The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การประชุม HACC FORUM 16

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by HACC FORUM 16, 2023-11-07 03:56:19

HACC FORUM 16

การประชุม HACC FORUM 16

Keywords: HACC FORUM

การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 351 มหกรรมคุณภาพ HACC Forum นครชัยบุรินทร์ครั้งที่ 16 “Growth Mindset for Better Healthcare System” ในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 08.30-17.00 น. ณ โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา E-Poster Presentation กลุ่มที่ 11 Innovation จ านวน 19 เรื่อง น าเสนอวันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 เวลา 14.30-18.30 น ห้องอรพิม ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ หมาย เหตุ 1 14.30 - 14.40 น. นวัตกรรม "กล฽องปูองกัน ควบคุมโรคไข฾เลือดออกใน ชุมชน" นางสาวหนูน฾อม จันทะสา นางสาวอัญชริกา ซุนสอน โรงพยาบาลบัว ลาย นครราชสีมา 092-3718282 2 14.40 - 14.50 น. นวัตกรรมช฽วยถ฽ายภาพ Abdomen upright Chest upright บนรถนอน นางสาวยุภาพร มาลานนท์ โรงพยาบาล ขามทะเลสอ นครราชสีมา 091-4367113 3 14.50 - 15.00 น. ปกปูองทั้งสองเรา Arm Hand & Pulse oximeter นางสาวพรทิพย์ ลีลาไพบูลย์ โรงพยาบาลเทพ รัตน์ นครราชสีมา นครราชสีมา 083-1292925 4 15.00 - 15.10 น. เสื้อเย็นลดไข฾ นางจริยาภรณ์ เอกสาตรา โรงพยาบาล กรุงเทพ ราชสีมา นครราชสีมา 089-7778460 5 15.10 - 15.20 น. นวัตกรรมการผูกยึดทารก (Baby Safety Lock) นางกฤติกา ผลา ทิพย์ นางสุภัตร์สรณ์ พัดไธสง โรงพยาบาลชุม พวง นครราชสีมา 087-2611312 6 15.20 - 15.30 น. Cold pack save cost นางสาวสุมาลี ปานชัยภูมิ โรงพยาบาล แก฾งคร฾อ ชัยภูมิ 086-1623008 7 15.30 - 15.40 น. สายรัดขาปูองกันการติดเชื้อ ระบบทางเดินปัสสาวะ และ การเลื่อนหลุดของสายสวน ปัสสาวะ นางสาวอัจฉรา ภูวทิตย์ โรงพยาบาลโนน สูง นครราชสีมา 091-0200305 8 15.40 - 15.50 น. นวัตกรรม KRASANG MODEL MMXA : (Modified Mobile X-ray Ambulance) โรงพยาบาล กระสัง อ้าเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ นางทาริกา สม นาค โรงพยาบาล กระสัง บุรีรัมย์ 085-6154717 9 15.50 - 16.00 น. กางเกงแพมเพิสบุตะกั่ว ปูองกันรังสี นางสาวภัทรพร แก฾วอ้าไพ โรงพยาบาลเฉลิม พระเกียรติ บุรีรัมย์ 090-9282892 10 16.00 - 16.10 น. K- Sweet shield นายกัณภพ วงค์ รักษ์ โรงพยาบาล กรุงเทพ ราชสีมา นครราชสีมา 086-8463190 11 16.10 - 16.20 น. วงล฾อมหัศจรรย์ ESI TO EASY นางยวนจิต อ฾น สุวรรณ โรงพยาบาลเซนต์ เมรี่ นครราชสีมา 086-6512070 12 16.20 - นวัตกรรม กระติกวัคซีน นางธิดารัตน์ นิ่ม โรงพยาบาล นครราชสีมา 089 5815155


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 352 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ หมาย เหตุ 16.30 น. เคลื่อนที่ บอกอุณหภูมิ รุ฽น 2 กระโทก ส฽งเสริมสุขภาพ ต้าบลขนาย 044 244075 13 16.30 - 16.40 น. นวัตกรรมลิ้นชักกู฾ภัย นางสาวหยกมณี เนตรสระน฾อย โรงพยาบาล ส฽งเสริมสุขภาพ ต้าบลขนงพระใต฾ นครราชสีมา 0969369566 14 16.40 - 16.50 น. นวัตกรรม Honey bag ร.อ.หญิง ณัฏฐา ตั้งกุลบริบูรณ์ โรงพยาบาลค฽าย สุรนารี นครราชสีมา 0622614288 15 16.50 - 17.00 น. การพัฒนาการปูองกันการ เลื่อนหลุดของเข็มให฾สารน้้า ในผู฾ปุวยเด็ก โรงพยาบาล นางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ นางสาวพัชรี เวชชศาสตร์ โรงพยาบาล นางรอง บุรีรัมย์ 0619417799 16 17.00 - 17.10 น. นวัตกรรม : สาว เส฾น สวย นางสาวกุลรภัส เสนาวัตร โรงพยาบาลขาม ทะเลสอ นครราชสีมา 044-397111ต฽อ 114 17 17.10 - 17.20 น. Eco Hospital Application การพัฒนา แอพพิเคชั่นเพื่อการดูแล สิ่งแวดล฾อมในโรงพยาบาล นายเกษมศักดิ์ ชุมศรี โรงพยาบาลปาก ช฽องนานา 18 17.20 - 17.30 น. การพัฒนาระบบรับเรื่อง ร฾องเรียน 4.0 ด฾วยระบบ สารสนเทศและเทคโนโลยี การสื่อสาร นางสาวโกสุม คล฽องดี โรงพยาบาลปาก ช฽องนานา นครราชสีมา 19 17.30 - 17.40 น. Modifly ประหยัด ปลอดภัย ได฾มาตรฐาน นางพนิดา จันทรชิต โรงพยาบาลหนอง บัวระเหว ชัยภูมิ


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 353 E11.1 นวัตกรรม “กล่องปูองกันควบคุมโรคไข้เลือดออกในชุมชน” หนูน฾อม จันทะสาและอัญชริกา ซุนสอน กลุ฽มงานบริการด฾านปฐมภูมิและองค์รวม โรงพยาบาลบัวลาย อ้าเภอบัวลาย จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ จากข฾อมูลปัญหาโรคไข฾เลือดออกในพื้นที่ต้าบลเมืองพะไลพบว฽า จากการส้ารวจ ค฽า HI CI พบว฽าเกินเกณฑ์มาตรฐานที่ก้านด มีการเกิดผู฾ปุวยโรคไข฾เลือดออกอย฽างต฽อเนื่องทุกปีและมีการ ระบาดเข฾าสู฽ Gen 2 จากการวิเคราะห์ปัญหาพบว฽าชุมชนขาดอุปกรณ์ปูองกันควบคุมโรคที่จ้าเป็น ขาดความตะ หนักในการปูองกันก้าจัดลูกน้้ายุงลาย ท้าให฾การด้าเนินงานขาดประสิทธิภาพ จึงมีการประชุมเพื่อวิเคราะห์ ปัญหา ก้าหนดแนวทางด้าเนินงานที่ชัดเจน วัตถุประสงค์การศึกษา 1.ชุมชนมีอุปกรณ์ในการปูองกันควบคุม โรคที่จ้าเป็น 2.มีเครือข฽ายที่เข฾มแข็งสามารถปูองกันควบคุมโรคในชุมชนได฾ วิธีการด าเนินการ วิเคราะห์ข฾อมูล ปัญหา อุปสรรคในการด้าเนินงานที่ผ฽านมา ส้ารวจความต฾องการและความจ้าเป็นของอุปกรณ์ในการปูองกัน ควบคุมโรค จัดหางบประมาณในการจัดซื้ออุปกรณ์ที่จ้าเป็น ก้าหนดแนวทางมาตรการปูองกันควบคุมโรค แต฽งตั้งคณะกรรมการด้าเนินงาน ประชาสัมพันธ์แนวทางการควบคุมโรค ด้าเนินงานตามกิจกรรมที่ก้าหนด ติดตามตรวจลูกน้้ายุงสถานที่ 7ร ด฾วย 6ป2ข มาตรการควบคุมโรค 331 เฝูาระวังการระบาด 0,3,7,14,21,28 ไม฽ให฾เกิด GEN 2 ก้ากับติดตามมาตรการอย฽างต฽อเนื่อง สรุปข฾อมูล ประเมินผลการใช฾นวัตกรรม ปรับปรุง พัฒนาการควบคุมโรค ผลการศึกษาทุกหมู฽บ฾านมีกล฽องควบคุมโรคและมีอุปกรณ์ที่จ้าเป็นพร฾อมใช฾งาน มีการใช฾ งานอุปกรณ์ปูองกันโรคในชุมชนร฾อยละ100 ประเมินความพึงพอใจนวัตกรรมกล฽องควบคุมโรค ระดับดีมาก ร฾อยละ90.21 ระดับดี ร฾อยละ 9.79 ,มีระบบประสานงานระหว฽างเครือข฽ายในชุมชนที่ชัดเจน ประชาชนให฾ ความร฽วมมือ เสนอแนะให฾เพิ่มไฟฉายหมู฽บ฾านละ2-3 ระบอก มีทรายอเบทใช฾งานในช฽วงการระบาด ปี 2565 อัตราปุวย 217.07 ต฽อแสนประชากร ปี 2566 อัตราปุวย 96.47 ต฽อแสนประชากร ไม฽เกิดการระบาดเข฾าสู฽ GEN 2 ผลการส้ารวจค฽าดัชนีลูกน้้ายุงลายปี2566 เดือน พฤษภาคม-กันยายน หมู฽บ฾านมีค฽า HI<10 คิดเป็น ร฾อยละ 44.44 หมู฽บ฾านที่มีค฽า HI>10 คิดเป็นร฾อยละ 57.77 วัด ร.ร สถานที่ราชการ มีค฽า CI=0 คิดเป็นร฾อยละ 58.18 CI>0 แห฽ง คิดเป็นร฾อยละ 21.81 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์1. มีกล฽องควบคุมโรคที่มี อุปกรณ์จ้าเป็นพร฾อมใช฾งาน 2. มีเครือข฽ายในการควบคุมโรคในชุมชนที่เข฾มแข็ง ค าส าคัญ : กล฽องควบคุม โรคไข฾เลือดออก


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 354 E11.2 นวัตกรรมช่วยถ่ายภาพ Abdomen upright Chest upright บนรถนอน ยุภาพร มาลานนท์ โรงพยาบาลขามทะเลสอ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : จากปัญหาการเอกซเรย์ Abdomen Upright Chest Upright ในกรณีที่ผู้ปุวยมา รถนอนและช ่วยเหลือตัวเองไม่ได้ การถ่ายภาพรังสี ให้มีคุณภาพหรือการเคลื ่อนย้ายผู้ปุวยลงจากรถนอนนั้นมีความล าบาก เนื่องจากผู้ป ุวยไ ม่ สามารถให้ความร่วมมือได้ และถ้าแผ่นรองรับภาพไม่ตั้งฉากกับล ารังสี อาจส่งผลให้แผ่นรองรับภาพล้ม ท าให้ต้องถ่ายเอกซเรย์ซ ้ากลุ่มงานรังสีวิทยา จึงออกแบบและสร้างอุปกรณ์ถ่ายภาพเอกซเรย์ Abdomen Upright Chest Upright บนรถนอน เพื่อช่วยให้มีความสะดวกในการถ่ายภาพมากขึ้น เพื่อรับบาดเจ็บและลดขณะเคลื่อนย้ายผู้ปุวยลงจากรถนอนเพื่อท าการเอกซเรย์ ลดการถ่ายภาพ รังสีซ ้า ลดปริมาณรังสีให้กับเจ้าหน้าที่และญาติที่ ช่วยจับคนไข้จากการเก็บข้อมูลการใช้อุปกรณ์ในการถ่ายภาพ Abdomen Upright Chest Upright เปรียบเทียบกับไม่ใช้อุปกรณ์ในการถ่ายภาพ ในช่วงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2566 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2566 การถ่ายภาพ Abdomen Upright Chest Upright โดยไม่ใช้อุปกรณ์ จ านวน 15ราย จะต้องให้ญาติหรือเจ้าหน้าที่คอยจับแผ่นรองรับภาพไว้ เพื่อให้แผ่นรองรับภาพตั้งฉากกับล ารังสี หลังจากมีการน าอุปกรณ์มาใช้ในช่วงเวลา 1 พฤษภาคม 2566 ถึง 31 กรกฎาคม 2566 มีจ านวนผู้ปุวยรถนอนมาใช้บริการทั้งสิ้น 18 คน โดยไม่ต้องให้เจ้าหน้าที่หรือญาติมาช่วยจับแผ่นรองรับ ภาพ วัตถุประสงค์ : เพื ่ออ านวยความสะดวกในการถ่ายภาพทางรังสี Abdomen Upright Chest Upright ผู้ป ุวยบนรถนอนที ่ไม่สามารถ เคลื่อนย้ายลงจากรถนอนได้ และลดปริมาณรังสีแก่ญาติ หรือเจ้าหน้าที่ที่ช่วยจับแผ่นรองรับภาพ ขณะถ่ายภาพลดเวลาในการจัดท่าในการถ่ายภาพ และลดอัตราการถ่ายภาพทางรังสีซ ้า วิธีการด าเนินการ : ปรึกษาร่วมกับช่างเทคนิคโรงพยาบาล เพื่อประดิษฐ์นวัตกรรมช่วยถ่ายภาพ Abdomen upright Chest upright บนรถนอน จัดหาวัสดุ ได้แก่ Stainless steel และออกแบบอุปกรณ์ให้สามารถสวมแผ่นรองรับภาพเข้ากับอุปกรณ์ เพื่อให้แผ่นรองรับภาพตั้งฉากกับพื้นเตียงได้ เพื่อถ่ายภาพรังสี Abdomen Upright Chest Upright ท าการวัดขนาดอุปกรณ์รองรับภาพ ขนาด 14x17 นิ้ว และด าเนินการประดิษฐ์อุปกรณ์ โดยช่างเทคนิคของโรงพยาบาล ผลการศึกษา :จากมีการน าอุปกรณ์มาใช้ในช่วงเวลา 1 พฤษภาคม 2566 ถึง 31 กรกฎาคม 2566 มีจ านวนผู้ปุวยรถนอนมาใช้บริการทั้งสิ้น 18 คน โดยไม่ต้องให้เจ้าหน้าที่หรือญาติมาช่วยจับแผ่นรองรับภาพ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : จากปัญหาที่พบระหว่างด าเนินการ พบว่าแผ่นรับภาพไม่พอดีกับอุปกรณ์ที่จัดท าขึ้น จึงต้องมีการแก้ไข โดยการขยายขนาดให้พอดีกับแผ่นรองรับภาพ จึงเกิดกระบวนการเรียนรู้เกี่ยวกับการวางแผนเพื่อพัฒนาอุปกรณ์ในการประยุกต์ใช้ เพื่อความ ปลอดภัยของผู้รับบริการ และผู้ให้บริการ ค าส าคัญ : นวัตกรรมช่วยถ่ายภาพบนรถนอน แบบเดิม แบบใหม฽


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 355 E11.3 ปกปูองทั้งสองเรา Arm Hand & Pulse oximeter พรทิพย์ ลีลาไพบูลย์ โรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ห฾องผ฽าตัดโรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา มีอุบัติการณ์การหลุดของเครื่อง Pulse oximeter ขณะท้าผ฽าตัดผ฽านกล฾องทางนรีเวช ที่ต฾องจัดผู฾ปุวยนอนในท฽าขึ้นขาหยั่ง (lithotomy) ศีรษะต่้า (Tenderlenburg) และการยึดตรึงผู฾ปุวยอย฽างเหมาะสมเพื่อปูองกันอันตรายจากการพลัดตกของผู฾ปุวยขณะผ฽าตัด สูง ถึงร฾อยละ 15 (โรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา, 2563) ส฽งผลให฾ไม฽สามารถประเมินภาวะพร฽องออกซิเจน (Hypoxemia) ของผู฾ปุวยได฾ตลอดการผ฽าตัด ขาดความราบรื่นในการผ฽าตัดและอาจน้าสู฽ภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ได฾ (Taenzer, A.H., Pyke, J.B., McGrath, S.P., & Blike, G.T., 2010) ผู฾วิจัยจึงมีแนวคิดพัฒนาและประดิษฐ์นวัตกรรม “ปกปูองทั้งสองเรา Arm Hand & Pulse oximeter” ซึ่งมีลักษณะช฽วยรองรับ (support) มือและแขนขณะผ฽าตัด เพื่อปูองกันการหลุดของ Pulse oximeter รวมทั้งการเกิดแผลกดทับขณะท้าผ฽าตัด วัตถุประสงค์ เพื่อประดิษฐ์ นวัตกรรมช฽วยรองรับมือและแขนขณะผ฽าตัด ซึ่งสามารถลดอุบัติการณ์ Pulse oximeter หลุดขณะท้าผ฽าตัด วิธีการ ด าเนินการ การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพัฒนา วิธีด้าเนินการประกอบด฾วย 1) ศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุ 2) พัฒนานวัตกรรม “ปกปูองทั้งสองเรา Arm Hand and Pulse oximeter” 3) ทดลองใช฾นวัตกรรมในผู฾ปุวยที่รับ การผ฽าตัดผ฽านกล฾องทางหน฾าท฾อง และสอบถามความพึงพอใจของบุคลากรทางการแพทย์ที่ใช฾นวัตกรรม จ้านวน 27 รายเปรียบเทียบกับการใช฾ผ฾าพันแขนแบบเดิม จ้านวน 33 ราย ด฾วยสถิติ T-test ผลการศึกษา พบว฽า นวัตกรรมที่ ประดิษฐ์ซึ่งมีลักษณะเป็นผ฾ายางกันเปื้อน ขนาด 38 x 50 เซนติเมตร ที่เย็บประกบกับหนังพีวีซี (Poly Vinyl Chloride: PVC) 2 ชั้น และติดเทปตีนตุ฿กแก โดยเย็บที่หุ฾มนิ้ว ส้าหรับนิ้วที่ติด Pulse oximeter สามารถปูองกันการ หลุดของ Pulse oximeter ได฾ ผลการทดลองใช฾นวัตกรรมในกลุ฽มตัวอย฽าง พบว฽า ไม฽มีการหลุดของ Pulse oximeter ขณะท้าผ฽าตัด คิดเป็นอัตราการหลุด ร฾อยละ 0 ซึ่งแตกต฽างจากการใช฾ผ฾าพันแขนแบบเดิมอย฽างมีนัยส้าคัญทางสถิติ (Ttest = 2.43 และ P-Value = 0.015)และพบว฽าค฽าเฉลี่ยคะแนนความพึงพอใจของบุคลากรทางการแพทย์ต฽อการใช฾ นวัตกรรม เท฽ากับ 90.53 ซึ่งแตกต฽างจากการใช฾ผ฾าพันแขนแบบเดิมอย฽างมีนัยส้าคัญทางสถิติ (T-test = 5.25 และ PValue = 0.000) สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นนี้ช฽วยให฾ Pulse oximeter ไม฽หลุด สามารถประเมินความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดได฾ตลอดการผ฽าตัดและปูองกันการเกิดแผลกดทับที่มือและแขน ขณะท้าผ฽าตัด ซึ่งถือเป็นการยกระดับงานผ฽าตัดให฾มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยยิ่งขึ้น ทั้งนี้สามารถน้าไปปรับใช฾ ในการผ฽าตัดหรือหัตถการที่มีความจ้าเป็นต฾องเก็บแขนผู฾ปุวยแนบล้าตัวและคลุมผ฽าตัด เพื่อให฾เกิด 2P Safety: Patient, Personal safety และพัฒนานวัตกรรมวงล฾อต฽อไป โดยเลือกวัสดุมีความนุ฽มและกระชับบริเวณที่พัน Pulse oximeter ค าส าคัญ: นวัตกรรมทางการพยาบาล เครื่องวัดปริมาณออกซิเจนอิ่มตัว การประเมินภาวะพร฽องออกซิเจน


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 356 E11.4 เสื้อเย็นลดไข้ จริยาภรณ์ เอกสาตรา โรงพยาบาลกรุงเทพราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ จากสถานการณ์โรคระบาด COVID-19 ที่ผ฽านมา มีผู฾ปุวยเด็กที่ปุวยจากการติด เชื้อโคโรนา มาด฾วยอาการไข฾สูง ซึ่งต฾องได฾รับการพยาบาลและการดูแลอย฽างใกล฾ชิด โดยเฉพาะเด็กเล็กที่มี ประวัติคนในครอบครัวชักจากไข฾สูง ผู฾ปุวยเคยมีประวัติชัก ท้าให฾เด็กมีโอกาสชักจากไข฾สูงได฾ทางแผนกWard เด็ก จึงได฾จัดท้านวัตกรรม เสื้อเย็นลดไข฾ เพื่อส฽งเสริมให฾ภาวะไข฾ลดลง ลดการสัมผัสและลดระยะเวลาในการ เข฾าดูแล วัตถุประสงค์การศึกษา 1.ผู฾ปุวยเด็กที่ติดเชื้อ COVID-19 ไม฽มีชักจากไข฾สูง 2.เพื่อให฾ผู฾ปกครองมีส฽วน ร฽วมในการดูแลเมื่อผู฾ปุวยมีไข฾สูง 3.เพื่อให฾เกิดความพึงพอใจ และลดการเกิดข฾อร฾องเรียนจากการดูแลผู฾ปุวยเด็ก มีไข฾สูง 4.เพื่อต฽อยอดการดูแลผู฾ปุวยเด็กที่มีไข฾ได฾อย฽างมีประสิทธิภาพ วิธีการด าเนินการ 1.สื่อสารแนวทางการ ปฏิบัติการดูแลผู฾ปุวยเด็กที่มีไข฾ให฾หน฽วยงานรับทราบและปฏิบัติได฾ถูกต฾อง 2.ให฾ความรู฾เรื่องการเช็ดตัวลดไข฾และ อุปกรณ์ที่ช฽วยให฾ไข฾ลดลงแก฽เจ฾าหน฾าที่พยาบาลและผู฾ช฽วยพยาบาลในแผนก ก้าหนด SOP การใช฾เสื้อเย็นลดไข฾ 3.จัดท้าเสื้อเย็นลดไข฾ขนาดต฽างๆ 4.ก้าหนดเกณฑ์ในการใช฾เสื้อเย็นในผู฾ปุวยที่มีไข฾สูงและในผู฾ปุวยเด็กที่มีไข฾เสี่ยง ต฽อภาวะชักจากไข฾สูง 5.จัดท้าแบบฟอร์มในการเก็บข฾อมูลเพื่อประเมินผลการปฏิบัติและความพึงพอใจของ ผู฾ปกครองในการใช฾เสื้อเย็นลดไข฾ผู฾ปุวยเด็กที่มีไข฾สูง 6.เมื่อเกิด CCLเรื่องการดูแลผู฾ปุวยไข฾สูง ให฾ทบทวนการเกิด กับเจ฾าหน฾าที่ประจ้าหอผู฾ปุวยทันที เพื่อหา RCA พร฾อมด้าเนินการแก฾ไข 7.น้าผลการด้าเนินโครงการมา แลกเปลี่ยนในที่ประชุมแผนกเพื่อพัฒนากระบวนการท้างาน เพื่อเพิ่มความพึงพอใจให฾ผู฾รับบริการ ผล การศึกษา 1.อุบัติการณ์ชักจากไข฾สูงหลังเข฾ารับการรักษาในโรงพยาบาลหลังใช฾เสื้อเย็นลดไข฾ เป็น 0 ครั้ง 2. อัตราการใช฾เสื้อเย็นลดไข฾ ในผู฾ปุวยเด็กที่มีไข฾สูง 91.87 % 3.ความพึงพอใจของผู฾ปกครองต฽อการใช฾เสื้อเย็นลด ไข฾ 97.5 % 4.ความพึงพอใจของเจ฾าหน฾าที่ต฽อการใช฾เสื้อเย็นลดไข฾ 98 % สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ ประโยชน์หลังจากปฏิบัติตามแนวทางการการสวมใส฽เสื้อเย็นหลังได฾รับการเช็ดตัวลดไข฾แล฾วเป็นการเพิ่มคุณค฽า ในการดูแล ลดการรบกวนผู฾ปุวย และผู฾ปุวยปลอดภัย ลดอัตราการเกิดภาวะชักจากไข฾สูง เพิ่มความพึงพอใจ ให฾กับผู฾ปกครอง นวัตกรรมนี้ได฾ขยายการใช฾งานตามหน฽วยงานต฽างๆที่ได฾รับการดูแลผู฾ปุวยเด็กตั้งแต฽ OPD เด็ก, ห฾องฉุกเฉิน,ICU IMCU และหอผู฾ปุวยในอื่นๆที่ได฾รับเด็กที่รับไว฾รักษาในโรงพยาบาล และได฾ขยายไปยัง รพ. เครือข฽ายอีกด฾วย ค าส าคัญ : Fever เสื้อเย็น ไข฾


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 357 E11.5 นวัตกรรมการผูกยึดทารก (Baby Safety Lock ) กฤติกา ผลาทิพย์,สุภัตร์สรณ์ พัดไสง โรงพยาบาลชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา เบอร์โทร 044-477281 บทคัดยอ ความเป็นมาและความส าคัญ : ตึกหลังคลอดให฾บริการและดูแลมารดาหลังคลอด ทารกแรกเกิด – 1เดือนที่มีภาวะปกติ และทารกแรกเกิดปุวย ทั้งคลอดที่โรงพยาบาลชุมพวง รวมถึงส฽งกลับมารักษาต฽อ ทารกปุวยพบมากที่สุด Neonatal sepsis มีปัญหาเกี่ยวกับระบบหายใจ และทางเดินอาหาร ซึ่งจ้าเป็นต฾องได฾รับการตรวจฉายรังสีทรวงอก (Chest X-ray) portable at ward ทุกราย เพื่อช฽วยในการวินิจฉัยและรักษา จากข฾อมูลย฾อนหลัง ปีงบประมาณ 2563 – 2566 ทารกแรก คลอดทั้งหมด 821 ราย ทารกปุวยที่ต฾อง X-ray 214 ราย ซึ่งต฾องจัดท฽านอนหงาย (A-P supine position) พบปัญหา ทารกอยู฽ในท฽าตัวงอ คอพับ แขนขางอ บดบังหน฾าอกหรือท฾องขณะท้าการฉายรังสี ต฾องใช฾ระยะเวลานานในการจัดท฽า มีผล ต฽อคุณภาพฟิล์ม ท้าให฾บางรายต฾องท้าการฉายรังสีซ้้า รวมถึงการเจาะเลือดหรือหัตถการ ที่ต฾องใช฾เจ฾าหน฾าที่ในการจับและ จัดท฽าทารก จากปัญหาดังกล฽าว จึงร฽วมกับเจ฾าหน฾าที่ตึกหลังคลอดวางแผนจัดท้า นวัตกรรมการผูกยึดทารก (Baby Safety Lock ) วัตถุประสงค์ในการศึกษา : 1.เพื่อพัฒนาอุปกรณ์ช฽วยจัดท฽าทารกขณะฉายรังสีแบบท฽านอนหงายและในการเจาะเลือด 2.ลดจ้านวนครั้งของทารกได฾รับการฉายรังสีซ้้าจากการจัดท฽าไม฽เหมาะสม 3.เพื่อให฾เจ฾าหน฾าที่เกิดความพึงพอใจ ความสะดวกในการปฏิบัติงานและช฽วยลดภาระงาน วิธีด าเนินการ: 1.จัดเตรียมวัสดุ อุปกรณ์ในการจัดท้านวัตกรรม ประกอบด฾วย ผ฾าส้าหรับตัดเย็บ ตีนตุ฿กแกจากlumbar support ที่ไม฽ได฾ใช฾แล฾ว 2.ออกแบบตัดเย็บผ฾า และตัดเย็บ นวัตกรรมการผูกยึดทารก (Baby Safety Lock ) 3.ทดลองใช฾ผูกยึดทารก กับทารกทุกรายที่ต฾องฉายรังสีและที่ต฾องเจาะเลือดหรือท้าหัตถการ ผลการศึกษา : จากการใช฾ในการผูกยึดทารกท้าให฾ทารกอยู฽ในท฽าที่เหมาะสมในการเอกซเรย์ และ เจาะเลือด สามารถช฽วย ลดระยะเวลาในการจัดท฽าและจ้านวนเจ฾าหน฾าที่ในการจับเด็กเมื่อต฾องเจาะเลือด และจากผลการประเมิน 1.จ้านวนครั้งของทารกได฾รับการฉายรังสีซ้้าจากการจัดท฽าไม฽เหมาะสม 0 ครั้ง 2.ความพึงพอใจของเจ฾าหน฾าที่โดยภาพรวมต฽อนวัตกรรมการผูกยึดทารก (Baby Safety Lock ) ร฾อยละ 100 สรุปการศึกษาและการน าไปใชประโยชน์: ผลจากการน้านวัตกรรมการผูกยึดทารก (Baby Safety Lock ) ที่ท้าจาก วัสดุเหลือใช฾ ซึ่งราคาถูกและสะดวกในการใช฾ผูกยึดทารก ในการจัดท฽าทารกขณะท้าการเอกซเรย์ ช฽วยอ้านวยความสะดวก ให฾เจ฾าหน฾าที่ลดระยะเวลาในการจัดท฽าทารก ลดโอกาสที่ต฾องฉายรังสีซ้้า ช฽วยลดภาระงานเจ฾าหน฾าที่ในการเจาะเลือดหรือ ท้าหัตถการทารก ส฽งผลให฾ทารกเกิดความปลอดภัย และ เจ฾าหน฾าที่เกิดความพึงพอใจ ค าส าคัญ: ผูกยึดทารก


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 358 E11.6 นวัตกรรม Cold pack save cost สุมาลี ปานชัยภูมิ หอผู฾ปุวยในพิเศษ โรงพยาบาลแก฾งคร฾อ จังหวัดชัยภูมิ เบอร์ติดต฽อ ๐๘๖-๑๖๒๓๐๐๘ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ในปีงบประมาณ ๒๕๖๓ พบว฽ามีจ้านวนผู฾ปุวยที่มีการอักเสบของเนื้อเยื่อ(Cellulitis),อาการฟกซ้้า (thauma),ข฾อเข฽าอักเสบบวมแดง(arthritis,gout),การอักเสบของเนื้อเยื่อ(Phebitis)จากการได฾รับยาปฏิชีวนะ หรือยา Hight alert drug ที่จ้าเป็นต฾องได฾รับการปฐมพยาบาลด฾วยการประคบเย็นเข฾ารับบริการในหอผู฾ปุวยใน พิ เ ศ ษ จ้ า น ว น เ พิ่ ม ม า ก ขึ้ น เ ฉ ลี่ ย จ้ า น ว น ๑ ๐ ร า ย / เ ดื อ น แ ล ะ พ บ ปั ญ ห า คือปริมาณแผ฽นเจลประคบเย็นในหน฽วยงานมีจ้านวนไม฽เพียงพอกับผู฾ปุวย อีกทั้งราคาแผ฽นเจล-มาตรฐาน ส้าเร็จรูปที่มีจ้าหน฽ายในท฾องตลาดราคาค฽อนข฾างสูง ทางหน฽วยงานจึงได฾ศึกษาและค฾นหาวิธีการท้าแผ฽นเจลประ คบเย็นเพื่อใช฾ในหน฽วยงานขึ้น วัตถุประสงค์การศึกษา ๑. มีแผ฽นเจลประคบเย็นเพียงพอต฽อการใช฾งานและ๒. ลดค฽าใช฾จ฽ายในการซื้อแผ฽นเจลประคบเย็น วิธีการด าเนินการ ทดลองและเก็บรวมรวมข฾อมูลในช฽วง ๑ มกราคม ๒๕๖๔ – ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๔ จ้านวนผู฾ปุวย ๒๐ ราย ตามขั้นตอนดังนี้ ๑. ทบทวนวรรณกรรมและ ศึกษาค฾นคว฾าการท้าแผ฽นเจลประคบเย็น ๒.ทดลองประดิษฐ์แผ฽นเจลประคบเย็นจากผ฾าอ฾อมส้าเร็จรูปเด็กตาม สัดส฽วนที่เหมาะสม ๓.เปรียบ- เทียบแผ฽นเจลประคบเย็นที่ประดิษฐ์กับแผ฽นเจลประคบเย็นมาตรฐาน ๔. ทดสอบประสิทธิภาพแผ฽นเจลประคบเย็นกับผู฾ปุวย ๕.ประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลของแผ฽นเจลประ คบเย็นประดิษฐ์โดยใช฾แบบสอบถาม ผลการศึกษา จากการศึกษาและทดลองพบว฽าเส฾นใยโพลิเมอร์ใน ผ฾าอ฾อมส้าเร็จรูปเด็ก สามารถน้ามาประดิษฐ์เป็นแผ฽นเจลประคบเย็นได฾ โดยผสมน้้าที่ผสมกับสีผสมอาหารใน สัดส฽วน ๓๐๐ มิลลิลิตรต฽อเส฾นใยโพลิเมอร์หนัก ๒๕ กรัม ใส฽ในถุงเก็บน้้านมขนาด ๘ ออนซ์ เฉลี่ยผ฾าอ฾อม ส้าเร็จรูปเด็ก ๑ ชิ้นประดิษฐ์แผ฽นเจลประคบเย็นได฾จ้านวน ๓ ชิ้น ใช฾ต฾นทุนเฉลี่ยชิ้นละ ๑๐ บาท ประสิทธิภาพ แผ฽นเจลประดิษฐ์สามารถกักเก็บอุณหภูมิความเย็นได฾เทียบเท฽ากับแผ฽นเจลมาตรฐานส้าเร็จรูป สรุปการศึกษา และการน าไปใช้ประโยชน์ กลุ฽มเปูาหมายที่จ้าเป็นต฾องใช฾แผ฽นเจลประคบเย็นได฾รับการรักษาด฾วยแผ฽นเจลประ คบเย็นทุกราย คิดเป็น ๑๐๐ เปอร์เซนต์ผู฾ปุวยและญาติมีระดับความพึงพอใจในการใช฾แผ฽นเจลประคบเย็น คิด เป็น ๘๘ เปอร์เซนต์ในปัจจุบันได฾จัดท้าถุงใส฽แผ฽นเจลประคบเย็นให฾ผู฾ปุวยกลุ฽มเปูาหมายเพื่อความสะดวกแล฾ว ยังขยายการใช฾แผ฽นเจลประคบเย็นในการรับเลือดจากห฾องแลปมาให฾ผู฾ปุวยหรือน้าส฽งยาที่ต฾องใช฾อุณหภูมิเย็น และใช฾แผ฽นเจลประคบเย็นให฾ความเย็นในการเก็บUrine protein ๒๔ hr ด฾วย ค าส าคัญ : เจลประคบเย็น save cost


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 359 E11.7 สายรัดขาปูองกันการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะและการเลื่อนหลุดของสายสวนปัสสาวะ อัจฉรา ภูวทิตย์ โรงพยาบาลโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : โรงพยาบาลโนนสูงมีผู฾ปุวยติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะนอนรักษาที่โรงพยาบาล มากเป็นล้าดับที่ 3 ซึ่งพบในผู฾ปุวยสูงอายุกลุ฽มโรคเรื้อรัง และในกลุ฽มที่คาสายสวนปัสสาวะ ผู฾ปุวยกลุ฽มนี้อาจมี ภาวะแทรกซ฾อนที่อันตรายถึงแก฽ชีวิต ส้าหรับสาเหตุของการติดเชื้อเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในกลุ฽มแกรมลบที่ ส้าคัญได฾แก฽ Escherichia coli, Enterococcus faecium ที่อยู฽ในอุจจาระ จากข฾อมูลในกลุ฽มผู฾ปุวยใส฽สายสวน ปัสสาวะปี 2565 จ้านวน 53 ราย พบมีจ้านวน 9 ราย เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะซ้้ามากกว฽า 2 ครั้ง พบว฽าผู฾ปุวยส฽วนใหญ฽ ไม฽ติดพลาสเตอร์ยึดหน฾าขาไว฾ เนื่องจากหลังติดพลาสเตอร์แล฾วมีอาการ แดง คัน ผื่นขึ้นบริเวณ ผิวหนัง ผู฾ปุวยรู฾สึกไม฽สุขสบาย ผู฾จัดท้าจึงได฾คิดค฾นนวัตกรรม “สายรัดขาปูองกันการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ และ การเลื่อนหลุดของสายสวนปัสสาวะ” ใช฾รัดสายสวนปัสสาวะไม฽ให฾เลื่อนหลุด ปรับขนาดได฾ ราคาถูก เกิดประโยชน์กับ ผู฾ปุวยที่คาสายสวนปัสสาวะ ช฽วยปูองกันไม฽ให฾เกิดการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ วัตถุประสงค์การศึกษา : 1. เพื่อปูองกันการเลื่อนหลุดของสายสวนปัสสาวะ 2. เพื่อปูองกันการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะขณะใส฽สายสวนปัสสาวะ วิธีการด าเนินการ : 1. รวบรวมข฾อมูลทั่วไปของผู฾ปุวยที่คาสายสวนปัสสาวะในเขตพื้นที่ อ้าเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา 2. ประชุมชี้แจงทีมสหวิชาชีพ เยี่ยมบ฾านผู฾ปุวย และประเมินการดูแลสายสวนปัสสาวะที่บ฾าน 3. จัดท้านวัตกรรม อุปกรณ์รวมค฽าตัดเย็บมีค฽าใช฾จ฽ายชิ้นละ 50 บาท 4. น้านวัตกรรมมาใช฾กับผู฾ปุวยที่ใส฽สายสวนปัสสาวะที่บ฾าน 15 ราย 5. ติดตามการใช฾นวัตกรรมโดยพยาบาลที่ออกเยี่ยมบ฾านเป็นผู฾ส฽งข฾อมูล รูปภาพ แบบประเมิน ผลการศึกษา : 1. มีนวัตกรรมใช฾ในผู฾ปุวยที่คาสายสวนปัสสาวะที่บ฾าน 2. ผู฾ปุวยที่ใช฾นวัตกรรมจ้านวน 15 ราย ไม฽เกิดการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะซ้้า 3. ผู฾ปุวยมีความพึงพอใจที่ใช฾นวัตกรรม “สายรัดขาปูองกันการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ และการเลื่อน หลุดของสายสวนปัสสาวะ” ร฾อยละ 85.78 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : นวัตกรรมนี้ใช฾เป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน ส้าหรับเจ฾าหน฾าที่ที่ปฏิบัติงานในชุมชนโดยน้ากระบวนการพยาบาลมา ใช฾เพื่อประโยชน์ในการช฽วยเหลือผู฾ปุวยให฾มีคุณภาพชีวิตที่ดีต฽อไป การท้ากิจกรรมการพยาบาลแก฽ผู฾ปุวย สามารถใช฾ เป็นแนวทางในการปรับปรุงมาตรฐานการพยาบาลในการดูแลผู฾ปุวยใส฽สายสวนปัสสาวะ และเป็นแนวทางในการ พยาบาลผู฾ปุวยแบบองค์รวม ผสมผสาน และต฽อเนื่อง ค าส าคัญ : สายรัดขา ไม฽เลื่อนหลุด หยุดการติดเชื้อสายสวน


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 360 E11.8 นวัตกรรม KRASANG MODEL MMXA : (Modified Mobile X-ray Ambulance) โรงพยาบาลกระสัง อ าเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ ทาริกา สมนาค โรงพยาบาลกระสัง อ้าเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ Email : [email protected] เบอร์โทรศัพท์ 0856154717 บทคัดย่อ การเอกซเรย์ปอด หรือ Chest X-ray ในการคัดกรองค฾นหาวัณโรค(Tuberculosis หรือ TB) และหา รอยโรคต฽างๆ รูปแบบเดิม ใช฾แบบการตั้งรับ ผู฾ปุวยจะต฾องเข฾ารับบริการที่ห฾องเอกซเรย์ของโรงพยาบาล ปี 2565 จากกลุ฽มเสี่ยงวัณโรคทั้งหมดจ้านวน 2,120 ราย ผู฾ปุวยมา Chest X-ray ที่โรงพยาบาล 101 ราย คิด เป็นร฾อยละ 4.76 ซึ่งอัตราการมา Chest X-ray ยังต่้าเปูาหมายถึงร฾อยละ 80.24 หากจะออกคัดกรองเชิงรุกก็ ต฾องมีรถเอกซเรย์เคลื่อนที่ (Mobile X-Ray) ซึ่งมีราคาสูงมาก การที่จะเพิ่มการเข฾าถึงบริการในผู฾ปุวยวัณโรค ด฾วยการ Chest X-ray เพิ่มการค฾นหาและรายงานผู฾ปุวยให฾มากขึ้นจึงเป็นสิ่งส้าคัญ ดังนั้นจึงเกิดนวัตกรรม KRASANG MODEL MMXA : (Modified Mobile X-ray Ambulance) พร฾อมอ฽านผลผ฽านระบบ AI วัตถุประสงค์เพื่อให฾ผู฾ปุวยกลุ฽มเสี่ยงวัณโรคเข฾าถึงการบริการเอกซเรย์ปอดได฾มากขึ้น ผลการด้าเนินงาน พบว฽า ผู฾ปุวยได฾รับคัดกรอง จาก รพ.สต. 18 แห฽ง จ้านวน 2,150 ราย รับการคัด กรองด฾วยการเอกซเรย์ปอดจ้านวน 1,832 ราย คิดเป็นร฾อยละ 85.20 ผลอ฽านภาพผ฽านระบบ AI ปอดผิดปกติ จ้านวน 292 ราย (AI อ฽านผล 7 กลุ฽มโรค) คิดเป็นร฾อยละ 15.93 เมื่อส฽งตรวจเสมหะจ้านวน 292 รายพบเชื้อ วัณโรครายใหม฽จ้านวน 12 ราย คิดเป็นร฾อยละ 4.10 และ 12 รายที่พบเชื้อวัณโรค AI อ฽านผล TB ดังนั้นการ ออกคัดกรองด฾วยนวัตกรรม KRASANG MODEL MMXA : (Modified Mobile X-ray Ambulance) พร฾อม อ฽านผลผ฽านระบบ AI ครั้งนี้เป็นการอ้านวยความสะดวกแก฽ประชาชนให฾ได฾รับบริการอย฽างครอบคลุมทุก กลุ฽มเปูาหมาย ท้าให฾เข฾าถึงการบริการการรักษาได฾เร็วขึ้น เพิ่มการค฾นหาแบบเชิงรุกและรายงานผู฾ปุวยได฾มาก ขึ้น ซึ่งการค฾นหาผู฾ปุวยวัณโรคเชิงรุกเป็นกระบวนการส้าคัญที่จะช฽วยให฾พบผู฾ปุวยวัณโรคแต฽เริ่มต฾นและให฾การ รักษาให฾หายขาดได฾ภายในระยะเวลาที่ก้าหนด ในการด้าเนินงานครั้งนี้การมีส฽วนร฽วมของทุกภาคส฽วนของ คป สอ. กระสัง มีส฽วนส้าคัญอย฽างยิ่งที่จะท้าให฾การค฾นหาผู฾ปุวยเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ค าส าคัญ : เอกซเรย์ปอด


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 361 E11.9 กางเกงแพมเพิสบุตะกั่วปูองกันรังสีโรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ปี 2566 ภัทรพร แก฾วอ้าไพ กลุ฽มงานรังสีวิทยา โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติจังหวัดบุรีรัมย์ โทรศัพท์มือถือ 09 0928 2892 E-mail : [email protected] บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : การเอกซเรย์ปอดในกลุ฽มผู฾ปุวยเด็กเล็กทุกครั้ง (toddler) ประกอบการรักษา ของแพทย์ จ้าเป็นต฾องมีอุปกรณ์ปูองกันอันตรายจากรังสีที่บริเวณอวัยวะสืบพันธุ์(Gonad Shield) รูปแบบเดิม ใช฾อุปกรณ์ปูองกันรังสีวางบนล้าตัวเด็กเล็ก ซึ่งไม฽มีที่ยึดตรึงและอุปกรณ์มีน้้าหนักที่เบามาก จึงเกิดการเคลื่อน และเลื่อนหลุดของอุปกรณ์ออกจากต้าแหน฽งอวัยวะสืบพันธุ์แล฾วอุปกรณ์ปูองกันรังสีไปบดบังปอดจึงต฾องมีการ ถ฽ายภาพรังสีซ้้า จ้านวน 8 ราย จากจ้านวนผู฾ปุวยเด็กเล็กในปีงบประมาณ 2564 ทั้งหมด 75 ราย คิดเป็นร฾อย ละ 10.67 เปูาหมายไม฽เกินร฾อยละ 8 ตามมาตรฐานห฾องปฏิบัติการรังสีวินิจฉัยกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2565 จึงเกิดนวัตกรรมกางเกงแพมเพิสบุตะกั่วปูองกันรังสี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปูองกันการได฾รับปริมาณรังสี เกิน วัตถุประสงค์: ลดปริมาณรังสีเกินและปูองกันอันตรายบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ วิธีด าเนินการ : ผู฾ปุวยเด็กเล็กที่ได฾รับการเอกซเรย์ปอด จ้านวน 93 ราย สวมใส฽กางเกงแพมเพิสบุตะกั่วปูองกัน รังสีทั้ง 93 ราย คิดเป็นร฾อยละ 100 ผลการอ฽านภาพจากแพทย์ไม฽พบสิ่งแปลกปลอมในภาพถ฽ายรังสีทั้ง 93 ราย คิดเป็นร฾อยละ100 กางเกงแพมเพิสบุตะกั่วปูองกันรังสีเป็นการอ้านวยความสะดวกแก฽เจ฾าหน฾าที่ห฾องรังสี วินิจฉัยในการบริการถ฽ายภาพรังสีแก฽ผู฾ปุวยเด็กเล็กรวดเร็วมากขึ้น,ลดจ้านวนบุคคลากรในการจับยึดตรึงล้าตัว เด็กเล็กและอุปกรณ์ปูองกันรังสีขณะเอกซเรย์ปอดเพื่อให฾ได฾ท฽าที่ถูกต฾อง จากอุปกรณ์ที่ประดิษฐ์จากชุดเสื้อ ตะกั่วกันรังสีตัวเก฽าภายในกลุ฽มงานรังสีวิทยาน้ามาสร฾างเป็นกางเกงแพมเพิสบุตะกั่วปูองกันรังสี โดยใช฾เนื้อผ฾า สาลู ที่นุ฽มละมุนไม฽ระคายเคืองต฽อผิวหนังมาตัดเย็บเป็นกางเกง ขอบเอวติดผ฾าตีนตุ฿กแกเพิ่มประสิทธิภาพในการ ยึดตรึงแผ฽นตะกั่วที่ใส฽ไว฾ที่เปูากางเกงให฾อยู฽นิ่งกับที่ไม฽เลื่อนหลุดออกจากต้าแหน฽งอวัยวะสืบพันธุ์หรือไปบดบัง ปอดด฾วยราคา 432 บาท สามารถประดิษฐ์ได฾ทั้งหมด 3 ชิ้น (ตกราคาชิ้นละ 144 บาท) ผลการศึกษา : กลุ฽มผู฾ปุวยเด็กเล็กที่ได฾รับการเอกซเรย์ปอด ในเดือนตุลาคม 2564 - กันยายน 2565 ทั้งหมด 93 ราย ได฾รับการปูองกันอันตรายจากรังสี 93 ราย คิดเป็นร฾อยละ 100 อัตราการถ฽ายภาพซ้้า 0 ราย คิดเป็น ร฾อยละ 0 ข้อเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้: การท้าความสะอาดกางเกงแพมเพิสบุตะกั่วปูองกันรังสีควรน้าใส฽ ถุงตาข฽ายซักผ฾าก฽อนน้าส฽งงานซักฟอก เพื่อรักษาคุณภาพของเส฾นใยผ฾าและยืดอายุการใช฾งานให฾ยาวขึ้น ค าส าคัญ : การปูองกันรังสี, Gonad Shield,กลุ฽มงานรังสีวิทยา


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 362 E11.10 K-Sweet shield กัณภพ วงค์รักษ์ โรงพยาบาลกรุงเทพราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ในการผ฽าตัด Arthroplasty ปัญหาที่พบขณะท้าการผ฽าตัดดังกล฽าวคือ ความปลอดภัย ในเรื่องเลือด /สิ่งคัดหลั่ง เศษ Bone เปื้อนหรือกระเด็นเข฾าตา โดยเฉพาะในช฽วงของการตัด bone เพื่อตกแต฽งให฾ พร฾อมส้าหรับการใส฽ implant ในอดีตทีมจะปูองกันโดยใช฾ swab ปิดเพื่อปูองกันสิ่งคัดหลั่งกระเด็น แต฽พบปัญหา บริเวณที่จะผ฽าตัดจะถูกบดบังบางส฽วน ส฽งผลให฾การมองเห็นบริเวณที่ผ฽าตัดลดลง มีความเสี่ยงต฽อการเกิดความ ผิดพลาด เกิดความล฽าช฾าในการท้าผ฽าตัด ทีมจึงคิดค฾นนวัตกรรมเพื่อใช฾ปูองกันการกระเซ็นของเลือด และ Bone ขณะ ใช฾ bone saw. ไม฽บดบังทัศนวิสัยขณะผ฽าตัด ท้าให฾การผ฽าตัดได฾เต็มประสิทธิภาพ สร฾างความปลอดภัยขณะผ฽าตัด ใน เรื่องของการปูองกันการสัมผัสสิ่งคัดหลังจากผู฾ปุวย วัตถุประสงค์การศึกษา 1. เลือด / สิ่งคัดหลั่งกระเด็นเข฾าตา ขณะท้าการผ฽าตัด Arthroplasty 0 ครั้ง 2.แพทย์และ เจ฾าหน฾าที่ที่ท้าการผ฽าตัด Arthroplasty มีความพึงพอใจ >90% 3.การใช฾ K-Sweet shield ในการผ฽าตัด Arthroplasty 100 % วิธีการด าเนินการ Plan : หาข฾อมูล/วิธีการในการ ปิดบัง เลือดขณะใช฾ Oscillating Saw ส้าหรับการผ฽าตัด Arthroplasty ออกแบบและแก฾ไข ข฾อจ้ากัด ของที่บังเลือด ที่ต฾องการและวางแผนการผลิต DO : 1.จัดท้าอุปกรณ์เพื่อใช฾บังเลือด และเศษกระดูก 2.ประเมินความคงทนต฽อการใช฾งาน /อายุการใช฾งาน โดยใช฾อุปกรณ์วัดแสงผ฽านแผ฽นอะคลิลิก ถ฾าลดลง > 20% ถือว฽าหมดประสิทธิภาพ และเพื่อศึกษาข฾อมูลว฽าอุปกรณ์ สามารถ Sterileได฾กี่ครั้ง ในระดับที่เครื่องมือยังมีประสิทธิภาพที่ดีเพียงพอต฽อการใช฾งาน 3.ประเมินผลการใช฾งานและ หาข฾อมูลเพื่อปรับเปลี่ยนแบบอุปกรณ์บังเลือด Check : ประเมินผลการใช฾งานจากทีมแพทย์ / พยาบาลที่เข฾าร฽วมผ฽าตัด Act : ประเมินความพึงพอใจของการใช฾อุปกรณ์ขยายผลการใช฾ไปยังการผ฽าตัด Orthopedic และการผ฽าตัด อื่น ผลการศึกษา 1.คุณสมบัติของวัสดุอุปกรณ์ มองเห็นชัดเจน แต฽ถ฾ามีการสัมผัสเลือดอาจท้าให฾การมองเห็นลดลง 2. น้้าหนัก ของสิ่งประดิษฐ์ และความสะดวกในการใช฾งานท้าได฾ดี 3. คุณสมบัติด฾าน IC ในแง฽การท้าความสะอาดและ Sterile ท้าได฾ดีไม฽ลดประสิทธิภาพในการท้า Sterileด฾วยการอบแก฿ส 3.ทดสอบความคงทนต฽อการใช฾งาน โดยการวัด แสงที่ผ฽านแผ฽นอะคลีลิก พบว฽ามีผลไม฽แตกต฽างกันเมื่อเทียบกับของใหม฽ที่ยังไม฽ผ฽านการอบแก฿ส สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์1.วางแผนจะขยายการใช฾อุปกรณ์ไปในการผ฽าตัดการผ฽าตัดที่ใช฾ Oscillating Saw 2.ขยายอุปกรณ์ K- Sweet shield ไปให฾โรงพยาบาลในเครือ และโรงพยาบาลภาครัฐใช฾ร฽วมด฾วย 3.จัดท้าเป็น CSR เนื่องจากค฽าใช฾จ฽ายในการจัดท้ามีราคาถูก เฉลี่ย 100 บาท / ชิ้น และสามารถใช฾งานได฾หลายครั้ง ค าส าคัญ : Arthroplasty


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 363 E11.11 การประยุกต์ใช้กระบวนการ PDCA ในการพัฒนานวัตกรรม: วงล้อมหัศจรรย์ ESI TO EASY ยวนจิต อ้นสุวรรณ และคณะ โรงพยาบาลเซนต์เมรี่ นครราชสีมา ความเป็นมาและความส าคัญ จากการทบทวนอุบัติการณ์การคัดกรองผิดพลาด ปี2564 – 2565 จ านวน 10, 12 ครั้ง ตามล าดับ ส่วนใน ปี 2566 (ม.ค. - เม.ย.) พบ 5 ครั้ง พบว่าความผิดพลาดในการคัดแยกดังนี้ Over triage 4 ครั้ง Under triage 20 ครั้ง สาเหตุความผิดพลาดเกิดจากทักษะของทีมพยาบาลในการประเมินไม่เพียงพอ รูปแบบของคู่มือในการประเมินไม่ สะดวกในการปฏิบัติงาน ทางทีมพยาบาลจึงคิดเครื่องมือที่จะน ามาประกอบการคัดแยกประเภทของผู้ป ุวยได้ง่าย สะดวก ถูกต้อง และรวดเร็ว มุ่งเน้นผู้ปุวยได้รับความปลอดภัย ตามมาตรฐานส าคัญจ าเป็นต่อความปลอดภัย เรื่องการ คัดแยกผู้ปุวยและผู้ปฏิบัติงานมีความพึงพอใจ วัตถุประสงค์การศึกษา การศึกษานี้เพื่อพัฒนาสื่อ เครื่องมือในการคัดแยกผู้ป ุวยที ่เข้ารับบริการได้อย ่างถูกต้อง แม่นย า และ รวดเร็ว รวมทั้งพัฒนาศักยภาพทางวิชาการของบุคลากรที ่ปฏิบัติหน้าที่คัดแยกผู้ป ุวยตามระดับความรุนแรงและ ฉุกเฉิน วิธีการด าเนินการ การศึกษาครั้งนี้ใช้วงจร PDCA เป็นแนวทางในการปรับปรุงกระบวนการด าเนินงานการมีส่วนร่วม ของบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ผู้ให้ข้อมูลเลือกแบบจ าเพาะเจาะจง จ านวน 31 คน ได้แก่ หัวหน้าแผนก (1 คน) พยาบาล (12 คน) ผู้ช ่วยเหลือพยาบาล (18 คน) เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการสนทนากลุ่ม และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา (Content Analysis) พบว่า ผลด าเนินงาน PDCA มี 3 วงรอบ วงรอบที่ 1 เดือนมิถุนายน 2566 พบว่า พนักงาน บางส่วนยังใช้งาน “วงล้อมหัศจรรย์ ESI TO EASY” ได้ไม่ถูกต้อง จึงแก้ไขดังนี้ 1) ชี้แจงและสาธิตวิธีการใช้งานให้กับ พนักงานที่เกี่ยวข้อง 2) อบรมการประเมินผู้ปุวยตามระดับ ESI ให้กับบุคลากร และน า “วงล้อมหัศจรรย์ฯ” ไปทดลอง ใช้บริเวณจุดบริการคัดกรอง ประเมินผล พบว่า วัสดุหลุดง่าย ไม่คงทน วงรอบที่ 2 ร่วมกันประดิษฐ์ให้คงทนมากขึ้น และน าไปทดลองใช้อีกครั้ง ประเมินผลพบว่า ขนาดตัวหนังสือ/วงล้อมีขนาดเล็ก จึงน าสู่การวางแผน วงรอบที่ 3 ร่วมกันวิเคราะห์และปรับสี/ ขนาดของตัวหนังสือให้ชัดเจนมากขึ้นและน าไปทดลองใช้อีกครั้ง จากผลการประเมิน ความพึงพอใจของบุคลากรที่ทดลองใช้งาน พบว่า มีความพึงพอใจต่อการใช้งาน ร้อยละ 98 และไม่พบอุบัติการณ์ของ การคัดแยกผู้ปุวยผิดพลาดทั้งระดับ A - D และ ระดับ E ขึ้นไป หลังการน า “วงล้อมหัศจรรย์ฯ” มาใช้งาน สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ การพัฒนางานประจ าอย่างต่อเนื่องด้วยวงจร PDCA และการมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบใน ครั้งนี้ ก่อให้เกิดเป็นนวัตกรรมและแนวทางให้กระบวนการท างานได้รับการพัฒนาได้ดียิ่งขึ้น น าไปสู่การปฏิบัติที่ส่งผล ให้ผู้ปุวยได้รับการส่งตรวจได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และปลอดภัย ค าส าคัญ: การคัดแยกผู้ปุวย, เกณฑ์การประเมินผู้ปุวยตามระดับ ESI, PDCA


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 364 E11.12 นวัตกรรม กระติกวัคซีนเคลื่อนที่ บอกอุณหภูมิ รุ่น 2 ธิดารัตน์ นิ่มกระโทก รพ.สต.ขนาย ต.บ฾านเกาะ อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส้าคัญ โรค COVID – 19 เกิดการระบาด เพื่อลดความรุนแรงของโรค และ สร฾างภูมิคุ฾มกันหมู฽ กลุ฽ม 608 ต฾องได฾รับวัคซีนมากกว฽าร฾อยละ 70 ผลการรับวัคซีนจาก รพ.มหาราช นครราชสีมา ร฾อยละ 63.50 ส้ารวจพบ การเดินทางไม฽สะดวก ระยะเวลารอคอยนาน สสจ.นครราชสีมา จึงมี นโยบายให฾ รพ.สต. น้าวัคซีนมาให฾บริการ เปูาหมายมากกว฽าวันละ 300 dose รพ.สต.ขนาย มีกระติกวัคซีน ขนาดเล็ก และไม฽สะดวกในการตรวจสอบอุณหภูมิที่วางในตัวกระติก ส฽วนกระติกวัคซีนส้าเร็จรูปขนาด 24 ลิตร ราคา 16,000 บาท/กระติก รวมทั้งอุณหภูมิจะฝังในตัวกระติก อีกทั้งฝากระติกและตัวกระติกมีน้้าหนักมาก ผลส้ารวจความต฾องการกระติกวัคซีนของบุคลากร พบว฽าต฾องการกระติกที่เก็บวัคซีน COVID-19 ที่ได฾อุณหภูมิ มาตรฐานและบรรจุได฾วันละ 400 – 500 dose รวมทั้งความสะดวกของการน้าวัคซีนเคลื่อนที่ไปให฾บริการใน ชุมชน วัตถุประสงค์การศึกษา 1) เพื่อเก็บวัคซีนCOVID-19 ให฾ได฾อุณหภูมิมาตรฐานและสะดวกในการใช฾งาน 2) เป็น แนวทางในการพัฒนานวัตกรรม วิธีการด าเนินการ ใช฾กระบวนการ PDCA โดยน้ากระติกเก็บความเย็น ขนาด 32 ลิตร ติดเครื่องวัดอุณหภูมิดิจิตอลที่ด฾านหน฾า ใช฾ฟิวเจอร์บอร์ดเป็นฐานรองรับวัคซีน เว฾นช฽องใส฽ อุปกรณ์ท้าความเย็น (Ice pack) ประดิษฐ์ฝาปิดกระติกด฾านในด฾วยโฟมกับฟิวเจอร์บอร์ด ส฽วนรถเข็นประดิษฐ์ ด฾วยท฽อพีวีซีและล฾อส้าเร็จรูป จัดท้าคู฽มือการใช฾งาน น้าไปทดสอบที่ศูนย์วิศวกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุร นารี น้าไปใช฾งานตั้งแต฽ ตุลาคม 2564 จนถึงปัจจุบัน ในบุคลากร 91 คน ของ รพ.สต. 9 แห฽ง ขณะใช฾งาน ใส฽ อุณหภูมิแบบแท฽งในตัวกระติกเพื่อเปรียบเทียบกับอุณหภูมิดิจิตอล และส฽งตรวจการปนเปื้อนก฽อนและหลังการ ใช฾งาน ผลการศึกษา มีอุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 12 ชั่วโมง น้้าหนักกระติก 6 กิโลกรัม/ชุด รถ เข็ญรับน้้าหนักได฾ 30 กิโลกรัม รวมราคาชุดละ 7,000 บาท รพ.สต. 9 แห฽ง น้าไปใช฾งานวัคซีน COVID-19 เวร เช฾าพบอุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส ขณะใช฾งาน 8 ชั่วโมง (เวรเช฾า) ค฽าอุณหภูมิแบบแท฽งกับค฽าอุณหภูมิดิจิตอล มีค฽าเท฽ากัน รวมทั้งผลส฽งตรวจทางห฾องปฏิบัติการเกิดความปลอดภัย และบรรจุวัคซีนได฾ครั้งละ 600 dose บุคลากรมีความพึงพอใจร฾อยละ 99.15 ผลการรับวัคซีนกลุ฽ม 608 ร฾อยละ 98.46 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ พบว฽า นวัตกรรม มีประสิทธิภาพและตรงตามวัตถุประสงค์เกิด ความสะดวกของการปฏิบัติงานของบุคลากรและช฽วยลดรายจ฽ายขององค์กร อีกทั้งใช฾บริหารวัคซีน COVID-19 หรือวัคซีนชนิดอื่นได฾มาตรฐาน การพัฒนาต฽อไป ควรจัดท้าสัญญาณเตือนเมื่ออุณหภูมิไม฽อยู฽ในค฽ามาตรฐาน การศึกษาขนาดกระติกและค฽าอุณหภูมิที่เหมาะกับการใช฾งานหลากหลาย รวมทั้งความคงทนของอุปกรณ์ที่ ประดิษฐ์ ค าส าคัญ : กระติกวัคซีนเคลื่อนที่บอกอุณหภูมิ


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 365 E11.13 นวัตกรรม ลิ้นชักกู้ภัย หยกมณี เนตรสระน฾อย โรงพยาบาลส฽งเสริมสุขภาพต้าบลขนงพระใต฾ อ้าเภอปากช฽อง จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : โรงพยาบาลส฽งเสริมสุขภาพต้าบลเป็นระบบบริการสุขภาพที่ช฽วยให฾ประชาชนทุกคนสามารถ เข฾ารับบริการพื้นฐานที่สะดวกรวดเร็วและใกล฾บ฾าน โดยเฉพาะกรณีเจ็บปุวยฉุกเฉินเร฽งด฽วน เจ฾าหน฾าที่ควรมีศักยภาพในการ ประเมินอาการ ช฽วยเหลือเบื้องต฾นในระยะฉุกเฉิน และส฽งต฽อเพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม ซึ่งปัจจุบันพบปัญหาเจ฾าหน฾าที่ไม฽ เพียงพอ หากพยาบาลต฾องไปปฏิบัติงานนอกสถานที่ กรณีมีผู฾ปุวยฉุกเฉินมารับบริการ การตัดสินใจในการเตรียมอุปกรณ์ ช฽วยเหลือของสหวิชาชีพอื่น บางครั้งไม฽ครอบคลุมในการรักษาผู฾ปุวยภาวะฉุกเฉินท้าให฾การรักษาล฽าช฾าออกไป เสี่ยงต฽อความ ปลอดภัยของผู฾รับบริการ ดังนั้นเพื่อแก฾ไขปัญหาดังกล฽าวจึงได฾คิดค฾น นวัตกรรม ลิ้นชักกู฾ภัย เพื่อพัฒนาระบบการดูแลรักษาส฽ง ต฽อผู฾ปุวยภาวะฉุกเฉินให฾ได฾รับการรักษาที่ถูกต฾องตามมาตรฐานที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น วัตถุประสงค์ : เจ฾าหน฾าที่สามารถตัดสินใจรักษาผู฾ปุวยภาวะฉุกเฉินได฾ถูกต฾องและส฽งต฽อผู฾ปุวยได฾อย฽างมีประสิทธิภาพ และลดระยะเวลาในการ จัดเตรียมอุปกรณ์เพื่อรักษาผู฾ปุวยในภาวะฉุกเฉิน วิธีการด าเนินการ 1. เจ฾าหน฾าที่สรุปรายงานผู฾ปุวยภาวะฉุกเฉิน 3 อันดับ ในปี 2565 ดังนี้คือ ภาวะ Hypoglycemia , Hypertensive Urgency และ ภาวะ Shock ร฽วมวางแผนการดูแลผู฾ปุวยภาวะฉุกเฉิน แนวทางการส฽งต฽อผู฾ปุวยร฽วมกับอายุรแพทย์เภสัชกร และจัดท้า คู฽มือในการดูแลผู฾ปุวยเบื้องต฾น 2. คิดค฾นนวัตกรรม ลิ้นชักกู฾ชีพ ส้าหรับช฽วยเจ฾าหน฾าที่ในการเตรียมอุปกรณ์ช฽วยเหลือได฾อย฽างครบถ฾วน 3. จัดท้านวัตกรรม ซื้อลิ้นชักจ้านวน 3 ชั้น แต฽ละชั้นจะมียาและขั้นตอนการดูแลช฽วยเหลือภาวะฉุกเฉิน ดังนี้ 3.1 ชั้นที่ 1 ส้าหรับช฽วยเหลือผู฾ปุวยภาวะ Hypoglycemia/Hyperglycemia 3.2 ชั้นที่ 2 ส้าหรับช฽วยเหลือผู฾ปุวยภาวะ Hypertensive Urgency 3.3 ชั้นที่ 3 ส้าหรับช฽วยเหลือผู฾ปุวยภาวะ Anaphylaxis shock และผู฾ปุวยที่ภาวะShock 4. น้านวัตกรรมไปทดลองใช฾กับเจ฾าหน฾าที่ประจ้า รพ.สต.ขนงพระใต฾ระยะเวลาตั้งแต฽ มีนาคม ถึง 31 สิงหาคม 2566 5. ประเมินผลหลังน้านวัตกรรมไปใช฾ในการให฾บริการช฽วยเหลือผู฾ปุวยภาวะฉุกเฉิน ผลการศึกษา : พบว฽า ผู฾ปุวยที่มีภาวะฉุกเฉิน จ้านวน 22 ราย แบ฽งเป็น ภาวะ Hypoglycemia 10 ราย ภาวะ Hypertensive Urgency จ้านวน 12 ราย ไม฽มีผู฾ปุวยภาวะ Shock ได฾น้านวัตกรรมลิ้นชักกู฾ภัยมาในการรักษาผู฾ปุวยทั้ง 22 ราย คิดเป็นร฾อยละ 100 มีการปฏิบัติตามขั้นตอนที่ถูกต฾องและครบถ฾วนตามคู฽มือคิดเป็นร฾อยละ 100 และสามารถลดระยะเวลาในการจัดเตรียม อุปกรณ์เพื่อรักษาผู฾ปุวยภาวะฉุกเฉินได฾จริงคิดเป็นร฾อยละ 100 สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : ลิ้นชักกู฾ภัย มี ความสะดวกส้าหรับเจ฾าหน฾าที่ในการเตรียมยาและประหยัดเวลาในการรักษาผู฾ปุวยภาวะฉุกเฉิน เนื่องจากยาถูกจัดไว฾เป็นกลุ฽ม โรค มีคู฽มือการให฾บริการตามขั้นตอน เพิ่มความครอบคลุมและถูกต฾อง ในการปฏิบัติงานของเจ฾าหน฾าที่ สามารถพัฒนาต฽อได฾ โดยจัดท้าคู฽มือแนวทางการรักษาผู฾ปุวยภาวะฉุกเฉินอื่นๆเบื้องต฾นฉบับโรงพยาบาลส฽งเสริมสุขภาพต้าบล เป็นการพัฒนาระบบ บริการที่มีมาตรฐานและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น ค าส าคัญ : ระบบบริการปฐมภูมิ, การรักษาและส฽งต฽อผู฾ปุวยภาวะ Hypoglycemia , Hypertensive Urgency ภาวะ Shock


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 366 E11.14 นวัตกรรม Honey bag ร.อ.หญิง ณัฏฐา ต้องกุลบริบูรณ์ ห้องผ่าตัด รพ.ค่ายสุรนารี นครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ การผ่าตัดโดยวิธีส่องกล้องได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เนื่องจากแผลมีขนาดเล็ก ปวดแผลน้อย ปริมาณการเสียเลือดน้อย เสี่ยงต่อการติดเชื้อลดลง ระยะเวลาการพักฟื้นสั้น แต่มีข้อจ ากัดใน เรื่องค่าใช้จ่าย เนื่องจากเครื่องมือและอุปกรณ์มีราคาสูง และไม่สามารถเบิกได้ตามสิทธิการรักษา ท าให้ ผู้ปุวยรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูง ผู้จัดท าได้เล็งเห็นถึงความส าคัญในเรื่องนี้ จึงจัดท านวัตกรรมถุงใส่ชิ้นเนื้อ ส าหรับการผ่าตัดด้วยวิธีการส่องกล้อง วัตถุประสงค์ : นวัตกรรมถุง Honey bag เป็นอุปกรณ์ทางเลือกส าหรับเพื่อใส่ชิ้นเนื้อส าหรับการผ่าตัดโดย วิธี ส่องกล้องซึ่งทีมงานห้องผ่าตัดได้คิดประดิษฐ์เอง เพื่อช่วยลดต้นทุนและค่่าใช่้จ่่ายจากการผ่่าต่ัด โดยวิธ่ีส่่องกล่้อง วิธีด าเนินการ ทีมห้องผ่าตัดประชุมร่วมกับทีมศัลยแพทย์ วิเคราะห์กระบวนการการดูแลผู้ปุวยที่มารับการ รักษาด้วยการส่องกล้อง พบว่าผู้ปุวยมีค่าใช้จ่ายที่ต้องช าระเองที่ราคาสูงคืออุปกรณ์ใส่ชิ้นเนื้อ จึงได้ประดิษฐ์ อุปกรณ์ผลิตถุง Honey bag ดังนี้ ออกแบบและท าให้ปราศจากเชื้อ โดย วิธีการอบแก๊ส น าถุง Honey bag ให้ศัลยแพทย์ทดลองใช้ใส่ชิ้นเนื้อจากการผ่าตัดโดยวิธีส่องกล้อง เปรียบเทียบผลการใช้งาน Honey bag โดย ศัลยแพทย์พบว่า Honey bag สามารถใช้งาน ทดแทนผลิตภัณฑ์จากบริษัทได้ พบปัญหาที่ต้องปรับแก้ไข เพิ่มเติม คือ ขนาดถุง ความยาวเชือก และ วิธีการพับถุงเพื่อให้ใช้งานได้ดียิ่งขึ้น พัฒนา Honey bag ตาม การใช้งานและข้อเสนอแนะจากศัลยแพทย์ ได้แก่ ปรับขนาดถุงให้เล็กลง ปรับความยาวของเช่ือก เปล่ี่่ยนวิธ่ีการพับถุ่งก่อนน่ าไปท่ าให้ปราศจากเช่ื่้อ ผลการศึกษา : หล่ังจาก พัฒนาพบว่าสามารถใช้งาน Honey bag ได้ง่ายและไม่พบปัญหาข้อขัดข้อง ศัลยแพทย์ใช้ถุง Honey bag ใส่ชิ้นเนื้อจากการผ่าตัดโดยวิธีส่องกล้อง ได้100 % ผู้ปุวยลดค่าใช้จ่ายจากถุง ส าหรับใส่ชิ้นเนื้อจากการผ่าตัดโดยวิธีส่องกล้อง ได้ จากผลิตภัณฑ์เด่ิมท่ี่่ซื้อจากบริษัท ราคา 1,628 บาท เหลือราคา 121 บาท สรุปผลการศึกษาและการน าผลการศึกษาไปใช้: ขนาดถุงที่ใช้ในการผลิตต้องท าการตัดและพับให้มี ขนาดที่เหมาะสม เชือกที่มัดปากถุงความยาวจะต้องได้ขนาดที่เหมาะสม การพับถุง ก่อนน าไปท าให้ ปราศจากเชื้อ (sterilization) จะต้องพับให้ง่ายต่อการน าถุงเข้าไปรับชิ้นเนื้อ ค าส าคัญ : Honey bag คือ ถุงใส่ชิ้นเนื้อส าหรับการผ่าตัดโดยวิธีส่องกล้อง


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 367 E11.15 การพัฒนาการป้องกันการเลื่อนหลุดของเข็มให้สารน ้าในผู้ป่วยเด็ก พัชรี เวชชศาสตร์ โรงพยาบาลนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ความเป็นมาและความส าคัญ เมื่อผู้ปุวยเด็กเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และได้รับการรักษาท าหัตการต่าง ๆ ซึ่งเป็นสาเหตุของการ ได้รับความเจ็บปวดบ ่อย ๆ เช ่น การเจาะเลือด การให้สารน ้าทางหลอดเลือดด า เป็นหัตถการที ่ก ่อให้เกิดความ เจ็บปวดแบบเฉียบพลัน โดยผู้ปุวยเด็กไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งความเจ็บปวดที่เด็กได้รับส่งผลทั้งทางด้านร่างกาย และจิตใจ รวมถึงความวิตกกังวลของบิดา มาดา หรือผู้ดูแล ปัญหาที่พบบ่อย คือ ผู้ปุวยเด็กดึงสายน ้าเกลือ ท าให้มี การเลื่อนหลุดของเข็ม พยาบาลต้องแทงเส้นเลือดด าใหม่ ท าให้เด็กต้องได้รับความเจ็บปวด เกิดการต่อต้านและ ปฏิเสธ พยาบาลเกิดความเครียดได้ จากสถิติงานหอผู้ป ุวยพิเศษกุมารเวชกรรมสกลฯ 4 โรงพยาบาลนางรอง ให้บริการผู้ปุวยเด็กอายุแรกเกิด - 14 ปี ในปี พ.ศ. 2563 - 2566 ยอดผู้ป ุวยเด็กทั้งหมดจ านวน 270 ราย พบ อุบัติการณ์เด็กดึงเข็มที่ให้สารน ้าทางหลอดเลือดด าออกเอง และนอนทับสายน ้าเกลือ จ านวน 50 ราย คิดเป็นร้อยละ 18.52 จ าเป็นต้องแทงเข็มเพื่อให้สารน ้าทางหลอดเลือดด าใหม่ ทางหอผู้ปุวยจึงได้คิดวัสดุอุปกรณ์ที่หาง่ายและราคา ไม่แพง สะดวกต่อการใช้งาน น ามาประดิษฐ์ “ผ้าผูกยึดเข็ม IV ในผู้ปุวยเด็ก” ขึ้นมาใช้ในหน่วยงาน วัตถุประสงค์การศึกษา 1.ปูองกันการเลื่อนหลุดของบริเวณที่ให้สารน ้าทางหลอดเลือดด าส่วนปลาย 2.สามารถประเมินการรั่วซึมของสารน ้าทางหลอดเลือดด าออกนอกเส้นได้อย่างรวดเร็ว 3.ลดอัตราการแทงเข็มให้สารน ้าทางหลอดเลือดด าก่อนเวลาก าหนด วิธีการด าเนินการ เครื่องมือที่ใช้ ประเมินความพึงพอใจผู้รับบริการและผู้ให้บริการในการใช้นวัตกรรม รูปแบบการศึกษา โดยใช้วงจรคุณภาพของเดมิ่ง (PDCA) มีกระบวนการ 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1.ขั้นวางแผน (P: plan) ส ารวจและวิเคราะห์ปัญหาคัดเลือกเรื่องที่จัดท านวัตกรรม 2.ขั้นปฏิบัติตามแผน (D: Do) ทดลองใช้นวัตกรรม 3.ขั้นตรวจสอบการปฏิบัติตามแผน (C: check) ตรวจสอบผลการด าเนินงานในแต่ละขั้นตอน 4.ขั้นปรับปรุง (A : act) แก้ไขเนื้อหา หลังจากปรับปรุงชิ้นงานน าไปทดลองใช้ ผลการศึกษา ผู้ตอบแบบสอบถาม จ านวน 20 ราย โดยแบ่งเป็น เจ้าหน้าที่จ านวน 10 ราย ผู้ปกครอง จ านวน 10 ราย ประเมินความพึงพอใจผู้รับบริการและผู้ให้บริการ สรุปผลการทดลองใช้นวัตกรรมอุปกรณ์ผูกยึดเข็ม IV ในผู้ปุวย เด็ก ผลคะแนนความพึงพอใจทั้งผู้รับบริการและผู้ให้บริการอยู่ในระดับมากกว่าหรือเท่ากับ 90 % ทุกด้าน สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ จากการทดลองใช้นวัตกรรมอุปกรณ์ผูกยึดเข็ม IV ในผู้ปุวยเด็กที่รักษาตัวใน หอผู้ปุวยกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลนางรอง เป็นระยะเวลา 3 เดือน ( เดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน พ.ศ. 2566 ) ไม่ เกิดอุบัติการณ์เลื่อนหลุดของเข็ม IV และไม่เกิดอุบัติการณ์การเกิดภาวะหลอดเลือดด าอักเสบ ค าส าคัญ: “ผ้าผูกยึดเข็ม IV ในผู้ปุวยเด็ก”


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 368 E11.16 สาวเส้นสวย กุลรภัส เสนาวัตร งานโรคไม฽ติดต฽อเรื้อรัง กลุ฽มงานการพยาบาล โรงพยาบาลขามทะเลสอ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ โรงพยาบาลขามทะเลสอเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 30 เตียง ในช฽วงปี 2563 - 2565 มีผู฾ปุวย โรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้้าตาลได฾ดี ร฾อยละ 29.59,28.38,24.33 ตามล้าดับ ซึ่งต่้ากว฽าเกณฑ์เปูาหมายที่ ก้าหนด ในช฽วงที่ผ฽านมา มีการให฾สุขศึกษา โดยการสอน อธิบาย ไม฽มีอุปกรณ์ในการสาธิตให฾เห็นภาพ ดังนั้น คลินิกโรคไม฽ติดต฽อเรื้อรัง จึงท้าการพัฒนาสื่อการสอน โดยจัดท้าโมเดลเสมือนจริง ใช฾ในการ สอน สาธิตให฾ เห็นภาพ ของการไหลเวียนเลือด เพื่อให฾ผู฾ปุวยเกิดความเข฾าใจ เกี่ยวกับผลของระดับน้้าตาลในเลือดที่มีต฽อการ ไหลเวียนเลือด และผู฾ปุวยเกิดแรงจูงใจที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ เพื่อลดระดับน้้าตาลในเลือด ต฽อไป วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให฾ผู฾ปุวยเห็นภาพเสมือนจริง การเรียนรู฾เกี่ยวกับระดับน้้าตาลในเลือดที่ส฽งผลต฽อการไหลเวียน 2. เพื่อกระตุ฾นให฾ผู฾ปุวยเห็นความส้าคัญของการควบคุมระดับน้้าตาลในเลือด วิธีการด าเนินการ 1. จัดหาอุปกรณ์ จัดซื้อหุ฽น 1 ตัว/ Set IV 2 set/ Syring 5 cc 2 set/Extention 2 set / น้้าหวาน 1 ขวด/น้้าผึ้ง 1 ขวด/ภาพแสดงอวัยวะ หัวใจ ไต ตับอ฽อน 2. จัดสาธิตการไหลเวียนเลือด แก฾วที่1 ใช฾น้้าผึ้ง 25 cc ผสมกับน้้าหวานสีแดง 5 cc แก฾วที่2 ใช฾น้้าผึ้ง 5 cc ผสมกับน้้าหวานสีแดง 25 cc ให฾ผู฾ปุวยร฽วมทดสอบการไหลเวียนเลือดโดยใช฾Syring ต฽อกับ Extention ดูดน้้าแก฾วที่1 เปรียบเทียบ กับการดูดน้้าแก฾วที่2 เพื่อให฾ผู฾ปุวยได฾สัมผัสกับความหนืดของการไหลเวียนเลือด ผลการศึกษา ผู฾ปุวยโรคเบาหวานควบคุมระดับน้้าตาลได฾ดี เพิ่มขึ้นจากร฾อยละ 24.33 เป็นร฾อยละ 40.04 สรุปการศึกษาและการน้าไปใช฾ประโยชน์ : สาว เส฾น สวย เป็นสื่อส฽งเสริมการให฾ความรู฾ในผู฾ปุวยเบาหวาน ให฾ เห็นภาพเสมือนจริงของการไหลเวียนในหลอดเลือด ท้าให฾ผู฾ปุวยได฾เรียนรู฾เกี่ยวกับระดับน้้าตาลในเลือด ที่ส฽งผล ต฽อการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงอวัยะส้าคัญที่จะส฽งผลให฾เกิดภาวะแทรกซ฾อนต฽างๆ ก฽อให฾เกิดแรงจูงใจที่จะ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ เพื่อลดระดับน้้าตาลในเลือด ต฽อไป ค าส าคัญ : สาว เส฾น สวย


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 369 E11.17 Eco Hospital Applications การพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อการดูแลสิ่งแวดล้อมใน โรงพยาบาล นายเกษมศักดิ์ ชุมศรี โรงพยาบาลปากช฽องนานา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: โรงพยาบาลเป็นหน฽วยงานที่มีการใช฾ทรัพยากรจ้านวนมาก เช฽น พลังงานไฟฟูา น้้าประปา และระบบบ้าบัดน้้าเสีย การรวบรวมข฾อมูลด฾านการใช฾ทรัพยากรเหล฽านี้เป็นสิ่งส้าคัญ เพื่อใช฾ในการวางแผนและควบคุมการใช฾ทรัพยากรอย฽างมีประสิทธิภาพ อย฽างไรก็ตาม จากการได฾ลงเยี่ยม ส้ารวจหน฽วยงานบ้าบัดน้้าเสีย พบว฽า ในการรวบรวมข฾อมูลยังใช฾วิธีการแบบเดิมๆ เช฽น การจดบันทึกด฾วยมือ และบันทึกลงกระดาษ ซึ่งอาจท้าให฾เกิดปัญหาต฽างๆ เช฽น ข฾อมูลสูญหาย การวิเคราะห์ข฾อมูลท้าได฾ยาก ต฾องใช฾ เวลาในการประมวลผล ดังนั้นจึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อแก฾ปัญหาดังกล฽าว วัตถุประสงค์: 1)เพื่อให฾ผู฾ปฏิบัติงานมีความสะดวก และจัดเก็บข฾อมูลอย฽างเป็นระบบ 2)เพื่อ ส฽งเสริมการใช฾ทรัพยากรอย฽างมีประสิทธิภาพ 3)เพื่อสร฾างภาพลักษณ์ของโรงพยาบาลที่ใส฽ใจในสิ่งแวดล฾อม วิธีด าเนินการ: Plan: วิเคราะห์และออกแบบ รวบรวมข฾อมูล ไฟฟูา น้้าประปา และระบบบ้าบัด น้้าเสียในโรงพยาบาล ศึกษาจากสื่อออนไลน์ และค้าแนะน้าจากผู฾เชี่ยวชาญ. Do: พัฒนา Application "Eco Hospital" และทดสอบแอปพลิเคชัน โดยใช฾ Google Platform Google Sheet, AppSheet, Looker studio ในการพัฒนา. Check: ตรวจสอบการท้างานของ Application ร฽วมกับผู฾ปฏิบัติงาน. Act: น้าไปใช฾งาน รายงานผลให฾คณะผู฾บริหาร พร฾อมรับข฾อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงแอปพลิเคชันให฾ครอบคลุมต฽อไป ผลการศึกษา: ผลการศึกษาพบว฽า แอปพลิเคชัน "Eco Hospital" มีประสิทธิภาพและได฾รับการ ตอบรับที่ดีจากผู฾ใช฾งาน โดยสามารถช฽วยให฾ผู฾ปฏิบัติงานท้างานได฾เร็วขึ้น ประสิทธิภาพการใช฾ทรัพยากรที่ เกี่ยวข฾อง เช฽น การก้ากับติดตาม ข฾อมูลด฾านการใช฾พลังงานไฟฟูา และลดการใช฾กระดาษในการบันทึกข฾อมูล ระบบบ้าบัดน้้าเสีย สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: งานวิจัยนี้ประสบความส้าเร็จในการพัฒนาแอปพลิเค ชัน "Eco Hospital" เพื่อการดูแลสิ่งแวดล฾อมในโรงพยาบาล ซึ่งสามารถแก฾ไขปัญหาการรวบรวมข฾อมูลด฾าน พลังงานไฟฟูา น้้าประปา และระบบบ้าบัดน้้าเสียในโรงพยาบาลได฾อย฽างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถช฽วย ประหยัดเวลาและค฽าใช฾จ฽าย ส฽งเสริมให฾โรงพยาบาลใช฾ทรัพยากรอย฽างมีประสิทธิภาพ และสร฾างภาพลักษณ์ที่ดี ให฾กับโรงพยาบาล ค าส าคัญ: สร฾างแอปไม฽ต฾องเขียนโค฾ดใครๆ ก็ท้าได฾


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 370 E11.18 การพัฒนาระบบรับเรื่องร้องเรียน 4.0 ด้วยระบบสารสนเทศและเทคโนโลยีการสื่อสาร นางสาวโกสุม คล฽องดี โรงพยาบาลปากช฽องนานา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส้าคัญ การรับเรื่องร฾องเรียนเป็นกลไกส้าคัญในการรับฟังเสียงสะท฾อนของ ประชาชนและแก฾ไขปัญหา หากระบบรับเรื่องร฾องเรียนมีประสิทธิภาพ จะช฽วยให฾ประชาชนเข฾าถึงกระบวนการ แก฾ไขปัญหาได฾อย฽างสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น จากปัญหาพบว฽าการรับเรื่องร฾องเรียนใน องค์กรปัจจุบันยังพบปัญหาหลายประการ เช฽น ความล฽าช฾าในการพิจารณา ขั้นตอนซับซ฾อน ไม฽ตอบสนองต฽อ ความต฾องการของผู฾รับบริการ ขาดความโปร฽งใส ส฽งผลต฽อความเชื่อมั่นของประชาชนต฽อองค์กร วัตถุประสงค์การศึกษา 1)พัฒนาระบบรับเรื่องร฾องเรียน 4.0 ที่มีประสิทธิภาพ ตรงต฽อความต฾องการของผู฾ ร฾องเรียนและผู฾ปฏิบัติงานได฾อย฽างครบถ฾วน โปร฽งใส 2)ลดความล฽าช฾า ขั้นตอนที่ซับซ฾อนสามารถท้างานได฾อย฽าง อัตโนมัติ 3)เพิ่มประสิทธิภาพในการแก฾ไขปัญหา รวดเร็ว ทันท฽วงที และตอบสนองต฽อความต฾องการของผู฾ ร฾องเรียน วิธีการด าเนินการ 1)Plan: ประชุมหารือกับคณะกรรมการ ผู฾ปฏิบัติงาน เพื่อก้าหนดเปูาหมาย แนว ทางการพัฒนา ท้าการศึกษาข฾อมูลจากองค์กรอื่นๆ และจัดท้าแผนการพัฒนาอย฽างละเอียด 2)Do: ติดตั้งและ ตั้งค฽า Line Official Account สร฾างเมนูรับเรื่องร฾องเรียนผ฽าน Google Form ตั้งค฽า Line Notify แจ฾งเตือน 3)Check: ตรวจสอบข฾อมูลการร฾องเรียนในระบบ รวบรวมข฾อมูลส฽งต฽อคณะกรรมการ และประเมินความพึง พอใจต฽อการใช฾งานระบบ 4)Act: ท้าการแก฾ไขปัญหา และติดตามผลการด้าเนินการ ผลการศึกษา การวัดผล เชิงปริมาณ วัดจากสถิติข฾อมูลการติดต฽อมีจ้านวนเพิ่มขึ้น แสดงว฽าผู฾รับบริการสามารถเข฾าถึงระบบร฾องเรียน ออนไลน์มากขึ้น ระยะเวลาในการแก฾ไขปัญหารวดเร็ว แสดงว฽าระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น การวัดผลเชิง คุณภาพ ข฾อมูลไม฽สูญหาย สามารถน้ามาวิเคราะห์และแก฾ไขปัญหาในภาพรวมขององค์กรได฾ สรุปผล การศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์จากผลการศึกษาข฾อมูลผู฾ร฾องเรียน ระหว฽างเดือน กันยายน-ตุลาคม 66 จ้านวน 38 ราย มีความพึงพอใจต฽อระบบระดับดีมาก คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจอยู฽ที่ 8.5 คะแนน (เต็ม 10 คะแนน) ซึ่งระบบรับเรื่องร฾องเรียน 4.0 เป็นเครื่องมือส้าคัญในการรับฟังเสียงสะท฾อนของประชาชนและแก฾ไข ปัญหาความเดือดร฾อนของประชาชน หากองค์กรสามารถแก฾ไขปัญหาได฾อย฽างรอบคอบ โปร฽งใส กระบวนการ ติดตามอย฽างต฽อเนื่อง จะช฽วยให฾ระบบรับเรื่องร฾องเรียนมีประสิทธิภาพและสร฾างความเชื่อมั่นกับประชาชนได฾ เป็นอย฽างดี ค าส าคัญ: ระบบรับเรื่องร฾องเรียน 4.0


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 371 E11.19 Modify ประหยัด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน พนิดา จันทรชิต โรงพยาบาลหนองบัวระเหว อ้าเภอหนองบัวระเหว จังหวัดชัยภูมิ ความเป็นมาและความส าคัญ ความปลอดภัยเป็นสิ่งส้าคัญต฽อผู฾ให฾บริการ และผู฾รับบริการ สถานที่ เครื่องมือต฾องมีความพร฾อม และความปลอดภัย ปัจจุบัน ห฾องปฏิบัติการมีภาระงานที่มีความเสี่ยงในการแพร฽กระจายเชื้อเพิ่มขึ้น การย฾อมสี การตรวจเชื้อไวรัส พบปัญหา Fume hood ที่ใช฾ดูด กลิ่น ควันเป็นแบบใช฾งานในครัวค฽า Airflow pattern ต่้ากว฽ามาตรฐาน มีกลิ่นเวลาย฾อมสี และตู฾ปลอดเชื้อ Biosafety Cabinet Class2(BSC Class2) HEPA filter ช้ารุด Pre filter เสื่อมสภาพ ผลสอบเทียบไม฽ผ฽าน ซ฽อมซ้้า3ปีอายุใช฾งาน 12 ปี หากซ฽อมอีก มูลค฽า ซ฽อมรวม 105,000 บาท ค฽าใช฾จ฽ายสูงเมื่อเทียบกับค฽าเสื่อม 1 บาท(30กันยายน2559) แนวทางแก฾ไข ยึดหลักการใช฾ทรัพยากรที่มีอยู฽ให฾ เกิดประโยชน์สูงสุด ด฾วยการปรับปรุง BSC Class2 เครื่องเก฽าทดแทนการซื้อ Fume hood ใหม฽ และซื้อ BSC Class2 เทคโนโลยีใหม฽ ทดแทนเครื่องเก฽าที่ช้ารุด ช฽วยให฾โรงพยาบาลประหยัดงบถึง 80,000-120,000 บาท วัตถุประสงค์การศึกษา 3. เพื่อห฾องปฏิบัติการมีระบบจัดการด฾านความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ 4. เพื่อผู฾รับบริการ ผู฾ปฏิบัติงานมีความปลอดภัย 5. เพื่อการใช฾ทรัพยากรที่มีอยู฽ให฾คุ฾มค฽าและเกิดประโยชน์สูงสุด วิธีการด าเนินการ 1. วิเคราะห์ปัญหาความเสี่ยงด฾านความปลอดภัย กลิ่นสีย฾อม ผลการสอบเทียบ ภาระงาน 2. ผลการประเมินระบบคุณภาพความปลอดภัย ข฾อเสนอแนะ ท้าผนังกั้นเครื่องดูดควัน การทดสอบแรงลมตู฾ 3. เปรียบเทียบสถิติค฽าซ฽อมกับค฽าเสื่อม 4. วิเคราะห์ต฾นทุน BSC Class2 TypeA2, ค฽าฉากกั้นเครื่องดูดควัน ,ค฽า Fume hood ใหม฽ 5. พิจารณาความคุ฾มทุนคุ฾มค฽า เพื่อประโยชน์สูงสุดของทางราชการ 3 แนวทาง แนวทางที่1 ซื้อ BSC Class2 และ Fume hood หรือปรับปรุงผนังกั้น ประมาณการงบ 218,000 บาท อาจยัง แก฾ปัญหาประสิทธิภาพการกลิ่นไม฽ได฾เพราะ Airflow pattern ไม฽ผ฽าน อายุใช฾งาน 6 ปี แนวทางที่2 ซ฽อม BSC Class2 และ Fume hood ประมาณการงบ 178,000 บาท ซึ่ง BSC Class2 TypeA1 อายุใช฾งาน 12 ปี อาจยังพบความเสี่ยงผลสอบเทียบไม฽ผ฽านซ้้า แนวทางที่3 ซื้อ BSC Class2 TypeA2 ต฽อรองราคา 98,000 บาท ขอสนับสนุน Modify BSC Class2 Type A1 ทดแทน Fume hood ผลการศึกษา เมื่อด้าเนินการตามแนวทางที่ 3 พบว฽าไม฽มีกลิ่นเวลาย฾อมสี ผลการสอบเทียบก฽อนส฽งมอบผ฽านเกณฑ์ทั้ง Modify BSC Class2 TypeA1 และ BSC Class2 TypeA2 ประหยัดงบประมาณค฽าซ฽อม ค฽าปรับปรุงตู฾ดูดควัน ได฾ถึง 105,000 บาท ประหยัดงบประมาณซื้อ Fume hood และ BSC Class2 ใหม฽ได฾ถึง 80,000-120,000 บาท เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย ต฽อผู฾ให฾บริการ และผู฾รับบริการ ห฾องปฏิบัติการมีคุณภาพ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ นวัตกรรมครั้งนี้เกิดจากวิวัฒนาการด฾านเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง ปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น การแพร฽กระจายเชื้อของโรคที่ หลากหลาย เครื่องมือ และเทคโนโลยี จึงเป็นสิ่งส้าคัญที่จะช฽วยให฾การท้างานมีความสะดวก ปลอดภัย ลดการแพร฽กระจายเชื้อ ภายใต฾ ข฾อจ้ากัดของพื้นที่ และการปรับปรุงพัฒนาสิ่งที่มีอยู฽ให฾เกิดประโยชน์และคุ฾มค฽าที่สุด ค าส าคัญ Modify, Biosafety Cabinet Class2, BSC class2, Fume hood


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 372 ประกาศ ผลการพิจารณาคัดเลือกผลงานวิชาการของนักศึกษา ประเภท POSTER PRESENTATION มหกรรมคุณภาพ HACC Forum นครชัยบุรินทร์ครั้งที่ 16 “Growth Mindset for Better Healthcare System” ในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 08.30-17.00 น. ณ โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา ตามที่ศูนย์ความร่วมมือการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล เขตนครชัยบุรินทร์ ได้ด าเนินการคัดเลือกผลงาน เพื่อน าเสนอในการประชุมวิชาการ HACC Forum ครั้งที่ 16 นั้น บัดนี้คณะกรรมการคัดเลือกผลงานวิชาการของนักศึกษา ประเภท POSTER PRESENTATION ได้ ด าเนินการเสร็จสิ้นแล้ว จ านวน 17 เรื่อง โดยมีรายชื่อปรากฏดังเอกสารแนบท้าย ประกาศ ณ วันที่ 24 ตุลาคม 2566 (อาจารย์ ดร.นรีลักษณ์ สุวรรณโนบล) ประธานคณะกรรมการคัดเลือกผลงานวิชาการ


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 373 มหกรรมคุณภาพ HACC Forum นครชัยบุรินทร์ครั้งที่ 16 “Growth Mindset for Better Healthcare System” ในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 08.30-17.00 น. ณ โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา Poster Presentation กลุ่มนักศึกษาพยาบาล จ านวน 17 เรื่อง น าเสนอวันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 เวลา 13.00-16.00 น หน้าห้องปักธงชัย กรรมการ: 1. อ. ดร.จินตนา ตาปิน ประธานกรรมการ 2. อ. ดร.ลักขณา ไชยนอก กรรมการ และ 3. อ.พัชรี จันทะจร กรรมการและเลขานุการ ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์ โทรศัพท์ หมาย เหตุ 1 13.00 - 13.10 น. ความรอบรู฾ด฾านสุขภาพ และพฤติกรรมการปฏิบัติ ตามหลัก 3อ. 2ส. ของ ผู฾ปุวยโรคเบาหวาน ต้าบล นาฝาย อ้าเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ณัฐกฤตา ลีเบาะ คณะพยาบาล ศาสตร์ มหาวิทยาลัย ราชภัฏชัยภูมิ ชัยภูมิ 09-3325- 0824 2 13.10 - 13.20 น. ความรู฾ เจตคติและ พฤติกรรมการปูองกันการมี เพศสัมพันธ์ของนักศึกษา ระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพในสถานศึกษาสังกัด อาชีวศึกษาแห฽งหนึ่งใน จังหวัดชัยภูมิ ยุทธกร ทิพชาติ คณะพยาบาล ศาสตร์ มหาวิทยาลัย ราชภัฏชัยภูมิ ชัยภูมิ 08-7229- 6625 3 13.20 - 13.30 น. พฤติกรรมการดื่มกาแฟ และปัญหาสุขภาพของ บุคลากรสายวิชาการใน มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล สิริยากร ขาน สันเทียะ คณะพยาบาล ศาสตร์ มหาวิทยาลัย วงษ์ชวลิตกุล นครราชสีมา 09-5605- 7603 4 13.30 - 13.40 น. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับ พฤติกรรมส฽งเสริมสุขภาพ ตามสุขบัญญัติแห฽งชาติ ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 ใน โรงเรียนแห฽งหนึ่ง จังหวัด นครราชสีมา ธนัชพร เดิมท้ารัมย์ วิทยาลัย พยาบาลบรม ราชชนนี นครราชสีมา นครราชสีมา 06-3587- 9969 06-3587- 9960 5 13.40 - 13.50 น. ผลของโปรแกรมส฽งเสริม สุขภาพจิต "รู฾ สร฾าง สุข" ต฽อความสุขและความรอบรู฾ จุรีภรณ์ อินทกูล และพร วิทยาลัย พยาบาลบรม ราชชนนี นครราชสีมา 09-5536- 4664 09-4152-


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 374 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์ โทรศัพท์ หมาย เหตุ ทางด฾านสุขภาตจิตของ ผู฾สูงอายุ ทิพา ลอย ประโคน นครราชสีมา 7417 6 13.50 - 14.00 น. ผลของโปรแกรมการ ปูองกันปอดอักเสบจากการ ส้าลักในผู฾สูงอายุ ในเขต พื้นที่รับผิดชอบของ โรงพยาบาลส฽งเสริมสุขภาพ ต้าบลโนนฝรั่ง จังหวัด นครราชสีมา กิติยาพร ดี หามแห วิทยาลัย พยาบาลบรม ราชชนนี นครราชสีมา นครราชสีมา 06-2193- 0023 7 14.00 - 14.10 น. ผลโปรแกรมกิจกรรมการ เล฽นภูมิปัญญาท฾องถิ่นต฽อ การพัฒนาเด็กก฽อนวัยเรียน ณ ศูนย์พัฒนาเด็กแห฽งหนึ่ง อ้าเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ อัยรารัตน์ โกศล มหาวิทยาลัย ราชภัฏชัยภูมิ ชัยภูมิ 09-0357- 0102 8 14.10 - 14.20 น. การพัฒนาเว็บแอปพลิเค ชันให฾ความรู฾เรื่องการ เจริญเติบโตและพัฒนาการ เด็กส้าหรับนักศึกษา พยาบาล วรัญญา พงษ์สระ พัง วิทยาลัย พยาบาลบรม ราชชนนี นครราชสีมา นครราชสีมา 09-1746- 1953 9 14.20 - 14.30 น. พิชิตยาใกล฾ตัว ด฾วย AR จิรารัตน์ พางาม คณะพยาบาล ศาสตร์ มหาวิทยาลัย ราชภัฏชัยภูมิ ชัยภูมิ 09-8413- 3779 10 14.30 - 14.40 น. การพัฒนานวัตกรรมเครื่อง ชั่งน้้าหนัก วัดสวนสูง อัตโนมัติส้าหรับทารก วรินทร ชัย ศรีโภค และ วัลล ภา ใจท้าดี วิทยาลัย พยาบาลบรม ราชชนนี นครราชสีมา นครราชสีมา 06-4465- 3687 06-3014- 9165 11 14.40 - 14.50 น. ชุดสื่อการค้านวณพลังงาน ด฾วยวงล฾อค้านวณพลังงาน จากการออกแรง อารยา ใจ มั่น และ อารีรัตน์ หมายมี วิทยาลัย พยาบาลบรม ราชชนนี สุรินทร์ สุรินทร์ 09-3547- 0109 08-0285- 7108 12 14.50 - 15.00 น. ผลการประยุกต์ใช฾สื่อผสม: กล฽องอาหารท฾องถิ่นส้าหรับ ผู฾ดูแลผู฾สูงอายุ โรคเบาหวาน ปรัชญา ภู แก฾ว และ เปรมสิณีย์ ภาคพรม วิทยาลัย พยาบาลบรม ราชชนนี สุรินทร์ สุรินทร์ 06-1467- 4869


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 375 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์ โทรศัพท์ หมาย เหตุ 13 15.00 - 15.10 น. โครงการส฽งเสริมสุขภาพ ผู฾สูงอายุโดย “นวัตกรรม: ไม฾เท฾าช฽วยพยุงประกอบ เพลงพื้นบ฾าน” ณ หมู฽บ฾าน โนนคูณ ต้าบลนาฝาย อ้าเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ณิชาภัทร ทิพเจริญ คณะพยาบาล ศาสตร์ มหาวิทยาลัย ราชภัฏชัยภูมิ ชัยภูมิ 06-1115- 3372 14 15.10 - 15.20 น. นวัตกรรม “รู฾ทัน รู฾ไว฾ ปลอดภัยจากมะเร็งเต฾า นม” อรวีมาอ฾น คณะพยาบาล ศาสตร์ มหาวิทยาลัย ราชภัฏชัยภูมิ ชัยภูมิ 09-3325- 0824 15 15.20 - 15.30 น. Healthy walkway ทางเดินเพื่อสุขภาพ ปัทมาภรณ์ สาลารัตน์ คณะพยาบาล ศาสตร์ มหาวิทยาลัย ราชภัฏ นครราชสีมา นครราชสีมา 08-0165- 8083 16 15.30 – 15.40 น. จักรยานเพื่อสุขภาพ พูนทรัพย์ อาพรศรี คณะพยาบาล ศาสตร์ มหาวิทยาลัย ราชภัฏ นครราชสีมา นครราชสีมา 09-3391- 3490 17 15.40 – 15.50 น. พักผ฽อนกับหมอนทิพย์ หลับสนิทเพื่อชีวิตเป็นสุข พรรภษา สิงสุธรรม คณะพยาบาล ศาสตร์ มหาวิทยาลัย ราชภัฏ นครราชสีมา นครราชสีมา 06-4665- 8327


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 376 นักศึกษาพยาบาล 01 ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการปฏิบัติตามหลัก 3อ. 2ส.ของผู้ปุวยโรคเบาหวาน ต าบลนาฝาย อ าเภอเมือง จังหวัด ชัยภูมิHealth Literacy and Behavior Practice According to 3A2S among Diabetic Patients in Na Fai Subdistrict, Mueang Chaiyaphum District, Chaiyaphum Province ณัฐกฤตา ลีเบาะ(1) เกรียงไกร เจริญทรัพย์(1) ญานิกา นวลมณี(1) ฑิตยา สีลา(1) ธนัชชา นันทพล(1) นิภัทร์ อัยวรรณ(1) ปวีณ์นุช รสดี(1) พรวิสุทธิ์ จันทชา(1)สุนิสา เล่ห์กล(1) ไอริณ แสงปาก(1) พรภัทรา แสนเหลา(2) บทคัดย่อ การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาความรอบรู้ทางด้านสุขภาพของผู้ปุวย 2. เพื่อศึกษาพฤติกรรมการปฏิบัติตาม หลัก 3อ. 2ส. ของผู้ปุวยเบาหวาน 3. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ทางด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการปฏิบัติตาม หลัก 3อ. 2ส. ของผู้ปุวยเบาหวาน ใช้วิธีการศึกษาเชิงปริมาณ การวิเคราะห์เชิงพรรณนา กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ปุวยเบาหวาน ใน ต าบลนาฝาย อ าเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ จ านวน 127 คน การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยแบบสอบถามแบบวัดความรู้แจ้งแตกฉาน ด้านสุขภาพ ส าหรับผู้ปุวยโรคเบาหวาน คุณภาพด้านความเที่ยงของเครื่องมือวิจัยวิเคราะห์ด้วยค่า Cronbach' alpha coefficient ดังนี้ความต้องการความช่วยเหลือด้านข้อมูลสุขภาพ ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .71 ความรู้ ความเข้าใจ เท่ากับ .70 การตัดสินใจที่ถูกต้องในการปฏิบัติในอนาคต หรือเงื่อนไขการใช้ชีวิต เท่ากับ .77 พฤติกรรมการปฏิบัติตามหลัก 3อ. 2ส. เท่ากับ .82ส ่วนความสามารถในการเข้าถึง หรือแสวงหาข้อมูลสุขภาพ ค านวณค่า KR -20 ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .78 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของปัจจัยส่วน บุคคล กับพฤติกรรมการปฏิบัติตามหลัก 3อ. 2ส. ของผู้ปุวยเบาหวาน โดยใช้สหสัมพันธ์โดยใช้สถิติPearson’s chi-square และ Pearson’s Correlation Pearson’s chi-square และปัจจัยความรอบรู้กับพฤติกรรมการปฏิบัติตามหลัก 3อ. 2ส. ของ ผู้ปุวยเบาหวาน โดยใช้สถิติPearson’s Correlation ผลการวิจัย พบว่าความรู้ ความเข้าใจอยู่ในระดับน้อย ร้อยละ 44.1 ความต้องการความช่วยเหลือ ความรู้ความเข้าใจ การตัดสินใจ อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 36.2, 44.1, 69.3 ตามล าดับ ความสามารถในการเข้าถึง อยู่ในระดับมาก ร้อยละ 51.2 พฤติกรรมการปฏิบัติตามหลัก 3อ. 2ส. โดยรวม อยู่ในระดับน้อย ร้อยละ 43.3 การศึกษาความสัมพันธ์ พบว่า รายได้ มีความสัมพันธ์กับระดับพฤติกรรมการปฏิบัติตามหลัก 3อ. 2ส.ของผู้ปุวย โรคเบาหวานโดยรวมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (P=.012) ส ่วนเพศ อายุ การศึกษา อาชีพ บทบาทไม่มี ความสัมพันธ์กับ พฤติกรรมการปฏิบัติตามหลัก 3อ. 2ส. และ พบว่า ด้านความต้องการ ด้านการแสวงหาข้อมูล ด้านความรู้ ความเข้าใจ ไม่มี ความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการปฏิบัติตามหลัก 3อ. 2ส. ด้านการตัดสินใจ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการปฏิบัติตามหลัก 3 อ. 2ส. ข้อเสนอแนะ ควรส่งเสริมการตัดสินใจมากขึ้นเพื่อให้เกิดการปฏิบัติที่เหมาะสม ควรให้ความส าคัญกับ กลุ่มผู้ที่มีรายได้ น้อย เพื่อให้เกิดองค์ประกอบ ซึ่งได้แก่ การแสวงหาความรู้ ต้องการความช่วยเหลือ การเพิ่มความรู้ความเข้าใจ น าไปสู่ในการ ปฏิบัติที่ถูกต้องเหมาะสม ค าส าคัญ: ผู้ปุวยเบาหวาน ความรอบรู้ทางด้านสุขภาพ พฤติกรรมการปฏิบัติตามหลัก 3อ. 2ส.


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 377 นักศึกษาพยาบาล 02 ความรู้ เจตคติและพฤติกรรมการปูองกันการมีเพศสัมพันธ์ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพใน สถานศึกษาสังกัดอาชีวศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดชัยภูมิKnowledge, Attitude and Sexual prevention behaviour of Vocational Certificate Students in a Vocational Education Institution in Chaiyaphum Province ยุทธกร ทิพชาติ* , กุลวดี ศรีเมือง, ธิดาเทพ วิภูษณะ, นภัสรา เตินเตียน, นวลสิริ โยสาพันธ์, ปรารถนา สัตมิตร, ภัชกุล สิงห์ส าราญ, หฤทัย หลวง พล,อริสา ศรีพุทธา, อาทิตย์ แส่กระโทก, นันทิชา ขีระมาตย์และจิรัชญา เหล่าคมพฤฒาจารย์, ปร.ด. คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ ชัยภูมิ [email protected] บทคัดย่อ การวิจัยเชิงบรรยายในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความรู้ เจตคติและพฤติกรรมการปูองกันการมี เพศสัมพันธ์ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ เจตคติและพฤติกรรมการปูองกันการมีเพศสัมพันธ์ และ 3) ศึกษาแนวทางปูองกันการปูองกันการมีเพศสัมพันธ์ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพในสถานศึกษาสังกัดอาชีวศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดชัยภูมิ จ านวน 361 ราย ท าการเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามความรู้ เจตคติและพฤติกรรมการปูองกันการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่ง ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงของเนื้อหาและมีค่าความเชื่อมั่นด้านความรู้ด้วยวิธี KR-20 เท่ากับ 0.84 มีค่า สัมประสิทธิ์ Cronbach’s Alpha ด้านเจตคติเท่ากับ 0.74 และด้านพฤติกรรมเท่ากับ 0.82 วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและ Pearson’s Product Moment correlation ผลการวิจัย พบว่า 1) กลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่มีความรู้ในระดับมาก ร้อยละ 86.93 (̅ҧ= 13.03, S.D.= 2.2) มีเจตคติ ในระดับปานกลาง ร้อยละ 70 (̅ҧ= 3.42, S.D. = 0.6) และมีพฤติกรรมการปูองกันการเพศมีสัมพันธ์ ในระดับ ปานกลาง ร้อยละ 64 (̅ҧ= 3.2, S.D. = 0.8) และ 2) ระดับความรู้ไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการปูองกันการมีเพศสัมพันธ์ (r = -0.048) ส่วนเจตคติมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมการปูองกันการมีเพศสัมพันธ์ อย่างมีนัยส าคัญ ทางสถิติ (r= 0.49, p < .01)


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 378 นักศึกษาพยาบาล 03 พฤติกรรมการดื่มกาแฟและปัญหาสุขภาพของบุคลากรสายวิชาการในมหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล (Coffee Drinking Behavior and Health Problems among Academic Personnel in Vongchavalitkul University) นางสาวสิริยากร ขานสันเทียะ, นางสาวพัชราภรณ์ ปราบนอก, นายรัตนชัย รักษามิตร, นางสาวกนกกาญจน์นาแซง, นางสาว ณัฏฐณิชา มีใหม่, นางสาวชลิดา แทบทาม, นางสาววิไลลักษณ์ แพงดาน, นางสาวจิรัชญา พิมพ์โสภา อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ ดร. สายสุนีย์ เลิศกระโทก สถาบัน คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ การวิจัยเรื่องพฤติกรรมการดื่มกาแฟของบุคลากรสายวิชาการในมหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาพฤติกรรมการดื ่มกาแฟของบุคลากรสายวิชาการในมหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุลและ ศึกษาหา ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการดื่มกาแฟกับปัญหาสุขภาพ ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงพรรณนา เก็บ รวบรวม ข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างได้แก่บุคลากรสายวิชาการจ านวน 150 คน สุ่มตัวอย่างด้วย วิธี Stratified random sampling วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติเชิงพรรณนา และทดสอบหาความสัมพันธ์โดย ใช้สถิติไคสแควร์ก าหนดความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ผลการวิจัยครั้งนี้พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 74 และอายุอยู่ในช่วง 46 – 55 ปีร้อยละ 42.0 ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับปริญญาโท ร้อยละ 67.3 ประมาณหนึ่งในห้าปฏิบัติงานอยู่ในคณะ พยาบาลศาสตร์ ร้อยละ 22.7 ส่วนใหญ่ไม่มีโรคประจ าตัว ร้อยละ 78.7 และเป็นโรคความดันโลหิตสูงร้อยละ 10 เป็นโรคกระเพาะอาหาร ร้อยละ 12 มีดัชนีมวลกายเกิน ร้อยละ 48.7 มีคุณภาพการนอนหลับไม่ดี ร้อยละ 64 พฤติกรรมการดื่มกาแฟพบว่า ส่วนใหญ่ดื่มเป็นประจ า ร้อยละ 68.7 และดื่มมานานกว่า 4 ปี ร้อยละ 46 และวัตถุประสงค์ในการดื่มเพื่อสร้างความสดชื่น/ลดอาการเหนื่อย ล้า และลดอาการง่วงนอน เมื่อทดสอบหา ความสัมพันธ์ของพฤติกรรมการดื่มกาแฟกับปัญหาสุขภาพพบว่า พฤติกรรมการดื่มกาแฟมีความสัมพันธ์กับ คุณภาพการนอนหลับอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ p value น้อยกว ่า 0.05 แต่ไม่พบความสัมพันธ์ของ พฤติกรรมการดื่มกาแฟกับปัญหาโรคความดันโลหิตสูง โรค กระเพาะอาหาร และภาวะโภชนาการเกิน การวิจัยครั้งนี้ท าให้ทราบข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับสุขภาพ พฤติกรรม การดื่มกาแฟและผลกระทบจากการ ดื่มกาแฟซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่มีสารคาเฟอีน ซึ่งสามารถน ามาใช้แนวทางใน การดูแลและให้ค าแนะน าหรือจัด กิจกรรมโครงการส าหรับบุคลากรต่อไป ค าส าคัญ : พฤติกรรมการดื่มกาแฟ, ปัญหาสุขภาพ, บุคลากรสายวิชาการ


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 379 นักศึกษาพยาบาล 04 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5 ใน โรงเรียนแห่งหนึ่ง จังหวัดนครราชสีมา ธนัชพร เดิมท ารัมย์1 ธนิษฐา น าสุข1 ธัญวรัตน์ ทุมสะกะ1 ธัญสินี โพยนอก1 ธิดาทิพย์ เสาทอง1 ธิติมา มีพันธ์ 1 ปภัสสร อิ่มน ้าข้าว1 สุกัญญา พรมราช1 สุช าด าวงศ์สวัสดิ์ บทคัดย่อ พฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติในกลุ่มเด็กนักเรียนมีความส าคัญอย่างยิ่งในการลดความเสี่ยงต่อการ เจ็บปุวยและอันตรายต่อสุขภาพ อันจะน าไปสู่การมีสุขภาพดีและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักปฏิบัติตามสุขบัญญัติ แห่งชาติ ระดับพฤติกรรมสุขภาพตามหลักสุขบัญญัติแห่งชาติและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพ ตามหลักสุขบัญญัติแห่งชาติของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง จังหวัดนครราชสีมา กลุ่ม ตัวอย่างคือ นักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 จ านวน 68คน ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง จังหวัดนครราชสีมา เก็บ ข้อมูล โดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักปฏิบัติตามสุขบัญญัติแห่งชาติและ พฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์พอยท์ ไบซีเรียล และสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการศึกษา พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับหลักปฏิบัติตามสุขบัญญัติแห่งชาติอยู่ในระดับไม่ถูกต้องร้อยละ 75 ระดับพฤติกรรมสุขภาพตามหลัก สุขบัญญัติแห่งชาติส่วนใหญ่อยู่ในระดับพอใช้ ร้อยละ 58.82 พบปัจจัยความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักปฏิบัติ ตามสุขบัญญัติแห่งชาติแห่งชาติมีความสัมพันธ์ในระดับปานกลางกับพฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติ ของนักเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .308) ส่วนปัจจัยเพศ ขนาดของครอบครัวการพักอาศัย รายได้เฉลี่ยของครอบครัว และผลการศึกษาของนักเรียนไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติ แห่งชาติของนักเรียน ดังนั้นควรมุ่งเน้นการส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับหลักปฏิบัติตามสุขบัญญัติแห่งชาติแห่งชาติ แก่นักเรียนเพื่อการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้องตามแนวทางสุขบัญญัติแห่งชาติ ค าส าคัญ: พฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติ, นักเรียนชั้น ประถม, โรงเรียน


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 380 นักศึกษาพยาบาล 05 ผลของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพจิต “รู้ สร้าง สุข” ต่อความสุขและความรอบรู้ทางด้านสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ (Promoting mental health “Knowledge creates happiness” to happiness and mental health literacy of the old adults นายกะตั้น ศรีวัฒนพงษ์นางสาวจุรีภรณ์ อินทกูล นางสาวนิธิดา อินลุเพท นางสาวนุริยดา บุญสิทธิ์นางสาวบงกชพร ใบโพธิ์ นางสาวประกายฝัน นามวาท นางสาวประภาสิริ ก้านทองหลาง นางสาวพรทิพา ลอยประโคน ความเป็นมาและความส าคัญ : สังคมผู้สูงอายุ (Ageing Society) เป็นแนวโน้มที่ทุกชาติทั่วโลกหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยองค์การ สหประชาชาติคาดการณ์ไว้ว่าทั่ว โลกจะมีประชากรที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ในปี พ.ศ. 2593 หรือคิดเป็นร้อยละ 20 ของ ประชากรโลกทั้งหมด ส าหรับประเทศไทย พบว่า มียอดรวมผู้สูงอายุทั้งประเทศ ร้อยละ 19.21 % และผู้สูงอายุในจังหวัด นครราชสีมา (กรมกิจการผู้สูงอายุ, 2566) ร้อยละ 0.77 % ส านักงานสถิติแห่งชาติ คาดการณ์ว่า ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคม ผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ในปีพ.ศ.2565 และปี พ.ศ. 2580 จะเข้าสู่สังคมสูงอายุระดับสุดยอด (super aged society) โดย ผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 60 ปี สูงถึง 28 % (สถาบันวิจัยประชากร และสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล, 2565) เนื่องจากวัย ผู้สูงอายุเป็นช่วงที่เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม ที่เปลี่ยนไปในลักษณะเสื่อมถอย ท าให้อาจ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายจึงจ าเป็นที่จะต้องพึ่งพิงคนอื่นมากขึ้น อาจส่งผลต่อภาวะ จิตใจก่อให้เกิดภาวะซึมเศร้าตามมาได้ (นริสา วงศ์พนารักษ์ และสายสมร เฉลยกิตติ, 2557) จากการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุจ านวนมาก อาจส่งผลกระทบต่อความไม่ เพียงพอของระบบบริการสุขภาพ ท าให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลอย่างไม่ทั่วถึง ดังนั้นแนวทางในการ ส่งเสริมความสามารถใน การดูแลตนเองของผู้สูงอายุ จะช่วยส่งเสริมให้ผู้สูงอายุปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ของตนเองได้อย่างเหมาะสม (จิตติยา สมบัติบูรณ์, 2562) ผู้วิจัยจึงได้สร้างและศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพจิต “รู้ สร้าง สุข” ต่อความสุขและ ความรอบรู้ทางด้าน สุขภาพจิตของผู้สูงอายุ โดยใช้กรอบแนวคิดของความรอบรู้ทางด้านสุขภาพจิต (Mental health literacy) และความสุข 5 มิติของ ผู้สูงอายุ ส่งผลให้ผู้สูงอายุสามารถดูแลตนเองได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองในการด ารง ไว้ซึ่งชีวิต สุขภาพ และความเป็นอยู่อันดีมาเป็นแนวทางในการส่งเสริมสุขภาพจิตในผู้สูงอายุได้มากยิ่งขึ้น ดังนั้นผู้วิจัยจึงได้น า โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพจิต “รู้ สร้าง สุข” ต่อความสุขและความรอบรู้ทางด้านสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ ไปใช้กับผู้สูงอายุใน ชุมชนบ้านมะค่า ต าบลบ้านโพธิ์ อ าเภอเมือง จังหวัด นครราชสีมา เพื่อให้ได้โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพจิตในผู้สูงอายุที่ตรงกับ บริบทในชุมชนที่จะศึกษาต่อไป วัตถุประสงค์ : 1. เพื่อเปรียบเทียบความรอบรู้ทางด้านสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ ก่อน หลัง และ 1 สัปดาห์หลังได้รับ โปรเเกรม ส่งเสริม สุขภาพจิต “รู้ สร้าง สุข” 2. เพื่อเปรียบเทียบความสุขของผู้สูงอายุ ก่อน หลัง และ 1 สัปดาห์หลังได้รับโปรแกรม ส่งเสริมสุขภาพจิต “รู้ สร้าง สุข” วิธีการด าเนินการ : การวิจัยนี้ครั้งนี้เป็นวิจัยกึ่งทดลอง (quasi-experimental research design) การทดลองแบบกลุ่มเดียว ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน (OneGroup Pretest- Posttest Design) กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุในบ้านมะค่า ต าบลบ้านโพธิ์ อ าเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ใช้วิธีการสุ่มเเบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Random Sampling) โดยขั้นที่ 1 เเบ่งเเบบกลุ่ม จังหวัดนครราชสีมา เเบ่งเป็น 32 อ าเภอ มีการสุ่มเเบบเเบ่งชั้นของจังหวัดใน เเต่ละอ าเภอ เลือกสุ่มมา 1 อ าเภอ ผลการสุ่มได้อ าเภอ เมือง ขั้นที่ 2 สุ่ม 1 ต าบล จาก 25 ต าบลในอ าเภอเมือง ผลการสุ่มได้


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 381 ต าบลบ้านโพธิ์ ขั้นที่ 3 สุ่ม 1 หมู่บ้านจาก 10 หมู่บ้านในต าบล บ้านโพธิ์ ผลการสุ่มได้หมู่บ้านมะค่า โดยสุ่มกลุ่มตัวอย่าง ด้วย วิธีการสุ่มอย่างง่าย โดยใช้ทะเบียนราษฎร์มาเป็นกรอบตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุที่อาศัยในหมู่บ้านมะค่า ต าบลบ้านโพธิ์ อ าเภอ เมือง จังหวัดนครราชสีมา โดยมีขนาดตัวอย่างจ านวน 26 คน จากการ ค านวณด้วยโปรแกรม G* Power เครื่องมือที่ใช้ในการ วิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย 1) แบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต และดัชนีชี้วัดความสุขคนไทยที่มีค่าความเชื่อมั่น .890 และ 2) โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพจิตใช้กรอบแนวคิดที่เน้นสาระให้ครอบคลุมเกี่ยวกับ ความสุข 5 มิติส าหรับผู้สูงอายุ ที่มีค่า CVI เท่ากับ 1 วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างด้วยสถิติเชิงพรรณนา (Descriptive statistic) เปรียบเทียบความแตกต่าง ของคะแนนก่อน หลังและ 1 สัปดาห์หลังทดลองโดยใช้สถิติทดสอบวินคอกซอล (Wilcoxon signed-ranks test) ผล การศึกษา : ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของความรอบรู้ทางด้านสุขภาพจิตของกลุ่มตัวอย่างก่อนกับหลังทันที และหลัง ทันทีกับ 1 สัปดาห์หลังทดลองไม่มีความแตกต่างกัน แต่ก่อนทดลองกับ 1 สัปดาห์หลังทดลองมีความแตกต่างกันอย่างมี นัยส าคัญที่ ระดับ .05 คะแนนดัชนีชี้วัดความสุขคนไทยของกลุ่มตัวอย่างก่อนกับหลังทันที และหลังทันทีกับ 1 สัปดาห์หลัง ทดลองไม่มีความ แตกต่างกัน แต่ก่อนทดลองกับ 1 สัปดาห์หลังทดลองมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญที่ระดับ .05 และ คะแนนความเครียดของ กลุ่มตัวอย่างก่อนกับหลังทันที และหลังทันทีกับ 1 สัปดาห์หลังทดลอง และก่อนกับ 1 สัปดาห์หลัง ทดลองมีความแตกต่างกันทาง นัยส าคัญที่ระดับ .05 ข้อเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้ควรมีการน าโปรแกรมการ ส่งเสริมสุขภาพจิต “รู้ สร้าง สุข” ไปใช้กับ ผู้สูงอายุในชุมชน เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีความรอบรู้ ทางด้านสุขภาพจิตและ ความสุข ค าส าคัญ : ผู้สูงอายุ, ความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต, ความสุข


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 382 นักศึกษาพยาบาล 06 ผลของโปรแกรมการปูองกันปอดอักเสบจากการส าลักในผู้สูงอายุ ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบล โนนฝรั่ง จังหวัดนครราชสีมา 1. นางสาวกิติยาพร ดีหามแห 2. นางสาวกุสุมา เพชรสุวรรณ 3. นายขวัญชัย ทิพย์กระโทก4. นางสาวแคททรียา พินิจ5. นางสาวนภัสวรรณ พวงอก 6. นางสาวนภา ทองแสน 7. นางสาวนฤมล ถ ้ากลาง 8. นางสาวแพรวพร ทรงศิริเลิศ ความเป็นมาและความส าคัญ : จากข้อมูลสถิติทั่วโลกในปี พ.ศ.2562 พบผู้เสียชีวิตจากโรคปอดอักเสบจ านวน 2,400,000 คน ในปี พ.ศ. 2564 ประเทศไทยพบผู้สูงอายุเสียชีวิตจากโรคปอดอักเสบ จ านวน 24,578 ราย การเกิดปอดอักเสบในคนไทยปี พ.ศ. 2564 พบผู้ปุวย โรคปอดอักเสบจ านวน 162,224 ราย เป็นผู้สูงอายุจ านวน 72,389 ราย ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา พบผู้ปุวยโรคปอดอักเสบ จ านวน 5,025 ราย เป็นผู้สูงอายุ จ านวน 2,543 ราย ซึ่งการเกิดปอดอักเสบเกิดจากการที่มีเชื้อก่อโรคสะสมและการส าลักในผู้สูงอายุเป็นอีก สาเหตุที ่ท าให้เกิดโรคปอดอักเสบ ปัจจุบันการปูองกันปอดอักเสบมีหลายวิธี แต ่ยังไม่ครอบคลุม ทางคณะผู้วิจัย จึงได้ทบทวน วรรณกรรมและจัดท าโปรแกรมที่ปูองกันการเกิดปอดอักเสบจากการส าลักในผู้สูงอายุ เพื่อคาดว่า จะส่งเสริมประสิทธิภาพผู้สูงอายุได้ วัตถุประสงค์ : 1. เพื่อสร้างโปรแกรมการปูองกันปอดอักเสบจากการส าลักในผู้สูงอายุ2. เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลของโปรแกรม ฯ ใน ผู้สูงอายุ ก่อนและหลังการใช้โปรแกรม 3. เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลของโปรแกรม ฯ ระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมกับกลุ่มที่ไม่ได้รับ โปรแกรม 4. เพื่อศึกษาทักษะการปฏิบัติตามโปรแกรมการปูองกันปอดอักเสบจากการส าลักในผู้สูงอายุ 5. ศึกษาความพึงพอใจต่อ โปรแกรมการปูองกันปอดอักเสบจากการส าลักในผู้สูงอายุ วิธีการด าเนินการ : การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ ่งทดลอง (QuasiExperimental Research) โดยใช้สองกลุ่ม วัดผลก่อนและหลังการทดลอง เป็นการศึกษาผลของโปรแกรมการปูองกันปอดอักเสบจาก การส าลักใน ผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เขตพื้นที่รับผิดชอบ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลโนนฝรั่ง จังหวัด นครราชสีมา ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ จ านวนกลุ่มละ 20 คน โดยเก็บข้อมูลเป็น ระยะเวลา 1 สัปดาห์ โดยกลุ่มทดลอง จะได้รับโปรแกรมการปูองกันปอดอักเสบจากการส าลัก และมีการติดตามประเมินผล มีการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูล ทั่วไป แบบประเมินการเกิดปอดอักเสบ แบบประเมินความพึงพอใจ แบบประเมินทักษะการปฏิบัติหลังเข้ารับโปรแกรม วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติเชิง พรรณนา สถิติเปรียบเทียบ t-test และ Risk ratio ผลการศึกษา : การเปรียบเทียบการส าลักของผู้สูงอายุพบว่าก่อนเข้า ร่วมโปรแกรม ฯ มีค่าเฉลี่ยการส าลักอยู่ที่1.90 และหลังเข้าร่วมโปรแกรมค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.45 ซึ่งภายหลังเข้าโปรแกรม ฯ ผู้สูงอายุมีการ ส าลักน้อยลง อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (p < 0.05) การเปรียบเทียบการส าลักของผู้สูงอายุ 2 กลุ่ม พบว่ากลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของการ ส าลักอยู่ที่ 1.45 กลุ่มเปรียบเทียบมีค่าเฉลี่ยการส าลักอยู่ที่ 1.80 ซึ่งกลุ่มทดลองมีการส าลัก น้อยกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยส าคัญ ทางสถิติ (p < 0.05) การเปรียบเทียบความเสี่ยงการเกิดอาการ ปอดอักเสบพบว่ากลุ่มทดลองมีโอกาสมีอาการปอดอักเสบเป็น 0.143 เท่าของกลุ่มเปรียบเทียบ หรือคิดเป็น ร้อยละ 14.3 ของกลุ่มเปรียบเทียบ และค่าเฉลี่ยของคะแนนความพึงพอใจของผู้สูงอายุมีความพึง พอใจ โปรแกรม ฯ อยู่ในระดับความพึงพอใจสูง โดยคิดเป็นค่าเฉลี่ยของความพึงพอใจเท่ากับร้อยละ 4.79 ข้อเสนอแนะในการน าผล การศึกษาไปใช้ : 1. น าโปรแกรม ฯ ไปใช้กับผู้สูงอายุในชุมชน เพื่อให้ผู้สูงอายุมีวิธีการที่สามารถท าได้ด้วยตนเอง ท าได้ง่าย และสามารถ น าไปประยุกต์ใช้กับผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมองที่มีปัญหากลืนล าบากได้2. ในการท าวิจัยครั้งต่อไปควรมีระยะเวลาในการศึกษาควรมี ระยะเวลาที่มากขึ้นเป็น 21 วัน เพื่อสร้างสุข นิสัยในการปฏิบัติ และศึกษาอาหารดัดแปลงที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุในบริบทของชุมชมให้ สอดคล้อง กับชุมชนที่เป็นอยู่ค าส าคัญ : ผู้สูงอายุ, ปอดอักเสบ, การปูองกันการส าลัก, การปูองกันปอดอักเสบ


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 383 นักศึกษาพยาบาล 07 ผลโปรแกรมกิจกรรมการเล่นภูมิปัญญาท้องถิ่นต่อการพัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ณ ศูนย์พัฒนาเด็กแห่งหนึ่ง อ าเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ อัยรารัตน์ โกศล และอัศวเทพ เชียงชุม แนวคิด เหตุผลการจัดท า โครงการ ปัญหาพัฒนาการเด็กไทย เป็นประเด็นปัญหาที่ยังมีช่องว่างที่ไม่ได้ถูกให้ความส าคัญ ทั้งที่เป็นปัญหาส าคัญและเป็นจุดเริ่มต้นของ พัฒนาการของชีวิตกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (2565) ระบุว่าจากการใช้คู่มือเฝูาระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย การ วัดแนวโน้มพัฒนาการเด็กปฐมวัย ของประเทศไทยพบว่าเด็กไทย ร้อยละ 25 มีพัฒนาการไม่สมวัย และพบมากสุดคือพัฒนาการด้านการใช้ ภาษา Expressive Language (EL) อยู่ที่ระดับ ร้อยละ 75.20 พัฒนาการด้านการเข้าใจภาษา Receptive Language (RL) ร้อยละ 60.10 และ Fine Motor พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา ร้อยละ 47 และพัฒนาการด้านภาษาไม่สมวัยในเด็ก ปฐมวัย เป็นอีกเรื่องที่ มีความส าคัญโดยพบว่ามีมากถึง 3 ใน 4 ของเด็กที่ก า ลังมีปัญหาด้านพัฒนาการทางด้านภาษา เมื่อปลายปี พ.ศ. 2563 – 2564 ได้มีการ ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 จึงท า ให้เกิดมาตราการเว้นระยะห่างและงดกิจกรรมที่ต้องสัมผัสระหว่างกัน สถาบันพัฒนาอนามัยเด็ก แห่งชาติ ได้ระบุผลการวิเคราะห์ข้อมูล พัฒนาการเด็กปฐมวัย ในช่วงที่มีการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส ท า ให้เด็กก่อนวันเรียนถูกจ า กัดการ ออกจากบ้าน อีกทั้งสถานศึกษา ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ต้องหยุดการเรียนการสอน เด็กขาดกิจกรรมหรือของเล่นที่ช่วยเสริมสร้าง พัฒนาการ จากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ส่งผลให้เด็กปฐมวัยถูกจ า กัดการท า กิจกรรม ซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการได้และนอกจากนี้ยังมีงานวิจัยยืนยันว่า เด็กปฐมวัย นอกจากจะพัฒนาการล่าช้าแล้ว บางคนยังมีพฤติกรรมการแยกตัว ออกจากสังคม และมีความก้าวร้าวอีกด้วย (ดอกจันทร, 2565) การเล่นในเด็กปฐมวัยมีความส าคัญต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กก่อน วัยเรียน เป็นอย่างมาก จากสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปมีการน า เทคโนโลยี เช่น สมาร์ทโฟนและแท๊บเล็ต มาใช้ในการสื่อสารมาก ขึ้น การเรียนรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่นเริ่มลดน้อยลง การท า กิจกรรมนอกบ้าน หรือกิจกรรมภายในครอบครัวลดน้อยลง จากสภาพปัญหา ข้างต้นผู้วิจัยจึงออกแบบกิจกรรมการเล่นเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กตามวัย และศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเล่นต่อพัฒนาการของเด็กก่อน วัยเรียน การจัดกิจกรรมให้เด็กก่อนวัยเรียน ได้เรียนรู้ภูมิปัญญา ท้องถิ่น จะช่วยให้เด็กเรียนรู้ เห็นคุณค่าและ ภาคภูมิใจในภูมิปัญญาท้องถิ่น ของตนเองอีกทั้งยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ช่วยส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ และยังช่วยรักษาวัฒนธรรมของเล ่นจากภูมิ ปัญญาท้องถิ่น ของไทยให้คงอยู่ตลอดไป วัตถุประสงค์ การศึกษานี้เป็นงานวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi experimental design) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเล่นต่อ พัฒนาการของเด็กก่อนวัยเรียน ณ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแห่งหนึ่ง อ าเภอ เมือง จังหวัด ชัยภูมิ ประเทศไทย วิธีการศึกษา เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง คือเด็กก่อนวัยเรียน จ า นวน 24 คน ในปีการศึกษา 2565 ณ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแห่งหนึ่ง อ า เภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ เครื่องมือวิจัย ได้แก่ คู่มือเฝูาระวังและส่งเสริมพัฒนาการ (DSPM) และโปรแกรมกิจกรรมการเล่นตามวัย ได้แก่ 1) การปลูกต้นไม้ 2) การท า บัวลอยหลากสี และ 3) การเล่านิทาน โดยจัดกิจกรรมการเล่น 1 ชั่วโมง/วัน จ า นวน 4 วันต่อสัปดาห์ รวม ระยะเวลาทั้งหมด 2 สัปดาห์ วิเคราะห์ผลการประเมินพัฒนาการก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม โดยใช้สถิติ dependent t-test สรุปผลและข้อเสนอแนะ: โปรแกรมกิจกรรมการเล่นได้รับการออกแบบตามหลักการพัฒนาเด็กและกิจกรรมการเรียนรู้ของเด็กก่อนวัยเรียน อย่างไรก็ตามการศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยระยะสั้น จึงควรขยายระยะเวลาการศึกษาในการศึกษาครั้งต่อไป


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 384 นักศึกษาพยาบาล 08 การพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันให้ความรู้เรื่องการเจริญเติบโตและพัฒนาการเด็กส าหรับนักศึกษา พยาบาล “The Development of Learning Web application in Child Growth and Development for Nursing Students” นางสาววรัญญา พงษ์สระพัง, นางสาวเพ็ญพิชชา เนื่องพิมพ์, นางสาวรวิพร มณีปรุ, นางสาววรรณิกา ศรีแก้ว, นางสาวสิรินัดดา สืบเคน, นางสาวสุ กัญญา จิตรกลาง, นางสาวสุดารัตน์ แคะสูงเนิน, นางสาวสุดารัตน์ ยอดเกตุ ความเป็นมาและความส าคัญ : ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทอย่างมากในการเรียนรู้ ผู้วิจัยจึง สนใจศึกษาการ ท าเว็บแอปพลิเคชัน โดยใช้ ADDIE Model ในการออกแบบและพัฒนาร่วมกับการทบทวน วรรณกรรม มีการน าเสนอด้วย ตัวอักษร ภาพนิ่งผสมผสานกับการใช้วิดีทัศน์ โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการ เจริญเติบโตและพัฒนาการเด็ก ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนได้ ทบทวนเนื้อหาได้ตามความต้องการของตนเอง วัตถุประสงค์ : 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการให้ความรู้ผ่านทางเว็บแอปพลิเคชัน เรื่องการเจริญเติบโตและพัฒนา การเด็ก 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักศึกษาพยาบาลที่ใช้รูปแบบการให้ความรู้ ผ่านเว็บแอปพลิเค ชันเรื่องการเจริญเติบโตและพัฒนาการเด็ก และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาลต่อการ ใช้รูปแบบการให้ความรู้ผ่านเว็บแอปพลิเคชันเรื่องการเจริญเติบโตและพัฒนาการเด็ก วิธีการด าเนินการ : วิจัยนี้เป็นรูปแบบ การวิจัยและพัฒนา (Research & Development) ด าเนินการวิจัยที่ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครราชสีมา กลุ่ม ตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 3 จ านวน 60 คน โดยใช้วิธีสุ่มอย่างง่าย แบ่งเป็น กลุ่มควบคุม จ านวน 30 คน และกลุ่มทดลอง จ านวน 30 คน เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างวันที่ 4-26 กันยายน 2566 เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ เว็บแอปพลิเคชันเรื่อง การเจริญเติบโตและพัฒนาการเด็ก แบบสอบถามความพึงพอใจและแบบทดสอบความรู้สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (M) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ค่าสถิติ pair t-test และ Independent ttest ผล การศึกษา : ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนารูปแบบการให้ความรู้ผ ่านทางเว็บแอปพลิเคชัน โดยใช้ แบบจ าลอง ADDIE Model มีการส ารวจความต้องการเพื่อพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันและประเมินความตรงของ เนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่านและ แก้ไขตามค าแนะน าก่อนน าไปทดลองกับกลุ่มวัดความเชื่อมั่นด้วยสูตร KR21 เท่ากับ 0.86 และสัมประสิทธิ์อัลฟา α=0.87 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้พบว่าก่อนเรียนและหลังเรียนใน กลุ่มทดลองแตกต่างกันที่ระดับนัยส าคัญ .05 ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนรู้หลังเรียนในกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม ไม่แตกต่างกันที่ระดับนัยส าคัญ .05 3) ความพึงพอใจต่อการใช้เว็บแอปพลิเค ชันของกลุ่มทดลองมีความพึง พอใจในระดับมากที่สุด (M=4.58, SD=0.546) ข้อเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้: อาจารย์พยาบาลหรือนักศึกษาพยาบาลที่สนใจสามารถน าเว็บ แอปพลิเคชันให้ความรู้เรื่องการเจริญเติบโตและพัฒนาการเด็ก ส าหรับนักศึกษาพยาบาลไปใช้ประกอบการ เรียนการสอนเพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ได้ค าส าคัญ : เว็บแอปพลิเคชัน, ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้, ความพึงพอใจ, นักศึกษาพยาบาล


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 385 นักศึกษาพยาบาล 09 พิชิตยาใกลตัว ดวย AR จิรารัตน พางาม*, ภัทรดา ประทุมทอง*, พรศิริ ชัยวงศ , เมฑาวดี อาจปา*, ศศิธร วงษสูงเนิน*, ศิริลักษณ บุตรทาว*, หนึ่งสตรี ปราบคะเซ็น*, ธรณินทร คุณแขวน** แนวคิดเหตุผลการจัดท าโครงการ การใชยาไมสมเหตุผลเปนปญหาของระบบสาธารณสุขทั่วโลก และเปนประเด็นเรงดวนของหลายประเทศที่ตองด าเนินการเพื่อ ลดอาการไมพึงประสงคของยา ลดอัตราการเกิดเชื้อดื้อยา และลดการสูญเสียทางเศรษฐกิจซึ่งเกิดขึ้นทั้งในสถานพยาบาลและ ชุมชน ท าใหมีการใชยาอยางฟุมเฟอยเกินความจ าเปนในทุก ๆ ระดับ (ปณนัชญาแพงวงษ, 2562) สังคมไทยในปจจุบันมีการ ใชยาฟุมเฟอยเพิ่มสูงขึ้นทุกป พบไดในกลุมผูใชยารักษาโรคเรื้อรัง เชนยารักษาโรคเบาหวาน ยารักษาโรคความดันโลหิต เปนต น และพบในกลุมผูใชยาแกปวดหรือยาปฏิชีวนะ (รวีภัทรอนรรฆเมธี, 2566) ปญหาการใชยามากเกินความจ าเปน นอยเกิน ความจ าเปน และใชโดยไมจ าเปน เกิดขึ้นโดยทั่วไปในระดับบุคคล จนท าใหเกิดปรากฏการณปญหาการใชยาในระดับสังคม เช น การรับยาจากสถานบริการทางการแพทยหลายแหง (poly-pharmacy) เกิดภาวะเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะ การใชยารักษาตนเอง การซื้อยาหรือผลิตภัณฑสุขภาพจากแหลงที่ไมเหมาะสม (อัจฉรา มีดวง, 2564) สอดคลองกับขอมูลจากการฝกปฏิบัติงานของ นักศึกษาพยาบาลชั้นปที่ 3 คณะพยาบาลศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิรายวิชาปฏิบัติการพยาบาลอนามัยชุมชน 2 ใน การศึกษาชุมชนบานโนนพระค า ต าบลนาฝาย อ าเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ เก็บขอมูลจากประชากรวัยแรงงาน ชวงอายุ 20-60 ป จ านวน 118 คน พบวา มีพฤติกรรมการรับประทานยาไมเหมาะสม รอยละ 30.93โดยมีความรูเกี่ยวกับการใชยา อยู ในระดับต ่า รอยละ 34.20 มีทัศนคติเกี่ยวกับการใชยา อยูในระดับปานกลาง(mean= 1.91, SD.=0.19) และมีพฤติกรรม เกี่ยวกับการใชยา อยูในระดับปานกลาง (mean=2.48, S.D.= 0.10)โดยพฤติกรรมการรับประทานยาไมเหมาะสม ไดแก พฤติกรรมการรับประทานยาแกปวด ยาชุดและยาสมุนไพรซึ่งคิดวาการเจ็บปวยเล็ก ๆ นอย ๆ ไมจ าเปนตองไปโรงพยาบาล ซื้อยากินเองก็สามารถหายได และคิดวายาชุดดีกวายาสามัญประจ าบาน เห็นผลรักษาเร็ว เกิดความเคยชินในการซื้อยาจากร านคาในชุมชนหรือสั่งซื้อออนไลนเนื่องจากซื้อยาไดงาย สะดวก ราคาถูก และมีการใชยาเกินความจ าเปน ใชยาอยางไมถูกตอง เพิ่มหรือลดขนาดยาเองเทคโนโลยีความจริงเสริม (Augmented Reality: AR) เปนเทคโนโลยีที่ผสมผสานระหวางโลกของ ความจริง (Real World) เขากับโลกเสมือน (Virtual World) ผานอุปกรณดิจิทัล เชน แท็บเล็ต สมารทโฟน เปนตน เพื่อใหเห็นภาพเสมือนอยูในสภาพแวดลอมจริง เปนสื่อที่เขาถึงไดงาย สามารถเรียนรูดวยตัวเองตลอดเวลา เพิ่มความสนใจ และเพิ่มความเขาใจในการเรียนรูไดดียิ่งขึ้น ดังนั้นผูวิจัยจึงไดพัฒนานวัตกรรม "พิชิตยาใกลตัว ดวย AR"ขึ้นเพื่อสงเสริมการ เรียนรูเกี่ยวกับการใชยาที่ไมเหมาะสมไดอยางมีประสิทธิภาพ วัตถุประสงคการจัดท าโครงการ 1. เพื่อพัฒนานวัตกรรม พิชิตยาใกลตัว ดวย AR 2. เพื่อประเมินความพึงพอใจของผูใชนวัตกรรม 3. เพื่อศึกษาผลของนวัตกรรมตอความรูและทัศนคติเกี่ยวกับการใชยาอยางเหมาะสม กระบวนการพัฒนาโครงการ


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 386 การพัฒนานวัตกรรม พิชิตยาใกลตัวดวย AR ใชระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (Research andDevelopment : R&D) (ธิราวรรณ เชื้อตาเล็ง, 2564) โดยมีขั้นตอนดังนี้ 1. Research 1 (R1) ศึกษาสถาพปญหา และความตองการผูวิจัยศึกษาปญหาและความตองการเกี่ยวกับพฤติกรรมการใชยา จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ และศึกษาจากพฤติกรรมการใชยา จากประชากรวัยแรงงาน ชวงอายุ 20-60 ปจ านวน 118 คน ตลอดจนปรึกษาผูเชี่ยวชาญดานการพยาบาลและดานเทคโนโลยีถึงความเปนไปไดและขอเสนอแนะในการพัฒนา นวัตกรรม 2. Development (D1) ออกแบบและพัฒนานวัตกรรมผูวิจัยออกแบบนวัตกรรม พิชิตยาใกลตัว ดวย AR โดยประยุกตใช เทคโนโลยีความจริงเสริม (AugmentedReality: AR) โดยใชโปรแกรม Viditoni ซึ่งมีโปรแกรม V-Director เปนตัวสราง ส าหรับผูพัฒนาสื่อ และโปรแกรมV-Player เปนตัวอานส าหรับผูใชงาน ก าหนดคุณสมบัติใหนวัตกรรมเปนคูมือการใหความรู เกี่ยวกับการใชยาอยางเหมาะสมซึ่งสามารถใชเทคโนโลยี AR ได เปนสื่อที่เขาถึงไดงาย งายตอการใชงาน สามารถเรียนรูดวย ตัวเองตลอดเวลา เพิ่มความสนใจและเพิ่มความเขาใจในการเรียนรูไดดียิ่งขึ้น จากนั้นน าไปตรวจสอบคุณภาพโดยผูเชี่ยวชาญด านการพยาบาล จ านวน 3 ทาน และตรวจสอบประสิทธิภาพจากกลุมที่ไมใชกลุมเปาหมายที่จะน าไปทดลองใชจ านวน 5 คน และปรับปรุงแกไขนวัตกรรมตามขอเสนะแนะกอนน าไปทดลองใชจริง 3. Research 2 (R2) การทดลองใชนวัตกรรมน านวัตกรรม พิชิตยาใกลตัว ดวย AR ที่พัฒนาขึ้นไปทดลองใชจริงกับกลุมตัวอย าง ไดแก ประชากรวัย แรงงาน อายุ 20-60 ป จ านวน 20 คน โดยผูวิจัยอธิบายการใชนวัตกรรมและสาธิตการใชนวัตกรรม ใหกลุมตัวอยางสาธิตย อนกลับการใชนวัตกรรม จากนั้นใหกลุมตัวอยางน านวัตกรรมไปทดลองใชเปนเวลา 7 วัน 4. Development 2 (D2) การประเมินผลวัตกรรมการประเมินผลนวัตกรรม โดยใชแบบประเมินความรูและทัศนคติเกี่ยวกับ การใชยาอยางเหมาะสม และแบบประเมินความพึงพอใจของผูใชนวัตกรรม ในกลุมตัวอยาง จ านวน 20 คน ผลการศึกษา ผลการใชนวัตกรรม พบวา กลุมตัวอยาง มีความรูและทัศนคติเกี่ยวกับการใชยาอยางเหมาะสม เพิ่มขึ้นรอยละ 94.20 และมีคา เฉลี่ยความพึงพอใจ อยูในระดับมากที่สุด (Mean=4.60, S.D.=0.45) ขอเสนอแนะการน าไปใชประโยชน 1. การใชเทคโนโลยี AR เปนสื่อเพื่อสงเสริมการเรียนรูเกี่ยวกับพฤติกรรมการใชยาอยางเหมาะสม เปนสื่อที่เข้าถึงไดงาย สามารถใชงานไดดีเพิ่มความสนใจความเขาใจในการเรียนรูไดดีและสงเสริมการเรียนรูดวยตัวเอง โดยสามารถประยุกตใช เทคโนโลยี AR ในประเด็นปญหาหรือขอมูลสุขภาพอื่น ๆ ได 2. การพัฒนาเทคโนโลยีAR โดยโปรแกรม Viditoni ซึ่งเปนโปรแกรมฟรี มีขอจ ากัดในการใชงานบางสวนหากตองการพัฒนาต อยอดการใชเทคโนโลยีAR อาจพิจารณาซื้อลิขสิทธิ์หรือใชโปรแกรมอื่น เชน Unity 3D,Vuforia ค าส าคัญ : เทคโนโลยีความจริงเสริม (Augmented Reality), การใชยา (Medication use)


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 387 นักศึกษาพยาบาล 10 การพัฒนานวัตกรรมเครื่องชั่งน ้าหนัก วัดสวนสูงอัตโนมัติส าหรับทารก : Automatic weight hight for baby ยุพา ศิลปชัย* ,วรรณพร ด ารงธรรม* วรินทร ชัยศรีโภค* ,วลักษณา วังศรีคุณ* วัลลภา ใจท าดี* ,วาสนา บุญจันทึก* วิชชุดา หินเหล็ก* ,วิรัญญา ฮาดทักษวงศ ธณัฏฐภรณ กุลแสนเตา, พย.ม.** บทคัดยอ การวิจัยและพัฒนา (Research and Development) เพื่อพัฒนานวัตกรรมเครื่องชั่งน ้าหนักวัดสวนสูงอัตโนมัติส าหรับทารก ประชากร คือ เจาหนาที่ บุคลากร ที่ใหบริการจุดชั่งน ้าหนักวัดสวนสูงทารกในสถานบริการสุขภาพจังหวัดนครราชสีมาโดยสุ มอยางงาย (Simple random sampling) ไดจ านวน 5 แหงไดแก โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพต าบลขนาย, หนองปลิง, โนน ฝรั่ง และหนองกระทุม และสถานีกาชาดที่ 4จังหวัดนครราชสีมา โดยเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) จ านวน 21 คน เครื่องมือที่ใชในการวิจัยไดแก เครื่องชั่งน ้าหนักวัดสวนสูงอัตโนมัติส าหรับทารก (น ้าหนักคลาดเคลื่อนรอยละ 0.1 สวนสูง คลาดเคลื่อนรอยละ 0.85) แบบประเมินประสิทธิภาพ (IOC=.95) และความพึงพอใจตอการใชเครื่องชั่งน ้าหนักวัดสวนสูง อัตโนมัติส าหรับทารก(IOC=.96) ด าเนินการ 5 ขั้นตอน ภายใตกรอบแนวคิด ADDIE Model ประกอบดวยขั้นที่ 1 การวิ เคราะห Analysis), ขั้นที ่ 2 การออกแบบ (Design), ขั้นที ่ 3 การพัฒนา (Development),ขั้นที ่ 4 การน าไปใช (Implementation), ขั้นที่ 5 การประเมินผล (Evaluation) วิเคราะหขอมูลโดยหาคารอยละ คาเฉลี่ยและสวนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ผลการวิจัยพบวา 1) เครื่องชั่งน ้าหนักวัดสวนสูงอัตโนมัติส าหรับทารกมีคาความแมนย าของน ้าหนักเทากับ 99.9 เปอรเซ็นต และคาความแมนย าของสวนสูงเทากับ 99.15 เปอรเซ็นต ประสิทธิภาพของเครื่องชั่งน ้าหนักวัดสวนสูงอัตโนมัติส าหรับ ทารกอยูในระดับมาก (̅̅ =4.27 SD=0.64) โดยดานความคุมคาและคุณค่าสูงสุด (̅̅ =4.44 SD=0.62) และมีความพึง พอใจตอการใชอยูในระดับมาก (̅̅ =4.33, SD=0.66) โดยพึงพอใจตอการใชงานไดจริงสูงที่สุด (̅̅ =4.48, SD=0.59) ขอเส นอแนะการพัฒนาใหมีประสิทธิภาพเพิ่มมาขึ้นโดยเพิ่มขนาดหนาจอแสดงผลน ้าหนักและวัดสวนสูงใหมีความชัดเจนและความ สะดวกตอการอานคา และควรมีแบตเตอรี่ส ารองและเผยแพรใหแกเจาหนาที่ บุคลากรที่เกี่ยวของไดน าไปใชตอไป ค าส าคัญ: เครื่องชั่งน ้าหนักวัดสวนสูงอัตโนมัติ ,นวัตกรรม, ทารก


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 388 นักศึกษาพยาบาล 11 ชุดสื่อการค านวณพลังงานด้วยวงล้อค านวณพลังงานจากการออกแรง (Activity-induced energyexpenditure estimation wheel Toolkit [AEE estimation wheel Toolkit] ) อารยา ใจมั่น มือถือ1 อารีรัตน์ หมายมี1 อริศรา เมี้ยน มิตร1 อานนท์ กอไธสง1 อาทิตยา แน่นหนา1 อาทิตยา ศรีแก้ว1 อรวรรณ ศรีงาม1 อภิญญา ธรรมพร1 วรรณพร บุญเปล่ง2 1 นักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 3 2อาจารย์ที่ปรึกษา วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก บทคัดยอ แนวคิด เหตุผลการจัดท าโครงการ: กิจกรรมทางกายเป็นสิ่งส าคัญที ่ช่วยลดปัจจัยเสี ่ยงทางด้านสุขภาพ การมี กิจกรรมทางกายไม่ เพียงพอส่งผลให้เกิดภาวะอ้วนลงพุง และ เจ็บปุวยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง การพัฒนาสื่อในการ ให้ความรู้กระตุ้นให้เกิดความตระหนัก เกี่ยวกับปริมาณพลังงานที่ใช้จากการมีกิจกรรมทางกายจะท าให้สามารถน า ข้อมูลไปใช้วางแผนการมีกิจกรรมและรับประทานอาหาร เพื่อให้เกิดความสมดุลลดภาวะเสี่ยงทางด้านสุขภาพได้วัตถุประสงค์การพัฒนาโครงการ: เพื่อพัฒนาชุดสื่อการค านวณพลังงานด้วยวง ล้อส าหรับประเมินพลังงานที่ใช้จากการมีกิจกรรมทางกาย กระบวนการหรือวิธีการด าเนินการพัฒนาโครงการ: การผลิตชุดสื่อใช้ แอดดี โมเดล (Addie model) เพื่อการ ออกแบบและพัฒนานวัตกรรม นวัตกรรมได้รับการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน ค่า IOC = 0.92 หลังจากนั้น ทดลองใช้กับวัยผู้ใหญ่ 5 คน และมีการปรับปรุงตามข้อเสนอแนะ ทดลองใช้และประเมินผลนวัตกรรมกับกลุ่ม ตัวอย่างวัย ผู้ใหญ่ 22 คน โดยใช้แบบสอบถาม 11 ข้อ แบบมาตรวัดของลิเคิร์ท เห็นด้วยมากที่สุด – ไม่เห็นด้วย มากที่สุด ประเมิน 4 ด้าน คือ ประโยชน์ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการใช้ในสถานการณ์จริง ความ คุ้มค่า คุ้มทุน และ ความสวยงาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการพัฒนาโครงการ: นวัตกรรมออกแบบให้ค านวณพลังงานโดยประยุกต์ใช้การวัด พลังงานจากการออกแรง จากการเทียบอัตราการใช้ออกซิเจน (Metabolic equivalent; MET) โดยเลือกใช้ MET อ้างอิงจากลักษณะ การ ท ากิจกรรมทางกาย แบ่งระดับความหนักเป็น 4 ระดับ คือ นิ่งเฉย เบา กลาง และ หนัก สามารถประเมินพลังงาน ที่ใช้ใน 1 วันได้ ค่าพลังงานที่ได้สามารถประเมินว่าอยู่ในระดับที่เพียงพอหรือไม่ชุดสื่อ ประกอบด้วย วงล้อค านวณ พลังงาน 2 โมเดล สมุดบันทึกการมี กิจกรรม ตารางแสดงการใช้พลังงานของกิจกรรม ผลการใช้ในวัยผู้ใหญ่ 22 คน พบว่า ส่วนใหญ่เห็นด้วยอยู่ในระดับมากที่สุดทั้ง 2 โมเดล โมเดลที่ 1 เฉลี่ย 4.22 (S.D. 0.63) และ โมเดลที่ 2 เฉลี่ย 4.29 (S.D. 0.56) ชุดสื่อออกแบบให้ผู้ใช้มีปฏิสัมพันธ์กับข้อมูลกิจกรรม ของตนเองโดยการจดบันทึกแล้ว น ามาใช้ค านวณพลังงานท าให้เข้าใจถึงระดับความหนักของกิจกรรมทางกายของตนเองและปริมาณ พลังงานที่ใช้มากขึ้น ข้อเสนอแนะ / ประโยชน์: ชุดสื่อวงล้อค านวณพลังงานจากการออกแรงสามารถใช้ประเมินการใช้พลังงานจากการมีกิจกรรมทางกาย เบื้องต้นที่ราคาไม่แพง ใช้วัสดุราคาถูก มีกระบวนการผลิตที่ไม่ซับซ้อน ท าได้ง่าย บุคลากรทางการแพทย์สามารถ ใช้เป็นสื่อช่วยสอน เพื ่อให้ประชาชนทราบเกี่ยวกับพลังงานที ่ตนเองใช้และน าข้อมูลไปวางแผนในการรับประทาน อาหารเพื ่อให้เกิดความสมดุลและไม่ เกิดผลกระทบทางด้านสุขภาพต่อไป ค าส าคัญ : พลังงานจากการออกแรง กิจกรรมทางกาย วงล้อ วัยผู้ใหญ


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 389 นักศึกษาพยาบาล 12 ผลการประยุกต์ใช้สื่อผสม:กล่องอาหารท้องถิ่นส าหรับผู้ดูแลผู้สูงอายุโรคเบาหวาน นายปรัชญา ภูแก้ว1, นางสาวปาริชาติ มั่นคง1, นางสาวปาริชาติ ลาดทอง1, นางสาวปิยพร หุ่นทอง1, นางสาวปิยฉัตร สายเเก้ว1, นางสาวปียญ์นิตช์ จ าปาทอง1, นางสาวเปรมสิณีย์ ภาคพรม1,ธิดา มุลาลินท์2 1 นักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 3 2อาจารย์ที่ปรึกษา วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา การควบคุมน ้าตาลเป็นปัญหาส าคัญในผู้อายุโรคเบาหวาน โดยสาเหตุส่วนใหญ่จาก การควบคุมอาหาร โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพิงบุตรหลานในการดูแล การศึกษาครั้งนี้จึงต้องการพัฒนานวัตกรรมสื่อ การสอน แบบผสม เพื่อให้ผู้ดูแลให้สามารถค านวณพลังงานตามสัดส่วนธงโภชนาการและเมนูท้องถิ่น วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อประเมินผลสื่อการสอนแบบผสมส าหรับผู้ดูแลผู้สูงอายุโรคเบาหวาน วิธีการด าเนินการ ขั้นตอนจุดประกายความคิด ประเด็นปัญหาสุขภาพผู้สูงอายุโรคเบาหวาน : จากประสบการณ์ของนักศึกษา เป็นอาสมัครดูแลผู้สูงอายุโรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพต าบล รวมทั้งสัมภาษณ์พยาบาลในปัญหาการดูแลผู้สูงอายุโรคเบาหวานใน รพ.สต และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับอาจารย์ ที่ปรึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ ในแนวทางการ แก้ปัญหาการควบคุมน ้าตาล ขั้นตอนท้าทายความคิดในโจทย์“สื่อ การสอนที่มีประโยชน์ ใช้ได้จริงและสนุกในการเรียนรู้”: ส ารวจ และ วิเคราะห์เมนูอาหารที่นิยมในท้องถิ่นในชุมชนใกล้ๆ วิทยาลัย เพื่อเป็นข้อมูลน าเข้า และศึกษารวบรวมข้อมูล ความรู้ใน การค านวนพลังงานอาหารขั้นตอนลงมือออกแบบสื่อผสม : ประยุกต์ใช้CANVA program ในการเลือกภาพเมนูอาหาร ร่วมกับค านวน ความต้องการพลังงานจากโปรแกรมค านวณคุณค่า อาหาร Thai Nutri Survey Program (TNS) จากส านักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขเพื่อออกแบบคู่มือ E-Book และ การ์ดเกม และขั้นตอนการใช้สื่อ รวมทั้งท า แบบทดสอบความรู้โดยผ่านการตรวจสอบคุณภาพด้านเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 คน และทดลองความเป็นไปได้ใน การใช้สื่อกับเพื่อนในหอพักที่มีญาติเป็นโรคเบาหวานจ านวน 5 คน ขั้นตอนน าไปใช้ได้จริง : ทดสอบผลการใช้นวัตกรรมในกลุ่มผู้ดูแลผู้สูงอายุโรคเบาหวานที่นอนโรงพยาบาล หอผู้ปุวยอายุรกรรม โรงพยาบาลสุรินทร์ จ านวน 20 คน โดยใช้สถิติpair-t test และประเมินความพึงพอใจโดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผล การศึกษา : 1) สื่อการสอนแบบผสม "กล่องอาหารท้องถิ่นส าหรับผู้ดูแลผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวาน" ประกอบด้วย แบบทดสอบ ความรู้ การ์ดเกม และ คู่มือ e-book 2) กลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุเฉลี่ย 33 ปี (19–70 ปี) ส่วน ใหญ่ป็นผู้หญิง (80%) และ การศึกษาน้อยกว่าปริญญาตรี (55%) กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจต่อนวัตกรรมโดยรวม ระดับดี (mean=4.11,SD 0.68) พึงพอใจ ด้านการออกแบบ/การจัดรูปแบบมากที่สุด (mean = 4.20, SD = 0.79) ส่วนด้านความรู้ที่ได้รับน้อยที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 3.92, SD = 0.78) โดยเสนอให้เพิ่มเมนูอาหาร และลดระยะเวลาในการ ท ากิจกรรม และ 3) ผลของนวัตกรรมนี้ช่วยท าให้ผู้ดูแลผู้สูงอายุมี ความรู้ในการค านวณพลังงานอาหารได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยส าคัญ (P-value<0.001,mean difference=8.2 ) สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: นวัตกรรมสื่อผสมนี้ช่วยให้ผู้ดูแลผู้สูงอายุ มีความรู้ในการจัดอาหารที่เหมาะสมกับ ผู้สูงอายุโรคเบาหวาน ซึ่งอาจส่งผลต่อการควบคุมน ้าตาลในเลือด และปูองกันภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานที่จะเกิดขึ้นใน อนาคต โดยควรพัฒนาปรับปรุงนวัตกรรมให้ใช้ได้ง่าย และขยายผลในกลุ่มผู้ปุวยโรคอ้วนและโรคไตต่อไป


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 390 ค าส าคัญ : ผู้สูงอายุโรคเบาหวาน ผู้ดูแล สื่อการสอนแบบผสม การค านวณแคลอรี อาหารท้องถิ่น นักศึกษาพยาบาล 13 โครงการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุโดย “นวัตกรรม: ไม้เท้าช่วยพยุงประกอบเพลงพื้นบ้าน” ณ หมู่บ้านโนนคูณ ต าบลนาฝาย อ าเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ณิชาภัทร ทิพเจริญ* , กิตติศักดิ์ เอื้อปกรณ์*, พิเชษฐ์ ตู้ประเสริฐ* และยุภดี สงวนพงษ ความส าคัญและความเป็นมาการพลัดตกหกล้มเป็นการล้มลง การทรุดตัวลง เนื่องจากเสียสมดุลในการทรงตัว ซึ่งเป็นปัญหาที่ พบได้บ่อยในผู้สูงอายุในด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ผลกระทบจากการได้รับบาดเจ็บท าให้สูญเสียความสามาถ ในการท ากิจกรรมในชีวิตประจ าวัน ซึ่งจะมีผลกระทบด้านจิตใจตามมา โดยใน ผู้สูงอายุที่มีการพลัดตกหกล้มจะรู้สึกขาดความ เชื่อมั่นและไม่มั่นใจในการท ากิจกรรมต่างๆ เรียกว่าความ กลัวการพลัดตกหกล้ม หลังการพลัดตกหกล้ม ท าให้สูญเสียการรับรู้ และความมั่นใจในการด ารงชีวิต ถือว่า เป็นภาวะคุกคามทางด้านจิตใจ ในระยะยาวอาจท าให้ผู้สูงอายุไม่สามารถท ากิจกรรม ต่างๆได้เอง การเข้า สังคมจะลดลง จนเกิดการแยกตัว ซึ่งอาจท าให้ผู้สูงอายุมีความวิตกกังวล เครียด และมีภาวะซึมเศร้า ตามมาได้ (ฐิติมา ทาสุวรรณอินทร์, 2557) จากการศึกษา วิชาปฏิบัติการพยาบาลผู้สูงอายุ นักศึกษาพยาบาลศาสตร์ได้ลง ชุมชนและศึกษา ข้อมูลผู้สูงอายุ บ้านโนนคูณ หมู่ 8 ต าบลนาฝาย อ าเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิตั้งแต่วันที่ 9-20 ตุลาคม 2566 พบว่า มีจ านวนผู้สูงอายุทั้งสิ้น 80 คน โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มติดสังคมจ านวน 27 คน คิด เป็นร้อยละ 33.5 กลุ่มติด บ้านจ านวน 52 คน คิดเป็นร้อยละ 65 กลุ่มติดเตียงจ านวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 1.2 จากการศึกษาดังกล่าว พบว่า ส่วนใหญ่ ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มติดบ้านซึ่งไม่มีผู้ดูแลหลักตลอดเวลา มีการ เสื่อมถอยของร่างกายตามอายุ สิ่งแวดล้อมบริเวณบ้านไม่เอื้อต่อ การด ารงชีวิตประจ าวัน โดยเฉพาะการ เคลื่อนไหว เช่น พื้นบ้านมีหลายระดับ ไม่มีตัวช่วยพยุง เป็นต้น รวมทั้งความสัมพันธ์ และการสื่อสาร ภายในครอบครัวมีข้อจ ากัด เนื่องจากสมาชิกในครอบครัวจ าเป็นต้องไปท างานต่างจังหวัด ปล่อยให้ผู้สูงอายุ อยู่บ้านเพียงล าพัง ท าให้ผู้สูงอายุเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มและมีภาวะซึมเศร้า ซึ่งมีผลกระทบต่อ ผู้สูงอายุ ผู้ดูแล และ ครอบครัว จากข้อมูลดังกล่าวจึงพัฒนานวัตกรรมเพื่อปูองกันการพลัดตกหกล้มและ ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ นักศึกษาจึงได้ท า โครงการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุโดย “ไม้เท้าช่วยพยุง ประกอบเพลงพื้นบ้าน” โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงใช้หลัก 3R คือ Reduce Recycle และ Reuse ค าส าคัญ: นวัตกรรม, ไม้เท้าช่วยพยุง เพลงพื้นบ้าน วัตถุประสงค์1. เพื่อส่งเสริมการทรงตัว ในการเดินในผู้สูงอายุ2. เพื่อปูองกันการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ3. เพื่อปูองกันภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุเครื่องมือการจัด โครงการ ประกอบด้วย 1) แบบประเมินความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม 2) การ ประเมินภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุและ 3) แบบประเมินความพึงพอใจของนวัตกรรม กลุ่มเปูาหมาย ผู้สูงอายุในบ้านโนนคูณ ต าบลนาฝาย อ าเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัด ชัยภูมิ จ านวน 30 คน วิธีการด าเนินโครงการ ประกอบด้วย 1) ประเมินภาวะสุขภาพผู้สูงอายุ ความเสี่ยงต่อการพลัดตก หก ล้มและภาวะซึมเศร้า 2) ค้นคว้าหาความรู้จากเอกสาร หนังสือ และฐานข้อมูลต่างๆ 3) การพัฒนา นวัตกรรม “ไม้เท้าช่วยพยุง ประกอบเพลงพื้นบ้าน” ท่าการออกก าลังกายจ านวน 12 ท่าประกอบกับเพลง พื้นบ้านจ านวน 3 เพลง 3) จัดโครงการใน ชุมชน และ 4) ประเมินผลการจัดโครงการฯ สรุปผลการจัดโครงการ สรุปผลการน านวัตกรรมนวัตกรรม “ไม้เท้าช่วยพยุง ประกอบดนตรีพื้นบ้าน” พบว่า ผู้สูงอายุ มีความพึงพอใจต่อไม้เท้าฯ และเพลงพื้นบ้าน อยู่ในระดับมากที่สุด (x =4.23, SD = 0.27) และ (x =4.15, SD = 0.18) ตามล าดับ ประโยชน์ที่ได้รับ 1. ได้นวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทรงตัวในการเดิน การหกล้มและภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ2. น าเอาวัสดุจากภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ประโยชน์ ในการพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยกา รพลักตกหกล้ม การยืดเหยียด และการออกก าลังกายในผู้สูงอายุ 3. น าเอาเพลงพื้นบ้านและศิลปวัฒนธรรมจากภูมิปัญญา ท้องถิ่นมาใช้ในการจัดกิจกรรมเพื่อช่วย ปูองกันภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุได้4. การมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลสุขภาพ ผู้สูงอายุ


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 391 นักศึกษาพยาบาล 14 “รู้ทัน รู้ไว้ปลอดภัยจากมะเร็งเต้านม” 1. นายคมเพชร ทากุดเรือ 2. นางสาวจิณห์นิภา เสียงเล็ก 3. นางสาวจินตหรา สาลาสุตา 4.นางสาวปิยธิดา ถนอมสัตย์ 5.นางสาวพรรณวิไล กันหา อาจ 6.นางสาววรนุช อินปาน 7.นางสาวอนุชชิรา บุญนาน 8.นางสาวอรวี มาอ้น บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: ด้วยความก้าวหน้าและการพัฒนาทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน นักศึกษาจึง เล็งเห็น ความส าคัญของโอกาสในการก้าวหน้าของเทคโนโลยี ที่มีการใช้อย่างแพร่หลายในทุกเพศทุกวัย จึงได้สร้าง นวัตกรรม Application ที่มีชื่อว่า “Breast cancer screening” ที่มีความสะดวกสบาย ใช้งานง่าย เพื่อให้ ความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม อีกทั้งยังสามารถคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง ซึ่งเป็นอีกช่องทางที่มีการ กระตุ้นให้สตรีกลุ่มเปูาหมาย 30 – 70 ปี ของชุมชนหมู่บ้านตาดโตน มีการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วย ตนเองในวัน และเวลาที่มีการแจ้งเตือน และเมื่อตรวจพบอาการที่ผิดปกติสามารถน าข้อมูลลงใน Application ได้ข้อมูลจะ สามารถส่งต่อไปยังผู้ให้บริการ หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพส่วนต าบล ส่งผลท าให้สามารถรับ การรักษาได้อย่าง รวดเร็ว และทันท่วงทีวัตถุประสงค: .1) เพื่อให้สตรีอายุ 30 - 70 ปีสามารถเข้าถึงข้อมูล และทบทวนความรู้เกี่ยวกับการตรวจ คัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง .2) เพื่อให้อสม. และเจ้าหน้าที่ สาธารณสุขสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลเกี ่ยวกับการ ตรวจคัดกรองมะเร็ง เต้านมได้สะดวกและรวดเร็ว วิธีด าเนินการ: 1. ขั้นวางแผน (Plan)ทบทวนการสร้าง Application ในการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม วางแผนเตรียม วัสดุ-อุปกรณ์ ที่จะจัดท า 2. ขั้นปฏิบัติตามแผน (Do) สร้าง Application นวัตกรรมทางการ พยาบาล 3. ขั้นประเมินและสรุปผล (Check). ประเมินผลหลังจากการทดลองให้นวัตกรรม Application โดย ใช้แบบ ประเมินผลนวัตกรรม 4. ขั้นปรับปรุงการด าเนินการ (Act) น าผลการประเมินและข้อเสนอแนะจาก การทดลองใช้นวัตกรรมที่ได้ มาวางแผนและพัฒนาการจัดนวัตกรรมครั้งต่อไป ผลการศึกษา: 1.แอพพลิเคชั่น มีการแจ้งเตือนผ่านระบบไลน์ เดือนละ 1 ครั้ง และสามารถติดต่อกับ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้2.ง่ายต่อการเก็บ รวบรวมข้อมูลในแต่ละเดือน 3.แอพพลิเคชั่นมีสื่อให้ความรู้และสามารถ เพิ่มข้อมูลใหม่ๆในแอพพลิเคชั่นได้ 4. แอพพลิเคชั่นมีลักษณะสีสันที่สวยงาม ขอเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช 1. ควรพัฒนาแอพพลิเคชั่นให้ มีเนื้อหาที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น 2. ควรมีการพัฒนา Line เเจ้งเตือน ให้มีแอดมินตอบอัตโนมัติ ค าส าคัญ: Application Breast cancer screening


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 392 นักศึกษาพยาบาล 15 Healthy Walkway ทางเดินเพื่อสุขภาพ นางสาวปัทมาภรณ์ สาลารัตน์ นางสาวปรางศิลา บุญเพ็งสาธิต นางสาวพรนภา สมค า แนวคิด เหตุผลการจัดท าโครงการ กลุ่มผู้สูงอายุที่เปราะบาง (vulnerable elderly) หมายถึง ผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงต่อการเจ็บปุวย หรือเกิดภาวะแทรกซ้อน จากโรค เรื้อรังที่เป็นอยู่ได้ง่าย จากความเสื่อมสภาพของ ร่างกายไปตามวัยที่เพิ่มขึ้น การออกก าลังกายจะช่วยชะลอ ความเสื่อมของร่างกายควบคุมอาการ และฟื้นฟูสภาพจาก โรคเรื้อรัง ปูองกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน และคงไว้ซึ่งสมรรถภาพร่างกายที่แข็งแรงสามารถดูแลตนเองได้ จากผลการส ารวจ ประชากรผู้สูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2557 พบว่า มีผู้สูงอายุที่ออกก าลังกายเป็นประจ าสม ่าเสมอมีเพียงร้อยละ 32.4 และมีการออกก าลังกาย ลดลงเมื่อมีอายุมากขึ้น เพราะมีความเชื่อว่าเมื่ออายุมากขึ้น การออกก าลังกายจะส่งผลให้เกิดการเจ็บปุวยได้ง่าย หรือท าให้อาการของโรคประจ าตัว ก าเริบรุนแรงขึ้น1 สถานการณ์ที่มีผลต่อกิจกรรมกายของประชากรไทยในปี 2565 จะมีแนวโน้มการมีกิจกรรมทางกายของคนไทยเพิ่มขึ้นจากความ ผันผวนของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระหว่างปี 2563 แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาข้อมูลการมีกิจกรรมทางกายของประชากร ไทย ปี 2564 ที่ประชากรไทยมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอร้อยละ 63.0 ซึ่งในปี 2565 ลดลงเป็นร้อยละ 62.0 ชี้ให้เห็นได้ว่า ปัจจัยลักษณะทาง ประชากร เศรษฐกิจและสังคม อันได้แก่ ด้านเพศ ช่วงวัย ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ ยังคงมีอิทธิพลหรือความสัมพันธ์ที่ส่งผลต่อระดับการมี กิจกรรมทางกายของประชากรไทยในภาพรวม สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมของการมีกิจกรรมทางกายที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง2 บทบาท พยาบาลในการ ส่งเสริมพฤติกรรมการออกก าลังกายส าหรับผู้สูงอายุที ่เปราะบางจึงมีความส าคัญ พยาบาลควรมีความรู้ความ เข้าใจเกี่ยวกับ เปลี่ยนแปลงตามวัยในผู้สูงอายุที่ส่งผล กระทบต่อพฤติกรรมการออกก าลังกาย ประโยชน์ของการ ออกก าลังกาย หลักการออกก าลังกายที่ปลอดภัย รูปแบบการออกก าลังกายที่เหมาะสมส าหรับผู้สูงอายุที่เปราะบาง และการพยาบาลเพื่อการส่งเสริมพฤติกรรมการออกก าลังกาย ส าหรับผู้สูงอายุที่ เปราะบางที่ถูกต้องเหมาะสม วัตถุประสงค์การพัฒนาโครงการ : (เป็นข้อความที่แสดงถึงความต้องการพัฒนาโครงการ ข้อความที่ระบุในวัตถุประสงค์ของโครงการควรเขียนให้ ชัดเจน ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย เฉพาะเจาะจงไม่คลุมเครือ และครอบคลุมเรื่องที่จะศึกษา) 1. เพื่อพัฒนาอุปกรณ์ที่สามารถส่งเสริมให้เกิดการออกก าลังกาย และการฟื้นฟูร่างกายในผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ ด้วยการเดินบน Healthy Walkway ทางเดินเพื่อสุขภาพ 2. เพื่อประเมินประสิทธิผล ประสิทธิภาพของ Healthy Walkway ทางเดินเพื่อสุขภาพ เพื่อน าไปประยุกต์ใช้จริงกับผู้รับบริการ 4.6 กระบวนการหรือวิธีการด าเนินการพัฒนา โครงการ: (อธิบายวิธีด าเนินการโครงการให้ชัดเจน ระบุการทดลองใช้นวัตกรรมเพื่อหา ประสิทธิภาพของนวัตกรรม และการวัดผลลัพธ์ของการใช้นวัตกรรม ระบุกลุ่มตัวอย่างที่ทดลองใช้หรือการใช้นวัตกรรม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บ รวบรวมข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล) ผลการพัฒนาโครงการ: (ระบุผลการพัฒนาโครงการและอภิปรายผลการวิจัยโดยมีหลักฐานอ้างอิง ทางวิชาการ 1) ผลการพัฒนา โครงการ “Healthy Walkway ทางเดินเพื่อสุขภาพ” จากการสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง ที่เป็นอาสาสมัครใช้ Healthy Walkway ทางเดินเพื่อสุขภาพ พบว่า ด้านการผลิต มีความเห็นว่า มีความคงทน และใช้วัสดุมีคุณภาพ คิดเป็นร้อยละ 80 แต่ในด้านคุณภาพการใช้ กลุ่มตัวอย่างมีความเห็นว่าช่วยในการฟื้นฟูร่างกาย และเป็นส่วนหนึ่งของการออกก าลังกายได้ แต่ส่วนใหญ่เสนอว่าควรมีการปรับปรุงภาพลักษณ์ ของอุปกรณ์ให้สวยงามจูงใจให้น่าใช้เพิ่มขึ้น ข้อเสนอแนะ / ประโยชน์: การขยายผลการน าองค์ความรู้จากการจัดโครงการไปใช้ ข้อเสนอแนะ จากผลการทดลองใช้ “Healthy Walkway ทางเดินเพื่อสุขภาพ” กลุ่มมีข้อคิดเห็นว่าควรน าไปทดลองใช้กับผู้ที่ต้องการ ฟื้นฟู ทุกเพศและวัย ส าหรับแผ่นนวดฝุาเท้า ในการด าเนินการต่อไปควรศึกษาลักษณะของวัสดุที่เหมาะสมเพิ่มเติม แผ่นนวดฝุาเท้า ที่ช่วยกระตุ้น การไหลเวียนของเลือดบริเวณฝุาเท้าที่กลุ่มด าเนินการจ าลองมาจากหินธรรมชาติ จะท าให้ผ่อนคลายอาการตึงของขาและเท้า


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 393 ผลงานไปใช้ประโยชน์ในระยะต่อไป ควรพัฒนาอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับผู้ใช้รายบุคคล หากต้องน าไปใช้ที่บ้าน เช่น 1. เติมก้อนหินใน ช่องว่าง เพื่อช่วยให้การเดินสะดวกเพิ่มเติม และยังคงมีการนวดฝุาเท้าได้เช่นเดิม ค าส าคัญ : การเดินเพื่อสุขภาพ การนวดเท้า ผู้สูงอายุ นักศึกษาพยาบาล 16 จักรยานเพื่อสุขภาพ นางสาวภาวิณี สุดใจ นางสาววันวิสาข์ ค าพิกุล 4.4 แนวคิด เหตุผลการจัดท าโครงการ : การปั่นจักรยานเป็นการออกก าลังกายแบบแอโรบิคอย่างหนึ่งที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับอวัยวะส่วนต่าง ๆ และช่วยเผา ผลาญพลังงานได้ถึง 400 แคลอรี่ต่อชั่วโมง ซึ่งส่งผลให้ผู้ปั่นมีรูปร่างและสุขภาพที่ดีด้วย ประโยชน์ของการปั่นจักรยาน การปั่นจักรยานเป็น ประจ าจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวานประเภทที่ 2 โรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น ทั้งยังช่วยควบคุม น ้าหนัก ส่งผลดีต่ออารมณ์และจิตใจ ช่วยให้อัตราการเต้นของหัวใจสูงขึ้นได้เกือบเท่ากับการวิ่ง และช่วยเผาผลาญแคลอรี่ในร่างกาย นอกจากนี้ การปั่นจักรยานเป็นการออกก าลังกายที่มีแรงกระแทกต ่า จึงดีกับข้อกระดูกด้วย และยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงแก่กล้ามเนื้อ บริเวณกลางล าตัว ก้น สะโพก และขา โดยเฉพาะกล้ามเนื้อขาส่วนหน้าและกล้ามเนื้อขาส่วนหลัง ส าหรับผู้ที่ต้องการออกก าลังกายด้วยการ ปั่นจักรยาน หากเป็นผู้ใหญ่และผู้สูงอายุควรปั่นจักรยานอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ส่วนเด็กหรือวัยรุ่นควรปั่นจักรยานอย่างน้อยวันละ 60 นาที เป็นประจ าทุกวัน1 4.5 วัตถุประสงค์การพัฒนาโครงการ : 1. เพื่อพัฒนาจักรยานเพื่อสุขภาพ เพื่อเป็นทางเลือกในการออกก าลังกาย 2. เพื่อส่งเสริมให้มีการออกก าลังกายด้วยอุปกรณ์ที่ใช้งบประมาณไม่มาก อุปกรณ์ที่สามารถน ามาดัดแปลงให้เกิดประโยชน์ 4.6 กระบวนการหรือวิธีการด าเนินการพัฒนา โครงการ: วิธีการด าเนินการโครงการ ประกอบด้วยกิจกรรม 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 เตรียมการพัฒนา จัดหาอุปกรณ์ที่จ าเป็นในการต่อเป็นจักรยานเพื่อสุขภาพ ระยะที่ 2 ขั้นการพัฒนา ด าเนินการพัฒนาให้เกิดเป็นจักรยานเพื่อสุขภาพ ระยะที่ 3 การทดลองใช้ “จักรยานเพื่อสุขภาพ” กับกลุ่มตัวอย่างที่ก าหนดไว้ ระยะที่ 4 ประเมินผล กลุ่มตัวอย่างที่ทดลองใช้หรือการใช้นวัตกรรม นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1 อาสาเป็นผู้ใช้ ที่ จักรยานเพื่อสุขภาพ เพศหญิง 5 คน เพศชาย 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล แบบสอบถามความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างต่อการการทดลองใช้ จักรยานเพื่อสุขภาพ การวัดผลลัพธ์ของการใช้นวัตกรรม และการวิเคราะห์ข้อมูล 1. กลุ่มตัวอย่างสามารถใช้ จักรยานเพื่อสุขภาพ เพื่อการออกก าลังกาย 2. กลุ่มตัวอย่างให้ข้อเสนอแนะในการใส่อุปกรณ์เสริมให้สวยงาม และมีความนุ่มนวลในขณะถีบจักรยาน 4.7 ผลการพัฒนาโครงการ: ระบุผลการพัฒนาโครงการและอภิปรายผลการวิจัยโดยมีหลักฐานอ้างอิงทางวิชาการ ผลการพัฒนาโครงการ จักรยานเพื่อสุขภาพที่ประยุกต์จากอุปกรณ์ที่เหลือใช้ และมีองค์ประกอบอื่นๆ เพื่อสะดวก ปลอดภัยกับ ผู้ใช้จักรยานเพื่อสุขภาพ 4.8 ข้อเสนอแนะ / ประโยชน์: การขยายผลการน าองค์ความรู้จากการจัดโครงการไปใช้


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 394 การขยายผลการน าความรู้จาการจัดโครงการไปใช้ เนื่องจากผลการพัฒนาจักรยานเพื่อสุขภาพ จุดมุ่งหมายคือ ใช้งบประมาณน้อย น าสิ่งที่ไม่ได้ใช้น ามาประยุกต์ปรับปรุงให้เกิดประโยชน์ ใช้องค์ความรู้ในเรื่องการใช้จักรยานเพื่อออกก าลังกายที่ถูกต้อง เหมาะกับทุกเพศ ทุก วัย สามารถขนย้ายไปใช้ได้ทุกที่ ไม่ต้องใช้พื้นที่ในการติดตั้ง 4.9 ค าส าคัญ : ออกก าลังกาย จักรยานเพื่อสุขภาพ นักศึกษาพยาบาล 17 พักผ่อนกับหมอนทิพย์ หลับสนิทเพื่อชีวิตเป็นสุข นางสาวพรรภษา สิงสุธรรม นางสาวสุนิตา พรมพิลา แนวคิด เหตุผลการจัดท าโครงการ : การนอนหลับเป็นสิ่งส าคัญของสิ่งที่มีชีวิตไม่น้อยไปกว่าการได้รับประทานอาหารที่ดี และการได้สูดอากาศที่บริสุทธิ์ สังเกตได้ว่ามนุษย์เราใช้เวลาถึง 1 ใน 3 ของชีวิตไปกับการนอนหลับ การนอนหลับนั้นเป็นช่วงที่อวัยวะ ต่าง ๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะระบบหัวใจและหลอดเลือดได้พักผ่อน เพราะร่างกายเรานอนนิ่งไม่ได้ออกแรงใดๆ จึงไม่ต้องการการสูบฉีดโลหิตมาก เท่าไรนัก นอกจากนี้ ในขณะที่มนุษย์นอนหลับนั้นจะมีการซ่อมแซมส่วนสึกหรอของร่างกาย และการปรับสมดุลของสารเคมี ต่างๆ ในร่างกาย และที่ส าคัญในระหว่างที่มนุษย์นอนหลับนั้นจะเป็นช่วงเวลาที่สมองท าการเรียบเรียงข้อมูลต่างๆ ที่สมอง ได้รับทราบในวันนั้นๆ เข้าสู่การเรียบเรียงและจัดเก็บให้เป็นหมวดหมู่ เพื่อให้สามารถดึงมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด จึงนับได้ว่าการนอนเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ ท าให้สมองเกิดการจดจ าและมีพัฒนาการตามล าดับ1 ปัจจัยส าคัญของการ นอนหลับที่ส าคัญรายงานโดยชมรมรักษ์การนอน ศูนย์นิทราเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ระบุว่าปัจจัยส าคัญ 2 ประการคือ ปัจจัยทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เช่น แสง เสียง ที่นอน เป็นต้น2 วัตถุประสงค์การพัฒนาโครงการ : (เป็นข้อความที่แสดงถึงความต้องการพัฒนาโครงการ ข้อความที่ระบุในวัตถุประสงค์ของ โครงการควรเขียนให้ชัดเจน ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย เฉพาะเจาะจงไม่คลุมเครือ และครอบคลุมเรื่องที่จะศึกษา) 1. เพื่อให้ผู้ใช้หมอนทิพย์ที่พัฒนาขึ้นมากับกลุ่มที่มีการนอนหลับไม่สนิท การนอนหลับล าบาก ได้พักผ่อนนอนหลับ อย่างมีความสุข 2. เป็นการช่วยให้มีทางเลือกของหมอนสุขภาพ ให้กลุ่มวัยต่างๆ ในอนาคต กระบวนการหรือวิธีการด าเนินการพัฒนา โครงการ: (อธิบายวิธีด าเนินการโครงการให้ชัดเจน ระบุการทดลองใช้นวัตกรรม เพื่อหาประสิทธิภาพของนวัตกรรม และการวัดผลลัพธ์ของการใช้นวัตกรรม ระบุกลุ่มตัวอย่างที่ทดลองใช้หรือการใช้นวัตกรรม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล) กลุ่มตัวอย่างที่ทดลองใช้หรือการใช้นวัตกรรม นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1 ที่มีปัญหาเรื่องการนอน เช่น นอนหลับยาก นอนหลับไม่เต็มอิ่ม นอนหลับๆ ตื่นๆ โดย เลือกเป็นนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1 เพศหญิง 8 คน เพศชาย 2 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 1. แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการใช้หมอนทิพย์ และคุณภาพการนอนหลับ 2. แบบสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างที่ได้ทดลองใช้หมอนทิพย์ การทดลองใช้นวัตกรรม 1. กลุ่มตัวอย่างทุกคน ใช้ “หมอนทิพย์” เพื่อการนอนหลับที่ห้องที่หอพักนักศึกษา 2. กลุ่มตัวอย่างสังเกตสิ่งที่เกิดจากการใช้ “หมอนทิพย์” เพื่อเก็บข้อมูลน ามาให้กลุ่มท างาน


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 395 3. ระยะเวลาในการใช้ “หมอนทิพย์” จ านวน 10 วัน โดยเริ่มและเสร็จสิ้นพร้อมๆ กันทุกคน ผลการพัฒนาโครงการ: (ระบุผลการพัฒนาโครงการและอภิปรายผลการวิจัยโดยมีหลักฐานอ้างอิง ทางวิชาการ 1) ผลการพัฒนา โครงการ “พักผ่อนกับหมอนทิพย์ หลับสนิทเพื่อชีวิตเป็นสุข” จากการสอบถามผู้ใช้ หมอนทิพย์ที่ กลุ่มได้พัฒนาขึ้นมา จ านวน 10 ใบ ให้กลุ่มตัวอย่างน าไปใช้ พบว่า (1) ด้านผลผลิต ทั้ง 3 รายการได้แก่ความคงทนในการใช้ งาน วัสดุที่ใช้มีคุณภาพ และไม่เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค ระดับความพึงพอใจปานกลาง มากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 60, 70 และ 60 ตามล าดับ (2) ด้านการน าไปใช้ พบว่า ส่วนใหญ่พึงพอใจด้านความสวยงามน่าใช้ คิดเป็นร้อยละ 60 รองลงมาคือ สะดวก ต่อการใช้งานและการเก็บรักษา คิดเป็นร้อยละ 50 ความพึงอใจต่อขนาดเหมาะสมกับศีรษะอยู่ในระดับปานกลางคิดเป็นร้อย ละ 80 (3) ด้านคุณภาพการใช้ ทั้ง 3 รายการ ได้แก่ มีกลิ่นหอมถูกใจ ช่วยเพิ่มคุณภาพการนอนหลับ และช่วยให้รู้สึกผ่อน คลายในตอนหลับ ระดับความพึงพอใจระดับมาก จ านวนมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 80, 60 และ 80 ตามล าดับ ผลการพัฒนา โครงการ “พักผ่อนกับหมอนทิพย์ หลับสนิทเพื่อชีวิตเป็นสุข” จากกลุ่มท างานโครงการ เสนอแนะให้มี ระยะเวลาในการด าเนินงานโครงการเพิ่มขึ้น ข้อเสนอแนะ / ประโยชน์: การขยายผลการน าองค์ความรู้จากการจัดโครงการไปใช้ ข้อเสนอแนะ จากผลการทดลองใช้หมอนทิพย์ กลุ่มพัฒนาหมอนทิพย์ มีข้อคิดเห็นว่าควรน าไปทดลองใช้กับทุกเพศ ทุกวัยและระยะเวลาการใช้หมอนทิพย์ของกลุ่มตัวอย่างควรเพิ่มระยะเวลา ผลงานไปใช้ประโยชน์ในระยะต่อไป ควรตั้งผลลัพธ์ที่เกิดกับผู้ใช้เพิ่มเติม คือ 1. ช่วยแก้ปัญหาการนอนไม่หลับและลดการปวดเมื่อยบริเวณต้นคอหลังตื่นนอนเนื่องจากหมอนที่ไม่พอดี กับต้นคอ โดยไม่ต้องใช้ยาแผนปัจจุบัน 2. ปูองกันและลดโรคภูมิแพ้ที่เกิดจากไรฝุุนในหมอนที่ผลิตจากใยสังเคราะห์หรือนุ่น 3. ผลิตภัณฑ์เพิ่มจุดเด่น โดยเติมประดับตกแต่งให้สวยยามน่าใช้เพิ่มขึ้น 4. ผลิตภัณฑ์ที่ได้ปลอดภัยจากสารอันตราย เพราะหมอนสุขภาพจะต้องใช้สมุนไพรพื้นบ้าน 5. การผลิตนวัตกรรมมีหลักการในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาของคนสมัยก่อนให้ยังคงอยู่ ค าส าคัญ : การนอน คุณภาพการนอน หมอนสุขภาพ


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 396 รายชื่อคณะกรรมการจัดท าหนังสือ ๑) นางสาวนรีลักษณ์ สุวรรณโนบล ประธาน ๒) นางศรัญญา จุฬารี รองประธาน ๓) นางสาวใจทิพย์ เชื่อมไธสง กรรมการ ๔) นายธรรศนัฏฐ์ โคตระวีระ กรรมการ ๕) นางวารุณี เอี้ยวฉาย กรรมการ ๖) นางชฎานันท์ ประเสริฐปั้น กรรมการ ๗) นางศุจิรัตน์ ปัญญาแก้ว กรรมการ ๘) นางสาวจันทร์เจ้า กาดโคกกรวด กรรมการ ๙) นางพัชรี จันทะจร กรรมการ ๑๐) นางจันทร์ทิรา เจียรณัย กรรมการ ๑๑) นางสาวณัฐฐิตา เพ็ชรประไพ กรรมการ ๑๒) นางกชกร เพียซ้าย กรรมการ ๑๓) นางภัทรกร สฤษชสมบัติ กรรมการ ๑๔) นายพัฒนพงษ์ คืบขุนทด กรรมการ ๑๕) นางลักขณา ไชยนอก กรรมการและเลขานุการ


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 397 ๑๖) นางสาวสุรดา โนนสุภาพ กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ ๑๗) นายณัฐพงศ์ ธนพรหมาวิวัฒน์ กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 398


Click to View FlipBook Version