The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การประชุม HACC FORUM 16

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by HACC FORUM 16, 2023-11-07 03:56:19

HACC FORUM 16

การประชุม HACC FORUM 16

Keywords: HACC FORUM

การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 201 E4.3 การพัฒนาระบบการพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจางที่มาฝากครรภ์ โรงพยาบาลแก้งคร้อ กฤตยา ชินแสง ห฾องฝากครรภ์และห฾องคลอด โรงพยาบาลแก฾งคร฾อ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : หญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจางแนวโน฾มสูงขึ้น จากปีงบประมาณ 2563, 2564, 2565 เฉลี่ยร฾อยละต฽อปี 16.05, 22.55, 25 ตามล้าดับ เป็นปัญหาส้าคัญที่ส฽งผลให฾เกิดภาวะแทรกซ฾อน และความไม฽ปลอดภัยต฽อหญิงตั้งครรภ์และทารกในครรภ์การพัฒนาระบบการพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะ โลหิตจางที่มีประสิทธิภาพจะท้าให฾ความเกิดความปลอดภัยมากขึ้น วัตถุประสงค์การศึกษา : 1)เพื่อพัฒนาระบบการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจาง 2)เพื่อลดอัตราหญิง ตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจาง 3)เพื่อลดภาวะแทรกซ฾อนในมารดาและทารกแรกเกิด วิธีการด าเนินการ : การศึกษาครั้งนี้เป็นแบบกึ่งทดลอง กลุ฽มตัวอย฽างเป็น หญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ครั้งแรก มีอายุครรภ์น฾อยกว฽า 20 สัปดาห์มีค฽าความเข฾มข฾นเลือดน฾อยกว฽า 33% จ้านวน 38 ราย เลือกกลุ฽มตัวอย฽างตาม เกณฑ์คัดเข฾า ได฾แก฽ ผลคัดกรองโรคธาลัสซีเมียไม฽พบความผิดปกติ ไม฽มีภาวะแทรกซ฾อนขณะตั้งครรภ์หรือโรค ประจ้าตัว เช฽น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคกระเพาะอาหาร มีอาการคลื่นไส฾อาเจียน มีประวัติ เลือดออกทางช฽องคลอด เป็นต฾น เกณฑ์คัดออกได฾แก฽ หญิงตั้งครรภ์ที่เข฾าร฽วมไม฽ครบก้าหนด เช฽น ไปฝากครรภ์ ต฽อที่อื่น มีภาวะเลือดออกหรือแท฾ง มีอาการข฾างเคียงจากการรับประทานยาเสริมธาตุเหล็ก ด้าเนินงานตั้งแต฽ เดือนกรกฎาคม 2565 – เมษายน 2566 แบ฽งเป็น 4 ระยะ 1) ระยะศึกษาสถานการณ์2) ระยะพัฒนาระบบ 3) ระยะประเมินผลลัพธ์ของระบบ 4) ระยะการน้าระบบที่พัฒนาขึ้นไปใช฾ เครื่องมือที่ใช฾ได฾แก฽ แบบสอบถาม ความรู฾ แผนการสอน ค฽า HCT หลังการเข฾าร฽วม ผลลัพธ์ของมารดากับทารก และแบบสอบถามความพึงใจของ หญิงตั้งครรภ์และผู฾ให฾บริการ วิเคราะห์ข฾อมูลโดยการใช฾ร฾อยละ ค฽าเฉลี่ย ส฽วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา : หญิงตั้งครรภ์ที่เข฾าร฽วมจ้านวน 38 ราย พบว฽าหลังเข฾าร฽วมไม฽มีภาวะโลหิตจางคิดเป็นร฾อยละ 89.47 หลังเข฾าร฽วมมีภาวะโลหิตจางคิดเป็นร฾อยละ 10.53 จากสาเหตุภาวะทางเศรษฐานะ การรับประทาน อาหาร และยาไม฽ถูกต฾องเหมาะสม พบคลอดก฽อนก้าหนดคิดเป็นร฾อยละ 5.26 และทารกน้้าหนักตัวน฾อยกว฽า 2,500 กรัมคิดเป็นร฾อยละ 7.89 สาเหตุเกิดจากการลื่นล฾ม ,ตั้งครรภ์แฝด แสดงได฾ว฽าไม฽มีความสัมพันธ์กับภาวะ โลหิตจาง ความพึงใจของหญิงตั้งครรภ์และพยาบาลผู฾ให฾บริการ อยู฽ในระดับมากที่สุดค฽าเฉลี่ย = 4.0 ,4.2 และ ค฽า S.D. = 0.31 ,0.41 ตามล้าดับ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: เป็นรูปแบบที่หน฽วยงานน้าไปใช฾ในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะ โลหิตจางทุกคนในห฾องฝากครรภ์ ปรับปรุงพัฒนาเป็นแนวทางกับภาวะเสี่ยงอื่น ๆ และน้าข฾อมูลพื้นฐานมา พัฒนางานฝากครรภ์ โดยมุ฽งหวังเพื่อลดความชุกของโลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์ ค าส าคัญ : หญิงตั้งครรภ์ ,ภาวะโลหิตจาง,ภาวะแทรกซ฾อน


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 202 E4.4 พัฒนาระบบการเข้ารับบริการทันตกรรมในหญิงตั้งครรภ์ ที่มาฝากครรภ์ในคลินิกฝากครรภ์ โรงพยาบาลโนนแดง อ าเภอโนนแดง จังหวัดนครราชสีมา อารียา ธรรมอุด กลุ฽มงานทันตกรรม โรงพยาบาลโนนแดง บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : หญิงตั้งครรภ์เป็นกลุ฽มที่ควรได฾รับการดูแลสุขภาพร฽างกายเป็นพิเศษ เนื่องจาก ระหว฽างตั้งครรภ์จะมีการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนอย฽างต฽อเนื่อง โดยเฉพาะในช฽องปากอาจส฽งผลให฾มีโอกาส เกิดโรคปริทันต์อักเสบ อันเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจท้าให฾เกิดการคลอดก฽อนก้าหนด นอกจากนี้ในเรื่องของฟันผุ หญิงตั้งครรภ์ที่มีฟันผุอาจถ฽ายทอดเชื้อฟันผุสู฽ทารกได฾ ท้าให฾บุตรมีความเสี่ยงต฽อการเกิดโรคฟันผุสูงขึ้น ดังนั้นหญิงตั้งครรภ์จึงควรได฾รับบริการทันตกรรมตามความจ้าเป็น จากข฾อมูลหญิงตั้งครรภ์ได฾รับบริการ ทัน ตกรรมในปี 2562 และ 2563 คิดเป็น ร฾อยละ 83.33 และ 86.05 ตามล้าดับ โดยการเข฾ารับบริการทันตกรรม ยังไม฽มีรูปแบบการนัดเข฾ารับบริการ และการติดตามรักษาต฽อเนื่องอย฽างเป็นรูปธรรม จึงได฾พัฒนารูปแบบการนัด เข฾ารับบริการทันตกรรมของหญิงตั้งครรภ์ขึ้น เพื่อให฾หญิงตั้งครรภ์ได฾รับบริการทันตกรรมแก฾ไขปัญหา สภาวะช฽องปาก ลดการเกิดโรคปริทันต์ และฟันผุเพื่อการมีสุขภาพช฽องปากที่ดีทั้งแม฽และบุตรในอนาคต วัตถุประสงค์ : เพื่อให฾หญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ในโรงพยาบาลโนนแดง ได฾รับบริการทันตกรรมเพิ่มขึ้น วิธีด าเนินการ : 1) ชี้แจงเจ฾าหน฾าที่ทันตกรรม และคลินิกฝากครรภ์ (ANC) ให฾ทราบถึงปัญหา และร฽วมวางแผน แนวทางการด้าเนินงาน และรับทราบแนวทางการปฏิบัติ 2) ตรวจสุขภาพช฽องปากหญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ครั้ง แรก โดยให฾เจ฾าหน฾าที่คลินิก ANC ส฽งหญิงตั้งครรภ์มาตรวจสุขภาพช฽องปากที่ห฾องทันตกรรมได฾ทุกวัน รวมถึงตรวจสอบสมุดแม฽และเด็กในหน฾าการบันทึกสุขภาพช฽องปาก หากยังไม฽ได฾ตรวจให฾ส฽งต฽อมาที่ห฾องทันตกรรม 3) ออกแบบสมุดบันทึกการตรวจสุขภาพช฽องปากหญิงตั้งครรภ์ให฾ครอบคลุมเรื่องของสภาวะทันตสุขภาพ และ เบอร์โทรศัพท์ เพื่อง฽ายต฽อการติดตามให฾มารับบริการทันตกรรม 4) เมื่อตรวจสุขภาพช฽องปากแล฾ว เจ฾าหน฾าที่ จะท้า การออกบัตรนัดให฾มารับการรักษาในช฽วงอายุครรภ์ 4 - 6 เดือน ในกรณีที่หญิงตั้งครรภ์อายุครรภ์ 1-3 เดือน ที่ไม฽มี อาการแพ฾ท฾อง หรืออายุครรภ์ 6-9 เดือน ที่ไม฽มีภาวะแทรกซ฾อนทางร฽างกาย เจ฾าหน฾าที่จะขูดหินปูน และขัด ท้าความสะอาดฟัน ณ visit นั้นๆ ส฽วนการรักษาอุดฟันหรือถอนฟันจะพิจารณานัดหมายอีกครั้ง 5) ติดตามให฾มารับบริการทันตกรรมตามนัดหมาย ผลการศึกษา : หญิงตั้งครรภ์ได฾รับบริการทันตกรรมในปี2564 -2566 คิดเป็นร฾อยละ 95.65 , 97.30 และ 100 ตามล้าดับ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : หญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ในโรงพยาบาลโนนแดง ได฾เข฾ารับบริการทัน ตกรรมเพิ่มมากขึ้น โดยสามารถปรับปรุงพัฒนาระบบและน้าแนวทางการให฾บริการดังกล฽าวไปประยุกต์ใช฾ ใน กลุ฽มวัยอื่นๆ ได฾ ค าส าคัญ : ทันตกรรม , หญิงตั้งครรภ์, คลินิกฝากครรภ์


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 203 E4.5 การพัฒนาการเข้าถึงระบบบริการวางแผนครอบครัวโดยการฝังยาคุมก าเนิด เพื่อปูองกันการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ในกลุ่มวัยรุ่นและผู้ไม่ประสงค์มีบุตร ฐิฬาภัทร์ ศิริกุล และทีมสหวิชาชีพ กลุ฽มงานปฐมภูมิและองค์รวม โรงพยาบาลครบุรี จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: การฝังยาคุมก้าเนิดเป็นการคุมก้าเนิดกึ่งถาวร เป็นวิธีที่ช฽วยปูองกันปัญหาการตั้งครรภ์ ไม฽พร฾อม โดยการฝังยาคุมก้าเนิด 1 ครั้ง ผู฾ปุวยสามารถคุมก้าเนิดได฾ในระยะเวลา 3 ปี โรงพยาบาลครบุรีพบว฽าจ้านวน ผู฾ปุวยที่รับบริการมีจ้านวนน฾อย ในปี 2563-2565 มีจ้านวน 47 84 และ117 คน ซึ่งสอดคล฾องถึงสถานการณ์การ ร฾อยละการตั้งครรภ์ซ้้าในวัยรุ฽นที่มีอายุน฾อยกว฽า 20 ปี เท฽ากับ 12 12.79 และ 19.4 และยังไม฽มีกระบวนการติดตาม เน฾นการฝังยาคุมก้าเนิดที่เริ่มต฾นตั้งแต฽ก฽อนจ้าหน฽ายโรงพยาบาลในสตรีวัยรุ฽นหลังคลอด และสามารถฝังยาคุมได฾ เฉพาะสูตินรีแพทย์เท฽านั้น จึงเกิดการพัฒนาขึ้น วัตถุประสงค์การศึกษา: 1.เพื่อเพิ่มจ้านวนหญิงวัยเจริญพันธ์สามารถเข฾าถึงบริการฝังยาคุมก้าเนิด 2.เพื่อลดอัตรา การตั้งครรภ์ซ้้าในวัยรุ฽นอายุต่้ากว฽า 20 ปีให฾น฾อยกว฽าร฾อยละ 14.5 3.เพื่อลดปัญหาท฾องไม฽พร฾อมแล฾วยุติการตั้งครรภ์ วิธีการศึกษา: ประชุมจัดท าแผนงานสาธารณสุขระดับอ้าเภอ ทบทวนกระบวนการในการปฏิบัติงานในการฝังยา คุมก้าเนิดในกลุ฽มหญิงวัยเจริญพันธุ์ อบรมทักษะและเป็นพี่เลี้ยงการฝังยาคุมก้าเนิดแก฽พยาบาลวิชาชีพและนักวิชาการ สาธารณสุขของศูนย์อนามัยที่ 9 ด าเนินการและเก็บข้อมูลตั้งแต฽ 1 ตุลาคม 2565-30 มิถุนายน 2566 โดย ประชาสัมพันธ์บริการฝังยาคุมก้าเนิดและบริการให฾ค้าปรึกษาในกลุ฽ม อสม. โรงเรียนมัธยม โรงพยาบาลส฽งเสริม สุขภาพต้าบล(รพ.สต.) 17 แห฽ง หัวหน฾าส฽วนราชการและแอพพลิเคชั่นเฟซบุ฿คเพจโรงพยาบาลครบุรีและกลุ฽มครบุรีที่ รัก จัดกิจกรรมรักปลอดภัยในโรงเรียน สร฾างระบบ QR Code จองคิวและติดตามประเมินหลังรับบริการฝังยา คุมก้าเนิด 7วัน และ 6 เดือน ผลการศึกษา : ปี 2566 จ้านวนผู฾รับบริการฝังยาคุมก้าเนิดในอ้าเภอครบุรีเพิ่มขึ้นเป็นจ้านวน 262 คน การติดตาม หลัง 7 วัน จ้านวน 262 คน พบว฽าไม฽มีภาวะแทรกซ฾อน การติดตาม 6 เดือน จ้านวน 85 คน พบว฽ามีผลข฾างเคียงจาก เลือดออกกกระปิดกระปอย จ้านวน 5 คน รักษาโดยการปรับฮอร์โมนกับสูตินารีแพทย์ และน้้าหนักตัวที่เพิ่มขึ้น จ้านวน 1 คน รักษาโดยการให฾ค้าแนะน้าการรับประทานอาหารและออกก้าลังกายที่เหมาะสม ประเมินความพึง พอใจหลังฝังยาคุม 6 เดือน คิดเป็นร฾อยละ 92 พึงพอใจระดับดีมาก ร฾อยละการตั้งครรภ์ซ้้าในสตรีอายุลดลงเป็น 14.5 อัตราการคลอดในสตรีอายุต่้ากว฽า 20 ปีลดลงจากในปี 2561 อัตรา 35.27 ต฽อพันประชากร เป็น 13.77 ต฽อพัน ประชากร ในปี 2566 และไม฽พบวัยรุ฽นอายุน฾อยกว฽า 20 ปี ท฾องไม฽พร฾อมแล฾วยุติการตั้งครรภ์ สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: การเพิ่มอบรมบุคลากรที่เกี่ยวข฾องเพื่อเพิ่มทักษะการให฾ความรู฾ ค้าแนะน้าและการฝังยาคุมก้าเนิด ท้าให฾เกิดการพัฒนาเป็นวงกว฾างและต฽อเนื่อง และเข฾าถึงบริการง฽ายทั้งใน รพสต. 10 แห฽ง ค าส าคัญ: วางแผนครอบครัว,การฝังยาคุมก้าเนิด,การตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 204 E4.6 การพัฒนารูปแบบการให้บริการการคุมก าเนิดในหญิงตั้งครรภ์อายุ 15-19ปี ในคลินิกวัยรุ่น โรงพยาบาล ตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี จรินธร ศรีวิไสย์ โรงพยาบาลตระการพืชผล อ้าเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี บทคัดย่อ ความเป็นมา การตั้งครรภ์ของวัยรุ฽นเป็นปัญหาส้าคัญในประเทศไทย ในระดับเขตสุขภาพที่ 10 อัตราการคลอดของ มารดาอายุ 15-19 ป จังหวัดอุบลราชธานี สูงที่สุด อ้าเภอตระการพืชผล พบว฽าอัตราการคลอดมีชีพในหญิงอายุ 15- 19 ปี ต฽อจ้านวนประชากรหญิงอายุ 15-19 ปี พันคน มีแนวโน฾มลดลง จากปี 2561 – 2565 ลดลงจาก 12.36 ต฽อพัน คน ในปี 2561 เป็น 7.75 ต฽อพันคน ในปี 2565 การคุมก้าเนิดในคุณแม฽วัยรุ฽น ในปี 2565 เท฽ากับร฾อยละ 76 ซึ่งยัง ต่้ากว฽าเกณฑ์ วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลการคุมก้าเนิดในหญิงตั้งครรภ์วัยรุ฽น โรงพยาบาลตระการพืชผล วิธีด าเนินการ ด้าเนินการวิจัยโดยใช฾กระบวนการ PAOR 3 ขั้นตอน 1.วิเคราะห์สถานการณ์และปัญหา ระดม ความคิดจากสมาชิกทีมสุขภาพ พัฒนารูปแบบการดูแลการคุมก้าเนิด 2. ปฏิบัติตามแผนงาน ดังนี้ 1 )เลือกกลุ฽ม ตัวอย฽างแบบเจาะจงเป็นหญิงตั้งครรภ์วัยรุ฽น อายุ 15 – 19 ปี ที่มาฝากครรภ์ที่โรงพยาบาล ด฾วยความสมัครใจ จ้านวน 60 คน และเจ฾าหน฾าที่ที่เกี่ยวข฾อง จ้านวน 5 คน ในช฽วงเดือน กันยายน – ตุลาคม 2566 2) เครื่องมือที่ใช฾ในงานวิจัย 1.แบบประเมินความพึงพอใจในด฾านการให฾บริการในกลุ฽มหญิงตั้งครรภ์วัยรุ฽น 2. แบบสัมภาษณ์เชิงลึกค้าถาม ปลายเปิดในการประเมินรูปแบบพัฒนา 7ด฾าน ได฾แก฽ ด฾านนโยบาย ด฾านระบบบริการ ด฾านการจัดหาเวชภัณฑ์ ด฾าน บุคลากร ด฾านระบบติดตาม ด฾านการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ 3. สรุปผลการด าเนินงาน โดย 1) ข฾อมูลเชิงคุณภาพ จากการสัมภาษณ์ ใช฾การวิเคราะห์เนื้อหา 2) ข฾อมูลเชิงปริมาณ ใช฾ ค฽าเฉลี่ย ร฾อยละ ค฽าเบี่ยงแบน ผลการศึกษา หญิงตั้งครรภ์วัยรุ฽น ที่ได฾รับค้าปรึกษาการคุมก้าเนิดในช฽วงฝากครรภ์ เลือกยาฝังคุมก้าเนิด จ้านวน 25คน ยาฉีด คุมก้าเนิด จ้านวน 3คน และจ้านวน 2คน ไม฽คุมก้าเนิดเพราะแยกทางกับคู฽ ในรายที่ผู฾ปกครองหรือคู฽มาด฾วยตัดสินใจ เลือกวิธีการคุมก้าเนิดได฾เร็วขึ้น หญิงตั้งครรภ์วัยรุ฽นได฾รับค้าปรึกษาคุมก้าเนิดก฽อนคลอดที่ห฾องคลอดและก฽อนกลับบ฾าน เลือกยาฝังคุมก้าเนิด จ้านวน 5คน เพราะผู฾ปกครองบังคับ เลือกยาฉีดคุมก้าเนิด จ้านวน 4คน เพราะเคยใช฾ และไม฽ ยอมคุมก้าเนิด 21คน เพราะไม฽มั่นใจจะเลือกคุมก้าเนิดวิธีใด จากการสัมภาษณ์เจ฾าหน฾าที่ที่เกี่ยวข฾อง 1.มีนโยบายที่ ชัดเจน 2.มีระบบบริการ มีแนวทางการให฾บริการที่ชัดเจน มี line group ในการประสานงาน 3.การจัดหาเวชภัณฑ์ เพียงพอ 4.มีเจ฾าหน฾าที่ให฾บริการที่เพียงพอ 5.มีการโทรเยี่ยมหลังคลอดและติดตามการคุมก้าเนิด 6.การสื่อสารและ ประชาสัมพันธ์ ยังไม฽ครอบคลุมทุกหน฽วยงาน 7.ปัญหาอุปสรรค การเบิกจ฽ายยาฝังคุมก้าเนิดมีความยุ฽งยาก สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์เพื่อให฾แม฽วัยรุ฽นเข฾าใจและตระหนักถึงความส้าคัญของการคุมก้าเนิดหลัง คลอด ควรให฾ค้าปรึกษาการคุมก้าเนิดในช฽วงมาฝากครรภ์พร฾อมผู฾ปกครองหรือคู฽ ท้าให฾การตัดสินใจและพิจารณาใน การเลือกวิธีการคุมก้าเนิดมากขึ้น พร฾อมที่จะรับการคุมก้าเนิดหลังคลอดทันทีก฽อนออกจากโรงพยาบาล ค าส าคัญ การคุมก้าเนิด แม฽วัยรุ฽น


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 205 E4.7 การพัฒนารูปแบบการดูแลหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นอายุน้อยกว่า 20 ปี นภาพร นพพัฒนกุล งานส฽งเสริมสุขภาพ โรงพยาบาลโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : จากจ้านวนผู฾รับบริการฝากครรภ์เฉลี่ยปีละ 600 คน/ปี พบอัตราการตั้งครรภ์วัยรุ฽นอายุน฾อย กว฽า 20 ปี ในช฽วง 6 ปีที่ผ฽านมาเฉลี่ย 31.18 ต฽อพันประชากรกลุ฽มเดียวกัน ซึ่งสูงเกินเกณฑ์ตัวชี้วัด และการเข฾ารับบริการฝาก ครรภ์ก฽อน 12 สัปดาห์ค฽อนข฾างน฾อย เฉลี่ย 52.2% ซึ่งสัมพันธ์กับการฝากครรภ์คุณภาพครบ 5 ครั้ง ไม฽ถึง 60% ตามเกณฑ์ และผลกระทบที่เกิดจากการตั้งครรภ์มักพบปัญหาทารกแรกเกิดน้้าหนักน฾อยเฉลี่ย 5.46 % และคลอดก฽อนก้าหนดเฉลี่ย 2.92% รวมถึงปัญหาการเลี้ยงลูกด฾วยนมแม฽ 6 เดือน ยังค฽อนข฾างน฾อย 30 % จึงได฾มีการพัฒนารูปแบบการดูแลหญิงตั้งครรภ์ วัยรุ฽นอายุน฾อยกว฽า 20 ปีขึ้น วัตถุประสงค์การศึกษา : เพื่อลดอัตราหญิงตั้งครรภ์วัยรุ฽น และปูองกันการตั้งครรภ์ซ้้า ตลอดจนดูแลให฾ได฾รับการฝากครรภ์เร็ว และครบครั้งคุณภาพ เพื่อปูองกันภาวะแทรกซ฾อนต฽อหญิงตั้งครรภ์วัยรุ฽นและทารกในครรภ์ และให฾สามารถเลี้ยงดูบุตรได฾ วิธีการด าเนินการ : จากปัญหาดังกล฽าวได฾มีการเก็บรวบรวมข฾อมูลทุกปีจากหญิงตั้งครรภ์วัยรุ฽นอายุน฾อยกว฽า 20 ปี ที่มาฝาก ครรภ์ และคลอดที่โรงพยาบาลโนนสูง และได฾หาแนวทางร฽วมกับสหวิชาชีพเพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลหญิงตั้งครรภ์วัยรุ฽น โดย ใช฾กระบวนทางการพยาบาลเป็นหลักในการดูแลหญิงตั้งครรภ์วัยรุ฽นตั้งแต฽ฝากครรภ์จนถึงหลังคลอด ในเรื่องการปฏิบัติตัว การ รับประทานอาหารร฽วมกับการใช฾สื่อเทคโนโลยีเกี่ยวกับพฤติกรรมสุขภาพด฾านการรับประทานอาหาร (Web Application PregCal) และติดตามเยี่ยมหลังคลอดเพื่อประเมินพฤติกรรมการเลี้ยงดูบุตร ผลการศึกษา : พบว฽าจากเดิมอัตราคลอดวัยรุ฽น 37.13 ต฽อพันประชากรกลุ฽มเดียวกัน ภายใน 6 ปี ลดลงอย฽างต฽อเนื่องเป็น 7.92 ต฽อพันประชากรกลุ฽มเดียวกัน แต฽เนื่องจากสถานการณ์โควิด ท้าให฾ประชากรวัยรุ฽นที่เคยไปท้างานต฽างจังหวัด และไม฽ได฾รับ สิทธิประโยชน์ในการคุมก้าเนิดตั้งแต฽หลังคลอดครรภ์แรก กลับมาคลอด ณ ภูมิล้าเนาเดิม ท้าให฾อัตราการตั้งครรภ์ซ้้าเพิ่มขึ้น จาก 3.45% เป็น 12.5% (3 ราย) ในปี 2566 และพบว฽าการเข฾ารับบริการฝากครรภ์ก฽อน 12 สัปดาห์ และครบครั้งคุณภาพ มากกว฽า 60% ทารกคลอดน้้าหนักน฾อย คิดเป็น 8.33% (2 ราย) และไม฽มีคลอดก฽อนก้าหนด รวมถึงเลี้ยงลูกด฾วยนมแม฽เพิ่มขึ้น เป็น 45.83% สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : จากการพัฒนารูปแบบการดูแลหญิงตั้งครรภ์วัยรุ฽น แสดงให฾เห็นถึงการท้างาน ร฽วมกับภาคีเครือข฽ายทั้งอ้าเภอ รวมทั้งภาคการศึกษาต฽างๆ และพัฒนาระบบบริการการฝากครรภ์ทั้งในโรงพยาบาลและใน รพ. สต.ทุกแห฽งให฾เป็นไปในแนวทางเดียวกัน รวมถึงมีการประชาสัมพันธ์การคุมก้าเนิดกึ่งถาวรในหญิงวัยรุ฽นหรือหลังคลอดอายุน฾อย กว฽า 20 ปี ฟรีทุกสิทธิ์ ไปยังเครือข฽ายสุขภาพ และนอกจากนั้นควรพัฒนาการใช฾สื่อเทคโนโลยีเกี่ยวกับพฤติกรรมสุขภาพ (Web Application PregCal) ในหญิงตั้งครรภ์วัยรุ฽นให฾มากขึ้นและมีความต฽อเนื่อง ค าส าคัญ : หญิงตั้งครรภ์, วัยรุ฽นอายุน฾อยกว฽า 20 ปี อ้างอิง : คู฽มือการฝากครรภ์แนวใหม฽ นครชัยบุรินทร์, ภาควิชาสูตินรีเวชกรรม โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมาคู฽มือการดูแล แม฽วัยรุ฽น แบบบูรณาการ ส้านักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัยฯ, ข฾อมูลรายงานฝากครรภ์และหลังคลอด รพ.โนนสูง และ ข฾อมูลจากส้านักโภชนาการ กรมอนามัยฯ


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 206 E4.8 การพัฒนาระบบบการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง ในโรงพยาบาลแก้งคร้อ สรีลักษณ์ เพียรไทยสงค์ นงลักษณ์ แฝงนาง หน฽วยงานห฾องคลอด โรงพยาบาลแก฾งคร฾อ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ภาวะความดันโลหิตสูงระหว฽างตั้งครรภ์(PIH)เป็นสาเหตุการตายอันดับ สองของหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งส฽งผลกระทบต฽อหญิงตั้งครรภ์และครอบครัว อย฽างไรก็ตามอันตรายต฽อสตรี ตั้งครรภ์และแรกคลอด จะลดความรุนแรงลงได฾ด฾วยการปูองกัน วินิจฉัยที่รวดเร็ว การดูแลที่เหมาะสม และทันเวลา วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อศึกษาผลของระบบการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะความดัน โลหิตสูง(PIH) วิธีการด าเนินงาน การศึกษาวิจัยเชิงพรรณา (Descriptive Research) แบบวิเคราะห์เปรียบเทียบ ก฽อน และหลังการปรับใช฾แนวปฏิบัติ กลุ฽มประชากร หญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ที่โรงพยาบาล แก฾งคร฾อ และไม฽มีโรคความดันโลหิตสูงก฽อนตั้งครรภ์ การเก็บผลการด้าเนินงาน เก็บร฾อยละของภาวะ PIH ในหญิงตั้งครรภ์เมื่อมาคลอด ร฾อยละของการส฽งต฽อด฾วยภาวะ Severe PIHและอัตรามารดา เสียชีวิตด฾วยภาวะ PIH วิธีการด้าเนินงาน ส้ารวจข฾อมูล ทบทวนวรรณกรรมแนวปฏิบัติการดูแลหญิง ตั้งครรภ์ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงระหว฽างตั้งครรภ์ ประชุมทบทวนแนวปฏิบัติ และประชุมชี้แจง แนวปฏบัติการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงระหว฽างตั้งครรภ์ น้าแนวปฏิบัติการดูแล หญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงระหว฽างตั้งครรภ์มาใช฾งาน และสรุปผลการด้าเนินงาน ผลการศึกษา ผลการด้าเนินงาน ตั้งแต฽ ต.ค. 2565 - พ.ค. 2566 ที่ห฾องคลอด หญิงตั้งครรภ์ที่ได฾รับการ คัดกรอง และพบว฽าเป็นกลุ฽มเสี่ยงต฽อภาวะ PIH และได฾รับยา ASA จ้านวน 9 ราย คิดเป็นร฾อยละ 2.25 ของหญิงตั้งครรภ์ที่ได฾รับการคัดกรอง กลุ฽มเสี่ยงที่ได฾รับยา ASA เป็นภาวะ PIH จ้านวน 5 ราย คิด เป็นร฾อยละ 41.67 ของหญิงตั้ งครรภ์ที่ได฾รับคัดกรอง และได฾รับยา ASA มกลุ฽มเสี่ยงที่ได฾รับ ASA กลายเป็นภาวะ Severe PIH จ้านวน 0 ราย อัตราการเกิดภาวะ PIH ลดลง อัตราการส฽งต฽อ ด฾วยภาวะ Severe PIH ลดลง และ ไม฽พบอัตราตาย (MMR=0) สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ ภาวะความดันโลหิตสูงระหว฽างตั้งครรภ์ เป็นสาเหตุการ เสียชีวิตอันดับสองของหญิงตั้งครรภ์ เดิมหน฽วยงานฝากครรภ์และห฾องคลอด โรงพยาบาลแก฾งคร฾อ ด้าเนินการโดยเน฾นการตั้งรับ ได฾แก฽การวินิจฉัยให฾เร็ว ให฾ยาให฾เร็ว และส฽งต฽อให฾เร็ว ซึ่งมีส฽วนช฽วยให฾ หญิงตั้งครรภ์ปลอดภัย แต฽เมื่อได฾ทบทวนและปรับปรับแนวทาง โดยมีการคัดกรองกลุ฽มเสี่ยง ส฽งพบ แพทย์เพื่อให฾ยาปูองกันในกลุ฽มเสี่ยง แจก calcium ให฾กับหญิงตั้งครรภ์ทุกราย เพื่อให฾ได฾รับสารอาหาร อย฽างเพียงพอปูองกันการเกิดภาวะ PIH ผลการด้าเนินงาน ใน 6 เดือนแรก พบว฽า อัตราการเกิดภาวะ ความดันโลหิตสูง ลดลง มีอัตราการส฽งต฽อ มีแนวโน฾มลดลง ดังนั้น แนวปฏิบัตินี้ มีความเหมาะสมใน การดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะ PIH ในโรงพยาบาลแก฾งคร฾อ ค าส าคัญ : ความดันโลหิตสูงระหว฽างตั้งครรภ์, PIH, Pre-eclampsia, แนวทาง, พัฒนาระบบ


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 207 E4.9 พัฒนาแนวทางคัดกรองหญิงตั้งครรภ์ส่วนน า breech presentation เรณู จ้าชาติ โรงพยาบาลแก฾งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ โรงพยาบาลแก฾งสนามนาง มีขนาด 30 เตียงไม฽มีแพทย์เฉพาะทางสูติศาสตร์และกุมารแพทย์ จ้าเป็นต฾องส฽งตัวหญิงตั้งครรภ์ที่มีส฽วนน้าผิดปกติไปรักษายังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว฽า ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร ท้าให฾การส฽งต฽อ breech presentation เสี่ยงต฽อการคลอดบนรถ อาจท้าให฾มารดาและทารก เสียชีวิตได฾ จากการเก็บข฾อมูลในห฾องคลอด ปี 2561- 2565 พบว฽ามีหญิงตั้งครรภ์ที่มีส฽วนน้าเป็น breech presentation มารับบริการที่ห฾องคลอด 7 ราย ส฽งต฽อไปยังรพ.บัวใหญ฽และรพ.ชัยภูมิทั้ง 7 ราย งานอนามัย แม฽และเด็กจึงเห็นความส้าคัญในการคัดกรองหญิงตั้งครรภ์ส฽วนน้า breech presentation เพื่อให฾ได฾รับการ ส฽งตัวที่รวดเร็วขึ้นตั้งแต฽ระยะฝากครรภ์ เพื่อความปลอดภัยของมารดาและทารก วัตถุประสงค์หญิงตั้งครรภ์ได฾รับการคัดกรองและได฾รับการส฽งตัวที่เหมาะสม วิธีด าเนินการ 1. เก็บข฾อมูลที่ห฾องคลอดหญิงตั้งครรภ์ส฽วนน้า breech presentation ส฽งตัวที่ห฾องคลอด ย฾อนหลัง 5 ปี 2. ทีม MCH น้าข฾อมูลมาทบทวนการส฽งต฽อผู฾คลอดที่มี breech presentation ในปี 2561 - 2565 หญิงตั้งครรภ์ส฽วนน้า breech presentation ส฽งตัวที่ห฾องคลอด 7 ราย ดังนี้ 2.1 มีอายุครรภ์ 37 สัปดาห์ จ้านวน 5 รายและpreterm 2 ราย 2.2 อายุครรภ์ G1 3 ราย และG 2 4 ราย 2.3 มีหญิงตั้งครรภ์ 3 รายที่ Fully ditationและมีถุงน้้าคร่้าแตกเสี่ยงต฽อการคลอดบนรถrefer 3. ทบทวนแนวทางการคัดกรอง ส฽วนน้าในหญิงตั้งครรภ์โดยการอัลตราซาวด์ครั้งที่ 1 ANC ครั้งแรก ครั้งที่ 2 GA 20 – 24 wks ครั้งที่ 3 GA 36 – 38 wks ปรับใหม฽ U/S ที่ 34 wks กรณีส฽วนน้าผิดปกติให฾ใบส฽งตัวไปพบสูติศาสตร์เพื่อวางแผนคลอด ผลการศึกษา จากการเก็บข฾อมูลพบว฽า ในปี 2566 1.หญิงตั้งครรภ์ที่มาANC ในปี 2566 จ้านวน 201 ราย ตรวจพบส฽วนน้าท฽า breech presentation จ้านวน 2 ราย ได฾รับการส฽งต฽อไปรพ.บัวใหญ฽ 2 ราย อายุครรภ์ 34 สัปดาห์คิดเป็น 100% 2. อุบัติการณ์การส฽งต฽อท฽า Breech presentation ที่ห฾องคลอด 0 ราย ข้อเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้ ทารกในครรภ์มารดาจะกลับหัวในอายุครรภ์ 32 -36 สัปดาห์ จึง ได฾ปรับแนวทางการตรวจคัดกรองอัลตราซาวด์คัดกรองหญิงตั้งครรภ์ครั้งที่ 3 ที่อายุครรภ์ 34 สัปดาห์ เพื่อให฾ สามารถคัดกรองส฽วนน้าผิดปกติได฾เร็วขึ้น และสามารถส฽งต฽อผู฾ปุวยไปให฾สูติแพทย์วางแผนการคลอดได฾อย฽าง ปลอดภัย ค าส าคัญ : Breech presentation


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 208 E4.10 พัฒนางานการปูองกันการคลอดติดไหล่โดยใช้ RSD score จินตนา ชาญสูงเนิน โรงพยาบาลบ้าเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: การคลอดติดไหล฽เป็นภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรมที่พบได฾ทั่วโลก อุบัติการณ์ร฾อยละ 0.2-3 โดยทั่วไปจะไม฽อาจท้านายสาเหตุการเกิดการคลอด ติดไหล฽ได฾อย฽างแม฽นย้า แต฽ภาวะนี้พบได฾บ฽อยขึ้นเมื่อมีปัจจัยเสี่ยงเช฽น ทารกที่คาดว฽ามีน้้าหนักแรกคลอดมากกว฽า 4,500 กรัม มีประวัติคลอดไหล฽ยากมา ก฽อน ความก฾าวหน฾าของการคลอดผิดปกติ การใช฾สูติศาสตร์หัตถการช฽วยคลอด และภาวะแทรกซ฾อนและอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากภาวะคลอดติดไหล฽ ต฽อมารดาเช฽น อาจมีภาวะตกเลือดหลังคลอด แผลฝีเย็บมีขนาดลึกผิดปกติ ด฾านทารกอาจจะเป็นอัมพาตประสาทแขน กระดูกไหปลาร฾าหัก ทารกขาด ออกซิเจน ระบบประสาทถูกท้าลาย และรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต ผลการด้าเนินงานปีงบประมาณ 2564 จ้านวนผู฾คลอดทั้งหมด 377 ราย คลอดทางช฽อง คลอด 243 ราย คิดเป็นร฾อยละ 64.54 คลอดติดไหล฽ทั้งหมด 0 ราย ปีงบประมาณ 2565 จ้านวนผู฾คลอดทั้งหมด 309 ราย คลอดทางช฽องคลอด 189 ราย คิดเป็นร฾อยละ 61.16 คลอดติดไหล฽ทั้งหมด 0 ราย 2566 จ้านวนผู฾คลอดทั้งหมด 350 ราย คลอดปกติ 202 ราย คลอดติดไหล฽ทั้งหมด 1 ราย คิดเป็นร฾อย ละ0.49 เสียชีวิต 1 ราย คิดเป็นร฾อยละ 100 ดังนั้นปัญหาการคลอดติดไหล฽ถือเป็นความเสี่ยงที่รุนแรงต฾องได฾รับการแก฾ไขอย฽างเร฽งด฽วน ซึ่งจากการทบทวน ข฾อมูลความเสี่ยงภาวะคลอดติดไหล฽ ตั้งแต฽ปี2556-2558 โดยมีการพัฒนาการค้านวณน้้าหนักทารกในครรภ์ก็ได฾ผลดีมาตลอด จนกระทั่งปีงบประมาณ 2566 พบว฽ามีการคลอดติดไหล฽และทารกเสียชีวิต จึงได฾คิดพัฒนางาน การปูองกันการคลอดติดไหล฽โดยใช฾ RSD score นี้ขึ้น วัตถุประสงค์: เพื่อสร฾างเครื่องมือในการช฽วยตัดสินใจผ฽าตัดคลอด และเพื่อปูองกันการเกิดคลอดติดไหล฽ วิธีด าเนินการ: 1. ปรึกษาสูติแพทย์ ทีมพยาบาลห฾องคลอด และศึกษาทฤษฎีรวมถึงงานวิจัยที่เกี่ยวข฾อง 2. สร฾างแบบประเมินคะแนนความเสี่ยงต฽อการ คลอดติดไหล฽Risk for Shoulder dystocia: RSD score โดยใน แบบประเมินนั้นได฾จากการศึกษา กายวิภาคหญิงตั้งครรภ์ งานวิจัยที่มีปัจจัยที่เกี่ยวข฾อง ต฽อการที่ท้าให฾เชิงกรานแคบ 3. ตรวจประเมินความก฾าวหน฾าทางการคลอดแต฽ละระยะ โดยแบ฽งเป็น 3 ช฽วงการประเมินในแต฽ระระยะ และมีการดูแลตาม ช฽วงคะแนน ดังนี้ 3.1. แบบประเมินคะแนนความเสี่ยงต฽อการคลอดติดไหล฽แรกรับ จะแบ฽งคะแนนออกเป็น 4 ช฽วงคะแนน และการดูแล หากประเมินได฾ รวมคะแนน ≥ 16 คะแนน จะต฾องได฾รับการผ฽าตัดคลอด หรือ ส฽งต฽อทันที 3.2. แบบประเมินคะแนนความเสี่ยงต฽อการคลอดติดไหล฽ระยะActive phase จะแบ฽งคะแนนออกเป็น 4 ช฽วงคะแนนและการดูแล หากประเมินได฾รวมคะแนน ≥ 8 คะแนน จะได฾รับการผ฽าตัดคลอด หรือ ส฽งต฽อทันที 3.3. แบบประเมินคะแนนความเสี่ยงต฽อการคลอดติดไหล฽ระยะระยะคลอด จะแบ฽งคะแนนออกเป็น 2 ช฽วงคะแนนและการดูแล หากประเมินได฾รวม คะแนน ≥ 4 คะแนน จะได฾รับการผ฽าตัดคลอด หรือ ส฽งต฽อทันที 4. น้ามาทดลองกับผู฾คลอดจ้านวน 30 ราย ทั้ง 3 ระยะตั้งแต฽รับใหม฽ ขณะรอคลอด Active phase ระยะคลอด 5. น้าคะแนนความเสี่ยงมาปรับจนได฾คะแนนเหมาะสมต฽อการผ฽าตัดคลอด 6. น้ามาใช฾จริงกับผู฾รับบริการที่มาคลอดที่ห฾อง คลอด โรงพยาบาลบ้าเหน็จณรงค์ 7. ติดตามเด็กที่มีคะแนนเสี่ยงสูงที่ต฾องผ฽าตัดทันทีว฽าเหมาะสมกับการคลอดก฽อนเกิดการคลอดติดไหล฽จริงหรือไม฽ ผลการศึกษา: พบว฽า RSD score สามารถปูองกันการเกิดคลอดติดไหล฽ได฾ดี จากการทดลองใช฾ในผู฾คลอด 90 รายได฾ใช฾แบบประเมินนี้ทุกราย และผลการ คลอดติดไหล฽เป็น 0 เนื่องจากสามารถดักจับความเสี่ยงที่จะเกิดคลอดติดไหล฽ และสามารถผ฽าตัดคลอดได฾ทัน ซึ่งจากการติดตามพบว฽า มีผู฾คลอดที่มี RSD score สูงที่ต฾องได฾รับการผ฽าตัดทันที ทั้งหมด 9 ราย จากการติดตามโดยน้าเด็กทั้ง 9 ราย มาดูว฽าหากปล฽อยคลอดทางช฽องคลอดจะติดไหล฽หรือไม฽ จากการ ติดตามทั้ง 9 รายนี้หากคลอดทางช฽องคลอดมีโอกาสติดไหล฽สูงมากโดยดูจากศีรษะทารก เช฽นกลมมน นั่นอาจจะหมายถึงศีรษะทารกผ฽านเชิงกราน แต฽ติดที่ ไหล฽ยังไม฽ลง หรือทารกมี Caput succedaneum นั่นหมายถึงศีรษะทารกถูกบีบจากช฽องเชิงกรานแม฽ และส฽งผลถึงอาจคลอดติดไหล฽ได฾ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: การพัฒนางานการปูองกันการคลอดติดไหล฽โดยใช฾ RSD score สามารถช฽วยประเมินการคลอดติดไหล฽ได฾ดี ระดับหนึ่ง ซึ่งจากการคลอดโดยทั่วไปไม฽อาจท้านายได฾ว฽ารายใดจะคลอดติดไหล฽ ไม฽มีแม฾เครื่องมือที่มาบอกได฾ว฽าจะคลอดติดไหล฽ นอกจากทารกตัวโตมี โอกาสคลอดติดไหล฽มากขึ้นตามล้าดับ แต฽ทารกที่ตัวไม฽โตเท฽ากับเกณฑ์ที่ตั้งไว฾ก็มีโอกาสเกิดการคลอดติดไหล฽ได฾เช฽นกัน และไม฽มีข฾อมูลว฽าเมื่อไรที่ต฾องผ฽าตัด คลอด ซึ่งเป็นความจ้าเป็นของแพทย์และพยาบาลผู฾ที่ต฾องท้าคลอดต฾องเฝูาระวังการคลอดติดไหล฽ไว฾เสมอ หลังจากได฾ใช฾แบบประเมิน RSD score พบว฽า ปูองกันการคลอดติดไหล฽ดี เป็นเครื่องมือที่สามารถบอกได฾ว฽าควรท้าการผ฽าตัดคลอดเมื่อไร เนื่องจากแบบประเมินนี้จะมีคะแนนเป็นช฽วงระยะของการ คลอด โดยแบบประเมินนี้สามารถใช฾ได฾กับผู฾คลอดทุกรายโดยไม฽มีข฾อจ้ากัด และพยาบาลหรือแพทย์ใช฾ได฾ง฽าย ไม฽ซับซ฾อน และไม฽มีค฽าใช฾จ฽ายในการท้าแบบ ประเมินนี้ แต฽สามารถช฽วยให฾ 2 ชีวิตคลอดโดยปลอดภัย ตามนโยบายลูกเกิดรอด แม฽ปลอดภัย ค าส าคัญ: RSD score, ปูองกันการคลอดติดไหล฽


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 209 E4.11 การพัฒนาการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มารอคลอดและคลอดที่ติดโควิด19 ดวงใจ ศิริเดชอุดม โรงพยาบาลนาโพธิ์ อ.นาโพธิ์ จ.บุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ หญิงตั้งครรภ์เป็นกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อโควิด 19 ที่ส าคัญ ถ้าติดเชื้อการฝากครรภ์จะต้องหายก่อนจึงได้รับ บริการ ท าให้การฝากครรภ์คุณภาพไม่ได้ตามเกณฑ์ และการคลอดต้องเตรียมสถานที่ อุปกรณ์ ทีมบุคลากรให้ พร้อม เพื่อให้การดูแลรักษาพยาบาลเป็นไปตามมาตรฐาน ปูองกันการแพร่กระจายเชื้อสู่บุคลากร ผู้อื่นและ สิ่งแวดล้อม ดูแลเป็นแบบ One Stop service ไม่มีการส่งต่อไปคลอดที่โรงพยาบาลอื่น ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่ รุนแรง ปัญหาคือโรงพยาบาลมีข้อจ ากัดเรื่องสถานที่ มีห้องความดันลบ1 ห้อง แนวทางปฏิบัติไม่ชัดเจน วัตถุประสงคการศึกษา เพื่อพัฒนาการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มารอคลอดและคลอดที่ติดโควิด19 ตามมาตรฐานวิชาชีพ วิธีการด าเนินการ 1.ทบทวนแนวทางปฏิบัติและให฾มีการปฏิบัติตาม น้าความรู฾นวัตกรรมใหม฽มาปรับใช฾กับบริบท โรงพยาบาลวางแผนการดูแลกับทีมสหสาขาวิชาชีพ DO 1.งานฝากครรภ์ที่พบหญิงตั้งครรภ์ใกล฾คลอดที่ติดเชื้อโควิด 19แจ฾งห฾องคลอด เพื่อเตรียมความพร฾อม 2. เตรียมอุปกรณ์ เครื่องมือ ชุดPPEพร฾อมใช฾3.ตรวจ ATK ผู฾มาคลอดทุกราย ผลเป็นบวกให฾รอคลอดและท้าคลอดที่ห฾อง ความดันลบ 4.ให฾การพยาบาลตามมาตรฐานบริการห฾องคลอดคุณภาพ กิจกรรมการพยาบาลท้าให฾เสร็จในครั้งเดียว และสวมใส฽PPE อย฽างถูกต฾อง 5.สื่อสารกับผู฾คลอดผ฽าน Line พยาบาลจะดูแลผู฾คลอดผ฽านทางกล฾องวงจรปิด Check1.บุคลากรปฏิบัติตามการดูแลแนวทางตามมาตรฐานการดูแลผู้คลอดและทารกหลังคลอด 2. มารดาและทารกไม่มีภาวะแทรกซ้อนจากการคลอดและโรคโควิด 19 ACT ให฾ทารกนอนที่ห฾องเตรียมกับญาติ มารดานอนที่ห฾องความดันลบ มารดาให฾นมแม฽และให฾มารดาปฏิบัติ ตามหลักIC ให฾ค้าแนะน้าการปฏิบัติตัวหลังคลอด ตรวจ ATK ก฽อนกลับบ฾าน ผลการศึกษา 1.มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน 2.มารดาและทารกไม฽มีภาวะแทรกซ฾อนจากการคลอดและจากโรคโควิด 19 3.บุคลากรไม฽ติดเชื้อโควิด 19 สรุปการศึกษาและการน าไปใชประโยชน มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนท้าให฾การดูแลผู฾รับบริการมีประสิทธิภาพมาก ขึ้น ไม฽มีการแพร฽กระจายเชื้อ มีการเตรียมความพร฾อมด฾านบุคลากร อุปกรณ์ทางการแพทย์ และสถานที่ ตามบริบท ของโรงพยาบาล ค าส าคัญ :โควิด 19


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 210 E4.12 การปูองกันการตกเลือดหลังคลอด เกศรินทร์ จุลรังสี โรงพยาบาลบ้าเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ภาวะตกเลือดหลังคลอด หมายถึง การเสียเลือดหลังการคลอดทารกมากกว฽า 500 มิลลิลิตร เมื่อคลอด ทางช฽องคลอด หรือเสียเลือดมากกว฽า 1,000 มิลลิลิตร เมื่อคลอดโดยวิธีการผ฽าตัดคลอดทางหน฾าท฾อง การตกเลือดหลังคลอดเป็น ภาวะแทรกซ฾อน ของการคลอดที่พบได฾มากที่สุดและเป็นสาเหตุการตายของมารดาทั่วโลกพบถึงร฾อยละ 27.11 ในเอเชียตะวันออกเฉียง ใต฾พบร฾อยละ 23.12 ส฽วนในประเทศไทย พบว฽าสาเหตุการตายส฽วนใหญ฽มาจากภาวะตกเลือดหลังคลอด และการตกเลือดหลังคลอดสาม รถด้าเนินไปจนกระทั่ง 6 สัปดาห์หลังคลอด ซึ่งสาเหตุของการตกเลือดหลังคลอดที่ส้าคัญและพบได฾บ฽อยมี 4 สาเหตุหลัก (4T) ได฾แก฽ การหดรัดตัวของมดลูก (Tone) การฉีกขาดของช฽องคลอดปากมดลูกและฝีเย็บ (Trauma) รกและชิ้นส฽วนของรกค฾าง (Tissue) และการ แข็งตัวของเลือดผิดปกติ (Thrombin) และปัจจัยเสี่ยงต฽อการเกิดภาวะตกเลือดหลังคลอด คือ grand multiparity ทารกตัวโต ครรภ์ แฝด ครรภ์แฝดน้้า (polyhydramnios) การกระตุ฾นคลอดหรือเร฽งคลอดด฾วย oxytocin การคลอดยาวนานหรือเร็วเกินไปการล฾วงรก ได฾รับยาดมสลบหรือแมกนีเซียมซัลเฟต เคยตกเลือดหลังคลอดมาก฽อน รกเกาะต่้า รกลอกตัวก฽อน ก้าหนด อ฾วน อายุมากกว฽า 35 ปี อย฽างไรก็ตาม ภาวะตกเลือดหลังคลอดอาจเกิดขึ้นในสตรีที่ไม฽มี ประวัติ หรือมีปัจจัยเสี่ยง แม฾ว฽าจะมีความพยายามในการปูองกันภาวะ ตกเลือดหลังคลอด แต฽ยังมีสตรีตั้งครรภ์บางรายเกิด ภาวะตกเลือดหลังคลอด และภาวะตกเลือดหลังคลอดส฽งผลกระทบต฽อมารดาหลัง คลอดทั้งด฾านร฽างกายและจิตใจ อาจส฽งผลต฽อการได฾ตัดมดลูกรวมถึงรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต รวมถึงการค฽าใช฾จ฽ายในการรักษาจ้านวนมาก โรงพยาบาลบ้าเหน็จณรงค์เป็นโรงพยาบาลที่มีสูติแพทย์และต฾องรับการรักษาส฽งต฽อจากโรงพบาลข฾างเคียง ท้าให฾มีผู฾รับบริการคลอด ปีงบประมาณ 2562 จ้านวนผู฾คลอด 430 ราย คลอดทางช฽องคลอด 290ราย คิดเป็นร฾อยละ 67.44 ตกเลือด 6 ราย คิดเป็นร฾อยละ 1.32 ตกเลือดและมีภาวะช็อค 1 ราย คิดเป็นร฾อยละ 0.34 ปีงบประมาณ 2563 จ้านวนผู฾คลอด 394 ราย คลอดทางช฽องคลอด 276 ราย คิด เป็นร฾อยละ 70.05ตกเลือด 5 ราย คิดเป็นร฾อยละ 1.81 ไม฽พบตกเลือดและมีภาวะช็อค ปีงบประมาณ 2564 จ้านวนผู฾คลอด 377ราย คลอดทางช฽องคลอด 243 ราย คิดเป็นร฾อยละ 64.45 ตกเลือด 4 ราย คิดเป็นร฾อยละ 1.64 ตกเลือดและมีภาวะช็อค 1 ราย คิดเป็นร฾อย ละ 0.41 การปูองกันการตกเลือดหลังคลอดเป็นบทบาทส้าคัญของพยาบาลสูติกรรม ตั้งแต฽ระยะฝากครรภ์ ระยะคลอด และระยะหลัง คลอด โดยเฉพาะอย฽างยิ่งในระยะหลังคลอด ดังนั้นพยาบาลจึงควรมีความรู฾และทักษะทางการพยาบาลที่ส้าคัญ เพื่อให฾การพยาบาล มารดาหลังคลอดอย฽างเหมาะสม วัตถุประสงค์ เพื่อปูองกันการตกเลือดหลังคลอด วิธีด าเนินการ 1. ปรึกษาสูติแพทย์และผู฾ช้านาญกว฽า 2. ศึกษาทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข฾อง3. จัดท้าแนวทางการพัฒนาการปูองกันการตกเลือดหลังคลอด 4. ด้าเนินการชี้แจงแนวทางการ ปูองกันการตกเลือดหลังคลอด 5. ทดลองใช฾และติดตามการใช฾แนวทางปฏิบัติการปูองกันการตกเลือดหลังคลอด6. วิเคราะห์และสรุปผล การด้าเนินการ ผลการศึกษา จากผลการศึกษาพบว฽าการเกิดภาวะตกเลือดหลังคลอด ปี งบประมาณ 2566 ยอดคลอดทั้งหมด 350 ราย ยอดคลอดทางช฽องคลอดทั้งหมด 202 ราย คิดเป็นร฾อยละ 57.71 ตกเลือด 5 ราย คิดเป็นร฾อยละ 2.47 ตกเลือดและมีภาวะช็อค 1 ราย คิดเป็นร฾อยละ 0.49 ไม฽มีมารดาตกเลือดได฾รับการส฽งต฽อและตัดมดลูก การปูองกันการตกเลือดหลังคลอด พยาบาลเป็นบุคคลส้าคัญ ในการปูองกันการตกเลือดหลังคลอดเพราะเป็นบุคคลที่อยู฽ใกล฾ชิดกับมารดาตลอดตั้งแต฽ระยะตั้งครรภ์ระยะคลอดและหลังคลอดดังนั้น จึงต฾องมีความรู฾และทักษะในการดูแล โดยเฉพาะการประเมินปัจจัยเสี่ยงต฽อการตกเลือดหลังคลอด ให฾ครอบคลุมปัจจัยเสี่ยงทั้ง4Ts นอกจากนี้ในการดูแลฟื้นฟูสภาพมารดาหลังคลอดที่ส้าคัญควรให฾มารดาหลังคลอด และญาติมีส฽วนร฽วมใการดูแลตนเองหลังคลอดมาก ขึ้นและสอนให฾ทราบถึงอาการตกเลือดในระยะหลังคลอด(Late postpartum hemorrhage) ท้าให฾มารดาเกิดความรู฾สึกมั่นใจในตนเอง ว฽าสามารถดูแลสุขภาพหลังคลอดของตนเองได฾อย฽างถูกต฾องและปลอดภัยเมื่อกลับไปอยู฽ที่บ฾านผู฾คลอดให฾ได฾รับความปลอดภัยตาม นโยบายลูกเกิดรอด แม฽ปลอดภัย ลดอุบัติการณ์การเกิดภาวะแทรกซ฾อนทั้งต฽อมารดาและทารก และผู฾ปฏิบัติงานพึงพอใจ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ 1. สามารถน้าไปใช฾กับ โรงพยาบาลชุมชนที่ไม฽มีสูติแพทย์เพื่อเป็นปูองกันการตกเลือดหลัง คลอด 2. ควรเก็บข฾อมูลอย฽างต฽อเนื่อง เพื่อพัฒนาแนวทางปฏิบัติต฽อไป เพื่อความปลอดภัยของมารดาหลังคลอด ค าส าคัญ: ถุงตวงเลือด, ปูองกันการตกเลือดหลังคลอด


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 211 E4.13 การพัฒนาระบบเพื่อปูองกันช็อกจากการตกเลือดหลังคลอด ในระยะ 2 ชั่วโมงแรกหลังคลอด ในมารดาที่มาคลอดที่โรงพยาบาลพลับพลาชัย สุพร เสงี่ยมศักดิ์ โรงพยาบาลพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ภาวะตกเลือดหลังคลอด(Postpartum hemorrhage) เป็นภาวะแทรกซ฾อนที่เป็น สาเหตุการเสียชีวิตของมารดาที่มาคลอด มีอุบัติการณ์สุงถึงร฾อยละ 30 ในประเทศที่ก้าลังพัฒนา (ถวัลย์ รัตนศิริและ คณะ , 2553) และจากสถิติขององค์การอนามัยโลกปี 2556 พบอัตราตายของมารดาระหว฽างคลอดคิดเป็น 26 ต฽อ แสนประชากร ในประเทศไทยก็เป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 เช฽นกัน ถึงแม฾ในปัจจุบันจะมีอัตราที่ลดลง แต฽ยังพบว฽ายัง มีการตายจากการตกเลือด ที่พบบ฽อยคือการตกเลือดหลังคลอดในระยะแรก 1-2 ชั่วโมงแรกหลังคลอด การวินิจฉัยที่ รวดเร็ว การปูองกัน การดูแล รวดเร็ว ถูกต฾อง เหมาะสม ช฽วยลดความรุนแรงลงได฾ เพื่อลดผลกระทบจากการตกเลือด หลังคลอดที่มีภาวะแทรกซ฾อนที่รุนแรง เช฽นช็อกจากการตกเลือดอาจท้าให฾เกิดการเสียชีวิตได฾ ผลที่ตามมาคือการ ฟูองร฾อง และเพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพการพยาบาลเพื่อปูองกันการเสียชีวิตจากการตกเลือด ผู฾ศึกษาจึงได฾เก็บ รวบรวมข฾อมูลตั้งแต฽ ต.ค. 2558- ก.ย. 2562 พบมีมารดาช็อกจากการตกเลือด 4 ราย คิดเป็นร฾อยละ 33.33 มีการ ทบทวนเอกสาร เพื่อค฾นหาปัจจัยที่มีผลต฽อการตกเลือดหลังคลอด การช็อกจากการตกเลือด เพื่อน้ามาปรับปรุงและ พัฒนาระบบงานเพื่อปูองกันการช็อกจากการตกเลือดหลังคลอดในระยะ 2 ชั่วโมงแรกหลังคลอด วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อศึกษาระบบในการดูแลผู฾คลอดเพื่อปูองกันการช็อกจากการตกเลือดในระยะ 2 ชั่วโมง แรกหลังคลอด วิธีการด าเนินการ รวบรวมข฾อมูลมารดาที่ช็อกจากการตกเลือดตั้งแต฽ปี 2558 – สิงหาคม 2566 ทบทวนเคสที่เป็น อุบัติการณ์ระดับ E ขึ้นไป พัฒนาระบบในการดูแลมารดา 2 ชั่วโมงแรกหลังคลอด โดยใช฾ถุงตวงเลือดในการประเมิน การสูญเสียเลือด มีการดูและระยะที่ 3 –ของการคลอดโดยใช฾ Active management , มี warning sign PPH , ใช฾ แบบฟอร์มการดูแลหลังคลอด 2 ชั่วโมงในการประเมินให฾ได฾ครอบคลุมตามมาตรฐานการดูแลในระยะ 2 ชั่วโมงหลัง คลอดจัดท้าแนวทางปฏิบัติเพื่อปูองกันการช็อกจากการตกเลือด ประเมินผล ผลการศึกษา การปฏิบัติตามแนวทางการปูองกันการช็อกจากการตกเลือดหลังคลอด ท้าให฾มารดาที่มีภาวะตกเลือด หลังคลอดในระยะ 2 ชั่วโมงแรกหลังคลอดมีภาวะช็อกลดลงคือ ก฽อนการพัฒนา มีมารดาช็อก 4 ราย (33.33%) หลัง การพัฒนา มีภาวะช็อก 1 ราย (11.11%) ข้อเสนอแนะ การวินิจฉัยภาวะผิดปกติในระยะคลอดได฾รวดเร็วและถูกต฾อง การดูแลรักษาเพื่อแก฾ไขที่รวดเร็วและ ถูกต฾องเหมาะสม จะช฽วยปูองกันการเสียชีวิตจากภาวะความผิดปกติขณะคลอดได฾ และควรมีการพัฒนาสมรรถนะ ของบุคลากรที่ดูแลผู฾คลอดอย฽างต฽อเนื่องเป็นประจ้า เพื่อให฾สามารถให฾การพยาบาลและดูแลได฾ตามมาตรฐาน ค าส าคัญ ตกเลือดหลังคลอด , ภาวะช็อก


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 212 E4.14 ผลการใช้แนวทางปฏิบัติเพื่อปูองกันการเกิดภาวะตกเลือดในระยะ 2 ช.ม.หลังคลอด ในมารดาคลอดปกติ โรงพยาบาลโชคชัย อารีย์ ฉายศิลป฼ โรงพยาบาลโชคชัยจังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ภาวะตกเลือดหลังคลอด หมายถึงการเสียเลือดหลังคลอดทางช฽องคลอดตั้งแต฽ 500 cc.ขึ้นไป เป็นภาวะแทรกซ฾อนที่เป็นสาเหตุหลักการตายของมารดา ร฾อยละ90 เกิดจากมดลูกหดรัดตัวไม฽ดี มักเกิดขึ้นภายหลังการคลอด ทันทีหรือใน 2 ช.ม.แรกหลังคลอด ส฽งผลให฾ผู฾คลอดเสียเลือดจนเกิดภาวะช็อคหรือเสียชีวิตได฾ จากสถิติห฾องคลอดโรงพยาบาล โชคชัยปีพ.ศ. 2560 – 2564 มีอัตราการตกเลือดหลังคลอด ร฾อยละ4,3.9,4.7,6.8และ2.5ตามล้าดับ และพบอัตราการเกิด ภาวะช็อคสูงขึ้นร฾อยละ7.1 ในปี 2564จากการทบทวนพบว฽าพยาบาลขาดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน วัตถุประสงค์การศึกษา 1. เพื่อพัฒนาแนวทางและประเมินผลการปฏิบัติตามแนวทางเพื่อปูองกันการเกิดภาวะตกเลือดในระยะ 2 ช.ม.หลังคลอดใน มารดาคลอดปกติ2.เพื่อประเมินผลความพึงพอใจของพยาบาลในการใช฾แนวทาง 3.เพื่อเปรียบเทียบอุบัติการณ์การเกิดภาวะ ตกเลือดระยะ 2 ช.ม.หลังคลอด ก฽อนและหลังการใช฾แนวทาง วิธีด าเนินการ เป็นการวิจัยแบบปฏิบัติการ กลุ฽มตัวอย฽างได฾แก฽ พยาบาลห฾องคลอด จ้านวน 7 คนและมารดาคลอดปกติที่มาคลอดช฽วงวันที่ 1 พ.ค.2565-31 ก.ค.2565 จ้านวน 60 คน รวบรวมข฾อมูลโดยใช฾แบบสอบถามได฾แก฽ ข฾อมูลทั่วไป แบบประเมินการปฏิบัติตามแนวทาง แบบประเมินความพึงพอใจของ พยาบาลต฽อการใช฾แนวทาง เครื่องมือที่ใช฾ในการท้าวิจัย ได฾แก฽ แนวปฏิบัติทางคลินิกส้าหรับพยาบาลเรื่องการปูองกันและการ พยาบาลมารดาตกเลือดหลังคลอดมีขั้นตอนในการปฏิบัติ 20 ข฾อ เสนอโครงร฽างวิจัยผ฽านคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมวิจัย ในมนุษย์ เก็บข฾อมูลจากมารดาที่มาคลอด และพยาบาลที่ปฏิบัติงานโดยให฾หัวหน฾าเวรเป็นผู฾สังเกตพฤติกรรมเพื่อนร฽วมงานใน การปฏิบัติตามขั้นตอนโดยไม฽แจ฾งล฽วงหน฾า และให฾ท้าแบบประเมินความพึงพอใจต฽อการใช฾แนวทาง วิเคราะห์ข฾อมูลโดยใช฾ โปรแกรมส้าเร็จรูปโดยการวิเคราะห์ สถิติพรรณนา ได฾แก฽ จ้านวน ร฾อยละ ค฽าเฉลี่ย และส฽วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา กลุ฽มตัวอย฽างไม฽พบภาวะตกเลือดหลังคลอด ส฽วนใหญ฽มีการเสียเลือดหลังคลอด < 100 CC. ร฾อยละ 50 พยาบาล มีการปฏิบัติตามขั้นตอนตามแนวทางปฏิบัติเป็นส฽วนมากร฾อยละ 85 และพยาบาลมีความพึงพอใจในการใช฾แนวทางปฏิบัติอยู฽ ในระดับพึงพอใจมาก สรุปการศึกษาและการน าผลไปใช้ประโยชน์1. แนวทางปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นน้ามาจากการวิเคราะห์ปัญหาโดยผู฾ปฏิบัติมีส฽วน ร฽วม ท้าให฾เกิดผลลัพธ์ที่ดีขึ้น ผู฾ปฏิบัติงานเกิดความพึงพอใจซึ่งแนวทางปฏิบัติอาจมีความแตกต฽างกันตามบริบทของแต฽ละ โรงพยาบาล 2. ขั้นตอนที่พยาบาลปฏิบัติตามไม฽ครบถ฾วน 3 ข฾อเนื่องจากผู฾คลอดบางรายมีความเสี่ยงต฽อภาวะตกเลือดต่้าไม฽ จ้าเป็นต฾องปฏิบัติ จึงควรมีการประเมินความเสี่ยงก฽อนคลอดและปรับแนวทางปฏิบัติให฾เหมาะสมกับความเสี่ยงของผู฾คลอด เพื่อให฾ขั้นตอนมีความกระชับและปฏิบัติได฾ครบถ฾วน ค าส าคัญ ภาวะตกเลือดหลังคลอด,แนวทางปฏิบัติ, คลอดปกติ


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 213 E4.15 พัฒนาแนวทางการปูองกันและดูแลมารดาที่มีภาวะตกเลือดหลังคลอด นายแพทย์ชิตพล จิตเพียรค฾า,รัตนาพร มนกลาง*และทีมงานห฾องคลอด โรงพยาบาลโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ภาวะตกเลือดหลังคลอดเป็นภาวะฉุกเฉินทางสูติศาสตร์เป็นสาเหตุหลักของการ เสียชีวิตของมารดาทั่วโลก ปี 2565มารดาไทยเสียชีวิตจ้านวน 79 คน มีสาเหตุมาจากตกเลือดหลังคลอด 12 คน (ส้านักส฽งเสริมสุขภาพกรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข,2565)สาเหตุหลักคือมดลูกหดรัดตัวไม฽ดี โรงพยาบาลโนน สูงพบอุบัติการณ์หญิงหลังคลอดมีภาวะตกเลือดหลังคลอดปี 2561-2565 จ้านวน 3,3,4,5และ 3ราย คิดเป็นร฾อยละ 0.84,0.88,0.35,1.79 และ 1.26 สาเหตุหลักเกิดจากการหดรัดตัวของมดลูกไม฽ดี รองมาคือรกค฾าง จากการทบทวน พบว฽าการประเมินปัจจัยเสี่ยงยังไม฽ครอบคลุม และพยาบาลยังขาดความรู฾ความเข฾าใจในแนวทางการปูองกันการตก เลือดหลังคลอดจึงส฽งผลให฾เกิดอุบัติการณ์ของการตกเลือดหลังคลอด จึงมีความจ้าเป็นที่จะต฾องพัฒนาแนวทางการ ปูองกันและดูแลมารดาที่มีภาวะตกเลือดหลังคลอดเพื่อเป็นเครื่องมือให฾พยาบาลห฾องคลอดใช฾ในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ ที่มาคลอด วัตถุประสงค์ของการศึกษา : เพื่อพัฒนาแนวทางการปูองกันและดูแลมารดาที่มีภาวะตกเลือดหลังคลอด วิธีการด าเนินการ : 1.จัดท้าแนวทางการประเมินภาวะเสี่ยงและการดูแลเพื่อปูองกันภาวะตกเลือดหลังคลอดในระยะก฽อนคลอด ที่แผนกฝากครรภ์และห฾องคลอดท้าข฾อตกลงร฽วมกับ MSO และ NSO หากมีภาวะเสี่ยงรายงานแพทย์และแพทย์มา ประเมินซ้้า ออกแบบระบบการจองเลือดในกลุ฽มเสี่ยงสูง ระยะหลังคลอดก้าหนดให฾มีการท้า Active management กรณีคลอดบุตรน้้าหนักตั้งแต฽3,500กรัมขึ้นไปให฾ Oxytocin 20 unit ใน IV เดิม rate 120 cc ต฽อชั่วโมง การประเมิน Blood loss ใช฾ถุงตวงเลือดทุกราย มีแนวทางการให฾สารน้้าเพื่อปูองกันภาวะ Hypovolemic shock จัดท้า Early warning signs ดูแลหลังคลอดและจัดระบบการติดตามเยี่ยมหญิงหลังคลอด 2.ประชุมผู฾ปฏิบัติเพื่อแจ฾งแนวทางปฏิบัติการปูองกันและดูแลมารดาที่มีภาวะตกเลือดหลังคลอด 3.ติดตามผลการด้าเนินการโดยการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข฾อมูลในเชิงปริมาณและคุณภาพทุก 3 เดือน ผลการศึกษา : ปี2566 มารดามีภาวะตกเลือดหลังคลอด 1 รายคิดเป็นร฾อยละ 0.57 ไม฽พบภาวะช็อกจากการตก เลือดหลังคลอด มีการปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติการปูองกันและดูแลมารดาที่มีภาวะตกเลือดหลังคลอด 100 % สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : แนวทางปฏิบัติการปูองกันและดูแลมารดาที่มีภาวะตกเลือดหลังคลอด ที่พัฒนาขึ้น ช฽วยลดภาวะตกเลือดหลังคลอดและปูองกันภาวะแทรกซ฾อน มารดาปลอดภัย การน้าไปใช฾ควรมีการ ติดตามประเมินผลในระยะยาวเพื่อประเมินประสิทธิภาพ มีการปรับปรุงแก฾ไขให฾ทันสมัยและเหมาะสม ค าส าคัญ : ตกเลือดหลังคลอด , การปูองกันและดูแล


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 214 E4.16 พัฒนาระบบการปูองกันทารกขาดออกซิเจนในระยะคลอด เย็นจิตร์ อภิวัฒน์อ้าไพ งานการพยาบาลผู฾คลอด โรงพยาบาลบ฾านกรวด บทคัดย่อ ความเป็นมาและความสาคัญ ภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด (Birth Asphyxia) เป็นภาวะที่สามารถเกิดขึ้นได฾ในระหว฽างการ คลอด เปูาหมายของการดูแลทารกแรกคลอดไม฽ให฾เกิดภาวะ Birth asphyxia ได฾ไม฽เกิน 30 :1,000 การเกิดมี ชีพ โรงพยาบาลบ฾านกรวด ปี 2562 -2565 พบอัตราการเกิด Birth asphyxia 0 , 4.6 , 0, 27.02 , 15.50 ต฽อ 1,000 การเกิดมีชีพตามล้าดับ อัตราการเกิดภาวะ Birth asphyxiaที่สูงขึ้น ทางทีมได฾ทบทวนปัญหาพบว฽า มารดาคลอดบุตรที่เกิด Birth Asphyxia จากการประเมินมารดาแรกรับล฽าช฾า และ พบปัญหาทีมดูแลเด็กล฽าช฾า ในกลุ฽มมารดาที่มีน้้าคร่้า moderate meconium ดังนั้นทีมจึงได฾พัฒนาระบบการปูองกันทารกขาดออกซิเจน ในระยะคลอด วัตถุประสงค์การศึกษา อัตราการเกิดภาวะภาวะ Birth Asphyxia < 30: 1,000การเกิดมีชีพ และไม฽มีข฾อ ร฾องเรียนด฾านบริการห฾องคลอด วิธีการด าเนินการ แรกรับ 1. เพิ่มการประเมินแรกรับด฾วย NST แรกรับทุกราย 2. จัดแบบประเมินเสี่ยงต฽อ ภาวะ Birth asphyxia หากพบความเสี่ยงรายงานแพทย์รับทราบทันที 3. ประเมินการคลอดไหล฽ยาก โดยการ วัด High of fundus มารดามาคลอดแรกรับทุกราย ขณะรอคลอด 1. ใช฾ Patho graph ในการรอคลอด ประเมิน NST ขณะรอคลอด คือ EFM หลังเจาะถุงน้้า 30 นาทีทุกราย และ EFM ก฽อนให฾ยาเร฽งคลอดทุกราย 2. กรณีตรวจพบมารดาที่มีน้้าคร่้า Moderate meconium ขึ้นไปแพทย์มารับเด็กทุกราย 3. รายงาน แพทย์เวรรับเด็กในครรภ์แรกเบ฽งคลอดนาน 1 ชม.30 นาท, ครรภ์หลังเบ฽งคลอดนาน 45 นาที 4. การให฾ยา เร฽งคลอดใช฾เครื่อง infusion pump ทุกราย ระยะหลังคลอด 1. การช฽วยฟื้นคืนชีพทารกแรกเกิด เตรียม เครื่องมือ อุปกรณ์ เพียงพอพร฾อมใช฾ มี Neo PIP Infant Resuscitator มาใช฾แทน Ambubag เด็ก 2. มี Flowchart ช฽วยกู฾ชีพติดไว฾ในห฾องคลอด 3. ฝึกอบรมบุคลากรโดยส฽งเจ฾าหน฾าที่ในหน฽วยงานอบรมวิชาการกู฾ ชีพทารกแรกเกิด ที่ รพ.บุรีรัมย์ทุกปี 4. ระบบการส฽งต฽อโดยทีมเจ฾าหน฾าที่ห฾องคลอดร฽วมกับทีม refer ของ โรงพยาบาล ผลการศึกษา 1. ปี 2566 อัตราการเกิดภาวะภาวะ Birth Asphyxia < 30: 1,000การเกิดมีชีพ ร฾อยละ 1.20 2. ปี 2566 ข฾อร฾องเรียนด฾านบริการห฾องคลอด 0 ครั้ง สรุปการศึกษาและการนาไปใช้ประโยชน์การเกิดภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิดมีสาเหตุและปัจจัย ส฽งเสริมหลายด฾าน การปรับปรุงกระบวนการคุณภาพอย฽างต฽อเนื่อง (Continuous Quality Improvement) เพื่อให฾ครอบคลุมปัญหาและบูรณาการร฽วมกับหน฽วยงานที่เกี่ยวข฾อง ร฽วมกันหาแนวทางแก฾ไขอย฽างเป็นระบบ เพื่อปูองกันการเกิดภาวะ Birth asphyxia จึงเป็นสิ่งส้าคัญ ค าส าคัญ Birth asphyxia


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 215 E4.17 การพัฒนารูปแบบการปูองกันภาวะทารกแรกเกิดน้ าหนักตัวน้อย ศูนย์สุขภาพชุมชนโรงพยาบาลน้ ายืน ต าบลสีวิเชียร อ าเภอน้ ายืน จังหวัดอุบลราชธานี นิติยา ต฽องภูธร ศูนย์สุขภาพชุมชนโรงพยาบาลน้้ายืน ต้าบลสีวิเชียร อ้าเภอน้้ายืน จังหวัดอุบลราชธานี บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ทารกที่มีน้้าหนักแรกเกิดน฾อยกว฽า 2500 กรัม (Low birth weight) เสี่ยงต฽อการ เสียชีวิตก฽อนวัยอันควรเมื่อเทียบกับเด็กที่คลอดออกมาน้้าหนักปกติ พบภาวะแทรกซ฾อนหลังเกิด เช฽น ภาวะขาด ออกซิเจน การสูดส้าลักขี้เทา ภาวะอุณหภูมิร฽างกายต่้า น้้าตาลในเลือดต่้า ภาวะเลือดข฾น ภาวะภูมิคุ฾มกันบกพร฽องท้า ให฾เกิดโรคติดเชื้อต฽างๆตามมา ทารกกลุ฽มนี้ที่รอดชีวิตมีพัฒนาการล฽าช฾า ซึ่งทารกกลุ฽มนี้ต฾องการการดูแลอย฽างเป็น พิเศษต฾องใช฾ทรัพยากรและเวลาในการดูแลรักษามากขึ้น อ้าเภอน้้ายืน จังหวัดอุบลราชธานี มี Low birth weight ปี 2563 ร฾อยละ 5.03 ปี 2564 ร฾อยละ 6.21 ปี 2565 ร฾อยละ 6.56 ศูนย์สุขภาพชุมชนโรงพยาบาลน้้ายืน มี Low birth weight ปี 2560-61 พบว฽า ปี 2563 ร฾อยละ 9.52 ปี 2564 ร฾อยละ 6.67 ปี 2565 ร฾อยละ3.89 ซึ่งปี 2563 – 2565 ใช฾นวัตกรรม pocket book รู฾ใจ ปูองกันภัย LBW แต฽ยังไม฽มีการท้าวิจัย วิธีด าเนินการ : การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์ เพื่อลดภาวะทารกแรกเกิดน้้าหนักตัวน฾อย น฾อยกว฽าร฾อยละ 7 และ เพื่อส฽งเสริมการมีส฽วนร฽วมของภาคีเครือข฽าย คัดเลือกกลุ฽มตัวอย฽างแบบเฉพาะเจาะจง โดย เลือกหญิงตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงทารกน้้าหนักตัวน฾อย 30 คน ระหว฽าง 1 ตุลาคม พ.ศ. 2565 ถึง 31 พฤษภาคมพ.ศ. 2566 1) การให฾ความรู฾เกี่ยวกับ Low birth weight 2) ค้านวณ BMI และตั้งเปูาหมายในการขึ้นของน้้าหนักตัว 3) ส฽งเสริม โภชนาการในหญิงตั้งครรภ์ 4) ใช฾ นวัตกรรม “Pocket Book รู฾ใจ ฯ 5) ติดตามน้้าหนักตัว ยอดมดลูก เมื่อมาฝาก ครรภ์และหลังคลอด 6) ประเมินการมีส฽วนร฽วมของภาคีเครือข฽าย เครื่องมือที่ใช฾ประกอบด฾วย แบบทดสอบความรู฾ เกี่ยวกับการปฏิบัติตัวเพื่อปูองกันภาวะทารกน้้าหนักตัวน฾อย แบบคัดกรองความเสี่ยงต฽อภาวะทารกน้้าหนักตัวน฾อย วิเคราะห์ข฾อมูลด฾วยสถิติเชิงพรรณนา ได฾แก฽การแจกแจงความถี่ ร฾อยละ ค฽าเฉลี่ย ส฽วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ วิเคราะห์ข฾อมูลเชิงคุณภาพ ผลการศึกษา : อัตราการเกิดภาวะทารกแรกเกิดน้้าหนักตัวน฾อย ก฽อนพัฒนา ปี 2563 ร฾อยละ 9.52 ปี 2564 ร฾อยละ 6.67 ปี 2565 ร฾อยละ3.89 หลังพัฒนา ร฾อยละ 3.13 มีความแตกต฽างจากก฽อนการพัฒนาอย฽างมีนัยส้าคัญทางสถิติ (pvalue < 0.05) การมีส฽วนร฽วมของภาคีเครือข฽าย อยู฽ในระดับสูง โดยมีค฽าเฉลี่ยเท฽ากับ 0.89 ส฽วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท฽ากับ 0.39 ข้อเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้ : เพิ่มการติดตามกลุ฽มหญิงตั้งครรภ์ที่ฝากครรภ์ที่อื่น ให฾เข฾าสู฽กระบวนการ ดูแลที่ครอบคลุม ต฽อเนื่อง ค าส าคัญ : การพัฒนารูปแบบ,ภาวะทารกแรกเกิดน้้าหนักตัวน฾อย,หญิงตั้งครรภ์,ความเสี่ยง


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 216 E4.18 รูปแบบการดูแลผู้ปุวยโรคจอตาในทารกที่เกิดก่อนก าหนดกลุ่มงานจักษุ โรงพยาบาลชัยภูมิ : ถอดบทเรียน แพทย์หญิง วินิธา ลักษณากร กลุ฽มงานจักษุ โรงพยาบาลชัยภูมิ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ:โรคจอตาในทารกเกิดก฽อนกาหนด (Retinopathy of prematurity: ROP) เป็นโรคมีการด้าเนินไปในระยะรุนแรงท้าให฾จอตาลอกหลุดซึ่งเป็นสาเหตุท้าให฾ทารกตาบอดได฾โรคตาที่เป็นปัญหา สาธารณสุขเกิดจากโรคROPถึงร฾อยละ66.67ซึ่งเป็นโรคที่สามารถปูองกันหรือลดความรุนแรงของโรคได฾หากได฾รับการ ตรวจคัดกรองและรักษาทันเวลา เปูาหมายส้าคัญในการดูแลผู฾ปุวยROPคือลดอัตราตาบอดจากโรคโดยกระบวนการใน การดูแลรักษาผู฾ปุวยROPต฾องอาศัยความร฽วมมือจากทีมสหสาขาวิชาชีพและผู฾ดูแลผู฾ปุวยROPที่ต฾องพาผู฾ปุวยมาติดตาม การรักษาตามนัดอย฽างต฽อเนื่องถ฾าผู฾ปุวยขาดการติดตามการรักษาแม฾ครั้งเดียวแต฽เป็นช฽วงที่โรคอยู฽ในระยะรุนแรงอาจ ท้าให฾ทารกตาบอดได฾จากข฾อมูลรพ.ชัยภูมิพบผู฾ปุวยROPปี2562-2566 มีจ้านวน37,48,53,39และ25รายในปี2562 โรงพยาบาลชัยภูมิได฾มีการในการด้าเนินงานระหว฽างกุมารแพทย์และจักษุแพทย์โดยร฽วมกันพัฒนาการดูแลผู฾ปุวยกลุ฽ม เสี่ยงต฽อการเกิดภาวะROPโดยผู฾เชี่ยวชาญด฾านจอประสาทตาท้าให฾โอกาสเข฾าถึงการบริการได฾มากยิ่งขึ้นดังนั้นการ พัฒนาการคัดกรองและการรักษาROPให฾ได฾รับการรักษาในรพ.ชัยภูมิในเวลาที่เหมาะสมหลังทารกได฾รับการวินิจฉัย ROPท้าให฾ลดอัตราตาบอดและลดการส฽งต฽อผู฾ปุวยลงได฾ วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาระบบบริการโรคจอตาในทารกเกิด ก฽อนก้าหนด (ROP) กลุ฽มงานจักษุ รพ.ชัยภูมิ วิธีด าเนินงาน: PCT จักษุได฾ร฽วมกับ PCTกุมารเวชกรรมโดยออกแบบ ระบบบริการร฽วมกันตั้งแต฽ 1.ระบบคัดกรองทารกกลุ฽มเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ 2.พัฒนาระบบการส฽ง ต฽อผู฾ปุวยที่รวดเร็ว 3.การให฾ข฾อมูลแก฽พ฽อแม฽/ผู฾ดูแลผู฾ปุวยที่ถูกต฾องชัดเจน 4.ปรับปรุงการรักษาด฾วยการยิงเลเซอร์ ภายในเวลา 48-72 ชั่วโมง วิธีด าเนินงานวิจัย:จากการด้าเนินงาน1.ใช฾กระบวนการกลุ฽มโดยเลือกเรื่อง Retinopathy of Prematurity (ROP) 2. ถอดบทเรียนประเด็นการพัฒนาระบบบริการ, การดูแลต฽อเนื่องและการจัดการข฾อมูล 3.ใช฾รูปแบบการสัมภาษณ์เชิง ลึกทีมดูแลผู฾ปุวยกุมารแพทย์ จักษุแพทย์ พยาบาลห฾องตรวจจักษุและทีมงานผู฾เกี่ยวข฾องและสรุปผล 4.น้าผลการถอด บทเรียนสู฽การพัฒนางาน Retinopathy of Prematurity (ROP)กลุ฽มงานจักษุ รพ.ชัยภูมิน้าผลการจัดการสู฽การ จัดเก็บตัวชี้วัดความส้าเร็จโดยก้าหนด 1.ร฾อยละของทารกคลอดก฽อนก้าหนดได฾รับการตรวจคัดกรองตามเกณฑ์ที่ ก้าหนด 2.ร฾อยละทารกที่ได฾รับการรักษาด฾วยเลเซอร์และฉีดยาเข฾าวุ฾นตา 3.อุบัติการณ์ของการเกิดภาวะ สายตาพิการติดตามต฽อเนื่องจนถึงอายุ5ปี4.ร฾อยละของการติดตามดูแลต฽อเนื่อง ภาวแทรกซ฾อน ผลการศึกษา:กลุ฽ม ตัวอย฽าง 202 รายพบ ROP Sage 1-2 ร฾อยละ14 ROP Stage 3-4 ร฾อยละ 20 ได฾รักษาด฾วยการยิงเลเซอร์และการฉีด ยาเข฾าวุ฾นตาร฾อยละ100 ตามระยะของโรค โดยผู฾ปุวยเด็กคลอดก฽อนก้าหนดได฾รับการคัดกรองร฾อยละ100 ตั้งแต฽ปี 2562 จนถึงปัจจุบัน สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: พัฒนา CPG ในการคัดกรองโรค ROPการพัฒนาและก้ากับติดตามการ รักษาโรค ROPด฾วยการยิงเลเซอร์และการฉีดยาเข฾าวุ฾นตา จัดอบรมแนวทางการดูแลและรักษาโรค ROPอย฽างต฽อเนื่อง 5ปี ค าส าคัญ : โรคจอตาในทารกเกิดก฽อนก้าหนด(Retinopathy of prematurity :ROP)


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 217 E4.19 พัฒนาระบบส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย เพิ่มการเข้าถึง ติดตามต่อเนื่อง พัฒนาไม่ล่าช้า วรรรณพร ใจมีธรรม และคณะเจ้าหน้าที่คลินิกสุขภาพเด็กดี หน่วยงาน โรงพยาบาลคูเมือง จ.บุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ เด็กปฐมวัยในระหว่างปี 2564-2566 พบว่า ร้อยละความครอบคลุมการตรวจคัดกรอง พัฒนาการเท่ากับ 93.12, 95.52 และ 98.40 พบสงสัยล่าช้าด้านความเข้าใจด้านภาษาร้อยละ 23.56,24.04 และ 21.48 ด้านการใช้ภาษาร้อยละ 24.04, 21.48 และ 19.83 ด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา 17.31, 16.99 และ 15.40 ด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ 19.47,18.55 และ 12.73 การช ่วยเหลือตนเองและสังคม 2564 -2566 ร้อยละ 15.63, 14.65 และ 10.44 สาเหตุเกิดจาก บุคคลการขาด Competency แนวทางปฏิบัติไม่ครอบคลุม ระบบข้อมูล สารสนเทศไม่เอื้อต่อการใช้ข้อมูลซ ้าซ้อน ขาดเครื่องมือประเมินพัฒนาการในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ข้อจ ากัดผู้ปุวยและ ญาติด้านเศรฐกิจ ไม่มาตามนัด ไม่ยอมรับว่าเด็กพัฒนาการล่าช้า วัตถุประสงค์การศึกษา ความครอบคลุมการคัดกรองพัฒนาการตามช่วงวัย การกระตุ้นและการติดตามพัฒนาการลด ภาระงาน การท างานกับเครือข่ายในการดูแลเด็กปฐมวัย วิธีการด าเนินการ ปี2564 ปรับระบบประเมินและส่งเสริมพัฒนาการใช้แนวทางปฏิบัติร่วมกันทั้ง คปสอ.พัฒนา ศักยภาพแก ่พยาบาล รพ.สต.ร ่วมกับ อปท.ด าเนินการต าบลมหัศจรรย์ 1000 วันพลัส 1 ต าบล ปี 2565 จัดระบบกระตุ้นพัฒนาการในเด็กสงสัยล่าช้า ปรับกิจกรรมโรงเรียนพ่อแม่โดยใช้Transformative learning พัฒนา ศักยภาพครูในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ร่วมกับอปท.ด าเนินการต าบลมหัศจรรย์1000 วัน 2 ต าบล จัดหาอุปกรณ์ประเมิน พัฒนาการ จัดหาสถานที่เล่นเปลี่ยนโลกในชุมชน 1 แห่ง ใช้สารสนเทศในการดึงรายงาน ท ากลุ่มไลน์สื่อสารสะท้อน ข้อมูล ปี 2566 น า Denver II ใช้ในการวินิจฉัยพัฒนาการล่าช้า เพิ่มบริการที่ศูนย์ปันสุข จัดหาอุปกรณ์และ เพิ่ม ทักษะการ Coaching ทั้งคปสอ.ขับเคลื่อนมหัศจรรย์1000 วัน ทั้ง 7 ต าบล จัดกิจกรรมเล่นเปลี่ยนโลกที่ศูนย์พัฒนา เด็กเล็กทุกแห่ง พัฒนาคลังข้อมูลเพิ่มความครอบคลุมในการการคัดกรองตามช่วงวัย ใช้Line notify ใช้ Application ในการติดตามการเยี่ยมกระตุ้นพัฒนาการและการส่งต่อ ผลการศึกษา ปี2564-2566 พบว่าร้อยละความครอบคลุม การตรวจคัดกรองพัฒนาการเด็กปฐมวัยเท่ากับ 93.12, 95.52 และ 98.40 ร้อยละเด็กปฐมวัยพบสงสัยพัฒนาการ ล่าช้าได้รับการติดตามภายใน 30 วัน เท่ากับ 86.85, 95.67 และ 98.72 ร้อยละเด็กปฐมวัยสงสัยพัฒนาการล่าช้า ได้รับการกระตุ้นด้วย TEDA4I เท่ากับ 90.73, 96.15 และ 100 ร้อยละเด็กปฐมวัยสงสัยพัฒนาการล่าช้าหลังได้รับการ กระตุ้นกลับมาสมวัย เท่ากับ 95.67,97.85และ98.72 5 ร้อยละเด็กปฐมวัยพัฒนาการล่าช้าได้รับการกระตุ้นและ กลับมาสมวัย เท่ากับ 82.68 ,85.76 และ88.50 ร้อยละบุคลากรครูได้รับการพัฒนาสมรรถนะการประเมินพัฒนาการ และประเมินผ่านเกณฑ์เท่ากับ 25.64 ,51.28 และ 87.71ร้อยละความพึงพอในของผู้ปกครอง เท่ากับ 79.81 ,83.65 และ85.10 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ ติดตามพัฒนาการโดยใช้เทคโนโลยีและสารสนเทศสนับสนุน เพิ่มคุณภาพและความครอบคลุมในการคัดกรองตามช ่วงวัย เกิดความร่วมมือของเครือข่ายในการขับเคลื่อนมอง เปูาหมายเดียวกันมุ่งมั่นในการพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง ตอบสนองต่อความต้องการในการดูแลเด็กปฐมวัย ค าส าคัญ คลังข้อมูล Line Notify, Application, Transformative learning


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 218 E4.20 เฝูาระวังและแก้ไขปัญหาโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็ก ๖ เดือน ๑๒ ปี ธีรยา เหมเลา หน฽วยงาน โรงพยาบาลบัวลาย อ้าเภอบัวลาย จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ กรมอนามัย ปี ๒๕๔๖ ส้ารวจเด็กอายุ ๖ เดือน ถึง ๕ ปี พบ Hb<๑๑ กรัม/ดล. ร฾อยละ ๒๕.๙ เด็กเริ่มมีภาวะโลหิตจางพบ อายุ ๖ ถึง ๘ปี ส฽วนใหญ฽จากการขาดสารอาหารประเภทเนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ ไข฽ นม ผักสีเขียวที่มีธาตุเหล็กสูง ปี ๒๕๖๔ อ้าเภอบัวลาย ทารกแรกเกิดมีน้้าหนักน฾อยร฾อยละ ๗.๔๑สูงกว฽าเกณฑ์(ร฾อยละ๗) เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการล฽าช฾า ร฾อยละ๖.๗๗ ภาวะเตี้ย ร฾อยละ ๙.๗๘ มีภาวะ ผอม ร฾อยละ ๔.๘๙ ส฽งผลต฽อการมีโภชนาการ สูงดีสมส฽วน และ มีภาวะสูงดีสมส฽วน ร฾อยละ๕๕.๗๕ ต่้ากว฽า เกณฑ์มาตรฐาน(ร฾อยละ๕๗)เด็ก ๖เดือน ถึง ๒ปีได฾คัดกรองภาวะโลหิตจางมีภาวะซีด ร฾อยละ๒๐ (เกินร฾อยละ ๑๙.๕) ได฾ด้าเนินการหยอดยาน้้าเสริมธาตุเหล็ก ปี๒๕๖๔ ถึง ๒๕๖๕ จากการสอบถามผู฾ปกครองที่พาเด็กมา รับวัคซีนในคลินิกWBC มีเด็กในพื้นที่ยังไม฽ได฾รับยาน้้าเสริมธาตุเหล็ก จึงได฾ปรับระบบเฝูาระวังและแก฾ไขปัญหา ภาวะโลหิตจาง วัตถุประสงค์การศึกษา ๑. เด็กอายุ ๖ เดือน ถึง ๑๒ ปี ได฾รับคัดกรองภาวะซีด ร฾อยละ ๑๐๐ ๒. เด็กอายุ ๖ เดือน ถึง ๑๒ ปี ได฾รับการส฽งต฽อรักษาภาวะซีด ร฾อยละ ๑๐๐ ๓. เข฾าถึงรักษาภาวะซีดในอายุ ๖ เดือน ถึง ๑๒ ปี ร฾อยละ๘๐ ๔. เด็กอายุ ๖ เดือน ถึง ๑๒ ปี ได฾รับติดตามรักษาภาวะซีด ๓ เดือน ร฾อยละ ๑๐๐ ๕. เด็กอายุ ๖ เดือน ถึง ๕ ปี ได฾รับยาน้้าเสริมธาตุเหล็ก ร฾อยละ ๑๐๐ วิธีการด าเนินการ ๑. คัดกรอง ส฽งต฽อและรักษา ๒. อบรมผู฾ปกครอง,คัดกรองภาวะซีดในเด็กอายุ ๖ เดือน ถึง ๑๒ ปี ๓. จัดระบบการจ฽ายยาน้้าเสริมธาตุเหล็ก ผลการศึกษา การคัดกรองพบกลุ฽มเด็กมีภาวะซีด ๓๔ คนคิดเป็นร฾อยละ ๑.๖๑ เด็กอายุ๒ ถึง ๖ปีที่มีภาวะซีดร฾อย ละ ๓.๒ สูงกว฽าอายุกลุ฽มอื่นๆ ภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็กร฾อยละ ๓๕.๒ (๑๒คน) , พาหะธาลัสซีเมียร฾อย ๖๔.๗ (๒๒คน) ติดตามการรักษาเยี่ยมบ฾าน เด็กกลุ฽มปกติหยอดยาน้้าเสริมธาตุเหล็กเด็กอายุ๖เดือน ถึง ๕ปีในชุมชนโด ยอสม. สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ปัญหาโลหิตจางของกรมอนามัย พบเด็กที่มีอายุน฾อยกว฽า ๒ปีสูงกว฽า กลุ฽มอื่นๆแต฽อ้าเภอบัวลาย พบในกลุ฽ม อายุ๒ ถึง ๖ปี ได฾จัดระบบเฝูาระวังคัดกรองโลหิตจางเด็กอายุ๙ ถึง ๑๒ เดือน เด็กอายุ๔ปี ในwbc/ชุมชนท้าMOU คปสอ.บัวลาย,จัดท้าสปอร์ตความรู฾สู฽ชุมชน จัดหาครุภัณฑ์ทางการ แพทย์การคัดกรองโลหิตจางที่ทันสมัย ค้าส้าคัญ : เฝูาระวัง, แก฾ไขปัญหาโลหิตจางในเด็กปฐมวัย อ้าเภอ บัวลาย


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 219 มหกรรมคุณภาพ HACC Forum นครชัยบุรินทร์ครั้งที่ 16 “Growth Mindset for Better Healthcare System” ในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 08.30-17.00 น. ณ โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา E-Poster Presentation กลุ่มที่ 5 การพัฒนาระบบ สุขภาพจิต/สารเสพติด จ านวน 20 เรื่อง น าเสนอวันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 เวลา 14.30-18.30 น ห้องอรพิม ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์ โทรศัพท์ หมาย เหตุ 1 14.30 - 14.40 น. การพัฒนาระบบการคัด กรองภาวะสมาธิสั้นในเด็ก อายุ 6-15 ปี ในเขตศูนย์สุขภาพชุมชน โรงพยาบาลน้้ายืน ต.สี วิเชียร อ.น้้ายืน จ.อุบลราชธานี นางอุไร วรรณ กุจะ พันธ์ ศูนย์สุขภาพ ชุมชน โรงพยาบาลน้้า ยืน อุบลราชธานี 087- 8733764 2 14.40 - 14.50 น. ผลของโปรแกรมบูรณาการ บ้าบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู฾ปุวย สารเสพติดที่มีโรคร฽วมทาง จิตเวช (ICOD-R Recovery) ฉบับปรับปรุง 2566 ต฽อ อัตราการกลับมารักษาซ้้าใน โรงพยาบาลจิตเวช นครราชสีมาราชนครินทร์ นางทัศนีย์ จันทร์สด โรงพยาบาลจิต เวช นครราชสีมา ราชนครินทร์ นครราชสีมา 086- 2440135, 090- 2502493 3 14.50 - 15.00 น. Mental Health Check-in เช็คใจวัยรุ฽น นางสาวชัช ดา ชาติ เผือก โรงพยาบาล หนองกี่ บุรีรัมย์ 081- 9208586 4 15.00 - 15.10 น. การพัฒนาระบบบริการ สุขภาพวัยรุ฽น นางรัตติกาล ประจวบ มอญ โรงพยาบาล บ฾านแท฽น ชัยภูมิ 091- 8696821 5 15.10 - 15.20 น. พัฒนาระบบการติดตาม ผู฾ปุวยจิตเวชที่มีความเสี่ยง ต฽อการก฽อ ความรุนแรงในชุมชนโดยใช฾ spot map นางพาสุข พิมพะโย โรงพยาบาล บ฾านกรวด บุรีรัมย์ 080- 1955139 6 15.20 - 15.30 น. การพัฒนาการดูแลผู฾ปุวยจิต เวชที่มีความเสี่ยงสูงต฽อการ ก฽อ ความรุนแรง เพื่อปูองกัน อาการก้าเริบซ้้า โดยการมี ส฽วนร฽วม ของเครือข฽าย อ้าเภอแคนดง จังหวัดบุรีรัมย์ นางสาวสุ กัญญา มูล ไธสง โรงพยาบาล แคนดง บุรีรัมย์ 081- 0674182


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 220 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์ โทรศัพท์ หมาย เหตุ 7 15.30 - 15.40 น. การพัฒนารูปแบบการ ปูองกันและแก฾ไขผู฾ปุวยที่มี อาการทางจิตจากการใช฾ยา เสพติดต้าบลหูท้านบ อ้าเภอ ปะค้า จังหวัดบุรีรัมย์ นายสมบูรณ์ แดงดี โรงพยาบาลปะ ค้า บุรีรัมย์ 088- 5713786 8 15.40 - 15.50 น. 4C กับการเพิ่มประสิทธิภาพ การจัดการรายกรณี SMIV นางสาวนริศ รา ลันขุน ทด โรงพยาบาล เทพารักษ์ นครราชสีมา 082- 9269246 9 15.50 - 16.00 น. การปูองกันอาการทางจิต ก้าเริบในผู฾ปุวยจิตเวชและยา เสพติด ที่มีประวัติก฽อความรุนแรงใน ชุมชนด฾วยการจัดการราย กรณี อ.เมืองยาง จ.นครราชสีมา นายสันติภาพ เยี่ยมไธสง โรงพยาบาล เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จย฽า 100 ปี นครราชสีมา 089-5850821 10 16.00 - 16.10 น. การพัฒนาระบบการดูแล รักษาผู฾ปุวยโรคซึมเศร฾าอย฽าง ไร฾รอยต฽อ โรงพยาบาลศีขร ภูมิ พญ.นันทิดา ทองอ฾ม โรงพยาบาลศีขร ภูมิ สุรินทร์ 065-4698298 11 16.10 - 16.20 น. พัฒนาระบบการเข฾าถึง บริการโรคซึมเศร฾าของ นักเรียนโรงเรียน บัวใหญ฽ จังหวัดนครราชสีมา นางสุวณีย์ โรจนานนท์ โรงพยาบาลบัว ใหญ฽ นครราชสีมา 091-8319178 12 16.20 - 16.30 น. การพัฒนารูปแบบการ เข฾าถึงผุ฾ปุวยโรคซึมเศร฾า โรงพยาบาลบัวลายโดย บูรณาการเข฾ากับเทคโนโลยี สมัยใหม฽ นางสาวปิ ยะวรรณ ทองภู โรงพยาบาลบัว ลาย นครราชสีมา 087-2464456 13 16.30 - 16.40 น. การพัฒนาระบบบริการ ผู฾ปุวยจิตเวชที่มีความเสี่ยง สูงต฽อการก฽อความรุนแรง นางปิยะวดี ศรีธรรม โรงพยาบาลสีดา นครราชสีมา 086-2470651 14 16.40 - 16.50 น. การพัฒนาระบบการดูแล ผู฾ปุวยโรคซึมเศร฾าที่พยายาม ฆ฽าตัวตาย ในกลุ฽มอายุ 10- 19 ปี นางสุภาภรณ์ สุดสมัย , นายอนุพันธ์ มีเหมาะ โรงพยาบาล ห฾วยแถลง นครราชสีมา 088-5812375 15 16.50 - 17.00 น. การพัฒนาสมรรถนะทีม บุคลากรในการดูแลผู฾ปุวยจิต เภทที่มี พฤติกรรมก฾าวร฾าวรุนแรง โรงพยาบาลชัยภูมิ นางผกามาศ สุฐิติวนิช โรงพยาบาล ชัยภูมิ ชัยภูมิ 086-8799665 16 17.00 - การพัฒนารูปแบบการดูแล นางสาวปิ่น โรงพยาบาล นครราชสีมา 044-39711


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 221 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์ โทรศัพท์ หมาย เหตุ 17.10 น. ผู฾ปุวย Alcohol Withdrawal “ผูกรัด มัดใจ ปลอดภัย จาก Alcohol Withdrawal” ฤทัย อรัญ ศักดิ์ ขามทะเลสอ ต฽อ 161 17 17.10 - 17.20 น. การพัฒนาระบบการดูแล ผู฾ปุวยภาวะถอนพิษสุรา (Alcohol withdrawal) นางเพ็ญพิศ ศรีรัตนะ โรงพยาบาล บ้าเหน็จณรงค์ ชัยภูมิ 066-1454564 18 17.20 - 17.30 น. การพัฒนาการดูแลที่มีภาวะ ถอนพิษสุรา โรงพยาบาล โนนไทย อ้าเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา นางพวงเพชร ชูจอหอ โรงพยาบาลโนน ไทย นครราชสีมา 044-381032 ต฽อ 274 19 17.30 - 17.40 น. การจัดการรายกรณีผู฾ที่มีการ เจ็บปุวยทางจิตรุนแรงจาก การใช฾สารเสพติดกลับสู฽ ชุมชน : กรณีศึกษา นางสาวสุ พรรณา ยมดี โรงพยาบาล บ้าเหน็จณรงค์ ชัยภูมิ 064-9547163 20 17.40- 17.50 น แนวทางการพัฒนาแก฾ปัญหา เคสซึมเศร฾าระดับรุนแรงที่มี การ Admotted ซ้้าโดยใช฾ ทฤษฎีการดูแลมนุษย์ของวัต สัน (Watson’s Caring Theory) ร฽วมกับสุนทรีย สนทนา โดยพยาบาลจิต อาสา นางเรืองยศ โพธิ์ข้า และ นางกิตติ พรรณ์ผาด โผน โรงพยาบาลพุท ไธสง บุรีรัมย์ 0878535394 E poster


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 222 E5.1 การพัฒนาระบบการคัดกรองภาวะสมาธิสั้นในเด็กอายุ6-15ปีในเขตศูนย์สุขภาพชุมชน โรงพยาบาลน้ ายืน ต.สีวิเชียร อ.น้ ายืน จ.อุบลราชธานี อุไรวรรณ กุจะพันธ์ ศูนย์สุขภาพชุมชนโรงพยาบาลน้้ายืน อ.น้้ายืน จ.อุบลราชธานีโทร 087-8733764 ([email protected]) บทคัดย่อ โรคสมาธิสั้นเป็นกลุ฽มอาการที่มีความผิดปกติของพัฒนาการ ส฽งผลให฾มีปัญหาเกี่ยวกับการควบคุมตนเอง ท้าให฾การด้าเนิน ชีวิตประจ้าวันหรือการเข฾าสังคมบกพร฽องไป จากรายงานของกรมสุขภาพจิตผลส้ารวจเด็กไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 จ้านวน5ล฾านคน พบว฽าเป็นโรคสมาธิสั้นร฾อยละ6.5 ขณะที่ทั่วโลกพบเด็กเป็นโรคนี้ร฾อยละ5 จากสถิติของศูนย์สุขภาพชุมชนโรงพยาบาลน้้ายืน พบเด็กที่ มีภาวะสมาธิสั้นในปีพ.ศ.2563-2565 มีแนวโน฾มเพิ่มขึ้นเช฽นกันคือ 3 ราย,4 รายและ 8 รายซึ่งมีแนวโน฾มเพิ่มขึ้น ผู฾วิจัยได฾มองเห็น ความส้าคัญของปัญหาดังกล฽าว จึงได฾น้ามาพัฒนาระบบการคัดกรองภาวะสมาธิสั้นในเด็กอายุ6-15ปีในเขตศูนย์สุขภาพชุมชน โรงพยาบาลน้้ายืน อ.น้้ายืน จ.อุบลราชธานีวัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อพัฒนาระบบการคัดกรองภาวะสมาธิสั้นในเด็กอายุ6-15ปีในเขต ศูนย์สุขภาพชุมชนโรงพยาบาลน้้ายืน อ.น้้ายืน จ.อุบลราชธานี วิธีการศึกษา : การวิจัยครั้งนี้ด้าเนินการโดยวิธีวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) (ศิรประภา สิทธาพานิช และคณะ, 2565) ประกอบ ด฾วย 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 Research: R1; Analysis ระยะ ที่ 2 Development: D1; Design and Development PAOR (Kemmis, and McTaggart (1988) ระยะที่ 3 Research: R2; Implementation และระยะที่ 4 Development: D2; Evaluation โดยเก็บข฾อมูลวิจัยทั้งเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และ เชิงปริมาณ (Quantitative data)ศึกษาโรงเรียนในเขตรับผิดชอบของศูนย์สุขภาพชุมชนโรงพยาบาลน้้ายืน ต.สีวิเชียร อ.น้้ายิน จ. อุบลราชธานี ระยะเวลาที่ใช฾ในการศึกษาตั้งแต฽เดือนมิถุนายน 2566 ถึง ธันวาคม 2566 โดยใช฾โปรแกรมเฝูาระวังจิตเวชในเด็ก ผล การศึกษา : กระบวนการในการพัฒนาระบบการคัดกรองภาวะสมาธิสั้นในเด็กอายุ6-15ปี ประกอบด฾วย กระบวนการ ดังนี้การ วางแผน (Planning) ได฾แก฽1.การศึกษาบริบทและวิเคราะห์สภาพปัญหา 2.แต฽งตั้งคณะท้างานในการดูแลคัดกรองภาวะสมาธิสั้นในเด็ก อายุ6-15ปี3.ก้าหนดรูปแบบในการคัดกรองโดยใช฾โปรแกรมเฝูาระวังจิตเวชในเด็ก 4. ก้าหนดกลุ฽มเปูาหมายในการคัดกรองคือเด็กป.1- ม.3 ของโรงเรียนในเขตรับผิดชอบ5.จัดท้าCPGการดูแลคัดกรองภาวะสมาธิสั้นในเด็กอายุ6-15ปี 6.ประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดท้า แผนปฏิบัติการ การปฏิบัติการ (Action) ด้าเนินกิจกรรมตามแผนปฏิบัติการ 1.จัดอบรมครูเรื่องการใช฾เครื่องมือคัดกรองภาวะสมาธิสั้น ในเด็กอายุ6-15ปีผ฽านโปรแกรมเฝูาระวังจิตเวชในเด็ก 2.จัดอบรมให฾ความรู฾เรื่องโรคสมาธิสั้นแก฽ผู฾น้าชุมชน,อสม.,ประชาชน 3.ด้าเนินงานคัดกรอง ตามCPGที่ก้าหนด เด็กกลุ฽มเสี่ยงได฾รับการส฽งต฽อเพื่อวินิจฉัยโดยแพทย์จิตเวชเด็ก และเข฾าสู฽กระบวนการรักษา 4.สร฾างช฽องทางการสื่อสารเครือข฽าย Line กลุ฽มครูอ้าเภอน้้ายืน, งานสุขภาพจิตเด็กน้้ายืน,อ.ส.ม.PCUรพ.น้้ายืน การสังเกต (Observation) ) 1.การวิเคราะห์ปัญหากระบวนการ 2.การ วางแผนแก฾ไขปัญหา 3.การด้าเนินการและติดตามผลการด้าเนินงาน ผลการด้าเนินงานพบว฽า เด็กกลุ฽มเสี่ยงเข฾ารับการประเมินซ้้าโดยSNAP-IV และได฾รับการส฽งต฽อไปวินิจฉัยโรคสมาธิสั้นที่ร.พ.น้้ายืน ร฾อยละ98 เป็นโรคสมาธิสั้น 8 ราย ผู฾ปกครองมีความพึงพอใจในการรับบริการร฾อยละ98 ขั้น สะท้อนผล (Reflection) การจัดเวทีสะท฾อนผล ติดตามผลการปฏิบัติ ถอดบทเรียนที่ได฾จากการปฏิบัติงาน เพื่อหาปัจจัยความส้าเร็จ พบว฽า ปัจจัย ส้าคัญคือ การเปิดโอกาสให฾ผู฾มีส฽วนเกี่ยวข฾องหรือ ผู฾มี ส฽วนได฾ส฽วนเสีย เข฾ามามีส฽วนร฽วมตั้งแต฽ขั้นการวางแผนจนถึงขั้นสะท฾อนผล การสรุปผลการ ด้าเนินงาน เป็นขั้นตอนในการน้าข฾อมูลที่ได฾จากการ ด้าเนินงานทั้งหมดมาร฽วมรับรู฾ร฽วมกัน ทั้งปัญหาและอุปสรรคในการด้าเนินงานเพื่อน้ามา วางแผนใน การแก฾ไขปัญหาในขั้นตอนต฽อไปอภิปรายผล การพัฒนาระบบการคัดกรองภาวะสมาธิสั้นในเด็กอายุ6-15ปีใช฾กระบวนการวิจัยเชิง ปฏิบัติการเป็นผลให฾ชุมชนและเครือข฽ายร฽วมกันด้าเนิน กิจกรรมอย฽างสม่้าเสมอ เป็นปัจจัยส้าคัญที่ท้าให฾เกิดการพัฒนาระบบการคัดกรองภาวะ สมาธิสั้นในเด็กอายุ6-15ปีเกิดความส้าเร็จ คือการมีส฽วนร฽วมตั้งแต฽การค฾นหาปัญหา การวางแผน การด้าเนินการ และติดตามประเมินผล จึงส฽งผลให฾ การด้าเนินงานเป็นไปอย฽างมีประสิทธิภาพ กระบวนการพัฒนาระบบการคัดกรองภาวะสมาธิสั้นในเด็กอายุ6-15ปีโดยการมีส฽วนร฽วมของภาคี เครือข฽ายเน฾นกระบวนการสร฾างการมีส฽วนร฽วมทุกขั้นตอนตั้งแต฽การวางแผน การลงมือปฏิบัติ การประเมินผล ส฽งผลให฾ภาคีเครือข฽ายมีส฽วนร฽วมใน การด้าเนินการดูแลผู฾ปุวยโรคสมาธิสั้นในชุมชน การพัฒนาระบบการคัดกรองภาวะสมาธิสั้นในเด็กอายุ6-15ปีในครั้งนี้มีปัจจัยแห฽งความส้าเร็จ คือ การมีภาคีเครือข฽ายในการ ก้าหนดเปูาหมายร฽วมกัน มีการก้าหนดแนวทางการดูแลผู฾ปุวยสมาธิสั้นในชุมชน ใช฾การมีส฽วนร฽วมเน฾นให฾ ผู฾เกี่ยวข฾อง เข฾าใจบทบาทของตนเอง มีการก้ากับติดตามและประเมินผลอย฽างต฽อเนื่อง ข้อเสนอแนะ 1) ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อหาวิธีการสร฾างแนวทางที่ ยั่งยืนเหมาะสมในการพัฒนาระบบการคัดกรองภาวะสมาธิสั้นในเด็กอายุ6-15ปีในชุมชนและโรงเรียน 2)ควรมีการศึกษาเพื่อพัฒนาระบบการคัด กรองติดตามเด็กกลุ฽มเสี่ยงที่อาศัยอยู฽นอกพื้นที่บริการสามารถเข฾ารับบริการได฾ครอบคลุมในภาพรวมของอ้าเภอน้้ายืนและอ้าเภอใกล฾เคียง ค าส าคัญ : สมาธิสั้น การมีส฽วนร฽วม ภาคีเครือข฽าย


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 223 E5.2 ผลของโปรแกรมบูรณาการบ าบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ปุวยสารเสพติดที่มีโรคร่วมทางจิตเวช (ICOD-R Recovery) ฉบับปรับปรุง 2566 ต่ออัตราการกลับมารักษาซ้ าในโรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ ทัศนีย์ จันทร์สด,จ้าเนียร สุรวรางกูร และบวรภพ ปราบ มะเริง โรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ โรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ให฾บริการบ้าบัดฟื้นฟูผู฾ปุวยสารเสพติดที่มีโรคร฽วมทางจิตเวช ด฾วยโปรแกรมบูรณาการบ้าบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู฾ปุวยสุราและสารเสพติดที่มีโรคร฽วมทางจิตเวช (ICOD-Rr Model) ตั้งแต฽ปีงบประมาณ 2561-2565 ซึ่งพบว฽าสามารถช฽วยลดพฤติกรรมใช฾สารเสพติดและลดอัตราการกลับมารักษาซ้้าได฾ แต฽พบว฽าเนื้อหาในคู฽มือมีความซ้้าซ฾อน การเข฾ากลุ฽มบ้าบัดทั้งช฽วงเช฾าและบ฽ายของทุกวันเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ ท้าให฾ ผู฾เข฾ารับการบ้าบัดรู฾สึกเหนื่อยล฾า ส฽งผลต฽อการเรียนรู฾ที่ไม฽ดีคณะกรรมการพัฒนาระบบดูแลผู฾มีปัญหาการใช฾สารเสพ ติดและสุราที่มีอาการทางจิต จึงทบทวนและปรับปรุงให฾เหมาะสมกับผู฾รับการบ้าบัดมากที่สุด โดยใช฾ชื่อว฽า “โปรแกรมบูรณาการบ้าบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู฾ปุวยสารเสพติดที่มีโรคร฽วมทางจิตเวช (ICOD-R Recovery) ฉบับ ปรับปรุง 2566” ผู฾ศึกษาจึงมีความสนใจศึกษาผลของโปรแกรมบ้าบัดฉบับปรับปรุงเปรียบเทียบกับต฾นฉบับปี 2561 ทั้งนี้เพื่อพัฒนาระบบการบ้าบัดฟื้นฟูทางจิตสังคมส้าหรับผู฾ปุวยสารเสพติดให฾เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต฽อไป วัตถุประสงค์การศึกษา : เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมบูรณาการบ้าบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู฾ปุวยสารเสพติดที่มีโรคร฽วม ทางจิตเวช (ICOD-R Recovery) ฉบับปรับปรุง 2566 เปรียบเทียบอัตราการกลับมารักษาซ้้ากับต฾นฉบับปี 2561 วิธีการด าเนินการ : การศึกษาแบ฽งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะเตรียมการ ระยะทดลองใช฾โปรแกรม และระยะรวบรวม ข฾อมูลและประเมินผล กลุ฽มตัวอย฽าง คือ ผู฾ปุวยที่ได฾รับการวินิจฉัยโรคทางจิตเวชที่เกี่ยวข฾องกับการใช฾สารเสพติด และรับ ไว฾รักษาแบบผู฾ปุวยในโรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ เครื่องมือที่ใช฾ คือ โปรแกรมบูรณาการบ้าบัดฟื้นฟู สมรรถภาพผู฾ปุวยสารเสพติดที่มีโรคร฽วมทางจิตเวช (ICOD-R Recovery) ฉบับปรับปรุง 2566 วิเคราะห์ข฾อมูลโดยใช฾ สถิติเชิงพรรณนา และร฾อยละ ผลการศึกษา : เมื่อสิ้นสุดการทดลอง ระยะติดตามผล 28 วัน และ 90 วัน พบว฽าอัตรา การกลับมารักษาซ้้าในโรงพยาบาลของผู฾ปุวยที่ได฾รับโปรแกรมบูรณาการบ้าบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู฾ปุวยสารเสพติดที่มีโรค ร฽วมทางจิตเวช (ICOD-R Recovery) ฉบับปรับปรุง 2566 ต่้ากว฽าต฾นฉบับปี 2561 อย฽างมีนัยส้าคัญทางสถิติที่ 0.05 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ โปรแกรมบูรณาการบ้าบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู฾ปุวยสารเสพติดที่มีโรคร฽วม ทางจิตเวช (ICOD-R Recovery) ฉบับปรับปรุง 2566 ช฽วยให฾ผู฾ปุวยเกิดการเรียนรู฾ มั่นใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การใช฾สารเสพติดของตนเอง และช฽วยลดอัตราการกลับมารักษาซ้้าในโรงพยาบาลได฾ ควรมีการติดตามระยะยาว รวมทั้งการเปรียบเทียบเชิงสถิติเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช฾สารเสพติดก฽อนและหลังเข฾ารับการบ้าบัด เพื่อการพัฒนา รูปแบบการบ้าบัดฟื้นฟูให฾มีประสิทธิผลต฽อผู฾ปุวยต฽อไป ค าส าคัญ : การกลับมารักษาซ้้าในโรงพยาบาล, การบ้าบัดแบบบูรณาการ, ผู฾ปุวยสารเสพติดที่มีโรคร฽วมทางจิตเวช


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 224 E5.3 Mental Health Check-in เช็คใจวัยรุ่น สุภาพ ดวงดารา,นางสาววาสนา ศาสตร์พงษ์ ชัชดา ชาติเผือกและนางสาวธันยพรรธน์ วงศ์จ้าปา โรงพยาบาลหนองกี่ อ้าเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ข฾อมูลสุขภาพจิตทั่วโลกพบว฽าประชากรมีภาวะซึมเศร฾าประมาณ 280 ล฾านคน ในกลุ฽มอายุ 15-29 ปี มีผู฾เสียชีวิตจากการฆ฽าตัวตายเป็นอันดับ 4 ในระหว฽างปี พ.ศ 2544-2553 ความชุกของอาการซึมเศร฾าในวัยรุ฽น ร฾อยละ 24 และระหว฽างปี พ.ศ 2554-2563 เพิ่มขึ้นเป็นร฾อยละ 37 โดยทวีปเอเชียมีความชุกของภาวะ ซึมเศร฾าสูงสุด ในประเทศไทยพบว฽ากลุ฽มอายุ 15 ปีขึ้นไป ปุวยเป็นโรคซึมเศร฾าถึง 1.5 ล฾านคน และมีผู฾ปุวยโรค ซึมเศร฾าพยายามฆ฽าตัวตาย 6 คน/ชั่วโมง จากสถิติโรงพยาบาลหนองกี่ระหว฽างปี พ.ศ.2563-2565 นักเรียน โรงเรียนหนองกี่พิทยาคมมีภาวะซึมเศร฾า ร฾อยละ 0.49, 0.59 และ 1.4 ตามล้าดับ พยายามฆ฽าตัวตายร฾อยละ 0.14, 0.17 และ 0.56 ตามล้าดับ มีอัตราการฆ฽าตัวตายส้าเร็จในปี 2564 ร฾อยละ 0.03 จากการวิเคราะห์ ปัญหาร฽วมกับทีมบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียน พบว฽านักเรียนขาดการประเมินสุขภาพจิต และไม฽มี ช฽องทางการส฽งต฽อเมื่อนักเรียนมีปัญหาด฾านสุขภาพจิต ทีมสุขภาพจิตโรงพยาบาลหนองกี่จึงได฾ออกแบบ กิจกรรมโดยน้าแอปพลิเคชัน Mental Health Check-In มาใช฾กับกลุ฽มตัวอย฽าง โดยให฾นักเรียนประเมิน สุขภาพจิตด฾วยตนเองเบื้องต฾น ผ฽าน QR Code ใช฾แบบประเมินภาวะซึมเศร฾าและแบบประเมินความเครียดของ กรมสุขภาพจิต มีการให฾ค้าปรึกษาและติดตามกลุ฽มเสี่ยงที่มีปัญหาสุขภาพจิตทางโทรศัพท์ โดยแบ฽งกลุ฽มเพื่อ วางแผนดูแลตามความเร฽งด฽วน แยกเป็นกลุ฽มสีเขียว(ปกติ) สีเหลือง(เฝูาระวัง) สีแดง(อันตราย) โดยกลุ฽มสีเหลือง และสีแดง เจ฾าหน฾าที่จะประเมินภาวะซึมเศร฾าและภาวะเครียดซ้้าหากยังมีความเสี่ยงต฽อปัญหาสุขภาพจิตจะท้า การนัดหมายมาที่โรงพยาบาลเพื่อให฾ค้าปรึกษาแบบองค์รวม ดูแลให฾ได฾รับการรักษา รวมถึงนัดติดตามอย฽าง ต฽อเนื่อง ด้าเนินกิจกรรมระหว฽างวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2566 ถึง 1 มีนาคม พ.ศ. 2566 กลุ฽มประชากรเป็น นักเรียนโรงเรียนหนองกี่พิทยาคมจ้านวน 2,844 คน สถิติที่ใช฾คือ จ้านวนและร฾อยละ ผลการศึกษาพบว่า จากการน้าแอปพลิเคชัน Mental Health Check-In มาประยุกต์ใช฾มีนักเรียนที่ เข฾ารับการประเมินด฾านสุขภาพจิตทั้งหมด จ้านวน 2,457 คน คิดเป็นร฾อยละ 86.40 นักเรียนมีภาวะซึมเศร฾า จากร฾อยละ 1.4 ลดลงเป็นร฾อยละ 0.5 พยายามฆ฽าตัวตายแต฽ไม฽ส้าเร็จ ร฾อยละ 0.56 เป็นร฾อยละ 0.07 และยัง ไม฽มีฆ฽าตัวตายส้าเร็จ ดังนั้นการน้าแอปพลิเคชัน Mental Health Check-In มาใช฾ประเมินสุขภาพจิต เป็นวิธีการหนึ่งที่ท้าให฾ กลุ฽มวัยนักเรียน ช฽วงอายุ12-18 ปี เข฾าถึงบริการได฾มากขึ้น ได฾รับการดูแลรักษาและให฾ค้าปรึกษาอย฽างต฽อเนื่อง มีแนวทางการดูแลของผู฾ที่มีปัญหาด฾านสุขภาพจิตและแนวทางการดูแลของบุคลากรสาธารณสุขที่ชัดเจน ส฽งผล ให฾มีภาวะวะซึมเศร฾าและอัตราการพยายามฆ฽าตัวตายลดลง รวมทั้งไม฽มีการฆ฽าตัวตายส้าเร็จ ค าส าคัญ: Mental Health, Check-in, วัยรุ฽น


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 225 E5.4 การพัฒนาระบบบริการสุขภาพวัยรุ่น รัตติกาล ประจวบมอญ และคณะ โรงพยาบาลบ฾านแท฽น จังหวัดชัยภูมิ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : จากสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงในยุคหลังโควิด-19 การสื่อสารยุคดิจิทัล ส฽งผลให฾กลุ฽ม วัยรุ฽นติดต฽อสื่อสารกันได฾รวดเร็วขึ้นและมีมุมมองที่เปิดกว฾างในเรื่องเพศสัมพันธ์ว฽าเป็นเรื่องปกติ แต฽ยังมีความรู฾ความ เข฾าใจเรื่องเพศสัมพันธ์ที่ไม฽ถูกต฾อง กอปรกับ โรงพยาบาลบ฾านแท฽นยังมีการจัดบริการคลินิกวัยรุ฽นได฾ไม฽ถึง กลุ฽มเปูาหมายเท฽าที่ควร ผลลัพธ์จึงพบอัตราการตั้งครรภ์ก฽อนอายุ 20 ปี ในเขตพื้นที่อ้าเภอบ฾านแท฽น จากข฾อมูล 3 ปี ย฾อนหลัง ปี พ.ศ. 2563-2565 พบการตั้งครรภ์วัยรุ฽นต฽อพันประชากร 12.84, 10.50 และ 7.67 ตามล้าดับ ซึ่งสูง เป็นอันดับหนึ่งของจังหวัดชัยภูมิ งานส฽งเสริมสุขภาพวัยรุ฽น โรงพยาบาลบ฾านแท฽น จึงมีแนวคิดพัฒนาระบบบริการ สุขภาพวัยรุ฽น เพื่อแก฾ไขปัญหาการเข฾าถึงบริการของวัยรุ฽น การตั้งครรภ์ไม฽พึงประสงค์และการตั้งครรภ์ซ้้า ใน วัยรุ฽นของโรงพยาบาลบ฾านแท฽นขึ้น วัตถุประสงค์ของการศึกษา : เพื่อพัฒนาระบบบริการสุขภาพวัยรุ฽น ในการแก฾ไขปัญหาการตั้งครรภ์ไม฽พึงประสงค์ใน วัยรุ฽นเขตพื้นที่อ้าเภอบ฾านแท฽น จังหวัดชัยภูมิ วิธีการด าเนินการ : เยี่ยมยามถามไถ่ ออกให฾บริการนอกสถานบริการประชาสัมพันธ์คลินิกวัยรุ฽น ไขข้อข้องใจ ใส่ใจ ปัญหา ของวัยรุ฽นที่มารับบริการ ค้นหาสาเหตุ ปัจเจกบุคคล เฉพาะบุคคล ครอบครัว สภาพแวดล฾อม ความเชื่อ ที่มี ความแตกต฽างกัน สืบค้นบริการ มีการพัฒนาบุคลากรให฾มีความรู฾เฉพาะทาง จัดบริการให฾ค้าปรึกษาทุกวันราชการ และเพิ่มช฽องทางสื่อสารออนไลน์ เน้นงานเชิงรุก เพิ่มการจัดบริการนอกสถานบริการ เหมือนลูก และดุจญาติมิตร จัดบริการที่เป็นมิตรเปิดใจรับฟังปัญหา สร฾างภาคีเครือข฽ายเฉพาะกลุ฽มวัย ผลการศึกษา : เกิดระบบงานคลินิกวัยรุ฽น มีเข็มมุ฽งการแก฾ไขการตั้งครรภ์ไม฽พึงประสงค์ด฾วยทีมสหวิชาชีพและ เครือข฽ายสุขภาพ ได฾ผลลัพธ์คือ วัยรุ฽นเข฾าถึงบริการคลินิกวัยรุ฽น ในปีพ.ศ. 2566 จ้านวน 25 คน เพิ่มขึ้น จากปี พ.ศ. 2563-2565 จ้านวน 5,8,19 คน ตามล้าดับ การตั้งครรภ์ในวัยรุ฽นในปี พ.ศ. 2566 ต฽อพันประชากร คือ 5.98 ลดลง เมื่อเปรียบเทียบ ปี พ.ศ. 2563-2565 หญิงหลังคลอดวัยรุ฽นได฾รับการคุมก้าเนิดด฾วยวิธีสมัยใหม฽ ชนิดยาฝังคุมก้าเนิด ปี พ.ศ.2566 คิดเป็นร฾อยละ 100 เพิ่มขึ้นจาก ปี พ.ศ. 2563-2565 คือ ร฾อยละ 60,0,33.33 ตามล้าดับ สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์:ปัญหาการตั้งครรภ์และการตั้งครรภ์ซ้้าในวัยรุ฽นของโรงพยาบาล บ฾าน แท฽น เป็นปัญหาอันดับหนึ่งของจังหวัดชัยภูมิจึงเกิดการจัดบริการคลินิกวัยรุ฽นแบบ เยี่ยมยามถามไถ฽ ไขข฾อข฾องใจ ใส฽ ใจปัญหา ค฾นหาสาเหตุ ปัจเจกบุคคล สืบค฾นบริการ เน฾นงานเชิงรุก เหมือนลูกและดุจญาติมิตร ส฽งผลต฽อระบบบริการ คลินิกวัยรุ฽น โดยทีมสหวิชาชีพและภาคีเครือข฽ายวัยรุ฽น ผลลัพธ์คืออัตราการตั้งครรภ์และตั้งครรภ์ซ้้าลดลง อัตราการ คุมก้าเนิดชนิดยาฝังสูงขึ้น ดังเช฽น อัตลักษณ์โรงพยาบาลบ฾านแท฽น คือ สามัคคี มีวินัย ใส฽ใจบริการ ค าส าคัญ : คลินิกวัยรุ฽น,การเข฾าถึงบริการ,บริการที่เป็นมิตรกับวัยรุ฽น


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 226 E5.5 พัฒนาระบบการติดตามผู้ปุวยจิตเวชที่มีความเสี่ยงต่อการก่อความรุนแรงในชุมชนโดยใช้ spot map นางพาสุข พิมพะโย กลุ฽มงานจิตเวชและยาเสพติด โรงพยาบาลบ฾านกรวด บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ โรงพยาบาลบ฾านกรวด รับผิดชอบ 9 ต้าบล 11 รพ.สต.สถานีต้ารวจ 4 สถานี ปี2556มีผู฾ปุวยจิตเวชมีจ้านวน เพิ่มขึ้นร฾อยละ13.12 และผู฾ปุวยSMIVเพิ่มขึ้นร฾อยละ6.82 สาเหตุของการก฽อความรุนแรงเกิดจากขาดยาและขาดการ รักษาต฽อเนื่องร฾อยละ58 ไม฽ยอมรับการเจ็บปุวย,ขาดผู฾ดูแลที่มีศักยภาพและเกิดจากใช฾สารเสพติดร฾อยละ35 ระบบการ ดูแลผู฾ปุวยจิตเวชยังขาดการส฽งต฽อฐานข฾อมูลที่ครอบคลุมจึงท้าให฾พื้นขาดการติดตามดูแลต฽อเนื่องในชุมชนที่มี ประสิทธิภาพจึงท้าให฾ผู฾ปุวยเหล฽านี้ขาดการรักษาต฽อเนื่องกลับมาปุวยซ้้าและก฽อความรุนแรงในชุมชน งานจิตเวชชุมชนได฾ เล็งเห็นความจ้าเป็นจึงได฾พัฒนาระบบการติดตามผู฾ปุวยSMIVในชุมชนโดยใช฾ spot map เพื่อติดตามประเมินความชุก ของผู฾ปุวยจิตเวชSMIVในชุมชน และพัฒนาเครือข฽ายระดับชุมชนให฾สามารถดูแลต฽อเนื่อง โดยให฾ความส้าคัญกับการคืน ข฾อมูลให฾กับพื้นที่เพื่อให฾ทราบและจัดการในชุมชน เมื่อปัญหาถูกพัฒนาโดยชุมชนเองก็จะเกิดความต฽อเนื่องและยั่งยืน วัตถุประสงค์การศึกษา 3. เพื่อศึกษาข฾อมูลจ้านวน ความรุนแรงของผู฾ปุวยSMIVในชุมชนและคืนข฾อมูลสู฽พื้นที่ 4. เพื่อพัฒนาระบบการติดตามเยี่ยมผู฾ปุวยจิตเวชที่SMIVในชุมชน วิธีการด าเนินงาน 6. ศึกษาข฾อมูลจ้านวน และความรุนแรงของผู฾ปุวยSMIVในชุมชนลงสู฽ spot map โดยแบ฽งระดับความรุนแรงตาม เกณฑ์ของกรมสุขภาพจิต(แดง,เหลือง,เขียว) และคืนข฾อมูลสู฽เวทีพชอ. 7. ทีมพชอ.รับทราบข฾อมูลน้าไปสู฽การวางแผนเพื่อแก฾ไขปัญหาระดับชุมชน ตามความชุกและความรุนแรง 8. พัฒนาระบบการติดตามเยี่ยมผู฾ปุวยจิตเวชSMIVในชุมชนโดยชุมชนมีส฽วนร฽วม ผลการศึกษา จ้านวน และความรุนแรงและปัญหาของผู฾ปุวยSMIVใน spot map พบว฽าต้าบลที่มีความชุกของผู฾ปุวยมากที่สุด สามอันดับแรกในปี 2566คือ ต.สายตะกู,บ฾านกรวด,จันทบเพชร และ พชอ.มีความเห็นว฽าควรให฾ต้าบลบ฾านกรวด เป็นพื้นที่น้า ร฽องในการพัฒนาระบบการติดตามเยี่ยมผู฾ปุวยจิตเวชSMIVในชุมชนโดยชุมชนมีส฽วนร฽วม สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ จากการใช้ spot map ในการพัฒนาระบบ ในปี 2566 ถึงแม้จะมีแนวโน้มจ านวนผู้ปุวยทางจิตเวชที่เพิ่มขึ้น แต่ ระบบการดูแลจัดการก็มีการพัฒนาและได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานอื่นมากขึ้นเช่นกัน และพบว่าความรุนแรงของ ประเภทSMIVลดลงจาก0.77%เป็น0.34% ค าส าคัญ : ผู฾ปุวยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต฽อการก฽อความรุนแรงในชุมชน(SMIV=Serious Mental Illness With High Risk to Violence)


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 227 E5.6 การพัฒนาการดูแลผู้ปุวยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง เพื่อปูองกันอาการก าเริบซ้ า โดยการมีส่วนร่วมของเครือข่าย อ าเภอแคนดง จังหวัดบุรีรัมย์ เสาวนีย์ ทองหล฽อ โรงพยาบาลแคนดง จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ปัญหาสุขภาพจิตเป็นปัญหาส้าคัญทางสาธารณสุข ท้าให฾เกิดความพิการและสูญเสียเป็นจ้านวนมาก ทั้งนี้ เพราะปัญหาสุขภาพจิตไม฽เพียงส฽งผลกระทบต฽อตัวผู฾ปุวยเท฽านั้น ยังส฽งผลกระทบถึงญาติ ผู฾ดูแลและบุคคลในสังคม ผู฾ปุวยจิตเวชมักขาดโอกาสและการสนับสนุนในสังคม เสี่ยงต฽อการก฽อคดีอุกฉกรรจ์ และยังพบว฽าญาติหรือผู฾ดูแลผู฾ปุวย ก็ได฾รับผลกระทบเช฽นกัน ทั้งด฾านสุขภาพ เศรษฐกิจและสังคม ซึ่งก฽อให฾เกิด ภาระในการดูแล ส฽งผลให฾ญาติมีความ ท฾อแท฾เบื่อหน฽าย หมดความหวังและก้าลังใจในการรักษา ซึ่งผลกระทบ ในด฾านลบที่เกิดขึ้นกับผู฾ปุวย ได฾แก฽ การปฏิเสธ การเจ็บปุวย ขาดการรักษาที่ต฽อเนื่อง ไม฽ยอมรับประทานยา หรือปรับการรับประทานยาเอง ผลกระทบด฾านผู฾ดูแล ได฾แก฽ขาดทักษะในการดูแลผู฾ปุวย ผู฾ดูแลเครียด ชุมชนมีทัศนคติด฾านลบต฽อผู฾ปุวยจิตเวช คิดว฽าเป็นโรคที่รักษาไม฽หาย ผลกระทบด฾านชุมชน ได฾แก฽คนในชุมชนหวาดกลัวต฽ออาการก้าเริบ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุที่ท้าให฾ผู฾ปุวยจิตเวชมีโอกาส ก฽อความรุนแรงในชุมชนได฾อ้าเภอแคนดง มีผู฾ปุวยจิตเวช 176 คน โรคซึมเศร฾า 160 คน ผู฾ปุวยจิตเวชที่เสี่ยงต฽อการก฽อ ความรุนแรงในชุมชน อ้าเภอแคนดง ปี 2565 จ้านวน 10 ราย ปี 2566 จ้านวน 22 ราย รวม 32 ราย วัตถุประสงค์การศึกษา 1. เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผู฾ปุวยจิตเวชเสี่ยงสูงต฽อการก฽อความรุนแรง 2. ผู฾ปุวยจิตเวชที่มี ความเสี่ยงสูงต฽อการก฽อความรุนแรงไม฽ก฽อความรุนแรงทั้งต฽อตนเองและผู฾อื่น และไม฽กลับมาก้าเริบซ้้า วิธีการด าเนินการ ติดตามเยี่ยมทุก 1 เดือน ประเมินเยี่ยมบ฾านครบทั้ง 10 ด฾าน อบรมให฾ความรู฾ผู฾ดูแลและ อสม.ใน การประเมินเฝูาระวังอาการก้าเริบ สังเกตอาการเตือน การกลับเป็นซ้้าและประสานส฽งต฽อเมื่อผู฾ปุวยก฽อความรุนแรง อย฽างถูกต฾องเหมาะสม ผลการศึกษา จากการด้าเนินงานติดตามเฝูาระวังอาการอย฽างต฽อเนื่อง ร฽วมกับชุมชน รพ.สต ในพื้นที่ พบว฽าผู฾ปุวยจิต เวชมีอาการก้าเริบและก฽อความรุนแรงในชุมชนซ้้า ปี 2565 จ้านวน 3 ราย คิดเป็น 30% ปี 2566 จ้านวน 4 ราย คิด เป็น 18 % ปัญหาเกิดจากผู฾ปุวยอาศัยอยู฽ในชุมชน ปฏิเสธการรักษา และรับประทานยาไม฽ต฽อเนื่อง กลับไปใช฾สารเสพ ติดซ้้าทั้งยาบ฾า กัญชา และสุรา จึงท้าให฾กลับมามีอาการก้าเริบอีกครั้ง สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ การพัฒนาการดูแลผู฾ปุวยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต฽อการก฽อความรุนแรง โดยการมีส฽วนร฽วมของเครือข฽าย เพื่อปูองกันอาการก้าเริบซ้้า ต฾องอาศัยความร฽วมมือจากเครือข฽ายในพื้นที่ ในการดูแล ร฽วมกัน ญาติ/ผู฾ดูแล อสม. ผู฾น้าชุมชน และคนในชุมชน มีบทบาทส้าคัญในการช฽วยให฾ผู฾ปุวยไม฽มีอาการก้าเริบซ้้า ท้าให฾ ผู฾ปุวยสามารถด้ารงชีวิตในชุมชนได฾อย฽างปกติสุข ค าส าคัญ : ผู฾ปุวยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต฽อการก฽อความรุนแรง


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 228 E5.7 การพัฒนารูปแบบการปูองกันและแก้ไขปัญหาผู้ปุวยที่มีอาการทางจิต จากการใช้ยาเสพติดโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนต าบลหูท านบ อ าเภอปะค า จังหวัดบุรีรัมย์ สมบูรณ์ แดงดี โรงพยาบาลปะค้า สสจ.บุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเปนมาและความส าคัญ สถานการณ์ปัจจุบันที่มีเหตุการณ์ความรุนแรงที่ปรากฏทางสังคมทั้งใน ครอบครัวหรือประชาชนทั่วไป พบว฽า ผู฾ก฽อเหตุส฽วนหนึ่งเป็นผู฾ปุวยที่มีอาการทางจิตจากการใช฾ยาเสพติด ไม฽ ยอมรับการรักษาและกลับไปใช฾ยาเสพติด จึงอาจท้าให฾เกิดอาการก้าเริบ มีพฤติกรรมก฾าวร฾าวและก฽อความ รุนแรงต฽อตนเองหรือผู฾อื่น ส฽งผลกระทบต฽อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน สร฾างความ หวาดกลัวและก฽อให฾เกิดความเดือดร฾อนในชุมชน ส฽งผลกระทบต฽อเศรษฐกิจ สังคม ความสงบเรียบร฾อย และ ความมั่นคงของรัฐ ดังนั้นเจ฾าหน฾าที่ที่เกี่ยวข฾อง ภาคีเครือข฽ายในพื้นที่ และผู฾ดูแลต฾องมีความรู฾ ความเข฾าใจใน การดูแลช฽วยเหลือผู฾ปุวยอย฽างเหมาะสม เพื่อฟื้นฟูสภาพผู฾ปุวยให฾สามารถอยู฽ในครอบครัว ชุมชนได฾อย฽างปกติ และไม฽ก฽อเหตุความรุนแรงต฽อตนเองและผู฾อื่น วัตถุประสงคการศึกษา 1.เพื่อพัฒนากระบวนการแก฾ไขปัญหาผู฾ปุวยที่มีอาการทางจิตจากการใช฾ยาเสพติด 2.เพื่อเสริมสร฾างการมีส฽วนร฽วมทักษะองค์ความรู฾ให฾กับภาคีเครือข฽าย ในการดูแลช฽วยเหลือผู฾ปุวยได฾อย฽างถูกต฾อง 3.เพื่อลดอาการรุนแรงที่ปุวยทางจิตจากการใช฾ยาเสพติดจะก฽อเหตุรุนแรงต฽อตนเองและผู฾อื่น วิธีการด าเนินการ มีการประชุม ติดตาม ลงพื้นที่ติดตาม ช฽วยเหลือผู฾ปุวยที่มีอาการทางจิตจากการใช฾ยาเสพติด และเสริมสร฾าง การมีส฽วนร฽วมของภาคีเครือข฽ายในพื้นที่ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการ ปูองกัน แก฾ไข และเฝูาระวังปัญหาผู฾ปุวยที่มีอาการทางจิต และมีความเสี่ยงสูงต฽อการก฽อเหตุรุนแรง โดยการ เสริมสร฾างทักษะองค์ความรู฾ให฾กับผู฾ดูแลผู฾ปุวย ผู฾น้าชุมชน ในการดูแลช฽วยเหลือผู฾ปุวยที่มีอาการทางจิตให฾ สามารถใช฾ชีวิตอยู฽ในชุมชนได฾อย฽างปกติไม฽ก฽อให฾เกิดอันตรายต฽อครอบครัวและชุมชน ผลการศึกษา ภาคีเครือข฽ายในพื้นที่ผ฽านการอบรมมีความรู฾ความเข฾าใจ และมีทักษะในการ ปูองกันและแก฾ไข ปัญหาผู฾ที่มีอาการทางจิต รวมทั้งติดตามดูแลผู฾ปุวยที่มีอาการทางจิตจากการใช฾ยาเสพติด ลดปัญหาการก฽อ ความรุนแรงต฽อตนเองและผู฾อื่น ชุมชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน จากการด้าเนินการมีผู฾ปุวย 11 ราย ทานยาต฽อเนื่องไม฽ขาดยา 11 ราย ไม฽กลับไปใช฾สารเสพติดอีก 8 ราย และมีการใช฾สารเสพติด 3 ราย สรุปการศึกษาและการน าไปใชประโยชน ์ผู฾น้าชุมชน ผู฾ดูแลผู฾ปุวย ผู฾น้าจิตอาสา มีความรู฾ความเข฾าใจในการดูแลผู฾ปุวยที่ มีอาการทางจิต จากการใช฾สารเสพติด พื้นที่สามารถเป็นต฾นแบบในการดูแลผู฾ปุวยที่มีอาการทางจิตจากการใช฾สาร ติดในชุมชนเป็นอย฽างดี และขยายเครือขยายระบบการดูแลสู฽ต้าบลอื่นๆ ค าส าคัญ : ผู฾ปุวยที่มีอาการทางจิต, การใช฾ยาเสพติด, การมีส฽วนร฽วมของชุมชน


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 229 E5.8 4C กับการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการรายกรณี SMIV นริศรา ลันขุนทด โรงพยาบาลเทพารักษ์จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : เหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นในครอบครัวและสังคม ผู฾ก฽อเหตุส฽วนหนึ่งเป็นผู฾ปุวย จิตเวชที่รักษาตัวไม฽ต฽อเนื่อง มีพฤติกรรมก฾าวร฾าว ก฽อความรุนแรงต฽อตนเอง ผู฾อื่น หรือทรัพย์สิน ผู฾ปุวยจิตเวชที่มีความ เสี่ยงสูงต฽อความรุนแรงนี้เรียกว฽า ผู฾ปุวย SMI-V โรงพยาบาลเทพารักษ์มีผู฾ปุวยโรคทางจิตเวช 694 ราย เป็นผู฾ปุวย SMIV 47 ราย คิดเป็นร฾อยละ 6.77 ของผู฾ปุวยโรคจิตเวชทั้งหมด จ้าแนกประเภทผู฾ปุวย SMIV ตามสีโดยใช฾เครื่องมือ OAS พบเป็นผู฾ปุวย SMIV สีแดงร฾อยละ 23.40 (11ราย) สีเหลืองร฾อยละ 53.20 (25 ราย) และสีเขียวร฾อยละ 23.40 (11 ราย) ผู฾ปุวย SMIV ฆ฽าตัวตายส้าเร็จร฾อยละ 36.36 (11/4 ราย) ของผู฾ปุวยฆ฽าตัวตายทั้งหมดปีงบประมาณ 2562 - 2565 บริการการแพทย์ฉุกเฉินผู฾ปุวย SMIV เฉลี่ยเดือนละ 2 ครั้ง โรงพยาบาลจึงน้าการจัดการรายกรณีมาใช฾ ร฽วมกับปัจจัยสนับสนุนอื่นๆเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผู฾ปุวย SMIV วัตถุประสงค์การศึกษา : ผู฾ปุวย SMIV ได฾รับการดูแลต฽อเนื่องในชุมชน ไม฽มีอาการก้าเริบซ้้า ไม฽ก฽อความรุนแรง ทั้งต฽อตนเองและผู฾อื่น วิธีการด าเนินการ : ค฾นหาผู฾ปุวยกลุ฽มเสี่ยงจิตเวช SMIV คัดแยกประเภทสีผู฾ปุวยโดยใช฾แบบประเมิน OAS ก้าหนด ผู฾ดูแลหลักโดยใช฾ 3 เกลอ ให฾ความรู฾เครือข฽ายเกี่ยวกับอาการก้าเริบ( 5 red flags) การจัดการกับอาการก้าเริบเบื้องต฾น แนวทางขอความช฽วยเหลือ และการดูแลต฽อเนื่อง น้าหลัก 4C ช฽วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการรายกรณีผู฾ปุวย SMIV - Change : ปรับวิธีการด้าเนินงาน โดยคณะท้างาน พชอ.ร฽วมกับทีม 3 เกลอ จัดตารางเวรลงเยี่ยมร฽วมกัน เพื่อสร฾าง ความมั่นใจแก฽เครือข฽ายในการดูแลผู฾ปุวย - Character : ผู฾ปุวย ศึกษาพฤติกรรม นิสัยที่เคยชินของผู฾ปุวย เพื่อการวาง แผนการดูแลให฾สอดคล฾องกับ พฤติกรรม ชุมชน ศึกษาลักษณะของชุมชน ความสัมพันธ์ การช฽วยเหลือเกื้อกูลในชุมชน - Connection : เชื่อมโยงข฾อมูลการดูแลผู฾ปุวยระหว฽างทีม(พชอ.และ 3 เกลอ) ร฽วมลงมือ/เป็นพี่เลี้ยง เพื่อการ วางแผนดูแล - Continuous : ผู฾ปุวย SMIV ในชุมชนได฾รับการดูแลต฽อเนื่อง มีการติดตามประเมินผลทุก 1 เดือน ผลการด าเนินงาน : ผลการดูแลผู฾ปุวย SMIV เดือน ตุลาคม 2565 - กันยายน 2566 สามารถปรับสีผู฾ปุวย SMIV สี แดงเหลือร฾อยละ 8.50 (4 ราย) สีเหลืองร฾อยละ 33.33 (15 ราย) สีเขียวเพิ่มขึ้นร฾อยละ 59.57 (28 ราย) ร฾อยละผู฾ปุวย SMIV ฆ฽าตัวตายส้าเร็จเท฽ากับ 0 ออกเหตุบริการการแพทย์ฉุกเฉินผู฾ปุวย SMIV เฉลี่ยเหลือปีละ 5 ครั้ง เครือข฽ายมี ส฽วนร฽วมในการดูแลผู฾ปุวย SMIV ทุกราย สรุปการด้าเนินงานและการน้าไปใช฾ประโยชน์ : การเข฾าใจพื้นฐานของผู฾ปุวย ชุมชนและการท้างานร฽วมกันทั้งเครือข฽าย ท้าให฾ผลลัพธ์ในการดูแลผู฾ปุวย SMIV มีประสิทธิภาพมากขึ้น และจ้าเป็นต฾องมีCare manager ประสาน ส฽งต฽อข฾อมูล กับผู฾ดูแลผู฾ปุวยทั้งเครือข฽าย เพื่อการดูแลที่รวดเร็วและปลอดภัย ค าส าคัญ : การจัดการรายกรณี , SMIV


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 230 E5.9 การปูองกันอาการทางจิตก าเริบ ในผู้ปุวยจิตเวชและยาเสพติดที่มีประวัติ ก่อความรุนแรงในชุมชน ด้วยการจัดการรายกรณี อ.เมืองยาง จ.นครราชสีมา สันติภาพ เยี่ยมไธสง โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติสมเด็จย฽า 100 ปี บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ อ้าเภอเมืองยาง จังหวัดนครราชสีมา ในปี พ.ศ. 2563 – 2565 มีผู฾ปุวยจิตเวชและยาเสพติดที่มีประวัติก฽อความรุนแรงในชุมชน จ้านวน 12, 15 และ 17 รายตามล้าดับ และ พบว฽ามีการก฽อความรุนแรงในชุมชน 3, 4 และ 7 ครั้ง ตามล้าดับ จากการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา พบว฽า ผู฾ปุวยที่ก฽อความรุนแรงในชุมชนจะมีอาการทางจิตก้าเริบ ซึ่งเกิดจากปัญหาเรื่องยา, ญาติหรือผู฾ดูแล และการ ใช฾สารเสพติด ดังนั้นจึงได฾ทบทวนหาวิธีการ/กระบวนการดูแล เพื่อความปลอดภัยของตัวผู฾ปุวย ครอบครัว ชุมชน รวมทั้งเจ฾าหน฾าที่ที่ปฏิบัติงาน โดยใช฾การจัดการรายกรณีใน การด้างานงานในการปูองกันอาการทางจิตของผู฾ปุวยจิตเวชและยาเสพติดที่มีประวัติก฽อความรุนแรงในชุมชน วัตถุประสงค์เพื่อท้าให฾ผู฾ปุวยจิตเวชและยาเสพติดที่มีประวัติก฽อความรุนแรงในชุมชนมีอาการทางจิตสงบ ร฾อย ละ 85 วิธีการด าเนินการ ใช฾กระบวนการ PDCA ดังนี้ 1) ทบทวนเหตุการณ์ อุบัติการณ์ วิเคราะห์รากสาเหตุของ ปัญหา 2) คัดเลือกผู฾ปุวยโรคจิตเวชและยาเสพติด ที่มีประวัติก฽อความรุนแรงในชุมชนและจ้าแนกเป็น 3 กลุ฽ม คือ กลุ฽มสีเขียว กลุ฽มสีเหลือง และกลุ฽มสีแดง ด้าเนินการใช฾การจัดการายกรณีในผู฾ปุวยกลุ฽มสีเหลือง 3) หลังจาก ด้าเนินงานผ฽านไป 2 เดือน พบว฽า ผู฾ปุวยบางรายมีข฾อจ้ากัดในการดูแลตนเอง และไม฽มีระบบจิตเวชฉุกเฉินใน ชุมชน 4) มีการพัฒนาแผนการดูแลผู฾ปุวยในส฽วนของครอบครัว และหน฽วยงานนอกระบบสาธารณสุข และ พัฒนาระบบจิตเวชฉุกเฉินของอ้าเภอเมืองยาง ผลการศึกษา พบว฽าเดือนพฤศจิกายน 2565 – กรกฎาคม 2566 ผู฾ปุวยมีอาการทางจิตสงบ 7 ใน 9 เดือน อีก 2 เดือน คือ เดือนมกราคมและเมษายน มีอาการทางจิตก้าเริบ เนื่องจากเป็นเทศกาลปีใหม฽และ สงกรานต์ ซึ่งผู฾ปุวยยับยั้งใจตนเองไม฽ได฾จึงกลับไปดื่มสุราและความไม฽เข฾าใจเรื่องการดื่มสุราของครอบครัว จึง ท้าให฾ผู฾ปุวยมีอาการทางจิตก้าเริบขึ้นมา สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ สามารถน้ากระบวนการจัดการรายกรณี ไปประยุกต์ใช฾ในการดูแล ผู฾ปุวยกลุ฽มโรคที่ยุ฽งยากซับซ฾อนอื่นๆได฾ โดยสามารถปรับให฾เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ และศึกษาผลลัพธ์จาก การด้าเนินงานด฾านอื่นๆ เพิ่มเติม เช฽น ค฽าใช฾จ฽ายในการรักษาต฽อราย, ความพึงพอใจของผู฾ปุวยและผู฾ดูแล ค าส าคัญ การจัดการรายกรณี, การปูองกันอาการทางจิตก้าเริบ, ผู฾ปุวยจิตเวชและยาเสพติด, ความรุนแรงในชุมชน


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 231 E5.10 การพัฒนาระบบการดูแลรักษาผู้ปุวยโรคซึมเศร้าอย่างไร้รอยต่อ โรงพยาบาลศีขรภูมิ พญ.นันทิดา ทองอ฾ม, ลวฎา ศรีสม, กัญญารัช กรวยทองและรสกร ทองจันทร์ กลุ฽มงานจิตเวชและยาเสพติด โรงพยาบาลศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ จากข฾อมูลประเทศไทยพบว฽ามีผู฾ปุวยโรคซึมเศร฾า รับบริการที่แผนกผู฾ปุวยนอกของ โรงพยาบาลรัฐ ในปี 2562, 2563 และ ปี 2564 จ้านวน 303,819, 342,687 และ 322,746 ราย ซึ่งพบว฽ามีแนวโน฾ม เพิ่มขึ้น สอดคล฾องกับข฾อมูลคลินิกสุขภาพจิต โรงพยาบาลศีขรภูมิ ที่มีผู฾ปุวยโรคซึมเศร฾า ในปี 2562, 2563 และ 2564 เป็นจ้านวน 263, 410 และ 490 ราย ตามล้าดับ ผู฾ปุวยโรคซึมเศร฾าเข฾าถึงบริการสุขภาพจิต ในปี 2562, 2563 และ 2564 คิดเป็นร฾อยละ 67.38, 68.55 และ 84.51 ตามล้าดับ อัตราผู฾ปุวยโรคซึมเศร฾าฆ฽าตัวตายส้าเร็จ ในปี 2562, 2563 และ 2564 คิดเป็นร฾อยละ 3.68, 5.93 และ 4.45 ตามล้าดับ จากสภาพปัญหาดังกล฽าว คลินิกสุขภาพจิต โรงพยาบาลศีขรภูมิจึงให฾ความส้าคัญในการปูองกันความสูญเสียที่เกิดจากโรคซึมเศร฾า เน฾นในมิติของการส฽งเสริม สุขภาพจิตเพื่อปูองกันการปุวยเป็นโรคซึมเศร฾าทั้งในประชาชนทุกกลุ฽มอายุและผู฾ปุวยที่มีโรคเรื้อรังทางกาย โดยเริ่ม จากการค฾นหาผู฾ที่มีแนวโน฾มปุวยเป็นโรคซึมเศร฾าตั้งแต฽ระยะแรก (Early detection) ด฾วยการคัดกรองโรคซึมเศร฾า ประเมินความรุนแรงของโรคซึมเศร฾าและแนวโน฾มการฆ฽าตัวตาย ให฾บริการตรวจรักษา และการดูแลช฽วยเหลือด฾าน จิตใจ พัฒนาระบบการดูแล ติดตามเฝูาระวังโรคซึมเศร฾าอย฽างต฽อเนื่อง วัตถุประสงค์การศึกษา 1. เพื่อพัฒนาระบบการค฾นหา/คัดกรอง ประเมิน วินิจฉัย ดูแลรักษา และการเฝูาระวังการฆ฽า ตัวตายและไม฽กลับมาท้าร฾ายตนเองซ้้า 2. เพื่อเพิ่มอัตราการเข฾าถึงบริการโรคซึมเศร฾า 3. เพื่อพัฒนาระบบส฽งต฽อผู฾ปุวย ที่มีภาวะซึมเศร฾าอย฽างมีประสิทธิภาพและไร฾รอยต฽อ วิธีการด าเนินการ 1. จัดประชุมทีมสหวิชาชีพ PCT จิตเวชและยาเสพติด 2. จัดท้าแนวทางการค฾นหา/คัดกรอง ประเมิน วินิจฉัย ดูแลบ้าบัดรักษา และการเฝูาระวังการฆ฽าตัวตายและไม฽กลับมาท้าร฾ายตนเองซ้้า 3. บูรณาการ R9 Health station Plus Mental heal check in 4. Fast Pass IPD Psychiatry , แนวทางการส฽งต฽อผู฾ปุวยที่มีโรค ซึมเศร฾า 5. จัดท้าแนวทางปฏิบัติในการดูแลรักษาผู฾ปุวยโรคซึมเศร฾า 6. ระบบการเฝูาระวังผู฾ปุวยฆ฽าตัวตายผู฾ปุวยใน SVE and adverse event Program 7. กิจกรรมบ้าบัดจิตใจและสร฾างอาชีพ 8. Share Staff จิตแพทย์ 9. Psychiatry Telemedicine 10. ติดตามเยี่ยมผู฾ปุวยซึมเศร฾าในพื้นที่ 11. Psychological autopsy ทุกราย ผลการศึกษา/สรุปผลการด าเนินงาน จากการพัฒนาระบบบริการการดูแลโรคซึมเศร฾า ร฾อยละของผู฾ปุวยโรคซึมเศร฾า เข฾าถึงบริการสุขภาพจิตเพิ่มมากขึ้น และทีมสามารถลดแออัด ลดรอคอยที่รพ.ศูนย์สุรินทร์ และรับผู฾ปุวยจาก โรงพยาบาลลูกข฽ายมาดูแลรักษาได฾อย฽างมีประสิทธิภาพ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์“เครือข฽ายบริการสุขภาพจิตไร฾รอยต฽อ” คือสร฾างศักยภาพและความ เข฾มแข็งในการดูแลประชาชนอย฽างทั่วถึง โดยเชื่อมโยงบริการระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิและตติยภูมิ เข฾าไว฾ด฾วยกัน เพื่อให฾ ประชาชนได฾รับบริการที่มีคุณภาพอย฽างทั่วถึง ค าส าคัญ : Depressive disorder , Seamless depression care


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 232 E5.11 พัฒนาระบบการเข้าถึงบริการโรคซึมเศร้าของนักเรียนโรงเรียนบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา สุวณีย์ โรจนานนท์ , ปิยะมาศ สวาสดิ์นา กลุ฽มงานจิตเวชและยาเสพติด โรงพยาบาลบัวใหญ฽ จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ประเทศไทยมีวัยรุ฽นจ้านวนมากที่เสี่ยงต฽อการเป็นโรคซึมเศร฾า หรือมีภาวะซึมเศร฾า โดยกรม สุขภาพจิตได฾เปิดเผยผลการประเมินสุขภาพจิตเด็กแลวัยรุ฽นไทย ในช฽วงปี 2564 พบว฽าร฾อยละ 32 มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศร฾า ในช฽วง 3 ปีที่ผ฽านมา โรงพยาบาลบัวใหญ฽มีวัยรุ฽นมารับบริการ ซึมเศร฾า 42, 60 และ 110 คน ในปี 2563-2565 ตามล้าดับ แต฽พบว฽าวัยรุ฽นซึมเศร฾ายังเข฾าถึง บริการล฽าช฾า หรือไม฽เข฾าถึงบริการ หน฽วยงานจึงได฾ทบทวนและปรับปรุงระบบงาน เพื่อเพิ่มโอกาส การเข฾าถึงบริการการดูแลโรคซึมเศร฾า การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ให฾นักเรียนได฾รับการประเมิน ภาวะซึมเศร฾าและเข฾าถึงบริการเพิ่มขึ้น รวมทั้งไม฽มีการฆ฽าตัวตายในนักเรียนที่มีภาวะซึมเศร฾าที่ เข฾าถึงบริการ โดยมีวิธีด้าเนินการคือ การคัดกรองภาวะซึมเศร฾าในนักเรียนชั้น ม.1-6 ของโรงเรียน บัวใหญ฽ จ้านวน 1,778 คน ผ฽าน Google form โดยใช฾แบบประเมิน Thai version of the Patient Health Questionnaire for Adolescent (PHQ-A) และลงไปประเมินซ้้าที่โรงเรียน ใน กลุ฽มซึมเศร฾าปานกลาง-รุนแรง รวมถึงให฾การปรึกษารายบุคคล, ให฾เข฾าถึงการรักษาด฾วยยาในกลุ฽มที่ มีภาวะซึมเศร฾าระดับมากและรุนแรง ส฽วนในกลุ฽มที่มีภาวะซึมเศร฾าระดับปานกลาง ได฾รับการจัด กิจกรรมเสริมสร฾างความเข฾มแข็งทางใจ ได฾รับความรู฾เรื่องโรคซึมเศร฾า, การดูแลตนเอง, ฝึกเทคนิค การผ฽อนคลาย และให฾ช฽องทางการติดต฽อขอความช฽วยเหลือเพิ่มเติม ทางเบอร์โทรศัพท์, Line, Facebook ผลการศึกษาพบว่า นักเรียนที่ได฾รับการประเมิน มีภาวะซึมเศร฾าระดับปานกลาง, มาก และรุนแรง จ้านวน 330 คน คิดเป็นร฾อยละ 66.67 ในปี 2565 และเพิ่มขึ้นเป็น 478 คน คิดเป็นร฾อยละ 85.28 ในปี 2566 และเข฾าถึงบริการจ้านวน 131 คน คิดเป็นร฾อยละ 39.70 ในปี 2565 และ เพิ่มขึ้นเป็น 326 คน คิดเป็นร฾อยละ 68.20 ในปี 2566 นักเรียนได฾รับการประเมินภาวะซึมเศร฾า และเข฾าถึงบริการดูแลโรคซึมเศร฾ามากขึ้น และไม฽มีนักเรียนที่เข฾าถึงบริการฆ฽าตัวตาย การน้าผล การศึกษาไปใช฾ ควรค้านึงถึงความถี่ในการคัดกรอง, ความเข฾าใจเรื่องโรค และการมีส฽วนตัดสินใจ ในกระบวนการรักษาของวัยรุ฽นและครอบครัว ซึ่งจะมีผลต฽อการเข฾าถึงบริการ ค าส าคัญ : โรคซึมเศร฾า, การเข฾าถึงบริการโรคซึมเศร฾า


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 233 E5.12 การพัฒนารูปแบบการเข้าถึงผู้ปุวยโรคซึมเศร้าโรงพยาบาลบัวลายโดยบูรณาการ เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ปิยะวรรณ ทองภู โรงพยาบาลบัวลาย จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: ภาวะซึมเศร฾า (Depression) เป็นความผิดปกติทางอารมณ์ สามารถเกิดขึ้นได฾ ทุกคนทุกช฽วงวัย WHO ได฾ประมาณว฽า มีประชากรมากกว฽า 300 ล฾านคนหรือร฾อยละ 4 ของประชากรโลกเป็น โรคซึมเศร฾า- โรคซึมเศร฾าในประเทศไทย อัตราความชุก ของโรคซึมเศร฾าในประชากรที่มี อายุ 15 ปีขึ้นไปปี พ.ศ. 2551 มีอัตราความชุกของโรคซึมเศร฾าโดยรวม 3.4% ของประชากร (ประมาณ 2 ล฾านคน) โดยผู฾ปุวย จ้านวน 100 คน สามารถเข฾าถึงการรักษาเพียง 28 คนเท฽านั้น ท้าให฾คนไทยกว฽า 70 % เสียชีวิตก฽อนวัยอันควร จังหวัดนครราชสีมา ในปี 2565 มีอัตราผู฾ปุวยรายใหม฽โรคซึมเศร฾าสูงถึง 201.20 ต฽อแสนประชากร มีจ้านวนผู฾ ฆ฽าตัวตายส้าเร็จ คิดเป็น 4.90 ต฽อแสนประชากร และจ้านวนครั้งการพยายามฆ฽าตัวตาย คิดเป็น 47.43 ต฽อ แสนประชากร จ้านวนสูงที่สุดในเขตบริการสุขภาพที่ 9 โรงพยาบาลบัวลายมีจ้านวนผู฾ปุวยโรคซึมเศร฾า (ความ ชุก 2.7) คิดเป็นร฾อยละ 73.10 ซึ่งเกณฑ์เข฾าถึงผู฾ปุวยซึมเศร฾าเข฾าถึงบริการ ≥ร฾อยละ 80 ดังนั้นจึงเป็นที่มาของ การการพัฒนารูปแบบการเข฾าถึงผู฾ปุวยโรคซึมเศร฾า เพื่อเพิ่มการคัดกรองซึมเศร฾า การเข฾ารับการรักษาโรค ซึมเศร฾า เพื่อช฽วยประเมินคัดกรองสุขภาพจิตเบื้องต฾น สามารถประเมินได฾ด฾วยตนเอง เข฾าถึงบริการได฾ง฽าย สะดวก ลดอุบัติการณ์การฆ฽าตัวตายในผู฾ปุวยโรคซึมเศร฾า วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาวิธีการคัดกรอง การเข฾าถึง โรคซึมเศร฾า และเพื่อลดอุบัติการณ์การฆ฽าตัวตายในผู฾ปุวยโรคซึมเศร฾าได฾วิธีด าเนินการ: 1. วิเคราะห์ปัญหา ของผู฾ปุวยซึมเศร฾าในพื้นที่อ้าเภอบัวลาย 2. วิเคราะห์สาเหตุการฆ฽าตัวตายส้าเร็จและพยายามฆ฽าตัวตายไม฽ ส้าเร็จ 3. พัฒนาระบบคัดกรองซึมเศร฾าโดยสร฾าง line official เพื่อท้าแบบประเมิน 2Q plus 4. ให฾ความรู฾ครู นักเรียนโรงเรียนบัวลายและโรงเรียนหนองหว฾าพิทยาสรรพ์ คัดกรองซึมเศร฾าในโรงเรียนโดยใช฾แบบประเมิน 2Q plus 5. ให฾ค้าปรึกษาผู฾ปุวย 2Q plus : Positive และประเมิน 9Q,8Q 6. สรุปผลการด้าเนินกิจกรรม ผลการศึกษา:ในการท้าแบบประเมิน 2Q Plus นักเรียน และครูโรงเรียนบัวลายและโรงเรียนหนองหว฾าพิทยา สรรพ์จ้านวน 500 คน ผล 2Q Plus Positive จ้านวน 175 ราย ได฾ท้าแบบประเมิน 9Q,8Q 1. ไม฽มีอาการ ของโรคซึมเศร฾าหรือมีอาการของโรคซึมเศร฾าน฾อยมาก ( 9Q <7 คะแนน ) จ้านวน 158 ราย 2. มีอาการของ โรคซึมเศร฾าระดับน฾อย (9Q= 7-12 คะแนน ) จ้านวน 12 ราย 3. มีอาการของโรคซึมเศร฾าระดับปานกลาง 9Q= 13 - 18 คะแนน จ้านวน 5 ราย 4. มีอาการของโรคซึมเศร฾าระดับรุนแรง 9Q ≥19 คะแนน ไม฽ พบประเมิน 9Q จ้านวน 2 ราย พบโรคซึมเศร฾าที่มีแนวโน฾มจะฆ฽าตัวตายในปัจจุบันในระดับน฾อย (8Q = 1-8 คะแนน) ประสานเข฾ารับการรักษาในโรงพยาบาล ท้าสุขภาพจิตศึกษานัดติดตามอาการ ค าส าคัญ: ผู฾ปุวยโรคซึมเศร฾า การฆ฽าตัวตาย การพยายามฆ฽าตัวตาย


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 234 E5.13 การพัฒนาระบบบริการผู้ปุวยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ปิยะวดี ศรีธรรม โรงพยาบาลสีดา จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ จากการทบทวนพบว฽าสถิติข฾อมูลผู฾ปุวยจิตเวชเสี่ยงก฽อความรุนแรงแบ฽งตามแบบประเมิน พฤติกรรมความก฾าวร฾าวรุนแรง (OAS) ได฾ 3 ระดับ โดยจ้านวนผู฾ปุวยที่มีความเสี่ยงสูงต฽อการก฽อความรุนแรง ทั้ง 3 ระดับ มีจ้านวนเพิ่มมากขึ้น ปี 2563 มีจ้านวน 54 ราย, ปี 2564 มีจ้านวน 57 ราย, ปี2565 มีจ้านวน 60 ราย ตามล้าดับ ผู฾ปุวย จิตเวชก฽อความรุนแรงรวมถึงอาการก้าเริบ และกลับมาเป็นซ้้า เป็นผลจากระบบการบริการและระบบการส฽งต฽อข฾อมูลยัง ไม฽ชัดเจนท้าให฾เกิดความคลาดเคลื่อนในการประสานงานเกี่ยวกับข฾อมูลของผู฾ปุวยและแนวทางในการดูแลผู฾ปุวย ผู฾ปุวย ส฽วนใหญ฽มีอาการทางจิตก้าเริบกลับเป็นซ้้าเป็นภาระในการดูแลของผู฾ดูแล วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อพัฒนาเครือข฽ายบริการ ลดอัตราการก้าเริบหรือการกลับเป็นซ้้า ของผู฾ปุวยจิตเวชที่มีความ เสี่ยงสูงต฽อการก฽อความรุนแรงปูองกันอันตรายต฽อร฽างกายและทรัพย์สินทั้งตัวผู฾ปุวยเอง และผู฾อื่น วิธีการด าเนินการ ส้ารวจปัญหาเก็บรวบรวมข฾อมูลสถิติผู฾ปุวยที่เข฾าสู฽กระบวนการรักษาและแนวโน฾มผู฾ปุวยจิตเวชที่ เสี่ยงก฽อความรุนแรง ประชุมผู฾เกี่ยวข฾องเพื่อหาแนวทางปฏิบัติในการดูแลผู฾ปุวยฯ ประชุมพัฒนาศักยภาพเครือข฽าย ระดับชุมชน การเฝูาระวังอาการก้าเริบ และแนวทางในการส฽งต฽อผู฾ปุวยเข฾ารับการรักษาอย฽างเป็นระบบ พัฒนา ศักยภาพเจ฾าหน฾าที่ เครือข฽ายบริการสุขภาพอ้าเภอสีดา การต฽อรองเจรจา การจ้ากัดพฤติกรรม ประสานเครือข฽าย ระดับชุมชน ติดตามเยี่ยมบ฾าน การประเมิน เฝูาระวังอาการก้าเริบ สัญญาณเตือน การกลับเป็นซ้้าหากอาการ เปลี่ยนแปลงประสานเจ฾าหน฾าที่ รพสต. ในพื้นที่ ประสานส฽งต฽อโรงพยาบาลสีดา โรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราช นครินทร์ โรงพยาบาลธัญญารักษ์กรณีผู฾ปุวยอาการก้าเริบซ้้า ก฽อความรุนแรง ตามแนวทางการรักษา คืนข฾อมูลผู฾ปุวย จิตเวชฯ ให฾กับพื้นที่ ชุมชน เครือข฽าย ในการดูแลผู฾ปุวยต฽อเนื่อง ภายหลังจากการรักษา ประชุมส้ารวจปัญหาอุปสรรค ในการดูแลผู฾ปุวยจิตเวชฯ ร฽วมกับเครือข฽ายเพื่อพัฒนาระบบการดูแล/ส฽งต฽อ เพื่อให฾มีประสิทธิภาพ ผลการศึกษา ภายหลังการประชุมปรับแนวปฏิบัติและการเสริมศักยภาพเจ฾าหน฾าที่ พบว฽า จ้านวนผู฾ปุวยที่มีความเสี่ยง สูงต฽อการก฽อความรุนแรงปีงบประมาณ 2565 - 2566 มีจ้านวนลดน฾อยลง และระดับความรุนแรงที่เป็น ระดับสูง (ระดับ 3) มีจ้านวนลดลง สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ งานสุขภาพจิตและยาเสพติด ได฾พัฒนาระบบบริการผู฾ปุวยจิตเวชที่มีความ เสี่ยงสูงต฽อการก฽อความรุนแรง ในปีงบประมาณ 2566 โดยพัฒนาเครือข฽ายระดับชุมชนให฾สามารถดูแลต฽อเนื่อง ประเมินเฝูาระวังอาการก้าเริบ สังเกตอาการเตือน การกลับเป็นซ้้า และประสานส฽งต฽อเมื่อผู฾ปุวยก฽อความรุนแรงอย฽าง ถูกต฾องเหมาะสม ปลอดภัยทั้งผู฾ปุวย ญาติ และผู฾ให฾บริการ ท้าให฾ในปีงบประมาณ 2566 จ้านวนผู฾ปุวยจิตเวชก฽อความ รุนแรงมีจ้านวนลดน฾อยลงทั้ง ระดับ1(กึ่งเร฽งด฽วน) และระดับ3(ฉุกเฉิน) ค าส าคัญ: จิตเวช, เสี่ยงสูง


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 235 E5.14 การพัฒนาระบบการดูแลผู้ปุวยโรคซึมเศร้าที่พยายามฆ่าตัวตาย ในกลุ่มอายุ 10-19 ปี สุภาภรณ์ สุดสมัย และ อนุพันธ์ มีเหมาะ โรงพยาบาลห฾วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ จากการทบทวนข฾อมูลโรคซึมเศร฾าและผู฾ปุวยพยายามฆ฽าตัวตายของอ้าเภอห฾วยแถลงปี 2563 – 2565 มีจ้านวนผู฾ปุวยพยายามฆ฽าตัวตาย 15,19 และ 41 รายตามล้าดับ มีผู฾ปุวยโรคซึมเศร฾า 219,186 และ 309 ราย ตามล้าดับ ผู฾ปุวยโรคซึมเศร฾าส฽วนใหญ฽อยู฽ในกลุ฽มอายุ 60 ปีขึ้นไป ร฾อยละ 51.25 และกลุ฽มผู฾ปุวยอายุ 10-19 ปี ร฾อยละ 37.68 และยังพบว฽าในกลุ฽มอายุ 10 – 19 ปี มีอัตราการฆ฽าตัวตายระหว฽างการรักษาโรคซึมเศร฾าร฾อยละ 57.14 สูงสุดเมื่อเทียบกับกลุ฽มอายุอื่น ๆ เมื่อน้าข฾อมูลผู฾ปุวยอายุ 10 – 19ปี มาวิเคราะห์พบว฽า เป็นเพศหญิง ร฾อยละ 100 และมีอัตราการพยายามฆ฽าตัวตายซ้้าสูงถึง ร฾อยละ 92.85 ปัจจัยกระตุ฾นที่ท้าให฾ผู฾ปุวยพยายามฆ฽า ตัวตายซ้้าได฾แก฽ 1)ปัญหาเรื่องครอบครัวหรือครอบครัวไม฽เข฾าใจโรคซึมเศร฾าคิดว฽าเป็นพฤติกรรมการเรียกร฾อง ความในสนใจหรือครอบครัวไม฽สนใจ ปล฽อยปละละเลย ร฾อยละ61.53 2)ปัญหาเรื่องความรัก ผิดหวังเรื่องความ รัก ร฾อยละ 21.43เป็นต฾น วัตถุประสงค์ของการศึกษา 1. เพื่อลดอัตราการฆ฽าตัวตายซ้้าในกลุ฽มอายุ 10 – 19 ปี และ 2. เพื่อให฾ ครอบครัวมีส฽วนร฽วมในการดูแล วิธีการด าเนินการ ระบบการดูแลผู฾ปุวยพยายามฆ฽าตัวตายเดิม นักจิตวิทยาเป็นผู฾ให฾ค้าปรึกษาขณะผู฾ปุวย ADMIT โดยใช฾เครื่องมือ 9Q 8Q และการวางแผนการจ้าหน฽ายร฽วมกับทีมสหวิชาชีพทุกราย รวมถึงการให฾ ค้าปรึกษาครอบครัวเพื่อเฝูาระวังการท้าร฾ายตนเองซ้้า โดยติดตามหลังจ้าหน฽าย 3 วัน ลงเยี่ยมบ฾านภายใน 7 วัน นัดท้าจิตบ้าบัดในกลุ฽มที่มีปัญหาซับซ฾อนและติดตามต฽อเนื่องจนครบ 1 ปีแต฽ยังพบปัญหาว฽าผู฾ปุวยมีการฆ฽า ตัวตายซ้้าบ฽อยครั้ง จึงได฾พัฒนาการแนวทางการดูแลผู฾ปุวยพยายามฆ฽าตัวตายเพิ่มขึ้น ได฾แก฽ 1)การท้าFamily therapy ร฽วมกับการท้าจิตบ้าบัด หรือให฾ค้าปรึกษา อย฽างน฾อย 2ครั้ง ใน 2 เดือน หรือตามความซับซ฾อนของ ปัญหา 2)สร฾าง QR code ไลน์ และ เพจคลินิกมีสุขเพื่อขอค้าปรึกษาออนไลน์3)จัดท้าโปสเตอร์เตือนใจ “ดิ่ง เมื่อไรให฾ไลน์มา” 4)ปรับการติดตามผู฾ปุวยขาดนัด โดยโทรศัพท์ติดตามผู฾ปุวยในวันที่ผู฾ปุวยขาดนัด สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ผลลัพธ์การพัฒนาระบบการดูแลผู฾ปุวยโรคซึมเศร฾าที่พยายามฆ฽าตัว ตายในกลุ฽มอายุ 10-19 ปี เมื่อเปรียบเทียบกับสถิติในปีที่ผ฽านมา พบว฽าครอบครัวมีส฽วนร฽วมในการท้าจิตบ้าบัด อย฽างน฾อย 1 ครั้งเพิ่มขึ้น ร฾อยละ100 ครอบครัวมีส฽วนร฽วมในการท้าจิตบ้าบัด 2 ครั้งเพิ่มขึ้น ร฾อยละ 88.89 และอัตราการฆ฽าตัวตายซ้้าในกลุ฽มผู฾ปุวยอายุ 10-19 ลดลง ร฾อยละ 11.11 และอัตราการฆ฽าตัวตายส้าเร็จ เป็น 0 ค าส าคัญ โรคซึมเศร฾า,การพยายามฆ฽าตัวตาย


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 236 E5.15 การพัฒนาสมรรถนะทีมบุคลากรในการดูแลผู้ปุวยจิตเภทที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง โรงพยาบาลชัยภูมิ ผกามาศ สุฐิติวนิชและสันติภาพ คงนาวัง หอผู฾ปุวยจิตเวช โรงพยาบาลชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ บทคัดย่อ การวิจัยเป็นการวิจัยเพื่อพัฒนา (Development Research) เพื่อพัฒนาสมรรถนะทีมบุคลากรในการดูแล ผู฾ปุวยจิตเภทที่มีพฤติกรรมก฾าวร฾าวรุนแรง หอผู฾ปุวยจิตเวชและยาเสพติด โรงพยาบาลชัยภูมิ กลุ฽มเปูาหมาย คือ ทีม บุคลากรปฏิบัติงานหอผู฾ปุวยจิตเวชและยาเสพติด โรงพยาบาลชัยภูมิ 18 คน ที่ดูแลผู฾ปุวยจิตเภทที่มีพฤติกรรมก฾าวร฾าว รุนแรง เข฾ารับการรักษาในโรงพยาบาลชัยภูมิ ในช฽วงวันที่ 1 ตุลาคม 2565 ถึง วันที่ 30 ธันวาคม 2565 วิเคราะห์ ข฾อมูลตามระเบียบวิธีทางสถิติ โดยใช฾โปรแกรมส้าเร็จรูป สถิติที่ใช฾ได฾แก฽ การแจกแจงความถี่ ร฾อยละ ค฽าเฉลี่ย ส฽วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบที (Paired simples t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1. คุณลักษณะของกลุ฽มเปูาหมาย พบว฽า เป็นเพศชายมากที่สุด คือร฾อยละ 53.33 อายุเฉลี่ย 34.33 ปี (S.D.= 7.48) ส฽วนใหญ฽จบการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท฽า ร฾อยละ 66.67 และปฏิบัติงานในต้าแหน฽งพยาบาล ร฾อย ละ 53.33 มีประสบการณ์ในการท้างานดูแลผู฾ปุวยจิตเวชเฉลี่ย 3.33 ปี (S.D.= 1.95) และทุกคนไม฽เคยรับการอบรม เพื่อพัฒนาสมรรถนะทางการพยาบาล ร฾อยละ 100 2. ด฾านความรู฾ เรื่องพฤติกรรมก฾าวร฾าวรุนแรงของผู฾ปุวยจิตเภทและการจัดการของบุคลากร พบว฽า เมื่อ เปรียบเทียบระดับคะแนนความรู฾เฉลี่ยก฽อนและหลังการอบรม พบว฽า มีระดับคะแนนเฉลี่ยก฽อนการอบรม เท฽ากับ 14.26 (S.D. = 0.85) และคะแนนเฉลี่ยหลังการอบรม 18.73 (S.D.=1.18) เพิ่มขึ้นอย฽างมีนัยส้าคัญทางสถิติ 3. ด฾านทักษะ พบว฽า ทีมบุคลากรมีทักษะในการจัดการช฽วยเหลือผู฾ปุวยที่มีพฤติกรรมก฾าวร฾าวรุนแรง โดยใช฾ กลวิธีการปูองกันและการจัดการพฤติกรรมก฾าวร฾าวรุนแรง ดังนี้ 3.1 ทีมบุคลากร ใช฾กลวิธีการจัดการช฽วยเหลือในผู฾ปุวยที่มีพฤติกรรมก฾าวร฾าวรุนแรง ระดับ 1 โดยสอน ทักษะให฾ผู฾ปุวยควบคุมพฤติกรรม ควบคุมอารมณ์ และดูแลให฾การพยาบาลตามแผนการรักษา สามารถควบคุมปูองกัน การเกิดพฤติกรรมก฾าวร฾าวรุนแรงได฾ 3.2 ทีมบุคลากร ใช฾กลวิธีการจัดการช฽วยเหลือในผู฾ปุวยที่มีพฤติกรรมก฾าวร฾าวรุนแรง ระดับ 2 โดยใช฾ทักษะ การสื่อสาร การแยกผู฾ปุวยโดยน้าไปไว฾ในห฾องจ้ากัดพฤติกรรม และในผู฾ปุวยที่มีพฤติกรรมก฾าวร฾าวระดับ 3 ทีมบุคลากร ได฾จ้ากัดพฤติกรรมโดยการผูกมัดกับเตียงผู฾ปุวยและให฾การรักษาฉีดยาเพื่อควบคุมอาการ 4. ด฾านผู฾ปุวย ลักษณะพฤติกรรมก฾าวร฾าวรุนแรงที่เข฾าร฽วมการศึกษา 30 ราย ส฽วนใหญ฽เป็นการท้าร฾ายผู฾อื่น คิดเป็นร฾อยละ 46.67 เป็นผู฾ชายร฾อยละ 30 ผู฾หญิงร฾อยละ 16.67 รองลงมาเป็นพฤติกรรมก฾าวร฾าวรุนแรงด฾านค้าพูด คิดเป็นร฾อยละ 26.67 เป็นผู฾ชายร฾อยละ 10 ผู฾หญิงร฾อยละ16.67 จากการวิจัยนี้ชี้ให฾เห็นว฽า การให฾ความรู฾ ในการดูแลผู฾ปุวยจิตเวชโดยการกระบวนการกลุ฽ม มีการท้างานเป็น ทีม ส฽งผลให฾บุคลากรเกิดความเชื่อมั่นสามารถจัดการปัญหาผู฾ปุวยได฾ เกิดความปลอดภัยทั้งผู฾ปุวยและทีมบุคลากร ค าส าคัญ: สมรรถนะทีมบุคลากร; การดูแล; ผู฾ปุวยจิตเภทที่มีพฤติกรรมก฾าวร฾าวรุนแรง


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 237 E5.16 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วย Alcohol Withdrawal “ผูกรัด มัดใจ ปลอดภัย จากAlcohol Withdrawal” ปิ่นฤทัย อรัญศักดิ์ ตึกผู้ปุวยในโรงพยาบาลขามทะเลสอ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ตึกผู้ปุวยในให้บริการดูแลรักษาพยาบาลผู้ปุวยทางอายุรกรรมเพศชายและ เพศหญิง รวมถึงกลุ่มผู้ปุวยที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวควบคุมตนเองไม่ได้จากภาวะถอนพิษสุรา ในปี 2565-2566 พบว่า มีจ านวนผู้มารับบริการที่มีปัญหาจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วก่อให้เกิดภาวะถอนพิษสุรา เข้า รับบริการ(admit) มีจ านวนมากขึ้น 49 และ 62 ตามล าดับ เมื่อผู้ปุวยกลุ่มนี้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล จ าเป็นต้องมีการหยุดดื่มสุรากะทันหัน จึงเป็นสาเหตุที่ท าให้เกิดอาการของการขาดสุราขึ้น จากการดูแลผู้ปุวย Alcohol withdrawal ที่ผ่านมา พบอุบัติการณ์ความเสี่ยงเกิดขึ้น เช่น พลัดตกเตียง, บาดเจ็บจากการผูกมัด, เนื่องจากขาดการประเมินเฝูาระวังอาการอย่างต่อเนื่อง จากการทบทวนพบว่ายังขาดรูปแบบการดูแลที่มีความ ต่อเนื่องตั้งแต่ประเมินแรกรับ การประเมินเมื่อเข้าสู่ระยะ Alcohol withdrawal ท าให้ได้มีการพัฒนารูปแบบ การดูแลผู้ปุวยที่มีภาวะ Alcohol withdrawal หอผู้ปุวยในขึ้น วัตถุประสงค์การศึกษา : เพื่อพัฒนารูปแบบ การดูแลผู้ปุวยที่มีภาวะ Alcohol withdrawal และเพื่อลดอุบัติการณ์ความเสี่ยงในการดูแลผู้ปุวยที่มีภาวะ Alcohol withdrawal วิธีการด าเนินการ 1. ประชุมและทบทวนหาแนวทางแก้ไขปัญหา ค้นหาปัญหา โดยน าเครื่องมือแบบประเมิน ความรุนแรงอาการถอนพิษสุราด้วยเครื่องมือ AWS (Alcohol Withwal scale มาปรับใช้ในการดูแลประเมิน ผู้ปุวยที่มีภาวะติดสุรา 2. ทบทวนแนวทางการจัดให้ผู้ปุวยนอนเตียงที่มีไม้กั้นเตียงและยกกั้นเตียงตลอดเวลา จัดให้อยู่ใกล้ Nurse’s station เฝูาระวังอาการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด 3. ทบทวนแนวทางการผูกมัดใน กรณีผู้ปุวยที่มีอาการเอะอะโวยวาย มีการขออนุญาตญาติผู้ดูแลใกล้ชิด โดยอธิบายเหตุผลความจ าเป็นในการ ผูกมัด มีการเซ็นยินยอม (Informed Consent) ในการผูกมัดทุกราย เพื่อปูองกันการร้องเรียนจากการผูกมัด ผลการศึกษา ผลจากการพัฒนารูปแบบแนวปฏิบัติการดูแลผู้ปุวย Alcohol With drawal ได้แนวทางการ ดูแลผู้ปุวยขึ้นมาใหม่ คือแบบประเมินระดับ ความรุนแรงของภาวะถอนพิษสุรา (Alcohol withdrawal scale หรือ AWS) ท าให้มีการบริหารยาได้สอดคล้องกับระดับความรุนแรงของผู้ปุวย สรุปผลการศึกษาและ การน าไปใช้ประโยชน์1. ใช้แนวทางการดูแลผู้ปุวยที่มีภาวะ Alcohol withdrawal 2.ใช้แบบประเมินความ รุนแรงอาการถอนพิษสุราด้วยเครื่องมือ AWS (Alcohol Withdrawal Scale) AWS > 5 คะแนน มีการให้ยา ตามแนวทาง 3. พัฒนาปรับปรุงวิธีการผูกมัดและอุปกรณ์ในการผูกยึดผู้ปุวยให้มีประสิทธิภาพ จัดท านวัตกรรม ผ้าผูกข้อมือ ข้อเท้า และผ้ารัดหน้าอก และ สาธิตเทคนิคถูกต้องแก่เจ้าหน้าที่ และญาติผู้ปุวย ค าส าคัญ : Alcohol Withdrawal


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 238 E5.17 การพัฒนาระบบการดูแลผู้ปุวยภาวะถอนพิษสุรา (Alcohol withdrawal) เพ็ญพิศ ศรีรัตนะ โรงพยาบาลบ้าเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ การศึกษาพัฒนาแนวทางการประเมิน และดูแลผู฾ปุวยภาวะถอนพิษสุรา (Alcohol withdrawal) ในหอผู฾ปุวยชาย โรงพยาบาลบ้าเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลชุมชน 60 เตียงไม฽มี จิตแพทย์ อายุรแพทย์ประจ้า รับค้าปรึกษาจากโรงพยาบาลแม฽ข฽าย(จังหวัดชัยภูมิ)และโรงพยาบาลจิตเวช จังหวัด นครราชสีมา เมื่อมีภาวะวิกฤตรุนแรงควบคุมอาการไม฽ได฾ประสานส฽งต฽อโรงพยาบาลแม฽ข฽ายและโรงพยาบาล จิตเวช ใช฾ แบบประเมินความรุนแรงอาการถอนพิษสุรา (alcohol withdrawal scale; AWS) ของกรมสุขภาพจิต กระทรวง สาธารณสุข และจัดท้าแนวทางในการดูแลผู฾ปุวยตามความรุนแรงตามความเห็นของทีม (patient care team; PCT) โรงพยาบาลบ้าเหน็จณรงค์ วัตถุประสงค์ เพื่อให฾ผู฾ปุวยได฾รับการดูแลอย฽างปลอดภัยเป็นระบบ ลดภาวะแทรกซ฾อน รับ การฟื้นฟูสุขภาพอย฽าง มีประสิทธิภาพทั้งกายและใจ ด้าเนินชีวิตได฾ วิธีการด าเนินการ เก็บรวบรวมข฾อมูลใช฾หลักการ มาตรฐานการพยาบาลผู฾ปุวยใน 11 มาตรฐาน ร฽วมกับแนวทางการประเมินและดูแลอาการถอนพิษสุราที่ได฾จัดท้าและ ปรับปรุงขึ้นในปี พ.ศ.2562 ใช฾แนวทางการให฾ยาระงับประสาท(ก้าหนดโดยทีมยาของโรงพยาบาล)เฝูาระวังอาการไม฽ พึงประสงค์ประเมินความรุนแรงตามแบบประเมินAWSให฾การบ้าบัดรักษา 3 ระยะ ระยะ 1 ถอนพิษสุรา อยู฽ในระยะ วิกฤตอันตรายต฽อชีวิต ระยะ 2 ฟื้นฟูสภาพร฽างกายและจิตใจ (เมื่อพ฾นจากอาการถอนพิษสุรา) ระยะ 3 บ้าบัดรักษา ต฽อเนื่อง (คลินิกสุรา,โรงพยาบาลแม฽ข฽าย,โรงพยาบาลจิตเวช) ใช฾CPG Alcohol withdrawal, แบบประเมินAWS แนว ทางการให฾ยาระงับประสาท ซึ่งศึกษาตุลาคม พ.ศ. 2563 ถึง กันยายน พ.ศ. 2566 โดยรวบรวมข฾อมูลจากเวชระเบียน ที่รับเข฾ารักษาภายในโรงพยาบาล 79 ราย น้าข฾อมูลที่ได฾จากการศึกษาต฽อไป ผลการศึกษา จากผู฾ปุวย 79 ราย ที่มี อาการถอนพิษสุราทั้งหมด พบว฽า 76 ราย (96.2%) มีการฟื้นฟูทางด฾านร฽างกายได฾รวดเร็วขึ้น สามารถควบคุมอาการ ให฾สงบ สามารถวางแผนจ้าหน฽าย (discharge) ได฾จากระยะเวลาเฉลี่ย 4-7 วัน ลดลงเหลือเฉลี่ย 2-3 วัน ไม฽พบ ภาวะแทรกซ฾อน เช฽น บาดเจ็บจากการผูกมัด, บาดเจ็บจากหกล฾ม และปอดอักเสบจากการส้าลัก เป็นต฾น อย฽างไรก็ ตามพบว฽ามี 3 ราย (3.8%) ที่ควบคุมอาการไม฽ได฾ โดย 1 ราย (1.3%) เป็นผู฾ปุวยที่หนีออกจากโรงพยาบาล และ 2 ราย (2.5%)เป็นผู฾ปุวยท้าลายข฾าวของในเวลาต฽อมาสามารถควบคุมอาการได฾และสามารถวางแผนจ้าหน฽ายได฾ต฽อไป ข้อเสนอแนะ1.ผู฾ปุวยได฾รับการดูแลอย฽างเป็นระบบและปลอดภัยจากภาวะแทรกซ฾อนและมีความพร฾อมทางด฾านจิตใจ สร฾างแรงจูงใจให฾หยุดดื่มสุราได฾นานที่สุด และด้าเนินชีวิตได฾ปกติสุข ได฾รับการรักษาเบื้องต฾นใกล฾บ฾านโดยโรงพยาบาล ชุมชน ลดความแออัดในการไปรักษากับผู฾เชี่ยวชาญที่โรงพยาบาลจิตเวชและโรงพยาบาลแม฽ข฽าย 2.หอผู฾ปุวยชายจัดท้า แนวทางปฏิบัติการพยาบาล ใช฾ในการวางแผนการพยาบาลดูแลผู฾ปุวยอย฽างเป็นระบบเพิ่มขึ้นการปฏิบัติการพยาบาล ของทีมเป็นไปในแนวทางเดียวกันท้าให฾งานมีประสิทธิภาพ 3.น้าแนวทางปฏิบัติไปใช฾ในหน฽วยงานอื่นๆของโรงพยาบาล และเตรียมความพร฾อมของทีมให฾เหมาะสม 4.จัดอบรมทีมเรื่องการรับมือสถานการณ์รุนแรงในกรณีผู฾ปุวยไม฽สามารถ ควบคุมตนเองได฾ 5.ติดตามผู฾ปุวยอย฽างต฽อเนื่อง ร฽วมมือกับคลินิกสุรา,ชุมชน และครอบครัว ค าส าคัญ : ภาวะถอนพิษสุรา, Alcohol withdrawal, CPG


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 239 E5.18 การพัฒนาการดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะถอนพิษสุราโรงพยาบาลโนนไทย อ าเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา พวงเพชร ชูจอหอ หน่วยงาน โรงพยาบาลโนนไทย บทคัดย่อ จากสถิติในปี พ.ศ.2562-2566 การดูแลผู้ปุวยที่มีภาวะถอนพิษสุราที่มารับบริการที่ตึกผู้ปุวยในชายมี แนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจ านวน 165, 171, 170, 161, 151 ตามล าดับ ทีมสหวิชาชีพมีการทบทวนกระบวนการดูแล ผู้ปุวยพบว่าพยาบาลขาดทักษะในการประเมินภาวะถอนพิษสุรา (alcohol withdrawal scale) ผู้ปุวยไม่ได้ รับการรักษาตาม CPG และไม่มีการเฝูาระวังภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อให้ผู้ปุวยได้รับการประเมิน เฝูาระวังและให้การรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสม ทันเวลาและลดการเกิดภาวะแทรกซ้อน วิธีการด าเนินการ ในปี พ.ศ.2556 โรงพยาบาลโนนไทยพบปัญหาการดูแลผู้ปุวยที่มีภาวะถอนพิษสุราเสียชีวิต จากภาวะ Hypoglycemia 2 ราย และพบอุบัติการณ์ผู้ปุวยวิ่งหนีออกจากโรงพยาบาลไปท าร้ายร่างกายผู้อื่น 1 ราย ทีมสหวิชาชีพจึงมีการพัฒนาการดูแลผู้ปุวยที่มีภาวะถอนพิษสุราในปี พ.ศ.2557-2561 โดยปรับปรุง CPG, Standing order เพิ่มการเจาะ DTX เพื่อประเมินภาวะ Hypoglycemia ในปี พ.ศ. 2561 พบปัญหา ผู้ปุวยที่มีประวัติการดื่มสุราชัก ขณะรอตรวจแผนกผู้ปุวยนอก 1 ราย จึงจัดอบรมฝึกทักษะพยาบาลในการ ประเมิน AWS และเพิ่มการประเมิน AWS, Audit ในผู้ปุวยที่มีประวัติการดื่มสุราตั้งแต่ผู้ปุวยมารับบริการที่ แผนกผู้ปุวยนอกและแผนกอุบัติเหตุฉุกเฉินต่อเนื่องถึงตึกผู้ปุวยใน มีการปรับแนวทางการให้ยา Lorazepam ตามคะแนน AWS ต่อมาในปี พ.ศ. 2564 มีการจัดท า Clinical tracer และปรับ Standing order โดยเพิ่ม แนวทางการปูองกันภาวะ Apnea หลังจากได้รับยา Diazepam และปรับแนวทางการให้ยาในผู้ปุวยที่มีการ ท างานของตับบกพร่อง ผลการศึกษา ปี พ.ศ. 2563-2566 อัตราการปฏิบัติตาม CPG เพิ่มขึ้น ร้อยละ 50.31, 61.17, 50.31, 77.8 ผู้ปุวยได้รับบาดเจ็บจากการผูกยึด 3, 3, 2, 2 ราย ตามล าดับ ไม่พบการเสียชีวิตจากภาวะ Hypoglycemia และไม่มีอุบัติการณ์การท าร้ายร่างกายผู้อื่น สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์จากการทบทวนการดูแลผู้ปุวยที่มีภาวะถอนพิษสุรา ท าให้มีการ ปรับปรุง CPG และ Standing order ให้เหมาะสมเพื่อใช้ในการดูแลและการควบคุมอาการถอนพิษสุรา ท าให้ พยาบาลมีความรู้ สามารถจัดระดับความรุนแรงภาวะถอนพิษสุราและบริหารยาถูกต้อง ขยายผลการพัฒนา ระบบการดูแลผู้ปุวยที่มีภาวะถอนพิษสุรา ไปยังตึกผู้ปุวยในหญิง แผนกผู้ปุวยนอกและห้องอุบัติเหตุฉุกเฉิน มี การวางแผนจัดท าโครงการ ลด ละ เลิก สุราในชุมชนต้นแบบหมู ่บ้านน าร ่องตามโปรแกรม CBTx ต าบล เพื่อให้ความรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่อไป ค าส าคัญ : alcohol withdrawal, AWS


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 240 E5.19 การติดตามดูแล ผู้มีอาการเจ็บป่วยทางจิตรุนแรงจากการใช้สารเสพติดกลับสู่ชุมชนแบบจัดการรายกรณี : กรณีศึกษา สุพรรณ ยมดี โรงพยาบาลบ าเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ บทคัดย่อ ปัจจุบันพบผู้ก่อพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงต่อตนเองและผู้อื่นในสังคมเพิ่มมากขึ้น สาเหตุส่วนใหญ่มาจาก ปัญหาอาการเจ็บป ุวยทางจิตจาก การใช้ยาแล และสารเสพติด ถานที่ก่อเหตุพบในชุมชนมากกว่าที่บ้าน ท าให้พบ ประชาชนใกล้เคียงได้รับผลกระทบร่วมกับสมาชิกในครอบครัวด้วย เช ่น มีผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บจากการก่อ ความรุนแรง ส่วนหนึ่งของผู้ก่อเหตุพบว่าเป็นผู้ป ุวยจิตเวชเรื้อรังกลุ่มเสี่ยง ที่ขาดการรักษาต่อเนื่อง ไม่ยอมรับการ เจ็บป ุวย ขาดยา ใช้สารเสพติด ขาดผู้ดูแล และ ขาดการติดตามอย ่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบรายงานผล การศึกษาครั้ง นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามดูแลและวางแผนจ าหน่ายผู้ ที่มีอาการเจ็บปุวย ทางจิตรุนแรง จากการใช้ สารเสพติด โดยใช้การดูแลแบบการจัดการรายกรณีกับผู้ปุวยที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีอาการทางจิตก าเริบซ ้า จากการใช้ สารกระตุ้นประสาท มีความยุ่งยากซับซ้อนต่อการดูแล ใช้สารเสพติดต่อเนื่อง ไม่ยอมรับอาการเจ็บป ุวย ก่อความ เดือดร้อนสร้างความหวาดกลัวให้ คนในชุมชนของหมู่บ้าน ณ ต าบลแห่งหนึ่งของอ าเภอบ าเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ ถูกส่งรักษาต่อสถานพยาบาลระดับทุติยภูมิและตติยภูมิ รวม 6 ครั้ง จนญาติและชุมชนไม่ยอมรับกลับคืน พยาบาล ชุมชนของโรงพยาบาลบ าเหน็จณรงค์ จึงน าการจัดการรายกรณีมาดูแลผู้ป ุวยรายนี้แบบองค์รวม เครื ่องมือ คือ บุคลากรสหวิชาชีพ แผนการร่วมดูแลของทีมสุขภาพ และเตรียมความพร้อมผู้ปุวย ญาติและชุมชนด้วยรูปแบบ D METHOD เป็นแนวทางด าเนินกิจ กรรม สถานที่ ด าเนินการคือ บริเวณศาลาวัดในชุมชนใกล้ บ้านที่ผู้ปุวยอาศัย ระยะเวลาด าเนินการตั้ง 3 มกราคม 2566 3 มีนา คม 25 66 น าทักษะกระบวนการกลุ่มบ าบัดมาประยุกต์ใช้สื่อสาร ผลการด าเนินงานพบว่าญาติและคนในชุมชนเข้าใจอาการเจ็บป ุวยทางจิตของผู้ ปุวยมีความมั่นใจในการให้ความ ร่วมมือดูแล และทราบแหล่งสนับสนุนช ่วยเหลือ ทีมสหวิชาชีพเข้าใจบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบตนเอง ผู้ป ุวย ยอมรับการรักษา หยุดใช้สารเสพติด เข้าใจอาการเจ็บปุวยจากการใช้สารเสพติด กินยาต่อเนื่อง ไม่มีอาการทางจิต ก าเริบรุนแรง สิ ่งที ่เรียนรู้หลังด าเนินการ ติดตาม ดูแลด้วยการจัดการรายกรณี พบว ่า เป็น กิจกรรมที ่ผ่านการ วิเคราะห์ กลั่นกรอง เรียนรู้ และวางแผนเป็นระบบตามองค์ประกอบการดูแล ช ่วยให้ผู้ปุวย ญาติ และชุมชนได้รับ ความช่วยเหลือตรงตามความต้องการ เห็นผลลัพธ์การด า รงชีวิตของผู้ปุวย ร่วมกับชุมชนอย่างสงบ ภายใต้การร่วม ดูแลของสหวิชาชีพ ซึ่งสามารถการจัดการรายกรณีประยุกต์ ใช้กับอาการเจ็บปุวยที่ซับซ้อน มี ปัญหา ร่วมหล ลาย ด้าน เพื่อช่วยลดภาระรักษาพยาบาลการดูแลในระยะยาวได้ ค าส าคัญ :การจัดการรายกรณี , ผู้ มีอาการเจ็บปุวยทางจิตรุนแรง


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 241 E5.20 แนวทางการพัฒนาแก้ปัญหา เคสซึมเศร้าระดับรุนแรงที่มีการ Admotted ซ้ าโดยใช้ทฤษฎีการดูแล มนุษย์ของวัตสัน (Watson’s Caring Theory)ร่วมกับสุนทรียสนทนาโดยพยาบาลจิตอาสา เรืองยศ โพธิข้า โรงพยาบาลพุทไธสง อ้าเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ปี 2564-2565 เคสซึมเศร฾า เด็กหญิงอายุ 17 ปี เข฾า-ออกนอนโรงพยาบาลด฾วยเรื่องเอะอะโวยวาย ท้าร฾ายตนเอง ได฾ Refer ไปรักษา ร.พ.ประจ้าจังหวัด 7 ครั้ง รักษาที่ ร.พ.พุทไธสง ด฾วยเรื่องท้าร฾ายตนเอง 7 ครั้ง ในปี พ.ศ. 2564 ได฾ส฽งตัวไปรักษาที่ ร.พ.จิตเวชนครราชสีมา วันที่ 8 พ.ย. 2564 ปี พ.ศ. 2565 ได฾เข฾า นอนที่โรพยาบาลพุทไธสง 6 ครั้ง ด฾วยเรื่องเอะอะโวยวาย กินยาเกินขนาด กรีดแขน ท้าร฾ายตนอง พยาบาลจิต อาสา ทราบปัญหาที่เกิดขึ้น ได฾เข฾าไปเป็นพยาบาลจิตอาสาช฽วยเหลือ โดยใช฾หลัก ทฤษฎีการดูแลมนุษย์ของวัต สัน (Watson’s Caring Theory) ร฽วมกับการใช฾สุนทรียสนทนา ในการจัดการปัญหาเคสท้าให฾ผู฾ปุวยหายจาก โรคซึมเศร฾าและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผู฾ปุวยหยุดรับยาโรคซึมเศร฾าเมื่อเดือนมิถุนายน 2566 และกลับมาใช฾ชีวิต ปกติ เป็นจิตอาสาท้างานที่ ร.พ. พุทไธสง วัตถุประสงค์: เพื่อให฾ผู฾ปุวยหายจากโรคซึมเศร฾าและกลับมาใช฾ชีวิต ได฾ตามปกติวิธีด าเนินการ : แจ฾งกับผู฾ปุวยเพื่อแจ฾งให฾ทราบว฽าเป็นพยาบาลจิตอาสาที่จะเข฾ามาดูแลช฽วยเหลือ ผู฾ปุวย ท้าความรู฾จักกับครอบครัวผู฾ปุวย Family meeting พูดคุยแนวทางการดูแลแก฾ปัญหาเพื่อผลลัพธ์ที่ดี ความร฽วมมือจากทุกฝุาย ดูแลคนไข฾หลัก ทฤษฎีการดูแลมนุษย์ของวัตสัน (Watson’s Caring Theory) ร฽วมกับการใช฾สุนทรียสนทนา แนะน้าเข฾ามาเป็นจิตอาสาในโรงพยาบาลร฽วมดูแลผู฾ปุวยกลุ฽มไร฾ญาติผู฾ปุวยเข฾ามา เป็นจิตาสา ฝึกการดูแลเคสผู฾ปุวยติดเตียง เปราะบาง เคสล฾างไตที่ไม฽มีคนดูแล ฝึก train น฾องเกี่ยวกับการ ดูแลเคสติดเตียง เคสล฾างไต เคสผู฾ปุวยไร฾ญาติ น฾องออกเยี่ยมผู฾ปุวยตามต้าบลต฽างๆในเขตอ้าเภอพุทไธสงและ ใกล฾เคียง พาผู฾ปุวยไปรับยาซึมเศร฾า เล฽าอาการให฾แพทย์ทราบที่คลินิกรักษ์ใจ รพ.บุรีรัมย์ แพทย์ให฾ลดยาและ หยุดยาโรคซึมเศร฾าเมื่อ เดือนมิถุนายน 2566 ให฾ผู฾ปุวยฝึกเข฾ากิจกรรมงานเลี้ยงในโรงพยาบาล ร฽วมสังคมใน โรงพยาบาล เล฽นกีฬา ผู฾ปุวยท้างานเป็นจิตอาสา คลินิกล฾างไต โรงพยาบาลพุทไธสง เดือนมิถุนายน 65 ถึง ปัจจุบัน ผลการศึกษา :ผู฾ปุวยหยุดยาโรคซึมเศร฾า เดือน มิถุนายน 2566 ไม฽นอนโรงพยาบาลด฾วยโรคซึมศร฾า ฆ฽าตัวตาย หลังจากที่พยาบาลจิตอาสาไปดูแลช฽วงเดือนมิถุนายน 2565 ผู฾ปุวยเข฾ามาเป็นจิตอาสาช฽วยงานล฾าง ไตและงานเยี่ยมบ฾าน ใช฾ชีวิตปกติอยู฽ร฽วมในสังคมได฾ดีสรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : เข฾าไปดูแล ช฽วยเหลือเคสซึมเศร฾า โดยการจัดการเคสรายกรณี ใช฾หลัก ทฤษฎีการดูแลมนุษย์ของวัตสัน (Watson’s Caring Theory) ร฽วมกับใช฾สุนทรียสนทนา ติตามดูแลต฽อเนื่อ งการได฾เข฾าร฽วมท้ากิจกรรมจิตอาสาท้าให฾เคส ผู฾ปุวยหายจากโรคซึมเศร฾าและใช฾ชีวิตตามปกติมีคุณค฽าต฽อสังคมได฾สามารถน้าทฤษฎีไปประยุกต์ใช฾กับเคส ซึมเศร฾ารายอื่นๆได฾ ค าส าคัญ : โรคซึมเศร฾า ทฤษฎีวัตสัน พยาบาลจิตอาสา


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 242 มหกรรมคุณภาพ HACC Forum นครชัยบุรินทร์ครั้งที่ 16 “Growth Mindset for Better Healthcare System” ในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 08.30-17.00 น. ณ โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา E-Poster Presentation กลุ่มที่ 6 การพัฒนาระบบแพทย์แผนไทย/เวชศาสตร์ฟื้นฟู/เครือข่าย/Spiritual จ านวน 21 เรื่อง น าเสนอวันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 เวลา 14.30-18.30 น ห้องอรพิม ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์ โทรศัพท์ หมาย เหตุ 1 14.30 - 14.40 น. การพัฒนารูปแบบการ คัดกรองภาวะเบาหวาน ขึ้นจอประสาทตา นางสาว กรรณิกา กิ่งกน ทา โรงพยาบาลภู เขียว เฉลิมพระ เกียรติ ชัยภูมิ 0845261949 2 14.40 - 14.50 น. การพัฒนารูปแบบการ ฟื้นฟูผู฾พิการขาขาดราย ใหม฽ในชุมชน เขตอ้าเภอ เกษตรสมบูรณ์ นางสาวจันทร์ เพ็ญ ปักการะโน โรงพยาบาล เกษตรสมบูรณ์ ชัยภูมิ 0973288528 3 14.50 - 15.00 น. การพัฒนาระบบการ ท้างานของ อสม. (หมอ คนที่1) ด฾วยกลยุทธ์ 6 ต. เพื่อ สังคมสูงวัย นางสาว กฤษณา จ้าปา โพธิ์ โรงพยาบาล เฉลิมพระ เกียรติสมเด็จ ย฽า 100 ปี นครราชสีมา 0917088597 4 15.00 - 15.10 น. การพัฒนาระบบการ ดูแลผู฾ปุวยแบบ ประคับประคองแบบไร฾ รอยต฽อ เครือข฽าย รพ. โนนไทย. นางสาวจินตนา ค้ายะ โรงพยาบาล โนนไทย นครราชสีมา 0854955466 5 15.10- 15.20 น ตัวห฽างไกล แต฽ใจไม฽ห฽าง กัน .. เพราะ Covid ท้า อะไรเราไม฽ได฾ นางธัญวลัย มงคลเคหา โรงพยาบาล ศีขรภูมิ สุรินทร์ 0959012522 6 15.20 - 15.30 น. การพัฒนารูปแบบการ ดูแลแบบ ประคับประคองส้าหรับ ผู฾ปุวยโรคไตเรื้อรังระยะ สุดท฾ายที่ไม฽ได฾รับการ บ้าบัดทดแทนไต โดย ทีมสหวิชาชีพ จิตอาสา และชุมชนแบบมีส฽วน ร฽วม นางกิตติพรรณ์ ผาดโผน โรงพยาบาลพุท ไธสง บุรีรัมย์ 0878535394 7 15.30 - 15.40 น. การพัฒนารูปแบบการ ดูแลแบบ นางอรุณรัศมี สาที โรงพยาบาล บ฾านฝาง ขอนแก฽น 0874322256


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 243 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์ โทรศัพท์ หมาย เหตุ ประคับประคองอย฽าง ยั่งยืน ไร฾รอยต฽อ เครือข฽าย สุขภาพอ้าเภอบ฾านฝาง จังหวัดขอนแก฽น 8 15.40 - 15.50 น. การดูแลทางจิตวิญญาณ ในผู฾ปุวยระยะท฾ายและ ครอบครัว นางสาวกมล พรรณ เทียมมณีรัตน์ โรงพยาบาล บุรีรัมย์ บุรีรัมย์ 0833714403 9 15.50 – 16.00 น ผลของโปรแกรมการ ดูแลแบบ ประคับประคองต฽อ คุณภาพชีวิต ในผู฾ปุวยมะเร็งระยะ สุดท฾าย นางสุมิตรา ติระพงศ์ ประเสริฐ โรงพยาบาล มหาราช นครราชสีมา นครราชสีมา 0872527650 10 16.00 - 16.10 น. การพัฒนาระบบการ ดูแลผู฾ปุวยระยะสุดท฾าย ในกลุ฽มผู฾ปุวยไตวาย ระยะสุดท฾าย โรงพยาบาลประโคน ชัย จ.บุรีรัมย์ นางวรัญญา อริยตระกูลวงค์, นางจินตนา สุข ประเสริฐ โรงพยาบาล ประโคนฃัย บุรีรัมย์ 0973573888 11 16.10 - 16.20 น. การเสริมพลังชุมชนใน การปูองกันโรค ไข฾เลือดออกสู฽หมู฽บ฾าน สะอาด ปลอดลูกน้้า ยุงลาย ต้าบลโนนไทย อ้าเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา นางสาววรช ยาณันท์ เลิศพงษ์ชากร โรงพยาบาล โนนไทย นครราชสีมา 0619254254 12 16.20 - 16.30 น. ห฾วยแถลงหญิงตั้งครรภ์ สุขภาพฟันดี ทพ.ศิริวัฒน์ เตียตระกูล โรงพยาบาล ห฾วยแถลง นครราชสีมา 0885812375 13 16.30 - 16.40 น. เบาหวาน เบาใจ แม฽ลูก ปลอดภัย ห฽างไกล ภาวะแทรกซ฾อน นางนพรัตน์ ฝูง ใหญ฽ โรงพยาบาล ศีขรภูมิ สุรินทร์ 0956689398 14 16.40 - 16.50 น. โครงการมหัศจรรย์ 1000 วัน ท้าบุญนม กล฽องรสจืดของท฽าน สานฝันน้้าหนักลูกน฾อย ผ฽านเกณฑ์ นางสวยสม ยศ รุ฽งเรือง นางพรประภา ภิรมย์ชม โรงพยาบาล หนองบัวแดง ชัยภูมิ 0941519916


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 244 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์ โทรศัพท์ หมาย เหตุ 15 16.50- 17.00 น Health Station ต฾นกล฾า อสม.น฾อย ผลิตผล คน ภักดีฯ นางสาวสุรางค์ อภัยฤทธิรงค์ โรงพยาบาล ภักดีชุมพล ชัยภูมิ 0956639265 16 17.00 - 17.10 น. ผลการพัฒนาระบบ สถานีสุขภาพ (Health station) ในการดูแลผู฾ปุวยโรคไม฽ ติดต฽อเรื้อรังและ ประชาชนกลุ฽มเสี่ยง โรงพยาบาลส฽งเสริม สุขภาพบ฾านหนองตาด จังหวัดบุรีรัมย์ นางสาวนลัท พรชัยวรรณา ชาติ โรงพยาบาล บุรีรัมย์ บุรีรัมย์ 0868752322 17 17.10 - 17.20 น. ขับเคลื่อนงานตาเพื่อ พัฒนาระบบเครือข฽าย นางร้าพึง ออก ประเสริฐ โรงพยาบาลภู เขียวเฉลิมพระ เกียรติ ชัยภูมิ 0850138210 18 17.20 - 17.30 น. More Safety for Unexpected Birth Before Admission นางสาวสวลี สิงคเสลิต โรงพยาบาล ศีขรภูมิ สุรินทร์ 0810661369 19 17.30- 17.40 น จากรอยรั่วสู฽รอยต฽อศูนย์ ฟื้นฟูสุขภาพสุขใจใกล฾ บ฾าน นางโสภิดา นาคประดิษฐ์ โรงพยาบาลพิ มาย นครราชสีมา 0872558262 20 17.40- 17.50 น การพัฒนารูปแบบการ คัดกรองความผิดปกติ ทางสายตาของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาในเขต ต้าบลผักปัง อ้าเภอภู เขียว จังหวัดชัยภูมิ นายสุจินต์ หมอดี โรงพยาบาลภู เขียวเฉลิมพระ เกียรติ ชัยภูมิ 0817891112 21 17.50- 18.00 น ผลของการนวดไทยแบบ ราชส้านักร฽วมกับการใช฾ ยาท้าลาย พระสุเมรุต฽อการลด ความปวดในผู฾ปุวยโรค ลมจับโปงแห฾งเข฽า โรงพยาบาลม฽วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี นางอรชร ดวง แก฾ว โรงพยาบาล ม฽วงสามสิบ อุบลราชธานี 0645233015 E poster


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 245 E6.1 การพัฒนารูปแบบการคัดกรองภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา กรรณิกา กิ่งกนทา กลุ฽มงานการพยาบาลผู฾ปุวยนอกจักษุ โรงพยาบาลภูเขียวเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดชัยภูมิ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ จากสถิติการคัดกรองภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา ปีงบประมาณ 2564 ของต้าบลผักปัง อ้าเภอภูเขียว ได฾รับการตรวจคัดกรอง 59.28% ซึ่งต่้ากว฽าเกณฑ์ที่ สปสช.ก้าหนด และพบว฽ามี ผู฾ปุวยเบาหวานขึ้นจอประสาทตาระยะรุนแรงรายใหม฽ 1 ราย จ้าเป็นต฾องได฾รับการรักษาภายใน 30 วัน และ ผู฾ปุวยเบาหวานขึ้นจอประสาทตารายเก฽าที่มีอาการรุนแรงขึ้น 2 ราย ได฾รับการส฽งต฽อไปยังโรงพยาบาลศูนย์ เนื่องจากเกินขีดความสามารถในการดูแล ดังนั้นจึงจัดท้าแนวทางปฏิบัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การเข฾าถึงกลุ฽ม คนไข฾เบาหวานในชุมชน การวินิจฉัยได฾รวดเร็วน้าไปสู฽กระบวนการรักษาและลดอัตราการส฽งต฽อ เป็นการ ปูองกันการสูญเสียการมองเห็น วัตถุประสงค์1.เพื่อพัฒนารูปแบบและเพิ่มประสิทธิภาพในการเข฾าถึง การคัดกรองเบาหวานขึ้นจอประสาทตา ให฾มากกว฽า 80% 2.ผู฾ปุวยเบาหวานขึ้นจอประสาทตาระยะรุนแรงได฾รับการรักษาภายใน 30 วัน 100% วิธีด าเนินการ -ประชุมทีมและพัฒนาศักยภาพ อสม. และแกนน้าผู฾ปุวยเบาหวาน ในการฝึกวัดสายตาและการ ถ฽ายภาพจอประสาทตา – จัดหมุนเวียนกล฾องถ฽ายภาพจอประสาทตาลงสู฽ชุมชน - จัดตั้งกลุ฽มไลน์ เพื่อเป็นการ ติดต฽อสื่อสาร เพื่อส฽งภาพถ฽ายจอประสาทตาให฾อ฽านแปลผล และสอบถามเมื่อเกิดปัญหาต฽างๆ – ประสานทีม ผู฾น้าชุมชนขอรถน้าส฽งผู฾ปุวยเข฾าสู฽กระบวนการรักษา - ส฽งกลับข฾อมูลให฾เจ฾าหน฾าที่ รพ.สต. เพื่อบันทึกข฾อมูล ผลการศึกษา - การคัดกรองเบาหวานขึ้นจอประสาทตา คิดเป็น 86.27% - ผู฾ปุวยเบาหวานขึ้นจอประสาทตา ระยะรุนแรงได฾รับการรักษาภายใน 30 วัน 100% - ภาพถ฽ายจอประสาทตามีประสิทธิภาพ 75% ข้อเสนอแนะและการน าไปใช้ ปีงบประมาณ 2566 ได฾พัฒนาการบันทึกข฾อมูลในรูปแบบของ QR code สามารถตรวจสอบได฾ตลอดผ฽านทาง Google form พบว฽ารูปแบบของการพัฒนางานนี้ สามารถเข฾าถึงการคัด กรองได฾ครอบคลุม คนไข฾ได฾รับการรักษาที่รวดเร็ว ลดอัตราการส฽งต฽อ การบันทึกข฾อมูลมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทีมเครือข฽ายมีศักยภาพในการวัดสายตาและถ฽ายภาพจอประสาทตาได฾ดี สามารถน้าแนวทางปฏิบัตินี้ไปปรับ ใช฾และขยายผลลงสู฽ รพ.สต.ทั้ง 15 แห฽ง ในเขตอ้าเภอภูเขียวได฾ ข฾อเสนอแนะในการศึกษาวิจัยครั้งต฽อไป เพิ่มให฾มีผู฾ดูแลคนไข฾ตาประจ้าครัวเรือน ที่สามารถน้ามาพัฒนา ศักยภาพในการวัดสายตาและการถ฽ายภาพจอประสาทตาได฾ ซึ่งจะสามารถเฝูาระวังปัญหาทางสายตาให฾คนใน ครอบครัวได฾ทุกช฽วงวัย พบปัญหาในเรื่องของฐานข฾อมูลที่ไม฽ตรงกัน เช฽น คนไข฾ที่ไม฽ได฾เป็นเบาหวานแต฽ถูก วินิจฉัย ถือเป็นโอกาสในการพัฒนาต฽อไป ค าส าคัญ เบาหวานขึ้นตา,การคัดกรอง,งานจักษุ


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 246 E6.2 การพัฒนารูปแบบการฟื้นฟูผู้พิการขาขาดรายใหม่ในชุมชน เขตอ าเภอเกษตรสมบูรณ์ จันทร์เพ็ญ ปักการะโน โรงพยาบาลเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ มูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ร่วมกับโรงงานขาเทียม โรงพยาบาลชัยภูมิ และโรงพยาบาลภูมิเขียวเฉลิมพระเกียรติ พัฒนาการเข้าถึงบริการขาเทียมแก่ผู้พิการขาขาดใน จังหวัดชัยภูมิ ให้สามารถเข้าถึงการบริการขาเทียมได้ง่ายและครอบคลุม ในปี 2565 อ าเภอเกษตรสมบูรณ์มีผู้พิการขา ขาดสะสม จ านวน 65 ราย โดยมีจ านวนผู้พิการขาขาดรายใหม่ในปี 2562-2565 จ านวน 3, 6, 9 และ 9 ราย ตามล าดับ โดยสาเหตุเกิดจากแผลเบาหวาน จ านวน 34 ราย ร้อยละ 52.31 และอุบัติเหตุ จ านวน 25 ราย ร้อยละ 38.46 หลังจากการตัดขาจ าเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูเพื่อใส่ขาเทียมหรือใช้เครื่องช่วยเดินอื่นๆ พบว่ามีผู้พิการขาขาดที่ ประสบความส าเร็จในการใส่ขาเทียม จ านวน 51 ราย ร้อยละ 78.46 และไม่สามารถใส่ขาเทียมได้ จ านวน 14 ราย ร้อยละ 21.53 ซึ่งมีสาเหตุจากตอขาบวมผิดรูป กล้ามเนื้ออ่อนแรง และภาวะข้อติด ดังนั้นจึงได้พัฒนารูปแบบการ ฟื้นฟูผู้พิการขาขาดรายใหม่ในชุมชน ให้เข้าถึงบริการเพื่อมีความพร้อมในการใส่ขาเทียม หรือใช้เครื่องช่วยเดินอื่นๆ ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้พิการต่อไป วัตถุประสงค์ : ผู้พิการขาขาดรายใหม่ได้รับการฟื้นฟูในชุมชน มีความส าเร็จในการใส่ขาเทียม ร้อยละ 80 และลดการ เกิดภาวะแทรกซ้อน วิธีด าเนินการ : 1) ประชุมทีมสหวิชาชีพ ทบทวนการด าเนินงาน วิเคราะห์ปัญหาและโอกาสในการพัฒนา ด้วย กระบวนการ PDCA 2) พัฒนาศักยภาพนักกายภาพบ าบัดผ่านการอบรมจากมูลนิธิขาเทียมฯ 3) จัดท าแนวทางในการ พัฒนาการฟื้นฟูผู้พิการขาขาดรายใหม่ในชุมชน โดย - พัฒนาการรับส่งข้อมูลและแนวทางการฟื้นฟูร่วมกับโรงพยาบาลแม่ข่าย - ทีมสหวิชาชีพให้บริการฟื้นฟูในชุมชน - ประเมินความพร้อม ก่อนส่งไปรับบริการขาเทียม - ประเมินการใช้ขาเทียมหลังได้รับขาเทียม ระยะ 1, 3, 6 เดือน และ 1 ปี ผ่านช่องทางโทรศัพท์ Line และ การออกเยี่ยมบ้าน ผลการศึกษา : การพัฒนารูปแบบการฟื้นฟูผู้พิการขาขาดรายใหม่ในชุมชน ปี 2563 - 2565 พบว่าอัตราการการฟื้นฟู ในชุมชนของผู้พิการขาขาดรายใหม่มีความครอบคลุม ร้อยละ 100 หลังจากที่ได้รับการฟื้นฟูมีความส าเร็จในการใส่ขา เทียมเพิ่มขึ้นปี 2563 - 2565 ร้อยละ 66.66, 88.87 และ 88.87 ตามล าดับ มีการเกิดภาวะแทรกซ้อนลดลงโดยในปี 2563 - 2565 ร้อยละ 33.33, 11.11 และ 11.11 ตามล าดับ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : 1) ผู้พิการขาขาดรายใหม่ที่ได้รับการฟื้นฟูในชุมชนอย่างต่อเนื่องมีอัตรา ความส าเร็จในการใส่ขาเทียมเพิ่มขึ้น 2) ความร่วมมือของโรงพยาบาลแม่ข่าย โรงพยาบาลชุมชน เจ้าหน้าที่และอสม. ในพื้นที่ ท าให้การฟื้นฟูครอบคลุมมากขึ้น และลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ 3) ศึกษาผลของการฟื้นฟูต่อคุณภาพ ชีวิตในมิติด้านอื่นๆ ค าส าคัญ : ผู้พิการขาขาดรายใหม่, การฟื้นฟูในชุมชน, ขาเทียม


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 247 E6.3 การพัฒนาระบบการท างานของอสม.(หมอคนที่1) ด้วยกลยุทธ์ 6 ต. เพื่อสังคมสูงวัย กฤษณา จ้าปาโพธิ์ โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติสมเด็จย฽า 100 ปีอ้าเภอเมืองยาง จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : จากการทบทวนการด้าเนินการดูแลผู฾สูงอายุตั้งแต฽ปีพ.ศ.2562 พบว฽ารากของปัญหา คือการเข฾าสู฽สังคมผู฾สูงอายุที่รวดเร็วและมีโรคประจ้าตัว ขาดผู฾ดูแล จึงบูรณาการนโยบาย 3 หมอ และอสม.4.0 คือ การมีส฽วนร฽วมของทีมสหวิชาชีพดูแลต฽อเนื่อง“ทีมต฾นยาง”และส฽งเสริมการดูแลในชุมชนแบบไร฾รอยต฽อโดยมี“ทีมลูก ยางเคลื่อนที่เร็ว” ซึ่งอสม.เป็นฟันเฟือนเชื่อมประสานในชุมชนในช฽วงการระบาดของโควิด19 น้าเทคโนโลยีมาใช฾ให฾ เกิดประโยชน์สอดคล฾องกับ“ปีแห฽งสุขภาพสูงวัยไทยพ.ศ.2566” จากการด้าเนินงานปีพ.ศ.2563-2565 พบว฽า 1) จ้านวนผู฾สูงอายุติดเตียงติดบ฾านร฾อยละ4,7และ8ตามล้าดับ 2)อัตราการตอบกลับระบบให฾ค้าปรึกษาของทีมลูกยาง เคลื่อนที่เร็วภายใน2ชั่วโมงคือร฾อยละ64,86และ91ตามล้าดับ 3)อัตราความครอบคลุมของรายงานคัดกรองผู฾สูงอายุ9 ด฾านจากแอป สมาร์ทอสม.เว็บไซต์3หมอไม฽ต่้ากว฽าร฾อยละ90ปีพ.ศ.2565 คือ 34 วัตถุประสงค์ : เพื่อพัฒนาระบบการท้างานของอสม.ด฾วยกลยุทธ์6ต. ในการดูแลผู฾สูงอายุอย฽างครอบคลุม มี ประสิทธิภาพ วิธีด าเนินการ : คือ ต.1ติดอาวุธด฾านความรู฾,ต.2ติดตามเชิงปฏิบัติการและระบบรายงาน ,ต.3ตอบเร็วมีสายด฽วนอ สม.Call Centerและทีมลูกยางเคลื่อนที่เร็ว ,ต.4ติดปีกส฽งเสริมการน้าเสนอผลงานในเวทีทุกระดับ ,ต.5ติดใจคือเสริม ความสัมพันธ์เจ฾าหน฾าที่และอสม. ,ต.6ติดต่อคือการติดต฽อประสานพิทักษ์สิทธิ์ ผลการด าเนินงาน : ผลลัพธ์ปีพ.ศ.2566 1)จ้านวนผู฾สูงอายุติดเตียงติดบ฾านร฾อยละ11 2)อัตราการตอบกลับระบบให฾ ค้าปรึกษาของทีมลูกยางเคลื่อนที่เร็วภายใน2ชั่วโมงคือร฾อยละ97(เกณฑ์ร฾อยละ90) 3)อัตราความครอบคลุมของ รายงานคัดกรองผู฾สูงอายุ9ด฾านจากแอปสมาร์ทอสม.เว็บไซต์3หมอร฾อยละ92 ผลผลิต1)เกิดทีมเยี่ยมบ฾านลูกยาง เคลื่อนที่เร็วในการติดตามดูแลกลุ฽มเปูาหมาย 2)จากการคืนข฾อมูลสู฽ชุมชนก฽อเกิดนวัตกรรม0บาท“เยี่ยมบ฾านใกล฾บ฾าน ใกล฾ใจปันน้้าใจให฾คนเมืองยาง” โดยมีการบริจาคจากประชาชน และเอกชนเพื่อดูแลผู฾ปุวยรวมมูลค฽าของทั้งหมดปีพ.ศ. 2563-2566 วัสดุอุปกรณ์ดูแลผู฾ปุวยติดเตียง132,000 บาท ,เครื่องอุปโภคบริโภค38,000 บาท สรุปผลและการน าไปใช้ : 1)ผู฾บริหารเห็นความส้าคัญและสนับสนุนในการพัฒนาศักยภาพ อสม.ทุกมิติ ,อสม.มีช฽วง อายุที่ต฽างกันจึงมีการท้าอสม.บัดดี้ในการเรียนรู฾แอปสมาร์ทอสม. 2)ควรมีการเพิ่มกลยุทธ์ ต.ที่7 คือ ต฽อเนื่อง ในการ ด้าเนินการตามกลยุทธ์ 6 ต. 3)การประเมินความพึงพอใจของผู฾สูงอายุและญาติในการปฏิบัติงานของอสม. การพัฒนาระบบการท้างานของอสม.(หมอคนที่1) ด฾วยกลยุทธ์ 6 ต. เพื่อสังคมสูงวัย เป็นการบูรณาการ ร฽วมกับชุมชน จัดบริการที่ตอบสนองต฽อความต฾องการ สนับสนุนพัฒนาขีดความสามารถของเครือข฽ายอสม.(หมอคนที่ 1) แบบไร฾รอยต฽อ และมีการดูแลอย฽างต฽อเนื่อง ค าส าคัญ : พัฒนาระบบการท้างานอสม. , 3 หมอ , สังคมสูงวัย


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 248 E6.4 การพัฒนาระบบการดูแลผู้ปุวยประคับประคองระยะท้ายแบบไร้รอยต่อเครือข่าย รพ.โนนไทย จินตนา ค้ายะ โรงพยาบาลโนนไทย บทคัดย่อ การดูแลแบบประคับประคอง มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิต บ้าบัด เยียวยาและบรรเทาความทุกข์ทางกาย จิต อารมณ์ สังคม และจิตวิญญาณ ตั้งแต฽ระยะเริ่มต฾นของการเจ็บปุวยนกระทั่งเสียชีวิต โรงพยาบาลโนนไทย ในอดีตเริ่มให฾การดูแลผู฾ปุวย ประคับประคองระยะท฾ายโดยบูรณาการเข฾ากับงานประจ้า พบว฽าผู฾ปุวยมีจ้านวนเพิ่มสูงขึ้นในทุกปี พ.ศ.2561 ได฾เริ่ม ด้าเนินการอย฽างเต็มรูปแบบร฽วมกับทีมสหวิชาชีพ และได฾มีการทบทวนกระบวนการดูแลผู฾ปุวยประคับประคองระยะท฾าย พบ ปัญหาการปฏิบัติการดูแลไม฽เป็นแนวทางเดียวกัน ญาติมีความกังวลในการดูแลที่บ฾าน จึงมีการพัฒนาแนวปฏิบัติเน฾นการดูแล รักษาแบบองค์รวม การจัดการอาการรบกวนที่เหมาะสมและเชื่อมโยงการดูแลต฽อเนื่องในชุมชน วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อ เพิ่มการเข฾าถึงระบบบริการ การให฾ยา Opioid และการท้า Advance care plan (ACP) พัฒนาศักยภาพบุคลากรในเครือข฽าย ให฾มีความรู฾และทักษะในการดูแลมากขึ้น วิธีการด าเนินการ การพัฒนาดังนี้ 1) ด฾านระบบงาน เปิดให฾บริการคลินิก ประคับประคองระยะท฾ายแบบ One stop service มี Nurse Case manager ให฾ค้าปรึกษา 24 ชั่วโมงและติดตามเยี่ยมบ฾าน เร฽งด฽วนตามระดับ PPS เพื่อติดตามอาการและประเมินทักษะการดูแลที่บ฾าน 2)ด฾านบุคลากร มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและ Nurse case manager ถ฽ายทอดความรู฾ ฝึกทักษะการดูแลผู฾ปุวยประคับประคองระยะท฾ายในเครือข฽ายทุกปี 3)ด฾านเครื่องมือ จัดท้า guideline, Palliative Symptom Management Standing Order และแบบประเมิน Symptoms control 4)ด฾าน สิ่งแวดล฾อม จัดตั้งศูนย์สาธิตในคลินิกประคับประคอง ให฾ยืมอุปกรณ์ สอน และสาธิต เพิ่มทักษะให฾ญาติสามารถดูแลผู฾ปุวยที่ บ฾าน ผลการศึกษา พบว฽าการเข฾าถึงการดูแลแบบประคับประคองเพิ่มขึ้น อัตราการท้า ACP ปี พ.ศ. 2566 แยกตามไตรมาส คิดเป็นร฾อยละ 49.09, 68.96, 79.31 และ 87.59 อัตราการได฾รับ Opioid เพิ่มขึ้น ร฾อยละ 83.87, 77.27, 90.03 และ 91.17 อัตราผู฾ปุวยประคับประคองได฾รับการดูแลต฽อเนื่องที่บ฾านเพิ่มขึ้น ร฾อยละ 38.27, 34.0, 52.23และ 88.23 ตามล้าดับ ส฽งผลให฾ ความพึงพอใจของผู฾ปุวยและครอบครัวอยู฽ในระดับดีมากร฾อยละ 98.03 สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์จากการ เรียนรู฾และปรับปรุงการดูแลผู฾ปุวยแบบประคับประคองระยะท฾ายแบบไร฾รอยต฽อเครือข฽าย รพ.โนนไทย ท้าให฾มีการพัฒนาแนว ปฏิบัติการดูแลผู฾ปุวยประคับประคองอย฽างเป็นระบบ เกิดผลลัพธ์ที่ดีต฽อผู฾ปุวยและญาติ ได฾รับการตอบสนองตามความต฾องการ ด฾านจิตใจ เพื่อให฾เกิดการพัฒนาอย฽างต฽อเนื่อง ควรมีการพัฒนาทักษะบุคลากรทั้งในโรงพยาบาลและเครือข฽ายชุมชนให฾เกิด ความมั่นใจในการดูแลผู฾ปุวย ร฽วมกับวางแผนการใช฾เทคโนโลยีและสื่อสังคมออนไลน์ มีการปรับเปลี่ยนวิธีการดูแลตามความ เชื่อและสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น มีความยืดหยุ฽นในระเบียบและแนวทางปฏิบัติ เพื่อให฾ผู฾ปุวยได฾ใช฾เวลาในช฽วงสุดท฾ายของชีวิต อย฽างมีความสุขและสามารถน้าไปปรับใช฾ในการพัฒนางานในด฾านอื่นๆ ค าส าคัญ : Palliative care , การพัฒนาระบบ


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 249 E6.5 ตัวห่างไกล แต่ใจไม่ห่างกัน เพราะ Covid ท าอะไรเราไม่ได้ ธัญวลัย มงคลเคหา กลุ฽มงานการพยาบาลผู฾ปุวยนอก โรงพยาบาลศีขรภูมิ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 มีจ้านวนผู฾ติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย฽างรวดเร็วการ บ้าบัดรักษากลุ฽มผู฾ติดยาและสารเสพติดเป็นกลุ฽มที่มีความเสี่ยงสูงต฽อการติดเชื้อและการแพร฽ระบาดของเชื้อ เนื่องจากพฤติกรรมการใช฾ยาและรวมกลุ฽มสังสรรค์ ใช฾อุปกรณ์การเสพร฽วมกัน การบ้าบัดรักษาฟื้นฟูในระบบ บังคับบ้าบัดในช฽วงแพร฽ระบาดมีนโยบายลดความแออัด กลุ฽มที่มีความเสี่ยงสูงมีโอกาสการรับเชื้อในระหว฽าง การควบคุมตัว ก฽อนส฽งมาบ้าบัดที่สถานพยาบาลโดยมีการปล฽อยตัวชั่วคราว คลินิกฟูาใหม฽ได฾รับขึ้นทะเบียน บ้าบัดฯ ปี 2563-2565 จ้านวน 145 87 และ 89 ตามล้าดับ อัตราก้าลังของผู฾รับผิดชอบงานด฾านการบ้าบัดฯ ของหน฽วยงานได฾ถูกกระจายเข฾าตามปฏิบัติงานจุดบริบาลที่เร฽งด฽วนเพื่อดูแลผู฾ติดเชื้อโควิด ท้าให฾อัตราก้าลังของ หน฽วยงานลดลง มีเจ฾าหน฾าที่พยาบาล 1คน ประจ้าที่คลินิกฟื้นฟูเพื่อดูแลผู฾เข฾ารับการฟื้นฟูจึงได฾พัฒนาระบบ การให฾บริการบ้าบัดฟื้นฟู ตามมาตรการ New Normal วัตถุประสงค์ 1. เพื่อปูองกันการแพร฽ระบาดของโรค 2. เพื่อให฾ได฾รับการบ้าบัดรักษาฟื้นฟูตามมาตรฐาน 3. เพื่อปูองกัน drop out วิธีการศึกษา : ใช฾รูปแบบการ on line ใช฾Smart Phone และ Application Line โดยโทรนัดหมายผู฾รับ ผู฾เข฾ารับการฟื้นฟูตามตารางนัด ชี้แจงการเตรียมความพร฾อมและกฎกติกาในท้ากลุ฽ม กลุ฽มเปูาหมาย : ผู฾เข฾า รับการบ้าบัดรักษาฟื้นฟูยาเสพติดที่ผิดกฎหมาย วิธีการคัดเลือกกลุ฽มตัวอย฽าง : มีโทรศัพท์สมาร์ทโฟนมี สัญญาณอินเตอร์เน็ต อ฽านออกเขียนได฾ ใช฾ Application Line ได฾ ผลการศึกษา : 1.ผู฾เข฾ารับการฟื้นฟูติดติดเชื้อโควิด 0 ราย 2.การบ้าบัดครบโปรแกรม 193 ราย ร฾อยละ 60.12 3. drop out 24 ราย คิดเป็นร฾อยละ 7.47 สรุปการศึกษาและน าไปใช้ประโยชน์การแพร฽ระบาดของโรค COVID-19 กระทบต฽อชีวิตของผู฾คนทั่วโลก พฤติกรรมการใช฾ชีวิตหลายอย฽างจ้าเป็นต฾องเปลี่ยนไป เทคโนโลยีและนวัตกรรมมีบทบาทและกลายเป็น เครื่องมือส้าคัญที่ช฽วยสกัดกั้นและปูองกันการแพร฽ระบาดของโรค บุคลากรทางการแพทย์ต฾องมีความพร฾อมใน การท้างานแข฽งกับเวลา ปูองกันไม฽ให฾ติดเชื้อจากการรักษาผู฾ปุวย คลินิกฟูาใหม฽จ้าเป็นต฾องหาวิธีการและ แนวทางต฽างๆที่จะสามารถให฾บริบาลได฾โดยไร฾รอยต฽อตามมาตรการเว฾นระยะห฽างวิถีชีวิตแนวใหม฽ ค าส าคัญ : Online COVID 19


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 250 E6.6 การพัฒนารูปแบบการดูแลแบบประคับประคองส าหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะ สุดท้ายที่ไม่ได้รับการบ าบัด ทดแทนไต โดยทีมสหวิชาชีพ จิตอาสาและชุมชนแบบมีส่วนร่วม กิตติพรรณ์ ผาดโผน โรงพยาบาลพุทไธสง อ้าเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : โรงพยาบาลพุทไธสง ให฾บริการ 7 ต้าบลและอ้าเภอใกล฾เคียง ปี 2564 - 2565 มีผู฾ปุวยไตวายระยะท฾ายเลือก ดูแลแบบประคับประคอง 88 ราย ผู฾ปุวยฟอกเลือด 10 ราย ผู฾ปุวยล฾างไตทางหน฾าท฾อง 10 ราย มีพยาบาลเฉพาะ ทางการดูแลผู฾ปุวยล฾างไตทางช฽องท฾อง รับผิดชอบการดูแลผู฾ปุวยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท฾ายที่ได฾รับการบ้าบัดทดแทนไต 1 คน จากการปฏิบัติงานที่ผ฽านมา การดูแลในผู฾ปุวยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท฾ายการดูแลโดยทั่วไปพบปัญหาในการดูแล จัดการอาการอย฽างมีประสิทธิภาพและการดูแลในรูปแบบที่ถูกต฾องและชัดเจน วัตถุประสงค์ : เพื่อพัฒนาและประเมินผลรูปแบบการดูแลแบบประคับประคองส้าหรับผู฾ปุวยโรคไตเรื้อรังระยะ สุดท฾ายที่ไม฽ได฾รับการบ้าบัดทดแทนไต โดยทีมสหวิชาชีพ จิตอาสาและชุมชนแบบมีส฽วนร฽วม วิธีด าเนินการ : ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสถานการณ์ ประชุมกลุ฽ม แบ฽งเป็น 3 กลุ฽ม ผู฾ปุวย ญาติ ทีมสหสาขาวิชาชีพและ จิตอาสา จ้านวนทั้งหมด 19 คน รวบรวมข฾อมูลโดยใช฾แบบสัมภาษณ์เชิงโครงสร฾าง ขั้นตอนที่ 2 พัฒนารูปแบบ ผู฾วิจัย น้าผลการศึกษาจากขั้นตอนที่ 1 พร฾อมทบทวนวรรณกรรม และยกร฽างรูปแบบผ฽านการตรวจสอบจากผู฾ทรงคุณวุฒิ ขั้นตอนที่ 3 การประเมินผลรูปแบบ กลุ฽มตัวอย฽างประกอบด฾วย 2 กลุ฽ม คือ ผู฾ปุวยไตวายเรื้อรังระยะสุดท฾ายที่ไม฽ได฾การ บ้าบัดทดแทนไต คัดเลือกกลุ฽มตัวอย฽างแบบเฉพาะเจาะจง 10 คน ทีมพยาบาลผู฾มีประสบการณ์ในการดูแลผู฾ปุวยไต วายเรื้อรังระยะสุดท฾ายและจิตอาสา คัดเลือกกลุ฽มตัวอย฽างแบบเฉพาะเจาะจง 12 คน ผลการศึกษา : การดูแลผู฾ปุวย ไตวายเรื้อรังระยะสุดท฾ายที่ไม฽ได฾การบ้าบัดทดแทนไตแบบประคับประคอง พบปัญหาการดูแล 2 ด฾านคือ 1) ด฾านผู฾ปุวย พบว฽า ผู฾ปุวยไม฽กล฾าฟอกไต กลัวเป็นภาระครอบครัว ต฾องการรักษาแบบประคับประคอง 2) ด฾านทีมสหสาขาวิชาชีพและ จิตอาสา รูปแบบที่ควรพัฒนา คือ การวางแผนการดูแลล฽วงหน฾า เยี่ยมบ฾าน การจัดการอาการไม฽สุขสบาย ควรมีการ พัฒนาความรู฾และลงนิเทศหน฾างาน การพัฒนารูปแบบฯ ประกอบด฾วยการดูแลผู฾ปุวยตั้งแต฽คัดกรองผู฾ปุวย ดูแลผู฾ปุวยใน โรงพยาบาล และการดูแลต฽อเนื่องที่บ฾านเป็นรูปแบบการดูแลจากโรงพยาบาลสู฽บ฾านจนผู฾ปุวยเสียชีวิต พบว฽า ความพึง พอใจของผู฾ปุวยและผู฾ดูแลหลักต฽อการดูแลแบบประคับประคอง เฉลี่ยร฾อยละ 88 ความพึงพอใจต฽อบริการการเยี่ยมบ฾าน เฉลี่ยร฾อยละ 91 ทีมผู฾ให฾บริการมีความเห็นต฽อรูปแบบการดูแลโดยรวมอยู฽ในระดับมากที่สุด และผลลัพธ์ตามตัวชี้วัด ได฾แก฽ อัตราของผู฾ปุวยและครอบครัวได฾รับการวางแผนการดูแลล฽วงหน฾า ร฾อยละ 100 อัตราของผู฾ปุวยที่ได฾รับการดูแล ต฽อเนื่องร฾อยละ100 อัตราของผู฾ปุวยที่ได฾รับการจัดการอาการอย฽างเหมาะสมร฾อยละ100 สรุปการศึกษาและการ น าไปใช้ประโยชน์: การดูแลแบบประคับประคองผู฾ปุวยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท฾ายที่ไม฽ได฾รับการบ้าบัดทดแทนไต โดย ทีมสหวิชาชีพ จิตอาสาและชุมชนแบบมีส฽วนร฽วม ควรมีการขยายแนวปฏิบัติการพยาบาลสู฽เครือข฽ายโรงพยาบาล จังหวัด บุรีรัมย์เนื่องจากมีรูปแบบการดูแลและมีบริบทการดูแลเดียวกัน ค าส าคัญ : รูปแบบการดูแลแบบประคับประคอง/ผู฾ปุวยโรคไตเรื่อรังระยะสุดท฾ายที่ไม฽ได฾รับการบ้าบัด ทดแทนไต/แบบมีส฽วนร฽วม


Click to View FlipBook Version