The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การประชุม HACC FORUM 16

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by HACC FORUM 16, 2023-11-07 03:56:19

HACC FORUM 16

การประชุม HACC FORUM 16

Keywords: HACC FORUM

การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 51 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ หมาย เหตุ กับประยุกต์ใช฾แนวคิด BPSC คลินิกชะลอไตเสื่อม โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ 7 15.30 - 15.40 น. การพัฒนาระบบการเฝูาระวัง และปูองกันควบคุมกลุ฽มโรค ไม฽ติดต฽อ เบาหวาน ความดัน โลหิตสูง และอ฾วนลงพุง ใน อสม. โรงพยาบาลคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ นางศศิธร จารย์ คูณ โรงพยาบาลคู เมือง บุรีรัมย์ 0862507735 8 15.40 - 15.50 น. การพัฒนารูปแบบการดูแล ผู฾ปุวยเบาหวาน นางจินตนา แด มโนนโพธิ์ โรงพยาบาลขาม ทะเลสอ นครราชสีมา 044397111 ต฽อ 114 9 15.50 - 16.00 น. พัฒนาระบบการดูแลผู฾ปุวย เบาหวาน อ้าเภอโนนแดง นางบุปผา ชาย กลาง โรงพยาบาลโนน แดง นครราชสีมา 089-8484696 10 16.00 - 16.10 น. ลดคาร์บ ลดหวาน ลด โรคเบาหวานในกลุ฽มเสี่ยง เบาหวาน ต้าบลเมืองพะไล อ้าเภอบัวลาย นางสาวอรวรรณ พูนศรี โรงพยาบาลบัว ลาย นครราชสีมา 0808968855 11 16.10 - 16.20 น. การพัฒนาคลินิกดูแลผู฾ปุวย ล฾างไตในช฽องท฾องแบบองค์ รวม คลินิกโรคไตวายเรื้อรัง โรงพยาบาลสีคิ้ว นางสาววัชริยา วิเศษนคร โรงพยาบาลสีคิ้ว นครราชสีมา 0885947216 12 16.20 - 16.30 น. การพัฒนาระบบการดูแล ผู฾ปุวยไตวายเรื้อรังระยะ สุดท฾าย โรงพยาบาลประโคน ชัย จังหวัดบุรีรัมย์ นางวรัญญา อริยตระกูลวงศ์ โรงพยาบาลประ โคนชัย บุรีรัมย์ 097-35738888 13 16.30 - 16.40 น. พัฒนาระบบบริการการดูแล ผู฾ปุวยไตวายเรื้อรัง โรงพยาบาลคูเมือง จังหวัด บุรีรัมย์ นางสาวจุฑาทิพย์ ลามจันทึก โรงพยาบาลคู เมือง บุรีรัมย์ 0862507735 14 16.40 - 16.50 น. การพัฒนาระบบการชะลอไต เสื่อม นางสาวสุธาร ทิพย์ ค้าสมบัติ โรงพยาบาลห฾วย แถลง นครราชสีมา 0844308544 15 16.50 - 17.00 น. การพัฒนารูปแบบ CDT model ในการวางแผน จ้าหน฽ายผู฾ปุวยโรคหลอดเลือด สมองระยะกลาง นางประคอง พอ บาล โรงพยาบาล บุณฑริก อุบลราชธานี 0956099010 16 17.00 - 17.10 น. การพัฒนาระบบเชื่อมโยงการ ให฾บริการฟื้นฟูสมรรถภาพ ผู฾ปุวยระยะกลางที่เป็นโรค หลอดเลือดสมองสู฽การดูแล ต฽อเนื่องระยะยาวในชุมชน อ้าเภอละหานทราย จังหวัด บุรีรัมย์ นายกฤษฎา สม รัก โรงพยาบาล ละหานทราย บุรีรัมย์ 0848311518


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 52 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ หมาย เหตุ 17 17.10 - 17.20 น. การพัฒนาแนวทางการดูแล ผู฾ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง (Start ก฽อน Stroke) โรงพยาบาลบ฾านกรวด นายสุวัฒน์ แน฽ ประโคน โรงพยาบาลบ฾าน กรวด บุรีรัมย์ 0956219354 18 17.20 - 17.30 น. การฟื้นฟูสมรรถภาพผู฾ปุวย โรคหลอดเลือดสมองระยะ กลาง (IMC) ด฾วยการฝังเข็ม ร฽วมกับแพทย์แผนไทยและ กายภาพบ้าบัด โรงพยาบาล แคนดง จังหวัดบุรีรัมย์ นายวีระชัย เจริญ สวัสดิ์ โรงพยาบาลแคน ดง บุรีรัมย์ 095-2691496 19 17.30 - 17.40 น. Clinical tracer การดูแล ผู฾ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) นางอัจฉริยาภรณ์ ทิมปา โรงพยาบาลชุม พวง นครราชสีมา 0872611312 20 17.40 - 17.50 น. Stroke_ KMH เข฾าถึงเร็ว ฟื้นฟูแบบ Intensive Rehab ต฽อเนื่อง ไม฽เกิด ภาวะแทรกซ฾อน นางสมพร โล฽ สุวรรณรักษ์ โรงพยาบาลคู เมือง บุรีรัมย์ 0862507735 21 17.50 - 18.00 น. การพัฒนาแนวทางการดูแล ผู฾ปุวยโรคความดันโลหิตสูงที่ ควบคุมความดันโลหิตได฾ดี นางภัททนันทน์ ทาท฽าหว฾า โรงพยาบาล บ้าเหน็จณรงค์ ชัยภูมิ 087-247-5969 22 18.00 - 18.10 น จากวันนั้น สู฽วันนี้ กับการ บริการคัดกรองโควิด19 งาน ผู฾ปุวยนอก โรงพยาบาล บุรีรัมย์ นางวิสาร์กร มด ทอง โรงพยาบาล บุรีรัมย์ บุรีรัมย์ 096-2236251


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 53 O3.1 การพัฒนาระบบการดูแลผู้ปุวยเบาหวานเพื่อปูองกัน และรักษาภาวะกรดแลคติกคั่งในเลือดที่สัมพันธ์กับ การใช้ยาเมทฟอร์มิน (Metformin-associated lactic acidosis: MALA) นพ.กฤษฏิ์ วีรชินโชติ โรงพยาบาลปราสาท บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: Metformin (MFM) เป็นยาขนานแรกที่ใช฾รักษาเบาหวานชนิดที่ 2 (Type II diabetes mellitus: T2DM) มีหลักฐานช฽วยลดอัตราการเสียชีวิตใน T2DM อย฽างไรก็ตามยาชนิดนี้ไม฽สามารถใช฾ในผู฾ปุวยโรคไต เรื้อรังระยะที่ 4-5 และผู฾ปุวยที่มีภาวะไตวายเฉียบพลัน (Acute kidney injury: AKI) เนื่องจากไตไม฽สามารถขับยาออกได฾ หมด ท้าให฾เกิดภาวะเลือดเป็นกรดรุนแรง ผู฾ปุวย MALA จึงมีความจ้าเป็นต฾องได฾รับการบ้าบัดทดแทนไตชนิดฉุกเฉิน (Acute dialysis) โดยอัตราการเสียชีวิตโดยเฉลี่ยทั่วโลกอยู฽ที่ร฾อยละ 50 ดังนั้นการปูองกันการเกิด MALA จึงเป็นวิธีที่ดี ที่สุด แต฽ถ฾าหากเกิด MALA ขึ้นแล฾ว ควรมีระบบบริการที่ผู฾ปุวยสามารถเข฾าถึง acute dialysis ได฾อย฽างทันท฽วงที วัตถุประสงค์: 1) พัฒนาระบบการปูองกันการใช฾ MFM ในผู฾ปุวย T2DM ที่ไม฽เหมาะสม 2) อัตราการเกิด MALA ลดลง มากกว฽าร฾อยละ 20ต฽อปี3) อัตราการรอดชีวิต MALA มากกว฽าร฾อยละ 80ต฽อปี4) พัฒนาระบบการเชื่อมต฽อฐานข฾อมูล ห฾ามใช฾ยา MFM ซ้้าในผู฾ปุวย MALA ของหน฽วยปฐมภูมิ วิธีการด าเนินการ: Plan - เภสัชกรรวบรวมข฾อมูล MALA ย฾อนหลังของ รพ.ปราสาท และ- วิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงการเกิด MALA และปัจจัยเสี่ยงที่ท้าให฾ผู฾ปุวยเสียชีวิต Do -ออกแนวทางการสั่งใช฾ MFM ใน T2DM อย฽างเหมาะสม และปลอดภัย - เภสัชกรออกฉลากยาที่ระบุ “การ หยุดใช฾MFM เมื่อมีอาการไม฽พึงประสงค์”- เชิญตัวแทน รพ.สต. ทุกแห฽ง เข฾าประชุมเพื่อให฾ความรู฾ในการปูองกัน MALAออกแนวทางการดูแลผู฾ปุวย MALA อย฽างเร฽งด฽วน (fast tract MALA) - ใช฾โปรแกรม mPCU เพื่อส฽งต฽อข฾อมูลห฾ามการสั่ง ใช฾ MFM ในคนไข฾ MALA จาก HosXP ของ รพ. ไปยัง HosPCU ของ รพ.สต. Check - เภสัชกรจะท้าการรวบรวมข฾อมูล MALA รายใหม฽ - เภสัชกรตรวจสอบการสั่งใช฾ MFM ของแพทย์ทุกครั้ง - NCD manager รวบรวมตัวชี้วัด และน้าเสนอข฾อมูลในคณะกรรมการ NCD Act -ค฾นหาปัจจัยเสี่ยง MALA แต฽ละราย - ปรับเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติเป็นระยะ ให฾สอดคล฾องกับปัจจัยเสี่ยงที่ เกิดขึ้นจริง ผลการศึกษา: MALA ลดลงจาก 18 ราย ใน พ.ศ. 2565 เป็น 14 ราย ใน พ.ศ. 2566 (ลดลงร฾อยละ 22) ส฽วนอัตราการ รอดชีวิตอยู฽ที่ร฾อยละ 72.22 และ 64.29 ใน พ.ศ. 2565 และ พ.ศ. 2566 ตามล้าดับ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: 1) ชุมชนยังขาดความรู฾ในการลดพฤติกรรมเสี่ยงที่ท้าให฾เกิด AKIอาจจะต฾อง จัดอบรมให฾ความรู฾แก฽ อสม. และผู฾น้าชุมชนเพิ่มเติม 2) ผู฾ปุวยที่เสียชีวิตส฽วนใหญ฽เป็นผู฾ปุวยที่ต฾องส฽งต฽อ รพ.สุรินทร์ เนื่องจากเครื่องฟอกเลือดไม฽เพียงพอ ผู฾บริหารทราบถึงความจ้าเป็นในการเปิดศูนย์ไตเทียมแห฽งใหม฽ และจะเปิด ด้าเนินการใน พ.ศ. 2567 ท้าให฾ผู฾ปุวยได฾รับ dialysis ได฾อย฽างทันท฽วงที และช฽วยเพิ่มการรอดชีวิตได฾ ค าส าคัญ: Metformin-associated lactic acidosis, Metformin, Type II diabetes mellitus


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 54 O3.2 การพัฒนารูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ปุวยเบาหวานเพื่อควบคุม HbA1C ในกลุ่มผู้ปุวยเบาหวานคลินิกโรคไม่ติต่อเรื้อรัง นางกัญญา อุส฽าห์ค฾า และนางสาวปัญญ์ลภัส ศักดิ์วราวัฒนกุล งานโรคไม฽ติดต฽อเรื้อรัง กลุ฽มงานการพยาบาล โรงพยาบาลบัวลาย จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : จากข฾อมูลโรงพยาบาลบัวลายผู฾ปุวยเบาหวานที่มีค฽า HbA1C < 7 ปี 2562 – 2565 พบร฾อย ละ 15.0 ,30.66,29.12 และ 30.82 ตามล้าดับ พบปัญหาควบคุมระดับน้้าตาลไม฽ได฾ จึงส้ารวจพฤติกรรมผู฾ปุวย จ้านวน 132 คน พบพฤติกรรมรับประทานข฾าว แปูงเกิน 42.42 % ,ใช฾ยาสมุนไพร 33.33 % , ขนมหวาน 26.5 % ,กาแฟส้าเร็จรูป 19.67% จึงได฾ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามหลัก 3 อ.2 ส. โดยใช฾ชื่อโรงเรียน กศน.เบาหวานอ้าเภอบัวลาย วัตถุประสงค์1.ควบคุมระดับ HbA1C 2. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ 3.ลดการใช฾ยาเบาหวาน วิธีด าเนินการ ระยะที่ 1ช฽วงเดือน สิงหาคม 2565 - กุมภาพันธ์ 2566 คัดเลือกกลุ฽มเปูาหมาย จ้านวน 45 ราย จัดตารางท้า กิจกรรมโรงเรียน กศน.ใช฾หลักสูตร 3 อ.2ส. ในทุกรพ.สต.ในวันศุกร์ ต฽อเนื่อง 3 เดือน และเสริมพลังลงเยี่ยมบ฾านเยี่ยมพาข฾าว ติดตามผลหลังปรับพฤติกรรม 6 เดือน จากการด้าเนินงานพบปัญหาดังนี้ ความสามารถของวิทยากรในการถ฽ายทอด การขน ย฾ายเตรียมสื่อการสอน การติดตามพฤติกรรมไม฽ต฽อเนื่อง ระยะที่ 2 พัฒนาศักยภาพให฾ทุกรพ.สต จัดตั้งโรงเรียนเบาหวาน จนท.CUPไปอบรมวิทยากรครู ก.ที่ สอ.พิมาย 2 วัน และโรงพยาบาลจัดท้าคลินิกเบาหวานหายได฾ เริ่มเดือนมิถุนายน - กันยายน 2566 หลักสูตรสอนให฾รู฾จักภาวะดื้ออินซูลิน น้้าตาลคือผู฾ร฾ายตัวจริง การท้าให฾เบาหวานสงบด฾วยมาตรการทางอาหาร ไขมันเลวที่แท฾จริง อาหาร Low carb IF การออกก้าลังกาย และประเมินBody composition ด้าเนินงานดังนี้ 1.ก้าหนด เกณฑ์ผู฾ปุวยที่เข฾ารับการปรับเปลี่ยน 2.ประชาสัมพันธ์รับสมัคร 3.การปฐมนิเทศ 4.อบรมหลักสูตร 2 วัน 5.ติดตามการ รับประทานอาหารทางไลน์ ทุกวันช฽วงเดือนแรก ตั้งโค฾ชที่ปรึกษาแต฽ละกลุ฽ม 6.ติดตามระดับน้้าตาลทุกเดือนพบแพทย์เพื่อเสริม พลัง/ปรับยา ผลการศึกษา ระยะที่1 เดือนสิงหาคม 2565 - กุมภาพันธ์ 2566 โรงเรียนกศน.เบาหวาน ผลการด้าเนินงานดังนี้ 1. ผู฾ปุวยมี การปรับพฤติกรรมจ้านวน 37 ราย คิดเป็นร฾อยละ 82.22 ไม฽ปรับพฤติกรรม จ้านวน 7 ราย คิดเป็นร฾อยละ 17.77 2. พฤติกรรมตามหลัก 3 อ. 2 ส. พบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด฾านอาหาร จ้านวน 44 ราย คิดเป็นร฾อยละ 100 3.การติดตาม ผล HbA1C ผลคงที่ จ้านวน 1 ราย คิดเป็นร฾อยละ 2.27 ผลเพิ่มขึ้นจ้านวน 7 ราย คิดเป็นร฾อยละ 15.90 ผลลดลง จ้านวน 37 ราย คิดเป็นร฾อยละ 81.82 (HbA1C < 6.5 จ้านวน 6 ราย)4.การปรับยา ไม฽มีการปรับยา จ้านวน 19 ราย คิดเป็นร฾อยละ 42.22 จ้านวนปรับลดยา 11 ราย คิดเป็นร฾อยละ 24.44 จ้านวนปรับเพิ่มยา 12 ราย คิดเป็นร฾อยละ 26.66 จ้านวนที่แพทย์ หยุดยา 3 ราย (ยากิน 2 ราย,ยาฉีด1ราย ) คิดเป็นร฾อยละ 6.66 ระยะที่2 เดือนมิถุนายน – กันยายน 2566 คลินิกเบาหวาน หายได฾ จ้านวน 20 คน เมื่อครบ 3 เดือน HbA1C ลดลงจ้านวน 10 คน คิดเป็นร฾อยละ 50 (HbA1C < 6.5 จ้านวน 3 คน) ได฾รับการปรับลดยา 2 คน หยุดยาเบาหวาน 1 ตัว จ้านวน 1 คน ข้อเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้1.การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ยั่งยืน ควรน้าหลัก 21 / 90มาใช฾ ( 21 วันแรก ติดตามเข฾มข฾น และติดตามต฽อเนื่องจนครบ 90 วัน) 2.การเสริมพลังโดย แพทย์ พยาบาล ครอบครัว กลุ฽มเพื่อนผู฾ปุวยด฾วยกัน มีความส้าคัญ และสร฾างแรงจูงใจเพื่อให฾บรรลุเปูาหมาย ค าส าคัญ : พฤติกรรม ,การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม, HbA1C ( Hemoglobin A1C )


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 55 O3.3 การพัฒนาระบบคลินิกดูแลผู้ปุวยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCD Clinic (DM) จีราวัฒน์ บุญเปล฽ง โรงพยาบาลสนม จังหวัดสุรินทร์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: การดูแลผู฾ปุวยโรคไม฽ติดต฽อเรื้อรัง(เบาหวาน) ต฾องการการดูแลรักษาที่ต฽อเนื่องและครอบคลุม เพื่อให฾ผลการรักษาเป็นไปอย฽างมีประสิทธิภาพ แต฽ด฾วยสถานการณ์ในปัจจุบันจ้านวนผู฾ปุวยที่เพิ่มจ้านวนมากขึ้นรวมกับปัญหา บุคคลากรขาดแคลน มีการพลัดเปลี่ยนตลอดเวลา ท้าให฾การดูแลผู฾ปุวยให฾มีความต฽อเนื่องและครอบคลุมเป็นไปได฾ยาก การมี ระบบการดูแลผู฾ปุวยที่เหมาะสมและมีคุณภาพ จะสามารถช฽วยลดปัญหาเหล฽านี้ได฾ วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาระบบการดูแลผู฾ปุวยโรคไม฽ติดต฽อเรื่อรังให฾มีคุณภาพ โดยวัดผลจากการลดลงของระดับน้้าตาลสะสม ในผู฾ปุวยเบาหวานต้าบลสนมในระยะเวลา 3 เดือน วิธีการด าเนินงาน: 1. Observational study designs ผู฾จัดท้าได฾พัฒนาระบบการดูแลผู฾ปุวยโรคไม฽ติดต฽อเบาหวาน โดยมีการมีกิจกรรม พัฒนาซึ่งครอบคลุมถึงผู฾ปุวย ผู฾ให฾การรักษา และตัวระบบคลินิก ด฾านระบบการดูแลที่เหมาะสม เพื่อให฾ผู฾ปุวยเข฾าถึงการรักษาที่ต฽อเนื่อง มีจัดตารางตรวจประจ้าวัน/เดือน ระบบการ ลงทะเบียน ระบบนัดผู฾ปุวยเข฾าคลินิก เพื่อให฾ผู฾ปุวยอยู฽ในระบบ ด฾านผู฾ปุวย เพื่อให฾ผู฾ปุวยมีความเข฾าใจและตระหนักถึงความส้าคัญในการรักษาเบาหวาน มีการจัดกิจกรรมอบรมให฾ ความรู฾ตอนเช฾าในวันที่มีคลินิกก฽อนเริ่มการตรวจโดยเนื้อหาครอบคลุมทั้งตัวโรค การรักษา ยา การออกก้าลังกาย โดยมีวิทยากรให฾ความรู฾พร฾อมสื่อวิดิทัศน์ ด฾านผู฾ให฾การรักษา ทีมสหสาขาวิชาให฾การดูแลรักษาอย฽างเหมาะสมและครอบคลุม แพทย์มีการปรับยาตาม standard guideline ในบริบทที่เหมาะสมกับผู฾ปุวย มี Telemedicine กับผู฾ปุวย รพสต ที่มีปัญหา มีการปูองกัน ภาวะแทรกซ฾อน มีการนัดตรวจ ตา เท฾า ผลเลือดประจ้าทุกปีมีระบบตรวจสอบความผิดพลาดจากการสั่งยาโดย เภสัชกร 2. สถานที่ด้าเนินการ: คลินิกโรคไม฽ติดต฽อเรื่อรังเบาหวาน โรงพยาบาลสนม 3. ผู฾ถูกศึกษา: ผู฾ปุวยเบาหวานต้าบลสนม อ้าเภอสนม จังหวัดสุรินทร์ 4. วิธีการเก็บข฾อมูล: เปรียบเทียบค฽าเฉลี่ยระดับน้้าตาลสะสมก฽อนและหลังผู฾ปุวยเข฾าร฽วมระบบคลินิก และจ้านวนผู฾ปุวย ที่เข฾าร฽วมคลินิกเทียบกับจ้านวนผู฾ปุวยเบาหวานต้าบลสนมทั้งหมด ผลการศึกษา: จ้านวนผู฾ปุวยเบาหวานต้าบลสนมทั้งหมด 287 คนมีผู฾เข฾ารวมระบบคลินิกทั้งหมด 70 คนคิดเป็นร฾อยละ 24 และเมื่อ เปรียบเทียบระดับน้้าตาลสะสมก฽อนและหลังพบว฽าผู฾ปุวยเบาหวานที่ไม฽มีโรคร฽วมระดับน้้าตาลสะสมลดลงจาก 8.7 เหลือ 8.4 ผู฾ปุวยเบาหวานที่มีโรคร฽วมระดับน้้าตาลสะสมลดลง 8.8 เหลือ 6.9 ข้อเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้สามารถน้ารูปแบบการพัฒนาไปใช฾กับระบบคลินิกโรคไม฽เรื่อรังอื่นๆได฾ ซึ่งท้าให฾การ ดูแลมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ระบบที่มีประสิทธิภาพจะช฽วยลดปัญหาการพึงพิงบุคคลตัวบุคคล(Key person) ช฽วยลด ปัญหาในโรงพยาบาลที่เกิดการหมุนเวียนของบุคคลากรอยู฽ต฽อเนื่อง ค าส าคัญ ระบบการดูแลผู฾ปุวย คลินิกโรคไม฽ติดต฽อเรื้อรัง โรคเบาหวาน


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 56 O3.4 ผลของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ปุวยเบาหวานชนิดที่ 2 ต่อภาวะ Diabetes Remission นางวชิรญาณ์ การเกษ โรงพยาบาลหนองกี่ อ้าเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ปีงบประมาณ 2565 อ้าเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์มีผู฾ปุวยเบาหวาน 3,333 คน ซึ่งมีระดับฮีโมโกลบิน ที่มีน้้าตาลเกาะ(HbA1C) <7.0% และยังรับประทานยาโรคเบาหวาน 1,282คน (38.4%) จึงได฾ด้าเนินการ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในผู฾ปุวยเบาหวาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในผู฾ปุวย เบาหวานชนิดที่ 2 ต฽อภาวะ Diabetes Remission เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ฽มวัดก฽อนและหลัง ทดลอง ประชากรและกลุ฽มตัวอย฽างคือผู฾ปุวยเบาหวานที่มีระดับ HbA1C อยู฽ระหว฽าง 6.5-6.9% มียาเบาหวาน ชนิดรับประทานหนึ่งขนาน มีระดับการท้างานของไตระยะที่สองขึ้นไป ได฾รับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาล ส฽งเสริมสุขภาพต้าบลในอ้าเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ คัดเลือกกลุ฽มตัวอย฽างแบบเจาะจงและสมัครใจ จ้านวน 36 คน แบ฽งเป็นกลุ฽มทดลองและกลุ฽มควบคุม กลุ฽มละ 18 คน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมประยุกต์จากทฤษฎี ขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม Transtheoretical model (TTM) หรือ Stage of change ของ Prochaska and DiClemente เป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามความพร฾อมของบุคคลมี 5 ขั้น ได฾แก฽ ขั้น ไม฽สนปัญหา ขั้นลังเลใจ ขั้นตัดสินใจและเตรียมตัว ขั้นลงมือปฏิบัติ และขั้นกระท้าต฽อเนื่อง ซึ่งมีกิจกรรม ได฾แก฽ การรับประทานอาหารพร฽องคาร์โบไฮเดรต การออกก้าลังกาย/ผ฽อนคลายความเครียด และการอด อาหารเป็นช฽วง (Intermittent Fasting : IF) โดยมีทีมสหวิชาชีพร฽วมด้าเนินการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู฾ปุวย ระหว฽างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2566 ถึง 15 กันยายน 2566 วิเคราะห์ข฾อมูลโดยใช฾สถิติ ความถี่ ร฾อยละ ค฽าเฉลี่ย ส฽วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ T-test ผลการวิจัยพบว฽ากลุ฽มทดลองมีค฽าเฉลี่ย HbA1C หลังทดลองลดลงจากก฽อนทดลองอย฽างมีนัยส้าคัญ ทางสถิติ (p < 0.013) และกลุ฽มทดลองมีค฽าเฉลี่ย HbA1C หลังการทดลองลดลงมากกว฽ากลุ฽มควบคุมแตกต฽าง กันอย฽างมีนัยส้าคัญทางสถิติ (p < 0.003) กลุ฽มทดลองสามารถเข฾าสู฽ภาวะ Diabetes Remission 6 คน (33.33%) และลดค฽าใช฾จ฽ายด฾านยารักษาโรคเบาหวาน 1,222บาท ดังนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู฾ปุวยเบาหวาน เป็นวิธีการหนึ่งที่ท้าให฾ผู฾ปุวยสามารถเข฾าสู฽ภาวะ Diabetes Remission และลดภาระค฽าใช฾จ฽ายด฾านยาได฾ทีมสหวิชาชีพควรน้ารูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ในกลุ฽มปุวย/กลุ฽มเสี่ยงเบาหวานให฾ต฽อเนื่องและประยุกต์ใช฾ในกลุ฽มโรคเรื้อรังอื่นๆในการจัดท้าแนวทางการดูแล และการให฾บริการผู฾ปุวย ค าส าคัญ: ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม, เบาหวานชนิดที่ 2, Diabetes Remission


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 57 O3.5 ผลของการจัดรูปแบบบริการสุขภาพ ต่อการควบคุมระดับน้ าตาลสะสมในเลือด HbA1C ในเลือด ผู้ปุวยเบาหวานก่อนและหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) โรงพยาบาลบ้านเหลื่อม อ าเภอบ้านเหลื่อม จังหวัดนครราชสีมา ไพรัตน์ จ้าบัวขาว กลุ฽มงานเทคนิคการแพทย์ โรงพยาบาลบ฾านเหลื่อม จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา: จากสถานการณ์การแพร฽ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน฽า 2019 โรงพยาบาลบ฾านเหลื่อม จึงได฾จัดให฾บริการผู฾ปุวย โรคไม฽ติดต฽อเรื้อรัง (Non-communicable diseases, NCDs) โดยจัดกลุ฽มและระดับความรุนแรงของโรคตามเกณฑ์ ปิงปองจราจร 7 สี ดังนี้ กลุ฽มผู฾ปุวยสีเขียว สีเหลือง และสีส฾มที่ไม฽มีสภาวะแทรกซ฾อน จะจัดส฽งยาเดิมให฾ที่บ฾าน กลุ฽ม ผู฾ปุวยสีส฾มที่มีสภาวะแทรกซ฾อน และสีแดงจะต฾องได฾รับการเจาะเลือด 100 % เพื่อเป็นการติดตามค฽าระดับน้้าตาลใน เลือด โดยผ฽านการจัดบริการทางการแพทย์วิถีใหม฽ (New Normal Medical Service) และ Patient Personnel People (3P) Safety รวมทั้งมีระบบ 3 หมอร฽วมดูแลในชุมชน วัตถุประสงคการศึกษา: เพื่อพัฒนาการเก็บตัวอย฽างสิ่งส฽งตรวจทางห฾องปฏิบัติการคลินิกผู฾ปุวยโรคไม฽ติดต฽อเรื้อรัง (NCDs) ในช฽วงการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน฽า 2019 เพื่อเพิ่มอัตราผู฾ปุวยโรคไม฽ติดต฽อเรื้อรัง (NCDs) ที่ สามารถควบคุมระดับน้้าตาลสะสม HbA1C < 7 % ในช฽วงการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน฽า 2019 และเพื่อให฾ ผู฾รับบริการ พึงพอใจ ประทับใจ ในระบบบริการสุขภาพ ในช฽วงการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน฽า 2019 วิธีการ ด าเนินการ 1.วิเคราะห์ปัญหาพบ ปัจจัยภายใน ขาดอุปกรณ์ที่จะช฽วยในการตรวจวัดระดับน้้าตาลในเลือดจากปลาย นิ้ว และปัจจัยภายนอก ผู฾รับบริการอาจไม฽ได฾รับการรักษาอย฽างต฽อเนื่องและไม฽สามารถควบคุมระดับน้้าตาลในเลือด ให฾อยู฽ตามเกณฑ์ปิงปองจราจร 7 สี 2. จัดท้าแนวทางการเจาะเลือดผู฾ปุวย : มีการอบรมทบทวนการเจาะเลือดน้้าตาล ปลายนิ้วผู฾ปุวย ผลการศึกษา 1. ผู฾รับบริการนัดคลินิกโรคไม฽ติดต฽อเรื้อรัง (NCDs) เข฾าเกฑณ์รับยาที่บ฾านจ้านวน 2,967 ราย คิดเป็น (81%) เจาะเลือดที่คลินิกโรคไม฽ติดต฽อเรื้อรัง (NCDs) สีส฾มที่มีสภาวะแทรกซ฾อน และสีแดง จ้านวน 668 ราย คิดเป็น (18%) เจาะเลือดที่บ฾าน 37 ราย คิดเป็น (1%) 2. ร฾อยละผู฾ปุวยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้้าตาลได฾ดี HbA1C < 7 % พบว฽าปีงบประมาณ 2565 คิดเป็นร฾อยละ 43.10 % 3. ผลการประเมินความพึงพอใจ พบว฽า ประชาชนมีความเชื่อ มันใจเกี่ยวกับระบบการรักษาพยาบาลในสถานณ์การแพร฽ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน฽า 2019 ผลการส้ารวจได฾ 9.24 คะแนน จาก 10 คะแนน สรุปการศึกษาและการน าไปใชประโยชน 1.มีสถานีสุขภาพประจ้าหมู฽บ฾าน (Health Station) ประชาชนสามารถไปเจาะเลือดกับเครือข฽ายสุขภาพในพื้นที่ใก฾ลบ฾าน เพื่อเฝูาระวังการเกิด Hypoglycemia และ Hyperglycemia 2. ได฾มีแนวทางการรักษาที่เหมาะสมตามสถานการณ์ เพื่อให฾ผู฾รับบริการได฾รับบริการที่ดี มี มาตรฐาน บริการใก฾ลบ฾าน ใก฾ลใจ เกิดความเชื่อมั่นในระบบบริการสุขภาพ ค าส าคัญ: ค฽าระดับน้้าตาลสะสม HbA1c, โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน฽า (โควิด-19)


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 58 O3.6 ผลการจัดการตนเองของผู้ปุวยเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไต โดยใช้การผสมผสานแนวคิดการจัดการรายกรณีกับประยุกต์ใช้แนวคิด BPSC คลินิกชะลอไตเสื่อม โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ พว.เสาวลักษณ์ จนถูกใจ พยาบาลวิชาชีพช้านาญการ หน฽วยงาน : โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ Email : [email protected] บทคัดย่อ (Abstract) การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการจัดการตนเองของผู฾ปุวยเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ฾อนทางไตโดยใช฾การ ผสมผสานระหว฽างแนวคิดการจัดการรายกรณีกับแนวคิดBPSC คลินิกชะลอไตเสื่อม โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ใช฾รูปแบบการ วิจัยเชิงพรรณนา กลุ฽มตัวอย฽างเป็นผู฾ปุวยเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ฾อนทางไตในคลินิกชะลอไตเสื่อม จ้านวน 37 คน ได฾มาจา การการสัมภาษณ์แบบสุ฽มผู฾เข฾าร฽วมการศึกษาจ้านวน 10 คน โดยใช฾รูปแบบการดูแลผู฾ปุวยเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ฾อนทางไต โดยใช฾แนวคิดการจัดการรายกรณีร฽วมกับแนวคิด BPSCการฝึกสติและการมีสติกับการใช฾ชีวิตประจ้าวัน เก็บรวบรวมข฾อมูลโดย การใช฾เชิงปริมาณด฾วยสถิติเชิงพรรณนาค้าเฉลี่ยร฾อยละเปรียบเทียบข฾อมูลก฽อน-หลัง ด฾วย dependent T. Test และวิเคราะห์ ข฾อมูลเชิงคุณภาพด฾วยวิธีวิเคราะห์เนื้อหาเลือกประชากรที่ศึกษาโดยเฉพาะเจาะจงเป็นกลุ฽มตัวอย฽าง ผลการวิจัยครั้งนี้พบว฽า ผู฾เข฾าร฽วมการศึกษา ส฽วนใหญ฽เป็นเพศหญิงประกอบอาชีพเกษตรกร มีการศึกษาระดับ ประถมศึกษา สถานภาพสมรสและ ส฽วนใหญ฽เป็นผู฾ปุวยเบาหวานที่มีภาวะแทรกช฾อนทางไตระยะที่ I (eGFR 2 90mg%) ระดับ น้้าตาลในเลือดสะสม (HbA1C) ของกลุ฽มประชากรหลังการเข฾าร฽วมการศึกษาพบตีขึ้น 28 ราย พบอัตราการกรองของไต (eGFR) ดีขึ้น 26 ราย ผลการเปรียบเทียบค้าระดับน้้าตาลในเลือดสะสม ก฽อนและหลังการเข฾าร฽วมการศึกษาพบว฽าค฽าระดับ น้้าตาลในเลือดสะสมลดลง พบว฽าผู฾เข฾าร฽วมการศึกษาส฽วนใหญ฽ พยายามดึงสติมาใช฾ในชีวิตประจ้าวันมากขึ้น และเมื่อลองน้าผล การตรวจเลือดของกลุ฽มผู฾เข฾ารับการสัมภาษณ์มาเปรียบเทียบก฽อนหลังพบว฽าร฾อยละ 80 ของกลุ฽มผู฾ถูกสัมภาษณ์ มีค฽า HbAIC eGFR ดีขึ้น จากการวิจัยยังพบอีกว฽า สาเหตุที่ส้าคัญของปัญหาการจัดการตนเองของผู฾ปุวยเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ฾อนทางไต ไม฽มีวิธีการอย฽างใดอย฽างหนึ่งดีที่สุด แต฽เป็นการใช฾แนวคิดผสมผสาน ออกแบบกิจกรรม ส฽งเสริมช฽วยเหลือ ติดตาม เพื่อให฾ผู฾ปุวย และญาติ สามารถน้ามาปรับใช฾ในชีวิตประจ้าวัน จนเกิดความต฽อเนื่องและยาวนานจนผู฾ปุวยสามารถดูแลและจัดการสุขภาพ ตนเองได฾ในรูปแบบที่ตนเองต฾องการ และเนื่องจากมีการติดตามผลระยะสั้น 6 เดือน ควรมีการกระตุ฾น ทบทวน ก้ากับ ติดตาม ผลโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ นานขึ้นอย฽างต฽อเนื่องเป็นระบบต฽อไป ค าส าคัญ : การจัดการตนเอง แนวคิดผสมผสาน


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 59 O3.7 การพัฒนาระบบการเฝ้าระวัง และป้องกันควบคุมกลุ่มโรคไม่ติดต่อ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และอ้วน ลงพุง ใน อสม.โรงพยาบาลคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ นางศศิธร จารย์คูณ โรงพยาบาลคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ความเป็นมาและความส าคัญ : การคัดกรองโรคไม่ติดต่อ อ าเภอคูเมือง ปี 2563 – 2565 มีผู้ปุวยHTรายใหม่ ร้อย ละ 3.20, 3.06 และ 2.92 ผู้ปุวยDMร้อยละ 1.68, 1.64 และ 1.60 อัตราการควบคุมระดับน ้าตาลในเลือดของผู้ปุวย DMมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น= 35.57, 38.33 และ 40.34 การคัดกรองเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตลดโอกาสการเกิด โรคDM HT อ้วนลงพุง หรือก้าวสู่การเป็นผู้ปุวยDMและHT มีภาวะแทรกซ้อนลดลง ที่ผ่านมา อสม.มีบทบาทในการ คัดกรองสุขภาพประชาชน และให้ความรู้เพื่อสร้างความตระหนักในการดูแลตนเองของประชาชน แต่พบปัญหา ประชาชนในพื้นที่ขาดความเชื่อมั่นในอสม. เนื่องจาก อสม.ยังขาดความรู้และความตระหนักในการดูแลตนเอง พบว่าอสม.มีโรคประจ าตัว ร้อยละ 37.37 ซึ่งพบเป็น DM HT ร้อยละ 34.21 ท าให้เกิดการพัฒนาระบบการเฝูาระวัง และปูองกันควบคุมโรคDM HT และอ้วนลงพุงในอสม.ขึ้น เพราะหากอสม.มีพฤติกรรมการดูแลตนเองที่ดีก็ย่อมเป็น ตัวอย่างการดูแลสุขภาพให้กับชุมชนได้ วัตถุประสงค์ : พัฒนาระบบการเฝูาระวังและปูองกันควบคุมกลุ่มโรค DM HT และอ้วนลงพุง ใน อสม. วิธีการด าเนินการ : กลุ่มตัวอย่าง อสม.ในเขตรับผิดชอบ 190 คน 1) การตรวจคัดกรองสุขภาพ และติดตามผล 1 ครั้ง/เดือน ต่อเนื่อง 1 ปี 2) กิจกรรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ตามโปรแกรม 6 ครั้ง (ประเมินความรู้ ประเมิน Stage of Change ค้นหาพลังชีวิต เห็นภาพในอนาคต) โดยใช้การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Participatory learning : PL) 3) โรงเรียน อสม. พัฒนาศักยภาพให้สามารถช่วยตรวจคัดกรอง ให้ค าแนะน าเบื้องต้น และส่งต่อ ผลการศึกษา : พบว่า อสม. 1) กลุ่มมีโรคประจ าตัว จ านวน 71 คน ร้อยละ 88.73 ควบคุมระดับน ้าตาลในเลือดให้อยู่ ในเกณฑ์ปกติ ร้อยละ 94.37 สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่พบ กลุ่มปุวยเกิด ภาวะแทรกซ้อน หรือเสียชีวิต 2) กลุ่มเสี่ยงโรคอ้วนลงพุง ร้อยละ 46.32 กลับมาเป็นกลุ่มปกติ ร้อยละ 19.47 เป็น กลุ่มเสี่ยงเหมือนเดิม ร้อยละ 33.68 3) กลุ่มเสี่ยง pre-DM หลังปรับเปลี่ยนพฤติกรรม PL สงสัย DM ลดลงจากร้อย ละ 48.28 เป็น 17.24 เสี่ยงDM ลดลงจากร้อยละ 51.72 เป็น 17.24 ไม่พบ DM รายใหม่ 4) กลุ่มเสี่ยง pre-HT หลังปรับเปลี่ยนพฤติกรรม PL เสี่ยง HT ลดลงจากร้อยละ 74.07 เป็น 25.93 สงสัย HTลดลงจากร้อยละ 27.78 เป็น 18.52 ไม่พบเป็น HT รายใหม่ 5) อสม.ร้อยละ 100 ได้รับการพัฒนาศักยภาพ ร้อยละ 89 มีความรู้ในการให้ ค าแนะน า และส่งต่อถูกต้อง สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์:การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับกลุ่ม โดยใช้กระบวนการ เรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Participatory Learning) ผสานกับแนวคิด Stage of Change และ ต้องมีความต่อเนื่องของ การติดตาม ก ากับ และการพัฒนาต่อเนื่อง ค าส าคัญ : การเฝูาระวังและปูองกันควบคุมโรค กลุ่มโรคไม่ติดต่อ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง อ้วนลงพุง , Participatory Learning , Stage of Change


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 60 O3.8 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ปุวยเบาหวาน จินตนา แดมโนนโพธิ์พยาบาลวิชาชีพช้านาญการ งานโรคไม฽ติดต฽อเรื้อรัง กลุ฽มงานการพยาบาล โรงพยาบาลขามทะเลสอ ความเป็นมาและความส าคัญ โรงพยาบาลขามทะเลสอเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 30 เตียง มีผู฾ปุวยเบาหวาน ปี 2563,2564,2565 จ้านวน 1970 , 1972 และ 2012 รายตามล้าดับ เป็นผู฾ปุวยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้้าตาลได฾ดี ร฾อยละ 29.59,28.38,24.33 ตามล้าดับ ซึ่งต่้ากว฽าเกณฑ์เปูาหมายที่ก้าหนด ส฽วนใหญ฽เป็นผู฾ปุวยที่มีปัญหาซับซ฾อน มีพฤติกรรม สุขภาพไม฽เหมาะสม ขาดความรู฾ ความเข฾าใจในการดูแลตนเอง ขาดความต฽อเนื่องในการปฏิบัติ วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อพัฒนาระบบบริการ และเพื่อให฾ผู฾ปุวยสามารถควบคุมระดับน้้าตาลได฾ดีขึ้น วิธีการด าเนินการ 1. ทีมสหวิชาชีพร฽วมวิเคราะห์ปัญหา พบว฽า ด฾านระบบงาน มีการตรวจรักษาผู฾ปุวยเบาหวานรวม กับผู฾ปุวยทั่วไป ซึ่งมีผู฾ปุวยจ้านวนมาก ท้าให฾ไม฽มีเวลาค฾นหาปัญหารายบุคคล ,ไม฽มีการจัดกิจกรรมส฽งเสริมสุขภาพ เฉพาะกลุ฽ม / ด฾านผู฾ปุวย ไม฽ทราบข฾อมูลสภาวะสุขภาพของตนเอง,มีพฤติกรรมสุขภาพไม฽เหมาะสม,ขาดความรู฾ ความ เข฾าใจในการดูแลตนเอง,ขาดความต฽อเนื่องในการปฏิบัติ ด฾านญาติ หรือผู฾ดูแล ไม฽ทราบข฾อมูลการเจ็บปุวยของผู฾ปุวย ขาดความรู฾และศักยภาพในการดูแลผู฾ปุวย 2. พัฒนาระบบบริการโดย แยกคลินิก NCD ออกจากห฾องตรวจผู฾ปุวยนอก เปิดบริการคลินิกโรคเบาหวานทุกวัน แบบครบวงจร / ก้าหนดยอดผู฾รับบริการวันละ 40 คน มีการแยกประเภท ผู฾ปุวยในแต฽ละวันอย฽างชัดเจน ได฾แก฽ กลุ฽มผู฾ปุวยที่ควบคุมระดับน้้าตาลได฾ดี ,ควบคุมระดับน้้าตาลได฾ไม฽ดี ,รายใหม฽ , รายที่ภาวะแทรกซ฾อนทางไต และ3. พัฒนาการให฾ความรู฾ ให฾ค้าปรึกษารายบุคคล โดยพยาบาลผู฾จัดการรายกรณี /เน฾นการให฾ข฾อมูลสุขภาพ รายบุคคล /การค฾นหาปัญหา /การออกแบบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมรายบุคคล /การวางเปูาหมายร฽วมกัน และการ ติดตามประเมินผล /เสริมพลังใจ ชมเชยกระตุ฾นการปฏิบัติ / เน฾นการให฾ค้าปรึกษารายบุคคลแบบเข฾มข฾นในผู฾ปุวยที่มี ระดับน้้าตาลสูง และออกติดตามเยี่ยมบ฾าน / เยี่ยมผ฽านโทรศัพท์ / การให฾สุขศึกษาแบบกลุ฽ม โดยทีมสหวิชาชีพ เข฾า มาร฽วมดูแล ผลการศึกษา ตัวชี้วัด เกณฑ์ ก่อนการพัฒนา ปี 2565 หลังการพัฒนา ปี 2566 1. ร฾อยละผู฾ปุวยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้้าตาลได฾ดี ≥ 40 24.33 40.7 2. ร฾อยละของผู฾ปุวยโรคเบาหวานที่ได฾รับการตรวจ HbA1C อย฽าง น฾อย 1 ครั้ง/ปี ≥ 70 59.20 77.69 3. ร฾อยละผู฾ปุวยเบาหวานที่ขึ้นทะเบียนและมารับการรักษาต฽อเนื่อง ≥ 90 81.80 80.43 4. ร฾อยละของการเกิดภาวะแทรกซ฾อนเฉียบพลันในผู฾ปุวยเบาหวาน ≤ 2 2.11 2.15 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ การจัดบริการผู฾ปุวยแบบแบ฽งประเภทอย฽างชัดเจน จะท้าให฾การบริการครอบคลุม และตรงกับปัญหาผู฾ปุวย กลุ฽มผู฾ปุวยที่มีปัญหาคล฾ายกันจะได฾มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู฾ร฽วมกัน ท้าให฾เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ต฽อไป ค าส าคัญ : รูปแบบการดูแลผู฾ปุวยเบาหวาน


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 61 O3.9 พัฒนาระบบการดูแลผู้ปุวยโรงเรียนเบาหวาน อ าเภอโนนแดง บุปผา ชายกลาง โรงพยาบาลโนนแดง บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่ส้าคัญ จากรายงาน ระบบข฾อมูลของโรงพยาบาลโนนแดงพบผู฾ปุวยเบาหวานสูงเป็นอันดับ 2 ของโรงพยาบาล มีผู฾ปุวยโรคเบาหวาน ที่ขึ้นทะเบียนรักษาเพิ่มขึ้นทุกปี โดยในปี 2561-2565 เป็นดังนี้1,158, 1,251, 1,317, 1,399 และ 1,447 ตามล้าดับ และในปี 2561-2565 นั้น พบว฽ามีผู฾ปุวยเบาหวานที่สามารถควบคุมระดับน้้าตาลสะสม ให฾อยู฽ใน เกณฑ์เปูาหมาย ได฾เพียงร฾อยละ 22.59 , 21.55 , 35.41 , 32.21 และ 34.54 ตามล้าดับ ซึ่งยังไม฽ผ฽านเกณฑ์ เปูาหมาย จากสถานการณ์ดังกล฽าว ผู฾รับผิดชอบงานเบาหวานจึงมีความสนใจปรับเปลี่ยนรูปแบบการดูแล รักษาผู฾ปุวยเบาหวานให฾สอดคล฾องกับบริบทและเปูาหมายการดูแลรักษา โดยการจัดตั้งโรงเรียนเบาหวานขึ้น วัตถุประสงค์การศึกษา: เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผู฾ปุวยในโรงเรียนเบาหวานให฾สามารถควบคุมระดับ น้้าตาลสะสมอยู฽ในเกณฑ์เปูาหมาย สามารถลดยา และหยุดยาได฾ วิธีการด าเนินการ: รูปแบบที่พัฒนาขึ้นคือ จัดตั้งโรงเรียนเบาหวานผ฽านระบบการด้าเนินการของ คณะกรรมการ พชอ.และขยายผลสู฽ พชต.แต฽ละต้าบล โดยทีมสหวิชาชีพด้าเนินงานโรงเรียนเบาหวานของ โรงพยาบาลประกอบด฾วยแพทย์, พยาบาลและนักโภชนาการ ประจ้าโรงเรียนเบาหวาน ให฾ความรู฾และทบทวน วิชาการให฾กับเจ฾าหน฾าที่ รพ.สต.อ้าเภอโนนแดงทุกแห฽ง หลังจากนั้นท้าการคัดเลือกผู฾ปุวยเบาหวานเข฾าโรงเรียน เบาหวาน โดยใช฾เกณฑ์การคัดเลือกคือ เป็นผู฾ปุวยเบาหวาน กลุ฽มเสี่ยงเบาหวาน ผู฾ปุวยโรคเบาหวานที่ไม฽มีโรค ไตระยะ3 รูปแบบที่ใช฾ในการด้าเนินงานโรงเรียนเบาหวานเน฾นอาหารโลว์คาร์บ เพิ่มโปรตีนและไขมันสูง ด้าเนินการจัดโรงเรียนเบาหวานครบทุก รพ.สต.ในอ้าเภอโนนแดง ด้าเนินการเข฾าโรงเรียนเบาหวานรุ฽นละ 6 เดือน ประเมินผลรอบ 3 เดือน และ 6 เดือน ผลการศึกษา : การด้าเนินงานในปี2565-2566 มีผู฾ปุวยเบาหวานเข฾าร฽วมโรงเรียนเบาหวานจ้านวน 54 คน ผลการด้าเนินงาน พบว฽า ผู฾ปุวยเบาหวานโรงเรียนเบาหวานสามารถควบคุมระดับน้้าตาลสะสมดีเยี่ยม <6.5% ได฾จ้านวน 9 คน คิดเป็นร฾อยละ 16.67 , ระดับน้้าตาลสะสมพอใช฾<7.0% หรือลดลงกว฽าเดิมจ้านวน 16 คน คิดเป็นร฾อยละ 29.63 สามารถลดยาได฾จ้านวน 25 คน คิดเป็นร฾อยละ 46.30 และสามารถหยุดยาได฾จ้านวน 4 คน คิดเป็นร฾อยละ 7.41 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: การด้าเนินการโรงเรียนเบาหวานแยกจากคลินิกเบาหวาน ท้าให฾ ผู฾ปุวยเกิดการเรียนรู฾เข฾าใจหลักการการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ส฽งผลให฾ค฽าระดับน้้าตาลสะสมลดลง สามารถลด ยา และหยุดยาได฾ ผู฾ปุวยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดการเกิดโรคแทรกซ฾อนเฉียบพลันและเรื้อรัง รวมถึงลด ค฽าใช฾จ฽ายโรงพยาบาล ค าส าคัญ: เบาหวาน , ระดับน้้าตาลสะสม


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 62 O3.10 ลดคาร์บ ลดหวาน ลดโรคเบาหวานในกลุ่มเสี่ยงเบาหวานต าบลเมืองพะไล อ.บัวลาย อรวรรณ พูนศรี กลุ฽มงานบริการด฾านปฐมและองค์รวม โรงพยาบาลบัวลาย ความเป็นมาและความส าคัญ “โรค NCDs”เป็นปัญหาสุขภาพอันดับหนึ่งของโลกและของประเทศไทยเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของ คนไทยมีปัจจัยมาจากพฤติกรรมเสี่ยง เช฽น การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การบริโภคหวาน มัน เค็ม และการมีกิจกรรม ทางกายไม฽เพียงพอ อ้าเภอบัวลายมีผู฾ปุวยโรคไม฽ติดต฽อเรื้อรังใน ปี 2565 จ้านวน1,461 คน อัตราปุวยของโรคเบาหวาน 357.97 ต฽อแสนประชากร ต้าบลเมืองพะไล มีผู฾ปุวยโรคเบาหวาน ปี 2561-2565 จ้านวน 232,241,251,264,237 คน จาก การคัดกรองประชาชนกลุ฽มเปูาหมายอายุ 30 ปี ขึ้นไป ปีงบประมาณ 2565 เขตพื้นที่ต้าบลเมืองพะไล พบกลุ฽มเสี่ยง โรคเบาหวาน จ้านวน 50 คน จากการใช฾แบบสอบถามพฤติกรรมการรับประทานอาหาร หวาน ในกลุ฽มเสี่ยงเบาหวานจ้านวน 30 คน พบพฤติกรรมการรับประทานอาหารอยู฽ในระดับปรับปรุง ร฾อยละ 70 ระดับพอใช฾ร฾อยละ30 จากการวิเคราะห์ข฾อมูล ดังกล฽าวจึงได฾น้ารูปแบบการปรับเปลี่ยนการลดหวาน ลดคาร์โบไฮเดรต มาใช฾ในการให฾ความรู฾และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สุขภาพกลุ฽มเสี่ยงเพื่อปูองกันการเกิดโรคเบาหวาน วัตถุประสงค์1. เพื่อลดอัตราการเกิดโรคเบาหวานรายใหม฽2. กลุ฽มเสี่ยงสูงโรคเบาหวานมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สุขภาพที่เหมาะสม และ3. กลุ฽มเสี่ยงมีพฤติกรรมลดการรับประทานอาหารหวาน มัน เค็ม วิธีด าเนินการ วิธีการศึกษาเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ฽มตัวอย฽างเป็นประชาชนกลุ฽มเสี่ยงโรคเบาหวานจาก 9 หมู฽บ฾าน ต้าบลเมืองพะไล จ้านวน 30 คน 1.คัดกรองเบาหวานในประชาชนอายุ 30 ปีขึ้นไปมีระดับน้้าตาลในเลือดหลัง NPO 8 ชั่วโมง ค฽าน้้าตาล100-125 เข฾าอบรมในปี 2565 กิจกรรมหลัก ให฾ความรู฾เรื่องคาร์โบไฮเดรต การติดตาม การ แลกเปลี่ยนเรียนรู฾2.รูปแบบกิจกรรม การให฾ความรู฾เรื่องคาร์โบไฮเดรต การนับคาร์บ การวิเคราะห์พฤติกรรมตนเอง และแลกเปลี่ยนเรียนรู฾ภายในกลุ฽ม ความรู฾เรื่องโรคเบาหวาน 3.การติดตามพฤติกกรมการรับประทานอาหาร ติดตาม เจาะน้้าตาลปลายนิ้วมือโดย อสม. ทุก 1 เดือน และ4.ปี 2566 มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมโดยเพิ่มเรื่องการรู฾จัก คาร์บ การค้านวณคาร์บรายบุคคล การวัดองค์ประกอบของร฽างกาย การเรียนรู฾เรื่องไขมันเลวที่แท฾จริง ผลการศึกษา 1.อัตราการเกิดผู฾ปุวยโรคเบาหวาน ปี 2564-2566 ร฾อยละ 1.08 ,1.04 และ 0.37 2.กลุ฽มเสี่ยงมี พฤติกรรมการรับประทานอาหารหวาน มัน อยู฽ในระดับดี ร฾อยละ 85 และ3. กลุ฽มเสี่ยงมีรอบเอวอยู฽ในเกณฑ์ปกติร฾อย ละ 33.33 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ 1.จากผลการศึกษาสามารถน้ารูปแบบกิจกรรมที่ใช฾ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพกลุ฽มเสี่ยงมาใช฾ในการ ลดอัตราการเกิดผู฾ปุวยเบาหวานรายใหม฽ซึ่งเป็นไปตามนโยบายสุขภาพเรื่องการปูองกันโรคไม฽ติดต฽อเรื้อรัง 2. น้ารูปแบบจากการศึกษาไปน้าใช฾เพื่อการปูองกันการเกิดโรคเบาหวานทุกต้าบล ค าส าคัญ: ลดคาร์โบไฮเดรต, โรคเบาหวาน


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 63 O3.11 การพัฒนาคลินิกดูแลผู้ปุวยล้างไตในช่องท้องแบบองค์รวม โรงพยาบาลสีคิ้ว วัชริยา วิเศษนคร , ณัฐินา เคล฾าเคลีย วิไลวรรณ จิตใสและเกษวดีผาจวง คลินิกโรคไตเรื้อรัง โรงพยาบาลสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ โรงพยาบาลสีคิ้วมีผู฾ปุวยโรคไตเรื้อรังในปี2563-2566 จ้านวน 790,776,886,883 ราย และ มีผู฾ปุวยโรคไตที่ฟอกไต ทางหน฾าท฾อง ทั้งสิ้น 45 ราย พบผู฾ปุวยฟอกไตทางหน฾าท฾องเสียชีวิต จ้านวน 0,3,3,2 ราย สาเหตุที่สนับสนุนประกอบด฾วย การ ติดเชื้อที่ช฽องท฾อง อัตราผู฾ปุวยที่ฟอกไตด฾วยตนเอง (Manual PD) น฾อย ภาวะทุขโภชนาการ และอัตราการรอดชีวิตภายใน 1 ปี แรกหลังฟอกต่้า สาเหตุเกิดจาก ระบบการดูแลที่ไม฽มีแนวทางการดูในโรงพยาบาลที่ชัดเจน ไม฽ได฾เชื่อมโยงครอบครัว ขาดการ สนับสนุนจากชุมชน และการเสริมพลัง ทางทีมคลินิกโรคไตเรื้อรัง จึงได฾พัฒนาระบบการดูแลผู฾ปุวยเพื่อลดอัตราการเสียชีวิต และเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู฾ปุวย วัตถุประสงค์1.ลดอัตราการเสียชีวิต และเพิ่มอัตราการรอดชีวิต 1 ปีหลังฟอก และ2.เพิ่ม คุณภาพชีวิตผู฾ปุวย ลดติดเชื้อในช฽องท฾อง วิธีการด าเนินงาน 1. ก้าหนดแผนยุทธศาสตร์งานคลินิกผู฾ปุวยล฾างไตทางช฽องท฾อง ปี 2563-2568 และ2.พัฒนาระบบงานคลินิกผู฾ปุวยล฾างไตในช฽องท฾อง กระบวนการดูแลในคลินิกประกอบด้วย 4 ระยะ ระยะ Trainning (Day0-4week) : ฝึกฟอก(OPD/IPD) เยี่ยมบ฾านก฽อนฟอกหลังฟอก เฝูาระวังภาวะแทรกซ฾อนฉับพลัน พร฾อมประสานงาน รพสต. ผู฾น้าชุมชนเป็นพี่เลี้ยงร฽วม ระยะ Improve (เดือนที่ 2- 6) : นัดทุก 2-4 สัปดาห์ประเมิน ความสามารถในการฟอก และความเพียงพอของการฟอกเลือดติดตามภาวะแทรกซ฾อนเช฽นน้้าในเยื้อหุ฾มปอด แผล exit site และปรับภาวะโภชนการ ระยะ Maintainเดือนที่6 เป็นต้นไป) : นัดทุก 1-3 เดือน เยี่ยมบ฾าน 1 ครั้ง ประเมินภาวะซึมเศร฾า คุณภาพชีวิตเปูาหมาย กิจกรรมเสริมพลังผู฾ปุวยและญาติเน฾นฟอกเอง Urgent Mode:ทีมลงเยี่ยมและวางแผนการรักษากรณีคนไข฾นอนโรงพยาบาล เพิ่มรอบเยี่ยมบ฾าน 1 ครั้ง 1. นวัตกรรมด฾านการแจ฾งเตือนผู฾ปุวยที่มีปัญหา( Line Alert / manual alert)คนไข฾นอนโรงพยาบาล หรือ ส฽งต฽อ 2. เงิน สนับสนุนจากเครือข฽าย ค฽าเดิน ค฽าอาหารเสริม (ไข฽ไก฽และนมทางการแพทย์) 3. ประชุมวิเคราะห์พัฒนางานเป็นประจ้าทุก 3 เดือน 4.การแพทย์ทางไกล (Telemedicine) กลุ฽มที่ไม฽มาตามนัด นัดห฽าง ผลการศึกษา การพัฒนาปี 2563-2566 พบว฽า 1. อัตราการเสียชีวิตของผู฾ปุวยที่ฟอกไตทางหน฾าท฾องลดลง คือ 0,7.9,8.1,4.8% 2. อัตราผู฾ปุวยที่มีระดับอัลบูมินในเลือด มากกว฽า 3.5 คือ 5.6,25,10.5,55% 3. อุบัติการณ์การเกิดภาวะติดเชื้อในช฽องท฾อง(ครั้ง/ปี) คือ 3,6,1,5 ครั้ง 4. อัตราการรอดชีวิตในผู฾ปุวยฟอกไตทางหน฾าท฾องภายใน 1 ปีแรกหลังฟอก คือ 85.7,100,50,100% 5. อัตราผู฾ปุวยที่ฟอกไตเอง ( Manual PD) คือ 71.4,77.8,100,75% ข้อเสนอแนะการน าไปใช้ ระบบงานที่พัฒนาขึ้นมาสามารถประยุกต์ใช฾ในโรงพยาบาลชุมชนที่ต฾องดูแลผู฾ปุวยฟอกไตทางหน฾า ท฾องที่ไม฽มีอายุรแพทย์โรคไต เพื่อเพิ่มผลลัพท์การดูแล คุณภาพชีวิต และลดภาระการเดินทางของผู฾ปุวย อีกทั้งยังช฽วยเสริมพลัง ผู฾ปุวย ครอบครัว และชุมชน ให฾ยั่งยืน ค าส าคัญ : ล฾างไตในช฽องท฾อง ,ติดเชื้อในช฽องท฾อง


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 64 O3.12 การพัฒนาระบบการดูแลผู้ปุวยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย โรงพยาบาลประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ Redesign End stage renal disease care of Prakhonchai hospital , Buriram Province วรัญญา อริยตระกูลวงศ์,จินตนา สุขประเสริฐ โรงพยาบาลประโคนฃัย จังหวัด บุรีรัมย์ ความเป็นมาและความส าคัญ ผู฾ปุวยโรคไตวายเรื้อรังมีจ้านวนเพิ่มมากขึ้น ข฾อมูลในพื้นที่อ.ประโคนชัยจากการ คัดกรองภาวะแทรกซ฾อนในผู฾ปุวยโรคเบาหวาน7,054,ความดันโลหิตสูง13,480ราย พบมีโรคไตระยะที่3,4,5ร฾อย ละ20,2.93,1.80 (HDCจังหวัดบุรีรัมย์ผู฾ปุวยCKDมีอัตราการลดลงของeGFR <5ml/min/1.73m2/yr ไม฽ผ฽าน เกณฑ์งานวิจัยประสบการณ์มีชีวิตอยู฽กับการล฾างไตทางช฽องท฾องอย฽างต฽อเนื่อง:กรณีศึกษาในผู฾ใหญ฽วัยท้างานที่มา รับการรักษาที่รพ.ชุมชนในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย2562(วรัญญา อริยตระกูลวงศ์,จินตนา สุขประเสริฐ,2562) พบว฽าผู฾ปุวยCAPDตัดสินใจ RRT เมื่อต฾องเลือกระหว฽างความเป็นและความตายแล฾วเท฽านั้น การจัดบริการรักษาแบบเดิมไม฽สามารถท้าให฾ผู฾ปุวยตัดสินใจRRTได฾เร็วพอที่จะท้าให฾ผลการรักษาดี ท้าให฾ผู฾ปุวยไม฽ สามารถกลับไปท้างานได฾ ครอบครัวขาดรายได฾ และพบอุบัติการณ์ของผู฾ปุวยตกเก฾าอี้ขณะรอรับบริการ จึงได฾เห็น ความส้าคัญในการพัฒนาระบบการบริการให฾สามารถชะลอไตเสื่อม,เพิ่มการเข฾าถึงRRTรวดเร็วทั่วถึง,มีระบบ จัดการความเสี่ยงขณะรอรับบริการใน NCDs clinic วัตถุประสงค์การศึกษา: 1.เพื่อลดแออัดและรอคอยผลเลือด ย฽างมีคุณค฽า , 2.ชะลอความเสื่อมของไต eGFR<5ml/min/1.73m2/yr ≥66% , 3. เพิ่มการเข฾าถึง RRT 4. อุบัติการณ์ความเสี่ยง 0% วิธีการด าเนินการ การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) สุ฽มตัวอย฽างแบบเฉพาะเจาะจงร฽วมกับการสังเกต อย฽างมีส฽วนร฽วม (Participation observation )ในCKD5ช฽วงด้าเนินการ ตุลาคม 2565-เมษายน2566 จ้านวน179 คน เครื่องมือที่ใช฾ในการวิจัย 1.แบบสอบถามความพึงพอใจผู฾รับบริการ , 2.แบบคัดกรองผู฾ปุวย ,ขั้นตอนที่1 วิเคราะห์ สาเหตุ พบว฽าระบบบริการแออัดรอคอยนาน,กระบวนการจัดการความรู฾ไม฽ชัดเจน จึงจัดบริการที่CAPD clinic 20 คนต฽อวัน ประเมินและกระตุ฾นRRTทุกvisit จัดการรายกรณีรายบุคคล รายกลุ฽มโดยทีมสหวิชาชีพ พยาบาลตรวจ เยี่ยมอาการ ใช฾แบบฟอร์มคัดกรองผู฾ปุวยกรณีอาการเปลี่ยนแปลงทุกชั่วโมง ,ขั้นตอนที่2 ปฏิบัติตามแผน ,ขั้นตอน ที่3.ประเมินผล สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์1.ลดแออัดจาก 120 เป็น 20 คน ลดเวลารอคอยจาก 6 เป็น 3.5 ชม , 2.มีระบบส฽งต฽ออายุรแพทย์โรคไต ได฾RRTจาก5%เป็น18.9%(เกณฑ์ 10% ) 3.ชะลอไตเสื่อมมีค฽า ไตดีขึ้นเป็น CKD3 1ราย และCKD4 33 รายคิดเป็น18% ประหยัดค฽ารักษาพยาบาลกรณี CAPD 700,000 บาท/ คน/ปี*34 ราย = 23,800,000 บาท และกรณี HD 1,400,000 บาท/คน/ปี * 34 ราย =47,600,000 บาท , eGFR<5ml/min/1.73m2/yr 113 ราย คิด63% 4. คัดกรองความเสี่ยงส฽งผู฾ปุวยเข฾าห฾องฉุกเฉิน2ราย , อุบัติการณ์พลัดตกหกล฾ม 0ราย 5.ผู฾ปุวยและญาติพึงพอใจ 88 % ข฾อเสนอแนะ ควรจัดกระบวนการPLรายบุคคล รายกลุ฽ม.ให฾กับทั้งผู฾ปุวยและ ญาติ ตั้งแต฽ระยะแรก CKD stage1,2และ3A ทุกNCDs clinic ค าส าคัญ :โรคไตเรื้อรัง, การชะลอความเสื่อมของไต,การบ้าบัดทดแทนไต


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 65 O3.13 พัฒนาระบบบริการการดูแลผู้ปุวยไตวายเรื้อรัง จุฑาทิพย์ ลามจันทึก โรงพยาบาลคูเมือง จ.บุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: พบผู฾ปุวย CKD stage 3 และ 4 เพิ่มขึ้น โดยปี 2562-2565 จ้านวน CKD stage 3 = 942, 926, 1,174 ,1,242 จ้านวน CKD stage 4= 177,198, 186 ,194 การด้าเนินงานไม฽ผ฽านเกณฑ์คุณภาพ ปี2562- 2565 อัตราการคัดกรอง CKD ในกลุ฽ม DMcHT = 78.24 ,80.40 ,81.33 ,82.24 ,81.84 อัตราผู฾ปุวยCKD stage3-4 ที่ เป็นDMควบคุมระดับน้้าตาลได฾ดี= 25.56, 25.83,19.28 , 22.85 อัตราผู฾ปุวยCKD stage3-4 ที่เป็น HT ควบคุมระดับ ความดันโลหิตได฾ดี= 66.30, 77.92 ,71.89,75.26 อัตราผู฾ปุวยCKD stage3-4ได฾รับยาACEI/ARB = 52.18,59.03 ,46.85,46.47 อัตราการลดลง eGFR ระยะ 3-4< 5ml/min/1.73m2/yr = 54.72,68.53,74.10,57.52 อัตราการ turn stage CKD 3 เป็น 4 = 7.06, 5.29, 5.17,5.71 อัตราการ turn stage CKD 4 เป็น 5= 29.91,14.14, 10.21,10.01 ค฽าใช฾จ฽ายยา= 1,027,641 บาท, 1,057,824 บาท 1,110,587 บาท,1,107,566 บาท พบปัญหา บุคลากรขาดความรู฾ ท้า ให฾ระบบการดูแลไม฽มีคุณภาพ ไม฽มีการจัดการและติดตามข฾อมูลอย฽างต฽อเนื่อง วัตถุประสงค์การศึกษา: พัฒนาการดูแลผู฾ปุวย CKD ที่มีคุณภาพ ลดค฽าใช฾จ฽ายด฾านยา ลดระยะเวลารอคอย วิธีการด าเนินการ: ปี 2563 ปรับระบบดูแลผู฾ปุวยCKDตามระยะความเสื่อมของไต การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ปี2564 แยกสถานที่ให฾บริการคลินิก CKD Popup การจ฽ายยาที่มีผลต฽อไต ปี 2565 มีอายุรแพทย์ ปรับแนวทางการดูแล CKD แยกคลินิกชัดเจน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแบบกลุ฽ม Telemedicine กับแพทย์อายุรแพทย์ในกลุ฽มCKD stage 3-4 ที่ มีปัญหาการเดินทาง ปี 2566 เพิ่มองค์ความรู฾ให฾บุคลากร ส฽งอบรมเฉพาะทางโรคไต ปรับการดูแลเป็นมาตรฐานเดียวกัน ทั้งคปสอ. ระบบล฿อคนัด ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งรายบุคคลและรายกลุ฽ม ติดตามก้ากับโดยใช฾BI Line notify ติดตาม ระบบนัดและการให฾ยาไม฽เหมาะสม พัฒนาการดูแลผู฾ปุวยโดย Value base health care Applicationปรับเปลี่ยน พฤติกรรม การดูแลกลุ฽มผู฾ปุวยที่Admit ร฽วมกับทีมสหวิชาชีพ ส฽งยาทางไปรษณีย์และมีระบบ Tracking เพื่อให฾ มั่นใจว฽าผู฾ปุวยจะได฾รับยาตามมาตรฐาน ผลการศึกษา: ผลลัพธ์ ปี 2562-2566 อัตราการคัดกรองไตผู฾ปุวยDM HT = 78.24 ,80.40 ,81.33,82.24 ,81.84,82.76 อัตราผู฾ปุวยCKD stage 3-4ที่เป็น DM ควบคุมน้้าตาลได฾ดี= 25.56,25.83,19.28,22.85,23.10 อัตราผู฾ปุวยCKD stage 3- 4 ที่เป็น HT ควบคุมความดันโลหิตได฾ดี= 66.30,77.92,71.89,75.26,80.28 อัตราผู฾ปุวย CKD stage 3-4 ได฾รับยา ACEI/ARB= 52.18,59.03,46.85,46.47,54.72 อัตราการลดลงeGFRระยะ3-4 < 5ml/min/1.73m2/yr= 54.72 ,68.53,74.10,57.52,70.55 อัตราการ turn stage CKD 3 เป็น4= 7.06, 5.29,5.17,5.71,3.52 อัตราการ turn stage CKD4 เป็น 5 = 29.91, 14.14, 10.21, 10.01, 6.16 ค฽าใช฾จ฽ายด฾านยากลุ฽มผู฾ปุวยCKD= 1,027,641บาท ,1,057,824 บาท 1,110,587 บาท ,1,107,566 ,779,583 ปี2562-2565 ระยะเวลารอคอย=205นาที,178นาที,176นาที,167นาทีความ พึงพอใจผู฾รับบริการปี2563-2565 =558.70,70.25,85.70 ความพึงพอใจของผู฾ให฾บริการ=60.42,68.24,86.59 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: องค์ความรู฾เฉพาะด฾าน การท้างานเป็นทีม และการน้าเทคโนโลยีสารสนเทศ สนับสนุนข฾อมูลและการติดตาม เป็นปัจจัยส้าคัญท้าให฾เกิดระบบบริการที่มีประสิทธิภาพ ค าส าคัญ: CKD , Value base health care , Tracking , Telemedicine


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 66 O3.14 พัฒนาระบบการชะลอไตเสื่อม สุธารทิพย์ ค้าสมบัติ โรงพยาบาลห฾วยแถลง จ.นครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ โรคไตเรื้อรัง เป็นกลุ฽มผู฾ปุวยส้าคัญและมีจ้านวนเพิ่มขึ้นของโรงพยาบาลห฾วย แถลง จากข฾อมูลของคลินิกชะลอไตเสื่อม โรงพยาบาลห฾วยแถลง พบว฽าเดือน เมษายน ถึง มิถุนายน 2566 มี ผู฾ปุวยโรคไตเรื้อรังที่มีค฽าอัตราการกรองของไต eGFR ที่ลดลง < 5 ml/min/1.73 m2 /yr ได฾ 65.57, 66.66, 55.55 ตามล้าดับ ซึ่งมีแนวโน฾มลดลง จึงได฾มีการทบทวนและพัฒนาการดูแลผู฾ปุวยเพื่อชะลอการเสื่อมของไต และยืดระยะเวลาการเข฾าสู฽ไตวายระยะสุดท฾ายให฾นานที่สุด วัตถุประสงค์ เพื่อชะลอไตเสื่อมของผู฾ปุวยในคลินิกชะลอไตเสื่อม และลดการเปลี่ยนระยะไตเสื่อมไปสู฽ระยะที่ แย฽ลง วิธีด าเนินการ 1)วิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาผู฾ปุวยโรคไตเรื้อรัง 2)พัฒนารูปแบบการดูแล 3)ทดลองการใช฾ รูปแบบ 4)ประเมินผล ซึ่งเน฾นรูปแบบการมีส฽วนร฽วมของผู฾ปุวยและญาติ ในการจัดการปัญหาสุขภาพของ ตนเองในการชะลอไตเสื่อม โดยค฾นหาปัญหาในการชะลอไตในแต฽ละราย และร฽วมหาทางปรับให฾เข฾ากับ ชีวิตประจ้าวันและบริบทของผู฾ปุวย โดยมีสื่อการสอนที่เห็นของจริง เช฽น ขวดน้้าปริมาตรน้้าที่เข฾าใจง฽าย โมเดลอาหาร สื่อการสอนสุขศึกษา รูปแบบวีดิโอ ครอบคลุมถึงภาวะแทรกซ฾อนทางไต และตรวจสอบการ รับประทานยาของผู฾ปุวยตามแผนการรักษาปัจจุบันร฽วมกับมีการ consult สหสาขาวิชาชีพร฽วมในการชะลอไต ที่เกี่ยวข฾องในปัญหานั้นๆ ในรายที่เริ่มมีผลลัพธ์การปฏิบัติตัวการชะลอไตดีขึ้น ให฾ ชมเชย และนัดติดตามไม฽ เกิน 40 วัน เพื่อติดตามการชะลอไตซึ่งถือว฽าเป็นช฽วง Golden period ที่ผู฾ปุวยท้าได฾และเพื่อเสริมแรงกระตุ฾น ให฾ผู฾ปุวยปฏิบัติต฽อไป ผลการศึกษา พบว฽า เดือน กรกฎาคม ถึง กันยายน 2566 มีแนวโน฾มการชะลอไตที่ดีขึ้น eGFR ที่ลดลง< 5 ml/min/1.73 m2 /yr ได฾ 78.21 , 91.26 , 89.91 ตามล้าดับ โรคไตเรื้อรังระยะ 4 สามารถเปลี่ยนเป็นระยะ 3 มีแนวโน฾มที่เพิ่มขึ้น ส฽วนโรคเรื้อรังระยะ 4 เปลี่ยนมาเป็นระยะ 5 มีแนวโน฾มลดลง สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ การพัฒนางานชะลอไตเสื่อม ต฾องใช฾แนวคิดการสนับสนุนการ จัดการตนเองอย฽างต฽อเนื่อง โดยเฉพาะช฽วง Golden period ซึ่งต฾องร฽วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพ เปูาหมายเพื่อ ชะลอการเสื่อมของไตยื้อระยะเวลาการเข฾าไตวายระยะสุดท฾ายให฾ได฾นานที่สุด ค าส าคัญ คลินิกไตเรื้อรัง


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 67 O3.15 การพัฒนารูปแบบCDT modelในการวางแผนจ าหน่ายผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลาง ประคอง พอบาล โรงพยาบาลบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ จากการทบทวนข้อมูลเกี่ยวกับจ านวนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลาง ของโรงพยาบาลบุณฑริก ปี 2562-2565 พบจ านวนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง 114, 95, 95 และ 167 ราย ตามล าดับ โดยเป็นกลุ่ม ที่มารับบริการที่หอผู้ป่วยใน คือ 11, 6, 9 และ 8 ราย ตามล าดับ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีปัญหาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว จ านวน 11, 6, 9 และ 7 ราย มีปัญหาเกี่ยวกับการกลืนจ านวน 2, 0, 1 และ 1 ราย นอกจากนี้ ยังพบผู้ป่วย มีภาวะแทรกซ้อนหลังจ าหน่ายออกจากโรงพยาบาลปี 2552-2565 มีภาวะ recurrent stroke ร้อยละ 0, 0, 22.22 และ 0 มีภาวะติดเชื้อที่ปอดร้อยละ 0, 0, 11.1 และ 0 มีภาวะข้อไหล่ติด ร้อยละ 0, 0, 11.1 และ 12.5 ตามล าดับ ผู้วิจัยจึงมีความสนใจในการพัฒนารูปแบบการวางแผนจ าหน่ายผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะ กลางโดยมีการส่วนร่วมของทีมสหสาขาวิชาชีพและครอบครัว เพื่อให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลางได้รับการ ฟื้นฟูสภาพที่บ้านอย่างเหมาะสมและปลอดภัย วัตถุประสงค์การศึกษา 1)เพื่อพัฒนารูปแบบการวางแผนจ าหน่ายผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลางโดยมีการ ส่วนร่วมของทีมสหสาขาวิชาชีพและครอบครัว 2)เพื่อประเมินผลรูปแบบการวางแผนจ าหน่ายผู้ป่วยโรคหลอดเลือด สมองระยะกลางโดยมีการส่วนร่วมของทีมสหสาขาวิชาชีพและครอบครัว วิธีการด าเนินการ การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) สถานที่ด าเนินการ งานหอผู้ป่วยในหญิง โรงพยาบาลบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี ประชากรที่ศึกษา ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลางที่เข้ารับการรักษาที่หอผู้ป่วยในหญิง โรงพยาบาลบุณฑริก จ านวน 8 ราย ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2565 – 31 กรกฎาคม 2566 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมี2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วย ส่วนที่ 2 ข้อมูล ด้านสุขภาพ การเก็บข้อมูล เชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติแจกแจง ความถี่ ร้อยละ ผลการศึกษา 1. ได้รูปแบบการวางแผนจ าหน่ายผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลางโดยมีการส่วนร่วมของทีมสหสาขาวิชาชีพ และครอบครัว โดยใช้CDT model ประกอบด้วย C คือ Care giver โดยการค้นหาผู้ที่มีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วย ทั้งครอบครัวและในชุมชน D คือ แนวคิด D-METHOD ในการวางแผนจ าหน่ายผู้ป่วย T คือ ทีมสหสาขาวิชาชีพ และภาคเครือข่ายที่มีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วย 2. ผลการใช้รูปแบบ CDT model ในการวางแผนจ าหน่ายผู้ป่วยระยะกลาง พบว่า เป็นผู้ป่วยหญิงร้อยละ 100 อายุ ต่ ากว่า 60 ปี และอายุมากกว่า 60 ปี คิดเป็นร้อยละ 50 เท่ากัน ไม่มีภาวะ recurrent stroke คิดเป็น ร้อยละ 100 มีภาวะติดเชื้อที่ปอดร้อยละ 12.5 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์สามารถน าไปใช้เป็นแนวทางการวางแผนจ าหน่ายผู้ป่วยโรคหลอดเลือด สมองระยะกลาง ค าส าคัญ : CDT ,วางแผนจ าหน่าย, ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลาง


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 68 O3.16 การพัฒนาระบบเชื่อมโยงการให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ปุวยระยะกลางที่เป็น โรคหลอดเลือดสมองสู่การดูแลต่อเนื่องระยะยาวในชุมชน อ าเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ กฤษฎา สมรัก นักกายภาพบ้าบัดช้านาญการ โรงพยาบาลละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเปนมาและความส าคัญ: การเจ็บปุวยด฾วยโรคหลอดเลือดสมอง เป็นหนึ่งกลุ฽มโรคผู฾ปุวยระยะกลางซึ่งกระทรวง สาธารณสุขมีนโยบายให฾โรงพยาบาลชุมชนทุกแห฽งดูแลผู฾ปุวยระยะกลางที่ผ฽านพ฾นวิกฤต เพื่อลดการนอนโรงพยาบาล และการดูแลระยะยาวเกิดขึ้นโดยไม฽จ้าเป็น วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาระบบเชื่อมโยงการให฾บริการฟื้นฟูสมรรถภาพผู฾ปุวยระยะกลางที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง และประเมินผลการพัฒนาระบบ วิธีด าเนินการ: การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา ด้าเนินการระหว฽าง ตุลาคม 2563–กันยายน 2565 ขั้นตอน ประกอบด฾วย 5 ระยะ ได฾แก฽ ระยะที่ 1 การวิเคราะห์สถานการณ์และปัญหาของระบบการให฾บริการฯ ระยะที่ 2 การ ออกแบบและพัฒนาระบบ ระยะที่ 3 การน้าไปทดลองใช฾ ระยะที่ 4 การปรับปรุงพัฒนาระบบ และระยะที่ 5 การ ประเมินผล คัดเลือกกลุ฽มตัวอย฽างแบบเฉพาะเจาะจง จ้านวน 127 คน ได฾แก฽ ผู฾ให฾บริการสุขภาพ ผู฾รับบริการ และผู฾มี ส฽วนได฾ส฽วนเสีย เก็บรวบรวมข฾อมูลเชิงปริมาณโดยใช฾แบบทดสอบความรู฾ แบบสอบถามการมีส฽วนร฽วม แบบบันทึกการ เยี่ยมบ฾าน แบบประเมินความสามารถตามดัชนีบาร์เธลเอดีแอล ประเมินการฟื้นสภาพการเคลื่อนไหวด฾วยแบบ ประเมินสตรีม(STREAM) วิเคราะห์ข฾อมูลใช฾สถิติเชิงพรรณนา ร฾อยละ ค฽าเฉลี่ย ส฽วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบ ผลการทดสอบความรู฾ก฽อนและหลังอบรมฯ ใช฾สถิติ Paired t-test ที่ระดับ นัยส้าคัญ 0.05 ส฽วนข฾อมูลเชิงคุณภาพใช฾ การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษา: พบว฽า การพัฒนาระบบประกอบด฾วย การพัฒนาบุคลากรด฾วยการอบรมฯ การพัฒนากระบวนการ ให฾บริการแบบบูรณาการร฽วมกับภาคีเครือข฽าย การพัฒนากระบวนการเยี่ยมบ฾านแบบบูรณาการ และการมีส฽วนร฽วมใน การจัดบริการเชื่อมโยงกับชุมชน ท้าให฾กลุ฽มตัวอย฽างมีความรู฾หลังการอบรมเพิ่มขึ้นอย฽างมีนัยส้าคัญทางสถิติ(p<0.05) ผู฾ปุวยมีค฽าเฉลี่ยความสามารถในการท้ากิจวัตรประจ้าวันจากที่อยู฽ในระดับติดบ฾าน (X±S.D.= 8.67±1.124) เปลี่ยนเป็นระดับติดสังคม (X±S.D. = 12.07±0.868) ร฾อยละ 70.37 และจากที่อยู฽ในระดับติดเตียง (X±S.D.= = 3.76±0.682) เปลี่ยนเป็นระดับติดบ฾าน (X±S.D.= 8.83±1.053) ร฾อยละ 20.00 มีค฽าเฉลี่ยของความสามารถในการ เคลื่อนไหวที่ดีขึ้นจาก 29.998 เป็น 62.66 จ้าหน฽ายเป็นผู฾ปุวยระยะสุดท฾ายร฾อยละ 6.71, เสียชีวิตร฾อยละ 2.92 และ การมีส฽วนร฽วมในการพัฒนาระบบฯ อยู฽ในระดับมาก-มากที่สุด (ร฾อยละ 74.84) สรุปการศึกษาและน าไปใช้ประโยชน์ : การให฾บริการฟื้นฟูผู฾ปุวยระยะกลางที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองสู฽การดูแล ต฽อเนื่องระยะยาวในชุมชนจะด้าเนินงานอย฽างมีประสิทธิภาพได฾ต฾องได฾รับความร฽วมมือจากภาคีเครือข฽าย เพื่อให฾เกิด การร฽วมคิดร฽วมด้าเนินกิจกรรมและประเมินผล มีการขับเคลื่อนของทีมสหวิชาชีพแบบบูรณาการร฽วมกันกับองค์กร ปกครองส฽วนท฾องถิ่น นอกจากนั้นยังต฾องศึกษาต฾นทุนประสิทธิผลของการฟื้นฟูผู฾ปุวยระยะกลางที่เป็นโรคหลอดเลือด สมองด฾วย ค้าส าคัญ: System development, Stroke, Intermediate care, Networking of care


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 69 O3.17 การพัฒนาการแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Start ก่อน Stroke) โรงพยาบาลบ้านกรวด สุวัฒน์ แน่ประโคน ห้องอุบัติเหตุฉุกเฉินและนิติเวช โรงพยาบาลบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ โรคหลอดเลือดสมอง เป็นปัญหาที่ส าคัญของประเทศไทยโดยพบจ านวนผู้ปุวย และผู้เสียชีวิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี แต่กลับพบฐานข้อมูลผู้ปุวยที่ซ ้าซ้อนกัน โรงพยาบาลบ้านกรวดเป็นโรงพยาบาลขนาด 60 เตียงห่างจากโรงพยาบาล บุรีรัมย์ถึง 66 กิโลเมตร เวลา fast track มีเพียง (135 นาที) แม้ทางโรงพยาบาลได้พยายามให้ความรู้ในภาคส่วน ประชาชน การคัดกรองความเสี่ยงในชุมชน ทบทวนปัญหาวินิจฉัยล่าช้ามาโดยตลอด กลับพบว่าผู้ปุวย Fast track 5 ปีย้อนหลังมีเพียง 197 รายหรือ ร้อยละ 31.7 เท่านั้น ผู้ป ุวยโดยมากถูกน าส่งโดยรถส่วนตัว มากกว่าบริการทาง การแพทย์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลบ้านกรวดจึงได้พัฒนาแนวทางการดูแลผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมองโดยคาดหวังว่าจะ ส่งผลให้เกิดประโยชน์ในการดูแลผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง และปลอดภัยมากขึ้น วัตถุประสงค์การศึกษา 1.พัฒนาการบันทึกข้อมูลงผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง 2. ค้นหาปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดโรคหลอดเลือดในสมอง โดยใช้ฐานข้อมูลจริงของอ าเภอบ้านกรวด 3. ค้นหาปัจจัยที่ท าให้ผู้ปุวยสามารถได้ทันเวลา Fast-track 4. ค้นหาปัจจัยที่ผู้ปุวยและญาติเลือก หรือไม่เลือกใช้บริการ EMS (1669) ในการน าส่งผู้ปุวย วิธีการด าเนินการพัฒนา การดูแลผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง START MODEL S : System and service ระบุจ านวนผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง ใช้การวินิจฉัยโรคของทางโรงพยาบาลบุรีรัมย์ จัดท าแบบสอบถามผลการดูแลผู้ปุวยใน google form T : Team STROKE care จัดตั้งคณะกรรมการทีมดูแลผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง เชื่อมโยงไปยังชุมชน A : Active learning อบรมความรู้และสถานการณ์โรคหลอดเลือดสมอง ,กู้ชีพทั้ง 9 แห่ง ,เจ้าหน้าที่ รพ.สต R : Referral system-พัฒนาแนวทางการส่งต่อผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง T : Time lose Brain Lose สร้างความตระหนักความส าคัญในการดูแลผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง แก่ทุกภาคส่วน ผลการศึกษา สามารถสร้างฐานข้อมูลผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมองที่ชัดเจน จากข้อมูลปัจจัยที่ผู้ปุวยมาไม่ทัน Fast Track คือพบอาการผู้ปุวยล่าช้า, ญาติเข้าใจว่าเป็นอาการของผู้สูงอายุ พบผู้ปุวยเมาสุราหลับ, ส่งผลกับเวลาในการตัดสินใจน าส่งโรงพยาบาล ผู้ปุวยร้อยละ 76.2เลือกใช้รถส่วนตัวน าส่งเพราะเห็นว่าสะดวก ร้อยละ 12.9 ใช้บริการ EMS เพราะเคยใช้บริการ มาก่อน และร้อยละ 10.2 พบผู้ปุวยมีอาการรุนแรง จากแบบสอบถามผู้ปุวยและญาติมีความรู้เกี่ยวกับอาการ และ อาการแสดงของโรคหลอดเลือดสมอง ถึงร้อยละ 74.1 แต่มีเพียงร้อยละ 29.4 ที่ตัดสินใจน าส่งโรงพยาบาลทันที สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ จากการพัฒนาสามารถสร้างทีมดูแลผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง ที่เข้าใจฐานข้อมูลได้อย่างชัดเจนในทิศทางเดียวกัน


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 70 O3.18 การฟื้นฟูสมรรถภาพผู฾ปุวยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลาง (IMC) ด้วยการฝังเข็ม ร่วมกับแพทย์แผนไทยและ กายภาพบ าบัด โรงพยาบาลแคนดง จังหวัดบุรีรัมย์ วีระชัย เจริญสวัสดิ์ เจ฾าพนักงานสาธารณสุขปฏิบัติงาน กลุ฽มงานการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โรงพยาบาลแคนดง จังหวับุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ โรคหลอดเลือดสมองเป็นโรคระบบประสาทที่พบได฾บ฽อย เป็นสาเหตุการตายที่ส้าคัญ และเป็นต฾นเหตุท้าให฾เกิดความ พิการและความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ผู฾ปุวยโรคหลอดเลือดสมองที่รอดชีวิตส฽วนใหญ฽มักมีความพิการหลงเหลืออยู฽ ได฾แก฽ ความ บกพร฽องด฾านการเคลื่อนไหว และการทรงตัว ในปัจจุบันนี้ผู฾ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง ในความรับผิดชอบโรงพยาบาลแคนดง จังหวัดบุรีรัมย์ ในปีงบประมาณ พ.ศ.2564 – 2566 ผู฾ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง คะแนน ADL น฾อยกว฽าหรือเท฽ากับ 15 จ้านวน 21,14,22 ราย ตามล้าดับ ซึ่งผู฾ปุวยส฽วนใหญ฽มีความบกพร฽อง ด฾านการเคลื่อนไหว การกลืน การพูด ความคิดความจ้า การ ขับถ฽าย การทรงตัว ด฾านประสาทรับรู฾และการเรียนรู฾ ด฾านการสื่อความหมาย ด฾านพฤติกรรมและอารมณ์ ส฽งผลให฾ผู฾ปุวย ช฽วยเหลือตนเองได฾น฾อยหรือไม฽สามารถช฽วยเหลือตนเองได฾เลย ท้าให฾เป็นภาระแก฽ผู฾ดูแลและญาติ หลายคนไม฽ได฾รับการดูแล รักษาที่เหมาะสมส฽งผลให฾เกิดภาวะความพิการของร฽างกายอย฽างถาวร วัตถุประสงค์การศึกษา 1.ผู฾ปุวยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลาง (IMC) ได฾รับการติดตามฟื้นฟูสภาพต฽อเนื่องที่โรงพยาบาล และที่บ฾านภายใน 6 เดือน สามารถด้าเนินชีวิตประจ้าวันตามความสามารถสูงสุดของผู฾ปุวยมากกว฽าร฾อยละ 75 และ2.ผู฾ปุวย โรคหลอดเลือดสมองระยะกลาง (IMC) ญาติ และเครือข฽ายในชุมชน มีความรู฾ ความเข฾าใจ และเกิดทักษะในการดูแล ก฽อนและ หลังการติดตามดูแล มากกว฽าร฾อยละ 75 วิธีด าเนินการ 1.ได฾รับ consult จากตึกผู฾ปุวยใน มี case IMC refer back มารับการรักษาต฽อที่ รพ.แคนดง 2.ประเมินและ คัดเลือกเข฾ารับบริการด฾วยการฝังเข็ม การแพทย์แผนไทย และกายภาพบ้าบัด 3.อธิบายขั้นตอน วิธีการท้าหัตถการฝังเข็ม ให฾กับผู฾ปุวยและญาติเข฾าใจ 4.นัดผู฾ปุวยเข฾าระบบบริการ เป็นระยะเวลาภายใน 6 เดือน จ้านวน 20 ครั้ง 5.ติดตาม ประเมินผลจากค฽า ADL ทุกครั้งที่มารับบริการ 6.จ้าหน฽ายผู฾ปุวย เมื่อรับบริการครบหรือมีค฽า ADL ≥ 15 7.ติดตามประเมินผลผู฾ปุวยในชุมชนร฽วมกับทีมสหวิชาชีพ จนครบ ๖ เดือน และ8.ประเมินความพึงพอใจของผู฾ปุวยและญาติ ผลการศึกษา 1.ผู฾ปุวย IMC ที่มีค฽า ADL ≤ 15 ได฾รับการฟื้นฟูด฾วยการฝังเข็มร฽วมกับการท้ากายภาพบ้าบัดและการแพทย์แผน ไทย ตามเปูาหมาย 100% 2.ผู฾ปุวย IMC รายใหม฽ดีขึ้น ตามแบบประเมิน ADL ≥ 15 เปูาหมาย 75 % ปี 2564=71.42% 2565=85.71% 2566=90.91% 3.ผู฾ปุวย IMC รายใหม฽ได฾รับการติดตามฟื้นฟูสภาพต฽อเนื่องที่บ฾าน เปูาหมาย 75 % ปี 2564=90.48% 2565=100% 2566=100% ค าส าคัญ : โรคหลอดเลือดสมอง, การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ปุวย ,การประเมิน ADL


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 71 O3.19 Clinical tracer การดูแลผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) อัจฉริยาภรณ์ ทิมปา โรงพยาบาลชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ โรงพยาบาลชุมพวง เป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด F1 พบอัตราผู฾ปุวยโรคหลอดเลือดสมองช฽วงระหว฽าง ปีงบประมาณ 2561-2565 ร฾อยละ 1.64, 1.86, 2.15, 2.35 และ 2.52 ตามล้าดับ และพบผู฾เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือด สมองในช฽วงระหว฽าปีงบประมาณดังกล฽าว ร฾อยละ 0.71, 0.67, 0.00, 0.83 และ 0.73 ตามล้าดับ โดยผู฾ปุวยโรคหลอด เลือดสมองทุกรายจ้าเป็นต฾องได฾รับการส฽งต฽อไปโรงพยาบาลพิมาย และโรงพยาบาลมหาราช เพื่อวินิจฉัยและรับการรักษา ที่ถูกต฾องเหมาะสมจากอายุรแพทย์ เมื่อพ฾นระยะวิกฤติจะถูกส฽งตัวกลับมารักษาต฽อที่โรงพยาบาลชุมพวง เพื่อฟื้นฟูสภาพทั้ง การดูแลระยะยาว ระยะกลาง และเมื่อกลับไปดูแลต฽อเนื่องที่บ฾าน จากข฾อมูลข฾างต฾นทีมพัฒนาการดูแลผู฾ปุวยใน โรงพยาบาล (PCT) จึงมีการตามรอยกระบวนการดูแลผู฾ปุวยโรคหลอดเลือดสมองตั้งแต฽ก฽อนเข฾าสู฽ระยะวิกฤตจนกระทั่ง ระยะฟื้นฟู เพื่อน้ามาพัฒนาระบบริการให฾มีคุณภาพและเป็นองค์รวมสอดคล฾องกับบริบทของโรงพยาบาลชุมพวงและใน ชุมชน วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อพัฒนาระบบบริการดูแลผู฾ปุวยโรคหลอดเลือดสมองอย฽างต฽อเนื่องและเป็นองค์รวม วิธีการด าเนินการ 1.รวบรวมข฾อมูลการดูแลผู฾ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลชุมพวง ได฾แก฽ อัตราปุวย เสียชีวิต และอัตราได฾รับการฟื้นฟูภายใน 6 เดือนของผู฾ปุวยระยะกลาง 2. ศึกษาแนวทางเวชปฏิบัติ ทบทวนวรรณกรรมและ งานวิจัยที่เกี่ยวกับการดูแลผู฾ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง 3.ประสานกับงานที่เกี่ยวข฾องในการดูแลผู฾ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง ทั้งในระดับโรงพยาบาลและระดับชุมชน เพื่อก้าหนดประเด็นกระบวนการดูแล และด้าเนินการตามแผนกระบวนการดูแล ผู฾ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง ได฾แก฽ 1) การเข฾าถึงและการเข฾ารับบริการ 2) การประเมินผู฾ปุวย 3) การวางแผน 4) การดูแล 5) การให฾ข฾อมูลและเสริมพลังแก฽ผู฾ปุวยและครอบครัว และ 6) การดูแลต฽อเนื่อง ด้าเนินการจัดท้า Clinical tracer โดยสห วิชาชีพ และ4.ชี้แจงวัตถุประสงค์ และแนวทางการปฏิบัติตาม Clinical tracer แก฽ผู฾ปฏิบัติ เพื่อค฾นหาปัญหาและน้ามา พัฒนางาน และปรับปรุงแก฾ไขให฾สอดคล฾องกับบริบท ผลการศึกษา อัตราการเข฾าถึงระบบ Fast track ร฾อยละ 33.98,อัตราการเสียชีวิตด฾วยโรคหลอดเลือดสมองในโรงพยาบาล ร฾อยละ 0.73 และอัตราผู฾ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง มีคะแนน Barthel index เพิ่มขึ้นภายใน 6 เดือน ร฾อยละ 81.25 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ จากผลการศึกษาพบว฽ากระบวนการดูแลผู฾ปุวยโรคหลอดเลือดสมองได฾รับการ ฟื้นฟูมากกว฽าตัวชี้วัดที่ได฾ก้าหนดไว฾ ซึ่งสามารถใช฾เป็นแนวทางปฏิบัติการดูแลผู฾ปุวยได฾ แต฽ยังพบผู฾ปุวยเข฾าถึงระบบ Fast tract น฾อยกว฽าตัวชี้วัดที่ก้าหนดไว฾ และยังพบผู฾เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองอยู฽ จากการทบทวนเวชระเบียนพบว฽า กระบวนดูแลที่ต฾องพัฒนาต฽อคือการเข฾าถึงและการเข฾ารับบริการ การประเมินผู฾ปุวย และการวางแผนการดูแล ดังนั้นทีม PCT จึงได฾วางแผนพัฒนากระบวนการดังกล฽าวโดยการใช฾ Clinical tracer มาตามรอยกระบวนการของระบบบริการต฽อไป ค าส าคัญ: โรคหลอดเลือดสมอง, ระบบบริการ, กระบวนการดูแล, การดูแลต฽อเนื่อง, Clinical tracer


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 72 O3.20 Stroke_KMH เข้าถึงเร็ว ฟื้นฟูแบบ Intensive Rehab ต่อเนื่อง ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน สมพร โล฽สุวรรณรักษ์ โรงพยาบาลคูเมืองจ.บุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ:พบผู฾ปุวย Stroke เพิ่มขึ้น ปี 2562 = 119 คน ปี 2563 = 173 คน ในส฽วน Pre-hospital ผู฾ปุวย Stroke ที่มีอาการ มา รพ. ภายใน 3 ชม. < 50 % และสาเหตุของ Stroke ในกลุ฽ม NCD 50 % และในส฽วน In-hospital ปี 2562 อัตราผู฾ปุวยได฾รับการดูแลแบบ Intensive rehab และการ ฟื้นฟูต฽อเนื่องยังน฾อย และในส฽วนPost-hospital ปี 2562 เกิด Complication ในชุมชนเพิ่มขึ้น สิทธิสวัสดิการ ได฾ไม฽ครบ จากการวิเคราะห์เกิดจาก กลุ฽ม NCD ขาดยา ,ขาดนัด, poor Control , เข฾าถึงช฾า และไม฽ได฾ฟื้นฟู ต฽อเนื่อง วัตถุประสงค์การศึกษา: ด้านผู้ปุวย : ลด Stroke รายใหม฽ในกลุ฽ม NCD ,ผู฾ปุวยเข฾าถึงระบบ Stroke Fast tract เพิ่มขึ้น , ได฾รับการฟื้นฟูแบบ Intensive Rehab , เมื่อดูแลครบ 6 เดือน ไม฽เข฾าระบบ LTCและPC ,ไม฽เกิด Complication ในชุมชน ,ลดค฽าใช฾จ฽ายในการเดินทางมาฟื้นฟูที่ ด้านบุคลากร : มีระบบการดูแลผู฾ปุวยที่ ครอบคลุม,การบริหารจัดการข฾อมูลที่ง฽ายและเป็นปัจจุบัน , ด้านเครือข่าย : มีข฾อมูลที่ใช฾ในการบริหารจัดการที่ เป็นข฾อมูลเดียวกันทั้งเครือข฽าย วิธีการด าเนินการ: กลุ่ม Pre-hospital ท้า PL กลุ฽ม DM น้้าตาลสูง กลุ฽มเสี่ยง ติดตามนัดในรพ.สต. และ ระบบ Alert กลุ฽มที่ขาดยา ขาดนัด, การสะท฾อนข฾อมูลในที่ประชุมของเครือข฽าย, พัฒนาBI,การปักหมุดlocation กลุ่ม In-hospital เปิด IMC ward ดูแลแบบ Intensive ร฽วมกับทีมสหวิชาชีพ เฝูาระวังComplication พัฒนา Application IMC PANSUK กลุ่ม Post-hospital มีศูนย์ยืม-คืนเครื่องมือ เยี่ยมบ฾านร฽วมกับทีมสห วิชาชีพ เปิดศูนย์ปันสุขที่ อบต.ตูมใหญ฽ line Notify ข฾อมูลในกลุ฽มผู฾บริหาร ผู฾ปุวยที่ต฾องติดตามฟื้นฟู ผลการศึกษา: ด้านผู้ปุวย : Stroke รายใหม฽กลุ฽ม NCD ปี 2562 =63.02 ปี 2566= 50.78 ,ผู฾ปุวยที่มีอาการ เข฾าถึง Stroke Fast tract ปี 2562 =45.13 ปี 2566= 37.82 , ผู฾ปุวยได฾รับการIntensive Rehab ตามเกณฑ์ ปี 2562 =40.81 ปี 2566= 80.31 ,เมื่อดูแลครบ 6 เดือน เข฾าระบบ LTCและPC ลดลง ปี 2562 =14.28 ปี 2566= 9.44 ,การเกิด Complication ในชุมชน คือ ปี 2562 =4.08 ปี 2566= 1.57 , ลดค฽าเดินทาง 500 บาท/ครั้ง รวม 150,000 บาท ด้านเจ้าหน้าที่ : การดูแลที่ครอบคลุม,การบริหารจัดการข฾อมูลที่ง฽าย, เยี่ยมบ฾าน และฟื้นฟูได฾ครบตามเกณฑ์ ด้านเครือข่าย : มีข฾อมูลเดียวกันที่ใช฾ในการบริหารจัดการทั้งเครือข฽าย , ตั้งศูนย์ปัน สุขดูแลต฽อเนื่องในชุมชน 1 แห฽ง มีการจัดซื้อรถ FR เพิ่มขึ้น 2 อปท. สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: pre-hos คือลดรายใหม฽ เข฾าถึงเร็ว , In-hos คือ Intensive rehab โดยทีมสหวิชาชีพ, Post-hos ดูแลต฽อเนื่อง ลด Complication ลดความพิการ ส฽งเสริมอาชีพให฾ผู฾ปุวยและญาติ สารสนเทศที่เป็นแหล฽งเดียวกัน เครือข฽ายน้ามาบริหารจัดการสร฾างความเข฾มแข็ง การจัดหาทุน และงบประมาณ สนับสนุนการดูแลในชุมชน การเปิดบริการศูนย์ปันสุขที่อบต. ลดค฽าใช฾จ฽ายในการเดินทาง ค าส าคัญ: Stroke , การเข฾าถึง , การฟื้นฟู , การเกิดภาวะแทรกซ฾อน , Application IMC PANSUK


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 73 O3.21 การพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ปุวยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมความดันโลหิตได้ดี ภัททนันทน์ ทาท฽าหว฾า โรงพยาบาลบ้าเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ ความเป็นมาและความส าคัญ อัตราปุวยด฾วยโรคความดันโลหิตสูงพบได้ในระดับสูงเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มผู้ปุวยด้วยโรคเรื้อรังไม่ ติดต่อ และมีสถิติผู้เสียชีวิตจากโรคความดันโลหิตสูงจ านวน 2,478 ราย อัตราตาย 389 รายต่อแสนประชากร ที่มีค่าความดัน โลหิตมากกว่า140/90มิลลิเมตรปรอท โรคความดันโลหิตสูงจะเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ โรคไต โรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งผู฾ปุวย ส฽วนใหญ฽มาด฾วยอาการแทรกซ฾อนจากโรคความดันโลหิตสูง เช฽นโรคหัวใจโต หรือโรคกล฾ามเนื้อหัวใจขาดเลือด อาการทางสมองเกิดโรค หลอดเลือดสมอง (stroke) ท้าให฾เส฾นเลือดในสมองตีบตันหรือแตก เกิดภาวะไตวายเรื้อรัง มีปัญหาทางสุขภาพตาเกิดภาวะเสื่อมของ หลอดเลือดแดงในลูกตาเกิดประสาทตาเสื่อมตามัวลงจนอาจท้าให฾ตาบอดได฾ซึ่งเห็นได฾ว฽าการควบคุมความดันโลหิตได฾ดีส฽งผลให฾เกิด ภาวะแทรกซ฾อนลดลงอย฽างมีความสัมพันธ์วัตถุประสงค์เพื่อให฾ผู฾ปุวยความดันโลหิตสูง ตระหนักดูแลควบคุมภาวะความดันโลหิตอยู฽ใน เกณฑ์ปกติ ,ลดการเกิดภาวะแทรกซ฾อนอันตรายเสี่ยงต฽อการเสียชีวิตและความพิการถาวร และเป็นModelต฾นแบบการเรียนรู฾แนว ทางการดูแลผู฾ปุวยโรคความดันโลหิตสูงที่ความคุมได฾ดีระหว฽างทีมเครือข฽าย วิธีการด าเนินการ 1.จัดการบริการแยกผู฾รับบริการเป็น 2 กลุ฽ม คือ กลุ฽มที่ 1 รับยาเดิมต฽อเนื่อง กลุ฽มที่ 2 นัดเจาะเลือดประจ้าปี ( Routine lab HT ) 2.ใช฾การ์ดสีแบ฽งระดับ ความดันโลหิต 4 ระดับ BP ≤ 139/89 mmHg = สีเขียว,BP = 140/90 – 159/99 mmHg = สีเหลือง,BP = 160/100 – 179/109 mmHg = สีส฾ม และBP ≥ 180/110 mmHg = สีแดง 3.จัดช฽องทางบริการเฉพาะกิจ ดูแลให฾ผู฾ปุวยได฾ทานยาควบคุมความดันทุกรายก฽อนรับบริการทุก ราย 4.ให฾สุขศึกษาเน฾นเรื่อง 3อ,2ส โรคแทรกซ฾อนที่เกิดขึ้นได฾ในผู฾ปุวยโรคความดันโลหิตสูง 5.คัดกรองอาการผิดปกติระยะเริ่มแรก (Early Warning Sign) ในกลุ฽มสีส฾ม,สีแดง 6.คัดกรองกลุ฽ม White coat hypertension และ7.กรณีผู฾รับบริการกลุ฽มที่ 1 สีเขียว ดูแล ให฾บริการแบบone stop service ใช฾เวลา 1.45 - 2 ชั่วโมง ผลด าเนินการ: สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์การพัฒนาแนวทางการดูแลผู฾ปุวยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมความดันโลหิตได฾ดี เป็นรูปแบบการจัดบริการในคลินิกพิเศษ เบาหวาน ความดันและการรับยาต฽อเนื่องในพื้นที่อ้าเภอบ้าเหน็จณรงค์มีแนวโน฾มใน การเกิด โรคหลอดเลือดสมองลดลงร฾อยละ 45.45, 38.80, 36.00 ตามล้าดับ ซึ่งชี้ให฾เห็นว฽าผู฾ปุวยโรคความดันโลหิตสูง ที่ ควบคุมความดันโลหิตได฾ดีส฽งผลให฾เกิดภาวะแทรกซ฾อนลดลงการจัดรูปแบบการบริการใช฾กระบวนการ lean process และ การคิดค฾นนวัตกรรมเพื่อการจัดบริการที่รวดเร็วปลอดภัย ควบคุมโรคได฾ ใช฾เวลาน฾อยโดยเป็นรูปแบบ one stop service ผู฾ปุวยตระหนักเรียนแบบพฤติกรรมเชิงบวกจากการเข฾ากลุ฽มมีเปูาหมาย เรื่องการลดค฽าความดันโลหิตให฾อยู฽ในระดับสีที่ต่้า กว฽าvisitปัจจุบัน ยึดหลักปฏิบัติ3อ 2ส,การมารับยารักษาต฽อเนื่องตามนัด,คุณภาพการทานยาถูกต฾อง มากกว฽า 80 % ส฽งผลให฾ ผู฾ปุวยความดันโลหิตมีคุณภาพชีวิตที่ ยืนยาวลดการเกิดความพิการจากภาวะโรคแทรกซ฾อน ข้อเสนอแนะและการน าไปใช้: สามารถบูรณาการแนวทางร฽วมกับการดูแลผู฾ปุวยโรคเรื้อรังอื่นๆ ค าส าคัญ : แนวทางการดูแลผู฾ปุวย, ผู฾ปุวยความดันโลหิตสูง, ควบคุมความดันโลหิตได฾ดี 6423 6423 6423 4526 4647 4701 1897 1828 1769 0 10000 ปี งบประมาณ 2564 ปี งบประมาณ 2565 ปี งบประมาณ 2566 แผนภมูิแสดงจำ นวนผู้ป่วยควำมดัน โลหติสูง ผู้ป่ วย HT คุมระดับความดันโลหิตได้ ภาวะแทรกซ้อน


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 74 O3.22 จากวันนั้น สู่วันนี้ กับการบริการคัดกรองโควิด 19 งานผู้ปุวยนอก โรงพยาบาลบุรีรัมย์ วิสาร์กร มดทอง และคณะ งานผู฾ปุวยนอก โรงพยาบาลบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา โรคติดเชื้อโควิด 19 เป็นวิกฤติด฾านระบาดวิทยาครั้งใหญ฽ของโลก และของประเทศไทย มีผลท้าให฾โรงพยาบาลทุกระดับต฾องมีการปรับปรุงสถานที่ให฾เหมาะสม มีระบบการคัด แยกผู฾ปุวยทั่วไปออกจากผู฾ปุวยโควิด-19 งานผู฾ปุวยนอก โรงพยาบาลบุรีรัมย์ ได฾พัฒนาระบบการคัดกรองเพื่อ รองรับการให฾บริการคัดกรองโควิด 19 และคัดแยกผู฾ปุวยโควิด-19 ออกจากกลุ฽มผู฾มารับบริการทั่วไป ในขณะที่ มีผู฾มารับบริการเฉลี่ยประมาณ 3,065 คน/วัน จึงถือว฽าเป็นความท฾าทายในการบริหารจัดการ วัตถุประสงค์ของการศึกษา เพื่อศึกษาผลลัพธ์หลังการพัฒนาระบบการให฾บริการคัดกรองโควิด 19 งาน ผู฾ปุวยนอก วิธีการด าเนินการ เป็นการพัฒนางานประจ้าสู฽งานวิจัย (R2R) ในผู฾มารับริการคัดกรองโควิด 19 ตั้งแต฽ 1 ธันวาคม 2563 ถึง 31 พฤษภาคม 2566 โดยพัฒนาอย฽างต฽อเนื่องตั้งแต฽สถานการณ์การระบาดรุนแรง จน คลี่คลาย พัฒนาทั้งระบบ แนวทางปฏิบัติ สถานที่ จัดอัตราก้าลัง สมรรถนะบุคลากร อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช฾ และการประสานงานกับเครือข฽ายภาครัฐและเอกชน โดยด้าเนินการ 4 ขั้นตอน เก็บข฾อมูลจาก ทะเบียนบันทึกกิจกรรมการคัดกรอง แบบเก็บข฾อมูลคัดกรอง รายงานอุบัติการณ์ความเสี่ยง-ข฾อร฾องเรียน แบบเก็บข฾อมูลความพึงพอใจ วัดผลโดยใช฾จ้านวน และร฾อยละ ผลการศึกษา ให฾บริการแบบ one stop service มีแนวทางปฏิบัติการบริการ ให฾บริการคัดกรองโควิด ปี 2563=665 ครั้ง เฉลี่ย21ครั้ง/วัน ตรวจRapid test 499 ครั้ง ตรวจPCR 166 ครั้ง ปี2564=87,53 ครั้ง เฉลี่ย 230 ครั้ง/วัน ตรวจRapid test 50,485 ครั้ง ตรวจPCR 37,078 ครั้ง ปี2565= 99,786 ครั้ง เฉลี่ย 273 ครั้ง/วัน ตรวจRapid test 62,852 ครั้ง ตรวจPCR 36,934 ครั้ง ปี2566 (ม.ค.66-พ.ค.66)= 5,700 ครั้ง เฉลี่ย 38 ครั้ง/วัน ตรวจRapid test 4,670 ครั้ง ตรวจPCR 1,030 ครั้ง อัตราการตรวจแลบผิดคน/ผิดชนิด/ คิดค฽า ตรวจผิดปี2563 = 2 ครั้งร฾อยละ 0.56 ปี2564= 61 ครั้งร฾อยละ 0.13 ปี2565= 4 ครั้งร฾อยละ 0.01 ปี 2566= 0 ครั้ง ความพึงพอใจของผู฾รับบริการปี2565 ร฾อยละ 86.50 ปี2566 ร฾อยละ 90.25 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ หลังการพัฒนาได฾แนวทางปฏิบัติ มีระบบบริการคัดกรองโควิด 19 ตั้งแต฽ยื่นบัตรจนถึงฟังผลตรวจ แบบ one stop service มีทีมสหสาขาสาขาวิชาชีพให฾บริการ มีการ ประสานงานกับเครือข฽ายภาครัฐและเอกชน ตอบสนองการตรวจคัดกรองโควิดของผู฾รับบริการได฾อย฽างเพียงพอ ไม฽พบการออกผลแลบผิด ตรวจผิดชนิด และคิดค฽าตรวจผิด ส฽งผลให฾ผู฾รับบริการได฾รับความสะดวก ปลอดภัย และมีความพึงพอใจระดับสูง สามารถน้าแนวทางปฏิบัติไปใช฾ในการด้าเนินการคัดกรองโควิด19 ใน โรงพยาบาลอื่นๆโดยปรับเปลี่ยนให฾เหมาะสมกับบริบท และน้าไปวางแผนก้าหนดนโยบายในสถานการณ์การ แพร฽ระบาดของโรคอุบัติใหม฽ อุบัติซ้้า


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 75 มหกรรมคุณภาพ HACC Forum นครชัยบุรินทร์ครั้งที่ 16 “Growth Mindset for Better Healthcare System” ในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 08.30-17.00 น. ณ โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา Oral Presentation กลุ่มที่ 4 การพัฒนาระบบ ยา ระบบสนับสนุนการรักษาอื่นๆ จ านวน 15 เรื่อง น าเสนอ วันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 เวลา 14.30-18.30 น ห้องพนมวัน ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์ โทรศัพท์ หมาย เหตุ 1 14.30 - 14.40 น. BRH Program Alert for Prevent duplicate medication prescription in Antihypertensive drugs. นางกัญปภัส มัชฌิมาภิโร โรงพยาบาล บุรีรัมย์ บุรีรัมย์ 092- 6454942 2 14.40 - 14.50 น. การวิเคราะห์เชื้อดื้อยาต฾านจุล ชีพและการพัฒนาแนวทาง การรายงานเชื้อดื้อยาของ โรงพยาบาลกาบเชิง จังหวัด สุรินทร์ นางสาวสุชัญญา บุญสรรค์ โรงพยาบาลกาบ เชิง สุรินทร์ 098- 0970399 3 14.50 - 15.00 น. การพัฒนารูปแบบคุณภาพ บริการโดยประยุกต์ใช฾แนวคิด แบบลีน คลินิกวาร์ฟาริน โรงพยาบาลพุทไธสง จังหวัด บุรีรัมย์ นางสุภารัตน์ อร฽ามโสภา โรงพยาบาลพุทไธ สง บุรีรัมย์ 081- 0647788 4 15.00 - 15.10 น. ผลลัพธ์ของการพัฒนาระบบคัด กรองค้าสั่งใช฾ยาในโรงพยาบาล ประโคนชัย นายชาตรี ปัน อิน โรงพยาบาลประ โคนชัย บุรีรัมย์ 089- 8945241 5 15.10- 15.20 น โปรแกรม DUE ส้าหรับการ ประเมินการใช฾ยาต฾านจุลชีพของ โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา นางสาวศิริ ลักษณ์ ค้าภิโร โรงพยาบาล มหาราช นครราชสีมา นครราชสีมา 084- 2653737 6 15.20 - 15.30 น. การพัฒนาระบบ DUE โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย เทคโนโลยีสุรนารี นางสาวสิริ วัฒนา เกิดกลาง โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีสุรนารี นครราชสีมา 087- 2449557 7 15.30 - 15.40 น. การพัฒนาแนวทางปฏิบัติในการ ประเมินความสมเหตุผลของ การใช฾ยาโอเมพราโซลในการ ปูองกันแผลทางเดินอาหารจาก การใช฾ยาต฾านการอักเสบที่ไม฽ใช฽ส เตียรอยด์ในโรงพยาบาลชุมพล บุรี พิชญา อุดมศิลป฼ โรงพยาบาลชุม พลบุรี สุรินทร์ 093- 5091662 8 16.10 - 16.20 น. การพัฒนาระบบติดตามอุณหภูมิ ภายในห฾องปฏิบัติการของกลุ฽ม งานเทคนิคการแพทย์ นายศุภชัย ศรี ลาย โรงพยาบาล เกษตรสมบูรณ์ ชัยภูมิ 9 16.20 - การท้านายภาวะตับบาดเจ็บจาก นายศุภกร อึ้ง โรงพยาบาล สุรินทร์


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 76 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์ โทรศัพท์ หมาย เหตุ 16.30 น. ยาเรมเดซิเวียร์ในผู฾ปุวยโควิต 19 ด฾วยเทคนิคการเรียนรู฾ของเครื่อง อ้านวยโชค สุรินทร์ 10 16.30 - 16.40 น. Smart Blood bank: การ พัฒนาระบบและนวัตกรรมงาน ธนาคารเลือด โรงพยาบาลหลวง พ฽อคูณ ปริสุทฺโธ นางสง฽า จีบ สันเทียะ โรงพยาบาลหลวง พ฽อคูณ ปริสุทฺโธ นครราชสีมา 081- 9672352 11 16.40 - 16.50 น. NCD ยุคใหม฽ พัฒนาได฾ด฾วย ระบบ Lean นส.ณัฐินา เคล฾า เคลียและคณะ โรงพยาบาลสีคิ้ว นครราชสีมา 085- 6613057 12 16.50 - 17.00 น. การน้าแนวคิด lean พัฒนา ระยะเวลารอรับยาผู฾ปุวยนอก ห฾องจ฽ายยา ผู฾ปุวยนอก โรงพยาบาลคู เมือง นครราชสีมา 044- 699238ต฽อ 6100 13 17.00 - 17.10 น. การพัฒนาคลินิกวัณโรคด฾วย แนวคิด Lean นางสาวลดารัตน์ เอี่ยมไธสงค์ โรงพยาบาลเฉลิม พระเกียรติสมเด็จ ย฽า 100 ปี นครราชสีมา 14 17.10- 17.20 น การประยุกต์ใช฾แนวคิดlean เพื่อ พัฒนาระบบบริการสุขภาพ ทุกกลุ฽มวัยในศูนย์การค฾า นางภัสสรา นรา รักษ์ โรงพยาบาล ส฽งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่9 นครราชสีมา นครราชสีมา 098- 9047179 15 17.20 - 17.30 น. พัฒนารูปแบบการติดตามการ แจ฾งเตือนอุณหภูมิตู฾เย็น เครือข฽าย อ้าเภอปากช฽อง ภก.อุดม มะลิ งาม ฝุายเภสัชกรรม โรงพยาบาลปาก ช฽องนานา นครราชสีมา 081- 7904225


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 77 O4.1 BRH Program Alert for Prevent duplicate medication prescription in Antihypertensive drugs. ภญ.กัญปภัส มัชฌิมาภิโร ภ.บ., ภญ.จารุณี วงศ์วัฒนาเสถียร ภ.ม., ภญ.พนมพร จันละออ ภ.บ. กลุ฽มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : การสั่งยาซ้้าซ฾อน จัดเป็นความคลาดเคลื่อนจากการสั่งใช฾ยาชนิดหนึ่งและเป็นการสั่ง ใช฾ยาไม฽สมเหตุสมผล จากข฾อมูลรายงานอุบัติการณ์โรงพยาบาลบุรีรัมย์ในปีงบประมาณ 2563 พบรายงานความ คลาดเคลื่อนจากการสั่งใช฾ยา จ้านวน 1,467 รายงาน ในจ้านวนนี้มีความคลาดเคลื่อนทางยาชนิดสั่งยาซ้้าซ฾อนจ้านวน 74 รายงาน (5.04%) รายงานที่พบสูงสุดคือกลุ฽มยาลดความดันโลหิตสูง จ้านวน 22 รายงาน (29.73%) โดยพบ รายงานความคลาดเคลื่อนทางยาระดับ E จากสาเหตุผู฾ปุวยได฾รับยาซ้้าซ฾อนในกลุ฽ม DHP-CCBs ถึง 2 เหตุการณ์ ส฽งผล ให฾ผู฾ปุวยเกิดเหตุการณ์ไม฽พึงประสงค์จากยา วัตถุประสงค์การศึกษา : 1. เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมในการดักจับการสั่งใช฾ยาซ้้าซ฾อน 2. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของโปรแกรมแจ฾งเตือน HOMC ต฽อการเกิดความคลาดเคลื่อนทางยา (Medication error) ในการสั่งใช฾ยาซ้้าซ฾อนในกลุ฽มยาลดความดันโลหิตสูง วิธีการด าเนินการ : การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action research) กลุ฽มตัวอย฽าง ได฾แก฽ ใบสั่งยาที่มีรายการยากลุ฽มลด ความดันโลหิตสูงที่ผู฾วิจัยก้าหนด ในโรงพยาบาลบุรีรัมย์ ตั้งแต฽ 1 ตุลาคม 2562 ถึง 30 กันยายน 2565 จ้านวน 251,220 ใบสั่งยา เก็บรวบรวมข฾อมูลจากโปรแกรมระบบความเสี่ยง NRLS และฐานข฾อมูลในโรงพยาบาลบุรีรัมย์ วิเคราะห์ข฾อมูลด฾วยสถิติพรรณนา ได฾แก฽ จ้านวน ร฾อยละ และสถิติอนุมาน ได฾แก฽ Chi-square test ผลการศึกษา : ผลการวิจัยมีดังนี้การศึกษาตั้งแต฽ปีงบประมาณ 2564 และ 2565 พบว฽าแพทย์มีการสั่งยาผ฽านระบบ CPOE จากร฾อยละ 35.94 เป็นร฾อยละ 61 ในปี 2566 โปรแกรมสามารถดักจับการสั่งใช฾ยาซ้้าซ฾อนในกลุ฽มเดียวกัน จ้านวน 2,138 และ 2,596 ครั้ง คิดเป็นยากลุ฽ม DHP-CCBs 1,023(47.85%), 1,349(51.96%) ARBs 53(2.48%), 119(4.58%) Beta blockers 493(23.06%), 627(24.15%) Alfa-blockers 569(26.61%), 501(19.30%) ตามล้าดับ ผลการศึกษาความสัมพันธ์ของโปรแกรมแจ฾งเตือน HOMC ต฽อการเกิดความคลาดเคลื่อนทางยาในการสั่งใช฾ ยาซ้้าซ฾อนของกลุ฽มยาลดความดันโลหิตสูง อย฽างมีนัยส้าคัญทางสถิติ (P<0.05) จาก Chi-square test มีดังนี้คือ ความคลาดเคลื่อนทางยาระดับ B เพิ่มขึ้นในปีงบประมาณ 2565 (OR 2.59 95%CI 1.300-5.146 p=0.008) ความคลาดเคลื่อนทางยาระดับ C ขึ้นไป ที่ลดลงในปีงบประมาณ 2564 (OR 0.17 95%CI 0.038-0.764 p=0.019) และปีงบประมาณ 2565 (OR 0.17 95%CI 0.037-0.753 p=0.017) สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : 1. การค฾นพบในครั้งนี้แสดงให฾เห็นว฽าการใช฾โปรแกรมตั้งระบบแจ฾งเตือน อาจจะสามารถช฽วยปูองกันการเกิดความคลาดเคลื่อนทางยาจากการจ฽ายยาซ้้าซ฾อนในกลุ฽มเดียวกันได฾ในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ยังต฾องใช฾องค์ความรู฾และความร฽วมมือของทีมสหสาขาวิชาชีพในการช฽วยคัดกรองค้าสั่งใช฾ยาของแพทย์และ สนับสนุนให฾แพทย์มีการใช฾ CPOE 100 % เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของโปรแกรม 2. ควรมีการตั้งแจ฾งเตือนกลุ฽มยาใน กลุ฽มอื่นให฾ครอบคลุมเพิ่มขึ้น 3. ในอนาคตควรมีการศึกษาระดับประเทศ เพื่อช฽วยลดการใช฾ยาซ้้าซ฾อนจากสาเหตุรับยา หลายสถานพยาบาล ค าส าคัญ: การสั่งยาซ้้าซ฾อน โปรแกรม กลุ฽มยาลดความดันโลหิตสูง


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 78 O4.2 การวิเคราะห์เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพและการพัฒนาแนวทางการรายงานเชื้อดื้อยา ของโรงพยาบาลกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ สุชัญญา บุญสรรค์ โรงพยาบาลกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: เชื้อดื้อยาต฾านจุลชีพ (Antimicrobial Resistance: AMR) ในโรงพยาบาล เป็นปัญหา สาธารณสุขที่ส้าคัญ รพ.กาบเชิงเป็น รพ.ชุมชนขนาด 90 เตียง ห฾องปฏิบัติการยังไม฽สามารถตรวจเพาะเชื้อเองได฾ผลการ ทบทวนดูแลผู฾ปุวยติดเชื้อดื้อยาในปี 2561-2562 พบปัญหาไม฽ได฾น้าผลเพาะเชื้อมาร฽วมใช฾สนับสนุนในการรักษาและ เลือกใช฾ยาปฏิชีวนะตามมาตรฐานโดยเลือกใช฾ยาปฏิชีวนะแบบ empiric ผลการส฽งตรวจเพาะเชื้อพบว฽า ในปี 2561 เริ่ม พบอุบัติการณ์ผู฾ปุวยติดเชื้อดื้อยา ได฾แก฽ เชื้อ Klebsiella pneumoniae (MDR) และ Pseudomonas aeruginosa (PXDR) ปี 2562 พบเชื้อดื้อยาชนิด Staphylococcus aureus (MRSA), Escherichia coli (CRE) และ Pseudomonas aeruginosa (PXDR) ทั้งในเสมหะและปัสสาวะ ซึ่งเป็นล้าดับการดื้อยาของเชื้อที่สูงขึ้นจากปี 2561 วัตถุประสงค์การศึกษา: เพื่อวิเคราะห์เชื้อดื้อยาต฾านจุลชีพ และพัฒนาแนวทางการรายงานเชื้อดื้อยาของ รพ.กาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ วิธีการด าเนินการ: เป็นการศึกษาย฾อนหลัง (Retrospective study) จากใบรายงานผลเพาะเชื้อและผลทดสอบความไว ของเชื้อต฽อยาต฾านจุลชีพทุกใบ ของผู฾ปุวยที่เข฾ารับการรักษาในโรงพยาบาลกาบเชิง แล฾วมีการเก็บตัวอย฽าง เลือด เสมหะ ปัสสาวะ เพื่อส฽งตรวจเพาะเชื้อและผลความไวของเชื้อต฽อยาต฾านจุลชีพ ในช฽วง 1 มกราคม 2563 - 31 ธันวาคม 2565 และ จากแบบบันทึกข฾อมูลที่เกี่ยวข฾อง แบบบันทึกการประชุมของโรงพยาบาลกาบเชิง แบบสังเกตุการปฏิบัติงาน และ การสัมภาษณ์ Key persons วิเคราะห์ข฾อมูลและผลการด้าเนินงานด฾วยสถิติพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษา: มีใบรายงานผลทั้งหมด 2,271 ใบ เป็นเลือด 1,954 ใบ เสมหะ 175 ใบ ปัสสาวะ 142 ใบ ในเลือดไม฽พบ เชื้อดื้อยาหลายชนิด (MDR), ในเสมหะ พบเชื้อดื้อยา ร฾อยละ 17.14, 13.33 และ 16.67 ในปี 2563-2565 ตามล้าดับ เป็นเชื้อ Klebsiella pneumoniae และ Pseudomonas aeruginosa, ในปัสสาวะ พบร฾อยละ 43.18, 34.62 และ 19.05 ตามล้าดับ เป็นเชื้อ Escherichia coli, Klebsiella pneumoniae และ Pseudomonas aeruginosa สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: จากการศึกษาไม฽พบเชื้อดื้อยาในเลือด และพบเชื้อดื้อยาในปัสสาวะลดลงแต฽ จาก Antibiogram พบแนวโน฾มการดื้อยาของเชื้อสูงขึ้นทั้งในเลือด เสมหะ และปัสสาวะ ได฾ท้าการทบทวนระบบ พบว฽า มี การส฽งตรวจต฽อล฽าช฾า การรายงานผลไม฽เป็นปัจจุบัน การใช฾แนวทางการรักษาโรคติดเชื้อโดยการเลือกใช฾ยาปฏิชีวนะแบบ empiric ซึ่งใช฾ไม฽ได฾ผลกับโรคติดเชื้อบางอย฽าง Antibiogram ท้าให฾วิเคราะห์ทิศทางเชื้อดื้อยาในโรงพยาบาลได฾เร็วขึ้น จึง เสนอให฾พัฒนาการรายงานผลเพาะเชื้อในรูปแบบ Antibiogram และพัฒนาแบบฟอร์มรายงานสถานการณ์เชื้อดื้อยาของ โรงพยาบาลกาบเชิงให฾น฽าสนใจและมีรายละเอียดที่จ้าเป็นครบถ฾วน เพื่อน้ามาใช฾สนับสนุนในการดูแลรักษาผู฾ปุวย การ พิจารณาเลือกชนิดยาปฏิชีวนะ การเฝูาระวัง ปูองกันและควบคุมการติดเชื้อดื้อยาในโรงพยาบาลต฽อไป ค าส าคัญ: การติดเชื้อดื้อยา (AMR), การเพาะเชื้อ, Antibiogram, ติดเชื้อในโรงพยาบาล, สิ่งส฽งตรวจ.


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 79 O4.3 การพัฒนารูปแบบคุณภาพบริการโดยประยุกต์ใช้แนวคิดแบบลีนคลินิกวาร์ฟาริน โรงพยาบาลพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ ภญ. สุภารัตน์ อร่ามโสภา กลุ่มงานเภสัชกรรมและคุ้มครองผู้บริโภค โรงพยาบาลพุทไธสง ความเป็นมาและความส าคัญ: การจัดตั้งคลินิกวาร์ฟารินเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดของ service plan สาขาโรคหัวใจที่ก้าหนดให฾มีทุก โรงพยาบาลระดับ A-F2 มีการพัฒนาระบบการดูแลผู฾ปุวยในลักษณะเครือข฽าย ซึ่งท้าให฾เพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลผู฾ปุวยใช฾ยาวาร์ ฟารินเพิ่มมากขึ้น ลดการเกิดภาวะแทรกซ฾อนจากการใช฾วาร์ฟารินที่รุนแรงและเพิ่มการเข฾าถึงบริการ ผู฾ศึกษาในฐานะบุคลากร ของคลินิกวาร์ฟาริน โรงพยาบาลพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ต฾องการศึกษาการน้าแนวคิดลีนไปใช฾ในการพัฒนาการบริการของคลินิก วาร์ฟาริน โรงพยาบาลพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ทั้งก฽อนและหลังการน้าแนวคิดลีนมาใช฾ ในการปรับปรุงกระบวนการให฾บริการ สามารถน้าข฾อมูลที่ได฾ไปใช฾ในการปรับปรุงพัฒนากระบวนการและคุณภาพการให฾บริการให฾มีประสิทธิภาพต฽อไป วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาการพัฒนารูปแบบคุณภาพบริการโดยประยุกต์ใช฾แนวคิดแบบลีนคลินิกวาร์ฟาริน โรงพยาบาลพุทไธสง และเพื่อเปรียบเทียบผลของการใช฾รูปแบบคุณภาพบริการฯที่พัฒนาขึ้นในด฾านความพึงพอใจ, ระยะเวลาการใช฾บริการ คุณค฽าของ สายธารการให฾บริการตามการรับรู฾ของผู฾ปุวย และคุณภาพของการบริการที่มีการลดความสูญเปล฽าจากการใช฾บริการครั้งแรกตาม การรับรู฾ของผู฾ปุวยก฽อน และหลังการพัฒนา วิธีด าเนินการ: เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบด฾วยการวิจัย แบบเชิงปริมาณ กลุ฽มตัวอย฽าง คือ กลุ฽มผู฾ปุวยเพศชายและ เพศหญิงของคลินิกวาร์ฟาริน โรงพยาบาลพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งได฾จากการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จ้านวนทั้งหมด 180 คน วิเคราะห์ข฾อมูลเพื่ออธิบายผลการศึกษา ได฾แก฽ การแจกแจงความถี่ ค฽าร฾อยละ ค฽าเฉลี่ยส฽วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบ ความสัมพันธ์ โดยวิเคราะห์ประมวลผล ด฾วยโปรแกรมส้าเร็จรูปทางสถิติ SPSS วิเคราะห์ข฾อมูลไม฽เกิน 2 ประชากร ด฾วยค฽าสถิติ Independent sample t-test และวิเคราะห์ข฾อมูลตั้งแต฽ 3 ชุดขึ้นไป จะวิเคราะห์ด฾วยค฽าสถิติ F-test (ANOVA) ที่ระดับนัยส้าคัญ 0.05 จากนั้น เปรียบเทียบความแตกต฽างของค฽าเฉลี่ยแบบรายคู฽ (Multiple comparison) ด฾วยวิธี LSD. แบบเชิงคุณภาพ กลุ฽ม ผู฾ให฾ข฾อมูลหลัก ได฾แก฽ ผู฾เชี่ยวชาญและผู฾ทรงคุณวุฒิ จ้านวน 3 กลุ฽ม รวมทั้งสิ้น 8 คน โดยอ฾างอิงจากแนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่ เกี่ยวข฾องมาประกอบการศึกษาผ฽านเครื่องมือที่ใช฾ในการศึกษาคือการสัมภาษณ์เชิงลึก (In - Depth Interview) ผลการศึกษา : ผลการวิเคราะห์ข฾อมูล พบว฽า ข฾อมูลพื้นฐานของกลุ฽มผู฾ปุวย ที่แตกต฽างกัน ส฽งผลต฽อความพึงพอใจของผู฾ปุวย จากการใช฾รูปแบบคุณภาพบริการฯ แตกต฽างกัน ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว฽า เพศ ที่แตกต฽างกัน ส฽งผลต฽อความพึงพอใจของ ผู฾ปุวย ไม฽แตกต฽างกัน ส฽วนอายุ และที่อยู฽อาศัย ที่แตกต฽างกัน ส฽งผลต฽อความพึงพอใจของผู฾ปุวย แตกต฽างกัน อย฽างมีนัยส้าคัญทาง สถิติ 0.05 หลังการพัฒนารูปแบบการดูแลผู฾ปุวยที่ได฾รับการรักษาด฾วยยาวาร์ฟารินโดยใช฾การคิดเชิงออกแบบเป็นฐาน มีการปรับ องค์ประกอบด฾านโครงสร฾างด฾านกระบวนการ ได฾ผลลัพธ์ ความรู฾ของผู฾ปุวยเรื่องการใช฾ยาวาร์ฟารินเพิ่มขึ้น , อัตราการเข฾าเปูาหมาย ของค฽า INR (2-3 ) เพิ่มขึ้น ,อัตราการเกิดภาวะเลือดออกผิดปกติลดลง อย฽างมีนัยส้าคัญ (P-value <0.001)สรุปการศึกษาและการ น าไปใช้ประโยชน์ : สรุปได฾ว฽าการพัฒนารูปแบบคุณภาพบริการโดยประยุกต์ใช฾แนวคิดแบบลีนคลินิกวาร์ฟาริน โรงพยาบาลพุทไธ สง เกิดจากการวิเคราะห์ข฾อมูลเชิงคุณภาพในด฾านต฽างๆ ประกอบด฾วย 1) ด฾านความเป็นรูปธรรมของการบริการ 2) ด฾านความ น฽าเชื่อถือ 3) ด฾านการตอบสนองความต฾องการของผู฾ปุวย 4) ด฾านการสร฾างความมั่นใจ 5) ด฾านความเข฾าใจความรู฾สึก ค าส าคัญ: รูปแบบคุณภาพบริการ, แนวคิดแบบลีนคลินิกวาร์ฟาริน, ความพึงพอใจของผู฾ปุวย


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 80 O4.4 ผลลัพธ์ของการพัฒนาระบบคัดกรองค าสั่งใช้ยาในโรงพยาบาลประโคนชัย ภก.ชาตรี ปันอิน โรงพยาบาลประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: รพ.ประโคนชัยใช฾ระบบ computerized physician order entry (CPOE) โดยแพทย์เป็นผู฾คีย์สั่งยาและเภสัชกรเป็นผู฾ตรวจสอบ จากข฾อมูลย฾อนหลังยังพบความคลาดเคลื่อนทางยาความ รุนแรงระดับ E ขึ้นไปอยู฽หลายเหตุการณ์ ซึ่งเป็นผลจากความคลาดเคลื่อนในกระบวนการสั่งใช฾ยาของแพทย์ และการตรวจสอบค้าสั่งใช฾ยาของเภสัชกร จากการวิเคราะห์ปัญหาพบว฽ายังไม฽มีระบบและแนวทางการคัด กรองค้าสั่งใช฾ยาที่ชัดเจน จนส฽งผลให฾เกิดความคลาดเคลื่อนทางยาที่กระทบต฽อความปลอดภัยของผู฾ปุวย วัตถุประสงค์ของการศึกษา: เพื่อศึกษาผลของการใช฾ระบบคัดกรองค้าสั่งใช฾ยาต฽อการค฾นหาความคลาดเคลื่อน จากการสั่งใช฾ยา (prescribing error) วิธีการด าเนินการ: การศึกษาเชิงพรรณนาเก็บข฾อมูลไปข฾างหน฾า ระหว฽างวันที่ 15 มิ.ย. 2566 - 15 ก.ย. 2566 โดยใช฾เครื่องมือคือระบบการคัดกรองค้าสั่งใช฾ยา แบบบันทึกข฾อมูล google form ที่พัฒนาขึ้นส้าหรับเก็บ รวบรวมข฾อมูลความคลาดเคลื่อนจากการสั่งใช฾ยาที่คัดกรองได฾รายงานและวิเคราะห์ผลการศึกษาด฾วยสถิติเชิง พรรณนาและ independent t-test เทียบกับข฾อมูลก฽อนด้าเนินการใช฾ระบบคัดกรองค้าสั่งใช฾ยา ผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: ภายหลังด้าเนินการใช฾ระบบการคัดกรองค้าสั่งใช฾ยาพบว฽าจ้านวน prescribing error ที่เภสัชกรค฾นหาและดักจับได฾ก฽อนถึงผู฾ปุวยมีอัตราเพิ่มขึ้นอย฽างมีนัยส้าคัญทางสถิติจาก เฉลี่ย 1.34 เป็น 6.53 ครั้ง ต฽อ 1,000 ใบสั่งยา (p=0.02) โดยอัตรา prescribing error ผู฾ปุวยนอกเฉลี่ย เพิ่มขึ้นจาก 1.92 และ 8.86 ครั้ง ต฽อ 1,000 ใบสั่งยา ขณะที่อัตรา prescribing error ผู฾ปุวยในเฉลี่ยเพิ่มขึ้น จาก 0.49 และ 2.45 ครั้ง ต฽อ 1,000 ใบสั่งยา ตามล้าดับ นอกจากนี้ยังพบว฽าระบบคัดกรองค้าสั่งใช฾ยาสามารถ ช฽วยเพิ่มสัดส฽วนของการค฾นหาปัญหาด฾านยา (DRPs) ที่มีนัยส้าคัญทางคลินิกซึ่งสะท฾อนถึงมิติคุณภาพทางการ บริบาลทางเภสัชกรรมจากร฾อยละ 35.14 เป็น 50.64 ของจ้านวน prescribing error ทั้งหมด ได฾แก฽ ปัญหา การเลือกใช฾ยาไม฽เหมาะสม ปัญหาการสั่งใช฾ยาที่มีข฾อห฾ามใช฾ปัญหาการสั่งใช฾ยาในขนาดที่ต่้า/สูงเกินไป ปัญหา การสั่งใช฾ยาซ้้าซ฾อน หรือแพทย์ต฾องการปรับเพิ่ม/ลดขนาดยาแต฽ไม฽มีการคีย์ในฐานข฾อมูล เป็นต฾น จากผล การศึกษาพบว฽าการใช฾ระบบการคัดกรองค้าสั่งใช฾ยาโดยเภสัชกรสามารถค฾นหาและดักจับปัญหาความ คลาดเคลื่อนจากการสั่งใช฾ยาได฾เพิ่มขึ้นอย฽างมีประสิทธิภาพ ซึ่งระบบการคัดกรองที่มีประสิทธิภาพจะช฽วยดัก จับความคลาดเคลื่อนด฾านยาก฽อนที่จะถึงตัวผู฾ปุวย ส฽งผลให฾ผู฾ปุวยได฾รับประโยชน์และความปลอดภัยสูงสุดจาก การใช฾ยา โดยสามารถน้ารูปแบบและเครื่องมือนี้ไปประยุกต์ใช฾ส้าหรับการคัดกรองค้าสั่งใช฾ยาเพื่อเพิ่มความ ปลอดภัยให฾แก฽ผู฾ปุวยได฾ ค าส าคัญ: คัดกรองค้าสั่งใช฾ยา ความคลาดเคลื่อนจากการสั่งใช฾ยา การบริบาลทางเภสัชกรรม


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 81 O4.5 โปรแกรม DUE ส าหรับประเมินการใช้ยาต้านจุลชีพของโรงพยาบาลมหาราชนคราชสีมา ภญ.ศิริลักษณ์ ค้าภิโร ภญ.กนกวรรณ พรหมพันใจ นายสุพจน์ เพ็งที และคณะ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ปัจจุบันกลุ฽มงานอายุรกรรม โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา มีมาตรการส฽งเสริมและ ก้ากับการใช฾ยาต฾านจุลชีพอย฽างเหมาะสม ในรูปแบบ prospective audit and feedback แพทย์เฉพาะทางโรคติด เชื้อจะไปประเมินความเหมาะสมในการสั่งใช฾ยาและให฾ค้าแนะน้าแก฽ผู฾สั่งใช฾ยาที่หอผู฾ปุวย ซึ่งเป็นรูปแบบการใช฾ยาที่มี หลักฐานสนับสนุนว฽าได฾ผลดี แต฽อย฽างไรก็ตามการประเมินการใช฾ยารูปแบบดังกล฽าวเพิ่มภาระงานค฽อนข฾างมาก การมี โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่สามารถ integrate ข฾อมูลประกอบการตัดสินใจ เป็นอีกมาตรการหนึ่งที่จะช฽วยสนับสนุนให฾ แพทย์ผู฾สั่งใช฾ยาเลือกใช฾และปรับขนาดยาต฾านจุลชีพให฾เหมาะสม แพทย์อายุรกรรมโรคติดเชื้อสามารถอนุมัติการใช฾ยา รวมถึงก้าหนดระยะเวลาการสั่งจ฽ายยา และเภสัชกรติดตามปัญหาการใช฾ยาและอาการไม฽พึงประสงค์ผ฽านโปรแกรม คอมพิวเตอร์ได฾เลย วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ส้าหรับสนับสนุนการตัดสินใจเลือกใช฾ยาและประเมินการใช฾ ยาต฾านจุลชีพ วิธีด าเนินการ ออกแบบโปรแกรม DUE ร฽วมกันระหว฽างสหสาขาวิชาชีพที่เกี่ยวข฾องกับการประเมินการใช฾ยาต฾านจุล ชีพ โดยพัฒนาโปรแกรมผ฽านระบบฐานข฾อมูล html เพื่อใช฾ประเมินการใช฾ยาต฾านจุลชีพของโรงพยาบาล โดยโปรแกรม ที่ออกแบบไว฾สามารถ integrate ข฾อมูลประกอบการตัดสินใจที่เชื่อมโยงกับโปรแกรมต฽าง ๆ ของโรงพยาบาล และเก็บ ข฾อมูลบนเครือข฽ายพื้นที่ (local data) ที่ค้านึงถึงหลักความปลอดภัยของข฾อมูลผ฽านการเข฾าถึงข฾อมูลแบบ logging ผลการศึกษา โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ได฾สามารถ integrate ข฾อมูลเบื้องต฾นของผู฾ปุวยช฽วยให฾แพทย์โรคติดเชื้อ สามารถปรับยาต฾านจุลชีพได฾เหมาะสมเหมาะกับสภาวะโรค โดยสามารถลดขั้นตอนการท้างานลง 5 ขั้นตอน จาก ปริมาณใบ DUE 15 ใบ/วัน สามารถลดระยะเวลาการเขียนใบ DUE จาก 75 นาที เหลือ 10 นาที ลดระยะเวลาแพทย์ โรคติดเชื้อรอเอกสาร 1-2 วันเป็นประเมินได฾ทันที ลดระยะเวลาการลงข฾อมูลจาก 45 นาที เหลือ 7.5 นาที ลดภาระ งานการน้าส฽งเอกสารลง 90 นาทีต฽อวัน สามารถช฽วยประหยัดงบประมาณในการซื้อโปรแกรม ซื้อกระดาษ และ สนับสนุนโครงการ paperless สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์โปรแกรมที่จัดท้าขึ้นด้าเนินงานในหอผู฾ปุวยอายุรกรรม 29 หอผู฾ปุวย จ้านวน 596 เตียง และเตรียมขยายผลไปยังหอผู฾ปุวยอื่นครอบคลุมทั้งโรงพยาบาล การน้าปัญหาที่พบในปฏิบัติงาน มาร฽วมหาแนวทางและมาตรการต฽าง ๆ ร฽วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพ พร฾อมน้าเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช฾พัฒนาระบบ ท้า ให฾ผู฾ปุวยได฾รับยาต฾านจุลชีพอย฽างเหมาะสมเร็วขึ้น ช฽วยลดขั้นตอนและระยะเวลาการปฏิบัติงาน รวมถึงลดค฽าใช฾จ฽ายที่ ไม฽จ้าเป็นของโรงพยาบาลทั้งในด฾านมูลค฽ายาและค฽าใช฾จ฽ายอื่น ๆ ค าส าคัญ: prospective audit and feedback, drug use evaluation, antibiotic stewardship program


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 82 O4.6 การพัฒนาระบบ DUE โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (Effective Care Service) ภญ.สิริวัฒนา เกิด กลาง โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา ปัญหาการใช฾ยาปฏิชีวนะโดยไม฽เหมาะสมท้าให฾เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา รพ. มทส.จึงท้า DUE ในยาปฏิชีวนะออกฤทธิ์กว฾าง รวบรวมข฾อมูลตั้งแต฽ปี 2564 แต฽ไม฽มีระบบควบคุมการสั่งใช฾ยาชัดเจน อัตราการให฾ความร฽วมมือใช฾ใบ DUE น฾อย กรอกข฾อมูลไม฽ครบ จึงพัฒนาระบบ DUE เพื่อให฾สั่งใช฾ยาปฏิชีวนะอย฽าง เหมาะสม วัตถุประสงค์การศึกษา 1.เพิ่มความร฽วมมือในการใช฾ใบ DUE 2.เพิ่มการสั่งใช฾ยาปฏิชีวนะอย฽างเหมาะสม3. ลดค฽าใช฾จ฽ายในการรักษา 4.ลดการเกิดเชื้อดื้อยา Strictly contact วิธีการด าเนินการ 1.จัดตั้งคณะกรรมการ AMR ปรับแนวทางการสั่งใช฾ยาปฏิชีวนะชนิดควบคุม ปรับชนิดยาปฏิชีวนะชนิดควบคุม ปรับแบบฟอร์ม DUE 2.สื่อสาร ข฾อมูลไปยังผู฾เกี่ยวข฾อง เผยแพร฽แบบฟอร์มในระบบ SUTH Form ให฾ผู฾ใช฾งานเข฾าถึงง฽าย และกรอกข฾อมูลครบถ฾วน 3. เก็บข฾อมูล วิเคราะห์น้าเสนอในวงประชุม IPC ส฽งผลตอบกลับการใช฾ยาไปยังบุคคลที่เกี่ยวข฾อง เพื่อสร฾างแรงกระตุ฾นใน การใช฾ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม ผลการศึกษา 1.อัตราความร฽วมมือในการใช฾ใบ DUE เพิ่มขึ้นเกิน 90% ตามเปูาหมาย 2.ความเหมาะสมในการสั่งใช฾ยาปฏิชีวนะชนิดควบคุมยังไม฽ถึง 80% ตามเปูาหมาย แต฽มีแนวโน฾มสูงขึ้น เก็บข฾อมูลแยก แผนก 1) แผนกอายุรศาสตร์ ประเมินความเหมาะสมจากผลเพาะเชื้อดื้อยาเพียงอย฽างเดียว พบว฽าการสั่งใช฾ยาอย฽าง เหมาะสมไม฽ถึงเปูาหมาย แต฽แนวโน฾มการสั่งใช฾ยาเหมาะสมมากขึ้น 2) แผนกอื่นๆ มีการสั่งใช฾ยาเหมาะสมเนื่องจาก แพทย์อายุรศาสตร์โรคติดเชื้อร฽วมประเมินทุกราย ทั้งนี้การประเมินความเหมาะสมในการสั่งใช฾ยาต฾องอาศัยปัจจัยอื่นๆ ร฽วมด฾วย จึงเป็นโอกาสพัฒนาศึกษาความเหมาะสมในการสั่งใช฾ยาปฏิชีวนะชนิดควบคุมในแผนกอายุศาสตร์ต฽อไป 3. ปริมาณการสั่งยาปฏิชีวนะชนิดฉีดในหน฽วย DDD มีแนวโน฾มสูงขึ้น แต฽ DDD ของยาปฏิชีวนะชนิดควบคุมมีแนว โน฾ม ลดลง 4. ค฽าใช฾จ฽ายส้าหรับยาปฏิชีวนะชนิดควบคุมลดลง และ5. อัตราเชื้อดื้อยา Strictly Contact ลดลง ทั้งนี้ควร วิเคราะห์ปัจจัยด฾านอื่นๆที่เกี่ยวข฾องในการปูองกันและควบคุมการติดเชื้อเพื่อพัฒนาระบบไปพร฾อมๆกัน สรุปผล การศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ 1.ความร฽วมมือในสหวิชาชีพในการก้ากับติดตามและให฾ข฾อมูลย฾อนกลับ สามารถ ดูแลผู฾ปุวยโรคติดเชื้ออย฽างเหมาะสม ปลอดภัยมากขึ้น 2.ระบบสารสนเทศที่ดีท้าให฾น้าข฾อมูลมาวิเคราะห์ เพื่อพัฒนา ระบบ DUE ได฾ง฽ายขึ้น 3.ผู฾บริหารควรให฾ความส้าคัญโดยสนับสนุนด฾านนโยบายและค฽าใช฾จ฽ายเพื่อให฾จัดการปัญหาเชื้อ ดื้อยา และ4.วิเคราะห์เชื่อมโยงตัวชี้วัด และออกนโยบายจัดการเชื้อดื้อยาอย฽างบูรณาการ ค าส าคัญ : การพัฒนาระบบ DUE , DUE รพ.มทส.


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 83 O4.7 การพัฒนาแนวทางปฏิบัติในการประเมินความสมเหตุผลของการใช้ยาโอเมพราโซล ในการปูองกันแผลทางเดินอาหาร จากการใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ในโรงพยาบาลชุมพลบุรี ภญ.พิชญา อุดมศิลป฼1 , ภก.ตุลาการ นาคพันธ์2 และภญ.อุไรวรรณ อกนิตย์3 1 โรงพยาบาลชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ 2 คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 3 คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ การวิจัยประเมินความสมเหตุผลของการใช฾ยาโอเมพราโซลในการปูองกันแผลทางเดินอาหาร จาก NSAIDs ของโรงพยาบาลปีงบ 2561-2563 มีมูลค฽าการใช฾ยาโอเมพราโซลไม฽สมเหตุผล 759,198 บาท เฉลี่ยแต฽ละปีมีผู฾ปุวยที่ ได฾รับยาโอเมพราโซลร฽วมกับ NSAIDs 2,643 ราย เป็นการใช฾ยาโอเมพราโซลไม฽สมเหตุผล 1,225 ราย (ร฾อยละ 46.35) หรือ 96.74 บาทต฽อราย จึงพัฒนาแนวทางปฏิบัติในการประเมินความสมเหตุผลของการใช฾ยาโอเมพราโซลในการปูองกันแผล ทางเดินอาหารจาก NSAIDs วัตถุประสงค์ของการศึกษา : 1) พัฒนาแนวทางปฏิบัติฯ 2) ประเมินความไม฽สมเหตุผลของการใช฾ยาโอเมพราโซล และ3) ประเมินมูลค฽าการใช฾ยาโอเมพราโซลที่ไม฽สมเหตุผล เปรียบเทียบก฽อนและหลังพัฒนาฯ วิธีการด าเนินการ : แบ฽งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 พัฒนาแนวทางปฏิบัติฯ ของผู฾ใช฾ ประกอบด฾วย แพทย์ พยาบาลและเภสัช กร เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and development) อ฾างอิงจาก American College of Gastroenterology (ACG) และทดลองใช฾ ตั้งแต฽วันที่ 1 กรกฎาคม ถึง 15 สิงหาคม พ.ศ.2566 และระยะที่ 2 น้าแนวทางที่พัฒนาใช฾ประเมินผู฾ปุวยที่รับการรักษา ณ แผนกผู฾ปุวยนอก 100 ราย เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Designs) ตั้งแต฽วันที่ 16 สิงหาคม ถึง 15 กันยายน พ.ศ. 2566 ผลการศึกษา : 1) แนวทางปฏิบัติฯที่พัฒนาขึ้น คือ แบบประเมินปัจจัยเสี่ยงการเกิดแผลทางเดินอาหาร และข฾อความแจ฾ง เตือนใน HOSxP ช฽วยคัดกรอง ประเมินปัจจัยเสี่ยงและติดตามอาการไม฽พึงประสงค์จาก NSAIDs ความคิดเห็นผู฾ใช฾แนวทางปฏิบัติ ฯ 13 ท฽าน เห็นด฾วยมากที่สุดว฽า เพิ่มความตระหนักของบุคลากรต฽อการใช฾ยาโอเมพราโซลสมเหตุผล (4.69) 2) ร฾อยละการใช฾ยา โอเมพราโซลไม฽สมเหตุผล เท฽ากับ 9.00 ลดลงจากก฽อนพัฒนา เนื่องจากลดการใช฾ยาในผู฾ปุวยไม฽มีปัจจัยเสี่ยง 13 ราย เมื่อ ติดตามไม฽พบอาการไม฽พึงประสงค์ระบบทางเดินอาหารจาก NSAIDs และ 3) มูลค฽ายาโอพราโซลที่ใช฾ไม฽สมเหตุผลเท฽ากับ 13.03 บาทต฽อราย สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : ผลต่อผู้ใช้แนวทางปฏิบัติมีส฽วนร฽วม เพิ่มการยอมรับและความร฽วมมือในการใช฾ แนวทางปฏิบัติ ผลต่อผู้รับบริการ ผู฾ปุวยได฾รับยาโอเมพราโซลสมเหตุผลตามข฾อบ฽งใช฾และขนาดยา ไม฽ได฾รับยาเกินจ้าเป็น ร฾อย ละการใช฾ยาโอเมพราโซลไม฽สมเหตุผล 9.00 ลดลงจากก฽อนพัฒนาฯ (ร฾อยละ 46.35) และมีระบบการติดตามอาการไม฽พึง ประสงค์จาก NSAIDs ในผู฾ปุวยที่ไม฽ได฾รับยาโอเมพราโซล ผลต่อโรงพยาบาล มูลค฽ายาโอเมพราโซลที่ใช฾ไม฽สมเหตุผลคิดเป็น 13.03 บาทต฽อราย ลดลงจากก฽อนการพัฒนา (96.74 บาทต฽อราย) โรงพยาบาลมีการใช฾งบประมาณอย฽างประหยัดและคุ฾มค฽า ค าส าคัญ :โอเมพราโซล การใช฾ยาอย฽างสมเหตุผล ยาต฾านการอักเสบที่ไม฽ใช฽สเตียรอยด์ แผลทางเดินอาหาร


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 84 O4.8 การพัฒนาระบบติดตามอุณหภูมิภายในห้องปฏิบัติการของกลุ่มงานเทคนิคการแพทย์ ศุภชัย ศรีลาย โรงพยาบาลเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ บทคัดย่อ มาตรฐานงานเทคนิคการแพทย์ฉบับปี2560และสภากาชาดไทย ได฾ก้าหนดมาตรฐานการ ควบคุมกระบวนการติดตาม ควบคุม และบันทึกสภาวะแวดล฾อมที่อาจมีผลกระทบต฽อคุณภาพทั้งนี้ขึ้นอยู฽กับ ประเภทของการทดสอบ และตามมาตรฐานธนาคารเลือดและงานบริการโลหิตฉบับที่จัดพิมพ์ครั้งที่ 4 ปี2558 (Standards for Blood banks and Transfusion Services) เก็บรักษาที่อุณหภูมิ1-6 องศาเซลเซียส การ ติดตามอุณหภูมิตู฾เย็นเก็บเลือด ตู฾เย็นปกติ และอุณหภูมิห฾องไม฽มีความต฽อเนื่อง ซึ่งส฽งผลท้าให฾เลือดสูญเสียและ น้้ายาตรวจวิเคราะห์ หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์อื่นๆ เสียหาย ผู฾ศึกษาจึงมีแนวคิดในการพัฒนาระบบการ ติดตามอุณหภูมิตู฾เย็นเก็บเลือด ตู฾เย็นปกติ และอุณหภูมิห฾องปฏิบัติการของหน฽วยงาน ที่สามารถเตือนให฾ ผู฾ปฏิบัติงาน สามารถทราบถึงอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงหรือผิดปกติได฾ทุกที่ ทุกเวลา ผ฽านระบบออนไลน์ที่มี สัญญาณอินเตอร์เน็ต เพื่อแก฾ไขปัญหาได฾ทันเมื่ออุณหภูมิมีการออกนอกช฽วงที่ก้าหนดไว฾ เพื่อสร฾างระบบการ ติดตามอุณหภูมิตู฾เย็นและห฾องปฏิบัติการให฾มีความต฽อเนื่องและได฾โปรแกรม (xaiomi) จากการพัฒนาระบบ การติดตามอุณหภูมิตู฾เย็นเก็บเลือด ตู฾เย็นปกติ อุณหภูมิห฾องปฏิบัติการ ที่ใช฾ระบบวัดอุณหภูมิของระบบ xaiomi (MI) ของระบบติดตามอุณหภูมิตู฾เย็นเก็บเลือด ตู฾เย็นปกติ และอุณหภูมิห฾องปฏิบัติการ ผลการทดสอบ ได฾ค฽าเฉลี่ยความคลาดเคลื่อนอยู฽ที่ 0.072 ใช฾ App MI home มีการแจ฾งเตือนทันทีผ฽านทางแอพลิเคชั่น MI Home เมื่ออุณหภูมิตู฾เย็นเก็บเลือด ตู฾เย็นปกติ และอุณหภูมิห฾องปฏิบัติการออกนอกช฽วงที่ก้าหนดไว฾ จากการ น้าไปให฾เจ฾าหน฾าที่กลุ฽มงานเทคนิคการแพทย์โรงพยาบาลเกษตรสมบูรณ์ ทดลองใช฾งาน พบว฽า เจ฾าหน฾าที่ของ หน฽วยงานมีความพึงพอใจต฽อระบบติดตามอุณหภูมิตู฾เย็นของระบบ xaiomi (MI) คิด เป็นร฾อยละ 100 ผล การศึกษาครั้งนี้พบว฽ามีการติดตามอุณหภูมิตู฾เย็นและอุณหภูมิห฾องภายในกลุ฽มงานเทคนิคการแพทย์ความ ต฽อเนื่องและได฾มาตรฐาน ช฽วยเฝูาระวังในการเกิดอุบัติการณ์การทิ้งเลือดจากอุณหภูมิไม฽เหมาะสมอย฽างมี ประสิทธิภาพตลอด 24 ชั่วโมง ลดขั้นตอนการท้างานในขั้นตอนการจดบันทึกอุณหภูมิของผู฾ปฏิบัติงาน


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 85 O4.9 การท านายภาวะตับบาดเจ็บจากยาเรมเดซิเวียร์ในผู้ปุวยโควิด 19 ด้วยเทคนิคการเรียนรู้ของเครื่อง ศุภกร อึ้งโชคอ้านวย กลุ฽มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลสุรินทร์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ Remdesivir คือยาต฾านไวรัสที่มีการน้ามาใช฾เพื่อรักษาผู฾ปุวยโควิด 19 โดยเป็น ยาที่แนะน้าในกลุ฽มผู฾ปุวยที่มีปอดอักเสบ ตามแนวทางการรักษาโควิด 19 ของประเทศไทย อาการข฾างเคียง หนึ่งที่พบได฾คือ การเพิ่มขึ้นของค฽าการท้างานของตับ และมีข฾อควรระวังหากผู฾ปุวยมีค฽าการท้างานของตับที่ ผิดปกติภาวะตับบาดเจ็บจากยา (Drug-Induced Liver Injury; DILI) คืออาการที่แสดงถึงการบาดเจ็บของตับ เนื่องจากยา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือสมุนไพร อุบัติการณ์พบได฾น฾อย วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาแบบจ้าลองการท้านายภาวะตับบาดเจ็บจากยาเรมเดซิเวียร์ และเปรียบเทียบผลการ ท้านายภาวะ DILI จากแบบจ้าลองด฾วยเทคนิคการเรียนรู฾ของเครื่องแต฽ละประเภท วิธีการด าเนินการ การศึกษานี้เป็นการเก็บข฾อมูลแบบย฾อนหลังจากเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ของผู฾ปุวยโควิด 19 อายุ 18 ปีขึ้นไปที่ได฾รับยาเรมเดซิเวียร์ ระหว฽างเข฾ารับการรักษาในโรงพยาบาล ระหว฽าง มกราคม 2564 ถึง พฤษภาคม 2566 ปัจจัยที่น้ามาสร฾างแบบจ้าลองคือ เพศ ค฽าดัชนีมวลกาย อายุ ระยะเวลาในการได฾รับยาเรมเด ซิเวียร์ การได฾รับยาในกลุ฽ม corticosteroids, favipiravir, molnupiravir และการเข฾ารับการรักษาในหอ ผู฾ปุวยหนักหรือมีการใช฾เครื่องช฽วยหายใจ การศึกษานี้ใช฾เทคนิคการเรียนรู฾ของเครื่องชนิดมีผู฾สอนแบบแบ฽งแยก ประเภท ได฾แก฽ Logistic Regression (LR), Multi-layer Perceptron (MLP) และ Random Forest (RF) ผลการศึกษา ผู฾ปุวยโควิด 19 ที่ได฾รับยาเรมเดซิเวียร์ 1,012 ราย โดยผู฾ปุวยโควิด 19 ที่มีผลการตรวจค฽าการ ท้างานของตับก฽อนและหลังรับยา 326 ราย แบ฽งเป็น ผู฾ปุวยโควิด 19 ปกติ 312 ราย และ ผู฾ปุวยโควิด 19 ที่ พบการเพิ่มขึ้นของระดับค฽าการท้างานของตับอย฽างมีนัยส้าคัญตามเกณฑ์การวินิจฉัย DILI 14 ราย แบ฽งเป็น เพศชาย 8 ราย เพศหญิง 6 ราย มัธยฐานอายุ 60.5 ปี แบบจ้าลองจากเทคนิค RF และ MLP มีความถูกต฾อง มากกว฽า เทคนิค LR อย฽างมีนัยส้าคัญ เมื่อทดสอบพบแบบจ้าลองจาก RF ให฾ค฽า sensitivity 93.50%, specificity 98.31%, accuracy 95.97% และ AUROC 0.986 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ แบบจ้าลองการท้านายภาวะ DILI ด฾วยเทคนิคการเรียนรู฾ของเครื่อง โดยเทคนิค RF ให฾แบบจ้าลองที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยแบบจ้าลองเป็นเพียงส฽วนหนึ่งในการเฝูาติดตาม อาการข฾างเคียง ซึ่งต฾องอาศัยการวินิจฉัยจากแพทย์ผู฾เชี่ยวชาญร฽วมเพื่อให฾ผู฾ปุวยได฾รับความปลอดภัยสูงสุดใน การใช฾ยา สามารถน้าแบบจ้าลองที่ได฾ไปทดสอบกับผู฾ปุวยในโรงพยาบาลอื่น สามารถน้าปัจจัยที่พบ ความสัมพันธ์ในการเกิด DILI ของการศึกษานี้ เพื่อประเมินความเสี่ยงเบื้องต฾นของผู฾ปุวยที่ได฾รับยา remdesivir ค าส าคัญ: ภาวะตับบาดเจ็บจากยา, เรมเดซิเวียร์, โควิด 19, เทคนิคการเรียนรู฾ของเครื่อง


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 86 O4.10 Smart Bloodbank:การพัฒนาระบบและนวัตกรรมงานธนาคารเลือด โรงพยาบาลหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ สง฽า จีบสันเทียะ และคณะ โรงพยาบาลหลวงพ฽อคูณ ปริสุทฺโธ จ.นครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ปัญหาการขาดแคลนโลหิตเป็นปัญหาเรื้อรังระดับสากล ศูนย์บริการโลหิตแห฽งชาติ ไม฽ สามารถจัดหาโลหิตให฾ได฾อย฽างเพียงพอ โรงพยาบาลหลวงพ฽อคูณ ปริสุทฺโธ มุ฽งเน฾นการให฾บริการด฾านโรคกระดูกและ ข฾อ ซึ่งมีความจ้าเป็นต฾องส้ารองโลหิตทุกหมู฽เพื่อรองรับการผ฽าตัด และในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินอื่น จ้าเป็นต฾องส้ารอง โลหิตหมู฽ O อย฽างเพียงพอ จากข฾อมูลพบว฽าในปีงบประมาณ 2564 โรงพยาบาลสามารถเบิกโลหิตจากภาคบริการ โลหิตได฾เพียง 87.2% ดังนั้นในปี 2565 และ 2566 ทางกลุ฽มงานเทคนิคการแพทย์จึงต฾องมีการพัฒนาระบบบริการงาน ธนาคารเลือดในทุกมิติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให฾บริการ วัตถุประสงค์การศึกษา 1. เพื่อเพิ่มอัตราผู฾บริจาคโลหิต เปูาหมาย > 20 % ,2. เพื่อจัดหาโลหิตทุกหมู฽ได฾ตามที่ขอ จอง เปูาหมาย > 95%,3. เพื่อจัดหาโลหิตหมู฽ O ด฽วน ในกรณีฉุกเฉิน ได฾ตามที่ร฾องขอ เปูาหมาย 100% ,4. เพื่อลด ข฾อผิดพลาดในการให฾บริการ เปูาหมาย 0%,5. เพื่อเพิ่มความพึงพอใจของผู฾รับบริการทั้งภายใน และภายนอก เปูาหมาย > 85% วิธีการด าเนินการ 1. ปรับปรุงโครงสร฾างห฾องรับบริจาคโลหิต,2. ปรับระบบการรับบริจาคโลหิตเป็นแบบ One stop service 3. มีระบบ Call Center เพื่อติดต฽อสอบถามข฾อมูลการบริจาคโลหิต จองคิวและนัดหมายการบริจาคโลหิต ,4. ปรับระบบการเก็บข฾อมูลงานธนาคารเลือดเป็นแบบ On line, 5. พัฒนาการเข฾าถึงคู฽มือการใช฾เครื่องมือทาง ธนาคารเลือดโดยใช฾ QR Code และ Application,6. พัฒนา Application ในการบริหารจัดการเอกสาร,7. จัดหา กระติกเบิกเลือด Mobile Smart Temp ,8. จัดหาระบบแจ฾งเตือนอุณหภูมิตู฾เย็นเก็บเลือดแบบเรียลไทม์ผ฽านMobile Application ,9. มีระบบการแจ฾งสถานการณ์ Stock เลือดผ฽าน Application line notify ,10. จัดเลือดเข฾าตู฾และใบ คล฾องเลือดแยกตามสีหมู฽เลือดมาตรฐาน,11. รณรงค์การบริจาคโลหิตผ฽านช฽องทางต฽างๆ และประสานความร฽วมมือกับ ภาคีเครือข฽าย, 12. พัฒนาโปรแกรมงานธนาคารเลือด ผลการศึกษา 1. อัตราผู฾บริจาคโลหิต ปี 2565 และ 2566 ดังนี้ 117.08 % และ 107.53% ตามล้าดับ,2. อัตราการ จัดหาโลหิต ปี2564 ,2565 และ 2566 ดังนี้ 91.65, 97.67 และ97.40% ตามล้าดับ ,3. อัตราการจัดหาโลหิตหมู฽ O ด฽วน ในกรณีฉุกเฉิน ปี 2564, 2565 และ 2566 ดังนี้ 97.58, 100 และ100% ตามล้าดับ ,4. อัตราการจ฽ายเลือดผิด หมู฽ ผิดคน ปี 2564, 2565 และ 2566 ดังนี้ 0.00, 0.00 และ0.00% ตามล้าดับ ,5. อัตราความพึงพอใจของ ผู฾รับบริการภายใน ปี2564,2565และ 2566 ดังนี้ 84.50, 90.29 และ91.40% ตามล้าดับ และอัตราความพึงพอใจ ของผู฾รับบริการภายนอก ปี2564,2565และ 2566 ดังนี้ 83.65,9 89.52และ92.50 % ตามล้าดับ สรุปผลการศึกษาและการน าผลการศึกษานี้ไปใช้ ระบบงานธนาคารเลือดและการจัดหาโลหิต ต฾องอาศัยความ ร฽วมมือจากภาคีเครือข฽ายทั้งภายในและภายนอกหน฽วยงาน ดังนั้นจึงต฾องมีการท้างานเป็นทีมและเน฾นการสื่อสารอย฽าง มีประสิทธิภาพผ฽านการใช฾เทคโนโลยีต฽างๆ ค าส าคัญ งานธนาคารเลือด การพัฒนาระบบงานธนาคารเลือด


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 87 O4.11 NCD ยุคใหม่ พัฒนาได้ด้วยระบบ Lean ณัฐินา เคล฾าเคลีย และคณะ โรงพยาบาลสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ โรงพยาบาลสีคิ้ว จ.นครราชสีมา มีปริมาณผู฾ปุวยโรคไม฽ติดต฽อเรื้อรัง ปี 2563-2566 จ้านวน ทั้งหมด 13728,13937,14037 และ 15455 คน/ปี อัตราการให฾บริการผู฾ปุวยที่มารับยาต฽อเนื่องในคลินิกปี 2563- 2566 จ้านวนเฉลี่ย 102,126,141 และ163 ราย/วัน จากข฾อมูลพบว฽าผู฾ปุวยมีจ้านวนมากขึ้นและอัตรา การให฾บริการในแต฽ละวันมากขึ้นเช฽นกัน ส฽งผลให฾ระยะเวลาการรอคอยรับบริการนาน เฉลี่ยระยะเวลารอคอย ตั้งแต฽ลงทะเบียนถึงรับยากลับบ฾าน ปี 2563-2565 คือ 4 ชม 33 นาที,4 ชม52นาที และ 5 ชม12 นาที ท้า ให฾เกิดความไม฽พึงพอใจต฽อระบบบริการ และผู฾ให฾บริการมีเวลาจ้ากัดในการให฾ค้าแนะน้าผู฾ปุวย งานโรคไม฽ติดต฽อ เรื้อจึงมีการพัฒนาระบบบริการให฾มีประสิทธิภาพโดยใช฾หลักการ Lean management และการดูแลแบบ Case method or total patient care เพื่อลดระยะเวลาการรอคอย และพัฒนาคุณภาพการบริการให฾มี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น วัตถุประสงค์1. เพื่อลดระยะเวลาการรอคอย 2. เพื่อเพิ่มความพึงพอใจของผู฾รับบริการ 3. ผู฾ปุวยโรคไม฽ติดต฽อ เรื้อรังควบคุมโรคได฾ดี วิธีด าเนินการ 1. ลงทะเบียนด฾วยระบบ k-os ด฾วยตนเองแทนการใช฾บัตรคิว 2. มีระบบ triage เพื่อคัดแยก ผู฾ปุวย ใช฾ระบบดิจิตอลแสดงผลค฽า v/s เชื่อมเข฾ากับระบบ Hos XPเพื่อความถูกต฾อง รวดเร็ว 3. ยกเลิกแฟูม คนไข฾ ใช฾ Hos Xp พัฒนาระบบการเก็บข฾อมูล 4. ยกเลิกการนัดตามหมู฽บ฾าน นัดตามวันเป็นกลุ฽ม 5. ปรับ ระบบเป็น Case method or total patient care 6. ปรับสมุดประจ้าตัวให฾มีขนาดใหญ฽ขึ้น ใช฾แถบสี ลดการ บันทึก สื่อสารข฾อมูลเข฾าใจง฽าย 7.ประชุมวิเคราะห์พัฒนางานเป็นประจ้าทุก 3 เดือน ผลการศึกษา 1. ระยะเวลารอคอยตั้งแต฽ลงทะเบียนถึงรับยากลับบ฾าน ปี 2563-2566 คือ 4 ชม 33 นาที,4 ชม 52นาที 5 ชม12 นาที และ3 ชม 4 นาที 2. ระยะเวลารอคอยจุดบริการคลินิกโรคไม฽ติดต฽อเรื้อรัง ปี 2563- 2566 คือ 2 ชม 6 นาที,2 ชม12นาที 2 ชม36 นาที และ1 ชม 22 นาที 3. ความพึงพอใจของผู฾รับบริการ ปี 2563-2566 ร฾อยละ 74.40,76.20,75.42 และ 86.76 4. ร฾อยละผู฾ปุวยเบาหวานควบคุมระดับน้้าตาลได฾ดี ปี 2563-2566 คือ33.39,30.72,35.10 และ 34.8 5. ร฾อยละผู฾ปุวยความดันโลหิตสูงที่ควบคุมระดับความดันได฾ดี ปี2563-2566 คือ 39.72,59.76,55.30 และ 56.71 ข้อเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้ระบบ lean สามารถลดระยะเวลารอคอยได฾ ท้าให฾การบริการมี ประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น โดยรูปแบบ Case method or total patient care ท้าให฾ได฾ข฾อมูลที่เชื่อมโยงและ ต฽อเนื่อง สร฾างความตระหนักในการดูแลตัวเองของผู฾ปุวย และท้าให฾มีการบริหารทรัพยากรบุคคลในการ ปฏิบัติงานให฾มีประสิทธิภาพ มีศักยภาพในการท้างาน ส าคัญ :Lean ,ระยะเวลารอคอย ,การดูแลแบบ Case method or total patient care


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 88 O4.12 การน าแนวคิด LEAN พัฒนาระยะเวลารอรับยาผู้ปุวยนอก ระเวียง แฉล฾มไธสง โรงพยาบาลคูเมือง บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: งานบริการจ฽ายยาผู฾ปุวยนอก พบผู฾ปุวยรอรับยานาน ปี2563-2565 ระยะเวลารอรับยา= 26.58, 44.25, 30.03 นาที ได฾มีการปรับกระบวนการ Process ใหม฽ โดยทีมสหวิชาชีพ ช฽วยปรับช฽วงเวลาคัดกรองผู฾ปุวยเร็วขึ้น มีแพทย์ออกตรวจ 08.30 น.ทุกวัน กระจายนัดเป็นช฽วงเวลาและ จ้ากัดจ้านวนนัดผู฾ปุวยในแต฽ละวันและแต฽ละคลินิก การส฽งต฽อผู฾ปุวยโรคเรื้อรังไปรับยาต฽อเนื่องที่ รพ.สต.ใกล฾ บ฾าน ผู฾ปุวยหรือญาติรับยากลับบ฾านเร็วขึ้น และได฾น้ากระบวนการให฾บริการมาวิเคราะห์ข฾อมูล พบว฽า กระบวนการให฾บริการของห฾องยา มีหลายขั้นตอน การจัดสิ่งแวดล฾อมไม฽สะดวกต฽อการท้างาน ผู฾รับบริการ รอนานในช฽วงระยะเวลาเร฽งรีบ จึงได฾มีการใช฾แนวคิด LEAN มาวิเคราะห์กระบวนการท้างาน เพื่อลดแออัด ลดขั้นตอน ลดระยะเวลารอคอย โดยได฾มาตรฐานและเกิดความปลอดภัย จึงเพิ่มช฽องทางผู฾ปุวยรอรับยาทาง ไปรษณีย์ ลด Peak load คนไข฾ในช฽วงเวลาเร฽งด฽วน วัตถุประสงค์การศึกษา: เพื่อลดระยะเวลารอคอย ลด Peak load มีความปลอดภัย ได฾มาตรฐาน วิธีการด าเนินการ: มีระบบคิวของผู฾ปุวยนอก ห฾องLab และคิวของห฾องยา แบ฽งกลุ฽มรับยาเป็น 3 กลุ฽ม คือ ผู฾ปุวยยาน฾อย/ด฽วน ,ผู฾ปุวยทั่วไป และผู฾ปุวยโรคเรื้อรัง แยกห฾องยานอกและยาใน อบรมบุคลากรเรื่องLEAN วิเคราะห์ DOWNTIME ปรับสิ่งแวดล฾อมภายในหน฽วยงาน จัดเรียงยาตามตัวอักษร ปริ้นสติ๊กเกอร์ยาเรียง ตามตัวอักษร เพิ่มการส฽งยาทางไปรษณีย์แบบ Next Day มีกระบวนการพบเภสัชกรให฾ค้าแนะน้าก฽อน กลับบ฾านในกลุ฽มรับยาทางไปรษณีย์ เพื่อให฾มั่นใจว฽าผู฾ปุวยจะได฾รับยาตามมาตรฐาน และมีมีระบบ Tracking เพื่อให฾มั่นใจว฽าผู฾ปุวยได฾รับยา ผลการศึกษา: ปี 2564-2566 ระยะเวลาในการรอรับยาเฉลี่ย เปูาหมาย < 30นาที = 44.25 , 30.03 และ 25.45 นาที อัตราความพึงพอใจของผู฾รับบริการ เปูาหมาย > 80% = 87.44,87.59และ88.21 จ้านวน ผู฾ปุวยแพ฾ยาซ้้า = 3 , 0 และ 0 ปี2565- 2566 ระยะเวลาในการจัดยาทางไปรษณีย์55.35 ,46.40 นาที ตามล้าดับ ,อัตราการได฾รับยาทางไปรษณีย์ตามระยะเวลาปี 2565 = 6.55 ชั่วโมง – 9.55 ชั่วโมง ปี 2566 = 5.33 ชั่วโมง – 7.33 นาทีตามล้าดับ บุคลากรในห฾องยามีความพึงพอใจในช฽วงเวลา Peak load สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: การพัฒนาระบบงานเพื่อลดระยะเวลารอรับยาผู฾ปุวยนอก และ เกิดความถูกต฾อง ปลอดภัย มีการแบ฽งผู฾ปุวยรับยา 3 กลุ฽ม คือผู฾ปุวยยาน฾อย/ด฽วน ,ผู฾ปุวยทั่วไป และผู฾ปุวยโรค เรื้อรัง และการใช฾แนวคิดLEAN ท้าให฾เกิดการปรับระบบงาน ลดขั้นตอน ลด Peak load ในช฽วงเวลาเร฽งรีบ การส฽งยาทางไปรษณีย์ในผู฾ปุวยโรคเรื้อรังที่มีผลการรักษาคงที่ การท้างานร฽วมกับทีมสหวิชาชีพท้าให฾เรียนรู฾ ขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ต฾องประสานงานท้าร฽วมกันเพื่อลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นได฾ ค าส าคัญ: LEAN , DOWTIME , Next Day , Tracking


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 89 O4.13 การพัฒนาคลินิกวัณโรค ด้วยแนวคิด LEAN ลดารัตน์ เอี่ยมไธสง โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติสมเด็จย฽า 100 ปี บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : วัณโรคเป็นปัญหาสาธารณสุขที่ส้าคัญ เป็นสาเหตุของการปุวยและเสียชีวิตในหลาย ประเทศทั่วโลก ประเทศไทยมีอัตราปุวยวัณโรครายใหม฽สูงกว฽าค฽าเฉลี่ยของโลก 1.3 เท฽า สถิติผู฾ปุวยวัณโรคในอ้าเภอ เมืองยาง ปี 2563-2565 มีจ้านวน 39,17 และ 16 ราย ตามล้าดับ อัตราการรักษาผู฾ปุวยวัณโรครายใหม฽ส้าเร็จ คิดเป็น ร฾อยละ 79,82 และ 75 ตามล้าดับ ซึ่งยังไม฽บรรลุตัวชี้วัดของส้านักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา คือ ร฾อยละ 88 จึงมีการวิเคราะห์ผลงานและสอบถามผู฾ปุวยในคลินิกวัณโรค มีข฾อเสนอแนะว฽า รอนาน ได฾ตรวจช฾าและมีหลายขั้นตอน ในการรับบริการ งานคลินิกวัณโรคจึงท้าการตามรอยขั้นตอนการให฾บริการของคลินิกวัณโรค โดยการน้า แนวคิด Lean มาใช฾ในการพัฒนาและลดขั้นตอนการให฾บริการ เพื่อให฾ผู฾ปุวยวัณโรคได฾รับการบริการรวดเร็วขึ้น ลดการแพร฽เชื้อ และพึงพอใจ วัตถุประสงค์การด าเนินการ : เพื่อลดขั้นตอนการรับบริการของผู฾ปุวยในคลินิกวัณโรคน฾อยกว฽า 160 นาที วิธีการด าเนินการ : ใช฾เครื่องมือ Lean Process คือ วิเคราะห์ความสูญเปล฽าด฾วย DOWNTIME และแผนที่สายธาร แห฽งคุณค฽า (Value Stream Mapping) จากการวิเคราะห์ความสูญเปล฽าด฾วย DOWNTIME พบว฽า DOWNTIME คือ Waiting ขั้นตอนที่รอคอยมากที่สุด คือการรอตรวจเสมหะ แผนที่สายธารแห฽งคุณค฽า (Value Stream Mapping) พบว฽าระยะเวลาเฉลี่ยในการให฾บริการทั้งสิ้น 160 นาที ขั้นตอนที่รอคอยมากที่สุด คือการรอตรวจเสมหะมีระยะเวลา เฉลี่ย 60 นาที เพื่อเป็นการลดระยะเวลารอคอยของผู฾รับบริการ ให฾เจ฾าหน฾าที่ออกไปเก็บเสมหะมาตรวจก฽อนวันนัด โดยที่ผู฾ปุวยไม฽ต฾องน้าเสมหะมาตรวจในวันที่มารับบริการ ให฾ยื่นบัตรตรวจที่คลินิกวัณโรค พบแพทย์ ฟังผลเสมหะ รับ ยา กลับบ฾าน ผลการด าเนินการ : ก฽อนการพัฒนาระยะเวลาเฉลี่ยในการให฾บริการ 70 นาที ระยะเวลาเฉลี่ยในการรอคอย 90 นาที รวมระยะเวลาเฉลี่ยทั้งสิ้น 160 นาที โดยขั้นตอนที่รอคอยมากที่สุด คือการรอตรวจเสมหะใช฾เวลา 60 นาที หลังการ พัฒนาด฾วยแนวคิด Lean ระยะเวลาเฉลี่ยในการให฾บริการ 70 นาที ระยะเวลาเฉลี่ยในการรอคอยเหลือ 30 นาที รวม ระยะเวลาเฉลี่ยทั้งสิ้น 100 นาทีจากการน้าแนวคิด Lean มาลดขั้นตอนการรับบริการสู฽การเปลี่ยนแปลง ปัจจุบัน ผู฾ปุวยใช฾เวลาในการรับบริการเพียง 1 ชั่วโมง 40 นาทีร฾อยละความพึงพอใจของผู฾ปุวยวัณโรค คือ ร฾อยละ 95 อัตรา ความส้าเร็จการรักษาผู฾ปุวยวัณโรครายใหม฽ คือ ร฾อยละ 90 สรุปการด าเนินการและการน าไปใช้ประโยชน์ : การพัฒนางานคลินิกวัณโรค ด฾วยแนวคิด LEAN เป็นการค฾นหา ความสูญเปล฽าและเปลี่ยนให฾เป็นคุณค฽าที่ผู฾รับบริการต฾องการ ผสมผสานอย฽างลงตัวระหว฽างแนวคิด กิจกรรม และ วิธีการใหม฽ที่ผ฽านการสื่อสาร ทบทวน และการยอมรับการเปลี่ยนแปลง ท้าให฾การด้าเนินงานบรรลุผลส้าเร็จตาม เปูาหมายที่ตั้งไว฾ น้าไปสู฽การยกระดับการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ ผู฾ปุวยมีความพึงพอใจ ท้าให฾ความส้าเร็จในการ รักษาผู฾ปุวยวัณโรคเพิ่มขึ้น และได฾ประกันเวลาในการตรวจ คือ 100 นาที ค าส าคัญ : Lean/การตรวจเสมหะ/คลินิกวัณโรค


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 90 O4.14 การประยุกต์ใช้แนวคิด lean เพื่อพัฒนาระบบบริการสุขภาพทุกกลุ่มวัยในศูนย์การค้า ภัสสรา นรารักษ์ โรงพยาบาลส฽งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสีมา ความเป็นมาและความส าคัญ ปัญหาด฾านพฤติกรรมสุขภาพไม฽พึงประสงค์เป็นปัญหาที่พบในประชาชนทุกกลุ฽มวัย ส฽วนบริการด฾าน สุขภาพที่จ้าเป็นมักแออัดอยู฽ในโรงพยาบาล องค์กรบริการสุขภาพที่ยั่งยืน(Sustainable Healthcare Organization) ควรเป็นระบบที่มีคุณภาพ ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ เป็นธรรมและมีส฽วนร฽วมในการตัดสินใจ ศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสีมาร฽วมกับศูนย์การค฾าภายในจังหวัด จัดตั้งหน฽วยบริการในศูนย์การค฾าปี 2544 ประยุกต์ใช฾แนวคิด lean เพื่อพัฒนาระบบบริการสุขภาพทุกกลุ฽มวัย ปรับปรุงมาอย฽างต฽อเนื่องจนถึงปัจจุบัน Lean ระบบ ก้าจัดความสูญเปล฽า (Waste)เพื่อให฾เกิดคุณค฽า (Value) แก฽ประชาชน ยึดถือประชาชนเป็นศูนย์กลางเน฾น Person-centred Care ออกแบบระบบบริการที่เน฾นการเข฾าถึงง฽าย สะดวก รวดเร็ว ครอบคลุมสิทธิประโยชน์ แบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One stop service) วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพประชาชนทุกกลุ฽มวัยให฾ได฾รับบริการที่ สะดวก รวดเร็ว ตอบสนองความต฾องการ สร฾างความรอบรู฾ด฾านสุขภาพและมีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม วิธีการด าเนินการ ค฾นหา waste เปลี่ยนเป็น Value ที่ผู฾รับบริการต฾องการ ได฾แก฽ หาจุดบกพร฽องของงาน ตัด กระบวนการที่ไม฽จ้าเป็น ลดขั้นตอน ก้าหนดคุณค฽าจากมุมมองผู฾รับบริการ น้าเทคโนโลยีมาใช฾ พัฒนาแนวทางและ เครื่องมือทางการแพทย์ที่สร฾างความสะดวก ปรับกระบวนการดูแลเน฾น Person-centred Care ออกแบบระบบ บริการที่เน฾นการเข฾าถึงง฽าย สะดวก รวดเร็ว ครอบคลุมสิทธิประโยชน์ แบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One stop service) พัฒนาสมรรถนะบุคลากรเพิ่มประสิทธิภาพในการท้างาน ผลการศึกษา สามารถอ้านวยความสะดวก เพิ่มการเข฾าถึงด฾านการส฽งเสริมสุขภาพของประชาชนกว฽า100,000ครั้ง ผู฾รับบริการรายเก฽าเพิ่มขึ้น34.5%ในปี65และ135% (2.4เท฽า)ในปี66 ผู฾รับบริการรายใหม฽เพิ่มขึ้น37%ในปี65และ94% ในปี66 ลดขั้นตอนและระยะเวลารอคอย จาก9ขั้นตอนเหลือ4 ขั้นตอนและใช฾เวลาเดิมเฉลี่ย 59 นาที เหลือเฉลี่ย เพียง 21 นาที ภาคีเครือข฽ายมีส฽วนร฽วมในการด้าเนินการสามารถประหยัดงบประมาณเฉลี่ย 1,722,000 บาท/ปี มี หน฽วยงานมาศึกษาดูงานและขยายผลน้ารูปแบบบริการไปปรับใช฾ ลดการใช฾ทรัพยากร ประชาชนลดค฽าใช฾จ฽ายในการ เดินทางเข฾ารับบริการในโรงพยาบาล สร฾างคุณค฽าทางด฾านจิตใจให฾กับประชาชน ระดับความพึงพอใจของประชาชนต฽อ บริการเพิ่มขึ้น จากร฾อยละ 85 ในปี 2558 เป็นร฾อยละ 99.5 ในปี 2565 และปี66 ความพึงพอใจด฾านผลการให฾บริการ ในภาพรวมได฾แก฽บริการที่ตรงกับความต฾องการ การรักษาที่คุ฾มค฽าคุ฾มประโยชน์เท฽ากับค฽าเฉลี่ย 4.7 (มากที่สุด) ผู฾รับบริการวัยท้างานที่มีอายุ 25-59 ปีมีความรอบรู฾ด฾านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพเพิ่มขึ้น สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ การประยุกต์ใช฾แนวคิด lean สามารถพัฒนาระบบบริการสุขภาพ ประชาชนทุกกลุ฽มวัยให฾ได฾รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว ตอบสนองความต฾องการมากขึ้น สามารถน้าไปประยุกต์ใช฾ได฾ทุก องค์กร เนื่องจากเป็นการปรับปรุงกระบวนการที่เป็นระบบ ลดและขจัดความสูญเปล฽า ลดระยะเวลา เพิ่มความ ปลอดภัย สร฾างคุณค฽าและการมีส฽วนร฽วมของทีมงาน ค าส าคัญ : แนวคิด Lean,waste,Value,Person-centred Care


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 91 O4.15 พัฒนารูปแบบการติดตามการแจ้งเตือนอุณหภูมิตู้เย็น เครือข่าย อ าเภอปากช่อง (Temperature Alert System) ภก. อุดม มะลิงาม โรงพยาบาลปากช฽องนานา จ.นครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2565 กลุ฽มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลปากช฽องนานา จัดท้า โครงการ “จัดหาเครื่องวัดอุณหภูมิตู฾เย็นพร฾อมระบบการแจ฾งเตือนทั้งเครือข฽ายอ้าเภอปากช฽อง” โดยได฾มีการจัดซื้อ เครื่องที่เรียกว฽า “Smart Drug Temp โดยมีการแจ฾งเตือนของระบบ แบ฽งออกเป็น 2 แบบ ดังนี้1. การแจ฾งเตือนตาม เวลา ได฾แก฽ การแจ฾งเตือนในเวลาก฽อนท้างาน ได฾แก฽ เวลา 8.00 น. และ ก฽อนเวลาเลิกงาน ได฾แก฽ 16.00 น. ของทุก วัน เพื่อตรวจสอบอุณหภูมิตู฾เย็นว฽ามีอยู฽ในสถานะใด และเป็นการชดเชยการที่เจ฾าหน฾าที่ต฾องลงข฾อมูลในเอกสารเดิมทุก เช฾า เย็น และเพื่อเป็นการปูองกันการท้างานของเครื่องวัดอุณหภูมิไม฽ท้างาน 2. การแจ฾งเตือนเมื่ออุณหภูมิอยู฽นอกช฽วง เปูาหมาย ได฾แก฽ การแจ฾งเตือนอุณหภูมิ ที่อยู฽นอกช฽วงเปูาหมายที่ก้าหนด 2-8 องศาเซลเซียส พบปัญหาคือ มีการแจ฾ง เตือนอุณหภูมิที่อยู฽นอกช฽วง 2-8 องศาเซลเซียส ในกลุ฽ม Line แต฽ไม฽มีการแก฾ไขหรือติดตามหรือด้าเนินการอย฽างไร ส฽งผลเสียคือพบอุบัติการณ์ วัคซีนเสื่อมสภาพจากอุณหภูมิสูงถึง 17 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 6-7 ชั่วโมง มูลค฽าความ สูญเสียประมาณ 17,981.82 บาท โดยสาเหตุเกิดจากปิดฝาตู฾เย็นไม฽สนิท และไม฽มีผู฾ตรวจสอบดูแล ซึ่งเหตุการณ์เกิด ช฽วงนอกเวลาราชการ ดังนั้นผู฾ศึกษาจึงตระหนักถึงความส้าคัญของระบบการแจ฾งเตือนอุณหภูมิตู฾เย็น เพื่อลดมูลค฽าการ สูญเสียของวัคซีน และเห็นว฽าต฾นทุนของการปูองกันถูกกว฽าการแก฾ไขเสมอ จึงจัดท้าโครงการ พัฒนารูปแบบการ ติดตามการแจ฾งเตือนอุณหภูมิตู฾เย็น เครือข฽าย อ้าเภอปากช฽อง (Temperature Alert System) วัตถุประสงค์ 1. เพื่อหาแนวทางการติดตามการแจ฾งเตือนอุณหภูมิที่มีประสิทธิภาพ 2. เพื่อก้าหนดมาตรฐานการ ปฏิบัติงาน (Standard Operating Procedure) 3. เพื่อปูองกันการเสื่อมสภาพของวัคซีน วิธีการด าเนินการ การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส฽วนร฽วมในพัฒนาระบบการติดตามและเก็บข฾อมูลจากผู฾ปฏิบัติงาน โดยใช฾ google form และแสดงผลบน Webapp ในรูปแบบของ Dashboard ผลการด าเนินการ หลังจากพัฒนาระบบการติดตามการแจ฾งเตือน พบว฽า การแจ฾งเตือนน฾อยลงจาก 15,913 ต฽อปี หรือ 1,447 ครั้งต฽อเดือน หรือ 48 ครั้งต฽อวัน เหลือเฉลี่ย 8.52 ครั้งต฽อวัน ลดลงคิดเป็นร฾อยละ 82.25 การตอบสนองต฽อ การแจ฾งเตือน ซึ่งหมายถึงการแก฾ไขปัญหาและการจัดการผ฽าน google form พบ 27 ครั้ง จากทั้งหมด 106 ครั้ง คิด เป็นร฾อยละ 25.47 ยังพบการแจ฾งเตือนในสภาวะอุณหภูมิปกติ เนื่องจากการรีเซ็ตระบบจากเครื่องวัดอุณหภูมิ 184 ครั้ง หรือเฉลี่ย 5.25 ครั้งต฽อวันและไม฽พบอุบัติการณ์การเสื่อมสภาพของวัคซีน สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์จากการพัฒนารูปแบบการติดตามการแจ฾งเตือนอุณหภูมิแสดงให฾เห็นว฽า สามารถลดการแจ฾งเตือนที่ไม฽จ้าเป็น และน้าไปก้าหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานทั้งในและนอกเวลาราชการ ลดมูลค฽า การสูญเสียจากการเสื่อมสภาพของวัคซีนได฾รวมถึงน้าผลการด้าเนินงาน เสนอต฽อผู฾บริหาร เพื่อก้าหนดนโยบายเชิง ปฏิบัติต฽อไป ค าส าคัญ : พัฒนารูปแบบการติดตามการแจ฾งเตือน, อุณหภูมิตู฾เย็น, เครือข฽าย อ้าเภอปากช฽อง


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 92 มหกรรมคุณภาพ HACC Forum นครชัยบุรินทร์ครั้งที่ 16 “Growth Mindset for Better Healthcare System” ในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 08.30-17.00 น. ณ โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา Oral Presentation กลุ่มที่ 5 Innovation /Technology จ านวน 17 เรื่อง น าเสนอ วันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 เวลา 14.30-18.30 น ห้องแกรนด์บอลรูม ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ หมาย เหตุ 1 14.30 - 14.40 น. นวัตกรรม “Feeder for Safe and Save (Safe Person Safe Patient and Save Cost)” นางณิชาภา แพทย์เกาะ ศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสีมา นครราชสีมา 044-305132 2 14.40 - 14.50 น. นวัตกรรม "Shield Gonad" (อุปกรณ์ก้าบังรังสีบริเวณ อวัยวะสืบพันธ์ุ) นางกัญรัสมิ์ ส้าราญ โรงพยาบาลหนอง กี่ บุรีรัมย์ 089-7171698 3 14.50 - 15.00 น. Smart OAS ลดระยะเวลา การเข฾าถึงในผู฾ปุวยจิตเวช ฉุกเฉินและผู฾ใช฾สารเสพติดที่มี พฤติกรรมก฾าวร฾าวรุนแรงใน ครอบครัวหรือชุมชน นายพงศ์กรณ์ ภัทราวัฒนสิน โรงพยาบาล นางรอง บุรีรัมย์ 088-4689209 4 15.00 - 15.10 น. นวัตกรรม “เข็มทิศพิชิตลม ร฾อน” (Heatstroke Compass) ร฾อยเอกพงศธร ประสานวงศ์ โรงพยาบาล ค฽ายวีรวัฒน์โยธิน สุรินทร์ 089-5844975 5 15.10- 15.20 น นวัตกรรมทางการพยาบาล หักโหด “keep cut” นางสาวกษมล ดวงสมสา และ นางสาวพัฒนา พ฽อค฾า โรงพยาบาล สุรินทร์ สุรินทร์ 095- 19693145 6 15.20 - 15.30 น. นวัตกรรม "ถังปั่นบริหารมือ" นางสาวปาณิศา เลิศพิริยะสกุล กิจ ศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสีมา นครราชสีมา 084-5888710 7 15.30 - 15.40 น. Line Notify Rabies Control นายยศธร จันทร์โสม โรงพยาบาล เขวาสินรินทร์ สุรินทร์ 086-8759401 8 15.40 - 15.50 น. การพัฒนาโปรแกรม Mtele นายจิตติศักดิ์ ค้าตัน โรงพยาบาล มหาราช นครราชสีมา นครราชสีมา 099-2492895 9 15.50 - 16.00 น. การให฾บริการเภสัชกรรม ทางไกล (Tele-Pharmacy) ในผู฾ปุวยมะเร็งเต฾านม นางสาวสุมีน ตรา พรหมเทศ โรงพยาบาล มหาราช นครราชสีมา นครราชสีมา 095-3249159 10 16.00 - 16.10 น. การพัฒนาระบบบริการ การ รักษาผู฾ปุวยโรคมะเร็งด฾วย ระบบ Tele health นางสาววรา ภรณ์ มะลิวัน โรงพยาบาล มหาราช นครราชสีมา นครราชสีมา 088-5698809 11 16.10 - 16.20 น. Language Box (กล฽องเสริม ภาษาวัยเด็ก) นายอดิศร เสมอภาค โรงพยาบาลบ฾าน กรวด บุรีรัมย์ 088-1082962


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 93 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ หมาย เหตุ 12 16.20 - 16.30 น. Update X-RAY Positioning Chart 2023 นางรัติกรณ์ พัฒนแสง โรงพยาบาล มทส นครราชสีมา 063-1561646 13 16.30 - 16.40 น. การใช฾ Sigma matrics มา ประยุกต์ใช฾ในการควบคุม คุณภาพการตรวจวิเคราะห์ ไทรอยด์ด฾วยเครื่อง Cobas e411 กลุ฽มงานเทคนิค การแพทย์ โรงพยาบาลสีคิ้ว นางสาวณัฐจุรี สุกอง โรงพยาบาลสีคิ้ว นครราชสีมา 085-6613057 14 16.40 - 16.50 น. นวัตกรรม โปรแกรมลา ออนไลน์ โรงพยาบาลสีคิ้ว นายอภิรัฐ ภู฽ เอี่ยม โรงพยาบาลสีคิ้ว นครราชสีมา 085-6613057 15 16.50 - 17.00 น. การพัฒนาแอพพลิเคชั่น Glide app เพื่อตรวจสอบ การพร฾อมใช฾เครื่องมือแพทย์ หอผู฾ปุวยใน โรงพยาบาลวังน้้า เขียว นางสาวชัชฎา กร แก฾วสุวรรณ์ โรงพยาบาลวังน้้า เขียว นครราชสีมา 0902625547 16 17.00 - 17.10 น. สื่อการสอนผู฾ปุวย โรคเบาหวานที่ล้้าสมัยโดย ภาพเสมือนจริงผ฽านแว฽น VR นายธนิศศักดิ์ ทวีโคตร โรงพยาบาลชัยภูมิ ชัยภูมิ 0983288522 17 17.10 - 17.20 น. การพัฒนารูปแบบการดูแล ผู฾ปุวยที่บ฾านด฾วยนวตกรรม แอพพลิเคชั่นโฮมวอรด์ โฮม ใจ โรงพยาบาลสมเด็จพระ ยุพราชบ฾านดุง จังหวัด อุดรธานี โดยปัญญาประดิษฐ์ CHATGPT นางสรารัตน์ สุ มาศรี โรงพยาบาล สมเด็จพระยุพราช บ฾านดุง จังหวัด อุดรธานี อุดรธานี


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 94 O5.1 นวัตกรรม Feeder for Safe and Save (Safe Person Safe patient and save Cost) ณิชาภา แพทย์เกาะ โรงพยาบาลส฽งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ จากปัญหาบุคลากรไม฽เพียงพอต฽อการดูแลผู฾ปุวยที่ให฾อาหารทางสายยางทางจมูก และขาดงบประมาณ จัดซื้อชุดอุปกรณ์ให฾อาหารทางสายยางทางจมูกส้าเร็จรูป ที่มีราคาแพง และเป็นวัสดุสิ้นเปลือง รวมทั้งบุคลากรและ ผู฾ดูแล ประสบปัญหาทางด฾านร฽างกาย เช฽น ปวดแขน ปวดหลัง ปวดเอว และปวดขา จากการยืนนาน ขณะให฾อาหาร ทางสายยาง ปัญหาด฾านจิตใจ เช฽น เครียด เหนื่อยล฾า และส฽งผลกระทบต฽อความปลอดภัยของผู฾ปุวย เช฽น อาหารหกใส฽ ผู฾ปุวย เสี่ยงต฽อการส้าลัก และกระบอกแก฾วให฾อาหารตกแตก เป็นต฾น งานผู฾ปุวยใน ได฾เห็นความส้าคัญของปัญหาดังกล฽าว จึงได฾คิดค฾นนวัตกรรม “Feeder for Safe and Save” เพื่อช฽วยลดปัญหาสุขภาพทางด฾านร฽างกายและจิตใจของบุคลากรและผู฾ดูแลผู฾ปุวย ช฽วยลดปัญหาค฽าใช฾จ฽ายใน การจัดซื้ออุปกรณ์ในการให฾อาหารทางสายยางทางจมูก และช฽วยสร฾างความปลอดภัยแก฽ผู฾ปุวย ส฽งผลต฽อคุณภาพชีวิต ของบุคลากร ผู฾ดูแล และผู฾ปุวย ให฾สามารถอยู฽ร฽วมกันในครอบครัวและสังคมได฾อย฽างมีความสุขมากขึ้น วัตถุประสงค์เพื่อออกแบบ พัฒนานวัตกรรมการให฾อาหารทางสายยางทางจมูกแก฽ผู฾ปุวย ให฾เกิดความสะดวก ปลอดภัยต฽อสุขภาพของบุคลากร ผู฾ดูแล และผู฾ปุวย และลดค฽าใช฾จ฽ายในการจัดซื้ออุปกรณ์ วิธีการด าเนินการ รูปแบบการศึกษา เป็นการพัฒนานวัตกรรม ประกอบด฾วย 4 ขั้นตอน คือ 1) ค฾นหาปัญหาจากการ ให฾อาหารทางสายยางทางจมูกของบุคลากรและผู฾ดูแลผู฾ปุวย 2) วิเคราะห์ปัญหาและออกแบบนวัตกรรม 3) ทดลองใช฾ นวัตกรรมกับกลุ฽มบุคลากรและผู฾ดูแลผู฾ปุวย และปรับปรุงข฾อบกพร฽อง 4) น้านวัตกรรมไปใช฾จริงกับผู฾ปุวย กลุ฽มตัวอย฽าง คือ บุคลากร ผู฾ดูแลผู฾ปุวยที่ให฾อาหารทางสายยางทางจมูกมารับการรักษาที่ตึกผู฾ปุวยใน โรงพยาบาลส฽งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสีมา จ้านวน 35 คน คัดเลือกกลุ฽มตัวอย฽างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช฾ศึกษา คือ แบบ ประเมินความพึงพอใจต฽อการใช฾นวัตกรรม และแบบสอบถามปัญหาสุขภาพของบุคลากรและผู฾ดูแล เก็บรวบรวม ข฾อมูล โดยวิธีสัมภาษณ์กลุ฽มตัวอย฽าง วิเคราะห์ข฾อมูล โดยการหาค฽าเฉลี่ย ส฽วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์เนื้อหาและ ค฽าใช฾จ฽ายเปรียบเทียบก฽อนและหลังการใช฾นวัตกรรม ผลการศึกษา หลังใช฾นวัตกรรม กลุ฽มตัวอย฽างมีความพึงพอใจในการใช฾นวัตกรรม ระดับมากที่สุด(̅ = 4.65, S.D = 0.58) ร฾อยละ 95 ของกลุ฽มตัวอย฽าง รู฾สึกสุขสบาย ลดปัญหาสุขภาพ รู฾สึกปลอดภัยมากขึ้น และสามารถลดค฽าใช฾จ฽าย ในการจัดซื้อ อุปกรณ์ให฾อาหารทางสายยางทางจมูก ประมาณ 4,095 บาทต฽อปี หรือคิดเป็นร฾อยละ 86.30 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ นวัตกรรมฯ ช฽วยให฾กลุ฽มตัวอย฽างเกิดปัญหาสุขภาพขณะให฾การดูแลลดลง เกิดความปลอดภัยต฽อผู฾ปุวย และสามารถลดค฽าใช฾จ฽ายได฾ สามารถผลิตและน้าไปจ้าหน฽ายให฾ผู฾ดูแลผู฾ปุวยในราคาที่ถูก เพื่อน้าไปใช฾งานต฽อเนื่องที่ บ฾าน และสามารถพัฒนาเป็นแนวปฏิบัติทางการพยาบาล การให฾อาหารทางสายยางทางจมูก และจัดท้าเป็น R2R หรือ งานวิจัยในอนาคต ค าส าคัญ : การให฾อาหารทางสายยางทางจมูก, ผู฾ดูแล, ผู฾ปุวยที่มีปัญหาการกลืน


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 95 O5.2 ชื่อเรื่อง Shield Gonad (อุปกรณ์ก าบังรังสีบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์) กัญรัสมิ์ ส้าราญ หน่วยงาน รังสีวิทยา โรงพยาบาลหนองกี่ บทคัดย่อ กลุ฽มงานรังสีวิทยา โรงพยาบาลหนองกี่ ให฾บริการถ฽ายภาพรังสีผู฾ปุวยเด็ก ในปีงบประมาณ 2565 จ้านวน 2,730 ราย จากจ้านวนผู฾ปุวยทั้งหมด 15,516 ราย คิดเป็นร฾อยละ 17.59 แสดงว฽าการที่ผู฾ปุวยเด็กต฾อง ได฾รับรังสีจากการวินิจฉัยโรคและอวัยวะข฾างเคียงก็ต฾องได฾รับรังสีเช฽นกัน การทบทวนปัญหาและค฾นหาสาเหตุ พบว฽าผู฾ปุวยร฾อยละ 90 ไม฽ได฾รับการก้าบังรังสีบริเวณอวัยวะใกล฾เคียง และยังขาดอุปกรณ์ก้าบังรังสีบริเวณ อวัยวะสืบพันธุ์รูปแบบการสอนที่ท้าให฾ผู฾ปุวยและเจ฾าหน฾าที่เข฾าใจ ตระหนักถึงความส้าคัญในการปูองกันรังสี และผลข฾างเคียงจากการได฾รับรังสีในผู฾ปุวยเด็ก จึงประดิษฐ์อุปกรณ์Shield Gonad (อุปกรณ์ก้าบังรังสีบริเวณ อวัยวะสืบพันธุ์) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปูองกันและก้าบังรังสีให฾กับผู฾ปุวยเด็ก ในต้าแหน฽งอวัยวะสืบพันธุ์ไม฽ให฾ ได฾รับรังสี นวัตกรรม Shield Gonad (อุปกรณ์ก้าบังรังสีบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์) พัฒนาจากจากเสื้อตะกั่วเก฽าที่ ไม฽ได฾ใช฾งาน แต฽ยังมีประสิทธิในการปูองกันรังสีได฾ ประดิษฐ์ขึ้นจากวัสดุของเสื้อตะกั่วท้าให฾มีต฾นทุนต่้า ใช฾งาน สะดวก วิธีการประดิษฐ์ 1)น้าเสื้อตะกั่วไปถ฽ายภาพรังสีอ฽านผลจากภาพ ไม฽มีรอยแตกร฾าว 2)ตัดเสื้อตะกั่ว บริเวณที่ท้าการทดสอบ เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม กว฾าง 25 ซม.ยาว 20 ซม. 3) เย็บหุ฾มขอบด฾วยผ฾า 4)ติดสายรัด ด฾านข฾างซ฾าย-ขวา ปรับขนาดได฾ ค฽าวัสดุตัดเย็บ 50 บาทต฽อชิ้น วิธีการใช฾งาน น้าแผ฽นนวัตกรรมมาวางทับปิด อวัยวะสืบพันธุ์ผู฾ปุวยเด็ก คาดสายให฾พอดีกับรอบเอวผู฾ปุวย แล฾วท้าการเอกซเรย์ การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือโดยผู฾เชี่ยวชาญ จากศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์เขต 9 ไม฽พบ ปริมาณรังสีทะลุผ฽าน เท฽ากับ 0 และทดลองใช฾กับกลุ฽มตัวอย฽าง 80 ราย ระหว฽าง 1 ตุลาคม 2565 – 30 เมษายน 2566 เป็นกลุ฽มทดลอง 53 ราย ได฾ใช฾นวัตกรรม Shield Gonad (อุปกรณ์ก้าบังรังสีบริเวณอวัยวะ สืบพันธุ์) และกลุ฽มที่ต฾องได฾รับการก้าบังรังสีจ้านวน 53 ราย พบว฽ากลุ฽มทดลองใช฾สามารถปิดอวัยวะสืบพันธุ์ ได฾ โดยไม฽มีรังทะลุผ฽าน ซึ่งสอดคล฾องด฾านความปลอดภัย การปูองกันอันตรายจากรังสี จากกลุ฽มควบคุมอย฽าง มีนัยส้าคัญ ค าส าคัญ: Shield Gonad เสื้อตะกั่ว การปูองกันอันตรายจากรังสี ด฾านความปลอดภัย


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 96 O5.3 Smart OAS ลดระยะเวลาการเข้าถึงในผู้ปุวยจิตเวชฉุกเฉิน และผู้ใช้สารเสพติด ที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงในครอบครัวหรือชุมชน พงศ์กรณ์ ภัทราวัฒนสิน กลุ฽มงานจิตเวชและยาเสพติด โรงพยาบาลนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ปัจจุบันจ้านวนผู฾ปุวยทางโรคจิตทุกกลุ฽มมีแนวโน฾มเพิ่มจ้านวนมากขึ้น ปี 2565 มีจ้านวนผู฾เข฾ารับการ รักษาอาการทางจิตหรือเป็นผู฾ปุวยโรคจิต จ้านวนถึง 2,687,610 คน คิดเป็นร฾อยละ 4.04 ของประชากรทั้ง ประเทศ ในจังหวัดบุรีรัมย์ จ้านวนผู฾เข฾ารับการรักษาอาการทางจิตหรือเป็นผู฾ปุวยโรคจิตจ้านวน 78,283 คน คิดเป็นร฾อยละ 4.96 จากประชากร 1,579,805 คน อ้าเภอนางรองพบผู฾เข฾ารับการรักษาอาการทางจิตหรือเป็น ผู฾ปุวยโรคจิต จ้านวน 5,083 คน คิดเป็นร฾อยละ 4.47 จากประชากร 113,743 คน อ้าเภอนางรองแบ฽งพื้นที่ 15 ต้าบล 188 หมู฽บ฾าน พบว฽ามีเป็นผู฾ปุวยจิตเวชผู฾ปุวยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต฽อการก฽อความรุนแรง จ้านวน 1,020 คน และผู฾ปุวยที่ใช฾สารเสพติดที่มีอาการทางจิต 58 คน และเคยก฽อเหตุรุนแรงหรือแสดงพฤติกรรม ก฾าวร฾าวรุนแรงในครอบครัว และสร฾างความเดือนร฾อนในชุมชนบ฽อยครั้ง การเข฾าถึงช฽วยระงับเหตุที่รวดเร็วและ มีทักษะการสื่อสารจะช฽วยลดความรุนแรงอีกทั้งลดผลกระทบในวงกว฾างได฾จากการจดบันทึกการออกเหตุออก ในผู฾ปุวยจิตเวชฉุกเฉินของตึกอุบัติเหตุโรงพยาบาลนางรอง พบ เฉลี่ยอยู฽ที่ 2.30 – 4.30 ชั่วโมง วัตถุประสงค์ประสงค์การศึกษา 1) เพื่อให฾เครือข฽ายใช฾เครื่องมือ แอพพลิเคชั่นสมาร์ท โอเอเอส ในการแจ฾ง เหตุได฾ถูกต฾อง 2) เพื่อให฾เครือข฽ายเข฾าใจบทบาทหน฾าที่ตนเอง 3) เพื่อลดขั้นตอนในการติดต฽อประสานงาน หน฽วยงานที่เกี่ยวข฾องและลดระยะเวลาการรอคอย วิธีการด าเนินการ 1) สร฾างแอพพลิเคชั่นสมาร์ท โอเอเอส 2) สร฾าง ไลน์ออฟฟิตเชียล แอ็คเคาท์ 2) จัดอบรม ประชุมเชิงปฏิบัติการการใช฾ แอพพลิเคชั่นสมาร์ท โอเอเอส 4) จัดตั้งทีมเข฾าประเมินสถานการณ์ของผู฾ปุวยจิต เวช 5) ท้าบันทึกความเข฾าใจ หรือ เอ็มโอยู ผลการศึกษา ใช฾เกณฑ์พฤติกรรมก฾าวร฾าวรุนแรง มี 3 ระดับ ในการออกเหตุกึ่งเร฽งด฽วน = 1 คะแนน เร฽งด฽วน = 2 คะแนน และฉุกเฉิน = 3 คะแนน จะเห็นได฾ว฽าหลังจากที่จัดท้าโครงการและเปิดใช฾ แอพพลิเคชั่นสมาร์ท โอเอเอส พบว฽ากาเข฾าถึงผู฾ปุวย จิตเวชที่เป็นกลุ฽มฉุกเฉิน = 3 คะแนน หมายถึงผู฾ปุวยมีพฤติกรรมก฾าวร฾าว รุนแรง ที่ไม฽สามารถควบคุมตนเองได฾จนเกิดอันตรายต฽อตนเอง หรือผู฾อื่น หรือทรัพย์สิน ซึ่งจะถูกจัดอยู฽ในกลุ฽ม หนักมาก ต฾องจัดการทันทีทันใด ใช฾เวลาเร็วขึ้นเป็น 7-10 เท฽า สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์1) แอพพลิเคชั่นสมาร์ท โอเอเอส ใช฾แพร฽หลายทุกต้าบลในอ้าเภอ นางรอง 2) ช฽วยให฾ผู฾ใช฾สามารถท้างานได฾ง฽ายและรวดเร็วมากขึ้น ผ฽านอุปกรณ์มือถือ 3) ช฽วยในการ ประหยัดเวลาในการสื่อสาร 4) ทีมช฽วยเหลือสามารถเข฾าถึงจุดเกิดเหตุได฾รวดเร็วขึ้น ไม฽หลงทาง ค าส าคัญ: จิตเวชฉุกเฉิน, Smart OAS, Application, OAS


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 97 O5.4 “เข็มทิศพิชิตลมร้อน” (Heatstroke Compass) ร฾อยเอกพงศธร ประสานวงศ์ โรงพยาบาลค฽ายวีรวัฒน์โยธิน บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : โรคลมร฾อน (Heatstroke) ยังคงเป็นปัญหาของทหารกองประจ้าการใหม฽ที่ต฾องเฝูาระวังในทุกๆผลัด เนื่องจากถ฾าเราพบภาวะนี้ระหว฽างท้าการฝึกในหน฽วยทหาร นอกจากจะเป็นภาวะอันตรายที่เสี่ยงต฽อการเสียชีวิตแล฾ว การฝึกของทหารอาจพบกับอุปสรรคอื่นๆที่จะตามมาได฾ ซึ่งสาเหตุของโรคลมร฾อนมีหลายสาเหตุ แต฽สามารถปูองกันได฾ โดยเริ่มตั้งแต฽การดูแลตนเองของทหาร จากค้าแนะน้าของกรมแพทย์ทหารบกพบว฽า การดื่มน้้าให฾เพียงพอในแต฽ละวันสามารถปูองกันปัจจัยการเกิด การบาดเจ็บจากความร฾อนได฾ ซึ่งจะสอดคล฾องกับปัจจัยอื่นร฽วมด฾วย เช฽น สีธงตามค฽าดัชนีความร฾อน สีปัสสาวะ ภาวะสุขภาพของแต฽ละบุคคล เป็นต฾น แต฽ในความเป็นจริงพบว฽า ทหารใหม฽ส฽วนใหญ฽ยังดื่มน้้าได฾ไม฽เพียงพอตาม ค้าแนะน้าในช฽วงฝึก เนื่องจากจ้าไม฽ได฾ จึงได฾ท้าการประดิษฐ์ “เข็มทิศพิชิตลมร฾อน” เพื่อเป็นตัวช฽วยทหารใหม฽และ หน฽วยฝึก ในการค้านวณการดื่มน้้าให฾เหมาะสมตามค้าแนะน้า วัตถุประสงค์การศึกษา 1) เพื่อเป็นตัวช฽วยในการค้านวณปริมาณน้้าดื่มที่แนะน้าส้าหรับทหารใหม฽ในช฽วงรับการฝึก 2) ปูองกันสาเหตุที่อาจท้าให฾เกิดโรคลมร฾อนจากการดื่มน้้าไม฽เพียงพอ วิธีด าเนินการ : การค้านวณการดื่มน้้า 2 ปัจจัย คือ สีปัสสาวะและสีธงการฝึก การใช฾งานเพียงหมุนช฽องปัจจัยให฾ตรง กับลูกศร ก็จะได฾ปริมาณน้้าดื่มที่แนะน้า นวัตกรรมประกอบด฾วย 3 ส฽วน 1) วงล฾อสีปัสสาวะ 2) วงล฾อสีธงการฝึก 3) ฐานและลูกศร วิธีการศึกษา ในผลัดที่ 1 ปี 2566 น้ามาใช฾การตรวจสอบความเข฾าใจในการดื่มน้้าในปริมาณที่เหมาะสม ผ฽านการ นิเทศในหน฽วยฝึกทุกวัน และมีแบบฟอร์มการนิเทศประจ้าวัน โดยมีการสุ฽มทหารวันละ 10 นาย ผลการศึกษา ข฾อมูลทหารผลัดที่ 1 ปี 2566 พบว฽า 1) จากการสุ฽มทหารจ้านวน 280 นาย ตลอดระยะเวลาการฝึก 6 สัปดาห์ผ฽านการนิเทศประจ้าวัน พบว฽า ทหารจ้านวน 141 นาย ดื่มน้้าได฾ตามปริมาณที่แนะน้า ซึ่งผ฽านการค้านวณ ปริมาณน้้าดื่มโดยใช฾นวัตกรรม “เข็มทิศพิชิตลมร฾อน” โดยคิดเป็นร฾อยละ 61.7 2) ไม฽พบการบาดเจ็บจากกความร฾อน ระดับรุนแรง และระดับสีปัสสาวะของทหารกองประจ้าการในช฽วงที่รับการฝึกอยู฽ในระดับ 1, 2 (ระดับปกติ) คิดเป็น ร฾อยละ 94.38 สรุปการศึกษาและน าไปใช้ประโยชน์ พัฒนาเป็นของประจ้าตัวทหารใหม฽ พกติดตัวหรือติดกับขวดน้้าประจ้าตัว เพื่อ ค้านวณปริมาณน้้าดื่มในแต฽ละวัน และสามารถน้าไปใช฾กับหน฽วยที่สนใจได฾ ค าส าคัญ : โรคลมร฾อน (Heat Stroke) การบาดเจ็บจากความร฾อน (Heat Injury) การฝึกทหารกองประจ้าการ การดูแลสุขภาพทหารกองประจ้าการ ภาวะขาดน้้าและระดับสีปัสสาวะ


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 98 O5.5 นวัตกรรมทางการพยาบาลหักโหด “keep cut” กษมล ดวงสมสา วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ พัฒนา พ฽อค฾า โรงพยาบาลสุรินทร์ บทคัดย่อ ผู฾ปุวยที่มีภาวะร฽างกายเป็นกรด (acidosis) คือผู฾ปุวยที่ต฾องใช฾เวลาในการช฽วยชีวิตให฾ไวที่สุดเพื่อปรับแก฾ ให฾ร฽างกายมีภาวะเป็นกลางด฾วยการให฾สารที่เป็นเบสเข฾าสู฽ร฽างกาย ปัจจุบันสารที่เป็นเบสและแพทย์มักจะน้ามาใช฾แก฾ไข ภาวะนี้คือ โซเดียมไบคาร์บอเนต (NaHCO3 ) แต฽ปัญหาในการใช฾โซเดียมไบคาร์บอเนต คือ ยาเป็นหลอดแก฾วหนาและ แข็งมากท้าให฾ใช฾เวลาในการเปิดหลอดยานาน โดยเฉลี่ยใช฾เวลา 1-2 นาทีต฽อหลอด มีปริมาณยามากถึง 50 มิลลิลิตร อันท้าให฾ยากต฽อการดูดยามาใช฾ในภาวะเร฽งด฽วน บางครั้งหลอดยาแตกจนน้้ายาหกจากหลอดท้าให฾ได฾ปริมาณน้้ายาไม฽ ครบตามแผนการรักษาของแพทย์ เสี่ยงต฽อหลอดยาบาดมือผู฾เตรียมยา ประกอบกับใบเลื่อยขวดยามีขนาดเล็กและหาย บ฽อย จากข฾อมูลทางสถิติของโรงพยาบาลสุรินทร์ พบว฽ามีการใช฾โซเดียมไบคาร์บอเนต เพื่อแก฾ภาวะร฽างกายเป็นกรดสูง ถึง 11,221 แอมป฼ต฽อปี บ฽งบอกถึงความจ้าเป็นในการใช฾ยาตัวนี้มาก หากมีความล฽าช฾าในการเปิดใช฾โซเดียมไบ คาร์บอเนต จะส฽งผลให฾ผู฾ปุวยมีภาวะร฽างกายเป็นกรดสูงมากขึ้นจนอาจจะเพิ่มอัตราการเสียชีวิตได฾ การพัฒนานวัตกรรมทางการพยาบาลนี้เป็นวิจัยกึ่งทดลองขณะก฽อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ ประเมินความสะดวกในการใช฾งาน ความปลอดภัยในการใช฾งาน ความเสี่ยงในการเกิดหลอดยาบาดมือ ลดระยะเวลา ในการเปิดหลอดยา น้้ายาไม฽หกระหว฽างการเปิดหลอดยา และความพึงพอใจในการใช฾งาน ได฾ท้าการศึกษา ณ หอ ผู฾ปุวยอุบัติเหตุฉุกเฉิน หอผู฾ปุวยหนักอายุรกรรม และหอผู฾ปุวยอายุรกรรมชาย โรงพยาบาลสุรินทร์ มีกลุ฽มตัวอย฽างเป็น พยาบาลวิชาชีพผู฾ที่ท้าหน฾าที่เปิดขวดโซเดียมไบคาร์บอเนต จ้านวน 30 คน เครื่องมือที่ใช฾ในการทดลองคือ แบบสอบถามข฾อมูลทั่วไปและนวัตกรรมทางการพยาบาลหักโหด (keep cut) จ้านวน 30 ขวด ผลการทดลองพบว฽า ความสะดวกในการใช฾งานอยู฽ในระดับดีมาก ความปลอดภัยในการใช฾งานอยู฽ในระดับดีมาก ความเสี่ยงในการเกิดหลอด ยาบาดมืออยู฽ในระดับดีมาก ความรวดเร็วในการหักหลอดยาลดลงจาก 1.5-2 นาที เหลือเพียง 0.05-0.32 วินาที ไม฽ พบน้้ายาหกในระหว฽างเปิดหลอดยา โดยภาพรวมมีความพึงพอใจกับนวัตกรรมทางการพยาบาลนี้มากที่สุด จึงนับว฽า นวัตกรรมนี้มีคุณภาพเพียงพอที่จะช฽วยเปิดหลอดยาโซเดียมไบคาร์บอเนต ให฾ง฽ายเหมาะกับคนไข฾ในสภาวะรีบด฽วนและช฽วยชีวิตคนไข฾ได฾อย฽างมีประสิทธิภาพ ค าส าคัญ: นวัตกรรมทางการพยาบาล, หักหลอดยา, โซเดียมไบคาร์บอเนต


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 99 O5.6 นวัตกรรม “ถังปั่นบริหารมือ” ปาณิศา เลิศพิริยะสกุลกิจ โรงพยาบาลส฽งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ ๙ นครราชสีมา ความเป็นมาและความส าคัญ จากข฾อมูลผู฾ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ที่มารักษาฟื้นฟูภายในโรงพยาบาล ระหว฽างเดือน มกราคมถึงมีนาคม 25๖๖ จ้านวน ๓๘ ราย พบภาวะแทรกซ฾อนที่ส้าคัญ ๓ ล้าดับ ได฾แก฽ ภาวะข฾อไหล฽หลุด (ร฾อยละ ๘๑) ภาวะข฾อติดแข็ง (ร฾อยละ ๖๕) และภาวะลืมการเคลื่อนไหว (ร฾อยละ ๒๖) ซึ่งมีสาเหตุจาก กล฾ามเนื้ออ฽อนแรง การไม฽ได฾เคลื่อนไหวเป็นเวลานาน รวมถึงการจัดท฽าที่ไม฽ถูกต฾อง ส฽งผลให฾ผู฾ปุวยมี ความสามารถในการด้าเนินชีวิตประจ้าวัน (ADL) ลดลง ญาติต฾องช฽วยเหลือผู฾ปุวยมากขึ้นในการท้ากิจวัตร ประจ้าวันและต฾องใช฾ระยะเวลาฟื้นฟูนานขึ้น งานกายภาพบ้าบัดตระหนักถึงผลกระทบดังกล฽าวที่มีความส้าคัญ ต฽อการฟื้นฟูเพื่อให฾ผู฾ปุวยกลับมาช฽วยเหลือตนเองได฾ จึงคิดค฾นนวัตกรรมถังปั่นบริหารมือ เพื่อใช฾ในการบริหาร กล฾ามเนื้อแขน ปูองกันภาวะแทรกซ฾อน ลดค฽าใช฾จ฽ายและลดภาระญาติเมื่อผู฾ปุวยกลับไปฟื้นฟูตนเองที่บ฾าน วัตถุประสงค์การศึกษา 1) เพื่อออกแบบและพัฒนานวัตกรรม 2) ผู฾ปุวยและญาติมีความพึงพอใจต฽อ นวัตกรรม อยู฽ในเกณฑ์ระดับมาก (ร฾อยละ 80) 3) ลดค฽าใช฾จ฽ายการจัดซื้ออุปกรณ์ฟื้นฟู วิธีการด าเนินการ Plan: 1) ประชุมทีมงานและวิเคราะห์ปัญหา 2) ค฾นคว฾าข฾อมูลและออกแบบนวัตกรรม ประดิษฐ์นวัตกรรม (เจาะรูถังสีทั้ง ๒ ข฾าง ให฾อยู฽ระดับเดียวกัน ขนาดเส฾นผ฽านศูนย์กลาง 1 นิ้ว น้าท฽อ PVC 30 ซม. ต฽อเข฾ากับถังที่ เจาะรูแล฾ว น้าท฽อ PVC งอฉากต฽อเข฾ากับท฽อ PVC ทั้ง 2 ข฾าง และน้าท฽อ PVC ขนาด 10 ซม.มาต฽อตรงเป็น ด฾ามจับ และใช฾กระดาษตกแต฽ง 3) ทดสอบนวัตกรรมก฽อนน้าไปใช฾จริง Do: 1) น้านวัตกรรมไปใช฾กับผู฾ปุวยที่มี ค฽าคะแนน ADL ในหัวข฾อการรับประทานอาหารอยู฽ในระดับ 1 จ้านวน 10 ราย 2) ทดสอบโดยผู฾ปุวยหมุนถัง 10 ครั้ง/เซต ทั้งหมด 3 เซต ต฽อเนื่อง 1 สัปดาห์ Check: 1) ประเมิน ADL และเวลาในการรับประทาน อาหารของผู฾ปุวยหลังการใช฾นวัตกรรม 2) ประเมินความพึงพอใจของผู฾ปุวยและญาติหลังการใช฾ นวัตกรรม Act: พบว฽านวัตกรรมมีข฾อจ้ากัดในผู฾ปุวยที่ไม฽สามารถก้ามือแน฽น ในอนาคตควรปรับปรุงที่จับให฾ สามารถก้าได฾ดีขึ้น เช฽น การท้าที่ล็อค เป็นต฾น ผลการศึกษา หลังการใช฾นวัตกรรมผู฾ปุวยมีคะแนน ADL เพิ่มขึ้นร฾อยละ ๖๐ มีค฽าเฉลี่ยเวลาในการรับประทาน อาหารลดลง จาก ๒๒ นาที เป็น ๑๗ นาที (ลดลงร฾อยละ ๒๒.๗) ผู฾ปุวยและญาติมีความพึงพอใจอยู฽ในเกณฑ์ ระดับมาก ร฾อยละ ๙๕ และลดค฽าใช฾จ฽ายในการจัดซื้ออุปกรณ์ฟื้นฟู สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ นวัตกรรมถังปั่นบริหารมือช฽วยเพิ่มความสามารถในการด้าเนิน ชีวิตประจ้าวัน (ADL) แก฽ผู฾ปุวย ผู฾ปุวยและญาติมีความพึงพอใจ สามารถผลิตนวัตกรรมเพื่อใช฾เป็นอุปกรณ์ฟื้นฟู ที่บ฾านและช฽วยลดค฽าใช฾จ฽ายในการซื้ออุปกรณ์การฟื้นฟู อย฽างไรก็ตามนวัตกรรมยังมีข฾อจ้ากัดในผู฾ปุวยบางราย จึงควรพัฒนานวัตกรรมให฾เหมาะสมกับการใช฾งานของผู฾ปุวยต฽อไป ค าส าคัญ : ถังปั่นบริหารมือ


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 100 O5.7 Line Notify Rabies Control ยศธร จันทร์โสม โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : จากการศึกษาข฾อมูลโรคพิษสุนัขบ฾า อ้าเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ พบว฽า อ้าเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ตรวจพบโรคพิษสุนัขบ฾าในสัตว์ ปี พ.ศ.2561 จ้านวน 3 ตัวอย฽าง ปี พ.ศ. 2565 จ้านวน 4 ตัวอย฽าง และ ปี พ.ศ. 2566 จ้านวน 2 ตัวอย฽าง ยังไม฽พบอุบัติการณ์ผู฾ปุวยเสียชีวิตด฾วยโรคไข฾สมอง อักเสบหรือ โรคพิษสุนัขบ฾าในคน ในการนี้ งานควบคุมโรค และระบาดวิทยา โรงพยาบาล เขวาสินรินทร์ จึง พัฒนาระบบติดตามผู฾สัมผัสโรคพิษสุนัขบ฾าให฾มารับบริการฉีดวัคซีนปูองกันโรคพิษสุนัขบ฾าให฾ครบตามแพทย์นัด วัตถุประสงค์การศึกษา : 1) เพื่อพัฒนาระบบการแจ฾งเตือน เฝูาระวัง ผู฾สัมผัสโรคพิษสุนัขบ฾า 2) เพื่อติดตาม ผู฾ สัมผัสโรคพิษสุนัขบ฾าให฾มารับวัคซีนปูองกันโรคพิษสุนัขบ฾า ให฾ครบตามนัด วิธีด าเนินการ : 1. ศึกษาและทดลองระบบการแจ฾งเตือนผู฾ที่มารับบริการฉีดวัคซีนปูองกันโรคพิษสุนัขบ฾าที่โรงพยาบาลเข วาสินรินทร์ผ฽าน Google Forms และ Application LINE 2. ประชุมชี้แจงแนวทางการแจ฾งเตือน และติดตามผู฾สัมผัสโรคพิษสุนัขบ฾า แก฽เจ฾าหน฾าที่ควบคุมโรค 3. เฝูาระวัง ติดตามผู฾สัมผัสโรคพิษสุนัขบ฾า ให฾มารับบริการฉีดวัคซีน 4. รายงานข฾อมูลผู฾มารับบริการฉีดวัคซีนปูองกันโรคพิษสุนัขบ฾า ให฾ผู฾บังคับบัญชาทราบทุกเดือน 5. ประเมินผลการด้าเนินการ และปรับปรุงพัฒนาระบบการติดตามผู฾สัมผัสโรคพิษสุนัขบ฾า ผลการศึกษา 1. โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์มีระบบการแจ฾งเตือน เฝูาระวัง ผู฾สัมผัสโรคพิษสุนัขบ฾า ให฾แก฽เจ฾าหน฾าที่ควบคุม โรคในพื้นที่อ้าเภอเขวาสินรินทร์จังหวัดสุรินทร์ มีผลการประเมินความพึ่งพอใจด฾านความรวดเร็ว ความถูกต฾อง และครบถ฾วนของข฾อมูล อยู฽ในระดับมากที่สุดร฾อยละ 60 2. ผลการเฝูาระวังและติดตามผู฾สัมผัสโรคพิษสุนัขบ฾าอ้าเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ข฾อมูลระหว฽าง วันที่ 1 ตุลาคม 2565 ถึง 30 กันยายน 2566 มีผู฾รับบริการฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ฾า จ้านวน 996 ราย พบผู฾สัมผัสสัตว์ ปุวยตายด฾วยโรคพิษสุนัขบ฾า จ้านวน 48 ราย ติดตามให฾ผู฾สัมผัสโรคพิษสุนัขบ฾ามารับวัคซีน ได฾ครบตามแพทย์นัด ร฾อยละ 100 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : จากการศึกษาและพัฒนาระบบการแจ฾งเตือน เฝูาระวัง ผู฾สัมผัสโรคพิษ สุนัขบ฾า พบว฽า โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์มีระบบแจ฾งเตือน เฝูาระวัง ผู฾สัมผัสโรคพิษสุนัข แก฽เจ฾าหน฾าที่ควบคุมโรคใน พื้นที่ สามารติดตามให฾ผู฾สัมผัสโรคพิษสุนัขบ฾า ให฾มารับวัคซีนได฾ครบตามแพทย์นัดร฾อยละ 100 และมีผลการประเมิน ความพึงพอใจอยู฽ในระดับมากที่สุดร฾อยละ 60 ค าส าคัญ : Line Notify, Rabies Control คือ การควบคุมโรคพิษสุนัขบ฾า


Click to View FlipBook Version