การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 201 E4.3 การพัฒนาระบบการพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจางที่มาฝากครรภ์ โรงพยาบาลแก้งคร้อ กฤตยา ชินแสง หองฝากครรภ์และหองคลอด โรงพยาบาลแกงครอ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : หญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจางแนวโนมสูงขึ้น จากปีงบประมาณ 2563, 2564, 2565 เฉลี่ยรอยละตอปี 16.05, 22.55, 25 ตามล้าดับ เป็นปัญหาส้าคัญที่สงผลใหเกิดภาวะแทรกซอน และความไมปลอดภัยตอหญิงตั้งครรภ์และทารกในครรภ์การพัฒนาระบบการพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะ โลหิตจางที่มีประสิทธิภาพจะท้าใหความเกิดความปลอดภัยมากขึ้น วัตถุประสงค์การศึกษา : 1)เพื่อพัฒนาระบบการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจาง 2)เพื่อลดอัตราหญิง ตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจาง 3)เพื่อลดภาวะแทรกซอนในมารดาและทารกแรกเกิด วิธีการด าเนินการ : การศึกษาครั้งนี้เป็นแบบกึ่งทดลอง กลุมตัวอยางเป็น หญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ครั้งแรก มีอายุครรภ์นอยกวา 20 สัปดาห์มีคาความเขมขนเลือดนอยกวา 33% จ้านวน 38 ราย เลือกกลุมตัวอยางตาม เกณฑ์คัดเขา ไดแก ผลคัดกรองโรคธาลัสซีเมียไมพบความผิดปกติ ไมมีภาวะแทรกซอนขณะตั้งครรภ์หรือโรค ประจ้าตัว เชน โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคกระเพาะอาหาร มีอาการคลื่นไสอาเจียน มีประวัติ เลือดออกทางชองคลอด เป็นตน เกณฑ์คัดออกไดแก หญิงตั้งครรภ์ที่เขารวมไมครบก้าหนด เชน ไปฝากครรภ์ ตอที่อื่น มีภาวะเลือดออกหรือแทง มีอาการขางเคียงจากการรับประทานยาเสริมธาตุเหล็ก ด้าเนินงานตั้งแต เดือนกรกฎาคม 2565 – เมษายน 2566 แบงเป็น 4 ระยะ 1) ระยะศึกษาสถานการณ์2) ระยะพัฒนาระบบ 3) ระยะประเมินผลลัพธ์ของระบบ 4) ระยะการน้าระบบที่พัฒนาขึ้นไปใช เครื่องมือที่ใชไดแก แบบสอบถาม ความรู แผนการสอน คา HCT หลังการเขารวม ผลลัพธ์ของมารดากับทารก และแบบสอบถามความพึงใจของ หญิงตั้งครรภ์และผูใหบริการ วิเคราะห์ขอมูลโดยการใชรอยละ คาเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา : หญิงตั้งครรภ์ที่เขารวมจ้านวน 38 ราย พบวาหลังเขารวมไมมีภาวะโลหิตจางคิดเป็นรอยละ 89.47 หลังเขารวมมีภาวะโลหิตจางคิดเป็นรอยละ 10.53 จากสาเหตุภาวะทางเศรษฐานะ การรับประทาน อาหาร และยาไมถูกตองเหมาะสม พบคลอดกอนก้าหนดคิดเป็นรอยละ 5.26 และทารกน้้าหนักตัวนอยกวา 2,500 กรัมคิดเป็นรอยละ 7.89 สาเหตุเกิดจากการลื่นลม ,ตั้งครรภ์แฝด แสดงไดวาไมมีความสัมพันธ์กับภาวะ โลหิตจาง ความพึงใจของหญิงตั้งครรภ์และพยาบาลผูใหบริการ อยูในระดับมากที่สุดคาเฉลี่ย = 4.0 ,4.2 และ คา S.D. = 0.31 ,0.41 ตามล้าดับ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: เป็นรูปแบบที่หนวยงานน้าไปใชในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะ โลหิตจางทุกคนในหองฝากครรภ์ ปรับปรุงพัฒนาเป็นแนวทางกับภาวะเสี่ยงอื่น ๆ และน้าขอมูลพื้นฐานมา พัฒนางานฝากครรภ์ โดยมุงหวังเพื่อลดความชุกของโลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์ ค าส าคัญ : หญิงตั้งครรภ์ ,ภาวะโลหิตจาง,ภาวะแทรกซอน
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 202 E4.4 พัฒนาระบบการเข้ารับบริการทันตกรรมในหญิงตั้งครรภ์ ที่มาฝากครรภ์ในคลินิกฝากครรภ์ โรงพยาบาลโนนแดง อ าเภอโนนแดง จังหวัดนครราชสีมา อารียา ธรรมอุด กลุมงานทันตกรรม โรงพยาบาลโนนแดง บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : หญิงตั้งครรภ์เป็นกลุมที่ควรไดรับการดูแลสุขภาพรางกายเป็นพิเศษ เนื่องจาก ระหวางตั้งครรภ์จะมีการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนอยางตอเนื่อง โดยเฉพาะในชองปากอาจสงผลใหมีโอกาส เกิดโรคปริทันต์อักเสบ อันเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจท้าใหเกิดการคลอดกอนก้าหนด นอกจากนี้ในเรื่องของฟันผุ หญิงตั้งครรภ์ที่มีฟันผุอาจถายทอดเชื้อฟันผุสูทารกได ท้าใหบุตรมีความเสี่ยงตอการเกิดโรคฟันผุสูงขึ้น ดังนั้นหญิงตั้งครรภ์จึงควรไดรับบริการทันตกรรมตามความจ้าเป็น จากขอมูลหญิงตั้งครรภ์ไดรับบริการ ทัน ตกรรมในปี 2562 และ 2563 คิดเป็น รอยละ 83.33 และ 86.05 ตามล้าดับ โดยการเขารับบริการทันตกรรม ยังไมมีรูปแบบการนัดเขารับบริการ และการติดตามรักษาตอเนื่องอยางเป็นรูปธรรม จึงไดพัฒนารูปแบบการนัด เขารับบริการทันตกรรมของหญิงตั้งครรภ์ขึ้น เพื่อใหหญิงตั้งครรภ์ไดรับบริการทันตกรรมแกไขปัญหา สภาวะชองปาก ลดการเกิดโรคปริทันต์ และฟันผุเพื่อการมีสุขภาพชองปากที่ดีทั้งแมและบุตรในอนาคต วัตถุประสงค์ : เพื่อใหหญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ในโรงพยาบาลโนนแดง ไดรับบริการทันตกรรมเพิ่มขึ้น วิธีด าเนินการ : 1) ชี้แจงเจาหนาที่ทันตกรรม และคลินิกฝากครรภ์ (ANC) ใหทราบถึงปัญหา และรวมวางแผน แนวทางการด้าเนินงาน และรับทราบแนวทางการปฏิบัติ 2) ตรวจสุขภาพชองปากหญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ครั้ง แรก โดยใหเจาหนาที่คลินิก ANC สงหญิงตั้งครรภ์มาตรวจสุขภาพชองปากที่หองทันตกรรมไดทุกวัน รวมถึงตรวจสอบสมุดแมและเด็กในหนาการบันทึกสุขภาพชองปาก หากยังไมไดตรวจใหสงตอมาที่หองทันตกรรม 3) ออกแบบสมุดบันทึกการตรวจสุขภาพชองปากหญิงตั้งครรภ์ใหครอบคลุมเรื่องของสภาวะทันตสุขภาพ และ เบอร์โทรศัพท์ เพื่องายตอการติดตามใหมารับบริการทันตกรรม 4) เมื่อตรวจสุขภาพชองปากแลว เจาหนาที่ จะท้า การออกบัตรนัดใหมารับการรักษาในชวงอายุครรภ์ 4 - 6 เดือน ในกรณีที่หญิงตั้งครรภ์อายุครรภ์ 1-3 เดือน ที่ไมมี อาการแพทอง หรืออายุครรภ์ 6-9 เดือน ที่ไมมีภาวะแทรกซอนทางรางกาย เจาหนาที่จะขูดหินปูน และขัด ท้าความสะอาดฟัน ณ visit นั้นๆ สวนการรักษาอุดฟันหรือถอนฟันจะพิจารณานัดหมายอีกครั้ง 5) ติดตามใหมารับบริการทันตกรรมตามนัดหมาย ผลการศึกษา : หญิงตั้งครรภ์ไดรับบริการทันตกรรมในปี2564 -2566 คิดเป็นรอยละ 95.65 , 97.30 และ 100 ตามล้าดับ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : หญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ในโรงพยาบาลโนนแดง ไดเขารับบริการทัน ตกรรมเพิ่มมากขึ้น โดยสามารถปรับปรุงพัฒนาระบบและน้าแนวทางการใหบริการดังกลาวไปประยุกต์ใช ใน กลุมวัยอื่นๆ ได ค าส าคัญ : ทันตกรรม , หญิงตั้งครรภ์, คลินิกฝากครรภ์
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 203 E4.5 การพัฒนาการเข้าถึงระบบบริการวางแผนครอบครัวโดยการฝังยาคุมก าเนิด เพื่อปูองกันการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ในกลุ่มวัยรุ่นและผู้ไม่ประสงค์มีบุตร ฐิฬาภัทร์ ศิริกุล และทีมสหวิชาชีพ กลุมงานปฐมภูมิและองค์รวม โรงพยาบาลครบุรี จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: การฝังยาคุมก้าเนิดเป็นการคุมก้าเนิดกึ่งถาวร เป็นวิธีที่ชวยปูองกันปัญหาการตั้งครรภ์ ไมพรอม โดยการฝังยาคุมก้าเนิด 1 ครั้ง ผูปุวยสามารถคุมก้าเนิดไดในระยะเวลา 3 ปี โรงพยาบาลครบุรีพบวาจ้านวน ผูปุวยที่รับบริการมีจ้านวนนอย ในปี 2563-2565 มีจ้านวน 47 84 และ117 คน ซึ่งสอดคลองถึงสถานการณ์การ รอยละการตั้งครรภ์ซ้้าในวัยรุนที่มีอายุนอยกวา 20 ปี เทากับ 12 12.79 และ 19.4 และยังไมมีกระบวนการติดตาม เนนการฝังยาคุมก้าเนิดที่เริ่มตนตั้งแตกอนจ้าหนายโรงพยาบาลในสตรีวัยรุนหลังคลอด และสามารถฝังยาคุมได เฉพาะสูตินรีแพทย์เทานั้น จึงเกิดการพัฒนาขึ้น วัตถุประสงค์การศึกษา: 1.เพื่อเพิ่มจ้านวนหญิงวัยเจริญพันธ์สามารถเขาถึงบริการฝังยาคุมก้าเนิด 2.เพื่อลดอัตรา การตั้งครรภ์ซ้้าในวัยรุนอายุต่้ากวา 20 ปีใหนอยกวารอยละ 14.5 3.เพื่อลดปัญหาทองไมพรอมแลวยุติการตั้งครรภ์ วิธีการศึกษา: ประชุมจัดท าแผนงานสาธารณสุขระดับอ้าเภอ ทบทวนกระบวนการในการปฏิบัติงานในการฝังยา คุมก้าเนิดในกลุมหญิงวัยเจริญพันธุ์ อบรมทักษะและเป็นพี่เลี้ยงการฝังยาคุมก้าเนิดแกพยาบาลวิชาชีพและนักวิชาการ สาธารณสุขของศูนย์อนามัยที่ 9 ด าเนินการและเก็บข้อมูลตั้งแต 1 ตุลาคม 2565-30 มิถุนายน 2566 โดย ประชาสัมพันธ์บริการฝังยาคุมก้าเนิดและบริการใหค้าปรึกษาในกลุม อสม. โรงเรียนมัธยม โรงพยาบาลสงเสริม สุขภาพต้าบล(รพ.สต.) 17 แหง หัวหนาสวนราชการและแอพพลิเคชั่นเฟซบุ฿คเพจโรงพยาบาลครบุรีและกลุมครบุรีที่ รัก จัดกิจกรรมรักปลอดภัยในโรงเรียน สรางระบบ QR Code จองคิวและติดตามประเมินหลังรับบริการฝังยา คุมก้าเนิด 7วัน และ 6 เดือน ผลการศึกษา : ปี 2566 จ้านวนผูรับบริการฝังยาคุมก้าเนิดในอ้าเภอครบุรีเพิ่มขึ้นเป็นจ้านวน 262 คน การติดตาม หลัง 7 วัน จ้านวน 262 คน พบวาไมมีภาวะแทรกซอน การติดตาม 6 เดือน จ้านวน 85 คน พบวามีผลขางเคียงจาก เลือดออกกกระปิดกระปอย จ้านวน 5 คน รักษาโดยการปรับฮอร์โมนกับสูตินารีแพทย์ และน้้าหนักตัวที่เพิ่มขึ้น จ้านวน 1 คน รักษาโดยการใหค้าแนะน้าการรับประทานอาหารและออกก้าลังกายที่เหมาะสม ประเมินความพึง พอใจหลังฝังยาคุม 6 เดือน คิดเป็นรอยละ 92 พึงพอใจระดับดีมาก รอยละการตั้งครรภ์ซ้้าในสตรีอายุลดลงเป็น 14.5 อัตราการคลอดในสตรีอายุต่้ากวา 20 ปีลดลงจากในปี 2561 อัตรา 35.27 ตอพันประชากร เป็น 13.77 ตอพัน ประชากร ในปี 2566 และไมพบวัยรุนอายุนอยกวา 20 ปี ทองไมพรอมแลวยุติการตั้งครรภ์ สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: การเพิ่มอบรมบุคลากรที่เกี่ยวของเพื่อเพิ่มทักษะการใหความรู ค้าแนะน้าและการฝังยาคุมก้าเนิด ท้าใหเกิดการพัฒนาเป็นวงกวางและตอเนื่อง และเขาถึงบริการงายทั้งใน รพสต. 10 แหง ค าส าคัญ: วางแผนครอบครัว,การฝังยาคุมก้าเนิด,การตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 204 E4.6 การพัฒนารูปแบบการให้บริการการคุมก าเนิดในหญิงตั้งครรภ์อายุ 15-19ปี ในคลินิกวัยรุ่น โรงพยาบาล ตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี จรินธร ศรีวิไสย์ โรงพยาบาลตระการพืชผล อ้าเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี บทคัดย่อ ความเป็นมา การตั้งครรภ์ของวัยรุนเป็นปัญหาส้าคัญในประเทศไทย ในระดับเขตสุขภาพที่ 10 อัตราการคลอดของ มารดาอายุ 15-19 ป จังหวัดอุบลราชธานี สูงที่สุด อ้าเภอตระการพืชผล พบวาอัตราการคลอดมีชีพในหญิงอายุ 15- 19 ปี ตอจ้านวนประชากรหญิงอายุ 15-19 ปี พันคน มีแนวโนมลดลง จากปี 2561 – 2565 ลดลงจาก 12.36 ตอพัน คน ในปี 2561 เป็น 7.75 ตอพันคน ในปี 2565 การคุมก้าเนิดในคุณแมวัยรุน ในปี 2565 เทากับรอยละ 76 ซึ่งยัง ต่้ากวาเกณฑ์ วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลการคุมก้าเนิดในหญิงตั้งครรภ์วัยรุน โรงพยาบาลตระการพืชผล วิธีด าเนินการ ด้าเนินการวิจัยโดยใชกระบวนการ PAOR 3 ขั้นตอน 1.วิเคราะห์สถานการณ์และปัญหา ระดม ความคิดจากสมาชิกทีมสุขภาพ พัฒนารูปแบบการดูแลการคุมก้าเนิด 2. ปฏิบัติตามแผนงาน ดังนี้ 1 )เลือกกลุม ตัวอยางแบบเจาะจงเป็นหญิงตั้งครรภ์วัยรุน อายุ 15 – 19 ปี ที่มาฝากครรภ์ที่โรงพยาบาล ดวยความสมัครใจ จ้านวน 60 คน และเจาหนาที่ที่เกี่ยวของ จ้านวน 5 คน ในชวงเดือน กันยายน – ตุลาคม 2566 2) เครื่องมือที่ใชในงานวิจัย 1.แบบประเมินความพึงพอใจในดานการใหบริการในกลุมหญิงตั้งครรภ์วัยรุน 2. แบบสัมภาษณ์เชิงลึกค้าถาม ปลายเปิดในการประเมินรูปแบบพัฒนา 7ดาน ไดแก ดานนโยบาย ดานระบบบริการ ดานการจัดหาเวชภัณฑ์ ดาน บุคลากร ดานระบบติดตาม ดานการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ 3. สรุปผลการด าเนินงาน โดย 1) ขอมูลเชิงคุณภาพ จากการสัมภาษณ์ ใชการวิเคราะห์เนื้อหา 2) ขอมูลเชิงปริมาณ ใช คาเฉลี่ย รอยละ คาเบี่ยงแบน ผลการศึกษา หญิงตั้งครรภ์วัยรุน ที่ไดรับค้าปรึกษาการคุมก้าเนิดในชวงฝากครรภ์ เลือกยาฝังคุมก้าเนิด จ้านวน 25คน ยาฉีด คุมก้าเนิด จ้านวน 3คน และจ้านวน 2คน ไมคุมก้าเนิดเพราะแยกทางกับคู ในรายที่ผูปกครองหรือคูมาดวยตัดสินใจ เลือกวิธีการคุมก้าเนิดไดเร็วขึ้น หญิงตั้งครรภ์วัยรุนไดรับค้าปรึกษาคุมก้าเนิดกอนคลอดที่หองคลอดและกอนกลับบาน เลือกยาฝังคุมก้าเนิด จ้านวน 5คน เพราะผูปกครองบังคับ เลือกยาฉีดคุมก้าเนิด จ้านวน 4คน เพราะเคยใช และไม ยอมคุมก้าเนิด 21คน เพราะไมมั่นใจจะเลือกคุมก้าเนิดวิธีใด จากการสัมภาษณ์เจาหนาที่ที่เกี่ยวของ 1.มีนโยบายที่ ชัดเจน 2.มีระบบบริการ มีแนวทางการใหบริการที่ชัดเจน มี line group ในการประสานงาน 3.การจัดหาเวชภัณฑ์ เพียงพอ 4.มีเจาหนาที่ใหบริการที่เพียงพอ 5.มีการโทรเยี่ยมหลังคลอดและติดตามการคุมก้าเนิด 6.การสื่อสารและ ประชาสัมพันธ์ ยังไมครอบคลุมทุกหนวยงาน 7.ปัญหาอุปสรรค การเบิกจายยาฝังคุมก้าเนิดมีความยุงยาก สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์เพื่อใหแมวัยรุนเขาใจและตระหนักถึงความส้าคัญของการคุมก้าเนิดหลัง คลอด ควรใหค้าปรึกษาการคุมก้าเนิดในชวงมาฝากครรภ์พรอมผูปกครองหรือคู ท้าใหการตัดสินใจและพิจารณาใน การเลือกวิธีการคุมก้าเนิดมากขึ้น พรอมที่จะรับการคุมก้าเนิดหลังคลอดทันทีกอนออกจากโรงพยาบาล ค าส าคัญ การคุมก้าเนิด แมวัยรุน
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 205 E4.7 การพัฒนารูปแบบการดูแลหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นอายุน้อยกว่า 20 ปี นภาพร นพพัฒนกุล งานสงเสริมสุขภาพ โรงพยาบาลโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : จากจ้านวนผูรับบริการฝากครรภ์เฉลี่ยปีละ 600 คน/ปี พบอัตราการตั้งครรภ์วัยรุนอายุนอย กวา 20 ปี ในชวง 6 ปีที่ผานมาเฉลี่ย 31.18 ตอพันประชากรกลุมเดียวกัน ซึ่งสูงเกินเกณฑ์ตัวชี้วัด และการเขารับบริการฝาก ครรภ์กอน 12 สัปดาห์คอนขางนอย เฉลี่ย 52.2% ซึ่งสัมพันธ์กับการฝากครรภ์คุณภาพครบ 5 ครั้ง ไมถึง 60% ตามเกณฑ์ และผลกระทบที่เกิดจากการตั้งครรภ์มักพบปัญหาทารกแรกเกิดน้้าหนักนอยเฉลี่ย 5.46 % และคลอดกอนก้าหนดเฉลี่ย 2.92% รวมถึงปัญหาการเลี้ยงลูกดวยนมแม 6 เดือน ยังคอนขางนอย 30 % จึงไดมีการพัฒนารูปแบบการดูแลหญิงตั้งครรภ์ วัยรุนอายุนอยกวา 20 ปีขึ้น วัตถุประสงค์การศึกษา : เพื่อลดอัตราหญิงตั้งครรภ์วัยรุน และปูองกันการตั้งครรภ์ซ้้า ตลอดจนดูแลใหไดรับการฝากครรภ์เร็ว และครบครั้งคุณภาพ เพื่อปูองกันภาวะแทรกซอนตอหญิงตั้งครรภ์วัยรุนและทารกในครรภ์ และใหสามารถเลี้ยงดูบุตรได วิธีการด าเนินการ : จากปัญหาดังกลาวไดมีการเก็บรวบรวมขอมูลทุกปีจากหญิงตั้งครรภ์วัยรุนอายุนอยกวา 20 ปี ที่มาฝาก ครรภ์ และคลอดที่โรงพยาบาลโนนสูง และไดหาแนวทางรวมกับสหวิชาชีพเพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลหญิงตั้งครรภ์วัยรุน โดย ใชกระบวนทางการพยาบาลเป็นหลักในการดูแลหญิงตั้งครรภ์วัยรุนตั้งแตฝากครรภ์จนถึงหลังคลอด ในเรื่องการปฏิบัติตัว การ รับประทานอาหารรวมกับการใชสื่อเทคโนโลยีเกี่ยวกับพฤติกรรมสุขภาพดานการรับประทานอาหาร (Web Application PregCal) และติดตามเยี่ยมหลังคลอดเพื่อประเมินพฤติกรรมการเลี้ยงดูบุตร ผลการศึกษา : พบวาจากเดิมอัตราคลอดวัยรุน 37.13 ตอพันประชากรกลุมเดียวกัน ภายใน 6 ปี ลดลงอยางตอเนื่องเป็น 7.92 ตอพันประชากรกลุมเดียวกัน แตเนื่องจากสถานการณ์โควิด ท้าใหประชากรวัยรุนที่เคยไปท้างานตางจังหวัด และไมไดรับ สิทธิประโยชน์ในการคุมก้าเนิดตั้งแตหลังคลอดครรภ์แรก กลับมาคลอด ณ ภูมิล้าเนาเดิม ท้าใหอัตราการตั้งครรภ์ซ้้าเพิ่มขึ้น จาก 3.45% เป็น 12.5% (3 ราย) ในปี 2566 และพบวาการเขารับบริการฝากครรภ์กอน 12 สัปดาห์ และครบครั้งคุณภาพ มากกวา 60% ทารกคลอดน้้าหนักนอย คิดเป็น 8.33% (2 ราย) และไมมีคลอดกอนก้าหนด รวมถึงเลี้ยงลูกดวยนมแมเพิ่มขึ้น เป็น 45.83% สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : จากการพัฒนารูปแบบการดูแลหญิงตั้งครรภ์วัยรุน แสดงใหเห็นถึงการท้างาน รวมกับภาคีเครือขายทั้งอ้าเภอ รวมทั้งภาคการศึกษาตางๆ และพัฒนาระบบบริการการฝากครรภ์ทั้งในโรงพยาบาลและใน รพ. สต.ทุกแหงใหเป็นไปในแนวทางเดียวกัน รวมถึงมีการประชาสัมพันธ์การคุมก้าเนิดกึ่งถาวรในหญิงวัยรุนหรือหลังคลอดอายุนอย กวา 20 ปี ฟรีทุกสิทธิ์ ไปยังเครือขายสุขภาพ และนอกจากนั้นควรพัฒนาการใชสื่อเทคโนโลยีเกี่ยวกับพฤติกรรมสุขภาพ (Web Application PregCal) ในหญิงตั้งครรภ์วัยรุนใหมากขึ้นและมีความตอเนื่อง ค าส าคัญ : หญิงตั้งครรภ์, วัยรุนอายุนอยกวา 20 ปี อ้างอิง : คูมือการฝากครรภ์แนวใหม นครชัยบุรินทร์, ภาควิชาสูตินรีเวชกรรม โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมาคูมือการดูแล แมวัยรุน แบบบูรณาการ ส้านักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัยฯ, ขอมูลรายงานฝากครรภ์และหลังคลอด รพ.โนนสูง และ ขอมูลจากส้านักโภชนาการ กรมอนามัยฯ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 206 E4.8 การพัฒนาระบบบการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง ในโรงพยาบาลแก้งคร้อ สรีลักษณ์ เพียรไทยสงค์ นงลักษณ์ แฝงนาง หนวยงานหองคลอด โรงพยาบาลแกงครอ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ภาวะความดันโลหิตสูงระหวางตั้งครรภ์(PIH)เป็นสาเหตุการตายอันดับ สองของหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งสงผลกระทบตอหญิงตั้งครรภ์และครอบครัว อยางไรก็ตามอันตรายตอสตรี ตั้งครรภ์และแรกคลอด จะลดความรุนแรงลงไดดวยการปูองกัน วินิจฉัยที่รวดเร็ว การดูแลที่เหมาะสม และทันเวลา วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อศึกษาผลของระบบการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะความดัน โลหิตสูง(PIH) วิธีการด าเนินงาน การศึกษาวิจัยเชิงพรรณา (Descriptive Research) แบบวิเคราะห์เปรียบเทียบ กอน และหลังการปรับใชแนวปฏิบัติ กลุมประชากร หญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ที่โรงพยาบาล แกงครอ และไมมีโรคความดันโลหิตสูงกอนตั้งครรภ์ การเก็บผลการด้าเนินงาน เก็บรอยละของภาวะ PIH ในหญิงตั้งครรภ์เมื่อมาคลอด รอยละของการสงตอดวยภาวะ Severe PIHและอัตรามารดา เสียชีวิตดวยภาวะ PIH วิธีการด้าเนินงาน ส้ารวจขอมูล ทบทวนวรรณกรรมแนวปฏิบัติการดูแลหญิง ตั้งครรภ์ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงระหวางตั้งครรภ์ ประชุมทบทวนแนวปฏิบัติ และประชุมชี้แจง แนวปฏบัติการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงระหวางตั้งครรภ์ น้าแนวปฏิบัติการดูแล หญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงระหวางตั้งครรภ์มาใชงาน และสรุปผลการด้าเนินงาน ผลการศึกษา ผลการด้าเนินงาน ตั้งแต ต.ค. 2565 - พ.ค. 2566 ที่หองคลอด หญิงตั้งครรภ์ที่ไดรับการ คัดกรอง และพบวาเป็นกลุมเสี่ยงตอภาวะ PIH และไดรับยา ASA จ้านวน 9 ราย คิดเป็นรอยละ 2.25 ของหญิงตั้งครรภ์ที่ไดรับการคัดกรอง กลุมเสี่ยงที่ไดรับยา ASA เป็นภาวะ PIH จ้านวน 5 ราย คิด เป็นรอยละ 41.67 ของหญิงตั้ งครรภ์ที่ไดรับคัดกรอง และไดรับยา ASA มกลุมเสี่ยงที่ไดรับ ASA กลายเป็นภาวะ Severe PIH จ้านวน 0 ราย อัตราการเกิดภาวะ PIH ลดลง อัตราการสงตอ ดวยภาวะ Severe PIH ลดลง และ ไมพบอัตราตาย (MMR=0) สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ ภาวะความดันโลหิตสูงระหวางตั้งครรภ์ เป็นสาเหตุการ เสียชีวิตอันดับสองของหญิงตั้งครรภ์ เดิมหนวยงานฝากครรภ์และหองคลอด โรงพยาบาลแกงครอ ด้าเนินการโดยเนนการตั้งรับ ไดแกการวินิจฉัยใหเร็ว ใหยาใหเร็ว และสงตอใหเร็ว ซึ่งมีสวนชวยให หญิงตั้งครรภ์ปลอดภัย แตเมื่อไดทบทวนและปรับปรับแนวทาง โดยมีการคัดกรองกลุมเสี่ยง สงพบ แพทย์เพื่อใหยาปูองกันในกลุมเสี่ยง แจก calcium ใหกับหญิงตั้งครรภ์ทุกราย เพื่อใหไดรับสารอาหาร อยางเพียงพอปูองกันการเกิดภาวะ PIH ผลการด้าเนินงาน ใน 6 เดือนแรก พบวา อัตราการเกิดภาวะ ความดันโลหิตสูง ลดลง มีอัตราการสงตอ มีแนวโนมลดลง ดังนั้น แนวปฏิบัตินี้ มีความเหมาะสมใน การดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะ PIH ในโรงพยาบาลแกงครอ ค าส าคัญ : ความดันโลหิตสูงระหวางตั้งครรภ์, PIH, Pre-eclampsia, แนวทาง, พัฒนาระบบ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 207 E4.9 พัฒนาแนวทางคัดกรองหญิงตั้งครรภ์ส่วนน า breech presentation เรณู จ้าชาติ โรงพยาบาลแกงสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ โรงพยาบาลแกงสนามนาง มีขนาด 30 เตียงไมมีแพทย์เฉพาะทางสูติศาสตร์และกุมารแพทย์ จ้าเป็นตองสงตัวหญิงตั้งครรภ์ที่มีสวนน้าผิดปกติไปรักษายังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกวา ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร ท้าใหการสงตอ breech presentation เสี่ยงตอการคลอดบนรถ อาจท้าใหมารดาและทารก เสียชีวิตได จากการเก็บขอมูลในหองคลอด ปี 2561- 2565 พบวามีหญิงตั้งครรภ์ที่มีสวนน้าเป็น breech presentation มารับบริการที่หองคลอด 7 ราย สงตอไปยังรพ.บัวใหญและรพ.ชัยภูมิทั้ง 7 ราย งานอนามัย แมและเด็กจึงเห็นความส้าคัญในการคัดกรองหญิงตั้งครรภ์สวนน้า breech presentation เพื่อใหไดรับการ สงตัวที่รวดเร็วขึ้นตั้งแตระยะฝากครรภ์ เพื่อความปลอดภัยของมารดาและทารก วัตถุประสงค์หญิงตั้งครรภ์ไดรับการคัดกรองและไดรับการสงตัวที่เหมาะสม วิธีด าเนินการ 1. เก็บขอมูลที่หองคลอดหญิงตั้งครรภ์สวนน้า breech presentation สงตัวที่หองคลอด ยอนหลัง 5 ปี 2. ทีม MCH น้าขอมูลมาทบทวนการสงตอผูคลอดที่มี breech presentation ในปี 2561 - 2565 หญิงตั้งครรภ์สวนน้า breech presentation สงตัวที่หองคลอด 7 ราย ดังนี้ 2.1 มีอายุครรภ์ 37 สัปดาห์ จ้านวน 5 รายและpreterm 2 ราย 2.2 อายุครรภ์ G1 3 ราย และG 2 4 ราย 2.3 มีหญิงตั้งครรภ์ 3 รายที่ Fully ditationและมีถุงน้้าคร่้าแตกเสี่ยงตอการคลอดบนรถrefer 3. ทบทวนแนวทางการคัดกรอง สวนน้าในหญิงตั้งครรภ์โดยการอัลตราซาวด์ครั้งที่ 1 ANC ครั้งแรก ครั้งที่ 2 GA 20 – 24 wks ครั้งที่ 3 GA 36 – 38 wks ปรับใหม U/S ที่ 34 wks กรณีสวนน้าผิดปกติใหใบสงตัวไปพบสูติศาสตร์เพื่อวางแผนคลอด ผลการศึกษา จากการเก็บขอมูลพบวา ในปี 2566 1.หญิงตั้งครรภ์ที่มาANC ในปี 2566 จ้านวน 201 ราย ตรวจพบสวนน้าทา breech presentation จ้านวน 2 ราย ไดรับการสงตอไปรพ.บัวใหญ 2 ราย อายุครรภ์ 34 สัปดาห์คิดเป็น 100% 2. อุบัติการณ์การสงตอทา Breech presentation ที่หองคลอด 0 ราย ข้อเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้ ทารกในครรภ์มารดาจะกลับหัวในอายุครรภ์ 32 -36 สัปดาห์ จึง ไดปรับแนวทางการตรวจคัดกรองอัลตราซาวด์คัดกรองหญิงตั้งครรภ์ครั้งที่ 3 ที่อายุครรภ์ 34 สัปดาห์ เพื่อให สามารถคัดกรองสวนน้าผิดปกติไดเร็วขึ้น และสามารถสงตอผูปุวยไปใหสูติแพทย์วางแผนการคลอดไดอยาง ปลอดภัย ค าส าคัญ : Breech presentation
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 208 E4.10 พัฒนางานการปูองกันการคลอดติดไหล่โดยใช้ RSD score จินตนา ชาญสูงเนิน โรงพยาบาลบ้าเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: การคลอดติดไหลเป็นภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรมที่พบไดทั่วโลก อุบัติการณ์รอยละ 0.2-3 โดยทั่วไปจะไมอาจท้านายสาเหตุการเกิดการคลอด ติดไหลไดอยางแมนย้า แตภาวะนี้พบไดบอยขึ้นเมื่อมีปัจจัยเสี่ยงเชน ทารกที่คาดวามีน้้าหนักแรกคลอดมากกวา 4,500 กรัม มีประวัติคลอดไหลยากมา กอน ความกาวหนาของการคลอดผิดปกติ การใชสูติศาสตร์หัตถการชวยคลอด และภาวะแทรกซอนและอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากภาวะคลอดติดไหล ตอมารดาเชน อาจมีภาวะตกเลือดหลังคลอด แผลฝีเย็บมีขนาดลึกผิดปกติ ดานทารกอาจจะเป็นอัมพาตประสาทแขน กระดูกไหปลาราหัก ทารกขาด ออกซิเจน ระบบประสาทถูกท้าลาย และรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต ผลการด้าเนินงานปีงบประมาณ 2564 จ้านวนผูคลอดทั้งหมด 377 ราย คลอดทางชอง คลอด 243 ราย คิดเป็นรอยละ 64.54 คลอดติดไหลทั้งหมด 0 ราย ปีงบประมาณ 2565 จ้านวนผูคลอดทั้งหมด 309 ราย คลอดทางชองคลอด 189 ราย คิดเป็นรอยละ 61.16 คลอดติดไหลทั้งหมด 0 ราย 2566 จ้านวนผูคลอดทั้งหมด 350 ราย คลอดปกติ 202 ราย คลอดติดไหลทั้งหมด 1 ราย คิดเป็นรอย ละ0.49 เสียชีวิต 1 ราย คิดเป็นรอยละ 100 ดังนั้นปัญหาการคลอดติดไหลถือเป็นความเสี่ยงที่รุนแรงตองไดรับการแกไขอยางเรงดวน ซึ่งจากการทบทวน ขอมูลความเสี่ยงภาวะคลอดติดไหล ตั้งแตปี2556-2558 โดยมีการพัฒนาการค้านวณน้้าหนักทารกในครรภ์ก็ไดผลดีมาตลอด จนกระทั่งปีงบประมาณ 2566 พบวามีการคลอดติดไหลและทารกเสียชีวิต จึงไดคิดพัฒนางาน การปูองกันการคลอดติดไหลโดยใช RSD score นี้ขึ้น วัตถุประสงค์: เพื่อสรางเครื่องมือในการชวยตัดสินใจผาตัดคลอด และเพื่อปูองกันการเกิดคลอดติดไหล วิธีด าเนินการ: 1. ปรึกษาสูติแพทย์ ทีมพยาบาลหองคลอด และศึกษาทฤษฎีรวมถึงงานวิจัยที่เกี่ยวของ 2. สรางแบบประเมินคะแนนความเสี่ยงตอการ คลอดติดไหลRisk for Shoulder dystocia: RSD score โดยใน แบบประเมินนั้นไดจากการศึกษา กายวิภาคหญิงตั้งครรภ์ งานวิจัยที่มีปัจจัยที่เกี่ยวของ ตอการที่ท้าใหเชิงกรานแคบ 3. ตรวจประเมินความกาวหนาทางการคลอดแตละระยะ โดยแบงเป็น 3 ชวงการประเมินในแตระระยะ และมีการดูแลตาม ชวงคะแนน ดังนี้ 3.1. แบบประเมินคะแนนความเสี่ยงตอการคลอดติดไหลแรกรับ จะแบงคะแนนออกเป็น 4 ชวงคะแนน และการดูแล หากประเมินได รวมคะแนน ≥ 16 คะแนน จะตองไดรับการผาตัดคลอด หรือ สงตอทันที 3.2. แบบประเมินคะแนนความเสี่ยงตอการคลอดติดไหลระยะActive phase จะแบงคะแนนออกเป็น 4 ชวงคะแนนและการดูแล หากประเมินไดรวมคะแนน ≥ 8 คะแนน จะไดรับการผาตัดคลอด หรือ สงตอทันที 3.3. แบบประเมินคะแนนความเสี่ยงตอการคลอดติดไหลระยะระยะคลอด จะแบงคะแนนออกเป็น 2 ชวงคะแนนและการดูแล หากประเมินไดรวม คะแนน ≥ 4 คะแนน จะไดรับการผาตัดคลอด หรือ สงตอทันที 4. น้ามาทดลองกับผูคลอดจ้านวน 30 ราย ทั้ง 3 ระยะตั้งแตรับใหม ขณะรอคลอด Active phase ระยะคลอด 5. น้าคะแนนความเสี่ยงมาปรับจนไดคะแนนเหมาะสมตอการผาตัดคลอด 6. น้ามาใชจริงกับผูรับบริการที่มาคลอดที่หอง คลอด โรงพยาบาลบ้าเหน็จณรงค์ 7. ติดตามเด็กที่มีคะแนนเสี่ยงสูงที่ตองผาตัดทันทีวาเหมาะสมกับการคลอดกอนเกิดการคลอดติดไหลจริงหรือไม ผลการศึกษา: พบวา RSD score สามารถปูองกันการเกิดคลอดติดไหลไดดี จากการทดลองใชในผูคลอด 90 รายไดใชแบบประเมินนี้ทุกราย และผลการ คลอดติดไหลเป็น 0 เนื่องจากสามารถดักจับความเสี่ยงที่จะเกิดคลอดติดไหล และสามารถผาตัดคลอดไดทัน ซึ่งจากการติดตามพบวา มีผูคลอดที่มี RSD score สูงที่ตองไดรับการผาตัดทันที ทั้งหมด 9 ราย จากการติดตามโดยน้าเด็กทั้ง 9 ราย มาดูวาหากปลอยคลอดทางชองคลอดจะติดไหลหรือไม จากการ ติดตามทั้ง 9 รายนี้หากคลอดทางชองคลอดมีโอกาสติดไหลสูงมากโดยดูจากศีรษะทารก เชนกลมมน นั่นอาจจะหมายถึงศีรษะทารกผานเชิงกราน แตติดที่ ไหลยังไมลง หรือทารกมี Caput succedaneum นั่นหมายถึงศีรษะทารกถูกบีบจากชองเชิงกรานแม และสงผลถึงอาจคลอดติดไหลได สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: การพัฒนางานการปูองกันการคลอดติดไหลโดยใช RSD score สามารถชวยประเมินการคลอดติดไหลไดดี ระดับหนึ่ง ซึ่งจากการคลอดโดยทั่วไปไมอาจท้านายไดวารายใดจะคลอดติดไหล ไมมีแมเครื่องมือที่มาบอกไดวาจะคลอดติดไหล นอกจากทารกตัวโตมี โอกาสคลอดติดไหลมากขึ้นตามล้าดับ แตทารกที่ตัวไมโตเทากับเกณฑ์ที่ตั้งไวก็มีโอกาสเกิดการคลอดติดไหลไดเชนกัน และไมมีขอมูลวาเมื่อไรที่ตองผาตัด คลอด ซึ่งเป็นความจ้าเป็นของแพทย์และพยาบาลผูที่ตองท้าคลอดตองเฝูาระวังการคลอดติดไหลไวเสมอ หลังจากไดใชแบบประเมิน RSD score พบวา ปูองกันการคลอดติดไหลดี เป็นเครื่องมือที่สามารถบอกไดวาควรท้าการผาตัดคลอดเมื่อไร เนื่องจากแบบประเมินนี้จะมีคะแนนเป็นชวงระยะของการ คลอด โดยแบบประเมินนี้สามารถใชไดกับผูคลอดทุกรายโดยไมมีขอจ้ากัด และพยาบาลหรือแพทย์ใชไดงาย ไมซับซอน และไมมีคาใชจายในการท้าแบบ ประเมินนี้ แตสามารถชวยให 2 ชีวิตคลอดโดยปลอดภัย ตามนโยบายลูกเกิดรอด แมปลอดภัย ค าส าคัญ: RSD score, ปูองกันการคลอดติดไหล
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 209 E4.11 การพัฒนาการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มารอคลอดและคลอดที่ติดโควิด19 ดวงใจ ศิริเดชอุดม โรงพยาบาลนาโพธิ์ อ.นาโพธิ์ จ.บุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ หญิงตั้งครรภ์เป็นกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อโควิด 19 ที่ส าคัญ ถ้าติดเชื้อการฝากครรภ์จะต้องหายก่อนจึงได้รับ บริการ ท าให้การฝากครรภ์คุณภาพไม่ได้ตามเกณฑ์ และการคลอดต้องเตรียมสถานที่ อุปกรณ์ ทีมบุคลากรให้ พร้อม เพื่อให้การดูแลรักษาพยาบาลเป็นไปตามมาตรฐาน ปูองกันการแพร่กระจายเชื้อสู่บุคลากร ผู้อื่นและ สิ่งแวดล้อม ดูแลเป็นแบบ One Stop service ไม่มีการส่งต่อไปคลอดที่โรงพยาบาลอื่น ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่ รุนแรง ปัญหาคือโรงพยาบาลมีข้อจ ากัดเรื่องสถานที่ มีห้องความดันลบ1 ห้อง แนวทางปฏิบัติไม่ชัดเจน วัตถุประสงคการศึกษา เพื่อพัฒนาการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มารอคลอดและคลอดที่ติดโควิด19 ตามมาตรฐานวิชาชีพ วิธีการด าเนินการ 1.ทบทวนแนวทางปฏิบัติและใหมีการปฏิบัติตาม น้าความรูนวัตกรรมใหมมาปรับใชกับบริบท โรงพยาบาลวางแผนการดูแลกับทีมสหสาขาวิชาชีพ DO 1.งานฝากครรภ์ที่พบหญิงตั้งครรภ์ใกลคลอดที่ติดเชื้อโควิด 19แจงหองคลอด เพื่อเตรียมความพรอม 2. เตรียมอุปกรณ์ เครื่องมือ ชุดPPEพรอมใช3.ตรวจ ATK ผูมาคลอดทุกราย ผลเป็นบวกใหรอคลอดและท้าคลอดที่หอง ความดันลบ 4.ใหการพยาบาลตามมาตรฐานบริการหองคลอดคุณภาพ กิจกรรมการพยาบาลท้าใหเสร็จในครั้งเดียว และสวมใสPPE อยางถูกตอง 5.สื่อสารกับผูคลอดผาน Line พยาบาลจะดูแลผูคลอดผานทางกลองวงจรปิด Check1.บุคลากรปฏิบัติตามการดูแลแนวทางตามมาตรฐานการดูแลผู้คลอดและทารกหลังคลอด 2. มารดาและทารกไม่มีภาวะแทรกซ้อนจากการคลอดและโรคโควิด 19 ACT ใหทารกนอนที่หองเตรียมกับญาติ มารดานอนที่หองความดันลบ มารดาใหนมแมและใหมารดาปฏิบัติ ตามหลักIC ใหค้าแนะน้าการปฏิบัติตัวหลังคลอด ตรวจ ATK กอนกลับบาน ผลการศึกษา 1.มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน 2.มารดาและทารกไมมีภาวะแทรกซอนจากการคลอดและจากโรคโควิด 19 3.บุคลากรไมติดเชื้อโควิด 19 สรุปการศึกษาและการน าไปใชประโยชน มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนท้าใหการดูแลผูรับบริการมีประสิทธิภาพมาก ขึ้น ไมมีการแพรกระจายเชื้อ มีการเตรียมความพรอมดานบุคลากร อุปกรณ์ทางการแพทย์ และสถานที่ ตามบริบท ของโรงพยาบาล ค าส าคัญ :โควิด 19
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 210 E4.12 การปูองกันการตกเลือดหลังคลอด เกศรินทร์ จุลรังสี โรงพยาบาลบ้าเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ภาวะตกเลือดหลังคลอด หมายถึง การเสียเลือดหลังการคลอดทารกมากกวา 500 มิลลิลิตร เมื่อคลอด ทางชองคลอด หรือเสียเลือดมากกวา 1,000 มิลลิลิตร เมื่อคลอดโดยวิธีการผาตัดคลอดทางหนาทอง การตกเลือดหลังคลอดเป็น ภาวะแทรกซอน ของการคลอดที่พบไดมากที่สุดและเป็นสาเหตุการตายของมารดาทั่วโลกพบถึงรอยละ 27.11 ในเอเชียตะวันออกเฉียง ใตพบรอยละ 23.12 สวนในประเทศไทย พบวาสาเหตุการตายสวนใหญมาจากภาวะตกเลือดหลังคลอด และการตกเลือดหลังคลอดสาม รถด้าเนินไปจนกระทั่ง 6 สัปดาห์หลังคลอด ซึ่งสาเหตุของการตกเลือดหลังคลอดที่ส้าคัญและพบไดบอยมี 4 สาเหตุหลัก (4T) ไดแก การหดรัดตัวของมดลูก (Tone) การฉีกขาดของชองคลอดปากมดลูกและฝีเย็บ (Trauma) รกและชิ้นสวนของรกคาง (Tissue) และการ แข็งตัวของเลือดผิดปกติ (Thrombin) และปัจจัยเสี่ยงตอการเกิดภาวะตกเลือดหลังคลอด คือ grand multiparity ทารกตัวโต ครรภ์ แฝด ครรภ์แฝดน้้า (polyhydramnios) การกระตุนคลอดหรือเรงคลอดดวย oxytocin การคลอดยาวนานหรือเร็วเกินไปการลวงรก ไดรับยาดมสลบหรือแมกนีเซียมซัลเฟต เคยตกเลือดหลังคลอดมากอน รกเกาะต่้า รกลอกตัวกอน ก้าหนด อวน อายุมากกวา 35 ปี อยางไรก็ตาม ภาวะตกเลือดหลังคลอดอาจเกิดขึ้นในสตรีที่ไมมี ประวัติ หรือมีปัจจัยเสี่ยง แมวาจะมีความพยายามในการปูองกันภาวะ ตกเลือดหลังคลอด แตยังมีสตรีตั้งครรภ์บางรายเกิด ภาวะตกเลือดหลังคลอด และภาวะตกเลือดหลังคลอดสงผลกระทบตอมารดาหลัง คลอดทั้งดานรางกายและจิตใจ อาจสงผลตอการไดตัดมดลูกรวมถึงรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต รวมถึงการคาใชจายในการรักษาจ้านวนมาก โรงพยาบาลบ้าเหน็จณรงค์เป็นโรงพยาบาลที่มีสูติแพทย์และตองรับการรักษาสงตอจากโรงพบาลขางเคียง ท้าใหมีผูรับบริการคลอด ปีงบประมาณ 2562 จ้านวนผูคลอด 430 ราย คลอดทางชองคลอด 290ราย คิดเป็นรอยละ 67.44 ตกเลือด 6 ราย คิดเป็นรอยละ 1.32 ตกเลือดและมีภาวะช็อค 1 ราย คิดเป็นรอยละ 0.34 ปีงบประมาณ 2563 จ้านวนผูคลอด 394 ราย คลอดทางชองคลอด 276 ราย คิด เป็นรอยละ 70.05ตกเลือด 5 ราย คิดเป็นรอยละ 1.81 ไมพบตกเลือดและมีภาวะช็อค ปีงบประมาณ 2564 จ้านวนผูคลอด 377ราย คลอดทางชองคลอด 243 ราย คิดเป็นรอยละ 64.45 ตกเลือด 4 ราย คิดเป็นรอยละ 1.64 ตกเลือดและมีภาวะช็อค 1 ราย คิดเป็นรอย ละ 0.41 การปูองกันการตกเลือดหลังคลอดเป็นบทบาทส้าคัญของพยาบาลสูติกรรม ตั้งแตระยะฝากครรภ์ ระยะคลอด และระยะหลัง คลอด โดยเฉพาะอยางยิ่งในระยะหลังคลอด ดังนั้นพยาบาลจึงควรมีความรูและทักษะทางการพยาบาลที่ส้าคัญ เพื่อใหการพยาบาล มารดาหลังคลอดอยางเหมาะสม วัตถุประสงค์ เพื่อปูองกันการตกเลือดหลังคลอด วิธีด าเนินการ 1. ปรึกษาสูติแพทย์และผูช้านาญกวา 2. ศึกษาทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวของ3. จัดท้าแนวทางการพัฒนาการปูองกันการตกเลือดหลังคลอด 4. ด้าเนินการชี้แจงแนวทางการ ปูองกันการตกเลือดหลังคลอด 5. ทดลองใชและติดตามการใชแนวทางปฏิบัติการปูองกันการตกเลือดหลังคลอด6. วิเคราะห์และสรุปผล การด้าเนินการ ผลการศึกษา จากผลการศึกษาพบวาการเกิดภาวะตกเลือดหลังคลอด ปี งบประมาณ 2566 ยอดคลอดทั้งหมด 350 ราย ยอดคลอดทางชองคลอดทั้งหมด 202 ราย คิดเป็นรอยละ 57.71 ตกเลือด 5 ราย คิดเป็นรอยละ 2.47 ตกเลือดและมีภาวะช็อค 1 ราย คิดเป็นรอยละ 0.49 ไมมีมารดาตกเลือดไดรับการสงตอและตัดมดลูก การปูองกันการตกเลือดหลังคลอด พยาบาลเป็นบุคคลส้าคัญ ในการปูองกันการตกเลือดหลังคลอดเพราะเป็นบุคคลที่อยูใกลชิดกับมารดาตลอดตั้งแตระยะตั้งครรภ์ระยะคลอดและหลังคลอดดังนั้น จึงตองมีความรูและทักษะในการดูแล โดยเฉพาะการประเมินปัจจัยเสี่ยงตอการตกเลือดหลังคลอด ใหครอบคลุมปัจจัยเสี่ยงทั้ง4Ts นอกจากนี้ในการดูแลฟื้นฟูสภาพมารดาหลังคลอดที่ส้าคัญควรใหมารดาหลังคลอด และญาติมีสวนรวมใการดูแลตนเองหลังคลอดมาก ขึ้นและสอนใหทราบถึงอาการตกเลือดในระยะหลังคลอด(Late postpartum hemorrhage) ท้าใหมารดาเกิดความรูสึกมั่นใจในตนเอง วาสามารถดูแลสุขภาพหลังคลอดของตนเองไดอยางถูกตองและปลอดภัยเมื่อกลับไปอยูที่บานผูคลอดใหไดรับความปลอดภัยตาม นโยบายลูกเกิดรอด แมปลอดภัย ลดอุบัติการณ์การเกิดภาวะแทรกซอนทั้งตอมารดาและทารก และผูปฏิบัติงานพึงพอใจ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ 1. สามารถน้าไปใชกับ โรงพยาบาลชุมชนที่ไมมีสูติแพทย์เพื่อเป็นปูองกันการตกเลือดหลัง คลอด 2. ควรเก็บขอมูลอยางตอเนื่อง เพื่อพัฒนาแนวทางปฏิบัติตอไป เพื่อความปลอดภัยของมารดาหลังคลอด ค าส าคัญ: ถุงตวงเลือด, ปูองกันการตกเลือดหลังคลอด
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 211 E4.13 การพัฒนาระบบเพื่อปูองกันช็อกจากการตกเลือดหลังคลอด ในระยะ 2 ชั่วโมงแรกหลังคลอด ในมารดาที่มาคลอดที่โรงพยาบาลพลับพลาชัย สุพร เสงี่ยมศักดิ์ โรงพยาบาลพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ภาวะตกเลือดหลังคลอด(Postpartum hemorrhage) เป็นภาวะแทรกซอนที่เป็น สาเหตุการเสียชีวิตของมารดาที่มาคลอด มีอุบัติการณ์สุงถึงรอยละ 30 ในประเทศที่ก้าลังพัฒนา (ถวัลย์ รัตนศิริและ คณะ , 2553) และจากสถิติขององค์การอนามัยโลกปี 2556 พบอัตราตายของมารดาระหวางคลอดคิดเป็น 26 ตอ แสนประชากร ในประเทศไทยก็เป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 เชนกัน ถึงแมในปัจจุบันจะมีอัตราที่ลดลง แตยังพบวายัง มีการตายจากการตกเลือด ที่พบบอยคือการตกเลือดหลังคลอดในระยะแรก 1-2 ชั่วโมงแรกหลังคลอด การวินิจฉัยที่ รวดเร็ว การปูองกัน การดูแล รวดเร็ว ถูกตอง เหมาะสม ชวยลดความรุนแรงลงได เพื่อลดผลกระทบจากการตกเลือด หลังคลอดที่มีภาวะแทรกซอนที่รุนแรง เชนช็อกจากการตกเลือดอาจท้าใหเกิดการเสียชีวิตได ผลที่ตามมาคือการ ฟูองรอง และเพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพการพยาบาลเพื่อปูองกันการเสียชีวิตจากการตกเลือด ผูศึกษาจึงไดเก็บ รวบรวมขอมูลตั้งแต ต.ค. 2558- ก.ย. 2562 พบมีมารดาช็อกจากการตกเลือด 4 ราย คิดเป็นรอยละ 33.33 มีการ ทบทวนเอกสาร เพื่อคนหาปัจจัยที่มีผลตอการตกเลือดหลังคลอด การช็อกจากการตกเลือด เพื่อน้ามาปรับปรุงและ พัฒนาระบบงานเพื่อปูองกันการช็อกจากการตกเลือดหลังคลอดในระยะ 2 ชั่วโมงแรกหลังคลอด วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อศึกษาระบบในการดูแลผูคลอดเพื่อปูองกันการช็อกจากการตกเลือดในระยะ 2 ชั่วโมง แรกหลังคลอด วิธีการด าเนินการ รวบรวมขอมูลมารดาที่ช็อกจากการตกเลือดตั้งแตปี 2558 – สิงหาคม 2566 ทบทวนเคสที่เป็น อุบัติการณ์ระดับ E ขึ้นไป พัฒนาระบบในการดูแลมารดา 2 ชั่วโมงแรกหลังคลอด โดยใชถุงตวงเลือดในการประเมิน การสูญเสียเลือด มีการดูและระยะที่ 3 –ของการคลอดโดยใช Active management , มี warning sign PPH , ใช แบบฟอร์มการดูแลหลังคลอด 2 ชั่วโมงในการประเมินใหไดครอบคลุมตามมาตรฐานการดูแลในระยะ 2 ชั่วโมงหลัง คลอดจัดท้าแนวทางปฏิบัติเพื่อปูองกันการช็อกจากการตกเลือด ประเมินผล ผลการศึกษา การปฏิบัติตามแนวทางการปูองกันการช็อกจากการตกเลือดหลังคลอด ท้าใหมารดาที่มีภาวะตกเลือด หลังคลอดในระยะ 2 ชั่วโมงแรกหลังคลอดมีภาวะช็อกลดลงคือ กอนการพัฒนา มีมารดาช็อก 4 ราย (33.33%) หลัง การพัฒนา มีภาวะช็อก 1 ราย (11.11%) ข้อเสนอแนะ การวินิจฉัยภาวะผิดปกติในระยะคลอดไดรวดเร็วและถูกตอง การดูแลรักษาเพื่อแกไขที่รวดเร็วและ ถูกตองเหมาะสม จะชวยปูองกันการเสียชีวิตจากภาวะความผิดปกติขณะคลอดได และควรมีการพัฒนาสมรรถนะ ของบุคลากรที่ดูแลผูคลอดอยางตอเนื่องเป็นประจ้า เพื่อใหสามารถใหการพยาบาลและดูแลไดตามมาตรฐาน ค าส าคัญ ตกเลือดหลังคลอด , ภาวะช็อก
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 212 E4.14 ผลการใช้แนวทางปฏิบัติเพื่อปูองกันการเกิดภาวะตกเลือดในระยะ 2 ช.ม.หลังคลอด ในมารดาคลอดปกติ โรงพยาบาลโชคชัย อารีย์ ฉายศิลป โรงพยาบาลโชคชัยจังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ภาวะตกเลือดหลังคลอด หมายถึงการเสียเลือดหลังคลอดทางชองคลอดตั้งแต 500 cc.ขึ้นไป เป็นภาวะแทรกซอนที่เป็นสาเหตุหลักการตายของมารดา รอยละ90 เกิดจากมดลูกหดรัดตัวไมดี มักเกิดขึ้นภายหลังการคลอด ทันทีหรือใน 2 ช.ม.แรกหลังคลอด สงผลใหผูคลอดเสียเลือดจนเกิดภาวะช็อคหรือเสียชีวิตได จากสถิติหองคลอดโรงพยาบาล โชคชัยปีพ.ศ. 2560 – 2564 มีอัตราการตกเลือดหลังคลอด รอยละ4,3.9,4.7,6.8และ2.5ตามล้าดับ และพบอัตราการเกิด ภาวะช็อคสูงขึ้นรอยละ7.1 ในปี 2564จากการทบทวนพบวาพยาบาลขาดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน วัตถุประสงค์การศึกษา 1. เพื่อพัฒนาแนวทางและประเมินผลการปฏิบัติตามแนวทางเพื่อปูองกันการเกิดภาวะตกเลือดในระยะ 2 ช.ม.หลังคลอดใน มารดาคลอดปกติ2.เพื่อประเมินผลความพึงพอใจของพยาบาลในการใชแนวทาง 3.เพื่อเปรียบเทียบอุบัติการณ์การเกิดภาวะ ตกเลือดระยะ 2 ช.ม.หลังคลอด กอนและหลังการใชแนวทาง วิธีด าเนินการ เป็นการวิจัยแบบปฏิบัติการ กลุมตัวอยางไดแก พยาบาลหองคลอด จ้านวน 7 คนและมารดาคลอดปกติที่มาคลอดชวงวันที่ 1 พ.ค.2565-31 ก.ค.2565 จ้านวน 60 คน รวบรวมขอมูลโดยใชแบบสอบถามไดแก ขอมูลทั่วไป แบบประเมินการปฏิบัติตามแนวทาง แบบประเมินความพึงพอใจของ พยาบาลตอการใชแนวทาง เครื่องมือที่ใชในการท้าวิจัย ไดแก แนวปฏิบัติทางคลินิกส้าหรับพยาบาลเรื่องการปูองกันและการ พยาบาลมารดาตกเลือดหลังคลอดมีขั้นตอนในการปฏิบัติ 20 ขอ เสนอโครงรางวิจัยผานคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมวิจัย ในมนุษย์ เก็บขอมูลจากมารดาที่มาคลอด และพยาบาลที่ปฏิบัติงานโดยใหหัวหนาเวรเป็นผูสังเกตพฤติกรรมเพื่อนรวมงานใน การปฏิบัติตามขั้นตอนโดยไมแจงลวงหนา และใหท้าแบบประเมินความพึงพอใจตอการใชแนวทาง วิเคราะห์ขอมูลโดยใช โปรแกรมส้าเร็จรูปโดยการวิเคราะห์ สถิติพรรณนา ไดแก จ้านวน รอยละ คาเฉลี่ย และสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา กลุมตัวอยางไมพบภาวะตกเลือดหลังคลอด สวนใหญมีการเสียเลือดหลังคลอด < 100 CC. รอยละ 50 พยาบาล มีการปฏิบัติตามขั้นตอนตามแนวทางปฏิบัติเป็นสวนมากรอยละ 85 และพยาบาลมีความพึงพอใจในการใชแนวทางปฏิบัติอยู ในระดับพึงพอใจมาก สรุปการศึกษาและการน าผลไปใช้ประโยชน์1. แนวทางปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นน้ามาจากการวิเคราะห์ปัญหาโดยผูปฏิบัติมีสวน รวม ท้าใหเกิดผลลัพธ์ที่ดีขึ้น ผูปฏิบัติงานเกิดความพึงพอใจซึ่งแนวทางปฏิบัติอาจมีความแตกตางกันตามบริบทของแตละ โรงพยาบาล 2. ขั้นตอนที่พยาบาลปฏิบัติตามไมครบถวน 3 ขอเนื่องจากผูคลอดบางรายมีความเสี่ยงตอภาวะตกเลือดต่้าไม จ้าเป็นตองปฏิบัติ จึงควรมีการประเมินความเสี่ยงกอนคลอดและปรับแนวทางปฏิบัติใหเหมาะสมกับความเสี่ยงของผูคลอด เพื่อใหขั้นตอนมีความกระชับและปฏิบัติไดครบถวน ค าส าคัญ ภาวะตกเลือดหลังคลอด,แนวทางปฏิบัติ, คลอดปกติ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 213 E4.15 พัฒนาแนวทางการปูองกันและดูแลมารดาที่มีภาวะตกเลือดหลังคลอด นายแพทย์ชิตพล จิตเพียรคา,รัตนาพร มนกลาง*และทีมงานหองคลอด โรงพยาบาลโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ภาวะตกเลือดหลังคลอดเป็นภาวะฉุกเฉินทางสูติศาสตร์เป็นสาเหตุหลักของการ เสียชีวิตของมารดาทั่วโลก ปี 2565มารดาไทยเสียชีวิตจ้านวน 79 คน มีสาเหตุมาจากตกเลือดหลังคลอด 12 คน (ส้านักสงเสริมสุขภาพกรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข,2565)สาเหตุหลักคือมดลูกหดรัดตัวไมดี โรงพยาบาลโนน สูงพบอุบัติการณ์หญิงหลังคลอดมีภาวะตกเลือดหลังคลอดปี 2561-2565 จ้านวน 3,3,4,5และ 3ราย คิดเป็นรอยละ 0.84,0.88,0.35,1.79 และ 1.26 สาเหตุหลักเกิดจากการหดรัดตัวของมดลูกไมดี รองมาคือรกคาง จากการทบทวน พบวาการประเมินปัจจัยเสี่ยงยังไมครอบคลุม และพยาบาลยังขาดความรูความเขาใจในแนวทางการปูองกันการตก เลือดหลังคลอดจึงสงผลใหเกิดอุบัติการณ์ของการตกเลือดหลังคลอด จึงมีความจ้าเป็นที่จะตองพัฒนาแนวทางการ ปูองกันและดูแลมารดาที่มีภาวะตกเลือดหลังคลอดเพื่อเป็นเครื่องมือใหพยาบาลหองคลอดใชในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ ที่มาคลอด วัตถุประสงค์ของการศึกษา : เพื่อพัฒนาแนวทางการปูองกันและดูแลมารดาที่มีภาวะตกเลือดหลังคลอด วิธีการด าเนินการ : 1.จัดท้าแนวทางการประเมินภาวะเสี่ยงและการดูแลเพื่อปูองกันภาวะตกเลือดหลังคลอดในระยะกอนคลอด ที่แผนกฝากครรภ์และหองคลอดท้าขอตกลงรวมกับ MSO และ NSO หากมีภาวะเสี่ยงรายงานแพทย์และแพทย์มา ประเมินซ้้า ออกแบบระบบการจองเลือดในกลุมเสี่ยงสูง ระยะหลังคลอดก้าหนดใหมีการท้า Active management กรณีคลอดบุตรน้้าหนักตั้งแต3,500กรัมขึ้นไปให Oxytocin 20 unit ใน IV เดิม rate 120 cc ตอชั่วโมง การประเมิน Blood loss ใชถุงตวงเลือดทุกราย มีแนวทางการใหสารน้้าเพื่อปูองกันภาวะ Hypovolemic shock จัดท้า Early warning signs ดูแลหลังคลอดและจัดระบบการติดตามเยี่ยมหญิงหลังคลอด 2.ประชุมผูปฏิบัติเพื่อแจงแนวทางปฏิบัติการปูองกันและดูแลมารดาที่มีภาวะตกเลือดหลังคลอด 3.ติดตามผลการด้าเนินการโดยการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ขอมูลในเชิงปริมาณและคุณภาพทุก 3 เดือน ผลการศึกษา : ปี2566 มารดามีภาวะตกเลือดหลังคลอด 1 รายคิดเป็นรอยละ 0.57 ไมพบภาวะช็อกจากการตก เลือดหลังคลอด มีการปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติการปูองกันและดูแลมารดาที่มีภาวะตกเลือดหลังคลอด 100 % สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : แนวทางปฏิบัติการปูองกันและดูแลมารดาที่มีภาวะตกเลือดหลังคลอด ที่พัฒนาขึ้น ชวยลดภาวะตกเลือดหลังคลอดและปูองกันภาวะแทรกซอน มารดาปลอดภัย การน้าไปใชควรมีการ ติดตามประเมินผลในระยะยาวเพื่อประเมินประสิทธิภาพ มีการปรับปรุงแกไขใหทันสมัยและเหมาะสม ค าส าคัญ : ตกเลือดหลังคลอด , การปูองกันและดูแล
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 214 E4.16 พัฒนาระบบการปูองกันทารกขาดออกซิเจนในระยะคลอด เย็นจิตร์ อภิวัฒน์อ้าไพ งานการพยาบาลผูคลอด โรงพยาบาลบานกรวด บทคัดย่อ ความเป็นมาและความสาคัญ ภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด (Birth Asphyxia) เป็นภาวะที่สามารถเกิดขึ้นไดในระหวางการ คลอด เปูาหมายของการดูแลทารกแรกคลอดไมใหเกิดภาวะ Birth asphyxia ไดไมเกิน 30 :1,000 การเกิดมี ชีพ โรงพยาบาลบานกรวด ปี 2562 -2565 พบอัตราการเกิด Birth asphyxia 0 , 4.6 , 0, 27.02 , 15.50 ตอ 1,000 การเกิดมีชีพตามล้าดับ อัตราการเกิดภาวะ Birth asphyxiaที่สูงขึ้น ทางทีมไดทบทวนปัญหาพบวา มารดาคลอดบุตรที่เกิด Birth Asphyxia จากการประเมินมารดาแรกรับลาชา และ พบปัญหาทีมดูแลเด็กลาชา ในกลุมมารดาที่มีน้้าคร่้า moderate meconium ดังนั้นทีมจึงไดพัฒนาระบบการปูองกันทารกขาดออกซิเจน ในระยะคลอด วัตถุประสงค์การศึกษา อัตราการเกิดภาวะภาวะ Birth Asphyxia < 30: 1,000การเกิดมีชีพ และไมมีขอ รองเรียนดานบริการหองคลอด วิธีการด าเนินการ แรกรับ 1. เพิ่มการประเมินแรกรับดวย NST แรกรับทุกราย 2. จัดแบบประเมินเสี่ยงตอ ภาวะ Birth asphyxia หากพบความเสี่ยงรายงานแพทย์รับทราบทันที 3. ประเมินการคลอดไหลยาก โดยการ วัด High of fundus มารดามาคลอดแรกรับทุกราย ขณะรอคลอด 1. ใช Patho graph ในการรอคลอด ประเมิน NST ขณะรอคลอด คือ EFM หลังเจาะถุงน้้า 30 นาทีทุกราย และ EFM กอนใหยาเรงคลอดทุกราย 2. กรณีตรวจพบมารดาที่มีน้้าคร่้า Moderate meconium ขึ้นไปแพทย์มารับเด็กทุกราย 3. รายงาน แพทย์เวรรับเด็กในครรภ์แรกเบงคลอดนาน 1 ชม.30 นาท, ครรภ์หลังเบงคลอดนาน 45 นาที 4. การใหยา เรงคลอดใชเครื่อง infusion pump ทุกราย ระยะหลังคลอด 1. การชวยฟื้นคืนชีพทารกแรกเกิด เตรียม เครื่องมือ อุปกรณ์ เพียงพอพรอมใช มี Neo PIP Infant Resuscitator มาใชแทน Ambubag เด็ก 2. มี Flowchart ชวยกูชีพติดไวในหองคลอด 3. ฝึกอบรมบุคลากรโดยสงเจาหนาที่ในหนวยงานอบรมวิชาการกู ชีพทารกแรกเกิด ที่ รพ.บุรีรัมย์ทุกปี 4. ระบบการสงตอโดยทีมเจาหนาที่หองคลอดรวมกับทีม refer ของ โรงพยาบาล ผลการศึกษา 1. ปี 2566 อัตราการเกิดภาวะภาวะ Birth Asphyxia < 30: 1,000การเกิดมีชีพ รอยละ 1.20 2. ปี 2566 ขอรองเรียนดานบริการหองคลอด 0 ครั้ง สรุปการศึกษาและการนาไปใช้ประโยชน์การเกิดภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิดมีสาเหตุและปัจจัย สงเสริมหลายดาน การปรับปรุงกระบวนการคุณภาพอยางตอเนื่อง (Continuous Quality Improvement) เพื่อใหครอบคลุมปัญหาและบูรณาการรวมกับหนวยงานที่เกี่ยวของ รวมกันหาแนวทางแกไขอยางเป็นระบบ เพื่อปูองกันการเกิดภาวะ Birth asphyxia จึงเป็นสิ่งส้าคัญ ค าส าคัญ Birth asphyxia
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 215 E4.17 การพัฒนารูปแบบการปูองกันภาวะทารกแรกเกิดน้ าหนักตัวน้อย ศูนย์สุขภาพชุมชนโรงพยาบาลน้ ายืน ต าบลสีวิเชียร อ าเภอน้ ายืน จังหวัดอุบลราชธานี นิติยา ตองภูธร ศูนย์สุขภาพชุมชนโรงพยาบาลน้้ายืน ต้าบลสีวิเชียร อ้าเภอน้้ายืน จังหวัดอุบลราชธานี บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ทารกที่มีน้้าหนักแรกเกิดนอยกวา 2500 กรัม (Low birth weight) เสี่ยงตอการ เสียชีวิตกอนวัยอันควรเมื่อเทียบกับเด็กที่คลอดออกมาน้้าหนักปกติ พบภาวะแทรกซอนหลังเกิด เชน ภาวะขาด ออกซิเจน การสูดส้าลักขี้เทา ภาวะอุณหภูมิรางกายต่้า น้้าตาลในเลือดต่้า ภาวะเลือดขน ภาวะภูมิคุมกันบกพรองท้า ใหเกิดโรคติดเชื้อตางๆตามมา ทารกกลุมนี้ที่รอดชีวิตมีพัฒนาการลาชา ซึ่งทารกกลุมนี้ตองการการดูแลอยางเป็น พิเศษตองใชทรัพยากรและเวลาในการดูแลรักษามากขึ้น อ้าเภอน้้ายืน จังหวัดอุบลราชธานี มี Low birth weight ปี 2563 รอยละ 5.03 ปี 2564 รอยละ 6.21 ปี 2565 รอยละ 6.56 ศูนย์สุขภาพชุมชนโรงพยาบาลน้้ายืน มี Low birth weight ปี 2560-61 พบวา ปี 2563 รอยละ 9.52 ปี 2564 รอยละ 6.67 ปี 2565 รอยละ3.89 ซึ่งปี 2563 – 2565 ใชนวัตกรรม pocket book รูใจ ปูองกันภัย LBW แตยังไมมีการท้าวิจัย วิธีด าเนินการ : การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์ เพื่อลดภาวะทารกแรกเกิดน้้าหนักตัวนอย นอยกวารอยละ 7 และ เพื่อสงเสริมการมีสวนรวมของภาคีเครือขาย คัดเลือกกลุมตัวอยางแบบเฉพาะเจาะจง โดย เลือกหญิงตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงทารกน้้าหนักตัวนอย 30 คน ระหวาง 1 ตุลาคม พ.ศ. 2565 ถึง 31 พฤษภาคมพ.ศ. 2566 1) การใหความรูเกี่ยวกับ Low birth weight 2) ค้านวณ BMI และตั้งเปูาหมายในการขึ้นของน้้าหนักตัว 3) สงเสริม โภชนาการในหญิงตั้งครรภ์ 4) ใช นวัตกรรม “Pocket Book รูใจ ฯ 5) ติดตามน้้าหนักตัว ยอดมดลูก เมื่อมาฝาก ครรภ์และหลังคลอด 6) ประเมินการมีสวนรวมของภาคีเครือขาย เครื่องมือที่ใชประกอบดวย แบบทดสอบความรู เกี่ยวกับการปฏิบัติตัวเพื่อปูองกันภาวะทารกน้้าหนักตัวนอย แบบคัดกรองความเสี่ยงตอภาวะทารกน้้าหนักตัวนอย วิเคราะห์ขอมูลดวยสถิติเชิงพรรณนา ไดแกการแจกแจงความถี่ รอยละ คาเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ วิเคราะห์ขอมูลเชิงคุณภาพ ผลการศึกษา : อัตราการเกิดภาวะทารกแรกเกิดน้้าหนักตัวนอย กอนพัฒนา ปี 2563 รอยละ 9.52 ปี 2564 รอยละ 6.67 ปี 2565 รอยละ3.89 หลังพัฒนา รอยละ 3.13 มีความแตกตางจากกอนการพัฒนาอยางมีนัยส้าคัญทางสถิติ (pvalue < 0.05) การมีสวนรวมของภาคีเครือขาย อยูในระดับสูง โดยมีคาเฉลี่ยเทากับ 0.89 สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เทากับ 0.39 ข้อเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้ : เพิ่มการติดตามกลุมหญิงตั้งครรภ์ที่ฝากครรภ์ที่อื่น ใหเขาสูกระบวนการ ดูแลที่ครอบคลุม ตอเนื่อง ค าส าคัญ : การพัฒนารูปแบบ,ภาวะทารกแรกเกิดน้้าหนักตัวนอย,หญิงตั้งครรภ์,ความเสี่ยง
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 216 E4.18 รูปแบบการดูแลผู้ปุวยโรคจอตาในทารกที่เกิดก่อนก าหนดกลุ่มงานจักษุ โรงพยาบาลชัยภูมิ : ถอดบทเรียน แพทย์หญิง วินิธา ลักษณากร กลุมงานจักษุ โรงพยาบาลชัยภูมิ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ:โรคจอตาในทารกเกิดกอนกาหนด (Retinopathy of prematurity: ROP) เป็นโรคมีการด้าเนินไปในระยะรุนแรงท้าใหจอตาลอกหลุดซึ่งเป็นสาเหตุท้าใหทารกตาบอดไดโรคตาที่เป็นปัญหา สาธารณสุขเกิดจากโรคROPถึงรอยละ66.67ซึ่งเป็นโรคที่สามารถปูองกันหรือลดความรุนแรงของโรคไดหากไดรับการ ตรวจคัดกรองและรักษาทันเวลา เปูาหมายส้าคัญในการดูแลผูปุวยROPคือลดอัตราตาบอดจากโรคโดยกระบวนการใน การดูแลรักษาผูปุวยROPตองอาศัยความรวมมือจากทีมสหสาขาวิชาชีพและผูดูแลผูปุวยROPที่ตองพาผูปุวยมาติดตาม การรักษาตามนัดอยางตอเนื่องถาผูปุวยขาดการติดตามการรักษาแมครั้งเดียวแตเป็นชวงที่โรคอยูในระยะรุนแรงอาจ ท้าใหทารกตาบอดไดจากขอมูลรพ.ชัยภูมิพบผูปุวยROPปี2562-2566 มีจ้านวน37,48,53,39และ25รายในปี2562 โรงพยาบาลชัยภูมิไดมีการในการด้าเนินงานระหวางกุมารแพทย์และจักษุแพทย์โดยรวมกันพัฒนาการดูแลผูปุวยกลุม เสี่ยงตอการเกิดภาวะROPโดยผูเชี่ยวชาญดานจอประสาทตาท้าใหโอกาสเขาถึงการบริการไดมากยิ่งขึ้นดังนั้นการ พัฒนาการคัดกรองและการรักษาROPใหไดรับการรักษาในรพ.ชัยภูมิในเวลาที่เหมาะสมหลังทารกไดรับการวินิจฉัย ROPท้าใหลดอัตราตาบอดและลดการสงตอผูปุวยลงได วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาระบบบริการโรคจอตาในทารกเกิด กอนก้าหนด (ROP) กลุมงานจักษุ รพ.ชัยภูมิ วิธีด าเนินงาน: PCT จักษุไดรวมกับ PCTกุมารเวชกรรมโดยออกแบบ ระบบบริการรวมกันตั้งแต 1.ระบบคัดกรองทารกกลุมเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ 2.พัฒนาระบบการสง ตอผูปุวยที่รวดเร็ว 3.การใหขอมูลแกพอแม/ผูดูแลผูปุวยที่ถูกตองชัดเจน 4.ปรับปรุงการรักษาดวยการยิงเลเซอร์ ภายในเวลา 48-72 ชั่วโมง วิธีด าเนินงานวิจัย:จากการด้าเนินงาน1.ใชกระบวนการกลุมโดยเลือกเรื่อง Retinopathy of Prematurity (ROP) 2. ถอดบทเรียนประเด็นการพัฒนาระบบบริการ, การดูแลตอเนื่องและการจัดการขอมูล 3.ใชรูปแบบการสัมภาษณ์เชิง ลึกทีมดูแลผูปุวยกุมารแพทย์ จักษุแพทย์ พยาบาลหองตรวจจักษุและทีมงานผูเกี่ยวของและสรุปผล 4.น้าผลการถอด บทเรียนสูการพัฒนางาน Retinopathy of Prematurity (ROP)กลุมงานจักษุ รพ.ชัยภูมิน้าผลการจัดการสูการ จัดเก็บตัวชี้วัดความส้าเร็จโดยก้าหนด 1.รอยละของทารกคลอดกอนก้าหนดไดรับการตรวจคัดกรองตามเกณฑ์ที่ ก้าหนด 2.รอยละทารกที่ไดรับการรักษาดวยเลเซอร์และฉีดยาเขาวุนตา 3.อุบัติการณ์ของการเกิดภาวะ สายตาพิการติดตามตอเนื่องจนถึงอายุ5ปี4.รอยละของการติดตามดูแลตอเนื่อง ภาวแทรกซอน ผลการศึกษา:กลุม ตัวอยาง 202 รายพบ ROP Sage 1-2 รอยละ14 ROP Stage 3-4 รอยละ 20 ไดรักษาดวยการยิงเลเซอร์และการฉีด ยาเขาวุนตารอยละ100 ตามระยะของโรค โดยผูปุวยเด็กคลอดกอนก้าหนดไดรับการคัดกรองรอยละ100 ตั้งแตปี 2562 จนถึงปัจจุบัน สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: พัฒนา CPG ในการคัดกรองโรค ROPการพัฒนาและก้ากับติดตามการ รักษาโรค ROPดวยการยิงเลเซอร์และการฉีดยาเขาวุนตา จัดอบรมแนวทางการดูแลและรักษาโรค ROPอยางตอเนื่อง 5ปี ค าส าคัญ : โรคจอตาในทารกเกิดกอนก้าหนด(Retinopathy of prematurity :ROP)
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 217 E4.19 พัฒนาระบบส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย เพิ่มการเข้าถึง ติดตามต่อเนื่อง พัฒนาไม่ล่าช้า วรรรณพร ใจมีธรรม และคณะเจ้าหน้าที่คลินิกสุขภาพเด็กดี หน่วยงาน โรงพยาบาลคูเมือง จ.บุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ เด็กปฐมวัยในระหว่างปี 2564-2566 พบว่า ร้อยละความครอบคลุมการตรวจคัดกรอง พัฒนาการเท่ากับ 93.12, 95.52 และ 98.40 พบสงสัยล่าช้าด้านความเข้าใจด้านภาษาร้อยละ 23.56,24.04 และ 21.48 ด้านการใช้ภาษาร้อยละ 24.04, 21.48 และ 19.83 ด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา 17.31, 16.99 และ 15.40 ด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ 19.47,18.55 และ 12.73 การช ่วยเหลือตนเองและสังคม 2564 -2566 ร้อยละ 15.63, 14.65 และ 10.44 สาเหตุเกิดจาก บุคคลการขาด Competency แนวทางปฏิบัติไม่ครอบคลุม ระบบข้อมูล สารสนเทศไม่เอื้อต่อการใช้ข้อมูลซ ้าซ้อน ขาดเครื่องมือประเมินพัฒนาการในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ข้อจ ากัดผู้ปุวยและ ญาติด้านเศรฐกิจ ไม่มาตามนัด ไม่ยอมรับว่าเด็กพัฒนาการล่าช้า วัตถุประสงค์การศึกษา ความครอบคลุมการคัดกรองพัฒนาการตามช่วงวัย การกระตุ้นและการติดตามพัฒนาการลด ภาระงาน การท างานกับเครือข่ายในการดูแลเด็กปฐมวัย วิธีการด าเนินการ ปี2564 ปรับระบบประเมินและส่งเสริมพัฒนาการใช้แนวทางปฏิบัติร่วมกันทั้ง คปสอ.พัฒนา ศักยภาพแก ่พยาบาล รพ.สต.ร ่วมกับ อปท.ด าเนินการต าบลมหัศจรรย์ 1000 วันพลัส 1 ต าบล ปี 2565 จัดระบบกระตุ้นพัฒนาการในเด็กสงสัยล่าช้า ปรับกิจกรรมโรงเรียนพ่อแม่โดยใช้Transformative learning พัฒนา ศักยภาพครูในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ร่วมกับอปท.ด าเนินการต าบลมหัศจรรย์1000 วัน 2 ต าบล จัดหาอุปกรณ์ประเมิน พัฒนาการ จัดหาสถานที่เล่นเปลี่ยนโลกในชุมชน 1 แห่ง ใช้สารสนเทศในการดึงรายงาน ท ากลุ่มไลน์สื่อสารสะท้อน ข้อมูล ปี 2566 น า Denver II ใช้ในการวินิจฉัยพัฒนาการล่าช้า เพิ่มบริการที่ศูนย์ปันสุข จัดหาอุปกรณ์และ เพิ่ม ทักษะการ Coaching ทั้งคปสอ.ขับเคลื่อนมหัศจรรย์1000 วัน ทั้ง 7 ต าบล จัดกิจกรรมเล่นเปลี่ยนโลกที่ศูนย์พัฒนา เด็กเล็กทุกแห่ง พัฒนาคลังข้อมูลเพิ่มความครอบคลุมในการการคัดกรองตามช่วงวัย ใช้Line notify ใช้ Application ในการติดตามการเยี่ยมกระตุ้นพัฒนาการและการส่งต่อ ผลการศึกษา ปี2564-2566 พบว่าร้อยละความครอบคลุม การตรวจคัดกรองพัฒนาการเด็กปฐมวัยเท่ากับ 93.12, 95.52 และ 98.40 ร้อยละเด็กปฐมวัยพบสงสัยพัฒนาการ ล่าช้าได้รับการติดตามภายใน 30 วัน เท่ากับ 86.85, 95.67 และ 98.72 ร้อยละเด็กปฐมวัยสงสัยพัฒนาการล่าช้า ได้รับการกระตุ้นด้วย TEDA4I เท่ากับ 90.73, 96.15 และ 100 ร้อยละเด็กปฐมวัยสงสัยพัฒนาการล่าช้าหลังได้รับการ กระตุ้นกลับมาสมวัย เท่ากับ 95.67,97.85และ98.72 5 ร้อยละเด็กปฐมวัยพัฒนาการล่าช้าได้รับการกระตุ้นและ กลับมาสมวัย เท่ากับ 82.68 ,85.76 และ88.50 ร้อยละบุคลากรครูได้รับการพัฒนาสมรรถนะการประเมินพัฒนาการ และประเมินผ่านเกณฑ์เท่ากับ 25.64 ,51.28 และ 87.71ร้อยละความพึงพอในของผู้ปกครอง เท่ากับ 79.81 ,83.65 และ85.10 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ ติดตามพัฒนาการโดยใช้เทคโนโลยีและสารสนเทศสนับสนุน เพิ่มคุณภาพและความครอบคลุมในการคัดกรองตามช ่วงวัย เกิดความร่วมมือของเครือข่ายในการขับเคลื่อนมอง เปูาหมายเดียวกันมุ่งมั่นในการพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง ตอบสนองต่อความต้องการในการดูแลเด็กปฐมวัย ค าส าคัญ คลังข้อมูล Line Notify, Application, Transformative learning
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 218 E4.20 เฝูาระวังและแก้ไขปัญหาโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็ก ๖ เดือน ๑๒ ปี ธีรยา เหมเลา หนวยงาน โรงพยาบาลบัวลาย อ้าเภอบัวลาย จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ กรมอนามัย ปี ๒๕๔๖ ส้ารวจเด็กอายุ ๖ เดือน ถึง ๕ ปี พบ Hb<๑๑ กรัม/ดล. รอยละ ๒๕.๙ เด็กเริ่มมีภาวะโลหิตจางพบ อายุ ๖ ถึง ๘ปี สวนใหญจากการขาดสารอาหารประเภทเนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ ไข นม ผักสีเขียวที่มีธาตุเหล็กสูง ปี ๒๕๖๔ อ้าเภอบัวลาย ทารกแรกเกิดมีน้้าหนักนอยรอยละ ๗.๔๑สูงกวาเกณฑ์(รอยละ๗) เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการลาชา รอยละ๖.๗๗ ภาวะเตี้ย รอยละ ๙.๗๘ มีภาวะ ผอม รอยละ ๔.๘๙ สงผลตอการมีโภชนาการ สูงดีสมสวน และ มีภาวะสูงดีสมสวน รอยละ๕๕.๗๕ ต่้ากวา เกณฑ์มาตรฐาน(รอยละ๕๗)เด็ก ๖เดือน ถึง ๒ปีไดคัดกรองภาวะโลหิตจางมีภาวะซีด รอยละ๒๐ (เกินรอยละ ๑๙.๕) ไดด้าเนินการหยอดยาน้้าเสริมธาตุเหล็ก ปี๒๕๖๔ ถึง ๒๕๖๕ จากการสอบถามผูปกครองที่พาเด็กมา รับวัคซีนในคลินิกWBC มีเด็กในพื้นที่ยังไมไดรับยาน้้าเสริมธาตุเหล็ก จึงไดปรับระบบเฝูาระวังและแกไขปัญหา ภาวะโลหิตจาง วัตถุประสงค์การศึกษา ๑. เด็กอายุ ๖ เดือน ถึง ๑๒ ปี ไดรับคัดกรองภาวะซีด รอยละ ๑๐๐ ๒. เด็กอายุ ๖ เดือน ถึง ๑๒ ปี ไดรับการสงตอรักษาภาวะซีด รอยละ ๑๐๐ ๓. เขาถึงรักษาภาวะซีดในอายุ ๖ เดือน ถึง ๑๒ ปี รอยละ๘๐ ๔. เด็กอายุ ๖ เดือน ถึง ๑๒ ปี ไดรับติดตามรักษาภาวะซีด ๓ เดือน รอยละ ๑๐๐ ๕. เด็กอายุ ๖ เดือน ถึง ๕ ปี ไดรับยาน้้าเสริมธาตุเหล็ก รอยละ ๑๐๐ วิธีการด าเนินการ ๑. คัดกรอง สงตอและรักษา ๒. อบรมผูปกครอง,คัดกรองภาวะซีดในเด็กอายุ ๖ เดือน ถึง ๑๒ ปี ๓. จัดระบบการจายยาน้้าเสริมธาตุเหล็ก ผลการศึกษา การคัดกรองพบกลุมเด็กมีภาวะซีด ๓๔ คนคิดเป็นรอยละ ๑.๖๑ เด็กอายุ๒ ถึง ๖ปีที่มีภาวะซีดรอย ละ ๓.๒ สูงกวาอายุกลุมอื่นๆ ภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็กรอยละ ๓๕.๒ (๑๒คน) , พาหะธาลัสซีเมียรอย ๖๔.๗ (๒๒คน) ติดตามการรักษาเยี่ยมบาน เด็กกลุมปกติหยอดยาน้้าเสริมธาตุเหล็กเด็กอายุ๖เดือน ถึง ๕ปีในชุมชนโด ยอสม. สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ปัญหาโลหิตจางของกรมอนามัย พบเด็กที่มีอายุนอยกวา ๒ปีสูงกวา กลุมอื่นๆแตอ้าเภอบัวลาย พบในกลุม อายุ๒ ถึง ๖ปี ไดจัดระบบเฝูาระวังคัดกรองโลหิตจางเด็กอายุ๙ ถึง ๑๒ เดือน เด็กอายุ๔ปี ในwbc/ชุมชนท้าMOU คปสอ.บัวลาย,จัดท้าสปอร์ตความรูสูชุมชน จัดหาครุภัณฑ์ทางการ แพทย์การคัดกรองโลหิตจางที่ทันสมัย ค้าส้าคัญ : เฝูาระวัง, แกไขปัญหาโลหิตจางในเด็กปฐมวัย อ้าเภอ บัวลาย
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 219 มหกรรมคุณภาพ HACC Forum นครชัยบุรินทร์ครั้งที่ 16 “Growth Mindset for Better Healthcare System” ในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 08.30-17.00 น. ณ โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา E-Poster Presentation กลุ่มที่ 5 การพัฒนาระบบ สุขภาพจิต/สารเสพติด จ านวน 20 เรื่อง น าเสนอวันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 เวลา 14.30-18.30 น ห้องอรพิม ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์ โทรศัพท์ หมาย เหตุ 1 14.30 - 14.40 น. การพัฒนาระบบการคัด กรองภาวะสมาธิสั้นในเด็ก อายุ 6-15 ปี ในเขตศูนย์สุขภาพชุมชน โรงพยาบาลน้้ายืน ต.สี วิเชียร อ.น้้ายืน จ.อุบลราชธานี นางอุไร วรรณ กุจะ พันธ์ ศูนย์สุขภาพ ชุมชน โรงพยาบาลน้้า ยืน อุบลราชธานี 087- 8733764 2 14.40 - 14.50 น. ผลของโปรแกรมบูรณาการ บ้าบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผูปุวย สารเสพติดที่มีโรครวมทาง จิตเวช (ICOD-R Recovery) ฉบับปรับปรุง 2566 ตอ อัตราการกลับมารักษาซ้้าใน โรงพยาบาลจิตเวช นครราชสีมาราชนครินทร์ นางทัศนีย์ จันทร์สด โรงพยาบาลจิต เวช นครราชสีมา ราชนครินทร์ นครราชสีมา 086- 2440135, 090- 2502493 3 14.50 - 15.00 น. Mental Health Check-in เช็คใจวัยรุน นางสาวชัช ดา ชาติ เผือก โรงพยาบาล หนองกี่ บุรีรัมย์ 081- 9208586 4 15.00 - 15.10 น. การพัฒนาระบบบริการ สุขภาพวัยรุน นางรัตติกาล ประจวบ มอญ โรงพยาบาล บานแทน ชัยภูมิ 091- 8696821 5 15.10 - 15.20 น. พัฒนาระบบการติดตาม ผูปุวยจิตเวชที่มีความเสี่ยง ตอการกอ ความรุนแรงในชุมชนโดยใช spot map นางพาสุข พิมพะโย โรงพยาบาล บานกรวด บุรีรัมย์ 080- 1955139 6 15.20 - 15.30 น. การพัฒนาการดูแลผูปุวยจิต เวชที่มีความเสี่ยงสูงตอการ กอ ความรุนแรง เพื่อปูองกัน อาการก้าเริบซ้้า โดยการมี สวนรวม ของเครือขาย อ้าเภอแคนดง จังหวัดบุรีรัมย์ นางสาวสุ กัญญา มูล ไธสง โรงพยาบาล แคนดง บุรีรัมย์ 081- 0674182
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 220 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์ โทรศัพท์ หมาย เหตุ 7 15.30 - 15.40 น. การพัฒนารูปแบบการ ปูองกันและแกไขผูปุวยที่มี อาการทางจิตจากการใชยา เสพติดต้าบลหูท้านบ อ้าเภอ ปะค้า จังหวัดบุรีรัมย์ นายสมบูรณ์ แดงดี โรงพยาบาลปะ ค้า บุรีรัมย์ 088- 5713786 8 15.40 - 15.50 น. 4C กับการเพิ่มประสิทธิภาพ การจัดการรายกรณี SMIV นางสาวนริศ รา ลันขุน ทด โรงพยาบาล เทพารักษ์ นครราชสีมา 082- 9269246 9 15.50 - 16.00 น. การปูองกันอาการทางจิต ก้าเริบในผูปุวยจิตเวชและยา เสพติด ที่มีประวัติกอความรุนแรงใน ชุมชนดวยการจัดการราย กรณี อ.เมืองยาง จ.นครราชสีมา นายสันติภาพ เยี่ยมไธสง โรงพยาบาล เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จยา 100 ปี นครราชสีมา 089-5850821 10 16.00 - 16.10 น. การพัฒนาระบบการดูแล รักษาผูปุวยโรคซึมเศราอยาง ไรรอยตอ โรงพยาบาลศีขร ภูมิ พญ.นันทิดา ทองอม โรงพยาบาลศีขร ภูมิ สุรินทร์ 065-4698298 11 16.10 - 16.20 น. พัฒนาระบบการเขาถึง บริการโรคซึมเศราของ นักเรียนโรงเรียน บัวใหญ จังหวัดนครราชสีมา นางสุวณีย์ โรจนานนท์ โรงพยาบาลบัว ใหญ นครราชสีมา 091-8319178 12 16.20 - 16.30 น. การพัฒนารูปแบบการ เขาถึงผุปุวยโรคซึมเศรา โรงพยาบาลบัวลายโดย บูรณาการเขากับเทคโนโลยี สมัยใหม นางสาวปิ ยะวรรณ ทองภู โรงพยาบาลบัว ลาย นครราชสีมา 087-2464456 13 16.30 - 16.40 น. การพัฒนาระบบบริการ ผูปุวยจิตเวชที่มีความเสี่ยง สูงตอการกอความรุนแรง นางปิยะวดี ศรีธรรม โรงพยาบาลสีดา นครราชสีมา 086-2470651 14 16.40 - 16.50 น. การพัฒนาระบบการดูแล ผูปุวยโรคซึมเศราที่พยายาม ฆาตัวตาย ในกลุมอายุ 10- 19 ปี นางสุภาภรณ์ สุดสมัย , นายอนุพันธ์ มีเหมาะ โรงพยาบาล หวยแถลง นครราชสีมา 088-5812375 15 16.50 - 17.00 น. การพัฒนาสมรรถนะทีม บุคลากรในการดูแลผูปุวยจิต เภทที่มี พฤติกรรมกาวราวรุนแรง โรงพยาบาลชัยภูมิ นางผกามาศ สุฐิติวนิช โรงพยาบาล ชัยภูมิ ชัยภูมิ 086-8799665 16 17.00 - การพัฒนารูปแบบการดูแล นางสาวปิ่น โรงพยาบาล นครราชสีมา 044-39711
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 221 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์ โทรศัพท์ หมาย เหตุ 17.10 น. ผูปุวย Alcohol Withdrawal “ผูกรัด มัดใจ ปลอดภัย จาก Alcohol Withdrawal” ฤทัย อรัญ ศักดิ์ ขามทะเลสอ ตอ 161 17 17.10 - 17.20 น. การพัฒนาระบบการดูแล ผูปุวยภาวะถอนพิษสุรา (Alcohol withdrawal) นางเพ็ญพิศ ศรีรัตนะ โรงพยาบาล บ้าเหน็จณรงค์ ชัยภูมิ 066-1454564 18 17.20 - 17.30 น. การพัฒนาการดูแลที่มีภาวะ ถอนพิษสุรา โรงพยาบาล โนนไทย อ้าเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา นางพวงเพชร ชูจอหอ โรงพยาบาลโนน ไทย นครราชสีมา 044-381032 ตอ 274 19 17.30 - 17.40 น. การจัดการรายกรณีผูที่มีการ เจ็บปุวยทางจิตรุนแรงจาก การใชสารเสพติดกลับสู ชุมชน : กรณีศึกษา นางสาวสุ พรรณา ยมดี โรงพยาบาล บ้าเหน็จณรงค์ ชัยภูมิ 064-9547163 20 17.40- 17.50 น แนวทางการพัฒนาแกปัญหา เคสซึมเศราระดับรุนแรงที่มี การ Admotted ซ้้าโดยใช ทฤษฎีการดูแลมนุษย์ของวัต สัน (Watson’s Caring Theory) รวมกับสุนทรีย สนทนา โดยพยาบาลจิต อาสา นางเรืองยศ โพธิ์ข้า และ นางกิตติ พรรณ์ผาด โผน โรงพยาบาลพุท ไธสง บุรีรัมย์ 0878535394 E poster
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 222 E5.1 การพัฒนาระบบการคัดกรองภาวะสมาธิสั้นในเด็กอายุ6-15ปีในเขตศูนย์สุขภาพชุมชน โรงพยาบาลน้ ายืน ต.สีวิเชียร อ.น้ ายืน จ.อุบลราชธานี อุไรวรรณ กุจะพันธ์ ศูนย์สุขภาพชุมชนโรงพยาบาลน้้ายืน อ.น้้ายืน จ.อุบลราชธานีโทร 087-8733764 ([email protected]) บทคัดย่อ โรคสมาธิสั้นเป็นกลุมอาการที่มีความผิดปกติของพัฒนาการ สงผลใหมีปัญหาเกี่ยวกับการควบคุมตนเอง ท้าใหการด้าเนิน ชีวิตประจ้าวันหรือการเขาสังคมบกพรองไป จากรายงานของกรมสุขภาพจิตผลส้ารวจเด็กไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 จ้านวน5ลานคน พบวาเป็นโรคสมาธิสั้นรอยละ6.5 ขณะที่ทั่วโลกพบเด็กเป็นโรคนี้รอยละ5 จากสถิติของศูนย์สุขภาพชุมชนโรงพยาบาลน้้ายืน พบเด็กที่ มีภาวะสมาธิสั้นในปีพ.ศ.2563-2565 มีแนวโนมเพิ่มขึ้นเชนกันคือ 3 ราย,4 รายและ 8 รายซึ่งมีแนวโนมเพิ่มขึ้น ผูวิจัยไดมองเห็น ความส้าคัญของปัญหาดังกลาว จึงไดน้ามาพัฒนาระบบการคัดกรองภาวะสมาธิสั้นในเด็กอายุ6-15ปีในเขตศูนย์สุขภาพชุมชน โรงพยาบาลน้้ายืน อ.น้้ายืน จ.อุบลราชธานีวัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อพัฒนาระบบการคัดกรองภาวะสมาธิสั้นในเด็กอายุ6-15ปีในเขต ศูนย์สุขภาพชุมชนโรงพยาบาลน้้ายืน อ.น้้ายืน จ.อุบลราชธานี วิธีการศึกษา : การวิจัยครั้งนี้ด้าเนินการโดยวิธีวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) (ศิรประภา สิทธาพานิช และคณะ, 2565) ประกอบ ดวย 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 Research: R1; Analysis ระยะ ที่ 2 Development: D1; Design and Development PAOR (Kemmis, and McTaggart (1988) ระยะที่ 3 Research: R2; Implementation และระยะที่ 4 Development: D2; Evaluation โดยเก็บขอมูลวิจัยทั้งเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และ เชิงปริมาณ (Quantitative data)ศึกษาโรงเรียนในเขตรับผิดชอบของศูนย์สุขภาพชุมชนโรงพยาบาลน้้ายืน ต.สีวิเชียร อ.น้้ายิน จ. อุบลราชธานี ระยะเวลาที่ใชในการศึกษาตั้งแตเดือนมิถุนายน 2566 ถึง ธันวาคม 2566 โดยใชโปรแกรมเฝูาระวังจิตเวชในเด็ก ผล การศึกษา : กระบวนการในการพัฒนาระบบการคัดกรองภาวะสมาธิสั้นในเด็กอายุ6-15ปี ประกอบดวย กระบวนการ ดังนี้การ วางแผน (Planning) ไดแก1.การศึกษาบริบทและวิเคราะห์สภาพปัญหา 2.แตงตั้งคณะท้างานในการดูแลคัดกรองภาวะสมาธิสั้นในเด็ก อายุ6-15ปี3.ก้าหนดรูปแบบในการคัดกรองโดยใชโปรแกรมเฝูาระวังจิตเวชในเด็ก 4. ก้าหนดกลุมเปูาหมายในการคัดกรองคือเด็กป.1- ม.3 ของโรงเรียนในเขตรับผิดชอบ5.จัดท้าCPGการดูแลคัดกรองภาวะสมาธิสั้นในเด็กอายุ6-15ปี 6.ประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดท้า แผนปฏิบัติการ การปฏิบัติการ (Action) ด้าเนินกิจกรรมตามแผนปฏิบัติการ 1.จัดอบรมครูเรื่องการใชเครื่องมือคัดกรองภาวะสมาธิสั้น ในเด็กอายุ6-15ปีผานโปรแกรมเฝูาระวังจิตเวชในเด็ก 2.จัดอบรมใหความรูเรื่องโรคสมาธิสั้นแกผูน้าชุมชน,อสม.,ประชาชน 3.ด้าเนินงานคัดกรอง ตามCPGที่ก้าหนด เด็กกลุมเสี่ยงไดรับการสงตอเพื่อวินิจฉัยโดยแพทย์จิตเวชเด็ก และเขาสูกระบวนการรักษา 4.สรางชองทางการสื่อสารเครือขาย Line กลุมครูอ้าเภอน้้ายืน, งานสุขภาพจิตเด็กน้้ายืน,อ.ส.ม.PCUรพ.น้้ายืน การสังเกต (Observation) ) 1.การวิเคราะห์ปัญหากระบวนการ 2.การ วางแผนแกไขปัญหา 3.การด้าเนินการและติดตามผลการด้าเนินงาน ผลการด้าเนินงานพบวา เด็กกลุมเสี่ยงเขารับการประเมินซ้้าโดยSNAP-IV และไดรับการสงตอไปวินิจฉัยโรคสมาธิสั้นที่ร.พ.น้้ายืน รอยละ98 เป็นโรคสมาธิสั้น 8 ราย ผูปกครองมีความพึงพอใจในการรับบริการรอยละ98 ขั้น สะท้อนผล (Reflection) การจัดเวทีสะทอนผล ติดตามผลการปฏิบัติ ถอดบทเรียนที่ไดจากการปฏิบัติงาน เพื่อหาปัจจัยความส้าเร็จ พบวา ปัจจัย ส้าคัญคือ การเปิดโอกาสใหผูมีสวนเกี่ยวของหรือ ผูมี สวนไดสวนเสีย เขามามีสวนรวมตั้งแตขั้นการวางแผนจนถึงขั้นสะทอนผล การสรุปผลการ ด้าเนินงาน เป็นขั้นตอนในการน้าขอมูลที่ไดจากการ ด้าเนินงานทั้งหมดมารวมรับรูรวมกัน ทั้งปัญหาและอุปสรรคในการด้าเนินงานเพื่อน้ามา วางแผนใน การแกไขปัญหาในขั้นตอนตอไปอภิปรายผล การพัฒนาระบบการคัดกรองภาวะสมาธิสั้นในเด็กอายุ6-15ปีใชกระบวนการวิจัยเชิง ปฏิบัติการเป็นผลใหชุมชนและเครือขายรวมกันด้าเนิน กิจกรรมอยางสม่้าเสมอ เป็นปัจจัยส้าคัญที่ท้าใหเกิดการพัฒนาระบบการคัดกรองภาวะ สมาธิสั้นในเด็กอายุ6-15ปีเกิดความส้าเร็จ คือการมีสวนรวมตั้งแตการคนหาปัญหา การวางแผน การด้าเนินการ และติดตามประเมินผล จึงสงผลให การด้าเนินงานเป็นไปอยางมีประสิทธิภาพ กระบวนการพัฒนาระบบการคัดกรองภาวะสมาธิสั้นในเด็กอายุ6-15ปีโดยการมีสวนรวมของภาคี เครือขายเนนกระบวนการสรางการมีสวนรวมทุกขั้นตอนตั้งแตการวางแผน การลงมือปฏิบัติ การประเมินผล สงผลใหภาคีเครือขายมีสวนรวมใน การด้าเนินการดูแลผูปุวยโรคสมาธิสั้นในชุมชน การพัฒนาระบบการคัดกรองภาวะสมาธิสั้นในเด็กอายุ6-15ปีในครั้งนี้มีปัจจัยแหงความส้าเร็จ คือ การมีภาคีเครือขายในการ ก้าหนดเปูาหมายรวมกัน มีการก้าหนดแนวทางการดูแลผูปุวยสมาธิสั้นในชุมชน ใชการมีสวนรวมเนนให ผูเกี่ยวของ เขาใจบทบาทของตนเอง มีการก้ากับติดตามและประเมินผลอยางตอเนื่อง ข้อเสนอแนะ 1) ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อหาวิธีการสรางแนวทางที่ ยั่งยืนเหมาะสมในการพัฒนาระบบการคัดกรองภาวะสมาธิสั้นในเด็กอายุ6-15ปีในชุมชนและโรงเรียน 2)ควรมีการศึกษาเพื่อพัฒนาระบบการคัด กรองติดตามเด็กกลุมเสี่ยงที่อาศัยอยูนอกพื้นที่บริการสามารถเขารับบริการไดครอบคลุมในภาพรวมของอ้าเภอน้้ายืนและอ้าเภอใกลเคียง ค าส าคัญ : สมาธิสั้น การมีสวนรวม ภาคีเครือขาย
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 223 E5.2 ผลของโปรแกรมบูรณาการบ าบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ปุวยสารเสพติดที่มีโรคร่วมทางจิตเวช (ICOD-R Recovery) ฉบับปรับปรุง 2566 ต่ออัตราการกลับมารักษาซ้ าในโรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ ทัศนีย์ จันทร์สด,จ้าเนียร สุรวรางกูร และบวรภพ ปราบ มะเริง โรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ โรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ใหบริการบ้าบัดฟื้นฟูผูปุวยสารเสพติดที่มีโรครวมทางจิตเวช ดวยโปรแกรมบูรณาการบ้าบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผูปุวยสุราและสารเสพติดที่มีโรครวมทางจิตเวช (ICOD-Rr Model) ตั้งแตปีงบประมาณ 2561-2565 ซึ่งพบวาสามารถชวยลดพฤติกรรมใชสารเสพติดและลดอัตราการกลับมารักษาซ้้าได แตพบวาเนื้อหาในคูมือมีความซ้้าซอน การเขากลุมบ้าบัดทั้งชวงเชาและบายของทุกวันเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ ท้าให ผูเขารับการบ้าบัดรูสึกเหนื่อยลา สงผลตอการเรียนรูที่ไมดีคณะกรรมการพัฒนาระบบดูแลผูมีปัญหาการใชสารเสพ ติดและสุราที่มีอาการทางจิต จึงทบทวนและปรับปรุงใหเหมาะสมกับผูรับการบ้าบัดมากที่สุด โดยใชชื่อวา “โปรแกรมบูรณาการบ้าบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผูปุวยสารเสพติดที่มีโรครวมทางจิตเวช (ICOD-R Recovery) ฉบับ ปรับปรุง 2566” ผูศึกษาจึงมีความสนใจศึกษาผลของโปรแกรมบ้าบัดฉบับปรับปรุงเปรียบเทียบกับตนฉบับปี 2561 ทั้งนี้เพื่อพัฒนาระบบการบ้าบัดฟื้นฟูทางจิตสังคมส้าหรับผูปุวยสารเสพติดใหเกิดประสิทธิภาพสูงสุดตอไป วัตถุประสงค์การศึกษา : เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมบูรณาการบ้าบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผูปุวยสารเสพติดที่มีโรครวม ทางจิตเวช (ICOD-R Recovery) ฉบับปรับปรุง 2566 เปรียบเทียบอัตราการกลับมารักษาซ้้ากับตนฉบับปี 2561 วิธีการด าเนินการ : การศึกษาแบงเป็น 3 ระยะ คือ ระยะเตรียมการ ระยะทดลองใชโปรแกรม และระยะรวบรวม ขอมูลและประเมินผล กลุมตัวอยาง คือ ผูปุวยที่ไดรับการวินิจฉัยโรคทางจิตเวชที่เกี่ยวของกับการใชสารเสพติด และรับ ไวรักษาแบบผูปุวยในโรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ เครื่องมือที่ใช คือ โปรแกรมบูรณาการบ้าบัดฟื้นฟู สมรรถภาพผูปุวยสารเสพติดที่มีโรครวมทางจิตเวช (ICOD-R Recovery) ฉบับปรับปรุง 2566 วิเคราะห์ขอมูลโดยใช สถิติเชิงพรรณนา และรอยละ ผลการศึกษา : เมื่อสิ้นสุดการทดลอง ระยะติดตามผล 28 วัน และ 90 วัน พบวาอัตรา การกลับมารักษาซ้้าในโรงพยาบาลของผูปุวยที่ไดรับโปรแกรมบูรณาการบ้าบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผูปุวยสารเสพติดที่มีโรค รวมทางจิตเวช (ICOD-R Recovery) ฉบับปรับปรุง 2566 ต่้ากวาตนฉบับปี 2561 อยางมีนัยส้าคัญทางสถิติที่ 0.05 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ โปรแกรมบูรณาการบ้าบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผูปุวยสารเสพติดที่มีโรครวม ทางจิตเวช (ICOD-R Recovery) ฉบับปรับปรุง 2566 ชวยใหผูปุวยเกิดการเรียนรู มั่นใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การใชสารเสพติดของตนเอง และชวยลดอัตราการกลับมารักษาซ้้าในโรงพยาบาลได ควรมีการติดตามระยะยาว รวมทั้งการเปรียบเทียบเชิงสถิติเกี่ยวกับพฤติกรรมการใชสารเสพติดกอนและหลังเขารับการบ้าบัด เพื่อการพัฒนา รูปแบบการบ้าบัดฟื้นฟูใหมีประสิทธิผลตอผูปุวยตอไป ค าส าคัญ : การกลับมารักษาซ้้าในโรงพยาบาล, การบ้าบัดแบบบูรณาการ, ผูปุวยสารเสพติดที่มีโรครวมทางจิตเวช
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 224 E5.3 Mental Health Check-in เช็คใจวัยรุ่น สุภาพ ดวงดารา,นางสาววาสนา ศาสตร์พงษ์ ชัชดา ชาติเผือกและนางสาวธันยพรรธน์ วงศ์จ้าปา โรงพยาบาลหนองกี่ อ้าเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ขอมูลสุขภาพจิตทั่วโลกพบวาประชากรมีภาวะซึมเศราประมาณ 280 ลานคน ในกลุมอายุ 15-29 ปี มีผูเสียชีวิตจากการฆาตัวตายเป็นอันดับ 4 ในระหวางปี พ.ศ 2544-2553 ความชุกของอาการซึมเศราในวัยรุน รอยละ 24 และระหวางปี พ.ศ 2554-2563 เพิ่มขึ้นเป็นรอยละ 37 โดยทวีปเอเชียมีความชุกของภาวะ ซึมเศราสูงสุด ในประเทศไทยพบวากลุมอายุ 15 ปีขึ้นไป ปุวยเป็นโรคซึมเศราถึง 1.5 ลานคน และมีผูปุวยโรค ซึมเศราพยายามฆาตัวตาย 6 คน/ชั่วโมง จากสถิติโรงพยาบาลหนองกี่ระหวางปี พ.ศ.2563-2565 นักเรียน โรงเรียนหนองกี่พิทยาคมมีภาวะซึมเศรา รอยละ 0.49, 0.59 และ 1.4 ตามล้าดับ พยายามฆาตัวตายรอยละ 0.14, 0.17 และ 0.56 ตามล้าดับ มีอัตราการฆาตัวตายส้าเร็จในปี 2564 รอยละ 0.03 จากการวิเคราะห์ ปัญหารวมกับทีมบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียน พบวานักเรียนขาดการประเมินสุขภาพจิต และไมมี ชองทางการสงตอเมื่อนักเรียนมีปัญหาดานสุขภาพจิต ทีมสุขภาพจิตโรงพยาบาลหนองกี่จึงไดออกแบบ กิจกรรมโดยน้าแอปพลิเคชัน Mental Health Check-In มาใชกับกลุมตัวอยาง โดยใหนักเรียนประเมิน สุขภาพจิตดวยตนเองเบื้องตน ผาน QR Code ใชแบบประเมินภาวะซึมเศราและแบบประเมินความเครียดของ กรมสุขภาพจิต มีการใหค้าปรึกษาและติดตามกลุมเสี่ยงที่มีปัญหาสุขภาพจิตทางโทรศัพท์ โดยแบงกลุมเพื่อ วางแผนดูแลตามความเรงดวน แยกเป็นกลุมสีเขียว(ปกติ) สีเหลือง(เฝูาระวัง) สีแดง(อันตราย) โดยกลุมสีเหลือง และสีแดง เจาหนาที่จะประเมินภาวะซึมเศราและภาวะเครียดซ้้าหากยังมีความเสี่ยงตอปัญหาสุขภาพจิตจะท้า การนัดหมายมาที่โรงพยาบาลเพื่อใหค้าปรึกษาแบบองค์รวม ดูแลใหไดรับการรักษา รวมถึงนัดติดตามอยาง ตอเนื่อง ด้าเนินกิจกรรมระหวางวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2566 ถึง 1 มีนาคม พ.ศ. 2566 กลุมประชากรเป็น นักเรียนโรงเรียนหนองกี่พิทยาคมจ้านวน 2,844 คน สถิติที่ใชคือ จ้านวนและรอยละ ผลการศึกษาพบว่า จากการน้าแอปพลิเคชัน Mental Health Check-In มาประยุกต์ใชมีนักเรียนที่ เขารับการประเมินดานสุขภาพจิตทั้งหมด จ้านวน 2,457 คน คิดเป็นรอยละ 86.40 นักเรียนมีภาวะซึมเศรา จากรอยละ 1.4 ลดลงเป็นรอยละ 0.5 พยายามฆาตัวตายแตไมส้าเร็จ รอยละ 0.56 เป็นรอยละ 0.07 และยัง ไมมีฆาตัวตายส้าเร็จ ดังนั้นการน้าแอปพลิเคชัน Mental Health Check-In มาใชประเมินสุขภาพจิต เป็นวิธีการหนึ่งที่ท้าให กลุมวัยนักเรียน ชวงอายุ12-18 ปี เขาถึงบริการไดมากขึ้น ไดรับการดูแลรักษาและใหค้าปรึกษาอยางตอเนื่อง มีแนวทางการดูแลของผูที่มีปัญหาดานสุขภาพจิตและแนวทางการดูแลของบุคลากรสาธารณสุขที่ชัดเจน สงผล ใหมีภาวะวะซึมเศราและอัตราการพยายามฆาตัวตายลดลง รวมทั้งไมมีการฆาตัวตายส้าเร็จ ค าส าคัญ: Mental Health, Check-in, วัยรุน
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 225 E5.4 การพัฒนาระบบบริการสุขภาพวัยรุ่น รัตติกาล ประจวบมอญ และคณะ โรงพยาบาลบานแทน จังหวัดชัยภูมิ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : จากสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงในยุคหลังโควิด-19 การสื่อสารยุคดิจิทัล สงผลใหกลุม วัยรุนติดตอสื่อสารกันไดรวดเร็วขึ้นและมีมุมมองที่เปิดกวางในเรื่องเพศสัมพันธ์วาเป็นเรื่องปกติ แตยังมีความรูความ เขาใจเรื่องเพศสัมพันธ์ที่ไมถูกตอง กอปรกับ โรงพยาบาลบานแทนยังมีการจัดบริการคลินิกวัยรุนไดไมถึง กลุมเปูาหมายเทาที่ควร ผลลัพธ์จึงพบอัตราการตั้งครรภ์กอนอายุ 20 ปี ในเขตพื้นที่อ้าเภอบานแทน จากขอมูล 3 ปี ยอนหลัง ปี พ.ศ. 2563-2565 พบการตั้งครรภ์วัยรุนตอพันประชากร 12.84, 10.50 และ 7.67 ตามล้าดับ ซึ่งสูง เป็นอันดับหนึ่งของจังหวัดชัยภูมิ งานสงเสริมสุขภาพวัยรุน โรงพยาบาลบานแทน จึงมีแนวคิดพัฒนาระบบบริการ สุขภาพวัยรุน เพื่อแกไขปัญหาการเขาถึงบริการของวัยรุน การตั้งครรภ์ไมพึงประสงค์และการตั้งครรภ์ซ้้า ใน วัยรุนของโรงพยาบาลบานแทนขึ้น วัตถุประสงค์ของการศึกษา : เพื่อพัฒนาระบบบริการสุขภาพวัยรุน ในการแกไขปัญหาการตั้งครรภ์ไมพึงประสงค์ใน วัยรุนเขตพื้นที่อ้าเภอบานแทน จังหวัดชัยภูมิ วิธีการด าเนินการ : เยี่ยมยามถามไถ่ ออกใหบริการนอกสถานบริการประชาสัมพันธ์คลินิกวัยรุน ไขข้อข้องใจ ใส่ใจ ปัญหา ของวัยรุนที่มารับบริการ ค้นหาสาเหตุ ปัจเจกบุคคล เฉพาะบุคคล ครอบครัว สภาพแวดลอม ความเชื่อ ที่มี ความแตกตางกัน สืบค้นบริการ มีการพัฒนาบุคลากรใหมีความรูเฉพาะทาง จัดบริการใหค้าปรึกษาทุกวันราชการ และเพิ่มชองทางสื่อสารออนไลน์ เน้นงานเชิงรุก เพิ่มการจัดบริการนอกสถานบริการ เหมือนลูก และดุจญาติมิตร จัดบริการที่เป็นมิตรเปิดใจรับฟังปัญหา สรางภาคีเครือขายเฉพาะกลุมวัย ผลการศึกษา : เกิดระบบงานคลินิกวัยรุน มีเข็มมุงการแกไขการตั้งครรภ์ไมพึงประสงค์ดวยทีมสหวิชาชีพและ เครือขายสุขภาพ ไดผลลัพธ์คือ วัยรุนเขาถึงบริการคลินิกวัยรุน ในปีพ.ศ. 2566 จ้านวน 25 คน เพิ่มขึ้น จากปี พ.ศ. 2563-2565 จ้านวน 5,8,19 คน ตามล้าดับ การตั้งครรภ์ในวัยรุนในปี พ.ศ. 2566 ตอพันประชากร คือ 5.98 ลดลง เมื่อเปรียบเทียบ ปี พ.ศ. 2563-2565 หญิงหลังคลอดวัยรุนไดรับการคุมก้าเนิดดวยวิธีสมัยใหม ชนิดยาฝังคุมก้าเนิด ปี พ.ศ.2566 คิดเป็นรอยละ 100 เพิ่มขึ้นจาก ปี พ.ศ. 2563-2565 คือ รอยละ 60,0,33.33 ตามล้าดับ สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์:ปัญหาการตั้งครรภ์และการตั้งครรภ์ซ้้าในวัยรุนของโรงพยาบาล บาน แทน เป็นปัญหาอันดับหนึ่งของจังหวัดชัยภูมิจึงเกิดการจัดบริการคลินิกวัยรุนแบบ เยี่ยมยามถามไถ ไขขอของใจ ใส ใจปัญหา คนหาสาเหตุ ปัจเจกบุคคล สืบคนบริการ เนนงานเชิงรุก เหมือนลูกและดุจญาติมิตร สงผลตอระบบบริการ คลินิกวัยรุน โดยทีมสหวิชาชีพและภาคีเครือขายวัยรุน ผลลัพธ์คืออัตราการตั้งครรภ์และตั้งครรภ์ซ้้าลดลง อัตราการ คุมก้าเนิดชนิดยาฝังสูงขึ้น ดังเชน อัตลักษณ์โรงพยาบาลบานแทน คือ สามัคคี มีวินัย ใสใจบริการ ค าส าคัญ : คลินิกวัยรุน,การเขาถึงบริการ,บริการที่เป็นมิตรกับวัยรุน
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 226 E5.5 พัฒนาระบบการติดตามผู้ปุวยจิตเวชที่มีความเสี่ยงต่อการก่อความรุนแรงในชุมชนโดยใช้ spot map นางพาสุข พิมพะโย กลุมงานจิตเวชและยาเสพติด โรงพยาบาลบานกรวด บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ โรงพยาบาลบานกรวด รับผิดชอบ 9 ต้าบล 11 รพ.สต.สถานีต้ารวจ 4 สถานี ปี2556มีผูปุวยจิตเวชมีจ้านวน เพิ่มขึ้นรอยละ13.12 และผูปุวยSMIVเพิ่มขึ้นรอยละ6.82 สาเหตุของการกอความรุนแรงเกิดจากขาดยาและขาดการ รักษาตอเนื่องรอยละ58 ไมยอมรับการเจ็บปุวย,ขาดผูดูแลที่มีศักยภาพและเกิดจากใชสารเสพติดรอยละ35 ระบบการ ดูแลผูปุวยจิตเวชยังขาดการสงตอฐานขอมูลที่ครอบคลุมจึงท้าใหพื้นขาดการติดตามดูแลตอเนื่องในชุมชนที่มี ประสิทธิภาพจึงท้าใหผูปุวยเหลานี้ขาดการรักษาตอเนื่องกลับมาปุวยซ้้าและกอความรุนแรงในชุมชน งานจิตเวชชุมชนได เล็งเห็นความจ้าเป็นจึงไดพัฒนาระบบการติดตามผูปุวยSMIVในชุมชนโดยใช spot map เพื่อติดตามประเมินความชุก ของผูปุวยจิตเวชSMIVในชุมชน และพัฒนาเครือขายระดับชุมชนใหสามารถดูแลตอเนื่อง โดยใหความส้าคัญกับการคืน ขอมูลใหกับพื้นที่เพื่อใหทราบและจัดการในชุมชน เมื่อปัญหาถูกพัฒนาโดยชุมชนเองก็จะเกิดความตอเนื่องและยั่งยืน วัตถุประสงค์การศึกษา 3. เพื่อศึกษาขอมูลจ้านวน ความรุนแรงของผูปุวยSMIVในชุมชนและคืนขอมูลสูพื้นที่ 4. เพื่อพัฒนาระบบการติดตามเยี่ยมผูปุวยจิตเวชที่SMIVในชุมชน วิธีการด าเนินงาน 6. ศึกษาขอมูลจ้านวน และความรุนแรงของผูปุวยSMIVในชุมชนลงสู spot map โดยแบงระดับความรุนแรงตาม เกณฑ์ของกรมสุขภาพจิต(แดง,เหลือง,เขียว) และคืนขอมูลสูเวทีพชอ. 7. ทีมพชอ.รับทราบขอมูลน้าไปสูการวางแผนเพื่อแกไขปัญหาระดับชุมชน ตามความชุกและความรุนแรง 8. พัฒนาระบบการติดตามเยี่ยมผูปุวยจิตเวชSMIVในชุมชนโดยชุมชนมีสวนรวม ผลการศึกษา จ้านวน และความรุนแรงและปัญหาของผูปุวยSMIVใน spot map พบวาต้าบลที่มีความชุกของผูปุวยมากที่สุด สามอันดับแรกในปี 2566คือ ต.สายตะกู,บานกรวด,จันทบเพชร และ พชอ.มีความเห็นวาควรใหต้าบลบานกรวด เป็นพื้นที่น้า รองในการพัฒนาระบบการติดตามเยี่ยมผูปุวยจิตเวชSMIVในชุมชนโดยชุมชนมีสวนรวม สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ จากการใช้ spot map ในการพัฒนาระบบ ในปี 2566 ถึงแม้จะมีแนวโน้มจ านวนผู้ปุวยทางจิตเวชที่เพิ่มขึ้น แต่ ระบบการดูแลจัดการก็มีการพัฒนาและได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานอื่นมากขึ้นเช่นกัน และพบว่าความรุนแรงของ ประเภทSMIVลดลงจาก0.77%เป็น0.34% ค าส าคัญ : ผูปุวยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงตอการกอความรุนแรงในชุมชน(SMIV=Serious Mental Illness With High Risk to Violence)
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 227 E5.6 การพัฒนาการดูแลผู้ปุวยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง เพื่อปูองกันอาการก าเริบซ้ า โดยการมีส่วนร่วมของเครือข่าย อ าเภอแคนดง จังหวัดบุรีรัมย์ เสาวนีย์ ทองหลอ โรงพยาบาลแคนดง จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ปัญหาสุขภาพจิตเป็นปัญหาส้าคัญทางสาธารณสุข ท้าใหเกิดความพิการและสูญเสียเป็นจ้านวนมาก ทั้งนี้ เพราะปัญหาสุขภาพจิตไมเพียงสงผลกระทบตอตัวผูปุวยเทานั้น ยังสงผลกระทบถึงญาติ ผูดูแลและบุคคลในสังคม ผูปุวยจิตเวชมักขาดโอกาสและการสนับสนุนในสังคม เสี่ยงตอการกอคดีอุกฉกรรจ์ และยังพบวาญาติหรือผูดูแลผูปุวย ก็ไดรับผลกระทบเชนกัน ทั้งดานสุขภาพ เศรษฐกิจและสังคม ซึ่งกอใหเกิด ภาระในการดูแล สงผลใหญาติมีความ ทอแทเบื่อหนาย หมดความหวังและก้าลังใจในการรักษา ซึ่งผลกระทบ ในดานลบที่เกิดขึ้นกับผูปุวย ไดแก การปฏิเสธ การเจ็บปุวย ขาดการรักษาที่ตอเนื่อง ไมยอมรับประทานยา หรือปรับการรับประทานยาเอง ผลกระทบดานผูดูแล ไดแกขาดทักษะในการดูแลผูปุวย ผูดูแลเครียด ชุมชนมีทัศนคติดานลบตอผูปุวยจิตเวช คิดวาเป็นโรคที่รักษาไมหาย ผลกระทบดานชุมชน ไดแกคนในชุมชนหวาดกลัวตออาการก้าเริบ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุที่ท้าใหผูปุวยจิตเวชมีโอกาส กอความรุนแรงในชุมชนไดอ้าเภอแคนดง มีผูปุวยจิตเวช 176 คน โรคซึมเศรา 160 คน ผูปุวยจิตเวชที่เสี่ยงตอการกอ ความรุนแรงในชุมชน อ้าเภอแคนดง ปี 2565 จ้านวน 10 ราย ปี 2566 จ้านวน 22 ราย รวม 32 ราย วัตถุประสงค์การศึกษา 1. เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผูปุวยจิตเวชเสี่ยงสูงตอการกอความรุนแรง 2. ผูปุวยจิตเวชที่มี ความเสี่ยงสูงตอการกอความรุนแรงไมกอความรุนแรงทั้งตอตนเองและผูอื่น และไมกลับมาก้าเริบซ้้า วิธีการด าเนินการ ติดตามเยี่ยมทุก 1 เดือน ประเมินเยี่ยมบานครบทั้ง 10 ดาน อบรมใหความรูผูดูแลและ อสม.ใน การประเมินเฝูาระวังอาการก้าเริบ สังเกตอาการเตือน การกลับเป็นซ้้าและประสานสงตอเมื่อผูปุวยกอความรุนแรง อยางถูกตองเหมาะสม ผลการศึกษา จากการด้าเนินงานติดตามเฝูาระวังอาการอยางตอเนื่อง รวมกับชุมชน รพ.สต ในพื้นที่ พบวาผูปุวยจิต เวชมีอาการก้าเริบและกอความรุนแรงในชุมชนซ้้า ปี 2565 จ้านวน 3 ราย คิดเป็น 30% ปี 2566 จ้านวน 4 ราย คิด เป็น 18 % ปัญหาเกิดจากผูปุวยอาศัยอยูในชุมชน ปฏิเสธการรักษา และรับประทานยาไมตอเนื่อง กลับไปใชสารเสพ ติดซ้้าทั้งยาบา กัญชา และสุรา จึงท้าใหกลับมามีอาการก้าเริบอีกครั้ง สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ การพัฒนาการดูแลผูปุวยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงตอการกอความรุนแรง โดยการมีสวนรวมของเครือขาย เพื่อปูองกันอาการก้าเริบซ้้า ตองอาศัยความรวมมือจากเครือขายในพื้นที่ ในการดูแล รวมกัน ญาติ/ผูดูแล อสม. ผูน้าชุมชน และคนในชุมชน มีบทบาทส้าคัญในการชวยใหผูปุวยไมมีอาการก้าเริบซ้้า ท้าให ผูปุวยสามารถด้ารงชีวิตในชุมชนไดอยางปกติสุข ค าส าคัญ : ผูปุวยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงตอการกอความรุนแรง
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 228 E5.7 การพัฒนารูปแบบการปูองกันและแก้ไขปัญหาผู้ปุวยที่มีอาการทางจิต จากการใช้ยาเสพติดโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนต าบลหูท านบ อ าเภอปะค า จังหวัดบุรีรัมย์ สมบูรณ์ แดงดี โรงพยาบาลปะค้า สสจ.บุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเปนมาและความส าคัญ สถานการณ์ปัจจุบันที่มีเหตุการณ์ความรุนแรงที่ปรากฏทางสังคมทั้งใน ครอบครัวหรือประชาชนทั่วไป พบวา ผูกอเหตุสวนหนึ่งเป็นผูปุวยที่มีอาการทางจิตจากการใชยาเสพติด ไม ยอมรับการรักษาและกลับไปใชยาเสพติด จึงอาจท้าใหเกิดอาการก้าเริบ มีพฤติกรรมกาวราวและกอความ รุนแรงตอตนเองหรือผูอื่น สงผลกระทบตอความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน สรางความ หวาดกลัวและกอใหเกิดความเดือดรอนในชุมชน สงผลกระทบตอเศรษฐกิจ สังคม ความสงบเรียบรอย และ ความมั่นคงของรัฐ ดังนั้นเจาหนาที่ที่เกี่ยวของ ภาคีเครือขายในพื้นที่ และผูดูแลตองมีความรู ความเขาใจใน การดูแลชวยเหลือผูปุวยอยางเหมาะสม เพื่อฟื้นฟูสภาพผูปุวยใหสามารถอยูในครอบครัว ชุมชนไดอยางปกติ และไมกอเหตุความรุนแรงตอตนเองและผูอื่น วัตถุประสงคการศึกษา 1.เพื่อพัฒนากระบวนการแกไขปัญหาผูปุวยที่มีอาการทางจิตจากการใชยาเสพติด 2.เพื่อเสริมสรางการมีสวนรวมทักษะองค์ความรูใหกับภาคีเครือขาย ในการดูแลชวยเหลือผูปุวยไดอยางถูกตอง 3.เพื่อลดอาการรุนแรงที่ปุวยทางจิตจากการใชยาเสพติดจะกอเหตุรุนแรงตอตนเองและผูอื่น วิธีการด าเนินการ มีการประชุม ติดตาม ลงพื้นที่ติดตาม ชวยเหลือผูปุวยที่มีอาการทางจิตจากการใชยาเสพติด และเสริมสราง การมีสวนรวมของภาคีเครือขายในพื้นที่ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการ ปูองกัน แกไข และเฝูาระวังปัญหาผูปุวยที่มีอาการทางจิต และมีความเสี่ยงสูงตอการกอเหตุรุนแรง โดยการ เสริมสรางทักษะองค์ความรูใหกับผูดูแลผูปุวย ผูน้าชุมชน ในการดูแลชวยเหลือผูปุวยที่มีอาการทางจิตให สามารถใชชีวิตอยูในชุมชนไดอยางปกติไมกอใหเกิดอันตรายตอครอบครัวและชุมชน ผลการศึกษา ภาคีเครือขายในพื้นที่ผานการอบรมมีความรูความเขาใจ และมีทักษะในการ ปูองกันและแกไข ปัญหาผูที่มีอาการทางจิต รวมทั้งติดตามดูแลผูปุวยที่มีอาการทางจิตจากการใชยาเสพติด ลดปัญหาการกอ ความรุนแรงตอตนเองและผูอื่น ชุมชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน จากการด้าเนินการมีผูปุวย 11 ราย ทานยาตอเนื่องไมขาดยา 11 ราย ไมกลับไปใชสารเสพติดอีก 8 ราย และมีการใชสารเสพติด 3 ราย สรุปการศึกษาและการน าไปใชประโยชน ์ผูน้าชุมชน ผูดูแลผูปุวย ผูน้าจิตอาสา มีความรูความเขาใจในการดูแลผูปุวยที่ มีอาการทางจิต จากการใชสารเสพติด พื้นที่สามารถเป็นตนแบบในการดูแลผูปุวยที่มีอาการทางจิตจากการใชสาร ติดในชุมชนเป็นอยางดี และขยายเครือขยายระบบการดูแลสูต้าบลอื่นๆ ค าส าคัญ : ผูปุวยที่มีอาการทางจิต, การใชยาเสพติด, การมีสวนรวมของชุมชน
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 229 E5.8 4C กับการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการรายกรณี SMIV นริศรา ลันขุนทด โรงพยาบาลเทพารักษ์จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : เหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นในครอบครัวและสังคม ผูกอเหตุสวนหนึ่งเป็นผูปุวย จิตเวชที่รักษาตัวไมตอเนื่อง มีพฤติกรรมกาวราว กอความรุนแรงตอตนเอง ผูอื่น หรือทรัพย์สิน ผูปุวยจิตเวชที่มีความ เสี่ยงสูงตอความรุนแรงนี้เรียกวา ผูปุวย SMI-V โรงพยาบาลเทพารักษ์มีผูปุวยโรคทางจิตเวช 694 ราย เป็นผูปุวย SMIV 47 ราย คิดเป็นรอยละ 6.77 ของผูปุวยโรคจิตเวชทั้งหมด จ้าแนกประเภทผูปุวย SMIV ตามสีโดยใชเครื่องมือ OAS พบเป็นผูปุวย SMIV สีแดงรอยละ 23.40 (11ราย) สีเหลืองรอยละ 53.20 (25 ราย) และสีเขียวรอยละ 23.40 (11 ราย) ผูปุวย SMIV ฆาตัวตายส้าเร็จรอยละ 36.36 (11/4 ราย) ของผูปุวยฆาตัวตายทั้งหมดปีงบประมาณ 2562 - 2565 บริการการแพทย์ฉุกเฉินผูปุวย SMIV เฉลี่ยเดือนละ 2 ครั้ง โรงพยาบาลจึงน้าการจัดการรายกรณีมาใช รวมกับปัจจัยสนับสนุนอื่นๆเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผูปุวย SMIV วัตถุประสงค์การศึกษา : ผูปุวย SMIV ไดรับการดูแลตอเนื่องในชุมชน ไมมีอาการก้าเริบซ้้า ไมกอความรุนแรง ทั้งตอตนเองและผูอื่น วิธีการด าเนินการ : คนหาผูปุวยกลุมเสี่ยงจิตเวช SMIV คัดแยกประเภทสีผูปุวยโดยใชแบบประเมิน OAS ก้าหนด ผูดูแลหลักโดยใช 3 เกลอ ใหความรูเครือขายเกี่ยวกับอาการก้าเริบ( 5 red flags) การจัดการกับอาการก้าเริบเบื้องตน แนวทางขอความชวยเหลือ และการดูแลตอเนื่อง น้าหลัก 4C ชวยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการรายกรณีผูปุวย SMIV - Change : ปรับวิธีการด้าเนินงาน โดยคณะท้างาน พชอ.รวมกับทีม 3 เกลอ จัดตารางเวรลงเยี่ยมรวมกัน เพื่อสราง ความมั่นใจแกเครือขายในการดูแลผูปุวย - Character : ผูปุวย ศึกษาพฤติกรรม นิสัยที่เคยชินของผูปุวย เพื่อการวาง แผนการดูแลใหสอดคลองกับ พฤติกรรม ชุมชน ศึกษาลักษณะของชุมชน ความสัมพันธ์ การชวยเหลือเกื้อกูลในชุมชน - Connection : เชื่อมโยงขอมูลการดูแลผูปุวยระหวางทีม(พชอ.และ 3 เกลอ) รวมลงมือ/เป็นพี่เลี้ยง เพื่อการ วางแผนดูแล - Continuous : ผูปุวย SMIV ในชุมชนไดรับการดูแลตอเนื่อง มีการติดตามประเมินผลทุก 1 เดือน ผลการด าเนินงาน : ผลการดูแลผูปุวย SMIV เดือน ตุลาคม 2565 - กันยายน 2566 สามารถปรับสีผูปุวย SMIV สี แดงเหลือรอยละ 8.50 (4 ราย) สีเหลืองรอยละ 33.33 (15 ราย) สีเขียวเพิ่มขึ้นรอยละ 59.57 (28 ราย) รอยละผูปุวย SMIV ฆาตัวตายส้าเร็จเทากับ 0 ออกเหตุบริการการแพทย์ฉุกเฉินผูปุวย SMIV เฉลี่ยเหลือปีละ 5 ครั้ง เครือขายมี สวนรวมในการดูแลผูปุวย SMIV ทุกราย สรุปการด้าเนินงานและการน้าไปใชประโยชน์ : การเขาใจพื้นฐานของผูปุวย ชุมชนและการท้างานรวมกันทั้งเครือขาย ท้าใหผลลัพธ์ในการดูแลผูปุวย SMIV มีประสิทธิภาพมากขึ้น และจ้าเป็นตองมีCare manager ประสาน สงตอขอมูล กับผูดูแลผูปุวยทั้งเครือขาย เพื่อการดูแลที่รวดเร็วและปลอดภัย ค าส าคัญ : การจัดการรายกรณี , SMIV
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 230 E5.9 การปูองกันอาการทางจิตก าเริบ ในผู้ปุวยจิตเวชและยาเสพติดที่มีประวัติ ก่อความรุนแรงในชุมชน ด้วยการจัดการรายกรณี อ.เมืองยาง จ.นครราชสีมา สันติภาพ เยี่ยมไธสง โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติสมเด็จยา 100 ปี บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ อ้าเภอเมืองยาง จังหวัดนครราชสีมา ในปี พ.ศ. 2563 – 2565 มีผูปุวยจิตเวชและยาเสพติดที่มีประวัติกอความรุนแรงในชุมชน จ้านวน 12, 15 และ 17 รายตามล้าดับ และ พบวามีการกอความรุนแรงในชุมชน 3, 4 และ 7 ครั้ง ตามล้าดับ จากการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา พบวา ผูปุวยที่กอความรุนแรงในชุมชนจะมีอาการทางจิตก้าเริบ ซึ่งเกิดจากปัญหาเรื่องยา, ญาติหรือผูดูแล และการ ใชสารเสพติด ดังนั้นจึงไดทบทวนหาวิธีการ/กระบวนการดูแล เพื่อความปลอดภัยของตัวผูปุวย ครอบครัว ชุมชน รวมทั้งเจาหนาที่ที่ปฏิบัติงาน โดยใชการจัดการรายกรณีใน การด้างานงานในการปูองกันอาการทางจิตของผูปุวยจิตเวชและยาเสพติดที่มีประวัติกอความรุนแรงในชุมชน วัตถุประสงค์เพื่อท้าใหผูปุวยจิตเวชและยาเสพติดที่มีประวัติกอความรุนแรงในชุมชนมีอาการทางจิตสงบ รอย ละ 85 วิธีการด าเนินการ ใชกระบวนการ PDCA ดังนี้ 1) ทบทวนเหตุการณ์ อุบัติการณ์ วิเคราะห์รากสาเหตุของ ปัญหา 2) คัดเลือกผูปุวยโรคจิตเวชและยาเสพติด ที่มีประวัติกอความรุนแรงในชุมชนและจ้าแนกเป็น 3 กลุม คือ กลุมสีเขียว กลุมสีเหลือง และกลุมสีแดง ด้าเนินการใชการจัดการายกรณีในผูปุวยกลุมสีเหลือง 3) หลังจาก ด้าเนินงานผานไป 2 เดือน พบวา ผูปุวยบางรายมีขอจ้ากัดในการดูแลตนเอง และไมมีระบบจิตเวชฉุกเฉินใน ชุมชน 4) มีการพัฒนาแผนการดูแลผูปุวยในสวนของครอบครัว และหนวยงานนอกระบบสาธารณสุข และ พัฒนาระบบจิตเวชฉุกเฉินของอ้าเภอเมืองยาง ผลการศึกษา พบวาเดือนพฤศจิกายน 2565 – กรกฎาคม 2566 ผูปุวยมีอาการทางจิตสงบ 7 ใน 9 เดือน อีก 2 เดือน คือ เดือนมกราคมและเมษายน มีอาการทางจิตก้าเริบ เนื่องจากเป็นเทศกาลปีใหมและ สงกรานต์ ซึ่งผูปุวยยับยั้งใจตนเองไมไดจึงกลับไปดื่มสุราและความไมเขาใจเรื่องการดื่มสุราของครอบครัว จึง ท้าใหผูปุวยมีอาการทางจิตก้าเริบขึ้นมา สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ สามารถน้ากระบวนการจัดการรายกรณี ไปประยุกต์ใชในการดูแล ผูปุวยกลุมโรคที่ยุงยากซับซอนอื่นๆได โดยสามารถปรับใหเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ และศึกษาผลลัพธ์จาก การด้าเนินงานดานอื่นๆ เพิ่มเติม เชน คาใชจายในการรักษาตอราย, ความพึงพอใจของผูปุวยและผูดูแล ค าส าคัญ การจัดการรายกรณี, การปูองกันอาการทางจิตก้าเริบ, ผูปุวยจิตเวชและยาเสพติด, ความรุนแรงในชุมชน
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 231 E5.10 การพัฒนาระบบการดูแลรักษาผู้ปุวยโรคซึมเศร้าอย่างไร้รอยต่อ โรงพยาบาลศีขรภูมิ พญ.นันทิดา ทองอม, ลวฎา ศรีสม, กัญญารัช กรวยทองและรสกร ทองจันทร์ กลุมงานจิตเวชและยาเสพติด โรงพยาบาลศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ จากขอมูลประเทศไทยพบวามีผูปุวยโรคซึมเศรา รับบริการที่แผนกผูปุวยนอกของ โรงพยาบาลรัฐ ในปี 2562, 2563 และ ปี 2564 จ้านวน 303,819, 342,687 และ 322,746 ราย ซึ่งพบวามีแนวโนม เพิ่มขึ้น สอดคลองกับขอมูลคลินิกสุขภาพจิต โรงพยาบาลศีขรภูมิ ที่มีผูปุวยโรคซึมเศรา ในปี 2562, 2563 และ 2564 เป็นจ้านวน 263, 410 และ 490 ราย ตามล้าดับ ผูปุวยโรคซึมเศราเขาถึงบริการสุขภาพจิต ในปี 2562, 2563 และ 2564 คิดเป็นรอยละ 67.38, 68.55 และ 84.51 ตามล้าดับ อัตราผูปุวยโรคซึมเศราฆาตัวตายส้าเร็จ ในปี 2562, 2563 และ 2564 คิดเป็นรอยละ 3.68, 5.93 และ 4.45 ตามล้าดับ จากสภาพปัญหาดังกลาว คลินิกสุขภาพจิต โรงพยาบาลศีขรภูมิจึงใหความส้าคัญในการปูองกันความสูญเสียที่เกิดจากโรคซึมเศรา เนนในมิติของการสงเสริม สุขภาพจิตเพื่อปูองกันการปุวยเป็นโรคซึมเศราทั้งในประชาชนทุกกลุมอายุและผูปุวยที่มีโรคเรื้อรังทางกาย โดยเริ่ม จากการคนหาผูที่มีแนวโนมปุวยเป็นโรคซึมเศราตั้งแตระยะแรก (Early detection) ดวยการคัดกรองโรคซึมเศรา ประเมินความรุนแรงของโรคซึมเศราและแนวโนมการฆาตัวตาย ใหบริการตรวจรักษา และการดูแลชวยเหลือดาน จิตใจ พัฒนาระบบการดูแล ติดตามเฝูาระวังโรคซึมเศราอยางตอเนื่อง วัตถุประสงค์การศึกษา 1. เพื่อพัฒนาระบบการคนหา/คัดกรอง ประเมิน วินิจฉัย ดูแลรักษา และการเฝูาระวังการฆา ตัวตายและไมกลับมาท้ารายตนเองซ้้า 2. เพื่อเพิ่มอัตราการเขาถึงบริการโรคซึมเศรา 3. เพื่อพัฒนาระบบสงตอผูปุวย ที่มีภาวะซึมเศราอยางมีประสิทธิภาพและไรรอยตอ วิธีการด าเนินการ 1. จัดประชุมทีมสหวิชาชีพ PCT จิตเวชและยาเสพติด 2. จัดท้าแนวทางการคนหา/คัดกรอง ประเมิน วินิจฉัย ดูแลบ้าบัดรักษา และการเฝูาระวังการฆาตัวตายและไมกลับมาท้ารายตนเองซ้้า 3. บูรณาการ R9 Health station Plus Mental heal check in 4. Fast Pass IPD Psychiatry , แนวทางการสงตอผูปุวยที่มีโรค ซึมเศรา 5. จัดท้าแนวทางปฏิบัติในการดูแลรักษาผูปุวยโรคซึมเศรา 6. ระบบการเฝูาระวังผูปุวยฆาตัวตายผูปุวยใน SVE and adverse event Program 7. กิจกรรมบ้าบัดจิตใจและสรางอาชีพ 8. Share Staff จิตแพทย์ 9. Psychiatry Telemedicine 10. ติดตามเยี่ยมผูปุวยซึมเศราในพื้นที่ 11. Psychological autopsy ทุกราย ผลการศึกษา/สรุปผลการด าเนินงาน จากการพัฒนาระบบบริการการดูแลโรคซึมเศรา รอยละของผูปุวยโรคซึมเศรา เขาถึงบริการสุขภาพจิตเพิ่มมากขึ้น และทีมสามารถลดแออัด ลดรอคอยที่รพ.ศูนย์สุรินทร์ และรับผูปุวยจาก โรงพยาบาลลูกขายมาดูแลรักษาไดอยางมีประสิทธิภาพ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์“เครือขายบริการสุขภาพจิตไรรอยตอ” คือสรางศักยภาพและความ เขมแข็งในการดูแลประชาชนอยางทั่วถึง โดยเชื่อมโยงบริการระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิและตติยภูมิ เขาไวดวยกัน เพื่อให ประชาชนไดรับบริการที่มีคุณภาพอยางทั่วถึง ค าส าคัญ : Depressive disorder , Seamless depression care
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 232 E5.11 พัฒนาระบบการเข้าถึงบริการโรคซึมเศร้าของนักเรียนโรงเรียนบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา สุวณีย์ โรจนานนท์ , ปิยะมาศ สวาสดิ์นา กลุมงานจิตเวชและยาเสพติด โรงพยาบาลบัวใหญ จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ประเทศไทยมีวัยรุนจ้านวนมากที่เสี่ยงตอการเป็นโรคซึมเศรา หรือมีภาวะซึมเศรา โดยกรม สุขภาพจิตไดเปิดเผยผลการประเมินสุขภาพจิตเด็กแลวัยรุนไทย ในชวงปี 2564 พบวารอยละ 32 มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศรา ในชวง 3 ปีที่ผานมา โรงพยาบาลบัวใหญมีวัยรุนมารับบริการ ซึมเศรา 42, 60 และ 110 คน ในปี 2563-2565 ตามล้าดับ แตพบวาวัยรุนซึมเศรายังเขาถึง บริการลาชา หรือไมเขาถึงบริการ หนวยงานจึงไดทบทวนและปรับปรุงระบบงาน เพื่อเพิ่มโอกาส การเขาถึงบริการการดูแลโรคซึมเศรา การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ใหนักเรียนไดรับการประเมิน ภาวะซึมเศราและเขาถึงบริการเพิ่มขึ้น รวมทั้งไมมีการฆาตัวตายในนักเรียนที่มีภาวะซึมเศราที่ เขาถึงบริการ โดยมีวิธีด้าเนินการคือ การคัดกรองภาวะซึมเศราในนักเรียนชั้น ม.1-6 ของโรงเรียน บัวใหญ จ้านวน 1,778 คน ผาน Google form โดยใชแบบประเมิน Thai version of the Patient Health Questionnaire for Adolescent (PHQ-A) และลงไปประเมินซ้้าที่โรงเรียน ใน กลุมซึมเศราปานกลาง-รุนแรง รวมถึงใหการปรึกษารายบุคคล, ใหเขาถึงการรักษาดวยยาในกลุมที่ มีภาวะซึมเศราระดับมากและรุนแรง สวนในกลุมที่มีภาวะซึมเศราระดับปานกลาง ไดรับการจัด กิจกรรมเสริมสรางความเขมแข็งทางใจ ไดรับความรูเรื่องโรคซึมเศรา, การดูแลตนเอง, ฝึกเทคนิค การผอนคลาย และใหชองทางการติดตอขอความชวยเหลือเพิ่มเติม ทางเบอร์โทรศัพท์, Line, Facebook ผลการศึกษาพบว่า นักเรียนที่ไดรับการประเมิน มีภาวะซึมเศราระดับปานกลาง, มาก และรุนแรง จ้านวน 330 คน คิดเป็นรอยละ 66.67 ในปี 2565 และเพิ่มขึ้นเป็น 478 คน คิดเป็นรอยละ 85.28 ในปี 2566 และเขาถึงบริการจ้านวน 131 คน คิดเป็นรอยละ 39.70 ในปี 2565 และ เพิ่มขึ้นเป็น 326 คน คิดเป็นรอยละ 68.20 ในปี 2566 นักเรียนไดรับการประเมินภาวะซึมเศรา และเขาถึงบริการดูแลโรคซึมเศรามากขึ้น และไมมีนักเรียนที่เขาถึงบริการฆาตัวตาย การน้าผล การศึกษาไปใช ควรค้านึงถึงความถี่ในการคัดกรอง, ความเขาใจเรื่องโรค และการมีสวนตัดสินใจ ในกระบวนการรักษาของวัยรุนและครอบครัว ซึ่งจะมีผลตอการเขาถึงบริการ ค าส าคัญ : โรคซึมเศรา, การเขาถึงบริการโรคซึมเศรา
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 233 E5.12 การพัฒนารูปแบบการเข้าถึงผู้ปุวยโรคซึมเศร้าโรงพยาบาลบัวลายโดยบูรณาการ เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ปิยะวรรณ ทองภู โรงพยาบาลบัวลาย จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: ภาวะซึมเศรา (Depression) เป็นความผิดปกติทางอารมณ์ สามารถเกิดขึ้นได ทุกคนทุกชวงวัย WHO ไดประมาณวา มีประชากรมากกวา 300 ลานคนหรือรอยละ 4 ของประชากรโลกเป็น โรคซึมเศรา- โรคซึมเศราในประเทศไทย อัตราความชุก ของโรคซึมเศราในประชากรที่มี อายุ 15 ปีขึ้นไปปี พ.ศ. 2551 มีอัตราความชุกของโรคซึมเศราโดยรวม 3.4% ของประชากร (ประมาณ 2 ลานคน) โดยผูปุวย จ้านวน 100 คน สามารถเขาถึงการรักษาเพียง 28 คนเทานั้น ท้าใหคนไทยกวา 70 % เสียชีวิตกอนวัยอันควร จังหวัดนครราชสีมา ในปี 2565 มีอัตราผูปุวยรายใหมโรคซึมเศราสูงถึง 201.20 ตอแสนประชากร มีจ้านวนผู ฆาตัวตายส้าเร็จ คิดเป็น 4.90 ตอแสนประชากร และจ้านวนครั้งการพยายามฆาตัวตาย คิดเป็น 47.43 ตอ แสนประชากร จ้านวนสูงที่สุดในเขตบริการสุขภาพที่ 9 โรงพยาบาลบัวลายมีจ้านวนผูปุวยโรคซึมเศรา (ความ ชุก 2.7) คิดเป็นรอยละ 73.10 ซึ่งเกณฑ์เขาถึงผูปุวยซึมเศราเขาถึงบริการ ≥รอยละ 80 ดังนั้นจึงเป็นที่มาของ การการพัฒนารูปแบบการเขาถึงผูปุวยโรคซึมเศรา เพื่อเพิ่มการคัดกรองซึมเศรา การเขารับการรักษาโรค ซึมเศรา เพื่อชวยประเมินคัดกรองสุขภาพจิตเบื้องตน สามารถประเมินไดดวยตนเอง เขาถึงบริการไดงาย สะดวก ลดอุบัติการณ์การฆาตัวตายในผูปุวยโรคซึมเศรา วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาวิธีการคัดกรอง การเขาถึง โรคซึมเศรา และเพื่อลดอุบัติการณ์การฆาตัวตายในผูปุวยโรคซึมเศราไดวิธีด าเนินการ: 1. วิเคราะห์ปัญหา ของผูปุวยซึมเศราในพื้นที่อ้าเภอบัวลาย 2. วิเคราะห์สาเหตุการฆาตัวตายส้าเร็จและพยายามฆาตัวตายไม ส้าเร็จ 3. พัฒนาระบบคัดกรองซึมเศราโดยสราง line official เพื่อท้าแบบประเมิน 2Q plus 4. ใหความรูครู นักเรียนโรงเรียนบัวลายและโรงเรียนหนองหวาพิทยาสรรพ์ คัดกรองซึมเศราในโรงเรียนโดยใชแบบประเมิน 2Q plus 5. ใหค้าปรึกษาผูปุวย 2Q plus : Positive และประเมิน 9Q,8Q 6. สรุปผลการด้าเนินกิจกรรม ผลการศึกษา:ในการท้าแบบประเมิน 2Q Plus นักเรียน และครูโรงเรียนบัวลายและโรงเรียนหนองหวาพิทยา สรรพ์จ้านวน 500 คน ผล 2Q Plus Positive จ้านวน 175 ราย ไดท้าแบบประเมิน 9Q,8Q 1. ไมมีอาการ ของโรคซึมเศราหรือมีอาการของโรคซึมเศรานอยมาก ( 9Q <7 คะแนน ) จ้านวน 158 ราย 2. มีอาการของ โรคซึมเศราระดับนอย (9Q= 7-12 คะแนน ) จ้านวน 12 ราย 3. มีอาการของโรคซึมเศราระดับปานกลาง 9Q= 13 - 18 คะแนน จ้านวน 5 ราย 4. มีอาการของโรคซึมเศราระดับรุนแรง 9Q ≥19 คะแนน ไม พบประเมิน 9Q จ้านวน 2 ราย พบโรคซึมเศราที่มีแนวโนมจะฆาตัวตายในปัจจุบันในระดับนอย (8Q = 1-8 คะแนน) ประสานเขารับการรักษาในโรงพยาบาล ท้าสุขภาพจิตศึกษานัดติดตามอาการ ค าส าคัญ: ผูปุวยโรคซึมเศรา การฆาตัวตาย การพยายามฆาตัวตาย
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 234 E5.13 การพัฒนาระบบบริการผู้ปุวยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ปิยะวดี ศรีธรรม โรงพยาบาลสีดา จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ จากการทบทวนพบวาสถิติขอมูลผูปุวยจิตเวชเสี่ยงกอความรุนแรงแบงตามแบบประเมิน พฤติกรรมความกาวราวรุนแรง (OAS) ได 3 ระดับ โดยจ้านวนผูปุวยที่มีความเสี่ยงสูงตอการกอความรุนแรง ทั้ง 3 ระดับ มีจ้านวนเพิ่มมากขึ้น ปี 2563 มีจ้านวน 54 ราย, ปี 2564 มีจ้านวน 57 ราย, ปี2565 มีจ้านวน 60 ราย ตามล้าดับ ผูปุวย จิตเวชกอความรุนแรงรวมถึงอาการก้าเริบ และกลับมาเป็นซ้้า เป็นผลจากระบบการบริการและระบบการสงตอขอมูลยัง ไมชัดเจนท้าใหเกิดความคลาดเคลื่อนในการประสานงานเกี่ยวกับขอมูลของผูปุวยและแนวทางในการดูแลผูปุวย ผูปุวย สวนใหญมีอาการทางจิตก้าเริบกลับเป็นซ้้าเป็นภาระในการดูแลของผูดูแล วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อพัฒนาเครือขายบริการ ลดอัตราการก้าเริบหรือการกลับเป็นซ้้า ของผูปุวยจิตเวชที่มีความ เสี่ยงสูงตอการกอความรุนแรงปูองกันอันตรายตอรางกายและทรัพย์สินทั้งตัวผูปุวยเอง และผูอื่น วิธีการด าเนินการ ส้ารวจปัญหาเก็บรวบรวมขอมูลสถิติผูปุวยที่เขาสูกระบวนการรักษาและแนวโนมผูปุวยจิตเวชที่ เสี่ยงกอความรุนแรง ประชุมผูเกี่ยวของเพื่อหาแนวทางปฏิบัติในการดูแลผูปุวยฯ ประชุมพัฒนาศักยภาพเครือขาย ระดับชุมชน การเฝูาระวังอาการก้าเริบ และแนวทางในการสงตอผูปุวยเขารับการรักษาอยางเป็นระบบ พัฒนา ศักยภาพเจาหนาที่ เครือขายบริการสุขภาพอ้าเภอสีดา การตอรองเจรจา การจ้ากัดพฤติกรรม ประสานเครือขาย ระดับชุมชน ติดตามเยี่ยมบาน การประเมิน เฝูาระวังอาการก้าเริบ สัญญาณเตือน การกลับเป็นซ้้าหากอาการ เปลี่ยนแปลงประสานเจาหนาที่ รพสต. ในพื้นที่ ประสานสงตอโรงพยาบาลสีดา โรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราช นครินทร์ โรงพยาบาลธัญญารักษ์กรณีผูปุวยอาการก้าเริบซ้้า กอความรุนแรง ตามแนวทางการรักษา คืนขอมูลผูปุวย จิตเวชฯ ใหกับพื้นที่ ชุมชน เครือขาย ในการดูแลผูปุวยตอเนื่อง ภายหลังจากการรักษา ประชุมส้ารวจปัญหาอุปสรรค ในการดูแลผูปุวยจิตเวชฯ รวมกับเครือขายเพื่อพัฒนาระบบการดูแล/สงตอ เพื่อใหมีประสิทธิภาพ ผลการศึกษา ภายหลังการประชุมปรับแนวปฏิบัติและการเสริมศักยภาพเจาหนาที่ พบวา จ้านวนผูปุวยที่มีความเสี่ยง สูงตอการกอความรุนแรงปีงบประมาณ 2565 - 2566 มีจ้านวนลดนอยลง และระดับความรุนแรงที่เป็น ระดับสูง (ระดับ 3) มีจ้านวนลดลง สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ งานสุขภาพจิตและยาเสพติด ไดพัฒนาระบบบริการผูปุวยจิตเวชที่มีความ เสี่ยงสูงตอการกอความรุนแรง ในปีงบประมาณ 2566 โดยพัฒนาเครือขายระดับชุมชนใหสามารถดูแลตอเนื่อง ประเมินเฝูาระวังอาการก้าเริบ สังเกตอาการเตือน การกลับเป็นซ้้า และประสานสงตอเมื่อผูปุวยกอความรุนแรงอยาง ถูกตองเหมาะสม ปลอดภัยทั้งผูปุวย ญาติ และผูใหบริการ ท้าใหในปีงบประมาณ 2566 จ้านวนผูปุวยจิตเวชกอความ รุนแรงมีจ้านวนลดนอยลงทั้ง ระดับ1(กึ่งเรงดวน) และระดับ3(ฉุกเฉิน) ค าส าคัญ: จิตเวช, เสี่ยงสูง
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 235 E5.14 การพัฒนาระบบการดูแลผู้ปุวยโรคซึมเศร้าที่พยายามฆ่าตัวตาย ในกลุ่มอายุ 10-19 ปี สุภาภรณ์ สุดสมัย และ อนุพันธ์ มีเหมาะ โรงพยาบาลหวยแถลง จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ จากการทบทวนขอมูลโรคซึมเศราและผูปุวยพยายามฆาตัวตายของอ้าเภอหวยแถลงปี 2563 – 2565 มีจ้านวนผูปุวยพยายามฆาตัวตาย 15,19 และ 41 รายตามล้าดับ มีผูปุวยโรคซึมเศรา 219,186 และ 309 ราย ตามล้าดับ ผูปุวยโรคซึมเศราสวนใหญอยูในกลุมอายุ 60 ปีขึ้นไป รอยละ 51.25 และกลุมผูปุวยอายุ 10-19 ปี รอยละ 37.68 และยังพบวาในกลุมอายุ 10 – 19 ปี มีอัตราการฆาตัวตายระหวางการรักษาโรคซึมเศรารอยละ 57.14 สูงสุดเมื่อเทียบกับกลุมอายุอื่น ๆ เมื่อน้าขอมูลผูปุวยอายุ 10 – 19ปี มาวิเคราะห์พบวา เป็นเพศหญิง รอยละ 100 และมีอัตราการพยายามฆาตัวตายซ้้าสูงถึง รอยละ 92.85 ปัจจัยกระตุนที่ท้าใหผูปุวยพยายามฆา ตัวตายซ้้าไดแก 1)ปัญหาเรื่องครอบครัวหรือครอบครัวไมเขาใจโรคซึมเศราคิดวาเป็นพฤติกรรมการเรียกรอง ความในสนใจหรือครอบครัวไมสนใจ ปลอยปละละเลย รอยละ61.53 2)ปัญหาเรื่องความรัก ผิดหวังเรื่องความ รัก รอยละ 21.43เป็นตน วัตถุประสงค์ของการศึกษา 1. เพื่อลดอัตราการฆาตัวตายซ้้าในกลุมอายุ 10 – 19 ปี และ 2. เพื่อให ครอบครัวมีสวนรวมในการดูแล วิธีการด าเนินการ ระบบการดูแลผูปุวยพยายามฆาตัวตายเดิม นักจิตวิทยาเป็นผูใหค้าปรึกษาขณะผูปุวย ADMIT โดยใชเครื่องมือ 9Q 8Q และการวางแผนการจ้าหนายรวมกับทีมสหวิชาชีพทุกราย รวมถึงการให ค้าปรึกษาครอบครัวเพื่อเฝูาระวังการท้ารายตนเองซ้้า โดยติดตามหลังจ้าหนาย 3 วัน ลงเยี่ยมบานภายใน 7 วัน นัดท้าจิตบ้าบัดในกลุมที่มีปัญหาซับซอนและติดตามตอเนื่องจนครบ 1 ปีแตยังพบปัญหาวาผูปุวยมีการฆา ตัวตายซ้้าบอยครั้ง จึงไดพัฒนาการแนวทางการดูแลผูปุวยพยายามฆาตัวตายเพิ่มขึ้น ไดแก 1)การท้าFamily therapy รวมกับการท้าจิตบ้าบัด หรือใหค้าปรึกษา อยางนอย 2ครั้ง ใน 2 เดือน หรือตามความซับซอนของ ปัญหา 2)สราง QR code ไลน์ และ เพจคลินิกมีสุขเพื่อขอค้าปรึกษาออนไลน์3)จัดท้าโปสเตอร์เตือนใจ “ดิ่ง เมื่อไรใหไลน์มา” 4)ปรับการติดตามผูปุวยขาดนัด โดยโทรศัพท์ติดตามผูปุวยในวันที่ผูปุวยขาดนัด สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ผลลัพธ์การพัฒนาระบบการดูแลผูปุวยโรคซึมเศราที่พยายามฆาตัว ตายในกลุมอายุ 10-19 ปี เมื่อเปรียบเทียบกับสถิติในปีที่ผานมา พบวาครอบครัวมีสวนรวมในการท้าจิตบ้าบัด อยางนอย 1 ครั้งเพิ่มขึ้น รอยละ100 ครอบครัวมีสวนรวมในการท้าจิตบ้าบัด 2 ครั้งเพิ่มขึ้น รอยละ 88.89 และอัตราการฆาตัวตายซ้้าในกลุมผูปุวยอายุ 10-19 ลดลง รอยละ 11.11 และอัตราการฆาตัวตายส้าเร็จ เป็น 0 ค าส าคัญ โรคซึมเศรา,การพยายามฆาตัวตาย
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 236 E5.15 การพัฒนาสมรรถนะทีมบุคลากรในการดูแลผู้ปุวยจิตเภทที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง โรงพยาบาลชัยภูมิ ผกามาศ สุฐิติวนิชและสันติภาพ คงนาวัง หอผูปุวยจิตเวช โรงพยาบาลชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ บทคัดย่อ การวิจัยเป็นการวิจัยเพื่อพัฒนา (Development Research) เพื่อพัฒนาสมรรถนะทีมบุคลากรในการดูแล ผูปุวยจิตเภทที่มีพฤติกรรมกาวราวรุนแรง หอผูปุวยจิตเวชและยาเสพติด โรงพยาบาลชัยภูมิ กลุมเปูาหมาย คือ ทีม บุคลากรปฏิบัติงานหอผูปุวยจิตเวชและยาเสพติด โรงพยาบาลชัยภูมิ 18 คน ที่ดูแลผูปุวยจิตเภทที่มีพฤติกรรมกาวราว รุนแรง เขารับการรักษาในโรงพยาบาลชัยภูมิ ในชวงวันที่ 1 ตุลาคม 2565 ถึง วันที่ 30 ธันวาคม 2565 วิเคราะห์ ขอมูลตามระเบียบวิธีทางสถิติ โดยใชโปรแกรมส้าเร็จรูป สถิติที่ใชไดแก การแจกแจงความถี่ รอยละ คาเฉลี่ย สวน เบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบที (Paired simples t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1. คุณลักษณะของกลุมเปูาหมาย พบวา เป็นเพศชายมากที่สุด คือรอยละ 53.33 อายุเฉลี่ย 34.33 ปี (S.D.= 7.48) สวนใหญจบการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเทา รอยละ 66.67 และปฏิบัติงานในต้าแหนงพยาบาล รอย ละ 53.33 มีประสบการณ์ในการท้างานดูแลผูปุวยจิตเวชเฉลี่ย 3.33 ปี (S.D.= 1.95) และทุกคนไมเคยรับการอบรม เพื่อพัฒนาสมรรถนะทางการพยาบาล รอยละ 100 2. ดานความรู เรื่องพฤติกรรมกาวราวรุนแรงของผูปุวยจิตเภทและการจัดการของบุคลากร พบวา เมื่อ เปรียบเทียบระดับคะแนนความรูเฉลี่ยกอนและหลังการอบรม พบวา มีระดับคะแนนเฉลี่ยกอนการอบรม เทากับ 14.26 (S.D. = 0.85) และคะแนนเฉลี่ยหลังการอบรม 18.73 (S.D.=1.18) เพิ่มขึ้นอยางมีนัยส้าคัญทางสถิติ 3. ดานทักษะ พบวา ทีมบุคลากรมีทักษะในการจัดการชวยเหลือผูปุวยที่มีพฤติกรรมกาวราวรุนแรง โดยใช กลวิธีการปูองกันและการจัดการพฤติกรรมกาวราวรุนแรง ดังนี้ 3.1 ทีมบุคลากร ใชกลวิธีการจัดการชวยเหลือในผูปุวยที่มีพฤติกรรมกาวราวรุนแรง ระดับ 1 โดยสอน ทักษะใหผูปุวยควบคุมพฤติกรรม ควบคุมอารมณ์ และดูแลใหการพยาบาลตามแผนการรักษา สามารถควบคุมปูองกัน การเกิดพฤติกรรมกาวราวรุนแรงได 3.2 ทีมบุคลากร ใชกลวิธีการจัดการชวยเหลือในผูปุวยที่มีพฤติกรรมกาวราวรุนแรง ระดับ 2 โดยใชทักษะ การสื่อสาร การแยกผูปุวยโดยน้าไปไวในหองจ้ากัดพฤติกรรม และในผูปุวยที่มีพฤติกรรมกาวราวระดับ 3 ทีมบุคลากร ไดจ้ากัดพฤติกรรมโดยการผูกมัดกับเตียงผูปุวยและใหการรักษาฉีดยาเพื่อควบคุมอาการ 4. ดานผูปุวย ลักษณะพฤติกรรมกาวราวรุนแรงที่เขารวมการศึกษา 30 ราย สวนใหญเป็นการท้ารายผูอื่น คิดเป็นรอยละ 46.67 เป็นผูชายรอยละ 30 ผูหญิงรอยละ 16.67 รองลงมาเป็นพฤติกรรมกาวราวรุนแรงดานค้าพูด คิดเป็นรอยละ 26.67 เป็นผูชายรอยละ 10 ผูหญิงรอยละ16.67 จากการวิจัยนี้ชี้ใหเห็นวา การใหความรู ในการดูแลผูปุวยจิตเวชโดยการกระบวนการกลุม มีการท้างานเป็น ทีม สงผลใหบุคลากรเกิดความเชื่อมั่นสามารถจัดการปัญหาผูปุวยได เกิดความปลอดภัยทั้งผูปุวยและทีมบุคลากร ค าส าคัญ: สมรรถนะทีมบุคลากร; การดูแล; ผูปุวยจิตเภทที่มีพฤติกรรมกาวราวรุนแรง
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 237 E5.16 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วย Alcohol Withdrawal “ผูกรัด มัดใจ ปลอดภัย จากAlcohol Withdrawal” ปิ่นฤทัย อรัญศักดิ์ ตึกผู้ปุวยในโรงพยาบาลขามทะเลสอ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ตึกผู้ปุวยในให้บริการดูแลรักษาพยาบาลผู้ปุวยทางอายุรกรรมเพศชายและ เพศหญิง รวมถึงกลุ่มผู้ปุวยที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวควบคุมตนเองไม่ได้จากภาวะถอนพิษสุรา ในปี 2565-2566 พบว่า มีจ านวนผู้มารับบริการที่มีปัญหาจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วก่อให้เกิดภาวะถอนพิษสุรา เข้า รับบริการ(admit) มีจ านวนมากขึ้น 49 และ 62 ตามล าดับ เมื่อผู้ปุวยกลุ่มนี้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล จ าเป็นต้องมีการหยุดดื่มสุรากะทันหัน จึงเป็นสาเหตุที่ท าให้เกิดอาการของการขาดสุราขึ้น จากการดูแลผู้ปุวย Alcohol withdrawal ที่ผ่านมา พบอุบัติการณ์ความเสี่ยงเกิดขึ้น เช่น พลัดตกเตียง, บาดเจ็บจากการผูกมัด, เนื่องจากขาดการประเมินเฝูาระวังอาการอย่างต่อเนื่อง จากการทบทวนพบว่ายังขาดรูปแบบการดูแลที่มีความ ต่อเนื่องตั้งแต่ประเมินแรกรับ การประเมินเมื่อเข้าสู่ระยะ Alcohol withdrawal ท าให้ได้มีการพัฒนารูปแบบ การดูแลผู้ปุวยที่มีภาวะ Alcohol withdrawal หอผู้ปุวยในขึ้น วัตถุประสงค์การศึกษา : เพื่อพัฒนารูปแบบ การดูแลผู้ปุวยที่มีภาวะ Alcohol withdrawal และเพื่อลดอุบัติการณ์ความเสี่ยงในการดูแลผู้ปุวยที่มีภาวะ Alcohol withdrawal วิธีการด าเนินการ 1. ประชุมและทบทวนหาแนวทางแก้ไขปัญหา ค้นหาปัญหา โดยน าเครื่องมือแบบประเมิน ความรุนแรงอาการถอนพิษสุราด้วยเครื่องมือ AWS (Alcohol Withwal scale มาปรับใช้ในการดูแลประเมิน ผู้ปุวยที่มีภาวะติดสุรา 2. ทบทวนแนวทางการจัดให้ผู้ปุวยนอนเตียงที่มีไม้กั้นเตียงและยกกั้นเตียงตลอดเวลา จัดให้อยู่ใกล้ Nurse’s station เฝูาระวังอาการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด 3. ทบทวนแนวทางการผูกมัดใน กรณีผู้ปุวยที่มีอาการเอะอะโวยวาย มีการขออนุญาตญาติผู้ดูแลใกล้ชิด โดยอธิบายเหตุผลความจ าเป็นในการ ผูกมัด มีการเซ็นยินยอม (Informed Consent) ในการผูกมัดทุกราย เพื่อปูองกันการร้องเรียนจากการผูกมัด ผลการศึกษา ผลจากการพัฒนารูปแบบแนวปฏิบัติการดูแลผู้ปุวย Alcohol With drawal ได้แนวทางการ ดูแลผู้ปุวยขึ้นมาใหม่ คือแบบประเมินระดับ ความรุนแรงของภาวะถอนพิษสุรา (Alcohol withdrawal scale หรือ AWS) ท าให้มีการบริหารยาได้สอดคล้องกับระดับความรุนแรงของผู้ปุวย สรุปผลการศึกษาและ การน าไปใช้ประโยชน์1. ใช้แนวทางการดูแลผู้ปุวยที่มีภาวะ Alcohol withdrawal 2.ใช้แบบประเมินความ รุนแรงอาการถอนพิษสุราด้วยเครื่องมือ AWS (Alcohol Withdrawal Scale) AWS > 5 คะแนน มีการให้ยา ตามแนวทาง 3. พัฒนาปรับปรุงวิธีการผูกมัดและอุปกรณ์ในการผูกยึดผู้ปุวยให้มีประสิทธิภาพ จัดท านวัตกรรม ผ้าผูกข้อมือ ข้อเท้า และผ้ารัดหน้าอก และ สาธิตเทคนิคถูกต้องแก่เจ้าหน้าที่ และญาติผู้ปุวย ค าส าคัญ : Alcohol Withdrawal
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 238 E5.17 การพัฒนาระบบการดูแลผู้ปุวยภาวะถอนพิษสุรา (Alcohol withdrawal) เพ็ญพิศ ศรีรัตนะ โรงพยาบาลบ้าเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ การศึกษาพัฒนาแนวทางการประเมิน และดูแลผูปุวยภาวะถอนพิษสุรา (Alcohol withdrawal) ในหอผูปุวยชาย โรงพยาบาลบ้าเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลชุมชน 60 เตียงไมมี จิตแพทย์ อายุรแพทย์ประจ้า รับค้าปรึกษาจากโรงพยาบาลแมขาย(จังหวัดชัยภูมิ)และโรงพยาบาลจิตเวช จังหวัด นครราชสีมา เมื่อมีภาวะวิกฤตรุนแรงควบคุมอาการไมไดประสานสงตอโรงพยาบาลแมขายและโรงพยาบาล จิตเวช ใช แบบประเมินความรุนแรงอาการถอนพิษสุรา (alcohol withdrawal scale; AWS) ของกรมสุขภาพจิต กระทรวง สาธารณสุข และจัดท้าแนวทางในการดูแลผูปุวยตามความรุนแรงตามความเห็นของทีม (patient care team; PCT) โรงพยาบาลบ้าเหน็จณรงค์ วัตถุประสงค์ เพื่อใหผูปุวยไดรับการดูแลอยางปลอดภัยเป็นระบบ ลดภาวะแทรกซอน รับ การฟื้นฟูสุขภาพอยาง มีประสิทธิภาพทั้งกายและใจ ด้าเนินชีวิตได วิธีการด าเนินการ เก็บรวบรวมขอมูลใชหลักการ มาตรฐานการพยาบาลผูปุวยใน 11 มาตรฐาน รวมกับแนวทางการประเมินและดูแลอาการถอนพิษสุราที่ไดจัดท้าและ ปรับปรุงขึ้นในปี พ.ศ.2562 ใชแนวทางการใหยาระงับประสาท(ก้าหนดโดยทีมยาของโรงพยาบาล)เฝูาระวังอาการไม พึงประสงค์ประเมินความรุนแรงตามแบบประเมินAWSใหการบ้าบัดรักษา 3 ระยะ ระยะ 1 ถอนพิษสุรา อยูในระยะ วิกฤตอันตรายตอชีวิต ระยะ 2 ฟื้นฟูสภาพรางกายและจิตใจ (เมื่อพนจากอาการถอนพิษสุรา) ระยะ 3 บ้าบัดรักษา ตอเนื่อง (คลินิกสุรา,โรงพยาบาลแมขาย,โรงพยาบาลจิตเวช) ใชCPG Alcohol withdrawal, แบบประเมินAWS แนว ทางการใหยาระงับประสาท ซึ่งศึกษาตุลาคม พ.ศ. 2563 ถึง กันยายน พ.ศ. 2566 โดยรวบรวมขอมูลจากเวชระเบียน ที่รับเขารักษาภายในโรงพยาบาล 79 ราย น้าขอมูลที่ไดจากการศึกษาตอไป ผลการศึกษา จากผูปุวย 79 ราย ที่มี อาการถอนพิษสุราทั้งหมด พบวา 76 ราย (96.2%) มีการฟื้นฟูทางดานรางกายไดรวดเร็วขึ้น สามารถควบคุมอาการ ใหสงบ สามารถวางแผนจ้าหนาย (discharge) ไดจากระยะเวลาเฉลี่ย 4-7 วัน ลดลงเหลือเฉลี่ย 2-3 วัน ไมพบ ภาวะแทรกซอน เชน บาดเจ็บจากการผูกมัด, บาดเจ็บจากหกลม และปอดอักเสบจากการส้าลัก เป็นตน อยางไรก็ ตามพบวามี 3 ราย (3.8%) ที่ควบคุมอาการไมได โดย 1 ราย (1.3%) เป็นผูปุวยที่หนีออกจากโรงพยาบาล และ 2 ราย (2.5%)เป็นผูปุวยท้าลายขาวของในเวลาตอมาสามารถควบคุมอาการไดและสามารถวางแผนจ้าหนายไดตอไป ข้อเสนอแนะ1.ผูปุวยไดรับการดูแลอยางเป็นระบบและปลอดภัยจากภาวะแทรกซอนและมีความพรอมทางดานจิตใจ สรางแรงจูงใจใหหยุดดื่มสุราไดนานที่สุด และด้าเนินชีวิตไดปกติสุข ไดรับการรักษาเบื้องตนใกลบานโดยโรงพยาบาล ชุมชน ลดความแออัดในการไปรักษากับผูเชี่ยวชาญที่โรงพยาบาลจิตเวชและโรงพยาบาลแมขาย 2.หอผูปุวยชายจัดท้า แนวทางปฏิบัติการพยาบาล ใชในการวางแผนการพยาบาลดูแลผูปุวยอยางเป็นระบบเพิ่มขึ้นการปฏิบัติการพยาบาล ของทีมเป็นไปในแนวทางเดียวกันท้าใหงานมีประสิทธิภาพ 3.น้าแนวทางปฏิบัติไปใชในหนวยงานอื่นๆของโรงพยาบาล และเตรียมความพรอมของทีมใหเหมาะสม 4.จัดอบรมทีมเรื่องการรับมือสถานการณ์รุนแรงในกรณีผูปุวยไมสามารถ ควบคุมตนเองได 5.ติดตามผูปุวยอยางตอเนื่อง รวมมือกับคลินิกสุรา,ชุมชน และครอบครัว ค าส าคัญ : ภาวะถอนพิษสุรา, Alcohol withdrawal, CPG
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 239 E5.18 การพัฒนาการดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะถอนพิษสุราโรงพยาบาลโนนไทย อ าเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา พวงเพชร ชูจอหอ หน่วยงาน โรงพยาบาลโนนไทย บทคัดย่อ จากสถิติในปี พ.ศ.2562-2566 การดูแลผู้ปุวยที่มีภาวะถอนพิษสุราที่มารับบริการที่ตึกผู้ปุวยในชายมี แนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจ านวน 165, 171, 170, 161, 151 ตามล าดับ ทีมสหวิชาชีพมีการทบทวนกระบวนการดูแล ผู้ปุวยพบว่าพยาบาลขาดทักษะในการประเมินภาวะถอนพิษสุรา (alcohol withdrawal scale) ผู้ปุวยไม่ได้ รับการรักษาตาม CPG และไม่มีการเฝูาระวังภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อให้ผู้ปุวยได้รับการประเมิน เฝูาระวังและให้การรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสม ทันเวลาและลดการเกิดภาวะแทรกซ้อน วิธีการด าเนินการ ในปี พ.ศ.2556 โรงพยาบาลโนนไทยพบปัญหาการดูแลผู้ปุวยที่มีภาวะถอนพิษสุราเสียชีวิต จากภาวะ Hypoglycemia 2 ราย และพบอุบัติการณ์ผู้ปุวยวิ่งหนีออกจากโรงพยาบาลไปท าร้ายร่างกายผู้อื่น 1 ราย ทีมสหวิชาชีพจึงมีการพัฒนาการดูแลผู้ปุวยที่มีภาวะถอนพิษสุราในปี พ.ศ.2557-2561 โดยปรับปรุง CPG, Standing order เพิ่มการเจาะ DTX เพื่อประเมินภาวะ Hypoglycemia ในปี พ.ศ. 2561 พบปัญหา ผู้ปุวยที่มีประวัติการดื่มสุราชัก ขณะรอตรวจแผนกผู้ปุวยนอก 1 ราย จึงจัดอบรมฝึกทักษะพยาบาลในการ ประเมิน AWS และเพิ่มการประเมิน AWS, Audit ในผู้ปุวยที่มีประวัติการดื่มสุราตั้งแต่ผู้ปุวยมารับบริการที่ แผนกผู้ปุวยนอกและแผนกอุบัติเหตุฉุกเฉินต่อเนื่องถึงตึกผู้ปุวยใน มีการปรับแนวทางการให้ยา Lorazepam ตามคะแนน AWS ต่อมาในปี พ.ศ. 2564 มีการจัดท า Clinical tracer และปรับ Standing order โดยเพิ่ม แนวทางการปูองกันภาวะ Apnea หลังจากได้รับยา Diazepam และปรับแนวทางการให้ยาในผู้ปุวยที่มีการ ท างานของตับบกพร่อง ผลการศึกษา ปี พ.ศ. 2563-2566 อัตราการปฏิบัติตาม CPG เพิ่มขึ้น ร้อยละ 50.31, 61.17, 50.31, 77.8 ผู้ปุวยได้รับบาดเจ็บจากการผูกยึด 3, 3, 2, 2 ราย ตามล าดับ ไม่พบการเสียชีวิตจากภาวะ Hypoglycemia และไม่มีอุบัติการณ์การท าร้ายร่างกายผู้อื่น สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์จากการทบทวนการดูแลผู้ปุวยที่มีภาวะถอนพิษสุรา ท าให้มีการ ปรับปรุง CPG และ Standing order ให้เหมาะสมเพื่อใช้ในการดูแลและการควบคุมอาการถอนพิษสุรา ท าให้ พยาบาลมีความรู้ สามารถจัดระดับความรุนแรงภาวะถอนพิษสุราและบริหารยาถูกต้อง ขยายผลการพัฒนา ระบบการดูแลผู้ปุวยที่มีภาวะถอนพิษสุรา ไปยังตึกผู้ปุวยในหญิง แผนกผู้ปุวยนอกและห้องอุบัติเหตุฉุกเฉิน มี การวางแผนจัดท าโครงการ ลด ละ เลิก สุราในชุมชนต้นแบบหมู ่บ้านน าร ่องตามโปรแกรม CBTx ต าบล เพื่อให้ความรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่อไป ค าส าคัญ : alcohol withdrawal, AWS
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 240 E5.19 การติดตามดูแล ผู้มีอาการเจ็บป่วยทางจิตรุนแรงจากการใช้สารเสพติดกลับสู่ชุมชนแบบจัดการรายกรณี : กรณีศึกษา สุพรรณ ยมดี โรงพยาบาลบ าเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ บทคัดย่อ ปัจจุบันพบผู้ก่อพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงต่อตนเองและผู้อื่นในสังคมเพิ่มมากขึ้น สาเหตุส่วนใหญ่มาจาก ปัญหาอาการเจ็บป ุวยทางจิตจาก การใช้ยาแล และสารเสพติด ถานที่ก่อเหตุพบในชุมชนมากกว่าที่บ้าน ท าให้พบ ประชาชนใกล้เคียงได้รับผลกระทบร่วมกับสมาชิกในครอบครัวด้วย เช ่น มีผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บจากการก่อ ความรุนแรง ส่วนหนึ่งของผู้ก่อเหตุพบว่าเป็นผู้ป ุวยจิตเวชเรื้อรังกลุ่มเสี่ยง ที่ขาดการรักษาต่อเนื่อง ไม่ยอมรับการ เจ็บป ุวย ขาดยา ใช้สารเสพติด ขาดผู้ดูแล และ ขาดการติดตามอย ่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบรายงานผล การศึกษาครั้ง นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามดูแลและวางแผนจ าหน่ายผู้ ที่มีอาการเจ็บปุวย ทางจิตรุนแรง จากการใช้ สารเสพติด โดยใช้การดูแลแบบการจัดการรายกรณีกับผู้ปุวยที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีอาการทางจิตก าเริบซ ้า จากการใช้ สารกระตุ้นประสาท มีความยุ่งยากซับซ้อนต่อการดูแล ใช้สารเสพติดต่อเนื่อง ไม่ยอมรับอาการเจ็บป ุวย ก่อความ เดือดร้อนสร้างความหวาดกลัวให้ คนในชุมชนของหมู่บ้าน ณ ต าบลแห่งหนึ่งของอ าเภอบ าเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ ถูกส่งรักษาต่อสถานพยาบาลระดับทุติยภูมิและตติยภูมิ รวม 6 ครั้ง จนญาติและชุมชนไม่ยอมรับกลับคืน พยาบาล ชุมชนของโรงพยาบาลบ าเหน็จณรงค์ จึงน าการจัดการรายกรณีมาดูแลผู้ป ุวยรายนี้แบบองค์รวม เครื ่องมือ คือ บุคลากรสหวิชาชีพ แผนการร่วมดูแลของทีมสุขภาพ และเตรียมความพร้อมผู้ปุวย ญาติและชุมชนด้วยรูปแบบ D METHOD เป็นแนวทางด าเนินกิจ กรรม สถานที่ ด าเนินการคือ บริเวณศาลาวัดในชุมชนใกล้ บ้านที่ผู้ปุวยอาศัย ระยะเวลาด าเนินการตั้ง 3 มกราคม 2566 3 มีนา คม 25 66 น าทักษะกระบวนการกลุ่มบ าบัดมาประยุกต์ใช้สื่อสาร ผลการด าเนินงานพบว่าญาติและคนในชุมชนเข้าใจอาการเจ็บป ุวยทางจิตของผู้ ปุวยมีความมั่นใจในการให้ความ ร่วมมือดูแล และทราบแหล่งสนับสนุนช ่วยเหลือ ทีมสหวิชาชีพเข้าใจบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบตนเอง ผู้ป ุวย ยอมรับการรักษา หยุดใช้สารเสพติด เข้าใจอาการเจ็บปุวยจากการใช้สารเสพติด กินยาต่อเนื่อง ไม่มีอาการทางจิต ก าเริบรุนแรง สิ ่งที ่เรียนรู้หลังด าเนินการ ติดตาม ดูแลด้วยการจัดการรายกรณี พบว ่า เป็น กิจกรรมที ่ผ่านการ วิเคราะห์ กลั่นกรอง เรียนรู้ และวางแผนเป็นระบบตามองค์ประกอบการดูแล ช ่วยให้ผู้ปุวย ญาติ และชุมชนได้รับ ความช่วยเหลือตรงตามความต้องการ เห็นผลลัพธ์การด า รงชีวิตของผู้ปุวย ร่วมกับชุมชนอย่างสงบ ภายใต้การร่วม ดูแลของสหวิชาชีพ ซึ่งสามารถการจัดการรายกรณีประยุกต์ ใช้กับอาการเจ็บปุวยที่ซับซ้อน มี ปัญหา ร่วมหล ลาย ด้าน เพื่อช่วยลดภาระรักษาพยาบาลการดูแลในระยะยาวได้ ค าส าคัญ :การจัดการรายกรณี , ผู้ มีอาการเจ็บปุวยทางจิตรุนแรง
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 241 E5.20 แนวทางการพัฒนาแก้ปัญหา เคสซึมเศร้าระดับรุนแรงที่มีการ Admotted ซ้ าโดยใช้ทฤษฎีการดูแล มนุษย์ของวัตสัน (Watson’s Caring Theory)ร่วมกับสุนทรียสนทนาโดยพยาบาลจิตอาสา เรืองยศ โพธิข้า โรงพยาบาลพุทไธสง อ้าเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ปี 2564-2565 เคสซึมเศรา เด็กหญิงอายุ 17 ปี เขา-ออกนอนโรงพยาบาลดวยเรื่องเอะอะโวยวาย ท้ารายตนเอง ได Refer ไปรักษา ร.พ.ประจ้าจังหวัด 7 ครั้ง รักษาที่ ร.พ.พุทไธสง ดวยเรื่องท้ารายตนเอง 7 ครั้ง ในปี พ.ศ. 2564 ไดสงตัวไปรักษาที่ ร.พ.จิตเวชนครราชสีมา วันที่ 8 พ.ย. 2564 ปี พ.ศ. 2565 ไดเขา นอนที่โรพยาบาลพุทไธสง 6 ครั้ง ดวยเรื่องเอะอะโวยวาย กินยาเกินขนาด กรีดแขน ท้ารายตนอง พยาบาลจิต อาสา ทราบปัญหาที่เกิดขึ้น ไดเขาไปเป็นพยาบาลจิตอาสาชวยเหลือ โดยใชหลัก ทฤษฎีการดูแลมนุษย์ของวัต สัน (Watson’s Caring Theory) รวมกับการใชสุนทรียสนทนา ในการจัดการปัญหาเคสท้าใหผูปุวยหายจาก โรคซึมเศราและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผูปุวยหยุดรับยาโรคซึมเศราเมื่อเดือนมิถุนายน 2566 และกลับมาใชชีวิต ปกติ เป็นจิตอาสาท้างานที่ ร.พ. พุทไธสง วัตถุประสงค์: เพื่อใหผูปุวยหายจากโรคซึมเศราและกลับมาใชชีวิต ไดตามปกติวิธีด าเนินการ : แจงกับผูปุวยเพื่อแจงใหทราบวาเป็นพยาบาลจิตอาสาที่จะเขามาดูแลชวยเหลือ ผูปุวย ท้าความรูจักกับครอบครัวผูปุวย Family meeting พูดคุยแนวทางการดูแลแกปัญหาเพื่อผลลัพธ์ที่ดี ความรวมมือจากทุกฝุาย ดูแลคนไขหลัก ทฤษฎีการดูแลมนุษย์ของวัตสัน (Watson’s Caring Theory) รวมกับการใชสุนทรียสนทนา แนะน้าเขามาเป็นจิตอาสาในโรงพยาบาลรวมดูแลผูปุวยกลุมไรญาติผูปุวยเขามา เป็นจิตาสา ฝึกการดูแลเคสผูปุวยติดเตียง เปราะบาง เคสลางไตที่ไมมีคนดูแล ฝึก train นองเกี่ยวกับการ ดูแลเคสติดเตียง เคสลางไต เคสผูปุวยไรญาติ นองออกเยี่ยมผูปุวยตามต้าบลตางๆในเขตอ้าเภอพุทไธสงและ ใกลเคียง พาผูปุวยไปรับยาซึมเศรา เลาอาการใหแพทย์ทราบที่คลินิกรักษ์ใจ รพ.บุรีรัมย์ แพทย์ใหลดยาและ หยุดยาโรคซึมเศราเมื่อ เดือนมิถุนายน 2566 ใหผูปุวยฝึกเขากิจกรรมงานเลี้ยงในโรงพยาบาล รวมสังคมใน โรงพยาบาล เลนกีฬา ผูปุวยท้างานเป็นจิตอาสา คลินิกลางไต โรงพยาบาลพุทไธสง เดือนมิถุนายน 65 ถึง ปัจจุบัน ผลการศึกษา :ผูปุวยหยุดยาโรคซึมเศรา เดือน มิถุนายน 2566 ไมนอนโรงพยาบาลดวยโรคซึมศรา ฆาตัวตาย หลังจากที่พยาบาลจิตอาสาไปดูแลชวงเดือนมิถุนายน 2565 ผูปุวยเขามาเป็นจิตอาสาชวยงานลาง ไตและงานเยี่ยมบาน ใชชีวิตปกติอยูรวมในสังคมไดดีสรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : เขาไปดูแล ชวยเหลือเคสซึมเศรา โดยการจัดการเคสรายกรณี ใชหลัก ทฤษฎีการดูแลมนุษย์ของวัตสัน (Watson’s Caring Theory) รวมกับใชสุนทรียสนทนา ติตามดูแลตอเนื่อ งการไดเขารวมท้ากิจกรรมจิตอาสาท้าใหเคส ผูปุวยหายจากโรคซึมเศราและใชชีวิตตามปกติมีคุณคาตอสังคมไดสามารถน้าทฤษฎีไปประยุกต์ใชกับเคส ซึมเศรารายอื่นๆได ค าส าคัญ : โรคซึมเศรา ทฤษฎีวัตสัน พยาบาลจิตอาสา
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 242 มหกรรมคุณภาพ HACC Forum นครชัยบุรินทร์ครั้งที่ 16 “Growth Mindset for Better Healthcare System” ในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 08.30-17.00 น. ณ โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา E-Poster Presentation กลุ่มที่ 6 การพัฒนาระบบแพทย์แผนไทย/เวชศาสตร์ฟื้นฟู/เครือข่าย/Spiritual จ านวน 21 เรื่อง น าเสนอวันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 เวลา 14.30-18.30 น ห้องอรพิม ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์ โทรศัพท์ หมาย เหตุ 1 14.30 - 14.40 น. การพัฒนารูปแบบการ คัดกรองภาวะเบาหวาน ขึ้นจอประสาทตา นางสาว กรรณิกา กิ่งกน ทา โรงพยาบาลภู เขียว เฉลิมพระ เกียรติ ชัยภูมิ 0845261949 2 14.40 - 14.50 น. การพัฒนารูปแบบการ ฟื้นฟูผูพิการขาขาดราย ใหมในชุมชน เขตอ้าเภอ เกษตรสมบูรณ์ นางสาวจันทร์ เพ็ญ ปักการะโน โรงพยาบาล เกษตรสมบูรณ์ ชัยภูมิ 0973288528 3 14.50 - 15.00 น. การพัฒนาระบบการ ท้างานของ อสม. (หมอ คนที่1) ดวยกลยุทธ์ 6 ต. เพื่อ สังคมสูงวัย นางสาว กฤษณา จ้าปา โพธิ์ โรงพยาบาล เฉลิมพระ เกียรติสมเด็จ ยา 100 ปี นครราชสีมา 0917088597 4 15.00 - 15.10 น. การพัฒนาระบบการ ดูแลผูปุวยแบบ ประคับประคองแบบไร รอยตอ เครือขาย รพ. โนนไทย. นางสาวจินตนา ค้ายะ โรงพยาบาล โนนไทย นครราชสีมา 0854955466 5 15.10- 15.20 น ตัวหางไกล แตใจไมหาง กัน .. เพราะ Covid ท้า อะไรเราไมได นางธัญวลัย มงคลเคหา โรงพยาบาล ศีขรภูมิ สุรินทร์ 0959012522 6 15.20 - 15.30 น. การพัฒนารูปแบบการ ดูแลแบบ ประคับประคองส้าหรับ ผูปุวยโรคไตเรื้อรังระยะ สุดทายที่ไมไดรับการ บ้าบัดทดแทนไต โดย ทีมสหวิชาชีพ จิตอาสา และชุมชนแบบมีสวน รวม นางกิตติพรรณ์ ผาดโผน โรงพยาบาลพุท ไธสง บุรีรัมย์ 0878535394 7 15.30 - 15.40 น. การพัฒนารูปแบบการ ดูแลแบบ นางอรุณรัศมี สาที โรงพยาบาล บานฝาง ขอนแกน 0874322256
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 243 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์ โทรศัพท์ หมาย เหตุ ประคับประคองอยาง ยั่งยืน ไรรอยตอ เครือขาย สุขภาพอ้าเภอบานฝาง จังหวัดขอนแกน 8 15.40 - 15.50 น. การดูแลทางจิตวิญญาณ ในผูปุวยระยะทายและ ครอบครัว นางสาวกมล พรรณ เทียมมณีรัตน์ โรงพยาบาล บุรีรัมย์ บุรีรัมย์ 0833714403 9 15.50 – 16.00 น ผลของโปรแกรมการ ดูแลแบบ ประคับประคองตอ คุณภาพชีวิต ในผูปุวยมะเร็งระยะ สุดทาย นางสุมิตรา ติระพงศ์ ประเสริฐ โรงพยาบาล มหาราช นครราชสีมา นครราชสีมา 0872527650 10 16.00 - 16.10 น. การพัฒนาระบบการ ดูแลผูปุวยระยะสุดทาย ในกลุมผูปุวยไตวาย ระยะสุดทาย โรงพยาบาลประโคน ชัย จ.บุรีรัมย์ นางวรัญญา อริยตระกูลวงค์, นางจินตนา สุข ประเสริฐ โรงพยาบาล ประโคนฃัย บุรีรัมย์ 0973573888 11 16.10 - 16.20 น. การเสริมพลังชุมชนใน การปูองกันโรค ไขเลือดออกสูหมูบาน สะอาด ปลอดลูกน้้า ยุงลาย ต้าบลโนนไทย อ้าเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา นางสาววรช ยาณันท์ เลิศพงษ์ชากร โรงพยาบาล โนนไทย นครราชสีมา 0619254254 12 16.20 - 16.30 น. หวยแถลงหญิงตั้งครรภ์ สุขภาพฟันดี ทพ.ศิริวัฒน์ เตียตระกูล โรงพยาบาล หวยแถลง นครราชสีมา 0885812375 13 16.30 - 16.40 น. เบาหวาน เบาใจ แมลูก ปลอดภัย หางไกล ภาวะแทรกซอน นางนพรัตน์ ฝูง ใหญ โรงพยาบาล ศีขรภูมิ สุรินทร์ 0956689398 14 16.40 - 16.50 น. โครงการมหัศจรรย์ 1000 วัน ท้าบุญนม กลองรสจืดของทาน สานฝันน้้าหนักลูกนอย ผานเกณฑ์ นางสวยสม ยศ รุงเรือง นางพรประภา ภิรมย์ชม โรงพยาบาล หนองบัวแดง ชัยภูมิ 0941519916
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 244 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์ โทรศัพท์ หมาย เหตุ 15 16.50- 17.00 น Health Station ตนกลา อสม.นอย ผลิตผล คน ภักดีฯ นางสาวสุรางค์ อภัยฤทธิรงค์ โรงพยาบาล ภักดีชุมพล ชัยภูมิ 0956639265 16 17.00 - 17.10 น. ผลการพัฒนาระบบ สถานีสุขภาพ (Health station) ในการดูแลผูปุวยโรคไม ติดตอเรื้อรังและ ประชาชนกลุมเสี่ยง โรงพยาบาลสงเสริม สุขภาพบานหนองตาด จังหวัดบุรีรัมย์ นางสาวนลัท พรชัยวรรณา ชาติ โรงพยาบาล บุรีรัมย์ บุรีรัมย์ 0868752322 17 17.10 - 17.20 น. ขับเคลื่อนงานตาเพื่อ พัฒนาระบบเครือขาย นางร้าพึง ออก ประเสริฐ โรงพยาบาลภู เขียวเฉลิมพระ เกียรติ ชัยภูมิ 0850138210 18 17.20 - 17.30 น. More Safety for Unexpected Birth Before Admission นางสาวสวลี สิงคเสลิต โรงพยาบาล ศีขรภูมิ สุรินทร์ 0810661369 19 17.30- 17.40 น จากรอยรั่วสูรอยตอศูนย์ ฟื้นฟูสุขภาพสุขใจใกล บาน นางโสภิดา นาคประดิษฐ์ โรงพยาบาลพิ มาย นครราชสีมา 0872558262 20 17.40- 17.50 น การพัฒนารูปแบบการ คัดกรองความผิดปกติ ทางสายตาของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาในเขต ต้าบลผักปัง อ้าเภอภู เขียว จังหวัดชัยภูมิ นายสุจินต์ หมอดี โรงพยาบาลภู เขียวเฉลิมพระ เกียรติ ชัยภูมิ 0817891112 21 17.50- 18.00 น ผลของการนวดไทยแบบ ราชส้านักรวมกับการใช ยาท้าลาย พระสุเมรุตอการลด ความปวดในผูปุวยโรค ลมจับโปงแหงเขา โรงพยาบาลมวงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี นางอรชร ดวง แกว โรงพยาบาล มวงสามสิบ อุบลราชธานี 0645233015 E poster
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 245 E6.1 การพัฒนารูปแบบการคัดกรองภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา กรรณิกา กิ่งกนทา กลุมงานการพยาบาลผูปุวยนอกจักษุ โรงพยาบาลภูเขียวเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดชัยภูมิ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ จากสถิติการคัดกรองภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา ปีงบประมาณ 2564 ของต้าบลผักปัง อ้าเภอภูเขียว ไดรับการตรวจคัดกรอง 59.28% ซึ่งต่้ากวาเกณฑ์ที่ สปสช.ก้าหนด และพบวามี ผูปุวยเบาหวานขึ้นจอประสาทตาระยะรุนแรงรายใหม 1 ราย จ้าเป็นตองไดรับการรักษาภายใน 30 วัน และ ผูปุวยเบาหวานขึ้นจอประสาทตารายเกาที่มีอาการรุนแรงขึ้น 2 ราย ไดรับการสงตอไปยังโรงพยาบาลศูนย์ เนื่องจากเกินขีดความสามารถในการดูแล ดังนั้นจึงจัดท้าแนวทางปฏิบัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การเขาถึงกลุม คนไขเบาหวานในชุมชน การวินิจฉัยไดรวดเร็วน้าไปสูกระบวนการรักษาและลดอัตราการสงตอ เป็นการ ปูองกันการสูญเสียการมองเห็น วัตถุประสงค์1.เพื่อพัฒนารูปแบบและเพิ่มประสิทธิภาพในการเขาถึง การคัดกรองเบาหวานขึ้นจอประสาทตา ใหมากกวา 80% 2.ผูปุวยเบาหวานขึ้นจอประสาทตาระยะรุนแรงไดรับการรักษาภายใน 30 วัน 100% วิธีด าเนินการ -ประชุมทีมและพัฒนาศักยภาพ อสม. และแกนน้าผูปุวยเบาหวาน ในการฝึกวัดสายตาและการ ถายภาพจอประสาทตา – จัดหมุนเวียนกลองถายภาพจอประสาทตาลงสูชุมชน - จัดตั้งกลุมไลน์ เพื่อเป็นการ ติดตอสื่อสาร เพื่อสงภาพถายจอประสาทตาใหอานแปลผล และสอบถามเมื่อเกิดปัญหาตางๆ – ประสานทีม ผูน้าชุมชนขอรถน้าสงผูปุวยเขาสูกระบวนการรักษา - สงกลับขอมูลใหเจาหนาที่ รพ.สต. เพื่อบันทึกขอมูล ผลการศึกษา - การคัดกรองเบาหวานขึ้นจอประสาทตา คิดเป็น 86.27% - ผูปุวยเบาหวานขึ้นจอประสาทตา ระยะรุนแรงไดรับการรักษาภายใน 30 วัน 100% - ภาพถายจอประสาทตามีประสิทธิภาพ 75% ข้อเสนอแนะและการน าไปใช้ ปีงบประมาณ 2566 ไดพัฒนาการบันทึกขอมูลในรูปแบบของ QR code สามารถตรวจสอบไดตลอดผานทาง Google form พบวารูปแบบของการพัฒนางานนี้ สามารถเขาถึงการคัด กรองไดครอบคลุม คนไขไดรับการรักษาที่รวดเร็ว ลดอัตราการสงตอ การบันทึกขอมูลมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทีมเครือขายมีศักยภาพในการวัดสายตาและถายภาพจอประสาทตาไดดี สามารถน้าแนวทางปฏิบัตินี้ไปปรับ ใชและขยายผลลงสู รพ.สต.ทั้ง 15 แหง ในเขตอ้าเภอภูเขียวได ขอเสนอแนะในการศึกษาวิจัยครั้งตอไป เพิ่มใหมีผูดูแลคนไขตาประจ้าครัวเรือน ที่สามารถน้ามาพัฒนา ศักยภาพในการวัดสายตาและการถายภาพจอประสาทตาได ซึ่งจะสามารถเฝูาระวังปัญหาทางสายตาใหคนใน ครอบครัวไดทุกชวงวัย พบปัญหาในเรื่องของฐานขอมูลที่ไมตรงกัน เชน คนไขที่ไมไดเป็นเบาหวานแตถูก วินิจฉัย ถือเป็นโอกาสในการพัฒนาตอไป ค าส าคัญ เบาหวานขึ้นตา,การคัดกรอง,งานจักษุ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 246 E6.2 การพัฒนารูปแบบการฟื้นฟูผู้พิการขาขาดรายใหม่ในชุมชน เขตอ าเภอเกษตรสมบูรณ์ จันทร์เพ็ญ ปักการะโน โรงพยาบาลเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ มูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ร่วมกับโรงงานขาเทียม โรงพยาบาลชัยภูมิ และโรงพยาบาลภูมิเขียวเฉลิมพระเกียรติ พัฒนาการเข้าถึงบริการขาเทียมแก่ผู้พิการขาขาดใน จังหวัดชัยภูมิ ให้สามารถเข้าถึงการบริการขาเทียมได้ง่ายและครอบคลุม ในปี 2565 อ าเภอเกษตรสมบูรณ์มีผู้พิการขา ขาดสะสม จ านวน 65 ราย โดยมีจ านวนผู้พิการขาขาดรายใหม่ในปี 2562-2565 จ านวน 3, 6, 9 และ 9 ราย ตามล าดับ โดยสาเหตุเกิดจากแผลเบาหวาน จ านวน 34 ราย ร้อยละ 52.31 และอุบัติเหตุ จ านวน 25 ราย ร้อยละ 38.46 หลังจากการตัดขาจ าเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูเพื่อใส่ขาเทียมหรือใช้เครื่องช่วยเดินอื่นๆ พบว่ามีผู้พิการขาขาดที่ ประสบความส าเร็จในการใส่ขาเทียม จ านวน 51 ราย ร้อยละ 78.46 และไม่สามารถใส่ขาเทียมได้ จ านวน 14 ราย ร้อยละ 21.53 ซึ่งมีสาเหตุจากตอขาบวมผิดรูป กล้ามเนื้ออ่อนแรง และภาวะข้อติด ดังนั้นจึงได้พัฒนารูปแบบการ ฟื้นฟูผู้พิการขาขาดรายใหม่ในชุมชน ให้เข้าถึงบริการเพื่อมีความพร้อมในการใส่ขาเทียม หรือใช้เครื่องช่วยเดินอื่นๆ ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้พิการต่อไป วัตถุประสงค์ : ผู้พิการขาขาดรายใหม่ได้รับการฟื้นฟูในชุมชน มีความส าเร็จในการใส่ขาเทียม ร้อยละ 80 และลดการ เกิดภาวะแทรกซ้อน วิธีด าเนินการ : 1) ประชุมทีมสหวิชาชีพ ทบทวนการด าเนินงาน วิเคราะห์ปัญหาและโอกาสในการพัฒนา ด้วย กระบวนการ PDCA 2) พัฒนาศักยภาพนักกายภาพบ าบัดผ่านการอบรมจากมูลนิธิขาเทียมฯ 3) จัดท าแนวทางในการ พัฒนาการฟื้นฟูผู้พิการขาขาดรายใหม่ในชุมชน โดย - พัฒนาการรับส่งข้อมูลและแนวทางการฟื้นฟูร่วมกับโรงพยาบาลแม่ข่าย - ทีมสหวิชาชีพให้บริการฟื้นฟูในชุมชน - ประเมินความพร้อม ก่อนส่งไปรับบริการขาเทียม - ประเมินการใช้ขาเทียมหลังได้รับขาเทียม ระยะ 1, 3, 6 เดือน และ 1 ปี ผ่านช่องทางโทรศัพท์ Line และ การออกเยี่ยมบ้าน ผลการศึกษา : การพัฒนารูปแบบการฟื้นฟูผู้พิการขาขาดรายใหม่ในชุมชน ปี 2563 - 2565 พบว่าอัตราการการฟื้นฟู ในชุมชนของผู้พิการขาขาดรายใหม่มีความครอบคลุม ร้อยละ 100 หลังจากที่ได้รับการฟื้นฟูมีความส าเร็จในการใส่ขา เทียมเพิ่มขึ้นปี 2563 - 2565 ร้อยละ 66.66, 88.87 และ 88.87 ตามล าดับ มีการเกิดภาวะแทรกซ้อนลดลงโดยในปี 2563 - 2565 ร้อยละ 33.33, 11.11 และ 11.11 ตามล าดับ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : 1) ผู้พิการขาขาดรายใหม่ที่ได้รับการฟื้นฟูในชุมชนอย่างต่อเนื่องมีอัตรา ความส าเร็จในการใส่ขาเทียมเพิ่มขึ้น 2) ความร่วมมือของโรงพยาบาลแม่ข่าย โรงพยาบาลชุมชน เจ้าหน้าที่และอสม. ในพื้นที่ ท าให้การฟื้นฟูครอบคลุมมากขึ้น และลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ 3) ศึกษาผลของการฟื้นฟูต่อคุณภาพ ชีวิตในมิติด้านอื่นๆ ค าส าคัญ : ผู้พิการขาขาดรายใหม่, การฟื้นฟูในชุมชน, ขาเทียม
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 247 E6.3 การพัฒนาระบบการท างานของอสม.(หมอคนที่1) ด้วยกลยุทธ์ 6 ต. เพื่อสังคมสูงวัย กฤษณา จ้าปาโพธิ์ โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติสมเด็จยา 100 ปีอ้าเภอเมืองยาง จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : จากการทบทวนการด้าเนินการดูแลผูสูงอายุตั้งแตปีพ.ศ.2562 พบวารากของปัญหา คือการเขาสูสังคมผูสูงอายุที่รวดเร็วและมีโรคประจ้าตัว ขาดผูดูแล จึงบูรณาการนโยบาย 3 หมอ และอสม.4.0 คือ การมีสวนรวมของทีมสหวิชาชีพดูแลตอเนื่อง“ทีมตนยาง”และสงเสริมการดูแลในชุมชนแบบไรรอยตอโดยมี“ทีมลูก ยางเคลื่อนที่เร็ว” ซึ่งอสม.เป็นฟันเฟือนเชื่อมประสานในชุมชนในชวงการระบาดของโควิด19 น้าเทคโนโลยีมาใชให เกิดประโยชน์สอดคลองกับ“ปีแหงสุขภาพสูงวัยไทยพ.ศ.2566” จากการด้าเนินงานปีพ.ศ.2563-2565 พบวา 1) จ้านวนผูสูงอายุติดเตียงติดบานรอยละ4,7และ8ตามล้าดับ 2)อัตราการตอบกลับระบบใหค้าปรึกษาของทีมลูกยาง เคลื่อนที่เร็วภายใน2ชั่วโมงคือรอยละ64,86และ91ตามล้าดับ 3)อัตราความครอบคลุมของรายงานคัดกรองผูสูงอายุ9 ดานจากแอป สมาร์ทอสม.เว็บไซต์3หมอไมต่้ากวารอยละ90ปีพ.ศ.2565 คือ 34 วัตถุประสงค์ : เพื่อพัฒนาระบบการท้างานของอสม.ดวยกลยุทธ์6ต. ในการดูแลผูสูงอายุอยางครอบคลุม มี ประสิทธิภาพ วิธีด าเนินการ : คือ ต.1ติดอาวุธดานความรู,ต.2ติดตามเชิงปฏิบัติการและระบบรายงาน ,ต.3ตอบเร็วมีสายดวนอ สม.Call Centerและทีมลูกยางเคลื่อนที่เร็ว ,ต.4ติดปีกสงเสริมการน้าเสนอผลงานในเวทีทุกระดับ ,ต.5ติดใจคือเสริม ความสัมพันธ์เจาหนาที่และอสม. ,ต.6ติดต่อคือการติดตอประสานพิทักษ์สิทธิ์ ผลการด าเนินงาน : ผลลัพธ์ปีพ.ศ.2566 1)จ้านวนผูสูงอายุติดเตียงติดบานรอยละ11 2)อัตราการตอบกลับระบบให ค้าปรึกษาของทีมลูกยางเคลื่อนที่เร็วภายใน2ชั่วโมงคือรอยละ97(เกณฑ์รอยละ90) 3)อัตราความครอบคลุมของ รายงานคัดกรองผูสูงอายุ9ดานจากแอปสมาร์ทอสม.เว็บไซต์3หมอรอยละ92 ผลผลิต1)เกิดทีมเยี่ยมบานลูกยาง เคลื่อนที่เร็วในการติดตามดูแลกลุมเปูาหมาย 2)จากการคืนขอมูลสูชุมชนกอเกิดนวัตกรรม0บาท“เยี่ยมบานใกลบาน ใกลใจปันน้้าใจใหคนเมืองยาง” โดยมีการบริจาคจากประชาชน และเอกชนเพื่อดูแลผูปุวยรวมมูลคาของทั้งหมดปีพ.ศ. 2563-2566 วัสดุอุปกรณ์ดูแลผูปุวยติดเตียง132,000 บาท ,เครื่องอุปโภคบริโภค38,000 บาท สรุปผลและการน าไปใช้ : 1)ผูบริหารเห็นความส้าคัญและสนับสนุนในการพัฒนาศักยภาพ อสม.ทุกมิติ ,อสม.มีชวง อายุที่ตางกันจึงมีการท้าอสม.บัดดี้ในการเรียนรูแอปสมาร์ทอสม. 2)ควรมีการเพิ่มกลยุทธ์ ต.ที่7 คือ ตอเนื่อง ในการ ด้าเนินการตามกลยุทธ์ 6 ต. 3)การประเมินความพึงพอใจของผูสูงอายุและญาติในการปฏิบัติงานของอสม. การพัฒนาระบบการท้างานของอสม.(หมอคนที่1) ดวยกลยุทธ์ 6 ต. เพื่อสังคมสูงวัย เป็นการบูรณาการ รวมกับชุมชน จัดบริการที่ตอบสนองตอความตองการ สนับสนุนพัฒนาขีดความสามารถของเครือขายอสม.(หมอคนที่ 1) แบบไรรอยตอ และมีการดูแลอยางตอเนื่อง ค าส าคัญ : พัฒนาระบบการท้างานอสม. , 3 หมอ , สังคมสูงวัย
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 248 E6.4 การพัฒนาระบบการดูแลผู้ปุวยประคับประคองระยะท้ายแบบไร้รอยต่อเครือข่าย รพ.โนนไทย จินตนา ค้ายะ โรงพยาบาลโนนไทย บทคัดย่อ การดูแลแบบประคับประคอง มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิต บ้าบัด เยียวยาและบรรเทาความทุกข์ทางกาย จิต อารมณ์ สังคม และจิตวิญญาณ ตั้งแตระยะเริ่มตนของการเจ็บปุวยนกระทั่งเสียชีวิต โรงพยาบาลโนนไทย ในอดีตเริ่มใหการดูแลผูปุวย ประคับประคองระยะทายโดยบูรณาการเขากับงานประจ้า พบวาผูปุวยมีจ้านวนเพิ่มสูงขึ้นในทุกปี พ.ศ.2561 ไดเริ่ม ด้าเนินการอยางเต็มรูปแบบรวมกับทีมสหวิชาชีพ และไดมีการทบทวนกระบวนการดูแลผูปุวยประคับประคองระยะทาย พบ ปัญหาการปฏิบัติการดูแลไมเป็นแนวทางเดียวกัน ญาติมีความกังวลในการดูแลที่บาน จึงมีการพัฒนาแนวปฏิบัติเนนการดูแล รักษาแบบองค์รวม การจัดการอาการรบกวนที่เหมาะสมและเชื่อมโยงการดูแลตอเนื่องในชุมชน วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อ เพิ่มการเขาถึงระบบบริการ การใหยา Opioid และการท้า Advance care plan (ACP) พัฒนาศักยภาพบุคลากรในเครือขาย ใหมีความรูและทักษะในการดูแลมากขึ้น วิธีการด าเนินการ การพัฒนาดังนี้ 1) ดานระบบงาน เปิดใหบริการคลินิก ประคับประคองระยะทายแบบ One stop service มี Nurse Case manager ใหค้าปรึกษา 24 ชั่วโมงและติดตามเยี่ยมบาน เรงดวนตามระดับ PPS เพื่อติดตามอาการและประเมินทักษะการดูแลที่บาน 2)ดานบุคลากร มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและ Nurse case manager ถายทอดความรู ฝึกทักษะการดูแลผูปุวยประคับประคองระยะทายในเครือขายทุกปี 3)ดานเครื่องมือ จัดท้า guideline, Palliative Symptom Management Standing Order และแบบประเมิน Symptoms control 4)ดาน สิ่งแวดลอม จัดตั้งศูนย์สาธิตในคลินิกประคับประคอง ใหยืมอุปกรณ์ สอน และสาธิต เพิ่มทักษะใหญาติสามารถดูแลผูปุวยที่ บาน ผลการศึกษา พบวาการเขาถึงการดูแลแบบประคับประคองเพิ่มขึ้น อัตราการท้า ACP ปี พ.ศ. 2566 แยกตามไตรมาส คิดเป็นรอยละ 49.09, 68.96, 79.31 และ 87.59 อัตราการไดรับ Opioid เพิ่มขึ้น รอยละ 83.87, 77.27, 90.03 และ 91.17 อัตราผูปุวยประคับประคองไดรับการดูแลตอเนื่องที่บานเพิ่มขึ้น รอยละ 38.27, 34.0, 52.23และ 88.23 ตามล้าดับ สงผลให ความพึงพอใจของผูปุวยและครอบครัวอยูในระดับดีมากรอยละ 98.03 สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์จากการ เรียนรูและปรับปรุงการดูแลผูปุวยแบบประคับประคองระยะทายแบบไรรอยตอเครือขาย รพ.โนนไทย ท้าใหมีการพัฒนาแนว ปฏิบัติการดูแลผูปุวยประคับประคองอยางเป็นระบบ เกิดผลลัพธ์ที่ดีตอผูปุวยและญาติ ไดรับการตอบสนองตามความตองการ ดานจิตใจ เพื่อใหเกิดการพัฒนาอยางตอเนื่อง ควรมีการพัฒนาทักษะบุคลากรทั้งในโรงพยาบาลและเครือขายชุมชนใหเกิด ความมั่นใจในการดูแลผูปุวย รวมกับวางแผนการใชเทคโนโลยีและสื่อสังคมออนไลน์ มีการปรับเปลี่ยนวิธีการดูแลตามความ เชื่อและสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น มีความยืดหยุนในระเบียบและแนวทางปฏิบัติ เพื่อใหผูปุวยไดใชเวลาในชวงสุดทายของชีวิต อยางมีความสุขและสามารถน้าไปปรับใชในการพัฒนางานในดานอื่นๆ ค าส าคัญ : Palliative care , การพัฒนาระบบ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 249 E6.5 ตัวห่างไกล แต่ใจไม่ห่างกัน เพราะ Covid ท าอะไรเราไม่ได้ ธัญวลัย มงคลเคหา กลุมงานการพยาบาลผูปุวยนอก โรงพยาบาลศีขรภูมิ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 มีจ้านวนผูติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอยางรวดเร็วการ บ้าบัดรักษากลุมผูติดยาและสารเสพติดเป็นกลุมที่มีความเสี่ยงสูงตอการติดเชื้อและการแพรระบาดของเชื้อ เนื่องจากพฤติกรรมการใชยาและรวมกลุมสังสรรค์ ใชอุปกรณ์การเสพรวมกัน การบ้าบัดรักษาฟื้นฟูในระบบ บังคับบ้าบัดในชวงแพรระบาดมีนโยบายลดความแออัด กลุมที่มีความเสี่ยงสูงมีโอกาสการรับเชื้อในระหวาง การควบคุมตัว กอนสงมาบ้าบัดที่สถานพยาบาลโดยมีการปลอยตัวชั่วคราว คลินิกฟูาใหมไดรับขึ้นทะเบียน บ้าบัดฯ ปี 2563-2565 จ้านวน 145 87 และ 89 ตามล้าดับ อัตราก้าลังของผูรับผิดชอบงานดานการบ้าบัดฯ ของหนวยงานไดถูกกระจายเขาตามปฏิบัติงานจุดบริบาลที่เรงดวนเพื่อดูแลผูติดเชื้อโควิด ท้าใหอัตราก้าลังของ หนวยงานลดลง มีเจาหนาที่พยาบาล 1คน ประจ้าที่คลินิกฟื้นฟูเพื่อดูแลผูเขารับการฟื้นฟูจึงไดพัฒนาระบบ การใหบริการบ้าบัดฟื้นฟู ตามมาตรการ New Normal วัตถุประสงค์ 1. เพื่อปูองกันการแพรระบาดของโรค 2. เพื่อใหไดรับการบ้าบัดรักษาฟื้นฟูตามมาตรฐาน 3. เพื่อปูองกัน drop out วิธีการศึกษา : ใชรูปแบบการ on line ใชSmart Phone และ Application Line โดยโทรนัดหมายผูรับ ผูเขารับการฟื้นฟูตามตารางนัด ชี้แจงการเตรียมความพรอมและกฎกติกาในท้ากลุม กลุมเปูาหมาย : ผูเขา รับการบ้าบัดรักษาฟื้นฟูยาเสพติดที่ผิดกฎหมาย วิธีการคัดเลือกกลุมตัวอยาง : มีโทรศัพท์สมาร์ทโฟนมี สัญญาณอินเตอร์เน็ต อานออกเขียนได ใช Application Line ได ผลการศึกษา : 1.ผูเขารับการฟื้นฟูติดติดเชื้อโควิด 0 ราย 2.การบ้าบัดครบโปรแกรม 193 ราย รอยละ 60.12 3. drop out 24 ราย คิดเป็นรอยละ 7.47 สรุปการศึกษาและน าไปใช้ประโยชน์การแพรระบาดของโรค COVID-19 กระทบตอชีวิตของผูคนทั่วโลก พฤติกรรมการใชชีวิตหลายอยางจ้าเป็นตองเปลี่ยนไป เทคโนโลยีและนวัตกรรมมีบทบาทและกลายเป็น เครื่องมือส้าคัญที่ชวยสกัดกั้นและปูองกันการแพรระบาดของโรค บุคลากรทางการแพทย์ตองมีความพรอมใน การท้างานแขงกับเวลา ปูองกันไมใหติดเชื้อจากการรักษาผูปุวย คลินิกฟูาใหมจ้าเป็นตองหาวิธีการและ แนวทางตางๆที่จะสามารถใหบริบาลไดโดยไรรอยตอตามมาตรการเวนระยะหางวิถีชีวิตแนวใหม ค าส าคัญ : Online COVID 19
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 250 E6.6 การพัฒนารูปแบบการดูแลแบบประคับประคองส าหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะ สุดท้ายที่ไม่ได้รับการบ าบัด ทดแทนไต โดยทีมสหวิชาชีพ จิตอาสาและชุมชนแบบมีส่วนร่วม กิตติพรรณ์ ผาดโผน โรงพยาบาลพุทไธสง อ้าเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : โรงพยาบาลพุทไธสง ใหบริการ 7 ต้าบลและอ้าเภอใกลเคียง ปี 2564 - 2565 มีผูปุวยไตวายระยะทายเลือก ดูแลแบบประคับประคอง 88 ราย ผูปุวยฟอกเลือด 10 ราย ผูปุวยลางไตทางหนาทอง 10 ราย มีพยาบาลเฉพาะ ทางการดูแลผูปุวยลางไตทางชองทอง รับผิดชอบการดูแลผูปุวยโรคไตเรื้อรังระยะสุดทายที่ไดรับการบ้าบัดทดแทนไต 1 คน จากการปฏิบัติงานที่ผานมา การดูแลในผูปุวยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดทายการดูแลโดยทั่วไปพบปัญหาในการดูแล จัดการอาการอยางมีประสิทธิภาพและการดูแลในรูปแบบที่ถูกตองและชัดเจน วัตถุประสงค์ : เพื่อพัฒนาและประเมินผลรูปแบบการดูแลแบบประคับประคองส้าหรับผูปุวยโรคไตเรื้อรังระยะ สุดทายที่ไมไดรับการบ้าบัดทดแทนไต โดยทีมสหวิชาชีพ จิตอาสาและชุมชนแบบมีสวนรวม วิธีด าเนินการ : ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสถานการณ์ ประชุมกลุม แบงเป็น 3 กลุม ผูปุวย ญาติ ทีมสหสาขาวิชาชีพและ จิตอาสา จ้านวนทั้งหมด 19 คน รวบรวมขอมูลโดยใชแบบสัมภาษณ์เชิงโครงสราง ขั้นตอนที่ 2 พัฒนารูปแบบ ผูวิจัย น้าผลการศึกษาจากขั้นตอนที่ 1 พรอมทบทวนวรรณกรรม และยกรางรูปแบบผานการตรวจสอบจากผูทรงคุณวุฒิ ขั้นตอนที่ 3 การประเมินผลรูปแบบ กลุมตัวอยางประกอบดวย 2 กลุม คือ ผูปุวยไตวายเรื้อรังระยะสุดทายที่ไมไดการ บ้าบัดทดแทนไต คัดเลือกกลุมตัวอยางแบบเฉพาะเจาะจง 10 คน ทีมพยาบาลผูมีประสบการณ์ในการดูแลผูปุวยไต วายเรื้อรังระยะสุดทายและจิตอาสา คัดเลือกกลุมตัวอยางแบบเฉพาะเจาะจง 12 คน ผลการศึกษา : การดูแลผูปุวย ไตวายเรื้อรังระยะสุดทายที่ไมไดการบ้าบัดทดแทนไตแบบประคับประคอง พบปัญหาการดูแล 2 ดานคือ 1) ดานผูปุวย พบวา ผูปุวยไมกลาฟอกไต กลัวเป็นภาระครอบครัว ตองการรักษาแบบประคับประคอง 2) ดานทีมสหสาขาวิชาชีพและ จิตอาสา รูปแบบที่ควรพัฒนา คือ การวางแผนการดูแลลวงหนา เยี่ยมบาน การจัดการอาการไมสุขสบาย ควรมีการ พัฒนาความรูและลงนิเทศหนางาน การพัฒนารูปแบบฯ ประกอบดวยการดูแลผูปุวยตั้งแตคัดกรองผูปุวย ดูแลผูปุวยใน โรงพยาบาล และการดูแลตอเนื่องที่บานเป็นรูปแบบการดูแลจากโรงพยาบาลสูบานจนผูปุวยเสียชีวิต พบวา ความพึง พอใจของผูปุวยและผูดูแลหลักตอการดูแลแบบประคับประคอง เฉลี่ยรอยละ 88 ความพึงพอใจตอบริการการเยี่ยมบาน เฉลี่ยรอยละ 91 ทีมผูใหบริการมีความเห็นตอรูปแบบการดูแลโดยรวมอยูในระดับมากที่สุด และผลลัพธ์ตามตัวชี้วัด ไดแก อัตราของผูปุวยและครอบครัวไดรับการวางแผนการดูแลลวงหนา รอยละ 100 อัตราของผูปุวยที่ไดรับการดูแล ตอเนื่องรอยละ100 อัตราของผูปุวยที่ไดรับการจัดการอาการอยางเหมาะสมรอยละ100 สรุปการศึกษาและการ น าไปใช้ประโยชน์: การดูแลแบบประคับประคองผูปุวยโรคไตเรื้อรังระยะสุดทายที่ไมไดรับการบ้าบัดทดแทนไต โดย ทีมสหวิชาชีพ จิตอาสาและชุมชนแบบมีสวนรวม ควรมีการขยายแนวปฏิบัติการพยาบาลสูเครือขายโรงพยาบาล จังหวัด บุรีรัมย์เนื่องจากมีรูปแบบการดูแลและมีบริบทการดูแลเดียวกัน ค าส าคัญ : รูปแบบการดูแลแบบประคับประคอง/ผูปุวยโรคไตเรื่อรังระยะสุดทายที่ไมไดรับการบ้าบัด ทดแทนไต/แบบมีสวนรวม