The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การประชุม HACC FORUM 16

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by HACC FORUM 16, 2023-11-07 03:56:19

HACC FORUM 16

การประชุม HACC FORUM 16

Keywords: HACC FORUM

การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 151 E1.15 การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ปุวยเบาหวานด้วยกิจกรรมโรงเรียนหวานน้อยในต าบลด่านขุนทด อ าเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา นิธิรัชต์ เพ็ชรสุข กลุ฽มงานด฾านบริการปฐมภูมิและองค์รวม โรงพยาบาลหลวงพ฽อคูณ ปริสุทฺโธ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : โรคเบาหวานมีแนวโน฾มเพิ่มขึ้นทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย ในอ.ด฽านขุนทด ปี พ.ศ.2565 มีผู฾ปุวยเบาหวาน 8,386 คน (เพิ่มขึ้นร฾อยละ 12.12) ปี 2563 - 2565 มีผู฾ปุวยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้้าตาลใน เลือดได฾ร฾อยละ 34.34, 25.39 และ 21.64 ตามล้าดับ ปัจจุบันการรักษาเน฾นการปรับพฤติกรรมเพื่อให฾ผู฾ปุวยเบาหวานชนิดที่ 2 สามารถควบคุมระดับน้้าตาลในเลือดได฾โดยไม฽ต฾องใช฾ยาเรียกภาวะนี้ว฽า “diabetes remission” หรือ “โรคเบาหวานในระยะ สงบ” ซึ่งในปี พ.ศ.2566 จังหวัดนครราชสีมามีนโยบายให฾มีการด้าเนินการจัดตั้งโรงเรียนเบาหวาน (Korat DM School Health literacy) ทุกอ้าเภอ โดยการด้าเนินงานโรงเรียนเบาหวาน ต.ด฽านขุนทดครั้งแรกเดือนกุมภาพันธ์ 2566 เน฾นการมีส฽วน ร฽วม ประชาชนเป็นเจ฾าของสุขภาพของตนเอง เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงและส฽งเสริมให฾ประชาชนสุขภาพดี วัตถุประสงค์ : 1) ผู฾ปุวยสามารถควบคุมระดับน้้าตาลในเลือดได฾ (ผล HbA1C <7 mg%) 2) ผู฾ปุวยสามารถลดการใช฾ยา เบาหวานได฾ และ 3) เพื่อให฾ผู฾ปุวยมีความรู฾ความเข฾าใจเกี่ยวกับการโรคเบาหวานและการดูแลตนเอง วิธีการด าเนินการ : การศึกษาผลของการจัดกิจกรรมโปรแกรมโรงเรียนหวานน฾อยต฽อการควบคุมระดับน้้าตาลในผู฾ปุวย เบาหวานของ ต.ด฽านขุนทด โดยกลุ฽มตัวอย฽างเป็นผู฾ปุวยเบาหวานชนิดที่ 2 (DM type II) ที่ไม฽มีภาวะแทรกซ฾อนของโรคไตและ โรคหัวใจ เลือกกลุ฽มตัวอย฽างแบบเฉพาะเจาะจงที่ยินดีเข฾าร฽วมโปรแกรม จ้านวน 10 ราย ระยะเวลาการด้าเนินงาน 1 ธันวาคม 2565 ถึง 30 เมษายน 2566 กิจกรรมโรงเรียนหวานน฾อย ได฾แก฽ 1) ชุดความรู฾ส้าหรับผู฾ปุวยเบาหวาน 7 กิจกรรม ได฾แก฽ รู฾เท฽า ทันเบาหวาน, โภชนาการเปลี่ยนพฤติกรรม, อารมณ์ดีมีจิตปล฽อยวาง, ออกก้าลังกาย, เยี่ยมพาข฾าว, ภูมิใจผลงาน HbA1C และ สุขภาพดีชีวีมีสุข 2) ตรวจร฽างกาย Scan body composition, HbA1C, Lipid profile 3) ติดตามผลตรวจน้้าตาลปลายนิ้ว 4) การเยี่ยมบ฾าน และ 5) ประเมินผลการเข฾าร฽วมโปรแกรม ผลการศึกษา : ผู฾ปุวยเบาหวานที่เข฾าโปรแกรม อายุเฉลี่ย 58 ปี ระยะเวลาการวินิจฉัยและรักษาเฉลี่ย 7 ปี ก฽อนเข฾าโปรแกรมมี ผล HbA1C >7mg% จ้านวน 6 ราย (ร฾อยละ 60) HbA1C ≤7mg% จ้านวน 4 ราย (ร฾อยละ 40) วัดผลหลังเข฾าโปรแกรม 3 เดือนตามวัตุประสงค์พบว฽า 1) ระดับ HbA1C ลดลงทุกคน (ร฾อยละ 100) มีผู฾ปุวย 5 ราย (ร฾อยละ 50) ที่ควบคุมระดับน้้าตาล HbA1C <6.5mg% 2) หยุดยาเบาหวานเปลี่ยนเป็น Diet control 2 ราย (ร฾อยละ 20) ลดยาเบาหวานได฾ 1 ชนิด 6 ราย (ร฾อย ละ 60) ไม฽ปรับยาเพิ่ม 1 ราย (ร฾อยละ 10) และ Diet control ต฽อเนื่อง 1 ราย (ร฾อยละ 10) ภายหลังการลดยารักษาไม฽พบ ภาวะแทรกซ฾อน 3) วัดความรู฾ความเข฾าใจเกี่ยวกับการโรคเบาหวานและการดูแลตนเอง จากการบ฾าน การปฏิบัติและการตอบ ค้าถามได฾ทุกคน (ร฾อยละ 100) สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : การรักษาโรคเบาหวานปัจจุบันเน฾นการปรับพฤติกรรมเพื่อให฾อยู฽ในภาวะ Diabetes remission โดยประชาชนเป็นเจ฾าของสุขภาพของตนเอง ควรมีการขยายผลไปยัง รพ.สต.และติดตามต฽อเนื่องใน ระยะยาวอย฽างเป็นระบบ เพื่อคงไว฾ซึ่งการเปลี่ยนแปลง (Maintenance) ปูองกันการย฾อนกลับสู฽พฤติกรรมเดิม (Relapse) ค าส าคัญ : โรงเรียนเบาหวาน, Diabetes remission, โรคเบาหวานในระยะสงบ


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 152 E1.16 การส ารวจความรับรู้เรื่อง พ.ร.บ.สุขภาพ มาตรา 12 และความต้องการในวาระท้ายของชีวิต ชมลภัส กุลสุทธิชัย และจุฑาสินีย์ บุญช฽วย งานดูแลผู฾ปุวยประคับประคอง กลุ฽มการพยาบาล โรงพยาบาลบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ประเทศไทยได฾มีการออกพระราชบัญญัติสุขภาพแห฽งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 ใจความส้าคัญคือบุคคลมีสิทธิ์ท้าหนังสือแสดงเจตนาไม฽ขอรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการ ตายในวาระท฾ายของชีวิต ซึ่งเปิดโอกาสให฾ประชาชนมีโอกาสได฾รับบริการทางสุขภาพตามความต฾องการของ ตนเอง เมื่อเจ็บปุวยด฾วยโรค หรือภาวะที่มีสามารถรักษาให฾หายได฾หรือเพียงเพื่อยื้อความทรมานในวาระท฾าย ของชีวิต แต฽ยังคงได฾รับบริการ ดูแลความเจ็บปวดและความไม฽สุขสบายอย฽างต฽อเนื่อง อย฽างไรก็ตามการรับรู฾ ของประชาชนต฽อ พ.ร.บ.สุขภาพ มาตรา 12 ยังมีอยู฽จ้ากัด วัตถุประสงค์การศึกษา : เพื่อศึกษาความชุกของ การรับรู฾ พ.ร.บ.สุขภาพ มาตรา 12 และเพื่อศึกษาความต฾องการ ด฾านสุขภาพเมื่อเข฾าสู฽วาระท฾ายของชีวิต วิธีการด าเนินการ : การวิจัยเชิงผสมผสานแบบคู฽ขนาน (Mixed method) ท้าการศึกษากลุ฽มประชากรที่มา ร฽วมงาน การดูแลแบบประคับประคอง โรงพยาบาลบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2565 จ้านวน 102 คน ท้า แบบสอบถามการรับรู฾ต฽อพ.ร.บ.สุขภาพ มาตรา12 และความต฾องการทางสุขภาพในวาระท฾ายของชีวิต ร฽วมกับ การสุ฽มสัมภาษณ์กลุ฽มตัวอย฽าง โดยการสุ฽มจากแบบสอบถามอย฽างง฽าย (Simple sampling) ใช฾แบบสัมภาษณ์ กึ่งโครงสร฾าง วิเคราะห์ข฾อมูลด฾วยสถิติเชิงพรรณา ความเฉลี่ย ร฾อยละ ส฽วนเบี่ยงเบนมาตราฐาน ผล การศึกษา : ผู฾ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 102 ราย เป็นเพศหญิง 77 ราย ร฾อยละ 75 อายุเฉลี่ย 45.8 ± 12.7 ปี ส฽วนใหญ฽ประกอบอาชีพเกษตรกร จ้านวน 44 ราย ร฾อยละ 43 เป็นข฾าราชการ จ้านวน 44 ราย ร฾อยละ 21 ส฽วนใหญ฽ส้าเร็จการศึกษาชั้นมัธยมปลาย มีรายได฾ 5,000 - 10,000 บาทต฽อเดือน ทั้งหมดนับถือศาสนาพุทธ ความชุกของการรับรู฾เรื่อง พ.ร.บ. สุขภาพมาตรา 12 เป็นร฾อยละ 55.8 (57/102) ผู฾ตอบแบบสอบถามร฾อยละ 35 (36/102) เคยคิดวางแผนดูแลล฽วงหน฾าแต฽ไม฽เคยแจ฾งผู฾อื่น ร฾อยละ 29 (30/102) ไม฽เคยคิดวางแผนมาก฽อน ส฽วนใหญ฽คิดว฽าที่ไม฽พูดคุยเนื่องจากเชื่อว฽าเป็นลางร฾าย ร฾อยละ 58 (59/102) ไม฽ต฾องการให฾แพทย์กู฾ชีพ ยื้อชีวิต เมื่อเป็นโรคระยะท฾าย ส฽วนใหญ฽ต฾องการเสียชีวิตตามธรรมชาติ ไม฽อยากทรมาน และไม฽ต฾องการ เป็นภาระของ ครอบครัว บ฾านเป็นสถานที่ที่ต฾องการเสียชีวิตมากที่สุด ร฾อยละ 65 (67/102) เมื่อเข฾าสู฽วาระท฾าย ของชีวิต ผู฾ตอบแบบสอบถามต฾องการอยู฽กับครอบครัวที่บ฾านแต฽ยังมีความกังวลเรื่องการขาดอุปกรณ์การแพทย์ส้าหรับใช฾ที่ บ฾าน โดยหากอยู฽ในภาวะที่ไม฽สามารถตัดสินใจได฾ ส฽วนใหญ฽ต฾องการให฾ สามีหรือภรรยา และบุตร เป็นผู฾ตัดสินใจแทน สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: ผู฾ตอบแบบสอบถามมีการรับรู฾เรื่อง พ.ร.บ. สุขภาพมาตรา 12 เป็น ร฾อย ละ 55.8 ส฽วนใหญ฽ไม฽ต฾องการให฾แพทย์ยื้อชีวิตหากเจ็บปุวยในวาระสุดท฾าย โดยบ฾านเป็นสถานที่ที่ต฾องการใช฾ชีวิตในช฽วง สุดท฾าย ดังนั้นจึงควรเพิ่มการประชาสัมพันธ์เรื่อง พ.ร.บ. สุขภาพ มาตรา12 สร฾างความตระหนัก ในสังคมเรื่องการ วางแผนดูแลล฽วงหน฾าและสถานบริการสาธารณสุขควรจัดระบบการใช฾อุปกรณ์การแพทย์ที่บ฾าน ค าส าคัญ : พระราชบัญญัติสุขภาพมาตรา 12 ผู฾ปุวยระยะประคับประคอง ความต฾องการด฾านสุขภาพ


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 153 E1.17 ER NSH_ Safety Effective triage นพ.ชิษณุสรณ์ มีพลัง, สมบูรณ์ เกยจอหอ และกมลลักษณ์ คบด฽านกลาง โรงพยาบาลโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : โรงพยาบาลโนนสูง มีการคัดแยกผู฾ปุวยเป็น 5 ประเภท ตั้งแต฽ปี 2560 พบว฽า แต฽ยังไม฽มีจุดคัดแยกผู฾ปุวยที่ชัดเจน โดยให฾พยาบาลที่ซักประวัติผู฾ปุวยเป็นผู฾คัดแยกทั้งจุด ER และ OPD ผลการ ทบทวนกิจกรรมพัฒนาคุณภาพในปี 2563 พบอุบัติการณ์ E-I ผู฾ปุวยวิกฤติและผู฾ปุวยกลุ฽มเสี่ยงสูงมีการเข฾าถึง บริการล฽าช฾า ได฾รับการรักษาไม฽เหมาะสม ส฽งต฽อล฽าช฾า อาการทรุดลงและมีเสียชีวิตโดยไม฽คาดฝันที่ห฾องฉุกเฉิน ซึ่งเกิดจากการคัดแยกผิดพลาด ท้า RCA พบบุคลากรคัดแยกได฾ไม฽เหมือนกัน ขาดความรู฾ความเข฾าใจ ไม฽มี แนวทางคัดกรองร฽วมกัน ขาดการสื่อสาร ESI ที่คัดแยกแล฾วแก฽ทีม ไม฽มีระบบการทวนซ้้าจึงได฾พัฒนาระบบการ คัดแยกผู฾ปุวย ER NSH_ Safety Effective triage ขึ้น วัตถุประสงค์การศึกษา : 1) มีการคัดแยกประเภทผู฾ปุวย ESI 1-2 ได฾ถูกต฾อง ร฾อยละ 100 2) อัตราการ Under Triage ให฾น฾อยกว฽าร฾อยละ5 และOver Triage น฾อยกว฽าร฾อยละ 15 วิธีการด าเนินการ : 1) Triage system : น้าระบบ MOPH ED Triage Guideline มาใช฾ Training ผู฾ที่ ปฏิบัติงาน จัดท้าแนวทางคัดแยกผู฾ปุวยโรงพยาบาลโนนสูง โดยมีการประชุมร฽วมกันระหว฽างแพทย์และ ผู฾ปฏิบัติงานผู฾ปุวยอุบัติเหตุและฉุกเฉิน ผู฾ปุวยนอก มีการก้าหนดระยะเวลารอคอย (waiting Time) แยกตาม ระดับการคัดแยก 2) Triage Structure/Area : จัดจุดคัดแยกอยู฽หน฾าห฾องฉุกเฉิน เข฾าถึงง฽าย มีอุปกรณ์ ส้านักงานและอุปกรณ์การแพทย์ที่ได฾มาตรฐาน มีพยาบาลประจ้าในเวรเช฾าเวลาราชการ ส฽วนเวรอื่นจัดเป็น JOB งานพยาบาล พัฒนาเครื่องมือที่ใช฾ในการคัดแยกผู฾ปุวย และการสื่อสารระหว฽างกัน 3) Triage Process : triage ทุกราย โดยใช฾แนวทางการคัดแยกผู฾ปุวยโรงพยาบาลโนนสูงและตาม MOPH ED Triage Guideline ติดปูายสื่อสาร (วัน เวลาที่ triage ชื่อ บุคลากรที่ triage อาการส้าคัญ ระดับความเร฽งด฽วน) และส฽งต฽อ case สื่อสารในทีม ท้า Triage round ตามเกณฑ์ ส้าหรับผู฾ปุวยที่รอเข฾าห฾องฉุกเฉิน ประเมินความถูกต฾องการคัด แยกโดยแพทย์ ER เก็บข฾อมูลประเมินประสิทธิภาพระบบการคัดแยก ผลการศึกษา : พบว฽า ในปี2564-2566 อัตราการคัดแยกผู฾ปุวย ESI 1-2 ถูกต฾อง(เปูาหมาย 100%) ร฾อยละ 97.83, 98.26 และ98.30 ผู฾ปุวย Under Triage ร฾อยละ0.82, 0.10 ,และ0.76 ผู฾ปุวย Over Triage ร฾อยละ 0.06, 0.05 และ 1.22 ผู฾ปุวยวิกฤตได฾รับการดูแล ร฾อยละ 100 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : การจัดท้าแนวทางการคัดแยกของโรงพยาบาลโนนสูง และการ พัฒนา ER NSH_ Safety Effective triage ท้าให฾คัดแยกได฾รวดเร็ว รักษาถูกต฾อง ผู฾ปุวยปลอดภัย ค าส าคัญ : Triage, ER


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 154 E1.18 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะทารกตัวเหลืองหลังคลอด 48 ชั่วโมงของทารกแรกเกิด ณ หอผู้ปุวยงานการพยาบาลผู้คลอด โรงพยาบาลส าโรงทาบจังหวัดสุรินทร์ พวงทิพย์ งามนัก กลุ฽มงานการพยาบาล โรงพยาบาลส้าโรงทาบ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ภาวะตัวเหลืองเป็นปัญหาความเจ็บปุวยที่ส้าคัญในทารกแรกเกิด จากสถิติใน ประเทศ สหรัฐอเมริกาพบภาวะตัวเหลือง ประมาณร฾อยละ 60 ในทารกคลอดครบก้าหนดและพบมากในทารก คลอดก฽อนก้าหนดมากกว฽าร฾อยละ 80 ส฽วนในประเทศไทย ยังไม฽พบรายงานสถิติในภาพรวมของประเทศ ที่ชัดเจน แต฽จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุขพบภาวะตัวเหลืองร฾อยละ 25-50 มักพบในวันที่ 2–3 หลังคลอด โรงพยาบาลส้าโรงทาบได฾ด้าเนินงานด฾านอนามัยแม฽และเด็ก ตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข มุ฽งเน฾น การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม มีการติดตามดูแลมารดาและทารกแรกเกิดอย฽างต฽อเนื่อง เพื่อให฾มารดา และทารกมีความปลอดภัยตั้งแต฽ระยะก฽อนคลอด ขณะคลอด และหลังคลอดจากสถิติของงานพยาบาลผู฾คลอด โรงพยาบาลส้าโรงทาบ ปี 2563- 2565 พบทารกมีภาวะตัวเหลืองจ้านวนมีจ้านวนเพิ่มมากขึ้น ปัญหาที่ตามมา คือ ทั้งมารดาและครอบครัวเกิดความเครียดวิตกกังวล และส฽งผลให฾จ้านวนวันนอนโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นจาก 2 วัน เป็นเฉลี่ย 3.86 วัน และค฽าใช฾จ฽ายในการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นจาก จาก 1,600 บาทต฽อวันต฽อราย แต฽ทารกที่มีภาวะตัวเหลือง และได฾รับการรักษาด฾วยการส฽องไฟรักษาจะมีค฽าใช฾จ฽ายเฉลี่ยประมาณ 2,600 บาท ต฽อวันต฽อราย ซึ่งแสดงให฾เห็นว฽ามีค฽าใช฾จ฽ายที่เพิ่มขึ้นมากกว฽าประมาณ 2 เท฽า ภาวะตัวเหลืองในทารกแรกเกิด แบ฽งได฾ 2 ชนิด คือ ตัวเหลืองจากสรีรภาวะและตัวเหลืองจากพยาธิภาวะ ซึ่งเกิดจากเม็ดเลือดแดงมีการแตก สลายตัวของฮีโมโกลบินและมีสารสีเหลืองที่เรียกว฽า บิลิรูบิน (bilirubin) ตกค฾างอยู฽ในปริมาณมากกว฽าปกติ โดยสารบิลิรูบินนี้อยู฽ทั้งในกระแสเลือดและแทรกตามเนื้อเยื่อต฽างๆ บางครั้งอาจสังเกตเห็นได฾ว฽าทารกมีสีผิว เหลืองขึ้น ส฽วนใหญ฽มักไม฽มีอันตรายร฾ายแรง แต฽หากมีระดับบิลิรูบินที่สูงเกินปกติ แล฾วไม฽ได฾รับการดูแลรักษาที่ ถูกต฾อง ทันท฽วงที ท้าให฾เกิดภาวะแทรกซ฾อนตามมา คือภาวะบิลลิรูบินคั่งจนเกิดอาการทางสมองได฾ น้าไปสู฽ ภาวะสมองพิการ สูญเสียการได฾ยิน ความบกพร฽องทางสติปัญญา บางรายส฽งผลให฾เกิดความพิการถาวรหรือ เสียชีวิตได฾ในรายที่เป็นรุนแรงดังนั้น ทารกหลังคลอดทุกรายต฾องได฾รับการตรวจประเมินคัดกรองภาวะตัว เหลือง หากค฽าบิลิรูบินสูงผิดปกติทารกส฽วนใหญ฽ต฾องได฾รับการรักษาด฾วยการส฽องไฟ หรือถ฾ามีค฽าบิลิรูบินสูงกว฽า ปกติมากจ้าเป็นต฾องรีบให฾การรักษาด฾วยการเปลี่ยนถ฽ายเลือดทัน


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 155 มหกรรมคุณภาพ HACC Forum นครชัยบุรินทร์ครั้งที่ 16 “Growth Mindset for Better Healthcare System” ในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 08.30-17.00 น. ณ โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา E- Poster Presentation กลุ่มที่ 2 การพัฒนาคุณภาพบริการทางการพยาบาล จ านวน 20 เรื่อง น าเสนอวันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 เวลา 14.30-18.30 น ห้องอรพิม ล าดับ เวลาน าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ หมายเหตุ 1 14.30 - 14.40 น. การพัฒนาการลดอัตราการติด เชื้อแผลผ฽าตัดงานห฾องผ฽าตัด และวิสัญญีพยาบาล โรงพยาบาลละหานทรายปี 2561ถึงปี 2566 นางสาวนันทิกานต์ จูกูล โรงพยาบาลละหาน ทราย บุรีรัมย์ 2 14.40 - 14.50 น. The Effective of the Use SMH Model "CAUTI Bundle" นางสาวบุษยา มี ศิลป฼ โรงพยาบาลเซนต์เม รี่ นครราชสีมา 086-6512070 3 14.50 - 15.00 น. แนวทางการดูแลผู฾ปุวยด฾วย การแพทย์ผสมผสานเพื่อ ปูองกันปอดอักเสบจากการ ส้าลัก นางสาววรนุช วรสัจจานนท์ โรงพยาบาลปัก ธงชัย นครราชสีมา 092-6580248 4 15.00 - 15.10 น. ประสิทธิผลของการใช฾แนว ปฏิบัติการหย฽าเครื่องช฽วย หายใจในหออภิบาลผู฾ปุวยหนัก โรงพยาบาลนางรอง นางสาววันวิสาข์ ใจ ธรรม โรงพยาบาลนางรอง บุรีรัมย์ 094-5303907 5 15.10 - 15.20 น. ผลการพัฒนาแนวทาง ปฏิบัติการพยาบาลในการ ปูองกันท฽อช฽วยหายใจเลื่อน หลุด หอผู฾ปุวยวิกฤต โรงพยาบาลประโคนชัย นางผกาภรณ์ จันทร์ โสดา โรงพยาบาลประ โคนชัย บุรีรัมย์ 0872594207 6 15.20 - 15.30 น. พัฒนาระบบการดูแลผู฾ปุวยที่มี ภาวะวิกฤติหรือภาวะฉุกเฉิน เร฽งด฽วนให฾ปลอดภัย ในแผนก ผู฾ปุวยนอก โรงพยาบาลแก฾ง สนามนาง นางนิตยา วันวาน โรงพยาบาล แก฾งสนามนาง นครราชสีมา 065-1217966


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 156 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ หมาย เหตุ 7 15.30 - 15.40 น. เพิ่มแสงแห฽งชีวิตเพิ่มลิมิต CPR นายอดิศักดิ์ จ฾อยโชติ โรงพยาบาลวัง น้้าเขียว นครราชสีมา 0810714893 8 15.40 - 15.50 น. Smart early warning sign of sepsis โรงพยาบาลศีขรภูมิ นางดลนภา สุ ชาติสุนทร โรงพยาบาลศีขร ภูมิ สุรินทร์ 089-4227778 9 15.50 - 16.00 น. High fever without convulsions นางสาวศิริ ลักษณ์ เจริญทรัพย์ โรงพยาบาล ปากช฽องนานา นครราชสีมา 0902683594 10 16.00 - 16.10 น. ผลการใช฾แนวปฏิบัติการ ให฾สารน้้าทางหลอดเลือด ด้า พยาบาลแผนกผู฾ปุวย ใน นางสุมาลี ใจ หนึ่ง และ นางจินตนา สิริ พิริยะ โรงพยาบาล ส้าโรงทาบ สุรินทร์ 0814702357 11 16.10 - 16.20 น. การพัฒนาแนวทางการ ให฾สารน้้าทางหลอดเลือด ด้าในทารกแรกเกิด นางสาวอาทร เกณฑ์ขุนทด โรงพยาบาล บ้าเหน็จณรงค์ ชัยภูมิ 0815480092 12 16.20 - 16.30 น. การพัฒนาแนว ปฏิบัติการพยาบาลการ เฝูาระวังภาวะ Compartment syndrome นางณัฐ ชานันท์ เพชร สีจา โรงพยาบาล ปากช฽องนานา นครราชสีมา 094- 6452463 13 16.30 - 16.40 น. การพัฒนาแนวทางการ พยาบาลผู฾ปุวยเด็กที่ใช฾ ออกซิเจนที่บ฾าน นางมุทิตา สิงห์อุดม โรงพยาบาล มหาราช นครราชสีมา นครราชสีมา 094- 5152246 14 16.40 - 16.50 น. การพัฒนาระบบคัด แยกที่ห฾องฉุกเฉิน โรงพยาบาลห฾วยแถลง นายอ้านาจ แดน ทองหลาง โรงพยาบาล ห฾วยแถลง นครราชสีมา 088- 5812375 15 16.50 - 17.00 น. การพัฒนาการปูองกัน พลัดตกหกล฾ม โรงพยาบาลโชคชัย นางวิไลรัตน์ อยู฽วารี โรงพยาบาลโชค ชัย นครราชสีมา 094- 4762391 16 17.00 - 17.10 น. การพัฒนาแนวทางการ ปูองกันการเกิดแผลกด ทับหอผู฾ปุวยกึ่งวิกฤติ โรงพยาบาลสีคิ้ว นางวริยาพร เจือจันทึก โรงพยาบาลสี คิ้ว นครราชสีมา 085- 6613057 17 17.10 - 17.20 น. การพัฒนาคุณภาพการ พยาบาลการปูองกัน การเกิดแผลกดทับใน หอผู฾ปุวยอายุรกรรม ชาย นางสาว สมหญิง จ้าปาปรีดา โรงพยาบาล ปากช฽องนานา นครราชสีมา 091- 8373905


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 157 ล้าดับ เวลา น้าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู฾น้าเสนอ หน฽วยงาน จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ หมาย เหตุ 18 17.20 - 17.30 น. พัฒนาคุณภาพและ ความปลอดภัยในการ ดูแลผู฾ปุวยโดยใช฾ Total patient care นางพรสุดา ศิ ริวงค์ โรงพยาบาลโชค ชัย นครราชสีมา 085- 4949466 19 17.30 - 17.40 น. การพัฒนาระบบการ คัดกรองพัฒนาการเด็ก 0-5 ปีโดยการมีส฽วน ร฽วมของผู฾ปกครอง นางสาวจุติ ธรณ์ จุลละนันท์ โรงพยาบาลสูง เนิน นครราชสีมา 088- 2260533 20 17.40- 17.50 น ผลการใช฾แนวทาง ปฏิบัติของเจ฾าหน฾าที่ เรื่องการปูองกันการติด เชื้อดื้อยาในหอผู฾ปุวย ใน โรงพยาบาลบ฾าน ด฽าน จังหวัดบุรีรัมย์ นางกาญจนา หนองนา โรงพยาบาล บ฾านด฽าน บุรีรัมย์


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 158 E2.1 การพัฒนาการลดอัตราติดเชื้อแผลผ่าตัด งานห้องผ่าตัดและวิสัญญี โรงพยาบาลละหานทราย ปี 2561 ถึง ปี2566 นันทิกานต์ จูกูล โรงพยาบาลละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเปนมาและความส าคัญ : การติดเชื้อที่แผลผ฽าตัด มีสาเหตุจากการเจริญและเพิ่มจ้านวนของเชื้อแบคทีเรีย ซึ่ง จ้านวนและความรุนแรงของเชื้อนั้นเป็นสิ่งส้าคัญต฽อการเกิดการติดเชื้อที่แผลผ฽าตัด จนท้าให฾เกิดปฏิกิริยาตอบสนอง เฉพาะที่ หรือปฏิกิริยาตอบสนองของร฽างกายทั้งหมด วัตถุประสงค์: เพื่อลดอัตราการติดเชื้อแผลผ฽าตัดไม฽เกินร฾อยละ 0.3 วิธีด าเนินการ : 1) ปรับแนวทางการดูแลผู฾ปุวยกลุ฽มเสี่ยงต฽อการติดเชื้อแผลผ฽าตัด 2) ปรับแนวทางการควบคุม ปูองกันการติดเชื้อที่แผลผ฽าตัด สื่อสารให฾เจ฾าหน฾าที่ทราบ 3) นิเทศติดตามการปฏิบัติตามแนวทางควบคุม ปูองกันการ ติดเชื้อในหน฽วยงาน 4) ก้าหนดแนวทางการให฾ข฾อมูลและประเมินความรู฾ในการดูแลแผลผ฽าตัดก฽อนจ้าหน฽าย 5) ปรับ แนวทางการท้าความสะอาดห฾องผ฽าตัดและระบบระบายอากาศ 6) ปรับปรุงระบบน้้าใช฾ 7) การดูแลผู฾ปุวยที่มีแผล ผ฽าตัดหลังจ้าหน฽ายร฽วมกับสหวิชาชีพและเครือข฽าย ผลการศึกษา : พบว฽า สามารถลดอัตราการติดเชื้อแผลผ฽าตัดจากร฾อยละ 0.86 เป็น ร฾อยละ 0.4 ,0 ,0, 0.3 และร฾อย ละ 0 ในปี 2561 ปี 2562 ปี 2563 ปี 2564 และปี 2565 ส฽วนปี 2566 มีผู฾ปุวยผ฽าตัดจ้านวน 345 ราย ไม฽พบ การติดเชื้อที่แผลผ฽าตัด ได฾มีการเฝูาติดตามตามแนวทางที่วางไว฾ ได฾แก฽ 1)การให฾ยา Antibiotic prophylaxis 30 – 60 นาทีก฽อนลงมีดผ฽าตัด จ้านวนผู฾ปุวยที่ต฾องได฾ยาจ้านวน 148 ราย ได฾รับตามแนวทางจ้านวน 113 ราย คิดเป็นร฾อยละ 77.51 ไม฽ได฾ตามแนวทางจ้านวน 35 ราย มีสาเหตุได฾แก฽ เป็นการผ฽าตัดฉุกเฉิน จ้านวน 24 ราย ให฾ยาก฽อนเวลาที่ วางแผน 2 ราย แพทย์ผ฽าตัดก฽อนเวลาที่วางแผน 2 ราย และ Case Elective ให฾ยาไม฽ตรงเวลาที่ก้าหนด 5 ราย เอกสารไม฽พร฾อมผ฽าตัดรอญาติเซ็นยินยอมผ฽าตัด 1 ราย รอแพทย์เนื่องจากดูแลผู฾ปุวยฉุกเฉินรายอื่น 1 ราย 2) ประเมิน ความรู฾เรื่องการดูแลแผลหลังผ฽าตัดรายบุคคลก฽อนจ้าหน฽ายตอบได฾ถูกต฾องคิดเป็นร฾อยละ 99.58 3) ติดตามแนวทาง การท้าความสะอาดห฾องผ฽าตัดในและนอกเวลาราชการ ปฏิบัติได฾คิดเป็นร฾อยละ 100 สรุปการศึกษาและน าไปใช้ประโยชน์ : 1) การปรับแนวทางการดูแลผู฾ปุวยกลุ฽มเสี่ยงต฽อการติดเชื้อที่แผลผ฽าตัด ปรับ แนวทางการควบคุมปูองกันการติดเชื้อ และสื่อสารให฾เจ฾าหน฾าที่ทราบ 2) ใช฾ระบบนิเทศติดตามการปฏิบัติตามแนวทาง ควบคุมปูองกันการติดเชื้อของหน฽วยงาน 3) ปรับแนวทางการให฾ข฾อมูลผู฾รับบริการและประเมินความรู฾ในการดูแลแผล ก฽อนจ้าหน฽าย 4) ปรับแนวทางการท้าความสะอาดห฾องผ฽าตัดและระบบระบายอากาศตามมาตรฐาน 5) ปรับปรุงระบบ น้้าใช฾และร฽วมมือกับสหวิชาชีพ/ภาคีเครือข฽ายในการดูแลผู฾ปุวยที่มีแผลผ฽าตัดและดูแลผู฾ปุวยที่สงสัยว฽าจะมีการติดเชื้อที่ แผลผ฽าตัด ค้าส าคัญ : การพัฒนา, แผลผ฽าตัด, การติดเชื้อ


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 159 E2.2 The Effective of the Use SMH Model “CAUTI Bundle” บุษยา มีศิลป฼และคณะ โรงพยาบาลเซนต์เมรี่ นครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : จากการทบทวนข฾อมูลอุบัติการณ์การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับ การคาสายสวนปัสสาวะ (Catheter associated Urinary Tract Infection; CAUTI) ของโรงพยาบาล ตั้งแต฽ปี 2563 – 2565 มีความรุนแรง ตั้งแต฽ระดับ E ถึง I และพบอัตราการติดเชื้อสูงเป็นอันดับ 2 ของการติดเชื้อในโรงพยาบาล ส฽งผลต฽อระยะเวลาการนอนโรงพยาบาล ค฽าใช฾จ฽ายในการรักษา และเป็นสาเหตุให฾เสียชีวิต สถิติCAUTI ปี พ.ศ. 2563 - 2565 คิดเป็น 0.76, 1.40 และ 2.13 ครั้ง/ต฽อ1,000 cath/day ตามล้าดับ ซึ่งแนวโน฾มการติดเชื้อเพิ่มขึ้น พบว฽า เกิดจากปัจจัยด฾านผู฾ปุวย พยาธิสภาพของโรค มีการคาสายสวนปัสสาวะเป็นเวลานานมากกว฽า 5 วัน, มีภาวะ Neurogenic bladder เป็นต฾น ดังนั้นทีมผู฾เกี่ยวข฾องจึงน้าแนวปฏิบัติในการดูแลผู฾ปุวยที่ได฾รับการคาสายสวนปัสสาวะ แบบคาสาย “CAUTI SMH BUNDLE” มาใช฾เป็นแนวทางเดียวกันเพื่อให฾ผู฾ปุวยปลอดภัย ครอบคลุม เหมาะสมตาม บริบทของโรงพยาบาล วัตถุประสงค์การศึกษา : 1) เพื่อปูองกันและลดอุบัติการณ์การติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการคาสาย สวนปัสสาวะ 2) เพื่อพัฒนาแนวทางการดูแลและปูองกันการติดเชื้อในผู฾ปุวยที่คาสายสวนปัสสาวะ และ 3) เพื่อสร฾าง ความรู฾ ความเข฾าใจให฾กับบุคลากรในการดูแลผู฾ปุวยที่ใส฽สายสวนปัสสาวะโดยใช฾ CAUTI Bundle ให฾ตรงกัน วิธีการด าเนินการ : 1) ประชุม รวบรวม วิเคราะห์ข฾อมูล RCA อุบัติการณ์CAUTI ร฽วมกับสหวิชาชีพ และก้าหนด แนวปฏิบัติCAUTI SMH BUNLE มีการใช฾แนวปฏิบัติที่แผนกผู฾ปุวยวิกฤตและน้าแนวปฏิบัติขยายผลไปทั้งองค์กร 2) อบรมบุคลากรให฾มีความรู฾ ความเข฾าใจ ในแนวทาง CAUTI SMH BUNLE ให฾ตรงกัน ติดตาม ประเมินผลการ ปฏิบัติ เมื่อพบปัญหาน้ามาทบทวนแก฾ไขให฾สอดคล฾องตามบริบท 3) ประสานความร฽วมมือกับแพทย์เพื่อประเมิน ความจ้าเป็น ในการคาสายในกลุ฽มผู฾ปุวยที่ใส฽นาน 3 วันและผู฾ปุวยที่มีข฾อมูลสนับสนุนว฽าอาจมีการติดเชื้อ CAUTI 4) วางแผนจ้าหน฽าย เมื่อกลับบ฾านมีการสอนการดูแลสายสวนพร฾อมให฾เอกสาร Discharge Summary ฉบับผู฾ปุวยและมี การโทรติดตามต฽อเนื่อง สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: การศึกษาทบทวนอุบัติการณ์การติดเชื้อ CAUTI หลังการใช฾แนวปฏิบัติใน การดูแลผู฾ปุวยที่ได฾รับการคาสายสวนปัสสาวะแบบคา “CAUTI SMH BUNDLE” พบว฽าอุบัติการณ์การเกิด CAUTI ลดลง จาก 2.13 ครั้ง/ 1,000 cath day เป็น 0.55 ครั้ง/ 1,000 cath day พบว฽าบุคลากรที่มีความรู฾ ความเข฾าใจ และปฏิบัติ ที่ถูกต฾องและการมีส฽วนร฽วมของทีมดูแลรักษา ( Good Team ) การได฾รับความร฽วมมือจากผู฾ปุวยและ ญาติท้าให฾งานส้าเร็จได฾ตามเปูาหมาย ส฽งผลให฾อุบัติการณ์การเกิด CAUTI ลดลง ค าส าคัญ : CAUTI Bundle แนวทางการปฏิบัติการพยาบาลเพื่อปูองกันการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 160 E2.3 แนวทางการดูแลผู้ปุวยด้วยการแพทย์ผสมผสาน เพื่อปูองกันปอดอักเสบจากการส าลัก วรนุช วรสัจจานนท์ โรงพยาบาลปักธงชัย อ าเภอปักธงชัย นครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ปอดติดเชื้อจากการส าลักเป็นภาวะแทรกซ้อนที่ส าคัญอันดับหนึ่งของโรคหลอดเลือด สมองในระดับประเทศ และโรงพยาบาลปักธงชัย ซึ่งเกิดจากอวัยวะที่ควบคุมการกลืนผิดปกติ หรือกล้ามเนื้อเกี่ยวข้อง กับการกลืนมีความบกพร่อง ส่งผลให้เกิดการส าลักขณะกลืนอาหาร ส าลักน้ าลาย เมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นแล้ว ส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น การฟื้นตัวล่าช้าและค่ารักษาสูงขึ้น ในปี 2565 ศูนย์โรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลปักธงชัย ได้คัดกรองผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมองทั้งหมด 270 ราย พบมีความเสี่ยงต่อการเกิดการส าลัก จ านวน 73 ราย และ เกิดภาวะปอดอัเสบจากการส าลัก จ านวน 14 ราย คิดเป็นร้อยละ 19.17 จึงได้ทบทวนหา สาเหตุ ปัจจัย และการฟื้นฟู มาจัดท าเป็นแนวทางการดูแลผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมองด้วยการแพทย์ผสมผสาน เพื่อ การปูองกันการส าลัก ซึ่งจะช่วยลดอัตราการเกิด Aspirate Pnuemonia และอัตราการเสียชีวิตจากการส าลักได้ วัตถุประสงค์: มีแนวทางการดูแลผู้ปุวยด้วยการแพทย์ผสมผสาน เพื่อปูองกันการเกิดปอดติดเชื้อจากการส าลัก วิธีด าเนินการ : 1) ศึกษาข้อมูลเบื้องต้น ถึงสาเหตุ ปัจจัยการเกิด และการฟื้นฟู และ 2) พัฒนาแนวทางการปูองกัน ปอดติดเชื้อจากการส าลัก โดยก าหนดระบุเกณฑ์ความเสี่ยงต่อการเกิด Aspirate จัดท าแบบประเมินการกลืนตาม ระยะการกลืน จัดท าแนวทางการปูองกันปอดอักเสบจากการส าลัก แนวทางการดูแลผู้ปุวยด้วยการแพทย์ผสมผสาน เพื่อปูองกันการส าลัก (Aspiration Prevention) ดังนี้ 1) การคัดกรองความเสี่ยงต่อการเกิด Aspirate โดยใช้ แบบประเมินการกลืน ดังนี้ 1.1) ประเมินระดับความรู้สึกตัว และ Oral assessment 1.2) Swallowing evaluation ได้แก่ Oral phase, Pharyngeal phaseและ Esophageal phase 2) การปฏิบัติการพยาบาลด้วย การแพทย์ผสมผสาน เพื่อปูองกันการส าลัก ดังนี้ 2.1) การจัดท่าผู้ปุวยให้อยู่ในท่านอนศีรษะสูง 45 องศา 2.2) Mouth care ทุก 8 ชั่วโมง / เมื่อมีsecretion ได้แก่ แปรงฟันแบบแห้ง ในท่าปรับนั่ง 90 องศา, Suction กรณี ผู้ปุวยไม่สามารถกลืนหรือ clear oral secretion ได้, Percusion/Regular turning, ถ้าพบว่าผู้ปุวย ไม่สามารถ กลืนได้ พิจารณา On NG feed และจัดท่านอนศีรษะสูง 45 องศาขึ้นไป หรือท่านั่ง และ 3) Swallowing training ได้แก่ กระตุ้น Gag reflex, การบริหารริมฝีปากและลิ้น, จัดเตรียมอาหารเพื่อการฝึกกลืน, การนวดใบหน้า และดึงลิ้นของแพทย์แผนไทย และการฝึกพูดและการอ่านออกเสียง ผลการศึกษาและข้อเสนอแนะ : ปี 2566 ( ต.ค 2565 – สิงหาคม 2566) ผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมองจ านวน 352 คัดกรองพบความเสี่ยงต่อการส าลัก 130 ราย ให้การพยาบาลตามแนวทางการดูแลผู้ปุวยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิด Aspirate Pneumonia พบเกิดภาวะปอดอักเสบจากการส าลัก จ านวน 7 ราย คิดเป็นร้อยละ 5.3 ข้อเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้: 1) การปฏิบัติการพยาบาลเพื่อการปูองกันปอดอักเสบจากการส้าลักด฾วย การแพทย์ผสมผสาน เหมาะกับผู฾ปุวยมีความบกพร฽องด฾านการกลืนในระยะ Oral and Pharyngeal phase และ Esophageal phase 2) การปฏิบัติการเพื่อการปูองกันปอดอักเสบจากการส้าลัก โดยจัดเป็นแนวทางการดูแลของญาติใน ชุด Home Program และติดตามประเมินการ Off NG หรือความสามารถในการทานอาหารได฾ตามปกติ ค าส าคัญ : Aspirate Pnuemonia , Aspiration Prevention


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 161 E2.4 ประสิทธิผลของการใช้แนวปฏิบัติการหย่าเครื่องช่วยหายใจ ในหออภิบาลผู้ปุวยหนัก โรงพยาบาลนางรอง วันวิสาข์ใจธรรม และคณะ กลุ฽มงานการพยาบาลผู฾ปุวยหนัก หออภิบาลผู฾ปุวยหนัก โรงพยาบาลนางรอง บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา : หออภิบาลผู฾ปุวยหนัก โรงพยาบาลนางรอง การหย฽าเครื่องช฽วยหายใจให฾ประสบ ผลส้าเร็จยังเป็นปัญหาในการปฏิบัติการและมีความยากล้าบากส้าหรับพยาบาลเนื่องจากยังไม฽มีแนวปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ จากสถิติปี พ.ศ. 2563-2565 พบว฽า มีอัตราการใส฽ท฽อช฽วยหายใจซ้้าหลังจากถอดท฽อช฽วยหายใจร฾อยละ 0.85, 0.17 และ 1.05 ตามล้าดับต฽อปี ส฽งผลให฾มีระยะเวลาวันนอนเฉลี่ยร฾อยละ 6.16, 6.09 และ 5.50 ตามล้าดับต฽อปี และมีอัตราการครองเตียงร฾อย ละ 98.66, 82.22 และ 82.92 ตามล้าดับ จึงสนใจท้าแนวทางปฏิบัติการหย฽าเครื่องช฽วยหายใจด฾วยการสังเคราะห์ความรู฾จาก วรรณกรรมที่เกี่ยวข฾องมาสร฾างเป็นแนวปฏิบัติ แล฾วน้ามาทดสอบประสิทธิผลโดยวัดจากความส้าเร็จในการหย฽าเครื่องช฽วย หายใจ เพื่อมุ฽งหวังให฾ผู฾ปุวยได฾รับการหย฽าเครื่องช฽วยหายใจอย฽างมีประสิทธิภาพและมีมาตรฐาน วัตถุประสงค์: ของการศึกษาเพื่อให฾มีแนวปฏิบัติการหย฽าเครื่องช฽วยหายใจใช฾ในการดูแลผู฾ปุวยและเพื่อศึกษาประสิทธิผลของ แนวทางปฏิบัติการหย฽าเครื่องช฽วยหายใจในหออภิบาลผู฾ปุวยหนักโรงพยาบาลนางรองวิธีด้าเนินการ วิเคราะห์ปัญหาของการ หย฽าเครื่องช฽วยหายใจไม฽ส้าเร็จในหน฽วยงาน ทบทวนความรู฾จากหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เกี่ยวข฾อง แล฾วน้ามาสร฾างแนวปฏิบัติ เสนอร฽างให฾ผู฾ทรงคุณวุฒิ แล฾วจึงน้าเสนอในหน฽วยงาน โดยชี้แจงแนวปฏิบัติให฾บุคลากรในหน฽วยงานทราบถึงวิธีการใช฾มีการ นิเทศและก้ากับการใช฾งาน ประเมินประสิทธิผลโดยวัดจากความส้าเร็จในการหย฽าเครื่องช฽วยหายใจคือไม฽มีการใส฽ท฽อช฽วย หายใจซ้้าภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากถอดท฽อช฽วยหายใจ ปรับปรุงแก฾ไขตามข฾อเสนอแนะของผู฾ใช฾งานและผู฾ทรงคุณวุฒิโดยมีการ เพิ่มหัวข฾อการประเมินผู฾ปุวยตามความเหมาะสมของโรคเพื่อให฾ครอบคลุมกับอาการที่ต฾องประเมินทางคลินิก อภิปรายโดยใช฾ สถิติเชิงพรรณนา ผลการศึกษา : ระยะเวลา 6 เดือนในการเก็บกลุ฽มตัวอย฽างจ้านวน 30 คน ความส้าเร็จในการหย฽าเครื่องช฽วยหายใจ 28 คนคิด เป็นร฾อยละ 93.33 อัตราการใส฽ท฽อช฽วยหายใจซ้้า 2 คนคิดเป็น ร฾อยละ 6.67 โดยอัตราผู฾ปุวยที่ใส฽ท฽อช฽วยหายใจซ้้าจากผู฾ปุวย ทั้งหมดที่เข฾ารับการรักษาคิดเป็นร฾อยละ 0.65 สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : จากกลุ฽มตัวอย฽าง 30 คน ที่ใช฾แนวปฏิบัติการหย฽าเครื่องช฽วยหายใจพบว฽า ความส้าเร็จในการหย฽าเครื่องช฽วยหายใจ ร฾อยละ 93.33 อัตราการใส฽ท฽อช฽วยหายใจซ้้า ร฾อยละ 6.67 วิเคราะห์ผู฾ปุวยที่หย฽า เครื่องช฽วยหายใจไม฽ส้าเร็จพบว฽า ผู฾ปุวย จ้านวน 1 คนสาเหตุการรักษาในโรงพยาบาลคือ COPD with AE มีปัญหาCo2 Retention และผู฾ปุวยอีกจ้านวน 1 คน เป็น CHF มีปัญหา Volume overload จึงเพิ่มข฾อการประเมินผู฾ปุวยในหัวข฾อการ เจาะ ABG และประเมิน Intake/Out put balance to negative สรุปได฾ว฽าการน้าแนวปฏิบัตินี้มาใช฾สามารถลดอัตราการใส฽ ท฽อช฽วยหายใจซ้้าได฾เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราผู฾ปุวยที่ใส฽ท฽อช฽วยหายใจซ้้าจากผู฾ปุวยทั้งหมดที่เข฾ารับการรักษาในปีที่ผ฽านมาและ สามารถน้าแนวทางปฏิบัติการหย฽าเครื่องช฽วยหายใจใช฾ให฾เป็นมาตรฐานในหน฽วยงานได฾ ค าส าคัญ : ประสิทธิผล, การหย฽าเครื่องช฽วยหายใจ, ผู฾ปุวยวิกฤต


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 162 E2.5 ผลการพัฒนาแนวทางปฏิบัติการพยาบาลในการปูองกันท่อช่วยหายใจเลื่อนหลุด หอผู้ปุวยวิกฤต โรงพยาบาลประโคนชัย ผกาภรณ์ จันทร์โสดา โรงพยาบาลประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ภาวะหายใจล฾มเหลวเป็นภาวะที่ระบบการหายใจไม฽สามารถแลกเปลี่ยนก฿าซ ได฾ เพียงพอกับความต฾องการของร฽างกายท้าให฾เกิดการลดลงของออกซิเจนในเลือดหรือมีการคั่งของคาร์บอนไดออกไซด์ ในเลือดหรือทั้ง 2 แบบร฽วมกันได฾(สุจิตรา ลิ้มอ้านวยลาภ,2557:173) เป็นภาวะวิกฤต ที่คุกคามต฽อชีวิตมีอัตรา เสียชีวิตสูงหากไม฽ได฾รับการรักษาที่ทันเวลา เมื่อเกิดภาวะหายใจล฾มเหลว การใส฽ท฽อช฽วยหายใจเป็นการช฽วยชีวิตใน ภาวะวิกฤต สถิติโรงพยาบาลประโคนชัย พบว฽า ภาวะหายใจล฾มเหลว เป็นหนึ่งในห฾าอันดับโรคที่เข฾ารับการรักษาใน โรงพยาบาล ได฾รับการใส฽ท฽อช฽วยหายใจ จ้าเป็นต฾องได฾รับการดูแลตามมาตรฐาน ปลอดภัย ไม฽มีภาวะแทรกซ฾อนหรือไม฽ พบอุบัติการณ์ท฽อเลื่อนหลุด ผู฾ปุวยภาวะหายใจล฾มเหลวใส฽ท฽อช฽วยหายใจ ที่หอผู฾ปุวยวิกฤต ปี 2562 35 ราย ปี2563- 2564 80,28 ราย พบท฽อช฽วยหายใจเลื่อนหลุดปี 2562 4 ราย คิดเป็น5.4 : พันวันนอน ปี 2563-2564 7 และ 5 รายคิดเป็น 6.2, 1.1 : พันวันนอน ปัญหาท฽อช฽วยหายใจเลื่อนหลุด ส฽งผลให฾ผู฾ปุวยทรุดลงและต฾องใส฽ท฽อช฽วยหายใจ ใหม฽ ต฾องเฝูาระวังอาการใกล฾ชิด ทบทวนปัญหาพบแนวทางปฏิบัติเดิม(2562)ในการปูองกันท฽อช฽วยหายใจเลื่อนหลุด คือการให฾ข฾อมูลผู฾ปุวยและญาติ พบปัญหา การสื่อสาร ผู฾ปุวยสับสน แบบฟอร์มประเมินไม฽ชัดเจน วัตถุประสงค์การศึกษา : เพื่อศึกษาผลการพัฒนาแนวทางปฏิบัติการพยาบาลในการปูองกันท฽อช฽วยหายใจเลื่อนหลุด วิธีการด าเนินการ : กลุ฽มตัวอย฽างคือผู฾ปุวยที่ใส฽ท฽อช฽วยหายใจ หอผู฾ปุวยวิกฤต โรงพยาบาลประโคนชัย ปี 2563-2566 จ้านวน 165 ราย กิจกรรมพัฒนา 4 ขั้นตอน 1) ขั้นวางแผน ประชุมหน฽วยงาน น้าเสนอปัญหาและวิเคราะห์สาเหตุ การเกิดท฽อช฽วยหายใจเลื่อนหลุด 2) ขั้นปฏิบัติการ ก้าหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อปูองกันท฽อช฽วยหายใจเลื่อนหลุด จัดท้า แบบฟอร์มในการประเมินผู฾ปุวยใส฽ท฽อช฽วยหายใจ ประชุมชี้แจงแนวทางปฏิบัติให฾เจ฾าหน฾าที่รับทราบ น้าลงสู฽การปฏิบัติ 3) ประเมินกิจกรรมตามตัวชี้วัด 4) สรุปผลการด้าเนินงาน รวบรวมข฾อมูลก฽อนและหลังวิเคราะห์ข฾อมูล ใช฾สถิติเชิง พรรณนา ผลการศึกษา : หลังการพัฒนา พบว฽าอัตราท฽อช฽วยหายใจเลื่อนหลุดแนวโน฾มลดลงปี2563-2566 =6.2,1.1,2.3,1.1 : พันวันนอนตามล้าดับ สรุปได฾ว฽าการพัฒนาแนวทางปฏิบัติในการปูองกันท฽อช฽วยหายใจเลื่อนหลุดลดภาวะแทรกซ฾อน จากการดูแลรักษาและลดความเสี่ยงต฽อภาวะวิกฤตจากภาวะหายใจล฾มเหลวได฾ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: การพัฒนาแนวทางปฏิบัติการพยาบาลในการปูองกันท฽อช฽วยหายใจเลื่อน หลุด มีแนวทางปฏิบัติชัดเจน ส฽งผลให฾ผู฾ปุวยได฾รับการดูแลที่เหมาะสม ปลอดภัย ลดอัตราท฽อช฽วยหายใจเลื่อนหลุด ลด ภาวะแทรกซ฾อนลงได฾ จากการศึกษาปัญหาที่เป็นโอกาสพัฒนาคือผู฾ปุวยบางรายมีท฽อช฽วยหายใจเลื่อนหลุด แม฾ได฾รับ การดูแลตามแนวทางปฏิบัติแล฾วก็ตาม ท้าให฾ต฾องวิเคราะห์หาสาเหตุและแนวทางพัฒนาต฽อไป ค าส าคัญ : ท฽อช฽วยหายใจเลื่อนหลุด


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 163 E2.6 พัฒนาระบบการดูแลผู้ปุวยที่มีภาวะวิกฤติหรือภาวะฉุกเฉินเร่งด่วนให้ปลอดภัย แผนกผู้ปุวยนอก โรงพยาบาลแก้งสนามนาง นิตยา วันวาน และประจวบ ค้าฤทธิ์ งานผู฾ปุวยนอก โรงพยาบาลแก฾งสนามนาง บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ปี 2561-2562 พบว฽าไม฽มีจุดคัดแยกผู฾ปุวย งานผู฾ปุวยนอกและงานอุบัติเหตุ และฉุกเฉินมีการจ้าแนกประเภทผู฾ปุวยไม฽ตรงกัน ท้าให฾ผู฾ปุวยกลุ฽มเร฽งด฽วนไม฽ได฾รับการประเมินที่รวดเร็ว และ ได฾รับการรักษาล฽าช฾า พยาบาลวิชาชีพส฽วนใหญ฽คัดแยกตามประสบการณ์ จึงมีการพัฒนาระบบการคัดแยก ผู฾ปุวยนอกและน้าสู฽การปฏิบัติ ปี2563ยังพบอุบัติการณ์การคัดแยกคลาดเคลื่อน จ้านวน 205 ราย ร฾อยละ 1.26 พบผู฾ปุวยอาการทรุดลงขณะรอรับรับบริการ 2ราย วัตถุประสงค์ : เพื่อพัฒนาระบบการดูแลผู฾ปุวยที่มีภาวะวิกฤติหรือภาวะฉุกเฉินเร฽งด฽วนให฾ปลอดภัย วิธีการด าเนินการ : กลุ฽มประชากรที่ศึกษา ได฾แก฽ ผู฾ปุวยที่มีภาวะวิกฤติหรือภาวะฉุกเฉินเร฽งด฽วนที่ได฾รับการคัด แยกประเภทคลาดเคลื่อนที่จุดคัดแยกส฽งมารับบริการแผนกผู฾ปุวยนอกทุกรายในปีงบประมาณ 2564-2566 เครื่องมือที่ใช฾ในการศึกษาได฾แก฽ แบบเก็บข฾อมูลการคัดแยก เวชระเบียนผู฾ปุวยและแบบรายงานระยะเวลารอ คอยในระบบHos XP ใช฾แนวคิดการพัฒนาคุณภาพ การวิเคราะห์ข฾อมูล ข฾อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ข฾อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ จ้านวนอุบัติการณ์ ค฽าเฉลี่ย ร฾อยละ ผู฾ศึกษาจึงได฾พัฒนาระบบการดูแลผู฾ปุวยที่มี ภาวะวิกฤติหรือภาวะฉุกเฉินเร฽งด฽วนให฾ปลอดภัย โดยพยาบาลวิชาชีพในจุดคัดแยกและแผนกผู฾ปุวยนอกมีส฽วน ร฽วมในการวางแผนพัฒนา 1) พัฒนาศักยภาพบุคลากรโดยOn the job training นิเทศติดตามเรื่องการคัด แยกประเภทผู฾ปุวย ความรู฾เรื่องโรคในระบบfast track โรคเสี่ยงต฽อการติดเชื้อ การสวมPPE ทบทวนระบบที่ เกี่ยวข฾องใน รพ. 2) พัฒนาระบบงาน ปรับปรุงเกณฑ์แนวปฏิบัติการจ้าแนกประเภทผู฾ปุวยนอก จัดท้าแผ฽นปูาย สีเพื่อใช฾สื่อสารการแยกประเภท ประชาสัมพันธ์ให฾ข฾อมูลกับผู฾ปุวยและญาติ จัดโซนเพื่อเฝูาระวังอาการ เพิ่ม อัตราพยาบาลวิชาชีพหมุนเวียนมาช฽วยจุดคัดแยกเพิ่ม 1คน จัดเตรียมความพร฾อมอุปกรณ์ส้าหรับช฽วยเหลือ เมื่อผู฾ปุวยเกิดภาวะวิกฤติ ผลลัพธ์: ปี2564-2566 ด้านผู้ปุวย 1) รอยละการคัดแยกประเภทผู฾ปุวยคลาดเคลื่อน 0.77, 0.82, 0.86 2) ร฾อยละผู฾ปุวยประเภท 1 หรือประเภท 2 ได฾รับการประเมินและรับการดูแลทันเวลา 49.41, 59.49, 64.71 3) ระยะเวลารอคอยเฉลี่ย 2.31, 1.77, 1.18 5)อุบัติการณ์อาการทรุดลงขณะรอตรวจจ้านวน 1, 1, 0 ด้านผู้ ให้บริการ 1 ไม฽พบอุบัติการณ์ถูกร฾องเรียน ด้านองค์กร มีระบบการดูแลผู฾ปุวยให฾ปลอดภัย ข้อเสนอแนะจากการศึกษา : 1) เพื่อให฾ผู฾ปุวยปลอดภัยและสอดคล฾องกับนโยบาย 3P safetyจึงน้าผล การศึกษาขยายไปใช฾ในการดูแลผู฾ปุวยทุกหน฽วยงาน 2) วิเคราะห์ข฾อมูลที่พบจากการคัดแยกคลาดเคลื่อน กลุ฽ม โรค อาการ ตามรอยขั้นตอนการปฏิบัติงาน เพื่อพัฒนาต฽อไป ค าส าคัญ : พัฒนาระบบการดูแลผู฾ปุวยที่มีภาวะวิกฤติหรือมีภาวะฉุกเฉินเร฽งด฽วน


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 164 E2.7 เพิ่มแสงแห่งชีวิตเพิ่มลิมิต CPR อดิศักดิ์ จ฾อยโชติ งานการพยาบาลผู฾ปุวยอุบัติเหตุฉุกเฉินและนิติเวช โรงพยาบาลวังน้้าเขียว จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : พบว฽าอัตราการกลับฟื้นคืนชีพของผู฾ปุวย post arrest ไม฽เกิน 10 นาที ตั้งแต฽ ปี 2562 – 2564 เท฽ากับ ร฾อยละ 58.33, 33.33, 57.14 ตามล้าดับ ซึ่งยังไม฽บรรลุเปูาหมายที่ก้าหนดไว฾คือ ≥ ร฾อยละ 80 ขึ้นไป จึงมีการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา โดยแบ฽งออกเป็น 4 ด฾าน ด฾านที่ 1 ได฾แก฽ กระบวนการ พบว฽าขาดการท้าแบบบันทึกการประเมินผล CPR และขาดการทบทวนเคสหลังการท้า CPR ด฾านที่ 2 ได฾แก฽ สิ่งแวดล฾อมและสถานที่ พบว฽า ขาดการก้าหนดจุดต้าแหน฽งของเจ฾าหน฾าที่ในโซน CPR ที่ชัดเจน ด฾านที่ 3 ได฾แก฽ บุคลากร พบว฽าขาดการทบทวนทักษะการช฽วยฟื้นคืนชีพ รวมถึงความเหนื่อยล฾าระหว฽างการช฽วยฟื้นคืนชีพ ด฾านที่ 4 ได฾แก฽ เครื่องมือ พบว฽า เครื่อง defibrillator ช้ารุด และอุปกรณ์ในรถ Emergengy ไม฽พร฾อมใช฾ วัตถุประสงค์ : เพื่อให฾อัตราการ CPR ส้าเร็จในผู฾ปุวย post arrest ไม฽เกิน 10 นาที≥ ร฾อยละ 80 ขึ้นไป วิธีด าเนินการ : ด฾านกระบวนการมีการพัฒนาโดยจัดท้าแบบบันทึกการประเมินผล CPR และมีการทบทวนผล การท้า CPR ทุกราย ด฾านที่ 2 สิ่งแวดล฾อมและสถานที โดยมีการก้าหนดจุดต้าแหน฽งหน฾าที่ของเจ฾าหน฾าที่ในโซน CPR ด฾านที่ 3 บุคลากร มีการจัดทบทวนความรู฾ และการใช฾เครื่องมือรวมถึงอุปกรณ์ในการช฽วยฟื้นคืนชีพ โดยการมีส฽วนร฽วมของทีมสหสาขาวิชาชีพ เช฽น แพทย์ เภสัชกร และพยาบาลเฉพาะทางเวชปฏิบัติฉุกเฉิน รวมถึงจัดหาเครื่อง Auto CPR มาใช฾งาน เพื่อลดความเหนื่อยล฾าของบุคลากร เพิ่มประสิทธิภาพในการช฽วยฟื้น คืนชีพ และลดความเสี่ยงต฽อการติดเชื้อของบุคลากร ด฾านที่ 4 เครื่องมือ มีการซ฽อมบ้ารุงเครื่อง Defibrillator ที่ช้ารุด และมีการตรวจสอบความพร฾อมใช฾ของเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ในรถ Emergency จากการบันทึกแบบ กระดาษ เปลี่ยนเป็นการตรวจสอบโดยผ฽านระบบ Google form เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและท้าให฾สะดวกต฽อ การท้างานมากขึ้น ผลการศึกษา : จากการพัฒนาระบบพบว฽าอัตราการกลับฟื้นคืนชีพของผู฾ปุวย (post arrest) ไม฽เกิน 10 นาที ในปี 2565 – 2566 เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ร฾อยละ 75 และ 75 ตามล้าดับ สรุปการศึกษาและน าไปใช้ประโยชน์ : การพัฒนาให฾เจ฾าหน฾าที่มีความรู฾อย฽างต฽อเนื่องและทันสมัย การมี ทักษะที่ดี และการทบทวนเพื่อหาโอกาสพัฒนาการท้า CPR อย฽างต฽อเนื่อง รวมถึงการจัดหาอุปกรณ์ที่ท้าให฾ เกิดประสิทธิภาพการ CPR ช฽วยท้าให฾ผู฾ปุวยมีโอกาสรอดชีวิตสูงขึ้น โอกาสในการพัฒนาต฽อไปคือ การพัฒนา ให฾ประชาชนทั่วไป สามารถประเมินผู฾ปุวยที่จ้าเป็นต฾องได฾รับการท้า CPR และสามารถท้า CPR ได฾อย฽างถูกต฾อง ก฽อนถึงโรงพยาบาล เพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิต ค าส าคัญ : CPR, Post-arrest, ความปลอดภัย


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 165 E2.8 Smart Early Warning Sign of Sepsis โรงพยาบาลศีขรภูมิ ดลนภา สุชาติสุนทร โรงพยาบาลศีขรภูมิ อ าเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ภาวะ Sepsis ปัญหาสาธารณสุขส าคัญในประเทศไทย พบอุบัติการณ์การเสียชีวิตสูง ปัจจัยส าคัญ ส่วนใหญ่Patient safety ระบบบริการโดยเฉพาะในหอผู้ปุวยใน delay early warning sign sepsis ส่งผลให้การรักษาล่าช้า เกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ มีความรุนแรงเข้าสู่ภาวะ septic shock หรือ ภาวะ respiratory failure โรงพยาบาลศีขรภูมิใช้ MEWS เป็นแนวทางการประเมินผู้ปุวย แต่ยังพบปัญหา เจ้าหน้าที่ขาดความแม่นย าในแนวทางปฏิบัติ ภาระงานพยาบาลมีมาก ท าให้ประเมิน MEWS ไม่ได้ทันที ขาดความต่อเนื่อง พยาบาลประเมินแล้วไม่ทราบว่า action อย่างไร บ้างตัดสินใจในการ notify ล่าช้า เกิด delay Treatment ตามมา โรงพยาบาลจึงปรับปรุงพัฒนาระบบ Smart early warning sign of sepsis โดยการน าระบบดิจิทัล IPD paperless มาพัฒนาร่วมกับ MEWS ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ในการ early detected น าไปสู่ early action และ/หรือ early notify ส่งผลให้ผู้ปุวยได้รับการดูแลอาการน าก่อนเข้าสู่ภาวะวิกฤต และเฝูาระวังอาการ เปลี่ยนแปลงที่มีคุณภาพ ผู้ปุวยปลอดภัย วัตถุประสงค์ : 1) เพื่อลดอัตราผู้ปุวย sepsis เกิดภาวะ septic shock หลัง admit และ 2) เพื่อลดอัตราการตายผู้ปุวย sepsis โรงพยาบาลศีขรภูมิ วิธีการด าเนินการ :1) โรงพยาบาลปรับใช้ระบบ IPD paperless 100% เดือนกุมภาพันธ์ 2566 2) ปรับปรุง flow แนวทางการ ประเมิน MEWS ประกอบด้วย Intervention, re-assessment ในค่าคะแนน MEWS และ Implement สู่ผู้ปฏิบัติ 3) สอนการลง ข้อมูล V/S ใน IPD paperless ให้กับผู้ช่วยเหลือคนไข้ ผู้ช่วยพยาบาลช่วยลดภาระงานพยาบาล โดย key เป็น real time เมื่อพบ ค่า MEWS เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นแจ้งพยาบาลทันที 4) จัดท าแนวทางการบันทึกทางการพยาบาลผู้ปุวย focus charting เพื่อเฝูา ระวังติดตามอาการ clinical risk sepsis 5) ตั้งทีม Sepsis Response Team เพื่อติดตามและเป็นพี่เลี้ยงในการดุแลผู้ปุวย sepsis ที่ไม่ได้ admit ในแผนกอายุรกรรม ผลการศึกษา : ในปี 2563, 2564, 2565 และ 2566 (11 เดือน) อัตราตายผู้ปุวย sepsis ผลลัพธ์ 3.79 (8/211), 4.11 (16/389), 9.76 (40/410) และ 6.65 (32/418) ตามล าดับ มีอัตราที่ลดลง จากการทบทวนพบว่า ผู้ปุวยเสียชีวิตเป็นผู้สูงอายุที่มีโรค ประจ าตัวหลายโรค หรือมะเร็ง และอัตราผู้ปุวย sepsis เกิดภาวะ septic shock หลัง admit ผลลัพธ์ 36.67(55/150), 20.35(70/344), 17.37(58/334) และ 17.70(74/418) ตามล าดับ อัตราไม่ลดลง แต่จากการทบทวนพบว่า การพัฒนาระบบท าให้ detected septic shock ได้เร็วขึ้น ลด prolong shock จ านวนวันที่ให้ยากระตุ้นความดันลดลง ผู้ปุวยปลอดภัย การน าไปใช้ประโยชน์:1) ระบบ ICT ช่วยให้การดูแลผู้ปุวยง่ายขึ้น ช่วยลดภาระงานพยาบาลได้ 2) การเปลี่ยนระบบโดยการใช้ โปรแกรมดิจิทัล IPD paperless ระบบใหม่เจ้าหน้าที่ไม่คุ้นชิน การมีทีมพี่เลี้ยงช่วย support ท าให้ผู้ใช้ระบบเกิดความมั่นใจ ใน การช่วยเหลือแก้ปัญหาการใช้ระบบรวดเร็ว ส่งผลให้พัฒนางานอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน 3) ทีม Sepsis Response Team ช่วยให้ ทีมพยาบาลนอกแผนกอายุรกรรมสามารถดูแลผู้ปุวย sepsis มีคุณภาพ ลดภาวะแทรกซ้อนได้ 4) การพัฒนาระบบการเฝูาระวัง การเปลี่ยนแปลงควรขยายผล โดยน าไปใช้กับโรคอื่น ค าส าคัญ : Sepsis, MEWS, Smart IPD Paperless


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 166 E2.9 High fever without convulsions ศิริลักษณ์ เจริญทรัพย์ หอผู฾ปุวยกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลปากช฽องนานา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ภาวะชักจากไข฾สูงเป็นภาวะที่พบบ฽อยในเด็ก ถึงแม฾การพยากรณ์โรคค฽อนข฾างดีแต฽ สร฾างความวิตกกังวลแก฽ผู฾ดูแลเป็นอย฽างมาก หากเด็กชักซ้้าย฽อมส฽งผลกระทบหลายอย฽างตามมาในอนาคตจากสถิติงาน คุณภาพบริการหอผู฾ปุวยกุมารเวชกรรม พบอัตราการเข฾ารับการรักษา febrile convulsion 3 ปี ย฾อนหลัง ในปี 2563, 2564 และ 2565 มีผู฾ปุวยจ้านวน 53 คน, 33 คน และ 37 คน ตามล้าดับ ซึ่งในปี 2565 มีผู฾ปุวยเกิดการชักซ้้า ในขณะนอนโรงพยาบาล จ้านวน 11 คน คิดเป็นร฾อยละ 29.73 จากการทบทวนคุณภาพการดูแลผู฾ปุวย พบว฽าสาเหตุ หลักที่ท้าให฾ผู฾ปุวยมีการชักซ้้า เนื่องจากทีมพยาบาลยังมีแนวปฏิบัติการดูแลเกี่ยวกับการเช็ดตัวลดไข฾ผู฾ปุวยให฾แก฽ ผู฾ปกครองไม฽เป็นแนวทางเดียวกัน ผู฾ปกครองเช็ดตัวลดไข฾ไม฽ถูกต฾องและ ไม฽เห็นถึงความส้าคัญของการเช็ด ตัวลดไข฾ทีมพยาบาลหอผู฾ปุวยกุมารเวชกรรมจึงท้าการพัฒนาแนวทางปฏิบัติการพยาบาลเรื่องการดูแลผู฾ปุวย febrile convulsion ขึ้น วัตถุประสงค์: เพื่อลดอัตราการชักซ้้าในผู฾ปุวยเด็กที่มีไข฾สูงขณะนอนโรงพยาบาล วิธีด าเนินการ : จากการทบทวนการดูแลผู฾ปุวยไข฾สูงมีการปรับแนวทางการท้างาน ดังนี้ เมื่อมีผู฾ปุวย febrile convulsion เข฾ารับการรักษาที่หอผู฾ปุวยกุมารเวชกรรม ทีมพยาบาลจัดเตรียมอุปกรณ์เช็ดตัวลดไข฾ให฾พร฾อมใช฾ ใน 24 ชั่วโมงแรกรับ ทีมพยาบาลประเมินอุณหภูมิกายผู฾ปุวย ทุก 1 ชั่วโมง และให฾การพยาบาลในการเช็ดตัวลดไข฾ ดังนี้อุณหภูมิกายน฾อยกว฽า 39 องศาเซลเซียส ให฾การพยาบาลเช็ดตัวลดไข฾โดยผู฾ช฽วยเหลือคนไข฾ หาก อุณหภูมิกายมากกว฽า 39 องศาเซลเซียส ให฾การพยาบาลเช็ดตัวลดไข฾โดยพยาบาล ผู฾ดูแลผู฾ปุวยได฾รับการสอนและ สาธิตการเช็ดตัวลดไข฾ที่ถูกต฾อง วันที่ 2 ของการนอนโรงพยาบาลและเมื่อไข฾ลดลง ทีมพยาบาลได฾จัด Fever corner ให฾ความรู฾เรื่องสาเหตุ การสังเกต การดูแลและการเฝูาระวังอาการชักซ้้ากับผู฾ดูแลผู฾ปุวยทุกคน ส้าหรับการวางแผน จ้าหน฽าย มีการจัดตั้ง Line group เพื่อให฾ค้าปรึกษาการดูแลเด็กต฽อเนื่องเมื่อมีภาวะไข฾ ที่บ฾าน ผลการพัฒนา : จากการพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลเรื่องการดูแลผู฾ปุวย febrile convulsion ตั้งแต฽ 1 ธันวาคม 2565 – 30 มิถุนายน 2566 มีผู฾ปุวย febrile convulsion จ้านวน 59 คน เกิดการชักซ้้าในขณะนอน โรงพยาบาล จ้านวน 4 คน คิดเป็นร฾อยละ 6.78 ผู฾ปกครองเข฾าร฽วม Line group ร฾อยละ 15.27 สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลเรื่องการดูแลผู฾ปุวย febrile convulsion ส฽งผลให฾อัตราการชักซ้้าในผู฾ปุวยเด็กที่มีไข฾สูงขณะนอนโรงพยาบาลลดลง สามารถน้าไปขยายผลใช฾ในทุก หอผู฾ปุวยที่มีคนไข฾กลุ฽มโรคนี้ ส฽วนเรื่องการวางแผนจ้าหน฽ายเพื่อปูองกันการชักซ้้าควรมีการพัฒนา อย฽าง ต฽อเนื่อง ค าส าคัญ : ชักจากไข฾ , High fever , convulsions


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 167 E2.10 ผลการใช้แนวปฏิบัติการให้สารน ้าทางหลอดเลือดด า พยาบาลแผนกผู้ปุวยใน สุมาลี ใจหนึ่ง แผนกผู้ปุวยใน โรงพยาบาลส าโรงทาบ บทคัดย่อ ที่มาและความส าคัญ : ผู้ปุวยให้สารน ้าทางหลอดเลือดด ามีร้อยละ 32-48 ภาวะหลอดด าส่วนปลายอักเสบเป็นภาวะแทรกซ้อน ที่พบร้อยละ 27-70 ภาวะหลอดเลือดด าส่วนปลายอักเสบนั้น อาจเกิดความเสียหายอย่างถาวร ให้กับหลอดเลือดด า ต้องพัก รักษาตัวในโรงพยาบาลนานขึ้น ค่าใช้จ่ายในการรักษาเพิ่มขึ้น แผนกผู้ปุวยใน ดูแลผู้ปุวยทุกกลุ่มโรค ตั้งแต่8วันขึ้นไป 5 อันดับ โรคที่ Admit คือ URI, AGE, Pneumonia, Viral Pneumonia ,Common cold มีผู้ปุวยในเฉลี่ย30คนต่อวัน มีการให้ สารน ้าทางหลอดเลือดด าเฉลี่ยวันละ 38 ครั้ง การเกิด Phlebitis 2562 Grade 2 =1 ครั้งระดับ C , 2563 Grade =1 ครั้ง ระดับF( ยา Levophed) พบ Grade 4 =1 ครั้ง ระดับ F(10% N/2), การเกิด Infiltration (2562-2564 ) จ านวน 3,2,1ครั้ง ระดับ C ตามล าดับ ต้องชดเชยค่าเสียหาย ได้ทบทวนหาสาเหตุพบว่า มีแนวปฏิบัติการให้สารน ้าทางหลอดด าแต่ยังไม่ทันสมัย พยาบาลยังไม่ได้รับการอบรม ขาดระบบการนิเทศติดตาม ปี 2565 ได้พัฒนาศักยภาพพยาบาลให้ มีความรู้เรื่องการให้สารน ้า ทางหลอดเลือดด า ปรับปรุงแนวปฏิบัติ ให้ทันสมัย จัดระบบติดตามนิเทศ วัตถุประสงค์ : ศึกษาผลการใช้แนวปฏิบัติการให้สารน ้าทางหลอดเลือดด า พยาบาลแผนกผู้ปุวยใน วิธีด าเนินการ : เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เก็บข้อมูล 1) ผู้ปุวยหรือผู้ดูแล 40 คน 2) ผู้ใช้แนวปฏิบัติ พยาบาลวิชาชีพ 10 คน เก็บข้อมูลระหว่าง มิ.ย.- ก.ค. 2566 โดยใช้โปรแกรมสถิติพรรณนา (Descriptive statistic: จ านวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน สรุปผลการด าเนินงาน : พยาบาลวิชาชีพมีความรู้อยู่ในระดับปานกลาง, ระดับสูง ร้อยละ 20 , 80 ความพึงพอใจต่อแนว ปฏิบัติระดับมาก ( =2.79) มีความพึงพอใจจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความพึงพอใจต่อ การน าแนวปฏิบัติไปใช้ ( =3.00) การสื่อสารและการแก้ไขปัญหาเมื่อมีอุบัติการณ์ความเสี่ยง ( =2.90) ความพึงพอใจน้อย ที่สุดเรื่องการนิเทศติดตามการน าไปใช้ ( =2.30)) ผลการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติ พบว่า มีการปฏิบัติอยู่ในระดับดีร้อยละ 100 พบว่า ไม่พบผู้ปุวยเกิดภาวะแทรกซ้อนการให้สารน ้า ทางหลอดเลือดด า บทเรียนที่ได้รับ :-การให้ความรู้และค าแนะน า แก่ผู้ปุวยหรือญาติ ช่วยให้สามารถปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้อง ปูองกันเกิด อุบัติการณ์ ภาวะแทรกซ้อนได้ และระบบนิเทศ ติดตาม อย่างต่อเนื่อง ช่วยให้เกิดการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติที่เป็นไปตาม มาตรฐาน ประโยชน์การน าไปใช้ หรือข้อเสนอแนะ : แนวปฏิบัติต่างๆ ควร เข้าถึงได้ง่ายและทันสมัย ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบ บริการด้านอื่นได้


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 168 E2.11 การพัฒนาแนวทางการให้สารน ้าทางหลอดเลือดด าในทารกแรกเกิด อาทร เกณฑ์ขุนทด โรงพยาบาลบ าเหน็จณรงค์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : โรงพยาบาลบ าเหน็จณรงค์ เป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 60 เตียง มีภาระงานห้องคลอด จะต้องดูแลทารกแรกเกิด และทารกแรกเกิดปุวย อายุไม่เกิน 1 เดือน จากข้อมูลปีงบประมาณ 2564 – สิงหาคม 2566 จ านวนทารกแรกเกิด 343, 310, 320 คน มีทารกแรกเกิดปุวย ที่ต้องให้สารน ้าทั้งหมด จ านวน 15, 13, 10 คน คิดเป็นร้อยละ 4.37, 4.19, 3.13 ตามล าดับ จากการดูแลทารกแรกเกิดที่ได้รับสารน ้า พบว่าทารกแรกเกิดหลายราย ต้องได้รับการแทงเข็มซ ้า หลายครั้ง เนื่องจากปัญหาการรั่วซึมของสารน ้าออกนอกเส้นเลือด จากการทบทวนพบว่าเกิดจากหลายปัจจัย เช่น บริเวณ หลอดเลือดที่แทงไม่เหมาะสม หรือการยึดติดเข็มกับผิวหนัง ลักษณะผิวหนังของทารกที่บอบบางซึ่งเสี่ยงต่อการระคายเคือง และอักเสบได้ง่าย ระยะเวลาการเปลี่ยนต าแหน่งการแทงเข็ม จากประเด็นปัญหาดังกล่าว ทารกต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาลนาน ส ่งผลให้เสียค่าใช้จ่ายในการดูแลทารก สูงขึ้น เสี่ยงต่อการติดเชื้อ และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน และอาจเกิดข้อร้องเรียน จึงต้องพัฒนาแนวทางการให้สารน ้าทาง หลอดเลือดด าในทารกแรกเกิด เพื่อให้มีทักษะและแนวทางปฏิบัติเดียวกัน และเกิดความปลอดภัยกับทารกแรกเกิด วัตถุประสงค์การศึกษา :1) เพื่อพัฒนาแนวทางการให้สารน ้าทางหลอดเลือดด าในทารกแรกเกิด 2) เพื่อเพิ่มความรู้และทักษะ ทางการให้สารน ้าทางหลอดเลือดด าในทารกแรกเกิด และ 3) เพื่อปูองกันการติดเชื้อและอาการแทรกซ้อนจากการได้รับสารน ้า ทางหลอดเลือดด าในทารกแรกเกิด วิธิการด าเนินการ : 1) วิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาและสาเหตุของปัญหา และความต้องการในการพัฒนาแนวทางทางการให้ สารน ้าทางหลอดเลือดด า 2) ศึกษาแนวคิด/ทฤษฎีตามมาตรฐานการพยาบาล เพื่อพัฒนาแนวทางการให้สารน ้าทางหลอด เลือดด า 3) จัดท าแนวทางการพัฒนาให้สารน ้าทางหลอดเลือดด าในทารกแรกเกิด เพื่อปูองกันการติดเชื้อ และการเกิด ภาวะแทรกซ้อน 4) ด าเนินการชี้แจงแนวทางการพัฒนาให้สารน ้าทางหลอดเลือดด าในทารกแรกเกิด ในหน่วยงาน 5) ทดลอง ใช้และติดตามการใช้แนวทางปฏิบัติโดยการเครื่องมือและแบบประเมิน 6) วิเคราะห์และสรุปผลการด าเนินการ ผลการศึกษา : จากการศึกษา ตั้งแต่เดือน 1 มิถุนายน 2566 – 31 สิงหาคม 2566 มีทารกที่ได้สารละลายทางหลอดเลือดด า ทั้งหมด จ านวน 4 ราย หลังจากปฏิบัติตามแนวทางการให้สารน ้าทางหลอดเลือดด า ไม่พบทารกที่ติดเชื้อจากการให้สารน ้า และไม่พบการเกิด phlebitis พยาบาลมีแนวทางปฏิบัติเดียวกัน ไม่เกิดข้อร้องเรียน จากการให้สารน ้าทางหลอดเลือดด า สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : 1) ใช้เป็นแนวทางการให้สารน ้าทางหลอดเลือดด า ในทารกแรกเกิดที่ได้รับสารน ้า ทางหลอดเลือดด า ในงานห้องคลอด 2) ควรเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาแนวทางปฏิบัติต่อไป เพื่อความปลอดภัยของ ทารกแรกเกิด 3) วางแผนน าแนวทางการให้สารน ้าทางหลอดเลือดด า ไปใช้กับผู้ปุวยทุกรายที่ได้รับสารน ้าทางหลอดเลือดด า เพื่อพัฒนาคุณภาพการพยาบาล ปูองกันการติดเชื้อและอาการแทรกซ้อนจากการได้รับสารน ้าทางหลอดเลือดด า ค าส าคัญ : ทารกแรกเกิด , การให้สารน ้าทางหลอดเลือดด า , phlebitis


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 169 E2.12 การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลการเฝูาระวังภาวะ Compartment syndrome ณัฐชานันท์ เพชรสีจา หอผู฾ปุวยศัลยกรรมกระดูกและข฾อ กลุ฽มภารกิจด฾านการพยาบาล โรงพยาบาลปากช฽องนานา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ภาวะความดันในช฽องกล฾ามเนื้อสูง (Compartment syndrome) เป็นภาวะฉุกเฉินทางออร์ โธปิดิกส์ที่ส฽งผลให฾เกิดความพิการและอาจเสียชีวิตได฾ พยาบาลต฾องสามารถประเมินอาการได฾อย฽างรวดเร็วและรายงานแพทย์ ได฾ทันท฽วงที ภาวะนี้พบบ฽อยในผู฾ปุวย Fracture long bone ผู฾ปุวยกลุ฽มนี้จึงต฾องได฾รับการเฝูาระวัง 100% จากสถิติผู฾ปุวยเข฾า รับการรักษาในโรงพยาบาลปากช฽องนานา ปี 2564, 2565 และ 2566 (ข฾อมูลถึงเดือนมิถุนายน 2566) มีจ้านวน 166 ,192 และ 96 ราย ตามล้าดับ พบอุบัติการณ์การเกิดภาวะ Compartment syndrome ระดับ E ขึ้นไป ปีละ 1 ราย คิดเป็นร฾อยละ 0.60 (H), 0.52 (E) และ 1.04 (H) ตามล้าดับ ผู฾ปุวยได฾รับการท้าผ฽าตัด Fasciotomy ทุกราย จากการวิเคราะห์สถานการณ์ ร฽วมกับทีมน้าทางคลินิกด฾านออร์โธปิดิกส์ พบสาเหตุหนึ่งคือแนวทางปฏิบัติและแบบประเมินการเฝูาระวังภาวะ Compartment syndrome 7P ที่มียังไม฽ชัดเจน ส฽งผลให฾การเฝูาระวังอาการเปลี่ยนแปลงของผู฾ปุวยไม฽มีประสิทธิภาพ วัตถุประสงค์การศึกษา : เพื่อลดอุบัติการณ์การเกิดภาวะ Compartment syndrome ในผู฾ปุวย Fracture long bone วิธีการด าเนินการ : จากการทบทวนการประเมินผู฾ปุวย Fracture long bone ที่มีโอกาสเกิดภาวะ Compartment syndrome พบว฽าแบบเดิมแบบประเมินไม฽ชัดเจนและไม฽ปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกัน จึงได฾มีการปรับปรุงเครื่องมือในการ ประเมินและเฝูาระวัง 7P ( pain, paralysis, paresthesia, pulselessness , pallor, puffiness, polar โดยเพิ่มค้าอธิบาย รายละเอียดแนวทางการปฏิบัติในการบันทึกที่ชัดเจน การก้าหนดช฽วงเวลา ความถี่ในการเฝูาระวัง รายละเอียดการใช฾เครื่องมือ และรูปแบบการรายงานอาการผู฾ปุวยที่ถูกต฾อง นอกจากการประเมิน Pain score ต฾องมีการตรวจร฽างกายท้า Passive stretching และประเมินอาการบวมร฽วมด฾วย โดยการวัดเส฾นรอบวงบริเวณแขนและขาทั้งสองข฾างที่มีพยาธิสภาพเพื่อประเมิน ภาวะ Compartment syndrome ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือด฾านความตรงเชิงเนื้อหา โดยแพทย์ศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์ 2 ท฽าน พยาบาลเฉพาะทางการพยาบาลออร์โธปิดิกส์1 ท฽าน มีการประเมินผลและปรับแก฾ไข 2 ครั้งก฽อนน้าไปใช฾จริง และ พัฒนาศักยภาพบุคลากรพยาบาลด฾านความรู฾เกี่ยวกับภาวะ Compartment syndrome ที่พบบ฽อยในผู฾ปุวย Fracture long bone โดยแพทย์และหัวหน฾าหน฽วยงาน ผลการศึกษา : ตั้งแต฽เดือนกรกฎาคม - สิงหาคม 2566 มีผู฾ปุวย Fracture long bone ที่ต฾องเฝูาระวังการเกิดภาวะ Compartment syndrome จ้านวน 22 ราย หลังจากใช฾แนวปฏิบัติการพยาบาลและแบบประเมินนี้ไม฽พบอุบัติการณ์การเกิด ภาวะ Compartment syndrome สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : แนวปฏิบัติการพยาบาลที่พัฒนาขึ้นช฽วยให฾พยาบาลในหอผู฾ปุวยมีการเฝูาระวัง ภาวะ Compartment Syndrome อย฽างเป็นระบบและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ปูองกันการเกิดภาวะแทรกซ฾อน พยาบาล สามารถรายงานอาการผู฾ปุวยได฾ถูกต฾องรวดเร็วขึ้น ควรมีการขยายผลน้าแบบประเมินนี้ไปใช฾ในผู฾ปุวย Fracture long bone ทุกหอผู฾ปุวยในโรงพยาบาล โดยหัวหน฾าหน฽วยงานต฾องมีการมอบหมายงานที่ชัดเจนและนิเทศติดตามอย฽างสม่้าเสมอ ค าส าคัญ : Compartment syndrome, แนวปฏิบัติการพยาบาล, การเฝูาระวัง


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 170 E2.13 การพัฒนาแนวทางการพยาบาลผู้ปุวยเด็กที่ใช้ออกซิเจนที่บ้าน “Continuing care & long term Home Oxygen” มุทิตา สิงห์อุดม โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : หอผู฾ปุวยสามัญเด็ก 1 โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ดูแลผู฾ปุวยกลุ฽มโรคติดเชื้อ ระบบทางเดินหายใจ ด฾วยเทคโนโลยีการรักษาพยาบาลที่ทันสมัยและมีศักยภาพส฽งผลให฾ผู฾ปุวยรอดชีวิตมากขึ้น เข฾าถึง ระบบบริการสาธารณสุขเพิ่มสูงขึ้น แต฽ยังมีผู฾ปุวยเด็กจ้านวนหนึ่งต฾องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน รักษา ด฾วยออกซิเจนตั้งแต฽อยู฽โรงพยาบาลและต฽อเนื่องถึงที่บ฾าน รูปแบบการดูแลปรับเปลี่ยนจากบุคลากรทางการแพทย์เป็น บุคคลในครอบครัวเป็นผู฾ดูแลหลัก การเตรียมความพร฾อมส้าหรับผู฾ดูแลมีความจ้าเป็นอย฽างยิ่ง เพื่อเตรียมความพร฾อม ลดความวิตกกังวล สร฾างความมั่นใจในการดูแลผู฾ปุวย เพิ่มศักยภาพและเสริมสร฾างพลังอ้านาจให฾ครอบครัวมีความ พร฾อมในการดูแลผู฾ปุวยเมื่อกลับบ฾าน ดังนั้นการพัฒนาแนวทางการพยาบาลผู฾ปุวยเด็กที่ใช฾ออกซิเจนที่บ฾าน มีการดูแล ร฽วมกันของทีมสหวิชาชีพ โดยใช฾แนวคิดของการดูแลจัดการรายกรณี (Case Management) มีการวางแผนจ้าหน฽าย (Discharge Planning) โดยยึดครอบครัวเป็นศูนย์กลาง (Family entered Care) มีวัตถุประสงค์เพื่อให฾เกิดผลลัพธ์ ของการดูแลผู฾ปุวยที่มีคุณภาพ ผู฾ปุวยปลอดภัยและลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ฾อนต฽างๆ วัตถุประสงค์: 1) พัฒนาแนวทางการพยาบาลผู฾ปุวยเด็กที่ใช฾ออกซิเจนที่บ฾าน 2) ศึกษาผลของการพัฒนารูปแบบการ พยาบาลผู฾ปุวยเด็กที่ใช฾ออกซิเจนที่บ฾าน วิธีด าเนินงาน : มีการพัฒนากระบวนการอย฽างต฽อเนื่องตามแนวคิดวงล฾อเดมมิ่ง 4 ขั้นตอน PDCA ดังนี้ 1) Plan ก้าหนดรูปแบบการเตรียมความพร฾อมผู฾ปุวยและครอบครัว ก้าหนดกลุ฽มโรคที่เหมาะสมและจัดท้าแนวทางการ พยาบาลผู฾ปุวยเด็กที่ใช฾ออกซิเจนที่บ฾าน,ก้าหนดกรอบแนวคิดการพยาบาลผู฾ปุวยแบบจัดการรายกรณีและวางแผนการ จ้าหน฽ายโดยครอบครัวเป็นศูนย์กลาง 2) Do ปฏิบัติตามแนวทางการพัฒนาการดูแลผู฾ปุวยเด็กที่ต฾องใช฾ออกซิเจนที่ บ฾าน โดยการเตรียมความพร฾อมญาติรูปแบบ Leaning by doing แบ฽งเป็น 3 class 1) เตรียมความพร฾อมผู฾ปุวยและ ญาติโดยการท้า Family meeting , class 2) เตรียมการสอนและสาธิตทักษะการดูแลผู฾ปุวย class3) การประเมิน ความพร฾อมก฽อนจ้าหน฽าย 3) Check ตรวจสอบและติดตามผลการด้าเนินงาน ประสานเครือข฽ายการดูแลต฽อเนื่อง 4) Act ด้าเนินการและแก฾ไขปัญหาติดตามเยี่ยมผู฾ปุวยและให฾ค้าปรึกษาทางกลุ฽ม Line official ผลการด าเนินงาน : 1) ผู฾ปุวยเด็กที่ใช฾ออกซิเจนที่บ฾านจ้านวน 23 ราย ปลอดภัยไม฽มีภาวะแทรกซ฾อน 100% 2) อัตราการกลับมารักษาซ้้าจากภาวะแทรกซ฾อนหลังจ้าหน฽าย = 0 3) ความพึงพอใจของครอบครัว ในระดับมากร฾อยละ 95 ข้อเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้ : การเตรียมความพร฾อมมีความยุ฽งยากและระยะเวลาไม฽เป็นไปตามที่ ก้าหนด ยังมีข฾อจ้ากัดในเรื่องของผู฾ดูแลพบว฽าเป็นส฽วนใหญ฽เป็นผู฾สูงอายุที่เป็นผู฾ดูแลหลัก ค าส าคัญ : รูปแบบการดูแลผู฾ปุวยเด็กที่ใช฾ออกซิเจนที่บ฾าน


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 171 E2.14 การพัฒนาระบบคัดแยกที่ห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลห้วยแถลง กัลยา อินทะวุธ งานอุบัติเหตุฉุกเฉินและนิติเวช โรงพยาบาลห฾วยแถลง บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : โรงพยาบาลห฾วยแถลงเป็นโรงพยาบาลระดับF2 60 เตียง ไม฽มีแพทย์เฉพาะ ทาง ห฾องฉุกเฉินให฾บริการดูแลผู฾ปุวยกลุ฽มอุบัติเหตุฉุกเฉิน และผู฾ปุวยESI1-3 นอกจากนั้นยังดูแลท้าหัตถการ ต฽างๆที่แพทย์ส฽งมาท้าทุกชนิด หลังเวลา 20.00 น. ให฾บริการตรวจรักษาผู฾ปุวยทั้งฉุกเฉินและไม฽ฉุกเฉิน จึงท้า ให฾เกิดสถานการณ์ Over crowding ได฾บ฽อย และเพื่อความปลอดภัยของผู฾รับบริการ การจัดล้าดับความ เร฽งด฽วนเพื่อให฾บริการจึงมีความส้าคัญอย฽างยิ่ง ในปีพ.ศ.2562-2564 ได฾มีรายงานอุบัติการณ์ Under triage ระดับ E up แบ฽งเป็น ระดับ E=6, F= 3, G-I =3 จากการทบทวนพบสาเหตุการคัดแยกคลาดเคลื่อนดังนี้ 1) กลุ฽มผู฾ปุวยที่ไม฽เป็นไปตามแนวทางTriage ที่วางไว฾ 2)ปัญหาการสื่อสารไม฽ชัดเจนระหว฽างTriage nurse และ ทีมที่ต฾องดูแลต฽อ3)การส฽งLAB เพิ่มเติม เพื่อวินิจฉัยน้าไปสู฽การรักษาที่ทันเวลา ยังพบประเด็นการได฾ผลLAB ล฽าช฾า 4)การส฽งผู฾ปุวยมาห฾องฉุกเฉินจากจุดอื่นๆ ที่ยังไม฽ได฾รับการทบทวนมีความจ้าเป็นหรือไม฽ 5)ผู฾ปุวยอยู฽ใน ห฾องฉุกเฉินเกิน2 ชม. มีผลกระทบต฽อCrowding และส฽งผลต฽อการดูแลผู฾ปุวยเร฽งด฽วนฉุกเฉิน วัตถุประสงค์ : เพื่อลดการคัดแยกที่ห฾องฉุกเฉินคลาดเคลื่อน วิธีด าเนินการ : 1) ทบทวนแบบคัดแยกที่ห฾องฉุกเฉิน และออกแบบเพิ่มเติมจากการใช฾ MOPH Triage เพื่อให฾ เป็นไปตามบริบทโรงพยาบาลระดับF2 2) Re-design Job assignment ของพยาบาลใน ER เพื่อให฾สามารถ ดูแลผู฾ปุวยในแต฽ละ ESI ได฾ในเวลาที่ก้าหนด 3) ออกแบบการสื่อสารการดูแลในกลุ฽ม Fast track และกลุ฽ม ESI1-2 โดยใช฾สีและแผ฽น Chart และเอกสารที่มีระยะเวลาก้าหนดในกิจกรรมต฽างๆที่ผู฾ปุวยจ้าเป็นต฾องได฾รับ 4) ก้าหนดการประกันเวลา กลุ฽มLab ด฽วน และLabผู฾ปุวยกลุ฽มส้าคัญ 5) วางแนวทางการส฽งต฽อผู฾ปุวยจากจุด ต฽าง ๆ มาห฾องฉุกเฉิน 6) มีการทบทวนผลการคัดแยกในทุกเวร 7) ระบบการตรวจในเวลามีแพทย์ประจ้าห฾อง ฉุกเฉิน 08.00-20.00 น. ทุกวัน ผลการพัฒนา : พบอัตราความคลาดเคลื่อนการคัดแยกผู฾ปุวยที่ห฾องฉุกเฉินมีแนวโน฾มลดลง จากร฾อยละ 2.72, 0.4ในปี 63, 64 เป็น ร฾อยละ 0.28 และ0.19 ในปี 65, 66 ร฾อยละ Under Triage ระดับ E up จากร฾อยละ 0.7 และ0.52 ในปี 63, 64 เป็นร฾อยละ 0.03 และ 0.011 ในปี 65, 66 ข้อเสนอแนะในการน าผลการพัฒนาไปใช้ :.เพื่อให฾มั่นใจว฽าหลังการคัดแยก ผู฾ปุวยได฾รับการดูแลในเวลาที่ ก้าหนด ควรเพิ่มการวัดผลระยะเวลาที่ผู฾ปุวยแต฽ละ ESI ได฾รับการดูแลรักษาตามเกณฑ์ ได฾แก฽ ESI 1 ได฾รับการ ดูแลทันที, ESI 2 ในเวลา 10 นาที และESI 3 ในเวลา 30 นาที ค าส าคัญ : การคัดแยกที่ห฾องฉุกเฉิน Effective ER triage


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 172 E2.15 การพัฒนาการปูองกันการพลัดตกหกล้ม โรงพยาบาลโชคชัย วิไลรัตน์ อยู฽วารี และคณะ โรงพยาบาลโชคชัย บทคัดย่อ โรงพยาบาลโชคชัยเกิดอุบัติการณ์การพลัดตกหกล฾มในปี2559-2565 ดังนี้ 9, 1, 1, 2, 14, 9, 11, 9ตามล้าดับ กลุ฽มงาน การพยาบาล ได฾ทบทวนปัญหาสาเหตุและร฽วมกันแก฾ปัญหาโดยปรับปรุงระบบ WI ใหม฽ประเมิน Fall Risk Model เป็น Fall Risk Score Model Vertion chokchai ให฾ไวต฽อดักจับปัญหาได฾ทันตั้งแต฽แรกรับ ชัดเจน สะดวกใช฾ ประกาศใช฾ ท้าความเข฾าใจ และปรับทัศนะคติ และประชาสัมพันธ์เสียงตามสาย ตั้งข฾อวินิจฉัยทางการพยาบาล และบันทึกทางการพยาบาลและส฽งเวร case ที่มีระดับความเสี่ยงสูง และติดตามนิเทศอย฽างต฽อเนื่อง เปูาหมาย 1) เพิ่มอัตราผู฾ปุวยรับใหม฽ได฾รับการประเมินการพลัดตกหกล฾ม และอัตรามีวินิจฉัยพยาบาล 100% 2) อุบัติการณ์การการพลัดตกหกล฾ม = 0 จากการทบทวนการอุบัติการณ์เดือน ต.ค. 2565 - มี.ค. 2566 พบข฾อมูล 7 ราย จากการวิเคราะห์ 5W 2H หน฽วยงานที่ พบมากที่สุดคือ IPD2=71.42% (5/7) ช฽วงเวลาที่พบมากที่สุดคือเวรบ฽ายและเวรดึก 42.85% (3/7) อุบัติการณ์การเกิดพลัดตก หกล฾มคือตกเตียง 71.42% (5/7) สาเหตุพบว฽าด฾านการสื่อสารไม฽ได฾แนะน้าชัดเจนเรื่องความเสี่ยง 100% (7/7) ไม฽มีญาติเฝูา 71.42 (5/7) ไม฽ได฾เปิดเสียงตามสายทุกวัน ตามที่ก้าหนดไว฾ ผู฾ช฽วยเหลือคนไข฾ไม฽ได฾ส฽งเวรบริเวณ Nurse station ตามที่ก้าหนด จากการทบทวนเวรระเบียนพบว฽า ประเมิน Fall Risk score ไม฽ต฽อเนื่องและไม฽ถูกต฾อง 66.66% (6/9) ไม฽มี Focus list 33.33% ไม฽ได฾บันทึก Nurse note 55.55% (5/9) จากการนิเทศติดตามไม฽ต฽อเนื่อง โดยพบในในผู฾ปุวยหลงสับสน AWS 51.14 (4/7) และมีอาการชัก 42.85 (3/7) ผู฾ปุวยที่ได฾รับยากลุ฽มจิตเวช, และขาดการทรงตัวที่ดี Sepsis, ภาวะซีดโรคเรื้อรัง กิจกรรมการพัฒนา รับใหม฽แรกรับทุกราย พยาบาลใช฾แบบประเมินและบันทึก Fall Risk Score Model ค฽าคะแนนใน แบบประเมิน Fall Risk Score Model ก้าหนดเป็นข฾อวินิจฉัยทางการพยาบาล และวางแผน การพยาบาลปูองกันพลัดตก หกล฾มความเสี่ยงระดับความเสี่ยง High Risk รับส฽งเวร ตรวจเยี่ยมอาการสม่้าเสมอทุกวัน (เวรละครั้ง) ประชาสัมพันธ์เสียงตาม สายช฽วงเวลา 06.00 น. 13.00 น. 18.00 น. เรื่องการเฝูาระวังพลัดตกหกล฾มตกเตียง หัวหน฾าและหัวหน฾าทีมนิเทศก้ากับทุกวัน ล฽าสุดปี2566 ปรับ Fall Risk Score Model เป็น Fall Risk Score Model Vertion chokchai (มี11 ข฾อ) ก้าหนด supporter ของแต฽ละหน฽วยงานซึ่งก้าลังจะพัฒนาในปีต฽อไปเมื่อผู฾ปุวยตกเตียงให฾พยาบาลลงบันทึกใน Nurse ,sNote (FONUR-004) ตาม 5w2H การรายงานความเสี่ยงรายงานหัวหน฾างาน/ผู฾บังคับบัญชารายงานอุบัติการณ์ ออนไลน์ของโรงพยาบาล (RM -Online) จากการทบทวนการอุบัติการณ์การเกิดพลัดตกหกล฾มใน เม.ย. – มิ.ย. 2566 พบข฾อมูลมีการพลัดตกหกล฾ม 9 ราย จากการวิเคราะห์ 5W 2H หน฽วยงานที่พบมากที่สุดคือ IPD1=(3/5) 60% ช฽วงเวลาที่พบมากที่สุดคือเวรเช฾า 60% (3/5) อุบัติการณ์การเกิดพลัดตกหกล฾มคือตกเตียง 80% อัตราผู฾ปุวยรับใหม฽ได฾รับการประเมิน Fall Risk Model 88.88 (8/9) และ อัตรามีวินิจฉัยพยาบาล 55.55% (5/9) อุบัติการณ์การพลัดตกหกล฾ม = 9 ราย การพัฒนาต฾องวิเคราะห์จากปัจจัยตามหลัก 5W2H น้าปัญหาที่พบมาแจ฾งทีมร฽วมกันวางแผน มีการวางระบบ WI ใหม฽ ปรับแบบประเมิน Fall Risk Score Model. โดยการเพิ่มค฽าคะแนน จากเดิมมี8 ข฾อ เพิ่มเป็น11 ข฾อคะแนนเต็ม 31 คะแนนเพื่อให฾สอดคล฾องกับบริบทและไวต฽อดักจับปัญหาได฾ทันตั้งแต฽แรกรับ ชัดเจน สะดวกใช฾ ประกาศใช฾ท้าความเข฾าใจ และ ปรับทัศนะคติของเจ฾าหน฾าที่เพื่อให฾มองเห็นความส้าคัญ ควรมีการตรวจสอบและนิเทศงานอย฽างต฽อเนื่องทุกเดือน เพื่อให฾ผู฾ปุวย ได฾รับความปลอดภัยไม฽เกิดอุบัติการณ์พลัดตกหกล฾ม ลดข฾อร฾องเรียน ผู฾บริการพึงพอใจ


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 173 E2.16 การพัฒนาแนวทางการปูองกันการเกิดแผลกดทับหอผู้ปุวยกึ่งวิกฤต โรงพยาบาลสีคิ้ว วริยาพร เจือจันทึก, ปฐมาวดี สงึมรัมย์และสุภาพร จรงูเหลือม หอผู฾ปุวยกึ่งวิกฤต โรงพยาบาลสีคิ้ว บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : หอผู฾ปุวยกึ่งวิกฤตโรงพยาบาลสีคิ้วเปิดให฾บริการเมื่อ 1 สิงหาคม 2566 จากสถิติการ เข฾ารับบริการ จ้านวนผู฾ปุวยที่รับไว฾ทั้งหมดตั้งแต฽ เดือนสิงหาคม 2565 - มีนาคม 2566 จ้านวน 265 ราย พบ อุบัติการณ์การเกิดแผลกดทับ 12 ราย คิดเป็นร฾อยละ 6.17 ถึงแม฾ว฽าทางหอผู฾ปุวยได฾มีการเฝูาระวังและใช฾อุปกรณ์ ปูองกันแผลกดทับ แต฽ก็ยังพบอุบัติการณ์อยู฽ สาเหตุเนื่องจากผู฾ปุวยช฽วยเหลือตัวเองได฾น฾อย มีข฾อจ้ากัดในการ เคลื่อนไหว พยาบาลและผู฾ช฽วยเหลือคนไข฾ส฽วนใหญ฽ยังขาดความตระหนักในการพลิกตะแคงตัว ร฽วมกับภาระงานที่มี มาก ทางหอผู฾ปุวยจึงคิดพัฒนาแนวทางการดูแลผู฾ปุวย เพื่อลดอุบัติการณ์การเกิดแผลกดทับของผู฾ปุวยลง วัตถุประสงค์ : 1) เพื่อลดอุบัติการณ์การเกิดแผลกดทับ และ 2) เพื่อพัฒนาแนวทางการปูองกันการเกิดแผลกดทับ วิธีด าเนินการ : 1) ประเมินความเสี่ยงการเกิดแผลกดทับแรกรับทุกราย และประเมินแผลในผู฾ปุวยที่มีแผลจากบ฾าน มี การใช฾อุปกรณ์ปูองกันแผลกดทับ เมื่อ Braden scale ≤ 16 เก็บรวบรวมข฾อมูลแผลกดทับทุก 1 เดือน 2) สร฾าง นวัตกรรมนาฬิกาพลิกตะแคงตัว เพื่อเป็นการเตือนให฾พลิกตะแคงตัวผู฾ปุวยอย฽างถูกต฾องและตรงเวลา 3) สร฾างแบบ บันทึกการพลิกตะแคงตัวไว฾ท฾ายเตียง เพื่อประเมินและตรวจสอบการปฏิบัติจริงของพยาบาลและผู฾ช฽วยเหลือคนไข฾4) กรณีมีแผลกดทับ บันทึกแผลกดทับทุกครั้งที่พบแผลใหม฽ หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของแผล ในแบบบันทึกการพลิก ตะแคงตัว ส฽งต฽อรูปแผลกดทับในกลุ฽ม Application line (PU & IAD SEMI – ICU) เพื่อเก็บรวบรวมข฾อมูลและ ติดตามลักษณะการเปลี่ยนแปลงของแผล และให฾ความรู฾และสร฾างความตระหนักแก฽พยาบาล ผู฾ช฽วยเหลือคนไข฾ในการ ดูแลผู฾ปุวยกลุ฽มเสี่ยงและวิธีปฏิบัติในการปูองกันแผลกดทับ ผลการศึกษา : พบว฽า แนวทางการปูองกันการเกิดแผลกดทับในหอผู฾ปุวยกึ่งวิกฤต หลังการพัฒนา มีแนวทางการ ปูองกันการเกิดแผลกดทับที่ชัดเจนขึ้น พยาบาลและผู฾ช฽วยเหลือคนไข฾มีการปฏิบัติตามแนวทาง เก็บข฾อมูลเดือน เมษายน – สิงหาคม 2566 มีผู฾ปุวยทั้งหมด 101 ราย เกิดแผลกดทับจ้านวน 2 ราย คิดเป็นร฾อยละ 1.98 ข้อเสนอแนะการน าไปใช้: การพัฒนาแนวทางการปูองกันแผลกดทับที่สร฾างขึ้น สามารถลดอุบัติการณ์การเกิดแผล กดทับ ลดภาวะแทรกซ฾อนจากการเกิดแผลกดทับ พยาบาลและผู฾ช฽วยเหลือคนไข฾ มีความรู฾ ความเข฾าใจและตระหนัก ถึงความส้าคัญเกี่ยวกับการปฏิบัติการพยาบาลเพื่อปูองกันการเกิดแผลกดทับ โรงพยาบาลได฾รับการพัฒนาคุณภาพ การพยาบาล และสามารถน้าไปปรับใช฾ในหอผู฾ปุวยในแผนกอื่นในโรงพยาบาลได฾ ผลส้าเร็จของงานท้าให฾ผู฾ปฏิบัติงาน เกิดความภาคภูมิความใจและมีก้าลังใจในปฏิบัติงาน ค าส าคัญ : การเกิดแผลกดทับ


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 174 E2.17 การพัฒนาคุณภาพการพยาบาลการปูองกันการเกิดแผลกดทับในหอผู้ปุวยอายุรกรรมชาย สมหญิง จ้าปาปรีดา หอผู฾ปุวยอายุรกรรมชาย กลุ฽มภารกิจด฾านการพยาบาล โรงพยาบาลปากช฽องนานา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : การเกิดแผลกดทับในหอผู฾ปุวยอายุรกรรมชายเป็นปัญหาส้าคัญของผู฾ปุวยที่รับไว฾รักษาใน โรงพยาบาล ส฽งผลให฾ผู฾ปุวยต฾องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลนานขึ้น จากรายงานการเกิดแผลกดทับของหอผู฾ปุวยอายุรกรรมชาย ในปีงบประมาณ 2566 พบอัตราการเกิดแผลกดทับในโรงพยาบาล ร฾อยละ 2.8 และอัตราการเกิดแผลกดทับในโรงพยาบาลใน ผู฾ปุวยกลุ฽มเสี่ยงร฾อยละ 76.9 พบมีการรายงานทั้งหมด 29 ราย จากการทบทวนพบอุบัติการณ์พบระดับ E ขึ้นไป ร฾อยละ 2.8 และกลุ฽มเสี่ยงสูงต฽อการเกิดแผลกดทับอยู฽ในช฽วงอายุ 57 – 85 ปี และมีโรคร฽วม ทางหน฽วยงานได฾มีการทบทวนหาสาเหตุของ ปัญหาพบว฽ามีแนวทางปฏิบัติการพยาบาลเพื่อปูองกันการเกิดแผลกดทับแล฾ว แต฽การน้าไปปฏิบัติและนิเทศติดตามยังไม฽ สม่้าเสมอ ทางหอผู้ป่วยอายุรกรรมชายเห็นความส้าคัญของปัญหานี้จึงจัดท้ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพโดยใช฾“ตารางพลิกชีวิต” ขึ้น วัตถุประสงค์: เพื่อลดอัตราการเกิดแผลกดทับในหอผู฾ปุวยอายุรกรรมชาย วิธีการด าเนินการ : เริ่มด้าเนินการตั้งแต฽เดือนตุลาคม 2565 ถึงเดือนกรกฎาคม 2566 มีการประเมินสถานการณ์และค฾นหา สาเหตุ จัดตั้งคณะกรรมการและทบทวนแนวปฏิบัติเดิมพบว฽าแนวปฏิบัติเดิมเจ฾าหน฾าที่ยังไม฽ปฏิบัติตามแนวทางที่ก้าหนดไว฾ การน้าแนวทางปฏิบัติไปใช฾ยังท้าได฾น฾อย การมอบหมายและติดตามการปฏิบัติงานไม฽ชัดเจน จึงปรับปรุงแนวปฏิบัติใหม฽คือ เพิ่มตารางพลิกชีวิตและมีการนิเทศก้ากับติดตามโดยหัวหน฾าทีมแต฽ละทีมในเวรเช฾าเวลา 10.00 น. โดยใช฾แบบประเมินความ เสี่ยงต฽อการเกิดแผลกดทับและแนวทางการปฏิบัติเพื่อเฝูาระวังความเสี่ยงและการปูองกันการเกิดแผลกดทับ หัวหน฾าหอผู฾ปุวย และคณะท้างานติดตามนิเทศก้ากับกระตุ฾นให฾สมาชิกทีมปฏิบัติตามใบตารางพลิกชีวิตพร฾อมกับกระตุ฾นเจ฾าหน฾าที่ รวมถึงญาติ ให฾ตระหนักถึงภาวะเสี่ยงและแนวทางการปฏิบัติเพื่อปูองกันการเกิดแผลกดทับ โดยมอบหมายงานให฾มีผู฾รับผิดชอบ คือหัวหน฾า ทีมแต฽ละทีม ก้ากับดูแลควบคุมอย฽างต฽อเนื่อง ทุกเวร เช฾า-บ฽าย-ดึก และน้าเสนอผลงานในที่ประชุมประจ้าเดือนของหอผู฾ปุวย เพื่อน้าข฾อมูลมาวิเคราะห์เพื่อหาสาเหตุและขอความร฽วมมือในการปฏิบัติตามแนวทางที่ก้าหนด ผลการพัฒนา : แนวโน฾มอัตราการเกิดแผลกดทับปีงบประมาณ 2566 ลดลง ในเดือนมิถุนายนและเดือนกรกฎาคมลดลงเหลือ ร฾อยละ 0.06 และเจ฾าหน฾าที่มีการปฏิบัติตามแนวทางที่ก้าหนดคิดเป็นร฾อยละ 98 % สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : การพัฒนาแนวทางปฏิบัติโดยใช฾ “ตารางพลิกชีวิต” ท้าให฾ การนิเทศควบคุมก้ากับ ประเมินผลการปฏิบัติงานของเจ฾าหน฾าที่ ท้าได฾ง฽ายขึ้น ชัดเจนและเป็นรูปธรรม ส฽งผล ท้าให฾คุณภาพการพยาบาลดีขึ้น การเพิ่มความตระหนักทั้งทีมบุคลากรและญาติเป็นสิ่งส้าคัญที่ต฾องด้าเนินการ ควบคู฽กัน ค าส าคัญ : คุณภาพการพยาบาล การปูองกัน แผลกดทับ


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 175 E2.18 พัฒนาคุณภาพและความปลอดภัยในการดูแลผู้ปุวยโดยใช้Total patient care พรสุดา ศิริวงค์ โรงพยาบาลโชคชัย บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : งานผู฾ปุวยใน 2 มีระบบการดูแลผู฾ปุวยแบบผสมผสาน (total patient care + Functional) ซึ่งการดูแลผู฾ปุวยแบบนี้ มีส฽วนให฾การรักษาพยาบาลไม฽ครบถ฾วน ดูแลผู฾ปุวยไม฽ทั่วถึง ส฽งเวรไม฽ครบถ฾วนสื่อสารผิดพลาด เพราะ ไม฽ได฾ดูผู฾ปุวยเองทั้งหมด ส฽งผลกระทบให฾เกิดอุบัติการณ์ในปี 2564 , 2565 ดังนี้ มีผู฾ปุวยตกเตียงจ้านวน 4,7 ราย อัตราเกิด แผลกดทับ 0.28 ต฽อ พันวันนอน (3/10743) ,0.20 ต฽อ พันวันนอน (6/29110) การบาดเจ็บจากการผูกมัด 8, 7 ราย อัตรา เกิด Admission error 1.32 (14/1055), 0.16 15/9216 อุบัติการณ์ผู฾ปุวยไม฽ได฾รับการส฽ง Lab 15, 12 ราย อัตราความพึง พอใจของผู฾รับบริการ คือ 84.7%, 88.4% เมื่อไม฽ได฾ท้ากิจกรรมพยาบาลเองท้าให฾บันทึกกิจกรรมพยาบาลไม฽ครบถ฾วน สมบูรณ์ อัตราความสมบูรณ์การบันทึกการพยาบาล = 72.%,72.3% วัตถุประสงค์การศึกษา : 1) เพื่อลดอุบัติการณ์ไม฽พึงประสงค์ของผู฾ปุวย 2) เพื่อเพิ่มความสมบูรณ์การบันทึกพยาบาล และ 3) เพื่อเกิดความพึงพอใจในระบบการให฾การพยาบาลแบบรายผู฾ปุวย วิธีการด าเนินการ : 1) จัดประชุมอย฽างมีส฽วนร฽วมและวิเคราะห์สะท฾อนปัญหาในหน฽วยงาน 2) จัดอัตราก้าลังในหน฽วยงานโดย ก้าหนดให฾มีพยาบาลวิชาชีพที่อายุงาน 5 ปี ขึ้นเวรอย฽างน฾อย1 คนต฽อเวร 3) แบ฽งโซนการดูแลผู฾ปุวยเป็น 4 โซน คือ โซน 1, 2 ผู฾ปุวยประเภท 3, 4 โซนที่ 3, 4 ผู฾ปุวยประเภท 2, 3 (ห฾องพิเศษและระเบียงหลังตึก) 4) มอบหมายการดูแลผู฾ปุวย แบบราย ผู฾ปุวย (Case method or total patient care) อย฽างมีส฽วนร฽วมของผู฾ปฏิบัติ โดยมอบหมายการดูแลผู฾ปุวยตามอายุงาน และ ประเภทของผู฾ปุวย พยาบาลอายุงาน 5 ปีขึ้นไป รับผิดชอบดูแลโซน 1 และ 2 (พยาบาล : ผู฾ปุวย 1:5 ) พยาบาลอายุ งานต่้ากว฽า 5 ปี ดูแลโซน 3,4 (พยาบาล : ผู฾ปุวย 1:10 ) มีหัวหน฾าทีม (Inchart) ดูแลภาพรวม ผลการศึกษา : อุบัติการณ์ผู฾ปุวยตกเตียงในปี 2566 5 ราย อัตราเกิดแผลกดทับ 0.14 ต฽อ พันวันนอน (4/28227) การ บาดเจ็บจากการผูกมัด 5 ราย อัตราเกิด Admission error 0.16 (15/9216) อุบัติการณ์ผู฾ปุวยไม฽ได฾รับการส฽ง Lab 7 ราย อัตราความพึงพอใจของผู฾รับบริการ คือ 90.2 % และอัตราความสมบูรณ์การบันทึกการพยาบาล 73.9% สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยขน์: การท้างานให฾ผู฾ปฏิบัติมีความส฽วนร฽วมในการคิด และแก฾ไข เมื่อพบสิ่งที่ดีและ คิดว฽าเป็นประโยชน์ ให฾ลงมือท้าไม฽ต฾องรอให฾พร฾อม แต฽ท้าไปพัฒนาไปโดยยึดมาตรฐานวิชาชีพ บริบทของงานและเสียง ผู฾ป ฏิ บั ติ ง า น เ ป็ น ส้ า คั ญ ง า น นั้ น ก็ จ ะ ส้ า เ ร็ จ ไ ด฾ แ ล ะ ค ว า ม ภ า ค ภู มิ ใ จ ข อ ง ที ม จ ะ ต า ม ม า ค าส าคัญ : ระบบการให฾การพยาบาลแบบรายผู฾ปุวย (Case method or total patient care)


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 176 E2.19 การพัฒนาระบบการคัดกรองพัฒนาการเด็ก 0-5 ปี โดยการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง จุติธรณ์ จุลละนันท์ กลุ฽มงานบริการด฾านปฐมภูมิและองค์รวม โรงพยาบาลสูงเนิน บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ข฾อมูลให฾บริการคลินิกสุขภาพเด็กดี โรงพยาบาลสูงเนิน ปี2561-2565 พบว฽าผลการ คัดกรองพัฒนาการเด็ก 0-5 ปี ร฾อยละ 69.92, 76.59, 79.75, 70.83และ68.94 ตามล้าดับ ซึ่งไม฽ผ฽านเกณฑ์ จากการ ทบทวนพบว฽าผู฾ปกครองขาดการมีส฽วนร฽วมในการเฝูาระวังพัฒนาการของบุตรหลาน ไม฽ใช฾คู฽มือประเมินพัฒนาการและ ขาดการรับบริการอย฽างต฽อเนื่อง ส฽งผลให฾เด็กที่มีพัฒนาการล฽าช฾าเข฾าสู฽กระบวนการกระตุ฾นพัฒนาการไม฽ตามเกณฑ์ ผู฾ ให฾บริการมีทักษะการประเมินพัฒนาการไม฽เป็นแนวทางเดียวกัน เพื่อเตรียมความพร฾อมในการเรียนรู฾ของผู฾ปกครอง และเจ฾าหน฾าที่ ทีมจึงสนใจพัฒนาระบบการคัดกรองพัฒนาการเด็ก 0-5 ปี โดยการมีส฽วนร฽วมของผู฾ปกครอง เพื่อให฾เด็กเข฾าสู฽กระบวนการคัดกรองพัฒนาการ อย฽างครอบคลุม มีประสิทธิภาพ วัตถุประสงค์การศึกษา : 1) เพื่อให฾ผู฾ปกครองมีความรู฾ ความเข฾าใจ และมีส฽วนร฽วมในการประเมินพัฒนาการเด็ก 2) เพื่อเพิ่มการเข฾าถึงบริการประเมินพัฒนาการในคลินิก และ 3) เพื่อให฾เด็กที่มีพัฒนาการล฽าช฾า/สงสัย ได฾รับการกระตุ฾น พัฒนาการตามเกณฑ์ วิธีการด าเนินการ : 1) เจ฾าหน฾าที่ร฽วมวิเคราะห์ปัญหาและก้าหนดแนวทางการแก฾ไขปัญหา 2) จัดอบรมฟื้นฟูความรู฾ เจ฾าหน฾าที่ เครือข฽าย คปสอ.สูงเนิน อสม.และผู฾ปกครอง 3) ทบทวนแนวทางการให฾บริการคลินิกเด็กสุขภาพเด็กดี โดยบูรณาการกิจกรรมการสร฾างความรอบรู฾ด฾านสุขภาพ 4) เน฾นให฾ค้าแนะน้าผู฾ปกครองส฽งเสริมพัฒนาการในช฽วงวัย ต฽อไป หากพบสงสัยล฽าช฾า แนะน้าผู฾ปกครองส฽งเสริมพัฒนาการข฾อที่เด็กท้าไม฽ได฾และนัดตรวจพัฒนาการซ้้าใน 2 สัปดาห์ รายที่ตรวจซ้้าพบว฽าสมวัยนัดตามปกติ รายที่สงสัยล฽าช฾า ส฽งเข฾าคลินิกกระตุ฾นพัฒนาการ พบนักจิตวิทยา 5) มี แนวทางการให฾บริการ การด้าเนินงานคลินิกกระตุ฾นพัฒนาการในโรงพยาบาลมีเครือข฽าย รพ.สต. อสม.ช฽วยติดตามเด็ก ที่มีพัฒนาการล฽าช฾า/สงสัย ให฾เข฾าถึงบริการตามเวลาที่ก้าหนด 6) ติดตามเยี่ยมบ฾านต฽อเนื่องร฽วมกับเครือข฽าย กรณีเด็กที่ไม฽สามารถมารับบริการกระตุ฾นพัฒนาการที่โรงพยาบาล ผลการศึกษา : การพัฒนาระบบการคัดกรองพัฒนาการเด็ก 0-5 ปี โดยใช฾แนวทางการสร฾างความรอบรู฾ด฾านสุขภาพ และการมีส฽วนร฽วมของผู฾ปกครอง พบว฽าผู฾ปกครองมีส฽วนร฽วมทุกขั้นตอนบริการ สนใจซักถาม พาบุตรมารับการตรวจ ตามนัด ท้าให฾มีทิศทางที่ชัดเจนและแนวโน฾มดีขึ้น ผลงานปี 2565 ความครอบคลุมการตรวจคัดกรองพัฒนาการช฽วง อายุ 9,18, 30, 42 ,60 เดือน พบว฽าสงสัยล฽าช฾าร฾อยละ 68.94 ได฾นัดและติดตามสม่้าเสมอ มีพัฒนาการล฽าช฾า 1 ราย คิดเป็นร฾อยละ 100 ได฾รับการส฽งต฽อคลินิกกระตุ฾นพัฒนาการทันทีและติดตามอย฽างต฽อเนื่อง สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: พ฽อแม฽ ผู฾ปกครอง ครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และอสม.ที่ได฾รับการพัฒนา ศักยภาพด฾วยการใช฾คู฽มือเฝูาระวังและส฽งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย (DSPM) สามารถน้าไปใช฾คัดกรองพัฒนาการเด็ก ได฾อย฽างมีประสิทธิภาพ ค าส าคัญ : พัฒนาระบบการคัดกรองพัฒนาการเด็ก 0-5 ปี, การมีส฽วนร฽วมของผู฾ปกครอง


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 177 E2.20 ผลการใช้แนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่เรื่องการปูองกันการติดเชื้อดื้อยาในหอผู้ปุวยในโรงพยาบาลบ้าน ด่าน จังหวัดบุรีรัมย์ กาญจนา หนองนา งานควบคุมและปูองกันการติดเชื้อ กลุ฽มงานการพยาบาล โรงพยาบาลบ฾านด฽าน จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : โรคติดเชื้อดื้อยาในโรงพยาบาลเป็นปัญหาที่ส้าคัญที่เกิดขึ้นกับผู฾ปุวยที่เข฾ารับการรักษาใน โรงพยาบาลและสามารถพบได฾ในโรงยาบาล ในแต฽ละปีมีรายงานพบปุวยติดเชื้อดื้อยาในระหว฽างเข฾ารับการรักษาตัวใน โรงพยาบาลจ้านวนมาก ซึ่งเป็นสาเหตุให฾อาการของผู฾ปุวยมีความรุนแรงขึ้น หรือต฾องพักรักษาอยู฽ในโรงพยาบาลนานขึ้น ผลกระทบต฽อโรงพยาบาลต฾องเสียค฽าใช฾จ฽ายเพิ่มสูงขึ้น จึงสนใจในการน้ากลวิธีแบบโจแอนนาบริกส์ (JBI Model) มาใช฾ใน กระบวนการดูแลผู฾ปุวยปรับเปลี่ยนแนวปฏิบัติทางคลินิกอย฽างมีส฽วนร฽วมและใช฾เป็นวิธีในการส฽งเสริมให฾บุคลากรสุขภาพมีการ ปฏิบัติตามแนวทางในการปูองกันการติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยาควบคุมพิเศษของบุคลากร วัตถุประสงค์การศึกษา : เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผู฾ปุวยดื้อยาและเพื่อประเมินการใช฾แนวทางปฏิบัติการดูแลผู฾ปุวยดื้อยา วิธีการด าเนินการ : เป็นการศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการ ( Action Research ) เรื่องแนวทางปฏิบัติในการดูแลผู฾ปุวยดื้อยาของ เจ฾าหน฾าที่ในหอผู฾ปุวยในระหว฽างวันที่ 1 พ.ย.2563 ถึง 31 ม.ค.2 564 จากเดิมไม฽มีมีแนวทาง ไม฽มีมาตรฐานในการดูแล เปลี่ยน โดยการน้าแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับการดูแลผู฾ปุวยดื้อยาที่เป็นมาตรฐานของทางโรงพยาบาลโดยสุ฽มตัวอย฽างจากเจ฾าหน฾าที่ ที่ ขึ้นปฏิบัติงานในหอผู฾ปุวยใน จ้านวน 32 คน ใช฾แบบสอบถามที่สร฾างขึ้นจากการทบทวนวรรณกรรมจ้านวน 1 ชุด เครื่องมือที่ใช฾ในการดูแลผู฾ปุวยดื้อยาแบบมาตรฐาน Bundle SIHP ที่ผ฽านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือแล฾ว การ ทดสอบความตรงก็ผ฽านผู฾ทรงคุณวุฒิ 3 ท฽าน แล฾วน้าแบบสอบถามทดลองใช฾กับกลุ฽มตัวอย฽าง จ้านวน 32 ราย แบบทดสอบ ความรู฾และเจตคติในเรื่องการดูแลผู฾ปุวยดื้อยาตามมาตรฐาน SHIP ผลการศึกษา : จากการศึกษาแนวทางการปฏิบัติของเจ฾าหน฾าที่โรงพยาบาลบ฾านด฽าน ที่ขึ้นปฏิบัติงานที่หอผู฾ปุวยเกี่ยวกับการใช฾ แนวทางการดูแลผู฾ปุวยดื้อยา ได฾น้าข฾อมูลมาวิเคราะห์โดยใช฾กระบวนการทางสถิติแบ฽งออกเป็น 3 ส฽วน 1) ข฾อมูลทั่วไป ส฽วน ใหญ฽เป็นผู฾หญิง ร฾อยละ 75 ระยะเวลาการท้างานน฾อยกว฽า 10 ปี ร฾อยละ 75 ขึ้นปฏิบัติงาน 2) การปฏิบัติตามแนวทางของ เจ฾าหน฾าที่ เจ฾าหน฾าที่ให฾การดูแลผู฾ปุวยอยู฽เป็นประจ้ามีความรู฾ในเรื่องการแยกอุปกรณ์ในการดูแลสามารถปูองกันได฾ถึงร฾อยละ 81.3 การล฾างมือสามารถปูองกันได฾ 68.8 กระบวนการดูแล การให฾ความรู฾แก฽บุคลากรและญาติปูองกันได฾ ร฾อยละ 81.3 3) เจตคติในการดูแลผู฾ปุวยดื้อยาตามมาตรฐาน SHIP เจ฾าหน฾าที่มีเจตคติว฽าเชื้อดื้อยาสามารถปูองกันได฾ ร฾อยละ 100 และพบว฽าจ฾า หน฾าที่มีเจตคติต฽อการใช฾แนวทางการดูแลผู฾ปุวยแบบ Bundle SHIP สูงถึงร฾อยละ 90.6 การน าไปใช้ประโยชน์ : 1) น้าข฾อมูลไปปรับปรุงและพัฒนาแนวทางการดูแลผู฾ปุวยดื้อยาในหอผู฾ปุวยใน และ 2) จัดท้าแผนว ทางการปฏิบัติเพื่อให฾ความรู฾บุคลากรในโรงพยาบาล ค าส าคัญ : เชื้อดื้อยา (MDR), แนวปฏิบัติในการดูแลผู฾ปุวยดื้อยา


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 178 มหกรรมคุณภาพ HACC Forum นครชัยบุรินทร์ครั้งที่ 16 “Growth Mindset for Better Healthcare System” ในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 08.30-17.00 น. ณ โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา E- Poster Presentation กลุ่มที่ 3 การพัฒนาระบบริการ COVID19/ระบบอื่นๆ จ านวน 18 เรื่อง น าเสนอวันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 เวลา 14.30-18.30 น ห้องอรพิม ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ หมาย เหตุ 1 14.30 - 14.40 น. สื่อสารไร฾รอยต฽อดูแลผู฾ปุวยโค วิด-19 ปลอดภัย ด฾วยโปรแกรม HI OKAMOD.COM นายพีรวรรษ นะรารัมย์ โรงพยาบาลห฾วย ราช บุรีรัมย์ 0824688116 2 14.40 - 14.50 น. การพัฒนารูปแบบการจัดการ ศพผู฾ติดเชื้อหรือสงสัยติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) อ้าเภอปะค้า จังหวัดบุรีรัมย์ นางศุลีวงศ์ สนสุผล โรงพยาบาลปะ ค้า บุรีรัมย์ 0819768724 3 14.50 - 15.00 น. A Couple Of love in STI HIV - เปลี่ยนเวลารอ เป็นเวลา รัก นางมยุรี สุบรรนารถ โรงพยาบาล ปราสาท สุรินทร์ 044-551295 ต฽อ 1020 4 15.00 - 15.10 น. การพัฒนาระบบการจัดการวิถี ใหม฽ในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ใน ห฾องคลอด ภายใต฾สถานการณ์ การแพร฽ระบาดของโควิด-19 โรงพยาบาลประโคนชัย จังหวัด บุรีรัมย์ นางณภัทร สุนทรลิ้มศิริ โรงพยาบาลประ โคนชัย บุรีรัมย์ 0961153904 5 15.10 - 15.20 น. CQI การพัฒนารูปแบบบริการ คลินิกไร฾พุง (DPAC) โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ (วง ล฾อที่ 2) นางสาวสุทธิดา วิโสรัมย์ โรงพยาบาล เขวาสินรินทร์ สุรินทร์ 063-5063274 6 15.20 - 15.30 น. การพัฒนาระบบการดูแลรักษา ผู฾ปุวยมะเร็งแบบไร฾รอยต฽อใน โรงพยาบาลรัตนบุรี จังหวัด สุรินทร์ นายพีรพงษ์ อินทร์เหลา โรงพยาบาลรัต นบุรี สุรินทร์ 091-8320962 7 15.30 - 15.40 น. การพัฒนาแนวทางการปูองกัน ภาวะไส฾ติ่งแตกในกลุ฽มไส฾ติ่ง อักเสบเฉียบพลัน ในเขตอ้าเภอ รัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ นางสาวมณี รัตน์ พุจารย์ โรงพยาบาลรัต นบุรี สุรินทร์ 081-8826987 8 15.40 - 15.50 น. การประเมินระบบเฝูาระวังโรค ไข฾เลือดออก โรงพยาบาล เกษตรสมบูรณ์ อ้าเภอเกษตร สมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ นายอานนท์ บุ รมศรี โรงพยาบาล เกษตรสมบูรณ์ ชัยภูมิ 0839484058 9 15.50 - 16.00 น. ประสิทธิผลของการบ้าบัด BRIEF INTERVENTION เพื่อลดปัญหา การดื่มสุราของผู฾ปุวยโรคติดสุรา นางลัดดาวัลย์ มั่นพานิช โรงพยาบาลขาม สะแกแสง นครราชสีมา 044-383577 ต฽อ 143


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 179 10 16.00 - 16.10 น. การพัฒนาการดูแลผู฾ปุวยผ฽าตัด กระดูกสันหลังส฽วนคอด฾วย วิธีการทางกายภาพบ้าบัด นางวาสนา แจ฾งไธสง โรงพยาบาล มหาราช นครราชสีมา นครราชสีมา 089-7176407 11 16.10 - 16.20 น. การพัฒนาระบบการดูแลผู฾ปุวย Sepsis และ Septic shock เพื่อลดภาวะแทรกซ฾อน โรงพยาบาลเขื่องใน นางจิรชยา ครองยุทธ โรงพยาบาลเขื่อง ใน อุบลราชธานี 087-8794050 12 16.20 - 16.30 น. การพัฒนาระบบการดูแลผู฾ปุวย ภาวะ Sepsis ช฽วยให฾ผู฾ปุวย ปลอดภัย นางสุขุมาล สุ ตะนนท์ โรงพยาบาลคู เมือง บุรีรัมย์ 086-2507735 13 16.30 - 16.40 น. การพัฒนาระบบการดูแลผู฾ปุวย ที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ร฽วมกับเครือข฽าย โรงพยาบาล ประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ นางชัญญาภัค ชาญประโคน โรงพยาบาลประ โคนชัย บุรีรัมย์ 0611491956 14 16.50 - 17.00 น. การเพิ่มประสิทธิภาพการดูแล โรคปอดอักเสบในผู฾ปุวยเด็กที่มี ภาวะหายใจล้าบากโดยการใช฾ Oxygen high flow nasal cannula ณ หอผู฾ปุวยกุมารเวช กรรม โรงพยาบาลละหานทราย ปี 2563 – 2566 นางสาวทิพ จุฑา เก฽าแก฽กุลวงศ์ โรงพยาบาล ละหานทราย บุรีรัมย์ 0819996064, 15 17.00 - 17.10 น. การพัฒนาระบบการปูองกัน การเกิด Pneumonia Respiratory failure ในเด็ก นางนวลฉวี อินทร์พันธ์ โรงพยาบาลคู เมือง บุรีรัมย์ 0862507735 16 17.10 - 17.20 น. การพัฒนาระบบการประเมิน ภาวะโภชนาการด฾วยแบบ ประเมิน Nutrition alert (NAF) ในผู฾ปุวยที่ใส฽สายอาหาร ประเภท Nasogastric tube insertion(NG tube) นายยุทธนา พรหมอุ฽นและ คณะ โรงพยาบาลสตึก บุรีรัมย์ 092-9206460 17 17.20 - 17.30 น. การพัฒนารูปแบบการติดตาม ความครอบคลุมการได฾รับวัคซีน ในเด็กอายุ 0—5 ปี ในเขต ต้าบลแซะ อ.ครบุรี จ.. นครราชสีมา นายธีรยุทธ เทินสระเกษ โรงพยาบาลครบุรี นครราชสีมา 0921978265


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 180 E3.1 สื่อสารไร้รอยต่อดูแลผู้ปุวยโควิด-19 ปลอดภัย ด้วยโปรแกรม HI OKAMOD.COM พีรวรรษ นะรารัมย์, นริชชญา สุนทร, ธนวิชญ์ วัชระเงิน, มนต์ชัย นะรารัมย์ โรงพยาบาลห฾วยราช อ้าเภอห฾วยราช จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ อ้าเภอห฾วยราช จังหวัดบุรีรัมย์ มีภาษาถิ่นหรือภาษาเขมร ว฽า “โอลกระม็อด” มี ประชากร 36,825 ราย โรงพยาบาลชุมชนขนาด 30 เตียง 1 แห฽ง และรพสต. 8 แห฽ง เดือนมกราคม พ.ศ.2565 มีการ ระบาดของโรคโควิด-19 สายพันธ์โอมิครอน เป็นผู฾ปุวยโควิด-19 ประเภทสีเขียวสามารถแยกกักตัวที่บ฾านมากถึงร฾อย ละ 98.16 จึงน้าแนวคิดทฤษฎีลีนมาพัฒนาโปรแกรม HI OKAMOD.COM เพื่อดูแลผู฾ปุวยกลุ฽มนี้โดยไม฽มีค฽าใช฾จ฽าย วัตถุประสงค์การศึกษา 1) ผู฾ปุวยโควิด-19 แบบแยกกักตัวที่บ฾านอ้าเภอห฾วยราชได฾รับการดูแลรวดเร็ว ไม฽เกิด ภาวะแทรกซ฾อน 2) เป็นช฽องทางการสื่อสารแก฽บุคลากรในการดูแลผู฾ปุวยโควิด-19 แบบแยกกักตัวที่บ฾าน 3) การบันทึกเวชระเบียนเพื่อเบิกเคลมค฽ารักษาพยาบาลผู฾ปุวยโควิด-19 แบบแยกกักตัวที่บ฾าน วิธีการด าเนินการ วิจัยเชิงพัฒนามีกระบวนการ 3 ขั้นตอน 1) ประชุมวางแผนสร฾างนวัตกรรมโดยแพทย์ พยาบาล สห วิชาชีพ และนักวิชาการคอมพิวเตอร์ 2) ลงประเมินอาการผู฾ปุวยติดเชื้อโควิด-19 แบบแยกกักตัวที่บ฾านเสมือนดูแล รักษาตามมาตรฐานในโรงพยาบาล วันละ 2 ครั้ง นาน 10 วัน และ3) รวบรวมและวิเคราะห์ข฾อมูล และสรุปรายงาน เพื่อเบิกเคลมค฽ารักษาพยาบาลผู฾ปุวย Covid-19 แบบแยกกักตัวที่บ฾าน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างเฉพาะเจาะจง คือ บุคลากรทางการแพทย์ 30 คน และผู้ป่วยโควิด-19 แบบแยกกักตัวที่บ้าน 7,032 ราย ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2565 ถึง 31 กรกฎาคม 2565 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบบันทึกเวชระเบียนในโปรแกรม HI OKAMOD ตามแนวทางของกรมการแพทย์2) แบบประเมินความพึงพอใจของบุคลากรผู้ใช้โปรแกรม วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย และผ฽านการรับรองจริยธรรมจากส้านักงานสาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ ผลการศึกษา ผู฾ปุวยจ้านวน 7,032 ราย พบอัตรารักษาหายกลับบ฾าน 99.92%, อัตราปุวยตาย 0.08 % ผู฾ปุวยเสี่ยงสูง กรณีสัญญาณชีพผิดปกติต฾องเฝูาระวังมีระบบ AI ให฾แพทย์เห็นชัดเจน และ Video call ประเมินการรักษาร฾อยละ 100 พิจารณารับไว฾ในโรงพยาบาล 2.84% แผนการรักษาเพิ่มเติม 21.1% และสังเกตอาการต฽อที่บ฾านอย฽างใกล฾ชิด 76.06% สามารถเบิกเคลมค฽ารักษา 51,484,339 บาท ด฾านบุคลากรมีความพึงพอใจในการใช฾โปรแกรมระดับมากถึง มากที่สุดคิดเป็นร฾อยละ 100 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ การดูแลรักษาผู฾ปุวยโควิด-19 แบบแยกกักตัวที่บ฾านด฾วยโปรแกรม HI OKAMOD.COM ผ฽านระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัยตามแนวทางชีวิตวิถีใหม฽ สามารถขยายผลไปยังโรงพยาบาลที่มีบริบท ใกล฾เคียงกัน และประยุกต์ใช฾ดูแลผู฾ปุวยโรคอื่นๆได฾ให฾มีประสิทธิผลดีลดความแออัด และลดระยะเวลารอคอยใน โรงพยาบาลได้ ค าส าคัญ ผู฾ปุวยโควิด-19, HOME ISOLATION, โอลกระม็อด


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 181 E3.2 การพัฒนารูปแบบการจัดการศพผู้ติดเชื้อหรือสงสัยติดเชื้อไวรัสโรโรนา 2019 (โควิด-19) อ าเภอปะค า จังหวัดบุรีรัมย์ ศุลีวงศ์ สนสุผล, โรงพยาบาลปะค้า ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา : โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID -19) พบการระบาดตั้งแต฽วันที่ 30 ธันวาคม 2562 และมีการแพร฽ระบาดไปทั่วโลก ส้าหรับอ้าเภอปะค้า พบผู฾ติดเชื้อสะสม จ้านวน 6,061 ราย ผู฾เสียชีวิต สะสม จ้านวน 9 ราย และภายหลังประกาศเป็นโรคประจ้าถิ่น พบผู฾ติดเชื้อสะสม จ้านวน 203 ราย ผู฾เสียชีวิตสะสม 4 ราย และยังไม฽มีแนวทางการจัดการศพที่ชัดเจน จึงได฾มีการจัดการศพภายใต฾แนวทางการจัดการศพผู฾ติดเชื้อ COVID - 19 ตามประกาศของกรมการแพทย์ แต฽บุคลากรยังขาดประสบการณ์ ขาดสิ่งสนับสนุน ขาดทีมงาน รวมทั้งการไม฽ยอมรับ ของชุมชน เกิดการต฽อต฾าน และมีข฾อร฾องเรียนจากญาติผู฾เสียชีวิต งานควบคุมโรคจึงพัฒนารูปแบบการจัดการศพผู฾ติดเชื้อ หรือสงสัยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19 ) ที่เหมาะสมกับบริบทของอ้าเภอปะค้าวัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อ พัฒนารูปแบบการจัดการศพผู฾ติดเชื้อหรือสงสัยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และเพื่อศึกษาผลลัพธ์ของการจัดการศพผู฾ติดเชื้อ หรอืสงสัยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของอ้าเภอปะค้า จังหวัดบุรีรัมย์วิธีการด าเนินการ : เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) เก็บรวบรวมข฾อมุลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยกลุ฽มตัวอย฽าง เชิงคุณภาพ คือผู฾เกี่ยวข฾อง กับการฌาปณกิจศพและผู฾มีส฽วนได฾ส฽วนเสียในชุมชน จ้านวน 30 คน เชิงปริมาณ ได฾แก฽ ตัวแทนประชาชนในพื้นที่ตั้ง วัด จ้านวน 368 คน สุ฽มโดยการจับฉลากบ฾านเลขที่แบบไม฽ใส฽กลับคืน เครื่องมือการวิจัย คือ รูปแบบการจัดการศพ ผู฾ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามวงจร PDCA ของเดมมิ่ง เก็บรวบรวมข฾อมูล โดยใช฾ข฾อค้าถามการสนทนากลุ฽ม จ้านวน 5 ข฾อ และแบบสอบถามความพึงพอใจที่ผู฾วิจัยประยุกต์จากบดินทร์บุญขันธ์ วิเคราะห์ข฾อมูล เชิงปริมาณโดย ใช฾สถิติเชิงพรรณนา ร฾อยละ ค฽าเฉลี่ย และเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษา พบว฽า รูปแบบการจัดการศพผู฾ติดเชื้อหรือสงสัยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อ้าเภอปะค้า มีมาตรฐาน มีค้าสั่ง แต฽งตั้ง ก้าหนดบทบาทหน฾าที่และผู฾รับผิดชอบชัดเจน ผู฾เกี่ยวข฾องมีความเห็นสอดคล฾องกันถึงผลเชิงบวกและพึงพอใจกับ รูปแบบการจัดการศพผู฾ติดเชื้อหรือสงสัยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ญาติผู฾เสียชีวิตมีความพึงพอใจในระดับมาก (̅ = 4.13) ประชาชนในพื้นที่ตั้งวัดอยู฽พึงพอใจในระดับปานกลาง ( ̅ 3.27) รองลงมาคือระดับมาก (̅ = 4.24) ผู฾เกี่ยวข฾องเสนอแนะให฾มีการสนับสนุนชุดอุปกรณ์ปูองกันแก฽วัด สรุปการศึกษาและน าไปใช้ประโยชน์: การพัฒนารูปแบบการจัดการศพผู฾ติดเชื้อหรือสงสัยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของอ้าเภอปะค้ามีความเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ มีแนวทางการปฏิบัติภายใต฾หลักวิชาการ มีค้าสั่งแต฽งตั้ง ก้าหนด บทบาทหน฾าที่และผู฾รับผิดชอบชัดเจน ใช฾ได฾สะดวก มีประสิทธิภาพ ค าส าคัญ : ไวรัสโคโรนา, การจัดการศพ


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 182 E3.3 A Couple Of love in STI HIV - เปลี่ยนเวลารอ เป็นเวลารัก นางมยุรี สุบรรนารถ โรงพยาบาลปราสาท จ.สุรินทร์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: สถานการณ์STI รพ.ปราสาท พบโรคซิฟิลิสมีแนวโน฾มเพิ่มขึ้น ในปี2563-2565 มีการตรวจค฾นหาการติดเชื้อHIV ถึง 5,526 5,776 และ 5,839 ราย พบผู฾ติดเชื้อรายใหม฽ 56, 47 และ 50 ราย พบว฽าติดเชื้อSTI ร฽วมกับHIVเพิ่มขึ้นทุกปีจากการทบทวนของ คณะกรรมการDSC HIV/STI พบมีความล฽าช฾าในการเข฾าถึงยาต฾านไวรัสและมีการติดเชื้อฉวยโอกาสสูงกว฽าค฽าเฉลี่ยประเทศ จึง ออกแบบบริการเพิ่มการเข฾าถึงกลุ฽มเปูาหมาย ตามกลยุทธ์ RRTTR คือผู฾ปุวยSTIและคู฽ เพื่อยุติ ปัญหาเอดส์ในปี2573 วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อเพิ่มการเข฾าถึงการตรวจคัดกรองSTI ให฾ทราบสถานะและรับรักษาที่รวดเร็ว และเพื่อให฾ผู฾ปุวยได฾รับ ทราบสถานะการติดเชื้อ HIV และรักษาด฾วยยาต฾านไวรัสที่รวดเร็ว วิธีการด าเนินการ: 1) การเข฾าถึงและการเข฾ารับ: ก้าหนดกลุ฽มค฾นหา ผู฾ปุวยSTIและคู฽ โดยเสนอบริการปรึกษาตรวจคัดกรอง พร฾อมคู฽ 2) การวางแผน: พัฒนาบุคลากรและศักยภาพการให฾ค้าปรึกษาแบบคู฽ (Couple counseling) จัดบริการแบบ Normalization เสนอบริการด฾วยหลัก 7–eleven model “รับการตรวจคัดรองและปรึกษาพร฾อมคู฽มั้ยคะ” และใช฾หลักการ ปรึกษาแบบ Here and now 3) การดูแลผู฾ปุวย: 1)กรณีพบการติดเชื้อSTI ให฾การดูแลรักษาพร฾อมกันตามมาตรฐาน 2)กรณี พบการติดเชื้อHIV ให฾การปรึกษาเตรียมความพร฾อมก฽อนเริ่มยาต฾าน ส฽งต฽อข฾อมูลและส฽งเข฾ารับบริการคลินิกมิตรใหม฽เพื่อให฾ได฾ ยาต฾านให฾เร็วที่สุด (Same day ART) 3) ปรับปรุงแนวทางให฾ทันสมัย ปฏิบัติได฾จริง 4) การให฾ข฾อมูลและเสริม พลัง: ใช฾หลัก Here and Now ให฾ค้าปรึกษา เพื่อรักษาคู฽และเปิดเผยผล การติดเชื้อ รับการรักษาพร฾อมกัน มีความรู฾ในการปูองกันและคงสถานะลบตลอดไป และ 5.การดูแลต฽อเนื่อง: 1)ปรับปรุงแนวทางการนัด การติดตามผล ตามมาตรฐาน บันทึกนัดโดยใช฾ HOSxP. เพื่อสื่อสารในทีม 2) ส฽งต฽อข฾อมูลและ ติดตามกรณีผู฾ปุวยย฾ายสถานพยาบาล 3)พัฒนาศักยภาพบุคคลากรอย฽างต฽อเนื่อง ผลการศึกษา: 1. ผู฾ปุวยSTIและคู฽ได฾รับค้าปรึกษาตรวจหา HIVร฾อยละ 97.37 ในปี 2563 เพิ่มเป็นร฾อยละ 100 ในปี2566 2.การ ค฾นหาการติดเชื้อ HIV และทราบสถานะเพิ่มขึ้นทุกปีโดยผู฾ปุวยHIVรายใหม฽ได฾เข฾าสู฽กระบวนการรักษาด฾วยยาต฾านไวรัสทุกราย 3. ระยะเวลาเฉลี่ยเริ่มรับยาต฾านไวรัสของผู฾ปุวยHIVรายใหม฽ (กรณีที่ไม฽มีโรคติดเชื้อฉวยโอกาส) ลดลงจาก 16 วันเป็น 4 วัน และ ผู฾ปุวยSTIและคู฽ที่ติดเชื้อHIVได฾รับการส฽งต฽อคลินิกยาต฾านไวรัสร฾อยละ 100 4.การเปิดเผยผลการติดเชื้อต฽อคู฽ร฾อยละ 100 และ ได฾รับตรวจติดตามผลรับทราบสถานะและคงสถานะลบ ร฾อยละ 100และ5.การขาดนัดลดลงจากร฾อยละ 25.66 ในปี 2563 เป็น ร฾อยละ 16.95 ปี 2566 และได฾รับการดูแลรักษา STI ตามมาตรฐาน ร฾อยละ 93.93 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน 1) ขยายบริการปรึกษาแบบคู฽ เพิ่มการเข฾าถึงการรับทราบสถานะและดูแลรักษาพร฾อม คู฽ 2) ส้ารวจความพึงพอใจผู฾รับบริการ ผ฽านQR CODE เพื่อได฾ข฾อมูลที่เป็นจริงและน้าผลมาพัฒนาต฽อได฾ ค าส าคัญ : การตรวจเลือดแบบคู฽ (Couple counseling), การให฾ค้าปรึกษาตรวจเลือดHIV, โรคติดต฽อทางเพศสัมพันธ์(STI), เอชไอวี(HIV)


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 183 E3.4 การพัฒนาระบบการจัดการวิถีใหม่ในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ในห้องคลอด ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โรงพยาบาลประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ณภัทร สุนทรลิ้มศิริ โรงพยาบาลประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ โรคโควิด-19 เป็นโรคอุบัติใหม฽ที่ระบาดรวดเร็วจนแพร฽กระจายทั่วโลก พบผู฾ปุวยที่ มีการติดเชื้อและเสียชีวิตเป็นจ้านวนมากในหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ในช฽วงปลายปี พ.ศ. 2563 ห฾องคลอด โรงพยาบาลประโคนชัย พบปัญหาหญิงตั้งครรภ์ที่มาคลอดปกปิดข฾อมูลและพบติดเชื้อโควิด-19 หลัง เข฾ารับการรักษา 2 ราย ท้าให฾ผู฾คลอดรายอื่นและเจ฾าหน฾าที่ที่ปฏิบัติงานในช฽วงเวลาดังกล฽าวเป็นกลุ฽มเสี่ยงสูง ส฽งผล ให฾ต฾องปิดบริการห฾องคลอดชั่วคราว อัตราก้าลังเจ฾าหน฾าที่ไม฽เพียงพอในการปฏิบัติงานและเกิดการร฾องเรียน วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อพัฒนาระบบการจัดการวิถีใหม฽ในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ในห฾องคลอด วิธีการ ด าเนินการ เป็นงานวิจัยและพัฒนา ประกอบด฾วย 4 ขั้นตอน ได฾แก฽ 1) ศึกษาวิเคราะห์สภาพปัญหา 2) พัฒนา ระบบการดูแล 3) ลงสู฽การปฏิบัติ 4) ประเมินผล ระยะเวลาการศึกษาตั้งแต฽เดือนมกราคม 2564–มีนาคม2566 กลุ฽มตัวอย฽างคือหญิงตั้งครรภ์ที่มารับบริการที่ห฾องคลอด โรงพยาบาลประโคนชัย จ้านวน 2,172 คน สูติแพทย์และ เจ฾าหน฾าที่ในห฾องคลอด จ้านวน 17 คน เครื่องมือที่ใช฾ในการศึกษาประกอบด฾วย แบบคัดกรองความเสี่ยงโควิด-19 แนวปฏิบัติการปูองกันการติดเชื้อในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ระยะคลอด แบบบันทึกการปฏิบัติ ข฾อมูลเวชระเบียน ผู฾ปุวยใน กิจกรรมประกอบด฾วย ถอดบทเรียน ประชุมวางแผนร฽วมกับทีมสูติแพทย์และหน฽วยงานที่เกี่ยวข฾อง สังเกตการณ์การซ฾อมคลอดในผู฾ปุวยโควิด-19ที่รพ.แม฽ข฽ายบุรีรัมย์ พัฒนาสมรรถนะของบุคลากรด฾านความรู฾และ ทักษะต฽างๆ ปรับเปลี่ยนระบบการเข฾าถึงและเข฾ารับบริการของหญิงตั้งครรภ์ปรับแนวทางการดูแลหญิงตั้งครรภ์ใน ห฾องคลอด ปรับรูปแบบการคัดกรองผู฾สงสัยติดเชื้อโควิด-19 ปรับโซนการให฾บริการ ปรับแนวทางการส฽งตรวจและ การรายงานผล Rapid test และ RT-PCR ใช฾สถิติเชิงพรรณนาวิเคราะห์ข฾อมูล ผลการศึกษา 1.ได฾ระบบการดูแล หญิงตั้งครรภ์ระยะคลอดในสถานการณ์โรคโควิด-19 2. ผลของการพัฒนาระบบพบอัตราการติดเชื้อโควิด-19ของ บุคลากรขณะปฏิบัติงาน 0% การแพร฽ระบาดโรคโควิด-19ในห฾องคลอด 0% 3. หลังการพัฒนาระบบบุคลากร ปฏิบัติตามแนวทางที่ก้าหนดร฾อยละ 90 อัตราการเกิดข฾อร฾องเรียนของผู฾รับบริการ 0% 4. ห฾องคลอดเปิดบริการ ได฾ตลอด 24 ชั่วโมง สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ เมื่อเปรียบเทียบก฽อนและหลังการพัฒนาพบว฽า การมีระบบการดูแลหญิงตั้งครรภ์ระยะคลอดในสถานการณ์โรคโควิด-19 ท้าให฾การท้างานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม฽เกิดการติดเชื้อและการแพร฽ระบาดโรคโควิด-19 ส฽งผลให฾เกิดความปลอดภัยต฽อผู฾รับบริการและผู฾ปฏิบัติงาน ควร มีการนิเทศก้ากับการปฏิบัติอย฽างต฽อเนื่องให฾เป็นมาตรฐานการปฏิบัติงานเพื่อรองรับการเกิดโรคอุบัติใหม฽ อุบัติซ้้า นอกจากนี้ยังได฾ขยายผลการด้าเนินงานไปยังโรงพยาบาลลูกข฽ายและโรงพยาบาลชุมชนพื้นที่อ้าเภออื่นๆในจังหวัด บุรีรัมย์และจังหวัดอื่น ค าส าคัญ : การพัฒนาระบบ หญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อโควิด-19 โรคโควิด-19


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 184 E3.5 CQIการพัฒนารูปแบบบริการคลินิกไร้พุง (DPAC) โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ (วงล้อที่2) สุทธิดา วิโสรัมย์, โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์จังหวัดสุรินทร์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : การออกก าลังกายและการเล่นกีฬามีผลต่อสุขภาพร่างกาย ทั้งในด้านการส่งเสริมสุขภาพ การ ปูองกันโรค การรักษาพยาบาล และฟื้นฟูสภาพร่างกายที่ประหยัดและมีประสิทธิภาพ การด าเนินงานคลินิกไร้พุง (DPAC) โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ จึงได้จัดกิจกรรมให้มีบุคคลต้นแบบมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ เพื่อกระตุ้นและสร้าง แรงจูงใจในการลดน ้าหนัก และเป็นแบบอย่างในการดูแลสุขภาพที่ดีเกิดการออกก าลังกาย และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการ บริโภคอาหารที่ดีต่อไป วัตถุประสงค์การศึกษา 1) เพื่อส่งเสริมการรักการออกก าลังกายของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเขวาสินริ นทร์ 2) เพื่อส่งเสริมบุคลากรให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น 3) เพื่อส่งเสริมความสุขและความสามัคคีในองค์กร 4) เพื่อเปรียบเทียบ รูปแบบกิจกรรมก่อนพัฒนาและหลังพัฒนา วิธีการด าเนินการ : คัดกรองสุขภาพกลุ่มตัวอย่างคือข้อมูลที่ถูกบันทึกในฐานข้อมูลเวชระเบียนการตรวจสุขภาพประจ าปี ได้แก่ น ้าหนัก ส่วนสูง เส้นรอบเอว ดัชนีมวลกาย เพื่อเปรียบเทียบผล ก่อนและหลังเข้าโครงการ จัดกิจกรรมการให้ความรู้ตาม หลัก 3อ. 2ส. 1ฟ. ออกก าลังกายเต้นแอโรบิค ได้ปรับรูปแบบการให้บริการคลินิกไร้พุง โดยการรับฟังความรู้จากบุคคลต้นแบบ ซึ ่งเป็นผู้ที ่มีการปรับเปลี ่ยนพฤติกรรมสุขภาพที ่ดี มีน ้าหนักลดและมีค ่าBMI ที ่ลดลง โดยร ่วมแลกเปลี ่ยนเรียนรู้เล ่า ประสบการณ์ในการดูแลสุขภาพ การลดน ้าหนักของตนเอง การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ให้แก่กลุ่มเปูาหมายของ คลินิกDPAC เพื่อกระตุ้นให้กลุ่มเปูาหมายมีแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ปูองกันการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในอนาคต อีกทั้งมีการจัดกิจกรรมให้มีผู้น าออกก าลังกายแอโรบิคทุกวันพุธของสัปดาห์ และสร้างช่องทางการสื่อสารของสมาชิกในกลุ่ม ไลน์ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้เกี่ยวกับการลดน ้าหนัก การออกก าลังกาย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค อาหารอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มแรงจูงใจแก่สมาชิก โดยการมอบรางวัลบุคคลต้นแบบแก่สมาชิกที่มีผลการดูแลสุขภาพดีเยี่ยม (วัดจากน ้าหนัก/รอบเอวที่ลดลง) มีการมอบรางวัลให้แก่กลุ่มเปูาหมายที่ลดน ้าหนักได้ตามเปูาที่ก าหนดไว้ ผลการศึกษา : ปีงบประมาณ 2565 เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ จ านวน 114 ราย ได้เข้าร่วมกิจกรรม 50 ราย คิด เป็นร้อยละ 43.85 น ้าหนักเพิ่ม 19 คน คิดเป็นร้อยละ 38 น ้าหนักลด 25 คน คิดเป็นร้อยละ 50 น ้าหนักเท่าเดิม 6 คน คิด เป็นร้อยละ 12 และมีผู้ที ่สามารถลดน ้าหนักได้ดี ค ่าBMIอยู ่ในเกณฑ์ปกติ 5 คน คิดเป็นร้อยละ 10 ซึ ่งต ่างจากเมื ่อ ปีงบประมาณ 2563 เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์จ านวน 105 คน มีBMIเกินจ านวน 35 คน คิดเป็นร้อยละ 33.33BMIเกิน 35 คน คิดเป็นร้อยละ 33.33 น ้าหนักลดลง 11 คน คิดเป็นร้อยละ 31.42 น ้าหนักเพิ่มขึ้น 24 คน คิดเป็นร้อยละ 68.57 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : ภายหลังจากการปรับรูปแบบการให้บริการคลินิกDPAC โดยการเพิ่มกิจกรรมให้ความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์การลดน ้าหนักจากบุคคลต้นแบบที่เป็นเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ ในการสร้างแรงจูงใจในการลด น ้าหนัก และการมอบของรางวัลให้แก่กลุ่มเปูาหมายที่สามารถลดน ้าหนักได้ตามเปูาหมายที่ก าหนดไว้ พบว่าปีงบประมาณ2565 เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์จ านวน 114 คน น ้าหนักลด 25 คน คิดเป็นร้อยละ 50 น ้าหนักลดพร้อมกับBMI ปกติ 5 คน คิด เป็นร้อยละ 10 ค าส าคัญ : รูปแบบบริการคลินิกไร้พุง


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 185 E3.6 การพัฒนาระบบการดูแลรักษาผู้ปุวยมะเร็งแบบไร้รอยต่อในโรงพยาบาลรัตนบุรีจังหวัดสุรินทร์ พีรพงษ์ อินทร์เหลา, โรงพยาบาลรัตนบุรี ความเป็นมาและความส าคัญ โรคมะเร็งที่พบมาก 5 อันดับแรกในคนไทย ได฾แก฽ มะเร็งตับและท฽อน้้าดีมะเร็งปอด มะเร็งเต฾านม มะเร็งล้าไส฾ใหญ฽และทวารหนัก มะเร็งปากมดลูก โรงพยาบาลรัตนบุรี พบผู฾ปุวยที่วินิจฉัยเป็นมะเร็ง 3 อันดับ แรก คือมะเร็งตับและท฽อทางเดินน้้าดี 37, 52, 32 ราย ตามล้าดับ มะเร็งล้าไส฾ใหญ฽และทวารหนัก 2, 15, 9 ราย ตามล้าดับ มะเร็งเต฾านม 2, 10, 9 ราย ตามล้าดับ มีการพัฒนาระบบการคัดกรองมะเร็ง ดูแลรักษาและ ผ฽าตัดในโรงพยาบาลชุมชนและส฽งต฽อผู฾ปุวยเพื่อให฾ยาเคมีบ้าบัดและฉายแสงที่ศูนย์มะเร็งโรงพยาบาลจังหวัด ทั้ง ในรูปแบบ telemedicine และ ผู฾ปุวยเดินทางเอง ผู฾ปุวยได฾รับการคัดกรองและรักษาผ฽าตัดที่รวดเร็วตั้งแต฽ ระยะเริ่มต฾น ลดการแพร฽กระจาย และ ลดภาวะแทรกซ฾อน ช฽วยเพิ่มคุณภาพชีวิต และอัตราการรอดชีวิต ลด ค฽าใช฾จ฽ายในการรักษาและการเดินทาง วัตถุประสงค์การศึกษา 1) เพื่อพัฒนาระบบการคัดกรองมะเร็งและรักษาผู฾ปุวยมะเร็งในเขตบริการ โรงพยาบาลรัตนบุรีได฾รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ 2) เพื่อลดความแออัด ลดระยะเวลารอคอย และลด ค฽าใช฾จ฽าย ในการส฽งต฽อรักษา วิธีการด าเนินการ มะเร็งเต฾านมตรวจคัดและผ฽าตัดส฽งต฽อและให฾ยาเคมีบ้าบัดและยาฮอร์โมนรูปแบบ telemedicine และ ผ฽านระบบ Thai Cancer Base , มะเร็งล้าไส฾ใหญ฽และทวารหนัก(Colorectal cancer) คัดกรอง fit testและเข฾าสู฽การส฽องกล฾อง(colonoscopy)และผ฽าตัด ส฽งต฽อเพื่อรับยาเคมีบ้าบัดที่โรงพยาบาล ศูนย์และtelemedicine กับศูนย์มะเร็งเพื่อรับยาเคมีบ้าบัดส฽งยาออก โรคมะเร็งตับและท฽อน้้าดีคัดกรองด฾วย ultrasoundและ CT scanส฽งต฽อเพื่อผ฽าตัดและให฾ยาเคมีบ้าบัด ดูแลประคับประคองในผู฾ปุวยระยะสุดท฾าย ผลการด าเนินงาน ผลการรักษาผู฾ปุวยมะเร็งปี 2564-2566 พบผู฾ปุวยมะเร็งตับและท฽อทางเดินน้้าดี 121 ราย ผ฽าตัดได฾ 1 ราย ผู฾ปุวยมะเร็งล้าไส฾ใหญ฽และทวารหนัก 26 ราย ผ฽าตัดที่โรงพยาบาลรัตนบุรี 18 ราย เป็น ผู฾ปุวยระยะแพร฽กระจาย 3 ราย รักษาแบบประคับประคอง ปฏิเสธการรักษา 2 ราย ส฽งต฽อเพื่อผ฽าตัดที่ โรงพยาบาลสุรินทร์ 3 ราย ผู฾ปุวยการให฾ยาเคมีบ้าบัด(CMT) ชนิดกิน 2 รายผ฽านระบบ telemedicine และส฽ง ต฽อเพื่อให฾ยาเคมีบ้าบัดและฉายแสง 3 ราย ปฏิเสธการให฾ยา 2 ราย มะเร็งเต฾านม 21 ราย ได฾รับการผ฽าตัด 19 ราย และส฽งต฽อเพื่อให฾ยาเคมีบ้าบัดและฉายแสง เป็นระยะแพร฽กระจาย 1 ราย ส฽งต฽อผ฽าตัดที่โรงพยาบาล สุรินทร์ 1 ราย สรุปผลและการน าไปใช้ประโยชน์ การคัดกรองตั้งแต฽ระยะต฾นท้าให฾ผู฾ปุวยได฾รับการผ฽าตัดที่รวดเร็วและ ปลอดภัย การมีระบบให฾ยาเคมีบ้าบัดจากโรงพยาบาลศูนย์ผ฽าน telemedicine ผู฾ปุวยไม฽ต฾องเดินทาง ลด ค฽าใช฾จ฽าย ค าส าคัญ: คัดกรองมะเร็ง, telemedicine, colorectal cancer screening


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 186 E3.7 การพัฒนาแนวทางการปูองกันภาวะไส้ติ่งแตกในกลุ่มไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันในเขตอ าเภอ รัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ Development of guidelines for the prevention of appendicitis rupture in acute appendicitis in Rattanaburi District, Surin Province มณีรัตน์พุจารย์ โรงพยาบาลรัตนบุรี อ้าเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ โรคไส฾ติ่งอักเสบเป็นโรคที่พบได฾บ฽อยในทางศัลยกรรม จากการศึกษาในปี 2021 ของ Dakshitha P. Wickramasinghe และคณะ พบว฽าอุบัติการณ์ของโรคไส฾ติ่งอักเสบของโลกเป็น 228 ต฽อประชากรหนึ่งแสนคนต฽อปี และในแต฽ละปีมีแนวโน฾มที่เพิ่มมากขึ้น ภาวะแทรกซ฾อนของไส฾ติ่งอักเสบที่ ส้าคัญ คือ ภาวะไส฾ติ่งแตกทะลุ ( Rupture Appendicitis ) พบได฾ทุกเพศทุกวัย แต฽จะมีอัตราส฽วนสูงในเด็กเล็กและคนชรา จากแผนพัฒนาระบบสุขภาพของ กระทรวงสาธารณสุข ได฾มีการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี พ.ศ. 2560-2579 ในด฾าน Service Excellence สาขาศัลยกรรมถือว฽าไส฾ติ่งแตกทะลุใน ไส฾ติ่งอักเสบเฉียบพลันยังเป็นภาวะฉุกเฉินทางด฾านศัลยกรรมที่ยังต฾องมีการพัฒนาอย฽างต฽อเนื่องซึ่งพบได฾ร฾อยละ25-30 ของประเทศ ต฾องได฾รับการผ฽าตัดแบบ เร฽งด฽วน โอกาสเสียชีวิตจากไส฾ติ่งอักเสบเฉียบพลันพบเพียงร฾อยละ 0.06-0.1 แต฽เมื่อเกิดไส฾ติ่งแตกโอกาสเสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นเป็นร฾อยละ 3โอกาสเสียชีวิตเพิ่มขึ้นถึง 30 เท฽าตัว โรงพยาบาลรัตนบุรี จ.สุรินทร์ เป็นโรงพยาบาลขนาด 120 เตียง (M2) จากข฾อมูลการผ฽าตัดมีการผ฽าตัดไส฾ติ่งมากเป็นล้าดับที่ 2 รองจากการผ฽าตัด คลอดทางหน฾าท฾อง สถิติการผ฽าตัดตั้งแต฽ปีพ.ศ. 2563 , 2564และ 2565 จ้านวน 101 , 92และ142 ตามล้าดับ พบสัดส฽วนการเกิดภาวะไส฾ติ่งแตกทะลุใน ผู฾ปุวยโรคไส฾ติ่งอักเสบเฉียบพลันในปี พ.ศ. 2563-2565 เป็น 2/101, 5/92 34/142 คิดเป็นร฾อยละ 1.98 , 5.43 และ 23.94 ตามล้าดับ ส฽งผลท้าให฾ผู฾ปุวยนอน โรงพยาบาลนานขึ้นโดยเฉลี่ย 8-10 วัน มีการใช฾ยาปฏิชีวนะยาวนานขึ้น และมีค฽าใช฾จ฽ายเพิ่มขึ้นเปรียบเทียบในปี 2564-2565 จาก 144,215 บาทเพิ่มสูงขึ้นเป็น 1,323,092 บาท จากการทบทวนปัญหาของผู฾ปุวยไส฾ติ่งแตกที่เพิ่มมากขึ้น ในปีงบประมาณ 2565 สาเหตุหลักคือ การมาถึงโรงพยาบาลล฽าช฾า จ้านวน 28/34 คน คิดเป็นร฾อยละ 82.35 ทางหน฽วยงานบริการผู฾ปุวยผ฽าตัดและวิสัญญีจึงมุ฽งเน฾นการแก฾ไขปัญหาภาวะไส฾ติ่งแตก จึงได฾พัฒนาแนวทางการดูแลผู฾ปุวยไส฾ติ่งอักเสบ เฉียบพลันเพื่อปูองกันภาวะไส฾ติ่งแตกในเขตอ้าเภอ รัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ในเชิงรุกขึ้นเพื่อความปลอดภัยของผู฾ปุวย วัตถุประสงค์การศึกษา 1) เพื่อพัฒนาแนว ทางการดูแลผู฾ปุวยไส฾ติ่งอักเสบเฉียบพลันเพื่อปูองกันภาวะไส฾ติ่งแตกในร.พ.รัตนบุรีจังหวัดสุรินทร์2) เพื่อลดอัตราการเกิดภาวะไส฾ติ่งแตกในไส฾ติ่งอักเสบ เฉียบพลัน ≤ ร฾อยละ 10 วิธีการด าเนินการ ระยะวางแผน (Plan) 1) ประชุมคณะกรรมการในทีมสหสาขาวิชาชีพเพื่อวิเคราะห์ปัญหาและสถานการณ์การเกิดภาวะไส฾ติ่งแตก 2) ประชุมและจัดอบรมทีมโรงพยาบาลร฽วมกับโรงพยาบาลส฽งเสริมสุภาพต้าบล และ อสม ผู฾น้าชุมชน ชี้แจงถึงสภาพปัญหาการเกิดไส฾ติ่งแตก และแนวทางการ พัฒนาการดูแลผู฾ปุวยไส฾ติ่งอักเสบเฉียบพลันเพื่อปูองกันภาวะไส฾ติ่งแตกในเขตอ้าเภอ รัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ สามารถ consult แพทย์ได฾โดยตรง ระยะ ด าเนินการ (DO) 1)จัดตั้งกลุ฽ม Line แก฽เจ฾าหน฾าที่ หน฽วยบริการปฐมภูมิ/รพ.สต. 15 แห฽ง สามารถ consult กับ ศัลยแพทย์ได฾2) ปฏิบัติตามแนวทางที่ก้าหนด ประเมินอย฽าง ต฽อเนื่อง ทบทวน Guideline การประเมินซ้้าและการรายงานแพทย์ทันทีเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง 3) เพิ่มการตรวจพิเศษที่ช฽วยในการวินิจฉัย โดยมี ศัลยแพทย์รับทราบ คือการส฽ง CT Scan ในรายที่สงสัย คือ มี Appendiceal abscess หรือ Mass ตรวจร฽างกายคล้าพบก฾อน, การตรวจทางหน฾าห฾องได฾ไม฽ซัด เจน ในผู฾ปุวยที่มี BMI > 35,ในผู฾ปุวยสูงอายุ > 60 ปี ที่มีอาการปวดท฾องไม฽ซัดเจน,ในเด็กที่มีการประเมินยาก/ไม฽ให฾ความร฽วมมือในการตรวจทางหน฾าห฾อง 4) จัดท้าแบบประเมินไส฾ติ่งอักเสบที่บ฾านให฾กับกลุ฽มที่มาตรวจที่ OPD,ER ในกลุ฽ม Abdominal Pain , AGE ,Dyspepsia, Gastroenteritis โดยพยาบาลที่ OPD และ ER เน฾นย้้ากับผู฾ปุวยถึงการประเมินและ อาการปวดท฾องไม฽หาย ปวดย฾ายไปด฾านขวา อาการทรุด ให฾รีบไปโรงพยาบาลทันที5) จัดท้า Sticker ติดที่บ฾านผู฾น้า ชุมชน อสม ศาลาประซาคม ในการประเมินและเฝูาระวังอาการที่อาจ เป็นไส฾ติ่งอักเสบและเพื่อเป็นการเผยแพร฽ให฾ประชาชนตระหนักถึงภัยไส฾ติ่งอักเสบ 6) จัดท้า one page ไส฾ติ่งอักเสบ ลงใน web site ของโรงพยาบาล ระยะติดตาม (Check) 1) ทบทวนและติดตามการใช฾แนวทางการพัฒนา โดยการจัดท้า Case conference ในผู฾ปุวยไส฾ติ่งแตกภายใน 7 วันเมื่อเกิดอุบัติการณ์,ติดตามผลลัพธ์ทางการรักษาและทางการพยาบาล 2) เก็บสถิติการผ฽าตัดในกลุ฽มผู฾ปุวยไส฾ติ่ง อักเสบเฉียบพลันและไส฾ติ่งแตก เพื่อการวิเคราะห์ข฾อมูลในรูปแบบสหสาขาวิชาชีพ และเชื่อมโยงกับโรงพยาบาลส฽งเสริมสุภาพต้าบลทุกเดือน ระยะน าไปใช้ (Act) 1) น้าผลการใช฾ระบบการดูแลผู฾ปุวยไส฾ติ่งอักเสบเพื่อปูองกันภาวะไส฾ติ่งแตกไปใช฾ในการพัฒนาครั้งต฽อไป 2) การพัฒนา Clinical Score เพื่อการประเมิน ตั้งแต฽ระยะแรกเริ่มสามารถเพิ่มการเข฾าถึงของผู฾ปุวยได฾มากขึ้น ผลการศึกษา 1) มีแนวทางการดูแลผู฾ปุวยไส฾ติ่งอักเสบเฉียบพลันที่เป็นระบบ 2) อัตราบุคลากรปฏิบัติตามแนวทางการดูแลผู฾ปุวยไส฾ติ่งอักเสบเฉียบพลันร฾อยละ 100 3) ลดระยะเวลาการรอคอยผ฽าตัดหลังวินิจฉัยได฾จาก 12 ชั่วโมง เป็น 6 ชั่วโมง 4) ลดจ้านวนผู฾ปุวยไส฾ติ่งแตกในปีงบประมาณ 2565 จากร฾อยละ 23.94 (34/142) เป็น 8.40 (11/131) ในปี 2566 5) ลดค฽าใช฾จ฽ายในปีงบประมาณ 2565 จาก 1,323,092 บาท ในปีงบประมาณ 2566 เป็น 464,900 บาท 6) ระยะเวลาเข฾าถึงบริการจาก 42 ชั่วโมงเป็น 26.22 ชั่วโมง (105/120) คิดเป็นร฾อยละ 87.50 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ 1) การขับเคลื่อนระบบสุขภาพที่ยั่งยืนต฾องอาศัยความร฽วมมือทุกภาคส฽วนทั้งทีม รพสต. OPD, ER , OR และ Ward เพื่อส฽งเสริมให฾ผู฾ปุวยปลอดภัยไม฽เกิดภาวะแทรกซ฾อน 2) Alvarado Score เป็นเครื่องมือที่ส้าคัญต฾องมีการประเมินซ้้าและต฽อเนื่องเพื่อการรายงานแพทย์ สู฽การ วินิจฉัยและรับการรักษาที่รวดเร็ว ค าส าคัญ ไส฾ติ่งอักเสบเฉียบพลัน (Acute appendicitis) , ไส฾ติ่งแตก (Rupture Appendicitis)


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 187 E3.8 การประเมินระบบเฝูาระวังโรคไข้เลือดออก โรงพยาบาลเกษตรสมบูรณ์อ าเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ อานนท์ บุรมศรี โรงพยาบาลเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : โรคไข฾เลือดออกเป็นปัญหาสาธารณสุขในหลายประเทศทั่วโลก สถานการณ์โรคไข฾เลือดออก ประเทศไทย ปี 2563 พบผู฾ปุวยโรคไข฾เลือดออก 71,000 ราย อัตราปุวย 106.91 ต฽อประชากรแสนคนเสียชีวิต 51 ราย อัตรา ปุวยตาย ร฾อยละ 0.08 จังหวัดชัยภูมิพบว฽า มีการระบาดเกิดขึ้นบ฽อยครั้ง จากรายงานวันที่ 1 มกราคม - 26 ธันวาคม 2563 พบ มีผู฾ปุวยโรคไข฾เลือดออกสะสม จ้านวน 2,540 ราย อัตราปุวย 223.16 ต฽อประชากรแสนคน ในปี 2563 และ 2565 โรงพยาบาลเกษตรสมบูรณ์ พบการระบาดในพื้นที่ มีอัตราปุวยสูงกว฽าค฽ามัธยฐาน 5 ปีย฾อนหลัง จากข฾อมูลในระบบรง. 506 ปี 2563 - 2565 พบอัตราปุวย 299.49, 0 และ 69.05 ต฽อประชากรแสนคนตามล้าดับ จากการทบทวนเวชระเบียนย฾อนหลัง 3 ปี ข฾อมูลในระบบรง. 506 ยังต่้ากว฽าจ้านวนผู฾ปุวยที่ได฾รับการวินิจฉัยในระบบบันทึกเวชระเบียน วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อ ศึกษาขั้นตอนระบบการรายงานโรค ประเมินคุณลักษณะเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ และหาแนวทางในการพัฒนาระบบเฝูา ระวัง โรคไข฾เลือดออก วิธีการด าเนินการ การศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง ตามนิยามการรายงานโรคไข฾เลือดออก ปี 2563 กองระบาดวิทยา โดยการทบทวนรง. 506 และเวชระเบียนผู฾ปุวยนอกและผู฾ปุวยใน โรงพยาบาลเกษตรสมบูรณ์ ที่ได฾รับการวินิจฉัยโรคหลักและ โรคข฾างเคียง ตามรหัส ICD-10 ที่ก้าหนด โดยใช฾ข฾อมูลย฾อนหลัง 3 ปี(1 มกราคม 2563 - 31 ธันวาคม 2565) การสุ฽มตัวอย฽าง Stratified random samplings แบบ non-proportional to size คัดลอกข฾อมูลจากเวชระเบียนลงในแบบเก็บข฾อมูลตามตัว แปรและใช฾แบบสัมภาษณ์บุคคลที่สร฾างขึ้น โดยคัดเลือกกลุ฽มตัวอย฽างแบบเฉพาะเจาะจง เจ฾าหน฾าที่ที่เกี่ยวข฾องกับระบบเฝูา ระวังโรคไข฾เลือดออก การวิเคราะห์ข฾อมูลเชิงปริมาณ โดยสถิติจ้านวนความถี่ ร฾อยละ ค฽าเฉลี่ย มัธยฐาน การวิเคราะห์ข฾อมูลเชิง พรรณนา โดยสรุปภาพรวมของโรงพยาบาลเกษตรสมบูรณ์ตามประเด็นคุณลักษณะเชิงคุณภาพ การวิเคราะห์ข฾อมูลเชิง ปริมาณ ได฾แก฽ ค฽าความไว ค฽าพยากรณ์บวก ความทันเวลา ความเป็นตัวแทน และคุณภาพข฾อมูล การวิเคราะห์คุณลักษณะเชิง คุณภาพ ทบทวนแนวทางการเฝูาระวังและโครงสร฾างของระบบเฝูาระวังโรคไข฾เลือดออก ถอดบทสัมภาษณ์และวิเคราะห์ เนื้อหาในประเด็นที่ศึกษา ผลการศึกษา การประเมินระบบเฝูาระวังโรคไข฾เลือดออกของโรงพยาบาลเกษตรสมบูรณ์ พบว฽า มีค฽าความไวอยู฽ที่ 41.32 % และค฽าพยากรณ์บวกในระบบเฝูาระวังโรคไข฾เลือดออกอยู฽ที่ 97.81 % ความทันเวลา การแจ฾งรายงานโรคและสอบสวนโรคทัน ภายใน 3 ชั่วโมง ร฾อยละ 89.54 การบันทึกรายงานเข฾าสู฽ระบบเฝูาระวังโรคทันภายใน 3 วัน ร฾อยละ 98.05 การเป็นตัวแทน พบว฽า ข฾อมูลในเวชระเบียนและรง. 506 จ้าแนกตามเพศชายและเพศหญิง เวชระเบียน ร฾อยละ 53.07 และ 46.93 ส฽วนรง. 506 ร฾อยละ 53.77 และ 46.23 ส้าหรับต้าบลที่ปุวย มีทั้งหมด 11 ต้าบล พบว฽า ไม฽ลงบันทึกข฾อมูลสถานที่ ต้าบลที่ปุวย ร฾อย ละ 0.7 ส้าหรับโครงสร฾างของระบบ รง. 506 มีความง฽าย ไม฽ซับซ฾อน มีความยืดหยุ฽นสูง สามารถประสานงานกันได฾โดยง฽าย ระบบได฾รับการยอมรับจากผู฾ปฏิบัติงาน เห็นประโยชน์ที่เกิดจากการรายงานร฽วมกัน มีความมั่นคงยั่งยืนของระบบสูง สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์พัฒนาความรู฾ ทบทวนแนวทางปฏิบัติในการเฝูาระวังและการรักษาโรคไข฾เลือดออก แก฽เจ฾าหน฾าที่โรงพยาบาลที่เกี่ยวข฾อง รวมถึงเพิ่มมาตรการสร฾างความตระหนักแก฽ทีมเจ฾าหน฾าที่และก้ากับติดตามให฾เกิดการ ปฏิบัติตามแนวทางที่วางไว฾ พัฒนาระบบสารสนเทศ เพื่อช฽วยสนับสนุนประสิทธิภาพในระบบเฝูาระวัง เช฽น Pop-up Alert, Line Alert และมีการวิเคราะห์และส฽งต฽อข฾อมูลไปให฾ผู฾ที่เกี่ยวข฾องทั้งภายในและภายนอกโรงพยาบาล ค าส าคัญ โรคไข฾เลือดออก, การประเมินระบบเฝูาระวัง


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 188 E3.9 ประสิทธิผลของการบ าบัด Brief Intervention เพื่อลดปัญหาการดื่มสุราของ ผู้ปุวยติดสุรา ในโรงพยาบาลขามสะแกแสง อ าเภอขามสะแกแสง จังหวัดนครราชสีมา นางลัดดาวัลย์ มั่นพานิช โรงพยาบาลขามสะแกแสง อ้าเภอขามสะแกแสง จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ อ้าเภอขามสะแกแสงพบปัญหาว฽ามีผู฾ปุวยมารักษาด฾วยภาวะการติดสุราและมี อาการ Alcohol Withdrawal เพิ่มขึ้น จากข฾อมูล ปี 2562-2564 มีจ้านวน 22 ราย, 24 ราย และ 35 ราย ตามล้าดับ ผู฾ปุวยที่นอนรักษาในโรงพยาบาลจะมีการให฾ค้าปรึกษาเพื่อเลิกดื่มสุราทุกรายแต฽ยังพบว฽ามีผู฾ปุวยติด สุรามารับการรักษาในจ้านวนมากอยู฽ จึงเพิ่มแนวทางการบ้าบัดแบบ Brief Intervention มาใช฾ให฾ค้าปรึกษาใน การเลิกสุราในปี 2565-2566 วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสิทธิผลการบ้าบัด Brief Intervention ในการลดปัญหาการดื่มสุราในผู฾ปุวยที่ติด สุรา วิธีการด าเนินการ 1.ศึกษารูปแบบ Brief Intervention มีองค์ประกอบ 6 ได฾แก฽ FRAMES( Feedback, Responsibility, Advice, Menu of ways, Empathy, Self-Efficacy) เป็นการให฾ข฾อมูลสะท฾อนปัญหาใน พฤติกรรมการดื่มสุรา เน฾นการเปลี่ยนแปลงในการตัดสินใจว฽าจะเลิกหรือลดการดื่มสุรา มีการให฾ค้าแนะน้า พร฾อมเสนอทางเลือก แสดงความเห็นใจ เข฾าใจ ส฽งเสริมศักยภาพในตนเอง 2.ก้าหนดเปูาหมาย (goal setting) ร฽วมกันกับผู฾ปุวย 3.ด้าเนินการให฾ค้าปรึกษาตามรูปแบบ Brief Intervention 4. ติดตามการรักษา (follow up) อย฽างต฽อเนื่อง 5. ประเมินผลหลังการบ้าบัด ผลการศึกษา พบว฽า ผู฾ปุวยที่มีปัญหาติดสุราที่ได฾รับการให฾ค้าปรึกษา แบบ Brief Intervention ปี 2565 จ้านวน 21 ราย สามารถเลิกการดื่มสุรา ได฾ 6 ราย คิดเป็นร฾อยละ28.57 ลดการดื่มสุราได฾ 3 ราย คิดเป็นร฾อย ละ 14.2 ยังคงดื่มสุรา 12 ราย คิดเป็นร฾อยละ 57.14 ในปี 2566 มีผู฾ปุวย 26 ราย เลิกการดื่มสุราได฾ 11 ราย คิดเป็นร฾อยละ 42.30 ลดการดื่มสุรา 4 ราย คิดเป็นร฾อยละ 15.28 ยังคงดื่มสุรา 11 ราย คิดเป็นร฾อยละ 42.30 สรุปผลของการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์การน้าการบ้าบัด Brief Intervention มาใช฾ในการให฾ ค้าปรึกษาผู฾ปุวยติดสุราเพื่อให฾สามารถเลิกสุราได฾นั้นสามารถช฽วยได฾ระดับหนึ่ง จะเห็นว฽ายังคงมีกลุ฽มผู฾ปุวยที่ไม฽ สามารถเลิกการดื่มสุราได฾ดังนั้นกลุ฽มดังกล฽าวควรน้าครอบครัวเข฾ามาร฽วมในการบ้าบัดด฾วยรวมทั้งการ ประสานงานกับรพ.สต เพื่อการติดตามเยี่ยมในชุมชน และการรณรงค์ให฾ชุมชนได฾เห็นความส้าคัญในการ รณรงค์ด฾านการงดดื่มสุราในชุมชนให฾ต฽อเนื่อง ค าส าคัญ : อาการถอนพิษสุรา, Alcohol withdrawal, Brief intervention


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 189 E3.10 การพัฒนาการดูแลผู้ปุวยผ่าตัดกระดูกสันหลังส่วนคอด้วยวิธีการทางกายภาพบ าบัด วาสนา แจ้งไธสง, ศุภิสรา แนบกลาง, ศิริกร ทองเบื้อง และ ณวภัสร์ประดิษฐ์เพลง กลุ฽มงานกายภาพบ้าบัด โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: โรคกระดูกคอเสื่อมกดทับประสาทไขสันหลังพบความชุกของการเกิดโรค 1.6- 4.04 ต่อประชากร 100,000 คน การรักษาทางกายภาพบ าบัดในผู้ปุวยผ่าตัดกระดูกสันหลังส่วนคอ มีความส าคัญใน การช่วยกระตุ้นให้ผู้ปุวยเคลื่อนไหวร่างกายด้วยการออกก าลังกาย เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนคอ กล้ามเนื้อแขนขา ฝึกเคลื่อนย้ายตัวบนเตียงและฝึกเดิน การให้ค าแนะน าแก่ญาติเพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในการดูแล ผู้ปุวยได้อย่างถูกต้องเหมาะสม วัตถุประสงค์การศึกษา: 1.เพื่อให้ผู้ปุวยและญาติมีความรู้ความเข้าใจในการดูแลตนเอง สามารถปฏิบัติตามแผนการ รักษาทางกายภาพบ าบัดในการฟื้นสภาพหลังผ่าตัดกระดูกสันหลังส่วนคอได้เพิ่มขึ้น 2.เพิ่มความสามารถของผู้ปุวยใน การปฏิบัติตามแผนการรักษาทางผู้ปุวย วิธีการด าเนินการ: ด าเนินกิจกรรมในรูปแบบ PDCA มีขั้นตอนดังนี้ 1) Plan ส ารวจสถานการณ์จ านวนผู้ปุวยผ่าตัด กระดูกสันหลังส่วนคอ ศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ประชุมทีมเพื่อวางแผนด าเนินงาน ก าหนด วัตถุประสงค์ ขอบเขตการด าเนินงาน ก าหนดตัวชี้วัด ได้แก่ 1.1) ผู้ปุวยและญาติมีความรู้ความเข้าใจในการดูแลตนเอง สามารถปฏิบัติตามแผนการรักษาทางกายภาพบ าบัดในการฟื้นสภาพหลังผ่าตัดกระดูกสันหลังส่วนคอเพิ่มขึ้นร้อยละ 80 1.2) ผู้ปุวยมี JH-Highest level of mobility เพิ่มขึ้น 2 ระดับ ร้อยละ 80 2) Do จัดท าแนวทางปฏิบัติ ก าหนดช่วงเวลาด าเนินการเดือนพฤษภาคม-กันยายน 2566 ประเมินผลโดยใช้แบบวัดความรู้ก่อนและหลังการให้ ความรู้ทางกายภาพบ าบัด และแบบบันทึกความสามารถในการท ากิจกรรมของผู้ปุวยหลังผ่าตัดกระดูกส่วนหลังส่วน คอ จัดท าแผ่นพับให้ความรู้ ประชุมทีมและด าเนินกิจกรรมตามแผนงานที่ก าหนด 3) Check ติดตามผลการ ด าเนินงานเทียบกับเปูาหมาย สรุปและอภิปรายผล 4) Act น าผลการด าเนินกิจกรรมมาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาการเก็บ ข้อมูลและรูปแบบการรักษาทางกายภาพบ าบัดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผลการศึกษา: ผู้ปุวยผ่าตัดกระดูกสันหลังส่วนคอ จ านวน 21 ราย มีผลลัพธ์ด้านตัวชี้วัด ได้แก่ ผู้ปุวยและญาติมี ความรู้ความเข้าใจการดูแลตนเองในเรื่องการจัดท่าทางการนอนที่ถูกต้อง วิธีการสวมใส่อุปกรณ์พยุงคอ ก่อนรักษา ร้อยละ 14.29 การออกก าลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนคอ กล้ามเนื้อแขนขา ก่อนรักษาร้อยละ 9.52 วิธีการเคลื่อนย้ายตัวบนเตียงที่ถูกต้อง วิธีการลุกนั่งข้างเตียง การเดินด้วยอุปกรณ์ช่วยเดิน ก่อนรักษาร้อยละ 4.76 หลังรักษามีความรู้ความเข้าใจการดูแลตนเองทุกหัวข้อทุกราย ร้อยละ 100 และมี JH-Highest level of mobility เพิ่มขึ้น 2 ระดับร้อยละ 95.23 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: ผู้ปุวยสามารถเคลื่อนย้ายตัวเองหลังผ่าตัดและกลับไปท ากิจวัตรประจ าวัน ได้เร็วขึ้น ลดวันนอนโรงพยาบาล มีการก าหนดตัวชี้วัดที่สอดคล้องกับบริบทของผู้ปุวยท าให้เกิดผลลัพธ์ของการพัฒนา คุณภาพการดูแลผู้ปุวยที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ค าส าคัญ ผู้ปุวยผ่าตัดกระดูกสันหลังส่วนคอ, วิธีการทางกายภาพบ าบัด, ความรู้ความเข้าใจ, JH-Highest level of mobility


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 190 E3.11 การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วย Sepsis และ Septic Shock เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนโรงพยาบาล เขื่องใน จิรชยา ครองยุทธ โรงพยาบาลเขื่องใน อ าเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี ความเป็นมาและความส าคัญ :ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) เป็นภาวะวิกฤติที่พบได้บ่อยและเป็น สาเหตุการเสียชีวิตอันดับ1 ของผู้ปุวยที่ ได้รักษาในโรงพยาบาล เนื่องจากผู้ปุวยกลุ่มเสี่ยงเพิ่มขึ้น เช่น ประชากร ผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น ตลอดจนการที่มีเชื้อโรคกลุ่มดื้อยาเพิ่มขึ้น จากการใช้ ยาปฏิชีวนะชนิดออกฤทธิ์กว้างโดยปราศจากการครอบคลุม จากการศึกษาพบว่า ภาวะ Sepsis สามารถเพิ่มระดับความรุนแรงเป็น Severe sepsis และ Septic shock จนท าให้อวัยวะต่างๆ ล้มเหลว และ เสียชีวิตได้ในเวลาที่รวดเร็ว โรงพยาบาลเขื่องใน เป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 90เตียง ไม่ มีแพทย์เฉพาะทางสาขาอายุรกรรม พบผู้ปุวย Sepsis จ านวนมาก เกิด Septic Shock ส่งต่อโรงพยาบาลศูนย์ และเสียชีวิต จากการเก็บ ข้อมูล ผู้ปุวย Sepsis ตั้งแต่ปี 2563 -2565 จ านวน 278 คน 386 คนและ 502 คนตามล าดับ พบว่าเกิด Sepsis Shock คิดเป็นร้อยละ 28.42,23.58 และ 16.93 ตามล าดับ ส่งต่อโรงพยาบาลศูนย์คิดเป็นร้อยละ 45.68,55.44และ46.61 ตามล าดับ และผู้ปุวยเสียชีวิตในโรงพยาบาลเขื่องในคิดเป็นร้อยละ 2.52,2.07 และ 1.99 ตามล าดับ จากการทบทวนวิเคราะห์สาเหตุพบว่าเกิดจาก การเข้าถึงการรับบริการที่ล่าช้า การประเมิน / การประเมินซ ้า ที่ ล่าช้า ประเมินผิดพลาด การรักษาพยาบาลตามมาตรฐานล่าช้า ทีมPCTของโรงพยาบาลเขื่องในตระหนักและเห็นความส าคัญของปัญหาจึงได้มีการ พัฒนาระบบการดูแลผู้ปุวยSepsisขึ้น วัตถุประสงค์การศึกษา 1) เพื่อให้ผู้ปุวย Sepsis ได้รับการดูแลตามมาตฐาน CPG Sepsis, 2) เพื่อลด อัตราการเกิด Septic Shock, 3) เพื่อลดการส่งต่อผู้ปุวย Sepsis/Septic Shock, 4) เพื่อลดการเสียชีวิตผู้ปุวย Sepsis /Septic Shock วิธีการด าเนินการ 1) จัดท าแนวทางการคัดกรองโดยใช้ SIR criteria, SOS Score, qSOFA ทุกรายในการประเมินคัดกรองจัดระดับความรุนแรง, 2) จัดท า Sepsis standing order โดยยึด7bundles, 3) มีการจัดท า Standing order การเลือกใช้ Antibiotic ส าหรับ Sepsis, 4) มีระบบการ ปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลแม่ข่ายหรือโรงพยาบาลศูนย์, 5) ให้พิจารณาเริ่มยา Norepinephine เป็น Vasopressor ตัวแรก, 6) พัฒนาศักยภาพ บุคลากรทางการพยาบาล เรื่อง Sepsis, severe sepsis septic shock เพื่อประเมินภาวะ septic shock ได้เร็ว ผลการศึกษา สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: การพัฒนาระบบการดูแลผู้ปุวย Sepsis /Septic Shock ท าให้ผู้ปฏิบัติสามารถให้การดูแลผู้ปุวยได้ ได้รับการวินิจฉัยและได้รับการ รักษาภาวะ sepsis ตามมาตรฐาน อย่างรวดเร็ว และเหมาะสมเพิม่ขึ้น สามรถลดการเกิด Septic Shock ลดการส่ง ต่อและลดการเสียชีวิตของผู้ปุวย ค าส าคัญ: Sepsis , Septic Shock 278 386 502 519 79 91 85 80 0 200 400 600 2563 2564 2565 2566 จ านวนPt.Sepsis และ Sepsis shock จ านวนPt.Sepsis 45.68 55.44 46.61 13.68 2.52 2.07 1.99 0 1.73 50 100 2563 2564 2565 2566 อัตราReferและอัตราเสียชีวิตจาก Sepsis อัตราการ Refer รพ.ศูนย์ อัตราการเสียชีวิตจากSepsis 78 82 82 76 84 85 85 90 89 90 91 98 0 200 2563 2564 2565 2566 ผลการประเมินสมรรถนะของพยาบาลในการดูแลPt.Sepsis ทักษะการใช้เครื่องมือประเมิน Sepsis การดูแลผู้ปุวยSepsis การปฏิบัติตามCPG


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 191 E3.12 การพัฒนาระบบการดูแลผู้ปุวยภาวะ Sepsis ช่วยให้ผู้ปุวยปลอดภัย สุขุมาล สุตะนนท์ โรงพยาบาลคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: Sepsisเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของผู฾ปุวยในโรงพยาบาล และมีแนวโน฾มเพิ่มในกลุ฽มติดบ฾านติด เตียง,ผู฾ปุวย Stroke ปี 62-64 คิดเป็นร฾อยละ 1.57,1.92,1.62 ตามล้าดับ เนื่องจากไม฽มีระบบการเฝูาระวังกลุ฽มเสี่ยงในชุมชน เข฾าถึงและการประเมินผู฾ปุวยได฾ล฽าช฾า เกณฑ์ประเมินมีความซับซ฾อน ต฾องใช฾ผล Lab ในการวินิจฉัย จากการวิเคราะห์ขั้นตอน กระบวนการดูแลผู฾ปุวย Sepsis ต฾องมีเครื่องมือที่ใช฾คัดกรองได฾อย฽างมีประสิทธิภาพ ช฽วยลดภาระงาน ประเมินคนไข฾ได฾ ครอบคลุม มีระบบส฽ง LAB และระบบรายงานผล Lab ได฾รวดเร็ว จึงได฾น้าเกณฑ์ในการเฝูาระวัง Sepsis เบื้องต฾นไปใช฾ใน ชุมชน ทีมจึงออกแบบระบบสารสนเทศให฾มีการดักจับและ Line alert มาใช฾ในการดูแลผู฾ปุวย Sepsis ให฾ได฾รวดเร็วยิ่งขึ้น ปรับระบบการสั่ง LAB ,ระบบ Line alert ของค฽า LAB วิกฤติ เพื่อสามารถรายงานแพทย์ได฾ภายใน 15 นาที, ระบบ Line alert ticker Sepsis ในผู฾ปุวยที่เข฾าข฽ายเฝูาระวัง Sepsis วัตถุประสงค์การศึกษา: เพื่อเฝูาระวังกลุ฽มเสี่ยงในชุมชน ผู฾ปุวยsepsis ได฾รับการประเมินรักษาทันท฽วงทีและถูกต฾อง ลด ภาวะแทรกซ฾อนและลดการเสียชีวิต วิธีการด าเนินการ: Pre-hospital ให฾ความรู฾และค้าแนะน้าในกลุ฽มสูงอายุที่เสี่ยงต฽อการเกิดโรค โดยเน฾นCare giver เพิ่ม ความรู฾ให฾ อสม เรื่องการคัดกรองเบื้องต฾นที่ต฾องรีบมา รพ. พัฒนา competency ของ จนท. รพ.สต. ในการประมิน qSOFA ,SOS Score และเป็นตัวชี้วัดของ รพ.สต. เรื่องความรอบรู฾ของ อสม. ในการคัดกรองเบื้องต฾นเรื่อง sepsis In-hospital พัฒนา competency จนท.ใหม฽ และ ติดตามก้ากับ CPG sepsis ระบบ Sepsis Fast track การส฽ง LAB Fast track , Line alert ticker Sepsis, Lab Alert ทางไลน์ ,น้าเข฾ายา norepinephrine ใช฾ในการรักษา sepsis shock ลดการ Refer Post-hospital พัฒนาระบบการดูแลกลุ฽มเสี่ยงร฽วมกับทีมสหวิชาชีพ รพ.สตช฽วยติดตามเยี่ยมบ฾าน อบรมฟื้นฟูนักบริบาลการ ดูแลผู฾ปุวยติดบ฾านติดเตียง ,stroke , ลดภาวะแทรกซ฾อน ผลการศึกษา: อัตราการเกิด Sepsis ในกลุ฽มเสี่ยง ปี 2562=1.57% ปี 2566= 0.38 %,อัตราการเสียชีวิต ปี 62= 2.76% ปี 66=0.38% ,อัตราการให฾ Antibiotic ภายใน 1 ชม ปี 62=87% ปี 66= 98.57% , ค฽าใช฾จ฽ายเฉลี่ยในการดูแลผู฾ปุวยภาวะติด เชื้อในกระแสโลหิต ปี 62=8,840 บาท/ราย ปี 66=9,298 บาท/ราย สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: การดูแลผู฾ปุวย Sepsis คือระบบการดูแลที่ครอบคลุมการท้างานเป็นทีมร฽วมกันทั้ง เครือข฽าย ในการเฝูาระวังกลุ฽มเสี่ยง ประเมินได฾รวดเร็วเข฾าถึงเร็ว บุคลากรมีความรู฾ ระบบงานที่เชื่อมโยงกันทุกระบบที่ เกี่ยวข฾อง การดูแลต฽อเนื่องในชุมชน ลดการเกิด Complication ในชุมชน ระบบแจ฾งเตือนและดักจับลดความผิดพลาดขอ เจ฾าหน฾าที่ช฽วยให฾ดูแลผู฾ปุวยได฾รวดเร็ว ระบบสารสนเทศที่มีข฾อมูลเป็นแหล฽งเดียวกันทั้งเครือข฽าย น้ามาบริหารจัดการได฾ง฽าย ร฽วมกันพัฒนาและสร฾างความเข฾มแข็งของเครือข฽ายในชุมชน ค าส าคัญ: Alert LINE , Line alert ticker Sepsis


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 192 E3.13 การพัฒนาระบบการดูแลผู้ปุวยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดร่วมกับเครือข่าย โรงพยาบาลประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ชัญญาภัค ชาญประโคน โรงพยาบาลประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ภาวะติดเชื้อในกระแสโลหิต (Sepsis) การวินิจฉัยที่ล฽าช฾า การให฾ยาปฏิชีวนะช฾ากว฽า 1 ชั่วโมง ก฽อให฾เกิดการท้าลายของอวัยวะส้าคัญของร฽างกาย โรงพยาบาลประโคนชัยพบผู฾ปุวยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแส เลือดเพิ่มขึ้น เกิดอุบัติการณ์ความล฽าช฾าในการวินิจฉัยและการรักษา มีผู฾ปุวยเสียชีวิต และไม฽มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อศึกษาการพัฒนาระบบการดูแลผู฾ปุวยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดร฽วมกับเครือข฽าย โรงพยาบาลประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ วิธีการด าเนินการ เป็นงานวิจัยเชิงพัฒนาแบบกลุ฽มเดียว วัดผลก฽อนและหลัง กลุ฽มตัวอย฽างได฾แก฽ผู฾ปุวยที่มีภาวะติดเชื้อ ในกระแสเลือดที่เข฾ารับการรักษา 1 ต.ค 62-30 เม.ย 66 จัดท้า CPG, care map, Criteria Refer, Criteria Admit ICU ,Standing order Sepsis ,แบบฟอร์มการคัดกรอง ,Early detection Sepsis /OPD/ER/WARD ระบบการ Consult อายุรแพทย์ ระบบ Sepsis fast track และSepsis bundle Protocol ผู฾ปุวยได฾รับการประเมินและเฝูา ระวังการเกิดภาวะ Sepsis อย฽างต฽อเนื่อง มีห฾องตรวจปฏิบัติการท้า H/C การเข฾าร฽วมเครือข฽าย Sepsis กับ โรงพยาบาลแม฽ข฽าย การอบรมให฾ความรู฾อสม.และเจ฾าหน฾าที่ รพ.สต.ให฾ความรู฾ประชาชน ประชุมทีมและปรับปรุง พัฒนาอย฽างต฽อเนื่อง รวบรวมข฾อมูล วิเคราะห์ ประเมินผล โดยใช฾สถิตเชิงพรรณนา ร฾อยละ ผลการศึกษา พบว฽าอัตราการเสียชีวิตปี62-65=0 และปี66=1.06% อัตราการเจาะ H/C ก฽อนให฾ Antibiotic = 98%, 94% ,95%,96% และ97.9% ปี 62-66 ตามล้าดับ อัตราการได฾รับAntibiotic ภายใน1 ชม.= 97%,94%,95%,96% และ97.9% ปี 62-66 ตามล้าดับ อัตราการได฾รับIV fluid 30 ml/kgใน 1 ชมแรก= 90%, 91%,92%, 94% และ96.8% ปี 62-66 ตามล้าดับ อัตราการEarly goal ใน 6 ชม. MAP >65 = 97%, 95% ,96%,97% และ98.9% ปี 62-66 ตามล้าดับ อัตราการเกิดSeptic shock 4.4%,6.13%,7.65% ,7.60% และ7.4% ปี 62-66 ตามล้าดับ อัตราการวินิจฉัยล฽าช฾า=3.9% ,8.8% ,3.8% ,2.1%และ1.1% ปี 62-66 ตามล้าดับ สรุป การศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์การพัฒนาท้าให฾เกิดแนวทางปฏิบัติชัดเจน การปูองกัน primary prevention ในกลุ฽มเสี่ยง การอบรมให฾ความรู฾อสม.และเจ฾าหน฾าที่ รพ.สต. ให฾ความรู฾ประชาชน สามารถคัดกรองและประเมิน Sepsisได฾รวดเร็ว มีระบบการConsult อายุรแพทย์ระบบ Sepsis Fast Tract แนวทางการส฽งต฽อที่ชัดเจน ท้าให฾ ผู฾ปุวยได฾รับการดูแลรักษาอย฽างรวดเร็วมีประสิทธิภาพ ลดอัตราการเสียชีวิต อัตราการเจาะH/C ก฽อนให฾ Antibiotic , อัตราการให฾ ATB ภายใน 1 ชั่วโมง, อัตราการได฾รับIV fluid 30 ml/kgใน 1 ชม.และ อัตราการได฾Early goalใน 6 ชม.MAP >65 เพิ่มขึ้น อัตราการเกิดSeptic shock และอัตราการวินิจฉัยล฽าช฾าลดลง สอดคล฾องกับการศึกษาของ เนตรญา วิโรจวานิช (2561)ดังนั้นควรน้าระบบการดูแลผู฾ปุวยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดร฽วมกับเครือข฽าย โรงพยาบาลประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์มาใช฾เป็นแนวทางในการไปประยุกต์ใช฾ในการดูแลผู฾ปุวยกลุ฽มอื่นๆต฽อไป ค าส าคัญ : ติดเชื้อในกระแสเลือด, Sepsis, การพัฒนาระบบการดูแลผู฾ปุวย


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 193 E3.14 การเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลโรคปอดอักเสบในผู้ปุวยเด็กที่มีภาวะหายใจล าบากโดยการใช้ Oxygen high flow nasal cannula ณ หอผู้ปุวยกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลละหานทราย ปี 2563 – 2566 ทิพจุฑา เก฽าแก฽กุลวงศ์ โรงพยาบาลละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเปนมาและความส าคัญ: โรคปอดอักเสบในเด็ก(Bronchopneumonia) เป็นโรคที่ท้าให฾มีภาวะหายใจ ล้าบาก เกิดการเจ็บปุวยรุนแรง เป็นสาเหตุส้าคัญประการหนึ่งของการรับผู฾ปุวยเด็กเข฾ารักษาในโรงพยาบาล ถ฾า รับการรักษาไม฽ทันท฽วงที อาจท้าให฾เสียชีวิตได฾ ผู฾ปุวยปอดอักเสบร฾อยละ 8-10 มีการติดเชื้อระบบหายใจ เฉียบพลัน นับเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของผู฾ปุวยเด็กที่มีอายุต่้ากว฽า 5 ปี การให฾ออกซิเจน High flow nasal cannula (HFNC) เป็นวิธีการรักษาผู฾ปุวยที่มีภาวะหายใจล้าบาก พบว฽ามีความปลอดภัยและมี ประสิทธิภาพสามารถลดอัตราการใส฽ท฽อช฽วยหายใจ ลดการเกิดภาวะ Respiratory failure ได฾ วัตถุประสงค์ เพื่อลดอัตราการเกิดภาวะ Respiratory failure ในกลุ฽มโรคปอดอักเสบในเด็ก 1 เดือน ถึง 5 ปี เท฽ากับ 0 วิธีด าเนินการ: 1) มีทบทวนอุบัติการณ์ร฽วมกับทีมผู฾ดูแลในหน฽วยงาน วิเคราะห์ปัญหาการเกิด Respiratory failure 2) จัดอบรมฟื้นฟูให฾ความรู฾ฝึกทักษะพยาบาลเรื่องการดูแลผู฾ปุวยเด็กปอด 3) ปรับปรุงแนวทางการ ประเมินผู฾ปุวยโรคปอดอักเสบ Warning sign IPD เพิ่มข฾อก้าหนด ในผู฾ปุวย CLD ทุกรายที่ admit และเพิ่มนัก กายภาพร฽วมดูแลเพื่อเคาะปอด ดูดเสมหะให฾แก฽เด็กที่มีเสมหะมาก การให฾ค้าแนะน้าญาติแบบเฉพาะราย รวมทั้งการประเมินผลความรู฾ก฽อนกลับบ฾าน 3) จัดแยกโซนเด็กโรคปอดอักเสบให฾ชัดเจน ผลการศึกษา: พบว฽า สามารถลดอัตราการเกิดภาวะ Respiratory failure จากร฾อยละ 0.81 ในปีงบประมาณ 2563 เป็น 0.40 ในปี 2564 และ 0.25 ในปี 2565 ได฾มีการพัฒนาเพิ่มในกลุ฽มผู฾ปุวยที่มีปัญหา CLD มี อาการหอบ ไม฽ดีขึ้น ให฾นึกถึง ภาวะน้้าเกิน ควรให฾ Lasix รักษา pulmonary effusion และผู฾ปุวย CLD ทุก รายที่ admit ให฾ชั่งน้้าหนักประเมินภาวะ น้้าเกิน ซึ่งผลลัพธ์พบว฽า หลังการพัฒนา ในปี งบประมาณ 2565 อัตราการเกิดภาวะ Respiratory failure เป็น 0 สรุปการศึกษาและน าไปใช้ประโยชน์ : การวิเคราะห์ปัญหาแก฾ไขปรับปรุงระบบงานโดยทีมสหวิชาชีพที่ ร฽วมกันดูแลผู฾ปุวย สร฾างแนวทางปฏิบัติที่ตกลงร฽วมกันให฾ชัดเจน พัฒนาบุคลากรให฾มีทักษะเฉพาะด฾าน และ จัดหาเครื่องมืออุปกรณ์ที่เหมาะสม จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลโรคปอดอักเสบในผู฾ปุวยเด็กที่มีภาวะ หายใจล้าบากได฾ ค าส าคัญ: โรคปอดอักเสบ, ภาวะหายใจล้าบาก, high flow nasal cannula (HFNC)


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 194 E3.15 การพัฒนาระบบการปูองกันการเกิด Pneumonia Respiratory failure ในเด็ก นวลฉวี อินทร์พันธ์ โรงพยาบาลคูเมืองจ.บุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: โรคปอดอักเสบเมื่อเกิดการเจ็บปุวยแล฾วอาจส฽งผลทั้งต฽อตัวเด็กและผู฾ปกครอง หาก รู฾จักและรู฾ทันก฽อน ก็จะช฽วยให฾หาทางปูองกันเพื่อลดภาวะหายใจล฾มเหลวและลดการเสียชีวิตได฾จากข฾อมูลปี 2563- 2565 พบอัตราการเกิด Pneumonia Respiratory failure ในเด็ก 3.10, 1.19 และ 1.17 ตามล้าดับ จากการ ทบทวน ปี 2563 พบปัญหา Secretion Obstruction สาเหตุจากบุคลากรขาด Competency ในการดูแลผู฾ปุวย ระบบทางเดินหายใจ จึงปรับระบบการพัฒนา Competency ในปี 2565 พบปัญหาไม฽ได฾ปฏิบัติตามมาตรฐานการ ดูแลกลุ฽มโรคระบบทางเดินหายใจ สาเหตุจากแนวทางไม฽ชัดเจน และอยู฽ในช฽วงที่มีกุมารแพทย์มาปฏิบัติงาน จึงปรับ ระบบการดูแลเด็กทั้งหมด จัดท้า CPG, Standing Order , Warning sign, PEWS Score, Early recognition tool และก้ากับติดตามโดยกุมารแพทย์และทีม PCT เด็ก ปี 2566 พบเพิ่มขึ้นเป็นร฾อยละ 1.24 ก้าลังด้าเนินการพัฒนา ระบบการดูแลผู฾ปุวยต฽อไป วัตถุประสงค์การศึกษา: เพื่อลดภาวะหายใจล฾มเหลวและลดการเสียชีวิตในกลุ฽มโรคปอดอักเสบในเด็ก วิธีการด าเนินการ: ปี 2564 มีการพัฒนาศักยภาพบุคลากรพยาบาล IPD ส฽งฝึกประสบการณ์การดูแลผู฾ปุวยระบบ ทางเดินหายใจ ที่รพ.บุรีรัมย์ คิดเป็น 100 % มีการประเมิน competency suction clear airway โดยสอบวัด ความรู฾และสอบปฏิบัติปรับการ Suction จากเวรละครั้ง เป็นหลังพ฽นยาทุกครั้ง ปี 2565 มีกุมารแพทย์มาปฏิบัติงาน จึงปรับระบบการดูแลเด็กทั้งหมด ทั้ง OPD และ IPD ปรับโครงสร฾างหอผู฾ปุวยเด็กแยกโซน Sick newborn และเด็ก สามัญ มีการก้าหนดแนวทางการคัดแยกและประเมินผู฾ปุวยโดยใช฾ Early recognition tool , Warning sign, PEWS Score จัดท้า CPG , Standing Order ก้ากับติดตามโดยกุมารแพทย์และทีม PCT เด็กทุกเดือน ประเมินหน฽วยงาน Simulation test โดยใช฾แบบประเมิน PALS ก้ากับติดตามโดยกุมารแพทย์ปีละ 1 ครั้ง มีการอบรมความรู฾และจัดท้า แนวทาง Pneumonia ในเด็ก ส้าหรับ รพ.สต.และงานอนามัยโรงเรียน ให฾ความรู฾สุขศึกษาโรคระบบทางเดินหายใจแก฽ ญาติ รูปแบบทั้งการให฾ความรู฾และแผ฽นพับ ร฽วมท้า D/C Plan ในกลุ฽มเสี่ยง Bed ridden , CP ร฽วมกับกลุ฽มสหวิชาชีพ และส฽งเสริมการท้านวตกรรมวงล฾อนาฬิกาเพื่อสื่อสารเรื่องการงดน้้างดอาหารก฽อนดูดเสมหะ ผลการศึกษา: พบว฽า ปี 2563-2565 พบอัตราการเกิด Pneumonia Respiratory failure ในเด็ก 3.10, 1.19 และ 1.17 ตามล้าดับ และในปี 2566 คิดเป็นร฾อยละ 1.24 จากการทบทวนพบปัญหาในผู฾ปุวยที่มีความผิดปกติตั้งแต฽ ก้าเนิด ซึ่งก้าลังด้าเนินการและปรับปรุงระบบการดูแลผู฾ปุวยต฽อไป สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: ปัจจัยความส้าเร็จในการพัฒนางานคือ กุมารแพทย์มีการปรับระบบงาน ร฽วมกับทีมและส฽งเสริมพัฒนาบุคลากรให฾มี Competency โดยมีการก้ากับติดตามอย฽างต฽อเนื่อง รวมถึงส฽งเสริมให฾ ญาติมีความรู฾ในการปฏิบัติตัว จะช฽วยลดอัตราการหายใจล฾มเหลวและลดอัตราตายในเด็กได฾ ค าส าคัญ: Pneumonia Respiratory failure


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 195 E3.16 การพัฒนาระบบการประเมินภาวะโภชนาการด้วยแบบประเมิน Nutrition alert form (NAF)ในผู้ปุวยที่ ใส่สายอาหารประเภท Nasogastric tube insertion (NG tube) ที่นอนรักษาตัวในโรงพยาบาลสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ยุทธนา พรหมอุ฽น และคณะ กลุ฽มงานโภชนศาสตร์ โรงพยาบาลสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ความเปนมาและความส าคัญ ผู฾ปุวยที่ on NG tube เป็นทางเลือกแรกเมื่อจ้าเป็นต฾องให฾อาหารในผู฾ที่รับประทานอาหารทางปากไม฽ เพียงพอ มีปัญหาด฾านการกลืน แต฽ยังมีการท้างานระบบทางเดินอาหารปกติ ซึ่งผู฾ปุวยกลุ฽มนี้บางรายที่นอนรักษาในโรงพยาบาลสตึก ไม฽ได฾รับการประเมินภาวะโภชนาการ ท้าให฾ได฾รับปริมาณสารอาหารและพลังงานไม฽เหมาะสม และเกิดภาวะทุพโภชนาการรุนแรงมากขึ้น โดยผู฾ปุวย on NG tube ได฾รับการประเมินฯ ในปี 2563 ถึง 2565 คือ 46.1 %, 42.7 % และ 50.7 % ตามล้าดับ ซึ่งไม฽ถึง 80 % วัตถุประสงคการศึกษา พัฒนาระบบการประเมินภาวะโภชนาการด฾วยแบบประเมิน NAF ในผู฾ปุวย on NG tube ที่นอนรักษาใน โรงพยาบาลสตึก และให฾โภชนบ้าบัดที่เหมาะสม วิธีการด าเนินการ จัดตั้งทีมโภชนบ้าบัดประกอบด฾วยแพทย์ นักโภชนาการ และสหวิชาชีพ ร฽วมกันวิเคราะห์ปัญหา พบว฽ารากของปัญหา คือ มีระบบการสื่อสารไม฽ชัดแจน มีการเปลี่ยนแปลงของบุคลากรในองค์กรบ฽อยครั้งท้าให฾ไม฽ได฾ส฽งต฽อข฾อมูลต฽างๆ ทางทีมจึงร฽วมกันพัฒนา ระบบการประเมินฯ ในผู฾ปุวยที่ส้าคัญ คือ ผู฾ปุวย on NG tube ให฾ได฾รับการประเมินฯ และให฾โภชนบ้าบัด ดังนี้ พยาบาลคัดกรองความ เสี่ยงด฾านโภชนาการ ด฾วย SPENT Form 4 ข฾อ นักโภชนการประเมินฯ ภายใน 3 วัน หลังจาก admit วินิจฉัยปัญหาทางโภชนาการ วางแผนโภชนบ้าบัด และเผยแพร฽แนวทางการปฏิบัติร฽วมกันเป็นระบบมากขึ้น ผลการศึกษา พบว฽า ปี 2566 ผู฾ปุวย on NG tube ได฾รับการประเมินฯ 92.1 % ซึ่งเพิ่มขึ้น และได฾รับการให฾โภชนบ้าบัด 100 % หลัง ได฾รับการให฾โภชนบ้าบัด ผู฾ปุวยที่มีภาวะ Severe malnutrition (NAF=C) 119 ราย เปลี่ยนเป็น Moderate malnutrition (NAF=B) และMild malnutrition (NAF=A) 47 ราย(46.8%) และ 13 ราย (10.9%) ตามล้าดับ สรุปการศึกษาและการน าไปใชประโยชน จะเห็นว฽าผู฾ปุวยที่ได฾รับการให฾โภชนบ้าบัดมีภาวะโภชนาการดีขึ้นในบางราย ส฽วนใหญ฽เป็น กลุ฽มผู฾ปุวย IMC ที่มีสภาวะร฽างกายสามารถฟื้นฟูด฾วยโภชนบ้าบัดได฾และมีทีมสหวิชาชีพอยู฽ในทีมรักษา ถึงแม฾โดยรวมจะดีขึ้น < 50 % แต฽ท้าให฾ทราบว฽ากลุ฽มผู฾ปุวยที่มีการฟื้นฟูร฽างกายค฽อนข฾างล้าบาก อาทิ PC HHC โดยกลุ฽มนี้จะมี Case ที่ NR จ้านวน 68 คน คิดเป็น 57.14 % แต฽ก็ให฾ Intervention ตาม Criteria จนบางรายมีภาวะโภชนาการดีขึ้น สอดคล฾องกับการศึกษาของ รศ.ดร.นพ. กวีศักดิ์ จิต ตวัฒนรัตน์ พบว฽า พยาบาลและนักโภชนาการเป็นปัจจัยเสริมให฾มีการคัดกรองและการประเมินฯ ผู฾ปุวย และเป็นจุดเริ่มต฾นในการสร฾าง ความร฽วมมือส้าหรับวิชาชีพต฽าง ๆ ที่ส฽งผลให฾ผู฾ปุวยได฾รับการให฾โภชนบ้าบัดได฾อย฽างเหมาะสม ค าส าคัญ พัฒนาระบบการประเมินภาวะโภชนาการ, แบบประเมิน Nutrition alert form, ผู฾ปุวยที่ใส฽สายอาหาร Nasogastric tube insertion,


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 196 E3.17 การพัฒนารูปแบบการติดตามความครอบคลุมการได้รับวัคซีนในเด็กอายุ 0 - 5 ปี ในเขตต าบลแชะ อ าเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา นายธีรยุทธ เทินสระเกษ ต้าแหน฽ง เจ฾าพนักงานสาธารณสุข และทีมงาน กลุ฽มงานบริการด฾านปฐมภูมิและองค์รวม โรงพยาบาลครบุรี จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : ร฾อยละความครอบคลุมการได฾รับวัคซีนแต฽ละชนิดครบตามเกณฑ์ในเด็กอายุ 0-5 ปีในเขต ต้าบลแชะ ต่้ากว฽าเกณฑ์ที่ก้าหนดคือไม฽น฾อยกว฽าร฾อยละ 90 ปีงบประมาณ 2564 - 2565 พบว฽าช฽วงอายุ1 ปี เท฽ากับ 71.88 และ 66.00 อายุ 2 ปี เท฽ากับ 83.10 และ 62.69 อายุ 3 ปี เท฽ากับ 91.95 และ 59.72 อายุ 5 ปี เท฽ากับ 91.36 และ 76.24 และอายุ 7 ปี เท฽ากับ 97.93 และ 95.65 และพบปัญหาการให฾บริการ ส฽งผลให฾ความครอบคลุมไม฽ครบตามเกณฑ์ วัตถุประสงค์การศึกษา : 1. เพื่อสร฾างระบบการติดตามการรับวัคซีนในเด็กอายุ 0-5 ปี 2.เพื่อให฾ความครอบคลุมการได฾รับ วัคซีนแต฽ละชนิดครบตามเกณฑ์ ร฾อยละ ≥90 ในทุกกลุ฽มอายุ3.เพื่อสร฾างเครือข฽ายสุขภาพโดยการท้างานร฽วมกับชุมชน วิธีการศึกษา: วางแผนร฽วมกับอาสาสมัครสาธารณสุข(อสม.) เจ฾าหน฾าที่สาธารณสุขและแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว เริ่ม พัฒนาและเก็บข฾อมูล ตั้งแต฽ 1 ตุลาคม 2565 ถึง 30 มิถุนายน 2566 ปฎิบัติตามแผน ดังนี้ จัดท้าบัญชีรายชื่อเด็ก 0-5 ปี จัดท้าทะเบียนการติดตามการได฾รับวัคซีน ทะเบียนการรับวัคซีนประจ้าเดือนผ฽านข฾อมูลของโปรแกรม HDC และ HosXP จัด อบรมให฾ความรู฾เรื่องการให฾วัคซีนแก฽แกนน้าอสม. หมู฽บ฾านละ 1 คน โดย วันก่อนให้บริการคลินิกวัคซีนจะประชาสัมพันธ์ผ฽าน กลุ฽มในระบบแอพพลิเคชั่นไลน์อสม. เพื่อให฾อสม.แจ฾งเตือนผู฾ปกครองตามพื้นที่ที่รับผิดชอบ วันรับบริการให฾บริการให฾วัคซีนทุก วันพุธ ยกเว฾นวันพุธที่ 3 ของเดือน ชี้แจงวันนัดและลงบันทึกวันนัดในสมุดให฾ผู฾ปกครอง ลงข฾อมูลในทะเบียนวัคซีนประจ้าเดือน สรุปจ้านวนผู฾รับวัคซีนในวันนั้น ลงข฾อมูลในทะเบียนการติดตามความครอบคลุมการได฾รับวัคซีน วันหลังบริการกรณีเด็กที่ไม฽ ได฾มารับบริการให฾วัคซีน เจ฾าหน฾าที่จะประสานให฾ อสม.เยี่ยมบ฾านและก้าหนดนัดหมายครั้งต฽อไปเพื่อรับวัคซีน ติดตามผลการ ด้าเนินการผ฽านโปรแกรมHDC ทุกไตรมาส ด าเนินการต่อเนื่องและสร฾างช฽องทางผ฽านระบบแอพพลิเคชั่นไลน์เพื่อให฾ผู฾ปกครอง สามารถได฾รับข฽าวสารจากเจ฾าหน฾าที่ได฾โดยตรง ผลการศึกษา : ผู฾ปุวยเข฾ารับบริการทั้งหมดในจ้านวน 745 คน ร฾อยละความครอบคลุมการได฾รับวัคซีนแต฽ละชนิดครบตาม เกณฑ์ในเด็ก อายุ 0-5 ปีตามข฾อมูลของ HDC พบว฽า อายุ 1 ปี เท฽ากับ 93.33 อายุ 2 ปี เท฽ากับ 90.70 อายุ 3 ปีเท฽ากับ 82.26 เด็กอายุ 5 ปี เท฽ากับ 96.3 และอายุ 7 ปี เท฽ากับ 97.22 ร฾อยละของการขาดนัดรับวัคซีนของผู฾ปุวย ในปี 2564-2566 เท฽ากับ 50.95, 49.59 และ 1.36 ตามล้าดับ โดยสาเหตุของการขาดนัดจากการสัมภาษณ์ ได฾แก฽ ลืมวันนัด และการย฾ายที่อยู฽ ของเด็ก สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: ความครอบคลุมการได฾รับวัคซีนแต฽ละชนิดครบตามเกณฑ์ในเด็ก อายุ 0-5 ปี นั้นสูงขึ้นตามเกณฑ์ที่กระทรวงก้าหนดได฾ เนื่องจากชุมชนเข฾ามามีส฽วนร฽วมในการรณรงค์และประชาสัมพันธ์ ค าส าคัญ : การ พัฒนารูปแบบการติดตาม, ความครอบคลุมการได฾รับวัคซีนในเด็กอายุ 0 - 5 ปี, วัคซีนเด็ก


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 197 มหกรรมคุณภาพ HACC Forum นครชัยบุรินทร์ครั้งที่ 16 “Growth Mindset for Better Healthcare System” ในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 08.30-17.00 น. ณ โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา E- Poster Presentation กลุ่มที่ 4 การพัฒนาระบบงานแม่และเด็ก จ านวน 20 เรื่อง น าเสนอวันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 เวลา 14.30-18.30 น ห้องอรพิม ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์ โทรศัพท์ หมายเหตุ 1 14.30 - 14.40 น. ทารกเกิดรอด แม฽คลอด ปลอดภัย นางสุพรรณี โพธิ์ธี โรงพยาบาลเซนต์ แมรี่ นครราชสีมา 086- 6512070 2 14.40 - 14.50 น. พัฒนาระบบการเฝูาระวังภาวะ โลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์ นางนิลุบล โกสีย์ โรงพยาบาล พลับพลาชัย บุรีรัมย์ 062- 4423551 3 14.50 - 15.00 น. พัฒนาระบบการพยาบาลหญิง ตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจางที่ มาฝากครรภ์ โรงพยาบาล แก฾งคร฾อ นางกฤตยา ชินแสง โรงพยาบาล แก฾งคร฾อ ชัยภูมิ 095- 5978398 4 15.00 - 15.10 น. พัฒนาระบบการเข฾ารับบริการ ทันตกรรมในหญิงตั้งครรภ์ ที่มาฝากครรภ์ในคลินิกฝาก ครรภ์ (ANC) โรงพยาบาลโนน แดง อ้าเภอโนนแดง จังหวัด นครราชสีมา นางสาวอารียา ธรรมอุด โรงพยาบาลโนน แดง นครราชสีมา 090- 2658108 5 15.10 - 15.20 น. การพัฒนาการเข฾าถึงระบบ บริการวางแผนครอบครัวโดย การฝังยาคุมก้าเนิด เพื่อปูองกัน การตั้งครรภ์ไม฽พึงประสงค์ ใน กลุ฽มวัยรุ฽นและผู฾ไม฽ประสงค์มี บุตร นางสาวฐิฬา ภัทร์ ศิริกุล โรงพยาบาลครบุรี นครราชสีมา 065- 6946241 6 15.20 - 15.30 น. การพัฒนารูปแบบการให฾บริการ การคุมก้าเนิดในหญิงตั้งครรภ์ อายุ 15-19 ปี ในคลินิกวัยรุ฽น โรงพยาบาลตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี นางสาวจรินธร ศรีวิไสย์ โรงพยาบาล ตระการพืชผล อุบลราชธานี 091- 4419559 7 15.30 - 15.40 น. การพัฒนารูปแบบการดูแลหญิง ตั้งครรภ์วัยรุ฽นอายุน฾อยกว฽า20 ปี นางนภาพร นพพัฒนกุล โรงพยาบาลโนน สูง นครราชสีมา 089- 8490651 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์ โทรศัพท์ หมาย เหตุ 8 15.40 - 15.50 น. การพัฒนาระบบการดูแลหญิง ตั้งครรภ์ที่มีภาวะความดันโลหิต สูงในโรงพยาบาลแก฾งคร฾อ นางสรีลักษณ์ เพียรไทยสงค์ โรงพยาบาล แก฾งคร฾อ ชัยภูมิ 081- 7606246


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 198 9 15.50 - 16.00 น. พัฒนาแนวทางคัดกรองหญิง ตั้งครรภ์ส฽วนน้า breech presentation นางเรณู จ้า ชาติ โรงพยาบาลแก฾ง สนามนาง นครราชสีมา 093- 9352245 10 16.00 - 16.10 น. พัฒนางานการปูองกันการคลอด ติดไหล฽โดยใช฾ RSD Score นางสาวจินตนา ชาญสูงเนิน โรงพยาบาล บ้าเหน็จณรงค์ ชัยภูมิ 085- 2695369 11 16.10 - 16.20 น. การพัฒนาการดูแลหญิงตั้งครรภ์ ที่มารอคลอดและคลอด ที่ติดโควิด 19 นางดวงใจ ศิริ เดชอุดม โรงพยาบาลนา โพธิ์ บุรีรัมย์ 088- 5959660 12 16.20 - 16.30 น. การปูองกันการตกเลือดหลัง คลอด นางเกศรินทร์ จุลรังสี โรงพยาบาล บ้าเหน็จณรงค์ ชัยภูมิ 080- 7237999 13 16.30 - 16.40 น. การพัฒนาระบบเพื่อปูองกัน ภาวะช็อกจากการตกเลือดหลัง คลอด ในระยะ 2 ชั่วโมงแรกหลัง คลอด ในมารดาที่มาคลอดที่ โรงพยาบาลพลับพลาชัย นางสุพร เสงี่ยมศักดิ์ โรงพยาบาล พลับพลาชัย บุรีรัมย์ 083- 7378541 14 16.40 - 16.50 น. ผลการใช฾แนวทางปฏิบัติเพื่อ ปูองกันการเกิดภาวะตกเลือดใน ระยะ 2 ชั่วโมงหลังคลอด ใน มารดาคลอดปกติ โรงพยาบาล โชคชัย นางอารีย์ฉาย ศิลป฼ โรงพยาบาลโชค ชัย นครราชสีมา 095- 6215343 15 16.50 - 17.00 น. พัฒนาแนวทางการปูองกันและ ดูแลมารดาที่มีภาวะตกเลือด หลังคลอด นางสาวรัตนา พร มนกลาง โรงพยาบาลโนน สูง นครราชสีมา 094- 5490205 16 17.00 - 17.10 น. พัฒนาระบบการปูองกันทารก ขาดออกซิเจนในระยะคลอด นางเย็นจิตร์ อภิวัฒน์อ้าไพ โรงพยาบาลบ฾าน กรวด บุรีรัมย์ 088- 2595026 17 17.10 - 17.20 น. การพัฒนารูปแบบการปูองกัน ภาวะทารกแรกเกิดน้้าหนักตัว น฾อย ศูนย์สุขภาพชุมชน โรงพยาบาลน้้ายืน ต้าบลสีวิเชียร อ้าเภอน้้ายืน จังหวัดอุบลราชธานี นางนิติยา ต฽อง ภูธร ศูนย์สุขภาพชุมชน โรงพยาบาลน้้ายืน อุบลราชธานี 080- 7346742 18 17.20 - 17.30 น. รูปแบบการดูแลผู฾ปุวยโรคจอตา ในทารกที่เกิดก฽อนก้าหนด กลุ฽มงานจักษุ โรงพยาบาลชัยภูมิ: ถอดบทเรียน พญ.วินิธา ลักษณากร โรงพยาบาลชัยภูมิ ชัยภูมิ 062- 9591464 19 17.30 - 17.40 น. พัฒนาระบบส฽งเสริมพัฒนาการ เด็กปฐมวัย เพิ่มการเข฾าถึง ติดตามต฽อเนื่อง พัฒนาการไม฽ ล฽าช฾า นางวรรณพร ใจมีธรรมและ คณะ โรงพยาบาลคู เมือง บุรีรัมย์ 064- 5351954 20 17.40- 17.50 น ระบบการเฝูาระวังและแก฾ไข ปัญหาโลหิตจางจากกการขาด ธาตุเหล็กในเด็ก 6-12 เดือน อ้าเภอบัวลาย นางธีรยา เหม เลา โรงพยาบาลบัว ลาย นครราชสีมา


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 199 E4.1 ทารกเกิดรอด แม่คลอดปลอดภัย สุวรรณี โพธี และคณะ โรงพยาบาลเซนต์เมรี่ นครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ สถิติหญิงตั้งครรภ์ที่มาใช฾บริการฝากครรภ์ ปี 1 ม.ค. 2565 – 31 พ.ค. 2566 จ้านวน 310 ราย เฉลี่ย 20 ราย/ เดือน จากการทบทวนพบว฽าระบบการนัดมาตรวจสุขภาพครรภ์ไม฽มีรูปแบบที่ชัดเจน การให฾ข฾อมูลก฽อนคลอด/ผ฽าตัดคลอดไม฽ เป็นไปตามแนวปฏิบัติที่ก้าหนด ระยะเวลาการเตรียมความพร฾อมก฽อนผ฽าตัดไม฽เอื้ออ้านวยความสะดวกต฽อผู฾ใช฾บริการ ระบบ การสื่อสารในการนัดของทีมยังไม฽ชัดเจน เอกสารการฝากครรภ์ไม฽มีในระบบสาระสนเทศของโรงพยาบาลแต฽บันทึกลงในสมุด ฝากครรภ์ เมื่อผู฾รับบริการไม฽น้าสมุดฝากครรภ์มา ท้าให฾ไม฽ทราบประวัติการฝากครรภ์ ทั้งนี้เพื่อพัฒนารูปแบบการให฾บริการ ฝากครรภ์คุณภาพ และสอดคล฾องกับแผนยุทธศาสตร์การบริการรักษาตามมาตรฐาน จึงได฾จัดท้าโครงการขึ้นมา วัตถุประสงค์การศึกษา 1. เพื่อพัฒนาแนวทางการฝากครรภ์คุณภาพ 2. เพื่อส฽งเสริมสนับสนุนให฾หญิงตั้งครรภ์ได฾รับการฝากครรภ์อย฽างน฾อย 5 ครั้ง/ การตั้งครรภ์ 3. สนับสนุนให฾มีการคัดกรองส฽งต฽อการรักษาเพื่อลดความเสี่ยงปูองกันภาวะแทรกซ฾อนระหว฽างตั้งครรภ์ วิธีการด าเนินการ ครั้งที่ 1 ประชุมรวบรวมปัญหาและข฾อมูลร฽วมกับทีมสหวิชาชีพ 2. จัดท้าแนวทางการฝากครรภ์คุณภาพ ( แผ฽นพับ ค้าแนะน้าการปฏิบัติตัวก฽อนคลอด ท้าตราปั๊ม แพทย์อธิบายขั้นตอน วิธีการคลอด และความเสี่ยงขณะตั้งครรภ์ ) สื่อสารให฾สห วิชาชีพปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกันและมีการโทรติดตามอาการตามกลุ฽มเสี่ยงที่ก้าหนด ครั้งที่ 2 จัดท้าแนวทางในการฝากครรภ์คุณภาพแนวใหม฽ร฽วมกับสหวิชาชีพ การให฾ค้าแนะน้าหญิงครรภ์ตามไตรมาส และก้าหนดวิธีการให฾ได฾รับข฾อมูลที่ครบถ฾วน บันทึกการประเมินภาวะสุขภาพหญิงตั้งครรภ์ให฾มีความต฽อเนื่อง จากสหวิชาชีพ ก้าหนดแนวทางการเตรียมคลอด การนัดคลอดล฽วงหน฾า สร฾างกลุ฽มไลน์ เพื่อส฽งข฾อมูลสื่อสารเรื่องเคสที่นัดคลอดก฽อนมา Admit มีการประชุมประเมินผลการปฏิบัติตามแนวทางร฽วมกับสหวิชาชีพทุกเดือน ( PCT สูติฯ ) และน้าแนวทางมาปรับแก฾ไขให฾ ครอบคลุม สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ จาการพัฒนาแนวทางปฏิบัติการฝากครรภ์คุณภาพร฽วมกับทีมสหวิชาชีพท้าให฾ได฾ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพหญิง ตั้งครรภ์ ได฾รับการฝากครรภ์อย฽างน฾อย 5 ครั้ง/ การตั้งครรภ์ และออกแบบการให฾ข฾อมูล ค้าแนะน้า ส฽งผลให฾แพทย์และทีม พยาบาลได฾ปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกัน ท้าให฾หญิงตั้งครรภ์สามารถเตรียมตัวก฽อนคลอด ขณะคลอด และหลังคลอดได฾ดี ไม฽ เกิดภาวะแทรกซ฾อน ร฽วมกับการสื่อสารในทีมดูแลรักษา ที่มีประสิทธิภาพ ข฾อมูลการบันทึกการตรวจการตั้งครรภ์ สามารถ น้าเข฾าสู฽ระบบสารสนเทศของโรงพยาบาลได฾ทุกรายท้าให฾การสื่อสารข฾อมูลได฾ต฽อเนื่อง กระบวนการฝากครรภ์คุณภาพสามารถ ลดความเสี่ยงในการคลอดมีความปลอดภัยทั้งมารดาและทารก ค าส าคัญ ทารกเกิดรอด แม฽คลอดปลอดภัย การฝากครรภ์คุณภาพ


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 200 E4.2 พัฒนาระบบการเฝูาระวัง ภาวะโลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์ นิลุบล โกสีย์ โรงพยาบาลพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ภาวะโลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์เป็นปัญหาที่ส้าคัญ ส฽งผลกระทบต฽อสุขภาพมารดาและทารกในครรภ์ ท้าให฾เกิดการ คลอดก฽อนก้าหนด(Preterm labour) ทารกแรกเกิดน้้าหนักตัวน฾อย และภาวะตกเลือดหลังคลอด ก฽อให฾เกิดผลเสียต฽อสุขภาพ มารดาและทารกในครรภ์ สาเหตุภาวะโลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์ ได฾แก฽ การขาดสารอาหารธาตุเหล็กและกรดโฟลิก การเสีย เลือด การมีพยาธิปากขอ โรคทางพันธุกรรม เช฽น โรคธาลัสซีเมีย โรคเม็ดเลือดแดงแตกง฽าย การวินิจฉัยได฾ตั้งแต฽แรกจะท้าให฾ ทราบสาเหตุภาวะโลหิตจางและปัจจัยเสี่ยงที่สามารถแก฾ไขและรักษาได฾อย฽างเหมาะสม รวดเร็ว ส฽งผลให฾ลดภาวะแทรกซ฾อน ทั้งต฽อมารดาและทารกได฾ วัตถุประสงค์การศึกษา หญิงตั้งครรภ์มีภาวะซีดไม฽เกิน ร฾อยละ 14 และเพื่อให฾หญิงตั้งครรภ์มีความรู฾ความเข฾าใจถูกต฾อง เกี่ยวกับการปฏิบัติตัวเพื่อปูองกันภาวะซีด วิธีการด าเนินการ 1. จัดประชุมทีมผู฾รับผิดชอบงานอนามัยแม฽และเด็ก ทั้งในโรงพยาบาลและรพ.สต. 2. สนับสนุนให฾ อสม.ในพื้นที่ค฾นหาและรณรงค์ให฾หญิงตั้งครรภ์ มาฝากครรภ์โดยเร็วที่ทราบ 3. ให฾ความรู฾หญิงตั้งครรภ์ในกิจกรรมโรงเรียนพ฽อแม฽ครั้งที่ 1 และ 2 4. กรณีพบ HCT ≤ 33 % ส฽งพบแพทย์ทุกราย ให฾หญิงตั้งครรภ์รับประทานยา FF 1X3 O.PC นัด Repeat HCT ทุก 1 เดือน หลังรับประทานยา หาก HCT ≤ 25 % ส฽งพบแพทย์เพื่อ Refer 5. ด้าเนินโครงการวิวาห์สร฾างชาติ เป็นจุดเริ่มต฾นที่มีคุณภาพ การเตรียมความพร฾อมตั้งแต฽ก฽อนสมรสและก฽อนมีบุตร โดย การแจกวิตามินเสริมธาตุเหล็กและfolic เพื่อลดความพิการแต฽ก้าเนิด 6. ด้าเนินโครงการขับเคลื่อนมหัศจรรย์ 1000 วันแรกของชีวิต โดยแจกนม ไข฽ เกลือ ในหญิงตั้งครรภ์ เพื่อเฝูาระวัง ภาวะโลหิตจางในหญิงวัยเจริญพันธุ์ ตามนโยบาย สาวไทยแก฾มแดง มีลูกเพื่อชาติ 7. พัฒนากระบวนการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มี HCT ≤34% โดยประเมินความรู฾ความเข฾าใจของหญิงตั้งครรภ์ การ รับประทานอาหารเสริมธาตุเหล็ก จ฽ายยาเสริมธาตุเหล็กเพิ่ม และติดตามความเข฾มข฾นของเลือดอย฽างต฽อเนื่อง 8. ส฽งหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจาง พบนักโภชนาการ เพื่อให฾ข฾อมูลเกี่ยวกับโภชนาการที่เหมาะสม ผลการศึกษา จากการวิเคราะห์ หญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจางใน คปสอ.พลับพลาชัย ปี 2563-2566 คิดเป็นร฾อยละ 25 , 20.59 ,19.15 และ 16.88 ตามล้าดับ ซึ่งพบว฽าสูงกว฽าเกณฑ์(<14%) สาเหตุ เกิดจากขาดธาตุเหล็ก 50%, โรคธาลัสซีเมีย 40% และอื่นๆ 10% สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ จากการพัฒนาการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่ซีดจากการขาดธาตุเหล็ก พบว฽า เมื่อหญิง ตั้งครรภ์ได฾รับรู฾ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับทารกในครรภ์ จะให฾ความร฽วมมือในการดูแลตนเองได฾ถูกต฾องเพื่อลดการเกิด ภาวะแทรกซ฾อน การปฏิบัติตามค้าแนะน้าของเจ฾าหน฾าที่ ท้าให฾ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ในการปูองกันภาวะโลหิตจาง หรือมี ระดับความเข฾มข฾นของโลหิตสูงขึ้น ค าส าคัญ : การตั้งครรภ์ , ภาวะโลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์


Click to View FlipBook Version