิทยาน้ามาสรางเป็นกางเกงแพมเพิสบุตะกั่วปูองกันรังสี โดยใชเนื้อผา สาลู ที่นุมละมุนไมระคายเคืองตอผิวหนังมาตัดเย็บเป็นกางเกง ขอบเอวติดผาตีนตุ฿กแกเพิ่มประสิทธิภาพในการ ยึดตรึงแผนตะกั่วที่ใสไวที่เปูากางเกงใหอยูนิ่งกับที่ไมเลื่อนหลุดออกจากต้าแหนงอวัยวะสืบพันธุ์หรือไปบดบัง ปอดดวยราคา 432 บาท สามารถประดิษฐ์ไดทั้งหมด 3 ชิ้น (ตกราคาชิ้นละ 144 บาท) ผลการศึกษา : กลุมผูปุวยเด็กเล็กที่ไดรับการเอกซเรย์ปอด ในเดือนตุลาคม 2564 - กันยายน 2565 ทั้งหมด 93 ราย ไดรับการปูองกันอันตรายจากรังสี 93 ราย คิดเป็นรอยละ 100 อัตราการถายภาพซ้้า 0 ราย คิดเป็น รอยละ 0 ข้อเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้: การท้าความสะอาดกางเกงแพมเพิสบุตะกั่วปูองกันรังสีควรน้าใส ถุงตาขายซักผากอนน้าสงงานซักฟอก เพื่อรักษาคุณภาพของเสนใยผาและยืดอายุการใชงานใหยาวขึ้น ค าส าคัญ : การปูองกันรังสี, Gonad Shield,กลุมงานรังสีวิทยา
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 362 E11.10 K-Sweet shield กัณภพ วงค์รักษ์ โรงพยาบาลกรุงเทพราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ในการผาตัด Arthroplasty ปัญหาที่พบขณะท้าการผาตัดดังกลาวคือ ความปลอดภัย ในเรื่องเลือด /สิ่งคัดหลั่ง เศษ Bone เปื้อนหรือกระเด็นเขาตา โดยเฉพาะในชวงของการตัด bone เพื่อตกแตงให พรอมส้าหรับการใส implant ในอดีตทีมจะปูองกันโดยใช swab ปิดเพื่อปูองกันสิ่งคัดหลั่งกระเด็น แตพบปัญหา บริเวณที่จะผาตัดจะถูกบดบังบางสวน สงผลใหการมองเห็นบริเวณที่ผาตัดลดลง มีความเสี่ยงตอการเกิดความ ผิดพลาด เกิดความลาชาในการท้าผาตัด ทีมจึงคิดคนนวัตกรรมเพื่อใชปูองกันการกระเซ็นของเลือด และ Bone ขณะ ใช bone saw. ไมบดบังทัศนวิสัยขณะผาตัด ท้าใหการผาตัดไดเต็มประสิทธิภาพ สรางความปลอดภัยขณะผาตัด ใน เรื่องของการปูองกันการสัมผัสสิ่งคัดหลังจากผูปุวย วัตถุประสงค์การศึกษา 1. เลือด / สิ่งคัดหลั่งกระเด็นเขาตา ขณะท้าการผาตัด Arthroplasty 0 ครั้ง 2.แพทย์และ เจาหนาที่ที่ท้าการผาตัด Arthroplasty มีความพึงพอใจ >90% 3.การใช K-Sweet shield ในการผาตัด Arthroplasty 100 % วิธีการด าเนินการ Plan : หาขอมูล/วิธีการในการ ปิดบัง เลือดขณะใช Oscillating Saw ส้าหรับการผาตัด Arthroplasty ออกแบบและแกไข ขอจ้ากัด ของที่บังเลือด ที่ตองการและวางแผนการผลิต DO : 1.จัดท้าอุปกรณ์เพื่อใชบังเลือด และเศษกระดูก 2.ประเมินความคงทนตอการใชงาน /อายุการใชงาน โดยใชอุปกรณ์วัดแสงผานแผนอะคลิลิก ถาลดลง > 20% ถือวาหมดประสิทธิภาพ และเพื่อศึกษาขอมูลวาอุปกรณ์ สามารถ Sterileไดกี่ครั้ง ในระดับที่เครื่องมือยังมีประสิทธิภาพที่ดีเพียงพอตอการใชงาน 3.ประเมินผลการใชงานและ หาขอมูลเพื่อปรับเปลี่ยนแบบอุปกรณ์บังเลือด Check : ประเมินผลการใชงานจากทีมแพทย์ / พยาบาลที่เขารวมผาตัด Act : ประเมินความพึงพอใจของการใชอุปกรณ์ขยายผลการใชไปยังการผาตัด Orthopedic และการผาตัด อื่น ผลการศึกษา 1.คุณสมบัติของวัสดุอุปกรณ์ มองเห็นชัดเจน แตถามีการสัมผัสเลือดอาจท้าใหการมองเห็นลดลง 2. น้้าหนัก ของสิ่งประดิษฐ์ และความสะดวกในการใชงานท้าไดดี 3. คุณสมบัติดาน IC ในแงการท้าความสะอาดและ Sterile ท้าไดดีไมลดประสิทธิภาพในการท้า Sterileดวยการอบแก฿ส 3.ทดสอบความคงทนตอการใชงาน โดยการวัด แสงที่ผานแผนอะคลีลิก พบวามีผลไมแตกตางกันเมื่อเทียบกับของใหมที่ยังไมผานการอบแก฿ส สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์1.วางแผนจะขยายการใชอุปกรณ์ไปในการผาตัดการผาตัดที่ใช Oscillating Saw 2.ขยายอุปกรณ์ K- Sweet shield ไปใหโรงพยาบาลในเครือ และโรงพยาบาลภาครัฐใชรวมดวย 3.จัดท้าเป็น CSR เนื่องจากคาใชจายในการจัดท้ามีราคาถูก เฉลี่ย 100 บาท / ชิ้น และสามารถใชงานไดหลายครั้ง ค าส าคัญ : Arthroplasty
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 363 E11.11 การประยุกต์ใช้กระบวนการ PDCA ในการพัฒนานวัตกรรม: วงล้อมหัศจรรย์ ESI TO EASY ยวนจิต อ้นสุวรรณ และคณะ โรงพยาบาลเซนต์เมรี่ นครราชสีมา ความเป็นมาและความส าคัญ จากการทบทวนอุบัติการณ์การคัดกรองผิดพลาด ปี2564 – 2565 จ านวน 10, 12 ครั้ง ตามล าดับ ส่วนใน ปี 2566 (ม.ค. - เม.ย.) พบ 5 ครั้ง พบว่าความผิดพลาดในการคัดแยกดังนี้ Over triage 4 ครั้ง Under triage 20 ครั้ง สาเหตุความผิดพลาดเกิดจากทักษะของทีมพยาบาลในการประเมินไม่เพียงพอ รูปแบบของคู่มือในการประเมินไม่ สะดวกในการปฏิบัติงาน ทางทีมพยาบาลจึงคิดเครื่องมือที่จะน ามาประกอบการคัดแยกประเภทของผู้ป ุวยได้ง่าย สะดวก ถูกต้อง และรวดเร็ว มุ่งเน้นผู้ปุวยได้รับความปลอดภัย ตามมาตรฐานส าคัญจ าเป็นต่อความปลอดภัย เรื่องการ คัดแยกผู้ปุวยและผู้ปฏิบัติงานมีความพึงพอใจ วัตถุประสงค์การศึกษา การศึกษานี้เพื่อพัฒนาสื่อ เครื่องมือในการคัดแยกผู้ป ุวยที ่เข้ารับบริการได้อย ่างถูกต้อง แม่นย า และ รวดเร็ว รวมทั้งพัฒนาศักยภาพทางวิชาการของบุคลากรที ่ปฏิบัติหน้าที่คัดแยกผู้ป ุวยตามระดับความรุนแรงและ ฉุกเฉิน วิธีการด าเนินการ การศึกษาครั้งนี้ใช้วงจร PDCA เป็นแนวทางในการปรับปรุงกระบวนการด าเนินงานการมีส่วนร่วม ของบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ผู้ให้ข้อมูลเลือกแบบจ าเพาะเจาะจง จ านวน 31 คน ได้แก่ หัวหน้าแผนก (1 คน) พยาบาล (12 คน) ผู้ช ่วยเหลือพยาบาล (18 คน) เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการสนทนากลุ่ม และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา (Content Analysis) พบว่า ผลด าเนินงาน PDCA มี 3 วงรอบ วงรอบที่ 1 เดือนมิถุนายน 2566 พบว่า พนักงาน บางส่วนยังใช้งาน “วงล้อมหัศจรรย์ ESI TO EASY” ได้ไม่ถูกต้อง จึงแก้ไขดังนี้ 1) ชี้แจงและสาธิตวิธีการใช้งานให้กับ พนักงานที่เกี่ยวข้อง 2) อบรมการประเมินผู้ปุวยตามระดับ ESI ให้กับบุคลากร และน า “วงล้อมหัศจรรย์ฯ” ไปทดลอง ใช้บริเวณจุดบริการคัดกรอง ประเมินผล พบว่า วัสดุหลุดง่าย ไม่คงทน วงรอบที่ 2 ร่วมกันประดิษฐ์ให้คงทนมากขึ้น และน าไปทดลองใช้อีกครั้ง ประเมินผลพบว่า ขนาดตัวหนังสือ/วงล้อมีขนาดเล็ก จึงน าสู่การวางแผน วงรอบที่ 3 ร่วมกันวิเคราะห์และปรับสี/ ขนาดของตัวหนังสือให้ชัดเจนมากขึ้นและน าไปทดลองใช้อีกครั้ง จากผลการประเมิน ความพึงพอใจของบุคลากรที่ทดลองใช้งาน พบว่า มีความพึงพอใจต่อการใช้งาน ร้อยละ 98 และไม่พบอุบัติการณ์ของ การคัดแยกผู้ปุวยผิดพลาดทั้งระดับ A - D และ ระดับ E ขึ้นไป หลังการน า “วงล้อมหัศจรรย์ฯ” มาใช้งาน สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ การพัฒนางานประจ าอย่างต่อเนื่องด้วยวงจร PDCA และการมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบใน ครั้งนี้ ก่อให้เกิดเป็นนวัตกรรมและแนวทางให้กระบวนการท างานได้รับการพัฒนาได้ดียิ่งขึ้น น าไปสู่การปฏิบัติที่ส่งผล ให้ผู้ปุวยได้รับการส่งตรวจได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และปลอดภัย ค าส าคัญ: การคัดแยกผู้ปุวย, เกณฑ์การประเมินผู้ปุวยตามระดับ ESI, PDCA
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 364 E11.12 นวัตกรรม กระติกวัคซีนเคลื่อนที่ บอกอุณหภูมิ รุ่น 2 ธิดารัตน์ นิ่มกระโทก รพ.สต.ขนาย ต.บานเกาะ อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส้าคัญ โรค COVID – 19 เกิดการระบาด เพื่อลดความรุนแรงของโรค และ สรางภูมิคุมกันหมู กลุม 608 ตองไดรับวัคซีนมากกวารอยละ 70 ผลการรับวัคซีนจาก รพ.มหาราช นครราชสีมา รอยละ 63.50 ส้ารวจพบ การเดินทางไมสะดวก ระยะเวลารอคอยนาน สสจ.นครราชสีมา จึงมี นโยบายให รพ.สต. น้าวัคซีนมาใหบริการ เปูาหมายมากกวาวันละ 300 dose รพ.สต.ขนาย มีกระติกวัคซีน ขนาดเล็ก และไมสะดวกในการตรวจสอบอุณหภูมิที่วางในตัวกระติก สวนกระติกวัคซีนส้าเร็จรูปขนาด 24 ลิตร ราคา 16,000 บาท/กระติก รวมทั้งอุณหภูมิจะฝังในตัวกระติก อีกทั้งฝากระติกและตัวกระติกมีน้้าหนักมาก ผลส้ารวจความตองการกระติกวัคซีนของบุคลากร พบวาตองการกระติกที่เก็บวัคซีน COVID-19 ที่ไดอุณหภูมิ มาตรฐานและบรรจุไดวันละ 400 – 500 dose รวมทั้งความสะดวกของการน้าวัคซีนเคลื่อนที่ไปใหบริการใน ชุมชน วัตถุประสงค์การศึกษา 1) เพื่อเก็บวัคซีนCOVID-19 ใหไดอุณหภูมิมาตรฐานและสะดวกในการใชงาน 2) เป็น แนวทางในการพัฒนานวัตกรรม วิธีการด าเนินการ ใชกระบวนการ PDCA โดยน้ากระติกเก็บความเย็น ขนาด 32 ลิตร ติดเครื่องวัดอุณหภูมิดิจิตอลที่ดานหนา ใชฟิวเจอร์บอร์ดเป็นฐานรองรับวัคซีน เวนชองใส อุปกรณ์ท้าความเย็น (Ice pack) ประดิษฐ์ฝาปิดกระติกดานในดวยโฟมกับฟิวเจอร์บอร์ด สวนรถเข็นประดิษฐ์ ดวยทอพีวีซีและลอส้าเร็จรูป จัดท้าคูมือการใชงาน น้าไปทดสอบที่ศูนย์วิศวกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุร นารี น้าไปใชงานตั้งแต ตุลาคม 2564 จนถึงปัจจุบัน ในบุคลากร 91 คน ของ รพ.สต. 9 แหง ขณะใชงาน ใส อุณหภูมิแบบแทงในตัวกระติกเพื่อเปรียบเทียบกับอุณหภูมิดิจิตอล และสงตรวจการปนเปื้อนกอนและหลังการ ใชงาน ผลการศึกษา มีอุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 12 ชั่วโมง น้้าหนักกระติก 6 กิโลกรัม/ชุด รถ เข็ญรับน้้าหนักได 30 กิโลกรัม รวมราคาชุดละ 7,000 บาท รพ.สต. 9 แหง น้าไปใชงานวัคซีน COVID-19 เวร เชาพบอุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส ขณะใชงาน 8 ชั่วโมง (เวรเชา) คาอุณหภูมิแบบแทงกับคาอุณหภูมิดิจิตอล มีคาเทากัน รวมทั้งผลสงตรวจทางหองปฏิบัติการเกิดความปลอดภัย และบรรจุวัคซีนไดครั้งละ 600 dose บุคลากรมีความพึงพอใจรอยละ 99.15 ผลการรับวัคซีนกลุม 608 รอยละ 98.46 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ พบวา นวัตกรรม มีประสิทธิภาพและตรงตามวัตถุประสงค์เกิด ความสะดวกของการปฏิบัติงานของบุคลากรและชวยลดรายจายขององค์กร อีกทั้งใชบริหารวัคซีน COVID-19 หรือวัคซีนชนิดอื่นไดมาตรฐาน การพัฒนาตอไป ควรจัดท้าสัญญาณเตือนเมื่ออุณหภูมิไมอยูในคามาตรฐาน การศึกษาขนาดกระติกและคาอุณหภูมิที่เหมาะกับการใชงานหลากหลาย รวมทั้งความคงทนของอุปกรณ์ที่ ประดิษฐ์ ค าส าคัญ : กระติกวัคซีนเคลื่อนที่บอกอุณหภูมิ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 365 E11.13 นวัตกรรม ลิ้นชักกู้ภัย หยกมณี เนตรสระนอย โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพต้าบลขนงพระใต อ้าเภอปากชอง จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพต้าบลเป็นระบบบริการสุขภาพที่ชวยใหประชาชนทุกคนสามารถ เขารับบริการพื้นฐานที่สะดวกรวดเร็วและใกลบาน โดยเฉพาะกรณีเจ็บปุวยฉุกเฉินเรงดวน เจาหนาที่ควรมีศักยภาพในการ ประเมินอาการ ชวยเหลือเบื้องตนในระยะฉุกเฉิน และสงตอเพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม ซึ่งปัจจุบันพบปัญหาเจาหนาที่ไม เพียงพอ หากพยาบาลตองไปปฏิบัติงานนอกสถานที่ กรณีมีผูปุวยฉุกเฉินมารับบริการ การตัดสินใจในการเตรียมอุปกรณ์ ชวยเหลือของสหวิชาชีพอื่น บางครั้งไมครอบคลุมในการรักษาผูปุวยภาวะฉุกเฉินท้าใหการรักษาลาชาออกไป เสี่ยงตอความ ปลอดภัยของผูรับบริการ ดังนั้นเพื่อแกไขปัญหาดังกลาวจึงไดคิดคน นวัตกรรม ลิ้นชักกูภัย เพื่อพัฒนาระบบการดูแลรักษาสง ตอผูปุวยภาวะฉุกเฉินใหไดรับการรักษาที่ถูกตองตามมาตรฐานที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น วัตถุประสงค์ : เจาหนาที่สามารถตัดสินใจรักษาผูปุวยภาวะฉุกเฉินไดถูกตองและสงตอผูปุวยไดอยางมีประสิทธิภาพ และลดระยะเวลาในการ จัดเตรียมอุปกรณ์เพื่อรักษาผูปุวยในภาวะฉุกเฉิน วิธีการด าเนินการ 1. เจาหนาที่สรุปรายงานผูปุวยภาวะฉุกเฉิน 3 อันดับ ในปี 2565 ดังนี้คือ ภาวะ Hypoglycemia , Hypertensive Urgency และ ภาวะ Shock รวมวางแผนการดูแลผูปุวยภาวะฉุกเฉิน แนวทางการสงตอผูปุวยรวมกับอายุรแพทย์เภสัชกร และจัดท้า คูมือในการดูแลผูปุวยเบื้องตน 2. คิดคนนวัตกรรม ลิ้นชักกูชีพ ส้าหรับชวยเจาหนาที่ในการเตรียมอุปกรณ์ชวยเหลือไดอยางครบถวน 3. จัดท้านวัตกรรม ซื้อลิ้นชักจ้านวน 3 ชั้น แตละชั้นจะมียาและขั้นตอนการดูแลชวยเหลือภาวะฉุกเฉิน ดังนี้ 3.1 ชั้นที่ 1 ส้าหรับชวยเหลือผูปุวยภาวะ Hypoglycemia/Hyperglycemia 3.2 ชั้นที่ 2 ส้าหรับชวยเหลือผูปุวยภาวะ Hypertensive Urgency 3.3 ชั้นที่ 3 ส้าหรับชวยเหลือผูปุวยภาวะ Anaphylaxis shock และผูปุวยที่ภาวะShock 4. น้านวัตกรรมไปทดลองใชกับเจาหนาที่ประจ้า รพ.สต.ขนงพระใตระยะเวลาตั้งแต มีนาคม ถึง 31 สิงหาคม 2566 5. ประเมินผลหลังน้านวัตกรรมไปใชในการใหบริการชวยเหลือผูปุวยภาวะฉุกเฉิน ผลการศึกษา : พบวา ผูปุวยที่มีภาวะฉุกเฉิน จ้านวน 22 ราย แบงเป็น ภาวะ Hypoglycemia 10 ราย ภาวะ Hypertensive Urgency จ้านวน 12 ราย ไมมีผูปุวยภาวะ Shock ไดน้านวัตกรรมลิ้นชักกูภัยมาในการรักษาผูปุวยทั้ง 22 ราย คิดเป็นรอยละ 100 มีการปฏิบัติตามขั้นตอนที่ถูกตองและครบถวนตามคูมือคิดเป็นรอยละ 100 และสามารถลดระยะเวลาในการจัดเตรียม อุปกรณ์เพื่อรักษาผูปุวยภาวะฉุกเฉินไดจริงคิดเป็นรอยละ 100 สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : ลิ้นชักกูภัย มี ความสะดวกส้าหรับเจาหนาที่ในการเตรียมยาและประหยัดเวลาในการรักษาผูปุวยภาวะฉุกเฉิน เนื่องจากยาถูกจัดไวเป็นกลุม โรค มีคูมือการใหบริการตามขั้นตอน เพิ่มความครอบคลุมและถูกตอง ในการปฏิบัติงานของเจาหนาที่ สามารถพัฒนาตอได โดยจัดท้าคูมือแนวทางการรักษาผูปุวยภาวะฉุกเฉินอื่นๆเบื้องตนฉบับโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพต้าบล เป็นการพัฒนาระบบ บริการที่มีมาตรฐานและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น ค าส าคัญ : ระบบบริการปฐมภูมิ, การรักษาและสงตอผูปุวยภาวะ Hypoglycemia , Hypertensive Urgency ภาวะ Shock
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 366 E11.14 นวัตกรรม Honey bag ร.อ.หญิง ณัฏฐา ต้องกุลบริบูรณ์ ห้องผ่าตัด รพ.ค่ายสุรนารี นครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ การผ่าตัดโดยวิธีส่องกล้องได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เนื่องจากแผลมีขนาดเล็ก ปวดแผลน้อย ปริมาณการเสียเลือดน้อย เสี่ยงต่อการติดเชื้อลดลง ระยะเวลาการพักฟื้นสั้น แต่มีข้อจ ากัดใน เรื่องค่าใช้จ่าย เนื่องจากเครื่องมือและอุปกรณ์มีราคาสูง และไม่สามารถเบิกได้ตามสิทธิการรักษา ท าให้ ผู้ปุวยรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูง ผู้จัดท าได้เล็งเห็นถึงความส าคัญในเรื่องนี้ จึงจัดท านวัตกรรมถุงใส่ชิ้นเนื้อ ส าหรับการผ่าตัดด้วยวิธีการส่องกล้อง วัตถุประสงค์ : นวัตกรรมถุง Honey bag เป็นอุปกรณ์ทางเลือกส าหรับเพื่อใส่ชิ้นเนื้อส าหรับการผ่าตัดโดย วิธี ส่องกล้องซึ่งทีมงานห้องผ่าตัดได้คิดประดิษฐ์เอง เพื่อช่วยลดต้นทุนและค่่าใช่้จ่่ายจากการผ่่าต่ัด โดยวิธ่ีส่่องกล่้อง วิธีด าเนินการ ทีมห้องผ่าตัดประชุมร่วมกับทีมศัลยแพทย์ วิเคราะห์กระบวนการการดูแลผู้ปุวยที่มารับการ รักษาด้วยการส่องกล้อง พบว่าผู้ปุวยมีค่าใช้จ่ายที่ต้องช าระเองที่ราคาสูงคืออุปกรณ์ใส่ชิ้นเนื้อ จึงได้ประดิษฐ์ อุปกรณ์ผลิตถุง Honey bag ดังนี้ ออกแบบและท าให้ปราศจากเชื้อ โดย วิธีการอบแก๊ส น าถุง Honey bag ให้ศัลยแพทย์ทดลองใช้ใส่ชิ้นเนื้อจากการผ่าตัดโดยวิธีส่องกล้อง เปรียบเทียบผลการใช้งาน Honey bag โดย ศัลยแพทย์พบว่า Honey bag สามารถใช้งาน ทดแทนผลิตภัณฑ์จากบริษัทได้ พบปัญหาที่ต้องปรับแก้ไข เพิ่มเติม คือ ขนาดถุง ความยาวเชือก และ วิธีการพับถุงเพื่อให้ใช้งานได้ดียิ่งขึ้น พัฒนา Honey bag ตาม การใช้งานและข้อเสนอแนะจากศัลยแพทย์ ได้แก่ ปรับขนาดถุงให้เล็กลง ปรับความยาวของเช่ือก เปล่ี่่ยนวิธ่ีการพับถุ่งก่อนน่ าไปท่ าให้ปราศจากเช่ื่้อ ผลการศึกษา : หล่ังจาก พัฒนาพบว่าสามารถใช้งาน Honey bag ได้ง่ายและไม่พบปัญหาข้อขัดข้อง ศัลยแพทย์ใช้ถุง Honey bag ใส่ชิ้นเนื้อจากการผ่าตัดโดยวิธีส่องกล้อง ได้100 % ผู้ปุวยลดค่าใช้จ่ายจากถุง ส าหรับใส่ชิ้นเนื้อจากการผ่าตัดโดยวิธีส่องกล้อง ได้ จากผลิตภัณฑ์เด่ิมท่ี่่ซื้อจากบริษัท ราคา 1,628 บาท เหลือราคา 121 บาท สรุปผลการศึกษาและการน าผลการศึกษาไปใช้: ขนาดถุงที่ใช้ในการผลิตต้องท าการตัดและพับให้มี ขนาดที่เหมาะสม เชือกที่มัดปากถุงความยาวจะต้องได้ขนาดที่เหมาะสม การพับถุง ก่อนน าไปท าให้ ปราศจากเชื้อ (sterilization) จะต้องพับให้ง่ายต่อการน าถุงเข้าไปรับชิ้นเนื้อ ค าส าคัญ : Honey bag คือ ถุงใส่ชิ้นเนื้อส าหรับการผ่าตัดโดยวิธีส่องกล้อง
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 367 E11.15 การพัฒนาการป้องกันการเลื่อนหลุดของเข็มให้สารน ้าในผู้ป่วยเด็ก พัชรี เวชชศาสตร์ โรงพยาบาลนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ความเป็นมาและความส าคัญ เมื่อผู้ปุวยเด็กเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และได้รับการรักษาท าหัตการต่าง ๆ ซึ่งเป็นสาเหตุของการ ได้รับความเจ็บปวดบ ่อย ๆ เช ่น การเจาะเลือด การให้สารน ้าทางหลอดเลือดด า เป็นหัตถการที ่ก ่อให้เกิดความ เจ็บปวดแบบเฉียบพลัน โดยผู้ปุวยเด็กไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งความเจ็บปวดที่เด็กได้รับส่งผลทั้งทางด้านร่างกาย และจิตใจ รวมถึงความวิตกกังวลของบิดา มาดา หรือผู้ดูแล ปัญหาที่พบบ่อย คือ ผู้ปุวยเด็กดึงสายน ้าเกลือ ท าให้มี การเลื่อนหลุดของเข็ม พยาบาลต้องแทงเส้นเลือดด าใหม่ ท าให้เด็กต้องได้รับความเจ็บปวด เกิดการต่อต้านและ ปฏิเสธ พยาบาลเกิดความเครียดได้ จากสถิติงานหอผู้ป ุวยพิเศษกุมารเวชกรรมสกลฯ 4 โรงพยาบาลนางรอง ให้บริการผู้ปุวยเด็กอายุแรกเกิด - 14 ปี ในปี พ.ศ. 2563 - 2566 ยอดผู้ป ุวยเด็กทั้งหมดจ านวน 270 ราย พบ อุบัติการณ์เด็กดึงเข็มที่ให้สารน ้าทางหลอดเลือดด าออกเอง และนอนทับสายน ้าเกลือ จ านวน 50 ราย คิดเป็นร้อยละ 18.52 จ าเป็นต้องแทงเข็มเพื่อให้สารน ้าทางหลอดเลือดด าใหม่ ทางหอผู้ปุวยจึงได้คิดวัสดุอุปกรณ์ที่หาง่ายและราคา ไม่แพง สะดวกต่อการใช้งาน น ามาประดิษฐ์ “ผ้าผูกยึดเข็ม IV ในผู้ปุวยเด็ก” ขึ้นมาใช้ในหน่วยงาน วัตถุประสงค์การศึกษา 1.ปูองกันการเลื่อนหลุดของบริเวณที่ให้สารน ้าทางหลอดเลือดด าส่วนปลาย 2.สามารถประเมินการรั่วซึมของสารน ้าทางหลอดเลือดด าออกนอกเส้นได้อย่างรวดเร็ว 3.ลดอัตราการแทงเข็มให้สารน ้าทางหลอดเลือดด าก่อนเวลาก าหนด วิธีการด าเนินการ เครื่องมือที่ใช้ ประเมินความพึงพอใจผู้รับบริการและผู้ให้บริการในการใช้นวัตกรรม รูปแบบการศึกษา โดยใช้วงจรคุณภาพของเดมิ่ง (PDCA) มีกระบวนการ 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1.ขั้นวางแผน (P: plan) ส ารวจและวิเคราะห์ปัญหาคัดเลือกเรื่องที่จัดท านวัตกรรม 2.ขั้นปฏิบัติตามแผน (D: Do) ทดลองใช้นวัตกรรม 3.ขั้นตรวจสอบการปฏิบัติตามแผน (C: check) ตรวจสอบผลการด าเนินงานในแต่ละขั้นตอน 4.ขั้นปรับปรุง (A : act) แก้ไขเนื้อหา หลังจากปรับปรุงชิ้นงานน าไปทดลองใช้ ผลการศึกษา ผู้ตอบแบบสอบถาม จ านวน 20 ราย โดยแบ่งเป็น เจ้าหน้าที่จ านวน 10 ราย ผู้ปกครอง จ านวน 10 ราย ประเมินความพึงพอใจผู้รับบริการและผู้ให้บริการ สรุปผลการทดลองใช้นวัตกรรมอุปกรณ์ผูกยึดเข็ม IV ในผู้ปุวย เด็ก ผลคะแนนความพึงพอใจทั้งผู้รับบริการและผู้ให้บริการอยู่ในระดับมากกว่าหรือเท่ากับ 90 % ทุกด้าน สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ จากการทดลองใช้นวัตกรรมอุปกรณ์ผูกยึดเข็ม IV ในผู้ปุวยเด็กที่รักษาตัวใน หอผู้ปุวยกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลนางรอง เป็นระยะเวลา 3 เดือน ( เดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน พ.ศ. 2566 ) ไม่ เกิดอุบัติการณ์เลื่อนหลุดของเข็ม IV และไม่เกิดอุบัติการณ์การเกิดภาวะหลอดเลือดด าอักเสบ ค าส าคัญ: “ผ้าผูกยึดเข็ม IV ในผู้ปุวยเด็ก”
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 368 E11.16 สาวเส้นสวย กุลรภัส เสนาวัตร งานโรคไมติดตอเรื้อรัง กลุมงานการพยาบาล โรงพยาบาลขามทะเลสอ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ โรงพยาบาลขามทะเลสอเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 30 เตียง ในชวงปี 2563 - 2565 มีผูปุวย โรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้้าตาลไดดี รอยละ 29.59,28.38,24.33 ตามล้าดับ ซึ่งต่้ากวาเกณฑ์เปูาหมายที่ ก้าหนด ในชวงที่ผานมา มีการใหสุขศึกษา โดยการสอน อธิบาย ไมมีอุปกรณ์ในการสาธิตใหเห็นภาพ ดังนั้น คลินิกโรคไมติดตอเรื้อรัง จึงท้าการพัฒนาสื่อการสอน โดยจัดท้าโมเดลเสมือนจริง ใชในการ สอน สาธิตให เห็นภาพ ของการไหลเวียนเลือด เพื่อใหผูปุวยเกิดความเขาใจ เกี่ยวกับผลของระดับน้้าตาลในเลือดที่มีตอการ ไหลเวียนเลือด และผูปุวยเกิดแรงจูงใจที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ เพื่อลดระดับน้้าตาลในเลือด ตอไป วัตถุประสงค์ 1. เพื่อใหผูปุวยเห็นภาพเสมือนจริง การเรียนรูเกี่ยวกับระดับน้้าตาลในเลือดที่สงผลตอการไหลเวียน 2. เพื่อกระตุนใหผูปุวยเห็นความส้าคัญของการควบคุมระดับน้้าตาลในเลือด วิธีการด าเนินการ 1. จัดหาอุปกรณ์ จัดซื้อหุน 1 ตัว/ Set IV 2 set/ Syring 5 cc 2 set/Extention 2 set / น้้าหวาน 1 ขวด/น้้าผึ้ง 1 ขวด/ภาพแสดงอวัยวะ หัวใจ ไต ตับออน 2. จัดสาธิตการไหลเวียนเลือด แกวที่1 ใชน้้าผึ้ง 25 cc ผสมกับน้้าหวานสีแดง 5 cc แกวที่2 ใชน้้าผึ้ง 5 cc ผสมกับน้้าหวานสีแดง 25 cc ใหผูปุวยรวมทดสอบการไหลเวียนเลือดโดยใชSyring ตอกับ Extention ดูดน้้าแกวที่1 เปรียบเทียบ กับการดูดน้้าแกวที่2 เพื่อใหผูปุวยไดสัมผัสกับความหนืดของการไหลเวียนเลือด ผลการศึกษา ผูปุวยโรคเบาหวานควบคุมระดับน้้าตาลไดดี เพิ่มขึ้นจากรอยละ 24.33 เป็นรอยละ 40.04 สรุปการศึกษาและการน้าไปใชประโยชน์ : สาว เสน สวย เป็นสื่อสงเสริมการใหความรูในผูปุวยเบาหวาน ให เห็นภาพเสมือนจริงของการไหลเวียนในหลอดเลือด ท้าใหผูปุวยไดเรียนรูเกี่ยวกับระดับน้้าตาลในเลือด ที่สงผล ตอการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงอวัยะส้าคัญที่จะสงผลใหเกิดภาวะแทรกซอนตางๆ กอใหเกิดแรงจูงใจที่จะ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ เพื่อลดระดับน้้าตาลในเลือด ตอไป ค าส าคัญ : สาว เสน สวย
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 369 E11.17 Eco Hospital Applications การพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อการดูแลสิ่งแวดล้อมใน โรงพยาบาล นายเกษมศักดิ์ ชุมศรี โรงพยาบาลปากชองนานา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: โรงพยาบาลเป็นหนวยงานที่มีการใชทรัพยากรจ้านวนมาก เชน พลังงานไฟฟูา น้้าประปา และระบบบ้าบัดน้้าเสีย การรวบรวมขอมูลดานการใชทรัพยากรเหลานี้เป็นสิ่งส้าคัญ เพื่อใชในการวางแผนและควบคุมการใชทรัพยากรอยางมีประสิทธิภาพ อยางไรก็ตาม จากการไดลงเยี่ยม ส้ารวจหนวยงานบ้าบัดน้้าเสีย พบวา ในการรวบรวมขอมูลยังใชวิธีการแบบเดิมๆ เชน การจดบันทึกดวยมือ และบันทึกลงกระดาษ ซึ่งอาจท้าใหเกิดปัญหาตางๆ เชน ขอมูลสูญหาย การวิเคราะห์ขอมูลท้าไดยาก ตองใช เวลาในการประมวลผล ดังนั้นจึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อแกปัญหาดังกลาว วัตถุประสงค์: 1)เพื่อใหผูปฏิบัติงานมีความสะดวก และจัดเก็บขอมูลอยางเป็นระบบ 2)เพื่อ สงเสริมการใชทรัพยากรอยางมีประสิทธิภาพ 3)เพื่อสรางภาพลักษณ์ของโรงพยาบาลที่ใสใจในสิ่งแวดลอม วิธีด าเนินการ: Plan: วิเคราะห์และออกแบบ รวบรวมขอมูล ไฟฟูา น้้าประปา และระบบบ้าบัด น้้าเสียในโรงพยาบาล ศึกษาจากสื่อออนไลน์ และค้าแนะน้าจากผูเชี่ยวชาญ. Do: พัฒนา Application "Eco Hospital" และทดสอบแอปพลิเคชัน โดยใช Google Platform Google Sheet, AppSheet, Looker studio ในการพัฒนา. Check: ตรวจสอบการท้างานของ Application รวมกับผูปฏิบัติงาน. Act: น้าไปใชงาน รายงานผลใหคณะผูบริหาร พรอมรับขอเสนอแนะเพื่อปรับปรุงแอปพลิเคชันใหครอบคลุมตอไป ผลการศึกษา: ผลการศึกษาพบวา แอปพลิเคชัน "Eco Hospital" มีประสิทธิภาพและไดรับการ ตอบรับที่ดีจากผูใชงาน โดยสามารถชวยใหผูปฏิบัติงานท้างานไดเร็วขึ้น ประสิทธิภาพการใชทรัพยากรที่ เกี่ยวของ เชน การก้ากับติดตาม ขอมูลดานการใชพลังงานไฟฟูา และลดการใชกระดาษในการบันทึกขอมูล ระบบบ้าบัดน้้าเสีย สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: งานวิจัยนี้ประสบความส้าเร็จในการพัฒนาแอปพลิเค ชัน "Eco Hospital" เพื่อการดูแลสิ่งแวดลอมในโรงพยาบาล ซึ่งสามารถแกไขปัญหาการรวบรวมขอมูลดาน พลังงานไฟฟูา น้้าประปา และระบบบ้าบัดน้้าเสียในโรงพยาบาลไดอยางมีประสิทธิภาพ โดยสามารถชวย ประหยัดเวลาและคาใชจาย สงเสริมใหโรงพยาบาลใชทรัพยากรอยางมีประสิทธิภาพ และสรางภาพลักษณ์ที่ดี ใหกับโรงพยาบาล ค าส าคัญ: สรางแอปไมตองเขียนโคดใครๆ ก็ท้าได
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 370 E11.18 การพัฒนาระบบรับเรื่องร้องเรียน 4.0 ด้วยระบบสารสนเทศและเทคโนโลยีการสื่อสาร นางสาวโกสุม คลองดี โรงพยาบาลปากชองนานา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส้าคัญ การรับเรื่องรองเรียนเป็นกลไกส้าคัญในการรับฟังเสียงสะทอนของ ประชาชนและแกไขปัญหา หากระบบรับเรื่องรองเรียนมีประสิทธิภาพ จะชวยใหประชาชนเขาถึงกระบวนการ แกไขปัญหาไดอยางสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น จากปัญหาพบวาการรับเรื่องรองเรียนใน องค์กรปัจจุบันยังพบปัญหาหลายประการ เชน ความลาชาในการพิจารณา ขั้นตอนซับซอน ไมตอบสนองตอ ความตองการของผูรับบริการ ขาดความโปรงใส สงผลตอความเชื่อมั่นของประชาชนตอองค์กร วัตถุประสงค์การศึกษา 1)พัฒนาระบบรับเรื่องรองเรียน 4.0 ที่มีประสิทธิภาพ ตรงตอความตองการของผู รองเรียนและผูปฏิบัติงานไดอยางครบถวน โปรงใส 2)ลดความลาชา ขั้นตอนที่ซับซอนสามารถท้างานไดอยาง อัตโนมัติ 3)เพิ่มประสิทธิภาพในการแกไขปัญหา รวดเร็ว ทันทวงที และตอบสนองตอความตองการของผู รองเรียน วิธีการด าเนินการ 1)Plan: ประชุมหารือกับคณะกรรมการ ผูปฏิบัติงาน เพื่อก้าหนดเปูาหมาย แนว ทางการพัฒนา ท้าการศึกษาขอมูลจากองค์กรอื่นๆ และจัดท้าแผนการพัฒนาอยางละเอียด 2)Do: ติดตั้งและ ตั้งคา Line Official Account สรางเมนูรับเรื่องรองเรียนผาน Google Form ตั้งคา Line Notify แจงเตือน 3)Check: ตรวจสอบขอมูลการรองเรียนในระบบ รวบรวมขอมูลสงตอคณะกรรมการ และประเมินความพึง พอใจตอการใชงานระบบ 4)Act: ท้าการแกไขปัญหา และติดตามผลการด้าเนินการ ผลการศึกษา การวัดผล เชิงปริมาณ วัดจากสถิติขอมูลการติดตอมีจ้านวนเพิ่มขึ้น แสดงวาผูรับบริการสามารถเขาถึงระบบรองเรียน ออนไลน์มากขึ้น ระยะเวลาในการแกไขปัญหารวดเร็ว แสดงวาระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น การวัดผลเชิง คุณภาพ ขอมูลไมสูญหาย สามารถน้ามาวิเคราะห์และแกไขปัญหาในภาพรวมขององค์กรได สรุปผล การศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์จากผลการศึกษาขอมูลผูรองเรียน ระหวางเดือน กันยายน-ตุลาคม 66 จ้านวน 38 ราย มีความพึงพอใจตอระบบระดับดีมาก คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจอยูที่ 8.5 คะแนน (เต็ม 10 คะแนน) ซึ่งระบบรับเรื่องรองเรียน 4.0 เป็นเครื่องมือส้าคัญในการรับฟังเสียงสะทอนของประชาชนและแกไข ปัญหาความเดือดรอนของประชาชน หากองค์กรสามารถแกไขปัญหาไดอยางรอบคอบ โปรงใส กระบวนการ ติดตามอยางตอเนื่อง จะชวยใหระบบรับเรื่องรองเรียนมีประสิทธิภาพและสรางความเชื่อมั่นกับประชาชนได เป็นอยางดี ค าส าคัญ: ระบบรับเรื่องรองเรียน 4.0
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 371 E11.19 Modify ประหยัด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน พนิดา จันทรชิต โรงพยาบาลหนองบัวระเหว อ้าเภอหนองบัวระเหว จังหวัดชัยภูมิ ความเป็นมาและความส าคัญ ความปลอดภัยเป็นสิ่งส้าคัญตอผูใหบริการ และผูรับบริการ สถานที่ เครื่องมือตองมีความพรอม และความปลอดภัย ปัจจุบัน หองปฏิบัติการมีภาระงานที่มีความเสี่ยงในการแพรกระจายเชื้อเพิ่มขึ้น การยอมสี การตรวจเชื้อไวรัส พบปัญหา Fume hood ที่ใชดูด กลิ่น ควันเป็นแบบใชงานในครัวคา Airflow pattern ต่้ากวามาตรฐาน มีกลิ่นเวลายอมสี และตูปลอดเชื้อ Biosafety Cabinet Class2(BSC Class2) HEPA filter ช้ารุด Pre filter เสื่อมสภาพ ผลสอบเทียบไมผาน ซอมซ้้า3ปีอายุใชงาน 12 ปี หากซอมอีก มูลคา ซอมรวม 105,000 บาท คาใชจายสูงเมื่อเทียบกับคาเสื่อม 1 บาท(30กันยายน2559) แนวทางแกไข ยึดหลักการใชทรัพยากรที่มีอยูให เกิดประโยชน์สูงสุด ดวยการปรับปรุง BSC Class2 เครื่องเกาทดแทนการซื้อ Fume hood ใหม และซื้อ BSC Class2 เทคโนโลยีใหม ทดแทนเครื่องเกาที่ช้ารุด ชวยใหโรงพยาบาลประหยัดงบถึง 80,000-120,000 บาท วัตถุประสงค์การศึกษา 3. เพื่อหองปฏิบัติการมีระบบจัดการดานความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ 4. เพื่อผูรับบริการ ผูปฏิบัติงานมีความปลอดภัย 5. เพื่อการใชทรัพยากรที่มีอยูใหคุมคาและเกิดประโยชน์สูงสุด วิธีการด าเนินการ 1. วิเคราะห์ปัญหาความเสี่ยงดานความปลอดภัย กลิ่นสียอม ผลการสอบเทียบ ภาระงาน 2. ผลการประเมินระบบคุณภาพความปลอดภัย ขอเสนอแนะ ท้าผนังกั้นเครื่องดูดควัน การทดสอบแรงลมตู 3. เปรียบเทียบสถิติคาซอมกับคาเสื่อม 4. วิเคราะห์ตนทุน BSC Class2 TypeA2, คาฉากกั้นเครื่องดูดควัน ,คา Fume hood ใหม 5. พิจารณาความคุมทุนคุมคา เพื่อประโยชน์สูงสุดของทางราชการ 3 แนวทาง แนวทางที่1 ซื้อ BSC Class2 และ Fume hood หรือปรับปรุงผนังกั้น ประมาณการงบ 218,000 บาท อาจยัง แกปัญหาประสิทธิภาพการกลิ่นไมไดเพราะ Airflow pattern ไมผาน อายุใชงาน 6 ปี แนวทางที่2 ซอม BSC Class2 และ Fume hood ประมาณการงบ 178,000 บาท ซึ่ง BSC Class2 TypeA1 อายุใชงาน 12 ปี อาจยังพบความเสี่ยงผลสอบเทียบไมผานซ้้า แนวทางที่3 ซื้อ BSC Class2 TypeA2 ตอรองราคา 98,000 บาท ขอสนับสนุน Modify BSC Class2 Type A1 ทดแทน Fume hood ผลการศึกษา เมื่อด้าเนินการตามแนวทางที่ 3 พบวาไมมีกลิ่นเวลายอมสี ผลการสอบเทียบกอนสงมอบผานเกณฑ์ทั้ง Modify BSC Class2 TypeA1 และ BSC Class2 TypeA2 ประหยัดงบประมาณคาซอม คาปรับปรุงตูดูดควัน ไดถึง 105,000 บาท ประหยัดงบประมาณซื้อ Fume hood และ BSC Class2 ใหมไดถึง 80,000-120,000 บาท เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย ตอผูใหบริการ และผูรับบริการ หองปฏิบัติการมีคุณภาพ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ นวัตกรรมครั้งนี้เกิดจากวิวัฒนาการดานเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง ปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น การแพรกระจายเชื้อของโรคที่ หลากหลาย เครื่องมือ และเทคโนโลยี จึงเป็นสิ่งส้าคัญที่จะชวยใหการท้างานมีความสะดวก ปลอดภัย ลดการแพรกระจายเชื้อ ภายใต ขอจ้ากัดของพื้นที่ และการปรับปรุงพัฒนาสิ่งที่มีอยูใหเกิดประโยชน์และคุมคาที่สุด ค าส าคัญ Modify, Biosafety Cabinet Class2, BSC class2, Fume hood
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 372 ประกาศ ผลการพิจารณาคัดเลือกผลงานวิชาการของนักศึกษา ประเภท POSTER PRESENTATION มหกรรมคุณภาพ HACC Forum นครชัยบุรินทร์ครั้งที่ 16 “Growth Mindset for Better Healthcare System” ในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 08.30-17.00 น. ณ โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา ตามที่ศูนย์ความร่วมมือการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล เขตนครชัยบุรินทร์ ได้ด าเนินการคัดเลือกผลงาน เพื่อน าเสนอในการประชุมวิชาการ HACC Forum ครั้งที่ 16 นั้น บัดนี้คณะกรรมการคัดเลือกผลงานวิชาการของนักศึกษา ประเภท POSTER PRESENTATION ได้ ด าเนินการเสร็จสิ้นแล้ว จ านวน 17 เรื่อง โดยมีรายชื่อปรากฏดังเอกสารแนบท้าย ประกาศ ณ วันที่ 24 ตุลาคม 2566 (อาจารย์ ดร.นรีลักษณ์ สุวรรณโนบล) ประธานคณะกรรมการคัดเลือกผลงานวิชาการ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 373 มหกรรมคุณภาพ HACC Forum นครชัยบุรินทร์ครั้งที่ 16 “Growth Mindset for Better Healthcare System” ในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 08.30-17.00 น. ณ โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา Poster Presentation กลุ่มนักศึกษาพยาบาล จ านวน 17 เรื่อง น าเสนอวันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 เวลา 13.00-16.00 น หน้าห้องปักธงชัย กรรมการ: 1. อ. ดร.จินตนา ตาปิน ประธานกรรมการ 2. อ. ดร.ลักขณา ไชยนอก กรรมการ และ 3. อ.พัชรี จันทะจร กรรมการและเลขานุการ ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์ โทรศัพท์ หมาย เหตุ 1 13.00 - 13.10 น. ความรอบรูดานสุขภาพ และพฤติกรรมการปฏิบัติ ตามหลัก 3อ. 2ส. ของ ผูปุวยโรคเบาหวาน ต้าบล นาฝาย อ้าเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ณัฐกฤตา ลีเบาะ คณะพยาบาล ศาสตร์ มหาวิทยาลัย ราชภัฏชัยภูมิ ชัยภูมิ 09-3325- 0824 2 13.10 - 13.20 น. ความรู เจตคติและ พฤติกรรมการปูองกันการมี เพศสัมพันธ์ของนักศึกษา ระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพในสถานศึกษาสังกัด อาชีวศึกษาแหงหนึ่งใน จังหวัดชัยภูมิ ยุทธกร ทิพชาติ คณะพยาบาล ศาสตร์ มหาวิทยาลัย ราชภัฏชัยภูมิ ชัยภูมิ 08-7229- 6625 3 13.20 - 13.30 น. พฤติกรรมการดื่มกาแฟ และปัญหาสุขภาพของ บุคลากรสายวิชาการใน มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล สิริยากร ขาน สันเทียะ คณะพยาบาล ศาสตร์ มหาวิทยาลัย วงษ์ชวลิตกุล นครราชสีมา 09-5605- 7603 4 13.30 - 13.40 น. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับ พฤติกรรมสงเสริมสุขภาพ ตามสุขบัญญัติแหงชาติ ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 ใน โรงเรียนแหงหนึ่ง จังหวัด นครราชสีมา ธนัชพร เดิมท้ารัมย์ วิทยาลัย พยาบาลบรม ราชชนนี นครราชสีมา นครราชสีมา 06-3587- 9969 06-3587- 9960 5 13.40 - 13.50 น. ผลของโปรแกรมสงเสริม สุขภาพจิต "รู สราง สุข" ตอความสุขและความรอบรู จุรีภรณ์ อินทกูล และพร วิทยาลัย พยาบาลบรม ราชชนนี นครราชสีมา 09-5536- 4664 09-4152-
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 374 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์ โทรศัพท์ หมาย เหตุ ทางดานสุขภาตจิตของ ผูสูงอายุ ทิพา ลอย ประโคน นครราชสีมา 7417 6 13.50 - 14.00 น. ผลของโปรแกรมการ ปูองกันปอดอักเสบจากการ ส้าลักในผูสูงอายุ ในเขต พื้นที่รับผิดชอบของ โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพ ต้าบลโนนฝรั่ง จังหวัด นครราชสีมา กิติยาพร ดี หามแห วิทยาลัย พยาบาลบรม ราชชนนี นครราชสีมา นครราชสีมา 06-2193- 0023 7 14.00 - 14.10 น. ผลโปรแกรมกิจกรรมการ เลนภูมิปัญญาทองถิ่นตอ การพัฒนาเด็กกอนวัยเรียน ณ ศูนย์พัฒนาเด็กแหงหนึ่ง อ้าเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ อัยรารัตน์ โกศล มหาวิทยาลัย ราชภัฏชัยภูมิ ชัยภูมิ 09-0357- 0102 8 14.10 - 14.20 น. การพัฒนาเว็บแอปพลิเค ชันใหความรูเรื่องการ เจริญเติบโตและพัฒนาการ เด็กส้าหรับนักศึกษา พยาบาล วรัญญา พงษ์สระ พัง วิทยาลัย พยาบาลบรม ราชชนนี นครราชสีมา นครราชสีมา 09-1746- 1953 9 14.20 - 14.30 น. พิชิตยาใกลตัว ดวย AR จิรารัตน์ พางาม คณะพยาบาล ศาสตร์ มหาวิทยาลัย ราชภัฏชัยภูมิ ชัยภูมิ 09-8413- 3779 10 14.30 - 14.40 น. การพัฒนานวัตกรรมเครื่อง ชั่งน้้าหนัก วัดสวนสูง อัตโนมัติส้าหรับทารก วรินทร ชัย ศรีโภค และ วัลล ภา ใจท้าดี วิทยาลัย พยาบาลบรม ราชชนนี นครราชสีมา นครราชสีมา 06-4465- 3687 06-3014- 9165 11 14.40 - 14.50 น. ชุดสื่อการค้านวณพลังงาน ดวยวงลอค้านวณพลังงาน จากการออกแรง อารยา ใจ มั่น และ อารีรัตน์ หมายมี วิทยาลัย พยาบาลบรม ราชชนนี สุรินทร์ สุรินทร์ 09-3547- 0109 08-0285- 7108 12 14.50 - 15.00 น. ผลการประยุกต์ใชสื่อผสม: กลองอาหารทองถิ่นส้าหรับ ผูดูแลผูสูงอายุ โรคเบาหวาน ปรัชญา ภู แกว และ เปรมสิณีย์ ภาคพรม วิทยาลัย พยาบาลบรม ราชชนนี สุรินทร์ สุรินทร์ 06-1467- 4869
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 375 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์ โทรศัพท์ หมาย เหตุ 13 15.00 - 15.10 น. โครงการสงเสริมสุขภาพ ผูสูงอายุโดย “นวัตกรรม: ไมเทาชวยพยุงประกอบ เพลงพื้นบาน” ณ หมูบาน โนนคูณ ต้าบลนาฝาย อ้าเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ณิชาภัทร ทิพเจริญ คณะพยาบาล ศาสตร์ มหาวิทยาลัย ราชภัฏชัยภูมิ ชัยภูมิ 06-1115- 3372 14 15.10 - 15.20 น. นวัตกรรม “รูทัน รูไว ปลอดภัยจากมะเร็งเตา นม” อรวีมาอน คณะพยาบาล ศาสตร์ มหาวิทยาลัย ราชภัฏชัยภูมิ ชัยภูมิ 09-3325- 0824 15 15.20 - 15.30 น. Healthy walkway ทางเดินเพื่อสุขภาพ ปัทมาภรณ์ สาลารัตน์ คณะพยาบาล ศาสตร์ มหาวิทยาลัย ราชภัฏ นครราชสีมา นครราชสีมา 08-0165- 8083 16 15.30 – 15.40 น. จักรยานเพื่อสุขภาพ พูนทรัพย์ อาพรศรี คณะพยาบาล ศาสตร์ มหาวิทยาลัย ราชภัฏ นครราชสีมา นครราชสีมา 09-3391- 3490 17 15.40 – 15.50 น. พักผอนกับหมอนทิพย์ หลับสนิทเพื่อชีวิตเป็นสุข พรรภษา สิงสุธรรม คณะพยาบาล ศาสตร์ มหาวิทยาลัย ราชภัฏ นครราชสีมา นครราชสีมา 06-4665- 8327
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 376 นักศึกษาพยาบาล 01 ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการปฏิบัติตามหลัก 3อ. 2ส.ของผู้ปุวยโรคเบาหวาน ต าบลนาฝาย อ าเภอเมือง จังหวัด ชัยภูมิHealth Literacy and Behavior Practice According to 3A2S among Diabetic Patients in Na Fai Subdistrict, Mueang Chaiyaphum District, Chaiyaphum Province ณัฐกฤตา ลีเบาะ(1) เกรียงไกร เจริญทรัพย์(1) ญานิกา นวลมณี(1) ฑิตยา สีลา(1) ธนัชชา นันทพล(1) นิภัทร์ อัยวรรณ(1) ปวีณ์นุช รสดี(1) พรวิสุทธิ์ จันทชา(1)สุนิสา เล่ห์กล(1) ไอริณ แสงปาก(1) พรภัทรา แสนเหลา(2) บทคัดย่อ การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาความรอบรู้ทางด้านสุขภาพของผู้ปุวย 2. เพื่อศึกษาพฤติกรรมการปฏิบัติตาม หลัก 3อ. 2ส. ของผู้ปุวยเบาหวาน 3. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ทางด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการปฏิบัติตาม หลัก 3อ. 2ส. ของผู้ปุวยเบาหวาน ใช้วิธีการศึกษาเชิงปริมาณ การวิเคราะห์เชิงพรรณนา กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ปุวยเบาหวาน ใน ต าบลนาฝาย อ าเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ จ านวน 127 คน การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยแบบสอบถามแบบวัดความรู้แจ้งแตกฉาน ด้านสุขภาพ ส าหรับผู้ปุวยโรคเบาหวาน คุณภาพด้านความเที่ยงของเครื่องมือวิจัยวิเคราะห์ด้วยค่า Cronbach' alpha coefficient ดังนี้ความต้องการความช่วยเหลือด้านข้อมูลสุขภาพ ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .71 ความรู้ ความเข้าใจ เท่ากับ .70 การตัดสินใจที่ถูกต้องในการปฏิบัติในอนาคต หรือเงื่อนไขการใช้ชีวิต เท่ากับ .77 พฤติกรรมการปฏิบัติตามหลัก 3อ. 2ส. เท่ากับ .82ส ่วนความสามารถในการเข้าถึง หรือแสวงหาข้อมูลสุขภาพ ค านวณค่า KR -20 ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .78 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของปัจจัยส่วน บุคคล กับพฤติกรรมการปฏิบัติตามหลัก 3อ. 2ส. ของผู้ปุวยเบาหวาน โดยใช้สหสัมพันธ์โดยใช้สถิติPearson’s chi-square และ Pearson’s Correlation Pearson’s chi-square และปัจจัยความรอบรู้กับพฤติกรรมการปฏิบัติตามหลัก 3อ. 2ส. ของ ผู้ปุวยเบาหวาน โดยใช้สถิติPearson’s Correlation ผลการวิจัย พบว่าความรู้ ความเข้าใจอยู่ในระดับน้อย ร้อยละ 44.1 ความต้องการความช่วยเหลือ ความรู้ความเข้าใจ การตัดสินใจ อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 36.2, 44.1, 69.3 ตามล าดับ ความสามารถในการเข้าถึง อยู่ในระดับมาก ร้อยละ 51.2 พฤติกรรมการปฏิบัติตามหลัก 3อ. 2ส. โดยรวม อยู่ในระดับน้อย ร้อยละ 43.3 การศึกษาความสัมพันธ์ พบว่า รายได้ มีความสัมพันธ์กับระดับพฤติกรรมการปฏิบัติตามหลัก 3อ. 2ส.ของผู้ปุวย โรคเบาหวานโดยรวมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (P=.012) ส ่วนเพศ อายุ การศึกษา อาชีพ บทบาทไม่มี ความสัมพันธ์กับ พฤติกรรมการปฏิบัติตามหลัก 3อ. 2ส. และ พบว่า ด้านความต้องการ ด้านการแสวงหาข้อมูล ด้านความรู้ ความเข้าใจ ไม่มี ความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการปฏิบัติตามหลัก 3อ. 2ส. ด้านการตัดสินใจ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการปฏิบัติตามหลัก 3 อ. 2ส. ข้อเสนอแนะ ควรส่งเสริมการตัดสินใจมากขึ้นเพื่อให้เกิดการปฏิบัติที่เหมาะสม ควรให้ความส าคัญกับ กลุ่มผู้ที่มีรายได้ น้อย เพื่อให้เกิดองค์ประกอบ ซึ่งได้แก่ การแสวงหาความรู้ ต้องการความช่วยเหลือ การเพิ่มความรู้ความเข้าใจ น าไปสู่ในการ ปฏิบัติที่ถูกต้องเหมาะสม ค าส าคัญ: ผู้ปุวยเบาหวาน ความรอบรู้ทางด้านสุขภาพ พฤติกรรมการปฏิบัติตามหลัก 3อ. 2ส.
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 377 นักศึกษาพยาบาล 02 ความรู้ เจตคติและพฤติกรรมการปูองกันการมีเพศสัมพันธ์ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพใน สถานศึกษาสังกัดอาชีวศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดชัยภูมิKnowledge, Attitude and Sexual prevention behaviour of Vocational Certificate Students in a Vocational Education Institution in Chaiyaphum Province ยุทธกร ทิพชาติ* , กุลวดี ศรีเมือง, ธิดาเทพ วิภูษณะ, นภัสรา เตินเตียน, นวลสิริ โยสาพันธ์, ปรารถนา สัตมิตร, ภัชกุล สิงห์ส าราญ, หฤทัย หลวง พล,อริสา ศรีพุทธา, อาทิตย์ แส่กระโทก, นันทิชา ขีระมาตย์และจิรัชญา เหล่าคมพฤฒาจารย์, ปร.ด. คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ ชัยภูมิ [email protected] บทคัดย่อ การวิจัยเชิงบรรยายในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความรู้ เจตคติและพฤติกรรมการปูองกันการมี เพศสัมพันธ์ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ เจตคติและพฤติกรรมการปูองกันการมีเพศสัมพันธ์ และ 3) ศึกษาแนวทางปูองกันการปูองกันการมีเพศสัมพันธ์ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพในสถานศึกษาสังกัดอาชีวศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดชัยภูมิ จ านวน 361 ราย ท าการเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามความรู้ เจตคติและพฤติกรรมการปูองกันการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่ง ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงของเนื้อหาและมีค่าความเชื่อมั่นด้านความรู้ด้วยวิธี KR-20 เท่ากับ 0.84 มีค่า สัมประสิทธิ์ Cronbach’s Alpha ด้านเจตคติเท่ากับ 0.74 และด้านพฤติกรรมเท่ากับ 0.82 วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและ Pearson’s Product Moment correlation ผลการวิจัย พบว่า 1) กลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่มีความรู้ในระดับมาก ร้อยละ 86.93 (̅ҧ= 13.03, S.D.= 2.2) มีเจตคติ ในระดับปานกลาง ร้อยละ 70 (̅ҧ= 3.42, S.D. = 0.6) และมีพฤติกรรมการปูองกันการเพศมีสัมพันธ์ ในระดับ ปานกลาง ร้อยละ 64 (̅ҧ= 3.2, S.D. = 0.8) และ 2) ระดับความรู้ไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการปูองกันการมีเพศสัมพันธ์ (r = -0.048) ส่วนเจตคติมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมการปูองกันการมีเพศสัมพันธ์ อย่างมีนัยส าคัญ ทางสถิติ (r= 0.49, p < .01)
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 378 นักศึกษาพยาบาล 03 พฤติกรรมการดื่มกาแฟและปัญหาสุขภาพของบุคลากรสายวิชาการในมหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล (Coffee Drinking Behavior and Health Problems among Academic Personnel in Vongchavalitkul University) นางสาวสิริยากร ขานสันเทียะ, นางสาวพัชราภรณ์ ปราบนอก, นายรัตนชัย รักษามิตร, นางสาวกนกกาญจน์นาแซง, นางสาว ณัฏฐณิชา มีใหม่, นางสาวชลิดา แทบทาม, นางสาววิไลลักษณ์ แพงดาน, นางสาวจิรัชญา พิมพ์โสภา อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ ดร. สายสุนีย์ เลิศกระโทก สถาบัน คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ การวิจัยเรื่องพฤติกรรมการดื่มกาแฟของบุคลากรสายวิชาการในมหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาพฤติกรรมการดื ่มกาแฟของบุคลากรสายวิชาการในมหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุลและ ศึกษาหา ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการดื่มกาแฟกับปัญหาสุขภาพ ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงพรรณนา เก็บ รวบรวม ข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างได้แก่บุคลากรสายวิชาการจ านวน 150 คน สุ่มตัวอย่างด้วย วิธี Stratified random sampling วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติเชิงพรรณนา และทดสอบหาความสัมพันธ์โดย ใช้สถิติไคสแควร์ก าหนดความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ผลการวิจัยครั้งนี้พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 74 และอายุอยู่ในช่วง 46 – 55 ปีร้อยละ 42.0 ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับปริญญาโท ร้อยละ 67.3 ประมาณหนึ่งในห้าปฏิบัติงานอยู่ในคณะ พยาบาลศาสตร์ ร้อยละ 22.7 ส่วนใหญ่ไม่มีโรคประจ าตัว ร้อยละ 78.7 และเป็นโรคความดันโลหิตสูงร้อยละ 10 เป็นโรคกระเพาะอาหาร ร้อยละ 12 มีดัชนีมวลกายเกิน ร้อยละ 48.7 มีคุณภาพการนอนหลับไม่ดี ร้อยละ 64 พฤติกรรมการดื่มกาแฟพบว่า ส่วนใหญ่ดื่มเป็นประจ า ร้อยละ 68.7 และดื่มมานานกว่า 4 ปี ร้อยละ 46 และวัตถุประสงค์ในการดื่มเพื่อสร้างความสดชื่น/ลดอาการเหนื่อย ล้า และลดอาการง่วงนอน เมื่อทดสอบหา ความสัมพันธ์ของพฤติกรรมการดื่มกาแฟกับปัญหาสุขภาพพบว่า พฤติกรรมการดื่มกาแฟมีความสัมพันธ์กับ คุณภาพการนอนหลับอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ p value น้อยกว ่า 0.05 แต่ไม่พบความสัมพันธ์ของ พฤติกรรมการดื่มกาแฟกับปัญหาโรคความดันโลหิตสูง โรค กระเพาะอาหาร และภาวะโภชนาการเกิน การวิจัยครั้งนี้ท าให้ทราบข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับสุขภาพ พฤติกรรม การดื่มกาแฟและผลกระทบจากการ ดื่มกาแฟซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่มีสารคาเฟอีน ซึ่งสามารถน ามาใช้แนวทางใน การดูแลและให้ค าแนะน าหรือจัด กิจกรรมโครงการส าหรับบุคลากรต่อไป ค าส าคัญ : พฤติกรรมการดื่มกาแฟ, ปัญหาสุขภาพ, บุคลากรสายวิชาการ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 379 นักศึกษาพยาบาล 04 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5 ใน โรงเรียนแห่งหนึ่ง จังหวัดนครราชสีมา ธนัชพร เดิมท ารัมย์1 ธนิษฐา น าสุข1 ธัญวรัตน์ ทุมสะกะ1 ธัญสินี โพยนอก1 ธิดาทิพย์ เสาทอง1 ธิติมา มีพันธ์ 1 ปภัสสร อิ่มน ้าข้าว1 สุกัญญา พรมราช1 สุช าด าวงศ์สวัสดิ์ บทคัดย่อ พฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติในกลุ่มเด็กนักเรียนมีความส าคัญอย่างยิ่งในการลดความเสี่ยงต่อการ เจ็บปุวยและอันตรายต่อสุขภาพ อันจะน าไปสู่การมีสุขภาพดีและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักปฏิบัติตามสุขบัญญัติ แห่งชาติ ระดับพฤติกรรมสุขภาพตามหลักสุขบัญญัติแห่งชาติและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพ ตามหลักสุขบัญญัติแห่งชาติของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง จังหวัดนครราชสีมา กลุ่ม ตัวอย่างคือ นักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 จ านวน 68คน ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง จังหวัดนครราชสีมา เก็บ ข้อมูล โดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักปฏิบัติตามสุขบัญญัติแห่งชาติและ พฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์พอยท์ ไบซีเรียล และสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการศึกษา พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับหลักปฏิบัติตามสุขบัญญัติแห่งชาติอยู่ในระดับไม่ถูกต้องร้อยละ 75 ระดับพฤติกรรมสุขภาพตามหลัก สุขบัญญัติแห่งชาติส่วนใหญ่อยู่ในระดับพอใช้ ร้อยละ 58.82 พบปัจจัยความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักปฏิบัติ ตามสุขบัญญัติแห่งชาติแห่งชาติมีความสัมพันธ์ในระดับปานกลางกับพฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติ ของนักเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .308) ส่วนปัจจัยเพศ ขนาดของครอบครัวการพักอาศัย รายได้เฉลี่ยของครอบครัว และผลการศึกษาของนักเรียนไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติ แห่งชาติของนักเรียน ดังนั้นควรมุ่งเน้นการส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับหลักปฏิบัติตามสุขบัญญัติแห่งชาติแห่งชาติ แก่นักเรียนเพื่อการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้องตามแนวทางสุขบัญญัติแห่งชาติ ค าส าคัญ: พฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติ, นักเรียนชั้น ประถม, โรงเรียน
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 380 นักศึกษาพยาบาล 05 ผลของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพจิต “รู้ สร้าง สุข” ต่อความสุขและความรอบรู้ทางด้านสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ (Promoting mental health “Knowledge creates happiness” to happiness and mental health literacy of the old adults นายกะตั้น ศรีวัฒนพงษ์นางสาวจุรีภรณ์ อินทกูล นางสาวนิธิดา อินลุเพท นางสาวนุริยดา บุญสิทธิ์นางสาวบงกชพร ใบโพธิ์ นางสาวประกายฝัน นามวาท นางสาวประภาสิริ ก้านทองหลาง นางสาวพรทิพา ลอยประโคน ความเป็นมาและความส าคัญ : สังคมผู้สูงอายุ (Ageing Society) เป็นแนวโน้มที่ทุกชาติทั่วโลกหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยองค์การ สหประชาชาติคาดการณ์ไว้ว่าทั่ว โลกจะมีประชากรที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ในปี พ.ศ. 2593 หรือคิดเป็นร้อยละ 20 ของ ประชากรโลกทั้งหมด ส าหรับประเทศไทย พบว่า มียอดรวมผู้สูงอายุทั้งประเทศ ร้อยละ 19.21 % และผู้สูงอายุในจังหวัด นครราชสีมา (กรมกิจการผู้สูงอายุ, 2566) ร้อยละ 0.77 % ส านักงานสถิติแห่งชาติ คาดการณ์ว่า ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคม ผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ในปีพ.ศ.2565 และปี พ.ศ. 2580 จะเข้าสู่สังคมสูงอายุระดับสุดยอด (super aged society) โดย ผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 60 ปี สูงถึง 28 % (สถาบันวิจัยประชากร และสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล, 2565) เนื่องจากวัย ผู้สูงอายุเป็นช่วงที่เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม ที่เปลี่ยนไปในลักษณะเสื่อมถอย ท าให้อาจ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายจึงจ าเป็นที่จะต้องพึ่งพิงคนอื่นมากขึ้น อาจส่งผลต่อภาวะ จิตใจก่อให้เกิดภาวะซึมเศร้าตามมาได้ (นริสา วงศ์พนารักษ์ และสายสมร เฉลยกิตติ, 2557) จากการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุจ านวนมาก อาจส่งผลกระทบต่อความไม่ เพียงพอของระบบบริการสุขภาพ ท าให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลอย่างไม่ทั่วถึง ดังนั้นแนวทางในการ ส่งเสริมความสามารถใน การดูแลตนเองของผู้สูงอายุ จะช่วยส่งเสริมให้ผู้สูงอายุปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ของตนเองได้อย่างเหมาะสม (จิตติยา สมบัติบูรณ์, 2562) ผู้วิจัยจึงได้สร้างและศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพจิต “รู้ สร้าง สุข” ต่อความสุขและ ความรอบรู้ทางด้าน สุขภาพจิตของผู้สูงอายุ โดยใช้กรอบแนวคิดของความรอบรู้ทางด้านสุขภาพจิต (Mental health literacy) และความสุข 5 มิติของ ผู้สูงอายุ ส่งผลให้ผู้สูงอายุสามารถดูแลตนเองได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองในการด ารง ไว้ซึ่งชีวิต สุขภาพ และความเป็นอยู่อันดีมาเป็นแนวทางในการส่งเสริมสุขภาพจิตในผู้สูงอายุได้มากยิ่งขึ้น ดังนั้นผู้วิจัยจึงได้น า โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพจิต “รู้ สร้าง สุข” ต่อความสุขและความรอบรู้ทางด้านสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ ไปใช้กับผู้สูงอายุใน ชุมชนบ้านมะค่า ต าบลบ้านโพธิ์ อ าเภอเมือง จังหวัด นครราชสีมา เพื่อให้ได้โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพจิตในผู้สูงอายุที่ตรงกับ บริบทในชุมชนที่จะศึกษาต่อไป วัตถุประสงค์ : 1. เพื่อเปรียบเทียบความรอบรู้ทางด้านสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ ก่อน หลัง และ 1 สัปดาห์หลังได้รับ โปรเเกรม ส่งเสริม สุขภาพจิต “รู้ สร้าง สุข” 2. เพื่อเปรียบเทียบความสุขของผู้สูงอายุ ก่อน หลัง และ 1 สัปดาห์หลังได้รับโปรแกรม ส่งเสริมสุขภาพจิต “รู้ สร้าง สุข” วิธีการด าเนินการ : การวิจัยนี้ครั้งนี้เป็นวิจัยกึ่งทดลอง (quasi-experimental research design) การทดลองแบบกลุ่มเดียว ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน (OneGroup Pretest- Posttest Design) กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุในบ้านมะค่า ต าบลบ้านโพธิ์ อ าเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ใช้วิธีการสุ่มเเบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Random Sampling) โดยขั้นที่ 1 เเบ่งเเบบกลุ่ม จังหวัดนครราชสีมา เเบ่งเป็น 32 อ าเภอ มีการสุ่มเเบบเเบ่งชั้นของจังหวัดใน เเต่ละอ าเภอ เลือกสุ่มมา 1 อ าเภอ ผลการสุ่มได้อ าเภอ เมือง ขั้นที่ 2 สุ่ม 1 ต าบล จาก 25 ต าบลในอ าเภอเมือง ผลการสุ่มได้
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 381 ต าบลบ้านโพธิ์ ขั้นที่ 3 สุ่ม 1 หมู่บ้านจาก 10 หมู่บ้านในต าบล บ้านโพธิ์ ผลการสุ่มได้หมู่บ้านมะค่า โดยสุ่มกลุ่มตัวอย่าง ด้วย วิธีการสุ่มอย่างง่าย โดยใช้ทะเบียนราษฎร์มาเป็นกรอบตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุที่อาศัยในหมู่บ้านมะค่า ต าบลบ้านโพธิ์ อ าเภอ เมือง จังหวัดนครราชสีมา โดยมีขนาดตัวอย่างจ านวน 26 คน จากการ ค านวณด้วยโปรแกรม G* Power เครื่องมือที่ใช้ในการ วิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย 1) แบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต และดัชนีชี้วัดความสุขคนไทยที่มีค่าความเชื่อมั่น .890 และ 2) โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพจิตใช้กรอบแนวคิดที่เน้นสาระให้ครอบคลุมเกี่ยวกับ ความสุข 5 มิติส าหรับผู้สูงอายุ ที่มีค่า CVI เท่ากับ 1 วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างด้วยสถิติเชิงพรรณนา (Descriptive statistic) เปรียบเทียบความแตกต่าง ของคะแนนก่อน หลังและ 1 สัปดาห์หลังทดลองโดยใช้สถิติทดสอบวินคอกซอล (Wilcoxon signed-ranks test) ผล การศึกษา : ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของความรอบรู้ทางด้านสุขภาพจิตของกลุ่มตัวอย่างก่อนกับหลังทันที และหลัง ทันทีกับ 1 สัปดาห์หลังทดลองไม่มีความแตกต่างกัน แต่ก่อนทดลองกับ 1 สัปดาห์หลังทดลองมีความแตกต่างกันอย่างมี นัยส าคัญที่ ระดับ .05 คะแนนดัชนีชี้วัดความสุขคนไทยของกลุ่มตัวอย่างก่อนกับหลังทันที และหลังทันทีกับ 1 สัปดาห์หลัง ทดลองไม่มีความ แตกต่างกัน แต่ก่อนทดลองกับ 1 สัปดาห์หลังทดลองมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญที่ระดับ .05 และ คะแนนความเครียดของ กลุ่มตัวอย่างก่อนกับหลังทันที และหลังทันทีกับ 1 สัปดาห์หลังทดลอง และก่อนกับ 1 สัปดาห์หลัง ทดลองมีความแตกต่างกันทาง นัยส าคัญที่ระดับ .05 ข้อเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้ควรมีการน าโปรแกรมการ ส่งเสริมสุขภาพจิต “รู้ สร้าง สุข” ไปใช้กับ ผู้สูงอายุในชุมชน เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีความรอบรู้ ทางด้านสุขภาพจิตและ ความสุข ค าส าคัญ : ผู้สูงอายุ, ความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต, ความสุข
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 382 นักศึกษาพยาบาล 06 ผลของโปรแกรมการปูองกันปอดอักเสบจากการส าลักในผู้สูงอายุ ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบล โนนฝรั่ง จังหวัดนครราชสีมา 1. นางสาวกิติยาพร ดีหามแห 2. นางสาวกุสุมา เพชรสุวรรณ 3. นายขวัญชัย ทิพย์กระโทก4. นางสาวแคททรียา พินิจ5. นางสาวนภัสวรรณ พวงอก 6. นางสาวนภา ทองแสน 7. นางสาวนฤมล ถ ้ากลาง 8. นางสาวแพรวพร ทรงศิริเลิศ ความเป็นมาและความส าคัญ : จากข้อมูลสถิติทั่วโลกในปี พ.ศ.2562 พบผู้เสียชีวิตจากโรคปอดอักเสบจ านวน 2,400,000 คน ในปี พ.ศ. 2564 ประเทศไทยพบผู้สูงอายุเสียชีวิตจากโรคปอดอักเสบ จ านวน 24,578 ราย การเกิดปอดอักเสบในคนไทยปี พ.ศ. 2564 พบผู้ปุวย โรคปอดอักเสบจ านวน 162,224 ราย เป็นผู้สูงอายุจ านวน 72,389 ราย ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา พบผู้ปุวยโรคปอดอักเสบ จ านวน 5,025 ราย เป็นผู้สูงอายุ จ านวน 2,543 ราย ซึ่งการเกิดปอดอักเสบเกิดจากการที่มีเชื้อก่อโรคสะสมและการส าลักในผู้สูงอายุเป็นอีก สาเหตุที ่ท าให้เกิดโรคปอดอักเสบ ปัจจุบันการปูองกันปอดอักเสบมีหลายวิธี แต ่ยังไม่ครอบคลุม ทางคณะผู้วิจัย จึงได้ทบทวน วรรณกรรมและจัดท าโปรแกรมที่ปูองกันการเกิดปอดอักเสบจากการส าลักในผู้สูงอายุ เพื่อคาดว่า จะส่งเสริมประสิทธิภาพผู้สูงอายุได้ วัตถุประสงค์ : 1. เพื่อสร้างโปรแกรมการปูองกันปอดอักเสบจากการส าลักในผู้สูงอายุ2. เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลของโปรแกรม ฯ ใน ผู้สูงอายุ ก่อนและหลังการใช้โปรแกรม 3. เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลของโปรแกรม ฯ ระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมกับกลุ่มที่ไม่ได้รับ โปรแกรม 4. เพื่อศึกษาทักษะการปฏิบัติตามโปรแกรมการปูองกันปอดอักเสบจากการส าลักในผู้สูงอายุ 5. ศึกษาความพึงพอใจต่อ โปรแกรมการปูองกันปอดอักเสบจากการส าลักในผู้สูงอายุ วิธีการด าเนินการ : การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ ่งทดลอง (QuasiExperimental Research) โดยใช้สองกลุ่ม วัดผลก่อนและหลังการทดลอง เป็นการศึกษาผลของโปรแกรมการปูองกันปอดอักเสบจาก การส าลักใน ผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เขตพื้นที่รับผิดชอบ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลโนนฝรั่ง จังหวัด นครราชสีมา ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ จ านวนกลุ่มละ 20 คน โดยเก็บข้อมูลเป็น ระยะเวลา 1 สัปดาห์ โดยกลุ่มทดลอง จะได้รับโปรแกรมการปูองกันปอดอักเสบจากการส าลัก และมีการติดตามประเมินผล มีการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูล ทั่วไป แบบประเมินการเกิดปอดอักเสบ แบบประเมินความพึงพอใจ แบบประเมินทักษะการปฏิบัติหลังเข้ารับโปรแกรม วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติเชิง พรรณนา สถิติเปรียบเทียบ t-test และ Risk ratio ผลการศึกษา : การเปรียบเทียบการส าลักของผู้สูงอายุพบว่าก่อนเข้า ร่วมโปรแกรม ฯ มีค่าเฉลี่ยการส าลักอยู่ที่1.90 และหลังเข้าร่วมโปรแกรมค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.45 ซึ่งภายหลังเข้าโปรแกรม ฯ ผู้สูงอายุมีการ ส าลักน้อยลง อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (p < 0.05) การเปรียบเทียบการส าลักของผู้สูงอายุ 2 กลุ่ม พบว่ากลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของการ ส าลักอยู่ที่ 1.45 กลุ่มเปรียบเทียบมีค่าเฉลี่ยการส าลักอยู่ที่ 1.80 ซึ่งกลุ่มทดลองมีการส าลัก น้อยกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยส าคัญ ทางสถิติ (p < 0.05) การเปรียบเทียบความเสี่ยงการเกิดอาการ ปอดอักเสบพบว่ากลุ่มทดลองมีโอกาสมีอาการปอดอักเสบเป็น 0.143 เท่าของกลุ่มเปรียบเทียบ หรือคิดเป็น ร้อยละ 14.3 ของกลุ่มเปรียบเทียบ และค่าเฉลี่ยของคะแนนความพึงพอใจของผู้สูงอายุมีความพึง พอใจ โปรแกรม ฯ อยู่ในระดับความพึงพอใจสูง โดยคิดเป็นค่าเฉลี่ยของความพึงพอใจเท่ากับร้อยละ 4.79 ข้อเสนอแนะในการน าผล การศึกษาไปใช้ : 1. น าโปรแกรม ฯ ไปใช้กับผู้สูงอายุในชุมชน เพื่อให้ผู้สูงอายุมีวิธีการที่สามารถท าได้ด้วยตนเอง ท าได้ง่าย และสามารถ น าไปประยุกต์ใช้กับผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมองที่มีปัญหากลืนล าบากได้2. ในการท าวิจัยครั้งต่อไปควรมีระยะเวลาในการศึกษาควรมี ระยะเวลาที่มากขึ้นเป็น 21 วัน เพื่อสร้างสุข นิสัยในการปฏิบัติ และศึกษาอาหารดัดแปลงที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุในบริบทของชุมชมให้ สอดคล้อง กับชุมชนที่เป็นอยู่ค าส าคัญ : ผู้สูงอายุ, ปอดอักเสบ, การปูองกันการส าลัก, การปูองกันปอดอักเสบ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 383 นักศึกษาพยาบาล 07 ผลโปรแกรมกิจกรรมการเล่นภูมิปัญญาท้องถิ่นต่อการพัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ณ ศูนย์พัฒนาเด็กแห่งหนึ่ง อ าเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ อัยรารัตน์ โกศล และอัศวเทพ เชียงชุม แนวคิด เหตุผลการจัดท า โครงการ ปัญหาพัฒนาการเด็กไทย เป็นประเด็นปัญหาที่ยังมีช่องว่างที่ไม่ได้ถูกให้ความส าคัญ ทั้งที่เป็นปัญหาส าคัญและเป็นจุดเริ่มต้นของ พัฒนาการของชีวิตกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (2565) ระบุว่าจากการใช้คู่มือเฝูาระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย การ วัดแนวโน้มพัฒนาการเด็กปฐมวัย ของประเทศไทยพบว่าเด็กไทย ร้อยละ 25 มีพัฒนาการไม่สมวัย และพบมากสุดคือพัฒนาการด้านการใช้ ภาษา Expressive Language (EL) อยู่ที่ระดับ ร้อยละ 75.20 พัฒนาการด้านการเข้าใจภาษา Receptive Language (RL) ร้อยละ 60.10 และ Fine Motor พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา ร้อยละ 47 และพัฒนาการด้านภาษาไม่สมวัยในเด็ก ปฐมวัย เป็นอีกเรื่องที่ มีความส าคัญโดยพบว่ามีมากถึง 3 ใน 4 ของเด็กที่ก า ลังมีปัญหาด้านพัฒนาการทางด้านภาษา เมื่อปลายปี พ.ศ. 2563 – 2564 ได้มีการ ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 จึงท า ให้เกิดมาตราการเว้นระยะห่างและงดกิจกรรมที่ต้องสัมผัสระหว่างกัน สถาบันพัฒนาอนามัยเด็ก แห่งชาติ ได้ระบุผลการวิเคราะห์ข้อมูล พัฒนาการเด็กปฐมวัย ในช่วงที่มีการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส ท า ให้เด็กก่อนวันเรียนถูกจ า กัดการ ออกจากบ้าน อีกทั้งสถานศึกษา ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ต้องหยุดการเรียนการสอน เด็กขาดกิจกรรมหรือของเล่นที่ช่วยเสริมสร้าง พัฒนาการ จากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ส่งผลให้เด็กปฐมวัยถูกจ า กัดการท า กิจกรรม ซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการได้และนอกจากนี้ยังมีงานวิจัยยืนยันว่า เด็กปฐมวัย นอกจากจะพัฒนาการล่าช้าแล้ว บางคนยังมีพฤติกรรมการแยกตัว ออกจากสังคม และมีความก้าวร้าวอีกด้วย (ดอกจันทร, 2565) การเล่นในเด็กปฐมวัยมีความส าคัญต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กก่อน วัยเรียน เป็นอย่างมาก จากสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปมีการน า เทคโนโลยี เช่น สมาร์ทโฟนและแท๊บเล็ต มาใช้ในการสื่อสารมาก ขึ้น การเรียนรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่นเริ่มลดน้อยลง การท า กิจกรรมนอกบ้าน หรือกิจกรรมภายในครอบครัวลดน้อยลง จากสภาพปัญหา ข้างต้นผู้วิจัยจึงออกแบบกิจกรรมการเล่นเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กตามวัย และศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเล่นต่อพัฒนาการของเด็กก่อน วัยเรียน การจัดกิจกรรมให้เด็กก่อนวัยเรียน ได้เรียนรู้ภูมิปัญญา ท้องถิ่น จะช่วยให้เด็กเรียนรู้ เห็นคุณค่าและ ภาคภูมิใจในภูมิปัญญาท้องถิ่น ของตนเองอีกทั้งยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ช่วยส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ และยังช่วยรักษาวัฒนธรรมของเล ่นจากภูมิ ปัญญาท้องถิ่น ของไทยให้คงอยู่ตลอดไป วัตถุประสงค์ การศึกษานี้เป็นงานวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi experimental design) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเล่นต่อ พัฒนาการของเด็กก่อนวัยเรียน ณ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแห่งหนึ่ง อ าเภอ เมือง จังหวัด ชัยภูมิ ประเทศไทย วิธีการศึกษา เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง คือเด็กก่อนวัยเรียน จ า นวน 24 คน ในปีการศึกษา 2565 ณ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแห่งหนึ่ง อ า เภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ เครื่องมือวิจัย ได้แก่ คู่มือเฝูาระวังและส่งเสริมพัฒนาการ (DSPM) และโปรแกรมกิจกรรมการเล่นตามวัย ได้แก่ 1) การปลูกต้นไม้ 2) การท า บัวลอยหลากสี และ 3) การเล่านิทาน โดยจัดกิจกรรมการเล่น 1 ชั่วโมง/วัน จ า นวน 4 วันต่อสัปดาห์ รวม ระยะเวลาทั้งหมด 2 สัปดาห์ วิเคราะห์ผลการประเมินพัฒนาการก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม โดยใช้สถิติ dependent t-test สรุปผลและข้อเสนอแนะ: โปรแกรมกิจกรรมการเล่นได้รับการออกแบบตามหลักการพัฒนาเด็กและกิจกรรมการเรียนรู้ของเด็กก่อนวัยเรียน อย่างไรก็ตามการศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยระยะสั้น จึงควรขยายระยะเวลาการศึกษาในการศึกษาครั้งต่อไป
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 384 นักศึกษาพยาบาล 08 การพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันให้ความรู้เรื่องการเจริญเติบโตและพัฒนาการเด็กส าหรับนักศึกษา พยาบาล “The Development of Learning Web application in Child Growth and Development for Nursing Students” นางสาววรัญญา พงษ์สระพัง, นางสาวเพ็ญพิชชา เนื่องพิมพ์, นางสาวรวิพร มณีปรุ, นางสาววรรณิกา ศรีแก้ว, นางสาวสิรินัดดา สืบเคน, นางสาวสุ กัญญา จิตรกลาง, นางสาวสุดารัตน์ แคะสูงเนิน, นางสาวสุดารัตน์ ยอดเกตุ ความเป็นมาและความส าคัญ : ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทอย่างมากในการเรียนรู้ ผู้วิจัยจึง สนใจศึกษาการ ท าเว็บแอปพลิเคชัน โดยใช้ ADDIE Model ในการออกแบบและพัฒนาร่วมกับการทบทวน วรรณกรรม มีการน าเสนอด้วย ตัวอักษร ภาพนิ่งผสมผสานกับการใช้วิดีทัศน์ โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการ เจริญเติบโตและพัฒนาการเด็ก ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนได้ ทบทวนเนื้อหาได้ตามความต้องการของตนเอง วัตถุประสงค์ : 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการให้ความรู้ผ่านทางเว็บแอปพลิเคชัน เรื่องการเจริญเติบโตและพัฒนา การเด็ก 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักศึกษาพยาบาลที่ใช้รูปแบบการให้ความรู้ ผ่านเว็บแอปพลิเค ชันเรื่องการเจริญเติบโตและพัฒนาการเด็ก และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาลต่อการ ใช้รูปแบบการให้ความรู้ผ่านเว็บแอปพลิเคชันเรื่องการเจริญเติบโตและพัฒนาการเด็ก วิธีการด าเนินการ : วิจัยนี้เป็นรูปแบบ การวิจัยและพัฒนา (Research & Development) ด าเนินการวิจัยที่ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครราชสีมา กลุ่ม ตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 3 จ านวน 60 คน โดยใช้วิธีสุ่มอย่างง่าย แบ่งเป็น กลุ่มควบคุม จ านวน 30 คน และกลุ่มทดลอง จ านวน 30 คน เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างวันที่ 4-26 กันยายน 2566 เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ เว็บแอปพลิเคชันเรื่อง การเจริญเติบโตและพัฒนาการเด็ก แบบสอบถามความพึงพอใจและแบบทดสอบความรู้สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (M) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ค่าสถิติ pair t-test และ Independent ttest ผล การศึกษา : ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนารูปแบบการให้ความรู้ผ ่านทางเว็บแอปพลิเคชัน โดยใช้ แบบจ าลอง ADDIE Model มีการส ารวจความต้องการเพื่อพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันและประเมินความตรงของ เนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่านและ แก้ไขตามค าแนะน าก่อนน าไปทดลองกับกลุ่มวัดความเชื่อมั่นด้วยสูตร KR21 เท่ากับ 0.86 และสัมประสิทธิ์อัลฟา α=0.87 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้พบว่าก่อนเรียนและหลังเรียนใน กลุ่มทดลองแตกต่างกันที่ระดับนัยส าคัญ .05 ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนรู้หลังเรียนในกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม ไม่แตกต่างกันที่ระดับนัยส าคัญ .05 3) ความพึงพอใจต่อการใช้เว็บแอปพลิเค ชันของกลุ่มทดลองมีความพึง พอใจในระดับมากที่สุด (M=4.58, SD=0.546) ข้อเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้: อาจารย์พยาบาลหรือนักศึกษาพยาบาลที่สนใจสามารถน าเว็บ แอปพลิเคชันให้ความรู้เรื่องการเจริญเติบโตและพัฒนาการเด็ก ส าหรับนักศึกษาพยาบาลไปใช้ประกอบการ เรียนการสอนเพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ได้ค าส าคัญ : เว็บแอปพลิเคชัน, ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้, ความพึงพอใจ, นักศึกษาพยาบาล
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 385 นักศึกษาพยาบาล 09 พิชิตยาใกลตัว ดวย AR จิรารัตน พางาม*, ภัทรดา ประทุมทอง*, พรศิริ ชัยวงศ , เมฑาวดี อาจปา*, ศศิธร วงษสูงเนิน*, ศิริลักษณ บุตรทาว*, หนึ่งสตรี ปราบคะเซ็น*, ธรณินทร คุณแขวน** แนวคิดเหตุผลการจัดท าโครงการ การใชยาไมสมเหตุผลเปนปญหาของระบบสาธารณสุขทั่วโลก และเปนประเด็นเรงดวนของหลายประเทศที่ตองด าเนินการเพื่อ ลดอาการไมพึงประสงคของยา ลดอัตราการเกิดเชื้อดื้อยา และลดการสูญเสียทางเศรษฐกิจซึ่งเกิดขึ้นทั้งในสถานพยาบาลและ ชุมชน ท าใหมีการใชยาอยางฟุมเฟอยเกินความจ าเปนในทุก ๆ ระดับ (ปณนัชญาแพงวงษ, 2562) สังคมไทยในปจจุบันมีการ ใชยาฟุมเฟอยเพิ่มสูงขึ้นทุกป พบไดในกลุมผูใชยารักษาโรคเรื้อรัง เชนยารักษาโรคเบาหวาน ยารักษาโรคความดันโลหิต เปนต น และพบในกลุมผูใชยาแกปวดหรือยาปฏิชีวนะ (รวีภัทรอนรรฆเมธี, 2566) ปญหาการใชยามากเกินความจ าเปน นอยเกิน ความจ าเปน และใชโดยไมจ าเปน เกิดขึ้นโดยทั่วไปในระดับบุคคล จนท าใหเกิดปรากฏการณปญหาการใชยาในระดับสังคม เช น การรับยาจากสถานบริการทางการแพทยหลายแหง (poly-pharmacy) เกิดภาวะเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะ การใชยารักษาตนเอง การซื้อยาหรือผลิตภัณฑสุขภาพจากแหลงที่ไมเหมาะสม (อัจฉรา มีดวง, 2564) สอดคลองกับขอมูลจากการฝกปฏิบัติงานของ นักศึกษาพยาบาลชั้นปที่ 3 คณะพยาบาลศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิรายวิชาปฏิบัติการพยาบาลอนามัยชุมชน 2 ใน การศึกษาชุมชนบานโนนพระค า ต าบลนาฝาย อ าเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ เก็บขอมูลจากประชากรวัยแรงงาน ชวงอายุ 20-60 ป จ านวน 118 คน พบวา มีพฤติกรรมการรับประทานยาไมเหมาะสม รอยละ 30.93โดยมีความรูเกี่ยวกับการใชยา อยู ในระดับต ่า รอยละ 34.20 มีทัศนคติเกี่ยวกับการใชยา อยูในระดับปานกลาง(mean= 1.91, SD.=0.19) และมีพฤติกรรม เกี่ยวกับการใชยา อยูในระดับปานกลาง (mean=2.48, S.D.= 0.10)โดยพฤติกรรมการรับประทานยาไมเหมาะสม ไดแก พฤติกรรมการรับประทานยาแกปวด ยาชุดและยาสมุนไพรซึ่งคิดวาการเจ็บปวยเล็ก ๆ นอย ๆ ไมจ าเปนตองไปโรงพยาบาล ซื้อยากินเองก็สามารถหายได และคิดวายาชุดดีกวายาสามัญประจ าบาน เห็นผลรักษาเร็ว เกิดความเคยชินในการซื้อยาจากร านคาในชุมชนหรือสั่งซื้อออนไลนเนื่องจากซื้อยาไดงาย สะดวก ราคาถูก และมีการใชยาเกินความจ าเปน ใชยาอยางไมถูกตอง เพิ่มหรือลดขนาดยาเองเทคโนโลยีความจริงเสริม (Augmented Reality: AR) เปนเทคโนโลยีที่ผสมผสานระหวางโลกของ ความจริง (Real World) เขากับโลกเสมือน (Virtual World) ผานอุปกรณดิจิทัล เชน แท็บเล็ต สมารทโฟน เปนตน เพื่อใหเห็นภาพเสมือนอยูในสภาพแวดลอมจริง เปนสื่อที่เขาถึงไดงาย สามารถเรียนรูดวยตัวเองตลอดเวลา เพิ่มความสนใจ และเพิ่มความเขาใจในการเรียนรูไดดียิ่งขึ้น ดังนั้นผูวิจัยจึงไดพัฒนานวัตกรรม "พิชิตยาใกลตัว ดวย AR"ขึ้นเพื่อสงเสริมการ เรียนรูเกี่ยวกับการใชยาที่ไมเหมาะสมไดอยางมีประสิทธิภาพ วัตถุประสงคการจัดท าโครงการ 1. เพื่อพัฒนานวัตกรรม พิชิตยาใกลตัว ดวย AR 2. เพื่อประเมินความพึงพอใจของผูใชนวัตกรรม 3. เพื่อศึกษาผลของนวัตกรรมตอความรูและทัศนคติเกี่ยวกับการใชยาอยางเหมาะสม กระบวนการพัฒนาโครงการ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 386 การพัฒนานวัตกรรม พิชิตยาใกลตัวดวย AR ใชระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (Research andDevelopment : R&D) (ธิราวรรณ เชื้อตาเล็ง, 2564) โดยมีขั้นตอนดังนี้ 1. Research 1 (R1) ศึกษาสถาพปญหา และความตองการผูวิจัยศึกษาปญหาและความตองการเกี่ยวกับพฤติกรรมการใชยา จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ และศึกษาจากพฤติกรรมการใชยา จากประชากรวัยแรงงาน ชวงอายุ 20-60 ปจ านวน 118 คน ตลอดจนปรึกษาผูเชี่ยวชาญดานการพยาบาลและดานเทคโนโลยีถึงความเปนไปไดและขอเสนอแนะในการพัฒนา นวัตกรรม 2. Development (D1) ออกแบบและพัฒนานวัตกรรมผูวิจัยออกแบบนวัตกรรม พิชิตยาใกลตัว ดวย AR โดยประยุกตใช เทคโนโลยีความจริงเสริม (AugmentedReality: AR) โดยใชโปรแกรม Viditoni ซึ่งมีโปรแกรม V-Director เปนตัวสราง ส าหรับผูพัฒนาสื่อ และโปรแกรมV-Player เปนตัวอานส าหรับผูใชงาน ก าหนดคุณสมบัติใหนวัตกรรมเปนคูมือการใหความรู เกี่ยวกับการใชยาอยางเหมาะสมซึ่งสามารถใชเทคโนโลยี AR ได เปนสื่อที่เขาถึงไดงาย งายตอการใชงาน สามารถเรียนรูดวย ตัวเองตลอดเวลา เพิ่มความสนใจและเพิ่มความเขาใจในการเรียนรูไดดียิ่งขึ้น จากนั้นน าไปตรวจสอบคุณภาพโดยผูเชี่ยวชาญด านการพยาบาล จ านวน 3 ทาน และตรวจสอบประสิทธิภาพจากกลุมที่ไมใชกลุมเปาหมายที่จะน าไปทดลองใชจ านวน 5 คน และปรับปรุงแกไขนวัตกรรมตามขอเสนะแนะกอนน าไปทดลองใชจริง 3. Research 2 (R2) การทดลองใชนวัตกรรมน านวัตกรรม พิชิตยาใกลตัว ดวย AR ที่พัฒนาขึ้นไปทดลองใชจริงกับกลุมตัวอย าง ไดแก ประชากรวัย แรงงาน อายุ 20-60 ป จ านวน 20 คน โดยผูวิจัยอธิบายการใชนวัตกรรมและสาธิตการใชนวัตกรรม ใหกลุมตัวอยางสาธิตย อนกลับการใชนวัตกรรม จากนั้นใหกลุมตัวอยางน านวัตกรรมไปทดลองใชเปนเวลา 7 วัน 4. Development 2 (D2) การประเมินผลวัตกรรมการประเมินผลนวัตกรรม โดยใชแบบประเมินความรูและทัศนคติเกี่ยวกับ การใชยาอยางเหมาะสม และแบบประเมินความพึงพอใจของผูใชนวัตกรรม ในกลุมตัวอยาง จ านวน 20 คน ผลการศึกษา ผลการใชนวัตกรรม พบวา กลุมตัวอยาง มีความรูและทัศนคติเกี่ยวกับการใชยาอยางเหมาะสม เพิ่มขึ้นรอยละ 94.20 และมีคา เฉลี่ยความพึงพอใจ อยูในระดับมากที่สุด (Mean=4.60, S.D.=0.45) ขอเสนอแนะการน าไปใชประโยชน 1. การใชเทคโนโลยี AR เปนสื่อเพื่อสงเสริมการเรียนรูเกี่ยวกับพฤติกรรมการใชยาอยางเหมาะสม เปนสื่อที่เข้าถึงไดงาย สามารถใชงานไดดีเพิ่มความสนใจความเขาใจในการเรียนรูไดดีและสงเสริมการเรียนรูดวยตัวเอง โดยสามารถประยุกตใช เทคโนโลยี AR ในประเด็นปญหาหรือขอมูลสุขภาพอื่น ๆ ได 2. การพัฒนาเทคโนโลยีAR โดยโปรแกรม Viditoni ซึ่งเปนโปรแกรมฟรี มีขอจ ากัดในการใชงานบางสวนหากตองการพัฒนาต อยอดการใชเทคโนโลยีAR อาจพิจารณาซื้อลิขสิทธิ์หรือใชโปรแกรมอื่น เชน Unity 3D,Vuforia ค าส าคัญ : เทคโนโลยีความจริงเสริม (Augmented Reality), การใชยา (Medication use)
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 387 นักศึกษาพยาบาล 10 การพัฒนานวัตกรรมเครื่องชั่งน ้าหนัก วัดสวนสูงอัตโนมัติส าหรับทารก : Automatic weight hight for baby ยุพา ศิลปชัย* ,วรรณพร ด ารงธรรม* วรินทร ชัยศรีโภค* ,วลักษณา วังศรีคุณ* วัลลภา ใจท าดี* ,วาสนา บุญจันทึก* วิชชุดา หินเหล็ก* ,วิรัญญา ฮาดทักษวงศ ธณัฏฐภรณ กุลแสนเตา, พย.ม.** บทคัดยอ การวิจัยและพัฒนา (Research and Development) เพื่อพัฒนานวัตกรรมเครื่องชั่งน ้าหนักวัดสวนสูงอัตโนมัติส าหรับทารก ประชากร คือ เจาหนาที่ บุคลากร ที่ใหบริการจุดชั่งน ้าหนักวัดสวนสูงทารกในสถานบริการสุขภาพจังหวัดนครราชสีมาโดยสุ มอยางงาย (Simple random sampling) ไดจ านวน 5 แหงไดแก โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพต าบลขนาย, หนองปลิง, โนน ฝรั่ง และหนองกระทุม และสถานีกาชาดที่ 4จังหวัดนครราชสีมา โดยเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) จ านวน 21 คน เครื่องมือที่ใชในการวิจัยไดแก เครื่องชั่งน ้าหนักวัดสวนสูงอัตโนมัติส าหรับทารก (น ้าหนักคลาดเคลื่อนรอยละ 0.1 สวนสูง คลาดเคลื่อนรอยละ 0.85) แบบประเมินประสิทธิภาพ (IOC=.95) และความพึงพอใจตอการใชเครื่องชั่งน ้าหนักวัดสวนสูง อัตโนมัติส าหรับทารก(IOC=.96) ด าเนินการ 5 ขั้นตอน ภายใตกรอบแนวคิด ADDIE Model ประกอบดวยขั้นที่ 1 การวิ เคราะห Analysis), ขั้นที ่ 2 การออกแบบ (Design), ขั้นที ่ 3 การพัฒนา (Development),ขั้นที ่ 4 การน าไปใช (Implementation), ขั้นที่ 5 การประเมินผล (Evaluation) วิเคราะหขอมูลโดยหาคารอยละ คาเฉลี่ยและสวนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ผลการวิจัยพบวา 1) เครื่องชั่งน ้าหนักวัดสวนสูงอัตโนมัติส าหรับทารกมีคาความแมนย าของน ้าหนักเทากับ 99.9 เปอรเซ็นต และคาความแมนย าของสวนสูงเทากับ 99.15 เปอรเซ็นต ประสิทธิภาพของเครื่องชั่งน ้าหนักวัดสวนสูงอัตโนมัติส าหรับ ทารกอยูในระดับมาก (̅̅ =4.27 SD=0.64) โดยดานความคุมคาและคุณค่าสูงสุด (̅̅ =4.44 SD=0.62) และมีความพึง พอใจตอการใชอยูในระดับมาก (̅̅ =4.33, SD=0.66) โดยพึงพอใจตอการใชงานไดจริงสูงที่สุด (̅̅ =4.48, SD=0.59) ขอเส นอแนะการพัฒนาใหมีประสิทธิภาพเพิ่มมาขึ้นโดยเพิ่มขนาดหนาจอแสดงผลน ้าหนักและวัดสวนสูงใหมีความชัดเจนและความ สะดวกตอการอานคา และควรมีแบตเตอรี่ส ารองและเผยแพรใหแกเจาหนาที่ บุคลากรที่เกี่ยวของไดน าไปใชตอไป ค าส าคัญ: เครื่องชั่งน ้าหนักวัดสวนสูงอัตโนมัติ ,นวัตกรรม, ทารก
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 388 นักศึกษาพยาบาล 11 ชุดสื่อการค านวณพลังงานด้วยวงล้อค านวณพลังงานจากการออกแรง (Activity-induced energyexpenditure estimation wheel Toolkit [AEE estimation wheel Toolkit] ) อารยา ใจมั่น มือถือ1 อารีรัตน์ หมายมี1 อริศรา เมี้ยน มิตร1 อานนท์ กอไธสง1 อาทิตยา แน่นหนา1 อาทิตยา ศรีแก้ว1 อรวรรณ ศรีงาม1 อภิญญา ธรรมพร1 วรรณพร บุญเปล่ง2 1 นักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 3 2อาจารย์ที่ปรึกษา วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก บทคัดยอ แนวคิด เหตุผลการจัดท าโครงการ: กิจกรรมทางกายเป็นสิ่งส าคัญที ่ช่วยลดปัจจัยเสี ่ยงทางด้านสุขภาพ การมี กิจกรรมทางกายไม่ เพียงพอส่งผลให้เกิดภาวะอ้วนลงพุง และ เจ็บปุวยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง การพัฒนาสื่อในการ ให้ความรู้กระตุ้นให้เกิดความตระหนัก เกี่ยวกับปริมาณพลังงานที่ใช้จากการมีกิจกรรมทางกายจะท าให้สามารถน า ข้อมูลไปใช้วางแผนการมีกิจกรรมและรับประทานอาหาร เพื่อให้เกิดความสมดุลลดภาวะเสี่ยงทางด้านสุขภาพได้วัตถุประสงค์การพัฒนาโครงการ: เพื่อพัฒนาชุดสื่อการค านวณพลังงานด้วยวง ล้อส าหรับประเมินพลังงานที่ใช้จากการมีกิจกรรมทางกาย กระบวนการหรือวิธีการด าเนินการพัฒนาโครงการ: การผลิตชุดสื่อใช้ แอดดี โมเดล (Addie model) เพื่อการ ออกแบบและพัฒนานวัตกรรม นวัตกรรมได้รับการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน ค่า IOC = 0.92 หลังจากนั้น ทดลองใช้กับวัยผู้ใหญ่ 5 คน และมีการปรับปรุงตามข้อเสนอแนะ ทดลองใช้และประเมินผลนวัตกรรมกับกลุ่ม ตัวอย่างวัย ผู้ใหญ่ 22 คน โดยใช้แบบสอบถาม 11 ข้อ แบบมาตรวัดของลิเคิร์ท เห็นด้วยมากที่สุด – ไม่เห็นด้วย มากที่สุด ประเมิน 4 ด้าน คือ ประโยชน์ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการใช้ในสถานการณ์จริง ความ คุ้มค่า คุ้มทุน และ ความสวยงาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการพัฒนาโครงการ: นวัตกรรมออกแบบให้ค านวณพลังงานโดยประยุกต์ใช้การวัด พลังงานจากการออกแรง จากการเทียบอัตราการใช้ออกซิเจน (Metabolic equivalent; MET) โดยเลือกใช้ MET อ้างอิงจากลักษณะ การ ท ากิจกรรมทางกาย แบ่งระดับความหนักเป็น 4 ระดับ คือ นิ่งเฉย เบา กลาง และ หนัก สามารถประเมินพลังงาน ที่ใช้ใน 1 วันได้ ค่าพลังงานที่ได้สามารถประเมินว่าอยู่ในระดับที่เพียงพอหรือไม่ชุดสื่อ ประกอบด้วย วงล้อค านวณ พลังงาน 2 โมเดล สมุดบันทึกการมี กิจกรรม ตารางแสดงการใช้พลังงานของกิจกรรม ผลการใช้ในวัยผู้ใหญ่ 22 คน พบว่า ส่วนใหญ่เห็นด้วยอยู่ในระดับมากที่สุดทั้ง 2 โมเดล โมเดลที่ 1 เฉลี่ย 4.22 (S.D. 0.63) และ โมเดลที่ 2 เฉลี่ย 4.29 (S.D. 0.56) ชุดสื่อออกแบบให้ผู้ใช้มีปฏิสัมพันธ์กับข้อมูลกิจกรรม ของตนเองโดยการจดบันทึกแล้ว น ามาใช้ค านวณพลังงานท าให้เข้าใจถึงระดับความหนักของกิจกรรมทางกายของตนเองและปริมาณ พลังงานที่ใช้มากขึ้น ข้อเสนอแนะ / ประโยชน์: ชุดสื่อวงล้อค านวณพลังงานจากการออกแรงสามารถใช้ประเมินการใช้พลังงานจากการมีกิจกรรมทางกาย เบื้องต้นที่ราคาไม่แพง ใช้วัสดุราคาถูก มีกระบวนการผลิตที่ไม่ซับซ้อน ท าได้ง่าย บุคลากรทางการแพทย์สามารถ ใช้เป็นสื่อช่วยสอน เพื ่อให้ประชาชนทราบเกี่ยวกับพลังงานที ่ตนเองใช้และน าข้อมูลไปวางแผนในการรับประทาน อาหารเพื ่อให้เกิดความสมดุลและไม่ เกิดผลกระทบทางด้านสุขภาพต่อไป ค าส าคัญ : พลังงานจากการออกแรง กิจกรรมทางกาย วงล้อ วัยผู้ใหญ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 389 นักศึกษาพยาบาล 12 ผลการประยุกต์ใช้สื่อผสม:กล่องอาหารท้องถิ่นส าหรับผู้ดูแลผู้สูงอายุโรคเบาหวาน นายปรัชญา ภูแก้ว1, นางสาวปาริชาติ มั่นคง1, นางสาวปาริชาติ ลาดทอง1, นางสาวปิยพร หุ่นทอง1, นางสาวปิยฉัตร สายเเก้ว1, นางสาวปียญ์นิตช์ จ าปาทอง1, นางสาวเปรมสิณีย์ ภาคพรม1,ธิดา มุลาลินท์2 1 นักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 3 2อาจารย์ที่ปรึกษา วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา การควบคุมน ้าตาลเป็นปัญหาส าคัญในผู้อายุโรคเบาหวาน โดยสาเหตุส่วนใหญ่จาก การควบคุมอาหาร โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพิงบุตรหลานในการดูแล การศึกษาครั้งนี้จึงต้องการพัฒนานวัตกรรมสื่อ การสอน แบบผสม เพื่อให้ผู้ดูแลให้สามารถค านวณพลังงานตามสัดส่วนธงโภชนาการและเมนูท้องถิ่น วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อประเมินผลสื่อการสอนแบบผสมส าหรับผู้ดูแลผู้สูงอายุโรคเบาหวาน วิธีการด าเนินการ ขั้นตอนจุดประกายความคิด ประเด็นปัญหาสุขภาพผู้สูงอายุโรคเบาหวาน : จากประสบการณ์ของนักศึกษา เป็นอาสมัครดูแลผู้สูงอายุโรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพต าบล รวมทั้งสัมภาษณ์พยาบาลในปัญหาการดูแลผู้สูงอายุโรคเบาหวานใน รพ.สต และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับอาจารย์ ที่ปรึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ ในแนวทางการ แก้ปัญหาการควบคุมน ้าตาล ขั้นตอนท้าทายความคิดในโจทย์“สื่อ การสอนที่มีประโยชน์ ใช้ได้จริงและสนุกในการเรียนรู้”: ส ารวจ และ วิเคราะห์เมนูอาหารที่นิยมในท้องถิ่นในชุมชนใกล้ๆ วิทยาลัย เพื่อเป็นข้อมูลน าเข้า และศึกษารวบรวมข้อมูล ความรู้ใน การค านวนพลังงานอาหารขั้นตอนลงมือออกแบบสื่อผสม : ประยุกต์ใช้CANVA program ในการเลือกภาพเมนูอาหาร ร่วมกับค านวน ความต้องการพลังงานจากโปรแกรมค านวณคุณค่า อาหาร Thai Nutri Survey Program (TNS) จากส านักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขเพื่อออกแบบคู่มือ E-Book และ การ์ดเกม และขั้นตอนการใช้สื่อ รวมทั้งท า แบบทดสอบความรู้โดยผ่านการตรวจสอบคุณภาพด้านเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 คน และทดลองความเป็นไปได้ใน การใช้สื่อกับเพื่อนในหอพักที่มีญาติเป็นโรคเบาหวานจ านวน 5 คน ขั้นตอนน าไปใช้ได้จริง : ทดสอบผลการใช้นวัตกรรมในกลุ่มผู้ดูแลผู้สูงอายุโรคเบาหวานที่นอนโรงพยาบาล หอผู้ปุวยอายุรกรรม โรงพยาบาลสุรินทร์ จ านวน 20 คน โดยใช้สถิติpair-t test และประเมินความพึงพอใจโดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผล การศึกษา : 1) สื่อการสอนแบบผสม "กล่องอาหารท้องถิ่นส าหรับผู้ดูแลผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวาน" ประกอบด้วย แบบทดสอบ ความรู้ การ์ดเกม และ คู่มือ e-book 2) กลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุเฉลี่ย 33 ปี (19–70 ปี) ส่วน ใหญ่ป็นผู้หญิง (80%) และ การศึกษาน้อยกว่าปริญญาตรี (55%) กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจต่อนวัตกรรมโดยรวม ระดับดี (mean=4.11,SD 0.68) พึงพอใจ ด้านการออกแบบ/การจัดรูปแบบมากที่สุด (mean = 4.20, SD = 0.79) ส่วนด้านความรู้ที่ได้รับน้อยที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 3.92, SD = 0.78) โดยเสนอให้เพิ่มเมนูอาหาร และลดระยะเวลาในการ ท ากิจกรรม และ 3) ผลของนวัตกรรมนี้ช่วยท าให้ผู้ดูแลผู้สูงอายุมี ความรู้ในการค านวณพลังงานอาหารได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยส าคัญ (P-value<0.001,mean difference=8.2 ) สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: นวัตกรรมสื่อผสมนี้ช่วยให้ผู้ดูแลผู้สูงอายุ มีความรู้ในการจัดอาหารที่เหมาะสมกับ ผู้สูงอายุโรคเบาหวาน ซึ่งอาจส่งผลต่อการควบคุมน ้าตาลในเลือด และปูองกันภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานที่จะเกิดขึ้นใน อนาคต โดยควรพัฒนาปรับปรุงนวัตกรรมให้ใช้ได้ง่าย และขยายผลในกลุ่มผู้ปุวยโรคอ้วนและโรคไตต่อไป
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 390 ค าส าคัญ : ผู้สูงอายุโรคเบาหวาน ผู้ดูแล สื่อการสอนแบบผสม การค านวณแคลอรี อาหารท้องถิ่น นักศึกษาพยาบาล 13 โครงการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุโดย “นวัตกรรม: ไม้เท้าช่วยพยุงประกอบเพลงพื้นบ้าน” ณ หมู่บ้านโนนคูณ ต าบลนาฝาย อ าเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ณิชาภัทร ทิพเจริญ* , กิตติศักดิ์ เอื้อปกรณ์*, พิเชษฐ์ ตู้ประเสริฐ* และยุภดี สงวนพงษ ความส าคัญและความเป็นมาการพลัดตกหกล้มเป็นการล้มลง การทรุดตัวลง เนื่องจากเสียสมดุลในการทรงตัว ซึ่งเป็นปัญหาที่ พบได้บ่อยในผู้สูงอายุในด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ผลกระทบจากการได้รับบาดเจ็บท าให้สูญเสียความสามาถ ในการท ากิจกรรมในชีวิตประจ าวัน ซึ่งจะมีผลกระทบด้านจิตใจตามมา โดยใน ผู้สูงอายุที่มีการพลัดตกหกล้มจะรู้สึกขาดความ เชื่อมั่นและไม่มั่นใจในการท ากิจกรรมต่างๆ เรียกว่าความ กลัวการพลัดตกหกล้ม หลังการพลัดตกหกล้ม ท าให้สูญเสียการรับรู้ และความมั่นใจในการด ารงชีวิต ถือว่า เป็นภาวะคุกคามทางด้านจิตใจ ในระยะยาวอาจท าให้ผู้สูงอายุไม่สามารถท ากิจกรรม ต่างๆได้เอง การเข้า สังคมจะลดลง จนเกิดการแยกตัว ซึ่งอาจท าให้ผู้สูงอายุมีความวิตกกังวล เครียด และมีภาวะซึมเศร้า ตามมาได้ (ฐิติมา ทาสุวรรณอินทร์, 2557) จากการศึกษา วิชาปฏิบัติการพยาบาลผู้สูงอายุ นักศึกษาพยาบาลศาสตร์ได้ลง ชุมชนและศึกษา ข้อมูลผู้สูงอายุ บ้านโนนคูณ หมู่ 8 ต าบลนาฝาย อ าเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิตั้งแต่วันที่ 9-20 ตุลาคม 2566 พบว่า มีจ านวนผู้สูงอายุทั้งสิ้น 80 คน โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มติดสังคมจ านวน 27 คน คิด เป็นร้อยละ 33.5 กลุ่มติด บ้านจ านวน 52 คน คิดเป็นร้อยละ 65 กลุ่มติดเตียงจ านวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 1.2 จากการศึกษาดังกล่าว พบว่า ส่วนใหญ่ ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มติดบ้านซึ่งไม่มีผู้ดูแลหลักตลอดเวลา มีการ เสื่อมถอยของร่างกายตามอายุ สิ่งแวดล้อมบริเวณบ้านไม่เอื้อต่อ การด ารงชีวิตประจ าวัน โดยเฉพาะการ เคลื่อนไหว เช่น พื้นบ้านมีหลายระดับ ไม่มีตัวช่วยพยุง เป็นต้น รวมทั้งความสัมพันธ์ และการสื่อสาร ภายในครอบครัวมีข้อจ ากัด เนื่องจากสมาชิกในครอบครัวจ าเป็นต้องไปท างานต่างจังหวัด ปล่อยให้ผู้สูงอายุ อยู่บ้านเพียงล าพัง ท าให้ผู้สูงอายุเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มและมีภาวะซึมเศร้า ซึ่งมีผลกระทบต่อ ผู้สูงอายุ ผู้ดูแล และ ครอบครัว จากข้อมูลดังกล่าวจึงพัฒนานวัตกรรมเพื่อปูองกันการพลัดตกหกล้มและ ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ นักศึกษาจึงได้ท า โครงการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุโดย “ไม้เท้าช่วยพยุง ประกอบเพลงพื้นบ้าน” โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงใช้หลัก 3R คือ Reduce Recycle และ Reuse ค าส าคัญ: นวัตกรรม, ไม้เท้าช่วยพยุง เพลงพื้นบ้าน วัตถุประสงค์1. เพื่อส่งเสริมการทรงตัว ในการเดินในผู้สูงอายุ2. เพื่อปูองกันการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ3. เพื่อปูองกันภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุเครื่องมือการจัด โครงการ ประกอบด้วย 1) แบบประเมินความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม 2) การ ประเมินภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุและ 3) แบบประเมินความพึงพอใจของนวัตกรรม กลุ่มเปูาหมาย ผู้สูงอายุในบ้านโนนคูณ ต าบลนาฝาย อ าเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัด ชัยภูมิ จ านวน 30 คน วิธีการด าเนินโครงการ ประกอบด้วย 1) ประเมินภาวะสุขภาพผู้สูงอายุ ความเสี่ยงต่อการพลัดตก หก ล้มและภาวะซึมเศร้า 2) ค้นคว้าหาความรู้จากเอกสาร หนังสือ และฐานข้อมูลต่างๆ 3) การพัฒนา นวัตกรรม “ไม้เท้าช่วยพยุง ประกอบเพลงพื้นบ้าน” ท่าการออกก าลังกายจ านวน 12 ท่าประกอบกับเพลง พื้นบ้านจ านวน 3 เพลง 3) จัดโครงการใน ชุมชน และ 4) ประเมินผลการจัดโครงการฯ สรุปผลการจัดโครงการ สรุปผลการน านวัตกรรมนวัตกรรม “ไม้เท้าช่วยพยุง ประกอบดนตรีพื้นบ้าน” พบว่า ผู้สูงอายุ มีความพึงพอใจต่อไม้เท้าฯ และเพลงพื้นบ้าน อยู่ในระดับมากที่สุด (x =4.23, SD = 0.27) และ (x =4.15, SD = 0.18) ตามล าดับ ประโยชน์ที่ได้รับ 1. ได้นวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทรงตัวในการเดิน การหกล้มและภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ2. น าเอาวัสดุจากภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ประโยชน์ ในการพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยกา รพลักตกหกล้ม การยืดเหยียด และการออกก าลังกายในผู้สูงอายุ 3. น าเอาเพลงพื้นบ้านและศิลปวัฒนธรรมจากภูมิปัญญา ท้องถิ่นมาใช้ในการจัดกิจกรรมเพื่อช่วย ปูองกันภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุได้4. การมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลสุขภาพ ผู้สูงอายุ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 391 นักศึกษาพยาบาล 14 “รู้ทัน รู้ไว้ปลอดภัยจากมะเร็งเต้านม” 1. นายคมเพชร ทากุดเรือ 2. นางสาวจิณห์นิภา เสียงเล็ก 3. นางสาวจินตหรา สาลาสุตา 4.นางสาวปิยธิดา ถนอมสัตย์ 5.นางสาวพรรณวิไล กันหา อาจ 6.นางสาววรนุช อินปาน 7.นางสาวอนุชชิรา บุญนาน 8.นางสาวอรวี มาอ้น บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: ด้วยความก้าวหน้าและการพัฒนาทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน นักศึกษาจึง เล็งเห็น ความส าคัญของโอกาสในการก้าวหน้าของเทคโนโลยี ที่มีการใช้อย่างแพร่หลายในทุกเพศทุกวัย จึงได้สร้าง นวัตกรรม Application ที่มีชื่อว่า “Breast cancer screening” ที่มีความสะดวกสบาย ใช้งานง่าย เพื่อให้ ความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม อีกทั้งยังสามารถคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง ซึ่งเป็นอีกช่องทางที่มีการ กระตุ้นให้สตรีกลุ่มเปูาหมาย 30 – 70 ปี ของชุมชนหมู่บ้านตาดโตน มีการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วย ตนเองในวัน และเวลาที่มีการแจ้งเตือน และเมื่อตรวจพบอาการที่ผิดปกติสามารถน าข้อมูลลงใน Application ได้ข้อมูลจะ สามารถส่งต่อไปยังผู้ให้บริการ หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพส่วนต าบล ส่งผลท าให้สามารถรับ การรักษาได้อย่าง รวดเร็ว และทันท่วงทีวัตถุประสงค: .1) เพื่อให้สตรีอายุ 30 - 70 ปีสามารถเข้าถึงข้อมูล และทบทวนความรู้เกี่ยวกับการตรวจ คัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง .2) เพื่อให้อสม. และเจ้าหน้าที่ สาธารณสุขสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลเกี ่ยวกับการ ตรวจคัดกรองมะเร็ง เต้านมได้สะดวกและรวดเร็ว วิธีด าเนินการ: 1. ขั้นวางแผน (Plan)ทบทวนการสร้าง Application ในการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม วางแผนเตรียม วัสดุ-อุปกรณ์ ที่จะจัดท า 2. ขั้นปฏิบัติตามแผน (Do) สร้าง Application นวัตกรรมทางการ พยาบาล 3. ขั้นประเมินและสรุปผล (Check). ประเมินผลหลังจากการทดลองให้นวัตกรรม Application โดย ใช้แบบ ประเมินผลนวัตกรรม 4. ขั้นปรับปรุงการด าเนินการ (Act) น าผลการประเมินและข้อเสนอแนะจาก การทดลองใช้นวัตกรรมที่ได้ มาวางแผนและพัฒนาการจัดนวัตกรรมครั้งต่อไป ผลการศึกษา: 1.แอพพลิเคชั่น มีการแจ้งเตือนผ่านระบบไลน์ เดือนละ 1 ครั้ง และสามารถติดต่อกับ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้2.ง่ายต่อการเก็บ รวบรวมข้อมูลในแต่ละเดือน 3.แอพพลิเคชั่นมีสื่อให้ความรู้และสามารถ เพิ่มข้อมูลใหม่ๆในแอพพลิเคชั่นได้ 4. แอพพลิเคชั่นมีลักษณะสีสันที่สวยงาม ขอเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช 1. ควรพัฒนาแอพพลิเคชั่นให้ มีเนื้อหาที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น 2. ควรมีการพัฒนา Line เเจ้งเตือน ให้มีแอดมินตอบอัตโนมัติ ค าส าคัญ: Application Breast cancer screening
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 392 นักศึกษาพยาบาล 15 Healthy Walkway ทางเดินเพื่อสุขภาพ นางสาวปัทมาภรณ์ สาลารัตน์ นางสาวปรางศิลา บุญเพ็งสาธิต นางสาวพรนภา สมค า แนวคิด เหตุผลการจัดท าโครงการ กลุ่มผู้สูงอายุที่เปราะบาง (vulnerable elderly) หมายถึง ผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงต่อการเจ็บปุวย หรือเกิดภาวะแทรกซ้อน จากโรค เรื้อรังที่เป็นอยู่ได้ง่าย จากความเสื่อมสภาพของ ร่างกายไปตามวัยที่เพิ่มขึ้น การออกก าลังกายจะช่วยชะลอ ความเสื่อมของร่างกายควบคุมอาการ และฟื้นฟูสภาพจาก โรคเรื้อรัง ปูองกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน และคงไว้ซึ่งสมรรถภาพร่างกายที่แข็งแรงสามารถดูแลตนเองได้ จากผลการส ารวจ ประชากรผู้สูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2557 พบว่า มีผู้สูงอายุที่ออกก าลังกายเป็นประจ าสม ่าเสมอมีเพียงร้อยละ 32.4 และมีการออกก าลังกาย ลดลงเมื่อมีอายุมากขึ้น เพราะมีความเชื่อว่าเมื่ออายุมากขึ้น การออกก าลังกายจะส่งผลให้เกิดการเจ็บปุวยได้ง่าย หรือท าให้อาการของโรคประจ าตัว ก าเริบรุนแรงขึ้น1 สถานการณ์ที่มีผลต่อกิจกรรมกายของประชากรไทยในปี 2565 จะมีแนวโน้มการมีกิจกรรมทางกายของคนไทยเพิ่มขึ้นจากความ ผันผวนของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระหว่างปี 2563 แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาข้อมูลการมีกิจกรรมทางกายของประชากร ไทย ปี 2564 ที่ประชากรไทยมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอร้อยละ 63.0 ซึ่งในปี 2565 ลดลงเป็นร้อยละ 62.0 ชี้ให้เห็นได้ว่า ปัจจัยลักษณะทาง ประชากร เศรษฐกิจและสังคม อันได้แก่ ด้านเพศ ช่วงวัย ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ ยังคงมีอิทธิพลหรือความสัมพันธ์ที่ส่งผลต่อระดับการมี กิจกรรมทางกายของประชากรไทยในภาพรวม สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมของการมีกิจกรรมทางกายที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง2 บทบาท พยาบาลในการ ส่งเสริมพฤติกรรมการออกก าลังกายส าหรับผู้สูงอายุที ่เปราะบางจึงมีความส าคัญ พยาบาลควรมีความรู้ความ เข้าใจเกี่ยวกับ เปลี่ยนแปลงตามวัยในผู้สูงอายุที่ส่งผล กระทบต่อพฤติกรรมการออกก าลังกาย ประโยชน์ของการ ออกก าลังกาย หลักการออกก าลังกายที่ปลอดภัย รูปแบบการออกก าลังกายที่เหมาะสมส าหรับผู้สูงอายุที่เปราะบาง และการพยาบาลเพื่อการส่งเสริมพฤติกรรมการออกก าลังกาย ส าหรับผู้สูงอายุที่ เปราะบางที่ถูกต้องเหมาะสม วัตถุประสงค์การพัฒนาโครงการ : (เป็นข้อความที่แสดงถึงความต้องการพัฒนาโครงการ ข้อความที่ระบุในวัตถุประสงค์ของโครงการควรเขียนให้ ชัดเจน ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย เฉพาะเจาะจงไม่คลุมเครือ และครอบคลุมเรื่องที่จะศึกษา) 1. เพื่อพัฒนาอุปกรณ์ที่สามารถส่งเสริมให้เกิดการออกก าลังกาย และการฟื้นฟูร่างกายในผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ ด้วยการเดินบน Healthy Walkway ทางเดินเพื่อสุขภาพ 2. เพื่อประเมินประสิทธิผล ประสิทธิภาพของ Healthy Walkway ทางเดินเพื่อสุขภาพ เพื่อน าไปประยุกต์ใช้จริงกับผู้รับบริการ 4.6 กระบวนการหรือวิธีการด าเนินการพัฒนา โครงการ: (อธิบายวิธีด าเนินการโครงการให้ชัดเจน ระบุการทดลองใช้นวัตกรรมเพื่อหา ประสิทธิภาพของนวัตกรรม และการวัดผลลัพธ์ของการใช้นวัตกรรม ระบุกลุ่มตัวอย่างที่ทดลองใช้หรือการใช้นวัตกรรม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บ รวบรวมข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล) ผลการพัฒนาโครงการ: (ระบุผลการพัฒนาโครงการและอภิปรายผลการวิจัยโดยมีหลักฐานอ้างอิง ทางวิชาการ 1) ผลการพัฒนา โครงการ “Healthy Walkway ทางเดินเพื่อสุขภาพ” จากการสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง ที่เป็นอาสาสมัครใช้ Healthy Walkway ทางเดินเพื่อสุขภาพ พบว่า ด้านการผลิต มีความเห็นว่า มีความคงทน และใช้วัสดุมีคุณภาพ คิดเป็นร้อยละ 80 แต่ในด้านคุณภาพการใช้ กลุ่มตัวอย่างมีความเห็นว่าช่วยในการฟื้นฟูร่างกาย และเป็นส่วนหนึ่งของการออกก าลังกายได้ แต่ส่วนใหญ่เสนอว่าควรมีการปรับปรุงภาพลักษณ์ ของอุปกรณ์ให้สวยงามจูงใจให้น่าใช้เพิ่มขึ้น ข้อเสนอแนะ / ประโยชน์: การขยายผลการน าองค์ความรู้จากการจัดโครงการไปใช้ ข้อเสนอแนะ จากผลการทดลองใช้ “Healthy Walkway ทางเดินเพื่อสุขภาพ” กลุ่มมีข้อคิดเห็นว่าควรน าไปทดลองใช้กับผู้ที่ต้องการ ฟื้นฟู ทุกเพศและวัย ส าหรับแผ่นนวดฝุาเท้า ในการด าเนินการต่อไปควรศึกษาลักษณะของวัสดุที่เหมาะสมเพิ่มเติม แผ่นนวดฝุาเท้า ที่ช่วยกระตุ้น การไหลเวียนของเลือดบริเวณฝุาเท้าที่กลุ่มด าเนินการจ าลองมาจากหินธรรมชาติ จะท าให้ผ่อนคลายอาการตึงของขาและเท้า
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 393 ผลงานไปใช้ประโยชน์ในระยะต่อไป ควรพัฒนาอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับผู้ใช้รายบุคคล หากต้องน าไปใช้ที่บ้าน เช่น 1. เติมก้อนหินใน ช่องว่าง เพื่อช่วยให้การเดินสะดวกเพิ่มเติม และยังคงมีการนวดฝุาเท้าได้เช่นเดิม ค าส าคัญ : การเดินเพื่อสุขภาพ การนวดเท้า ผู้สูงอายุ นักศึกษาพยาบาล 16 จักรยานเพื่อสุขภาพ นางสาวภาวิณี สุดใจ นางสาววันวิสาข์ ค าพิกุล 4.4 แนวคิด เหตุผลการจัดท าโครงการ : การปั่นจักรยานเป็นการออกก าลังกายแบบแอโรบิคอย่างหนึ่งที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับอวัยวะส่วนต่าง ๆ และช่วยเผา ผลาญพลังงานได้ถึง 400 แคลอรี่ต่อชั่วโมง ซึ่งส่งผลให้ผู้ปั่นมีรูปร่างและสุขภาพที่ดีด้วย ประโยชน์ของการปั่นจักรยาน การปั่นจักรยานเป็น ประจ าจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวานประเภทที่ 2 โรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น ทั้งยังช่วยควบคุม น ้าหนัก ส่งผลดีต่ออารมณ์และจิตใจ ช่วยให้อัตราการเต้นของหัวใจสูงขึ้นได้เกือบเท่ากับการวิ่ง และช่วยเผาผลาญแคลอรี่ในร่างกาย นอกจากนี้ การปั่นจักรยานเป็นการออกก าลังกายที่มีแรงกระแทกต ่า จึงดีกับข้อกระดูกด้วย และยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงแก่กล้ามเนื้อ บริเวณกลางล าตัว ก้น สะโพก และขา โดยเฉพาะกล้ามเนื้อขาส่วนหน้าและกล้ามเนื้อขาส่วนหลัง ส าหรับผู้ที่ต้องการออกก าลังกายด้วยการ ปั่นจักรยาน หากเป็นผู้ใหญ่และผู้สูงอายุควรปั่นจักรยานอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ส่วนเด็กหรือวัยรุ่นควรปั่นจักรยานอย่างน้อยวันละ 60 นาที เป็นประจ าทุกวัน1 4.5 วัตถุประสงค์การพัฒนาโครงการ : 1. เพื่อพัฒนาจักรยานเพื่อสุขภาพ เพื่อเป็นทางเลือกในการออกก าลังกาย 2. เพื่อส่งเสริมให้มีการออกก าลังกายด้วยอุปกรณ์ที่ใช้งบประมาณไม่มาก อุปกรณ์ที่สามารถน ามาดัดแปลงให้เกิดประโยชน์ 4.6 กระบวนการหรือวิธีการด าเนินการพัฒนา โครงการ: วิธีการด าเนินการโครงการ ประกอบด้วยกิจกรรม 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 เตรียมการพัฒนา จัดหาอุปกรณ์ที่จ าเป็นในการต่อเป็นจักรยานเพื่อสุขภาพ ระยะที่ 2 ขั้นการพัฒนา ด าเนินการพัฒนาให้เกิดเป็นจักรยานเพื่อสุขภาพ ระยะที่ 3 การทดลองใช้ “จักรยานเพื่อสุขภาพ” กับกลุ่มตัวอย่างที่ก าหนดไว้ ระยะที่ 4 ประเมินผล กลุ่มตัวอย่างที่ทดลองใช้หรือการใช้นวัตกรรม นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1 อาสาเป็นผู้ใช้ ที่ จักรยานเพื่อสุขภาพ เพศหญิง 5 คน เพศชาย 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล แบบสอบถามความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างต่อการการทดลองใช้ จักรยานเพื่อสุขภาพ การวัดผลลัพธ์ของการใช้นวัตกรรม และการวิเคราะห์ข้อมูล 1. กลุ่มตัวอย่างสามารถใช้ จักรยานเพื่อสุขภาพ เพื่อการออกก าลังกาย 2. กลุ่มตัวอย่างให้ข้อเสนอแนะในการใส่อุปกรณ์เสริมให้สวยงาม และมีความนุ่มนวลในขณะถีบจักรยาน 4.7 ผลการพัฒนาโครงการ: ระบุผลการพัฒนาโครงการและอภิปรายผลการวิจัยโดยมีหลักฐานอ้างอิงทางวิชาการ ผลการพัฒนาโครงการ จักรยานเพื่อสุขภาพที่ประยุกต์จากอุปกรณ์ที่เหลือใช้ และมีองค์ประกอบอื่นๆ เพื่อสะดวก ปลอดภัยกับ ผู้ใช้จักรยานเพื่อสุขภาพ 4.8 ข้อเสนอแนะ / ประโยชน์: การขยายผลการน าองค์ความรู้จากการจัดโครงการไปใช้
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 394 การขยายผลการน าความรู้จาการจัดโครงการไปใช้ เนื่องจากผลการพัฒนาจักรยานเพื่อสุขภาพ จุดมุ่งหมายคือ ใช้งบประมาณน้อย น าสิ่งที่ไม่ได้ใช้น ามาประยุกต์ปรับปรุงให้เกิดประโยชน์ ใช้องค์ความรู้ในเรื่องการใช้จักรยานเพื่อออกก าลังกายที่ถูกต้อง เหมาะกับทุกเพศ ทุก วัย สามารถขนย้ายไปใช้ได้ทุกที่ ไม่ต้องใช้พื้นที่ในการติดตั้ง 4.9 ค าส าคัญ : ออกก าลังกาย จักรยานเพื่อสุขภาพ นักศึกษาพยาบาล 17 พักผ่อนกับหมอนทิพย์ หลับสนิทเพื่อชีวิตเป็นสุข นางสาวพรรภษา สิงสุธรรม นางสาวสุนิตา พรมพิลา แนวคิด เหตุผลการจัดท าโครงการ : การนอนหลับเป็นสิ่งส าคัญของสิ่งที่มีชีวิตไม่น้อยไปกว่าการได้รับประทานอาหารที่ดี และการได้สูดอากาศที่บริสุทธิ์ สังเกตได้ว่ามนุษย์เราใช้เวลาถึง 1 ใน 3 ของชีวิตไปกับการนอนหลับ การนอนหลับนั้นเป็นช่วงที่อวัยวะ ต่าง ๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะระบบหัวใจและหลอดเลือดได้พักผ่อน เพราะร่างกายเรานอนนิ่งไม่ได้ออกแรงใดๆ จึงไม่ต้องการการสูบฉีดโลหิตมาก เท่าไรนัก นอกจากนี้ ในขณะที่มนุษย์นอนหลับนั้นจะมีการซ่อมแซมส่วนสึกหรอของร่างกาย และการปรับสมดุลของสารเคมี ต่างๆ ในร่างกาย และที่ส าคัญในระหว่างที่มนุษย์นอนหลับนั้นจะเป็นช่วงเวลาที่สมองท าการเรียบเรียงข้อมูลต่างๆ ที่สมอง ได้รับทราบในวันนั้นๆ เข้าสู่การเรียบเรียงและจัดเก็บให้เป็นหมวดหมู่ เพื่อให้สามารถดึงมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด จึงนับได้ว่าการนอนเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ ท าให้สมองเกิดการจดจ าและมีพัฒนาการตามล าดับ1 ปัจจัยส าคัญของการ นอนหลับที่ส าคัญรายงานโดยชมรมรักษ์การนอน ศูนย์นิทราเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ระบุว่าปัจจัยส าคัญ 2 ประการคือ ปัจจัยทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เช่น แสง เสียง ที่นอน เป็นต้น2 วัตถุประสงค์การพัฒนาโครงการ : (เป็นข้อความที่แสดงถึงความต้องการพัฒนาโครงการ ข้อความที่ระบุในวัตถุประสงค์ของ โครงการควรเขียนให้ชัดเจน ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย เฉพาะเจาะจงไม่คลุมเครือ และครอบคลุมเรื่องที่จะศึกษา) 1. เพื่อให้ผู้ใช้หมอนทิพย์ที่พัฒนาขึ้นมากับกลุ่มที่มีการนอนหลับไม่สนิท การนอนหลับล าบาก ได้พักผ่อนนอนหลับ อย่างมีความสุข 2. เป็นการช่วยให้มีทางเลือกของหมอนสุขภาพ ให้กลุ่มวัยต่างๆ ในอนาคต กระบวนการหรือวิธีการด าเนินการพัฒนา โครงการ: (อธิบายวิธีด าเนินการโครงการให้ชัดเจน ระบุการทดลองใช้นวัตกรรม เพื่อหาประสิทธิภาพของนวัตกรรม และการวัดผลลัพธ์ของการใช้นวัตกรรม ระบุกลุ่มตัวอย่างที่ทดลองใช้หรือการใช้นวัตกรรม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล) กลุ่มตัวอย่างที่ทดลองใช้หรือการใช้นวัตกรรม นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1 ที่มีปัญหาเรื่องการนอน เช่น นอนหลับยาก นอนหลับไม่เต็มอิ่ม นอนหลับๆ ตื่นๆ โดย เลือกเป็นนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1 เพศหญิง 8 คน เพศชาย 2 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 1. แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการใช้หมอนทิพย์ และคุณภาพการนอนหลับ 2. แบบสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างที่ได้ทดลองใช้หมอนทิพย์ การทดลองใช้นวัตกรรม 1. กลุ่มตัวอย่างทุกคน ใช้ “หมอนทิพย์” เพื่อการนอนหลับที่ห้องที่หอพักนักศึกษา 2. กลุ่มตัวอย่างสังเกตสิ่งที่เกิดจากการใช้ “หมอนทิพย์” เพื่อเก็บข้อมูลน ามาให้กลุ่มท างาน
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 395 3. ระยะเวลาในการใช้ “หมอนทิพย์” จ านวน 10 วัน โดยเริ่มและเสร็จสิ้นพร้อมๆ กันทุกคน ผลการพัฒนาโครงการ: (ระบุผลการพัฒนาโครงการและอภิปรายผลการวิจัยโดยมีหลักฐานอ้างอิง ทางวิชาการ 1) ผลการพัฒนา โครงการ “พักผ่อนกับหมอนทิพย์ หลับสนิทเพื่อชีวิตเป็นสุข” จากการสอบถามผู้ใช้ หมอนทิพย์ที่ กลุ่มได้พัฒนาขึ้นมา จ านวน 10 ใบ ให้กลุ่มตัวอย่างน าไปใช้ พบว่า (1) ด้านผลผลิต ทั้ง 3 รายการได้แก่ความคงทนในการใช้ งาน วัสดุที่ใช้มีคุณภาพ และไม่เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค ระดับความพึงพอใจปานกลาง มากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 60, 70 และ 60 ตามล าดับ (2) ด้านการน าไปใช้ พบว่า ส่วนใหญ่พึงพอใจด้านความสวยงามน่าใช้ คิดเป็นร้อยละ 60 รองลงมาคือ สะดวก ต่อการใช้งานและการเก็บรักษา คิดเป็นร้อยละ 50 ความพึงอใจต่อขนาดเหมาะสมกับศีรษะอยู่ในระดับปานกลางคิดเป็นร้อย ละ 80 (3) ด้านคุณภาพการใช้ ทั้ง 3 รายการ ได้แก่ มีกลิ่นหอมถูกใจ ช่วยเพิ่มคุณภาพการนอนหลับ และช่วยให้รู้สึกผ่อน คลายในตอนหลับ ระดับความพึงพอใจระดับมาก จ านวนมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 80, 60 และ 80 ตามล าดับ ผลการพัฒนา โครงการ “พักผ่อนกับหมอนทิพย์ หลับสนิทเพื่อชีวิตเป็นสุข” จากกลุ่มท างานโครงการ เสนอแนะให้มี ระยะเวลาในการด าเนินงานโครงการเพิ่มขึ้น ข้อเสนอแนะ / ประโยชน์: การขยายผลการน าองค์ความรู้จากการจัดโครงการไปใช้ ข้อเสนอแนะ จากผลการทดลองใช้หมอนทิพย์ กลุ่มพัฒนาหมอนทิพย์ มีข้อคิดเห็นว่าควรน าไปทดลองใช้กับทุกเพศ ทุกวัยและระยะเวลาการใช้หมอนทิพย์ของกลุ่มตัวอย่างควรเพิ่มระยะเวลา ผลงานไปใช้ประโยชน์ในระยะต่อไป ควรตั้งผลลัพธ์ที่เกิดกับผู้ใช้เพิ่มเติม คือ 1. ช่วยแก้ปัญหาการนอนไม่หลับและลดการปวดเมื่อยบริเวณต้นคอหลังตื่นนอนเนื่องจากหมอนที่ไม่พอดี กับต้นคอ โดยไม่ต้องใช้ยาแผนปัจจุบัน 2. ปูองกันและลดโรคภูมิแพ้ที่เกิดจากไรฝุุนในหมอนที่ผลิตจากใยสังเคราะห์หรือนุ่น 3. ผลิตภัณฑ์เพิ่มจุดเด่น โดยเติมประดับตกแต่งให้สวยยามน่าใช้เพิ่มขึ้น 4. ผลิตภัณฑ์ที่ได้ปลอดภัยจากสารอันตราย เพราะหมอนสุขภาพจะต้องใช้สมุนไพรพื้นบ้าน 5. การผลิตนวัตกรรมมีหลักการในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาของคนสมัยก่อนให้ยังคงอยู่ ค าส าคัญ : การนอน คุณภาพการนอน หมอนสุขภาพ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 396 รายชื่อคณะกรรมการจัดท าหนังสือ ๑) นางสาวนรีลักษณ์ สุวรรณโนบล ประธาน ๒) นางศรัญญา จุฬารี รองประธาน ๓) นางสาวใจทิพย์ เชื่อมไธสง กรรมการ ๔) นายธรรศนัฏฐ์ โคตระวีระ กรรมการ ๕) นางวารุณี เอี้ยวฉาย กรรมการ ๖) นางชฎานันท์ ประเสริฐปั้น กรรมการ ๗) นางศุจิรัตน์ ปัญญาแก้ว กรรมการ ๘) นางสาวจันทร์เจ้า กาดโคกกรวด กรรมการ ๙) นางพัชรี จันทะจร กรรมการ ๑๐) นางจันทร์ทิรา เจียรณัย กรรมการ ๑๑) นางสาวณัฐฐิตา เพ็ชรประไพ กรรมการ ๑๒) นางกชกร เพียซ้าย กรรมการ ๑๓) นางภัทรกร สฤษชสมบัติ กรรมการ ๑๔) นายพัฒนพงษ์ คืบขุนทด กรรมการ ๑๕) นางลักขณา ไชยนอก กรรมการและเลขานุการ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 397 ๑๖) นางสาวสุรดา โนนสุภาพ กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ ๑๗) นายณัฐพงศ์ ธนพรหมาวิวัฒน์ กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 398