การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 301 E8.14 การพัฒนารูปแบบการรับยาโรคเรื้อรังผ่านHealth Station รพ.โนนนารายณ์ จังหวัดสุรินทร์ อรณศุกร์ ค้างาม โรงพยาบาลโนนนารายณ์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : จากนโยบายลดความแออัดในโรงพยาบาลในชวงการระบาดของโควิด-19 มีการสงยาออกให ผูปุวยโรคเรื้อรังที่บานโดยที่ยังไมมีระบบติดตาม ผูปุวยรับยาโดยที่ไมไดวัดความดันโลหิตและระดับน้้าตาลปลายนิ้ว ผูปุวยไม รับรูภาวะสุขภาพ ไมเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เหมาะสม แพทย์ไมไดปรับการรักษา สงผลใหผูปุวยควบคุมโรคไดไมดี วัตถุประสงค์การศึกษา : เพื่อใหผูปุวยไดรับการติดตามความดันโลหิตและระดับน้้าตาลในเลือดกอนรับยาและผูปุวยสามารถ ควบคุมระดับน้้าตาลและความดันโลหิตไดดี วิธีการด าเนินการ : คัดเลือกกลุมตัวยางแบบเฉพาะเจาะจง เป็นผูปุวยโรคเรื้อรังกลุมสีเขียวในเขตรับผิดชอบ ของHealth Stationวัดบานหนองพวง ทั้งสิ้น 5 ราย เขารับบริการวัดความดันโลหิตและตรวจน้้าตาลปลายนิ้ว ซึ่งมีระบบการสงตอขอมูลผาน QRcode และ ใชระบบTelemedicine ในการดูแลผูปุวยที่ตองพบแพทย์โดย มีอสม.เชี่ยวชาญในการดูแลผูปุวยและใหค้าแนะน้าเบื้องตน พยาบาลและแพทย์ที่โรงพยาบาลปรับยาและสง ยาออกใหผูปุวย ผลการศึกษา : ผูปุวยไดรับการติดตามความดันโลหิตและระดับน้้าตาลในเลือดรอยละ100 ในผูปุวยเบาหวานยังตองติดตาม ระดับน้้าตาลสะสม สวนระดับน้้าตาลปลายนิ้วยังคุมไดไมดีซึ่งผูปุวยกลุมนี้ไดรับค้าแนะน้าในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทุกราย และพบวาผูปุวยเกิดความพึงพอใจในการรับบริการ ชวยลดคาใชจาย ลดระยะเวลารอคอย สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: เกิดกระบวนการและรูปแบบในการดูแลผูปุวยที่รับยาโรคเรื้อรังที่Health Station ทั้งนี้ทั้งนั้น Health Station ควรมีความพรอม ทั้งดาน คน(อสม.ชี่ยวชาญ) เงิน/งบประมาณ ของ(เครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ ,สัญญาณอินเตอร์เน็ท,เครื่องมือสื่อสาร) เพื่อการดูแลผูปุวยที่มีประสิทธิภาพอยางสูงสุด
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 302 E8.15 การพัฒนาระบบปูองกันความเสี่ยงในผู้ปุวยที่ได้รับยาที่มีความเสี่ยงแพ้ยารุนแรง ธนิดา เอกตาแสง กลุมงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ มีผูรับบริการจ้านวนมากที่ไดรับการตรวจวินิจฉัย และเริ่มยาครั้งแรก ซึ่งตองเฝูาระวังในยาที่มีความเสี่ยง ที่จะแพรุนแรง 8 รายการ ไดแก allopurinol carbamazepine sulfasalazine sulfadiazine phenytoin phenobarbitone co-trimoxazole Abacavir ปัจจุบันสามารถตรวจคัดกรองยีนที่มีความเสี่ยงที่จะแพยาได 3 รายการ คือ allopurinol (HLA-B 5801) , carbamazepine (HLA-B 1502) และ abacavir (HLA-B 5701) ทีมเภสัชกรงานผูปุวยนอกจึงตองการที่จะสรางแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับการจายยากลุมนี้ เพื่อใหเกิดความ ปลอดภัยกับผูปุวยมากยิ่งขึ้น วัตถุประสงค์ของการศึกษา 1.เพื่อพัฒนาระบบการปูองกันความเสี่ยงในผูปุวยที่มีความเสี่ยงแพยารุนแรง 2.เพื่อศึกษาผลการคัดกรองและใหค้าปรึกษาผูปุวยที่ไดรับยาที่มีความเสี่ยงแพยารุนแรงเป็นครั้งแรก วิธีการด าเนินการ เป็นการศึกษาเชิงปฏิบัติการแบบมีสวนรวม พบวายังไมมีระบบแจงเตือนการไดรับยาครั้งแรก และผูปุวยไมไดรับขอมูลการเฝูาระวังอาการแพยาที่เหมาะสม จึงไดรวมกันออกแบบระบบแจงเตือน และก้าหนด หนาที่ของเภสัชกรในแตละจุด จากนั้นน้าระบบมาใชที่หนางานบริการ และเก็บรวบรวมขอมูลในวันเวลาราชการ ชวงเดือนเมษายน-สิงหาคม 2566 ผลการศึกษา จัดท้าระบบแจงเตือนในรูปแบบฉลากยาเมื่อไดรับยาครั้งแรก เภสัชกรจะตรวจสอบขอมูลตามที่ ก้าหนด และสงยืนยันการตรวจยีนรวมทั้งสงผูปุวยเขาหองใหค้าปรึกษายาเพื่อใหค้าแนะน้าและโทรศัพท์ติดตาม อาการในวันที่ 7 และวันที่ 30 พบวาผูปุวยที่ไดรับยาที่มีความเสี่ยงครั้งแรกจ้านวน 277 ราย แตผูปุวยที่ถูกสง ตอมาหองใหค้าปรึกษาจ้านวน 215 ราย (77.62%) ผูปุวยที่สามารถตรวจยีนแพยาได 101 ราย แตไดรับการ ตรวจเพียง 57 ราย (56.44%) ผลตรวจ positive 1 ราย (0.99%) negative 100 ราย (99.01%) ผูปุวยผลตรวจ ยีน positive ไดเริ่มยาไปแลวไดมีการโทรศัพท์ไปแนะน้าใหผูปุวยหยุดยาที่วันที่ 14 ผูปุวยไมมีอาการแพยา สวน ผูปุวยผล negative 100 รายพบวาแพยา 1 ราย ผูปุวยที่ไดรับยาที่ไมสามารถตรวจยีนไดมี 114 ราย (53.02%) พบวาแพยา 6 ราย (5.26%) ไมมีผูปุวยรายใดที่มีอาการแพยารุนแรงจนตองนอนโรงพยาบาล เนื่องจากผูปุวย ปฏิบัติตามค้าแนะน้าโดยหยุดยาตั้งแตเริ่มมีอาการ และจากการติดตามอาการผูปุวยทางโทรศัพท์ยังพบปัญหาดาน ยาอื่นๆ ไดแก ปัญหาไมรับประทานยา 15 ราย (6.98%) เนื่องจากกังวลเรื่องการแพยา พบ ADR 1 ราย (0.47%) medication error 3 ราย (1.40%) เภสัชกรไดใหค้าแนะน้า และแกไขปัญหาใหกับผูปุวยครบทุกราย สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์การมีระบบแจงเตือนในรูปแบบฉลาก แนวทางคัดกรองและติดตามให ค้าปรึกษาดานยา ชวยเพิ่มความปลอดภัยใหผูปุวยที่รับยาที่มีความเสี่ยงแพยารุนแรง ค าส าคัญ : แพยารุนแรง, คัดกรอง, ใหค้าปรึกษา, โทรศัพท์ติดตาม
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 303 E8.16 Multimodal Norepinephrine Management แนวทางการบริหารยา NE แบบผสมผสาน พ.ต.หญิงสมลักษณ์ ตั้งสุณาวรรณ โรงพยาบาลคายสุรนารี บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ภาวะช็อกจากการติดเชื้อเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่ส้าคัญของทั่วทุกภูมิภาคของ โลก และมีอัตราการเสียชีวิตสูง ท้าใหการดูแล รักษาผูปุวยกลุมนี้ไดผลลัพธ์ที่ไมนาพอใจ ตามแนวทางการรักษาผูปุวย ที่มีภาวะช็อกจากการติดเชื้อลาสุดมีค้าแนะน้าใหเริ่มบริหารยากระตุนความดันโลหิตภายใน 1 ชั่วโมงแรก โดยมี เปูาหมายคงระดับความดันโลหิตเฉลี่ยของผูปุวย Mean aterial pressure (MAP) ≥ 65 มิลลิเมตรปรอท เพื่อให ผลลัพธ์ของการรักษาดีขึ้น จากอุบัติการณ์ในปี 2565 พบผูปุวยเกิด Limb Ischemia จากการไดรับยาจ้านวน 3 ราย ซึ่งสงผลใหตอง Amputation 1 ราย ทางหอผูปุวยวิกฤตเห็นความส้าคัญจึงสรางแนวทางการบริหารยาที่มีความ ชัดเจนและพัฒนาเครื่องมือการประเมินผูปุวยที่ไดรับยา Norepinephrine รวมกับ สหสาขาแพทย์ เภสัชกร และพยาบาล เพื่อใหเกิดความปลอดภัยตอผูปุวย และญาติไดรับขอมูลกอนการบริหารยา NE ไมเกิดปัญหาการฟูองรองจากการเกิดผลขางเคียงจากการไดรับ Norepinephrine วัตถุประสงค์: สรางแนวทางในการบริหารยา โดยใชเครื่องมือการประเมินผูปุวยที่ไดรับยา NE แนวทางการใหขอมูล ผูปุวยและญาติไดรับขอมูลกอนการบริหารยา Norepinephrine แบบบูรณาการรวมกันของทีม สหสาขาวิชาชีพ ปูองกันการเกิดปัญหาการฟูองรอง ลดภาวะแทรกซอนจากการไดรับยา Norepinephrine (NE) วิธีด าเนินการ : Multimodal Norepinephrine Management เป็นนวัตกรรมที่สรางขึ้นเพื่อพัฒนาแนวทางการ บริหารยา Norepinephrine ที่ชัดเจน รวมกับสหสาขาแพทย์ เภสัชกร และพยาบาล โดยการใชแนวทางปฏิบัติการสั่ง ใชยาและการบริหารยาความเสี่ยงสูง(Norepinephrine) ใชแบบประเมิน Limb Ischemia จัดท้าStanding order การบริหารยา Norepinephrine (NE) (FR-PCM-005-B)แบบสรุปติดตามหลังการเกิด ADR (FR-PCM-006-A)ซึ่ง เป็นการพัฒนาระบบงานและสรางนวัตกรรมในหอผูปุวย สามารถน้าไปสูการ early detect และลดความรุนแรง และ การเกิด ADR ผลการศึกษา : จากการเก็บสถิติของหอผูปุวยวิกฤตเดือนกุมภาพันธ์ - มิถุนายน พ.ศ. 2566 มีผูปุวยที่ไดรับการ บริหารยา NE จ้านวน 44 รายแบงเป็นอัตราสวน 1: 12.5 จ้านวน 28 ราย และอัตราสวน 1:25 จ้านวน 16 ราย พบวาเกิด Limb Ischemia จ้านวน 2 ราย Cyanosis จ้านวน 6 ราย พบวาทีมแพทย์ พยาบาล บริหารยา Norepinephrine (NE) ไดอยางถูกตองตามแนวทางปฏิบัติ 100% ไมพบเกิดการฟูองรองจากผลขางเคียงของยา NE ข้อเสนอแนะในการน าไปใช้ : การวางระบบการดูแลรักษาพยาบาลตองมาจากปัญหารวมกันและทีมที่เกี่ยวของ มารวมหาแนวทางในแตละกระบวนการ ออกเป็นนโยบาย สื่อสารแนวทางทั้งองค์กร ก้าหนดผูที่ตองก้ากับติดตาม การ ปฏิบัติตามแนวทางที่วางไวอยางชัดเจน ค าส าคัญ : การเกิด Extravasation , Limb Ischemia
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 304 E8.17 การพัฒนาระบบการดูแลรักษาผู้ปุวยวัณโรคดื้อยาหลายขนานด้วยสูตรยาระยะสั้น 9 เดือน เกษมศักดิ์ ทูลมาลา, พ.ญ.วันทนีย์ มามูล, นคพร วีระพันธ์ โรงพยาบาลปราสาท อ้าเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ โรงพยาบาลปราสาทเป็น MDR–TB center มีผูปุวย MDR-TB ตั้งแตปี 2553-2563 จ้านวน 30 ราย เดิมใชสูตรยารักษาวัณโรคดื้อยาดั้งเดิม ระยะเวลานานถึง 20 เดือน มียาชนิดฉีด 6-8 เดือน สงผลใหผูปุวยขาดยาและความส้าเร็จในการ รักษาต่้า (รอยละ 66.67 และ 75.00 ในปี 2562 และ 2563 ตามล้าดับ) ในปี 2561 ประเทศไทยไดมีนโยบายในการรักษา MDR-TB ดวยสูตรยาระยะสั้น 9 เดือน ซึ่งเป็นสูตรยาประสิทธิภาพสูง ระยะเวลาสั้น และราคาถูกกวายาสูตรดั้งเดิม เนื่องจากเป็นสูตรการรักษา ใหม เพื่อปูองกันไมใหเป็นวัณโรคดื้อยาหลายขนานชนิดรุนแรงหรือเสียชีวิต คลินิกวัณโรคและเครือขายสาธารณสุขในพื้นที่ จึงไดมีการ พัฒนาระบบการดูแลผูปุวย MDR-TB ดวยสูตรยาระยะสั้น 9 เดือน เริ่มในปี 2563 ถึงปัจจุบัน วัตถุประสงค์การศึกษา 1) เพื่อพัฒนาระบบการดูแลผูปุวย MDR-TB ดวยสูตรยาระยะสั้น 9 เดือน 2) เพื่อเพิ่มความส้าเร็จในการรักษาวัณโรคดื้อยาใหมากกวา รอยละ 70 3) เพื่อสงเสริมความรวมมือและความถูกตองในการใชยาตลอดระยะเวลาการรักษา รอยละ 100 4) เพื่อใหผูปุวยไดรับการแกไขอาการไมพึงประสงค์จากการใชยาไดอยางเหมาะสม วิธีการด าเนินการ • ประชุมวางแผนการดูแลของทีมสหสาขาวิชาชีพ คัดกรองผูสัมผัสโรค ออกเยี่ยมบานผูปุวยและชุมชน • จัดตั้งกลุมใน Line Application เพื่อเป็นชองทางการสื่อสารในทีมและการก้ากับการกินยาทุกมื้อและทุกวัน • จัดท้าเอกสารแนวทางปฏิบัติ แผนการรักษา แผนการติดตามผูปุวย และตารางบันทึกก้ากับการกินยาและ ADR • จัดยาเป็น Unit dose • จัดท้าระบบแจงเตือน Pop alert • ติดตามและบันทึกขอมูล ADR ที่เกิดระหวางการรักษาในโปรแกรม aDSM ผลการศึกษา • มีระบบการดูแลผูปุวย MDR-TB ดวยสูตรยาระยะสั้น 9 เดือน โดยทีมสหสาขาวิชาชีพและเครือขายสาธารณสุข • จากขอมูลของผูปุวยเริ่มวันที่ 1 สิงหาคม 2563 จนถึงปัจจุบัน พบมีผูปุวยวินิจฉัยเป็น MDR-TB จ้านวน 5 ราย อยูในเขต อ.ปราสาท 4 ราย (รักษาที่ รพศ.สุรินทร์1 ราย) และ อ.กาบเชิง 1 ราย • ผูปุวยทั้ง 4 ราย ใชสูตรยา Shorter all-oral bedaquline-containing regimen รักษาครบและส้าเร็จ 2 ราย คิดเป็นรอยละ 100 (2/2) และอยูในระหวางการรักษา 2 ราย (เดือนที่ 5) โดยผูปุวยทั้ง 4 รายเสมหะไมพบเชื้อวัณโรคตั้งแตหลังเดือนแรกของการรักษา • ผลประเมินการใชยาของผูปุวยทั้ง 4 ราย พบวามีความรวมมือและความถูกตองในการใชยาของผูปุวยตลอดชวงการรักษา รอยละ 100 • ADR จากการใชยาทุกครั้ง มีการจัดการที่เหมาะสม รอยละ 100 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน 1) การท้างานรวมกันของสหสาขาวิชาชีพและเครือขายสาธารณสุข ท้าใหผูปุวยไดรับการรักษาตามมาตรฐาน และปลอดภัยจากอาการ ไมพึงประสงค์ 2) ขยายผลแนวทางการรักษาผูปุวยวัณโรคดื้อยาไปยังโรงพยาบาลลูกขาย โดยมีโรงพยาบาลปราสาทเป็นพี่เลี้ยง ค าส าคัญ : วัณโรคดื้อยาหลายขนาน, MDR-TB, Shorter MDR-TB regimen
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 305 E8.18 การดูแลผู้ปุวย STEMI ที่ได้รับ SK บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการดูแลผูปุวยที่มีภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลัน ชนิด STEMI จะเกิดการตายของกลามเนื้อหัวใจมากขึ้นตามระยะเวลาที่ผานไป ดังนั้นการรักษาที่เป็น มาตรฐานในปัจจุบันคือ การใหยาละลายลิ่มเลือดเพื่อเปิดหลอดเลือด การรักษาที่รวดเร็วภายใน 12 ชั่วโมง แรกหลังมีอาการเจ็บแนนหนาอกจะชวยลดอัตราการเสียชีวิตของผูปุวยไดและการรักษาผูปุวยในกลุมนี้ตาม บริบทของโรงพยาบาลล้าทะมนชัย คือ การใหยาละลายลิ่มเลือดและสงตอผูปุวยไปยัง รพ.มหาราช นครราชสีมา หรือรพ.บุรีรัมย์จึงไดวางแผนด้าเนินงานการจัดท้าแนวทาง การใชยาละลายลิ่มเลือดและการ ดูแลผูปุวยขณะใหยา เพื่อใหเจาหนาที่ที่เกี่ยวของมีความเขาใจและปฏิบัติไดถูกตอง เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา ไดแก (1) จัดท้าแนวทางปฏิบัติในการดูแลผูปุวย STEMI (2) จัดท้า แนวทางการสงตอผูปุวย STEMI ผลการศึกษา พบวา 1. รอยละผูปุวยACLS (STEMI) ที่ไดรับการท้า EKG ภายใน 10 นาทีหลังซักประวัติขณะสงตอ ผูปุวย เปูาหมาย รอยละ 100 โดยผลการด้าเนินการที่ท้าไดรอยละ 80 2. อัตราผูปุวย ACS ไดรับการวินิจฉัยเป็น STEMI ไดถูกตอง เปูาหมาย มากกวารอยละ 80 โดย ผลการด้าเนินการที่ท้าไดรอยละ 100 3. อัตราผูปุวย Door To Needle time ≤ 30 นาที(ใหSK) เปูาหมาย มากกวารอยละ 80 โดย ผลการด้าเนินการที่ท้าไดรอยละ 100 4. อัตราการเสียชีวิตในผูปุวย STEMI เปูาหมาย 0 % โดยผลการด้าเนินการที่ท้าไดรอยละ 20 ค าส าคัญ แนวปฏิบัติหลอดเลือดหัวใจ ยาละลายลิ่มเลือด
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 306 E8.19 การพัฒนาแนวทางการปูองกันการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาในโรงพยาบาลสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ วิลาวรรณ นิลรัตนโกศล และคณะ โรงพยาบาลสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ความส าคัญและความเป็นมา โรคติดเชื้อในโรงพยาบาลเป็นปัญหาส้าคัญที่เกิดขึ้นกับผูปุวยที่เขารับการรักษาในโรงพยาบาลที่ สามารถพบไดในโรงพยาบาลทุกระดับ ที่ผานมาโรงพยาบาลสตึกยังไมมีการจัดท้า MDR bundle ท้าใหผูปฏิบัติไมทราบแนว ทางการปฏิบัติเพื่อปูองกันการติดเชื้อดื้อยา สงผลใหเกิดการติดเชื้อดื้อยาระหวางเตียงผูปุวย โดยพบเชื้อดื้อยาที่พบมากที่สุด คือ Escherichia coli Extended spectrum beta-lactamase (ESBL) วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาแนวทางการปูองกันการแพรกระจายเชื้อดื้อยาในโรงพยาบาลสตึก วิธีการด าเนินการ ทบทวนระบบการเฝูาระวังการติดเชื้อในโรงพยาบาลรวมกับทีม IC และทีมระบบยา พบวายังไมมีระบบแนว ทางการปูองกันการแพรกระจายเชื้อดื้อยาในโรงพยาบาลสตึก และสาเหตุการติดเชื้อดื้อยาในโรงพยาบาล มี 3 ปัจจัยหลัก คือ (1)ดานผูปุวย พบวามีการใชยาปฏิชีวนะไมสมเหตุสมผล และมีโรคประจ้าตัว เชน โรคเบาหวาน โรคตับ โรคไตวายเรื้อรัง เป็น ตน (2)แนวทางการดูแลผูปุวยติดเชื้อดื้อยายังไมชัดเจน (3) บุคลากรขาดความตระหนักในการเฝูาระวังการติดเชื้อดื้อยา ในปี 2563 จึงพัฒนาแนวทางการปูองกันการแพรกระจายเชื้อดื้อยาในโรงพยาบาล Satuek MDR Bundle ใหได มาตรฐานและครอบคลุม 8 ดาน ไดแก 1.Notify ICN/ICWN 2.Isolation precaution 3.Contact precaution 4.Zoning 5.Hand hygiene 6.Protective Equipment 7.Proper antibiotic 8.Report MDR and Pop up และเพิ่มรูปแบบการใหความรูผูปุวยและญาติ เรื่องการใชยา ปฏิชีวนะอยางสมเหตุสมผล การปฏิบัติตัวเพื่อปูองกันการแพรกระจายเชื้อดื้อยา รวมถึงมีระบบเฝูาก้ากับติดตามการรายงานผล ทางหองปฏิบัติการลงสูผูปฏิบัติ ผลการศึกษา พบวา ปี 2563-2566 (1) อัตราการใชแนวทางปฏิบัติ MDR Bundle ในผูปุวย MDR = 100% (2)อัตราการติดเชื้อ เดื้อยาในโรงพยาบาลสตึก = 0.37, 0.09, 0.24 และ 0.1ตามล้าดับ ซึ่งผานตัวชี้วัด (< 5 ครั้งตอ 1000 วันนอน) (3) อัตราการติด เชื้อขามเตียงผูปุวย = 0 (4) ปี 2566 ผูปุวยและญาติมีความรูการใชยาปฏิชีวนะอยางสมเหตุสมผล และการปฏิบัติตัวเพื่อ ปูองกันการแพรกระจายเชื้อดื้อยาเพิ่มขึ้น 95.8 % 5) ความพึงพอใจโดยรวมผูใชแนวทาง MDR Bundle ระดับดีมาก (คาเฉลี่ย 3.86, SD 0.59) สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ จากการพัฒนาแนวทางฯ พบวา อัตราการติดเชื้อเดื้อยาผานตัวชี้วัด และมีแนวโนม ลดลง ผูปฏิบัติมีความพึงพอใจในระดับดีมาก จึงสามารถน้าขอมูลมาพัฒนาระบบการเฝูาระวังการติดเชื้อในชุมชนใหเกิดความ ยั่งยืนมากขึ้น และมีการประเมินผลติดตามตอเนื่อง นอกจากนี้ยังสามารถน้าไปพัฒนาระบบ Discharge Planning ในผูปุวยติดเชื้อ ดื้อยาและจัดท้า Antibiogram ของโรงพยาบาลสตึก เพื่อใหเกิดการใชยาปฏิชีวนะอยางสมเหตุสมผล เพื่อปูองกันการติดเชื้อดื้อ ยาในอนาคต ลดภาระคาใชจายของโรงพยาบาลดานยาปฏิชีวนะที่ใชในการรักษาผูปุวยติดเชื้อดื้อยาและอื่นๆ ค าส าคัญ การพัฒนาแนวทาง, แนวทางการปูองกันการแพรกระจายเชื้อดื้อยาตานจุลชีพโรงพยาบาลสตึก
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 307 E8.20 พัฒนาระบบการดูแลผู้ปุวยเชื้อดื้อยา นภาเพ็ญ เชื้อเดิม โรงพยาบาลโนนนารายณ์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ปัญหาเชื้อดื้อยาในโรงพยาบาลมีแนวโนมเพิ่มมากขึ้นอยางตอเนื่อง จากขอมูล การเฝูาระวังเชื้อดื้อยา โรงพยาบาลโนนนารายณ์ มีผูปุวยติดเชื้อดื้อยา ในปี2566 จ้านวน 9 ราย โดยแบงผูปุวย ที่ตรวจพบเชื้อดื้อยาในโรงพยาบาลโนนนารายณ์จ้านวน 2 ราย และผูปุวยที่รับสงตอจาก รพศ.สุรินทร์ 7 ราย จากการวิเคราะห์ปัญหาพบวาโดยสวนใหญเจาหนาที่ปฏิบัติไมถูกตองตามตามแนวทาง ไมไดจัดโซนแยกผูปุวย ผูปุวยใชหองน้้ารวมกัน การเคลื่อนยายผูปุวยไมถูกตอง และญาติยังขาดทักษะการดูแลผูปุวย จึงน้ามาสูการ พัฒนาระบบการดูแลผูปุวยเชื้อดื้อยา วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อใหผูปุวยติดเชื้อดื้อยาไดรับการปฏิบัติอยางถูกตองและไมพบอุบัติการณ์ระบาดใน ผูปุวยติดเชื้อดื้อยา ขั้นตอนการด้าเนินงาน ประกอบดวย 2 ระยะ ไดแก ระยะที่ 1 รวบรวมขอมูลผูปุวยที่ตรวจ พบเชื้อดื้อยา ศึกษาขอมูลการดูแลผูปุวยพรอมจัดท้าแนวทางการดูแลผูปุวยที่ติดเชื้อดื้อยาและจัดท้า flow chart การรับผูปุวยเชื้อดื้อยา จัดอบรมและซอมแผนการปูองกันการแพรกระจายเชื้อดื้อยา วิธีด าเนินการ ระยะที่ 1 พบวา เจาหนาที่ปฏิบัติไมถูกตองตามแนวทาง เจาหนาที่ผูปฏิบัติการลางมือ รอยละ75 สวมชุด PPE รอยละ 62.5 มีการแยกโซนผูปุวยผิด รอยละ50 ระยะที่ 2 น้าปัญหาที่ไดจากระยะที่ 1 มาวิเคราะห์ พบวา จัดผูปุวยโซนแยกแตไมจ้ากัดพื้นที่ ผูปุวยใชหองน้้ารวมกัน ญาติขาดทักษะการดูแลและ ไมไดรับค้าแนะน้าในการดูแลผูปุวย การจัดการสิ่งแวดลอมไมเหมาะสม มีปัญหาในการแยกโซนกรณีหองแยก เต็ม ประชุมทุกหนวยงานเพื่อหาทางแกไข พัฒนาแนวทางการดูแลผูปุวยเชื้อดื้อยาใหม เนนความสะดวก ความเขาใจของผูปฏิบัติ และถูกตองตามหลัก Universal precaution ผลการศึกษา พบวา เจาหนาที่มีความเขาใจเกี่ยวกับทางการดูแลผูปุวยติดเชื้อดื้อยา สามารถปฏิบัติการ ควบคุมการแพรกระจายเชื้อดื้อยา ทั้งในดาน การแยกผูปุวย การท้าความสะอาดมือ การใหค้าแนะน้าแกผูปุวย และญาติการจัดการผาเปื้อน การจัดการสิ่งแวดลอม การสวมอุปกรณ์ปูองกัน การปฏิบัติตามแนวทางการรับ ผูปุวย Refer back จาก รพ.แมขาย โดยคะแนนไดมากกวารอยละ 80 สรุปผลการศึกษาและการน้าไปใช ประโยชน์ การด้าเนินงานปูองกันและควบคุมการติดเชื้อดื้อยา โดยการพัฒนาระบบเชื้อดื้อยา สามารถลดการ แพรกระจายเชื้อ สงผลใหการติดเชื้อดื้อยาลดลงไดอยางไรก็ตามการปฏิบัติกิจกรรมตามแนวปฏิบัติการ พยาบาลเพื่อปูองกันและควบคุมการติดเชื้อดื้อยา สวนใหญยังไมครบถวนรอยเปอร์เซ็นต์และบางการปฏิบัติท้า ไดนอยกวารอยละ 80 จึงควรพัฒนาการด้าเนินงานปูองกันและควบคุมการติดเชื้อดื้อยาอยางตอเนื่อง โดย วิเคราะห์สาเหตุอุปสรรครวมกับการพัฒนาระบบสนับสนุนการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติการพยาบาล เพื่อให ผูปุวยไดรับการดูแลอยางมีประสิทธิภาพและปลอดภัย ค าส าคัญ: เชื้อดื้อยา การดูและผูปุวยเชื้อดื้อยา การพัฒนา
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 308 มหกรรมคุณภาพ HACC Forum นครชัยบุรินทร์ครั้งที่ 16 “Growth Mindset for Better Healthcare System” ในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 08.30-17.00 น. ณ โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา E-Poster Presentation กลุ่มที่ 9 ระบบสนับสนุน/Back office จ านวน 19 เรื่อง น าเสนอวันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 เวลา 14.30-18.30 น ห้องอรพิม ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ หมาย เหตุ 1 14.30 - 14.40 น. ปรับเพื่อเปลี่ยน AFB to TB culture นางพนิดา จันทรชิต โรงพยาบาล หนองบัวระเหว ชัยภูมิ 081-7090692 2 14.40 - 14.50 น. การพัฒนางานตรวจคัด กรองเสมหะที่เหมาะสม ส้าหรับการสงตรวจเพาะ เชื้อแบคทีเรียประเภทแอ โรบโดยวิธียอมแกรม เพื่อลดคาใชจายในการสง ตรวจเพาะเชื้อในเสมหะที่ ไมเหมาะสม นางอรียาภรณ์ นิ รันดร์กานต์ โรงพยาบาล ขามทะเลสอ นครราชสีมา 098-6359499 3 15.00 - 15.10 น. การน้าอุปกรณ์ทางการ แพทย์แบบใชครั้งเดียวทิ้ง กลับมาใชซ้้า นางนันทนา พลสระ คู โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีสุรนารี นครราชสีมา 081-8767640 4 15.10 - 15.20 น. พัฒนาระบบลางเครื่องมือ แพทย์เพื่อลดอุบัติการณ์ การเกิดสนิม ลดคาใชจาย รพ.ครบุรี (KEEP CLEAN CARE) นางสาวสายพิน มุง จองกลาง โรงพยาบาลคร บุรี นครราชสีมา 082-6464146 5 15.20 - 15.30 น. การปรับปรุงรูปแบบการ บันทึกขอมูลเพื่อ Monitor ยากลุมเสี่ยง นางสาวณฏฐวรรณ จงรักษ์ โรงพยาบาล เซนต์เมรี่ นครราชสีมา 086-6512070 6 15.30 - 15.40 น. การ์ดกางอุปกรณ์ การแพทย์ปราศจากเชื้อ นางสมภูมิ โรจน์หิรัญ โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีสุรนารี นครราชสีมา 089-2852491 7 15.40 - 15.50 น. การพัฒนาสื่อวิดิทัศน์เรื่อง การปฏิบัติตัวของผูปุวย หลังผาตัดตอกระจก โรงพยาบาลนางรอง จ. บุรีรัมย์ นางสาวฑิตภากร เกา แกกูล โรงพยาบาล นางรอง บุรีรัมย์ 094-4694269 8 15.50 - 16.00 น. Central Supply เติมเต็ม เครื่องมือทางการแพทย์ (pull system) นางสาวสายรุง สอน นอก โรงพยาบาลคู เมือง บุรีรัมย์ 086-2507735 9 16.00 - 16.10 น. How to...ทิ้ง (ทิ้งอยางไร ใหถูกถัง จัดการอยางไรให ถูกวิธี) นางปานฝัน ศิริ มนตรี โรงพยาบาลคอน สวรรค์ ชัยภูมิ 087-2374283
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 309 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ หมาย เหตุ 10 16.10 - 16.20 น. โปรแกรมระบบการบริหาร พัสดุ (Parcel Management System) นายนิรุทธ์ ระวันประ โคน โรงพยาบาล หนองกี่ บุรีรัมย์ 091-0166121 11 16.20 - 16.30 น. โครงการรดน้้าตนไม อัตโนมัติ ดวยน้้าทิ้งและ น้้าฝน นายราชศักดิ์ มะยม ทอง โรงพยาบาล กรุงเทพราชสีมา นครราชสีมา 089-4502458 12 16.30 - 16.40 น. โปรแกรมเช็ค stock คลัง ยาและวันหมดอายุยา นายปริญญา บัวบาน รพ.สต.ขนงพระ ใต อ.ปาก ชอง จ. นครราชสีมา นครราชสีมา 096-8599203 13 16.40 - 16.50 น. เพิ่มความมั่นใจ Authen code ครบถวน นางสาวกาญจนา ค้า สุภาพ โรงพยาบาลโนน นารายณ์ สุรินทร์ 099-3263336 14 16.50- 17.00 น Forward IMC Delivery Information นางสาวปณยา พรม สูงยาง โรงพยาบาล มหาราช นครราชสีมา นครราชสีมา 093-5720555 15 17.00 - 17.10 น. IPD Paperless ระบบการ จัดการผูปุวยในอัจฉริยะ นางสาวภาลินี ตอพล โรงพยาบาลภักดี ชุมพล ชัยภูมิ 089-4284565 16 17.10 - 17.20 น. การพัฒนาระบบจัดเก็บ รายไดคารักษาพยาบาล และการก้ากับติดตามผล TPS โรงพยาบาลพิมาย นางปิยาวดี ประสงค์ สุธน โรงพยาบาลพิ มาย นครราชสีมา 091-8794659 17 17.20 - 17.30 น. การพัฒนากระบวนการ บรรจุเครื่องมือและ อุปกรณ์ทางการแพทย์ของ หนวยจายกลาง รพ.เฉลิม พระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ปี 2566 นางสาวพลอยชมพู แกววิเศษ โรงพยาบาลเฉลิม พระเกียรติ บุรีรัมย์ 0995426409 18 17.30 - 17.40 น. การพัฒนารูปแบบการ จัดการระบบบ้าบัดน้้าเสีย โรงพยาบาลบุณฑริก จ. อุบลราชธานี นางสาวลลณา ดอก พุฒ โรงพยาบาล บุณฑริก อุบลราชธานี 098 5868656 19 17.40 - 17.50 น. การตรวจสุขภาพตาม ปัจจัยเสี่ยงส้าหรับพนักงาน โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย เทคโนโลยีสุรนารี นางศรัญญา อุทัยมา โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีสุรนารี นครราชสีมา 098-1462651
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 310 E9.1 ปรับเพื่อเปลี่ยน AFB to TB culture พนิดา จันทรชิต งานเทคนิคการแพทย์โรงพยาบาลหนองบัวระเหว จังหวัดชัยภูมิ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ จากผลการด้าเนินงานการดูแลผูปุวยวัณโรค โรงพยาบาลหนองบัวระเหว ผูปุวย ที่ผลตรวจเสมหะดวยวิธียอมสีทนกรดเป็นบวก (AFB Positive)รายใหม ไมไดรับการสงตรวจวินิจฉัยดวยวิธีเพาะเชื้อ วัณโรค และทดสอบการดื้อยา(TB culture & DST)ทุกราย ท้าใหผลลัพธ์การด้าเนินงานไมบรรลุเปูาหมาย วิเคราะห์ สาเหตุเกิดจาก 1.แนวทางการดูแลผูปุวยวัณโรคในโรงพยาบาลยังไมชัดเจน 2.การสื่อสารแนวทางยังไมครอบคลุม 3. การเปลี่ยนแปลงบุคลากร 4.ตัวอยางเสมหะที่เป็นบวกถูกท้าลาย เนื่องจากหองปฏิบัติการตองรอค้าสั่งตรวจ สาเหตุ ดังกลาวอาจสงผลท้าใหผูปุวยไดรับการวินิจฉัย และรักษาตามเกณฑ์ลาชา, success rate ลดลง อาจสงผลให กระบวนการรักษานานขึ้น หองปฏิบัติการจึงปรับระบบงานเพื่อสนับสนุนการดูแลผูปุวยวัณโรคใหครอบคลุมยิ่งขึ้น ก้าหนดใหเก็บตัวอยางใสหลอดพลาสติกกนแหลมเมื่อพบผูปุวยที่ผล AFB Positive หลังจากรายงานคาวิกฤติแลว โดย ไมตองรอพยาบาลผูรับผิดชอบมาแจงสงตรวจ เพื่อปูองกันเสมหะที่เป็นบวกถูกท้าลายภายในวัน วัตถุประสงค์การศึกษา 1. เพื่อผูปุวยที่ผลตรวจเสมหะ AFB เป็นบวกครั้งแรก ไดรับการสงตรวจวินิจฉัยดวยวิธีTB culture & DST 100% 2. เพื่อพัฒนาระบบการสนับสนุนรายโรคอยางมีประสิทธิภาพ วิธีการด าเนินการ 1. วิเคราะห์สาเหตุ ปัญหา ความเสี่ยง ที่ท้าใหผลลัพธ์การดูแลผูปุวยวัณโรคไมบรรลุตามเปูาหมาย 2. ประชุมชี้แจงแนวทางการดูแลผูปุวยวัณโรคใหเจาหนาที่หองปฏิบัติการไดรับทราบ เขาใจปัญหา 3. รวมกันหาวิธีการแกไข และปรับปรุงวิธีการ เพื่อใหบรรลุเปูาหมายตามบทบาทหนาที่ 4. ก้าหนดแนวทางปฏิบัติ ขอตกลง ในหองปฏิบัติการ 5. สรุปผลลัพธ์การพัฒนาระบบการสนับสนุนแนวทางการดูแลผูปุวยวัณโรค ผลการศึกษา ผลลัพธ์การปรับปรุงแนวทางการจัดเก็บตัวอยางเสมหะผูปุวยรายใหมที่ผล AFB เป็นบวก เพื่อสงตรวจ วินิจฉัยดวยวิธีเพาะเชื้อวัณโรค และทดสอบการดื้อยา เปูาหมาย 100% ผลลัพธ์การด้าเนินงานตั้งแตปี 2561-2566 เพิ่มขึ้น โดยเสมหะผูปุวยที่ผล AFB Positive ไดรับการสงตรวจ TB culture & DST คิดเป็น 86% และ ตั้งแตปี 2562 ถึงปัจจุบันเป็น 100% พบในปี 2565 ผลลัพธ์เป็น 92.6% มี 1 ราย สิ่งสงตรวจไมเพียงพอตอการตรวจ ติดตาม ไมได ผูปุวยเสียชีวิต สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ การพัฒนาระบบงานหองปฏิบัติการ ชวยใหผลการด้าเนินงานตามแนว ทางการดูแลผูปุวยวัณโรคของโรงพยาบาล มีผลลัพธ์ที่ดีขึ้น การปรับเปลี่ยนวิธีการท้างานแบบถอยทีถอยอาศัย ตาม บทบาทสวนหนึ่งในทีมดูแลผูปุวย เจาหนาที่หองปฏิบัติการชวยติดตามไมใหมีเสมหะคางเกิน 7 วัน ค าส าคัญ TB culture, DST, AFB Positive, AFB Negative
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 311 E9.2 การพัฒนางานตรวจคัดกรองเสมหะที่เหมาะสมส าหรับการส่งตรวจเพาะเชื้อแบคทีเรียประเภทแอโรบโดยวิธีย้อมแกรมเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการ ส่งตรวจเพาะเชื้อในเสมหะที่ไม่เหมาะสม อรียาภรณ์ นิรันดร์กานต์ โรงพยาบาลขามทะเลสอ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : การเก็บเสมหะสงเพาะเชื้อเป็นดัชนีชี้วัดตัวหนึ่งของการเฝูาระวังการติดเชื้อของผูปุวยระบบทางเดินหายใจตาม มาตรฐานการประกันคุณภาพการรักษาพยาบาล ซึ่งโรงพยาบาลจะตองเสียคาใชจายจ้านวนมากในการสงตรวจไปยังหนวยงานภายนอก การเก็บ เสมหะที่เหมาะสมตอการการสงตรวจทางจุลชีววิทยา ควรเป็นสารขนเหนียว (purulent) ซึ่งไดจากการไอลึกๆออกมาจากปอด ไมใชน้้าลาย จึงจะ ท้าใหไดมาซึ่งผลการตรวจทางจุลชีววิทยาที่ถูกตองและไดเชื้อกอโรคที่แทจริง จากขอมูลปีงบประมาณ 2564 และ 2565 พบวามีการสงเสมหะเพาะ เชื้อ(Sputum) เป็นจ้านวน 138 และ 162 ตามล้าดับ และพบสิ่งสงตรวจที่ไมเหมาะสม เป็นจ้านวน 90 และ 138 (รอยละ 57, 85 ) คิดเป็นจ้านวน เงิน27,000 และ 41,400 บาทตามล้าดับ จากขอมูลดังกลาวพบวาเกิดการสิ้นเปลืองงบประมาณเป็นจ้านวนมาก เนื่องจากการสงเพาะเชื้อเสมหะแต ละครั้ง รพ.มหาราชนครราชสีมาคิดคาตรวจ ครั้งละ 300 บาท ในปีงบประมาณ 2566 ทางกลุมงานเทคนิคการแพทย์จึงเริ่มท้าการปฏิเสธสิ่งสง ตรวจที่ไมเหมาะสม โดยการยอมสีแกรม วัตถุประสงค์การศึกษา : เพื่อใหไดเสมหะที่เหมาะสมส้าหรับการสงตรวจเพาะเชื้อแบคทีเรียประเภทแอ โรบ วิธีการด าเนินการ :1.ประชุมรวมกับทีมคณะกรรมการควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาลขามทะเลสอถึงเกณฑ์การปฏิเสธเสมหะที่ไมเหมาะสม พรอมแจงใหทุกแผนกทราบ มีเกณฑ์การสงตรวจ ดังนี้ เสมหะที่เหมาะสม : เม็ดเลือดขาวมากกวา 25 เซลล์ ตอ low power field และ epithelium cell นอยกวา 10 เซลล์ ตอ low power field (ทั้งนี้ ยกเวนผูปุวยที่เป็น pancytopenia ซึ่งจะมีระดับเม็ดเลือดขาวต่้าอยูแลว) 2.จัดอบรมวิชาการเรื่อง วิธีการเก็บสิ่งสงตรวจที่ถูกตอง เพื่อใหทราบถึงปัญหาและขอเสียในการเก็บสิ่งสงตรวจที่ไมเหมาะสม ใหกับบุคลากรที่ปฏิบัติงานประจ้าวันและบุคลากรที่เขามาปฏิบัติงานใหมใน ทุกปี 3.จัดท้าแผนปูายวิธีการเก็บสิ่งสงตรวจแบบยอพรอมภาพประกอบติดในจุดที่ใหผูปุวยเก็บสิ่งสงตรวจที่เป็นเสมหะ เพื่อใหผูปุวยเขาใจไดงาย และปฏิบัติไดอยางถูกตอง 4.เมื่อพบสิ่งสงตรวจที่ไมเหมาะสมจะแจงใหพยาบาลจุดที่สงตรวจทราบ พรอมทั้งบันทึกลงในระบบHosXP เพื่อใหผูปุวย ไดเก็บสิ่งสงตรวจใหมที่เหมาะสม จึงจะท้าการสงตรวจเพาะเชื้อให ผลการศึกษา:ขอมูลการปฏิเสธสิ่งสงตรวจโดยหองปฏิบัติการเดือนตุลาคม 2565 - เดือนกรกฎาคม 2566 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: 1.ลดคาใชจายของโรงพยาบาลในการสงตรวจเพาะเชื้อเสมหะ 2.แพทย์สามารถวินิจโรคไดถูกตอง และสามารถใหการดูแลรักษาผูปุวยไดอยางเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ค าส าคัญ : เชื้อแบคทีเรียประเภทแอโรบ 1000 57 62 57 64 82 74 67 77 85 71 ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. แผนภูมิแสดงเสมหะที่ไม่เหมาะสมต่อเดือน เสมหะไม่เหมาะสมต่อเดือน เสมหะที่ Lab ปฏิเสธเอง คิดเป็ น % การปฏิเสธ 5100 6300 5100 7500 6900 8400 5400 3000 6600 3000 0 5000 10000 ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ลดค่ำใช้จ่ำยในกำรส่งตรวจ (บำท)
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 312 E9.3 การน าอุปกรณ์ทางการแพทย์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้งกลับมาใช้ซ้ า นันทนา พลสระคู โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี โทร. 081-8767640 บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: การท้าหัตถการทางการแพทย์มีความจ้าเป็นตองใชอุปกรณ์รวมรักษาหลาย ประเภท เชน อุปกรณ์ผาตัด อุปกรณ์ชวยระบบทางเดินหายใจซึ่งมีราคาสูง หาซื้อไดยาก และมีความเสี่ยงใน การติดเชื้อสูงอุปกรณ์การแพทย์ที่น้ากลับมาใชซ้้าจึงตองผานการท้าลายเชื้อและการท้าปราศจากเชื้อถือเป็น กิจกรรมที่ส้าคัญในการปูองกันการติดเชื้อ การปฏิบัติงานทุกขั้นตอนตองใชหลักวิชาการดวยความละเอียด รอบคอบ เพื่อใหมั่นใจวาไมกอใหเกิดผลกระทบตอผูปุวย เกิดความปลอดภัยสูงสุดจึงไดพัฒนาระบบการน้า อุปกรณ์ทางการแพทย์แบบใชครั้งเดียวทิ้งกลับมาใชซ้้า วัตถุประสงค์: เพื่อใหเกิดความปลอดภัยจากการใชอุปกรณ์ทางการแพทย์แบบใชครั้งเดียวทิ้งกลับมาใชซ้้า วิธีการด าเนินการ: (Plan)วางแผนจัดระบบและจัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาการน้าอุปกรณ์ทางการแพทย์ แบบใชครั้งเดียวทิ้งกลับมาใชซ้้าโดยทีมสหวิชาชีพ, (Do)ก้าหนดเกณฑ์คัดเลือกพิจารณารายการ จัดท้า ทะเบียนบัญชีรายการ ก้าหนดนโยบายการจัดการน้าอุปกรณ์ทางการแพทย์แบบใชครั้งเดียวทิ้งกลับมาใชซ้้า ไดแก การท้าสัญลักษณ์ที่สามารถติดตามเครื่องมือได ระบบการ Re call การประกันคุณภาพและการ ตรวจสอบประสิทธิภาพความปราศจากเชื้อดานกลไก ดานเคมี และดานชีวภาพ การตรวจสอบดานความ สะอาด การทดสอบแบคทีเรียแกรมบวกและแกรมลบ(Pyrogens) การตรวจสอบการใชงาน การรักษาสภาพ ความสมบูรณ์การท้างานอุปกรณ์การควบคุมคุณภาพวัสดุ การรายงานเหตุการณ์ไมพึงประสงค์ การจัดท้า ขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ดีและการชี้แจงผูปุวย, (Check)ก้ากับติดตามการใชอุปกรณ์ทางการแพทย์แบบใชครั้ง เดียวทิ้งกลับมาใชซ้้าโดยใชระบบสารสนเทศ, (Act)ปรับปรุงพัฒนาระบบการจัดการอุปกรณ์ทางการแพทย์ แบบใชครั้งเดียวทิ้งกลับมาใชซ้้าตอเนื่อง ผลการศึกษา: อุปกรณ์การแพทย์แบบใชครั้งเดียวทิ้งกลับมาใชซ้้าที่ไมสามารถท้าความสะอาดได อุปกรณ์ที่ ช้ารุด ทดสอบสภาพการใชงานไมไดสามารถใชไดนอยกวาจ้านวนครั้งที่ก้าหนดรอบการน้ากลับมาใชซ้้า จึงควร ก้ากับติดตามการใชอุปกรณ์ทางการแพทย์แบบใชครั้งเดียวทิ้งกลับมาใชซ้้าเฝูาระวังความเสี่ยงอยางนอยทุก 3 เดือนและมีระบบตามรอยการใชงานทุกครั้งที่เกิดภาระแทรกซอน สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: การน้าอุปกรณ์ทางการแพทย์แบบใชครั้งเดียวทิ้งกลับมาใชซ้้า ตอง ผานการตรวจสอบคุณภาพดานการท้าลายเชื้อและการท้าปราศจากเชื้อใหอยูในเกณฑ์ที่ไดมาตรฐานในทุก ขั้นตอนเพื่อใหเกิดความปลอดภัยสูงสุดแกผูใชงาน ค าส าคัญ: REUSE OF SINGLE-USE MEDICAL DEVICES หรือ SUDs เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์แบบใชครั้ง เดียวทิ้งกลับมาใชซ้้า
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 313 E9.4 พัฒนาระบบล้างเครื่องมือแพทย์เพื่อลดอุบัติการณ์การเกิดสนิม ลดค่าใช้จ่าย รพ.ครบุรี (KEEP CLEAN CARE) สายพิน มุงจองกลาง หนวยงานจายกลาง โรงพยาบาลครบุรี บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: งานจายกลางบริการท้าความสะอาดเครื่องมือแพทย์ เฉลี่ยวันละ 412 ชิ้นตอวัน พบรอยละ 54.82 มีการช้ารุด มีสนิม มีหลุมด้าและคราบปนเปื้อน สาเหตุคือไมมีการลางอุปกรณ์หลังใชงาน ณ จุดบริการ(Pre wash) กอน แยกลงกลองสงงานจาย ขั้นตอนการลางไมไดมาตรฐานการบริหารงานจายกลาง(Central Sterile Supply Department; CSSD)การ ผสมน้้ายาลางไมถูกตองตามเอกสารก้ากับการใชงาน(Instruction For Use; IFU) เครื่องมือมีความชื้นกอนหีบหอเขาระบบท้า ปราศจากเชื้อ คาใชจายน้้ายาก้าจัดสนิมเพิ่มขึ้น จึงเกิดการพัฒนาระบบขึ้น วัตถุประสงค์การศึกษา 1.เพื่อพัฒนาระบบลางเครื่องมือแพทย์ใหมีมาตรฐานและลดการเกิดสนิม 2.เพื่อลดคาใชจายในการ ลางท้าความสะอาดเครื่องมือแพทย์ 3.เพื่อใหผูใชเครื่องมือมีความพึงพอใจในการใชเครื่องมือแพทย์ วิธีการศึกษา: ประชุมวางแผนทีมจายกลางระหวางพยาบาลควบคุมโรคติดเชื้อประจ้าหอผูปุวย (Infection Control Ward Nurse ;ICWN) ทุกแผนก พัฒนาแนวทางการสงลางเครื่องมือแพทย์ตามมาตรฐาน CSSD และมี ICWN ก้ากับ เริ่มด้าเนินการตั้งแต 1 ตุลาคม 2565 – 30 มิถุนายน 2566 ด าเนินการ โดยปรับปรุงแนวทางการใชน้้ายาและสารขัดลางที่ถูกตองตามาตรฐาน ก้าหนดขั้นตอนการลางตาม IFU ของบริษัท ก้าหนดเครื่องมือแพทย์ที่ตองลางเครื่องอัลตราโซนิค ตรวจสอบความสะอาด Double check ทุกขั้นตอน พัฒนาแนวทางการท้าใหเครื่องมือแพทย์แหงกอนน้าไปหีบหอดวยการอบลมรอน จัดท้าแนวทางการ Pre wash และsprayดวยEnzymeกอนสงลาง จัดท้าคูมือการลางเครื่องมือแพทย์ตาม IFU ของบริษัท ประเมินผล ส้ารวจความ สะอาด การช้ารุด รอยสนิมของอุปกรณ์ ประเมินคาใชจายในการลางเครื่องมือทุกไตรมาส และประเมินความพึงพอใจของ ผูใชงาน ผลการศึกษา: พบเครื่องมือแพทย์ที่ช้ารุดกอนและหลังพัฒนา ดังนี้ Forcep 481 และ 17 ชิ้น, Needle holder 25 และ 2 ชิ้น, Arterial clamp 103 และ 2 ชิ้น, Towel clamp 103 และ 3 ชิ้น, กรรไกร 81 และ 1 ชิ้น, Sponge holder forceps 15 ชิ้นและไมมีช้ารุด และ proctoscope 3 ชิ้นและไมมีช้ารุด รอยละกอนและหลังของเครื่องมือแพทย์สะอาด ไมมีสิ่งปนเปื้อน เทากับ 54.82 และ 85.22 รอยละกอนและหลังของความพึงพอใจของผูใชเครื่องมือ เทากับ 60.51 และ 83.51 รอยละกอนและหลังของความพึง พอใจของเจาหนาที่ปฏิบัติงาน เทากับ 70.50 และ 95.00 จ้านวนการเบิก Surgestain สารเคมีส้าหรับท้าความสะอาดคราบสนิม ลดลง ในปี 2563-2566 เทากับ 12 13 18 และ 3 แกลลอน และคาใชจายในการท้าความสะอาดเครื่องมือ ในปี 2563-2566 เทากับ 26,210.52 28,394.73 39,315.78 และ 6552.00 บาท สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: การพัฒนาดังกลาวสงผลใหเครื่องมือแพทย์สะอาด ลดคาใชจายในการซื้อน้้ายา ลางและซื้อเครื่องมือแพทย์ใหมจึงพัฒนาตอเนื่องถึงระบบการจัดการเครื่องมือทันตกรรมและหองผาตัดตอไป ค าส าคัญ : CSSD, IC, ICWN
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 314 E9.5 การปรับปรุงรูปแบบการบันทึกข้อมูลเพื่อ Monitor ยากลุ่มเสี่ยง ภญ. ณฏฐวรรณ จงรักษ์ โรงพยาบาลเซนต์เมรี่ จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ การปฏิบัติงานดูแลผูปุวยที่ไดรับยากลุมเสี่ยง พบวาผูปุวยตองไดรับการติดตามใกลชิดจากพยาบาล การ ติดตามเดิมมีเพียงเอกสาร เพื่อใหทีมพยาบาลอานและจดจ้า ท้าใหยากตอการประเมิน ADRs เนื่องจากยาแตละ รายการมีการติดตามที่ตางกัน การปรับปรุงใบ Monitor ที่สะดวกและใชงานงาย การลดภาระงานในการบันทึก ซ้้าซอน สงผลใหการติดตาม ADRs มีประสิทธิภาพมากขึ้น วัตถุประสงค์ 1.เพื่อใหผูปฏิบัติงาน Monitor คาวิกฤติ และ ADRs รายงานแพทย์ผูท้าการรักษาไดอยางทันทวงที 2.เพื่อปูองกัน หรือลด เหตุการณ์อันไมพึงประสงค์ วิธีการด าเนินการ ปี 2549-2552 ประชุมทีมการท้างาน เก็บปัญหาการใชเอกสาร ขอมูลปัญหาจากทีมพยาบาล จากรูปแบบเอกสารยาก ลุมเสี่ยงที่ผานมา ทั้งการเป็นขอมูลในรูปเลมในนโยบายยา การเพิ่มขอมูลส้าคัญในฉลากยา การมีปฏิทินยากลุมเสี่ยง การเป็นเอกสารฉลากชวยใหกับพยาบาล สรุปปัญหาจาการใช เพื่อตอบโจทย์ผูปฏิบัติงาน แพทย์ พยาบาล ปี 2556-2559 เภสัชกรจัดท้าเอกสารใบ Monitor ปรับรูปแบบจากเป็นเอกสารแจงเตือนใหขอมูล ซึ่งแยกจากการลง ขอมูลการ Monitor ผูปุวย โดยใหการลงคาสัญญาณชีพ การประเมินอาการ ADRs ของยา มาอยูในใบ Monitor ที่มี ขอมูลคาวิกฤติ ที่เมื่อพยาบาลลงขอมูลจะทราบไดทันที วาผูปุวยเกิด ADRs (แพทย์และเภสัชกร รวมกันประเมินขอมูล ที่จ้าเป็นในใบ Monitor) ปี2560-2562น้าปัญหาการลงขอมูลที่ซ้้าซอนเพิ่มภาระงาน ปรับใบ Monitor ใหเป็นสติก เกอร์เพื่อติดลงใน Nurse’ Note เพื่อใหพยาบาลลงขอมูลที่เดียว ผลการศึกษา การปรับปรุงเอกสารใบ Monitor ยากลุมเสี่ยง ที่มีรายละเอียดการติดตาม การประเมิน ADRs ลดการท้า เอกสารที่ซ้้าซอน ชวยสงผลใหการติดตามอาการไมพึงประสงค์จากยาติดตามไดมีประสิทธิภาพมากขึ้น และพยาบาล ผูใชงานมีความพึงพอใจในการใชใบ Monitor แบบใหม ที่สามารถลงขอมูลสัญญาณชีพของผูปุวยไดโดยตรง กรณีที่ เกิด ADRs กับผูปุวย ก็สามารถรายงานแพทย์ไดอยางทันทวงที ผูปุวยมีความความปลอดภัย จากการไดรับการเฝูา ระวังอยางตอเนื่อง สงผลตอการดูแลรักษา และการท้างานเป็นทีมที่ดี ข้อเสนอแนะจากการน าผลการศึกษาไปใช้ การท้าเอกสารเพื่อสื่อสารระหวางสหวิชาชีพ เป็นเครื่องมือที่สามารถชวยใหในการติดตามประเมิน ADRs ของผูปุวยที่ดี และหากมีการติดตามทบทวนกับผูปฏิบัติงาน และมีการสื่อสารกันระหวางสหวิชาชีพ เพื่อติดตามการ เสนอรูปแบบเอกสาร หรือเครื่องมือเอื้อที่กับการท้างานของผูปฏิบัติเหมาะสมหรือไม ก็ยิ่งจะท้าใหเกิดประสิทธิภาพใน การใชงานสูงสุด ค าส าคัญ : Hight Alert Drugs, ยากลุมเสี่ยง, ใบ Monitor
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 315 E9.6 การ์ดกางอุปกรณ์การแพทย์ปราศจากเชื้อ สมภูมิ โรจน์หิรัญ แผนก จายกลาง(CSSD) โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี โทร. 089-2852491 บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา: จากการปฏิบัติงานในกระบวนการท้าลายเชื้อและท้าปราศจากเชื้ออุปกรณ์ การแพทย์ พบปัญหาไอน้้าเขาไมทั่วถึงในอุปกรณ์ที่มีลักษณะเป็นขอพับ ตรวจพบเชื้อมากกวาเกณฑ์มาตรฐาน ปลายอุปกรณ์ แหลมคมไมมีวัสดุปกปูองเกิดการแทงทะลุอุปกรณ์ช้ารุด เสี่ยงอันตรายและเสี่ยงตอการติดเชื้อเมื่อน้าไปใชกับผูรับบริการ วัตถุประสงค์: เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปราศจากเชื้ออุปกรณ์การแพทย์ที่เป็นขอพับและอุปกรณ์ปลายแหลมคม วิธีการด าเนินการ: Plan วางแผนจัดท้าวิธีการเปิดหรือกางอุปกรณ์การแพทย์ที่เป็นขอพับและอุปกรณ์ปลายแหลมคม DO 1.คัดเลือกวัสดุปกปูองสวนปลายอุปกรณ์การแพทย์ที่เหมาะสมในการเปิดหรือกาง 2.จัดท้าการ์ดกางอุปกรณ์การแพทย์ขอพับและอุปกรณ์ปลายแหลมคมขนาดเล็ก กลาง ใหญ 3.แบงหนาที่รับผิดชอบประจ้าวันในการท้าการ์ดกางอุปกรณ์การแพทย์ขอพับและอุปกรณ์ปลายแหลมคม 4.ใหความรูและฝึกปฏิบัติการจัดท้าการ์ดกางอุปกรณ์ขอพับและอุปกรณ์ปลายแหลมคมแกผูปฏิบัติงาน 5.จัดท้ากลองจัดเก็บ Stock การ์ดกางอุปกรณ์การแพทย์ที่สะดวกพรอมใชงานแกผูปฏิบัติ 6.สุมตรวจเชื้อบนอุปกรณ์การแพทย์หลังท้าปราศจากเชื้อประจ้าวัน Check 1.สุม/ส้ารวจการใชการ์ดกางอุปกรณ์ขอพับ 2.เก็บและวิเคราะห์ขอมูลการใชการ์ดกางอุปกรณ์ขอพับผิดพลาด ไดแก การเลื่อนหลุด แทงทะลุ ACT 1.น้าเสนอขอมูลที่วิเคราะห์ไดใหทีมผูปฏิบัติรับฟังและหาแนวทางแกไขรวมกัน 2.ด้าเนินการปรับปรุงแกไขการใชการ์ดกางอุปกรณ์ขอพับผิดพลาดซ้้า ผลการศึกษา: จากการจัดท้าการ์ดกางอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ปราศจากเชื้อท้าใหสามารถกางอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ที่เป็น ขอพับและอุปกรณ์ปลายแหลมคมหอแยกไดดี ชวยใหไอน้้าเขาไดทั่วถึงทุกสวน ลดการติดเชื้อจากการใชอุปกรณ์เครื่องมือ แพทย์ปราศจากเชื้อ ท้าใหเกิดผลลัพธ์อัตราการเปิดหรือกางอุปกรณ์ขอพับเพิ่มขึ้น จาก 88% เป็น 99% ยกเวนอุปกรณ์ที่มี การบรรจุหีบหอมากวา 1 ชิ้นตอหอตองใชวัสดุเฉพาะในการถางขยายอุปกรณ์สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: จาก การจัดท้า CQI เรื่องนี้พบมีขอจ้ากัดส้าหรับอุปกรณ์ที่มีขนาดเล็กหรือใหญกวาการ์ดกางอุปกรณ์การแพทย์อาจมีการเลื่อนหลุด จากการ์ดกางอุปกรณ์ได ควรจัดท้าการ์ดกางอุปกรณ์หลากหลายขนาดใหเหมาะสมกับอุปกรณ์การแพทย์แตละชนิด การจัดท้า การ์ดกางอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ปราศจากเชื้อแบบซองส้าเร็จรูปเหมาะส้าหรับอุปกรณ์ที่เป็นขอพับที่มีขนาดไมใหญมาก เชน กรรไกรตัดไหม คีมหนีบเสนเลือด เป็นตน อุปกรณ์การแพทย์ขนาดใหญตองใชการ์ดกางอุปกรณ์ที่มีขนาดใหญขึ้น และควร บรรจุหีบหอเป็นแบบ 1 ชิ้นตอ 1 หอ จึงจะสามารถกางอุปกรณ์ขอพับไดดี ค าส าคัญ: การ์ดกางอุปกรณ์การแพทย์ปราศจากเชื้อ เป็นวัสดุที่ใชพยุง ถางขยาย ปกปูองอุปกรณ์การแพทย์ที่สามารถใชใน กระบวนการท้าปราศจากเชื้อได
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 316 E9.7 การพัฒนาสื่อวีดิทัศน์เรื่องการปฏิบัติตัวของผู้ปุวยหลังผ่าตัดต้อกระจก โรงพยาบาลนางรองจังหวัดบุรีรัมย์ ฑิตภากร เกาแกกูล โรงพยาบาลนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ โรคตอกระจกนับเป็นปัญหาทางตาที่ส้าคัญของประเทศไทย และเป็นสาเหตุที่ท้าใหเกิด ภาวะตาบอดมากที่สุด อุบัติการณ์การเกิดโรคพบไดหลายสาเหตุ แตสวนใหญมักเกิดจากการเสื่อมตามวัยในผูสูงอายุ จาก สถิติงานหอผูปุวยจักษุ หู คอ จมูก โรงพยาบาลนางรอง ตั้งแตปี พ.ศ. 2563-2565 มีผูเขามารับการักษาโรคตอกระจกโดย การผาตัดเพื่อเปลี่ยนเลนส์แกวตาเทียม จ้านวน 379, 343 และ 360 ราย ตามล้าดับ แตพบปัญหาการเกิดภาวะแทรกซอน หลังผาตัดและกลับมารักษาซ้้าในโรงพยาบาลจ้านวน 4 ราย จากภาวะแผลแยกเพราะปฏิบัติตัวไมถูกตอง ซึ่งในหนวยงาน อาจมีเอกสารค้าแนะน้าการดูแลหลังผาตัดที่เนื้อหาไมครอบคลุม ท้าใหเขาใจคลาดเคลื่อน และการแพรระบาดของไวรัสโควิด -19 มีผลกระทบตอการเรียนการสอนแบบกลุมจนถูกแทนที่ดวยการเรียนการสอนแบบทางไกลผานแพลตฟอร์มดิจิทัลการ สรางสื่อวิดีทัศน์จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมของการวางแผนจ้าหนายที่ดีในการเรียนรูไปในแนวทางเดียวกัน เพิ่มทักษะการ ดูแลผูปุวยอยางมีประสิทธิภาพ วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อพัฒนาสื่อวีดิทัศน์การปฏิบัติตัวหลังผาตัดตอกระจกชวยปูองกันภาวะแทรกซอนและลดอัตรา การกลับมารักษาซ้้าในโรงพยาบาล วิธีการด าเนินการ 1. ขั้นวางแผน (P – Plan) ประชุมรวมกับทีม วิเคราะห์ปัญหาและวางแผนการสรางสื่อวีดิทัศน์ 2. ขั้นปฏิบัติตามแผน (D – DO) พัฒนาและด้าเนินการสรางสื่อวิดีทัศน์ 3. ขั้นตอนตรวจสอบการปฏิบัติตามแผน (C – Check) ตรวจสอบความเหมาะสมชองสื่อวิดีทัศน์ 4. ขั้นปรับปรุง (A – Act) แกไขเนื้อหา ปรับปรุงผลงานและน้าไปใช เครื่องมือที่ใช้แบบประเมินความพึงพอใจของผูรับบริการตอสื่อวีดิทัศน์เรื่องการปฏิบัติตัวของผูปุวยหลังผาตัดตอกระจก ผลการศึกษา ผูตอบแบบสอบถามจ้านวน 50 ราย คิดเป็น เจาหนาที่ 10 ราย ผูปุวย 6 ราย ญาติที่ดูแล 34 ราย โดยเจาหนาที่ ในหนวยงานมีระดับความพึงพอใจอยูในระดับมากที่สุด คิดเป็นรอยละ 97 มีการน้าสื่อวีดิทัศน์ตามแนวทางการปฏิบัติการ พยาบาลไปใชในหนวยงานจริงคิดเป็นรอยละ 100 สามารถลดภาระงาน ลดระยะเวลาการสอนไดผูปุวยมีระดับความพึงพอใจ คิดเป็นรอยละ 89.6 และญาติที่ดูแลคิดเป็นรอยละ 94 ท้าใหผูปุวยและญาติรูสึกมั่นใจ เขาใจในการดูแลสามารถปฏิบัติไดจริง โดยสามารถทบทวนความรูที่บานได และอัตราการกลับมารักษาซ้้าในโรงพยาบาลจากการปฏิบัติตัวไมถูกตองหลังผาตัดตอ กระจก ปี พ.ศ. 2566เป็นศูนย์ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์สามารถน้าสื่อวีดิทัศน์การปฏิบัติตัวของผูปุวยหลังผาตัดตอกระจกไปใชกับ ผูปุวยที่ไดรับการผาตัดทุกราย เจาหนาที่สามารถลดภาระงาน และลดการเกิดภาวะแทรกซอนหลังผาตัดและอัตราการกลับมา รักษาซ้้าในโรงพยาบาล ค าส าคัญ : สื่อวีดิทัศน์, ตอกระจก
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 317 E9.8 Central Supply เติมเต็มเครื่องมือทางการแพทย์(pull system) สายรุง สอนนอก โรงพยาบาลคูเมือง บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ปี 2564 พบจ้านวน Re-sterile ทั้งใน รพ. และ รพ.สต. 865 รายการ ปี 2565 612 รายการ อัตราการ Re-sterile สูง สาเหตุจากภาระงานในหนวยงานมากท้าใหไมไดจัดเรียงเครื่องมือเขาตู FIFO หนวยงานเบิกเครื่องมือไปส้ารองจ้านวนมาก ลดการเขียนเบิกบอยและตรวจเช็คกอนเบิก บางหนวยงานลืมเบิกท้าให ไมมีของใช ตองไปยืมเครื่องมือทางการแพทย์ในหนวยงานอื่น ๆ บางครั้งเบิกเครื่องมือทางการแพทย์ไมเพียงพอกับ การใชงาน เบิกของฉุกเฉินบอย ไมมี Stock กลางส้ารองเครื่องมือตองไปขอเบิกจายกลางนอกเวลา ท้าใหงานเกิด ความผิดพลาดงาน หรือเกิดความลาชาในการใหบริการผูปุวย วัตถุประสงค์การศึกษา : เพื่อลดเครื่องมือทางการแพทย์หมดอายุในหนวยงาน, ลดภาระงานการเบิกของของ หนวยงานยอย วิธีการด าเนินการ : พัฒนาระบบStock ของเครื่องมือทางการแพทย์ โดยมีการน้าระบบโปรแกรมจายกลาง มาใชใน การดูแลระบบ Stock เครื่องมือทางการแพทย์ปรับความคงสภาพของเครื่องมือแตละชิ้นใหมีความเหมาะสมกับการ ใชงาน ก้าหนดจ้านวน max min ในแตละหนวยงานเพื่อความเพียงพอพรอมใช ปรับการเบิกจากเขียนกระดาษมา เป็นการยิง QR code เครื่องมือ ที่ใชงานแลว โดยหนวยงานยิง QR code ใชเครื่องมือ จายกลางจะไปเติมเต็ม เครื่องมือตามรายการที่ยิงใช พรอมทั้งจัดเรียง FIFO ใหแตละหนวยงาน หนวยงานจายกลางดูแลการเติมเต็มเครื่องมือ ทุกวัน และมีการจัดเตรียมตู Stock กลางไวที่หอผูปุวยชั้น 2 ใหเบิกนอกเวลาท้าการ หนวยงานจายกลางใช BI ในการ บริหารจัดการขอมูลในโปรแกรมจายกลาง มีขอมูลชุดเดียวกัน สามารถบริหารจัดการไดงาย ดูขอมูลได Realtime ผลการศึกษา : หนวยงานจายกลางที่ดูแลเครื่องมือทางการแพทย์สามารถดูแลยอดการใชของแตละหนวยงานในแต ละวัน และสามารถจัดเตรียมเครื่องมือไปเติมเต็มใหแตละหนวยงานตามยอดการเบิกใชงาน มีการลดการส้ารอง เครื่องมือในหนวยงาน โดยมี stock กลางหลักนอกเวลา จ้านวน re-sterile ลดลง ปี2566 185 รายการ, อัตราความ พึงพอใจของเจาหนาที่หนวยงานจายกลาง 95% (5% ตองจัดเรียงของเขาตูทุกหนวยงาน), อัตราความพึงพอใจของ เจาหนาที่หนวยงานรับบริการ 100%(ไมตองเบิกของ ไมตองเช็คของ) สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: ระบบStockของเครื่องมือทางการแพทย์ โดยการน้าโปรแกรมจายกลาง มาใช และระบบการเติมเต็มเครื่องมือทางการแพทย์ (Full System) การมีStockสวนกลาง เพื่อลดจ้านวนStockที่ หนวยงาน จายกลางไมตองตรวจสอบStockเยอะ ลดการ Re-sterile ลดภาระงานของบุคลากรท้าใหหนวยงานยอยมี เวลาในการดูแลผูปุวย หรือท้ากิจกรรมอื่น ๆ เพิ่มขึ้น และเจาหนาที่จายกลาง และหัวหนางานมีขอมูลในการติดตาม และบริหารจัดการที่ real time ไดดียิ่งขึ้น และลดงบประมาณของโรงพยาบาลได ค าส าคัญ : Logistic & Supply Chain Management
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 318 E9.9 How to...ทิ้ง (ทิ้งอย่างไรให้ถูกถัง จัดการอย่างไรให้ถูกวิธี) ปานฝัน ศิริมนตรี โรงพยาบาลคอนสวรรค์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : โรงพยาบาลคอนสวรรค์ เป็นโรงพยาบาลขนาด 30 เตียง มีเครือขาย รพ.สต. 9 แหง ใหบริการผูปุวยนอกเฉลี่ยวันละ 347 ราย ผูปุวยในเฉลี่ยวันละ 27 ราย อัตราครองเตียงรอยละ 84 จากการใหบริการ ท้าใหเกิดมูลฝอยมาจากผูปุวยและญาติ และเจาหนาที่ รวมถึงจากกระบวนการรักษา จากการส้ารวจพบมูลฝอยทั่วไป ปะปนไปกับมูลฝอยติดเชื้อที่ขนสงไปยังโรงพักมูลฝอยติดเชื้อ ปี 2563-2565 มีแนวโนมเพิ่มขึ้น 14,845, 23,261 และ 52,229 กิโลกรัม ท้าใหโรงพยาบาลตองมีรายจายในการจัดการขยะมูลคา 268,000 บาทตอปี และพบปัญหา ดานผูมารับบริการและบุคลากรยังทิ้งขยะไมถูกประเภท ท้าใหสงผลตอการคัดแยกตามมา ดังนั้นขยะมูลฝอยตางๆที่ เกิดขึ้นในโรงพยาบาลและเครือขาย รพ.สต. ตองด้าเนินการจัดการตามหลักสุขาภิบาลตามมาตรฐานและ GCH เพื่อให เกิดความปลอดภัยตอผูปฏิบัติงานและผูมารับบริการ วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาการจัดการมูลฝอยทุกประเภทในโรงพยาบาลใหไดตามมาตรฐานและเพื่อใหผูรับบริการและ บุคลากรคัดแยกขยะและทิ้งขยะไดถูกประเภท วิธีด าเนินการ : ใชกระบวนการ Plan-Do-Check-Action (PDCA) ประกอบดวย 1) วางแผนด้าเนินการ (Plan) โดย แตงตั้งคณะท้างาน วิเคราะห์สภาพปัญหาดวย 5W1H และจัดท้าแผนปฏิบัติการ 2) ด้าเนินการตามแผน (DO) โดย ก้าหนดนโยบายและมาตรการในการด้าเนินงาน, ก้าหนดแนวทางการด้าเนินงานการจัดการขยะมูลฝอยทุกประเภทใน โรงพยาบาล, พัฒนาศักยภาพบุคลากรทั้งในโรงพยาบาลและเครือขายสุขภาพ 9 รพ.สต., ใหความรูผูรับบริการ และญาติ ทุกชองทาง เชน บอร์ด, Website, lineกลุมฯลฯ 3) ประเมินและสรุปผล (Check) ) โดยใชเกณฑ์มาตรฐาน GCH (หมวดที่ 2 G : GARBAGE) และแบบประเมินความรู ทัศนคติ และการปฎิบัติเกี่ยวกับการจัดการขยะ 4) ปรับปรุงแกไขและวางแผนการด้าเนินงานใหมตอไป (Action) โดยใช CIPP Model รวมกับ SWOT Analysis เพื่อ วิเคราะห์ประเด็นปัญหาและอุปสรรคที่ไดน้าไปวางแผนด้าเนินการในวงรอบตอไป ผลการศึกษา : ผลการจัดการมูลฝอยในโรงพยาบาลคอนสวรรค์ไดตามเกณฑ์ GCH การจัดการมูลฝอยทั่วไป มูลฝอยที่ เป็นพิษหรืออันตราย และมูลฝอยติดเชื้อ ผานเกณฑ์ทั้ง 3 ประเภท ผูมารับบริการและบุคลากรมีความรูเกี่ยวกับ ประเภทของขยะ ตามหลัก 3R สามารถคัดแยกขยะและทิ้งขยะถูกประเภท รอยละ 98.21 ทัศนคติเกี่ยวกับการทิ้ง ขยะ รอยละ 98.80 และการทิ้งขยะถูกประเภทรอยละ 80.95 ปี 2566 มีปริมาณขยะติดเชื้อลดลง อยูที่ 15,0791 กิโลกรัม คิดเป็น เงิน 134,204 บาท และเกิดนวัตกรรม “กองทุนขยะบุญ” “ตนแบบแหลงเรียนรูสวนผักโรงพยาบาล จากปุยหมักชีวภาพ” สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : เมื่อบุคลากรและผูมารับบริการมีความรูและเกิดความตระหนัก และ สามารถทิ้งขยะถูกประเภท โรงพยาบาลไดผานเกณฑ์GCH การด้าเนินงานควรมีการพัฒนาตอเนื่องถึงในระดับชุมชน เพื่อสรางกระบวนการมีสวนรวมในการจัดการขยะอยางตอเนื่องและยั่งยืนตอไป ค าส าคัญ : ขยะ, การคัดแยกขยะ, การจัดการขยะ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 319 E9.10 โปรแกรมระบบการบริหารพัสดุ(Parcel Management System) นิรุทธ์ ระวันประโคน นักจัดการงานทั่วไปช้านาญการ โรงพยาบาลหนองกี่อ้าเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ 0910166121 Email [email protected] บทคัดย่อ โรงพยาบาลหนองกี่ เป็นโรงพยาบาลชุมชน ขนาด 60 เตียง มีรายการพัสดุจ้านวนมาก ระบบ เดิมในการบันทึกขอมูลพัสดุใชโปรแกรม Microsoft office Excel ตองบันทึกหลายแบบฟอร์มและซ้้าซอนไม สามารถออกรายงานไดสะดวกรวดเร็วครบถวนถูกตองตามระเบียบพัสดุ ผูวิจัยจึงไดประดิษฐ์นวัตกรรม โปรแกรมระบบการบริหารพัสดุ (Parcel Management System) วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโปรแกรมส้าหรับ การบริหารพัสดุเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดภาระงาน ลดระยะเวลาการด้าเนินงานพัสดุ วิธีการพัฒนา สิ่งประดิษฐ์ ไดแก การศึกษาระเบียบกระทรวงการคลังวาดวยการจัดซื้อจัดจางและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ระเบียบที่เกี่ยวของในสวนการจัดการพัสดุ ขั้นตอนการด้าเนินการตั้งแตจุดเริ่มตนจนถึงจุดสุดทาย ระบบเอกสารที่เกี่ยวของทั้งหมดในทุกขั้นตอน ออกแบบโครงสรางระบบสารสนเทศ รายละเอียดขอมูลน้าเขา การประมวลผลขอมูล เขียนโปรแกรมระบบคอมพิวเตอร์ โดยใช โปรแกรม Delphi Ver 10.2, Mysql การ แสดงผลหนาจอคอมพิวเตอร์ การออกแบบการแสดงผลรายงาน การทดสอบการใชงาน การน้าเขาขอมูลทีละ รายการ ออกแบบการประมวลผล การแสดงผลหนาจอคอมพิวเตอร์ การพิมพ์รายงานในระบบ น้าผลการ ทดสอบมาปรับปรุงโปรแกรม และน้าโปรแกรมไปปฏิบัติงานจริงโดยเจาหนาที่พัสดุ ระหวาง วันที่ 5 เมษายน 2566 ถึง ปัจจุบัน การวิเคราะห์ขอมูลใชสถิติเชิงพรรณนา ผลการด าเนินงาน พบวา ผูใชงานโปรแกรม ปฏิบัติงานไดรวดเร็วครบถวนถูกตองมากขึ้น ดังนี้ การลงทะเบียนพัสดุใหมและออกรายงานเดิมใชเวลา 40 นาที ระบบใหมใชเวลา 5 นาที รายงานสงการเงินประจ้าเดือน เดิมใชเวลา 30 นาที ระบบใหมใชเวลา 1 นาที การออกเอกสารตรวจสอบพัสดุประจ้าปีเดิมใชเวลา 3 ชั่วโมง ระบบใหมใชเวลา 30 นาที การออกเอกสาร ตรวจสอบขอเท็จจริงพัสดุประจ้าปีเดิมใชเวลา 1 ชั่วโมง ระบบใหมใชเวลา 20 นาที การออกเอกสารจ้าหนาย พัสดุประจ้าปีเดิมใชเวลา 1 ชั่วโมง ระบบใหมใชเวลา 20 นาที ความถูกตองครบถวนจากเดิมรอยละ 70 ระบบ ใหมรอยละ 97 เจาหนาที่ผูใชงานพึงพอใจรอยละ 95 ค าส าคัญ : โปรแกรมระบบการบริหารพัสดุ Parcel Management System การบริหารพัสดุ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 320 E9.11 โครงการรดน้ าต้นไม้อัตโนมัติ ด้วยน้ าทิ้งและน้ าฝน ราชศักดิ์ มะยมทอง และเนตรนภา เมฆสอน โรงพยาบาลกรุงเทพราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : รพ.กรุงเทพราชสีมามีปริมาณน้้าทิ้งที่ผานการบ้าบัด 96,000 ลบ.ม/ปี ซึ่งเป็น การสูญเสียน้้าไปโดยไมเกิดประโยชน์สูงสุด มีบอกักเก็บน้้าฝนที่โรงพยาบาลมีการหนวงระบายน้้าไวอีก 20 ลบ.ม รพ.มีการใชน้้าประปาเพื่อรดตนไมในพื้นที่ปริมาณ 4,800 ลบ.ม / ปีคิดเป็นคาใชจายตอปีดังนี้ คา น้้าประปา 115,200 บาท คาไฟฟูาส้าหรับปั๊มรดน้้าตนไม 1,506 บาท,คาแรงงาน 128,520 บาท , เกิด คาร์บอนฟุตพริ้นท์ 2,163 kgCO2e อีกทั้งการรดน้้าที่ระดับความชื้นสูง เป็นการสูญเสียน้้าโดยเปลาประโยชน์ และท้าใหเกิดอันตรายตอพืชได วัตถุประสงค์การศึกษา : 1) งดการใชน้้าประปาเพื่อรดน้้าตนไมโดยน้าน้้าฝนและน้้าทิ้งมาใชแทนน้้าประปา 100% 2) ใชพลังงานทดแทนจาก Solar Cell ในการปั๊มน้้า 100% 3) งดการใชแรงงานคนในการรดน้้าตนไม จาก 1.02 FTE เป็น 0 FTE 4) ระดับความชื้นในดินอยูในชวง 50-69% 5) ไมมีคาใชจายในการรดน้้าตนไมใน พื้นที่โครงการหลังระยะการคืนทุน 6) ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) 2,163 kgCO2e/ปี วิธีการด าเนินการ : Plan: ระดมสมองเพื่อประหยัดพลังงานและการน้าน้้าทิ้งมาใชใหเกิดประโยชน์สูงสุด DO: ติดตั้งระบบรดน้้าตนไมอัตโนมัติ วางระบบสูบสงน้้าระยะไกล, ติดตั้งสถานีตรวจวัดพารามิเตอร์ในดิน, ติดตั้ง ระบบ Solar Cell ,เขียนโปรแกรม IoT เพื่อใหใชพลังงานจาก Solar cell เพื่อปั๊มน้้า,ใชระบบ IOT ในการ Monitor คาความชื้นในดินหากคาความชื้น < 50% RH ระบบจะรดน้้าตนไมใหอัตโนมัติ และหยุดปั๊มน้้า เมื่อ คาความชื้น > 60% RH และน้าขอมูลลงในระบบ Data base ของ โรงพยาบาลไดCheck: ตรวจสอบความ เที่ยงตรงของสถานการณ์ท้างานตาง ๆ เป็นรายวันเป็นเวลา 1 เดือน และมีการติดตามเป็นรายเดือนภายหลัง จากนั้น Act: การวางแผนที่จะน้าผลงานไปขยายผลไปยังพื้นที่สีเขียวอื่น ๆของโรงพยาบาล /รพ. ในเครือ, และน้าระบบ IoT ไปใชกับระบบอื่น ๆ ในโรงพยาบาล ผลการศึกษา : 1) B/C Ratio = 0.99 ความสามารถในการคืนทุน 245,000 / 245,226 = 0.99 ปี (1 ปี) 2) น้า น้้าฝน และน้้าทิ้งมาใชในการรดน้้าตนไมแทนน้้าประปา 100% 3) ใชพลังงานไฟฟูาจากพลังงานทดแทน Solar Cell ในการรดน้้าตนไม 100% 4) งดการใชแรงงานคน จาก 1.02 FTE เป็น 0 FTE 5) วัตถุประสงค์ที่ อยูในขั้นตอนการ Monitoring ไดแก การลดคาร์บอนฟุตปริ้นท์ (Carbon Footprint) ใหไดตาม Target สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : นวัตกรรมนี้สามารถลดทรัพยากรน้้าประปาและไฟฟูาเพื่อใชใน การรดน้้าตนไมไดจริง ความชื้นในดินอยูที่ 50-69 %RH ลดการใชแรงงานคน เครื่องมือมีความเที่ยงตรง ทั้งนี้ วางแผนขยายไปยังพื้นที่สีเขียวอื่น ๆ ของโรงพยาบาลและโรงพยาบาลในเครือ ค าส าคัญ : Internet of Things (IoT)
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 321 E9.12 โปรแกรมเช็ค stockคลังยาและวันหมดอายุยา ปริญญา บัวบาน โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพต้าบลขนงพระใต บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพต้าบลขนงพระใต ไดมีการปฏิบัติงานดานเภสัชกรรม มี ระบบการเบิกจายยา เป็นประจ้าทุกเดือน ไดพบปัญหาตาง ๆ เชน ปัญหาstockยาไมตรงกับจ้านวนยาที่มีอยูจริง ปัญหาในการใชเวลาระยะเวลามากในการตัด stock card แบบวิธีเดิม,ปัญหาพบยาหมดอายุ ซึ่งในปัจจุบันระบบ เทคโนโลยีดานสารสนเทศเขามามีบทบาทในการปฏิบัติงานเพิ่มมากขึ้น มีระบบฐานขอมูลที่เกิดขึ้นจากการบันทึก ขอมูลดานสารสนเทศ โดยนวัตกรรม “โปรแกรมเช็ค stockคลังยาและวันหมดอายุยา” อาศัยแนวคิดมาจากการตัด stockสินคาของ รานสะดวกซื้อ ในปัจจุบัน ที่มีการสรางระบบ stock สินคา ,การตัด stockสินคาผานการใชเครื่อง สแกนบาร์โคด ประกอบกับการที่ รพ.สต. มีระบบการคีย์วัคซีนโควิด-19 โดยการสแกนบาร์โคด ท้าใหมีอุปกรณ์ พรอม ที่ใชพัฒนานวัตกรรม ดังนั้นจึงไดจัดท้านวัตกรรม นี้ขึ้นเพื่อตองการให stockยาตรงกับยาที่มีในปัจจุบัน ตองการลด ภาระงาน ลดระยะเวลาในการตัด stockยา และลดความเสี่ยงในการจายหมดอายุใหคนไข วัตถุประสงค์: 1) เพื่อลดภาระการท้างานของบุคคลากรใน รพ.สต. 2) เพื่อความสมบูรณ์และถูกตองแมนย้า ของ การเบิกจายยา และ stockคลังยา วิธีการด าเนินการ : 1) ประชุมทีมเจาหนาที่บุคลากร รวมกับเภสัชกร ประจ้า รพ.สต. รวมปรึกษา/หาทางแกไขปัญหา ที่เกิดขึ้น 2) เริ่มวางแผน แกไขปัญหา หาความรู เพื่อจัดท้าโปรแกรมฯ 3) เตรียมอุปกรณ์ที่ใช ไดแก คอมพิวเตอร์ เครื่องสแกนบาร์โคด โปรแกรมMicrosoft excel 4) จัดท้าโปรแกรมฯ และคนหาของผิดพลาดของโปรแกรมฯ 5) ทดลองใชโปรแกรมฯ ปรับปรุงแกไขระบบทดลอง 6) น้าโปรแกรมฯ มาใชจริงในคลังยา รพ.สต. ผลการศึกษา : กลุมเปูาหมาย คือ จ้านวนบุคลากร ใน รพ.สต.ขนงพระใตจ้านวน 10 คน ผลการศึกษา พบวา บุคลากรมีความพึงพอใจดานการภาระงานลดลง สะดวก ประหยัดเวลา ในการเบิกจายยา อยูในระดับมากที่สุด รอย ละ 88.8, ความพึงพอใจดานลดการน้ายาหมดอายุกอนไปใช อยูในระดับมากที่สุด รอยละ 77.47 และความพึงพอใจ ดานมียาเพียงพอในการจายยา อยูในระดับมากที่สุด รอยละ 66.6 ซึ้งสอดคลองกับวัตถุประสงค์เพื่อลดภาระการ ท้างานของบุคคลากรใน รพ.สต. สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : นวัตกรรมนี้เป็นการพัฒนา ระบบคลังยาใหมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ท้าใหมีความสะดวกในการเบิกยา ลดภาระงานของบุคคลกรใน รพ.สต. ซึ่งนวัตกรรมนี้ยังเป็นระบบที่ใชใน รพ.สต. ขนงพระใต จึงอยากเผยแพรไป ใชภายใน สสอ.ปากชอง แตยังมีขอผิดพลาด ในกรณีที่ พบวา ยามีหลายบริษัท ไม สามารถสแกนยาได หลายตัว และยังไมมีการจัดท้าในรายการของเวชภัณฑ์มิใชยา จึงควรพัฒนาควบคูกันไป ค าส าคัญ : ยา, ระบบคลังยา, การเบิกจายยา
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 322 E9.13 เพิ่มความมั่นใจ Authen code ครบถ้วน กาญจนา ค้าสุภาพ โรงพยาบาลโนนนารายณ์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ปีงบประมาณ 2566 กองทุนส้านักงานหลักประกันสุขภาพแหงชาติ(สปสช) มีนโยบายใหผูรับบริการยืนยันตัวตน (Authen code) กอนเขารับบริการในสถานพยาบาล ประเภท การ รักษาพยาบาล การสงเสริม การปูองกัน การฟื้นฟูสุขภาพ ซึ่งสถานพยาบาลตองลงทะเบียนผูรับบริการพรอมกับ Authen code ทุกรายที่มีการเรียกเก็บคาบริการทางการแพทย์จากสปสช. มีระยะเวลาการลงทะเบียนเพิ่มจากเดิม 1-3 นาที/ราย และหากผูรับบริการไมน้าบัตรประชาชนตัวจริงมา จะตองถายภาพบุคคลทุกราย ในสองไตรมาสแรก ของปีงบประมาณ 2566 มีการอุธรณ์ขอมูลผูรับบริการไม Authen code จ้านวน 522 ราย สงผลกระทบตอการถูก ปฏิเสธจายชดเชยคาบริการทางการแพทย์ได เพื่อลดผลกระทบและปูองกัน ความผิดพลาด หรือลืม Authen code ผูรับบริการ จึงท้ารายงานตรวจสอบการ Authen code ขึ้น เดิมตรวจสอบขอมูลดวยการท้ารายงานส้าเร็จใน HOSxP ประมาณ 15 รายงาน(แยกตามหมวดที่เรียกเก็บชดเชยฯ) ซึ่งผูตรวจสอบตองใชเวลาหนึ่งชั่วโมงในการตรวจสอบ ดังนั้น งานประกันสุขภาพจึงเล็งเห็นความส้าคัญและคนหาวิธี เพื่อใหเกิดความรวดเร็วในการปฏิบัติงาน จึงใช โปรแกรมเชื่อมตรวจสอบขอมูลผูรับบริการที่ไม Authen code แบบรวดเร็ว ถูกตอง และทันเวลา วัตถุประสงค์การศึกษา : 1) เพื่อตรวจสอบขอมูลผูรับบริการที่ไมมีการ Authen code 2) เพื่อใหเจาหนาที่ ผูปฏิบัติงานท้าบัตรผูรับบริการและ Authen code ถูกตองครบถวน 100% วิธีด าเนินการ : 1) login เขาโปรแกรม HOSxP PCU XE เลือกแผนกฝุายเวชระเบียน และคลิกเมนู OPD Registry หมวดยอย Visit List 2) พิมพ์ขอมูล วันที่ที่ตองการตรวจสอบคลิกเมนูTask หมวดยอยตรวจสอบรหัส Aunt Code แลวปิดโปรแกรม 3) เขาโปรแกรม HOSxP ตรวจสอบในรายงาน ซึ่งขอมูล จะ link รายชื่อ คงเหลือที่ไม Authen code และ4. ท้าการขอ Authen code ในระบบ ส้านักงานหลักประกันสุขภาพแหงชาติ ผลการศึกษา : การตรวจสอบการ Authen code ผูรับบริการ มีแนวโนมความครบถวนมากขึ้น ซึ่ง เดือนตุลาคม 2565 มีคาต่้าสุด รอยละ 0.43 และ เดือน สิงหาคม 2566 มีคาสูงสุด รอยละ 99.92 ซึ่งงานประกันสุขภาพ ไดน้า โปรแกรมมาใชในการตรวจสอบขอมูล เริ่มตนเดือนสิงหาคม 2566 ท้าใหขอมูลมีความครบถวนมากยิ่งขึ้น ไมถูก ปฏิเสธจายชดเชยคาบริการทางการแพทย์จากกองทุน สปสช. สรุปการศึกษาและน าไปใช้ประโยชน์: 1) มีระบบตรวจสอบการการ Authen code Realtime 2) เจาหนาที่ Authen code ผูรับบริการครบถวนทุกราย 3) ไมถูกปฏิเสธจายชดเชยคาบริการทางการแพทย์จาก สปสช. ค าส าคัญ : Authen code, ผูรับบริการ, สปสช
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 323 E9.14 Forward IMC Delivery information ปณยา พรมสูงยาง กลุมงานกายภาพบ้าบัด โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ การดูแลผูปุวยระยะกึ่งเฉียบพลัน (Intermediate care; IMC) เป็นการดูแลผูปุวยใน ระยะฟื้นฟูประกอบดวย 4 กลุมโรค คือ โรคหลอดเลือดสมอง โรคที่เกิดจากการบาดเจ็บที่ศีรษะ โรคบาดเจ็บทางไข สันหลัง และกลุมผูปุวยกระดูกสะโพกหัก จากการเก็บขอมูลผูปุวยระยะกึ่งเฉียบพลันของกลุมงานกายภาพบ้าบัด พบวา มีปัญหาดานการสงตอขอมูล ขาดการติดตามดูแลผูปุวยอยางตอเนื่องตั้งแตระยะนอนโรงพยาบาล จนถึงระยะ ออกจากโรงพยาบาลสงผลใหผูปุวยไมไดรับการรักษาที่เหมาะสมในระยะ 6 เดือนแรกของการฟื้นฟู ท้าใหผูปุวยมี ภาวะพึ่งพิงสูงขึ้นและมีความสามารถในการชวยเหลือตนเองลดลง ทีมนักกายภาพบ้าบัดเห็นถึงความส้าคัญในการ พัฒนารูปแบบการจัดเก็บขอมูล ใหมีความสะดวก รวดเร็ว และครอบคลุม 4 กลุมโรค ตามนโยบายของกระทรวง สาธารณสุข วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อพัฒนาการสงตอ การตอบกลับขอมูลและผลลัพธ์การใหบริการทางกายภาพบ้าบัดใน ผูปุวยระยะกึ่งเฉียบพลัน วิธีการด าเนินการ พัฒนาจัดท้ารูปแบบการเก็บขอมูลและบันทึกเวชระเบียนในการดูแลผูปุวยระยะกึ่งเฉียบพลันใน รูปแบบ PT Data Center โดยแสกนขอมูลทาง Google form ผานฐานการเก็บขอมูลดวยโปรแกรม Google sheet เพื่อสงตอและตอบกลับขอมูลระหวางนักกายภาพบ้าบัดในโรงพยาบาลและนักกายภาพบ้าบัดชุมชน โดยมีตัวชี้วัด แบงเป็น ระยะนอนโรงพยาบาล คือ 1. มีการบันทึกขอมูลครบถวนและสงตอขอมูลหลังจ้าหนาย รอยละ 100 2. สอน home program รอยละ 80 ระยะหลังจ้าหนาย คือ 1. มีการตอบกลับขอมูลผูปุวยครบถวน รอยละ 100 2. ผูปุวยไม เกิดภาวะแทรกซอน ขอติด รอยละ 80 3. ผูปุวยมีความสามารถในการด้าเนินชีวิตประจ้าวันเพิ่มขึ้น 1 ระดับ รอยละ 80 4. ผูปุวยมีคะแนน JH-activity and mobility เพิ่มขึ้น 2 ระดับ รอยละ 80 ผลการศึกษา จากการด้าเนินงาน 5 เดือน พบวา มีการบันทึกและสงตอขอมูลท้าใหการติดตามผูปุวยครบถวน คิดเป็น รอยละ 100 ผูปุวยและผูดูแลหลักไดรับการสอน home program คิดเป็นรอยละ 93 ระยะหลังจ้าหนาย มีการตอบ กลับขอมูลจากชุมชน คิดเป็นรอยละ 100 ผูปุวยไมเกิดภาวะแทรกซอน คิดเป็นรอยละ 83 ผูปุวยมีภาวะพึ่งพิงลดลง อยางนอย 1 ระดับ คิดเป็นรอยละ 58 ผูปุวยมีคะแนน JH-activity and mobility เพิ่มขึ้น 2 ระดับ คิดเป็นรอยละ 70 มีการตอบกลับขอมูลจากโรงพยาบาลสวนของ OPD คิดเป็นรอยละ 100 ผูปุวยไมเกิดภาวะแทรกซอน คิดเป็นรอย ละ 80 ผูปุวยมีภาวะพึ่งพิงลดลงอยางนอย 1 ระดับ คิดเป็นรอยละ 70 ผูปุวยมีคะแนน JH-activity and mobility เพิ่มขึ้น 2 ระดับ คิดเป็นรอยละ 60 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์นักกายภาพบ้าบัดชุมชนเขาถึงขอมูลไดงาย สะดวก รวดเร็ว ทราบถึง ความกาวหนาการรักษาทางกายภาพบ้าบัดหลังผูปุวยถูกจ้าหนายออกจากโรงพยาบาล และสามารถพัฒนาโปรแกรม ในการบันทึกขอมูลน้าไปสูการขยายผลในการสงตอขอมูลสูเครือขายโรงพยาบาลชุมชนตอไปได ค าส าคัญ การสงตอขอมูล, ผูปุวยระยะกึ่งเฉียบพลัน (IMC), google form, google sheet
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 324 9.15 IPD Paperless ระบบการจัดการผู้ปุวยในอัจฉริยะ ภาลินี ตอพล โรงพยาบาลภักดีชุมพล บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : IPD Paperless เป็นนวัตกรรมการจัดการ เพื่อยกระดับคุณภาพองค์กรไปสูองค์กร ดิจิตอล ระบบ IPD Paperless ของโรงพยาบาลภักดีชุมพล สรางขึ้นจากการเล็งเห็นปัญหาในการบริการผูปุวยใน แบบเดิม ที่ใชกระดาษในการบันทึกขอมูลของแพทย์ ในรูปแบบของชาร์ทผูปุวย การสงตอขอมูลใหกับทีมสหวิชาชีพ อาจท้าใหเกิดความคลาดเคลื่อน ลาชา จากการบันทึกและการอาน รวมถึงการสิ้นเปลืองทรัพยากรที่ใชท้าเวชระเบียน ผูปุวย บุคลากรพยาบาลตองใชเวลาสวนใหญในการท้าชาร์ท และเก็บเวชระเบียนผูปุวย ดังนั้นระบบ IPD Paperless เป็นระบบจัดการผูปุวยในแบบอัจฉริยะ น้าเทคโนโลยีดิจิตอล มาพัฒนาเชื่อมโยงขอมูลการรักษาของผูปุวยในทั้งหมด เพิ่มความรวดเร็ว แมนย้า ลดภาระงานของบุคลากรในการบริการผูปุวยใน และยังชวยลดพื้นที่ในการจัดเก็บเอกสาร ไดอีกดวย วัตถุประสงค์การศึกษา : 1) เพื่อเชื่อมตอขอมูลของผูปุวยในรูปแบบดิจิตอล สู Smart Hospital 2) จัดเก็บ ขอมูลในรูปแบบดิจิตอลทดแทนกระดาษ 3) ลดความคลาดเคลื่อนของขอมูล 4) ลดภาระงานการบันทึกขอมูลและ การจัดเก็บขอมูล วิธีการด าเนินการ : 1) ประชุมคณะกรรมการ HRD และ IM เพื่อวางแผนขั้นตอนการด้าเนินงาน 2) ศึกษาดูงาน IPD Paperless 3) ขั้นตอนเตรียมการ 3.1) ประชุมคณะกรรมการ IM และทีมงาน ที่เกี่ยวของ ในการลงขอมูล 3.2) จัดซื้ออุปกรณ์ ครุภัณฑ์ ที่จ้าเป็นตอการใชงาน 4) ขั้นตอนด้าเนินงาน 4.1) งาน IM ประสานกับแมขายการลง โปรแกรมระบบ IPD Paperless 4.2) เจาหนาที่ทดสอบระบบการใชงาน 5) ก้ากับ ติดตาม ทบทวนการปฏิบัติงาน วางแผนแกไข รวมกับทีม ทุก 1 เดือน ผลการศึกษา : 1) เก็บขอมูลที่ครบถวนสมบูรณ์ สามารถเรียกดูขอมูล ไดงายแทนการคนหาเอกสาร 2) สื่อสาร สง ตอขอมูลไดครบถวนสมบูรณ์ ลดความคลาดเคลื่อนการอานตัวหนังสือ เขาใจงาย และรวดเร็ว 3) ลดระยะเวลาการรอ คอยจาก 2 ชม. คงเหลือ 1 ชม. กอนจ้าหนายกลับบาน 4) อัตราความพึงพอใจของผูปุวยใน และเจาหนาที่ เพิ่มขึ้น รอยละ 87.72 , 95 ตามล้าดับ 5) งานดานเอกสารลดลง รอยละ 70 6) ลดตนทุนทรัพยากรสิ้นเปลือง โดยเฉลี่ย 4026 บาท ลดลงเหลือ 1258 บาท/เดือน 7) ลดพื้นที่ในการจัดเก็บเอกสาร ดานเวชระเบียน คิดเป็น รอยละ 70 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : โรงพยาบาลภักดีชุมพลเป็นหนึ่งในโรงพยาบาลที่ไดน้าระบบ IPD Paperless เขามาจัดการเชื่อมโยงขอมูลทั้งหมดของงานผูปุวยใน ใหกาวเขาสู Smart Hospital อยางสมบูรณ์ จาก การเล็งเห็นปัญหาในการบริการผูปุวยในแบบเดิม ที่ใชกระดาษในการบันทึกขอมูลเป็นระบบการจัดการแบบอัจฉริยะ โดยน้าเทคโนโลยีดิจิตอล เขามาพัฒนาการเชื่อมโยงกับขอมูลการรักษาของผูปุวยในทั้งหมด สามารถเพิ่มประสิทธิภาพ การรักษา เพิ่มความรวดเร็ว แมนย้า ของการบริการ จัดเก็บเอกสารเป็นระเบียบและลดพื้นที่ในการเก็บเวชระเบียน ลดภาระงานของบุคลากร ผูรับบริการและเจาหนาที่พึงพอใจมากขึ้น ค าส าคัญ : Paperless, ระบบการจัดการผูปุวยในอัจฉริยะ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 325 E9.16 การพัฒนาระบบจัดเก็บรายได้ค่ารักษาพยาบาลและการก ากับติดตาม TPS โรงพยาบาลพิมาย ปิยาวดี ประสงค์สุธน กลุมงานประกันสุขภาพ และคณะกรรมการบริหาร โรงพยาบาลพิมาย บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา : จากสถานการณ์การเงินบัญชีเงินบ้ารุงคงเหลือ ณ สิ้นปีงบประมาณ 2564 บัญชีรายได - รายจายติดลบ (- 6,322,929.83 บาท) ผลประเมิน TPS (Total Performance score) อยูใน ระดับ F โรงพยาบาลพิมายจึงก้าหนดเข็มมุง “พัฒนาสูความมั่นคงดานการเงินการคลัง”โดย พัฒนาระบบการจัดเก็บ รายได คารักษาพยาบาล มาตรฐาน (4S4C) และการก้ากับ ติดตาม นโยบายดานการเงิน-การคลัง ตามเกณฑ์ TPS วัตถุประสงค์ : เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายไดขององค์กร ผลการด้าเนินงานการจัดเก็บรายไดจาก สปสช. ไม นอยกวา รพ. M2 ใกลเคียง M1 เงินบ้ารุงคงเหลือไมติดลบ และผลการประเมิน TPS ระดับ B ขึ้นไป วิธีการด าเนินการพัฒนา : 1) ทบทวนการจัดบริการรวมกับคณะกรรมการโรงพยาบาลเพื่อใหเกิดรายได เชน การ ผาตัด,การรับผูปุวยในวิกฤต, การรับผูปุวยสงตอจากโรงพยาบาลเครือขาย เป็นตน 2) ชี้แจงนโยบายดานการเงิน-การ คลัง ด้าเนินงานตามเกณฑ์และก้ากับ ติดตามผล TPS ตอคณะกรรมบริหารทุกเดือน 3) ทบทวนระบบการจัดเก็บ รายได เพื่อใหการจัดเก็บรายไดคารักษาพยาบาล เป็นไปตาม planfin โดยพัฒนาตามมาตรฐาน (4S4C) ไดแก จัดท้า โครงสรางการจัดเก็บรายได (Structure) จัดตั้งคณะกรรมการจัดเก็บรายได 4) จัดระบบงานจัดเก็บในการเรียกเก็บ ทุกกองทุน (System) ปฏิบัติงานตาม Flow chart การบันทึกขอมูลลูกหนี้ผูปุวยนอกผูปุวยใน ในแตละสิทธิใหถูกตอง และเป็นปัจจุบัน 5) ก้าหนดบุคลากรในการจัดเก็บรายไดคารักษาพยาบาล (Staff) 6) การพัฒนาทักษะ (Skill) โดย จัดอบรมพัฒนาระบบการจัดเก็บรายไดคาบริการทางการแพทย์, จัดอบรมการพัฒนาระบบฐานขอมูลโรงพยาบาล การ Mapping คารักษาพยาบาลใหกับเจาหนาที่ที่เกี่ยวของ 7) การติดตามการบันทึกขอมูลกิจกรรมการรักษา (Care) ความสมบูรณ์ เวชระเบียน 8) การใหรหัสโรค รหัสหัตถการใหถูกตองและครบถวน (Code) มีระบบการทวน สอบ (Audit) 9) จัดระบบการเบิกชดเชยแตละกองทุนใหมีประสิทธิภาพ (Claim) รวมกับกลุมงานสารสนเทศทาง การแพทย์ อบรมการติดตั้งและใชงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ Authentication Code การยืนยันตัวตนผูรับบริการ น้า โปรแกรม H-soft, K@MECC, AAA มาใชในการสงเบิกชดเชย 10) ก้าหนดการสงขอมูลลูกหนี้เพื่อบันทึกบัญชี (Account) รวมกับงานการเงิน-บัญชีทบทวนการบันทึกลูกหนี้ใหเป็นปัจจุบัน โดยด้าเนินการพัฒนา ตั้งแตตุลาคม 2565 - กันยายน 2566 ผลการพัฒนา : ผลประเมินการสงเบิกชดเชยคารักษาพยาบาลผาน E-claim (STM 6510-SMT 6608) ไมนอยกวา รพ. M2 ใกลเคียง M 1 ผลประเมินเงินบ้ารุงคงเหลือจากเขตสุขภาพที่ 9 (R9hmoney ขอมูล ณ สิงหาคม 2566) เงิน บ้ารุงคงเหลือ 49.9 ลานบาท คงเหลือมากกวา รพ.ระดับเดียวกันในจังหวัดนครราชสีมา และ ผลประเมิน TPS อยูใน ระดับ A
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 326 E9.17 การพัฒนากระบวนการบรรจุเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ของหน่วยจ่ายกลาง โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ปี 2566 พลอยชมพู แกววิเศษ หนวยจายกลาง โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา หนวยงานจายกลางใหบริการดูแลท้าความสะอาดเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมทั้งจัดและ บรรจุหีบหอเครื่องมือเพื่อท้าใหปราศจากเชื้อ จากการด้าเนินงานในปี 2564-2565 พบวา มีอุบัติการณ์บรรจุ เครื่องมือผิดท้าใหเครื่องมือไมพรอมใชเมื่อเปิด Set อุปกรณ์มา พบวา อุปกรณ์ไมครบเทากับ 26 ครั้ง และ 43 ครั้ง จากจ้านวนเครื่องมือปราศจากเชื้อทั้งหมด ปี 64= 57072 ,ปี 65= 38,050 set คิดเป็นรอยละ 0.46 และ 0.11 ตามล้าดับ ซึ่งสงผลตอการเปิด Set เครื่องมือใหมและสิ้นเปลืองทรัพยากร มีวัตถุประสงค์เพื่อลด อุบัติการณ์การบรรจุเครื่องมือผิด การวิจัยเชิงพัฒนา กลุมตัวอยางที่ศึกษาเป็น Set เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีการบรรจุ หีบหอจ้านวน 60,922 set โดยท้าการเก็บขอมูลจากรายงานอุบัติการณ์บรรจุเครื่องมือผิดจากหนวยงานตางๆ และจัดท้าคูมือการปฏิบัติงาน คูมือรูปภาพเครื่องมือแตละประเภท เพื่อสื่อสารระหวางหนวยจายกลาง และ หนวยงานภายในโรงพยาบาล ด้าเนินศึกษาวิจัยระหวางเดือนตุลาคม 2564 ถึงกันยายน 2565 จากนั้นน้า ขอมูลที่ไดจากการรายงานอุบัติการณ์บรรจุเครื่องมือผิดจากหนวยงานตางๆ มาวิเคราะห์ขอมูลกอนและหลัง พัฒนากระบวนการบรรจุเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์โดยใชสถิติเชิงพรรณนาดวย จ้านวน และรอยละ ผลการวิจัย พบวา ในปีงบประมาณ 2566 หลังพัฒนากระบวนการบรรจุเครื่องมือและอุปกรณ์ดวย การจัดท้าคูมือการปฏิบัติงาน และคูมือรูปภาพเครื่องมือแตละประเภท เพื่อใชสื่อสารระหวางหนวยจายกลาง และหนวยงานภายในโรงพยาบาลท้าใหอุบัติการณ์บรรจุเครื่องมือผิดไมพรอมใชเมื่อเปิด Set อุปกรณ์มา พบวา อุปกรณ์ไมครบเทากับ 6 ครั้ง จากจ้านวนเครื่องมือปราศจากเชื้อทั้งหมด 16,871 set คิดเป็นรอยละ 0.036 โดยพบการรายงานอุบัติการณ์จากหนวยงานผูปุวยใน และหองฉุกเฉิน ขอเสนอแนะในการน้าผลการศึกษาไปใชกระบวนการบรรจุเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ หนวยงานตางๆในโรงพยาบาล ใชเครื่องมือแตกตางกัน ตองเรียนรูการจัดเตรียมเครื่องมือและคิดคนวิธีการ ใหมๆเพื่อชวยจ้าและลดอุบัติการณ์ ดังนั้นควรมีการจัดท้าขั้นตอนการบรรจุเครื่องมือแตละชนิดไวดวยและ ดับเบิ้ลเช็คทุก Set ตามแนวทางที่วางไว เพื่อไมใหเกิดความผิดพลาดรวมถึงปูองกันการเปิด Set ใหมท้าใหเกิด ความสิ้นเปลืองทรัพยากร ค าส าคัญ การพัฒนากระบวนการ, การบรรจุหีบหอเครื่องมือ, หนวยจายกลาง
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 327 E9.18 การพัฒนารูปแบบการจัดการระบบบ าบัดน้ าเสียโรงพยาบาลบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี ลลณา ดอกพุฒ โรงพยาบาลบุณฑริก บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : โรงพยาบาลบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี เป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด F2 จ้านวน เตียงตามกรอบ 30 เตียง มีการกอสรางและเปิดใชระบบบ้าบัดน้้าเสียแบบตะกอนเรงหรือแอกทิเวเต็ดสลัดจ์ (Activated sludge : AS) ขนาด 45 ลบ.ม. จากการขยายขนาดใหบริการและเพิ่มปริมาณยูนิตไตเทียม สงผลใหการ ใชน้้าประจ้าวันมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นท้าใหน้้าเสียที่เขาระบบมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นตามล้าดับ โรงพยาบาลบุณฑริกมี การสงตรวจคุณภาพน้้าทิ้งทุก 3 เดือนตามมาตรฐานควบคุมการระบายน้้าทิ้งจากอาคาร ซึ่งปัญหาคาพารามิเตอร์ที่ไม ผานเกณฑ์มาตรฐานอยางตอเนื่องและคุณภาพไมคงที่คือคาสารทั้งหมดที่ละลายน้้า (Total dissolved Solids: TDS) ผูศึกษามองเห็นความส้าคัญของปัญหาการบ้าบัดน้้าเสียและคุณภาพน้้าทิ้งจึงท้าการศึกษาการพัฒนาแนวทางการ จัดการระบบบ้าบัดน้้าเสียโรงพยาบาลบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี วัตถุประสงค์การศึกษา : 1) เพื่อศึกษาบริบทและสถานการณ์การจัดการระบบบ้าบัดน้้าเสียโรงพยาบาลบุณฑริก อ้าเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี 2) เพื่อพัฒนากระบวนการจัดการระบบบ้าบัดน้้าเสียโรงพยาบาลบุณฑริก อ้าเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี 3) เพื่อประเมินผลรูปแบบการจัดการระบบบ้าบัดน้้าเสียโรงพยาบาลบุณฑริก อ้าเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานีวิธีการด าเนินการ : 1) การวิจัยครั้งนี้ เป็นการศึกษาวิจัยแบบเชิงปฏิบัติการ 2) พื้นที่ในการศึกษาวิจัย โรงพยาบาลบุณฑริก อ้าเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี 3) ผูเขารวมวิจัย ผูสวนเกี่ยวของ กับการจัดการระบบบ้าบัดน้้าเสียโรงพยาบาลบุณฑริกจ้านวน 30 คน โดยการเลือกตัวอยางแบบเจาะจงจากผูมีสวน เกี่ยวของกับการจัดการระบบบ้าบัดน้้าเสียโรงพยาบาลบุณฑริก 4) เครื่องมือที่ใชในการวิจัยในครั้งนี้ คือ แบบบันทึก ขอมูลประจ้าวันของระบบบ้าบัดน้้าเสีย 5) การวิเคราะห์ขอมูล จากพารามิเตอร์ของระบบบ้าบัดน้้าเสีย ผลการศึกษา : รูปแบบการจัดการระบบบ้าบัดน้้าเสียโรงพยาบาลบุณฑริก 1) ระบบการเฝูาระวังคุณภาพน้้าทิ้ง 1.1) บันทึกขอมูล ประจ้าวันในแบบบันทึก ท.ส.1 ทส.2 1.2) ตรวจคุณภาพน้้าประจ้าวัน ไดแก คา pH DO BOD SV30 TDS อุณหภูมิ คลอรีนอิสระคงเหลือ 2) การด้าเนินการในการพัฒนาแนวทางการบ้าบัด โดยการเพิ่มบอพักน้้ากอนเขาสูระบบบ้าบัด ระบบขนาด 107 ลบ.ม.สรุปการศึกษาและการน าไปใช้โยชน์ : ผลการบ้าบัดน้้าเสียของโรงพยาบาลบุณฑริกในปี 2566 คือ pH 8.16 SS <0.01 TDS 338.50 ทีเคเอ็น 11.76 ไขมันและน้้ามัน 2.60 ปริมาณซัลไฟด์ 0.70 บีโอดี 0.59 โคลิฟอร์มแบคทีเรีย <18 ซึ่งผลจากคุณภาพน้้าทิ้งที่ผานเกณฑ์จะสงผลตอคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ลดผลกระทบตอคุณภาพของแหลงน้้าซึ่งกระจายออกสูชุมชน สามารถน้าผลการศึกษาไปใชในการเฝูาระวังและ ควบคุมคุณภาพน้้าทิ้งในสถานบริการสาธารณสุขได ค าส าคัญ : ระบบบ้าบัดน้้าเสีย, Activated sludge, AS
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 328 E9.19 การตรวจสุขภาพตามปัจจัยเสี่ยงส าหรับพนักงานโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ศรัญญา อุทัยมา โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา : การมีสุขภาพที่ดียอมกอใหเกิดความพรอมในการปฏิบัติงานอยาง เต็มความสามารถ สงผลใหงานออกมามีประสิทธิภาพสูง และเป็นเครื่องบงชี้ถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ปัจจัยที่ สงผลกระทบตอสุขภาพมีหลายปัจจัย ทั้งพฤติกรรมการใชชีวิตประจ้าวัน สภาพแวดลอมรวมถึงสิ่งคุกคามตางๆ ในพื้นที่ปฏิบัติงาน ทั้งทางดานกายภาพ เคมี ชีวภาพ และเออร์โกโนมิคส์ กอใหเกิดปัญหาสุขภาพและการ เจ็บปุวยขึ้น โดยเฉพาะโรคที่เกิดจากการท้างาน การตรวจสุขภาพตามปัจจัยเสี่ยงจึงมีความส้าคัญในการชวย คัดกรอง เพื่อวางแผนสุขภาพใหเหมาะสม ทั้งการปูองกัน สงเสริม และฟื้นฟูสุขภาพ อีกทั้งยังเป็นแนวทางใน การปรับปรุงสภาพแวดลอมการปฏิบัติงานใหเกิดความปลอดภัยสูงสุดกับพนักงานและผูรับบริการ วัตถุประสงค์ : เพื่อคัดกรองสุขภาพของพนักงาน และน้าขอมูลสุขภาพที่ไดไปออกแบบการดูแลสุขภาพ รวมถึงเป็นขอเสนอแนะแนวทางพัฒนาสภาพแวดลอมในการท้างานใหเหมาะสมกับการปฏิบัติงานของ พนักงาน วิธีการด าเนินการ : 1) ส้ารวจพื้นที่ปฏิบัติงาน 2) ประเมินความเสี่ยงสุขภาพ 3) ก้าหนดโปรแกรมตรวจ สุขภาพตามความเสี่ยง 4) ด้าเนินการตรวจสุขภาพตามที่ก้าหนด 5) สรุปและประเมินผลการตรวจสุขภาพ ผลการศึกษา : จากการส้ารวจพื้นที่ปฏิบัติงานที่มีความเสี่ยงในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ทั้งหมดจ้านวน 91 แผนก พบวา มีหนวยงานที่มีความเสี่ยงจากการท้างานและไดรับการจัดรายการตรวจ สุขภาพตามปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติมจ้านวน 24 แผนก โดยมีการจัดโปรแกรมการตรวจตามลักษณะพื้นที่การท้างาน ออกเป็น 9 โปรแกรม รวมทั้งสิ้น 18 รายการ พนักงานเขารับการตรวจตามโปรแกรมตรวจสุขภาพตามปัจจัย เสี่ยง คิดเป็นรอยละ 86.06 ผลการตรวจสมรรถภาพการมองเห็น พบผิดปกติรอยละ 77.78 ผลการตรวจ สารเคมีในเลือด (Formic acid) พบผิดปกติรอยละ 18.18, ผลการตรวจคา CBC พบผิดปกติรอยละ 15.25 ผลการตรวจการท้างานของตับ (SGOT) พบผิดปกติรอยละ 12.5, ผลการตรวจสมรรถภาพการไดยิน พบ ผิดปกติรอยละ 11.11, ผลการตรวจการท้างานของตับ (SGPT) พบผิดปกติรอยละ 8.33, และผลการตรวจการ ท้างานของไต (Creatinine) พบผิดปกติรอยละ 8.33 ข้อเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้ : 1) ประสานการท้างานรวมกับทีมสหวิชาชีพ เพื่อวางแผนการ ท้างานรวมกันทั้งดานการคัดกรอง ปรับปรุง และการใหความรูเกี่ยวกับการปฏิบัติงานที่ปลอดภัย รวมถึงการ ติดตามขยายผลในกลุมพนักงานที่ไมเขารับการตรวจตามเกณฑ์ 2) ควรจัดใหมีการตรวจสุขภาพตามปัจจัย เสี่ยงกอนเริ่มงานเพิ่มเติม เพื่อคัดกรองและเฝูาระวังโรคจากการท้างานไดอยางมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ค าส าคัญ : ตรวจสุขภาพ, ความเสี่ยง, สภาพแวดลอมในการท้างาน
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 329 มหกรรมคุณภาพ HACC Forum นครชัยบุรินทร์ครั้งที่ 16 “Growth Mindset for Better Healthcare System” ในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 08.30-17.00 น. ณ โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา E- Poster Presentation กลุ่มที่ 10 Innovation/Technology/Lean จ านวน 21 เรื่อง น าเสนอวันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 เวลา 14.30-18.30 น ห้องอรพิม ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์ โทรศัพท์ หมาย เหตุ 1 14.30 - 14.40 น. การศึกษารูปแบบ Smart OPD ของโรงพยาบาลหลวงพอคูณ ปริสุทฺโธ นางสาวณปภัช รัตนวิชัย โรงพยาบาล หลวงพอคูณ ปริ สุทฺโธ นครราชสีมา 064- 6956393 2 14.40 - 14.50 น. การลดอุบัติเหตุจราจร อ้าเภอ พลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์ นางชนิตา ซิวประ โคน โรงพยาบาล พลับพลาชัย บุรีรัมย์ 087- 7986136 3 14.50 - 15.00 น. การพัฒนาแนวทางการแกไข ปัญหาอุบัติเหตุจราจรโดย บูรณาการการมีสวนรวมของ คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพ ชีวิตระดับอ้าเภอ ของอ้าเภอ บุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี นางสาวณัฐธิดา บังศรี โรงพยาบาล บุณฑริก อุบลราชธานี 085- 0772843 4 15.00 - 15.10 น. ระบบการจัดการผูปุวยแบบ บูรณาการผานระบบการดูแล ผูปุวยในที่บาน (Home Ward) โรงพยาบาลรัตนบุรี นางสาวพัลลภา อินทร์เหลา โรงพยาบาลรัต นบุรี สุรินทร์ 094- 4787259 5 15.20 - 15.30 น. การประยุกต์ใช Looker Studio ส้าหรับการพัฒนา ระบบรายงานงบคาเสื่อม และ งบลงทุนแบบ Online Real– time โรงพยาบาลวารินช้าราบ จังหวัดอุบลราชธานี นายณภัค พล อ้านวย โรงพยาบาลวา รินช้าราบ อุบลราชธานี 098- 2898396 6 15.30 - 15.40 น. การพัฒนาระบบรายงาน ออนไลน์เพื่อบริหารงบพัฒนา บุคลากร โรงพยาบาลวารินช้า ราบ อ้าเภอวารินช้าราบ จังหวัดอุบลราชธานี นางฐินันท์พัทธ์ สิ มานุรักษ์ โรงพยาบาลวา รินช้าราบ อุบลราชธานี 094- 5559695 7 15.40 - 15.50 น. การพัฒนารูปแบบการสงผล งานคุณภาพผานระบบออนไลน์ นางสาวภัชรินทร์ โมแกว โรงพยาบาลวา รินช้าราบ อุบลราชธานี 091- 0211011 8 15.50 - 16.00 น. โปรแกรมรายงานผลการตรวจ สุขภาพในผูรับบริการที่มา ตรวจสุขภาพประจ้าปี ที่ โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสีมา นางนุจรี อั่วกลาง โรงพยาบาลสง เริมสุขภาพศูนย์ อนามัยที่ 9 นครราชสีมา นครราชสีมา 093- 4193616 9 16.00 - เชื่อมโยงไรรอยตอและบูรณา นางสาวดาว โรงพยาบาลบัว นครราชสีมา 086-
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 330 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์ โทรศัพท์ หมาย เหตุ 16.10 น. การการดูแลผูปุวยระยะกลาง ดวยระบบการโทรปรึกษา ทีมสหสาขาวิชาชีพ ประกาย แกวนอก ใหญ 6009143 10 16.10 - 16.20 น. Smart OPD ลดระยะเวลารอ คอยผูปุวยนอก นางรุจิเรศ ศรีลาย โรงพยาบาล เกษตรสมบูรณ์ ชัยภูมิ 091- 0527121 11 16.20 - 16.30 น. พัฒนาระบบการแจงเตือน ผูปุวย Clinic CAPD ที่ Admit และ Refer ผานระบบ ALEART by Line Notify นางพัชราภรณ์ วงศ์ปรเมษฐ์ โรงพยาบาลชุม พวง นครราชสีมา 087- 2611312 12 16.30 - 16.40 น. การพัฒนารูปแบบการเตรียม ความพรอมกอนผาตัดดวยการ ใชแอพพลิเคชั่นไลน์ นางเตือนใจ มะณี จันทร์ และ นางสาวลลนา ยศ รุงเรือง โรงพยาบาล หนองบัวแดง ชัยภูมิ 091- 0200152 13 16.40 - 16.50 น. ER Phakdee I-Service V.1 นายพีระ ทองปั้น โรงพยาบาลภักดี ชุมพล ชัยภูมิ 081- 9664850 14 16.50 - 17.00 น. Navigator E-Queue คุณละมัย พล สวัสดิ์ โรงพยาบาล กรุงเทพราชสีมา นครราชสีมา 083- 2896149 15 17.00 - 17.10 น. นวัตกรรม Paperless Admission ร.อ.หญิง สิริพร อภัยบุรี โรงพยาบาลคาย สุรนารี นครราชสีมา 062- 2614288 16 17.10 - 17.20 น. โปรแกรมแสดงล้าดับผูเขารับ บริการหองฉุกเฉิน โรงพยาบาลคายสุรนารี (FSH Service Queue) นายณัฐพงศ์ ไพเราะ โรงพยาบาลคาย สุรนารี นครราชสีมา 062- 2614288 17 17.20 - 17.30 น. การพัฒนาโปรแกรม Cataract–Okamod.com ส้าหรับ คัดกรองผูปุวยตอกระจก ใน ศูนย์ผาตัดตอกระจกจังหวัด บุรีรัมย์ นายธนวิชญ์ วัชระ เงิน โรงพยาบาลหวย ราช บุรีรัมย์ 083- 6819697 18 17.30 - 17.40 น. โครงการพัฒนาระบบผูปุวยใน ไรกระดาษ (IPD Paperless: Kips) โรงพยาบาลขามทะเลสอ จังหวัดนครราชสีมา นางสาวศิริลักษณ์ สอนจันทร์ โรงพยาบาล ขามทะเลสอ นครราชสีมา 093- 3210058 19 17.40 - 17.50 น. นวัตกรรมการใชแนวคิด LEAN, บาร์โคด และ Line notify ควบคุมเจาหนี้การคา นายประทีป ลิขิต ด้ารงเกียรติ โรงพยาบาลคู เมือง บุรีรัมย์ 086- 2507735 20 17.50 - 18.00 น. นวัตกรรมติดตามระบบ Maintenance ดวย Looker Studio นายสามารถ บุษบงค์ โรงพยาบาลคู เมือง บุรีรัมย์ 086- 2507735
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 331 E10.1 การศึกษารูปแบบ Smart OPD ของโรงพยาบาลหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ ณปภัช รัตนวิชัย แผนกผูปุวยนอก โรงพยาบาลหลวงพอคูณ ปริสุทฺโธ อ้าเภอดานขุนทด บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : จากนโยบายกระทรวงสาธารณสุข ปี 2566 มุงเนนใหคนไทยสุขภาพดี เศรษฐกิจมั่งคั่ง (Health for Wealth) เพื่อมุงสูเปูาหมายประชาชนแข็งแรง เศรษฐกิจไทยเขมแข็ง เขตสุขภาพที่ 9 ก้าหนดแผนยุทธศาสตร์ พ.ศ. 2566 - 2568 มุงเนนองค์กรเป็นเลิศดานการบริหารจัดการดานสุขภาวะ (Smart Organization) โดยพัฒนาศักยภาพ สถานบริการสูการเป็น Smart Hospital เนนกลุม Secondary Care ใหปรับโฉมโรงพยาบาลใหทันสมัย ใชระบบ IT ขับเคลื่อน เพื่อใหประชาชนเขาถึงบริการสุขภาพไดมากขึ้น สะดวก และรวดเร็ว จากที่กลาวมานั้น สอดคลองกับนโยบายของ โรงพยาบาล ที่ตองการพัฒนาการบริการรูปแบบ Smart OPD เพื่อใหผูรับบริการไดรับความสะดวก และรวดเร็วมากขึ้น จึง ท้าการศึกษารูปแบบ Smart OPD ของโรงพยาบาลหลวงพอคูณ ปริสุทฺโธ เพื่อเป็นขอมูลพื้นฐานการพัฒนาและปรับปรุงระบบ บริการใหมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาและประเมินรูปแบบ Smart OPD ของโรงพยาบาลหลวงพอคูณ ปริสุทฺโธ วิธีการด าเนินการ : การศึกษาครั้งนี้ใชเครื่องมือแบบประเมินเกณฑ์ Smart OPD หนวยงานบริการสังกัดกรมการแพทย์ จ้านวน 7 ขอ (คะแนนเต็ม 12 คะแนน) โดยมีหัวขอในการประเมินดังนี้ 1) สถานสะอาด สวยงาม ปลอดภัย 2) การจัดสถานที่ มีความทันสมัย (Digital Look) : ระบบการจัดคิว 3) การจัดขอมูลเวชระเบียนผูปุวยดวยรูปแบบิเล็กทรอนิกส์ (EMR: Electronic Medical Records) 4) การยกเลิกการเรียกรับส้าเนาบัตรประชาชนหรือเอกสารอื่นๆที่ออกโดยราชการ 5) การใช ใบสั่งยาในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ 6) การมีขอมูลระยะเวลารับบริการทุกคลินิก และ 7) การช้าระคาบริการ ยา หรือหัตถการ อื่น ๆ ดวยระบบออนไลน์ โดยใหพยาบาลวิชาชีพผูปฏิบัติงานที่แผนกผูปุวยนอก จ้านวน 7 ทานเป็นผูประเมินคะแนน และน้า ขอมูลมาวิเคราะห์ ดวยสถิติ รอยละ ผลการศึกษา : พบวา ขอที่ผานเกณฑ์รอยละ 100 ไดแก โรงพยาบาลผาน Green and Clean ระดับมาตรฐานกรมอนามัย การจัดขอมูลเวชระเบียนดวยรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EMR) การยกเลิกการเรียกรับส้าเนาบัตรประชาชนหรือเอกสารอื่น ๆ ที่ ออกโดยราชการ การใชใบสั่งยาในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ และการมีขอมูลระยะเวลารับบริการทุกคลินิก สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : รูปแบบ Smart OPD ของโรงพยาบาลหลวงพอคูณ ปริสุทฺโธ ตองพัฒนาเพิ่มเติม จ้านวน 5 หัวขอ ดังนี้ 1) การจัดสถานที่ใหดูทันสมัย สะอาด สวยงาม และเพียงพอตอการใหบริการ 2) มีระบบปรับอากาศ และระบบหมุนเวียนอากาศ อากาศถายเทสะดวก 3) ระบบนัดคิวออนไลน์ ที่สามารถนัดหมายแบบเหลื่อมเวลาในการรับ บริการ 4) ระบบแจงเตือนคิวรับบริการผานชองทางออนไลน์ หรือชองทางอื่นๆ และ 5) การช้าระเงิน ยา หรือหัตถการอื่น ๆ ดวยระบบออนไลน์ เชน การ scan QR code หรือ Internet Banking พรอมทั้งควรท้าการประเมินความคาดหวังของผูมารับ บริการ เพื่อสะทอนขอมูลการจัดบริการใหตรงกับความคาดหวังของผูรับบริการ และน้าขอมูลไปพัฒนาระบบใหมีประสิทธิภาพ มากขึ้น ค าส าคัญ : Smart OPD, แผนกผูปุวยนอก, OPD
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 332 E10.2 การลดอุบัติเหตุจราจรอ าเภอพลับพลาชัย จ.บุรีรัมย์ ชนิตา ซิวประโคน โรงพยาบาลพลับพลาชัย บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : อ้าเภอพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์ มีประชากรจ้านวน 47,586 คน (ขอมูล ณ วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2565 ชาย 23,976 คน หญิง 23,610 คน) มีองค์กรปกครองสวนทองถิ่น 6 แหง ประกอบดวย 5 ต้าบล 67 หมูบาน เสนทางคมนาคมอยูในความรับผิดชอบของทางหลวงชนบท เป็นถนนทางเลี่ยงเมือง เสนทาง คมนาคมทางหลวงชุมชนและถนนเชื่อมผานหลายสาย ในการเดินทางของประชาชนในพื้นที่จังหวัดภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ จึงมีนโยบาย ถนนสีขาว ถนนปลอดภัย เสน 2208 ประโคนชัย – กระสัง มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุ ทางถนน ปี2561-2566 ดังนี้ 519,455,359,369,353 และ 323 รายตามล้าดับ และมีจ้านวนผูเสียชีวิต 8, 3, 7, 4, 3 และ 1 รายตามล้าดับ วัตถุประสงค์ : 1) เพื่อปูองกันและแกไขปัญหาอุบัติเหตุจราจรใหลดลงกวาปีที่ผานมา 2) เพื่อประชาสัมพันธ์ให ประชาชนทั่วไป ผูใชรถใชถนนใหถือปฏิบัติตามกฎหมายและอยูในความไมประมาท รูจักการปูองกันอุบัติเหตุดาน จราจรและการใชเสนทางตาง ๆ วิธีการด าเนินการ : 1) แตงตั้งคณะท้างานระดับอ้าเภอมีคณะท้างานฝุายตาง ๆ พรอมมอบหมายภารกิจ และจัดท้า บันทึกความรวมมือ 2) ขับเคลื่อนการด้าเนินงานการปูองกันและลดจ้านวนการเกิดอุบัติเหตุจราจร ผานคณะท้างาน พัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอ้าเภอ และคณะท้างานพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับต้าบล 3) ชี้เปูาหมายจุดเสี่ยงระดับต้าบล เพื่อหาแกไขเบื้องตน 4) บังคับใชกฎหมายอยางเขมงวด 5) ผูน้าชุมชนจัดตั้งดานชุมชนและตั้งกติการวมของชุมชน พรอมสรางจิตส้านึกและวัฒนธรรมความปลอดภัย และมีการประชาสัมพันธ์การปูองกันและลดอุบัติเหตุทางถนนโดยหอ กระจายขาวในชุมชนและประเมินผลทุกวัน 6) ประเมินผลและรายงานผลระดับอ้าเภอทุกวัน 7) ใชเทคโนโลยี ID Line ในการสงตอขอมูลรายงานขอมูลเป็นปัจจุบัน วิเคราะห์ขอมูลเพื่อใชวางแผนการด้าเนินงานปีตอไป ผลการศึกษา : จากการวิเคราะห์ขอมูลการเกิดอุบัติเหตุจราจร ในปี พ.ศ. 2561–2566 มีจ้านวนการเกิดอุบัติเหตุทาง ถนน 519,455,359,369,353 และ 323 รายตามล้าดับ และมีจ้านวนผูเสียชีวิต 8,3,7,4,3 และ 1 รายตามล้าดับ จ้าแนกตามยานพาหนะ รอยละ 91.95 เป็นรถจักรยายนต์ รอยละ 67.0 เป็นคนขับ พฤติกรรมเสี่ยง รอยละ 84.52 ไมสวมหมวกนิรภัย รอยละ 63.15 ดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งในจ้านวนผูบาดเจ็บทั้งหมดจะเป็นเพศชาย > เพศหญิง ที่เกิด เหตุมากที่สุด ชวงเวลา 16.01-20.00 น.คิดเป็น 34.09% บทเรียนที่ได้รับ : เกิดภาคีเครือขายในการด้าเนินงานครอบคลุมทุกหนวยงานในพื้นที่ เกิดศูนย์ความปลอดภัยทาง ถนนระดับอ้าเภอเป็นรูปธรรม มีการประสานการท้างานในระดับผูปฏิบัติในพื้นที่ชัดเจนครอบคลุมองค์กรปกครอง สวนทองถิ่น ผูน้าชุมชน รพ.สต. โรงพยาบาล โรงเรียน สถานีต้ารวจ และกูภัยเอกชน สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : 1) สถานศึกษาระดับโรงเรียนมัธยมศึกษา และโรงเรียนขยายโอกาส มี นโยบายใหนักเรียนและบุคลากรของสถานศึกษาที่ขับขี่และซอนทายรถจักรยานยนต์สวมหมวกนิรภัย 100% 2) สถานีต้ารวจ มีการจัดอบรมใหความรูดานกฎหมายจราจรใหกับเด็กนักเรียน ในสถานศึกษาระดับโรงเรียนมัธยมศึกษา และโรงเรียนขยายโอกาสทุกแหง (จราจรนอย)
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 333 E10.3 การพัฒนาแนวทางการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุจราจรโดยบูรณาการการมีส่วนร่วมของ คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอ าเภอของอ าเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี ณัฐธิดา บังศรี โรงพยาบาลบุณฑริก บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : สถานการณ์อุบัติเหตุจราจรในพื้นที่พบวาจ้านวนอุบัติเหตุจราจรมีแนวโนม ลดลง แตมีความรุนแรงมากขึ้น โดยพบวาปี 2563-2565 มีอุบัติเหตุจราจรทั้งหมดจ้านวน 278, 316 และ 175 ครั้งตามล้าดับ อัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจร 4.5, 10.8 และ 6.3 ตอแสนประชากร ตามล้าดับ ซึ่งจาก การวิเคราะห์สาเหตุและปัญหาในพื้นที่พบวาการเกิดอุบัติเหตุในแตละครั้งคอนขางรุนแรง ผูเสียชีวิตสวนใหญ เสียชีวิต ณ จุดเกิดเหตุ ทางทีมมีการทบทวนพบวามีจุดเสี่ยงในพื้นที่โดยพบจุดเสี่ยง 10 จุด ดังนั้นผูศึกษาจึงมี ความสนใจในการพัฒนาแนวทางการแกไขปัญหาอุบัติเหตุจราจรโดยบูรณาการ การมีสวนรวมของ คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอ้าเภอ เพื่อลดปัญหาการเกิดอุบัติเหตุจราจรในพื้นที่อ้าเภอบุณฑริก วัตถุประสงค์ : 1) เพื่อพัฒนาแนวทางการแกไขปัญหาอุบัติเหตุจราจรโดยบูรณาการ การมีสวนรวมของ คณะกรรมการ พัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอ้าเภอของอ้าเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี 2) เพื่อประเมินผล แนวทางการแกไขปัญหาอุบัติเหตุจราจรโดยบูรณาการมีสวนรวมของคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับ อ้าเภอของอ้าเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี วิธีด าเนินการ : 1) รูปแบบการศึกษา การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) 2) สถานที่ด้าเนินการ อ้าเภอ บุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี 3) ผูเขารวมวิจัย คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอ้าเภอ 4) เครื่องมือที่ใช ในการวิจัย บันทึกการรักษาของโรงพยาบาล รายงานชันสูตร แบบสรุปการสอบสวนอุบัติเหตุจากการจราจร 5) วิธีการเก็บขอมูล แบบสัมภาษณ์ และแบบสอบถาม และ 6) การวิเคราะห์ขอมูล โดยใชสถิติเชิงพรรณนา ศึกษา ระบาดวิทยาเชิงพรรณนา โดยศึกษาภาพรวมของเหตุการณ์ พฤติกรรมผูขับขี่ พฤติกรรมผูโดยสาร และลักษณะการ บาดเจ็บ ผลการศึกษา : แนวทางการแกไขปัญหาอุบัติเหตุจราจร ไดมีการด้าเนินการรวมกับภาคีเครือขายโดยจัดตั้ง คณะกรรมการ RTI ระดับอ้าเภอ มีการส้ารวจจุดเสี่ยงในพื้นที่โดยพบจุดเสี่ยง 10 จุด มีการสอบสวนเพื่อหา แนวทางการปูองกันเมื่อพบเหตุการณ์อุบัติเหตุจราจรเสียชีวิต พัฒนาระบบ EMS ในพื้นที่เพื่อการเขาถึงผูปุวย กลุม trauma อยางรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยมีหนวยกูชีพระดับต้าบลจ้านวน 9 หนวยครอบคลุมทั้ง 8 ต้าบล พัฒนาระบบสงตอในกลุมผูปุวย Trauma การประสานงานกับภาคีเครือขายจัดการจุดเสี่ยงโดยการ จัดท้าปูายเตือนและแกไขตามปัญหาของแตละจุด คืนขอมูลแกชุมชนการใหสุขศึกษาประชาสัมพันธ์ รวมทั้ง การตั้งดานชุมชนในชวงเทศกาล ส้าหรับปี 2566 พบผูปุวยที่เสียชีวิตจุดเสี่ยงซ้้าจ้านวน 1 ราย ซึ่งท้าใหพบวา ในกระบวนการแกไขปัญหาอุบัติเหตุจราจรโดยบูรณาการการมีสวนรวมของคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิต ระดับอ้าเภอสามารถจัดการแกไขปัญหาอุบัติเหตุจราจรรุนแรงบริเวณจุดเสี่ยงได สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : เพื่อใชเป็นแนวทางในการปูองกันอุบัติเหตุจราจรในพื้นที่อ้าเภอ บุณฑริก และสามารถน้าไปปรับใชกับพื้นที่อื่นได ค าส าคัญ : อุบัติเหตุจราจร, พชอ., ภาคีเครือขาย
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 334 E10.4 ระบบการจัดการผู้ปุวยแบบบูรณาการผ่านระบบการดูแลผู้ปุวยในที่บ้าน (Home Ward) โรงพยาบาลรัตนบุรี พัลลภา อินทร์เหลา โรงพยาบาลรัตนบุรี บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญส าคัญ : โรงพยาบาลรัตนบุรี รับผูปุวยไดจริง 137 ปัจจุบันมีปริมาณผูปุวย จ้านวนมากรวมทั้งผูปุวยหนักวิกฤตใสทอชวยหายใจ ผูปุวยผาตัด เพื่อลด ความแออัด ลดภาระเรื่องคาใชจาย ในขณะนอนโรงพยาบาล เพิ่มการเขาถึงบริการสุขภาพ ผูปุวยไดรับการดูแลอยางอบอุนจากญาติ จึงไดมีการ พัฒนาระบบการดูแลผูปุวยในที่บาน (Home Ward) เป็นการรักษาพยาบาล ผูปุวยที่บาน ที่มีมาตรฐานการ ดูแลเทียบเคียงกับผูปุวยในโรงพยาบาล (IPD) โดยยึดผูปุวยเป็นศูนย์กลาง (Patient Centered Care) และ ค้านึงถึงความปลอดภัยของผูปุวยเป็นส้าคัญตามมาตรฐานการรักษา วัตถุประสงค์การศึกษา : 1) เพื่อพัฒนาระบบการดูแลผูปุวยแบบผสมผสาน ทั้งผูปุวยหนักวิกฤต ผูปุวยใน ตอเนื่องสูระบบผูปุวยในที่บาน 2) เพื่อพัฒนาระบบการดูแลผูปุวยผาตัดไสติ่งแบบวันเดียวกลับ (ODS) ตอเนื่องสูระบบผูปุวยในที่บาน 3) เพื่อยกระดับการบริการดูแลผูปุวยในที่บานในเคสที่ซับซอน และขยายไปยัง กลุมโรคอื่นใหมีประสิทธิภาพ วิธีการด าเนินงาน : 1) ประชุมและจัดตั้งคณะกรรมการปฏิบัติงานและเริ่มด้าเนินการ เดือนกุมภาพันธ์ 2566 2) จัดท้าแนวทางการดูแลผูปุวย 7 กลุมโรค และดูแลผูปุวยตามแนวทางที่ก้าหนดอยางปลอดภัย ผลการด าเนินงาน : ด้าเนินการโรค 7 กลุมโรค มีผูปุวยรับบริการสะสมทั้งสิ้น 150 ราย โรคโควิด-19 45 ราย โรคเบาหวาน 34 ราย โรคปอดอักเสบ 31 ราย (เป็นผูปุวยหนักวิกฤต หลังใสทอชวยหายใจ 2 ราย) โรคไสติ่ง อักเสบผาตัดแบบวันเดียวกลับ (ODS) 11 ราย( แหงเดียวในเขตสุขภาพที่ 9) แผลกดทับ 9 ราย โรคติดเชื้อ ทางเดินปัสสาวะ 13 ราย ความดันโลหิตสูง 7 ราย อาการทุเลาและหายปุวยรวม 148 ราย ไมทุเลา 2 ราย ไม มีภาวะแทรกซอน ไมมีผูปุวยเสียชีวิต เบิกคาชดเชยลาสุด 143 ราย ยอด 1,394,207 บาท ผูปุวยสามารถดูแล ตัวเองที่บาน ไดรับความพึงพอใจจากผูปุวยและญาติ 90.01 % สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : การดูแลผูปุวยแบบ home ward เป็นการดูแลผูปุวยที่ ปลอดภัย ไมมีภาวะแทรกซอน ผูปุวยไดอยุบานกับครอบครัว และผูปุวยที่ผาตัดไสติ่งสามารถผาตัดแบบวัน เดียวกลับรวมกับ Home ward โดยผูปุวยปลอดภัยไมมีภาวะแทรกซอน แตตองอาศัยความรวมมือรวมใจของ ภาคีเครือขายทุกภาคสวน ผูบริหาร บุคลากร ภาคประชาชนใหความรวมมือในการดูแลผูปุวย และหนวยงาน สาธารณสุข โรงพยาบาลและทีม 3 หมองานจึงจะส้าเร็จได ค าส าคัญ : การดูแลผูปุวยในที่บาน (Home Ward), One Day Surgery, ผูปุวยเป็นศูนย์กลาง
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 335 E10.5 การประยุกต์ใช้ Looker Studio ส าหรับการพัฒนาระบบรายงานงบค่าเสื่อม และงบลงทุนแบบ Online Real–time โรงพยาบาลวารินช าราบ จ.อุบลราชธานี ณภัค พลอ้านวย, สถาพร มณี, ล้าใย ตางาม, ปรินรัตน์ จันดาพืช โรงพยาบาลวารินช้าราบ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : จากแนวคิด Data-Driven Organization ที่มุงเนนใหหนวยงานน้าเทคโนโลยีเขามาใชในการ บริหารองค์กรใหมีความทันสมัย สะดวก รวดเร็ว ตามนโยบาย EMS และจากความนาสนใจของลุกเกอร์ สตูดิโอ (Looker Studio) ซึ่งเป็นเครื่องมือของ Google Marketing Platform บนระบบคลาวด์ ผูศึกษาจึงไดพัฒนานวัตกรรมการรายงาน ขอมูลครุภัณฑ์ สิ่งกอสรางงบคาเสื่อมและงบลงทุนของรพ. ผานระบบออนไลน์ เพื่อใหผูบริหาร หัวหนากลุมงาน รวมทั้งเอกชน สามารถเขาถึงขอมูลไดรวดเร็ว ไมตองใชเอกสารรายงานตางๆ ลดการใชกระดาษ ลดระยะเวลารอคอยและชวยใหผูบริหาร สามารถมีขอมูลไวส้าหรับน้าเสนอไดตลอดเวลา วัตถุประสงค์การศึกษา : เพื่อพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ส้าหรับระบบรายงานและแจงสถานะ การด้าเนินงาน งบคาเสื่อมและ งบลงทุน รพ.วารินช้าราบ วิธีการด าเนินการ : เป็นการพัฒนาโปรแกรมประยุกต์แบบออนไลน์บนระบบคลาวด์ดวย Google Looker Studio ศึกษาชวง เดือนมกราคม – มิถุนายน 2566 โดยการรวมคิด รวมพัฒนาของกลุมงานยุทธศาสตร์ งานพัสดุ และงานการเงิน ซึ่งใชแนวคิด เชิงออกแบบ (Design Thinking) ในการพัฒนาระบบรายงาน มี 5 ขั้นตอนคือ 1.Empathize (การท้าความเขาใจปัญหา) 2.Define (ก้าหนดขอบเขตของระบบ) 3.Ideate (การสรางสรรค์รูปแบบรายงาน) 4.Prototype (การสรางแฟลตฟอร์ม ส้าหรับอัปเดทขอมูล) 5.Test (การทดสอบและประเมินระบบ) จากนั้นประเมินผลความพึอพอใจของผูใชงานดวย แบบสอบถาม เพื่อน้าผลที่ไดไปปรับปรุงและพัฒนา ผลการศึกษา : 1.ด้านระบบรายงาน 1.1) ระยะเวลาการรายงานรวดเร็วขึ้นสามารถรับรูขอมูลไดภายใน 3 วินาทีเมื่อเทียบกับ ระบบรายงานแบบเดิม 1.2 ระยะเวลาในการจัดซื้อจัดจางรวดเร็วขึ้น 1.3 สรางการน้าเสนอที่หลากหลาย สวยงามงายตอการ ใชงาน ไมตองท้าซ้้า 1.4 การเขาถึงขอมูลแบบออนไลน์ไดตลอดเวลาในทุกพื้นที่ที่มีอินเตอร์เน็ต 2.ด้านความพึงพอใจของ ผู้ใช้งาน จ้านวน 40 คน พบวา ความพึงพอใจดานระบบรายงานแผนงบลงทุน งบคาเสื่อมเขาถึงงาย การจัดรูปแบบเหมาะสม ตอการใชงานคิดเป็นรอยละ 90.00 ดานระบบตอบสนองตรงตามความตองการของผูใชงานคิดเป็นรอยละ 92.50 ดานระบบ รายงานมีประสิทธิภาพและพรอมใหบริการแกผูใชงานคิดเป็นรอยละ 90.00 ดานระบบรายงานมีความปลอดภัยคิดเป็นรอยละ 87.50 และความพึงพอใจภาพรวมการใชงานระบบรายงานคิดเป็นรอยละ 92.50 สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : การพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ระบบการรายงานสถานะ การด้าเนินงานงบคา เสื่อมและงบลงทุนที่พัฒนาขึ้น สามารถใหขอมูลเพื่อการวิเคราะห์และสรุปสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อใหผูบริหารเขาใจขอมูลไดดีขึ้นและ น้าไปใชในการวางแผนกลยุทธ์ในการปรับปรุงกระบวนการด้าเนินงานใหเกิดผลลัพธ์ที่ดี ลดระยะเวลาและลดการใชทรัพยากร อีกทั้งสามารถใชเป็นเครื่องมือในการควบคุม ก้ากับ ติดตาม และรายงานความกาวหนาสถานะการด้าเนินงาน สามารถน้าไปใช ในการพัฒนาระบบรายงานตางๆในรพ.ได เชน ออกแบบการน้าเสนอระบบรายงานดานการเงินการคลัง ขอมูลดานการรักษา ฯลฯ ค าส าคัญ : การประยุกต์,การพัฒนา, งบคาเสื่อม, งบลงทุน, ลุกเกอร์ สตูดิโอ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 336 E10.6 การพัฒนาระบบรายงานออนไลน์เพื่อบริหารงบพัฒนาบุคลากร โรงพยาบาลวารินช าราบ อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี ฐินันท์พัทธ์ สิมานุรักษ์ กลุมงานพัฒนาทรัพยากรบุคคล โรงพยาบาลวารินช้าราบ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ในยุคที่หลายองค์กรตางมุงสูองค์กรที่ขับเคลื่อนดวยขอมูล ที่ตองปรับรูปแบบการท้างานโดย ใชขอมูลเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจทุกๆกิจกรรมภายในองค์กร โรงพยาบาลวารินช้าราบ ก้าลังขยายการบริการจาก 250 เตียง เป็น 400 เตียงในปี 2568 มีการใหบริการที่ซับซอนขึ้น มีคาใชจายในการลงทุนดานครุภัณฑ์และก้าลังคนเพิ่มขึ้น บุคลากรตองไดรับการพัฒนาสมรรถนะที่สอดคลองตามเข็มมุงของโรงพยาบาล ปัญหาที่พบคือไมมีระบบการรายงานงบพัฒนา บุคลากรที่ใหผูบริหารก้ากับ ติดตามที่เป็นปัจจุบัน และไมมีการก้าหนดวงเงิน ท้าใหงบพัฒนาบุคลากรที่ผานมาเกินวงเงินที่ ก้าหนด ดังนั้นการพัฒนาระบบรายงานออนไลน์เพื่อการควบคุมงบประมาณการพัฒนาบุคลากรขึ้น เพื่อใหผูบริหารใชขอมูลใน การตัดสินใจ เป็นการชวยลดคาใชจายใหแกโรงพยาบาลอีกหนึ่งชองทาง วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาระบบรายงานและควบคุมงบพัฒนาบุคลากรรูปแบบออนไลน์ วิธีด าเนินการ : ใชกรอบแนวคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) คือ 1) เขาใจ : สอบถามขอมูลจากผูที่เกี่ยวของ 2) ก้าหนด ปัญหา : ที่จะแกไขและรวบรวมขอมูล 3) คิดคนแนวคิด : การจัดระเบียบขอมูลที่ตองการใน google sheet 4) สรางตนแบบ : แฟลตฟอร์ม Looker studio ส้าหรับอัพเดทขอมูล 5) ทดสอบ : โดยการส้ารวจความคิดเห็นของผูใชงาน 6) น้าไปใช: การ แชร์ขอมูลรายงานบนเว็บไซด์ของโรงพยาบาล ผลการศึกษาพบว่า : ด้านระบบงาน 1) งบประมาณในการพัฒนาบุคลากรลดลง 2) เขาถึงขอมูลไดตลอดเวลาและเป็น ปัจจุบัน 3) ลดระยะเวลาในการท้ารายงาน 4) การท้างานเป็นทีมและการแสดงผลที่เหมาะสมในทุกอุปกรณ์ ด้านการใช้ ประโยชน์บุคลากรตอบแบบประเมินทั้งหมด 45 คน พบวา 1) เพื่อเตรียมจัดสรรงบประมาณสงบุคลากรไปอบรม 97.28% 2) เพื่อติดตามตรวจสอบงบประมาณการพัฒนาบุคลากรของกลุมงาน 95.74% ด้านความพึงพอใจ พบวา 1) ดานความ สะดวกในการเขาใชงาน 95.98% 2) ดานประสิทธิภาพ/ประสิทธิผลของระบบรายงาน 93.25% 3) ดานความนาเชื่อถือใน การน้าขอมูลไปใช98.27 4) ดานความปลอดภัยของระบบรายงาน 89.36% 5) ดานความพึงพอใจโดยรวมของการใชระบบ รายงาน 94.45% สรุปการศึกษา : การศึกษาครั้งนี้เป็นการประยุกต์ใชกระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อแกปัญหาและตอบสนองความตองการ ของผูใชงานไดอยางมีประสิทธิภาพ สามารถรวบรวมขอมูลการเบิกจายงบประมาณจากทุกหนวยงานในโรงพยาบาลมาแสดงใน รูปแบบที่เขาใจงาย ชวยใหผูบริหารสามารถติดตามและประเมินผลการใชงบประมาณพัฒนาบุคลากร และน้าขอมูลไปใชใน การวางแผนการพัฒนาบุคลากร น้าไปสูการปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพการใหบริการของโรงพยาบาลไดอยางยั่งยืน การน าไปใช้ประโยชน์ : 1) เขาถึงขอมูลไดสะดวก ชวยในการตัดสินใจไดดีขึ้น 2) ลดขั้นตอนและระยะเวลาในการรวบรวม และน้าเสนอขอมูล 3) ผูบริหาร ติดตามและวิเคราะห์ขอมูลไดอยางรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ 4) ผูบริหารใชขอมูลเพื่อ วางแผนพัฒนาทรัพยากรบุคคลอยางมีระบบ ค าส าคัญ : ระบบรายงานออนไลน์, การบริหารงบประมาณ, การพัฒนาบุคลากร
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 337 E10.7 การพัฒนารูปแบบการส่งผลงานคุณภาพผ่านระบบออนไลน์ ภัชรินทร์ โมแกว, นพ.สถาพร มณี และฐินันท์พัทธ์ สิมานุรักษ์ กลุมงานพัฒนาคุณภาพบริการและมาตรฐาน โรงพยาบาลวารินช้าราบ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : การพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลวารินช้าราบ เป็นกระบวนการที่ส้าคัญเพื่อใหการบริการและ การดูแลสุขภาพที่มีคุณภาพแกประชาชน ซึ่งการพัฒนาคุณภาพรวมไปถึงการจัดมหกรรมคุณภาพของโรงพยาบาล ถือเป็นอีก กิจกรรมส้าคัญในการสงเสริมและพัฒนาคุณภาพของโรงพยาบาล และเป็นโอกาสในการเผยแพรความรูและประสบการณ์ที่ดี ในการดูแลผูปุวยและการบริการทางการแพทย์ จึงไดก้าหนดการจัดมหกรรมคุณภาพโรงพยาบาลและสงผลงาน โดยการสงผล งานเดิมจะเป็นแบบกระดาษ และสงไฟล์ขอมูลผานแฟลชไดร์ฟ ท้าใหมีการสงผลงานเขารวมคอนขางนอย (ผลงานปี 2564 จ้านวน 25 เรื่อง) และพบวามีขอจ้ากัดในการรวบรวมขอมูล ทางทีมงานจึงไดพัฒนารูปแบบการสงผลงานผานระบบออนไลน์ ผานแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อจัดการขอมูลและกระบวนการท้างานใหมีประสิทธิภาพมากขึ้น (ผลงานปี 2566 จ้านวน 35 เรื่อง) ลดตนทุนในกระบวนการท้างาน สามารถตอบสนองความตองการของผูใชงาน ทีมงานสามารถใชขอมูลและตัดสินใจได งายขึ้น วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนารูปแบบการสงผลงานคุณภาพผานระบบออนไลน์ วิธีด าเนินการ : 1) ก้าหนดรูปแบบ และชองทางการสงขอมูลผาน Google From และออกแบบระบบการรายงานขอมูลโดย ใชขอมูลจาก Google sheet 2) พัฒนาและทดสอบระบบเพื่อตรวจสอบความถูกตอง 3) สื่อสารท้าความเขาใจการใช งาน พรอมแกไขปัญหาที่พบ 4) รายงานผลความส้าเร็จแกผูบริหารและผูที่เกี่ยวของ ผานระบบรายงาน looker studio 5) วิเคราะห์ขอมูลและปรับปรุงระบบตามความตองการและความพึงพอใจของผูใชงาน ผลการศึกษา : 1) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการท้างาน และความสามารถในการประมวลผลและการท้างานของระบบได รวดเร็วขึ้น 2) ปรับปรุงคุณภาพผลงาน ชวยใหสามารถสรางผลงานที่มีคุณภาพไดดีขึ้น 3) การลดการสูญเสียเวลา เพิ่มความ คลองตัวในการท้างาน และทรัพยากรที่ไมจ้าเป็นในกระบวนการท้างาน 4) ชวยใหองค์กรสามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลง ในการใชและเทคโนโลยีไดอยางรวดเร็วและมีความยืดหยุน 5) สามารถตอบสนองความตองการของผูใชในทุกระดับ อภิปรายและสรุปผล : จากการพัฒนารูปแบบการสงผลงานคุณภาพผานระบบออนไลน์ (ชวงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน 2566) ท้าใหชวยเพิ่มประสิทธิภาพในการสงผลงานคุณภาพไดรวดเร็ว ลดเวลาและทรัพยากรที่ใชในกระบวนการ สามารถด้าเนินการ ไดภายใน 3 นาที เมื่อเทียบกับระบบเดิมที่ตองใชเวลาประมาณ 1-2 วัน และเพิ่มคุณภาพของผลงานที่สงใหกับผูใชงาน ชวย ลดความยุงยากในการสงผลงาน เพิ่มความคลองตัวในการท้างาน อีกทั้งผูใชงานสามารถสงผลงานและรับขอมูลไดตลอดเวลา ข้อเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้ : จากการพัฒนารูปแบบการสงผลงานคุณภาพผานระบบออนไลน์ โดยการน้า เทคโนโลยีเขามาชวยในการพัฒนาระบบงาน ท้าใหผูใชงานเขาถึงขอมูลไดรวดเร็วขึ้น ผูรับผลงานไดรับความสะดวก และการ บริหารจัดการขอมูลไดดียิ่งขึ้น ค าส าคัญ : การพัฒนา, ระบบออนไลน์, ผลงานคุณภาพ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 338 E10.8 โปรแกรมรายงานผลการตรวจสุขภาพในผู้รับบริการที่มาตรวจสุขภาพประจ าปี ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสีมา นุจรี อั่วกลาง งานตรวจสุขภาพประจ้าปีโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสีมา บทคัดย่อ ปัญหาและสาเหตุโดยย่อ : การตรวจสุขภาพประจ้าปี เป็นสิ่งจ้าเป็นในการคัดกรองสุขภาพเบื้องตนและเป็นการตรวจรักษา ตั้งแตเริ่มแรก เพื่อปูองกันอันตรายจากภาวะแทรกซอนของโรค และใหผูรับบริการมีสภาวะสุขภาพที่ดียาวนานขึ้น การ ใหบริการตรวจสุขภาพ จึงเป็นการอ้านวยความสะดวกแกผูรับบริการในการรับบริการตรวจสุขภาพประจ้าปีและ ท้าให เจาหนาที่สามารถถายทอดความรูดานสุขภาพรายบุคคลตามบริบทของแตละบุคคลเพื่อน้าไปสูการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการ ดูแลสุขภาพตนเองตอไป ผลการด้าเนินงานปีงบประมาณ 2564 ของงานตรวจสุขภาพประจ้าปีโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสีมา มีผูรับบริการจ้านาน 1,558 ราย ซึ่งการด้าเนินงานพบปัญหาคือระบบการรายงานผลตรวจ สุขภาพมีหลายขั้นตอน รูปแบบซับซอน และเกิดความผิดพลาดในการรายงานผล คิดเป็นรอยละ 1.5 ของผูรับบริการ โดยเจาหนาที่ใชเวลาในการลงผลการตรวจสุขภาพเป็นเวลา 4 นาทีตอราย ดังนั้นงานตรวจสุขภาพประจ้าปี โรงพยาบาล สงเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ ๙ นครราชสีมา จึงไดพัฒนาโปรแกรมการรายงานผลการตรวจสุขภาพ เพื่อลดระยะเวลาและ ขั้นตอนการรายงานผลตรวจสุขภาพ เพื่อปูองกันการเกิดขอผิดพลาดในการรายงานผลการตรวจและผูรับบริการเกิดความพึง พอใจในการตรวจสุขภาพประจ้าปี เปูาหมาย : 1) ไมพบอุบัติการณ์ในการรายงานผลผิดพลาด 2) เพื่อลดขั้นตอนการท้างานลงจากเดิม รอยละ 60 3) เพื่อใหผูรับบริการเกิดความพึงพอใจ รอยละ 85 ขั้นตอนการด าเนินงาน : ระยะที่1 วางแผนการด าเนินงาน (Plan) เจาหนาที่ตรวจสุขภาพพูดคุยปัญหาอุปสรรคในการ ด้าเนินงาน ขั้นตอนการใหบริการ และสรุปปัญหาอุปสรรคในการด้าเนินงานเพื่อหาแนวทางแกไข ระยะที่2 ปฏิบัติการ (DO) ประชุมรวมกับเจาหนาที่ IT เพื่อเขียนโปรแกรม รวบรวมขอมูลการรายงานผลทางหองปฏิบัติการเพื่อใหเจาหนาที่ IT เจาหนาที่ IT แนะน้าการใชโปรแกรมรายงานผลตรวจสุขภาพ และทดลองใชโปรแกรมการรายงานผลตรวจสุขภาพ ระยะที่3 การตรวจสอบผลการด าเนินงาน(Check) ตรวจสอบความถูกตองและปรับขอมูลบางสวนใหตรงกับความตองการ ระยะที่4 ปรับปรุงแก้ไขส่วนที่มีปัญหา(Action) ปรับปรุงการใชโปรแกรมการรายงานผล LAB บางรายการอยางตอเนื่องเมื่อมีการ เปลี่ยนแปลงคาปกติตามคาแตละหนวยงานที่โรงพยาบาลสงสิ่งสงตรวจ และเพิ่มรายการ LAB พรอมค้าแนะน้าเมื่อมีรายการ ตรวจเพิ่มเติม การประเมินผลการเปลี่ยนแปลง : ก่อนด าเนินงาน อุบัติการณ์ในการรายงานผลผิดพลาด 1.5% ระยะเวลาขั้นตอนการ ท้างาน 4 นาทีผูรับบริการเกิดความพึงพอใจ 90% หลังด าเนินงาน อุบัติการณ์ในการรายงานผลผิดพลาด 0% ระยะเวลา ขั้นตอนการท้างาน 1 นาที (75%) ผูรับบริการเกิดความพึงพอใจ 95.15% การเรียนรู้ที่ได้รับ : 1)การท้างานเป็นทีม และรวมกันวิเคราะห์ปัญหา รวมถึงการชวยกันวางแผนแกไขปัญหารวมกัน จะชวย ใหการแกไขปัญหาและการปรับปรุงงานมีประสิทธิภาพ และบรรลุตามผลรับตามที่ตองการ 2) การพัฒนางานบริการเป็น สิ่งจ้าเป็น ตองใชขอมูลและปัญหาจากการท้างานมาปรับปรุงระบบบริการ เพื่อใหประสิทธิภาพในการท้างานดีขึ้น 3) การ พัฒนางานเพื่อใหผูรับบริการเกิดความพึงพอใจ โอกาสพัฒนาในครั้งต่อไป : การติดตามรายงานผลตรวจสุขภาพผูรับบริการที่มีคาตรวจทางหองปฏิบัติการวิกฤต ค าส าคัญ : โปรแกรมรายงานผล
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 339 E10.9 เชื่อมโยงไร้รอยต่อและบูรณาการการดูแลผู้ปุวยระยะกลางด้วยระบบการโทรปรึกษาทีมสหสาขาวิชาชีพ : Seamless Integrated Intermediate care system with Teleconsult ดาวประกาย แกวนอก, รัชนีวรรณ กวดนอก และอรสา หนันติ โรงพยาบาลบัวใหญ จังหวัดนครราชสีมา เขตสุขภาพที่ 9 บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ :การดูแลระยะกลาง (IMC) มุงเนนการแกปัญหาการเขาถึงการดูแลฟื้นฟูสมรรถภาพของผูปุวย ที่เชื่อมโยงการบริการระหวางสถานบริการในแตละระดับ เพื่อใหผูปุวยที่พนระยะวิกฤตที่มีอาการคงที่แลว แตยังมีความ บกพรองทางรางกายบางสวนและมีขอจ้ากัดในการปฏิบัติกิจวัตรประจ้าวัน ใหไดรับการดูแลแบบบูรณาการจากทีมสหวิชาชีพ อยางตอเนื่องเป็นเวลา 6 เดือน มีเปูาหมายใหผูปุวยสามารถชวยเหลือตนเอง กลับสูสังคมไดเต็มศักยภาพ และลดการเกิด ความพิการ จากขอมูลผลการด้าเนินงาน ระหวางปีงบ 2563 – 2565 พบวา 1) ปัจจัยดานบริการ ผูปุวยกลุมนี้มีปัญหา ชวยเหลือตนเองไดนอย ท้าใหไดรับการดูแลไมตอเนื่อง รอยละ 27.36 2) ปัจจัยดานบุคลากรไมเพียงพอ ขาดความรูและขาด ความมั่นใจในการดูแลผูปุวยระยะกลาง 3) ปัจจัยดาน ระบบการจัดเก็บและเชื่อมโยงขอมูลไมครบถวน วัตถุประสงค์การศึกษา : 1) เพื่อพัฒนาระบบการดูแลผูปุวยระยะกลางดวยระบบการโทรปรึกษาทีมสหสาขาวิชาชีพ (Teleconsult) 2) เพื่อใหผูปุวยระยะกลางมีความสามารถในการใชชีวิตประจ้าวันเพิ่มขึ้น (BI) วิธีการด าเนินการ : เพื่อใหผูปุวยระยะกลางมีความสามารถในการใชชีวิตประจ้าวันเพิ่มขึ้น (BI)ดังนี้ 1) ดานการพัฒนา ระบบงานและผูมีสวนเกี่ยวของ ด้าเนินการดังนี้ 1.1) ศึกษาและทบทวนระบบงานที่เกี่ยวของกับการดูแลระยะกลาง 1.2) จัด ประชุมภาคีเครือขายในการด้าเนินงานการดูแลระยะกลาง 2) ดานการพัฒนา การดูแลผูปุวยระยะกลาง ด้าเนินการดังนี้ 2.1) เตรียมความพรอมของผูปุวยและครอบครัวจากโรงพยาบาล วางแผนการดูแลรักษาตอเนื่องที่บาน 2.2) ลงเยี่ยมบาน เสริม พลังแนะน้าการดูแลผูปุวย กระตุนการมีสวนรวมขององค์กรในชุมชน ติดตามการใช Teleconsult ในการปรึกษาทีมสหสาขา วิชาชีพ 2.3) จัดระบบใหค้าปรึกษาทีมสหสาขาวิชาชีพ แพทย์เจาของไข แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว และทีมสหสาขาวิชาชีพ ผานระบบ Teleconsult 2.4) นัดหมายติดตามเยี่ยมครั้งตอไป วางแผนการดูแลตอเนื่องรวมกับทีมสหสาขาวิชาชีพและชุมชน เพื่อสรางเครือขายการดูแลที่เขมแข็งและเชื่อมโยง สรุปและประเมินผลการดูแลผูปุวย ตามเกณฑ์การดูแล 6 เดือน ผลการศึกษา : พบวา ปี 2566 สามารถติดตามดูแลผูปุวย Stroke 94.40%, Traumatic brain 100%, Hip fracture 100% ดานความพึง พอใจของผูดูแล ครอบครัว ชุมชน อยูในเกณฑ์พึงพอใจมาก 96.05% ดานองค์ความรูการดูแลผูปุวยระยะกลางของเจาหนาที่ พบวา มีคะแนนสูงขึ้นและผานเกณฑ์การประเมินความรู สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : หลังการติดตามดูแลผูปุวยครบเกณฑ์6 เดือน พบวา ผูปุวยรอยละ 4.43 มีคา คะแนนความสามารถในชีวิตประจ้าวัน BI เทาแรกรับรอยละ 1.46 เสียชีวิตระหวางการดูแลรอยละ 2.97 ซึ่งปัจจัยที่ท้าใหBI ไม เพิ่มขึ้น เนื่องจากอายุ มากกวา 80 ปี และเป็นกลุมผูปุวยติดเตียงเดิม (BI = 0-4) ปี2567 จะขยายผลเป็นตนแบบสูโรงพยาบาล เครือขายในพื้นที่รับผิดชอบ 4 แหงไดแก ประทาย สีดา บัวลาย และแกงสนามนาง ตอไป ค าส าคัญ : Teleconsult, IMC
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 340 E10.10 Smart OPD ลดระยะเวลารอคอยผู้ปุวยนอก รุจิเรศ ศรีลาย โรงพยาบาลเกษตรสมบูรณ์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : โรงพยาบาลเกษตรสมบูรณ์เป็นระดับ F2 ในปี 2562-2565 มีจ้านวนผูรับบริการผูปุวยนอก ทุกประเภทเฉลี่ยตอวัน 494, 529, 577 และ 452 คน ตามล้าดับ ระยะเวลารอคอยเฉลี่ย ตั้งแตผูปุวยลงทะเบียนจนถึงรับยา อยูที่90.68, 93.75, 88.86 และ 95.47 นาที ตามล้าดับ จ้านวนผูรับบริการที่มากสงผลใหมีระยะเวลารอคอยนาน เกิดปัญหา สถานที่แออัดไมเพียงพอรองรับผูรับบริการ ท้าใหความพึงพอใจของผูรับบริการลดลง งานการพยาบาลผูปุวยนอกจึงปรับปรุง ระบบบริการตางๆ เพื่อใหผูรับบริการไดรับความสะดวกและเกิดความพึงพอใจ เพื่อบรรลุเปูาหมายใหบริการตรวจ รักษาพยาบาลอยางมีคุณภาพ ตามมาตรฐานวิชาชีพอยางถูกตอง รวดเร็ว ปลอดภัย ผูรับบริการพึงพอใจ วัตถุประสงค์: เพื่อลดระยะเวลารอคอยผูปุวยนอกไมเกิน 90 นาทีและผูใชบริการแผนกผูปุวยนอกมีความพึงพอใจมากกวา รอยละ 80 และลดจ้านวนขอรองเรียนนอยกวา 5 ครั้งตอปี วิธีด าเนินการ : หนวยงานไดมีการปรับระบบบริการตามหลักการ lean ดังนี้ 1) ปรับปรุงพื้นที่บริการแผนกผูปุวยนอก ก้าหนดจุดชัดเจน ส้ารวจอุปกรณ์เครื่องมือใหพรอมใชงานและเพียงพอ พัฒนาระบบบริการเป็น OPD Smart service 2) ปรับระบบบริการเป็น OPD Smart Queue เริ่ม OPD paper less ใชระบบ Scan เวชระเบียนผูปุวยนอก และบันทึกขอมูล การรักษาลงในระบบ HosXP ผูรับบริการลงทะเบียนเปิดบัตรรับบริการและตรวจสอบสิทธิ์การรักษาผานตู KIOSK ดวยตนเอง ดวยบัตรประชาชน พัฒนาล้าดับการซักประวัติและเขาตรวจตามคิวผานระบบอัตโนมัติก้าหนดจ้านวนผูปุวยนัดหมายในแตละ วันชัดเจน ปรับใหมีการสั่งตรวจ Lab ลวงหนาใหครบถวนตรงกับรายการสั่งตรวจในนัดครั้งตอไป เมื่อมาตรงวันนัดสามารถยื่น เปิดบัตรรับบริการสามารถไปตรวจ Lab ไดเลย จัดระบบนัดหมายผูปุวยแบบเหลื่อมเวลาเพื่อลดความแออัด 3) ดานบุคลากร ผูใหบริการ จัดเจาหนาที่คัดกรองและพยาบาลซักประวัติ 2 คน ปฏิบัติงาน เวลา 07.00 น. และเวลา 08.30 น. เป็นตนไปมี พยาบาลซักประวัติ 3 คน แพทย์ใหบริการตรวจโรค 4 หองและคลินิก ARI อีก 1 หอง มีแพทย์เขาตรวจหอง OPD 1 เริ่มเวลา 08.30 น. จัดอัตราก้าลังทดแทนกรณีมีแพทย์พยาบาลหรือเจาหนาที่ลา/ประชุม ผลการศึกษา : จากผลการด้าเนินงานท้าใหสามารถลดขั้นตอนการบริการจากเดิม 11 ขั้นตอน เหลือ 7 ขั้นตอน ระยะเวลารอ คอยเฉลี่ยผูปุวยนอกจากเดิมมากกวา 90 นาที เหลือ 65 นาที และมีความพึงพอใจของผูใชบริการ รอยละ 84.75 จ้านวนขอ รองเรียนเกี่ยวกับการบริการผูปุวยนอกลดลง สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: 1) ผูรับบริการไดรับการคัดกรองประเมินอาการอยางถูกตองรวดเร็วปลอดภัย 2) การใชระบบ paper less ชวยลดเวลาการบันทึกขอมูล ลดขั้นตอนการรับบริการ และลดระยะเวลารอคอย 3) พัฒนาระบบ Smart OPD ในคลินิกพิเศษ เชน คลินิกโรคเบาหวาน คลินิกโรคไต 4) วิเคราะห์ขอมูลรวมกับงานสารสนเทศ เพื่อ ก้าหนดรหัสขอมูลใน HosXP แยกประเภทผูมารับบริการที่ชัดเจน เชน ผูปุวยมาตามนัด ผูปุวยมาเองไมมีนัด เพื่อเป็นขอมูลใน การคิดระยะเวลารอคอยแตละประเภท เพื่อจัดบริการที่เหมาะสมตอไป ค าส าคัญ : ระยะเวลารอคอย, แผนกผูปุวยนอก, การใหบริการ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 341 E10.11 พัฒนาระบบการแจ้งเตือนผู้ปุวย Clinic CAPD ที่ Admit และ Refer ผ่านระบบ ALEART by Line Notify พัชราภรณ์ วงศ์ปรเมษฐ์และคณะ โรงพยาบาลชุมพวง บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ปัจจุบันหลายหนวยงานไดน้าเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใชในการด้าเนินงานเพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพดานการจัดระบบบริการและการสื่อสารใหมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเนนใหบุคลากรไดรับขอมูลหลากหลาย ชองทาง มีความสะดวก รวดเร็ว ทันเวลา ไดผลลัพธ์ที่ดีและมีคุณภาพในการจัดระบบบริการแกผูปุวยอยางครอบคลุม เหมาะสมกับบริบทของงานนั้น ๆ งาน CAPD ตระหนักถึงความส้าคัญในการน้าเทคโนโลยีในปัจจุบัน ไดแก Line notify เขา มาแกไขระบบการแจงเตือน Case consult ที่มีความลาชาใหมีความรวดเร็วขึ้น เนื่องจากชองทางดังกลาวเป็นชองทางการ สื่อสารรูปแบบหนึ่งที่ไดรับความนิยมในปัจจุบัน โดยน้ามาประยุกต์ใชในการพัฒนางาน เนนการแจงเตือนที่รวดเร็วและขอมูล ตรงกับวัตถุประสงค์การพัฒนา สามารถลดเวลาการเขาถึงขอมูลและสามารถใหการดูแลผูปุวยไดอยางรวดเร็วทั้งใน สถานการณ์ปัจจุบันและอนาคต วัตถุประสงค์ : เพื่อใหมีระบบการแจงเตือนการ Admit และ Refer ของผูปุวย CAPD ผานระบบ Line notify 2.เพื่อให ผูรับผิดชอบงานไดรับการรายงานอยางครบถวน รวดเร็ว 3.เพื่อลดภาระงานเจาหนาที่ตึกผูปุวยในส้าหรับโทรศัพท์แจงผูปุวยสง ปรึกษา และ 4.เพื่อใหผูรับผิดชอบงานเขาไปเมินภาวะการเจ็บปุวยไดทันเวลา วิธีด้าเนินการ : การวางแผนงาน ประชุมทีมพยาบาลที่รับผิดชอบ เพื่อหาRoot cause analysis และทีมพยาบาลรวมกับ เจาหนาที่สารสนเทศ เพื่อวางแผนออกแบบการพัฒนา การออกแบบระบบ : 1) เจาหนาที่สารสนเทศ เขียนโปรแกรมดวยภาษา Java Script (NodeJS) สราง Application Programming Interface (API) เชื่อมตอระหวางระบบ API Line Notify และระบบ HOSxP และสงขอมูลไปยังระบบ API Line Notify เพื่อแจงเตือน 2) เมื่อแพทย์ Admit หรือ Refer ผูปุวย CAPD ในระบบ HOSxP ระบบจะแจงเตือนใน Line Notify ทันที สงผลผูรับผิดชอบงานเขาไปเมินภาวการณ์เจ็บปุวยไดเร็ว 3) เริ่มทดลองใชงาน Line Notify ตั้งแต 1 ม.ค.2566 – 31 ม.ค.2566 ผลการด าเนินงาน : น้าขอมูลจากทดลองใชมาวิเคราะห์ พบวามีผูปุวยที่ไมไดรับการแจงเตือนผานระบบLine Notify ผูปุวย ที่ไมถูกลงทะเบียนคลินิกจะไมถูกแจงเตือน ในLine Notify และหลังจากทดลองใชระบบ และแกไขขอบกพรองแลว ไดเริ่มใช ระบบLine Notify และติดตามประเมินผลทุก 1, 3, 6 และ 1 ปี ผลการศึกษา : ผลผลิต: ระบบการแจงเตือนผาน Line Notify ผลลัพธ์ 1) อัตราการไดรับการแจงเตือนอยางครบถวน รวดเร็ว 100% 2) อัตราความพึงพอใจของพยาบาลประจ้าตึกในการไมตองโทรแจงปรึกษาระดับดี-ดีมาก 100% และ 3) อัตราผูรับผิดชอบงานเขาไปเมินภาวะ การเจ็บปุวยไดทันเวลา100% สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : การน้าโปรแกรม Line Notify มาใชในระบบรับปรึกษาผูปุวยในของแผนก CAPD โรงพยาบาลชุมพวง เป็นระบบที่ชวยเชื่อมโยงการสงตอcase ไดอยางรวดเร็วและครบถวน การใชหลักการ/ กระบวนการพัฒนางานรวมกับเทคโนโลยีในปัจจุบันเขามาแกไขปัญหาระบบงานในปัจจุบัน และสามารถน้าไปพัฒนาตอยอด ระบบงานอื่นๆในอนาคต ค าส าคัญ : Continuous ambulatory peritoneal dialysis :CAPD, ALEART, Line Notify
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 342 E10.12 การพัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมก่อนผ่าตัดผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ เตือนใจ มะณีจันทร์ โรงพยาบาลหนองบัวแดง บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทส้าคัญเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงาน ระบบ บริการสุขภาพดานสาธารณสุขน้าเทคโนโลยีมาใช เพื่อสอดคลองกับยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศ 20 ปี โรงพยาบาลหนองบัวแดง พัฒนาเป็น "Smart Hospital" โดยใหความส้าคัญกับการใชเทคโนโลยีเพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพการด้าเนินงาน ปี 2564-2566 ผูรับบริการเขารับการผาตัดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยผาคลอดมากที่สุด ปี 2564-2566 มีการเลื่อนผาตัดเนื่องจากความไมพรอมของผูรับบริการเกิดขึ้นในบางกรณี โดยการปฏิบัติตัว ไมถูกตอง การเตรียมความพรอมกอนผาตัด การฟื้นตัวหลังผาตัดไมเป็นไปตามที่ควร การเตรียมความพรอม กอนการผาตัดเป็นสิ่งส้าคัญเพื่อลดความเครียดของผูรับบริการและเพิ่มคุณภาพของการผาตัด จึงมีการพัฒนา รูปแบบการเตรียมความพรอมกอนผาตัดผานแอพพลิเคชั่นไลน์เพื่อปูองกันการเลื่อนการผาตัดเนื่องจากขาด ความพรอมของผูรับบริการ เนนการใหขอมูลและค้าแนะน้าผานแอพพลิเคชั่นไลน์ มีผลในการเพิ่มความเขาใจ ของผูรับบริการเกี่ยวกับการเตรียมความพรอมกอนผาตัด ลดการเลื่อนการผาตัด และไดรับความพึงพอใจ เพื่อ รักษาคุณภาพการพยาบาล ลดความเครียดกอนผาตัด วัตถุประสงค์การศึกษา : 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการเตรียมความพรอมกอนผาตัดผานแอพพลิเคชั่นไลน์ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผูรับบริการตอรูปแบบการเตรียมความพรอมกอนผาตัดผานแอพพลิเคชั่นไลน์ วิธีการด าเนินการ : ศึกษางานวิจัย หลักฐานเชิงประจักษ์ ประสานงานกับหนวยงานที่เกี่ยวของ แผนกฝากครรภ์ หองคลอด และหองผาตัด ตึกหลังคลอด ท้าคลิปวีดีโอ ใหความรูในการเตรียมความพรอม กอนการผาตัด และสราง line Group เพื่อเป็นการสื่อสารกับผูรับบริการ และใหความรูในการเตรียมความ พรอมกอนผาตัดประเมินและติดตามผลการด้าเนินงานกลุมเปูาหมายที่แพทย์นัดผาตัดแบบ Elective case ในระหวางวันที่ 1 มี.ค. – 31 พ.ค. 2566 จ้านวน 16 ราย เครื่องมือที่ใช 1) แบบสอบถามความรูความเขาใจ ในการผาตัด ผาน QR code 2) แบบบันทึกการเยี่ยมติดตามจากการตอบแบบสอบถาม และการศึกษาจาก คลิปใหความรูผาน QR code 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของผูรับบริการ ผาน QR code ผลการศึกษา : 1) มีสื่อเตรียมความพรอมกอนมาผาตัดอยางนอย 1 อยาง 2) ผูรับบริการไดรับการเตรียม ความพรอมกอนการผาตัด 100% 3) อุบัติการณ์การเลื่อนผาตัด เป็น 0% 4) ผูรับบริการมีความพึงพอใจ ตอรูปแบบการเตรียมความพรอมกอนการผาตัด 85.5% สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : รูปแบบการเตรีมความพรอมผูปุวยชวยลดอุบัติการณ์การเลื่อน ผาตัดได ขอมูลที่ไดจากการศึกษาใชเป็นแนวทางในการวางระบบการดูแลผูปุวยที่มารับการผาตัดไดตาม มาตรฐาน ค าส าคัญ : การเตรียมความพรอมกอนผาตัด แอฟพลิเคชั่นไลน์
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 343 10.13 ER Phakdee I-Service V.1 พีระ ทองปั้น โรงพยาบาลภักดีชุมพล บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : จากสถานการณ์ปัจจุบันประเทศไทยก้าลังกาวสูยุคดิจิทัลอยางเต็มตัวและสื่อ สังคมออนไลน์เป็นชองทางที่ไดรับ ความนิยมเป็นอยางสูง จากการพัฒนาเทคโนโลยีทางดานการสื่อสาร และ อัตราการเติบโตของจ้านวนผูใชงาน Smart Phone รวมถึงพฤติกรรมผูรับบริการที่หันมาเสพขอมูลขาวสาร จากโลกออนไลน์มากขึ้นในทุกชวงวัย ท้าใหการสื่อสาร และการเสพขอมูลขาวสารสามารถท้าไดอยางรวดเร็ว ขอมูลตางๆถูกอัพเดท Real Time ท้าใหสามารถรับรูขอมูลตางๆ ไมเวนแมแตเรื่องสุขภาพ ER Phakdi I-Service V.1 จะเป็นตัวชวยอีกหนึ่งชองทางที่ผูรับบริการจะไดรับเกี่ยวกับปัญหา สุขภาพ เป็นการสนับสนุน การสรางสุขภาพและสุขภาวะที่ยั่งยืน วัตถุประสงค์การศึกษา : พัฒนาระบบบริการ การเขาถึงสุขภาพใหรวดเร็ว สะดวกแกผูรับบริการ วิธีการด าเนินการ : 1) ผูรับบริการเพิ่ม Line ER Phakdi I-Service V.1 ของผูใหบริการเป็นเพื่อน 2) ผูรับบริการคุยกับ chatbot หรือเลือกใชเมนูตาง ๆ 3) ผูใหบริการสามารถสงขอมูลหาผูรับบริการที่ อนุญาตไดเชน ปัญหาสุขภาพ การปฐมพยาบาลเบื้องตน กิจกรรมทางดานสาธารณสุข ผลการศึกษา : ตัวชี้วัดรายการ (N=20) ดังนี้ 1) สามารถติดตอสอบถามปัญหาตาง ๆ ดานสุขภาพไดเร็วขึ้น Line &โทรศัพท์ 60% และ ER Phakdee I-Service V.1 90% 2) อัตราการเขาถึงบริการผูปุวย Stroke, STEMI รวดเร็วขึ้น Line &โทรศัพท์ 46% และ ER Phakdee I-Service V.1 67% 3) ระบบบริการ EMS ผูปุวยเขาถึงรวดเร็วขึ้น Line &โทรศัพท์ 72% และ ER Phakdee I-Service V.1 96% 4) ใชงานงายไม ซับซอน Line &โทรศัพท์87% และ ER Phakdee I-Service V.1 97% สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : 1) line official account ER Phakdi I-Service V.1 เขาถึง กลุมผูรับบริการไดรวดเร็วมากขึ้นเพราะระบบตอบกลับโดยอัตมัติในชวงเวลาที่ก้าหนดเองไดดวย สะดวกมาก 2) line official account ER Phakdi I-Service V.1 สามารถสื่อสารระหวางโรงพยาบาล กับผูรับบริการ ไดสะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้นสอบถามปัญหาสุขภาพอามัยจากทีมงานหองอุบัติเหตุฉุกเฉิน โรงพยาบาล ภักดีชุมพล 3) line official account ER Phakdi I-Service V.1 ยังชวยอ้านวยความสะดวกส้าหรับ โรงพยาบาลดวยระบบ Auto Reply สามารถตั้งขอความตอบกลับอัตโนมัติไดหลายรูปแบบเชน Keyword Auto โดยผูรับบริการสามารถกดดูขอมูลบริการสุขภาพ ตามที่ก้าหนด 4) line official account ER Phakdi I-Service V.1 สอบถามขอมูลตางๆ สถานที่หองรับบริการ เบอร์โทรศัพท์ภายในโรงพยาบาลภักดีชุมพล แชร์ ต้าแหนงปัจจุบันของตัวเองเพื่อใหระบบการแพทย์ฉุกเฉินของโรงพยาบาลภักดีชุมพลชวยเหลือไดรวดเร็วมากขึ้น ค าส าคัญ : -
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 344 E10.14 Navigator E-Q ละมัย พลสวัสดิ์ โรงพยาบาลกรุงเทพราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ศูนย์สงเสริมสุขภาพของรพ.กรุงเทพราชสีมาในปี 2564 พบปัญหาดังนี้ Environment คาร์บอนฟุตปริ้นท์จากกระดาษและคาน้้ามันส้าหรับการขนสงผลทางไปรษณีย์ 640.7 kgCO2.eq/kg เทียบเทาการดูดซับ คาร์บอนของตนไม 71 ตน Social ขอรองเรียนเรื่องการรอคอยนาน 300 ครั้ง,ไมทราบคิวตรวจ ถูงแซงคิว ไมทราบขั้นตอน ตรวจ 60 ครั้ง ,ตะโกนเรียกชื่อผูรับบริการ 100% (PDPA) ,บริษัทคูสัญญาไมพึงพอใจการสงผลตรวจสุขภาพลาชา 10 ครั้ง , คะแนนความพึงพอใจในการรายงานผลตรวจสุขภาพ 48.9%, Internal CSI เรื่องระบบคิว 50% Governance ระบบคิว แบบเดิมท้าให รพ.เสียคาใชจายตอปีดังนี้ คาสงผลตรวจสุขภาพทางไปรษณีย์ 187,000 บาท, คาน้้ามัน ส้าหรับการขนสงผล ตรวจสุขภาพ 11,760 บาท,คาแรงงาน 250,000 บาท และคากระดาษและอุปกรณ์ ในการจัดท้าคิว 14,500 บาท วัตถุประสงค์การศึกษา : 1. Revenue growth 9% , customer growth 10% 2.ระยะเวลารอคอยลดลง 50 นาที 3. คะแนนความพึงพอใจตอการใชระบบคิว >90% 4.ขอรองเรียนเรื่องระยะเวลารอคอยลดลง 50% 5.ไมมีคาใชจายคา กระดาษ 6.ไมเกิดประเด็นดานกฏหมายและจริยธรรมในเรื่อง PDPA วิธีการด าเนินการ : Plan วิเคราะห์สาเหตุ หาแนวทางแกไขโดยใชเทคโนโลยีเขามาชวย DO 1) ออกแบบระบบรวมกับทีม IT และทดลองใช Electronic Queue 2) ขั้นตอนปฏิบัติ Electronic Queue 2.1) ลงทะเบียน และเลือก Package ใส หมายเลข 4 ตัวทายของ EN คิวของผูรับบริการจะถูกสงขอมูลไปตามทุกจุดบริการ 2.2) เจาหนาที่น้าปูายขอมือติดให ผูรับบริการ สามารถใชโทรศัพท์มือถือของผูรับบริการ Scan QR Code ที่ปูายขอมือ นอกเหนือจากแสดงผลในจอทีวี 2.3) เจาหนาที่สามารถบริหารจัดการคิวตรวจได กรณีเรียกไมพบ สามารถ Hold Queue ตรวจไวได คิวคางตรวจระบบคิวจะ บันทึกขอมูลไวเพื่อใชท้านัดและติดตาม Check ดึงขอมูลประเภทโปรแกรมตรวจและระยะเวลาการตรวจ แตละจุดบริการ น้ามาวิเคราะห์ได Act น้า Electronic Queue ขยายไปยัง OPD อื่นและ รพ. ในเครือ ผลการศึกษา : Environment Carbon foot print จากการใชกระดาษและการขนสงผลทางไปรษณีย์เป็น 0 Social 1) ขอ รองเรียนเรื่องรอนาน ไมทราบคิวตรวจ ถูกแซงคิว 0% 2) งดการตะโกนเรียกชื่อผูรับบริการ 100% (PDPA) 3) ความพึง พอใจเรื่องระบบคิวเพิ่มขึ้น 50% , ค้าชมจากผูรับบริการเพิ่มขึ้น 68% 4) Customer Growth 15.20% Governance 1) ใน 1 ปีสามารถลดคาขนสง /คาสงผลตรวจสุขภาพทางไปรษณีย์ 200,000 บาท คาแรงงาน 250,000 บาท ,คากระดาษ 14,500 บาท 2) Revenue Growth 17.19% 3) ชวยลดระยะเวลารอคอย 60 นาที สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : เนื่องจากApplication ไมเชื่อมตอกับ HIS สามารถขยายผลใหกับทุก รพ. ไมวา จะใชระบบ HIS แบบใดก็ตาม หากตองการ Plug inกับระบบ HIS ของ รพ. นั้น ๆ ก็สามารถท้าได ค าส าคัญ : PDPA
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 345 E10.15 นวัตกรรม Paperless Admission ร.อ.หญิง สิริพร อภัยบุรี โรงพยาบาลคายสุรนารี บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ใชลงขอมูลนัดนอนผูปุวยของแผนกศัลยกรรมกระดูกและขอ ซึ่งระบบเดิมคือ พยาบาล OPD ortho โทรประสานหอผูปุวย 51 เพื่อลงสมุดนัดนอน รพ. ตองตรวจสอบนับยอดนัดนอนในแต ละวันโดยการนับ manual เสี่ยงตอการเกิด Error ทั้งจองซ้้าซอน ตองยกเลิกการนอน หรือลืมลงนัดในสมุดนัด นอนจากภาระงาน นวัตกรรม Paperless admission เป็นการน้า application Treetime ซึ่งเป็น app ปฎิ ทินออนไลน์ มาใชลงขอมูลนัดนอนผูปุวยของแผนกศัลยกรรมกระดูกและขอ แทนการโทรจองเตียงเพื่อนอน รพ. application นี้ใชระบบ paperless พยาบาล OPD สามารถลงขอมูลผาน app ขอมูลจะถูกบันทึกใน รูปแบบดิจิตอล แสดงใหเห็นนัดหมายในแตละวัน รวมทั้งสามารถลงขอมูลที่ครบถวน ทั้งรูปภาพและขอความที่ จ้าเป็นส้าหรับพยาบาลหอผูปุวย และจะแจงมีระบบเตือน ใหพยาบาลหอผูปุวยทราบทันทีที่มีการจองผาน App. ท้าใหสะดวก รวดเร็ว ลดขั้นตอนตาง ๆ วัตถุประสงค์ : มีระบบนัดหมาย/เลื่อนนัดหมายถูกตองและบริหารการนัดนอน รพ. เพื่อผาตัดไดมี ประสิทธิภาพ การสื่อสารระหวาง ward และ OPDที่ถูกตองและมีประสิทธิภาพ วิธีด าเนินการ : ใช Application Time tree ซึ่งเป็นแอพปฏิทินออนไลน์ที่สามารถใชรวมกับผูอื่นได น้ามา ชวย ในการลงบันทึกขอมูลนัดนอน โดยพยาบาล OPD เป็นคนลงขอมูลผูปุวย ที่นัดนอนในแตละวัน (ถา เพศชายจะใช สีฟูา เพศหญิงจะใชสีชมพู) ขอมูลนัดนอนจะแสดงในปฎิทินออนไลน์ และใน application สามารถเพิ่มขอมูล ที่ส้าคัญส้าหรับการสงตอขอมูลในการเตรียมผาตัด ทีมแพทย์ และพยาบาล OPDIPD ดูขอมูลแบบ Real time ซึ่งท้าใหเกิดการบริหารจัดการเตียงอยางมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว ลด ระยะเวลา ลดความผิดพลาดในการสื่อสาร ผลการศึกษา : 1) อุบัติการณ์จองเตียงซ้้า การสื่อสารผิดพลาด=0% 2) ความพึงพอใจของพยาบาลที่ใช Application 92.5 % 3) Lean ระบบลดเวลาและคาใชจาย( กระดาษ) 100% ข้อเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้ : จากการน้า Application Timetree ไปใชงาน พบวา ลด ระยะเวลาและภาระงานของ พยาบาลประจ้า ward ในการรับโทรศัพท์เพื่อจองเตียง บางครั้งตองใชเวลาใน การจอง ถึง 2-3 ครั้ง เนื่องจาก ตองแจงแพทย์เพื่อเลื่อนวันผาตัดใหมจากการที่ยอดจองเต็ม รวมทั้งทีม ยังชวยตรวจสอบความถูกตองจองขอมูลรวมกันได อีกทั้งยังเหมาะส้าหรับ รพ. ที่ระบบ HIS ยังไมรองรับ ระบบการจองเตียงได ค าส าคัญ : Application Treetime
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 346 E10.16 โปรแกรมแสดงล าดับผู้เข้ารับบริการห้องฉุกเฉิน รพ.ค่ายสุรนารี (FSH Service Queue) ณัฐพงศ์ ไพเราะ โรงพยาบาลคายสุรนารี บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : แผนกหองฉุกเฉิน รพ.คายสุรนารี ใหบริการผูปุวยตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีผูมา ใชบริการประมาณวันละ 70 คน (ไมรวมผูปุวยนัดฉีดยา-ท้าแผล) ซึ่งล้าดับการใหบริการจะจัดแบงตามการ ประเมินความเรงดวนฉุกเฉินของผูปุวยเป็น 5 ระดับ และเมื่อผูปุวยเขาไปใชบริการแลว ญาติที่เฝูารอคอยอยู ภายนอกมักเกิดความกังวลใจ ตองการทราบความคืบหนาของการดูแลรักษาผูปุวย ท้าใหเจาหนาที่ตองคอย ตรวจสอบและตอบค้าถามหลาย ๆ ครั้งอยูตลอดเวลา ดังนั้นการจัดใหมีระบบดิจิทัล เพื่อแจงล้าดับคิวในการ เขารับการตรวจรักษา ตลอดจนความคืบหนาในการตรวจรักษาผูปุวย โดยแสดงเป็นจอมอนิเตอร์ใหญาติ ติดตามได จะชวยบรรเทาความกังวลใจของญาติ และสรางความพึงพอใจในการเขารับบริการของผูปุวยและ ญาติได วัตถุประสงค์ : น้าระบบดิจิทัล แสดงผลการรอรับบริการในหองฉุกเฉินเป็นการสื่อสารกับญาติ เพื่อลดขอ ขัดแยงระหวางผูปุวยและญาติกับเจาหนาที่หองฉุกเฉิน เพิ่มความพึงพอใจในการเขารับบริการของผูปุวยและ ญาติ วิธีด าเนินการ : ทีมพัฒนาโปรแกรม ศกม. และแผนกหองฉุกเฉิน รวมประชุมเพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุ ปัญหา และหาแนวทางแกไข โดยออกแบบโปรแกรมเชื่อมระบบปฏิบัติการของ รพ. (HIS) โปรแกรม “FSH Service Queue” ไดรับการสนับสนุนจอทีวีขนาดใหญ จากผูบริหาร ไดติดตั้งที่หองฉุกเฉิน โดยหนาจอแสดงคิว และ เริ่มทดลองใชงานในเดือน มกราคม 2566 หลังจากนั้น น้าปัญหาและขอเสนอแนะ มาปรับปรุงแกไข คือ เรื่อง สถานะของการรับบริการ และเริ่มเปิดใชงานจริงในเดือน กุมภาพันธ์ 2566 ผลการศึกษา : 1) ความพึงพอใจของผูปุวยและญาติตอระบบแสดงล้าดับคิว 86.24% 2) ความพึงพอใจของ เจาหนาที่หองฉุกเฉินตอการน้าโปรแกรม “FSH Service Queue” 100 % ข้อเสนอแนะในการน าผลไปใช้ : การเชื่อมตอกับระบบ HIS สามารถขยายผลไป แสดงล้าดับการรับบริการ ของหองตรวจอื่นๆได ค าส าคัญ : Service Queue
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 347 E10.17 ผลของการใช้โปรแกรม Cataract–Okamod.com คัดกรองผู้ปุวยต้อกระจก ในศูนย์ผ่าตัดต้อกระจกจังหวัดบุรีรัมย์ มนต์ชัย นะรารัมย์และคณะ โรงพยาบาลหวยราช บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ตอกระจก เป็นปัญหาทางตาที่พบบอยในผูสูงอายุ และเป็นสาเหตุหลักที่ท้าใหตาบอดมากที่สุด เนื่องจากผูปุวยเขารับการคัดกรองและการรักษาที่ลาชา ปฏิเสธการรักษาเพราะระยะเวลารอคอยยาวนาน การพัฒนาโปรแกรม Cataract–Okamod.com เพื่อใหการคัดกรองและเขาถึงบริการของผูปุวยสะดวก และไดรับการผาตัดรวดเร็วตามแนวคิดระบบลีน และมีการใชระบบ AI จัดล้าดับความเรงดวนในการผาตัดของผูปุวยมีปัญหาการมองเห็นระดับ blinding และ Low vision เพื่อให คุณภาพชีวิตของผูปุวยดีขึ้น วัตถุประสงค์การศึกษา : 1) เพื่อศึกษาผลของการใชโปรแกรม Cataract–Okamod.com คัดกรองผูปุวย ตอกระจก 2) เพื่อ ศึกษาความพึงพอใจของบุคลากรผูใชโปรแกรม Cataract–Okamod.com วิธีการด าเนินการ : ศึกษาแบบ Retrospective Crossection study โดยคัดเลือกกลุมตัวอยางแบบเฉพาะเจาะจง ไดแก บุคลากรทาง การแพทย์ 30 คน และผูปุวยตอกระจก 1,011 ราย ระหวางวันที่ 1 ตุลาคม 2565 ถึง 31 พฤษภาคม 2566 เครื่องมือที่ใชในการวิจัย ไดแก 1) แบบบันทึกเวชระเบียนในโปรแกรม CATARACT OKAMOD 2) แบบประเมินความพึงพอใจของบุคลากรผูใชโปรแกรม วิเคราะห์ขอมูลโดยใชสถิติรอยละ คาเฉลี่ย ผานการรับรองจริยธรรมของส้านักงานสาธารสุข จังหวัดบุรีรัมย์ BRO 2023-057 ผลของการศึกษา : พบวา มีเครือขายโรงพยาบาลและโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพต้าบลในจังหวัดบุรีรัมย์ เขารวมโปรแกรม 111 หนวยงาน มีความสมบูรณ์ของเวชระเบียนรอยละ 100 โดยลงบันทึกอาการผูปุวยตามแนวทางของการดูแลผูปุวยตอกระจก จังหวัดบุรีรัมย์ จ้านวน 1,011 รายอัตราผูปุวยตอกระจกไดรับการผาตัด 939ราย รอยละ 92.87 และอัตราผูปุวยตอกระจกรอคอย ผาตัดที่ไดรับวันนัดหมายแลว 72 ราย รอยละ 7.12 ซึ่งมีการเขาถึงของผูปุวยมากขึ้น 5 เทา จากปี 2562-2565 สามารถชวยลด ความแอดอัดจากโรงพยาบาลบุรีรัมย์ไดรอยละ 25 ผลการศึกษาความพึงพอใจของบุคลากรผูใชโปรแกรม พบวาบุพึงพอใจใน การใชโปรแกรม CATARACT-OKAMOD .COM ระดับมากถึงมากที่สุดคิดเป็นรอยละ 100 และจากการประเมินรายขอพบวา ขอโปรแกรมมีความสะดวก รวดเร็วในการใชงานงาย เป็นชองทางในการบันทึกขอมูลผูปุวยระหวางหนวยงาน ชวยลดระยะเวลา เดินทางและคาใชจายของผูปุวย ระดับมากถึงมากที่สุดรอยละ 100 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: การพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมชวยเพิ่มการเขาถึงของผูรับบริการไดอยางรวดเร็ว ชวยลดระยะเวลารอคอย และลดอัตราความแออัดจากโรงพยาบาลศูนย์ได สามารถพัฒนาตอยอดน้าไปใชไดทั้งจังหวัดบุรีรัมย์ และประยุกต์ใชในการดูแลผูปุวยโรคอื่นๆไดตามบริบทของพื้นที่ใหมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลดียิ่งขึ้นตอไป ทั้งนี้ยังไดเป็นแหลง ศึกษาดูงานการพัฒนาโปรแกรมใหเครือขายจากโรงพยาบาลขางเคียงในเขตสุขภาพที่ 9 ค าส าคัญ : คัดกรองผูปุวยตอกระจก, ผาตัดตอกระจก,ศูนย์ผาตัดตอกระจกจังหวัดบุรีรัมย์
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 348 E10.18 โครงการพัฒนาระบบผู้ปุวยในไร้กระดาษ (IPD Paperless: Kips) ศิริลักษณ์ สอนจันทร์ โรงพยาบาลขามทะเลสอ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : จากงานดูแลรักษาผูปุวยใน โรงพยาบาลขามทะเลสอ บุคลากรทางการแพทย์ ตอง เขียนและบันทึกขอมูลรับผูปุวยใน หลายขั้นตอนในระหวางรับผูปุวยแบบนอนรพ. เกิดความซ้้าซอนและความ ผิดพลาดไดงาย จึงพัฒนาระบบผูปุวยในไรกระดาษ IPD Paperless ผานเว็บแอพพลิเคชั่น เพื่อลดภาระงาน และลด ความซ้้าซอน สอดคลองกับนโยบายกระทรวงสาธารณสุข ขับเคลื่อนนโยบาย Smart Hospital ตามนโยบาย Thailand 4.0 ปรับเปลี่ยนกระบวนการปฏิบัติงานโดยน้าเทคโนโลยีดานดิจิทัล มาประยุกต์ใชกับระบบเดิมแบบไร รอยตอ ทั้งระบบริหารและระบบบริการใหมีคุณภาพ รวดเร็วถูกตองและอ้านวยความสะดวก วัตถุประสงค์การศึกษา : มีระบบ ผูปุวยในไรกระดาษ ( IPD Paperless ) พรอมใชงาน เพื่อสนับสนุนระบบการ บริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพตามนโยบาย Smart Hospital ลดตนทุนคาใชจายในการติดตั้งโปรแกรม จาก บริษัทเอกชน เพิ่มประสิทธิภาพ รวดเร็ว แมนย้า และพัฒนาทักษะการเขียนโปรแกรมของเจาหนาที่ วิธีการด าเนินการ : 1) รวบรวมปัญหาจาการกระบวนการท้างานตามระบบเดิม และความตองการของงานดูแลผูปุวย ในและแผนกตางๆที่เกี่ยวของ 2) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการกับเจาหนาที่ที่ดูแลขอมูลสารสนเทศ ในการพัฒนา โปรแกรมและเว็บแอพพลิเคชั่นแบบตอเนื่องดวยเฟรมเวิร์กเว็บแอปพลิเคชันที่ชื่อ Angular, Adonis 3) จัดประชุม วางแผนการใชงานระบบรวมกับทุกแผนกที่เกี่ยวของ 4) อบรมการใชงานระบบ IPD Paperless: Kips ทุกแผนกที่ เกี่ยวของ 5) ด้าเนินการติดตั้งระบบงาน 6) จัดท้าคูมือการใชงานระบบ 7) ติดตามการใชงานระบบ ผลการศึกษา : เจาหนาที่สามารถใหการดูแลรักษาผูปุวยไดอยางเหมาะสม โดยน้าเทคโนโลยีดานดิจิทัล มา ประยุกต์ใชกับระบบเดิมแบบไรรอยตอ ลดเวลาและความซ้้าซอน ลดคาใชจายของโรงพยาบาลจากการติดตั้งระบบ IPD Paperless ลดปริมาณการใชกระดาษ แพทย์สรุปการรักษาเร็วขึ้นท้างานเวชระเบียนตรวจสอบ ชาร์ทผานระบบ ได สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : 1) เขียน nurse note เร็วขึ้น, แพทย์สั่งรายการการรักษาผานระบบไม ตองอานลายมือ เห็นค้าสั่งแพทย์ไดกอนที่ผูปุวยมาถึงตึก, ไดรับยาที่เร็วขึ้น ลดเวลารอคอย, มีเวลาดูแลผูปุวยมากขึ้น มีประสิทธิภาพตามนโยบาย Smart Hospital 2) มีการปรับระบบใหอัพเดตเสมอ เชน การเชื่อมตอผล LAB และ XRAY สะดวกตอการการท้างานจริง ลดขอผิดพลาดที่เกิดจากการเขียนสื่อสารในกระดาษ ลดกระดาษจากการพิมพ์ผล แลป ลดปัญหาการท้างานซ้้าซอนของเจาหนาที่ 3) มีการพัฒนาทักษะการเขียนโปรแกรมและเว็บแอพพลิเคชั่นที่ดีขึ้น 4) ลดคาใชจายจากการติดตั้งระบบ 85% และไมตองเสียคาดูแลระบบรายปี ปีละ 10% 5) บริษัทเอกชนสงใบเสนอ ราคาโปรแกรม IPD Paperless ราคา800,000 บาท ไมรวม คอมพิวเตอร์แมขาย ราคา 350,000 ค าส าคัญ : IPD paperless, KiPs
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 349 E10.19 นวัตกรรมการใช้แนวคิด LEAN, บาร์โค้ด และ Line notify ควบคุมเจ้าหนี้การค้า ประทีป ลิขิตด้ารงเกียรติ โรงพยาบาลคูเมือง บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ปี 2565 พบปัญหาจากการติดตามตัวชี้วัด TPS score เรื่อง ระยะเวลานับ เฉลี่ยในการช้าระหนี้เจาหนี้การคาเกินเปูาหมาย วิเคราะห์สาเหตุ พบปัญหา 3 สวน คือ 1) หนวยงาน มีภาระ งานมากท้าเอกสารไมทัน ใชโปรแกรม Word ในการพิมพ์ท้าใหมีโอกาสผิดพลาดสูงโดยเฉพาะขอมูลจ้าพวก ตัวเลข, ชื่อบริษัท, รายการที่ซื้อ ซึ่งตองมีการเปลี่ยนขอมูลทุกหนา จึงปรับการคีย์ขอมูลจากโปรแกรม Word เป็น Excel ท้าใหคีย์ขอมูลครั้งเดียวแลวลิงค์ไปแตละหนา ชวยลดขอผิดพลาด ท้างานไดเร็วขึ้น 2) พัสดุ คีย์ EGP ไมทันเวลา เกิดจากไมไดก้าหนดวันใหหนวยงานสงเอกสารเพื่อคีย์เขาระบบ EGP จึงไดปรับ โดยใช แนวคิด LEAN เพื่อลด Matching ก้าหนดวันในการสงเอกสารเพื่อใหพัสดุคีย์ 3) งานการเงินและบัญชี พบ ปัญหาทะเบียนคุมเจาหนี้ระบบเดิมก้าหนดรหัสเป็นตัวอักษรปนตัวเลขใชยาก มีโอกาสคีย์ยอดเงินผิดสูง ไม สามารถทราบขั้นตอนของเอกสารวาอยูสถานะไหน การคนหาขอมูลที่ไมสะดวก ไมมีขั้นตอนการติดตาม เอกสารกลับมาเพื่อท้าเบิกจายจากหนวยงานจึงไดมีการปรับโดย ก้าหนดรูปแบบทะเบียนคุมใหสามารถทราบ สถานะของเอกสารวาอยูขั้นตอนไหน มีการสะทอนขอมูลในกลุม line ทุกวันพุธ ใหทราบสถานะของบิลของ หนวยงาน จ้านวนเงินที่คาง มีบาร์โคดติดตนฉบับใบสงของเพื่อใชสแกนตัดเจาหนี้ลดขอผิดพลาด มีการ ก้าหนดระยะเวลาการท้างานโดยสงบิล 30 วันนับจากวันตรวจรับ และจายเงินภายใน 60 วัน เพื่อใหมี ระยะเวลาในการติดตามบิลที่คางและมีปัญหา วัตถุประสงค์การศึกษา : ลงรับเจาหนี้ และช้าระหนี้ครบถวน ถูกตอง ทันเวลา คนหาขอมูลไดรวดเร็ว วิธีการด าเนินการ : 1) ปัญหาจากหนวยงาน (เอกสารตีกลับเพื่อแกไข)มีการเปลี่ยนวิธีคีย์ขอมูลจากโปรแกรม Word เป็น Excel ท้าใหไมตองเปลี่ยนขอมูลที่ซ้้าๆบอย เนื่องจากตั้งคาใหคีย์ขอมูลครั้งเดียวแลวลิงค์เปลี่ยน ขอมูลทุกหนา 2) ปัญหาจากพัสดุ (คีย์ EGP ไมทัน)มีการก้าหนดใหหนวยงานสงเอกสารเพื่อคีย์ EGP ราย สัปดาห์ ท้าใหทยอยคีย์เอกสารไดเร็วพรอมสงเอกสารคืนใหหนวยงานด้าเนินการตอไดรวดเร็ว 3) การเงินและ บัญชีการเงินจายเงินช้าระหนี้ชามีการปรับทะเบียนคุมใหงายและสะดวกขึ้นและมีการสะทอนขอมูล line notify ทุกวันพุธ ถึงสถานะของบิล จ้านวนเงินที่คางที่ยังไมสง น้าเสนอเป็นเข็มมุง รพ.ทุกเดือน ใหผูบริหาร ทราบขอมูล สามารถติดตามงานที่ตอเนื่อง ผลการศึกษา : ผลลัพธ์ในปี 2566 พบวา หนวยงานสงบิลเฉลี่ยอยูที่ 35 วัน และระยะเวลานับเฉลี่ยในการ ช้าระหนี้เจาหนี้การคา < 60 วัน สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : การใชเทคโนโลยีและสารสนเทศ การสื่อสารการท้างานเป็นทีม ระบบการก้ากับติดตามที่ตอเนื่องสม่้าเสมอ ท้าใหการท้างานบรรลุเปูาหมาย ค าส าคัญ : LEAN, บาร์โคด , Line notify, เจาหนี้การคา
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 350 E10.20 นวัตกรรมติดตามระบบ Maintenance ด้วย Looker Studio สามารถ บุษบงค์ โรงพยาบาลคูเมือง บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : การดูแลบ้ารุงรักษาพบวา เครื่องก้าเนิดไฟฟูาส้ารองไมท้างาน ปี 2558 - 2560 = 2, 1,1 ครั้ง สาเหตุจาก ปี2558 ขาดการดูแลบ้ารุงรักษาประจ้าปี ท้าใหเครื่องไมท้างานจากการเสื่อมสภาพ ของอุปกรณ์ ปี2559 สายสงทอน้้ามันรั่ว ปี2560 ไดร์ทสตาร์ทเสีย และปี 2565 = 1 ครั้ง สายสงไหมละลาย จาก การใชโหลดเกินพิกัดขนาดสายไฟฟูา ไฟช฿อตลงตู Control เครื่องก้าเนิดไฟฟูาเสียหายทั้งระบบ สาเหตุจากไมมีการ ตรวจสอบที่ชัดเจน ทั้งประจ้าวัน เดือน ประจ้าปี และไมครอบคลุมตามมาตรฐาน ลิฟท์อาคาร 114 เตียงคางบอย พบอุบัติการณ์ ปี 2563 - 2565 = 16 ครั้ง จากระบบไฟฟูาขัดของ ระบบ Safety ที่ติดมากับระบบลิฟท์ไม เสถียรภาพท้างานไมได ระบบประปา พบอุบัติการณ์ ปี 2560 -2565 = 15 ครั้ง น้้าประปาไมไหลเกิดจากซัมเมิทไม ท้างาน (พบสวิตช์ลูกลอยตัดตออัตโนมัติเสีย), ปั๊มน้้าสูบขึ้นหอสูงเสีย(ชุดขดลวดไหมเกิดการเสื่อมสภาพจากอายุการใช งาน), ทอเมนประปาแตก (เดิมเป็นทอเหล็กชนิดแปฺบน้้าใชงานมานานเกิดสนิมในทอผุกรอน) เครื่องปรับอากาศ มี จ้านวน 290 เครื่อง การสงซอมในปี 2564 - 2565 = 158 ครั้ง, 108 ครั้ง เนื่องจากขาดการบ้ารุงรักษาไมไดลางตาม รอบ จากการวิเคราะห์หาสาเหตุ คือระบบเดิมบันทึกลงกระดาษ ไมมีการตรวจสอบทะเบียน การบันทึกขอมูลไม ตอเนื่อง การน้าขอมูลมาใชในไดยาก ผูบริหารและคณะกรรมการติดตามระบบการmaintenance ไมสม่้าเสมอ วัตถุประสงค์การศึกษา : เพื่อใหมีระบบการบ้ารุงรักษาของระบบงานและเครื่องมือที่ส้าคัญสม่้าเสมอ ลดการสงซอม หรือลดผลกระทบเมื่อระบบงานส้าคัญขัดของ วิธีการด าเนินการ : ก้าหนดรายการเครื่องมือและอุปกรณ์ที่จะตอง Maintenance ประจ้าวัน โดยหนวยงาน หนวยงานชาง หนวยงาน IT, ท้า QR Code และลงผลการตรวจสอบประจ้าวันในGoogle form, ใช Looker Studio ในการท้า Dashboard ติดตามงานทุกวัน , สงสรุปรายงานจาก Looker Studio เสนอผูบริหาร ผลการศึกษา : อัตราการบ้ารุงรักษาของเครื่องมือประจ้าวันปี2564-2566 = 45%, 75%, 100% จ้านวนครั้งการสง ซอมจากสาเหตุของเครื่องมือไมไดรับการบ้ารุงรักษา ปี 2566 = 0 ลดภาระงานของหนวยงานที่ตองรวบรวมสง และ ลดการลงขอมูลซ้้าซอน อัตราความพึงพอใจของเจาหนาที่ในการบ้ารุงรักษาประจ้าวัน ปี 2566 = 95% สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : ระบบการ Maintenance ประจ้าวันของระบบงาน และเครื่องมือที่ ส้าคัญ ถามีระบบการบ้ารุงรักษาที่สม่้าเสมอและตอเนื่อง จะชวยการใหบริการและการดูแลผูปุวยของโรงพยาบาลมี ความตอเนื่อง ไมติดขัด ลดงบประมาณที่สูญเสียจากการซอมในราคาที่สูงหรือตองซื้อใหม การใชเทคโนโลยีและ สารสนเทศมาชวย แมเป็นเทคโนโลยีราคาถูก แตตอบโจทย์ผูปฏิบัติการมีสวนรวมในการวางแผนการท้างานกับทีมผู ปฏิบัติท้าใหการเปลี่ยนแปลงระบบงายขึ้น ระบบการก้ากับติดตามท้าใหผูบริหารเห็นขอมูลในการท้างาน การท้างานมี เปูาหมายที่ชัดเจนประสบผลส้าเร็จ ค าส าคัญ : ระบบ Maintenance, Line notify, Looker Studio