The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การประชุม HACC FORUM 16

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by HACC FORUM 16, 2023-11-07 03:56:19

HACC FORUM 16

การประชุม HACC FORUM 16

Keywords: HACC FORUM

การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 251 E6.7 การพัฒนารูปแบบการดูแลแบบประคับประคองอย่างยั่งยืนไร้รอยต่อ เครือข่ายสุขภาพอ าเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น อรุณรัศมี สาทีและคณะ โรงพยาบาลบ฾านฝาง จ.ขอนแก฽น บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ผู฾ปุวยระยะท฾ายเป็นกลุ฽มที่มีความซับซ฾อนในการดูแล ต฾องใช฾สหสาขาวิชาชีพในการดูแลต฽อเนื่อง จากโรงพยาบาลถึงชุมชน กระทรวงสาธารณสุขให฾ความส้าคัญ ก้าหนดตัวชี้วัด Service Plan Palliative Care เพื่อให฾เกิด คุณภาพการการดูแลผู฾ปุวยระยะท฾าย แต฽โรงพยาบาลบ฾านฝางยังไม฽บรรลุเปูาหมาย วัตถุประสงค์การศึกษา 1) เพื่อศึกษา สภาพปัญหาและวิเคราะห์สถานการณ์ 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลแบบประคับประคอง 3) เพื่อศึกษาผลของรูปแบบ วิธีด าเนินการ การศึกษานี้เป็นวิจัยเชิงปฏิบัติการ (action research) โดยใช฾แนวคิดการการดูแลแบบประคับประคองของ องค์การอนามัยโลก และแนวคิดการพัฒนาคุณภาพบริการของโดนาบิเดียน การวิจัยประกอบด฾วย 4 ขั้นตอน 1) วิเคราะห์ ปัญหาและสถานการณ์ 2) พัฒนารูปแบบการดูแล 3) ทดลองใช฾รูปแบบ 4) ปฏิบัติและประเมินผลของรูปแบบ ด้าเนินการวิจัย ในพื้นที่เครือข฽ายสุขภาพอ้าเภอบ฾านฝาง ระหว฽างเดือนตุลาคม 2565 – สิงหาคม 2566 เลือกกลุ฽มตัวอย฽างแบบเจาะจง ได฾แก฽ ผู฾ปุวยที่วินิจฉัยว฽าเป็นผู฾ปุวยระยะท฾ายเลือกรับการรักษาแบบประคับประคอง จ้านวน 38 คน เครื่องมือที่ใช฾ได฾แก฽ แนว ทางการสนทนากลุ฽ม รูปแบบการดูแลแบบประคับประคองอย฽างยั่งยืนไร฾รอยต฽อฯ แบบประเมิน PPS V2 แบบประเมิน ESAS ฉบับภาษาไทย และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข฾อมูลโดยใช฾สถิติเชิงพรรณนา ผลการศึกษา ก฽อนพัฒนารูปแบบ เคยพัฒนาการดูแลผู฾ปุวยระยะท฾ายแบบเครือข฽ายตั้งแต฽ปี 2562 แต฽ขาดความต฽อเนื่องเพราะสถาณการณ์แพร฽ระบาดของโรคโค วิด-19 มี PCN เป็นผู฾รับผิดชอบหลักในการติดตามตัวชี้วัด ยังขาดการสื่อสารและเชื่อมโยงข฾อมูลระหว฽างสหสาขาวิชาชีพ หน฽วยบริการ และส฽งต฽อการดูแลถึงชุมชน ชุมชนขาดความพร฾อมในการช฽วยเหลือ รูปแบบการดูแลแบบประคับประคองที่ พัฒนาขึ้น ประกอบด฾วย 6 องค์ประกอบ ได฾แก฽ 1) ทีมสหสาขาวิชาชีพร฽วมรับรู฾เปูาหมายและรับผิดชอบตัวชี้วัด 2) มีช฽องทาง การสื่อสารในทีม และการประสานงานกับเครือข฽ายสุขภาพในชุมชน 3) มีแนวทางการดูแลที่ชัดเจน 4) การจัดการอาการ รบกวนที่มีประสิทธิภาพและการเตรียมความพร฾อมก฽อนจ้าหน฽าย 5) การพัฒนาศักยภาพเจ฾าหน฾าที่ในชุมชน 6) การสนับสนุน อุปกรณ์จ้าเป็นส้าหรับดูแลผู฾ปุวยระยะท฾ายที่บ฾าน และการให฾ค้าปรึกษาตลอด 24 ชม. ผลของการใช฾รูปแบบ ผู฾ปุวยและ ครอบครัวได฾ร฽วมท้า Advance Care Plan กับทีมสุขภาพ ได฾รับการจัดการอาการรบกวนให฾ลดลงด฾วยวิธีการใช฾ยาและไม฽ใช฾ยา ผู฾ปุวยร฾อยละ 97.37 ได฾รับยา morphine เพื่อจัดการอาการปวดหรือหอบเหนื่อยรุนแรง ผู฾ปุวยได฾รับการดูแลต฽อเนื่องที่บ฾าน หรือชุมชนอย฽างมีคุณภาพร฾อยละ 88.23 ระดับความพึงพอใจร฾อยละ 86.1 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ รูปแบบการดูแลแบบประคับประคองที่พัฒนาขึ้น สามารถเพิ่มคุณภาพการดูแล ผู฾ปุวยระยะท฾าย ปัจจัยส้าเร็จคือความร฽วมมือของสหสาขาวิชาชีพและเจ฾าหน฾าที่ในชุมชน มีช฽องทางและการสื่อสารที่สร฾างสรรค์ ข฾อเสนอแนะ ควรพัฒนาให฾ผู฾ปุวยระยะท฾ายได฾รับการดูแลแบบประคับประคองเร็วขึ้น และพัฒนาระบบการจัดการข฾อมูลของ ผู฾ปุวยที่มีความปลอดภัยมากขึ้น ค าส าคัญ: ผู฾ปุวยระยะสุดท฾าย การดูแลแบบประคับประคอง เครือข฽ายสุขภาพ


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 252 E6.8 การดูแลทางจิตวิญญาณในผู้ปุวยระยะท้ายและครอบครัว กมลพรรณ เทียมมณีรัตน์ กลุ฽มงานเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ หนึ่งในมิติการดูแลผู฾ปุวยระยะท฾ายและครอบครัวที่ส้าคัญคือ มิติการดูแลทางจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นส฽วนส้าคัญกับคุณภาพชีวิตของผู฾ปุวยและครอบครัว เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจเพื่อการแสวงหาความผาสุก ความสงบและความสอดคล฾องภายในจิตใจของผู฾ปุวยและครอบครัว ในสังคมไทยนั้นพุทธศาสนามีส฽วนเกี่ยวข฾องกับมิติ ทางจิตวิญญาณเป็นอย฽างมาก ทั้งความคิด ความเชื่อ คุณค฽าของชีวิตทั้งขณะยังมีชีวิตรวมถึงหลังการเสียชีวิตอีกด฾วย วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อศึกษาพลวัตของครอบครัวภายหลังการดูแลทางจิตวิญญาณในผู฾ปุวยระยะท฾าย วิธีการด าเนินการ การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพในครอบครัวผู฾ปุวยระยะท฾ายที่เข฾ารับการรักษาที่ รพ.บุรีรัมย์ ที่ได฾รับการดูแลทางจิตวิญญาณ โดยใช฾พุทธศาสนาเป็นแกนหลัก ประกอบด฾วยการนิมนต์พระสงฆ์เป็นสื่อกลางโดยใช฾ แก฽นหลักค้าสอนทางพุทธศาสนา หลักธรรมของชีวิต การปลดเปลื้องทางจิตวิญญาณ เป็นต฾น ระยะเวลาการศึกษา 1 สิงหาคม พ.ศ. 2565 ถึง 31 มิถุนายน พ.ศ. 2566 เก็บข฾อมูลโดยใช฾แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร฾าง ( Semi structure questionnaires) และการสนทนากลุ฽มย฽อย (Focus group) ในครอบครัวผู฾ปุวยระยะท฾ายแบบจ้าเพาะเจาะจง (Purposive sampling) หลังการด้าเนินกิจกรรม 2 วัน ใช฾การจดบันทึกใจความส้าคัญ การสังเกตและวิเคราะห์เชิง เนื้อหาและแก฽นสาระส้าคัญ (Content & thematic analysis) ผลการศึกษา ครอบครัวผู฾ปุวยระยะท฾ายจ้านวน 11 ครอบครัว ส฽วนใหญ฽เป็นครอบครัวของผู฾ปุวยโรคมะเร็งระยะท฾าย เมื่อวิเคราะห์แก฽นเนื้อหาส้าคัญพบว฽า 1. การใช฾สิ่งยึดเหนี่ยวทางพุทธศาสนาโดยมีพระสงฆ์เป็นตัวแทน ช฽วยให฾สมาชิก ในครอบครัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีเปูาประสงค์เดียวกัน คือการดูแลโดยยึดผู฾ปุวยเป็นศูนย์กลาง 2. การดูแลทางจิต วิญญาณจะมีช฽วงเวลาให฾สมาชิกในครอบครัวได฾มีโอกาสแสดงความรู฾สึก ความเชื่อ ความคิดเห็นเกี่ยวกับผู฾ปุวย ท้าให฾ เกิดการแลกเปลี่ยนกันภายในครอบครัว ซึ่งน้ามาสู฽ความเข฾าใจ ความเห็นอกเห็นใจของสมาชิกในครอบครัว 3. ครอบครัวมีการระลึกถึงคุณงามความดี ความรักและความกลมเกลียวของผู฾ปุวยที่มีต฽อครอบครัว ท้าให฾เกิดความ ผูกพันทางอารมณ์4. การท้าบุญเพื่อผู฾ปุวยทั้งขณะปัจจุบันและชีวิตหลังความตาย โดยมีพระสงฆ์เป็นสื่อกลาง นับเป็น การท้าบุญขั้นสูงตามหลักปฏิบัติทางศาสนา 5. เมื่อมีการโน฾มน้าหลักทางพุทธศาสนา ท้าให฾ครอบครัวส฽วนใหญ฽ยอม การสูญเสียสูญเสีย และการดับสูญของชีวิตเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม฽ได฾ 6. การปล฽อยวางของครอบครัวเมื่อยอมรับความ สูญเสีย ร฽างกายเป็นเพียงทางผ฽านของจิตวิญญาณไม฽สามารถเหนี่ยวรั้งไว฾ได฾ เพียงปรารถนาให฾ผู฾ปุวยเดินทางทางจิต วิญญาณอย฽างสงบสุข สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์1. การดูแลทางจิตวิญญาณโดยใช฾หลักพุทธศาสนาท้าให฾การดูแลผู฾ปุวย และครอบครัวได฾อย฽างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และ2. ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของครอบครัว ในระยะยาว ค าส าคัญ : จิตวิญญาณ ผู฾ปุวยโรคมะเร็งระยะท฾าย หลักพุทธศาสนา


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 253 E6.9 ผลของโปรแกรมการดูแลแบบประคับประคองต่อคุณภาพชีวิตในผู้ปุวยมะเร็งระยะสุดท้าย สุมิตรา ติระพงศ์ประเสริฐและคณะ *ศูนย์ความเป็นเลิศทางการพยาบาลแบบประคับประคอง โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา **กลุ฽มงานการพยาบาลผู฾ปุวยมะเร็ง โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: ผู฾ปุวยมะเร็งระยะท฾ายนั้นต฾องเผชิญกับความทุกข์ทรมานจากการเจ็บปวดทั้ง ทางร฽างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ส฽งผลให฾ผู฾ปุวยมะเร็งระยะสุดท฾ายมีคุณภาพชีวิตที่ลดลง ในบทบาท ของพยาบาลในการดูแลผู฾ปุวยมะเร็งระยะสุดท฾ายนั้น เปูาหมายส้าคัญของการดูแลผู฾ปุวยคือ ให฾ผู฾ปุวยพบกับ ความสุข ลดความทุกข์ทรมาน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีจนกระทั่งการจากไปอย฽างสงบ วัตถุประสงค์การศึกษา: เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยคุณภาพชีวิตของผู฾ปุวยมะเร็งระยะสุดท฾ายก฽อนและหลัง ได฾รับโปรแกรมการดูแลแบบประคับประคองต฽อคุณภาพชีวิตในผู฾ปุวยมะเร็งระยะสุดท฾าย วิธีด้าเนินการ: การวิจัยแบบกึ่งทดลองวัดกลุ฽มเดียว วัดผลก฽อนและหลังทดลอง เลือกกลุ฽มตัวอย฽างแบบเจาะจง เป็นผู฾ปุวยมะเร็งทุกชนิดในระยะสุดท฾าย ที่มีค฽าคะแนน PPS อยู฽ในช฽วง 40-70% ระดับ Pain score อยู฽ใน ระดับ 4-10 คะแนน ที่เข฾ารับการรักษาแบบประคับประคอง ในแผนกผู฾ปุวยนอก โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา จ้านวน 30 ราย เครื่องมือในการวิจัย 1) แบบประเมิน PPS 2) แบบสอบถามข฾อมูลส฽วนบุคคล 3) แบบสอบถามคุณภาพชีวิต (EORTC QLQ-C30) ทดสอบความเชื่อมั่นด฾วยค฽าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอ นบาค= 0.87 4) โปรแกรมการดูแลแบบประคับประคอง มีระยะเวลา 4 สัปดาห์ ดังนี้ สัปดาห์ที่ 1 ให฾ความรู฾เรื่องโรคและการจัดการอาการไม฽สุขสบาย ให฾กลุ฽มตัวอย฽างฟังจินตภาพบ้าบัด 10 นาที มอบคู฽มือการ ดูแลแบบประคับประคอง และ เสียงจินตภาพบ้าบัดให฾กับกลุ฽มตัวอย฽าง สัปดาห์ที่ 2,3 โทรติดตาม อาการ ให฾ค้าแนะน้า กระตุ฾นให฾ฟัง จินตภาพบ้าบัด สัปดาห์ที่ 4 ประเมินผล วิเคราะห์ข฾อมูลด฾วย สถิติพรรณนา และ Paired Samples T test ผลการศึกษา: พบว฽าหลังการทดลองผู฾ปุวยมะเร็งระยะสุดท฾ายมีคะแนนเฉลี่ยคุณภาพชีวิตและภาวะสุขภาพ โดยรวมอยู฽ในระดับสูง (mean =5.35, SD = 0.84) และสูงกว฽าก฽อนการทดลอง อย฽างมีนัยส้าคัญทางสถิติ (Pvalue <.001) สรุปการศึกษาและการน้าไปใช฾ประโยชน์: โปรแกรมการดูแลแบบประคับประคองในผู฾ปุวยมะเร็งระยะสุดท฾าย สามารถช฽วยเพิ่มคุณภาพชีวิตผู฾ปุวยมะเร็งระยะสุดท฾ายได฾ ดังนั้นบุคลากรทางการแพทย์สามารถน้าโปรแกรมการ ดูแลแบบประคับประคองใช฾กับผู฾ปุวยระยะท฾ายกลุ฽มอื่นๆ เพื่อให฾ผู฾ปุวยมีคุณภาพชีวิตที่ดี ค าส าคัญ: คุณภาพชีวิต, ผู฾ปุวยมะเร็งระยะสุดท฾าย, การดูแลแบบประคับประคอง


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 254 E6.10 การพัฒนาระบบการดูแลผู้ปุวยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย โรงพยาบาลประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ วรัญญา อริยตระกูลวงศ์,จินตนา สุขประเสริฐ โรงพยาบาลประโคนฃัย จังหวัด บุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ผู฾ปุวยโรคไตวายเรื้อรังมีจ้านวนเพิ่มมากขึ้น ข฾อมูลในพื้นที่อ.ประโคนชัยจากการคัด กรองภาวะแทรกซ฾อนในผู฾ปุวยโรคเบาหวาน7,054,ความดันโลหิตสูง13,480ราย พบมีโรคไตระยะที่3,4,5ร฾อยละ 20,2.93,1.80 (HDCจังหวัดบุรีรัมย์ผู฾ปุวยCKDมีอัตราการลดลงของeGFR <5ml/min/1.73m2/yr ไม฽ผ฽านเกณฑ์ งานวิจัยประสบการณ์มีชีวิตอยู฽กับการล฾างไตทางช฽องท฾องอย฽างต฽อเนื่อง:กรณีศึกษาในผู฾ใหญ฽วัยท้างานที่มารับการรักษา ที่รพ.ชุมชนในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย2562(วรัญญา อริยตระกูลวงศ์,จินตนา สุขประเสริฐ ,2562) พบว฽าผู฾ปุวยCAPDตัดสินใจ RRT เมื่อต฾องเลือกระหว฽างความเป็นและความตายแล฾วเท฽านั้น การจัดบริการ รักษาแบบเดิมไม฽สามารถท้าให฾ผู฾ปุวยตัดสินใจRRTได฾เร็วพอที่จะท้าให฾ผลการรักษาดี ท้าให฾ผู฾ปุวยไม฽สามารถกลับไป ท้างานได฾ ครอบครัวขาดรายได฾ และพบอุบัติการณ์ของผู฾ปุวยตกเก฾าอี้ขณะรอรับบริการ จึงได฾เห็นความส้าคัญในการ พัฒนาระบบการบริการให฾สามารถชะลอไตเสื่อม,เพิ่มการเข฾าถึงRRTรวดเร็วทั่วถึง,มีระบบจัดการความเสี่ยงขณะรอรับ บริการใน NCDs clinic วัตถุประสงค์การศึกษา: 1.เพื่อลดแออัดและรอคอยผลเลือดย฽างมีคุณค฽า , 2.ชะลอความเสื่อมของไต eGFR<5ml/min/1.73m2/yr ≥66% , 3. เพิ่มการเข฾าถึง RRT 4.อุบัติการณ์ความเสี่ยง 0% วิธีการด าเนินการ การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) สุ฽มตัวอย฽างแบบเฉพาะเจาะจงร฽วมกับการสังเกตอย฽างมีส฽วน ร฽วม (Participation observation )ในCKD5ช฽วงด้าเนินการ ตุลาคม 2565-เมษายน2566 จ้านวน179 คน เครื่องมือที่ใช฾ในการวิจัย 1.แบบสอบถามความพึงพอใจผู฾รับบริการ , 2.แบบคัดกรองผู฾ปุวย ,ขั้นตอนที่1 วิเคราะห์ สาเหตุ พบว฽าระบบบริการแออัดรอคอยนาน,กระบวนการจัดการความรู฾ไม฽ชัดเจน จึงจัดบริการที่CAPD clinic 20คน ต฽อวัน ประเมินและกระตุ฾นRRTทุกvisit จัดการรายกรณีรายบุคคล รายกลุ฽มโดยทีมสหวิชาชีพ พยาบาลตรวจเยี่ยม อาการ ใช฾แบบฟอร์มคัดกรองผู฾ปุวยกรณีอาการเปลี่ยนแปลงทุกชั่วโมง ,ขั้นตอนที่2 ปฏิบัติตามแผน ,ขั้นตอนที่3. ประเมินผล สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์1.ลดแออัดจาก 120 เป็น 20 คน ลดเวลารอคอยจาก 6 เป็น 3.5 ชม , 2.มีระบบส฽งต฽ออายุรแพทย์โรคไต ได฾RRTจาก5%เป็น18.9%(เกณฑ์ 10% ) 3.ชะลอไตเสื่อมมีค฽าไตดีขึ้นเป็น CKD3 1ราย และCKD4 33 รายคิดเป็น18% ประหยัดค฽ารักษาพยาบาลกรณี CAPD 700,000 บาท/คน/ปี *34 ราย = 23,800,000 บาท และกรณี HD 1,400,000 บาท/คน/ปี * 34 ราย =47,600,000 บาท , eGFR<5ml/min/1.73m2/yr 113 ราย คิด63% 4. คัดกรองความเสี่ยงส฽งผู฾ปุวยเข฾าห฾องฉุกเฉิน2ราย , อุบัติการณ์ พลัดตกหกล฾ม 0ราย 5.ผู฾ปุวยและญาติพึงพอใจ 88 % ข฾อเสนอแนะ ควรจัดกระบวนการPLรายบุคคล รายกลุ฽ม. ให฾กับทั้งผู฾ปุวยและ ญาติ ตั้งแต฽ระยะแรก CKD stage1,2และ3A ทุกNCDs clinic ค าส าคัญ :โรคไตเรื้อรัง, การชะลอความเสื่อมของไต,การบ้าบัดทดแทนไต


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 255 E6.11 การเสริมพลังชุมชนในการป้องกันโรคไข้เลือดออกสู่หมู่บ้านสะอาด ปลอดลูกน ้ายุงลาย ต าบลโนนไทย อ าเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา วรชยาณันท์ เลิศพงษ์ชากร โรงพยาบาลโนนไทย อ าเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ สถานการณ์โรคไข฾เลือดออกของต้าบลโนนไทย พบว฽าโรคไข฾เลือดออกยังคงเป็นปัญหา ด฾านสาธารณสุขที่ ส้าคัญ จากการส้ารวจข฾อมูลเบื้องต฾น จ้านวน 17 หมู฽บ฾าน พบว฽า การสุ฽มประเมินความชุกของดัชนีลูกน้้ายุงลาย (H.I), (C.I) ในชุมชน ค฽า (H.I) สูงมากถึง 20.86 ซึ่งเกินกว฽ามาตรฐาน (ไม฽เกินร฾อยละ 10) และค฽า C.I ยังคงสูงถึง 7.50 ซึ่งเกิน กว฽ามาตรฐาน (ต฾องเท฽ากับ 0) การด้าเนินงานควบคุมและปูองกัน โรคยังไม฽มีรูปแบบที่ชัดเจนภาคีเครือข฽ายในชุมชนยัง ขาดการมีส฽วนร฽วม เนื่องจากประชาชนยังขาด ความรู฾ ขาดความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อศึกษากระบวนการพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างพลังชุมชนในการปูองกันโรคไข้เลือดออก หมู่บ้านสะอาด ปลอดลูกน ้ายุงลาย ต าบลโนนไทย อ าเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา วิธีการด าเนินการ กลุ่มเปูาหมายคือแกนน าประชาชน เลือกแบบเจาะจง จ านวน 150 คน การพัฒนารูปแบบเป็น การประยุกต์ใช้แนวคิดวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ขั้นตอนในการพัฒนารูปแบบครั้งนี้ประกอบด้วย4 ระยะ 8 ขั้นตอนดังนี้ ระยะที่1 ขั้นการวางแผน (Planning) ได้แก่ 1.ศึกษาบริบทชุมชน 2.เตรียมความพร้อมของชุมชน 3. ด าเนินการจัดท าแผนปฏิบัติกระบวนการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม ระยะที่2 ขั้นลงมือปฏิบัติงาน(Action) 4.การปฏิบัติ ตามแผนปฏิบัติงาน/กิจกรรมที่ได้จากขั้นตอนที่ 1โครงการรวมพลังชุมชน หมู่บ้านสะอาด ปลอดลูกน ้ายุงลาย ระยะที่ 3 ขั้นการสังเกตผล(Observation) 5.นิเทศ ติดตาม สนับสนุนการด าเนินงาน ระยะที่ 4 ขั้นการสะท้อนผล (Reflection) 6.การจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อถอดบทเรียน เพื่อเป็นข้อมูลสะท้อนผลในการสร้างรูปแบบการ ด าเนินการปูองกันควบคุมโรคไข้เลือดออกในวงรอบ 7.การประชุมกลุ่มย่อย และ สัมภาษณ์แบบเจาะลึก เพื่อหาปัจจัย แห่งความส าเร็จ 8.วิเคราะห์ปัญหา อุปสรรคในการด าเนินงานและวางแผนในการแก้ไขปัญหาในวงรอบต่อไป ผลการศึกษา กลุ่มเปูาหมายมีการเปลี่ยนแปลงความรู้การมีส่วนร่วม และความพึงพอใจ เกี่ยวกับการปูองกันโรค ไข้เลือดออกดีขึ้นอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (p – value < 0.05) เกิดรูปแบบเสริมสร฾างพลังชุมชน ในการปูองกันโรค ไข฾เลือดออกสู฽หมู฽บ฾านสะอาด ปลอดลูกน้้ายุงลาย สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ปัจจัยแห่งความส าเร็จในการเสริมสร้างการเสริมพลังชุมชนในการปูองกัน โรคไข้เลือดออกสู่หมู่บ้านสะอาด ปลอดลูกน ้ายุงลาย ได้แก่ แกนน าประชาชนได้รับการพัฒนาศักยภาพในการปูองกัน และควบคุมโรคไข้เลือดออกโดยชุมชน การเสริมสร้างพลังให้แก่กลุ่มแกนน าประชาชน และทีม SRRTระดับต าบล โดย การเกิดความเชื่อมั่นในตนเอง เชื่อมั่นความรู้ความสามารถในตนเอง ประชาชนมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนทุก กระบวนการตัดสินใจเลือกทางออกหรือวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมกับชุมชนของตนเอง ซึ่งจะท าให้การด าเนินการในการ ปูองกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกประสบผลส าเร็จและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ค าส าคัญ :การเสริมพลังชุมชน,การปูองกันโรคไข้เลือดออก


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 256 E6.12 ห้วยแถลงหญิงตั้งครรภ์สุขภาพฟันดี ทพ.ศิริวัฒน์ เตียตระกูล และธัญญาศิริ เตียตระกูลวิวัฒน์ โรงพยาบาลห฾วยแถลง จ.นครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : สุขภาพเหงือกและฟันของหญิงตั้งครรภ์มีความส้าคัญต฽อสุขภาพ โดยรวม โดยโรคเหงือกบางชนิดอาจเป็นสาเหตุให฾เกิดการคลอดก฽อนก้าหนดหรือเชื้อโรคที่เหงือกและ ฟันอาจจะสามารถกระจายเข฾าสู฽กระแสเลือด จนส฽งผลกระทบต฽อบุตรในครรภ์ได฾ จากการทบทวน ในช฽วงปีงบ 2563-2565 ที่ผ฽านมามีหญิงตั้งครรภ์ที่ได฾รับการตรวจสุขภาพช฽องปาก จ้านวน 259 คน 260 คน และ 247 คน ตามล้าดับ แต฽พบว฽ามีหญิงฝากครรภ์ ANC ที่ได฾รับการขูดหินปูนในแต฽ละปีจึง ได฾มีการพัฒนาระบบบริการเพื่อให฾หญิงตั้งครรภ์เข฾าถึงการบริการขูดหินปูนมากขึ้น วัตถุประสงค์ เพื่อให฾หญิงตั้งครรภ์4-6 เดือน ที่มารับบริการ ANC ให฾ได฾รับบริการขูดหินปูน วิธีด าเนินการ 1)ทบทวนระบบบริการตรวจช฽องปากและการให฾บริการขูดหินปูนหญิงตั้งครรภ์ที่มา ฝากครรภ์ (ANC) 2)ประชุมชี้แจงและวางแนวทางการปฏิบัติใหม฽ โดยการให฾บริการตรวจช฽องปาก หญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ ในวันคลินิก ANC เมื่อเข฾าเกณฑ์อายุครรภ์ 4-6 เดือน 3)กรณีไม฽พร฾อม หรืออายุครรภ์ยังไม฽ถึง 4-6 เดือนมีระบบการนัดที่ชัดเจนในระบบ HosXp ออกใบนัด และลงบันทึก ข฾อมูลในสมุดประจ้าตัวหญิงฝากครรภ์ และมีระบบติดตามมารับบริการ 3)ปรับปรุงวิธีการลงข฾อมูลให฾ ถูกต฾อง 4)ประสานงานกับงาน ANC เพื่อวางแนวทางและการส฽งหญิงฝากครรภ์เข฾ารับบริการทางทัน ตกรรม หากยังไม฽ได฾รับบริการ 5)การให฾สุขศึกษาเกี่ยวกับสุขภาพช฽องปากในหญิงตั้งครรภ์รายใหม฽ทุก ราย และส฽งเสริมให฾หญิงตั้งครรภ์เห็นความส้าคัญและมารับบริการตามนัด ในวันที่มารับบริการ ANC ผลการศึกษา : หลังการพัฒนาระบบการบริการทางทันตกรรม พบว฽าอัตราการได฾รับบริการขูดหินปูน ของหญิงฝากครรภ์ (ANC) เพิ่มขึ้นจาก ร฾อยละ 10 เป็น ร฾อยละ 42 ข้อเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้ : หญิงตั้งครรภ์ได฾รับบริการการขูดหินปูนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเพิ่มความสะดวกโดยเมื่อตรวจสุขภาพช฽องปากเสร็จก็ส฽งรับบริการโดยไม฽ต฾องรอคิว กรณีไม฽ สะดวกรับบริการทันทีมีระบบการนัดที่ชัดเจน โอกาสพัฒนาคือมีระบบการติดตามออนไลน์เพื่อเพิ่ม ความเข฾าถึง ค าส าคัญ : หญิงตั้งครรภ์ , ขูดหินปูน , ANC


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 257 E6.13 เบาหวาน เบาใจ แม่ลูกปลอดภัย ห่างไกลภาวะแทรกซ้อน นพรัตน์ ฝูงใหญ฽ งานฝากครรภ์ กลุ฽มงานการพยาบาลผู฾ปุวยนอก โรงพยาบาลศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ โรงพยาบาลศีขรภูมิพบหญิงตั้งครรภ์มีเบาหวานในปี 2563 – 2566 พบร฾อยละ 12.50, 10.09, 26.82 และ 27.58 ตามล้าดับ การตั้งครรภ์มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ส฽งผลให฾เกิดการดื้อต฽ออินซูลินซึ่งท้า หน฾าที่ควบคุมระดับน้้าตาล รวมถึงพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม฽เหมาะสม ท้าให฾มีระดับน้้าตาลในเลือด สูง อาจเกิดผลเสียต฽อทารก เช฽น แท฾ง ทารกพิการ เสียชีวิตในครรภ์หรือ เจริญเติบโตผิดปกติ อาจมีผลต฽อการ ท้าหน฾าของปอดของทารกแรกคลอดไม฽ดีมีภาวะน้้าตาลในเลือดต่้า ตัวเหลือง ระดับเกลือแร฽ในร฽างกายผิดปกติ ได฾ ผลต฽อหญิงตั้งครรภ์ อาจพบครรภ์เป็นพิษ หรือเลือดมีระดับคีโตนสูง อาจมีการติดเชื้อของระบบทางเดิน ปัสสาวะหรือมีเชื้อราในช฽องคลอด ท้าให฾มีความเสี่ยงต฽อการคลอดก฽อนก้าหนดได฾ วัตถุประสงค์การศึกษา: ลูกเกิดรอด แม฽ปลอดภัย วิธีการด าเนินงาน มารดาที่วินิจฉัยเป็น GDM จะได฾รับการแนะน้าด฾านโภชนาการ การเฝูาระวังสุขภาพมารดา และทารกในครรภ์ส฽วนการคุมระดับน้้าตาล แบ฽งเป็น GDM A1 คุมระดับน้้าตาลโดยใช฾diet control ถ฾าคุม ไม฽ได฾ใช฾Insulin control และ GDM A2 คุมระดับน้้าตาลโดยใช฾Insulin control ในเบื้องต฾นจะสอนฉีด อินซูลินและเจาะเลือดติดตามระดับน้้าตาลทุก 2-4 weeks และปรับยา ให฾มีค฽า FBS < 95 mg %, 1 hr PP < 140 mg % บางรายอาจต฾อง admit เพื่อปรับยาและติดตามระดับน้้าตาล มีการตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ ช฽วงไตรมาสที่สาม และสอนนับทารกดิ้น มีเครือข฽ายติดตามระดับน้้าตาลที่บ฾าน ร฽วมกับโทรศัพท์เยี่ยมติดตาม อาการและการปฏิบัติตัวต฽อเนื่อง ผลการศึกษา ปี 2565 และ ปี 2566 พบว฽าหญิงตั้งครรภ์ High risk คัดกรองพบ GDM ร฾อยละ 26.82 และ ร฾อยละ 27.58 โดยมี GDM A1 ร฾อยละ 86.36 และ ร฾อยละ 75 GDM A2 ร฾อยละ 13.64 และร฾อยละ 25 ทุกคนจะได฾รับค้าแนะน้าด฾านโภชนาการ กลุ฽ม GDM A1 คุมได฾ด฾วยอาหาร 89.47% และ 100% GDM A2 คุมได฾ด฾วย insulin 66.67% และ 100% ไม฽พบทารกเสียชีวิตในครรภ์ ไม฽พบ DKA ไม฽มีภาวะ FGR แต฽ พบ macrosomia 12.5% และ 0 % มีการคลอดก฽อนก้าหนด 4.30% และ 3.03% ตามล้าดับ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ 1. ผู฾รับบริบาลได฾ตระหนักในการดูแลตนเอง โดยเฉพาะด฾านโภชนาการ ลดการเกิดภาวะแทรกซ฾อน 2. ทีมสหสาขาวิชาชีพและเครือข฽ายมีความเชี่ยวชาญในการดูแลมารดา GDM ได฾อย฽างถูกต฾อง ค าส าคัญ : เบาหวาน มารดา


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 258 E6.14 โครงการมหัศจรรย์ 1000 วัน ท าบุญนมกล่องรสจืดของท่าน สานฝันน้ าหนักลูกน้อยผ่านเกณฑ์ สวยสม ยศรุ฽งเรือง และพรประภา ภิรมย์ชม พว.ช้านาญการ โรงพยาบาลหนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ ความเป็นมาและความส าคัญ : ทารกแรกเกิดน้้าหนักน฾อยกว฽า 2,500 กรัม เป็นปัญหาทางการแพทย์ที่ส้าคัญ ท้าให฾เกิดภาวะหายใจล้าบาก หัวใจล฾มเหลว รวมทั้งมีผลต฽อพัฒนาการ ซึ่งสาเหตุส฽วนใหญ฽ เกิดจากภาวะทุพโภชนาการ ภาวะซีด การฝากครรภ์ เศรษฐานะ รวมถึงหญิงตั้งครรภ์ที่มีโรคประจ้า จากสถิติประเทศไทยปี 2565 พบมีทารกคลอดน้้าหนักตัวน฾อยกว฽า 2,500 กรัมถึงร฾อยละ 6.42 และสถิติของอ้าเภอหนองบัวแดงปี 2563-2565 พบร฾อยละ 6.87, 7.79, 5.67 ตามล้าดับ จากการทบทวนพบว฽าเกิดจากภาวะทุพโภชนาการในหญิงตั้งครรภ์ จึงด้าเนินงานร฽วมกับเครือข฽ายอ้าเภอหนองบัวแดง ในโครงการมหัศจรรย์ 1000 วัน ท้าบุญนมกล฽องรสจืดของท฽าน สานฝันน้้าหนักลูกน฾อยผ฽านเกณฑ์ เพราะการส฽งเสริม โภชนาการในช฽วงตั้งครรภ์ เป็นช฽วงวัยที่ส้าคัญเนื่องจากเป็นระยะการสร฾างระบบประสาทและสมอง สมองเริ่มสร฾าง และเจริญเติบโตเมื่อทารกอยู฽ในครรภ์มารดา วัตถุประสงค์ของการศึกษา :เพื่อส฽งเสริมโภชนาการในหญิงตั้งครรภ์ลด ภาวะทารกแรกเกิดน้้าหนักน฾อยน฾อยกว฽า 2,500 กรัม วิธีด าเนินการ : 1). น้าเสนอปัญหาทารกน้้าหนักน฾อยกว฽า 2,500 กรัม แก฽คณะกรรมการ 2). จัดท้าโครงการ ดังนี้2.1 ผู฾บริหารระดับอ้าเภอ กราบขออนุญาตหลวงพ฽อบุญมา บุญาภิรโต ที่ปรึกษา คณะภาค 11 เพื่อท้าปูายประชาสัมพันธ์และสปอตโฆษณาในโครงการฯ 2.2 นิมนต์พระมารับบิณฑบาต ใน โรงพยาบาลทุก 1-3 เดือน และ3). ติดตามดูน้้าหนักทารกแรกเกิดในหญิงตั้งครรภ์ที่เข฾าร฽วมโครงการ ผลการศึกษา : 1. ทารกแรกเกิดน้้าหนักน฾อยกว฽า 2,500 กรัม ในปี 2566 ลดลงเหลือร฾อยละ 4.85 และ2. หญิง ตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงน้้าหนักมารดาไม฽เพิ่มตามเกณฑ์ ได฾รับนมต฽อเนื่องทุกวันจนคลอด จ้านวน 11 ราย ทารกคลอด น้้าหนักมากกว฽า 2,500 กรัม 8 ราย,น฾อยกว฽า 2,500 กรัม 3 ราย ซึ่งทั้ง 3 รายพบว฽าสาเหตุจากการตั้งครรภ์ที่ไม฽พร฾อม ตั้งครรภ์อายุน฾อยและมาฝากครรภ์ล฽าช฾าเมื่ออายุครรภ์เข฾าสู฽ไตรมาสที่ 3ไม฽ได฾รับการส฽งเสริมก฽อนมาฝากครรภ์ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: จากการท้าโครงการมหัศจรรย์ 1000 วัน ท้าบุญนมกล฽องรสจืดของท฽าน สานฝันน้้าหนักลูกน฾อยผ฽านเกณฑ์ พบว฽า หญิงตั้งครรภ์ที่ได฾รับการการส฽งเสริมด฾วยนมจืดตั้งแต฽ไตรมาสแรกที่ตั้งครรภ์ และมีปัญหาทุพโภชนาการได฾รับโปรตีนเสริมเพียงพอท้าให฾ทารกแรกคลอดมีน้้าหนักที่เหมาะสม หญิงตั้งครรภ์ที่มี ความเสี่ยงน้้าหนักมารดาไม฽เพิ่มตามเกณฑ์ หลังจากได฾รับนมต฽อเนื่องทุกวันจนคลอด สามารถช฽วยให฾ทารกมีน้้าหนัก มากกว฽า 2,500 กรัมได฾ดี โดยโครงการนี้สามารถใช฾ได฾กับหญิงตั้งครรภ์ทุกรายโดยไม฽มีข฾อจ้ากัด และสามารถช฽วยเพิ่ม น้้าหนักทารกให฾ได฾ตามมาตรฐานมากยิ่งขึ้น ค าส าคัญ : มหัศจรรย์ 1,000 วัน , น้้าหนักผ฽านเกณฑ์


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 259 E6.15 Health Station ต้นกล้า อสม.น้อย ผลิตผล คนภักดีฯ สุรางค์ อภัยฤทธิรงค์ โรงพยาบาลภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ กระทรวงสาธารณสุข ได฾ให฾ความส้าคัญในการส฽งเสริมสุขภาพของประชาชน ยกระดับคุณภาพบริการ ด฾านสาธารณสุข โดยพัฒนาระบบบริการสุขภาพ เน฾นการส฽งเสริมสุขภาพ ปูองกันโรค และการคุ฾มครองผู฾บริโภค กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ได฾มีการส฽งเสริมสนับสนุน ให฾ประชาชน ดูแลสุขภาพตนเองได฾ ชุมชนมีศักยภาพใน การพึ่งพาตนเองได฾อย฽างยั่งยืน ส฽งเสริมพัฒนาศักยภาพการมีส฽วนร฽วมของประชาชน ในการดูแลสุขภาพให฾มี คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น กลุ฽มงานบริการด฾านปฐมภูมิและองค์รวม โรงพยาบาลภักดีชุมพล ต฾องการพัฒนาศักยภาพให฾ นักเรียน รอบรู฾ในเรื่องสุขภาพ สามารถดูแลตนเอง ครู และครอบครัว ได฾ จึงมีการจัดท้า โครงการ “ Health Station ต฾นกล฾า อสม.น฾อย ผลิตผล คนภักดี “ เพื่อปลูกฝังความรอบรู฾และจิตส้านึกที่ดีให฾กับอนาคตของคนภักดี ชุมพลต฽อไป วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อให฾ อสม.น฾อย มีความรอบรู฾ ในการส฽งเสริมสุขภาพ ปูองกันโรค ภัย สุขภาพ และการคุ฾มครองผู฾บริโภค ตัวแทนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนภักดีชุมพลวิทยา จ้านวน 20 คน ระยะเวลา 1 เมษายน 2566 - 30 กรกฎาคม 2566 วิธีการด าเนินการ ภาคทฤษฎี ประเมินความรอบรู฾ ด฾านสุขภาพและพฤติกรรม การคัดกรองสุขภาพ Health Station ,ความรู฾ทักษะการใช฾ชีวิต สุขภาพจิตดี มีพลัง (บูรณาการงานสุขภาพจิต ยาเสพติด การปูองกันโรคติดต฽อทางเพศสัมพันธ์ และการปูองกันการท฾องไม฽พร฾อม) และ การมีส฽วนร฽วมแก฾ไขปัญหาด฾านสุขภาพร฽างกายและปัญหาด฾านจิตใจ ในสถานศึกษา ภาคปฏิบัติ ฝึกปฏิบัติ การใช฾เครื่องมือ Health Station คัดกรองสุขภาพ ชั่งน้้าหนัก วัดส฽วนสูง วัดรอบเอว การหาค฽า BMI การวัด ความดันโลหิต การตรวจเลือดหาค฽าน้้าตาล และการฝึกช฽วยฟื้นคืนชีพ CPR การใช฾เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟูา ชนิดอัตโนมัติ AED ผลการศึกษา 1.อสม.น฾อย สามารถใช฾เครื่องมือ Health Station คัดกรองสุขภาพ ครูและ เพื่อนนักเรียนได฾ ท้าให฾ค฾นพบกลุ฽มเสี่ยงที่ต฾องได฾รับการตรวจสุขภาพเพิ่มขึ้น 2.อสม.น฾อย ได฾ใช฾ศักยภาพของตนเอง เกิดความมั่นใจ ในการดูแลสุขภาพของตนเองครอบครัว ครู และเพื่อนนักเรียน โดยมีคณะท้างาน เป็นที่ปรึกษา และสนับสนุน 3. อสม.น฾อย สามารถน้าใช฾เทคโนโลยี มาใช฾ในการส฽งเสริมความรู฾ด฾านสุขภาพ ให฾กับตนเอง ครอบครัว ครู และเพื่อนนักเรียน สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์จากการจิตอาสาในสถานศึกษา และการออกเยี่ยมบ฾านชุมชน ร฽วมกับ อสม.ในพื้นที่ ท้าให฾ อสม.น฾อย มีความรู฾ ในเรื่องการดูแลส฽งเสริมสุขภาพ การรักษา ได฾รับรู฾ปัญหาในชุมชนของตนเอง มีส฽วนร฽วม ในการรับผิดชอบสุขภาพของตนเอง ครู และ ครอบครัว ได฾อย฽างมั่นใจ แผนพัฒนาต฽อยอด การให฾ความรู฾โดยให฾ อสม.น฾อยมีส฽วนร฽วม เช฽น ยาเสพติด ท฾องไม฽พร฾อม ภาวะ ซึมเศร฾า โลหิตจางในวัยเรียน และพัฒนาขยายผลให฾กับ เยาวชนในชุมชนที่อยู฽นอกระบบการศึกษา ให฾เป็น อสม. น฾อย เป็นการสร฾างคุณค฽า และให฾เยาวชน ในล้าดับต฽อไป ค าส าคัญ : Health Station อสม.น฾อย


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 260 E6.16 ผลการพัฒนาระบบสถานีสุขภาพ (Health station) ในการดูแลผู้ปุวยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและประชาชน กลุ่มเสี่ยง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพบ้านหนองตาด จังหวัดบุรีรัมย์ นลัท พรชัยวรรณาชาติ เวชกรรมสังคม โรงพยาบาลบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ การรักษาผู฾ปุวยโรคไม฽ติดต฽อเรื้อรัง เช฽น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ต฾องอาศัยการติดตาม ระดับน้้าตาลปลายนิ้วและความดันโลหิตอย฽างต฽อเนื่อง การมีสถานีสุขภาพที่ตั้งอยู฽ใกล฾บ฾าน ท้าให฾ผู฾ปุวยและ ประชาชนกลุ฽มเสี่ยงเข฾าถึงบริการทางสุขภาพด฾วยตนเองได฾มากขึ้น ทั้งยังสร฾างความตระหนักในการดูแลสุขภาพ ได฾ด฾วยตนเอง โรงพยาบาลส฽งเสริมสุขภาพบ฾านหนองตาด จังหวัดบุรีรัมย์ ได฾จัดตั้งสถานีสุขภาพ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2565 และมีการพัฒนาระบบส฽งต฽อผู฾ปุวยโรคไม฽ติดต฽อเรื้อรังรายใหม฽ ระบบการจัดยา และระบบแพทย์ทางไกล ในกลุ฽มผู฾ปุวยที่ควบคุมโรคได฾ดีเพื่อลดระยะเวลารอคอยและลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจของผู฾ปุวยและ ครอบครัว วัตถุประสงค์การศึกษา 1.เพื่อเพิ่มการตรวจคัดกรองและค฾นหาผู฾ปุวยโรคไม฽ติดต฽อเรื้อรังรายใหม฽ 2 เพื่อให฾ผู฾ปุวยสามารถประเมินและจัดการภาวะโรคของตนเองได฾ดีขึ้น และ3. เพื่อลดความแออัดและระยะเวลา รอคอยของผู฾ปุวยโรคไม฽ติดต฽อเรื้อรัง วิธีการด าเนินการ เป็นการศึกษาเปรียบเทียบก฽อนและหลัง การจัดระบบ สถานีสุขภาพในการดูแลผู฾ปุวยโรคไม฽ติดต฽อเรื้อรังและประชาชนกลุ฽มเสี่ยง ณ โรงพยาบาลส฽งเสริมสุขภาพบ฾าน หนองตาด จังหวัดบุรีรัมย์ ใช฾ข฾อมูลก฽อนจัดตั้งสถานีสุขภาพ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554 – 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2565 เปรียบเทียบข฾อมูลหลังจัดตั้งสถานีสุขภาพ ตั้งแต฽ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2565 – 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 ใช฾สถิติเชิงพรรณนา ร฾อยละ ค฽าเฉลี่ย ส฽วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา ผู฾มาใช฾บริการที่สถานีสุขภาพจ้านวน 1,856 ราย เป็นผู฾ปุวยโรคเรื้อรังจ้านวน 1,258 ราย ประชาชนกลุ฽มเสี่ยงจ้านวน 598 ราย เฉลี่ยผู฾รับบริการ 35 รายต฽อ สัปดาห์ ตรวจพบผู฾ปุวยเบาหวานรายใหม฽จ้านวน 4 ราย และพบผู฾ปุวยความดันโลหิตสูงรายใหม฽ 5 ราย ผลการ เปรียบเทียบการควบคุมโรคไม฽ติดต฽อเรื้อรังก฽อนและหลังจัดตั้งสถานีสุขภาพ พบว฽า ร฾อยละผู฾ปุวยเบาหวานที่สามารถ ควบคุมได฾ (HbA1C <7 กรณีไม฽มีโรคร฽วม และHbA1C <8 กรณีมีโรคร฽วม) จากร฾อยละ 46.16 เป็นร฾อยละ 52.32 และ ร฾อยละผู฾ปุวยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมได฾ (Systolic blood pressure <140 และ Diastolic blood pressure < 90) จากร฾อยละ 49.77 เป็นร฾อยละ 60.52 ผลการเปรียบเทียบจ้านวนครั้งที่มารับบริการแบบผู฾ปุวยนอกของผู฾ปุวย โรคไม฽ติดต฽อเรื้อรังก฽อนและหลังจัดตั้งสถานีสุขภาพจาก 2,226 ครั้งต฽อปี เป็น 1,948 ครั้งต฽อปี หรือลดลงร฾อยละ 12.4 และลดจ้านวนผู฾ปุวยขาดนัดจาก 154 ครั้งต฽อปี เป็น 67 ครั้งต฽อปี หรือลดลงร฾อยละ 56.49 สรุปการศึกษาและการ น าไปใช้ประโยชน์ ควรมีการจัดตั้งสถานีสุขภาพใกล฾บ฾าน เพื่อให฾ผู฾ปุวยโรคไม฽ติดต฽อเรื้อรังและประชาชนสามารถ ติดตามภาวะสุขภาพของตนเองได฾ และควรมีการปรับระบบบริการให฾สอดคล฾องกับบริบทของผู฾ปุวยและครอบครัว เช฽น การใช฾ระบบการแพทย์ทางไกล การปรับช฽วงเวลานัดหมายพบแพทย์ เป็นต฾น ค าส าคัญ: Community health, Diabetes mellitus, Hypertension


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 261 E6.17 ขับเคลื่อนงานตาเพื่อพัฒนาระบบเครือข่ายสาขาจักษุ ร้าพึง ออกประเสริฐ แผนกจักษุวิทยา โรงพยาบาลภูเขียวเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดชัยภูมิ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ โรงพยาบาลส฽งเสริมสุขภาพต้าบลบ฾านเพชร ในเครือข฽าย รพ.ภูเขียวเฉลิมพระเกียรติ การคัดกรองสายตาผู฾สูงอายุ ในปีงบประมาณ 2564 และ 2565 ร฾อยละ 80.6 และ 89.05 ตามล้าดับ การคัดกรอง เบาหวานขึ้นจอประสาทตาในปีงบประมาณ 2564 และ 2565 ร฾อยละ 84.49 และ 60.3 ตามล้าดับ ปัญหาที่พบคือ การวินิจฉัยโรคและการบันทึกข฾อมูลไม฽ตรงตามจริง บันทึกแต฽ไม฽ได฾ส฽งออกไปยังโปรแกรมประมวลผลของการท้างาน ท้าให฾ผลงานไม฽ปรากฏ เพื่อพัฒนางานให฾มีประสิทธิภาพทีมจักษุได฾คัดเลือก รพ.สต.บ฾านเพชรน้าร฽องในการพัฒนา ระบบ ปรับกลยุทธ์การเข฾าถึงบริการให฾ครอบคลุมทุกมิติ วัตถุประสงค์การศึกษา 1. เพื่อพัฒนาและยกระดับทีมท้างานให฾มีแนวทางรูปแบบการท้างานที่ชัดเจน 2. เพื่อ พัฒนาระบบฐานข฾อมูลให฾ถูกต฾องร฾อยละ 100 3. เพื่อพัฒนาระบบการคัดกรองเบาหวานขึ้นจอตาที่ถูกต฾องและ รวดเร็วครอบคลุมร฾อยละ 100 4. หน฽วยบริการร฽วมท้างานเป็นเครือข฽ายที่เข฾มแข็ง วิธีการด าเนินการ (ระยะเวลา ต.ค.65-ม.ค.66) - ประชุมทีมเครือข฽าย , ที่เกี่ยวข฾องภายใน รพ. , รพ.สต.บ฾านเพชร - น้ารายชื่อจาก HDC ตรวจสอบผ฽านระบบ HOSxP - อบรม อสม.เรื่องการวัดสายตาแบบ QR Code การซักประวัติ และรับยาของผู฾ปุวย ทีมจักษุทวนสอบรายบุคคลในระบบ HOSxP น้าส฽งข฾อมูลให฾ผู฾รับผิดชอบแก฾ไขฐานข฾อมูลให฾เป็น ปัจจุบัน ผู฾ปุวยที่วินิจฉัยเบาหวาน ทั้งหมด 521 ราย มีการวินิจฉัยผิดพลาด ไม฽ได฾เป็นเบาหวาน 38 ราย กลุ฽มผู฾ปุวย เบาหวานติดบ฾านติดเตียง 17 ราย วินิจฉัยผิดพลาด 2 ราย ผลการศึกษา - ผู฾สูงอายุได฾รับการคัดกรองสายตา ลงข฾อมูลถูกต฾อง ร฾อยละ 100 กลุ฽มผู฾ปุวยเบาหวานได฾รับการคัด กรองเบาหวานขึ้นจอตา บันทึกข฾อมูลถูกต฾อง ร฾อยละ 83.62 - อสม.ทางตามีความรู฾และวัดสายตาถูกต฾อง ร฾อยละ 77 - เครือข฽ายงานตาได฾ Model กระบวนการท้างานมีประสิทธิภาพร฾อยละ 100 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ จากการพัฒนาทีมเครือข฽ายสุขภาพ พบว฽า ยอดคัดกรองผู฾สูงอายุ ครอบคลุมร฾อยละ 100 พบผู฾สูงอายุที่มีสายตาเลือนราง (LowVision) 23 ราย ระยะใกล฾บอด (Blind Cataract) 10 ราย และได฾รับการผ฽าตัดภายใน 1 เดือน ร฾อยละ 100 ยอดคัดกรองเบาหวานขึ้นจอตา ร฾อยละ 83.62 อยู฽ในระยะ เล็กน฾อย 9 ราย ระยะปานกลาง 6 ราย ระยะรุนแรง 2 ราย เป็นผู฾ปุวยเก฽า 1 ราย และผู฾ปุวยรายใหม฽ 1 รายได฾รับการ ยิงเลเซอร์ภายใน 1 เดือน งบประมาณสนับสนุนการน้าส฽งผู฾ปุวย จาก อบต.บ฾านเพชร ข฾อเสนอแนะและโอกาสพัฒนา การท้างานเป็นทีม ทีมแม฽ข฽ายเข็มแข็ง มีเปูาหมายเดียวกันที่จะพัฒนายกระดับงานทั้ง ยังสนับสนุนผลักดันให฾ทีมมีประสิทธิภาพ ส฽งผลให฾ รพ.สต.สามารถแก฾ไขปัญหาเรื้อรังมานาน และทีมมีแรงผลักดันใน การท้างานเชิงรุก สอดรับกับนโยบายผู฾สูงอายุ เป็นโอกาสพัฒนาขยายผลสู฽ รพ.สต. รพช.อื่น ๆ ต฽อไป ค าส าคัญ : การพัฒนา , งานจักษุ , การสร฾างเครือข฽าย


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 262 E6.18 More Safety for Unexpected Home Birth Before Admission สวลี สิงคเสลิต ห฾องคลอด โรงพยาบาลศีขรภูมิจังหวัดสุรินทร์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ Emergency Medical Service (EMS) เป็นระบบบริการฉุกเฉินออกรับผู฾ปุวยเมื่อมีการแจ฾งเหตุผ฽านศูนย์ นเรนทร อาจใช฾ระยะเวลาเดินทางไป-กลับ ประมาณ 45 – 60 นาที หรือนานกว฽านั้น กรณีหญิงเจ็บครรภ์ หรือคลอด ก฽อนถึง รพ. อาจเกิดอันตรายต฽อมารดาและทารกในครรภ์หรือที่คลอดได฾เพื่อปูองกันภาวะแทรก ซ฾อนที่ เช฽น preterm labor, eclampsia, postpartum hemorrhage และ birth asphyxia การเพิ่มประสิทธิภาพของทีม EMS ในการดูแลผู฾รับบริบาลในที่เกิดเหตุหรือระหว฽างน้าส฽ง จะช฽วยลดภาวะแทรกซ฾อนที่อาจเกิดขี้นได฾ วัตถุประสงค์ ลูกเกิดรอด แม฽ปลอดภัย วิธีการด าเนินงาน 1. ประชุมชี้แจงหน฽วยงานที่เกี่ยวข฾องกับการพัฒนาระบบ EMS รับหญิงเจ็บครรภ์คลอด 2. ER รับ แจ฾งเหตุจากศูนย์นเรนทร (1669) ขอข฾อมูล ได฾แก฽ชื่อ-สกุล, อายุ, อาการส้าคัญ, สถานที่เกิดเหตุ, หมายเลขโทรศัพท์ผู฾ แจ฾งและผู฾รับบริบาล แจ฾งสูติแพทย์และ LR เพื่อพิจารณาออก EMS 3. ER เตรียม set คลอด และ emergency box ที่ใช฾ได฾ทั้งผู฾ใหญ฽และทารกแรกเกิด 4. LR เตรียม preterm box, PIH box, PPH box, set รับทารกแรกเกิด, doptone ฟังเสียงหัวใจทารกในครรภ์ กรณีเป็นเคส high risk จะให฾แพทย์เวร, สูติแพทย์ 1 คน, พยาบาล LR 1 คน, EMS 1 คน ไปกับรถ EMS กรณีคลอด preterm, BBA จะมีพยาบาลกุมารเวชกรรมไปด฾วย 5. เตรียมความพร฾อม ระหว฽างรอผู฾รับบริบาลมาถึง รพ. โดยโทรศัพท์, วิทยุสื่อสาร ติดต฽อประสานงานกับผู฾รับบริบาลและโรงพยาบาล เตรียม เปิด visit และทบทวนประวัติจาก hosxP ถ฾าฝากครรภ์ที่ รพ. ศีขรภูมิ กรณีฉุกเฉินให฾ประสานห฾องคลอด, ห฾องผ฽าตัด, กุมารเวชกรรม, ห฾องปฏิบัติการและคลังเลือดล฽วงหน฾า พิจารณา fast pass ไปห฾องคลอดหรือห฾องผ฽าตัดทันที กรณีเกิน ศักยภาพจะประสานศูนย์ refer เพื่อส฽งต฽อโรงพยาบาลสุรินทร์ทันที 6. ดูแลก฽อนคลอดหรือขณะคลอดที่บ฾านหรือขณะ เคลื่อนย฾าย ซักประวัติและอาการต฽างๆ ทบทวนสมุดฝากครรภ์ วัดความดันโลหิต เปิดเส฾นให฾สารน้้า เจาะ DTX, CBC, G/M ใส฽ tube เก็บไว฾ ฟัง FHS, ตรวจ uterine contraction ตรวจภายใน ถ฾าไม฽มีข฾อห฾าม ท้าคลอดทารกและรก หาก มีการคลอดเกิดขึ้น ดูแลทารกแรกเกิด และ7. ดูแลเฉพาะกรณีเช฽น preterm labor ให฾ยายับยั้งการหดรัดตัวของ มดลูก ให฾ยากระตุ฾นปอดทารกในครรภ์ ภาวะ severe PIH ให฾ MgSO4 ปูองกันภาวะชัก ภาวะ postpartum hemorrhage ให฾ยากระตุ฾นการหดรัดตัวของมดลูก ได฾ทันที หลังจากรายงานแพทย์ ผลการศึกษา การออก EMS รับหญิงตั้งครรภ์หรือคลอด มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ปลอดภัยมากขึ้น ประชาชนเชื่อมั่น มั่นใจ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ 1. เป็นโมเดลการพัฒนาระบบ EMS เชิงรุกใน รพช. 2. ชุมชนเรียนรู฾การใช฾ระบบบริการฉุกเฉิน 1669 3. พัฒนาศักยภาพพยาบาล EMS ในการสื่อสาร เพื่อรับค้าสั่งรักษากรณีไม฽มีแพทย์ออก EMS


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 263 E6.19 จากรอยรั่วสู่รอยต่อศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพสุขใจใกล้บ้าน โสภิดา นาคประดิษฐ์ กลุ฽มงานเวชกรรมฟื้นฟูโรงพยาบาลพิมาย จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ จากนโยบายกระทรวงสาธารณสุขมีการมุ฽งเน฾นลดความแออัด ลดระยะเวลารอคอย เพิ่มการเข฾าถึงระบบบริการสุขภาพของประชาชน สอดคล฾องกับจุดมุ฽งเน฾นของกลุ฽มงานเวชกรรมฟื้นฟู เนื่องจากที่ผ฽าน มากลุ฽มผู฾รับบริการจะเป็นกลุ฽มผู฾สูงอายุร฾อยละ 24 และอีกกลุ฽มโรคที่ส้าคัญคือกลุ฽มผู฾ปุวยโรคหลอดเลือดสมองร฾อยละ 3 จากการด้าเนินงานที่ผ฽านมาพบปัญหาคือการเข฾าถึงของผู฾ปุวยที่อยู฽ในพื้นที่ห฽างไกลโรงพยาบาล ซึ่งมีจ้านวนการขาด นัดร฾อยละ 48 และไม฽ได฾รับการฟื้นฟูสมรรถภาพต฽อเนื่องร฾อยละ 65 ซึ่งผู฾ปุวยกลุ฽มนี้หากไม฽ได฾รับการฟื้นฟูสมรรถภาพ อย฽างต฽อเนื่องจะส฽งผลให฾เกิดภาวะพึ่งพิง รวมถึงมีความพิการเพิ่มมากขึ้น จึงได฾เล็งเห็นความส้าคัญเพื่อให฾ผู฾ปุวยได฾เพิ่ม การเข฾าถึงระบบการบริการ ซึ่งสอดคคล฾องกับนโยบายพัฒนาคุณภาพชีวิตอ้าเภอพิมาย จึงได฾มีการเปิดศูนย์ฟื้นฟู สุขภาพสุขใจใกล฾บ฾านในจ้านวน 11 ศูนย์ เพื่อให฾ได฾เข฾าถึงบริการเพิ่มขึ้น และลดภาวะพึ่งพิง มีความสามารถในการท้า กิจวัตรประจ้าวันเพิ่มขึ้น วัตถุประสงค์1. เพื่อให฾กลุ฽มผู฾สูงอายุ และผู฾ปุวยโรคหลือดเลือดสมองได฾เข฾าถึงบริการเพิ่มขึ้น 2. เพื่อลดภาวะพึ่งพิง ผู฾ปุวยมีความสามารถในการท้ากิจวัตรประจ้าวันเพิ่มขึ้น วิธีด าเนินการ 1.ทบทวนหาสาเหตุของปัญหาการไม฽ได฾รับบริการต฽อเนื่องรวมถึงปัญหาการเข฾าถึงและเข฾ารับบริการ 2. น้าข฾อมูลเข฾าที่ประชุม พชอ.พิมาย เพื่อออกแบบระบบบริการ ซึ่งกลุ฽มงานเวชกรรมฟื้นฟูจะเน฾นไปที่ผู฾ปุวย 2 กลุ฽ม ประกอบด฾วย ผู฾สูงอายุ และผู฾ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง 3.การเตรียมคน ประกอบด฾วย การบริหารจัดการอัตราก้าลัง นักกายภาพบ้าบัดในการออกให฾บริการในแต฽ละศูนย์ การจัดอบรมและฝึกทักษะของนักอาสาฟื้นฟูฯแต฽ละศูนย์ 4.การ ให฾บริการในผู฾สูงอายุ ให฾บริการรักษาและฟื้นฟูทางกายภาพบ้าบัดในกลุ฽มผู฾ปุวยโรคระบบกระดูกและกล฾ามเนื้อ ระบบ ประสาท ระบบทางเดินหายใจหัวใจและทรวงอก และระบบอื่นๆ ในศูนย์ฟื้นฟูฯทั้ง 11 ศูนย์ตามตารางการนัดหมาย โดยในกลุ฽มระบบกระดูกและกล฾ามเนื้อใช฾แบบประเมินpain scaleและในผู฾ปุวยโรคหลอดเลือดสมองให฾บริการรักษา และฟื้นฟูสภาพทางกายภาพบ้าบัดและจ฽ายกาอุปกรณ์ให฾ในผู฾ปุวยที่จ้าเป็นต฾องได฾รับโดยใช฾แบบประเมิน Barthel index โดยมีการออกปฏิบัติงานตามตารางการออกปฏิบัติงานในแต฽ละศูนย์จากนักกายภาพบ้าบัดโรงพยาบาลพิมาย ออกให฾บริการตามตารางในแต฽ละศูนย์ฯ ผลการศึกษา 1.การให฾บริการในรูปแบบศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพท้าให฾ผู฾สูงอายุเข฾าถึงบริการ ร฾อยละ 14 2.ผู฾ปุวยโรคหลอด เลือดสมองได฾รับการดูแลต฽อเนื่องร฾อยละ 100 3.ผู฾ปุวยโรคหลอดเลือดสมองสามารถท้ากิจวัตรประจ้าวันได฾เพิ่มขึ้นร฾อย ละ 88 สรุปการศึกษาและน าไปใช้ประโยชน์1. จากการด้าเนินงานศูนย์สามารถเป็นต฾นแบบระบบบริการที่ท้าให฾ประชาชน โดยเฉพาะผู฾สูงอายุ ผู฾ปุวยโรคหลอดเลือดสมองเข฾าถึงบริการได฾เพิ่มขึ้น 2.การท้างานที่มองถึงประชาชนเป็นหลักจะน้ามาสู฽การออกแบบบริการที่สอดคล฾องกับปัญหาของประชาชน ค าส าคัญ ศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพ, ผู฾ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง(stroke) , ผู฾สูงอายุ


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 264 E6.20 การพัฒนารูปแบบการคัดกรองความผิดปกติทางสายตาของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ในเขตต าบลผักปัง อ าเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ สุจินต์ หมอดี งานผู฾ปุวยนอกจักษุ รพ.ภูเขียวเฉลิมพระเกียรติ ความเป็นมาและความส าคัญ จากสถิติการคัดกรองสายตาในเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษา ที่ค฾นหาเด็กที่มี ภาวะผิดปกติทางสายตาให฾ได฾รับแว฽นตา ปี พ.ศ.2564 พบนักเรียนมีความผิดทางสายตาและได฾รับแว฽นตา จ้านวน 797 ราย ปี 2565 มีนักเรียนได฾รับแว฽นตาเพิ่มขึ้นเป็น 3,791 ราย สถิติผลการด้าเนินงานการคัดกรอง เด็กนักเรียนในเขตต้าบลผักปัง อ้าเภอภูเขียว ผ฽านโครงการเด็กไทยสายตาดีใน 4 ปีย฾อนหลังที่ผ฽านมา เริ่ม ตั้งแต฽ปี 2562-2565 พบว฽า นักเรียนชั้น ป.1 ในเขตต้าบลผักปัง มีการคัดกรองสายตาในเด็กนักเรียน ปี 2562 คัดกรองได฾ 125 ราย พบผิดปกติ 6 ราย แต฽ไม฽ได฾เข฾ากระบวนการรักษา ปี 2563 คัดกรองได฾ 263 ราย พบผิดปกติ 4 ราย ปี 2564 คัดกรองได฾ 49 ราย พบผิดปกติ 1 ราย ปี 2565 คัดกรองได฾ 58 ราย พบผิดปกติ 2 ราย จากสถิติดังกล฽าวพบว฽ามี มีการเข฾าถึงการคัดกรองเด็กนักเรียนได฾น฾อย ท้าให฾เด็กที่มีภาวะผิดปกติทาง สายตา ขาดโอกาสและเข฾าถึงกระบวนการรักษา จึงได฾น้าแนวทางปฏิบัติการคัดกรอง ที่ทางกระทรวง สาธารณสุขได฾ก้าหนดไว฾มาวิเคราะห์ พบว฽ามีความซับซ฾อนในแนวทางการปฏิบัติ จึงน้าเอาแนวทางการปฏิบัติ มาพัฒนางานเพื่อให฾เกิดผลลัพธ์ที่ดีขึ้น วัตถุประสงค์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการค฾นหาเด็กนักเรียนที่มีปัญหาทางสายตา ให฾ได฾รับแว฽นสายตา เพื่อพัฒนาแนวทางการคัดกรองเด็กนักเรียนที่มีปัญหาทางสายตาเชิงรุกแบบมีส฽วนร฽วมระดับชั้น อ.1-ป.6 ใน เขต ต.ผักปัง อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ วิธีด าเนินการ ประสานทีมเครือข฽ายเพื่อจัดประชุมเตรียมความพร฾อมมอบนโยบายและชี้แจงการด้าเนินงาน จัดประชุมอบรมให฾ความรู฾ภาคทฤษฎีและปฏิบัติในการวัดสายตาให฾กับบุคลากรที่เกี่ยวข฾อง จัดเครื่อง Auto Refractor ไปติดตั้งที่โรงเรียนเพื่อวัดค฽าสายตา ส฽งค฽าสายตาที่ได฾จากเครื่อง Auto Refractor ปรึกษาจักษุ แพทย์ผ฽านไลน์ เพื่อเลือกเด็กนักเรียนที่ควรใช฾ยาสลายการเพ฽ง จัดตั้งกลุ฽มไลน์ส้าหรับผู฾เกี่ยวข฾อง เพื่อติดตาม การใช฾งานแว฽นสายตา ทุก 6 เดือน และเป็นการสื่อสารโดยตรงกับจักษุแพทย์ เมื่อเกิดปัญหาเกี่ยวกับการใช฾ แว฽นสายตา ผลการศึกษา จากผลการด้าเนินงานตั้งแต฽ ม.ค.-ต.ค.พ.ศ.2566 มีโรงเรียนเข฾าร฽วมในเขตต้าบลผักปัง อ้าเภอภู เขียว จังหวัดชัยภูมิ จ้านวน 14 โรงเรียน ได฾รับการตรวจคัดกรอง 1,400 ราย พบผิดปกติ 145 ราย ได฾รับ แว฽นตา 78 ราย คิดเป็น 5.57% ของนักเรียนที่ได฾รับการคัดกรองทั้งหมด นักเรียนชั้น ป.1 ได฾รับการคัดกรอง 100% ซึ่งมีจ้านวนนักเรียนทั้งหมด 274 รายผิดปกติ จ้านวน 60 ราย ได฾รับแว฽นตา 28 ราย คิดเป็น 10.22% ของนักเรียนชั้น ป.1 ทั้งหมด


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 265 E6.21 ผลของการนวดไทยแบบราชส านักร่วมกับการใช้ยาท าลายพระสุเมรุ ต่อการลดความปวดในผู้ป่วยโรคลม จับโปงแห้งเข่า โรงพยาบาลม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี อรชร ดวงแก้ว โรงพยาบาลม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี โทร.064-5233015 บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : โรคลมจับโปงแห้งเข่า เป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หาย มักเกิดในช่วงปัจฉิมวัย ท าให้ วาตะ ปิตตะก าเริบและเสมหะหย่อนมีอาการปวด บวม มากเวลาเดิน ท ากิจวัตรประจ าวันได้น้อย สถิตผู้รับบริการ 3 ปีย้อนหลัง 2563-2565 จ านวน 214,165 และ316 ราย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น การนวดไทยและการใช้ยาสมุนไพรที่มีสาร Piperine,CBD,CBN และTHC เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่สามารถลดปวดได้ เนื่องจากขณะนวดร่างกาย หลั่งสารเอ็นดอร์ ฟิน ท าให้วาตะที่ก าเริบกระจายตัวเปิดทางให้ปิตตะ เสมหะเคลื่อนไหว ท าให้ธาตุ 4 สมดุลย ลดปวด กล้ามเนื้อผ่อน คลาย วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาผลของการนวดไทยแบบราชส านักร่วมการใช้ยาท าลายพระสุเมรุต่อการลดความปวด ในผู้ปุวยโรคลมจับโปงแห้งเข่า ก่อนและหลังการทดลอง และเพื่อศึกษาผลของการใช้ยาท าลายพระสุเมรุ ต่อการลด ความปวด ในผู้ปุวยโรคลมจับโปงแห้งเข่า ก่อนและหลังการทดลอง วิธีด าเนินการ :เป็นการศึกษากึ่งทดลองกลุ่มปวด เข่าเรื้อรัง เขตพื้นที่บริการโรงพยาบาลม่วงสามสิบ เจาะจง จ านวน 60 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่มๆละ 30 คน กลุ่มที่ 1 รักษาด้วยการนวดไทย 30 นาที ในวันที่ 1,3 และ7 จ านวน 3 ครั้ง ร่วมกับรับประทานยาท าลายพระสุเมรุ กลุ่มที่ 2 รักษาด้วยการรับประทานยาท าลายพระสุเมรุอย่างเดียว รับประทานครั้งละ 500 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร เช้า กลางและเย็นติดต่อกัน 7 วัน (ทั้ง 2 กลุ่ม) ประเมินระดับปวด(NRS) ประเมินความรุนแรงข้อเข่า และเยี่ยมทาง โทรศัพท์ ในวันที่ 3,5 และ7 วิเคราะห์ด้วยโปรแกรมส าเร็จรูป ผลการศึกษา : พบกลุ่ม ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุ40-65 ปี ปวดระดับ 4-6 จากการศึกษาทั้งหมด 7 วัน ของทั้ง 2 กลุ่ม พบว่ากลุ่มนวดไทยแบบราชส านักร่วมกับการใช้ยาท าลายพระสุเมรุต่อการลดความปวด ในผู้ปุวยโรคลมจับโปงแห้งเข่า หลังการทดลอง มีค่าเฉลี่ยระดับความปวดลดลงเท่ากับ 1.68 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.21 และระดับปวดลดลงตั้งแต่ วันที่ 3 เป็นต้นไป ส่วนกลุ่มที่ 2 ที่ใช้ยาท าลายพระสุเมรุ ต่อการลดความปวด ใน ผู้ปุวยโรคลมจับโปงแห้งเข่า หลังการทดลอง มีค่าเฉลี่ยระดับปวดลดลงเท่ากับ 0.75 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.26 และระดับปวดลดลงตั้งแต่ วันที่ 5 เป็นต้นไป สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : เมื่อเปรียบเทียบความปวดหลังการทดลอง ภายในกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 พบมีระดับความปวดลดลงในวันที่ 3 และวันที่5 เป็นต้นไป ส่วนระดับความปวดระหว่างกลุ่มพบว่ากลุ่มที่1 มีระดับ ความปวดลดลงแตกต่างจากกลุ่มที่ 2 ในวันที่6 และ7 จึงสรุปได้ว่าการรักษาด้วยการนวดไทยร่วมกับการใช้ยาท าลาย พระสุเมรุ มีผลลดความปวดเข่า เป็นอีกทางเลือกในการรักษาข้อเข่าอ าเภอม่วงสามสิบ ค าส าคัญ : นวดไทย, ท าลายพระสุเมรุ, ลมจับโปงแห้งเข่า


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 266 มหกรรมคุณภาพ HACC Forum นครชัยบุรินทร์ครั้งที่ 16 “Growth Mindset for Better Healthcare System” ในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 08.30-17.00 น. ณ โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา E-Poster Presentation กลุ่มที่ 7 การพัฒนาระบบเครือข่าย/ปฐมภูมิ/การดูแลต่อเนื่อง/เวช ปฎิบัติครอบครัว จ านวน 18 เรื่อง น าเสนอวันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 เวลา 14.30-18.30 น ห้องอรพิม ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์ โทรศัพท์ หมาย เหตุ 1 14.30- 14.40 น การพัฒนารูปแบบการ ดูแลผู฾ติดเชื้อเอชไอวี/ ผู฾ปุวยเอดส์เพื่อ ความส้าเร็จในการรักษา นางสาว เสาวภา สม รูป โรงพยาบาล ท฽าตูม สุรินทร์ 092- 5270396 2 14.40 - 14.50 น. การพัฒนาการเฝูาระวัง อาการไม฽คงที่หรือมี อาการทรุดลงขณะรอ ตรวจ โรงพยาบาลแคน ดง จังหวัดบุรีรัมย์ นางสาว ศิริพร ศรี เมือง โรงพยาบาล แคนดง บุรีรัมย์ 085- 4401289 3 14.50 - 15.00 น. การพัฒนารูปแบบการ วางแผนจ้าหน฽ายผู฾ปุวย โรคหลอดเลือดสมอง นางสาวกมล ชนก พงพันนา โรงพยาบาล บัวลาย นครราชสีมา 098- 5843203 4 15.00 - 15.10 น. การพัฒนารูปแบบศูนย์ รับ - ส฽งต฽อผู฾ปุวย โรงพยาบาลล้าทะเมนชัย นางสาวอุไร วรรณ ชอบศิลป฼ และ นางสาว ลดาวัลย์ เกณรัมย์ โรงพยาบาล ล้าทะเมนชัย นครราชสีมา 089- 9452214 5 15.10 - 15.20 น. CQI พัฒนาระบบการ ดูแลผู฾สูงอายุแบบบูรณา การครอบคลุมทุกมิติ อ้าเภอโนนนารายณ์ จังหวัดสุรินทร์ นาง ภัทรธิฌา โสดากุล โรงพยาบาล โนนนารายณ์ สุรินทร์ 065- 2235655 6 15.20 - 15.30 น. การพัฒนาระบบการ ดูแลผู฾ปุวยในที่แบบ Home ward นางพลจุรี เปาะศิริ โรงพยาบาล ภักดีชุมพล ชัยภูมิ 081- 3801068 7 15.30 - 15.40 น. การพัฒนาระบบการคัด แยกผู฾ปุวยและการ ประเมินผู฾ปุวยซ้้า แผนก นายณัฐดนัย เคร฽งกระ โทก โรงพยาบาล ครบุรี นครราชสีมา 084- 4718355


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 267 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์ โทรศัพท์ หมาย เหตุ อุบัติเหตุ-ฉุกเฉิน โรง พยาบาลครบุรี 8 15.40- 15.50 น การพัฒนาแนวทางการ ดูแลผู฾ปุวยโควิด-19 ใน ศูนย์แยกกักตัวชุมชนของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุร นารี นางสาว วรัญญา สินจริยานนท์ โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีสุร นารี นครราชสีมา 091- 8581824 9 16.00 - 16.10 น. ระบบก้ากับติดตามการลด น้้าหนักในเด็กอ฾วน (Morbid Obesity) นางสาวเดือน ฉาย ปูอมศรี โรงพยาบาลคู เมือง บุรีรัมย์ 086- 2507735 10 16.10 - 16.20 น. ผลการรักษาการผ฽าตัดไส฾ ติ่งแบบวันเดียวกลับ (ODS) ในโรงพยาบาลรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ นางชุตานันท์ เชิดนอก โรงพยาบาลรัต นบุรี สุรินทร์ 089- 2807505 11 16.20 - 16.30 น. การพัฒนารูปแบบการ วางแผนจ้าหน฽ายผู฾ปุวยวัณ โรคปอดตามแนวคิด DMETHOD นางสุพพัต ธิดา เถาว์ ชารี โรงพยาบาล เฉลิมพระ เกียรติสมเด็จ ย฽า 100 ปี นครราชสีมา 082- 1295729 12 16.30 - 16.40 น. การพัฒนารูปแบบการดูแล ผู฾ปุวยวัณโรคแบบครบ วงจร เครือข฽ายอ้าเภอเขวาสินริ นทร์ นางมนัสนันท์ พิชิตถาวร พงศ์ โรงพยาบาลเข วาสินรินทร์ สุรินทร์ 082- 6691423 13 16.40 - 16.50 น. การพัฒนารูปแบบการ ปฐมนิเทศพยาบาลใหม฽ใน โรงพยาบาลส฽งเสริม สุขภาพต้าบลด฾วย แอพพลิเคชั่นโอเรนเนิร์ส นายศุภนิตย์ ปิ่นค้า ส้านักงาน สาธารณสุข อ้าเภอขุนหาญ ศรีสะเกษ 065- 1164890 14 16.50- 17.00 น การลดอัตราตายของผู฾ปุวย หัวใจเต฾นผิดจังหวะชนิด Complete heart block ในงานอุบัติเหตุฉุกเฉินปี 2562-2566 นางสาว ปิยวรรณ์ ลัทธิ โรงพยาบาล ละหานทราย บุรีรัมย์ 088- 5837976 15 17.00 - 17.10 น. ผลของโปรแกรมสร฾าง เสริมสุขภาพโดยการ ประยุกต์ใช฾แบบแผนความ เชื่อด฾านสุขภาพเพื่อ นางสาวอิสรา ภรณ์ รัตนโภค ภัณฑ์ โรงพยาบาล บุรีรัมย์ บุรีรัมย์ 081- 8788872


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 268 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์ โทรศัพท์ หมาย เหตุ ควบคุมน้้าหนักของ บุคลากรโรงพยาบาล บุรีรัมย์ที่มีน้้าหนักเกิน 16 17.10 - 17.20 น. การพัฒนาเครือข฽ายระบบ การดูแลผู฾ปุวยระยะ สุดท฾าย แบบประคับประคอง Palliative care นางพรทิพย์ เหนือคูเมือง โรงพยาบาลปะ ค้า บุรีรัมย์ 087- 8692528 17 17.20 - 17.30 น. ผลการดูแลผู฾ปุวยระยะ ประคับประคองที่หอผู฾ปุวย ประคับประคองบุรีรักษ์ โรงพยาบาลบุรีรัมย์ สุกัญญา พา สว฽าง โรงพยาบาล บุรีรัมย์ บุรีรัมย์ 0885954240 18 17.40 - 17.50 น. กรณีศึกษาการนวดกระตุ฾น การกลืนในผู฾ปุวยโรค หลอดเลือดสมองระยะ กลาง (IMC) ที่มีภาวะกลืน ล้าบาก นางสาว อัญชณา บุญ จันทร์ โรงพยาบาล เทพรัตน์ นครราชสีมา นครราชสีมา 063- 3068038 E poster


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 269 E7.1 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยเอดส์เพื่อความส าเร็จในการรักษา เสาวภา สมรูป โรงพยาบาลท฽าตูม บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : โรงพยาบาลท฽าตูม มีผู฾ปุวยสะสมตั้งแต฽ปี2563-2566 เป็นจ้านวน 288, 289, 293 และ288 ราย จากการทบทวนการด้าเนินงาน พบว฽ามีการดื้อยาต฾านไวรัสสูงขึ้น ดังนี้ 8, 10, 8 และ 10 รายตามล้าดับ มีผู฾ปุวยเสียชีวิตอย฽างต฽อเนื่อง ดังนี้ 3, 6, 3 และ 2 ราย ซึ่งสาเหตุเกิดจากการเข฾าถึงบริการที่ ล฽าช฾า และผู฾ปุวยขาดนัด ส฽งผลให฾เกิดความล฾มเหลวในการรักษา เกิดการติดเชื้อฉวยโอกาส และผู฾ปุวยเสียชีวิต ลงในที่สุด ซึ่งการสูญเสียนี้ส฽งผลกระทบอย฽างต฽อเนื่องทั้งครอบครัว สังคม ระบบบริการสุขภาพ และ ประเทศชาติอย฽างยิ่ง ดังนั้นทางคลินิกพิเศษ จึงได้การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ปุวยเอดส์เพื่อ ความส าเร็จในการรักษา เพื่อปูองกันการสูญเสียที่จะเกิดขึ้นต่อไป วัตถุประสงค์การศึกษา : เพิ่มอัตราความส าเร็จในการรักษา วิธีการด าเนินงาน : มีดังนี้ 1.ประชุมทีมดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ปุวยเอดส์โดยใช฾กระบวนการ Fish Bone หา สาเหตุของการดื้อยาต฾านไวรัสในการดื้อยาต฾านไวรัส และแนวทางการแก฾ไขปัญหา 2. ชี้แจงรูปแบบการดูแลให้ เจ้าหน้าที่รับทราบ 3.ทดลองใช้รูปแบบที่ได้รับการพัฒนาขึ้น 4.ประชุมทีมเพื่อสรุปปัญหาและอุปสรรค พร้อม ทั้งหาแนวทางแก้ไข 5.น ารูปแบบการดูแลที่ได้รับการปรับปรุงไปใช้ต่อไป ผลการศึกษา:1.ผู้ติดเชื้อที่ได้รับยาต้านไวรัสกดปริมาณไวรัสส าเร็จ 91.47% 2.VL Testing Coverage 92 % สรุปการศึกษา : เป็นการพัฒนาระบบให้ค าปรึกษาในการักษาด้วยยาต้านไวรัส โดยใช้ Fish Bone หาสาเหตุ ในการดื้อยาต้านไวรัส และแนวทางแก้ไข โดยมีกิจกรรมดังนี้ 1.เพิ่มกระบวนการให้ค าปรึกษาเป็นรายบุคคล ในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะรักษาล้มเหลว พัฒนาระบบการนัดหมาย โดยจัด Exit Nurse จัดท าบัตรนัดเจาะ เลือด โทรศัพท์ติดตามก่อนวันนัดหมาย 3.บริการจัดส่งยาทางไปรษณีย์ ภายหลังจากด าเนินงาน อัตราVL Testing Coverage ยังไม่บรรลุเปูาหมายของนโยบายยุติปัญหาเอดส์ในปี2573 ที่ตั้งเปูาหมายมากกว่า 95 % จึงต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องอย่างต่อไป การน าไปใช้ประโยชน์: 1.น้ารูปแบบการดูแลผู฾ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ไปปรับใช฾ในการดูแลผู฾ปุวยกลุ฽มอื่นๆได฾ เช฽น ผู฾ปุวยวัณโรค NCD เป็นต฾น 2.สามารถใช฾ Fish Bone Diagram เพื่อค฾นหา Root cause ในการหาสาเหตุ ของผู฾ปุวยโรคอื่นๆได฾ ค าส าคัญ : Viral Load Suspense


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 270 E7.2 การพัฒนาการเฝูาระวังอาการไม่คงที่หรือมีอาการทรุดลงขณะรอตรวจ โรงพยาบาลแคนดง จังหวัดบุรีรัมย์ ศิริพร ศรีเมือง โรงพยาบาลแคนดง จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ จากระบบบริการของงานผู฾ปุวยนอก มีหน฾าที่หลักในการให฾บริการผู฾ปุวยทุกประเภทที่มารับบริการที่คัดกรอง เบื้องต฾นเพื่อคัดแยกล้าดับความรุนแรงของผู฾ปุวย โดยประเมินจากการสังเกต การซักถามอาการที่ผู฾ปุวย บอกเล฽าและการ ตรวจวัดสัญญาณชีพ ก฽อนส฽งตรวจกับแพทย์ การคัดกรองแยกประเภทผู฾ปุวยเป็นสิ่งส้าคัญที่บ฽งบอกถึงคุณภาพของงาน บริการผู฾ปุวยนอก ผู฾ปุวยที่อาการไม฽คงที่จะได฾รับการเข฾ารับการตรวจรักษากับแพทย์ภายในเวลา15นาที ส้าหรับผู฾ปุวยที่มี อาการรุนแรงหรือฉุกเฉินมากต฾องได฾รับการดูแลรักษาทันที การคัดกรองกลุ฽มเสี่ยงได฾ล฽าช฾าผู฾ปุวยอาจเกิดอาการรุนแรง เฉียบพลันหรือเกิดภาวะแทรกซ฾อนโดย ไม฽คาดหวังจนถึงขั้นเสียชีวิต ท้าให฾เกิดการฟูองร฾อง เสียค฽าใช฾จ฽ายในการดูแลรักษา เพิ่มขึ้น และท้าให฾ผู฾มารับบริการ ไม฽พึงพอใจโรงพยาบาลในการมารักษาครั้งต฽อไป วัตถุประสงค์การศึกษา พื่อพัฒนาระบบการเฝูาระวังภาวะทรุดขณะรอตรวจโดยการแยกประเภทคนไข฾ และแนวทางการ ดูแลผู฾ปุวยตามมาตรฐาน วิธีการด าเนินการ 1. เลือกกลุ฽มเปูาหมายที่ได฾รับการเฝูาระวัง ได฾แก฽ผู฾สูงอายุ ,ไข฾สูง,T > 39.5 ,HR >120 ครั้ง/นาทีหรือ< 60 ครั้ง/นาที BP>160/100 mmHg มีอาการ Sign hypo-hyperglycemia ติดปูาย Fast tract 2. แยกโซนในการจัดผู฾รับบริการเป็นกลุ฽มๆ แยกชัดเจน เช฽น กลุ฽มผู฾สูงอายุ กลุ฽มผู฾ปุวยที่ต฾องดูแลใกล฾ชิด 3. ก้าหนดแนวทางและปฏิบัติตามแนวทางในการปฏิบัติการดูแล เฝูาระวังแต฽ละกลุ฽มผู฾ปุวย 4. น้าปัญหาหรืออุปสรรคมาวิเคราะห์ร฽วมกันหาแนวทางพัฒนาและปรับปรุง 5. ก้าหนดและติดแนวทางการปฏิบัติงานไว฾ที่โต฿ะปฏิบัติงาน 6. ประเมินผลการปฏิบัติงาน ร฽วมกันวิเคราะห์และจัดท้าแนวทางการปฏิบัติงาน 7. จัดพยาบาลและผู฾ช฽วยเหลือผู฾ปุวยเฝูาระวังดูแล ผลการศึกษา จากการติดตามข฾อมูล ผู฾รับบริการผู฾ปุวยนอก ที่มีภาวะทรุดขณะรอตรวจ ปี พ.ศ. 2564 2 คน ปี พ.ศ.2565 2 คน และ ปีพ.ศ.2566 2 คน ตั้งแต฽เริ่มมีการพัฒนาระบบการเฝูาระวังภาวะทรุดขณะรอตรวจเริ่มเดือน ก.พ. 2566 - ปัจจุบัน ไม฽พบภาวะทรุดขณะรอตรวจ ผู฾ปุวยทุกรายที่มีอาการ/อาการแสดงเสี่ยงต฽อการทรุดลงได฾รับการเฝูา ระวัง/ คัดกรองและดูแลรักษาพยาบาลและได฾รับการตรวจรักษาภายใน 15 นาทีตั้งแต฽ ปี พ.ศ 2564 - 2566 ได฾รับการ ดูแลภายใน 15 นาที คิดเป็น100% สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ จากมีพัฒนาระบบการเฝูาระวังภาวะทรุดขณะรอตรวจ ผู฾ปุวยที่อาการไม฽คงที่จะได฾รับการเข฾ารับการตรวจรักษากับ แพทย์ภายในเวลา15นาที ส฽งผลให฾เกิดกระบวนการท้างานเป็นทีม ร฽วมหาRoot cause ตระหนักใส฽ใจให฾บริการผู฾ปุวย มากขึ้นและท้าให฾ผุ฾รับบริการพึงพอใจ และไม฽เกิดภาวะทรุดขณะรอตรวจ ค าส าคัญ : การคัดแยกประเภทและการฝูาระวังอาการผู฾ปุวย


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 271 E7.3 การพัฒนารูปแบบการวางแผนการจ าหน่ายผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง กมลชนก พงพันนา ตึกผู฾ปุวยใน โรงพยาบาลบัวลาย จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ:ตึกผู฾ปุวยในโรงพยาบาลบัวลายพบผู฾ปุวยโรคหลอดเลือดสมองที่เข฾ารับการรักษามาก เป็นอันดับ4 ของจ้านวนผู฾ปุวยที่มารับบริการ ปี พ.ศ. 2563พบผู฾ปุวยโรคหลอดเลือดสมองกลับเข฾ารักษาซ้้าใน โรงพยาบาลโดยไม฽ได฾วางแผนจ้านวน2รายพบว฽าสาเหตุเกิดจากระบวนการดูแลผู฾ปุวยขั้นตอน Discharge Plan และ ขาดการส฽งต฽อข฾อมูลเพื่อการดูแลต฽อเนื่องที่ชุมชน Continuity of Careอย฽างเป็นระบบ ดังนั้นตึกผู฾ปุวยโรงพยาบาลบัว ลายจึงเห็นความส้าคัญพัฒนารูปแบบการวางแผนการจ้าหน฽ายผู฾ปุวยโรคหลอดเลือดสมองโดยน้าหลักDMETHODมา บูรณาการร฽วมกับแนวทางการดูแลผู฾ปุวยอย฽างต฽อเนื่องเพื่อตอบสนองปัญหา และลดภาวะแทรกซ฾อนและลดการ กลับมาเป็นซ้้าของผู฾ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง วัตถุประสงค์: เพื่อให฾ผู฾ปุวยโรคหลอดเลือดสมองสามารถดูแลตนเอง ต฽อเนื่องที่บ฾านได฾อย฽างถูกต฾องเหมาะสม ลดการเกิดภาวะแทรกซ฾อน และไม฽กลับมาเป็นซ้้า วิธีด าเนินการ กิจกรรมการ พัฒนาระยะที่1 ต.ค63-ก.ย64 1.ก้าหนดแผนการดูแลและรูปแบบการวางแผนการจ้าหน฽ายโรคหลอดเลือดสมองแต฽ละวันที่เหมาะสมกับบริบท 2. ชี้แจงประกาศใช฾รูปแบบการการวางแผนการจ้าหน฽ายผู฾ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง และ3.ก้ากับติดตามและประเมินผล วิธีด าเนินการ: ปี พ.ศ.2564 พบผู฾ปุวยเกิดภาวะทุดลง จ้านวน 2 ราย สาเหตุเกิดจากกระบวนการดูแลผู฾ปุวยขั้นตอน Reassess และ Care of Patient จึงมีการปรับเพิ่มแนวทางการดูแลผู฾ปุวยโรคหลอดเลือดสมองเพื่อปูองกันภาวะทรุด ลง กิจกรรมการพัฒนาระยะที่ 2 ต.ค64- ปัจจุบัน 1.มีการก้าหนดแผนการดูแลและรูปแบบการวางแผนการจ้าหน฽าย โรคหลอดเลือดสมองแต฽ละวัน5 วัน และปรับปรุงแบบฟอร์ม Discharge plan 2.ปรับเพิ่มกระบวนการ การดูแล ก้าหนดSpecific Clinical Risks( Early warning sign โรคหลอดเลือดสมอง ) 3.ชี้แจงและถ฽ายทอดเป็นแนวทาง ปฏิบัติ ผลการศึกษา: 1.ร฾อยละของผู฾ปุวยโรคหลอดเลือดสมองได฾รับการจ้าหน฽าย ปี 2564=ร฾อยละ 100 ปี 2565 =ร฾อยละ87.5 ปี 2566 ร฾อยละ 95.23 2. ร฾อยละของผู฾ปุวยโรคหลอดเลือดสมองที่มีคะแนน ADL เพิ่มขึ้นภายใน6 เดือน ปี 2564=ร฾อยละ 62.5 ปี 2565 =ร฾อยละ65 ปี 2566 ร฾อยละ 88.02 3. ร฾อยละของผู฾ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง ที่เกิดภาวะแทรกซ฾อนน฾อยหลังการจ้าหน฽ายภายใน 6 เดือนปี 2564=ร฾อยละ9.37 ปี 2565 =ร฾อยละ 7.50 ปี 2566 ร฾อยละ 11.90 4.ร฾อยละของผู฾ปุวยโรคหลอดเลือดสมองที่นอนโรงพยาบาลเกิดภาวะทรุดลงและ Refer ปี 2565 = ร฾อยละ 7.50 ปี 2566 ร฾อยละ 2.5 และ5.ร฾อยละการเสียชีวิตของผู฾ปุวยโรคหลอดเลือดสมองขณะนอนโรงพยาบาล ปี 2565 =ร฾อยละ 0 ปี 2566 ร฾อยละ 0 ข้อเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้ -รูปแบบการวางแผนการจ้าหน฽าย เพื่อให฾ประโยชน์สูงสุดควรปรับให฾เข฾ากับกับบริบทของผู฾ปุวยและยึดผู฾ปุวยและญาติเป็นศูนย์กลาง ค าส าคัญ: การวางแผนจ้าหน฽าย


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 272 E7.4 การพัฒนารูปแบบศูนย์รับ - ส่งต่อผู้ปุวย โรงพยาบาลล าทะเมนชัย อุไรวรรณ ชอบศิลป฼และลดาวัลย์เกณรัมย์ โรงพยาบาลล้าทะเมนชัย นครราชสีมา บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนางานส฽งต฽อผู฾ปุวยของโรงพยาบาลล้าทะเมนชัย นับว฽ามี ความส้าคัญต฽อชีวิตและความปลอดภัยของผู฾รับและผู฾ให฾บริการทั้งในสถานการณ์ปกติและฉุกเฉิน การเตรียม ความพร฾อมของรถพยาบาลให฾สามารถน้าออกไปใช฾งานได฾อย฽างมีประสิทธิภาพรวมทั้งการมีระบบงานที่ดี บุค คากรมีความพร฾อมจึงเป็นสิ่งส้าคัญ และได฾ตระหนักถึงความส้าคัญของงานการส฽งต฽อเพื่อให฾ได฾รับการรักษาตาม มาตรฐานอย฽างต฽อเนื่อง อันสอดคล฾องกับวิสัยทัศน์ของโรงพยาบาลล้าทะเมนชัย คือมีมาตรฐานด฾วยใจบริการ ประสานภาคีเครือข฽าย จึงได฾จัดท้าระบบการพัฒนาการส฽งต฽อของโรงพยาบาลล้าทะเมนชัยขึ้น เครื่องมือที่ใช฾ในการพัฒนา ได฾แก฽ (1) จัดตั้งศูนย์รับ-ส฽งต฽อผู฾ปุวย โรงพยาบาลล้าทะเมนชัย (2)จัดตั้งคณะกรรมการ(3)จัดท้าคู฽มือการปฏิบัติงาน ผลการศึกษา พบว฽า 1. ขณะส฽งต฽อผู฾ปุวย มีชีวิตรอดปลอดภัย เปูาหมาย มากกว฽าร฾อยละ 90 โดยผลการด้าเนินการที่ท้า ได฾ร฾อยละ 98.16 2. ข฾อผิดพลาดของกระบรวนการดูแลผู฾ปุวย ก฽อนส฽งต฽อ/ ขณะส฽งต฽อ เปูาหมาย น฾อยกว฽าร฾อยละ 3 โดยผลการด้าเนินการที่ท้าได฾ร฾อยละ 2.54 3. อุปกรณ์เครื่องมือบนรถ Refer ไม฽พร฾อมใช฾งาน เปูาหมาย น฾อยกว฽าร฾อยละ 3 โดยผลการ ด้าเนินการที่ท้าได฾ร฾อยละ 2.14


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 273 E7.5 พัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุแบบบูรณาการครอบคลุมทุกมิติ อ าเภอโนนนารายณ์จังหวัดสุรินทร์ ภัทรธิฌา โสดากุล หน฽วยงาน โรงพยาบาลโนนนารายณ์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ การพัฒนาระบบการดูแลผู฾สูงอายุแบบบูรณาการครอบคลุมทุกมิติ อ้าเภอโนนนารายณ์ จังหวัดสุรินทร์เป็นการด้าเนินงานโดยคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตอ้าเภอโนนนารายณ์ ใช฾กระบวนการเรียนรู฾ แบบมีส฽วนร฽วมโดยทีมสหวิชาชีพ โดยด้าเนินการในกลุ฽มประชากรผู฾สูงอายุ 5,500 คน ประชากรผู฾สูงอายุคิดเป็น ร฾อย ละ 15.7 ได฾มีการจัดตั้งคลินิกผู฾สูงอายุในโรงพยาบาลโดยมีทีมสหวิชาชีพดูแลในคลินิก มีการพัฒนาระบบการดูแล ผู฾สูงอายุแบบบูรณาการ จากผลการคัดกรองภาวะสุขภาพผู฾สูงอายุ 9 ด฾าน และการประเมินการปฏิบัติกิจวัตร ประจ้าวัน Active daily living (ADL) แบ฽งกลุ฽มผู฾สูงอายุตามศักยภาพในการดูแลตนเองแบ฽งเป็นกลุ฽มติดสังคม จ้านวน 4,715 คน ร฾อยละ 85.72 กลุ฽มติดบ฾าน จ้านวน 750 คน ร฾อยละ 13.63 กลุ฽มติดเตียง จ้านวน 35 คน ร฾อยละ 0.63 พบว฽าปัญหาสุขภาพผู฾สูงอายุจะมีปัญหาเรื่องเสี่ยงต฽อการหกล฾มและเสี่ยงต฽อภาวะสมองเสื่อม มีปัญหาซึมเศร฾าใน ระดับเล็กน฾อย ปัญหาด฾านสังคมและปัญหาการเข฾าถึงบริการในคลินิกผู฾สูงอายุ ซึ่งปัญหาทุกมิติของผู฾สูงอายุอ้าเภอ โนนนารายณ์ทุกภาคส฽วนต฾องร฽วมมือกันในการดูแลผู฾สูงอายุ และเชื่อมโยงการบริการแบบการแพทย์ทางไกลมา ให฾บริการผู฾สูงอายุที่เข฾าไม฽ถึงการบริการสุขภาพ ภายใต฾แนวคิดคนโนนนารายณ์ ไม฽ทิ้งกัน เปลี่ยนภาระให฾เป็นพลัง ขับเคลื่อนภายใต฾ยุทธศาสตร์ของโรงพยาบาลโนนนารายณ์ และการพัฒนาระบบการดูแลผู฾สูงอายุเพื่อการบรรลุ เปูาหมายอย฽างยั่งยืน วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อให฾ผู฾สูงอายุสุขภาพดี เข฾าถึงระบบบริการ และมีชีวิตยืนยาว ด฾วยคุณภาพชีวิตที่ดีวิธีการ ด าเนินการ โดยใช฾กระบวนการพัฒนาคุณภาพ การเข฾าถึงและเข฾ารับบริการ พัฒนาความรวดเร็วการเข฾าถึงบริการ คลินิกผู฾สูงอายุโดยเน฾นการออกหน฽วยเชิงรุกให฾มากขึ้น และจัดช฽องทางด฽วนในการมารับบริการที่โรงพยาบาลOne stop service การประเมินผู฾สูงอายุและการตรวจวินิจฉัย พัฒนาความรู฾และทักษะให฾กับทีมสหวิชาชีพ การวางแผน และการดูแลผู฾สูงอายุ การจัดกระบวนการเรียนรู฾แบบมีส฽วนร฽วม (Participation Learning) จัดท้าแนวทางการดูแล ผู฾สูงอายุที่เป็นระบบ การดูแลต฽อเนื่อง พัฒนาระบบการส฽งต฽อข฾อมูลและการเยี่ยมบ฾านเชื่อมโยงจากคลินิกผู฾สูงอายุ โรงพยาบาลไปสู฽ชุมชน ผลการศึกษา ร฾อยละของผู฾สูงอายุเข฾าถึงบริการคลินิกผู฾สูงอายุ เปูาหมายร฾อยละ 50 ในปี2565-2566 ผลงาน ร฾อย ละ 45.09 และ 65.20 ตามล้าดับ ซึ่งผลงานมีแนวโน฾มดีขึ้นทุกตัวชี้วัดผ฽านเกณฑ์ค฽าเปูาหมาย สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์พัฒนาระบบการดูแลผู฾สูงอายุแบบบูรณาการครอบคลุมทุกมิติ จะต฾อง ได฾รับความร฽วมมือจากทีมสหวิชาชีพและบูรณาการทุกภาคส฽วนในอ้าเภอโนนนารายณ์ จึงจะท้าให฾ประสบผลส้า ด้าเนินงานที่ต฽อเนื่องและยั่งยืน ค าส าคัญ- wellness plan,Long term care,คลินิกผู฾สูงอายุ Geriatric Syndrome ,care plan,Palliative care


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 274 E7.6 การพัฒนาระบบการดูแลผู้ปุวยในที่แบบ Home ward พลจุรี เปาะศิริ โรงพยาบาลภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ การปฏิรูประบบสุขภาพของประเทศไทย มีนโยบาย หลักที่ส้าคัญเพื่อสร฾างหลักประกันให฾คนไทยทุกคนสามารถ เข฾าถึง บริการด฾านสุขภาพที่มีมาตรฐานและเท฽าเทียม หลักการที่ส้าคัญประการหนึ่งคือ เน฾นการส฽งเสริมสุขภาพ เชิงรุก พัฒนาศักยภาพ ให฾แก฽บุคคล ครอบครัว ชุมชน ให฾ สามารถดูแลตนเองได฾ ตลอดจนการลดปริมาณผู฾ปุวยในโรงพยาบาล ลดค฽าใช฾จ฽ายด฾านสุขภาพทั้ง ในระดับครัวเรือน และสถานบริการเพื่อลดงบประมาณของประเทศในระยะยาว จึงได฾ เข฾าร฽วมการให฾บริการการดูแลผู฾ปุวยในที่บ฾าน (Home ward) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความแออัด ลดค฽าใช฾จ฽ายในขณะนอนโรงพยาบาล โดยให฾บริการใน ๕ กลุ฽มโรค ได฾แก฽ ผู฾ปุวยที่ภาวะน้้าตาลในเลือดสูง ผู฾ปุวยความดันโลหิตสูง ผู฾ปุวยปอดติดเชื้อ ผู฾ปุวยติดเชื้อทางเดินปัสสาวะและผู฾ปุวยติดเชื้อไวรัสโคโร นา 2019 ให฾บริการในผู฾ปุวยที่อยู฽ในอ้าเภอภักดีชุมพล โดยมีญาติให฾ความยินยอมและเครือข฽ายอาสาสมัครสาธารณสุขในชุมชนมี ส฽วนร฽วมในการดูแลผู฾ปุวยร฽วมกับทีมสุขภาพ มุ฽งเน฾นให฾มีการดูแลผู฾ปุวยเป็นศูนย์กลาง และมีระบบการติดต฽อสื่อสาร และส฽งต฽อ ตลอด 24 ชั่วโมง วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาระบบบริการดูแลผู฾ปุวยในที่บ฾าน (Home ward) วิธีการด าเนินการ ประชุมทีมสห วิชาชีพและผู฾ที่เกี่ยวข฾อง จัดตั้งคณะท้างาน ประกอบด฾วย แพทย์ พยาบาล ICN เภสัชกร งานประกันสุขภาพ กายภาพบ้าบัด และ นักโภชนาการ เพื่อวางแผนการท้างาน จัดท้าเกณฑ์การให฾บริการการดูแลผู฾ปุวยในที่บ฾าน 5 กลุ฽มโรค ได฾แก฽ Pnumonia, COVID 19, Hypertention และ Hyperglycer, UTI มีช฽องทางสื่อสารทางโทรศัพท์ระหว฽างสถานพยาบาล ผู฾ดูแลและผู฾ปุวย ตลอด 24 ชั่วโมง โดยระบบ Line App. โดย จัดท้าแนวทางขั้นตอนการ admitted จนถึงการจ้าหน฽าย เตรียมความพร฾อมในการให฾บริการ โดย จัดท้าชุด Admitted ผู฾ปุวย ประกอบด฾วย แบบประเมินความพร฾อมของผู฾ปุวยผู฾ดูแล แบบยินยอมเข฾ารับการรักษา และ จัดเตรียมอุปกรณ์ ได฾แก฽ เครื่องวัดความดันโลหิต เครื่องวัดออกชิเจนปลายนิ้วปรอทวัดไข฾ เครื่องตรวจน้้าตาลในเลือด พัฒนาระบบ การดูแลผู฾ปุวยในที่บ฾าน Home ward ให฾กับเครือข฽ายอาสาสมัครสาธารณสุข ผลการศึกษา โรงพยาบาลภักดีชุมพล มีรูปแบบ ระบบบริการดูแลผู฾ปุวยในที่บ฾าน (Home ward) อ้าเภอภักดีชุมพล ซึ่ง เป็นพื้นที่ต฾นแบบให฾กับโรงพยาบาลในจังหวัดชัยภูมิ ข฾อมูลการให฾บริการบริการดูแลผู฾ปุวย เดือน กุมภาพันธ์ – สิงหาคม 2566 ล าดับ โรค จ านวน อาการทุเลา อาการไม่ทุเลา 1 Pnumonia 7 7 - 2 COVID-19 18 18 - 3 Hyperglycemia 52 50 2 4 Hypertension 30 30 - 5 UTI 1 1 - รายได฾ที่เบิกจากสปสช 589,000 บาท สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ 1. เป็นแนวทางในการขยายการให฾บริการดูแลผู฾ปุวยในที่บ฾าน (Home ward) แก฽ผู฾ปุวยกลุ฽มเปราะบาง ได฾แก฽ ผู฾ปุวย ประคับประคอง 2.ขยายการให฾บริการการดูแลผู฾ปุวยในที่บ฾าน (Home ward) ไปยังเครือข฽ายรพ. สต และบูรณาการ ร฽วมกับคณะท้างานระดับอ้าเภอ โดยมีองค์กรปกครองส฽วนท฾องถิ่นและแกนน้าชุมชน เพื่อประสานงานและดูแลผู฾ปุวย ร฽วมกัน ค าส าคัญ : Home ward, การดูแลที่บ฾าน


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 275 E7.7 การพัฒนาระบบการคัดแยกผู้ปุวยและการประเมินผู้ปุวยซ้ า แผนกอุบัติเหตุ-ฉุกเฉิน โรงพยาบาลครบุรี ณัฐดนัย เคร่งกระโทก แผนกอุบัติเหตุ-ฉุกเฉิน โรงพยาบาลครบุรี จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : การคัดกรองผู฾ปุวยมีความส้าคัญในกระบวนการดูแลผู฾ปุวยอุบัติเหตุและฉุกเฉิน หาก คัดกรองผู฾ปุวยผิดพลาดส฽งผลให฾ไม฽สามารถช฽วยเหลือผู฾ปุวยได฾ทันท฽วงที เกิดความพิการและเสียชีวิตได฾จากข฾อมูลปี 2562 พบว฽า เจ฾าหน฾าที่สามารถคัดแยกผู฾ปุวยได฾ถูกต฾องร฾อยละ 93.74 เจ฾าหน฾าที่ประเมินอาการผู฾ปุวยซ้้าเหมาะสม ร฾อยละ 50.28 ซึ่งต่้ากว฽าเปูาหมาย สาเหตุคือ เจ฾าหน฾าที่ขาดความรู฾ในการคัดกรองผู฾ปุวย เจ฾าหน฾าที่ไม฽เพียงพอในการ ติดตามประเมินอาการผู฾ปุวยซ้้าและอุปกรณ์ในการติดตามอาการผู฾ปุวยซ้้าไม฽เพียงพอต฽อจ้านวนผู฾ปุวย วัตถุประสงค์ การศึกษา : 1.เจ฾าหน฾าที่สามารถแบ฽งประเภทผู฾ปุวยได฾อย฽างถูกต฾องเหมาะสมตามประเภท ร฾อยละ 100 2.ผู฾ปุวย ได฾รับการดูแลประเมินอาการซ้้าอย฽างถูกต฾องเหมาะสมตามประเภท ร฾อยละ 100 วิธีการศึกษา: จัดท าแนวทางการ คัดกรองผู฾ปุวยของแผนกอุบัติเหตุฉุกเฉิน และแบบบันทึกอาการและการประเมินอาการซ้้าตามประเภทของผู฾ปุวย ด าเนินการในผู฾ปุวยที่มาใช฾บริการห฾องฉุกเฉินตั้งแต฽วันที่ 1 ตุลาคม 2563- 30 เมษายน 2566 ดังนี้ คัดกรองผู฾ปุวยตาม ความรุนแรง จัดล้าดับความเร฽งด฽วน เคลื่อนย฾ายผู฾ปุวยไว฾ตามพื้นที่เหมาะสม หัวหน฾าเวรรับทราบข฾อมูลผู฾ปุวย แพทย์ ตรวจประเมินและสั่งการรักษา และติดตามประเมินผู฾ปุวยซ้้าผ฽าน Central monitors บันทึกลงในใบติดตามอาการ ระหว฽างการรักษาที่ห฾องฉุกเฉิน รายงานทีมเมื่อมีอาการเปลี่ยนแปลง ประสานฝุายเวชระเบียนเรื่องสิทธิการรักษาและ รายงานอาการผู฾ปุวยกับญาติจนจบการรักษาทั้งกรณีให฾กลับบ฾าน นอนโรงพยาบาลและส฽งต฽อ ส฽งบุคลากรเข฾าร฽วม อบรมพัฒนาความรู฾และทักษะในการคัดแยกผู฾ปุวย รวบรวมเอกสารใบติดตามอาการผู้ปุวยทั้งหมดเพื่อน้ามา วิเคราะห์ข้อมูลและคืนข้อมูลทุกเดือนผ฽านการประชุมประชุมเดือนเพื่อพัฒนาต฽อเนื่อง ผลการศึกษา : ปี 2563-2566 พบว฽าเจ฾าหน฾าที่สามารถคัดแยกผู฾ปุวยได฾ถูกต฾อง ร฾อยละ 93.74 94.93 96.97 และ 94.33 พบว฽าเจ฾าหน฾าที่คัดแยก ผู฾ปุวยไม฽ถูกต฾องโดยคัดแยกต่้ากว฽าเกณฑ์ ร฾อยละ 5.00 4.83 3.03 และ 5.07 ผู฾ปุวยที่คัดแยกต่้ากว฽าเกณฑ์ในปี 2566 พบ จ้านวน 18 คน 2 อันดับโรคที่วินิจฉัยคือปอดอักเสบ 6 คน และติดเชื้อในกระแสเลือด 3 คน ส฽งต฽อ 2 คน นอน โรงพยาบาล 14 คน และกลับบ฾าน 2 คน ผู฾ปุวยที่ได฾รับการดูแลประเมินอาการซ้้าได฾อย฽างถูกต฾องเหมาะสมตาม ประเภทของผู฾ปุวย ในปีงบประมาณ 2563 ร฾อยละ 43.42 และในปีงบประมาณ 2564-2566 หลังจากติดตั้งอุปกรณ์ ติดตามอาการ (central monitor) เท฽ากับร฾อยละ 60.18 64.66 และ 52.79 สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้: การพัฒนาระบบการคัดแยกและประเมินอาการผู฾ปุวยซ้้าในภาพรวมมีแนวโน฾มที่ดีขึ้น แต฽ด฾านการประเมินซ้้าผลลัพธ์ยัง ไม฽ใกล฾เคียงกับเปูาหมาย จึงพัฒนาต฽อเนื่องโดยปรับปรุงแบบบันทึกอาการและการประเมินอาการซ้้าในรูปแบบใหม฽ และมีการจัดแบ฽งพื้นที่ตามการคัดแยกประเภทในห฾องฉุกเฉิน เพื่อการติดตามอาการผู฾ปุวยที่เหมาะสมและให฾ได฾รับการ ติดตามอาการอย฽างต฽อเนื่อง ค าส าคัญ : การคัดแยกผู฾ปุวย (triage) การประเมินอาการซ้้า (Reassessment


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 276 E7.8 การพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ปุวยโควิด-19ในศูนย์แยกกักตัวชุมชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี วรัญญา สินจริยานนท์และคณะ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ในเดือนมกราคม 2565 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี พบว฽ามีจ้านวนนักศึกษาติดเชื้อโควิด19 เพิ่มขึ้นอย฽างรวดเร็ววันละ 15-20 คน ส฽งผลให฾จ้านวนเตียงในโรงพยาบาลไม฽เพียงพอ วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อพัฒนาแนวทางการดูแลผู฾ปุวยโควิด-19 ในศูนย์แยกกักตัวโดยใช฾ศักยภาพของชุมชนมหาวิทยาลัย ผลักดันและขับเคลื่อนการด้าเนินงาน ลดจ้านวนการใช฾เตียงโรงพยาบาลให฾เพียงพอกับผู฾ปุวยกลุ฽มสีเหลืองและสีแดง ช฽วยลด การแพร฽กระจายเชื้อในมหาวิทยาลัย วิธีการด าเนินการ ใช฾กระบวนการ PDCA ในการด้าเนินงานโดยการร฽วมวางแผน (Plan) จัดตั้งคณะท้างาน ก้าหนดแนวปฏิบัติ ด้าเนินการตามแผน (Do) ที่วางไว฾ ตรวจสอบ (Check) การด้าเนินงานปรับปรุงแก฾ไขและประเมินผล (Act) เพื่อปรับแก฾ไขแนวทาง ปฏิบัติตามสภาพปัญหาหน฾างานที่พบการด้าเนินงาน เครื่องมือที่ใช฾ประกอบด฾วย การประชุมระดมสมอง ผลการศึกษา พบว฽าแนวทางการดูแลผู฾ปุวยโควิด-19 ในศูนย์แยกกักตัวชุมชนมหาวิทยาลัย มีแนวทางดังนี้ 1.จัดตั้งทีม 2. ก้าหนดสถานที่ 3.จัดท้าแนวปฏิบัติ 4.ขออนุมัติการด้าเนินการ 5.เปิดให฾บริการ 6.จัดกิจกรรมการดูแลตนเองทั้งร฽างกาย จิตใจ โดยยึดผู฾ปุวยเป็นศูนย์กลาง ตามบริบทนักศึกษาคือ “กลางวันไม฽ตื่น กลางคืนไม฽นอน” ปรับเวลาติดตามสัญญาณชีพ 12.00 , 20.00 น. และจัดการเรียนรู฾ผ฽าน Zoom, Line จัดกิจกรรมตามเทศกาล เช฽น การสรงน้้าพระในเทศกาลสงกรานต์ จัดพื้นที่ ส฽วนกลางในการเรียนออนไลน์ อ฽านหนังสือ ท้าการบ฾าน วางระบบกรณีเกิดเหตุทะเลาะวิวาท ชู฾สาว ไฟไหม฾การให฾ค้าปรึกษา ดูแลสุขภาพจิต 7.ประเมินความพึงพอใจทั้งระหว฽างการรักษาและสิ้นสุดระยะการรักษา ปรับแก฾ไขพัฒนาระบบตาม ข฾อเสนอแนะ 8.จัดระบบรายงาน 9.สรุปถอดบทเรียนวางระบบกรณีมีโรคอุบัติใหม฽ระบาดในมหาวิทยาลัย สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ ข฾อมูลเดือนมกราคม–มิถุนายน 2565 มีผู฾ปุวยเข฾ารักษา 784 คน ไม฽พบ ภาวะแทรกซ฾อนขณะแยกกักตัว พบปัญหาการประเมินผู฾ปุวยก฽อนเข฾ากักตัว มีผู฾ปุวยจ้านวน 4 ราย ต฾องท้าการย฾ายมารักษาต฽อ ที่โรงพยาบาลเนื่องจากมีน้้าหนักตัวเกิน 100 กิโลกรัม น้าไปสู฽การพัฒนาแนวทางการประเมินผู฾ปุวยก฽อนส฽งเข฾าแยกกักตัว ร฾อย ละความพึงพอใจภาพรวมอยู฽ในระดับดีมาก 89.18 ลดจ้านวนการใช฾เตียงในโรงพยาบาล ลดการแพร฽ระบาดในชุมชน ปัจจัย ความส้าเร็จเกี่ยวกับนโยบาย งบประมาณ และความร฽วมมือของผู฾มีส฽วนเกี่ยวข฾อง อุปสรรคที่พบ คือการท้าความเข฾าใจถึงความ แตกต฽างระหว฽างการรักษาในศูนย์แยกกักตัวกับโรงพยาบาล ข฾อเสนอแนะ ควรจัดท้าแผนและซ฾อมแผนเผชิญเหตุเพื่อรองรับ การระบาดของโรคอุบัติใหม฽ในมหาวิทยาลัยเนื่องจากเป็นประชากรที่อาศัยเป็นกลุ฽มก฾อน ค าส าคัญ: ศูนย์แยกกักตัวในชุมชน, โรคระบาด, โควิด-19, นักศึกษา, มหาวิทยาลัย


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 277 E7.9 ระบบก ากับติดตาม การลดน้ าหนักในเด็กอ้วน ( Morbid Obesity ) เดือนฉาย ปูอมศรี โรงพยาบาลคูเมือง จ.บุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: ปี 2565-2566 รพ.คูเมืองมีแนวโน฾มเด็กอ฾วนเพิ่มขึ้น จึงเปิดคลินิกเด็กอ฾วน โดยการดูแลของกุมารแพทย์ เด็กจะถูกส฽งพบทีมสหวิชาชีพตามมาตรฐาน รวมถึงส฽งกายภาพบ้าบัดเพื่อส฽งเสริม การออกก้าลังกาย ปี 2565 เด็กอ฾วนเข฾าคลินิก 11 คน ปี 2566 เข฾า 25 คน จากการวิเคราะห์พบว฽า ส฽วนใหญ฽ เด็กอ฾วนอาศัยอยู฽กับ ตายายจ้านวน 20 คน (80.%) อาศัยอยู฽กับพ฽อแม฽ 5 คน (20%) ปี2565 พบปัญหาว฽าเด็ก ไม฽มาตามนัดจ้านวนมาก เพราะญาติไม฽สะดวก เด็กไม฽อยากขาดโรงเรียน เด็กไม฽ให฾ความร฽วมมือ ญาติไม฽เข฾าใจ ภาวะโรค ท้าให฾น้้าหนักไม฽ลด ปี2565 เด็กเข฾าคลินิก 2 เดือน น้้าหนักลด 1/11คน (8.33%) ขาดนัด 10/11 คน (83.3 %) ไม฽มีระบบติดตามนัด วัตถุประสงค์การศึกษา: ด้านผู้ปุวย เด็กอ฾วนน้้าหนักลดลง ขาดนัดลดลง ด้านเจ้าหน้าที่ มีระบบก้ากับติดตาม นัดคลินิกเด็กอ฾วน มีโปรแกรมการออกก้าลังกายที่เหมาะสม ด้านเครือข่าย มีรพ.สต. โรงเรียน ชุมชน ในการ ติดตามเด็กให฾มาตามนัด วิธีการด าเนินการ: มีระบบ ดังนี้ 1.) แบ฽งกลุ฽มเด็กอ฾วนที่มาจากกรรมพันธ์ และพฤติกรรม 2) มีระบบคลินิกเด็ก อ฾วนที่OPD ทุก3 เดือน นัดกายภาพทุกสัปดาห์ 3.) ก฽อนพบแพทย์วัดมวลกล฾ามเนื้อ มวลไขมัน และตรวจเลือด 4.) วางแผนเยี่ยมบ฾านเด็กที่น้้าหนักไม฽ลง 5.) กายภาพเปลี่ยนระบบนัดจากรายเคส เป็นกลุ฽ม 6) เปลี่ยนจากนัด วันท้าการ เป็นเสาร์-อาทิตย์ 7.) ให฾โปรแกรมการออกก้าลังกายนายเคส 8) สร฾างไลน์กลุ฽มติดตามและส฽ง การบ฾านทุกสัปดาห์9) ส฽งโภชนากรทุกครั้งที่มา 10)กรณีไม฽มาตามนัดส฽งข฾อมลให฾ รพ.สต.ติดตาม ผลการศึกษา: ด้านผู้ปุวย ปี2565 น้้าหนักลด 1/11คน (8.33%) ขาดนัด 10/11 คน (83.3 %) ปี2566 น้้าหนักลด 5% ใน2เดือน 4/25 คน (16%) ขาดนัด7/25คน (28%) ด้านเจ้าหน้าที่ มีระบบก้ากับติดตามนัด คลินิกเด็กอ฾วนทุก3เดือน มีตารางโปรแกรมออกก้าลังกาย พบทีมสหวิชาชีพ100% ด้านเครือข่าย: มีระบบ ติดตามข฾อมูลทุกแห฽ง สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: ระบบการดูแลเด็กอ฾วนต฾องใช฾ความรู฾เฉพาะ ต฾องมีแพทย์เฉพาะทาง ให฾ความรู฾ที่ถูกต฾อง เพื่อให฾วางแผนการรักษา การวางแผนจะต฾องท้าร฽วมกับทีมผู฾ปกครอง เพื่อสร฾างความเข฾าใจ และทัศนคติที่ดี รวมถึงโรงเรียนเด็ก การออกก้าลังกายต฾องเน฾นท้าเป็นกลุ฽ม และติดตามต฽อเนื่องเพื่อสร฾าง แรงจูงใจให฾กับเด็ก จึงจะมีโอกาสส้าเร็จสูง เครือข฽ายและญาติต฾องทราบเปูาหมายเดียวกัน จึงจะท้าให฾ เด็ก สามารถลดน้้าหนักได฾ดี ค าส าคัญ: เด็กอ฾วน, Morbid obesity


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 278 E7.10 ผลการรักษาการผ่าตัดไส้ติ่งแบบวันเดียวกลับ(ODS)ในโรงพยาบาลรัตนบุรี จ.สุรินทร์ ชุตานันท์ เชิดนอก งานห฾องผ฽าตัดและวิสัญญี บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ โรงพยาบาลรัตนบุรีได฾จัดตั้งและพัฒนาระบบบริการผ฽าตัดแบบวันเดียวกลับขึ้นปี 2564โดยมีการผ฽าตัดใน ผู฾ปุวยไม฽เร฽งด฽วนเช฽น ไส฾เลื่อนขาหนีบ ก฾อนเต฾านม ติ่งเนื้อที่ล้าไส฾ใหญ฽และทวารหนัก และปี.2566ได฾จัดตั้งตั้งและ พัฒนาระบบการให฾บริการดูแลผู฾ปุวยในที่บ฾าน(Home Ward) ทั้ง 7 กลุ฽มโรค ซึ่งมีระบบดูแลรักษาผู฾ปุวยหลังผ฽าตัดไส฾ ติ่งแบบผ฽าตัดวันเดียวกลับและ แบบHome ward รวมอยู฽ด฾วย ผู฾ปุวยไส฾ติ่งอักเสบปี2563,2564,2565เป็นจ้านวน142 ราย,156ราย,160ราย ตามล้าดับข฾อจ้ากัดเรื่องเตียง จึงได฾ดูแลรักษาผู฾ปุวยหลังการผ฽าตัดไส฾ติ่งแบบผ฽าตัดวันเดียวกลับ( ODS )และแบบผู฾ปุวยในที่บ฾าน( Home ward )ในทีมสหวิชาชีพทั้งในหน฽วยงานและเครือข฽ายนอกโรงพยาบาลรัตนบุรี วัตถุประสงค์การศึกษา 1. เพื่อพัฒนาแนวทางการดูแลรักษาผู฾ปุวยไส฾ติ่งอักเสบที่ได฾รับการผ฽าตัดแบวันเดียวกลับและ เข฾าสู฽การรักษาแบบผู฾ปุวยในที่บ฾าน(Home Ward) 2. เพื่อศึกษาผลการรักษาผู฾ปุวยไส฾ติ่งอักเสบที่ผ฽าตัดแบบวันเดียว กลับในโรงพยาบาลรัตนบุรี วิธีการด าเนินงาน 1.การพัฒนาบุคลากร :จัดประชุมชี้แจงแนวปฏิบัติการดูแลรักษาที่สร฾างขึ้นและประชุมเชิง ปฏิบัติการในการเข฾าใช฾ในระบบ A-MED และ Telemedicine 2.การพัฒนาระบบงาน:จัดท้าค้าสั่งแต฽งตั้งคณะท้างาน 3.การพัฒนาระบบเครื่องมือ : จัดท้าแนวทางการดูแลรักษาผู฾ปุวยหลังการผ฽าตัดไส฾ติ่งแบบผ฽าตัดวันเดียวกลับและแบบ ผู฾ปุวยในที่บ฾านผู฾ปุวยผู฾ปุวย จัดท้าใบส฽งต฽อผู฾ปุวย จัดท้าแบบประเมินและคัดกรองผู฾ปุวย สมุดประตัวจ้าผู฾ปุวย 4.การพัฒนาระบบบริหารทรัพยากร และจัดเก็บข฾อมูล :จัดท้าระบบบริหารคลังวัสดุทาง การแพทย์และชุดเครื่องมือตรวจวัดสัญญาณชีพผู฾ปุวยในที่บ฾านให฾เพียงพอและพร฾อมใช฾ จัดท้าระบบ E-Claim ให฾ ถูกต฾อง จัดเก็บข฾อมูลและวิเคราะห์ผลลัพธ์ตัวชี้วัด ผลการด าเนินงาน เดือนกุมภาพันธ์ถึงสิงหาคม พ.ศ.2566 มีผู฾ปุวยผ฽าตัดไส฾ติ่งอักเสบทั้งหมด 68 ราย รักษาแบบวัน เดียวกลับ 11 ราย ร฾อยละ 16.18(11/68) ผู฾ปุวยผ฽านตามเกณฑ์การคัดกรองและแพทย์ได฾วางแผนการรักษาผู฾ปุวยเข฾า Home ward และได฾ลงในทะเบียน A-MED ได฾ภายใน 24 ชั่วโมงหลังผ฽าตัด ร฾อยละ 100 (11/11) ติดตามเยี่ยมอาการ 3 วันผ฽านระบบ A- MED และ Telemedicine ไม฽มีภาวะแทรกซ฾อน ไม฽มีอุบัติการณ์รับผู฾ปุวยกลับเข฾าโรงพยาบาล ไมพพบภาวะแทรกซ฾อนที่ 7 วันหลังผ฽าตัดความพึงพอใจในบริการระดับมาก มีคะแนนเฉลี่ย 4.56 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ ผู฾ปุวยที่ผ฽านการประเมินโดยแนวทางการผ฽าตัดแบบวันเดียวกลับสามารถผ฽าตัดได฾ อย฽างปลอดภัยและฟื้นตัวเร็วไม฽มีภาวะแทรกซ฾อนสามารถน้ามาปรับใช฾กับผู฾ปุวยในโรงพยาบาลสมัครใจและในบริบทที่ มีเตียงจ้ากัดได฾อย฽างปลอดภัย ค าส าคัญ: ผ฽าตัดแบบวันเดียวกลับ, home ward, Appendectomy ODS


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 279 E7.11 การพัฒนารูปแบบการวางแผนจ าหน่ายผู้ปุวยวัณโรคปอดตามแนวคิด D-METHOD สุพพัตธิดา เถาว์ชารี โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติสมเด็จย฽า 100 ปี อ้าเภอเมืองยาง จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : วัณโรคปอดเป็นโรคติดต฽อที่เป็นปัญหาส้าคัญด฾านสาธารณสุข เนื่องจากมีอัตราการ ติดเชื้อและมีเชื้อดื้อยามากขึ้น องค์การอนามัยโลกจัดประเทศไทยเป็น 1 ใน 14 ประเทศที่มีปัญหาวัณโรครุนแรง โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติสมเด็จย฽า 100 ปี เป็นโรงพยาบาลขนาด 30 เตียง ผู฾ปุวยวัณโรคปอดรายใหม฽เข฾ารับการ รักษา ปี 2563 -2565 จ้านวน 14, 26 และ 16 ราย ตามล้าดับ อัตราการกลับมารักษาซ้้าในโรงพยาบาล ร฾อยละ 7.14, 3.85 และ 6.25 ตามล้าดับ พบปัญหา คือ ผู฾ปุวยวัณโรคปอดขาดความรู฾เรื่องโรคและการปฏิบัติตัว มีอาการ ข฾างเคียงจากการรับประทานยา ญาติไม฽รู฾วิธีการดูแลที่ถูกต฾อง แนวทางปฏิบัติไม฽ชัดเจน จ้าหน฽ายออกจากโรงพยาบาล เร็ว การส฽งต฽อข฾อมูลและการประสานงานไม฽ครบถ฾วน การพัฒนารูปแบบการจ้าหน฽ายผู฾ปุวยวัณโรคปอดน้าแนวคิด DMETHOD มาใช฾ในการให฾ความรู฾เรื่องโรค (Disease) การรับประทานยา (Medication ) การจัดการสิ่งแวดล฾อมและ ภาวะเศรษฐกิจ (Environment/Economic) การปฏิบัติตามแผนการรักษาพยาบาล (Treatment) การดูแลสุขภาพ (Health) การตรวจตามนัด (Outpatient referral) และการรับประทานอาหาร (Diet) เพื่อให฾ผู฾ปุวยวัณโรคปอดและ ญาติมีความรู฾และปฏิบัติตัวได฾ถูกต฾อง ไม฽กลับมารักษาซ้้าในโรงพยาบาล วัตถุประสงค์การศึกษา : 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการวางแผนจ้าหน฽ายผู฾ปุวยวัณโรคปอด 2) เพื่อให฾ผู฾ปุวยวัณโรคปอดมี ความรู฾และการปฏิบัติตัวถูกต฾อง ลดอัตราการกลับมารักษาซ้้าในโรงพยาบาล วิธีการด าเนินการ : 1) ประชุมทีมพยาบาลและสหวิชาชีพพัฒนาแนวทางปฏิบัติและแบบฟอร์มการวางแผนจ้าหน฽าย ผู฾ปุวยวัณโรคปอด 2) ประเมินความรู฾ผู฾ปุวยวัณโรคปอดโดยใช฾แบบสอบถาม จ้านวน 18 ข฾อ แบบปรนัย แบ฽งระดับคือ สูง กลาง ต่้า วันแรกและก฽อนจ้าหน฽ายให฾ความรู฾ตามแนวทาง D-METHOD และให฾ซ้้าในผู฾ปุวยประเมินความรู฾ได฾ระดับ ต่้าและปานกลาง 3) ก้าหนดช฽องทางติดตามผ฽าน Line group และระบบ Thai COC ผลการศึกษา : ปี 2565 พบว฽าผู฾ปุวยวัณโรคปอดมีความรู฾ในระดับต่้าและปานกลาง คือ ร฾อยละ 60 ปี 2566 มีความรู฾ เพิ่มขึ้นอยู฽ระดับสูง คือ ร฾อยละ 80 และอัตราการกลับมารักษาซ้้าในโรงพยาบาลลดลงจาก ร฾อยละ 6.25 เป็น 0 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : การพัฒนารูปแบบการวางแผนจ้าหน฽ายผู฾ปุวยวัณโรคปอดด฾วยแนวคิด DMETHOD ส฽งผลให฾ผู฾ปุวยวัณโรคปอดมีความรู฾และอัตราการกลับมารักษาซ้้าในโรงพยาบาลลดลง ควรประเมินปัญหา ให฾ครอบคลุมด฾านร฽างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และปัจจัยอื่น ๆ ร฽วมกับญาติมีส฽วนร฽วม มีการพัฒนาอย฽างต฽อเนื่อง จะ ท้าให฾ประสบความส้าเร็จในการรักษายิ่งขึ้น ค าส าคัญ : รูปแบบ การวางแผนจ้าหน฽าย ผู฾ปุวยวัณโรคปอด


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 280 E7.12 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ปุวยวัณโรคแบบครบวงจร เครือข่ายอ าเภอเขวาสินรินทร์ มนัสนันท์ พิชิตถาวรพงศ์ คลินิกวัณโรค โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์จังหวัดสุรินทร์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ วัณโรคเป็นโรคติดต฽อและเป็นปัญหาสาธารณสุขที่ส้าคัญและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตใน หลายๆประเทศ องค์การอนามัยโลก(WHO) ได฾จัดกลุ฽มประเทศที่มีภาระปัญหาวัณโรคสูงของโลก (WHO global list of high burden countries for 2016-2020) ซึ่งตั้งแต฽ปี2559 ประเทศไทยเป็น1ใน14 ประเทศที่มีปัญหาวัณโรคสูง แต฽ในปี 2564 องค์การอนามัยโลกได฾ประกาศจัดอันดับกลุ฽มประเทศที่มีภาระปัญหาวัณโรคสูง(ปี2564-2568) โดยประเทศไทยพ฾นจากกลุ฽ม ประเทศที่มีปัญหาวัณโรคดื้อยาสูง (MDR/RR-TB) ถือเป็นก฾าวหนึ่งของความส้าเร็จในการด้าเนินงานวัณโรค สถานการณ์ผู฾ปุวยวัณโรคอ้าเภอเขวาสินรินทร์ มีอัตราการค฾นพบผู฾ปุวยวัณโรคเสมหะพบเชื้อในปี 2562-2564 ร฾อย ละ 46.42, 55.00 และ 66.66 ตามล้าดับ อัตราผู฾ปุวยวัณโรคเสียชีวิตมีแนวโน฾มสูงขึ้น ในปี 2562-2564 ร฾อยละ 14.71, 4.35 และ 10.26 ตามล้าดับ ผู฾ปุวยเสียชีวิตด฾วยวัณโรคส฽วนใหญ฽เป็นผู฾ปุวยสูงอายุที่มีโรคร฽วมหลายโรคและขาดคนดูแล รวมทั้งกลุ฽มผู฾ ติดเชื้อเอชไอวี ท้าให฾การรักษาวัณโรคเริ่มได฾ช฾า จึงได฾ด้าเนินกิจกรรมพัฒนารูปแบบการดูแลผู฾ปุวยวัณโรคแบบครบวงจร เครือข฽ายอ้าเภอเขวาสินรินทร์ โดยมีเปูาหมายคือเพิ่มอัตราความส้าเร็จของการรักษา ลดอัตราการเสียชีวิต เพิ่มอัตราความ ครอบคลุมของการขึ้นทะเบียนรักษาผู฾ปุวยวัณโรครายใหม฽และกลับเป็นซ้้า วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผู฾ปุวยวัณโรคแบบครบวงจร วิธีการด าเนินการ มีการพัฒนารูปแบบการดูแลผู฾ปุวยวัณโรค โดยการประยุกต์ใช฾รูปแบบการดูแลผู฾ปุวยโรคเรื้อรัง (chronic care model) มาใช฾ในคลินิกวัณโรค เนื่องจากรูปแบบการดูแลจะช฽วยให฾ผู฾ปุวยมีการจัดการตนเอง มีทีมดูแลผู฾ปุวยที่เป็นสห วิชาชีพ มีการเยี่ยมบ฾าน มีการจัดการโรคและการจัดการรายกรณี (case management) ได฾อย฽างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง ประกอบด฾วย 6 รูปแบบการดูแลผู฾ปุวย 1.นโยบายขององค์กรสุขภาพ (health care organization) โดยจัดคลินิกวัณโรคใน รูปแบบ One stop service พัฒนาระบบช฽องทางด฽วนส้าหรับผู฾ปุวยทางเดินหายใจ (Fast track TB) การรักษาและการวาง แผนการดูแลผู฾ปุวย โดยการควบคุมการกินยาใช฾ระบบ DOTS สร฾างระบบ Line application ในการติดตาม 2.การเชื่อมต่อ กับชุมชน (community resources) โดยการสร฾างเครือข฽ายเชื่อมโยงผู฾ดูแลผู฾ปุวยวัณโรคในโรงพยาบาลและเครือข฽าย 3. การ สนับสนุนการจัดการตนเอง (self-management support) โดยให฾การสอนผู฾ปุวยและญาติประเมินความรู฾และพฤติกรรม การดูแลตนเอง 4.การออกแบบระบบการให้บริการ (delivery system design) โดยการพัฒนาระบบคัดกรองผู฾ปุวยที่สงสัย วัณโรคในรูปแบบ Fast track TB เพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาและการเข฾าถึงบริการ 5. ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (decision support) มีนวตกรรม “Folder มหัศจรรย์” เพื่อให฾การก้ากับติดตามการรักษาผู฾ปุวยให฾ได฾มาตรฐาน 6.ระบบ สารสนเทศทางคลินิก (clinical information systems) ใช฾โปรแกรม NTIP THAILAND ในการจัดการข฾อมูล ผลการศึกษา พบอัตราความส้าเร็จของการรักษาผู฾ปุวยวัณโรคปอดรายใหม฽ (Success Rate) เพิ่มขึ้น อัตราตาย ( Dead rate) ลดลง อัตราการคัดกรองวัณโรคในประชากรกลุ฽มเสี่ยงด฾วยการถ฽ายภาพรังสีทรวงอก เพิ่มขึ้น สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยขน์ มีรูปแบบการดูแลผู฾ปุวยวัณโรค ผู฾ปุวยได฾รับการดูแลแบบครบวงจร โดยทีมสหสาขา วิชีพและเครือข฽ายวัณโรคอ้าเภอเขวาสินรินทร์ ค าส าคัญ การพัฒนารูปแบบ การดูแลผู฾ปุวยวัณโรคแบบครบวงจร


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 281 E7.13 การพัฒนารูปแบบการปฐมนิเทศพยาบาลใหม่ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบล ด้วยแอพพลิเคชั่นโอเรนเนิร์ส ศุภนิตย์ ปิ่นค า ส านักงานสาธารณสุขอ าเภอขุนหาญ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : งานพยาบาลในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลเป็นงานเกี่ยวกับส่งเสริม ปูองกัน รักษา และฟื้นฟูสุขภาพประชากรทุกกลุ่มวัยตามบทบาทของพยาบาล นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับระบบสารสนเทศ ทางการพยาบาลที่มีรายละเอียดค่อนข้างมากซึ่งแตกต่างจากงานในหอผู้ปุวย ส านักงานสาธารณสุขอ าเภอขุนหาญ พบว่า พยาบาลที่ย้ายมาใหม่หรือพยาบาลจบใหม่ที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลแม้จะผ่านการ ปฐมนิเทศจากส านักงานสาธารณสุขอ าเภอขุนหาญแล้ว ยังมีความสับสนในระบบงานและต้องใช้เวลาในการปรับตัว และเรียนรู้ระบบงานเพิ่มเติมค่อนข้างมาก ส่งผลให้การด าเนินงานตามตัวชี้วัดของรพ.สต.ไม่ผ่านเกณฑ์ตัวชี้วัด ผู฾ศึกษา จึงพัฒนารูปแบบการปฐมนิเทศงานพยาบาลในโรงพยาบาลส฽งเสริมสุขภาพต้าบลด฾วยแอพพลิเคชั่นโอเรนเนิร์สขึ้น โดย ใช฾แอพพลิเคชั่นโอเรนเนิร์สประกอบการปฐมนิเทศในแต฽ละงาน พยาบาลใหม฽สามารถศึกษาด฾วยตนเองจาก แอพพลิเคชั่น ลดความสับสน สร฾างการรับรู฾ที่ถูกต฾อง และสามารถปฏิบัติงานได฾ผ฽านเกณฑ์ตัวชี้วัดด฾านสุขภาพ วัตถุประสงค์: 1)เพื่อพัฒนารูปแบบการปฐมนิเทศงานพยาบาลในโรงพยาบาลส฽งเสริมสุขภาพต้าบลด฾วยแอพพลิเคชั่น โอเรนเนิร์ส 2)เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู฾ใช฾งานแอพพลิเคชั่นโอเรนเนิร์ส วิธีด าเนินการ : ใช฾แนวคิด PAOR ใน การพัฒนารูปแบบ ดังนี้ 1)Palnning มีการประชุมทีมคณะผู฾บริหารและพยาบาลเพื่อวิเคราะห์ปัญหาและหาแนว ทางแก฾ไข 2)Action จัดท้าเนื้อหาและแผนการสอน จัดรูปแบบการปฐมนิเทศพยาบาลใหม฽โดยน้าแอพพลิเคชั่นมาใช฾ ให฾สามารถเรียนรู฾ได฾ด฾วยตนเองร฽วมด฾วย โดยออกแบบแอพพลิเคชั่นให฾อธิบายรายละเอียดงานต฽างๆ มีค้าอธิบาย คลิป วีดีโอ และแบบทดสอบความรู฾ มีการประเมินผลหลังจบการปฐมนิเทศ 3)Observation มีการสังเกตและประเมินผล เป็นระยะ 4)Reflection มีการพัฒนารูปแบบและนวัตกรรม เก็บข฾อมูลศึกษาความพึงพอใจระหว฽าง ตค 2564.-กย. 2566 กลุ฽มเปูาหมายคือพยาบาลใหม฽ปฏิบัติงานในรพ.สต. จ้านวน 15 ราย ใช฾แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีค฽าครอ นบาคแอลฟุา 0.74 วิเคราะห์ข฾อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ร฾อยละ ค฽าเฉลี่ย ผลการศึกษา : 1)ได฾รูปแบบการ ปฐมนิเทศงานพยาบาลในโรงพยาบาลส฽งเสริมสุขภาพต้าบลด฾วยแอพพลิเคชั่นโอเรนเนิร์ส 2)ความพึงพอใจของ พยาบาลใหม฽ผู฾ใช฾งานแอพพลิเคชั่นโอเรนเนิร์ส ค฽าเฉลี่ยโดยรวมอยู฽ในระดับดีมาก (X = 4.74) สรุปและการน าไปใช้ประโยชน์: การปฐมนิเทศงานพยาบาลในโรงพยาบาลส฽งเสริมสุขภาพต้าบลให฾กับพยาบาลใหม฽ จ้าเป็นต฾องมีการสร฾างกระบวนการเรียนรู฾ที่มีระบบและหลักสูตรที่มีคุณภาพ มีการประเมินผลหลังปฐมนิเทศ การใช฾ แอพพลิเคชั่นเป็นเครื่องมือที่ช฽วยให฾พยาบาลสามารถใช฾เรียนรู฾ด฾วยตนเองระหว฽างปฐมนิเทศและขณะปฏิบัติงานที่รพ. สต. ลดความสับสน เกิดการเรียนรู฾ได฾เร็วขึ้น สามารถปฏิบัติงานได฾อย฽างมีประสิทธิภาพ มีผลการด้าเนินงานผ฽านตาม เกณฑ์ตัวชี้วัด ค าส าคัญ : ปฐมนิเทศ, แอพพลิเคชั่น, พยาบาลใหม่


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 282 E7.14 ผลของโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพโดยการประยุกต์ใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพเพื่อควบคุมน้ าหนักของ บุคลากรโรงพยาบาลบุรีรัมย์ที่มีน้ าหนักเกิน อิสราภรณ์ รัตนโภคภัณฑ์ โรงพยาบาลบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ภาวะอ฾วนลงพุงเป็นสาเหตุที่น้าไปสู฽การเกิดโรคเรื้อรังต฽าง ๆ เช฽น โรคเบาหวาน โรคความดัน โลหิตสูง ภาวะไขมันในเลือดสูงโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเรื้อรังมีผลกระทบทางจิตใจ ผลกระทบทางเศรษฐกิจของ ครอบครัว ค฽าใช฾จ฽ายในการดูแล ค฽ารักษาพยาบาล ผลต฽อคุณภาพชีวิต การรักษาผู฾ปุวยเป็นการรักษาที่ปลายเหตุนอกจาก สิ้นเปลืองค฽ารักษาพยาบาลแล฾วผู฾ปุวยยังไม฽สามารถด้ารงชีวิตได฾ตามปกติ เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อ เปรียบเทียบแบบแผนความเชื่อด฾านสุขภาพ น้้าหนัก ดัชนีมวลกาย รอบเอว และอัตราส฽วนไขมันของบุคลากรโรงพยาบาล บุรีรัมย์ที่มีน้้าหนักเกินก฽อนและหลังได฾รับโปรแกรมสร฾างเสริมสุขภาพโดยการประยุกต์ใช฾แบบแผนความเชื่อด฾านสุขภาพ กลุ฽ม ตัวอย฽างคือ ผู฾ที่มีภาวะอ฾วนระดับที่ 1 (BMI 25-29.9) จากการตรวจสุขภาพปี 2565 เลือกแบบเจาะจงตามเกณฑ์คัดเข฾าจ้านวน 74 คน วิธีการด าเนินการ โปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการออกก้าลังกาย อบรมให฾ความรู฾ โดย บรรยาย ภาพนิ่ง วีดีทัศน์ ไลน์กลุ฽ม มีโค฾ชประจ้ากลุ฽ม ส฽งบันทึกอาหารและการออกก้าลังกาย ใช฾โปรแกรมแบบแผนความความ เชื่อด฾านสุขภาพโดย ส฽งเสริมการรับรู฾โอกาสเสี่ยง (Perceived Susceptibility) จากการเกิดโรคหรือผลเสียที่เกิดจากการมี น้้าหนักเกิน ส฽งเสริมการรับรู฾ความรุนแรง (Perceived Severity) ของภาวะน้้าหนักเกินและอันตรายจากภาวะน้้าหนักเกิน ให฾ ความรู฾และกระตุ฾นเร฾าถึงผลที่จะเกิดขึ้นากการมีน้้าหนักเกิน ผ฽านวีดิโอภาพ ส฽งเสริมการรับรู฾ประโยชน์ (Perceived Benefits) ของการควบคุมน้้าหนักเพื่อปูองกันภาวะน้้าหนักเกิน ส฽งเสริมการรับรู฾ความสามารถของตนเอง (Self-Efficacy) ในการควบคุม น้้าหนักโดยสร฾างประสบการณ์ที่ประสบความส้าเร็จ ทดลองเลือกอาหารบริโภค สอนค้านวณพลังงานและการออกก้าลังกาย ใช฾ตัวแบบบุคคลที่ประสบความส้าเร็จในการควบคุมน้้าหนัก ส฽งเสริมการจัดการอุปสรรค (Perceived Barriers) ที่เกิดขึ้นจาก การควบคุมน้้าหนักสร฾างความมั่นใจ ใช฾แรงเสริมและให฾การช฽วยเหลือ ติดตามปัญหาอุปสรรค ติดตามน้้าหนัก รอบเอวทุก 2 สัปดาห์ติดตามวัดอินบอดี้ ทุก 4 สัปดาห์โปรแกรม 16 สัปดาห์ เครื่องมือ ประกอบด฾วย ข฾อมูลทั่วไป แบบสอบถามข฾อมูล พฤติกรรมสุขภาพ แบบสอบถามแบบแผนความเชื่อด฾านพฤติกรรมสุขภาพค฽าความเชื่อมั่น 0.82 รวบรวมข฾อมูล มีนาคม - กรกฎาคม 2566 วิเคราะห์โดย สถิติเชิงพรรณนา ได฾แก฽ ค฽าเฉลี่ย ส฽วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมาน ได฾แก฽ Pair t-test ผลการศึกษา หลังทดลองกลุ฽มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู฾โอกาสเสี่ยงของโรคอ฾วนและน้้าหนักเกิน คะแนนเฉลี่ยการรับรู฾ต฽อ อุปสรรคในการปฏิบัติตัว สูงกว฽าก฽อนทดลองอย฽างมีนัยส้าคัญทางสถิติ (p<.05) คะแนนเฉลี่ยของน้้าหนักตัว ดัชนีมวลกาย มวล ไขมัน และเปอร์เซ็นต์ไขมันน฾อยกว฽าก฽อนทดลองอย฽างมีนัยส้าคัญทางสถิติ (p<.05) สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ น้าโปรแกรมไปใช฾ในการส฽งเสริมพฤติกรรมการลดน้้าหนักในกลุ฽มผู฾ปุวยโรคเรื้อรังในชุมชน ในคลินิกเพื่อส฽งเสริมให฾มีการ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพด฾านอาหาร และการออกก้าลังกายที่มีประสิทธิภาพ ค าส าคัญ: บุคลากรที่มีน้้าหนักเกิน แบบแผนความเชื่อด฾านสุขภาพ พฤติกรรมการบริโภคอาหารและการออกก้าลังกาย


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 283 E7.15 การพัฒนาเครือข่ายระบบการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคอง Palliative care พรทิพย์ เหนือคูเมือง ผู้ปุวยใน กลุ่มงานการพยาบาล โรงพยาบาลปะค า จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ที่มาและความส าคัญส าคัญ การดูแลผู้ปุวยระยะสุดท้ายแบบประคับประคอง (Palliative care) เป็นการดูแลผู้ปุวยทุกกลุ่มวัยในการเกิด เจ็บปุวยด้วยโรคร้ายแรงและส่งผลต่อสภาพร่างกายผู้ปุวยแบบรุนแรง มุ่งเน้นการดูแลแบบประคับประคองแบบองค์ รวม เปูาหมายหลัก คือ ให้ผู้ปุวยระยะสุดท้ายมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยมีทีมสหวิชีพที่ผ่านการอบรมในการดูแล งานผู้ปุวยใน โรงพยาบาลปะค าเห็นความส าคัญในการสร้างเครือข่ายในการดูแลผู้ปุวยระยะสุดท้ายและได้มี การสร้างทีมเครือข่ายร่วมกับสหวิชาชีพเพื่อดูแลและช่วยเหลือแบบประคับประคองให้ผู้ปุวยได้เข้าถึงบริการ ลดความ ทุกข์ทรมานจากอาการเจ็บปุวยตลอดจนการดูแลครอบครัวผู้ป ุวยจากความโศกเศร้า เนื่องจากการสูญเสียผู้ปุวยไป จากสถิติโรงพยาบาลปะค าจากการเก็บข้อมูลมีผู้ป ุวยระยะสุดท้ายปี พ.ศ.2561-2565 จ านวน 462 ราย เสียชีวิตที่ บ้าน 381 ราย เสียชีวิตที่โรงพยาบาลปะค า 23 ราย วัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ปุวยระยะสุดท้ายได้รับการดูแลทางการแพทย์การพยาบาล รวมถึงการดูแลแบบองค์รวมเพื่อให้ ลดความไม่สุขสบายผู้ปุวยและญาติจากการสูญเสียให้สามารถเผชิญหน้า การสูญเสียที่เกิดขึ้นได้และ - เพื่อพัฒนา องค์ความรู้แบบต่อเนื่องให้ทีมสหวิชาชีพ มีการสร้างเครือข่ายเพิ่มในการดูแลผู้ปุวยในกลุ่มอสม. กลุ่ม Caregiver และ ญาติ ในการดูแลผู้ปุวยอย่างถูกต้องได้ วิธีการด าเนิน มีการประชุมทีมและแต่งตั้งทีมPCN ในการดูแลผู้ปุวย มีการจัดตั้งทีมPCN ในการดูแลผู้ปุวยทาง โทรศัพท์ตลอด 24 ชม. มีระบบส่ง Consult PCN ในเวลาราชการ และCase ฉุกเฉิน/นอกเวลาราชการพยาบาล Er Consul แพทย์เวรและประสานทีมสหวิชีพออกเยี่ยมบ้านผู้ปุวย มีระบบเครือข่ายทางโทรศัพท์และLine สามารถ ติดต่อได้ตลอดเวลา เชื่อมต่อส่งเคสจากPC team และส่งข้อมูลข่าวสารความรู้ มีทีมสหวิชาชีพลงเยี่ยมบ้าน ผลการศึกษา จ านวนผู้ปุวยที่ได้รับบริการเพิ่มมากขึ้นจากปี2561-2566จ านวน 76,82,98,110,172 รายตามล าดับ ผู้ดูแลมีความรู้และทักษะในการดูแลผู้ปุวยร้อยละ100 และการลดอัตราความไม่สุขสบายโดยใช้ยา opioid มากกว่า ร้อยละ80 สรุปผลการด าเนินงานและการน าไปใช้ประโยชน์ มีทีมสหวิชาชีพดูแลผู้ปุวยแบบประคับประคองครอบคลุมองค์รวม และลดความทุกข์ทรมานจากกการเจ็บปุวยของผู้ป ุวยได้ ผู้ปุวยและญาติสามารถใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข มี คุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุขสบายทั้งทางร่างกายและจิตใจ สามารถจากไปอย่างสงบ มีทีมสหวิชาชีพที่มีองค์ความรู้ใน การดูแลและดูแลผู้ปุวยและญาติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ค าส าคัญ : การดูแลระยะสุดท้าย ดูแลแบบประคับประคอง


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 284 7.16 ผลการดูแลผู้ปุวยระยะประคับประคองที่หอผู้ปุวยประคับประคองบุรีรักษ์ โรงพยาบาลบุรีรัมย์ สุกัญญา พาสว฽าง งานดูแลผู฾ปุวยประคับประคอง กลุ฽มการพยาบาลโรงพยาบาลบุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ แม฾ว฽าปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์จะมีความก฾าวหน฾าไปมากแต฽ยังคงมีผู฾ปุวยจ้านวนมากเจ็บปุวยด฾วย โรคที่ไม฽สามารถรักษาให฾ หายขาดได฾โดยเฉพาะผู฾ปุวยมะเร็งระยะแพร฽กระจายผู฾ปุวยที่มีการท้างานของอวัยวะส้าคัญล฾มเหลว เป็นต฾น ผู฾ปุวยในกลุ฽มนี้ควรได฾รับการดูแลแบบ ประคับประคองร฽วมด฾วย โดยมุ฽งเน฾นการดูแล แบบองค์รวม ทั้ง ร฽างกาย จิตใจ สังคมและจิตวิญญาณ ซึ่งต฾องใช฾เจ฾าหน฾าที่สาธารณสุขที่มีความรู฾ เฉพาะทาง เพื่อให฾ ผู฾ปุวยระยะท฾ายและครอบครัวได฾รับการดูแลแบบประคับประคองที่เฉพาะเจาะจงตามแผนการรักษา และ ช฽วย ลดทรัพยากรที่ ต฾องพึ่งพาเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูงในการพยุงชีพที่ไม฽ก฽อเกิดประโยชน์ ดังนั้นหน฽วยงาน ดูแลผู฾ปุวยประคับประคอง รพ.บุรีรัมย์ จึงได฾จัดตั้ง “หอผู฾ปุวยประคับประคองบุรีุรักษ์” เพื่อให฾การดูแลผู฾ปุวย และครอบครัวได฾อย฽างมีประสิทธิภาพ หอผู฾ปุวยประคับประคอง รพ.บุรีรัมย์ เริ่มเปิด ให฾บริการวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2565 มีเตียงผู฾ปุวย 8 เตียง รับผู฾ปุวยโรคมะเร็ง ผู฾ปุวยที่อวัยวะส้าคัญล฾มเหลวที่ต฾องการดูแลแบบประคับประคอง รวมทั้งกลุ฽มผู฾ปุวยที่ต฾องการ ถอดถอนเครื่องพยุงชีพในวาระท฾ายของชีวิตและเสียชีวิตที่โรงพยาบาลวัตถุประสงค์การศึกษา 1.เพื่อศึกษาผลการ ด้าเนินการหอผู฾ปุวยประคับประคอง รพ.บุรีรัมย์ 2.เพื่อให฾มีการจัดการอาการที่มีประสิทธิภาพในผู฾ปุวยระยะท฾าย 3.เพื่อรองรับการถอดถอนเครื่อง พยุงชีพในผู฾ปุวยระยะท฾าย ตามเจตจ้านค์ของผู฾ปุวยและครอบครัว และ4.เพื่อตอบสนองความพึงพอใจของผู฾ปุวยระยะท฾ายและครอบครัว วิธีด าเนินการ: เป็นการศึกษาเชิงพรรณา แบบภาคตัดขวาง (Cross sectional study) เก็บข฾อมูลผู฾ปุวยที่มารับ บริการ ที่หอผู฾ปุวยประคับประคอง โรงพยาบาลบุรีรัมย์ ตั้งแต฽ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2565 -31 สิงหาคม พ.ศ. 2566 ใช฾แบบประเมินความสามารถในการช฽วยเหลือตนเอง (Palliative performance scale) แบบประเมินอาการ ESAS (Edmonton symptom assessment system) แบบสอบถามความพึงพอใจของญาติ โดยใช฾ สถิติค฽าเฉลี่ย ร฾อยละ ส฽วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค฽าพิสัย ผลการศึกษา ผู฾ปุวยที่รับบริการที่หอผู฾ปุวยประคับประคองทั้งหมด 293 คน เป็นผู฾ชาย 144 คน ผู฾หญิง 149 คน อายุเฉลี่ย 67.68 ปี ได฾รับการวินิจฉัยโรคมะเร็งระยะลุกลาม 210 คน ส฽วนใหญ฽เป็นมะเร็งตับและทางเดินน้้าดี จ้านวน 31 คน ร฾อยละ 15 มะเร็งปอด จ้านวน 27 คิดเป็นร฾อยละ 9.2 ความสามารถในการช฽วยเหลือตนเอง (Palliative performance scale) ส฽วนใหญ฽อยู฽ที่ ระดับ น฾อยกว฽า 30 จ้านวน 213 ราย ร฾อยละ 72 อาการไม฽สุขสบายจากแบบประเมิน ESAS ที่พบมากได฾แก฽ อาการปวด เป็น ร฾อยละ 70 อาการ หอบเหนื่อย ร฾อยละ 78 ค฽าคะแนนความปวด (Pain score) เฉลี่ยแรกรับ 6.3 คะแนน หลังจากใช฾แนวทางปฏิบัติจัดการความปวด ประเมินความ ปวดเฉลี่ยภายใน 72 ชั่วโมง เป็น 3.4 คะแนน ผู฾ปุวยเสียชีวิตที่หอผู฾ปุวยจ้านวน 106 คน คิดเป็นร฾อยละ 36.2 ผู฾ปุวยเสียชีวิตที่บ฾าน 173 คน คิด เป็นร฾อยละ 59.04 และผู฾ปุวยประคับประคองที่ยังมีชีวิตจ้านวน 14 ราย คิดเป็นร฾อยละ 4.7 ผู฾ปุวยระยะท฾ายที่แสดงความจ้านงค์ขอถอดถอนเครื่อง พยุงชีพ ที่ไม฽ก฽อให฾เกิดประโยนช์เป็นจ้านวน 22 ราย คิดเป็นร฾อยละ 7.5 ส฽วนใหญ฽เป็นผู฾ปุวยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรือแตกรุนแรง ระยะวันนอน ที่หอผู฾ปุวยประคับประคองเฉลี่ยรักษาที่หอผู฾ปุวยประคับประคองเฉลี่ย 14.3 วัน มีค฽าใช฾จ฽ายเฉลี่ย 58,314 บาทต฽อราย อย฽างไรก็ตาม หากค้านวณ การขอรับค฽าบริการทางสาธารณสุขแบบผู฾ปุวยใน พบว฽าค฽าน้้าหนักสัมพัทธที่ปรับตามวันนอน (AdjRW) เป็น 6.351 หรือ คิดเป็น 76,212 บาทต฽อ ราย ผู฾ปุวยและญาติมีความพึงพอใจต฽อการรับการดูแลที่หอผู฾ปุวยโดยเฉพาะด฾านพฤติกรรมบริการ การสื่อสารกับผู฾ปุวยและญาติ ความเห็นอกเห็น ใจต฽อผู฾ปุวยและครอบครัว การจัดการอาการไม฽สุขสบายของผู฾ปุวย อย฽างทันท฽วงที สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์หอผู฾ปุวยประคับประคองสามารถให฾บริการผู฾ปุวยโรคมะเร็งระยะลุกลามและผู฾ปุวยที่ต฾องการดูแลแบบ ประคับประคอง สามารถตอบสนองการดูแลความไม฽สุขสบายของผู฾ปุวยและเพิ่มคุณภาพชีวิตให฾ผู฾ปุวยและครอบครัว ดังนั้นควรมีการจัดตั้งหอผู฾ปุวย ประคับประคองเพื่อให฾บริการผู฾ปุวยและครอบครัวได฾อย฽างมีประสิทธิภาพ ค้าส้าคัญ หอผู฾ปุวยประคับประคอง อาการในผู฾ปุวยระยะท฾าย ความพึงพอใจ ค าส าคัญ การดูแลระยะสุดท฾าย การดูแลประคับประคอง มะเร็ง


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 285 E7.17 กรณีศึกษาการนวดกระตุ้นการกลืนในผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลาง (IMC) ที่มีภาวะกลืนล าบาก อัญชณา บุญจันทร์ โรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ จากการดูแลฟื้นฟูสมรรถภาพผู฾ปุวยระยะกลางพบว฽าผู฾ปุวยโรคหลอดเลือด สมองมีภาวะกลืนล้าบากร฽วมด฾วย งานแพทย์แผนไทยจึงเล็งเห็นถึงปัญหาดังกล฽าว จึงศึกษากรณีศึกษาการนวด กระตุ฾นการกลืนในผู฾ปุวยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลางที่มีภาวะกลืนล้าบากจากการคัดกรองแบบประเมิน ความพร฾อมของผู฾ปุวยก฽อนเริ่มการกลืน (Dysphagia Screening Test) ที่มารับการรักษาที่คลินิกแผนไทย วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อศึกษากรณีศึกษาและเสนอวิธีการรักษาการนวดกระตุ฾นการกลืนในผู฾ปุวยโรค หลอดเลือดสมองระยะกลางที่มีภาวะกลืนล้าบาก วิธีการด าเนินการ 1. เก็บข฾อมูลเชิงกรณีศึกษา จ้านวน 3 ราย 2. ใช฾แบบประเมินความพร฾อมของผู฾ปุวยก฽อนเริ่มการกลืน (Dysphagia Screening) 3. วางแผนการรักษา นวดกระตุ฾นการกลืน ต฽อเนื่อง 4 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง และบันทึกข฾อมูลระดับความสามารถในการ รับประทานอาหารทางปาก (Functional Oral Intake Scale (FOIS) ก฽อนและหลังนวด 4. ติดตาม สรุปและวิเคราะห์ผลการรักษา ผลการศึกษา จากแบบบันทึกข฾อมูลระดับความสามารถในการรับประทานอาหารทางปาก (Functional Oral Intake Scale (FOIS) ของผู฾ปุวยทั้ง 3 ราย พบว฽า - รายที่ 1 ชาย อายุ 64 ปีก฽อนนวด มีระดับความสามารถในการรับประทานอาหารทางปาก อยู฽ระดับ ที่ 5 และหลังนวดในสัปดาห์ที่ 4 พบว฽าผู฾ปุวยมีระดับความสามารถในการรับประทานอาหารทางปาก อยู฽ระดับ ที่ 7 -รายที่ 2 หญิง อายุ 78 ปีก฽อนนวด มีระดับความสามารถในการรับประทานอาหารทางปาก อยู฽ระดับ ที่ 5 และหลังนวดในสัปดาห์ที่ 4 พบว฽าผู฾ปุวยมีระดับความสามารถในการรับประทานอาหารทางปาก อยู฽ระดับ ที่ 6 -รายที่ 3 หญิง อายุ 62 ปีก฽อนนวด มีระดับความสามารถในการรับประทานอาหารทางปาก อยู฽ระดับที่ 6 และหลังนวดในสัปดาห์ที่ 4 พบว฽าผู฾ปุวยมีระดับความสามารถในการรับประทานอาหารทางปาก อยู฽ระดับที่ 7 ข้อเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้ สามารถอนุมาณได฾ว฽าหลังการนวดกระตุ฾นการกลืนผู฾ปุวยมีความสามารถในการรับประทานอาหารทาง ปากดีขึ้นอย฽างน฾อย 1 ระดับ น้าข฾อมูลที่ได฾ไปศึกษาต฽อปัจจัยที่ผลต฽อการนวดกระตุ฾นการกลืน ค าส าคัญ : โรคหลอดเลือดสมอง, ผู฾ปุวยระยะกลาง, ภาวะกลืนล้าบาก, นวดกระตุ฾นการกลืน


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 286 มหกรรมคุณภาพ HACC Forum นครชัยบุรินทร์ครั้งที่ 16 “Growth Mindset for Better Healthcare System” ในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2566 เวลา 08.30-17.00 น. ณ โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา E -Poster Presentation กลุ่มที่ 8 การพัฒนาระบบยา/ระบบสนับสนุนอื่นๆ จ านวน 20 เรื่อง น าเสนอวันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 เวลา 14.30-18.30 น ห้องอรพิม ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ หมาย เหตุ 1 14.30 - 14.40 น. การพัฒนากระบวนการเฝูาระวัง และปูองกัน Metformin Associated Lactic Acidosis (MALA) ในโรงพยาบาลชุมพลบุรี และโรงพยาบาลส฽งเสริมสุขภาพ ต้าบลในเครือข฽าย นายสง฽า มั่นยืน โรงพยาบาลชุม พลบุรี สุรินทร์ 093-4161192 2 14.40 - 14.50 น. การใช฾ตัวส฽งสัญญาณ (trigger tools) ค฾นหาเหตุการณ์ ไม฽พึงประสงค์จากการใช฾ยา นางสาวปรัตดา ศรีสมบัติ โรงพยาบาล พิบูลมังสาหาร อุบลราชธานี 094-2419555 3 14.50 - 15.00 น. สถานการณ์การจ้าหน฽ายยาใน ร฾านขายของช้า และปัจจัยที่ ผู฾ประกอบการน้ายาที่ไม฽ เหมาะสมมาจ้าหน฽ายในร฾านขาย ของช้า ในพื้นที่ต้าบลโคกมั่งงอย อ้าเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ นายกฤษฎา ประกอบวรการ โรงพยาบาลคอน สวรรค์ ชัยภูมิ 085-6308322 4 15.00 - 15.10 น. Application Pharm Care เพื่อ ติดตามการใช฾ยาในผู฾ปุวยมะเร็ง ระยะท฾ายที่ใช฾สารสกัดกัญชาสูตร THC: CBD โรงพยาบาลปากช฽องนานา นางพรพีรา หิน อ฽อน โรงพยาบาล ปากช฽องนานา นครราชสีมา 087-2331405 5 15.10- 15.20 น การพัฒนาระบบปูองกันการแพ฾ ยาซ้้าข฾ามโรงพยาบาลของงาน บริการจ฽ายยาผู฾ปุวยนอก โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา นางสาว อภิญญา ปานเจริญศักดิ์ โรงพยาบาล มหาราช นครราชสีมา นครราชสีมา 094-5259989 6 15.20 - 15.30 น. การเปรียบเทียบผลลัพธ์ทาง คลินิกและความปลอดภัยในการ ใช฾ยาวาร์ฟาริน จากการใช฾ระบบ คัดกรองใบสั่งยาวาร์ฟาริน และ ฉลากรูปภาพเสริมส้าหรับผู฾ปุวย นอก โรงพยาบาลชัยภูมิ นางสม ปรารถนา ภักติยา นุวรรตน์ โรงพยาบาล ชัยภูมิ ชัยภูมิ 081-8863968 7 15.30 - 15.40 น. ผลการศึกษาปัญหาที่เกี่ยวกับยา ในผู฾ปุวยที่ได฾รับยาวาร์ฟาริน บนหอผู฾ปุวยใน โรงพยาบาลบ฾าน กรวด จังหวัดบุรีรัมย์ นายอนุสรณ์ จรกระโทก โรงพยาบาลบ฾าน กรวด บุรีรัมย์ 094-5423532


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 287 ล าดับ เวลา น าเสนอ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ หมาย เหตุ 8 15.40- 15.50 น การพัฒนาระบบปูองกันความ คลาดเคลื่อนทางยาใน ผู฾ปุวย Home Ward นางสาวอภัสศร ฟองอ฽อน โรงพยาบาลภักดี ชุมพล ชัยภูมิ 088-5125987 9 15.50- 16.00 น ไตไม฽ดี ห฾ามคีย์ METFORMIN พ.ท.หญิงต฽อพร เข็มทอง โรงพยาบาลค฽าย สุรนารี นครราชสีมา 062-2614288 10 16.00 - 16.10 น. การพัฒนา medication reconciliation ส้าหรับผู฾ปุวยใน โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ นางสายสุดา สายรัตน์ โรงพยาบาล เขวาสินรินทร์ สุรินทร์ 090-2842323 11 16.10 - 16.20 น. การพัฒนากระบวนการเทียบ ประสานรายการยาผู฾ปุวยใน โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จย฽า 100 ปี นายคมธัญจักร เจริญชัยภพสิน โรงพยาบาล เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จย฽า 100 ปี นครราชสีมา 085-4166197 12 16.20 - 16.30 น. การพัฒนาระบบการดูแลผู฾ปุวย คลินิกวาร์ฟาริน (warfarin) โรงพยาบาลห฾วยแถลง นางสาว วรกานต์ มิตร วงศ์ โรงพยาบาลห฾วย แถลง นครราชสีมา 088-5812375 13 16.30 - 16.40 น. ผลของการบริบาลเภสัชกรรมใน ผู฾ปุวยเด็กสมาธิสั้นที่ได฾รับยา Methylphenidate ภญ.จีรญา เหลืองอภิรมย์ โรงพยาบาลสูง เนิน นครราชสีมา 098-5842827 14 16.40 - 16.50 น. การพัฒนารูปแบบการรับยาโรค เรื้อรังผ฽าน Health Station โรงพยาบาลโนนนารายณ์ จังหวัดสุรินทร์ นางสาวอรุณ ศุกร์ ค้างาม โรงพยาบาลโนน นารายณ์ สุรินทร์ 096-5567375 15 16.50- 17.00 น การพัฒนาระบบปูองกันความ เสี่ยงในผู฾ปุวยที่ได฾รับยาที่มี ความเสี่ยงแพ฾ยารุนแรง นางธนิดา เอก ตาแสง โรงพยาบาล มหาราช นครราชสีมา นครราชสีมา 087-2595295 16 17.00 - 17.10 น. Multimodal Norepinephrine Management แนวทางการ บริหารยา NE แบบผสมผสาน พ.ต.หญิง สม ลักษณ์ ตั้งสุณาวรรณ โรงพยาบาลค฽าย สุรนารี นครราชสีมา 062-2614288 17 17.10 - 17.20 น. การพัฒนาระบบการดูแลรักษา ผู฾ปุวยวัณโรคดื้อยาหลายขนาน ด฾วยสูตรยาระยะสั้น 9 เดือน นายเกษมศักดิ์ ทูลมาลา โรงพยาบาล ปราสาท สุรินทร์ 044-551295 ต฽อ 1011 18 17.20 - 17.30 น. การดูแลผู฾ปุวย STEMI ที่ได฾รับ SK นางสุชาดา สัง สัมฤทธิ์และ นางสาวอุไร วรรณ ชอบศิลป฼ โรงพยาบาล ล้าทะเมนชัย นครราชสีมา 0899452214 19 17.30 – 17.40 น การพัฒนารูปแบบระบบการ ปูองกันการแพร฽กระจายเชื้อดื้อ ยา นางวิลาวรรณ นิลรัตนโกศล โรงพยาบาลสตึก บุรีรัมย์ 064-0909092 20 17.40 - 17.50 น. พัฒนาระบบการดูแลผู฾ปุวยเชื้อ ดื้อยา นางนภาเพ็ญ เชื้อเดิม โรงพยาบาลโนน นารายณ์ สุรินทร์ 088-6989424


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 288 E8.1 การพัฒนากระบวนการเฝูาระวังและปูองกัน Metformin Associated Lactic Acidosis (MALA) ในโรงพยาบาลชุมพลบุรีและ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลในเครือข่าย ภก.สง฽า มั่นยืน, ภญ.วนิดา สายกระสุน, พญ.ปุญญาภา จักรค้า, นพ.วสันต์ อนุสรณ์ โรงพยาบาลชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: Metformin Associated Lactic Acidosis (MALA) เป็นอุบัติการณ์ที่พบได฾น฾อยแต฽มี ความรุนแรงสูงอาจท้าให฾ผู฾ปุวยเสียชีวิตได฾ปัจจัยเสี่ยงเกิดจากระดับยา metformin สูงกว฽าระดับปกติร฽วมกับมีปัจจัย ส฽งเสริม ได฾แก฽ การท้างานของไตลดลง, โรคตับ, sepsis, CHF, reduce tissue perfusion, ขาดออกซิเจน MALA มักจะเกิดได฾มากในผู฾ปุวยที่มี renal impairment จาก dehydration, อาเจียน, ท฾องเสีย, การผ฽าตัด โดยเฉพาะใน ผู฾สูงอายุ การติดตามพารามิเตอร์ที่ส้าคัญได฾เร็วเพิ่มโอกาสในการปูองกันการเกิด MALA ได฾ ในปี2558-2562 โรงพยาบาลชุมพลบุรีพบอุบัติการณ์MALA 0, 1, 0, 1, และ 3 ราย ตามล้าดับ วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนากระบวนการเฝูาระวังและปูองกัน MALA ในโรงพยาบาลชุมพลบุรีและโรงพยาบาลส฽งเสริม สุขภาพต้าบล (รพ.สต.) ในเครือข฽าย วิธีด าเนินการ: 1. ประชุมคณะท้างานสหสาขาวิชาชีพ 2. ก้าหนดกลุ฽มเสี่ยงการเกิด MALA 3. ก้าหนดเงื่อนไขอาการที่ ต฾องหยุดยา 4. ก้าหนดแนวทางการติดตามและเฝูาระวัง ได฾แก฽ 4.1 ตรวจระดับ Scr อย฽างน฾อยปีละ 1 ครั้ง และคัด กรองปัจจัยเสี่ยงการเกิด MALA ทุกราย 4.2 ห฾ามให฾ Metformin ในผู฾ปุวยที่มีค฽า sCr ≥ 1.4 mg/dL หรือ eGFR ≤ 30 ml/min/1.73 m2 5. พัฒนาโปรแกรม HosXP ให฾ 5.1 แจ฾งค฽า eGFR ในใบสั่งยา 5.2 แสดง pop-up แจ฾งเตือน ห฾ามใช฾ยากรณี Scr ≥ 1.4 mg/dL หรือ eGFR ≤ 30 ml/min/1.73 m2 5.3 กรณีeGFR > 30 ml/min/1.73 m2 แจ฾งเตือนและแนะน้าขนาดยาที่เหมาะสมให฾แพทย์ 5.4 แสดง pop-up แจ฾งเตือนกรณีสั่งยาให฾ผู฾ปุวยที่ไม฽เคยตรวจ sCr 6. ท้าเอกสารให฾ค้าแนะน้าผู฾ปุวย 7. คัดกรองข฾อมูลผ฽านโปรแกรม RDU-R9 ซ้้า 8. บันทึกข฾อมูลผู฾ปุวยที่เกิด MALA ใน HosXP ปูองกันการเกิดซ้้า 9. ติดตาม วิเคราะห์ ประเมินและสรุปผล ผลการศึกษา: หลังการพัฒนา ปี 2562-2565 คัดกรองผู฾ปุวยที่ใช฾ยา metformin ที่มีค฽า sCr > 1.2 mg/dL เพื่อปรับ ยาได฾ครบ 100% (336, 342, 286, 297 ราย ตามล้าดับ) และไม฽มีผู฾ปุวยที่มีค฽า sCr > 1.4 mg/dL หรือ eGFR ≤ 30 ml/min/1.73 m2 ได฾รับยา metformin และปี2562-2563 ผู฾ปุวยที่ใช฾ metformin ขนาด > 2,550 mg/วัน ที่ได฾รับ การปรึกษาแพทย์เพื่อปรับลดขนาดยาลงทุกราย จ้านวน 425 และ 37 ครั้ง หลังจากนั้นไม฽มีการสั่งใช฾ยา metformin ขนาด > 2,550 mg/day อีกเลย ปี 2566 ระบบ pop-up ที่พัฒนาเพิ่มในโปรแกรม HosXP สามารถแจ฾งเตือนแบบ real time ส้าหรับอุบัติการณ์ MALA พบเกิด 4, 3, 1, 0 ราย ในปี 2563-2566 ตามล้าดับ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: กระบวนการก้าหนดแนวทางปฏิบัติ คัดกรองผ฽านโปรแกรม RDU-R9 ร฽วมกับใช฾ระบบแจ฾งเตือน ให฾ค้าแนะน้าขนาดยาและ lock การสั่งใช฾ยาที่เข฾าเกณฑ์ห฾ามใช฾ผ฽านโปรแกรม HosXP แบบ real time ที่พัฒนาขึ้นสามารถเฝูาระวังและปูองกัน MALA ได฾ ค าส าคัญ: Metformin Associated Lactic Acidosis, MALA, ภาวะเลือดเป็นกรดจากกรดแลคติก


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 289 E8.2 การใช้ตัวส่งสัญญาณ (trigger tools) ค้นหาเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา ภญ.ปรัตดา ศรีสมบัติ โรงพยาบาลพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: ตัวส฽งสัญญาณเป็นเครื่องมือในการค฾นหาและส฽งสัญญานเหตุการณ์ไม฽พึงประสงค์ เป็น วิธีการที่ได฾ผลดีในการวัดระดับการเกิดเหตุการณ์ที่ไม฽พึงประสงค์ ท้าให฾เห็นระดับปัญหาความไม฽ปลอดภัยของผู฾ปุวย ดังนั้นโรงพยาบาลพิบูลมังสาหารจึงคัดเลือกตัวส฽งสัญญาณที่เป็นแนวทางเดียวกันภายในองค์กร 4 ตัวส฽งสัญญาณ ดังนี้ (1) Vitamin K injection และระดับ INR มากกว฽า 6 (2) Naloxone injection (3) Calcium polystyrene sulfonate (4) Chlorpheniramine maleate injection เพื่อค฾นหาเหตุการณ์ไม฽พึงประสงค์จากการใช฾ยาบนหอ ผู฾ปุวยใน วัตถุประสงค์ : เพื่อหาอุบัติการณ์เกิดเหตุการณ์ไม฽พึงประสงค์จากการใช฾ยาโดยใช฾ตัวส฽งสัญญาณ และเพื่อ หาลักษณะ ของเหตุการณ์ไม฽พึงประสงค์จากการใช฾ยาที่เกิดขึ้น วิธีด าเนินการ : การศึกษาแบบสังเกตไปข฾างหน฾าดักจับตัวส฽งสัญญาอย฽างน฾อย 1 รายการใน 4 รายการที่ก้าหนดบน หอผู฾ปุวยใน ระหว฽างเดือนเมษายน ถึง กันยายน พ.ศ. 2566 หากพบตัวส฽งสัญญาณ ผู฾วิจัยจะประเมินว฽าผู฾ปุวยเกิด เหตุการณ์ไม฽พึงประสงค์จากการใช฾ยาหรือไม฽ ข฾อมูลที่ได฾น้ามาการวิเคราะห์หาอุบัติการณ์การเกิดเหตุการณ์ (incidence rate) และโอกาสในการพบเหตุการณ์ (positive predictive value, %PPV) ผลการศึกษา : กลุ฽มตัวอย฽าง 591 ราย เพศชาย ร฾อยละ 81.22 อายุเฉลี่ย 39.45±5.21 ปี ระยะเวลารักษาตัวใน โรงพยาบาลเฉลี่ย 4.91±1.63 วัน พบตัวส฽งสัญญาน ดังนี้ vitamin k injection และ ระดับ INR มากกว฽า 6 จ้านวน 71 รายการ (ร฾อยละ 12.01) naloxone injection จ้านวน 1 รายการ (ร฾อยละ 0.17) calcium polystyrene sulfonate จ้านวน 227 รายการ (ร฾อยละ 38.41) และ chlorpheniramine maleate injection จ้านวน 292 รายการ (ร฾อยละ 49.41) พบเหตุการณ์ไม฽พึงประสงค์จากการใช฾ยาทั้งหมด 78 เหตุการณ์ (ร฾อยละ 13.20 ) เป็น เหตุการณ์ที่สามารถปูองกันได฾ 19 เหตุการณ์ (ร฾อยละ 3.21) อุบัติการณ์การเกิดเหตุการณ์ไม฽พึงประสงค์จากการใช฾ยา (incidence rate) เท฽ากับ 26.79 ครั้งต฽อ 1,000 วันนอน โอกาสในการพบเหตุการณ์ไม฽พึงประสงค์จากยาโดยรวมร฾อย ละ 13.20 ซึ่ง naloxone injection เป็นตัวส฽งสัญญาณที่มีโอกาสในการพบเหตุการณ์ไม฽พึงประสงค์จากยามากที่สุด (%PPV ร฾อยละ 100) รองลงมาคือ chlorpheniramine maleate injection (%PPV ร฾อยละ 18.49) calcium polystyrene sulfonate (%PPV ร฾อยละ 9.69) และ vitamin k injection และระดับ INR มากกว฽า 6 (%PPV ร฾อย ละ 1.41) ตามล้าดับ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : ตัวส฽งสัญญาณท้าให฾เภสัชกรค฾นหาเหตุการณ์ไม฽พึงประสงค์จากยาอย฽างมี เปูาหมายและช฽วยลดภาระงานของเภสัชกร ควรมีการทบทวนตัวส฽งสัญญาณเป็นระยะและปรับให฾สอดคล฾องกับข฾อมูล การเกิดเหตุการณ์ไม฽พึงประสงค์ที่พบบ฽อย ค าส าคัญ: เหตุการณ์ไม฽พึงประสงค์จากการใช฾ยา, อุบัติการณ์, ความรุนแรงของเหตุการณ์, ตัวส฽งสัญญาณ


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 290 E8.3 สถานการณ์การจ าหน่ายยาในร้านขายของช า และปัจจัยที่ผู้ประกอบการน ายาที่ไม่เหมาะสม มาจ าหน่าย ในร้านขายของช า ในพื้นที่ต าบลโคกมั่งงอย อ าเภอคอนสวรรค์จังหวัดชัยภูมิ กฤษฎา ประกอบวรการ โรงพยาบาลคอนสวรรค์จังหวัดชัยภูมิ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: ต้าบลโคกมั่งงอย อ้าเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ พื้นที่ส฽วนใหญ฽ยังเป็นเขตชนบท การด้ารงชีวิตของประชาชนในชุมชนยังคงเป็นวิถีพื้นบ฾าน เมื่อเกิดการเจ็บปุวยเล็กน฾อย ประชาชนมักจะเลือกซื้อหายา ส้าหรับการดูแลสุขภาพเบื้องต฾นโดยเลือกใช฾บริการร฾านขายของช้าใกล฾บ฾านเนื่องจากมีความสะดวก ไม฽ต฾องเดินไกล จากการศึกษาสถานการณ์และจากการศึกษาความชุกของการจ้าหน฽ายยาอย฽างผิดกฎหมายในร฾านขายของช้า พบว฽ามี ร฾านขายของช้าจ้าหน฽ายยาที่ไม฽เหมาะสมและผิดกฎหมาย ท้าให฾เกิดปัญหาจากการใช฾ยาที่ไม฽เหมาะสมในชุมชน วัตถุประสงค์การศึกษา: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การจ้าหน฽ายยาในร฾านขายของช้า ในพื้นที่ ต้าบลโคกมั่งงอย อ้าเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ และเพื่อศึกษาปัจจัยที่ผู฾ประกอบการน้ายาที่ไม฽เหมาะสมมา จ้าหน฽ายในร฾านขายของช้า วิธีด าเนินการ: การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง ประชากรศึกษาและกลุ฽มตัวอย฽าง ได฾แก฽ ผู฾ประกอบการร฾านขายของช้าในเขตต้าบลโคกมั่งงอย อ้าเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิจ้านวนทั้งสิ้น 53 ร฾าน การ รวบรวมข฾อมูลท้าโดยการสัมภาษณ์เจ฾าของร฾านหรือผู฾ขายในกรณีที่เจ฾าของร฾านไม฽อยู฽ โดยใช฾แบบบันทึกการตรวจร฾าน ขายของช้า เก็บข฾อมูลระหว฽างวันที่ 1–30 เมษายน 2566 การแปรผลและวิเคราะห์ข฾อมูล ส฽วนของข฾อมูลทั่วไป เกี่ยวกับร฾านขายของช้าและความชุกของการจ้าหน฽ายยาที่ไม฽เหมาะสม รายงานในรูปของจ้านวน ร฾อยละ และค฽าเฉลี่ย ผลการศึกษา: จากการศึกษานี้พบว฽า ร฾านขายของช้าในเขตต้าบลโคกมั่งงอย อ้าเภอคอนสวรรค์จังหวัดชัยภูมิ มีการ จ้าหน฽ายยาอันตราย 34 ร฾าน จากการส้ารวจทั้งหมด 53 ร฾าน คิดเป็นร฾อยละ 64.15 แหล฽งที่มาของยาอันตรายที่น้ามา จ้าหน฽ายในร฾านขายของช้า 3 ล้าดับแรก ได฾แก฽ ร฾านขายยา (ขย.1) ในตัวอ้าเภอ ร฾อยละ 85.29 ร฾านขายของช้า(ที่เป็น ร฾านขายส฽ง) ร฾อยละ 47.06 และรถเร฽ขายส฽งของช้า ร฾อยละ38.24 แรงจูงใจในการจ้าหน฽ายยาที่ไม฽เหมาะสมในร฾านขาย ของช้า 3 ล้าดับแรก ได฾แก฽ ความต฾องการผลก้าไรและความต฾องการของคนในชุมชน ร฾อยละ 100 รองลงมาคือ ความ จ้าเป็นเร฽งด฽วนในการใช฾ยา ร฾อยละ 94.12 และร฾านขายของช้าไม฽ทราบประเภทยาที่ขายได฾ร฾อยละ 85.29 ประเภทยา ที่พบ 3 ล้าดับแรก ได฾แก฽ ยาแก฾หวัด ร฾อยละ 100 ยาแก฾ปวดกลุ฽ม NSAIDs ร฾อยละ 94.12 และยาปฏิชีวนะ ร฾อยละ 76.47 ข้อเสนอแนะ: ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมถึงพฤติกรรมของผู฾บริโภคว฽ามีปัจจัยใดบ฾างที่ท้าให฾ผู฾บริโภคเลือกที่จะซื้อยาจาก ร฾านขายของช้า แทนที่จะไปรับบริการตามสถานพยาบาลหรือสถานประกอบการด฾านสุขภาพที่ได฾มาตรฐานและ ถูกต฾องตามกฎหมาย ค าส าคัญ: ร฾านขายของช้า ยาไม฽เหมาะสม ยาอันตราย ยาสามัญประจ้าบ฾าน


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 291 E8.4 Application Pharm Care เพื่อติดตามการใช้ยาในผู้ปุวยมะเร็งระยะท้ายที่ใช้สารสกัดกัญชาสูตร THC:CBD โรงพยาบาลปากช่องนานา จังหวัดนครราชสีมา ภญ.พรพีรา หินอ฽อน โรงพยาบาลปากช฽องนานา จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ คนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง 84,037 คนต่อปี กระทรวงสาธารณสุข มี นโยบายให฾โรงพยาบาลทุกแห฽ง ให฾บริการคลินิกกัญชาทางการแพทย์ เพื่อให฾ผู฾ปุวยได฾เข฾าถึงยากัญชาที่มี คุณภาพ ปลอดภัย เหมาะสม แต฽ยังพบปัญหาความยุ฽งยากในการติดตามประเมินผลด฾านต฽างๆเนื่องจากน้้ามัน กัญชาเป็นยาใหม฽ที่น้าเข฾ามาใช฾กับผู฾ปุวยระยะท฾ายจ้าเป็นต฾องท้าการติดตามการใช฾ยาอย฽างเป็นระบบ ผู฾วิจัย สนใจพัฒนาระบบการติดตามประเมินผลด฾วยการสร฾าง “Application Pharm Care” วัตถุประสงค์1) เพื่อสร฾าง Application Pharm Care, 2) เพื่อประเมินผลลัพธ์ทางคลินิกในผู฾ปุวยมะเร็งระยะ ท฾ายที่ใช฾สารสกัดกัญชาสูตร THC:CBD วิธีด าเนินการ วิจัย Action Research ประชากร ผู฾ปุวยโรคมะเร็งระยะท฾ายที่เข฾ารับการรักษาในเดือน ส.ค.–พ.ย. 66 จ้านวน 20 คน เครื่องมือ Application Pharm Care ที่มีแบบประเมิน DRP ,ESAS และ PSQI การด าเนินการพัฒนานวัตกรรม 1) ขอจริยธรรม ทบทวนความรู฾เรื่องการบริบาลเภสัชกรรมในผู฾ปุวย ที่ใช฾ยากัญชาทางการแพทย์, 2) ออกแบบค้าถามและแนวทางในการติดตาม, 3) สร฾าง Application Pharm Care โดยความร฽วมมือของโปรแกรมเมอร์ ด้าเนินการใน 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การสร฾างโปรแกรมโดยใช฾ ข฾อมูลที่ได฾จากการทยทวนวรรณกรรม ใส฽แบบประเมิน DRP ,ESAS และ PSQI ในโปรแกรม ระยะที่ 2 พัฒนาโปรแกรมให฾สามารถใช฾งานผ฽านสมาร์ทโฟน และ คลาวด์ ( Cloud ) ผ฽านอินเตอร์เน็ต 4) ทดลองใช฾ ปรับปรุงระบบ 5) เก็บข฾อมูลประเมินผล การเก็บข฾อมูล จากระบบประมวลผล Appplication สถิติ ร฾อยละ ผลการศึกษา 1) Application Pharm Care สามารถใช฾ประเมินและติดตามตามแนวทางการบริบาลเภสัช กรรม DRP ท้าให฾ปัญหา ความเสี่ยง ถูกแก฾ไขอย฽างเป็นระบบ 2) ผู฾ปุวย20 ราย ได฾รับการติดตาม ร฾อยละ 100 โดยสามารถแก฾ไขปัญหา DRP ได฾ 28 ครั้ง ประเมินคุณภาพชีวิตของผู฾ปุวยได฾ทั้ง อาการปวด อาการเบื่อ อาหาร การนอนหลับ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ การพัฒนาการบริบาลเภสัชกรรม โดยน้าเทคโนโลยีแบบ Application มาใช฾ท้าให฾การติดตามการใช฾ยาของผู฾ปุวยท้าได฾ง฽ายขึ้น ข฾อเสนอแนะ Application สามารถ พัฒนาระบบการเชื่อมต฽อข฾อมูล กับ HosXP เพื่อให฾แพทย์และสหวิชาชีพที่เกี่ยวข฾องดูข฾อมูลของผู฾ปุวยเพื่อใช฾ใน การวางแนวทางในการดูแลผู฾ปุวยได฾แต฽ต฾องได฾รับการอนุญาติจากผู฾ดูแลระบบ ค าส าคัญ Application Pharm Care น้้ามันกัญชา THC:CBD คุณภาพชีวิต


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 292 E8.5 การพัฒนาระบบปูองกันการแพ้ยาซ้ าข้ามโรงพยาบาลของงานบริการจ่ายยาผู้ปุวยนอก โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา อภิญญา ปานเจริญศักดิ์, อมรรัตน์ แพงไธสง กลุ฽มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ในปัจจุบันพบว฽าผู฾ปุวยไปใช฾บริการที่สถานบริการสุขภาพหลายโรงพยาบาล หากขาด การสื่อสารข฾อมูลการแพ฾ยาระหว฽างสถานพยาบาล อาจพบการแพ฾ยาซ้้าได฾เนื่องจากผู฾ปุวยไม฽ทราบชื่อยาที่แพ฾ ลืมชื่อ ยาที่แพ฾หรือไม฽พกบัตรแพ฾ยา หรือไม฽ได฾แจ฾งข฾อมูลการแพ฾ยาแก฽บุคลากรทางการแพทย์ ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงที่จะได฾รับ ยาที่เคยแพ฾ และเกิดแพ฾ยาซ้้าได฾ ทีมงานบริการจ฽ายยาผู฾ปุวยนอกจึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาระบบปูองกันการแพ฾ยาซ้้าข฾าม โรงพยาบาล วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อพัฒนาระบบปูองกันการแพ฾ยาซ้้าข฾ามโรงพยาบาลของผู฾ปุวยนอก วิธีการด าเนินการ ประชุมร฽วมกันก้าหนดแนวทางขั้นตอนการตรวจสอบข฾อมูลแพ฾ยาผ฽านระบบ MSR โดยเริ่ม ด้าเนินการที่ห฾องจ฽ายยาผู฾ปุวยนอกชั้น2 ท้าการการเชื่อมโยงข฾อมูลแพ฾ยาจากฐานข฾อมูลของกระทรวงสาธารณสุขผ฽าน ระบบ MSR แนะน้าการใช฾โปรแกรม MSR ในการ confirm การแพ฾ยาให฾ผู฾เกี่ยวข฾องทราบ หากพบข฾อมูลแพ฾ยาข฾าม โรงพยาบาล เภสัชกรตรวจสอบยืนยันก฽อนจัดยาว฽าไม฽มียาที่แพ฾หรือยาในกลุ฽มเดียวกันกับยาที่แพ฾ หากผู฾ปุวยมีประวัติ แพ฾ยาและยังไม฽มีการบันทึกประวัติแพ฾ยาใน HomC ให฾เภสัชกรส฽งผู฾ปุวยไปยังห฾องให฾ค้าปรึกษาด฾านยา เพื่อตรวจสอบ ข฾อมูลประเมินและบันทึกข฾อมูลแพ฾ยาลงใน HomC และหากมีการสั่งใช฾ยาที่ผู฾ปุวยแพ฾หรือยาในกลุ฽มเดียวกันกับที่แพ฾ ให฾ส฽ง consult แพทย์เพื่อพิจารณาปรับเปลี่ยนยา ผลการศึกษา ด้าเนินการตั้งแต฽เดือนตุลาคม 2565 ถึงกันยายน 2566 ระบบได฾แจ฾งเตือนข฾อมูลการแพ฾ยาข฾าม โรงพยาบาลจ้านวน 5,922 ครั้ง คิดเป็นร฾อยละ 2.87 ของใบสั่งยาทั้งหมด ข฾อมูลที่ระบบแจ฾งเตือนเป็นข฾อมูลในรูปแบบ ข฾อความ ดังนั้นจึงมีข฾อมูลบางส฽วนที่ซ้้ากับข฾อมูลที่มีในฐาน HomC ของโรงพยาบาลคิดเป็นร฾อยละ 95.95 ส้าหรับ ข฾อมูลการแพ฾ยาของผู฾ปุวยที่ไม฽มีในโรงพยาบาลพบ 240 ราย คิดเป็นร฾อยละ 4.05 ของข฾อมูลทั้งหมดที่ระบบแจ฾งเตือน ผู฾ปุวยที่ยังไม฽มีประวัติแพ฾ยาในโรงพยาบาลจะส฽งเข฾าห฾องให฾ค้าปรึกษาด฾านยา เพื่อประเมินและบันทึกข฾อมูลแพ฾ยาลงใน ระบบ HomC เมื่อท้าการประเมินการแพ฾ยาตามระบบของโรงพยาบาลพบว฽า ผู฾ปุวยแพ฾ยา ร฾อยละ 53.75 ไม฽แพ฾ยา ร฾อยละ 46.25 สามารถปูองกันการแพ฾ยาซ้้าข฾ามโรงพยาบาลที่แพทย์สั่งจ฽ายให฾กับผู฾ปุวยได฾จ้านวน 3 ครั้ง คือ ADR type A จากยา Enalapril (ไอ), ADR type B พบผื่นจากยา Folic (MP rash) , Penicillin (rash) ส฽วนอุบัติการณ์ การจ฽ายยาที่ผู฾ปุวยแพ฾ข฾ามโรงพยาบาลซ้้า เท฽ากับ 0 สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ ระบบที่พัฒนาขึ้นช฽วยให฾งานบริการจ฽ายยาผู฾ปุวยนอก สามารถดักจับ ปูองกันการแพ฾ยาซ้้าข฾ามโรงพยาบาลได฾ และไม฽จ฽ายยาที่ผู฾ปุวยมีประวัติแพ฾ ค าส าคัญ แพ฾ยาซ้้า แพ฾ยาข฾ามโรงพยาบาล


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 293 E8.6 การเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางคลินิกและความปลอดภัยในการใช้ยาวาร์ฟาริน จากการใช้ระบบ คัดกรองใบสั่งยาวาร์ฟาริน และฉลากรูปภาพเสริมส าหรับผู้ปุวยนอก โรงพยาบาลชัยภูมิ สมปรารถนา ภักติยานุวรรตน์ โรงพยาบาลชัยภูมิจังหวัดชัยภูมิ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: วาร์ฟาริน (warfarin) เป็นยาต฾านการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทานที่ใช฾กันอย฽าง แพร฽หลาย ในการปูองกันและรักษาภาวะอุดตันของหลอดเลือด แต฽มีดัชนีในการรักษาแคบ จึงต฾องระมัดระวังการใช฾ยา แม฾โรงพยาบาลชัยภูมิจะมีคลินิกวาร์ฟารินที่มีเภสัชกรที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางดูแล แต฽ยังมีผู฾ปุวยนอกอีกส฽วนหนึ่งที่ตรวจ รักษาที่ห฾องตรวจทั่วไป โดยไม฽ได฾ผ฽านคลินิกวาร์ฟาริน ซึ่งโดยกระบวนการท้างานของเภสัชกรห฾องจ฽ายยาผู฾ปุวยนอกที่มี จ้านวนบุคลากร และเวลาจ้ากัด ไม฽สามารถแยกออกจากผู฾ปุวยนอกทั่วไปได฾ พบว฽าเกิดความคลาดเคลื่อนทางยาที่มี ความถี่และระดับอันตรายสูงขึ้น และการควบคุมระดับค฽า INR ยังไม฽ถึงระดับเปูาหมายตามตัวชี้วัดของกระทรวง สาธารณสุข จึงได฾พัฒนาระบบคัดกรองใบสั่งยาวาร์ฟาริน และฉลากรูปภาพเสริมส้าหรับผู฾ปุวยขึ้นมา เพื่อช฽วยแพทย์ กลั่นกรองค้าสั่งใช฾ยา และช฽วยผู฾ปุวยให฾สามารถใช฾ยาได฾อย฽างถูกต฾องและเหมาะสม เกิดประโยชน์ในการรักษาสูงสุด วัตถุประสงค์การศึกษา: เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางคลินิกระหว฽างผู฾ปุวยที่ผ฽านระบบคัดกรองฯ และระบบผู฾ปุวยนอก ทั่วไป ประกอบด฾วยค฽าเฉลี่ยร฾อยละของ TTR (Time in Therapeutic Range) และค฽าเฉลี่ยร฾อยละของ VIR (Visit in Range) ผลลัพธ์ด฾านความปลอดภัยในการใช฾ยาวาร์ฟาริน และผลลัพธ์การจัดการปัญหาจากการใช฾ยา วิธีการด าเนินการ: เป็นการศึกษาวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional study) ซึ่งมีช฽วงระยะเวลาใน การศึกษาระหว฽าง เดือนตุลาคม 2564 ถึง มีนาคม 2566 ณ ห฾องจ฽ายยาผู฾ปุวยนอก โรงพยาบาลชัยภูมิ ด้าเนินการ วิเคราะห์จากฐานข฾อมูลทุติยภูมิ (secondary data) จากห฾องจ฽ายยาผู฾ปุวยนอก ผลการศึกษา: พบว฽าหลังใช฾ระบบคัดกรองฯ (1) ผลลัพธ์ทางคลินิกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ดังนี้ ค่าเฉลี่ยร้อยละของ VIR เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 50.83 เป็นร฾อยละ 69.17, ค่าเฉลี่ยร้อยละของ TTR เพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ 49.71 เป็นร฾อยละ 70.32 และสัดส่วนจ านวนผู้ปุวยในกลุ่มที่ควบคุมระดับ INR ให้อยู่ในช่วงเปูาหมายการ รักษาได้ดีเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 33.33 เป็นร฾อยละ 56.70 (2) ผลลัพธ์ด฾านความปลอดภัย พบว฽าหลังใช฾ระบบฯ ผู฾ปุวย ร฾อยละ 99.17 สามารถควบคุมระดับ INR ได฾ในระดับไม฽เกิน 5 ลดความเสี่ยงการเกิดความไม฽ปลอดภัยในการใช฾ยาวาร์ ฟาริน (3) เภสัชกรสามารถปูองกันและแก฾ไขปัญหาไม฽ให฾ผู฾ปุวยได฾รับอันตรายได฾ร฾อยละ 81.25 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์: ในหน฽วยงานที่มีข฾อจ้ากัดของจ้านวนเภสัชกร ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และเวลาในการบริบาลเภสัชกรรมผู฾ปุวยนอก การใช฾ระบบระบบคัดกรองใบสั่งยาวาร์ฟาริน และฉลากรูปภาพเสริม ส้าหรับผู฾ปุวย สามารถใช฾เป็นแนวทางปฏิบัติในการพัฒนางานบริการเภสัชกรรมผู฾ปุวยนอกที่ใช฾ยาวาร์ฟารินของ โรงพยาบาลตามนโยบายการพัฒนาระบบบริการสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุขได฾ ค าส าคัญ: วาร์ฟาริน, การคัดกรองใบสั่งยา, ฉลากยารูปภาพ


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 294 E8.7 ผลการศึกษาปัญหาที่เกี่ยวกับยาในผู้ปุวยที่ได้รับยาวาร์ฟารินบนหอผู้ปุวยใน โรงพยาบาลบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ อนุสรณ์ จรกระโทก โรงพยาบาลบ฾านกรวด จ.บุรีรัมย์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ: เนื่องจากปัจจุบันโรงพยาบาลบ฾านกรวด มีผู฾ปุวยได฾รับยาวาร์ฟารินมารับบริการเพิ่มขึ้น โดยพบ รายงานอุบัติการณ์ความคลาดเคลื่อนทางยาที่มีความซับซ฾อนและมีความเสี่ยงสูง ซึ่งบางกรณีต฾องได฾รับการนอนรักษาใน โรงพยาบาล เช฽น การเกิดอันตรกิริยาระหว฽างยาท้าให฾เกิดภาวะเลือดออกหรือค฽า INR สูงหรือต่้ากว฽าปกติ หรือผู฾ปุวย รับประทานยาคลาดเคลื่อน เป็นต฾น จากปัญหาดังกล฽าว ผู฾ศึกษาจึงได฾พัฒนาระบบและติดตามผลการดูแลในผู฾ปุวย เพื่อศึกษา ความถี่ ประเภท ความรุนแรงและสาเหตุของปัญหาที่เกี่ยวกับยา (drug related problems: DRPs) ตลอดจนวิธีการแก฾ไข การยอมรับการแก฾ไข และผลการแก฾ไข DRPs ที่เกี่ยวกับการใช฾ยาวาร์ฟาริน วัตถุประสงค์การศึกษา 1) เพื่อศึกษาปัญหาจากการใช฾ยาในผู฾ปุวยที่ได฾รับยาวาร์ฟาริน, 2) เพื่อประเมินผลการติดตามปัญหา จากการใช฾ยาวาร์ฟารินที่หอผู฾ปุวยใน โรงพยาบาลบ฾านกรวด วิธีการด าเนินการ การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ตัวอย฽าง คือ ผู฾ปุวยได฾รับยาวาร์ฟารินที่เข฾ารับการรักษาที่หอผู฾ปุวยใน โรงพยาบาล บ฾านกรวดทุกคน ระหว฽างวันที่ 1 ม.ค.2566 ถึง 30 เม.ย. 2566 จ้านวน 42 เก็บข฾อมูลโดยตรวจสอบประวัติ การ เก็บข฾อมูลด฾วย การสัมภาษณ์ผู฾ปุวยและผู฾ดูแล พร฾อมทั้งค฾นหาและจัดการ DRPs ตามแบบประเมินของ Pharmaceutical Care Network Europe (PCNE) วิเคราะห์โดยใช฾สถิติพรรณนาได฾แก฽ ร฾อยละ ค฽าเฉลี่ย ผลการศึกษา 1) ตัวอย฽าง 42 ราย ส฽วนใหญ฽มีช฽วงอายุมากกว฽า 65 ปี คิดเป็นร฾อยละ 59.5 วันนอนเฉลี่ย 2.4 วัน พบDRPs รวม 71 ครั้ง คิดเป็น ร฾อยละ 73.8 โดยเป็นเรื่องความปลอดภัยของการรักษา(อาการไม฽พึงประสงค์ที่เกี่ยวกับยา) ร฾อยละ 71, 2) ร฾อยละ 42 ของ DRPs มีความรุนแรงอยู฽ในระดับ D คือ เหตุการณ์ปัญหาเกิดขึ้นกับผู฾ปุวยแล฾วต฾องให฾การดูแลเฝูาระวังเป็น พิเศษ, 3) ร฾อยละ 60 ของสาเหตุของ DRPs เกิดจากการเลือกใช฾ยา (ยาหรือสมุนไพรที่เกิดอันตรกิริยากับยา warfarin) 4) การ แก฾ไข DRPs ร฾อยละ 47.7 เป็นการแก฾ไขผ฽านผู฾สั่งใช฾ยา การจัดการปัญหาของเภสัชกรร฾อยละ 93.3 ได฾รับการยอมรับจากบุคคล การทางการแพทย์ ผู฾ปุวย และผู฾ดูแล ร฾อยละ 67.7 ของการแก฾ปัญหาท้าได฾ส้าเร็จ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ พบว฽า ปัญหาส฽วนใหญ฽คือ ปัญหาการเกิดอาการไม฽พึงประสงค์จาก การเลือกใช฾ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพอื่นๆ ที่เกิด อันตรกิริยากับยาวาร์ฟารินที่มาจากการรักษาในโรงพยาบาลแลตัวผู฾ปุวยเอง โดยยังขาดความรู฾ความเข฾าใจที่ถูกต฾องเกี่ยวกับ ยาวาร์ฟาริน ควรมีการวางแผน การจัดการและปูองกัน ทั้งในส฽วนของโรงพยาบาลชุมชน ตัวผู฾ปุวยเอง โดยควรจัดให฾มีการ อบรมให฾ความรู฾กับบุคลากรที่เกี่ยวข฾อง เพื่อปูองกันการเกิดอันตรกิริยากับยาวาร์ฟารินอย฽างมีประสิทธิภาพ ค าส าคัญ ยาวาร์ฟาริน , ปัญหาที่เกี่ยวกับยา


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 295 E8.8 การพัฒนาระบบการดูแลผู้ปุวยในที่แบบ Home ward พลจุรี เปาะศิริ โรงพยาบาลภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ; การปฏิรูประบบสุขภาพของประเทศไทย มีนโยบาย หลักที่ส้าคัญเพื่อสร฾างหลักประกันให฾คน ไทยทุกคนสามารถ เข฾าถึงบริการด฾านสุขภาพที่มีมาตรฐานและเท฽าเทียม หลักการที่ส้าคัญประการหนึ่งคือ เน฾นการส฽งเสริม สุขภาพ เชิงรุก พัฒนาศักยภาพให฾แก฽บุคคล ครอบครัว ชุมชน ให฾ สามารถดูแลตนเองได฾ ตลอดจนการลดปริมาณผู฾ปุวยใน โรงพยาบาล ลดค฽าใช฾จ฽ายด฾านสุขภาพทั้งในระดับครัวเรือน และสถานบริการเพื่อลดงบประมาณของประเทศในระยะยาว จึงได฾ เข฾าร฽วมการให฾บริการการดูแลผู฾ปุวยในที่บ฾าน (Home ward) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความแออัด ลดค฽าใช฾จ฽ายในขณะนอน โรงพยาบาล โดยให฾บริการใน ๕ กลุ฽มโรค ได฾แก฽ ผู฾ปุวยที่ภาวะน้้าตาลในเลือดสูง ผู฾ปุวยความดันโลหิตสูง ผู฾ปุวยปอดติดเชื้อ ผู฾ปุวยติดเชื้อทางเดินปัสสาวะและผู฾ปุวยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ให฾บริการในผู฾ปุวยที่อยู฽ในอ้าเภอภักดีชุมพล โดยมีญาติให฾ ความยินยอมและเครือข฽ายอาสาสมัครสาธารณสุขในชุมชนมีส฽วนร฽วมในการดูแลผู฾ปุวยร฽วมกับทีมสุขภาพ มุ฽งเน฾นให฾มีการดูแล ผู฾ปุวยเป็นศูนย์กลาง และมีระบบการติดต฽อสื่อสาร และส฽งต฽อตลอด 24 ชั่วโมง วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาระบบบริการดูแลผู฾ปุวยในที่บ฾าน (Home ward) วิธีการด าเนินการ 1) ประชุมทีมสหวิชาชีพและผู฾ที่เกี่ยวข฾อง, 2) จัดตั้งคณะท้างาน ประกอบด฾วย แพทย์ พยาบาล ICN เภสัช กร งานประกันสุขภาพ กายภาพบ้าบัด และนักโภชนาการ เพื่อวางแผนการท้างาน, 3)จัดท้าเกณฑ์การให฾บริการการดูแล ผู฾ปุวยในที่บ฾าน 5 กลุ฽มโรค ได฾แก฽ Pnumonia, COVID 19, Hypertention และ Hyperglycer, UTI มีช฽องทางสื่อสารทาง โทรศัพท์ระหว฽างสถานพยาบาล ผู฾ดูแลและผู฾ปุวย ตลอด 24 ชั่วโมง โดยระบบ Line App., 4) จัดท้าแนวทางขั้นตอนการ admitted จนถึงการจ้าหน฽าย, 5) เตรียมความพร฾อมในการให฾บริการ โดย 5.1) จัดท้าชุด Admitted ผู฾ปุวย ประกอบด฾วย แบบประเมินความพร฾อมของผู฾ปุวยผู฾ดูแล แบบยินยอมเข฾ารับการรักษา, 5.2) จัดเตรียมอุปกรณ์ ได฾แก฽ เครื่องวัดความดันโลหิต เครื่องวัดออกชิเจนปลายนิ้วปรอทวัดไข฾ เครื่องตรวจน้้าตาลในเลือด, 6) พัฒนาระบบการดูแลผู฾ปุวยในที่บ฾าน Home ward ให฾กับเครือข฽ายอาสาสมัครสาธารณสุข ผลการศึกษา โรงพยาบาลภักดีชุมพล มีรูปแบบระบบบริการดูแลผู฾ปุวยในที่บ฾าน (Home ward) อ้าเภอภักดีชุมพล ซึ่ง เป็น พื้นที่ต฾นแบบให฾กับโรงพยาบาลในจังหวัดชัยภูมิ ข฾อมูลการให฾บริการบริการดูแลผู฾ปุวย เดือน กุมภาพันธ์ – สิงหาคม 2566 ล าดับ โรค จ านวน อาการทุเลา อาการไม่ทุเลา 1 Pnumonia 7 7 - 2 COVID-19 18 18 - 3 Hyperglycemia 52 50 2 4 Hypertension 30 30 - 5 UTI 1 1 - รายได฾ที่เบิกจากสปสช 589,000 บาท สรุปผลการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์1) เป็นแนวทางในการขยายการให฾บริการดูแลผู฾ปุวยในที่บ฾าน (Home ward) แก฽ผู฾ปุวยกลุ฽มเปราะบาง ได฾แก฽ ผู฾ปุวยประคับประคอง, 2) ขยายการให฾บริการการดูแลผู฾ปุวยในที่บ฾าน (Home ward) ไปยัง เครือข฽ายรพ. สต และบูรณาการร฽วมกับคณะท้างานระดับอ้าเภอ โดยมีองค์กรปกครองส฽วนท฾องถิ่นและแกนน้าชุมชน เพื่อ ประสานงานและดูแลผู฾ปุวยร฽วมกัน ค าส าคัญ ดูแลที่บ฾าน


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 296 E8.9 ไตไม฽ดี ห฾ามคีย์ METFORMIN พ.ท.หญิงต฽อพร เข็มทอง กองเภสัชกรรม โรงพยาบาลค฽ายสุรนารี บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ ยา Metformin เป็นยารักษาเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เลือกใช฾เป็นอันดับแรก เนื่องจาก ลดอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและอัตราการเสียชีวิต ซึ่งผลข฾างเคียงอย฽างหนึ่งที่มีอุบัติการณ์ต่้าแต฽มีความ รุนแรง คือ Metformin-associated lactic acidosis (MALA) ปี 2563 พบ MALA 1 ราย ปัจจัยเสี่ยงที่ส฽งเสริม ให฾เกิด MALA คือ การได฾รับยา Metformin ในผู฾ปุวยสภาวะไตวายเฉียบพลัน ทางคณะกรรมการเภสัชกรรมและ การบ้าบัด (PTC) ร฽วมกับองค์กรแพทย์ จึงก้าหนดแนวทางปูองกัน ลดโอกาสและความรุนแรงของการเกิด MALA โดยหลีกเลี่ยงการใช฾ Metformin ในผู฾ปุวยที่มีภาวะการท้างานของไตบกพร฽อง วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อศึกษาการพัฒนาระบบปูองกันการสั่งยา Metformin ในผู฾ปุวยที่มี eGFR < 30 ซึ่ง เป็นปัจจัยส฽งเสริมการเกิด MALA วิธีการด าเนินการ ศึกษาจ้านวนครั้งการสั่ง Metformin ในผู฾ปุวย eGFR < 30 จากการใช฾ระบบ POP-UP และ POP-LOCK ในผู฾ปุวยนอกและใน ที่เข฾ารับการรักษาที่รพ.ค฽ายสุรนารี ตั้งแต฽ ส.ค.63 ถึง ส.ค.66 ก้าหนดนโยบาย ห฾ามสั่งใช฾ยา Metformin ในผู฾ปุวยที่มี eGFR < 30 โดยใช฾ระบบ POP-UP แจ฾งเตือนเมื่อคีย์สั่งยา และขึ้นข฾อความ เตือนข฾อห฾ามใช฾ ใต฾ชื่อยา Metformin ในใบสั่งยา จากนั้น พัฒนาเป็นระบบ POP-LOCK เพิ่มข฾อมูลในฐาน ทะเบียนยา เมื่อสั่งยา Metformin ระบบจะตรวจจับค฽า eGFR ล฽าสุด ท้าให฾ไม฽สามารถสั่งยา Metformin ในผู฾ปุวย ที่มี eGFR < 30 รวมทั้งก้าหนดนโยบายในการสั่งใช฾ยา Metformin ปรับตามการท้างานของไต ผลการศึกษา เดือน ส.ค.63 – เดือน พ.ค.65 ใช฾ระบบ POP-UP แจ฾งเตือน พบการสั่งยา Metformin ในผู฾ปุวยที่มี eGFR < 30 จ้านวน 7 ครั้ง เดือน มิ.ย.65 ติดตั้ง POP-LOCK ห฾ามคีย์สั่งใช฾ยา Metformin ในผู฾ปุวยที่มี eGFR < 30 หลังด้าเนินการ ไม฽พบอุบัติการณ์สั่งยา Metformin ในผู฾ปุวย eGFR < 30 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ ก้าหนดนโยบายความปลอดภัยด฾านยาร฽วมกับองค์กรแพทย์ ในการ ปูองกันการเกิด MALA มีระบบการจัดการ คือ ระบบ POP-LOCK ห฾ามคีย์สั่งยา Metformin ในผู฾ปุวยที่มี eGFR < 30, การสั่งยา Metformin ต฾องมีผล eGFR ไม฽เกิน 6 เดือน และก้าหนดการปรับขนาดยาตามการท้างานของไต ดังนี้ eGFR 30 – 45 ขนาดยา Metformin ไม฽เกิน 1,000 mg ,eGFR 45 – 60 ขนาดยาMetformin ไม฽เกิน 2,000 mg โดยแสดงค฽า eGFR ที่หน฾าจอสั่งยาและใบสั่งยา พร฾อม POP-UP แจ฾งเตือนนโยบายการสั่งยา Metformin รวมทั้งให฾ค้าแนะน้าเรื่องการใช฾ยา Metformin แก฽ผู฾ปุวยขณะจ฽ายยาและในรูปแบบ QR CODE ที่ ฉลากยาเพื่อเฝูาระวังการเกิด MALA ทีมได฾น้า รูปแบบการจัดการดังกล฽าว ก้าหนดเป็น Model เพื่อปรับใช฾ในการ ก้าหนดนโยบายความปลอดภัยการใช฾ยาในกลุ฽ม NSAIDs และ กลุ฽ม Bisphosphonate ค าส าคัญ : Metformin, eGFR, Metformin-associated lactic acidosis


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 297 E8.10 การพัฒนา medication reconciliation ส าหรับผู้ปุวยใน โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ สายสุดา สายรัตน์ กลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : Medication reconciliation (MR) หรือกระบวนการประสานรายการยา เป็นมาตรการหนึ่งที่ช฽วยลดความคลาดเคลื่อนทางยาซึ่งอาจเกิดขึ้นในขั้นตอนการรับผู฾ปุวย การย฾ายหอผู฾ปุวยและ การจ้าหน฽ายผู฾ปุวย โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์มีการด้าเนินงานด฾านนี้มาอย฽างต฽อเนื่อง จากการทบทวนผลการ ด้าเนินงาน MR ในปีงบประมาณ 2561 – 2563 พบว฽าความครอบคลุมในการด้าเนินงาน MR บนหอผู฾ปุวยในมี แนวโน฾มลดลง คือร฾อยละ 64.43 35.01 และ 11.80 ตามล้าดับ ส฽งผลกระทบให฾ผู฾ปุวยไม฽ได฾รับการรักษาด฾วยยาที่ ควรจะได฾รับท้าให฾ผู฾ปุวยใช฾ระยะเวลานานมากขึ้นในการรักษา พบว฽าอุปสรรคในการด้าเนินงาน MR ผู฾ปุวยใน โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ ได฾แก฽ 1) ขั้นตอนการด้าเนินงาน MR ที่ก้าหนดอยู฽ช฽วง 14.00 - 16.00 น. ของทุกวัน ท้าให฾เกิดความล฽าช฾าในการด้าเนินงาน 2) ขาดการติดตามการด้าเนินงาน MR อย฽างต฽อเนื่อง 3) การบันทึกข฾อมูล MR ด฾วยลายมือ และ 4) เจ฾าหน฾าที่ขาดความเข฾าใจบทบาทหน฾าที่ของแต฽ละวิชาชีพในการด้าเนินงาน MR ดังนั้น เพื่อให฾ผู฾ปุวยใน โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ ได฾รับการดูแลที่มีความปลอดภัยในการใช฾ยาอย฽างสูงสุด จึงมีแนวคิดใน การพัฒนากระบวนการ MR ให฾มีความครอบคลุมอย฽างสูงสุด วัตถุประสงค์ : 1. เพื่อศึกษาผลของการพัฒนา MR ต฽อความครอบคลุมในการด้าเนินงาน MR ส้าหรับผู฾ปุวยใน โรงพยาบาล เขวาสินรินทร์ 2. เพื่อลดความคลาดเคลื่อนทางยาที่เกิดจากการไม฽ได฾รับยาโรคประจ้าตัวที่สมควรจะได฾รับ (omission error) ส้าหรับผู฾ปุวยใน โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ วิธีด าเนินการ : เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา (Descriptive study) ในกลุ฽มประชากรผู฾ปุวยใน โรงพยาบาลเขวาสิน รินทร์ ในช฽วงก฽อนการพัฒนาระบบ (1 ต.ค. 2561 – 30 ก.ย. 2563 และหลังพัฒนาระบบ ( 1 ต.ค. 2563 – 30 ก.ย. 2565) โดยรวบรวมข฾อมูลความครอบคลุมการด้าเนินงาน MR จากแบบบันทึก Medication reconciliation และข฾อมูลความคลาดเคลื่อนทางยาที่เกิดจากการไม฽ได฾รับยาโรคประจ้าตัวที่สมควรจะได฾รับ (omission error) จากโปรแกรมรายงานอุบัติการณ์ความเสี่ยงของโรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ ผลการศึกษา : หลังการพัฒนาระบบในปีงบประมาณ 2564 – 2565 พบว฽าความครอบคลุมการด้าเนินงาน MR ร฾อยละ 56.64 และ 63.60 ตามล้าดับ และพบความคลาดเคลื่อนทางยาที่เกิดจากการไม฽ได฾รับยาโรคประจ้าตัวที่ สมควรจะได฾รับ (omission error) 21.41 และ 9.99 ครั้ง/1000 วันนอน ตามล้าดับ โดยความคลาดเคลื่อนทางยา ที่พบสามารถปูองกันและแก฾ไขได฾ทั้งหมด ร฾อยละ 100 สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ : การพัฒนาการด้าเนินงาน MR นี้สามารถเพิ่มความครอบคลุมในการ ด้าเนินงาน MR ส้าหรับผู฾ปุวยใน โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ส฽งผลให฾เกิดการปูองกันความคลาดเคลื่อนทางยา ค าส าคัญ : Medication reconciliation, การประสานรายการยา, ความคลาดเคลื่อนทางยา


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 298 8.11 การพัฒนากระบวนการเทียบประสานรายการยาผู้ปุวยในโรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติสมเด็จย่า 100 ปี ภก.คมธัญจักร เจริญชัยภพสิน โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติสมเด็จย฽า 100 ปี อ้าเภอเมืองยาง จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ : จากการทบทวนเหตุการณ์ไม฽พึงประสงค์จากการใช฾ยา ตั้งแต฽ปีพ.ศ. 2560 จนถึงปัจจุบัน พบว฽าส฽วนใหญ฽ผู฾ปุวยที่นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล เป็นผู฾ปุวยโรคเรื้อรังที่รับยาทั้งในและนอก โรงพยาบาล ไม฽ได฾น้ายาเดิมมาจากบ฾าน พบปัญหาอันตรกิริยาระหว฽างยา จ฽ายยาซ้้า จึงได฾มีการพัฒนา กระบวนการประสานรายการยา เพื่อให฾ผู฾ปุวยมีความปลอดภัยจากการใช฾ยา ปูองกันไม฽ให฾เกิดเหตุการณ์ไม฽พึง ประสงค์จากการใช฾ยาในทุกช฽วงรอยต฽อของกระบวนการดูแลรักษา และสามารถสื่อสารรายการยาระหว฽าง แพทย์ พยาบาลและเภสัชกร วัตถุประสงค์: เพิ่มความปลอดภัยจากการใช฾ยาของผู฾ปุวย โดยการออกแบบการจัดการกระบวนการในการ ประสานรายการยาอย฽างเป็นระบบร฽วมกันกับสหสาขาวิชาชีพ วิธีด าเนินการ : ใช฾กระบวนการ PDSA(PDCA) 3 วงล฾อคุณภาพเพื่อ พัฒนาแบบบันทึก Medication reconcile (MR) ของรพ. เป็น 3 ระยะ ดังนี้ ปี 2560 แบบบันทึก MR version 1 : สามารถประสานรายการยาเดิม จดบันทึกข฾อมูลประวัติยาเดิม ผู฾ปุวย วันรับยาครั้งล฽าสุด วันนัดหน฾า ข฾อมูลการแพ฾ยา และ พื้นที่ส้าหรับเพิ่มข฾อมูลอื่นๆ ที่ควรทราบ ปี 2564 แบบบันทึก MR version 2 : เพิ่มวันในที่ที่เปลี่ยนแปลงค้าสั่งยาของแพทย์ลงในใบ MR ปี 2566 แบบบันทึก MR version 3 : สามารถลงข฾อมูลให฾สหวิชาชีพรับรู฾ผ฽านการสื่อสารได฾ว฽า ผู฾ปุวย เริ่มฉีดยาที่โรงพยาบาลแม฽ข฽ายอย฽างไร เช฽น การฉีดยาครั้งสุดท฾าย, จ้านวนวันและเวลาการฉีดเมื่อครบก้าหนด ผลการศึกษา : การได฾รับยาซ้้าซ฾อนลดลงหลังท้าแบบบันทึก Medication Reconciliation form โดย ปีพ.ศ. 2563 – 2565 พบว฽า อัตราการได฾รับยาซ้้าซ฾อน ต฽อพันวันนอน คือ 0.19,0 และ 0 ตามล้าดับ และช฽วง ตุลาคม2565 ถึง กรกฎาคม 2566 คือ 0 ผู฾ปุวยมีความปลอดภัยจากการใช฾ยามากขึ้น ปูองกันไม฽ให฾เกิด เหตุการณ์ไม฽พึงประสงค์จากการใช฾ยาในทุกช฽วงรอยต฽อของกระบวนการดูแลรักษา และสามารถสื่อสารรายการ ยาระหว฽าง แพทย์ พยาบาลและเภสัชกร ข้อเสนอแนะในการน าผลการศึกษาไปใช้: 1.สามารถน้าไปใช฾เป็นเอกสารประกอบในการส฽งตัวผู฾ปุวยสู฽สถานพยาบาลอื่นได฾ ลดการ คัดลอก เพราะสามารถปรินท์จากฐานข฾อมูลโปรแกรม HosXP ได฾เลย และแพทย์สามารถใช฾ค้าสั่ง “as med reconcile” ได฾ เพื่อแทนค้าสั่งให฾ใช฾ยาเดิมหลายรายการจากในใบ MR version3 ต฽อได฾ 2.มีแผนที่จะพัฒนาแบบฟอร์มเพื่อให฾สามารถเขียนข฾อมูลยาให฾ถูกต฾องมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นไป ค าส าคัญ : การพัฒนากระบวนการ ,ประสานรายการยา(Med. Reconcile)


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 299 E8.12 การพัฒนาระบบการดูแลผู้ปุวยคลีนิกวาร์ฟาริน (warfarin) โรงพยาบาลห้วยแถลง ภญ.หทัยชนก จ้าปา, ภญ.วรกานต์ มิตรวงศ์ โรงพยาบาลห฾วยแถลง จ.นครราชสีมา บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ โรงพยาบาลห฾วยแถลง เป็นโรงพยาบาลขนาด 60 เตียง ระดับ F2 มีการจัดตั้งคลินิกวาร์ฟาริน เมื่อปี 2556 ไม฽มีแพทย์เฉพาะทางอายุรกรรม มีแพทย์ GP ดูแลผู฾ปุวยคลินิกวาฟาริน มีพยาบาลประจ้าคลินิก 1 คนและเภสัช กร 1 คน ผลลัพธ์ INR อยู฽ในค฽าเปูาหมาย (INR in Target) ปี 57-60 คือ 44.24, 51.49, 61.81 และ 63.34 พบความคลาด เคลื่อนการสั่งยา warfarin เป็นร฾อยละ 33.22, 24.01, 18.49 และ 14.21 ตามล้าดับ และพบผู฾ปุวยเกิด Major Bleeding ร฾อยละ 2.1, 1.28, 3.23 และ 1.1 เกิด Minor Bleeding ร฾อยละ 14, 15.38, 10.75 และ 8.79 ตามล้าดับ จึงมีการพัฒนา ระบบการดูแลผู฾ปุวยอย฽างต฽อเนื่อง เพื่อเพิ่มผลลัพธ์ให฾ดีขึ้นและลด ADR จากยา วัตถุประสงค์: เพื่อเพิ่ม INR in Target และลดการเกิด Bleeding วิธีด าเนินการ 1) การจัดท้าแนวทางการดูแลผู฾ปุวย การปรับขนาดยาตามค฽า INR การจัดท้าแนวทางการให฾ความรู฾และท้าแผ฽นพับ 2) ผู฾ปุวยพบเภสัชกรทุกราย เพื่อค฾นหา DRP และให฾ค้าแนะน้าผู฾ปุวย พร฾อมเสนอขนาดยาที่เหมาะสมให฾แพทย์ พิจารณาสั่งยา 3) พัฒนาโปรแกรมการสั่งยา warfarin ให฾สามารถสั่งขนาดยาได฾ถูกต฾อง แม฽นย้า 4) ปรับให฾มีการตรวจ INR ทุก Visit และปรับระบบนัดผู฾ปุวยให฾เหมาะสม และการติดตามผู฾ปุวยขาดนัด 5) ปี 63 มีการปรับปรุงระบบดักจับ Drug Interaction และการจัดการที่เหมาะสม 6) ปี 64 ค฾นหา Food Drug Interaction ,Disease drug interaction , การกินยาให฾ถูกต฾อง, ค฽าไต มีผลต฽อค฽า INR 7) ปี 66 มีการปรับปรุงฉลากยาเป็นแบบภาพเม็ดยาที่ต฾องกินในแต฽ละวัน จันทร์ ถึง อาทิตย์ , น้้าหนักที่เปลี่ยนไป , อาหารตามฤดูการ มีผลต฽อค฽า INR ผลการด าเนินการ หลังการพัฒนานวัตกรรมโปรแกรมช฽วยสั่งยาวาฟาริน อัตราความคลาดเคลื่อนในการสั่งยาวาฟารินลดลง แพทย์ เภสัชกรมีความพึงพอใจในโปรแกรมสูง ผลลัพธ์การดูแลผู฾ปุวยพบ INR in Target ดีขึ้น และการเกิด ADR จาก Bleeding ลดลง และการรับประทานยาผิดของผู฾ปุวยหลังปรับฉลากยาใหม฽ลดลง สรุปผลการด าเนินงานและการน าไปใช้ประโยชน์: จากการพัฒนาระบบการดูแลผู฾ปุวยวาร์ฟารินยังพบผู฾ปุวยที่ไม฽ได฾ค฽า INR in Target พบว฽า สาเหตุที่ท้าให฾ INR จะอยู฽ในช฽วงต่้ากว฽า Target เกิดจากการรับประทานอาหารกลุ฽มผักใบเขียว การลืมกิน ยา ส฽วนสาเหตุที่ท้าให฾ค฽า INR สูงกว฽า Target พบเกิดจาก Drug-Drug Interaction ที่พบบ฽อยคือ NSAID จากซื้อยากินเอง, ภาวะโรค เช฽น sepsis , ค฽าไตที่ตกลง ส฽วนอาหารตามฤดูกาลที่พบบ฽อยคือ มะม฽วงสุก ค าส าคัญ : คลินิกวาร์ฟาริน , warfarin, INR


การประชุมมหกรรมคุณภาพ HACC FORUM ครั ้งที่ 16 หน้า 300 E8.13 “ผลของการบริบาลเภสัชกรรมในผู้ป่วยเด็กสมาธิสั้นที่ได้รับยา Methylphenidate” ภญ.จีรญา เหลืองอภิรมย์ กลุ่มงานเภสัชกรรมและคุ้มครองผู้บริโภค โรงพยาบาลสูงเนิน บทคัดย่อ ความเป็นมาและความส าคัญ นโยบายเพิ่มการเข้าถึงยา methylphenidate(MPH) ส่งผลให้ รพ.สูงเนิน มีผู้ปุวยเด็กสมาธิสั้นมากขึ้นจาก 8 เป็น 42 ราย โรคสมาธิสั้นเป็นโรคที่ใช้ระยะเวลาในการรักษาหลายปี และการรักษาด้วยยา MPH เป็นทางเลือกอันดับต้น ยา MPH เป็นยาที่ออกฤทธิ์สั้น และพบอาการข้างเคียงได้หลากหลาย เภสัชกรจึงมีบทบาทในการให้ความรู้เรื่องยาและอาการข้างเคียง เพื่อให้ผู้ดูแลให้ความส าคัญในการรักษาด้วยยา ที่ผ่านมามีการให้บริบาลเภสัชกรรมตามมาตราฐานวิชาชีพ แต่ขาดระบบการ บันทึกติดตาม จึงท าให้มีการพัฒนาระบบการให้บริบาลเภสัชกรรมในผู้ปุวยเด็กสมาธิสั้นที่ได้รับยา MPH วัตถุประสงค์การศึกษา 1.เพื่อประเมินความร่วมมือในการใช้ยา MPH ในเด็กสมาธิสั้น 2.เพื่อประเมินอาการข้างเคียงและการจัดการที่เหมาะสมจากการใช้ยา MPH วิธีการด าเนินการ การพัฒนาระบบส าหรับผู้ปฏิบัติงาน:สรุปข้อมูลยา MPH ติดที่จุดจ่ายยา, ทบทวนความรู้เกี่ยวกับยา MPH และอาการ ข้างเคียง, ก าหนดให้มีการจ่ายยาพอดีวันนัด และบันทึกข้อมูลลงในแบบเก็บข้อมูลยา MPH การพัฒนาระบบส าหรับผู้ปุวย: ผู้ปุวยที่ได้รับยา MPH ครั้งแรก ญาติจะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องยาและอาการ ข้างเคียงที่เกิดขึ้น, การน ายาเดิมมาทุกครั้งที่รับบริการ ตลอดจนข้อสงสัยที่ญาติผู้ปุวยต้องการทราบก่อนเริ่มยา ส่วนในการ ติดตามครั้งถัดไปผู้ปุวยทุกรายจะได้รับการบริบาลเภสัชกรรม เพื่อค้นหา ติดตามแก้ไขปัญหาจากการใช้ยา ติดตามอาการ ข้างเคียง และนับเม็ดยา MPH ที่คงเหลือทุกครั้งที่มารับบริการ ผลการศึกษา จากการให้บริบาลเภสัชกรรมในผู้ปุวยเด็กสมาธิสั้นที่ได้รับยา MPH จ านวน 42 ราย มีจ านวนการบันทึกติดตาม เท่ากับ 156 ใน 175 ครั้ง, จ านวนครั้งที่ผู้ปุวยน ายาเดิมมา 72 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 46.15, มีความร่วมมือในการใช้ยา เฉลี่ยร้อยละ 91.53 และพบอาการข้างเคียงทั้งหมด 61 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 39.10 อาการข้างเคียงที่พบ คือ เบื่ออาหาร, กัด เล็บ, แกะ/เกาผิวหนัง, นอนไม่หลับ, คลื่นไส้/อาเจียน และปวดหัว คิดเป็นร้อยละ 62.30, 21.31, 6.56, 4.92, 3.28 และ 1.64 ตามล าดับ สรุปการศึกษาและการน าไปใช้ประโยชน์ การบริบาลเภสัชกรรมในผู้ปุวยเด็กสมาธิสั้นที่ได้รับยา MPH ท าให้ติดตามความร ่วมมือในการใช้ยาและอาการ ข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ตามยังพบข้อจ ากัดเนื่องจากผู้ที่มารับบริการ บางครั้งไม่ใช่ผู้ดูแลหลัก ท าให้ไม่สามารถให้ข้อมูล ได้ อาจจะต้องเพิ่มวิธีการอื่น เช่น สร้าง official line, ท าสมุดประจ าตัว ลงข้อมูลการกินยา, อาการข้างเคียงและนับยาที่เหลือ ค าส าคัญ : การบริบาลเภสัชกรรม, เด็กสมาธิสั้น, methylphenidate


Click to View FlipBook Version