การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 101 O5.8 การพัฒนาโปรแกรม Mtele ภก.จิตติศักดิ์ ค้าตัน, ศิริกัญญา กรงกลาง, ชลิดา ตรีโอสถ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ความเป็นมา : นโยบายการด้าเนินงานกระทรวงสาธารณสุขดาน Digital Technology & Innovation in Healthcare น้าไปสูการพัฒนาระบบ Tele-Health ใหเกิดระบบบริการสาธารณสุขทางไกลไดครบทุกรูปแบบของโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมากับแตละหนวยบริการที่ตองการ ซึ่งปัจจุบันโปรแกรมหรือแอพพลิเคชั่น Tele-Health ที่มีอยู ไมรองรับการ ท้างานบางรูปแบบ ในระบบบริการที่โรงพยาบาลจ้าเป็นตองใช วัตถุประสงค์ : เพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์ใหรองรับการท้างานระบบบริการสาธารณสุขทางไกล ที่ครอบคลุมทุกระบบการ ด้าเนินงานของโรงพยาบาล กับแตละหนวยบริการ จึงพัฒนาโปรแกรมภายใตชื่อ Mtele วิธีการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์: ส้ารวจความตองการของผูใช ออกแบบการใหบริการ Tele-Health การเก็บขอมูล และการ จัดการขอมูลผูปุวย ดวยกระบวนการ Design Thinking ออกแบบระบบการใหบริการ การสรางแบบฟอร์มเก็บขอมูล การ จัดการขอมูลผูปุวย ระบบรายงาน และระบบจัดการผูใช การก้าหนดขอมูลพื้นฐานของระบบ และสวนการเชื่อมตอระบบ โรงพยาบาล การสรางระบบการสื่อสาร ดวยภาพและเสียง และระบบสั่งงานระยะไกล ติดตั้งโปรแกรม Mtele บนเครื่อง Server และ Network ที่สามารถออนไลน์ไดทดสอบการท้างาน อบรมผูใชงาน ติดตามประสิทธิภาพและปรับปรุงโปรแกรม ผลการทดสอบสิ่งประดิษฐ์ : พัฒนาซอฟต์แวร์ใหรองรับการท้างาน Tele-Health ที่ครอบคลุมระบบการด้าเนินงานของ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมากับแตละหนวยบริการ มีระบบจัดการฐานขอมูล การบันทึก แกไข ลบ ขอมูลผูปุวยที่นัดเขา รับบริการ โดยน้ารองระบบ Tele-Consult คลินิกมะเร็งศัลยกรรมกับโรงพยาบาลในจังหวัด แผนกจิตเวชกับโรงพยาบาลปาก ชองนานา เรือนจ้าคลองไผและเรือนจ้าเขาพริก จ้านวน 1,585 ราย และการด้าเนินงานระบบ Tele-Medicine, TeleNursing, Tele-Pharmacy แผนกอายุรกรรมกับเรือนจ้ากลางนครราชสีมา จ้านวน 138 ราย ข้อเสนอแนะ การน าไปใช้ : โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมามีซอฟต์แวร์รองรับการท้างานระบบ Tele-Health ท้าใหเกิด ระบบบริการสาธารณสุขทางไกล ที่ครอบคลุมทุกระบบการด้าเนินงาน Tele-Medicine, Tele-Nursing, Tele-Pharmacy, Tele-Consult กับแตละรูปแบบบริการ เชน Station–Station ระหวางหนวยบริการโรงพยาบาล รพ.สต. เรือนจ้า และ Station-Person ระหวางหนวยบริการโรงพยาบาลกับพยาบาลชุมชน หรือ อสม. ในการเยี่ยมบาน และหุนยนต์ TeleMedicine ซึ่งดวยเทคโนโลยีWeb Application ที่มีการจัดเก็บสารสนเทศในระบบฐานขอมูล และการจัดการขอมูลผูปุวยมี ความปลอดภัย มีระบบ Video Streaming สรางระบบการสื่อสาร ดวยภาพและเสียง ที่มีประสิทธิภาพ จึงสามารถน้าไปตอ ยอดพัฒนาใหรองรับรูปแบบบริการตางๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไดอีกมาก อาจขยายผลน้าไปใชโดยโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา กับหนวยบริการตางๆที่ดูแลผูปุวยในเขตสุขภาพที่ 9 ทั้งหมด 4 จังหวัด ท้าใหผูปุวยบางรายที่ตองเดินทางไกล มากกวา 100 กม. การที่มีระบบการบริการสาธารณสุขทางไกล (Tele-Health) ท้าใหผูปุวยไดรับการรักษาจากแพทย์เฉพาะ ทาง ประหยัดเวลาและคาใชจายในการเดินทางไป-กลับครั้งละ 500-3,000 บาทตอคน รวมถึงลดการสงตอ ลดความแออัด และลดคาใชจายของโรงพยาบาล ท้าใหประชาชนและองค์กรไดรับประโยชน์สูงสุดจากระบบบริการสาธารณสุขทางไกล ค าส าคัญ : สาธารณสุขทางไกล, การแพทย์ทางไกล, Tele-Health
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 102 O5.9 การให้บริการเภสัชกรรมทางไกล (Tele-Pharmacy) ในผู้ปุวยมะเร็งเต้านม ภญ.สุมีนตรา พรหมเทศ, ภก.จิตติศักดิ์ ค้าตัน โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ความเป็นมา : จากสถานการณ์COVID-19 โรงพยาบาลมีการสงยาทางไปรษณีย์ใหแกผูปุวย ระบบมีขอจ้ากัด คือเภสัชกรไมมีโอกาสไดพบผูปุวยเพื่อใหค้าปรึกษาและติดตามการใชยา จึงไดรวมกับศูนย์ความเป็นเลิศดาน มะเร็ง โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ใหบริการเภสัชกรรมทางไกล (Tele-Pharmacy) สงยาฮอร์โมนทาง ไปรษณีย์ใหแกผูปุวยโรคมะเร็ง ที่มีอาการคงที่ และสามารถควบคุมโรคได วัตถุประสงค์: เพื่อการใหบริการเภสัชกรรมและการบริบาลเภสัชกรรมสอดคลองกับมาตรฐานวิชาชีพ ติดตาม ความปลอดภัยในผูปุวยที่ใชยาฮอร์โมนเพื่อรักษามะเร็งเตานม คนหาปัญหาและอาการไมพึงประสงค์จากการ ใชยาฮอร์โมนเพื่อรักษามะเร็งเตานม ใหผูปุวยเขาถึงการรับบริการไดสะดวกมากขึ้น ประหยัดเวลาและลด คาใชจายในการเดินทาง ลดความแออัด และคาใชจายของโรงพยาบาล วิธีด าเนินการ : เภสัชกรเขารับการฝึกอบรมหลักสูตร การใหบริการเภสัชกรรมทางไกล (Tele-Pharmacy) และสอบผานไดการรับรอง จากสภาเภสัชกรรม ทบทวนรายการและขอมูลยา ออกแบบขั้นตอนการท้างาน ระบบการบริการสาธารณสุขทางไกล (Tele-Health) ใหสอดคลองกันทั้งระบบ Tele-Medicine, TeleNursing พัฒนาโปรแกรมจัดเก็บขอมูล ระบบจัดการงานบริการ ระบบการสงยาทางไปรษณีย์และระบบ รายงาน เภสัชกรท้าการใหบริการเภสัชกรรมทางไกล (Tele-Pharmacy) ดวยระบบ หมอพรอม Station และ สงยาทางไปรษณีย์ ผลการศึกษา : เริ่มด้าเนินการใหบริการเภสัชกรรมทางไกล (Tele-Pharmacy) ผูปุวยมะเร็งเตานมที่มีอาการคงที่ เดือนมิถุนายน 2566 ถึง สิงหาคม 2566 ทั้งหมด 75 ราย โดยเป็นผูปุวยที่ไดรับยา Tamoxifen ทั้งหมด 50 ราย และผูปุวยที่ไดรับยา Letrozole ทั้งหมด 25 ราย แพทย์มีการเปลี่ยนสูตรยาจาก Tamoxifen เป็น Letrozole 2 ราย พบปัญหาจากการใชยา 2 ราย คือ ผูปุวยทานยาผิด เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนขนาดยา Tamoxifen ที่ใชใน โรงพยาบาลจาก 10 mg เป็น 20 mg 1 ราย และผูปุวยลืมทานยา 1 ราย ดานคาใชจายในการเดินทางผูปุวยใน เขตสุขภาพที่ 9 บางรายตองเดินทางไกลมากกวา 100 กม. การที่มีระบบการบริการสาธารณสุขทางไกล (TeleHealth) ท้าใหผูปุวยประหยัดคาใชจายในการเดินทางเฉลี่ยไปกลับคนละ 1,200-3,000 บาทตอคน รวมถึง ประหยัดเวลาในการเดินทางอีกดวย และผูปุวยมีความพึงพอใจสวนใหญอยูในระดับดีมาก ข้อเสนอแนะ การน าไปใช้: การใหบริการเภสัชกรรมทางไกล (Tele-Pharmacy) ท้าใหผูปุวยไดรับยาอยาง ตอเนื่องโดยที่ผูปุวยไมตองรอพบแพทย์และเภสัชกร เพื่อลดความแออัด เพิ่มระยะหางและลดการแพรระบาด ของโรคติดเชื้อในโรงพยาบาล เภสัชกรสามารถใหบริการเภสัชกรรมและการบริบาลเภสัชกรรม ใหค้าปรึกษา ดานยา ติดตามการใชยา และคนหาปัญหาจากการใชยาได โดยที่ผูปุวยไมจ้าเป็นตองเดินทางมา ในการศึกษานี้ สามารถน้ารูปแบบการใหบริการเภสัชกรรมทางไกล (Tele-Pharmacy) ไปใชในคลินิกโรคตางๆ ของ โรงพยาบาลเพื่อเพิ่มชองทางการเขาถึงการรักษา เพิ่มความพึงพอใจและเกิดประโยชน์สูงสุดแกผูรับบริการ ค าส าคัญ : เภสัชกรรมทางไกล , Tele-Pharmacy , Tele-Health
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 103 O5.10 การพัฒนาระบบบริการ การรักษาผู้ปุวยโรคมะเร็งด้วยระบบ Tele health วราภรณ์ มะลิวัน นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ศูนย์ความเป็นเลิศดานมะเร็ง โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา มีบริการสงยาฮอร์โมน ทางไปรษณีย์ใหแกผูปุวยโรคมะเร็ง ที่มีอาการคงที่ และสามารถควบคุมโรคได มาตั้งแตปี 2562 กอนเกิดสถานการณ์ โควิด-19 โดยใชวิธีการสอบถามประวัติผูปุวยทางโทรศัพท์ และสงเอกสารผาน application line จนในปี 2566 ส้านักงานหลักประกันสุขภาพแหงชาติ ไดก้าหนดการจายคาใชจายเพื่อบริการสาธารณสุข กรณีการใหบริการสาธารณสุข ระบบทางไกลในลักษณะผูปุวยนอกทั่วไป โดยมีเกณฑ์วาตองมีการพิสูจน์ตัวตนของผูรับบริการ ศูนย์ความเป็นเลิศดาน มะเร็ง โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา และกลุมงานสารสนเทศทางการแพทย์ จึงไดพัฒนาระบบบริการ การรักษา ผูปุวยโรคมะเร็งจากระบบ telephone เป็นระบบ Tele health โดยใช application หมอพรอม เพื่อใหผูปุวยไดรับ บริการที่สอดคลองกับมาตรฐานวิชาชีพและคุณภาพใหบริการที่สูงขึ้นกวาระบบเดิมจนมีผลลัพธ์ที่ดีผูรับบริการพึงพอใจ วัตถุประสงค์1) เพื่อพัฒนาแนวทางการท้า Tele health ผาน App หมอพรอมในผูปุวยมะเร็งเตานม 2) เพื่อใหผูปุวย มะเร็งเตานมเขาถึงระบบการรักษาผาน Tele health 3) เพื่อใหผูปุวยมะเร็งเตานมไดรับยาตามแผนการรักษาทาง ไปรษณีย์ไดอยางถูกตอง ทันเวลา ตอเนื่อง การด าเนินงาน “ไดเห็นหนาและพูดจา แถม...คนไขไมตองมา แต...คุณภาพการรักษายังเหมือนเดิม” ระยะเตรียมการ: 1) ผูปุวยกลุมเปูาหมายยืนยันตัวตนผาน App หมอพรอม 2) เจาหนาที่นัดหมายการรักษา Tele health ผาน App หมอ พรอม ถึงวันนัด: 1) เจาหนาที่หองคลินิกมะเร็งศัลยกรรม ลงทะเบียนออกบัตรผูปุวยนัด 2) พยาบาลหองคลินิกมะเร็ง ศัลยกรรม ซักประวัติผูปุวยผาน App หมอพรอม 3) แพทย์ตรวจผูปุวยผาน App หมอพรอม 4) พยาบาลหองคลินิกมะเร็ง ศัลยกรรม สรุปหลังตรวจ 5) เจาหนาที่หองคลินิกมะเร็งศัลยกรรม นัดหมายผู้ปุวยครั้งต่อไป: (แจงเตือนนัดหมายผาน หมอพรอม) 6) เจาหนาที่หองคลินิกมะเร็งศัลยกรรมน้าใบยาผูปุวยสงที่หองยา OPD ชั้น 3 7) เภสัชกรชี้แจงการ รับประทานยาแกผูปุวยผาน App หมอพรอม หองยาจัดสงยาทางไปรษณีย์ ใบนัดหมายครั้งตอไป ผลลัพธ์ผูปุวยที่ไดรับยาทางไปรษณีย์ แยกตามปีงบประมาณ (Visit) เฉลี่ยเดือนละ 120 คน หลังด้าเนินการ 1) ผูปุวยเขาถึง การรักษาผาน Telehealth = 41 ราย คิดเป็น 49% 2) ผูปุวยไดรับการรักษาผาน Tele health ไดรับยาถูกตอง 100% 3) ผูปุวยที่รับยาทางไปรษณีย์ไดรับการรักษาตอเนื่อง 100% 4) ผูปุวยประหยัดคาเดินทางเฉลี่ย 300-1500 บาท/ครั้ง อุปสรรค์ที่เจอระหว่างด าเนินการ 1) ระบบ INTERNET ที่ไมเสถียรท้าใหการเขาถึงการรักษาไมสมบูรณ์เทาที่ควร 2) ผูปุวยบางรายอยากรับยาทางไปรษณีย์แตไมมีสมาร์ทโฟน สิ่งที่จะท าแตกต่างไปจากเดิม ใชวิธีติดตอประสานงานไปยัง รพ.สต.ใกลบานผูปุวยเพื่อใหผูปุวยเขาถึงระบบการรักษาผาน Tele health อยางคลอบคลุมและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด การน าไปใช้ประโยชน์1) ลดความแออัดในโรงพยาบาล 2) ประหยัดเวลาและคาใชจายในการเดินทาง 3) ความพึงพอใจ ที่ดีมากของผูรับบริการที่มีตอโรงพยาบาล ค าส าคัญ Tele Health ,โปแกรมหมอพรอม,Virtual Hospital
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 104 O5.11 Language Box (กล่องเสริมภาษาวัยเด็ก) อดิศร เสมอภาค กลุมงานจิตเวชและยาเสพติด โรงพยาบาลบานกรวด บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ กลุมงานจิตเวชและยาเสพติด โรงพยาบาลบานกรวดไดมีคลินิกกระตุนพัฒนาการ เพื่อชวยเหลือปัญหาที่เกิดขึ้น จากพัฒนาการที่ลาชา และจากการติดตามประเมินพัฒนาการของเด็กที่มีความเสี่ยงพัฒนาการลาชาที่มากระตุนในคลินิก กระตุนพัฒนาการ มีจ้านวน 653 คน มีความเสี่ยงดานพัฒนาการลาชา จ้านวน 193 คน มีความเสี่ยงพัฒนาการลาชาดาน ภาษา และการพูด จ้านวน 157 คน คิดเป็นรอยละ 81.35 โดย เด็กสวนใหญที่มาประเมินพัฒนาการมีความเสี่ยง พัฒนาการลาชาดานภาษาและการพูด ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ ที่ส้าคัญคือ การที่ผูปกครองไมคอยมีเวลาดูแล ใหลูกหรือบุตร หลานเลนแตโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต ขาดการกระตุน ขาดสื่อเครื่องมือในการกระตุนพัฒนาการของเด็ก และทาง คลินิกสุขภาพจิตยังไมมีสื่อเครื่องมือที่สงเสริมพัฒนาการดานภาษาและการพูด ทางผูจัดท้าจึงมีความสนใจที่จะจัดท้า Language Box : กลองเสริมภาษาวัยเด็ก เป็นสื่อหรือเครื่องมือในการชวยกระตุนพัฒนาการดานภาษาแกเด็กที่มี่ความ เสี่ยงหรือพัฒนาการลาชาดานภาษา วัตถุประสงค์การศึกษา 1. เพื่อศึกษาหาความรูมาใชในการจัดท้า Language Box (กลองเสริมภาษาวัยเด็ก) 2. เพื่อหาสื่อหรือเครื่องมือมาใชในการกระตุนพัฒนาการเด็ก วิธีการด าเนินงาน 1. ประเมินพัฒนาการของเด็ก และเลือกกลุมตัวอยางที่จะใชในการทดลองใชเครื่องมือ 2. จัดท้าเครื่องมือ สื่อ กระตุนพัฒนาการเรียนรู และศึกษาถึงแนวทางในการจัดท้าเครื่องมือ สื่อ กระตุน พัฒนาการ และค้าศัพท์ที่จะน้ามาจัดท้าในการกระตุนพัฒนาการ 3. สอนการใชงานเครื่องมือ สื่อ กระตุนพัฒนการ แกกลุมตัวอยาง 4. น้าเครื่องมือไปใชกระตุนตอที่ศูนย์พัฒนาการเด็กเล็ก 3 แหง ที่กลุมตัวอยางเรียนอยู 5. ประเมินผลและประเมินพัฒนาการกลุมตัวอยาง ผลการศึกษา จากการจัดโครงการการใช language box : กลองเสริมภาษา มีกลุมเปูาหมายเขารวมทั้งสิ้น 30 คน โดย แบงเป็น ผูปกครอง 15 คน เด็ก 10 คน และครูปฐมวัย 5 คน ในการจัดกิจกรรมมีการใหความรูเรื่องพัฒนาการที่สมวัย และการกระตุนพัฒนาการ ผูปกครองใหความสนใจ และมีความรูเพิ่มขึ้น โดยวัดจากแบบสอบถามความพึงพอใจ โดยรวม ในทุกดานอยูในระดับมากที่สุด )̅ = 4.(58 และไดเครื่องมือสื่อในการกระตุนพัฒนาการในการท้ากิจกรรมกลุมทั้งหมด 3 ชิ้น สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ จากการทดลองเป็นระยะเวลา 3 เดือน กลุมตัวอยางมีพัฒนาการที่ดีขึ้น รอยละ 90 เนื่องจากครูประจ้าศูนย์พัฒนาการเด็กเล็กชวยกระตุนพัฒนาการ ใชเครื่องมืออยางสม่้าเสมอ และสามารถออก เสียง พูดค้าตาง ๆ ไดมากขึ้น และจะน้าเครื่องมือ Language Box (กลองเสริมภาษาวัยเด็ก) ไปใชตอเพื่อกระตุน พัฒนาการแกเด็กที่มีความเสี่ยงหรือมีพัฒนาการลาชาตอไป ค าส าคัญ : Language Box
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 105 O5.12 Update X-Ray positioning chart 2003 รัติกรณ์ พัฒนแสง แผนกรังสีวินิจฉัย โรงพยาบาลมหาวิทยาลัเทคโนโลยีสุรนารี บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: ภาพถายเอกซเรย์มีบทบาทส้าคัญอยางยิ่งในการวินิจฉัยโรค ซึ่งรังสีเอกซ์เป็น คลื่นแมเหล็กไฟฟูาพลังงานสูง มีอ้านาจทะลุทะลวงเนื้อเยื่อและวัตถุตางๆได ดังนั้นจึงตองค้านึงถึงการใชรังสีให มีเหมาะสมและเกิดประโยชน์กับผูรับบริการมากที่สุด เพื่อลดการถายภาพรังสีซ้้า ซึ่งจะเป็นการเพิ่มปริมาณ รังสีใหผูรับบริการ และเพื่อใหไดภาพเอกซเรย์ที่มีคุณภาพ (x-ray image quality) เพียงพอตอการวินิจฉัยโรค ในปัจจุบันแพทย์เฉพาะทางใชภาพเอกซเรย์ที่มีความจ้าเพาะตออวัยวะหรือโรคที่ตองการวินิจฉัยมากขึ้น มีการ จัดทาหลากหลายและซับซอน สงผลใหอัตราการเอกซเรย์ซ้้าเนื่องจากการจัดทาไมถูกตองสูงขึ้น ทางแผนกจึง ไดจัดท้า special x-ray positioning chart เพื่อเป็นแนวทางในการจัดทาเอกซเรย์พิเศษใหแกผูปฏิบัติงาน วัตถุประสงค์: เป็นแนวทางใหผูปฏิบัติงานสามารถจัดทาเอกซเรย์พิเศษไดอยางถูกตอง เพื่อใหไดภาพเอกซเรย์ ที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน ตอบสนองความตองการของแพทย์ในการวินิจฉัยโรค ลดอัตราการเอกซเรย์ซ้้า และ ลดระยะเวลาการรอคอยของผูรับบริการ วิธีการด าเนินงาน: ใชหลักการ PDCA ในการพัฒนา CQI ตามขั้นตอนดังนี้ 1. Plan: วิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้น พบวาอัตราการเอกซเรย์ซ้้าสูงขึ้น มีสาเหตุมาจากการจัดทาเอกซเรย์ที่ไมถูกตอง พบไดบอยในทาเอกซเรย์ พิเศษที่มีความซับซอน 2. Do: รวบรวมการจัดทาเอกซเรย์พิเศษที่พบจากการปฏิบัติงาน และจัดท้า special x-ray positioning chart ในรูปแบบ QR code เพื่อใหเป็นไปตามแนวทาง smart hospital 3. Check: ติดตามผลการใช special x-ray positioning chart เป็นแนวทางในการจัดทาในชวงเดือนเมษายน-สิงหาคม 4. Act: ปรับปรุงและแกไขปัญหาตามรอยสถิติตัวชี้วัดที่ได เพื่อน้าไปเป็นแนวทางปฏิบัติงานของเจาหนาที่ ผลการศึกษา: ความพึงพอใจของแพทย์เฉพาะทางตอภาพถายทางรังสี(รังสีแพทย์) เป็นรอยละ 94.3 ความพึง พอใจของผูปุวยตอระยะเวลาที่ใชในการตรวจทางรังสี เป็นรอยละ 93.36 อัตราการถายภาพทางรังสีซ้้าคิด เป็นรอยละ 1.28 และระยะเวลารอคอยเอกซเรย์เฉลี่ย 8.1 นาที ข้อเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้: ติดตามอัตราตัวชี้วัดจนครบ 6 เดือน และรวบรวมทาเอกซเรย์ พิเศษใหมที่พบ และเพิ่มเติมลงใน x-ray positioning chart ค าส าคัญ: X-ray positioning, อัตราการเอกซเรย์ซ้้า, รังสีเอกซ์, x-ray image quality
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 106 O5.13 การใช้ Sigma matrics มาประยุกต์ใช้ในการควบคุมคุณภาพการตรวจวิเคราะห์ไทรอยด์ด้วยเครื่อง Cobas e411 กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์ โรงพยาบาลสีคิ้ว ณัฐจุรี สุกอง กลุมงานเทคนิคการแพทย์ โรงพยาบาลสีคิ้ว บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ จากอุบัติการณ์การวินิจฉัย Thyroid strom ลาชาเนื่องจากตองรอผลตรวจไทรอยด์ที่ เปิดตรวจแควันศุกร์ กลุมงานเทคนิคการแพทย์ โรงพยาบาลสีคิ้วจึงไดน้า sigma matrics เขามาชวยในกระบวนการ ควบคุมคุณภาพเพื่อประเมินประสิทธิภาพของการตรวจวิเคราะห์วามีความผิดพลาดเกิดขึ้นในระดับใด โดยจะน้า ขอมูลดังกลาวมาปรับกระบวนการในการควบคุมคุณภาพรวมถึงพิจารณาเพิ่มวันเปิดใหบริการตรวจไทรอยด์โดยหวัง วาผลจากการศึกษาในครั้งนี้จะท้าใหสามารถทดสอบสารควบคุมคุณภาพไดอยางเหมาะสม รวมถึงสามารถเปิด ใหบริการตรวจไทรอยด์ไดทุกวันโดยไมท้าใหตนทุนในการทดสอบ สารควบคุมคุณภาพเพิ่มสูงจนเกินไป เพื่อ คนไขไดผลตรวจที่เร็วขึ้น นอกจากนี้ยังชวยใหแพทย์วินิจฉัยและท้าการรักษาคนไขไดอยางทันทวงที วัตถุประสงค์ 1) เพื่อหาความถี่และ westgard rule ที่เหมาะสมในการทดสอบสารควบคุมคุณภาพ 2) เพื่อเพิ่มวัน เปิดใหบริการตรวจไทรอยด์โดยไมเพิ่มตนทุนในการควบคุมคุณภาพ วิธีการด าเนินงาน 1) น้าผลการควบคุมคุณภาพภายในจ้านวน 2 ระดับ ระดับละ 40 คาตั้งแต 1 กุมภาพันธ์ถึง 7 กรกฎาคม 2566 มาค้านวณหาคา %CV 2) น้าผลการควบคุมคุณภาพภายนอกจ้านวน 10 ครั้งลาสุดมาวิเคราะห์หา %Bias 3) น้า %CV และ %Bias มาวิเคราะห์หา sigma matrics แลวน้าไปเลือก westgard rule ที่เหมาะสม ผลจากการศึกษา พบวา FT3 FT4 และ TSH มี sigma metrics เทากับ 5.20 5.48 และ 7.15 ตามล้าดับ และไดกฎ ที่เหมาะสมในการควบคุมคุณภาพภายใน FT3 และ FT4 คือ 13S 22S R4S โดยทดสอบสารควบคุมคุณภาพแควันละ 1 ครั้งหรือทดสอบสารควบคุมคุณภาพ 1 ครั้งตอตัวอยางเลือดคนไข 450 ราย สวนกฎที่เหมาะสมส้าหรับ TSH คือ 13S โดยทดสอบสารควบคุมคุณภาพแควันละ 1 ครั้งหรือทดสอบสารควบคุมคุณภาพ 1 ครั้งตอตัวอยางเลือดคนไข 1,000 ราย สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ เมื่อน้าผลการศึกษาไปพิจารณารวมกับยอดสั่งตรวจไทรอยด์เฉลี่ยในปี 2566 ซึ่งมีประมาณ 250 ตัวอยางตอเดือน พบวาความถี่ในการทดสอบสารควบคุมคุณภาพภายในไมจ้าเป็นตองท้าทุก วันที่เปิดตรวจ จึงไดปรับการท้างานโดยเปิดบริการตรวจวิเคราะห์ไทรอยด์ทุกวันโดยเริ่มตั้งแต 12 กันยายน 2566 และทดสอบสารควบคุมคุณภาพภายในเดือนละ 2 ครั้ง ซึ่งจากการปรับเปลี่ยนดังกลาวท้าใหตนทุนในการตรวจ วิเคราะห์ไทรอยด์ตอเคสตอครั้งจาก 353.34 บาท ลดลงเหลือ 342.22 บาท ในขณะที่เวลาในการรายงานผลเฉลี่ย ลดลงจาก 520.21 นาที เหลือ 76.8 นาทีท้าใหคนไขสามารถรอผลและพบแพทย์ไดในวันเชนเดียวกับการทดสอบ อื่นๆ ไมตองเสียเวลาและคาใชจายในการเดินทางมาฟังผลเชนเดิม รวมทั้งชวยลดจ้านวนนัดและความแออัดใน โรงพยาบาล ค าส าคัญ : Sigma matrics, การควบคุมคุณภาพ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 107 O5.14 นวัตกรรม โปรแกรมลาออนไลน์ โรงพยาบาลสีคิ้ว อภิรัฐ ภูเอี่ยม โรงพยาบาลสีคิ้ว บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ องค์กรแพทย์เสนอความตองการจัดการดานเอกสาร เนื่องจากอัตรา TurnOver rate วิชาชีพ แพทย์เพิ่มขึ้น จากหลายสาเหตุรวมทั้งงานเอกสารดวย งานสารสนเทศจึงไดน้าโปรแกรมประยุกต์ส้าเร็จรูปมาใชเพื่อตอบสนอง เข็มมุงของโรงพยาบาล Digital Transformation ตอบนโยบายผูตรวจราชการ เรื่อง Smart Office และก้าหนดเปูาหมาย ขยายขอบเขตการใชงานใหครอบคลุมทุกหนวยงานในโรงพยาบาล วัตถุประสงค์: 1) เพื่อใหองค์กรมีโปรแกรมประยุกต์ตรงตอความตองการของหนวยงาน 2) หนวยงานสารสนเทศน์มีแนวทาง จัดบริการเพื่อตอบสนองความตองการผูรับผลงานดานโปรแกรมประยุกต์ วิธีการด าเนินงาน : แนวทางการจัดบริการ เพื่อตอบสนองความต้องการด้านโปรแกรมประยุกต์: 1) วิเคราะห์ความ ต้องการของผู้รับบริการ ชวงอายุ40-24ปีใชsmart phone แทบเล็ต คอมพิวเตอร์ส้านักงานหัวหนางาน : รูการลาทุกคน สรุปวันลา ดึงขอมูลดูไดตลอดเวลาทันที สรุปสงธุรการและการเงินรายเดือนไดรวดเร็ว แพทย์อื่นๆ : พิมและสงใบลาไดทุกที่ ทุกเวลา ดูวันลาคงเหลือไดสรุปวันลาประจ้าเดือนได2) การคัดเลือกเทคโนโลยี : โปรแกรมประยุกต์ส้าเร็จรูป Back office (GotoWin) ประเภท : Web Application คาใชจาย : มีคาใชจาย รูปแบบ service : น้ามาประยุกต์ใช การขึ้นโปรแกรม: 1) บทบาท IT : Administrative assistant ประสานงานUserและผูพัฒนาโปรแกรม 2) คูมือการขึ้นระบบ 2.1) ระบุ Server และ IP address 2.2) ศึกษา Diagram ตารางของโปรแกรม 2.3) ตั้งคาระบบและก้าหนดสิทธ์2.4) น้าเขาขอมูล เชน ขอมูล พื้นฐานงานบุคลากรจากงานธุรการ 2.5) สอนใชงาน ขอบเขตของโปรแกรม การวิเคราะห์รวบรวมผลและพัฒนาต่อเนื่อง ประชุมทุกสามเดือน ผลการศึกษา ระยะแรก พ.ค - ธ.ค 65 พบปัญหา ลาขามปีงบประมาณไมไดไมแจงเตือนเมื่อมีคนลาหรือไดรับอนุมัติการลา หัวหนางานไมรับรูการลาและบริหารอัตราก้าลังไดทันทีอนุมัติหลายขั้นตอนเกินไป ตองการลายเซ็นอิเล็คทรอนิกซ์ปรับปรุง แก้ไขระยะที่1 โดยการแจงเตือนผาน ระบบ line notify, ประสานงานธุรการขอปรับลดขั้นตอนการอนุมัติวันลา และขอการใช งานลายเซ็นอิเล็คทรอนิกซ์ระยะที่ 2 ม.ค 2566 – พ.ย.2566 เพิ่มหนวยงานที่ใช ไดแกองค์กรแพทย์เภสัชกร ทันตกรรม และ ศูนย์คุณภาพ ผลลัพธ์ความพึงพอใจ สะดวกรอยละ 83.33 มีประโยชน์ รอยละ 86.66 ความปลอดภัยของขอมูล รอยละ 73.33 ประเมินผลระยะที่2 ปัญหา ไมสามารถลาขามปีงบประมาณได เสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้ ตอบสนองหัวหนางานดานทะเบียนเอกสารและบริหารอัตราก้าลัง เป็นฐานขอมูล อิเล็คทรอนิกซ์ส้าหรับงานทรัพยากรบุคคล ค าส าคัญ : โปรแกรมลา, ลาออนไลน์
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 108 O5.15 การพัฒนาแอพพลิเคชั่น Glide app เพื่อตรวจสอบการพร้อมใช้เครื่องมือแพทย์ หอผู้ปุวยใน โรงพยาบาลวังน้ าเขียว ชัชฎากร แกวสุวรรณ์ กลุมงานการพยาบาล โรงพยาบาลวังน้้าเขียว จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ งานผูปุวยใน โรงพยาบาลวังน้้าเขียว เป็นหนวยงานที่ใหบริการผูปุวยทุกกลุมวัย หลากหลาย กลุมโรคจ้าเป็นตองมีเครื่องมือทางการแพทย์ที่ส้าคัญประกอบดวย Defibrillator, Auto CPR ,Ultra Sound, Electrocardiogram, Syringe Pump,Infusion Pump, Vital Sign Monitor จากการ Internal Survey และการติดตาม ความเสี่ยงในระบบ NRLS ตั้งแตเดือนตุลาคม - เดือนพฤษภาคม 2566 พบอุบัติการณ์เครื่อง defibrillator ไมไดรับการ ตรวจสอบความพรอมใชงาน จ้านวน 3 ครั้ง ทบทวนสาเหตุของปัญหาพบวา บุคลากรเป็นเจาหนาที่ใหมขาดความรูในการตรวจสอบเครื่องมือแพทย์,ไมมีการมอบหมายใหรับผิดชอบเครื่องมือแพทย์,การ ตรวจสอบเดิมเป็นกระดาษขอมูลสูญหาย เพื่อใหสอดคลองกับมาตรฐานโรงพยาบาลและบริการสุขภาพ องค์กรสรางความ มั่นใจวามีเครื่องมือที่จ้าเป็น พรอมใชงาน ท้าหนาที่ไดปกติเจาหนาที่สามารถตรวจสอบไดงาย จึงเป็นแรงจูงใจใหพัฒนา นวัตกรรม Glide app วัตถุประสงค์: 1) เพื่อใหเครื่องมือแพทย์พรอมใชงาน รอยละ 100 2) เพื่อพัฒนา Application ในการตรวจสอบความพรอม ใชของเครื่องมือแพทย์ใหเกิดความสะดวก และลดระยะเวลาการลงบันทึกขอมูล ตัวชี้วัด เปูาหมาย: 1) เครื่องมือแพทย์ไดรับ การตรวจสอบความพรอมใชรอยละ100 2) เจาหนาที่มีระดับความพึงพอใจตอการใช Application รอยละ 85 วิธีด าเนินการ: ใชกระบวนการ 3P และ PDCA แบงการพัฒนา เป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 มิถุนายน - กรกฎาคม 2566 1) ทบทวนหาสาเหตุของปัญหาพบวาสาเหตุหลัก คือ ขาดความรูเกี่ยวกับการตรวจสอบเครื่องมือแพทย์ ไมมีการมอบหมายงาน และความไมสะดวกของการบันทึกการตรวจสอบ 2) รวบรวมระบุปัญหา คนหาความตองการของผูใชงานเพื่อออกแบบ และ สราง Application 3) ก้าหนดรายละเอียดการตรวจสอบความพรอมใชของเครื่องมือแพทย์แตละชนิดลงใน google sheet และออกแบบ User interface หรือสวนของหนาจอ application ส้าหรับใหพยาบาลลงขอมูลสถิติประจ้าวันตาง ๆ และสราง Application ดวย Glide App โดยเขาไปที่ https://www.glideapps.com 4) จัดอบรมการตรวจสอบเครื่องมือแพทย์แต ละชนิด โดยทีมเครื่องมือคณะกรรมการสิ่งแวดลอมและความปลอดภัย 5) หัวหนาตึกมอบหมายใหพยาบาลประจ้าหอผูปุวย ต้าแหนงmember คนที่2ในเวรรับผิดชอบตรวจสอบ โดยเครื่อง Defibrillation ตรวจสอบทุกครั้งกอนสงเวรถัดไป สวน เครื่องมืออื่น ๆ ใหตรวจสอบสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ระยะที่ 2 กรกฎาคม - สิงหาคม 2566 การทดลองใช แอพพลิเคชั่น โดย สแกน QR หรือลง Application IPD check เพื่อเขาใชงาน เมื่อมีการตรวจสอบเครื่องมือจะมีการแจงเตือนไปยังผูรับผิดชอบ ประจ้าหนวยงาน แจงผลการตรวจสอบยอนกลับผูรับผิดชอบเครื่องมือชนิดนั้น ๆ มีการประเมินความพึงพอใจของผูใชงานผาน หนาแอปพลิเคชั่น IPD check และมีขอเสนอแนะดังนี้ ไมมีแจงเตือนการกดสงขอมูล ผลการศึกษา: เครื่องมือแพทย์ที่ส้าคัญตอการชวยชีวิตไดรับการตรวจสอบความพรอมใชรอยละ100 เจาหนาที่พึงพอใจใน ภาพรวม รอยละ 96 ข้อเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้ Application ออกแบบใหเหมาะสมกับgeneration ของผูปฏิบัติงาน เขาถึงและ ใชงานงาย และตอบสนองผลการปฏิบัติงานที่สอดคลองกับคานิยมรวมของโรงพยาบาล สามารถน้าไปขยายผลกับหนวยงาน อื่น ๆ และพัฒนาแอพพลิเคชั่นอยางตอเนื่อง ค าส าคัญ: เครื่องมือแพทย์, นวัตกรรม, ความปลอดภัย
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 109 O5.16 สื่อการสอนผู้ปุวยโรคเบาหวานที่ล้ าสมัยโดยภาพเสมือนจริงผ่านแว่น VR นายแพทย์ธนิศศักดิ์ ทวีโคตร NCD clinic โรงพยาบาลชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ ความเป็นมาและความส าคัญ โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาสุขภาพระดับตนๆของประเทศไทย เทคโนโลยีVR (VIRTUAL REALITY Glasses) นั้น มีการศึกษาในตางประเทศพบวามีประสิทธิภาพที่ดีในการใหความรูผูปุวยเบาหวาน รูปแบบการสอนผูปุวยโรคเบาหวานในประเทศไทยโดยสวนมาก มีการใชสื่อการสอนแบบแผนพับ สื่อวิดิโอ แบบ 2 มิติ ซึ่งพบวาผูปุวยยังมองไมเห็นภาพที่ชัดเจนและไมเกิดความตระหนักในการดูแลสุขภาพเทาที่ควรใน บริบทปัจจุบัน โรงพยาบาลชัยภูมิจึงมีกลยุทธ์ใหม ๆ เพื่อตอบสนองความตองการการดูแลผูปุวยเบาหวานที่ เพิ่มขึ้น โดยการสรางสื่อการสอนเสมือนจริงโดยผานแวน VR นี้ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ ในเรื่องการประหยัดการ ใชทรัพยากร อยางคุมคา ทั้งลดจ้านวนบุคลากรที่จะใหความรูผูปุวยเบาหวาน หรือหองสอนแสดงที่ยังขาด แคลนอยู เนื่องจากสื่อการสอนเสมือนจริงโดยผานแวน VR เป็นอุปกรณ์ เล็กๆ สามารถเคลื่อนยายไปไดทุกที่ แตทรงพลังอยางยิ่งในการสรางความตระหนักในผูปุวยได วัตถุประสงค์การศึกษา 1) เพื่อประเมินความรูผูปุวยเบาหวานในการดูสื่อการสอน VR 2) เพื่อประเมินความ พึงพอใจในการดูสื่อการสอน VR 3) เพื่อติดตามระดับน้้าตาลสะสมในเลือดของผูปุวย วิธีการด าเนินการ 1) ประชุมปรึกษาหารือรวมกับทีมเจาหนาที่ดูและผูปุวยโรคเบาหวาน 2) ปรึกษานัก ออกแบบโปรแกรมเพื่อคิดคนแบบสื่อการสอนโดยภาพเสมือนจริงผานแวน VR 3) เตรียมเนื้อหาในการให ความรูผูปุวยเบาหวานผานสื่อการสอนเสมือนจริงดวยแวน VR และคัดเลือดกลุมตัวอยาง 4) ใหผูปุวยสวมใส แวน VR เพื่อดูสื่อการสอนตามหมวดหมู 5) ใหผูปุวยท้าแบบทดสอบวัดความรูกอนและหลังการใชสื่อ VR ประเมินความพึงพอใจ 6) ใหผูปุวยท้าแบบทดสอบพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการออกก้าลังกาย กอนและหลัง 7) ติดตามระดับน้้าตาลสะสมผูปุวย 3 เดือน 6 เดือน และ 1 ปี ผลการศึกษา จากการเก็บรวบรวมขอมูลผูปุวยเบาหวานชวงระยะเวลา เดือนกุมภาพันธ์พ.ศ.2566 - เดือน กรกฎาคมคม 2566 จ้านวนผูปุวย 59 ราย ไดดูสื่อการสอนใหความรูเรื่องโรคเบาหวานผานสื่อการสอน เสมือนจริงดวยแวน VR พบวาจากการท้า Pre-post test ผูปุวยมีคะแนนความรูเพิ่มขึ้นเฉลี่ย ( % ) 16.17+/- 17036, 95% CI (11.88,20.46), p < 0.001 การติดตามคา HbA1C 3 เดือน ภายหลังการดูสื่อการสอน VR พบวา HbA1C ลดลงเฉลี่ย (%) 1.07 +/-2.28, 95% CI (0.24,1.9), p < 0.02 จ้านวนผูปุวยที่มี HbA1C ลดลงคิดเป็นรอยละ 80 ผูปุวยมีคะแนนความพึงพอใจจาก 1-5 อยูในระดับ 4 และ 5 คะแนน คิดเป็นรอยละ 17.8 , 82.14 ตามล้าดับ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ จากการศึกษาขอมูลการใชนวัตกรรม VR ในผูปุวยโรคเบาหวาน พบวา VR สามารถท้าใหคนไขปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจนลดระดับน้้าตาลสะสมไดอยางมีนัยส้าคัญทางสถิติ ค าส าคัญ แวน VR, ผูปุวยเบาหวาน
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 110 O5.17 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ปุวยที่บ้านด้วยนวัตกรรมแอพพลิเคชั่นโฮมวอร์ด โฮมใจ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี โดยปัญญาประดิษฐ์CHATGPT สรารัตน์ สุมาศรี โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ศูนย์ดูแลต่อเนื่องที่บ้านโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชบานดุงไดมีการน้ารอง ใหบริการดูแลผูปุวยที่บาน (Home ward) มีการติดตามอาการผูปุวยดวย telemedicine จากการน้ารอง จัดบริการพบวายังมีผูปุวยที่ไมเขาใจระบบดูแลที่บาน ขาดความรูและมีพฤติกรรมการปฏิบัติตัวไมถูกตอง เกิด ความเสี่ยงตอการเกิดภาวะแทรกซอนขณะอยูบาน เนื่องจากศูนย์ดูแลตอเนื่องที่บานยังไมมีการใหความรูกอน กลับบานอยางเป็นระบบ ผูศึกษาจึงพัฒนารูปแบบการดูแลผูปุวยที่บานดวยแอพพลิเคชั่นโฮมวอร์ด โฮมใจขึ้น เพื่อสรางรูปแบบการใหสุขศึกษาแกผูปุวยกอนกลับบาน ผานแอพพลิเคชั่นรวมกับการใชทฤษฎีการดูแลตนเอง ของโอเร็ม สรางการรับรูที่ถูกตอง ใหผูปุวยสามารถดูแลตนเองไดอยางเหมาะสม วัตถุประสงค์ : 1)เพื่อพัฒนาแอพพลิเคชั่นโฮมวอร์ด โฮมใจ 2)เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผูปุวยที่บานดวย แอพพลิเคชั่นโฮมวอร์ด โฮมใจ 3)เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผูใชงานแอพพลิเคชั่น วิธีด าเนินการ : 1) การพัฒนาแอพพลิเคชั่น ท้าการวิเคราะห์ความตองการและปัญหาที่พบ รวมถึงสัมภาษณ์ แพทย์และพยาบาลที่เกี่ยวของ ใชปัญญาประดิษฐ์ CHATGPT รวมวิเคราะห์ขอมูลและออกแบบฟังก์ชันใน แอพพลิเคชั่น ซึ่งประกอบดวย ค้าแนะน้ากอนกลับบาน 7 โรค, แบบทดสอบความรูแตละโรค, แบบประเมิน ตนเองกอนกลับบานตามหลัก DMETHOD, อาการที่ควรไปโรงพยาบาล, เบอร์โทรศัพท์ติดตอเจาหนาที่และ เบอร์ฉุกเฉิน, ขอมูลระบบดูแลและอุปกรณ์การแพทย์ใหยืม 2) ใชหลัก PAOR ในการพัฒนารูปแบบการดูแล ผูปุวยที่บานดวยนวัตกรรมแอพพลิเคชั่นโฮมวอร์ด โฮมใจ ดังนี้ มีการประชุมทีมสหวิชาชีพ น้านวัตกรรมมาใช ใหสุขศึกษาและประเมินผูปุวยกอนเขาโฮมวอร์ดทุกครั้งโดยประยุกต์ใชรวมกับระบบ A-MED มีการติดตามผล การใชงานและปรับปรุงคุณภาพ 3) ศึกษาความพึงพอใจเก็บขอมูลระหวาง กค.-กย. 2566 กลุมเปูาหมายคือ กลุมผูปุวย 7 โรค น้ารองโฮมวอร์ดทั้งหมด 24 ราย ใชแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีคาครอนบาคแอลฟุา 0.72 วิเคราะห์ขอมูลโดยการแจกแจงความถี่ รอยละ คาเฉลี่ย ผลการศึกษา : 1)ไดแอพพลิเคชั่นโฮมวอร์ด โฮมใจ 2)ไดรูปแบบการดูแลผูปุวยที่บานดวยนวัตกรรม แอพพลิเคชั่นโฮมวอร์ด โฮมใจ 3) ความพึงพอใจของผูปุวยโฮมวอร์ดที่ใชงานแอพพลิเคชั่นโฮมวอร์ด โฮมใจ คาเฉลี่ยโดยรวมอยูในระดับดีมาก (X = 4.81) ข้อเสนอแนะและการน าผลการศึกษาไปใช้ : การดูแลผูปุวยที่บานใหมีประสิทธิภาพไมเพียงแตการติดตาม ผูปุวยผานระบบ telemedicine เทานั้น แตตองใหความรูผูปุวยอยางเป็นระบบรวมดวย การใชแอพพลิเคชั่น เป็นอีกเครื่องมือที่ชวยในการใหความรูผูปุวย และปัญญาประดิษฐ์CHATGPTสามารถใชชวยในการพัฒนา ระบบการบริการและนวัตกรรมทางการพยาบาลไดหากมีการใชไดอยางถูกตอง ค าส าคัญ : Homeward, ดูแลที่บาน, ปัญญาประดิษฐ์
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 111 มหกรรมคุณภาพ HACC Forum นครชัยบุรินทร์ครั้งที่ 16 “Growth Mindset for Better Healthcare System” ในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 08.30-17.00 น. ณ โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา Oral Presentation น าเสนอช านาญการพิเศษ ประเภทผลงาน Case study / งานวิจัย จ านวน 19 เรื่อง น าเสนอวันที่ 3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 09.00-12.00 น ห้องธารประสาท ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ หมายเหตุ 1 09.00- 09.10 น การพยาบาลผูปุวยเนื้องอก มดลูกที่ไดรับการรักษาโดยการ ผาตัดผานกลองทางหนาทอง : กรณีศึกษา นางสาวพรทิพย์ ลีลาไพบูลย์ โรงพยาบาลเทพ รัตน์นครราชสีมา นครราชสีมา 0831292925 2 09.10- 09.20 น การพยาบาลผูปุวยเด็กโรคหอบ หืดรวมกับปอดอักเสบ : กรณีศึกษา นางวยุรา กัณหาตอ โรงพยาบาลหนองกี่ บุรีรัมย์ 0862526155 3 09.20- 09.30 น การพยาบาลผูปุวย AIDS ที่มี ภาวะแทรกซอนทางไต : กรณีศึกษา นางวิลาวรรณ จัน ชู โรงพยาบาลหนองกี่ บุรีรัมย์ 0819554136 4 09.30- 09.40 น การพยาบาลผูปุวยที่มีภาวะช็อก จากติดเชื้อกระแสเลือดที่หอง ฉุกเฉิน : กรณีศึกษา นางสาววิภาวรรณ หลงพิมาย โรงพยาบาลพิมาย นครราชสีมา 0872397084 5 09.40- 09.50 น การพยาบาลผูปุวยที่มีภาวะ ฉุกเฉินจากการใชเมทแอมเฟตา มีนที่หองสังเกตอาการ : กรณีศึกษา นางวนิดา เข็มพิ มาย โรงพยาบาลพิมาย นครราชสีมา 0878724930 6 09.50- 10.00 น การพยาบาลผูปุวยโรคปอด อักเสบในผูสูงอายุตามแนว ทางการดูแลแบบ ประคับประคอง หอผูปวยอายุ รกรรม : กรณีศึกษา นางสาวลาวรรณ ยังดี โรงพยาบาลพิมาย นครราชสีมา 0997826905 7 10.00- 10.10 น การพยาบาลผูปุวยลางไตทาง ชองทองและมีภาวะติดเชื้อใน เยื่อบุชองทอง : กรณีศึกษา นางธมนวรรณ หนองหวา โรงพยาบาลพิมาย นครราชสีมา 0813212970 8 10.10- 10.20 น การพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ที่มี ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์: กรณีศึกษา นางจริยา ชัย จันทร์ โรงพยาบาลเทพ รัตน์นครราชสีมา นครราชสีมา 0956642367 9 10.20- 10.30 น การพยาบาลผูปุวยโรคเยื่อหุม สมองอักเสบจากเชื้อวัณโรคที่มี ภาวะแทรกซอน : กรณีศึกษา นางสมปรารถนา จันไธสง โรงพยาบาลบาน ดาน บุรีรัมย์ 0971194594 10 10.30- 10.40 น การพยาบาลมารดาหลังคลอดที่ มีภาวะตกเลือด : กรณีศึกษา นางบุญชวย บุบผา มะโล โรงพยาบาลหนองกี่ บุรีรัมย์ 0822322026 11 10.40- 10.50 น การพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ที่เสพ สารเสพติดแอมเฟตามีน : กรณีศึกษา นางศรัญญา ดวง สิงห์ชัย โรงพยาบาลโนนดิน แดง บุรีรัมย์ 098-1028161 12 10.50- 11.00 น การพยาบาลผูปุวย STEMI และ การพัฒนากระบวนการบริหาร นางสุภาพร ติ ระวัฒนศักดิ์ โรงพยาบาลสีดา นครราชสีมา 088-5819882
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 112 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ หมายเหตุ ยา Streptokinase อยาง ปลอดภัย โรงพยาบาลสีดา : กรณีศึกษา 13 11.00- 11.10 น การพยาบาลและการพัฒนา ชองทางดวนการดูแลผูปุวยโรค กลามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Acute Myocardail Infarction : AMI) โดยใช รูปแบบการจัดการรายกรณี: กรณีศึกษา นางสาวเบญจมาศ โรจนประดิษฐ์ โรงพยาบาล เทพารักษ์ นครราชสีมา 082-9269246 14 11.10- 11.20 น รูปแบบการบ้าบัดฟื้นฟูผูปุวยยา เสพติดโดยชุมชนเป็นศูนย์กลาง : กรณีศึกษา บานหนองไผ ต้าบลหนองไผ อ้าเภอแกงครอ จังหวัดชัยภูมิ นางหวานใจ อุปมา โรงพยาบาล แกงครอ ชัยภูมิ 088-3691628 15 11.20- 11.30 น การศึกษาภาวะตาเปลี่ยนสีจาก ยา Favipiravir ในผูปุวยเด็กที่ ติดเชื้อโควิด-19 โรงพยาบาล ปราสาท จังหวัดสุรินทร์ นางกมลรัตน์ วิจารณ์ไพบูลย์ โรงพยาบาล ปราสาท สุรินทร์ 094-7355453 16 11.30- 11.40 น การพยาบาลผูปุวยโรคกลามเนื้อ หัวใจตายเฉียบพลันที่ไดรับยา ละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือด ด้า : กรณีศึกษา นางปนิดา เจือ จันทร์ โรงพยาบาลโนน นารายณ์ สุรินทร์ 092-4724924 17 11.40- 11.50 น การพัฒนาระบบบริบาลทาง เภสัชกรรมในผูปุวยที่ไดรับยา วาร์ฟาริน โรงพยาบาลโนน นารายณ์ จังหวัดสุรินทร์ นางสาวพรทิพย์ ค้าจันทร์ โรงพยาบาลโนน นารายณ์ สุรินทร์ 099-0592471 18 11.50- 12.00 น การพัฒนาระบบการปูองกันการ ติดเชื้อในหอผูปุวย Cohort ward ในสถานการณ์การแพร ระบาดโรคโควิด-19 โรงพยาบาลปะค้า จังหวัด บุรีรัมย์ นางสุนีย์ ยวนกูล โรงพยาบาลปะค้า บุรีรัมย์ 0902597593 19 12.00- 12.10 น การพัฒนาระบบปูองกันการแพ ยาซ้้าในโรงพยาบาลรัตนบุรี นางสิรินา จ้าปา ทอง โรงพยาบาลรัตนบุรี สุรินทร์ 090-2459655
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 113 ช านาญการพิเศษ 1 การพยาบาลผู้ปุวยเนื้องอกมดลูกได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดผ่านกล้องทางหน้าท้อง (Total Laparoscopic Hysterectomy: TLH) กรณีศึกษา พรทิพย์ ลีลาไพบูลย์ โรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : Myoma uteri เป็นเนื้องอกไมรายแรง รอยละ 20 พบในอายุ 40-50 ปีสาเหตุไมแนชัด เจอโดยบังเอิญ ตอง ผาตัดรอยละ 50 โรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา เริ่มผาตัดมดลูกผานกลองทางหนาทอง (Total Laparoscopic Hysterectomy) ปีงบประมาณ 2561 ขอมูลปีงบประมาณ 2563, 2564, 2565 จ้านวน 33, 23 และ 27 ราย เฉลี่ยปีละ 28 ราย เมื่อผูปุวยเขารับการรักษา ขอมูลถือเป็นสิ่งส้าคัญในการตัดสินใจ ขอมูลที่ไดควรเกิดจากการศึกษา คนควา เป็นจริง นาเชื่อถือเขากับบริบทของโรงพยาบาลเหมาะสมกับผูปุวย การด้าเนินงานที่ผานมาเรื่องการผาตัดมดลูกผานกลองทางหนาทองโรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา ยังขาด การศึกษาแนวทางการใหขอมูลผูปุวยกอนผาตัดในรูปแบบที่เป็นมาตรฐาน ผูปุวยจะไดรับขอมูลมากหรือนอยขึ้นกับ ประสบการณ์และความสามารถในการถายทอดขอมูลของผูใหบริการ ผูจัดท้าจึงสนใจศึกษาประสิทธิภาพการพยาบาลและการ รักษาผูปุวยเนื้องอกมดลูกไดรับการรักษาผาตัดมดลูกผานกลองทางหนาทองทุกระยะ เพื่อเป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจ รับบริการใหเกิดประสิทธิภาพในการรักษาของผูปุวยและครอบครัว วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาการพยาบาลและความพึงพอใจของผูปุวยเนื้องอกมดลูกโดยการผาตัดผานกลองทางหนาทอง วิธีด าเนินการ : คัดเลือกกรณีศึกษาจากเวชระเบียนเลือกกลุมตัวอยางแบบเจาะจงจากทะเบียนผาตัดสูติ-นรีเวช ทบทวนเวช ระเบียนประเด็น การพยาบาลระยะกอนผาตัด ขณะผาตัด หลังผาตัด วันนอนโรงพยาบาล ตนทุนการรักษา ติดตามอาการใน ระยะพักฟื้นประเด็น การดูแลบาดแผล การหายของแผล การกลับไปท้างาน การขาดรายได และความพึงพอใจของ ผูรับบริการ ผลการศึกษา : ผูปุวยหญิงไทย อายุ 47 ปี สถานภาพคู ไมมีโรคประจ้าตัว อาชีพรับจาง มาดวยอาการปวดทองประจ้าเดือน มาก ปัสสาวะบอย ผลการศึกษาดังนี้ 1.กอนผาตัด พรองความรูในการปฏิบัติตัวระดับปานกลางและ วิตกกังวลรอยละ 70 2. ขณะผาตัด เสี่ยงตออุณหภูมิกายต่้า เสี่ยงตออันตรายจากยาระงับความรูสึก เสี่ยงตอหัวใจเตนชาจากไดรับก฿าซ คาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณมาก เสี่ยงตอการกดทับ Sciatic nerve จากขึ้นขาหยั่งนาน 3.หลังผาตัดและพักฟื้น เวลาผาตัด 90 นาที แผลขนาด 0.5 - 1 ซม. 3 แผล นอนโรงพยาบาล 3 วัน ปวดแผลคะแนน 3/10 ลุกจากเตียงไดหลังผาตัด 2-3 ชั่วโมง ตนทุน 23,000 บาท ไมตองลางแผลไมตองตัดไหม ไอ จาม เดินปกติหลังผาตัด 1 -2 วัน ท้างานไดใน 3 สัปดาห์ ขาดรายได 4 สัปดาห์ พึงพอใจ รอยละ 100 ข้อดี : แผลเล็ก ปวดนอย เสียเลือดนอย นอนโรงพยาบาลสั้น หายเร็ว ข้อเสีย : ท้าไมไดทุกโรงพยาบาล การน าไปใช้ประโยชน์ 1) สงเสริมใหผูปุวยเนื้องอกมดลูกไดรับผาตัด TLH หากไมมีขอจ้ากัดเพื่อลดวันนอน ลดตนทุนการรักษา เจ็บนอยหายเร็ว 2) ควรท้า VDO ใหความรูกอนผาตัดเพื่อประกอบการตัดสินใจ ค าส าคัญ : Myoma uteri, Total Laparoscopic Hysterectomy
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 114 ช านาญการพิเศษ 2 การพยาบาลผู้ปุวยเด็กโรคหอบหืดร่วมกับปอดอักเสบ : กรณีศึกษา วยุรา กัณหาตอ โรงพยาบาลหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ การศึกษานี้ เป็นกรณีศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพยาบาลผูปุวยผูปุวยเด็กโรคหอบหืดรวมกับ ปอดอักเสบ เป็นการดูแลใหการพยาบาลขณะพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นระยะเวลา 8 ชั่วโมง 30 นาที โดยด้าเนินการศึกษาระหวาง วันที่ 7 เดือน เมษายน พ.ศ. 2566 เวลา 03.00 น. ถึงวันที่ 7 เดือน เมษายน 2566 เวลา 11.30 น. ผลการศึกษา: กรณีศึกษา ผูปุวยเด็กหญิงไทย อายุ 3 ปี เขารับการรักษาที่โรงพยาบาลวันที่ 7 เดือน เมษายน พ.ศ. 2566 เวลา 03.00 น. ดวยอาการ ไข ไอมีเสมหะ มีน้้ามูก เป็นกอนมาโรงพยาบาล 6 ชั่วโมง พนยาเองที่บาน 2 ครั้งไมดีขึ้นญาติจึงน้าสงโรงพยาบาล ผูปุวยมีโรคประจ้าตัวหอบหืดขาดยา 1 เดือน จากการ ตรวจรางกายและตรวจทางหองปฏิบัติการ สัญญาณชีพ อุณหภูมิ 37.7 องศาเซลเซียส ชีพจร 127 ครั้ง/นาที หายใจ 40 ครั้ง/นาที O2 saturation 95 % น้้าหนัก 14 กิโลกรัม สวนสูง 95 เซนติเมตร BMI 15.51 ฟังเสียง ปอดไดยินเสียงหวี๊ดและหายใจเร็ว พนยา Sulbutamol 3 ครั้ง ปอดยังไดยินเสียงหวี๊ด หายใจ 44 ครั้ง/นาที ผลตรวจทางหองปฏิบัติการ ผลเลือด WBC 18,070 cell/mm3 Neutrophil 74% สูงกวาปกติ Lymphocyte 18 % ต่้ากวาปกติ ภาพถายรังสีพบ Infiltration at Left lobeแพทย์ไดวินิจฉัย Asthma with Pneumonia จึงรับไวในโรงพยาบาลในระหวางที่รับไวในความดูแล ไดรับการรักษาดวย 5% DN/3 500 ml IV drip 50 ml/hr ยาพน Ventolin 1 NB q 4 hr Hydrocortisone 70 mg IV q 6 hr Bricanyl 0.14 mg SC 2 dose q 15 min Berodual 0.5 ml 1 NB 3 ครั้ง q 15 min มีการวางแผนการพยาบาล ให กิจกรรมการพยาบาลและการประเมินผลการพยาบาล เฝูาระวังสังเกตอาการและสัญญาณชีพ ประเมินภาวะ พรองออกซิเจน O2 saturation อยางใกลชิด ทุก 10-15 นาที การเคาะปอด ดูดเสมหะ เนื่องจากออกซิเจน ไปเลี้ยงไมเพียงพอรวมทั้งการใหขอมูลกับญาติผูปุวย ใหก้าลังใจและเปิดโอกาสใหไดซักถามอาการและ แผนการรักษา ณะพักรักษาตัวถึงเวลา 09.00 น. ผูปุวยมีอาการหายใจหอบมากขึ้น 64 ครั้ง/นาที O2 saturation 90 % Subcostal retraction รายงานแพทย์เวร พิจารณาใสทอชวยหายใจ รวมระเวลาได 8 ชั่วโมง 30 นาที ผูปุวยมีอาการหายใจหอบมากขึ้น แพทย์พิจารณาใสทอชวยหายใจ ขณะใสทอชวยหายใจได ใหการพยาบาลชวยดูดเสมหะ บีบ Ambu Bag พูดคุยใหก้าลังญาติ เตรียมเอกสารและประสานทีมแพทย์ โรงพยาบาลนางรองเพื่อสงตอเขารับการรักษา ค าส าคัญ หอบหืด หายใจลมเหลว เฉียบพลัน
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 115 ช านาญการพิเศษ 3 การพยาบาลผู้ปุวย AIDS ที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไต : กรณีศึกษา วิลาวรรณ จันชู โรงพยาบาลหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ การศึกษานี้ เป็นกรณีศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพยาบาลผูปุวย AIDS ที่มีภาวะแทรกซอน ทางไต เป็นการดูแลใหการพยาบาลขณะพักรักษาตัวในโรงพยาบาลและติดตามดูแลตอเนื่องที่คลินิกยาตาน ไวรัสและติดตามเยี่ยมบานเป็นระยะเวลา 9 เดือน โดยด้าเนินการศึกษาระหวาง 20 มกราคม พ.ศ.2566 ถึง วันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ.2566 ผลการศึกษา: กรณีศึกษา ผูปุวยหญิงไทยอายุ 56 ปี เขารับการรักษาในโรงพยาบาลวันที่ 20 มกราคม พ.ศ.2566 ดวยอาการ เบื่ออาหารน้้าหนักลด เป็นกอนมาโรงพยาบาล 2 เดือน จากการตรวจรางกาย และตรวจทางหองปฏิบัติการแพทย์ไดวินิจฉัย ผูปุวยมีภาวะน้้าหนักนอย ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ โพแทสเซียม ต่้า และเป็นโรค AIDS (วินิจฉัยครั้งแรก) จึงรับไวในโรงพยาบาล ในระหวางที่รับไวในความดูแลและแกไข ปัญหาทางสุขภาพที่หอผูปุวยในจนอาการดีขึ้นแพทย์จ้าหนายใหกลับบาน ระยะเวลาที่พักรักษาตัวใน โรงพยาบาลตั้งแตวันที่ 20 มกราคม พ.ศ.2566 ถึงวันที่ 27 มกราคม พ.ศ.2566 รวม 7 วัน แลวมีการนัด ติดตามอาการพรอมกับตรวจทางหองปฏิบัติการพรอมตรวจตากับจักษุแพทย์เพื่อเป็นขอมูลการเริ่มรักษาดวย ยาตานไวรัส ไดรับยาตานไวรัสวันแรกคือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 เมื่อผูปุวยรับประทานยาตานไวรัสได 3 สัปดาห์ แพทย์ไดนัดติดตามอาการและตรวจทางหองปฏิบัติการในวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ.2566 พบวามีภาวะ ไตวายเฉียบพลัน คา Creatinine จาก 0.76 เพิ่มเป็น 1.04 คา eGFR จาก 86.74 ลดเหลือ 59.37 ผูปุวยมี ภาวะไตวายเฉียบพลันซึ่งเป็นผลจากการรับประทานยาตานไวรัสที่พบบอยที่สุด จึงมีการปรับเปลี่ยนสูตรยา ตานไวรัสและสงตรวจทางหองปฏิบัติการเพิ่มตามแผนการรักษา พรอมติดตามเยี่ยมบานเพิ่มเพื่อแกไขปัญหา ทางสุขภาพโดยมีการวางแผนการพยาบาล กิจกรรมการพยาบาลและการประเมินผลการพยาบาล เพื่อชะลอ ภาวะไตเสื่อมและใหการพยาบาลจนปลอดภัยไมเกิดภาวะแทรกซอน มีคา Creatinine จาก 1.04 ลดลงเป็น 0.99 คา eGFR จาก 59.37 เพิ่มขึ้นเป็น 62.57 ผูศึกษาไดติดตามใหการพยาบาลตอเนื่องโดยการติดตาม เยี่ยมผูบาน ประเมินภาวะสุขภาพ ความเสี่ยงของการเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันซ้้า รวมทั้งใหความรูเกี่ยวกับ โรคไต และโรค AIDS การปฏิบัติตัวอาการและอาการแสดงที่ควรรีบมาพบแพทย์ ใหก้าลังใจรวมถึงแนะน้าการ เปิดเผยภาวะสุขภาพกับครอบครัวเพื่อใหผูปุวยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ค าส าคัญ: การพยาบาล ผูปุวยAIDS ภาวะแทรกซอนทางไต
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 116 ช านาญการพิเศษ 4 การพยาบาลผู้ปุวยที่มีภาวะช็อกจากติดเชื้อในกระแสเลือดที่ห้องฉุกเฉิน: กรณีศึกษา วิภาวรรณ หลงพิมาย โรงพยาบาลพิมาย จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ภาวะช็อกจากการติดเชื้อในกระแสเลือดเป็นภาวะการท้างานของอวัยวะเสียหนาที่และเกิดลมเหลวซึ่งเป็นภาวะ คุกคามชีวิต จากสถิติผูปุวยติดเชื้อในกระแสเลือดที่เขารับการรักษาที่หองฉุกเฉินโรงพยาบาลพิมาย ปีงบประมาณ 2563-2565 เทากับ 487,401 และ 531 รายตามล้าดับ พบผูปุวยที่มีภาวะช็อกจากการติดเชื้อในกระแสเลือด รอยละ 25,22 และ 19.2 ตามล้าดับ ระบบบริการ Sepsis Fast Track จะชวยใหผูปุวยไดรับบริการที่รวดเร็ว ทันเวลา ซึ่งมีเปูาหมายในการดูแลรักษาตั้งแตระยะเริ่มตนใน 1 ชั่วโมงแรก (early goal-directed therapy; EGDT) จะลดอัตราการเสียชีวิตของผูปุวยที่มีภาวะติดเชื้อชนิดรุนแรงหรือภาวะช็อกจากการติดเชื้อลงได พยาบาลหองฉุกเฉินมีบทบาท เกี่ยวของกับการปฏิบัติตามแนวทางการดูแลรักษาผูปุวยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ตั้งแตกระบวนการคัดแยก การประเมินเพื่อจัดการกับภาวะ ติดเชื้อในกระแสเลือดไดรวดเร็วและทันเวลา จะชวยใหอวัยวะที่สูญเสียหนาที่ไปกลับมาท้างานไดปกติพนจากภาวะวิกฤต วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อวิเคราะห์ปัญหา วางแผนใหการชวยเหลือและติดตามผลการพยาบาลผูปุวยที่มีภาวะช็อกจากติดเชื้อในกระแสเลือดที่ หองฉุกเฉิน วิธีการด าเนินการ รูปแบบการศึกษา กรณีศึกษาจากผูปุวยช็อกจากติดเชื้อในกระแสเลือด ที่มารับบริการที่หองฉุกเฉินโรงพยาบาลพิมาย ทบทวน ศึกษาคนควาวิชาการภาวะช็อกจากติดเชื้อในกระแสเลือด,การประเมินผูปุวยsepsis , sepsis awareness ,ระบบ Sepsis Fast Track ด้าเนินการ เก็บรวบรวมขอมูลจากผูปุวยและเวชระเบียน วิเคราะห์ปัญหา ทบทวนแนวทางการดูแลผูปุวยช็อกจากติดเชื้อในกระแสเลือด โดยใชกระบวนการ พยาบาลตามมาตรฐานการพยาบาล จัดท้าเอกสารวิชาการและเผยแพร ผลการศึกษา กรณีศึกษา ผูปุวยหญิงไทย อายุ67 ปี เขารับการรักษาที่หองฉุกเฉินโรงพยาบาลพิมาย วันที่12 กรกฎาคม 2566 ดวยอาการถาย อุจจาระเหลว ไข หนาวสั่น อาเจียนกอนมาโรงพยาบาล 11ชั่วโมง คะแนนประเมิน qSOFA = 2 คะแนน ,SOS score = 5 คะแนน ไดรับบริการ ระบบ Sepsis Fast track จากการตรวจรางกาย ซักประวัติแพทย์วินิจฉัย Acute Gastroenteritis with Septic shock with Acute kidney injury ไดรับการรักษาตามแนวทางการดูแลผูปุวยติดเชื้อในกระแสเลือด และติดตามอาการตามแนวทางการพยาบาลผูปุวยติดเชื้อในกระแสเลือด จากการติดตามอาการพบวาผูปุวยมีภาวะช็อก (septic shock) และระดับความเขมขนของออกซิเจนในเลือดลดลง ไดรับการรักษาคือใหออกซิเจน canular 5 ลิตร/นาทีใหสารน้้าทางหลอดเลือดด้า 0.9% NSS 1,000 cc load เพื่อกระตุนความดันโลหิต เจาะเลือดตรวจเพาะเชื้อและใหยา ปฏิชีวนะ Ceftriazone 2 gm drip in NSS 100 ml iv OD ประเมินซ้้าตาม SOS score และติดตามอาการอยางใกลชิด ผูปุวยยังไมปลอดภัยจาก ภาวะช็อก ไดรับยา Inotropicdrug (Levophed 4 mg in 5%D/W 250 cc iv drip rate 15 cc /hr ติดตามอาการประเมินผลอยางตอเนื่องโดย การติดตามสัญญาญชีพทุก 15 นาทีใน 1 ชั่วโมงแรก และติดตามทุก 30 นาทีในชั่วโมงที่2 และตอมาทุกๆ 4 ชั่วโมง ผูปุวยพนจากภาวะช็อกในวัน แรกที่เขารักษาในหอผูปุวยวิกฤต ใหยาปฎิชีวนะตอเนื่อง ในวันที่ 5 หลังเขารับการรักษาผูปุวยมีอาการทุเลา แพทย์พิจารณายายออกจากหอผูปุวย วิกฤตไปสังเกตอาการที่หอผูปุวยสามัญ ผูปุวยมีอาการดีขึ้น แพทย์พิจารณาใหกลับบานได รวมนอนรักษาในโรงพยาบาล 6 วัน สรุปการศึกษา ผูปุวยรายนี้ปลอดภัยจากภาวะช็อก สามารถจ้าหนายกลับบานไดติดตามอาการหลังจ้าหนาย 1 สัปดาห์ โดยประสานเจาหนาที่ โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพต้าบลออกเยี่ยมที่บาน ผูปุวยอาการปกติดี ไมมีถายอุจจาระเหลว ไมมีไข ไดใหค้าแนะน้าผูปุวยเรื่องการรับประทานยา และการไปตรวจตามนัด การน าไปใช้ประโยชน์ การใชระบบการคัดกรองผูปุวยโดยใช qSOFA และ SOS score ในการประเมินจะชวยใหผูปุวยเขาสูระบบ Sepsis Fast Track ไดอยางรวดเร็ว นอกจากการใชกระบวนการพยาบาลในการดูแลผูปุวยเพื่อชวยใหผูปุวยพนจากภาวะช็อก สิ่งส้าคัญคือจะตองมี การติดตามประเมินอาการซ้้าอยางตอเนื่องเพื่อเฝูาระวังการเกิดภาวะวิกฤต ทั้งนี้ภาวะการติดเชื้อในกระแสเลือดเป็นภาวะที่ปูองกันได จึงควรมีการ ประชาสัมพันธ์ใหความรูรื่องการติดเชื้อในกระแสเลือดแกประชาชนโดยใชหลัก Alam , Alert , Alive เพื่อใหมีความรูและตระหนักถึงการปูองกัน ตนเองจากการติดเชื้อและทราบถึงอาการที่ตองมาโรงพยาบาล ค าส าคัญ ติดเชื้อในกระแสเลือด, ภาวะช็อก,การพยาบาล
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 117 ช านาญการพิเศษ 5 การพยาบาลผู้ปุวยที่มีภาวะฉุกเฉินจากการใช้เมทแอมเฟตามินที่ห้องสังเกตอาการ : กรณีศึกษา วนิดา เข็มพิมาย โรงพยาบาลพิมาย จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ อาการวิกฤติผูปุวยที่ใชสารเมทแอมเฟตามิน เขารับการรักษาในโรงพยาบาลในภาวะฉุกเฉิน หากเสพอยางตอเนื่อง เวลานานท้าใหสมองถูกท้าลาย เสียการควบคุมอารมณ์ พฤติกรรม หลงผิดประสาทหลอน เพอคลั่ง หัวใจเตนเร็ว อาจเกิด ภาวะฉุกเฉินไดทั้งในชวงเสพและหยุดเสพ การชวยเหลือและแกไขอยางรีบดวนในขณะที่เกิดอาการวิกฤตฉุกเฉินเ จึงจ้าเป็น เพื่อลดการเกิดอันตรายตอชีวิต หรือเกิดความพิการและความทุกข์ทรมาน กรณีศึกษานี้เป็นการศึกษาในหองฉุกเฉินหอง สังเกตอาการ วัตถุประสงค์การศึกษา 1. เพื่อศึกษากรณีศึกษาการพยาบาลผูปุวยที่มีภาวะฉุกเฉินจากการใชเมทแอมเฟตามิน 2. มีแนวทางการพยาบาลผูปุวยที่มีภาวะฉุกเฉินจากการใชเมทแอมเฟตามินที่เขารับการรักษาในโรงพยาบาล วิธีการด าเนินการ เลือกกรณีศึกษา 1ราย ที่มีอาการวิกฤติจากการที่ใชสารเมทแอมเฟตามีน เขารับการรักษาภาวะ ฉุกเฉิน พักรักษาที่หองสังเกตอาการของโรงพยาบาล รวบรวมขอมูลอยางเป็นระบบจากเวชระเบียน สัมภาษณ์ผูปุวยและ ครอบครัว การประเมินกาย จิต และจิตสังคม บันทึกผลการพยาบาล การรักษาของแพทย์ เฝูาระวังอาการเปลี่ยนแปลง ประสานงานทีมวิชาชีพที่เกี่ยวของเพื่อการดูแลตอเนื่อง ผลการศึกษา ผูปุวยชายไทยวัย32 ปี โรคประจ้าตัวสะเก็ดเงิน เครียดกับการเจ็บปุวย เสพตั้งแตอายุ18ปี เขารับการรักษาครั้งนี้ หลังเสพยา 5เม็ด มีอาการอาเจียน หายใจเร็ว ซึมลง รักษาชวงภาวะวิกฤติที่หองอุบัติเหตุและฉุกเฉิน ประเมินอาการตั้งแตแรก รับ ภาวะวิกฤติ พฤติกรรม กาวราวรุนแรง (OAS) ระดับ 2 ใหการพยาบาลในหองสังเกตอาการจนปลอดภัย วินิจฉัยโรค Toxic effect due to Amphetamine harmful used, Moderate depress episode, Psoriasis ปัญหาทางการพยาบาล เสี่ยงตอภาวะหัวใจลมเหลวจาการเสพยาเกินขนาด เสี่ยงตอการเกิดอุบัติเหตุ อาจเกิดอาการท้ารายตนเองและผูอื่น ออนเพลีย สูญเสีย น้้าและเกลือแรจากการอาเจียนบอยครั้ง ใหการพยาบาลตามแผน นอนพักหองสังเกตอาการรวม 8ชั่วโมง เมื่อสงบ ประสานจุดบริการสงตอผูปุวยในและทีมสหวิชาชีพที่เกี่ยวของ รวมวางแผนการดูแลรักษา ประเมินความพรอมที่จะ เปลี่ยนแปลงของผูปุวยในการเลิกเสพยาเสพติด หลังจ้าหนายแพทย์พิจารณา สงตอคลินิกบ้าบัดยาเสพติดปูองกันการเสพซ้้า และปูองภาวะแทรกซอน สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ 1. ไดศึกษากรณีผูปุวยใชสารเสพติดเมทแอมเฟตามีน วิเคราะห์ขอมูล คนหาปัจจัยสาตุการใชสารเสพติด รวมถึง อาการวิกฤติจากการเสพ รักษา การตรวจรางกาย สัมภาษณ์ประวัติ ใชกระบวนการในการดูแลผูปุวยโดยหลักการดูแลแบบ องค์รวม 2. เพื่อเป็นแนวทางในการพยาบาลผูปุวยที่มีภาวะฉุกเฉินจากการใชเมทแอมเฟตามิน ค าส าคัญ : การพยาบาล, ผูปุวยที่มีภาวะฉุกเฉินจากการใชเมทแอมเฟตามีน
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 118 ช านาญการพิเศษ 6 การพยาบาลผู้ป่วยโรคปอดอักเสบในผู้สูงอายุตามแนวทางการดูแลแบบประคับประคอง หอผู้ป่วยอายุรกรรม : กรณีศึกษา ลาวรรณ ยังดี โรงพยาบาลพิมาย จ.นครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: โรคปอดอักเสบ ท าให้ปอดท าหน้าที่ได้ลดลง เกิดอาการหายใจหอบเหนื ่อย มีโอกาสพบมากขึ้นใน ผู้สูงอายุที่มีโรคประจ าตัว จากสถานการณ์การระบาดของโรคปอดอักเสบในประเทศไทยปี 2564 พบจ านวนผู้ปุวย 114,544 ราย อัตราปุวย 172.47 ต่อประชากรแสนคน เสียชีวิต 114 ราย อัตราตายร้อยละ 0.10 แยกตามอายุพบว่า อายุ 0-4 ปีพบมากที่สุด 573.99 ,อันดับ 2 อายุมากว่า 65 ปี พบ 560.56 อายุ 55-64 ปีพบ203.44 ต่อประชากร แสนคน ข้อมูลรายงานของโรงพยาบาลพิมาย พบว่าผู้ปุวยโรคปอดอักเสบที่เข้ารับการรักษาในปี 2564, 2565, 2566 จ านวน, 768, 1,180, 933 รายตามล าดับ ซึ่งน าไปสู่การเสียชีวิต เป็นโรคอันดับต้นของโรคทางอายุรกรรมที่เข้ารับการ รักษาในหอผู้ปุวยโรงพยาบาลพิมาย และพบมากในผู้สูงอายุ ซึ่งท าให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้มากกว่าคนปกติ และ น าไปสู่ความทุกข์ทรมานก่อนการเสียชีวิต ผู้ศึกษาจึงสนใจศึกษากรณีศึกษาผู้ปุวยโรคปอดอักเสบในผู้สูงอายุตามแนว ทางการดูแลแบบประคับประคอง หอผู้ปุวยอายุรกรรม เพื่อลดความทุกข์ทรมานก่อนการเสียชีวิต วัตถุประสงค์ : 1. เพื่อศึกษากรณีศึกษาผู้ปุวยโรคปอดอักเสบในผู้สูงอายุตามแนวทางการดูแลแบบประคับประคอง หอผู้ปุวยอายุรกรรม 2. เพื่อเป็นแนวทางการพยาบาลผู้ปุวยโรคปอดอักเสบในผู้สูงอายุ ในบริบทที่มีลักษณะโรคที่ ใกล้เคียงกันของโรงพยาบาลพิมาย วิธีด าเนินการ : คัดเลือกผู้ปุวยกรณีศึกษา หอผู้ปุวยอายุรกรรมพิเศษโรงพยาบาลพิมาย การวินิจฉัยโรคปอดอักเสบ 1ราย รวบรวมข้อมูลจากประวัติเวชระเบียน สัมภาษณ์ญาติผู้ปุวย ตรวจร่างกาย ให้การพยาบาลโดยใช้กระบวนการ พยาบาล 5 ขั้นตอน ใช้กรอบแนวคิดตามแบบแผนสุขภาพ 11 แบบแผนของกอร์ดอน และใช้หลักการดูแลแบบ ประคับประคอง ผลการศึกษา : กรณีศึกษาผู้ปุวยสูงอายุโรคปอดอักเสบ เป็นผู้ปุวยติดเตียง มีโรคประจ าตัว มะเร็งล าไส้ใหญ่ ถุงลมปอดโปุง พอง สมองเสื่อม มาโรงพยาบาลด้วยอาการ หายใจหอบ นอนซึม ขณะนอนโรงพยาบาล พบภาวะขาดสมดุลของน ้า และเกลือแร่ ภาวะหัวใจล้มเหลว ให้การดูแลรักษาประคับประคอง มีการวางแผนจ าหน่ายการดูแลต่อเนื่องที่บ้าน ญาติเรียนรู้การดูแลที่บ้านได้ดี ผู้ปุวยอากาดีขึ้น จ าหน่ายกลับบ้าน โดยใช้ออกซิเจนที่บ้าน สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: การพยาบาลผู้ปุวยกรณีศึกษานี้ พยาบาลต้องมีความรู้เรื่องโรค พยาธิสภาพ การรักษาโรคต่างๆ ที่เป็นโรค ร่วมของผู้ปุวยสูงอายุ ให้การพยาบาลแบบองค์รวม โดยญาติมีส่วนร่วมในการวางแผนเพื่อให้ผู้ปุวยได้กลับไปใช้ชีวิตที่ดี ตามสภาวะเจ็บปุวยที่บ้าน ตามแนวทางการดูแลแบบประคับประคอง ค าส าคัญ : โรคปอดอักเสบ, ผู้สูงอายุ , การดูแลแบบประคับประคอง
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 119 ช านาญการพิเศษ 7 การพยาบาลผู้ปุวยล้างไตทางช่องท้องและมีภาวะติดเชื้อในเยื่อบุช่องท้อง : กรณีศึกษา ธมนวรรณ หนองหวา โรงพยาบาลพิมาย จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : โรคไตวายเรื้อรังเป็นปัญหาสาธารณสุขที่ส้าคัญประเทศไทย การบ้าบัดทดแทนไตโดยการลางไตทางหนาทอง ถือเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพ แตยังพบภาวะแทรกซอนคือ ติดเชื้อในเยื่อบุชองทอง ท้าใหผูปุวยตองเขารับการ รักษาในโรงพยาบาลนานขึ้นและติดเชื้อซ้้า มีภาระคาใชจายในการดูแลผูปุวยและคารักษาพยาบาลสูงขึ้น วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาการพยาบาลผูปุวยลางไตทางชองทองและมีภาวะติดเชื้อในเยื่อบุชอง วิธีด าเนินการ: เลือกกรณีศึกษา เก็บรวบรวมขอมูลจากเวชระเบียนผูปุวยใน การสัมภาษณ์ผูปุวยและญาติ ผลการตรวจทาง หองปฏิบัติการ แผนการรักษาของแพทย์ น้าขอมูลที่ไดมาวิเคราะห์ปัญหา เปรียบเทียบ แบบแผนสุขภาพ พยาธิ สภาพ อาการและอาการแสดง ปัญหาและขอวินิจฉัยทางการพยาบาล ผลการศึกษา : ผูปุวยหญิงไทย อายุ 55 ปี ไดรับการวินิจฉัย HT & CRF &anemia ในปีตอมาไดรับการวางสาย Tenckhoff และเริ่ม CAPD มีนัดติดตามอาการตอเนื่อง อาการส้าคัญที่มาโรงพยาบาลคือ ไขปวดทองน้้ายาลางไตขุน ไดรับการรักษาปฏิชีวนะครบ 14 วัน ระหวางเขารับการรักษา พบปัญหาทางการพยาบาลที่ส้าคัญคือ 1.มีการติดเชื้อ ในเยื่อบุชองทอง 2.ไมสุขสบายจากภาวะไข 3.มีภาวะไมสมดุลของสารน้้าและเกลือแรในรางกาย 4. มีภาวะซีด 5. มี ภาวะความดันโลหิตสูง 6. มีความเครียดและวิตกกังวลรักษาตัวโรงพยาบาลจ้านวน 18 วัน อาการทุเลา ไมมีอาการ แสดงของการติดเชื้อในชอง ไดวางแผนการจ้าหนาย โดยใหค้าแนะน้าอาหารส้าหรับผูปุวยโรคไตวายเรื้อรังรวมกับ ความดันโลหิต และสงเสริมความสามารถในตนเอง (self-efficacy) ผูปุวยยังมีความกังวลเรื่องความเจ็บปุวย แต สามารถยอมรับและปรับตัวเพื่อใหใชชีวิตรวมกับโรคไตวายเรื้อรังและการลางไตทางชองทองได แพทย์สงตอรักษา โรงพยาบาลศูนย์ตามนัดเดิม ข้อเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้ ภาวะติดเชื้อในเยื่อบุชองทองจากการลางไตทางหนาทอง เป็นปัญหาและอุปสรรคที่ส้าคัญ พยาบาลเฉพาะ ทางการลางไตทางชองทองมีบทบาทส้าคัญตั้งแตการใหขอมูล และค้าแนะน้าประกอบการตัดสินใจ การประเมิน ผูปุวยเพื่อคัดกรองการรักษา การฝึกอบรมผูปุวยและผูดูแลหลักในการท้าลางไตทางชองทอง การดูแลผูปุวยกอนและ หลังการวางสาย Tenckhoff การสงเสริมใหความรูผูปุวยและครอบครัวเขามามีสวนรวมในการวางแผนการรักษาและ วางแผนจ้าหนาย การสงเสริมสมรรถนะพยาบาลและการดูแลแบบองค์รวม จะชวยลดการเกิดภาวะแทรกซอนใน ผูปุวยได ค าส าคัญ : การพยาบาล, ลางไตทางชองทอง, ติดเชื้อในเยื่อบุชองทอง
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 120 ช านาญการพิเศษ 8 การพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์: กรณีศึกษา จริยา ชัยจันทร์ โรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ เบาหวานขณะตั้งครรภ์เป็นภาวะแทรกซอนทางอายุรกรรมที่พบบอยในหญิงตั้งครรภ์ จากขอมูลหญิงตั้งครรภ์ในเครือขายรับผิดชอบระดับปฐมภูมิที่มาฝากครรภ์และคลอดที่โรงพยาบาลเทพรัตน์ นครราชสีมา พบเบาหวานขณะตั้งครรภ์มีแนวโนมเพิ่มขึ้นในปี 2564, 2565 และ 2566 พบรอยละ 11.18, 5.82 และ 11.62 ตามล้าดับ หากไมสามารถควบคุมระดับน้้าตาลในเลือดไดอาจเกิดภาวะแทรกซอนที่สงผลกระทบตอภาวะ สุขภาพของหญิงตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ไดแก การแทงบุตร คลอดกอนก้าหนด ภาวะครรภ์เป็นพิษ ติดเชื้อ ตก เลือดหลังคลอดได และมีโอกาสเกิดโรคเบาหวานในทองถัดไปหรือเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในอนาคต ในทารกอาจ พบตายปริก้าเนิด พิการแตก้าเนิด ทารกมีขนาดใหญ และมีภาวะน้้าตาลในเลือดต่้าหลังคลอด ภาวะแทรกซอน ดังกลาวสามารถปูองกันไดโดยหญิงตั้งครรภ์ตองควบคุมระดับน้้าตาลในเลือดใหอยูในเกณฑ์ปกติหรือใกลเคียงปกติ ตลอดการตั้งครรภ์ ดวยการควบคุมอาหาร การออกก้าลังกาย หรือบางรายอาจตองใชยาอินซูลินรวมดวย เพื่อใหหญิง ตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ปลอดภัย ไมเกิดภาวะแทรกซอนขณะตั้งครรภ์ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีตอไป วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อศึกษาการปูองกันภาวะแทรกซอนในเบาหวานขณะตั้งครรภ์และน้าขอมูลที่ไดไปพัฒนา คุณภาพการพยาบาลเบาหวานขณะตั้งครรภ์ไดอยางมีประสิทธิภาพ วิธีการด าเนินการ เป็นการศึกษาการพยาบาลเบาหวานขณะตั้งครรภ์กรณีศึกษาเปรียบเทียบ 2 ราย หญิงตั้งครรภ์ใน เครือขายรับผิดชอบระดับปฐมภูมิ โรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา ประเมินภาวะสุขภาพโดยใชแผนสุขภาพ 11 แบบแผนของ Gordons และใชแนวคิดกระบวนการพยาบาล 5 ขั้นตอนในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ ภายใตมาตรฐาน การดูแลเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ผลการศึกษา หญิงตั้งครรภ์รายที่ 1 Case GDM A 2 และรายที่ 2 Case Overt DM ไดรับยาฉีด Insulin เพื่อควบคุม ระดับน้้าตาลรวมกับเฝูาระวังโดยการตรวจเลือดเองที่บาน ขอวินิจฉัยทางการพยาบาลทั้ง 2 รายพบ 1) เสี่ยงตอการ เกิดภาวะ Hypo-hyperglycemia 2) ขาดความรูในการดูแลตนเอง 3) มีความวิตกกังวล 4) เสี่ยงตอการเกิด โรคเบาหวานหลังคลอด หญิงตั้งครรภ์ทั้ง 2 รายคลอดครบก้าหนดโดยการผาตัดคลอด ปลอดภัยทั้งมารดา และทารก สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ 1) ควรประชาสัมพันธ์ และมีชองทางใหผูปุวยโรคเรื้อรังที่ตองการมีบุตร เขารับบริการที่คลินิกเตรียมความพรอมกอนการตั้งครรภ์2) ควรมีการสงตอขอมูลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะแทรกซอน ทาง อายุรกรรม และแนวทางการดูใหผูรับผิดชอบงานในเครือขายเพื่อการเฝูาระวัง และติดตามดูแลอยาง ตอเนื่อง 3) ควรมีคูมือการดูแลตนเองส้าหรับหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ 4) ควรมีแนวทางการ ติดตามเยี่ยมบานเพื่อสงเสริม สนับสนุนใหครอบครัว และชุมชนมีสวนรวมในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเบาหวาน ขณะตั้งครรภ์ ค าส าคัญ กรณีศึกษา หญิงตั้งครรภ์ ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 121 ช านาญการพิเศษ 9 การพยาบาลผู้ปุวยโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อวัณโรคที่มีภาวะแทรกซ้อน : กรณีศึกษา สมปรารถนา จันไธสง โรงพยาบาลบานดาน จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : โรคเยื่อหุมสมองอักเสบจากเชื้อวัณโรค เป็นวัณโรคชนิดรุนแรงของเยื่อหุมสมองและสันหลัง มี ความสัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตและความพิการสูง ในขณะที่การรักษาผูปุวยวัณโรคปอด มีค้าแนะน้าที่เป็นมาตรฐานใน ระดับนานาชาติใหใชยารักษาวัณโรคเป็นเวลา 6 เดือน แตส้าหรับการรักษาวัณโรคของเยื่อหุมสมองมีค้าแนะน้าและการปฏิบัติ แตกตางกันมากทั่วโลก ผูเชี่ยวชาญบางคนแนะน้าใหรักษานาน 9 เดือน 12 เดือน หรืออาจนานกวานั้นเพื่อปูองกันการกลับ เป็นซ้้า การรักษาเป็นเวลานานมีขอเสียคืออาจท้าใหเกิดการกินยาไมตอเนื่อง ไมสม่้าเสมอ ซึ่งสงผลใหเกิดการกลับเป็นซ้้า เพิ่มขึ้นและเชื้อดื้อยา และท้าใหคาใชจายทั้งของผูปุวยและระบบสุขภาพสูงขึ้น วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาการด้าเนินของโรค ปัญหาสุขภาพ การรักษาพยาบาลและผลการรักษาพยาบาลในผูปุวยโรคเยื่อหุม สมองอักเสบจากเชื้อวัณโรคที่มีภาวะแทรกซอน วิธีด าเนินการ : เป็นการศึกษารายกรณีเลือกแบบเจาะจงผูปุวยโรคเยื่อหุมสมองอักเสบจากเชื้อวัณโรคที่มีภาวะแทรกซอน ที่ เขารับการรักษาในแผนกหอผูปุวยในโรงพยาบาลบานดาน ชวงเดือนกรกฎาคม - กันยายน 2566 เครื่องมือที่ใชประกอบดวย เวชระเบียนผูปุวย เก็บรวบรวมขอมูลโดยการสัมภาษณ์ การสังเกต การตรวจรางกาย และการซักประวัติผูปุวยและญาติ วิเคราะห์ขอมูลตามแบบแผนสุขภาพโดยใชแนวคิด11แบบแผนสุขภาพของกอร์ดอนและวางแผนการพยาบาลตาม กระบวนการพยาบาลโดยใชกรอบแนวคิดการวินิจฉัยการพยาบาลของสมาคมวินิจฉัยการพยาบาลแหงอเมริกาเหนือ(NANDA) ผลการศึกษา : การพยาบาลที่ส าคัญ 4 ระยะ ได้แก่ ระยะวิกฤตฉุกเฉิน 1.เกิดภาวะสับสนทางดานการรับรูเนื่องจากมีพยาธิ สภาพที่สมองจากการติดเชื้อวัณโรคที่เยื่อหุมสมอง 2.เสี่ยงตอภาวะพรองออกซิเจน เนื่องจากมีการอุดกั้นของทางเดินหายใจ รวมกับประสิทธิภาพในการไอและการขับเสมหะลดลง ระยะกึ่งวิกฤต 1.เกิดภาวะติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ เนื่องจากคา สายสวนปัสสาวะ 2.แบบแผนการด้าเนินชีวิตเปลี่ยนแปลง เนื่องจากการเจ็บปุวยดวยโรคที่เป็นอยู 3.เสี่ยงตอภาวะติดเชื้อใน รางกาย เนื่องจากมีแผลบริเวณคอและกนกบ ระยะฟื้นฟูสภาพ 1.เสี่ยงตอการแพรกระจายเชื้อดื้อยา 2.เสี่ยงตอภาวะพรอง สุขวิทยาสวนบุคคล เนื่องจากไมสามารถปฏิบัติกิจวัตรประจ้าวันได 3.เสี่ยงตอการเกิดภาวะแทรกซอน เนื่องจาก ความสามารถในการชวยเหลือตัวเองลดลง ระยะวางแผนจ าหน่าย1.ญาติวิตกกังวลเกี่ยวกับโรคที่เป็นอยู เนื่องจากไมเขาใจ พยาธิสภาพของโรค 2.ญาติขาดความมั่นใจในการดูแลผูปุวย เนื่องจากตองปรับเปลี่ยนบทบาทหนาที่ในครอบครัว 3.เสี่ยงตอ การกลับเป็นซ้้าอีกเนื่องจากขาดความรูความเขาใจในการปฏิบัติตัวเมื่อกลับบาน ข้อเสนอแนะ 1.พยาบาลควรมีการเสริมพลังสรางความมั่นใจและติดตามผลการดูแลเมื่อผูปุวยกลับไปอยูบาน ชุมชน 2. ควรมีการพัฒนาการดูแลผูปุวย โดยท้าใหงานประจ้าสูการวิจัย 3.ควรจัดสถานที่ สิ่งแวดลอม จัดเตรียมอุปกรณ์ใหเพียงพอ พรอมใชใหเหมาะสมในการดูแลผูปุวย ค าส าคัญ : โรคเยื่อหุมสมองอักเสบจากเชื้อวัณโรค , ภาวะแทรกซอน
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 122 ช านาญการพิเศษ 10 การพยาบาลมารดาหลังคลอดที่มีภาวะตกเลือด: กรณีศึกษา บุญช่วย บุบผามะโล โรงพยาบาลหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมา ภาวะตกเลือดหลังคลอดเป็นภาวะแทรกซ้อนทางสูติกรรม ที่พบได้บ่อยและสาเหตุหลักของการ ตาย ของหญิงตั้งครรภ์นั้นมากกว่า 20 % เกิดจากสาเหตุที่ป้องกันได้สาเหตุที่พบมากที่สุดคือ การหดรัดตัว ของ มดลูกไม่ดี รองลงมาคือการฉีกขาดของช่องทางคลอด เยื่อหุ้มรกหรือรกค้างและการแข็งตัวของเลือด ผิดปกติ ตามล าดับ จากสถิติผู้รับบริการคลอดโรงพยาบาลหนองกี่ระหว่างปี พ.ศ.2564 ถึง 2566 จ านวน มารดาคลอดปกติทั้งหมด 121 ราย, 136 รายและ 139 ราย มีภาวะตกเลือดจ านวน 0, 2 และ 5 ราย (คิด เป็นร้อยละ0, 1.47 และ 3.59 ) ตามล าดับ ตามเกณฑ์ตัวชี้วัดร้อยละของมารดาหลังคลอดตกเลือดน้อยกว่า หรือเท่ากับร้อยละ 5 ผู้ศึกษาจึงมีความสนใจศึกษาและได้ใช้เครื่องมือ 11 แบบแผนด้านสุขภาพของกอร์ ดอน เป็นกรอบแนวคิดในการศึกษา เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างพยาธิสรีรภาพและข้อวินิจฉัยทางการ พยาบาล ใช้หลักฐานเชิงประจักษ์น าแผนการพยาบาลที่ได้ไปปฏิบัติจริงกับมารดาหลังคลอดที่มีภาวะตก เลือด จ านวน 1 ราย วัตถุประสงค์ของการศึกษา เพื่อศึกษาการพยาบาลมารดาหลังคลอดที่มีภาวะตกเลือด ผลกรณีศึกษา จากการน ากระบวนการพยาบาลแบบแผน 11 กอร์ดอนร่วมกับหลังฐานเชิงประจักษ์มาใช้ใน การพยาบาลมารดาหลังคลอดที่มีภาวะตกเลือดได้ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลดังนี้ 1) มารดาหลังคลอดมี ภาวะตกเลือดเนื่องจากรกค้าง 2) มารดาหลังคลอดเสี่ยงต่อภาวะช็อกเนื่องจากการตกเลือด 3) มารดาหลัง คลอดและครอบครัววิตกกังวลเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยเนื่องจากรกค้าง 4) มารดาหลังคลอดเสี่ยงต่อภาวะซีด เนื่องจากมีการตกเลือด 5) มารดาหลังคลอดเสี่ยงต่อการขาดออกซิเจนเนื่องจากการตกเลือด วิจารณ์ การน ากระบวนการพยาบาลแบบแผน 11 กอร์ดอนร่วมกับหลังฐานเชิงประจักษ์มาใช้ในการพยาบาล มารดาหลังคลอดที่มีภาวะตกเลือด โดยการประเมินและรวบรวมข้อมูลผู้ป่วยน าสู่การก าหนดข้อวินิจฉัยการ พยาบาล วางแผนการพยาบาลโดยตั้งเป้าหมายการพยาบาลร่วมกับแพทย์ ผู้ป่วยและญาติ ท าให้พยาบาล สามารถป้องกันความเสี่ยงและผู้รับบริการปลอดภัย ข้อเสนอแนะ จากการศึกษาของกรณีศึกษา พบภาวะตกเลือดหลังคลอดบุตรและมีปัญหารกค้าง ดังนั้นควรมี การพัฒนารูปแบบ/แนวทางปฏิบัติ/น านวัตกรรมทางการพยาบาลเกี่ยวกับการพยาบาลผู้คลอด เช่น ถุงตวง เลือด น ามาประยุกต์ใช้เพื่อประเมินความเสี่ยงของภาวะตกเลือดหลังคลอด และสามารถลดความรุนแรงจาก ภาวะตกเลือดหรือภาวะแทรกซ้อนและลดอัตราการเสียชีวิต
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 123 ช านาญการพิเศษ 11 การพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ที่เสพสารเสพติดแอมเฟตามีน : กรณีศึกษา ศรัญญา ดวงสิงห์ชัย โรงพยาบาลโนนดินแดง บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ:การเสพสารเสพติดในสตรีตั้งครรภ์มีแนวโนมเพิ่มมากขึ้นทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยดวย ซึ่งยาบา หรือ เมทแอมเฟตามีน พบวามีการใชเพิ่มมากขึ้นในหญิงตั้งครรภ์ สงผลตอการเพิ่มภาวะครรภ์เป็นพิษ รก ลอกตัวกอนก้าหนด การคลอดกอนก้าหนด ทารกโตชาในครรภ์ ทารกคลอดน้้าหนักตัวนอย ภาวะรกเสื่อมและการตก เลือดหลังคลอดไดสูง โดยเกิดจากฤทธิ์ยารวมกับภาวะโภชนาการมารดาไมดี ไมฝากครรภ์หรือชา การติดเชื้อระหวาง ตั้งครรภ์ ซึ่งยากลุมแอมเฟตามีนยังสามารถผานสูนมแมได ทารกจึงเสี่ยงตอการไดรับสารหากมารดาเลี้ยงลูกดวยนม แม หากเกิดภาวะตกเลือดจะท้าใหสูญเสียเลือดปริมาณมาก ท้าใหเซลล์ตางๆ ในรางกาย ขาดออกซิเจนและเสียสมดุล โดยเฉพาะสมองสวนไฮโปทาลามัสและตอมใตสมองที่สงผลตอฮอร์โมนส้าคัญในระยะหลังคลอด หากรักษาลาชาจะ เกิดภาวะแทรกซอนตามมา คือ Sheehan’s syndrome โลหิตจางรุนแรง ช็อค ทุพพลภาพ และเสียชีวิตได สวน ทารกอาจมีภาวะแทรกซอน เรื่องน้้าหนักตัวนอย คลอดกอนก้าหนด การเจริญเติบโตในครรภ์ชา ศีรษะเล็ก ซึ่งอาจ สงผลใหพัฒนาการลาชา โดยโรงพยาบาลโนนดินแดงยังมีแนวทางการพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ที่เสพสารเสพติดแอมเฟ ตามีนไมชัดเจน ผูศึกษาจึงไดท้าการศึกษาจากกรณีศึกษาดังกลาว วัตถุประสงค์การศึกษา ๑. เพื่อศึกษาแนวทางการพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ที่เสพสารเสพติดแอมเฟตามีน ๒. เพื่อพัฒนาการพยาบาลทารกแรกเกิดที่มารดาใชสารเสพติดแอมเฟตามีน วิธีการด าเนินการวิจัย เป็นการศึกษาเฉพาะราย กรณีหญิงตั้งครรภ์ที่ใชสารแอมเฟตามีน ๑ ราย ฝากครรภ์ที่ โรงพยาบาลโนนดินแดงควบคูกับโรงพยาบาลแมขายที่มีแพทย์เฉพาะทาง เก็บรวบรวม ขอมูล ซักประวัติตรวจ รางกาย ขอมูลเวชระเบียน วิเคราะห์ปัญหาความตองการ มาวางแผนการพยาบาล ก้าหนดขอวินิจฉัยทางการพยาบาล ตามกระบวนการพยาบาล ผลการศึกษา พบวาทีมดูแลสามารถจัดการความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับมารดาและทารกไดดี แมทารกแรกคลอดจะตรวจ พบแอมเฟตามีน และเมื่อติดตามครบ ๖ เดือน โดยใชแนวคิด ๓ หมอ พบพัฒนาการปกติตามเกณฑ์ ครอบครัว สามารถดูแลทารกตอเนื่องได สรุปผลการศึกษาและการน าไปประโยชน์ การพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ที่เสพสารเสพติดแอมเฟตามีน ทีมดูแลมีสวน ส้าคัญมากในการคนหาปัญหา ประเมินความเสี่ยง เพื่อใหการพยาบาลที่ปลอดภัยทั้งมารดาและทารก จึงจ้าเป็นตองมี แนวทางการพยาบาลที่ชัดเจนเพื่อใหลูกเกิดรอดแมปลอดภัย ครอบครัวมั่นใจในการดูแลทารก ค าส าคัญ การพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ ,หญิงตั้งครรภ์เสพสารเสพติด , แอมเฟตามีน
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 124 ช านาญการพิเศษ 12 การพยาบาลผู้ป่วย STEMI และการพัฒนากระบวนการบริหารยา Streptokinase อย่างปลอดภัย โรงพยาบาลสีดา : กรณีศึกษา สุภาพร ติระวัฒนศักดิ์ โรงพยาบาลสีดา จังหวัดนครราชสีมา ความเป็นมาและความส าคัญ โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Acute myocardial infarction) เป็นโรคที่เป็น ปัญหาด้านสาธารณสุข และยังเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตเป็นล าดับต้นๆ ของประชากรทั่วโลก ซึ่งกระบวนการ ประเมินคัดกรองผู้ปุวย การวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็ว และการมีแนวทางการพยาบาล การบริหารยาที่ชัดเจน ส่งผลให้ ผู้ปุวยได้รับยา Streptokinase อย่างปลอดภัย และได้รับยาภายในระยะเวลาที่ก าหนด ก็จะสามารถช่วยลดอัตราการ เสียชีวิตของผู้ปุวยได้ วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อศึกษาการดูแลผู้ปุวยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และพัฒนากระบวนการบริหาร ยา Streptokinase ที่แผนกอุบัติเหตุฉุกเฉินและนิติเวช โรงพยาบาลสีดา จังหวัดนครราชสีมา วิธีการด าเนินการ เลือกผู้ปุวยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่มีความซับซ้อนของโรค 1 รายโดยคัดเลือก กรณีศึกษาแบบเฉพาะเจาะจง ที่มารับการรักษาที่แผนกอุบัติเหตุฉุกเฉินและนิติเวช โรงพยาบาลสีดา ในช่วงเดือน พฤษภาคม 2566 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ปุวย การสัมภาษณ์ ญาติ แบบบันทึกการให้ยา Streptokinase ก่อน-ขณะ-หลัง ให้ยา การวิเคราะห์ข้อมูล โดยศึกษาพยาธิสภาพ อาการและอาการแสดง การรักษา ประเมินปัญหาทางการพยาบาลด้วยแบบแผนสุขภาพ 11 แบบแผนของกอร์ดอน ก าหนดข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล ให้การพยาบาลประเมินผลลัพธ์การพยาบาล และใช้กรอบแนวคิด PDCA ในการ พัฒนางาน ผลการศึกษา ผู้ปุวยชายไทยอายุ 68 ปี มีโรคประจ าตัวเป็นเบาหวานและไขมันในเลือดสูง มาด้วยอาการแน่นหน้าอก เป็นมา 1 ชั่วโมง แรกรับที่ห้องอุบัติฉุกเฉินตรวจคลื่นหัวใจพบว่า ST-Elevation ที่ II ,III , AVF วินิจฉัยว่าเป็น (STelevation myocardial infarction; STEMI) แพทย์ให้การรักษาตามแนวทางการรักษาผู้ปุวยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาด เลือดเฉียบพลัน ได้รับยา Streptokinase 1.5 mu ขณะให้ยาพบว่ามีความดันโลหิตต ่า แพทย์ได้ให้การรักษาและ แก้ไขภาวะวิกฤติและเฝูาระวังอาการอย่างใกล้ชิด ผู้ปุวยมีสัญญาณชีพปกติคงที่สม ่าเสมอ ด าเนินการประสานส่งต่อ รักษาที่โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมาอย่างปลอดภัย สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์จากกรณีศึกษาพบว่ามีแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจน ตั้งแต่การคัดกรอง ผู้ปุวย การประเมิน การดูแลผู้ปุวย STEMI การบริการยา Streptokinase และการพยาบาลขณะส่งต่อ ซึ่งจะช่วยให้ ผู้ปุวยได้รับการช่วยเหลือแก้ไขภาวะวิกฤติคุกคามชีวิตได้ทันท่วงที ส่งผลให้ผู้ปุวยปลอดภัย และการพยาบาลผู้ปุวยโรค กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้มาตรฐาน ค าส าคัญ: การพยาบาลโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน, การบริหารยา Streptokinase
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 125 ช านาญการพิเศษ 13 การพยาบาลและการพัฒนาช่องทางด่วนการดูแลผู้ปุวยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Acute Myocardial Infarction : AMI) โดยใช้รูปแบบการจัดการรายกรณี:กรณีศึกษา เบญจมาศ โรจนประดิษฐ์ โรงพยาบาลเทพารักษ์จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : กรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข เผยปี 2565 คนไทยเสียชีวิตดวยโรคหลอดเลือดหัวใจ มากถึง 7 หมื่นราย เฉลี่ยชั่วโมงละ 8 คน จังหวัดนครราชสีมา ปี2564-2566 เสียชีวิต จ้านวน 94 , 136 ,95 ราย/ปีสถิติ ผูปุวยโรคกลามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันรักษาในโรงพยาบาลเทพารักษ์ ที่หองฉุกเฉิน ปี 2563 - 2566 เสียชีวิตจ้านวน 1 , 0 , 0 , 1 ราย/ปีทบทวนกระบวนการการดูแลพบปัญหา คือ คัดกรองและประเมินผูปุวยผิดพลาด ผูปุวยไมทราบอาการส้าคัญ ของโรค รวมถึงการจัดการความพรอมในการใหการพยาบาลผูปุวยในโรงพยาบาล วัตถุประสงค์การศึกษา : เพื่อศึกษาการพยาบาลและการพัฒนาชองทางดวนการดูแลผูปุวยโรคกลามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน โดยใชรูปแบบการจัดการรายกรณี วิธีการด าเนินงาน : ศึกษาผูปุวยที่ไดรับการวินิจฉัยโรคกลามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ในหองฉุกเฉินโรงพยาบาลเทพารักษ์ กรณีศึกษาจ้านวน 1 ราย ด้าเนินการศึกษาระหวางเดือน ตุลาคม 2565 –พฤศจิกายน 2566 วิเคราะห์กระบวนการดูแล ผูปุวยตั้งแต In hospital , post hospital กรณีศึกษา : ผูปุวยชายไทยอายุ 48 ปี มาดวย 30 นาทีกอนมาโรงพยาบาล มีอาการเจ็บหนาอก ราวขึ้นจุกกลางคอ ใจสั่น นอนราบไมได ไมบวม อาเจียนเป็นอาหารที่ทาน 3 ครั้ง มีโรคประจ้าตัวคือเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในกระแสเลือด สูบบุหรี่ วันละ 5-10 มวนตอวัน นาน 20 ปี แรกรับEKG 12 lead พบ ST elevate V1-V4 ผลตรวจ Trop –I 16.31ng/ml แพทย์วินิจฉัยเป็น Acute Myocardial Infarction ใหการรักษา ASA 325 mg 1 tabเคี้ยว stat , Clopidogrel 300 mg เคี้ยว Stat , Isosorbide Dinitrate SL tab 5 mg 1 tab , Furosemide 40 mg V stat , On 0.9 % NSS 1000 ml IV drip 80 cc / hr. โทรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ใหยา Streptokinase Inj. 1.5 mu in NSS 100 ml drip in 1 hr. และสงตอระบบ Fast track STEMI ผลการศึกษา : จากกรณีศึกษาผูปุวยโรคกลามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน พบ Under triage ผูปุวยถูกสงตัวรักษาที่จุดบริการ OPD พยาบาลประจ้าจุดประเมินอาการซ้้าพบ Atypical chest pain จัดล้าดับความส้าคัญผูปุวยเป็นระดับฉุกเฉิน ยายผูปุวย รับบริการที่หองฉุกเฉิน วินิจฉัยเป็น STEMI ไดรับการรักษาตามแนวทางการดูแลผูปุวยโรคกลามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน และ สงตัวรักษาตอโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ติดตามการรักษา ผูปุวยไดรับ S/P PCI ที่เสนเลือดหัวใจ 1 เสนสรุป การศึกษาและในการน าไปใช้ : พยาบาล triage ตองมีความรู ความช้านาญในการดูแลผูปุวยที่มีภาวะวิกฤต มีแบบประเมิน early warning sing ที่สะดวกตอการประเมิน/คัดกรองกลุมอาการ ACS เพื่อใหผูปุวยไดรับการรักษาทันเวลา ลดอัตราการ เสียชีวิต สิ่งส้าคัญการสงเสริมใหเกิด health literacy ในชุมชนจะชวยใหผูปุวยเห็นความส้าคัญของปัญหาสุขภาพและเขาสู ระบบการรักษาไดรวดเร็วยิ่งขึ้น ค าส าคัญ :โรคกลามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน, กรณีศึกษา
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 126 ช านาญการพิเศษ 14 รูปแบบการบ าบัดฟื้นฟูผู้ป่วยยาเสพติดโดยชุมชนเป็นศูนย์กลาง : กรณีศึกษา บ้านหนองไผ่ ต าบลหนองไผ่ อ าเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ หวานใจ อุปมา โรงพยาบาลแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ วัตถุประสงค์ เพื ่อศึกษาสถานการณ์ปัญหายาเสพติดในชุมชน และศึกษาผลการใช้รูปแบบการบ าบัดฟื้นฟูผู้ใช้ยาเสพติดโดยชุมชนเป็น ศูนย์กลาง (Community Base Treatment: CBTx) รูปแบบและวิธีวิจัย รูปแบบการวิจัย: การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบกึ ่งทดลองแบบกลุ ่มเดียววัดผลก ่อนและหลังการทดลอง ( Quasiexperimental one group pre-posttest design) เพื ่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการบ าบัดฟื้นฟูผู้ใช้ ยาเสพติดโดยชุมชนเป็น ศูนย์กลาง ระยะเวลาในการศึกษาธันวาคม ๒๕๖๕ – พฤษภาคม ๒๕๖๖ ในบ้านหนองไผ่ ต าบลหนองไผ่ อ าเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ กลุ่มเปูาหมาย ได้แก่ ผู้ใช้ยาเสพติด ๔๔ คน โดยวิธีการคัดเลือกแบบเจาะจงและสมัครใจ ผลการศึกษา พบว่าคะแนนแบบประเมินทักษะปูองกันการใช้สารเสพติด หลังเข้าร่วมกิจกรรม มีคะแนนเพิ่มขึ้นโดยระดับคะแนนต ่าสุดอยู่ที่ ๓๕ คะแนน คะแนนสูงสุดอยู่ที่ ๖๒ คะแนน โดยค่าเฉลี่ยคะแนนอยู่ที่ ๕๓.๕๒ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากคะแนนก่อนเข้าร่วมโปรแกรมการบ าบัดฟื้นฟู ผู้ใช้สารเสพติดโดยชุมชนเป็นศูนย์กลางโดย พบว่าค่าคะแนนน้อยสุดอยู่ที่ ๒๔ คะแนน คะแนนสูงสุดอยู่ที่ ๓๖ คะแนน โดยเฉลี่ยคะแนน ที๒๘.๓๑ ค่าเฉลี่ยผลคะแนนแบบประเมินทักษะปูองกันการใช้สารเสพติด ก่อนและหลังได้เข้าร่วมโปรแกรมการบ าบัดฟื้นฟูผู้ใช้สาร เสพติดโดยชุมชนเป็นศูนย์กลางเท่ากับ ๒๘.๓๑ และ ๕๓.๕๒ ค ่าเบี ่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ ๒.๘๔ และ ๗.O๕ ตามล าดับ ผลการ วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติของกลุ่มตัวอย่างพบว่าทักษะปูองกันการใช้สารเสพติดของกลุ่มตัวอย่างที่ได้เข้าร่วม โปรแกรมการบ าบัดฟื้นฟู ผู้ใช้สารเสพติดโดยชุมชนเป็นศูนย์กลาง สูงกว่าก ่อนเข้าร ่วมโปรแกรมอย ่างมีนัยส าคัญทางสถิติที ่ .O๕ ประสิทธิผลทางด้านคลินิก ประเมินจาก (๑) ผู้ปุวยยาเสพติดเข้ารับการบ าบัดครบโปรแกรม ๑๖ ครั้ง (๑๒o วัน) ครบร้อยละ 100 (Retention Rate) (๒) ผู้ปุวย ยาเสพติด ไม่เสพยาซ ้าระหว่างบ าบัด ๓ เดือน (๓ Months Remission Rate) ร้อยละ ๖๘.๔ สรุปผลการศึกษา รูปแบบการบ าบัดฟื้นฟูผู้ปุวยยาเสพติดโดยชุมชนเป็นศูนย์กลาง เป็นแนวทางในการด าเนินกิจกรรมการบ าบัดฟื้นฟูผู้ปุวยยา เสพติดโดยชุมชนเป็นศูนย์กลาง ชุมชนที่ด าเนินการต้องมีความพร้อมในกระบวนการทุกขั้นตอน ชุมชนรู้สึกมีความเป็นเจ้าของสามารถ ตรวจสอบได้ เป็นรูปแบบการบ าบัดที่สามารถแทรกแซงในชีวิตประจ าวัน เกิดรูปแบบการบ าบัดที่ตรงกับความต้องการและเหมาะสมกับ บริบทของชุมชน ข้อเสนอแนะในการน างานวิจัยไปใช้ (1) รูปแบบการบ าบัดฟื้นฟูผู้ปุวยยาเสพติดโดยชุมชนเป็นศูนย์กลาง ควรจะน าไปศึกษาและทดลองในชุมชนที่มีการระบาดของยา เสพติดให้มากกว ่านี้ และก ่อนการน าไปใช้ควรมีการเตรียมทีมงานที ่เกี ่ยวข้องให้มีความรู้ความเข้าใจถึงแนวทางและ วัตถุประสงค์ในการด าเนินการใช้ (2) ควรมีการพัฒนารูปแบบการบ าบัดฟื้นฟูผู้ปุวยยาเสพติดในชุมชนเป็นศูนย์กลางกับตัวแปรอื่นๆ และควรมีการติดตามในระยะ ที่นาน (๑ ปี) ค าส าคัญ : การบ าบัดฟื้นฟูผู้ปุวยยาเสพติดโดยชุมชนเป็นศูนย์กลาง, ผู้ใช้ยาเสพติด
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 127 ช านาญการพิเศษ 15 การศึกษาภาวะตาเปลี่ยนสีจากยา Favipiravir ในผู้ปุวยเด็กที่ติดเชื้อโควิด-19 กมลรัตน์ วิจารณ์ไพบูลย์ ภ.บ., เอกชัย นพพิบูลย์ภ.บ.และคณะ โรงพยาบาลปราสาท จังหวัดสุรินทร์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ Favipiravir เป็นยาที่ใชอยางแพรหลายในการรักษาโรคติดเชื้อโควิด-19 (COVID-19) ในประเทศไทย พบรายงานภาวะกระจกตาและแกวตาเปลี่ยนเป็นสีฟูาหรือสีมวงภายหลังใชยาดังกลาว ซึ่งเป็น ผลขางเคียงที่พบใหมและยังไมทราบผลกระทบตอสายตาหรือการมองเห็นในระยะยาว จากการติดตามการใชยาใน ผูปุวยติดเชื้อโควิด-19 อ้าเภอปราสาท พบรายงานตาเปลี่ยนสีเป็นสีฟูาหรือสีมวงภายหลังไดรับยา Favipiravir ใน ผูปุวยเด็กที่มีอายุนอยกวา2 ปีการศึกษานี้จึงตองการศึกษาอุบัติการณ์สะสม (Cumulative incidence) ของการเกิด ภาวะตาเปลี่ยนสีเป็นสีฟูาหรือสีมวงหลังไดรับยา Favipiravir และผลลัพธ์ทางคลินิกจากการติดตามโดยจักษุแพทย์ เพื่อใหผูปุวยใชยาไดอยางมีประสิทธิผลและปลอดภัย วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อศึกษาอุบัติการณ์สะสมของการเกิดภาวะตาเปลี่ยนสีจากยาFavipiravir ในผูปุวยเด็กที่ติด เชื้อโควิด-19 และติดตามผลลัพธ์ทางคลินิกโดยจักษุแพทย์ วิธีการด าเนินการ เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Research) รวบรวมกลุมตัวอยางผูปุวยเด็กที่ติดเชื้อโควิด19 อายุนอยกวา2ปี ที่ไดรับยา Favipiravir ซึ่งเขารับการรักษาในโรงพยาบาลทั้งระบบผูปุวยนอก ผูปุวยในและการ แยกกักตัวที่บาน ตั้งแตวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2565 ถึง 30 มิถุนายน พ.ศ. 2566 หากเภสัชกรประเมินไดวาภาวะตา เปลี่ยนสีสัมพันธ์การไดรับยา จะใหค้าแนะน้าการใชยาและแจงวันนัดหมายพบจักษุแพทย์จากนั้นบันทึกแจงเตือนใน ระบบเวชระเบียน เพื่อเฝูาระวังและติดตามอาการขางเคียงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ผลการศึกษา ผูปุวย COVID-19 ที่ไดรับยา Favipiravir จ้านวนทั้งหมด 4,960 ราย เป็นกลุมผูปุวยเด็กอายุนอยกวา 2 ปี จ้านวน 522 ราย พบผูปุวยที่เกิดภาวะตาเปลี่ยนสีเป็นสีฟูาหรือสีมวง จ้านวน 23 ราย คิดเป็นอุบัติการณ์สะสม 0.044 รายตอ18 เดือนแบงเป็นเพศชาย 13 ราย(รอยละ 56.52) และเพศหญิง 10 ราย(รอยละ 43.48) สวนใหญ(รอย ละ 82.61)เริ่มมีอาการตั้งแตวันแรกที่ไดรับยาระยะเวลาที่มีอาการ 5.48 ± 1.16วัน ผูปุวยทุกรายหายเป็นปกติสวน ใหญ(รอยละ 91.30) หายภายใน 3 วันหลังการรักษาดวยยาเสร็จสิ้นผลการติดตามโดยจักษุแพทย์มีผูปุวยมาติดตาม อาการจ้านวน 13 ราย สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์อุบัติการณ์สะสมของภาวะตาเปลี่ยนสีจาก Favipiravir คิดเป็น0.044 ราย ตอ18 เดือน และผลการตรวจสายตาทุกรายไมพบความผิดปกติ น้าไปสูการจัดท้าค้าแนะน้าในฉลากยาเพิ่มเติมเพื่อให ผูปกครองสามารถบริหารยาใหแกผูปุวยไดอยางมั่นใจ ไดรับยาอยางตอเนื่องจนครบก้าหนดการรักษา รวมทั้งน้ามา ปรับใชด้าเนินงานเภสัชกรรมทางไกล (Telepharmacy) ในการดูแลผูปุวยกลุมอื่นๆตอไป ค าส าคัญ: Favipirivir , Covid-19, อุบัติการณ์สะสม, ภาวะตาสีฟูา
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 128 ช านาญการพิเศษ 16 การพยาบาลผู้ปุวยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันที่ได้รับยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดด า : กรณีศึกษา ปนิดา เจือจันทร์ โรงพยาบาลโนนนารายณ์ จังหวัดสุรินทร์ บทคัดยอ โรคกลามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด ที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับตนของประชากรใน ประเทศไทย เนื่องจากเป็นภาวะวิกฤตที่ท้าใหผูปุวยเสียชีวิตอยางกะทันหัน การรักษาในบทบาทของโรงพยาบาลชุมชนที่เพิ่ม ศักยภาพโดยการใหยาละลายลิ่มเลือดได สามารถลดการสูญเสียชีวิตของผูปุวยได วัตถุประสงคการศึกษา เพื่อศึกษาการด้าเนินของโรค การรักษา และการพยาบาลผูปุวยโรคกลามเนื้อหัวใจตายในระยะเฉียบพลัน และไดรับ ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดด้า วิธีการด าเนินการ ศึกษาเป็นรายกรณีแบบเฉพาะเจาะจง ด้าเนินการศึกษาระหวาง เดือนมกราคม - เดือนมีนาคม พ.ศ. 2566 และ ติดตามการเก็บขอมูลยอนหลังจากเอกสาร เวชระเบียนผูปุวย ผลการศึกษา จากการศึกษาผูปุวยโรคกลามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน พบวาผูปุวยชายไทย อายุ 76 ปี มีโรคประจ้าตัวความดัน โลหิตสูง ขาดยาโรคประจ้าตัว 7 เดือน มาดวยอาการ 2 ชั่วโมงกอนมาหลังตื่นนอนลุกไปเขาหองน้้า มีอาการเจ็บหนาอก หายใจไมสะดวก ปวดราวไปที่หลัง มีอาการเจ็บหนาอกมากขึ้นเวลาขยับตัวเปลี่ยนทา ไมมีเหงื่อแตก ไมมีใจสั่น แรกรับ อุณหภูมิ36.5 องศาเซลเซียส อัตราการเตนของชีพจร 86 ครั้ง/นาที อัตราการหายใจ 24 ครั้ง/นาที ความดันโลหิต 142/102 มิลลิเมตรปรอท pain score 6 คะแนน ตรวจคลื่นไฟฟูาหัวใจพบ ST-Elevation ที่ Lead II, III,AVF แพทย์วินิจฉัยเป็น กลามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน Consult อายุรแพทย์โรคหัวใจ ให Repeat EKG แพทย์ Cardiologist วินิจฉัย STEMI (Inferior wall) ไดรับการรักษาดวยยาละลายลิ่มเลือด (Streptokinase) และการดูแลตามแผนการพยาบาลทั้งหมด 4 แผน รวมถึงการดูแลสงตอไปโรงพยาบาลสุรินทร์ เพื่อการดูแลจากแพทย์เฉพาะทางและประเมินการเปิดของหลอดเลือด หลังจาก ไดรับยาละลายลิ่มเลือด มีความส้าเร็จในการเปิดของหลอดเลือด ไมมีภาวะแทรกซอน สรุปการศึกษาและการน าไปใชประโยชน บทบาทพยาบาลในการดูแลผูปุวยภาวะกลามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันในระยะวิกฤต มีความส้าคัญยิ่ง การประเมิน และคัดกรองผูปุวยอยางถูกตอง รวดเร็ว ขณะมาถึงโรงพยาบาล ท้าใหผูปุวยไดรับการวินิจฉัยถูกตอง และไดรับการรักษาดวย ยาละลายลิ่มเลือดอยางรวดเร็ว พยาบาลตองมีความรูในการบริหารยา การเฝูาระวังภาวะผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับผูปุวยได ตลอดเวลา นับตั้งแตผูปุวยเขามารับการรักษาในโรงพยาบาลจนกระทั่งสงตอ ท้าใหผูปุวยรอดชีวิตไดมากขึ้น ค าส าคัญ : โรคกลามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ยาละลายลิ่มเลือด การพยาบาล
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 129 ช านาญการพิเศษ 17 การพัฒนาระบบบริบาลทางเภสัชกรรมในผู้ปุวยที่ได้รับยาวาร์ฟาริน โรงพยาบาลโนนนารายณ์ จังหวัดสุรินทร์ พรทิพย์ ค้าจันทร์ โรงพยาบาลโนนนารายณ์จังหวัดสุรินทร์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : วาร์ฟาริน เป็นยาตานการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทานที่มีความเสี่ยงสูง มีอาการ ไมพึงประสงค์ที่อันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะภาวะเลือดออก การใชยานี้มีความยุงยากและซับซอน ขนาดยาที่เหมาะสม กับผูปุวยแตละรายแตกตางกันและมีปัจจัยหลายอยางที่มีผลตอการออกฤทธิ์ของยา ดังนั้นการใชยากลุมนี้จึงตองมีการ จัดการที่ดีเพื่อใหผูปุวยไดรับความปลอดภัยจากการใชยา โรงพยาบาลโนนนารายณ์มีการดูแลผูปุวยที่ใชยาวาร์ฟาริน อยางเป็นระบบตั้งแตปีงบประมาณ 2563 ปัจจุบันมีผูปุวยจ้านวน 74 ราย จากการทบทวน เวชระเบียนคลินิก วาร์ฟาริน ในปี 2563 พบการติดตามผูปุวยจ้านวน 149 ครั้ง มีรอยละของคา INR อยูในชวงการรักษาและรอยละของ ระยะเวลาที่คา INR อยูในชวงการรักษา (TTR) เทากับ 46.15 และ 54.7 ตามล้าดับ ซึ่งยังต่้ากวาเปูาหมาย พบปัญหา ดานความรวมมือในการใชยามากที่สุด ถัดมาเป็นปัญหาอันตรกิริยาระหวางยาและอาการไมพึงประสงค์จากยา ตอไป ปัญหาเหลานี้อาจสงผลใหผูปุวยเกิดอันตรายไดหากไมมีระบบการจัดการที่ดีวัตถุประสงค์การศึกษา : เพื่อศึกษาผล ของการพัฒนาระบบบริบาลทางเภสัชกรรมในผูปุวยที่ไดรับยาวาร์ฟารินในดานผลลัพธ์ทางคลินิก (INR, TTR) ความ รวมมือในการใชยาและปัญหาจากการใชยา (อันตรกิริยาระหวางยาและอาการไมพึงประสงค์จากยา) วิธีการ ด าเนินการ : ศึกษาสถานการณ์และทบทวนเวชระเบียนอยางเป็นขั้นตอนเพื่อเปรียบเทียบผลของการพัฒนาระบบ บริบาลทางเภสัชกรรมในผูปุวยที่ไดรับยาวาร์ฟารินกอนมีการพัฒนาระบบ – ตุลาคม 2562 ) กันยายน 2563) และ ภายหลังการพัฒนาระบบ – ตุลาคม 2563 ) กันยายน 2565) โดยแนวทางการพัฒนา ประกอบดวย การก้าหนดแนว ทางการใหบริบาลทางเภสัชกรรมในผูปุวยที่ไดรับยาวาร์ฟาริน ปรับปรุงแบบบันทึกการติดตามผูปุวยโดยเพิ่ม ครอบคลุมและเพิ่มความสะดวกตอการปฏิบัติงานจริง การใหความรูและประเมินความรูผูปุวยหรือผูดูแลเกี่ยวกับยา วาร์ฟารินอยางตอเนื่อง ผลการศึกษา : ภายหลังการพัฒนาระบบบริบาลทางเภสัชกรรมในผูปุวยที่ไดรับยาวาร์ฟาริน พบผูปุวยมีรอยละคา INR อยูในชวงการรักษาเพิ่มขึ้นจาก รอยละ 46.15 ในปี 2563 เป็นรอยละ 66.00 และ 64.06 ในปี 2564 และ 2565 ตามล้าดับ รอยละของระยะเวลาที่คา INR อยูในชวงการรักษา (TTR) ก็มีแนวโนมเพิ่มขึ้น จาก รอยละ 54.7 ในปี 2563 เป็นรอยละ 62.12 และ 56.67 ในปี 2564 และ 2565 ตามล้าดับ นอกจากนี้ยังพบวาผูปุวย มีความรวมมือในการใชยาเพิ่มขึ้น การเกิด อันตรกิริยาระหวางยาและอาการไมพึงประสงค์จากยาลดลง ผูปุวยหรือ ผูดูแลมีความรูความเขาใจเกี่ยวกับยา วาร์ฟารินเพิ่มขึ้น สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : จากผล การศึกษาสรุปไดวา การพัฒนาระบบบริบาลทางเภสัชกรรมในผูปุวยที่ไดรับยาวาร์ฟาริน โรงพยาบาลโนนนารายณ์ สงผลใหผูปุวยมีผลลัพธ์ทางคลินิกที่ดีขึ้น มีความรวมมือในการใชยาเพิ่มขึ้น เกิดปัญหาจากการใชยานอยลง โรงพยาบาลสามาถน้าขอมูลที่ไดจากการศึกษาครั้งนี้มาเป็นโอกาสในการพัฒนาระบบการจัดการดานยา เพื่อใหผูปุวย ที่ไดรับการบ้าบัดรักษาดวยยา ไดรับประโยชน์และความปลอดภัยสูงสุดจากการใชยา และมีผลลัพธ์ในการรักษาที่ดี ค าส าคัญ : วาร์ฟาริน, การบริบาลทางเภสัชกรรม, ปัญหาการใชยา, Warfarin, INR, TTR
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 130 ช านาญการพิเศษ 18 การพัฒนาระบบการป้องกันการติดเชื้อในหอผู้ป่วย Cohort ward ในสถานการณ์การแพร่ ระบาดโรคโควิด-19 โรงพยาบาลปะค า จังหวัดบุรีรัมย์ นางสุนีย์ ยวนกูล โรงพยาบาลปะค า จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ระบบการปูองกันการติดเชื้อโควิด-19 หมายถึง การปูองกันการติดเชื้อและการแพร่กระจาย เชื้อ ให้ครอบคลุมผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ อุปกรณ์เครื่องใช้ ขยะ สถานที่ สิ่งแวดล้อมบุคลากรทางการแพทย์และพยาบาลควร ได้รับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนโควิด 19 (กรมการแพทย์, 2564) กลุ่มงานการพยาบาล งานปูองกันการติดเชื้อใน โรงพยาบาลปะค า ได้มีการจัดตั้งหอผู้ปุวยโรคโควิด-19 ที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ปุวย Cohort ward เพื่อเป็นแนวทางในการ ดูแลการพยาบาลผู้ปุวยโควิด-19 ในการปูองกันการติดเชื้อ ท าให้ผู้ปุวยที่มารับบริการในโรงพยาบาลมีความปลอดภัยและเพื่อ การมีสุขภาวะที่ดีของประชาชนอ าเภอปะค า จังหวัดบุรีรัมย์ วัตถุประสงค์: 1. เพื่อให้ผู้ปุวยที่มารับบริการในหอผู้ปุวย Cohort ward มีความรู้ความเข้าใจในการดูแลเพื่อปูองกันการติด เชื้อที่ถูกต้องตามมาตรฐานการปูองกันการติดเชื้อโควิด-19 2. เพื่อให้ผู้ปุวยและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีความปลอดภัยในการ ให้บริการผู้ปุวยโควิด-19 ในหอผู้ปุวย Cohort ward วิธีการด าเนินการ : เป็นการพัฒนาแนวปฏิบัติส าหรับการดูแลเพื่อปูองกันการติดเชื้อผู้ปุวยโควิด-19 และวางระบบการ ให้บริการในรูปแบบการดูแลปูองกันการติดเชื้อผู้ปุวยโควิด – 19 ระบบการคัดกรองผู้ปุวยในโรงพยาบาลโดยเป็นผู้ปุวยโรคโค วิด-19 จ านวน 350 คนและเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลและคปสอ.ปะค ารวม 72 คนโดยมีระบบในการดูแลปูองกันการติดเชื้อ ในการดูแลผู้ปุวยตามแนวทางดังนี้ขั้นตอนที่1. การคัดกรองผู้ที่สงสัยว่าเป็นโรคโควิด-19 ขั้นตอนที่ 2.ระบบการดูแลในหอ ผู้ปุวย Cohort ward ขั้นตอนที่3.ระบบการวางแผนการจ าหน่ายและการดูแลต่อเนื่องและขั้นตอนที่ 4. การก ากับทบทวน กิจกรรมทางการพยาบาลการปูองกันการติดเชื้อในการท าหัตถการและการปูองกันการติดเชื้อของเจ้าหน้าที่ ติดตามผลลัพธ์ ของผู้ปุวยและเจ้าหน้าที่ที่มารับบริการไม่มีการติดเชื้อและปลอดภัย ผลการศึกษา พบว่า 1. ผู้ปุวยที่เข้ารับบริการรักษาในหอผู้ปุวย Cohort ward มีความรู้ความเข้าใจในการดูแลปูองกันการติด เชื้อโควิด-19 เฉลี่ยอยู่ในระดับเข้าใจและปฏิบัติได้ 2. ผลการส ารวจความพึงพอใจในการให้บริการของเจ้าหน้าที่หอผู้ปุวย Cohort ward พบว่าพึงพอใจเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก การส ารวจความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ต่อแนวปฏิบัติปูองกันการติดเชื้อ พบว่าระดับปานกลางทุกด้าน สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ :จากผลการศึกษาดังกล่าวเกิดแนวปฏิบัติส าหรับการให้บริการเพื่อความปลอดภัย และสุขภาวะที่ดีของประชาชนและเจ้าหน้าที่ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อ ค าส าคัญ: การปูองกันการติดเชื้อ , โรคโควิด-19 , แนวทางปฏิบัติการปูองกันการติดเชื้อโรค
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 131 ช านาญการพิเศษ 19 การพัฒนาระบบปูองกันการแพ้ยาซ้ าในโรงพยาบาลรัตนบุรี นางสิรินา จ้าปาทอง โรงพยาบาลรัตนบุรี จ.สุรินทร์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : การแพยาซ้้าในโรงพยาบาลรัตนบุรี เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเกือบทุกปี ซึ่งการแพยาซ้้าอาจเป็นสาเหตุท้าให เสียชีวิตแตสามารถปูองกันไดจากขอมูลของ รพ.รัตนบุรี ปีงบประมาณ 2561 ถึง 2565 พบผูปุวยแพยาซ้้าทั้งหมด 5 ราย ซึ่งเป็นอุบัติการณ์ ในระดับ D ถึง E ผูปุวยทั้งหมดนี้มีบัตรแพยาอยูกอนแลวแตยังไดรับยาที่แพซ้้า อยางไรก็ดีกระทรวงสาธารณสุขไดก้าหนดเปูาหมายใหอัตรา การแพยาซ้้าในโรงพยาบาลเทากับ 0 จากสถานการณ์ดังกลาวถึงแมโรงพยาบาลรัตนบุรีจะมีระบบในการปูองกันการแพยาซ้้า โดยใชระบบสั่ง ยาทางคอมพิวเตอร์เพื่อชวยตรวจสอบและเตือนเกี่ยวกับประวัติการแพยาของผูปุวยที่เขมงวดเพียงใดก็ตาม ก็ยังพบการเกิดปัญหาการแพยา ซ้้า วัตถุประสงค์ : เพื่อไมใหเกิดอุบัติการณ์การแพยาซ้้าใน รพ.รัตนบุรี วิธีด าเนินการ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action research) เพื่อพัฒนาระบบปูองกันการแพยาซ้้า มี 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การ วางแผน ระยะที่ 2 การน้าแผนไปปฏิบัติระยะที่ 3 การสังเกต และระยะที่ 4 ขั้นตอนการสะทอนกลับ โดยประเมินผลการด้าเนินงานจาก ขอมูลผูปุวยในเวชระเบียน ฐานขอมูลใน HOSxP ของโรงพยาบาล และรายงานการเกิด Medication error และประชุมคณะท้างาน เพื่อ รวมกันวิเคราะห์ปัญหา/อุปสรรคในการด้าเนินงาน เพื่อวางแผนแกปัญหาและแผนการด้าเนินงานในวงรอบตอไป กลุ่มตัวอย่าง ขอมูลผูปุวย ทุกคนที่แพยาซ้้า ในเวชระเบียนและฐานขอมูล HOSxP ของโรงพยาบาลรัตนบุรี ระหวางวันที่ 1 กันยายน 2560-30 กันยายน 2566 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย โปรแกรม HOSxP และเวชระเบียนผูปุวย,รายงานการเกิด Medication error, สรุปรายงานการประชุม คณะกรรมการเภสัชกรรมและการบ้าบัด (PTC) วิธีการเก็บข้อมูล ตอนที่1 เป็นการน้าขอมูลการแพยาซ้้ายอนหลัง (ปี 2561-2565) มารวม กันวิเคราะห์ปัญหา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และทบทวนระบบการแจงเตือนการแพยาเดิมเพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุและปัจจัยที่ท้าใหระบบเดิม ยังมีความบกพรองอยู และก้าหนดแนวทางปฏิบัติรวมกันระหวางแพทย์ เภสัชกร และพยาบาล โดยน้า flowchart การปฏิบัติงานการแพยา เดิม มาพัฒนาปรับปรุงรวมกัน และก้าหนดบทบาทการท้างานของแตละวิชาชีพ และด้าเนินการตามระบบที่พัฒนาขึ้น ตอนที่ 2 ด้าเนินการ เก็บขอมูลการแพยาซ้้าหลังจากที่มีการพัฒนาระบบ ปัญหาและอุปสรรค ปัจจัยแหงความส้าเร็จ ในการพัฒนาระบบการปูองกันการแพยาซ้้า ผลการศึกษา: หลังจากการพัฒนาระบบพบอุบัติการณ์การแพยาซ้้า 1 ครั้ง ซึ่งเกิดเนื่องจากการที่ผูปุวยกินยาของผูอื่นที่วางอยูที่โต฿ะขางเตียง ตน จากการที่มีผูปุวยเป็นจ้านวนมากและมีการยายเตียงเปลี่ยนเตียงบอย และไมไดมีการเช็คการกินยาของผูปุวย เมื่อ D/C ท้าใหมียาคางอยู ที่โต฿ะขางเตียง และไมไดมีการเคลียร์โต฿ะขางเตียงกอนรับผูปุวยใหม ซึ่งไมไดเกิดจากระบบที่พัฒนาแลว แตเกิดจากบุคคลและระบบการดูแล อื่นๆ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: จากการศึกษานี้ พบสาเหตุของการแพยาซ้้าสวนใหญเกิดจากระบบที่มีอยูเดิมยังมีชองวางท้าให เกิดความเสี่ยงแพยาซ้้าได ไดแก การลงขอมูลและการท้างานใน HOSxP , การที่ยังมียาเหลือคางและการมีสต็อกยาตามหนวยงานตางๆ เจาหนาที่ไมปฏิบัติตามระบบ หลังจากที่มีการพัฒนาระบบปูองกันการแพยาซ้้ารวมกันในทีม PTC ยังพบการแพยาซ้้าเกิดขึ้น 1 ครั้ง สาเหตุ เกิดจากบุคคลและระบบการดูแลรวมอื่นๆ ไมไดเกิดจากระบบที่พัฒนาขึ้นใหม ระยะเวลาไมเพียงพอตอการน้าขอมูลควรเพิ่มระยะเวลาให มากขึ้น และจากผลการด้าเนินงานในชวงพัฒนาระบบปูองกันการแพยาซ้้า ระหวางเดือนเมษายน-กันยายน 2566 พบผูปุวยแพยา 86 ครั้ง และในจ้านวนนี้พบการสั่งใชยาที่ผูปุวยแจงประวัติวาเคยแพยา(ไมมีบัตรแพยา) หรือเกิดผลขางเคียงจากยาจ้านวน 10 ครั้ง เมื่อรวมกัน วิเคราะห์พบวาปัจจัยเกิดจากการแจงเตือนนั้นเป็นเพียงการ pop up แจงเตือนผลขางเคียงจากยาหรือค้าบอกเลาจากผูปุวยวาเคยแพยา ซึ่ง สวนใหญผูสั่งใชยาจะมองขามและกดผานเพื่อสั่งใชยาตอไป ผูวิจัยจึงมีแผนน้าเขาสูระบบการปูองกันการเกิด ADR ซ้้าในวงรอบที่ 2 ตอไป โดยเริ่มจากการพัฒนาระบบการสั่งใชยาที่มีการประเมินวาเกิดผลขางเคียงแลว เพื่อปูองกันการเกิด ADR type A ซ้้า และการศึกษาวิจัยใน อนาคตอาจศึกษาการพัฒนาระบบการบริหารยาในหอผูปุวย และทบทวนการปฏิบัติงานของเจาหนาที่สายสนับสนุนอื่นๆที่มีผลตอความ ปลอดภัยดานยาของผูปุวยตอไป ค าส าคัญ: การแพยา, การแพยาซ้้า, การวิจัยเชิงปฏิบัติการ(Action Research)
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 132 ช านาญการพิเศษ 20 การพยาบาลผู้ป่วยตั้งครรภ์นอกมดลูกที่ได้รับการคัดกรองแยกโรคสูติศาสตร์ฉุกเฉิน : กรณีศึกษา ศิริรัตน์ มีวาสนา โรงพยาบาลพิมาย จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ การตั้งครรภ์นอกมดลูกเป็นสาเหตุหลักของการเจ็บปุวยและการเสียชีวิตของมารดา ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมี ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและวิทยาการต่างๆ มากมายเกี่ยวกับการดูแลครรภ์การตั้งครรภ์ แต่ยังพบอุบัติการณ์การ เกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูก ปัญหาที่พบบ่อยๆคือความคาบเกี่ยวกับแต่ละแผนก ใน โรงพยาบาล Dyspepsia หรือ Abdominal pain ของแผนกอายุรกรรม หรือ Rupture Hollow viscus เช่นไส้ติ่งแตก หรือ ระบบทางเดินอาหารที่มีการรั่ว ทะลุ ซึ่งจะมีอาการปวดท้องน ามาเป็นอาการหลักของคนไข้ จึงท าให้มีความล่าช้าในการวินิจฉัย ในบริบทของพยาบาลผู้ปุวย นอก ซึ่งเป็นด่านหน้า ที่ได้พบเจอคนไข้ จึงมีหน้าที่ที่ส าคัญอย่างมากในการคัดกรอง ส่งคนไข้ เพื่อเข้ารับบริการให้ถูกต้องและ รวดเร็วทันเวลา วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อศึกษาการพยาบาลผู้ปุวยตั้งครรภ์นอกมดลูกที่ได้รับการคัดกรองแยกโรคสูติศาสตร์ฉุกเฉิน เพื่อเข้า รับบริการให้ถูกต้องและรวดเร็วทันเวลา วิธีด าเนินการ ผู้ศึกษาได้คัดเลือกผู้ปุวยตั้งครรภ์นอกมดลูก ที่มาด้วยอาการปวดท้องอย่างเดียว ที่ไม่สามารถแยกโรคสูติศาสตร์ฉุกเฉินได้ทันที มีปัญหาการคัดแยกจากโรคอื่น และมีภาวะด้านจิตใจ โดยยึดกระบวนการพยาบาล 4 ขั้นตอน คือ 1.การประเมินภาวะ สุขภาพ 2.วางแผนการพยาบาล 3.ปฏิบัติการพยาบาล 4. ติดตามประเมินผล ผลการศึกษา ผู้ปุวยหญิงไทย อายุ29 ปี มาด้วยอาการปวดท้องข้างซ้ายล่างมาเป็นเวลาประมาณ 8 ชั่วโมง. ไม่มีอาการใดๆ เกี่ยวกับระบบ ทางเดินอาหาร แต่ประจ าเดือนครั้งสุดท้ายคือเมื่อ 6 สัปดาห์ก่อนและผลการทดสอบการตั้งครรภ์ปัสสาวะที่ท าเมื่อ 2 วันก่อน มีผลเป็นบวก มีประวัติท าหมันด้วยการผูกท่อน าไข่เมื่อเจ็ดปีที่แล้ว การวินิจฉัยแยกโรคที่แผนกผู้ปุวยนอก ท าให้อาจไม่นึกถึง หรือสงสัยว่าตั้งครรภ์นอกมดลูก จึงใช้กระบวนการพยาบาล ในการดูแลผู้ปุวย ในระยะก่อนตรวจ เพื่อให้ผู้ปุวยได้รับการตรวจ รักษาที่รวดเร็ว เหมาะสม โดยพยาบาลประเมิน คัดกรองภาวะวิกฤติ แพทย์วินิจฉัย มีภาวะท้องนอกมดลูก ร่วมกับภาวะเลือด จาง หลังได้รับการตรวจรักษา แพทย์ให้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่หอผู้ปุวยนรีเวชกรรม ได้ติดตามผู้ปุวยในขณะที่นอน โรงพยาบาล ผู้ปุวยได้รับการผ่าตัด โดยปลอดภัย ไม่มีภาวะแทรกซ้อน จ าหน่ายกลับบ้าน รวมอยู่โรงพยาบาล 4 วัน แพทย์นัด ติดตามผลการรักษาที่แผนกผู้ปุวยนอก ได้รับการดูแลเรื่องแผลผ่าตัด สภาวะจิตใจของผู้ปุวยและติดตามผลพยาธิวิทยาของชิ้น เนื้อและวางแผนการดูแลต่อเนื่อง การวางแผนครอบครัวและการคุมก าเนิด สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ 1. ผู้ปุวยตั้งครรภ์นอกมดลูก พยาบาลด่านหน้ามีส่วนส าคัญในการคัดกรองแยกโรค เพื่อให้ผู้ปุวยได้รับการรักษาถูกต้องตาม สาขาเฉพาะทาง ควรมีการพัฒนาสมรรถนะด้านนี้ ให้กับพยาบาลทุกคนและพยาบาลที่เวียนมาช่วย 2.ได้พัฒนาแนวทางการคัดกรองสูติศาสตร์ฉุกเฉินในหญิงวัยเจริญพันธ์ที่มาโรงพยาบาล มีเครื่องมือคัดกรองเพิ่ม ค าส าคัญ : ท้องนอกมดลูก ,การคัดกรองแยกโรค ,สูติศาสตร์ฉุกเฉิน
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 133 E-Poster Presentation
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 134 ประกาศ ผลการพิจารณาคัดเลือกผลงานวิชาการ ประเภท E-POSTER PRESENTATION มหกรรมคุณภาพ HACC Forum นครชัยบุรินทร์ครั้งที่ 16 “Growth Mindset for Better Healthcare System” ในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 08.30-17.00 น. ณ โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา ตามที่ศูนย์ความร่วมมือการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล เขตนครชัยบุรินทร์ ได้ด าเนินการคัดเลือกผลงานวิชาการ เพื่อ น าเสนอในการประชุมวิชาการ HACC Forum ครั้งที่ 16 นั้น บัดนี้คณะกรรมการคัดเลือกผลงานวิชาการ ประเภท E-POSTER PRESENTATION ครั้งที่ 3(หลัง ส่งบทคัดย่อ) ได้ด าเนินการเสร็จสิ้นแล้ว ดังนี้ กลุ่มที่ 1 ประเภทผลงาน งานวิจัย Descriptive/Quasi/AR/อื่นๆ จ านวน 18 เรื่อง กลุ่มที่ 2 ประเภทผลงาน การพัฒนาคุณภาพบริการทางการพยาบาล จ านวน 20 เรื่อง กลุ่มที่ 3 ประเภทผลงาน การพัฒนาระบบริการ COVID19/ระบบอื่นๆ จ านวน 18 เรื่อง กลุ่มที่ 4 ประเภทผลงาน การพัฒนาระบบงานแม่และเด็ก จ านวน 20 เรื่อง กลุ่มที่ 5 ประเภทผลงาน การพัฒนาระบบ สุขภาพจิต/สารเสพติด จ านวน 20 เรื่อง กลุ่มที่ 6 ประเภทผลงาน การพัฒนาระบบแพทย์แผนไทย/เวชศาสตร์ฟื้นฟู/เครือข่าย/ Spiritual จ านวน 21 เรื่อง กลุ่มที่ 7 ประเภทผลงาน การพัฒนาระบบเครือข่าย/ปฐมภูมิ/การดูแลต่อเนื่อง/เวช ปฎิบัติครอบครัว จ านวน 17 เรื่อง กลุ่มที่ 8 ประเภทผลงาน การพัฒนาระบบยา/ระบบสนับสนุนอื่นๆ จ านวน 20 เรื่อง กลุ่มที่ 9 ประเภทผลงาน ระบบสนับสนุน/Back office จ านวน 19 เรื่อง กลุ่มที่ 10 ประเภทผลงาน Innovation/Technology/Lean จ านวน 21 เรื่อง กลุ่มที่ 11 ประเภทผลงาน Innovation จ านวน 19 เรื่อง รวม จ านวน 213 เรื่อง โดยมีรายชื่อปรากฏดังเอกสารแนบท้าย ประกาศ ณ วันที่ 24 ตุลาคม 2566 (อาจารย์ ดร.นรีลักษณ์ สุวรรณโนบล) ประธานคณะกรรมการคัดเลือกผลงานวิชาการ มหกรรมคุณภาพ HACC Forum นครชัยบุรินทร์ครั้งที่ 16
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 135 “Growth Mindset for Better Healthcare System” ในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 08.30-17.00 น. ณ โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา E- Poster Presentation กลุ่มที่ 1 งานวิจัย Descriptive/Quasi/AR/อื่นๆ จ านวน 18 เรื่อง น าเสนอวันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 เวลา 14.30-18.30 น ห้องอรพิม ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ หมาย เหตุ 1 14.30 - 14.40 น. One stop service MNRH pediatric neuromuscular and rare diseases clinic พบ แพทย์เฉพาะทางและสหสาขา วิชาชีพ ครบองค์รวม ลดการ เดินทาง พญ วิชญาภรณ์ เอมราช แซโงว โรงพยาบาล มหาราช นครราชสีมา นครราชสีมา 0895030860 2 14.40 - 14.50 น. การศึกษาการประเมินภาวะ โภชนาการผูปุวยผูใหญที่เขารับ การรักษาในโรงพยาบาลสตึก นายปิยะณัฐ ถิ่น จันดา โรงพยาบาลสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ บุรีรัมย์ 0630574868 3 14.50 - 15.00 น. การศึกษาภาวะผูน้าทางการ พยาบาล ในโรงพยาบาลส้าโรง ทาบ นายพูนศักดิ์ คุมสระ โรงพยาบาล ส้าโรงทาบ สุรินทร์ 0885940234 4 15.00 - 15.10 น. สถานการณ์การเลี้ยงลูกดวยนม แมอยางเดียวในคลินิกนมแม โรงพยาบาลศรีสงคราม จังหวัด นครพนม นางสาวจุฑา ทิพย์ คะปัญญา โรงพยาบาลศรี สงคราม นครพนม 089-4207174 5 15.10 - 15.20 น. ความสัมพันธ์ระหวางความ เขมแข็งในการมองโลกและ คุณภาพชีวิตของผูดูแลผูปุวย เด็กโรคมะเร็ง นางสาวพรรณ ทิพา ข้าโพธิ์ โรงพยาบาล มหาราช นครราชสีมา นครราชสีมา 081-9977790 6 15.20 - 15.30 น. ปัจจัยที่มีผลตอความรุนแรงโรค ในผูปุวยโคโรนาไวรัส 2019 ที่เสียชีวิตในโรงพยาบาล นางรอง พญ.จิตตรา ศรี ธัญรัตน์, พว.ปท มพร อภัยจิตต์ และคณะ โรงพยาบาล นางรอง บุรีรัมย์ 0898014756 7 15.30 - 15.40 น. ประสิทธิผลการดูแลรักษาผูปุวย ตอกระจก ในศูนย์ผาตัดตอ กระจกจังหวัดบุรีรัมย์ นางนริชชญา สุนทร โรงพยาบาลหวย ราช บุรีรัมย์ 082-4688116 8 15.40 - 15.50 น. สถานการณ์การใชยาปฏิชีวนะ ชนิดออกฤทธิ์กวางในผูปุวย มะเร็งระยะลุกลาม นายวิธวินท์ ฝัก เจริญผล โรงพยาบาล บุรีรัมย์ บุรีรัมย์ 0814452122 9 15.50 - 16.00 น. การพัฒนาระบบการตรวจและ รายงานผลกรณีที่ตรวจพบเชื้อ เอชไอวี(Anti-HIV) ใน ผูรับบริการภายในโรงพยาบาล โนนสูง นางพิมพ์ผกา รองกระโทก โรงพยาบาลโนน สูง นครราชสีมา 837214649 10 16.00 - ผลของการใช P-GAB Risk นายฆนรุจ โชค โรงพยาบาลภู ชัยภูมิ 099-1595179
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 136 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ หมาย เหตุ 16.10 น. Assessment Form ในการคัด กรองผูปุวยที่ไดรับการระงับ ความรูสึกแบบทั่วรางกาย: นวัตกรรม เหมาะ เขียว เฉลิมพระเกียรติ 11 16.10 - 16.20 น. Load ทันกันตาย นางสาวนันทวัน ออนส้าลี โรงพยาบาล เทพารักษ์ นครราชสีมา 083-3666345 12 16.20 - 16.30 น. ผลการใชโปรแกรมการ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผูปุวยโรค ความดันโลหิตสูงในชุมชนหมูที่ 5 ต้าบลโนนดินแดง อ้าเภอ โนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ นายวีรพล จันทราช โรงพยาบาลโนน ดินแดง บุรีรัมย์ 090-2599025 13 16.30 - 16.40 น. ผลของการใหสุขภาพจิตศึกษา แบบสั้นตอความรูสึกภาระการ ดูแลของผูดูแลผูปุวยจิตเภท นายสิริชัย เมี้ยน มิตร โรงพยาบาลจิต เวชนครราชสีมา ราชนครินทร์ นครราชสีมา 094-5423877 14 16.40 - 16.50 น. ผลการสงเสริมและสนับสนุน การจัดการตนเองของผูปุวย เบาหวานรายใหม เพื่อควบคุม ระดับนาตาลในเลือด โรงพยาบาลครบุรี ปี 2566 นางสุทธิพร เสาะรัมย์ โรงพยาบาลคร บุรี นครราชสีมา 089-5423725 15 16.50 - 17.00 น. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผูปุวย เบาหวานดวยกิจกรรมโรงเรียน หวานนอยในต้าบลดานขุนทด อ้าเภอดานขุนทด จังหวัดนครราชสีมา นางนิธิรัชต์ เพ็ชรสุข โรงพยาบาล หลวงพอคูณ ปริ สุทฺโธ นครราชสีมา 0994745665 16 17.00 - 17.10 น. การส้ารวจความรับรูเรื่อง พ.ร.บ.สุขภาพ มาตรา 12 และ ความตองการในวาระทายของ ชีวิต ชมลภัส กุลสุทธิ ชัย โรงพยาบาล บุรีรัมย์ บุรีรัมย์ 081-4452122 17 17.10 - 17.20 น. ER NSH_Safety Effective triage "นายแพทย์ชิษณุ สรณ์ มีพลัง, นาง สมบูรณ์ เกยจอหอ และ ทีม ER" โรงพยาบาลโนน สูง นครราชสีมา 18 17.20 - 17.30 น. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการ เกิดภาวะทารกตัวเหลืองหลัง คลอด 48 ชั่วโมงของทารกแรกเกิด ณ หอ ผูปุวยงานการพยาบาลผูคลอด โรงพยาบาลส้าโรงทาบ จังหวัด สุรินทร์ นางพวงทิพย์ งามนัก โรงพยาบาล ส้าโรงทาบ สุรินทร์ 088-3559399
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 137 E1.1 One stop service MNRH pediatric neuromuscular and rare diseases Clinic พบแพทย์เฉพาะทางและสหสาขาวิชาชีพ ครบองค์รวม ลดการเดินทาง พญ.วิชญาภรณ์ เอมราช แซโงว และคณะ ศูนย์ความเป็นเลิศดานโรคกลามเนื้อออนแรง และกุมารเวชพันธุศาสตร์ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : โรคกลามเนื้อออนแรงและโรคทางกุมารเวชพันธุศาสตร์เป็นโรคที่มีสาเหตุจากความผิดปกติ ทางพันธุกรรม ซึ่งผูปุวยมักจะมีความผิดปกติของอาการหลายๆระบบ ท้าใหตองมีนัดพบแพทย์ในหลายสหสาขาวิชาชีพ และ ตองมีการดูแลโดยองค์รวม ทั้งแงมุมของตัวโรคจิตใจและความกังวลของครอบครัว และการวางแผนครอบครัว ท้าใหเกิดการ พัฒนา one stop clinic MNRH pediatric neuromuscular disease and rare diseases clinic เพื่อพัฒนาการดูแลผูปุวย อยางเป็นองค์รวมโดยสหสาขาวิชาชีพและดูแลโดยใหผูปุวยเป็นศูนย์กลาง (patients center care) และเดินทางมาพบแพทย์ หลายสาขาในวันเดียว เพื่อลดการเดินทาง วัตถุประสงค์การศึกษา : 1) พัฒนากอตั้ง pediatric neuromuscular and rare diseases clinic ที่โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมาโดยแพทย์สหสาขาวิชาชีพและบุคลากรทางการแพทย์สหสาขาวิชาชีพดูแลรักษาผูปุวย 2) ลดจ้านวนครั้งที่มา โรงพยาบาลของผูปุวยโรคกลามเนื้อออนแรงและกุมารเวชพันธุศาสตร์ 3) เพิ่มระยะเวลาของการตรวจผูปุวยตอราย เพิ่ม ความพึงพอใจ ความเขาใจเกี่ยวกับตัวโรค และลดความกังวลของครอบครัวผูปุวย วิธีด าเนินการ : เป็นการศึกษาแบบ descriptive study โดย pediatric neuromuscular and rare diseases clinic มีการ จัดระบบใหผูปุวยสามารถพบแพทย์เฉพาะทางทุกสาขาไดในวันเดียว เพื่อลดจ้านวนครั้งของการม าโรงพยาบาล มีการ ออกแบบสมุดประจ้าตัวผูปุวยและใบตรวจโรคของแตละเฉพาะโรค เพื่อพัฒนาการดูแลผูปุวยใหมี standard of care ประชากรศึกษาคือผูปุวยเด็กที่ไดรับการวินิจฉัยโรคกลามเนื้อออนแรงและกุมารเวชพันธุศาสตร์และครอบครัวที่เขารับการ รักษาที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ตั้งแต 1 กรกฎาคม – 30 กันยายน 2566 มีการวัดผลโดยเปรียบเทียบจ้านวนผูปุวย และระยะเวลาที่ผูปุวยไดพบแพทย์เมื่อเทียบกับคลินิกเดิม และประเมินความพึงพอใจและความรูเกี่ยวกับตัวโรคและความ กังวลหรือ painpoint ของครอบครัว วิเคราะห์ผลใช สถิติเชิงพรรณนาเป็นรอยละ ความพึงพอใจเก็บเป็น rating scale ผลการศึกษา : มีผูปุวยที่เขารับการตรวจที่ pediatric neuromuscular clinic and rare diseases clinic ทั้งหมด 34 ราย ผูปุวยไดรับการตรวจโดยแพทย์เฉพาะทางเฉลี่ย 10-30 นาทีซึ่งแพทย์มีระยะเวลาที่ไดพูดคุยใหความรูกับผูปุวยและครอบครัว มากขึ้น 2-6 เทาเมื่อเทียบกับคลินิกรูปแบบเกา สามารถพบแพทย์หลายสาขาไดใน 1 วัน และความพึงพอใจของผูปุวยและ ครอบครัวมีระดับที่ดีมากรอยละ 98 และแพทย์สามารถเขาถึงความกังวลหรือ painpoint ของครอบครัวไดดีมากขึ้น สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : ผูปุวยโรคกลามเนื้อออนแรงและโรคกุมารเวชพันธุศาสตร์สามารถไดรับการดูแล แบบเป็นองค์รวมโดยสหสาขาวิชาชีพ ครอบครัวของผูปุวยมีความพึงพอใจและมีความเขาใจในตัวโรคมากขึ้น ค าส าคัญ : Pediatric neuromuscular diseases, rare diseases, one stop service, multiprofessional team care, patients center care
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 138 E1.2 การศึกษาการประเมินภาวะโภชนาการผู้ปุวยผู้ใหญ่ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลสตึก ปิยะณัฐ ถิ่นจันดา และคณะ กลุมงานโภชนศาสตร์ โรงพยาบาลสตึก ส้านักงานสาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความส าคัญและความเป็นมา : ปัญหาภาวะทุพโภชนาการของผูปุวยที่นอนโรงพยาบาล ที่ไมไดรับการ ประเมินภาวะโภชนาการ อาจสงผลตอผูปุวยมีอาการทรุดลง ผูท้าการศึกษาจึงมีความสนใจที่จะศึกษาการ ประเมินโภชนาการของผูปุวยผูใหญที่นอนรักษาในโรงพยาบาลสตึก เพราะบทบาทนักโภชนาการอยางหนึ่ง คือ การสงเสริมและฟื้นฟูรางกายผูปุวย นอกจากจะตองใหค้าปรึกษาทางดานโภชนาการ ยังเป็นผูดูแลติดตามผล เกี่ยวกับการรับประทานอาหารของผูปุวย เพื่อใหถูกตองตามแผนการรักษาของแพทย์ วัตถุประสงค์ : เพื่อประเมินภาวะโภชนาการของผูปุวยที่นอนรักษาในโรงพยาบาลสตึก และศึกษาความ แตกตางผลการประเมินภาวะโภชนาการของผูปุวยตึกอายุรกรรม และตึกสามัญ ในโรงพยาบาลสตึก วิธีการด าเนินงาน : การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา(Descriptive Analysis study) แบบตัดขวาง (Cross-sectional) ด้าเนินการระหวางวันที่ 1 มิถุนายน -15 กันยายน 2566 กลุมตัวอยาง 198 ราย คัดเลือกแบบเจาะจง คือ ผูปุวย ที่นอนรักษาในโรงพยาบาลสตึก ระหวางวันที่ 1 ถึง 31 สิงหาคม 2566 ประเมินภาวะโภชนาการผูปุวยตึกอายุ รกรรม และตึกสามัญ ในโรงพยาบาลสตึก ดวยแบบประเมิน Nutrition Alert Form (NAF) หาความสัมพันธ์ดวยสถิติ Independent test คือ เปรียบเทียบ 2 กลุมที่อิสระตอกัน ผลการศึกษา : พบวา กลุมตัวอยางตึกผูปุวยสามัญ 120 ราย (60.6%) มี BMI อยูในชวง 18.1 - 29.9 kg/m2 รูปรางผูปุวย ปกติ – อวนปานกลาง 98 ราย (49.4%) น้้าหนักคงเดิมใน 4 สัปดาห์ 121 ราย (61.1%) ความสามารถในการเขาถึงอาหารปกติ 148 ราย (74.7%) ลักษณะอาหารปกติ 163 ราย (82.3%) ไมมีปัญหา ทางการ เคี้ยว/กลืนอาหาร 178 ราย (89.9%) ไมมีปัญหาระบบทางเดินอาหาร 149 ราย (75.3%) ไมมีปัญหา ระหวางกินอาหาร 172 ราย (86.9%) คะแนนรวม พบวา สวนใหญมีภาวะ Moderate Malnutrition 76 ราย (38.4%) ความแตกตางของภาวะโภชนาการทั้ง 2 ตึก พบวา คา BMI รูปรางของผูปุวย ปัญหาทางการเคี้ยว/ กลืนอาหาร มีความแตกตางกันอยางมีนัยส้าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 แตในดานอื่นๆ ไมแตกตางกัน สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : จากผลการศึกษาท้าใหทราบวากลุมผูปุวยที่วิกฤติ/กึ่งวิกฤติที่มี ภาวะทุพโภชนาการ สวนใหญอยูที่ตึกผูปุวยอายุรกรรม ทั้งเกิดจากมีเกณฑ์การรับกลุมผูปุวยหนัก admit ในตึก อายุรกรรม ซึ่งเป็นกลุมที่ส้าคัญที่ตองไดรับการประเมินภาวะโภชนาการและใหโภชนบ้าบัด และถึงแมตึกผูปุวย สามัญจะมีสัดสวนกลุมผูปุวยที่วิกฤติหรือกึ่งวิกฤตินอยกวา แตก็ท้าใหทราบวายังมีความชุกของผูปุวยภาวะทุพ โภชนาการในตึกสามัญเชนกัน จึงสามารถน้าขอมูลไปวางแผนระบบการใหโภชนบ้าบัดใหเหมาะสมกับผูปุวยให มีภาวะโภชนาการดีขึ้น ในกลุมผูปุวยที่มีสภาวะของรางกายสามารถฟื้นฟูดวยหลักโภชนบ้าบัดได ค าส าคัญ :การประเมินภาวะโภชนาการ, ผูปุวยผูใหญเขารับการรักษาในโรงพยาบาลสตึก
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 139 E1.3 การศึกษาภาวะผู้น าทางการพยาบาล ในโรงพยาบาลส าโรงทาบ พูนศักดิ์ คุมสระ โรงพยาบาลส าโรงทาบ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ภาวะผู้น ามีความส าคัญในการปฏิบัติวิชาชีพพยาบาลเพราะพยาบาลต้องใช้กระบวนการ พยาบาลในการให้การบริการทางสุขภาพแก่ผู้รับบริการ เพื่อให้ผู้มารับบริการมีสุขภาพดี พร้อมที่จะด ารงชีวิตได้อย่างเหมาะสม ตามศักยภาพ โดยพยาบาลจะต้องสามารถเป็นผู้น าบุคคล ซึ่งเป็นผู้รับบริการ ให้ปฏิบัติหรือดูแลสุขภาพของเขาได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม นอกจากนั้นพยาบาลซึ่งมีต าแหน่งทางการบริหาร จะต้องมีความสามารถในการเป็นผู้น าหน่วยงาน บริหารงาน พยาบาลให้มีคุณภาพหรือจัดบริการให้แก่ผู้รับบริการอย่างมีคุณภาพด้วยเหตุนี้พยาบาลทุกคนจึงควรได้รับการพัฒนาภาวะผู้น า ตั้งแต่ขณะศึกษาพยาบาลและต่อเนื ่องไปจนถึงขณะปฏิบัติงานอย ่างสม ่าเสมอ การพัฒนาวิชาชีพให้ส าเร็จได้ต้องอาศัย ผู้ด าเนินการที่มีภาวะผู้น า ได้แก ่ การมีความเป็นอิสระ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีความสามารถในการแก้ปัญหา การ ตัดสินใจ มีความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลดี ดังนั้นจึงจ าเป็นต้องพัฒนาบุคลากรในวิชาชีพพยาบาลทุกคนให้มีภาวะผู้น า วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษา ภาวะผู้น าทางการพยาบาลของพยาบาลในโรงพยาบาลส าโรงทาบ วิธีด าเนินงาน : การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงพรรณนากลุ่มตัวอย่างคือ พยาบาลวิชาชีพ จ านวน 45 ราย เครื่องมือ ที่ใช้ในการ วิจัยได้แก่ แบบสอบถามซึ่งประกอบด้วยข้อมูล 2ส ่วน คือ ข้อมูลทั่วไปและแบบประเมินภาวะผู้น าทางการพยาบาล โดย ประยุกต์กรอบแนวคิดภาวะผู้น าการเปลี่ยนแปลง(Transformational Leadership) ของคูซส์และโพสเนอร์ ซึ่งผ ่านการ ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ และ ทดสอบความเชื่อมั่นโดยวิธีอัลฟาของครอนบาค มีค่าเท่ากับ 0.98 เก็บ รวบรวมข้อมูลโดยการให้กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม 2566 – 20 สิงหาคม 2566 วิเคราะห์ ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา : ภาวะผู้น าทางการพยาบาล อยู่ในระดับมาก( =4.07) ภาวะผู้น าทางการพยาบาลด้านการสร้างกระบวนการ แบบท้าทาย อยู่ในระดับมาก( =4.06) ภาวะผู้น าด้านการสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดวิสัยทัศน์ร่วมกัน อยู่ในระดับมาก( =3.98) ด้านการท าให้ผู้อื่นได้แสดงความสามารถอยู่ในระดับมาก( =4.16) ด้านการท าตน เป็นแบบอย่าง อยู่ในระดับมาก( =3.95) ด้านการเสริมสร้างก าลังใจ อยู่ในระดับมาก( =4.20) ข้อเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้ : ข้อเสนอแนะจากการวิจัยนี้ได้แก่ การพัฒนาภาวะผู้น าด้านการสร้างแรงบันดาลใจ ให้เกิดวิสัยทัศน์ร่วมกัน องค์กรพยาบาลควรส ่งเสริมให้บุคลากรพยาบาลได้มีส่วนร่วมในการก าหนดวิสัยทัศน์ และก าหนด เปูาหมายของหน่วยงาน บุคลากรมีความเข้าใจสามารถถ่ายทอดวิสัยทัศน์ได้ การพัฒนาด้านการท าตนเป็นแบบอย่างองค์กร พยาบาลควรส่งเสริมโดยการก าหนดแบบแผน มาตรฐานในการปฏิบัติงานให้ชัดเจน มีระบบการนิเทศติดตาม ควบคุมก ากับ อย่างเป็นรูปธรรม การก าหนดเวลาและแผนงานในการด าเนินโครงการ ของหน่วยงานให้ชัดเจน ค าส าคัญ : ภาวะผู้น า
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 140 E1.4 สถานการณ์การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในคลินิกนมแม่ โรงพยาบาลศรีสงคราม จังหวัดนครพนม จุฑาทิพย์ คะปัญญา, เซี่ยมหงส์ พรหมประกาย, ปัทมาสน์ สุธรรม และชฎาพร ปัญญายงค์ โรงพยาบาลศรีสงคราม จังหวัดนครพนม บทคัดย่อ ความเป็นมาของปัญหาและความส าคัญ : ประทศไทยพบอัตราการเลี้ยงลูกดวยนมแมลดลง พบวาทารก รอยละ 14.6 ไดรับนมแมภายใน 1 ชั่วโมงหลังคลอด รอยละ 12 ไดรับนมแมอยางเดียวในชวงหกเดือนแรก รอยละ 32 นโยบายสงเสริมการเลี้ยงลูกดวยนมแมอยางเดียว 6 เดือน การพัฒนาโปรแกรมที่มีความเหมาะสมในแตละชวงของ การเขารับบริการในคลินิกนมแม คณะผูวิจัยจึงศึกษาสถานการณ์การเลี้ยงลูกดวยนมแม อยางเดียวในคลินิกนมแม เพื่อเป็นขอมูลในการจัดโปรแกรมสงเสริมการเลี้ยงลูกดวยนมแม วัตถุประสงค์: ศึกษาสถานการณ์การเลี้ยงลูกดวยนมแมอยางเดียวในคลินิกนมแม วิธีด าเนินการ : การศึกษาเชิงส้ารวจปัจจัยสวนบุคคลและประสิทธิภาพการดูดนมของทารก ความรู ทัศนคติ ความ พรอมของมารดา ระหวางเดือน มีนาคม ถึง กันยายน 2564 ผลการศึกษา : มารดาหลังคลอดในจ้านวน 389 ราย รับบริการคลินิกนมแม 265 ราย รอยละ 68.12 พบวา มารดา ครรภ์แรก จ้านวน 106 ราย รอยละ 40 มารดาครรภ์หลัง จ้านวน 159 ราย รอยละ 60 รับบริการ ครั้งที่ 1 จ้านวน 168 ราย คิดรอยละ 63.4 อายุเฉลี่ย 26.85 6.48 ปีการศึกษา ระดับมัธยมศึกษา รอยละ 82.3 อาชีพแมบาน รอยละ 34.7 รายไดเฉลี่ย 13,248.80 3317.39 บาท ไมลาคลอด รอยละ 85.3 ลาคลอดเฉลี่ย 12.06 29.65 วัน อยูใน เขต รอยละ 61.5 ดานความพรอมของมารดา ความตั้งใจเฉลี่ย 11.99 5.84 เดือน มีผูชวยเลี้ยงดู รอยละ 52.8 น้้านมเพียงพอ รอยละ 95.5 ลูกดูดนมมากกวา 8 ครั้ง รอยละ98.9 ลูกหลับหลังดูดเฉลี่ย 130.42 27.14 นาที ลูก ดูดนานเฉลี่ย 12.06 29.65 นาที ลูกดูดนม ทั้ง 2 ทา รอยละ 83.8 น้้านมบีบพุงรอยละ 83.8 ประเมิน 4 key sign position พบมีการรองรับ รอยละ 92.5 4 key sign attachment พบวา เห็นลานนมบน รอยละ 52.5 ลักษณะเตานม ไมคัดตึงรอยละ 84.9 หัวนมปกติ รอยละ 80.8 ลานนมนิ่ม รอยละ 99.2 ความพรอมของบุตร พบวา ทารกเป็นเพศ ชาย อายุเฉลี่ย 27.55 32.22 วัน คลอดปกติ รอยละ 77.0 น้้าหนักแรกเกิดตามเกณฑ์น้้าหนัก รอยละ 96.2 ปัญหาสุขภาพทารก พบวา ทารกตัวเหลือง รอยละ 15.1 หอบรอยละ 2.6 อาหารที่ทารก นมแมอยางเดียว รอยละ 87.9 STT Score เฉลี่ย 9.22 1.29 คะแนน เป็น Mid Tongue Frenulum รอยละ 97.7, Nipple Function: protraction รอยละ 85.3, Nipple sensation :Tongue at areola รอยละ 70.9 ปรับทาอุม รอยละ77.0 ปรับการ ดูด รอยละ 54.7 ปัญหาที่พบ ดานมารดา เตานมคัด รอยละ 14.3 ดานทารก ลูกปุวยรอยละ 3.8 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : ผลการศึกษา เป็นขอมูลในการจัดท้าโปรแกรมสงเสริมการเลี้ยงลูกดวย นมแมในคลินิกนมแม โรงพยาบาลศรีสงคราม ตอบสนองนโยบายสงเสริมการเลี้ยงลูกดวยนมแมอยางเดียว ค าส าคัญ : คลินิกนมแม, การเลี้ยงลูกดวนนมแม
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 141 E1.5 ความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มแข็งในการมองโลกและคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลผู้ปุวยเด็กโรคมะเร็ง พรรณทิพา ข้าโพธิ์, ชนิตา แปฺะสกุล และกฤชมน เมธาธิรัตน์ กลุมงานวิจัยและพัฒนาการพยาบาล โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : โรคมะเร็งสงผลกระทบตอเด็กและครอบครัว ผูดูแลตองเผชิญกับความไมแนนอนของ การรักษาและความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น ความเขมแข็งในการมองโลก เป็นการรับรูทางดานความคิด เจตคติและเป็น โครงสรางบุคลิกภาพพื้นฐานของบุคคลที่มีความเชื่อมั่นวาสามารถจัดการกับเหตุการณ์ตาง ๆ ได คือ 1) การเขาใจ 2) การบริหารจัดการ และ 3) การใหความหมาย คุณภาพชีวิตเป็นการรับรูและประเมินคาความพึงพอใจในชีวิตแตละ บุคคล ขึ้นอยูกับสิ่งแวดลอม ความเชื่อทางวัฒนธรรม คานิยม ตอความสามารถในการท้างานของรางกาย จิตใจ อารมณ์และสติปัญญา มี 4 ดาน คือ ดานรางกาย ดานจิตใจ ดานสังคม และดานจิตวิญญาณ การศึกษานี้เพื่อน้าผล การศึกษามาเป็นขอมูลพื้นฐานในการวางแผนการพยาบาลเพื่อสงเสริมความเขมแข็งในการมองโลกและคุณภาพชีวิต ของผูดูแลที่ดีตอไป วัตถุประสงค์การศึกษา : เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหวางความเขมแข็งในการมองโลกและคุณภาพชีวิตของผูดูแล ผูปุวยเด็กโรคมะเร็ง วิธีการด าเนินการ : การวิจัยเชิงพรรณนา กลุมตัวอยางคือ ผูดูแลผูปุวยเด็กโรคมะเร็งที่มีอายุ 1-15 ปี ไดรับการ วินิจฉัยจากแพทย์วาเป็นโรคมะเร็ง มารับการรักษา ณ หอผูปุวยนอกและหอผูปุวยใน โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา จ้านวน 120 คน คัดเลือกตามคุณสมบัติที่ก้าหนด คือ เป็นผูดูแลหลัก ซึ่งเป็นสมาชิกในครอบครัว ทั้งเพศ ชายและเพศหญิง ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป เป็นผูรับผิดชอบในการดูแลเด็กปุวยโดยตรงอยางตอเนื่องและสม่้าเสมอทั้งขณะ อยูที่โรงพยาบาลและที่บานไมนอยกวา 6 เดือน เป็นผูที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ สามารถสื่อสารภาษาไทยโดยการฟัง พูด อาน และเขียนภาษาไทยไดเขาใจ ไมมีความผิดปกติเกี่ยวกับการมองเห็น การไดยิน หรือประสาทสัมผัสอื่น ๆ ไม เคยไดรับการวินิจฉัยวามีความผิดปกติของระบบจิตประสาท เกณฑ์การคัดออก คือ ผูดูแลที่ไดรับการคัดกรองโดยใช แบบประเมินความเครียด (ST- ๕) แลวพบวา ความเครียด > 8 คะแนน เครื่องมือที่ใช ไดแก 1) แบบคัดกรอง ประเมินความเครียด (ST- ๕) 2) แบบสอบถามขอมูลสวนบุคคล 3) แบบสอบถามความเขมแข็งในการมองโลก และ 4) แบบสอบถามคุณภาพชีวิต ตรวจสอบความเที่ยงของเครื่องมือชุดที่ 3 และ 4 มีคาเทากับ .85 และ .81 การ วิเคราะห์ขอมูล ใชสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการศึกษา : ผูดูแลผูปุวยเด็กโรคมะเร็งมีความเขมแข็งในการมองโลกและคุณภาพชีวิตอยูในระดับปานกลาง (X =142.92, SD=20.15; X = 178.84, SD= 27.13) และความเขมแข็งในการมองโลกโดยภาพรวมมีความสัมพันธ์กับ คุณภาพชีวิตอยางมีนัยส้าคัญทางสถิติ (p<.01) สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : ความเขมแข็งในการมองโลกมีความสัมพันธ์ทางบวกกับคุณภาพชีวิตของ ผูดูแล พยาบาลควรมีการประเมินความเขมแข็งในการมองโลกของผูดูแลเป็นระยะ ๆ เพื่อหาวิธีจัดการกับความเครียด ของผูดูแลน้าไปสูการมีคุณภาพชีวิตที่ดีตอไป ค าส าคัญ : ความเขมแข็งในการมองโลก, คุณภาพชีวิต, ผูดูแล, ผูปุวยเด็กโรคมะเร็ง
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 142 E1.6 ปัจจัยที่มีผลต่อความรุนแรงโรคในผู้ปุวยโคโรน่าไวรัส 2019 ที่เสียชีวิตในโรงพยาบาลนางรอง จิตตรา ศรีธัญรัตน์, ปทมพร อภัยจิตต์ และคณะ โรงพยาบาลนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ หลักการและเหตุผล : สถานการณ์การแพรระบาดโรคโคโรนาไวรัส 2019 ท้าใหผูปุวยเสียชีวิตเป็นจ้านวนมาก หากทราบปัจจัยที่มีผลตอความรุนแรงของโรค จะชวยใหแพทย์เฝูาระวัง และวางแผนการรักษาไดอยางเหมาะสม และ ลดอัตราการตายของผูปุวยได วัตถุประส งค์ : ศึกษาปัจจัยที่มีผลตอความรุนแรงโรคในผูปุวยโคโรนาไวรัส 2019 ในกลุมผูปุวยที่เสียชีวิต ในโรงพยาบาลนางรอง วิธีการศึกษา : เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางยอนหลัง (Retrospective Cross-sectional study) เพื่อ หาปัจจัยที่มีผลตอความรุนแรงโรคในผูปุวยโคโรนาไวรัส 2019 ในกลุมผูปุวยที่เสียชีวิตในโรงพยาบาลนางรอง ชวง เดือนธันวาคม พ.ศ.2564 ถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2565 วิเคราะห์ขอมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติอนุมาน ChiSquare Test ผลการศึกษา : กลุมตัวอยางผูปุวยที่เสียชีวิตจากโคโรนาไวรัส 2019 จ้านวน 50 คน พบวา 1) ปัจจัยสวนบุคคลเป็น เพศชาย (รอยละ 54) อายุ 71- 80 ปี(รอยละ38) 2) ปัจจัยดานสุขภาพ ดัชนีมวลกายนอยกวา (รอยละ 40) ไมฉีด วัคซีนโคโรนาไวรัส 2019 (รอยละ 52) มีโรคประจ้าตัว โรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน (รอยละ 48) 3) ปัจจัย ทางคลินิก มีอาการหายใจหอบเหนื่อย (รอยละ 82) เหนื่อยออนเพลีย (รอยละ 72) มีเสมหะและไข (รอยละ 62) ไอ และกลืนล้าบาก (รอยละ 58) 4) ผลการตรวจทางวิทยาศาสตร์และการรักษา มีผลเอกเรย์ปอดชนิด Acute respiratory distress syndrome (รอยละ 64) การใสทอชวยหายใจ (รอยละ 36) การใช High flow nasal cannula (รอยละ 24) ออกซิเจนในเลือด < 94% (รอยละ 50) ดานการใชยาในการรักษา Favipiravir (รอยละ 46) ยาปฏิชีวนะ อื่นๆ (รอยละ 88) Dexamethasone (รอยละ 64) Morphine (รอยละ 56) การวางแผนลวงหนา (รอย ละ 64) และการดูแลแบบประคับประคอง (รอยละ 38) และ 5) ปัจจัยที่มีผลตอความรุนแรง โรคในผูปุวยโคโรนาไวรัส 2019 กลุมผูปุวยที่เสียชีวิตในโรงพยาบาลนางรอง ไดแก ดัชนีมวลกาย p-value > 0.001 (odds ratio 1.688) โรคประจ้าตัว p-value > 0.001 (odds ratio 1.339) ผลเอกเรย์ปอด p-value > 0.001 (odds ratio 4.769) อายุ p-value = 0.003 (odds ratio 4.769) และการฉีดวัคซีนปูองกันโรคโคโรนาไวรัส 2019 p-value = 0.008 (odds ratio 1.625) สรุปการศึกษา : ปัจจัยที่มีผลตอความรุนแรงโรคในผูปุวยโคโรนาไวรัส 2019 ที่เสียชีวิตในโรงพยาบาลนางรอง ไดแก 1) ดัชนีมวลกาย 2) โรคประจ้าตัว 3) ผลเอกเรย์ปอด 4) อายุ และ 5) การฉีดวัคซีนโรคโคโรนาไวรัส 2019 การน าไปใช้ประโยชน์ : 1) น้าผลการวิจัยไปพัฒนาระบบการดูแลรักษาผูปุวยโรคโคโรนาไวรัส 2019 และสห สาขาวิชาชีพในโรงพยาบาล และเครือขาย 2) เป็นแนวทางในการวางแผนดูแลรักษาโรคอุบัติใหม อุบัติซ้้าอื่น ๆ ตอไป ค าส าคัญ : โรคโคโรนาไวรัส 2019, ความรุนแรงโรค, ปัจจัยที่มีผล
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 143 E1.7 ประสิทธิผลการดูแลรักษาผู้ปุวยต้อกระจก ในศูนย์ผ่าตัดต้อกระจกจังหวัดบุรีรัมย์ นริชชญา สุนทร, คมเลนส์ สุนทร, ปฤษณา เรืองประโคน และมนต์ชัย นะรารัมย์ โรงพยาบาลหวยราช อ้าเภอหวยราช จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ตอกระจกเกิดจากโปรตีนในเลนส์ตาเสื่อมตามวัยสงผลใหเลนส์ขุนและแข็งขึ้น และเป็นสาเหตุที่ ท้าใหตาบอดมากที่สุด สามารถรักษาไดโดยวิธีการผาตัดเปลี่ยนเลนส์แกวตาเทียม แตยังพบวาผูสูงอายุเขารับการคัดกรองและ รักษาลาชา ปฏิเสธการรักษาเพราะระยะเวลารอคอยยาวนาน จึงไดจัดตั้งศูนย์ผาตัดตอกระจกจังหวัดบุรีรัมย์ (Buriram Cataract Center) ที่โรงพยาบาลชุมชนขนาด 30 เตียงในอ้าเภอหวยราช หมุนเวียนจักษุแพทย์จากโรงพยาบาลบุรีรัมย์มาใหบริการทุกวัน เพื่อลดระยะเวลารอคอยและลดความแออัด วัตถุประสงค์การศึกษา : 1) เพื่อศึกษาประสิทธิผลการดูแลรักษาผูปุวยตอกระจกในโรงพยาบาลหวยราชจังหวัดบุรีรัมย์ 2) เพื่อ ศึกษาประสิทธิผลการจัดเก็บรายไดของศูนย์ผาตัดตาตอกระจกจังหวัดบุรีรัมย์ วิธีการด าเนินการ :ศึกษาแบบ cross section study คัดเลือกกลุมตัวอยางเฉพาะเจาะจง ไดแกผูปุวยตอกระจก 679 ราย ระหวาง วันที่ 1 ตุลาคม 2565 ถึง 31 สิงหาคม 2566 เครื่องมือที่ใชในการวิจัย ไดแก 1) แบบบันทึกเวชระเบียนในโปรแกรม CATARACT OKAMOD วิเคราะห์ขอมูลโดยใชสถิติรอยละ คาเฉลี่ย โดยผานการรับรองจริยธรรมจากส้านักงานสาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ BRO2023-047 ผลการศึกษา : พบวาผูปุวยตอกระจกสวนใหญเป็นเพศหญิงรอยละ 54.93 อายุเฉลี่ย 70 ปี มีโรคประจ้าตัวรอยละ 67.50 ผูปุวย ตาบอดจากตอกระจก (Blinding Cataract) และผูปุวยตอกระจกชนิดเลือนราง (low vision cataract) ไดรับการผาตัดทันเวลา คิดเป็น รอยละ 90.67 และ 97.47 ตามล้าดับ โดยใชระยะเวลารอคอยเป็นเวลา 22.27 และ 39.53 วันตามล้าดับ ผูที่ไดรับการคัดกรอง เพื่อเขารับการผาตัดตอกระจกในโรงพยาบาลหวยราชมีเพิ่มมากขึ้น 6 เทาจากปี 2562 ชวยลดความแออัดจากโรงพยาบาลบุรีรัมย์ ไดมากถึงรอยละ 17 (679/3,779 ราย) ผูปุวยไดรับการผาตัดตามคุณภาพมาตรฐาน ไมพบภาวะแทรกซอนรุนแรงจากการผาตัด ตอกระจก รวมทั้งมีรายไดเพิ่มขึ้น 6,630,000 บาท สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : โรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็ก สามารถพัฒนาศักยภาพเป็นศูนย์ผาตัดตอกระจกจังหวัด บุรีรัมย์เขตสุขภาพที่ 9 อยางตอเนื่องยั่งยืนได ตามมาตรฐานความปลอดภัย เพิ่มการเขาถึงบริการคัดกรองและผาตัดตอกระจกได มากขึ้น แตยังพบปัญหาเรื่องการปฏิเสธการรักษา ไมตองการผาตัดเนื่องจากอายุมาก และจากการขาดผูดูแล ถือเป็นโอกาสส้าคัญ ในการพัฒนาเพื่อเสริมแรงจูงใจ และทัศนคติตอการผาตัดตาตอกระจกใหมีประสิทธิภาพ สามารถขยายผลไปยังโรงพยาบาลที่มี บริบทใกลเคียงกัน และประยุกต์ใชในการดูแลผูปุวยโรคอื่นๆไดตามบริบทของพื้นที่ใหมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลดียิ่งขึ้นตอไป ค าส าคัญ : ตอกระจก, ผาตัดตอกระจก, ศูนย์ผาตัดตอกระจกจังหวัดบุรีรัมย์
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 144 E1.8 สถานการณ์การใช้ยาปฏิชีวนะชนิดออกฤทธิ์กว้างในผู้ปุวยมะเร็งระยะลุกลาม วิธวินท์ ฝักเจริญผล และนรภัทร จิตไธสง กลุมงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : การรักษาสวนใหญในผูปุวยโรคมะเร็งระยะลุกลามนั้น เป็นเพื่อการบรรเทาอาการไม สุขสบายจากโรคมะเร็งเป็นหลักโดยเฉพาะเมื่อระยะเวลาของผูปุวยมีอยูอยางจ้ากัด การรักษาตางๆในผูปุวยกลุมนี้ ควรค้านึงถึงปัจจัยหลายประการ เชน เปูาหมายการรักษาของผูปุวยและครอบครัว ระยะเวลาที่เหลืออยูของผูปุวย โดยเฉพาะการใชยาปฏิชีวนะอาจไมไดผลตอบสนองดังที่ผูปุวยและครอบครัวคาดหวังและอาจเกิดผลขางเคียงจากยา ได อยางไรก็ตามพบวาผูปุวยจ้านวนหนึ่งยังไดรับยาปฏิชีวนะชนิดออกฤทธิ์กวางแมกระทั่งในชวงเวลาสุดทายของ ชีวิต วัตถุประสงค์การศึกษา : เพื่อศึกษาความชุกของการใชยาปฏิชีวนะชนิดออกฤทธิ์กวางในผูปุวยมะเร็งระยะลุกลามเพื่อ ศึกษาเปรียบเทียบการใชยาปฏิชีวนะชนิดออกฤทธิ์กวางในผูปุวยมะเร็งระยะลุกลามในหอผูปุวย วิธีการด าเนินการ : การศึกษาเก็บขอมูลยอนหลัง (Retrospective study) ในผูปุวยที่เป็นโรคมะเร็งชนิดกอนระยะ ลุกลามรวมถึงมะเร็งเม็ดเลือดและตอมน้้าเหลือง ที่เขารักษาในโรงพยาบาลบุรีรัมย์และเสียชีวิตในหอผูปุวยประคับ ประคอง หอผูปุวยอายุรกรรม และหอผูปุวยศัลยกรรม ตั้งแตวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2565 - 31 สิงหาคม พ.ศ. 2566 เปรียบเทียบการใชยาปฏิชีวนะชนิดออกฤทธิ์กวางกลุมยา Carbapenem inj และยา Tigycycline inj ในหอผูปุวย ดังกลาว โดยใชสถิติเชิงปริมาณ รอยละ คาเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ก้าหนดคานัยส้าคัญทางสถิติที่ p < 0.05 ผลการศึกษา : ผูปุวยจ้านวนทั้งหมด 195 ราย เป็นเพศชาย 111 ราย หญิง 84 ราย อายุเฉลี่ย 62±13.29 ปี เป็น มะเร็งตับและทอน้้าดี รอยละ 26 มะเร็งล้าไสใหญ รอยละ 14.3 มะเร็งเม็ดเลือดและตอมน้้าเหลือง รอยละ 13.8 ความชุกของการไดรับยาปฏิชีวนะชนิดออกฤทธิ์กวางกลุมยา Carbapenem inj และยา Tigecycline inj ในชวง 7 วันกอนเสียชีวิตเป็น รอยละ 39.1 และในชวง 3 วันสุดทายกอนเสียชีวิตเป็น รอยละ 46.7 การใชยาปฏิชีวนะชนิดออก ฤทธิ์กวางแยกตามหอผูปุวยในชวง 7 วันสุดทายกอนเสียชีวิตที่ หอผูปุวยประคับประคอง หอผูปุวยอายุรกรรมและหอ ผูปุวยศัลยกรรมเป็นรอยละ 38.9 รอยละ 35.9 รอยละ 42.5 (P-value = 0.139, 0.710) และการใชยาปฏิชีวนะ ชนิดออกฤทธิ์กวางในชวง 3 วันกอนเสียชีวิตเป็น รอยละ 35.5 49.4 และ 55.3 (P-value= 0.096, 0.042*) ตามล้าดับ และพบวามีการปรับลดการออกฤทธิ์ของยาปฏิชีวนะใหแคบลงหรือหยุดยาปฏิชีวนะในชวง 3 วันกอน เสียชีวิต ที่หอผูปุวยประคับประคอง หอผูปุวยอายุรกรรม และหอผูปุวยศัลยกรรม เป็น รอยละ 42, 25 และ 15 ตามล้าดับ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : พบวามีการใชยาปฏิชีวนะชนิดออกฤทธิ์กวางในชวง 3 วันสุดทายกอน เสียชีวิตของกลุมผูปุวยมะเร็งระยะลุกลามเป็นรอยละ 46.7 โดยหอผูปุวยศัลยกรรมพบการใชมากที่สุด รอยละ 55.3 ดังนั้นจึงควรมีแนวทางปฏิบัติการใชยาปฏิชีวนะชนิดออกฤทธิ์กวางในผูปุวยโรคมะเร็งระยะลุกลามที่เขาสูชวงทายของ ชีวิต ค าส าคัญ : ผูปุวยมะเร็งระยะลุกลาม ยาปฏิชีวนะชนิดออกฤทธิ์กวาง
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 145 E1.9 การพัฒนาระบบการตรวจและรายงานผลกรณีตรวจพบเชื้อเอชไอวี(Anti-HIV) ในผู้รับบริการภายในโรงพยาบาลโนนสูง พิมพ์ผกา รองกระโทก, วรรณนิสา พาโคกทม และธรรมนูญ พูนผล กลุมงานเทคนิคการแพทย์โรงพยาบาลโนนสูง, จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ในอดีตมีผูรับบริการตรวจพบเชื้อเอชไอวีเขาสูระบบการรักษาที่ลาชา บางรายไมไดเขารับการ รักษาที่ถูกตอง เนื่องจากเจาหนาที่ไมไดแจงพยาบาล HIV-Co จึงไมไดติดตามผูรับบริการมาเขารับการรักษาหรือระบบการ ตรวจใชเวลานาน โดย HIV Guideline เมื่อตรวจพบ Anti-HIV ในชุดตรวจแรก จะตองตรวจในชุดตรวจที่ 2 และ 3 ตามล้าดับ และตองเจาะเลือดครั้งที่ 2 เพื่อยืนยันตัวบุคคล ท้าใหผูรับบริการรอผลตรวจนาน เชนในปี 2564 มีผูรับบริการ 1 รายไมรอผล ตรวจภายในวันที่มาเจาะเลือดและเจาหนาที่ไมสามารถติดตอได ซึ่งผูรับบริการไมไดรับการรักษาและเสียชีวิตใน 2 ปีถัดมา จึง เกิดแนวคิดที่จะพัฒนาระบบการตรวจและการรายงานผลในกรณีที่ตรวจพบเชื้อเอชไอวีในผูรับบริการขึ้น วัตถุประสงค์การศึกษา : 1) เพื่อใหผูรับบริการที่ตรวจพบเชื้อเอชไอวีทุกรายเขาสูระบบการรักษา 2) เพื่อลดระยะเวลาการรอ คอยผลตรวจของผูรับบริการ วิธีการด าเนินการ : รูปแบบการศึกษา เป็นการศึกษายอนหลังเชิงพรรณนา ที่โรงพยาบาลโนนสูง เลือกกลุมตัวอยาง เป็น ผูรับบริการที่ตรวจพบเชื้อเอชไอวีชวงวันที่ 1 มี.ค. 2565 ถึง วันที่ 31 ส.ค. 2566 มีระบบ Hos-XP และระบบ LIS เป็น เครื่องมือที่ใชในการศึกษา วิธีการเก็บข้อมูล : รวบรวมและศึกษาขอมูลของกลุมตัวอยางในชวงเวลาที่ก้าหนด สอบถามขอมูลเพิ่มเติมจากพยาบาล HIVCo มีการวิเคราะห์ขอมูลโดยแบงการศึกษาขอมูลออกเป็น 2 ชวงคือกอนพัฒนาระบบโดยศึกษายอนหลังในชวงวันที่ 1 มี.ค. 2565 ถึง วันที่ 31 มี.ค. 2566 และหลังพัฒนาระบบชวงวันที่ 1 เม.ย. 2566 ถึง 31 ส.ค. 2566 โดยแบงระยะเวลาที่ ผูรับบริการรอผลออกเป็น 3 ชวง คือนอยกวา 120 นาที, 120-150 นาทีและมากกวา 150 นาทีและน้าขอมูลที่ไดมาหา คาเฉลี่ยและค้านวณเป็นเปอร์เซ็นต์ ผลการศึกษา : การศึกษาในชวงกอนพัฒนาระบบมีการตรวจพบเชื้อ HIV 24 ราย พบวามีจ้านวน 18 ราย(75 %) รอผลนอย กวา 120 นาที มีจ้านวน 4 ราย (16.7 %) รอผล 120–150 นาทีและมีจ้านวน 2 ราย (8.3 %) รอผลมากกวา 150 นาทีและมี การแจงผลไปยังพยาบาล HIV-Co และติดตามผูรับบริการมาเขารับการรักษา 100 %การศึกษาหลังพัฒนาระบบมีการตรวจ พบเชื้อ HIV 6 ราย พบวามีจ้านวน 4 ราย (66.7%) รอผลนอยกวา 120 นาที มีจ้านวน 2 ราย (33.3 %) รอผล 120–150 นาที และไมพบผูรับบริการรอผลมากกวา 150 นาทีมีการแจงผลไปยังพยาบาล HIV-Co และติดตามผูรับบริการมาเขารับการ รักษาครบ 100 % สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : ในการเจาะเลือดเพื่อยืนยันตัวบุคคล ใหเจาะใสหลอด EDTA และ Clot blood ในกรณีที่สงตรวจเพิ่มเติมและใหใชชุดตรวจ Rapid test เพื่อลดระยะเวลารอผล รพ.ก้าหนดการตรวจพบเชื้อเอชไอวีเป็น Lab alert โดยจะตองแจงพยาบาลและเจาหนาที่ที่เกี่ยวของใหทราบเพื่อใหมีการติดตามผูรับบริการเขาสูระบบการรักษา ค าส าคัญ : เอชไอวี, ลดระยะเวลารอคอยผลตรวจ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 146 E1.10 ผลของการใช้P-GAB Risk Assessment Form ในการคัดกรองผู้ปุวยที่ได้รับการระงับความรู้สึก แบบทั่วร่างกาย: นวัตกรรม ฆนรุจ โชคเหมาะ โรงพยาบาลภูเขียวเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดชัยภูมิ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ภาวะหลอดลมหดเกร็งหลังไดรับการระงับความรูสึกแบบทั่วรางกาย (Post-General Anesthesia Bronchospasm: P-GAB) เป็นภาวะแทรกซอนที่ส้าคัญทางวิสัญญี อาจเกิดขึ้นไดหลังการระงับ ความรูสึก เมื่อเกิดแลวคุกคามชีวิตผูปุวย ท้าใหเพิ่มอัตราการนอนโรงพยาลนานขึ้น เสียคาใชจายมากขึ้นและมีโอกาส เสียชีวิตสูงขึ้น การประเมินความเสี่ยงและคัดกรองการเกิด P-GAB ที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพจะชวยลดโอกาส ของการเกิดภาวะแทรกซอนในผูปุวยกลุมนี้ได วัตถุประสงค์การศึกษา : เพื่อพัฒนาและทดสอบประสิทธิภาพแบบประเมิน P-GAB risk assessment form ในการ คัดกรองการเกิด P-GAB วิธีด าเนินการด าเนินการ : ด้าเนินการพัฒนาโดยใชกรอบแนวคิดของ IOWA Model 2001 (Iowa et al., 2017) แบงเป็น 3 ระยะ คือ 1) ระยะพัฒนานวัตกรรม 2) ระยะทดสอบประสิทธิภาพนวัตกรรม และ 3) ระยะน้าไปปฏิบัติ จริงในกลุมตัวอยางจ้านวน 322 ราย วิเคราะห์ขอมูลทั่วไปโดยใชสถิติเชิงพรรณนาและทดสอบประสิทธิภาพในการ วินิจฉัยโดยใช receiver operating characteristic (ROC) curve ผลการศึกษา : แบบประเมิน P-GAB risk assessment form (G-RAF) มีทั้งหมด 11 ขอ รวม 30 คะแนน ประเมิน ความเสี่ยงการเกิด P-GAB 2 ดาน คือ 1) ดานผูปุวย ไดแก อายุ เพศ สถานสุขภาพทางวิสัญญี ดัชนีมวลกาย โรค ระบบหายใจ ระดับออกซิเจนในเลือด ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด และการสูบบุหรี่ และ 2) ดานการดูแลรักษา ไดแก ผลตรวจรังสีทรวงอก ต้าแหนงและประเภทของการผาตัด มีคาคา CVI = 0.97 และ Inter-rater reliability = 0.98 ทดสอบความแมนย้าพบวาที่จุด cut-off 13 คะแนน G-RAF มีsensitivity 96.9%, specificity 85.2%, และ Area under Curve = 0.73 (95%CI 0.64-0.82, p < .001) คะแนนคัดกรองแบงได 2 กลุม คือกลุมเสี่ยงต่้า 263 ราย (รอยละ 81.67) ไมพบผูปุวยเกิด P-GAB และกลุม เสี่ยงสูง 59 ราย (รอยละ 18.33) คะแนน P-GAB score คาเฉลี่ย 9.8 คะแนน (4-20 คะแนน, S.D. 2.96) สวน ใหญไดคะแนน P-GAB score 11 คะแนน (รอยละ 74.5) พบผูปุวยเกิด P-GAB 11 ราย (รอยละ 3.4) คิดเป็นอัตรา อุบัติการณ์เกิด P-GAB เทากับ 0.79 ครั้งตอ 1000 ชั่วโมง-ที่ได GA ทั้งนี้ไมพบอัตราการเสียชีวิต สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ : แบบประเมิน P-GAB risk assessment form (G-RAF) สะทอนวาเป็นแบบ ประเมินที่มีประสิทธิภาพ สามารถน้าไปใชประเมินคัดกรองระดับความเสี่ยงของการเกิดภาวะหลอดลมหดเกร็งหลัง ไดรับการระงับความรูสึกแบบทั่วรางกาย และแยกผูปุวยเพื่อด้าเนินการวางแผนปูองกันภาวะแทรกซอนดังกลาวตาม ความเหมาะสมได ค าส าคัญ : การระงับความรูสึกแบบทั่วรางกาย แบบประเมิน ปัจจัยเสี่ยง ภาวะหลอดลมหดเกร็ง
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 147 E1.11 Load ทันกันตาย นันทวัน ออนส้าลี งานการพยาบาลผูปุวยใน โรงพยาบาลเทพารักษ์ จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ผูปุวยภาวะช็อกหากไมไดรับการรักษาอยางทันทวงทีอาจสงผลใหเกิดการเสียชีวิตสูง และเกิดการช็อกซ้้าไดดวยเชนกัน ปัจจัยส้าคัญที่กอใหเกิดการเสียชีวิตไดคือ การใหสารน้้าไมเพียงพอท้าใหมีการ ลมเหลวอวัยวะหลายระบบ การศึกษาเปรียบเทียบการใหสารน้้าที่เพียงพอและทันเวลา โดยหลักการใหสารน้้า 500 ml/30 min, 1000 ml/40 min และ 1500 ml/1hr. (กองยุทธศาสตร์แผนงาน กรมการแพทย์) จาก การศึกษาการใหสารน้้าในผูปุวยติดเชื้อที่มีภาวะช็อกโรงพยาบาลเทพารักษ์ พบการใหสารน้้าทั้งหมด 92 ราย ไม เป็นไปตามแนวทางทั้งหมด 55 ราย (59.79%) โดยมีปัจจัยคือ ขนาดเข็มส้าหรับใหสารน้้าไมเหมาะสม 30 ราย (54.56%) ต้าแหนงที่ใหสารน้้าไมเหมาะสม 20 ราย (36.36%) และชุดใหสารน้้าไมเหมาะสม 5 ราย (9.09%) ซึ่งปัจจัยดังกลาวมีผลตอการใหสารน้้าไมเป็นไปตามเกณฑ์ที่ก้าหนด วัตถุประสงค์การศึกษา : อัตราผูปุวยไดรับสารน้้า 30 ml/kg (1.5 Lit) ใน 1 ชม.แรก ≥ 80% วิธีการด าเนินการ : จัดท้าแนวทางปฏิบัติการใหสารน้้าในผูปุวยภาวะช็อก ผลการศึกษา : จากการศึกษาพบวาปัจจัยที่มีผลตอการใหสารน้้า คือ 1) การเลือกใชเข็มส้าหรับใหสารน้้าขนาด 18 G ขึ้นไป 2) การใชชุดใหสารน้้าชนิด Macrodrop 3) ต้าแหนงใหสารน้้าเสนเลือดใหญบริเวณขอพับแขน 4) Position ที่เสนเลือดเหยียดตรง ไมพับงอ ซึ่งปัจจัยดังกลาวตรงกับผลการศึกษาดังนี้1) การใหสารน้้าดวยเข็มขนาด 18 G ชุดใหสารน้้าชนิด Macrodrop รวมกับการใหสารน้้าบริเวณเสนขอพับแขนทั้ง 2 ขาง เป็นเวลา 20 - 41 นาที พบวาผูปุวยไมสามารถวางแขนเหยียดตรงได และมีโอกาสเลื่อนหลุดไดบอย จึงตองเปลี่ยนต้าแหนงในการใหสาร น้้า 2) การใหสารน้้าดวยเข็มขนาด 18 G ชุดใหสารน้้าชนิด Macrodrop รวมกับการใหสารน้้าบริเวณขอมือ 1 ขาง และขอพับ 1 ขาง เป็นเวลา 31 – 40 นาที ผูปุวยสามารถวางเขียนเหยียดตรงได และพบการเลื่อนหลุดนอย สามารถ ใหสารน้้าไดตอเนื่องจนครบก้าหนดระยะเวลาและไดจ้านวนสารน้้าตามที่ตองการ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: ในปีงบประมาณ 2566 ผูปุวยติดชื้อที่มีภาวะช็อก จ้านวน 95 ราย อัตรา ผูปุวยไดรับสารน้้า 30 ml/kg (1.5 Lit) ใน 1 ชม.แรก จ้านวน 87 ราย คิดเป็นรอยละ 91.58 ซึ่งมีประโยชน์ตอผูปุวย ที่อยูในภาวะช็อก จึงน้าเสนอตอคณะกรรมการทีมน้าทางคลินิก (Patient Care Team : PCT) เห็นชอบพิจารณา น้าไปใชในเพิ่มในกระบวนการของ Clinical Practice Guidelines Sepsis ของโรงพยาบาลเทพารักษ์ฉบับแกไขครั้ง ที่ 2 ลงวันที่ 1 มีนาคม 2566 ค าส าคัญ : การใหสารน้้า, ภาวะช็อก
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 148 E1.12 ผลการใช้โปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ปุวยโรคความดันโลหิตสูงในชุมชนหมู่ที่ 5 ต าบลโนนดิน แดง อ าเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ วีรพล จันทราช โรงพยาบาลโนนดินแดง บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : การดูแลสุขภาพของผูปุวยโรคไมติดตอเรื้อรังมีความส้าคัญอยางยิ่งทั้งใน โรงพยาบาลและชุมชน การท้างานของคลินิกโรคไมติดตอเรื้อรังและกลุมงานบริการดานปฐมภูมิฯจึงส้าคัญ เพื่อลดภาวะแทรกซอน ที่สงผลตอความรุนแรงของโรคจนถึงขั้นเสียชีวิต ดังนั้นผูศึกษาจึงน้าพระราชด้าริของ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวรัชการที่ 9 “เขาใจ เขาถึง พัฒนา” เป็นบันได 3 ขั้นสูความส้าเร็จ มาดูแลผูปุวย คือ 1) เขาใจในขอมูลพื้นฐานดวยการศึกษาขอมูลทุกมิติของชุมชน คนหาปัญหาและรวบรวมองค์ความรูชุมชน น้ามาพัฒนาแนวทางในการดูแลสุขภาพของคนในชุมชน 2) เขาถึงองค์รูในชุมชนผานการมีสวนรวมของชุมชน วิเคราะห์ ปัญหา ความตองการของชุมชนและใหชุมชนมีสวนรวมในการพัฒนา 3) พัฒนาศักยภาพชุมชน ดาน องค์ความรูในการดูแลสุขภาพ สรางทีมพี่เลี้ยง ผานเครือขาย อสม. ออกแบบหลักสูตร ฝึกปฏิบัติและติดตาม ประเมินผล โดยมีการพัฒนาตอยอดใหชุมชนรูสึกถึงความเป็นเจาของ น้าไปสูความยั่งยืน วัตถุประสงค์ : เพื่อใหมีรูปแบบการดูแลสุขภาพของผูปุวยโรคไมติดตอเรื้อรังที่เหมาะสมในชุมชน วิธีการด าเนินการวิจัย : เป็นการเปรียบเทียบ คะแนนความรูเรื่องโรค การออกก้าลังกาย การบริโภคอาหาร การผอนคลายความเครียด คะแนนเฉลี่ยของภาวะ สุขภาพ ไดแก ดัชนีมวลกาย รอบเอว ระดับความดันโลหิต คัดเลือกกลุมตัวอยางดวยการจับคูตามคุณลักษณะที่เฉพาะ การเก็บรวบรวมขอมูลโดยใชการสังเกตแบบมีสวน รวม การสัมภาษณ์แบบมีโครงสราง วิเคราะห์ขอมูลดวยขอสรุปแบบอุปนัย ผลการวิจัย : พบวา คะแนนความรูเรื่องโรค ความดันโลหิตสูงไมแตกตางกันอยางมีนัยส้าคัญทางสถิติ แตความรูเรื่องการออกก้าลังกาย การบริโภคอาหาร การผอนคลายความเครียดเพิ่มขึ้น 6.50, 5.63 และ 4.92 มีความแตกตางกันอยางมีนัยส้าคัญทางสถิติ ผูเขารวมวิจัยมีการรับรูความสามารถและใหพันธะสัญญา ที่แตกตางกัน ในการติดตามและประเมินผลตอควร ใหค้าแนะน้าเฉพาะรายตามบริบท เปูาหมาย การรับรู ความสามารถของผูปุวยแตละรายและชวงเวลาในการ เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของภาวะสุขภาพควรเป็น ชวงเวลาเดียวกัน สรุปผลการศึกษาและการน าไปประโยชน์ : การดูแลสุขภาพของผูปุวยโรคไมติดตอเรื้อรังมีความส้าคัญ อยางยิ่ง ทีมดูแลมีสวนส้าคัญมากในการคนหาปัญหา เพื่อลดภาวะแทรกซอน ที่สงผลตอความรุนแรงของโรค จนถึงขั้นเสียชีวิต จากการนอมน้าพระราชด้าริของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวรัชการที่ 9 “เขาใจ เขาถึง พัฒนา” เป็นบันได 3 ขั้นสูความส้าเร็จ โปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของการวิจัยนี้สามารถน้าไป ประยุกต์ใชกับผูปุวยโรคอื่นได
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 149 E1.13 ผลของการให้สุขภาพจิตศึกษาแบบสั้นต่อความรู้สึกเป็นภาระการดูแลของผู้ดูแลผู้ปุวยจิตเภท สิริชัย เมี้ยนมิตร โรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ผูปุวยโรคจิตเภทมีแนวโนมเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ปัจจุบันแนวทางการรักษาผูปุวยได เปลี่ยนแปลงไป สงผลใหผูปุวย ครอบครัว ผูดูแล และชุมชนไดรับผลกระทบ โดยเฉพาะผูดูแลผูปุวยจิตเภท สงผลใหผูดูแลผูปุวยจิตเภทเรื้อรัง มีบทบาทส้าคัญในการดูแลผูปุวยจิตเภท หากผูดูแลไมมีความรูสึกเป็นภาระ ก็จะสามารถดูแลผูปุวยไดอยางมีประสิทธิภาพ วัตถุประสงค์ : เพื่อเปรียบเทียบความรูสึกเป็นภาระการดูแลของผูดูแลผูปุวยจิตเภทกอนและหลังไดรับการให สุขภาพจิตศึกษาแบบสั้น กับกลุมที่ไดรับการพยาบาลตามปกติ ซึ่งเป็นการวิจัยกึ่งทดลอง กลุมตัวอยางในการ วิจัย คือ ผูดูแลผูปุวยจิตเภทจ้านวน 30 คน โดยกลุมทดลองไดรับการด้าเนินการใหสุขภาพจิตศึกษาแบบสั้น สวนกลุมควบคุม ไดรับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช ไดแก โปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวแบบ สั้น และแบบประเมินภาระการดูแล ซึ่งมีคาความเชื่อมั่นเทากับ .87 การวิเคราะห์ขอมูลใชสถิติเชิงพรรณนา ความถี่ รอยละ คาเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที (t test) ผลการวิจัย : พบวา ความรูสึกเป็นภาระของผูดูแลผูปุวยจิตเภทในกลุมทดลองกอนการทดลอง M = 29.6, (SD = 0.89) และหลังการไดรับสุขภาพจิตศึกษา มีคะแนนความรูสึกเป็นภาระ M = 15.9, (SD = 0.68) นอกจากนี้ยังพบวา คะแนนความรูสึกเป็นภาระของผูดูแลผูปุวยจิตเภทกอนการทดลองของกลุมควบคุม M = 29.8, (SD = 0.95) และกลุมทดลอง M = 29.6, (SD = 0.89) ไมมีความแตกตางกันอยางมีนัยส้าคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05 (p-value = 0.601) แตภายหลังการทดลองพบวาคะแนนภาระของผูดูแลผูปุวยจิตเภทของกลุม ทดลอง M = 15.9, (SD = 0.68)มีคาต่้ากวาคะแนนภาระของผูดูแลผูปุวยจิตเภทของกลุมควบคุม M = 29.7, (SD = 0.95) อยางมีนัยส้าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p-value < 0.001) ข้อเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้ : พยาบาลสามารถน้าการใหสุขภาพจิตศึกษา ตามแนวคิดความ รอบรูสุขภาพจิต ไปใชในการใหค้าแนะน้าแกผูดูแลผูปุวยจิตเภท โดยอาจมีการปรับระยะเวลาในการด้าเนิน กิจกรรมในแตละขั้นตอนใหมีความเหมาะสม ตรงกับความตองการของผูดูแลผูปุวยจิตเภท ค าส าคัญ : การใหสุขภาพจิตศึกษา, ภาระการดูแล, ผูดูแลผูปุวยจิตเภท
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 150 E1.14 ผลการส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการตนเองของผู้ปุวยเบาหวานรายใหม่ เพื่อควบคุมระดับน้ าตาลในเลือด โรงพยาบาลครบุรี ปี 2566 สุทธิพร เสาะรัมย์ และคณะ คลินิกเบาหวาน โรงพยาบาลครบุรี บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ผูปุวยเบาหวานรายใหมแนวโนมเพิ่มขึ้น เฉลี่ยเดือนละ 30-40 คน พบปัญหาคือผูปุวยขาด ความรูและทักษะในการดูแลตนเอง คลินิกเบาหวานมีการใหความรูเรื่องโรค ยา อาหารออกก้าลังกายและการดูแลเทา โดย ทีมสหวิชาชีพ เพื่อใหผูปุวยมีความรูและสามารถจัดการดูแลตนเองได โดยแบงเป็น 2 รูปแบบการสอนคือรูปแบบปกตินั้น ผูปุวยรายใหมทุกคนตองรับฟังค้าแนะน้า โดยสอน visit ละ 1 เรื่อง ทุก 1-2 เดือน สอน 30 นาทีแบงเป็น 3 กลุม กลุมละ 30-40 คน ในทุกวันพฤหัสบดีที่ 3 ของเดือน และรูปแบบOne day camp จัดขึ้นทุกวันอังคาร ที่ 2 ของเดือนเวนเดือน โดย เลือกผูปุวยที่มีอายุนอยกวา 65 ปีและสมัครใจในการเขารวม One day camp โดยทั้ง 2 รูปแบบจัดควบคูกัน คลินิกเบาหวาน ตองการศึกษาวาการใหความรูทั้ง 2 รูปแบบใดที่เหมาะสมและใหผลการรักษาที่ดีที่สุด วัตถุประสงค์การศึกษา : 1) เพื่อใหผูปุวยเบาหวานที่เขารวมกิจกรรมมีความรู 2) เพื่อใหผูปุวยที่เขารวมกิจกรรมมีคาเฉลี่ย HbA1c น้้าหนักตัวและดัชนีมวลกายลดลง 3) พัฒนาโปรแกรมการดูแลผูปุวยโรคเบาหวานที่เหมาะสม วิธีการด าเนินการ : ด้าเนินการในคลินิกโรคเบาหวานรายใหมตั้งแต 1 เมษายน 2563 – 30 เมษายน 2565 จ้านวน 163 คน แบงเป็น 2 กลุม ดังนี้คือ กลุ่มผู้เข้าร่วมการให้ความรู้รูปแบบปกติและกลุ่มผู้เข้าร่วมการให้ความรู้รูปแบบ One Day Camp ใหความรูรวมกับทีมสหวิชาชีพออกแบบกิจกรรม การจัดการตนเอง กิจกรรมที่ 1 การประเมินภาวะสุขภาพรางกาย (assess) กิจกรรมที่ 2 การใหความรูและค้าแนะน้า (advice) เกี่ยวกับโรคเบาหวาน ยา อาหาร ออกก้าลังกาย การดูแลเทา และจัดการ กิจกรรมที่ 3 ตั้งเปูาหมายและการประเมินตนเอง (agree) เพื่อการปฏิบัติตอเนื่อง กิจกรรมที่ 4 การชวยเหลือ (assist) สนับสนุนเครื่องมือเพื่อควบคุมน้้าตาลในเลือด กิจกรรมที่ 5 การประเมินผล (arrange) ทุก 2-3 เดือน วิเคราะห์ภาวะ สุขภาพ ตรวจคาระดับน้้าตาลเลือด เสริมแรงจูงใจ ปัญหาอุปสรรคและหาแนวทางแกไข ประเมินความรูหลังเขารวมกิจกรรม ผลการศึกษา : ผูเขารวมกิจกรรมทั้งหมด 163 คน กลุมผูเขารวมการใหความรูรูปแบบปกติ จ้านวน 122 คน และกลุม ผูเขารวมการใหความรูรูปแบบ one day camp จ้านวน 41 คน เมื่อเปรียบเทียบผลการรักษาโดยใช t-test พบวา HbA1c เฉลี่ย 6 เดือนถัดมา กลุมผูเขารวมการใหความรูรูปแบบปกติเทากับ 7.37 (p0.001) และกลุมผูเขารวมการใหความรูรูปแบบ one day camp เทากับ 6.92 (p0.000) คะแนนเฉลี่ยแบบทดสอบความรูเกี่ยวกับการดูแลตนเองในผูปุวยเบาหวานหลังการ ใหความรูเทากับ 8.94 (p0.000) และ 9.56(p0.001) ตามล้าดับ น้้าหนักเฉลี่ยและ BMI เฉลี่ยไมแตกตางกันอยางมีนัยส้าคัญ ทางสถิติ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: การลดลงไดของHbA1C 6 เดือนถัดมาและคะแนนเฉลี่ยแบบทดสอบเกี่ยวกับการ ดูแลตัวเองที่สูงขึ้นไมตางกัน ผูปุวยจึงสามารถเลือกเขากลุมตามความสมัครใจและเหมาะสมกับตนเองได ค าส าคัญ : กระบวนการใหความรูในรูปแบบปกติ และรูปแบบ One day camp, พฤติกรรมการจัดการตนเอง ทฤษฎีแนวคิด การจัดการตนเองตามทฤษฎี (5 A’s Behavior change model adapted for self-management support) ของ Glasgow and Miller, เบาหวาน