การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 151 E1.15 การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ปุวยเบาหวานด้วยกิจกรรมโรงเรียนหวานน้อยในต าบลด่านขุนทด อ าเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา นิธิรัชต์ เพ็ชรสุข กลุมงานดานบริการปฐมภูมิและองค์รวม โรงพยาบาลหลวงพอคูณ ปริสุทฺโธ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : โรคเบาหวานมีแนวโนมเพิ่มขึ้นทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย ในอ.ดานขุนทด ปี พ.ศ.2565 มีผูปุวยเบาหวาน 8,386 คน (เพิ่มขึ้นรอยละ 12.12) ปี 2563 - 2565 มีผูปุวยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้้าตาลใน เลือดไดรอยละ 34.34, 25.39 และ 21.64 ตามล้าดับ ปัจจุบันการรักษาเนนการปรับพฤติกรรมเพื่อใหผูปุวยเบาหวานชนิดที่ 2 สามารถควบคุมระดับน้้าตาลในเลือดไดโดยไมตองใชยาเรียกภาวะนี้วา “diabetes remission” หรือ “โรคเบาหวานในระยะ สงบ” ซึ่งในปี พ.ศ.2566 จังหวัดนครราชสีมามีนโยบายใหมีการด้าเนินการจัดตั้งโรงเรียนเบาหวาน (Korat DM School Health literacy) ทุกอ้าเภอ โดยการด้าเนินงานโรงเรียนเบาหวาน ต.ดานขุนทดครั้งแรกเดือนกุมภาพันธ์ 2566 เนนการมีสวน รวม ประชาชนเป็นเจาของสุขภาพของตนเอง เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงและสงเสริมใหประชาชนสุขภาพดี วัตถุประสงค์ : 1) ผูปุวยสามารถควบคุมระดับน้้าตาลในเลือดได (ผล HbA1C <7 mg%) 2) ผูปุวยสามารถลดการใชยา เบาหวานได และ 3) เพื่อใหผูปุวยมีความรูความเขาใจเกี่ยวกับการโรคเบาหวานและการดูแลตนเอง วิธีการด าเนินการ : การศึกษาผลของการจัดกิจกรรมโปรแกรมโรงเรียนหวานนอยตอการควบคุมระดับน้้าตาลในผูปุวย เบาหวานของ ต.ดานขุนทด โดยกลุมตัวอยางเป็นผูปุวยเบาหวานชนิดที่ 2 (DM type II) ที่ไมมีภาวะแทรกซอนของโรคไตและ โรคหัวใจ เลือกกลุมตัวอยางแบบเฉพาะเจาะจงที่ยินดีเขารวมโปรแกรม จ้านวน 10 ราย ระยะเวลาการด้าเนินงาน 1 ธันวาคม 2565 ถึง 30 เมษายน 2566 กิจกรรมโรงเรียนหวานนอย ไดแก 1) ชุดความรูส้าหรับผูปุวยเบาหวาน 7 กิจกรรม ไดแก รูเทา ทันเบาหวาน, โภชนาการเปลี่ยนพฤติกรรม, อารมณ์ดีมีจิตปลอยวาง, ออกก้าลังกาย, เยี่ยมพาขาว, ภูมิใจผลงาน HbA1C และ สุขภาพดีชีวีมีสุข 2) ตรวจรางกาย Scan body composition, HbA1C, Lipid profile 3) ติดตามผลตรวจน้้าตาลปลายนิ้ว 4) การเยี่ยมบาน และ 5) ประเมินผลการเขารวมโปรแกรม ผลการศึกษา : ผูปุวยเบาหวานที่เขาโปรแกรม อายุเฉลี่ย 58 ปี ระยะเวลาการวินิจฉัยและรักษาเฉลี่ย 7 ปี กอนเขาโปรแกรมมี ผล HbA1C >7mg% จ้านวน 6 ราย (รอยละ 60) HbA1C ≤7mg% จ้านวน 4 ราย (รอยละ 40) วัดผลหลังเขาโปรแกรม 3 เดือนตามวัตุประสงค์พบวา 1) ระดับ HbA1C ลดลงทุกคน (รอยละ 100) มีผูปุวย 5 ราย (รอยละ 50) ที่ควบคุมระดับน้้าตาล HbA1C <6.5mg% 2) หยุดยาเบาหวานเปลี่ยนเป็น Diet control 2 ราย (รอยละ 20) ลดยาเบาหวานได 1 ชนิด 6 ราย (รอย ละ 60) ไมปรับยาเพิ่ม 1 ราย (รอยละ 10) และ Diet control ตอเนื่อง 1 ราย (รอยละ 10) ภายหลังการลดยารักษาไมพบ ภาวะแทรกซอน 3) วัดความรูความเขาใจเกี่ยวกับการโรคเบาหวานและการดูแลตนเอง จากการบาน การปฏิบัติและการตอบ ค้าถามไดทุกคน (รอยละ 100) สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : การรักษาโรคเบาหวานปัจจุบันเนนการปรับพฤติกรรมเพื่อใหอยูในภาวะ Diabetes remission โดยประชาชนเป็นเจาของสุขภาพของตนเอง ควรมีการขยายผลไปยัง รพ.สต.และติดตามตอเนื่องใน ระยะยาวอยางเป็นระบบ เพื่อคงไวซึ่งการเปลี่ยนแปลง (Maintenance) ปูองกันการยอนกลับสูพฤติกรรมเดิม (Relapse) ค าส าคัญ : โรงเรียนเบาหวาน, Diabetes remission, โรคเบาหวานในระยะสงบ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 152 E1.16 การส ารวจความรับรู้เรื่อง พ.ร.บ.สุขภาพ มาตรา 12 และความต้องการในวาระท้ายของชีวิต ชมลภัส กุลสุทธิชัย และจุฑาสินีย์ บุญชวย งานดูแลผูปุวยประคับประคอง กลุมการพยาบาล โรงพยาบาลบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ประเทศไทยไดมีการออกพระราชบัญญัติสุขภาพแหงชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 ใจความส้าคัญคือบุคคลมีสิทธิ์ท้าหนังสือแสดงเจตนาไมขอรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการ ตายในวาระทายของชีวิต ซึ่งเปิดโอกาสใหประชาชนมีโอกาสไดรับบริการทางสุขภาพตามความตองการของ ตนเอง เมื่อเจ็บปุวยดวยโรค หรือภาวะที่มีสามารถรักษาใหหายไดหรือเพียงเพื่อยื้อความทรมานในวาระทาย ของชีวิต แตยังคงไดรับบริการ ดูแลความเจ็บปวดและความไมสุขสบายอยางตอเนื่อง อยางไรก็ตามการรับรู ของประชาชนตอ พ.ร.บ.สุขภาพ มาตรา 12 ยังมีอยูจ้ากัด วัตถุประสงค์การศึกษา : เพื่อศึกษาความชุกของ การรับรู พ.ร.บ.สุขภาพ มาตรา 12 และเพื่อศึกษาความตองการ ดานสุขภาพเมื่อเขาสูวาระทายของชีวิต วิธีการด าเนินการ : การวิจัยเชิงผสมผสานแบบคูขนาน (Mixed method) ท้าการศึกษากลุมประชากรที่มา รวมงาน การดูแลแบบประคับประคอง โรงพยาบาลบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2565 จ้านวน 102 คน ท้า แบบสอบถามการรับรูตอพ.ร.บ.สุขภาพ มาตรา12 และความตองการทางสุขภาพในวาระทายของชีวิต รวมกับ การสุมสัมภาษณ์กลุมตัวอยาง โดยการสุมจากแบบสอบถามอยางงาย (Simple sampling) ใชแบบสัมภาษณ์ กึ่งโครงสราง วิเคราะห์ขอมูลดวยสถิติเชิงพรรณา ความเฉลี่ย รอยละ สวนเบี่ยงเบนมาตราฐาน ผล การศึกษา : ผูตอบแบบสอบถามทั้งหมด 102 ราย เป็นเพศหญิง 77 ราย รอยละ 75 อายุเฉลี่ย 45.8 ± 12.7 ปี สวนใหญประกอบอาชีพเกษตรกร จ้านวน 44 ราย รอยละ 43 เป็นขาราชการ จ้านวน 44 ราย รอยละ 21 สวนใหญส้าเร็จการศึกษาชั้นมัธยมปลาย มีรายได 5,000 - 10,000 บาทตอเดือน ทั้งหมดนับถือศาสนาพุทธ ความชุกของการรับรูเรื่อง พ.ร.บ. สุขภาพมาตรา 12 เป็นรอยละ 55.8 (57/102) ผูตอบแบบสอบถามรอยละ 35 (36/102) เคยคิดวางแผนดูแลลวงหนาแตไมเคยแจงผูอื่น รอยละ 29 (30/102) ไมเคยคิดวางแผนมากอน สวนใหญคิดวาที่ไมพูดคุยเนื่องจากเชื่อวาเป็นลางราย รอยละ 58 (59/102) ไมตองการใหแพทย์กูชีพ ยื้อชีวิต เมื่อเป็นโรคระยะทาย สวนใหญตองการเสียชีวิตตามธรรมชาติ ไมอยากทรมาน และไมตองการ เป็นภาระของ ครอบครัว บานเป็นสถานที่ที่ตองการเสียชีวิตมากที่สุด รอยละ 65 (67/102) เมื่อเขาสูวาระทาย ของชีวิต ผูตอบแบบสอบถามตองการอยูกับครอบครัวที่บานแตยังมีความกังวลเรื่องการขาดอุปกรณ์การแพทย์ส้าหรับใชที่ บาน โดยหากอยูในภาวะที่ไมสามารถตัดสินใจได สวนใหญตองการให สามีหรือภรรยา และบุตร เป็นผูตัดสินใจแทน สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: ผูตอบแบบสอบถามมีการรับรูเรื่อง พ.ร.บ. สุขภาพมาตรา 12 เป็น รอย ละ 55.8 สวนใหญไมตองการใหแพทย์ยื้อชีวิตหากเจ็บปุวยในวาระสุดทาย โดยบานเป็นสถานที่ที่ตองการใชชีวิตในชวง สุดทาย ดังนั้นจึงควรเพิ่มการประชาสัมพันธ์เรื่อง พ.ร.บ. สุขภาพ มาตรา12 สรางความตระหนัก ในสังคมเรื่องการ วางแผนดูแลลวงหนาและสถานบริการสาธารณสุขควรจัดระบบการใชอุปกรณ์การแพทย์ที่บาน ค าส าคัญ : พระราชบัญญัติสุขภาพมาตรา 12 ผูปุวยระยะประคับประคอง ความตองการดานสุขภาพ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 153 E1.17 ER NSH_ Safety Effective triage นพ.ชิษณุสรณ์ มีพลัง, สมบูรณ์ เกยจอหอ และกมลลักษณ์ คบดานกลาง โรงพยาบาลโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : โรงพยาบาลโนนสูง มีการคัดแยกผูปุวยเป็น 5 ประเภท ตั้งแตปี 2560 พบวา แตยังไมมีจุดคัดแยกผูปุวยที่ชัดเจน โดยใหพยาบาลที่ซักประวัติผูปุวยเป็นผูคัดแยกทั้งจุด ER และ OPD ผลการ ทบทวนกิจกรรมพัฒนาคุณภาพในปี 2563 พบอุบัติการณ์ E-I ผูปุวยวิกฤติและผูปุวยกลุมเสี่ยงสูงมีการเขาถึง บริการลาชา ไดรับการรักษาไมเหมาะสม สงตอลาชา อาการทรุดลงและมีเสียชีวิตโดยไมคาดฝันที่หองฉุกเฉิน ซึ่งเกิดจากการคัดแยกผิดพลาด ท้า RCA พบบุคลากรคัดแยกไดไมเหมือนกัน ขาดความรูความเขาใจ ไมมี แนวทางคัดกรองรวมกัน ขาดการสื่อสาร ESI ที่คัดแยกแลวแกทีม ไมมีระบบการทวนซ้้าจึงไดพัฒนาระบบการ คัดแยกผูปุวย ER NSH_ Safety Effective triage ขึ้น วัตถุประสงค์การศึกษา : 1) มีการคัดแยกประเภทผูปุวย ESI 1-2 ไดถูกตอง รอยละ 100 2) อัตราการ Under Triage ใหนอยกวารอยละ5 และOver Triage นอยกวารอยละ 15 วิธีการด าเนินการ : 1) Triage system : น้าระบบ MOPH ED Triage Guideline มาใช Training ผูที่ ปฏิบัติงาน จัดท้าแนวทางคัดแยกผูปุวยโรงพยาบาลโนนสูง โดยมีการประชุมรวมกันระหวางแพทย์และ ผูปฏิบัติงานผูปุวยอุบัติเหตุและฉุกเฉิน ผูปุวยนอก มีการก้าหนดระยะเวลารอคอย (waiting Time) แยกตาม ระดับการคัดแยก 2) Triage Structure/Area : จัดจุดคัดแยกอยูหนาหองฉุกเฉิน เขาถึงงาย มีอุปกรณ์ ส้านักงานและอุปกรณ์การแพทย์ที่ไดมาตรฐาน มีพยาบาลประจ้าในเวรเชาเวลาราชการ สวนเวรอื่นจัดเป็น JOB งานพยาบาล พัฒนาเครื่องมือที่ใชในการคัดแยกผูปุวย และการสื่อสารระหวางกัน 3) Triage Process : triage ทุกราย โดยใชแนวทางการคัดแยกผูปุวยโรงพยาบาลโนนสูงและตาม MOPH ED Triage Guideline ติดปูายสื่อสาร (วัน เวลาที่ triage ชื่อ บุคลากรที่ triage อาการส้าคัญ ระดับความเรงดวน) และสงตอ case สื่อสารในทีม ท้า Triage round ตามเกณฑ์ ส้าหรับผูปุวยที่รอเขาหองฉุกเฉิน ประเมินความถูกตองการคัด แยกโดยแพทย์ ER เก็บขอมูลประเมินประสิทธิภาพระบบการคัดแยก ผลการศึกษา : พบวา ในปี2564-2566 อัตราการคัดแยกผูปุวย ESI 1-2 ถูกตอง(เปูาหมาย 100%) รอยละ 97.83, 98.26 และ98.30 ผูปุวย Under Triage รอยละ0.82, 0.10 ,และ0.76 ผูปุวย Over Triage รอยละ 0.06, 0.05 และ 1.22 ผูปุวยวิกฤตไดรับการดูแล รอยละ 100 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : การจัดท้าแนวทางการคัดแยกของโรงพยาบาลโนนสูง และการ พัฒนา ER NSH_ Safety Effective triage ท้าใหคัดแยกไดรวดเร็ว รักษาถูกตอง ผูปุวยปลอดภัย ค าส าคัญ : Triage, ER
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 154 E1.18 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะทารกตัวเหลืองหลังคลอด 48 ชั่วโมงของทารกแรกเกิด ณ หอผู้ปุวยงานการพยาบาลผู้คลอด โรงพยาบาลส าโรงทาบจังหวัดสุรินทร์ พวงทิพย์ งามนัก กลุมงานการพยาบาล โรงพยาบาลส้าโรงทาบ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ภาวะตัวเหลืองเป็นปัญหาความเจ็บปุวยที่ส้าคัญในทารกแรกเกิด จากสถิติใน ประเทศ สหรัฐอเมริกาพบภาวะตัวเหลือง ประมาณรอยละ 60 ในทารกคลอดครบก้าหนดและพบมากในทารก คลอดกอนก้าหนดมากกวารอยละ 80 สวนในประเทศไทย ยังไมพบรายงานสถิติในภาพรวมของประเทศ ที่ชัดเจน แตจากสถิติของกระทรวงสาธารณสุขพบภาวะตัวเหลืองรอยละ 25-50 มักพบในวันที่ 2–3 หลังคลอด โรงพยาบาลส้าโรงทาบไดด้าเนินงานดานอนามัยแมและเด็ก ตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข มุงเนน การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม มีการติดตามดูแลมารดาและทารกแรกเกิดอยางตอเนื่อง เพื่อใหมารดา และทารกมีความปลอดภัยตั้งแตระยะกอนคลอด ขณะคลอด และหลังคลอดจากสถิติของงานพยาบาลผูคลอด โรงพยาบาลส้าโรงทาบ ปี 2563- 2565 พบทารกมีภาวะตัวเหลืองจ้านวนมีจ้านวนเพิ่มมากขึ้น ปัญหาที่ตามมา คือ ทั้งมารดาและครอบครัวเกิดความเครียดวิตกกังวล และสงผลใหจ้านวนวันนอนโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นจาก 2 วัน เป็นเฉลี่ย 3.86 วัน และคาใชจายในการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นจาก จาก 1,600 บาทตอวันตอราย แตทารกที่มีภาวะตัวเหลือง และไดรับการรักษาดวยการสองไฟรักษาจะมีคาใชจายเฉลี่ยประมาณ 2,600 บาท ตอวันตอราย ซึ่งแสดงใหเห็นวามีคาใชจายที่เพิ่มขึ้นมากกวาประมาณ 2 เทา ภาวะตัวเหลืองในทารกแรกเกิด แบงได 2 ชนิด คือ ตัวเหลืองจากสรีรภาวะและตัวเหลืองจากพยาธิภาวะ ซึ่งเกิดจากเม็ดเลือดแดงมีการแตก สลายตัวของฮีโมโกลบินและมีสารสีเหลืองที่เรียกวา บิลิรูบิน (bilirubin) ตกคางอยูในปริมาณมากกวาปกติ โดยสารบิลิรูบินนี้อยูทั้งในกระแสเลือดและแทรกตามเนื้อเยื่อตางๆ บางครั้งอาจสังเกตเห็นไดวาทารกมีสีผิว เหลืองขึ้น สวนใหญมักไมมีอันตรายรายแรง แตหากมีระดับบิลิรูบินที่สูงเกินปกติ แลวไมไดรับการดูแลรักษาที่ ถูกตอง ทันทวงที ท้าใหเกิดภาวะแทรกซอนตามมา คือภาวะบิลลิรูบินคั่งจนเกิดอาการทางสมองได น้าไปสู ภาวะสมองพิการ สูญเสียการไดยิน ความบกพรองทางสติปัญญา บางรายสงผลใหเกิดความพิการถาวรหรือ เสียชีวิตไดในรายที่เป็นรุนแรงดังนั้น ทารกหลังคลอดทุกรายตองไดรับการตรวจประเมินคัดกรองภาวะตัว เหลือง หากคาบิลิรูบินสูงผิดปกติทารกสวนใหญตองไดรับการรักษาดวยการสองไฟ หรือถามีคาบิลิรูบินสูงกวา ปกติมากจ้าเป็นตองรีบใหการรักษาดวยการเปลี่ยนถายเลือดทัน
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 155 มหกรรมคุณภาพ HACC Forum นครชัยบุรินทร์ครั้งที่ 16 “Growth Mindset for Better Healthcare System” ในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 08.30-17.00 น. ณ โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา E- Poster Presentation กลุ่มที่ 2 การพัฒนาคุณภาพบริการทางการพยาบาล จ านวน 20 เรื่อง น าเสนอวันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 เวลา 14.30-18.30 น ห้องอรพิม ล าดับ เวลาน าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ หมายเหตุ 1 14.30 - 14.40 น. การพัฒนาการลดอัตราการติด เชื้อแผลผาตัดงานหองผาตัด และวิสัญญีพยาบาล โรงพยาบาลละหานทรายปี 2561ถึงปี 2566 นางสาวนันทิกานต์ จูกูล โรงพยาบาลละหาน ทราย บุรีรัมย์ 2 14.40 - 14.50 น. The Effective of the Use SMH Model "CAUTI Bundle" นางสาวบุษยา มี ศิลป โรงพยาบาลเซนต์เม รี่ นครราชสีมา 086-6512070 3 14.50 - 15.00 น. แนวทางการดูแลผูปุวยดวย การแพทย์ผสมผสานเพื่อ ปูองกันปอดอักเสบจากการ ส้าลัก นางสาววรนุช วรสัจจานนท์ โรงพยาบาลปัก ธงชัย นครราชสีมา 092-6580248 4 15.00 - 15.10 น. ประสิทธิผลของการใชแนว ปฏิบัติการหยาเครื่องชวย หายใจในหออภิบาลผูปุวยหนัก โรงพยาบาลนางรอง นางสาววันวิสาข์ ใจ ธรรม โรงพยาบาลนางรอง บุรีรัมย์ 094-5303907 5 15.10 - 15.20 น. ผลการพัฒนาแนวทาง ปฏิบัติการพยาบาลในการ ปูองกันทอชวยหายใจเลื่อน หลุด หอผูปุวยวิกฤต โรงพยาบาลประโคนชัย นางผกาภรณ์ จันทร์ โสดา โรงพยาบาลประ โคนชัย บุรีรัมย์ 0872594207 6 15.20 - 15.30 น. พัฒนาระบบการดูแลผูปุวยที่มี ภาวะวิกฤติหรือภาวะฉุกเฉิน เรงดวนใหปลอดภัย ในแผนก ผูปุวยนอก โรงพยาบาลแกง สนามนาง นางนิตยา วันวาน โรงพยาบาล แกงสนามนาง นครราชสีมา 065-1217966
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 156 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ หมาย เหตุ 7 15.30 - 15.40 น. เพิ่มแสงแหงชีวิตเพิ่มลิมิต CPR นายอดิศักดิ์ จอยโชติ โรงพยาบาลวัง น้้าเขียว นครราชสีมา 0810714893 8 15.40 - 15.50 น. Smart early warning sign of sepsis โรงพยาบาลศีขรภูมิ นางดลนภา สุ ชาติสุนทร โรงพยาบาลศีขร ภูมิ สุรินทร์ 089-4227778 9 15.50 - 16.00 น. High fever without convulsions นางสาวศิริ ลักษณ์ เจริญทรัพย์ โรงพยาบาล ปากชองนานา นครราชสีมา 0902683594 10 16.00 - 16.10 น. ผลการใชแนวปฏิบัติการ ใหสารน้้าทางหลอดเลือด ด้า พยาบาลแผนกผูปุวย ใน นางสุมาลี ใจ หนึ่ง และ นางจินตนา สิริ พิริยะ โรงพยาบาล ส้าโรงทาบ สุรินทร์ 0814702357 11 16.10 - 16.20 น. การพัฒนาแนวทางการ ใหสารน้้าทางหลอดเลือด ด้าในทารกแรกเกิด นางสาวอาทร เกณฑ์ขุนทด โรงพยาบาล บ้าเหน็จณรงค์ ชัยภูมิ 0815480092 12 16.20 - 16.30 น. การพัฒนาแนว ปฏิบัติการพยาบาลการ เฝูาระวังภาวะ Compartment syndrome นางณัฐ ชานันท์ เพชร สีจา โรงพยาบาล ปากชองนานา นครราชสีมา 094- 6452463 13 16.30 - 16.40 น. การพัฒนาแนวทางการ พยาบาลผูปุวยเด็กที่ใช ออกซิเจนที่บาน นางมุทิตา สิงห์อุดม โรงพยาบาล มหาราช นครราชสีมา นครราชสีมา 094- 5152246 14 16.40 - 16.50 น. การพัฒนาระบบคัด แยกที่หองฉุกเฉิน โรงพยาบาลหวยแถลง นายอ้านาจ แดน ทองหลาง โรงพยาบาล หวยแถลง นครราชสีมา 088- 5812375 15 16.50 - 17.00 น. การพัฒนาการปูองกัน พลัดตกหกลม โรงพยาบาลโชคชัย นางวิไลรัตน์ อยูวารี โรงพยาบาลโชค ชัย นครราชสีมา 094- 4762391 16 17.00 - 17.10 น. การพัฒนาแนวทางการ ปูองกันการเกิดแผลกด ทับหอผูปุวยกึ่งวิกฤติ โรงพยาบาลสีคิ้ว นางวริยาพร เจือจันทึก โรงพยาบาลสี คิ้ว นครราชสีมา 085- 6613057 17 17.10 - 17.20 น. การพัฒนาคุณภาพการ พยาบาลการปูองกัน การเกิดแผลกดทับใน หอผูปุวยอายุรกรรม ชาย นางสาว สมหญิง จ้าปาปรีดา โรงพยาบาล ปากชองนานา นครราชสีมา 091- 8373905
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 157 ล้าดับ เวลา น้าเสนอ ชื่อเรื่อง ผูน้าเสนอ หนวยงาน จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ หมาย เหตุ 18 17.20 - 17.30 น. พัฒนาคุณภาพและ ความปลอดภัยในการ ดูแลผูปุวยโดยใช Total patient care นางพรสุดา ศิ ริวงค์ โรงพยาบาลโชค ชัย นครราชสีมา 085- 4949466 19 17.30 - 17.40 น. การพัฒนาระบบการ คัดกรองพัฒนาการเด็ก 0-5 ปีโดยการมีสวน รวมของผูปกครอง นางสาวจุติ ธรณ์ จุลละนันท์ โรงพยาบาลสูง เนิน นครราชสีมา 088- 2260533 20 17.40- 17.50 น ผลการใชแนวทาง ปฏิบัติของเจาหนาที่ เรื่องการปูองกันการติด เชื้อดื้อยาในหอผูปุวย ใน โรงพยาบาลบาน ดาน จังหวัดบุรีรัมย์ นางกาญจนา หนองนา โรงพยาบาล บานดาน บุรีรัมย์
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 158 E2.1 การพัฒนาการลดอัตราติดเชื้อแผลผ่าตัด งานห้องผ่าตัดและวิสัญญี โรงพยาบาลละหานทราย ปี 2561 ถึง ปี2566 นันทิกานต์ จูกูล โรงพยาบาลละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเปนมาและความส าคัญ : การติดเชื้อที่แผลผาตัด มีสาเหตุจากการเจริญและเพิ่มจ้านวนของเชื้อแบคทีเรีย ซึ่ง จ้านวนและความรุนแรงของเชื้อนั้นเป็นสิ่งส้าคัญตอการเกิดการติดเชื้อที่แผลผาตัด จนท้าใหเกิดปฏิกิริยาตอบสนอง เฉพาะที่ หรือปฏิกิริยาตอบสนองของรางกายทั้งหมด วัตถุประสงค์: เพื่อลดอัตราการติดเชื้อแผลผาตัดไมเกินรอยละ 0.3 วิธีด าเนินการ : 1) ปรับแนวทางการดูแลผูปุวยกลุมเสี่ยงตอการติดเชื้อแผลผาตัด 2) ปรับแนวทางการควบคุม ปูองกันการติดเชื้อที่แผลผาตัด สื่อสารใหเจาหนาที่ทราบ 3) นิเทศติดตามการปฏิบัติตามแนวทางควบคุม ปูองกันการ ติดเชื้อในหนวยงาน 4) ก้าหนดแนวทางการใหขอมูลและประเมินความรูในการดูแลแผลผาตัดกอนจ้าหนาย 5) ปรับ แนวทางการท้าความสะอาดหองผาตัดและระบบระบายอากาศ 6) ปรับปรุงระบบน้้าใช 7) การดูแลผูปุวยที่มีแผล ผาตัดหลังจ้าหนายรวมกับสหวิชาชีพและเครือขาย ผลการศึกษา : พบวา สามารถลดอัตราการติดเชื้อแผลผาตัดจากรอยละ 0.86 เป็น รอยละ 0.4 ,0 ,0, 0.3 และรอย ละ 0 ในปี 2561 ปี 2562 ปี 2563 ปี 2564 และปี 2565 สวนปี 2566 มีผูปุวยผาตัดจ้านวน 345 ราย ไมพบ การติดเชื้อที่แผลผาตัด ไดมีการเฝูาติดตามตามแนวทางที่วางไว ไดแก 1)การใหยา Antibiotic prophylaxis 30 – 60 นาทีกอนลงมีดผาตัด จ้านวนผูปุวยที่ตองไดยาจ้านวน 148 ราย ไดรับตามแนวทางจ้านวน 113 ราย คิดเป็นรอยละ 77.51 ไมไดตามแนวทางจ้านวน 35 ราย มีสาเหตุไดแก เป็นการผาตัดฉุกเฉิน จ้านวน 24 ราย ใหยากอนเวลาที่ วางแผน 2 ราย แพทย์ผาตัดกอนเวลาที่วางแผน 2 ราย และ Case Elective ใหยาไมตรงเวลาที่ก้าหนด 5 ราย เอกสารไมพรอมผาตัดรอญาติเซ็นยินยอมผาตัด 1 ราย รอแพทย์เนื่องจากดูแลผูปุวยฉุกเฉินรายอื่น 1 ราย 2) ประเมิน ความรูเรื่องการดูแลแผลหลังผาตัดรายบุคคลกอนจ้าหนายตอบไดถูกตองคิดเป็นรอยละ 99.58 3) ติดตามแนวทาง การท้าความสะอาดหองผาตัดในและนอกเวลาราชการ ปฏิบัติไดคิดเป็นรอยละ 100 สรุปการศึกษาและน าไปใช้ประโยชน์ : 1) การปรับแนวทางการดูแลผูปุวยกลุมเสี่ยงตอการติดเชื้อที่แผลผาตัด ปรับ แนวทางการควบคุมปูองกันการติดเชื้อ และสื่อสารใหเจาหนาที่ทราบ 2) ใชระบบนิเทศติดตามการปฏิบัติตามแนวทาง ควบคุมปูองกันการติดเชื้อของหนวยงาน 3) ปรับแนวทางการใหขอมูลผูรับบริการและประเมินความรูในการดูแลแผล กอนจ้าหนาย 4) ปรับแนวทางการท้าความสะอาดหองผาตัดและระบบระบายอากาศตามมาตรฐาน 5) ปรับปรุงระบบ น้้าใชและรวมมือกับสหวิชาชีพ/ภาคีเครือขายในการดูแลผูปุวยที่มีแผลผาตัดและดูแลผูปุวยที่สงสัยวาจะมีการติดเชื้อที่ แผลผาตัด ค้าส าคัญ : การพัฒนา, แผลผาตัด, การติดเชื้อ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 159 E2.2 The Effective of the Use SMH Model “CAUTI Bundle” บุษยา มีศิลปและคณะ โรงพยาบาลเซนต์เมรี่ นครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : จากการทบทวนขอมูลอุบัติการณ์การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับ การคาสายสวนปัสสาวะ (Catheter associated Urinary Tract Infection; CAUTI) ของโรงพยาบาล ตั้งแตปี 2563 – 2565 มีความรุนแรง ตั้งแตระดับ E ถึง I และพบอัตราการติดเชื้อสูงเป็นอันดับ 2 ของการติดเชื้อในโรงพยาบาล สงผลตอระยะเวลาการนอนโรงพยาบาล คาใชจายในการรักษา และเป็นสาเหตุใหเสียชีวิต สถิติCAUTI ปี พ.ศ. 2563 - 2565 คิดเป็น 0.76, 1.40 และ 2.13 ครั้ง/ตอ1,000 cath/day ตามล้าดับ ซึ่งแนวโนมการติดเชื้อเพิ่มขึ้น พบวา เกิดจากปัจจัยดานผูปุวย พยาธิสภาพของโรค มีการคาสายสวนปัสสาวะเป็นเวลานานมากกวา 5 วัน, มีภาวะ Neurogenic bladder เป็นตน ดังนั้นทีมผูเกี่ยวของจึงน้าแนวปฏิบัติในการดูแลผูปุวยที่ไดรับการคาสายสวนปัสสาวะ แบบคาสาย “CAUTI SMH BUNDLE” มาใชเป็นแนวทางเดียวกันเพื่อใหผูปุวยปลอดภัย ครอบคลุม เหมาะสมตาม บริบทของโรงพยาบาล วัตถุประสงค์การศึกษา : 1) เพื่อปูองกันและลดอุบัติการณ์การติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการคาสาย สวนปัสสาวะ 2) เพื่อพัฒนาแนวทางการดูแลและปูองกันการติดเชื้อในผูปุวยที่คาสายสวนปัสสาวะ และ 3) เพื่อสราง ความรู ความเขาใจใหกับบุคลากรในการดูแลผูปุวยที่ใสสายสวนปัสสาวะโดยใช CAUTI Bundle ใหตรงกัน วิธีการด าเนินการ : 1) ประชุม รวบรวม วิเคราะห์ขอมูล RCA อุบัติการณ์CAUTI รวมกับสหวิชาชีพ และก้าหนด แนวปฏิบัติCAUTI SMH BUNLE มีการใชแนวปฏิบัติที่แผนกผูปุวยวิกฤตและน้าแนวปฏิบัติขยายผลไปทั้งองค์กร 2) อบรมบุคลากรใหมีความรู ความเขาใจ ในแนวทาง CAUTI SMH BUNLE ใหตรงกัน ติดตาม ประเมินผลการ ปฏิบัติ เมื่อพบปัญหาน้ามาทบทวนแกไขใหสอดคลองตามบริบท 3) ประสานความรวมมือกับแพทย์เพื่อประเมิน ความจ้าเป็น ในการคาสายในกลุมผูปุวยที่ใสนาน 3 วันและผูปุวยที่มีขอมูลสนับสนุนวาอาจมีการติดเชื้อ CAUTI 4) วางแผนจ้าหนาย เมื่อกลับบานมีการสอนการดูแลสายสวนพรอมใหเอกสาร Discharge Summary ฉบับผูปุวยและมี การโทรติดตามตอเนื่อง สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: การศึกษาทบทวนอุบัติการณ์การติดเชื้อ CAUTI หลังการใชแนวปฏิบัติใน การดูแลผูปุวยที่ไดรับการคาสายสวนปัสสาวะแบบคา “CAUTI SMH BUNDLE” พบวาอุบัติการณ์การเกิด CAUTI ลดลง จาก 2.13 ครั้ง/ 1,000 cath day เป็น 0.55 ครั้ง/ 1,000 cath day พบวาบุคลากรที่มีความรู ความเขาใจ และปฏิบัติ ที่ถูกตองและการมีสวนรวมของทีมดูแลรักษา ( Good Team ) การไดรับความรวมมือจากผูปุวยและ ญาติท้าใหงานส้าเร็จไดตามเปูาหมาย สงผลใหอุบัติการณ์การเกิด CAUTI ลดลง ค าส าคัญ : CAUTI Bundle แนวทางการปฏิบัติการพยาบาลเพื่อปูองกันการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 160 E2.3 แนวทางการดูแลผู้ปุวยด้วยการแพทย์ผสมผสาน เพื่อปูองกันปอดอักเสบจากการส าลัก วรนุช วรสัจจานนท์ โรงพยาบาลปักธงชัย อ าเภอปักธงชัย นครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ปอดติดเชื้อจากการส าลักเป็นภาวะแทรกซ้อนที่ส าคัญอันดับหนึ่งของโรคหลอดเลือด สมองในระดับประเทศ และโรงพยาบาลปักธงชัย ซึ่งเกิดจากอวัยวะที่ควบคุมการกลืนผิดปกติ หรือกล้ามเนื้อเกี่ยวข้อง กับการกลืนมีความบกพร่อง ส่งผลให้เกิดการส าลักขณะกลืนอาหาร ส าลักน้ าลาย เมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นแล้ว ส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น การฟื้นตัวล่าช้าและค่ารักษาสูงขึ้น ในปี 2565 ศูนย์โรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลปักธงชัย ได้คัดกรองผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมองทั้งหมด 270 ราย พบมีความเสี่ยงต่อการเกิดการส าลัก จ านวน 73 ราย และ เกิดภาวะปอดอัเสบจากการส าลัก จ านวน 14 ราย คิดเป็นร้อยละ 19.17 จึงได้ทบทวนหา สาเหตุ ปัจจัย และการฟื้นฟู มาจัดท าเป็นแนวทางการดูแลผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมองด้วยการแพทย์ผสมผสาน เพื่อ การปูองกันการส าลัก ซึ่งจะช่วยลดอัตราการเกิด Aspirate Pnuemonia และอัตราการเสียชีวิตจากการส าลักได้ วัตถุประสงค์: มีแนวทางการดูแลผู้ปุวยด้วยการแพทย์ผสมผสาน เพื่อปูองกันการเกิดปอดติดเชื้อจากการส าลัก วิธีด าเนินการ : 1) ศึกษาข้อมูลเบื้องต้น ถึงสาเหตุ ปัจจัยการเกิด และการฟื้นฟู และ 2) พัฒนาแนวทางการปูองกัน ปอดติดเชื้อจากการส าลัก โดยก าหนดระบุเกณฑ์ความเสี่ยงต่อการเกิด Aspirate จัดท าแบบประเมินการกลืนตาม ระยะการกลืน จัดท าแนวทางการปูองกันปอดอักเสบจากการส าลัก แนวทางการดูแลผู้ปุวยด้วยการแพทย์ผสมผสาน เพื่อปูองกันการส าลัก (Aspiration Prevention) ดังนี้ 1) การคัดกรองความเสี่ยงต่อการเกิด Aspirate โดยใช้ แบบประเมินการกลืน ดังนี้ 1.1) ประเมินระดับความรู้สึกตัว และ Oral assessment 1.2) Swallowing evaluation ได้แก่ Oral phase, Pharyngeal phaseและ Esophageal phase 2) การปฏิบัติการพยาบาลด้วย การแพทย์ผสมผสาน เพื่อปูองกันการส าลัก ดังนี้ 2.1) การจัดท่าผู้ปุวยให้อยู่ในท่านอนศีรษะสูง 45 องศา 2.2) Mouth care ทุก 8 ชั่วโมง / เมื่อมีsecretion ได้แก่ แปรงฟันแบบแห้ง ในท่าปรับนั่ง 90 องศา, Suction กรณี ผู้ปุวยไม่สามารถกลืนหรือ clear oral secretion ได้, Percusion/Regular turning, ถ้าพบว่าผู้ปุวย ไม่สามารถ กลืนได้ พิจารณา On NG feed และจัดท่านอนศีรษะสูง 45 องศาขึ้นไป หรือท่านั่ง และ 3) Swallowing training ได้แก่ กระตุ้น Gag reflex, การบริหารริมฝีปากและลิ้น, จัดเตรียมอาหารเพื่อการฝึกกลืน, การนวดใบหน้า และดึงลิ้นของแพทย์แผนไทย และการฝึกพูดและการอ่านออกเสียง ผลการศึกษาและข้อเสนอแนะ : ปี 2566 ( ต.ค 2565 – สิงหาคม 2566) ผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมองจ านวน 352 คัดกรองพบความเสี่ยงต่อการส าลัก 130 ราย ให้การพยาบาลตามแนวทางการดูแลผู้ปุวยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิด Aspirate Pneumonia พบเกิดภาวะปอดอักเสบจากการส าลัก จ านวน 7 ราย คิดเป็นร้อยละ 5.3 ข้อเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้: 1) การปฏิบัติการพยาบาลเพื่อการปูองกันปอดอักเสบจากการส้าลักดวย การแพทย์ผสมผสาน เหมาะกับผูปุวยมีความบกพรองดานการกลืนในระยะ Oral and Pharyngeal phase และ Esophageal phase 2) การปฏิบัติการเพื่อการปูองกันปอดอักเสบจากการส้าลัก โดยจัดเป็นแนวทางการดูแลของญาติใน ชุด Home Program และติดตามประเมินการ Off NG หรือความสามารถในการทานอาหารไดตามปกติ ค าส าคัญ : Aspirate Pnuemonia , Aspiration Prevention
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 161 E2.4 ประสิทธิผลของการใช้แนวปฏิบัติการหย่าเครื่องช่วยหายใจ ในหออภิบาลผู้ปุวยหนัก โรงพยาบาลนางรอง วันวิสาข์ใจธรรม และคณะ กลุมงานการพยาบาลผูปุวยหนัก หออภิบาลผูปุวยหนัก โรงพยาบาลนางรอง บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา : หออภิบาลผูปุวยหนัก โรงพยาบาลนางรอง การหยาเครื่องชวยหายใจใหประสบ ผลส้าเร็จยังเป็นปัญหาในการปฏิบัติการและมีความยากล้าบากส้าหรับพยาบาลเนื่องจากยังไมมีแนวปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ จากสถิติปี พ.ศ. 2563-2565 พบวา มีอัตราการใสทอชวยหายใจซ้้าหลังจากถอดทอชวยหายใจรอยละ 0.85, 0.17 และ 1.05 ตามล้าดับตอปี สงผลใหมีระยะเวลาวันนอนเฉลี่ยรอยละ 6.16, 6.09 และ 5.50 ตามล้าดับตอปี และมีอัตราการครองเตียงรอย ละ 98.66, 82.22 และ 82.92 ตามล้าดับ จึงสนใจท้าแนวทางปฏิบัติการหยาเครื่องชวยหายใจดวยการสังเคราะห์ความรูจาก วรรณกรรมที่เกี่ยวของมาสรางเป็นแนวปฏิบัติ แลวน้ามาทดสอบประสิทธิผลโดยวัดจากความส้าเร็จในการหยาเครื่องชวย หายใจ เพื่อมุงหวังใหผูปุวยไดรับการหยาเครื่องชวยหายใจอยางมีประสิทธิภาพและมีมาตรฐาน วัตถุประสงค์: ของการศึกษาเพื่อใหมีแนวปฏิบัติการหยาเครื่องชวยหายใจใชในการดูแลผูปุวยและเพื่อศึกษาประสิทธิผลของ แนวทางปฏิบัติการหยาเครื่องชวยหายใจในหออภิบาลผูปุวยหนักโรงพยาบาลนางรองวิธีด้าเนินการ วิเคราะห์ปัญหาของการ หยาเครื่องชวยหายใจไมส้าเร็จในหนวยงาน ทบทวนความรูจากหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เกี่ยวของ แลวน้ามาสรางแนวปฏิบัติ เสนอรางใหผูทรงคุณวุฒิ แลวจึงน้าเสนอในหนวยงาน โดยชี้แจงแนวปฏิบัติใหบุคลากรในหนวยงานทราบถึงวิธีการใชมีการ นิเทศและก้ากับการใชงาน ประเมินประสิทธิผลโดยวัดจากความส้าเร็จในการหยาเครื่องชวยหายใจคือไมมีการใสทอชวย หายใจซ้้าภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากถอดทอชวยหายใจ ปรับปรุงแกไขตามขอเสนอแนะของผูใชงานและผูทรงคุณวุฒิโดยมีการ เพิ่มหัวขอการประเมินผูปุวยตามความเหมาะสมของโรคเพื่อใหครอบคลุมกับอาการที่ตองประเมินทางคลินิก อภิปรายโดยใช สถิติเชิงพรรณนา ผลการศึกษา : ระยะเวลา 6 เดือนในการเก็บกลุมตัวอยางจ้านวน 30 คน ความส้าเร็จในการหยาเครื่องชวยหายใจ 28 คนคิด เป็นรอยละ 93.33 อัตราการใสทอชวยหายใจซ้้า 2 คนคิดเป็น รอยละ 6.67 โดยอัตราผูปุวยที่ใสทอชวยหายใจซ้้าจากผูปุวย ทั้งหมดที่เขารับการรักษาคิดเป็นรอยละ 0.65 สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : จากกลุมตัวอยาง 30 คน ที่ใชแนวปฏิบัติการหยาเครื่องชวยหายใจพบวา ความส้าเร็จในการหยาเครื่องชวยหายใจ รอยละ 93.33 อัตราการใสทอชวยหายใจซ้้า รอยละ 6.67 วิเคราะห์ผูปุวยที่หยา เครื่องชวยหายใจไมส้าเร็จพบวา ผูปุวย จ้านวน 1 คนสาเหตุการรักษาในโรงพยาบาลคือ COPD with AE มีปัญหาCo2 Retention และผูปุวยอีกจ้านวน 1 คน เป็น CHF มีปัญหา Volume overload จึงเพิ่มขอการประเมินผูปุวยในหัวขอการ เจาะ ABG และประเมิน Intake/Out put balance to negative สรุปไดวาการน้าแนวปฏิบัตินี้มาใชสามารถลดอัตราการใส ทอชวยหายใจซ้้าไดเมื่อเปรียบเทียบกับอัตราผูปุวยที่ใสทอชวยหายใจซ้้าจากผูปุวยทั้งหมดที่เขารับการรักษาในปีที่ผานมาและ สามารถน้าแนวทางปฏิบัติการหยาเครื่องชวยหายใจใชใหเป็นมาตรฐานในหนวยงานได ค าส าคัญ : ประสิทธิผล, การหยาเครื่องชวยหายใจ, ผูปุวยวิกฤต
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 162 E2.5 ผลการพัฒนาแนวทางปฏิบัติการพยาบาลในการปูองกันท่อช่วยหายใจเลื่อนหลุด หอผู้ปุวยวิกฤต โรงพยาบาลประโคนชัย ผกาภรณ์ จันทร์โสดา โรงพยาบาลประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ภาวะหายใจลมเหลวเป็นภาวะที่ระบบการหายใจไมสามารถแลกเปลี่ยนก฿าซ ได เพียงพอกับความตองการของรางกายท้าใหเกิดการลดลงของออกซิเจนในเลือดหรือมีการคั่งของคาร์บอนไดออกไซด์ ในเลือดหรือทั้ง 2 แบบรวมกันได(สุจิตรา ลิ้มอ้านวยลาภ,2557:173) เป็นภาวะวิกฤต ที่คุกคามตอชีวิตมีอัตรา เสียชีวิตสูงหากไมไดรับการรักษาที่ทันเวลา เมื่อเกิดภาวะหายใจลมเหลว การใสทอชวยหายใจเป็นการชวยชีวิตใน ภาวะวิกฤต สถิติโรงพยาบาลประโคนชัย พบวา ภาวะหายใจลมเหลว เป็นหนึ่งในหาอันดับโรคที่เขารับการรักษาใน โรงพยาบาล ไดรับการใสทอชวยหายใจ จ้าเป็นตองไดรับการดูแลตามมาตรฐาน ปลอดภัย ไมมีภาวะแทรกซอนหรือไม พบอุบัติการณ์ทอเลื่อนหลุด ผูปุวยภาวะหายใจลมเหลวใสทอชวยหายใจ ที่หอผูปุวยวิกฤต ปี 2562 35 ราย ปี2563- 2564 80,28 ราย พบทอชวยหายใจเลื่อนหลุดปี 2562 4 ราย คิดเป็น5.4 : พันวันนอน ปี 2563-2564 7 และ 5 รายคิดเป็น 6.2, 1.1 : พันวันนอน ปัญหาทอชวยหายใจเลื่อนหลุด สงผลใหผูปุวยทรุดลงและตองใสทอชวยหายใจ ใหม ตองเฝูาระวังอาการใกลชิด ทบทวนปัญหาพบแนวทางปฏิบัติเดิม(2562)ในการปูองกันทอชวยหายใจเลื่อนหลุด คือการใหขอมูลผูปุวยและญาติ พบปัญหา การสื่อสาร ผูปุวยสับสน แบบฟอร์มประเมินไมชัดเจน วัตถุประสงค์การศึกษา : เพื่อศึกษาผลการพัฒนาแนวทางปฏิบัติการพยาบาลในการปูองกันทอชวยหายใจเลื่อนหลุด วิธีการด าเนินการ : กลุมตัวอยางคือผูปุวยที่ใสทอชวยหายใจ หอผูปุวยวิกฤต โรงพยาบาลประโคนชัย ปี 2563-2566 จ้านวน 165 ราย กิจกรรมพัฒนา 4 ขั้นตอน 1) ขั้นวางแผน ประชุมหนวยงาน น้าเสนอปัญหาและวิเคราะห์สาเหตุ การเกิดทอชวยหายใจเลื่อนหลุด 2) ขั้นปฏิบัติการ ก้าหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อปูองกันทอชวยหายใจเลื่อนหลุด จัดท้า แบบฟอร์มในการประเมินผูปุวยใสทอชวยหายใจ ประชุมชี้แจงแนวทางปฏิบัติใหเจาหนาที่รับทราบ น้าลงสูการปฏิบัติ 3) ประเมินกิจกรรมตามตัวชี้วัด 4) สรุปผลการด้าเนินงาน รวบรวมขอมูลกอนและหลังวิเคราะห์ขอมูล ใชสถิติเชิง พรรณนา ผลการศึกษา : หลังการพัฒนา พบวาอัตราทอชวยหายใจเลื่อนหลุดแนวโนมลดลงปี2563-2566 =6.2,1.1,2.3,1.1 : พันวันนอนตามล้าดับ สรุปไดวาการพัฒนาแนวทางปฏิบัติในการปูองกันทอชวยหายใจเลื่อนหลุดลดภาวะแทรกซอน จากการดูแลรักษาและลดความเสี่ยงตอภาวะวิกฤตจากภาวะหายใจลมเหลวได สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: การพัฒนาแนวทางปฏิบัติการพยาบาลในการปูองกันทอชวยหายใจเลื่อน หลุด มีแนวทางปฏิบัติชัดเจน สงผลใหผูปุวยไดรับการดูแลที่เหมาะสม ปลอดภัย ลดอัตราทอชวยหายใจเลื่อนหลุด ลด ภาวะแทรกซอนลงได จากการศึกษาปัญหาที่เป็นโอกาสพัฒนาคือผูปุวยบางรายมีทอชวยหายใจเลื่อนหลุด แมไดรับ การดูแลตามแนวทางปฏิบัติแลวก็ตาม ท้าใหตองวิเคราะห์หาสาเหตุและแนวทางพัฒนาตอไป ค าส าคัญ : ทอชวยหายใจเลื่อนหลุด
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 163 E2.6 พัฒนาระบบการดูแลผู้ปุวยที่มีภาวะวิกฤติหรือภาวะฉุกเฉินเร่งด่วนให้ปลอดภัย แผนกผู้ปุวยนอก โรงพยาบาลแก้งสนามนาง นิตยา วันวาน และประจวบ ค้าฤทธิ์ งานผูปุวยนอก โรงพยาบาลแกงสนามนาง บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ปี 2561-2562 พบวาไมมีจุดคัดแยกผูปุวย งานผูปุวยนอกและงานอุบัติเหตุ และฉุกเฉินมีการจ้าแนกประเภทผูปุวยไมตรงกัน ท้าใหผูปุวยกลุมเรงดวนไมไดรับการประเมินที่รวดเร็ว และ ไดรับการรักษาลาชา พยาบาลวิชาชีพสวนใหญคัดแยกตามประสบการณ์ จึงมีการพัฒนาระบบการคัดแยก ผูปุวยนอกและน้าสูการปฏิบัติ ปี2563ยังพบอุบัติการณ์การคัดแยกคลาดเคลื่อน จ้านวน 205 ราย รอยละ 1.26 พบผูปุวยอาการทรุดลงขณะรอรับรับบริการ 2ราย วัตถุประสงค์ : เพื่อพัฒนาระบบการดูแลผูปุวยที่มีภาวะวิกฤติหรือภาวะฉุกเฉินเรงดวนใหปลอดภัย วิธีการด าเนินการ : กลุมประชากรที่ศึกษา ไดแก ผูปุวยที่มีภาวะวิกฤติหรือภาวะฉุกเฉินเรงดวนที่ไดรับการคัด แยกประเภทคลาดเคลื่อนที่จุดคัดแยกสงมารับบริการแผนกผูปุวยนอกทุกรายในปีงบประมาณ 2564-2566 เครื่องมือที่ใชในการศึกษาไดแก แบบเก็บขอมูลการคัดแยก เวชระเบียนผูปุวยและแบบรายงานระยะเวลารอ คอยในระบบHos XP ใชแนวคิดการพัฒนาคุณภาพ การวิเคราะห์ขอมูล ขอมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ขอมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ จ้านวนอุบัติการณ์ คาเฉลี่ย รอยละ ผูศึกษาจึงไดพัฒนาระบบการดูแลผูปุวยที่มี ภาวะวิกฤติหรือภาวะฉุกเฉินเรงดวนใหปลอดภัย โดยพยาบาลวิชาชีพในจุดคัดแยกและแผนกผูปุวยนอกมีสวน รวมในการวางแผนพัฒนา 1) พัฒนาศักยภาพบุคลากรโดยOn the job training นิเทศติดตามเรื่องการคัด แยกประเภทผูปุวย ความรูเรื่องโรคในระบบfast track โรคเสี่ยงตอการติดเชื้อ การสวมPPE ทบทวนระบบที่ เกี่ยวของใน รพ. 2) พัฒนาระบบงาน ปรับปรุงเกณฑ์แนวปฏิบัติการจ้าแนกประเภทผูปุวยนอก จัดท้าแผนปูาย สีเพื่อใชสื่อสารการแยกประเภท ประชาสัมพันธ์ใหขอมูลกับผูปุวยและญาติ จัดโซนเพื่อเฝูาระวังอาการ เพิ่ม อัตราพยาบาลวิชาชีพหมุนเวียนมาชวยจุดคัดแยกเพิ่ม 1คน จัดเตรียมความพรอมอุปกรณ์ส้าหรับชวยเหลือ เมื่อผูปุวยเกิดภาวะวิกฤติ ผลลัพธ์: ปี2564-2566 ด้านผู้ปุวย 1) รอยละการคัดแยกประเภทผูปุวยคลาดเคลื่อน 0.77, 0.82, 0.86 2) รอยละผูปุวยประเภท 1 หรือประเภท 2 ไดรับการประเมินและรับการดูแลทันเวลา 49.41, 59.49, 64.71 3) ระยะเวลารอคอยเฉลี่ย 2.31, 1.77, 1.18 5)อุบัติการณ์อาการทรุดลงขณะรอตรวจจ้านวน 1, 1, 0 ด้านผู้ ให้บริการ 1 ไมพบอุบัติการณ์ถูกรองเรียน ด้านองค์กร มีระบบการดูแลผูปุวยใหปลอดภัย ข้อเสนอแนะจากการศึกษา : 1) เพื่อใหผูปุวยปลอดภัยและสอดคลองกับนโยบาย 3P safetyจึงน้าผล การศึกษาขยายไปใชในการดูแลผูปุวยทุกหนวยงาน 2) วิเคราะห์ขอมูลที่พบจากการคัดแยกคลาดเคลื่อน กลุม โรค อาการ ตามรอยขั้นตอนการปฏิบัติงาน เพื่อพัฒนาตอไป ค าส าคัญ : พัฒนาระบบการดูแลผูปุวยที่มีภาวะวิกฤติหรือมีภาวะฉุกเฉินเรงดวน
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 164 E2.7 เพิ่มแสงแห่งชีวิตเพิ่มลิมิต CPR อดิศักดิ์ จอยโชติ งานการพยาบาลผูปุวยอุบัติเหตุฉุกเฉินและนิติเวช โรงพยาบาลวังน้้าเขียว จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : พบวาอัตราการกลับฟื้นคืนชีพของผูปุวย post arrest ไมเกิน 10 นาที ตั้งแต ปี 2562 – 2564 เทากับ รอยละ 58.33, 33.33, 57.14 ตามล้าดับ ซึ่งยังไมบรรลุเปูาหมายที่ก้าหนดไวคือ ≥ รอยละ 80 ขึ้นไป จึงมีการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา โดยแบงออกเป็น 4 ดาน ดานที่ 1 ไดแก กระบวนการ พบวาขาดการท้าแบบบันทึกการประเมินผล CPR และขาดการทบทวนเคสหลังการท้า CPR ดานที่ 2 ไดแก สิ่งแวดลอมและสถานที่ พบวา ขาดการก้าหนดจุดต้าแหนงของเจาหนาที่ในโซน CPR ที่ชัดเจน ดานที่ 3 ไดแก บุคลากร พบวาขาดการทบทวนทักษะการชวยฟื้นคืนชีพ รวมถึงความเหนื่อยลาระหวางการชวยฟื้นคืนชีพ ดานที่ 4 ไดแก เครื่องมือ พบวา เครื่อง defibrillator ช้ารุด และอุปกรณ์ในรถ Emergengy ไมพรอมใช วัตถุประสงค์ : เพื่อใหอัตราการ CPR ส้าเร็จในผูปุวย post arrest ไมเกิน 10 นาที≥ รอยละ 80 ขึ้นไป วิธีด าเนินการ : ดานกระบวนการมีการพัฒนาโดยจัดท้าแบบบันทึกการประเมินผล CPR และมีการทบทวนผล การท้า CPR ทุกราย ดานที่ 2 สิ่งแวดลอมและสถานที โดยมีการก้าหนดจุดต้าแหนงหนาที่ของเจาหนาที่ในโซน CPR ดานที่ 3 บุคลากร มีการจัดทบทวนความรู และการใชเครื่องมือรวมถึงอุปกรณ์ในการชวยฟื้นคืนชีพ โดยการมีสวนรวมของทีมสหสาขาวิชาชีพ เชน แพทย์ เภสัชกร และพยาบาลเฉพาะทางเวชปฏิบัติฉุกเฉิน รวมถึงจัดหาเครื่อง Auto CPR มาใชงาน เพื่อลดความเหนื่อยลาของบุคลากร เพิ่มประสิทธิภาพในการชวยฟื้น คืนชีพ และลดความเสี่ยงตอการติดเชื้อของบุคลากร ดานที่ 4 เครื่องมือ มีการซอมบ้ารุงเครื่อง Defibrillator ที่ช้ารุด และมีการตรวจสอบความพรอมใชของเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ในรถ Emergency จากการบันทึกแบบ กระดาษ เปลี่ยนเป็นการตรวจสอบโดยผานระบบ Google form เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและท้าใหสะดวกตอ การท้างานมากขึ้น ผลการศึกษา : จากการพัฒนาระบบพบวาอัตราการกลับฟื้นคืนชีพของผูปุวย (post arrest) ไมเกิน 10 นาที ในปี 2565 – 2566 เพิ่มขึ้นจากปี 2564 รอยละ 75 และ 75 ตามล้าดับ สรุปการศึกษาและน าไปใช้ประโยชน์ : การพัฒนาใหเจาหนาที่มีความรูอยางตอเนื่องและทันสมัย การมี ทักษะที่ดี และการทบทวนเพื่อหาโอกาสพัฒนาการท้า CPR อยางตอเนื่อง รวมถึงการจัดหาอุปกรณ์ที่ท้าให เกิดประสิทธิภาพการ CPR ชวยท้าใหผูปุวยมีโอกาสรอดชีวิตสูงขึ้น โอกาสในการพัฒนาตอไปคือ การพัฒนา ใหประชาชนทั่วไป สามารถประเมินผูปุวยที่จ้าเป็นตองไดรับการท้า CPR และสามารถท้า CPR ไดอยางถูกตอง กอนถึงโรงพยาบาล เพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิต ค าส าคัญ : CPR, Post-arrest, ความปลอดภัย
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 165 E2.8 Smart Early Warning Sign of Sepsis โรงพยาบาลศีขรภูมิ ดลนภา สุชาติสุนทร โรงพยาบาลศีขรภูมิ อ าเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ภาวะ Sepsis ปัญหาสาธารณสุขส าคัญในประเทศไทย พบอุบัติการณ์การเสียชีวิตสูง ปัจจัยส าคัญ ส่วนใหญ่Patient safety ระบบบริการโดยเฉพาะในหอผู้ปุวยใน delay early warning sign sepsis ส่งผลให้การรักษาล่าช้า เกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ มีความรุนแรงเข้าสู่ภาวะ septic shock หรือ ภาวะ respiratory failure โรงพยาบาลศีขรภูมิใช้ MEWS เป็นแนวทางการประเมินผู้ปุวย แต่ยังพบปัญหา เจ้าหน้าที่ขาดความแม่นย าในแนวทางปฏิบัติ ภาระงานพยาบาลมีมาก ท าให้ประเมิน MEWS ไม่ได้ทันที ขาดความต่อเนื่อง พยาบาลประเมินแล้วไม่ทราบว่า action อย่างไร บ้างตัดสินใจในการ notify ล่าช้า เกิด delay Treatment ตามมา โรงพยาบาลจึงปรับปรุงพัฒนาระบบ Smart early warning sign of sepsis โดยการน าระบบดิจิทัล IPD paperless มาพัฒนาร่วมกับ MEWS ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ในการ early detected น าไปสู่ early action และ/หรือ early notify ส่งผลให้ผู้ปุวยได้รับการดูแลอาการน าก่อนเข้าสู่ภาวะวิกฤต และเฝูาระวังอาการ เปลี่ยนแปลงที่มีคุณภาพ ผู้ปุวยปลอดภัย วัตถุประสงค์ : 1) เพื่อลดอัตราผู้ปุวย sepsis เกิดภาวะ septic shock หลัง admit และ 2) เพื่อลดอัตราการตายผู้ปุวย sepsis โรงพยาบาลศีขรภูมิ วิธีการด าเนินการ :1) โรงพยาบาลปรับใช้ระบบ IPD paperless 100% เดือนกุมภาพันธ์ 2566 2) ปรับปรุง flow แนวทางการ ประเมิน MEWS ประกอบด้วย Intervention, re-assessment ในค่าคะแนน MEWS และ Implement สู่ผู้ปฏิบัติ 3) สอนการลง ข้อมูล V/S ใน IPD paperless ให้กับผู้ช่วยเหลือคนไข้ ผู้ช่วยพยาบาลช่วยลดภาระงานพยาบาล โดย key เป็น real time เมื่อพบ ค่า MEWS เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นแจ้งพยาบาลทันที 4) จัดท าแนวทางการบันทึกทางการพยาบาลผู้ปุวย focus charting เพื่อเฝูา ระวังติดตามอาการ clinical risk sepsis 5) ตั้งทีม Sepsis Response Team เพื่อติดตามและเป็นพี่เลี้ยงในการดุแลผู้ปุวย sepsis ที่ไม่ได้ admit ในแผนกอายุรกรรม ผลการศึกษา : ในปี 2563, 2564, 2565 และ 2566 (11 เดือน) อัตราตายผู้ปุวย sepsis ผลลัพธ์ 3.79 (8/211), 4.11 (16/389), 9.76 (40/410) และ 6.65 (32/418) ตามล าดับ มีอัตราที่ลดลง จากการทบทวนพบว่า ผู้ปุวยเสียชีวิตเป็นผู้สูงอายุที่มีโรค ประจ าตัวหลายโรค หรือมะเร็ง และอัตราผู้ปุวย sepsis เกิดภาวะ septic shock หลัง admit ผลลัพธ์ 36.67(55/150), 20.35(70/344), 17.37(58/334) และ 17.70(74/418) ตามล าดับ อัตราไม่ลดลง แต่จากการทบทวนพบว่า การพัฒนาระบบท าให้ detected septic shock ได้เร็วขึ้น ลด prolong shock จ านวนวันที่ให้ยากระตุ้นความดันลดลง ผู้ปุวยปลอดภัย การน าไปใช้ประโยชน์:1) ระบบ ICT ช่วยให้การดูแลผู้ปุวยง่ายขึ้น ช่วยลดภาระงานพยาบาลได้ 2) การเปลี่ยนระบบโดยการใช้ โปรแกรมดิจิทัล IPD paperless ระบบใหม่เจ้าหน้าที่ไม่คุ้นชิน การมีทีมพี่เลี้ยงช่วย support ท าให้ผู้ใช้ระบบเกิดความมั่นใจ ใน การช่วยเหลือแก้ปัญหาการใช้ระบบรวดเร็ว ส่งผลให้พัฒนางานอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน 3) ทีม Sepsis Response Team ช่วยให้ ทีมพยาบาลนอกแผนกอายุรกรรมสามารถดูแลผู้ปุวย sepsis มีคุณภาพ ลดภาวะแทรกซ้อนได้ 4) การพัฒนาระบบการเฝูาระวัง การเปลี่ยนแปลงควรขยายผล โดยน าไปใช้กับโรคอื่น ค าส าคัญ : Sepsis, MEWS, Smart IPD Paperless
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 166 E2.9 High fever without convulsions ศิริลักษณ์ เจริญทรัพย์ หอผูปุวยกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลปากชองนานา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ภาวะชักจากไขสูงเป็นภาวะที่พบบอยในเด็ก ถึงแมการพยากรณ์โรคคอนขางดีแต สรางความวิตกกังวลแกผูดูแลเป็นอยางมาก หากเด็กชักซ้้ายอมสงผลกระทบหลายอยางตามมาในอนาคตจากสถิติงาน คุณภาพบริการหอผูปุวยกุมารเวชกรรม พบอัตราการเขารับการรักษา febrile convulsion 3 ปี ยอนหลัง ในปี 2563, 2564 และ 2565 มีผูปุวยจ้านวน 53 คน, 33 คน และ 37 คน ตามล้าดับ ซึ่งในปี 2565 มีผูปุวยเกิดการชักซ้้า ในขณะนอนโรงพยาบาล จ้านวน 11 คน คิดเป็นรอยละ 29.73 จากการทบทวนคุณภาพการดูแลผูปุวย พบวาสาเหตุ หลักที่ท้าใหผูปุวยมีการชักซ้้า เนื่องจากทีมพยาบาลยังมีแนวปฏิบัติการดูแลเกี่ยวกับการเช็ดตัวลดไขผูปุวยใหแก ผูปกครองไมเป็นแนวทางเดียวกัน ผูปกครองเช็ดตัวลดไขไมถูกตองและ ไมเห็นถึงความส้าคัญของการเช็ด ตัวลดไขทีมพยาบาลหอผูปุวยกุมารเวชกรรมจึงท้าการพัฒนาแนวทางปฏิบัติการพยาบาลเรื่องการดูแลผูปุวย febrile convulsion ขึ้น วัตถุประสงค์: เพื่อลดอัตราการชักซ้้าในผูปุวยเด็กที่มีไขสูงขณะนอนโรงพยาบาล วิธีด าเนินการ : จากการทบทวนการดูแลผูปุวยไขสูงมีการปรับแนวทางการท้างาน ดังนี้ เมื่อมีผูปุวย febrile convulsion เขารับการรักษาที่หอผูปุวยกุมารเวชกรรม ทีมพยาบาลจัดเตรียมอุปกรณ์เช็ดตัวลดไขใหพรอมใช ใน 24 ชั่วโมงแรกรับ ทีมพยาบาลประเมินอุณหภูมิกายผูปุวย ทุก 1 ชั่วโมง และใหการพยาบาลในการเช็ดตัวลดไข ดังนี้อุณหภูมิกายนอยกวา 39 องศาเซลเซียส ใหการพยาบาลเช็ดตัวลดไขโดยผูชวยเหลือคนไข หาก อุณหภูมิกายมากกวา 39 องศาเซลเซียส ใหการพยาบาลเช็ดตัวลดไขโดยพยาบาล ผูดูแลผูปุวยไดรับการสอนและ สาธิตการเช็ดตัวลดไขที่ถูกตอง วันที่ 2 ของการนอนโรงพยาบาลและเมื่อไขลดลง ทีมพยาบาลไดจัด Fever corner ใหความรูเรื่องสาเหตุ การสังเกต การดูแลและการเฝูาระวังอาการชักซ้้ากับผูดูแลผูปุวยทุกคน ส้าหรับการวางแผน จ้าหนาย มีการจัดตั้ง Line group เพื่อใหค้าปรึกษาการดูแลเด็กตอเนื่องเมื่อมีภาวะไข ที่บาน ผลการพัฒนา : จากการพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลเรื่องการดูแลผูปุวย febrile convulsion ตั้งแต 1 ธันวาคม 2565 – 30 มิถุนายน 2566 มีผูปุวย febrile convulsion จ้านวน 59 คน เกิดการชักซ้้าในขณะนอน โรงพยาบาล จ้านวน 4 คน คิดเป็นรอยละ 6.78 ผูปกครองเขารวม Line group รอยละ 15.27 สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลเรื่องการดูแลผูปุวย febrile convulsion สงผลใหอัตราการชักซ้้าในผูปุวยเด็กที่มีไขสูงขณะนอนโรงพยาบาลลดลง สามารถน้าไปขยายผลใชในทุก หอผูปุวยที่มีคนไขกลุมโรคนี้ สวนเรื่องการวางแผนจ้าหนายเพื่อปูองกันการชักซ้้าควรมีการพัฒนา อยาง ตอเนื่อง ค าส าคัญ : ชักจากไข , High fever , convulsions
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 167 E2.10 ผลการใช้แนวปฏิบัติการให้สารน ้าทางหลอดเลือดด า พยาบาลแผนกผู้ปุวยใน สุมาลี ใจหนึ่ง แผนกผู้ปุวยใน โรงพยาบาลส าโรงทาบ บทคัดย่อ ที่มาและความส าคัญ : ผู้ปุวยให้สารน ้าทางหลอดเลือดด ามีร้อยละ 32-48 ภาวะหลอดด าส่วนปลายอักเสบเป็นภาวะแทรกซ้อน ที่พบร้อยละ 27-70 ภาวะหลอดเลือดด าส่วนปลายอักเสบนั้น อาจเกิดความเสียหายอย่างถาวร ให้กับหลอดเลือดด า ต้องพัก รักษาตัวในโรงพยาบาลนานขึ้น ค่าใช้จ่ายในการรักษาเพิ่มขึ้น แผนกผู้ปุวยใน ดูแลผู้ปุวยทุกกลุ่มโรค ตั้งแต่8วันขึ้นไป 5 อันดับ โรคที่ Admit คือ URI, AGE, Pneumonia, Viral Pneumonia ,Common cold มีผู้ปุวยในเฉลี่ย30คนต่อวัน มีการให้ สารน ้าทางหลอดเลือดด าเฉลี่ยวันละ 38 ครั้ง การเกิด Phlebitis 2562 Grade 2 =1 ครั้งระดับ C , 2563 Grade =1 ครั้ง ระดับF( ยา Levophed) พบ Grade 4 =1 ครั้ง ระดับ F(10% N/2), การเกิด Infiltration (2562-2564 ) จ านวน 3,2,1ครั้ง ระดับ C ตามล าดับ ต้องชดเชยค่าเสียหาย ได้ทบทวนหาสาเหตุพบว่า มีแนวปฏิบัติการให้สารน ้าทางหลอดด าแต่ยังไม่ทันสมัย พยาบาลยังไม่ได้รับการอบรม ขาดระบบการนิเทศติดตาม ปี 2565 ได้พัฒนาศักยภาพพยาบาลให้ มีความรู้เรื่องการให้สารน ้า ทางหลอดเลือดด า ปรับปรุงแนวปฏิบัติ ให้ทันสมัย จัดระบบติดตามนิเทศ วัตถุประสงค์ : ศึกษาผลการใช้แนวปฏิบัติการให้สารน ้าทางหลอดเลือดด า พยาบาลแผนกผู้ปุวยใน วิธีด าเนินการ : เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เก็บข้อมูล 1) ผู้ปุวยหรือผู้ดูแล 40 คน 2) ผู้ใช้แนวปฏิบัติ พยาบาลวิชาชีพ 10 คน เก็บข้อมูลระหว่าง มิ.ย.- ก.ค. 2566 โดยใช้โปรแกรมสถิติพรรณนา (Descriptive statistic: จ านวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน สรุปผลการด าเนินงาน : พยาบาลวิชาชีพมีความรู้อยู่ในระดับปานกลาง, ระดับสูง ร้อยละ 20 , 80 ความพึงพอใจต่อแนว ปฏิบัติระดับมาก ( =2.79) มีความพึงพอใจจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความพึงพอใจต่อ การน าแนวปฏิบัติไปใช้ ( =3.00) การสื่อสารและการแก้ไขปัญหาเมื่อมีอุบัติการณ์ความเสี่ยง ( =2.90) ความพึงพอใจน้อย ที่สุดเรื่องการนิเทศติดตามการน าไปใช้ ( =2.30)) ผลการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติ พบว่า มีการปฏิบัติอยู่ในระดับดีร้อยละ 100 พบว่า ไม่พบผู้ปุวยเกิดภาวะแทรกซ้อนการให้สารน ้า ทางหลอดเลือดด า บทเรียนที่ได้รับ :-การให้ความรู้และค าแนะน า แก่ผู้ปุวยหรือญาติ ช่วยให้สามารถปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้อง ปูองกันเกิด อุบัติการณ์ ภาวะแทรกซ้อนได้ และระบบนิเทศ ติดตาม อย่างต่อเนื่อง ช่วยให้เกิดการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติที่เป็นไปตาม มาตรฐาน ประโยชน์การน าไปใช้ หรือข้อเสนอแนะ : แนวปฏิบัติต่างๆ ควร เข้าถึงได้ง่ายและทันสมัย ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบ บริการด้านอื่นได้
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 168 E2.11 การพัฒนาแนวทางการให้สารน ้าทางหลอดเลือดด าในทารกแรกเกิด อาทร เกณฑ์ขุนทด โรงพยาบาลบ าเหน็จณรงค์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : โรงพยาบาลบ าเหน็จณรงค์ เป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 60 เตียง มีภาระงานห้องคลอด จะต้องดูแลทารกแรกเกิด และทารกแรกเกิดปุวย อายุไม่เกิน 1 เดือน จากข้อมูลปีงบประมาณ 2564 – สิงหาคม 2566 จ านวนทารกแรกเกิด 343, 310, 320 คน มีทารกแรกเกิดปุวย ที่ต้องให้สารน ้าทั้งหมด จ านวน 15, 13, 10 คน คิดเป็นร้อยละ 4.37, 4.19, 3.13 ตามล าดับ จากการดูแลทารกแรกเกิดที่ได้รับสารน ้า พบว่าทารกแรกเกิดหลายราย ต้องได้รับการแทงเข็มซ ้า หลายครั้ง เนื่องจากปัญหาการรั่วซึมของสารน ้าออกนอกเส้นเลือด จากการทบทวนพบว่าเกิดจากหลายปัจจัย เช่น บริเวณ หลอดเลือดที่แทงไม่เหมาะสม หรือการยึดติดเข็มกับผิวหนัง ลักษณะผิวหนังของทารกที่บอบบางซึ่งเสี่ยงต่อการระคายเคือง และอักเสบได้ง่าย ระยะเวลาการเปลี่ยนต าแหน่งการแทงเข็ม จากประเด็นปัญหาดังกล่าว ทารกต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาลนาน ส ่งผลให้เสียค่าใช้จ่ายในการดูแลทารก สูงขึ้น เสี่ยงต่อการติดเชื้อ และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน และอาจเกิดข้อร้องเรียน จึงต้องพัฒนาแนวทางการให้สารน ้าทาง หลอดเลือดด าในทารกแรกเกิด เพื่อให้มีทักษะและแนวทางปฏิบัติเดียวกัน และเกิดความปลอดภัยกับทารกแรกเกิด วัตถุประสงค์การศึกษา :1) เพื่อพัฒนาแนวทางการให้สารน ้าทางหลอดเลือดด าในทารกแรกเกิด 2) เพื่อเพิ่มความรู้และทักษะ ทางการให้สารน ้าทางหลอดเลือดด าในทารกแรกเกิด และ 3) เพื่อปูองกันการติดเชื้อและอาการแทรกซ้อนจากการได้รับสารน ้า ทางหลอดเลือดด าในทารกแรกเกิด วิธิการด าเนินการ : 1) วิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาและสาเหตุของปัญหา และความต้องการในการพัฒนาแนวทางทางการให้ สารน ้าทางหลอดเลือดด า 2) ศึกษาแนวคิด/ทฤษฎีตามมาตรฐานการพยาบาล เพื่อพัฒนาแนวทางการให้สารน ้าทางหลอด เลือดด า 3) จัดท าแนวทางการพัฒนาให้สารน ้าทางหลอดเลือดด าในทารกแรกเกิด เพื่อปูองกันการติดเชื้อ และการเกิด ภาวะแทรกซ้อน 4) ด าเนินการชี้แจงแนวทางการพัฒนาให้สารน ้าทางหลอดเลือดด าในทารกแรกเกิด ในหน่วยงาน 5) ทดลอง ใช้และติดตามการใช้แนวทางปฏิบัติโดยการเครื่องมือและแบบประเมิน 6) วิเคราะห์และสรุปผลการด าเนินการ ผลการศึกษา : จากการศึกษา ตั้งแต่เดือน 1 มิถุนายน 2566 – 31 สิงหาคม 2566 มีทารกที่ได้สารละลายทางหลอดเลือดด า ทั้งหมด จ านวน 4 ราย หลังจากปฏิบัติตามแนวทางการให้สารน ้าทางหลอดเลือดด า ไม่พบทารกที่ติดเชื้อจากการให้สารน ้า และไม่พบการเกิด phlebitis พยาบาลมีแนวทางปฏิบัติเดียวกัน ไม่เกิดข้อร้องเรียน จากการให้สารน ้าทางหลอดเลือดด า สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : 1) ใช้เป็นแนวทางการให้สารน ้าทางหลอดเลือดด า ในทารกแรกเกิดที่ได้รับสารน ้า ทางหลอดเลือดด า ในงานห้องคลอด 2) ควรเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาแนวทางปฏิบัติต่อไป เพื่อความปลอดภัยของ ทารกแรกเกิด 3) วางแผนน าแนวทางการให้สารน ้าทางหลอดเลือดด า ไปใช้กับผู้ปุวยทุกรายที่ได้รับสารน ้าทางหลอดเลือดด า เพื่อพัฒนาคุณภาพการพยาบาล ปูองกันการติดเชื้อและอาการแทรกซ้อนจากการได้รับสารน ้าทางหลอดเลือดด า ค าส าคัญ : ทารกแรกเกิด , การให้สารน ้าทางหลอดเลือดด า , phlebitis
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 169 E2.12 การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลการเฝูาระวังภาวะ Compartment syndrome ณัฐชานันท์ เพชรสีจา หอผูปุวยศัลยกรรมกระดูกและขอ กลุมภารกิจดานการพยาบาล โรงพยาบาลปากชองนานา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ภาวะความดันในชองกลามเนื้อสูง (Compartment syndrome) เป็นภาวะฉุกเฉินทางออร์ โธปิดิกส์ที่สงผลใหเกิดความพิการและอาจเสียชีวิตได พยาบาลตองสามารถประเมินอาการไดอยางรวดเร็วและรายงานแพทย์ ไดทันทวงที ภาวะนี้พบบอยในผูปุวย Fracture long bone ผูปุวยกลุมนี้จึงตองไดรับการเฝูาระวัง 100% จากสถิติผูปุวยเขา รับการรักษาในโรงพยาบาลปากชองนานา ปี 2564, 2565 และ 2566 (ขอมูลถึงเดือนมิถุนายน 2566) มีจ้านวน 166 ,192 และ 96 ราย ตามล้าดับ พบอุบัติการณ์การเกิดภาวะ Compartment syndrome ระดับ E ขึ้นไป ปีละ 1 ราย คิดเป็นรอยละ 0.60 (H), 0.52 (E) และ 1.04 (H) ตามล้าดับ ผูปุวยไดรับการท้าผาตัด Fasciotomy ทุกราย จากการวิเคราะห์สถานการณ์ รวมกับทีมน้าทางคลินิกดานออร์โธปิดิกส์ พบสาเหตุหนึ่งคือแนวทางปฏิบัติและแบบประเมินการเฝูาระวังภาวะ Compartment syndrome 7P ที่มียังไมชัดเจน สงผลใหการเฝูาระวังอาการเปลี่ยนแปลงของผูปุวยไมมีประสิทธิภาพ วัตถุประสงค์การศึกษา : เพื่อลดอุบัติการณ์การเกิดภาวะ Compartment syndrome ในผูปุวย Fracture long bone วิธีการด าเนินการ : จากการทบทวนการประเมินผูปุวย Fracture long bone ที่มีโอกาสเกิดภาวะ Compartment syndrome พบวาแบบเดิมแบบประเมินไมชัดเจนและไมปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกัน จึงไดมีการปรับปรุงเครื่องมือในการ ประเมินและเฝูาระวัง 7P ( pain, paralysis, paresthesia, pulselessness , pallor, puffiness, polar โดยเพิ่มค้าอธิบาย รายละเอียดแนวทางการปฏิบัติในการบันทึกที่ชัดเจน การก้าหนดชวงเวลา ความถี่ในการเฝูาระวัง รายละเอียดการใชเครื่องมือ และรูปแบบการรายงานอาการผูปุวยที่ถูกตอง นอกจากการประเมิน Pain score ตองมีการตรวจรางกายท้า Passive stretching และประเมินอาการบวมรวมดวย โดยการวัดเสนรอบวงบริเวณแขนและขาทั้งสองขางที่มีพยาธิสภาพเพื่อประเมิน ภาวะ Compartment syndrome ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือดานความตรงเชิงเนื้อหา โดยแพทย์ศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์ 2 ทาน พยาบาลเฉพาะทางการพยาบาลออร์โธปิดิกส์1 ทาน มีการประเมินผลและปรับแกไข 2 ครั้งกอนน้าไปใชจริง และ พัฒนาศักยภาพบุคลากรพยาบาลดานความรูเกี่ยวกับภาวะ Compartment syndrome ที่พบบอยในผูปุวย Fracture long bone โดยแพทย์และหัวหนาหนวยงาน ผลการศึกษา : ตั้งแตเดือนกรกฎาคม - สิงหาคม 2566 มีผูปุวย Fracture long bone ที่ตองเฝูาระวังการเกิดภาวะ Compartment syndrome จ้านวน 22 ราย หลังจากใชแนวปฏิบัติการพยาบาลและแบบประเมินนี้ไมพบอุบัติการณ์การเกิด ภาวะ Compartment syndrome สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : แนวปฏิบัติการพยาบาลที่พัฒนาขึ้นชวยใหพยาบาลในหอผูปุวยมีการเฝูาระวัง ภาวะ Compartment Syndrome อยางเป็นระบบและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ปูองกันการเกิดภาวะแทรกซอน พยาบาล สามารถรายงานอาการผูปุวยไดถูกตองรวดเร็วขึ้น ควรมีการขยายผลน้าแบบประเมินนี้ไปใชในผูปุวย Fracture long bone ทุกหอผูปุวยในโรงพยาบาล โดยหัวหนาหนวยงานตองมีการมอบหมายงานที่ชัดเจนและนิเทศติดตามอยางสม่้าเสมอ ค าส าคัญ : Compartment syndrome, แนวปฏิบัติการพยาบาล, การเฝูาระวัง
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 170 E2.13 การพัฒนาแนวทางการพยาบาลผู้ปุวยเด็กที่ใช้ออกซิเจนที่บ้าน “Continuing care & long term Home Oxygen” มุทิตา สิงห์อุดม โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : หอผูปุวยสามัญเด็ก 1 โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ดูแลผูปุวยกลุมโรคติดเชื้อ ระบบทางเดินหายใจ ดวยเทคโนโลยีการรักษาพยาบาลที่ทันสมัยและมีศักยภาพสงผลใหผูปุวยรอดชีวิตมากขึ้น เขาถึง ระบบบริการสาธารณสุขเพิ่มสูงขึ้น แตยังมีผูปุวยเด็กจ้านวนหนึ่งตองนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน รักษา ดวยออกซิเจนตั้งแตอยูโรงพยาบาลและตอเนื่องถึงที่บาน รูปแบบการดูแลปรับเปลี่ยนจากบุคลากรทางการแพทย์เป็น บุคคลในครอบครัวเป็นผูดูแลหลัก การเตรียมความพรอมส้าหรับผูดูแลมีความจ้าเป็นอยางยิ่ง เพื่อเตรียมความพรอม ลดความวิตกกังวล สรางความมั่นใจในการดูแลผูปุวย เพิ่มศักยภาพและเสริมสรางพลังอ้านาจใหครอบครัวมีความ พรอมในการดูแลผูปุวยเมื่อกลับบาน ดังนั้นการพัฒนาแนวทางการพยาบาลผูปุวยเด็กที่ใชออกซิเจนที่บาน มีการดูแล รวมกันของทีมสหวิชาชีพ โดยใชแนวคิดของการดูแลจัดการรายกรณี (Case Management) มีการวางแผนจ้าหนาย (Discharge Planning) โดยยึดครอบครัวเป็นศูนย์กลาง (Family entered Care) มีวัตถุประสงค์เพื่อใหเกิดผลลัพธ์ ของการดูแลผูปุวยที่มีคุณภาพ ผูปุวยปลอดภัยและลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซอนตางๆ วัตถุประสงค์: 1) พัฒนาแนวทางการพยาบาลผูปุวยเด็กที่ใชออกซิเจนที่บาน 2) ศึกษาผลของการพัฒนารูปแบบการ พยาบาลผูปุวยเด็กที่ใชออกซิเจนที่บาน วิธีด าเนินงาน : มีการพัฒนากระบวนการอยางตอเนื่องตามแนวคิดวงลอเดมมิ่ง 4 ขั้นตอน PDCA ดังนี้ 1) Plan ก้าหนดรูปแบบการเตรียมความพรอมผูปุวยและครอบครัว ก้าหนดกลุมโรคที่เหมาะสมและจัดท้าแนวทางการ พยาบาลผูปุวยเด็กที่ใชออกซิเจนที่บาน,ก้าหนดกรอบแนวคิดการพยาบาลผูปุวยแบบจัดการรายกรณีและวางแผนการ จ้าหนายโดยครอบครัวเป็นศูนย์กลาง 2) Do ปฏิบัติตามแนวทางการพัฒนาการดูแลผูปุวยเด็กที่ตองใชออกซิเจนที่ บาน โดยการเตรียมความพรอมญาติรูปแบบ Leaning by doing แบงเป็น 3 class 1) เตรียมความพรอมผูปุวยและ ญาติโดยการท้า Family meeting , class 2) เตรียมการสอนและสาธิตทักษะการดูแลผูปุวย class3) การประเมิน ความพรอมกอนจ้าหนาย 3) Check ตรวจสอบและติดตามผลการด้าเนินงาน ประสานเครือขายการดูแลตอเนื่อง 4) Act ด้าเนินการและแกไขปัญหาติดตามเยี่ยมผูปุวยและใหค้าปรึกษาทางกลุม Line official ผลการด าเนินงาน : 1) ผูปุวยเด็กที่ใชออกซิเจนที่บานจ้านวน 23 ราย ปลอดภัยไมมีภาวะแทรกซอน 100% 2) อัตราการกลับมารักษาซ้้าจากภาวะแทรกซอนหลังจ้าหนาย = 0 3) ความพึงพอใจของครอบครัว ในระดับมากรอยละ 95 ข้อเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้ : การเตรียมความพรอมมีความยุงยากและระยะเวลาไมเป็นไปตามที่ ก้าหนด ยังมีขอจ้ากัดในเรื่องของผูดูแลพบวาเป็นสวนใหญเป็นผูสูงอายุที่เป็นผูดูแลหลัก ค าส าคัญ : รูปแบบการดูแลผูปุวยเด็กที่ใชออกซิเจนที่บาน
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 171 E2.14 การพัฒนาระบบคัดแยกที่ห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลห้วยแถลง กัลยา อินทะวุธ งานอุบัติเหตุฉุกเฉินและนิติเวช โรงพยาบาลหวยแถลง บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : โรงพยาบาลหวยแถลงเป็นโรงพยาบาลระดับF2 60 เตียง ไมมีแพทย์เฉพาะ ทาง หองฉุกเฉินใหบริการดูแลผูปุวยกลุมอุบัติเหตุฉุกเฉิน และผูปุวยESI1-3 นอกจากนั้นยังดูแลท้าหัตถการ ตางๆที่แพทย์สงมาท้าทุกชนิด หลังเวลา 20.00 น. ใหบริการตรวจรักษาผูปุวยทั้งฉุกเฉินและไมฉุกเฉิน จึงท้า ใหเกิดสถานการณ์ Over crowding ไดบอย และเพื่อความปลอดภัยของผูรับบริการ การจัดล้าดับความ เรงดวนเพื่อใหบริการจึงมีความส้าคัญอยางยิ่ง ในปีพ.ศ.2562-2564 ไดมีรายงานอุบัติการณ์ Under triage ระดับ E up แบงเป็น ระดับ E=6, F= 3, G-I =3 จากการทบทวนพบสาเหตุการคัดแยกคลาดเคลื่อนดังนี้ 1) กลุมผูปุวยที่ไมเป็นไปตามแนวทางTriage ที่วางไว 2)ปัญหาการสื่อสารไมชัดเจนระหวางTriage nurse และ ทีมที่ตองดูแลตอ3)การสงLAB เพิ่มเติม เพื่อวินิจฉัยน้าไปสูการรักษาที่ทันเวลา ยังพบประเด็นการไดผลLAB ลาชา 4)การสงผูปุวยมาหองฉุกเฉินจากจุดอื่นๆ ที่ยังไมไดรับการทบทวนมีความจ้าเป็นหรือไม 5)ผูปุวยอยูใน หองฉุกเฉินเกิน2 ชม. มีผลกระทบตอCrowding และสงผลตอการดูแลผูปุวยเรงดวนฉุกเฉิน วัตถุประสงค์ : เพื่อลดการคัดแยกที่หองฉุกเฉินคลาดเคลื่อน วิธีด าเนินการ : 1) ทบทวนแบบคัดแยกที่หองฉุกเฉิน และออกแบบเพิ่มเติมจากการใช MOPH Triage เพื่อให เป็นไปตามบริบทโรงพยาบาลระดับF2 2) Re-design Job assignment ของพยาบาลใน ER เพื่อใหสามารถ ดูแลผูปุวยในแตละ ESI ไดในเวลาที่ก้าหนด 3) ออกแบบการสื่อสารการดูแลในกลุม Fast track และกลุม ESI1-2 โดยใชสีและแผน Chart และเอกสารที่มีระยะเวลาก้าหนดในกิจกรรมตางๆที่ผูปุวยจ้าเป็นตองไดรับ 4) ก้าหนดการประกันเวลา กลุมLab ดวน และLabผูปุวยกลุมส้าคัญ 5) วางแนวทางการสงตอผูปุวยจากจุด ตาง ๆ มาหองฉุกเฉิน 6) มีการทบทวนผลการคัดแยกในทุกเวร 7) ระบบการตรวจในเวลามีแพทย์ประจ้าหอง ฉุกเฉิน 08.00-20.00 น. ทุกวัน ผลการพัฒนา : พบอัตราความคลาดเคลื่อนการคัดแยกผูปุวยที่หองฉุกเฉินมีแนวโนมลดลง จากรอยละ 2.72, 0.4ในปี 63, 64 เป็น รอยละ 0.28 และ0.19 ในปี 65, 66 รอยละ Under Triage ระดับ E up จากรอยละ 0.7 และ0.52 ในปี 63, 64 เป็นรอยละ 0.03 และ 0.011 ในปี 65, 66 ข้อเสนอแนะในการน าผลการพัฒนาไปใช้ :.เพื่อใหมั่นใจวาหลังการคัดแยก ผูปุวยไดรับการดูแลในเวลาที่ ก้าหนด ควรเพิ่มการวัดผลระยะเวลาที่ผูปุวยแตละ ESI ไดรับการดูแลรักษาตามเกณฑ์ ไดแก ESI 1 ไดรับการ ดูแลทันที, ESI 2 ในเวลา 10 นาที และESI 3 ในเวลา 30 นาที ค าส าคัญ : การคัดแยกที่หองฉุกเฉิน Effective ER triage
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 172 E2.15 การพัฒนาการปูองกันการพลัดตกหกล้ม โรงพยาบาลโชคชัย วิไลรัตน์ อยูวารี และคณะ โรงพยาบาลโชคชัย บทคัดย่อ โรงพยาบาลโชคชัยเกิดอุบัติการณ์การพลัดตกหกลมในปี2559-2565 ดังนี้ 9, 1, 1, 2, 14, 9, 11, 9ตามล้าดับ กลุมงาน การพยาบาล ไดทบทวนปัญหาสาเหตุและรวมกันแกปัญหาโดยปรับปรุงระบบ WI ใหมประเมิน Fall Risk Model เป็น Fall Risk Score Model Vertion chokchai ใหไวตอดักจับปัญหาไดทันตั้งแตแรกรับ ชัดเจน สะดวกใช ประกาศใช ท้าความเขาใจ และปรับทัศนะคติ และประชาสัมพันธ์เสียงตามสาย ตั้งขอวินิจฉัยทางการพยาบาล และบันทึกทางการพยาบาลและสงเวร case ที่มีระดับความเสี่ยงสูง และติดตามนิเทศอยางตอเนื่อง เปูาหมาย 1) เพิ่มอัตราผูปุวยรับใหมไดรับการประเมินการพลัดตกหกลม และอัตรามีวินิจฉัยพยาบาล 100% 2) อุบัติการณ์การการพลัดตกหกลม = 0 จากการทบทวนการอุบัติการณ์เดือน ต.ค. 2565 - มี.ค. 2566 พบขอมูล 7 ราย จากการวิเคราะห์ 5W 2H หนวยงานที่ พบมากที่สุดคือ IPD2=71.42% (5/7) ชวงเวลาที่พบมากที่สุดคือเวรบายและเวรดึก 42.85% (3/7) อุบัติการณ์การเกิดพลัดตก หกลมคือตกเตียง 71.42% (5/7) สาเหตุพบวาดานการสื่อสารไมไดแนะน้าชัดเจนเรื่องความเสี่ยง 100% (7/7) ไมมีญาติเฝูา 71.42 (5/7) ไมไดเปิดเสียงตามสายทุกวัน ตามที่ก้าหนดไว ผูชวยเหลือคนไขไมไดสงเวรบริเวณ Nurse station ตามที่ก้าหนด จากการทบทวนเวรระเบียนพบวา ประเมิน Fall Risk score ไมตอเนื่องและไมถูกตอง 66.66% (6/9) ไมมี Focus list 33.33% ไมไดบันทึก Nurse note 55.55% (5/9) จากการนิเทศติดตามไมตอเนื่อง โดยพบในในผูปุวยหลงสับสน AWS 51.14 (4/7) และมีอาการชัก 42.85 (3/7) ผูปุวยที่ไดรับยากลุมจิตเวช, และขาดการทรงตัวที่ดี Sepsis, ภาวะซีดโรคเรื้อรัง กิจกรรมการพัฒนา รับใหมแรกรับทุกราย พยาบาลใชแบบประเมินและบันทึก Fall Risk Score Model คาคะแนนใน แบบประเมิน Fall Risk Score Model ก้าหนดเป็นขอวินิจฉัยทางการพยาบาล และวางแผน การพยาบาลปูองกันพลัดตก หกลมความเสี่ยงระดับความเสี่ยง High Risk รับสงเวร ตรวจเยี่ยมอาการสม่้าเสมอทุกวัน (เวรละครั้ง) ประชาสัมพันธ์เสียงตาม สายชวงเวลา 06.00 น. 13.00 น. 18.00 น. เรื่องการเฝูาระวังพลัดตกหกลมตกเตียง หัวหนาและหัวหนาทีมนิเทศก้ากับทุกวัน ลาสุดปี2566 ปรับ Fall Risk Score Model เป็น Fall Risk Score Model Vertion chokchai (มี11 ขอ) ก้าหนด supporter ของแตละหนวยงานซึ่งก้าลังจะพัฒนาในปีตอไปเมื่อผูปุวยตกเตียงใหพยาบาลลงบันทึกใน Nurse ,sNote (FONUR-004) ตาม 5w2H การรายงานความเสี่ยงรายงานหัวหนางาน/ผูบังคับบัญชารายงานอุบัติการณ์ ออนไลน์ของโรงพยาบาล (RM -Online) จากการทบทวนการอุบัติการณ์การเกิดพลัดตกหกลมใน เม.ย. – มิ.ย. 2566 พบขอมูลมีการพลัดตกหกลม 9 ราย จากการวิเคราะห์ 5W 2H หนวยงานที่พบมากที่สุดคือ IPD1=(3/5) 60% ชวงเวลาที่พบมากที่สุดคือเวรเชา 60% (3/5) อุบัติการณ์การเกิดพลัดตกหกลมคือตกเตียง 80% อัตราผูปุวยรับใหมไดรับการประเมิน Fall Risk Model 88.88 (8/9) และ อัตรามีวินิจฉัยพยาบาล 55.55% (5/9) อุบัติการณ์การพลัดตกหกลม = 9 ราย การพัฒนาตองวิเคราะห์จากปัจจัยตามหลัก 5W2H น้าปัญหาที่พบมาแจงทีมรวมกันวางแผน มีการวางระบบ WI ใหม ปรับแบบประเมิน Fall Risk Score Model. โดยการเพิ่มคาคะแนน จากเดิมมี8 ขอ เพิ่มเป็น11 ขอคะแนนเต็ม 31 คะแนนเพื่อใหสอดคลองกับบริบทและไวตอดักจับปัญหาไดทันตั้งแตแรกรับ ชัดเจน สะดวกใช ประกาศใชท้าความเขาใจ และ ปรับทัศนะคติของเจาหนาที่เพื่อใหมองเห็นความส้าคัญ ควรมีการตรวจสอบและนิเทศงานอยางตอเนื่องทุกเดือน เพื่อใหผูปุวย ไดรับความปลอดภัยไมเกิดอุบัติการณ์พลัดตกหกลม ลดขอรองเรียน ผูบริการพึงพอใจ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 173 E2.16 การพัฒนาแนวทางการปูองกันการเกิดแผลกดทับหอผู้ปุวยกึ่งวิกฤต โรงพยาบาลสีคิ้ว วริยาพร เจือจันทึก, ปฐมาวดี สงึมรัมย์และสุภาพร จรงูเหลือม หอผูปุวยกึ่งวิกฤต โรงพยาบาลสีคิ้ว บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : หอผูปุวยกึ่งวิกฤตโรงพยาบาลสีคิ้วเปิดใหบริการเมื่อ 1 สิงหาคม 2566 จากสถิติการ เขารับบริการ จ้านวนผูปุวยที่รับไวทั้งหมดตั้งแต เดือนสิงหาคม 2565 - มีนาคม 2566 จ้านวน 265 ราย พบ อุบัติการณ์การเกิดแผลกดทับ 12 ราย คิดเป็นรอยละ 6.17 ถึงแมวาทางหอผูปุวยไดมีการเฝูาระวังและใชอุปกรณ์ ปูองกันแผลกดทับ แตก็ยังพบอุบัติการณ์อยู สาเหตุเนื่องจากผูปุวยชวยเหลือตัวเองไดนอย มีขอจ้ากัดในการ เคลื่อนไหว พยาบาลและผูชวยเหลือคนไขสวนใหญยังขาดความตระหนักในการพลิกตะแคงตัว รวมกับภาระงานที่มี มาก ทางหอผูปุวยจึงคิดพัฒนาแนวทางการดูแลผูปุวย เพื่อลดอุบัติการณ์การเกิดแผลกดทับของผูปุวยลง วัตถุประสงค์ : 1) เพื่อลดอุบัติการณ์การเกิดแผลกดทับ และ 2) เพื่อพัฒนาแนวทางการปูองกันการเกิดแผลกดทับ วิธีด าเนินการ : 1) ประเมินความเสี่ยงการเกิดแผลกดทับแรกรับทุกราย และประเมินแผลในผูปุวยที่มีแผลจากบาน มี การใชอุปกรณ์ปูองกันแผลกดทับ เมื่อ Braden scale ≤ 16 เก็บรวบรวมขอมูลแผลกดทับทุก 1 เดือน 2) สราง นวัตกรรมนาฬิกาพลิกตะแคงตัว เพื่อเป็นการเตือนใหพลิกตะแคงตัวผูปุวยอยางถูกตองและตรงเวลา 3) สรางแบบ บันทึกการพลิกตะแคงตัวไวทายเตียง เพื่อประเมินและตรวจสอบการปฏิบัติจริงของพยาบาลและผูชวยเหลือคนไข4) กรณีมีแผลกดทับ บันทึกแผลกดทับทุกครั้งที่พบแผลใหม หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของแผล ในแบบบันทึกการพลิก ตะแคงตัว สงตอรูปแผลกดทับในกลุม Application line (PU & IAD SEMI – ICU) เพื่อเก็บรวบรวมขอมูลและ ติดตามลักษณะการเปลี่ยนแปลงของแผล และใหความรูและสรางความตระหนักแกพยาบาล ผูชวยเหลือคนไขในการ ดูแลผูปุวยกลุมเสี่ยงและวิธีปฏิบัติในการปูองกันแผลกดทับ ผลการศึกษา : พบวา แนวทางการปูองกันการเกิดแผลกดทับในหอผูปุวยกึ่งวิกฤต หลังการพัฒนา มีแนวทางการ ปูองกันการเกิดแผลกดทับที่ชัดเจนขึ้น พยาบาลและผูชวยเหลือคนไขมีการปฏิบัติตามแนวทาง เก็บขอมูลเดือน เมษายน – สิงหาคม 2566 มีผูปุวยทั้งหมด 101 ราย เกิดแผลกดทับจ้านวน 2 ราย คิดเป็นรอยละ 1.98 ข้อเสนอแนะการน าไปใช้: การพัฒนาแนวทางการปูองกันแผลกดทับที่สรางขึ้น สามารถลดอุบัติการณ์การเกิดแผล กดทับ ลดภาวะแทรกซอนจากการเกิดแผลกดทับ พยาบาลและผูชวยเหลือคนไข มีความรู ความเขาใจและตระหนัก ถึงความส้าคัญเกี่ยวกับการปฏิบัติการพยาบาลเพื่อปูองกันการเกิดแผลกดทับ โรงพยาบาลไดรับการพัฒนาคุณภาพ การพยาบาล และสามารถน้าไปปรับใชในหอผูปุวยในแผนกอื่นในโรงพยาบาลได ผลส้าเร็จของงานท้าใหผูปฏิบัติงาน เกิดความภาคภูมิความใจและมีก้าลังใจในปฏิบัติงาน ค าส าคัญ : การเกิดแผลกดทับ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 174 E2.17 การพัฒนาคุณภาพการพยาบาลการปูองกันการเกิดแผลกดทับในหอผู้ปุวยอายุรกรรมชาย สมหญิง จ้าปาปรีดา หอผูปุวยอายุรกรรมชาย กลุมภารกิจดานการพยาบาล โรงพยาบาลปากชองนานา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : การเกิดแผลกดทับในหอผูปุวยอายุรกรรมชายเป็นปัญหาส้าคัญของผูปุวยที่รับไวรักษาใน โรงพยาบาล สงผลใหผูปุวยตองพักรักษาตัวในโรงพยาบาลนานขึ้น จากรายงานการเกิดแผลกดทับของหอผูปุวยอายุรกรรมชาย ในปีงบประมาณ 2566 พบอัตราการเกิดแผลกดทับในโรงพยาบาล รอยละ 2.8 และอัตราการเกิดแผลกดทับในโรงพยาบาลใน ผูปุวยกลุมเสี่ยงรอยละ 76.9 พบมีการรายงานทั้งหมด 29 ราย จากการทบทวนพบอุบัติการณ์พบระดับ E ขึ้นไป รอยละ 2.8 และกลุมเสี่ยงสูงตอการเกิดแผลกดทับอยูในชวงอายุ 57 – 85 ปี และมีโรครวม ทางหนวยงานไดมีการทบทวนหาสาเหตุของ ปัญหาพบวามีแนวทางปฏิบัติการพยาบาลเพื่อปูองกันการเกิดแผลกดทับแลว แตการน้าไปปฏิบัติและนิเทศติดตามยังไม สม่้าเสมอ ทางหอผู้ป่วยอายุรกรรมชายเห็นความส้าคัญของปัญหานี้จึงจัดท้ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพโดยใช“ตารางพลิกชีวิต” ขึ้น วัตถุประสงค์: เพื่อลดอัตราการเกิดแผลกดทับในหอผูปุวยอายุรกรรมชาย วิธีการด าเนินการ : เริ่มด้าเนินการตั้งแตเดือนตุลาคม 2565 ถึงเดือนกรกฎาคม 2566 มีการประเมินสถานการณ์และคนหา สาเหตุ จัดตั้งคณะกรรมการและทบทวนแนวปฏิบัติเดิมพบวาแนวปฏิบัติเดิมเจาหนาที่ยังไมปฏิบัติตามแนวทางที่ก้าหนดไว การน้าแนวทางปฏิบัติไปใชยังท้าไดนอย การมอบหมายและติดตามการปฏิบัติงานไมชัดเจน จึงปรับปรุงแนวปฏิบัติใหมคือ เพิ่มตารางพลิกชีวิตและมีการนิเทศก้ากับติดตามโดยหัวหนาทีมแตละทีมในเวรเชาเวลา 10.00 น. โดยใชแบบประเมินความ เสี่ยงตอการเกิดแผลกดทับและแนวทางการปฏิบัติเพื่อเฝูาระวังความเสี่ยงและการปูองกันการเกิดแผลกดทับ หัวหนาหอผูปุวย และคณะท้างานติดตามนิเทศก้ากับกระตุนใหสมาชิกทีมปฏิบัติตามใบตารางพลิกชีวิตพรอมกับกระตุนเจาหนาที่ รวมถึงญาติ ใหตระหนักถึงภาวะเสี่ยงและแนวทางการปฏิบัติเพื่อปูองกันการเกิดแผลกดทับ โดยมอบหมายงานใหมีผูรับผิดชอบ คือหัวหนา ทีมแตละทีม ก้ากับดูแลควบคุมอยางตอเนื่อง ทุกเวร เชา-บาย-ดึก และน้าเสนอผลงานในที่ประชุมประจ้าเดือนของหอผูปุวย เพื่อน้าขอมูลมาวิเคราะห์เพื่อหาสาเหตุและขอความรวมมือในการปฏิบัติตามแนวทางที่ก้าหนด ผลการพัฒนา : แนวโนมอัตราการเกิดแผลกดทับปีงบประมาณ 2566 ลดลง ในเดือนมิถุนายนและเดือนกรกฎาคมลดลงเหลือ รอยละ 0.06 และเจาหนาที่มีการปฏิบัติตามแนวทางที่ก้าหนดคิดเป็นรอยละ 98 % สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : การพัฒนาแนวทางปฏิบัติโดยใช “ตารางพลิกชีวิต” ท้าให การนิเทศควบคุมก้ากับ ประเมินผลการปฏิบัติงานของเจาหนาที่ ท้าไดงายขึ้น ชัดเจนและเป็นรูปธรรม สงผล ท้าใหคุณภาพการพยาบาลดีขึ้น การเพิ่มความตระหนักทั้งทีมบุคลากรและญาติเป็นสิ่งส้าคัญที่ตองด้าเนินการ ควบคูกัน ค าส าคัญ : คุณภาพการพยาบาล การปูองกัน แผลกดทับ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 175 E2.18 พัฒนาคุณภาพและความปลอดภัยในการดูแลผู้ปุวยโดยใช้Total patient care พรสุดา ศิริวงค์ โรงพยาบาลโชคชัย บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : งานผูปุวยใน 2 มีระบบการดูแลผูปุวยแบบผสมผสาน (total patient care + Functional) ซึ่งการดูแลผูปุวยแบบนี้ มีสวนใหการรักษาพยาบาลไมครบถวน ดูแลผูปุวยไมทั่วถึง สงเวรไมครบถวนสื่อสารผิดพลาด เพราะ ไมไดดูผูปุวยเองทั้งหมด สงผลกระทบใหเกิดอุบัติการณ์ในปี 2564 , 2565 ดังนี้ มีผูปุวยตกเตียงจ้านวน 4,7 ราย อัตราเกิด แผลกดทับ 0.28 ตอ พันวันนอน (3/10743) ,0.20 ตอ พันวันนอน (6/29110) การบาดเจ็บจากการผูกมัด 8, 7 ราย อัตรา เกิด Admission error 1.32 (14/1055), 0.16 15/9216 อุบัติการณ์ผูปุวยไมไดรับการสง Lab 15, 12 ราย อัตราความพึง พอใจของผูรับบริการ คือ 84.7%, 88.4% เมื่อไมไดท้ากิจกรรมพยาบาลเองท้าใหบันทึกกิจกรรมพยาบาลไมครบถวน สมบูรณ์ อัตราความสมบูรณ์การบันทึกการพยาบาล = 72.%,72.3% วัตถุประสงค์การศึกษา : 1) เพื่อลดอุบัติการณ์ไมพึงประสงค์ของผูปุวย 2) เพื่อเพิ่มความสมบูรณ์การบันทึกพยาบาล และ 3) เพื่อเกิดความพึงพอใจในระบบการใหการพยาบาลแบบรายผูปุวย วิธีการด าเนินการ : 1) จัดประชุมอยางมีสวนรวมและวิเคราะห์สะทอนปัญหาในหนวยงาน 2) จัดอัตราก้าลังในหนวยงานโดย ก้าหนดใหมีพยาบาลวิชาชีพที่อายุงาน 5 ปี ขึ้นเวรอยางนอย1 คนตอเวร 3) แบงโซนการดูแลผูปุวยเป็น 4 โซน คือ โซน 1, 2 ผูปุวยประเภท 3, 4 โซนที่ 3, 4 ผูปุวยประเภท 2, 3 (หองพิเศษและระเบียงหลังตึก) 4) มอบหมายการดูแลผูปุวย แบบราย ผูปุวย (Case method or total patient care) อยางมีสวนรวมของผูปฏิบัติ โดยมอบหมายการดูแลผูปุวยตามอายุงาน และ ประเภทของผูปุวย พยาบาลอายุงาน 5 ปีขึ้นไป รับผิดชอบดูแลโซน 1 และ 2 (พยาบาล : ผูปุวย 1:5 ) พยาบาลอายุ งานต่้ากวา 5 ปี ดูแลโซน 3,4 (พยาบาล : ผูปุวย 1:10 ) มีหัวหนาทีม (Inchart) ดูแลภาพรวม ผลการศึกษา : อุบัติการณ์ผูปุวยตกเตียงในปี 2566 5 ราย อัตราเกิดแผลกดทับ 0.14 ตอ พันวันนอน (4/28227) การ บาดเจ็บจากการผูกมัด 5 ราย อัตราเกิด Admission error 0.16 (15/9216) อุบัติการณ์ผูปุวยไมไดรับการสง Lab 7 ราย อัตราความพึงพอใจของผูรับบริการ คือ 90.2 % และอัตราความสมบูรณ์การบันทึกการพยาบาล 73.9% สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยขน์: การท้างานใหผูปฏิบัติมีความสวนรวมในการคิด และแกไข เมื่อพบสิ่งที่ดีและ คิดวาเป็นประโยชน์ ใหลงมือท้าไมตองรอใหพรอม แตท้าไปพัฒนาไปโดยยึดมาตรฐานวิชาชีพ บริบทของงานและเสียง ผูป ฏิ บั ติ ง า น เ ป็ น ส้ า คั ญ ง า น นั้ น ก็ จ ะ ส้ า เ ร็ จ ไ ด แ ล ะ ค ว า ม ภ า ค ภู มิ ใ จ ข อ ง ที ม จ ะ ต า ม ม า ค าส าคัญ : ระบบการใหการพยาบาลแบบรายผูปุวย (Case method or total patient care)
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 176 E2.19 การพัฒนาระบบการคัดกรองพัฒนาการเด็ก 0-5 ปี โดยการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง จุติธรณ์ จุลละนันท์ กลุมงานบริการดานปฐมภูมิและองค์รวม โรงพยาบาลสูงเนิน บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ขอมูลใหบริการคลินิกสุขภาพเด็กดี โรงพยาบาลสูงเนิน ปี2561-2565 พบวาผลการ คัดกรองพัฒนาการเด็ก 0-5 ปี รอยละ 69.92, 76.59, 79.75, 70.83และ68.94 ตามล้าดับ ซึ่งไมผานเกณฑ์ จากการ ทบทวนพบวาผูปกครองขาดการมีสวนรวมในการเฝูาระวังพัฒนาการของบุตรหลาน ไมใชคูมือประเมินพัฒนาการและ ขาดการรับบริการอยางตอเนื่อง สงผลใหเด็กที่มีพัฒนาการลาชาเขาสูกระบวนการกระตุนพัฒนาการไมตามเกณฑ์ ผู ใหบริการมีทักษะการประเมินพัฒนาการไมเป็นแนวทางเดียวกัน เพื่อเตรียมความพรอมในการเรียนรูของผูปกครอง และเจาหนาที่ ทีมจึงสนใจพัฒนาระบบการคัดกรองพัฒนาการเด็ก 0-5 ปี โดยการมีสวนรวมของผูปกครอง เพื่อใหเด็กเขาสูกระบวนการคัดกรองพัฒนาการ อยางครอบคลุม มีประสิทธิภาพ วัตถุประสงค์การศึกษา : 1) เพื่อใหผูปกครองมีความรู ความเขาใจ และมีสวนรวมในการประเมินพัฒนาการเด็ก 2) เพื่อเพิ่มการเขาถึงบริการประเมินพัฒนาการในคลินิก และ 3) เพื่อใหเด็กที่มีพัฒนาการลาชา/สงสัย ไดรับการกระตุน พัฒนาการตามเกณฑ์ วิธีการด าเนินการ : 1) เจาหนาที่รวมวิเคราะห์ปัญหาและก้าหนดแนวทางการแกไขปัญหา 2) จัดอบรมฟื้นฟูความรู เจาหนาที่ เครือขาย คปสอ.สูงเนิน อสม.และผูปกครอง 3) ทบทวนแนวทางการใหบริการคลินิกเด็กสุขภาพเด็กดี โดยบูรณาการกิจกรรมการสรางความรอบรูดานสุขภาพ 4) เนนใหค้าแนะน้าผูปกครองสงเสริมพัฒนาการในชวงวัย ตอไป หากพบสงสัยลาชา แนะน้าผูปกครองสงเสริมพัฒนาการขอที่เด็กท้าไมไดและนัดตรวจพัฒนาการซ้้าใน 2 สัปดาห์ รายที่ตรวจซ้้าพบวาสมวัยนัดตามปกติ รายที่สงสัยลาชา สงเขาคลินิกกระตุนพัฒนาการ พบนักจิตวิทยา 5) มี แนวทางการใหบริการ การด้าเนินงานคลินิกกระตุนพัฒนาการในโรงพยาบาลมีเครือขาย รพ.สต. อสม.ชวยติดตามเด็ก ที่มีพัฒนาการลาชา/สงสัย ใหเขาถึงบริการตามเวลาที่ก้าหนด 6) ติดตามเยี่ยมบานตอเนื่องรวมกับเครือขาย กรณีเด็กที่ไมสามารถมารับบริการกระตุนพัฒนาการที่โรงพยาบาล ผลการศึกษา : การพัฒนาระบบการคัดกรองพัฒนาการเด็ก 0-5 ปี โดยใชแนวทางการสรางความรอบรูดานสุขภาพ และการมีสวนรวมของผูปกครอง พบวาผูปกครองมีสวนรวมทุกขั้นตอนบริการ สนใจซักถาม พาบุตรมารับการตรวจ ตามนัด ท้าใหมีทิศทางที่ชัดเจนและแนวโนมดีขึ้น ผลงานปี 2565 ความครอบคลุมการตรวจคัดกรองพัฒนาการชวง อายุ 9,18, 30, 42 ,60 เดือน พบวาสงสัยลาชารอยละ 68.94 ไดนัดและติดตามสม่้าเสมอ มีพัฒนาการลาชา 1 ราย คิดเป็นรอยละ 100 ไดรับการสงตอคลินิกกระตุนพัฒนาการทันทีและติดตามอยางตอเนื่อง สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: พอแม ผูปกครอง ครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และอสม.ที่ไดรับการพัฒนา ศักยภาพดวยการใชคูมือเฝูาระวังและสงเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย (DSPM) สามารถน้าไปใชคัดกรองพัฒนาการเด็ก ไดอยางมีประสิทธิภาพ ค าส าคัญ : พัฒนาระบบการคัดกรองพัฒนาการเด็ก 0-5 ปี, การมีสวนรวมของผูปกครอง
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 177 E2.20 ผลการใช้แนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่เรื่องการปูองกันการติดเชื้อดื้อยาในหอผู้ปุวยในโรงพยาบาลบ้าน ด่าน จังหวัดบุรีรัมย์ กาญจนา หนองนา งานควบคุมและปูองกันการติดเชื้อ กลุมงานการพยาบาล โรงพยาบาลบานดาน จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : โรคติดเชื้อดื้อยาในโรงพยาบาลเป็นปัญหาที่ส้าคัญที่เกิดขึ้นกับผูปุวยที่เขารับการรักษาใน โรงพยาบาลและสามารถพบไดในโรงยาบาล ในแตละปีมีรายงานพบปุวยติดเชื้อดื้อยาในระหวางเขารับการรักษาตัวใน โรงพยาบาลจ้านวนมาก ซึ่งเป็นสาเหตุใหอาการของผูปุวยมีความรุนแรงขึ้น หรือตองพักรักษาอยูในโรงพยาบาลนานขึ้น ผลกระทบตอโรงพยาบาลตองเสียคาใชจายเพิ่มสูงขึ้น จึงสนใจในการน้ากลวิธีแบบโจแอนนาบริกส์ (JBI Model) มาใชใน กระบวนการดูแลผูปุวยปรับเปลี่ยนแนวปฏิบัติทางคลินิกอยางมีสวนรวมและใชเป็นวิธีในการสงเสริมใหบุคลากรสุขภาพมีการ ปฏิบัติตามแนวทางในการปูองกันการติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยาควบคุมพิเศษของบุคลากร วัตถุประสงค์การศึกษา : เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผูปุวยดื้อยาและเพื่อประเมินการใชแนวทางปฏิบัติการดูแลผูปุวยดื้อยา วิธีการด าเนินการ : เป็นการศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการ ( Action Research ) เรื่องแนวทางปฏิบัติในการดูแลผูปุวยดื้อยาของ เจาหนาที่ในหอผูปุวยในระหวางวันที่ 1 พ.ย.2563 ถึง 31 ม.ค.2 564 จากเดิมไมมีมีแนวทาง ไมมีมาตรฐานในการดูแล เปลี่ยน โดยการน้าแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับการดูแลผูปุวยดื้อยาที่เป็นมาตรฐานของทางโรงพยาบาลโดยสุมตัวอยางจากเจาหนาที่ ที่ ขึ้นปฏิบัติงานในหอผูปุวยใน จ้านวน 32 คน ใชแบบสอบถามที่สรางขึ้นจากการทบทวนวรรณกรรมจ้านวน 1 ชุด เครื่องมือที่ใชในการดูแลผูปุวยดื้อยาแบบมาตรฐาน Bundle SIHP ที่ผานการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือแลว การ ทดสอบความตรงก็ผานผูทรงคุณวุฒิ 3 ทาน แลวน้าแบบสอบถามทดลองใชกับกลุมตัวอยาง จ้านวน 32 ราย แบบทดสอบ ความรูและเจตคติในเรื่องการดูแลผูปุวยดื้อยาตามมาตรฐาน SHIP ผลการศึกษา : จากการศึกษาแนวทางการปฏิบัติของเจาหนาที่โรงพยาบาลบานดาน ที่ขึ้นปฏิบัติงานที่หอผูปุวยเกี่ยวกับการใช แนวทางการดูแลผูปุวยดื้อยา ไดน้าขอมูลมาวิเคราะห์โดยใชกระบวนการทางสถิติแบงออกเป็น 3 สวน 1) ขอมูลทั่วไป สวน ใหญเป็นผูหญิง รอยละ 75 ระยะเวลาการท้างานนอยกวา 10 ปี รอยละ 75 ขึ้นปฏิบัติงาน 2) การปฏิบัติตามแนวทางของ เจาหนาที่ เจาหนาที่ใหการดูแลผูปุวยอยูเป็นประจ้ามีความรูในเรื่องการแยกอุปกรณ์ในการดูแลสามารถปูองกันไดถึงรอยละ 81.3 การลางมือสามารถปูองกันได 68.8 กระบวนการดูแล การใหความรูแกบุคลากรและญาติปูองกันได รอยละ 81.3 3) เจตคติในการดูแลผูปุวยดื้อยาตามมาตรฐาน SHIP เจาหนาที่มีเจตคติวาเชื้อดื้อยาสามารถปูองกันได รอยละ 100 และพบวาจา หนาที่มีเจตคติตอการใชแนวทางการดูแลผูปุวยแบบ Bundle SHIP สูงถึงรอยละ 90.6 การน าไปใช้ประโยชน์ : 1) น้าขอมูลไปปรับปรุงและพัฒนาแนวทางการดูแลผูปุวยดื้อยาในหอผูปุวยใน และ 2) จัดท้าแผนว ทางการปฏิบัติเพื่อใหความรูบุคลากรในโรงพยาบาล ค าส าคัญ : เชื้อดื้อยา (MDR), แนวปฏิบัติในการดูแลผูปุวยดื้อยา
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 178 มหกรรมคุณภาพ HACC Forum นครชัยบุรินทร์ครั้งที่ 16 “Growth Mindset for Better Healthcare System” ในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 08.30-17.00 น. ณ โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา E- Poster Presentation กลุ่มที่ 3 การพัฒนาระบบริการ COVID19/ระบบอื่นๆ จ านวน 18 เรื่อง น าเสนอวันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 เวลา 14.30-18.30 น ห้องอรพิม ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ หมาย เหตุ 1 14.30 - 14.40 น. สื่อสารไรรอยตอดูแลผูปุวยโค วิด-19 ปลอดภัย ดวยโปรแกรม HI OKAMOD.COM นายพีรวรรษ นะรารัมย์ โรงพยาบาลหวย ราช บุรีรัมย์ 0824688116 2 14.40 - 14.50 น. การพัฒนารูปแบบการจัดการ ศพผูติดเชื้อหรือสงสัยติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) อ้าเภอปะค้า จังหวัดบุรีรัมย์ นางศุลีวงศ์ สนสุผล โรงพยาบาลปะ ค้า บุรีรัมย์ 0819768724 3 14.50 - 15.00 น. A Couple Of love in STI HIV - เปลี่ยนเวลารอ เป็นเวลา รัก นางมยุรี สุบรรนารถ โรงพยาบาล ปราสาท สุรินทร์ 044-551295 ตอ 1020 4 15.00 - 15.10 น. การพัฒนาระบบการจัดการวิถี ใหมในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ใน หองคลอด ภายใตสถานการณ์ การแพรระบาดของโควิด-19 โรงพยาบาลประโคนชัย จังหวัด บุรีรัมย์ นางณภัทร สุนทรลิ้มศิริ โรงพยาบาลประ โคนชัย บุรีรัมย์ 0961153904 5 15.10 - 15.20 น. CQI การพัฒนารูปแบบบริการ คลินิกไรพุง (DPAC) โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ (วง ลอที่ 2) นางสาวสุทธิดา วิโสรัมย์ โรงพยาบาล เขวาสินรินทร์ สุรินทร์ 063-5063274 6 15.20 - 15.30 น. การพัฒนาระบบการดูแลรักษา ผูปุวยมะเร็งแบบไรรอยตอใน โรงพยาบาลรัตนบุรี จังหวัด สุรินทร์ นายพีรพงษ์ อินทร์เหลา โรงพยาบาลรัต นบุรี สุรินทร์ 091-8320962 7 15.30 - 15.40 น. การพัฒนาแนวทางการปูองกัน ภาวะไสติ่งแตกในกลุมไสติ่ง อักเสบเฉียบพลัน ในเขตอ้าเภอ รัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ นางสาวมณี รัตน์ พุจารย์ โรงพยาบาลรัต นบุรี สุรินทร์ 081-8826987 8 15.40 - 15.50 น. การประเมินระบบเฝูาระวังโรค ไขเลือดออก โรงพยาบาล เกษตรสมบูรณ์ อ้าเภอเกษตร สมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ นายอานนท์ บุ รมศรี โรงพยาบาล เกษตรสมบูรณ์ ชัยภูมิ 0839484058 9 15.50 - 16.00 น. ประสิทธิผลของการบ้าบัด BRIEF INTERVENTION เพื่อลดปัญหา การดื่มสุราของผูปุวยโรคติดสุรา นางลัดดาวัลย์ มั่นพานิช โรงพยาบาลขาม สะแกแสง นครราชสีมา 044-383577 ตอ 143
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 179 10 16.00 - 16.10 น. การพัฒนาการดูแลผูปุวยผาตัด กระดูกสันหลังสวนคอดวย วิธีการทางกายภาพบ้าบัด นางวาสนา แจงไธสง โรงพยาบาล มหาราช นครราชสีมา นครราชสีมา 089-7176407 11 16.10 - 16.20 น. การพัฒนาระบบการดูแลผูปุวย Sepsis และ Septic shock เพื่อลดภาวะแทรกซอน โรงพยาบาลเขื่องใน นางจิรชยา ครองยุทธ โรงพยาบาลเขื่อง ใน อุบลราชธานี 087-8794050 12 16.20 - 16.30 น. การพัฒนาระบบการดูแลผูปุวย ภาวะ Sepsis ชวยใหผูปุวย ปลอดภัย นางสุขุมาล สุ ตะนนท์ โรงพยาบาลคู เมือง บุรีรัมย์ 086-2507735 13 16.30 - 16.40 น. การพัฒนาระบบการดูแลผูปุวย ที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด รวมกับเครือขาย โรงพยาบาล ประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ นางชัญญาภัค ชาญประโคน โรงพยาบาลประ โคนชัย บุรีรัมย์ 0611491956 14 16.50 - 17.00 น. การเพิ่มประสิทธิภาพการดูแล โรคปอดอักเสบในผูปุวยเด็กที่มี ภาวะหายใจล้าบากโดยการใช Oxygen high flow nasal cannula ณ หอผูปุวยกุมารเวช กรรม โรงพยาบาลละหานทราย ปี 2563 – 2566 นางสาวทิพ จุฑา เกาแกกุลวงศ์ โรงพยาบาล ละหานทราย บุรีรัมย์ 0819996064, 15 17.00 - 17.10 น. การพัฒนาระบบการปูองกัน การเกิด Pneumonia Respiratory failure ในเด็ก นางนวลฉวี อินทร์พันธ์ โรงพยาบาลคู เมือง บุรีรัมย์ 0862507735 16 17.10 - 17.20 น. การพัฒนาระบบการประเมิน ภาวะโภชนาการดวยแบบ ประเมิน Nutrition alert (NAF) ในผูปุวยที่ใสสายอาหาร ประเภท Nasogastric tube insertion(NG tube) นายยุทธนา พรหมอุนและ คณะ โรงพยาบาลสตึก บุรีรัมย์ 092-9206460 17 17.20 - 17.30 น. การพัฒนารูปแบบการติดตาม ความครอบคลุมการไดรับวัคซีน ในเด็กอายุ 0—5 ปี ในเขต ต้าบลแซะ อ.ครบุรี จ.. นครราชสีมา นายธีรยุทธ เทินสระเกษ โรงพยาบาลครบุรี นครราชสีมา 0921978265
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 180 E3.1 สื่อสารไร้รอยต่อดูแลผู้ปุวยโควิด-19 ปลอดภัย ด้วยโปรแกรม HI OKAMOD.COM พีรวรรษ นะรารัมย์, นริชชญา สุนทร, ธนวิชญ์ วัชระเงิน, มนต์ชัย นะรารัมย์ โรงพยาบาลหวยราช อ้าเภอหวยราช จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ อ้าเภอหวยราช จังหวัดบุรีรัมย์ มีภาษาถิ่นหรือภาษาเขมร วา “โอลกระม็อด” มี ประชากร 36,825 ราย โรงพยาบาลชุมชนขนาด 30 เตียง 1 แหง และรพสต. 8 แหง เดือนมกราคม พ.ศ.2565 มีการ ระบาดของโรคโควิด-19 สายพันธ์โอมิครอน เป็นผูปุวยโควิด-19 ประเภทสีเขียวสามารถแยกกักตัวที่บานมากถึงรอย ละ 98.16 จึงน้าแนวคิดทฤษฎีลีนมาพัฒนาโปรแกรม HI OKAMOD.COM เพื่อดูแลผูปุวยกลุมนี้โดยไมมีคาใชจาย วัตถุประสงค์การศึกษา 1) ผูปุวยโควิด-19 แบบแยกกักตัวที่บานอ้าเภอหวยราชไดรับการดูแลรวดเร็ว ไมเกิด ภาวะแทรกซอน 2) เป็นชองทางการสื่อสารแกบุคลากรในการดูแลผูปุวยโควิด-19 แบบแยกกักตัวที่บาน 3) การบันทึกเวชระเบียนเพื่อเบิกเคลมคารักษาพยาบาลผูปุวยโควิด-19 แบบแยกกักตัวที่บาน วิธีการด าเนินการ วิจัยเชิงพัฒนามีกระบวนการ 3 ขั้นตอน 1) ประชุมวางแผนสรางนวัตกรรมโดยแพทย์ พยาบาล สห วิชาชีพ และนักวิชาการคอมพิวเตอร์ 2) ลงประเมินอาการผูปุวยติดเชื้อโควิด-19 แบบแยกกักตัวที่บานเสมือนดูแล รักษาตามมาตรฐานในโรงพยาบาล วันละ 2 ครั้ง นาน 10 วัน และ3) รวบรวมและวิเคราะห์ขอมูล และสรุปรายงาน เพื่อเบิกเคลมคารักษาพยาบาลผูปุวย Covid-19 แบบแยกกักตัวที่บาน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างเฉพาะเจาะจง คือ บุคลากรทางการแพทย์ 30 คน และผู้ป่วยโควิด-19 แบบแยกกักตัวที่บ้าน 7,032 ราย ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2565 ถึง 31 กรกฎาคม 2565 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบบันทึกเวชระเบียนในโปรแกรม HI OKAMOD ตามแนวทางของกรมการแพทย์2) แบบประเมินความพึงพอใจของบุคลากรผู้ใช้โปรแกรม วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย และผานการรับรองจริยธรรมจากส้านักงานสาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ ผลการศึกษา ผูปุวยจ้านวน 7,032 ราย พบอัตรารักษาหายกลับบาน 99.92%, อัตราปุวยตาย 0.08 % ผูปุวยเสี่ยงสูง กรณีสัญญาณชีพผิดปกติตองเฝูาระวังมีระบบ AI ใหแพทย์เห็นชัดเจน และ Video call ประเมินการรักษารอยละ 100 พิจารณารับไวในโรงพยาบาล 2.84% แผนการรักษาเพิ่มเติม 21.1% และสังเกตอาการตอที่บานอยางใกลชิด 76.06% สามารถเบิกเคลมคารักษา 51,484,339 บาท ดานบุคลากรมีความพึงพอใจในการใชโปรแกรมระดับมากถึง มากที่สุดคิดเป็นรอยละ 100 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ การดูแลรักษาผูปุวยโควิด-19 แบบแยกกักตัวที่บานดวยโปรแกรม HI OKAMOD.COM ผานระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัยตามแนวทางชีวิตวิถีใหม สามารถขยายผลไปยังโรงพยาบาลที่มีบริบท ใกลเคียงกัน และประยุกต์ใชดูแลผูปุวยโรคอื่นๆไดใหมีประสิทธิผลดีลดความแออัด และลดระยะเวลารอคอยใน โรงพยาบาลได้ ค าส าคัญ ผูปุวยโควิด-19, HOME ISOLATION, โอลกระม็อด
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 181 E3.2 การพัฒนารูปแบบการจัดการศพผู้ติดเชื้อหรือสงสัยติดเชื้อไวรัสโรโรนา 2019 (โควิด-19) อ าเภอปะค า จังหวัดบุรีรัมย์ ศุลีวงศ์ สนสุผล, โรงพยาบาลปะค้า ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา : โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID -19) พบการระบาดตั้งแตวันที่ 30 ธันวาคม 2562 และมีการแพรระบาดไปทั่วโลก ส้าหรับอ้าเภอปะค้า พบผูติดเชื้อสะสม จ้านวน 6,061 ราย ผูเสียชีวิต สะสม จ้านวน 9 ราย และภายหลังประกาศเป็นโรคประจ้าถิ่น พบผูติดเชื้อสะสม จ้านวน 203 ราย ผูเสียชีวิตสะสม 4 ราย และยังไมมีแนวทางการจัดการศพที่ชัดเจน จึงไดมีการจัดการศพภายใตแนวทางการจัดการศพผูติดเชื้อ COVID - 19 ตามประกาศของกรมการแพทย์ แตบุคลากรยังขาดประสบการณ์ ขาดสิ่งสนับสนุน ขาดทีมงาน รวมทั้งการไมยอมรับ ของชุมชน เกิดการตอตาน และมีขอรองเรียนจากญาติผูเสียชีวิต งานควบคุมโรคจึงพัฒนารูปแบบการจัดการศพผูติดเชื้อ หรือสงสัยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19 ) ที่เหมาะสมกับบริบทของอ้าเภอปะค้าวัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อ พัฒนารูปแบบการจัดการศพผูติดเชื้อหรือสงสัยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และเพื่อศึกษาผลลัพธ์ของการจัดการศพผูติดเชื้อ หรอืสงสัยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของอ้าเภอปะค้า จังหวัดบุรีรัมย์วิธีการด าเนินการ : เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) เก็บรวบรวมขอมุลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยกลุมตัวอยาง เชิงคุณภาพ คือผูเกี่ยวของ กับการฌาปณกิจศพและผูมีสวนไดสวนเสียในชุมชน จ้านวน 30 คน เชิงปริมาณ ไดแก ตัวแทนประชาชนในพื้นที่ตั้ง วัด จ้านวน 368 คน สุมโดยการจับฉลากบานเลขที่แบบไมใสกลับคืน เครื่องมือการวิจัย คือ รูปแบบการจัดการศพ ผูติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามวงจร PDCA ของเดมมิ่ง เก็บรวบรวมขอมูล โดยใชขอค้าถามการสนทนากลุม จ้านวน 5 ขอ และแบบสอบถามความพึงพอใจที่ผูวิจัยประยุกต์จากบดินทร์บุญขันธ์ วิเคราะห์ขอมูล เชิงปริมาณโดย ใชสถิติเชิงพรรณนา รอยละ คาเฉลี่ย และเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษา พบวา รูปแบบการจัดการศพผูติดเชื้อหรือสงสัยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อ้าเภอปะค้า มีมาตรฐาน มีค้าสั่ง แตงตั้ง ก้าหนดบทบาทหนาที่และผูรับผิดชอบชัดเจน ผูเกี่ยวของมีความเห็นสอดคลองกันถึงผลเชิงบวกและพึงพอใจกับ รูปแบบการจัดการศพผูติดเชื้อหรือสงสัยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ญาติผูเสียชีวิตมีความพึงพอใจในระดับมาก (̅ = 4.13) ประชาชนในพื้นที่ตั้งวัดอยูพึงพอใจในระดับปานกลาง ( ̅ 3.27) รองลงมาคือระดับมาก (̅ = 4.24) ผูเกี่ยวของเสนอแนะใหมีการสนับสนุนชุดอุปกรณ์ปูองกันแกวัด สรุปการศึกษาและน าไปใช้ประโยชน์: การพัฒนารูปแบบการจัดการศพผูติดเชื้อหรือสงสัยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของอ้าเภอปะค้ามีความเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ มีแนวทางการปฏิบัติภายใตหลักวิชาการ มีค้าสั่งแตงตั้ง ก้าหนด บทบาทหนาที่และผูรับผิดชอบชัดเจน ใชไดสะดวก มีประสิทธิภาพ ค าส าคัญ : ไวรัสโคโรนา, การจัดการศพ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 182 E3.3 A Couple Of love in STI HIV - เปลี่ยนเวลารอ เป็นเวลารัก นางมยุรี สุบรรนารถ โรงพยาบาลปราสาท จ.สุรินทร์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: สถานการณ์STI รพ.ปราสาท พบโรคซิฟิลิสมีแนวโนมเพิ่มขึ้น ในปี2563-2565 มีการตรวจคนหาการติดเชื้อHIV ถึง 5,526 5,776 และ 5,839 ราย พบผูติดเชื้อรายใหม 56, 47 และ 50 ราย พบวาติดเชื้อSTI รวมกับHIVเพิ่มขึ้นทุกปีจากการทบทวนของ คณะกรรมการDSC HIV/STI พบมีความลาชาในการเขาถึงยาตานไวรัสและมีการติดเชื้อฉวยโอกาสสูงกวาคาเฉลี่ยประเทศ จึง ออกแบบบริการเพิ่มการเขาถึงกลุมเปูาหมาย ตามกลยุทธ์ RRTTR คือผูปุวยSTIและคู เพื่อยุติ ปัญหาเอดส์ในปี2573 วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อเพิ่มการเขาถึงการตรวจคัดกรองSTI ใหทราบสถานะและรับรักษาที่รวดเร็ว และเพื่อใหผูปุวยไดรับ ทราบสถานะการติดเชื้อ HIV และรักษาดวยยาตานไวรัสที่รวดเร็ว วิธีการด าเนินการ: 1) การเขาถึงและการเขารับ: ก้าหนดกลุมคนหา ผูปุวยSTIและคู โดยเสนอบริการปรึกษาตรวจคัดกรอง พรอมคู 2) การวางแผน: พัฒนาบุคลากรและศักยภาพการใหค้าปรึกษาแบบคู (Couple counseling) จัดบริการแบบ Normalization เสนอบริการดวยหลัก 7–eleven model “รับการตรวจคัดรองและปรึกษาพรอมคูมั้ยคะ” และใชหลักการ ปรึกษาแบบ Here and now 3) การดูแลผูปุวย: 1)กรณีพบการติดเชื้อSTI ใหการดูแลรักษาพรอมกันตามมาตรฐาน 2)กรณี พบการติดเชื้อHIV ใหการปรึกษาเตรียมความพรอมกอนเริ่มยาตาน สงตอขอมูลและสงเขารับบริการคลินิกมิตรใหมเพื่อใหได ยาตานใหเร็วที่สุด (Same day ART) 3) ปรับปรุงแนวทางใหทันสมัย ปฏิบัติไดจริง 4) การใหขอมูลและเสริม พลัง: ใชหลัก Here and Now ใหค้าปรึกษา เพื่อรักษาคูและเปิดเผยผล การติดเชื้อ รับการรักษาพรอมกัน มีความรูในการปูองกันและคงสถานะลบตลอดไป และ 5.การดูแลตอเนื่อง: 1)ปรับปรุงแนวทางการนัด การติดตามผล ตามมาตรฐาน บันทึกนัดโดยใช HOSxP. เพื่อสื่อสารในทีม 2) สงตอขอมูลและ ติดตามกรณีผูปุวยยายสถานพยาบาล 3)พัฒนาศักยภาพบุคคลากรอยางตอเนื่อง ผลการศึกษา: 1. ผูปุวยSTIและคูไดรับค้าปรึกษาตรวจหา HIVรอยละ 97.37 ในปี 2563 เพิ่มเป็นรอยละ 100 ในปี2566 2.การ คนหาการติดเชื้อ HIV และทราบสถานะเพิ่มขึ้นทุกปีโดยผูปุวยHIVรายใหมไดเขาสูกระบวนการรักษาดวยยาตานไวรัสทุกราย 3. ระยะเวลาเฉลี่ยเริ่มรับยาตานไวรัสของผูปุวยHIVรายใหม (กรณีที่ไมมีโรคติดเชื้อฉวยโอกาส) ลดลงจาก 16 วันเป็น 4 วัน และ ผูปุวยSTIและคูที่ติดเชื้อHIVไดรับการสงตอคลินิกยาตานไวรัสรอยละ 100 4.การเปิดเผยผลการติดเชื้อตอคูรอยละ 100 และ ไดรับตรวจติดตามผลรับทราบสถานะและคงสถานะลบ รอยละ 100และ5.การขาดนัดลดลงจากรอยละ 25.66 ในปี 2563 เป็น รอยละ 16.95 ปี 2566 และไดรับการดูแลรักษา STI ตามมาตรฐาน รอยละ 93.93 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน 1) ขยายบริการปรึกษาแบบคู เพิ่มการเขาถึงการรับทราบสถานะและดูแลรักษาพรอม คู 2) ส้ารวจความพึงพอใจผูรับบริการ ผานQR CODE เพื่อไดขอมูลที่เป็นจริงและน้าผลมาพัฒนาตอได ค าส าคัญ : การตรวจเลือดแบบคู (Couple counseling), การใหค้าปรึกษาตรวจเลือดHIV, โรคติดตอทางเพศสัมพันธ์(STI), เอชไอวี(HIV)
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 183 E3.4 การพัฒนาระบบการจัดการวิถีใหม่ในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ในห้องคลอด ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โรงพยาบาลประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ณภัทร สุนทรลิ้มศิริ โรงพยาบาลประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ โรคโควิด-19 เป็นโรคอุบัติใหมที่ระบาดรวดเร็วจนแพรกระจายทั่วโลก พบผูปุวยที่ มีการติดเชื้อและเสียชีวิตเป็นจ้านวนมากในหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ในชวงปลายปี พ.ศ. 2563 หองคลอด โรงพยาบาลประโคนชัย พบปัญหาหญิงตั้งครรภ์ที่มาคลอดปกปิดขอมูลและพบติดเชื้อโควิด-19 หลัง เขารับการรักษา 2 ราย ท้าใหผูคลอดรายอื่นและเจาหนาที่ที่ปฏิบัติงานในชวงเวลาดังกลาวเป็นกลุมเสี่ยงสูง สงผล ใหตองปิดบริการหองคลอดชั่วคราว อัตราก้าลังเจาหนาที่ไมเพียงพอในการปฏิบัติงานและเกิดการรองเรียน วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อพัฒนาระบบการจัดการวิถีใหมในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ในหองคลอด วิธีการ ด าเนินการ เป็นงานวิจัยและพัฒนา ประกอบดวย 4 ขั้นตอน ไดแก 1) ศึกษาวิเคราะห์สภาพปัญหา 2) พัฒนา ระบบการดูแล 3) ลงสูการปฏิบัติ 4) ประเมินผล ระยะเวลาการศึกษาตั้งแตเดือนมกราคม 2564–มีนาคม2566 กลุมตัวอยางคือหญิงตั้งครรภ์ที่มารับบริการที่หองคลอด โรงพยาบาลประโคนชัย จ้านวน 2,172 คน สูติแพทย์และ เจาหนาที่ในหองคลอด จ้านวน 17 คน เครื่องมือที่ใชในการศึกษาประกอบดวย แบบคัดกรองความเสี่ยงโควิด-19 แนวปฏิบัติการปูองกันการติดเชื้อในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ระยะคลอด แบบบันทึกการปฏิบัติ ขอมูลเวชระเบียน ผูปุวยใน กิจกรรมประกอบดวย ถอดบทเรียน ประชุมวางแผนรวมกับทีมสูติแพทย์และหนวยงานที่เกี่ยวของ สังเกตการณ์การซอมคลอดในผูปุวยโควิด-19ที่รพ.แมขายบุรีรัมย์ พัฒนาสมรรถนะของบุคลากรดานความรูและ ทักษะตางๆ ปรับเปลี่ยนระบบการเขาถึงและเขารับบริการของหญิงตั้งครรภ์ปรับแนวทางการดูแลหญิงตั้งครรภ์ใน หองคลอด ปรับรูปแบบการคัดกรองผูสงสัยติดเชื้อโควิด-19 ปรับโซนการใหบริการ ปรับแนวทางการสงตรวจและ การรายงานผล Rapid test และ RT-PCR ใชสถิติเชิงพรรณนาวิเคราะห์ขอมูล ผลการศึกษา 1.ไดระบบการดูแล หญิงตั้งครรภ์ระยะคลอดในสถานการณ์โรคโควิด-19 2. ผลของการพัฒนาระบบพบอัตราการติดเชื้อโควิด-19ของ บุคลากรขณะปฏิบัติงาน 0% การแพรระบาดโรคโควิด-19ในหองคลอด 0% 3. หลังการพัฒนาระบบบุคลากร ปฏิบัติตามแนวทางที่ก้าหนดรอยละ 90 อัตราการเกิดขอรองเรียนของผูรับบริการ 0% 4. หองคลอดเปิดบริการ ไดตลอด 24 ชั่วโมง สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ เมื่อเปรียบเทียบกอนและหลังการพัฒนาพบวา การมีระบบการดูแลหญิงตั้งครรภ์ระยะคลอดในสถานการณ์โรคโควิด-19 ท้าใหการท้างานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไมเกิดการติดเชื้อและการแพรระบาดโรคโควิด-19 สงผลใหเกิดความปลอดภัยตอผูรับบริการและผูปฏิบัติงาน ควร มีการนิเทศก้ากับการปฏิบัติอยางตอเนื่องใหเป็นมาตรฐานการปฏิบัติงานเพื่อรองรับการเกิดโรคอุบัติใหม อุบัติซ้้า นอกจากนี้ยังไดขยายผลการด้าเนินงานไปยังโรงพยาบาลลูกขายและโรงพยาบาลชุมชนพื้นที่อ้าเภออื่นๆในจังหวัด บุรีรัมย์และจังหวัดอื่น ค าส าคัญ : การพัฒนาระบบ หญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อโควิด-19 โรคโควิด-19
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 184 E3.5 CQIการพัฒนารูปแบบบริการคลินิกไร้พุง (DPAC) โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ (วงล้อที่2) สุทธิดา วิโสรัมย์, โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์จังหวัดสุรินทร์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : การออกก าลังกายและการเล่นกีฬามีผลต่อสุขภาพร่างกาย ทั้งในด้านการส่งเสริมสุขภาพ การ ปูองกันโรค การรักษาพยาบาล และฟื้นฟูสภาพร่างกายที่ประหยัดและมีประสิทธิภาพ การด าเนินงานคลินิกไร้พุง (DPAC) โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ จึงได้จัดกิจกรรมให้มีบุคคลต้นแบบมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ เพื่อกระตุ้นและสร้าง แรงจูงใจในการลดน ้าหนัก และเป็นแบบอย่างในการดูแลสุขภาพที่ดีเกิดการออกก าลังกาย และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการ บริโภคอาหารที่ดีต่อไป วัตถุประสงค์การศึกษา 1) เพื่อส่งเสริมการรักการออกก าลังกายของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเขวาสินริ นทร์ 2) เพื่อส่งเสริมบุคลากรให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น 3) เพื่อส่งเสริมความสุขและความสามัคคีในองค์กร 4) เพื่อเปรียบเทียบ รูปแบบกิจกรรมก่อนพัฒนาและหลังพัฒนา วิธีการด าเนินการ : คัดกรองสุขภาพกลุ่มตัวอย่างคือข้อมูลที่ถูกบันทึกในฐานข้อมูลเวชระเบียนการตรวจสุขภาพประจ าปี ได้แก่ น ้าหนัก ส่วนสูง เส้นรอบเอว ดัชนีมวลกาย เพื่อเปรียบเทียบผล ก่อนและหลังเข้าโครงการ จัดกิจกรรมการให้ความรู้ตาม หลัก 3อ. 2ส. 1ฟ. ออกก าลังกายเต้นแอโรบิค ได้ปรับรูปแบบการให้บริการคลินิกไร้พุง โดยการรับฟังความรู้จากบุคคลต้นแบบ ซึ ่งเป็นผู้ที ่มีการปรับเปลี ่ยนพฤติกรรมสุขภาพที ่ดี มีน ้าหนักลดและมีค ่าBMI ที ่ลดลง โดยร ่วมแลกเปลี ่ยนเรียนรู้เล ่า ประสบการณ์ในการดูแลสุขภาพ การลดน ้าหนักของตนเอง การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ให้แก่กลุ่มเปูาหมายของ คลินิกDPAC เพื่อกระตุ้นให้กลุ่มเปูาหมายมีแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ปูองกันการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในอนาคต อีกทั้งมีการจัดกิจกรรมให้มีผู้น าออกก าลังกายแอโรบิคทุกวันพุธของสัปดาห์ และสร้างช่องทางการสื่อสารของสมาชิกในกลุ่ม ไลน์ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้เกี่ยวกับการลดน ้าหนัก การออกก าลังกาย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค อาหารอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มแรงจูงใจแก่สมาชิก โดยการมอบรางวัลบุคคลต้นแบบแก่สมาชิกที่มีผลการดูแลสุขภาพดีเยี่ยม (วัดจากน ้าหนัก/รอบเอวที่ลดลง) มีการมอบรางวัลให้แก่กลุ่มเปูาหมายที่ลดน ้าหนักได้ตามเปูาที่ก าหนดไว้ ผลการศึกษา : ปีงบประมาณ 2565 เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ จ านวน 114 ราย ได้เข้าร่วมกิจกรรม 50 ราย คิด เป็นร้อยละ 43.85 น ้าหนักเพิ่ม 19 คน คิดเป็นร้อยละ 38 น ้าหนักลด 25 คน คิดเป็นร้อยละ 50 น ้าหนักเท่าเดิม 6 คน คิด เป็นร้อยละ 12 และมีผู้ที ่สามารถลดน ้าหนักได้ดี ค ่าBMIอยู ่ในเกณฑ์ปกติ 5 คน คิดเป็นร้อยละ 10 ซึ ่งต ่างจากเมื ่อ ปีงบประมาณ 2563 เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์จ านวน 105 คน มีBMIเกินจ านวน 35 คน คิดเป็นร้อยละ 33.33BMIเกิน 35 คน คิดเป็นร้อยละ 33.33 น ้าหนักลดลง 11 คน คิดเป็นร้อยละ 31.42 น ้าหนักเพิ่มขึ้น 24 คน คิดเป็นร้อยละ 68.57 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : ภายหลังจากการปรับรูปแบบการให้บริการคลินิกDPAC โดยการเพิ่มกิจกรรมให้ความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์การลดน ้าหนักจากบุคคลต้นแบบที่เป็นเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ ในการสร้างแรงจูงใจในการลด น ้าหนัก และการมอบของรางวัลให้แก่กลุ่มเปูาหมายที่สามารถลดน ้าหนักได้ตามเปูาหมายที่ก าหนดไว้ พบว่าปีงบประมาณ2565 เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์จ านวน 114 คน น ้าหนักลด 25 คน คิดเป็นร้อยละ 50 น ้าหนักลดพร้อมกับBMI ปกติ 5 คน คิด เป็นร้อยละ 10 ค าส าคัญ : รูปแบบบริการคลินิกไร้พุง
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 185 E3.6 การพัฒนาระบบการดูแลรักษาผู้ปุวยมะเร็งแบบไร้รอยต่อในโรงพยาบาลรัตนบุรีจังหวัดสุรินทร์ พีรพงษ์ อินทร์เหลา, โรงพยาบาลรัตนบุรี ความเป็นมาและความส าคัญ โรคมะเร็งที่พบมาก 5 อันดับแรกในคนไทย ไดแก มะเร็งตับและทอน้้าดีมะเร็งปอด มะเร็งเตานม มะเร็งล้าไสใหญและทวารหนัก มะเร็งปากมดลูก โรงพยาบาลรัตนบุรี พบผูปุวยที่วินิจฉัยเป็นมะเร็ง 3 อันดับ แรก คือมะเร็งตับและทอทางเดินน้้าดี 37, 52, 32 ราย ตามล้าดับ มะเร็งล้าไสใหญและทวารหนัก 2, 15, 9 ราย ตามล้าดับ มะเร็งเตานม 2, 10, 9 ราย ตามล้าดับ มีการพัฒนาระบบการคัดกรองมะเร็ง ดูแลรักษาและ ผาตัดในโรงพยาบาลชุมชนและสงตอผูปุวยเพื่อใหยาเคมีบ้าบัดและฉายแสงที่ศูนย์มะเร็งโรงพยาบาลจังหวัด ทั้ง ในรูปแบบ telemedicine และ ผูปุวยเดินทางเอง ผูปุวยไดรับการคัดกรองและรักษาผาตัดที่รวดเร็วตั้งแต ระยะเริ่มตน ลดการแพรกระจาย และ ลดภาวะแทรกซอน ชวยเพิ่มคุณภาพชีวิต และอัตราการรอดชีวิต ลด คาใชจายในการรักษาและการเดินทาง วัตถุประสงค์การศึกษา 1) เพื่อพัฒนาระบบการคัดกรองมะเร็งและรักษาผูปุวยมะเร็งในเขตบริการ โรงพยาบาลรัตนบุรีไดรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ 2) เพื่อลดความแออัด ลดระยะเวลารอคอย และลด คาใชจาย ในการสงตอรักษา วิธีการด าเนินการ มะเร็งเตานมตรวจคัดและผาตัดสงตอและใหยาเคมีบ้าบัดและยาฮอร์โมนรูปแบบ telemedicine และ ผานระบบ Thai Cancer Base , มะเร็งล้าไสใหญและทวารหนัก(Colorectal cancer) คัดกรอง fit testและเขาสูการสองกลอง(colonoscopy)และผาตัด สงตอเพื่อรับยาเคมีบ้าบัดที่โรงพยาบาล ศูนย์และtelemedicine กับศูนย์มะเร็งเพื่อรับยาเคมีบ้าบัดสงยาออก โรคมะเร็งตับและทอน้้าดีคัดกรองดวย ultrasoundและ CT scanสงตอเพื่อผาตัดและใหยาเคมีบ้าบัด ดูแลประคับประคองในผูปุวยระยะสุดทาย ผลการด าเนินงาน ผลการรักษาผูปุวยมะเร็งปี 2564-2566 พบผูปุวยมะเร็งตับและทอทางเดินน้้าดี 121 ราย ผาตัดได 1 ราย ผูปุวยมะเร็งล้าไสใหญและทวารหนัก 26 ราย ผาตัดที่โรงพยาบาลรัตนบุรี 18 ราย เป็น ผูปุวยระยะแพรกระจาย 3 ราย รักษาแบบประคับประคอง ปฏิเสธการรักษา 2 ราย สงตอเพื่อผาตัดที่ โรงพยาบาลสุรินทร์ 3 ราย ผูปุวยการใหยาเคมีบ้าบัด(CMT) ชนิดกิน 2 รายผานระบบ telemedicine และสง ตอเพื่อใหยาเคมีบ้าบัดและฉายแสง 3 ราย ปฏิเสธการใหยา 2 ราย มะเร็งเตานม 21 ราย ไดรับการผาตัด 19 ราย และสงตอเพื่อใหยาเคมีบ้าบัดและฉายแสง เป็นระยะแพรกระจาย 1 ราย สงตอผาตัดที่โรงพยาบาล สุรินทร์ 1 ราย สรุปผลและการน าไปใช้ประโยชน์ การคัดกรองตั้งแตระยะตนท้าใหผูปุวยไดรับการผาตัดที่รวดเร็วและ ปลอดภัย การมีระบบใหยาเคมีบ้าบัดจากโรงพยาบาลศูนย์ผาน telemedicine ผูปุวยไมตองเดินทาง ลด คาใชจาย ค าส าคัญ: คัดกรองมะเร็ง, telemedicine, colorectal cancer screening
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 186 E3.7 การพัฒนาแนวทางการปูองกันภาวะไส้ติ่งแตกในกลุ่มไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันในเขตอ าเภอ รัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ Development of guidelines for the prevention of appendicitis rupture in acute appendicitis in Rattanaburi District, Surin Province มณีรัตน์พุจารย์ โรงพยาบาลรัตนบุรี อ้าเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ โรคไสติ่งอักเสบเป็นโรคที่พบไดบอยในทางศัลยกรรม จากการศึกษาในปี 2021 ของ Dakshitha P. Wickramasinghe และคณะ พบวาอุบัติการณ์ของโรคไสติ่งอักเสบของโลกเป็น 228 ตอประชากรหนึ่งแสนคนตอปี และในแตละปีมีแนวโนมที่เพิ่มมากขึ้น ภาวะแทรกซอนของไสติ่งอักเสบที่ ส้าคัญ คือ ภาวะไสติ่งแตกทะลุ ( Rupture Appendicitis ) พบไดทุกเพศทุกวัย แตจะมีอัตราสวนสูงในเด็กเล็กและคนชรา จากแผนพัฒนาระบบสุขภาพของ กระทรวงสาธารณสุข ไดมีการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี พ.ศ. 2560-2579 ในดาน Service Excellence สาขาศัลยกรรมถือวาไสติ่งแตกทะลุใน ไสติ่งอักเสบเฉียบพลันยังเป็นภาวะฉุกเฉินทางดานศัลยกรรมที่ยังตองมีการพัฒนาอยางตอเนื่องซึ่งพบไดรอยละ25-30 ของประเทศ ตองไดรับการผาตัดแบบ เรงดวน โอกาสเสียชีวิตจากไสติ่งอักเสบเฉียบพลันพบเพียงรอยละ 0.06-0.1 แตเมื่อเกิดไสติ่งแตกโอกาสเสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นเป็นรอยละ 3โอกาสเสียชีวิตเพิ่มขึ้นถึง 30 เทาตัว โรงพยาบาลรัตนบุรี จ.สุรินทร์ เป็นโรงพยาบาลขนาด 120 เตียง (M2) จากขอมูลการผาตัดมีการผาตัดไสติ่งมากเป็นล้าดับที่ 2 รองจากการผาตัด คลอดทางหนาทอง สถิติการผาตัดตั้งแตปีพ.ศ. 2563 , 2564และ 2565 จ้านวน 101 , 92และ142 ตามล้าดับ พบสัดสวนการเกิดภาวะไสติ่งแตกทะลุใน ผูปุวยโรคไสติ่งอักเสบเฉียบพลันในปี พ.ศ. 2563-2565 เป็น 2/101, 5/92 34/142 คิดเป็นรอยละ 1.98 , 5.43 และ 23.94 ตามล้าดับ สงผลท้าใหผูปุวยนอน โรงพยาบาลนานขึ้นโดยเฉลี่ย 8-10 วัน มีการใชยาปฏิชีวนะยาวนานขึ้น และมีคาใชจายเพิ่มขึ้นเปรียบเทียบในปี 2564-2565 จาก 144,215 บาทเพิ่มสูงขึ้นเป็น 1,323,092 บาท จากการทบทวนปัญหาของผูปุวยไสติ่งแตกที่เพิ่มมากขึ้น ในปีงบประมาณ 2565 สาเหตุหลักคือ การมาถึงโรงพยาบาลลาชา จ้านวน 28/34 คน คิดเป็นรอยละ 82.35 ทางหนวยงานบริการผูปุวยผาตัดและวิสัญญีจึงมุงเนนการแกไขปัญหาภาวะไสติ่งแตก จึงไดพัฒนาแนวทางการดูแลผูปุวยไสติ่งอักเสบ เฉียบพลันเพื่อปูองกันภาวะไสติ่งแตกในเขตอ้าเภอ รัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ในเชิงรุกขึ้นเพื่อความปลอดภัยของผูปุวย วัตถุประสงค์การศึกษา 1) เพื่อพัฒนาแนว ทางการดูแลผูปุวยไสติ่งอักเสบเฉียบพลันเพื่อปูองกันภาวะไสติ่งแตกในร.พ.รัตนบุรีจังหวัดสุรินทร์2) เพื่อลดอัตราการเกิดภาวะไสติ่งแตกในไสติ่งอักเสบ เฉียบพลัน ≤ รอยละ 10 วิธีการด าเนินการ ระยะวางแผน (Plan) 1) ประชุมคณะกรรมการในทีมสหสาขาวิชาชีพเพื่อวิเคราะห์ปัญหาและสถานการณ์การเกิดภาวะไสติ่งแตก 2) ประชุมและจัดอบรมทีมโรงพยาบาลรวมกับโรงพยาบาลสงเสริมสุภาพต้าบล และ อสม ผูน้าชุมชน ชี้แจงถึงสภาพปัญหาการเกิดไสติ่งแตก และแนวทางการ พัฒนาการดูแลผูปุวยไสติ่งอักเสบเฉียบพลันเพื่อปูองกันภาวะไสติ่งแตกในเขตอ้าเภอ รัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ สามารถ consult แพทย์ไดโดยตรง ระยะ ด าเนินการ (DO) 1)จัดตั้งกลุม Line แกเจาหนาที่ หนวยบริการปฐมภูมิ/รพ.สต. 15 แหง สามารถ consult กับ ศัลยแพทย์ได2) ปฏิบัติตามแนวทางที่ก้าหนด ประเมินอยาง ตอเนื่อง ทบทวน Guideline การประเมินซ้้าและการรายงานแพทย์ทันทีเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง 3) เพิ่มการตรวจพิเศษที่ชวยในการวินิจฉัย โดยมี ศัลยแพทย์รับทราบ คือการสง CT Scan ในรายที่สงสัย คือ มี Appendiceal abscess หรือ Mass ตรวจรางกายคล้าพบกอน, การตรวจทางหนาหองไดไมซัด เจน ในผูปุวยที่มี BMI > 35,ในผูปุวยสูงอายุ > 60 ปี ที่มีอาการปวดทองไมซัดเจน,ในเด็กที่มีการประเมินยาก/ไมใหความรวมมือในการตรวจทางหนาหอง 4) จัดท้าแบบประเมินไสติ่งอักเสบที่บานใหกับกลุมที่มาตรวจที่ OPD,ER ในกลุม Abdominal Pain , AGE ,Dyspepsia, Gastroenteritis โดยพยาบาลที่ OPD และ ER เนนย้้ากับผูปุวยถึงการประเมินและ อาการปวดทองไมหาย ปวดยายไปดานขวา อาการทรุด ใหรีบไปโรงพยาบาลทันที5) จัดท้า Sticker ติดที่บานผูน้า ชุมชน อสม ศาลาประซาคม ในการประเมินและเฝูาระวังอาการที่อาจ เป็นไสติ่งอักเสบและเพื่อเป็นการเผยแพรใหประชาชนตระหนักถึงภัยไสติ่งอักเสบ 6) จัดท้า one page ไสติ่งอักเสบ ลงใน web site ของโรงพยาบาล ระยะติดตาม (Check) 1) ทบทวนและติดตามการใชแนวทางการพัฒนา โดยการจัดท้า Case conference ในผูปุวยไสติ่งแตกภายใน 7 วันเมื่อเกิดอุบัติการณ์,ติดตามผลลัพธ์ทางการรักษาและทางการพยาบาล 2) เก็บสถิติการผาตัดในกลุมผูปุวยไสติ่ง อักเสบเฉียบพลันและไสติ่งแตก เพื่อการวิเคราะห์ขอมูลในรูปแบบสหสาขาวิชาชีพ และเชื่อมโยงกับโรงพยาบาลสงเสริมสุภาพต้าบลทุกเดือน ระยะน าไปใช้ (Act) 1) น้าผลการใชระบบการดูแลผูปุวยไสติ่งอักเสบเพื่อปูองกันภาวะไสติ่งแตกไปใชในการพัฒนาครั้งตอไป 2) การพัฒนา Clinical Score เพื่อการประเมิน ตั้งแตระยะแรกเริ่มสามารถเพิ่มการเขาถึงของผูปุวยไดมากขึ้น ผลการศึกษา 1) มีแนวทางการดูแลผูปุวยไสติ่งอักเสบเฉียบพลันที่เป็นระบบ 2) อัตราบุคลากรปฏิบัติตามแนวทางการดูแลผูปุวยไสติ่งอักเสบเฉียบพลันรอยละ 100 3) ลดระยะเวลาการรอคอยผาตัดหลังวินิจฉัยไดจาก 12 ชั่วโมง เป็น 6 ชั่วโมง 4) ลดจ้านวนผูปุวยไสติ่งแตกในปีงบประมาณ 2565 จากรอยละ 23.94 (34/142) เป็น 8.40 (11/131) ในปี 2566 5) ลดคาใชจายในปีงบประมาณ 2565 จาก 1,323,092 บาท ในปีงบประมาณ 2566 เป็น 464,900 บาท 6) ระยะเวลาเขาถึงบริการจาก 42 ชั่วโมงเป็น 26.22 ชั่วโมง (105/120) คิดเป็นรอยละ 87.50 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ 1) การขับเคลื่อนระบบสุขภาพที่ยั่งยืนตองอาศัยความรวมมือทุกภาคสวนทั้งทีม รพสต. OPD, ER , OR และ Ward เพื่อสงเสริมใหผูปุวยปลอดภัยไมเกิดภาวะแทรกซอน 2) Alvarado Score เป็นเครื่องมือที่ส้าคัญตองมีการประเมินซ้้าและตอเนื่องเพื่อการรายงานแพทย์ สูการ วินิจฉัยและรับการรักษาที่รวดเร็ว ค าส าคัญ ไสติ่งอักเสบเฉียบพลัน (Acute appendicitis) , ไสติ่งแตก (Rupture Appendicitis)
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 187 E3.8 การประเมินระบบเฝูาระวังโรคไข้เลือดออก โรงพยาบาลเกษตรสมบูรณ์อ าเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ อานนท์ บุรมศรี โรงพยาบาลเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : โรคไขเลือดออกเป็นปัญหาสาธารณสุขในหลายประเทศทั่วโลก สถานการณ์โรคไขเลือดออก ประเทศไทย ปี 2563 พบผูปุวยโรคไขเลือดออก 71,000 ราย อัตราปุวย 106.91 ตอประชากรแสนคนเสียชีวิต 51 ราย อัตรา ปุวยตาย รอยละ 0.08 จังหวัดชัยภูมิพบวา มีการระบาดเกิดขึ้นบอยครั้ง จากรายงานวันที่ 1 มกราคม - 26 ธันวาคม 2563 พบ มีผูปุวยโรคไขเลือดออกสะสม จ้านวน 2,540 ราย อัตราปุวย 223.16 ตอประชากรแสนคน ในปี 2563 และ 2565 โรงพยาบาลเกษตรสมบูรณ์ พบการระบาดในพื้นที่ มีอัตราปุวยสูงกวาคามัธยฐาน 5 ปียอนหลัง จากขอมูลในระบบรง. 506 ปี 2563 - 2565 พบอัตราปุวย 299.49, 0 และ 69.05 ตอประชากรแสนคนตามล้าดับ จากการทบทวนเวชระเบียนยอนหลัง 3 ปี ขอมูลในระบบรง. 506 ยังต่้ากวาจ้านวนผูปุวยที่ไดรับการวินิจฉัยในระบบบันทึกเวชระเบียน วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อ ศึกษาขั้นตอนระบบการรายงานโรค ประเมินคุณลักษณะเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ และหาแนวทางในการพัฒนาระบบเฝูา ระวัง โรคไขเลือดออก วิธีการด าเนินการ การศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง ตามนิยามการรายงานโรคไขเลือดออก ปี 2563 กองระบาดวิทยา โดยการทบทวนรง. 506 และเวชระเบียนผูปุวยนอกและผูปุวยใน โรงพยาบาลเกษตรสมบูรณ์ ที่ไดรับการวินิจฉัยโรคหลักและ โรคขางเคียง ตามรหัส ICD-10 ที่ก้าหนด โดยใชขอมูลยอนหลัง 3 ปี(1 มกราคม 2563 - 31 ธันวาคม 2565) การสุมตัวอยาง Stratified random samplings แบบ non-proportional to size คัดลอกขอมูลจากเวชระเบียนลงในแบบเก็บขอมูลตามตัว แปรและใชแบบสัมภาษณ์บุคคลที่สรางขึ้น โดยคัดเลือกกลุมตัวอยางแบบเฉพาะเจาะจง เจาหนาที่ที่เกี่ยวของกับระบบเฝูา ระวังโรคไขเลือดออก การวิเคราะห์ขอมูลเชิงปริมาณ โดยสถิติจ้านวนความถี่ รอยละ คาเฉลี่ย มัธยฐาน การวิเคราะห์ขอมูลเชิง พรรณนา โดยสรุปภาพรวมของโรงพยาบาลเกษตรสมบูรณ์ตามประเด็นคุณลักษณะเชิงคุณภาพ การวิเคราะห์ขอมูลเชิง ปริมาณ ไดแก คาความไว คาพยากรณ์บวก ความทันเวลา ความเป็นตัวแทน และคุณภาพขอมูล การวิเคราะห์คุณลักษณะเชิง คุณภาพ ทบทวนแนวทางการเฝูาระวังและโครงสรางของระบบเฝูาระวังโรคไขเลือดออก ถอดบทสัมภาษณ์และวิเคราะห์ เนื้อหาในประเด็นที่ศึกษา ผลการศึกษา การประเมินระบบเฝูาระวังโรคไขเลือดออกของโรงพยาบาลเกษตรสมบูรณ์ พบวา มีคาความไวอยูที่ 41.32 % และคาพยากรณ์บวกในระบบเฝูาระวังโรคไขเลือดออกอยูที่ 97.81 % ความทันเวลา การแจงรายงานโรคและสอบสวนโรคทัน ภายใน 3 ชั่วโมง รอยละ 89.54 การบันทึกรายงานเขาสูระบบเฝูาระวังโรคทันภายใน 3 วัน รอยละ 98.05 การเป็นตัวแทน พบวา ขอมูลในเวชระเบียนและรง. 506 จ้าแนกตามเพศชายและเพศหญิง เวชระเบียน รอยละ 53.07 และ 46.93 สวนรง. 506 รอยละ 53.77 และ 46.23 ส้าหรับต้าบลที่ปุวย มีทั้งหมด 11 ต้าบล พบวา ไมลงบันทึกขอมูลสถานที่ ต้าบลที่ปุวย รอย ละ 0.7 ส้าหรับโครงสรางของระบบ รง. 506 มีความงาย ไมซับซอน มีความยืดหยุนสูง สามารถประสานงานกันไดโดยงาย ระบบไดรับการยอมรับจากผูปฏิบัติงาน เห็นประโยชน์ที่เกิดจากการรายงานรวมกัน มีความมั่นคงยั่งยืนของระบบสูง สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์พัฒนาความรู ทบทวนแนวทางปฏิบัติในการเฝูาระวังและการรักษาโรคไขเลือดออก แกเจาหนาที่โรงพยาบาลที่เกี่ยวของ รวมถึงเพิ่มมาตรการสรางความตระหนักแกทีมเจาหนาที่และก้ากับติดตามใหเกิดการ ปฏิบัติตามแนวทางที่วางไว พัฒนาระบบสารสนเทศ เพื่อชวยสนับสนุนประสิทธิภาพในระบบเฝูาระวัง เชน Pop-up Alert, Line Alert และมีการวิเคราะห์และสงตอขอมูลไปใหผูที่เกี่ยวของทั้งภายในและภายนอกโรงพยาบาล ค าส าคัญ โรคไขเลือดออก, การประเมินระบบเฝูาระวัง
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 188 E3.9 ประสิทธิผลของการบ าบัด Brief Intervention เพื่อลดปัญหาการดื่มสุราของ ผู้ปุวยติดสุรา ในโรงพยาบาลขามสะแกแสง อ าเภอขามสะแกแสง จังหวัดนครราชสีมา นางลัดดาวัลย์ มั่นพานิช โรงพยาบาลขามสะแกแสง อ้าเภอขามสะแกแสง จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ อ้าเภอขามสะแกแสงพบปัญหาวามีผูปุวยมารักษาดวยภาวะการติดสุราและมี อาการ Alcohol Withdrawal เพิ่มขึ้น จากขอมูล ปี 2562-2564 มีจ้านวน 22 ราย, 24 ราย และ 35 ราย ตามล้าดับ ผูปุวยที่นอนรักษาในโรงพยาบาลจะมีการใหค้าปรึกษาเพื่อเลิกดื่มสุราทุกรายแตยังพบวามีผูปุวยติด สุรามารับการรักษาในจ้านวนมากอยู จึงเพิ่มแนวทางการบ้าบัดแบบ Brief Intervention มาใชใหค้าปรึกษาใน การเลิกสุราในปี 2565-2566 วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสิทธิผลการบ้าบัด Brief Intervention ในการลดปัญหาการดื่มสุราในผูปุวยที่ติด สุรา วิธีการด าเนินการ 1.ศึกษารูปแบบ Brief Intervention มีองค์ประกอบ 6 ไดแก FRAMES( Feedback, Responsibility, Advice, Menu of ways, Empathy, Self-Efficacy) เป็นการใหขอมูลสะทอนปัญหาใน พฤติกรรมการดื่มสุรา เนนการเปลี่ยนแปลงในการตัดสินใจวาจะเลิกหรือลดการดื่มสุรา มีการใหค้าแนะน้า พรอมเสนอทางเลือก แสดงความเห็นใจ เขาใจ สงเสริมศักยภาพในตนเอง 2.ก้าหนดเปูาหมาย (goal setting) รวมกันกับผูปุวย 3.ด้าเนินการใหค้าปรึกษาตามรูปแบบ Brief Intervention 4. ติดตามการรักษา (follow up) อยางตอเนื่อง 5. ประเมินผลหลังการบ้าบัด ผลการศึกษา พบวา ผูปุวยที่มีปัญหาติดสุราที่ไดรับการใหค้าปรึกษา แบบ Brief Intervention ปี 2565 จ้านวน 21 ราย สามารถเลิกการดื่มสุรา ได 6 ราย คิดเป็นรอยละ28.57 ลดการดื่มสุราได 3 ราย คิดเป็นรอย ละ 14.2 ยังคงดื่มสุรา 12 ราย คิดเป็นรอยละ 57.14 ในปี 2566 มีผูปุวย 26 ราย เลิกการดื่มสุราได 11 ราย คิดเป็นรอยละ 42.30 ลดการดื่มสุรา 4 ราย คิดเป็นรอยละ 15.28 ยังคงดื่มสุรา 11 ราย คิดเป็นรอยละ 42.30 สรุปผลของการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์การน้าการบ้าบัด Brief Intervention มาใชในการให ค้าปรึกษาผูปุวยติดสุราเพื่อใหสามารถเลิกสุราไดนั้นสามารถชวยไดระดับหนึ่ง จะเห็นวายังคงมีกลุมผูปุวยที่ไม สามารถเลิกการดื่มสุราไดดังนั้นกลุมดังกลาวควรน้าครอบครัวเขามารวมในการบ้าบัดดวยรวมทั้งการ ประสานงานกับรพ.สต เพื่อการติดตามเยี่ยมในชุมชน และการรณรงค์ใหชุมชนไดเห็นความส้าคัญในการ รณรงค์ดานการงดดื่มสุราในชุมชนใหตอเนื่อง ค าส าคัญ : อาการถอนพิษสุรา, Alcohol withdrawal, Brief intervention
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 189 E3.10 การพัฒนาการดูแลผู้ปุวยผ่าตัดกระดูกสันหลังส่วนคอด้วยวิธีการทางกายภาพบ าบัด วาสนา แจ้งไธสง, ศุภิสรา แนบกลาง, ศิริกร ทองเบื้อง และ ณวภัสร์ประดิษฐ์เพลง กลุมงานกายภาพบ้าบัด โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: โรคกระดูกคอเสื่อมกดทับประสาทไขสันหลังพบความชุกของการเกิดโรค 1.6- 4.04 ต่อประชากร 100,000 คน การรักษาทางกายภาพบ าบัดในผู้ปุวยผ่าตัดกระดูกสันหลังส่วนคอ มีความส าคัญใน การช่วยกระตุ้นให้ผู้ปุวยเคลื่อนไหวร่างกายด้วยการออกก าลังกาย เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนคอ กล้ามเนื้อแขนขา ฝึกเคลื่อนย้ายตัวบนเตียงและฝึกเดิน การให้ค าแนะน าแก่ญาติเพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในการดูแล ผู้ปุวยได้อย่างถูกต้องเหมาะสม วัตถุประสงค์การศึกษา: 1.เพื่อให้ผู้ปุวยและญาติมีความรู้ความเข้าใจในการดูแลตนเอง สามารถปฏิบัติตามแผนการ รักษาทางกายภาพบ าบัดในการฟื้นสภาพหลังผ่าตัดกระดูกสันหลังส่วนคอได้เพิ่มขึ้น 2.เพิ่มความสามารถของผู้ปุวยใน การปฏิบัติตามแผนการรักษาทางผู้ปุวย วิธีการด าเนินการ: ด าเนินกิจกรรมในรูปแบบ PDCA มีขั้นตอนดังนี้ 1) Plan ส ารวจสถานการณ์จ านวนผู้ปุวยผ่าตัด กระดูกสันหลังส่วนคอ ศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ประชุมทีมเพื่อวางแผนด าเนินงาน ก าหนด วัตถุประสงค์ ขอบเขตการด าเนินงาน ก าหนดตัวชี้วัด ได้แก่ 1.1) ผู้ปุวยและญาติมีความรู้ความเข้าใจในการดูแลตนเอง สามารถปฏิบัติตามแผนการรักษาทางกายภาพบ าบัดในการฟื้นสภาพหลังผ่าตัดกระดูกสันหลังส่วนคอเพิ่มขึ้นร้อยละ 80 1.2) ผู้ปุวยมี JH-Highest level of mobility เพิ่มขึ้น 2 ระดับ ร้อยละ 80 2) Do จัดท าแนวทางปฏิบัติ ก าหนดช่วงเวลาด าเนินการเดือนพฤษภาคม-กันยายน 2566 ประเมินผลโดยใช้แบบวัดความรู้ก่อนและหลังการให้ ความรู้ทางกายภาพบ าบัด และแบบบันทึกความสามารถในการท ากิจกรรมของผู้ปุวยหลังผ่าตัดกระดูกส่วนหลังส่วน คอ จัดท าแผ่นพับให้ความรู้ ประชุมทีมและด าเนินกิจกรรมตามแผนงานที่ก าหนด 3) Check ติดตามผลการ ด าเนินงานเทียบกับเปูาหมาย สรุปและอภิปรายผล 4) Act น าผลการด าเนินกิจกรรมมาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาการเก็บ ข้อมูลและรูปแบบการรักษาทางกายภาพบ าบัดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผลการศึกษา: ผู้ปุวยผ่าตัดกระดูกสันหลังส่วนคอ จ านวน 21 ราย มีผลลัพธ์ด้านตัวชี้วัด ได้แก่ ผู้ปุวยและญาติมี ความรู้ความเข้าใจการดูแลตนเองในเรื่องการจัดท่าทางการนอนที่ถูกต้อง วิธีการสวมใส่อุปกรณ์พยุงคอ ก่อนรักษา ร้อยละ 14.29 การออกก าลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนคอ กล้ามเนื้อแขนขา ก่อนรักษาร้อยละ 9.52 วิธีการเคลื่อนย้ายตัวบนเตียงที่ถูกต้อง วิธีการลุกนั่งข้างเตียง การเดินด้วยอุปกรณ์ช่วยเดิน ก่อนรักษาร้อยละ 4.76 หลังรักษามีความรู้ความเข้าใจการดูแลตนเองทุกหัวข้อทุกราย ร้อยละ 100 และมี JH-Highest level of mobility เพิ่มขึ้น 2 ระดับร้อยละ 95.23 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: ผู้ปุวยสามารถเคลื่อนย้ายตัวเองหลังผ่าตัดและกลับไปท ากิจวัตรประจ าวัน ได้เร็วขึ้น ลดวันนอนโรงพยาบาล มีการก าหนดตัวชี้วัดที่สอดคล้องกับบริบทของผู้ปุวยท าให้เกิดผลลัพธ์ของการพัฒนา คุณภาพการดูแลผู้ปุวยที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ค าส าคัญ ผู้ปุวยผ่าตัดกระดูกสันหลังส่วนคอ, วิธีการทางกายภาพบ าบัด, ความรู้ความเข้าใจ, JH-Highest level of mobility
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 190 E3.11 การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วย Sepsis และ Septic Shock เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนโรงพยาบาล เขื่องใน จิรชยา ครองยุทธ โรงพยาบาลเขื่องใน อ าเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี ความเป็นมาและความส าคัญ :ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) เป็นภาวะวิกฤติที่พบได้บ่อยและเป็น สาเหตุการเสียชีวิตอันดับ1 ของผู้ปุวยที่ ได้รักษาในโรงพยาบาล เนื่องจากผู้ปุวยกลุ่มเสี่ยงเพิ่มขึ้น เช่น ประชากร ผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น ตลอดจนการที่มีเชื้อโรคกลุ่มดื้อยาเพิ่มขึ้น จากการใช้ ยาปฏิชีวนะชนิดออกฤทธิ์กว้างโดยปราศจากการครอบคลุม จากการศึกษาพบว่า ภาวะ Sepsis สามารถเพิ่มระดับความรุนแรงเป็น Severe sepsis และ Septic shock จนท าให้อวัยวะต่างๆ ล้มเหลว และ เสียชีวิตได้ในเวลาที่รวดเร็ว โรงพยาบาลเขื่องใน เป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 90เตียง ไม่ มีแพทย์เฉพาะทางสาขาอายุรกรรม พบผู้ปุวย Sepsis จ านวนมาก เกิด Septic Shock ส่งต่อโรงพยาบาลศูนย์ และเสียชีวิต จากการเก็บ ข้อมูล ผู้ปุวย Sepsis ตั้งแต่ปี 2563 -2565 จ านวน 278 คน 386 คนและ 502 คนตามล าดับ พบว่าเกิด Sepsis Shock คิดเป็นร้อยละ 28.42,23.58 และ 16.93 ตามล าดับ ส่งต่อโรงพยาบาลศูนย์คิดเป็นร้อยละ 45.68,55.44และ46.61 ตามล าดับ และผู้ปุวยเสียชีวิตในโรงพยาบาลเขื่องในคิดเป็นร้อยละ 2.52,2.07 และ 1.99 ตามล าดับ จากการทบทวนวิเคราะห์สาเหตุพบว่าเกิดจาก การเข้าถึงการรับบริการที่ล่าช้า การประเมิน / การประเมินซ ้า ที่ ล่าช้า ประเมินผิดพลาด การรักษาพยาบาลตามมาตรฐานล่าช้า ทีมPCTของโรงพยาบาลเขื่องในตระหนักและเห็นความส าคัญของปัญหาจึงได้มีการ พัฒนาระบบการดูแลผู้ปุวยSepsisขึ้น วัตถุประสงค์การศึกษา 1) เพื่อให้ผู้ปุวย Sepsis ได้รับการดูแลตามมาตฐาน CPG Sepsis, 2) เพื่อลด อัตราการเกิด Septic Shock, 3) เพื่อลดการส่งต่อผู้ปุวย Sepsis/Septic Shock, 4) เพื่อลดการเสียชีวิตผู้ปุวย Sepsis /Septic Shock วิธีการด าเนินการ 1) จัดท าแนวทางการคัดกรองโดยใช้ SIR criteria, SOS Score, qSOFA ทุกรายในการประเมินคัดกรองจัดระดับความรุนแรง, 2) จัดท า Sepsis standing order โดยยึด7bundles, 3) มีการจัดท า Standing order การเลือกใช้ Antibiotic ส าหรับ Sepsis, 4) มีระบบการ ปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลแม่ข่ายหรือโรงพยาบาลศูนย์, 5) ให้พิจารณาเริ่มยา Norepinephine เป็น Vasopressor ตัวแรก, 6) พัฒนาศักยภาพ บุคลากรทางการพยาบาล เรื่อง Sepsis, severe sepsis septic shock เพื่อประเมินภาวะ septic shock ได้เร็ว ผลการศึกษา สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: การพัฒนาระบบการดูแลผู้ปุวย Sepsis /Septic Shock ท าให้ผู้ปฏิบัติสามารถให้การดูแลผู้ปุวยได้ ได้รับการวินิจฉัยและได้รับการ รักษาภาวะ sepsis ตามมาตรฐาน อย่างรวดเร็ว และเหมาะสมเพิม่ขึ้น สามรถลดการเกิด Septic Shock ลดการส่ง ต่อและลดการเสียชีวิตของผู้ปุวย ค าส าคัญ: Sepsis , Septic Shock 278 386 502 519 79 91 85 80 0 200 400 600 2563 2564 2565 2566 จ านวนPt.Sepsis และ Sepsis shock จ านวนPt.Sepsis 45.68 55.44 46.61 13.68 2.52 2.07 1.99 0 1.73 50 100 2563 2564 2565 2566 อัตราReferและอัตราเสียชีวิตจาก Sepsis อัตราการ Refer รพ.ศูนย์ อัตราการเสียชีวิตจากSepsis 78 82 82 76 84 85 85 90 89 90 91 98 0 200 2563 2564 2565 2566 ผลการประเมินสมรรถนะของพยาบาลในการดูแลPt.Sepsis ทักษะการใช้เครื่องมือประเมิน Sepsis การดูแลผู้ปุวยSepsis การปฏิบัติตามCPG
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 191 E3.12 การพัฒนาระบบการดูแลผู้ปุวยภาวะ Sepsis ช่วยให้ผู้ปุวยปลอดภัย สุขุมาล สุตะนนท์ โรงพยาบาลคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: Sepsisเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของผูปุวยในโรงพยาบาล และมีแนวโนมเพิ่มในกลุมติดบานติด เตียง,ผูปุวย Stroke ปี 62-64 คิดเป็นรอยละ 1.57,1.92,1.62 ตามล้าดับ เนื่องจากไมมีระบบการเฝูาระวังกลุมเสี่ยงในชุมชน เขาถึงและการประเมินผูปุวยไดลาชา เกณฑ์ประเมินมีความซับซอน ตองใชผล Lab ในการวินิจฉัย จากการวิเคราะห์ขั้นตอน กระบวนการดูแลผูปุวย Sepsis ตองมีเครื่องมือที่ใชคัดกรองไดอยางมีประสิทธิภาพ ชวยลดภาระงาน ประเมินคนไขได ครอบคลุม มีระบบสง LAB และระบบรายงานผล Lab ไดรวดเร็ว จึงไดน้าเกณฑ์ในการเฝูาระวัง Sepsis เบื้องตนไปใชใน ชุมชน ทีมจึงออกแบบระบบสารสนเทศใหมีการดักจับและ Line alert มาใชในการดูแลผูปุวย Sepsis ใหไดรวดเร็วยิ่งขึ้น ปรับระบบการสั่ง LAB ,ระบบ Line alert ของคา LAB วิกฤติ เพื่อสามารถรายงานแพทย์ไดภายใน 15 นาที, ระบบ Line alert ticker Sepsis ในผูปุวยที่เขาขายเฝูาระวัง Sepsis วัตถุประสงค์การศึกษา: เพื่อเฝูาระวังกลุมเสี่ยงในชุมชน ผูปุวยsepsis ไดรับการประเมินรักษาทันทวงทีและถูกตอง ลด ภาวะแทรกซอนและลดการเสียชีวิต วิธีการด าเนินการ: Pre-hospital ใหความรูและค้าแนะน้าในกลุมสูงอายุที่เสี่ยงตอการเกิดโรค โดยเนนCare giver เพิ่ม ความรูให อสม เรื่องการคัดกรองเบื้องตนที่ตองรีบมา รพ. พัฒนา competency ของ จนท. รพ.สต. ในการประมิน qSOFA ,SOS Score และเป็นตัวชี้วัดของ รพ.สต. เรื่องความรอบรูของ อสม. ในการคัดกรองเบื้องตนเรื่อง sepsis In-hospital พัฒนา competency จนท.ใหม และ ติดตามก้ากับ CPG sepsis ระบบ Sepsis Fast track การสง LAB Fast track , Line alert ticker Sepsis, Lab Alert ทางไลน์ ,น้าเขายา norepinephrine ใชในการรักษา sepsis shock ลดการ Refer Post-hospital พัฒนาระบบการดูแลกลุมเสี่ยงรวมกับทีมสหวิชาชีพ รพ.สตชวยติดตามเยี่ยมบาน อบรมฟื้นฟูนักบริบาลการ ดูแลผูปุวยติดบานติดเตียง ,stroke , ลดภาวะแทรกซอน ผลการศึกษา: อัตราการเกิด Sepsis ในกลุมเสี่ยง ปี 2562=1.57% ปี 2566= 0.38 %,อัตราการเสียชีวิต ปี 62= 2.76% ปี 66=0.38% ,อัตราการให Antibiotic ภายใน 1 ชม ปี 62=87% ปี 66= 98.57% , คาใชจายเฉลี่ยในการดูแลผูปุวยภาวะติด เชื้อในกระแสโลหิต ปี 62=8,840 บาท/ราย ปี 66=9,298 บาท/ราย สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: การดูแลผูปุวย Sepsis คือระบบการดูแลที่ครอบคลุมการท้างานเป็นทีมรวมกันทั้ง เครือขาย ในการเฝูาระวังกลุมเสี่ยง ประเมินไดรวดเร็วเขาถึงเร็ว บุคลากรมีความรู ระบบงานที่เชื่อมโยงกันทุกระบบที่ เกี่ยวของ การดูแลตอเนื่องในชุมชน ลดการเกิด Complication ในชุมชน ระบบแจงเตือนและดักจับลดความผิดพลาดขอ เจาหนาที่ชวยใหดูแลผูปุวยไดรวดเร็ว ระบบสารสนเทศที่มีขอมูลเป็นแหลงเดียวกันทั้งเครือขาย น้ามาบริหารจัดการไดงาย รวมกันพัฒนาและสรางความเขมแข็งของเครือขายในชุมชน ค าส าคัญ: Alert LINE , Line alert ticker Sepsis
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 192 E3.13 การพัฒนาระบบการดูแลผู้ปุวยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดร่วมกับเครือข่าย โรงพยาบาลประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ชัญญาภัค ชาญประโคน โรงพยาบาลประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ภาวะติดเชื้อในกระแสโลหิต (Sepsis) การวินิจฉัยที่ลาชา การใหยาปฏิชีวนะชากวา 1 ชั่วโมง กอใหเกิดการท้าลายของอวัยวะส้าคัญของรางกาย โรงพยาบาลประโคนชัยพบผูปุวยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแส เลือดเพิ่มขึ้น เกิดอุบัติการณ์ความลาชาในการวินิจฉัยและการรักษา มีผูปุวยเสียชีวิต และไมมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อศึกษาการพัฒนาระบบการดูแลผูปุวยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดรวมกับเครือขาย โรงพยาบาลประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ วิธีการด าเนินการ เป็นงานวิจัยเชิงพัฒนาแบบกลุมเดียว วัดผลกอนและหลัง กลุมตัวอยางไดแกผูปุวยที่มีภาวะติดเชื้อ ในกระแสเลือดที่เขารับการรักษา 1 ต.ค 62-30 เม.ย 66 จัดท้า CPG, care map, Criteria Refer, Criteria Admit ICU ,Standing order Sepsis ,แบบฟอร์มการคัดกรอง ,Early detection Sepsis /OPD/ER/WARD ระบบการ Consult อายุรแพทย์ ระบบ Sepsis fast track และSepsis bundle Protocol ผูปุวยไดรับการประเมินและเฝูา ระวังการเกิดภาวะ Sepsis อยางตอเนื่อง มีหองตรวจปฏิบัติการท้า H/C การเขารวมเครือขาย Sepsis กับ โรงพยาบาลแมขาย การอบรมใหความรูอสม.และเจาหนาที่ รพ.สต.ใหความรูประชาชน ประชุมทีมและปรับปรุง พัฒนาอยางตอเนื่อง รวบรวมขอมูล วิเคราะห์ ประเมินผล โดยใชสถิตเชิงพรรณนา รอยละ ผลการศึกษา พบวาอัตราการเสียชีวิตปี62-65=0 และปี66=1.06% อัตราการเจาะ H/C กอนให Antibiotic = 98%, 94% ,95%,96% และ97.9% ปี 62-66 ตามล้าดับ อัตราการไดรับAntibiotic ภายใน1 ชม.= 97%,94%,95%,96% และ97.9% ปี 62-66 ตามล้าดับ อัตราการไดรับIV fluid 30 ml/kgใน 1 ชมแรก= 90%, 91%,92%, 94% และ96.8% ปี 62-66 ตามล้าดับ อัตราการEarly goal ใน 6 ชม. MAP >65 = 97%, 95% ,96%,97% และ98.9% ปี 62-66 ตามล้าดับ อัตราการเกิดSeptic shock 4.4%,6.13%,7.65% ,7.60% และ7.4% ปี 62-66 ตามล้าดับ อัตราการวินิจฉัยลาชา=3.9% ,8.8% ,3.8% ,2.1%และ1.1% ปี 62-66 ตามล้าดับ สรุป การศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์การพัฒนาท้าใหเกิดแนวทางปฏิบัติชัดเจน การปูองกัน primary prevention ในกลุมเสี่ยง การอบรมใหความรูอสม.และเจาหนาที่ รพ.สต. ใหความรูประชาชน สามารถคัดกรองและประเมิน Sepsisไดรวดเร็ว มีระบบการConsult อายุรแพทย์ระบบ Sepsis Fast Tract แนวทางการสงตอที่ชัดเจน ท้าให ผูปุวยไดรับการดูแลรักษาอยางรวดเร็วมีประสิทธิภาพ ลดอัตราการเสียชีวิต อัตราการเจาะH/C กอนให Antibiotic , อัตราการให ATB ภายใน 1 ชั่วโมง, อัตราการไดรับIV fluid 30 ml/kgใน 1 ชม.และ อัตราการไดEarly goalใน 6 ชม.MAP >65 เพิ่มขึ้น อัตราการเกิดSeptic shock และอัตราการวินิจฉัยลาชาลดลง สอดคลองกับการศึกษาของ เนตรญา วิโรจวานิช (2561)ดังนั้นควรน้าระบบการดูแลผูปุวยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดรวมกับเครือขาย โรงพยาบาลประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์มาใชเป็นแนวทางในการไปประยุกต์ใชในการดูแลผูปุวยกลุมอื่นๆตอไป ค าส าคัญ : ติดเชื้อในกระแสเลือด, Sepsis, การพัฒนาระบบการดูแลผูปุวย
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 193 E3.14 การเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลโรคปอดอักเสบในผู้ปุวยเด็กที่มีภาวะหายใจล าบากโดยการใช้ Oxygen high flow nasal cannula ณ หอผู้ปุวยกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลละหานทราย ปี 2563 – 2566 ทิพจุฑา เกาแกกุลวงศ์ โรงพยาบาลละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเปนมาและความส าคัญ: โรคปอดอักเสบในเด็ก(Bronchopneumonia) เป็นโรคที่ท้าใหมีภาวะหายใจ ล้าบาก เกิดการเจ็บปุวยรุนแรง เป็นสาเหตุส้าคัญประการหนึ่งของการรับผูปุวยเด็กเขารักษาในโรงพยาบาล ถา รับการรักษาไมทันทวงที อาจท้าใหเสียชีวิตได ผูปุวยปอดอักเสบรอยละ 8-10 มีการติดเชื้อระบบหายใจ เฉียบพลัน นับเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของผูปุวยเด็กที่มีอายุต่้ากวา 5 ปี การใหออกซิเจน High flow nasal cannula (HFNC) เป็นวิธีการรักษาผูปุวยที่มีภาวะหายใจล้าบาก พบวามีความปลอดภัยและมี ประสิทธิภาพสามารถลดอัตราการใสทอชวยหายใจ ลดการเกิดภาวะ Respiratory failure ได วัตถุประสงค์ เพื่อลดอัตราการเกิดภาวะ Respiratory failure ในกลุมโรคปอดอักเสบในเด็ก 1 เดือน ถึง 5 ปี เทากับ 0 วิธีด าเนินการ: 1) มีทบทวนอุบัติการณ์รวมกับทีมผูดูแลในหนวยงาน วิเคราะห์ปัญหาการเกิด Respiratory failure 2) จัดอบรมฟื้นฟูใหความรูฝึกทักษะพยาบาลเรื่องการดูแลผูปุวยเด็กปอด 3) ปรับปรุงแนวทางการ ประเมินผูปุวยโรคปอดอักเสบ Warning sign IPD เพิ่มขอก้าหนด ในผูปุวย CLD ทุกรายที่ admit และเพิ่มนัก กายภาพรวมดูแลเพื่อเคาะปอด ดูดเสมหะใหแกเด็กที่มีเสมหะมาก การใหค้าแนะน้าญาติแบบเฉพาะราย รวมทั้งการประเมินผลความรูกอนกลับบาน 3) จัดแยกโซนเด็กโรคปอดอักเสบใหชัดเจน ผลการศึกษา: พบวา สามารถลดอัตราการเกิดภาวะ Respiratory failure จากรอยละ 0.81 ในปีงบประมาณ 2563 เป็น 0.40 ในปี 2564 และ 0.25 ในปี 2565 ไดมีการพัฒนาเพิ่มในกลุมผูปุวยที่มีปัญหา CLD มี อาการหอบ ไมดีขึ้น ใหนึกถึง ภาวะน้้าเกิน ควรให Lasix รักษา pulmonary effusion และผูปุวย CLD ทุก รายที่ admit ใหชั่งน้้าหนักประเมินภาวะ น้้าเกิน ซึ่งผลลัพธ์พบวา หลังการพัฒนา ในปี งบประมาณ 2565 อัตราการเกิดภาวะ Respiratory failure เป็น 0 สรุปการศึกษาและน าไปใช้ประโยชน์ : การวิเคราะห์ปัญหาแกไขปรับปรุงระบบงานโดยทีมสหวิชาชีพที่ รวมกันดูแลผูปุวย สรางแนวทางปฏิบัติที่ตกลงรวมกันใหชัดเจน พัฒนาบุคลากรใหมีทักษะเฉพาะดาน และ จัดหาเครื่องมืออุปกรณ์ที่เหมาะสม จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลโรคปอดอักเสบในผูปุวยเด็กที่มีภาวะ หายใจล้าบากได ค าส าคัญ: โรคปอดอักเสบ, ภาวะหายใจล้าบาก, high flow nasal cannula (HFNC)
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 194 E3.15 การพัฒนาระบบการปูองกันการเกิด Pneumonia Respiratory failure ในเด็ก นวลฉวี อินทร์พันธ์ โรงพยาบาลคูเมืองจ.บุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: โรคปอดอักเสบเมื่อเกิดการเจ็บปุวยแลวอาจสงผลทั้งตอตัวเด็กและผูปกครอง หาก รูจักและรูทันกอน ก็จะชวยใหหาทางปูองกันเพื่อลดภาวะหายใจลมเหลวและลดการเสียชีวิตไดจากขอมูลปี 2563- 2565 พบอัตราการเกิด Pneumonia Respiratory failure ในเด็ก 3.10, 1.19 และ 1.17 ตามล้าดับ จากการ ทบทวน ปี 2563 พบปัญหา Secretion Obstruction สาเหตุจากบุคลากรขาด Competency ในการดูแลผูปุวย ระบบทางเดินหายใจ จึงปรับระบบการพัฒนา Competency ในปี 2565 พบปัญหาไมไดปฏิบัติตามมาตรฐานการ ดูแลกลุมโรคระบบทางเดินหายใจ สาเหตุจากแนวทางไมชัดเจน และอยูในชวงที่มีกุมารแพทย์มาปฏิบัติงาน จึงปรับ ระบบการดูแลเด็กทั้งหมด จัดท้า CPG, Standing Order , Warning sign, PEWS Score, Early recognition tool และก้ากับติดตามโดยกุมารแพทย์และทีม PCT เด็ก ปี 2566 พบเพิ่มขึ้นเป็นรอยละ 1.24 ก้าลังด้าเนินการพัฒนา ระบบการดูแลผูปุวยตอไป วัตถุประสงค์การศึกษา: เพื่อลดภาวะหายใจลมเหลวและลดการเสียชีวิตในกลุมโรคปอดอักเสบในเด็ก วิธีการด าเนินการ: ปี 2564 มีการพัฒนาศักยภาพบุคลากรพยาบาล IPD สงฝึกประสบการณ์การดูแลผูปุวยระบบ ทางเดินหายใจ ที่รพ.บุรีรัมย์ คิดเป็น 100 % มีการประเมิน competency suction clear airway โดยสอบวัด ความรูและสอบปฏิบัติปรับการ Suction จากเวรละครั้ง เป็นหลังพนยาทุกครั้ง ปี 2565 มีกุมารแพทย์มาปฏิบัติงาน จึงปรับระบบการดูแลเด็กทั้งหมด ทั้ง OPD และ IPD ปรับโครงสรางหอผูปุวยเด็กแยกโซน Sick newborn และเด็ก สามัญ มีการก้าหนดแนวทางการคัดแยกและประเมินผูปุวยโดยใช Early recognition tool , Warning sign, PEWS Score จัดท้า CPG , Standing Order ก้ากับติดตามโดยกุมารแพทย์และทีม PCT เด็กทุกเดือน ประเมินหนวยงาน Simulation test โดยใชแบบประเมิน PALS ก้ากับติดตามโดยกุมารแพทย์ปีละ 1 ครั้ง มีการอบรมความรูและจัดท้า แนวทาง Pneumonia ในเด็ก ส้าหรับ รพ.สต.และงานอนามัยโรงเรียน ใหความรูสุขศึกษาโรคระบบทางเดินหายใจแก ญาติ รูปแบบทั้งการใหความรูและแผนพับ รวมท้า D/C Plan ในกลุมเสี่ยง Bed ridden , CP รวมกับกลุมสหวิชาชีพ และสงเสริมการท้านวตกรรมวงลอนาฬิกาเพื่อสื่อสารเรื่องการงดน้้างดอาหารกอนดูดเสมหะ ผลการศึกษา: พบวา ปี 2563-2565 พบอัตราการเกิด Pneumonia Respiratory failure ในเด็ก 3.10, 1.19 และ 1.17 ตามล้าดับ และในปี 2566 คิดเป็นรอยละ 1.24 จากการทบทวนพบปัญหาในผูปุวยที่มีความผิดปกติตั้งแต ก้าเนิด ซึ่งก้าลังด้าเนินการและปรับปรุงระบบการดูแลผูปุวยตอไป สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: ปัจจัยความส้าเร็จในการพัฒนางานคือ กุมารแพทย์มีการปรับระบบงาน รวมกับทีมและสงเสริมพัฒนาบุคลากรใหมี Competency โดยมีการก้ากับติดตามอยางตอเนื่อง รวมถึงสงเสริมให ญาติมีความรูในการปฏิบัติตัว จะชวยลดอัตราการหายใจลมเหลวและลดอัตราตายในเด็กได ค าส าคัญ: Pneumonia Respiratory failure
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 195 E3.16 การพัฒนาระบบการประเมินภาวะโภชนาการด้วยแบบประเมิน Nutrition alert form (NAF)ในผู้ปุวยที่ ใส่สายอาหารประเภท Nasogastric tube insertion (NG tube) ที่นอนรักษาตัวในโรงพยาบาลสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ยุทธนา พรหมอุน และคณะ กลุมงานโภชนศาสตร์ โรงพยาบาลสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ความเปนมาและความส าคัญ ผูปุวยที่ on NG tube เป็นทางเลือกแรกเมื่อจ้าเป็นตองใหอาหารในผูที่รับประทานอาหารทางปากไม เพียงพอ มีปัญหาดานการกลืน แตยังมีการท้างานระบบทางเดินอาหารปกติ ซึ่งผูปุวยกลุมนี้บางรายที่นอนรักษาในโรงพยาบาลสตึก ไมไดรับการประเมินภาวะโภชนาการ ท้าใหไดรับปริมาณสารอาหารและพลังงานไมเหมาะสม และเกิดภาวะทุพโภชนาการรุนแรงมากขึ้น โดยผูปุวย on NG tube ไดรับการประเมินฯ ในปี 2563 ถึง 2565 คือ 46.1 %, 42.7 % และ 50.7 % ตามล้าดับ ซึ่งไมถึง 80 % วัตถุประสงคการศึกษา พัฒนาระบบการประเมินภาวะโภชนาการดวยแบบประเมิน NAF ในผูปุวย on NG tube ที่นอนรักษาใน โรงพยาบาลสตึก และใหโภชนบ้าบัดที่เหมาะสม วิธีการด าเนินการ จัดตั้งทีมโภชนบ้าบัดประกอบดวยแพทย์ นักโภชนาการ และสหวิชาชีพ รวมกันวิเคราะห์ปัญหา พบวารากของปัญหา คือ มีระบบการสื่อสารไมชัดแจน มีการเปลี่ยนแปลงของบุคลากรในองค์กรบอยครั้งท้าใหไมไดสงตอขอมูลตางๆ ทางทีมจึงรวมกันพัฒนา ระบบการประเมินฯ ในผูปุวยที่ส้าคัญ คือ ผูปุวย on NG tube ใหไดรับการประเมินฯ และใหโภชนบ้าบัด ดังนี้ พยาบาลคัดกรองความ เสี่ยงดานโภชนาการ ดวย SPENT Form 4 ขอ นักโภชนการประเมินฯ ภายใน 3 วัน หลังจาก admit วินิจฉัยปัญหาทางโภชนาการ วางแผนโภชนบ้าบัด และเผยแพรแนวทางการปฏิบัติรวมกันเป็นระบบมากขึ้น ผลการศึกษา พบวา ปี 2566 ผูปุวย on NG tube ไดรับการประเมินฯ 92.1 % ซึ่งเพิ่มขึ้น และไดรับการใหโภชนบ้าบัด 100 % หลัง ไดรับการใหโภชนบ้าบัด ผูปุวยที่มีภาวะ Severe malnutrition (NAF=C) 119 ราย เปลี่ยนเป็น Moderate malnutrition (NAF=B) และMild malnutrition (NAF=A) 47 ราย(46.8%) และ 13 ราย (10.9%) ตามล้าดับ สรุปการศึกษาและการน าไปใชประโยชน จะเห็นวาผูปุวยที่ไดรับการใหโภชนบ้าบัดมีภาวะโภชนาการดีขึ้นในบางราย สวนใหญเป็น กลุมผูปุวย IMC ที่มีสภาวะรางกายสามารถฟื้นฟูดวยโภชนบ้าบัดไดและมีทีมสหวิชาชีพอยูในทีมรักษา ถึงแมโดยรวมจะดีขึ้น < 50 % แตท้าใหทราบวากลุมผูปุวยที่มีการฟื้นฟูรางกายคอนขางล้าบาก อาทิ PC HHC โดยกลุมนี้จะมี Case ที่ NR จ้านวน 68 คน คิดเป็น 57.14 % แตก็ให Intervention ตาม Criteria จนบางรายมีภาวะโภชนาการดีขึ้น สอดคลองกับการศึกษาของ รศ.ดร.นพ. กวีศักดิ์ จิต ตวัฒนรัตน์ พบวา พยาบาลและนักโภชนาการเป็นปัจจัยเสริมใหมีการคัดกรองและการประเมินฯ ผูปุวย และเป็นจุดเริ่มตนในการสราง ความรวมมือส้าหรับวิชาชีพตาง ๆ ที่สงผลใหผูปุวยไดรับการใหโภชนบ้าบัดไดอยางเหมาะสม ค าส าคัญ พัฒนาระบบการประเมินภาวะโภชนาการ, แบบประเมิน Nutrition alert form, ผูปุวยที่ใสสายอาหาร Nasogastric tube insertion,
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 196 E3.17 การพัฒนารูปแบบการติดตามความครอบคลุมการได้รับวัคซีนในเด็กอายุ 0 - 5 ปี ในเขตต าบลแชะ อ าเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา นายธีรยุทธ เทินสระเกษ ต้าแหนง เจาพนักงานสาธารณสุข และทีมงาน กลุมงานบริการดานปฐมภูมิและองค์รวม โรงพยาบาลครบุรี จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : รอยละความครอบคลุมการไดรับวัคซีนแตละชนิดครบตามเกณฑ์ในเด็กอายุ 0-5 ปีในเขต ต้าบลแชะ ต่้ากวาเกณฑ์ที่ก้าหนดคือไมนอยกวารอยละ 90 ปีงบประมาณ 2564 - 2565 พบวาชวงอายุ1 ปี เทากับ 71.88 และ 66.00 อายุ 2 ปี เทากับ 83.10 และ 62.69 อายุ 3 ปี เทากับ 91.95 และ 59.72 อายุ 5 ปี เทากับ 91.36 และ 76.24 และอายุ 7 ปี เทากับ 97.93 และ 95.65 และพบปัญหาการใหบริการ สงผลใหความครอบคลุมไมครบตามเกณฑ์ วัตถุประสงค์การศึกษา : 1. เพื่อสรางระบบการติดตามการรับวัคซีนในเด็กอายุ 0-5 ปี 2.เพื่อใหความครอบคลุมการไดรับ วัคซีนแตละชนิดครบตามเกณฑ์ รอยละ ≥90 ในทุกกลุมอายุ3.เพื่อสรางเครือขายสุขภาพโดยการท้างานรวมกับชุมชน วิธีการศึกษา: วางแผนรวมกับอาสาสมัครสาธารณสุข(อสม.) เจาหนาที่สาธารณสุขและแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว เริ่ม พัฒนาและเก็บขอมูล ตั้งแต 1 ตุลาคม 2565 ถึง 30 มิถุนายน 2566 ปฎิบัติตามแผน ดังนี้ จัดท้าบัญชีรายชื่อเด็ก 0-5 ปี จัดท้าทะเบียนการติดตามการไดรับวัคซีน ทะเบียนการรับวัคซีนประจ้าเดือนผานขอมูลของโปรแกรม HDC และ HosXP จัด อบรมใหความรูเรื่องการใหวัคซีนแกแกนน้าอสม. หมูบานละ 1 คน โดย วันก่อนให้บริการคลินิกวัคซีนจะประชาสัมพันธ์ผาน กลุมในระบบแอพพลิเคชั่นไลน์อสม. เพื่อใหอสม.แจงเตือนผูปกครองตามพื้นที่ที่รับผิดชอบ วันรับบริการใหบริการใหวัคซีนทุก วันพุธ ยกเวนวันพุธที่ 3 ของเดือน ชี้แจงวันนัดและลงบันทึกวันนัดในสมุดใหผูปกครอง ลงขอมูลในทะเบียนวัคซีนประจ้าเดือน สรุปจ้านวนผูรับวัคซีนในวันนั้น ลงขอมูลในทะเบียนการติดตามความครอบคลุมการไดรับวัคซีน วันหลังบริการกรณีเด็กที่ไม ไดมารับบริการใหวัคซีน เจาหนาที่จะประสานให อสม.เยี่ยมบานและก้าหนดนัดหมายครั้งตอไปเพื่อรับวัคซีน ติดตามผลการ ด้าเนินการผานโปรแกรมHDC ทุกไตรมาส ด าเนินการต่อเนื่องและสรางชองทางผานระบบแอพพลิเคชั่นไลน์เพื่อใหผูปกครอง สามารถไดรับขาวสารจากเจาหนาที่ไดโดยตรง ผลการศึกษา : ผูปุวยเขารับบริการทั้งหมดในจ้านวน 745 คน รอยละความครอบคลุมการไดรับวัคซีนแตละชนิดครบตาม เกณฑ์ในเด็ก อายุ 0-5 ปีตามขอมูลของ HDC พบวา อายุ 1 ปี เทากับ 93.33 อายุ 2 ปี เทากับ 90.70 อายุ 3 ปีเทากับ 82.26 เด็กอายุ 5 ปี เทากับ 96.3 และอายุ 7 ปี เทากับ 97.22 รอยละของการขาดนัดรับวัคซีนของผูปุวย ในปี 2564-2566 เทากับ 50.95, 49.59 และ 1.36 ตามล้าดับ โดยสาเหตุของการขาดนัดจากการสัมภาษณ์ ไดแก ลืมวันนัด และการยายที่อยู ของเด็ก สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: ความครอบคลุมการไดรับวัคซีนแตละชนิดครบตามเกณฑ์ในเด็ก อายุ 0-5 ปี นั้นสูงขึ้นตามเกณฑ์ที่กระทรวงก้าหนดได เนื่องจากชุมชนเขามามีสวนรวมในการรณรงค์และประชาสัมพันธ์ ค าส าคัญ : การ พัฒนารูปแบบการติดตาม, ความครอบคลุมการไดรับวัคซีนในเด็กอายุ 0 - 5 ปี, วัคซีนเด็ก
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 197 มหกรรมคุณภาพ HACC Forum นครชัยบุรินทร์ครั้งที่ 16 “Growth Mindset for Better Healthcare System” ในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 08.30-17.00 น. ณ โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา E- Poster Presentation กลุ่มที่ 4 การพัฒนาระบบงานแม่และเด็ก จ านวน 20 เรื่อง น าเสนอวันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 เวลา 14.30-18.30 น ห้องอรพิม ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์ โทรศัพท์ หมายเหตุ 1 14.30 - 14.40 น. ทารกเกิดรอด แมคลอด ปลอดภัย นางสุพรรณี โพธิ์ธี โรงพยาบาลเซนต์ แมรี่ นครราชสีมา 086- 6512070 2 14.40 - 14.50 น. พัฒนาระบบการเฝูาระวังภาวะ โลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์ นางนิลุบล โกสีย์ โรงพยาบาล พลับพลาชัย บุรีรัมย์ 062- 4423551 3 14.50 - 15.00 น. พัฒนาระบบการพยาบาลหญิง ตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจางที่ มาฝากครรภ์ โรงพยาบาล แกงครอ นางกฤตยา ชินแสง โรงพยาบาล แกงครอ ชัยภูมิ 095- 5978398 4 15.00 - 15.10 น. พัฒนาระบบการเขารับบริการ ทันตกรรมในหญิงตั้งครรภ์ ที่มาฝากครรภ์ในคลินิกฝาก ครรภ์ (ANC) โรงพยาบาลโนน แดง อ้าเภอโนนแดง จังหวัด นครราชสีมา นางสาวอารียา ธรรมอุด โรงพยาบาลโนน แดง นครราชสีมา 090- 2658108 5 15.10 - 15.20 น. การพัฒนาการเขาถึงระบบ บริการวางแผนครอบครัวโดย การฝังยาคุมก้าเนิด เพื่อปูองกัน การตั้งครรภ์ไมพึงประสงค์ ใน กลุมวัยรุนและผูไมประสงค์มี บุตร นางสาวฐิฬา ภัทร์ ศิริกุล โรงพยาบาลครบุรี นครราชสีมา 065- 6946241 6 15.20 - 15.30 น. การพัฒนารูปแบบการใหบริการ การคุมก้าเนิดในหญิงตั้งครรภ์ อายุ 15-19 ปี ในคลินิกวัยรุน โรงพยาบาลตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี นางสาวจรินธร ศรีวิไสย์ โรงพยาบาล ตระการพืชผล อุบลราชธานี 091- 4419559 7 15.30 - 15.40 น. การพัฒนารูปแบบการดูแลหญิง ตั้งครรภ์วัยรุนอายุนอยกวา20 ปี นางนภาพร นพพัฒนกุล โรงพยาบาลโนน สูง นครราชสีมา 089- 8490651 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์ โทรศัพท์ หมาย เหตุ 8 15.40 - 15.50 น. การพัฒนาระบบการดูแลหญิง ตั้งครรภ์ที่มีภาวะความดันโลหิต สูงในโรงพยาบาลแกงครอ นางสรีลักษณ์ เพียรไทยสงค์ โรงพยาบาล แกงครอ ชัยภูมิ 081- 7606246
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 198 9 15.50 - 16.00 น. พัฒนาแนวทางคัดกรองหญิง ตั้งครรภ์สวนน้า breech presentation นางเรณู จ้า ชาติ โรงพยาบาลแกง สนามนาง นครราชสีมา 093- 9352245 10 16.00 - 16.10 น. พัฒนางานการปูองกันการคลอด ติดไหลโดยใช RSD Score นางสาวจินตนา ชาญสูงเนิน โรงพยาบาล บ้าเหน็จณรงค์ ชัยภูมิ 085- 2695369 11 16.10 - 16.20 น. การพัฒนาการดูแลหญิงตั้งครรภ์ ที่มารอคลอดและคลอด ที่ติดโควิด 19 นางดวงใจ ศิริ เดชอุดม โรงพยาบาลนา โพธิ์ บุรีรัมย์ 088- 5959660 12 16.20 - 16.30 น. การปูองกันการตกเลือดหลัง คลอด นางเกศรินทร์ จุลรังสี โรงพยาบาล บ้าเหน็จณรงค์ ชัยภูมิ 080- 7237999 13 16.30 - 16.40 น. การพัฒนาระบบเพื่อปูองกัน ภาวะช็อกจากการตกเลือดหลัง คลอด ในระยะ 2 ชั่วโมงแรกหลัง คลอด ในมารดาที่มาคลอดที่ โรงพยาบาลพลับพลาชัย นางสุพร เสงี่ยมศักดิ์ โรงพยาบาล พลับพลาชัย บุรีรัมย์ 083- 7378541 14 16.40 - 16.50 น. ผลการใชแนวทางปฏิบัติเพื่อ ปูองกันการเกิดภาวะตกเลือดใน ระยะ 2 ชั่วโมงหลังคลอด ใน มารดาคลอดปกติ โรงพยาบาล โชคชัย นางอารีย์ฉาย ศิลป โรงพยาบาลโชค ชัย นครราชสีมา 095- 6215343 15 16.50 - 17.00 น. พัฒนาแนวทางการปูองกันและ ดูแลมารดาที่มีภาวะตกเลือด หลังคลอด นางสาวรัตนา พร มนกลาง โรงพยาบาลโนน สูง นครราชสีมา 094- 5490205 16 17.00 - 17.10 น. พัฒนาระบบการปูองกันทารก ขาดออกซิเจนในระยะคลอด นางเย็นจิตร์ อภิวัฒน์อ้าไพ โรงพยาบาลบาน กรวด บุรีรัมย์ 088- 2595026 17 17.10 - 17.20 น. การพัฒนารูปแบบการปูองกัน ภาวะทารกแรกเกิดน้้าหนักตัว นอย ศูนย์สุขภาพชุมชน โรงพยาบาลน้้ายืน ต้าบลสีวิเชียร อ้าเภอน้้ายืน จังหวัดอุบลราชธานี นางนิติยา ตอง ภูธร ศูนย์สุขภาพชุมชน โรงพยาบาลน้้ายืน อุบลราชธานี 080- 7346742 18 17.20 - 17.30 น. รูปแบบการดูแลผูปุวยโรคจอตา ในทารกที่เกิดกอนก้าหนด กลุมงานจักษุ โรงพยาบาลชัยภูมิ: ถอดบทเรียน พญ.วินิธา ลักษณากร โรงพยาบาลชัยภูมิ ชัยภูมิ 062- 9591464 19 17.30 - 17.40 น. พัฒนาระบบสงเสริมพัฒนาการ เด็กปฐมวัย เพิ่มการเขาถึง ติดตามตอเนื่อง พัฒนาการไม ลาชา นางวรรณพร ใจมีธรรมและ คณะ โรงพยาบาลคู เมือง บุรีรัมย์ 064- 5351954 20 17.40- 17.50 น ระบบการเฝูาระวังและแกไข ปัญหาโลหิตจางจากกการขาด ธาตุเหล็กในเด็ก 6-12 เดือน อ้าเภอบัวลาย นางธีรยา เหม เลา โรงพยาบาลบัว ลาย นครราชสีมา
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 199 E4.1 ทารกเกิดรอด แม่คลอดปลอดภัย สุวรรณี โพธี และคณะ โรงพยาบาลเซนต์เมรี่ นครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ สถิติหญิงตั้งครรภ์ที่มาใชบริการฝากครรภ์ ปี 1 ม.ค. 2565 – 31 พ.ค. 2566 จ้านวน 310 ราย เฉลี่ย 20 ราย/ เดือน จากการทบทวนพบวาระบบการนัดมาตรวจสุขภาพครรภ์ไมมีรูปแบบที่ชัดเจน การใหขอมูลกอนคลอด/ผาตัดคลอดไม เป็นไปตามแนวปฏิบัติที่ก้าหนด ระยะเวลาการเตรียมความพรอมกอนผาตัดไมเอื้ออ้านวยความสะดวกตอผูใชบริการ ระบบ การสื่อสารในการนัดของทีมยังไมชัดเจน เอกสารการฝากครรภ์ไมมีในระบบสาระสนเทศของโรงพยาบาลแตบันทึกลงในสมุด ฝากครรภ์ เมื่อผูรับบริการไมน้าสมุดฝากครรภ์มา ท้าใหไมทราบประวัติการฝากครรภ์ ทั้งนี้เพื่อพัฒนารูปแบบการใหบริการ ฝากครรภ์คุณภาพ และสอดคลองกับแผนยุทธศาสตร์การบริการรักษาตามมาตรฐาน จึงไดจัดท้าโครงการขึ้นมา วัตถุประสงค์การศึกษา 1. เพื่อพัฒนาแนวทางการฝากครรภ์คุณภาพ 2. เพื่อสงเสริมสนับสนุนใหหญิงตั้งครรภ์ไดรับการฝากครรภ์อยางนอย 5 ครั้ง/ การตั้งครรภ์ 3. สนับสนุนใหมีการคัดกรองสงตอการรักษาเพื่อลดความเสี่ยงปูองกันภาวะแทรกซอนระหวางตั้งครรภ์ วิธีการด าเนินการ ครั้งที่ 1 ประชุมรวบรวมปัญหาและขอมูลรวมกับทีมสหวิชาชีพ 2. จัดท้าแนวทางการฝากครรภ์คุณภาพ ( แผนพับ ค้าแนะน้าการปฏิบัติตัวกอนคลอด ท้าตราปั๊ม แพทย์อธิบายขั้นตอน วิธีการคลอด และความเสี่ยงขณะตั้งครรภ์ ) สื่อสารใหสห วิชาชีพปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกันและมีการโทรติดตามอาการตามกลุมเสี่ยงที่ก้าหนด ครั้งที่ 2 จัดท้าแนวทางในการฝากครรภ์คุณภาพแนวใหมรวมกับสหวิชาชีพ การใหค้าแนะน้าหญิงครรภ์ตามไตรมาส และก้าหนดวิธีการใหไดรับขอมูลที่ครบถวน บันทึกการประเมินภาวะสุขภาพหญิงตั้งครรภ์ใหมีความตอเนื่อง จากสหวิชาชีพ ก้าหนดแนวทางการเตรียมคลอด การนัดคลอดลวงหนา สรางกลุมไลน์ เพื่อสงขอมูลสื่อสารเรื่องเคสที่นัดคลอดกอนมา Admit มีการประชุมประเมินผลการปฏิบัติตามแนวทางรวมกับสหวิชาชีพทุกเดือน ( PCT สูติฯ ) และน้าแนวทางมาปรับแกไขให ครอบคลุม สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ จาการพัฒนาแนวทางปฏิบัติการฝากครรภ์คุณภาพรวมกับทีมสหวิชาชีพท้าใหไดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพหญิง ตั้งครรภ์ ไดรับการฝากครรภ์อยางนอย 5 ครั้ง/ การตั้งครรภ์ และออกแบบการใหขอมูล ค้าแนะน้า สงผลใหแพทย์และทีม พยาบาลไดปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกัน ท้าใหหญิงตั้งครรภ์สามารถเตรียมตัวกอนคลอด ขณะคลอด และหลังคลอดไดดี ไม เกิดภาวะแทรกซอน รวมกับการสื่อสารในทีมดูแลรักษา ที่มีประสิทธิภาพ ขอมูลการบันทึกการตรวจการตั้งครรภ์ สามารถ น้าเขาสูระบบสารสนเทศของโรงพยาบาลไดทุกรายท้าใหการสื่อสารขอมูลไดตอเนื่อง กระบวนการฝากครรภ์คุณภาพสามารถ ลดความเสี่ยงในการคลอดมีความปลอดภัยทั้งมารดาและทารก ค าส าคัญ ทารกเกิดรอด แมคลอดปลอดภัย การฝากครรภ์คุณภาพ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 200 E4.2 พัฒนาระบบการเฝูาระวัง ภาวะโลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์ นิลุบล โกสีย์ โรงพยาบาลพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ภาวะโลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์เป็นปัญหาที่ส้าคัญ สงผลกระทบตอสุขภาพมารดาและทารกในครรภ์ ท้าใหเกิดการ คลอดกอนก้าหนด(Preterm labour) ทารกแรกเกิดน้้าหนักตัวนอย และภาวะตกเลือดหลังคลอด กอใหเกิดผลเสียตอสุขภาพ มารดาและทารกในครรภ์ สาเหตุภาวะโลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์ ไดแก การขาดสารอาหารธาตุเหล็กและกรดโฟลิก การเสีย เลือด การมีพยาธิปากขอ โรคทางพันธุกรรม เชน โรคธาลัสซีเมีย โรคเม็ดเลือดแดงแตกงาย การวินิจฉัยไดตั้งแตแรกจะท้าให ทราบสาเหตุภาวะโลหิตจางและปัจจัยเสี่ยงที่สามารถแกไขและรักษาไดอยางเหมาะสม รวดเร็ว สงผลใหลดภาวะแทรกซอน ทั้งตอมารดาและทารกได วัตถุประสงค์การศึกษา หญิงตั้งครรภ์มีภาวะซีดไมเกิน รอยละ 14 และเพื่อใหหญิงตั้งครรภ์มีความรูความเขาใจถูกตอง เกี่ยวกับการปฏิบัติตัวเพื่อปูองกันภาวะซีด วิธีการด าเนินการ 1. จัดประชุมทีมผูรับผิดชอบงานอนามัยแมและเด็ก ทั้งในโรงพยาบาลและรพ.สต. 2. สนับสนุนให อสม.ในพื้นที่คนหาและรณรงค์ใหหญิงตั้งครรภ์ มาฝากครรภ์โดยเร็วที่ทราบ 3. ใหความรูหญิงตั้งครรภ์ในกิจกรรมโรงเรียนพอแมครั้งที่ 1 และ 2 4. กรณีพบ HCT ≤ 33 % สงพบแพทย์ทุกราย ใหหญิงตั้งครรภ์รับประทานยา FF 1X3 O.PC นัด Repeat HCT ทุก 1 เดือน หลังรับประทานยา หาก HCT ≤ 25 % สงพบแพทย์เพื่อ Refer 5. ด้าเนินโครงการวิวาห์สรางชาติ เป็นจุดเริ่มตนที่มีคุณภาพ การเตรียมความพรอมตั้งแตกอนสมรสและกอนมีบุตร โดย การแจกวิตามินเสริมธาตุเหล็กและfolic เพื่อลดความพิการแตก้าเนิด 6. ด้าเนินโครงการขับเคลื่อนมหัศจรรย์ 1000 วันแรกของชีวิต โดยแจกนม ไข เกลือ ในหญิงตั้งครรภ์ เพื่อเฝูาระวัง ภาวะโลหิตจางในหญิงวัยเจริญพันธุ์ ตามนโยบาย สาวไทยแกมแดง มีลูกเพื่อชาติ 7. พัฒนากระบวนการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มี HCT ≤34% โดยประเมินความรูความเขาใจของหญิงตั้งครรภ์ การ รับประทานอาหารเสริมธาตุเหล็ก จายยาเสริมธาตุเหล็กเพิ่ม และติดตามความเขมขนของเลือดอยางตอเนื่อง 8. สงหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจาง พบนักโภชนาการ เพื่อใหขอมูลเกี่ยวกับโภชนาการที่เหมาะสม ผลการศึกษา จากการวิเคราะห์ หญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจางใน คปสอ.พลับพลาชัย ปี 2563-2566 คิดเป็นรอยละ 25 , 20.59 ,19.15 และ 16.88 ตามล้าดับ ซึ่งพบวาสูงกวาเกณฑ์(<14%) สาเหตุ เกิดจากขาดธาตุเหล็ก 50%, โรคธาลัสซีเมีย 40% และอื่นๆ 10% สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ จากการพัฒนาการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่ซีดจากการขาดธาตุเหล็ก พบวา เมื่อหญิง ตั้งครรภ์ไดรับรูผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับทารกในครรภ์ จะใหความรวมมือในการดูแลตนเองไดถูกตองเพื่อลดการเกิด ภาวะแทรกซอน การปฏิบัติตามค้าแนะน้าของเจาหนาที่ ท้าใหปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ในการปูองกันภาวะโลหิตจาง หรือมี ระดับความเขมขนของโลหิตสูงขึ้น ค าส าคัญ : การตั้งครรภ์ , ภาวะโลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์