การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 51 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ หมาย เหตุ กับประยุกต์ใชแนวคิด BPSC คลินิกชะลอไตเสื่อม โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ 7 15.30 - 15.40 น. การพัฒนาระบบการเฝูาระวัง และปูองกันควบคุมกลุมโรค ไมติดตอ เบาหวาน ความดัน โลหิตสูง และอวนลงพุง ใน อสม. โรงพยาบาลคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ นางศศิธร จารย์ คูณ โรงพยาบาลคู เมือง บุรีรัมย์ 0862507735 8 15.40 - 15.50 น. การพัฒนารูปแบบการดูแล ผูปุวยเบาหวาน นางจินตนา แด มโนนโพธิ์ โรงพยาบาลขาม ทะเลสอ นครราชสีมา 044397111 ตอ 114 9 15.50 - 16.00 น. พัฒนาระบบการดูแลผูปุวย เบาหวาน อ้าเภอโนนแดง นางบุปผา ชาย กลาง โรงพยาบาลโนน แดง นครราชสีมา 089-8484696 10 16.00 - 16.10 น. ลดคาร์บ ลดหวาน ลด โรคเบาหวานในกลุมเสี่ยง เบาหวาน ต้าบลเมืองพะไล อ้าเภอบัวลาย นางสาวอรวรรณ พูนศรี โรงพยาบาลบัว ลาย นครราชสีมา 0808968855 11 16.10 - 16.20 น. การพัฒนาคลินิกดูแลผูปุวย ลางไตในชองทองแบบองค์ รวม คลินิกโรคไตวายเรื้อรัง โรงพยาบาลสีคิ้ว นางสาววัชริยา วิเศษนคร โรงพยาบาลสีคิ้ว นครราชสีมา 0885947216 12 16.20 - 16.30 น. การพัฒนาระบบการดูแล ผูปุวยไตวายเรื้อรังระยะ สุดทาย โรงพยาบาลประโคน ชัย จังหวัดบุรีรัมย์ นางวรัญญา อริยตระกูลวงศ์ โรงพยาบาลประ โคนชัย บุรีรัมย์ 097-35738888 13 16.30 - 16.40 น. พัฒนาระบบบริการการดูแล ผูปุวยไตวายเรื้อรัง โรงพยาบาลคูเมือง จังหวัด บุรีรัมย์ นางสาวจุฑาทิพย์ ลามจันทึก โรงพยาบาลคู เมือง บุรีรัมย์ 0862507735 14 16.40 - 16.50 น. การพัฒนาระบบการชะลอไต เสื่อม นางสาวสุธาร ทิพย์ ค้าสมบัติ โรงพยาบาลหวย แถลง นครราชสีมา 0844308544 15 16.50 - 17.00 น. การพัฒนารูปแบบ CDT model ในการวางแผน จ้าหนายผูปุวยโรคหลอดเลือด สมองระยะกลาง นางประคอง พอ บาล โรงพยาบาล บุณฑริก อุบลราชธานี 0956099010 16 17.00 - 17.10 น. การพัฒนาระบบเชื่อมโยงการ ใหบริการฟื้นฟูสมรรถภาพ ผูปุวยระยะกลางที่เป็นโรค หลอดเลือดสมองสูการดูแล ตอเนื่องระยะยาวในชุมชน อ้าเภอละหานทราย จังหวัด บุรีรัมย์ นายกฤษฎา สม รัก โรงพยาบาล ละหานทราย บุรีรัมย์ 0848311518
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 52 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ หมาย เหตุ 17 17.10 - 17.20 น. การพัฒนาแนวทางการดูแล ผูปุวยโรคหลอดเลือดสมอง (Start กอน Stroke) โรงพยาบาลบานกรวด นายสุวัฒน์ แน ประโคน โรงพยาบาลบาน กรวด บุรีรัมย์ 0956219354 18 17.20 - 17.30 น. การฟื้นฟูสมรรถภาพผูปุวย โรคหลอดเลือดสมองระยะ กลาง (IMC) ดวยการฝังเข็ม รวมกับแพทย์แผนไทยและ กายภาพบ้าบัด โรงพยาบาล แคนดง จังหวัดบุรีรัมย์ นายวีระชัย เจริญ สวัสดิ์ โรงพยาบาลแคน ดง บุรีรัมย์ 095-2691496 19 17.30 - 17.40 น. Clinical tracer การดูแล ผูปุวยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) นางอัจฉริยาภรณ์ ทิมปา โรงพยาบาลชุม พวง นครราชสีมา 0872611312 20 17.40 - 17.50 น. Stroke_ KMH เขาถึงเร็ว ฟื้นฟูแบบ Intensive Rehab ตอเนื่อง ไมเกิด ภาวะแทรกซอน นางสมพร โล สุวรรณรักษ์ โรงพยาบาลคู เมือง บุรีรัมย์ 0862507735 21 17.50 - 18.00 น. การพัฒนาแนวทางการดูแล ผูปุวยโรคความดันโลหิตสูงที่ ควบคุมความดันโลหิตไดดี นางภัททนันทน์ ทาทาหวา โรงพยาบาล บ้าเหน็จณรงค์ ชัยภูมิ 087-247-5969 22 18.00 - 18.10 น จากวันนั้น สูวันนี้ กับการ บริการคัดกรองโควิด19 งาน ผูปุวยนอก โรงพยาบาล บุรีรัมย์ นางวิสาร์กร มด ทอง โรงพยาบาล บุรีรัมย์ บุรีรัมย์ 096-2236251
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 53 O3.1 การพัฒนาระบบการดูแลผู้ปุวยเบาหวานเพื่อปูองกัน และรักษาภาวะกรดแลคติกคั่งในเลือดที่สัมพันธ์กับ การใช้ยาเมทฟอร์มิน (Metformin-associated lactic acidosis: MALA) นพ.กฤษฏิ์ วีรชินโชติ โรงพยาบาลปราสาท บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: Metformin (MFM) เป็นยาขนานแรกที่ใชรักษาเบาหวานชนิดที่ 2 (Type II diabetes mellitus: T2DM) มีหลักฐานชวยลดอัตราการเสียชีวิตใน T2DM อยางไรก็ตามยาชนิดนี้ไมสามารถใชในผูปุวยโรคไต เรื้อรังระยะที่ 4-5 และผูปุวยที่มีภาวะไตวายเฉียบพลัน (Acute kidney injury: AKI) เนื่องจากไตไมสามารถขับยาออกได หมด ท้าใหเกิดภาวะเลือดเป็นกรดรุนแรง ผูปุวย MALA จึงมีความจ้าเป็นตองไดรับการบ้าบัดทดแทนไตชนิดฉุกเฉิน (Acute dialysis) โดยอัตราการเสียชีวิตโดยเฉลี่ยทั่วโลกอยูที่รอยละ 50 ดังนั้นการปูองกันการเกิด MALA จึงเป็นวิธีที่ดี ที่สุด แตถาหากเกิด MALA ขึ้นแลว ควรมีระบบบริการที่ผูปุวยสามารถเขาถึง acute dialysis ไดอยางทันทวงที วัตถุประสงค์: 1) พัฒนาระบบการปูองกันการใช MFM ในผูปุวย T2DM ที่ไมเหมาะสม 2) อัตราการเกิด MALA ลดลง มากกวารอยละ 20ตอปี3) อัตราการรอดชีวิต MALA มากกวารอยละ 80ตอปี4) พัฒนาระบบการเชื่อมตอฐานขอมูล หามใชยา MFM ซ้้าในผูปุวย MALA ของหนวยปฐมภูมิ วิธีการด าเนินการ: Plan - เภสัชกรรวบรวมขอมูล MALA ยอนหลังของ รพ.ปราสาท และ- วิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงการเกิด MALA และปัจจัยเสี่ยงที่ท้าใหผูปุวยเสียชีวิต Do -ออกแนวทางการสั่งใช MFM ใน T2DM อยางเหมาะสม และปลอดภัย - เภสัชกรออกฉลากยาที่ระบุ “การ หยุดใชMFM เมื่อมีอาการไมพึงประสงค์”- เชิญตัวแทน รพ.สต. ทุกแหง เขาประชุมเพื่อใหความรูในการปูองกัน MALAออกแนวทางการดูแลผูปุวย MALA อยางเรงดวน (fast tract MALA) - ใชโปรแกรม mPCU เพื่อสงตอขอมูลหามการสั่ง ใช MFM ในคนไข MALA จาก HosXP ของ รพ. ไปยัง HosPCU ของ รพ.สต. Check - เภสัชกรจะท้าการรวบรวมขอมูล MALA รายใหม - เภสัชกรตรวจสอบการสั่งใช MFM ของแพทย์ทุกครั้ง - NCD manager รวบรวมตัวชี้วัด และน้าเสนอขอมูลในคณะกรรมการ NCD Act -คนหาปัจจัยเสี่ยง MALA แตละราย - ปรับเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติเป็นระยะ ใหสอดคลองกับปัจจัยเสี่ยงที่ เกิดขึ้นจริง ผลการศึกษา: MALA ลดลงจาก 18 ราย ใน พ.ศ. 2565 เป็น 14 ราย ใน พ.ศ. 2566 (ลดลงรอยละ 22) สวนอัตราการ รอดชีวิตอยูที่รอยละ 72.22 และ 64.29 ใน พ.ศ. 2565 และ พ.ศ. 2566 ตามล้าดับ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: 1) ชุมชนยังขาดความรูในการลดพฤติกรรมเสี่ยงที่ท้าใหเกิด AKIอาจจะตอง จัดอบรมใหความรูแก อสม. และผูน้าชุมชนเพิ่มเติม 2) ผูปุวยที่เสียชีวิตสวนใหญเป็นผูปุวยที่ตองสงตอ รพ.สุรินทร์ เนื่องจากเครื่องฟอกเลือดไมเพียงพอ ผูบริหารทราบถึงความจ้าเป็นในการเปิดศูนย์ไตเทียมแหงใหม และจะเปิด ด้าเนินการใน พ.ศ. 2567 ท้าใหผูปุวยไดรับ dialysis ไดอยางทันทวงที และชวยเพิ่มการรอดชีวิตได ค าส าคัญ: Metformin-associated lactic acidosis, Metformin, Type II diabetes mellitus
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 54 O3.2 การพัฒนารูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ปุวยเบาหวานเพื่อควบคุม HbA1C ในกลุ่มผู้ปุวยเบาหวานคลินิกโรคไม่ติต่อเรื้อรัง นางกัญญา อุสาห์คา และนางสาวปัญญ์ลภัส ศักดิ์วราวัฒนกุล งานโรคไมติดตอเรื้อรัง กลุมงานการพยาบาล โรงพยาบาลบัวลาย จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : จากขอมูลโรงพยาบาลบัวลายผูปุวยเบาหวานที่มีคา HbA1C < 7 ปี 2562 – 2565 พบรอย ละ 15.0 ,30.66,29.12 และ 30.82 ตามล้าดับ พบปัญหาควบคุมระดับน้้าตาลไมได จึงส้ารวจพฤติกรรมผูปุวย จ้านวน 132 คน พบพฤติกรรมรับประทานขาว แปูงเกิน 42.42 % ,ใชยาสมุนไพร 33.33 % , ขนมหวาน 26.5 % ,กาแฟส้าเร็จรูป 19.67% จึงไดปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามหลัก 3 อ.2 ส. โดยใชชื่อโรงเรียน กศน.เบาหวานอ้าเภอบัวลาย วัตถุประสงค์1.ควบคุมระดับ HbA1C 2. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ 3.ลดการใชยาเบาหวาน วิธีด าเนินการ ระยะที่ 1ชวงเดือน สิงหาคม 2565 - กุมภาพันธ์ 2566 คัดเลือกกลุมเปูาหมาย จ้านวน 45 ราย จัดตารางท้า กิจกรรมโรงเรียน กศน.ใชหลักสูตร 3 อ.2ส. ในทุกรพ.สต.ในวันศุกร์ ตอเนื่อง 3 เดือน และเสริมพลังลงเยี่ยมบานเยี่ยมพาขาว ติดตามผลหลังปรับพฤติกรรม 6 เดือน จากการด้าเนินงานพบปัญหาดังนี้ ความสามารถของวิทยากรในการถายทอด การขน ยายเตรียมสื่อการสอน การติดตามพฤติกรรมไมตอเนื่อง ระยะที่ 2 พัฒนาศักยภาพใหทุกรพ.สต จัดตั้งโรงเรียนเบาหวาน จนท.CUPไปอบรมวิทยากรครู ก.ที่ สอ.พิมาย 2 วัน และโรงพยาบาลจัดท้าคลินิกเบาหวานหายได เริ่มเดือนมิถุนายน - กันยายน 2566 หลักสูตรสอนใหรูจักภาวะดื้ออินซูลิน น้้าตาลคือผูรายตัวจริง การท้าใหเบาหวานสงบดวยมาตรการทางอาหาร ไขมันเลวที่แทจริง อาหาร Low carb IF การออกก้าลังกาย และประเมินBody composition ด้าเนินงานดังนี้ 1.ก้าหนด เกณฑ์ผูปุวยที่เขารับการปรับเปลี่ยน 2.ประชาสัมพันธ์รับสมัคร 3.การปฐมนิเทศ 4.อบรมหลักสูตร 2 วัน 5.ติดตามการ รับประทานอาหารทางไลน์ ทุกวันชวงเดือนแรก ตั้งโคชที่ปรึกษาแตละกลุม 6.ติดตามระดับน้้าตาลทุกเดือนพบแพทย์เพื่อเสริม พลัง/ปรับยา ผลการศึกษา ระยะที่1 เดือนสิงหาคม 2565 - กุมภาพันธ์ 2566 โรงเรียนกศน.เบาหวาน ผลการด้าเนินงานดังนี้ 1. ผูปุวยมี การปรับพฤติกรรมจ้านวน 37 ราย คิดเป็นรอยละ 82.22 ไมปรับพฤติกรรม จ้านวน 7 ราย คิดเป็นรอยละ 17.77 2. พฤติกรรมตามหลัก 3 อ. 2 ส. พบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดานอาหาร จ้านวน 44 ราย คิดเป็นรอยละ 100 3.การติดตาม ผล HbA1C ผลคงที่ จ้านวน 1 ราย คิดเป็นรอยละ 2.27 ผลเพิ่มขึ้นจ้านวน 7 ราย คิดเป็นรอยละ 15.90 ผลลดลง จ้านวน 37 ราย คิดเป็นรอยละ 81.82 (HbA1C < 6.5 จ้านวน 6 ราย)4.การปรับยา ไมมีการปรับยา จ้านวน 19 ราย คิดเป็นรอยละ 42.22 จ้านวนปรับลดยา 11 ราย คิดเป็นรอยละ 24.44 จ้านวนปรับเพิ่มยา 12 ราย คิดเป็นรอยละ 26.66 จ้านวนที่แพทย์ หยุดยา 3 ราย (ยากิน 2 ราย,ยาฉีด1ราย ) คิดเป็นรอยละ 6.66 ระยะที่2 เดือนมิถุนายน – กันยายน 2566 คลินิกเบาหวาน หายได จ้านวน 20 คน เมื่อครบ 3 เดือน HbA1C ลดลงจ้านวน 10 คน คิดเป็นรอยละ 50 (HbA1C < 6.5 จ้านวน 3 คน) ไดรับการปรับลดยา 2 คน หยุดยาเบาหวาน 1 ตัว จ้านวน 1 คน ข้อเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้1.การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ยั่งยืน ควรน้าหลัก 21 / 90มาใช ( 21 วันแรก ติดตามเขมขน และติดตามตอเนื่องจนครบ 90 วัน) 2.การเสริมพลังโดย แพทย์ พยาบาล ครอบครัว กลุมเพื่อนผูปุวยดวยกัน มีความส้าคัญ และสรางแรงจูงใจเพื่อใหบรรลุเปูาหมาย ค าส าคัญ : พฤติกรรม ,การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม, HbA1C ( Hemoglobin A1C )
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 55 O3.3 การพัฒนาระบบคลินิกดูแลผู้ปุวยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCD Clinic (DM) จีราวัฒน์ บุญเปลง โรงพยาบาลสนม จังหวัดสุรินทร์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: การดูแลผูปุวยโรคไมติดตอเรื้อรัง(เบาหวาน) ตองการการดูแลรักษาที่ตอเนื่องและครอบคลุม เพื่อใหผลการรักษาเป็นไปอยางมีประสิทธิภาพ แตดวยสถานการณ์ในปัจจุบันจ้านวนผูปุวยที่เพิ่มจ้านวนมากขึ้นรวมกับปัญหา บุคคลากรขาดแคลน มีการพลัดเปลี่ยนตลอดเวลา ท้าใหการดูแลผูปุวยใหมีความตอเนื่องและครอบคลุมเป็นไปไดยาก การมี ระบบการดูแลผูปุวยที่เหมาะสมและมีคุณภาพ จะสามารถชวยลดปัญหาเหลานี้ได วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาระบบการดูแลผูปุวยโรคไมติดตอเรื่อรังใหมีคุณภาพ โดยวัดผลจากการลดลงของระดับน้้าตาลสะสม ในผูปุวยเบาหวานต้าบลสนมในระยะเวลา 3 เดือน วิธีการด าเนินงาน: 1. Observational study designs ผูจัดท้าไดพัฒนาระบบการดูแลผูปุวยโรคไมติดตอเบาหวาน โดยมีการมีกิจกรรม พัฒนาซึ่งครอบคลุมถึงผูปุวย ผูใหการรักษา และตัวระบบคลินิก ดานระบบการดูแลที่เหมาะสม เพื่อใหผูปุวยเขาถึงการรักษาที่ตอเนื่อง มีจัดตารางตรวจประจ้าวัน/เดือน ระบบการ ลงทะเบียน ระบบนัดผูปุวยเขาคลินิก เพื่อใหผูปุวยอยูในระบบ ดานผูปุวย เพื่อใหผูปุวยมีความเขาใจและตระหนักถึงความส้าคัญในการรักษาเบาหวาน มีการจัดกิจกรรมอบรมให ความรูตอนเชาในวันที่มีคลินิกกอนเริ่มการตรวจโดยเนื้อหาครอบคลุมทั้งตัวโรค การรักษา ยา การออกก้าลังกาย โดยมีวิทยากรใหความรูพรอมสื่อวิดิทัศน์ ดานผูใหการรักษา ทีมสหสาขาวิชาใหการดูแลรักษาอยางเหมาะสมและครอบคลุม แพทย์มีการปรับยาตาม standard guideline ในบริบทที่เหมาะสมกับผูปุวย มี Telemedicine กับผูปุวย รพสต ที่มีปัญหา มีการปูองกัน ภาวะแทรกซอน มีการนัดตรวจ ตา เทา ผลเลือดประจ้าทุกปีมีระบบตรวจสอบความผิดพลาดจากการสั่งยาโดย เภสัชกร 2. สถานที่ด้าเนินการ: คลินิกโรคไมติดตอเรื่อรังเบาหวาน โรงพยาบาลสนม 3. ผูถูกศึกษา: ผูปุวยเบาหวานต้าบลสนม อ้าเภอสนม จังหวัดสุรินทร์ 4. วิธีการเก็บขอมูล: เปรียบเทียบคาเฉลี่ยระดับน้้าตาลสะสมกอนและหลังผูปุวยเขารวมระบบคลินิก และจ้านวนผูปุวย ที่เขารวมคลินิกเทียบกับจ้านวนผูปุวยเบาหวานต้าบลสนมทั้งหมด ผลการศึกษา: จ้านวนผูปุวยเบาหวานต้าบลสนมทั้งหมด 287 คนมีผูเขารวมระบบคลินิกทั้งหมด 70 คนคิดเป็นรอยละ 24 และเมื่อ เปรียบเทียบระดับน้้าตาลสะสมกอนและหลังพบวาผูปุวยเบาหวานที่ไมมีโรครวมระดับน้้าตาลสะสมลดลงจาก 8.7 เหลือ 8.4 ผูปุวยเบาหวานที่มีโรครวมระดับน้้าตาลสะสมลดลง 8.8 เหลือ 6.9 ข้อเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้สามารถน้ารูปแบบการพัฒนาไปใชกับระบบคลินิกโรคไมเรื่อรังอื่นๆได ซึ่งท้าใหการ ดูแลมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ระบบที่มีประสิทธิภาพจะชวยลดปัญหาการพึงพิงบุคคลตัวบุคคล(Key person) ชวยลด ปัญหาในโรงพยาบาลที่เกิดการหมุนเวียนของบุคคลากรอยูตอเนื่อง ค าส าคัญ ระบบการดูแลผูปุวย คลินิกโรคไมติดตอเรื้อรัง โรคเบาหวาน
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 56 O3.4 ผลของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ปุวยเบาหวานชนิดที่ 2 ต่อภาวะ Diabetes Remission นางวชิรญาณ์ การเกษ โรงพยาบาลหนองกี่ อ้าเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ปีงบประมาณ 2565 อ้าเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์มีผูปุวยเบาหวาน 3,333 คน ซึ่งมีระดับฮีโมโกลบิน ที่มีน้้าตาลเกาะ(HbA1C) <7.0% และยังรับประทานยาโรคเบาหวาน 1,282คน (38.4%) จึงไดด้าเนินการ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในผูปุวยเบาหวาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในผูปุวย เบาหวานชนิดที่ 2 ตอภาวะ Diabetes Remission เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุมวัดกอนและหลัง ทดลอง ประชากรและกลุมตัวอยางคือผูปุวยเบาหวานที่มีระดับ HbA1C อยูระหวาง 6.5-6.9% มียาเบาหวาน ชนิดรับประทานหนึ่งขนาน มีระดับการท้างานของไตระยะที่สองขึ้นไป ไดรับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาล สงเสริมสุขภาพต้าบลในอ้าเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ คัดเลือกกลุมตัวอยางแบบเจาะจงและสมัครใจ จ้านวน 36 คน แบงเป็นกลุมทดลองและกลุมควบคุม กลุมละ 18 คน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมประยุกต์จากทฤษฎี ขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม Transtheoretical model (TTM) หรือ Stage of change ของ Prochaska and DiClemente เป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามความพรอมของบุคคลมี 5 ขั้น ไดแก ขั้น ไมสนปัญหา ขั้นลังเลใจ ขั้นตัดสินใจและเตรียมตัว ขั้นลงมือปฏิบัติ และขั้นกระท้าตอเนื่อง ซึ่งมีกิจกรรม ไดแก การรับประทานอาหารพรองคาร์โบไฮเดรต การออกก้าลังกาย/ผอนคลายความเครียด และการอด อาหารเป็นชวง (Intermittent Fasting : IF) โดยมีทีมสหวิชาชีพรวมด้าเนินการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผูปุวย ระหวางวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2566 ถึง 15 กันยายน 2566 วิเคราะห์ขอมูลโดยใชสถิติ ความถี่ รอยละ คาเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ T-test ผลการวิจัยพบวากลุมทดลองมีคาเฉลี่ย HbA1C หลังทดลองลดลงจากกอนทดลองอยางมีนัยส้าคัญ ทางสถิติ (p < 0.013) และกลุมทดลองมีคาเฉลี่ย HbA1C หลังการทดลองลดลงมากกวากลุมควบคุมแตกตาง กันอยางมีนัยส้าคัญทางสถิติ (p < 0.003) กลุมทดลองสามารถเขาสูภาวะ Diabetes Remission 6 คน (33.33%) และลดคาใชจายดานยารักษาโรคเบาหวาน 1,222บาท ดังนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผูปุวยเบาหวาน เป็นวิธีการหนึ่งที่ท้าใหผูปุวยสามารถเขาสูภาวะ Diabetes Remission และลดภาระคาใชจายดานยาไดทีมสหวิชาชีพควรน้ารูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ในกลุมปุวย/กลุมเสี่ยงเบาหวานใหตอเนื่องและประยุกต์ใชในกลุมโรคเรื้อรังอื่นๆในการจัดท้าแนวทางการดูแล และการใหบริการผูปุวย ค าส าคัญ: ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม, เบาหวานชนิดที่ 2, Diabetes Remission
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 57 O3.5 ผลของการจัดรูปแบบบริการสุขภาพ ต่อการควบคุมระดับน้ าตาลสะสมในเลือด HbA1C ในเลือด ผู้ปุวยเบาหวานก่อนและหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) โรงพยาบาลบ้านเหลื่อม อ าเภอบ้านเหลื่อม จังหวัดนครราชสีมา ไพรัตน์ จ้าบัวขาว กลุมงานเทคนิคการแพทย์ โรงพยาบาลบานเหลื่อม จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา: จากสถานการณ์การแพรระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โรงพยาบาลบานเหลื่อม จึงไดจัดใหบริการผูปุวย โรคไมติดตอเรื้อรัง (Non-communicable diseases, NCDs) โดยจัดกลุมและระดับความรุนแรงของโรคตามเกณฑ์ ปิงปองจราจร 7 สี ดังนี้ กลุมผูปุวยสีเขียว สีเหลือง และสีสมที่ไมมีสภาวะแทรกซอน จะจัดสงยาเดิมใหที่บาน กลุม ผูปุวยสีสมที่มีสภาวะแทรกซอน และสีแดงจะตองไดรับการเจาะเลือด 100 % เพื่อเป็นการติดตามคาระดับน้้าตาลใน เลือด โดยผานการจัดบริการทางการแพทย์วิถีใหม (New Normal Medical Service) และ Patient Personnel People (3P) Safety รวมทั้งมีระบบ 3 หมอรวมดูแลในชุมชน วัตถุประสงคการศึกษา: เพื่อพัฒนาการเก็บตัวอยางสิ่งสงตรวจทางหองปฏิบัติการคลินิกผูปุวยโรคไมติดตอเรื้อรัง (NCDs) ในชวงการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อเพิ่มอัตราผูปุวยโรคไมติดตอเรื้อรัง (NCDs) ที่ สามารถควบคุมระดับน้้าตาลสะสม HbA1C < 7 % ในชวงการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และเพื่อให ผูรับบริการ พึงพอใจ ประทับใจ ในระบบบริการสุขภาพ ในชวงการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 วิธีการ ด าเนินการ 1.วิเคราะห์ปัญหาพบ ปัจจัยภายใน ขาดอุปกรณ์ที่จะชวยในการตรวจวัดระดับน้้าตาลในเลือดจากปลาย นิ้ว และปัจจัยภายนอก ผูรับบริการอาจไมไดรับการรักษาอยางตอเนื่องและไมสามารถควบคุมระดับน้้าตาลในเลือด ใหอยูตามเกณฑ์ปิงปองจราจร 7 สี 2. จัดท้าแนวทางการเจาะเลือดผูปุวย : มีการอบรมทบทวนการเจาะเลือดน้้าตาล ปลายนิ้วผูปุวย ผลการศึกษา 1. ผูรับบริการนัดคลินิกโรคไมติดตอเรื้อรัง (NCDs) เขาเกฑณ์รับยาที่บานจ้านวน 2,967 ราย คิดเป็น (81%) เจาะเลือดที่คลินิกโรคไมติดตอเรื้อรัง (NCDs) สีสมที่มีสภาวะแทรกซอน และสีแดง จ้านวน 668 ราย คิดเป็น (18%) เจาะเลือดที่บาน 37 ราย คิดเป็น (1%) 2. รอยละผูปุวยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้้าตาลไดดี HbA1C < 7 % พบวาปีงบประมาณ 2565 คิดเป็นรอยละ 43.10 % 3. ผลการประเมินความพึงพอใจ พบวา ประชาชนมีความเชื่อ มันใจเกี่ยวกับระบบการรักษาพยาบาลในสถานณ์การแพรระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ผลการส้ารวจได 9.24 คะแนน จาก 10 คะแนน สรุปการศึกษาและการน าไปใชประโยชน 1.มีสถานีสุขภาพประจ้าหมูบาน (Health Station) ประชาชนสามารถไปเจาะเลือดกับเครือขายสุขภาพในพื้นที่ใกลบาน เพื่อเฝูาระวังการเกิด Hypoglycemia และ Hyperglycemia 2. ไดมีแนวทางการรักษาที่เหมาะสมตามสถานการณ์ เพื่อใหผูรับบริการไดรับบริการที่ดี มี มาตรฐาน บริการใกลบาน ใกลใจ เกิดความเชื่อมั่นในระบบบริการสุขภาพ ค าส าคัญ: คาระดับน้้าตาลสะสม HbA1c, โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19)
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 58 O3.6 ผลการจัดการตนเองของผู้ปุวยเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไต โดยใช้การผสมผสานแนวคิดการจัดการรายกรณีกับประยุกต์ใช้แนวคิด BPSC คลินิกชะลอไตเสื่อม โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ พว.เสาวลักษณ์ จนถูกใจ พยาบาลวิชาชีพช้านาญการ หนวยงาน : โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ Email : [email protected] บทคัดย่อ (Abstract) การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการจัดการตนเองของผูปุวยเบาหวานที่มีภาวะแทรกซอนทางไตโดยใชการ ผสมผสานระหวางแนวคิดการจัดการรายกรณีกับแนวคิดBPSC คลินิกชะลอไตเสื่อม โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ใชรูปแบบการ วิจัยเชิงพรรณนา กลุมตัวอยางเป็นผูปุวยเบาหวานที่มีภาวะแทรกซอนทางไตในคลินิกชะลอไตเสื่อม จ้านวน 37 คน ไดมาจา การการสัมภาษณ์แบบสุมผูเขารวมการศึกษาจ้านวน 10 คน โดยใชรูปแบบการดูแลผูปุวยเบาหวานที่มีภาวะแทรกซอนทางไต โดยใชแนวคิดการจัดการรายกรณีรวมกับแนวคิด BPSCการฝึกสติและการมีสติกับการใชชีวิตประจ้าวัน เก็บรวบรวมขอมูลโดย การใชเชิงปริมาณดวยสถิติเชิงพรรณนาค้าเฉลี่ยรอยละเปรียบเทียบขอมูลกอน-หลัง ดวย dependent T. Test และวิเคราะห์ ขอมูลเชิงคุณภาพดวยวิธีวิเคราะห์เนื้อหาเลือกประชากรที่ศึกษาโดยเฉพาะเจาะจงเป็นกลุมตัวอยาง ผลการวิจัยครั้งนี้พบวา ผูเขารวมการศึกษา สวนใหญเป็นเพศหญิงประกอบอาชีพเกษตรกร มีการศึกษาระดับ ประถมศึกษา สถานภาพสมรสและ สวนใหญเป็นผูปุวยเบาหวานที่มีภาวะแทรกชอนทางไตระยะที่ I (eGFR 2 90mg%) ระดับ น้้าตาลในเลือดสะสม (HbA1C) ของกลุมประชากรหลังการเขารวมการศึกษาพบตีขึ้น 28 ราย พบอัตราการกรองของไต (eGFR) ดีขึ้น 26 ราย ผลการเปรียบเทียบค้าระดับน้้าตาลในเลือดสะสม กอนและหลังการเขารวมการศึกษาพบวาคาระดับ น้้าตาลในเลือดสะสมลดลง พบวาผูเขารวมการศึกษาสวนใหญ พยายามดึงสติมาใชในชีวิตประจ้าวันมากขึ้น และเมื่อลองน้าผล การตรวจเลือดของกลุมผูเขารับการสัมภาษณ์มาเปรียบเทียบกอนหลังพบวารอยละ 80 ของกลุมผูถูกสัมภาษณ์ มีคา HbAIC eGFR ดีขึ้น จากการวิจัยยังพบอีกวา สาเหตุที่ส้าคัญของปัญหาการจัดการตนเองของผูปุวยเบาหวานที่มีภาวะแทรกซอนทางไต ไมมีวิธีการอยางใดอยางหนึ่งดีที่สุด แตเป็นการใชแนวคิดผสมผสาน ออกแบบกิจกรรม สงเสริมชวยเหลือ ติดตาม เพื่อใหผูปุวย และญาติ สามารถน้ามาปรับใชในชีวิตประจ้าวัน จนเกิดความตอเนื่องและยาวนานจนผูปุวยสามารถดูแลและจัดการสุขภาพ ตนเองไดในรูปแบบที่ตนเองตองการ และเนื่องจากมีการติดตามผลระยะสั้น 6 เดือน ควรมีการกระตุน ทบทวน ก้ากับ ติดตาม ผลโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ นานขึ้นอยางตอเนื่องเป็นระบบตอไป ค าส าคัญ : การจัดการตนเอง แนวคิดผสมผสาน
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 59 O3.7 การพัฒนาระบบการเฝ้าระวัง และป้องกันควบคุมกลุ่มโรคไม่ติดต่อ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และอ้วน ลงพุง ใน อสม.โรงพยาบาลคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ นางศศิธร จารย์คูณ โรงพยาบาลคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ความเป็นมาและความส าคัญ : การคัดกรองโรคไม่ติดต่อ อ าเภอคูเมือง ปี 2563 – 2565 มีผู้ปุวยHTรายใหม่ ร้อย ละ 3.20, 3.06 และ 2.92 ผู้ปุวยDMร้อยละ 1.68, 1.64 และ 1.60 อัตราการควบคุมระดับน ้าตาลในเลือดของผู้ปุวย DMมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น= 35.57, 38.33 และ 40.34 การคัดกรองเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตลดโอกาสการเกิด โรคDM HT อ้วนลงพุง หรือก้าวสู่การเป็นผู้ปุวยDMและHT มีภาวะแทรกซ้อนลดลง ที่ผ่านมา อสม.มีบทบาทในการ คัดกรองสุขภาพประชาชน และให้ความรู้เพื่อสร้างความตระหนักในการดูแลตนเองของประชาชน แต่พบปัญหา ประชาชนในพื้นที่ขาดความเชื่อมั่นในอสม. เนื่องจาก อสม.ยังขาดความรู้และความตระหนักในการดูแลตนเอง พบว่าอสม.มีโรคประจ าตัว ร้อยละ 37.37 ซึ่งพบเป็น DM HT ร้อยละ 34.21 ท าให้เกิดการพัฒนาระบบการเฝูาระวัง และปูองกันควบคุมโรคDM HT และอ้วนลงพุงในอสม.ขึ้น เพราะหากอสม.มีพฤติกรรมการดูแลตนเองที่ดีก็ย่อมเป็น ตัวอย่างการดูแลสุขภาพให้กับชุมชนได้ วัตถุประสงค์ : พัฒนาระบบการเฝูาระวังและปูองกันควบคุมกลุ่มโรค DM HT และอ้วนลงพุง ใน อสม. วิธีการด าเนินการ : กลุ่มตัวอย่าง อสม.ในเขตรับผิดชอบ 190 คน 1) การตรวจคัดกรองสุขภาพ และติดตามผล 1 ครั้ง/เดือน ต่อเนื่อง 1 ปี 2) กิจกรรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ตามโปรแกรม 6 ครั้ง (ประเมินความรู้ ประเมิน Stage of Change ค้นหาพลังชีวิต เห็นภาพในอนาคต) โดยใช้การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Participatory learning : PL) 3) โรงเรียน อสม. พัฒนาศักยภาพให้สามารถช่วยตรวจคัดกรอง ให้ค าแนะน าเบื้องต้น และส่งต่อ ผลการศึกษา : พบว่า อสม. 1) กลุ่มมีโรคประจ าตัว จ านวน 71 คน ร้อยละ 88.73 ควบคุมระดับน ้าตาลในเลือดให้อยู่ ในเกณฑ์ปกติ ร้อยละ 94.37 สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่พบ กลุ่มปุวยเกิด ภาวะแทรกซ้อน หรือเสียชีวิต 2) กลุ่มเสี่ยงโรคอ้วนลงพุง ร้อยละ 46.32 กลับมาเป็นกลุ่มปกติ ร้อยละ 19.47 เป็น กลุ่มเสี่ยงเหมือนเดิม ร้อยละ 33.68 3) กลุ่มเสี่ยง pre-DM หลังปรับเปลี่ยนพฤติกรรม PL สงสัย DM ลดลงจากร้อย ละ 48.28 เป็น 17.24 เสี่ยงDM ลดลงจากร้อยละ 51.72 เป็น 17.24 ไม่พบ DM รายใหม่ 4) กลุ่มเสี่ยง pre-HT หลังปรับเปลี่ยนพฤติกรรม PL เสี่ยง HT ลดลงจากร้อยละ 74.07 เป็น 25.93 สงสัย HTลดลงจากร้อยละ 27.78 เป็น 18.52 ไม่พบเป็น HT รายใหม่ 5) อสม.ร้อยละ 100 ได้รับการพัฒนาศักยภาพ ร้อยละ 89 มีความรู้ในการให้ ค าแนะน า และส่งต่อถูกต้อง สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์:การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับกลุ่ม โดยใช้กระบวนการ เรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Participatory Learning) ผสานกับแนวคิด Stage of Change และ ต้องมีความต่อเนื่องของ การติดตาม ก ากับ และการพัฒนาต่อเนื่อง ค าส าคัญ : การเฝูาระวังและปูองกันควบคุมโรค กลุ่มโรคไม่ติดต่อ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง อ้วนลงพุง , Participatory Learning , Stage of Change
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 60 O3.8 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ปุวยเบาหวาน จินตนา แดมโนนโพธิ์พยาบาลวิชาชีพช้านาญการ งานโรคไมติดตอเรื้อรัง กลุมงานการพยาบาล โรงพยาบาลขามทะเลสอ ความเป็นมาและความส าคัญ โรงพยาบาลขามทะเลสอเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 30 เตียง มีผูปุวยเบาหวาน ปี 2563,2564,2565 จ้านวน 1970 , 1972 และ 2012 รายตามล้าดับ เป็นผูปุวยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้้าตาลไดดี รอยละ 29.59,28.38,24.33 ตามล้าดับ ซึ่งต่้ากวาเกณฑ์เปูาหมายที่ก้าหนด สวนใหญเป็นผูปุวยที่มีปัญหาซับซอน มีพฤติกรรม สุขภาพไมเหมาะสม ขาดความรู ความเขาใจในการดูแลตนเอง ขาดความตอเนื่องในการปฏิบัติ วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อพัฒนาระบบบริการ และเพื่อใหผูปุวยสามารถควบคุมระดับน้้าตาลไดดีขึ้น วิธีการด าเนินการ 1. ทีมสหวิชาชีพรวมวิเคราะห์ปัญหา พบวา ดานระบบงาน มีการตรวจรักษาผูปุวยเบาหวานรวม กับผูปุวยทั่วไป ซึ่งมีผูปุวยจ้านวนมาก ท้าใหไมมีเวลาคนหาปัญหารายบุคคล ,ไมมีการจัดกิจกรรมสงเสริมสุขภาพ เฉพาะกลุม / ดานผูปุวย ไมทราบขอมูลสภาวะสุขภาพของตนเอง,มีพฤติกรรมสุขภาพไมเหมาะสม,ขาดความรู ความ เขาใจในการดูแลตนเอง,ขาดความตอเนื่องในการปฏิบัติ ดานญาติ หรือผูดูแล ไมทราบขอมูลการเจ็บปุวยของผูปุวย ขาดความรูและศักยภาพในการดูแลผูปุวย 2. พัฒนาระบบบริการโดย แยกคลินิก NCD ออกจากหองตรวจผูปุวยนอก เปิดบริการคลินิกโรคเบาหวานทุกวัน แบบครบวงจร / ก้าหนดยอดผูรับบริการวันละ 40 คน มีการแยกประเภท ผูปุวยในแตละวันอยางชัดเจน ไดแก กลุมผูปุวยที่ควบคุมระดับน้้าตาลไดดี ,ควบคุมระดับน้้าตาลไดไมดี ,รายใหม , รายที่ภาวะแทรกซอนทางไต และ3. พัฒนาการใหความรู ใหค้าปรึกษารายบุคคล โดยพยาบาลผูจัดการรายกรณี /เนนการใหขอมูลสุขภาพ รายบุคคล /การคนหาปัญหา /การออกแบบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมรายบุคคล /การวางเปูาหมายรวมกัน และการ ติดตามประเมินผล /เสริมพลังใจ ชมเชยกระตุนการปฏิบัติ / เนนการใหค้าปรึกษารายบุคคลแบบเขมขนในผูปุวยที่มี ระดับน้้าตาลสูง และออกติดตามเยี่ยมบาน / เยี่ยมผานโทรศัพท์ / การใหสุขศึกษาแบบกลุม โดยทีมสหวิชาชีพ เขา มารวมดูแล ผลการศึกษา ตัวชี้วัด เกณฑ์ ก่อนการพัฒนา ปี 2565 หลังการพัฒนา ปี 2566 1. รอยละผูปุวยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้้าตาลไดดี ≥ 40 24.33 40.7 2. รอยละของผูปุวยโรคเบาหวานที่ไดรับการตรวจ HbA1C อยาง นอย 1 ครั้ง/ปี ≥ 70 59.20 77.69 3. รอยละผูปุวยเบาหวานที่ขึ้นทะเบียนและมารับการรักษาตอเนื่อง ≥ 90 81.80 80.43 4. รอยละของการเกิดภาวะแทรกซอนเฉียบพลันในผูปุวยเบาหวาน ≤ 2 2.11 2.15 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ การจัดบริการผูปุวยแบบแบงประเภทอยางชัดเจน จะท้าใหการบริการครอบคลุม และตรงกับปัญหาผูปุวย กลุมผูปุวยที่มีปัญหาคลายกันจะไดมีการแลกเปลี่ยนเรียนรูรวมกัน ท้าใหเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ตอไป ค าส าคัญ : รูปแบบการดูแลผูปุวยเบาหวาน
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 61 O3.9 พัฒนาระบบการดูแลผู้ปุวยโรงเรียนเบาหวาน อ าเภอโนนแดง บุปผา ชายกลาง โรงพยาบาลโนนแดง บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่ส้าคัญ จากรายงาน ระบบขอมูลของโรงพยาบาลโนนแดงพบผูปุวยเบาหวานสูงเป็นอันดับ 2 ของโรงพยาบาล มีผูปุวยโรคเบาหวาน ที่ขึ้นทะเบียนรักษาเพิ่มขึ้นทุกปี โดยในปี 2561-2565 เป็นดังนี้1,158, 1,251, 1,317, 1,399 และ 1,447 ตามล้าดับ และในปี 2561-2565 นั้น พบวามีผูปุวยเบาหวานที่สามารถควบคุมระดับน้้าตาลสะสม ใหอยูใน เกณฑ์เปูาหมาย ไดเพียงรอยละ 22.59 , 21.55 , 35.41 , 32.21 และ 34.54 ตามล้าดับ ซึ่งยังไมผานเกณฑ์ เปูาหมาย จากสถานการณ์ดังกลาว ผูรับผิดชอบงานเบาหวานจึงมีความสนใจปรับเปลี่ยนรูปแบบการดูแล รักษาผูปุวยเบาหวานใหสอดคลองกับบริบทและเปูาหมายการดูแลรักษา โดยการจัดตั้งโรงเรียนเบาหวานขึ้น วัตถุประสงค์การศึกษา: เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผูปุวยในโรงเรียนเบาหวานใหสามารถควบคุมระดับ น้้าตาลสะสมอยูในเกณฑ์เปูาหมาย สามารถลดยา และหยุดยาได วิธีการด าเนินการ: รูปแบบที่พัฒนาขึ้นคือ จัดตั้งโรงเรียนเบาหวานผานระบบการด้าเนินการของ คณะกรรมการ พชอ.และขยายผลสู พชต.แตละต้าบล โดยทีมสหวิชาชีพด้าเนินงานโรงเรียนเบาหวานของ โรงพยาบาลประกอบดวยแพทย์, พยาบาลและนักโภชนาการ ประจ้าโรงเรียนเบาหวาน ใหความรูและทบทวน วิชาการใหกับเจาหนาที่ รพ.สต.อ้าเภอโนนแดงทุกแหง หลังจากนั้นท้าการคัดเลือกผูปุวยเบาหวานเขาโรงเรียน เบาหวาน โดยใชเกณฑ์การคัดเลือกคือ เป็นผูปุวยเบาหวาน กลุมเสี่ยงเบาหวาน ผูปุวยโรคเบาหวานที่ไมมีโรค ไตระยะ3 รูปแบบที่ใชในการด้าเนินงานโรงเรียนเบาหวานเนนอาหารโลว์คาร์บ เพิ่มโปรตีนและไขมันสูง ด้าเนินการจัดโรงเรียนเบาหวานครบทุก รพ.สต.ในอ้าเภอโนนแดง ด้าเนินการเขาโรงเรียนเบาหวานรุนละ 6 เดือน ประเมินผลรอบ 3 เดือน และ 6 เดือน ผลการศึกษา : การด้าเนินงานในปี2565-2566 มีผูปุวยเบาหวานเขารวมโรงเรียนเบาหวานจ้านวน 54 คน ผลการด้าเนินงาน พบวา ผูปุวยเบาหวานโรงเรียนเบาหวานสามารถควบคุมระดับน้้าตาลสะสมดีเยี่ยม <6.5% ไดจ้านวน 9 คน คิดเป็นรอยละ 16.67 , ระดับน้้าตาลสะสมพอใช<7.0% หรือลดลงกวาเดิมจ้านวน 16 คน คิดเป็นรอยละ 29.63 สามารถลดยาไดจ้านวน 25 คน คิดเป็นรอยละ 46.30 และสามารถหยุดยาไดจ้านวน 4 คน คิดเป็นรอยละ 7.41 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: การด้าเนินการโรงเรียนเบาหวานแยกจากคลินิกเบาหวาน ท้าให ผูปุวยเกิดการเรียนรูเขาใจหลักการการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สงผลใหคาระดับน้้าตาลสะสมลดลง สามารถลด ยา และหยุดยาได ผูปุวยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดการเกิดโรคแทรกซอนเฉียบพลันและเรื้อรัง รวมถึงลด คาใชจายโรงพยาบาล ค าส าคัญ: เบาหวาน , ระดับน้้าตาลสะสม
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 62 O3.10 ลดคาร์บ ลดหวาน ลดโรคเบาหวานในกลุ่มเสี่ยงเบาหวานต าบลเมืองพะไล อ.บัวลาย อรวรรณ พูนศรี กลุมงานบริการดานปฐมและองค์รวม โรงพยาบาลบัวลาย ความเป็นมาและความส าคัญ “โรค NCDs”เป็นปัญหาสุขภาพอันดับหนึ่งของโลกและของประเทศไทยเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของ คนไทยมีปัจจัยมาจากพฤติกรรมเสี่ยง เชน การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การบริโภคหวาน มัน เค็ม และการมีกิจกรรม ทางกายไมเพียงพอ อ้าเภอบัวลายมีผูปุวยโรคไมติดตอเรื้อรังใน ปี 2565 จ้านวน1,461 คน อัตราปุวยของโรคเบาหวาน 357.97 ตอแสนประชากร ต้าบลเมืองพะไล มีผูปุวยโรคเบาหวาน ปี 2561-2565 จ้านวน 232,241,251,264,237 คน จาก การคัดกรองประชาชนกลุมเปูาหมายอายุ 30 ปี ขึ้นไป ปีงบประมาณ 2565 เขตพื้นที่ต้าบลเมืองพะไล พบกลุมเสี่ยง โรคเบาหวาน จ้านวน 50 คน จากการใชแบบสอบถามพฤติกรรมการรับประทานอาหาร หวาน ในกลุมเสี่ยงเบาหวานจ้านวน 30 คน พบพฤติกรรมการรับประทานอาหารอยูในระดับปรับปรุง รอยละ 70 ระดับพอใชรอยละ30 จากการวิเคราะห์ขอมูล ดังกลาวจึงไดน้ารูปแบบการปรับเปลี่ยนการลดหวาน ลดคาร์โบไฮเดรต มาใชในการใหความรูและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สุขภาพกลุมเสี่ยงเพื่อปูองกันการเกิดโรคเบาหวาน วัตถุประสงค์1. เพื่อลดอัตราการเกิดโรคเบาหวานรายใหม2. กลุมเสี่ยงสูงโรคเบาหวานมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สุขภาพที่เหมาะสม และ3. กลุมเสี่ยงมีพฤติกรรมลดการรับประทานอาหารหวาน มัน เค็ม วิธีด าเนินการ วิธีการศึกษาเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุมตัวอยางเป็นประชาชนกลุมเสี่ยงโรคเบาหวานจาก 9 หมูบาน ต้าบลเมืองพะไล จ้านวน 30 คน 1.คัดกรองเบาหวานในประชาชนอายุ 30 ปีขึ้นไปมีระดับน้้าตาลในเลือดหลัง NPO 8 ชั่วโมง คาน้้าตาล100-125 เขาอบรมในปี 2565 กิจกรรมหลัก ใหความรูเรื่องคาร์โบไฮเดรต การติดตาม การ แลกเปลี่ยนเรียนรู2.รูปแบบกิจกรรม การใหความรูเรื่องคาร์โบไฮเดรต การนับคาร์บ การวิเคราะห์พฤติกรรมตนเอง และแลกเปลี่ยนเรียนรูภายในกลุม ความรูเรื่องโรคเบาหวาน 3.การติดตามพฤติกกรมการรับประทานอาหาร ติดตาม เจาะน้้าตาลปลายนิ้วมือโดย อสม. ทุก 1 เดือน และ4.ปี 2566 มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมโดยเพิ่มเรื่องการรูจัก คาร์บ การค้านวณคาร์บรายบุคคล การวัดองค์ประกอบของรางกาย การเรียนรูเรื่องไขมันเลวที่แทจริง ผลการศึกษา 1.อัตราการเกิดผูปุวยโรคเบาหวาน ปี 2564-2566 รอยละ 1.08 ,1.04 และ 0.37 2.กลุมเสี่ยงมี พฤติกรรมการรับประทานอาหารหวาน มัน อยูในระดับดี รอยละ 85 และ3. กลุมเสี่ยงมีรอบเอวอยูในเกณฑ์ปกติรอย ละ 33.33 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ 1.จากผลการศึกษาสามารถน้ารูปแบบกิจกรรมที่ใชในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพกลุมเสี่ยงมาใชในการ ลดอัตราการเกิดผูปุวยเบาหวานรายใหมซึ่งเป็นไปตามนโยบายสุขภาพเรื่องการปูองกันโรคไมติดตอเรื้อรัง 2. น้ารูปแบบจากการศึกษาไปน้าใชเพื่อการปูองกันการเกิดโรคเบาหวานทุกต้าบล ค าส าคัญ: ลดคาร์โบไฮเดรต, โรคเบาหวาน
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 63 O3.11 การพัฒนาคลินิกดูแลผู้ปุวยล้างไตในช่องท้องแบบองค์รวม โรงพยาบาลสีคิ้ว วัชริยา วิเศษนคร , ณัฐินา เคลาเคลีย วิไลวรรณ จิตใสและเกษวดีผาจวง คลินิกโรคไตเรื้อรัง โรงพยาบาลสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ โรงพยาบาลสีคิ้วมีผูปุวยโรคไตเรื้อรังในปี2563-2566 จ้านวน 790,776,886,883 ราย และ มีผูปุวยโรคไตที่ฟอกไต ทางหนาทอง ทั้งสิ้น 45 ราย พบผูปุวยฟอกไตทางหนาทองเสียชีวิต จ้านวน 0,3,3,2 ราย สาเหตุที่สนับสนุนประกอบดวย การ ติดเชื้อที่ชองทอง อัตราผูปุวยที่ฟอกไตดวยตนเอง (Manual PD) นอย ภาวะทุขโภชนาการ และอัตราการรอดชีวิตภายใน 1 ปี แรกหลังฟอกต่้า สาเหตุเกิดจาก ระบบการดูแลที่ไมมีแนวทางการดูในโรงพยาบาลที่ชัดเจน ไมไดเชื่อมโยงครอบครัว ขาดการ สนับสนุนจากชุมชน และการเสริมพลัง ทางทีมคลินิกโรคไตเรื้อรัง จึงไดพัฒนาระบบการดูแลผูปุวยเพื่อลดอัตราการเสียชีวิต และเพิ่มคุณภาพชีวิตของผูปุวย วัตถุประสงค์1.ลดอัตราการเสียชีวิต และเพิ่มอัตราการรอดชีวิต 1 ปีหลังฟอก และ2.เพิ่ม คุณภาพชีวิตผูปุวย ลดติดเชื้อในชองทอง วิธีการด าเนินงาน 1. ก้าหนดแผนยุทธศาสตร์งานคลินิกผูปุวยลางไตทางชองทอง ปี 2563-2568 และ2.พัฒนาระบบงานคลินิกผูปุวยลางไตในชองทอง กระบวนการดูแลในคลินิกประกอบด้วย 4 ระยะ ระยะ Trainning (Day0-4week) : ฝึกฟอก(OPD/IPD) เยี่ยมบานกอนฟอกหลังฟอก เฝูาระวังภาวะแทรกซอนฉับพลัน พรอมประสานงาน รพสต. ผูน้าชุมชนเป็นพี่เลี้ยงรวม ระยะ Improve (เดือนที่ 2- 6) : นัดทุก 2-4 สัปดาห์ประเมิน ความสามารถในการฟอก และความเพียงพอของการฟอกเลือดติดตามภาวะแทรกซอนเชนน้้าในเยื้อหุมปอด แผล exit site และปรับภาวะโภชนการ ระยะ Maintainเดือนที่6 เป็นต้นไป) : นัดทุก 1-3 เดือน เยี่ยมบาน 1 ครั้ง ประเมินภาวะซึมเศรา คุณภาพชีวิตเปูาหมาย กิจกรรมเสริมพลังผูปุวยและญาติเนนฟอกเอง Urgent Mode:ทีมลงเยี่ยมและวางแผนการรักษากรณีคนไขนอนโรงพยาบาล เพิ่มรอบเยี่ยมบาน 1 ครั้ง 1. นวัตกรรมดานการแจงเตือนผูปุวยที่มีปัญหา( Line Alert / manual alert)คนไขนอนโรงพยาบาล หรือ สงตอ 2. เงิน สนับสนุนจากเครือขาย คาเดิน คาอาหารเสริม (ไขไกและนมทางการแพทย์) 3. ประชุมวิเคราะห์พัฒนางานเป็นประจ้าทุก 3 เดือน 4.การแพทย์ทางไกล (Telemedicine) กลุมที่ไมมาตามนัด นัดหาง ผลการศึกษา การพัฒนาปี 2563-2566 พบวา 1. อัตราการเสียชีวิตของผูปุวยที่ฟอกไตทางหนาทองลดลง คือ 0,7.9,8.1,4.8% 2. อัตราผูปุวยที่มีระดับอัลบูมินในเลือด มากกวา 3.5 คือ 5.6,25,10.5,55% 3. อุบัติการณ์การเกิดภาวะติดเชื้อในชองทอง(ครั้ง/ปี) คือ 3,6,1,5 ครั้ง 4. อัตราการรอดชีวิตในผูปุวยฟอกไตทางหนาทองภายใน 1 ปีแรกหลังฟอก คือ 85.7,100,50,100% 5. อัตราผูปุวยที่ฟอกไตเอง ( Manual PD) คือ 71.4,77.8,100,75% ข้อเสนอแนะการน าไปใช้ ระบบงานที่พัฒนาขึ้นมาสามารถประยุกต์ใชในโรงพยาบาลชุมชนที่ตองดูแลผูปุวยฟอกไตทางหนา ทองที่ไมมีอายุรแพทย์โรคไต เพื่อเพิ่มผลลัพท์การดูแล คุณภาพชีวิต และลดภาระการเดินทางของผูปุวย อีกทั้งยังชวยเสริมพลัง ผูปุวย ครอบครัว และชุมชน ใหยั่งยืน ค าส าคัญ : ลางไตในชองทอง ,ติดเชื้อในชองทอง
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 64 O3.12 การพัฒนาระบบการดูแลผู้ปุวยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย โรงพยาบาลประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ Redesign End stage renal disease care of Prakhonchai hospital , Buriram Province วรัญญา อริยตระกูลวงศ์,จินตนา สุขประเสริฐ โรงพยาบาลประโคนฃัย จังหวัด บุรีรัมย์ ความเป็นมาและความส าคัญ ผูปุวยโรคไตวายเรื้อรังมีจ้านวนเพิ่มมากขึ้น ขอมูลในพื้นที่อ.ประโคนชัยจากการ คัดกรองภาวะแทรกซอนในผูปุวยโรคเบาหวาน7,054,ความดันโลหิตสูง13,480ราย พบมีโรคไตระยะที่3,4,5รอย ละ20,2.93,1.80 (HDCจังหวัดบุรีรัมย์ผูปุวยCKDมีอัตราการลดลงของeGFR <5ml/min/1.73m2/yr ไมผาน เกณฑ์งานวิจัยประสบการณ์มีชีวิตอยูกับการลางไตทางชองทองอยางตอเนื่อง:กรณีศึกษาในผูใหญวัยท้างานที่มา รับการรักษาที่รพ.ชุมชนในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย2562(วรัญญา อริยตระกูลวงศ์,จินตนา สุขประเสริฐ,2562) พบวาผูปุวยCAPDตัดสินใจ RRT เมื่อตองเลือกระหวางความเป็นและความตายแลวเทานั้น การจัดบริการรักษาแบบเดิมไมสามารถท้าใหผูปุวยตัดสินใจRRTไดเร็วพอที่จะท้าใหผลการรักษาดี ท้าใหผูปุวยไม สามารถกลับไปท้างานได ครอบครัวขาดรายได และพบอุบัติการณ์ของผูปุวยตกเกาอี้ขณะรอรับบริการ จึงไดเห็น ความส้าคัญในการพัฒนาระบบการบริการใหสามารถชะลอไตเสื่อม,เพิ่มการเขาถึงRRTรวดเร็วทั่วถึง,มีระบบ จัดการความเสี่ยงขณะรอรับบริการใน NCDs clinic วัตถุประสงค์การศึกษา: 1.เพื่อลดแออัดและรอคอยผลเลือด ยางมีคุณคา , 2.ชะลอความเสื่อมของไต eGFR<5ml/min/1.73m2/yr ≥66% , 3. เพิ่มการเขาถึง RRT 4. อุบัติการณ์ความเสี่ยง 0% วิธีการด าเนินการ การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) สุมตัวอยางแบบเฉพาะเจาะจงรวมกับการสังเกต อยางมีสวนรวม (Participation observation )ในCKD5ชวงด้าเนินการ ตุลาคม 2565-เมษายน2566 จ้านวน179 คน เครื่องมือที่ใชในการวิจัย 1.แบบสอบถามความพึงพอใจผูรับบริการ , 2.แบบคัดกรองผูปุวย ,ขั้นตอนที่1 วิเคราะห์ สาเหตุ พบวาระบบบริการแออัดรอคอยนาน,กระบวนการจัดการความรูไมชัดเจน จึงจัดบริการที่CAPD clinic 20 คนตอวัน ประเมินและกระตุนRRTทุกvisit จัดการรายกรณีรายบุคคล รายกลุมโดยทีมสหวิชาชีพ พยาบาลตรวจ เยี่ยมอาการ ใชแบบฟอร์มคัดกรองผูปุวยกรณีอาการเปลี่ยนแปลงทุกชั่วโมง ,ขั้นตอนที่2 ปฏิบัติตามแผน ,ขั้นตอน ที่3.ประเมินผล สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์1.ลดแออัดจาก 120 เป็น 20 คน ลดเวลารอคอยจาก 6 เป็น 3.5 ชม , 2.มีระบบสงตออายุรแพทย์โรคไต ไดRRTจาก5%เป็น18.9%(เกณฑ์ 10% ) 3.ชะลอไตเสื่อมมีคา ไตดีขึ้นเป็น CKD3 1ราย และCKD4 33 รายคิดเป็น18% ประหยัดคารักษาพยาบาลกรณี CAPD 700,000 บาท/ คน/ปี*34 ราย = 23,800,000 บาท และกรณี HD 1,400,000 บาท/คน/ปี * 34 ราย =47,600,000 บาท , eGFR<5ml/min/1.73m2/yr 113 ราย คิด63% 4. คัดกรองความเสี่ยงสงผูปุวยเขาหองฉุกเฉิน2ราย , อุบัติการณ์พลัดตกหกลม 0ราย 5.ผูปุวยและญาติพึงพอใจ 88 % ขอเสนอแนะ ควรจัดกระบวนการPLรายบุคคล รายกลุม.ใหกับทั้งผูปุวยและ ญาติ ตั้งแตระยะแรก CKD stage1,2และ3A ทุกNCDs clinic ค าส าคัญ :โรคไตเรื้อรัง, การชะลอความเสื่อมของไต,การบ้าบัดทดแทนไต
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 65 O3.13 พัฒนาระบบบริการการดูแลผู้ปุวยไตวายเรื้อรัง จุฑาทิพย์ ลามจันทึก โรงพยาบาลคูเมือง จ.บุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: พบผูปุวย CKD stage 3 และ 4 เพิ่มขึ้น โดยปี 2562-2565 จ้านวน CKD stage 3 = 942, 926, 1,174 ,1,242 จ้านวน CKD stage 4= 177,198, 186 ,194 การด้าเนินงานไมผานเกณฑ์คุณภาพ ปี2562- 2565 อัตราการคัดกรอง CKD ในกลุม DMcHT = 78.24 ,80.40 ,81.33 ,82.24 ,81.84 อัตราผูปุวยCKD stage3-4 ที่ เป็นDMควบคุมระดับน้้าตาลไดดี= 25.56, 25.83,19.28 , 22.85 อัตราผูปุวยCKD stage3-4 ที่เป็น HT ควบคุมระดับ ความดันโลหิตไดดี= 66.30, 77.92 ,71.89,75.26 อัตราผูปุวยCKD stage3-4ไดรับยาACEI/ARB = 52.18,59.03 ,46.85,46.47 อัตราการลดลง eGFR ระยะ 3-4< 5ml/min/1.73m2/yr = 54.72,68.53,74.10,57.52 อัตราการ turn stage CKD 3 เป็น 4 = 7.06, 5.29, 5.17,5.71 อัตราการ turn stage CKD 4 เป็น 5= 29.91,14.14, 10.21,10.01 คาใชจายยา= 1,027,641 บาท, 1,057,824 บาท 1,110,587 บาท,1,107,566 บาท พบปัญหา บุคลากรขาดความรู ท้า ใหระบบการดูแลไมมีคุณภาพ ไมมีการจัดการและติดตามขอมูลอยางตอเนื่อง วัตถุประสงค์การศึกษา: พัฒนาการดูแลผูปุวย CKD ที่มีคุณภาพ ลดคาใชจายดานยา ลดระยะเวลารอคอย วิธีการด าเนินการ: ปี 2563 ปรับระบบดูแลผูปุวยCKDตามระยะความเสื่อมของไต การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ปี2564 แยกสถานที่ใหบริการคลินิก CKD Popup การจายยาที่มีผลตอไต ปี 2565 มีอายุรแพทย์ ปรับแนวทางการดูแล CKD แยกคลินิกชัดเจน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแบบกลุม Telemedicine กับแพทย์อายุรแพทย์ในกลุมCKD stage 3-4 ที่ มีปัญหาการเดินทาง ปี 2566 เพิ่มองค์ความรูใหบุคลากร สงอบรมเฉพาะทางโรคไต ปรับการดูแลเป็นมาตรฐานเดียวกัน ทั้งคปสอ. ระบบล฿อคนัด ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งรายบุคคลและรายกลุม ติดตามก้ากับโดยใชBI Line notify ติดตาม ระบบนัดและการใหยาไมเหมาะสม พัฒนาการดูแลผูปุวยโดย Value base health care Applicationปรับเปลี่ยน พฤติกรรม การดูแลกลุมผูปุวยที่Admit รวมกับทีมสหวิชาชีพ สงยาทางไปรษณีย์และมีระบบ Tracking เพื่อให มั่นใจวาผูปุวยจะไดรับยาตามมาตรฐาน ผลการศึกษา: ผลลัพธ์ ปี 2562-2566 อัตราการคัดกรองไตผูปุวยDM HT = 78.24 ,80.40 ,81.33,82.24 ,81.84,82.76 อัตราผูปุวยCKD stage 3-4ที่เป็น DM ควบคุมน้้าตาลไดดี= 25.56,25.83,19.28,22.85,23.10 อัตราผูปุวยCKD stage 3- 4 ที่เป็น HT ควบคุมความดันโลหิตไดดี= 66.30,77.92,71.89,75.26,80.28 อัตราผูปุวย CKD stage 3-4 ไดรับยา ACEI/ARB= 52.18,59.03,46.85,46.47,54.72 อัตราการลดลงeGFRระยะ3-4 < 5ml/min/1.73m2/yr= 54.72 ,68.53,74.10,57.52,70.55 อัตราการ turn stage CKD 3 เป็น4= 7.06, 5.29,5.17,5.71,3.52 อัตราการ turn stage CKD4 เป็น 5 = 29.91, 14.14, 10.21, 10.01, 6.16 คาใชจายดานยากลุมผูปุวยCKD= 1,027,641บาท ,1,057,824 บาท 1,110,587 บาท ,1,107,566 ,779,583 ปี2562-2565 ระยะเวลารอคอย=205นาที,178นาที,176นาที,167นาทีความ พึงพอใจผูรับบริการปี2563-2565 =558.70,70.25,85.70 ความพึงพอใจของผูใหบริการ=60.42,68.24,86.59 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: องค์ความรูเฉพาะดาน การท้างานเป็นทีม และการน้าเทคโนโลยีสารสนเทศ สนับสนุนขอมูลและการติดตาม เป็นปัจจัยส้าคัญท้าใหเกิดระบบบริการที่มีประสิทธิภาพ ค าส าคัญ: CKD , Value base health care , Tracking , Telemedicine
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 66 O3.14 พัฒนาระบบการชะลอไตเสื่อม สุธารทิพย์ ค้าสมบัติ โรงพยาบาลหวยแถลง จ.นครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ โรคไตเรื้อรัง เป็นกลุมผูปุวยส้าคัญและมีจ้านวนเพิ่มขึ้นของโรงพยาบาลหวย แถลง จากขอมูลของคลินิกชะลอไตเสื่อม โรงพยาบาลหวยแถลง พบวาเดือน เมษายน ถึง มิถุนายน 2566 มี ผูปุวยโรคไตเรื้อรังที่มีคาอัตราการกรองของไต eGFR ที่ลดลง < 5 ml/min/1.73 m2 /yr ได 65.57, 66.66, 55.55 ตามล้าดับ ซึ่งมีแนวโนมลดลง จึงไดมีการทบทวนและพัฒนาการดูแลผูปุวยเพื่อชะลอการเสื่อมของไต และยืดระยะเวลาการเขาสูไตวายระยะสุดทายใหนานที่สุด วัตถุประสงค์ เพื่อชะลอไตเสื่อมของผูปุวยในคลินิกชะลอไตเสื่อม และลดการเปลี่ยนระยะไตเสื่อมไปสูระยะที่ แยลง วิธีด าเนินการ 1)วิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาผูปุวยโรคไตเรื้อรัง 2)พัฒนารูปแบบการดูแล 3)ทดลองการใช รูปแบบ 4)ประเมินผล ซึ่งเนนรูปแบบการมีสวนรวมของผูปุวยและญาติ ในการจัดการปัญหาสุขภาพของ ตนเองในการชะลอไตเสื่อม โดยคนหาปัญหาในการชะลอไตในแตละราย และรวมหาทางปรับใหเขากับ ชีวิตประจ้าวันและบริบทของผูปุวย โดยมีสื่อการสอนที่เห็นของจริง เชน ขวดน้้าปริมาตรน้้าที่เขาใจงาย โมเดลอาหาร สื่อการสอนสุขศึกษา รูปแบบวีดิโอ ครอบคลุมถึงภาวะแทรกซอนทางไต และตรวจสอบการ รับประทานยาของผูปุวยตามแผนการรักษาปัจจุบันรวมกับมีการ consult สหสาขาวิชาชีพรวมในการชะลอไต ที่เกี่ยวของในปัญหานั้นๆ ในรายที่เริ่มมีผลลัพธ์การปฏิบัติตัวการชะลอไตดีขึ้น ให ชมเชย และนัดติดตามไม เกิน 40 วัน เพื่อติดตามการชะลอไตซึ่งถือวาเป็นชวง Golden period ที่ผูปุวยท้าไดและเพื่อเสริมแรงกระตุน ใหผูปุวยปฏิบัติตอไป ผลการศึกษา พบวา เดือน กรกฎาคม ถึง กันยายน 2566 มีแนวโนมการชะลอไตที่ดีขึ้น eGFR ที่ลดลง< 5 ml/min/1.73 m2 /yr ได 78.21 , 91.26 , 89.91 ตามล้าดับ โรคไตเรื้อรังระยะ 4 สามารถเปลี่ยนเป็นระยะ 3 มีแนวโนมที่เพิ่มขึ้น สวนโรคเรื้อรังระยะ 4 เปลี่ยนมาเป็นระยะ 5 มีแนวโนมลดลง สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ การพัฒนางานชะลอไตเสื่อม ตองใชแนวคิดการสนับสนุนการ จัดการตนเองอยางตอเนื่อง โดยเฉพาะชวง Golden period ซึ่งตองรวมกับทีมสหสาขาวิชาชีพ เปูาหมายเพื่อ ชะลอการเสื่อมของไตยื้อระยะเวลาการเขาไตวายระยะสุดทายใหไดนานที่สุด ค าส าคัญ คลินิกไตเรื้อรัง
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 67 O3.15 การพัฒนารูปแบบCDT modelในการวางแผนจ าหน่ายผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลาง ประคอง พอบาล โรงพยาบาลบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ จากการทบทวนข้อมูลเกี่ยวกับจ านวนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลาง ของโรงพยาบาลบุณฑริก ปี 2562-2565 พบจ านวนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง 114, 95, 95 และ 167 ราย ตามล าดับ โดยเป็นกลุ่ม ที่มารับบริการที่หอผู้ป่วยใน คือ 11, 6, 9 และ 8 ราย ตามล าดับ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีปัญหาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว จ านวน 11, 6, 9 และ 7 ราย มีปัญหาเกี่ยวกับการกลืนจ านวน 2, 0, 1 และ 1 ราย นอกจากนี้ ยังพบผู้ป่วย มีภาวะแทรกซ้อนหลังจ าหน่ายออกจากโรงพยาบาลปี 2552-2565 มีภาวะ recurrent stroke ร้อยละ 0, 0, 22.22 และ 0 มีภาวะติดเชื้อที่ปอดร้อยละ 0, 0, 11.1 และ 0 มีภาวะข้อไหล่ติด ร้อยละ 0, 0, 11.1 และ 12.5 ตามล าดับ ผู้วิจัยจึงมีความสนใจในการพัฒนารูปแบบการวางแผนจ าหน่ายผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะ กลางโดยมีการส่วนร่วมของทีมสหสาขาวิชาชีพและครอบครัว เพื่อให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลางได้รับการ ฟื้นฟูสภาพที่บ้านอย่างเหมาะสมและปลอดภัย วัตถุประสงค์การศึกษา 1)เพื่อพัฒนารูปแบบการวางแผนจ าหน่ายผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลางโดยมีการ ส่วนร่วมของทีมสหสาขาวิชาชีพและครอบครัว 2)เพื่อประเมินผลรูปแบบการวางแผนจ าหน่ายผู้ป่วยโรคหลอดเลือด สมองระยะกลางโดยมีการส่วนร่วมของทีมสหสาขาวิชาชีพและครอบครัว วิธีการด าเนินการ การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) สถานที่ด าเนินการ งานหอผู้ป่วยในหญิง โรงพยาบาลบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี ประชากรที่ศึกษา ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลางที่เข้ารับการรักษาที่หอผู้ป่วยในหญิง โรงพยาบาลบุณฑริก จ านวน 8 ราย ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2565 – 31 กรกฎาคม 2566 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมี2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วย ส่วนที่ 2 ข้อมูล ด้านสุขภาพ การเก็บข้อมูล เชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติแจกแจง ความถี่ ร้อยละ ผลการศึกษา 1. ได้รูปแบบการวางแผนจ าหน่ายผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลางโดยมีการส่วนร่วมของทีมสหสาขาวิชาชีพ และครอบครัว โดยใช้CDT model ประกอบด้วย C คือ Care giver โดยการค้นหาผู้ที่มีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วย ทั้งครอบครัวและในชุมชน D คือ แนวคิด D-METHOD ในการวางแผนจ าหน่ายผู้ป่วย T คือ ทีมสหสาขาวิชาชีพ และภาคเครือข่ายที่มีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วย 2. ผลการใช้รูปแบบ CDT model ในการวางแผนจ าหน่ายผู้ป่วยระยะกลาง พบว่า เป็นผู้ป่วยหญิงร้อยละ 100 อายุ ต่ ากว่า 60 ปี และอายุมากกว่า 60 ปี คิดเป็นร้อยละ 50 เท่ากัน ไม่มีภาวะ recurrent stroke คิดเป็น ร้อยละ 100 มีภาวะติดเชื้อที่ปอดร้อยละ 12.5 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์สามารถน าไปใช้เป็นแนวทางการวางแผนจ าหน่ายผู้ป่วยโรคหลอดเลือด สมองระยะกลาง ค าส าคัญ : CDT ,วางแผนจ าหน่าย, ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลาง
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 68 O3.16 การพัฒนาระบบเชื่อมโยงการให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ปุวยระยะกลางที่เป็น โรคหลอดเลือดสมองสู่การดูแลต่อเนื่องระยะยาวในชุมชน อ าเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ กฤษฎา สมรัก นักกายภาพบ้าบัดช้านาญการ โรงพยาบาลละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเปนมาและความส าคัญ: การเจ็บปุวยดวยโรคหลอดเลือดสมอง เป็นหนึ่งกลุมโรคผูปุวยระยะกลางซึ่งกระทรวง สาธารณสุขมีนโยบายใหโรงพยาบาลชุมชนทุกแหงดูแลผูปุวยระยะกลางที่ผานพนวิกฤต เพื่อลดการนอนโรงพยาบาล และการดูแลระยะยาวเกิดขึ้นโดยไมจ้าเป็น วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาระบบเชื่อมโยงการใหบริการฟื้นฟูสมรรถภาพผูปุวยระยะกลางที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง และประเมินผลการพัฒนาระบบ วิธีด าเนินการ: การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา ด้าเนินการระหวาง ตุลาคม 2563–กันยายน 2565 ขั้นตอน ประกอบดวย 5 ระยะ ไดแก ระยะที่ 1 การวิเคราะห์สถานการณ์และปัญหาของระบบการใหบริการฯ ระยะที่ 2 การ ออกแบบและพัฒนาระบบ ระยะที่ 3 การน้าไปทดลองใช ระยะที่ 4 การปรับปรุงพัฒนาระบบ และระยะที่ 5 การ ประเมินผล คัดเลือกกลุมตัวอยางแบบเฉพาะเจาะจง จ้านวน 127 คน ไดแก ผูใหบริการสุขภาพ ผูรับบริการ และผูมี สวนไดสวนเสีย เก็บรวบรวมขอมูลเชิงปริมาณโดยใชแบบทดสอบความรู แบบสอบถามการมีสวนรวม แบบบันทึกการ เยี่ยมบาน แบบประเมินความสามารถตามดัชนีบาร์เธลเอดีแอล ประเมินการฟื้นสภาพการเคลื่อนไหวดวยแบบ ประเมินสตรีม(STREAM) วิเคราะห์ขอมูลใชสถิติเชิงพรรณนา รอยละ คาเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบ ผลการทดสอบความรูกอนและหลังอบรมฯ ใชสถิติ Paired t-test ที่ระดับ นัยส้าคัญ 0.05 สวนขอมูลเชิงคุณภาพใช การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษา: พบวา การพัฒนาระบบประกอบดวย การพัฒนาบุคลากรดวยการอบรมฯ การพัฒนากระบวนการ ใหบริการแบบบูรณาการรวมกับภาคีเครือขาย การพัฒนากระบวนการเยี่ยมบานแบบบูรณาการ และการมีสวนรวมใน การจัดบริการเชื่อมโยงกับชุมชน ท้าใหกลุมตัวอยางมีความรูหลังการอบรมเพิ่มขึ้นอยางมีนัยส้าคัญทางสถิติ(p<0.05) ผูปุวยมีคาเฉลี่ยความสามารถในการท้ากิจวัตรประจ้าวันจากที่อยูในระดับติดบาน (X±S.D.= 8.67±1.124) เปลี่ยนเป็นระดับติดสังคม (X±S.D. = 12.07±0.868) รอยละ 70.37 และจากที่อยูในระดับติดเตียง (X±S.D.= = 3.76±0.682) เปลี่ยนเป็นระดับติดบาน (X±S.D.= 8.83±1.053) รอยละ 20.00 มีคาเฉลี่ยของความสามารถในการ เคลื่อนไหวที่ดีขึ้นจาก 29.998 เป็น 62.66 จ้าหนายเป็นผูปุวยระยะสุดทายรอยละ 6.71, เสียชีวิตรอยละ 2.92 และ การมีสวนรวมในการพัฒนาระบบฯ อยูในระดับมาก-มากที่สุด (รอยละ 74.84) สรุปการศึกษาและน าไปใช้ประโยชน์ : การใหบริการฟื้นฟูผูปุวยระยะกลางที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองสูการดูแล ตอเนื่องระยะยาวในชุมชนจะด้าเนินงานอยางมีประสิทธิภาพไดตองไดรับความรวมมือจากภาคีเครือขาย เพื่อใหเกิด การรวมคิดรวมด้าเนินกิจกรรมและประเมินผล มีการขับเคลื่อนของทีมสหวิชาชีพแบบบูรณาการรวมกันกับองค์กร ปกครองสวนทองถิ่น นอกจากนั้นยังตองศึกษาตนทุนประสิทธิผลของการฟื้นฟูผูปุวยระยะกลางที่เป็นโรคหลอดเลือด สมองดวย ค้าส าคัญ: System development, Stroke, Intermediate care, Networking of care
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 69 O3.17 การพัฒนาการแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Start ก่อน Stroke) โรงพยาบาลบ้านกรวด สุวัฒน์ แน่ประโคน ห้องอุบัติเหตุฉุกเฉินและนิติเวช โรงพยาบาลบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ โรคหลอดเลือดสมอง เป็นปัญหาที่ส าคัญของประเทศไทยโดยพบจ านวนผู้ปุวย และผู้เสียชีวิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี แต่กลับพบฐานข้อมูลผู้ปุวยที่ซ ้าซ้อนกัน โรงพยาบาลบ้านกรวดเป็นโรงพยาบาลขนาด 60 เตียงห่างจากโรงพยาบาล บุรีรัมย์ถึง 66 กิโลเมตร เวลา fast track มีเพียง (135 นาที) แม้ทางโรงพยาบาลได้พยายามให้ความรู้ในภาคส่วน ประชาชน การคัดกรองความเสี่ยงในชุมชน ทบทวนปัญหาวินิจฉัยล่าช้ามาโดยตลอด กลับพบว่าผู้ปุวย Fast track 5 ปีย้อนหลังมีเพียง 197 รายหรือ ร้อยละ 31.7 เท่านั้น ผู้ป ุวยโดยมากถูกน าส่งโดยรถส่วนตัว มากกว่าบริการทาง การแพทย์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลบ้านกรวดจึงได้พัฒนาแนวทางการดูแลผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมองโดยคาดหวังว่าจะ ส่งผลให้เกิดประโยชน์ในการดูแลผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง และปลอดภัยมากขึ้น วัตถุประสงค์การศึกษา 1.พัฒนาการบันทึกข้อมูลงผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง 2. ค้นหาปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดโรคหลอดเลือดในสมอง โดยใช้ฐานข้อมูลจริงของอ าเภอบ้านกรวด 3. ค้นหาปัจจัยที่ท าให้ผู้ปุวยสามารถได้ทันเวลา Fast-track 4. ค้นหาปัจจัยที่ผู้ปุวยและญาติเลือก หรือไม่เลือกใช้บริการ EMS (1669) ในการน าส่งผู้ปุวย วิธีการด าเนินการพัฒนา การดูแลผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง START MODEL S : System and service ระบุจ านวนผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง ใช้การวินิจฉัยโรคของทางโรงพยาบาลบุรีรัมย์ จัดท าแบบสอบถามผลการดูแลผู้ปุวยใน google form T : Team STROKE care จัดตั้งคณะกรรมการทีมดูแลผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง เชื่อมโยงไปยังชุมชน A : Active learning อบรมความรู้และสถานการณ์โรคหลอดเลือดสมอง ,กู้ชีพทั้ง 9 แห่ง ,เจ้าหน้าที่ รพ.สต R : Referral system-พัฒนาแนวทางการส่งต่อผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง T : Time lose Brain Lose สร้างความตระหนักความส าคัญในการดูแลผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง แก่ทุกภาคส่วน ผลการศึกษา สามารถสร้างฐานข้อมูลผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมองที่ชัดเจน จากข้อมูลปัจจัยที่ผู้ปุวยมาไม่ทัน Fast Track คือพบอาการผู้ปุวยล่าช้า, ญาติเข้าใจว่าเป็นอาการของผู้สูงอายุ พบผู้ปุวยเมาสุราหลับ, ส่งผลกับเวลาในการตัดสินใจน าส่งโรงพยาบาล ผู้ปุวยร้อยละ 76.2เลือกใช้รถส่วนตัวน าส่งเพราะเห็นว่าสะดวก ร้อยละ 12.9 ใช้บริการ EMS เพราะเคยใช้บริการ มาก่อน และร้อยละ 10.2 พบผู้ปุวยมีอาการรุนแรง จากแบบสอบถามผู้ปุวยและญาติมีความรู้เกี่ยวกับอาการ และ อาการแสดงของโรคหลอดเลือดสมอง ถึงร้อยละ 74.1 แต่มีเพียงร้อยละ 29.4 ที่ตัดสินใจน าส่งโรงพยาบาลทันที สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ จากการพัฒนาสามารถสร้างทีมดูแลผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง ที่เข้าใจฐานข้อมูลได้อย่างชัดเจนในทิศทางเดียวกัน
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 70 O3.18 การฟื้นฟูสมรรถภาพผูปุวยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลาง (IMC) ด้วยการฝังเข็ม ร่วมกับแพทย์แผนไทยและ กายภาพบ าบัด โรงพยาบาลแคนดง จังหวัดบุรีรัมย์ วีระชัย เจริญสวัสดิ์ เจาพนักงานสาธารณสุขปฏิบัติงาน กลุมงานการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โรงพยาบาลแคนดง จังหวับุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ โรคหลอดเลือดสมองเป็นโรคระบบประสาทที่พบไดบอย เป็นสาเหตุการตายที่ส้าคัญ และเป็นตนเหตุท้าใหเกิดความ พิการและความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ผูปุวยโรคหลอดเลือดสมองที่รอดชีวิตสวนใหญมักมีความพิการหลงเหลืออยู ไดแก ความ บกพรองดานการเคลื่อนไหว และการทรงตัว ในปัจจุบันนี้ผูปุวยโรคหลอดเลือดสมอง ในความรับผิดชอบโรงพยาบาลแคนดง จังหวัดบุรีรัมย์ ในปีงบประมาณ พ.ศ.2564 – 2566 ผูปุวยโรคหลอดเลือดสมอง คะแนน ADL นอยกวาหรือเทากับ 15 จ้านวน 21,14,22 ราย ตามล้าดับ ซึ่งผูปุวยสวนใหญมีความบกพรอง ดานการเคลื่อนไหว การกลืน การพูด ความคิดความจ้า การ ขับถาย การทรงตัว ดานประสาทรับรูและการเรียนรู ดานการสื่อความหมาย ดานพฤติกรรมและอารมณ์ สงผลใหผูปุวย ชวยเหลือตนเองไดนอยหรือไมสามารถชวยเหลือตนเองไดเลย ท้าใหเป็นภาระแกผูดูแลและญาติ หลายคนไมไดรับการดูแล รักษาที่เหมาะสมสงผลใหเกิดภาวะความพิการของรางกายอยางถาวร วัตถุประสงค์การศึกษา 1.ผูปุวยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลาง (IMC) ไดรับการติดตามฟื้นฟูสภาพตอเนื่องที่โรงพยาบาล และที่บานภายใน 6 เดือน สามารถด้าเนินชีวิตประจ้าวันตามความสามารถสูงสุดของผูปุวยมากกวารอยละ 75 และ2.ผูปุวย โรคหลอดเลือดสมองระยะกลาง (IMC) ญาติ และเครือขายในชุมชน มีความรู ความเขาใจ และเกิดทักษะในการดูแล กอนและ หลังการติดตามดูแล มากกวารอยละ 75 วิธีด าเนินการ 1.ไดรับ consult จากตึกผูปุวยใน มี case IMC refer back มารับการรักษาตอที่ รพ.แคนดง 2.ประเมินและ คัดเลือกเขารับบริการดวยการฝังเข็ม การแพทย์แผนไทย และกายภาพบ้าบัด 3.อธิบายขั้นตอน วิธีการท้าหัตถการฝังเข็ม ใหกับผูปุวยและญาติเขาใจ 4.นัดผูปุวยเขาระบบบริการ เป็นระยะเวลาภายใน 6 เดือน จ้านวน 20 ครั้ง 5.ติดตาม ประเมินผลจากคา ADL ทุกครั้งที่มารับบริการ 6.จ้าหนายผูปุวย เมื่อรับบริการครบหรือมีคา ADL ≥ 15 7.ติดตามประเมินผลผูปุวยในชุมชนรวมกับทีมสหวิชาชีพ จนครบ ๖ เดือน และ8.ประเมินความพึงพอใจของผูปุวยและญาติ ผลการศึกษา 1.ผูปุวย IMC ที่มีคา ADL ≤ 15 ไดรับการฟื้นฟูดวยการฝังเข็มรวมกับการท้ากายภาพบ้าบัดและการแพทย์แผน ไทย ตามเปูาหมาย 100% 2.ผูปุวย IMC รายใหมดีขึ้น ตามแบบประเมิน ADL ≥ 15 เปูาหมาย 75 % ปี 2564=71.42% 2565=85.71% 2566=90.91% 3.ผูปุวย IMC รายใหมไดรับการติดตามฟื้นฟูสภาพตอเนื่องที่บาน เปูาหมาย 75 % ปี 2564=90.48% 2565=100% 2566=100% ค าส าคัญ : โรคหลอดเลือดสมอง, การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ปุวย ,การประเมิน ADL
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 71 O3.19 Clinical tracer การดูแลผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) อัจฉริยาภรณ์ ทิมปา โรงพยาบาลชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ โรงพยาบาลชุมพวง เป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด F1 พบอัตราผูปุวยโรคหลอดเลือดสมองชวงระหวาง ปีงบประมาณ 2561-2565 รอยละ 1.64, 1.86, 2.15, 2.35 และ 2.52 ตามล้าดับ และพบผูเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือด สมองในชวงระหวาปีงบประมาณดังกลาว รอยละ 0.71, 0.67, 0.00, 0.83 และ 0.73 ตามล้าดับ โดยผูปุวยโรคหลอด เลือดสมองทุกรายจ้าเป็นตองไดรับการสงตอไปโรงพยาบาลพิมาย และโรงพยาบาลมหาราช เพื่อวินิจฉัยและรับการรักษา ที่ถูกตองเหมาะสมจากอายุรแพทย์ เมื่อพนระยะวิกฤติจะถูกสงตัวกลับมารักษาตอที่โรงพยาบาลชุมพวง เพื่อฟื้นฟูสภาพทั้ง การดูแลระยะยาว ระยะกลาง และเมื่อกลับไปดูแลตอเนื่องที่บาน จากขอมูลขางตนทีมพัฒนาการดูแลผูปุวยใน โรงพยาบาล (PCT) จึงมีการตามรอยกระบวนการดูแลผูปุวยโรคหลอดเลือดสมองตั้งแตกอนเขาสูระยะวิกฤตจนกระทั่ง ระยะฟื้นฟู เพื่อน้ามาพัฒนาระบบริการใหมีคุณภาพและเป็นองค์รวมสอดคลองกับบริบทของโรงพยาบาลชุมพวงและใน ชุมชน วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อพัฒนาระบบบริการดูแลผูปุวยโรคหลอดเลือดสมองอยางตอเนื่องและเป็นองค์รวม วิธีการด าเนินการ 1.รวบรวมขอมูลการดูแลผูปุวยโรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลชุมพวง ไดแก อัตราปุวย เสียชีวิต และอัตราไดรับการฟื้นฟูภายใน 6 เดือนของผูปุวยระยะกลาง 2. ศึกษาแนวทางเวชปฏิบัติ ทบทวนวรรณกรรมและ งานวิจัยที่เกี่ยวกับการดูแลผูปุวยโรคหลอดเลือดสมอง 3.ประสานกับงานที่เกี่ยวของในการดูแลผูปุวยโรคหลอดเลือดสมอง ทั้งในระดับโรงพยาบาลและระดับชุมชน เพื่อก้าหนดประเด็นกระบวนการดูแล และด้าเนินการตามแผนกระบวนการดูแล ผูปุวยโรคหลอดเลือดสมอง ไดแก 1) การเขาถึงและการเขารับบริการ 2) การประเมินผูปุวย 3) การวางแผน 4) การดูแล 5) การใหขอมูลและเสริมพลังแกผูปุวยและครอบครัว และ 6) การดูแลตอเนื่อง ด้าเนินการจัดท้า Clinical tracer โดยสห วิชาชีพ และ4.ชี้แจงวัตถุประสงค์ และแนวทางการปฏิบัติตาม Clinical tracer แกผูปฏิบัติ เพื่อคนหาปัญหาและน้ามา พัฒนางาน และปรับปรุงแกไขใหสอดคลองกับบริบท ผลการศึกษา อัตราการเขาถึงระบบ Fast track รอยละ 33.98,อัตราการเสียชีวิตดวยโรคหลอดเลือดสมองในโรงพยาบาล รอยละ 0.73 และอัตราผูปุวยโรคหลอดเลือดสมอง มีคะแนน Barthel index เพิ่มขึ้นภายใน 6 เดือน รอยละ 81.25 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ จากผลการศึกษาพบวากระบวนการดูแลผูปุวยโรคหลอดเลือดสมองไดรับการ ฟื้นฟูมากกวาตัวชี้วัดที่ไดก้าหนดไว ซึ่งสามารถใชเป็นแนวทางปฏิบัติการดูแลผูปุวยได แตยังพบผูปุวยเขาถึงระบบ Fast tract นอยกวาตัวชี้วัดที่ก้าหนดไว และยังพบผูเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองอยู จากการทบทวนเวชระเบียนพบวา กระบวนดูแลที่ตองพัฒนาตอคือการเขาถึงและการเขารับบริการ การประเมินผูปุวย และการวางแผนการดูแล ดังนั้นทีม PCT จึงไดวางแผนพัฒนากระบวนการดังกลาวโดยการใช Clinical tracer มาตามรอยกระบวนการของระบบบริการตอไป ค าส าคัญ: โรคหลอดเลือดสมอง, ระบบบริการ, กระบวนการดูแล, การดูแลตอเนื่อง, Clinical tracer
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 72 O3.20 Stroke_KMH เข้าถึงเร็ว ฟื้นฟูแบบ Intensive Rehab ต่อเนื่อง ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน สมพร โลสุวรรณรักษ์ โรงพยาบาลคูเมืองจ.บุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ:พบผูปุวย Stroke เพิ่มขึ้น ปี 2562 = 119 คน ปี 2563 = 173 คน ในสวน Pre-hospital ผูปุวย Stroke ที่มีอาการ มา รพ. ภายใน 3 ชม. < 50 % และสาเหตุของ Stroke ในกลุม NCD 50 % และในสวน In-hospital ปี 2562 อัตราผูปุวยไดรับการดูแลแบบ Intensive rehab และการ ฟื้นฟูตอเนื่องยังนอย และในสวนPost-hospital ปี 2562 เกิด Complication ในชุมชนเพิ่มขึ้น สิทธิสวัสดิการ ไดไมครบ จากการวิเคราะห์เกิดจาก กลุม NCD ขาดยา ,ขาดนัด, poor Control , เขาถึงชา และไมไดฟื้นฟู ตอเนื่อง วัตถุประสงค์การศึกษา: ด้านผู้ปุวย : ลด Stroke รายใหมในกลุม NCD ,ผูปุวยเขาถึงระบบ Stroke Fast tract เพิ่มขึ้น , ไดรับการฟื้นฟูแบบ Intensive Rehab , เมื่อดูแลครบ 6 เดือน ไมเขาระบบ LTCและPC ,ไมเกิด Complication ในชุมชน ,ลดคาใชจายในการเดินทางมาฟื้นฟูที่ ด้านบุคลากร : มีระบบการดูแลผูปุวยที่ ครอบคลุม,การบริหารจัดการขอมูลที่งายและเป็นปัจจุบัน , ด้านเครือข่าย : มีขอมูลที่ใชในการบริหารจัดการที่ เป็นขอมูลเดียวกันทั้งเครือขาย วิธีการด าเนินการ: กลุ่ม Pre-hospital ท้า PL กลุม DM น้้าตาลสูง กลุมเสี่ยง ติดตามนัดในรพ.สต. และ ระบบ Alert กลุมที่ขาดยา ขาดนัด, การสะทอนขอมูลในที่ประชุมของเครือขาย, พัฒนาBI,การปักหมุดlocation กลุ่ม In-hospital เปิด IMC ward ดูแลแบบ Intensive รวมกับทีมสหวิชาชีพ เฝูาระวังComplication พัฒนา Application IMC PANSUK กลุ่ม Post-hospital มีศูนย์ยืม-คืนเครื่องมือ เยี่ยมบานรวมกับทีมสห วิชาชีพ เปิดศูนย์ปันสุขที่ อบต.ตูมใหญ line Notify ขอมูลในกลุมผูบริหาร ผูปุวยที่ตองติดตามฟื้นฟู ผลการศึกษา: ด้านผู้ปุวย : Stroke รายใหมกลุม NCD ปี 2562 =63.02 ปี 2566= 50.78 ,ผูปุวยที่มีอาการ เขาถึง Stroke Fast tract ปี 2562 =45.13 ปี 2566= 37.82 , ผูปุวยไดรับการIntensive Rehab ตามเกณฑ์ ปี 2562 =40.81 ปี 2566= 80.31 ,เมื่อดูแลครบ 6 เดือน เขาระบบ LTCและPC ลดลง ปี 2562 =14.28 ปี 2566= 9.44 ,การเกิด Complication ในชุมชน คือ ปี 2562 =4.08 ปี 2566= 1.57 , ลดคาเดินทาง 500 บาท/ครั้ง รวม 150,000 บาท ด้านเจ้าหน้าที่ : การดูแลที่ครอบคลุม,การบริหารจัดการขอมูลที่งาย, เยี่ยมบาน และฟื้นฟูไดครบตามเกณฑ์ ด้านเครือข่าย : มีขอมูลเดียวกันที่ใชในการบริหารจัดการทั้งเครือขาย , ตั้งศูนย์ปัน สุขดูแลตอเนื่องในชุมชน 1 แหง มีการจัดซื้อรถ FR เพิ่มขึ้น 2 อปท. สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: pre-hos คือลดรายใหม เขาถึงเร็ว , In-hos คือ Intensive rehab โดยทีมสหวิชาชีพ, Post-hos ดูแลตอเนื่อง ลด Complication ลดความพิการ สงเสริมอาชีพใหผูปุวยและญาติ สารสนเทศที่เป็นแหลงเดียวกัน เครือขายน้ามาบริหารจัดการสรางความเขมแข็ง การจัดหาทุน และงบประมาณ สนับสนุนการดูแลในชุมชน การเปิดบริการศูนย์ปันสุขที่อบต. ลดคาใชจายในการเดินทาง ค าส าคัญ: Stroke , การเขาถึง , การฟื้นฟู , การเกิดภาวะแทรกซอน , Application IMC PANSUK
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 73 O3.21 การพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ปุวยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมความดันโลหิตได้ดี ภัททนันทน์ ทาทาหวา โรงพยาบาลบ้าเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ ความเป็นมาและความส าคัญ อัตราปุวยดวยโรคความดันโลหิตสูงพบได้ในระดับสูงเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มผู้ปุวยด้วยโรคเรื้อรังไม่ ติดต่อ และมีสถิติผู้เสียชีวิตจากโรคความดันโลหิตสูงจ านวน 2,478 ราย อัตราตาย 389 รายต่อแสนประชากร ที่มีค่าความดัน โลหิตมากกว่า140/90มิลลิเมตรปรอท โรคความดันโลหิตสูงจะเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ โรคไต โรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งผูปุวย สวนใหญมาดวยอาการแทรกซอนจากโรคความดันโลหิตสูง เชนโรคหัวใจโต หรือโรคกลามเนื้อหัวใจขาดเลือด อาการทางสมองเกิดโรค หลอดเลือดสมอง (stroke) ท้าใหเสนเลือดในสมองตีบตันหรือแตก เกิดภาวะไตวายเรื้อรัง มีปัญหาทางสุขภาพตาเกิดภาวะเสื่อมของ หลอดเลือดแดงในลูกตาเกิดประสาทตาเสื่อมตามัวลงจนอาจท้าใหตาบอดไดซึ่งเห็นไดวาการควบคุมความดันโลหิตไดดีสงผลใหเกิด ภาวะแทรกซอนลดลงอยางมีความสัมพันธ์วัตถุประสงค์เพื่อใหผูปุวยความดันโลหิตสูง ตระหนักดูแลควบคุมภาวะความดันโลหิตอยูใน เกณฑ์ปกติ ,ลดการเกิดภาวะแทรกซอนอันตรายเสี่ยงตอการเสียชีวิตและความพิการถาวร และเป็นModelตนแบบการเรียนรูแนว ทางการดูแลผูปุวยโรคความดันโลหิตสูงที่ความคุมไดดีระหวางทีมเครือขาย วิธีการด าเนินการ 1.จัดการบริการแยกผูรับบริการเป็น 2 กลุม คือ กลุมที่ 1 รับยาเดิมตอเนื่อง กลุมที่ 2 นัดเจาะเลือดประจ้าปี ( Routine lab HT ) 2.ใชการ์ดสีแบงระดับ ความดันโลหิต 4 ระดับ BP ≤ 139/89 mmHg = สีเขียว,BP = 140/90 – 159/99 mmHg = สีเหลือง,BP = 160/100 – 179/109 mmHg = สีสม และBP ≥ 180/110 mmHg = สีแดง 3.จัดชองทางบริการเฉพาะกิจ ดูแลใหผูปุวยไดทานยาควบคุมความดันทุกรายกอนรับบริการทุก ราย 4.ใหสุขศึกษาเนนเรื่อง 3อ,2ส โรคแทรกซอนที่เกิดขึ้นไดในผูปุวยโรคความดันโลหิตสูง 5.คัดกรองอาการผิดปกติระยะเริ่มแรก (Early Warning Sign) ในกลุมสีสม,สีแดง 6.คัดกรองกลุม White coat hypertension และ7.กรณีผูรับบริการกลุมที่ 1 สีเขียว ดูแล ใหบริการแบบone stop service ใชเวลา 1.45 - 2 ชั่วโมง ผลด าเนินการ: สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์การพัฒนาแนวทางการดูแลผูปุวยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมความดันโลหิตไดดี เป็นรูปแบบการจัดบริการในคลินิกพิเศษ เบาหวาน ความดันและการรับยาตอเนื่องในพื้นที่อ้าเภอบ้าเหน็จณรงค์มีแนวโนมใน การเกิด โรคหลอดเลือดสมองลดลงรอยละ 45.45, 38.80, 36.00 ตามล้าดับ ซึ่งชี้ใหเห็นวาผูปุวยโรคความดันโลหิตสูง ที่ ควบคุมความดันโลหิตไดดีสงผลใหเกิดภาวะแทรกซอนลดลงการจัดรูปแบบการบริการใชกระบวนการ lean process และ การคิดคนนวัตกรรมเพื่อการจัดบริการที่รวดเร็วปลอดภัย ควบคุมโรคได ใชเวลานอยโดยเป็นรูปแบบ one stop service ผูปุวยตระหนักเรียนแบบพฤติกรรมเชิงบวกจากการเขากลุมมีเปูาหมาย เรื่องการลดคาความดันโลหิตใหอยูในระดับสีที่ต่้า กวาvisitปัจจุบัน ยึดหลักปฏิบัติ3อ 2ส,การมารับยารักษาตอเนื่องตามนัด,คุณภาพการทานยาถูกตอง มากกวา 80 % สงผลให ผูปุวยความดันโลหิตมีคุณภาพชีวิตที่ ยืนยาวลดการเกิดความพิการจากภาวะโรคแทรกซอน ข้อเสนอแนะและการน าไปใช้: สามารถบูรณาการแนวทางรวมกับการดูแลผูปุวยโรคเรื้อรังอื่นๆ ค าส าคัญ : แนวทางการดูแลผูปุวย, ผูปุวยความดันโลหิตสูง, ควบคุมความดันโลหิตไดดี 6423 6423 6423 4526 4647 4701 1897 1828 1769 0 10000 ปี งบประมาณ 2564 ปี งบประมาณ 2565 ปี งบประมาณ 2566 แผนภมูิแสดงจำ นวนผู้ป่วยควำมดัน โลหติสูง ผู้ป่ วย HT คุมระดับความดันโลหิตได้ ภาวะแทรกซ้อน
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 74 O3.22 จากวันนั้น สู่วันนี้ กับการบริการคัดกรองโควิด 19 งานผู้ปุวยนอก โรงพยาบาลบุรีรัมย์ วิสาร์กร มดทอง และคณะ งานผูปุวยนอก โรงพยาบาลบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา โรคติดเชื้อโควิด 19 เป็นวิกฤติดานระบาดวิทยาครั้งใหญของโลก และของประเทศไทย มีผลท้าใหโรงพยาบาลทุกระดับตองมีการปรับปรุงสถานที่ใหเหมาะสม มีระบบการคัด แยกผูปุวยทั่วไปออกจากผูปุวยโควิด-19 งานผูปุวยนอก โรงพยาบาลบุรีรัมย์ ไดพัฒนาระบบการคัดกรองเพื่อ รองรับการใหบริการคัดกรองโควิด 19 และคัดแยกผูปุวยโควิด-19 ออกจากกลุมผูมารับบริการทั่วไป ในขณะที่ มีผูมารับบริการเฉลี่ยประมาณ 3,065 คน/วัน จึงถือวาเป็นความทาทายในการบริหารจัดการ วัตถุประสงค์ของการศึกษา เพื่อศึกษาผลลัพธ์หลังการพัฒนาระบบการใหบริการคัดกรองโควิด 19 งาน ผูปุวยนอก วิธีการด าเนินการ เป็นการพัฒนางานประจ้าสูงานวิจัย (R2R) ในผูมารับริการคัดกรองโควิด 19 ตั้งแต 1 ธันวาคม 2563 ถึง 31 พฤษภาคม 2566 โดยพัฒนาอยางตอเนื่องตั้งแตสถานการณ์การระบาดรุนแรง จน คลี่คลาย พัฒนาทั้งระบบ แนวทางปฏิบัติ สถานที่ จัดอัตราก้าลัง สมรรถนะบุคลากร อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช และการประสานงานกับเครือขายภาครัฐและเอกชน โดยด้าเนินการ 4 ขั้นตอน เก็บขอมูลจาก ทะเบียนบันทึกกิจกรรมการคัดกรอง แบบเก็บขอมูลคัดกรอง รายงานอุบัติการณ์ความเสี่ยง-ขอรองเรียน แบบเก็บขอมูลความพึงพอใจ วัดผลโดยใชจ้านวน และรอยละ ผลการศึกษา ใหบริการแบบ one stop service มีแนวทางปฏิบัติการบริการ ใหบริการคัดกรองโควิด ปี 2563=665 ครั้ง เฉลี่ย21ครั้ง/วัน ตรวจRapid test 499 ครั้ง ตรวจPCR 166 ครั้ง ปี2564=87,53 ครั้ง เฉลี่ย 230 ครั้ง/วัน ตรวจRapid test 50,485 ครั้ง ตรวจPCR 37,078 ครั้ง ปี2565= 99,786 ครั้ง เฉลี่ย 273 ครั้ง/วัน ตรวจRapid test 62,852 ครั้ง ตรวจPCR 36,934 ครั้ง ปี2566 (ม.ค.66-พ.ค.66)= 5,700 ครั้ง เฉลี่ย 38 ครั้ง/วัน ตรวจRapid test 4,670 ครั้ง ตรวจPCR 1,030 ครั้ง อัตราการตรวจแลบผิดคน/ผิดชนิด/ คิดคา ตรวจผิดปี2563 = 2 ครั้งรอยละ 0.56 ปี2564= 61 ครั้งรอยละ 0.13 ปี2565= 4 ครั้งรอยละ 0.01 ปี 2566= 0 ครั้ง ความพึงพอใจของผูรับบริการปี2565 รอยละ 86.50 ปี2566 รอยละ 90.25 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ หลังการพัฒนาไดแนวทางปฏิบัติ มีระบบบริการคัดกรองโควิด 19 ตั้งแตยื่นบัตรจนถึงฟังผลตรวจ แบบ one stop service มีทีมสหสาขาสาขาวิชาชีพใหบริการ มีการ ประสานงานกับเครือขายภาครัฐและเอกชน ตอบสนองการตรวจคัดกรองโควิดของผูรับบริการไดอยางเพียงพอ ไมพบการออกผลแลบผิด ตรวจผิดชนิด และคิดคาตรวจผิด สงผลใหผูรับบริการไดรับความสะดวก ปลอดภัย และมีความพึงพอใจระดับสูง สามารถน้าแนวทางปฏิบัติไปใชในการด้าเนินการคัดกรองโควิด19 ใน โรงพยาบาลอื่นๆโดยปรับเปลี่ยนใหเหมาะสมกับบริบท และน้าไปวางแผนก้าหนดนโยบายในสถานการณ์การ แพรระบาดของโรคอุบัติใหม อุบัติซ้้า
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 75 มหกรรมคุณภาพ HACC Forum นครชัยบุรินทร์ครั้งที่ 16 “Growth Mindset for Better Healthcare System” ในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 08.30-17.00 น. ณ โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา Oral Presentation กลุ่มที่ 4 การพัฒนาระบบ ยา ระบบสนับสนุนการรักษาอื่นๆ จ านวน 15 เรื่อง น าเสนอ วันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 เวลา 14.30-18.30 น ห้องพนมวัน ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์ โทรศัพท์ หมาย เหตุ 1 14.30 - 14.40 น. BRH Program Alert for Prevent duplicate medication prescription in Antihypertensive drugs. นางกัญปภัส มัชฌิมาภิโร โรงพยาบาล บุรีรัมย์ บุรีรัมย์ 092- 6454942 2 14.40 - 14.50 น. การวิเคราะห์เชื้อดื้อยาตานจุล ชีพและการพัฒนาแนวทาง การรายงานเชื้อดื้อยาของ โรงพยาบาลกาบเชิง จังหวัด สุรินทร์ นางสาวสุชัญญา บุญสรรค์ โรงพยาบาลกาบ เชิง สุรินทร์ 098- 0970399 3 14.50 - 15.00 น. การพัฒนารูปแบบคุณภาพ บริการโดยประยุกต์ใชแนวคิด แบบลีน คลินิกวาร์ฟาริน โรงพยาบาลพุทไธสง จังหวัด บุรีรัมย์ นางสุภารัตน์ อรามโสภา โรงพยาบาลพุทไธ สง บุรีรัมย์ 081- 0647788 4 15.00 - 15.10 น. ผลลัพธ์ของการพัฒนาระบบคัด กรองค้าสั่งใชยาในโรงพยาบาล ประโคนชัย นายชาตรี ปัน อิน โรงพยาบาลประ โคนชัย บุรีรัมย์ 089- 8945241 5 15.10- 15.20 น โปรแกรม DUE ส้าหรับการ ประเมินการใชยาตานจุลชีพของ โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา นางสาวศิริ ลักษณ์ ค้าภิโร โรงพยาบาล มหาราช นครราชสีมา นครราชสีมา 084- 2653737 6 15.20 - 15.30 น. การพัฒนาระบบ DUE โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย เทคโนโลยีสุรนารี นางสาวสิริ วัฒนา เกิดกลาง โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีสุรนารี นครราชสีมา 087- 2449557 7 15.30 - 15.40 น. การพัฒนาแนวทางปฏิบัติในการ ประเมินความสมเหตุผลของ การใชยาโอเมพราโซลในการ ปูองกันแผลทางเดินอาหารจาก การใชยาตานการอักเสบที่ไมใชส เตียรอยด์ในโรงพยาบาลชุมพล บุรี พิชญา อุดมศิลป โรงพยาบาลชุม พลบุรี สุรินทร์ 093- 5091662 8 16.10 - 16.20 น. การพัฒนาระบบติดตามอุณหภูมิ ภายในหองปฏิบัติการของกลุม งานเทคนิคการแพทย์ นายศุภชัย ศรี ลาย โรงพยาบาล เกษตรสมบูรณ์ ชัยภูมิ 9 16.20 - การท้านายภาวะตับบาดเจ็บจาก นายศุภกร อึ้ง โรงพยาบาล สุรินทร์
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 76 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์ โทรศัพท์ หมาย เหตุ 16.30 น. ยาเรมเดซิเวียร์ในผูปุวยโควิต 19 ดวยเทคนิคการเรียนรูของเครื่อง อ้านวยโชค สุรินทร์ 10 16.30 - 16.40 น. Smart Blood bank: การ พัฒนาระบบและนวัตกรรมงาน ธนาคารเลือด โรงพยาบาลหลวง พอคูณ ปริสุทฺโธ นางสงา จีบ สันเทียะ โรงพยาบาลหลวง พอคูณ ปริสุทฺโธ นครราชสีมา 081- 9672352 11 16.40 - 16.50 น. NCD ยุคใหม พัฒนาไดดวย ระบบ Lean นส.ณัฐินา เคลา เคลียและคณะ โรงพยาบาลสีคิ้ว นครราชสีมา 085- 6613057 12 16.50 - 17.00 น. การน้าแนวคิด lean พัฒนา ระยะเวลารอรับยาผูปุวยนอก หองจายยา ผูปุวยนอก โรงพยาบาลคู เมือง นครราชสีมา 044- 699238ตอ 6100 13 17.00 - 17.10 น. การพัฒนาคลินิกวัณโรคดวย แนวคิด Lean นางสาวลดารัตน์ เอี่ยมไธสงค์ โรงพยาบาลเฉลิม พระเกียรติสมเด็จ ยา 100 ปี นครราชสีมา 14 17.10- 17.20 น การประยุกต์ใชแนวคิดlean เพื่อ พัฒนาระบบบริการสุขภาพ ทุกกลุมวัยในศูนย์การคา นางภัสสรา นรา รักษ์ โรงพยาบาล สงเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่9 นครราชสีมา นครราชสีมา 098- 9047179 15 17.20 - 17.30 น. พัฒนารูปแบบการติดตามการ แจงเตือนอุณหภูมิตูเย็น เครือขาย อ้าเภอปากชอง ภก.อุดม มะลิ งาม ฝุายเภสัชกรรม โรงพยาบาลปาก ชองนานา นครราชสีมา 081- 7904225
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 77 O4.1 BRH Program Alert for Prevent duplicate medication prescription in Antihypertensive drugs. ภญ.กัญปภัส มัชฌิมาภิโร ภ.บ., ภญ.จารุณี วงศ์วัฒนาเสถียร ภ.ม., ภญ.พนมพร จันละออ ภ.บ. กลุมงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : การสั่งยาซ้้าซอน จัดเป็นความคลาดเคลื่อนจากการสั่งใชยาชนิดหนึ่งและเป็นการสั่ง ใชยาไมสมเหตุสมผล จากขอมูลรายงานอุบัติการณ์โรงพยาบาลบุรีรัมย์ในปีงบประมาณ 2563 พบรายงานความ คลาดเคลื่อนจากการสั่งใชยา จ้านวน 1,467 รายงาน ในจ้านวนนี้มีความคลาดเคลื่อนทางยาชนิดสั่งยาซ้้าซอนจ้านวน 74 รายงาน (5.04%) รายงานที่พบสูงสุดคือกลุมยาลดความดันโลหิตสูง จ้านวน 22 รายงาน (29.73%) โดยพบ รายงานความคลาดเคลื่อนทางยาระดับ E จากสาเหตุผูปุวยไดรับยาซ้้าซอนในกลุม DHP-CCBs ถึง 2 เหตุการณ์ สงผล ใหผูปุวยเกิดเหตุการณ์ไมพึงประสงค์จากยา วัตถุประสงค์การศึกษา : 1. เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมในการดักจับการสั่งใชยาซ้้าซอน 2. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของโปรแกรมแจงเตือน HOMC ตอการเกิดความคลาดเคลื่อนทางยา (Medication error) ในการสั่งใชยาซ้้าซอนในกลุมยาลดความดันโลหิตสูง วิธีการด าเนินการ : การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action research) กลุมตัวอยาง ไดแก ใบสั่งยาที่มีรายการยากลุมลด ความดันโลหิตสูงที่ผูวิจัยก้าหนด ในโรงพยาบาลบุรีรัมย์ ตั้งแต 1 ตุลาคม 2562 ถึง 30 กันยายน 2565 จ้านวน 251,220 ใบสั่งยา เก็บรวบรวมขอมูลจากโปรแกรมระบบความเสี่ยง NRLS และฐานขอมูลในโรงพยาบาลบุรีรัมย์ วิเคราะห์ขอมูลดวยสถิติพรรณนา ไดแก จ้านวน รอยละ และสถิติอนุมาน ไดแก Chi-square test ผลการศึกษา : ผลการวิจัยมีดังนี้การศึกษาตั้งแตปีงบประมาณ 2564 และ 2565 พบวาแพทย์มีการสั่งยาผานระบบ CPOE จากรอยละ 35.94 เป็นรอยละ 61 ในปี 2566 โปรแกรมสามารถดักจับการสั่งใชยาซ้้าซอนในกลุมเดียวกัน จ้านวน 2,138 และ 2,596 ครั้ง คิดเป็นยากลุม DHP-CCBs 1,023(47.85%), 1,349(51.96%) ARBs 53(2.48%), 119(4.58%) Beta blockers 493(23.06%), 627(24.15%) Alfa-blockers 569(26.61%), 501(19.30%) ตามล้าดับ ผลการศึกษาความสัมพันธ์ของโปรแกรมแจงเตือน HOMC ตอการเกิดความคลาดเคลื่อนทางยาในการสั่งใช ยาซ้้าซอนของกลุมยาลดความดันโลหิตสูง อยางมีนัยส้าคัญทางสถิติ (P<0.05) จาก Chi-square test มีดังนี้คือ ความคลาดเคลื่อนทางยาระดับ B เพิ่มขึ้นในปีงบประมาณ 2565 (OR 2.59 95%CI 1.300-5.146 p=0.008) ความคลาดเคลื่อนทางยาระดับ C ขึ้นไป ที่ลดลงในปีงบประมาณ 2564 (OR 0.17 95%CI 0.038-0.764 p=0.019) และปีงบประมาณ 2565 (OR 0.17 95%CI 0.037-0.753 p=0.017) สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : 1. การคนพบในครั้งนี้แสดงใหเห็นวาการใชโปรแกรมตั้งระบบแจงเตือน อาจจะสามารถชวยปูองกันการเกิดความคลาดเคลื่อนทางยาจากการจายยาซ้้าซอนในกลุมเดียวกันไดในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ยังตองใชองค์ความรูและความรวมมือของทีมสหสาขาวิชาชีพในการชวยคัดกรองค้าสั่งใชยาของแพทย์และ สนับสนุนใหแพทย์มีการใช CPOE 100 % เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของโปรแกรม 2. ควรมีการตั้งแจงเตือนกลุมยาใน กลุมอื่นใหครอบคลุมเพิ่มขึ้น 3. ในอนาคตควรมีการศึกษาระดับประเทศ เพื่อชวยลดการใชยาซ้้าซอนจากสาเหตุรับยา หลายสถานพยาบาล ค าส าคัญ: การสั่งยาซ้้าซอน โปรแกรม กลุมยาลดความดันโลหิตสูง
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 78 O4.2 การวิเคราะห์เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพและการพัฒนาแนวทางการรายงานเชื้อดื้อยา ของโรงพยาบาลกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ สุชัญญา บุญสรรค์ โรงพยาบาลกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: เชื้อดื้อยาตานจุลชีพ (Antimicrobial Resistance: AMR) ในโรงพยาบาล เป็นปัญหา สาธารณสุขที่ส้าคัญ รพ.กาบเชิงเป็น รพ.ชุมชนขนาด 90 เตียง หองปฏิบัติการยังไมสามารถตรวจเพาะเชื้อเองไดผลการ ทบทวนดูแลผูปุวยติดเชื้อดื้อยาในปี 2561-2562 พบปัญหาไมไดน้าผลเพาะเชื้อมารวมใชสนับสนุนในการรักษาและ เลือกใชยาปฏิชีวนะตามมาตรฐานโดยเลือกใชยาปฏิชีวนะแบบ empiric ผลการสงตรวจเพาะเชื้อพบวา ในปี 2561 เริ่ม พบอุบัติการณ์ผูปุวยติดเชื้อดื้อยา ไดแก เชื้อ Klebsiella pneumoniae (MDR) และ Pseudomonas aeruginosa (PXDR) ปี 2562 พบเชื้อดื้อยาชนิด Staphylococcus aureus (MRSA), Escherichia coli (CRE) และ Pseudomonas aeruginosa (PXDR) ทั้งในเสมหะและปัสสาวะ ซึ่งเป็นล้าดับการดื้อยาของเชื้อที่สูงขึ้นจากปี 2561 วัตถุประสงค์การศึกษา: เพื่อวิเคราะห์เชื้อดื้อยาตานจุลชีพ และพัฒนาแนวทางการรายงานเชื้อดื้อยาของ รพ.กาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ วิธีการด าเนินการ: เป็นการศึกษายอนหลัง (Retrospective study) จากใบรายงานผลเพาะเชื้อและผลทดสอบความไว ของเชื้อตอยาตานจุลชีพทุกใบ ของผูปุวยที่เขารับการรักษาในโรงพยาบาลกาบเชิง แลวมีการเก็บตัวอยาง เลือด เสมหะ ปัสสาวะ เพื่อสงตรวจเพาะเชื้อและผลความไวของเชื้อตอยาตานจุลชีพ ในชวง 1 มกราคม 2563 - 31 ธันวาคม 2565 และ จากแบบบันทึกขอมูลที่เกี่ยวของ แบบบันทึกการประชุมของโรงพยาบาลกาบเชิง แบบสังเกตุการปฏิบัติงาน และ การสัมภาษณ์ Key persons วิเคราะห์ขอมูลและผลการด้าเนินงานดวยสถิติพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษา: มีใบรายงานผลทั้งหมด 2,271 ใบ เป็นเลือด 1,954 ใบ เสมหะ 175 ใบ ปัสสาวะ 142 ใบ ในเลือดไมพบ เชื้อดื้อยาหลายชนิด (MDR), ในเสมหะ พบเชื้อดื้อยา รอยละ 17.14, 13.33 และ 16.67 ในปี 2563-2565 ตามล้าดับ เป็นเชื้อ Klebsiella pneumoniae และ Pseudomonas aeruginosa, ในปัสสาวะ พบรอยละ 43.18, 34.62 และ 19.05 ตามล้าดับ เป็นเชื้อ Escherichia coli, Klebsiella pneumoniae และ Pseudomonas aeruginosa สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: จากการศึกษาไมพบเชื้อดื้อยาในเลือด และพบเชื้อดื้อยาในปัสสาวะลดลงแต จาก Antibiogram พบแนวโนมการดื้อยาของเชื้อสูงขึ้นทั้งในเลือด เสมหะ และปัสสาวะ ไดท้าการทบทวนระบบ พบวา มี การสงตรวจตอลาชา การรายงานผลไมเป็นปัจจุบัน การใชแนวทางการรักษาโรคติดเชื้อโดยการเลือกใชยาปฏิชีวนะแบบ empiric ซึ่งใชไมไดผลกับโรคติดเชื้อบางอยาง Antibiogram ท้าใหวิเคราะห์ทิศทางเชื้อดื้อยาในโรงพยาบาลไดเร็วขึ้น จึง เสนอใหพัฒนาการรายงานผลเพาะเชื้อในรูปแบบ Antibiogram และพัฒนาแบบฟอร์มรายงานสถานการณ์เชื้อดื้อยาของ โรงพยาบาลกาบเชิงใหนาสนใจและมีรายละเอียดที่จ้าเป็นครบถวน เพื่อน้ามาใชสนับสนุนในการดูแลรักษาผูปุวย การ พิจารณาเลือกชนิดยาปฏิชีวนะ การเฝูาระวัง ปูองกันและควบคุมการติดเชื้อดื้อยาในโรงพยาบาลตอไป ค าส าคัญ: การติดเชื้อดื้อยา (AMR), การเพาะเชื้อ, Antibiogram, ติดเชื้อในโรงพยาบาล, สิ่งสงตรวจ.
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 79 O4.3 การพัฒนารูปแบบคุณภาพบริการโดยประยุกต์ใช้แนวคิดแบบลีนคลินิกวาร์ฟาริน โรงพยาบาลพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ ภญ. สุภารัตน์ อร่ามโสภา กลุ่มงานเภสัชกรรมและคุ้มครองผู้บริโภค โรงพยาบาลพุทไธสง ความเป็นมาและความส าคัญ: การจัดตั้งคลินิกวาร์ฟารินเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดของ service plan สาขาโรคหัวใจที่ก้าหนดใหมีทุก โรงพยาบาลระดับ A-F2 มีการพัฒนาระบบการดูแลผูปุวยในลักษณะเครือขาย ซึ่งท้าใหเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลผูปุวยใชยาวาร์ ฟารินเพิ่มมากขึ้น ลดการเกิดภาวะแทรกซอนจากการใชวาร์ฟารินที่รุนแรงและเพิ่มการเขาถึงบริการ ผูศึกษาในฐานะบุคลากร ของคลินิกวาร์ฟาริน โรงพยาบาลพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ตองการศึกษาการน้าแนวคิดลีนไปใชในการพัฒนาการบริการของคลินิก วาร์ฟาริน โรงพยาบาลพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ทั้งกอนและหลังการน้าแนวคิดลีนมาใช ในการปรับปรุงกระบวนการใหบริการ สามารถน้าขอมูลที่ไดไปใชในการปรับปรุงพัฒนากระบวนการและคุณภาพการใหบริการใหมีประสิทธิภาพตอไป วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาการพัฒนารูปแบบคุณภาพบริการโดยประยุกต์ใชแนวคิดแบบลีนคลินิกวาร์ฟาริน โรงพยาบาลพุทไธสง และเพื่อเปรียบเทียบผลของการใชรูปแบบคุณภาพบริการฯที่พัฒนาขึ้นในดานความพึงพอใจ, ระยะเวลาการใชบริการ คุณคาของ สายธารการใหบริการตามการรับรูของผูปุวย และคุณภาพของการบริการที่มีการลดความสูญเปลาจากการใชบริการครั้งแรกตาม การรับรูของผูปุวยกอน และหลังการพัฒนา วิธีด าเนินการ: เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบดวยการวิจัย แบบเชิงปริมาณ กลุมตัวอยาง คือ กลุมผูปุวยเพศชายและ เพศหญิงของคลินิกวาร์ฟาริน โรงพยาบาลพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งไดจากการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จ้านวนทั้งหมด 180 คน วิเคราะห์ขอมูลเพื่ออธิบายผลการศึกษา ไดแก การแจกแจงความถี่ คารอยละ คาเฉลี่ยสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบ ความสัมพันธ์ โดยวิเคราะห์ประมวลผล ดวยโปรแกรมส้าเร็จรูปทางสถิติ SPSS วิเคราะห์ขอมูลไมเกิน 2 ประชากร ดวยคาสถิติ Independent sample t-test และวิเคราะห์ขอมูลตั้งแต 3 ชุดขึ้นไป จะวิเคราะห์ดวยคาสถิติ F-test (ANOVA) ที่ระดับนัยส้าคัญ 0.05 จากนั้น เปรียบเทียบความแตกตางของคาเฉลี่ยแบบรายคู (Multiple comparison) ดวยวิธี LSD. แบบเชิงคุณภาพ กลุม ผูใหขอมูลหลัก ไดแก ผูเชี่ยวชาญและผูทรงคุณวุฒิ จ้านวน 3 กลุม รวมทั้งสิ้น 8 คน โดยอางอิงจากแนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่ เกี่ยวของมาประกอบการศึกษาผานเครื่องมือที่ใชในการศึกษาคือการสัมภาษณ์เชิงลึก (In - Depth Interview) ผลการศึกษา : ผลการวิเคราะห์ขอมูล พบวา ขอมูลพื้นฐานของกลุมผูปุวย ที่แตกตางกัน สงผลตอความพึงพอใจของผูปุวย จากการใชรูปแบบคุณภาพบริการฯ แตกตางกัน ผลการทดสอบสมมติฐาน พบวา เพศ ที่แตกตางกัน สงผลตอความพึงพอใจของ ผูปุวย ไมแตกตางกัน สวนอายุ และที่อยูอาศัย ที่แตกตางกัน สงผลตอความพึงพอใจของผูปุวย แตกตางกัน อยางมีนัยส้าคัญทาง สถิติ 0.05 หลังการพัฒนารูปแบบการดูแลผูปุวยที่ไดรับการรักษาดวยยาวาร์ฟารินโดยใชการคิดเชิงออกแบบเป็นฐาน มีการปรับ องค์ประกอบดานโครงสรางดานกระบวนการ ไดผลลัพธ์ ความรูของผูปุวยเรื่องการใชยาวาร์ฟารินเพิ่มขึ้น , อัตราการเขาเปูาหมาย ของคา INR (2-3 ) เพิ่มขึ้น ,อัตราการเกิดภาวะเลือดออกผิดปกติลดลง อยางมีนัยส้าคัญ (P-value <0.001)สรุปการศึกษาและการ น าไปใช้ประโยชน์ : สรุปไดวาการพัฒนารูปแบบคุณภาพบริการโดยประยุกต์ใชแนวคิดแบบลีนคลินิกวาร์ฟาริน โรงพยาบาลพุทไธ สง เกิดจากการวิเคราะห์ขอมูลเชิงคุณภาพในดานตางๆ ประกอบดวย 1) ดานความเป็นรูปธรรมของการบริการ 2) ดานความ นาเชื่อถือ 3) ดานการตอบสนองความตองการของผูปุวย 4) ดานการสรางความมั่นใจ 5) ดานความเขาใจความรูสึก ค าส าคัญ: รูปแบบคุณภาพบริการ, แนวคิดแบบลีนคลินิกวาร์ฟาริน, ความพึงพอใจของผูปุวย
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 80 O4.4 ผลลัพธ์ของการพัฒนาระบบคัดกรองค าสั่งใช้ยาในโรงพยาบาลประโคนชัย ภก.ชาตรี ปันอิน โรงพยาบาลประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: รพ.ประโคนชัยใชระบบ computerized physician order entry (CPOE) โดยแพทย์เป็นผูคีย์สั่งยาและเภสัชกรเป็นผูตรวจสอบ จากขอมูลยอนหลังยังพบความคลาดเคลื่อนทางยาความ รุนแรงระดับ E ขึ้นไปอยูหลายเหตุการณ์ ซึ่งเป็นผลจากความคลาดเคลื่อนในกระบวนการสั่งใชยาของแพทย์ และการตรวจสอบค้าสั่งใชยาของเภสัชกร จากการวิเคราะห์ปัญหาพบวายังไมมีระบบและแนวทางการคัด กรองค้าสั่งใชยาที่ชัดเจน จนสงผลใหเกิดความคลาดเคลื่อนทางยาที่กระทบตอความปลอดภัยของผูปุวย วัตถุประสงค์ของการศึกษา: เพื่อศึกษาผลของการใชระบบคัดกรองค้าสั่งใชยาตอการคนหาความคลาดเคลื่อน จากการสั่งใชยา (prescribing error) วิธีการด าเนินการ: การศึกษาเชิงพรรณนาเก็บขอมูลไปขางหนา ระหวางวันที่ 15 มิ.ย. 2566 - 15 ก.ย. 2566 โดยใชเครื่องมือคือระบบการคัดกรองค้าสั่งใชยา แบบบันทึกขอมูล google form ที่พัฒนาขึ้นส้าหรับเก็บ รวบรวมขอมูลความคลาดเคลื่อนจากการสั่งใชยาที่คัดกรองไดรายงานและวิเคราะห์ผลการศึกษาดวยสถิติเชิง พรรณนาและ independent t-test เทียบกับขอมูลกอนด้าเนินการใชระบบคัดกรองค้าสั่งใชยา ผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: ภายหลังด้าเนินการใชระบบการคัดกรองค้าสั่งใชยาพบวาจ้านวน prescribing error ที่เภสัชกรคนหาและดักจับไดกอนถึงผูปุวยมีอัตราเพิ่มขึ้นอยางมีนัยส้าคัญทางสถิติจาก เฉลี่ย 1.34 เป็น 6.53 ครั้ง ตอ 1,000 ใบสั่งยา (p=0.02) โดยอัตรา prescribing error ผูปุวยนอกเฉลี่ย เพิ่มขึ้นจาก 1.92 และ 8.86 ครั้ง ตอ 1,000 ใบสั่งยา ขณะที่อัตรา prescribing error ผูปุวยในเฉลี่ยเพิ่มขึ้น จาก 0.49 และ 2.45 ครั้ง ตอ 1,000 ใบสั่งยา ตามล้าดับ นอกจากนี้ยังพบวาระบบคัดกรองค้าสั่งใชยาสามารถ ชวยเพิ่มสัดสวนของการคนหาปัญหาดานยา (DRPs) ที่มีนัยส้าคัญทางคลินิกซึ่งสะทอนถึงมิติคุณภาพทางการ บริบาลทางเภสัชกรรมจากรอยละ 35.14 เป็น 50.64 ของจ้านวน prescribing error ทั้งหมด ไดแก ปัญหา การเลือกใชยาไมเหมาะสม ปัญหาการสั่งใชยาที่มีขอหามใชปัญหาการสั่งใชยาในขนาดที่ต่้า/สูงเกินไป ปัญหา การสั่งใชยาซ้้าซอน หรือแพทย์ตองการปรับเพิ่ม/ลดขนาดยาแตไมมีการคีย์ในฐานขอมูล เป็นตน จากผล การศึกษาพบวาการใชระบบการคัดกรองค้าสั่งใชยาโดยเภสัชกรสามารถคนหาและดักจับปัญหาความ คลาดเคลื่อนจากการสั่งใชยาไดเพิ่มขึ้นอยางมีประสิทธิภาพ ซึ่งระบบการคัดกรองที่มีประสิทธิภาพจะชวยดัก จับความคลาดเคลื่อนดานยากอนที่จะถึงตัวผูปุวย สงผลใหผูปุวยไดรับประโยชน์และความปลอดภัยสูงสุดจาก การใชยา โดยสามารถน้ารูปแบบและเครื่องมือนี้ไปประยุกต์ใชส้าหรับการคัดกรองค้าสั่งใชยาเพื่อเพิ่มความ ปลอดภัยใหแกผูปุวยได ค าส าคัญ: คัดกรองค้าสั่งใชยา ความคลาดเคลื่อนจากการสั่งใชยา การบริบาลทางเภสัชกรรม
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 81 O4.5 โปรแกรม DUE ส าหรับประเมินการใช้ยาต้านจุลชีพของโรงพยาบาลมหาราชนคราชสีมา ภญ.ศิริลักษณ์ ค้าภิโร ภญ.กนกวรรณ พรหมพันใจ นายสุพจน์ เพ็งที และคณะ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ปัจจุบันกลุมงานอายุรกรรม โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา มีมาตรการสงเสริมและ ก้ากับการใชยาตานจุลชีพอยางเหมาะสม ในรูปแบบ prospective audit and feedback แพทย์เฉพาะทางโรคติด เชื้อจะไปประเมินความเหมาะสมในการสั่งใชยาและใหค้าแนะน้าแกผูสั่งใชยาที่หอผูปุวย ซึ่งเป็นรูปแบบการใชยาที่มี หลักฐานสนับสนุนวาไดผลดี แตอยางไรก็ตามการประเมินการใชยารูปแบบดังกลาวเพิ่มภาระงานคอนขางมาก การมี โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่สามารถ integrate ขอมูลประกอบการตัดสินใจ เป็นอีกมาตรการหนึ่งที่จะชวยสนับสนุนให แพทย์ผูสั่งใชยาเลือกใชและปรับขนาดยาตานจุลชีพใหเหมาะสม แพทย์อายุรกรรมโรคติดเชื้อสามารถอนุมัติการใชยา รวมถึงก้าหนดระยะเวลาการสั่งจายยา และเภสัชกรติดตามปัญหาการใชยาและอาการไมพึงประสงค์ผานโปรแกรม คอมพิวเตอร์ไดเลย วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ส้าหรับสนับสนุนการตัดสินใจเลือกใชยาและประเมินการใช ยาตานจุลชีพ วิธีด าเนินการ ออกแบบโปรแกรม DUE รวมกันระหวางสหสาขาวิชาชีพที่เกี่ยวของกับการประเมินการใชยาตานจุล ชีพ โดยพัฒนาโปรแกรมผานระบบฐานขอมูล html เพื่อใชประเมินการใชยาตานจุลชีพของโรงพยาบาล โดยโปรแกรม ที่ออกแบบไวสามารถ integrate ขอมูลประกอบการตัดสินใจที่เชื่อมโยงกับโปรแกรมตาง ๆ ของโรงพยาบาล และเก็บ ขอมูลบนเครือขายพื้นที่ (local data) ที่ค้านึงถึงหลักความปลอดภัยของขอมูลผานการเขาถึงขอมูลแบบ logging ผลการศึกษา โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ไดสามารถ integrate ขอมูลเบื้องตนของผูปุวยชวยใหแพทย์โรคติดเชื้อ สามารถปรับยาตานจุลชีพไดเหมาะสมเหมาะกับสภาวะโรค โดยสามารถลดขั้นตอนการท้างานลง 5 ขั้นตอน จาก ปริมาณใบ DUE 15 ใบ/วัน สามารถลดระยะเวลาการเขียนใบ DUE จาก 75 นาที เหลือ 10 นาที ลดระยะเวลาแพทย์ โรคติดเชื้อรอเอกสาร 1-2 วันเป็นประเมินไดทันที ลดระยะเวลาการลงขอมูลจาก 45 นาที เหลือ 7.5 นาที ลดภาระ งานการน้าสงเอกสารลง 90 นาทีตอวัน สามารถชวยประหยัดงบประมาณในการซื้อโปรแกรม ซื้อกระดาษ และ สนับสนุนโครงการ paperless สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์โปรแกรมที่จัดท้าขึ้นด้าเนินงานในหอผูปุวยอายุรกรรม 29 หอผูปุวย จ้านวน 596 เตียง และเตรียมขยายผลไปยังหอผูปุวยอื่นครอบคลุมทั้งโรงพยาบาล การน้าปัญหาที่พบในปฏิบัติงาน มารวมหาแนวทางและมาตรการตาง ๆ รวมกับทีมสหสาขาวิชาชีพ พรอมน้าเทคโนโลยีมาประยุกต์ใชพัฒนาระบบ ท้า ใหผูปุวยไดรับยาตานจุลชีพอยางเหมาะสมเร็วขึ้น ชวยลดขั้นตอนและระยะเวลาการปฏิบัติงาน รวมถึงลดคาใชจายที่ ไมจ้าเป็นของโรงพยาบาลทั้งในดานมูลคายาและคาใชจายอื่น ๆ ค าส าคัญ: prospective audit and feedback, drug use evaluation, antibiotic stewardship program
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 82 O4.6 การพัฒนาระบบ DUE โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (Effective Care Service) ภญ.สิริวัฒนา เกิด กลาง โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา ปัญหาการใชยาปฏิชีวนะโดยไมเหมาะสมท้าใหเกิดปัญหาเชื้อดื้อยา รพ. มทส.จึงท้า DUE ในยาปฏิชีวนะออกฤทธิ์กวาง รวบรวมขอมูลตั้งแตปี 2564 แตไมมีระบบควบคุมการสั่งใชยาชัดเจน อัตราการใหความรวมมือใชใบ DUE นอย กรอกขอมูลไมครบ จึงพัฒนาระบบ DUE เพื่อใหสั่งใชยาปฏิชีวนะอยาง เหมาะสม วัตถุประสงค์การศึกษา 1.เพิ่มความรวมมือในการใชใบ DUE 2.เพิ่มการสั่งใชยาปฏิชีวนะอยางเหมาะสม3. ลดคาใชจายในการรักษา 4.ลดการเกิดเชื้อดื้อยา Strictly contact วิธีการด าเนินการ 1.จัดตั้งคณะกรรมการ AMR ปรับแนวทางการสั่งใชยาปฏิชีวนะชนิดควบคุม ปรับชนิดยาปฏิชีวนะชนิดควบคุม ปรับแบบฟอร์ม DUE 2.สื่อสาร ขอมูลไปยังผูเกี่ยวของ เผยแพรแบบฟอร์มในระบบ SUTH Form ใหผูใชงานเขาถึงงาย และกรอกขอมูลครบถวน 3. เก็บขอมูล วิเคราะห์น้าเสนอในวงประชุม IPC สงผลตอบกลับการใชยาไปยังบุคคลที่เกี่ยวของ เพื่อสรางแรงกระตุนใน การใชยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม ผลการศึกษา 1.อัตราความรวมมือในการใชใบ DUE เพิ่มขึ้นเกิน 90% ตามเปูาหมาย 2.ความเหมาะสมในการสั่งใชยาปฏิชีวนะชนิดควบคุมยังไมถึง 80% ตามเปูาหมาย แตมีแนวโนมสูงขึ้น เก็บขอมูลแยก แผนก 1) แผนกอายุรศาสตร์ ประเมินความเหมาะสมจากผลเพาะเชื้อดื้อยาเพียงอยางเดียว พบวาการสั่งใชยาอยาง เหมาะสมไมถึงเปูาหมาย แตแนวโนมการสั่งใชยาเหมาะสมมากขึ้น 2) แผนกอื่นๆ มีการสั่งใชยาเหมาะสมเนื่องจาก แพทย์อายุรศาสตร์โรคติดเชื้อรวมประเมินทุกราย ทั้งนี้การประเมินความเหมาะสมในการสั่งใชยาตองอาศัยปัจจัยอื่นๆ รวมดวย จึงเป็นโอกาสพัฒนาศึกษาความเหมาะสมในการสั่งใชยาปฏิชีวนะชนิดควบคุมในแผนกอายุศาสตร์ตอไป 3. ปริมาณการสั่งยาปฏิชีวนะชนิดฉีดในหนวย DDD มีแนวโนมสูงขึ้น แต DDD ของยาปฏิชีวนะชนิดควบคุมมีแนว โนม ลดลง 4. คาใชจายส้าหรับยาปฏิชีวนะชนิดควบคุมลดลง และ5. อัตราเชื้อดื้อยา Strictly Contact ลดลง ทั้งนี้ควร วิเคราะห์ปัจจัยดานอื่นๆที่เกี่ยวของในการปูองกันและควบคุมการติดเชื้อเพื่อพัฒนาระบบไปพรอมๆกัน สรุปผล การศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ 1.ความรวมมือในสหวิชาชีพในการก้ากับติดตามและใหขอมูลยอนกลับ สามารถ ดูแลผูปุวยโรคติดเชื้ออยางเหมาะสม ปลอดภัยมากขึ้น 2.ระบบสารสนเทศที่ดีท้าใหน้าขอมูลมาวิเคราะห์ เพื่อพัฒนา ระบบ DUE ไดงายขึ้น 3.ผูบริหารควรใหความส้าคัญโดยสนับสนุนดานนโยบายและคาใชจายเพื่อใหจัดการปัญหาเชื้อ ดื้อยา และ4.วิเคราะห์เชื่อมโยงตัวชี้วัด และออกนโยบายจัดการเชื้อดื้อยาอยางบูรณาการ ค าส าคัญ : การพัฒนาระบบ DUE , DUE รพ.มทส.
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 83 O4.7 การพัฒนาแนวทางปฏิบัติในการประเมินความสมเหตุผลของการใช้ยาโอเมพราโซล ในการปูองกันแผลทางเดินอาหาร จากการใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ในโรงพยาบาลชุมพลบุรี ภญ.พิชญา อุดมศิลป1 , ภก.ตุลาการ นาคพันธ์2 และภญ.อุไรวรรณ อกนิตย์3 1 โรงพยาบาลชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ 2 คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 3 คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ การวิจัยประเมินความสมเหตุผลของการใชยาโอเมพราโซลในการปูองกันแผลทางเดินอาหาร จาก NSAIDs ของโรงพยาบาลปีงบ 2561-2563 มีมูลคาการใชยาโอเมพราโซลไมสมเหตุผล 759,198 บาท เฉลี่ยแตละปีมีผูปุวยที่ ไดรับยาโอเมพราโซลรวมกับ NSAIDs 2,643 ราย เป็นการใชยาโอเมพราโซลไมสมเหตุผล 1,225 ราย (รอยละ 46.35) หรือ 96.74 บาทตอราย จึงพัฒนาแนวทางปฏิบัติในการประเมินความสมเหตุผลของการใชยาโอเมพราโซลในการปูองกันแผล ทางเดินอาหารจาก NSAIDs วัตถุประสงค์ของการศึกษา : 1) พัฒนาแนวทางปฏิบัติฯ 2) ประเมินความไมสมเหตุผลของการใชยาโอเมพราโซล และ3) ประเมินมูลคาการใชยาโอเมพราโซลที่ไมสมเหตุผล เปรียบเทียบกอนและหลังพัฒนาฯ วิธีการด าเนินการ : แบงเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 พัฒนาแนวทางปฏิบัติฯ ของผูใช ประกอบดวย แพทย์ พยาบาลและเภสัช กร เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and development) อางอิงจาก American College of Gastroenterology (ACG) และทดลองใช ตั้งแตวันที่ 1 กรกฎาคม ถึง 15 สิงหาคม พ.ศ.2566 และระยะที่ 2 น้าแนวทางที่พัฒนาใชประเมินผูปุวยที่รับการรักษา ณ แผนกผูปุวยนอก 100 ราย เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Designs) ตั้งแตวันที่ 16 สิงหาคม ถึง 15 กันยายน พ.ศ. 2566 ผลการศึกษา : 1) แนวทางปฏิบัติฯที่พัฒนาขึ้น คือ แบบประเมินปัจจัยเสี่ยงการเกิดแผลทางเดินอาหาร และขอความแจง เตือนใน HOSxP ชวยคัดกรอง ประเมินปัจจัยเสี่ยงและติดตามอาการไมพึงประสงค์จาก NSAIDs ความคิดเห็นผูใชแนวทางปฏิบัติ ฯ 13 ทาน เห็นดวยมากที่สุดวา เพิ่มความตระหนักของบุคลากรตอการใชยาโอเมพราโซลสมเหตุผล (4.69) 2) รอยละการใชยา โอเมพราโซลไมสมเหตุผล เทากับ 9.00 ลดลงจากกอนพัฒนา เนื่องจากลดการใชยาในผูปุวยไมมีปัจจัยเสี่ยง 13 ราย เมื่อ ติดตามไมพบอาการไมพึงประสงค์ระบบทางเดินอาหารจาก NSAIDs และ 3) มูลคายาโอพราโซลที่ใชไมสมเหตุผลเทากับ 13.03 บาทตอราย สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : ผลต่อผู้ใช้แนวทางปฏิบัติมีสวนรวม เพิ่มการยอมรับและความรวมมือในการใช แนวทางปฏิบัติ ผลต่อผู้รับบริการ ผูปุวยไดรับยาโอเมพราโซลสมเหตุผลตามขอบงใชและขนาดยา ไมไดรับยาเกินจ้าเป็น รอย ละการใชยาโอเมพราโซลไมสมเหตุผล 9.00 ลดลงจากกอนพัฒนาฯ (รอยละ 46.35) และมีระบบการติดตามอาการไมพึง ประสงค์จาก NSAIDs ในผูปุวยที่ไมไดรับยาโอเมพราโซล ผลต่อโรงพยาบาล มูลคายาโอเมพราโซลที่ใชไมสมเหตุผลคิดเป็น 13.03 บาทตอราย ลดลงจากกอนการพัฒนา (96.74 บาทตอราย) โรงพยาบาลมีการใชงบประมาณอยางประหยัดและคุมคา ค าส าคัญ :โอเมพราโซล การใชยาอยางสมเหตุผล ยาตานการอักเสบที่ไมใชสเตียรอยด์ แผลทางเดินอาหาร
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 84 O4.8 การพัฒนาระบบติดตามอุณหภูมิภายในห้องปฏิบัติการของกลุ่มงานเทคนิคการแพทย์ ศุภชัย ศรีลาย โรงพยาบาลเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ บทคัดย่อ มาตรฐานงานเทคนิคการแพทย์ฉบับปี2560และสภากาชาดไทย ไดก้าหนดมาตรฐานการ ควบคุมกระบวนการติดตาม ควบคุม และบันทึกสภาวะแวดลอมที่อาจมีผลกระทบตอคุณภาพทั้งนี้ขึ้นอยูกับ ประเภทของการทดสอบ และตามมาตรฐานธนาคารเลือดและงานบริการโลหิตฉบับที่จัดพิมพ์ครั้งที่ 4 ปี2558 (Standards for Blood banks and Transfusion Services) เก็บรักษาที่อุณหภูมิ1-6 องศาเซลเซียส การ ติดตามอุณหภูมิตูเย็นเก็บเลือด ตูเย็นปกติ และอุณหภูมิหองไมมีความตอเนื่อง ซึ่งสงผลท้าใหเลือดสูญเสียและ น้้ายาตรวจวิเคราะห์ หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์อื่นๆ เสียหาย ผูศึกษาจึงมีแนวคิดในการพัฒนาระบบการ ติดตามอุณหภูมิตูเย็นเก็บเลือด ตูเย็นปกติ และอุณหภูมิหองปฏิบัติการของหนวยงาน ที่สามารถเตือนให ผูปฏิบัติงาน สามารถทราบถึงอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงหรือผิดปกติไดทุกที่ ทุกเวลา ผานระบบออนไลน์ที่มี สัญญาณอินเตอร์เน็ต เพื่อแกไขปัญหาไดทันเมื่ออุณหภูมิมีการออกนอกชวงที่ก้าหนดไว เพื่อสรางระบบการ ติดตามอุณหภูมิตูเย็นและหองปฏิบัติการใหมีความตอเนื่องและไดโปรแกรม (xaiomi) จากการพัฒนาระบบ การติดตามอุณหภูมิตูเย็นเก็บเลือด ตูเย็นปกติ อุณหภูมิหองปฏิบัติการ ที่ใชระบบวัดอุณหภูมิของระบบ xaiomi (MI) ของระบบติดตามอุณหภูมิตูเย็นเก็บเลือด ตูเย็นปกติ และอุณหภูมิหองปฏิบัติการ ผลการทดสอบ ไดคาเฉลี่ยความคลาดเคลื่อนอยูที่ 0.072 ใช App MI home มีการแจงเตือนทันทีผานทางแอพลิเคชั่น MI Home เมื่ออุณหภูมิตูเย็นเก็บเลือด ตูเย็นปกติ และอุณหภูมิหองปฏิบัติการออกนอกชวงที่ก้าหนดไว จากการ น้าไปใหเจาหนาที่กลุมงานเทคนิคการแพทย์โรงพยาบาลเกษตรสมบูรณ์ ทดลองใชงาน พบวา เจาหนาที่ของ หนวยงานมีความพึงพอใจตอระบบติดตามอุณหภูมิตูเย็นของระบบ xaiomi (MI) คิด เป็นรอยละ 100 ผล การศึกษาครั้งนี้พบวามีการติดตามอุณหภูมิตูเย็นและอุณหภูมิหองภายในกลุมงานเทคนิคการแพทย์ความ ตอเนื่องและไดมาตรฐาน ชวยเฝูาระวังในการเกิดอุบัติการณ์การทิ้งเลือดจากอุณหภูมิไมเหมาะสมอยางมี ประสิทธิภาพตลอด 24 ชั่วโมง ลดขั้นตอนการท้างานในขั้นตอนการจดบันทึกอุณหภูมิของผูปฏิบัติงาน
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 85 O4.9 การท านายภาวะตับบาดเจ็บจากยาเรมเดซิเวียร์ในผู้ปุวยโควิด 19 ด้วยเทคนิคการเรียนรู้ของเครื่อง ศุภกร อึ้งโชคอ้านวย กลุมงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลสุรินทร์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ Remdesivir คือยาตานไวรัสที่มีการน้ามาใชเพื่อรักษาผูปุวยโควิด 19 โดยเป็น ยาที่แนะน้าในกลุมผูปุวยที่มีปอดอักเสบ ตามแนวทางการรักษาโควิด 19 ของประเทศไทย อาการขางเคียง หนึ่งที่พบไดคือ การเพิ่มขึ้นของคาการท้างานของตับ และมีขอควรระวังหากผูปุวยมีคาการท้างานของตับที่ ผิดปกติภาวะตับบาดเจ็บจากยา (Drug-Induced Liver Injury; DILI) คืออาการที่แสดงถึงการบาดเจ็บของตับ เนื่องจากยา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือสมุนไพร อุบัติการณ์พบไดนอย วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาแบบจ้าลองการท้านายภาวะตับบาดเจ็บจากยาเรมเดซิเวียร์ และเปรียบเทียบผลการ ท้านายภาวะ DILI จากแบบจ้าลองดวยเทคนิคการเรียนรูของเครื่องแตละประเภท วิธีการด าเนินการ การศึกษานี้เป็นการเก็บขอมูลแบบยอนหลังจากเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ของผูปุวยโควิด 19 อายุ 18 ปีขึ้นไปที่ไดรับยาเรมเดซิเวียร์ ระหวางเขารับการรักษาในโรงพยาบาล ระหวาง มกราคม 2564 ถึง พฤษภาคม 2566 ปัจจัยที่น้ามาสรางแบบจ้าลองคือ เพศ คาดัชนีมวลกาย อายุ ระยะเวลาในการไดรับยาเรมเด ซิเวียร์ การไดรับยาในกลุม corticosteroids, favipiravir, molnupiravir และการเขารับการรักษาในหอ ผูปุวยหนักหรือมีการใชเครื่องชวยหายใจ การศึกษานี้ใชเทคนิคการเรียนรูของเครื่องชนิดมีผูสอนแบบแบงแยก ประเภท ไดแก Logistic Regression (LR), Multi-layer Perceptron (MLP) และ Random Forest (RF) ผลการศึกษา ผูปุวยโควิด 19 ที่ไดรับยาเรมเดซิเวียร์ 1,012 ราย โดยผูปุวยโควิด 19 ที่มีผลการตรวจคาการ ท้างานของตับกอนและหลังรับยา 326 ราย แบงเป็น ผูปุวยโควิด 19 ปกติ 312 ราย และ ผูปุวยโควิด 19 ที่ พบการเพิ่มขึ้นของระดับคาการท้างานของตับอยางมีนัยส้าคัญตามเกณฑ์การวินิจฉัย DILI 14 ราย แบงเป็น เพศชาย 8 ราย เพศหญิง 6 ราย มัธยฐานอายุ 60.5 ปี แบบจ้าลองจากเทคนิค RF และ MLP มีความถูกตอง มากกวา เทคนิค LR อยางมีนัยส้าคัญ เมื่อทดสอบพบแบบจ้าลองจาก RF ใหคา sensitivity 93.50%, specificity 98.31%, accuracy 95.97% และ AUROC 0.986 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ แบบจ้าลองการท้านายภาวะ DILI ดวยเทคนิคการเรียนรูของเครื่อง โดยเทคนิค RF ใหแบบจ้าลองที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยแบบจ้าลองเป็นเพียงสวนหนึ่งในการเฝูาติดตาม อาการขางเคียง ซึ่งตองอาศัยการวินิจฉัยจากแพทย์ผูเชี่ยวชาญรวมเพื่อใหผูปุวยไดรับความปลอดภัยสูงสุดใน การใชยา สามารถน้าแบบจ้าลองที่ไดไปทดสอบกับผูปุวยในโรงพยาบาลอื่น สามารถน้าปัจจัยที่พบ ความสัมพันธ์ในการเกิด DILI ของการศึกษานี้ เพื่อประเมินความเสี่ยงเบื้องตนของผูปุวยที่ไดรับยา remdesivir ค าส าคัญ: ภาวะตับบาดเจ็บจากยา, เรมเดซิเวียร์, โควิด 19, เทคนิคการเรียนรูของเครื่อง
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 86 O4.10 Smart Bloodbank:การพัฒนาระบบและนวัตกรรมงานธนาคารเลือด โรงพยาบาลหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ สงา จีบสันเทียะ และคณะ โรงพยาบาลหลวงพอคูณ ปริสุทฺโธ จ.นครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ปัญหาการขาดแคลนโลหิตเป็นปัญหาเรื้อรังระดับสากล ศูนย์บริการโลหิตแหงชาติ ไม สามารถจัดหาโลหิตใหไดอยางเพียงพอ โรงพยาบาลหลวงพอคูณ ปริสุทฺโธ มุงเนนการใหบริการดานโรคกระดูกและ ขอ ซึ่งมีความจ้าเป็นตองส้ารองโลหิตทุกหมูเพื่อรองรับการผาตัด และในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินอื่น จ้าเป็นตองส้ารอง โลหิตหมู O อยางเพียงพอ จากขอมูลพบวาในปีงบประมาณ 2564 โรงพยาบาลสามารถเบิกโลหิตจากภาคบริการ โลหิตไดเพียง 87.2% ดังนั้นในปี 2565 และ 2566 ทางกลุมงานเทคนิคการแพทย์จึงตองมีการพัฒนาระบบบริการงาน ธนาคารเลือดในทุกมิติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใหบริการ วัตถุประสงค์การศึกษา 1. เพื่อเพิ่มอัตราผูบริจาคโลหิต เปูาหมาย > 20 % ,2. เพื่อจัดหาโลหิตทุกหมูไดตามที่ขอ จอง เปูาหมาย > 95%,3. เพื่อจัดหาโลหิตหมู O ดวน ในกรณีฉุกเฉิน ไดตามที่รองขอ เปูาหมาย 100% ,4. เพื่อลด ขอผิดพลาดในการใหบริการ เปูาหมาย 0%,5. เพื่อเพิ่มความพึงพอใจของผูรับบริการทั้งภายใน และภายนอก เปูาหมาย > 85% วิธีการด าเนินการ 1. ปรับปรุงโครงสรางหองรับบริจาคโลหิต,2. ปรับระบบการรับบริจาคโลหิตเป็นแบบ One stop service 3. มีระบบ Call Center เพื่อติดตอสอบถามขอมูลการบริจาคโลหิต จองคิวและนัดหมายการบริจาคโลหิต ,4. ปรับระบบการเก็บขอมูลงานธนาคารเลือดเป็นแบบ On line, 5. พัฒนาการเขาถึงคูมือการใชเครื่องมือทาง ธนาคารเลือดโดยใช QR Code และ Application,6. พัฒนา Application ในการบริหารจัดการเอกสาร,7. จัดหา กระติกเบิกเลือด Mobile Smart Temp ,8. จัดหาระบบแจงเตือนอุณหภูมิตูเย็นเก็บเลือดแบบเรียลไทม์ผานMobile Application ,9. มีระบบการแจงสถานการณ์ Stock เลือดผาน Application line notify ,10. จัดเลือดเขาตูและใบ คลองเลือดแยกตามสีหมูเลือดมาตรฐาน,11. รณรงค์การบริจาคโลหิตผานชองทางตางๆ และประสานความรวมมือกับ ภาคีเครือขาย, 12. พัฒนาโปรแกรมงานธนาคารเลือด ผลการศึกษา 1. อัตราผูบริจาคโลหิต ปี 2565 และ 2566 ดังนี้ 117.08 % และ 107.53% ตามล้าดับ,2. อัตราการ จัดหาโลหิต ปี2564 ,2565 และ 2566 ดังนี้ 91.65, 97.67 และ97.40% ตามล้าดับ ,3. อัตราการจัดหาโลหิตหมู O ดวน ในกรณีฉุกเฉิน ปี 2564, 2565 และ 2566 ดังนี้ 97.58, 100 และ100% ตามล้าดับ ,4. อัตราการจายเลือดผิด หมู ผิดคน ปี 2564, 2565 และ 2566 ดังนี้ 0.00, 0.00 และ0.00% ตามล้าดับ ,5. อัตราความพึงพอใจของ ผูรับบริการภายใน ปี2564,2565และ 2566 ดังนี้ 84.50, 90.29 และ91.40% ตามล้าดับ และอัตราความพึงพอใจ ของผูรับบริการภายนอก ปี2564,2565และ 2566 ดังนี้ 83.65,9 89.52และ92.50 % ตามล้าดับ สรุปผลการศึกษาและการน าผลการศึกษานี้ไปใช้ ระบบงานธนาคารเลือดและการจัดหาโลหิต ตองอาศัยความ รวมมือจากภาคีเครือขายทั้งภายในและภายนอกหนวยงาน ดังนั้นจึงตองมีการท้างานเป็นทีมและเนนการสื่อสารอยาง มีประสิทธิภาพผานการใชเทคโนโลยีตางๆ ค าส าคัญ งานธนาคารเลือด การพัฒนาระบบงานธนาคารเลือด
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 87 O4.11 NCD ยุคใหม่ พัฒนาได้ด้วยระบบ Lean ณัฐินา เคลาเคลีย และคณะ โรงพยาบาลสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ โรงพยาบาลสีคิ้ว จ.นครราชสีมา มีปริมาณผูปุวยโรคไมติดตอเรื้อรัง ปี 2563-2566 จ้านวน ทั้งหมด 13728,13937,14037 และ 15455 คน/ปี อัตราการใหบริการผูปุวยที่มารับยาตอเนื่องในคลินิกปี 2563- 2566 จ้านวนเฉลี่ย 102,126,141 และ163 ราย/วัน จากขอมูลพบวาผูปุวยมีจ้านวนมากขึ้นและอัตรา การใหบริการในแตละวันมากขึ้นเชนกัน สงผลใหระยะเวลาการรอคอยรับบริการนาน เฉลี่ยระยะเวลารอคอย ตั้งแตลงทะเบียนถึงรับยากลับบาน ปี 2563-2565 คือ 4 ชม 33 นาที,4 ชม52นาที และ 5 ชม12 นาที ท้า ใหเกิดความไมพึงพอใจตอระบบบริการ และผูใหบริการมีเวลาจ้ากัดในการใหค้าแนะน้าผูปุวย งานโรคไมติดตอ เรื้อจึงมีการพัฒนาระบบบริการใหมีประสิทธิภาพโดยใชหลักการ Lean management และการดูแลแบบ Case method or total patient care เพื่อลดระยะเวลาการรอคอย และพัฒนาคุณภาพการบริการใหมี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น วัตถุประสงค์1. เพื่อลดระยะเวลาการรอคอย 2. เพื่อเพิ่มความพึงพอใจของผูรับบริการ 3. ผูปุวยโรคไมติดตอ เรื้อรังควบคุมโรคไดดี วิธีด าเนินการ 1. ลงทะเบียนดวยระบบ k-os ดวยตนเองแทนการใชบัตรคิว 2. มีระบบ triage เพื่อคัดแยก ผูปุวย ใชระบบดิจิตอลแสดงผลคา v/s เชื่อมเขากับระบบ Hos XPเพื่อความถูกตอง รวดเร็ว 3. ยกเลิกแฟูม คนไข ใช Hos Xp พัฒนาระบบการเก็บขอมูล 4. ยกเลิกการนัดตามหมูบาน นัดตามวันเป็นกลุม 5. ปรับ ระบบเป็น Case method or total patient care 6. ปรับสมุดประจ้าตัวใหมีขนาดใหญขึ้น ใชแถบสี ลดการ บันทึก สื่อสารขอมูลเขาใจงาย 7.ประชุมวิเคราะห์พัฒนางานเป็นประจ้าทุก 3 เดือน ผลการศึกษา 1. ระยะเวลารอคอยตั้งแตลงทะเบียนถึงรับยากลับบาน ปี 2563-2566 คือ 4 ชม 33 นาที,4 ชม 52นาที 5 ชม12 นาที และ3 ชม 4 นาที 2. ระยะเวลารอคอยจุดบริการคลินิกโรคไมติดตอเรื้อรัง ปี 2563- 2566 คือ 2 ชม 6 นาที,2 ชม12นาที 2 ชม36 นาที และ1 ชม 22 นาที 3. ความพึงพอใจของผูรับบริการ ปี 2563-2566 รอยละ 74.40,76.20,75.42 และ 86.76 4. รอยละผูปุวยเบาหวานควบคุมระดับน้้าตาลไดดี ปี 2563-2566 คือ33.39,30.72,35.10 และ 34.8 5. รอยละผูปุวยความดันโลหิตสูงที่ควบคุมระดับความดันไดดี ปี2563-2566 คือ 39.72,59.76,55.30 และ 56.71 ข้อเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้ระบบ lean สามารถลดระยะเวลารอคอยได ท้าใหการบริการมี ประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น โดยรูปแบบ Case method or total patient care ท้าใหไดขอมูลที่เชื่อมโยงและ ตอเนื่อง สรางความตระหนักในการดูแลตัวเองของผูปุวย และท้าใหมีการบริหารทรัพยากรบุคคลในการ ปฏิบัติงานใหมีประสิทธิภาพ มีศักยภาพในการท้างาน ส าคัญ :Lean ,ระยะเวลารอคอย ,การดูแลแบบ Case method or total patient care
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 88 O4.12 การน าแนวคิด LEAN พัฒนาระยะเวลารอรับยาผู้ปุวยนอก ระเวียง แฉลมไธสง โรงพยาบาลคูเมือง บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: งานบริการจายยาผูปุวยนอก พบผูปุวยรอรับยานาน ปี2563-2565 ระยะเวลารอรับยา= 26.58, 44.25, 30.03 นาที ไดมีการปรับกระบวนการ Process ใหม โดยทีมสหวิชาชีพ ชวยปรับชวงเวลาคัดกรองผูปุวยเร็วขึ้น มีแพทย์ออกตรวจ 08.30 น.ทุกวัน กระจายนัดเป็นชวงเวลาและ จ้ากัดจ้านวนนัดผูปุวยในแตละวันและแตละคลินิก การสงตอผูปุวยโรคเรื้อรังไปรับยาตอเนื่องที่ รพ.สต.ใกล บาน ผูปุวยหรือญาติรับยากลับบานเร็วขึ้น และไดน้ากระบวนการใหบริการมาวิเคราะห์ขอมูล พบวา กระบวนการใหบริการของหองยา มีหลายขั้นตอน การจัดสิ่งแวดลอมไมสะดวกตอการท้างาน ผูรับบริการ รอนานในชวงระยะเวลาเรงรีบ จึงไดมีการใชแนวคิด LEAN มาวิเคราะห์กระบวนการท้างาน เพื่อลดแออัด ลดขั้นตอน ลดระยะเวลารอคอย โดยไดมาตรฐานและเกิดความปลอดภัย จึงเพิ่มชองทางผูปุวยรอรับยาทาง ไปรษณีย์ ลด Peak load คนไขในชวงเวลาเรงดวน วัตถุประสงค์การศึกษา: เพื่อลดระยะเวลารอคอย ลด Peak load มีความปลอดภัย ไดมาตรฐาน วิธีการด าเนินการ: มีระบบคิวของผูปุวยนอก หองLab และคิวของหองยา แบงกลุมรับยาเป็น 3 กลุม คือ ผูปุวยยานอย/ดวน ,ผูปุวยทั่วไป และผูปุวยโรคเรื้อรัง แยกหองยานอกและยาใน อบรมบุคลากรเรื่องLEAN วิเคราะห์ DOWNTIME ปรับสิ่งแวดลอมภายในหนวยงาน จัดเรียงยาตามตัวอักษร ปริ้นสติ๊กเกอร์ยาเรียง ตามตัวอักษร เพิ่มการสงยาทางไปรษณีย์แบบ Next Day มีกระบวนการพบเภสัชกรใหค้าแนะน้ากอน กลับบานในกลุมรับยาทางไปรษณีย์ เพื่อใหมั่นใจวาผูปุวยจะไดรับยาตามมาตรฐาน และมีมีระบบ Tracking เพื่อใหมั่นใจวาผูปุวยไดรับยา ผลการศึกษา: ปี 2564-2566 ระยะเวลาในการรอรับยาเฉลี่ย เปูาหมาย < 30นาที = 44.25 , 30.03 และ 25.45 นาที อัตราความพึงพอใจของผูรับบริการ เปูาหมาย > 80% = 87.44,87.59และ88.21 จ้านวน ผูปุวยแพยาซ้้า = 3 , 0 และ 0 ปี2565- 2566 ระยะเวลาในการจัดยาทางไปรษณีย์55.35 ,46.40 นาที ตามล้าดับ ,อัตราการไดรับยาทางไปรษณีย์ตามระยะเวลาปี 2565 = 6.55 ชั่วโมง – 9.55 ชั่วโมง ปี 2566 = 5.33 ชั่วโมง – 7.33 นาทีตามล้าดับ บุคลากรในหองยามีความพึงพอใจในชวงเวลา Peak load สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: การพัฒนาระบบงานเพื่อลดระยะเวลารอรับยาผูปุวยนอก และ เกิดความถูกตอง ปลอดภัย มีการแบงผูปุวยรับยา 3 กลุม คือผูปุวยยานอย/ดวน ,ผูปุวยทั่วไป และผูปุวยโรค เรื้อรัง และการใชแนวคิดLEAN ท้าใหเกิดการปรับระบบงาน ลดขั้นตอน ลด Peak load ในชวงเวลาเรงรีบ การสงยาทางไปรษณีย์ในผูปุวยโรคเรื้อรังที่มีผลการรักษาคงที่ การท้างานรวมกับทีมสหวิชาชีพท้าใหเรียนรู ขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ตองประสานงานท้ารวมกันเพื่อลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นได ค าส าคัญ: LEAN , DOWTIME , Next Day , Tracking
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 89 O4.13 การพัฒนาคลินิกวัณโรค ด้วยแนวคิด LEAN ลดารัตน์ เอี่ยมไธสง โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติสมเด็จยา 100 ปี บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : วัณโรคเป็นปัญหาสาธารณสุขที่ส้าคัญ เป็นสาเหตุของการปุวยและเสียชีวิตในหลาย ประเทศทั่วโลก ประเทศไทยมีอัตราปุวยวัณโรครายใหมสูงกวาคาเฉลี่ยของโลก 1.3 เทา สถิติผูปุวยวัณโรคในอ้าเภอ เมืองยาง ปี 2563-2565 มีจ้านวน 39,17 และ 16 ราย ตามล้าดับ อัตราการรักษาผูปุวยวัณโรครายใหมส้าเร็จ คิดเป็น รอยละ 79,82 และ 75 ตามล้าดับ ซึ่งยังไมบรรลุตัวชี้วัดของส้านักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา คือ รอยละ 88 จึงมีการวิเคราะห์ผลงานและสอบถามผูปุวยในคลินิกวัณโรค มีขอเสนอแนะวา รอนาน ไดตรวจชาและมีหลายขั้นตอน ในการรับบริการ งานคลินิกวัณโรคจึงท้าการตามรอยขั้นตอนการใหบริการของคลินิกวัณโรค โดยการน้า แนวคิด Lean มาใชในการพัฒนาและลดขั้นตอนการใหบริการ เพื่อใหผูปุวยวัณโรคไดรับการบริการรวดเร็วขึ้น ลดการแพรเชื้อ และพึงพอใจ วัตถุประสงค์การด าเนินการ : เพื่อลดขั้นตอนการรับบริการของผูปุวยในคลินิกวัณโรคนอยกวา 160 นาที วิธีการด าเนินการ : ใชเครื่องมือ Lean Process คือ วิเคราะห์ความสูญเปลาดวย DOWNTIME และแผนที่สายธาร แหงคุณคา (Value Stream Mapping) จากการวิเคราะห์ความสูญเปลาดวย DOWNTIME พบวา DOWNTIME คือ Waiting ขั้นตอนที่รอคอยมากที่สุด คือการรอตรวจเสมหะ แผนที่สายธารแหงคุณคา (Value Stream Mapping) พบวาระยะเวลาเฉลี่ยในการใหบริการทั้งสิ้น 160 นาที ขั้นตอนที่รอคอยมากที่สุด คือการรอตรวจเสมหะมีระยะเวลา เฉลี่ย 60 นาที เพื่อเป็นการลดระยะเวลารอคอยของผูรับบริการ ใหเจาหนาที่ออกไปเก็บเสมหะมาตรวจกอนวันนัด โดยที่ผูปุวยไมตองน้าเสมหะมาตรวจในวันที่มารับบริการ ใหยื่นบัตรตรวจที่คลินิกวัณโรค พบแพทย์ ฟังผลเสมหะ รับ ยา กลับบาน ผลการด าเนินการ : กอนการพัฒนาระยะเวลาเฉลี่ยในการใหบริการ 70 นาที ระยะเวลาเฉลี่ยในการรอคอย 90 นาที รวมระยะเวลาเฉลี่ยทั้งสิ้น 160 นาที โดยขั้นตอนที่รอคอยมากที่สุด คือการรอตรวจเสมหะใชเวลา 60 นาที หลังการ พัฒนาดวยแนวคิด Lean ระยะเวลาเฉลี่ยในการใหบริการ 70 นาที ระยะเวลาเฉลี่ยในการรอคอยเหลือ 30 นาที รวม ระยะเวลาเฉลี่ยทั้งสิ้น 100 นาทีจากการน้าแนวคิด Lean มาลดขั้นตอนการรับบริการสูการเปลี่ยนแปลง ปัจจุบัน ผูปุวยใชเวลาในการรับบริการเพียง 1 ชั่วโมง 40 นาทีรอยละความพึงพอใจของผูปุวยวัณโรค คือ รอยละ 95 อัตรา ความส้าเร็จการรักษาผูปุวยวัณโรครายใหม คือ รอยละ 90 สรุปการด าเนินการและการน าไปใช้ประโยชน์ : การพัฒนางานคลินิกวัณโรค ดวยแนวคิด LEAN เป็นการคนหา ความสูญเปลาและเปลี่ยนใหเป็นคุณคาที่ผูรับบริการตองการ ผสมผสานอยางลงตัวระหวางแนวคิด กิจกรรม และ วิธีการใหมที่ผานการสื่อสาร ทบทวน และการยอมรับการเปลี่ยนแปลง ท้าใหการด้าเนินงานบรรลุผลส้าเร็จตาม เปูาหมายที่ตั้งไว น้าไปสูการยกระดับการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ ผูปุวยมีความพึงพอใจ ท้าใหความส้าเร็จในการ รักษาผูปุวยวัณโรคเพิ่มขึ้น และไดประกันเวลาในการตรวจ คือ 100 นาที ค าส าคัญ : Lean/การตรวจเสมหะ/คลินิกวัณโรค
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 90 O4.14 การประยุกต์ใช้แนวคิด lean เพื่อพัฒนาระบบบริการสุขภาพทุกกลุ่มวัยในศูนย์การค้า ภัสสรา นรารักษ์ โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสีมา ความเป็นมาและความส าคัญ ปัญหาดานพฤติกรรมสุขภาพไมพึงประสงค์เป็นปัญหาที่พบในประชาชนทุกกลุมวัย สวนบริการดาน สุขภาพที่จ้าเป็นมักแออัดอยูในโรงพยาบาล องค์กรบริการสุขภาพที่ยั่งยืน(Sustainable Healthcare Organization) ควรเป็นระบบที่มีคุณภาพ ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ เป็นธรรมและมีสวนรวมในการตัดสินใจ ศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสีมารวมกับศูนย์การคาภายในจังหวัด จัดตั้งหนวยบริการในศูนย์การคาปี 2544 ประยุกต์ใชแนวคิด lean เพื่อพัฒนาระบบบริการสุขภาพทุกกลุมวัย ปรับปรุงมาอยางตอเนื่องจนถึงปัจจุบัน Lean ระบบ ก้าจัดความสูญเปลา (Waste)เพื่อใหเกิดคุณคา (Value) แกประชาชน ยึดถือประชาชนเป็นศูนย์กลางเนน Person-centred Care ออกแบบระบบบริการที่เนนการเขาถึงงาย สะดวก รวดเร็ว ครอบคลุมสิทธิประโยชน์ แบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One stop service) วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพประชาชนทุกกลุมวัยใหไดรับบริการที่ สะดวก รวดเร็ว ตอบสนองความตองการ สรางความรอบรูดานสุขภาพและมีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม วิธีการด าเนินการ คนหา waste เปลี่ยนเป็น Value ที่ผูรับบริการตองการ ไดแก หาจุดบกพรองของงาน ตัด กระบวนการที่ไมจ้าเป็น ลดขั้นตอน ก้าหนดคุณคาจากมุมมองผูรับบริการ น้าเทคโนโลยีมาใช พัฒนาแนวทางและ เครื่องมือทางการแพทย์ที่สรางความสะดวก ปรับกระบวนการดูแลเนน Person-centred Care ออกแบบระบบ บริการที่เนนการเขาถึงงาย สะดวก รวดเร็ว ครอบคลุมสิทธิประโยชน์ แบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One stop service) พัฒนาสมรรถนะบุคลากรเพิ่มประสิทธิภาพในการท้างาน ผลการศึกษา สามารถอ้านวยความสะดวก เพิ่มการเขาถึงดานการสงเสริมสุขภาพของประชาชนกวา100,000ครั้ง ผูรับบริการรายเกาเพิ่มขึ้น34.5%ในปี65และ135% (2.4เทา)ในปี66 ผูรับบริการรายใหมเพิ่มขึ้น37%ในปี65และ94% ในปี66 ลดขั้นตอนและระยะเวลารอคอย จาก9ขั้นตอนเหลือ4 ขั้นตอนและใชเวลาเดิมเฉลี่ย 59 นาที เหลือเฉลี่ย เพียง 21 นาที ภาคีเครือขายมีสวนรวมในการด้าเนินการสามารถประหยัดงบประมาณเฉลี่ย 1,722,000 บาท/ปี มี หนวยงานมาศึกษาดูงานและขยายผลน้ารูปแบบบริการไปปรับใช ลดการใชทรัพยากร ประชาชนลดคาใชจายในการ เดินทางเขารับบริการในโรงพยาบาล สรางคุณคาทางดานจิตใจใหกับประชาชน ระดับความพึงพอใจของประชาชนตอ บริการเพิ่มขึ้น จากรอยละ 85 ในปี 2558 เป็นรอยละ 99.5 ในปี 2565 และปี66 ความพึงพอใจดานผลการใหบริการ ในภาพรวมไดแกบริการที่ตรงกับความตองการ การรักษาที่คุมคาคุมประโยชน์เทากับคาเฉลี่ย 4.7 (มากที่สุด) ผูรับบริการวัยท้างานที่มีอายุ 25-59 ปีมีความรอบรูดานสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพเพิ่มขึ้น สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ การประยุกต์ใชแนวคิด lean สามารถพัฒนาระบบบริการสุขภาพ ประชาชนทุกกลุมวัยใหไดรับบริการที่สะดวก รวดเร็ว ตอบสนองความตองการมากขึ้น สามารถน้าไปประยุกต์ใชไดทุก องค์กร เนื่องจากเป็นการปรับปรุงกระบวนการที่เป็นระบบ ลดและขจัดความสูญเปลา ลดระยะเวลา เพิ่มความ ปลอดภัย สรางคุณคาและการมีสวนรวมของทีมงาน ค าส าคัญ : แนวคิด Lean,waste,Value,Person-centred Care
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 91 O4.15 พัฒนารูปแบบการติดตามการแจ้งเตือนอุณหภูมิตู้เย็น เครือข่าย อ าเภอปากช่อง (Temperature Alert System) ภก. อุดม มะลิงาม โรงพยาบาลปากชองนานา จ.นครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2565 กลุมงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลปากชองนานา จัดท้า โครงการ “จัดหาเครื่องวัดอุณหภูมิตูเย็นพรอมระบบการแจงเตือนทั้งเครือขายอ้าเภอปากชอง” โดยไดมีการจัดซื้อ เครื่องที่เรียกวา “Smart Drug Temp โดยมีการแจงเตือนของระบบ แบงออกเป็น 2 แบบ ดังนี้1. การแจงเตือนตาม เวลา ไดแก การแจงเตือนในเวลากอนท้างาน ไดแก เวลา 8.00 น. และ กอนเวลาเลิกงาน ไดแก 16.00 น. ของทุก วัน เพื่อตรวจสอบอุณหภูมิตูเย็นวามีอยูในสถานะใด และเป็นการชดเชยการที่เจาหนาที่ตองลงขอมูลในเอกสารเดิมทุก เชา เย็น และเพื่อเป็นการปูองกันการท้างานของเครื่องวัดอุณหภูมิไมท้างาน 2. การแจงเตือนเมื่ออุณหภูมิอยูนอกชวง เปูาหมาย ไดแก การแจงเตือนอุณหภูมิ ที่อยูนอกชวงเปูาหมายที่ก้าหนด 2-8 องศาเซลเซียส พบปัญหาคือ มีการแจง เตือนอุณหภูมิที่อยูนอกชวง 2-8 องศาเซลเซียส ในกลุม Line แตไมมีการแกไขหรือติดตามหรือด้าเนินการอยางไร สงผลเสียคือพบอุบัติการณ์ วัคซีนเสื่อมสภาพจากอุณหภูมิสูงถึง 17 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 6-7 ชั่วโมง มูลคาความ สูญเสียประมาณ 17,981.82 บาท โดยสาเหตุเกิดจากปิดฝาตูเย็นไมสนิท และไมมีผูตรวจสอบดูแล ซึ่งเหตุการณ์เกิด ชวงนอกเวลาราชการ ดังนั้นผูศึกษาจึงตระหนักถึงความส้าคัญของระบบการแจงเตือนอุณหภูมิตูเย็น เพื่อลดมูลคาการ สูญเสียของวัคซีน และเห็นวาตนทุนของการปูองกันถูกกวาการแกไขเสมอ จึงจัดท้าโครงการ พัฒนารูปแบบการ ติดตามการแจงเตือนอุณหภูมิตูเย็น เครือขาย อ้าเภอปากชอง (Temperature Alert System) วัตถุประสงค์ 1. เพื่อหาแนวทางการติดตามการแจงเตือนอุณหภูมิที่มีประสิทธิภาพ 2. เพื่อก้าหนดมาตรฐานการ ปฏิบัติงาน (Standard Operating Procedure) 3. เพื่อปูองกันการเสื่อมสภาพของวัคซีน วิธีการด าเนินการ การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีสวนรวมในพัฒนาระบบการติดตามและเก็บขอมูลจากผูปฏิบัติงาน โดยใช google form และแสดงผลบน Webapp ในรูปแบบของ Dashboard ผลการด าเนินการ หลังจากพัฒนาระบบการติดตามการแจงเตือน พบวา การแจงเตือนนอยลงจาก 15,913 ตอปี หรือ 1,447 ครั้งตอเดือน หรือ 48 ครั้งตอวัน เหลือเฉลี่ย 8.52 ครั้งตอวัน ลดลงคิดเป็นรอยละ 82.25 การตอบสนองตอ การแจงเตือน ซึ่งหมายถึงการแกไขปัญหาและการจัดการผาน google form พบ 27 ครั้ง จากทั้งหมด 106 ครั้ง คิด เป็นรอยละ 25.47 ยังพบการแจงเตือนในสภาวะอุณหภูมิปกติ เนื่องจากการรีเซ็ตระบบจากเครื่องวัดอุณหภูมิ 184 ครั้ง หรือเฉลี่ย 5.25 ครั้งตอวันและไมพบอุบัติการณ์การเสื่อมสภาพของวัคซีน สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์จากการพัฒนารูปแบบการติดตามการแจงเตือนอุณหภูมิแสดงใหเห็นวา สามารถลดการแจงเตือนที่ไมจ้าเป็น และน้าไปก้าหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานทั้งในและนอกเวลาราชการ ลดมูลคา การสูญเสียจากการเสื่อมสภาพของวัคซีนไดรวมถึงน้าผลการด้าเนินงาน เสนอตอผูบริหาร เพื่อก้าหนดนโยบายเชิง ปฏิบัติตอไป ค าส าคัญ : พัฒนารูปแบบการติดตามการแจงเตือน, อุณหภูมิตูเย็น, เครือขาย อ้าเภอปากชอง
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 92 มหกรรมคุณภาพ HACC Forum นครชัยบุรินทร์ครั้งที่ 16 “Growth Mindset for Better Healthcare System” ในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 08.30-17.00 น. ณ โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา Oral Presentation กลุ่มที่ 5 Innovation /Technology จ านวน 17 เรื่อง น าเสนอ วันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 เวลา 14.30-18.30 น ห้องแกรนด์บอลรูม ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ หมาย เหตุ 1 14.30 - 14.40 น. นวัตกรรม “Feeder for Safe and Save (Safe Person Safe Patient and Save Cost)” นางณิชาภา แพทย์เกาะ ศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสีมา นครราชสีมา 044-305132 2 14.40 - 14.50 น. นวัตกรรม "Shield Gonad" (อุปกรณ์ก้าบังรังสีบริเวณ อวัยวะสืบพันธ์ุ) นางกัญรัสมิ์ ส้าราญ โรงพยาบาลหนอง กี่ บุรีรัมย์ 089-7171698 3 14.50 - 15.00 น. Smart OAS ลดระยะเวลา การเขาถึงในผูปุวยจิตเวช ฉุกเฉินและผูใชสารเสพติดที่มี พฤติกรรมกาวราวรุนแรงใน ครอบครัวหรือชุมชน นายพงศ์กรณ์ ภัทราวัฒนสิน โรงพยาบาล นางรอง บุรีรัมย์ 088-4689209 4 15.00 - 15.10 น. นวัตกรรม “เข็มทิศพิชิตลม รอน” (Heatstroke Compass) รอยเอกพงศธร ประสานวงศ์ โรงพยาบาล คายวีรวัฒน์โยธิน สุรินทร์ 089-5844975 5 15.10- 15.20 น นวัตกรรมทางการพยาบาล หักโหด “keep cut” นางสาวกษมล ดวงสมสา และ นางสาวพัฒนา พอคา โรงพยาบาล สุรินทร์ สุรินทร์ 095- 19693145 6 15.20 - 15.30 น. นวัตกรรม "ถังปั่นบริหารมือ" นางสาวปาณิศา เลิศพิริยะสกุล กิจ ศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสีมา นครราชสีมา 084-5888710 7 15.30 - 15.40 น. Line Notify Rabies Control นายยศธร จันทร์โสม โรงพยาบาล เขวาสินรินทร์ สุรินทร์ 086-8759401 8 15.40 - 15.50 น. การพัฒนาโปรแกรม Mtele นายจิตติศักดิ์ ค้าตัน โรงพยาบาล มหาราช นครราชสีมา นครราชสีมา 099-2492895 9 15.50 - 16.00 น. การใหบริการเภสัชกรรม ทางไกล (Tele-Pharmacy) ในผูปุวยมะเร็งเตานม นางสาวสุมีน ตรา พรหมเทศ โรงพยาบาล มหาราช นครราชสีมา นครราชสีมา 095-3249159 10 16.00 - 16.10 น. การพัฒนาระบบบริการ การ รักษาผูปุวยโรคมะเร็งดวย ระบบ Tele health นางสาววรา ภรณ์ มะลิวัน โรงพยาบาล มหาราช นครราชสีมา นครราชสีมา 088-5698809 11 16.10 - 16.20 น. Language Box (กลองเสริม ภาษาวัยเด็ก) นายอดิศร เสมอภาค โรงพยาบาลบาน กรวด บุรีรัมย์ 088-1082962
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 93 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ หมาย เหตุ 12 16.20 - 16.30 น. Update X-RAY Positioning Chart 2023 นางรัติกรณ์ พัฒนแสง โรงพยาบาล มทส นครราชสีมา 063-1561646 13 16.30 - 16.40 น. การใช Sigma matrics มา ประยุกต์ใชในการควบคุม คุณภาพการตรวจวิเคราะห์ ไทรอยด์ดวยเครื่อง Cobas e411 กลุมงานเทคนิค การแพทย์ โรงพยาบาลสีคิ้ว นางสาวณัฐจุรี สุกอง โรงพยาบาลสีคิ้ว นครราชสีมา 085-6613057 14 16.40 - 16.50 น. นวัตกรรม โปรแกรมลา ออนไลน์ โรงพยาบาลสีคิ้ว นายอภิรัฐ ภู เอี่ยม โรงพยาบาลสีคิ้ว นครราชสีมา 085-6613057 15 16.50 - 17.00 น. การพัฒนาแอพพลิเคชั่น Glide app เพื่อตรวจสอบ การพรอมใชเครื่องมือแพทย์ หอผูปุวยใน โรงพยาบาลวังน้้า เขียว นางสาวชัชฎา กร แกวสุวรรณ์ โรงพยาบาลวังน้้า เขียว นครราชสีมา 0902625547 16 17.00 - 17.10 น. สื่อการสอนผูปุวย โรคเบาหวานที่ล้้าสมัยโดย ภาพเสมือนจริงผานแวน VR นายธนิศศักดิ์ ทวีโคตร โรงพยาบาลชัยภูมิ ชัยภูมิ 0983288522 17 17.10 - 17.20 น. การพัฒนารูปแบบการดูแล ผูปุวยที่บานดวยนวตกรรม แอพพลิเคชั่นโฮมวอรด์ โฮม ใจ โรงพยาบาลสมเด็จพระ ยุพราชบานดุง จังหวัด อุดรธานี โดยปัญญาประดิษฐ์ CHATGPT นางสรารัตน์ สุ มาศรี โรงพยาบาล สมเด็จพระยุพราช บานดุง จังหวัด อุดรธานี อุดรธานี
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 94 O5.1 นวัตกรรม Feeder for Safe and Save (Safe Person Safe patient and save Cost) ณิชาภา แพทย์เกาะ โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ จากปัญหาบุคลากรไมเพียงพอตอการดูแลผูปุวยที่ใหอาหารทางสายยางทางจมูก และขาดงบประมาณ จัดซื้อชุดอุปกรณ์ใหอาหารทางสายยางทางจมูกส้าเร็จรูป ที่มีราคาแพง และเป็นวัสดุสิ้นเปลือง รวมทั้งบุคลากรและ ผูดูแล ประสบปัญหาทางดานรางกาย เชน ปวดแขน ปวดหลัง ปวดเอว และปวดขา จากการยืนนาน ขณะใหอาหาร ทางสายยาง ปัญหาดานจิตใจ เชน เครียด เหนื่อยลา และสงผลกระทบตอความปลอดภัยของผูปุวย เชน อาหารหกใส ผูปุวย เสี่ยงตอการส้าลัก และกระบอกแกวใหอาหารตกแตก เป็นตน งานผูปุวยใน ไดเห็นความส้าคัญของปัญหาดังกลาว จึงไดคิดคนนวัตกรรม “Feeder for Safe and Save” เพื่อชวยลดปัญหาสุขภาพทางดานรางกายและจิตใจของบุคลากรและผูดูแลผูปุวย ชวยลดปัญหาคาใชจายใน การจัดซื้ออุปกรณ์ในการใหอาหารทางสายยางทางจมูก และชวยสรางความปลอดภัยแกผูปุวย สงผลตอคุณภาพชีวิต ของบุคลากร ผูดูแล และผูปุวย ใหสามารถอยูรวมกันในครอบครัวและสังคมไดอยางมีความสุขมากขึ้น วัตถุประสงค์เพื่อออกแบบ พัฒนานวัตกรรมการใหอาหารทางสายยางทางจมูกแกผูปุวย ใหเกิดความสะดวก ปลอดภัยตอสุขภาพของบุคลากร ผูดูแล และผูปุวย และลดคาใชจายในการจัดซื้ออุปกรณ์ วิธีการด าเนินการ รูปแบบการศึกษา เป็นการพัฒนานวัตกรรม ประกอบดวย 4 ขั้นตอน คือ 1) คนหาปัญหาจากการ ใหอาหารทางสายยางทางจมูกของบุคลากรและผูดูแลผูปุวย 2) วิเคราะห์ปัญหาและออกแบบนวัตกรรม 3) ทดลองใช นวัตกรรมกับกลุมบุคลากรและผูดูแลผูปุวย และปรับปรุงขอบกพรอง 4) น้านวัตกรรมไปใชจริงกับผูปุวย กลุมตัวอยาง คือ บุคลากร ผูดูแลผูปุวยที่ใหอาหารทางสายยางทางจมูกมารับการรักษาที่ตึกผูปุวยใน โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสีมา จ้านวน 35 คน คัดเลือกกลุมตัวอยางแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใชศึกษา คือ แบบ ประเมินความพึงพอใจตอการใชนวัตกรรม และแบบสอบถามปัญหาสุขภาพของบุคลากรและผูดูแล เก็บรวบรวม ขอมูล โดยวิธีสัมภาษณ์กลุมตัวอยาง วิเคราะห์ขอมูล โดยการหาคาเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์เนื้อหาและ คาใชจายเปรียบเทียบกอนและหลังการใชนวัตกรรม ผลการศึกษา หลังใชนวัตกรรม กลุมตัวอยางมีความพึงพอใจในการใชนวัตกรรม ระดับมากที่สุด(̅ = 4.65, S.D = 0.58) รอยละ 95 ของกลุมตัวอยาง รูสึกสุขสบาย ลดปัญหาสุขภาพ รูสึกปลอดภัยมากขึ้น และสามารถลดคาใชจาย ในการจัดซื้อ อุปกรณ์ใหอาหารทางสายยางทางจมูก ประมาณ 4,095 บาทตอปี หรือคิดเป็นรอยละ 86.30 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ นวัตกรรมฯ ชวยใหกลุมตัวอยางเกิดปัญหาสุขภาพขณะใหการดูแลลดลง เกิดความปลอดภัยตอผูปุวย และสามารถลดคาใชจายได สามารถผลิตและน้าไปจ้าหนายใหผูดูแลผูปุวยในราคาที่ถูก เพื่อน้าไปใชงานตอเนื่องที่ บาน และสามารถพัฒนาเป็นแนวปฏิบัติทางการพยาบาล การใหอาหารทางสายยางทางจมูก และจัดท้าเป็น R2R หรือ งานวิจัยในอนาคต ค าส าคัญ : การใหอาหารทางสายยางทางจมูก, ผูดูแล, ผูปุวยที่มีปัญหาการกลืน
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 95 O5.2 ชื่อเรื่อง Shield Gonad (อุปกรณ์ก าบังรังสีบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์) กัญรัสมิ์ ส้าราญ หน่วยงาน รังสีวิทยา โรงพยาบาลหนองกี่ บทคัดย่อ กลุมงานรังสีวิทยา โรงพยาบาลหนองกี่ ใหบริการถายภาพรังสีผูปุวยเด็ก ในปีงบประมาณ 2565 จ้านวน 2,730 ราย จากจ้านวนผูปุวยทั้งหมด 15,516 ราย คิดเป็นรอยละ 17.59 แสดงวาการที่ผูปุวยเด็กตอง ไดรับรังสีจากการวินิจฉัยโรคและอวัยวะขางเคียงก็ตองไดรับรังสีเชนกัน การทบทวนปัญหาและคนหาสาเหตุ พบวาผูปุวยรอยละ 90 ไมไดรับการก้าบังรังสีบริเวณอวัยวะใกลเคียง และยังขาดอุปกรณ์ก้าบังรังสีบริเวณ อวัยวะสืบพันธุ์รูปแบบการสอนที่ท้าใหผูปุวยและเจาหนาที่เขาใจ ตระหนักถึงความส้าคัญในการปูองกันรังสี และผลขางเคียงจากการไดรับรังสีในผูปุวยเด็ก จึงประดิษฐ์อุปกรณ์Shield Gonad (อุปกรณ์ก้าบังรังสีบริเวณ อวัยวะสืบพันธุ์) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปูองกันและก้าบังรังสีใหกับผูปุวยเด็ก ในต้าแหนงอวัยวะสืบพันธุ์ไมให ไดรับรังสี นวัตกรรม Shield Gonad (อุปกรณ์ก้าบังรังสีบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์) พัฒนาจากจากเสื้อตะกั่วเกาที่ ไมไดใชงาน แตยังมีประสิทธิในการปูองกันรังสีได ประดิษฐ์ขึ้นจากวัสดุของเสื้อตะกั่วท้าใหมีตนทุนต่้า ใชงาน สะดวก วิธีการประดิษฐ์ 1)น้าเสื้อตะกั่วไปถายภาพรังสีอานผลจากภาพ ไมมีรอยแตกราว 2)ตัดเสื้อตะกั่ว บริเวณที่ท้าการทดสอบ เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม กวาง 25 ซม.ยาว 20 ซม. 3) เย็บหุมขอบดวยผา 4)ติดสายรัด ดานขางซาย-ขวา ปรับขนาดได คาวัสดุตัดเย็บ 50 บาทตอชิ้น วิธีการใชงาน น้าแผนนวัตกรรมมาวางทับปิด อวัยวะสืบพันธุ์ผูปุวยเด็ก คาดสายใหพอดีกับรอบเอวผูปุวย แลวท้าการเอกซเรย์ การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือโดยผูเชี่ยวชาญ จากศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์เขต 9 ไมพบ ปริมาณรังสีทะลุผาน เทากับ 0 และทดลองใชกับกลุมตัวอยาง 80 ราย ระหวาง 1 ตุลาคม 2565 – 30 เมษายน 2566 เป็นกลุมทดลอง 53 ราย ไดใชนวัตกรรม Shield Gonad (อุปกรณ์ก้าบังรังสีบริเวณอวัยวะ สืบพันธุ์) และกลุมที่ตองไดรับการก้าบังรังสีจ้านวน 53 ราย พบวากลุมทดลองใชสามารถปิดอวัยวะสืบพันธุ์ ได โดยไมมีรังทะลุผาน ซึ่งสอดคลองดานความปลอดภัย การปูองกันอันตรายจากรังสี จากกลุมควบคุมอยาง มีนัยส้าคัญ ค าส าคัญ: Shield Gonad เสื้อตะกั่ว การปูองกันอันตรายจากรังสี ดานความปลอดภัย
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 96 O5.3 Smart OAS ลดระยะเวลาการเข้าถึงในผู้ปุวยจิตเวชฉุกเฉิน และผู้ใช้สารเสพติด ที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงในครอบครัวหรือชุมชน พงศ์กรณ์ ภัทราวัฒนสิน กลุมงานจิตเวชและยาเสพติด โรงพยาบาลนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ปัจจุบันจ้านวนผูปุวยทางโรคจิตทุกกลุมมีแนวโนมเพิ่มจ้านวนมากขึ้น ปี 2565 มีจ้านวนผูเขารับการ รักษาอาการทางจิตหรือเป็นผูปุวยโรคจิต จ้านวนถึง 2,687,610 คน คิดเป็นรอยละ 4.04 ของประชากรทั้ง ประเทศ ในจังหวัดบุรีรัมย์ จ้านวนผูเขารับการรักษาอาการทางจิตหรือเป็นผูปุวยโรคจิตจ้านวน 78,283 คน คิดเป็นรอยละ 4.96 จากประชากร 1,579,805 คน อ้าเภอนางรองพบผูเขารับการรักษาอาการทางจิตหรือเป็น ผูปุวยโรคจิต จ้านวน 5,083 คน คิดเป็นรอยละ 4.47 จากประชากร 113,743 คน อ้าเภอนางรองแบงพื้นที่ 15 ต้าบล 188 หมูบาน พบวามีเป็นผูปุวยจิตเวชผูปุวยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงตอการกอความรุนแรง จ้านวน 1,020 คน และผูปุวยที่ใชสารเสพติดที่มีอาการทางจิต 58 คน และเคยกอเหตุรุนแรงหรือแสดงพฤติกรรม กาวราวรุนแรงในครอบครัว และสรางความเดือนรอนในชุมชนบอยครั้ง การเขาถึงชวยระงับเหตุที่รวดเร็วและ มีทักษะการสื่อสารจะชวยลดความรุนแรงอีกทั้งลดผลกระทบในวงกวางไดจากการจดบันทึกการออกเหตุออก ในผูปุวยจิตเวชฉุกเฉินของตึกอุบัติเหตุโรงพยาบาลนางรอง พบ เฉลี่ยอยูที่ 2.30 – 4.30 ชั่วโมง วัตถุประสงค์ประสงค์การศึกษา 1) เพื่อใหเครือขายใชเครื่องมือ แอพพลิเคชั่นสมาร์ท โอเอเอส ในการแจง เหตุไดถูกตอง 2) เพื่อใหเครือขายเขาใจบทบาทหนาที่ตนเอง 3) เพื่อลดขั้นตอนในการติดตอประสานงาน หนวยงานที่เกี่ยวของและลดระยะเวลาการรอคอย วิธีการด าเนินการ 1) สรางแอพพลิเคชั่นสมาร์ท โอเอเอส 2) สราง ไลน์ออฟฟิตเชียล แอ็คเคาท์ 2) จัดอบรม ประชุมเชิงปฏิบัติการการใช แอพพลิเคชั่นสมาร์ท โอเอเอส 4) จัดตั้งทีมเขาประเมินสถานการณ์ของผูปุวยจิต เวช 5) ท้าบันทึกความเขาใจ หรือ เอ็มโอยู ผลการศึกษา ใชเกณฑ์พฤติกรรมกาวราวรุนแรง มี 3 ระดับ ในการออกเหตุกึ่งเรงดวน = 1 คะแนน เรงดวน = 2 คะแนน และฉุกเฉิน = 3 คะแนน จะเห็นไดวาหลังจากที่จัดท้าโครงการและเปิดใช แอพพลิเคชั่นสมาร์ท โอเอเอส พบวากาเขาถึงผูปุวย จิตเวชที่เป็นกลุมฉุกเฉิน = 3 คะแนน หมายถึงผูปุวยมีพฤติกรรมกาวราว รุนแรง ที่ไมสามารถควบคุมตนเองไดจนเกิดอันตรายตอตนเอง หรือผูอื่น หรือทรัพย์สิน ซึ่งจะถูกจัดอยูในกลุม หนักมาก ตองจัดการทันทีทันใด ใชเวลาเร็วขึ้นเป็น 7-10 เทา สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์1) แอพพลิเคชั่นสมาร์ท โอเอเอส ใชแพรหลายทุกต้าบลในอ้าเภอ นางรอง 2) ชวยใหผูใชสามารถท้างานไดงายและรวดเร็วมากขึ้น ผานอุปกรณ์มือถือ 3) ชวยในการ ประหยัดเวลาในการสื่อสาร 4) ทีมชวยเหลือสามารถเขาถึงจุดเกิดเหตุไดรวดเร็วขึ้น ไมหลงทาง ค าส าคัญ: จิตเวชฉุกเฉิน, Smart OAS, Application, OAS
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 97 O5.4 “เข็มทิศพิชิตลมร้อน” (Heatstroke Compass) รอยเอกพงศธร ประสานวงศ์ โรงพยาบาลคายวีรวัฒน์โยธิน บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : โรคลมรอน (Heatstroke) ยังคงเป็นปัญหาของทหารกองประจ้าการใหมที่ตองเฝูาระวังในทุกๆผลัด เนื่องจากถาเราพบภาวะนี้ระหวางท้าการฝึกในหนวยทหาร นอกจากจะเป็นภาวะอันตรายที่เสี่ยงตอการเสียชีวิตแลว การฝึกของทหารอาจพบกับอุปสรรคอื่นๆที่จะตามมาได ซึ่งสาเหตุของโรคลมรอนมีหลายสาเหตุ แตสามารถปูองกันได โดยเริ่มตั้งแตการดูแลตนเองของทหาร จากค้าแนะน้าของกรมแพทย์ทหารบกพบวา การดื่มน้้าใหเพียงพอในแตละวันสามารถปูองกันปัจจัยการเกิด การบาดเจ็บจากความรอนได ซึ่งจะสอดคลองกับปัจจัยอื่นรวมดวย เชน สีธงตามคาดัชนีความรอน สีปัสสาวะ ภาวะสุขภาพของแตละบุคคล เป็นตน แตในความเป็นจริงพบวา ทหารใหมสวนใหญยังดื่มน้้าไดไมเพียงพอตาม ค้าแนะน้าในชวงฝึก เนื่องจากจ้าไมได จึงไดท้าการประดิษฐ์ “เข็มทิศพิชิตลมรอน” เพื่อเป็นตัวชวยทหารใหมและ หนวยฝึก ในการค้านวณการดื่มน้้าใหเหมาะสมตามค้าแนะน้า วัตถุประสงค์การศึกษา 1) เพื่อเป็นตัวชวยในการค้านวณปริมาณน้้าดื่มที่แนะน้าส้าหรับทหารใหมในชวงรับการฝึก 2) ปูองกันสาเหตุที่อาจท้าใหเกิดโรคลมรอนจากการดื่มน้้าไมเพียงพอ วิธีด าเนินการ : การค้านวณการดื่มน้้า 2 ปัจจัย คือ สีปัสสาวะและสีธงการฝึก การใชงานเพียงหมุนชองปัจจัยใหตรง กับลูกศร ก็จะไดปริมาณน้้าดื่มที่แนะน้า นวัตกรรมประกอบดวย 3 สวน 1) วงลอสีปัสสาวะ 2) วงลอสีธงการฝึก 3) ฐานและลูกศร วิธีการศึกษา ในผลัดที่ 1 ปี 2566 น้ามาใชการตรวจสอบความเขาใจในการดื่มน้้าในปริมาณที่เหมาะสม ผานการ นิเทศในหนวยฝึกทุกวัน และมีแบบฟอร์มการนิเทศประจ้าวัน โดยมีการสุมทหารวันละ 10 นาย ผลการศึกษา ขอมูลทหารผลัดที่ 1 ปี 2566 พบวา 1) จากการสุมทหารจ้านวน 280 นาย ตลอดระยะเวลาการฝึก 6 สัปดาห์ผานการนิเทศประจ้าวัน พบวา ทหารจ้านวน 141 นาย ดื่มน้้าไดตามปริมาณที่แนะน้า ซึ่งผานการค้านวณ ปริมาณน้้าดื่มโดยใชนวัตกรรม “เข็มทิศพิชิตลมรอน” โดยคิดเป็นรอยละ 61.7 2) ไมพบการบาดเจ็บจากกความรอน ระดับรุนแรง และระดับสีปัสสาวะของทหารกองประจ้าการในชวงที่รับการฝึกอยูในระดับ 1, 2 (ระดับปกติ) คิดเป็น รอยละ 94.38 สรุปการศึกษาและน าไปใช้ประโยชน์ พัฒนาเป็นของประจ้าตัวทหารใหม พกติดตัวหรือติดกับขวดน้้าประจ้าตัว เพื่อ ค้านวณปริมาณน้้าดื่มในแตละวัน และสามารถน้าไปใชกับหนวยที่สนใจได ค าส าคัญ : โรคลมรอน (Heat Stroke) การบาดเจ็บจากความรอน (Heat Injury) การฝึกทหารกองประจ้าการ การดูแลสุขภาพทหารกองประจ้าการ ภาวะขาดน้้าและระดับสีปัสสาวะ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 98 O5.5 นวัตกรรมทางการพยาบาลหักโหด “keep cut” กษมล ดวงสมสา วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ พัฒนา พอคา โรงพยาบาลสุรินทร์ บทคัดย่อ ผูปุวยที่มีภาวะรางกายเป็นกรด (acidosis) คือผูปุวยที่ตองใชเวลาในการชวยชีวิตใหไวที่สุดเพื่อปรับแก ใหรางกายมีภาวะเป็นกลางดวยการใหสารที่เป็นเบสเขาสูรางกาย ปัจจุบันสารที่เป็นเบสและแพทย์มักจะน้ามาใชแกไข ภาวะนี้คือ โซเดียมไบคาร์บอเนต (NaHCO3 ) แตปัญหาในการใชโซเดียมไบคาร์บอเนต คือ ยาเป็นหลอดแกวหนาและ แข็งมากท้าใหใชเวลาในการเปิดหลอดยานาน โดยเฉลี่ยใชเวลา 1-2 นาทีตอหลอด มีปริมาณยามากถึง 50 มิลลิลิตร อันท้าใหยากตอการดูดยามาใชในภาวะเรงดวน บางครั้งหลอดยาแตกจนน้้ายาหกจากหลอดท้าใหไดปริมาณน้้ายาไม ครบตามแผนการรักษาของแพทย์ เสี่ยงตอหลอดยาบาดมือผูเตรียมยา ประกอบกับใบเลื่อยขวดยามีขนาดเล็กและหาย บอย จากขอมูลทางสถิติของโรงพยาบาลสุรินทร์ พบวามีการใชโซเดียมไบคาร์บอเนต เพื่อแกภาวะรางกายเป็นกรดสูง ถึง 11,221 แอมปตอปี บงบอกถึงความจ้าเป็นในการใชยาตัวนี้มาก หากมีความลาชาในการเปิดใชโซเดียมไบ คาร์บอเนต จะสงผลใหผูปุวยมีภาวะรางกายเป็นกรดสูงมากขึ้นจนอาจจะเพิ่มอัตราการเสียชีวิตได การพัฒนานวัตกรรมทางการพยาบาลนี้เป็นวิจัยกึ่งทดลองขณะกอนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ ประเมินความสะดวกในการใชงาน ความปลอดภัยในการใชงาน ความเสี่ยงในการเกิดหลอดยาบาดมือ ลดระยะเวลา ในการเปิดหลอดยา น้้ายาไมหกระหวางการเปิดหลอดยา และความพึงพอใจในการใชงาน ไดท้าการศึกษา ณ หอ ผูปุวยอุบัติเหตุฉุกเฉิน หอผูปุวยหนักอายุรกรรม และหอผูปุวยอายุรกรรมชาย โรงพยาบาลสุรินทร์ มีกลุมตัวอยางเป็น พยาบาลวิชาชีพผูที่ท้าหนาที่เปิดขวดโซเดียมไบคาร์บอเนต จ้านวน 30 คน เครื่องมือที่ใชในการทดลองคือ แบบสอบถามขอมูลทั่วไปและนวัตกรรมทางการพยาบาลหักโหด (keep cut) จ้านวน 30 ขวด ผลการทดลองพบวา ความสะดวกในการใชงานอยูในระดับดีมาก ความปลอดภัยในการใชงานอยูในระดับดีมาก ความเสี่ยงในการเกิดหลอด ยาบาดมืออยูในระดับดีมาก ความรวดเร็วในการหักหลอดยาลดลงจาก 1.5-2 นาที เหลือเพียง 0.05-0.32 วินาที ไม พบน้้ายาหกในระหวางเปิดหลอดยา โดยภาพรวมมีความพึงพอใจกับนวัตกรรมทางการพยาบาลนี้มากที่สุด จึงนับวา นวัตกรรมนี้มีคุณภาพเพียงพอที่จะชวยเปิดหลอดยาโซเดียมไบคาร์บอเนต ใหงายเหมาะกับคนไขในสภาวะรีบดวนและชวยชีวิตคนไขไดอยางมีประสิทธิภาพ ค าส าคัญ: นวัตกรรมทางการพยาบาล, หักหลอดยา, โซเดียมไบคาร์บอเนต
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 99 O5.6 นวัตกรรม “ถังปั่นบริหารมือ” ปาณิศา เลิศพิริยะสกุลกิจ โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ ๙ นครราชสีมา ความเป็นมาและความส าคัญ จากขอมูลผูปุวยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ที่มารักษาฟื้นฟูภายในโรงพยาบาล ระหวางเดือน มกราคมถึงมีนาคม 25๖๖ จ้านวน ๓๘ ราย พบภาวะแทรกซอนที่ส้าคัญ ๓ ล้าดับ ไดแก ภาวะขอไหลหลุด (รอยละ ๘๑) ภาวะขอติดแข็ง (รอยละ ๖๕) และภาวะลืมการเคลื่อนไหว (รอยละ ๒๖) ซึ่งมีสาเหตุจาก กลามเนื้อออนแรง การไมไดเคลื่อนไหวเป็นเวลานาน รวมถึงการจัดทาที่ไมถูกตอง สงผลใหผูปุวยมี ความสามารถในการด้าเนินชีวิตประจ้าวัน (ADL) ลดลง ญาติตองชวยเหลือผูปุวยมากขึ้นในการท้ากิจวัตร ประจ้าวันและตองใชระยะเวลาฟื้นฟูนานขึ้น งานกายภาพบ้าบัดตระหนักถึงผลกระทบดังกลาวที่มีความส้าคัญ ตอการฟื้นฟูเพื่อใหผูปุวยกลับมาชวยเหลือตนเองได จึงคิดคนนวัตกรรมถังปั่นบริหารมือ เพื่อใชในการบริหาร กลามเนื้อแขน ปูองกันภาวะแทรกซอน ลดคาใชจายและลดภาระญาติเมื่อผูปุวยกลับไปฟื้นฟูตนเองที่บาน วัตถุประสงค์การศึกษา 1) เพื่อออกแบบและพัฒนานวัตกรรม 2) ผูปุวยและญาติมีความพึงพอใจตอ นวัตกรรม อยูในเกณฑ์ระดับมาก (รอยละ 80) 3) ลดคาใชจายการจัดซื้ออุปกรณ์ฟื้นฟู วิธีการด าเนินการ Plan: 1) ประชุมทีมงานและวิเคราะห์ปัญหา 2) คนควาขอมูลและออกแบบนวัตกรรม ประดิษฐ์นวัตกรรม (เจาะรูถังสีทั้ง ๒ ขาง ใหอยูระดับเดียวกัน ขนาดเสนผานศูนย์กลาง 1 นิ้ว น้าทอ PVC 30 ซม. ตอเขากับถังที่ เจาะรูแลว น้าทอ PVC งอฉากตอเขากับทอ PVC ทั้ง 2 ขาง และน้าทอ PVC ขนาด 10 ซม.มาตอตรงเป็น ดามจับ และใชกระดาษตกแตง 3) ทดสอบนวัตกรรมกอนน้าไปใชจริง Do: 1) น้านวัตกรรมไปใชกับผูปุวยที่มี คาคะแนน ADL ในหัวขอการรับประทานอาหารอยูในระดับ 1 จ้านวน 10 ราย 2) ทดสอบโดยผูปุวยหมุนถัง 10 ครั้ง/เซต ทั้งหมด 3 เซต ตอเนื่อง 1 สัปดาห์ Check: 1) ประเมิน ADL และเวลาในการรับประทาน อาหารของผูปุวยหลังการใชนวัตกรรม 2) ประเมินความพึงพอใจของผูปุวยและญาติหลังการใช นวัตกรรม Act: พบวานวัตกรรมมีขอจ้ากัดในผูปุวยที่ไมสามารถก้ามือแนน ในอนาคตควรปรับปรุงที่จับให สามารถก้าไดดีขึ้น เชน การท้าที่ล็อค เป็นตน ผลการศึกษา หลังการใชนวัตกรรมผูปุวยมีคะแนน ADL เพิ่มขึ้นรอยละ ๖๐ มีคาเฉลี่ยเวลาในการรับประทาน อาหารลดลง จาก ๒๒ นาที เป็น ๑๗ นาที (ลดลงรอยละ ๒๒.๗) ผูปุวยและญาติมีความพึงพอใจอยูในเกณฑ์ ระดับมาก รอยละ ๙๕ และลดคาใชจายในการจัดซื้ออุปกรณ์ฟื้นฟู สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ นวัตกรรมถังปั่นบริหารมือชวยเพิ่มความสามารถในการด้าเนิน ชีวิตประจ้าวัน (ADL) แกผูปุวย ผูปุวยและญาติมีความพึงพอใจ สามารถผลิตนวัตกรรมเพื่อใชเป็นอุปกรณ์ฟื้นฟู ที่บานและชวยลดคาใชจายในการซื้ออุปกรณ์การฟื้นฟู อยางไรก็ตามนวัตกรรมยังมีขอจ้ากัดในผูปุวยบางราย จึงควรพัฒนานวัตกรรมใหเหมาะสมกับการใชงานของผูปุวยตอไป ค าส าคัญ : ถังปั่นบริหารมือ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 100 O5.7 Line Notify Rabies Control ยศธร จันทร์โสม โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : จากการศึกษาขอมูลโรคพิษสุนัขบา อ้าเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ พบวา อ้าเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ตรวจพบโรคพิษสุนัขบาในสัตว์ ปี พ.ศ.2561 จ้านวน 3 ตัวอยาง ปี พ.ศ. 2565 จ้านวน 4 ตัวอยาง และ ปี พ.ศ. 2566 จ้านวน 2 ตัวอยาง ยังไมพบอุบัติการณ์ผูปุวยเสียชีวิตดวยโรคไขสมอง อักเสบหรือ โรคพิษสุนัขบาในคน ในการนี้ งานควบคุมโรค และระบาดวิทยา โรงพยาบาล เขวาสินรินทร์ จึง พัฒนาระบบติดตามผูสัมผัสโรคพิษสุนัขบาใหมารับบริการฉีดวัคซีนปูองกันโรคพิษสุนัขบาใหครบตามแพทย์นัด วัตถุประสงค์การศึกษา : 1) เพื่อพัฒนาระบบการแจงเตือน เฝูาระวัง ผูสัมผัสโรคพิษสุนัขบา 2) เพื่อติดตาม ผู สัมผัสโรคพิษสุนัขบาใหมารับวัคซีนปูองกันโรคพิษสุนัขบา ใหครบตามนัด วิธีด าเนินการ : 1. ศึกษาและทดลองระบบการแจงเตือนผูที่มารับบริการฉีดวัคซีนปูองกันโรคพิษสุนัขบาที่โรงพยาบาลเข วาสินรินทร์ผาน Google Forms และ Application LINE 2. ประชุมชี้แจงแนวทางการแจงเตือน และติดตามผูสัมผัสโรคพิษสุนัขบา แกเจาหนาที่ควบคุมโรค 3. เฝูาระวัง ติดตามผูสัมผัสโรคพิษสุนัขบา ใหมารับบริการฉีดวัคซีน 4. รายงานขอมูลผูมารับบริการฉีดวัคซีนปูองกันโรคพิษสุนัขบา ใหผูบังคับบัญชาทราบทุกเดือน 5. ประเมินผลการด้าเนินการ และปรับปรุงพัฒนาระบบการติดตามผูสัมผัสโรคพิษสุนัขบา ผลการศึกษา 1. โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์มีระบบการแจงเตือน เฝูาระวัง ผูสัมผัสโรคพิษสุนัขบา ใหแกเจาหนาที่ควบคุม โรคในพื้นที่อ้าเภอเขวาสินรินทร์จังหวัดสุรินทร์ มีผลการประเมินความพึ่งพอใจดานความรวดเร็ว ความถูกตอง และครบถวนของขอมูล อยูในระดับมากที่สุดรอยละ 60 2. ผลการเฝูาระวังและติดตามผูสัมผัสโรคพิษสุนัขบาอ้าเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ขอมูลระหวาง วันที่ 1 ตุลาคม 2565 ถึง 30 กันยายน 2566 มีผูรับบริการฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบา จ้านวน 996 ราย พบผูสัมผัสสัตว์ ปุวยตายดวยโรคพิษสุนัขบา จ้านวน 48 ราย ติดตามใหผูสัมผัสโรคพิษสุนัขบามารับวัคซีน ไดครบตามแพทย์นัด รอยละ 100 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : จากการศึกษาและพัฒนาระบบการแจงเตือน เฝูาระวัง ผูสัมผัสโรคพิษ สุนัขบา พบวา โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์มีระบบแจงเตือน เฝูาระวัง ผูสัมผัสโรคพิษสุนัข แกเจาหนาที่ควบคุมโรคใน พื้นที่ สามารติดตามใหผูสัมผัสโรคพิษสุนัขบา ใหมารับวัคซีนไดครบตามแพทย์นัดรอยละ 100 และมีผลการประเมิน ความพึงพอใจอยูในระดับมากที่สุดรอยละ 60 ค าส าคัญ : Line Notify, Rabies Control คือ การควบคุมโรคพิษสุนัขบา