The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ชุดโครงการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
(อปท. ) ทั่วประเทศไทย
สนับสนุนโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by bunditkongsup, 2021-03-24 06:21:31

รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการนวัตกรรมเพื่อพัฒนาท้องถิ่นตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ระยะที่ 2

ชุดโครงการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
(อปท. ) ทั่วประเทศไทย
สนับสนุนโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

Keywords: ปรัชญาของเสรษฐกิจพอเพียง

รายงานวิจยั ฉบบั สมบูรณ
โครงการนวัตกรรมเพอ่ื พฒั นาทองถน่ิ ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง:

ระยะท่ี 2

โดย
รองศาสตราจารย ดร. วรรณา ประยุกตวงศ และคณะ

พฤศจกิ ายน 2563

สัญญาเลขที่ RDG6240019

รายงานวิจัยฉบบั สมบรู ณ

โครงการนวตั กรรมเพื่อพฒั นาทองถิ่นตามปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง:
ระยะท่ี 2

คณะผวู จิ ัย

รศ. ดร. วรรณา ประยุกตวงศ มหาวิทยาลยั มหดิ ล วิทยาเขตนครสวรรค

นางศศิธร มารัตน มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล วิทยาเขตนครสวรรค

นางสาวลดั ดาวลั ย โพธวิ จิ ิตร มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล วทิ ยาเขตนครสวรรค

นายบัณฑติ กองทรัพย มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล วทิ ยาเขตนครสวรรค

วา ทร่ี อ ยตรี อ.ดร. สุรยิ ะ หาญพิชัย มหาวิทยาลยั ราชภฏั เทพสตรี

ดร. จรรยา กลดั ลอม เครอื ขายกองทนุ สวัสดกิ ารชมุ ชนจงั หวัดชัยนาท

ดร. จนั ทรฉาย จันทรลา กรมสง เสรมิ การปกครองทองถน่ิ

นางสาวชุตกิ าญจน เศรษฐโสภณพงศ สถาบนั พฒั นาองคก รชุมชน

ชดุ โครงการขับเคลอ่ื นปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับองคกรปกครองสวนทองถ่นิ
(อปท. ) ทว่ั ประเทศไทย

สนบั สนุนโดยสาํ นักงานคณะกรรมการสงเสรมิ วทิ ยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)
(ความเหน็ ในรายงานนี้เปนของผูวิจัย สกสว. ไมจาํ เปน ตองเหน็ ดวยเสมอไป)

บทคดั ยอ

การวิจัยเร่ือง “นวัตกรรมเพ่ือพัฒนาทองถิ่นตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง: ระยะที่ 2” ในชุดโครงการ
ขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี งกับองคกรปกครองสวนทอ งถ่ิน (อปท.) ทวั่ ประเทศไทย มวี ัตถปุ ระสงคเพ่ือ 1) ศกึ ษา
การประยุกตปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของ อปท. ในการบริหารจัดการภายในองคกร จากการประเมินระดับความเปน
เศรษฐกจิ พอเพียงตามท่ี อภชิ ัย พันธเสน และคณะ จัดทาํ ขน้ึ 2) ศึกษานวตั กรรมเพอื่ พัฒนาทองถนิ่ ตามปรชั ญาของเศรษฐกิจ
พอเพียงของอปท. และความสัมพนั ธกบั ระดับความเปนเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนปจจัยนาํ เขาและกระบวนการ 3) พฒั นา
หลกั สตู รและจัดอบรมเชงิ ปฏิบัตกิ ารของหลักสูตรการสรางนวตั กรรมเพ่ือพัฒนาทอ งถ่ินตามปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง 4)
ศึกษารูปแบบและลักษณะนวัตกรรมที่ผูนํา/บริหารของอปท. ไดนําความรูจากหลักสูตรขอ 3) ไปสรางข้ึน ตลอดจนปจจัย
เงื่อนไขหรอื สภาพแวดลอ มท่เี อื้อตอการนาํ ความรูไปใชดวยวิธีการเลือกอปท. ตัวอยา งแบบเฉพาะเจาะจง จาํ นวน 12 แหง ใน
จังหวัดอุทัยธานี จังหวัดนครสวรรค จังหวัดชัยนาท และจังหวัดลพบุรี จังหวัดละ 3 แหง และองคกรปกครองสวนทองถิ่น
กรณีศึกษาในระยะท่ี 1 ในจังหวัดอุทัยธานี จํานวน 3 แหง และจังหวัดนครสวรรค จํานวน 3 แหง รวมเปน 18 แหง ดวย
กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการอยางมีสวนรวมกับผูบริหารอปท. ในหลักสูตรการสรางนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาทองถิ่นตาม
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จํานวน 4 ครั้ง และรวบรวมขอมูลเชิงคุณภาพ ดวยวิธีการตาง ๆ ตามประเด็นเนื้อหา คือการ
การวิจัยเอกสารที่เก่ยี วขอ ง การสนทนากลมุ เฉพาะ การสัมภาษณ และการสังเกตการณทั้งแบบมแี ละไมมีสวนรวม ตรวจสอบ
ขอมูลโดยใชวิธีการสามเสา (Triangulation method) และวิเคราะหขอมูลดวยวิธีการวิจัยเชิงพรรณนาและวิเคราะหเชิง
เนือ้ หา

ผลการวิจัยระดับความเปน เศรษฐกิจพอเพียงของอปท. พบวา อบต. โกงธนู และ อบต. ทามะนาว ในจังหวัดลพบุรี
อยูในระดับ “เขาถึง” เปนองคกรแหงประโยชนสุข (เปนความสุขแบบพุทธ คือนิรามิสสุข-ความสุขที่เปนอิสระ สุขจากการ
สรางประโยชน) สามารถประยุกตปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในระดับวิถีชีวิต ขณะที่อปท. ท่ีเหลืออยูในระดับ “เขาใจ”
เปนองคกรแหงความสุข (เปนความสุขแบบพุทธ คือสามิสสุข-ความสุขจากการเสพ/มี/เปน) สามารถประยุกตปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียงในระดบั วิธีคิด ยกเวน อบต. หวยคต และ อบต. หนองยาง ในจังหวัดอุทัยธานี เทศบาลตําบลบางขดุ และ
อบต. อตู ะเภา ในจังหวัดชยั นาท มีคะแนนไมผานเงอ่ื นไข ผลรวมขอ 1 2 และ 3 ไมน อ ยกวา 70 คะแนน อยูในระดับ “ไมเขา
ขา ย” ยังไมสามารถประยกุ ตปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งในองคก ร

อบต. โกงธนู และ อบต. ทามะนาว ตลอดจน อปท. ที่มีระดับความเปนเศรษฐกิจพอเพียงในระดับ “เขาใจ” ที่มี
คะแนนเขาใกลระดับเขาถึง คือ 260 คะแนนข้ึนไป จํานวน 9 แหง ตางเปนอปท. ท่ีมีนวัตกรรมเพ่ือพัฒนาทองถิ่นท่ีเปน
โครงการท่ีชัดเจน มีกิจกรรมจํานวนมาก และดําเนินการอยางตอเน่ือง เปนผลผลิตนวัตกรรมท่ีมีความยั่งยืน มีผลลัพธ คือ
ความสขุ ของบุคลากรอนั เกดิ จากความภมู ิใจทีไ่ ดม ีสว นรว มในการสรา งนวตั กรรมนน้ั

หลักสตู รการสรางนวัตกรรมเพ่ือพัฒนาทอ งถน่ิ ตามปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ใชรูปแบบการเรียนรูดว ยการจัด
ประชมุ เชิงปฏิบัติการอยางมีสว นรวมจํานวน 4 ครงั้ จัดประสบการณก ารเรียนรูดว ยกิจกรรมตา ง ๆ ท้งั การศกึ ษาดงู าน อปท.
กรณีศึกษาเดนในแตละจังหวัด การแลกเปล่ียนเรียนรูหัวขอตาง ๆ และเครื่องมือการสรางนวัตกรรม โดยผูบริหารและ
บคุ ลากรของอปท. กรณีศึกษาตางเขามาเรียนรรู วมกนั อยา งตอ เนอื่ ง รวมแสดงความเห็นในการปรบั กระบวนการและกิจกรรม
จนสามารถสรางการเรียนรูเปนไปตามคาดหวัง และนําผลงานไปจดั ทาํ หลกั สูตรปริญญาโทของมหาวทิ ยาลยั มหดิ ล

อปท. ในกรณีศึกษาทง้ั หมดสามารถนาํ ความรูไปพัฒนาโครงการ ตอ ยอดงานนวตั กรรมท่ีมอี ยูเดมิ และรเิ รมิ่ โครงการ
ใหม โดยมีการปรับใหสอดคลองกับบริบท โดยผูบริหารมีสวนสําคัญตอการกระตุน ติดตามการนําความรูไปใช และการเปด
โอกาสใหคิด นําเสนอ และไดลงมือทําตามความคิดน้ัน ตลอดจนสงเสริมใหเกิดความสามารถในการยอนทวน เชื่อมโยงกับ
บริบทในพ้ืนท่ีของตน สอดคลองกับปจจัยท่ีสงผลตอการสรางนวัตกรรมตามกรอบแนวคิดในการวิจัย “ภาวะผูนํา” ท้ังการ
ริเริ่ม รวมสราง กระตุน/ติดตาม เปดโอกาสใหคิดและลงมือทํา สงเสริมทักษะการเชื่อมจุด (Connecting dots) อันเกิดจาก
การมีความรูท ีก่ วา ง โดยไมเ นน เฉพาะความรเู ฉพาะ/เชีย่ วชาญ (Specialist) ดานใดดานหนงึ่
คําสําคญั : นวัตกรรมเพือ่ พัฒนาทองถิน่ , ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง, องคก รปกครองสวนทองถ่นิ

Abstract

This report is part of a larger research project on the application of Sufficiency economy philosophy (SEP)
in local government. The four objectives of this second phase of the larger study are first, to appraise
how well local governments can apply Professor Dr. Apichai Puntasen and others’ SEP index to
understanding their own situations; second, to study SEP innovations and how they are affected by SEP-
index factors such as incentives, strategy, conditions (enabling environment), resources, and the process
of networking and collaboration; third, to develop a workshop curriculum for creating SEP innovations;
and fourth, to assess how local government can best use this knowledge about the factors affecting SEP.
Twelve samples of local administrative organization were systematically selected, in Uthai Thani Province,
Nakhonsawan Province, Chai Nat Province and Lopburi Province (three samples in each province). Those
12 samples from the second phase and the 6 samples from the first phase mean that the study now has
a total of 18 samples. Research methods included participatory action, focus group interviews, an
individual interview, participatory and non-participatory observations. Triangulation was used to test the
validity and reliability of the data sets. Descriptive and content analysis were employed.
Kong Thanu Local Administrative Organization and Tha Manow Local Administrative Organization in Lopburi
Provicne received the highest index score, indicating “inspiration” and “success” in “creating the Buddhist
sort of ‘dependent happiness’ (good working conditions) and ‘independent happiness’ (from working for
the benefit of others) so as to make SEP an organizational way of life.” The other organizations had scores
at the level of “comprehension” -- applying SEP as a way of thinking. Nong Yang Local Administrative
Organization, Huai Kot Local Administrative Organization, Bang Kud Municipal and U Ta Pao Local
Administrative Organization had scores less than 70 indicating that they were “not practicing” SEP for the
time being.
Both Kong Thanu and Tha Manow Local Administrative Organizations, together with 9 local governments
had SEP index scores above 260, the level of “comprehension,” indicating successful SEP innovations
with related, varied, and continuous activities. Those SEP innovations are sustainable and are being carried
on so as to brng employees’ happiness and pride for their contribution.
The curriculum for creating SEP innovation was used in four continuous workshops with various activities
such as visiting a distinct local government in each province, and exchange of ideas on specific topics
and relevant tools. Leaders and staff from each organization continuously participated and gave feedback
to adjust the learning process. The expected outcome is the development of a curriculum for a master
degree in SEP at Mahidol University.
Each local government can apply their new knowledge to improve their existing project or to develop a
new one by adjusting it to their own context. Leadership was a significant factor stimulating local follow-
up in using the new knowledge. Local leadership creates opportunities and encouragement for workshop
attendees to present their ideas. Leadership is also important in connecting the dots between SEP and
general applications as opposed narrow applications relevant only to the specialties of particular local
officials. In all these ways, leadership is a crucial factor affecting the success of SEP innovations.

Keywords: Innovation of local development, SEP, Local administrative organization

บทสรุปผูบริหาร
โครงการวจิ ัยเรือ่ ง นวตั กรรมเพ่อื พัฒนาทองถิ่นตามปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง: ระยะท่ี 2

The Sufficiency Economy Philosophy as an Approach to Innovation for Community
Development: The Second Phase

ชอ่ื ผทู ําวิจยั รองศาสตราจารยดร. วรรณา ประยุกตวงศ และคณะ
วนั เดือนปที่ทาํ วจิ ยั เสร็จ 30 มิถนุ ายน 2563

งานวิจัยน้ีเปนโครงการระยะท่ี 2 โดยระยะที่ 1 เปนการวิจัยในช่ือเดียวกัน แตเปนกรณีศึกษาองคกร
ปกครองสวนทองถ่ินในจังหวัดนครสวรรคและอุทัยธานี เนื่องจาก นวัตกรรม อันเปนการนําความคิดสรางสรรค
ปจจัยใหม หรือกระบวนการใหม หรือผลิตภัณฑใหมท่ีสรางมูลคาเศรษฐกิจ รวมถึงการมุงปรับการบริหารจัดการ
ภาครัฐ เปนหวั ใจสาํ คญั ในโมเดล ประเทศไทย 4.0 เพ่ือเพมิ่ ขีดความสามารถในการแขงขันและบรรลเุ ปา หมายการ
พัฒนาตาม “แผนยุทธศาสตรชาติ 20 ป” แมวา จดุ เริ่มตนของการพัฒนานวัตกรรมอยูใ นภาคเอกชน แตป จจุบนั มี
นวัตกรรมภาครัฐในตางประเทศท่ีประสบความสําเร็จจํานวนมาก อันเกิดจากความรวมมือระหวางหนวยงานทุก
ภาคสวน เชนเดียวกับในภาคธุรกิจ ท่ีมีกลยุทธนวัตกรรมแบบเปด (Open innovation) เปดโอกาสใหบุคคลจาก
หนวยงานตาง ๆ เขามารวมชวยพัฒนานวัตกรรม ทําใหเกิดการพัฒนาแบบกาวกระโดดในระยะเวลาอันสั้น
(Hudson and Sakkab, 2006 อางถึงใน O’Byrne & Others, 2014: 56) กระบวนการสรางความรวมมืออยูบน
ฐานคุณคารวม ที่ไมไดมุงเพียงกําไรของภาคเอกชนเทาน้ัน (วรรณา ประยุกตวงศ, 2554) เปนนวัตกรรมท่ีมุงสู
คณุ คา (Value driven innovation) หากเปน คุณคาที่เกิดจากการไดเ สียสละทรัพยากรของตนเพื่อสรางประโยชน
โดยเฉพาะการแกไขปญหาของโลกท่ีนับวันยิ่งซับซอนมากขึ้น อันเปนความคาดหวังสําคัญของ “นวัตกรรมสังคม
(Social innovation)” จึงเปน ไปเพื่อการแกปญหาสังคม ซ่ึงมลี ักษณะทีห่ ลากหลาย สว นหนึ่งคือ การประกอบการ
สังคมของผูประกอบการจากกลุมที่ไมใชภาครัฐ (ภาคท่ี 1) แตมาจากภาคธุรกิจ/เอกชน (ภาคท่ี 2 ) หรือองคกร
พฒั นาเอกชน (ภาคท่ี 3) (วรรณา ประยุกตว งศ, 2559) ทสี่ ําคญั คุณคาอันเกิดจาก “การประกอบการ” ในลักษณะ
ดังกลาวมีผลใหเกิด “ประโยชนสุข” ซ่ึงสอดคลองเขากับลักษณะความเปนเศรษฐกิจพอเพียงในระดับเขาถึง ดวย
การยุกตปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงเปน ประจาํ ในวถิ ีชวี ติ (อภชิ ยั พันธเสน, 2560)

การวิจยั เร่อื ง “นวัตกรรมเพอื่ พัฒนาทอ งถ่นิ ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง: ระยะที่ 2” ในชุดโครงการ
ขับเคลือ่ นปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี งกบั องคกรปกครองสว นทอ งถ่ิน (อปท.) ทั่วประเทศไทย มวี ัตถุประสงคเ พ่ือ
1) ศึกษาการประยุกตปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี งของ อปท. ในการบรหิ ารจัดการภายในองคกร จากการประเมิน
ระดบั ความเปนเศรษฐกจิ พอเพียงตามที่ อภชิ ัย พนั ธเสน และคณะ จัดทาํ ข้นึ 2) ศกึ ษานวตั กรรมเพอ่ื พฒั นาทอ งถิ่น
ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของอปท. และความสัมพันธกับระดับความเปนเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจน
ปจ จัยนําเขาและกระบวนการ 3) พัฒนาหลักสูตรและจัดอบรมเชิงปฏิบัติการของหลักสูตรการสรางนวัตกรรมเพ่ือ
พฒั นาทองถิ่นตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง 4) ศึกษารูปแบบและลักษณะนวัตกรรมทผ่ี ูนํา/บริหารของอปท.
ไดน าํ ความรจู ากหลักสูตรขอ 3) ไปสรางข้ึน ตลอดจนปจ จยั เงอื่ นไขหรอื สภาพแวดลอ มทเี่ อื้อตอ การนาํ ความรูไปใช

ประโยชนท่ีคาดวาจะไดรับจากการวิจัย คือ องคการปกครองสวนทองถ่ินสามารถนําตัวช้ีวัดระดับความ
เปนเศรษฐกจิ พอเพียงไปเปนเครื่องมือในการนอมนําปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี งเพื่อใชในการบรหิ ารงานบรหิ าร



องคกร และบริหารบุคลากร รวมถึงการสรางการเรยี นรูนวัตกรรมเพื่อพัฒนาทองถ่ิน พัฒนาชุมชนและพ้ืนที่ อกี ท้ัง
สามารถนําไปใชเปนเกณฑก ารอางอิง (Benchmarking) เพื่อยกระดับความเปนเศรษฐกิจพอเพียง สรางนวัตกรรม
เพอ่ื พัฒนาทอ งถนิ่ และหลกั สตู รการสรางนวัตกรรมเพื่อพัฒนาทองถิ่นตามปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง

กลุมตัวอยางในการวิจัยนี้ คือองคกรปกครองสวนทองถ่ินที่เลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive
selection) จําวน 12 แหง ในจังหวัดอุทัยธานี จังหวัดนครสวรรค จังหวัดชัยนาท และจังหวัดลพบุรี จังหวัดละ 3
แหง และองคกรปกครองสวนทองถิ่นกรณีศึกษาในระยะที่ 1 ในจังหวัดอุทัยธานี จํานวน 3 แหง และจังหวัด
นครสวรรค จํานวน 3 แหง รวมเปน 18 แหง ดวยกระบวนการวิจยั เชงิ ปฏิบตั ิการอยางมสี ว นรวม การจดั ประชมุ เชิง
ปฏิบัติการอยางมสี วนรวมกับผูบริหารอปท. ในหลักสูตรการสรางนวัตกรรมเพอื่ การพัฒนาทอ งถ่นิ ตามปรัชญาของ
เศรษฐกจิ พอเพยี ง จํานวน 4 ครั้ง และรวบรวมขอมูลเชงิ คณุ ภาพ ดวยวธิ ีการตา ง ๆ ตามประเด็นเน้ือหา คอื การการ
วิจัยเอกสารที่เก่ียวของ การสนทนากลุมเฉพาะ การสัมภาษณ และการสังเกตการณท้ังแบบมีและไมมีสวนรวม
ตรวจสอบขอมูลโดยใชวิธีการสามเสา (Triangulation method) และวิเคราะหขอมูลดวยวิธีการวิจยั เชิงพรรณนา
และวิเคราะหเ ชงิ เนอ้ื หา

ผลการวิจัยระดับความเปนเศรษฐกิจพอเพียงของอปท. พบวา อบต. โกงธนู และ อบต. ทามะนาว ใน
จงั หวดั ลพบรุ ี อยใู นระดบั “เขาถึง” เปน องคก รแหงประโยชนสขุ (เปนความสุขแบบพุทธ คอื นิรามิสสุข-ความสุขท่ี
เปนอิสระ สุขจากการสรา งประโยชน) สามารถประยกุ ตปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียงในระดับวิถีชวี ิต ขณะที่อปท.
ท่ีเหลอื อยใู นระดบั “เขาใจ” เปน องคก รแหงความสขุ (เปนความสุขแบบพุทธ คอื สามิสสุข-ความสุขจากการเสพ/ม/ี
เปน) สามารถประยกุ ตป รัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในระดบั วิธคี ดิ ยกเวน อบต. หวยคต และ อบต. หนองยาง ใน
จังหวดั อทุ ยั ธานี เทศบาลตําบลบางขุด และ อบต. อตู ะเภา ในจังหวดั ชัยนาท มีคะแนนไมผ า นเงือ่ นไข ผลรวมขอ 1
2 และ 3 ไมนอยกวา 70 คะแนน อยูในระดับ “ไมเ ขาขา ย” ยังไมสามารถประยกุ ตป รัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี งใน
องคกร

อบต. โกงธนู และ อบต. ทามะนาว ตลอดจน อปท. ท่ีมีระดับความเปนเศรษฐกิจพอเพียงในระดับ
“เขาใจ” ที่มีคะแนนเขาใกลระดับเขาถึง คือ 260 คะแนนขึ้นไป จํานวน 9 แหง ตางเปนอปท. ที่มีนวัตกรรมเพื่อ
พัฒนาทองถ่ินทเี่ ปน โครงการท่ชี ัดเจน มีกจิ กรรมจํานวนมาก และดาํ เนินการอยางตอเน่ือง เปนผลผลิตนวัตกรรมที่
มคี วามย่งั ยืน มผี ลลพั ธ คือความสุขของบคุ ลากรอนั เกิดจากความภูมิใจทีไ่ ดมีสว นรว มในการสรา งนวตั กรรมน้ัน

หลักสูตรการสรางนวัตกรรมเพ่ือพัฒนาทองถน่ิ ตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ใชรูปแบบการ
เรียนรูดวยการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการอยางมีสวนรวมจํานวน 4 คร้ัง เปนการจัดประสบการณการเรียนรูดวย
กิจกรรมตาง ๆ ทง้ั การศกึ ษาดูงาน อปท. เดนในแตล ะจังหวัด การแลกเปล่ยี นเรียนรู และการเรยี นรูใ นหัวขอความรู
และเคร่ืองมือการสรางนวัตกรรม โดยผูบริหารและบุคลากรของอปท. กรณีศึกษาตางเขามาเรียนรูรวมกันอยาง
ตอ เน่ือง รวมแสดงความเห็นในการปรับกระบวนการและกิจกรรม จนสามารถสรางการเรยี นรูเปนไปตามคาดหวัง
และนําผลงานไปจดั ทาํ หลกั สูตรปริญญาโทของมหาวทิ ยาลยั มหดิ ล

อปท. ในกรณีศึกษาทั้งหมดสามารถนําความรูไปพัฒนาโครงการ ตอยอดงานนวัตกรรมที่มีอยูเดิม และ
ริเริ่มโครงการใหม โดยมีการปรับใหสอดคลองกับบริบท โดยผูบริหารมีสวนสําคัญตอการกระตุน ติดตามการนํา
ความรูไปใช และการเปดโอกาสใหคิด นําเสนอ และไดลงมือทําตามความคิดนั้น ตลอดจนสงเสริมใหเกิด
ความสามารถในการยอนทวน เชือ่ มโยงกับบรบิ ทในพื้นท่ีของตน สอดคลองกับปจ จยั ที่สง ผลตอการสรางนวตั กรรม
ตามกรอบแนวคิดในการวิจัย “ภาวะผูนํา” ท้ังการริเริ่ม รวมสราง กระตุน/ติดตาม เปดโอกาสใหคิดและลงมือทํา
สงเสริมทักษะการเชื่อมจุด (Connecting dots) อันเกิดจากการมีความรูที่กวาง โดยไมเนนเฉพาะความรูเฉพาะ/



เชี่ยวชาญ (Specialist) ดานใดดานหน่ึง เปนทักษะที่จําเปน ที่ชวยใหผูบริหารและบุคลากรเกิดการเปล่ียนแปลง
ดว ยการระเบิดจากภายใน

ผลการวิจัยคร้ังน้ีแสดงใหเห็นวาการประยุกตปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกตใชในการ
บรหิ ารงานขององคกรปกครองสว นทองถ่ิน ทําใหอปท. สามารถดําเนินภารกิจที่มากกวาการดแู ลโครงสรางพื้นฐาน
หรือการใหบริการสาธารณะท่ัวไป ท่ีมุงพัฒนาคุณภาพชีวิต และการจัดการเรียนรูตลอดชวงวัย อันเปนภารกิจ
สําคัญของอปท. โดยมีนวัตกรรมเพ่ือพัฒนาทองถิ่น เปนรูปธรรมที่สะทอนความสามารถในการนอมนํา หรือ
ยกระดับความเปนเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งนี้ อปท. ที่ไดรับการประเมินระดับความเปนเศรษฐกิจพอเพียงในระดับ
สูงสุด คือ “เขาถึง” ไมใชเรื่องงาย โดยมีอปท. เพียง 2 แหง และ อปท. อีก 6 แหง ท่ีมีระดับความเปนเศรษฐกิจ
พอเพียงในระดับ “เขาใจ” และมีคะแนนเขาใกลระดับสูงสดุ “เขาถึง” ถึง 6 อปท. แสดงใหเห็นวาอปท. สามารถ
นําปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไดมาใชในการทํางานและปรับปรุงการทํางานได จึงนําตัวช้ีวัดระดับความเปน
เศรษฐกิจพอเพียงไปใชในการประเมินอปท. เพ่ือชวยใหอปท. ไดสะทอนตัวเองและยกระดับความเปนเศรษฐกิจ
พอเพยี ง นําผลการประเมินนาํ เสนอใหประชาชนในพนื้ ท่ีไดร บั ทราบและมสี วนรวมในการพิจารณาผลงานของอปท.
และเปนขอมูลในการพจิ ารณาจดั สรรงบประมาณใหกบั อปท.

สารบญั หนา

สารบญั 1
สารบัญตาราง 1
สารบญั ภาพ 3
บทที่ 1 บทนํา 4
4
1. ที่มาและความสาํ คัญ 5
2. คําถามวิจัย 6
3. วตั ถุประสงค 7
4. ขอบเขตการวิจยั 7
5. ผลทคี่ าดวาจะไดร บั เมอ่ื สนิ้ สดุ การวจิ ัยโครงการระยะที่ 2 9
6. นิยามศัพทป ฏิบัตกิ าร
บทที่ 2 แนวคดิ ทฤษฎี และวรรณกรรมทีเ่ กีย่ วขอ ง 23
1. งานวจิ ยั เกี่ยวกบั การขับเคล่อื นปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งในอปท. 33
2. ตัวช้วี ัดความเปนเศรษฐกิจพอเพียงของ อปท. ของ อภิชัย พนั ธเสน 33
34
และคณะ 36
3. นวตั กรรมแบบเปด นวตั กรรมภาครฐั และที่เกย่ี วของกับการบรหิ ารงานของอปท. 38
บทท่ี 3 วิธีการศกึ ษา 39
1. ประชากรและกลมุ ตัวอยาง 40
2. กรอบแนวคดิ ในการวิจยั 41
3. ระเบยี บวิธวี ิจัย 41
4. วิธีดําเนินการวจิ ยั 51
5. วิธีการเกบ็ รวบรวมขอ มูล 55
6. การวเิ คราะหและสังเคราะหข อมลู 55
บทท่ี 4 ขอ มลู คุณลักษณะของอปท. กรณีศึกษา 73
1. ขอมลู พ้ืนฐานตําบล
2. ขอ มลู ลักษณะองคกร
บทท่ี 5 ระดบั ความเปน เศรษฐกิจพอเพียงขององคกรปกครองสวนทองถิ่น รายจังหวัด
1. ระดบั ความพอเพียงของของ อปท. กรณีศกึ ษา รายจังหวดั
2. การยกระดบั ความเปน เศรษฐกิจพอเพยี งขององคกรปกครองสว นทอ งถน่ิ



สารบัญ (ตอ)

หนา

บทท่ี 6 การวเิ คราะหเ ปรียบเทยี บระดบั ความพอเพยี งขององคการปกครองสวนทองถ่ิน 85

1. ผลการเปรยี บเทยี บคะแนนตัวชวี้ ัดความเปนเศรษฐกิจพอเพยี งในองคกรปกครองสว น 85

ทอ งถ่นิ ทงั้ 12 ตวั ช้ีวัด

2. ผลการเปรยี บเทียบผลรวมคะแนนตวั ชีว้ ัดความเปน เศรษฐกจิ พอเพยี งในองคกรปกครอง 91

สวนทองถิน่ ขอ 1 2 และ 3

3. ผลการเปรยี บเทยี บภาพรวมคะแนนตัวชีว้ ดั และระดบั ความเปน เศรษฐกจิ พอเพียงของแต 92

ละองคก รปกครองสวนทอ งถ่ิน

บทท่ี 7 นวตั กรรมเพ่อื พฒั นาทองถ่นิ ขององคก รปกครองสว นทองถ่นิ ในกรณศี ึกษา 95

1. นวัตกรรมเพือ่ พัฒนาทอ งถ่นิ ขององคกรปกครองสวนทอ งถน่ิ ในกรณีศึกษาทมี่ ีระดับความ 95

เปน เศรษฐกิจพอเพยี งในระดับเขาถงึ

2. นวตั กรรมเพ่อื พฒั นาทอ งถิ่นขององคกรปกครองสวนทอ งถิ่นในกรณีศึกษาทมี่ รี ะดับความ 104

เปน เศรษฐกิจพอเพยี งในระดบั เขาใจ

3. นวัตกรรมเพื่อพัฒนาทองถน่ิ ขององคกรปกครองสว นทอ งถนิ่ ในกรณศี กึ ษาทมี่ รี ะดบั ความ 140

เปนเศรษฐกจิ พอเพียงในระดบั ไมเขาขาย

4. ผลการวเิ คราะหเ ปรยี บเทยี บองคกรปกครองสว นทองถน่ิ ในกรณีศกึ ษา 143

บทที่ 8 หลกั สตู รการสรางนวัตกรรมเพอื่ พัฒนาทอ งถิ่นตามปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง 157

1. หลกั สตู รการสรา งนวตั กรรมพฒั นาทอ งถน่ิ ตามปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง 157

2. ผลการนาํ หลกั สตู รไปใชในการจดั ประชมุ เชงิ ปฏิบตั ิการ 162

3. แนวทางในการนาํ หลักสตู รไปใชจ ัดการเรียนรู 169

บทที่ 9 ผลการทดสอบตวั ช้ีวัดระดับการเปน เศรษฐกิจพอเพยี งขององคก ารบริหารสวนจงั หวดั : 171

กรณศี กึ ษา องคก ารบริหารสวนจังหวัดอทุ ัยธานี

1. ขอ มลู คุณลักษณะองคก ารบริหารสวนจงั หวดั อุทยั ธานี 171

2. ผลการศกึ ษาระดบั การเปน เศรษฐกจิ พอเพยี งขององคการบรหิ ารสว นจงั หวดั อทุ ยั ธานี 175

3. นวตั กรรมเพื่อพฒั นาทองถน่ิ ขององคก ารบริหารสว นจังหวัดอุทยั ธานี 188

บทท่ี 10 บทสรปุ และอภิปรายผล 195

1. บทสรุปและอภิปรายผล 195

2. ขอ จํากัดในการศึกษาน้ี 209

3. ขอเสนอแนะ 209

บรรณานุกรม 213



สารบัญ (ตอ)

ภาคผนวก หนา

ภาคผนวก ก คมู ือการเก็บรวบรวมขอมูลตัวชีว้ ัดระดบั การเปน เศรษฐกิจพอเพยี งของ 227

องคก รปกครองสวนทอ งถ่ิน ฉบบั ป 2563 ปรบั ปรุงครั้งท่ี 4 (เดอื นมกราคม)

-คูมอื การเกบ็ รวบรวมขอมลู ตัวชวี้ ัดระดบั การเปน เศรษฐกิจพอเพยี งของ 229

องคกรปกครองสว นทอ งถ่นิ ระดบั ตาํ บล (องคก ารบรหิ ารสว นตาํ บล เทศบาลตาํ บล

และเทศบาลเมอื ง)

-คูมอื การเก็บรวบรวมขอ มลู ตวั ชวี้ ดั ระดับการเปน เศรษฐกิจพอเพยี งของ 245

องคก ารบรหิ ารสวนจงั หวัด (อบจ.) รา งโดย วรรณา ประยุกตว งศ ปรบั ปรุงแกไข

โดย อภิชยั พันธเสน

ภาคผนวก ข การลงนามขอตกลงความเขาใจรว มกันระหวา งมหาวทิ ยาลยั มหดิ ล โครงการจดั ตัง้ 261

วิทยาเขตนครสวรรค และอปท. กรณีศึกษา

ภาคผนวก ค ตารางขอมูลสะทอนคณุ ลกั ษณะองคก ร 265

ภาคผนวก ง การเกบ็ ขอ มลู ทง้ั หมดในองคก รปกครองสวนทองถิ่น 289

ภาคผนวก จ เอกสารทใ่ี ชป ระกอบขอ มูล 299

ภาคผนวก ฉ การเปรียบเทยี บคะแนนตวั ชีว้ ัดระดับความเปน เศรษฐกจิ พอพียงของอปท. 303

กรณีศึกษา

ภาคผนวก ฌ (เลม แยก)

สารบัญตาราง

ตารางที่ หนา
2.1 กรอบตวั ชว้ี ัด 3 ระดับ 22
2.2 ระดบั คะแนน ระดบั ความเปน เศรษฐกจิ พอเพยี ง 22
4.1 ขอ มูลสะทอ นคณุ ลกั ษณะตําบล ดานบริบท 42
4.2 ขอมลู สะทอนคณุ ลกั ษณะตําบล ดานประชากร (ขอมลู ป 2562) 50
4.3 ขอมูลสะทอ นคุณลักษณะองคก ร (ขอมลู งบประมาณป 2562) 52
5.1 ผลการเปรยี บเทียบระดบั ความเปน เศรษฐกิจพอเพยี งในอปท. กรณศี กึ ษาในจังหวดั 55

อทุ ัยธานี 60
5.2 ผลการเปรียบเทียบระดบั ความเปน เศรษฐกิจพอเพยี งในอปท. กรณศี ึกษาในจังหวัด
64
นครสวรรค 68
5.3 ผลการเปรียบเทยี บระดบั ความเปน เศรษฐกิจพอเพียงในอปท. กรณศี ึกษาในจงั หวัดชัยนาท 73
5.4 ผลการเปรียบเทียบระดบั ความเปน เศรษฐกิจพอเพยี งในอปท. กรณศี กึ ษาในจังหวดั ลพบุรี
5.5 การเปรียบเทียบระดบั ความเปน เศรษฐกิจพอเพยี งขององคกรปกครองสว นทอ งถ่ิน 79

ในจงั หวัดอุทัยธานี ในป พ.ศ.2561 กบั พ.ศ.2562 115
5.6 การเปรียบเทยี บระดบั ความเปน เศรษฐกิจพอเพยี งขององคก รปกครองสวนทองถิน่
147
ในจังหวดั นครสวรรค ในป พ.ศ.2561 กับ พ.ศ.2562
7.1 การเปรียบเทียบโครงการตามแผนงานสาธารณสขุ ระหวา งแผนชว งป 2551 และชว ง ป 150

2562 163
7.2 ผลการวิเคราะหเ ปรยี บเทียบภาพรวมนวตั กรรมเพื่อพัฒนาทองถน่ิ ของ อปท. เรียงตาม 175

ระดับความเปน เศรษฐกิจ
7.3 ผลการวเิ คราะหเปรยี บเทียบปจจยั นาํ เขา และกระบวนการของนวัตกรรมเพ่ือพฒั นาทอ งถ่นิ

ของ อปท. เรยี งตามระดบั ความเปนเศรษฐกจิ พอเพียง
8.1 จํานวนบคุ ลากรทีเ่ ขา รว มประชมุ ในแตล ะคร้ังจําแนกตามบทบาทหนาท่ี
9.1 ระดบั ความเปนเศรษฐกจิ พอเพียงขององคการบรหิ ารสวนจังหวดั อทุ ยั ธานี

สารบัญภาพ

ภาพท่ี หนา

1.1 แผนที่ ท่ีตงั้ อปท. ในกลุมตวั อยา ง 18 แหง 5

2.1 ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง 12

2.2 การวเิ คราะหเชงิ ระบบปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง 13

2.3 การวเิ คราะหเ ศรษฐกิจพอเพียงเชงิ ระบบ 18

2.4 ระดบั ความเปน เศรษฐกิจพอเพยี ง “เขา ขาย” 18

2.5 ระดบั ความเปน เศรษฐกิจพอเพียง “เขา ใจ” 19

2.6 ระดบั ความเปน เศรษฐกจิ พอเพยี ง “เขา ถึง” 19

2.7 ระดับความเปน เศรษฐกิจพอเพยี งในภาพรวม 21

3.1 กรอบแนวคดิ ในการวิจัยนวัตกรรมเพื่อพัฒนาทอ งถน่ิ ตามปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง 35

3.2 ระเบียบวิธวี จิ ัย 38

8.1 วงจรการเรียนรใู นการประชมุ เชงิ ปฏิบัตกิ ารแตล ะครั้ง 159

8.2 เพจแอคชัน่ ของ “โครงการนวตั กรรมเพือ่ พฒั นาทองถิน่ ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง 164

ระยะที่ 2 กรณีศกึ ษาอปท.ในจงั หวัดนครสวรรค อุทยั ธานี ลพบรุ ี และชัยนาท” ใน

SEP Action

9.1 แผนทจ่ี ังหวดั อุทัยธานี 172

บทท่ี 1
บทนำ

1. ทีม่ ำและควำมสำคญั
เน่ืองจากข้อเสนอโครงการวิจัยน้ีเป็นโครงการระยะท่ี 2 โดยระยะที่ 1 เป็นการวิจัยในชื่อเดียวกัน

แต่เป็นกรณีศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินในจังหวัดนครสวรรค์และอุทัยธานี เน่ืองจาก นวัตกรรม อัน
เป็นการนาความคิดสร้างสรรค์ปัจจัยใหม่ หรือกระบวนการใหม่ หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ
รวมถึงการมุ่งปรับการบริหารจัดการภาครัฐ เป็นหัวใจสาคัญในโมเดล ประเทศไทย 4.0 เพื่อเพิ่มขีด
ความสามารถในการแขง่ ขนั และบรรลุเป้าหมายการพฒั นาตาม “แผนยทุ ธศาสตรช์ าติ 20 ปี”

จุดเร่ิมต้นของการพฒั นานวัตกรรมอยู่ในภาคเอกชน แตป่ ัจจุบันมีนวตั กรรมภาครฐั ในต่างประเทศที่
ประสบความสาเร็จจานวนมาก อันเกิดจากความร่วมมือระหวา่ งหน่วยงานทุกภาคส่วน เช่นเดียวกับในภาค
ธุรกิจ ที่มีกลยุทธ์นวัตกรรมแบบเปิด (Open innovation) เปิดโอกาสให้บุคคลจากหน่วยงานต่าง ๆ เข้า
มาร่วมช่วยพัฒนานวัตกรรม ทาให้เกิดการพัฒนาแบบก้าวกระโดดในระยะเวลาอันสั้น (Hudson and
Sakkab, 2006 อ้างถึงใน O’Byrne & Others, 2014: 56) กระบวนการสร้างความร่วมมืออยู่บนฐานคุณค่า
ร่วม ที่ไม่ได้มุ่งเพียงกาไรของภาคเอกชนเท่าน้ัน (วรรณา ประยุกต์วงศ์, 2554) เป็นนวัตกรรมท่ีมุ่งสู่คุณค่า
(Value driven innovation) หากเป็นคุณค่าท่ีเกิดจากการได้เสียสละทรัพยากรของตนเพื่อสร้างประโยชน์
โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาของโลกท่ีนับวันย่ิงซับซ้อนมากข้ึน อันเป็นความคาดหวังสาคัญของ “นวัตกรรม
สงั คม (Social innovation)” จงึ เป็นไปเพอ่ื การแก้ปัญหาสังคม ซ่งึ มีลักษณะทีห่ ลากหลาย สว่ นหน่งึ คือ การ
ประกอบการสังคมของผูป้ ระกอบการจากกลุ่มที่ไม่ใช่ภาครัฐ (ภาคท่ี 1) แตม่ าจากภาคธุรกิจ/เอกชน (ภาคท่ี
2 ) หรือองค์กรพัฒนาเอกชน (ภาคที่ 3) (วรรณา ประยุกต์วงศ์, 2559) ท่ีสาคัญคุณค่าอันเกิดจากการ
ประกอบการในลักษณะดังกล่าวมีผลให้เกิดประโยชน์สุข ซ่ึงสอดคล้องเข้ากับลักษณะความเป็นเศรษฐกิจ
พอเพยี งในระดบั เข้าถึง ดว้ ยการยุกตใ์ ช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นประจาในวิถีชีวิต (อภิชัย พนั ธเสน,
2560)

นวัตกรรมภาครัฐมิได้มีเฉพาะในรัฐบาลชุดปัจจุบันเท่านั้น นวัตกรรมท้องถ่ินขององค์กรปกครอง
สว่ นทอ้ งถิ่นได้รับการกล่าวถึงมาเป็นเวลานาน นับต้ังแต่มีการกระจายอานาจสอู่ ปท. ชว่ งปีพ.ศ. 2540-2547
อปท. หลายแห่งได้ริเริ่มนวัตกรรมเพ่ือแก้ปัญหาของชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อมา กรมส่งเสริมการ
ปกครองทอ้ งถ่ินจึงมนี โยบายส่งเสรมิ ใหอ้ ปท. ไดส้ ร้างนวัตกรรมท้องถ่ิน โดยกาหนดให้นวัตกรรมทอ้ งถน่ิ เป็น
เกณฑ์สาคัญข้อหน่ึงในการพิจารณาได้รับรางวัลการบริหารจัดการที่ดี ท้ังน้ีมีงานวิจัยเก่ียวกับเร่ืองน้ีจานวน
มากได้ศึกษานวัตกรรมท้องถ่ินของอปท. ดังกล่าว พบปัญหาข้อจากัด เช่น ขาดความรู้ ขาดเป้าหมายการ
พัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน และขาดความร่วมมือจากบุคลากรและผู้นาท้องท่ี ตลอดจนจากประชาชนที่
เกี่ยวข้อง เป็นต้น (ตัวอย่างงานวิจัยเช่น มยุรี ทรัพย์เที่ยง และวาสิตา ประสพศักดิ์, 2559 หรือ ปัณณพงศ์
วงศ์ณาศรี, 2560 เป็นต้น) ท่ีสาคัญ ไม่มีงานวิจัยที่ศึกษาความเกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียง ขณะที่ อปท. ที่ได้รับรางวัลการขับเคล่ือนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และรางวัลการ

2

บริหารจัดการที่ดี (นวัตกรรมท้องถ่ิน) กลับเป็นกลุ่มอปท. ท่ีคล้ายคลึงกัน การขับเคลื่อนปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียงในอปท. แทจ้ ริงแล้วเป็นการสร้างคณุ ค่าร่วมระหวา่ งผู้บริหาร ข้าราชการประจา บคุ ลากร
ผู้นาท้องท่ี ผู้นาประชาชน และประชาชนให้เกิดผลอย่างเป็นรปู ธรรม มีผลในการช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต
ของประชาชนในทอ้ งถน่ิ ไดจ้ ริง

การวิจัยในระยะท่ี 1 มีวัตถุประสงค์เพ่ือมุ่งตอบคาถามว่า อปท. สามารถประยุกต์ใช้ปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียงในการบรหิ ารจดั การภายในองค์กร พัฒนาชุมชน ตามระดับความเป็นเศรษฐกิจพอเพียงที่
อภิชัย พันธเสนและคณะได้จัดทาข้ึน ในระดับใด และนวัตกรรมเพื่อพัฒนาท้องถ่ินเป็นอย่างไร และมี
ความสมั พนั ธ์กบั ระดับความเป็นเศรษฐกจิ พอเพยี งหรอื ไม่ ในลกั ษณะใด มปี จั จยั นาเข้า และกระบวนการตา่ ง
ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระบวนการสร้างความร่วมมือและพัฒนาเครือข่ายอย่างไร ด้วยวิธีการเลือกตัวอย่าง
เฉพาะเจาะจง คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 6 แห่ง แบ่งเป็น 3 แห่งในจังหวัดนครสวรรค์คือ เทศบาล
ตาบลอุดมธญั ญา องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตาบลเขาดนิ และองค์การบริการสว่ นตาบลหนองบวั และอีก 3 แหง่ ใน
จงั หวัดอทุ ัยธานีคอื เทศบาลตาบลทัพทัน องคก์ ารบริหารส่วนตาบลประดู่ยืน และองค์การบริหารสว่ นตาบล
ห้วยคต การเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งเชงิ ปรมิ าณและเชิงคณุ ภาพ ด้วยวิธกี ารต่าง ๆ ตามประเด็นเน้ือหา ใช้การ
วิจัยเอกสารท่ีเกี่ยวข้อง การสนทนากลุ่มเฉพาะ การสัมภาษณ์ และการสังเกตการณ์ทั้งแบบมีและไม่มีส่วน
ร่วม ตรวจสอบข้อมูลโดยใช้วิธีการสามเส้า (Triangulation method) และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิจัย
เชิงพรรณนาและวิเคราะห์เนือ้ หา

ผลการวิจัยระดับความเป็นเศรษฐกิจพอเพียงของอปท. พบว่าเทศบาลตาบลทัพทันมคี ะแนนสงู สุด
คือ 272 คะแนน อยู่ในระดับ “เข้าถึง” เป็นองค์กรแห่งประโยชน์สุข คือสามารถประยุกต์ใช้ปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียงในระดับวิถีชีวิต ขณะท่ีอปท. ท่ีเหลืออยู่ได้รับการประเมินในระดับ “เข้าใจ” เป็นองค์กร
แห่งความสุข คือสามารถประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในระดับวิถีคิด ยกเว้น อบต. ห้วยคตมี
คะแนนต่าสุดคือ 193 คะแนน อยู่ในระดับ “ไม่เข้าข่าย” คอื ยังไม่สามารถประยุกต์ใช้ปรชั ญาของเศรษฐกิจ
พอเพียงในองค์กร โดยเทศบาลตาบลทัพทันและอบต. เขาดิน มีนวัตกรรมเพ่ือพัฒนาท้องถิ่นในพื้นท่ี
สาธารณะและสามารถบูรณาการกิจกรรมต่าง ๆ อันเป็นการต่อยอด/สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ได้ ส่วน
อบต. ประดู่ยนื และเทศบาลตาบลอดุ มธัญญา ที่เป็นอปท. อยู่ในระดับเข้าใจ มีนวัตกรรมเพ่ือพฒั นาท้องถิ่น
ทเี่ ปน็ โครงการ นวัตกรรมท้ังหมดมีการดาเนินการอย่างต่อเน่ืองหรือทาซ้า โดยได้รับแนวปฏบิ ัตจิ ากพ้ืนที่อื่น
แต่มีการนามาปรับปรุงให้เหมาะสมและสร้างสรรค์กิจกรรมอน่ื ๆ เพิ่มเติม เป็นนวัตกรรมแบบส่วนเพิ่มหรือ
ค่อยเป็นคอ่ ยไป (Incremental innovation)

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทยี บพบว่า คะแนนระดับความเป็นเศรษฐกิจพอเพยี งแตกต่างกันใน
ข้อมูลพื้นฐานตาบลเร่ืองที่ดินในเขตปฏิรูปการเกษตร (สปก.) และข้อมูลลักษณะองค์กร เร่ืองส่วนต่าง
คา่ ใชจ้ ่ายและงบประมาณทีไ่ ด้รบั การจดั สรร พบวา่ อปท. ที่มที ่ดี ินในเขต สปก. และ/หรือมีสว่ นต่างค่าใชจ้ า่ ย
และงบประมาณท่ีได้รับการจัดสรรสูง มีคะแนนระดับความเป็นเศรษฐกิจพอเพียงน้อย ขณะที่อปท. มี
คะแนนระดับความเป็นเศรษฐกจิ พอเพยี งสงู มนี วัตกรรมเพือ่ พฒั นาท้องถ่ินจานวนมาก

3

นายกของอปท. ทั้ง 4 แหง่ มีความชัดเจนในเร่ืองภาวะผ้นู า ในเรือ่ งการริเริ่มโครงการใหม่ ๆ และมี
ความเปน็ ผูป้ ระกอบการทีเ่ รมิ่ ตน้ จากสง่ิ เล็กแล้วค่อยพัฒนาต่อยอด สามารถสรา้ งการเรยี นร้ใู ห้กับบุคลากรใน
องค์กร ที่สาคัญยังสามารถสร้างความร่วมมือกับข้าราชการประจา ระหว่างผนู้ าท้องท่ี คอื กานัน ผู้ใหญ่บ้าน
และผู้นาชมุ ชน ประชาชนในพ้นื ที่ นอกจากน้ีพบวา่ ผูบ้ รหิ ารยงั มีความสามารถในการระดมทนุ จากภายนอก

แม้ว่างานวิจัยในระยะท่ี 1 เป็นเพียงการวจิ ัยในลักษณะถอดบทเรียนจากกรณีศึกษา ผลการศึกษา
ข้างต้นช่วยทาให้ภาพความเข้าใจเริ่มชัดเจนว่า นวัตกรรมเพื่อพัฒนาท้องถ่ินตามปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียง ก็คอื นวตั กรรมเพื่อพัฒนาทอ้ งถ่ินทเี่ กิดขึ้นในอปท. ที่มีการประยกุ ต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
ในระดับ “เข้าใจ” คือสามารถทาให้เกดิ เป็นองค์กรแห่งความสุข (อภิชยั พนั ธเสน, 2560) การวิจัยคร้งั ต่อไป
จึงเป็นการทาซา้ คือยกระดับความเป็นเศรษฐกิจพอเพยี งในพน้ื ท่เี ดิม และขยายพ้นื ที่ เพ่ือภาพความเขา้ ใจที่
ชัดเจนเพ่ิมข้ึน ขณะเดียวกันยังตระหนักถึงข้อจากัดของวิธีการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพท่ีไม่
สามารถครอบคลุมความจริงในมติ ิอันหลากหลายขององค์ความรู้เศรษฐกจิ พอเพยี ง (ปรีชา เป่ียมพงศ์สานต์,
สุวจั ฉรา เป่ยี มญาติ, และฐติ ิพร พันธเสน, 2547) จึงมกี ารเปล่ียนแปลงวิธีวทิ ยาของการวิจยั ทส่ี ามารถสะท้อน
ความจรงิ บนมิติอันหลากหลายของเศรษฐกิจพอเพยี ง ดังมีรายละเอยี ดในหัวขอ้ ถัดไป

ท่ีสาคัญ นวัตกรรมเพื่อพัฒนาท้องถิ่นตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นองค์ความรู้ใหม่ของ
อปท. การวิจัยในระยะท่ี 2 จึงจาเปน็ ต้องสรา้ งความเขา้ ใจเชิงลึกขององคค์ วามรเู้ รื่องนี้ ท้งั ในเรอื่ งภาวะผู้นาท่ี
ไม่ได้จากัด เฉพาะนายกอปท. หากต้องประกอบด้วยข้าราชการประจาและบุคลากรในองค์กร ความเป็น
ผู้ประกอบการ กระบวนการสร้างการเรียนรู้ของเครือข่ายความร่วมมือ และความคิดสร้างสรรค์ อันช่วยให้
เกิดความเข้าใจในกระบวนการนา/สร้างนวัตกรรม ในโมเดลประเทศไทย 4.0 ท่ียังเป็นนโยบายที่กว้าง แต่
ขาดรายละเอียดโดยเฉพาะแนวทางการส่งเสริมนวัตกรรม (พงศ์พิพัฒน์ บัญชานนท์, 2560) และช่วยทาให้
แนวการเตรยี มความพรอ้ มและการสรา้ งนวตั กรรม ฯ ในอปท. มีความเข้าใจในรายละเอียดการปฏบิ ัตเิ พมิ่ ข้ึน
และสามารถนาเสนอสูน่ โยบายการขบั เคลื่อนการสรา้ งนวตั กรรม ฯ ในอปท. ไดต้ ่อไป

2. คำถำมวจิ ยั
1) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการบริหาร
จดั การภายในองค์กรจากการประเมนิ ระดับความเปน็ เศรษฐกจิ พอเพียงตามที่ อภิชยั พันธเสน และ
คณะ จัดทาขนึ้ ในระดบั ใด
2) นวัตกรรมเพื่อพัฒนาท้องถิ่นตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของอปท. มีลักษณะอย่างไร และมี
ความสัมพันธ์กับระดับความเป็นเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนปัจจัยนาเข้าและกระบวนการ
เช่นเดียวกบั ผลการวจิ ยั ในระยะท่ี 1 หรอื ไม่ เพราะเหตุใด
3) หลักสูตรและกระบวนการพัฒนาผู้นา/บริหารของอปท. เพ่ือให้เกิดความรู้ ทักษะ และขีด
ความสามารถในการสร้างนวัตกรรมเพื่อพัฒนาท้องถ่ินตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงควรเป็น
อยา่ งไร

4

4) นวัตกรรมท่ีผู้นา/บริหารของอปท. ได้นาความรู้จากหลักสูตรข้อ 3) ไปสร้างขึ้นมีรูปแบบและ
ลักษณะอย่างไร แตกต่างจากนวัตกรรมอ่ืน ๆ อย่างไร และอะไรคือปัจจัย เง่ือนไขหรือ
สภาพแวดลอ้ มทเ่ี อ้ือตอ่ การนาความรูไ้ ปใช้

5) แนวทางวิจัยเพ่ือพัฒนานโยบายสนับสนุนนวัตกรรมเพื่อพัฒนาท้องถ่ินตามปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียงของอปท. อนั เปน็ การวิจยั ในระยะที่ 3 ควรเปน็ อย่างไร

3. วัตถปุ ระสงค์
1) เพ่ือศึกษาการประยกุ ต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงขององค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถ่นิ ใน
การบริหารจัดการภายในองค์กร จากการประเมินระดับความเป็นเศรษฐกิจพอเพียงตามที่
อภิชัย พนั ธเสน และคณะ จดั ทาขนึ้
2) เพ่ือศึกษานวัตกรรมเพื่อพัฒนาท้องถิ่นตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของอปท. และ
ความสัมพันธก์ ับระดับความเป็นเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนปัจจัยนาเข้าและกระบวนการ
3) เพ่อื พฒั นาหลักสูตรและจัดอบรมเชิงปฏิบตั ิการ หลักสูตรการสร้างนวัตกรรมเพือ่ พัฒนาท้องถ่ิน
ตามปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
4) เพื่อศึกษารูปแบบและลักษณะนวัตกรรมที่ผู้นา/บริหารของอปท. ได้นาความรู้จากหลักสูตรข้อ
3) ไปสรา้ งขนึ้ ตลอดจนปจั จยั เง่ือนไขหรือสภาพแวดลอ้ มท่เี ออ้ื ตอ่ การนาความรู้ไปใช้
5) เพื่อสังเคราะห์ภาพรวมการนาความรู้ไปใช้นาสู่แนวทางการวิจัยเพ่ือพัฒนานโยบายสนับสนุน
(การวจิ ัยระยะท่ี 3)

4. ขอบเขตกำรวิจยั

การวิจัยระยะท่ี 2 เป็นการศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินแห่งใหม่ทั้งหมด 12 แห่ง โดยเลือก

อปท. แบบเฉพาะเจาะจง เน้นท่ีมีชื่อเสียงในการขับเคล่ือนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในจังหวัด

นครสวรรค์ อุทยั ธานี ลพบุรี และชัยนาท จงั หวดั ละ 3 แหง่ ดงั น้ี

จังหวดั นครสวรรค์ จังหวัดอทุ ยั ธานี จังหวดั ลพบรุ ี จงั หวดั ชยั นาท

1. อบต. นครสวรรคอ์ อก 1. เทศบาลตาบลหาดทนง 1. อบต. โก่งธนู อาเภอ 1. เทศบาลตาบลห้วยงู

อาเภอเมืองนครสวรรค์ อาเภอเมืองอทุ ัยธานี เมอื งลพบุรี อาเภอหันคา

2. อบต. เนินกวา้ ว 2. อบต. หนองยาง อาเภอ 2. อบต. ท่ามะนาว 2. อบต. อตู่ ะเภา อาเภอ

อาเภอโกรกพระ หนองฉาง อาเภอชยั บาดาล มโนรมย์

3. อบต. เขาชนกนั 3. เทศบาลตาบลสวา่ ง 3. อบต. หนองแขม 3. เทศบาลตาบลบางขดุ

อาเภอแมว่ งก์ อารมณ์ อาเภอสว่าง อาเภอโคกสาโรง อาเภอสรรคบรุ ี

อารมณ์

5

และศึกษาอปท. เดิม ในโครงการวิจัยระยะที่ 1 จานวน 6 แหง่ ในจงั หวัดนครสวรรค์ จานวน 3 แห่ง คือ ทต.
อุดมธัญญา อ. ตากฟ้า อบต. เขาดิน อ. เก้าเล้ียว และอบต. หนองบัว อ. หนองบัว และในจังหวัดอุทัยธานี
จานวน 3 แห่ง คือ ทต. ทัพทัน อ. ทัพทัน อบต. ประดู่ยืน อ. ลานสัก อบต. ห้วยคต อ. ห้วยคต รวมเป็น
อปท. ทั้งหมด 18 แห่ง ดังแสดงในภาพแผนท่ี อปท. รอบ มหาวิทยาลัยมหิดล โครงการจัดตั้งวิทยาเขต
นครสวรรค์

ภาพท่ี 1.1 แผนท่ี ทต่ี งั้ อปท. ในกล่มุ ตวั อย่าง 18 แหง่
5. ผลทีค่ ำดว่ำจะได้รบั เมื่อสิ้นสุดกำรวิจัยโครงกำรระยะท่ี 2

1) Output
- เครือข่ายอปท. ท่ขี ับเคล่อื นปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียงในระดบั ตา่ ง ๆ
- องค์ความรู้การประยุกตป์ รัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงและตัวอยา่ งรูปธรรมนวตั กรรมเพอ่ื
พัฒนาท้องถิน่ ตามปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
- องค์ความรเู้ ร่ืองการสร้างนวตั กรรมเพื่อการพฒั นาทอ้ งถน่ิ ตามปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
- หลักสตู รการสรา้ งนวตั กรรมเพื่อพฒั นาท้องถนิ่ ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
- รายงานวจิ ัยฉบบั สมบรู ณเ์ รอ่ื งการประยุกต์ใชป้ รัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี งและรปู ธรรม
นวตั กรรมเพอื่ พัฒนาทอ้ งถิน่ ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงขององค์กรปกครองส่วนทอ้ งถ่ิน

6

2) Outcome
- การแลกเปล่ยี นเรียนรู้ภายในเครอื ข่ายอปท. ที่ขับเคล่อื นปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
- แนวทางการจดั การเรยี นรูใ้ นหลกั สูตรการสรา้ งนวตั กรรมเพอ่ื พัฒนาท้องถนิ่ ตามปรชั ญาของ
เศรษฐกจิ พอเพียง ในระดับปรญิ ญาโท
- อปท. มีความสามารถในการพฒั นาข้อเสนอโครงการนวตั กรรมเพอ่ื พฒั นาท้องถน่ิ ตามปรชั ญา
ของเศรษฐกจิ พอเพียงเพอื่ เสนอขอตอ่ แหลง่ ทุนต่าง ๆ
- อปท. ต้นแบบการการประยกุ ตป์ รชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียงทง้ั ในการบรหิ ารจัดการ การ
พฒั นาชมุ ชน และการสร้างนวตั กรรมเพือ่ พฒั นาท้องถิน่ เพอ่ื ประโยชนส์ ุขแกป่ ระชาชน
- การขับเคลือ่ นปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ในองค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถิน่ ดว้ ยแนวคดิ ระดบั
ความเป็นเศรษฐกิจพอเพยี ง ไดร้ ับการเผยแพรอ่ ย่างเป็นรูปธรรม

3) Impact
- องคก์ รปกครองส่วนท้องถิน่ สามารถนาแนวคิดระดับความเป็นเศรษฐกจิ พอเพยี งไปใช้ในการ
ประยกุ ต์ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเป็นรูปธรรม
- ประชาชนในพน้ื ท่ีใหบ้ รกิ ารของอปท. มวี ถิ ชี วี ติ ตามปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งทีส่ ร้าง
ประโยชนส์ ขุ
- การขบั เคลื่อนปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี งในอปท. ได้รบั การตอ่ ยอด และกอ่ กระแสการนา
หลกั การดังกล่าวไปใชท้ ่เี พม่ิ มากขน้ึ

6. นิยำมศัพทป์ ฏิบัติกำร
นวัตกรรมเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นตามปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง คอื การรเิ ร่ิม คิดคน้ วิธี และหา

รูปแบบใหม่ ๆ ตลอดจนโครงการใหม่ ๆ ท่ีต่อยอดจากการเรียนรู้จากท่ีอ่ืน เพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ในชุมชน
ให้บริการแก่ประชาชน ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจชุมชน คุณภาพชีวิตและกา รศึกษา สังคม
วัฒนธรรม สขุ ภาพอนามัย หรอื ทรัพยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดลอ้ ม อนั เปน็ บทบาทหน้าท่ีโดยตรงของ อปท.
ทีข่ ับเคล่ือนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี งในองคก์ ร และเป็นแรงจูงใจสาคัญ ท่ีช่วยใหบ้ ุคลากรปฏิบัตหิ น้าท่ี
ดงั กลา่ วอยา่ งมีความสขุ

บทที่ 2
แนวคิด ทฤษฎี และวรรณกรรมท่ีเก่ยี วข้อง

บทน้ีจะนาเสนอ การทบทวนแนวคิด ทฤษฎี และวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องในการวิจัย โดยเร่ิมจาก
แนวคิดและทฤษฎีท่ีเกี่ยวข้องกับปรัชญาของเศรษฐกิจและตัวชี้วัดระดับความเป็นเศรษฐกิจพอเพียงของ
อภิชัย พันธเสนและคณะ จากนั้นนาเสนองานวิจัยที่เก่ียวกับการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับนวัตกรรมภาครัฐ และที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานขององค์กร
ปกครองสว่ นท้องถิ่น (อปท.). ดงั มรี ายละเอยี ดคือ

1. งำนวจิ ัยเกีย่ วกบั กำรขับเคลอ่ื นปรชั ญำของเศรษฐกจิ พอเพยี งในอปท.
ทผ่ี า่ นมา มีการศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน (อปท.). ที่มกี ารนาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ไปประยกุ ต์ใช้จนประสบความสาเรจ็ คืองานวิจัยทีเ่ ป็นวิทยานพิ นธ์ระดับปริญญาเอกของวีระศกั ดิ์ สมยานะ
(2555) มุ่งศึกษาคุณธรรมที่เหมาะสมต่อการดาเนินงานของอปท. คือ ความซื่อสัตย์สุจริต ความอดทน
ขยันหม่ันเพียร และความเอ้ือเฟ้ือเผ่ือแผ่ และเห็นว่าคุณธรรมดังกล่าวมีผลต่อระดับการนาปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ในระดับต่าง ๆ คือ เข้าข่าย เข้าถึง เข้าใจ เช่นเดียวกับงานวิจัยที่เป็น
วทิ ยานิพนธ์ระดบั ปริญญาโทของบุษยา มั่นเลศิ (2556) ทศี่ กึ ษาระดับการนาไปประยุกตใ์ ช้ของผู้บริหารและ
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเป็นเศรษฐกิจพอเพียง โดยพบว่าระดับการศึกษาของผู้บริหาร ผู้บริหารท่ีเป็นนายก
เปน็ ตัวแปรทมี่ ีความสัมพันธ์กบั ความเป็นเศรษฐกิจพอเพยี งอย่างมนี ยั สาคัญทางสถิติ

นอกจากน้ีกรมสง่ เสริมการปกครองท้องถนิ่ ยังไดถ้ อดบทเรียนทงั้ ในด้านรูปธรรมการประยุกต์ใช้ ผล
ท่ีเกิดขึ้น ตลอดจนปัจจัยที่ส่งผลของอปท. ท่ีได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานจากการประกวดผลงานตาม
ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ในปี พ.ศ. 2553 ของสานกั งานคณะกรรมการพิเศษเพ่ือประสานงานโครงการ
อันเนอ่ื งมาจากพระราชดาริ (สานักงาน กปร.) จานวน 11 แหง่ พบรปู ธรรมของการนาปรชั ญาของเศรษฐกิจ
พอเพียงไปประยุกตใ์ ช้ในหลายรปู แบบ ท้ังที่เป็นการเปล่ียนแปลงวิธกี ารทางานแบบเดิม หรือการจัดตั้งศูนย์
การเรียนรู้ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนการทาจัดทาแผนงาน/โครงการต่าง ๆ ซ่ึงมีลักษณะ
เช่นเดียวกับนวัตกรรมที่สร้างผลให้เกิดข้ึนไม่เพียงความสุขกับประชาชน แต่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ศึกษาดูงาน
ใหก้ ับอปท. ต่าง ๆ ท่วั ประเทศ โดยพบปัจจยั สาคัญในการนาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใชใ้ ห้
ประสบความสาเรจ็ เกิดจาก นายกอปท. ซ่ึงเป็นผู้นาด้านการบริหารมีฐานคดิ ท่ีชัดเจนและสร้างความเข้าใจ
ให้กับทกุ ภาคส่วนทเ่ี ก่ียวข้อง นาสู่กรอบแนวทางการบริหาร สรา้ งการเรียนรู้ให้เกิดข้นึ สร้างเครือข่ายความ
ร่วมมือและการทางานร่วมกัน ตลอดจนใช้เครื่องมือการบริหารตามหลักการทรงงานหรือศาสตร์พระราชา
(กรมส่งเสรมิ การปกครองทอ้ งถิ่น, 2548)

ผลการศึกษาดังกล่าวสอดคล้องกับการถอดบทเรียนอปท. จานวน 30 แห่ง ที่เข้าร่วมโครงการการ
พัฒนาระบบสุขภาวะชุมชนบนฐานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จากการสนับสนุนงบประมาณของ
สานักงานกองทุนเพื่อเสริมสร้างสุขภาพ (สสส) โดยมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาประเทศตามปรัชญาของ

8

เศรษฐกิจพอเพียง (2558) ได้สรุปผลการถอดบทเรียนว่ารูปแบบ/กระบวนการขับเคล่ือนผ่านศูนย์เรียนรู้
เศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการจัดกิจกรรม/โครงการ ปฏบิ ัติการในชุมชนพื้นที่ร่วมกับภาคีเครือข่ายต่าง ๆ โดย
ยึดหลกั การทรงงาน “การระเบิดจากขา้ งใน” สร้างการเปล่ยี นแปลงท่ีเกิดข้ึนท้ังในระดับผลผลิต คือสามารถ
ดาเนินงานตามตัวชี้วัดและสอดคล้องกับคุณลักษณะชุมชนท่ีพึงประสงค์ 8 มิติ และระดับผลลัพธ์ คือ
นวัตกรรมจากรูปแบบกิจกรรม/โครงงานและการดาเนนิ งาน ตลอดจนความเปลยี่ นแปลงท่ีเกิดข้ึน โดยมฐี าน
คิด/วิสัยทัศน์ของผู้บริหาร และการบริหารงานท่ีเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม เป็นปัจจัย
สนบั สนุนการประยกุ ต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง

ท้ังนี้ จานวนงานวิจัยที่เกี่ยวกับการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและนวัตกรรมของ
องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน (อปท.) ข้างต้น ยังมีอยู่ไม่มากนัก ท่ีสาคัญปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มี
สถานภาพเป็นปรัชญา ต้องอาศัยการตีความและประยุกต์ใช้กับกรณี และบริบทต่าง ๆ อย่างเหมาะสม ซ่ึง
งานวจิ ัยข้างต้นอาจยังมีข้อจากัดต่อการสะท้อนความหมายของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยส่วนใหญ่
ม่งุ อธิบายคานยิ ามของ 3 ห่วง 2 เงอ่ื นไข ซ่งึ เปน็ การสรุปย่อเพ่อื ให้จาได้ง่าย แตถ่ ูกนามาเปน็ กรอบคดิ ในการ
ทาวิจยั และเก็บข้อมูล เพ่ือใชว้ ัดค่าที่อาจจะสะท้อนความหมายบางประการของปรัชญาดังกล่าว ซึ่งอาจทา
ให้ของผลการศึกษาเกดิ มขี ้อจากัด

ดังท่ีปรีชา เป่ียมพงศ์สานต์ สุวัจฉรา เป่ียมญาติ และฐิติพร พันธเสน (2547) ท่ีเห็นว่าเศรษฐกิจ
พอเพียงเป็นองค์ความรู้ที่ครอบคลุมความจริงในมิติอันหลากหลายหลาย ท่ีบูรณาการหรือแบบองค์รวม มี
ความเป็นสหวิทยาการ และมีความแตกต่างระหว่างโลกทัศน์ (World view) ของเศรษฐศาสตรก์ ระแสหลัก
ในระบบทุนนิยม ที่เน้นระบบตลาด กรรมสิทธ์ส่วนบุคคล การแข่งขันเพื่อประโยชน์ส่วนตนโดยวัดมูลค่าที่
แลกเปลี่ยนกันในตลาด (Market value) เศรษฐศาสตร์กลุ่มสังคมนิยมในระบบคอมมิวนิสต์ ท่ีเน้นระบบรัฐ
ไม่มีกรรมสิทธส์ิ ว่ นบุคคล และควบคุมการผลิตและการกระจายปัจจัยและผลผลติ จึงเสนอญาณวิทยาบูรณา
การศาสตร์ (Integral epistemology) เปน็ กรอบการวิเคราะห์และสงั เคราะห์ เพ่ือให้เกิดความเข้าใจในองค์
ความรู้เศรษฐกิจพอเพยี งซง่ึ เปน็ ทางสายกลางหรอื เศรษฐศาสตรท์ างเลือกระหวา่ งสองระบบข้างตน้

อย่างไรก็ตามข้อเสนอดังกล่าวยังเป็นเร่ืองยากในการนาไปใช้เป็นแนวทางในการวิจัย เพราะกรอบ
วิเคราะห์-สังเคราะห์ดังกล่าวอยู่บนฐานการเข้าใจถึงธรรมชาติของความจริงที่ถูกสร้างข้ึนจากเหตุปัจจัยอัน
หลากหลาย หรือการเข้าถึงความจริงในมิติอันหลากหลายดังกล่าว จึงต้องพิจารณาบนฐานความสัมพันธ์
ระหวา่ งผ้รู ู้ (นกั วิจยั ) และสิง่ ทถี่ ูกรทู้ ่ีเกยี่ วขอ้ งและมีอทิ ธิพลซงึ่ กันและกนั (Easterby, Thrope and Jackson
2008) การวิจัยในลักษณะนี้เป็นการเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ชีวิต (Experiential learning) ซ่ึงคณะผู้วิจัย
ข้างต้นจงึ เสนอว่า การสรา้ งการขับเคลอ่ื นปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งจาเป็นต้องมีฐานความรกู้ ากับ โดยใช้
วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการเพ่ือการเรียนรู้และเปล่ียนแปลงทางสังคม (Transformative action Learning
research) อันเป็นการวิจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ชุมชนตืน่ ตัว และมีความเชื่อม่ันในพลังความสามารถตนเอง เมื่อ
นาวิธีการวิจัยน้ีมาประยุกต์ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็จะช่วยให้
ผบู้ ริหาร สมาชกิ สภา บคุ ลากร ผนู้ าทอ้ งที่ และประชาชนมีความตืน่ ตัวและมคี วามเช่ือมัน่ ในพลังและบทบาท
ของอปท. ที่ไม่มีได้มีเฉพาะการให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน หรือบริการสาธารณะต่าง ๆ ที่ถูกกาหนดจาก

9

ภาครัฐส่วนกลาง หากยังสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนตามปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพยี งไดอ้ กี ด้วย

2. ตวั ชว้ี ัดควำมเป็นเศรษฐกจิ พอเพยี งของ อปท. ของ อภิชัย พนั ธเสน และคณะ
งานวิจัยโครงการนี้เป็นโครงการย่อยของชุดโครงการขับเคล่ือนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับ

องค์กรปกครองสว่ นท้องถิน่ (อปท.) ท่ัวประเทศไทย ซึง่ อภิชัย พนั ธเสนเป็นผปู้ ระสานงานชดุ โครงการ ท้ังนี้
อภิชยั พนั ธเสน ได้ทาการศึกษาความหมายปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงแบบองคร์ วม นาสกู่ ารวเิ คราะห์เชงิ
ระบบ และสร้างตัวชว้ี ัดระดับความเป็นเศรษฐกิจพอเพยี งท่ีครอบคลุมการบริหารงานของอปท. ร่วมกับคณะ
นักวิจัยโครงการย่อยต่าง ๆ และได้นาไปศึกษาอปท. ในพ้ืนที่ต่าง ๆ ท่ัวประเทศไทย แล้วนาผลที่ได้มา
ปรบั ปรุงเป็นตัวชี้วดั ระดบั ความเปน็ เศรษฐกิจพอเพียงของชุดโครงการวจิ ัย เพอ่ื ให้นักวจิ ัยในชุดโครงการยอ่ ย
ทง้ั หมดได้นาไปใช้ในการวิจยั

ดงั นั้น เน้อื หาทั้งหมดในหวั ขอ้ น้ี จงึ เปน็ การนาเสนอผลการศึกษาของ อภิชยั พนั ธเสน ทอ่ี ยใู่ นกรอบ
วิจัยกลาง โครงการขับเคล่ือนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน (อปท.) ทั่ว
ประเทศไทย (อภิชัย พันธเสน, 2561) นับตั้งแต่เป้าหมายชุดโครงการ แนวทางในการสร้างกรอบวิจัย
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กรอบการวิจัยท่ีได้จากปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการประยุกต์
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกบั องค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถ่นิ ดงั มรี ายละเอียดคือ

เป้ำหมำยระดบั ตำ่ ง ๆ ของโครงกำรขับเคลอื่ นปรัชญำของเศรษฐกจิ พอเพยี งกับองคก์ รปกครอง
สว่ นท้องถ่ิน (อปท.) ท่วั ประเทศไทย

โครงการน้ีเป็นโครงการที่มีเป้าหมายในการขับเคล่ือนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในบรรดา
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศไทย เพื่อให้เกิดมีองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินท่ัวทุกภูมิภาคของ
ประเทศไทยท่ีบรหิ ารงานในลักษณะดังกล่าวให้มีจานวนทม่ี ากพอ (Critical number) เพ่ือให้องค์กรเหล่านี้
เกิดมีพลังในการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในบรรดาองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินท่ีมีอยู่ใน
ปัจจุบัน (2561) จานวน 7,852 แห่ง ส่วนจานวนที่มากพอท่ีจะก่อให้เกิดการขับเคล่ือนนั้น โครงการน้ีได้
กาหนดเปา้ หมายใหม้ จี านวนระหวา่ ง 200-300 แห่ง ท่ัวประเทศ

เหตุผลหรือเป้าหมายที่สาคัญส่วนหน่ึงในการขับเคล่ือนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในบรรดา
องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินดังกล่าว เพื่อเป็นพลังที่สาคัญในการขับเคลอ่ื นการพัฒนาประเทศไทยใหเ้ ป็นไป
ในทิศทางเศรษฐกจิ พอเพยี งที่ไดพ้ ระราชทานโดยพระบาทสมเดจ็ พระมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถ
บพิตร ท่ีพระราชทานแก่ปวงชนชาวไทยเป็นครั้งแรก เม่ือวันท่ี 18 กรกฎาคม 2517 แต่กม็ ิไดร้ ับความสนใจ
เท่าท่ีควรจากรัฐบาลไทยและประชาชนท่ัวไปในขณะน้ัน จนกระท่ังประเทศไทยเกิดปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ
ครง้ั สาคญั เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 พระราชดารสั “เศรษฐกจิ พอเพยี ง” เมอ่ื วันศุกรท์ ่ี 4 ธันวาคม 2540
ที่พระราชทานให้แก่พสกนกิ รชาวไทยทัว่ ทัง้ ประเทศ จงึ ได้รบั การตอบรับจากชนชนั้ นาและประชาชนชาวไทย
ทั่วท้ังประเทศ แม้กระน้ันถึงแม้รัฐบาลทุกรัฐบาลหลังจากน้ันมักจะอ้างว่าได้น้อมนาปรัชญาของเศรษฐกิจ

10

พอเพียงมาเป็นแนวทางในการบริหารและพัฒนาประเทศแล้ว อีกทั้งประเทศไทยเองได้มีแผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับท่ี 8
(2540-2544) และมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นทางการท่ีได้กาหนดว่าได้นาปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นวิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศในแผนพัฒนาฉบับท่ี 9 (2545-2549) เป็นต้นมา
จนถึงแผนท่ี 12 ท่ียังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน (2560-2564) แต่ความก้าวหนา้ ที่เกิดข้ึนจริงตามดังกล่าวยังคงมีไม่
มาก ปัญหาความเหล่ือมล้าทางเศรษฐกิจและสังคมของคนในชาติยังไม่มีแนวโน้มท่ีจะลดลง ถึงแม้ประเทศ
ไทยจะสามารถลดสัดส่วนคนจนได้มากก็ตามที ท้ังน้ีเพราะทิศทางการพัฒนาของประเทศไทยโดยรวมยังมี
เป้าหมายสาคัญท่ีเน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นสาคัญ การพัฒนาประเทศตามแนวทางน้ี
ผลประโยชน์ทางเศรษฐกจิ ในสัดสว่ นทส่ี ูงจะไปตกอยกู่ ับนายทุนและชนชน้ั นาของประเทศ และเม่อื คนเหลา่ น้ี
มีอานาจทางเศรษฐกิจก็พยายามใช้อานาจดังกล่าวครอบงาอานาจทางการเมืองผ่านระบบการเมืองใน
รปู แบบต่าง ๆ ท่ีเรียกว่า “ธุรกิจการเมือง” คือการเมืองทว่ี างอยบู่ นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของนกั ธุรกิจ
และชนชั้นนาเปน็ หลกั

ความหวังที่จะปรับเปลี่ยนการเมืองลักษณะเช่นนี้ในระดับประเทศได้ ส่วนหนึ่งจึงต้องพ่ึงการเมือง
สว่ นท้องถิน่ ทมี่ ีการบริหารจัดการผ่านองค์การปกครองส่วนท้องถนิ่ ทั้งนเ้ี พราะองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น
น้ันยังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดอยู่กับประชาชนในระดับฐานรากค่อนข้างมาก ดังนั้นโอกาสที่จะบริหารงานให้
สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพ้ืนท่ีจึงยังมีโอกาสเป็นไปไดม้ ากกว่าการเมืองในระดับประเทศ
ที่นักการเมืองจะต้องตอบสนองต่อผลประโยชน์ของชนช้ันนา เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนและมีทรัพยากร
พร้อมทุกด้านเพื่อให้ชนะการเลือกต้ัง อีกทั้งในทางปฏิบัติจริงนักธุรกิจซึ่งเป็นชนชั้นนาเหล่าน้ีต่างให้การ
สนบั สนนุ ทกุ พรรคการเมือง ดังนน้ั ไม่วา่ พรรคการเมืองใดได้รบั ชัยชนะการเลือกตง้ั หรอื แมก้ ระท่ังคณะทหาร
ท่ีเข้ามายึดอานาจด้วยการรัฐประหาร ถ้าจะสามารถบริหารราชการแผ่นดินต่อไปได้อย่างราบร่ืน จาเป็นท่ี
จะตอ้ งคานงึ ถงึ ผลประโยชน์ของชนช้ันนาในลกั ษณะ “ธุรกจิ การเมือง” ดังกลา่ วเชน่ กนั

ด้วยเหตุนี้ การขับเคล่ือนองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินให้เข้าใจและน้อมนาปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียงมาใช้ในการบริหารจัดการองค์กรของตน จึงเป็นความหวังที่จะลดอิทธิพลของธุรกิจการเมืองใน
ระดับประเทศไดใ้ นระดบั หนงึ่

นอกจากน้ีในสังคมไทยยังมีแรงเกาะเก่ียวของสังคมในระดับชุมชนท่ีรู้จักกันดีในนามของ “บวร”
หรือ บ้าน-วัด-โรงเรียน หรืออาจจะขยายในส่วนของตัว “ร” ให้เป็นราชการ คือ โรงเรียน และราชการส่วน
ท้องถน่ิ ความเชื่อมโยงดังกล่าวจะช่วยสร้างความ รู้-รัก-สามัคคี โดย ความรู้ และคุณธรรม มาจาก วัด และ
โรงเรียน ถ้าเสริมด้วยพลังของประชาชนจากชุมชนฐานรากและการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่นให้เกดิ ประโยชน์ต่อประชาชนก็จะเกดิ เปน็ พลงั ความสามัคคี ทาให้ความหมายของคาว่า รู้-รัก-สามัคคี
ของพระบาทสมเดจ็ พระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพติ ร มคี วามสมบูรณย์ งิ่ ข้ึน

ทง้ั หมดนคี้ อื เหตผุ ลของความจาเป็นท่ีจะตอ้ งพยายามขับเคลือ่ นองค์กรปกครองส่วนท้องถ่นิ ให้เกดิ มี
จานวนที่มากพอท่จี ะเปน็ แรงส่งใหเ้ กดิ การขบั เคล่ือนต่อไปไดด้ ้วยตนเอง เพ่ือเพ่มิ โอกาสในการขบั เคลอื่ นการ
พัฒนาประเทศไปตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงดังท่ีพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช

11

บรมนาถบพิตร ตามที่ได้ทรงปรารภไว้ในครั้งสุดท้ายแก่คณะผู้บริหารสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้าและ
การเกษตร (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ณ โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ 5
กันยายน 2554 ความตอนหน่งึ วา่

“เศรษฐกิจพอเพยี ง” “เศรษฐกิจ” และก็ “พอเพยี ง” พอเพียงก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าพอเพียงอะไร แต่
ความคิดของตัว พอเพียง ก็คือว่า ทาอะไรไม่ฟมุ่ เฟือย ไมฟ่ ้งุ ซา่ น ไมท่ าอะไรให้มนั เกินไป เม่ือทาแล้วไดผ้ ลใน
การทา ถา้ ไดผ้ ล ก็หมายความวา่ ประหยดั สาหรับชาวบา้ น คนทีท่ าเศรษฐกิจนี้เอง

ผู้ทเี่ ปน็ นกั ทฤษฎี ผู้ทีเ่ ปน็ ผ้เู ช่ยี วชาญ ก็จะต้องหาเหตุผลของเศรษฐกจิ พอเพียงน้ี ถา้ หาเหตผุ ลได้ ก็
เชื่อว่า เหตุผลน้ีก็จะได้ประโยชน์ เมื่อได้ประโยชน์แล้ว ชาวบ้านในประเทศไทยก็จะได้ประโยชน์ เม่ือได้
ประโยชน์แล้ว เขาก็จะมีความร่ารวยข้ึน โดยไม่ต้องลงทุนอะไรมากมาย ถ้าทาได้แล้ว ก็จะเป็นการช่วยให้
ประเทศชาตอิ ยู่ได้ ถา้ ไมเ่ อาใจใส่ในความคดิ เหล่าน้ี งานท้งั หลายทเ่ี ราทากจ็ ะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย”

บางส่วนของพระราชดารัสเรอื่ งเศรษฐกิจพอเพยี งของ
พระบาทสมเดจ็ พระมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (2470-2559)
พระราชทานแกค่ ณะผ้บู รหิ ารสถาบนั สารสนเทศทรัพยากรน้าและการเกษตร (องค์การมหาชน)
กระทรวงวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ณ โรงพยาบาลศิริราช วนั ท่ี 5 กันยายน 2554

แนวทำงในกำรสรำ้ งกรอบวจิ ยั
ในการสร้างกรอบการวิจัยในครั้งน้ี หัวใจสาคญั อยู่ทก่ี ารประเมนิ ระดับความเป็นเศรษฐกิจพอเพียง
ในการบริหารงานขององค์กรปกครองท้องถ่ิน เพื่อจะช่วยให้ทราบถึงระดับความเป็นเศรษฐกิจพอเพียงของ
การบริหารงานขององค์กรปกครองสว่ นท้องถน่ิ ที่กาลังดาเนินอยู่ เพื่อจะได้ร่วมมือกันหาทางยกระดับความ
เป็นเศรษฐกจิ พอเพยี งของแตล่ ะองคก์ รให้สงู ขึ้น เพราะยิง่ องค์กรปฏิบตั ไิ ด้ตามความเป็นเศรษฐกจิ พอเพียงสูง
ได้มากข้ึนเท่าใด ผลประโยชน์ หรือประโยชน์สุขที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนและประเทศชาติเป็นส่วนรวมก็จะ
ย่งิ มมี ากขนึ้ เท่านนั้ ซึง่ ในการดาเนนิ การดงั กล่าวจะตอ้ งประกอบด้วยองค์ประกอบ 2 ส่วน สว่ นแรกคือ ความ
เขา้ ใจปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเป็นทาง ในลกั ษณะทสี่ ะทอ้ นความหมายที่พระบาทสมเด็จพระมหา
ภูมพิ ลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพติ ร ทรงใหไ้ ว้ ในลักษณะท่ีจะสามารถจาแนกระดบั ความเป็นเศรษฐกิจ
พอเพยี งได้อยา่ งชดั เจนพอสมควร อกี ส่วนหนง่ึ คือ การวเิ คราะหอ์ านาจหนา้ ท่ขี ององคก์ รปกครองสว่ นท้องถน่ิ
เอง เพราะจะกาหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถนิ่ ดาเนินงานเกินขอบเขตอานาจหน้าท่ีของตนย่อมไม่เป็น
การถูกต้อง โดยที่การปฏิบัติตามอานาจหน้าที่ดังกล่าวจะสามารถจาแนกระดับของความเป็นเศรษฐกิจ
พอเพียงได้อย่างชัดเจนพอสมควร การน้อมนาความหมายของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเป็น
ทางการมาประยุกต์ใช้น้ันเร่ิมจาก “คาปรารภ” คือข้อความท่ีได้นาเสนอเบื้องต้นจากสานักพระราชวังถึง
สานกั งานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติดังต่อไปนี้

12

“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาท่ีพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถ
บพิตร มีพระราชดารัสช้ีแนะแนวทางการดาเนินชวี ิตแกพ่ สกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดกวา่ 30 ปี ต้ังแตก่ ่อน
เกดิ วิกฤตทางเศรษฐกิจ และเมือ่ ภายหลังได้ทรงเน้นย้าแนวทางการแก้ไขเพือ่ ให้รอดพ้นและสามารถดารงอยู่
ได้อยา่ งม่ันคง ย่ังยนื ภายใตก้ ระแสโลกาภิวัตนแ์ ละความเปล่ียนแปลงต่าง ๆ

ส่วนความหมายของคาว่า “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ไดพ้ ระราชทานไว้ดังตอ่ ไปนี้

ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดารงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทกุ ระดับตั้งแต่
ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดาเนินไปใน ทางสาย
กลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพ่ือให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียง หมายถึง ความ
พอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจาเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวท่ีดีพอสมควรต่อการมี
ผลกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ทั้งน้ีจะต้องอาศัยความรอบรู้ ความ
รอบคอบ และความระมัดระวังอย่างย่ิงในการนาวชิ าการต่าง ๆ มาใช้ในการวางแผนและการดาเนนิ การทุก
ข้ันตอน และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพ้ืนฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นัก
ทฤษฎีและนักธุรกิจในทุกระดับให้มีสานึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ท่ีเหมาะสม
ดาเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพ่ือให้สมดุลและพร้อมต่อการ
รองรับการเปล่ยี นแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวางท้ังดา้ นวตั ถุ สังคม ส่ิงแวดล้อม และวัฒนธรรม จากโลก
ภายนอกได้เป็นอย่างดี
จากคาจากัดความข้างต้นได้มีการนาเอาคาสาคัญ (Keywords) มาแสดงเป็นความสัมพันธ์
ดังต่อไปน้ี โดยภาพท่ีรู้จักกันดีและเป็นการอธบิ ายความมายโดยสานกั งานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกจิ
และสงั คมแห่งชาติ เป็นภาพท่ีคนไทยส่วนมากทราบกันดี คือ

ภาพท่ี 2.1 ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง

13

ซงึ่ ภาพดงั กลา่ วอาจจะนาเสนอเป็นการวเิ คราะหเ์ ชงิ ระบบได้ดังภาพที่ 2.2

ภาพที่ 2.2 การวิเคราะห์เชิงระบบปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง

จากภาพดังกล่าว สังเกตได้ว่าไม่มีที่ใดเลยในคาอธิบายความหมายของปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพยี งท่เี ปน็ ทางการ จะมคี าวา่ “ความร”ู้ ซง่ึ เปน็ คาทีท่ าให้มคี วามเขา้ ใจคลาดเคลอื่ น เพราะในความหมาย
จริงมีคาวา่ รอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง และคาวา่ สตปิ ัญญำ คาว่า รอบรู้ คือ ปญั ญา รอบคอบ คือ สติ
และระมัดระวัง คือ สติ ดังน้ัน จงึ ควรใช้คาว่า สติ ปัญญา แทนคาว่า “ความรู้” ซ่ึงอาจจะทาให้ความเข้าใจ
คลาดเคล่ือน เพราะคาวา่ “รอบร”ู้ หรือ ปญั ญา ไมใ่ ชเ่ ปน็ เพยี ง “ความร”ู้ แต่เป็น “ความรู้จรงิ ” หรือความรู้
ตามความเป็นจริงของส่งิ ต่าง ๆ อีกท้ัง “ความรู้” แต่เพียงอย่างเดยี วถ้าไม่ถกู กากับดว้ ย “สติ” อาจจะมีการ
นาความรู้ไปใช้ในทางที่ผิด ดังนั้น คาว่า “ความรู้” อย่างเดียวจึงไม่พอเพียง จะต้องเป็น สติ และ ปัญญา
เพื่อให้ส่ือความหมายชัดตามคาจากัดความ ในการนาเสนอต่อจากนี้ไปจะใช้คาว่า “สติปัญญา” แทนคาว่า
ความรู้ และจะมีการนาเสนอในลักษณะการวิเคราะห์เชิงระบบในรูปแบบท่ีเห็นได้ชัด ประกอบด้วย ปัจจัย
นาเข้า (Input) กระบวนการ (Process) ผลผลติ (Output) ผลลพั ธ์ (Outcome) และผลในที่สดุ (Impact)1

ถ้าพจิ ารณาจากภาพที่แสดงโดยสานกั งานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้
นาเสนอจะมแี ต่เพียงผลผลติ เทา่ น้นั มไิ ด้มผี ลลพั ธ์ และผลในทส่ี ุด

คือ เศรษฐกิจ / สังคม / ส่ิงแวดล้อม /
วัฒนธรรม / สมดลุ / ม่ันคง / ยง่ั ยืน

1 ปกติจะมีผแู้ ปลคำวำ่ Impact แปลวำ่ ผลกระทบ แตผ่ เู้ ขียนเห็นวำ่ ภำษำไทยที่แปลวำ่ ผลในท่ีสุด จะสื่อควำมหมำยของคำวำ่ Impact
ในที่น้ีไดด้ ีกวำ่

14

คาว่า มนั่ คง และ ยั่งยืน นั้น มิได้ปรากฏอยใู่ นความหมายทีเ่ ป็นทางการ แต่ปรากฏอยใู่ นคาปรารภ
ส่วนในความหมายที่อธิบายว่าเป็นปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมีคาว่า สมดุล ขณะเดียวกัน คาว่า
“เศรษฐกจิ ” นั้นมิได้ปรากฏอยู่ในคาอธิบายความหมาย แต่ที่ปรากฏอยู่ในความหมายท่ที รงตรัสถงึ คือคาว่า
“วตั ถุ” คือ ความเจรญิ หรือการพฒั นาทางวัตถุ ท่อี าจจะอธิบายไดว้ า่ พระองค์หมายถึงเศรษฐกจิ นั่นเอง

อย่างไรกต็ ามคาทเี่ ก่ยี วข้องกบั ผลผลติ นน้ั มี 3 คา คือ “สมดลุ ” “มั่นคง” และ “ย่ังยนื ” ซงึ่ การเรยี ง
ทั้งสามคาในแบบข้างบนนั้นเป็นการเรยี งโดยสานกั งานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาติ
อาจจะมีการเรียงลาดับตามความสาคัญของคาก็ได้ โดยผู้เขียนจะเรียงใหม่เป็น ย่ังยืน/สมดุล และ ม่ันคง
ด้วยเหตุผลทีจ่ ะได้อธบิ ายตอ่ ไปในสว่ นทเ่ี ก่ยี วกบั ผลผลติ ผลลัพธ์ และผลในท่ีสดุ

ทั้งนี้ด้วยเหตผุ ลว่า “กำรมีภูมิคุ้มกัน” น้ันเป็นวิธีกำร ซึ่งเป็นเร่อื งท่ีง่ายและมีความลึกซ้ึงน้อยท่ีสุด
เมื่อเทยี บกับ ควำมพอประมำณ หรือ ควำมพอเพียง และ ควำมมีเหตุผล ทั้งนี้เพราะมีหลายวิธีทีจ่ ะช่วยให้
เกิดความยง่ั ยนื ได้ เช่น การโอนออ่ นผ่อนตามสถานการณ์ ความรอบคอบและระมัดระวัง หรือหลกี เลีย่ งการ
กระทาที่กอ่ ให้เกิดความเสี่ยง แต่ภมู คิ ุ้มกนั ทีด่ ที ่ีสุดคือความสามารถในการพึ่งตนเอง ท่ีช่วยใหต้ นเองสามารถ
ดารงอยู่ไดใ้ นทกุ สถานการณ์

ที่สูงกว่า “วิธีการ” คือ “วิธีคิด” ที่เป็นเช่นนี้เพราะวิธีการเป็นเหมือนคู่มือ ข้อแนะนา หรือคาส่ัง
อาจจะจาเปน็ ที่จะตอ้ งมคี วามเข้าใจอยู่บ้างแต่ไมจ่ าเปน็ ต้องมที ัง้ หมด เพราะทาตามวิธีการหรือคู่มอื กไ็ ด้

ส่วน “วิธีคิด” นั้น จาเป็นต้องอาศัยความเข้าใจด้วยตนเอง และ “วิธีคิด” ในท่ีน้ีคือ “ควำม
พอประมำณ หรือควำมพอเพียง” ความหมายที่ลึกซึ้งของความพอประมาณหรือความพอเพียง น่ันก็คือ
เป็นกฎธรรมชาติทีค่ วบคมุ การปฏิบัตติ นสาหรบั สิง่ ทมี่ ชี ีวติ ทกุ ชนดิ ไมว่ ่าจะเป็น พชื สัตว์ หรือ คน ทงั้ นเ้ี พราะ
ความพอประมาณ คือจุดท่ีดีท่ีสุดสาหรับชีวิต ส่ิงท่ีมีชีวิตทุกชีวิต ถ้าหากเอา “ชีวิต” ของตนเองเป็นหลักใน
การตัดสินใจ อะไรก็ตามที่น้อยเกินไป ยังคงไม่ดีท่ีสุดสาหรับชีวิต อะไรก็ตามที่มากเกินไปก็ไม่ดีท่ีสุดสาหรับ
ชวี ิต เช่นเมื่อนึกถึงพืชที่อยู่บนบก ได้น้ามากเกินไปก็ไม่ดีสาหรับชีวิตพืช ได้น้าน้อยเกินไปก็ไม่ดีเชน่ กัน หรือ
ถ้าได้ธาตุอาหารน้อยเกินไปก็ไม่เจริญเติบโต ได้อาหารมากเกินไปก็อาจจะตายได้ รวมทั้งแสงแดดและ
อุณหภูมิที่เหมาะสมก็เช่นกัน จุดท่ีดีที่สุดสาหรับพืชก็คือ จุดท่ีพอประมาณหรือจุดท่ีพอเพียง ถ้าจะ
ยกตัวอย่างสัตว์และคน ซงึ่ ต่างกบั พืชท่ีส่วนใหญ่คอื สามารถเคล่ือนที่ได้ การไดร้ ับอาหารมากเกินไปหรอื นอ้ ย
เกินไปก็ไม่ดีท่ีสุดต่อชีวิต การออกกาลังกาย รวมท้ังกิจกรรมทุกชนิดเท่าที่จะนึกได้ของคน ก็จะพบว่าจุดที่ดี
ที่สุดสาหรับชีวิตคือจุดท่ีพอประมาณ ไม่มากหรือน้อยเกินไป แต่อาจจะมีบางคนตั้งคาถามว่า ทรัพย์สินเงิน
ทอง ถ้าย่ิงมีมากยิง่ ดีมิใช่หรือ เพราะอย่างนอ้ ยทรพั ย์สนิ เงินทองสามารถซื้อความสะดวกสบายได้ ดงั นนั้ ยิง่ มี
มากก็ยิ่งดีเพราะชีวิตจะยิ่งมีความสะดวกสบายมากข้ึน หรืออาจกล่าวได้ว่ามี “คุณภาพชีวิต” ที่ดีข้ึน แต่
ปญั หาท่ีเกิดขึ้นกับคนมีเงินหรือทรพั ย์สินต่าง ๆ มากเกนิ ไปก็คือ เม่ือมเี งินหรือทรัพย์สินมากข้ึนก็ยิ่งสามารถ
ซอื้ ความสะดวกสบายได้มากข้ึน เกิดเป็นความโน้มเอียงให้ชีวิตเริ่มตั้งอยู่ในความประมาท และเม่ือสามารถ
ทาหลายสิ่งหลายอย่างได้มากกวา่ คนทีม่ ที รพั ยส์ ินเงนิ ทองนอ้ ยกวา่ ในทส่ี ดุ กอ็ าจจะพลาดพล้ังในการตดั สินใจ
หรือการดาเนนิ ชีวติ ได้ง่าย เป็นผลให้เกิดความตกต่าในชวี ิตหรือเสยี ชีวิตได้ในทสี่ ดุ อกี ทัง้ การหาเงินและ/หรือ

15

ทรพั ย์สิน ถา้ ไมเ่ บียดเบียนผู้อน่ื ก็อาจจะต้องเบียดเบียนตนเอง ซงึ่ การเบียดเบียนไม่วา่ จะเป็นตนเองหรอื ผู้อื่น
รวมท้ังทรพั ยากรท่ีมีอยตู่ ามธรรมชาตยิ อ่ มเปน็ พฤตกิ รรมทไี่ ม่นา่ นับถือ

ดงั นั้นความพอประมาณจึงเปน็ วิธีคิดท่ลี ึกซ้ึงที่เอาชีวิตของตนเองเป็นตวั ตั้ง คนทมี่ ีความโลภเพราะ
เอากเิ ลสของตนเองเป็นตัวต้ังโดยไม่รู้ตัว แตถ่ ้าหากรกั ชีวติ และเอาชีวิตเป็นตัวต้ังเหมอื นเช่น สัตว์โดยท่ัวไปก็
จะรู้ว่าความพอประมาณคืออะไร อีกท้ังการตัดสินใจในทุกเรื่องบนหลักพอประมาณคือการตัดสินใจเพื่อทา
ในส่ิงที่ดีที่สุดสาหรับชีวิตซึ่งไม่มีอะไรจะดไี ปกว่านี้แล้ว จะเห็นได้วา่ สัตวส์ ว่ นใหญ่หรือเกอื บท้ังหมดไม่มคี วาม
โลภเพราะสัตว์ไม่มีเครือ่ งมอื ในการสะสมสง่ิ ของมากนัก อีกทัง้ ไมม่ ีแนวโนม้ ท่ีจะสะสมจนเกินความจาเป็นต่อ
ชีวิตของพวกมนั เพราะจะทาใหช้ ีวิตของมนั ขาดอสิ รภาพเทา่ ทค่ี วร

ดังนั้นความพอประมาณหรือความพอเพียงจึงเป็นวิธีคิดที่ลึกซึ้งโดยเอาชีวิตของตัวเองเป็นตัวต้ัง
และทาเฉพาะในสิ่งที่ดีท่ีสุดสาหรับชวี ิต เพ่ือให้ชีวิตมี “สมดุล” ทั้งน้ีเพราะชีวติ ท่ีมีสมดลุ คือชีวิตท่ีมีความสุข
หรืออย่างน้อยกเ็ ปน็ ชีวิตท่ีปราศจากความทุกข์ เพราะภาวะท่สี มดุลคือ ภาวะท่ีไร้ปัญหาใด ๆ ดังทไี่ ด้ทรงตรัส
เมือ่ วันที่ 18 กรกฎาคม 2517 แก่นสิ ิตมหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์ ณ หอประชุมของมหาวิทยาลัยแหง่ นั้น

“...การพัฒนาประเทศจาเป็นต้องทาตามลาดับข้ัน ต้องสร้างพ้ืนฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้
ของประชาชนส่วนใหญ่ในเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ท่ีประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ
เมื่อไดพ้ ื้นฐานความม่ันคงพร้อมพอสมควรและปฏบิ ัติได้แล้ว จึงค่อย ๆ สร้างความเจริญและฐานะเศรษฐกิจ
ข้นั ท่ีสูงข้นึ โดยลาดับต่อไป หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสรา้ งความเจริญ ยกเศรษฐกิจให้รวดเร็วแต่เพียงประการเดียว
โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนโดยสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความ
ไม่สมดุลในเร่ืองต่าง ๆ ข้ึน ซึ่งอาจจะกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ในที่สุด ดังจะเห็นได้ท่ีอารยประเทศ
ทั้งหลายกาลังประสบปญั หาทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในเวลานี้”

สว่ นท่ีเกย่ี วขอ้ งของพระราชดารสั องคน์ ใี้ นสว่ นท่กี ล่าวถงึ คือ ความสมดลุ เพราะถ้าไม่สมดลุ จะเกิดมี
ปัญหาตามมา แต่เป็นทีน่ ่าเสียดายวา่ พระราชดารัสองค์น้ีมกั จะนามาอ้างเพียงครึ่งเดียว โดยตัดสว่ นที่เร่ิมต้น
ว่า “หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกจิ ให้รวดเรว็ แตเ่ พียงประการเดยี ว...” ออกไปท้งั หมด

สะท้อนถงึ พระอัจฉรยิ ภาพของพระองคท์ ี่ได้ทานายผลของการพัฒนาทไี่ ม่สมดุลของประเทศไทยไว้
ล่วงหน้า 40 ปี แล้ว โดยที่คาทานายดังกล่าวยังคงเป็นจริงจนถึงปัจจุบันเพราะอยู่บนพ้ืนฐานของตรรกะที่
เป็นกฎธรรมชาติ

ความสมดุลท่ีพระองค์ทรงปรารถนา คือความพออยู่พอกินและมีความสงบ ซ่ึงก็หมายถึงการมี
ความสุขน่ันเอง ดังบางตอนในพระราชดารัสเม่ือวันท่ี 4 ธันวาคม 2517 ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา ฯ
พระราชวงั ดสุ ิต

“คนอ่ืนจะวา่ อยา่ งไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมยั วา่ เมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีส่ิงทสี่ มัยใหม่
แต่เราอยู่พอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาท่ีจะให้เมืองไทย พออยู่พอกิน มีความสงบ และ
ทางาน ตั้งจิตอธิษฐาน ตั้งปณิธานในทางน้ี ท่ีจะให้เมืองไทยอยู่แบบ พออยู่ พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่าง
ยอด แต่ว่าพออยู่พอกนิ มีความสงบ เปรยี บเทียบกับประเทศอนื่ ๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่ พอกนิ นไี้ ด้ เรา
ก็จะยอดยิ่งยวดได้”

16

ดังน้ัน ความพอประมาณจึงนาไปสู่ความสมดุลและความสุขในท่ีสุด นี่คือผลลัพธ์ของเศรษฐกิจ
พอเพียง ทั้งนี้เพราะความสุขคือภาวะที่ปราศจากความทุกข์ ซ่ึงก็เป็นสิ่งท่ีปรารถนาของส่ิงมีชีวิตทั้งหลาย
นน่ั เอง

เหนือขึน้ ไปจากวิธีคิดก็คือ การปฏิบัติตนอย่างสม่าเสมอจนเป็น “วิถชี ีวติ ” น่ันก็คือ ความมีเหตุผล
ความมีเหตุผลมักจะมีการตีความกันโดยท่ัวไปว่าเป็นการมีเหตุผลในเชิงตรรกะ แต่ไม่ควรจะลืมว่า ตรรกะ
เปน็ สงิ่ ท่ีมนุษยค์ ดิ ขน้ึ อีกทั้งในปัจจุบันกย็ งั มีตรรกะทม่ี นษุ ย์นยิ มใช้ แตเ่ ป็นตรรกะทีไ่ มส่ อดคล้องกบั ความเปน็
จริงตามธรรมชาติ คือ ตรรกะสุดข้ัว เป็นตรรกะท่ีไม่ยอมรับพื้นท่ีตรงกลาง กล่าวคือ ตรรกะท่ีอธิบายว่าถ้า
เป็นดาจะต้องไมเ่ ปน็ ขาว ซ่ึงกเ็ ปน็ ส่ิงท่ีถกู ตอ้ งแต่ถูกเพียงส่วนเดียว เพราะส่ิงที่ดารงอยู่ในธรรมชาติส่วนใหญ่
จะไม่เปน็ ขาวเปน็ ดา แต่จะเปน็ สเี ทาในลกั ษณะตา่ ง ๆ เชน่ ต้งั แตส่ ีเทาทมี่ ีสดี ารอ้ ยละศูนย์ หรือสเี ทาท่ีเข้มขึ้น
กว่าเดิม คือมีสีดาร้อยละ 1 รอ้ ยละ 2 เพม่ิ ขึ้นตามลาดับ จนถึงสเี ทาท่ีมีสดี ารอ้ ยละ 100 หรือมีสีขาวรอ้ ยละ
ศูนย์ เป็นต้น เช่นเดียวกับความทุกข์และความสุข ซ่ึงมีอยู่ร่วมกัน รวมท้ังความมืด ความสว่าง ความร้อน
ความเย็น ดังน้ันถ้าอธิบายคาว่ามีเหตุผลแบบตรรกะท่ีไม่มีพ้ืนตรงกลาง ซึ่งเป็นตรรกะที่ใช้มากในวิชา
คณิตศาสตรท์ ่ีมีคาตอบทแ่ี น่นอนตายตัว ก็จะไม่สอดคล้องกับความเปน็ จริงในธรรมชาติท่ีดารงอยู่ที่สามารถ
พบเหน็ ไดท้ ัว่ ไป

แตค่ าว่ามีเหตผุ ลที่พระบาทสมเดจ็ พระมหาภมู ิพลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงใช้ เป็นคา
ท่ีมีที่มาจากพุทธธรรมหรือคาสอนของพระพุทธเจ้า คือ เหตุ-ปัจจัย-ผล ถ้าต้องการจะให้ผลที่ดีจะต้องสร้าง
เหตุท่ีดีและปัจจยั สนับสนุนท่ีดีจงึ จะได้ผลดี แต่ถ้าผลนั้นเป็นสงิ่ ท่ีไม่พึงปรารถนาเพราะนามาซ่ึงความทุกข์ก็
ควรระงับเสยี ตง้ั แตเ่ หตุ เม่อื ไมม่ ีเหตกุ ไ็ มจ่ าเป็นตอ้ งคานึงถึงปจั จัย เพราะจะไมม่ ีผลตามมาเมื่อไมม่ ีเหตุ ดงั น้ัน
การมเี หตุผลทีพ่ ระองค์หมายถงึ เป็นสว่ นใหญ่ก็คือ การสร้างเหตุและปัจจยั ที่ดีเพอ่ื ให้เกิดผลดี ดงั น้นั การคิดดี
คอื สรา้ งแต่เหตทุ ี่ดี ทาความดตี ามความคดิ ทีต่ ้งั ใจไว้กย็ ่อมจะไดร้ ับผลดี

ถ้าหากมีการคิดการกระทาในลักษณะนี้เป็นประจาจนเป็นวิถีชีวิต จึงจะเป็นคนหรือเป็นมนุษย์ท่ีมี
เหตุผล ดังนนั้ การมีเหตุผลคอื ระดับท่สี ูงขึ้นไปของเศรษฐกิจพอเพียง คอื เปน็ วิถชี วี ติ ท้ังนี้พระองค์ได้ทรงยา้ ใน
ประเด็นนี้ในพระราชดารัสเนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา ฯ
พระราชวงั ดุสิต วนั ที่ 4 ธนั วาคม 2543 ความตอนหนงึ่ ว่า

“เศรษฐกิจพอเพียงน้ี ขอย้าว่าเป็นเศรษฐกิจและความประพฤติท่ีจะทาอะไรให้เกิดผล โดยมีเหตุ
และผล คือผลมันเกิดจากเหตุ ถ้าทาเหตดุ ี ถ้าคดิ ให้ดี ให้ผลที่ออกมา คือสิ่งที่คิดตามเหตุผลคือการกระทา ก็
จะเป็นการกระทาท่ดี ี และผลของการกระทาน้ันก็จะเปน็ การกระทาทดี่ ี ดี แปลว่า มีประสิทธภิ าพ ดี แปลว่า
มีประโยชน์ ดี แปลวา่ มคี วามสุข”

จะเห็นได้ว่าทรงย้าวา่ เปน็ “ความประพฤติ” มใิ ช่เป็นการมเี หตุผลตามหลกั ของตรรกะ ดงั นน้ั ความ
มีเหตุผลในท่ีนี้คอื วถิ ีชีวิต หมายถึง การประพฤตปิ ฏบิ ัติเศรษฐกิจพอเพยี งทุกวันทุกเวลาจนกลายเป็นวถิ ีชวี ิต
หรือการประพฤติชอบปฏิบัติชอบตลอดเวลา เพื่อช่วยให้ชีวิตมีความร่มเย็นเป็นสุข รวมทั้งมีการเอ้ือเฟ้ือ
แบ่งปันตลอดเวลานั่นเอง การเอ้ือเฟ้ือแบ่งปันที่ดีท่ีสุดคือ การสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้อ่ืนด้วยการให้ปัญญา
คือช่วยให้ผู้อื่นได้เกิดเห็นหนทางหรือแนวทางในการแก้ปัญหาหรือปรับเปล่ียนวิธีคิดวิธีการทางาน วิธีการ

17

ดาเนินชีวิต แต่ถ้าให้ปัญญาอย่างเดียวไม่พอ อาจจะต้องให้วิธีการ รวมท้ังให้ทรัพยากรเพื่อให้เกิดวิธีการ
เพื่อที่บุคคลท่ีได้รบั ความช่วยเหลอื สามารถเรียนร้แู ละช่วยตัวเองได้ในที่สุด โดยทีผ่ ู้ใหไ้ ม่ประสงค์จะได้รับส่ิง
ใดตอบแทนนอกจากความรสู้ ึกที่ดหี รือความสุขที่ไดท้ าประโยชน์ให้แกผ่ ู้อื่น น่ันกค็ อื “ประโยชน์สุข” อันเป็น
คาท่ีปรากฏอยใู่ นพระปฐมบรมราชโองการทวี่ า่ “เราจะครองแผน่ ดนิ โดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชน
ชาวสยาม” เมื่อได้รับอัญเชิญให้ขึ้นทรงครองราชย์อย่างเป็นทางการเมื่อวันท่ี 9 มิถุนายน 2489 ซ่ึงเป็นสิ่งที่
พระองค์ได้ทรงปฏิบัติตลอดพระชนม์ชีพนับต้ังแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจนถึงวัน สุดท้ายท่ีเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่
13 ตุลาคม 2559

ดังนน้ั คาว่า “ประโยชน์สขุ ” จงึ เป็นคาทีม่ ีความหมายสาคัญและเปน็ สงิ่ ที่พระองคไ์ ดท้ รงปฏบิ ตั เิ ป็น
“วถิ ชี ีวิต” ของพระองคต์ ลอดจนพระชนม์ชพี

กลา่ วอีกนัยหนงึ่ ผลในท่ีสุด ของเศรษฐกจิ พอเพียง กค็ อื ถึงแม้จะมีวิธคี ิดท่ีเข้าใจความหมายของคา
วา่ “พอประมาณ” และดาเนนิ ชวี ติ อย่างมี “สมดลุ ” จนเกิดผลลัพธอ์ นั เป็นความสขุ แล้ว ถ้าบคุ คล ครอบครวั
รวมถงึ องคก์ ร ท่ีปฏบิ ัติตามพอประมาณจนเกิดความสมดลุ และมคี วามสุขแล้ว ถ้าหากยงั มีคนอกี เป็นจานวน
มากยงั มีความทุกข์ ความมั่นคงจะเกิดข้ึนได้อย่างไร ดังนั้นความมั่นคงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนสว่ นใหญ่ไม่มี
ความทุกข์ ซ่ึงถ้าจะเป็นเชน่ นัน้ ได้ ผู้ปฏิบตั ิเศรษฐกจิ พอเพียง หรือองค์กรที่ปฏบิ ัติเศรษฐกิจพอเพยี งจะต้องมี
ความมีเหตุผล หรือทาแต่ความดีจนเป็นวิถีชีวิต เพ่ือนาไปสู่ความมั่นคงด้วยการสร้างประโยชน์สุข อันจะ
นาไปสู่ความร่มเย็นเป็นสขุ สาหรับทุกคน หรอื อยา่ งน้อยคนส่วนใหญใ่ นท่สี ดุ

ดังน้ันระดับความเป็นเศรษฐกิจพอเพียงสูงสุดก็คือ กำรเข้ำถึง ที่เร่ิมจากการมีเหตุผล  ความ
ม่ันคง  ประโยชน์สุข ร่มเย็นเป็นสุข ทั้งหมดนี้คือ กรอบวิธีคิดตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่ง
แสดงดงั ภาพท่ี 2.3

18

กรอบกำรวิจยั ทไี่ ดจ้ ำกปรชั ญำของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

ภาพที่ 2.3 การวิเคราะห์เศรษฐกิจพอเพยี งเชิงระบบ
สว่ นภาพที่ 2.4 - 2.6 แสดงความหมายและการเชือ่ มโยงระหวา่ งการวเิ คราะห์เศรษฐกจิ พอเพยี ง
เชงิ ระบบกบั ระดบั ความเปน็ เศรษฐกิจพอเพียงแบบ เข้าข่าย เขา้ ใจ และเข้าถงึ

ภาพที่ 2.4 ระดับความเปน็ เศรษฐกจิ พอเพียง “เข้าข่าย”

19

ภาพท่ี 2.5 ระดบั ความเปน็ เศรษฐกิจพอเพียง “เขา้ ใจ”

ภาพท่ี 2.6 ระดบั ความเปน็ เศรษฐกจิ พอเพียง “เขา้ ถึง”
กำรประยุกตป์ รัชญำของเศรษฐกจิ พอเพยี งกบั องคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถนิ่
ดังท่ีได้กล่าวมาแล้วว่าการท่ีจะประยุกตป์ รัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งให้เขา้ กับการบริหารงานของ
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องเร่ิมจากอานาจหน้าที่ท่ีองค์กรปกครองส่วนท้ องถ่ินมีตามกฎหมาย
โดยเฉพาะอย่างย่ิงในกรณขี ององค์กรปกครองสว่ นท้องถิ่นในระดบั ตาบล ซึง่ เป็นหน่วยงานภาครัฐในท้องถ่ิน
ท่ีมีความใกล้ชิดกับประชาชนฐานรากมากที่สุด ซ่ึงเร่ิมจากกพระราชบัญญัติสภาตาบลและองค์การบริหาร
ส่วนตาบล พ.ศ. 2537 และได้แกไ้ ขเพิ่มเติมถงึ ฉบบั ท่ี 3 พ.ศ. 2542 โดยมาตรา 15 หนา้ ทที่ ีส่ าคญั ขององค์กร
ปกครองส่วนท้องถ่ินในระดับตาบล คือ ส่งเสริมประชาธิปไตย ความเสมอภาค และสิทธิเสรีภาพของ
ประชาชน ขณะที่มาตรา 16 กาหนดใหส้ ง่ เสรมิ การมสี ว่ นรว่ มของราษฎรในการพัฒนาทอ้ งถ่นิ บทบาทหน้าท่ี

20

ดังกล่าวมีผลทาให้องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินต้องจัดทาแผนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาท้องถ่ิน จานวน 7
ยุทธศาสตร์ ไดแ้ ก่

1. การพัฒนาโครงสรา้ งพื้นฐาน
2. การพฒั นาเศรษฐกิจตามปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งไปสูค่ วามยัง่ ยนื
3. การบรหิ ารจดั การทรพั ยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และระบบนเิ วศยัง่ ยนื
4. การอนุรักษ์ ฟ้ืนฟแู ละสืบสานศิลปวัฒนธรรม จารีต ประเพณี และภมู ปิ ัญญาทอ้ งถ่นิ
5. พฒั นาคณุ ภาพชีวิตของประชาชน
6. การจดั ระเบียบชมุ ชน สงั คม และรกั ษาความสงบเรียบรอ้ ย
7. พัฒนาบริหารจดั การบ้านเมืองทดี่ ี
จากยุทธศาสตร์ท้ัง 7 ประการนี้ คณะผู้วิจัยมีความเห็นร่วมกันว่าการวางแผนอย่างมีส่วนร่วมของ
ประชาชนในพ้ืนท่ีนั้นเป็นส่ิงสาคัญในแง่ของการส่งเสริมประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมของราษฎรตาม
มาตรา 15 และ 16 ของพระราชบญั ญัติดังกลา่ ว เพ่ือทาใหเ้ กิดการพัฒนาทยี่ ง่ั ยนื จงึ เพิ่มประเดน็ น้เี ข้าไปเป็น
ประเด็นสาคัญที่องค์การบริหารในระดับตาบลจะต้องดาเนินการ ส่วนยุทธศาสตร์ในข้อท่ี 2 น้ัน องค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่นระดับตาบลเกือบทุกแห่งเข้าใจว่าคือการทาโครงการพัฒนาท้องถ่ินตามปรัชญาของ
เศรษฐกจิ พอเพียง ซ่งึ มิใช่วัตถุประสงคข์ องโครงการนี้ เน่ืองจากโครงการนี้ต้องการให้ตาบลมีการบริหารงาน
ของตนตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซ่ึงสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ข้อท่ี 7 คือ การบริหารจัดการ
บา้ นเมืองทีด่ ี หรอื Good governance โดยท่ีการบรหิ ารจดั การตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี งท่ีมคี วาม
ลึกซ้ึงยิ่งกว่า ดังนั้นยุทธศาสตร์หลักของงานวิจัยนี้สาหรับองค์กรปกครองท้องถิ่นระดับตาบลคือ การ
บริหารงานขององค์กรตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซ่ึงมีกรอบการดาเนินงานตามกรอบการวิจัยท่ีได้
จากปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี งท่ีไดก้ ล่าวไวข้ ้างตน้
ดังน้ันยุทธศาสตร์ 6 ประการ ภายใต้กรอบการบริหารจัดการขององค์กรปกครองในระดับตาบล
ตามปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง คือ
1. การวางแผนและการจัดทาแผนแบบมสี ่วนจากประชาชน
2. การพฒั นาโครงสรา้ งพืน้ ฐาน
3. การบริหารจัดการทรพั ยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศทีย่ ั่งยืน
4. การอนุรักษ์ ฟน้ื ฟแู ละสบื สานงานศลิ ปวัฒนธรรม จารตี ประเพณี และภูมปิ ญั ญาท้องถน่ิ
5. พฒั นาคณุ ภาพชีวิตของประชาชน
6. การจดั ระเบยี บชมุ ชน สงั คม และรักษาความสงบเรยี บร้อย
โดยนอกจากการบริหารงานขององค์กรจะต้องเป็นไปตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซ่ึงมีการ
แบ่งออกเปน็ สามระดับ คือ เข้ำข่ำย (เป็นองค์กรแหง่ ควำมยง่ั ยนื ) เขำ้ ใจ (เป็นองค์กรแห่งควำมสขุ ) เข้ำถึง
(เปน็ องค์กรแหง่ ประโยชน์สขุ ) ขัน้ ตอนในการดาเนนิ งานของแตล่ ะยทุ ธศาสตร์จะต้องเปน็ ไปตามปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียงด้วย คือต้องประกอบไปด้วยการใช้สติปัญญาและคุณธรรม การมีภูมิคุ้มกัน ความ
พอประมาณ และความมีเหตผุ ลดว้ ย

21

เน่ืองจากในการประเมินความเป็นเศรษฐกจิ พอเพียงนั้น ก่อนท่ีจะพัฒนาในระดับท่ีสูงขึ้นไปจะต้อง
ผ่านเงื่อนไขทต่ี า่ กวา่ เสยี ก่อน คอื

ภาพที่ 2.7 ระดับความเปน็ เศรษฐกจิ พอเพยี งในภาพรวม
ในการประเมินความเป็นเศรษฐกิจพอเพียงจาเป็นต้องกาหนดให้ความสาคัญของลักษณะการเป็น
เศรษฐกิจพอเพียงมีความสาคัญในลักษณะเงื่อนไขท่ีจะต้องก้าวข้ามให้ได้ (Threshold) สาหรับแต่ละระดับ
แตกตา่ งกันระหวา่ งการเป็นผลผลติ ผลลัพธ์ และผลในที่สุด น่นั คือถา้ หากเป็นผลผลิตจะต้องเป็นผลท่ีเกิดข้ึน
ภายในองค์กรในสัดส่วนที่มากหรือเกือบทั้งหมด (ร้อยละ 80-100) แต่ถ้าเป็นผลลัพธ์ ส่ิงท่ีเกิดข้ึนภายใน
องคก์ รควรจะลดลง (ร้อยละ 40-60) และสงิ่ ท่ีจะเป็นผลดีตอ่ ประชาชนในท้องถิน่ จะเพ่ิมมากขน้ึ สว่ นสดุ ทา้ ย
จะเป็นผลในท่ีสุด ส่วนท่ีเป็นผลในองค์กรแต่เป็นเงื่อนไขที่จาเป็นจะน้อยลงและผลต่อประชาชนภายนอก
จะต้องเพ่ิมมากข้ึนและเป็นงานท่ีองค์กรทาได้ยากมากขึ้น คือเป็นส่ิงที่เกินกว่าความจาเป็นพื้นฐาน แต่เป็น
งานท่ีช่วยให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขในพ้ืนท่ีเป็นสาคัญ (ร้อยละไม่เกิน 35) ซ่ึงสามารถวางเป็นกรอบการ
ประเมนิ ผลการดาเนนิ งานตามปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงโดยสังเขปได้ดังต่อไปนี้

22

ตำรำงที่ 2.1 กรอบตัวชีว้ ดั 3 ระดบั เขำ้ ถงึ (องคก์ รแห่งประโยชนส์ ขุ )
เข้ำข่ำย (องค์กรแหง่ ควำมย่งั ยืน) เขำ้ ใจ (องค์กรแห่งควำมสขุ )

1. การบริหารงานอยา่ งโปร่งใส 5. การบริหารงานภายในให้เป็น 9. การบรหิ ารงานภายในให้เปน็ องคก์ ร
มธี รรมาภบิ าล และไม่มกี ารทาผดิ องคก์ รแหง่ ความสขุ (50 คะแนน) แหง่ ประโยชนส์ ุข (30 คะแนน)
กฎหมาย (50 คะแนน)
6. งานโครงสรา้ งพื้นฐานทางสงั คม 10. การจดั การศึกษา สาธารณสขุ และ
2. การวางแผนและจดั ทาแผน (20 คะแนน) การจดั การขยะในระดบั ทส่ี งู ขน้ึ
แบบมีสว่ นร่วม (20 คะแนน) 7. งานสง่ เสรมิ อาชพี เกษตรกรรม (20 คะแนน)
3. การวางแผนการทางานเพ่อื สง่ และวิสาหกิจชุมชน (15 คะแนน)
ตอ่ จากรุ่นสรู่ นุ่ (15 คะแนน) 11. การจดั กจิ กรรมลดปัญหาสงั คมและ
เพิ่มสวสั ดิการสังคมเทา่ ที่สามารถทาได้
(30 คะแนน)

4. งานโครงสรา้ งพน้ื ฐานด้าน 8. งานดา้ นสังคมและวฒั นธรรม 12. การพัฒนาทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละ
กายภาพ (15 คะแนน)
(15 คะแนน) สภาพแวดลอ้ มให้ดยี งิ่ ข้นึ (20 คะแนน)

100 คะแนน 100 คะแนน 100 คะแนน

ส่วนท่ีระบายสฟี ้าน้ันก็คือผลท่เี กดิ ขน้ึ ภายในหรอื เปน็ ความตั้งใจที่จะกระทาภายในองค์กร ซ่งึ มีสัดส่วน
เป็นคะแนนเต็ม 85 (องค์กรแห่งความยั่งยืน) 50 (องค์กรแห่งความสุข) และ 30 (องค์กรแห่งประโยชน์สุข)
ตามลาดับ โดยมรี ายละเอยี ดตวั ชี้วดั แต่ละดา้ นแสดงไวใ้ นภาคผนวก ก

ตำรำงท่ี 2.2 ระดับคะแนน ระดบั ความเปน็ เศรษฐกจิ พอเพยี ง

คะแนน กำรแปลควำมหมำย

* เงื่อนไข คะแนนรวมข้อ 1 2 และ 3 ตอ้ งไมต่ า่ กวา่ 70 คะแนน เขำ้ ขำ่ ย (องคก์ รแห่งความย่งั ยนื )

(ผลผลติ )

เงื่อนไข คะแนนข้อ 5 ต้องไมต่ า่ กว่า 40 คะแนน เขำ้ ใจ (องค์กรแห่งความสขุ ) แตต่ ้องผ่านการ

และคะแนนรวมข้อ 5 ตอ้ งไมต่ ่ากวา่ 40 คะแนน เป็นองค์กรแหง่ ความย่ังยนื มาก่อน

(ผลลพั ธ)์

270 คะแนนขน้ึ ไป เข้ำถึง (องค์กรแห่งประโยชน์สขุ ) แตต่ อ้ งผ่าน

เง่ือนไข คะแนนขอ้ 9 ต้องไม่ตา่ กว่า 25 คะแนน การเปน็ องคก์ รแหง่ ความสขุ มากอ่ น

(ผลในทสี่ ุด)

* หมายเหตุ สาหรบั องค์กรท่ีไมม่ ีปัญหาการสูญเสียบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถออกจากพื้นที่ หรือสามารถ

หาบุคลากรท่ีมีคุณภาพมาทดแทนได้ไม่ยาก ก็อาจจะได้คะแนน 10 คะแนน ในข้อน้ี การที่ไม่ได้

คะแนนเต็มเน่ืองจากการทางานส่งเสริมเยาวชนในพ้ืนท่ีเพ่ือให้รักถิ่นฐานและสืบสานงานพัฒนาใน

พ้นื ท่ียงั คงเปน็ งานสาคญั ถา้ หากมกี ารทางานเชน่ นีด้ ้วยก็สามารถได้คะแนนเต็ม 15 คะแนน ได้

23

3. นวัตกรรมแบบเปิด นวตั กรรมภำครฐั และที่เกี่ยวขอ้ งกับกำรบริหำรงำนของอปท.
ทผี่ า่ นมายงั ไม่มีงานวจิ ยั ที่เก่ียวกับการพัฒนานวัตกรรมเพอ่ื พัฒนาท้องถ่นิ ตามปรชั ญาของเศรษฐกิจ

พอเพียงขององค์การปกครองส่วนท้องถ่ิน (อปท.) การทบทวนวรรณกรรมจึงเร่ิมจากนวัตกรรมแบบเปิด
ห้องปฏิบัติการ (Living lab) นวัตกรรมภาครัฐในประเด็นความหมายและความเป็นมา และความเก่ียวข้อง
กบั การบรหิ ารงานภาครฐั และขององคก์ ารปกครองส่วนท้องถิ่น

นวัตกรรมแบบเปิด
นวัตกรรมแบบเปิดในการศึกษานี้ เป็นแนวคิดที่ถูกเสนอโดย Chesbrough และคณะ (2006) ที่
เห็นว่าไม่มีองค์กรไหนที่สามารถทาทุกอย่างได้โดยลาพัง องค์กรจะอย่รู อดได้ตอ้ งมีความร่วมมือ แลกเปลี่ยน
และยกระดบั ความสามารถกบั องค์กรอนื่ จงึ นาเสนอกระบวนทัศนใ์ หม่ทีใ่ ห้องค์กรเปดิ รับและแลกเปล่ยี นองค์
ความรู้ แนวคิดและประสบการณ์จากภายนอกองค์กร หรืออาศัยความร่วมมือเชิงพันธมิตรกับองค์กรท่ีมี
ความพร้อมและความเชี่ยวชาญมาร่วมกันปรับปรุงนวัตกรรม สร้างคณุ ค่าร่วมในการพฒั นาผลิตภณั ฑ์ โดยไม่
จากัดอยเู่ ฉพาะนวตั กรรมเชิงเศรษฐกจิ ยงั รวมถึงนวตั กรรมสงั คมทช่ี ่วยยกระดบั ชีวติ ความเป็นอยู่ของหมบู่ า้ น
ชนบทได้ เปน็ ต้น ขณะที่ นวัตกรรมเป็นกระบวนการสงั คมทมี่ ีความซบั ซอ้ นมพี ลวัตร และความไม่แนน่ อนสูง
การสรา้ งนวัตกรรมแบบเปิดจึงต้องอาศัยความรว่ มมือทร่ี ว่ มกันสรา้ งคณุ ค่าร่วมอย่างมพี ันธสัญญา ซ่ึงมิไดเ้ กิด
จากลักษณะห้นุ สว่ นหรอื พันธมติ รท่เี ขา้ มารว่ มกนั เท่าน้ัน หากยังเกิดจากลักษณะชมุ ชนและระบบนิเวศทีม่ สี ุข
ภาวะ อันหมายถึงชุมชนทม่ี ีบรรยากาศการรว่ มมือกนั อย่างเป็นมิตรในการพัฒนาผลติ ภณั ฑ์ รวมถึงนวัตกรรม
และสามารถเขา้ ถึงขอ้ มูลขา่ วสาร และแบง่ ปันความรู้กันอย่างทั่วถึง ภายใต้ระบบนเิ วศที่ย่ังยืน (Shaikh, M.
and N. Levina, 2019). อีกท้ังความนา่ เชื่อถอื และไวว้ างใจ (Trust) หรือทเ่ี รียกว่าทุนสังคม มบี ทบาทสาคัญ
ตอ่ การรว่ มมืออยา่ งตอ่ เน่อื ง (Nina, H., et al., 2017)
ขณะท่ีองค์กรเอกชนต้องสร้างกลยทุ ธ์ที่กอ่ ให้เกดิ ความน่าเชื่อถือและสร้างแรงจูงใจเพอ่ื ให้เกิดความ
ร่วมมือในการสร้างนวัตกรรมเพื่อบรรลุคุณค่าร่วมในชุมชนท้องถ่ินหลายแห่งท้ังในและต่างประเทศ
โดยเฉพาะประเทศไทยต่างมีทุนสังคมที่เข้มแข็งในประเพณี วัฒนธรรม และบรรทัดฐานสังคม โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งในพื้นท่ีท่ีมี อปท. ที่มีผู้บริหารน้อมนาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงประยุกต์ในการบริหารองค์กร
จดั การบรกิ ารสาธารณะและพฒั นาท้องถิ่น จงึ สามารถสรา้ งความรว่ มมอื จากทอ้ งท่ี (ผู้นาทอ้ งท่ี) คนในชุมชน
หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อพัฒนาท้องถิ่นได้ ดังเช่นกรณีศึกษาใน
อปท. ของโครงการวจิ ยั นวัตกรรมเพ่อื พฒั นาท้องถ่ินตามปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง

หอ้ งปฏิบัติกำรมีชวี ติ : Living lab
สหภาพยุโรปนาเอาแนวคิด ห้องปฏิบัติการมีชีวิต Living labs เป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างการวิจัย
นวัตกรรมและองค์ความรู้ใหม่เพ่ือให้เกิดการใช้งานได้จริง โดยรวมเอามิติสังคมเข้ากับมิติเทคโนโลยี ผ่าน
ความร่วมระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เป็นส่วนสาคัญ ท่ีทาให้สหภาพยุโรปสามารถสร้างสภาพแวดล้อมและ
บรรยากาศที่เหมาะสมกับนวัตกรรม รวมทั้งดึงดูดการลงทุนในนวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐานท่ีเกี่ยวข้อง
การเปลี่ยนแปลงของยุโรปในด้านต่าง ๆ (Clouds, internet of things (IoT), open data, big data, 5G)

24

เป็นแนวทางการดาเนินการนโยบายนวัตกรรม ท่ีเน้นความสาคัญของบุคลากรในการดาเนินการ
(Quadruple helix innovation approach) (พรี พรรณ, 2017)

ในประเทศไทย แนวคิดห้องปฏิบัติการมีชีวติ ท่ีเรียกกันแบบทับศพั ท์ Living lab ได้รับความสนใจ
ว่าเป็นวิธีการในการสร้างนวัตกรรมแบบเปิด อีกท้ังยังมีงานวิจัยที่กาลังดาเนินการอยู่ในสาขาระบบข้อมูล
(Information system) และการจัดการนวัตกรรม (Innovation management) แต่การศึกษา Living lab
ท่ีผา่ นมากลับยังขาดขอ้ สรุปร่วมกัน จงึ ถกู พจิ ารณาเป็นกจิ กรรมมากกว่าแนวคิด การทบทวนงานวจิ ัย Living
lab ท่ีผ่านมาจึงพบความท้าทายทัง้ ในเรือ่ ง ทฤษฎีและวิธีวิทยาการวิจยั กระบวนการและการบริหารจัดการ
ให้ทุกฝ่ายเข้ามีส่วนร่วมแบบแนวราบ (เปิดโอกาสอย่างเท่าเทียมและมีความเป็นประชาธิปไตย) แรงจูงใจ
ความจาเป็นและความคาดหวังของผู้เข้ารว่ ม ตลอดจนจรยิ ธรรม ซึ่งเปน็ ความท้าทายสาคญั ตอ่ ทิศทางอนาคต
ของการวจิ ยั Living lab (Abdolrasoul, H, 2018)

แม้ว่าแนวคิดและทฤษฎีการวิจัย Living lab ยังไม่ข้อสรุปหรือฉันทามติ การสร้างนวัตกรรมแบบ
เปิดท่ีใช้วิธี Living lab ในแต่ละโครงการจึงมีการสร้างแนวทางในการปฏิบัติไว้เป็นกติกาในการทางาน
ร่วมกันของแต่ละโครงการย่อย ตัวอย่างเช่น โครงการ MINDb4ACT ซ่ึงได้รับเงินทุนสนับสนุนจากสหยุโร
ปตามแนวคิดการร่ิเริ่มข้างต้น นับต้ังแต่ความหมายของ Living lab คือพื้นที่ในการสร้างสรรค์แนวทางการ
แกป้ ญั หาดว้ ยการวจิ ัย พัฒนา และสร้างนวัตกรรม ขอบข่ายงานนวัตกรรมที่ครอบคลุมถึง วิธีวิทยาการวิจยั ที่
ใช้ในการสนับสนุนนวัตกรรมในโครงการนาร่อง ที่ให้ความสาคัญในการระดมแนวคิดแบบเปิดกว้างและใช้
วิธีการวิจัยเชงิ คุณภาพ เน้นการคน้ หาเจ้าภาพ/ผู้รบั ผดิ ชอบในการขับเคล่ือนและการลงมอื ทา (Promoter) มี
การวางแผนท่ีไม่ตายตัวแต่เน้นการขยายผลจากการลงมือทาจากเล็กสู่การขยายเพ่ิมขึ้น เช่นเดียวกบั การคิด
แบบประกอบการและการลงมือทา (Entrepreneurial thought & action: ET&A) โดยมีกิจกรรมการ
ฝึกอบรมเพ่ือให้ผู้เข้าร่วมสามารถร่วมประเมินผลลัพธ์ในระหว่างการวิจัยและร่วมตรวจสอบแนวคิดการ
แก้ปัญหาที่ได้ลงมอื ทาร่วมกนั และร่วมกนั ประเมินผลกระทบตามตัวช้ีวัดท่ีได้วางไว้ กิจกรรมท่ีรว่ มกนั ทาตอ้ ง
มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร เป็นต้น (Colobrans, J, 2019) อีกท้ังยังเห็นว่าความร่วมมือเป็นความ
ฉลาดทางวัฒนธรรม (Cultural intelligence) คือความสนใจและแรงจูงใจของผู้เข้ามาร่วมกันในโครงการ
เป็นปัจจัยขับเคลื่อนสาคัญ (Livermore อ้างใน Colobrans, J, 2019: 20) แต่มิได้กล่าวถึงในรายละเอียด
และกระบวนการสร้างขน้ึ มา ขณะที่ ผนู้ า อปท. ทีม่ กี ารประยุกต์ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี งในการบรหิ าร
องคก์ ร ทัง้ ในระดับเข้าใจและเขา้ ถึง ซงึ่ แสดงให้ถึงแรงจงู ใจในการทางานของผนู้ าเหลา่ นนั้ วา่ มุง่ สรา้ งความสุข
และประโยชน์สุขให้กับคนในท้องถิ่นของเขา จึงเป็นเสมือนจุดรวม (Focal point) ของความร่วมมือต่าง ๆ
ให้เกิดขึ้น แม้ว่ากระบวนการในการสร้างนวัตกรรมท่ีผ่านมาของผู้นา อปท. เหล่านั้น ไม่ได้ดาเนินการแบบ
Living lab โดยตรง เพราะสรา้ งจากบคุ ลากรภายในอปท. เปน็ หลัก แตก่ ็ได้รบั ความร่วมมอื จากคนในชุมชนา
จงึ มีคาถามท่นี ่าสนใจว่า กระบวนการแบบ Living lab เพื่อสร้างนวัตกรรมแบบเปิดในพืน้ ทีข่ องแต่ละ อปท.
จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ และเกิดขึ้นในลักษณะแบบใด

25

นวตั กรรมภำครฐั : ควำมเปน็ มำ ควำมหมำย และแหลง่ กำเนิด
ความหมายของนวัตกรรมโดยทว่ั ไปครอบคลมุ ถึง ความคิดใหม่ เทคนิควิธีการใหม่ ส่ิงใหม่ หรอื การ
ประดิษฐ์ใหม่ ทสี่ ามารถนามาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ จึงมีท้ังสินค้าใหม่ออกสู่ตลาดซ่ึงเป็นที่มาของนวัตกรรม
ผลิตภัณฑ์ (Product innovation) นวัตกรรมบริการ (Service innovation) และนวัตกรรมกระบวนการ
(Process innovation) (Wolfe, 1994) ภาคเอกชนต่างให้ความสาคัญต่อการพัฒนาองค์กรเพื่อสร้าง
ความสาเรจ็ ในระยะยาว
นวตั กรรมเปน็ บทบาทสาคัญทเี่ พมิ่ เตมิ จากความหมายเดิมของผู้ประกอบการ อนั หมายถงึ ผรู้ วบรวม
ปัจจัยและทุนมาผลิตสินค้าหรือบริการ หากยังต้องมีบทบาทสร้างสรรค์/คิดค้นนวัตกรรมในระบบเศรษฐกิจ
ดังท่ีโจเซฟ ชุมปีเตอร์ (1934: อ้างถึงใน McDaniel, 2002, p. 32-33) เรียกว่า “การทาลายที่สร้างสรรค์
(Creative destruction)” นวตั กรรมท่ีเกดิ ข้ึนใหม่ ท้งั ท่อี ย่ใู นรปู แบบสนิ ค้าหรือบรกิ ารผลติ ภัณฑใ์ หม่ วธิ กี าร
ผลติ ใหม่ การเปดิ ตลาดใหม่ แหล่งวัตถุดิบใหม่ หรือการบริหารจัดการองค์กรแบบใหม่ เป็นต้น ล้วนอยใู่ นวัฏ
จักรของการถูกทาลายอย่างสร้างสรรค์ น้ันก็คือปัจจัยนาเข้าถูกทาลายหรือแปลงสภาพสู่ผลผลิต) เป็นการ
กระทาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เม่ือนวตั กรรมน้ันไดถ้ ูกนาออกไปใช้งานไปโดยไม่มีการปรบั ปรุงเพ่ิมข้ึน ถึงจุด
หนงึ่ ความนยิ มก็จะเริม่ ลดระดบั จนได้รบั การใช้งานน้อยลง จนต้องมีมนี วตั กรรมทใ่ี หมก่ ว่าเกดิ ข้ึน
นวัตกรรมจึงถกู แบ่งตามลักษณะการเปลย่ี นแปลงหรือพฒั นา 4 รูปแบบ คือ 1) นวัตกรรมแบบใหม่
สดุ (Radical innovation) เป็นการเปลี่ยนทง้ั ระบบ เช่น การเปล่ียนจากระบบขนส่งโดยล้อ (ถนน) และราง
(รถไฟ) มาเป็นขนส่งรางเบา (รถไฟฟ้า) 2) นวัตกรรมที่เปล่ียนแปลงรูปแบบ (Architectural innovation)
เป็นการเปลยี่ นแปลงดว้ ยการเอาส่วนประกอบต่าง ๆ มาเชื่อมโยงกันใหม่ เชน่ ผลิตภัณฑ์ iPod การเอาเพลง
จานวนมากมาใส่ใน Hard disk ของคอมพิวเตอร์ ทาให้ผู้ฟังสามารถฟังเพลงได้มากกว่าเดิมหลายร้อยเท่า
หรือ การปรับปรุงทางเท้าให้มีทางจักรยานและปลูกต้นไม้แบบประหยัดพ้ืนท่ี อันเป็นการใช้ประโยชน์จาก
พื้นทีท่ ่เี พิ่มขึ้น เป็นต้น 3) นวัตกรรมแบบส่วนเพม่ิ หรอื ค่อยเป็นคอ่ ยไป (Incremental innovation) จากการ
ทที่ ักษะและความสามารถของบุคลากรท่ีมีความชานาญหรือมีการพัฒนาเพ่ิมข้ึนทาให้สามารถเปลย่ี นแปลง
การทางานหรือการให้บริการท่ีสนองตอบความต้องการผู้รับบริการมากยิ่งขึ้น และ 4) การเปลี่ยนแปลง/
พัฒนาผลิตภณั ฑ/์ การบริการ โดยใช้ทกั ษะและความสามารถเดิมแต่เกดิ จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในองค์กร
(Organizational learning) โดยไม่ไดม้ ีผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ หากเป็นการปรับปรุงการผลิต/ทางานใน
วงรอบการผลติ /ทางานรอบใหมห่ รอื การใหบ้ ริการครั้งใหม่ เป็นตน้ (Osborne & Brown, 2013: 5)
นวัตกรรมยังได้ถูกนามาใช้ในฐานะเป็นการเปล่ียนแปลงที่นาสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ บริการใหม่ หรือ
กระบวนการใหม่ ที่สร้างพฤติกรรมใหม่ดว้ ยวิธีการใหม่ เพื่อแก้ปัญหาสังคม ที่เรยี กว่า นวัตกรรมสังคม ท่ีอยู่
ในสนิ คา้ สงั คมและสาธารณะ (Social & public goods) ของการประกอบการสังคม อนั เป็นแนวคดิ ขอ้ เสนอ
ต่อการดาเนินงานขององค์กรไม่แสวงหากาไร ท้ังมูลนิธิต่าง ๆ ตลอดจนองค์กรพัฒนาเอกชนท่ีมีอยู่เดิม ให้
ปรับเปลี่ยนบทบาทจากเดิมในฐานะนักเรียกร้อง (สิทธิ) ทางสังคม (Social activist) ให้เป็นกิจการมุ่ง
แก้ปัญหาสังคมด้วยวิถีแบบธุรกิจ ที่ต้องมีลักษณะองค์กรผสมผสานระหว่างการมุ่งประสิทธิภาพ สร้าง
นวัตกรรม และใชท้ รพั ยากรเช่นเดียวกับกิจการทม่ี ุ่งผลกาไรทั่วไป ด้วยฉันทะเพื่อสร้างคุณคา่ ตามเจตนารมย์

26

ของกิจการที่ไมแ่ สวงผลกาไร (Dees, 2007; Seelos & Mair, 2007 อ้างถงึ ใน Smith, Gonin & Besharov,
2013: 404) กล่าวโดยสรุป “นวัตกรรมสังคม (Social innovation)” จึงเป็นนวัตกรรมการแก้ปัญหาสังคม
หรอื การประกอบการทางสังคมของผปู้ ระกอบการทางสงั คมจากกลมุ่ ที่ไม่ใช่ภาครฐั (ภาคท่ี 1) แตม่ าจากภาค
ธุรกจิ /เอกชน (ภาคที่ 2 ) หรอื องคก์ รพฒั นาเอกชน (ภาคท่ี 3) (วรรณา ประยกุ ตว์ งศ์, 2559)

นวัตกรรมยังได้ถูกเสนอใน ทฤษฎีความได้เปรียบเชิงแข่งขัน ของ Porter (1985) เป็นเคร่ืองมือ
สาคัญต่อการขับเคลื่อนการให้บริการภาครัฐท่ีมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สอดคล้องกับแนวคิดการ
บริหารภาครัฐแนวใหม่ (New public management) ซงึ่ เป็นการนาแนวทางการบริหารในภาคเอกชนหรือ
อตุ สาหกรรมมาใช้ในภาครัฐ จึงเห็นไดว้ ่า นวัตกรรมเป็นเครื่องมือสาคัญในการพฒั นาการบริหารงานภาครัฐ
ท่ไี ม่เน้นเป็น “นวัตกรรมผลติ ภณั ฑ์ (Innovation products)” แต่เป็น “การบริการที่เปน็ กระบวนการใหม่
(Service processes)” หรือเป็นการบริการที่มีกระบวนการท่ีเปล่ียนแปลง/พัฒนาอย่างต่อเนื่อง
(Continuous change/improvement) ในลักษณะเดียวกับนวัตกรรมสังคมที่มุ่งการแก้ไขปัญหาสังคม
ดงั เช่นความสาเรจ็ ของแผนงานนวัตกรรมสังคม (Social innovation plan) ท่ีรเิ รมิ่ ดาเนนิ การ และพฒั นา
อย่างต่อเน่ือง โดยนายกเทศมนตรีเมืองโซล ในช่วงปี 2006-2010 ด้วยการระดมความคิดสร้างสรรค์จาก
บุคลากรและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาเมืองโซลสู่มหานครอันดับต้นของโลกและเพ่ิมความสุขของประชากร
ด้วยการสร้างสรรค์นวัตกรรมและนาไปใช้พัฒนาเมืองจนประสบความสาเร็จบรรลุเป้าหมายข้างต้นได้
(Albury, 2005 อา้ งถึงใน O’Byrne & Others, 2014: 53)

ปัจจุบันสานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร) ได้จัดต้ังศูนย์นวัตกรรมเพื่อพัฒนา
ระบบราชการไทยข้ึน เพื่อเป็นศูนย์กลางของการรวบรวมข้อมูลทางนวัตกรรมของการบริหารจัดการ จาก
หนว่ ยงานภาครัฐทกุ ภาคส่วน โดยศนู ยน์ วัตกรรมเพอ่ื พฒั นาระบบราชการภาครัฐ (2561) ไดก้ าหนดคานิยาม
ของนวัตกรรมภาครัฐ หมายถึงแนวคิด วิธี และรูปแบบใหม่ ๆ ในการพัฒนาองค์กร (Organization
development) การดาเนินงาน (Work process) และการให้บรกิ าร (Service delivery) อันเป็นผลมาจาก
การสร้าง พัฒนา เพิ่มพูน ต่อยอด หรือประยุกต์ใช้องค์ความรู้ และแนวปฏิบัติต่าง ๆ ซ่ึงจะส่งผลให้เกิดการ
พัฒนาทมี่ ีประสทิ ธภิ าพ เพิ่มประสิทธผิ ล และคณุ ภาพของการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐ ทีค่ รอบคลุม
ทั้งการบริการ การบริหาร นวัตกรรมทางความคิด และเชิงนโยบาย โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ
(Design thinking) ท่ีมีความสอดคลอ้ งกับ "ศาสตร์พระราชา" หรอื หลกั การทรงงานของพระบาทสมเด็จพระ
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร คือ "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" มาเป็นหัวใจของการดาเนินงาน
Government innovation lab เพื่อเปิดพ้ืนที่ให้กับประชาชนและหน่วยงานจากทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วน
รว่ มในการคดิ ออกแบบ สรา้ งสรรค์ และร่วมทดลองการบรกิ ารแบบใหม่ของภาครฐั

แหลง่ กำเนิดนวตั กรรมภำครฐั : ควำมเปน็ ผู้ประกอบกำร (Entrepreneurship)
ขณะที่ แหล่งกาเนิดหรือผู้สร้างนวัตกรรมในภาคเอกชนคือผู้ประกอบการตามความหมายในยุค
ปัจจุบัน ภายใต้แรงจูงใจคือผลประโยชนส์ ่วนตน ส่วนนวัตกรรมสังคมเกิดขึ้นไดจ้ ากความเป็นผู้ประกอบการ
สังคม (Social entrepreneurship) เช่นเดียวกับนวัตกรรมภาครัฐ จึงเกิดขึ้นไดจ้ ากความเป็นผปู้ ระกอบการ

27

ภาครัฐ (Public sector entrepreneurship) ท่ีมีความคิดสร้างสรรค์ มองเห็นโอกาส และมีพฤติกรรมที่
สรา้ งสรรค์ (นวัตกรรม) อยใู่ นบทบาทดังกล่าว (Radnor, Noke & Johnston, 2013: 161)

แม้ว่าความเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) เป็นแนวคิดจากภาคเอกชน แต่จานวน
งานวิจัยและหลักสูตรการจัดการเรียนการสอน กลับเพ่ิงเริ่มมีมากข้ึนในช่วงส่ีสิบปีที่ผ่านมาเท่าน้ัน (วรรณา
ประยุกต์วงศ,์ 2561) ท่สี าคญั ยังมงี านวิจยั ทพี่ บว่าผู้ประกอบการที่เป็นผู้รวบรวมปัจจัยและทุนมาผลติ สินค้า
หรือบริการอย่างสร้างสรรค์/คิดค้นนวัตกรรมในระบบเศรษฐกิจได้นั้น มีพฤติกรรมท่ีแตกต่างจาก
ผู้ประกอบการในความหมายเดิมด้วย ดังที่ Sarasvathy (2001) ได้ทาวิจัยพฤติกรรมของผู้ประกอบการ
จานวนมาก พบว่าผู้ประกอบการเหล่านั้นมีหลักตรรกะการตดั สนิ ใจคล้ายคลึงกัน เป็นหลักตรรกะที่แตกต่าง
จากหลักตรรกะเดิมท่ีเรียกว่าหลักตรรกะพยากรณ์ (Predictive logic) คือการวางเป้าหมายที่ต้องการ และ
มองหาทรัพยากรที่จะทาให้บรรลุในเป้าหมายดังกล่าว เป็นการมองกระบวนการประกอบการเป็นแบบเชิง
เส้นเป็นลักษณะการเปล่ียนแปลงแบบเป็นขั้นเป็นตอน ตามแผนท่ีคาดการณ์หรือพยากรณ์ไว้ ขณะที่
ผู้ประกอบการเหล่านั้น ใช้แนวคิดตรงข้ามคือ เป็นลักษณะการคิดถึงผลลัพธ์ที่คาดหวังไปพร้อมกับวิธีการท่ี
ต้องดาเนินการ (Effectual theory) อาศัยหลักตรรกะสร้างสรรค์กลับคิดพลิกไปอีกด้านคือ วางเป้าหมาย
จากทรัพยากรท่อี ยใู่ นมือ โดยลงมือทาจากสง่ิ ทมี่ อี ยู่ มากกวา่ การรอเวลาให้ไดใ้ นส่ิงท่ีต้องการแล้วจงึ ลงมือทา
เปน็ การตดั สนิ ใจในสถานการณ์ทีไ่ ม่สามารถคาดเดาและไมแ่ น่นอน

ตัวอยา่ งพฤตกิ รรมของหลกั ตรรกะสองแบบ คอื 1) กรณหี ลกั ตรรกะพยากรณ์ เช่น บคุ คลหน่งึ ได้รับ
มอบหมายให้จัดการอาหารเย็นในงานเล้ียงของเพื่อนกลุ่มหนึง่ เขาก็จะเลือกรายการอาหาร กาหนดรายการ
อาหาร จากนนั้ กไ็ ปซ้อื วัตถุดบิ เคร่อื งปรงุ และสว่ นประกอบอ่นื ๆ ปรุงอาหารตามขน้ั ตอนของรายการอาหาร
เหล่านั้น 2) กรณีหลักตรรกะสร้างสรรค์น้ันยอมรับความไม่แน่นอนเปน็ ส่ิงที่เกิดขึ้นได้เสมอ เช่น เย็นวันหนึ่ง
อาจมีเพ่ือนสองสามคนมาหาและกาลงั หิว เขาจึงเข้าไปในครวั เปิดตู้เย็น และตู้กบั ข้าวว่ามีอะไรอยู่ พอนามา
ปรุงอาหารท่ีน่าประทับใจได้บ้าง อย่างไรก็ตาม ตรรกะพยากรณ์และสร้างสรรค์ ต้องไม่นาสู่เป้าหมายที่
ต่างกัน ขณะทีว่ ธิ ีการอาจตา่ งกนั แตเ่ ป้าทา้ ยสุดเหมือนกนั คอื การทาอาหารเยน็ ให้กับเพอ่ื น ๆ

ดังนั้น ความเป็นผู้ประกอบ (Entrepreneurship) จึงไม่ได้อาศัยหลักตรรกะพยากรณ์ในการ
ตดั สนิ ใจรวบรวมปัจจัยและทุนมาผลิตสนิ ค้าและบรกิ ารตามแผนการผลิตและการตลาดทว่ี างไวเ้ ท่านั้น หาก
ยังอาศัยหลักตรรกะสร้างสรรค์รวบรวมปัจจัยและทุนท่ีมีอยู่ มาผลิตสินค้าหรือบริการภายใต้ความเส่ียงท่ี
ยอมรับได้ และเรียนรู้ผลที่เกิดข้ึน (ทั้งจากการผลิตและนาสู่ตลาด) แล้วนาผลการเรียนรู้เหล่าน้ันมา
พัฒนาการผลิตในคร้ังต่อไปในลักษณะทาไปเรียนรู้ไป ซึ่งพฤติกรรมของความเป็นผู้ประกอบการดังกล่าว
สอดคล้องกับกระบวนการทีอ่ ย่ใู นการวิเคราะหเ์ ศรษฐกิจพอเพียงเชิงระบบ เป็นกระบวนการท่ีเร่ิมจากความ
มีเหตุผลหรือการสร้างเหตุ รวบรวมปัจจัยและทุนที่มีอยู่ อันเป็นความพอประมาณ ที่มีภูมิคุ้มกันเพราะ
สามารถยอมรับความสูญเสียนั้นได้ และเป็นการพ่ึงตนเอง ภายใต้การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง (ทาไปเรียนรู้ไป)
นั้นก็คือสติปัญญา อันเป็นปัจจัยนาเข้าในรอบการผลิตถัดไป แม้ว่าลักษณะความเป็นผู้ประกอบการข้างต้น
ปรากฏเฉพาะในงานวิจัยของการประกอบการในภาคเอกชนเท่าน้ัน แต่ Brown and Osborne (2013) ได้

28

ย้าว่า ท้ังจริยธรรม ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และความเส่ียง เป็นเร่ืองจาเป็นที่ต้องพึงระวังตลอดเส้นทางในการ
สร้างสรรค์นวัตกรรมภาครฐั ในทุกรปู แบบ

แหลง่ กำเนิดนวัตกรรมภำครัฐ: กำรวำงแผนโดยภำครฐั สว่ นกลำง
แหล่งกาเนิดนวัตกรรมภาครัฐ ตลอดจนนวัตกรรมสังคม ไม่ได้จากัดอยู่ท่ีรายบุคคลที่มีความเป็น
ผู้ประกอบการ ภาครัฐ/สังคม โดยเฉพาะภาครัฐ ที่จัดให้มีการกระจายอานาจยังมีความจากัด และยังมีการ
บริหารแบบส่ังการ หรือบน-ล่าง (Top-down) ทาให้นวัตกรรมเกิดจากการวางแผนโดยภาครัฐ ซ่ึงอาจเป็น
การริเร่ิมโครงการแก้ปญั หาความยากจนและพัฒนาสังคมดา้ นต่าง ๆ เป็นนโยบายใหม่ซึ่งรเิ ริ่มโดยหน่วยงาน
ของรัฐ สนับสนุนให้เกิดการสร้างนวัตกรรมขึ้น (พัฒนาโครงการเหล่านั้น) ในพื้นท่ีต่าง ๆ ด้วยการจัดสรร
งบประมาณและทรัพยากร (เงินทนุ เทคโนโลยี และความร้)ู ที่จาเป็นต่อการพฒั นากจิ กรรม/โครงการ ซง่ึ เป็น
นวัตกรรมให้เกิดข้ึนในพื้นที่ต่าง ๆ ตัวอย่าง ในประเทศไทย เช่น โครงการไทยนิยมเข้มแข็งซ่ึงเป็นนโยบาย
ของรัฐบาลชุดปัจจุบัน เพื่อให้พื้นที่มีคุณภาพชีวิตท่ีดีข้ึนนาไปสู่ชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืนตามลาดับ รัฐจึง
จดั สรรงบประมาณ โดยเปดิ โอกาสให้ประชาคมทุกหมู่บ้านทั่วประเทศไทย เสนอโครงการพฒั นาหมูบ่ ้านของ
ตน และ โครงการนวัตวถิ ีของกรมพัฒนาชมุ ชน กระทรวงมหาดไทย เป็นโครงการพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชน
ให้เกิดข้ึนทุกอาเภอ ๆ ละ 3 ตาบล ทั่วประเทศไทย ซึ่งการให้ประชาชนในพื้นท่ีเสนอโครงการ อาจดูเหมือน
การกระจายอานาจ (งบประมาณ) สู่รากหญ้า โดยตรง แม้มิได้มีการเอ่ยถึงนวัตกรรมภาครัฐให้อยู่ในการ
เสนอ/รูปแบบโครงการที่เสนอขอรับงบประมาณ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า โครงการภาครัฐในลักษณะนวัตกรรม
ย่อมแก้ปัญหาที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนได้อย่างสร้างสรรค์และย่ังยืนได้ในระดับหนึ่ง ซ่ึง
การเกิดข้ึนจากโครงการท่ีเป็นนวัตกรรมได้ ท้ังน้ีต้องอาศัยความพร้อมของพ้ืนท่ีอีกด้วย นอกจากน้ียังมี
หน่วยงานท้ังภาครัฐและเอกชนท่ีเข้ามาสนับสนุนให้เกิดนวัตกรรมต่าง ๆ ทั้งในระดับระดับประเทศและ
นานาชาติ
แหล่งกาเนิดนวัตกรรมภาครฐั ทอ่ี ยใู่ นองคก์ รปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หรอื ที่จรัส สุวรรณมาลา
และคณะ (2548) เรียกว่า “นวัตกรรมท้องถน่ิ ” มี 2 รูปแบบ หรือ 2 ยุค คอื 1) เปน็ ยุคที่ผู้บริหารเป็นผู้สร้าง
นวัตกรรม จึงต้องต่อสู้ ดิ้นร้น และปรับตัวในสมัยแรก เช่น เม่ือมีการเร่ิมต้นกระจายอานาจหรือการจัดตั้ง
องค์การบรหิ ารส่วนตาบลในชว่ งปี 2542-2553 แตม่ ีการสร้างนวตั กรรมที่เกดิ ขน้ึ บางสว่ นในยคุ นี้ส่วนใหญ่อยู่
ในช่วงปี 2542-2546 อปท. จึงต้องสร้ำงผลงานใหม่ ๆ ให้ตอบโจทย์สนองความต้องการของประชาชน
เพิ่มข้ึน เช่น โครงการจัดต้ังกลุ่มเกษตรกรแปรรูปผลิตภัณฑ์จากพืชผลการเกษตร หรือ โครงการพัฒนา
เยาวชนให้มีความรู้ ความสามารถในด้านต่าง ๆ เป็นตน้ และ 2) เปน็ ยคุ ท่ีสรรคน์ วัตกรรม เป็นการปรับปรุง
หรือคิดค้นงานในเชิงคุณภาพของนวัตกรรมที่อปท. ได้วางรากฐานมาแล้ว เป็นการจัดการงานท้องถิ่น บน
ฐานความรู้หรือวิทยาการใหม่ ๆ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปี 2554 จนถึงปัจจุบัน โดยมีปัจจัยท่ีกระตุ้นให้เกิดการ
เปลีย่ นแปลงการดาเนินการนวตั กรรมทอ้ งถ่นิ นับต้งั แต่ 1) ความทา้ ทายต่อความเปน็ อิสระของ อปท. ซึ่งการ
กระจายอานาจส่อู ปท. มกี ารเปลยี่ นแปลงนบั ต้ังแตร่ ฐั ธรรมนูญ พ.ศ. 2550 รฐั ได้กลับมาเพิ่มบทบาทราชการ
ส่วนภูมิภาค (กลไกราชการ) ในการเข้าถึงภาคชุมชน แทน อปท. 2) ความตึงตัวทางทรัพยากรทางการเงิน

29

การคลัง แม้รัฐจัดสรรเงินภาษีและเงินอุดหนุน อปท. เพ่ิมมากขนึ้ แต่ก็มาพร้อมกบั ภารกิจ หรอื งานฝาก ตาม
นโยบายที่เพ่ิมข้ึนเป็นเงาตามตัว 3) ปญั หาเชิงพื้นที่ท่สี ะสมความรนุ แรง เชน่ ชุมชนท้องถ่ินเรม่ิ เปลยี่ นสภาพ
มีความเป็นเมืองมากขึ้น ทาให้ปัญหากายภาพและผังเมืองเป็นปัญหาท่ีรุนแรง ไม่สามารถจัดการปัญหา
แบบเดิม ๆ ได้ และ 4) การเพ่ิมขนึ้ ของศกั ยภาพการบริหารจัดการ อนั เกิดจากการพัฒนาบุคลากรท่ีมีความรู้
และความสามารถเพ่ิมมากขึ้น (วีระศักดิ์ เครือเทพ และคณะ, 2560: 70-85 เล่ม 2) ลักษณะแหล่งกาเนิด
ของนวัตกรรมท้องถน่ิ ข้างตน้ สอดคล้องกบั ความเป็นผู้ประกอบการภาครัฐ นั้นก็คือนายก อปท. ตลอดจนทีม
ผูบ้ รหิ าร การพฒั นานวัตกรรมทอ้ งถ่ิน ต้องอาศยั ความต่อเนอื่ งของผู้บริหาร ตลอดจนนโยบาย/วิธกี ารบรหิ าร
ซึ่งไม่ได้กล่าวถงึ ในงานวิจยั นี้

โครงกำรนวัตกรรมท้องถ่นิ
นอกจากน้ียังมีแหล่งกาเนิดนวัตกรรมท้องถิ่นของ อปท. ท่ีมาจากภาครัฐ ด้วยการใช้แรงจูงใจคือ
งบประมาณสนับสนนุ การพัฒนาเพ่ิมเติมจากเงินรางวัล ด้วยโครงการนวัตกรรมท้องถิ่นได้ถูกกาหนดให้เป็น
องค์ประกอบท่สี าคัญประการหน่งึ ในการประกวดการบริหารจัดการที่ดี โดยกรมสง่ เสรมิ การปกครองท้องถิ่น
ต้องการส่งเสริมหรือกระตุ้นให้ อปท. มีการคิดริเร่ิม หรือมีมุมมองท่ีต่างไปจากเดิมในการแก้ไขปัญหาให้กับ
ประชาชน ในการจัดการบริการสาธารณะ หรือในการพัฒนาชุมชนท้องถ่ินให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล
หรือเกิดประโยชน์คุ้มค่ามากข้ึน โดยวีระศกั ดิ์ เครือเทพ และคณะ (2560: 93-95 เล่ม 1) ในฐานะผู้ประเมิน
อปท. ท้งั หมด พบความไม่ลงตัว ของการดาเนนิ โครงการนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน 9 ลกั ษณะ คอื เป็นนวัตกรรมท่ี 1)
ตอบสนองความต้องการส่วนตัวผู้นา จึงมุ่งการช่วยเหลือหรือแก้ปัญหาพ้ืนท่ีเฉพาะหรือกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม
2) ลอกเลียน แต่ไม่ปรับใช้ ใช้ตัวแบบสาเร็จรูปในการดาเนินโครงการนวัตกรรมจากการไปศึกษาดูงานจาก
ภายนอก แต่ไมป่ รับใชใ้ ห้สอดคล้องกบั บริบทของ อปท. 3) มองเล็ก แทนที่จะมองภาพใบใหญ่ เป็นโครงการ
ท่มี ีผลกระทบน้อย หรือแสดงได้ไม่ชดั เจน 4) ขาด Impact ในการแก้ปัญหา เป็นโครงการทไี่ ม่สามารถแก้ไข
ปญั หาน้ันได้ 5) คลอดแล้วทง้ิ เปน็ โครงการทส่ี นับสนนุ เงินใหก้ ับกลมุ่ ต่าง ๆ แต่ขาดปจั จัย/กระบวนเก้ือหนุน
ใหเ้ กดิ ความเขม้ แข็ง 6) เป็นนวัตกรรมเฉพาะกจิ เป็นการจดั งานเฉพาะกิจ หรือการประกวดต่าง ๆ เช่น การ
ประกวดชุมชนสะอาด 7) ลงทุนสูงหรือไม่คุ้มค่า เนื่องจากต้นทุนการดาเนินการสูง 8) เล็กใหญ่ไม่สมส่วน
ความยากง่ายของนวัตกรรมไม่สอดคล้องกับฐานะการคลังของอปท. เชน่ อปท. ขนาดเล็ก งบประมาณน้อย
กลับทาโครงการท่ีใช้งบประมาณจานวนมาก และ 9) เป็นนวัตกรรมไม่สุก คือยังไม่สรุปผลการดาเนิน
โครงการ แต่อปท. อาจรบี ชิงสง่ เขา้ มาประกวดกอ่ น
ทัง้ นี้ ความไมล่ งตัวท้ัง 9 ประการดงั กลา่ ว ซึ่งสอดคลอ้ งกบั ข้อจากดั ของแหลง่ กาเนิดนวัตกรรมท่มี า
จากภาครัฐสว่ นกลาง อกี ทั้งยังเป็นการนาเสนอเพือ่ เป็นแนวทางให้กบั อปท. นาปรับปรุงเพ่ือพัฒนาโครงการ
นวตั กรรมท้องถ่นิ ในปีถัดไป จงึ ไมไ่ ดน้ าเสนอลกั ษณะนวตั กรรมที่ได้รบั รางวลั รวมถึงประเดน็ การบรหิ ารงาน
แบบเครือขา่ ยหรือสร้างความร่วมมือ โดยเฉพาะการประสานความร่วมมือระหวา่ ง อปท. และผนู้ าทอ้ งที่ คือ
กานันและผู้ใหญ่บ้าน ตลอดจนผู้นาชุมชน ซึ่งเป็นกระบวนการพัฒนานวัตกรรมสมัยใหม่ เรียกว่า กลยุทธ์
นวัตกรรมแบบเปิด (Open innovation) อย่างทบ่ี ริษทั เอกชนเปิดโอกาสให้บุคคลและหน่วยงานต่าง ๆ เข้า

30

มาช่วยพัฒนานวัตกรรม สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมและผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่ ตลอดจนสร้างการเติบโต
ยอดขายแบบก้าวกระโดดภายในระยะเวลาสองปี (Hudson and Sakkab, 2006 อ้างถึงใน O’Byrne &
Others, 2014: 56) ความร่วมมือดังกล่าว เป็นผลสาคัญต่อการสร้างการเปล่ียนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งในระดับ
ผลผลติ คอื สามารถดาเนนิ งานตามตวั ช้วี ดั และสอดคลอ้ งกบั คณุ ลักษณะชุมชนที่พึงประสงค์ 8 มติ ิ และระดบั
ผลลัพธ์ คือนวตั กรรมจากรปู แบบกจิ กรรม/โครงงานและการดาเนินงาน ตลอดจนความเปลีย่ นแปลงทีเ่ กดิ ข้ึน
ในการสรุปผลการถอดบทเรียนว่ารูปแบบ/กระบวนการขับเคลื่อนที่ได้ผล คือ การส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรม
การประกอบอาชีพตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสามารถทาได้โดยผ่านศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง
ดงั ที่กลา่ วไว้ในหวั ขอ้ ท่ี 1

งำนวจิ ัยทเ่ี กี่ยวขอ้ งนวตั กรรมขององค์กรปกครองสว่ นท้องถนิ่
นอกจากงานประเมินโครงการนวัตกรรมท้องถิ่นที่เปน็ เง่ือนไขในการประกวดการบริหารจัดการท่ีดี
ของกรมส่งเสริมการปกครองทอ้ งถน่ิ แลว้ ยังมีงานวิจัยท่ีศึกษาปัญหาในการขับเคล่ือนนวัตกรรมท้องถิ่นของ
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นท่ีส่งเข้าประกวดในหลายแง่มุม โดยนวัตกรรมท่ีจัดทาไปแล้ว สามารถแก้ปัญหา
ของท้องถนิ่ ไดน้ อ้ ย เพราะเลือกวธิ กี ารแกป้ ญั หาตามความพอใจ (Satisfactory solution) เพื่อแกป้ ญั หายอ่ ย
ๆ เพียงบางส่วน อีกทั้งยังเป็นการประชุมเพื่อหาข้อตกลงกันนอกรอบก่อนการทาประชาคมหมู่บ้าน (ชลิดา
ศรมณี และคณะ, 2555) บุคลากรขาดความรู้เก่ียวกับนวัตกรรมโดยเข้าใจว่างานประจาที่ทา คือนวัตกรรม
ท้องถ่ิน (โกวิทย์ พวงงาม, 2557) บุคลากรท้ังฝ่ายบริการและฝ่ายปฏิบัติยังขาดความชานาญในการนา
นวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ภายในองค์กร และประชาชนผู้รับบริการขาดความรู้ความเข้าใจในเร่ืองนวัตกรรม
(ทรงยศ อรัญยกานนท์, 2557) องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินขาดการมุ่งเน้นเป้าหมายในการพัฒนาท้องถิ่น
อย่างยั่งยืน (Sustainable development) และขาดกระบวนทัศน์ใหม่ในการบริหารทุนมนุษย์โดยเฉพาะ
สมรรถนะด้านการคิดนวัตกรรมใหม่ของบุคคลากร (เสน่ห์ จุ้ยโต, 2558) โดยเฉพาะสภาพปัญหาในการ
ขับเคลื่อนนวัตกรรมท้องถ่ินในพื้นท่ีภาคกลาง พบว่านวัตกรรมดังกล่าวเป็นเพียงนวัตกรรมในระดับต้นและ
โดยมากเป็นเพียงภารกิจด้านกฎหมายที่ริเร่ิมมาจากผู้บริหารเท่าน้ัน (มยุรี ทรัพย์เท่ียง และวาสิตา ประสพ
ศกั ดิ์, 2559) รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังขาดการขับเคล่ือนนวัตกรรมบนฐานของความร่วมมือกัน
ระหวา่ งภาคประชาชน ภาครัฐบาล และภาคเอกชน (ปัณณพงศ์ วงศณ์ าศรี, 2560)
นอกจากนี้พบสุข ช่าชอง (2561) ยังได้รวบรวมความรู้จากงานวิชาการต่างประเทศนาเสนอ
คณุ ลักษณะของนวัตกรรมท้องถ่ินในประเทศไทยควรมีองค์ประกอบท่ีสาคัญ 5 ประการ คือ 1) เกิดแนวคิด
ใหม่เชิงสร้างสรรค์ (New creative ideas) ซึ่งมีจุดเร่ิมต้นอยู่ท่ี “การเปล่ียนแนวทางการตั้งคาถามต่อ
บทบาทของตนเอง” เพ่ือให้นวัตกรรมเกิดคุณประโยชน์ต่อท้องถ่ินอย่างแท้จริง 2) นาเอาแนวปฏิบัติจาก
พ้ืนท่ีอื่น (Adoption and adaption) ซึ่งมีการพัฒนาแนวปฏิบัติไว้แล้วมาปรับปรุงให้เหมาะสมเพื่อใช้ใน
พ้ืนที่ของตน 3) นาผลสาเร็จจากพ้ืนที่อื่นมาลงมอื ทา (Successful implementation) เป็นการนาแนวคิด
ใหม่หรอื ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ทีเ่ กิดข้นึ ครง้ั แรกในพ้ืนทน่ี ี้หรือพนื้ ทีอ่ น่ื มาใช้ปฏิบตั ิจริงในพื้นทขี่ องตน 4) ไม่
จาเปน็ ตอ้ งเปน็ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสมอไป (Not scientific innovation) นวัตกรรมท้องถิ่นโดยมาก

31

มักเป็นการออกแบบบริการสาธารณะเพ่ือท้องถิ่น รวมไปถึงนโยบายสาธารณะในท้องถ่ินซึ่งเน้นท่ีการ
เปลยี่ นแปลงมมุ มองใหม่ทเี่ หมาะสมกบั บรบิ ทพ้นื ท่จี ึงอาศยั แนวคดิ ทางสังคมศาสตร์มากกว่าทางวิทยาศาสตร์
5) เป็นนวัตกรรมบนฐานความร่วมมือ (Innovation through collaboration) เพราะต้องอาศัยการทางาน
ร่วมกันของหลายภาคส่วน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงต้องลดบทบาทของตนเอง โดยเปลี่ยนมาเป็น
ผสู้ นบั สนนุ (Facilitator) ให้หน่วยงานอื่นทม่ี ศี กั ยภาพไดเ้ ข้ามามสี ว่ นร่วมรับผดิ ชอบ



บทท่ี 3
วธิ กี ำรศกึ ษำ

บทนน้ี าเสนอ วิธีการศึกษาของงานวิจยั นี้ โดยเริ่มจากประชากรและกลมุ่ ตวั อย่าง กรอบแนวคดิ การ
วจิ ยั วธิ ดี าเนนิ การวจิ ยั ข้อมลู และเครอื่ งมอื ท่ีใชใ้ นการเก็บรวบรวม การวิเคราะห์ขอ้ มูล ดังมีรายละเอยี ดคือ

1. ประชำกรและกลุ่มตวั อย่ำง
ประชากรในการวิจัยนี้ คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในส่ีจังหวัด รวมท้ังหมด 393 แหง่ แบ่งเป็น

อปท. ในแตล่ ะจังหวัด คอื
 ในจงั หวดั นครสวรรค์ มี อปท. ทง้ั หมด 143 แหง่
 จงั หวัดอุทัยธานี มี อปท. ทั้งหมด 64 แห่ง
 จังหวดั ลพบุรี มี อปท. ท้งั หมด 126 แหง่
 จงั หวัดชยั นาท มี อปท. ทัง้ หมด 60 แหง่

กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยน้ี คือองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินที่เลือกอย่างเฉพาะเจาะจง (Purposive
selection) ด้วยการเลือก อปท. ท่ีมีช่ือเสียงในการบริหารงานโดดเด่นและมีการนาหลักปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการพัฒนาพื้นที่ ในจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี และชัยนาท จังหวัดละ 3
แหง่ ดังน้ี

จังหวดั นครสวรรค์ จังหวดั อทุ ัยธานี จังหวัดลพบุรี จังหวัดชยั นาท
1. อบต. นครสวรรค์ 1. เทศบาลตาบลหาด
ออก ทนง อาเภอเมอื ง 1. อบต. โกง่ ธนู อาเภอ 1. เทศบาลตาบลห้วยงู
อาเภอเมืองนครสวรรค์ อทุ ยั ธานี
2. อบต. เนนิ กวา้ ว 2. อบต. หนองยาง เมืองลพบุรี อาเภอหันคา
อาเภอโกรกพระ อาเภอหนองฉาง
3. อบต. เขาชนกัน 3. เทศบาลตาบลสว่าง 2. อบต. ท่ามะนาว 2. อบต. อู่ตะเภา
อาเภอแมว่ งก์ อารมณ์ อาเภอสว่าง อาเภอชัยบาดาล อาเภอมโนรมย์
อารมณ์ 3. อบต. หนองแขม 3. เทศบาลตาบลบาง
อาเภอโคกสาโรง ขดุ อาเภอสรรคบุรี

และศึกษาอปท. เดิม ในโครงการวิจัยระยะที่ 1 จานวน 6 แห่ง ในจังหวัดนครสวรรค์ จานวน 3
แห่ง คือ ทต. อุดมธัญญา อ. ตากฟ้า อบต. เขาดิน อ. เก้าเลี้ยว และอบต. หนองบัว อ. หนองบัว และใน
จังหวัดอุทัยธานี จานวน 3 แห่ง คือ ทต. ทัพทัน อ. ทัพทัน อบต. ประดู่ยืน อ. ลานสัก อบต. ห้วยคต อ.
ห้วยคต รวมเปน็ อปท. ทงั้ หมด จานวน 18 แห่ง

34

ในการประชมุ แลกเปลย่ี นกบั นกั วิจัยในชุดโครงการวิจยั ครั้งท่ี 3 ในพ้ืนทภ่ี าคกลาง อภิชยั พนั ธเสน
ได้เสนอให้ศึกษาการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในอปท. ขนาดใหญ่ เช่น เทศบาลเมือง/นคร
หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด เพ่ือเป็นแนวทางการวิจัยในระยะต่อไป โครงการวิจัย จึงได้เพิ่มองค์การ
บริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานี เป็นกรณีศึกษาเพิ่มเติมอีก 1 แห่ง พร้อมกับการปรับตัวช้ีวัดระดับความเป็น
เศรษฐกิจพอเพียงให้สอดคล้องกบั บริบทขององค์การบริหารส่วนจังหวดั จึงมี อปท. ท้ังหมดในกลุ่มตัวอย่าง
ของการศึกษาครัง้ น้เี ป็น 19 แห่ง

2. กรอบแนวคิดในกำรวิจยั
ผลจากการทบทวนวรรณกรรมในบทท่ี 2 พบว่าท้ังการประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

และการรเิ ร่มิ นวตั กรรมขององคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถ่นิ ต่างมปี ัจจยั /เง่ือนไขสาคญั คล้ายกัน คอื ผนู้ า/บรหิ าร
ของอปท. ที่ต้องมภี าวะผู้นา ความเป็นผู้ประกอบการภาครัฐ และมีฐานคิดท่ีชัดเจน ตลอดจนสามารถสร้าง
การเรียนรู้ การบริหารงานแบบเครอื ข่าย/สร้างความร่วมมือ

นอกจากนี้ นวัตกรรมขององค์กรปกครองส่วนท้องถนิ่ ท่เี รียกว่านวัตกรรมท้องถ่ินนัน้ ลว้ น เป็นโครงการ
นวัตกรรมท้องถิ่นที่ส่งเข้าประกวดการบริหารจัดการท่ีดีของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ซ่ึงมีแหล่งกาเนิด
นวตั กรรมจากการวางแผนของภาครฐั ส่วนกลางในแบบส่ังการจากรัฐสว่ นกลาง ซ่ึงงานวจิ ัยน้ศี กึ ษานวตั กรรมของ
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นท่ีเกิดจากความริเร่ิมของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นท่ีมีการประยุกต์ใช้
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และไม่ได้เป็นโครงการเพื่อการขอรางวัล ในการวิจัยคร้ังน้ี จึงเรียกว่านวัตกรรม
ขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินท่ีมีการน้อมนาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงว่า “นวัตกรรมเพ่ือพัฒนา
ทอ้ งถิ่น”

กรอบแนวคิดในการวิจัยน้ี จึงเร่ิมจากการนากรอบตัวช้ีวัดระดับความเป็นเศรษฐกิจพอเพียงในการ
บริหารงานขององค์กรปกครองท้องถ่ินของ อภิชัย พันธเสน ที่อยู่ในลักษณะเดียวกับการวิเคราะห์เศรษฐกิจ
พอเพียงเชิงระบบ และปัจจัยนาเข้าหรือปัจจัยที่ส่งผล กระบวนการ ผลผลิต ผลลัพธ์ ที่เพ่ิมเติมของนวัตกรรม
เพื่อพฒั นาท้องถิ่น ดังน้ี

35

ระดบั ความเปน็ เศรษฐกจิ พอเพยี งขององคก์ รปกครองส่วนท้องถิ่น

เขา้ ข่าย เขา้ ใจ เขา้ ถงึ

(องค์กรแหง่ ความย่ังยนื ) (องค์กรแหง่ ความสขุ ) (องค์กรแห่งประโยชนส์ ุข)

ปัจจยั นาเขา้ กระบวนการ ผลผลติ ผลลพั ธ์ ผลในทส่ี ดุ

ข้อมูล ้ืพนฐำนตำบล 1. การ 5. การบรหิ ารงานภายใน 9. การบริหารงานภายในให้
ประ ัวติความเป็นมา, เศรษฐกิจ,
บรหิ ารงานอย่าง ใหเ้ ป็นองค์กรแหง่ ความสุข เปน็ องคก์ รแหง่ ประโยชน์สุข
ัสงคม และ ัวฒนธรรม
โปรง่ ใส มีธรร (50 คะแนน) (30 คะแนน)

มาภบิ าล (50 4. งานโครงสร้าง

คะแนน) พืน้ ฐานทาง

กายภาพ (15

คะแนน)

2. การวางแผน 6. งานโครงสร้างพน้ื ฐาน 10. การจัดการการศึกษา

และจดั ทาแผน ทางสงั คม (20 คะแนน) สาธารณสุข ขยะ ระดบั ที่

คุณลักษณะสำคัญอง ์คกร แบบมีส่วนรว่ ม สงู ข้ึน (30 คะแนน)
ู้ผบริหำร, ิว ัสยทัศ ์น, ุบคลากร, ้ืพน ี่ท,
ประชากร,งบประมาณ, ุยทธศาสต ์ร (20 คะแนน) 7. งานส่งเสรมิ อาชพี

เกษตรกรรมและวสิ าหกจิ

3. การวางแผน ชุมชน (15 คะแนน) 11. การลดปัญหาสังคมและ
การทางานเพื่อ 8. งานดา้ นสังคมและ เพมิ่ สวสั ดกิ ารสงั คม (30
สง่ ต่อจากรุน่ สู่ วัฒนธรรม (15 คะแนน) คะแนน)
รุ่น (15 คะแนน) 12. การพฒั นา

ทรัพยากรธรรมชาติและ

สภาพแวดล้อม (20 คะแนน)

100 คะแนน 100 คะแนน 100 คะแนน

ู้ผบริหำร -สรา้ งการเรียนรู้ นวตั กรรมเพอื่ พัฒนาทอ้ งถิ่น
ภาวะผู้นา, -สร้างเครอื ขา่ ย ผลลัพธ์ ผลในที่สดุ
ความเ ็ปนผู้ประกอบการ ความรว่ มมอื
(ทอ้ งถนิ่ +
ปัจจัยนาเข้า ท้องท่+ี ผนู้ า ผลผลติ
ประชาชน)

กระบวนการ

ภาพที่ 3.1 กรอบแนวคดิ ในการวจิ ัยนวตั กรรมเพ่อื พฒั นาท้องถิ่นตามปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง

36

รายละเอยี ดตัวช้ีวดั ระดับความเป็นเศรษฐกิจพอเพียงในการบริหารงานขององค์กรปกครองท้องถ่ิน
ของ อภิชัย พันธเสน แสดงไว้ในภาคผนวก ก กรอบแนวคิดส่วนของการสร้างนวัตกรรมเพื่อการพัฒนา
ท้องถิ่นตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง ประกอบด้วย

ผู้บรหิ าร ทม่ี ีภำวะผู้นำ ทีส่ ามารถริเริม่ ผลกั ดันสรา้ งการเปลยี่ นแปลง (รูปธรรมการเปล่ียนแปลงใน
งานวิจัยนี้คือ นวัตกรรมเพื่อพัฒนาท้องถิ่น) เป็นลักษณะเดียวกับผู้นาการเปลี่ยนแปลงตามปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียง ตามแผนพัฒนา ฯ ฉบับท่ี 12 (2560-2564) (สศช., 2559) ซ่ึงเป็นคุณสมบัติสาคัญของ
ผู้บริหารและข้าราชการ ตลอดจนบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท) และมี ควำมเป็น
ผู้ประกอบกำรด้วยการนาความคิดท่ีได้ริเริ่มไว้ เริ่มต้นลงมือทาจากสิ่งเล็ก ๆ ท่ีมีความเส่ียงน้อย ซ่ึงผู้นา
สามารถรับผิดชอบความเสีย่ งนนั้ ได้ แล้วค่อยขยายผลเพ่ิมเติมจากความสาเรจ็ ในข้ันแรก และสามารถสร้ำง
กำรเรียนรู้ รวมถึงการจัดการความรู้ ตามเกณฑ์ตัวชี้วัดความเป็นเศรษฐกิจพอเพียงข้อง 5.1 บริหารจัดการ
สร้างการมีส่วนร่วม เป็นเครือข่ายความร่วมมือ (ระหว่างผู้นาท้องถิ่น ท้องท่ี และประชาชน) เพื่อร่วมสร้าง
การเปลี่ยนแปลงจนเป็นนวัตกรรมเพื่อพัฒนำท้องถิ่น เพ่ือแก้ปัญหาหรือพัฒนางานด้านบริหาร โครงสร้าง
พ้ืนฐาน เศรษฐกิจชุมชน คุณภาพชีวิตและการศึกษา สังคมวัฒนธรรม สุขภาพอนามัย หรือ
ทรัพยากรธรรมชาติส่ิงแวดล้อม ที่เป็นวิธีการ หรือวิธีคิด หรือวิถีชีวิต ของการประยุกต์ใช้ปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพยี ง จากการยดึ หลักคณุ ธรรมที่สาคัญคอื ความซื่อสัตย์สจุ ริต ความอดทน ขยันหมน่ั เพยี ร และ
ความเอ้ือเฟ้ือเผ่ือแผ่ และพัฒนาสติปัญญำอย่างต่อเน่ือง เพื่อค้นหาความรอบรู้ ความรอบคอบและ
ระมัดระวัง กำรมีภูมิคุ้มกันด้วยการหาวิธีการลดความเสี่ยงโดยไม่มีความจาเป็น ควำมมีเหตุผลที่รวมทั้ง
ความสามารถในการคิดไตร่ตรองวิเคราะห์เหตุและผลของการทาสิ่งต่าง ๆ และความสามารถในการอธิบาย
ให้คนส่วนใหญ่เข้าใจได้ว่าเพราะเหตุใดจึงทาเช่นน้ัน สามารถเห็นระดับควำมพอประมำณที่เหมาะสมใน
สภาวะนัน้ ซง่ึ เป็นระดับท่ีไม่ตายตวั แตกตา่ งกนั ไปตามเงอื่ นไขหรือบริบท ตลอดจนลักษณะบคุ คลท่แี ตกตา่ ง
กนั อนั เป็นความเข้าใจทช่ี ่วยทาให้การดาเนนิ ชีวิต/งานในทำงสำยกลำง ที่ย่ังยนื สมดุล ม่งั คง ตามความเป็น
เศรษฐกจิ พอเพียงในระดับต่าง ๆ

3. ระเบียบวิธวี ิจัย
เน่อื งจากกรอบแนวคดิ ในการวิจยั คร้งั นี้ ภาวะผนู้ า คอื จดุ เรมิ่ ต้น ดังน้ันกระบวนการสรา้ งภาวะผนู้ า

ท่ีมีปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นฐานคิด และสามารถสร้างการมีส่วนร่วม/เครือขา่ ย นาสู่การปฏิบัติใน
อปท.เพ่ือสร้างการเปล่ียนแปลงให้เกิดข้ึนเป็นนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น จึงต้องอาศัยการสร้างการ
เรียนรู้จากการปฏิบัติร่วมกัน ทั้งที่เป็นการต่อยอดความรู้ และการจัดการความรู้ท้ังท่ีเป็นการทบทวนก่อน
การปฏิบัติ (Before action review) และหลังการปฏิบัติ (After action review) เพื่อมุ่งนาความรู้ไปใช้ใน
การเปลี่ยนแปลงการดาเนินงานสู่การสร้างนวัตกรรมอันเป็นการเรียนร่วมกันของผู้เก่ียวข้องทุกฝ่ายอย่าง
ตอ่ เนอ่ื ง ในรปู แบบการอบรมเชงิ ปฏิบตั ิการอยา่ งมสี ว่ นร่วม ซง่ึ ผวู้ ิจยั ได้มปี ระสบการณ์จัดโครงการการอบรม
เชิงปฏิบัติการหลักสูตร “ข้าราชการ นครสวรรค์ น่าอยู่” หลักสูตรย่อยท่ี 1 การจัดการความรู้ การติดตาม

37

ประเมินโครงการ และการคิดเชิงออกแบบโครงการบูรณาการ ให้กับข้าราชการงานนโยบายและแผนของ
หนว่ ยงานราชการตา่ ง ๆ และปลัดอาเภอที่รบั ผดิ ชอบงานแผนของจังหวัดนครสวรรค์ จานวน 48 คน ในช่วง
เวลาเดือนมีนาคมถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2561 เป็นการจัดอบรมอย่างต่อเนื่องเดือนละ 1 ครั้ง โดยผู้เข้า
อบรมสามารถนาความรู้ไปใช้ และสร้างเครือข่ายขา้ ราชการท่ีร่วมกนั ทางานแผนพัฒนาจังหวัดนครสวรรค์ได้
อยา่ งแข็งขันและสร้างสรรค์ในปัจจุบนั ผลท่ีเกิดขน้ึ นอกจากแสดงใหเ้ หน็ ถงึ ความสามารถที่มอี ยูใ่ นข้าราชการ
ในจังหวัดที่สามารถเพ่ิมขีดความสามารถ ยังได้เห็นถึงความปรารถนาตั้งใจในการร่วมพัฒนาบ้านเมืองเพื่อ
เดินตามรอยพ่อ (พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร) ประสบการณ์ดังกล่าว
สามารถนามาใชเ้ ป็นรปู แบบวิธกี ารวิจยั ในครัง้ นี้

จากการทบทวนวรรณกรรมในบทท่ี 2 ที่เห็นว่างานวิจัยเกี่ยวกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็น
องค์ความรู้ที่ครอบคลุมความจริงในมิติอันหลากหลายท่ีบูรณาการหรือแบบองค์รวม จึงควรเป็นงานวิจัย
ลักษณะบูรณาการศาสตร์หลายสาขาวชิ า ในการศกึ ษาและพัฒนาพื้นที่ ซึง่ วิธวี ทิ ยาของการวิจัยในลกั ษณะนี้
มีช่ือว่า การวิจัยเชิงปฏิบัติการเพ่ือเปลี่ยนแปลงอย่างมีส่วนร่วม (Transformative participatory action
research: TPAR) และขอบเขตการวจิ ัยจึงอยู่ท่พี ้ืนท่อี ปท. ของผเู้ ขา้ มาร่วมเรยี นรู/้ วิจยั วิธีวิทยาของการวิจัย
ในลักษณะนี้ต้ังอย่บู นฐานกระบวนทัศนใ์ นการวจิ ัยทีแ่ ตกต่างจากการวิจยั กระแสหลกั (การวิจยั เชงิ ปรมิ าณท่ี
อาศัยวิธีวิทยาทางวิทยาศาสตร์) เมื่อเป้าหมายของการวิจัยลักษณะน้ีมุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลง Martens
(2012: 805-810) จึงเหน็ วา่ ทมี วจิ ัยก็ตอ้ งเปลย่ี นแปลงกระบวนทัศนก์ ารวจิ ยั ในด้านต่าง ๆ นับต้ังแต่

• หลักการคุณค่า (Axiology) คอื ทีมวิจัยต้องแสดงให้เห็นเปน็ แบบอย่างของการดารงชีวิต
ตามปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง

• หลักการของความจรงิ (Ontology) ในวิธีวิทยานี้ ต้ังอยู่บนฐานการเข้าใจถึงธรรมชาติของ
ความจรงิ ท่ีถูกสรา้ งขน้ึ จากเหตุปจั จัยอันหลากหลาย และมีความสมั พันธ์ซงึ่ กันและกนั

• หลักการของความรู้ (Epistemology) การแสวงหาความรู้ด้วยการเข้าถึงความจริงในมิติ
อันหลากหลายดังกล่าว จึงตอ้ งอยู่บนฐานความสมั พนั ธ์ระหว่างผูร้ ู้ (นกั วจิ ัย) และสิ่งทีถ่ กู รู้
ที่เกี่ยวข้องและมีอิทธิพลซ่ึงกันและกัน ด้วยการเข้าไปมีส่วนร่วมในสถานการณ์โดยตรง
ของนกั วิจยั ในฐานะคนใน (Emic) ผอู้ ย่ใู นเหตุการณ์ร่วมเรยี นรู้ไปพร้อมกัน

วธิ วี ิทยาท่อี ยบู่ นหลักคุณคา่ ความจริง และความรู้ ดงั กลา่ ว จึงเปน็ การวิจยั แบบอปุ นัย (Inductive
Research) ด้วยการศึกษาข้อเท็จจริง (ความจริงเฉพาะ) จากหลาย ๆ เหตุการณ์ในภาพรวม แล้วจึงนามา
วิเคราะห์และสรุป โดยไม่กาหนดสมมุติฐานที่ตายตัวเพื่อเข้าไปทดสอบ มีเพียงสมมุติฐานท่ีวางไว้เป็นกรอบ
ความคิดหรือแนวทางในการเกบ็ ข้อมูล และเปดิ ต่อสมมตุ ิฐานอืน่ ๆ ที่จะเข้าไปพบจากการเก็บข้อมลู ในพื้นที่
โดยสมมุติฐานในการศึกษานี้ ก็คือ การเปล่ียนแปลง/คาตอบ/เป้าหมายท่ีคาดหวังไว้ แม้กระบวนการ
เปลี่ยนแปลงดังท่ีไดก้ ล่าวมาแล้ว มลี ักษณะการเปล่ียนแปลงแบบองค์รวม (Holistic range) อันเปน็ ภาพรวม
ของการเปลี่ยนแปลงจากการนาความรู้ไปใช้ของผู้นา/บริหาร อปท. อันเปน็ การกาหนดกรอบหรือลักษณะ
การเปลี่ยนแปลงที่ต้องการร่วมกนั กับผู้เกี่ยวขอ้ ง ซ่ึงเปน็ ชว่ งทบทวนก่อนการปฏิบตั ิ เพื่อเป็นแนวทางในการ

38

ดาเนนิ การศกึ ษาวิจัย เปน็ ทิศทางการเปล่ยี นแปลงที่วางแผนไว้ร่วมกัน (Guiding change) ตลอดระยะเวลา
ในกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการอยา่ งมีส่วนร่วม (Coghlan & Teresa 2010: 67-69) ดังแสดงในภาพการ
วางแผนการเปลีย่ นแปลงตลอดระยะเวลาในกระบวนการวจิ ยั เชงิ ปฏิบตั กิ าร ด้านล่าง

ภาพที่ 3.2 ระเบียบวิธวี จิ ัย
แต่เน่ืองจากจากการทบทวนเอกสารเชิงสังเคราะห์ที่ผ่านมา พบว่าไม่มีงานวิจัยที่แสดงถึง
ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งการประยกุ ตใ์ ชป้ รัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งและการสร้างนวตั กรรมเพ่ือพฒั นาทอ้ งถน่ิ
ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงต้องเพ่ิมประเด็นการศึกษาเร่ืองนี้ ก่อนการสร้างภาวะผู้นาเพื่อร่วมกัน
ขับเคล่ือนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและการสร้างนวัตกรรมเพื่อพัฒนาท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วน
ทอ้ งถ่นิ ต่อไป
โครงการวิจัย ระยะที่ 2 น้ี เปน็ การวิจัยที่มุ่งตอบคาถามวิจัยเกยี่ วกับการยกระดับความเป็นเศรษฐกิจ
พอเพียงขององคก์ รปกครองสว่ นท้องถิ่น และหลักสูตรและกระบวนการพัฒนาผ้นู า/บรหิ ารของอปท. เพื่อให้
เกิดความรู้ ทักษะ และขีดความสามารถการสร้างนวัตกรรมเพ่ือพัฒนาท้องถ่ินตามปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียง ตลอดจนกลไกและนโยบายในการสนบั สนนุ
4. วธิ ีดำเนินกำรวิจยั
กระบวนการวจิ ยั เชิงปฏบิ ัติการอย่างมีสว่ นรว่ มในการวจิ ยั ระยะท่ี 2 มกี ารดาเนินงานการวจิ ยั คือ

- การประชุมรับฟังความเห็นจากการวิจัยระยะท่ี 1 ของทุกภูมิภาค เพื่อปรับตัวชี้วัดระดับ
ความเป็นเศรษฐกิจพอเพียงของ อภิชัย พันธเสน และคณะที่จัดทาขึ้น ให้สอดคล้องกับ


Click to View FlipBook Version