การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 251 E6.7 การพัฒนารูปแบบการดูแลแบบประคับประคองอย่างยั่งยืนไร้รอยต่อ เครือข่ายสุขภาพอ าเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น อรุณรัศมี สาทีและคณะ โรงพยาบาลบานฝาง จ.ขอนแกน บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ผูปุวยระยะทายเป็นกลุมที่มีความซับซอนในการดูแล ตองใชสหสาขาวิชาชีพในการดูแลตอเนื่อง จากโรงพยาบาลถึงชุมชน กระทรวงสาธารณสุขใหความส้าคัญ ก้าหนดตัวชี้วัด Service Plan Palliative Care เพื่อใหเกิด คุณภาพการการดูแลผูปุวยระยะทาย แตโรงพยาบาลบานฝางยังไมบรรลุเปูาหมาย วัตถุประสงค์การศึกษา 1) เพื่อศึกษา สภาพปัญหาและวิเคราะห์สถานการณ์ 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลแบบประคับประคอง 3) เพื่อศึกษาผลของรูปแบบ วิธีด าเนินการ การศึกษานี้เป็นวิจัยเชิงปฏิบัติการ (action research) โดยใชแนวคิดการการดูแลแบบประคับประคองของ องค์การอนามัยโลก และแนวคิดการพัฒนาคุณภาพบริการของโดนาบิเดียน การวิจัยประกอบดวย 4 ขั้นตอน 1) วิเคราะห์ ปัญหาและสถานการณ์ 2) พัฒนารูปแบบการดูแล 3) ทดลองใชรูปแบบ 4) ปฏิบัติและประเมินผลของรูปแบบ ด้าเนินการวิจัย ในพื้นที่เครือขายสุขภาพอ้าเภอบานฝาง ระหวางเดือนตุลาคม 2565 – สิงหาคม 2566 เลือกกลุมตัวอยางแบบเจาะจง ไดแก ผูปุวยที่วินิจฉัยวาเป็นผูปุวยระยะทายเลือกรับการรักษาแบบประคับประคอง จ้านวน 38 คน เครื่องมือที่ใชไดแก แนว ทางการสนทนากลุม รูปแบบการดูแลแบบประคับประคองอยางยั่งยืนไรรอยตอฯ แบบประเมิน PPS V2 แบบประเมิน ESAS ฉบับภาษาไทย และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ขอมูลโดยใชสถิติเชิงพรรณนา ผลการศึกษา กอนพัฒนารูปแบบ เคยพัฒนาการดูแลผูปุวยระยะทายแบบเครือขายตั้งแตปี 2562 แตขาดความตอเนื่องเพราะสถาณการณ์แพรระบาดของโรคโค วิด-19 มี PCN เป็นผูรับผิดชอบหลักในการติดตามตัวชี้วัด ยังขาดการสื่อสารและเชื่อมโยงขอมูลระหวางสหสาขาวิชาชีพ หนวยบริการ และสงตอการดูแลถึงชุมชน ชุมชนขาดความพรอมในการชวยเหลือ รูปแบบการดูแลแบบประคับประคองที่ พัฒนาขึ้น ประกอบดวย 6 องค์ประกอบ ไดแก 1) ทีมสหสาขาวิชาชีพรวมรับรูเปูาหมายและรับผิดชอบตัวชี้วัด 2) มีชองทาง การสื่อสารในทีม และการประสานงานกับเครือขายสุขภาพในชุมชน 3) มีแนวทางการดูแลที่ชัดเจน 4) การจัดการอาการ รบกวนที่มีประสิทธิภาพและการเตรียมความพรอมกอนจ้าหนาย 5) การพัฒนาศักยภาพเจาหนาที่ในชุมชน 6) การสนับสนุน อุปกรณ์จ้าเป็นส้าหรับดูแลผูปุวยระยะทายที่บาน และการใหค้าปรึกษาตลอด 24 ชม. ผลของการใชรูปแบบ ผูปุวยและ ครอบครัวไดรวมท้า Advance Care Plan กับทีมสุขภาพ ไดรับการจัดการอาการรบกวนใหลดลงดวยวิธีการใชยาและไมใชยา ผูปุวยรอยละ 97.37 ไดรับยา morphine เพื่อจัดการอาการปวดหรือหอบเหนื่อยรุนแรง ผูปุวยไดรับการดูแลตอเนื่องที่บาน หรือชุมชนอยางมีคุณภาพรอยละ 88.23 ระดับความพึงพอใจรอยละ 86.1 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ รูปแบบการดูแลแบบประคับประคองที่พัฒนาขึ้น สามารถเพิ่มคุณภาพการดูแล ผูปุวยระยะทาย ปัจจัยส้าเร็จคือความรวมมือของสหสาขาวิชาชีพและเจาหนาที่ในชุมชน มีชองทางและการสื่อสารที่สรางสรรค์ ขอเสนอแนะ ควรพัฒนาใหผูปุวยระยะทายไดรับการดูแลแบบประคับประคองเร็วขึ้น และพัฒนาระบบการจัดการขอมูลของ ผูปุวยที่มีความปลอดภัยมากขึ้น ค าส าคัญ: ผูปุวยระยะสุดทาย การดูแลแบบประคับประคอง เครือขายสุขภาพ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 252 E6.8 การดูแลทางจิตวิญญาณในผู้ปุวยระยะท้ายและครอบครัว กมลพรรณ เทียมมณีรัตน์ กลุมงานเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ หนึ่งในมิติการดูแลผูปุวยระยะทายและครอบครัวที่ส้าคัญคือ มิติการดูแลทางจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นสวนส้าคัญกับคุณภาพชีวิตของผูปุวยและครอบครัว เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจเพื่อการแสวงหาความผาสุก ความสงบและความสอดคลองภายในจิตใจของผูปุวยและครอบครัว ในสังคมไทยนั้นพุทธศาสนามีสวนเกี่ยวของกับมิติ ทางจิตวิญญาณเป็นอยางมาก ทั้งความคิด ความเชื่อ คุณคาของชีวิตทั้งขณะยังมีชีวิตรวมถึงหลังการเสียชีวิตอีกดวย วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อศึกษาพลวัตของครอบครัวภายหลังการดูแลทางจิตวิญญาณในผูปุวยระยะทาย วิธีการด าเนินการ การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพในครอบครัวผูปุวยระยะทายที่เขารับการรักษาที่ รพ.บุรีรัมย์ ที่ไดรับการดูแลทางจิตวิญญาณ โดยใชพุทธศาสนาเป็นแกนหลัก ประกอบดวยการนิมนต์พระสงฆ์เป็นสื่อกลางโดยใช แกนหลักค้าสอนทางพุทธศาสนา หลักธรรมของชีวิต การปลดเปลื้องทางจิตวิญญาณ เป็นตน ระยะเวลาการศึกษา 1 สิงหาคม พ.ศ. 2565 ถึง 31 มิถุนายน พ.ศ. 2566 เก็บขอมูลโดยใชแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสราง ( Semi structure questionnaires) และการสนทนากลุมยอย (Focus group) ในครอบครัวผูปุวยระยะทายแบบจ้าเพาะเจาะจง (Purposive sampling) หลังการด้าเนินกิจกรรม 2 วัน ใชการจดบันทึกใจความส้าคัญ การสังเกตและวิเคราะห์เชิง เนื้อหาและแกนสาระส้าคัญ (Content & thematic analysis) ผลการศึกษา ครอบครัวผูปุวยระยะทายจ้านวน 11 ครอบครัว สวนใหญเป็นครอบครัวของผูปุวยโรคมะเร็งระยะทาย เมื่อวิเคราะห์แกนเนื้อหาส้าคัญพบวา 1. การใชสิ่งยึดเหนี่ยวทางพุทธศาสนาโดยมีพระสงฆ์เป็นตัวแทน ชวยใหสมาชิก ในครอบครัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีเปูาประสงค์เดียวกัน คือการดูแลโดยยึดผูปุวยเป็นศูนย์กลาง 2. การดูแลทางจิต วิญญาณจะมีชวงเวลาใหสมาชิกในครอบครัวไดมีโอกาสแสดงความรูสึก ความเชื่อ ความคิดเห็นเกี่ยวกับผูปุวย ท้าให เกิดการแลกเปลี่ยนกันภายในครอบครัว ซึ่งน้ามาสูความเขาใจ ความเห็นอกเห็นใจของสมาชิกในครอบครัว 3. ครอบครัวมีการระลึกถึงคุณงามความดี ความรักและความกลมเกลียวของผูปุวยที่มีตอครอบครัว ท้าใหเกิดความ ผูกพันทางอารมณ์4. การท้าบุญเพื่อผูปุวยทั้งขณะปัจจุบันและชีวิตหลังความตาย โดยมีพระสงฆ์เป็นสื่อกลาง นับเป็น การท้าบุญขั้นสูงตามหลักปฏิบัติทางศาสนา 5. เมื่อมีการโนมน้าหลักทางพุทธศาสนา ท้าใหครอบครัวสวนใหญยอม การสูญเสียสูญเสีย และการดับสูญของชีวิตเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไมได 6. การปลอยวางของครอบครัวเมื่อยอมรับความ สูญเสีย รางกายเป็นเพียงทางผานของจิตวิญญาณไมสามารถเหนี่ยวรั้งไวได เพียงปรารถนาใหผูปุวยเดินทางทางจิต วิญญาณอยางสงบสุข สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์1. การดูแลทางจิตวิญญาณโดยใชหลักพุทธศาสนาท้าใหการดูแลผูปุวย และครอบครัวไดอยางมีประสิทธิภาพมากขึ้น และ2. ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของครอบครัว ในระยะยาว ค าส าคัญ : จิตวิญญาณ ผูปุวยโรคมะเร็งระยะทาย หลักพุทธศาสนา
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 253 E6.9 ผลของโปรแกรมการดูแลแบบประคับประคองต่อคุณภาพชีวิตในผู้ปุวยมะเร็งระยะสุดท้าย สุมิตรา ติระพงศ์ประเสริฐและคณะ *ศูนย์ความเป็นเลิศทางการพยาบาลแบบประคับประคอง โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา **กลุมงานการพยาบาลผูปุวยมะเร็ง โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: ผูปุวยมะเร็งระยะทายนั้นตองเผชิญกับความทุกข์ทรมานจากการเจ็บปวดทั้ง ทางรางกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ สงผลใหผูปุวยมะเร็งระยะสุดทายมีคุณภาพชีวิตที่ลดลง ในบทบาท ของพยาบาลในการดูแลผูปุวยมะเร็งระยะสุดทายนั้น เปูาหมายส้าคัญของการดูแลผูปุวยคือ ใหผูปุวยพบกับ ความสุข ลดความทุกข์ทรมาน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีจนกระทั่งการจากไปอยางสงบ วัตถุประสงค์การศึกษา: เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยคุณภาพชีวิตของผูปุวยมะเร็งระยะสุดทายกอนและหลัง ไดรับโปรแกรมการดูแลแบบประคับประคองตอคุณภาพชีวิตในผูปุวยมะเร็งระยะสุดทาย วิธีด้าเนินการ: การวิจัยแบบกึ่งทดลองวัดกลุมเดียว วัดผลกอนและหลังทดลอง เลือกกลุมตัวอยางแบบเจาะจง เป็นผูปุวยมะเร็งทุกชนิดในระยะสุดทาย ที่มีคาคะแนน PPS อยูในชวง 40-70% ระดับ Pain score อยูใน ระดับ 4-10 คะแนน ที่เขารับการรักษาแบบประคับประคอง ในแผนกผูปุวยนอก โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา จ้านวน 30 ราย เครื่องมือในการวิจัย 1) แบบประเมิน PPS 2) แบบสอบถามขอมูลสวนบุคคล 3) แบบสอบถามคุณภาพชีวิต (EORTC QLQ-C30) ทดสอบความเชื่อมั่นดวยคาสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอ นบาค= 0.87 4) โปรแกรมการดูแลแบบประคับประคอง มีระยะเวลา 4 สัปดาห์ ดังนี้ สัปดาห์ที่ 1 ใหความรูเรื่องโรคและการจัดการอาการไมสุขสบาย ใหกลุมตัวอยางฟังจินตภาพบ้าบัด 10 นาที มอบคูมือการ ดูแลแบบประคับประคอง และ เสียงจินตภาพบ้าบัดใหกับกลุมตัวอยาง สัปดาห์ที่ 2,3 โทรติดตาม อาการ ใหค้าแนะน้า กระตุนใหฟัง จินตภาพบ้าบัด สัปดาห์ที่ 4 ประเมินผล วิเคราะห์ขอมูลดวย สถิติพรรณนา และ Paired Samples T test ผลการศึกษา: พบวาหลังการทดลองผูปุวยมะเร็งระยะสุดทายมีคะแนนเฉลี่ยคุณภาพชีวิตและภาวะสุขภาพ โดยรวมอยูในระดับสูง (mean =5.35, SD = 0.84) และสูงกวากอนการทดลอง อยางมีนัยส้าคัญทางสถิติ (Pvalue <.001) สรุปการศึกษาและการน้าไปใชประโยชน์: โปรแกรมการดูแลแบบประคับประคองในผูปุวยมะเร็งระยะสุดทาย สามารถชวยเพิ่มคุณภาพชีวิตผูปุวยมะเร็งระยะสุดทายได ดังนั้นบุคลากรทางการแพทย์สามารถน้าโปรแกรมการ ดูแลแบบประคับประคองใชกับผูปุวยระยะทายกลุมอื่นๆ เพื่อใหผูปุวยมีคุณภาพชีวิตที่ดี ค าส าคัญ: คุณภาพชีวิต, ผูปุวยมะเร็งระยะสุดทาย, การดูแลแบบประคับประคอง
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 254 E6.10 การพัฒนาระบบการดูแลผู้ปุวยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย โรงพยาบาลประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ วรัญญา อริยตระกูลวงศ์,จินตนา สุขประเสริฐ โรงพยาบาลประโคนฃัย จังหวัด บุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ผูปุวยโรคไตวายเรื้อรังมีจ้านวนเพิ่มมากขึ้น ขอมูลในพื้นที่อ.ประโคนชัยจากการคัด กรองภาวะแทรกซอนในผูปุวยโรคเบาหวาน7,054,ความดันโลหิตสูง13,480ราย พบมีโรคไตระยะที่3,4,5รอยละ 20,2.93,1.80 (HDCจังหวัดบุรีรัมย์ผูปุวยCKDมีอัตราการลดลงของeGFR <5ml/min/1.73m2/yr ไมผานเกณฑ์ งานวิจัยประสบการณ์มีชีวิตอยูกับการลางไตทางชองทองอยางตอเนื่อง:กรณีศึกษาในผูใหญวัยท้างานที่มารับการรักษา ที่รพ.ชุมชนในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย2562(วรัญญา อริยตระกูลวงศ์,จินตนา สุขประเสริฐ ,2562) พบวาผูปุวยCAPDตัดสินใจ RRT เมื่อตองเลือกระหวางความเป็นและความตายแลวเทานั้น การจัดบริการ รักษาแบบเดิมไมสามารถท้าใหผูปุวยตัดสินใจRRTไดเร็วพอที่จะท้าใหผลการรักษาดี ท้าใหผูปุวยไมสามารถกลับไป ท้างานได ครอบครัวขาดรายได และพบอุบัติการณ์ของผูปุวยตกเกาอี้ขณะรอรับบริการ จึงไดเห็นความส้าคัญในการ พัฒนาระบบการบริการใหสามารถชะลอไตเสื่อม,เพิ่มการเขาถึงRRTรวดเร็วทั่วถึง,มีระบบจัดการความเสี่ยงขณะรอรับ บริการใน NCDs clinic วัตถุประสงค์การศึกษา: 1.เพื่อลดแออัดและรอคอยผลเลือดยางมีคุณคา , 2.ชะลอความเสื่อมของไต eGFR<5ml/min/1.73m2/yr ≥66% , 3. เพิ่มการเขาถึง RRT 4.อุบัติการณ์ความเสี่ยง 0% วิธีการด าเนินการ การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) สุมตัวอยางแบบเฉพาะเจาะจงรวมกับการสังเกตอยางมีสวน รวม (Participation observation )ในCKD5ชวงด้าเนินการ ตุลาคม 2565-เมษายน2566 จ้านวน179 คน เครื่องมือที่ใชในการวิจัย 1.แบบสอบถามความพึงพอใจผูรับบริการ , 2.แบบคัดกรองผูปุวย ,ขั้นตอนที่1 วิเคราะห์ สาเหตุ พบวาระบบบริการแออัดรอคอยนาน,กระบวนการจัดการความรูไมชัดเจน จึงจัดบริการที่CAPD clinic 20คน ตอวัน ประเมินและกระตุนRRTทุกvisit จัดการรายกรณีรายบุคคล รายกลุมโดยทีมสหวิชาชีพ พยาบาลตรวจเยี่ยม อาการ ใชแบบฟอร์มคัดกรองผูปุวยกรณีอาการเปลี่ยนแปลงทุกชั่วโมง ,ขั้นตอนที่2 ปฏิบัติตามแผน ,ขั้นตอนที่3. ประเมินผล สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์1.ลดแออัดจาก 120 เป็น 20 คน ลดเวลารอคอยจาก 6 เป็น 3.5 ชม , 2.มีระบบสงตออายุรแพทย์โรคไต ไดRRTจาก5%เป็น18.9%(เกณฑ์ 10% ) 3.ชะลอไตเสื่อมมีคาไตดีขึ้นเป็น CKD3 1ราย และCKD4 33 รายคิดเป็น18% ประหยัดคารักษาพยาบาลกรณี CAPD 700,000 บาท/คน/ปี *34 ราย = 23,800,000 บาท และกรณี HD 1,400,000 บาท/คน/ปี * 34 ราย =47,600,000 บาท , eGFR<5ml/min/1.73m2/yr 113 ราย คิด63% 4. คัดกรองความเสี่ยงสงผูปุวยเขาหองฉุกเฉิน2ราย , อุบัติการณ์ พลัดตกหกลม 0ราย 5.ผูปุวยและญาติพึงพอใจ 88 % ขอเสนอแนะ ควรจัดกระบวนการPLรายบุคคล รายกลุม. ใหกับทั้งผูปุวยและ ญาติ ตั้งแตระยะแรก CKD stage1,2และ3A ทุกNCDs clinic ค าส าคัญ :โรคไตเรื้อรัง, การชะลอความเสื่อมของไต,การบ้าบัดทดแทนไต
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 255 E6.11 การเสริมพลังชุมชนในการป้องกันโรคไข้เลือดออกสู่หมู่บ้านสะอาด ปลอดลูกน ้ายุงลาย ต าบลโนนไทย อ าเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา วรชยาณันท์ เลิศพงษ์ชากร โรงพยาบาลโนนไทย อ าเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ สถานการณ์โรคไขเลือดออกของต้าบลโนนไทย พบวาโรคไขเลือดออกยังคงเป็นปัญหา ดานสาธารณสุขที่ ส้าคัญ จากการส้ารวจขอมูลเบื้องตน จ้านวน 17 หมูบาน พบวา การสุมประเมินความชุกของดัชนีลูกน้้ายุงลาย (H.I), (C.I) ในชุมชน คา (H.I) สูงมากถึง 20.86 ซึ่งเกินกวามาตรฐาน (ไมเกินรอยละ 10) และคา C.I ยังคงสูงถึง 7.50 ซึ่งเกิน กวามาตรฐาน (ตองเทากับ 0) การด้าเนินงานควบคุมและปูองกัน โรคยังไมมีรูปแบบที่ชัดเจนภาคีเครือขายในชุมชนยัง ขาดการมีสวนรวม เนื่องจากประชาชนยังขาด ความรู ขาดความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อศึกษากระบวนการพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างพลังชุมชนในการปูองกันโรคไข้เลือดออก หมู่บ้านสะอาด ปลอดลูกน ้ายุงลาย ต าบลโนนไทย อ าเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา วิธีการด าเนินการ กลุ่มเปูาหมายคือแกนน าประชาชน เลือกแบบเจาะจง จ านวน 150 คน การพัฒนารูปแบบเป็น การประยุกต์ใช้แนวคิดวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ขั้นตอนในการพัฒนารูปแบบครั้งนี้ประกอบด้วย4 ระยะ 8 ขั้นตอนดังนี้ ระยะที่1 ขั้นการวางแผน (Planning) ได้แก่ 1.ศึกษาบริบทชุมชน 2.เตรียมความพร้อมของชุมชน 3. ด าเนินการจัดท าแผนปฏิบัติกระบวนการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม ระยะที่2 ขั้นลงมือปฏิบัติงาน(Action) 4.การปฏิบัติ ตามแผนปฏิบัติงาน/กิจกรรมที่ได้จากขั้นตอนที่ 1โครงการรวมพลังชุมชน หมู่บ้านสะอาด ปลอดลูกน ้ายุงลาย ระยะที่ 3 ขั้นการสังเกตผล(Observation) 5.นิเทศ ติดตาม สนับสนุนการด าเนินงาน ระยะที่ 4 ขั้นการสะท้อนผล (Reflection) 6.การจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อถอดบทเรียน เพื่อเป็นข้อมูลสะท้อนผลในการสร้างรูปแบบการ ด าเนินการปูองกันควบคุมโรคไข้เลือดออกในวงรอบ 7.การประชุมกลุ่มย่อย และ สัมภาษณ์แบบเจาะลึก เพื่อหาปัจจัย แห่งความส าเร็จ 8.วิเคราะห์ปัญหา อุปสรรคในการด าเนินงานและวางแผนในการแก้ไขปัญหาในวงรอบต่อไป ผลการศึกษา กลุ่มเปูาหมายมีการเปลี่ยนแปลงความรู้การมีส่วนร่วม และความพึงพอใจ เกี่ยวกับการปูองกันโรค ไข้เลือดออกดีขึ้นอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (p – value < 0.05) เกิดรูปแบบเสริมสรางพลังชุมชน ในการปูองกันโรค ไขเลือดออกสูหมูบานสะอาด ปลอดลูกน้้ายุงลาย สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ปัจจัยแห่งความส าเร็จในการเสริมสร้างการเสริมพลังชุมชนในการปูองกัน โรคไข้เลือดออกสู่หมู่บ้านสะอาด ปลอดลูกน ้ายุงลาย ได้แก่ แกนน าประชาชนได้รับการพัฒนาศักยภาพในการปูองกัน และควบคุมโรคไข้เลือดออกโดยชุมชน การเสริมสร้างพลังให้แก่กลุ่มแกนน าประชาชน และทีม SRRTระดับต าบล โดย การเกิดความเชื่อมั่นในตนเอง เชื่อมั่นความรู้ความสามารถในตนเอง ประชาชนมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนทุก กระบวนการตัดสินใจเลือกทางออกหรือวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมกับชุมชนของตนเอง ซึ่งจะท าให้การด าเนินการในการ ปูองกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกประสบผลส าเร็จและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ค าส าคัญ :การเสริมพลังชุมชน,การปูองกันโรคไข้เลือดออก
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 256 E6.12 ห้วยแถลงหญิงตั้งครรภ์สุขภาพฟันดี ทพ.ศิริวัฒน์ เตียตระกูล และธัญญาศิริ เตียตระกูลวิวัฒน์ โรงพยาบาลหวยแถลง จ.นครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : สุขภาพเหงือกและฟันของหญิงตั้งครรภ์มีความส้าคัญตอสุขภาพ โดยรวม โดยโรคเหงือกบางชนิดอาจเป็นสาเหตุใหเกิดการคลอดกอนก้าหนดหรือเชื้อโรคที่เหงือกและ ฟันอาจจะสามารถกระจายเขาสูกระแสเลือด จนสงผลกระทบตอบุตรในครรภ์ได จากการทบทวน ในชวงปีงบ 2563-2565 ที่ผานมามีหญิงตั้งครรภ์ที่ไดรับการตรวจสุขภาพชองปาก จ้านวน 259 คน 260 คน และ 247 คน ตามล้าดับ แตพบวามีหญิงฝากครรภ์ ANC ที่ไดรับการขูดหินปูนในแตละปีจึง ไดมีการพัฒนาระบบบริการเพื่อใหหญิงตั้งครรภ์เขาถึงการบริการขูดหินปูนมากขึ้น วัตถุประสงค์ เพื่อใหหญิงตั้งครรภ์4-6 เดือน ที่มารับบริการ ANC ใหไดรับบริการขูดหินปูน วิธีด าเนินการ 1)ทบทวนระบบบริการตรวจชองปากและการใหบริการขูดหินปูนหญิงตั้งครรภ์ที่มา ฝากครรภ์ (ANC) 2)ประชุมชี้แจงและวางแนวทางการปฏิบัติใหม โดยการใหบริการตรวจชองปาก หญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ ในวันคลินิก ANC เมื่อเขาเกณฑ์อายุครรภ์ 4-6 เดือน 3)กรณีไมพรอม หรืออายุครรภ์ยังไมถึง 4-6 เดือนมีระบบการนัดที่ชัดเจนในระบบ HosXp ออกใบนัด และลงบันทึก ขอมูลในสมุดประจ้าตัวหญิงฝากครรภ์ และมีระบบติดตามมารับบริการ 3)ปรับปรุงวิธีการลงขอมูลให ถูกตอง 4)ประสานงานกับงาน ANC เพื่อวางแนวทางและการสงหญิงฝากครรภ์เขารับบริการทางทัน ตกรรม หากยังไมไดรับบริการ 5)การใหสุขศึกษาเกี่ยวกับสุขภาพชองปากในหญิงตั้งครรภ์รายใหมทุก ราย และสงเสริมใหหญิงตั้งครรภ์เห็นความส้าคัญและมารับบริการตามนัด ในวันที่มารับบริการ ANC ผลการศึกษา : หลังการพัฒนาระบบการบริการทางทันตกรรม พบวาอัตราการไดรับบริการขูดหินปูน ของหญิงฝากครรภ์ (ANC) เพิ่มขึ้นจาก รอยละ 10 เป็น รอยละ 42 ข้อเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้ : หญิงตั้งครรภ์ไดรับบริการการขูดหินปูนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเพิ่มความสะดวกโดยเมื่อตรวจสุขภาพชองปากเสร็จก็สงรับบริการโดยไมตองรอคิว กรณีไม สะดวกรับบริการทันทีมีระบบการนัดที่ชัดเจน โอกาสพัฒนาคือมีระบบการติดตามออนไลน์เพื่อเพิ่ม ความเขาถึง ค าส าคัญ : หญิงตั้งครรภ์ , ขูดหินปูน , ANC
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 257 E6.13 เบาหวาน เบาใจ แม่ลูกปลอดภัย ห่างไกลภาวะแทรกซ้อน นพรัตน์ ฝูงใหญ งานฝากครรภ์ กลุมงานการพยาบาลผูปุวยนอก โรงพยาบาลศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ โรงพยาบาลศีขรภูมิพบหญิงตั้งครรภ์มีเบาหวานในปี 2563 – 2566 พบรอยละ 12.50, 10.09, 26.82 และ 27.58 ตามล้าดับ การตั้งครรภ์มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน สงผลใหเกิดการดื้อตออินซูลินซึ่งท้า หนาที่ควบคุมระดับน้้าตาล รวมถึงพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไมเหมาะสม ท้าใหมีระดับน้้าตาลในเลือด สูง อาจเกิดผลเสียตอทารก เชน แทง ทารกพิการ เสียชีวิตในครรภ์หรือ เจริญเติบโตผิดปกติ อาจมีผลตอการ ท้าหนาของปอดของทารกแรกคลอดไมดีมีภาวะน้้าตาลในเลือดต่้า ตัวเหลือง ระดับเกลือแรในรางกายผิดปกติ ได ผลตอหญิงตั้งครรภ์ อาจพบครรภ์เป็นพิษ หรือเลือดมีระดับคีโตนสูง อาจมีการติดเชื้อของระบบทางเดิน ปัสสาวะหรือมีเชื้อราในชองคลอด ท้าใหมีความเสี่ยงตอการคลอดกอนก้าหนดได วัตถุประสงค์การศึกษา: ลูกเกิดรอด แมปลอดภัย วิธีการด าเนินงาน มารดาที่วินิจฉัยเป็น GDM จะไดรับการแนะน้าดานโภชนาการ การเฝูาระวังสุขภาพมารดา และทารกในครรภ์สวนการคุมระดับน้้าตาล แบงเป็น GDM A1 คุมระดับน้้าตาลโดยใชdiet control ถาคุม ไมไดใชInsulin control และ GDM A2 คุมระดับน้้าตาลโดยใชInsulin control ในเบื้องตนจะสอนฉีด อินซูลินและเจาะเลือดติดตามระดับน้้าตาลทุก 2-4 weeks และปรับยา ใหมีคา FBS < 95 mg %, 1 hr PP < 140 mg % บางรายอาจตอง admit เพื่อปรับยาและติดตามระดับน้้าตาล มีการตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ ชวงไตรมาสที่สาม และสอนนับทารกดิ้น มีเครือขายติดตามระดับน้้าตาลที่บาน รวมกับโทรศัพท์เยี่ยมติดตาม อาการและการปฏิบัติตัวตอเนื่อง ผลการศึกษา ปี 2565 และ ปี 2566 พบวาหญิงตั้งครรภ์ High risk คัดกรองพบ GDM รอยละ 26.82 และ รอยละ 27.58 โดยมี GDM A1 รอยละ 86.36 และ รอยละ 75 GDM A2 รอยละ 13.64 และรอยละ 25 ทุกคนจะไดรับค้าแนะน้าดานโภชนาการ กลุม GDM A1 คุมไดดวยอาหาร 89.47% และ 100% GDM A2 คุมไดดวย insulin 66.67% และ 100% ไมพบทารกเสียชีวิตในครรภ์ ไมพบ DKA ไมมีภาวะ FGR แต พบ macrosomia 12.5% และ 0 % มีการคลอดกอนก้าหนด 4.30% และ 3.03% ตามล้าดับ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ 1. ผูรับบริบาลไดตระหนักในการดูแลตนเอง โดยเฉพาะดานโภชนาการ ลดการเกิดภาวะแทรกซอน 2. ทีมสหสาขาวิชาชีพและเครือขายมีความเชี่ยวชาญในการดูแลมารดา GDM ไดอยางถูกตอง ค าส าคัญ : เบาหวาน มารดา
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 258 E6.14 โครงการมหัศจรรย์ 1000 วัน ท าบุญนมกล่องรสจืดของท่าน สานฝันน้ าหนักลูกน้อยผ่านเกณฑ์ สวยสม ยศรุงเรือง และพรประภา ภิรมย์ชม พว.ช้านาญการ โรงพยาบาลหนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ ความเป็นมาและความส าคัญ : ทารกแรกเกิดน้้าหนักนอยกวา 2,500 กรัม เป็นปัญหาทางการแพทย์ที่ส้าคัญ ท้าใหเกิดภาวะหายใจล้าบาก หัวใจลมเหลว รวมทั้งมีผลตอพัฒนาการ ซึ่งสาเหตุสวนใหญ เกิดจากภาวะทุพโภชนาการ ภาวะซีด การฝากครรภ์ เศรษฐานะ รวมถึงหญิงตั้งครรภ์ที่มีโรคประจ้า จากสถิติประเทศไทยปี 2565 พบมีทารกคลอดน้้าหนักตัวนอยกวา 2,500 กรัมถึงรอยละ 6.42 และสถิติของอ้าเภอหนองบัวแดงปี 2563-2565 พบรอยละ 6.87, 7.79, 5.67 ตามล้าดับ จากการทบทวนพบวาเกิดจากภาวะทุพโภชนาการในหญิงตั้งครรภ์ จึงด้าเนินงานรวมกับเครือขายอ้าเภอหนองบัวแดง ในโครงการมหัศจรรย์ 1000 วัน ท้าบุญนมกลองรสจืดของทาน สานฝันน้้าหนักลูกนอยผานเกณฑ์ เพราะการสงเสริม โภชนาการในชวงตั้งครรภ์ เป็นชวงวัยที่ส้าคัญเนื่องจากเป็นระยะการสรางระบบประสาทและสมอง สมองเริ่มสราง และเจริญเติบโตเมื่อทารกอยูในครรภ์มารดา วัตถุประสงค์ของการศึกษา :เพื่อสงเสริมโภชนาการในหญิงตั้งครรภ์ลด ภาวะทารกแรกเกิดน้้าหนักนอยนอยกวา 2,500 กรัม วิธีด าเนินการ : 1). น้าเสนอปัญหาทารกน้้าหนักนอยกวา 2,500 กรัม แกคณะกรรมการ 2). จัดท้าโครงการ ดังนี้2.1 ผูบริหารระดับอ้าเภอ กราบขออนุญาตหลวงพอบุญมา บุญาภิรโต ที่ปรึกษา คณะภาค 11 เพื่อท้าปูายประชาสัมพันธ์และสปอตโฆษณาในโครงการฯ 2.2 นิมนต์พระมารับบิณฑบาต ใน โรงพยาบาลทุก 1-3 เดือน และ3). ติดตามดูน้้าหนักทารกแรกเกิดในหญิงตั้งครรภ์ที่เขารวมโครงการ ผลการศึกษา : 1. ทารกแรกเกิดน้้าหนักนอยกวา 2,500 กรัม ในปี 2566 ลดลงเหลือรอยละ 4.85 และ2. หญิง ตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงน้้าหนักมารดาไมเพิ่มตามเกณฑ์ ไดรับนมตอเนื่องทุกวันจนคลอด จ้านวน 11 ราย ทารกคลอด น้้าหนักมากกวา 2,500 กรัม 8 ราย,นอยกวา 2,500 กรัม 3 ราย ซึ่งทั้ง 3 รายพบวาสาเหตุจากการตั้งครรภ์ที่ไมพรอม ตั้งครรภ์อายุนอยและมาฝากครรภ์ลาชาเมื่ออายุครรภ์เขาสูไตรมาสที่ 3ไมไดรับการสงเสริมกอนมาฝากครรภ์ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: จากการท้าโครงการมหัศจรรย์ 1000 วัน ท้าบุญนมกลองรสจืดของทาน สานฝันน้้าหนักลูกนอยผานเกณฑ์ พบวา หญิงตั้งครรภ์ที่ไดรับการการสงเสริมดวยนมจืดตั้งแตไตรมาสแรกที่ตั้งครรภ์ และมีปัญหาทุพโภชนาการไดรับโปรตีนเสริมเพียงพอท้าใหทารกแรกคลอดมีน้้าหนักที่เหมาะสม หญิงตั้งครรภ์ที่มี ความเสี่ยงน้้าหนักมารดาไมเพิ่มตามเกณฑ์ หลังจากไดรับนมตอเนื่องทุกวันจนคลอด สามารถชวยใหทารกมีน้้าหนัก มากกวา 2,500 กรัมไดดี โดยโครงการนี้สามารถใชไดกับหญิงตั้งครรภ์ทุกรายโดยไมมีขอจ้ากัด และสามารถชวยเพิ่ม น้้าหนักทารกใหไดตามมาตรฐานมากยิ่งขึ้น ค าส าคัญ : มหัศจรรย์ 1,000 วัน , น้้าหนักผานเกณฑ์
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 259 E6.15 Health Station ต้นกล้า อสม.น้อย ผลิตผล คนภักดีฯ สุรางค์ อภัยฤทธิรงค์ โรงพยาบาลภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ กระทรวงสาธารณสุข ไดใหความส้าคัญในการสงเสริมสุขภาพของประชาชน ยกระดับคุณภาพบริการ ดานสาธารณสุข โดยพัฒนาระบบบริการสุขภาพ เนนการสงเสริมสุขภาพ ปูองกันโรค และการคุมครองผูบริโภค กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ไดมีการสงเสริมสนับสนุน ใหประชาชน ดูแลสุขภาพตนเองได ชุมชนมีศักยภาพใน การพึ่งพาตนเองไดอยางยั่งยืน สงเสริมพัฒนาศักยภาพการมีสวนรวมของประชาชน ในการดูแลสุขภาพใหมี คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น กลุมงานบริการดานปฐมภูมิและองค์รวม โรงพยาบาลภักดีชุมพล ตองการพัฒนาศักยภาพให นักเรียน รอบรูในเรื่องสุขภาพ สามารถดูแลตนเอง ครู และครอบครัว ได จึงมีการจัดท้า โครงการ “ Health Station ตนกลา อสม.นอย ผลิตผล คนภักดี “ เพื่อปลูกฝังความรอบรูและจิตส้านึกที่ดีใหกับอนาคตของคนภักดี ชุมพลตอไป วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อให อสม.นอย มีความรอบรู ในการสงเสริมสุขภาพ ปูองกันโรค ภัย สุขภาพ และการคุมครองผูบริโภค ตัวแทนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนภักดีชุมพลวิทยา จ้านวน 20 คน ระยะเวลา 1 เมษายน 2566 - 30 กรกฎาคม 2566 วิธีการด าเนินการ ภาคทฤษฎี ประเมินความรอบรู ดานสุขภาพและพฤติกรรม การคัดกรองสุขภาพ Health Station ,ความรูทักษะการใชชีวิต สุขภาพจิตดี มีพลัง (บูรณาการงานสุขภาพจิต ยาเสพติด การปูองกันโรคติดตอทางเพศสัมพันธ์ และการปูองกันการทองไมพรอม) และ การมีสวนรวมแกไขปัญหาดานสุขภาพรางกายและปัญหาดานจิตใจ ในสถานศึกษา ภาคปฏิบัติ ฝึกปฏิบัติ การใชเครื่องมือ Health Station คัดกรองสุขภาพ ชั่งน้้าหนัก วัดสวนสูง วัดรอบเอว การหาคา BMI การวัด ความดันโลหิต การตรวจเลือดหาคาน้้าตาล และการฝึกชวยฟื้นคืนชีพ CPR การใชเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟูา ชนิดอัตโนมัติ AED ผลการศึกษา 1.อสม.นอย สามารถใชเครื่องมือ Health Station คัดกรองสุขภาพ ครูและ เพื่อนนักเรียนได ท้าใหคนพบกลุมเสี่ยงที่ตองไดรับการตรวจสุขภาพเพิ่มขึ้น 2.อสม.นอย ไดใชศักยภาพของตนเอง เกิดความมั่นใจ ในการดูแลสุขภาพของตนเองครอบครัว ครู และเพื่อนนักเรียน โดยมีคณะท้างาน เป็นที่ปรึกษา และสนับสนุน 3. อสม.นอย สามารถน้าใชเทคโนโลยี มาใชในการสงเสริมความรูดานสุขภาพ ใหกับตนเอง ครอบครัว ครู และเพื่อนนักเรียน สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์จากการจิตอาสาในสถานศึกษา และการออกเยี่ยมบานชุมชน รวมกับ อสม.ในพื้นที่ ท้าให อสม.นอย มีความรู ในเรื่องการดูแลสงเสริมสุขภาพ การรักษา ไดรับรูปัญหาในชุมชนของตนเอง มีสวนรวม ในการรับผิดชอบสุขภาพของตนเอง ครู และ ครอบครัว ไดอยางมั่นใจ แผนพัฒนาตอยอด การใหความรูโดยให อสม.นอยมีสวนรวม เชน ยาเสพติด ทองไมพรอม ภาวะ ซึมเศรา โลหิตจางในวัยเรียน และพัฒนาขยายผลใหกับ เยาวชนในชุมชนที่อยูนอกระบบการศึกษา ใหเป็น อสม. นอย เป็นการสรางคุณคา และใหเยาวชน ในล้าดับตอไป ค าส าคัญ : Health Station อสม.นอย
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 260 E6.16 ผลการพัฒนาระบบสถานีสุขภาพ (Health station) ในการดูแลผู้ปุวยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและประชาชน กลุ่มเสี่ยง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพบ้านหนองตาด จังหวัดบุรีรัมย์ นลัท พรชัยวรรณาชาติ เวชกรรมสังคม โรงพยาบาลบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ การรักษาผูปุวยโรคไมติดตอเรื้อรัง เชน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ตองอาศัยการติดตาม ระดับน้้าตาลปลายนิ้วและความดันโลหิตอยางตอเนื่อง การมีสถานีสุขภาพที่ตั้งอยูใกลบาน ท้าใหผูปุวยและ ประชาชนกลุมเสี่ยงเขาถึงบริการทางสุขภาพดวยตนเองไดมากขึ้น ทั้งยังสรางความตระหนักในการดูแลสุขภาพ ไดดวยตนเอง โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพบานหนองตาด จังหวัดบุรีรัมย์ ไดจัดตั้งสถานีสุขภาพ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2565 และมีการพัฒนาระบบสงตอผูปุวยโรคไมติดตอเรื้อรังรายใหม ระบบการจัดยา และระบบแพทย์ทางไกล ในกลุมผูปุวยที่ควบคุมโรคไดดีเพื่อลดระยะเวลารอคอยและลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจของผูปุวยและ ครอบครัว วัตถุประสงค์การศึกษา 1.เพื่อเพิ่มการตรวจคัดกรองและคนหาผูปุวยโรคไมติดตอเรื้อรังรายใหม 2 เพื่อใหผูปุวยสามารถประเมินและจัดการภาวะโรคของตนเองไดดีขึ้น และ3. เพื่อลดความแออัดและระยะเวลา รอคอยของผูปุวยโรคไมติดตอเรื้อรัง วิธีการด าเนินการ เป็นการศึกษาเปรียบเทียบกอนและหลัง การจัดระบบ สถานีสุขภาพในการดูแลผูปุวยโรคไมติดตอเรื้อรังและประชาชนกลุมเสี่ยง ณ โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพบาน หนองตาด จังหวัดบุรีรัมย์ ใชขอมูลกอนจัดตั้งสถานีสุขภาพ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554 – 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2565 เปรียบเทียบขอมูลหลังจัดตั้งสถานีสุขภาพ ตั้งแต 1 สิงหาคม พ.ศ. 2565 – 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 ใชสถิติเชิงพรรณนา รอยละ คาเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา ผูมาใชบริการที่สถานีสุขภาพจ้านวน 1,856 ราย เป็นผูปุวยโรคเรื้อรังจ้านวน 1,258 ราย ประชาชนกลุมเสี่ยงจ้านวน 598 ราย เฉลี่ยผูรับบริการ 35 รายตอ สัปดาห์ ตรวจพบผูปุวยเบาหวานรายใหมจ้านวน 4 ราย และพบผูปุวยความดันโลหิตสูงรายใหม 5 ราย ผลการ เปรียบเทียบการควบคุมโรคไมติดตอเรื้อรังกอนและหลังจัดตั้งสถานีสุขภาพ พบวา รอยละผูปุวยเบาหวานที่สามารถ ควบคุมได (HbA1C <7 กรณีไมมีโรครวม และHbA1C <8 กรณีมีโรครวม) จากรอยละ 46.16 เป็นรอยละ 52.32 และ รอยละผูปุวยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมได (Systolic blood pressure <140 และ Diastolic blood pressure < 90) จากรอยละ 49.77 เป็นรอยละ 60.52 ผลการเปรียบเทียบจ้านวนครั้งที่มารับบริการแบบผูปุวยนอกของผูปุวย โรคไมติดตอเรื้อรังกอนและหลังจัดตั้งสถานีสุขภาพจาก 2,226 ครั้งตอปี เป็น 1,948 ครั้งตอปี หรือลดลงรอยละ 12.4 และลดจ้านวนผูปุวยขาดนัดจาก 154 ครั้งตอปี เป็น 67 ครั้งตอปี หรือลดลงรอยละ 56.49 สรุปการศึกษาและการ น าไปใช้ประโยชน์ ควรมีการจัดตั้งสถานีสุขภาพใกลบาน เพื่อใหผูปุวยโรคไมติดตอเรื้อรังและประชาชนสามารถ ติดตามภาวะสุขภาพของตนเองได และควรมีการปรับระบบบริการใหสอดคลองกับบริบทของผูปุวยและครอบครัว เชน การใชระบบการแพทย์ทางไกล การปรับชวงเวลานัดหมายพบแพทย์ เป็นตน ค าส าคัญ: Community health, Diabetes mellitus, Hypertension
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 261 E6.17 ขับเคลื่อนงานตาเพื่อพัฒนาระบบเครือข่ายสาขาจักษุ ร้าพึง ออกประเสริฐ แผนกจักษุวิทยา โรงพยาบาลภูเขียวเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดชัยภูมิ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพต้าบลบานเพชร ในเครือขาย รพ.ภูเขียวเฉลิมพระเกียรติ การคัดกรองสายตาผูสูงอายุ ในปีงบประมาณ 2564 และ 2565 รอยละ 80.6 และ 89.05 ตามล้าดับ การคัดกรอง เบาหวานขึ้นจอประสาทตาในปีงบประมาณ 2564 และ 2565 รอยละ 84.49 และ 60.3 ตามล้าดับ ปัญหาที่พบคือ การวินิจฉัยโรคและการบันทึกขอมูลไมตรงตามจริง บันทึกแตไมไดสงออกไปยังโปรแกรมประมวลผลของการท้างาน ท้าใหผลงานไมปรากฏ เพื่อพัฒนางานใหมีประสิทธิภาพทีมจักษุไดคัดเลือก รพ.สต.บานเพชรน้ารองในการพัฒนา ระบบ ปรับกลยุทธ์การเขาถึงบริการใหครอบคลุมทุกมิติ วัตถุประสงค์การศึกษา 1. เพื่อพัฒนาและยกระดับทีมท้างานใหมีแนวทางรูปแบบการท้างานที่ชัดเจน 2. เพื่อ พัฒนาระบบฐานขอมูลใหถูกตองรอยละ 100 3. เพื่อพัฒนาระบบการคัดกรองเบาหวานขึ้นจอตาที่ถูกตองและ รวดเร็วครอบคลุมรอยละ 100 4. หนวยบริการรวมท้างานเป็นเครือขายที่เขมแข็ง วิธีการด าเนินการ (ระยะเวลา ต.ค.65-ม.ค.66) - ประชุมทีมเครือขาย , ที่เกี่ยวของภายใน รพ. , รพ.สต.บานเพชร - น้ารายชื่อจาก HDC ตรวจสอบผานระบบ HOSxP - อบรม อสม.เรื่องการวัดสายตาแบบ QR Code การซักประวัติ และรับยาของผูปุวย ทีมจักษุทวนสอบรายบุคคลในระบบ HOSxP น้าสงขอมูลใหผูรับผิดชอบแกไขฐานขอมูลใหเป็น ปัจจุบัน ผูปุวยที่วินิจฉัยเบาหวาน ทั้งหมด 521 ราย มีการวินิจฉัยผิดพลาด ไมไดเป็นเบาหวาน 38 ราย กลุมผูปุวย เบาหวานติดบานติดเตียง 17 ราย วินิจฉัยผิดพลาด 2 ราย ผลการศึกษา - ผูสูงอายุไดรับการคัดกรองสายตา ลงขอมูลถูกตอง รอยละ 100 กลุมผูปุวยเบาหวานไดรับการคัด กรองเบาหวานขึ้นจอตา บันทึกขอมูลถูกตอง รอยละ 83.62 - อสม.ทางตามีความรูและวัดสายตาถูกตอง รอยละ 77 - เครือขายงานตาได Model กระบวนการท้างานมีประสิทธิภาพรอยละ 100 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ จากการพัฒนาทีมเครือขายสุขภาพ พบวา ยอดคัดกรองผูสูงอายุ ครอบคลุมรอยละ 100 พบผูสูงอายุที่มีสายตาเลือนราง (LowVision) 23 ราย ระยะใกลบอด (Blind Cataract) 10 ราย และไดรับการผาตัดภายใน 1 เดือน รอยละ 100 ยอดคัดกรองเบาหวานขึ้นจอตา รอยละ 83.62 อยูในระยะ เล็กนอย 9 ราย ระยะปานกลาง 6 ราย ระยะรุนแรง 2 ราย เป็นผูปุวยเกา 1 ราย และผูปุวยรายใหม 1 รายไดรับการ ยิงเลเซอร์ภายใน 1 เดือน งบประมาณสนับสนุนการน้าสงผูปุวย จาก อบต.บานเพชร ขอเสนอแนะและโอกาสพัฒนา การท้างานเป็นทีม ทีมแมขายเข็มแข็ง มีเปูาหมายเดียวกันที่จะพัฒนายกระดับงานทั้ง ยังสนับสนุนผลักดันใหทีมมีประสิทธิภาพ สงผลให รพ.สต.สามารถแกไขปัญหาเรื้อรังมานาน และทีมมีแรงผลักดันใน การท้างานเชิงรุก สอดรับกับนโยบายผูสูงอายุ เป็นโอกาสพัฒนาขยายผลสู รพ.สต. รพช.อื่น ๆ ตอไป ค าส าคัญ : การพัฒนา , งานจักษุ , การสรางเครือขาย
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 262 E6.18 More Safety for Unexpected Home Birth Before Admission สวลี สิงคเสลิต หองคลอด โรงพยาบาลศีขรภูมิจังหวัดสุรินทร์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ Emergency Medical Service (EMS) เป็นระบบบริการฉุกเฉินออกรับผูปุวยเมื่อมีการแจงเหตุผานศูนย์ นเรนทร อาจใชระยะเวลาเดินทางไป-กลับ ประมาณ 45 – 60 นาที หรือนานกวานั้น กรณีหญิงเจ็บครรภ์ หรือคลอด กอนถึง รพ. อาจเกิดอันตรายตอมารดาและทารกในครรภ์หรือที่คลอดไดเพื่อปูองกันภาวะแทรก ซอนที่ เชน preterm labor, eclampsia, postpartum hemorrhage และ birth asphyxia การเพิ่มประสิทธิภาพของทีม EMS ในการดูแลผูรับบริบาลในที่เกิดเหตุหรือระหวางน้าสง จะชวยลดภาวะแทรกซอนที่อาจเกิดขี้นได วัตถุประสงค์ ลูกเกิดรอด แมปลอดภัย วิธีการด าเนินงาน 1. ประชุมชี้แจงหนวยงานที่เกี่ยวของกับการพัฒนาระบบ EMS รับหญิงเจ็บครรภ์คลอด 2. ER รับ แจงเหตุจากศูนย์นเรนทร (1669) ขอขอมูล ไดแกชื่อ-สกุล, อายุ, อาการส้าคัญ, สถานที่เกิดเหตุ, หมายเลขโทรศัพท์ผู แจงและผูรับบริบาล แจงสูติแพทย์และ LR เพื่อพิจารณาออก EMS 3. ER เตรียม set คลอด และ emergency box ที่ใชไดทั้งผูใหญและทารกแรกเกิด 4. LR เตรียม preterm box, PIH box, PPH box, set รับทารกแรกเกิด, doptone ฟังเสียงหัวใจทารกในครรภ์ กรณีเป็นเคส high risk จะใหแพทย์เวร, สูติแพทย์ 1 คน, พยาบาล LR 1 คน, EMS 1 คน ไปกับรถ EMS กรณีคลอด preterm, BBA จะมีพยาบาลกุมารเวชกรรมไปดวย 5. เตรียมความพรอม ระหวางรอผูรับบริบาลมาถึง รพ. โดยโทรศัพท์, วิทยุสื่อสาร ติดตอประสานงานกับผูรับบริบาลและโรงพยาบาล เตรียม เปิด visit และทบทวนประวัติจาก hosxP ถาฝากครรภ์ที่ รพ. ศีขรภูมิ กรณีฉุกเฉินใหประสานหองคลอด, หองผาตัด, กุมารเวชกรรม, หองปฏิบัติการและคลังเลือดลวงหนา พิจารณา fast pass ไปหองคลอดหรือหองผาตัดทันที กรณีเกิน ศักยภาพจะประสานศูนย์ refer เพื่อสงตอโรงพยาบาลสุรินทร์ทันที 6. ดูแลกอนคลอดหรือขณะคลอดที่บานหรือขณะ เคลื่อนยาย ซักประวัติและอาการตางๆ ทบทวนสมุดฝากครรภ์ วัดความดันโลหิต เปิดเสนใหสารน้้า เจาะ DTX, CBC, G/M ใส tube เก็บไว ฟัง FHS, ตรวจ uterine contraction ตรวจภายใน ถาไมมีขอหาม ท้าคลอดทารกและรก หาก มีการคลอดเกิดขึ้น ดูแลทารกแรกเกิด และ7. ดูแลเฉพาะกรณีเชน preterm labor ใหยายับยั้งการหดรัดตัวของ มดลูก ใหยากระตุนปอดทารกในครรภ์ ภาวะ severe PIH ให MgSO4 ปูองกันภาวะชัก ภาวะ postpartum hemorrhage ใหยากระตุนการหดรัดตัวของมดลูก ไดทันที หลังจากรายงานแพทย์ ผลการศึกษา การออก EMS รับหญิงตั้งครรภ์หรือคลอด มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ปลอดภัยมากขึ้น ประชาชนเชื่อมั่น มั่นใจ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ 1. เป็นโมเดลการพัฒนาระบบ EMS เชิงรุกใน รพช. 2. ชุมชนเรียนรูการใชระบบบริการฉุกเฉิน 1669 3. พัฒนาศักยภาพพยาบาล EMS ในการสื่อสาร เพื่อรับค้าสั่งรักษากรณีไมมีแพทย์ออก EMS
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 263 E6.19 จากรอยรั่วสู่รอยต่อศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพสุขใจใกล้บ้าน โสภิดา นาคประดิษฐ์ กลุมงานเวชกรรมฟื้นฟูโรงพยาบาลพิมาย จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ จากนโยบายกระทรวงสาธารณสุขมีการมุงเนนลดความแออัด ลดระยะเวลารอคอย เพิ่มการเขาถึงระบบบริการสุขภาพของประชาชน สอดคลองกับจุดมุงเนนของกลุมงานเวชกรรมฟื้นฟู เนื่องจากที่ผาน มากลุมผูรับบริการจะเป็นกลุมผูสูงอายุรอยละ 24 และอีกกลุมโรคที่ส้าคัญคือกลุมผูปุวยโรคหลอดเลือดสมองรอยละ 3 จากการด้าเนินงานที่ผานมาพบปัญหาคือการเขาถึงของผูปุวยที่อยูในพื้นที่หางไกลโรงพยาบาล ซึ่งมีจ้านวนการขาด นัดรอยละ 48 และไมไดรับการฟื้นฟูสมรรถภาพตอเนื่องรอยละ 65 ซึ่งผูปุวยกลุมนี้หากไมไดรับการฟื้นฟูสมรรถภาพ อยางตอเนื่องจะสงผลใหเกิดภาวะพึ่งพิง รวมถึงมีความพิการเพิ่มมากขึ้น จึงไดเล็งเห็นความส้าคัญเพื่อใหผูปุวยไดเพิ่ม การเขาถึงระบบการบริการ ซึ่งสอดคคลองกับนโยบายพัฒนาคุณภาพชีวิตอ้าเภอพิมาย จึงไดมีการเปิดศูนย์ฟื้นฟู สุขภาพสุขใจใกลบานในจ้านวน 11 ศูนย์ เพื่อใหไดเขาถึงบริการเพิ่มขึ้น และลดภาวะพึ่งพิง มีความสามารถในการท้า กิจวัตรประจ้าวันเพิ่มขึ้น วัตถุประสงค์1. เพื่อใหกลุมผูสูงอายุ และผูปุวยโรคหลือดเลือดสมองไดเขาถึงบริการเพิ่มขึ้น 2. เพื่อลดภาวะพึ่งพิง ผูปุวยมีความสามารถในการท้ากิจวัตรประจ้าวันเพิ่มขึ้น วิธีด าเนินการ 1.ทบทวนหาสาเหตุของปัญหาการไมไดรับบริการตอเนื่องรวมถึงปัญหาการเขาถึงและเขารับบริการ 2. น้าขอมูลเขาที่ประชุม พชอ.พิมาย เพื่อออกแบบระบบบริการ ซึ่งกลุมงานเวชกรรมฟื้นฟูจะเนนไปที่ผูปุวย 2 กลุม ประกอบดวย ผูสูงอายุ และผูปุวยโรคหลอดเลือดสมอง 3.การเตรียมคน ประกอบดวย การบริหารจัดการอัตราก้าลัง นักกายภาพบ้าบัดในการออกใหบริการในแตละศูนย์ การจัดอบรมและฝึกทักษะของนักอาสาฟื้นฟูฯแตละศูนย์ 4.การ ใหบริการในผูสูงอายุ ใหบริการรักษาและฟื้นฟูทางกายภาพบ้าบัดในกลุมผูปุวยโรคระบบกระดูกและกลามเนื้อ ระบบ ประสาท ระบบทางเดินหายใจหัวใจและทรวงอก และระบบอื่นๆ ในศูนย์ฟื้นฟูฯทั้ง 11 ศูนย์ตามตารางการนัดหมาย โดยในกลุมระบบกระดูกและกลามเนื้อใชแบบประเมินpain scaleและในผูปุวยโรคหลอดเลือดสมองใหบริการรักษา และฟื้นฟูสภาพทางกายภาพบ้าบัดและจายกาอุปกรณ์ใหในผูปุวยที่จ้าเป็นตองไดรับโดยใชแบบประเมิน Barthel index โดยมีการออกปฏิบัติงานตามตารางการออกปฏิบัติงานในแตละศูนย์จากนักกายภาพบ้าบัดโรงพยาบาลพิมาย ออกใหบริการตามตารางในแตละศูนย์ฯ ผลการศึกษา 1.การใหบริการในรูปแบบศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพท้าใหผูสูงอายุเขาถึงบริการ รอยละ 14 2.ผูปุวยโรคหลอด เลือดสมองไดรับการดูแลตอเนื่องรอยละ 100 3.ผูปุวยโรคหลอดเลือดสมองสามารถท้ากิจวัตรประจ้าวันไดเพิ่มขึ้นรอย ละ 88 สรุปการศึกษาและน าไปใช้ประโยชน์1. จากการด้าเนินงานศูนย์สามารถเป็นตนแบบระบบบริการที่ท้าใหประชาชน โดยเฉพาะผูสูงอายุ ผูปุวยโรคหลอดเลือดสมองเขาถึงบริการไดเพิ่มขึ้น 2.การท้างานที่มองถึงประชาชนเป็นหลักจะน้ามาสูการออกแบบบริการที่สอดคลองกับปัญหาของประชาชน ค าส าคัญ ศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพ, ผูปุวยโรคหลอดเลือดสมอง(stroke) , ผูสูงอายุ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 264 E6.20 การพัฒนารูปแบบการคัดกรองความผิดปกติทางสายตาของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ในเขตต าบลผักปัง อ าเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ สุจินต์ หมอดี งานผูปุวยนอกจักษุ รพ.ภูเขียวเฉลิมพระเกียรติ ความเป็นมาและความส าคัญ จากสถิติการคัดกรองสายตาในเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษา ที่คนหาเด็กที่มี ภาวะผิดปกติทางสายตาใหไดรับแวนตา ปี พ.ศ.2564 พบนักเรียนมีความผิดทางสายตาและไดรับแวนตา จ้านวน 797 ราย ปี 2565 มีนักเรียนไดรับแวนตาเพิ่มขึ้นเป็น 3,791 ราย สถิติผลการด้าเนินงานการคัดกรอง เด็กนักเรียนในเขตต้าบลผักปัง อ้าเภอภูเขียว ผานโครงการเด็กไทยสายตาดีใน 4 ปียอนหลังที่ผานมา เริ่ม ตั้งแตปี 2562-2565 พบวา นักเรียนชั้น ป.1 ในเขตต้าบลผักปัง มีการคัดกรองสายตาในเด็กนักเรียน ปี 2562 คัดกรองได 125 ราย พบผิดปกติ 6 ราย แตไมไดเขากระบวนการรักษา ปี 2563 คัดกรองได 263 ราย พบผิดปกติ 4 ราย ปี 2564 คัดกรองได 49 ราย พบผิดปกติ 1 ราย ปี 2565 คัดกรองได 58 ราย พบผิดปกติ 2 ราย จากสถิติดังกลาวพบวามี มีการเขาถึงการคัดกรองเด็กนักเรียนไดนอย ท้าใหเด็กที่มีภาวะผิดปกติทาง สายตา ขาดโอกาสและเขาถึงกระบวนการรักษา จึงไดน้าแนวทางปฏิบัติการคัดกรอง ที่ทางกระทรวง สาธารณสุขไดก้าหนดไวมาวิเคราะห์ พบวามีความซับซอนในแนวทางการปฏิบัติ จึงน้าเอาแนวทางการปฏิบัติ มาพัฒนางานเพื่อใหเกิดผลลัพธ์ที่ดีขึ้น วัตถุประสงค์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการคนหาเด็กนักเรียนที่มีปัญหาทางสายตา ใหไดรับแวนสายตา เพื่อพัฒนาแนวทางการคัดกรองเด็กนักเรียนที่มีปัญหาทางสายตาเชิงรุกแบบมีสวนรวมระดับชั้น อ.1-ป.6 ใน เขต ต.ผักปัง อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ วิธีด าเนินการ ประสานทีมเครือขายเพื่อจัดประชุมเตรียมความพรอมมอบนโยบายและชี้แจงการด้าเนินงาน จัดประชุมอบรมใหความรูภาคทฤษฎีและปฏิบัติในการวัดสายตาใหกับบุคลากรที่เกี่ยวของ จัดเครื่อง Auto Refractor ไปติดตั้งที่โรงเรียนเพื่อวัดคาสายตา สงคาสายตาที่ไดจากเครื่อง Auto Refractor ปรึกษาจักษุ แพทย์ผานไลน์ เพื่อเลือกเด็กนักเรียนที่ควรใชยาสลายการเพง จัดตั้งกลุมไลน์ส้าหรับผูเกี่ยวของ เพื่อติดตาม การใชงานแวนสายตา ทุก 6 เดือน และเป็นการสื่อสารโดยตรงกับจักษุแพทย์ เมื่อเกิดปัญหาเกี่ยวกับการใช แวนสายตา ผลการศึกษา จากผลการด้าเนินงานตั้งแต ม.ค.-ต.ค.พ.ศ.2566 มีโรงเรียนเขารวมในเขตต้าบลผักปัง อ้าเภอภู เขียว จังหวัดชัยภูมิ จ้านวน 14 โรงเรียน ไดรับการตรวจคัดกรอง 1,400 ราย พบผิดปกติ 145 ราย ไดรับ แวนตา 78 ราย คิดเป็น 5.57% ของนักเรียนที่ไดรับการคัดกรองทั้งหมด นักเรียนชั้น ป.1 ไดรับการคัดกรอง 100% ซึ่งมีจ้านวนนักเรียนทั้งหมด 274 รายผิดปกติ จ้านวน 60 ราย ไดรับแวนตา 28 ราย คิดเป็น 10.22% ของนักเรียนชั้น ป.1 ทั้งหมด
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 265 E6.21 ผลของการนวดไทยแบบราชส านักร่วมกับการใช้ยาท าลายพระสุเมรุ ต่อการลดความปวดในผู้ป่วยโรคลม จับโปงแห้งเข่า โรงพยาบาลม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี อรชร ดวงแก้ว โรงพยาบาลม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี โทร.064-5233015 บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : โรคลมจับโปงแห้งเข่า เป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หาย มักเกิดในช่วงปัจฉิมวัย ท าให้ วาตะ ปิตตะก าเริบและเสมหะหย่อนมีอาการปวด บวม มากเวลาเดิน ท ากิจวัตรประจ าวันได้น้อย สถิตผู้รับบริการ 3 ปีย้อนหลัง 2563-2565 จ านวน 214,165 และ316 ราย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น การนวดไทยและการใช้ยาสมุนไพรที่มีสาร Piperine,CBD,CBN และTHC เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่สามารถลดปวดได้ เนื่องจากขณะนวดร่างกาย หลั่งสารเอ็นดอร์ ฟิน ท าให้วาตะที่ก าเริบกระจายตัวเปิดทางให้ปิตตะ เสมหะเคลื่อนไหว ท าให้ธาตุ 4 สมดุลย ลดปวด กล้ามเนื้อผ่อน คลาย วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาผลของการนวดไทยแบบราชส านักร่วมการใช้ยาท าลายพระสุเมรุต่อการลดความปวด ในผู้ปุวยโรคลมจับโปงแห้งเข่า ก่อนและหลังการทดลอง และเพื่อศึกษาผลของการใช้ยาท าลายพระสุเมรุ ต่อการลด ความปวด ในผู้ปุวยโรคลมจับโปงแห้งเข่า ก่อนและหลังการทดลอง วิธีด าเนินการ :เป็นการศึกษากึ่งทดลองกลุ่มปวด เข่าเรื้อรัง เขตพื้นที่บริการโรงพยาบาลม่วงสามสิบ เจาะจง จ านวน 60 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่มๆละ 30 คน กลุ่มที่ 1 รักษาด้วยการนวดไทย 30 นาที ในวันที่ 1,3 และ7 จ านวน 3 ครั้ง ร่วมกับรับประทานยาท าลายพระสุเมรุ กลุ่มที่ 2 รักษาด้วยการรับประทานยาท าลายพระสุเมรุอย่างเดียว รับประทานครั้งละ 500 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร เช้า กลางและเย็นติดต่อกัน 7 วัน (ทั้ง 2 กลุ่ม) ประเมินระดับปวด(NRS) ประเมินความรุนแรงข้อเข่า และเยี่ยมทาง โทรศัพท์ ในวันที่ 3,5 และ7 วิเคราะห์ด้วยโปรแกรมส าเร็จรูป ผลการศึกษา : พบกลุ่ม ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุ40-65 ปี ปวดระดับ 4-6 จากการศึกษาทั้งหมด 7 วัน ของทั้ง 2 กลุ่ม พบว่ากลุ่มนวดไทยแบบราชส านักร่วมกับการใช้ยาท าลายพระสุเมรุต่อการลดความปวด ในผู้ปุวยโรคลมจับโปงแห้งเข่า หลังการทดลอง มีค่าเฉลี่ยระดับความปวดลดลงเท่ากับ 1.68 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.21 และระดับปวดลดลงตั้งแต่ วันที่ 3 เป็นต้นไป ส่วนกลุ่มที่ 2 ที่ใช้ยาท าลายพระสุเมรุ ต่อการลดความปวด ใน ผู้ปุวยโรคลมจับโปงแห้งเข่า หลังการทดลอง มีค่าเฉลี่ยระดับปวดลดลงเท่ากับ 0.75 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.26 และระดับปวดลดลงตั้งแต่ วันที่ 5 เป็นต้นไป สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : เมื่อเปรียบเทียบความปวดหลังการทดลอง ภายในกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 พบมีระดับความปวดลดลงในวันที่ 3 และวันที่5 เป็นต้นไป ส่วนระดับความปวดระหว่างกลุ่มพบว่ากลุ่มที่1 มีระดับ ความปวดลดลงแตกต่างจากกลุ่มที่ 2 ในวันที่6 และ7 จึงสรุปได้ว่าการรักษาด้วยการนวดไทยร่วมกับการใช้ยาท าลาย พระสุเมรุ มีผลลดความปวดเข่า เป็นอีกทางเลือกในการรักษาข้อเข่าอ าเภอม่วงสามสิบ ค าส าคัญ : นวดไทย, ท าลายพระสุเมรุ, ลมจับโปงแห้งเข่า
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 266 มหกรรมคุณภาพ HACC Forum นครชัยบุรินทร์ครั้งที่ 16 “Growth Mindset for Better Healthcare System” ในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 08.30-17.00 น. ณ โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา E-Poster Presentation กลุ่มที่ 7 การพัฒนาระบบเครือข่าย/ปฐมภูมิ/การดูแลต่อเนื่อง/เวช ปฎิบัติครอบครัว จ านวน 18 เรื่อง น าเสนอวันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 เวลา 14.30-18.30 น ห้องอรพิม ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์ โทรศัพท์ หมาย เหตุ 1 14.30- 14.40 น การพัฒนารูปแบบการ ดูแลผูติดเชื้อเอชไอวี/ ผูปุวยเอดส์เพื่อ ความส้าเร็จในการรักษา นางสาว เสาวภา สม รูป โรงพยาบาล ทาตูม สุรินทร์ 092- 5270396 2 14.40 - 14.50 น. การพัฒนาการเฝูาระวัง อาการไมคงที่หรือมี อาการทรุดลงขณะรอ ตรวจ โรงพยาบาลแคน ดง จังหวัดบุรีรัมย์ นางสาว ศิริพร ศรี เมือง โรงพยาบาล แคนดง บุรีรัมย์ 085- 4401289 3 14.50 - 15.00 น. การพัฒนารูปแบบการ วางแผนจ้าหนายผูปุวย โรคหลอดเลือดสมอง นางสาวกมล ชนก พงพันนา โรงพยาบาล บัวลาย นครราชสีมา 098- 5843203 4 15.00 - 15.10 น. การพัฒนารูปแบบศูนย์ รับ - สงตอผูปุวย โรงพยาบาลล้าทะเมนชัย นางสาวอุไร วรรณ ชอบศิลป และ นางสาว ลดาวัลย์ เกณรัมย์ โรงพยาบาล ล้าทะเมนชัย นครราชสีมา 089- 9452214 5 15.10 - 15.20 น. CQI พัฒนาระบบการ ดูแลผูสูงอายุแบบบูรณา การครอบคลุมทุกมิติ อ้าเภอโนนนารายณ์ จังหวัดสุรินทร์ นาง ภัทรธิฌา โสดากุล โรงพยาบาล โนนนารายณ์ สุรินทร์ 065- 2235655 6 15.20 - 15.30 น. การพัฒนาระบบการ ดูแลผูปุวยในที่แบบ Home ward นางพลจุรี เปาะศิริ โรงพยาบาล ภักดีชุมพล ชัยภูมิ 081- 3801068 7 15.30 - 15.40 น. การพัฒนาระบบการคัด แยกผูปุวยและการ ประเมินผูปุวยซ้้า แผนก นายณัฐดนัย เครงกระ โทก โรงพยาบาล ครบุรี นครราชสีมา 084- 4718355
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 267 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์ โทรศัพท์ หมาย เหตุ อุบัติเหตุ-ฉุกเฉิน โรง พยาบาลครบุรี 8 15.40- 15.50 น การพัฒนาแนวทางการ ดูแลผูปุวยโควิด-19 ใน ศูนย์แยกกักตัวชุมชนของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุร นารี นางสาว วรัญญา สินจริยานนท์ โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีสุร นารี นครราชสีมา 091- 8581824 9 16.00 - 16.10 น. ระบบก้ากับติดตามการลด น้้าหนักในเด็กอวน (Morbid Obesity) นางสาวเดือน ฉาย ปูอมศรี โรงพยาบาลคู เมือง บุรีรัมย์ 086- 2507735 10 16.10 - 16.20 น. ผลการรักษาการผาตัดไส ติ่งแบบวันเดียวกลับ (ODS) ในโรงพยาบาลรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ นางชุตานันท์ เชิดนอก โรงพยาบาลรัต นบุรี สุรินทร์ 089- 2807505 11 16.20 - 16.30 น. การพัฒนารูปแบบการ วางแผนจ้าหนายผูปุวยวัณ โรคปอดตามแนวคิด DMETHOD นางสุพพัต ธิดา เถาว์ ชารี โรงพยาบาล เฉลิมพระ เกียรติสมเด็จ ยา 100 ปี นครราชสีมา 082- 1295729 12 16.30 - 16.40 น. การพัฒนารูปแบบการดูแล ผูปุวยวัณโรคแบบครบ วงจร เครือขายอ้าเภอเขวาสินริ นทร์ นางมนัสนันท์ พิชิตถาวร พงศ์ โรงพยาบาลเข วาสินรินทร์ สุรินทร์ 082- 6691423 13 16.40 - 16.50 น. การพัฒนารูปแบบการ ปฐมนิเทศพยาบาลใหมใน โรงพยาบาลสงเสริม สุขภาพต้าบลดวย แอพพลิเคชั่นโอเรนเนิร์ส นายศุภนิตย์ ปิ่นค้า ส้านักงาน สาธารณสุข อ้าเภอขุนหาญ ศรีสะเกษ 065- 1164890 14 16.50- 17.00 น การลดอัตราตายของผูปุวย หัวใจเตนผิดจังหวะชนิด Complete heart block ในงานอุบัติเหตุฉุกเฉินปี 2562-2566 นางสาว ปิยวรรณ์ ลัทธิ โรงพยาบาล ละหานทราย บุรีรัมย์ 088- 5837976 15 17.00 - 17.10 น. ผลของโปรแกรมสราง เสริมสุขภาพโดยการ ประยุกต์ใชแบบแผนความ เชื่อดานสุขภาพเพื่อ นางสาวอิสรา ภรณ์ รัตนโภค ภัณฑ์ โรงพยาบาล บุรีรัมย์ บุรีรัมย์ 081- 8788872
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 268 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์ โทรศัพท์ หมาย เหตุ ควบคุมน้้าหนักของ บุคลากรโรงพยาบาล บุรีรัมย์ที่มีน้้าหนักเกิน 16 17.10 - 17.20 น. การพัฒนาเครือขายระบบ การดูแลผูปุวยระยะ สุดทาย แบบประคับประคอง Palliative care นางพรทิพย์ เหนือคูเมือง โรงพยาบาลปะ ค้า บุรีรัมย์ 087- 8692528 17 17.20 - 17.30 น. ผลการดูแลผูปุวยระยะ ประคับประคองที่หอผูปุวย ประคับประคองบุรีรักษ์ โรงพยาบาลบุรีรัมย์ สุกัญญา พา สวาง โรงพยาบาล บุรีรัมย์ บุรีรัมย์ 0885954240 18 17.40 - 17.50 น. กรณีศึกษาการนวดกระตุน การกลืนในผูปุวยโรค หลอดเลือดสมองระยะ กลาง (IMC) ที่มีภาวะกลืน ล้าบาก นางสาว อัญชณา บุญ จันทร์ โรงพยาบาล เทพรัตน์ นครราชสีมา นครราชสีมา 063- 3068038 E poster
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 269 E7.1 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยเอดส์เพื่อความส าเร็จในการรักษา เสาวภา สมรูป โรงพยาบาลทาตูม บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : โรงพยาบาลทาตูม มีผูปุวยสะสมตั้งแตปี2563-2566 เป็นจ้านวน 288, 289, 293 และ288 ราย จากการทบทวนการด้าเนินงาน พบวามีการดื้อยาตานไวรัสสูงขึ้น ดังนี้ 8, 10, 8 และ 10 รายตามล้าดับ มีผูปุวยเสียชีวิตอยางตอเนื่อง ดังนี้ 3, 6, 3 และ 2 ราย ซึ่งสาเหตุเกิดจากการเขาถึงบริการที่ ลาชา และผูปุวยขาดนัด สงผลใหเกิดความลมเหลวในการรักษา เกิดการติดเชื้อฉวยโอกาส และผูปุวยเสียชีวิต ลงในที่สุด ซึ่งการสูญเสียนี้สงผลกระทบอยางตอเนื่องทั้งครอบครัว สังคม ระบบบริการสุขภาพ และ ประเทศชาติอยางยิ่ง ดังนั้นทางคลินิกพิเศษ จึงได้การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ปุวยเอดส์เพื่อ ความส าเร็จในการรักษา เพื่อปูองกันการสูญเสียที่จะเกิดขึ้นต่อไป วัตถุประสงค์การศึกษา : เพิ่มอัตราความส าเร็จในการรักษา วิธีการด าเนินงาน : มีดังนี้ 1.ประชุมทีมดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ปุวยเอดส์โดยใชกระบวนการ Fish Bone หา สาเหตุของการดื้อยาตานไวรัสในการดื้อยาตานไวรัส และแนวทางการแกไขปัญหา 2. ชี้แจงรูปแบบการดูแลให้ เจ้าหน้าที่รับทราบ 3.ทดลองใช้รูปแบบที่ได้รับการพัฒนาขึ้น 4.ประชุมทีมเพื่อสรุปปัญหาและอุปสรรค พร้อม ทั้งหาแนวทางแก้ไข 5.น ารูปแบบการดูแลที่ได้รับการปรับปรุงไปใช้ต่อไป ผลการศึกษา:1.ผู้ติดเชื้อที่ได้รับยาต้านไวรัสกดปริมาณไวรัสส าเร็จ 91.47% 2.VL Testing Coverage 92 % สรุปการศึกษา : เป็นการพัฒนาระบบให้ค าปรึกษาในการักษาด้วยยาต้านไวรัส โดยใช้ Fish Bone หาสาเหตุ ในการดื้อยาต้านไวรัส และแนวทางแก้ไข โดยมีกิจกรรมดังนี้ 1.เพิ่มกระบวนการให้ค าปรึกษาเป็นรายบุคคล ในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะรักษาล้มเหลว พัฒนาระบบการนัดหมาย โดยจัด Exit Nurse จัดท าบัตรนัดเจาะ เลือด โทรศัพท์ติดตามก่อนวันนัดหมาย 3.บริการจัดส่งยาทางไปรษณีย์ ภายหลังจากด าเนินงาน อัตราVL Testing Coverage ยังไม่บรรลุเปูาหมายของนโยบายยุติปัญหาเอดส์ในปี2573 ที่ตั้งเปูาหมายมากกว่า 95 % จึงต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องอย่างต่อไป การน าไปใช้ประโยชน์: 1.น้ารูปแบบการดูแลผูติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ไปปรับใชในการดูแลผูปุวยกลุมอื่นๆได เชน ผูปุวยวัณโรค NCD เป็นตน 2.สามารถใช Fish Bone Diagram เพื่อคนหา Root cause ในการหาสาเหตุ ของผูปุวยโรคอื่นๆได ค าส าคัญ : Viral Load Suspense
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 270 E7.2 การพัฒนาการเฝูาระวังอาการไม่คงที่หรือมีอาการทรุดลงขณะรอตรวจ โรงพยาบาลแคนดง จังหวัดบุรีรัมย์ ศิริพร ศรีเมือง โรงพยาบาลแคนดง จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ จากระบบบริการของงานผูปุวยนอก มีหนาที่หลักในการใหบริการผูปุวยทุกประเภทที่มารับบริการที่คัดกรอง เบื้องตนเพื่อคัดแยกล้าดับความรุนแรงของผูปุวย โดยประเมินจากการสังเกต การซักถามอาการที่ผูปุวย บอกเลาและการ ตรวจวัดสัญญาณชีพ กอนสงตรวจกับแพทย์ การคัดกรองแยกประเภทผูปุวยเป็นสิ่งส้าคัญที่บงบอกถึงคุณภาพของงาน บริการผูปุวยนอก ผูปุวยที่อาการไมคงที่จะไดรับการเขารับการตรวจรักษากับแพทย์ภายในเวลา15นาที ส้าหรับผูปุวยที่มี อาการรุนแรงหรือฉุกเฉินมากตองไดรับการดูแลรักษาทันที การคัดกรองกลุมเสี่ยงไดลาชาผูปุวยอาจเกิดอาการรุนแรง เฉียบพลันหรือเกิดภาวะแทรกซอนโดย ไมคาดหวังจนถึงขั้นเสียชีวิต ท้าใหเกิดการฟูองรอง เสียคาใชจายในการดูแลรักษา เพิ่มขึ้น และท้าใหผูมารับบริการ ไมพึงพอใจโรงพยาบาลในการมารักษาครั้งตอไป วัตถุประสงค์การศึกษา พื่อพัฒนาระบบการเฝูาระวังภาวะทรุดขณะรอตรวจโดยการแยกประเภทคนไข และแนวทางการ ดูแลผูปุวยตามมาตรฐาน วิธีการด าเนินการ 1. เลือกกลุมเปูาหมายที่ไดรับการเฝูาระวัง ไดแกผูสูงอายุ ,ไขสูง,T > 39.5 ,HR >120 ครั้ง/นาทีหรือ< 60 ครั้ง/นาที BP>160/100 mmHg มีอาการ Sign hypo-hyperglycemia ติดปูาย Fast tract 2. แยกโซนในการจัดผูรับบริการเป็นกลุมๆ แยกชัดเจน เชน กลุมผูสูงอายุ กลุมผูปุวยที่ตองดูแลใกลชิด 3. ก้าหนดแนวทางและปฏิบัติตามแนวทางในการปฏิบัติการดูแล เฝูาระวังแตละกลุมผูปุวย 4. น้าปัญหาหรืออุปสรรคมาวิเคราะห์รวมกันหาแนวทางพัฒนาและปรับปรุง 5. ก้าหนดและติดแนวทางการปฏิบัติงานไวที่โต฿ะปฏิบัติงาน 6. ประเมินผลการปฏิบัติงาน รวมกันวิเคราะห์และจัดท้าแนวทางการปฏิบัติงาน 7. จัดพยาบาลและผูชวยเหลือผูปุวยเฝูาระวังดูแล ผลการศึกษา จากการติดตามขอมูล ผูรับบริการผูปุวยนอก ที่มีภาวะทรุดขณะรอตรวจ ปี พ.ศ. 2564 2 คน ปี พ.ศ.2565 2 คน และ ปีพ.ศ.2566 2 คน ตั้งแตเริ่มมีการพัฒนาระบบการเฝูาระวังภาวะทรุดขณะรอตรวจเริ่มเดือน ก.พ. 2566 - ปัจจุบัน ไมพบภาวะทรุดขณะรอตรวจ ผูปุวยทุกรายที่มีอาการ/อาการแสดงเสี่ยงตอการทรุดลงไดรับการเฝูา ระวัง/ คัดกรองและดูแลรักษาพยาบาลและไดรับการตรวจรักษาภายใน 15 นาทีตั้งแต ปี พ.ศ 2564 - 2566 ไดรับการ ดูแลภายใน 15 นาที คิดเป็น100% สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ จากมีพัฒนาระบบการเฝูาระวังภาวะทรุดขณะรอตรวจ ผูปุวยที่อาการไมคงที่จะไดรับการเขารับการตรวจรักษากับ แพทย์ภายในเวลา15นาที สงผลใหเกิดกระบวนการท้างานเป็นทีม รวมหาRoot cause ตระหนักใสใจใหบริการผูปุวย มากขึ้นและท้าใหผุรับบริการพึงพอใจ และไมเกิดภาวะทรุดขณะรอตรวจ ค าส าคัญ : การคัดแยกประเภทและการฝูาระวังอาการผูปุวย
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 271 E7.3 การพัฒนารูปแบบการวางแผนการจ าหน่ายผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง กมลชนก พงพันนา ตึกผูปุวยใน โรงพยาบาลบัวลาย จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ:ตึกผูปุวยในโรงพยาบาลบัวลายพบผูปุวยโรคหลอดเลือดสมองที่เขารับการรักษามาก เป็นอันดับ4 ของจ้านวนผูปุวยที่มารับบริการ ปี พ.ศ. 2563พบผูปุวยโรคหลอดเลือดสมองกลับเขารักษาซ้้าใน โรงพยาบาลโดยไมไดวางแผนจ้านวน2รายพบวาสาเหตุเกิดจากระบวนการดูแลผูปุวยขั้นตอน Discharge Plan และ ขาดการสงตอขอมูลเพื่อการดูแลตอเนื่องที่ชุมชน Continuity of Careอยางเป็นระบบ ดังนั้นตึกผูปุวยโรงพยาบาลบัว ลายจึงเห็นความส้าคัญพัฒนารูปแบบการวางแผนการจ้าหนายผูปุวยโรคหลอดเลือดสมองโดยน้าหลักDMETHODมา บูรณาการรวมกับแนวทางการดูแลผูปุวยอยางตอเนื่องเพื่อตอบสนองปัญหา และลดภาวะแทรกซอนและลดการ กลับมาเป็นซ้้าของผูปุวยโรคหลอดเลือดสมอง วัตถุประสงค์: เพื่อใหผูปุวยโรคหลอดเลือดสมองสามารถดูแลตนเอง ตอเนื่องที่บานไดอยางถูกตองเหมาะสม ลดการเกิดภาวะแทรกซอน และไมกลับมาเป็นซ้้า วิธีด าเนินการ กิจกรรมการ พัฒนาระยะที่1 ต.ค63-ก.ย64 1.ก้าหนดแผนการดูแลและรูปแบบการวางแผนการจ้าหนายโรคหลอดเลือดสมองแตละวันที่เหมาะสมกับบริบท 2. ชี้แจงประกาศใชรูปแบบการการวางแผนการจ้าหนายผูปุวยโรคหลอดเลือดสมอง และ3.ก้ากับติดตามและประเมินผล วิธีด าเนินการ: ปี พ.ศ.2564 พบผูปุวยเกิดภาวะทุดลง จ้านวน 2 ราย สาเหตุเกิดจากกระบวนการดูแลผูปุวยขั้นตอน Reassess และ Care of Patient จึงมีการปรับเพิ่มแนวทางการดูแลผูปุวยโรคหลอดเลือดสมองเพื่อปูองกันภาวะทรุด ลง กิจกรรมการพัฒนาระยะที่ 2 ต.ค64- ปัจจุบัน 1.มีการก้าหนดแผนการดูแลและรูปแบบการวางแผนการจ้าหนาย โรคหลอดเลือดสมองแตละวัน5 วัน และปรับปรุงแบบฟอร์ม Discharge plan 2.ปรับเพิ่มกระบวนการ การดูแล ก้าหนดSpecific Clinical Risks( Early warning sign โรคหลอดเลือดสมอง ) 3.ชี้แจงและถายทอดเป็นแนวทาง ปฏิบัติ ผลการศึกษา: 1.รอยละของผูปุวยโรคหลอดเลือดสมองไดรับการจ้าหนาย ปี 2564=รอยละ 100 ปี 2565 =รอยละ87.5 ปี 2566 รอยละ 95.23 2. รอยละของผูปุวยโรคหลอดเลือดสมองที่มีคะแนน ADL เพิ่มขึ้นภายใน6 เดือน ปี 2564=รอยละ 62.5 ปี 2565 =รอยละ65 ปี 2566 รอยละ 88.02 3. รอยละของผูปุวยโรคหลอดเลือดสมอง ที่เกิดภาวะแทรกซอนนอยหลังการจ้าหนายภายใน 6 เดือนปี 2564=รอยละ9.37 ปี 2565 =รอยละ 7.50 ปี 2566 รอยละ 11.90 4.รอยละของผูปุวยโรคหลอดเลือดสมองที่นอนโรงพยาบาลเกิดภาวะทรุดลงและ Refer ปี 2565 = รอยละ 7.50 ปี 2566 รอยละ 2.5 และ5.รอยละการเสียชีวิตของผูปุวยโรคหลอดเลือดสมองขณะนอนโรงพยาบาล ปี 2565 =รอยละ 0 ปี 2566 รอยละ 0 ข้อเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้ -รูปแบบการวางแผนการจ้าหนาย เพื่อใหประโยชน์สูงสุดควรปรับใหเขากับกับบริบทของผูปุวยและยึดผูปุวยและญาติเป็นศูนย์กลาง ค าส าคัญ: การวางแผนจ้าหนาย
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 272 E7.4 การพัฒนารูปแบบศูนย์รับ - ส่งต่อผู้ปุวย โรงพยาบาลล าทะเมนชัย อุไรวรรณ ชอบศิลปและลดาวัลย์เกณรัมย์ โรงพยาบาลล้าทะเมนชัย นครราชสีมา บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนางานสงตอผูปุวยของโรงพยาบาลล้าทะเมนชัย นับวามี ความส้าคัญตอชีวิตและความปลอดภัยของผูรับและผูใหบริการทั้งในสถานการณ์ปกติและฉุกเฉิน การเตรียม ความพรอมของรถพยาบาลใหสามารถน้าออกไปใชงานไดอยางมีประสิทธิภาพรวมทั้งการมีระบบงานที่ดี บุค คากรมีความพรอมจึงเป็นสิ่งส้าคัญ และไดตระหนักถึงความส้าคัญของงานการสงตอเพื่อใหไดรับการรักษาตาม มาตรฐานอยางตอเนื่อง อันสอดคลองกับวิสัยทัศน์ของโรงพยาบาลล้าทะเมนชัย คือมีมาตรฐานดวยใจบริการ ประสานภาคีเครือขาย จึงไดจัดท้าระบบการพัฒนาการสงตอของโรงพยาบาลล้าทะเมนชัยขึ้น เครื่องมือที่ใชในการพัฒนา ไดแก (1) จัดตั้งศูนย์รับ-สงตอผูปุวย โรงพยาบาลล้าทะเมนชัย (2)จัดตั้งคณะกรรมการ(3)จัดท้าคูมือการปฏิบัติงาน ผลการศึกษา พบวา 1. ขณะสงตอผูปุวย มีชีวิตรอดปลอดภัย เปูาหมาย มากกวารอยละ 90 โดยผลการด้าเนินการที่ท้า ไดรอยละ 98.16 2. ขอผิดพลาดของกระบรวนการดูแลผูปุวย กอนสงตอ/ ขณะสงตอ เปูาหมาย นอยกวารอยละ 3 โดยผลการด้าเนินการที่ท้าไดรอยละ 2.54 3. อุปกรณ์เครื่องมือบนรถ Refer ไมพรอมใชงาน เปูาหมาย นอยกวารอยละ 3 โดยผลการ ด้าเนินการที่ท้าไดรอยละ 2.14
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 273 E7.5 พัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุแบบบูรณาการครอบคลุมทุกมิติ อ าเภอโนนนารายณ์จังหวัดสุรินทร์ ภัทรธิฌา โสดากุล หนวยงาน โรงพยาบาลโนนนารายณ์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ การพัฒนาระบบการดูแลผูสูงอายุแบบบูรณาการครอบคลุมทุกมิติ อ้าเภอโนนนารายณ์ จังหวัดสุรินทร์เป็นการด้าเนินงานโดยคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตอ้าเภอโนนนารายณ์ ใชกระบวนการเรียนรู แบบมีสวนรวมโดยทีมสหวิชาชีพ โดยด้าเนินการในกลุมประชากรผูสูงอายุ 5,500 คน ประชากรผูสูงอายุคิดเป็น รอย ละ 15.7 ไดมีการจัดตั้งคลินิกผูสูงอายุในโรงพยาบาลโดยมีทีมสหวิชาชีพดูแลในคลินิก มีการพัฒนาระบบการดูแล ผูสูงอายุแบบบูรณาการ จากผลการคัดกรองภาวะสุขภาพผูสูงอายุ 9 ดาน และการประเมินการปฏิบัติกิจวัตร ประจ้าวัน Active daily living (ADL) แบงกลุมผูสูงอายุตามศักยภาพในการดูแลตนเองแบงเป็นกลุมติดสังคม จ้านวน 4,715 คน รอยละ 85.72 กลุมติดบาน จ้านวน 750 คน รอยละ 13.63 กลุมติดเตียง จ้านวน 35 คน รอยละ 0.63 พบวาปัญหาสุขภาพผูสูงอายุจะมีปัญหาเรื่องเสี่ยงตอการหกลมและเสี่ยงตอภาวะสมองเสื่อม มีปัญหาซึมเศราใน ระดับเล็กนอย ปัญหาดานสังคมและปัญหาการเขาถึงบริการในคลินิกผูสูงอายุ ซึ่งปัญหาทุกมิติของผูสูงอายุอ้าเภอ โนนนารายณ์ทุกภาคสวนตองรวมมือกันในการดูแลผูสูงอายุ และเชื่อมโยงการบริการแบบการแพทย์ทางไกลมา ใหบริการผูสูงอายุที่เขาไมถึงการบริการสุขภาพ ภายใตแนวคิดคนโนนนารายณ์ ไมทิ้งกัน เปลี่ยนภาระใหเป็นพลัง ขับเคลื่อนภายใตยุทธศาสตร์ของโรงพยาบาลโนนนารายณ์ และการพัฒนาระบบการดูแลผูสูงอายุเพื่อการบรรลุ เปูาหมายอยางยั่งยืน วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อใหผูสูงอายุสุขภาพดี เขาถึงระบบบริการ และมีชีวิตยืนยาว ดวยคุณภาพชีวิตที่ดีวิธีการ ด าเนินการ โดยใชกระบวนการพัฒนาคุณภาพ การเขาถึงและเขารับบริการ พัฒนาความรวดเร็วการเขาถึงบริการ คลินิกผูสูงอายุโดยเนนการออกหนวยเชิงรุกใหมากขึ้น และจัดชองทางดวนในการมารับบริการที่โรงพยาบาลOne stop service การประเมินผูสูงอายุและการตรวจวินิจฉัย พัฒนาความรูและทักษะใหกับทีมสหวิชาชีพ การวางแผน และการดูแลผูสูงอายุ การจัดกระบวนการเรียนรูแบบมีสวนรวม (Participation Learning) จัดท้าแนวทางการดูแล ผูสูงอายุที่เป็นระบบ การดูแลตอเนื่อง พัฒนาระบบการสงตอขอมูลและการเยี่ยมบานเชื่อมโยงจากคลินิกผูสูงอายุ โรงพยาบาลไปสูชุมชน ผลการศึกษา รอยละของผูสูงอายุเขาถึงบริการคลินิกผูสูงอายุ เปูาหมายรอยละ 50 ในปี2565-2566 ผลงาน รอย ละ 45.09 และ 65.20 ตามล้าดับ ซึ่งผลงานมีแนวโนมดีขึ้นทุกตัวชี้วัดผานเกณฑ์คาเปูาหมาย สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์พัฒนาระบบการดูแลผูสูงอายุแบบบูรณาการครอบคลุมทุกมิติ จะตอง ไดรับความรวมมือจากทีมสหวิชาชีพและบูรณาการทุกภาคสวนในอ้าเภอโนนนารายณ์ จึงจะท้าใหประสบผลส้า ด้าเนินงานที่ตอเนื่องและยั่งยืน ค าส าคัญ- wellness plan,Long term care,คลินิกผูสูงอายุ Geriatric Syndrome ,care plan,Palliative care
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 274 E7.6 การพัฒนาระบบการดูแลผู้ปุวยในที่แบบ Home ward พลจุรี เปาะศิริ โรงพยาบาลภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ การปฏิรูประบบสุขภาพของประเทศไทย มีนโยบาย หลักที่ส้าคัญเพื่อสรางหลักประกันใหคนไทยทุกคนสามารถ เขาถึง บริการดานสุขภาพที่มีมาตรฐานและเทาเทียม หลักการที่ส้าคัญประการหนึ่งคือ เนนการสงเสริมสุขภาพ เชิงรุก พัฒนาศักยภาพ ใหแกบุคคล ครอบครัว ชุมชน ให สามารถดูแลตนเองได ตลอดจนการลดปริมาณผูปุวยในโรงพยาบาล ลดคาใชจายดานสุขภาพทั้ง ในระดับครัวเรือน และสถานบริการเพื่อลดงบประมาณของประเทศในระยะยาว จึงได เขารวมการใหบริการการดูแลผูปุวยในที่บาน (Home ward) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความแออัด ลดคาใชจายในขณะนอนโรงพยาบาล โดยใหบริการใน ๕ กลุมโรค ไดแก ผูปุวยที่ภาวะน้้าตาลในเลือดสูง ผูปุวยความดันโลหิตสูง ผูปุวยปอดติดเชื้อ ผูปุวยติดเชื้อทางเดินปัสสาวะและผูปุวยติดเชื้อไวรัสโคโร นา 2019 ใหบริการในผูปุวยที่อยูในอ้าเภอภักดีชุมพล โดยมีญาติใหความยินยอมและเครือขายอาสาสมัครสาธารณสุขในชุมชนมี สวนรวมในการดูแลผูปุวยรวมกับทีมสุขภาพ มุงเนนใหมีการดูแลผูปุวยเป็นศูนย์กลาง และมีระบบการติดตอสื่อสาร และสงตอ ตลอด 24 ชั่วโมง วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาระบบบริการดูแลผูปุวยในที่บาน (Home ward) วิธีการด าเนินการ ประชุมทีมสห วิชาชีพและผูที่เกี่ยวของ จัดตั้งคณะท้างาน ประกอบดวย แพทย์ พยาบาล ICN เภสัชกร งานประกันสุขภาพ กายภาพบ้าบัด และ นักโภชนาการ เพื่อวางแผนการท้างาน จัดท้าเกณฑ์การใหบริการการดูแลผูปุวยในที่บาน 5 กลุมโรค ไดแก Pnumonia, COVID 19, Hypertention และ Hyperglycer, UTI มีชองทางสื่อสารทางโทรศัพท์ระหวางสถานพยาบาล ผูดูแลและผูปุวย ตลอด 24 ชั่วโมง โดยระบบ Line App. โดย จัดท้าแนวทางขั้นตอนการ admitted จนถึงการจ้าหนาย เตรียมความพรอมในการใหบริการ โดย จัดท้าชุด Admitted ผูปุวย ประกอบดวย แบบประเมินความพรอมของผูปุวยผูดูแล แบบยินยอมเขารับการรักษา และ จัดเตรียมอุปกรณ์ ไดแก เครื่องวัดความดันโลหิต เครื่องวัดออกชิเจนปลายนิ้วปรอทวัดไข เครื่องตรวจน้้าตาลในเลือด พัฒนาระบบ การดูแลผูปุวยในที่บาน Home ward ใหกับเครือขายอาสาสมัครสาธารณสุข ผลการศึกษา โรงพยาบาลภักดีชุมพล มีรูปแบบ ระบบบริการดูแลผูปุวยในที่บาน (Home ward) อ้าเภอภักดีชุมพล ซึ่ง เป็นพื้นที่ตนแบบใหกับโรงพยาบาลในจังหวัดชัยภูมิ ขอมูลการใหบริการบริการดูแลผูปุวย เดือน กุมภาพันธ์ – สิงหาคม 2566 ล าดับ โรค จ านวน อาการทุเลา อาการไม่ทุเลา 1 Pnumonia 7 7 - 2 COVID-19 18 18 - 3 Hyperglycemia 52 50 2 4 Hypertension 30 30 - 5 UTI 1 1 - รายไดที่เบิกจากสปสช 589,000 บาท สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ 1. เป็นแนวทางในการขยายการใหบริการดูแลผูปุวยในที่บาน (Home ward) แกผูปุวยกลุมเปราะบาง ไดแก ผูปุวย ประคับประคอง 2.ขยายการใหบริการการดูแลผูปุวยในที่บาน (Home ward) ไปยังเครือขายรพ. สต และบูรณาการ รวมกับคณะท้างานระดับอ้าเภอ โดยมีองค์กรปกครองสวนทองถิ่นและแกนน้าชุมชน เพื่อประสานงานและดูแลผูปุวย รวมกัน ค าส าคัญ : Home ward, การดูแลที่บาน
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 275 E7.7 การพัฒนาระบบการคัดแยกผู้ปุวยและการประเมินผู้ปุวยซ้ า แผนกอุบัติเหตุ-ฉุกเฉิน โรงพยาบาลครบุรี ณัฐดนัย เคร่งกระโทก แผนกอุบัติเหตุ-ฉุกเฉิน โรงพยาบาลครบุรี จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : การคัดกรองผูปุวยมีความส้าคัญในกระบวนการดูแลผูปุวยอุบัติเหตุและฉุกเฉิน หาก คัดกรองผูปุวยผิดพลาดสงผลใหไมสามารถชวยเหลือผูปุวยไดทันทวงที เกิดความพิการและเสียชีวิตไดจากขอมูลปี 2562 พบวา เจาหนาที่สามารถคัดแยกผูปุวยไดถูกตองรอยละ 93.74 เจาหนาที่ประเมินอาการผูปุวยซ้้าเหมาะสม รอยละ 50.28 ซึ่งต่้ากวาเปูาหมาย สาเหตุคือ เจาหนาที่ขาดความรูในการคัดกรองผูปุวย เจาหนาที่ไมเพียงพอในการ ติดตามประเมินอาการผูปุวยซ้้าและอุปกรณ์ในการติดตามอาการผูปุวยซ้้าไมเพียงพอตอจ้านวนผูปุวย วัตถุประสงค์ การศึกษา : 1.เจาหนาที่สามารถแบงประเภทผูปุวยไดอยางถูกตองเหมาะสมตามประเภท รอยละ 100 2.ผูปุวย ไดรับการดูแลประเมินอาการซ้้าอยางถูกตองเหมาะสมตามประเภท รอยละ 100 วิธีการศึกษา: จัดท าแนวทางการ คัดกรองผูปุวยของแผนกอุบัติเหตุฉุกเฉิน และแบบบันทึกอาการและการประเมินอาการซ้้าตามประเภทของผูปุวย ด าเนินการในผูปุวยที่มาใชบริการหองฉุกเฉินตั้งแตวันที่ 1 ตุลาคม 2563- 30 เมษายน 2566 ดังนี้ คัดกรองผูปุวยตาม ความรุนแรง จัดล้าดับความเรงดวน เคลื่อนยายผูปุวยไวตามพื้นที่เหมาะสม หัวหนาเวรรับทราบขอมูลผูปุวย แพทย์ ตรวจประเมินและสั่งการรักษา และติดตามประเมินผูปุวยซ้้าผาน Central monitors บันทึกลงในใบติดตามอาการ ระหวางการรักษาที่หองฉุกเฉิน รายงานทีมเมื่อมีอาการเปลี่ยนแปลง ประสานฝุายเวชระเบียนเรื่องสิทธิการรักษาและ รายงานอาการผูปุวยกับญาติจนจบการรักษาทั้งกรณีใหกลับบาน นอนโรงพยาบาลและสงตอ สงบุคลากรเขารวม อบรมพัฒนาความรูและทักษะในการคัดแยกผูปุวย รวบรวมเอกสารใบติดตามอาการผู้ปุวยทั้งหมดเพื่อน้ามา วิเคราะห์ข้อมูลและคืนข้อมูลทุกเดือนผานการประชุมประชุมเดือนเพื่อพัฒนาตอเนื่อง ผลการศึกษา : ปี 2563-2566 พบวาเจาหนาที่สามารถคัดแยกผูปุวยไดถูกตอง รอยละ 93.74 94.93 96.97 และ 94.33 พบวาเจาหนาที่คัดแยก ผูปุวยไมถูกตองโดยคัดแยกต่้ากวาเกณฑ์ รอยละ 5.00 4.83 3.03 และ 5.07 ผูปุวยที่คัดแยกต่้ากวาเกณฑ์ในปี 2566 พบ จ้านวน 18 คน 2 อันดับโรคที่วินิจฉัยคือปอดอักเสบ 6 คน และติดเชื้อในกระแสเลือด 3 คน สงตอ 2 คน นอน โรงพยาบาล 14 คน และกลับบาน 2 คน ผูปุวยที่ไดรับการดูแลประเมินอาการซ้้าไดอยางถูกตองเหมาะสมตาม ประเภทของผูปุวย ในปีงบประมาณ 2563 รอยละ 43.42 และในปีงบประมาณ 2564-2566 หลังจากติดตั้งอุปกรณ์ ติดตามอาการ (central monitor) เทากับรอยละ 60.18 64.66 และ 52.79 สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้: การพัฒนาระบบการคัดแยกและประเมินอาการผูปุวยซ้้าในภาพรวมมีแนวโนมที่ดีขึ้น แตดานการประเมินซ้้าผลลัพธ์ยัง ไมใกลเคียงกับเปูาหมาย จึงพัฒนาตอเนื่องโดยปรับปรุงแบบบันทึกอาการและการประเมินอาการซ้้าในรูปแบบใหม และมีการจัดแบงพื้นที่ตามการคัดแยกประเภทในหองฉุกเฉิน เพื่อการติดตามอาการผูปุวยที่เหมาะสมและใหไดรับการ ติดตามอาการอยางตอเนื่อง ค าส าคัญ : การคัดแยกผูปุวย (triage) การประเมินอาการซ้้า (Reassessment
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 276 E7.8 การพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ปุวยโควิด-19ในศูนย์แยกกักตัวชุมชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี วรัญญา สินจริยานนท์และคณะ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ในเดือนมกราคม 2565 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี พบวามีจ้านวนนักศึกษาติดเชื้อโควิด19 เพิ่มขึ้นอยางรวดเร็ววันละ 15-20 คน สงผลใหจ้านวนเตียงในโรงพยาบาลไมเพียงพอ วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อพัฒนาแนวทางการดูแลผูปุวยโควิด-19 ในศูนย์แยกกักตัวโดยใชศักยภาพของชุมชนมหาวิทยาลัย ผลักดันและขับเคลื่อนการด้าเนินงาน ลดจ้านวนการใชเตียงโรงพยาบาลใหเพียงพอกับผูปุวยกลุมสีเหลืองและสีแดง ชวยลด การแพรกระจายเชื้อในมหาวิทยาลัย วิธีการด าเนินการ ใชกระบวนการ PDCA ในการด้าเนินงานโดยการรวมวางแผน (Plan) จัดตั้งคณะท้างาน ก้าหนดแนวปฏิบัติ ด้าเนินการตามแผน (Do) ที่วางไว ตรวจสอบ (Check) การด้าเนินงานปรับปรุงแกไขและประเมินผล (Act) เพื่อปรับแกไขแนวทาง ปฏิบัติตามสภาพปัญหาหนางานที่พบการด้าเนินงาน เครื่องมือที่ใชประกอบดวย การประชุมระดมสมอง ผลการศึกษา พบวาแนวทางการดูแลผูปุวยโควิด-19 ในศูนย์แยกกักตัวชุมชนมหาวิทยาลัย มีแนวทางดังนี้ 1.จัดตั้งทีม 2. ก้าหนดสถานที่ 3.จัดท้าแนวปฏิบัติ 4.ขออนุมัติการด้าเนินการ 5.เปิดใหบริการ 6.จัดกิจกรรมการดูแลตนเองทั้งรางกาย จิตใจ โดยยึดผูปุวยเป็นศูนย์กลาง ตามบริบทนักศึกษาคือ “กลางวันไมตื่น กลางคืนไมนอน” ปรับเวลาติดตามสัญญาณชีพ 12.00 , 20.00 น. และจัดการเรียนรูผาน Zoom, Line จัดกิจกรรมตามเทศกาล เชน การสรงน้้าพระในเทศกาลสงกรานต์ จัดพื้นที่ สวนกลางในการเรียนออนไลน์ อานหนังสือ ท้าการบาน วางระบบกรณีเกิดเหตุทะเลาะวิวาท ชูสาว ไฟไหมการใหค้าปรึกษา ดูแลสุขภาพจิต 7.ประเมินความพึงพอใจทั้งระหวางการรักษาและสิ้นสุดระยะการรักษา ปรับแกไขพัฒนาระบบตาม ขอเสนอแนะ 8.จัดระบบรายงาน 9.สรุปถอดบทเรียนวางระบบกรณีมีโรคอุบัติใหมระบาดในมหาวิทยาลัย สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ ขอมูลเดือนมกราคม–มิถุนายน 2565 มีผูปุวยเขารักษา 784 คน ไมพบ ภาวะแทรกซอนขณะแยกกักตัว พบปัญหาการประเมินผูปุวยกอนเขากักตัว มีผูปุวยจ้านวน 4 ราย ตองท้าการยายมารักษาตอ ที่โรงพยาบาลเนื่องจากมีน้้าหนักตัวเกิน 100 กิโลกรัม น้าไปสูการพัฒนาแนวทางการประเมินผูปุวยกอนสงเขาแยกกักตัว รอย ละความพึงพอใจภาพรวมอยูในระดับดีมาก 89.18 ลดจ้านวนการใชเตียงในโรงพยาบาล ลดการแพรระบาดในชุมชน ปัจจัย ความส้าเร็จเกี่ยวกับนโยบาย งบประมาณ และความรวมมือของผูมีสวนเกี่ยวของ อุปสรรคที่พบ คือการท้าความเขาใจถึงความ แตกตางระหวางการรักษาในศูนย์แยกกักตัวกับโรงพยาบาล ขอเสนอแนะ ควรจัดท้าแผนและซอมแผนเผชิญเหตุเพื่อรองรับ การระบาดของโรคอุบัติใหมในมหาวิทยาลัยเนื่องจากเป็นประชากรที่อาศัยเป็นกลุมกอน ค าส าคัญ: ศูนย์แยกกักตัวในชุมชน, โรคระบาด, โควิด-19, นักศึกษา, มหาวิทยาลัย
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 277 E7.9 ระบบก ากับติดตาม การลดน้ าหนักในเด็กอ้วน ( Morbid Obesity ) เดือนฉาย ปูอมศรี โรงพยาบาลคูเมือง จ.บุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: ปี 2565-2566 รพ.คูเมืองมีแนวโนมเด็กอวนเพิ่มขึ้น จึงเปิดคลินิกเด็กอวน โดยการดูแลของกุมารแพทย์ เด็กจะถูกสงพบทีมสหวิชาชีพตามมาตรฐาน รวมถึงสงกายภาพบ้าบัดเพื่อสงเสริม การออกก้าลังกาย ปี 2565 เด็กอวนเขาคลินิก 11 คน ปี 2566 เขา 25 คน จากการวิเคราะห์พบวา สวนใหญ เด็กอวนอาศัยอยูกับ ตายายจ้านวน 20 คน (80.%) อาศัยอยูกับพอแม 5 คน (20%) ปี2565 พบปัญหาวาเด็ก ไมมาตามนัดจ้านวนมาก เพราะญาติไมสะดวก เด็กไมอยากขาดโรงเรียน เด็กไมใหความรวมมือ ญาติไมเขาใจ ภาวะโรค ท้าใหน้้าหนักไมลด ปี2565 เด็กเขาคลินิก 2 เดือน น้้าหนักลด 1/11คน (8.33%) ขาดนัด 10/11 คน (83.3 %) ไมมีระบบติดตามนัด วัตถุประสงค์การศึกษา: ด้านผู้ปุวย เด็กอวนน้้าหนักลดลง ขาดนัดลดลง ด้านเจ้าหน้าที่ มีระบบก้ากับติดตาม นัดคลินิกเด็กอวน มีโปรแกรมการออกก้าลังกายที่เหมาะสม ด้านเครือข่าย มีรพ.สต. โรงเรียน ชุมชน ในการ ติดตามเด็กใหมาตามนัด วิธีการด าเนินการ: มีระบบ ดังนี้ 1.) แบงกลุมเด็กอวนที่มาจากกรรมพันธ์ และพฤติกรรม 2) มีระบบคลินิกเด็ก อวนที่OPD ทุก3 เดือน นัดกายภาพทุกสัปดาห์ 3.) กอนพบแพทย์วัดมวลกลามเนื้อ มวลไขมัน และตรวจเลือด 4.) วางแผนเยี่ยมบานเด็กที่น้้าหนักไมลง 5.) กายภาพเปลี่ยนระบบนัดจากรายเคส เป็นกลุม 6) เปลี่ยนจากนัด วันท้าการ เป็นเสาร์-อาทิตย์ 7.) ใหโปรแกรมการออกก้าลังกายนายเคส 8) สรางไลน์กลุมติดตามและสง การบานทุกสัปดาห์9) สงโภชนากรทุกครั้งที่มา 10)กรณีไมมาตามนัดสงขอมลให รพ.สต.ติดตาม ผลการศึกษา: ด้านผู้ปุวย ปี2565 น้้าหนักลด 1/11คน (8.33%) ขาดนัด 10/11 คน (83.3 %) ปี2566 น้้าหนักลด 5% ใน2เดือน 4/25 คน (16%) ขาดนัด7/25คน (28%) ด้านเจ้าหน้าที่ มีระบบก้ากับติดตามนัด คลินิกเด็กอวนทุก3เดือน มีตารางโปรแกรมออกก้าลังกาย พบทีมสหวิชาชีพ100% ด้านเครือข่าย: มีระบบ ติดตามขอมูลทุกแหง สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: ระบบการดูแลเด็กอวนตองใชความรูเฉพาะ ตองมีแพทย์เฉพาะทาง ใหความรูที่ถูกตอง เพื่อใหวางแผนการรักษา การวางแผนจะตองท้ารวมกับทีมผูปกครอง เพื่อสรางความเขาใจ และทัศนคติที่ดี รวมถึงโรงเรียนเด็ก การออกก้าลังกายตองเนนท้าเป็นกลุม และติดตามตอเนื่องเพื่อสราง แรงจูงใจใหกับเด็ก จึงจะมีโอกาสส้าเร็จสูง เครือขายและญาติตองทราบเปูาหมายเดียวกัน จึงจะท้าให เด็ก สามารถลดน้้าหนักไดดี ค าส าคัญ: เด็กอวน, Morbid obesity
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 278 E7.10 ผลการรักษาการผ่าตัดไส้ติ่งแบบวันเดียวกลับ(ODS)ในโรงพยาบาลรัตนบุรี จ.สุรินทร์ ชุตานันท์ เชิดนอก งานหองผาตัดและวิสัญญี บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ โรงพยาบาลรัตนบุรีไดจัดตั้งและพัฒนาระบบบริการผาตัดแบบวันเดียวกลับขึ้นปี 2564โดยมีการผาตัดใน ผูปุวยไมเรงดวนเชน ไสเลื่อนขาหนีบ กอนเตานม ติ่งเนื้อที่ล้าไสใหญและทวารหนัก และปี.2566ไดจัดตั้งตั้งและ พัฒนาระบบการใหบริการดูแลผูปุวยในที่บาน(Home Ward) ทั้ง 7 กลุมโรค ซึ่งมีระบบดูแลรักษาผูปุวยหลังผาตัดไส ติ่งแบบผาตัดวันเดียวกลับและ แบบHome ward รวมอยูดวย ผูปุวยไสติ่งอักเสบปี2563,2564,2565เป็นจ้านวน142 ราย,156ราย,160ราย ตามล้าดับขอจ้ากัดเรื่องเตียง จึงไดดูแลรักษาผูปุวยหลังการผาตัดไสติ่งแบบผาตัดวันเดียวกลับ( ODS )และแบบผูปุวยในที่บาน( Home ward )ในทีมสหวิชาชีพทั้งในหนวยงานและเครือขายนอกโรงพยาบาลรัตนบุรี วัตถุประสงค์การศึกษา 1. เพื่อพัฒนาแนวทางการดูแลรักษาผูปุวยไสติ่งอักเสบที่ไดรับการผาตัดแบวันเดียวกลับและ เขาสูการรักษาแบบผูปุวยในที่บาน(Home Ward) 2. เพื่อศึกษาผลการรักษาผูปุวยไสติ่งอักเสบที่ผาตัดแบบวันเดียว กลับในโรงพยาบาลรัตนบุรี วิธีการด าเนินงาน 1.การพัฒนาบุคลากร :จัดประชุมชี้แจงแนวปฏิบัติการดูแลรักษาที่สรางขึ้นและประชุมเชิง ปฏิบัติการในการเขาใชในระบบ A-MED และ Telemedicine 2.การพัฒนาระบบงาน:จัดท้าค้าสั่งแตงตั้งคณะท้างาน 3.การพัฒนาระบบเครื่องมือ : จัดท้าแนวทางการดูแลรักษาผูปุวยหลังการผาตัดไสติ่งแบบผาตัดวันเดียวกลับและแบบ ผูปุวยในที่บานผูปุวยผูปุวย จัดท้าใบสงตอผูปุวย จัดท้าแบบประเมินและคัดกรองผูปุวย สมุดประตัวจ้าผูปุวย 4.การพัฒนาระบบบริหารทรัพยากร และจัดเก็บขอมูล :จัดท้าระบบบริหารคลังวัสดุทาง การแพทย์และชุดเครื่องมือตรวจวัดสัญญาณชีพผูปุวยในที่บานใหเพียงพอและพรอมใช จัดท้าระบบ E-Claim ให ถูกตอง จัดเก็บขอมูลและวิเคราะห์ผลลัพธ์ตัวชี้วัด ผลการด าเนินงาน เดือนกุมภาพันธ์ถึงสิงหาคม พ.ศ.2566 มีผูปุวยผาตัดไสติ่งอักเสบทั้งหมด 68 ราย รักษาแบบวัน เดียวกลับ 11 ราย รอยละ 16.18(11/68) ผูปุวยผานตามเกณฑ์การคัดกรองและแพทย์ไดวางแผนการรักษาผูปุวยเขา Home ward และไดลงในทะเบียน A-MED ไดภายใน 24 ชั่วโมงหลังผาตัด รอยละ 100 (11/11) ติดตามเยี่ยมอาการ 3 วันผานระบบ A- MED และ Telemedicine ไมมีภาวะแทรกซอน ไมมีอุบัติการณ์รับผูปุวยกลับเขาโรงพยาบาล ไมพพบภาวะแทรกซอนที่ 7 วันหลังผาตัดความพึงพอใจในบริการระดับมาก มีคะแนนเฉลี่ย 4.56 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ ผูปุวยที่ผานการประเมินโดยแนวทางการผาตัดแบบวันเดียวกลับสามารถผาตัดได อยางปลอดภัยและฟื้นตัวเร็วไมมีภาวะแทรกซอนสามารถน้ามาปรับใชกับผูปุวยในโรงพยาบาลสมัครใจและในบริบทที่ มีเตียงจ้ากัดไดอยางปลอดภัย ค าส าคัญ: ผาตัดแบบวันเดียวกลับ, home ward, Appendectomy ODS
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 279 E7.11 การพัฒนารูปแบบการวางแผนจ าหน่ายผู้ปุวยวัณโรคปอดตามแนวคิด D-METHOD สุพพัตธิดา เถาว์ชารี โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติสมเด็จยา 100 ปี อ้าเภอเมืองยาง จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : วัณโรคปอดเป็นโรคติดตอที่เป็นปัญหาส้าคัญดานสาธารณสุข เนื่องจากมีอัตราการ ติดเชื้อและมีเชื้อดื้อยามากขึ้น องค์การอนามัยโลกจัดประเทศไทยเป็น 1 ใน 14 ประเทศที่มีปัญหาวัณโรครุนแรง โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติสมเด็จยา 100 ปี เป็นโรงพยาบาลขนาด 30 เตียง ผูปุวยวัณโรคปอดรายใหมเขารับการ รักษา ปี 2563 -2565 จ้านวน 14, 26 และ 16 ราย ตามล้าดับ อัตราการกลับมารักษาซ้้าในโรงพยาบาล รอยละ 7.14, 3.85 และ 6.25 ตามล้าดับ พบปัญหา คือ ผูปุวยวัณโรคปอดขาดความรูเรื่องโรคและการปฏิบัติตัว มีอาการ ขางเคียงจากการรับประทานยา ญาติไมรูวิธีการดูแลที่ถูกตอง แนวทางปฏิบัติไมชัดเจน จ้าหนายออกจากโรงพยาบาล เร็ว การสงตอขอมูลและการประสานงานไมครบถวน การพัฒนารูปแบบการจ้าหนายผูปุวยวัณโรคปอดน้าแนวคิด DMETHOD มาใชในการใหความรูเรื่องโรค (Disease) การรับประทานยา (Medication ) การจัดการสิ่งแวดลอมและ ภาวะเศรษฐกิจ (Environment/Economic) การปฏิบัติตามแผนการรักษาพยาบาล (Treatment) การดูแลสุขภาพ (Health) การตรวจตามนัด (Outpatient referral) และการรับประทานอาหาร (Diet) เพื่อใหผูปุวยวัณโรคปอดและ ญาติมีความรูและปฏิบัติตัวไดถูกตอง ไมกลับมารักษาซ้้าในโรงพยาบาล วัตถุประสงค์การศึกษา : 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการวางแผนจ้าหนายผูปุวยวัณโรคปอด 2) เพื่อใหผูปุวยวัณโรคปอดมี ความรูและการปฏิบัติตัวถูกตอง ลดอัตราการกลับมารักษาซ้้าในโรงพยาบาล วิธีการด าเนินการ : 1) ประชุมทีมพยาบาลและสหวิชาชีพพัฒนาแนวทางปฏิบัติและแบบฟอร์มการวางแผนจ้าหนาย ผูปุวยวัณโรคปอด 2) ประเมินความรูผูปุวยวัณโรคปอดโดยใชแบบสอบถาม จ้านวน 18 ขอ แบบปรนัย แบงระดับคือ สูง กลาง ต่้า วันแรกและกอนจ้าหนายใหความรูตามแนวทาง D-METHOD และใหซ้้าในผูปุวยประเมินความรูไดระดับ ต่้าและปานกลาง 3) ก้าหนดชองทางติดตามผาน Line group และระบบ Thai COC ผลการศึกษา : ปี 2565 พบวาผูปุวยวัณโรคปอดมีความรูในระดับต่้าและปานกลาง คือ รอยละ 60 ปี 2566 มีความรู เพิ่มขึ้นอยูระดับสูง คือ รอยละ 80 และอัตราการกลับมารักษาซ้้าในโรงพยาบาลลดลงจาก รอยละ 6.25 เป็น 0 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : การพัฒนารูปแบบการวางแผนจ้าหนายผูปุวยวัณโรคปอดดวยแนวคิด DMETHOD สงผลใหผูปุวยวัณโรคปอดมีความรูและอัตราการกลับมารักษาซ้้าในโรงพยาบาลลดลง ควรประเมินปัญหา ใหครอบคลุมดานรางกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และปัจจัยอื่น ๆ รวมกับญาติมีสวนรวม มีการพัฒนาอยางตอเนื่อง จะ ท้าใหประสบความส้าเร็จในการรักษายิ่งขึ้น ค าส าคัญ : รูปแบบ การวางแผนจ้าหนาย ผูปุวยวัณโรคปอด
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 280 E7.12 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ปุวยวัณโรคแบบครบวงจร เครือข่ายอ าเภอเขวาสินรินทร์ มนัสนันท์ พิชิตถาวรพงศ์ คลินิกวัณโรค โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์จังหวัดสุรินทร์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ วัณโรคเป็นโรคติดตอและเป็นปัญหาสาธารณสุขที่ส้าคัญและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตใน หลายๆประเทศ องค์การอนามัยโลก(WHO) ไดจัดกลุมประเทศที่มีภาระปัญหาวัณโรคสูงของโลก (WHO global list of high burden countries for 2016-2020) ซึ่งตั้งแตปี2559 ประเทศไทยเป็น1ใน14 ประเทศที่มีปัญหาวัณโรคสูง แตในปี 2564 องค์การอนามัยโลกไดประกาศจัดอันดับกลุมประเทศที่มีภาระปัญหาวัณโรคสูง(ปี2564-2568) โดยประเทศไทยพนจากกลุม ประเทศที่มีปัญหาวัณโรคดื้อยาสูง (MDR/RR-TB) ถือเป็นกาวหนึ่งของความส้าเร็จในการด้าเนินงานวัณโรค สถานการณ์ผูปุวยวัณโรคอ้าเภอเขวาสินรินทร์ มีอัตราการคนพบผูปุวยวัณโรคเสมหะพบเชื้อในปี 2562-2564 รอย ละ 46.42, 55.00 และ 66.66 ตามล้าดับ อัตราผูปุวยวัณโรคเสียชีวิตมีแนวโนมสูงขึ้น ในปี 2562-2564 รอยละ 14.71, 4.35 และ 10.26 ตามล้าดับ ผูปุวยเสียชีวิตดวยวัณโรคสวนใหญเป็นผูปุวยสูงอายุที่มีโรครวมหลายโรคและขาดคนดูแล รวมทั้งกลุมผู ติดเชื้อเอชไอวี ท้าใหการรักษาวัณโรคเริ่มไดชา จึงไดด้าเนินกิจกรรมพัฒนารูปแบบการดูแลผูปุวยวัณโรคแบบครบวงจร เครือขายอ้าเภอเขวาสินรินทร์ โดยมีเปูาหมายคือเพิ่มอัตราความส้าเร็จของการรักษา ลดอัตราการเสียชีวิต เพิ่มอัตราความ ครอบคลุมของการขึ้นทะเบียนรักษาผูปุวยวัณโรครายใหมและกลับเป็นซ้้า วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผูปุวยวัณโรคแบบครบวงจร วิธีการด าเนินการ มีการพัฒนารูปแบบการดูแลผูปุวยวัณโรค โดยการประยุกต์ใชรูปแบบการดูแลผูปุวยโรคเรื้อรัง (chronic care model) มาใชในคลินิกวัณโรค เนื่องจากรูปแบบการดูแลจะชวยใหผูปุวยมีการจัดการตนเอง มีทีมดูแลผูปุวยที่เป็นสห วิชาชีพ มีการเยี่ยมบาน มีการจัดการโรคและการจัดการรายกรณี (case management) ไดอยางมีประสิทธิภาพ ซึ่ง ประกอบดวย 6 รูปแบบการดูแลผูปุวย 1.นโยบายขององค์กรสุขภาพ (health care organization) โดยจัดคลินิกวัณโรคใน รูปแบบ One stop service พัฒนาระบบชองทางดวนส้าหรับผูปุวยทางเดินหายใจ (Fast track TB) การรักษาและการวาง แผนการดูแลผูปุวย โดยการควบคุมการกินยาใชระบบ DOTS สรางระบบ Line application ในการติดตาม 2.การเชื่อมต่อ กับชุมชน (community resources) โดยการสรางเครือขายเชื่อมโยงผูดูแลผูปุวยวัณโรคในโรงพยาบาลและเครือขาย 3. การ สนับสนุนการจัดการตนเอง (self-management support) โดยใหการสอนผูปุวยและญาติประเมินความรูและพฤติกรรม การดูแลตนเอง 4.การออกแบบระบบการให้บริการ (delivery system design) โดยการพัฒนาระบบคัดกรองผูปุวยที่สงสัย วัณโรคในรูปแบบ Fast track TB เพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาและการเขาถึงบริการ 5. ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (decision support) มีนวตกรรม “Folder มหัศจรรย์” เพื่อใหการก้ากับติดตามการรักษาผูปุวยใหไดมาตรฐาน 6.ระบบ สารสนเทศทางคลินิก (clinical information systems) ใชโปรแกรม NTIP THAILAND ในการจัดการขอมูล ผลการศึกษา พบอัตราความส้าเร็จของการรักษาผูปุวยวัณโรคปอดรายใหม (Success Rate) เพิ่มขึ้น อัตราตาย ( Dead rate) ลดลง อัตราการคัดกรองวัณโรคในประชากรกลุมเสี่ยงดวยการถายภาพรังสีทรวงอก เพิ่มขึ้น สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยขน์ มีรูปแบบการดูแลผูปุวยวัณโรค ผูปุวยไดรับการดูแลแบบครบวงจร โดยทีมสหสาขา วิชีพและเครือขายวัณโรคอ้าเภอเขวาสินรินทร์ ค าส าคัญ การพัฒนารูปแบบ การดูแลผูปุวยวัณโรคแบบครบวงจร
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 281 E7.13 การพัฒนารูปแบบการปฐมนิเทศพยาบาลใหม่ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบล ด้วยแอพพลิเคชั่นโอเรนเนิร์ส ศุภนิตย์ ปิ่นค า ส านักงานสาธารณสุขอ าเภอขุนหาญ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : งานพยาบาลในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลเป็นงานเกี่ยวกับส่งเสริม ปูองกัน รักษา และฟื้นฟูสุขภาพประชากรทุกกลุ่มวัยตามบทบาทของพยาบาล นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับระบบสารสนเทศ ทางการพยาบาลที่มีรายละเอียดค่อนข้างมากซึ่งแตกต่างจากงานในหอผู้ปุวย ส านักงานสาธารณสุขอ าเภอขุนหาญ พบว่า พยาบาลที่ย้ายมาใหม่หรือพยาบาลจบใหม่ที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลแม้จะผ่านการ ปฐมนิเทศจากส านักงานสาธารณสุขอ าเภอขุนหาญแล้ว ยังมีความสับสนในระบบงานและต้องใช้เวลาในการปรับตัว และเรียนรู้ระบบงานเพิ่มเติมค่อนข้างมาก ส่งผลให้การด าเนินงานตามตัวชี้วัดของรพ.สต.ไม่ผ่านเกณฑ์ตัวชี้วัด ผูศึกษา จึงพัฒนารูปแบบการปฐมนิเทศงานพยาบาลในโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพต้าบลดวยแอพพลิเคชั่นโอเรนเนิร์สขึ้น โดย ใชแอพพลิเคชั่นโอเรนเนิร์สประกอบการปฐมนิเทศในแตละงาน พยาบาลใหมสามารถศึกษาดวยตนเองจาก แอพพลิเคชั่น ลดความสับสน สรางการรับรูที่ถูกตอง และสามารถปฏิบัติงานไดผานเกณฑ์ตัวชี้วัดดานสุขภาพ วัตถุประสงค์: 1)เพื่อพัฒนารูปแบบการปฐมนิเทศงานพยาบาลในโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพต้าบลดวยแอพพลิเคชั่น โอเรนเนิร์ส 2)เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผูใชงานแอพพลิเคชั่นโอเรนเนิร์ส วิธีด าเนินการ : ใชแนวคิด PAOR ใน การพัฒนารูปแบบ ดังนี้ 1)Palnning มีการประชุมทีมคณะผูบริหารและพยาบาลเพื่อวิเคราะห์ปัญหาและหาแนว ทางแกไข 2)Action จัดท้าเนื้อหาและแผนการสอน จัดรูปแบบการปฐมนิเทศพยาบาลใหมโดยน้าแอพพลิเคชั่นมาใช ใหสามารถเรียนรูไดดวยตนเองรวมดวย โดยออกแบบแอพพลิเคชั่นใหอธิบายรายละเอียดงานตางๆ มีค้าอธิบาย คลิป วีดีโอ และแบบทดสอบความรู มีการประเมินผลหลังจบการปฐมนิเทศ 3)Observation มีการสังเกตและประเมินผล เป็นระยะ 4)Reflection มีการพัฒนารูปแบบและนวัตกรรม เก็บขอมูลศึกษาความพึงพอใจระหวาง ตค 2564.-กย. 2566 กลุมเปูาหมายคือพยาบาลใหมปฏิบัติงานในรพ.สต. จ้านวน 15 ราย ใชแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีคาครอ นบาคแอลฟุา 0.74 วิเคราะห์ขอมูลโดยการแจกแจงความถี่ รอยละ คาเฉลี่ย ผลการศึกษา : 1)ไดรูปแบบการ ปฐมนิเทศงานพยาบาลในโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพต้าบลดวยแอพพลิเคชั่นโอเรนเนิร์ส 2)ความพึงพอใจของ พยาบาลใหมผูใชงานแอพพลิเคชั่นโอเรนเนิร์ส คาเฉลี่ยโดยรวมอยูในระดับดีมาก (X = 4.74) สรุปและการน าไปใช้ประโยชน์: การปฐมนิเทศงานพยาบาลในโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพต้าบลใหกับพยาบาลใหม จ้าเป็นตองมีการสรางกระบวนการเรียนรูที่มีระบบและหลักสูตรที่มีคุณภาพ มีการประเมินผลหลังปฐมนิเทศ การใช แอพพลิเคชั่นเป็นเครื่องมือที่ชวยใหพยาบาลสามารถใชเรียนรูดวยตนเองระหวางปฐมนิเทศและขณะปฏิบัติงานที่รพ. สต. ลดความสับสน เกิดการเรียนรูไดเร็วขึ้น สามารถปฏิบัติงานไดอยางมีประสิทธิภาพ มีผลการด้าเนินงานผานตาม เกณฑ์ตัวชี้วัด ค าส าคัญ : ปฐมนิเทศ, แอพพลิเคชั่น, พยาบาลใหม่
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 282 E7.14 ผลของโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพโดยการประยุกต์ใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพเพื่อควบคุมน้ าหนักของ บุคลากรโรงพยาบาลบุรีรัมย์ที่มีน้ าหนักเกิน อิสราภรณ์ รัตนโภคภัณฑ์ โรงพยาบาลบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ภาวะอวนลงพุงเป็นสาเหตุที่น้าไปสูการเกิดโรคเรื้อรังตาง ๆ เชน โรคเบาหวาน โรคความดัน โลหิตสูง ภาวะไขมันในเลือดสูงโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเรื้อรังมีผลกระทบทางจิตใจ ผลกระทบทางเศรษฐกิจของ ครอบครัว คาใชจายในการดูแล คารักษาพยาบาล ผลตอคุณภาพชีวิต การรักษาผูปุวยเป็นการรักษาที่ปลายเหตุนอกจาก สิ้นเปลืองคารักษาพยาบาลแลวผูปุวยยังไมสามารถด้ารงชีวิตไดตามปกติ เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อ เปรียบเทียบแบบแผนความเชื่อดานสุขภาพ น้้าหนัก ดัชนีมวลกาย รอบเอว และอัตราสวนไขมันของบุคลากรโรงพยาบาล บุรีรัมย์ที่มีน้้าหนักเกินกอนและหลังไดรับโปรแกรมสรางเสริมสุขภาพโดยการประยุกต์ใชแบบแผนความเชื่อดานสุขภาพ กลุม ตัวอยางคือ ผูที่มีภาวะอวนระดับที่ 1 (BMI 25-29.9) จากการตรวจสุขภาพปี 2565 เลือกแบบเจาะจงตามเกณฑ์คัดเขาจ้านวน 74 คน วิธีการด าเนินการ โปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการออกก้าลังกาย อบรมใหความรู โดย บรรยาย ภาพนิ่ง วีดีทัศน์ ไลน์กลุม มีโคชประจ้ากลุม สงบันทึกอาหารและการออกก้าลังกาย ใชโปรแกรมแบบแผนความความ เชื่อดานสุขภาพโดย สงเสริมการรับรูโอกาสเสี่ยง (Perceived Susceptibility) จากการเกิดโรคหรือผลเสียที่เกิดจากการมี น้้าหนักเกิน สงเสริมการรับรูความรุนแรง (Perceived Severity) ของภาวะน้้าหนักเกินและอันตรายจากภาวะน้้าหนักเกิน ให ความรูและกระตุนเราถึงผลที่จะเกิดขึ้นากการมีน้้าหนักเกิน ผานวีดิโอภาพ สงเสริมการรับรูประโยชน์ (Perceived Benefits) ของการควบคุมน้้าหนักเพื่อปูองกันภาวะน้้าหนักเกิน สงเสริมการรับรูความสามารถของตนเอง (Self-Efficacy) ในการควบคุม น้้าหนักโดยสรางประสบการณ์ที่ประสบความส้าเร็จ ทดลองเลือกอาหารบริโภค สอนค้านวณพลังงานและการออกก้าลังกาย ใชตัวแบบบุคคลที่ประสบความส้าเร็จในการควบคุมน้้าหนัก สงเสริมการจัดการอุปสรรค (Perceived Barriers) ที่เกิดขึ้นจาก การควบคุมน้้าหนักสรางความมั่นใจ ใชแรงเสริมและใหการชวยเหลือ ติดตามปัญหาอุปสรรค ติดตามน้้าหนัก รอบเอวทุก 2 สัปดาห์ติดตามวัดอินบอดี้ ทุก 4 สัปดาห์โปรแกรม 16 สัปดาห์ เครื่องมือ ประกอบดวย ขอมูลทั่วไป แบบสอบถามขอมูล พฤติกรรมสุขภาพ แบบสอบถามแบบแผนความเชื่อดานพฤติกรรมสุขภาพคาความเชื่อมั่น 0.82 รวบรวมขอมูล มีนาคม - กรกฎาคม 2566 วิเคราะห์โดย สถิติเชิงพรรณนา ไดแก คาเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมาน ไดแก Pair t-test ผลการศึกษา หลังทดลองกลุมทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการรับรูโอกาสเสี่ยงของโรคอวนและน้้าหนักเกิน คะแนนเฉลี่ยการรับรูตอ อุปสรรคในการปฏิบัติตัว สูงกวากอนทดลองอยางมีนัยส้าคัญทางสถิติ (p<.05) คะแนนเฉลี่ยของน้้าหนักตัว ดัชนีมวลกาย มวล ไขมัน และเปอร์เซ็นต์ไขมันนอยกวากอนทดลองอยางมีนัยส้าคัญทางสถิติ (p<.05) สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ น้าโปรแกรมไปใชในการสงเสริมพฤติกรรมการลดน้้าหนักในกลุมผูปุวยโรคเรื้อรังในชุมชน ในคลินิกเพื่อสงเสริมใหมีการ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพดานอาหาร และการออกก้าลังกายที่มีประสิทธิภาพ ค าส าคัญ: บุคลากรที่มีน้้าหนักเกิน แบบแผนความเชื่อดานสุขภาพ พฤติกรรมการบริโภคอาหารและการออกก้าลังกาย
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 283 E7.15 การพัฒนาเครือข่ายระบบการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคอง Palliative care พรทิพย์ เหนือคูเมือง ผู้ปุวยใน กลุ่มงานการพยาบาล โรงพยาบาลปะค า จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ที่มาและความส าคัญส าคัญ การดูแลผู้ปุวยระยะสุดท้ายแบบประคับประคอง (Palliative care) เป็นการดูแลผู้ปุวยทุกกลุ่มวัยในการเกิด เจ็บปุวยด้วยโรคร้ายแรงและส่งผลต่อสภาพร่างกายผู้ปุวยแบบรุนแรง มุ่งเน้นการดูแลแบบประคับประคองแบบองค์ รวม เปูาหมายหลัก คือ ให้ผู้ปุวยระยะสุดท้ายมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยมีทีมสหวิชีพที่ผ่านการอบรมในการดูแล งานผู้ปุวยใน โรงพยาบาลปะค าเห็นความส าคัญในการสร้างเครือข่ายในการดูแลผู้ปุวยระยะสุดท้ายและได้มี การสร้างทีมเครือข่ายร่วมกับสหวิชาชีพเพื่อดูแลและช่วยเหลือแบบประคับประคองให้ผู้ปุวยได้เข้าถึงบริการ ลดความ ทุกข์ทรมานจากอาการเจ็บปุวยตลอดจนการดูแลครอบครัวผู้ป ุวยจากความโศกเศร้า เนื่องจากการสูญเสียผู้ปุวยไป จากสถิติโรงพยาบาลปะค าจากการเก็บข้อมูลมีผู้ป ุวยระยะสุดท้ายปี พ.ศ.2561-2565 จ านวน 462 ราย เสียชีวิตที่ บ้าน 381 ราย เสียชีวิตที่โรงพยาบาลปะค า 23 ราย วัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ปุวยระยะสุดท้ายได้รับการดูแลทางการแพทย์การพยาบาล รวมถึงการดูแลแบบองค์รวมเพื่อให้ ลดความไม่สุขสบายผู้ปุวยและญาติจากการสูญเสียให้สามารถเผชิญหน้า การสูญเสียที่เกิดขึ้นได้และ - เพื่อพัฒนา องค์ความรู้แบบต่อเนื่องให้ทีมสหวิชาชีพ มีการสร้างเครือข่ายเพิ่มในการดูแลผู้ปุวยในกลุ่มอสม. กลุ่ม Caregiver และ ญาติ ในการดูแลผู้ปุวยอย่างถูกต้องได้ วิธีการด าเนิน มีการประชุมทีมและแต่งตั้งทีมPCN ในการดูแลผู้ปุวย มีการจัดตั้งทีมPCN ในการดูแลผู้ปุวยทาง โทรศัพท์ตลอด 24 ชม. มีระบบส่ง Consult PCN ในเวลาราชการ และCase ฉุกเฉิน/นอกเวลาราชการพยาบาล Er Consul แพทย์เวรและประสานทีมสหวิชีพออกเยี่ยมบ้านผู้ปุวย มีระบบเครือข่ายทางโทรศัพท์และLine สามารถ ติดต่อได้ตลอดเวลา เชื่อมต่อส่งเคสจากPC team และส่งข้อมูลข่าวสารความรู้ มีทีมสหวิชาชีพลงเยี่ยมบ้าน ผลการศึกษา จ านวนผู้ปุวยที่ได้รับบริการเพิ่มมากขึ้นจากปี2561-2566จ านวน 76,82,98,110,172 รายตามล าดับ ผู้ดูแลมีความรู้และทักษะในการดูแลผู้ปุวยร้อยละ100 และการลดอัตราความไม่สุขสบายโดยใช้ยา opioid มากกว่า ร้อยละ80 สรุปผลการด าเนินงานและการน าไปใช้ประโยชน์ มีทีมสหวิชาชีพดูแลผู้ปุวยแบบประคับประคองครอบคลุมองค์รวม และลดความทุกข์ทรมานจากกการเจ็บปุวยของผู้ป ุวยได้ ผู้ปุวยและญาติสามารถใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข มี คุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุขสบายทั้งทางร่างกายและจิตใจ สามารถจากไปอย่างสงบ มีทีมสหวิชาชีพที่มีองค์ความรู้ใน การดูแลและดูแลผู้ปุวยและญาติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ค าส าคัญ : การดูแลระยะสุดท้าย ดูแลแบบประคับประคอง
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 284 7.16 ผลการดูแลผู้ปุวยระยะประคับประคองที่หอผู้ปุวยประคับประคองบุรีรักษ์ โรงพยาบาลบุรีรัมย์ สุกัญญา พาสวาง งานดูแลผูปุวยประคับประคอง กลุมการพยาบาลโรงพยาบาลบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ แมวาปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์จะมีความกาวหนาไปมากแตยังคงมีผูปุวยจ้านวนมากเจ็บปุวยดวย โรคที่ไมสามารถรักษาให หายขาดไดโดยเฉพาะผูปุวยมะเร็งระยะแพรกระจายผูปุวยที่มีการท้างานของอวัยวะส้าคัญลมเหลว เป็นตน ผูปุวยในกลุมนี้ควรไดรับการดูแลแบบ ประคับประคองรวมดวย โดยมุงเนนการดูแล แบบองค์รวม ทั้ง รางกาย จิตใจ สังคมและจิตวิญญาณ ซึ่งตองใชเจาหนาที่สาธารณสุขที่มีความรู เฉพาะทาง เพื่อให ผูปุวยระยะทายและครอบครัวไดรับการดูแลแบบประคับประคองที่เฉพาะเจาะจงตามแผนการรักษา และ ชวย ลดทรัพยากรที่ ตองพึ่งพาเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูงในการพยุงชีพที่ไมกอเกิดประโยชน์ ดังนั้นหนวยงาน ดูแลผูปุวยประคับประคอง รพ.บุรีรัมย์ จึงไดจัดตั้ง “หอผูปุวยประคับประคองบุรีุรักษ์” เพื่อใหการดูแลผูปุวย และครอบครัวไดอยางมีประสิทธิภาพ หอผูปุวยประคับประคอง รพ.บุรีรัมย์ เริ่มเปิด ใหบริการวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2565 มีเตียงผูปุวย 8 เตียง รับผูปุวยโรคมะเร็ง ผูปุวยที่อวัยวะส้าคัญลมเหลวที่ตองการดูแลแบบประคับประคอง รวมทั้งกลุมผูปุวยที่ตองการ ถอดถอนเครื่องพยุงชีพในวาระทายของชีวิตและเสียชีวิตที่โรงพยาบาลวัตถุประสงค์การศึกษา 1.เพื่อศึกษาผลการ ด้าเนินการหอผูปุวยประคับประคอง รพ.บุรีรัมย์ 2.เพื่อใหมีการจัดการอาการที่มีประสิทธิภาพในผูปุวยระยะทาย 3.เพื่อรองรับการถอดถอนเครื่อง พยุงชีพในผูปุวยระยะทาย ตามเจตจ้านค์ของผูปุวยและครอบครัว และ4.เพื่อตอบสนองความพึงพอใจของผูปุวยระยะทายและครอบครัว วิธีด าเนินการ: เป็นการศึกษาเชิงพรรณา แบบภาคตัดขวาง (Cross sectional study) เก็บขอมูลผูปุวยที่มารับ บริการ ที่หอผูปุวยประคับประคอง โรงพยาบาลบุรีรัมย์ ตั้งแต 1 สิงหาคม พ.ศ. 2565 -31 สิงหาคม พ.ศ. 2566 ใชแบบประเมินความสามารถในการชวยเหลือตนเอง (Palliative performance scale) แบบประเมินอาการ ESAS (Edmonton symptom assessment system) แบบสอบถามความพึงพอใจของญาติ โดยใช สถิติคาเฉลี่ย รอยละ สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน คาพิสัย ผลการศึกษา ผูปุวยที่รับบริการที่หอผูปุวยประคับประคองทั้งหมด 293 คน เป็นผูชาย 144 คน ผูหญิง 149 คน อายุเฉลี่ย 67.68 ปี ไดรับการวินิจฉัยโรคมะเร็งระยะลุกลาม 210 คน สวนใหญเป็นมะเร็งตับและทางเดินน้้าดี จ้านวน 31 คน รอยละ 15 มะเร็งปอด จ้านวน 27 คิดเป็นรอยละ 9.2 ความสามารถในการชวยเหลือตนเอง (Palliative performance scale) สวนใหญอยูที่ ระดับ นอยกวา 30 จ้านวน 213 ราย รอยละ 72 อาการไมสุขสบายจากแบบประเมิน ESAS ที่พบมากไดแก อาการปวด เป็น รอยละ 70 อาการ หอบเหนื่อย รอยละ 78 คาคะแนนความปวด (Pain score) เฉลี่ยแรกรับ 6.3 คะแนน หลังจากใชแนวทางปฏิบัติจัดการความปวด ประเมินความ ปวดเฉลี่ยภายใน 72 ชั่วโมง เป็น 3.4 คะแนน ผูปุวยเสียชีวิตที่หอผูปุวยจ้านวน 106 คน คิดเป็นรอยละ 36.2 ผูปุวยเสียชีวิตที่บาน 173 คน คิด เป็นรอยละ 59.04 และผูปุวยประคับประคองที่ยังมีชีวิตจ้านวน 14 ราย คิดเป็นรอยละ 4.7 ผูปุวยระยะทายที่แสดงความจ้านงค์ขอถอดถอนเครื่อง พยุงชีพ ที่ไมกอใหเกิดประโยนช์เป็นจ้านวน 22 ราย คิดเป็นรอยละ 7.5 สวนใหญเป็นผูปุวยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรือแตกรุนแรง ระยะวันนอน ที่หอผูปุวยประคับประคองเฉลี่ยรักษาที่หอผูปุวยประคับประคองเฉลี่ย 14.3 วัน มีคาใชจายเฉลี่ย 58,314 บาทตอราย อยางไรก็ตาม หากค้านวณ การขอรับคาบริการทางสาธารณสุขแบบผูปุวยใน พบวาคาน้้าหนักสัมพัทธที่ปรับตามวันนอน (AdjRW) เป็น 6.351 หรือ คิดเป็น 76,212 บาทตอ ราย ผูปุวยและญาติมีความพึงพอใจตอการรับการดูแลที่หอผูปุวยโดยเฉพาะดานพฤติกรรมบริการ การสื่อสารกับผูปุวยและญาติ ความเห็นอกเห็น ใจตอผูปุวยและครอบครัว การจัดการอาการไมสุขสบายของผูปุวย อยางทันทวงที สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์หอผูปุวยประคับประคองสามารถใหบริการผูปุวยโรคมะเร็งระยะลุกลามและผูปุวยที่ตองการดูแลแบบ ประคับประคอง สามารถตอบสนองการดูแลความไมสุขสบายของผูปุวยและเพิ่มคุณภาพชีวิตใหผูปุวยและครอบครัว ดังนั้นควรมีการจัดตั้งหอผูปุวย ประคับประคองเพื่อใหบริการผูปุวยและครอบครัวไดอยางมีประสิทธิภาพ ค้าส้าคัญ หอผูปุวยประคับประคอง อาการในผูปุวยระยะทาย ความพึงพอใจ ค าส าคัญ การดูแลระยะสุดทาย การดูแลประคับประคอง มะเร็ง
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 285 E7.17 กรณีศึกษาการนวดกระตุ้นการกลืนในผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลาง (IMC) ที่มีภาวะกลืนล าบาก อัญชณา บุญจันทร์ โรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ จากการดูแลฟื้นฟูสมรรถภาพผูปุวยระยะกลางพบวาผูปุวยโรคหลอดเลือด สมองมีภาวะกลืนล้าบากรวมดวย งานแพทย์แผนไทยจึงเล็งเห็นถึงปัญหาดังกลาว จึงศึกษากรณีศึกษาการนวด กระตุนการกลืนในผูปุวยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลางที่มีภาวะกลืนล้าบากจากการคัดกรองแบบประเมิน ความพรอมของผูปุวยกอนเริ่มการกลืน (Dysphagia Screening Test) ที่มารับการรักษาที่คลินิกแผนไทย วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อศึกษากรณีศึกษาและเสนอวิธีการรักษาการนวดกระตุนการกลืนในผูปุวยโรค หลอดเลือดสมองระยะกลางที่มีภาวะกลืนล้าบาก วิธีการด าเนินการ 1. เก็บขอมูลเชิงกรณีศึกษา จ้านวน 3 ราย 2. ใชแบบประเมินความพรอมของผูปุวยกอนเริ่มการกลืน (Dysphagia Screening) 3. วางแผนการรักษา นวดกระตุนการกลืน ตอเนื่อง 4 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง และบันทึกขอมูลระดับความสามารถในการ รับประทานอาหารทางปาก (Functional Oral Intake Scale (FOIS) กอนและหลังนวด 4. ติดตาม สรุปและวิเคราะห์ผลการรักษา ผลการศึกษา จากแบบบันทึกขอมูลระดับความสามารถในการรับประทานอาหารทางปาก (Functional Oral Intake Scale (FOIS) ของผูปุวยทั้ง 3 ราย พบวา - รายที่ 1 ชาย อายุ 64 ปีกอนนวด มีระดับความสามารถในการรับประทานอาหารทางปาก อยูระดับ ที่ 5 และหลังนวดในสัปดาห์ที่ 4 พบวาผูปุวยมีระดับความสามารถในการรับประทานอาหารทางปาก อยูระดับ ที่ 7 -รายที่ 2 หญิง อายุ 78 ปีกอนนวด มีระดับความสามารถในการรับประทานอาหารทางปาก อยูระดับ ที่ 5 และหลังนวดในสัปดาห์ที่ 4 พบวาผูปุวยมีระดับความสามารถในการรับประทานอาหารทางปาก อยูระดับ ที่ 6 -รายที่ 3 หญิง อายุ 62 ปีกอนนวด มีระดับความสามารถในการรับประทานอาหารทางปาก อยูระดับที่ 6 และหลังนวดในสัปดาห์ที่ 4 พบวาผูปุวยมีระดับความสามารถในการรับประทานอาหารทางปาก อยูระดับที่ 7 ข้อเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้ สามารถอนุมาณไดวาหลังการนวดกระตุนการกลืนผูปุวยมีความสามารถในการรับประทานอาหารทาง ปากดีขึ้นอยางนอย 1 ระดับ น้าขอมูลที่ไดไปศึกษาตอปัจจัยที่ผลตอการนวดกระตุนการกลืน ค าส าคัญ : โรคหลอดเลือดสมอง, ผูปุวยระยะกลาง, ภาวะกลืนล้าบาก, นวดกระตุนการกลืน
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 286 มหกรรมคุณภาพ HACC Forum นครชัยบุรินทร์ครั้งที่ 16 “Growth Mindset for Better Healthcare System” ในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 08.30-17.00 น. ณ โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา E -Poster Presentation กลุ่มที่ 8 การพัฒนาระบบยา/ระบบสนับสนุนอื่นๆ จ านวน 20 เรื่อง น าเสนอวันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 เวลา 14.30-18.30 น ห้องอรพิม ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ หมาย เหตุ 1 14.30 - 14.40 น. การพัฒนากระบวนการเฝูาระวัง และปูองกัน Metformin Associated Lactic Acidosis (MALA) ในโรงพยาบาลชุมพลบุรี และโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพ ต้าบลในเครือขาย นายสงา มั่นยืน โรงพยาบาลชุม พลบุรี สุรินทร์ 093-4161192 2 14.40 - 14.50 น. การใชตัวสงสัญญาณ (trigger tools) คนหาเหตุการณ์ ไมพึงประสงค์จากการใชยา นางสาวปรัตดา ศรีสมบัติ โรงพยาบาล พิบูลมังสาหาร อุบลราชธานี 094-2419555 3 14.50 - 15.00 น. สถานการณ์การจ้าหนายยาใน รานขายของช้า และปัจจัยที่ ผูประกอบการน้ายาที่ไม เหมาะสมมาจ้าหนายในรานขาย ของช้า ในพื้นที่ต้าบลโคกมั่งงอย อ้าเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ นายกฤษฎา ประกอบวรการ โรงพยาบาลคอน สวรรค์ ชัยภูมิ 085-6308322 4 15.00 - 15.10 น. Application Pharm Care เพื่อ ติดตามการใชยาในผูปุวยมะเร็ง ระยะทายที่ใชสารสกัดกัญชาสูตร THC: CBD โรงพยาบาลปากชองนานา นางพรพีรา หิน ออน โรงพยาบาล ปากชองนานา นครราชสีมา 087-2331405 5 15.10- 15.20 น การพัฒนาระบบปูองกันการแพ ยาซ้้าขามโรงพยาบาลของงาน บริการจายยาผูปุวยนอก โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา นางสาว อภิญญา ปานเจริญศักดิ์ โรงพยาบาล มหาราช นครราชสีมา นครราชสีมา 094-5259989 6 15.20 - 15.30 น. การเปรียบเทียบผลลัพธ์ทาง คลินิกและความปลอดภัยในการ ใชยาวาร์ฟาริน จากการใชระบบ คัดกรองใบสั่งยาวาร์ฟาริน และ ฉลากรูปภาพเสริมส้าหรับผูปุวย นอก โรงพยาบาลชัยภูมิ นางสม ปรารถนา ภักติยา นุวรรตน์ โรงพยาบาล ชัยภูมิ ชัยภูมิ 081-8863968 7 15.30 - 15.40 น. ผลการศึกษาปัญหาที่เกี่ยวกับยา ในผูปุวยที่ไดรับยาวาร์ฟาริน บนหอผูปุวยใน โรงพยาบาลบาน กรวด จังหวัดบุรีรัมย์ นายอนุสรณ์ จรกระโทก โรงพยาบาลบาน กรวด บุรีรัมย์ 094-5423532
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 287 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ หมาย เหตุ 8 15.40- 15.50 น การพัฒนาระบบปูองกันความ คลาดเคลื่อนทางยาใน ผูปุวย Home Ward นางสาวอภัสศร ฟองออน โรงพยาบาลภักดี ชุมพล ชัยภูมิ 088-5125987 9 15.50- 16.00 น ไตไมดี หามคีย์ METFORMIN พ.ท.หญิงตอพร เข็มทอง โรงพยาบาลคาย สุรนารี นครราชสีมา 062-2614288 10 16.00 - 16.10 น. การพัฒนา medication reconciliation ส้าหรับผูปุวยใน โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ นางสายสุดา สายรัตน์ โรงพยาบาล เขวาสินรินทร์ สุรินทร์ 090-2842323 11 16.10 - 16.20 น. การพัฒนากระบวนการเทียบ ประสานรายการยาผูปุวยใน โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จยา 100 ปี นายคมธัญจักร เจริญชัยภพสิน โรงพยาบาล เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จยา 100 ปี นครราชสีมา 085-4166197 12 16.20 - 16.30 น. การพัฒนาระบบการดูแลผูปุวย คลินิกวาร์ฟาริน (warfarin) โรงพยาบาลหวยแถลง นางสาว วรกานต์ มิตร วงศ์ โรงพยาบาลหวย แถลง นครราชสีมา 088-5812375 13 16.30 - 16.40 น. ผลของการบริบาลเภสัชกรรมใน ผูปุวยเด็กสมาธิสั้นที่ไดรับยา Methylphenidate ภญ.จีรญา เหลืองอภิรมย์ โรงพยาบาลสูง เนิน นครราชสีมา 098-5842827 14 16.40 - 16.50 น. การพัฒนารูปแบบการรับยาโรค เรื้อรังผาน Health Station โรงพยาบาลโนนนารายณ์ จังหวัดสุรินทร์ นางสาวอรุณ ศุกร์ ค้างาม โรงพยาบาลโนน นารายณ์ สุรินทร์ 096-5567375 15 16.50- 17.00 น การพัฒนาระบบปูองกันความ เสี่ยงในผูปุวยที่ไดรับยาที่มี ความเสี่ยงแพยารุนแรง นางธนิดา เอก ตาแสง โรงพยาบาล มหาราช นครราชสีมา นครราชสีมา 087-2595295 16 17.00 - 17.10 น. Multimodal Norepinephrine Management แนวทางการ บริหารยา NE แบบผสมผสาน พ.ต.หญิง สม ลักษณ์ ตั้งสุณาวรรณ โรงพยาบาลคาย สุรนารี นครราชสีมา 062-2614288 17 17.10 - 17.20 น. การพัฒนาระบบการดูแลรักษา ผูปุวยวัณโรคดื้อยาหลายขนาน ดวยสูตรยาระยะสั้น 9 เดือน นายเกษมศักดิ์ ทูลมาลา โรงพยาบาล ปราสาท สุรินทร์ 044-551295 ตอ 1011 18 17.20 - 17.30 น. การดูแลผูปุวย STEMI ที่ไดรับ SK นางสุชาดา สัง สัมฤทธิ์และ นางสาวอุไร วรรณ ชอบศิลป โรงพยาบาล ล้าทะเมนชัย นครราชสีมา 0899452214 19 17.30 – 17.40 น การพัฒนารูปแบบระบบการ ปูองกันการแพรกระจายเชื้อดื้อ ยา นางวิลาวรรณ นิลรัตนโกศล โรงพยาบาลสตึก บุรีรัมย์ 064-0909092 20 17.40 - 17.50 น. พัฒนาระบบการดูแลผูปุวยเชื้อ ดื้อยา นางนภาเพ็ญ เชื้อเดิม โรงพยาบาลโนน นารายณ์ สุรินทร์ 088-6989424
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 288 E8.1 การพัฒนากระบวนการเฝูาระวังและปูองกัน Metformin Associated Lactic Acidosis (MALA) ในโรงพยาบาลชุมพลบุรีและ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลในเครือข่าย ภก.สงา มั่นยืน, ภญ.วนิดา สายกระสุน, พญ.ปุญญาภา จักรค้า, นพ.วสันต์ อนุสรณ์ โรงพยาบาลชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: Metformin Associated Lactic Acidosis (MALA) เป็นอุบัติการณ์ที่พบไดนอยแตมี ความรุนแรงสูงอาจท้าใหผูปุวยเสียชีวิตไดปัจจัยเสี่ยงเกิดจากระดับยา metformin สูงกวาระดับปกติรวมกับมีปัจจัย สงเสริม ไดแก การท้างานของไตลดลง, โรคตับ, sepsis, CHF, reduce tissue perfusion, ขาดออกซิเจน MALA มักจะเกิดไดมากในผูปุวยที่มี renal impairment จาก dehydration, อาเจียน, ทองเสีย, การผาตัด โดยเฉพาะใน ผูสูงอายุ การติดตามพารามิเตอร์ที่ส้าคัญไดเร็วเพิ่มโอกาสในการปูองกันการเกิด MALA ได ในปี2558-2562 โรงพยาบาลชุมพลบุรีพบอุบัติการณ์MALA 0, 1, 0, 1, และ 3 ราย ตามล้าดับ วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนากระบวนการเฝูาระวังและปูองกัน MALA ในโรงพยาบาลชุมพลบุรีและโรงพยาบาลสงเสริม สุขภาพต้าบล (รพ.สต.) ในเครือขาย วิธีด าเนินการ: 1. ประชุมคณะท้างานสหสาขาวิชาชีพ 2. ก้าหนดกลุมเสี่ยงการเกิด MALA 3. ก้าหนดเงื่อนไขอาการที่ ตองหยุดยา 4. ก้าหนดแนวทางการติดตามและเฝูาระวัง ไดแก 4.1 ตรวจระดับ Scr อยางนอยปีละ 1 ครั้ง และคัด กรองปัจจัยเสี่ยงการเกิด MALA ทุกราย 4.2 หามให Metformin ในผูปุวยที่มีคา sCr ≥ 1.4 mg/dL หรือ eGFR ≤ 30 ml/min/1.73 m2 5. พัฒนาโปรแกรม HosXP ให 5.1 แจงคา eGFR ในใบสั่งยา 5.2 แสดง pop-up แจงเตือน หามใชยากรณี Scr ≥ 1.4 mg/dL หรือ eGFR ≤ 30 ml/min/1.73 m2 5.3 กรณีeGFR > 30 ml/min/1.73 m2 แจงเตือนและแนะน้าขนาดยาที่เหมาะสมใหแพทย์ 5.4 แสดง pop-up แจงเตือนกรณีสั่งยาใหผูปุวยที่ไมเคยตรวจ sCr 6. ท้าเอกสารใหค้าแนะน้าผูปุวย 7. คัดกรองขอมูลผานโปรแกรม RDU-R9 ซ้้า 8. บันทึกขอมูลผูปุวยที่เกิด MALA ใน HosXP ปูองกันการเกิดซ้้า 9. ติดตาม วิเคราะห์ ประเมินและสรุปผล ผลการศึกษา: หลังการพัฒนา ปี 2562-2565 คัดกรองผูปุวยที่ใชยา metformin ที่มีคา sCr > 1.2 mg/dL เพื่อปรับ ยาไดครบ 100% (336, 342, 286, 297 ราย ตามล้าดับ) และไมมีผูปุวยที่มีคา sCr > 1.4 mg/dL หรือ eGFR ≤ 30 ml/min/1.73 m2 ไดรับยา metformin และปี2562-2563 ผูปุวยที่ใช metformin ขนาด > 2,550 mg/วัน ที่ไดรับ การปรึกษาแพทย์เพื่อปรับลดขนาดยาลงทุกราย จ้านวน 425 และ 37 ครั้ง หลังจากนั้นไมมีการสั่งใชยา metformin ขนาด > 2,550 mg/day อีกเลย ปี 2566 ระบบ pop-up ที่พัฒนาเพิ่มในโปรแกรม HosXP สามารถแจงเตือนแบบ real time ส้าหรับอุบัติการณ์ MALA พบเกิด 4, 3, 1, 0 ราย ในปี 2563-2566 ตามล้าดับ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: กระบวนการก้าหนดแนวทางปฏิบัติ คัดกรองผานโปรแกรม RDU-R9 รวมกับใชระบบแจงเตือน ใหค้าแนะน้าขนาดยาและ lock การสั่งใชยาที่เขาเกณฑ์หามใชผานโปรแกรม HosXP แบบ real time ที่พัฒนาขึ้นสามารถเฝูาระวังและปูองกัน MALA ได ค าส าคัญ: Metformin Associated Lactic Acidosis, MALA, ภาวะเลือดเป็นกรดจากกรดแลคติก
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 289 E8.2 การใช้ตัวส่งสัญญาณ (trigger tools) ค้นหาเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา ภญ.ปรัตดา ศรีสมบัติ โรงพยาบาลพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: ตัวสงสัญญาณเป็นเครื่องมือในการคนหาและสงสัญญานเหตุการณ์ไมพึงประสงค์ เป็น วิธีการที่ไดผลดีในการวัดระดับการเกิดเหตุการณ์ที่ไมพึงประสงค์ ท้าใหเห็นระดับปัญหาความไมปลอดภัยของผูปุวย ดังนั้นโรงพยาบาลพิบูลมังสาหารจึงคัดเลือกตัวสงสัญญาณที่เป็นแนวทางเดียวกันภายในองค์กร 4 ตัวสงสัญญาณ ดังนี้ (1) Vitamin K injection และระดับ INR มากกวา 6 (2) Naloxone injection (3) Calcium polystyrene sulfonate (4) Chlorpheniramine maleate injection เพื่อคนหาเหตุการณ์ไมพึงประสงค์จากการใชยาบนหอ ผูปุวยใน วัตถุประสงค์ : เพื่อหาอุบัติการณ์เกิดเหตุการณ์ไมพึงประสงค์จากการใชยาโดยใชตัวสงสัญญาณ และเพื่อ หาลักษณะ ของเหตุการณ์ไมพึงประสงค์จากการใชยาที่เกิดขึ้น วิธีด าเนินการ : การศึกษาแบบสังเกตไปขางหนาดักจับตัวสงสัญญาอยางนอย 1 รายการใน 4 รายการที่ก้าหนดบน หอผูปุวยใน ระหวางเดือนเมษายน ถึง กันยายน พ.ศ. 2566 หากพบตัวสงสัญญาณ ผูวิจัยจะประเมินวาผูปุวยเกิด เหตุการณ์ไมพึงประสงค์จากการใชยาหรือไม ขอมูลที่ไดน้ามาการวิเคราะห์หาอุบัติการณ์การเกิดเหตุการณ์ (incidence rate) และโอกาสในการพบเหตุการณ์ (positive predictive value, %PPV) ผลการศึกษา : กลุมตัวอยาง 591 ราย เพศชาย รอยละ 81.22 อายุเฉลี่ย 39.45±5.21 ปี ระยะเวลารักษาตัวใน โรงพยาบาลเฉลี่ย 4.91±1.63 วัน พบตัวสงสัญญาน ดังนี้ vitamin k injection และ ระดับ INR มากกวา 6 จ้านวน 71 รายการ (รอยละ 12.01) naloxone injection จ้านวน 1 รายการ (รอยละ 0.17) calcium polystyrene sulfonate จ้านวน 227 รายการ (รอยละ 38.41) และ chlorpheniramine maleate injection จ้านวน 292 รายการ (รอยละ 49.41) พบเหตุการณ์ไมพึงประสงค์จากการใชยาทั้งหมด 78 เหตุการณ์ (รอยละ 13.20 ) เป็น เหตุการณ์ที่สามารถปูองกันได 19 เหตุการณ์ (รอยละ 3.21) อุบัติการณ์การเกิดเหตุการณ์ไมพึงประสงค์จากการใชยา (incidence rate) เทากับ 26.79 ครั้งตอ 1,000 วันนอน โอกาสในการพบเหตุการณ์ไมพึงประสงค์จากยาโดยรวมรอย ละ 13.20 ซึ่ง naloxone injection เป็นตัวสงสัญญาณที่มีโอกาสในการพบเหตุการณ์ไมพึงประสงค์จากยามากที่สุด (%PPV รอยละ 100) รองลงมาคือ chlorpheniramine maleate injection (%PPV รอยละ 18.49) calcium polystyrene sulfonate (%PPV รอยละ 9.69) และ vitamin k injection และระดับ INR มากกวา 6 (%PPV รอย ละ 1.41) ตามล้าดับ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : ตัวสงสัญญาณท้าใหเภสัชกรคนหาเหตุการณ์ไมพึงประสงค์จากยาอยางมี เปูาหมายและชวยลดภาระงานของเภสัชกร ควรมีการทบทวนตัวสงสัญญาณเป็นระยะและปรับใหสอดคลองกับขอมูล การเกิดเหตุการณ์ไมพึงประสงค์ที่พบบอย ค าส าคัญ: เหตุการณ์ไมพึงประสงค์จากการใชยา, อุบัติการณ์, ความรุนแรงของเหตุการณ์, ตัวสงสัญญาณ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 290 E8.3 สถานการณ์การจ าหน่ายยาในร้านขายของช า และปัจจัยที่ผู้ประกอบการน ายาที่ไม่เหมาะสม มาจ าหน่าย ในร้านขายของช า ในพื้นที่ต าบลโคกมั่งงอย อ าเภอคอนสวรรค์จังหวัดชัยภูมิ กฤษฎา ประกอบวรการ โรงพยาบาลคอนสวรรค์จังหวัดชัยภูมิ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: ต้าบลโคกมั่งงอย อ้าเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ พื้นที่สวนใหญยังเป็นเขตชนบท การด้ารงชีวิตของประชาชนในชุมชนยังคงเป็นวิถีพื้นบาน เมื่อเกิดการเจ็บปุวยเล็กนอย ประชาชนมักจะเลือกซื้อหายา ส้าหรับการดูแลสุขภาพเบื้องตนโดยเลือกใชบริการรานขายของช้าใกลบานเนื่องจากมีความสะดวก ไมตองเดินไกล จากการศึกษาสถานการณ์และจากการศึกษาความชุกของการจ้าหนายยาอยางผิดกฎหมายในรานขายของช้า พบวามี รานขายของช้าจ้าหนายยาที่ไมเหมาะสมและผิดกฎหมาย ท้าใหเกิดปัญหาจากการใชยาที่ไมเหมาะสมในชุมชน วัตถุประสงค์การศึกษา: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การจ้าหนายยาในรานขายของช้า ในพื้นที่ ต้าบลโคกมั่งงอย อ้าเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ และเพื่อศึกษาปัจจัยที่ผูประกอบการน้ายาที่ไมเหมาะสมมา จ้าหนายในรานขายของช้า วิธีด าเนินการ: การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง ประชากรศึกษาและกลุมตัวอยาง ไดแก ผูประกอบการรานขายของช้าในเขตต้าบลโคกมั่งงอย อ้าเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิจ้านวนทั้งสิ้น 53 ราน การ รวบรวมขอมูลท้าโดยการสัมภาษณ์เจาของรานหรือผูขายในกรณีที่เจาของรานไมอยู โดยใชแบบบันทึกการตรวจราน ขายของช้า เก็บขอมูลระหวางวันที่ 1–30 เมษายน 2566 การแปรผลและวิเคราะห์ขอมูล สวนของขอมูลทั่วไป เกี่ยวกับรานขายของช้าและความชุกของการจ้าหนายยาที่ไมเหมาะสม รายงานในรูปของจ้านวน รอยละ และคาเฉลี่ย ผลการศึกษา: จากการศึกษานี้พบวา รานขายของช้าในเขตต้าบลโคกมั่งงอย อ้าเภอคอนสวรรค์จังหวัดชัยภูมิ มีการ จ้าหนายยาอันตราย 34 ราน จากการส้ารวจทั้งหมด 53 ราน คิดเป็นรอยละ 64.15 แหลงที่มาของยาอันตรายที่น้ามา จ้าหนายในรานขายของช้า 3 ล้าดับแรก ไดแก รานขายยา (ขย.1) ในตัวอ้าเภอ รอยละ 85.29 รานขายของช้า(ที่เป็น รานขายสง) รอยละ 47.06 และรถเรขายสงของช้า รอยละ38.24 แรงจูงใจในการจ้าหนายยาที่ไมเหมาะสมในรานขาย ของช้า 3 ล้าดับแรก ไดแก ความตองการผลก้าไรและความตองการของคนในชุมชน รอยละ 100 รองลงมาคือ ความ จ้าเป็นเรงดวนในการใชยา รอยละ 94.12 และรานขายของช้าไมทราบประเภทยาที่ขายไดรอยละ 85.29 ประเภทยา ที่พบ 3 ล้าดับแรก ไดแก ยาแกหวัด รอยละ 100 ยาแกปวดกลุม NSAIDs รอยละ 94.12 และยาปฏิชีวนะ รอยละ 76.47 ข้อเสนอแนะ: ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมถึงพฤติกรรมของผูบริโภความีปัจจัยใดบางที่ท้าใหผูบริโภคเลือกที่จะซื้อยาจาก รานขายของช้า แทนที่จะไปรับบริการตามสถานพยาบาลหรือสถานประกอบการดานสุขภาพที่ไดมาตรฐานและ ถูกตองตามกฎหมาย ค าส าคัญ: รานขายของช้า ยาไมเหมาะสม ยาอันตราย ยาสามัญประจ้าบาน
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 291 E8.4 Application Pharm Care เพื่อติดตามการใช้ยาในผู้ปุวยมะเร็งระยะท้ายที่ใช้สารสกัดกัญชาสูตร THC:CBD โรงพยาบาลปากช่องนานา จังหวัดนครราชสีมา ภญ.พรพีรา หินออน โรงพยาบาลปากชองนานา จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ คนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง 84,037 คนต่อปี กระทรวงสาธารณสุข มี นโยบายใหโรงพยาบาลทุกแหง ใหบริการคลินิกกัญชาทางการแพทย์ เพื่อใหผูปุวยไดเขาถึงยากัญชาที่มี คุณภาพ ปลอดภัย เหมาะสม แตยังพบปัญหาความยุงยากในการติดตามประเมินผลดานตางๆเนื่องจากน้้ามัน กัญชาเป็นยาใหมที่น้าเขามาใชกับผูปุวยระยะทายจ้าเป็นตองท้าการติดตามการใชยาอยางเป็นระบบ ผูวิจัย สนใจพัฒนาระบบการติดตามประเมินผลดวยการสราง “Application Pharm Care” วัตถุประสงค์1) เพื่อสราง Application Pharm Care, 2) เพื่อประเมินผลลัพธ์ทางคลินิกในผูปุวยมะเร็งระยะ ทายที่ใชสารสกัดกัญชาสูตร THC:CBD วิธีด าเนินการ วิจัย Action Research ประชากร ผูปุวยโรคมะเร็งระยะทายที่เขารับการรักษาในเดือน ส.ค.–พ.ย. 66 จ้านวน 20 คน เครื่องมือ Application Pharm Care ที่มีแบบประเมิน DRP ,ESAS และ PSQI การด าเนินการพัฒนานวัตกรรม 1) ขอจริยธรรม ทบทวนความรูเรื่องการบริบาลเภสัชกรรมในผูปุวย ที่ใชยากัญชาทางการแพทย์, 2) ออกแบบค้าถามและแนวทางในการติดตาม, 3) สราง Application Pharm Care โดยความรวมมือของโปรแกรมเมอร์ ด้าเนินการใน 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การสรางโปรแกรมโดยใช ขอมูลที่ไดจากการทยทวนวรรณกรรม ใสแบบประเมิน DRP ,ESAS และ PSQI ในโปรแกรม ระยะที่ 2 พัฒนาโปรแกรมใหสามารถใชงานผานสมาร์ทโฟน และ คลาวด์ ( Cloud ) ผานอินเตอร์เน็ต 4) ทดลองใช ปรับปรุงระบบ 5) เก็บขอมูลประเมินผล การเก็บขอมูล จากระบบประมวลผล Appplication สถิติ รอยละ ผลการศึกษา 1) Application Pharm Care สามารถใชประเมินและติดตามตามแนวทางการบริบาลเภสัช กรรม DRP ท้าใหปัญหา ความเสี่ยง ถูกแกไขอยางเป็นระบบ 2) ผูปุวย20 ราย ไดรับการติดตาม รอยละ 100 โดยสามารถแกไขปัญหา DRP ได 28 ครั้ง ประเมินคุณภาพชีวิตของผูปุวยไดทั้ง อาการปวด อาการเบื่อ อาหาร การนอนหลับ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ การพัฒนาการบริบาลเภสัชกรรม โดยน้าเทคโนโลยีแบบ Application มาใชท้าใหการติดตามการใชยาของผูปุวยท้าไดงายขึ้น ขอเสนอแนะ Application สามารถ พัฒนาระบบการเชื่อมตอขอมูล กับ HosXP เพื่อใหแพทย์และสหวิชาชีพที่เกี่ยวของดูขอมูลของผูปุวยเพื่อใชใน การวางแนวทางในการดูแลผูปุวยไดแตตองไดรับการอนุญาติจากผูดูแลระบบ ค าส าคัญ Application Pharm Care น้้ามันกัญชา THC:CBD คุณภาพชีวิต
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 292 E8.5 การพัฒนาระบบปูองกันการแพ้ยาซ้ าข้ามโรงพยาบาลของงานบริการจ่ายยาผู้ปุวยนอก โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา อภิญญา ปานเจริญศักดิ์, อมรรัตน์ แพงไธสง กลุมงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ในปัจจุบันพบวาผูปุวยไปใชบริการที่สถานบริการสุขภาพหลายโรงพยาบาล หากขาด การสื่อสารขอมูลการแพยาระหวางสถานพยาบาล อาจพบการแพยาซ้้าไดเนื่องจากผูปุวยไมทราบชื่อยาที่แพ ลืมชื่อ ยาที่แพหรือไมพกบัตรแพยา หรือไมไดแจงขอมูลการแพยาแกบุคลากรทางการแพทย์ ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงที่จะไดรับ ยาที่เคยแพ และเกิดแพยาซ้้าได ทีมงานบริการจายยาผูปุวยนอกจึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาระบบปูองกันการแพยาซ้้าขาม โรงพยาบาล วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อพัฒนาระบบปูองกันการแพยาซ้้าขามโรงพยาบาลของผูปุวยนอก วิธีการด าเนินการ ประชุมรวมกันก้าหนดแนวทางขั้นตอนการตรวจสอบขอมูลแพยาผานระบบ MSR โดยเริ่ม ด้าเนินการที่หองจายยาผูปุวยนอกชั้น2 ท้าการการเชื่อมโยงขอมูลแพยาจากฐานขอมูลของกระทรวงสาธารณสุขผาน ระบบ MSR แนะน้าการใชโปรแกรม MSR ในการ confirm การแพยาใหผูเกี่ยวของทราบ หากพบขอมูลแพยาขาม โรงพยาบาล เภสัชกรตรวจสอบยืนยันกอนจัดยาวาไมมียาที่แพหรือยาในกลุมเดียวกันกับยาที่แพ หากผูปุวยมีประวัติ แพยาและยังไมมีการบันทึกประวัติแพยาใน HomC ใหเภสัชกรสงผูปุวยไปยังหองใหค้าปรึกษาดานยา เพื่อตรวจสอบ ขอมูลประเมินและบันทึกขอมูลแพยาลงใน HomC และหากมีการสั่งใชยาที่ผูปุวยแพหรือยาในกลุมเดียวกันกับที่แพ ใหสง consult แพทย์เพื่อพิจารณาปรับเปลี่ยนยา ผลการศึกษา ด้าเนินการตั้งแตเดือนตุลาคม 2565 ถึงกันยายน 2566 ระบบไดแจงเตือนขอมูลการแพยาขาม โรงพยาบาลจ้านวน 5,922 ครั้ง คิดเป็นรอยละ 2.87 ของใบสั่งยาทั้งหมด ขอมูลที่ระบบแจงเตือนเป็นขอมูลในรูปแบบ ขอความ ดังนั้นจึงมีขอมูลบางสวนที่ซ้้ากับขอมูลที่มีในฐาน HomC ของโรงพยาบาลคิดเป็นรอยละ 95.95 ส้าหรับ ขอมูลการแพยาของผูปุวยที่ไมมีในโรงพยาบาลพบ 240 ราย คิดเป็นรอยละ 4.05 ของขอมูลทั้งหมดที่ระบบแจงเตือน ผูปุวยที่ยังไมมีประวัติแพยาในโรงพยาบาลจะสงเขาหองใหค้าปรึกษาดานยา เพื่อประเมินและบันทึกขอมูลแพยาลงใน ระบบ HomC เมื่อท้าการประเมินการแพยาตามระบบของโรงพยาบาลพบวา ผูปุวยแพยา รอยละ 53.75 ไมแพยา รอยละ 46.25 สามารถปูองกันการแพยาซ้้าขามโรงพยาบาลที่แพทย์สั่งจายใหกับผูปุวยไดจ้านวน 3 ครั้ง คือ ADR type A จากยา Enalapril (ไอ), ADR type B พบผื่นจากยา Folic (MP rash) , Penicillin (rash) สวนอุบัติการณ์ การจายยาที่ผูปุวยแพขามโรงพยาบาลซ้้า เทากับ 0 สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ ระบบที่พัฒนาขึ้นชวยใหงานบริการจายยาผูปุวยนอก สามารถดักจับ ปูองกันการแพยาซ้้าขามโรงพยาบาลได และไมจายยาที่ผูปุวยมีประวัติแพ ค าส าคัญ แพยาซ้้า แพยาขามโรงพยาบาล
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 293 E8.6 การเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางคลินิกและความปลอดภัยในการใช้ยาวาร์ฟาริน จากการใช้ระบบ คัดกรองใบสั่งยาวาร์ฟาริน และฉลากรูปภาพเสริมส าหรับผู้ปุวยนอก โรงพยาบาลชัยภูมิ สมปรารถนา ภักติยานุวรรตน์ โรงพยาบาลชัยภูมิจังหวัดชัยภูมิ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: วาร์ฟาริน (warfarin) เป็นยาตานการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทานที่ใชกันอยาง แพรหลาย ในการปูองกันและรักษาภาวะอุดตันของหลอดเลือด แตมีดัชนีในการรักษาแคบ จึงตองระมัดระวังการใชยา แมโรงพยาบาลชัยภูมิจะมีคลินิกวาร์ฟารินที่มีเภสัชกรที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางดูแล แตยังมีผูปุวยนอกอีกสวนหนึ่งที่ตรวจ รักษาที่หองตรวจทั่วไป โดยไมไดผานคลินิกวาร์ฟาริน ซึ่งโดยกระบวนการท้างานของเภสัชกรหองจายยาผูปุวยนอกที่มี จ้านวนบุคลากร และเวลาจ้ากัด ไมสามารถแยกออกจากผูปุวยนอกทั่วไปได พบวาเกิดความคลาดเคลื่อนทางยาที่มี ความถี่และระดับอันตรายสูงขึ้น และการควบคุมระดับคา INR ยังไมถึงระดับเปูาหมายตามตัวชี้วัดของกระทรวง สาธารณสุข จึงไดพัฒนาระบบคัดกรองใบสั่งยาวาร์ฟาริน และฉลากรูปภาพเสริมส้าหรับผูปุวยขึ้นมา เพื่อชวยแพทย์ กลั่นกรองค้าสั่งใชยา และชวยผูปุวยใหสามารถใชยาไดอยางถูกตองและเหมาะสม เกิดประโยชน์ในการรักษาสูงสุด วัตถุประสงค์การศึกษา: เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางคลินิกระหวางผูปุวยที่ผานระบบคัดกรองฯ และระบบผูปุวยนอก ทั่วไป ประกอบดวยคาเฉลี่ยรอยละของ TTR (Time in Therapeutic Range) และคาเฉลี่ยรอยละของ VIR (Visit in Range) ผลลัพธ์ดานความปลอดภัยในการใชยาวาร์ฟาริน และผลลัพธ์การจัดการปัญหาจากการใชยา วิธีการด าเนินการ: เป็นการศึกษาวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional study) ซึ่งมีชวงระยะเวลาใน การศึกษาระหวาง เดือนตุลาคม 2564 ถึง มีนาคม 2566 ณ หองจายยาผูปุวยนอก โรงพยาบาลชัยภูมิ ด้าเนินการ วิเคราะห์จากฐานขอมูลทุติยภูมิ (secondary data) จากหองจายยาผูปุวยนอก ผลการศึกษา: พบวาหลังใชระบบคัดกรองฯ (1) ผลลัพธ์ทางคลินิกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ดังนี้ ค่าเฉลี่ยร้อยละของ VIR เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 50.83 เป็นรอยละ 69.17, ค่าเฉลี่ยร้อยละของ TTR เพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ 49.71 เป็นรอยละ 70.32 และสัดส่วนจ านวนผู้ปุวยในกลุ่มที่ควบคุมระดับ INR ให้อยู่ในช่วงเปูาหมายการ รักษาได้ดีเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 33.33 เป็นรอยละ 56.70 (2) ผลลัพธ์ดานความปลอดภัย พบวาหลังใชระบบฯ ผูปุวย รอยละ 99.17 สามารถควบคุมระดับ INR ไดในระดับไมเกิน 5 ลดความเสี่ยงการเกิดความไมปลอดภัยในการใชยาวาร์ ฟาริน (3) เภสัชกรสามารถปูองกันและแกไขปัญหาไมใหผูปุวยไดรับอันตรายไดรอยละ 81.25 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: ในหนวยงานที่มีขอจ้ากัดของจ้านวนเภสัชกร ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และเวลาในการบริบาลเภสัชกรรมผูปุวยนอก การใชระบบระบบคัดกรองใบสั่งยาวาร์ฟาริน และฉลากรูปภาพเสริม ส้าหรับผูปุวย สามารถใชเป็นแนวทางปฏิบัติในการพัฒนางานบริการเภสัชกรรมผูปุวยนอกที่ใชยาวาร์ฟารินของ โรงพยาบาลตามนโยบายการพัฒนาระบบบริการสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุขได ค าส าคัญ: วาร์ฟาริน, การคัดกรองใบสั่งยา, ฉลากยารูปภาพ
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 294 E8.7 ผลการศึกษาปัญหาที่เกี่ยวกับยาในผู้ปุวยที่ได้รับยาวาร์ฟารินบนหอผู้ปุวยใน โรงพยาบาลบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ อนุสรณ์ จรกระโทก โรงพยาบาลบานกรวด จ.บุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: เนื่องจากปัจจุบันโรงพยาบาลบานกรวด มีผูปุวยไดรับยาวาร์ฟารินมารับบริการเพิ่มขึ้น โดยพบ รายงานอุบัติการณ์ความคลาดเคลื่อนทางยาที่มีความซับซอนและมีความเสี่ยงสูง ซึ่งบางกรณีตองไดรับการนอนรักษาใน โรงพยาบาล เชน การเกิดอันตรกิริยาระหวางยาท้าใหเกิดภาวะเลือดออกหรือคา INR สูงหรือต่้ากวาปกติ หรือผูปุวย รับประทานยาคลาดเคลื่อน เป็นตน จากปัญหาดังกลาว ผูศึกษาจึงไดพัฒนาระบบและติดตามผลการดูแลในผูปุวย เพื่อศึกษา ความถี่ ประเภท ความรุนแรงและสาเหตุของปัญหาที่เกี่ยวกับยา (drug related problems: DRPs) ตลอดจนวิธีการแกไข การยอมรับการแกไข และผลการแกไข DRPs ที่เกี่ยวกับการใชยาวาร์ฟาริน วัตถุประสงค์การศึกษา 1) เพื่อศึกษาปัญหาจากการใชยาในผูปุวยที่ไดรับยาวาร์ฟาริน, 2) เพื่อประเมินผลการติดตามปัญหา จากการใชยาวาร์ฟารินที่หอผูปุวยใน โรงพยาบาลบานกรวด วิธีการด าเนินการ การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ตัวอยาง คือ ผูปุวยไดรับยาวาร์ฟารินที่เขารับการรักษาที่หอผูปุวยใน โรงพยาบาล บานกรวดทุกคน ระหวางวันที่ 1 ม.ค.2566 ถึง 30 เม.ย. 2566 จ้านวน 42 เก็บขอมูลโดยตรวจสอบประวัติ การ เก็บขอมูลดวย การสัมภาษณ์ผูปุวยและผูดูแล พรอมทั้งคนหาและจัดการ DRPs ตามแบบประเมินของ Pharmaceutical Care Network Europe (PCNE) วิเคราะห์โดยใชสถิติพรรณนาไดแก รอยละ คาเฉลี่ย ผลการศึกษา 1) ตัวอยาง 42 ราย สวนใหญมีชวงอายุมากกวา 65 ปี คิดเป็นรอยละ 59.5 วันนอนเฉลี่ย 2.4 วัน พบDRPs รวม 71 ครั้ง คิดเป็น รอยละ 73.8 โดยเป็นเรื่องความปลอดภัยของการรักษา(อาการไมพึงประสงค์ที่เกี่ยวกับยา) รอยละ 71, 2) รอยละ 42 ของ DRPs มีความรุนแรงอยูในระดับ D คือ เหตุการณ์ปัญหาเกิดขึ้นกับผูปุวยแลวตองใหการดูแลเฝูาระวังเป็น พิเศษ, 3) รอยละ 60 ของสาเหตุของ DRPs เกิดจากการเลือกใชยา (ยาหรือสมุนไพรที่เกิดอันตรกิริยากับยา warfarin) 4) การ แกไข DRPs รอยละ 47.7 เป็นการแกไขผานผูสั่งใชยา การจัดการปัญหาของเภสัชกรรอยละ 93.3 ไดรับการยอมรับจากบุคคล การทางการแพทย์ ผูปุวย และผูดูแล รอยละ 67.7 ของการแกปัญหาท้าไดส้าเร็จ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ พบวา ปัญหาสวนใหญคือ ปัญหาการเกิดอาการไมพึงประสงค์จาก การเลือกใชยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพอื่นๆ ที่เกิด อันตรกิริยากับยาวาร์ฟารินที่มาจากการรักษาในโรงพยาบาลแลตัวผูปุวยเอง โดยยังขาดความรูความเขาใจที่ถูกตองเกี่ยวกับ ยาวาร์ฟาริน ควรมีการวางแผน การจัดการและปูองกัน ทั้งในสวนของโรงพยาบาลชุมชน ตัวผูปุวยเอง โดยควรจัดใหมีการ อบรมใหความรูกับบุคลากรที่เกี่ยวของ เพื่อปูองกันการเกิดอันตรกิริยากับยาวาร์ฟารินอยางมีประสิทธิภาพ ค าส าคัญ ยาวาร์ฟาริน , ปัญหาที่เกี่ยวกับยา
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 295 E8.8 การพัฒนาระบบการดูแลผู้ปุวยในที่แบบ Home ward พลจุรี เปาะศิริ โรงพยาบาลภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ; การปฏิรูประบบสุขภาพของประเทศไทย มีนโยบาย หลักที่ส้าคัญเพื่อสรางหลักประกันใหคน ไทยทุกคนสามารถ เขาถึงบริการดานสุขภาพที่มีมาตรฐานและเทาเทียม หลักการที่ส้าคัญประการหนึ่งคือ เนนการสงเสริม สุขภาพ เชิงรุก พัฒนาศักยภาพใหแกบุคคล ครอบครัว ชุมชน ให สามารถดูแลตนเองได ตลอดจนการลดปริมาณผูปุวยใน โรงพยาบาล ลดคาใชจายดานสุขภาพทั้งในระดับครัวเรือน และสถานบริการเพื่อลดงบประมาณของประเทศในระยะยาว จึงได เขารวมการใหบริการการดูแลผูปุวยในที่บาน (Home ward) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความแออัด ลดคาใชจายในขณะนอน โรงพยาบาล โดยใหบริการใน ๕ กลุมโรค ไดแก ผูปุวยที่ภาวะน้้าตาลในเลือดสูง ผูปุวยความดันโลหิตสูง ผูปุวยปอดติดเชื้อ ผูปุวยติดเชื้อทางเดินปัสสาวะและผูปุวยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ใหบริการในผูปุวยที่อยูในอ้าเภอภักดีชุมพล โดยมีญาติให ความยินยอมและเครือขายอาสาสมัครสาธารณสุขในชุมชนมีสวนรวมในการดูแลผูปุวยรวมกับทีมสุขภาพ มุงเนนใหมีการดูแล ผูปุวยเป็นศูนย์กลาง และมีระบบการติดตอสื่อสาร และสงตอตลอด 24 ชั่วโมง วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาระบบบริการดูแลผูปุวยในที่บาน (Home ward) วิธีการด าเนินการ 1) ประชุมทีมสหวิชาชีพและผูที่เกี่ยวของ, 2) จัดตั้งคณะท้างาน ประกอบดวย แพทย์ พยาบาล ICN เภสัช กร งานประกันสุขภาพ กายภาพบ้าบัด และนักโภชนาการ เพื่อวางแผนการท้างาน, 3)จัดท้าเกณฑ์การใหบริการการดูแล ผูปุวยในที่บาน 5 กลุมโรค ไดแก Pnumonia, COVID 19, Hypertention และ Hyperglycer, UTI มีชองทางสื่อสารทาง โทรศัพท์ระหวางสถานพยาบาล ผูดูแลและผูปุวย ตลอด 24 ชั่วโมง โดยระบบ Line App., 4) จัดท้าแนวทางขั้นตอนการ admitted จนถึงการจ้าหนาย, 5) เตรียมความพรอมในการใหบริการ โดย 5.1) จัดท้าชุด Admitted ผูปุวย ประกอบดวย แบบประเมินความพรอมของผูปุวยผูดูแล แบบยินยอมเขารับการรักษา, 5.2) จัดเตรียมอุปกรณ์ ไดแก เครื่องวัดความดันโลหิต เครื่องวัดออกชิเจนปลายนิ้วปรอทวัดไข เครื่องตรวจน้้าตาลในเลือด, 6) พัฒนาระบบการดูแลผูปุวยในที่บาน Home ward ใหกับเครือขายอาสาสมัครสาธารณสุข ผลการศึกษา โรงพยาบาลภักดีชุมพล มีรูปแบบระบบบริการดูแลผูปุวยในที่บาน (Home ward) อ้าเภอภักดีชุมพล ซึ่ง เป็น พื้นที่ตนแบบใหกับโรงพยาบาลในจังหวัดชัยภูมิ ขอมูลการใหบริการบริการดูแลผูปุวย เดือน กุมภาพันธ์ – สิงหาคม 2566 ล าดับ โรค จ านวน อาการทุเลา อาการไม่ทุเลา 1 Pnumonia 7 7 - 2 COVID-19 18 18 - 3 Hyperglycemia 52 50 2 4 Hypertension 30 30 - 5 UTI 1 1 - รายไดที่เบิกจากสปสช 589,000 บาท สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์1) เป็นแนวทางในการขยายการใหบริการดูแลผูปุวยในที่บาน (Home ward) แกผูปุวยกลุมเปราะบาง ไดแก ผูปุวยประคับประคอง, 2) ขยายการใหบริการการดูแลผูปุวยในที่บาน (Home ward) ไปยัง เครือขายรพ. สต และบูรณาการรวมกับคณะท้างานระดับอ้าเภอ โดยมีองค์กรปกครองสวนทองถิ่นและแกนน้าชุมชน เพื่อ ประสานงานและดูแลผูปุวยรวมกัน ค าส าคัญ ดูแลที่บาน
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 296 E8.9 ไตไมดี หามคีย์ METFORMIN พ.ท.หญิงตอพร เข็มทอง กองเภสัชกรรม โรงพยาบาลคายสุรนารี บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ยา Metformin เป็นยารักษาเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เลือกใชเป็นอันดับแรก เนื่องจาก ลดอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและอัตราการเสียชีวิต ซึ่งผลขางเคียงอยางหนึ่งที่มีอุบัติการณ์ต่้าแตมีความ รุนแรง คือ Metformin-associated lactic acidosis (MALA) ปี 2563 พบ MALA 1 ราย ปัจจัยเสี่ยงที่สงเสริม ใหเกิด MALA คือ การไดรับยา Metformin ในผูปุวยสภาวะไตวายเฉียบพลัน ทางคณะกรรมการเภสัชกรรมและ การบ้าบัด (PTC) รวมกับองค์กรแพทย์ จึงก้าหนดแนวทางปูองกัน ลดโอกาสและความรุนแรงของการเกิด MALA โดยหลีกเลี่ยงการใช Metformin ในผูปุวยที่มีภาวะการท้างานของไตบกพรอง วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อศึกษาการพัฒนาระบบปูองกันการสั่งยา Metformin ในผูปุวยที่มี eGFR < 30 ซึ่ง เป็นปัจจัยสงเสริมการเกิด MALA วิธีการด าเนินการ ศึกษาจ้านวนครั้งการสั่ง Metformin ในผูปุวย eGFR < 30 จากการใชระบบ POP-UP และ POP-LOCK ในผูปุวยนอกและใน ที่เขารับการรักษาที่รพ.คายสุรนารี ตั้งแต ส.ค.63 ถึง ส.ค.66 ก้าหนดนโยบาย หามสั่งใชยา Metformin ในผูปุวยที่มี eGFR < 30 โดยใชระบบ POP-UP แจงเตือนเมื่อคีย์สั่งยา และขึ้นขอความ เตือนขอหามใช ใตชื่อยา Metformin ในใบสั่งยา จากนั้น พัฒนาเป็นระบบ POP-LOCK เพิ่มขอมูลในฐาน ทะเบียนยา เมื่อสั่งยา Metformin ระบบจะตรวจจับคา eGFR ลาสุด ท้าใหไมสามารถสั่งยา Metformin ในผูปุวย ที่มี eGFR < 30 รวมทั้งก้าหนดนโยบายในการสั่งใชยา Metformin ปรับตามการท้างานของไต ผลการศึกษา เดือน ส.ค.63 – เดือน พ.ค.65 ใชระบบ POP-UP แจงเตือน พบการสั่งยา Metformin ในผูปุวยที่มี eGFR < 30 จ้านวน 7 ครั้ง เดือน มิ.ย.65 ติดตั้ง POP-LOCK หามคีย์สั่งใชยา Metformin ในผูปุวยที่มี eGFR < 30 หลังด้าเนินการ ไมพบอุบัติการณ์สั่งยา Metformin ในผูปุวย eGFR < 30 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ ก้าหนดนโยบายความปลอดภัยดานยารวมกับองค์กรแพทย์ ในการ ปูองกันการเกิด MALA มีระบบการจัดการ คือ ระบบ POP-LOCK หามคีย์สั่งยา Metformin ในผูปุวยที่มี eGFR < 30, การสั่งยา Metformin ตองมีผล eGFR ไมเกิน 6 เดือน และก้าหนดการปรับขนาดยาตามการท้างานของไต ดังนี้ eGFR 30 – 45 ขนาดยา Metformin ไมเกิน 1,000 mg ,eGFR 45 – 60 ขนาดยาMetformin ไมเกิน 2,000 mg โดยแสดงคา eGFR ที่หนาจอสั่งยาและใบสั่งยา พรอม POP-UP แจงเตือนนโยบายการสั่งยา Metformin รวมทั้งใหค้าแนะน้าเรื่องการใชยา Metformin แกผูปุวยขณะจายยาและในรูปแบบ QR CODE ที่ ฉลากยาเพื่อเฝูาระวังการเกิด MALA ทีมไดน้า รูปแบบการจัดการดังกลาว ก้าหนดเป็น Model เพื่อปรับใชในการ ก้าหนดนโยบายความปลอดภัยการใชยาในกลุม NSAIDs และ กลุม Bisphosphonate ค าส าคัญ : Metformin, eGFR, Metformin-associated lactic acidosis
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 297 E8.10 การพัฒนา medication reconciliation ส าหรับผู้ปุวยใน โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ สายสุดา สายรัตน์ กลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : Medication reconciliation (MR) หรือกระบวนการประสานรายการยา เป็นมาตรการหนึ่งที่ชวยลดความคลาดเคลื่อนทางยาซึ่งอาจเกิดขึ้นในขั้นตอนการรับผูปุวย การยายหอผูปุวยและ การจ้าหนายผูปุวย โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์มีการด้าเนินงานดานนี้มาอยางตอเนื่อง จากการทบทวนผลการ ด้าเนินงาน MR ในปีงบประมาณ 2561 – 2563 พบวาความครอบคลุมในการด้าเนินงาน MR บนหอผูปุวยในมี แนวโนมลดลง คือรอยละ 64.43 35.01 และ 11.80 ตามล้าดับ สงผลกระทบใหผูปุวยไมไดรับการรักษาดวยยาที่ ควรจะไดรับท้าใหผูปุวยใชระยะเวลานานมากขึ้นในการรักษา พบวาอุปสรรคในการด้าเนินงาน MR ผูปุวยใน โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ ไดแก 1) ขั้นตอนการด้าเนินงาน MR ที่ก้าหนดอยูชวง 14.00 - 16.00 น. ของทุกวัน ท้าใหเกิดความลาชาในการด้าเนินงาน 2) ขาดการติดตามการด้าเนินงาน MR อยางตอเนื่อง 3) การบันทึกขอมูล MR ดวยลายมือ และ 4) เจาหนาที่ขาดความเขาใจบทบาทหนาที่ของแตละวิชาชีพในการด้าเนินงาน MR ดังนั้น เพื่อใหผูปุวยใน โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ ไดรับการดูแลที่มีความปลอดภัยในการใชยาอยางสูงสุด จึงมีแนวคิดใน การพัฒนากระบวนการ MR ใหมีความครอบคลุมอยางสูงสุด วัตถุประสงค์ : 1. เพื่อศึกษาผลของการพัฒนา MR ตอความครอบคลุมในการด้าเนินงาน MR ส้าหรับผูปุวยใน โรงพยาบาล เขวาสินรินทร์ 2. เพื่อลดความคลาดเคลื่อนทางยาที่เกิดจากการไมไดรับยาโรคประจ้าตัวที่สมควรจะไดรับ (omission error) ส้าหรับผูปุวยใน โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ วิธีด าเนินการ : เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา (Descriptive study) ในกลุมประชากรผูปุวยใน โรงพยาบาลเขวาสิน รินทร์ ในชวงกอนการพัฒนาระบบ (1 ต.ค. 2561 – 30 ก.ย. 2563 และหลังพัฒนาระบบ ( 1 ต.ค. 2563 – 30 ก.ย. 2565) โดยรวบรวมขอมูลความครอบคลุมการด้าเนินงาน MR จากแบบบันทึก Medication reconciliation และขอมูลความคลาดเคลื่อนทางยาที่เกิดจากการไมไดรับยาโรคประจ้าตัวที่สมควรจะไดรับ (omission error) จากโปรแกรมรายงานอุบัติการณ์ความเสี่ยงของโรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ ผลการศึกษา : หลังการพัฒนาระบบในปีงบประมาณ 2564 – 2565 พบวาความครอบคลุมการด้าเนินงาน MR รอยละ 56.64 และ 63.60 ตามล้าดับ และพบความคลาดเคลื่อนทางยาที่เกิดจากการไมไดรับยาโรคประจ้าตัวที่ สมควรจะไดรับ (omission error) 21.41 และ 9.99 ครั้ง/1000 วันนอน ตามล้าดับ โดยความคลาดเคลื่อนทางยา ที่พบสามารถปูองกันและแกไขไดทั้งหมด รอยละ 100 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : การพัฒนาการด้าเนินงาน MR นี้สามารถเพิ่มความครอบคลุมในการ ด้าเนินงาน MR ส้าหรับผูปุวยใน โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์สงผลใหเกิดการปูองกันความคลาดเคลื่อนทางยา ค าส าคัญ : Medication reconciliation, การประสานรายการยา, ความคลาดเคลื่อนทางยา
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 298 8.11 การพัฒนากระบวนการเทียบประสานรายการยาผู้ปุวยในโรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติสมเด็จย่า 100 ปี ภก.คมธัญจักร เจริญชัยภพสิน โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติสมเด็จยา 100 ปี อ้าเภอเมืองยาง จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : จากการทบทวนเหตุการณ์ไมพึงประสงค์จากการใชยา ตั้งแตปีพ.ศ. 2560 จนถึงปัจจุบัน พบวาสวนใหญผูปุวยที่นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล เป็นผูปุวยโรคเรื้อรังที่รับยาทั้งในและนอก โรงพยาบาล ไมไดน้ายาเดิมมาจากบาน พบปัญหาอันตรกิริยาระหวางยา จายยาซ้้า จึงไดมีการพัฒนา กระบวนการประสานรายการยา เพื่อใหผูปุวยมีความปลอดภัยจากการใชยา ปูองกันไมใหเกิดเหตุการณ์ไมพึง ประสงค์จากการใชยาในทุกชวงรอยตอของกระบวนการดูแลรักษา และสามารถสื่อสารรายการยาระหวาง แพทย์ พยาบาลและเภสัชกร วัตถุประสงค์: เพิ่มความปลอดภัยจากการใชยาของผูปุวย โดยการออกแบบการจัดการกระบวนการในการ ประสานรายการยาอยางเป็นระบบรวมกันกับสหสาขาวิชาชีพ วิธีด าเนินการ : ใชกระบวนการ PDSA(PDCA) 3 วงลอคุณภาพเพื่อ พัฒนาแบบบันทึก Medication reconcile (MR) ของรพ. เป็น 3 ระยะ ดังนี้ ปี 2560 แบบบันทึก MR version 1 : สามารถประสานรายการยาเดิม จดบันทึกขอมูลประวัติยาเดิม ผูปุวย วันรับยาครั้งลาสุด วันนัดหนา ขอมูลการแพยา และ พื้นที่ส้าหรับเพิ่มขอมูลอื่นๆ ที่ควรทราบ ปี 2564 แบบบันทึก MR version 2 : เพิ่มวันในที่ที่เปลี่ยนแปลงค้าสั่งยาของแพทย์ลงในใบ MR ปี 2566 แบบบันทึก MR version 3 : สามารถลงขอมูลใหสหวิชาชีพรับรูผานการสื่อสารไดวา ผูปุวย เริ่มฉีดยาที่โรงพยาบาลแมขายอยางไร เชน การฉีดยาครั้งสุดทาย, จ้านวนวันและเวลาการฉีดเมื่อครบก้าหนด ผลการศึกษา : การไดรับยาซ้้าซอนลดลงหลังท้าแบบบันทึก Medication Reconciliation form โดย ปีพ.ศ. 2563 – 2565 พบวา อัตราการไดรับยาซ้้าซอน ตอพันวันนอน คือ 0.19,0 และ 0 ตามล้าดับ และชวง ตุลาคม2565 ถึง กรกฎาคม 2566 คือ 0 ผูปุวยมีความปลอดภัยจากการใชยามากขึ้น ปูองกันไมใหเกิด เหตุการณ์ไมพึงประสงค์จากการใชยาในทุกชวงรอยตอของกระบวนการดูแลรักษา และสามารถสื่อสารรายการ ยาระหวาง แพทย์ พยาบาลและเภสัชกร ข้อเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้: 1.สามารถน้าไปใชเป็นเอกสารประกอบในการสงตัวผูปุวยสูสถานพยาบาลอื่นได ลดการ คัดลอก เพราะสามารถปรินท์จากฐานขอมูลโปรแกรม HosXP ไดเลย และแพทย์สามารถใชค้าสั่ง “as med reconcile” ได เพื่อแทนค้าสั่งใหใชยาเดิมหลายรายการจากในใบ MR version3 ตอได 2.มีแผนที่จะพัฒนาแบบฟอร์มเพื่อใหสามารถเขียนขอมูลยาใหถูกตองมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นไป ค าส าคัญ : การพัฒนากระบวนการ ,ประสานรายการยา(Med. Reconcile)
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 299 E8.12 การพัฒนาระบบการดูแลผู้ปุวยคลีนิกวาร์ฟาริน (warfarin) โรงพยาบาลห้วยแถลง ภญ.หทัยชนก จ้าปา, ภญ.วรกานต์ มิตรวงศ์ โรงพยาบาลหวยแถลง จ.นครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ โรงพยาบาลหวยแถลง เป็นโรงพยาบาลขนาด 60 เตียง ระดับ F2 มีการจัดตั้งคลินิกวาร์ฟาริน เมื่อปี 2556 ไมมีแพทย์เฉพาะทางอายุรกรรม มีแพทย์ GP ดูแลผูปุวยคลินิกวาฟาริน มีพยาบาลประจ้าคลินิก 1 คนและเภสัช กร 1 คน ผลลัพธ์ INR อยูในคาเปูาหมาย (INR in Target) ปี 57-60 คือ 44.24, 51.49, 61.81 และ 63.34 พบความคลาด เคลื่อนการสั่งยา warfarin เป็นรอยละ 33.22, 24.01, 18.49 และ 14.21 ตามล้าดับ และพบผูปุวยเกิด Major Bleeding รอยละ 2.1, 1.28, 3.23 และ 1.1 เกิด Minor Bleeding รอยละ 14, 15.38, 10.75 และ 8.79 ตามล้าดับ จึงมีการพัฒนา ระบบการดูแลผูปุวยอยางตอเนื่อง เพื่อเพิ่มผลลัพธ์ใหดีขึ้นและลด ADR จากยา วัตถุประสงค์: เพื่อเพิ่ม INR in Target และลดการเกิด Bleeding วิธีด าเนินการ 1) การจัดท้าแนวทางการดูแลผูปุวย การปรับขนาดยาตามคา INR การจัดท้าแนวทางการใหความรูและท้าแผนพับ 2) ผูปุวยพบเภสัชกรทุกราย เพื่อคนหา DRP และใหค้าแนะน้าผูปุวย พรอมเสนอขนาดยาที่เหมาะสมใหแพทย์ พิจารณาสั่งยา 3) พัฒนาโปรแกรมการสั่งยา warfarin ใหสามารถสั่งขนาดยาไดถูกตอง แมนย้า 4) ปรับใหมีการตรวจ INR ทุก Visit และปรับระบบนัดผูปุวยใหเหมาะสม และการติดตามผูปุวยขาดนัด 5) ปี 63 มีการปรับปรุงระบบดักจับ Drug Interaction และการจัดการที่เหมาะสม 6) ปี 64 คนหา Food Drug Interaction ,Disease drug interaction , การกินยาใหถูกตอง, คาไต มีผลตอคา INR 7) ปี 66 มีการปรับปรุงฉลากยาเป็นแบบภาพเม็ดยาที่ตองกินในแตละวัน จันทร์ ถึง อาทิตย์ , น้้าหนักที่เปลี่ยนไป , อาหารตามฤดูการ มีผลตอคา INR ผลการด าเนินการ หลังการพัฒนานวัตกรรมโปรแกรมชวยสั่งยาวาฟาริน อัตราความคลาดเคลื่อนในการสั่งยาวาฟารินลดลง แพทย์ เภสัชกรมีความพึงพอใจในโปรแกรมสูง ผลลัพธ์การดูแลผูปุวยพบ INR in Target ดีขึ้น และการเกิด ADR จาก Bleeding ลดลง และการรับประทานยาผิดของผูปุวยหลังปรับฉลากยาใหมลดลง สรุปผลการด าเนินงานและการน าไปใช้ประโยชน์: จากการพัฒนาระบบการดูแลผูปุวยวาร์ฟารินยังพบผูปุวยที่ไมไดคา INR in Target พบวา สาเหตุที่ท้าให INR จะอยูในชวงต่้ากวา Target เกิดจากการรับประทานอาหารกลุมผักใบเขียว การลืมกิน ยา สวนสาเหตุที่ท้าใหคา INR สูงกวา Target พบเกิดจาก Drug-Drug Interaction ที่พบบอยคือ NSAID จากซื้อยากินเอง, ภาวะโรค เชน sepsis , คาไตที่ตกลง สวนอาหารตามฤดูกาลที่พบบอยคือ มะมวงสุก ค าส าคัญ : คลินิกวาร์ฟาริน , warfarin, INR
การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 300 E8.13 “ผลของการบริบาลเภสัชกรรมในผู้ป่วยเด็กสมาธิสั้นที่ได้รับยา Methylphenidate” ภญ.จีรญา เหลืองอภิรมย์ กลุ่มงานเภสัชกรรมและคุ้มครองผู้บริโภค โรงพยาบาลสูงเนิน บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ นโยบายเพิ่มการเข้าถึงยา methylphenidate(MPH) ส่งผลให้ รพ.สูงเนิน มีผู้ปุวยเด็กสมาธิสั้นมากขึ้นจาก 8 เป็น 42 ราย โรคสมาธิสั้นเป็นโรคที่ใช้ระยะเวลาในการรักษาหลายปี และการรักษาด้วยยา MPH เป็นทางเลือกอันดับต้น ยา MPH เป็นยาที่ออกฤทธิ์สั้น และพบอาการข้างเคียงได้หลากหลาย เภสัชกรจึงมีบทบาทในการให้ความรู้เรื่องยาและอาการข้างเคียง เพื่อให้ผู้ดูแลให้ความส าคัญในการรักษาด้วยยา ที่ผ่านมามีการให้บริบาลเภสัชกรรมตามมาตราฐานวิชาชีพ แต่ขาดระบบการ บันทึกติดตาม จึงท าให้มีการพัฒนาระบบการให้บริบาลเภสัชกรรมในผู้ปุวยเด็กสมาธิสั้นที่ได้รับยา MPH วัตถุประสงค์การศึกษา 1.เพื่อประเมินความร่วมมือในการใช้ยา MPH ในเด็กสมาธิสั้น 2.เพื่อประเมินอาการข้างเคียงและการจัดการที่เหมาะสมจากการใช้ยา MPH วิธีการด าเนินการ การพัฒนาระบบส าหรับผู้ปฏิบัติงาน:สรุปข้อมูลยา MPH ติดที่จุดจ่ายยา, ทบทวนความรู้เกี่ยวกับยา MPH และอาการ ข้างเคียง, ก าหนดให้มีการจ่ายยาพอดีวันนัด และบันทึกข้อมูลลงในแบบเก็บข้อมูลยา MPH การพัฒนาระบบส าหรับผู้ปุวย: ผู้ปุวยที่ได้รับยา MPH ครั้งแรก ญาติจะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องยาและอาการ ข้างเคียงที่เกิดขึ้น, การน ายาเดิมมาทุกครั้งที่รับบริการ ตลอดจนข้อสงสัยที่ญาติผู้ปุวยต้องการทราบก่อนเริ่มยา ส่วนในการ ติดตามครั้งถัดไปผู้ปุวยทุกรายจะได้รับการบริบาลเภสัชกรรม เพื่อค้นหา ติดตามแก้ไขปัญหาจากการใช้ยา ติดตามอาการ ข้างเคียง และนับเม็ดยา MPH ที่คงเหลือทุกครั้งที่มารับบริการ ผลการศึกษา จากการให้บริบาลเภสัชกรรมในผู้ปุวยเด็กสมาธิสั้นที่ได้รับยา MPH จ านวน 42 ราย มีจ านวนการบันทึกติดตาม เท่ากับ 156 ใน 175 ครั้ง, จ านวนครั้งที่ผู้ปุวยน ายาเดิมมา 72 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 46.15, มีความร่วมมือในการใช้ยา เฉลี่ยร้อยละ 91.53 และพบอาการข้างเคียงทั้งหมด 61 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 39.10 อาการข้างเคียงที่พบ คือ เบื่ออาหาร, กัด เล็บ, แกะ/เกาผิวหนัง, นอนไม่หลับ, คลื่นไส้/อาเจียน และปวดหัว คิดเป็นร้อยละ 62.30, 21.31, 6.56, 4.92, 3.28 และ 1.64 ตามล าดับ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ การบริบาลเภสัชกรรมในผู้ปุวยเด็กสมาธิสั้นที่ได้รับยา MPH ท าให้ติดตามความร ่วมมือในการใช้ยาและอาการ ข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ตามยังพบข้อจ ากัดเนื่องจากผู้ที่มารับบริการ บางครั้งไม่ใช่ผู้ดูแลหลัก ท าให้ไม่สามารถให้ข้อมูล ได้ อาจจะต้องเพิ่มวิธีการอื่น เช่น สร้าง official line, ท าสมุดประจ าตัว ลงข้อมูลการกินยา, อาการข้างเคียงและนับยาที่เหลือ ค าส าคัญ : การบริบาลเภสัชกรรม, เด็กสมาธิสั้น, methylphenidate