The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การประชุม HACC FORUM 16

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by HACC FORUM 16, 2023-11-07 03:56:19

HACC FORUM 16

การประชุม HACC FORUM 16

Keywords: HACC FORUM

การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 101 O5.8 การพัฒนาโปรแกรม Mtele ภก.จิตติศักดิ์ ค้าตัน, ศิริกัญญา กรงกลาง, ชลิดา ตรีโอสถ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ความเป็นมา : นโยบายการด้าเนินงานกระทรวงสาธารณสุขด฾าน Digital Technology & Innovation in Healthcare น้าไปสู฽การพัฒนาระบบ Tele-Health ให฾เกิดระบบบริการสาธารณสุขทางไกลได฾ครบทุกรูปแบบของโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมากับแต฽ละหน฽วยบริการที่ต฾องการ ซึ่งปัจจุบันโปรแกรมหรือแอพพลิเคชั่น Tele-Health ที่มีอยู฽ ไม฽รองรับการ ท้างานบางรูปแบบ ในระบบบริการที่โรงพยาบาลจ้าเป็นต฾องใช฾ วัตถุประสงค์ : เพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์ให฾รองรับการท้างานระบบบริการสาธารณสุขทางไกล ที่ครอบคลุมทุกระบบการ ด้าเนินงานของโรงพยาบาล กับแต฽ละหน฽วยบริการ จึงพัฒนาโปรแกรมภายใต฾ชื่อ Mtele วิธีการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์: ส้ารวจความต฾องการของผู฾ใช฾ ออกแบบการให฾บริการ Tele-Health การเก็บข฾อมูล และการ จัดการข฾อมูลผู฾ปุวย ด฾วยกระบวนการ Design Thinking ออกแบบระบบการให฾บริการ การสร฾างแบบฟอร์มเก็บข฾อมูล การ จัดการข฾อมูลผู฾ปุวย ระบบรายงาน และระบบจัดการผู฾ใช฾ การก้าหนดข฾อมูลพื้นฐานของระบบ และส฽วนการเชื่อมต฽อระบบ โรงพยาบาล การสร฾างระบบการสื่อสาร ด฾วยภาพและเสียง และระบบสั่งงานระยะไกล ติดตั้งโปรแกรม Mtele บนเครื่อง Server และ Network ที่สามารถออนไลน์ได฾ทดสอบการท้างาน อบรมผู฾ใช฾งาน ติดตามประสิทธิภาพและปรับปรุงโปรแกรม ผลการทดสอบสิ่งประดิษฐ์ : พัฒนาซอฟต์แวร์ให฾รองรับการท้างาน Tele-Health ที่ครอบคลุมระบบการด้าเนินงานของ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมากับแต฽ละหน฽วยบริการ มีระบบจัดการฐานข฾อมูล การบันทึก แก฾ไข ลบ ข฾อมูลผู฾ปุวยที่นัดเข฾า รับบริการ โดยน้าร฽องระบบ Tele-Consult คลินิกมะเร็งศัลยกรรมกับโรงพยาบาลในจังหวัด แผนกจิตเวชกับโรงพยาบาลปาก ช฽องนานา เรือนจ้าคลองไผ฽และเรือนจ้าเขาพริก จ้านวน 1,585 ราย และการด้าเนินงานระบบ Tele-Medicine, TeleNursing, Tele-Pharmacy แผนกอายุรกรรมกับเรือนจ้ากลางนครราชสีมา จ้านวน 138 ราย ข้อเสนอแนะ การน าไปใช้ : โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมามีซอฟต์แวร์รองรับการท้างานระบบ Tele-Health ท้าให฾เกิด ระบบบริการสาธารณสุขทางไกล ที่ครอบคลุมทุกระบบการด้าเนินงาน Tele-Medicine, Tele-Nursing, Tele-Pharmacy, Tele-Consult กับแต฽ละรูปแบบบริการ เช฽น Station–Station ระหว฽างหน฽วยบริการโรงพยาบาล รพ.สต. เรือนจ้า และ Station-Person ระหว฽างหน฽วยบริการโรงพยาบาลกับพยาบาลชุมชน หรือ อสม. ในการเยี่ยมบ฾าน และหุ฽นยนต์ TeleMedicine ซึ่งด฾วยเทคโนโลยีWeb Application ที่มีการจัดเก็บสารสนเทศในระบบฐานข฾อมูล และการจัดการข฾อมูลผู฾ปุวยมี ความปลอดภัย มีระบบ Video Streaming สร฾างระบบการสื่อสาร ด฾วยภาพและเสียง ที่มีประสิทธิภาพ จึงสามารถน้าไปต฽อ ยอดพัฒนาให฾รองรับรูปแบบบริการต฽างๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได฾อีกมาก อาจขยายผลน้าไปใช฾โดยโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา กับหน฽วยบริการต฽างๆที่ดูแลผู฾ปุวยในเขตสุขภาพที่ 9 ทั้งหมด 4 จังหวัด ท้าให฾ผู฾ปุวยบางรายที่ต฾องเดินทางไกล มากกว฽า 100 กม. การที่มีระบบการบริการสาธารณสุขทางไกล (Tele-Health) ท้าให฾ผู฾ปุวยได฾รับการรักษาจากแพทย์เฉพาะ ทาง ประหยัดเวลาและค฽าใช฾จ฽ายในการเดินทางไป-กลับครั้งละ 500-3,000 บาทต฽อคน รวมถึงลดการส฽งต฽อ ลดความแออัด และลดค฽าใช฾จ฽ายของโรงพยาบาล ท้าให฾ประชาชนและองค์กรได฾รับประโยชน์สูงสุดจากระบบบริการสาธารณสุขทางไกล ค าส าคัญ : สาธารณสุขทางไกล, การแพทย์ทางไกล, Tele-Health


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 102 O5.9 การให้บริการเภสัชกรรมทางไกล (Tele-Pharmacy) ในผู้ปุวยมะเร็งเต้านม ภญ.สุมีนตรา พรหมเทศ, ภก.จิตติศักดิ์ ค้าตัน โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ความเป็นมา : จากสถานการณ์COVID-19 โรงพยาบาลมีการส฽งยาทางไปรษณีย์ให฾แก฽ผู฾ปุวย ระบบมีข฾อจ้ากัด คือเภสัชกรไม฽มีโอกาสได฾พบผู฾ปุวยเพื่อให฾ค้าปรึกษาและติดตามการใช฾ยา จึงได฾ร฽วมกับศูนย์ความเป็นเลิศด฾าน มะเร็ง โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ให฾บริการเภสัชกรรมทางไกล (Tele-Pharmacy) ส฽งยาฮอร์โมนทาง ไปรษณีย์ให฾แก฽ผู฾ปุวยโรคมะเร็ง ที่มีอาการคงที่ และสามารถควบคุมโรคได฾ วัตถุประสงค์: เพื่อการให฾บริการเภสัชกรรมและการบริบาลเภสัชกรรมสอดคล฾องกับมาตรฐานวิชาชีพ ติดตาม ความปลอดภัยในผู฾ปุวยที่ใช฾ยาฮอร์โมนเพื่อรักษามะเร็งเต฾านม ค฾นหาปัญหาและอาการไม฽พึงประสงค์จากการ ใช฾ยาฮอร์โมนเพื่อรักษามะเร็งเต฾านม ให฾ผู฾ปุวยเข฾าถึงการรับบริการได฾สะดวกมากขึ้น ประหยัดเวลาและลด ค฽าใช฾จ฽ายในการเดินทาง ลดความแออัด และค฽าใช฾จ฽ายของโรงพยาบาล วิธีด าเนินการ : เภสัชกรเข฾ารับการฝึกอบรมหลักสูตร การให฾บริการเภสัชกรรมทางไกล (Tele-Pharmacy) และสอบผ฽านได฾การรับรอง จากสภาเภสัชกรรม ทบทวนรายการและข฾อมูลยา ออกแบบขั้นตอนการท้างาน ระบบการบริการสาธารณสุขทางไกล (Tele-Health) ให฾สอดคล฾องกันทั้งระบบ Tele-Medicine, TeleNursing พัฒนาโปรแกรมจัดเก็บข฾อมูล ระบบจัดการงานบริการ ระบบการส฽งยาทางไปรษณีย์และระบบ รายงาน เภสัชกรท้าการให฾บริการเภสัชกรรมทางไกล (Tele-Pharmacy) ด฾วยระบบ หมอพร฾อม Station และ ส฽งยาทางไปรษณีย์ ผลการศึกษา : เริ่มด้าเนินการให฾บริการเภสัชกรรมทางไกล (Tele-Pharmacy) ผู฾ปุวยมะเร็งเต฾านมที่มีอาการคงที่ เดือนมิถุนายน 2566 ถึง สิงหาคม 2566 ทั้งหมด 75 ราย โดยเป็นผู฾ปุวยที่ได฾รับยา Tamoxifen ทั้งหมด 50 ราย และผู฾ปุวยที่ได฾รับยา Letrozole ทั้งหมด 25 ราย แพทย์มีการเปลี่ยนสูตรยาจาก Tamoxifen เป็น Letrozole 2 ราย พบปัญหาจากการใช฾ยา 2 ราย คือ ผู฾ปุวยทานยาผิด เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนขนาดยา Tamoxifen ที่ใช฾ใน โรงพยาบาลจาก 10 mg เป็น 20 mg 1 ราย และผู฾ปุวยลืมทานยา 1 ราย ด฾านค฽าใช฾จ฽ายในการเดินทางผู฾ปุวยใน เขตสุขภาพที่ 9 บางรายต฾องเดินทางไกลมากกว฽า 100 กม. การที่มีระบบการบริการสาธารณสุขทางไกล (TeleHealth) ท้าให฾ผู฾ปุวยประหยัดค฽าใช฾จ฽ายในการเดินทางเฉลี่ยไปกลับคนละ 1,200-3,000 บาทต฽อคน รวมถึง ประหยัดเวลาในการเดินทางอีกด฾วย และผู฾ปุวยมีความพึงพอใจส฽วนใหญ฽อยู฽ในระดับดีมาก ข้อเสนอแนะ การน าไปใช้: การให฾บริการเภสัชกรรมทางไกล (Tele-Pharmacy) ท้าให฾ผู฾ปุวยได฾รับยาอย฽าง ต฽อเนื่องโดยที่ผู฾ปุวยไม฽ต฾องรอพบแพทย์และเภสัชกร เพื่อลดความแออัด เพิ่มระยะห฽างและลดการแพร฽ระบาด ของโรคติดเชื้อในโรงพยาบาล เภสัชกรสามารถให฾บริการเภสัชกรรมและการบริบาลเภสัชกรรม ให฾ค้าปรึกษา ด฾านยา ติดตามการใช฾ยา และค฾นหาปัญหาจากการใช฾ยาได฾ โดยที่ผู฾ปุวยไม฽จ้าเป็นต฾องเดินทางมา ในการศึกษานี้ สามารถน้ารูปแบบการให฾บริการเภสัชกรรมทางไกล (Tele-Pharmacy) ไปใช฾ในคลินิกโรคต฽างๆ ของ โรงพยาบาลเพื่อเพิ่มช฽องทางการเข฾าถึงการรักษา เพิ่มความพึงพอใจและเกิดประโยชน์สูงสุดแก฽ผู฾รับบริการ ค าส าคัญ : เภสัชกรรมทางไกล , Tele-Pharmacy , Tele-Health


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 103 O5.10 การพัฒนาระบบบริการ การรักษาผู้ปุวยโรคมะเร็งด้วยระบบ Tele health วราภรณ์ มะลิวัน นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ศูนย์ความเป็นเลิศด฾านมะเร็ง โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา มีบริการส฽งยาฮอร์โมน ทางไปรษณีย์ให฾แก฽ผู฾ปุวยโรคมะเร็ง ที่มีอาการคงที่ และสามารถควบคุมโรคได฾ มาตั้งแต฽ปี 2562 ก฽อนเกิดสถานการณ์ โควิด-19 โดยใช฾วิธีการสอบถามประวัติผู฾ปุวยทางโทรศัพท์ และส฽งเอกสารผ฽าน application line จนในปี 2566 ส้านักงานหลักประกันสุขภาพแห฽งชาติ ได฾ก้าหนดการจ฽ายค฽าใช฾จ฽ายเพื่อบริการสาธารณสุข กรณีการให฾บริการสาธารณสุข ระบบทางไกลในลักษณะผู฾ปุวยนอกทั่วไป โดยมีเกณฑ์ว฽าต฾องมีการพิสูจน์ตัวตนของผู฾รับบริการ ศูนย์ความเป็นเลิศด฾าน มะเร็ง โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา และกลุ฽มงานสารสนเทศทางการแพทย์ จึงได฾พัฒนาระบบบริการ การรักษา ผู฾ปุวยโรคมะเร็งจากระบบ telephone เป็นระบบ Tele health โดยใช฾ application หมอพร฾อม เพื่อให฾ผู฾ปุวยได฾รับ บริการที่สอดคล฾องกับมาตรฐานวิชาชีพและคุณภาพให฾บริการที่สูงขึ้นกว฽าระบบเดิมจนมีผลลัพธ์ที่ดีผู฾รับบริการพึงพอใจ วัตถุประสงค์1) เพื่อพัฒนาแนวทางการท้า Tele health ผ฽าน App หมอพร฾อมในผู฾ปุวยมะเร็งเต฾านม 2) เพื่อให฾ผู฾ปุวย มะเร็งเต฾านมเข฾าถึงระบบการรักษาผ฽าน Tele health 3) เพื่อให฾ผู฾ปุวยมะเร็งเต฾านมได฾รับยาตามแผนการรักษาทาง ไปรษณีย์ได฾อย฽างถูกต฾อง ทันเวลา ต฽อเนื่อง การด าเนินงาน “ได฾เห็นหน฾าและพูดจา แถม...คนไข฾ไม฽ต฾องมา แต฽...คุณภาพการรักษายังเหมือนเดิม” ระยะเตรียมการ: 1) ผู฾ปุวยกลุ฽มเปูาหมายยืนยันตัวตนผ฽าน App หมอพร฾อม 2) เจ฾าหน฾าที่นัดหมายการรักษา Tele health ผ฽าน App หมอ พร฾อม ถึงวันนัด: 1) เจ฾าหน฾าที่ห฾องคลินิกมะเร็งศัลยกรรม ลงทะเบียนออกบัตรผู฾ปุวยนัด 2) พยาบาลห฾องคลินิกมะเร็ง ศัลยกรรม ซักประวัติผู฾ปุวยผ฽าน App หมอพร฾อม 3) แพทย์ตรวจผู฾ปุวยผ฽าน App หมอพร฾อม 4) พยาบาลห฾องคลินิกมะเร็ง ศัลยกรรม สรุปหลังตรวจ 5) เจ฾าหน฾าที่ห฾องคลินิกมะเร็งศัลยกรรม นัดหมายผู้ปุวยครั้งต่อไป: (แจ฾งเตือนนัดหมายผ฽าน หมอพร฾อม) 6) เจ฾าหน฾าที่ห฾องคลินิกมะเร็งศัลยกรรมน้าใบยาผู฾ปุวยส฽งที่ห฾องยา OPD ชั้น 3 7) เภสัชกรชี้แจงการ รับประทานยาแก฽ผู฾ปุวยผ฽าน App หมอพร฾อม ห฾องยาจัดส฽งยาทางไปรษณีย์ ใบนัดหมายครั้งต฽อไป ผลลัพธ์ผู฾ปุวยที่ได฾รับยาทางไปรษณีย์ แยกตามปีงบประมาณ (Visit) เฉลี่ยเดือนละ 120 คน หลังด้าเนินการ 1) ผู฾ปุวยเข฾าถึง การรักษาผ฽าน Telehealth = 41 ราย คิดเป็น 49% 2) ผู฾ปุวยได฾รับการรักษาผ฽าน Tele health ได฾รับยาถูกต฾อง 100% 3) ผู฾ปุวยที่รับยาทางไปรษณีย์ได฾รับการรักษาต฽อเนื่อง 100% 4) ผู฾ปุวยประหยัดค฽าเดินทางเฉลี่ย 300-1500 บาท/ครั้ง อุปสรรค์ที่เจอระหว่างด าเนินการ 1) ระบบ INTERNET ที่ไม฽เสถียรท้าให฾การเข฾าถึงการรักษาไม฽สมบูรณ์เท฽าที่ควร 2) ผู฾ปุวยบางรายอยากรับยาทางไปรษณีย์แต฽ไม฽มีสมาร์ทโฟน สิ่งที่จะท าแตกต่างไปจากเดิม ใช฾วิธีติดต฽อประสานงานไปยัง รพ.สต.ใกล฾บ฾านผู฾ปุวยเพื่อให฾ผู฾ปุวยเข฾าถึงระบบการรักษาผ฽าน Tele health อย฽างคลอบคลุมและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด การน าไปใช้ประโยชน์1) ลดความแออัดในโรงพยาบาล 2) ประหยัดเวลาและค฽าใช฾จ฽ายในการเดินทาง 3) ความพึงพอใจ ที่ดีมากของผู฾รับบริการที่มีต฽อโรงพยาบาล ค าส าคัญ Tele Health ,โปแกรมหมอพร฾อม,Virtual Hospital


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 104 O5.11 Language Box (กล่องเสริมภาษาวัยเด็ก) อดิศร เสมอภาค กลุ฽มงานจิตเวชและยาเสพติด โรงพยาบาลบ฾านกรวด บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ กลุ฽มงานจิตเวชและยาเสพติด โรงพยาบาลบ฾านกรวดได฾มีคลินิกกระตุ฾นพัฒนาการ เพื่อช฽วยเหลือปัญหาที่เกิดขึ้น จากพัฒนาการที่ล฾าช฾า และจากการติดตามประเมินพัฒนาการของเด็กที่มีความเสี่ยงพัฒนาการล฽าช฾าที่มากระตุ฾นในคลินิก กระตุ฾นพัฒนาการ มีจ้านวน 653 คน มีความเสี่ยงด฾านพัฒนาการล฽าช฾า จ้านวน 193 คน มีความเสี่ยงพัฒนาการล฽าช฾าด฾าน ภาษา และการพูด จ้านวน 157 คน คิดเป็นร฾อยละ 81.35 โดย เด็กส฽วนใหญ฽ที่มาประเมินพัฒนาการมีความเสี่ยง พัฒนาการล฽าช฾าด฾านภาษาและการพูด ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ ที่ส้าคัญคือ การที่ผู฾ปกครองไม฽ค฽อยมีเวลาดูแล ให฾ลูกหรือบุตร หลานเล฽นแต฽โทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต ขาดการกระตุ฾น ขาดสื่อเครื่องมือในการกระตุ฾นพัฒนาการของเด็ก และทาง คลินิกสุขภาพจิตยังไม฽มีสื่อเครื่องมือที่ส฽งเสริมพัฒนาการด฾านภาษาและการพูด ทางผู฾จัดท้าจึงมีความสนใจที่จะจัดท้า Language Box : กล฽องเสริมภาษาวัยเด็ก เป็นสื่อหรือเครื่องมือในการช฽วยกระตุ฾นพัฒนาการด฾านภาษาแก฽เด็กที่มี่ความ เสี่ยงหรือพัฒนาการล฽าช฾าด฾านภาษา วัตถุประสงค์การศึกษา 1. เพื่อศึกษาหาความรู฾มาใช฾ในการจัดท้า Language Box (กล฽องเสริมภาษาวัยเด็ก) 2. เพื่อหาสื่อหรือเครื่องมือมาใช฾ในการกระตุ฾นพัฒนาการเด็ก วิธีการด าเนินงาน 1. ประเมินพัฒนาการของเด็ก และเลือกกลุ฽มตัวอย฽างที่จะใช฾ในการทดลองใช฾เครื่องมือ 2. จัดท้าเครื่องมือ สื่อ กระตุ฾นพัฒนาการเรียนรู฾ และศึกษาถึงแนวทางในการจัดท้าเครื่องมือ สื่อ กระตุ฾น พัฒนาการ และค้าศัพท์ที่จะน้ามาจัดท้าในการกระตุ฾นพัฒนาการ 3. สอนการใช฾งานเครื่องมือ สื่อ กระตุ฾นพัฒนการ แก฽กลุ฽มตัวอย฽าง 4. น้าเครื่องมือไปใช฾กระตุ฾นต฽อที่ศูนย์พัฒนาการเด็กเล็ก 3 แห฽ง ที่กลุ฽มตัวอย฽างเรียนอยู฽ 5. ประเมินผลและประเมินพัฒนาการกลุ฽มตัวอย฽าง ผลการศึกษา จากการจัดโครงการการใช฾ language box : กล฽องเสริมภาษา มีกลุ฽มเปูาหมายเข฾าร฽วมทั้งสิ้น 30 คน โดย แบ฽งเป็น ผู฾ปกครอง 15 คน เด็ก 10 คน และครูปฐมวัย 5 คน ในการจัดกิจกรรมมีการให฾ความรู฾เรื่องพัฒนาการที่สมวัย และการกระตุ฾นพัฒนาการ ผู฾ปกครองให฾ความสนใจ และมีความรู฾เพิ่มขึ้น โดยวัดจากแบบสอบถามความพึงพอใจ โดยรวม ในทุกด฾านอยู฽ในระดับมากที่สุด )̅ = 4.(58 และได฾เครื่องมือสื่อในการกระตุ฾นพัฒนาการในการท้ากิจกรรมกลุ฽มทั้งหมด 3 ชิ้น สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ จากการทดลองเป็นระยะเวลา 3 เดือน กลุ฽มตัวอย฽างมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ร฾อยละ 90 เนื่องจากครูประจ้าศูนย์พัฒนาการเด็กเล็กช฽วยกระตุ฾นพัฒนาการ ใช฾เครื่องมืออย฽างสม่้าเสมอ และสามารถออก เสียง พูดค้าต฽าง ๆ ได฾มากขึ้น และจะน้าเครื่องมือ Language Box (กล฽องเสริมภาษาวัยเด็ก) ไปใช฾ต฽อเพื่อกระตุ฾น พัฒนาการแก฽เด็กที่มีความเสี่ยงหรือมีพัฒนาการล฾าช฾าต฽อไป ค าส าคัญ : Language Box


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 105 O5.12 Update X-Ray positioning chart 2003 รัติกรณ์ พัฒนแสง แผนกรังสีวินิจฉัย โรงพยาบาลมหาวิทยาลัเทคโนโลยีสุรนารี บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: ภาพถ฽ายเอกซเรย์มีบทบาทส้าคัญอย฽างยิ่งในการวินิจฉัยโรค ซึ่งรังสีเอกซ์เป็น คลื่นแม฽เหล็กไฟฟูาพลังงานสูง มีอ้านาจทะลุทะลวงเนื้อเยื่อและวัตถุต฽างๆได฾ ดังนั้นจึงต฾องค้านึงถึงการใช฾รังสีให฾ มีเหมาะสมและเกิดประโยชน์กับผู฾รับบริการมากที่สุด เพื่อลดการถ฽ายภาพรังสีซ้้า ซึ่งจะเป็นการเพิ่มปริมาณ รังสีให฾ผู฾รับบริการ และเพื่อให฾ได฾ภาพเอกซเรย์ที่มีคุณภาพ (x-ray image quality) เพียงพอต฽อการวินิจฉัยโรค ในปัจจุบันแพทย์เฉพาะทางใช฾ภาพเอกซเรย์ที่มีความจ้าเพาะต฽ออวัยวะหรือโรคที่ต฾องการวินิจฉัยมากขึ้น มีการ จัดท฽าหลากหลายและซับซ฾อน ส฽งผลให฾อัตราการเอกซเรย์ซ้้าเนื่องจากการจัดท฽าไม฽ถูกต฾องสูงขึ้น ทางแผนกจึง ได฾จัดท้า special x-ray positioning chart เพื่อเป็นแนวทางในการจัดท฽าเอกซเรย์พิเศษให฾แก฽ผู฾ปฏิบัติงาน วัตถุประสงค์: เป็นแนวทางให฾ผู฾ปฏิบัติงานสามารถจัดท฽าเอกซเรย์พิเศษได฾อย฽างถูกต฾อง เพื่อให฾ได฾ภาพเอกซเรย์ ที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน ตอบสนองความต฾องการของแพทย์ในการวินิจฉัยโรค ลดอัตราการเอกซเรย์ซ้้า และ ลดระยะเวลาการรอคอยของผู฾รับบริการ วิธีการด าเนินงาน: ใช฾หลักการ PDCA ในการพัฒนา CQI ตามขั้นตอนดังนี้ 1. Plan: วิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้น พบว฽าอัตราการเอกซเรย์ซ้้าสูงขึ้น มีสาเหตุมาจากการจัดท฽าเอกซเรย์ที่ไม฽ถูกต฾อง พบได฾บ฽อยในท฽าเอกซเรย์ พิเศษที่มีความซับซ฾อน 2. Do: รวบรวมการจัดท฽าเอกซเรย์พิเศษที่พบจากการปฏิบัติงาน และจัดท้า special x-ray positioning chart ในรูปแบบ QR code เพื่อให฾เป็นไปตามแนวทาง smart hospital 3. Check: ติดตามผลการใช฾ special x-ray positioning chart เป็นแนวทางในการจัดท฽าในช฽วงเดือนเมษายน-สิงหาคม 4. Act: ปรับปรุงและแก฾ไขปัญหาตามรอยสถิติตัวชี้วัดที่ได฾ เพื่อน้าไปเป็นแนวทางปฏิบัติงานของเจ฾าหน฾าที่ ผลการศึกษา: ความพึงพอใจของแพทย์เฉพาะทางต฽อภาพถ฽ายทางรังสี(รังสีแพทย์) เป็นร฾อยละ 94.3 ความพึง พอใจของผู฾ปุวยต฽อระยะเวลาที่ใช฾ในการตรวจทางรังสี เป็นร฾อยละ 93.36 อัตราการถ฽ายภาพทางรังสีซ้้าคิด เป็นร฾อยละ 1.28 และระยะเวลารอคอยเอกซเรย์เฉลี่ย 8.1 นาที ข้อเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้: ติดตามอัตราตัวชี้วัดจนครบ 6 เดือน และรวบรวมท฽าเอกซเรย์ พิเศษใหม฽ที่พบ และเพิ่มเติมลงใน x-ray positioning chart ค าส าคัญ: X-ray positioning, อัตราการเอกซเรย์ซ้้า, รังสีเอกซ์, x-ray image quality


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 106 O5.13 การใช้ Sigma matrics มาประยุกต์ใช้ในการควบคุมคุณภาพการตรวจวิเคราะห์ไทรอยด์ด้วยเครื่อง Cobas e411 กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์ โรงพยาบาลสีคิ้ว ณัฐจุรี สุกอง กลุ฽มงานเทคนิคการแพทย์ โรงพยาบาลสีคิ้ว บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ จากอุบัติการณ์การวินิจฉัย Thyroid strom ล฽าช฾าเนื่องจากต฾องรอผลตรวจไทรอยด์ที่ เปิดตรวจแค฽วันศุกร์ กลุ฽มงานเทคนิคการแพทย์ โรงพยาบาลสีคิ้วจึงได฾น้า sigma matrics เข฾ามาช฽วยในกระบวนการ ควบคุมคุณภาพเพื่อประเมินประสิทธิภาพของการตรวจวิเคราะห์ว฽ามีความผิดพลาดเกิดขึ้นในระดับใด โดยจะน้า ข฾อมูลดังกล฽าวมาปรับกระบวนการในการควบคุมคุณภาพรวมถึงพิจารณาเพิ่มวันเปิดให฾บริการตรวจไทรอยด์โดยหวัง ว฽าผลจากการศึกษาในครั้งนี้จะท้าให฾สามารถทดสอบสารควบคุมคุณภาพได฾อย฽างเหมาะสม รวมถึงสามารถเปิด ให฾บริการตรวจไทรอยด์ได฾ทุกวันโดยไม฽ท้าให฾ต฾นทุนในการทดสอบ สารควบคุมคุณภาพเพิ่มสูงจนเกินไป เพื่อ คนไข฾ได฾ผลตรวจที่เร็วขึ้น นอกจากนี้ยังช฽วยให฾แพทย์วินิจฉัยและท้าการรักษาคนไข฾ได฾อย฽างทันท฽วงที วัตถุประสงค์ 1) เพื่อหาความถี่และ westgard rule ที่เหมาะสมในการทดสอบสารควบคุมคุณภาพ 2) เพื่อเพิ่มวัน เปิดให฾บริการตรวจไทรอยด์โดยไม฽เพิ่มต฾นทุนในการควบคุมคุณภาพ วิธีการด าเนินงาน 1) น้าผลการควบคุมคุณภาพภายในจ้านวน 2 ระดับ ระดับละ 40 ค฽าตั้งแต฽ 1 กุมภาพันธ์ถึง 7 กรกฎาคม 2566 มาค้านวณหาค฽า %CV 2) น้าผลการควบคุมคุณภาพภายนอกจ้านวน 10 ครั้งล฽าสุดมาวิเคราะห์หา %Bias 3) น้า %CV และ %Bias มาวิเคราะห์หา sigma matrics แล฾วน้าไปเลือก westgard rule ที่เหมาะสม ผลจากการศึกษา พบว฽า FT3 FT4 และ TSH มี sigma metrics เท฽ากับ 5.20 5.48 และ 7.15 ตามล้าดับ และได฾กฎ ที่เหมาะสมในการควบคุมคุณภาพภายใน FT3 และ FT4 คือ 13S 22S R4S โดยทดสอบสารควบคุมคุณภาพแค฽วันละ 1 ครั้งหรือทดสอบสารควบคุมคุณภาพ 1 ครั้งต฽อตัวอย฽างเลือดคนไข฾ 450 ราย ส฽วนกฎที่เหมาะสมส้าหรับ TSH คือ 13S โดยทดสอบสารควบคุมคุณภาพแค฽วันละ 1 ครั้งหรือทดสอบสารควบคุมคุณภาพ 1 ครั้งต฽อตัวอย฽างเลือดคนไข฾ 1,000 ราย สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ เมื่อน้าผลการศึกษาไปพิจารณาร฽วมกับยอดสั่งตรวจไทรอยด์เฉลี่ยในปี 2566 ซึ่งมีประมาณ 250 ตัวอย฽างต฽อเดือน พบว฽าความถี่ในการทดสอบสารควบคุมคุณภาพภายในไม฽จ้าเป็นต฾องท้าทุก วันที่เปิดตรวจ จึงได฾ปรับการท้างานโดยเปิดบริการตรวจวิเคราะห์ไทรอยด์ทุกวันโดยเริ่มตั้งแต฽ 12 กันยายน 2566 และทดสอบสารควบคุมคุณภาพภายในเดือนละ 2 ครั้ง ซึ่งจากการปรับเปลี่ยนดังกล฽าวท้าให฾ต฾นทุนในการตรวจ วิเคราะห์ไทรอยด์ต฽อเคสต฽อครั้งจาก 353.34 บาท ลดลงเหลือ 342.22 บาท ในขณะที่เวลาในการรายงานผลเฉลี่ย ลดลงจาก 520.21 นาที เหลือ 76.8 นาทีท้าให฾คนไข฾สามารถรอผลและพบแพทย์ได฾ในวันเช฽นเดียวกับการทดสอบ อื่นๆ ไม฽ต฾องเสียเวลาและค฽าใช฾จ฽ายในการเดินทางมาฟังผลเช฽นเดิม รวมทั้งช฽วยลดจ้านวนนัดและความแออัดใน โรงพยาบาล ค าส าคัญ : Sigma matrics, การควบคุมคุณภาพ


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 107 O5.14 นวัตกรรม โปรแกรมลาออนไลน์ โรงพยาบาลสีคิ้ว อภิรัฐ ภู฽เอี่ยม โรงพยาบาลสีคิ้ว บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ องค์กรแพทย์เสนอความต฾องการจัดการด฾านเอกสาร เนื่องจากอัตรา TurnOver rate วิชาชีพ แพทย์เพิ่มขึ้น จากหลายสาเหตุรวมทั้งงานเอกสารด฾วย งานสารสนเทศจึงได฾น้าโปรแกรมประยุกต์ส้าเร็จรูปมาใช฾เพื่อตอบสนอง เข็มมุ฽งของโรงพยาบาล Digital Transformation ตอบนโยบายผู฾ตรวจราชการ เรื่อง Smart Office และก้าหนดเปูาหมาย ขยายขอบเขตการใช฾งานให฾ครอบคลุมทุกหน฽วยงานในโรงพยาบาล วัตถุประสงค์: 1) เพื่อให฾องค์กรมีโปรแกรมประยุกต์ตรงต฽อความต฾องการของหน฽วยงาน 2) หน฽วยงานสารสนเทศน์มีแนวทาง จัดบริการเพื่อตอบสนองความต฾องการผู฾รับผลงานด฾านโปรแกรมประยุกต์ วิธีการด าเนินงาน : แนวทางการจัดบริการ เพื่อตอบสนองความต้องการด้านโปรแกรมประยุกต์: 1) วิเคราะห์ความ ต้องการของผู้รับบริการ ช฽วงอายุ40-24ปีใช฾smart phone แทบเล็ต คอมพิวเตอร์ส้านักงานหัวหน฾างาน : รู฾การลาทุกคน สรุปวันลา ดึงขอมูลดูได฾ตลอดเวลาทันที สรุปส฽งธุรการและการเงินรายเดือนได฾รวดเร็ว แพทย์อื่นๆ : พิมและส฽งใบลาได฾ทุกที่ ทุกเวลา ดูวันลาคงเหลือได฾สรุปวันลาประจ้าเดือนได฾2) การคัดเลือกเทคโนโลยี : โปรแกรมประยุกต์ส้าเร็จรูป Back office (GotoWin) ประเภท : Web Application ค฽าใช฾จ฽าย : มีค฽าใช฾จ฽าย รูปแบบ service : น้ามาประยุกต์ใช฾ การขึ้นโปรแกรม: 1) บทบาท IT : Administrative assistant ประสานงานUserและผู฾พัฒนาโปรแกรม 2) คู฽มือการขึ้นระบบ 2.1) ระบุ Server และ IP address 2.2) ศึกษา Diagram ตารางของโปรแกรม 2.3) ตั้งค฽าระบบและก้าหนดสิทธ์2.4) น้าเข฾าข฾อมูล เช฽น ข฾อมูล พื้นฐานงานบุคลากรจากงานธุรการ 2.5) สอนใช฾งาน ขอบเขตของโปรแกรม การวิเคราะห์รวบรวมผลและพัฒนาต่อเนื่อง ประชุมทุกสามเดือน ผลการศึกษา ระยะแรก พ.ค - ธ.ค 65 พบปัญหา ลาข฾ามปีงบประมาณไม฽ได฾ไม฽แจ฾งเตือนเมื่อมีคนลาหรือได฾รับอนุมัติการลา หัวหน฾างานไม฽รับรู฾การลาและบริหารอัตราก้าลังได฾ทันทีอนุมัติหลายขั้นตอนเกินไป ต฾องการลายเซ็นอิเล็คทรอนิกซ์ปรับปรุง แก้ไขระยะที่1 โดยการแจ฾งเตือนผ฽าน ระบบ line notify, ประสานงานธุรการขอปรับลดขั้นตอนการอนุมัติวันลา และขอการใช฾ งานลายเซ็นอิเล็คทรอนิกซ์ระยะที่ 2 ม.ค 2566 – พ.ย.2566 เพิ่มหน฽วยงานที่ใช฾ ได฾แก฽องค์กรแพทย์เภสัชกร ทันตกรรม และ ศูนย์คุณภาพ ผลลัพธ์ความพึงพอใจ สะดวกร฾อยละ 83.33 มีประโยชน์ ร฾อยละ 86.66 ความปลอดภัยของข฾อมูล ร฾อยละ 73.33 ประเมินผลระยะที่2 ปัญหา ไม฽สามารถลาข฾ามปีงบประมาณได฾ เสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้ ตอบสนองหัวหน฾างานด฾านทะเบียนเอกสารและบริหารอัตราก้าลัง เป็นฐานข฾อมูล อิเล็คทรอนิกซ์ส้าหรับงานทรัพยากรบุคคล ค าส าคัญ : โปรแกรมลา, ลาออนไลน์


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 108 O5.15 การพัฒนาแอพพลิเคชั่น Glide app เพื่อตรวจสอบการพร้อมใช้เครื่องมือแพทย์ หอผู้ปุวยใน โรงพยาบาลวังน้ าเขียว ชัชฎากร แก฾วสุวรรณ์ กลุ฽มงานการพยาบาล โรงพยาบาลวังน้้าเขียว จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ งานผู฾ปุวยใน โรงพยาบาลวังน้้าเขียว เป็นหน฽วยงานที่ให฾บริการผู฾ปุวยทุกกลุ฽มวัย หลากหลาย กลุ฽มโรคจ้าเป็นต฾องมีเครื่องมือทางการแพทย์ที่ส้าคัญประกอบด฾วย Defibrillator, Auto CPR ,Ultra Sound, Electrocardiogram, Syringe Pump,Infusion Pump, Vital Sign Monitor จากการ Internal Survey และการติดตาม ความเสี่ยงในระบบ NRLS ตั้งแต฽เดือนตุลาคม - เดือนพฤษภาคม 2566 พบอุบัติการณ์เครื่อง defibrillator ไม฽ได฾รับการ ตรวจสอบความพร฾อมใช฾งาน จ้านวน 3 ครั้ง ทบทวนสาเหตุของปัญหาพบว฽า บุคลากรเป็นเจ฾าหน฾าที่ใหม฽ขาดความรู฾ในการตรวจสอบเครื่องมือแพทย์,ไม฽มีการมอบหมายให฾รับผิดชอบเครื่องมือแพทย์,การ ตรวจสอบเดิมเป็นกระดาษข฾อมูลสูญหาย เพื่อให฾สอดคล฾องกับมาตรฐานโรงพยาบาลและบริการสุขภาพ องค์กรสร฾างความ มั่นใจว฽ามีเครื่องมือที่จ้าเป็น พร฾อมใช฾งาน ท้าหน฾าที่ได฾ปกติเจ฾าหน฾าที่สามารถตรวจสอบได฾ง฽าย จึงเป็นแรงจูงใจให฾พัฒนา นวัตกรรม Glide app วัตถุประสงค์: 1) เพื่อให฾เครื่องมือแพทย์พร฾อมใช฾งาน ร฾อยละ 100 2) เพื่อพัฒนา Application ในการตรวจสอบความพร฾อม ใช฾ของเครื่องมือแพทย์ให฾เกิดความสะดวก และลดระยะเวลาการลงบันทึกข฾อมูล ตัวชี้วัด เปูาหมาย: 1) เครื่องมือแพทย์ได฾รับ การตรวจสอบความพร฾อมใช฾ร฾อยละ100 2) เจ฾าหน฾าที่มีระดับความพึงพอใจต฽อการใช฾ Application ร฾อยละ 85 วิธีด าเนินการ: ใช฾กระบวนการ 3P และ PDCA แบ฽งการพัฒนา เป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 มิถุนายน - กรกฎาคม 2566 1) ทบทวนหาสาเหตุของปัญหาพบว฽าสาเหตุหลัก คือ ขาดความรู฾เกี่ยวกับการตรวจสอบเครื่องมือแพทย์ ไม฽มีการมอบหมายงาน และความไม฽สะดวกของการบันทึกการตรวจสอบ 2) รวบรวมระบุปัญหา ค฾นหาความต฾องการของผู฾ใช฾งานเพื่อออกแบบ และ สร฾าง Application 3) ก้าหนดรายละเอียดการตรวจสอบความพร฾อมใช฾ของเครื่องมือแพทย์แต฽ละชนิดลงใน google sheet และออกแบบ User interface หรือส฽วนของหน฾าจอ application ส้าหรับให฾พยาบาลลงข฾อมูลสถิติประจ้าวันต฽าง ๆ และสร฾าง Application ด฾วย Glide App โดยเข฾าไปที่ https://www.glideapps.com 4) จัดอบรมการตรวจสอบเครื่องมือแพทย์แต฽ ละชนิด โดยทีมเครื่องมือคณะกรรมการสิ่งแวดล฾อมและความปลอดภัย 5) หัวหน฾าตึกมอบหมายให฾พยาบาลประจ้าหอผู฾ปุวย ต้าแหน฽งmember คนที่2ในเวรรับผิดชอบตรวจสอบ โดยเครื่อง Defibrillation ตรวจสอบทุกครั้งก฽อนส฽งเวรถัดไป ส฽วน เครื่องมืออื่น ๆ ให฾ตรวจสอบสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ระยะที่ 2 กรกฎาคม - สิงหาคม 2566 การทดลองใช฾ แอพพลิเคชั่น โดย สแกน QR หรือลง Application IPD check เพื่อเข฾าใช฾งาน เมื่อมีการตรวจสอบเครื่องมือจะมีการแจ฾งเตือนไปยังผู฾รับผิดชอบ ประจ้าหน฽วยงาน แจ฾งผลการตรวจสอบย฾อนกลับผู฾รับผิดชอบเครื่องมือชนิดนั้น ๆ มีการประเมินความพึงพอใจของผู฾ใช฾งานผ฽าน หน฾าแอปพลิเคชั่น IPD check และมีข฾อเสนอแนะดังนี้ ไม฽มีแจ฾งเตือนการกดส฽งข฾อมูล ผลการศึกษา: เครื่องมือแพทย์ที่ส้าคัญต฽อการช฽วยชีวิตได฾รับการตรวจสอบความพร฾อมใช฾ร฾อยละ100 เจ฾าหน฾าที่พึงพอใจใน ภาพรวม ร฾อยละ 96 ข้อเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้ Application ออกแบบให฾เหมาะสมกับgeneration ของผู฾ปฏิบัติงาน เข฾าถึงและ ใช฾งานง฽าย และตอบสนองผลการปฏิบัติงานที่สอดคล฾องกับค฽านิยมร฽วมของโรงพยาบาล สามารถน้าไปขยายผลกับหน฽วยงาน อื่น ๆ และพัฒนาแอพพลิเคชั่นอย฽างต฽อเนื่อง ค าส าคัญ: เครื่องมือแพทย์, นวัตกรรม, ความปลอดภัย


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 109 O5.16 สื่อการสอนผู้ปุวยโรคเบาหวานที่ล้ าสมัยโดยภาพเสมือนจริงผ่านแว่น VR นายแพทย์ธนิศศักดิ์ ทวีโคตร NCD clinic โรงพยาบาลชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ ความเป็นมาและความส าคัญ โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาสุขภาพระดับต฾นๆของประเทศไทย เทคโนโลยีVR (VIRTUAL REALITY Glasses) นั้น มีการศึกษาในต฽างประเทศพบว฽ามีประสิทธิภาพที่ดีในการให฾ความรู฾ผู฾ปุวยเบาหวาน รูปแบบการสอนผู฾ปุวยโรคเบาหวานในประเทศไทยโดยส฽วนมาก มีการใช฾สื่อการสอนแบบแผ฽นพับ สื่อวิดิโอ แบบ 2 มิติ ซึ่งพบว฽าผู฾ปุวยยังมองไม฽เห็นภาพที่ชัดเจนและไม฽เกิดความตระหนักในการดูแลสุขภาพเท฽าที่ควรใน บริบทปัจจุบัน โรงพยาบาลชัยภูมิจึงมีกลยุทธ์ใหม฽ ๆ เพื่อตอบสนองความต฾องการการดูแลผู฾ปุวยเบาหวานที่ เพิ่มขึ้น โดยการสร฾างสื่อการสอนเสมือนจริงโดยผ฽านแว฽น VR นี้ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ ในเรื่องการประหยัดการ ใช฾ทรัพยากร อย฽างคุ฾มค฽า ทั้งลดจ้านวนบุคลากรที่จะให฾ความรู฾ผู฾ปุวยเบาหวาน หรือห฾องสอนแสดงที่ยังขาด แคลนอยู฽ เนื่องจากสื่อการสอนเสมือนจริงโดยผ฽านแว฽น VR เป็นอุปกรณ์ เล็กๆ สามารถเคลื่อนย฾ายไปได฾ทุกที่ แต฽ทรงพลังอย฽างยิ่งในการสร฾างความตระหนักในผู฾ปุวยได฾ วัตถุประสงค์การศึกษา 1) เพื่อประเมินความรู฾ผู฾ปุวยเบาหวานในการดูสื่อการสอน VR 2) เพื่อประเมินความ พึงพอใจในการดูสื่อการสอน VR 3) เพื่อติดตามระดับน้้าตาลสะสมในเลือดของผู฾ปุวย วิธีการด าเนินการ 1) ประชุมปรึกษาหารือร฽วมกับทีมเจ฾าหน฾าที่ดูและผู฾ปุวยโรคเบาหวาน 2) ปรึกษานัก ออกแบบโปรแกรมเพื่อคิดค฾นแบบสื่อการสอนโดยภาพเสมือนจริงผ฽านแว฽น VR 3) เตรียมเนื้อหาในการให฾ ความรู฾ผู฾ปุวยเบาหวานผ฽านสื่อการสอนเสมือนจริงด฾วยแว฽น VR และคัดเลือดกลุ฽มตัวอย฽าง 4) ให฾ผู฾ปุวยสวมใส฽ แว฽น VR เพื่อดูสื่อการสอนตามหมวดหมู฽ 5) ให฾ผู฾ปุวยท้าแบบทดสอบวัดความรู฾ก฽อนและหลังการใช฾สื่อ VR ประเมินความพึงพอใจ 6) ให฾ผู฾ปุวยท้าแบบทดสอบพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการออกก้าลังกาย ก฽อนและหลัง 7) ติดตามระดับน้้าตาลสะสมผู฾ปุวย 3 เดือน 6 เดือน และ 1 ปี ผลการศึกษา จากการเก็บรวบรวมข฾อมูลผู฾ปุวยเบาหวานช฽วงระยะเวลา เดือนกุมภาพันธ์พ.ศ.2566 - เดือน กรกฎาคมคม 2566 จ้านวนผู฾ปุวย 59 ราย ได฾ดูสื่อการสอนให฾ความรู฾เรื่องโรคเบาหวานผ฽านสื่อการสอน เสมือนจริงด฾วยแว฽น VR พบว฽าจากการท้า Pre-post test ผู฾ปุวยมีคะแนนความรู฾เพิ่มขึ้นเฉลี่ย ( % ) 16.17+/- 17036, 95% CI (11.88,20.46), p < 0.001 การติดตามค฽า HbA1C 3 เดือน ภายหลังการดูสื่อการสอน VR พบว฽า HbA1C ลดลงเฉลี่ย (%) 1.07 +/-2.28, 95% CI (0.24,1.9), p < 0.02 จ้านวนผู฾ปุวยที่มี HbA1C ลดลงคิดเป็นร฾อยละ 80 ผู฾ปุวยมีคะแนนความพึงพอใจจาก 1-5 อยู฽ในระดับ 4 และ 5 คะแนน คิดเป็นร฾อยละ 17.8 , 82.14 ตามล้าดับ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ จากการศึกษาข฾อมูลการใช฾นวัตกรรม VR ในผู฾ปุวยโรคเบาหวาน พบว฽า VR สามารถท้าให฾คนไข฾ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจนลดระดับน้้าตาลสะสมได฾อย฽างมีนัยส้าคัญทางสถิติ ค าส าคัญ แว฽น VR, ผู฾ปุวยเบาหวาน


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 110 O5.17 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ปุวยที่บ้านด้วยนวัตกรรมแอพพลิเคชั่นโฮมวอร์ด โฮมใจ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี โดยปัญญาประดิษฐ์CHATGPT สรารัตน์ สุมาศรี โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ศูนย์ดูแลต่อเนื่องที่บ้านโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชบ฾านดุงได฾มีการน้าร฽อง ให฾บริการดูแลผู฾ปุวยที่บ฾าน (Home ward) มีการติดตามอาการผู฾ปุวยด฾วย telemedicine จากการน้าร฽อง จัดบริการพบว฽ายังมีผู฾ปุวยที่ไม฽เข฾าใจระบบดูแลที่บ฾าน ขาดความรู฾และมีพฤติกรรมการปฏิบัติตัวไม฽ถูกต฾อง เกิด ความเสี่ยงต฽อการเกิดภาวะแทรกซ฾อนขณะอยู฽บ฾าน เนื่องจากศูนย์ดูแลต฽อเนื่องที่บ฾านยังไม฽มีการให฾ความรู฾ก฽อน กลับบ฾านอย฽างเป็นระบบ ผู฾ศึกษาจึงพัฒนารูปแบบการดูแลผู฾ปุวยที่บ฾านด฾วยแอพพลิเคชั่นโฮมวอร์ด โฮมใจขึ้น เพื่อสร฾างรูปแบบการให฾สุขศึกษาแก฽ผู฾ปุวยก฽อนกลับบ฾าน ผ฽านแอพพลิเคชั่นร฽วมกับการใช฾ทฤษฎีการดูแลตนเอง ของโอเร็ม สร฾างการรับรู฾ที่ถูกต฾อง ให฾ผู฾ปุวยสามารถดูแลตนเองได฾อย฽างเหมาะสม วัตถุประสงค์ : 1)เพื่อพัฒนาแอพพลิเคชั่นโฮมวอร์ด โฮมใจ 2)เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผู฾ปุวยที่บ฾านด฾วย แอพพลิเคชั่นโฮมวอร์ด โฮมใจ 3)เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู฾ใช฾งานแอพพลิเคชั่น วิธีด าเนินการ : 1) การพัฒนาแอพพลิเคชั่น ท้าการวิเคราะห์ความต฾องการและปัญหาที่พบ รวมถึงสัมภาษณ์ แพทย์และพยาบาลที่เกี่ยวข฾อง ใช฾ปัญญาประดิษฐ์ CHATGPT ร฽วมวิเคราะห์ข฾อมูลและออกแบบฟังก์ชันใน แอพพลิเคชั่น ซึ่งประกอบด฾วย ค้าแนะน้าก฽อนกลับบ฾าน 7 โรค, แบบทดสอบความรู฾แต฽ละโรค, แบบประเมิน ตนเองก฽อนกลับบ฾านตามหลัก DMETHOD, อาการที่ควรไปโรงพยาบาล, เบอร์โทรศัพท์ติดต฽อเจ฾าหน฾าที่และ เบอร์ฉุกเฉิน, ข฾อมูลระบบดูแลและอุปกรณ์การแพทย์ให฾ยืม 2) ใช฾หลัก PAOR ในการพัฒนารูปแบบการดูแล ผู฾ปุวยที่บ฾านด฾วยนวัตกรรมแอพพลิเคชั่นโฮมวอร์ด โฮมใจ ดังนี้ มีการประชุมทีมสหวิชาชีพ น้านวัตกรรมมาใช฾ ให฾สุขศึกษาและประเมินผู฾ปุวยก฽อนเข฾าโฮมวอร์ดทุกครั้งโดยประยุกต์ใช฾ร฽วมกับระบบ A-MED มีการติดตามผล การใช฾งานและปรับปรุงคุณภาพ 3) ศึกษาความพึงพอใจเก็บข฾อมูลระหว฽าง กค.-กย. 2566 กลุ฽มเปูาหมายคือ กลุ฽มผู฾ปุวย 7 โรค น้าร฽องโฮมวอร์ดทั้งหมด 24 ราย ใช฾แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีค฽าครอนบาคแอลฟุา 0.72 วิเคราะห์ข฾อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ร฾อยละ ค฽าเฉลี่ย ผลการศึกษา : 1)ได฾แอพพลิเคชั่นโฮมวอร์ด โฮมใจ 2)ได฾รูปแบบการดูแลผู฾ปุวยที่บ฾านด฾วยนวัตกรรม แอพพลิเคชั่นโฮมวอร์ด โฮมใจ 3) ความพึงพอใจของผู฾ปุวยโฮมวอร์ดที่ใช฾งานแอพพลิเคชั่นโฮมวอร์ด โฮมใจ ค฽าเฉลี่ยโดยรวมอยู฽ในระดับดีมาก (X = 4.81) ข้อเสนอแนะและการน าผลการศึกษาไปใช้ : การดูแลผู฾ปุวยที่บ฾านให฾มีประสิทธิภาพไม฽เพียงแต฽การติดตาม ผู฾ปุวยผ฽านระบบ telemedicine เท฽านั้น แต฽ต฾องให฾ความรู฾ผู฾ปุวยอย฽างเป็นระบบร฽วมด฾วย การใช฾แอพพลิเคชั่น เป็นอีกเครื่องมือที่ช฽วยในการให฾ความรู฾ผู฾ปุวย และปัญญาประดิษฐ์CHATGPTสามารถใช฾ช฽วยในการพัฒนา ระบบการบริการและนวัตกรรมทางการพยาบาลได฾หากมีการใช฾ได฾อย฽างถูกต฾อง ค าส าคัญ : Homeward, ดูแลที่บ฾าน, ปัญญาประดิษฐ์


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 111 มหกรรมคุณภาพ HACC Forum นครชัยบุรินทร์ครั้งที่ 16 “Growth Mindset for Better Healthcare System” ในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 08.30-17.00 น. ณ โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา Oral Presentation น าเสนอช านาญการพิเศษ ประเภทผลงาน Case study / งานวิจัย จ านวน 19 เรื่อง น าเสนอวันที่ 3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 09.00-12.00 น ห้องธารประสาท ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ หมายเหตุ 1 09.00- 09.10 น การพยาบาลผู฾ปุวยเนื้องอก มดลูกที่ได฾รับการรักษาโดยการ ผ฽าตัดผ฽านกล฾องทางหน฾าท฾อง : กรณีศึกษา นางสาวพรทิพย์ ลีลาไพบูลย์ โรงพยาบาลเทพ รัตน์นครราชสีมา นครราชสีมา 0831292925 2 09.10- 09.20 น การพยาบาลผู฾ปุวยเด็กโรคหอบ หืดร฽วมกับปอดอักเสบ : กรณีศึกษา นางวยุรา กัณหาต฾อ โรงพยาบาลหนองกี่ บุรีรัมย์ 0862526155 3 09.20- 09.30 น การพยาบาลผู฾ปุวย AIDS ที่มี ภาวะแทรกซ฾อนทางไต : กรณีศึกษา นางวิลาวรรณ จัน ชู โรงพยาบาลหนองกี่ บุรีรัมย์ 0819554136 4 09.30- 09.40 น การพยาบาลผู฾ปุวยที่มีภาวะช็อก จากติดเชื้อกระแสเลือดที่ห฾อง ฉุกเฉิน : กรณีศึกษา นางสาววิภาวรรณ หลงพิมาย โรงพยาบาลพิมาย นครราชสีมา 0872397084 5 09.40- 09.50 น การพยาบาลผู฾ปุวยที่มีภาวะ ฉุกเฉินจากการใช฾เมทแอมเฟตา มีนที่ห฾องสังเกตอาการ : กรณีศึกษา นางวนิดา เข็มพิ มาย โรงพยาบาลพิมาย นครราชสีมา 0878724930 6 09.50- 10.00 น การพยาบาลผู฾ปุวยโรคปอด อักเสบในผู฾สูงอายุตามแนว ทางการดูแลแบบ ประคับประคอง หอผู฾ป฻วยอายุ รกรรม : กรณีศึกษา นางสาวลาวรรณ ยังดี โรงพยาบาลพิมาย นครราชสีมา 0997826905 7 10.00- 10.10 น การพยาบาลผู฾ปุวยล฾างไตทาง ช฽องท฾องและมีภาวะติดเชื้อใน เยื่อบุช฽องท฾อง : กรณีศึกษา นางธมนวรรณ หนองหว฾า โรงพยาบาลพิมาย นครราชสีมา 0813212970 8 10.10- 10.20 น การพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ที่มี ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์: กรณีศึกษา นางจริยา ชัย จันทร์ โรงพยาบาลเทพ รัตน์นครราชสีมา นครราชสีมา 0956642367 9 10.20- 10.30 น การพยาบาลผู฾ปุวยโรคเยื่อหุ฾ม สมองอักเสบจากเชื้อวัณโรคที่มี ภาวะแทรกซ฾อน : กรณีศึกษา นางสมปรารถนา จันไธสง โรงพยาบาลบ฾าน ด฽าน บุรีรัมย์ 0971194594 10 10.30- 10.40 น การพยาบาลมารดาหลังคลอดที่ มีภาวะตกเลือด : กรณีศึกษา นางบุญช฽วย บุบผา มะโล โรงพยาบาลหนองกี่ บุรีรัมย์ 0822322026 11 10.40- 10.50 น การพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ที่เสพ สารเสพติดแอมเฟตามีน : กรณีศึกษา นางศรัญญา ดวง สิงห์ชัย โรงพยาบาลโนนดิน แดง บุรีรัมย์ 098-1028161 12 10.50- 11.00 น การพยาบาลผู฾ปุวย STEMI และ การพัฒนากระบวนการบริหาร นางสุภาพร ติ ระวัฒนศักดิ์ โรงพยาบาลสีดา นครราชสีมา 088-5819882


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 112 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ หมายเหตุ ยา Streptokinase อย฽าง ปลอดภัย โรงพยาบาลสีดา : กรณีศึกษา 13 11.00- 11.10 น การพยาบาลและการพัฒนา ช฽องทางด฽วนการดูแลผู฾ปุวยโรค กล฾ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Acute Myocardail Infarction : AMI) โดยใช฾ รูปแบบการจัดการรายกรณี: กรณีศึกษา นางสาวเบญจมาศ โรจนประดิษฐ์ โรงพยาบาล เทพารักษ์ นครราชสีมา 082-9269246 14 11.10- 11.20 น รูปแบบการบ้าบัดฟื้นฟูผู฾ปุวยยา เสพติดโดยชุมชนเป็นศูนย์กลาง : กรณีศึกษา บ฾านหนองไผ฽ ต้าบลหนองไผ฽ อ้าเภอแก฾งคร฾อ จังหวัดชัยภูมิ นางหวานใจ อุปมา โรงพยาบาล แก฾งคร฾อ ชัยภูมิ 088-3691628 15 11.20- 11.30 น การศึกษาภาวะตาเปลี่ยนสีจาก ยา Favipiravir ในผู฾ปุวยเด็กที่ ติดเชื้อโควิด-19 โรงพยาบาล ปราสาท จังหวัดสุรินทร์ นางกมลรัตน์ วิจารณ์ไพบูลย์ โรงพยาบาล ปราสาท สุรินทร์ 094-7355453 16 11.30- 11.40 น การพยาบาลผู฾ปุวยโรคกล฾ามเนื้อ หัวใจตายเฉียบพลันที่ได฾รับยา ละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือด ด้า : กรณีศึกษา นางปนิดา เจือ จันทร์ โรงพยาบาลโนน นารายณ์ สุรินทร์ 092-4724924 17 11.40- 11.50 น การพัฒนาระบบบริบาลทาง เภสัชกรรมในผู฾ปุวยที่ได฾รับยา วาร์ฟาริน โรงพยาบาลโนน นารายณ์ จังหวัดสุรินทร์ นางสาวพรทิพย์ ค้าจันทร์ โรงพยาบาลโนน นารายณ์ สุรินทร์ 099-0592471 18 11.50- 12.00 น การพัฒนาระบบการปูองกันการ ติดเชื้อในหอผู฾ปุวย Cohort ward ในสถานการณ์การแพร฽ ระบาดโรคโควิด-19 โรงพยาบาลปะค้า จังหวัด บุรีรัมย์ นางสุนีย์ ยวนกูล โรงพยาบาลปะค้า บุรีรัมย์ 0902597593 19 12.00- 12.10 น การพัฒนาระบบปูองกันการแพ฾ ยาซ้้าในโรงพยาบาลรัตนบุรี นางสิรินา จ้าปา ทอง โรงพยาบาลรัตนบุรี สุรินทร์ 090-2459655


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 113 ช านาญการพิเศษ 1 การพยาบาลผู้ปุวยเนื้องอกมดลูกได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดผ่านกล้องทางหน้าท้อง (Total Laparoscopic Hysterectomy: TLH) กรณีศึกษา พรทิพย์ ลีลาไพบูลย์ โรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : Myoma uteri เป็นเนื้องอกไม฽ร฾ายแรง ร฾อยละ 20 พบในอายุ 40-50 ปีสาเหตุไม฽แน฽ชัด เจอโดยบังเอิญ ต฾อง ผ฽าตัดร฾อยละ 50 โรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา เริ่มผ฽าตัดมดลูกผ฽านกล฾องทางหน฾าท฾อง (Total Laparoscopic Hysterectomy) ปีงบประมาณ 2561 ข฾อมูลปีงบประมาณ 2563, 2564, 2565 จ้านวน 33, 23 และ 27 ราย เฉลี่ยปีละ 28 ราย เมื่อผู฾ปุวยเข฾ารับการรักษา ข฾อมูลถือเป็นสิ่งส้าคัญในการตัดสินใจ ข฾อมูลที่ได฾ควรเกิดจากการศึกษา ค฾นคว฾า เป็นจริง น฽าเชื่อถือเข฾ากับบริบทของโรงพยาบาลเหมาะสมกับผู฾ปุวย การด้าเนินงานที่ผ฽านมาเรื่องการผ฽าตัดมดลูกผ฽านกล฾องทางหน฾าท฾องโรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา ยังขาด การศึกษาแนวทางการให฾ข฾อมูลผู฾ปุวยก฽อนผ฽าตัดในรูปแบบที่เป็นมาตรฐาน ผู฾ปุวยจะได฾รับข฾อมูลมากหรือน฾อยขึ้นกับ ประสบการณ์และความสามารถในการถ฽ายทอดข฾อมูลของผู฾ให฾บริการ ผู฾จัดท้าจึงสนใจศึกษาประสิทธิภาพการพยาบาลและการ รักษาผู฾ปุวยเนื้องอกมดลูกได฾รับการรักษาผ฽าตัดมดลูกผ฽านกล฾องทางหน฾าท฾องทุกระยะ เพื่อเป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจ รับบริการให฾เกิดประสิทธิภาพในการรักษาของผู฾ปุวยและครอบครัว วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาการพยาบาลและความพึงพอใจของผู฾ปุวยเนื้องอกมดลูกโดยการผ฽าตัดผ฽านกล฾องทางหน฾าท฾อง วิธีด าเนินการ : คัดเลือกกรณีศึกษาจากเวชระเบียนเลือกกลุ฽มตัวอย฽างแบบเจาะจงจากทะเบียนผ฽าตัดสูติ-นรีเวช ทบทวนเวช ระเบียนประเด็น การพยาบาลระยะก฽อนผ฽าตัด ขณะผ฽าตัด หลังผ฽าตัด วันนอนโรงพยาบาล ต฾นทุนการรักษา ติดตามอาการใน ระยะพักฟื้นประเด็น การดูแลบาดแผล การหายของแผล การกลับไปท้างาน การขาดรายได฾ และความพึงพอใจของ ผู฾รับบริการ ผลการศึกษา : ผู฾ปุวยหญิงไทย อายุ 47 ปี สถานภาพคู฽ ไม฽มีโรคประจ้าตัว อาชีพรับจ฾าง มาด฾วยอาการปวดท฾องประจ้าเดือน มาก ปัสสาวะบ฽อย ผลการศึกษาดังนี้ 1.ก฽อนผ฽าตัด พร฽องความรู฾ในการปฏิบัติตัวระดับปานกลางและ วิตกกังวลร฾อยละ 70 2. ขณะผ฽าตัด เสี่ยงต฽ออุณหภูมิกายต่้า เสี่ยงต฽ออันตรายจากยาระงับความรู฾สึก เสี่ยงต฽อหัวใจเต฾นช฾าจากได฾รับก฿าซ คาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณมาก เสี่ยงต฽อการกดทับ Sciatic nerve จากขึ้นขาหยั่งนาน 3.หลังผ฽าตัดและพักฟื้น เวลาผ฽าตัด 90 นาที แผลขนาด 0.5 - 1 ซม. 3 แผล นอนโรงพยาบาล 3 วัน ปวดแผลคะแนน 3/10 ลุกจากเตียงได฾หลังผ฽าตัด 2-3 ชั่วโมง ต฾นทุน 23,000 บาท ไม฽ต฾องล฾างแผลไม฽ต฾องตัดไหม ไอ จาม เดินปกติหลังผ฽าตัด 1 -2 วัน ท้างานได฾ใน 3 สัปดาห์ ขาดรายได฾ 4 สัปดาห์ พึงพอใจ ร฾อยละ 100 ข้อดี : แผลเล็ก ปวดน฾อย เสียเลือดน฾อย นอนโรงพยาบาลสั้น หายเร็ว ข้อเสีย : ท้าไม฽ได฾ทุกโรงพยาบาล การน าไปใช้ประโยชน์ 1) ส฽งเสริมให฾ผู฾ปุวยเนื้องอกมดลูกได฾รับผ฽าตัด TLH หากไม฽มีข฾อจ้ากัดเพื่อลดวันนอน ลดต฾นทุนการรักษา เจ็บน฾อยหายเร็ว 2) ควรท้า VDO ให฾ความรู฾ก฽อนผ฽าตัดเพื่อประกอบการตัดสินใจ ค าส าคัญ : Myoma uteri, Total Laparoscopic Hysterectomy


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 114 ช านาญการพิเศษ 2 การพยาบาลผู้ปุวยเด็กโรคหอบหืดร่วมกับปอดอักเสบ : กรณีศึกษา วยุรา กัณหาต฾อ โรงพยาบาลหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ การศึกษานี้ เป็นกรณีศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพยาบาลผู฾ปุวยผู฾ปุวยเด็กโรคหอบหืดร฽วมกับ ปอดอักเสบ เป็นการดูแลให฾การพยาบาลขณะพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นระยะเวลา 8 ชั่วโมง 30 นาที โดยด้าเนินการศึกษาระหว฽าง วันที่ 7 เดือน เมษายน พ.ศ. 2566 เวลา 03.00 น. ถึงวันที่ 7 เดือน เมษายน 2566 เวลา 11.30 น. ผลการศึกษา: กรณีศึกษา ผู฾ปุวยเด็กหญิงไทย อายุ 3 ปี เข฾ารับการรักษาที่โรงพยาบาลวันที่ 7 เดือน เมษายน พ.ศ. 2566 เวลา 03.00 น. ด฾วยอาการ ไข฾ ไอมีเสมหะ มีน้้ามูก เป็นก฽อนมาโรงพยาบาล 6 ชั่วโมง พ฽นยาเองที่บ฾าน 2 ครั้งไม฽ดีขึ้นญาติจึงน้าส฽งโรงพยาบาล ผู฾ปุวยมีโรคประจ้าตัวหอบหืดขาดยา 1 เดือน จากการ ตรวจร฽างกายและตรวจทางห฾องปฏิบัติการ สัญญาณชีพ อุณหภูมิ 37.7 องศาเซลเซียส ชีพจร 127 ครั้ง/นาที หายใจ 40 ครั้ง/นาที O2 saturation 95 % น้้าหนัก 14 กิโลกรัม ส฽วนสูง 95 เซนติเมตร BMI 15.51 ฟังเสียง ปอดได฾ยินเสียงหวี๊ดและหายใจเร็ว พ฽นยา Sulbutamol 3 ครั้ง ปอดยังได฾ยินเสียงหวี๊ด หายใจ 44 ครั้ง/นาที ผลตรวจทางห฾องปฏิบัติการ ผลเลือด WBC 18,070 cell/mm3 Neutrophil 74% สูงกว฽าปกติ Lymphocyte 18 % ต่้ากว฽าปกติ ภาพถ฽ายรังสีพบ Infiltration at Left lobeแพทย์ได฾วินิจฉัย Asthma with Pneumonia จึงรับไว฾ในโรงพยาบาลในระหว฽างที่รับไว฾ในความดูแล ได฾รับการรักษาด฾วย 5% DN/3 500 ml IV drip 50 ml/hr ยาพ฽น Ventolin 1 NB q 4 hr Hydrocortisone 70 mg IV q 6 hr Bricanyl 0.14 mg SC 2 dose q 15 min Berodual 0.5 ml 1 NB 3 ครั้ง q 15 min มีการวางแผนการพยาบาล ให฾ กิจกรรมการพยาบาลและการประเมินผลการพยาบาล เฝูาระวังสังเกตอาการและสัญญาณชีพ ประเมินภาวะ พร฽องออกซิเจน O2 saturation อย฽างใกล฾ชิด ทุก 10-15 นาที การเคาะปอด ดูดเสมหะ เนื่องจากออกซิเจน ไปเลี้ยงไม฽เพียงพอรวมทั้งการให฾ข฾อมูลกับญาติผู฾ปุวย ให฾ก้าลังใจและเปิดโอกาสให฾ได฾ซักถามอาการและ แผนการรักษา ณะพักรักษาตัวถึงเวลา 09.00 น. ผู฾ปุวยมีอาการหายใจหอบมากขึ้น 64 ครั้ง/นาที O2 saturation 90 % Subcostal retraction รายงานแพทย์เวร พิจารณาใส฽ท฽อช฽วยหายใจ รวมระเวลาได฾ 8 ชั่วโมง 30 นาที ผู฾ปุวยมีอาการหายใจหอบมากขึ้น แพทย์พิจารณาใส฽ท฽อช฽วยหายใจ ขณะใส฽ท฽อช฽วยหายใจได฾ ให฾การพยาบาลช฽วยดูดเสมหะ บีบ Ambu Bag พูดคุยให฾ก้าลังญาติ เตรียมเอกสารและประสานทีมแพทย์ โรงพยาบาลนางรองเพื่อส฽งต฽อเข฾ารับการรักษา ค าส าคัญ หอบหืด หายใจล฾มเหลว เฉียบพลัน


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 115 ช านาญการพิเศษ 3 การพยาบาลผู้ปุวย AIDS ที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไต : กรณีศึกษา วิลาวรรณ จันชู โรงพยาบาลหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ การศึกษานี้ เป็นกรณีศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพยาบาลผู฾ปุวย AIDS ที่มีภาวะแทรกซ฾อน ทางไต เป็นการดูแลให฾การพยาบาลขณะพักรักษาตัวในโรงพยาบาลและติดตามดูแลต฽อเนื่องที่คลินิกยาต฾าน ไวรัสและติดตามเยี่ยมบ฾านเป็นระยะเวลา 9 เดือน โดยด้าเนินการศึกษาระหว฽าง 20 มกราคม พ.ศ.2566 ถึง วันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ.2566 ผลการศึกษา: กรณีศึกษา ผู฾ปุวยหญิงไทยอายุ 56 ปี เข฾ารับการรักษาในโรงพยาบาลวันที่ 20 มกราคม พ.ศ.2566 ด฾วยอาการ เบื่ออาหารน้้าหนักลด เป็นก฽อนมาโรงพยาบาล 2 เดือน จากการตรวจร฽างกาย และตรวจทางห฾องปฏิบัติการแพทย์ได฾วินิจฉัย ผู฾ปุวยมีภาวะน้้าหนักน฾อย ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ โพแทสเซียม ต่้า และเป็นโรค AIDS (วินิจฉัยครั้งแรก) จึงรับไว฾ในโรงพยาบาล ในระหว฽างที่รับไว฾ในความดูแลและแก฾ไข ปัญหาทางสุขภาพที่หอผู฾ปุวยในจนอาการดีขึ้นแพทย์จ้าหน฽ายให฾กลับบ฾าน ระยะเวลาที่พักรักษาตัวใน โรงพยาบาลตั้งแต฽วันที่ 20 มกราคม พ.ศ.2566 ถึงวันที่ 27 มกราคม พ.ศ.2566 รวม 7 วัน แล฾วมีการนัด ติดตามอาการพร฾อมกับตรวจทางห฾องปฏิบัติการพร฾อมตรวจตากับจักษุแพทย์เพื่อเป็นข฾อมูลการเริ่มรักษาด฾วย ยาต฾านไวรัส ได฾รับยาต฾านไวรัสวันแรกคือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 เมื่อผู฾ปุวยรับประทานยาต฾านไวรัสได฾ 3 สัปดาห์ แพทย์ได฾นัดติดตามอาการและตรวจทางห฾องปฏิบัติการในวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ.2566 พบว฽ามีภาวะ ไตวายเฉียบพลัน ค฽า Creatinine จาก 0.76 เพิ่มเป็น 1.04 ค฽า eGFR จาก 86.74 ลดเหลือ 59.37 ผู฾ปุวยมี ภาวะไตวายเฉียบพลันซึ่งเป็นผลจากการรับประทานยาต฾านไวรัสที่พบบ฽อยที่สุด จึงมีการปรับเปลี่ยนสูตรยา ต฾านไวรัสและส฽งตรวจทางห฾องปฏิบัติการเพิ่มตามแผนการรักษา พร฾อมติดตามเยี่ยมบ฾านเพิ่มเพื่อแก฾ไขปัญหา ทางสุขภาพโดยมีการวางแผนการพยาบาล กิจกรรมการพยาบาลและการประเมินผลการพยาบาล เพื่อชะลอ ภาวะไตเสื่อมและให฾การพยาบาลจนปลอดภัยไม฽เกิดภาวะแทรกซ฾อน มีค฽า Creatinine จาก 1.04 ลดลงเป็น 0.99 ค฽า eGFR จาก 59.37 เพิ่มขึ้นเป็น 62.57 ผู฾ศึกษาได฾ติดตามให฾การพยาบาลต฽อเนื่องโดยการติดตาม เยี่ยมผู฾บ฾าน ประเมินภาวะสุขภาพ ความเสี่ยงของการเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันซ้้า รวมทั้งให฾ความรู฾เกี่ยวกับ โรคไต และโรค AIDS การปฏิบัติตัวอาการและอาการแสดงที่ควรรีบมาพบแพทย์ ให฾ก้าลังใจรวมถึงแนะน้าการ เปิดเผยภาวะสุขภาพกับครอบครัวเพื่อให฾ผู฾ปุวยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ค าส าคัญ: การพยาบาล ผู฾ปุวยAIDS ภาวะแทรกซ฾อนทางไต


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 116 ช านาญการพิเศษ 4 การพยาบาลผู้ปุวยที่มีภาวะช็อกจากติดเชื้อในกระแสเลือดที่ห้องฉุกเฉิน: กรณีศึกษา วิภาวรรณ หลงพิมาย โรงพยาบาลพิมาย จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ภาวะช็อกจากการติดเชื้อในกระแสเลือดเป็นภาวะการท้างานของอวัยวะเสียหน฾าที่และเกิดล฾มเหลวซึ่งเป็นภาวะ คุกคามชีวิต จากสถิติผู฾ปุวยติดเชื้อในกระแสเลือดที่เข฾ารับการรักษาที่ห฾องฉุกเฉินโรงพยาบาลพิมาย ปีงบประมาณ 2563-2565 เท฽ากับ 487,401 และ 531 รายตามล้าดับ พบผู฾ปุวยที่มีภาวะช็อกจากการติดเชื้อในกระแสเลือด ร฾อยละ 25,22 และ 19.2 ตามล้าดับ ระบบบริการ Sepsis Fast Track จะช฽วยให฾ผู฾ปุวยได฾รับบริการที่รวดเร็ว ทันเวลา ซึ่งมีเปูาหมายในการดูแลรักษาตั้งแต฽ระยะเริ่มต฾นใน 1 ชั่วโมงแรก (early goal-directed therapy; EGDT) จะลดอัตราการเสียชีวิตของผู฾ปุวยที่มีภาวะติดเชื้อชนิดรุนแรงหรือภาวะช็อกจากการติดเชื้อลงได฾ พยาบาลห฾องฉุกเฉินมีบทบาท เกี่ยวข฾องกับการปฏิบัติตามแนวทางการดูแลรักษาผู฾ปุวยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ตั้งแต฽กระบวนการคัดแยก การประเมินเพื่อจัดการกับภาวะ ติดเชื้อในกระแสเลือดได฾รวดเร็วและทันเวลา จะช฽วยให฾อวัยวะที่สูญเสียหน฾าที่ไปกลับมาท้างานได฾ปกติพ฾นจากภาวะวิกฤต วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อวิเคราะห์ปัญหา วางแผนให฾การช฽วยเหลือและติดตามผลการพยาบาลผู฾ปุวยที่มีภาวะช็อกจากติดเชื้อในกระแสเลือดที่ ห฾องฉุกเฉิน วิธีการด าเนินการ รูปแบบการศึกษา กรณีศึกษาจากผู฾ปุวยช็อกจากติดเชื้อในกระแสเลือด ที่มารับบริการที่ห฾องฉุกเฉินโรงพยาบาลพิมาย ทบทวน ศึกษาค฾นคว฾าวิชาการภาวะช็อกจากติดเชื้อในกระแสเลือด,การประเมินผู฾ปุวยsepsis , sepsis awareness ,ระบบ Sepsis Fast Track ด้าเนินการ เก็บรวบรวมข฾อมูลจากผู฾ปุวยและเวชระเบียน วิเคราะห์ปัญหา ทบทวนแนวทางการดูแลผู฾ปุวยช็อกจากติดเชื้อในกระแสเลือด โดยใช฾กระบวนการ พยาบาลตามมาตรฐานการพยาบาล จัดท้าเอกสารวิชาการและเผยแพร฽ ผลการศึกษา กรณีศึกษา ผู฾ปุวยหญิงไทย อายุ67 ปี เข฾ารับการรักษาที่ห฾องฉุกเฉินโรงพยาบาลพิมาย วันที่12 กรกฎาคม 2566 ด฾วยอาการถ฽าย อุจจาระเหลว ไข฾ หนาวสั่น อาเจียนก฽อนมาโรงพยาบาล 11ชั่วโมง คะแนนประเมิน qSOFA = 2 คะแนน ,SOS score = 5 คะแนน ได฾รับบริการ ระบบ Sepsis Fast track จากการตรวจร฽างกาย ซักประวัติแพทย์วินิจฉัย Acute Gastroenteritis with Septic shock with Acute kidney injury ได฾รับการรักษาตามแนวทางการดูแลผู฾ปุวยติดเชื้อในกระแสเลือด และติดตามอาการตามแนวทางการพยาบาลผู฾ปุวยติดเชื้อในกระแสเลือด จากการติดตามอาการพบว฽าผู฾ปุวยมีภาวะช็อก (septic shock) และระดับความเข฾มข฾นของออกซิเจนในเลือดลดลง ได฾รับการรักษาคือให฾ออกซิเจน canular 5 ลิตร/นาทีให฾สารน้้าทางหลอดเลือดด้า 0.9% NSS 1,000 cc load เพื่อกระตุ฾นความดันโลหิต เจาะเลือดตรวจเพาะเชื้อและให฾ยา ปฏิชีวนะ Ceftriazone 2 gm drip in NSS 100 ml iv OD ประเมินซ้้าตาม SOS score และติดตามอาการอย฽างใกล฾ชิด ผู฾ปุวยยังไม฽ปลอดภัยจาก ภาวะช็อก ได฾รับยา Inotropicdrug (Levophed 4 mg in 5%D/W 250 cc iv drip rate 15 cc /hr ติดตามอาการประเมินผลอย฽างต฽อเนื่องโดย การติดตามสัญญาญชีพทุก 15 นาทีใน 1 ชั่วโมงแรก และติดตามทุก 30 นาทีในชั่วโมงที่2 และต฽อมาทุกๆ 4 ชั่วโมง ผู฾ปุวยพ฾นจากภาวะช็อกในวัน แรกที่เข฾ารักษาในหอผู฾ปุวยวิกฤต ให฾ยาปฎิชีวนะต฽อเนื่อง ในวันที่ 5 หลังเข฾ารับการรักษาผู฾ปุวยมีอาการทุเลา แพทย์พิจารณาย฾ายออกจากหอผู฾ปุวย วิกฤตไปสังเกตอาการที่หอผู฾ปุวยสามัญ ผู฾ปุวยมีอาการดีขึ้น แพทย์พิจารณาให฾กลับบ฾านได฾ รวมนอนรักษาในโรงพยาบาล 6 วัน สรุปการศึกษา ผู฾ปุวยรายนี้ปลอดภัยจากภาวะช็อก สามารถจ้าหน฽ายกลับบ฾านได฾ติดตามอาการหลังจ้าหน฽าย 1 สัปดาห์ โดยประสานเจ฾าหน฾าที่ โรงพยาบาลส฽งเสริมสุขภาพต้าบลออกเยี่ยมที่บ฾าน ผู฾ปุวยอาการปกติดี ไม฽มีถ฽ายอุจจาระเหลว ไม฽มีไข฾ ได฾ให฾ค้าแนะน้าผู฾ปุวยเรื่องการรับประทานยา และการไปตรวจตามนัด การน าไปใช้ประโยชน์ การใช฾ระบบการคัดกรองผู฾ปุวยโดยใช฾ qSOFA และ SOS score ในการประเมินจะช฽วยให฾ผู฾ปุวยเข฾าสู฽ระบบ Sepsis Fast Track ได฾อย฽างรวดเร็ว นอกจากการใช฾กระบวนการพยาบาลในการดูแลผู฾ปุวยเพื่อช฽วยให฾ผู฾ปุวยพ฾นจากภาวะช็อก สิ่งส้าคัญคือจะต฾องมี การติดตามประเมินอาการซ้้าอย฽างต฽อเนื่องเพื่อเฝูาระวังการเกิดภาวะวิกฤต ทั้งนี้ภาวะการติดเชื้อในกระแสเลือดเป็นภาวะที่ปูองกันได฾ จึงควรมีการ ประชาสัมพันธ์ให฾ความรู฾รื่องการติดเชื้อในกระแสเลือดแก฽ประชาชนโดยใช฾หลัก Alam , Alert , Alive เพื่อให฾มีความรู฾และตระหนักถึงการปูองกัน ตนเองจากการติดเชื้อและทราบถึงอาการที่ต฾องมาโรงพยาบาล ค าส าคัญ ติดเชื้อในกระแสเลือด, ภาวะช็อก,การพยาบาล


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 117 ช านาญการพิเศษ 5 การพยาบาลผู้ปุวยที่มีภาวะฉุกเฉินจากการใช้เมทแอมเฟตามินที่ห้องสังเกตอาการ : กรณีศึกษา วนิดา เข็มพิมาย โรงพยาบาลพิมาย จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ อาการวิกฤติผู฾ปุวยที่ใช฾สารเมทแอมเฟตามิน เข฾ารับการรักษาในโรงพยาบาลในภาวะฉุกเฉิน หากเสพอย฽างต฽อเนื่อง เวลานานท้าให฾สมองถูกท้าลาย เสียการควบคุมอารมณ์ พฤติกรรม หลงผิดประสาทหลอน เพ฾อคลั่ง หัวใจเต฾นเร็ว อาจเกิด ภาวะฉุกเฉินได฾ทั้งในช฽วงเสพและหยุดเสพ การช฽วยเหลือและแก฾ไขอย฽างรีบด฽วนในขณะที่เกิดอาการวิกฤตฉุกเฉินเ จึงจ้าเป็น เพื่อลดการเกิดอันตรายต฽อชีวิต หรือเกิดความพิการและความทุกข์ทรมาน กรณีศึกษานี้เป็นการศึกษาในห฾องฉุกเฉินห฾อง สังเกตอาการ วัตถุประสงค์การศึกษา 1. เพื่อศึกษากรณีศึกษาการพยาบาลผู฾ปุวยที่มีภาวะฉุกเฉินจากการใช฾เมทแอมเฟตามิน 2. มีแนวทางการพยาบาลผู฾ปุวยที่มีภาวะฉุกเฉินจากการใช฾เมทแอมเฟตามินที่เข฾ารับการรักษาในโรงพยาบาล วิธีการด าเนินการ เลือกกรณีศึกษา 1ราย ที่มีอาการวิกฤติจากการที่ใช฾สารเมทแอมเฟตามีน เข฾ารับการรักษาภาวะ ฉุกเฉิน พักรักษาที่ห฾องสังเกตอาการของโรงพยาบาล รวบรวมข฾อมูลอย฽างเป็นระบบจากเวชระเบียน สัมภาษณ์ผู฾ปุวยและ ครอบครัว การประเมินกาย จิต และจิตสังคม บันทึกผลการพยาบาล การรักษาของแพทย์ เฝูาระวังอาการเปลี่ยนแปลง ประสานงานทีมวิชาชีพที่เกี่ยวข฾องเพื่อการดูแลต฽อเนื่อง ผลการศึกษา ผู฾ปุวยชายไทยวัย32 ปี โรคประจ้าตัวสะเก็ดเงิน เครียดกับการเจ็บปุวย เสพตั้งแต฽อายุ18ปี เข฾ารับการรักษาครั้งนี้ หลังเสพยา 5เม็ด มีอาการอาเจียน หายใจเร็ว ซึมลง รักษาช฽วงภาวะวิกฤติที่ห฾องอุบัติเหตุและฉุกเฉิน ประเมินอาการตั้งแต฽แรก รับ ภาวะวิกฤติ พฤติกรรม ก฾าวร฾าวรุนแรง (OAS) ระดับ 2 ให฾การพยาบาลในห฾องสังเกตอาการจนปลอดภัย วินิจฉัยโรค Toxic effect due to Amphetamine harmful used, Moderate depress episode, Psoriasis ปัญหาทางการพยาบาล เสี่ยงต฽อภาวะหัวใจล฾มเหลวจาการเสพยาเกินขนาด เสี่ยงต฽อการเกิดอุบัติเหตุ อาจเกิดอาการท้าร฾ายตนเองและผู฾อื่น อ฽อนเพลีย สูญเสีย น้้าและเกลือแร฽จากการอาเจียนบ฽อยครั้ง ให฾การพยาบาลตามแผน นอนพักห฾องสังเกตอาการรวม 8ชั่วโมง เมื่อสงบ ประสานจุดบริการส฽งต฽อผู฾ปุวยในและทีมสหวิชาชีพที่เกี่ยวข฾อง ร฽วมวางแผนการดูแลรักษา ประเมินความพร฾อมที่จะ เปลี่ยนแปลงของผู฾ปุวยในการเลิกเสพยาเสพติด หลังจ้าหน฽ายแพทย์พิจารณา ส฽งต฽อคลินิกบ้าบัดยาเสพติดปูองกันการเสพซ้้า และปูองภาวะแทรกซ฾อน สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ 1. ได฾ศึกษากรณีผู฾ปุวยใช฾สารเสพติดเมทแอมเฟตามีน วิเคราะห์ข฾อมูล ค฾นหาปัจจัยสาตุการใช฾สารเสพติด รวมถึง อาการวิกฤติจากการเสพ รักษา การตรวจร฽างกาย สัมภาษณ์ประวัติ ใช฾กระบวนการในการดูแลผู฾ปุวยโดยหลักการดูแลแบบ องค์รวม 2. เพื่อเป็นแนวทางในการพยาบาลผู฾ปุวยที่มีภาวะฉุกเฉินจากการใช฾เมทแอมเฟตามิน ค าส าคัญ : การพยาบาล, ผู฾ปุวยที่มีภาวะฉุกเฉินจากการใช฾เมทแอมเฟตามีน


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 118 ช านาญการพิเศษ 6 การพยาบาลผู้ป่วยโรคปอดอักเสบในผู้สูงอายุตามแนวทางการดูแลแบบประคับประคอง หอผู้ป่วยอายุรกรรม : กรณีศึกษา ลาวรรณ ยังดี โรงพยาบาลพิมาย จ.นครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: โรคปอดอักเสบ ท าให้ปอดท าหน้าที่ได้ลดลง เกิดอาการหายใจหอบเหนื ่อย มีโอกาสพบมากขึ้นใน ผู้สูงอายุที่มีโรคประจ าตัว จากสถานการณ์การระบาดของโรคปอดอักเสบในประเทศไทยปี 2564 พบจ านวนผู้ปุวย 114,544 ราย อัตราปุวย 172.47 ต่อประชากรแสนคน เสียชีวิต 114 ราย อัตราตายร้อยละ 0.10 แยกตามอายุพบว่า อายุ 0-4 ปีพบมากที่สุด 573.99 ,อันดับ 2 อายุมากว่า 65 ปี พบ 560.56 อายุ 55-64 ปีพบ203.44 ต่อประชากร แสนคน ข้อมูลรายงานของโรงพยาบาลพิมาย พบว่าผู้ปุวยโรคปอดอักเสบที่เข้ารับการรักษาในปี 2564, 2565, 2566 จ านวน, 768, 1,180, 933 รายตามล าดับ ซึ่งน าไปสู่การเสียชีวิต เป็นโรคอันดับต้นของโรคทางอายุรกรรมที่เข้ารับการ รักษาในหอผู้ปุวยโรงพยาบาลพิมาย และพบมากในผู้สูงอายุ ซึ่งท าให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้มากกว่าคนปกติ และ น าไปสู่ความทุกข์ทรมานก่อนการเสียชีวิต ผู้ศึกษาจึงสนใจศึกษากรณีศึกษาผู้ปุวยโรคปอดอักเสบในผู้สูงอายุตามแนว ทางการดูแลแบบประคับประคอง หอผู้ปุวยอายุรกรรม เพื่อลดความทุกข์ทรมานก่อนการเสียชีวิต วัตถุประสงค์ : 1. เพื่อศึกษากรณีศึกษาผู้ปุวยโรคปอดอักเสบในผู้สูงอายุตามแนวทางการดูแลแบบประคับประคอง หอผู้ปุวยอายุรกรรม 2. เพื่อเป็นแนวทางการพยาบาลผู้ปุวยโรคปอดอักเสบในผู้สูงอายุ ในบริบทที่มีลักษณะโรคที่ ใกล้เคียงกันของโรงพยาบาลพิมาย วิธีด าเนินการ : คัดเลือกผู้ปุวยกรณีศึกษา หอผู้ปุวยอายุรกรรมพิเศษโรงพยาบาลพิมาย การวินิจฉัยโรคปอดอักเสบ 1ราย รวบรวมข้อมูลจากประวัติเวชระเบียน สัมภาษณ์ญาติผู้ปุวย ตรวจร่างกาย ให้การพยาบาลโดยใช้กระบวนการ พยาบาล 5 ขั้นตอน ใช้กรอบแนวคิดตามแบบแผนสุขภาพ 11 แบบแผนของกอร์ดอน และใช้หลักการดูแลแบบ ประคับประคอง ผลการศึกษา : กรณีศึกษาผู้ปุวยสูงอายุโรคปอดอักเสบ เป็นผู้ปุวยติดเตียง มีโรคประจ าตัว มะเร็งล าไส้ใหญ่ ถุงลมปอดโปุง พอง สมองเสื่อม มาโรงพยาบาลด้วยอาการ หายใจหอบ นอนซึม ขณะนอนโรงพยาบาล พบภาวะขาดสมดุลของน ้า และเกลือแร่ ภาวะหัวใจล้มเหลว ให้การดูแลรักษาประคับประคอง มีการวางแผนจ าหน่ายการดูแลต่อเนื่องที่บ้าน ญาติเรียนรู้การดูแลที่บ้านได้ดี ผู้ปุวยอากาดีขึ้น จ าหน่ายกลับบ้าน โดยใช้ออกซิเจนที่บ้าน สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: การพยาบาลผู้ปุวยกรณีศึกษานี้ พยาบาลต้องมีความรู้เรื่องโรค พยาธิสภาพ การรักษาโรคต่างๆ ที่เป็นโรค ร่วมของผู้ปุวยสูงอายุ ให้การพยาบาลแบบองค์รวม โดยญาติมีส่วนร่วมในการวางแผนเพื่อให้ผู้ปุวยได้กลับไปใช้ชีวิตที่ดี ตามสภาวะเจ็บปุวยที่บ้าน ตามแนวทางการดูแลแบบประคับประคอง ค าส าคัญ : โรคปอดอักเสบ, ผู้สูงอายุ , การดูแลแบบประคับประคอง


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 119 ช านาญการพิเศษ 7 การพยาบาลผู้ปุวยล้างไตทางช่องท้องและมีภาวะติดเชื้อในเยื่อบุช่องท้อง : กรณีศึกษา ธมนวรรณ หนองหว฾า โรงพยาบาลพิมาย จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : โรคไตวายเรื้อรังเป็นปัญหาสาธารณสุขที่ส้าคัญประเทศไทย การบ้าบัดทดแทนไตโดยการล฾างไตทางหน฾าท฾อง ถือเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพ แต฽ยังพบภาวะแทรกซ฾อนคือ ติดเชื้อในเยื่อบุช฽องท฾อง ท้าให฾ผู฾ปุวยต฾องเข฾ารับการ รักษาในโรงพยาบาลนานขึ้นและติดเชื้อซ้้า มีภาระค฽าใช฾จ฽ายในการดูแลผู฾ปุวยและค฽ารักษาพยาบาลสูงขึ้น วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาการพยาบาลผู฾ปุวยล฾างไตทางช฽องท฾องและมีภาวะติดเชื้อในเยื่อบุช฽อง วิธีด าเนินการ: เลือกกรณีศึกษา เก็บรวบรวมข฾อมูลจากเวชระเบียนผู฾ปุวยใน การสัมภาษณ์ผู฾ปุวยและญาติ ผลการตรวจทาง ห฾องปฏิบัติการ แผนการรักษาของแพทย์ น้าข฾อมูลที่ได฾มาวิเคราะห์ปัญหา เปรียบเทียบ แบบแผนสุขภาพ พยาธิ สภาพ อาการและอาการแสดง ปัญหาและข฾อวินิจฉัยทางการพยาบาล ผลการศึกษา : ผู฾ปุวยหญิงไทย อายุ 55 ปี ได฾รับการวินิจฉัย HT & CRF &anemia ในปีต฽อมาได฾รับการวางสาย Tenckhoff และเริ่ม CAPD มีนัดติดตามอาการต฽อเนื่อง อาการส้าคัญที่มาโรงพยาบาลคือ ไข฾ปวดท฾องน้้ายาล฾างไตขุ฽น ได฾รับการรักษาปฏิชีวนะครบ 14 วัน ระหว฽างเข฾ารับการรักษา พบปัญหาทางการพยาบาลที่ส้าคัญคือ 1.มีการติดเชื้อ ในเยื่อบุช฽องท฾อง 2.ไม฽สุขสบายจากภาวะไข฾ 3.มีภาวะไม฽สมดุลของสารน้้าและเกลือแร฽ในร฽างกาย 4. มีภาวะซีด 5. มี ภาวะความดันโลหิตสูง 6. มีความเครียดและวิตกกังวลรักษาตัวโรงพยาบาลจ้านวน 18 วัน อาการทุเลา ไม฽มีอาการ แสดงของการติดเชื้อในช฽อง ได฾วางแผนการจ้าหน฽าย โดยให฾ค้าแนะน้าอาหารส้าหรับผู฾ปุวยโรคไตวายเรื้อรังร฽วมกับ ความดันโลหิต และส฽งเสริมความสามารถในตนเอง (self-efficacy) ผู฾ปุวยยังมีความกังวลเรื่องความเจ็บปุวย แต฽ สามารถยอมรับและปรับตัวเพื่อให฾ใช฾ชีวิตร฽วมกับโรคไตวายเรื้อรังและการล฾างไตทางช฽องท฾องได฾ แพทย์ส฽งต฽อรักษา โรงพยาบาลศูนย์ตามนัดเดิม ข้อเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้ ภาวะติดเชื้อในเยื่อบุช฽องท฾องจากการล฾างไตทางหน฾าท฾อง เป็นปัญหาและอุปสรรคที่ส้าคัญ พยาบาลเฉพาะ ทางการล฾างไตทางช฽องท฾องมีบทบาทส้าคัญตั้งแต฽การให฾ข฾อมูล และค้าแนะน้าประกอบการตัดสินใจ การประเมิน ผู฾ปุวยเพื่อคัดกรองการรักษา การฝึกอบรมผู฾ปุวยและผู฾ดูแลหลักในการท้าล฾างไตทางช฽องท฾อง การดูแลผู฾ปุวยก฽อนและ หลังการวางสาย Tenckhoff การส฽งเสริมให฾ความรู฾ผู฾ปุวยและครอบครัวเข฾ามามีส฽วนร฽วมในการวางแผนการรักษาและ วางแผนจ้าหน฽าย การส฽งเสริมสมรรถนะพยาบาลและการดูแลแบบองค์รวม จะช฽วยลดการเกิดภาวะแทรกซ฾อนใน ผู฾ปุวยได฾ ค าส าคัญ : การพยาบาล, ล฾างไตทางช฽องท฾อง, ติดเชื้อในเยื่อบุช฽องท฾อง


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 120 ช านาญการพิเศษ 8 การพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์: กรณีศึกษา จริยา ชัยจันทร์ โรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ เบาหวานขณะตั้งครรภ์เป็นภาวะแทรกซ฾อนทางอายุรกรรมที่พบบ฽อยในหญิงตั้งครรภ์ จากข฾อมูลหญิงตั้งครรภ์ในเครือข฽ายรับผิดชอบระดับปฐมภูมิที่มาฝากครรภ์และคลอดที่โรงพยาบาลเทพรัตน์ นครราชสีมา พบเบาหวานขณะตั้งครรภ์มีแนวโน฾มเพิ่มขึ้นในปี 2564, 2565 และ 2566 พบร฾อยละ 11.18, 5.82 และ 11.62 ตามล้าดับ หากไม฽สามารถควบคุมระดับน้้าตาลในเลือดได฾อาจเกิดภาวะแทรกซ฾อนที่ส฽งผลกระทบต฽อภาวะ สุขภาพของหญิงตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ได฾แก฽ การแท฾งบุตร คลอดก฽อนก้าหนด ภาวะครรภ์เป็นพิษ ติดเชื้อ ตก เลือดหลังคลอดได฾ และมีโอกาสเกิดโรคเบาหวานในท฾องถัดไปหรือเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในอนาคต ในทารกอาจ พบตายปริก้าเนิด พิการแต฽ก้าเนิด ทารกมีขนาดใหญ฽ และมีภาวะน้้าตาลในเลือดต่้าหลังคลอด ภาวะแทรกซ฾อน ดังกล฽าวสามารถปูองกันได฾โดยหญิงตั้งครรภ์ต฾องควบคุมระดับน้้าตาลในเลือดให฾อยู฽ในเกณฑ์ปกติหรือใกล฾เคียงปกติ ตลอดการตั้งครรภ์ ด฾วยการควบคุมอาหาร การออกก้าลังกาย หรือบางรายอาจต฾องใช฾ยาอินซูลินร฽วมด฾วย เพื่อให฾หญิง ตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ปลอดภัย ไม฽เกิดภาวะแทรกซ฾อนขณะตั้งครรภ์ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีต฽อไป วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อศึกษาการปูองกันภาวะแทรกซ฾อนในเบาหวานขณะตั้งครรภ์และน้าข฾อมูลที่ได฾ไปพัฒนา คุณภาพการพยาบาลเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได฾อย฽างมีประสิทธิภาพ วิธีการด าเนินการ เป็นการศึกษาการพยาบาลเบาหวานขณะตั้งครรภ์กรณีศึกษาเปรียบเทียบ 2 ราย หญิงตั้งครรภ์ใน เครือข฽ายรับผิดชอบระดับปฐมภูมิ โรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา ประเมินภาวะสุขภาพโดยใช฾แผนสุขภาพ 11 แบบแผนของ Gordons และใช฾แนวคิดกระบวนการพยาบาล 5 ขั้นตอนในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ ภายใต฾มาตรฐาน การดูแลเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ผลการศึกษา หญิงตั้งครรภ์รายที่ 1 Case GDM A 2 และรายที่ 2 Case Overt DM ได฾รับยาฉีด Insulin เพื่อควบคุม ระดับน้้าตาลร฽วมกับเฝูาระวังโดยการตรวจเลือดเองที่บ฾าน ข฾อวินิจฉัยทางการพยาบาลทั้ง 2 รายพบ 1) เสี่ยงต฽อการ เกิดภาวะ Hypo-hyperglycemia 2) ขาดความรู฾ในการดูแลตนเอง 3) มีความวิตกกังวล 4) เสี่ยงต฽อการเกิด โรคเบาหวานหลังคลอด หญิงตั้งครรภ์ทั้ง 2 รายคลอดครบก้าหนดโดยการผ฽าตัดคลอด ปลอดภัยทั้งมารดา และทารก สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ 1) ควรประชาสัมพันธ์ และมีช฽องทางให฾ผู฾ปุวยโรคเรื้อรังที่ต฾องการมีบุตร เข฾ารับบริการที่คลินิกเตรียมความพร฾อมก฽อนการตั้งครรภ์2) ควรมีการส฽งต฽อข฾อมูลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะแทรกซ฾อน ทาง อายุรกรรม และแนวทางการดูให฾ผู฾รับผิดชอบงานในเครือข฽ายเพื่อการเฝูาระวัง และติดตามดูแลอย฽าง ต฽อเนื่อง 3) ควรมีคู฽มือการดูแลตนเองส้าหรับหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ 4) ควรมีแนวทางการ ติดตามเยี่ยมบ฾านเพื่อส฽งเสริม สนับสนุนให฾ครอบครัว และชุมชนมีส฽วนร฽วมในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเบาหวาน ขณะตั้งครรภ์ ค าส าคัญ กรณีศึกษา หญิงตั้งครรภ์ ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 121 ช านาญการพิเศษ 9 การพยาบาลผู้ปุวยโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อวัณโรคที่มีภาวะแทรกซ้อน : กรณีศึกษา สมปรารถนา จันไธสง โรงพยาบาลบ฾านด฽าน จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : โรคเยื่อหุ฾มสมองอักเสบจากเชื้อวัณโรค เป็นวัณโรคชนิดรุนแรงของเยื่อหุ฾มสมองและสันหลัง มี ความสัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตและความพิการสูง ในขณะที่การรักษาผู฾ปุวยวัณโรคปอด มีค้าแนะน้าที่เป็นมาตรฐานใน ระดับนานาชาติให฾ใช฾ยารักษาวัณโรคเป็นเวลา 6 เดือน แต฽ส้าหรับการรักษาวัณโรคของเยื่อหุ฾มสมองมีค้าแนะน้าและการปฏิบัติ แตกต฽างกันมากทั่วโลก ผู฾เชี่ยวชาญบางคนแนะน้าให฾รักษานาน 9 เดือน 12 เดือน หรืออาจนานกว฽านั้นเพื่อปูองกันการกลับ เป็นซ้้า การรักษาเป็นเวลานานมีข฾อเสียคืออาจท้าให฾เกิดการกินยาไม฽ต฽อเนื่อง ไม฽สม่้าเสมอ ซึ่งส฽งผลให฾เกิดการกลับเป็นซ้้า เพิ่มขึ้นและเชื้อดื้อยา และท้าให฾ค฽าใช฾จ฽ายทั้งของผู฾ปุวยและระบบสุขภาพสูงขึ้น วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาการด้าเนินของโรค ปัญหาสุขภาพ การรักษาพยาบาลและผลการรักษาพยาบาลในผู฾ปุวยโรคเยื่อหุ฾ม สมองอักเสบจากเชื้อวัณโรคที่มีภาวะแทรกซ฾อน วิธีด าเนินการ : เป็นการศึกษารายกรณีเลือกแบบเจาะจงผู฾ปุวยโรคเยื่อหุ฾มสมองอักเสบจากเชื้อวัณโรคที่มีภาวะแทรกซ฾อน ที่ เข฾ารับการรักษาในแผนกหอผู฾ปุวยในโรงพยาบาลบ฾านด฽าน ช฽วงเดือนกรกฎาคม - กันยายน 2566 เครื่องมือที่ใช฾ประกอบด฾วย เวชระเบียนผู฾ปุวย เก็บรวบรวมข฾อมูลโดยการสัมภาษณ์ การสังเกต การตรวจร฽างกาย และการซักประวัติผู฾ปุวยและญาติ วิเคราะห์ข฾อมูลตามแบบแผนสุขภาพโดยใช฾แนวคิด11แบบแผนสุขภาพของกอร์ดอนและวางแผนการพยาบาลตาม กระบวนการพยาบาลโดยใช฾กรอบแนวคิดการวินิจฉัยการพยาบาลของสมาคมวินิจฉัยการพยาบาลแห฽งอเมริกาเหนือ(NANDA) ผลการศึกษา : การพยาบาลที่ส าคัญ 4 ระยะ ได้แก่ ระยะวิกฤตฉุกเฉิน 1.เกิดภาวะสับสนทางด฾านการรับรู฾เนื่องจากมีพยาธิ สภาพที่สมองจากการติดเชื้อวัณโรคที่เยื่อหุ฾มสมอง 2.เสี่ยงต฽อภาวะพร฽องออกซิเจน เนื่องจากมีการอุดกั้นของทางเดินหายใจ ร฽วมกับประสิทธิภาพในการไอและการขับเสมหะลดลง ระยะกึ่งวิกฤต 1.เกิดภาวะติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ เนื่องจากคา สายสวนปัสสาวะ 2.แบบแผนการด้าเนินชีวิตเปลี่ยนแปลง เนื่องจากการเจ็บปุวยด฾วยโรคที่เป็นอยู฽ 3.เสี่ยงต฽อภาวะติดเชื้อใน ร฽างกาย เนื่องจากมีแผลบริเวณคอและก฾นกบ ระยะฟื้นฟูสภาพ 1.เสี่ยงต฽อการแพร฽กระจายเชื้อดื้อยา 2.เสี่ยงต฽อภาวะพร฽อง สุขวิทยาส฽วนบุคคล เนื่องจากไม฽สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจ้าวันได฾ 3.เสี่ยงต฽อการเกิดภาวะแทรกซ฾อน เนื่องจาก ความสามารถในการช฽วยเหลือตัวเองลดลง ระยะวางแผนจ าหน่าย1.ญาติวิตกกังวลเกี่ยวกับโรคที่เป็นอยู฽ เนื่องจากไม฽เข฾าใจ พยาธิสภาพของโรค 2.ญาติขาดความมั่นใจในการดูแลผู฾ปุวย เนื่องจากต฾องปรับเปลี่ยนบทบาทหน฾าที่ในครอบครัว 3.เสี่ยงต฽อ การกลับเป็นซ้้าอีกเนื่องจากขาดความรู฾ความเข฾าใจในการปฏิบัติตัวเมื่อกลับบ฾าน ข้อเสนอแนะ 1.พยาบาลควรมีการเสริมพลังสร฾างความมั่นใจและติดตามผลการดูแลเมื่อผู฾ปุวยกลับไปอยู฽บ฾าน ชุมชน 2. ควรมีการพัฒนาการดูแลผู฾ปุวย โดยท้าให฾งานประจ้าสู฽การวิจัย 3.ควรจัดสถานที่ สิ่งแวดล฾อม จัดเตรียมอุปกรณ์ให฾เพียงพอ พร฾อมใช฾ให฾เหมาะสมในการดูแลผู฾ปุวย ค าส าคัญ : โรคเยื่อหุ฾มสมองอักเสบจากเชื้อวัณโรค , ภาวะแทรกซ฾อน


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 122 ช านาญการพิเศษ 10 การพยาบาลมารดาหลังคลอดที่มีภาวะตกเลือด: กรณีศึกษา บุญช่วย บุบผามะโล โรงพยาบาลหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมา ภาวะตกเลือดหลังคลอดเป็นภาวะแทรกซ้อนทางสูติกรรม ที่พบได้บ่อยและสาเหตุหลักของการ ตาย ของหญิงตั้งครรภ์นั้นมากกว่า 20 % เกิดจากสาเหตุที่ป้องกันได้สาเหตุที่พบมากที่สุดคือ การหดรัดตัว ของ มดลูกไม่ดี รองลงมาคือการฉีกขาดของช่องทางคลอด เยื่อหุ้มรกหรือรกค้างและการแข็งตัวของเลือด ผิดปกติ ตามล าดับ จากสถิติผู้รับบริการคลอดโรงพยาบาลหนองกี่ระหว่างปี พ.ศ.2564 ถึง 2566 จ านวน มารดาคลอดปกติทั้งหมด 121 ราย, 136 รายและ 139 ราย มีภาวะตกเลือดจ านวน 0, 2 และ 5 ราย (คิด เป็นร้อยละ0, 1.47 และ 3.59 ) ตามล าดับ ตามเกณฑ์ตัวชี้วัดร้อยละของมารดาหลังคลอดตกเลือดน้อยกว่า หรือเท่ากับร้อยละ 5 ผู้ศึกษาจึงมีความสนใจศึกษาและได้ใช้เครื่องมือ 11 แบบแผนด้านสุขภาพของกอร์ ดอน เป็นกรอบแนวคิดในการศึกษา เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างพยาธิสรีรภาพและข้อวินิจฉัยทางการ พยาบาล ใช้หลักฐานเชิงประจักษ์น าแผนการพยาบาลที่ได้ไปปฏิบัติจริงกับมารดาหลังคลอดที่มีภาวะตก เลือด จ านวน 1 ราย วัตถุประสงค์ของการศึกษา เพื่อศึกษาการพยาบาลมารดาหลังคลอดที่มีภาวะตกเลือด ผลกรณีศึกษา จากการน ากระบวนการพยาบาลแบบแผน 11 กอร์ดอนร่วมกับหลังฐานเชิงประจักษ์มาใช้ใน การพยาบาลมารดาหลังคลอดที่มีภาวะตกเลือดได้ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลดังนี้ 1) มารดาหลังคลอดมี ภาวะตกเลือดเนื่องจากรกค้าง 2) มารดาหลังคลอดเสี่ยงต่อภาวะช็อกเนื่องจากการตกเลือด 3) มารดาหลัง คลอดและครอบครัววิตกกังวลเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยเนื่องจากรกค้าง 4) มารดาหลังคลอดเสี่ยงต่อภาวะซีด เนื่องจากมีการตกเลือด 5) มารดาหลังคลอดเสี่ยงต่อการขาดออกซิเจนเนื่องจากการตกเลือด วิจารณ์ การน ากระบวนการพยาบาลแบบแผน 11 กอร์ดอนร่วมกับหลังฐานเชิงประจักษ์มาใช้ในการพยาบาล มารดาหลังคลอดที่มีภาวะตกเลือด โดยการประเมินและรวบรวมข้อมูลผู้ป่วยน าสู่การก าหนดข้อวินิจฉัยการ พยาบาล วางแผนการพยาบาลโดยตั้งเป้าหมายการพยาบาลร่วมกับแพทย์ ผู้ป่วยและญาติ ท าให้พยาบาล สามารถป้องกันความเสี่ยงและผู้รับบริการปลอดภัย ข้อเสนอแนะ จากการศึกษาของกรณีศึกษา พบภาวะตกเลือดหลังคลอดบุตรและมีปัญหารกค้าง ดังนั้นควรมี การพัฒนารูปแบบ/แนวทางปฏิบัติ/น านวัตกรรมทางการพยาบาลเกี่ยวกับการพยาบาลผู้คลอด เช่น ถุงตวง เลือด น ามาประยุกต์ใช้เพื่อประเมินความเสี่ยงของภาวะตกเลือดหลังคลอด และสามารถลดความรุนแรงจาก ภาวะตกเลือดหรือภาวะแทรกซ้อนและลดอัตราการเสียชีวิต


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 123 ช านาญการพิเศษ 11 การพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ที่เสพสารเสพติดแอมเฟตามีน : กรณีศึกษา ศรัญญา ดวงสิงห์ชัย โรงพยาบาลโนนดินแดง บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ:การเสพสารเสพติดในสตรีตั้งครรภ์มีแนวโน฾มเพิ่มมากขึ้นทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยด฾วย ซึ่งยาบ฾า หรือ เมทแอมเฟตามีน พบว฽ามีการใช฾เพิ่มมากขึ้นในหญิงตั้งครรภ์ ส฽งผลต฽อการเพิ่มภาวะครรภ์เป็นพิษ รก ลอกตัวก฽อนก้าหนด การคลอดก฽อนก้าหนด ทารกโตช฾าในครรภ์ ทารกคลอดน้้าหนักตัวน฾อย ภาวะรกเสื่อมและการตก เลือดหลังคลอดได฾สูง โดยเกิดจากฤทธิ์ยาร฽วมกับภาวะโภชนาการมารดาไม฽ดี ไม฽ฝากครรภ์หรือช฾า การติดเชื้อระหว฽าง ตั้งครรภ์ ซึ่งยากลุ฽มแอมเฟตามีนยังสามารถผ฽านสู฽นมแม฽ได฾ ทารกจึงเสี่ยงต฽อการได฾รับสารหากมารดาเลี้ยงลูกด฾วยนม แม฽ หากเกิดภาวะตกเลือดจะท้าให฾สูญเสียเลือดปริมาณมาก ท้าให฾เซลล์ต฽างๆ ในร฽างกาย ขาดออกซิเจนและเสียสมดุล โดยเฉพาะสมองส฽วนไฮโปทาลามัสและต฽อมใต฾สมองที่ส฽งผลต฽อฮอร์โมนส้าคัญในระยะหลังคลอด หากรักษาล฽าช฾าจะ เกิดภาวะแทรกซ฾อนตามมา คือ Sheehan’s syndrome โลหิตจางรุนแรง ช็อค ทุพพลภาพ และเสียชีวิตได฾ ส฽วน ทารกอาจมีภาวะแทรกซ฾อน เรื่องน้้าหนักตัวน฾อย คลอดก฽อนก้าหนด การเจริญเติบโตในครรภ์ช฾า ศีรษะเล็ก ซึ่งอาจ ส฽งผลให฾พัฒนาการล฽าช฾า โดยโรงพยาบาลโนนดินแดงยังมีแนวทางการพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ที่เสพสารเสพติดแอมเฟ ตามีนไม฽ชัดเจน ผู฾ศึกษาจึงได฾ท้าการศึกษาจากกรณีศึกษาดังกล฽าว วัตถุประสงค์การศึกษา ๑. เพื่อศึกษาแนวทางการพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ที่เสพสารเสพติดแอมเฟตามีน ๒. เพื่อพัฒนาการพยาบาลทารกแรกเกิดที่มารดาใช฾สารเสพติดแอมเฟตามีน วิธีการด าเนินการวิจัย เป็นการศึกษาเฉพาะราย กรณีหญิงตั้งครรภ์ที่ใช฾สารแอมเฟตามีน ๑ ราย ฝากครรภ์ที่ โรงพยาบาลโนนดินแดงควบคู฽กับโรงพยาบาลแม฽ข฽ายที่มีแพทย์เฉพาะทาง เก็บรวบรวม ข฾อมูล ซักประวัติตรวจ ร฽างกาย ข฾อมูลเวชระเบียน วิเคราะห์ปัญหาความต฾องการ มาวางแผนการพยาบาล ก้าหนดข฾อวินิจฉัยทางการพยาบาล ตามกระบวนการพยาบาล ผลการศึกษา พบว฽าทีมดูแลสามารถจัดการความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับมารดาและทารกได฾ดี แม฾ทารกแรกคลอดจะตรวจ พบแอมเฟตามีน และเมื่อติดตามครบ ๖ เดือน โดยใช฾แนวคิด ๓ หมอ พบพัฒนาการปกติตามเกณฑ์ ครอบครัว สามารถดูแลทารกต฽อเนื่องได฾ สรุปผลการศึกษาและการน าไปประโยชน์ การพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ที่เสพสารเสพติดแอมเฟตามีน ทีมดูแลมีส฽วน ส้าคัญมากในการค฾นหาปัญหา ประเมินความเสี่ยง เพื่อให฾การพยาบาลที่ปลอดภัยทั้งมารดาและทารก จึงจ้าเป็นต฾องมี แนวทางการพยาบาลที่ชัดเจนเพื่อให฾ลูกเกิดรอดแม฽ปลอดภัย ครอบครัวมั่นใจในการดูแลทารก ค าส าคัญ การพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ ,หญิงตั้งครรภ์เสพสารเสพติด , แอมเฟตามีน


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 124 ช านาญการพิเศษ 12 การพยาบาลผู้ป่วย STEMI และการพัฒนากระบวนการบริหารยา Streptokinase อย่างปลอดภัย โรงพยาบาลสีดา : กรณีศึกษา สุภาพร ติระวัฒนศักดิ์ โรงพยาบาลสีดา จังหวัดนครราชสีมา ความเป็นมาและความส าคัญ โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Acute myocardial infarction) เป็นโรคที่เป็น ปัญหาด้านสาธารณสุข และยังเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตเป็นล าดับต้นๆ ของประชากรทั่วโลก ซึ่งกระบวนการ ประเมินคัดกรองผู้ปุวย การวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็ว และการมีแนวทางการพยาบาล การบริหารยาที่ชัดเจน ส่งผลให้ ผู้ปุวยได้รับยา Streptokinase อย่างปลอดภัย และได้รับยาภายในระยะเวลาที่ก าหนด ก็จะสามารถช่วยลดอัตราการ เสียชีวิตของผู้ปุวยได้ วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อศึกษาการดูแลผู้ปุวยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และพัฒนากระบวนการบริหาร ยา Streptokinase ที่แผนกอุบัติเหตุฉุกเฉินและนิติเวช โรงพยาบาลสีดา จังหวัดนครราชสีมา วิธีการด าเนินการ เลือกผู้ปุวยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่มีความซับซ้อนของโรค 1 รายโดยคัดเลือก กรณีศึกษาแบบเฉพาะเจาะจง ที่มารับการรักษาที่แผนกอุบัติเหตุฉุกเฉินและนิติเวช โรงพยาบาลสีดา ในช่วงเดือน พฤษภาคม 2566 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ปุวย การสัมภาษณ์ ญาติ แบบบันทึกการให้ยา Streptokinase ก่อน-ขณะ-หลัง ให้ยา การวิเคราะห์ข้อมูล โดยศึกษาพยาธิสภาพ อาการและอาการแสดง การรักษา ประเมินปัญหาทางการพยาบาลด้วยแบบแผนสุขภาพ 11 แบบแผนของกอร์ดอน ก าหนดข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล ให้การพยาบาลประเมินผลลัพธ์การพยาบาล และใช้กรอบแนวคิด PDCA ในการ พัฒนางาน ผลการศึกษา ผู้ปุวยชายไทยอายุ 68 ปี มีโรคประจ าตัวเป็นเบาหวานและไขมันในเลือดสูง มาด้วยอาการแน่นหน้าอก เป็นมา 1 ชั่วโมง แรกรับที่ห้องอุบัติฉุกเฉินตรวจคลื่นหัวใจพบว่า ST-Elevation ที่ II ,III , AVF วินิจฉัยว่าเป็น (STelevation myocardial infarction; STEMI) แพทย์ให้การรักษาตามแนวทางการรักษาผู้ปุวยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาด เลือดเฉียบพลัน ได้รับยา Streptokinase 1.5 mu ขณะให้ยาพบว่ามีความดันโลหิตต ่า แพทย์ได้ให้การรักษาและ แก้ไขภาวะวิกฤติและเฝูาระวังอาการอย่างใกล้ชิด ผู้ปุวยมีสัญญาณชีพปกติคงที่สม ่าเสมอ ด าเนินการประสานส่งต่อ รักษาที่โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมาอย่างปลอดภัย สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์จากกรณีศึกษาพบว่ามีแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจน ตั้งแต่การคัดกรอง ผู้ปุวย การประเมิน การดูแลผู้ปุวย STEMI การบริการยา Streptokinase และการพยาบาลขณะส่งต่อ ซึ่งจะช่วยให้ ผู้ปุวยได้รับการช่วยเหลือแก้ไขภาวะวิกฤติคุกคามชีวิตได้ทันท่วงที ส่งผลให้ผู้ปุวยปลอดภัย และการพยาบาลผู้ปุวยโรค กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้มาตรฐาน ค าส าคัญ: การพยาบาลโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน, การบริหารยา Streptokinase


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 125 ช านาญการพิเศษ 13 การพยาบาลและการพัฒนาช่องทางด่วนการดูแลผู้ปุวยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Acute Myocardial Infarction : AMI) โดยใช้รูปแบบการจัดการรายกรณี:กรณีศึกษา เบญจมาศ โรจนประดิษฐ์ โรงพยาบาลเทพารักษ์จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : กรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข เผยปี 2565 คนไทยเสียชีวิตด฾วยโรคหลอดเลือดหัวใจ มากถึง 7 หมื่นราย เฉลี่ยชั่วโมงละ 8 คน จังหวัดนครราชสีมา ปี2564-2566 เสียชีวิต จ้านวน 94 , 136 ,95 ราย/ปีสถิติ ผู฾ปุวยโรคกล฾ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันรักษาในโรงพยาบาลเทพารักษ์ ที่ห฾องฉุกเฉิน ปี 2563 - 2566 เสียชีวิตจ้านวน 1 , 0 , 0 , 1 ราย/ปีทบทวนกระบวนการการดูแลพบปัญหา คือ คัดกรองและประเมินผู฾ปุวยผิดพลาด ผู฾ปุวยไม฽ทราบอาการส้าคัญ ของโรค รวมถึงการจัดการความพร฾อมในการให฾การพยาบาลผู฾ปุวยในโรงพยาบาล วัตถุประสงค์การศึกษา : เพื่อศึกษาการพยาบาลและการพัฒนาช฽องทางด฽วนการดูแลผู฾ปุวยโรคกล฾ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน โดยใช฾รูปแบบการจัดการรายกรณี วิธีการด าเนินงาน : ศึกษาผู฾ปุวยที่ได฾รับการวินิจฉัยโรคกล฾ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ในห฾องฉุกเฉินโรงพยาบาลเทพารักษ์ กรณีศึกษาจ้านวน 1 ราย ด้าเนินการศึกษาระหว฽างเดือน ตุลาคม 2565 –พฤศจิกายน 2566 วิเคราะห์กระบวนการดูแล ผู฾ปุวยตั้งแต฽ In hospital , post hospital กรณีศึกษา : ผู฾ปุวยชายไทยอายุ 48 ปี มาด฾วย 30 นาทีก฽อนมาโรงพยาบาล มีอาการเจ็บหน฾าอก ร฾าวขึ้นจุกกลางคอ ใจสั่น นอนราบไม฽ได฾ ไม฽บวม อาเจียนเป็นอาหารที่ทาน 3 ครั้ง มีโรคประจ้าตัวคือเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในกระแสเลือด สูบบุหรี่ วันละ 5-10 มวนต฽อวัน นาน 20 ปี แรกรับEKG 12 lead พบ ST elevate V1-V4 ผลตรวจ Trop –I 16.31ng/ml แพทย์วินิจฉัยเป็น Acute Myocardial Infarction ให฾การรักษา ASA 325 mg 1 tabเคี้ยว stat , Clopidogrel 300 mg เคี้ยว Stat , Isosorbide Dinitrate SL tab 5 mg 1 tab , Furosemide 40 mg V stat , On 0.9 % NSS 1000 ml IV drip 80 cc / hr. โทรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ให฾ยา Streptokinase Inj. 1.5 mu in NSS 100 ml drip in 1 hr. และส฽งต฽อระบบ Fast track STEMI ผลการศึกษา : จากกรณีศึกษาผู฾ปุวยโรคกล฾ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน พบ Under triage ผู฾ปุวยถูกส฽งตัวรักษาที่จุดบริการ OPD พยาบาลประจ้าจุดประเมินอาการซ้้าพบ Atypical chest pain จัดล้าดับความส้าคัญผู฾ปุวยเป็นระดับฉุกเฉิน ย฾ายผู฾ปุวย รับบริการที่ห฾องฉุกเฉิน วินิจฉัยเป็น STEMI ได฾รับการรักษาตามแนวทางการดูแลผู฾ปุวยโรคกล฾ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน และ ส฽งตัวรักษาต฽อโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ติดตามการรักษา ผู฾ปุวยได฾รับ S/P PCI ที่เส฾นเลือดหัวใจ 1 เส฾นสรุป การศึกษาและในการน าไปใช้ : พยาบาล triage ต฾องมีความรู฾ ความช้านาญในการดูแลผู฾ปุวยที่มีภาวะวิกฤต มีแบบประเมิน early warning sing ที่สะดวกต฽อการประเมิน/คัดกรองกลุ฽มอาการ ACS เพื่อให฾ผู฾ปุวยได฾รับการรักษาทันเวลา ลดอัตราการ เสียชีวิต สิ่งส้าคัญการส฽งเสริมให฾เกิด health literacy ในชุมชนจะช฽วยให฾ผู฾ปุวยเห็นความส้าคัญของปัญหาสุขภาพและเข฾าสู฽ ระบบการรักษาได฾รวดเร็วยิ่งขึ้น ค าส าคัญ :โรคกล฾ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน, กรณีศึกษา


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 126 ช านาญการพิเศษ 14 รูปแบบการบ าบัดฟื้นฟูผู้ป่วยยาเสพติดโดยชุมชนเป็นศูนย์กลาง : กรณีศึกษา บ้านหนองไผ่ ต าบลหนองไผ่ อ าเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ หวานใจ อุปมา โรงพยาบาลแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ วัตถุประสงค์ เพื ่อศึกษาสถานการณ์ปัญหายาเสพติดในชุมชน และศึกษาผลการใช้รูปแบบการบ าบัดฟื้นฟูผู้ใช้ยาเสพติดโดยชุมชนเป็น ศูนย์กลาง (Community Base Treatment: CBTx) รูปแบบและวิธีวิจัย รูปแบบการวิจัย: การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบกึ ่งทดลองแบบกลุ ่มเดียววัดผลก ่อนและหลังการทดลอง ( Quasiexperimental one group pre-posttest design) เพื ่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการบ าบัดฟื้นฟูผู้ใช้ ยาเสพติดโดยชุมชนเป็น ศูนย์กลาง ระยะเวลาในการศึกษาธันวาคม ๒๕๖๕ – พฤษภาคม ๒๕๖๖ ในบ้านหนองไผ่ ต าบลหนองไผ่ อ าเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ กลุ่มเปูาหมาย ได้แก่ ผู้ใช้ยาเสพติด ๔๔ คน โดยวิธีการคัดเลือกแบบเจาะจงและสมัครใจ ผลการศึกษา พบว่าคะแนนแบบประเมินทักษะปูองกันการใช้สารเสพติด หลังเข้าร่วมกิจกรรม มีคะแนนเพิ่มขึ้นโดยระดับคะแนนต ่าสุดอยู่ที่ ๓๕ คะแนน คะแนนสูงสุดอยู่ที่ ๖๒ คะแนน โดยค่าเฉลี่ยคะแนนอยู่ที่ ๕๓.๕๒ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากคะแนนก่อนเข้าร่วมโปรแกรมการบ าบัดฟื้นฟู ผู้ใช้สารเสพติดโดยชุมชนเป็นศูนย์กลางโดย พบว่าค่าคะแนนน้อยสุดอยู่ที่ ๒๔ คะแนน คะแนนสูงสุดอยู่ที่ ๓๖ คะแนน โดยเฉลี่ยคะแนน ที๒๘.๓๑ ค่าเฉลี่ยผลคะแนนแบบประเมินทักษะปูองกันการใช้สารเสพติด ก่อนและหลังได้เข้าร่วมโปรแกรมการบ าบัดฟื้นฟูผู้ใช้สาร เสพติดโดยชุมชนเป็นศูนย์กลางเท่ากับ ๒๘.๓๑ และ ๕๓.๕๒ ค ่าเบี ่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ ๒.๘๔ และ ๗.O๕ ตามล าดับ ผลการ วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติของกลุ่มตัวอย่างพบว่าทักษะปูองกันการใช้สารเสพติดของกลุ่มตัวอย่างที่ได้เข้าร่วม โปรแกรมการบ าบัดฟื้นฟู ผู้ใช้สารเสพติดโดยชุมชนเป็นศูนย์กลาง สูงกว่าก ่อนเข้าร ่วมโปรแกรมอย ่างมีนัยส าคัญทางสถิติที ่ .O๕ ประสิทธิผลทางด้านคลินิก ประเมินจาก (๑) ผู้ปุวยยาเสพติดเข้ารับการบ าบัดครบโปรแกรม ๑๖ ครั้ง (๑๒o วัน) ครบร้อยละ 100 (Retention Rate) (๒) ผู้ปุวย ยาเสพติด ไม่เสพยาซ ้าระหว่างบ าบัด ๓ เดือน (๓ Months Remission Rate) ร้อยละ ๖๘.๔ สรุปผลการศึกษา รูปแบบการบ าบัดฟื้นฟูผู้ปุวยยาเสพติดโดยชุมชนเป็นศูนย์กลาง เป็นแนวทางในการด าเนินกิจกรรมการบ าบัดฟื้นฟูผู้ปุวยยา เสพติดโดยชุมชนเป็นศูนย์กลาง ชุมชนที่ด าเนินการต้องมีความพร้อมในกระบวนการทุกขั้นตอน ชุมชนรู้สึกมีความเป็นเจ้าของสามารถ ตรวจสอบได้ เป็นรูปแบบการบ าบัดที่สามารถแทรกแซงในชีวิตประจ าวัน เกิดรูปแบบการบ าบัดที่ตรงกับความต้องการและเหมาะสมกับ บริบทของชุมชน ข้อเสนอแนะในการน างานวิจัยไปใช้ (1) รูปแบบการบ าบัดฟื้นฟูผู้ปุวยยาเสพติดโดยชุมชนเป็นศูนย์กลาง ควรจะน าไปศึกษาและทดลองในชุมชนที่มีการระบาดของยา เสพติดให้มากกว ่านี้ และก ่อนการน าไปใช้ควรมีการเตรียมทีมงานที ่เกี ่ยวข้องให้มีความรู้ความเข้าใจถึงแนวทางและ วัตถุประสงค์ในการด าเนินการใช้ (2) ควรมีการพัฒนารูปแบบการบ าบัดฟื้นฟูผู้ปุวยยาเสพติดในชุมชนเป็นศูนย์กลางกับตัวแปรอื่นๆ และควรมีการติดตามในระยะ ที่นาน (๑ ปี) ค าส าคัญ : การบ าบัดฟื้นฟูผู้ปุวยยาเสพติดโดยชุมชนเป็นศูนย์กลาง, ผู้ใช้ยาเสพติด


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 127 ช านาญการพิเศษ 15 การศึกษาภาวะตาเปลี่ยนสีจากยา Favipiravir ในผู้ปุวยเด็กที่ติดเชื้อโควิด-19 กมลรัตน์ วิจารณ์ไพบูลย์ ภ.บ., เอกชัย นพพิบูลย์ภ.บ.และคณะ โรงพยาบาลปราสาท จังหวัดสุรินทร์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ Favipiravir เป็นยาที่ใช฾อย฽างแพร฽หลายในการรักษาโรคติดเชื้อโควิด-19 (COVID-19) ในประเทศไทย พบรายงานภาวะกระจกตาและแก฾วตาเปลี่ยนเป็นสีฟูาหรือสีม฽วงภายหลังใช฾ยาดังกล฽าว ซึ่งเป็น ผลข฾างเคียงที่พบใหม฽และยังไม฽ทราบผลกระทบต฽อสายตาหรือการมองเห็นในระยะยาว จากการติดตามการใช฾ยาใน ผู฾ปุวยติดเชื้อโควิด-19 อ้าเภอปราสาท พบรายงานตาเปลี่ยนสีเป็นสีฟูาหรือสีม฽วงภายหลังได฾รับยา Favipiravir ใน ผู฾ปุวยเด็กที่มีอายุน฾อยกว฽า2 ปีการศึกษานี้จึงต฾องการศึกษาอุบัติการณ์สะสม (Cumulative incidence) ของการเกิด ภาวะตาเปลี่ยนสีเป็นสีฟูาหรือสีม฽วงหลังได฾รับยา Favipiravir และผลลัพธ์ทางคลินิกจากการติดตามโดยจักษุแพทย์ เพื่อให฾ผู฾ปุวยใช฾ยาได฾อย฽างมีประสิทธิผลและปลอดภัย วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อศึกษาอุบัติการณ์สะสมของการเกิดภาวะตาเปลี่ยนสีจากยาFavipiravir ในผู฾ปุวยเด็กที่ติด เชื้อโควิด-19 และติดตามผลลัพธ์ทางคลินิกโดยจักษุแพทย์ วิธีการด าเนินการ เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Research) รวบรวมกลุ฽มตัวอย฽างผู฾ปุวยเด็กที่ติดเชื้อโควิด19 อายุน฾อยกว฽า2ปี ที่ได฾รับยา Favipiravir ซึ่งเข฾ารับการรักษาในโรงพยาบาลทั้งระบบผู฾ปุวยนอก ผู฾ปุวยในและการ แยกกักตัวที่บ฾าน ตั้งแต฽วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2565 ถึง 30 มิถุนายน พ.ศ. 2566 หากเภสัชกรประเมินได฾ว฽าภาวะตา เปลี่ยนสีสัมพันธ์การได฾รับยา จะให฾ค้าแนะน้าการใช฾ยาและแจ฾งวันนัดหมายพบจักษุแพทย์จากนั้นบันทึกแจ฾งเตือนใน ระบบเวชระเบียน เพื่อเฝูาระวังและติดตามอาการข฾างเคียงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ผลการศึกษา ผู฾ปุวย COVID-19 ที่ได฾รับยา Favipiravir จ้านวนทั้งหมด 4,960 ราย เป็นกลุ฽มผู฾ปุวยเด็กอายุน฾อยกว฽า 2 ปี จ้านวน 522 ราย พบผู฾ปุวยที่เกิดภาวะตาเปลี่ยนสีเป็นสีฟูาหรือสีม฽วง จ้านวน 23 ราย คิดเป็นอุบัติการณ์สะสม 0.044 รายต฽อ18 เดือนแบ฽งเป็นเพศชาย 13 ราย(ร฾อยละ 56.52) และเพศหญิง 10 ราย(ร฾อยละ 43.48) ส฽วนใหญ฽(ร฾อย ละ 82.61)เริ่มมีอาการตั้งแต฽วันแรกที่ได฾รับยาระยะเวลาที่มีอาการ 5.48 ± 1.16วัน ผู฾ปุวยทุกรายหายเป็นปกติส฽วน ใหญ฽(ร฾อยละ 91.30) หายภายใน 3 วันหลังการรักษาด฾วยยาเสร็จสิ้นผลการติดตามโดยจักษุแพทย์มีผู฾ปุวยมาติดตาม อาการจ้านวน 13 ราย สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์อุบัติการณ์สะสมของภาวะตาเปลี่ยนสีจาก Favipiravir คิดเป็น0.044 ราย ต฽อ18 เดือน และผลการตรวจสายตาทุกรายไม฽พบความผิดปกติ น้าไปสู฽การจัดท้าค้าแนะน้าในฉลากยาเพิ่มเติมเพื่อให฾ ผู฾ปกครองสามารถบริหารยาให฾แก฽ผู฾ปุวยได฾อย฽างมั่นใจ ได฾รับยาอย฽างต฽อเนื่องจนครบก้าหนดการรักษา รวมทั้งน้ามา ปรับใช฾ด้าเนินงานเภสัชกรรมทางไกล (Telepharmacy) ในการดูแลผู฾ปุวยกลุ฽มอื่นๆต฽อไป ค าส าคัญ: Favipirivir , Covid-19, อุบัติการณ์สะสม, ภาวะตาสีฟูา


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 128 ช านาญการพิเศษ 16 การพยาบาลผู้ปุวยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันที่ได้รับยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดด า : กรณีศึกษา ปนิดา เจือจันทร์ โรงพยาบาลโนนนารายณ์ จังหวัดสุรินทร์ บทคัดยอ โรคกล฾ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด ที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต฾นของประชากรใน ประเทศไทย เนื่องจากเป็นภาวะวิกฤตที่ท้าให฾ผู฾ปุวยเสียชีวิตอย฽างกะทันหัน การรักษาในบทบาทของโรงพยาบาลชุมชนที่เพิ่ม ศักยภาพโดยการให฾ยาละลายลิ่มเลือดได฾ สามารถลดการสูญเสียชีวิตของผู฾ปุวยได฾ วัตถุประสงคการศึกษา เพื่อศึกษาการด้าเนินของโรค การรักษา และการพยาบาลผู฾ปุวยโรคกล฾ามเนื้อหัวใจตายในระยะเฉียบพลัน และได฾รับ ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดด้า วิธีการด าเนินการ ศึกษาเป็นรายกรณีแบบเฉพาะเจาะจง ด้าเนินการศึกษาระหว฽าง เดือนมกราคม - เดือนมีนาคม พ.ศ. 2566 และ ติดตามการเก็บข฾อมูลย฾อนหลังจากเอกสาร เวชระเบียนผู฾ปุวย ผลการศึกษา จากการศึกษาผู฾ปุวยโรคกล฾ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน พบว฽าผู฾ปุวยชายไทย อายุ 76 ปี มีโรคประจ้าตัวความดัน โลหิตสูง ขาดยาโรคประจ้าตัว 7 เดือน มาด฾วยอาการ 2 ชั่วโมงก฽อนมาหลังตื่นนอนลุกไปเข฾าห฾องน้้า มีอาการเจ็บหน฾าอก หายใจไม฽สะดวก ปวดร฾าวไปที่หลัง มีอาการเจ็บหน฾าอกมากขึ้นเวลาขยับตัวเปลี่ยนท฽า ไม฽มีเหงื่อแตก ไม฽มีใจสั่น แรกรับ อุณหภูมิ36.5 องศาเซลเซียส อัตราการเต฾นของชีพจร 86 ครั้ง/นาที อัตราการหายใจ 24 ครั้ง/นาที ความดันโลหิต 142/102 มิลลิเมตรปรอท pain score 6 คะแนน ตรวจคลื่นไฟฟูาหัวใจพบ ST-Elevation ที่ Lead II, III,AVF แพทย์วินิจฉัยเป็น กล฾ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน Consult อายุรแพทย์โรคหัวใจ ให฾ Repeat EKG แพทย์ Cardiologist วินิจฉัย STEMI (Inferior wall) ได฾รับการรักษาด฾วยยาละลายลิ่มเลือด (Streptokinase) และการดูแลตามแผนการพยาบาลทั้งหมด 4 แผน รวมถึงการดูแลส฽งต฽อไปโรงพยาบาลสุรินทร์ เพื่อการดูแลจากแพทย์เฉพาะทางและประเมินการเปิดของหลอดเลือด หลังจาก ได฾รับยาละลายลิ่มเลือด มีความส้าเร็จในการเปิดของหลอดเลือด ไม฽มีภาวะแทรกซ฾อน สรุปการศึกษาและการน าไปใชประโยชน บทบาทพยาบาลในการดูแลผู฾ปุวยภาวะกล฾ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันในระยะวิกฤต มีความส้าคัญยิ่ง การประเมิน และคัดกรองผู฾ปุวยอย฽างถูกต฾อง รวดเร็ว ขณะมาถึงโรงพยาบาล ท้าให฾ผู฾ปุวยได฾รับการวินิจฉัยถูกต฾อง และได฾รับการรักษาด฾วย ยาละลายลิ่มเลือดอย฽างรวดเร็ว พยาบาลต฾องมีความรู฾ในการบริหารยา การเฝูาระวังภาวะผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับผู฾ปุวยได฾ ตลอดเวลา นับตั้งแต฽ผู฾ปุวยเข฾ามารับการรักษาในโรงพยาบาลจนกระทั่งส฽งต฽อ ท้าให฾ผู฾ปุวยรอดชีวิตได฾มากขึ้น ค าส าคัญ : โรคกล฾ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ยาละลายลิ่มเลือด การพยาบาล


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 129 ช านาญการพิเศษ 17 การพัฒนาระบบบริบาลทางเภสัชกรรมในผู้ปุวยที่ได้รับยาวาร์ฟาริน โรงพยาบาลโนนนารายณ์ จังหวัดสุรินทร์ พรทิพย์ ค้าจันทร์ โรงพยาบาลโนนนารายณ์จังหวัดสุรินทร์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : วาร์ฟาริน เป็นยาต฾านการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทานที่มีความเสี่ยงสูง มีอาการ ไม฽พึงประสงค์ที่อันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะภาวะเลือดออก การใช฾ยานี้มีความยุ฽งยากและซับซ฾อน ขนาดยาที่เหมาะสม กับผู฾ปุวยแต฽ละรายแตกต฽างกันและมีปัจจัยหลายอย฽างที่มีผลต฽อการออกฤทธิ์ของยา ดังนั้นการใช฾ยากลุ฽มนี้จึงต฾องมีการ จัดการที่ดีเพื่อให฾ผู฾ปุวยได฾รับความปลอดภัยจากการใช฾ยา โรงพยาบาลโนนนารายณ์มีการดูแลผู฾ปุวยที่ใช฾ยาวาร์ฟาริน อย฽างเป็นระบบตั้งแต฽ปีงบประมาณ 2563 ปัจจุบันมีผู฾ปุวยจ้านวน 74 ราย จากการทบทวน เวชระเบียนคลินิก วาร์ฟาริน ในปี 2563 พบการติดตามผู฾ปุวยจ้านวน 149 ครั้ง มีร฾อยละของค฽า INR อยู฽ในช฽วงการรักษาและร฾อยละของ ระยะเวลาที่ค฽า INR อยู฽ในช฽วงการรักษา (TTR) เท฽ากับ 46.15 และ 54.7 ตามล้าดับ ซึ่งยังต่้ากว฽าเปูาหมาย พบปัญหา ด฾านความร฽วมมือในการใช฾ยามากที่สุด ถัดมาเป็นปัญหาอันตรกิริยาระหว฽างยาและอาการไม฽พึงประสงค์จากยา ต฽อไป ปัญหาเหล฽านี้อาจส฽งผลให฾ผู฾ปุวยเกิดอันตรายได฾หากไม฽มีระบบการจัดการที่ดีวัตถุประสงค์การศึกษา : เพื่อศึกษาผล ของการพัฒนาระบบบริบาลทางเภสัชกรรมในผู฾ปุวยที่ได฾รับยาวาร์ฟารินในด฾านผลลัพธ์ทางคลินิก (INR, TTR) ความ ร฽วมมือในการใช฾ยาและปัญหาจากการใช฾ยา (อันตรกิริยาระหว฽างยาและอาการไม฽พึงประสงค์จากยา) วิธีการ ด าเนินการ : ศึกษาสถานการณ์และทบทวนเวชระเบียนอย฽างเป็นขั้นตอนเพื่อเปรียบเทียบผลของการพัฒนาระบบ บริบาลทางเภสัชกรรมในผู฾ปุวยที่ได฾รับยาวาร์ฟารินก฽อนมีการพัฒนาระบบ – ตุลาคม 2562 ) กันยายน 2563) และ ภายหลังการพัฒนาระบบ – ตุลาคม 2563 ) กันยายน 2565) โดยแนวทางการพัฒนา ประกอบด฾วย การก้าหนดแนว ทางการให฾บริบาลทางเภสัชกรรมในผู฾ปุวยที่ได฾รับยาวาร์ฟาริน ปรับปรุงแบบบันทึกการติดตามผู฾ปุวยโดยเพิ่ม ครอบคลุมและเพิ่มความสะดวกต฽อการปฏิบัติงานจริง การให฾ความรู฾และประเมินความรู฾ผู฾ปุวยหรือผู฾ดูแลเกี่ยวกับยา วาร์ฟารินอย฽างต฽อเนื่อง ผลการศึกษา : ภายหลังการพัฒนาระบบบริบาลทางเภสัชกรรมในผู฾ปุวยที่ได฾รับยาวาร์ฟาริน พบผู฾ปุวยมีร฾อยละค฽า INR อยู฽ในช฽วงการรักษาเพิ่มขึ้นจาก ร฾อยละ 46.15 ในปี 2563 เป็นร฾อยละ 66.00 และ 64.06 ในปี 2564 และ 2565 ตามล้าดับ ร฾อยละของระยะเวลาที่ค฽า INR อยู฽ในช฽วงการรักษา (TTR) ก็มีแนวโน฾มเพิ่มขึ้น จาก ร฾อยละ 54.7 ในปี 2563 เป็นร฾อยละ 62.12 และ 56.67 ในปี 2564 และ 2565 ตามล้าดับ นอกจากนี้ยังพบว฽าผู฾ปุวย มีความร฽วมมือในการใช฾ยาเพิ่มขึ้น การเกิด อันตรกิริยาระหว฽างยาและอาการไม฽พึงประสงค์จากยาลดลง ผู฾ปุวยหรือ ผู฾ดูแลมีความรู฾ความเข฾าใจเกี่ยวกับยา วาร์ฟารินเพิ่มขึ้น สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : จากผล การศึกษาสรุปได฾ว฽า การพัฒนาระบบบริบาลทางเภสัชกรรมในผู฾ปุวยที่ได฾รับยาวาร์ฟาริน โรงพยาบาลโนนนารายณ์ ส฽งผลให฾ผู฾ปุวยมีผลลัพธ์ทางคลินิกที่ดีขึ้น มีความร฽วมมือในการใช฾ยาเพิ่มขึ้น เกิดปัญหาจากการใช฾ยาน฾อยลง โรงพยาบาลสามาถน้าข฾อมูลที่ได฾จากการศึกษาครั้งนี้มาเป็นโอกาสในการพัฒนาระบบการจัดการด฾านยา เพื่อให฾ผู฾ปุวย ที่ได฾รับการบ้าบัดรักษาด฾วยยา ได฾รับประโยชน์และความปลอดภัยสูงสุดจากการใช฾ยา และมีผลลัพธ์ในการรักษาที่ดี ค าส าคัญ : วาร์ฟาริน, การบริบาลทางเภสัชกรรม, ปัญหาการใช฾ยา, Warfarin, INR, TTR


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 130 ช านาญการพิเศษ 18 การพัฒนาระบบการป้องกันการติดเชื้อในหอผู้ป่วย Cohort ward ในสถานการณ์การแพร่ ระบาดโรคโควิด-19 โรงพยาบาลปะค า จังหวัดบุรีรัมย์ นางสุนีย์ ยวนกูล โรงพยาบาลปะค า จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ระบบการปูองกันการติดเชื้อโควิด-19 หมายถึง การปูองกันการติดเชื้อและการแพร่กระจาย เชื้อ ให้ครอบคลุมผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ อุปกรณ์เครื่องใช้ ขยะ สถานที่ สิ่งแวดล้อมบุคลากรทางการแพทย์และพยาบาลควร ได้รับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนโควิด 19 (กรมการแพทย์, 2564) กลุ่มงานการพยาบาล งานปูองกันการติดเชื้อใน โรงพยาบาลปะค า ได้มีการจัดตั้งหอผู้ปุวยโรคโควิด-19 ที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ปุวย Cohort ward เพื่อเป็นแนวทางในการ ดูแลการพยาบาลผู้ปุวยโควิด-19 ในการปูองกันการติดเชื้อ ท าให้ผู้ปุวยที่มารับบริการในโรงพยาบาลมีความปลอดภัยและเพื่อ การมีสุขภาวะที่ดีของประชาชนอ าเภอปะค า จังหวัดบุรีรัมย์ วัตถุประสงค์: 1. เพื่อให้ผู้ปุวยที่มารับบริการในหอผู้ปุวย Cohort ward มีความรู้ความเข้าใจในการดูแลเพื่อปูองกันการติด เชื้อที่ถูกต้องตามมาตรฐานการปูองกันการติดเชื้อโควิด-19 2. เพื่อให้ผู้ปุวยและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีความปลอดภัยในการ ให้บริการผู้ปุวยโควิด-19 ในหอผู้ปุวย Cohort ward วิธีการด าเนินการ : เป็นการพัฒนาแนวปฏิบัติส าหรับการดูแลเพื่อปูองกันการติดเชื้อผู้ปุวยโควิด-19 และวางระบบการ ให้บริการในรูปแบบการดูแลปูองกันการติดเชื้อผู้ปุวยโควิด – 19 ระบบการคัดกรองผู้ปุวยในโรงพยาบาลโดยเป็นผู้ปุวยโรคโค วิด-19 จ านวน 350 คนและเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลและคปสอ.ปะค ารวม 72 คนโดยมีระบบในการดูแลปูองกันการติดเชื้อ ในการดูแลผู้ปุวยตามแนวทางดังนี้ขั้นตอนที่1. การคัดกรองผู้ที่สงสัยว่าเป็นโรคโควิด-19 ขั้นตอนที่ 2.ระบบการดูแลในหอ ผู้ปุวย Cohort ward ขั้นตอนที่3.ระบบการวางแผนการจ าหน่ายและการดูแลต่อเนื่องและขั้นตอนที่ 4. การก ากับทบทวน กิจกรรมทางการพยาบาลการปูองกันการติดเชื้อในการท าหัตถการและการปูองกันการติดเชื้อของเจ้าหน้าที่ ติดตามผลลัพธ์ ของผู้ปุวยและเจ้าหน้าที่ที่มารับบริการไม่มีการติดเชื้อและปลอดภัย ผลการศึกษา พบว่า 1. ผู้ปุวยที่เข้ารับบริการรักษาในหอผู้ปุวย Cohort ward มีความรู้ความเข้าใจในการดูแลปูองกันการติด เชื้อโควิด-19 เฉลี่ยอยู่ในระดับเข้าใจและปฏิบัติได้ 2. ผลการส ารวจความพึงพอใจในการให้บริการของเจ้าหน้าที่หอผู้ปุวย Cohort ward พบว่าพึงพอใจเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก การส ารวจความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ต่อแนวปฏิบัติปูองกันการติดเชื้อ พบว่าระดับปานกลางทุกด้าน สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ :จากผลการศึกษาดังกล่าวเกิดแนวปฏิบัติส าหรับการให้บริการเพื่อความปลอดภัย และสุขภาวะที่ดีของประชาชนและเจ้าหน้าที่ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อ ค าส าคัญ: การปูองกันการติดเชื้อ , โรคโควิด-19 , แนวทางปฏิบัติการปูองกันการติดเชื้อโรค


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 131 ช านาญการพิเศษ 19 การพัฒนาระบบปูองกันการแพ้ยาซ้ าในโรงพยาบาลรัตนบุรี นางสิรินา จ้าปาทอง โรงพยาบาลรัตนบุรี จ.สุรินทร์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : การแพ฾ยาซ้้าในโรงพยาบาลรัตนบุรี เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเกือบทุกปี ซึ่งการแพ฾ยาซ้้าอาจเป็นสาเหตุท้าให฾ เสียชีวิตแต฽สามารถปูองกันได฾จากข฾อมูลของ รพ.รัตนบุรี ปีงบประมาณ 2561 ถึง 2565 พบผู฾ปุวยแพ฾ยาซ้้าทั้งหมด 5 ราย ซึ่งเป็นอุบัติการณ์ ในระดับ D ถึง E ผู฾ปุวยทั้งหมดนี้มีบัตรแพ฾ยาอยู฽ก฽อนแล฾วแต฽ยังได฾รับยาที่แพ฾ซ้้า อย฽างไรก็ดีกระทรวงสาธารณสุขได฾ก้าหนดเปูาหมายให฾อัตรา การแพ฾ยาซ้้าในโรงพยาบาลเท฽ากับ 0 จากสถานการณ์ดังกล฽าวถึงแม฾โรงพยาบาลรัตนบุรีจะมีระบบในการปูองกันการแพ฾ยาซ้้า โดยใช฾ระบบสั่ง ยาทางคอมพิวเตอร์เพื่อช฽วยตรวจสอบและเตือนเกี่ยวกับประวัติการแพ฾ยาของผู฾ปุวยที่เข฾มงวดเพียงใดก็ตาม ก็ยังพบการเกิดปัญหาการแพ฾ยา ซ้้า วัตถุประสงค์ : เพื่อไม฽ให฾เกิดอุบัติการณ์การแพ฾ยาซ้้าใน รพ.รัตนบุรี วิธีด าเนินการ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action research) เพื่อพัฒนาระบบปูองกันการแพ฾ยาซ้้า มี 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การ วางแผน ระยะที่ 2 การน้าแผนไปปฏิบัติระยะที่ 3 การสังเกต และระยะที่ 4 ขั้นตอนการสะท฾อนกลับ โดยประเมินผลการด้าเนินงานจาก ข฾อมูลผู฾ปุวยในเวชระเบียน ฐานข฾อมูลใน HOSxP ของโรงพยาบาล และรายงานการเกิด Medication error และประชุมคณะท้างาน เพื่อ ร฽วมกันวิเคราะห์ปัญหา/อุปสรรคในการด้าเนินงาน เพื่อวางแผนแก฾ปัญหาและแผนการด้าเนินงานในวงรอบต฽อไป กลุ่มตัวอย่าง ข฾อมูลผู฾ปุวย ทุกคนที่แพ฾ยาซ้้า ในเวชระเบียนและฐานข฾อมูล HOSxP ของโรงพยาบาลรัตนบุรี ระหว฽างวันที่ 1 กันยายน 2560-30 กันยายน 2566 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย โปรแกรม HOSxP และเวชระเบียนผู฾ปุวย,รายงานการเกิด Medication error, สรุปรายงานการประชุม คณะกรรมการเภสัชกรรมและการบ้าบัด (PTC) วิธีการเก็บข้อมูล ตอนที่1 เป็นการน้าข฾อมูลการแพ฾ยาซ้้าย฾อนหลัง (ปี 2561-2565) มาร฽วม กันวิเคราะห์ปัญหา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และทบทวนระบบการแจ฾งเตือนการแพ฾ยาเดิมเพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุและปัจจัยที่ท้าให฾ระบบเดิม ยังมีความบกพร฽องอยู฽ และก้าหนดแนวทางปฏิบัติร฽วมกันระหว฽างแพทย์ เภสัชกร และพยาบาล โดยน้า flowchart การปฏิบัติงานการแพ฾ยา เดิม มาพัฒนาปรับปรุงร฽วมกัน และก้าหนดบทบาทการท้างานของแต฽ละวิชาชีพ และด้าเนินการตามระบบที่พัฒนาขึ้น ตอนที่ 2 ด้าเนินการ เก็บข฾อมูลการแพ฾ยาซ้้าหลังจากที่มีการพัฒนาระบบ ปัญหาและอุปสรรค ปัจจัยแห฽งความส้าเร็จ ในการพัฒนาระบบการปูองกันการแพ฾ยาซ้้า ผลการศึกษา: หลังจากการพัฒนาระบบพบอุบัติการณ์การแพ฾ยาซ้้า 1 ครั้ง ซึ่งเกิดเนื่องจากการที่ผู฾ปุวยกินยาของผู฾อื่นที่วางอยู฽ที่โต฿ะข฾างเตียง ตน จากการที่มีผู฾ปุวยเป็นจ้านวนมากและมีการย฾ายเตียงเปลี่ยนเตียงบ฽อย และไม฽ได฾มีการเช็คการกินยาของผู฾ปุวย เมื่อ D/C ท้าให฾มียาค฾างอยู฽ ที่โต฿ะข฾างเตียง และไม฽ได฾มีการเคลียร์โต฿ะข฾างเตียงก฽อนรับผู฾ปุวยใหม฽ ซึ่งไม฽ได฾เกิดจากระบบที่พัฒนาแล฾ว แต฽เกิดจากบุคคลและระบบการดูแล อื่นๆ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: จากการศึกษานี้ พบสาเหตุของการแพ฾ยาซ้้าส฽วนใหญ฽เกิดจากระบบที่มีอยู฽เดิมยังมีช฽องว฽างท้าให฾ เกิดความเสี่ยงแพ฾ยาซ้้าได฾ ได฾แก฽ การลงข฾อมูลและการท้างานใน HOSxP , การที่ยังมียาเหลือค฾างและการมีสต็อกยาตามหน฽วยงานต฽างๆ เจ฾าหน฾าที่ไม฽ปฏิบัติตามระบบ หลังจากที่มีการพัฒนาระบบปูองกันการแพ฾ยาซ้้าร฽วมกันในทีม PTC ยังพบการแพ฾ยาซ้้าเกิดขึ้น 1 ครั้ง สาเหตุ เกิดจากบุคคลและระบบการดูแลร฽วมอื่นๆ ไม฽ได฾เกิดจากระบบที่พัฒนาขึ้นใหม฽ ระยะเวลาไม฽เพียงพอต฽อการน้าข฾อมูลควรเพิ่มระยะเวลาให฾ มากขึ้น และจากผลการด้าเนินงานในช฽วงพัฒนาระบบปูองกันการแพ฾ยาซ้้า ระหว฽างเดือนเมษายน-กันยายน 2566 พบผู฾ปุวยแพ฾ยา 86 ครั้ง และในจ้านวนนี้พบการสั่งใช฾ยาที่ผู฾ปุวยแจ฾งประวัติว฽าเคยแพ฾ยา(ไม฽มีบัตรแพ฾ยา) หรือเกิดผลข฾างเคียงจากยาจ้านวน 10 ครั้ง เมื่อร฽วมกัน วิเคราะห์พบว฽าปัจจัยเกิดจากการแจ฾งเตือนนั้นเป็นเพียงการ pop up แจ฾งเตือนผลข฾างเคียงจากยาหรือค้าบอกเล฽าจากผู฾ปุวยว฽าเคยแพ฾ยา ซึ่ง ส฽วนใหญ฽ผู฾สั่งใช฾ยาจะมองข฾ามและกดผ฽านเพื่อสั่งใช฾ยาต฽อไป ผู฾วิจัยจึงมีแผนน้าเข฾าสู฽ระบบการปูองกันการเกิด ADR ซ้้าในวงรอบที่ 2 ต฽อไป โดยเริ่มจากการพัฒนาระบบการสั่งใช฾ยาที่มีการประเมินว฽าเกิดผลข฾างเคียงแล฾ว เพื่อปูองกันการเกิด ADR type A ซ้้า และการศึกษาวิจัยใน อนาคตอาจศึกษาการพัฒนาระบบการบริหารยาในหอผู฾ปุวย และทบทวนการปฏิบัติงานของเจ฾าหน฾าที่สายสนับสนุนอื่นๆที่มีผลต฽อความ ปลอดภัยด฾านยาของผู฾ปุวยต฽อไป ค าส าคัญ: การแพ฾ยา, การแพ฾ยาซ้้า, การวิจัยเชิงปฏิบัติการ(Action Research)


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 132 ช านาญการพิเศษ 20 การพยาบาลผู้ป่วยตั้งครรภ์นอกมดลูกที่ได้รับการคัดกรองแยกโรคสูติศาสตร์ฉุกเฉิน : กรณีศึกษา ศิริรัตน์ มีวาสนา โรงพยาบาลพิมาย จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ การตั้งครรภ์นอกมดลูกเป็นสาเหตุหลักของการเจ็บปุวยและการเสียชีวิตของมารดา ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมี ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและวิทยาการต่างๆ มากมายเกี่ยวกับการดูแลครรภ์การตั้งครรภ์ แต่ยังพบอุบัติการณ์การ เกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูก ปัญหาที่พบบ่อยๆคือความคาบเกี่ยวกับแต่ละแผนก ใน โรงพยาบาล Dyspepsia หรือ Abdominal pain ของแผนกอายุรกรรม หรือ Rupture Hollow viscus เช่นไส้ติ่งแตก หรือ ระบบทางเดินอาหารที่มีการรั่ว ทะลุ ซึ่งจะมีอาการปวดท้องน ามาเป็นอาการหลักของคนไข้ จึงท าให้มีความล่าช้าในการวินิจฉัย ในบริบทของพยาบาลผู้ปุวย นอก ซึ่งเป็นด่านหน้า ที่ได้พบเจอคนไข้ จึงมีหน้าที่ที่ส าคัญอย่างมากในการคัดกรอง ส่งคนไข้ เพื่อเข้ารับบริการให้ถูกต้องและ รวดเร็วทันเวลา วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อศึกษาการพยาบาลผู้ปุวยตั้งครรภ์นอกมดลูกที่ได้รับการคัดกรองแยกโรคสูติศาสตร์ฉุกเฉิน เพื่อเข้า รับบริการให้ถูกต้องและรวดเร็วทันเวลา วิธีด าเนินการ ผู้ศึกษาได้คัดเลือกผู้ปุวยตั้งครรภ์นอกมดลูก ที่มาด้วยอาการปวดท้องอย่างเดียว ที่ไม่สามารถแยกโรคสูติศาสตร์ฉุกเฉินได้ทันที มีปัญหาการคัดแยกจากโรคอื่น และมีภาวะด้านจิตใจ โดยยึดกระบวนการพยาบาล 4 ขั้นตอน คือ 1.การประเมินภาวะ สุขภาพ 2.วางแผนการพยาบาล 3.ปฏิบัติการพยาบาล 4. ติดตามประเมินผล ผลการศึกษา ผู้ปุวยหญิงไทย อายุ29 ปี มาด้วยอาการปวดท้องข้างซ้ายล่างมาเป็นเวลาประมาณ 8 ชั่วโมง. ไม่มีอาการใดๆ เกี่ยวกับระบบ ทางเดินอาหาร แต่ประจ าเดือนครั้งสุดท้ายคือเมื่อ 6 สัปดาห์ก่อนและผลการทดสอบการตั้งครรภ์ปัสสาวะที่ท าเมื่อ 2 วันก่อน มีผลเป็นบวก มีประวัติท าหมันด้วยการผูกท่อน าไข่เมื่อเจ็ดปีที่แล้ว การวินิจฉัยแยกโรคที่แผนกผู้ปุวยนอก ท าให้อาจไม่นึกถึง หรือสงสัยว่าตั้งครรภ์นอกมดลูก จึงใช้กระบวนการพยาบาล ในการดูแลผู้ปุวย ในระยะก่อนตรวจ เพื่อให้ผู้ปุวยได้รับการตรวจ รักษาที่รวดเร็ว เหมาะสม โดยพยาบาลประเมิน คัดกรองภาวะวิกฤติ แพทย์วินิจฉัย มีภาวะท้องนอกมดลูก ร่วมกับภาวะเลือด จาง หลังได้รับการตรวจรักษา แพทย์ให้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่หอผู้ปุวยนรีเวชกรรม ได้ติดตามผู้ปุวยในขณะที่นอน โรงพยาบาล ผู้ปุวยได้รับการผ่าตัด โดยปลอดภัย ไม่มีภาวะแทรกซ้อน จ าหน่ายกลับบ้าน รวมอยู่โรงพยาบาล 4 วัน แพทย์นัด ติดตามผลการรักษาที่แผนกผู้ปุวยนอก ได้รับการดูแลเรื่องแผลผ่าตัด สภาวะจิตใจของผู้ปุวยและติดตามผลพยาธิวิทยาของชิ้น เนื้อและวางแผนการดูแลต่อเนื่อง การวางแผนครอบครัวและการคุมก าเนิด สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ 1. ผู้ปุวยตั้งครรภ์นอกมดลูก พยาบาลด่านหน้ามีส่วนส าคัญในการคัดกรองแยกโรค เพื่อให้ผู้ปุวยได้รับการรักษาถูกต้องตาม สาขาเฉพาะทาง ควรมีการพัฒนาสมรรถนะด้านนี้ ให้กับพยาบาลทุกคนและพยาบาลที่เวียนมาช่วย 2.ได้พัฒนาแนวทางการคัดกรองสูติศาสตร์ฉุกเฉินในหญิงวัยเจริญพันธ์ที่มาโรงพยาบาล มีเครื่องมือคัดกรองเพิ่ม ค าส าคัญ : ท้องนอกมดลูก ,การคัดกรองแยกโรค ,สูติศาสตร์ฉุกเฉิน


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 133 E-Poster Presentation


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 134 ประกาศ ผลการพิจารณาคัดเลือกผลงานวิชาการ ประเภท E-POSTER PRESENTATION มหกรรมคุณภาพ HACC Forum นครชัยบุรินทร์ครั้งที่ 16 “Growth Mindset for Better Healthcare System” ในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 08.30-17.00 น. ณ โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา ตามที่ศูนย์ความร่วมมือการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล เขตนครชัยบุรินทร์ ได้ด าเนินการคัดเลือกผลงานวิชาการ เพื่อ น าเสนอในการประชุมวิชาการ HACC Forum ครั้งที่ 16 นั้น บัดนี้คณะกรรมการคัดเลือกผลงานวิชาการ ประเภท E-POSTER PRESENTATION ครั้งที่ 3(หลัง ส่งบทคัดย่อ) ได้ด าเนินการเสร็จสิ้นแล้ว ดังนี้ กลุ่มที่ 1 ประเภทผลงาน งานวิจัย Descriptive/Quasi/AR/อื่นๆ จ านวน 18 เรื่อง กลุ่มที่ 2 ประเภทผลงาน การพัฒนาคุณภาพบริการทางการพยาบาล จ านวน 20 เรื่อง กลุ่มที่ 3 ประเภทผลงาน การพัฒนาระบบริการ COVID19/ระบบอื่นๆ จ านวน 18 เรื่อง กลุ่มที่ 4 ประเภทผลงาน การพัฒนาระบบงานแม่และเด็ก จ านวน 20 เรื่อง กลุ่มที่ 5 ประเภทผลงาน การพัฒนาระบบ สุขภาพจิต/สารเสพติด จ านวน 20 เรื่อง กลุ่มที่ 6 ประเภทผลงาน การพัฒนาระบบแพทย์แผนไทย/เวชศาสตร์ฟื้นฟู/เครือข่าย/ Spiritual จ านวน 21 เรื่อง กลุ่มที่ 7 ประเภทผลงาน การพัฒนาระบบเครือข่าย/ปฐมภูมิ/การดูแลต่อเนื่อง/เวช ปฎิบัติครอบครัว จ านวน 17 เรื่อง กลุ่มที่ 8 ประเภทผลงาน การพัฒนาระบบยา/ระบบสนับสนุนอื่นๆ จ านวน 20 เรื่อง กลุ่มที่ 9 ประเภทผลงาน ระบบสนับสนุน/Back office จ านวน 19 เรื่อง กลุ่มที่ 10 ประเภทผลงาน Innovation/Technology/Lean จ านวน 21 เรื่อง กลุ่มที่ 11 ประเภทผลงาน Innovation จ านวน 19 เรื่อง รวม จ านวน 213 เรื่อง โดยมีรายชื่อปรากฏดังเอกสารแนบท้าย ประกาศ ณ วันที่ 24 ตุลาคม 2566 (อาจารย์ ดร.นรีลักษณ์ สุวรรณโนบล) ประธานคณะกรรมการคัดเลือกผลงานวิชาการ มหกรรมคุณภาพ HACC Forum นครชัยบุรินทร์ครั้งที่ 16


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 135 “Growth Mindset for Better Healthcare System” ในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 08.30-17.00 น. ณ โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา E- Poster Presentation กลุ่มที่ 1 งานวิจัย Descriptive/Quasi/AR/อื่นๆ จ านวน 18 เรื่อง น าเสนอวันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 เวลา 14.30-18.30 น ห้องอรพิม ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ หมาย เหตุ 1 14.30 - 14.40 น. One stop service MNRH pediatric neuromuscular and rare diseases clinic พบ แพทย์เฉพาะทางและสหสาขา วิชาชีพ ครบองค์รวม ลดการ เดินทาง พญ วิชญาภรณ์ เอมราช แซ฽โง฾ว โรงพยาบาล มหาราช นครราชสีมา นครราชสีมา 0895030860 2 14.40 - 14.50 น. การศึกษาการประเมินภาวะ โภชนาการผู฾ปุวยผู฾ใหญ฽ที่เข฾ารับ การรักษาในโรงพยาบาลสตึก นายปิยะณัฐ ถิ่น จันดา โรงพยาบาลสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ บุรีรัมย์ 0630574868 3 14.50 - 15.00 น. การศึกษาภาวะผู฾น้าทางการ พยาบาล ในโรงพยาบาลส้าโรง ทาบ นายพูนศักดิ์ คุมสระ โรงพยาบาล ส้าโรงทาบ สุรินทร์ 0885940234 4 15.00 - 15.10 น. สถานการณ์การเลี้ยงลูกด฾วยนม แม฽อย฽างเดียวในคลินิกนมแม฽ โรงพยาบาลศรีสงคราม จังหวัด นครพนม นางสาวจุฑา ทิพย์ คะปัญญา โรงพยาบาลศรี สงคราม นครพนม 089-4207174 5 15.10 - 15.20 น. ความสัมพันธ์ระหว฽างความ เข฾มแข็งในการมองโลกและ คุณภาพชีวิตของผู฾ดูแลผู฾ปุวย เด็กโรคมะเร็ง นางสาวพรรณ ทิพา ข้าโพธิ์ โรงพยาบาล มหาราช นครราชสีมา นครราชสีมา 081-9977790 6 15.20 - 15.30 น. ปัจจัยที่มีผลต฽อความรุนแรงโรค ในผู฾ปุวยโคโรน฽าไวรัส 2019 ที่เสียชีวิตในโรงพยาบาล นางรอง พญ.จิตตรา ศรี ธัญรัตน์, พว.ปท มพร อภัยจิตต์ และคณะ โรงพยาบาล นางรอง บุรีรัมย์ 0898014756 7 15.30 - 15.40 น. ประสิทธิผลการดูแลรักษาผู฾ปุวย ต฾อกระจก ในศูนย์ผ฽าตัดต฾อ กระจกจังหวัดบุรีรัมย์ นางนริชชญา สุนทร โรงพยาบาลห฾วย ราช บุรีรัมย์ 082-4688116 8 15.40 - 15.50 น. สถานการณ์การใช฾ยาปฏิชีวนะ ชนิดออกฤทธิ์กว฾างในผู฾ปุวย มะเร็งระยะลุกลาม นายวิธวินท์ ฝัก เจริญผล โรงพยาบาล บุรีรัมย์ บุรีรัมย์ 0814452122 9 15.50 - 16.00 น. การพัฒนาระบบการตรวจและ รายงานผลกรณีที่ตรวจพบเชื้อ เอชไอวี(Anti-HIV) ใน ผู฾รับบริการภายในโรงพยาบาล โนนสูง นางพิมพ์ผกา รองกระโทก โรงพยาบาลโนน สูง นครราชสีมา 837214649 10 16.00 - ผลของการใช฾ P-GAB Risk นายฆนรุจ โชค โรงพยาบาลภู ชัยภูมิ 099-1595179


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 136 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ หมาย เหตุ 16.10 น. Assessment Form ในการคัด กรองผู฾ปุวยที่ได฾รับการระงับ ความรู฾สึกแบบทั่วร฽างกาย: นวัตกรรม เหมาะ เขียว เฉลิมพระเกียรติ 11 16.10 - 16.20 น. Load ทันกันตาย นางสาวนันทวัน อ฽อนส้าลี โรงพยาบาล เทพารักษ์ นครราชสีมา 083-3666345 12 16.20 - 16.30 น. ผลการใช฾โปรแกรมการ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู฾ปุวยโรค ความดันโลหิตสูงในชุมชนหมู฽ที่ 5 ต้าบลโนนดินแดง อ้าเภอ โนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ นายวีรพล จันทราช โรงพยาบาลโนน ดินแดง บุรีรัมย์ 090-2599025 13 16.30 - 16.40 น. ผลของการให฾สุขภาพจิตศึกษา แบบสั้นต฽อความรู฾สึกภาระการ ดูแลของผู฾ดูแลผู฾ปุวยจิตเภท นายสิริชัย เมี้ยน มิตร โรงพยาบาลจิต เวชนครราชสีมา ราชนครินทร์ นครราชสีมา 094-5423877 14 16.40 - 16.50 น. ผลการส฽งเสริมและสนับสนุน การจัดการตนเองของผู฾ปุวย เบาหวานรายใหม฽ เพื่อควบคุม ระดับน฾าตาลในเลือด โรงพยาบาลครบุรี ปี 2566 นางสุทธิพร เสาะรัมย์ โรงพยาบาลคร บุรี นครราชสีมา 089-5423725 15 16.50 - 17.00 น. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู฾ปุวย เบาหวานด฾วยกิจกรรมโรงเรียน หวานน฾อยในต้าบลด฽านขุนทด อ้าเภอด฽านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา นางนิธิรัชต์ เพ็ชรสุข โรงพยาบาล หลวงพ฽อคูณ ปริ สุทฺโธ นครราชสีมา 0994745665 16 17.00 - 17.10 น. การส้ารวจความรับรู฾เรื่อง พ.ร.บ.สุขภาพ มาตรา 12 และ ความต฾องการในวาระท฾ายของ ชีวิต ชมลภัส กุลสุทธิ ชัย โรงพยาบาล บุรีรัมย์ บุรีรัมย์ 081-4452122 17 17.10 - 17.20 น. ER NSH_Safety Effective triage "นายแพทย์ชิษณุ สรณ์ มีพลัง, นาง สมบูรณ์ เกยจอหอ และ ทีม ER" โรงพยาบาลโนน สูง นครราชสีมา 18 17.20 - 17.30 น. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการ เกิดภาวะทารกตัวเหลืองหลัง คลอด 48 ชั่วโมงของทารกแรกเกิด ณ หอ ผู฾ปุวยงานการพยาบาลผู฾คลอด โรงพยาบาลส้าโรงทาบ จังหวัด สุรินทร์ นางพวงทิพย์ งามนัก โรงพยาบาล ส้าโรงทาบ สุรินทร์ 088-3559399


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 137 E1.1 One stop service MNRH pediatric neuromuscular and rare diseases Clinic พบแพทย์เฉพาะทางและสหสาขาวิชาชีพ ครบองค์รวม ลดการเดินทาง พญ.วิชญาภรณ์ เอมราช แซ฽โง฾ว และคณะ ศูนย์ความเป็นเลิศด฾านโรคกล฾ามเนื้ออ฽อนแรง และกุมารเวชพันธุศาสตร์ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : โรคกล฾ามเนื้ออ฽อนแรงและโรคทางกุมารเวชพันธุศาสตร์เป็นโรคที่มีสาเหตุจากความผิดปกติ ทางพันธุกรรม ซึ่งผู฾ปุวยมักจะมีความผิดปกติของอาการหลายๆระบบ ท้าให฾ต฾องมีนัดพบแพทย์ในหลายสหสาขาวิชาชีพ และ ต฾องมีการดูแลโดยองค์รวม ทั้งแง฽มุมของตัวโรคจิตใจและความกังวลของครอบครัว และการวางแผนครอบครัว ท้าให฾เกิดการ พัฒนา one stop clinic MNRH pediatric neuromuscular disease and rare diseases clinic เพื่อพัฒนาการดูแลผู฾ปุวย อย฽างเป็นองค์รวมโดยสหสาขาวิชาชีพและดูแลโดยให฾ผู฾ปุวยเป็นศูนย์กลาง (patients center care) และเดินทางมาพบแพทย์ หลายสาขาในวันเดียว เพื่อลดการเดินทาง วัตถุประสงค์การศึกษา : 1) พัฒนาก฽อตั้ง pediatric neuromuscular and rare diseases clinic ที่โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมาโดยแพทย์สหสาขาวิชาชีพและบุคลากรทางการแพทย์สหสาขาวิชาชีพดูแลรักษาผู฾ปุวย 2) ลดจ้านวนครั้งที่มา โรงพยาบาลของผู฾ปุวยโรคกล฾ามเนื้ออ฽อนแรงและกุมารเวชพันธุศาสตร์ 3) เพิ่มระยะเวลาของการตรวจผู฾ปุวยต฽อราย เพิ่ม ความพึงพอใจ ความเข฾าใจเกี่ยวกับตัวโรค และลดความกังวลของครอบครัวผู฾ปุวย วิธีด าเนินการ : เป็นการศึกษาแบบ descriptive study โดย pediatric neuromuscular and rare diseases clinic มีการ จัดระบบให฾ผู฾ปุวยสามารถพบแพทย์เฉพาะทางทุกสาขาได฾ในวันเดียว เพื่อลดจ้านวนครั้งของการม าโรงพยาบาล มีการ ออกแบบสมุดประจ้าตัวผู฾ปุวยและใบตรวจโรคของแต฽ละเฉพาะโรค เพื่อพัฒนาการดูแลผู฾ปุวยให฾มี standard of care ประชากรศึกษาคือผู฾ปุวยเด็กที่ได฾รับการวินิจฉัยโรคกล฾ามเนื้ออ฽อนแรงและกุมารเวชพันธุศาสตร์และครอบครัวที่เข฾ารับการ รักษาที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ตั้งแต฽ 1 กรกฎาคม – 30 กันยายน 2566 มีการวัดผลโดยเปรียบเทียบจ้านวนผู฾ปุวย และระยะเวลาที่ผู฾ปุวยได฾พบแพทย์เมื่อเทียบกับคลินิกเดิม และประเมินความพึงพอใจและความรู฾เกี่ยวกับตัวโรคและความ กังวลหรือ painpoint ของครอบครัว วิเคราะห์ผลใช฾ สถิติเชิงพรรณนาเป็นร฾อยละ ความพึงพอใจเก็บเป็น rating scale ผลการศึกษา : มีผู฾ปุวยที่เข฾ารับการตรวจที่ pediatric neuromuscular clinic and rare diseases clinic ทั้งหมด 34 ราย ผู฾ปุวยได฾รับการตรวจโดยแพทย์เฉพาะทางเฉลี่ย 10-30 นาทีซึ่งแพทย์มีระยะเวลาที่ได฾พูดคุยให฾ความรู฾กับผู฾ปุวยและครอบครัว มากขึ้น 2-6 เท฽าเมื่อเทียบกับคลินิกรูปแบบเก฽า สามารถพบแพทย์หลายสาขาได฾ใน 1 วัน และความพึงพอใจของผู฾ปุวยและ ครอบครัวมีระดับที่ดีมากร฾อยละ 98 และแพทย์สามารถเข฾าถึงความกังวลหรือ painpoint ของครอบครัวได฾ดีมากขึ้น สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : ผู฾ปุวยโรคกล฾ามเนื้ออ฽อนแรงและโรคกุมารเวชพันธุศาสตร์สามารถได฾รับการดูแล แบบเป็นองค์รวมโดยสหสาขาวิชาชีพ ครอบครัวของผู฾ปุวยมีความพึงพอใจและมีความเข฾าใจในตัวโรคมากขึ้น ค าส าคัญ : Pediatric neuromuscular diseases, rare diseases, one stop service, multiprofessional team care, patients center care


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 138 E1.2 การศึกษาการประเมินภาวะโภชนาการผู้ปุวยผู้ใหญ่ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลสตึก ปิยะณัฐ ถิ่นจันดา และคณะ กลุ฽มงานโภชนศาสตร์ โรงพยาบาลสตึก ส้านักงานสาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความส าคัญและความเป็นมา : ปัญหาภาวะทุพโภชนาการของผู฾ปุวยที่นอนโรงพยาบาล ที่ไม฽ได฾รับการ ประเมินภาวะโภชนาการ อาจส฽งผลต฽อผู฾ปุวยมีอาการทรุดลง ผู฾ท้าการศึกษาจึงมีความสนใจที่จะศึกษาการ ประเมินโภชนาการของผู฾ปุวยผู฾ใหญ฽ที่นอนรักษาในโรงพยาบาลสตึก เพราะบทบาทนักโภชนาการอย฽างหนึ่ง คือ การส฽งเสริมและฟื้นฟูร฽างกายผู฾ปุวย นอกจากจะต฾องให฾ค้าปรึกษาทางด฾านโภชนาการ ยังเป็นผู฾ดูแลติดตามผล เกี่ยวกับการรับประทานอาหารของผู฾ปุวย เพื่อให฾ถูกต฾องตามแผนการรักษาของแพทย์ วัตถุประสงค์ : เพื่อประเมินภาวะโภชนาการของผู฾ปุวยที่นอนรักษาในโรงพยาบาลสตึก และศึกษาความ แตกต฽างผลการประเมินภาวะโภชนาการของผู฾ปุวยตึกอายุรกรรม และตึกสามัญ ในโรงพยาบาลสตึก วิธีการด าเนินงาน : การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา(Descriptive Analysis study) แบบตัดขวาง (Cross-sectional) ด้าเนินการระหว฽างวันที่ 1 มิถุนายน -15 กันยายน 2566 กลุ฽มตัวอย฽าง 198 ราย คัดเลือกแบบเจาะจง คือ ผู฾ปุวย ที่นอนรักษาในโรงพยาบาลสตึก ระหว฽างวันที่ 1 ถึง 31 สิงหาคม 2566 ประเมินภาวะโภชนาการผู฾ปุวยตึกอายุ รกรรม และตึกสามัญ ในโรงพยาบาลสตึก ด฾วยแบบประเมิน Nutrition Alert Form (NAF) หาความสัมพันธ์ด฾วยสถิติ Independent test คือ เปรียบเทียบ 2 กลุ฽มที่อิสระต฽อกัน ผลการศึกษา : พบว฽า กลุ฽มตัวอย฽างตึกผู฾ปุวยสามัญ 120 ราย (60.6%) มี BMI อยู฽ในช฽วง 18.1 - 29.9 kg/m2 รูปร฽างผู฾ปุวย ปกติ – อ฾วนปานกลาง 98 ราย (49.4%) น้้าหนักคงเดิมใน 4 สัปดาห์ 121 ราย (61.1%) ความสามารถในการเข฾าถึงอาหารปกติ 148 ราย (74.7%) ลักษณะอาหารปกติ 163 ราย (82.3%) ไม฽มีปัญหา ทางการ เคี้ยว/กลืนอาหาร 178 ราย (89.9%) ไม฽มีปัญหาระบบทางเดินอาหาร 149 ราย (75.3%) ไม฽มีปัญหา ระหว฽างกินอาหาร 172 ราย (86.9%) คะแนนรวม พบว฽า ส฽วนใหญ฽มีภาวะ Moderate Malnutrition 76 ราย (38.4%) ความแตกต฽างของภาวะโภชนาการทั้ง 2 ตึก พบว฽า ค฽า BMI รูปร฽างของผู฾ปุวย ปัญหาทางการเคี้ยว/ กลืนอาหาร มีความแตกต฽างกันอย฽างมีนัยส้าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 แต฽ในด฾านอื่นๆ ไม฽แตกต฽างกัน สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : จากผลการศึกษาท้าให฾ทราบว฽ากลุ฽มผู฾ปุวยที่วิกฤติ/กึ่งวิกฤติที่มี ภาวะทุพโภชนาการ ส฽วนใหญ฽อยู฽ที่ตึกผู฾ปุวยอายุรกรรม ทั้งเกิดจากมีเกณฑ์การรับกลุ฽มผู฾ปุวยหนัก admit ในตึก อายุรกรรม ซึ่งเป็นกลุ฽มที่ส้าคัญที่ต฾องได฾รับการประเมินภาวะโภชนาการและให฾โภชนบ้าบัด และถึงแม฾ตึกผู฾ปุวย สามัญจะมีสัดส฽วนกลุ฽มผู฾ปุวยที่วิกฤติหรือกึ่งวิกฤติน฾อยกว฽า แต฽ก็ท้าให฾ทราบว฽ายังมีความชุกของผู฾ปุวยภาวะทุพ โภชนาการในตึกสามัญเช฽นกัน จึงสามารถน้าข฾อมูลไปวางแผนระบบการให฾โภชนบ้าบัดให฾เหมาะสมกับผู฾ปุวยให฾ มีภาวะโภชนาการดีขึ้น ในกลุ฽มผู฾ปุวยที่มีสภาวะของร฽างกายสามารถฟื้นฟูด฾วยหลักโภชนบ้าบัดได฾ ค าส าคัญ :การประเมินภาวะโภชนาการ, ผู฾ปุวยผู฾ใหญ฽เข฾ารับการรักษาในโรงพยาบาลสตึก


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 139 E1.3 การศึกษาภาวะผู้น าทางการพยาบาล ในโรงพยาบาลส าโรงทาบ พูนศักดิ์ คุมสระ โรงพยาบาลส าโรงทาบ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ภาวะผู้น ามีความส าคัญในการปฏิบัติวิชาชีพพยาบาลเพราะพยาบาลต้องใช้กระบวนการ พยาบาลในการให้การบริการทางสุขภาพแก่ผู้รับบริการ เพื่อให้ผู้มารับบริการมีสุขภาพดี พร้อมที่จะด ารงชีวิตได้อย่างเหมาะสม ตามศักยภาพ โดยพยาบาลจะต้องสามารถเป็นผู้น าบุคคล ซึ่งเป็นผู้รับบริการ ให้ปฏิบัติหรือดูแลสุขภาพของเขาได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม นอกจากนั้นพยาบาลซึ่งมีต าแหน่งทางการบริหาร จะต้องมีความสามารถในการเป็นผู้น าหน่วยงาน บริหารงาน พยาบาลให้มีคุณภาพหรือจัดบริการให้แก่ผู้รับบริการอย่างมีคุณภาพด้วยเหตุนี้พยาบาลทุกคนจึงควรได้รับการพัฒนาภาวะผู้น า ตั้งแต่ขณะศึกษาพยาบาลและต่อเนื ่องไปจนถึงขณะปฏิบัติงานอย ่างสม ่าเสมอ การพัฒนาวิชาชีพให้ส าเร็จได้ต้องอาศัย ผู้ด าเนินการที่มีภาวะผู้น า ได้แก ่ การมีความเป็นอิสระ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีความสามารถในการแก้ปัญหา การ ตัดสินใจ มีความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลดี ดังนั้นจึงจ าเป็นต้องพัฒนาบุคลากรในวิชาชีพพยาบาลทุกคนให้มีภาวะผู้น า วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษา ภาวะผู้น าทางการพยาบาลของพยาบาลในโรงพยาบาลส าโรงทาบ วิธีด าเนินงาน : การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงพรรณนากลุ่มตัวอย่างคือ พยาบาลวิชาชีพ จ านวน 45 ราย เครื่องมือ ที่ใช้ในการ วิจัยได้แก่ แบบสอบถามซึ่งประกอบด้วยข้อมูล 2ส ่วน คือ ข้อมูลทั่วไปและแบบประเมินภาวะผู้น าทางการพยาบาล โดย ประยุกต์กรอบแนวคิดภาวะผู้น าการเปลี่ยนแปลง(Transformational Leadership) ของคูซส์และโพสเนอร์ ซึ่งผ ่านการ ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ และ ทดสอบความเชื่อมั่นโดยวิธีอัลฟาของครอนบาค มีค่าเท่ากับ 0.98 เก็บ รวบรวมข้อมูลโดยการให้กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม 2566 – 20 สิงหาคม 2566 วิเคราะห์ ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา : ภาวะผู้น าทางการพยาบาล อยู่ในระดับมาก( =4.07) ภาวะผู้น าทางการพยาบาลด้านการสร้างกระบวนการ แบบท้าทาย อยู่ในระดับมาก( =4.06) ภาวะผู้น าด้านการสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดวิสัยทัศน์ร่วมกัน อยู่ในระดับมาก( =3.98) ด้านการท าให้ผู้อื่นได้แสดงความสามารถอยู่ในระดับมาก( =4.16) ด้านการท าตน เป็นแบบอย่าง อยู่ในระดับมาก( =3.95) ด้านการเสริมสร้างก าลังใจ อยู่ในระดับมาก( =4.20) ข้อเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้ : ข้อเสนอแนะจากการวิจัยนี้ได้แก่ การพัฒนาภาวะผู้น าด้านการสร้างแรงบันดาลใจ ให้เกิดวิสัยทัศน์ร่วมกัน องค์กรพยาบาลควรส ่งเสริมให้บุคลากรพยาบาลได้มีส่วนร่วมในการก าหนดวิสัยทัศน์ และก าหนด เปูาหมายของหน่วยงาน บุคลากรมีความเข้าใจสามารถถ่ายทอดวิสัยทัศน์ได้ การพัฒนาด้านการท าตนเป็นแบบอย่างองค์กร พยาบาลควรส่งเสริมโดยการก าหนดแบบแผน มาตรฐานในการปฏิบัติงานให้ชัดเจน มีระบบการนิเทศติดตาม ควบคุมก ากับ อย่างเป็นรูปธรรม การก าหนดเวลาและแผนงานในการด าเนินโครงการ ของหน่วยงานให้ชัดเจน ค าส าคัญ : ภาวะผู้น า


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 140 E1.4 สถานการณ์การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในคลินิกนมแม่ โรงพยาบาลศรีสงคราม จังหวัดนครพนม จุฑาทิพย์ คะปัญญา, เซี่ยมหงส์ พรหมประกาย, ปัทมาสน์ สุธรรม และชฎาพร ปัญญายงค์ โรงพยาบาลศรีสงคราม จังหวัดนครพนม บทคัดย่อ ความเป็นมาของปัญหาและความส าคัญ : ประทศไทยพบอัตราการเลี้ยงลูกด฾วยนมแม฽ลดลง พบว฽าทารก ร฾อยละ 14.6 ได฾รับนมแม฽ภายใน 1 ชั่วโมงหลังคลอด ร฾อยละ 12 ได฾รับนมแม฽อย฽างเดียวในช฽วงหกเดือนแรก ร฾อยละ 32 นโยบายส฽งเสริมการเลี้ยงลูกด฾วยนมแม฽อย฽างเดียว 6 เดือน การพัฒนาโปรแกรมที่มีความเหมาะสมในแต฽ละช฽วงของ การเข฾ารับบริการในคลินิกนมแม฽ คณะผู฾วิจัยจึงศึกษาสถานการณ์การเลี้ยงลูกด฾วยนมแม฽ อย฽างเดียวในคลินิกนมแม฽ เพื่อเป็นข฾อมูลในการจัดโปรแกรมส฽งเสริมการเลี้ยงลูกด฾วยนมแม฽ วัตถุประสงค์: ศึกษาสถานการณ์การเลี้ยงลูกด฾วยนมแม฽อย฽างเดียวในคลินิกนมแม฽ วิธีด าเนินการ : การศึกษาเชิงส้ารวจปัจจัยส฽วนบุคคลและประสิทธิภาพการดูดนมของทารก ความรู฾ ทัศนคติ ความ พร฾อมของมารดา ระหว฽างเดือน มีนาคม ถึง กันยายน 2564 ผลการศึกษา : มารดาหลังคลอดในจ้านวน 389 ราย รับบริการคลินิกนมแม฽ 265 ราย ร฾อยละ 68.12 พบว฽า มารดา ครรภ์แรก จ้านวน 106 ราย ร฾อยละ 40 มารดาครรภ์หลัง จ้านวน 159 ราย ร฾อยละ 60 รับบริการ ครั้งที่ 1 จ้านวน 168 ราย คิดร฾อยละ 63.4 อายุเฉลี่ย 26.85 6.48 ปีการศึกษา ระดับมัธยมศึกษา ร฾อยละ 82.3 อาชีพแม฽บ฾าน ร฾อยละ 34.7 รายได฾เฉลี่ย 13,248.80 3317.39 บาท ไม฽ลาคลอด ร฾อยละ 85.3 ลาคลอดเฉลี่ย 12.06 29.65 วัน อยู฽ใน เขต ร฾อยละ 61.5 ด฾านความพร฾อมของมารดา ความตั้งใจเฉลี่ย 11.99 5.84 เดือน มีผู฾ช฽วยเลี้ยงดู ร฾อยละ 52.8 น้้านมเพียงพอ ร฾อยละ 95.5 ลูกดูดนมมากกว฽า 8 ครั้ง ร฾อยละ98.9 ลูกหลับหลังดูดเฉลี่ย 130.42 27.14 นาที ลูก ดูดนานเฉลี่ย 12.06 29.65 นาที ลูกดูดนม ทั้ง 2 ท฽า ร฾อยละ 83.8 น้้านมบีบพุ฽งร฾อยละ 83.8 ประเมิน 4 key sign position พบมีการรองรับ ร฾อยละ 92.5 4 key sign attachment พบว฽า เห็นลานนมบน ร฾อยละ 52.5 ลักษณะเต฾านม ไม฽คัดตึงร฾อยละ 84.9 หัวนมปกติ ร฾อยละ 80.8 ลานนมนิ่ม ร฾อยละ 99.2 ความพร฾อมของบุตร พบว฽า ทารกเป็นเพศ ชาย อายุเฉลี่ย 27.55 32.22 วัน คลอดปกติ ร฾อยละ 77.0 น้้าหนักแรกเกิดตามเกณฑ์น้้าหนัก ร฾อยละ 96.2 ปัญหาสุขภาพทารก พบว฽า ทารกตัวเหลือง ร฾อยละ 15.1 หอบร฾อยละ 2.6 อาหารที่ทารก นมแม฽อย฽างเดียว ร฾อยละ 87.9 STT Score เฉลี่ย 9.22 1.29 คะแนน เป็น Mid Tongue Frenulum ร฾อยละ 97.7, Nipple Function: protraction ร฾อยละ 85.3, Nipple sensation :Tongue at areola ร฾อยละ 70.9 ปรับท฽าอุ฾ม ร฾อยละ77.0 ปรับการ ดูด ร฾อยละ 54.7 ปัญหาที่พบ ด฾านมารดา เต฾านมคัด ร฾อยละ 14.3 ด฾านทารก ลูกปุวยร฾อยละ 3.8 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : ผลการศึกษา เป็นข฾อมูลในการจัดท้าโปรแกรมส฽งเสริมการเลี้ยงลูกด฾วย นมแม฽ในคลินิกนมแม฽ โรงพยาบาลศรีสงคราม ตอบสนองนโยบายส฽งเสริมการเลี้ยงลูกด฾วยนมแม฽อย฽างเดียว ค าส าคัญ : คลินิกนมแม฽, การเลี้ยงลูกด฾วนนมแม฽


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 141 E1.5 ความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มแข็งในการมองโลกและคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลผู้ปุวยเด็กโรคมะเร็ง พรรณทิพา ข้าโพธิ์, ชนิตา แปฺะสกุล และกฤชมน เมธาธิรัตน์ กลุ฽มงานวิจัยและพัฒนาการพยาบาล โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : โรคมะเร็งส฽งผลกระทบต฽อเด็กและครอบครัว ผู฾ดูแลต฾องเผชิญกับความไม฽แน฽นอนของ การรักษาและความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น ความเข฾มแข็งในการมองโลก เป็นการรับรู฾ทางด฾านความคิด เจตคติและเป็น โครงสร฾างบุคลิกภาพพื้นฐานของบุคคลที่มีความเชื่อมั่นว฽าสามารถจัดการกับเหตุการณ์ต฽าง ๆ ได฾ คือ 1) การเข฾าใจ 2) การบริหารจัดการ และ 3) การให฾ความหมาย คุณภาพชีวิตเป็นการรับรู฾และประเมินค฽าความพึงพอใจในชีวิตแต฽ละ บุคคล ขึ้นอยู฽กับสิ่งแวดล฾อม ความเชื่อทางวัฒนธรรม ค฽านิยม ต฽อความสามารถในการท้างานของร฽างกาย จิตใจ อารมณ์และสติปัญญา มี 4 ด฾าน คือ ด฾านร฽างกาย ด฾านจิตใจ ด฾านสังคม และด฾านจิตวิญญาณ การศึกษานี้เพื่อน้าผล การศึกษามาเป็นข฾อมูลพื้นฐานในการวางแผนการพยาบาลเพื่อส฽งเสริมความเข฾มแข็งในการมองโลกและคุณภาพชีวิต ของผู฾ดูแลที่ดีต฽อไป วัตถุประสงค์การศึกษา : เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว฽างความเข฾มแข็งในการมองโลกและคุณภาพชีวิตของผู฾ดูแล ผู฾ปุวยเด็กโรคมะเร็ง วิธีการด าเนินการ : การวิจัยเชิงพรรณนา กลุ฽มตัวอย฽างคือ ผู฾ดูแลผู฾ปุวยเด็กโรคมะเร็งที่มีอายุ 1-15 ปี ได฾รับการ วินิจฉัยจากแพทย์ว฽าเป็นโรคมะเร็ง มารับการรักษา ณ หอผู฾ปุวยนอกและหอผู฾ปุวยใน โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา จ้านวน 120 คน คัดเลือกตามคุณสมบัติที่ก้าหนด คือ เป็นผู฾ดูแลหลัก ซึ่งเป็นสมาชิกในครอบครัว ทั้งเพศ ชายและเพศหญิง ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป เป็นผู฾รับผิดชอบในการดูแลเด็กปุวยโดยตรงอย฽างต฽อเนื่องและสม่้าเสมอทั้งขณะ อยู฽ที่โรงพยาบาลและที่บ฾านไม฽น฾อยกว฽า 6 เดือน เป็นผู฾ที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ สามารถสื่อสารภาษาไทยโดยการฟัง พูด อ฽าน และเขียนภาษาไทยได฾เข฾าใจ ไม฽มีความผิดปกติเกี่ยวกับการมองเห็น การได฾ยิน หรือประสาทสัมผัสอื่น ๆ ไม฽ เคยได฾รับการวินิจฉัยว฽ามีความผิดปกติของระบบจิตประสาท เกณฑ์การคัดออก คือ ผู฾ดูแลที่ได฾รับการคัดกรองโดยใช฾ แบบประเมินความเครียด (ST- ๕) แล฾วพบว฽า ความเครียด > 8 คะแนน เครื่องมือที่ใช฾ ได฾แก฽ 1) แบบคัดกรอง ประเมินความเครียด (ST- ๕) 2) แบบสอบถามข฾อมูลส฽วนบุคคล 3) แบบสอบถามความเข฾มแข็งในการมองโลก และ 4) แบบสอบถามคุณภาพชีวิต ตรวจสอบความเที่ยงของเครื่องมือชุดที่ 3 และ 4 มีค฽าเท฽ากับ .85 และ .81 การ วิเคราะห์ข฾อมูล ใช฾สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการศึกษา : ผู฾ดูแลผู฾ปุวยเด็กโรคมะเร็งมีความเข฾มแข็งในการมองโลกและคุณภาพชีวิตอยู฽ในระดับปานกลาง (X =142.92, SD=20.15; X = 178.84, SD= 27.13) และความเข฾มแข็งในการมองโลกโดยภาพรวมมีความสัมพันธ์กับ คุณภาพชีวิตอย฽างมีนัยส้าคัญทางสถิติ (p<.01) สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : ความเข฾มแข็งในการมองโลกมีความสัมพันธ์ทางบวกกับคุณภาพชีวิตของ ผู฾ดูแล พยาบาลควรมีการประเมินความเข฾มแข็งในการมองโลกของผู฾ดูแลเป็นระยะ ๆ เพื่อหาวิธีจัดการกับความเครียด ของผู฾ดูแลน้าไปสู฽การมีคุณภาพชีวิตที่ดีต฽อไป ค าส าคัญ : ความเข฾มแข็งในการมองโลก, คุณภาพชีวิต, ผู฾ดูแล, ผู฾ปุวยเด็กโรคมะเร็ง


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 142 E1.6 ปัจจัยที่มีผลต่อความรุนแรงโรคในผู้ปุวยโคโรน่าไวรัส 2019 ที่เสียชีวิตในโรงพยาบาลนางรอง จิตตรา ศรีธัญรัตน์, ปทมพร อภัยจิตต์ และคณะ โรงพยาบาลนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ หลักการและเหตุผล : สถานการณ์การแพร฽ระบาดโรคโคโรน฽าไวรัส 2019 ท้าให฾ผู฾ปุวยเสียชีวิตเป็นจ้านวนมาก หากทราบปัจจัยที่มีผลต฽อความรุนแรงของโรค จะช฽วยให฾แพทย์เฝูาระวัง และวางแผนการรักษาได฾อย฽างเหมาะสม และ ลดอัตราการตายของผู฾ปุวยได฾ วัตถุประส งค์ : ศึกษาปัจจัยที่มีผลต฽อความรุนแรงโรคในผู฾ปุวยโคโรน฽าไวรัส 2019 ในกลุ฽มผู฾ปุวยที่เสียชีวิต ในโรงพยาบาลนางรอง วิธีการศึกษา : เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางย฾อนหลัง (Retrospective Cross-sectional study) เพื่อ หาปัจจัยที่มีผลต฽อความรุนแรงโรคในผู฾ปุวยโคโรน฽าไวรัส 2019 ในกลุ฽มผู฾ปุวยที่เสียชีวิตในโรงพยาบาลนางรอง ช฽วง เดือนธันวาคม พ.ศ.2564 ถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2565 วิเคราะห์ข฾อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติอนุมาน ChiSquare Test ผลการศึกษา : กลุ฽มตัวอย฽างผู฾ปุวยที่เสียชีวิตจากโคโรน฽าไวรัส 2019 จ้านวน 50 คน พบว฽า 1) ปัจจัยส฽วนบุคคลเป็น เพศชาย (ร฾อยละ 54) อายุ 71- 80 ปี(ร฾อยละ38) 2) ปัจจัยด฾านสุขภาพ ดัชนีมวลกายน฾อยกว฽า (ร฾อยละ 40) ไม฽ฉีด วัคซีนโคโรน฽าไวรัส 2019 (ร฾อยละ 52) มีโรคประจ้าตัว โรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน (ร฾อยละ 48) 3) ปัจจัย ทางคลินิก มีอาการหายใจหอบเหนื่อย (ร฾อยละ 82) เหนื่อยอ฽อนเพลีย (ร฾อยละ 72) มีเสมหะและไข฾ (ร฾อยละ 62) ไอ และกลืนล้าบาก (ร฾อยละ 58) 4) ผลการตรวจทางวิทยาศาสตร์และการรักษา มีผลเอกเรย์ปอดชนิด Acute respiratory distress syndrome (ร฾อยละ 64) การใส฽ท฽อช฽วยหายใจ (ร฾อยละ 36) การใช฾ High flow nasal cannula (ร฾อยละ 24) ออกซิเจนในเลือด < 94% (ร฾อยละ 50) ด฾านการใช฾ยาในการรักษา Favipiravir (ร฾อยละ 46) ยาปฏิชีวนะ อื่นๆ (ร฾อยละ 88) Dexamethasone (ร฾อยละ 64) Morphine (ร฾อยละ 56) การวางแผนล฽วงหน฾า (ร฾อย ละ 64) และการดูแลแบบประคับประคอง (ร฾อยละ 38) และ 5) ปัจจัยที่มีผลต฽อความรุนแรง โรคในผู฾ปุวยโคโรน฽าไวรัส 2019 กลุ฽มผู฾ปุวยที่เสียชีวิตในโรงพยาบาลนางรอง ได฾แก฽ ดัชนีมวลกาย p-value > 0.001 (odds ratio 1.688) โรคประจ้าตัว p-value > 0.001 (odds ratio 1.339) ผลเอกเรย์ปอด p-value > 0.001 (odds ratio 4.769) อายุ p-value = 0.003 (odds ratio 4.769) และการฉีดวัคซีนปูองกันโรคโคโรน฽าไวรัส 2019 p-value = 0.008 (odds ratio 1.625) สรุปการศึกษา : ปัจจัยที่มีผลต฽อความรุนแรงโรคในผู฾ปุวยโคโรน฽าไวรัส 2019 ที่เสียชีวิตในโรงพยาบาลนางรอง ได฾แก฽ 1) ดัชนีมวลกาย 2) โรคประจ้าตัว 3) ผลเอกเรย์ปอด 4) อายุ และ 5) การฉีดวัคซีนโรคโคโรน฽าไวรัส 2019 การน าไปใช้ประโยชน์ : 1) น้าผลการวิจัยไปพัฒนาระบบการดูแลรักษาผู฾ปุวยโรคโคโรน฽าไวรัส 2019 และสห สาขาวิชาชีพในโรงพยาบาล และเครือข฽าย 2) เป็นแนวทางในการวางแผนดูแลรักษาโรคอุบัติใหม฽ อุบัติซ้้าอื่น ๆ ต฽อไป ค าส าคัญ : โรคโคโรน฽าไวรัส 2019, ความรุนแรงโรค, ปัจจัยที่มีผล


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 143 E1.7 ประสิทธิผลการดูแลรักษาผู้ปุวยต้อกระจก ในศูนย์ผ่าตัดต้อกระจกจังหวัดบุรีรัมย์ นริชชญา สุนทร, คมเลนส์ สุนทร, ปฤษณา เรืองประโคน และมนต์ชัย นะรารัมย์ โรงพยาบาลห฾วยราช อ้าเภอห฾วยราช จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ต฾อกระจกเกิดจากโปรตีนในเลนส์ตาเสื่อมตามวัยส฽งผลให฾เลนส์ขุ฽นและแข็งขึ้น และเป็นสาเหตุที่ ท้าให฾ตาบอดมากที่สุด สามารถรักษาได฾โดยวิธีการผ฽าตัดเปลี่ยนเลนส์แก฾วตาเทียม แต฽ยังพบว฽าผู฾สูงอายุเข฾ารับการคัดกรองและ รักษาล฽าช฾า ปฏิเสธการรักษาเพราะระยะเวลารอคอยยาวนาน จึงได฾จัดตั้งศูนย์ผ฽าตัดต฾อกระจกจังหวัดบุรีรัมย์ (Buriram Cataract Center) ที่โรงพยาบาลชุมชนขนาด 30 เตียงในอ้าเภอห฾วยราช หมุนเวียนจักษุแพทย์จากโรงพยาบาลบุรีรัมย์มาให฾บริการทุกวัน เพื่อลดระยะเวลารอคอยและลดความแออัด วัตถุประสงค์การศึกษา : 1) เพื่อศึกษาประสิทธิผลการดูแลรักษาผู฾ปุวยต฾อกระจกในโรงพยาบาลห฾วยราชจังหวัดบุรีรัมย์ 2) เพื่อ ศึกษาประสิทธิผลการจัดเก็บรายได฾ของศูนย์ผ฽าตัดตาต฾อกระจกจังหวัดบุรีรัมย์ วิธีการด าเนินการ :ศึกษาแบบ cross section study คัดเลือกกลุ฽มตัวอย฽างเฉพาะเจาะจง ได฾แก฽ผู฾ปุวยต฾อกระจก 679 ราย ระหว฽าง วันที่ 1 ตุลาคม 2565 ถึง 31 สิงหาคม 2566 เครื่องมือที่ใช฾ในการวิจัย ได฾แก฽ 1) แบบบันทึกเวชระเบียนในโปรแกรม CATARACT OKAMOD วิเคราะห์ข฾อมูลโดยใช฾สถิติร฾อยละ ค฽าเฉลี่ย โดยผ฽านการรับรองจริยธรรมจากส้านักงานสาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ BRO2023-047 ผลการศึกษา : พบว฽าผู฾ปุวยต฾อกระจกส฽วนใหญ฽เป็นเพศหญิงร฾อยละ 54.93 อายุเฉลี่ย 70 ปี มีโรคประจ้าตัวร฾อยละ 67.50 ผู฾ปุวย ตาบอดจากต฾อกระจก (Blinding Cataract) และผู฾ปุวยต฾อกระจกชนิดเลือนราง (low vision cataract) ได฾รับการผ฽าตัดทันเวลา คิดเป็น ร฾อยละ 90.67 และ 97.47 ตามล้าดับ โดยใช฾ระยะเวลารอคอยเป็นเวลา 22.27 และ 39.53 วันตามล้าดับ ผู฾ที่ได฾รับการคัดกรอง เพื่อเข฾ารับการผ฽าตัดต฾อกระจกในโรงพยาบาลห฾วยราชมีเพิ่มมากขึ้น 6 เท฽าจากปี 2562 ช฽วยลดความแออัดจากโรงพยาบาลบุรีรัมย์ ได฾มากถึงร฾อยละ 17 (679/3,779 ราย) ผู฾ปุวยได฾รับการผ฽าตัดตามคุณภาพมาตรฐาน ไม฽พบภาวะแทรกซ฾อนรุนแรงจากการผ฽าตัด ต฾อกระจก รวมทั้งมีรายได฾เพิ่มขึ้น 6,630,000 บาท สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : โรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็ก สามารถพัฒนาศักยภาพเป็นศูนย์ผ฽าตัดต฾อกระจกจังหวัด บุรีรัมย์เขตสุขภาพที่ 9 อย฽างต฽อเนื่องยั่งยืนได฾ ตามมาตรฐานความปลอดภัย เพิ่มการเข฾าถึงบริการคัดกรองและผ฽าตัดต฾อกระจกได฾ มากขึ้น แต฽ยังพบปัญหาเรื่องการปฏิเสธการรักษา ไม฽ต฾องการผ฽าตัดเนื่องจากอายุมาก และจากการขาดผู฾ดูแล ถือเป็นโอกาสส้าคัญ ในการพัฒนาเพื่อเสริมแรงจูงใจ และทัศนคติต฽อการผ฽าตัดตาต฾อกระจกให฾มีประสิทธิภาพ สามารถขยายผลไปยังโรงพยาบาลที่มี บริบทใกล฾เคียงกัน และประยุกต์ใช฾ในการดูแลผู฾ปุวยโรคอื่นๆได฾ตามบริบทของพื้นที่ให฾มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลดียิ่งขึ้นต฽อไป ค าส าคัญ : ต฾อกระจก, ผ฽าตัดต฾อกระจก, ศูนย์ผ฽าตัดต฾อกระจกจังหวัดบุรีรัมย์


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 144 E1.8 สถานการณ์การใช้ยาปฏิชีวนะชนิดออกฤทธิ์กว้างในผู้ปุวยมะเร็งระยะลุกลาม วิธวินท์ ฝักเจริญผล และนรภัทร จิตไธสง กลุ฽มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : การรักษาส฽วนใหญ฽ในผู฾ปุวยโรคมะเร็งระยะลุกลามนั้น เป็นเพื่อการบรรเทาอาการไม฽ สุขสบายจากโรคมะเร็งเป็นหลักโดยเฉพาะเมื่อระยะเวลาของผู฾ปุวยมีอยู฽อย฽างจ้ากัด การรักษาต฽างๆในผู฾ปุวยกลุ฽มนี้ ควรค้านึงถึงปัจจัยหลายประการ เช฽น เปูาหมายการรักษาของผู฾ปุวยและครอบครัว ระยะเวลาที่เหลืออยู฽ของผู฾ปุวย โดยเฉพาะการใช฾ยาปฏิชีวนะอาจไม฽ได฾ผลตอบสนองดังที่ผู฾ปุวยและครอบครัวคาดหวังและอาจเกิดผลข฾างเคียงจากยา ได฾ อย฽างไรก็ตามพบว฽าผู฾ปุวยจ้านวนหนึ่งยังได฾รับยาปฏิชีวนะชนิดออกฤทธิ์กว฾างแม฾กระทั่งในช฽วงเวลาสุดท฾ายของ ชีวิต วัตถุประสงค์การศึกษา : เพื่อศึกษาความชุกของการใช฾ยาปฏิชีวนะชนิดออกฤทธิ์กว฾างในผู฾ปุวยมะเร็งระยะลุกลามเพื่อ ศึกษาเปรียบเทียบการใช฾ยาปฏิชีวนะชนิดออกฤทธิ์กว฾างในผู฾ปุวยมะเร็งระยะลุกลามในหอผู฾ปุวย วิธีการด าเนินการ : การศึกษาเก็บข฾อมูลย฾อนหลัง (Retrospective study) ในผู฾ปุวยที่เป็นโรคมะเร็งชนิดก฾อนระยะ ลุกลามรวมถึงมะเร็งเม็ดเลือดและต฽อมน้้าเหลือง ที่เข฾ารักษาในโรงพยาบาลบุรีรัมย์และเสียชีวิตในหอผู฾ปุวยประคับ ประคอง หอผู฾ปุวยอายุรกรรม และหอผู฾ปุวยศัลยกรรม ตั้งแต฽วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2565 - 31 สิงหาคม พ.ศ. 2566 เปรียบเทียบการใช฾ยาปฏิชีวนะชนิดออกฤทธิ์กว฾างกลุ฽มยา Carbapenem inj และยา Tigycycline inj ในหอผู฾ปุวย ดังกล฽าว โดยใช฾สถิติเชิงปริมาณ ร฾อยละ ค฽าเฉลี่ย ส฽วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ก้าหนดค฽านัยส้าคัญทางสถิติที่ p < 0.05 ผลการศึกษา : ผู฾ปุวยจ้านวนทั้งหมด 195 ราย เป็นเพศชาย 111 ราย หญิง 84 ราย อายุเฉลี่ย 62±13.29 ปี เป็น มะเร็งตับและท฽อน้้าดี ร฾อยละ 26 มะเร็งล้าไส฾ใหญ฽ ร฾อยละ 14.3 มะเร็งเม็ดเลือดและต฽อมน้้าเหลือง ร฾อยละ 13.8 ความชุกของการได฾รับยาปฏิชีวนะชนิดออกฤทธิ์กว฾างกลุ฽มยา Carbapenem inj และยา Tigecycline inj ในช฽วง 7 วันก฽อนเสียชีวิตเป็น ร฾อยละ 39.1 และในช฽วง 3 วันสุดท฾ายก฽อนเสียชีวิตเป็น ร฾อยละ 46.7 การใช฾ยาปฏิชีวนะชนิดออก ฤทธิ์กว฾างแยกตามหอผู฾ปุวยในช฽วง 7 วันสุดท฾ายก฽อนเสียชีวิตที่ หอผู฾ปุวยประคับประคอง หอผู฾ปุวยอายุรกรรมและหอ ผู฾ปุวยศัลยกรรมเป็นร฾อยละ 38.9 ร฾อยละ 35.9 ร฾อยละ 42.5 (P-value = 0.139, 0.710) และการใช฾ยาปฏิชีวนะ ชนิดออกฤทธิ์กว฾างในช฽วง 3 วันก฽อนเสียชีวิตเป็น ร฾อยละ 35.5 49.4 และ 55.3 (P-value= 0.096, 0.042*) ตามล้าดับ และพบว฽ามีการปรับลดการออกฤทธิ์ของยาปฏิชีวนะให฾แคบลงหรือหยุดยาปฏิชีวนะในช฽วง 3 วันก฽อน เสียชีวิต ที่หอผู฾ปุวยประคับประคอง หอผู฾ปุวยอายุรกรรม และหอผู฾ปุวยศัลยกรรม เป็น ร฾อยละ 42, 25 และ 15 ตามล้าดับ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : พบว฽ามีการใช฾ยาปฏิชีวนะชนิดออกฤทธิ์กว฾างในช฽วง 3 วันสุดท฾ายก฽อน เสียชีวิตของกลุ฽มผู฾ปุวยมะเร็งระยะลุกลามเป็นร฾อยละ 46.7 โดยหอผู฾ปุวยศัลยกรรมพบการใช฾มากที่สุด ร฾อยละ 55.3 ดังนั้นจึงควรมีแนวทางปฏิบัติการใช฾ยาปฏิชีวนะชนิดออกฤทธิ์กว฾างในผู฾ปุวยโรคมะเร็งระยะลุกลามที่เข฾าสู฽ช฽วงท฾ายของ ชีวิต ค าส าคัญ : ผู฾ปุวยมะเร็งระยะลุกลาม ยาปฏิชีวนะชนิดออกฤทธิ์กว฾าง


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 145 E1.9 การพัฒนาระบบการตรวจและรายงานผลกรณีตรวจพบเชื้อเอชไอวี(Anti-HIV) ในผู้รับบริการภายในโรงพยาบาลโนนสูง พิมพ์ผกา รองกระโทก, วรรณนิสา พาโคกทม และธรรมนูญ พูนผล กลุ฽มงานเทคนิคการแพทย์โรงพยาบาลโนนสูง, จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ในอดีตมีผู฾รับบริการตรวจพบเชื้อเอชไอวีเข฾าสู฽ระบบการรักษาที่ล฽าช฾า บางรายไม฽ได฾เข฾ารับการ รักษาที่ถูกต฾อง เนื่องจากเจ฾าหน฾าที่ไม฽ได฾แจ฾งพยาบาล HIV-Co จึงไม฽ได฾ติดตามผู฾รับบริการมาเข฾ารับการรักษาหรือระบบการ ตรวจใช฾เวลานาน โดย HIV Guideline เมื่อตรวจพบ Anti-HIV ในชุดตรวจแรก จะต฾องตรวจในชุดตรวจที่ 2 และ 3 ตามล้าดับ และต฾องเจาะเลือดครั้งที่ 2 เพื่อยืนยันตัวบุคคล ท้าให฾ผู฾รับบริการรอผลตรวจนาน เช฽นในปี 2564 มีผู฾รับบริการ 1 รายไม฽รอผล ตรวจภายในวันที่มาเจาะเลือดและเจ฾าหน฾าที่ไม฽สามารถติดต฽อได฾ ซึ่งผู฾รับบริการไม฽ได฾รับการรักษาและเสียชีวิตใน 2 ปีถัดมา จึง เกิดแนวคิดที่จะพัฒนาระบบการตรวจและการรายงานผลในกรณีที่ตรวจพบเชื้อเอชไอวีในผู฾รับบริการขึ้น วัตถุประสงค์การศึกษา : 1) เพื่อให฾ผู฾รับบริการที่ตรวจพบเชื้อเอชไอวีทุกรายเข฾าสู฽ระบบการรักษา 2) เพื่อลดระยะเวลาการรอ คอยผลตรวจของผู฾รับบริการ วิธีการด าเนินการ : รูปแบบการศึกษา เป็นการศึกษาย฾อนหลังเชิงพรรณนา ที่โรงพยาบาลโนนสูง เลือกกลุ฽มตัวอย฽าง เป็น ผู฾รับบริการที่ตรวจพบเชื้อเอชไอวีช฽วงวันที่ 1 มี.ค. 2565 ถึง วันที่ 31 ส.ค. 2566 มีระบบ Hos-XP และระบบ LIS เป็น เครื่องมือที่ใช฾ในการศึกษา วิธีการเก็บข้อมูล : รวบรวมและศึกษาข฾อมูลของกลุ฽มตัวอย฽างในช฽วงเวลาที่ก้าหนด สอบถามข฾อมูลเพิ่มเติมจากพยาบาล HIVCo มีการวิเคราะห์ข฾อมูลโดยแบ฽งการศึกษาข฾อมูลออกเป็น 2 ช฽วงคือก฽อนพัฒนาระบบโดยศึกษาย฾อนหลังในช฽วงวันที่ 1 มี.ค. 2565 ถึง วันที่ 31 มี.ค. 2566 และหลังพัฒนาระบบช฽วงวันที่ 1 เม.ย. 2566 ถึง 31 ส.ค. 2566 โดยแบ฽งระยะเวลาที่ ผู฾รับบริการรอผลออกเป็น 3 ช฽วง คือน฾อยกว฽า 120 นาที, 120-150 นาทีและมากกว฽า 150 นาทีและน้าข฾อมูลที่ได฾มาหา ค฽าเฉลี่ยและค้านวณเป็นเปอร์เซ็นต์ ผลการศึกษา : การศึกษาในช฽วงก฽อนพัฒนาระบบมีการตรวจพบเชื้อ HIV 24 ราย พบว฽ามีจ้านวน 18 ราย(75 %) รอผลน฾อย กว฽า 120 นาที มีจ้านวน 4 ราย (16.7 %) รอผล 120–150 นาทีและมีจ้านวน 2 ราย (8.3 %) รอผลมากกว฽า 150 นาทีและมี การแจ฾งผลไปยังพยาบาล HIV-Co และติดตามผู฾รับบริการมาเข฾ารับการรักษา 100 %การศึกษาหลังพัฒนาระบบมีการตรวจ พบเชื้อ HIV 6 ราย พบว฽ามีจ้านวน 4 ราย (66.7%) รอผลน฾อยกว฽า 120 นาที มีจ้านวน 2 ราย (33.3 %) รอผล 120–150 นาที และไม฽พบผู฾รับบริการรอผลมากกว฽า 150 นาทีมีการแจ฾งผลไปยังพยาบาล HIV-Co และติดตามผู฾รับบริการมาเข฾ารับการ รักษาครบ 100 % สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : ในการเจาะเลือดเพื่อยืนยันตัวบุคคล ให฾เจาะใส฽หลอด EDTA และ Clot blood ในกรณีที่ส฽งตรวจเพิ่มเติมและให฾ใช฾ชุดตรวจ Rapid test เพื่อลดระยะเวลารอผล รพ.ก้าหนดการตรวจพบเชื้อเอชไอวีเป็น Lab alert โดยจะต฾องแจ฾งพยาบาลและเจ฾าหน฾าที่ที่เกี่ยวข฾องให฾ทราบเพื่อให฾มีการติดตามผู฾รับบริการเข฾าสู฽ระบบการรักษา ค าส าคัญ : เอชไอวี, ลดระยะเวลารอคอยผลตรวจ


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 146 E1.10 ผลของการใช้P-GAB Risk Assessment Form ในการคัดกรองผู้ปุวยที่ได้รับการระงับความรู้สึก แบบทั่วร่างกาย: นวัตกรรม ฆนรุจ โชคเหมาะ โรงพยาบาลภูเขียวเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดชัยภูมิ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ภาวะหลอดลมหดเกร็งหลังได฾รับการระงับความรู฾สึกแบบทั่วร฽างกาย (Post-General Anesthesia Bronchospasm: P-GAB) เป็นภาวะแทรกซ฾อนที่ส้าคัญทางวิสัญญี อาจเกิดขึ้นได฾หลังการระงับ ความรู฾สึก เมื่อเกิดแล฾วคุกคามชีวิตผู฾ปุวย ท้าให฾เพิ่มอัตราการนอนโรงพยาลนานขึ้น เสียค฽าใช฾จ฽ายมากขึ้นและมีโอกาส เสียชีวิตสูงขึ้น การประเมินความเสี่ยงและคัดกรองการเกิด P-GAB ที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพจะช฽วยลดโอกาส ของการเกิดภาวะแทรกซ฾อนในผู฾ปุวยกลุ฽มนี้ได฾ วัตถุประสงค์การศึกษา : เพื่อพัฒนาและทดสอบประสิทธิภาพแบบประเมิน P-GAB risk assessment form ในการ คัดกรองการเกิด P-GAB วิธีด าเนินการด าเนินการ : ด้าเนินการพัฒนาโดยใช฾กรอบแนวคิดของ IOWA Model 2001 (Iowa et al., 2017) แบ฽งเป็น 3 ระยะ คือ 1) ระยะพัฒนานวัตกรรม 2) ระยะทดสอบประสิทธิภาพนวัตกรรม และ 3) ระยะน้าไปปฏิบัติ จริงในกลุ฽มตัวอย฽างจ้านวน 322 ราย วิเคราะห์ข฾อมูลทั่วไปโดยใช฾สถิติเชิงพรรณนาและทดสอบประสิทธิภาพในการ วินิจฉัยโดยใช฾ receiver operating characteristic (ROC) curve ผลการศึกษา : แบบประเมิน P-GAB risk assessment form (G-RAF) มีทั้งหมด 11 ข฾อ รวม 30 คะแนน ประเมิน ความเสี่ยงการเกิด P-GAB 2 ด฾าน คือ 1) ด฾านผู฾ปุวย ได฾แก฽ อายุ เพศ สถานสุขภาพทางวิสัญญี ดัชนีมวลกาย โรค ระบบหายใจ ระดับออกซิเจนในเลือด ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด และการสูบบุหรี่ และ 2) ด฾านการดูแลรักษา ได฾แก฽ ผลตรวจรังสีทรวงอก ต้าแหน฽งและประเภทของการผ฽าตัด มีค฽าค฽า CVI = 0.97 และ Inter-rater reliability = 0.98 ทดสอบความแม฽นย้าพบว฽าที่จุด cut-off 13 คะแนน G-RAF มีsensitivity 96.9%, specificity 85.2%, และ Area under Curve = 0.73 (95%CI 0.64-0.82, p < .001) คะแนนคัดกรองแบ฽งได฾ 2 กลุ฽ม คือกลุ฽มเสี่ยงต่้า 263 ราย (ร฾อยละ 81.67) ไม฽พบผู฾ปุวยเกิด P-GAB และกลุ฽ม เสี่ยงสูง 59 ราย (ร฾อยละ 18.33) คะแนน P-GAB score ค฽าเฉลี่ย 9.8 คะแนน (4-20 คะแนน, S.D. 2.96) ส฽วน ใหญ฽ได฾คะแนน P-GAB score 11 คะแนน (ร฾อยละ 74.5) พบผู฾ปุวยเกิด P-GAB 11 ราย (ร฾อยละ 3.4) คิดเป็นอัตรา อุบัติการณ์เกิด P-GAB เท฽ากับ 0.79 ครั้งต฽อ 1000 ชั่วโมง-ที่ได฾ GA ทั้งนี้ไม฽พบอัตราการเสียชีวิต สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ : แบบประเมิน P-GAB risk assessment form (G-RAF) สะท฾อนว฽าเป็นแบบ ประเมินที่มีประสิทธิภาพ สามารถน้าไปใช฾ประเมินคัดกรองระดับความเสี่ยงของการเกิดภาวะหลอดลมหดเกร็งหลัง ได฾รับการระงับความรู฾สึกแบบทั่วร฽างกาย และแยกผู฾ปุวยเพื่อด้าเนินการวางแผนปูองกันภาวะแทรกซ฾อนดังกล฽าวตาม ความเหมาะสมได฾ ค าส าคัญ : การระงับความรู฾สึกแบบทั่วร฽างกาย แบบประเมิน ปัจจัยเสี่ยง ภาวะหลอดลมหดเกร็ง


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 147 E1.11 Load ทันกันตาย นันทวัน อ฽อนส้าลี งานการพยาบาลผู฾ปุวยใน โรงพยาบาลเทพารักษ์ จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ผู฾ปุวยภาวะช็อกหากไม฽ได฾รับการรักษาอย฽างทันท฽วงทีอาจส฽งผลให฾เกิดการเสียชีวิตสูง และเกิดการช็อกซ้้าได฾ด฾วยเช฽นกัน ปัจจัยส้าคัญที่ก฽อให฾เกิดการเสียชีวิตได฾คือ การให฾สารน้้าไม฽เพียงพอท้าให฾มีการ ล฾มเหลวอวัยวะหลายระบบ การศึกษาเปรียบเทียบการให฾สารน้้าที่เพียงพอและทันเวลา โดยหลักการให฾สารน้้า 500 ml/30 min, 1000 ml/40 min และ 1500 ml/1hr. (กองยุทธศาสตร์แผนงาน กรมการแพทย์) จาก การศึกษาการให฾สารน้้าในผู฾ปุวยติดเชื้อที่มีภาวะช็อกโรงพยาบาลเทพารักษ์ พบการให฾สารน้้าทั้งหมด 92 ราย ไม฽ เป็นไปตามแนวทางทั้งหมด 55 ราย (59.79%) โดยมีปัจจัยคือ ขนาดเข็มส้าหรับให฾สารน้้าไม฽เหมาะสม 30 ราย (54.56%) ต้าแหน฽งที่ให฾สารน้้าไม฽เหมาะสม 20 ราย (36.36%) และชุดให฾สารน้้าไม฽เหมาะสม 5 ราย (9.09%) ซึ่งปัจจัยดังกล฽าวมีผลต฽อการให฾สารน้้าไม฽เป็นไปตามเกณฑ์ที่ก้าหนด วัตถุประสงค์การศึกษา : อัตราผู฾ปุวยได฾รับสารน้้า 30 ml/kg (1.5 Lit) ใน 1 ชม.แรก ≥ 80% วิธีการด าเนินการ : จัดท้าแนวทางปฏิบัติการให฾สารน้้าในผู฾ปุวยภาวะช็อก ผลการศึกษา : จากการศึกษาพบว฽าปัจจัยที่มีผลต฽อการให฾สารน้้า คือ 1) การเลือกใช฾เข็มส้าหรับให฾สารน้้าขนาด 18 G ขึ้นไป 2) การใช฾ชุดให฾สารน้้าชนิด Macrodrop 3) ต้าแหน฽งให฾สารน้้าเส฾นเลือดใหญ฽บริเวณข฾อพับแขน 4) Position ที่เส฾นเลือดเหยียดตรง ไม฽พับงอ ซึ่งปัจจัยดังกล฽าวตรงกับผลการศึกษาดังนี้1) การให฾สารน้้าด฾วยเข็มขนาด 18 G ชุดให฾สารน้้าชนิด Macrodrop ร฽วมกับการให฾สารน้้าบริเวณเส฾นข฾อพับแขนทั้ง 2 ข฾าง เป็นเวลา 20 - 41 นาที พบว฽าผู฾ปุวยไม฽สามารถวางแขนเหยียดตรงได฾ และมีโอกาสเลื่อนหลุดได฾บ฽อย จึงต฾องเปลี่ยนต้าแหน฽งในการให฾สาร น้้า 2) การให฾สารน้้าด฾วยเข็มขนาด 18 G ชุดให฾สารน้้าชนิด Macrodrop ร฽วมกับการให฾สารน้้าบริเวณข฾อมือ 1 ข฾าง และข฾อพับ 1 ข฾าง เป็นเวลา 31 – 40 นาที ผู฾ปุวยสามารถวางเขียนเหยียดตรงได฾ และพบการเลื่อนหลุดน฾อย สามารถ ให฾สารน้้าได฾ต฽อเนื่องจนครบก้าหนดระยะเวลาและได฾จ้านวนสารน้้าตามที่ต฾องการ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: ในปีงบประมาณ 2566 ผู฾ปุวยติดชื้อที่มีภาวะช็อก จ้านวน 95 ราย อัตรา ผู฾ปุวยได฾รับสารน้้า 30 ml/kg (1.5 Lit) ใน 1 ชม.แรก จ้านวน 87 ราย คิดเป็นร฾อยละ 91.58 ซึ่งมีประโยชน์ต฽อผู฾ปุวย ที่อยู฽ในภาวะช็อก จึงน้าเสนอต฽อคณะกรรมการทีมน้าทางคลินิก (Patient Care Team : PCT) เห็นชอบพิจารณา น้าไปใช฾ในเพิ่มในกระบวนการของ Clinical Practice Guidelines Sepsis ของโรงพยาบาลเทพารักษ์ฉบับแก฾ไขครั้ง ที่ 2 ลงวันที่ 1 มีนาคม 2566 ค าส าคัญ : การให฾สารน้้า, ภาวะช็อก


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 148 E1.12 ผลการใช้โปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ปุวยโรคความดันโลหิตสูงในชุมชนหมู่ที่ 5 ต าบลโนนดิน แดง อ าเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ วีรพล จันทราช โรงพยาบาลโนนดินแดง บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : การดูแลสุขภาพของผู฾ปุวยโรคไม฽ติดต฽อเรื้อรังมีความส้าคัญอย฽างยิ่งทั้งใน โรงพยาบาลและชุมชน การท้างานของคลินิกโรคไม฽ติดต฽อเรื้อรังและกลุ฽มงานบริการด฾านปฐมภูมิฯจึงส้าคัญ เพื่อลดภาวะแทรกซ฾อน ที่ส฽งผลต฽อความรุนแรงของโรคจนถึงขั้นเสียชีวิต ดังนั้นผู฾ศึกษาจึงน้าพระราชด้าริของ พระบาทสมเด็จพระเจ฾าอยู฽หัวรัชการที่ 9 “เข฾าใจ เข฾าถึง พัฒนา” เป็นบันได 3 ขั้นสู฽ความส้าเร็จ มาดูแลผู฾ปุวย คือ 1) เข฾าใจในข฾อมูลพื้นฐานด฾วยการศึกษาข฾อมูลทุกมิติของชุมชน ค฾นหาปัญหาและรวบรวมองค์ความรู฾ชุมชน น้ามาพัฒนาแนวทางในการดูแลสุขภาพของคนในชุมชน 2) เข฾าถึงองค์รู฾ในชุมชนผ฽านการมีส฽วนร฽วมของชุมชน วิเคราะห์ ปัญหา ความต฾องการของชุมชนและให฾ชุมชนมีส฽วนร฽วมในการพัฒนา 3) พัฒนาศักยภาพชุมชน ด฾าน องค์ความรู฾ในการดูแลสุขภาพ สร฾างทีมพี่เลี้ยง ผ฽านเครือข฽าย อสม. ออกแบบหลักสูตร ฝึกปฏิบัติและติดตาม ประเมินผล โดยมีการพัฒนาต฽อยอดให฾ชุมชนรู฾สึกถึงความเป็นเจ฾าของ น้าไปสู฽ความยั่งยืน วัตถุประสงค์ : เพื่อให฾มีรูปแบบการดูแลสุขภาพของผู฾ปุวยโรคไม฽ติดต฽อเรื้อรังที่เหมาะสมในชุมชน วิธีการด าเนินการวิจัย : เป็นการเปรียบเทียบ คะแนนความรู฾เรื่องโรค การออกก้าลังกาย การบริโภคอาหาร การผ฽อนคลายความเครียด คะแนนเฉลี่ยของภาวะ สุขภาพ ได฾แก฽ ดัชนีมวลกาย รอบเอว ระดับความดันโลหิต คัดเลือกกลุ฽มตัวอย฽างด฾วยการจับคู฽ตามคุณลักษณะที่เฉพาะ การเก็บรวบรวมข฾อมูลโดยใช฾การสังเกตแบบมีส฽วน ร฽วม การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร฾าง วิเคราะห์ข฾อมูลด฾วยข฾อสรุปแบบอุปนัย ผลการวิจัย : พบว฽า คะแนนความรู฾เรื่องโรค ความดันโลหิตสูงไม฽แตกต฽างกันอย฽างมีนัยส้าคัญทางสถิติ แต฽ความรู฾เรื่องการออกก้าลังกาย การบริโภคอาหาร การผ฽อนคลายความเครียดเพิ่มขึ้น 6.50, 5.63 และ 4.92 มีความแตกต฽างกันอย฽างมีนัยส้าคัญทางสถิติ ผู฾เข฾าร฽วมวิจัยมีการรับรู฾ความสามารถและให฾พันธะสัญญา ที่แตกต฽างกัน ในการติดตามและประเมินผลต฽อควร ให฾ค้าแนะน้าเฉพาะรายตามบริบท เปูาหมาย การรับรู฾ ความสามารถของผู฾ปุวยแต฽ละรายและช฽วงเวลาในการ เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของภาวะสุขภาพควรเป็น ช฽วงเวลาเดียวกัน สรุปผลการศึกษาและการน าไปประโยชน์ : การดูแลสุขภาพของผู฾ปุวยโรคไม฽ติดต฽อเรื้อรังมีความส้าคัญ อย฽างยิ่ง ทีมดูแลมีส฽วนส้าคัญมากในการค฾นหาปัญหา เพื่อลดภาวะแทรกซ฾อน ที่ส฽งผลต฽อความรุนแรงของโรค จนถึงขั้นเสียชีวิต จากการน฾อมน้าพระราชด้าริของพระบาทสมเด็จพระเจ฾าอยู฽หัวรัชการที่ 9 “เข฾าใจ เข฾าถึง พัฒนา” เป็นบันได 3 ขั้นสู฽ความส้าเร็จ โปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของการวิจัยนี้สามารถน้าไป ประยุกต์ใช฾กับผู฾ปุวยโรคอื่นได฾


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 149 E1.13 ผลของการให้สุขภาพจิตศึกษาแบบสั้นต่อความรู้สึกเป็นภาระการดูแลของผู้ดูแลผู้ปุวยจิตเภท สิริชัย เมี้ยนมิตร โรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ผู฾ปุวยโรคจิตเภทมีแนวโน฾มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ปัจจุบันแนวทางการรักษาผู฾ปุวยได฾ เปลี่ยนแปลงไป ส฽งผลให฾ผู฾ปุวย ครอบครัว ผู฾ดูแล และชุมชนได฾รับผลกระทบ โดยเฉพาะผู฾ดูแลผู฾ปุวยจิตเภท ส฽งผลให฾ผู฾ดูแลผู฾ปุวยจิตเภทเรื้อรัง มีบทบาทส้าคัญในการดูแลผู฾ปุวยจิตเภท หากผู฾ดูแลไม฽มีความรู฾สึกเป็นภาระ ก็จะสามารถดูแลผู฾ปุวยได฾อย฽างมีประสิทธิภาพ วัตถุประสงค์ : เพื่อเปรียบเทียบความรู฾สึกเป็นภาระการดูแลของผู฾ดูแลผู฾ปุวยจิตเภทก฽อนและหลังได฾รับการให฾ สุขภาพจิตศึกษาแบบสั้น กับกลุ฽มที่ได฾รับการพยาบาลตามปกติ ซึ่งเป็นการวิจัยกึ่งทดลอง กลุ฽มตัวอย฽างในการ วิจัย คือ ผู฾ดูแลผู฾ปุวยจิตเภทจ้านวน 30 คน โดยกลุ฽มทดลองได฾รับการด้าเนินการให฾สุขภาพจิตศึกษาแบบสั้น ส฽วนกลุ฽มควบคุม ได฾รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช฾ ได฾แก฽ โปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวแบบ สั้น และแบบประเมินภาระการดูแล ซึ่งมีค฽าความเชื่อมั่นเท฽ากับ .87 การวิเคราะห์ข฾อมูลใช฾สถิติเชิงพรรณนา ความถี่ ร฾อยละ ค฽าเฉลี่ย ส฽วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที (t test) ผลการวิจัย : พบว฽า ความรู฾สึกเป็นภาระของผู฾ดูแลผู฾ปุวยจิตเภทในกลุ฽มทดลองก฽อนการทดลอง M = 29.6, (SD = 0.89) และหลังการได฾รับสุขภาพจิตศึกษา มีคะแนนความรู฾สึกเป็นภาระ M = 15.9, (SD = 0.68) นอกจากนี้ยังพบว฽า คะแนนความรู฾สึกเป็นภาระของผู฾ดูแลผู฾ปุวยจิตเภทก฽อนการทดลองของกลุ฽มควบคุม M = 29.8, (SD = 0.95) และกลุ฽มทดลอง M = 29.6, (SD = 0.89) ไม฽มีความแตกต฽างกันอย฽างมีนัยส้าคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05 (p-value = 0.601) แต฽ภายหลังการทดลองพบว฽าคะแนนภาระของผู฾ดูแลผู฾ปุวยจิตเภทของกลุ฽ม ทดลอง M = 15.9, (SD = 0.68)มีค฽าต่้ากว฽าคะแนนภาระของผู฾ดูแลผู฾ปุวยจิตเภทของกลุ฽มควบคุม M = 29.7, (SD = 0.95) อย฽างมีนัยส้าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p-value < 0.001) ข้อเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้ : พยาบาลสามารถน้าการให฾สุขภาพจิตศึกษา ตามแนวคิดความ รอบรู฾สุขภาพจิต ไปใช฾ในการให฾ค้าแนะน้าแก฽ผู฾ดูแลผู฾ปุวยจิตเภท โดยอาจมีการปรับระยะเวลาในการด้าเนิน กิจกรรมในแต฽ละขั้นตอนให฾มีความเหมาะสม ตรงกับความต฾องการของผู฾ดูแลผู฾ปุวยจิตเภท ค าส าคัญ : การให฾สุขภาพจิตศึกษา, ภาระการดูแล, ผู฾ดูแลผู฾ปุวยจิตเภท


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 150 E1.14 ผลการส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการตนเองของผู้ปุวยเบาหวานรายใหม่ เพื่อควบคุมระดับน้ าตาลในเลือด โรงพยาบาลครบุรี ปี 2566 สุทธิพร เสาะรัมย์ และคณะ คลินิกเบาหวาน โรงพยาบาลครบุรี บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ผู฾ปุวยเบาหวานรายใหม฽แนวโน฾มเพิ่มขึ้น เฉลี่ยเดือนละ 30-40 คน พบปัญหาคือผู฾ปุวยขาด ความรู฾และทักษะในการดูแลตนเอง คลินิกเบาหวานมีการให฾ความรู฾เรื่องโรค ยา อาหารออกก้าลังกายและการดูแลเท฾า โดย ทีมสหวิชาชีพ เพื่อให฾ผู฾ปุวยมีความรู฾และสามารถจัดการดูแลตนเองได฾ โดยแบ฽งเป็น 2 รูปแบบการสอนคือรูปแบบปกตินั้น ผู฾ปุวยรายใหม฽ทุกคนต฾องรับฟังค้าแนะน้า โดยสอน visit ละ 1 เรื่อง ทุก 1-2 เดือน สอน 30 นาทีแบ฽งเป็น 3 กลุ฽ม กลุ฽มละ 30-40 คน ในทุกวันพฤหัสบดีที่ 3 ของเดือน และรูปแบบOne day camp จัดขึ้นทุกวันอังคาร ที่ 2 ของเดือนเว฾นเดือน โดย เลือกผู฾ปุวยที่มีอายุน฾อยกว฽า 65 ปีและสมัครใจในการเข฾าร฽วม One day camp โดยทั้ง 2 รูปแบบจัดควบคู฽กัน คลินิกเบาหวาน ต฾องการศึกษาว฽าการให฾ความรู฾ทั้ง 2 รูปแบบใดที่เหมาะสมและให฾ผลการรักษาที่ดีที่สุด วัตถุประสงค์การศึกษา : 1) เพื่อให฾ผู฾ปุวยเบาหวานที่เข฾าร฽วมกิจกรรมมีความรู฾ 2) เพื่อให฾ผู฾ปุวยที่เข฾าร฽วมกิจกรรมมีค฽าเฉลี่ย HbA1c น้้าหนักตัวและดัชนีมวลกายลดลง 3) พัฒนาโปรแกรมการดูแลผู฾ปุวยโรคเบาหวานที่เหมาะสม วิธีการด าเนินการ : ด้าเนินการในคลินิกโรคเบาหวานรายใหม฽ตั้งแต฽ 1 เมษายน 2563 – 30 เมษายน 2565 จ้านวน 163 คน แบ฽งเป็น 2 กลุ฽ม ดังนี้คือ กลุ่มผู้เข้าร่วมการให้ความรู้รูปแบบปกติและกลุ่มผู้เข้าร่วมการให้ความรู้รูปแบบ One Day Camp ให฾ความรู฾ร฽วมกับทีมสหวิชาชีพออกแบบกิจกรรม การจัดการตนเอง กิจกรรมที่ 1 การประเมินภาวะสุขภาพร฽างกาย (assess) กิจกรรมที่ 2 การให฾ความรู฾และค้าแนะน้า (advice) เกี่ยวกับโรคเบาหวาน ยา อาหาร ออกก้าลังกาย การดูแลเท฾า และจัดการ กิจกรรมที่ 3 ตั้งเปูาหมายและการประเมินตนเอง (agree) เพื่อการปฏิบัติต฽อเนื่อง กิจกรรมที่ 4 การช฽วยเหลือ (assist) สนับสนุนเครื่องมือเพื่อควบคุมน้้าตาลในเลือด กิจกรรมที่ 5 การประเมินผล (arrange) ทุก 2-3 เดือน วิเคราะห์ภาวะ สุขภาพ ตรวจค฽าระดับน้้าตาลเลือด เสริมแรงจูงใจ ปัญหาอุปสรรคและหาแนวทางแก฾ไข ประเมินความรู฾หลังเข฾าร฽วมกิจกรรม ผลการศึกษา : ผู฾เข฾าร฽วมกิจกรรมทั้งหมด 163 คน กลุ฽มผู฾เข฾าร฽วมการให฾ความรู฾รูปแบบปกติ จ้านวน 122 คน และกลุ฽ม ผู฾เข฾าร฽วมการให฾ความรู฾รูปแบบ one day camp จ้านวน 41 คน เมื่อเปรียบเทียบผลการรักษาโดยใช฾ t-test พบว฽า HbA1c เฉลี่ย 6 เดือนถัดมา กลุ฽มผู฾เข฾าร฽วมการให฾ความรู฾รูปแบบปกติเท฽ากับ 7.37 (p0.001) และกลุ฽มผู฾เข฾าร฽วมการให฾ความรู฾รูปแบบ one day camp เท฽ากับ 6.92 (p0.000) คะแนนเฉลี่ยแบบทดสอบความรู฾เกี่ยวกับการดูแลตนเองในผู฾ปุวยเบาหวานหลังการ ให฾ความรู฾เท฽ากับ 8.94 (p0.000) และ 9.56(p0.001) ตามล้าดับ น้้าหนักเฉลี่ยและ BMI เฉลี่ยไม฽แตกต฽างกันอย฽างมีนัยส้าคัญ ทางสถิติ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: การลดลงได฾ของHbA1C 6 เดือนถัดมาและคะแนนเฉลี่ยแบบทดสอบเกี่ยวกับการ ดูแลตัวเองที่สูงขึ้นไม฽ต฽างกัน ผู฾ปุวยจึงสามารถเลือกเข฾ากลุ฽มตามความสมัครใจและเหมาะสมกับตนเองได฾ ค าส าคัญ : กระบวนการให฾ความรู฾ในรูปแบบปกติ และรูปแบบ One day camp, พฤติกรรมการจัดการตนเอง ทฤษฎีแนวคิด การจัดการตนเองตามทฤษฎี (5 A’s Behavior change model adapted for self-management support) ของ Glasgow and Miller, เบาหวาน


Click to View FlipBook Version