The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

จารึกแม่บุญตะวันออก ebook

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mcu pali, 2021-04-27 23:07:10

จารึกแม่บุญตะวันออก ebook

จารึกแม่บุญตะวันออก ebook

Keywords: จารึกแม่บุญตะวันออก ebook

จารกึ แมบญุ ตะวันออก

พระเทพสวุ รรณเมธี (สชุ าติ กิตตฺ ปิ โฺ )

จารกึ แมบ่ ุญตะวนั ออก

พระเทพสวุ รรณเมธี (สุชาติ กิตตฺ ปิ ญโฺ )

จารกึ แม่บญุ ตะวันออก

หนังสอื อ่านประกอบการเรยี นวิชา 105 411 สนั สกฤตพ้ืนฐาน,
000 119 ภาษาสันสกฤตชน้ั สงู ,  602 106 พระพุทธศาสนาเถรวาท,
602 307 พระพุทธศาสนามหายาน, 000 158 ประวตั ิพระพุทธศาสนา
ISBN 978-616-300-392-8
พิมพ์ครั้งแรก : มิถนุ ายน 2561 จำ�นวน 500 เล่ม
เรยี บเรยี ง :
พระเทพสวุ รรณเมธี (สุชาติ กติ ตฺ ิปญฺโ ป.ธ.8, พธ.บ. (ปรัชญา), ศศ.ม. (ภาษาสนั สกฤต),
พธ.ด. (พระพุทธศาสนา))
พิมพ์/ตรวจทาน :
พระมหาปราโมทย์ วิรยิ ธมโฺ ม (แกว้ นา) ป.ธ.9, ศศ.ม. (จารึกภาษาตะวนั ออก),
ศศ.ด. (ภาษาสนั สกฤต)
จดั พมิ พ์โดย :
กองทนุ สมเด็จพระพทุ ธชนิ วงศ์ เพ่อื การเผยแผ่พระพุทธศาสนา
มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตบาฬศี ึกษาพทุ ธโฆส นครปฐม
ผ้เู ช่ยี วชาญ/คณะกรรมการกล่นั กรอง (Peer Review)

พระราชปริยัติมนุ ี, ผศ.ดร. พระมหาหรรษา ธมมฺ หาโส, รศ.ดร.
ผศ.รท.ดร.บรรจบ บรรณรจุ ิ รศ.ดร.ส�ำ เนยี ง เล่อื มใส
ผศ.ดร.ชาญณรงค์ บญุ หนุน ผศ.ดร.สมบัติ มงั่ มีสุขศริ ิ
ผศ.ดร.มนตรี สิระโรจนานันท์ ผศ.รังษี สทุ นต์
รศ.ดร.เวทย์ บรรณกรกลุ รศ.ดร.สวุ ญิ ช์ รกั ษ์สตั ย์

พิมพท์ ี่ :
นติ ธิ รรมการพิมพ์
76/251-3 หม่ทู ่ี 15 ต.บางม่วง อ.บางใหญ่ จ.นนทบรุ ี 11140
โทร. 0-2403-4567-8, 0-2449-2525, 081-309-5215
e-mail : [email protected], [email protected]

จารึกแม่บญุ ตะวนั ออก • (3)

อุยโยชนกถา

ปาตฺถวิทสู ํหีโร วตฺตา สจุ ิ อมจฺฉโร
จตกุ ฺกมปรจิ จฺ าค ี เทสกสสฺ หิตุสฺสุโกติ.
บคุ คลผรู้ อู้ รรถแห่งปาฐะ ผมู้ ัน่ คงไม่งอ่ นแง่น ผกู้ ล่าวสอน เปน็ ผูส้ ะอาด
ไมต่ ระหนี่ ไมส่ ละสง่ิ สำ�คัญ 4 อยา่ ง เปน็ ผ้แู สดง ผ้คู ลอ้ ยตามประโยชนเ์ กือ้ กลู .
ข้อความดังกล่าวนี้ ปรากฏใน คนั ถารมั ภกถา วินัยปิฎก วชิรพุทธฎิ ีกา มเี นือ้ หา
แสดงคุณสมบัติหรือองค์คณุ ของนกั ศกึ ษาและนักวชิ าการ โดยเฉพาะผนู้ ำ�เสนอความร้ทู าง
ศาสนา หากนกั ศกึ ษาและนกั วชิ าการประกอบดว้ ยคณุ สมบตั ดิ งั กลา่ วขา้ งตน้ นี้ ผลงานทเ่ี กดิ
ขึ้นก็จะมลี ักษณะตามผู้น�ำ เสนอ
ขออนโุ มทนา พระเทพสวุ รรณเมธี (สุชาติ กิตตฺ ิปญโฺ ญ ป.ธ.8, พธ.บ., ศศ.ม., พธ.ด.)
รักษาการผู้อำ�นวยการหลักสูตรบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส นครปฐม ได้ผลิตผลงานทางวิชาการ “จารึกแม่บุญตะวัน
ออก (The East-Mebon Inscription)” ซง่ึ สามารถใชป้ ระกอบการศกึ ษาบาลแี ละสนั สกฤต
สำ�หรับนิสิตในหลักสตู รบาลพี ุทธศาสตร์ ได้เป็นอยา่ งดี

(สมเดจ็ พระพทุ ธชินวงศ์)
รองอธกิ ารบดมี หาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

วทิ ยาเขตบาฬศี ึกษาพุทธโฆส นครปฐม

(4) • จารึกแม่บุญตะวนั ออก

คํานาํ

จารึกแมบุญตะวันออก (The East-Mebon Inscription) เปนจารึกสมัยพระนคร
(Angkorian Period) ท่ีพบในอาณาจักรกัมพูชา จารึกหลักน้ีรจนาดวยภาษาสันสกฤตในปลายพุทธ
ศตวรรษที่ 15 เนื้อหาในจารึกแสดงปมหาศกั ราช 874 ซึ่งตรงกับปคริสตศักราช 952 (L. Finot,
1925: 310) ชว งเวลาดงั กลาวนอี้ ยูในรัชสมยั ของพระเจา ราเชนทรวรมนั ท่ี 2

ในยุครัชสมัยพระเจาราเชนทรวรมัน ท่ี 2 (ค.ศ.944-968) ถือวาเปนยุคสมัยหนึ่งท่ีปรากฏ
จารึกเปนจํานวนมาก George Cœdès ไดร วบรวมจารึกของพระเจาราเชนทรวรมัน ท่ี 2 ท่ีพบใน
ราชอาณาจักรกัมพูชา ไวในหนังสือ Inscriptions du Cambodge ทั้ง 7 เลม ( George Cœdès,
1966) พบวา มีจารกึ เทาทร่ี วบรวมไดท้ังหมด 15 หลกั สวนจารกึ ที่พบในประเทศไทย ซึ่งเปนจารึก
ของพระเจาราเชนทรวรมนั ที่ 2 และจารกึ ของ บุคคลอืน่ ที่ปรากฏพระนามของพระเจาราเชนทรวร
มัน ท่ี 2 มีท้งั หมด 8 หลกั (ชะเอม แกว คลาย, 2543:3)

สาเหตุท่ีพบจารึกมากในสมัยพระเจาราเชนทรวรมัน ท่ี 2 ท้ังนี้เพราะชวงตนรัชกาล
พระเจาราเชนทรวรมัน ท่ี 2 ทําสงครามมาโดยตลอด จนกระท่ังสูรบมีชัยชนะขาศึกอยางราบคาบ
บานเมืองจึงสภู าวะความสงบเจริญรงุ เรือง ดวยเหตุนก้ี วีจึงแตงคําประพันธสดดุ ีพระเจาราเชนทรวร
มัน ท่ี 2 ในรูปของจารึกเพื่อแสดงความรุงเรืองของพระมหากษัตริยพระองคน้ี ซ่ึงในบรรดาจารึก
ทั้งหมดท่ีคนพบจารึกแมบุญตะวันออกนับวาเปนจารึกหลักหน่ึงท่ีมีความสําคัญมากในรัชสมัยของ
พระเจาราเชนทรวรมัน ที่ 2 ชื่อของจารึกแมบุญตะวันออกเปนช่ือที่เรียกตามชื่อปราสาทที่คนพบ
จารกึ หลักนี้ คือท่ีปราสาทแมบ ุญตะวันออก ปราสาทหลังนี้ต้ังอยูใกลกับนครธม (Mahesh Kumar
Sharan, 1974: 103) ตัวปราสาทแมบ ญุ ตะวนั ออกสรา งขน้ึ กลางบารายตะวันออก มีลักษณะเปนวัด
ภขู า (กรมศลิ ปากร, 2536: 99)

จารึกแมบญุ ตะวนั ออกมเี น้ือหาขนาดยาว คอื มี 218 โศลก ปริมาณเน้ือหาที่ยาวรองจาก
จารึกแปรรปู ทีม่ ี 298 โศลก ซึ่งเปนจารึกอกี หลกั หน่งึ ในสมัยพระเจาราเชนทรวรมัน ที่ 2 เน้ือหาของ
จารึกแมบ ุญตะวันออก เปนการยกยองพระเจาราเชนทรวรมัน ที่ 2 ดังเน้ือความตอนหน่ึงในโศลกที่
13 ความวา

1

จารกึ แม่บุญตะวนั ออก • (52)

लीीणते राशं ोिधकमधरयन ् दोषाकारो ลกฺษมนี ฺตีกฺษเฺ ณตรางโฺ ศรธกิ มธรยนฺ ธฺวสฺตโทษานฺธกาโร
वन प् ानवु ं किटततपसा तने पा जानाम ।् วทธฺ นฺ นฺ ปทมฺ านวุ นธฺ ํ ปรฺ กฏิตตปสา เตน ปตฺยา ปรฺ ชานามฺ |
दवे याामिदािवसकर इवोािदतः कयपने เทวยานฺ ตสฺยามทติ ยฺ านฺ ทวิ สกร อิโวตฺปาทติ ะ กศฺยเปน
ीमाजे वाव िनपितरभवजे सामाकरो ॥१३॥ ศรฺ มี ทฺราเชนทฺ ฺรวรมฺ ฺมาวนิปตริ ภวตฺเตชสามากโร ยะ || 13

(L. Finot, 1925)

คาํ แปล : พระราชาทรงพระนามวา “พระเจาราเชนทรวรมนั ” ผูข ณะท่ีทรงไวซง่ึ ความงดงาม
ท่ีเหนือกวา รัศมีของพระจันทร ผูไมมีขอบกพรอ งและความดางพรอ ย ขณะท่ีผูกเอาไวซ่ึงพวงมาลัย
แหงดอกบวั ดวยตบะที่ถูกทําใหปรากฏแลว ไดถูกทําใหเกิดขึ้นแลวโดยพระเจาแผนดินพระองคนั้น
ในมเหสีพระองคนน้ั เหมอื นพระอาทติ ยถูกทําใหเกิดในนางอทิตโิ ดยฤษีกัศยปะ พระเจาราเชนทรวร
มันนน้ั ไดเ ปนบอ เกิดแหงอํานาจทัง้ หลาย

ขอ ความจากศลิ าจารึกแมบ ุญตะวันออกน้มี ีท้ังหมด 2 ดาน ดานท่ี 1 (A) มีอักษรจารึก
57 บรรทัด จํานวน 103 โศลก ดานที่ 2 (B) มีอักษรจารึก 58 บรรทัด จํานวน 115 โศลก รวม
ทงั้ หมดมีจารกึ 115 บรรทัด 218 โศลก มขี อความทคี่ อนขางสมบูรณ ขาดหายไปบางเพียงบางสวน
เทานั้น ทําใหเราทราบถึงใจความสําคัญของจารึกที่คอนขางครบถวน จารึกนี้แตงเปนฉันทลักษณ
ท้ังหมด 7 รูปแบบ คือ ศารทูลวิกรีฑิต วสนั ตดิลก อินทรวัชรา อุเปนทรวัชรา อุปชาติ อนุษฏภ
และสรัคธรา (Mahesh Kumar Sharan, 1981: 39) ซึ่งเนื้อหาอันเปนสาระสาํ คญั นั้นสามารถแบง
ออกได ดงั นี้

บทรอ ยกรองภาษาสันสกฤตในดานที่ 1 (A) เรม่ิ ตนดว ยปณามพจน (บทสดดุ ี) 7 โศลก
โดยโศลกท่ี 1, 2 และ 4 เปน การแสดงความนอบนอมบชู าและสดดุ ีตอพระศิวะ โศลกท่ี 3 กลาวสดุดี
พระแมเ คารี โศลกท่ี 5-7 ไดก ลาวสดุดตี อพระวิษณุ พระพรหม และพระแมคงคา ตามลําดับ เน้ือหา
สาระในสวนน้ีนอกจากจะกลาวสดุดีถึงนามเทพเจาดังกลาวแลว ยังไดชใ้ี หเห็นประวัติและลักษณะ
สําคัญของเทพแตละองค ท้ังน้ียังไดแฝงไปดวยเร่ืองของลัทธิความเชื่อ ปรัชญาทางศาสนา รวมถึง
เรอ่ื งการกําเนิดโลกอีกดว ย

เน้ือหาของจารกึ แมบุญตะวันออกในโศลกท่ี 8-12 ไดกลาวอางถึงความชอบธรรมใน
ความเปนกษัตริยท่ีไดครองราชยปกครองพระราชอาณาจกั รของพระเจาราเชนทรวรมัน ท่ี 2 โดย
อางถึงความเปนมาแหงสายสกุลของพระองควา พระนางสรัสวดีผูเปนพระราชนัดดาของพระเจา
พาลาทิตยะผูมพี ระเกียรติยศขจรไปไกล ผูทรงครองเมืองอนินทติ ปุระ ซึ่งสืบวงศมาจากเกาณฏินยะ
และนางโสมา ไดอภิเษกสมรสกับพระสวามีนามวาวิศวรูปะซึ่งเปนพราหมณผูประเสริฐ ตอมาได
ประสูตพิ ระธิดาพระองคหน่ึง เม่อื พระธิดาไดอภิเษกสมรสกับพระเจามเหนทรวรมันจึงทรงพระนาม
วามเหนทรเทวี และทัง้ สองพระองคก ็ใหป ระสูตพิ ระเจา ราเชนทรวรมันท่ี 2

(6) • จารกึ แม่บุญตะวนั ออก 3

โศลกท่ี 13-200 ไดกลาวถึงคุณลักษณะของพระเจาราเชนทรวรมัน ท่ี 2 วา ทรงเปนผู
รุงเรืองดุจพระอาทิตย บริสุทธ์ิดุจพระจันทรที่เกิดจากทะเลนํ้านม (การกวนเกษียรสมุทร) ซ่ึง
พระราชาทั้งหลายควรนอ มไหว ทรงเปน ผมู ีพระราชอาํ นาจ มีความงดงามเหนือกวากามเทพ มีความ
เจรญิ รงุ เรอื งข้นึ ทกุ ๆ วันตั้งแตทรงพระเยาว ทรงเพียบพรอมไปศิลปะวิทยา ไดศึกษาความรูจากลัทธิ
ตางๆ รวมถึงพุทธศาสนา แตพระองคทรงเปนผูม่ันคงทรงมีพระราชศรัทธาและภักดีอยา งสูงสุดตอ
พระศิวะผูเปนเทพเจาสูงสุดเทานั้น พระองคทรงชํานาญในการรบพรอมทั้งยุทธวิธีโดยไดรับ
คําแนะนําจากผูรอบรูในดานตางๆ รวมทั้งศาสตราวธุ ตางๆ มีดาบและธนูเปนตน พระองคทรงเลา
เรยี นพระเวททั้งสี่ และไดท รงทําการบูชาอยเู ปนนิจนับครง้ั ไมถวน ทรงไตรตรองขอบกพรองที่จะพึง
มีของพระองคเ สมอและทรงประกอบดวยคณุ ธรรม จากน้ันไดพรรณนาถึงการเดินกระบวนทัพและ
การรบของพระองครวมถึงการรบท่ีมีชัยชนะเหนืออาณาจักรจัมปา ท้ังยังมีหลักปรัชญา หลักการ
ดาํ เนินชวี ติ และหลกั การปกครองของพระองคป รากฏอยูอีกดว ย

โศลกท่ี 201-218 มีเน้ือหาเก่ียวกับเร่ืองที่พระเจาราเชนทรวรมัน ท่ี 2 ทรงถวาย
เครอื่ งใชสอยและส่ิงตา งๆ ในการประกอบพธิ ีกรรมบนภูเขาสิทธศิวปุระ สรา งศิวลงึ คและรปู ประติมา
ใหแ กพระราชบิดาและพระราชมารดา ทําพิธีเบิกพระเนตรเทวรปู ท้ังหลายท้งั ในที่อื่นดว ยพรอมดวย
ของบูชาอีกหลายอยาง ท้ังไดทรงบําเพ็ญบุญแกพระเจาแผนดินในอดีตท้ังหลาย ในโศลกสุดทาย
บนั ทกึ ชว งเวลาขึ้น 11 คาํ่ ในเดอื นมาฆะ มีการประดษิ ฐานลึงคที่ช่ือวา ศรีราเชนเทรศวระ พรอ มกับ
สรางรูปเคารพของพระวิษณุ พระศิวะ และพระพรหมา

จากการศกึ ษา ชวยทาํ ใหเ ห็นมองเห็นบริบททางประวัติศาสตรในรัชสมัยพระเจาราเชน
ทรวรมัน ที่ 2 ไดชัดเจนข้ึน สาระสําคัญในดานการเมืองการปกครองที่สะทอนจากเน้ือหาจารึกแม
บุญตะวันออก กวีบันทึกประวัติและสายสกุลของพระเจาราเชนทรวรมัน ที่ 2 วามีสิทธิชอบธรรมที่
พระองคจ ะเปนกษัตริย และเม่ือพระองคข ึ้นครองราชย การแผขยายอาณาจักร และการปกครอง
ผูคนใหอยูในอํานาจก็เปนหนาท่ีท่ีพระองคทรงวางแผนปกครองแผนดินจนมีความรุงเรืองเปน
ปกแผน เน้ือหาหลายบทในจารึกบันทึกการสูรบโดยท่ีพระองคมีชัยชนะเหนือขาศึก และพระองคก็
ทรงเปนตน แบบทด่ี งี ามใหชาวโลกยอมรบั อํานาจ กวยี ังกลา ววา พระเจาราเชนทรวรมนั ท่ี 2 ทรงรูจัก
เสียสละเพ่ือสวนรวม ซึ่งเปนลักษณะผูนําท่ีนายกยอง เนื้อหาจารึกแมบุญตะวันออก ยังบันทึก
รายละเอียดในเรื่องศาสนา และความเช่ืออยูมากพอสมควร ผลการศึกษาแสดงขอมูลอยางชัดเจน
วาไศวนิกายเปนความเช่ือหลักในยุคสมัยนี้ นอกจากน้ียังมีแนวคิดเรื่องตรีมูรติ คือ พระเปนเจาท้ัง
สามองคของศาสนาพราหมณ ความเชื่อเรื่องศักติ ท่ีระบุนามของพระเทวีซึ่งเปนพระชายาของ
มหาเทพ ความเชอ่ื ในเรือ่ งพระศรหี รือพระลักษมีวา สถิตอยูกับพระมหากษัตริยที่มีโชค มอี ํานาจและ
ความรงุ เรือง รวมทงั้ ปรัชญากระแสตางๆ ท่ีเก่ียวของกับการนับถือพระศิวะดวย เนื้อหาจารึกแมบุญ

จารึกแมบ่ ุญตะวนั ออก • (744)

ตตะะววนนัั ออออกกยยงังั กกลลาา ววถถึงึงศศาาสสนนาาพพุททุ ธธรรววมมออยยกกูู ับับศศาาสสนนาาพพรราาหหมมณณ ซซึ่่ึงงสสะะททออนนใใหหเเหห็็นนววาาสสมมััยยพพรระะเเจจาารราาเเชชนน
ททรรววรรมมัันน ทท่ีี่ 22 นนออกกจจาากกไไศศววนนิิกกาายยจจะะเเปปนนคคววาามมเเชช่ื่ืออหหลลัักก ศศาาสสนนาาออื่ื่นนเเชชนนศศาาสสนนาาพพุุททธธกก็็มมีีผผคูคู นนนนัับบถถืืออออยยูู
ดดววยยเเชชนนกกัันนใในนสสมมััยยนนั้ั้นน สสววนนสสาารระะสสํําาคคััญญใในนดดาานนปปรระะเเพพณณีีววััฒฒนนธธรรรรมมใใหหขขออมมููลลเเกกี่่ียยววกกัับบรราาชชปปรระะเเพพณณีี
สสาําํ หหรรบัับพพรระะมมหหาากกษษตตัั รริยิย โโดดยยมมาากกเเกกย่ีย่ี ววขขอองงกกบับั พพธธิิ ีกีกรรรรมมททาางงศศาาสสนนาาพพรราาหหมมณณไไ ศศววนนิิกกาายยเเปปนนหหลลัักก แแลละะทท่ีี่
นนาา สสนนใใจจกกววบีบี นนัั ททึกึกววาา รราาชชสสําาํ นนัักกขขอองงพพรระะเเจจาา รราาเเชชนนททรรววรรมมนััน ทท่ีี่ 22 มมีีกกรระะจจกกเเงงาาใใชชดด ววยย ผผลลกกาารรศศึึกกษษาา
สสรรปุุปไไดดววาา สสาารระะสสาําํ คคัญัญใในนจจาารรกึกึ แแมมบบ ุุญญตตะะววันันออออกกททํําาใใหหเเหห็็นนรรอองงรรออยยททาางงปปรระะววััตติิศศาาสสตตรรรรัชชั สสมมััยยขขอองงพพรระะ
เเจจาารราาเเชชนนททรรววรรมมนันั ททีี่่ 22 พพรระะมมหหาากกษษตัตั รริยยิ ททย่ย่ีี งิิ่ง่ ใใหหญญทที่สีส่ ดดุุ อองงคคหห นน่งึงึ่ ขขอองงออาาณณาาจจกัักรรกกััมมพพชูชู าาไไดดชช ดััดเเจจนนขขนึ้้นึ

ใในนกกาารรเเรรีียยบบเเรรีียยงงจจาารรึึกกแแมมบบุุญญตตะะววัันนออออกกนนีี้้ ใใชชตตนนฉฉบบัับบกกาารรปปรริิววรรรรตตจจาากกหหนนัังงสสืืออ SSeelleecctt
CCaammbbooddiiaann IInnssccrriippttiioonnss ((TThhee MMeebboonn AAnndd PPrree rruupp IInnssccrriippttiioonnss OOff RRaajjeennddrraa VVaarrmmaann IIII)) ขขอองง
มมเเหหศศ กกุุมมาารร ศศรรััณณ หหนนาา 4411--6677 ซซึง่่ึงปปรริิววรรรรตตดดววยยออัักกษษรรโโรรมมัันน แแลละะ หหนนาา 119933--221188 ซซึึ่่งงปปรริิววรรรรตตดดววยย
ออัักกษษรรเเททววนนาาคครรีี โโดดยยเเททีียยบบเเคคยียี งงกกัับบหหนนัังงสสืืออ IInnssccrriippttiioonnss dd’’AAnnggkkoorr ขขอองง หหลลุุยยสส ฟฟโโนนตต หหนนาา 331111--
333311 ซซึ่ึ่งงปปรริิววรรรรตตดดววยยออัักกษษรรโโรรมมัันน โโดดยยเเบบ้้ืือองงตตนนไไดดททํําากกาารรปปรริิววรรรรตตตตนนฉฉบบัับบจจาากกออัักกษษรรโโรรมมัันน เเปปนน
ออกัักษษรรไไททยยกกออ นนแแลลวว จจึึงงไไดดเเรรียียบบเเรรีียยงงเเนนืื้้ออหหาาสสาารระะ จจาากกโโศศลลกกเเหหลลาานน้นัน้ั แแลละะเเมมื่่อือปปรรวิวิ รรรรตตเเปปนนออัักกษษรรไไททยย
พพรรออ มมททง้้ังั แแปปลลเเปปนนสสําาํ นนววนนไไททยยแแลลวว ผผเเูู รรีียยบบเเรรียียงงพพิจิจาารรณณาาเเหห็็นนววาา ถถาาปปรรวิิวรรรรตตกกลลับับไไปปเเปปนนออัักกษษรรเเททววนนาาคครรีี
ออีีกกสสววนนหหนน่่ึึงง กก็็จจะะททํําาใใหหเเกกิิดดออรรรรถถรรสส แแลละะมมีีคคุุณณคคาายยิิ่่งงขขึ้ึ้นน จจึึงงมมีีททัั้้งงออัักกษษรรโโรรมมัันน ออัักกษษรรเเททววนนาาคครรีี
ออกักั ษษรรไไททยย แแลละะคคาํําแแปปลล

ขขาาพพเเจจาาขขออกกรราาบบขขออบบพพรระะคคุุณณ เเจจาาปปรระะคคุุณณสสมมเเดด็็จจพพรระะพพุุททธธชชิินนววงงศศ,, ศศ..ดดรร.. ((สสมมศศัักกดด์ิ์ิ
ออุุปปสสโโมม)) รรอองงออธธิิกกาารรบบดดีีมมหหาาววิิททยยาาลลััยยมมหหาาจจุุฬฬาาลลงงกกรรณณรราาชชววิิททยยาาลลััยย ววิิททยยาาเเขขตตบบาาฬฬีีศศึึกกษษาาพพุุททธธโโฆฆสส
นนคครรปปฐฐมม ทท่่ีีไไดดเเมมตตตตาาเเขขีียยนนคคํําานนิิยยมม ขขออขขออบบคคุุณณรรอองงศศาาสสตตรราาจจาารรยย ดดรร..เเววททยย บบรรรรณณกกรรกกุุลล ทท่ีี่ใใหห
คคํําาแแนนะะนนํําาแแลละะเเขขีียยนนคคํําาปปรราารรภภ พพรรออมมททั้ั้งงขขออขขออบบคคุุณณพพรระะมมหหาาปปรราาโโมมททยย ววิิรริิยยธธมมฺฺโโมม ((แแกกววนนาา)) ทที่ี่ชชววยย
เเรรีียยบบเเรรีียยงงพพิิมมพพแแลละะพพิิสสููจจนนออัักกษษรร พพรระะมมหหาาพพิิททัักกษษ ออชชิิโโตต ชชววยยใในนกกาารรปปรริิววรรรรตตเเปปนนออัักกษษรรเเททววนนาาคครรีี ใในน
เเบบ้้ืือองงตตนน แแลละะขขออขขออบบคคุุณณคคณณะะกกรรรรมมกกาารรกกอองงททุุนนอองงททุุนนสสมมเเดด็็จจพพรระะพพุุททธธชชิินนววงงศศ เเพพื่่ืออกกาารรเเผผยยแแผผ
พพรระะพพุุททธธศศาาสสนนาา ทท่ี่ีสสนนัับบสสนนุุนนกกาารรจจััดดพพิิมมพพหหนนัังงสสืืออนนเ้ีี้เผผยยแแพพรร ขขออใใหหคคณุณุ งงาามมคคววาามมดดีีออัันนเเกกิิดดจจาากกกกาารรไไดด
เเรรีียยบบเเรรยียี งงจจาารรกึกึ แแมมบบ ุญญุ ตตะะววันนั ออออกกคครร้งงัั้ นน้้ีี จจงงออําํานนววยยผผลลใใหหททกกุุ ททาานนมมีปปี ญญ ญญาาบบาารรมมเเีี พพม่ิ่มิ พพนูนู ยยงิง่ิ่ ๆๆ ขขึ้นนึ้ ไไปป

พพรระะเเททพพสสวุุวรรรรณณเเมมธธีี ((สสุชุชาาตติิ กกติติ ฺตตฺ ปิิปฺโโฺ ญญ,, หหววลลจจติติ ตต))
ปป..ธธ..๘๘,, พพธธ..บบ.. ((ปปรรัชัชญญาา)),, ศศศศ..มม.. ((ภภาาษษาาสสันันสสกกฤฤตต)),, พพธธ..ดด.. ((พพรระะพพุทุทธธศศาาสสนนาา))
มมมหหหาาาวววทิ ิททิ ยยยาาาลลลัยัยยั มมมหหหาาาจจจุฬุุฬฬาาาลลลงงงกกกรรรณณณรรราาาชชชวววิททิิทยยยาาาลลลยั ยััยวทิ ววยิทิทายยลาาผผผยัเเอููอขข้อูเขาํําตต�ำ ตนนนบบบวววาายยายฬฬฬกกกีีศศาาีศาึกึกรรรึกษษหหหษาาลลล๑๑าพพกัักกัพุททุ๑สสสทุมมธธูตตูตู มธอโโนีนีรรรฆฆโนีาบบาาบฆสสจาคคณัณััณสคามมรฑฑมนนฑนยติิตคคิตค๒๒๒ป์ ศศรรศร๕๕ร๕ปปกกึึปึกะ๖๖๖ษฐษฐษฐจ๑๑มม๑มาาาำ�

(8) • จารึกแมบ่ ุญตะวันออก

สารบัญ

อุยโยชนกถา : สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศกั ด์ิ อุปสโม), ศ.ดร. หนา้
คำ�น�ำ (3)
สารบัญ (4)
(8)

จารกึ แมบ่ ญุ ตะวนั ออก : ภาพสะทอ้ นประวัติศาสตรใ์ นรัชสมัยพระเจา้ ราเชนทรวรมนั ท่ี 2 1

บทท่ี 1 ความนำ� …………………………………………………………..............................……................ 1

บทท่ี 2 ศลิ ปะและสถาปตั ยกรรมปราสาทแมบ่ ุญตะวันออก .………………...…..............…....... 9
สังเขปประวัติอาณาจกั รเขมรโบราณ ..............…………………….....……….............……… 10
1. สมัยกอ่ นเมืองพระนคร หรอื อาณาจักรเจนละ .…………..….....…...................... 11
2. สมยั เมืองพระนคร ................................................………........................………. 15
ตำ�แหนง่ ทีต่ ง้ั .……………..…………………………………………………..………....................….. 23
ความเป็นมาและลกั ษณะทว่ั ไปของปราสาทแม่บุญตะวันออก ………….….................. 25
ทม่ี าของรปู แบบศิลปะและสถาปัตยกรรม …………………..................…………….………. 26
คตแิ ละความหมาย ..………………………………………...................………………................. 27
ส่วนประกอบทางสถาปตั ยกรรมปราสาทแมบ่ ญุ ตะวนั ออก .…………...................……. 29
แผนผังปราสาทแม่บญุ ตะวันออก .……………………………....................……….…………… 37
รปู แบบทางศลิ ปะและสถาปตั ยกรรม .…………………….....................……….................. 38
ผคู้ วบคมุ การก่อสรา้ ง …………………………………….....................………………….…………. 40
ความสำ�คัญของปราสาทแมบ่ ุญตะวนั ออก …………......................…………….…………… 40
ภาพสลกั เล่าเร่อื งราว ................................................................................................. 42
- ทับหลงั รูปพระอนิ ทร์ทรงช้างไอราวต ……...........................………………............ 42
- ทบั หลังรูปพระยมทรงกระบอื .......................................................................... 44
- ทบั หลงั รูปพระวรุณทรงหงส์ ............................................................................ 45
- ทบั หลังรูปเทพกเุ วรทรงสิงห์ ............................................................................ 47
- ทบั หลังรปู นรสิงหส์ ังหารหริ ณั ยกศปิ ุ ................................................................ 48
- ทับหลงั รปู คชลกั ษมี ......................................................................................... 49
- ประตมิ ากรรมรูปสตั ว์ลอยตัว …………………………………............................……… 50

จารกึ แมบ่ ญุ ตะวันออก • (9)

บทที่ 3 จารกึ แมบ่ ุญตะวันออก………………………........................………….…….…...……………… 55
ข้อมูลเกยี่ วกับจารึกแมบ่ ุญตะวันออก ....................................................................... 59
สาระสำ�คญั ของจารึกแมบ่ ญุ ตะวนั ออก ..................................................................... 61
การปริวรรตข้อความและการแปลความหมายจารกึ แม่บุญตะวนั ออก ...................... 62
- ขอ้ ความจารกึ ดา้ นที่ 1 A จำ�นวน 103 โศลก ……......................................….… 64
- ขอ้ ความจารึกด้านท่ี 2 B จำ�นวน 125 โศลก …….................................…….… 132

บทที่ 4 ภาพสะทอ้ นในจารึกแม่บญุ ตะวนั ออก .................................................................. 185
การเมืองการปกครอง ............................................................................................. 187
ประวตั แิ ละล�ำ ดบั วงศ์ของพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 ............................................. 188
รูปแบบการปกครอง …………………........................................................................... 193
การแผ่ขยายอาณาจักร ........................................................................................... 199
สภาพสังคม ............................................................................................................ 207
ศาสนาและความเช่อื .............................................................................................. 208
- ศาสนาพราหมณ์ ............................................................................................ 2 08
- ศาสนาพุทธ .................................................................................................... 248
ประเพณวี ฒั นธรรม ................................................................................................. 250

บทที่ 5 การศึกษาวิเคราะห์จารกึ แมบ่ ญุ ตะวนั ออกในเชิงวรรณศิลป์ ….........................… 261
การศกึ ษาจารกึ แม่บญุ ตะวันออกในเชงิ วรรณศิลปด์ ้วยทฤษฎีสนั สกฤต .................. 261
การประยุกต์ใช้ทฤษฎีวรรณคดสี นั สกฤตกับจารึก .................................................. 262
ทฤษฎีวรรณคดสี นั สกฤต ........................................................................................ 263
กวีและรปู แบบค�ำ ประพันธ์ ..................................................................................... 264
กวใี นราชส�ำ นกั กัมพูชาและพฒั นาการ ................................................................... 264
ภาษาท่ีใช้ประพนั ธใ์ นจารึกแม่บญุ ตะวันออก …………................……………….….….… 276
รปู แบบการประพนั ธ์ในจารึกแม่บญุ ตะวนั ออก ....................................................... 278
การประพันธโ์ ดยการเปลี่ยนชนิดฉนั ทเ์ พอื่ ถา่ ยทอดเหตุการณท์ ต่ี ่างกัน ................. 282
อลังการ .................................................................................................................. 287
อลังการด้านเสยี งทป่ี รากฏในจารกึ แม่บุญตะวนั ออก .............................................. 289
อลงั การดา้ นความหมายทปี่ รากฏในจารึกแม่บุญตะวันออก ................................... 298
กลุ่มที่ 1 อลงั การทแี่ สดงความหมายเปรยี บเทียบ ............................................ 300

(10) • จารึกแมบ่ ญุ ตะวันออก

กลุ่มที่ 2 อลังการทแี่ สดงความหมายในรปู พลงั จนิ ตนาการ .............................. 313
กลมุ่ ที่ 3 อลังการทแี่ สดงความหมายในการบรรยาย ........................................ 3 19
กลุ่มที่ 4 อลังการท่ีแสดงความหมายหลายระดบั …………..........................….… 321
กลุ่มท่ี 5 อลงั การท่ีแสดงความหมายแฝงนัยฯ .................................................. 3 27

บทที่ 6 บทสรุป ………...........................................................................…………………………. 335
รายการอา้ งองิ ........................................................................................................ 341
ภาคผนวก ตารางเทยี บอักษรและหลกั การปริวรรต ............................................... 351

จารกึ แม่บุญตะวนั ออก • 1

จารกึ แมบุญตะวันออก

ภาพสะทอ นประวัตศิ าสตรใ นรัชสมยั พระเจา ราเชนทรวรมันที่ 2

บทที� 1
ความนาํ

ดินแดนภาคพื้นเอเชียอาคเนย หรือท่ีรูจักในชื่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต (South East
Asia) ปจจุบันประกอบดวยประเทศท้ังหมด 11 ประเทศ พื้นที่ของแตละประเทศแบงออกเปน
แผนดนิ และหมูเกาะ ดนิ แดนแหง นไ้ี ดร บั วัฒนธรรมหลายอยา งจากประเทศอินเดียมาแตโ บราณกาล1
และในบรรดาประเทศที่ต้ังอยูในดินแดนเอเชียอาคเนย อาณาจักรเขมรหรือกัมพูชาสมัยโบราณก็
ไดร ับอารยธรรมอินเดยี มาอยางตอเน่ืองตัง้ แตช ว งตนครสิ ตกาล2 คอื ประมาณพุทธศตวรรษท่ี 5-6

เอกสารทางประวัติศาสตรของชาวจีนเรียกดินแดนที่เปนประเทศกัมพูชาในปจจุบัน
ตั้งแตแ รกวาอาณาจักรฟูนัน และตอมาราวปลายพุทธศตวรรษที่ 12 อาณาจักรฟูนันไดถูกผนวกเขา
กับอาณาจักรเจนละ3 ดังน้ัน ประเทศกัมพูชาจึงเปนประเทศท่ีพัฒนามาจากอาณาจักรที่สําคัญ 2
อาณาจักรคอื อาณาจักรฟนู ันและอาณาจักรเจนละ กลุมคนท่ีอาศัยอยูในอาณาจักรดังกลาวน้ีในสมยั
น้ันไดรับอิทธิพลอารยธรรมของอินเดยี ทางดานศาสนา หลักการปกครอง ศิลปะและสถาปตยกรรม
วฒั นธรรมประเพณีตางๆ เชนเดยี วกับอาณาจักรอื่นๆ ในบริเวณใกลเคียง รวมทั้งไดรับการถายทอด
รูปแบบอักษรและภาษา4อันเปนจุดเรม่ิ ตนการเขาสูยคุ ประวัติศาสตรใ นดินแดนแหงน้ี และขอความ
ในจารกึ ท่ีคนพบในประเทศกมั พชู าปจจุบนั และประเทศใกลเคยี งเปนสิง่ ยนื ยนั ในขอน้ีไดเปน อยางดี5

1กรณุ า-เรอื งอไุ ร กุศลาสยั , ภารตวิทยา, พมิ พครงั้ ท่ี 3 ปรบั ปรงุ แกไขเพิม่ เติม (กรงุ เทพฯ: ศยาม, 2537), 351-352.

2 R.C. Majumda and Chandra Ramesh, Kambuja-Deßa : An ancient Hindu colony in Cambodai , Reprint
(Philadelphia: Institute for the Study of Human Issues, 1980), 26.

3หมอ มเจา สภุ ทั รดศิ ดิศกลุ , ประวัตเิ อเชยี อาคเนย ถงึ พ.ศ.2000, พิมพครงั้ ที่ 4 (กรุงเทพฯ: สามลดา, 2549), 154.

4George Cœdès, The Indianized States of Southeast Asia , ed. Walter F. Vella; trans. Susan Brown Cowing
(Honolulu: East-West Center Press, 1968), 14-16.

5กังวล คัชชิมา, “คํายืมบาลีสันสกฤตในภาษาเขมร” (วิทยานิพนธปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาภาษาเขมร บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวทิ ยาลัยศิลปากร, 2548), 1-2.

1

2 • จารกึ แมบ่ ุญตะวันออก 2

ศิลาจารึกเขมรโบราณเกิดจากการบันทึกเรอื่ งราวตางๆ โดยมีกลุมบุคคลสําคญั ในการ
สรางงาน 3 กลุมใหญๆ คือ พระมหากษัตริยและพระราชวงศ นักบวชในศาสนา หรือขุนนางช้ัน
ผูใหญผมู ีอํานาจในสมัยนั้น ขอความที่จารึกมักเปนบทสรรเสริญเทพเจาหรือพระพุทธเจาและพระ
รัตนตรัย ยอพระเกียรติยศของกษัตริย บอกเลาภารกิจท่ีไดกระทํา ซึ่งสวนมากเปนการสราง
ถาวรวัตถุและของอุทิศในศาสนา ภาษาที่ใชมีทั้งภาษาสันสกฤต ภาษาบาลี และภาษาเขมรโบราณ
ในบรรดาภาษาท่ีใชจารึกเหลาน้ีภาษาสันสกฤตเปนภาษาที่สําคัญภาษาหน่ึงและมีการศึกษาอยาง
กวางขวางในราชสํานักกัมพูชาโดยเฉพาะกลุมพราหมณราชครูและพระราชวงศช ้ันสูง ในยุครัชสมัย
พระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 (พ.ศ.1487-1511)6 นบั วาเปนรัชสมัยหนึง่ ที่ปรากฏจารึกเปนจํานวนมาก
โดยเฉพาะจารึกสวนที่เปนภาษาสันสกฤต ท้ังนี้อาจเนื่องมาจากพระองคทรงเปนกษัตริยที่ย่ิงใหญ
พระองคห นงึ่ ของกัมพูชาในอดีต พระองคทรงแผขยายพระราชอํานาจออกไปอยางกวางขวาง จารึก
ไดกลาววา พระองคทรงโจมตีอาณาจักรจัมปาซ่ึงเปนอาณาจักรเกาแกบนคาบสมุทรอินโดจีนไวได
และความเปนกษัตริยนักรบผูย ิ่งใหญของพระองคปรากฏในจารึกหลักตางๆ อยูเปนจํานวนมาก ดัง
ขอ ความจากตัวอยา ง จารกึ ปราสาทพนมรงุ 3 ซ่งึ จารึกเปน อักษรเขมรโบราณ ภาษาสนั สกฤต วา

rajapits! tSy xru ae irpU[a<

hÄaR re[ cNdéceirva'!;>u ,

... n&peNÔ;e u m&geNÔivYyaeR

vÉvU yzï! Ir[rajis'!h>.

rajÆ apÆ atis tasya dhuro ripunÆ aá mÆ
harttaÆ ranáe candarucerivaÆnsæ áuhá |
… nrápendresuá mrgá endraviryyo
vabhuvÆ a yaßßríranaá rajÆ asinæhah á||7

ราชาปติสฺ ตสยฺ ธุโร ริปูณํา
หรฺตฺตา รเณ จนฺทรเุ จริวางฺษะุ |
…นฤฺ เปนเฺ ทรฺ ษุ มฤฺ เคนฺทรฺ วิรฺยโฺ ย
วภูว ยศฺศฺรรี ณราชสิงฺหะ ||

6กรมศิลปากร, ประวัติศาสตร-โบราณคดี กัมพูชา (กรุงเทพฯ: ประชาชน, 2536. จัดพิมพเนื่องในวโรกาสสมเด็จพระเทพ

รัตนราชสดุ าสยามบรมราชกุมารี เสดจ็ พระราชดาํ เนินทรงเปด พิพธิ ภัณฑสถานแหง ชาตพิ ิมาย 4 สิงหาคม 2536), 95.

7ตน ฉบับใชอักษรไทย ผูว ิจัยปรวิ รรตเปนอกั ษรโรมันเพอ่ื ความสมํ่าเสมอของงานวิจัย ดู กรมศิลปากรหอสมุดแหงชาติ, จารึกในประเทศไทย เลม 3 อักษรขอม
พุทธศตวรรษท่ี 15-16 (กรุงเทพฯ: ภาพพิมพ, 2529), 237.

จารกึ แมบ่ ญุ ตะวนั ออก • 33

คําแปล : ในบรรดากษัตริยท้ังหลาย พระองคทรงมีความกลาประดุจราชสีห จึงทรงเปน
พระยาราชสีหในสนามรบ ทรงเปนราชาธิบดีผูเปนเสาหลัก ทําลายเหลาศัตรูของพระองคซ่ึงเปน
ประดุจแสงสวา งของดวงจนั ทรส อ งเขาไปในสนามรบ

และความขอน้ีสอดคลองตองกันกับในจารึกแมบุญตะวันออกซ่ึงจารึกเปนอักษรเขมร
โบราณ ภาษาสนั สกฤต ดังโศลกที่ 193 วา

rÏu aNytje sae ySy padCDayamiziïyn,!

mre aeirvle apty> istCDaÇTyja=e inzm! .

ruddhaÆnyatejaso yasya padÆ acchaÆyaÆm aßißriyan |
merorivelaÆpatayas sitacchatratyajo nißam ||8

รทุ ธฺ านฺยเตชโส ยสฺย ปาทจฺฉายามฺ อศิศรฺ ิยนฺ |
เมโรรฺ อเิ วลาปตยะ สิตจฉฺ าตรฺ ตฺยโช’นิศมฺ ||
คําแปล : กษัตรยิ ทง้ั หลายไดละทิ้งเศวตฉัตรเขาไปพึ่งรมเงาแหงพระบาทของพระองค
ผูท รงบดบงั พระเดชของเหลากษตั ริยอ น่ื ผูเ ปรยี บประดจุ ดงั เขาเมรุ อยา งไมข าดสาย

จารกึ ของพระเจาราเชนทรวรมนั ที่ 2 จากหนังสือ Inscriptions du Cambodge9 ท้ัง 7
เลม และหนังสือ Inscription of Kambuja10 มีท้ังหมด 15 หลกั (ดูเพิ่มเติมในบทท่ี 2) สวนจารึกที่
พบในประเทศไทยซง่ึ เปนจารกึ ของพระเจา ราเชนทรวรมันท่ี 2 และจารึกของบุคคลอ่ืนท่ีปรากฏพระ
นามของพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 ซึ่ง ชะเอม แกว คลาย ไดร วบรวมไวม ีจํานวน 8 หลัก11 คือ

1. จารกึ บา นพงั พวย ปจ.3 พ.ศ.1487
2. จารึกเมืองเสมา นม.25 พ.ศ.1514
3. จารกึ สดก กอกธม 2 ปจ.4 พ.ศ.1595
4. จารึกพนมรุง 3 บร.18 พุทธศตวรรษท่ี 16

8Mahesh Kumar Sharan, Select Cambodian Inscriptions (The Mebon And Pre Rup Inscriptions of
Rajendravarman II ) (New Delhi: S.N. Publications, 1981), 64.
9George Cœdès, Inscriptions du Cambodge , vol.VIII (Hanoi: Imprimarie d’ Extrême-Orient, 1966) ; and Mahesh
Kumar Sharan, Select Cambodian Inscriptions (The Mebon And Pre Rup Inscriptions of Rajendravarman II ), 39.

10R.C. Majumdar, Inscription of Kambuja (Calcutta: The Asiatic Society, 1953).
11ชะเอม แกว คลาย, จารึกปราสาทแปรรปู (กรงุ เทพฯ: รุง ศลิ ปการพิมพ, 2543), 3.

4 • จารึกแมบ่ ญุ ตะวนั ออก 4

5. จารกึ วัดมะกอก ปจ.19 พทุ ธศตวรรษที่ 16
6. จารึกพนมรุง 6 บร.13 พทุ ธศตวรรษท่ี 16
7. จารึกพนมวัน 3 นม.1 พ.ศ.1625
8. จารึกพนมวนั 7 นม.6 พุทธศตวรรษที่ 17

นอกจากนี้ยังมีจารึกกัมพูชาอีกหลายหลักท่ีกลาวถึงพระนามของพระองค ในบรรดา
จารกึ ที่กลาวถึงขางตนนี้ จารึกแมบ ุญตะวันออก (Mebon Inscription of Rajendravarman) นบั วา
เปนจารึกที่มีความสําคัญมากหลักหนึ่งในรัชสมัยของพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 ซ่ึงยังไมมีผูแปล
ขอความเปนภาษาไทยอยางครบถวนสมบูรณ ชื่อของจารึกแมบุญตะวันออกเปนช่ือที่เรียกตามชื่อ
ปราสาทท่ีเปนแหลงคนพบจารึกหลักนี้ คือที่ปราสาทแมบุญตะวันออก จารึกบันทกึ ดวยอักษรขอม
โบราณ หรืออักษรเขมรโบราณ โดยแตงเปนบทรอยกรองภาษาสันสกฤตตลอดท้ังเรื่อง ซ่ึง หลุยส ฟ
โนต (Louis Finot) ไดจดั วางรปู แบบตามฉันทลักษณข องภาษาสันสกฤตได 218 โศลก12ดงั น้ี

ศารทูลวิกรีฑิตะ (ßaÆrduÆlavikrídáita) โศลกท่ี 1-4, 9-10, 12
วสนั ตดลิ ก หรือวสนั ตติลกา (vasantatilaka)Æ โศลกที่ 5-7
สรัคธรา (sragdhara)Æ โศลกที่ 8, 11, 13, 218
อนิ ทรวชั รา (indravajrā), อเุ ปนทรวัชรา (upendravajrā) และอปุ ชาติ (upajatÆ i)13
โศลกท่ี 14-104, 206-217
โศลก (ßloka) หรอื อนุษฏภ (anustá áubh) โศลกที่ 105-205

สันสกฤตเปนภาษาที่สละสลวยมากดวยถอยคําท่ีหลากความหมาย มีวิวัฒนาการได
นานาประการจากตนแบบภาษาในอินเดยี แมกระน้ันสันสกฤตก็เปนภาษาที่กระชับรัดกุม และอยู
ในขอบขายแหงไวยากรณอยางเครงครัด อันเปนหลักท่ีปาณินิ (นักไวยากรณสันสกฤต) ไดวาง
กฎเกณฑไวเมื่อ 2,600 ปท่ีแลว14 และจากการศึกษาจารึกภาษาสันสกฤตทีพ่ บในประเทศกัมพูชา
หลายๆ หลักพบวา มีแบบแผนที่ถูกตองแสดงถึงภูมิรูของผูรจนาเปนอยางย่ิง รวมทั้งวิวัฒนาการดาน
การใชศัพทใชคํา อีกทั้งมีความละเมยี ดละไมและถูกตองตามหลักไวยากรณท่ีปาณินิไดแตงไวอยาง
ชัดเจน15 ซึ่ง กมเลศวร ภัฏฏาจารยะ (Kamaleswar Bhattacharya)16 ชาวอินเดีย ผูไดศึกษา

12L. Finot, Inscriptions d’Angkor (Hanoi: Imprimarie d’ Extrême-Orient, XXV, 1925), 310.

13 ฉนั ททัง้ สามลักษณะน้ีรวมเรียก ตรษิ ฏภ (tristá áubh)
14กรุณา-เรอื งอไุ ร กุศลาสัย, ภารตวทิ ยา, 202.

15 Mahesh Kumar Sharan, Select Cambodian Inscriptions (The Mebon And Pre Rup Inscriptions of
Rajendravarman II ), 7.

จารึกแม่บญุ ตะวันออก • 55

เกี่ยวกบั ศิลาจารึกภาษาสันสกฤตในอาณาจกั รกัมพชู า ซึง่ เปน ผเู ชีย่ วชาญดานอักษรศาสตร วรรณคดี
และศาสนาของอินเดียที่สดุ คนหนึ่งในปจจุบนั ไดกลาววา จารึกสนั สกฤตจากกัมพูชา มีความถูกตอง
อยางนาชมเชย ดูเหมอื นวาจะมีความถูกตองย่งิ กวาจารึกสันสกฤตทั่วๆ ไปในอินเดียดวยซํ้า ท้ังการ
แตงจารึกแสดงถึงผูแตงมีความรูทางดานวรรณคดีสันสกฤตอยางสูง และเมื่อผูวิจัยไดแปลจารึกแม
บุญตะวันออก ไดพบวา จารึกแมบุญตะวันออกมีความงามทางภาษาที่ใชประพันธซ่ึงเรียกวา
“อลังการ” อยูเปนจํานวนมาก อันแยกไดเปน 2 ประเภท ประเภทแรกเรียกวา ศัพทาลังการ
หมายถึงอลังการที่เก่ียวกับเสียง อันเปนผลใหบทประพันธนนั้ ๆ มีเสียงไพเราะ นาอาน นาฟง เพิ่ม
ความสงางดงามใหแกบทประพันธ และอีกประเภทหนึ่งเรียกวา อรรถาลังการ หมายถึงอลังการ
เก่ียวกับดานความหมาย เปน การใชภาษาวรรณศิลป เพื่อสรางโวหาร อันเปนลักษณะของกวีนิพนธ
(KavÆ ya) และจารึกในอาณาจักรกัมพูชาน้ี มเหศ กุมาร ศรัณ ไดกลาววา มีความงดงามและมี
ลักษณะพิเศษท่เี รยี กวา ลีลาแบบกวนี ิพนธ (KavÆ ya )style 17 ดงั ตัวอยางจารึกแมบ ุญตะวันออก โศลก
ที่ 113 คือ

ySy vIYyaRinlaeÏtU ae xamxUmXvjae yuix ,

iÖf!vxnU a< ivxUmae=ip vaSpxarmvRÏyt! .

yasya víryyanÆ iloddhrtá o dhamÆ adhumÆ adhvajo yudhi

dvidávadhuÆnamÆ á vidhumÆ o pi vasÆ pá adharÆ amÆ avarddhayat ||

ยสยฺ วีรฺยฺยานโิ ลทฺธูโต18 ธามธมู ธวฺ โช ยธุ ิ |
ทวฺ ฑิ วฺ ธูนาํ วิธูโม’ป วาสปฺ ธารมฺ อวรทฺ ฺธยตฺ ||

คําแปล : ไฟคือพระราชอํานาจของพระองค ถกู พดั ขึน้ ดว ยลมคอื ความกลาหาญใน
สนามรบ แมป ราศจากควัน ก็ทําใหสายธารนาํ้ ตาแหงภรรยาของขา ศึกทั้งหลายหล่งั ไหลได

จากโศลกนี้เราจะพบการเลนคําใหเกิดความไพเราะของเสียง ที่เรียกวา อนุปราสะ คือ
การซํ้าเสยี งในคําประพันธบาทเดียวกันและขามบาท ในโศลกนี้มีการซํ้าเสียงพยัญชนะ dh โดยมี
ปรากฏจํานวน 9 แหง และมีการเลนเสียงพยัญชนะสองตวั โดยการซํา้ เสียงพยญั ชนะ dh , และ m ใน

16จิรพัฒน ประพันธว ิทยา, ผูแปล, “สถานภาพปจจุบันของงานวิจัยเก่ียวกับจารึกภาษาสนั สกฤตในกัมพูชา ขอสังเกตบางประการ,”
โบราณคดี ฉบบั พเิ ศษ ออกในวาระครบรอบ 40 ป คณะโบราณคดี มหาวิทยาลยั ศิลปากร, (2537): 45-57.

17Mahesh Kumar Sharan, Select Cambodian Inscriptions (The Mebon And Pre Rup Inscriptions of
Rajendravarman II), 7.

18ปริวรรตตามอักษรเทวนาครี ของ มเมศ กุมาร ศรนั ซึง่ เห็นวา ตรงกบั คาํ แปล

6 • จารึกแมบ่ ุญตะวนั ออก 6

คาํ วา dhamÆ a (อาํ นาจ) กับ dhuÆma (ควนั , dhuÆmadhvaja-ไฟ) ในบาทเดียวกันคือตนบาทของบาทท่ี
2 รวมท้ังเลนเสียงในลักษณะเดยี วกันขามบาทคือในปลายบาทท่ี 3 ในคําวา vidhumÆ o (ปราศจาก
ควัน) ซ่ึงจัดเปนความไพเราะงดงามแบบกวีนิพนธที่เรียกวา อลังการทางเสียง นอกจากจะมีความ
ไพเราะ สละสลวยแลว ในดานความหมายยังสอดรับกันท้ังใหความหมายที่งดงามและลึกซ้ึง แสดง
ใหเ หน็ ถงึ ความสามารถในการเรียงรอ ยถอ ยคาํ ของกวผี ูร จนา

ในดา นความหมาย จะพบความงามของอลังการท้ังรูปกะ คืออลังการที่กลาวอุปมาน
และอปุ ไมยเปนสิ่งเดยี วกัน เพราะมลี ักษณะเหมอื นกัน และอตศิ โยกติ คอื เปนการแสดงจนิ ตนาการ
เกินจากความเปนจริง ในภาษาไทยใชว า อติพจน รูปกะในโศลกน้ี เห็นไดวาไฟคอื พระราชอํานาจนนั้
หมายถึงพระเดชของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ท่ีรอนแรง ลมน้ันเปรียบเปนความกลาหาญของ
พระเจาราเชนทรวรมนั ท่ี 2 ทพี่ ัดใหไฟลุกโชนข้ึน มีนัยวาความแข็งแกรงและความกลาหาญของ
พระองคทําใหพระราชอํานาจคอื พระเดชพระองคเพิ่มมากย่ิงขึ้น เหมือนดังแรงลมท่ีกระพือโหมเขา
มาทําใหไฟลุกโชนโชติชวงยิ่งข้ึน พระเดชและความกลาหาญจึงเปนเหตุและผลสง เสริมภาพลักษณ
ของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ในการทําศึกใหเปนท่ีนายกยอ ง สวนอติศโยกตทิ ี่ปรากฏในโศลกนี้
เหน็ ไดวาไฟคือพระราชอาํ นาจของพระองค แมจะไมมีควันไฟ แตก็ทาํ ใหนํ้าตาของภรรยาเหลาขาศึก
ที่หล่งั ไหลจนกลายเปนสายธารนํา้ ตา

ความสาํ คญั ของจารกึ แมบุญตะวันออกนี้ จึงเปนดังประกาศนียบัตรที่แสดงอัจฉริยภาพ
ของกวีผูแตง เปนประจักษพยานท่ีเดนชดั ซง่ึ แสดงประวัตศิ าสตรในยุคของพระเจาราเชนทรวรมันที่
2 รวมท้ังแสดงหลักปรัชญา ความเช่ือและมโนคติ โดยผานทางตัวอักษรซึ่งเต็มไปดวยถอยคําแสดง
นัยตางๆ ที่ไมเพียงแตมีความงามทางดานวรรณศิลปเทานั้น หากยังมีความหมายที่ลึกซึ้งแสดงนัย
ประวัติมากมาย การท่ีจะเขาใจคําพูดหรือวลีของกวีโบราณมิใชเร่ืองงาย ยิ่งจะใหซาบซึ้งใน
เจตนารมณของคําพูดหรือวลีน้ันๆ ดวยแลวก็ย่ิงยากมากข้ึนไปอีก ตองมีความเขาใจหลักไวยากรณ
คาํ ศัพท ศาสนาและลัทธิปรชั ญา รวมถึงวรรณกรรมท่ีปรากฏในจารกึ และขอมูลที่เกี่ยวของกับจารึก
เปนตน จึงสามารถแปล ตีความ วิเคราะห ขอ ความท่ีปรากฏในจารึกได

ตัวอยางคาํ ประพันธท ีม่ คี วามงดงามและโดดเดนในจารกึ แมบุญตะวันออกซึ่งปรากฏอยู
เปนจํานวนมากที่สุดคืออลังการประเภทอุตเปรกษา เปนการกลาวแสดงจินตนาการของกวีผูแตง
โดยกวอี าศยั การกลาวสมมติใหม องเหน็ ภาพของสิ่งหนงึ่ โดยอาศัยคณุ ลักษณะของอีกส่ิงหนึ่ง เปนการ
แสดงความคิดหรืออารมณท่ซี บั ซอนลึกซ้งึ อันเปน พลังแหงจินตนาการของกวี โดยสื่อออกมาแสดงให
เห็นเปนจินตภาพ ดังเชน โศลกท่ี 140 กวีใชจินตนาการโดยมองเห็นเมืองท่ีถูกไฟเผาเปนเหมือน
ผูห ญิงทถี่ กู สามที อดทิง้ จงึ กระโดดเขา กองไฟ มอี ุทาหรณด งั นี้

จารึกแมบ่ ญุ ตะวันออก7 • 7

kah< ÉÄaR pirTyÄa 'vapd>E SwatumTu she ,

#tIvairpru I ySy àaivzd! davpavkm! .

kahÆ amá bharttraÆ parityaktaÆ ßvapÆ adais sthatÆ um utsahe |

itivarÆ ipurí yasya pravÆ ißad daÆvapavÆ akam ||

กาหํ ภรตฺ ฺตฺรา ปริตฺยกตฺ า ศวฺ าปไทะ สถฺ าตมุ ฺ อุตฺสเห |
อติ วี ารปิ รุ ี ยสยฺ ปรฺ าวิศทฺ ทาวปาวกมฺ ||

คําแปล : เมืองของศตั รูของพระองค โดดเขากองไฟ เหมือนกับคดิ วา ฉันน้ีหรอื ถูกสามี
ทอดท้ิงแลว ยงั จะสามารถตานทานเหลา สตั วด ุรา ยได

จารึกแมบุญตะวันออก พบท่ีปราสาทแมบุญตะวันออก ซง่ึ สรางข้ึนในรัชสมัยของพระ
เจาราเชนทรวรมันที่ 2 จากการศึกษาปราสาทแมบุญตะวันออกมีรูปแบบทางสถาปตยกรรมและ
รูปแบบทางศิลปะของปราสาทท่ีมีความนาสนใจ ซึ่งจะเห็นไดวาแผนผังโครงสรางของปราสาทแม
บุญตะวันออกรวมถึงภาพสลักที่เลาเร่ืองราวตางๆ มีความสอดคลองกับลัทธิความเชื่อเรื่องจักรวาล
และเทพเจาตางๆ ซ่ึงตรงตามขอมูลในจารึก อีกทั้งปรางคปราสาทขนาดเล็กในช้ันท่ีสอง ซึ่งเปน
ปราสาทบริวารรายลอมอยูรวมสี่ทิศมี 8 หลัง คาดวาเดมิ ทีนา จะเปนที่ประดิษฐานศิวลึงคท ้ัง 8 รูป
ตามจารึกโศลกที่ 208 ซงึ่ ระบุไวในเร่ืองการสรางศิวลึงคท ้ัง 8 รูป ปราสาทแมบุญตะวันออกแมจะ
ไดรับอิทธิพลจากศลิ ปะสมัยกอนหนาน้ี แตก ็มีเอกลักษณเฉพาะ นักประวัติศาสตรศิลปะจึงสามารถ
แยกไดเปนอีกแผนกหนึ่งเรียกวาศิลปะแบบแปรรูป ซึ่งยังคงใหอิทธิพลตอการสรางปราสาทและ
ศิลปะในสมัยตอมาอีกดวย ดังเชน เปนครั้งแรกที่สรางอาคารแนวยาว ต้ังเรียงตอกันเปนชวงซ่ึง
ลอมรอบในชั้นที่หน่ึง แตยังไมไดเชื่อมตอกันจนกลายเปนระเบียงคด ซึ่งคาดวาเปนที่พักของ
พราหมณและผูแสวงบญุ หรือใชสําหรับเก็บคมั ภีรตางๆ (บรรณาลัย) อาคารเหลาน้ีเปนตนเคาของ
ระเบียงคด19ที่จะสรางลอมรอบปราสาท ซ่ึงตอมาการเชื่อมตอกันนั้นจะปรากฏเปนครั้งแรกท่ี
ปราสาทตาแกว20 เปนตน ทั้งนี้จะศึกษาเฉพาะสวนท่ีสําคัญและสอดคลองกับที่ปรากฏในจารึกแม
บุญตะวันออกเทา นน้ั

19ระเบยี งทางเดินทมี่ หี ลังคาคลมุ สรางลอ มรอบสง่ิ กอสรางประธาน มกั มแี ผนผังเปน รปู ส่เี หลย่ี ม ดู สาํ นักโบราณคดี กรมศิลปากร, ศัพ
ทานุกรมโบราณคดี (กรุงเทพฯ: รุง ศิลปก ารพิมพ, 2550. จดั พิมพเพ่ือเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
เนือ่ งในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550), 429.
20ปราสาทตาแกว สรางขืน้ ราวพุทธศตวรรษท่ี 16 เปนศิลปะแบบคลงั ดู สรศักดิ์ จนั ทรวฒั นกลุ , 30 ปราสาทขอมในเมืองพระนคร
(กรุงเทพฯ: ฟส ิกสเซน็ เตอร, 2551), 135.

8 • จารกึ แมบ่ ุญตะวนั ออก 8

AMÉaje ÉU ¾Ryit yae vdnE turiÉ-R
Aae»arvairdrv< smm¾u gar,
]Çe aihtn! iÇÉvu naedypUr[awR-

muTsUntaimv nyिjvIjma*m!.

“ขอพระองคผ ูเ กดิ จากดอกบวั (พระพรหมา) ผเู ปลงเสียงฟารอ งคอื โอม
ออกมาพรอมๆ กันดว ยพระโอษฐท ั้งสี่ ราวกบั วาตอ งการทจี่ ะทําใหเ มล็ดเชื้อ
ของพระองคท ีม่ ีอยูแตดั้งเดมิ ทถ่ี ูกหวา นไวแ ลว ในนาใหง อกขนึ้ มาใหม
เพื่อความสมบูรณของการสรางโลกท้งั สาม จงชนะ”

จารึกแม่บุญตะวันออก • 89

บทท่ี 2
ศลิ ปะและสถาปต ยกรรมปราสาทแมบญุ ตะวนั ออก

ประเทศกมั พชู าต้ังอยูในแหลมอินโดจีน ซงึ่ เช่ือมโยงกับอารยธรรมใหญใ นทวีปเอเชีย 2
แหง คือ อารยธรรมของประเทศอนิ เดยี และจนี โดยอิทธพิ ลศลิ ปะอนิ เดียไดเ ขามามีบทบาทตอศลิ ปะ
เขมรราวพุทธศตวรรษที่ 11 สว นอิทธิพลของศิลปะจีนก็มีปรากฏอยูแตนอยกวา บางครงั้ มีเกือบเทา
ลักษณะศิลปะพ้ืนเมืองของเขมรเอง ดังน้ัน ลักษณะสําคัญของประวัตศิ าสตร ศิลปะ ความเช่ือและ
ลัทธิศาสนาในอาณาจักรเขมรโบราณก็คือการที่รับเอาอารยธรรมภายนอกคืออินเดียและจีนมามี
อิทธิพลเหนืออารยธรรมของชาวพื้นเมือง21 จากหลักฐานท่ีปรากฏคือรูปแบบทางศิลปะและ
สถาปตยกรรมรวมท้ังหลักฐานที่คน ควาไดซึ่งปรากฏในจารึกแมบุญตะวันออกน้ี คงไมเพียงพอที่จะ
ทําใหผูอานเขาใจเร่ืองราวท้งั หมดไดเลย ถาไมไดกลาวถึงประวัติศาสตรอันแสดงรายละเอียดความ
เปนมากอนหนารชั สมยั พระเจาราเชนทรวรมนั ท่ี 2 ดังนนั้ จึงจําเปนจะตองศึกษาประวัติศาสตรข อง
เขมร หรอื ประเทศกมั พชู าในปจ จุบนั ใหเขา ใจ เพอื่ จะไดเห็นถงึ ความเกีย่ วเน่ืองและเชื่อมโยงกันทั้งใน
ดานศิลปะและถาปตยกรรม รวมท้ังขอความที่ปรากฏในจารึกแมบุญตะวันออก ซ่ึงประวัติศาสตร
เขมรโบราณนั้น นักวิชาการสวนใหญยึดเอาสมัยเมืองพระนคร ซง่ึ เปนชวงทีอ่ ารยธรรมเขมรโบราณ
รงุ เรอื งสงู สดุ เปนจดุ หลกั จงึ แบงยุคสมยั ออกเปน 3 ยคุ สมยั คือ

1. สมัยกอนเมืองพระนคร หรืออาณาจกั รเจนละ (Pre-Angkorian Period or Chenla)
2. สมัยเมืองพระนคร (Angkorian Period)
3. สมยั หลงั เมอื งพระนคร (Post-Angkorian Period)
การแบงชวงยุคสมัยดังกลาวนี้ ทําใหงายตอการศึกษาประวัติศาสตรเขมรโบราณมาก
ยิง่ ขน้ึ แตเ พ่ือไมใหเนื้อหาในสวนน้ียืดเยื้อจนเกินไป จึงไดกลา วเฉพาะเร่ืองราวท่ีอาจมีสวนเก่ียวของ
กบั จารกึ แมบ ญุ ตะวันออกและพระนามกษตั ริยใ นรัชสมยั ตางๆ ซ่ึงมอี ยู 2 ชวงคอื สมัยกอนเมืองพระ
นคร (ไมนับรวมอาณาจักรฟูนัน) และรัชสมัยแหงกษัตริยเขมรโบราณในสมัยเมืองพระนครที่
ครองราชยก อ นพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 โดยจะไดกลาวพอสังเขปเปนลําดับสบื ตอไป

21หมอมเจาสุภัทรดิศ ดิศกลุ , ศลิ ปะขอม (กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พครุ สุ ภา, 2539), 2.

10 • จารกึ แมบ่ ุญตะวันออก 9

สงั เขปประวตั อิ าณาจักรเขมรโบราณ
กลาวโดยทั่วไปรองรอยทางดานโบราณคดีในเอเชียตะวันออกเฉียงใตเร่ิมจากไดรับ

อารยธรรมอินเดยี เรอ่ื งราวตา งๆ ท่นี บั วาเขาสูยุคประวัติศาสตรท่ีแสดงถึงอารยธรรมฮินดูยอมมีอายุ
ไมเกาไปกวาพุทธศตวรรษที่ 7-822 กลาวคือ แมจะมีการตดิ ตอระหวางเอเชียตะวันออกเฉียงใตกับ
อินเดียมากอนสมัยประวัติศาสตร แตในระยะระหวางพุทธศตวรรษท่ี 7-8 คงมีการติดตอกันมากขึ้น
และมภี กิ ษใุ นพระพุทธศาสนาและพวกพราหมณต ลอดจนผูมีความรูเดินทางเขามามากยิ่งขึ้นกวาแต
กอน จึงทาํ ใหเกิดมีหลักฐานทางวรรณคดี คือศิลาจารึกภาษาสันสกฤตข้ึนในพุทธศตวรรษท่ี 8 และ
หลักฐานอ่ืนๆ อีกในอารยธรรมอินเดียเปนตนวา ศิลปะและสถาปตยกรรม ตัวอักษร ศัพท มหา
กาพยรามายณะ มหากาพยม หาภารตะ นิทานปุราณะ ปฏิทินทั้งจันทรคติและสุริยคติ การปกครอง
และกฎหมายช้ันตางๆ มีสวนทําใหเกิดอาณาจักรเล็กๆ ข้ึนในภูมิภาคน้ีตั้งแตพุทธศตวรรษท่ี 7-8
และอาณาจักรเหลาน้ีก็มีพระราชาทรงพระนามเปนภาษาสันสกฤต กอนท่ีจะไดกลาวถึง
ประวัติศาสตรเขมรโบราณยุคตน หรือ สมัยกอนเมืองพระนครจึงจําเปนตองทราบถึงอาณาจักร
แรกเร่ิมอันเปนจุดเริ่มตนแหงการเขาสูยุคประวัติศาสตรสมัยกอนเมืองพระนครของประเทศกัมพูชา
นน่ั คอื อาณาจักรฟูนัน

แรกเริม่ ประวตั ิศาสตรกมั พูชาเราคนหาหลกั ฐานไดจากบนั ทึกของนักประวัติศาสตรช าว
จีนเทานั้น เม่ือเร่ิมรับอารยธรรมอินเดียวในราวตนคริสตกาล อาณาจักรเขมรโบราณเปนศนู ยกลาง
ของราชอาณาจักรท่ีไดรบั อิทธพิ ลอนิ เดีย ซง่ึ ควบคมุ พ้ืนท่ีสวนใหญของคาบสมุทร ในจดหมายเหตุจีน
ระบุช่อื วา ฟูนัน คําวา “ฟูนัน” น้ี นักวิชาการสวนใหญเชอ่ื วา ตรงกับคาํ เขมรวา “พนม” ท่ีแปลวา
ภูเขา23 ความรูเก่ียวกับอาณาจักรฟูนันมาจากบทความของราชทูตจีนช่ือ คังไถ (K’ang T’ai) และ
จูยิง (Chu Ying) ซึ่งเขามาในยังอาณาจักรน้ีราวปลายพุทธศตวรรษท่ี 8 มีเร่ืองเลาท่ีสําคัญคือ
จดหมายเหตุจนี ไดบนั ทกึ ถงึ กําเนิดของอาณาจักรฟูนันไวว า ในอดตี กาลดินแดนท่ีเปนอาณาจักรฟูนัน
น้นั ถูกปกครองโดยผนู ําหญิงชื่อวา “นางหลิวเหย” (Liu-Yeh) ตอมามีพราหมณชาวอินเดยี ทา นหนึ่ง
นามวา “ฮุนเตียน” (Hun Tien) หรือ เกาณฑินยะ ไดฝนเห็นเทวดามาแนะนําใหออกเรือเดินทางไป
จะพบกับความย่ิงใหญ พรอมกันนี้เทวดาไดประทานธนูใหดวย เม่ือตื่นขึ้นพราหมณก็พบธนูวางอยู
ใกลๆ จึงตัดสนิ ใจออกเรอื เดนิ ทางไปตามความฝน จนกระทัง่ ใกลถ งึ ฝง ของดินแดนฟูนัน นางหลิวเหย
เม่อื เหน็ เรอื ของคนตางถ่ินจงึ เกณฑค นแลนเรอื เขา โจมตี เม่อื เรือของนางหล่ิวเหยเ ขามาใกล ฮุนเตียน
จึงยิงธนูเขาไปปกทห่ี ัวเรือของนางหลิ่วเหย นางหล่ิวเหยตกใจมาก เพราะไมเคยพบอาวุธที่สามารถ

22หมอ มเจาสุภทั รดิศ ดิศกลุ , ประวตั เิ อเชียอาคเนย ถึง พ.ศ.2000, พมิ พครงั้ ที่ 4 (กรงุ เทพฯ: สามลดา, 2549), 5.
23ยอรช เซเดส, เมืองพระนคร นครวัด นครธม, แปลจาก Angkor An Introduction, แปลโดย ปราณี วงศเทศ, พิมพคร้ังท่ี 3
(กรุงเทพฯ: มตชิ น, 2536), 62.

จารกึ แมบ่ ุญตะวนั ออก • 1101

ยิงจากระยะไกลไดเหมือนธนู จึงยอมแพในทันที พราหมณฮุนเตียนจึงไดรับการยอมรับยกขึ้นเปน
ปฐมกษัตริยของฟูนันโดยมีนางหลิวเหยเปนมเหสี นิยายของคังไถนี้สันนิษฐานวาดัดแปลงมาจาก
เร่ืองราวของอินเดียซึ่งมีปราฏอยูในศิลาจารึกของอาณาจักรจัมปาวา พราหมณเกาณฑินยะผูไดรับ
หอกจากพราหมณอัศวัตถามันบุตรของโทรณาจารย ไดพุงหอกนั้นไปเพื่อสรางราชธานตี อจากน้ันได
สมรสกับธิดาพระยานาคผูมีนามวาโสมา24 เมืองหลวงในขณะหน่ึงของอาณาจักรฟูนัน คือ เมือง
วยาธปุระ ซึ่งนักวิชาการเชื่อวา คือ เมืองบาพนม และไดมีกษัตริยปกครองตอมาอีกหลายพระองค
ในปลายพุทธศตวรรษที่ 12 ช่ือของฟนู ันไดหายไปจากบันทึกของจีนและถูกแทนท่ีดว ยช่ือของเจนละ
พระเจารุทรวรมันแหงอาณาจักรฟูนันไดสงคณะทูตไปยังประเทศจีนเปนครั้งสุดทายใน พ.ศ.1082
แตจดหมายจีนฉบับใหมสมัยราชวงศถังยังกลาวถึงคณะทูตของอาณาจักรฟูนันอยูอีกระหวาง พ.ศ.
1150-1200 แตก็ไดกลาววาขณะนั้นมีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญในอาณาจักรฟูนันจนพระราชา
ตองเสดจ็ หนไี ปอยทู างใต2 5 จากการสลายตัวของอาณาจักรฟูนันจนกระทั่งเจนละแยกเปนเจนละบก
และเจนละนํ้า กอนทพี่ ระเจาชยั วรมนั ท่ี 2 ไดเปน ผรู วบรวมอาณาจักรท้ังเจนละบกและเจนละน้ําเขา
ดวยกันไดทรงสถาปนาเปนอาณาจักรกัมพุช หรือ กัมพูชา เปนที่รูกันวากอนสมัยเมืองพระนครใน
ประวัติศาสตรข องกมั พชู า

1. สมัยกอ นเมืองพระนครหรืออาณาจักรเจนละ (Pre-Angkorian Period or Chenla)
ประมาณพุทธศตวรรษท่ี 11 เขมร หรือขอมเร่ิมมีอํานาจมากขนึ้ ซึ่งในชวงปลายของ

อาณาจักรฟูนันไดมีอาณาจักรหน่ึงถือกําเนิดขึ้นในบริเวณปากแมน้ํามูล-ลุมนํ้าโขง คือ อาณาจักร
เจนละ ตอมาไดเริ่มรุกรานอาณาจักรฟูนันเพื่อผนวกดินแดนของฟูนันเขามาทีละนอ ย ระหวาง พ.ศ.
1100-1150 ในรัชกาลของพระเจาภววรมันที่ 1 และในรัชการตอ ๆ มาคือ พระเจามเหนทรวรมัน
และพระเจาอีศานวรมันท่ี 1 ไดดําเนินนโยบายสืบตอคือ ปราบอาณาจักรฟูนัน ซ่ึงในสมัยพระเจา
อีศานวรมนั ที่ 1 นี้เอง ที่สามารถปราบปราบอาณาจกั รฟูนันไดสมบูรณ26 อาจกลาวไดวา อาณาจักร
เจนละมจี ุดศูนยอ าํ นาจด้ังเดิมอยูบริเวณเมืองเศรษฐปุระคือบริเวณปราสาทวัดภู จําปาศักดิ์ทางตอน
ใตของประเทศลาวกอนท่ีจะยายราชธานีลงมายังทิศใต ยุคเจนละน้ันบานเมืองมคี วามเจริญรุงเรือง
เปนปกแผนและขยายอํานาจไปไดกวางขวางในระยะแรก แตในชวงราว 100 ปหลังไดเกิด
วิกฤตการณท างการเมืองจนอาณาจักรแยกเปน 2 สวนท่ีเรยี กกันวาเจนละบกและเจนละน้ํากอนท่ี
พระเจาชัยวรมันที่ 2 จะไดร วบรวมอาณาจักรเขาดวยกันอีกครง้ั อันเปน จุดเร่ิมตนของกัมพูชาสมัย

24George Cœdès, The Indianized States of Southeast Asia , ed. Walter F. Vella; trans. Susan Brown Cowing

(Honolulu: East-West Center Press, 1968), 37-38. Reprint
25Ibid., 65.
26R.C. Majumda and Chandra Ramesh, Kambuja-Deßa : An ancient Hindu colony in Cambodai,

(Philadelphia: Institute for the Study of Human Issues, 1980), 154.

12 • จารึกแม่บญุ ตะวันออก 11

เมืองพระนคร อาณาจักรเจนละมีประเพณตี างๆรวมท้ังการนับถอื ศาสนาพราหมณและศาสนาพุทธ
แบบมหายานทีส่ บื ทอดมาจากบานเมืองยุคฟูนนั พระราชาเขมรในยคุ เจนละยอมรับเอาประเพณีการ
ตั้งราชวงศข องพระราชาแหง ฟนู ันมาเปน ของตน และการท่พี ระเจาภววรมนั ที่ 1 ซง่ึ มีเชอื้ สายฟูนันได
ขน้ึ เปน กษัตรยิ เ จนละทาํ ใหจารกึ สมัยหลงั มกั กลา วอางถงึ บรรพบุรุษจากทั้งจันทรวงศข องฟูนันที่มีตน
กาํ เนดิ จากพราหมณเกาณฑินยะและนางนาคโสมา กับสูรยวงศข องเจนละท่ีมตี นกําเนิดจากฤษีกัมพุ
และนางอัปสรเมรา เชน จารึกปราสาทปกษีจํากรงพุทธศตวรรษที่ 15 เปนตน จดหมายเหตุจีน
ราชวงศซุย (พ.ศ.1132-1160) เปนเอกสารที่เกาท่ีสุดท่ีกลาวถึงอาณาจักรเจนละ คือไดกลาววา
“อาณาจักรเจนละต้ังอยูทางทิศตะวันตกเฉียงใตของอาณาจักรล่ินย่ี (จัมปา)27 คําวา“เจนละ” ซึ่ง
ชาวจีนใชเรียกอาณาจักรกัมพูชาน้ัน ยังไมอาจทราบความหมายไดอยางแนนอน บานเมืองในยุค
เจนละมีพระราชาปกครองดังนี้

พระเจาภววรมันท่ี 1 (ราว พ.ศ.1100- ?) เชอื่ กันวาพระราชาองคน้ีเปนเจาชายใน
ราชวงศฟูนัน และเดิมครองราชยที่เมืองภวปุระ พระองคและพระอนุชาคือเจาชายจิตรเสนเปน
แมทัพคนสําคัญผูเขาโจมตีและยึดอาณาจักรฟูนันได พระองคทาํ ใหอาณาจักรเจนละเปนอาณาจักร
ทย่ี งิ่ ใหญและมีอํานาจมากข้นึ ปจจุบนั ยังไมทราบแนชัดถึงชวงเวลาครองราชยและส้ินสุดรัชกาลของ
พระองคแ ตนกั วิชาการประมาณปสิ้นสดุ รัชกาลของพระองคไวร าวพ.ศ.115028

พระเจามเหนทรวรมัน ผูที่ครองราชยตอจากพระเจาภววรมันที่ 1 คือ เจาชาย
จิตรเสน เม่ือเสด็จข้ึนครองราชยทรงพระนามวา พระเจามเหนทรวรมัน ในรัชกาลน้ีอาณาจักรของ
เจนละขยายกวางไปมาก มีการคนพบจารึกของพระองคหลายหลักท่ีแสดงวาพระราชอํานาจ
ครอบคลุมพื้นท่ีจําปาศักดิ์และบางสวนในภาคอีสานของไทย ปจจุบันไดพบศิลาจารึกของพระเจา
มเหนทรวรมันในดินแดนไทยจํานวนมาก ดังเชน จารึกชองสระแจง จังหวัดสระแกว จารึกถ้ําเปด
ทอง จงั หวดั บุรีรัมย จารึกศรีเมืองแอม จังหวัดขอนแกน จารึกสุปฏนาราม 1 จังหวัดอุบลราชธานี
เปนตน สว นความสมั พันธกับจัมปาน้ันเปนไปดวยดีโดยพระองคไดสงราชทตู ไปกระชับสัมพันธไมตรี
ตามบรรพบรุ ุษของพระองคไ ดทรงวางไวแ ตกอน รัชกาลของพระองคอ าจส้ินสุดลงราวปลายทศวรรษ
ที่ 1150 ซึ่งอาจเปนพ.ศ.1158 เน่ืองจากจดหมายเหตจุ ีนไดบันทึกไววา คณะทูตของพระเจาอีศานวร
มันที่ 1 คณะแรกไดเดินทางไปถึงจีนเมอื่ พ.ศ.1159-116029

พระเจาอีศานวรมนั ที่ 1 (ราว พ.ศ.1159-1180) พระราชโอรสของพระเจามเหนทร-
วรมนั ในรัชกาลน้ีพระองคไ ดยา ยเมืองหลวงจากเมอื งภวปุระไปต้ังยงั ราชธานีใหมม ีนามวาอีศานปุระ

27George Cœdès, The Indianized States of Southeast Asia , ed. Walter F. Vella; trans. Susan Brown Cowing, 65.

28หมอ มเจาสภุ ทั รดศิ ดศิ กุล, ประวัตเิ อเชยี อาคเนย ถงึ พ.ศ.2000, 153.
29เรอ่ื งเดยี วกนั , 154.

จารกึ แมบ่ ญุ ตะวนั ออก • 1123

คือบริเวณกลุม โบราณสถานสมโบรไ พรกุกในจงั หวดั กําปงธมโดยเหตุผลในการยา ยราชธานคี ร้ังน้ีอาจ
เน่ืองมาจากพระองคตองการขยายอํานาจไปทางตะวันตก30 พงศาวดารสมัยราชวงศสุยบันทึกไวว า
เจนละอยูทางทิศตะวนั ตกเฉียงใตข องล่ินย่ี (คือ จมั ปา ปจจุบนั อยูใ นประเทศเวียดนาม) พระองคทรง
พระปรชี าสามารถในดานการสงครามมากสามารถขยายอาณาเขตของเจนละออกไปอยางกวางขวาง
และอาณาจักรฟูนันก็ถูกปราบปรามลงไดท้ังหมดและถูกผนวกเขาไวกับเจนละอยางสมบูรณ มีการ
คนพบจารึกของพระเจาอีศานวรมันที่ 1 หลายหลักทางตอนใตกัมพูชาท้ังท่ีกําพงจาม ไพรแวง
กันดาล และตาแกว รวมท้ังเขตจังหวัดจันทบุรีของไทย จดหมายเหตุจีนฉบับใหมส มัยราชวงศถังได
กลาววา พระองคทรงสามารถปราบปรามอาณาจักรฟูนันไดในตน ระยะเวลา พ.ศ.1171-1192 ทําให
คิดไดว า อยางนอยท่ีสดุ พระองคคงครองราชยอยจู นกระทั่ง พ.ศ.118031

พระเจาภววรมันที่ 2 (พ.ศ.1180-ราว พ.ศ.1200) หลังส้ินรัชกาลพระเจาอีศาน-
วรมันที่ 1 พระเจาภววรมันท่ี 2 ไดครองราชยตอมา แตเดมิ ไมมีขอ มูลวาพระองคม ีความสัมพันธ
อยางไรกับรัชกาลกอนจนกระท่ังพบจารึกวัดกุดแต ที่ระบุวา พระองคเปนโอรสของพระเจาอีศาน-
วรมนั ที่ 132 จารกึ หลกั อื่นทเ่ี ก่ียวของกับพระองคอีก 4 หลัก คือ K.483, K.733 และ K.81 นั้นก็คอื
จารึกหันไชย เปนจารึกหลักท่ีมีเน้ือความยาวที่สุดในจํานวนจารึกท้ังหมด สวนจารึกอีกหลักหนึ่งคือ
K.7933 ซง่ึ เปน จารกึ หลกั เดยี วที่ระบปุ ศักราช ตรงกับพ.ศ.1182 พบท่จี ังหวดั ตาแกวกัมพูชา ปที่ระบุ
นี้ตรงกบั ปในจารกึ เขารังทพี่ บในประเทศไทย

พระเจาชัยวรมันท่ี 1 (ราว พ.ศ.1200-หลัง พ.ศ.1235) ไดครองราชยตอจากพระ
ราชบิดารัชกาลของพระองคค อ นขางยาวนานจารึกของพระองคพบในอาณาเขตที่กวางมากคือตั้งแต
วัดภูไปจนถึงอาวไทยทางใตพระองคไดสรางศาสนสถานคือศาสนสถานในแถบบาพนมเทวาลัย
ลิงคบรรพตที่ปราสาทวัดภู จารึกของพระนางชัยเทวี K.904 ระบุพ.ศ.1256 ทําใหทราบวาพระเจา
ชยั วรมันที่ 1 ทรงครองราชยย าวนานแตบานเมืองไมมคี วามสงบสุขเลย พระองคค งจะไมมรี ชั ทายาท
หลังจากสิ้นพระชนมไมทราบวาเกิดอะไรขึ้นบาง หลกั ฐานในจารึกดังกลาววา มีผูปกครองเปนพระ
ราชนิ ี

30ด.ี จ.ี อี. ฮอลล, ประวัติศาสตรเ อเชียตะวนั ออกเฉียงใต สุวรรณภูมิ-อุษาคเนยภาคพิสดาร, แปลจาก A history of South-East
Asia, ชาญวิทย เกษตรศิร,ิ บรรณาธกิ าร, พิมพค รั้งที่ 3 (กรุงเทพฯ: มลู นธิ ิโตโยตา ประเทศไทย, 2549), 100.
31หมอมเจา สุภัทรดิศ ดิศกุล, ประวัตเิ อเชยี อาคเนย ถึง พ.ศ.2000, 154.

32Chirapat Prapandvidya, “Three inscriptions belonging to the reign of King Bhavavarman II of Chenla Kingdom
Found in Thailand,” 16th World Sanskrit Conference (Bangkok: Silpakorn University, 2015), 86.

33 ศิลาจารกึ เขมรโบราณ ไดถ ูกกาํ หนดและขนึ้ ทะเบยี นโดยนกั วชิ าการชาวฝร่ังเศส แตละหลักจะใชอักษร K. และตามดวยหมายเลข
เชน K.483, K.733 เปนตน ซึง่ หมายเลขเหลาน้ันไมไดเ รียงลําดับอายุจารึกแตเรียงลําดับจากการคนพบศิลาจารึกกอนหรือหลัง ใน
ปจจุบันซ่ึงมกี ารคนพบจารึกหลกั ใหมๆ โดยชาวกัมพชู าเองจะกําหนดและขึน้ ทะเบียนแบบใหมโดยใช Ka. แลว ตามดวยหมายเลข เชน
Ka.7, Ka.17 เปนตน

14 • จารกึ แม่บุญตะวันออก 13

พระนางชัยเทวี (หลัง พ.ศ.1235-?) เดิมทีนักวิชาการตางเช่ือกันวาพระนางเปนพระ
มเหสีของพระเจาชัยวรมันท่ี 1 ขึ้นครองราชยตอจากพระสวามี แตจากหลักฐานท่ีคน พบใหมซึ่งได
จากจารึก K.904 (พ.ศ.1256) อาจกลาวไดวานางเปนพระราชธิดาของพระเจาชัยวรมันท่ี 1 โดย
จารกึ ดงั กลา วไดแสดงวา พระเจา ชัยวรมันที่ 1 ทรงมีพระราชธิดาพระนามวาโสภาชยา (suÆnurÆ ajÆ ñahá
ßríjayavarmmanah)á และจารกึ หลักเดยี วกันนไ้ี ดกลาววา พระนางชัยเทวีทรงมีพระขนิษฐาพระนาม
วา โสภาชยาซ่ึงไดอภิเษกสมรสกับพราหมณผปู ราดเปรอ่ื งผูชื่อวาศักรสวามีซึ่งมาจากมัธยมประเทศ
34 สวน ไมเคิล วกิ เกอรี่ (Michael Vickery) ไดใหข อ สงั เกตในจารกึ นีว้ า คาํ นําหนาพระนามของพระ
นางชัยเทวี ในภาษาเขมรใชคําวา “dhūli jeṅ vraḥ kamratāṅ añ” คาํ น้ีเปนคําท่ีมีสําคัญกวากษตั รยิ 
องคอ ่ืนๆ กอนหนา สมยั ของพระนาง เพราะกษัตริยกอนหนาพระนางทุกพระองคใ นจารึกเขมรจะใช
คําวา “vraḥ kamratāṅ añ” นาํ หนา ตัวอยางเชน vraḥ kamratāṅ añ śrī bhavavarmma, vraḥ
kamratāṅ añ śrī mahendravarmma และ vraḥ kamratāṅ añ śrīśānavarmma ใน K.149 และคาํ นี้
ถูกใชอยางเขมงวดเฉพาะเทพเจาและกษัตริยเทาน้ัน จึงหมายความไดวาพระนางมิใชเปนเพียง
พระราชินเี ทานั้น แตย งั ทรงเปน พระเจา แผนดนิ ดว ย ยิ่งกวา น้ันดวยคํานําหนา ท่ีไดเพิ่มมา คือ “dhūli
jeṅ” ทําใหพระนางมีสถานภาพท่ีโดดเดนกวากษัตริยองคอื่นๆ หลังจากรัชสมัยของพระนางแลว
กษตั รยิ อ งคต อมาก็ไดใชเ รอื่ ยมา35 จารกึ K.259 และ K.904 ของพระนางท้ังสองหลักถูกพบใกลเขต
แดนเมอื งพระนคร นักประวัตศิ าสตรจึงคิดวาอํานาจของพระนางมีจํากัดสุดเขตตรงน้ัน และตอมา
พระนางก็ไมสามารถควบคุมดินแดนไวไดจ นในท่ีทา ยท่ีสุดบานเมืองแตกแยกออกจากกันเปน 2 สวน
คือเจนละบกและเจนละน้ํา ตรงกับบันทึกของจีนทีไ่ ดพรรณนาวาเจนละถูกแบงออกเปนสองสวน
เจนละบกคืออาณาบริเวณที่เปนสวนหน่ึงของประเทศลาวและสวนหนึ่งที่อยูในภาคอีสานของไทย
เจนละนา้ํ คอื บริเวณทเ่ี ปน ดนิ แดนของฟนู ันมากอน36

อาณาจกั รเจนละนาจะเริม่ แตกแยกออกต้ังแตหลังพระเจาชัยวรมนั ที่ 1 สิ้นพระชนม
ลงโดยท่ีไมมีรัชทายาทฝายชายสืบทอดราชบัลลังกผูที่ไดครองราชยตอมากลายเปนพระมเหสีของ
พระองค ในเวลาใกลเ คยี งกนั นนั้ เจาชายเมอื งอนินทิตปุระทรงพระนามปุษกรากษะ ไดขึ้นครองราชย
ท่ีเมืองศัมภุปุระ ซึ่งเซเดสสันนิษฐานวาอยูที่เมืองสมโบรในจังหวัดกระเจะและสรางจารึกข้ึนเม่ือ

34U-tain Wongsathit, “Sanskrit Names in Cambodian Inscriptions” (Ph.D. Thesis, University of Pune, 2012), 43-

44.
35Michael Vickery, History of Cambodai (Phnom Penh: Pre-Ankor Studies Society, 2002), 40.

36อุไรศรี วรศะริน, ประชุมอรรถบทเขมร รวมบทความวิชาการของศาสตราจารยเกียรติคุณ ดร. อุไรศรี วรศะริน (กรุงเทพฯ:
อมรินทรพร้ินติ้งแอนดพับลิชช่ิง, 2545. จัดพิมพเนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพศาสตราจารยเกียรตคิ ุณ ดร. อุไรศรี วรศะริน 8
ตุลาคม 2545), 61.

จารึกแมบ่ ญุ ตะวนั ออก • 1145

พ.ศ.1259 เหตุการณน ้ีเซเดสสันนิษฐานวาเปนการใชกําลังเขายึดเมืองซึ่งถือเปนจุดเร่ิมตน ของยคุ ท่ี
อาณาจกั รเจนละแบงแยกออกเปน 2 สว น

2. สมยั เมืองพระนคร (Angkorian Period)
ความแตกแยกเปน 2 สวนของอาณาจักรเจนละส้ินสุดลงเมื่อพระเจาชัยวรมันท่ี 2

ซึ่งสืบเชอ้ื สายลงมาทางสตรีจากพระเจาปุษกรากษะแหงเมืองศัมภุปุระในอาณาจักรเจนละน้ําเสด็จ
กลับมาจากเกาะชวา เริ่มตนหลังจากพระเจาชัยวรมันที่ 2 เสดจ็ ขึ้นครองราชย ไดเปนผูรวบรวม
อาณาจักรท้ังเจนละบกและเจนละนาํ้ เขาดวยกันไดทรงสถาปนาเปนอาณาจักรกัมพุช หรือ กัมพูชา
และไดวางรากฐานของพระราชอํานาจไวอยางม่ันคง อันเปนจุดเร่ิมตนยุคเมืองพระนครท่ีรุงเรือง
ท่ีสุดในประวัติศาสตรข องราชอาณาจักรกัมพูชา และปราสาทแมบุญตะวันออกรวมทั้งจารึกแมบุญ
ตะวนั ออกก็ไดสรางและจารึกไวในสมัยเมืองพระนครน้ี ตอไปจะไดกลาวถึงลําดับพระเจาแผนดินผู
ครองราชยในสมัยเมอื งพระนครต้ังแตพระองคแ รกจนถงึ สมยั พระเจาราเชนทรวรมันพอสังเขป ดงั น้ี

พระเจาชัยวรมันที่ 2 (ราว พ.ศ.1345-1393) เปนปฐมกษัตรยิ ผูสรางราชอาณาจักร
กมั พูชายคุ เมืองพระนคร แตไ มไดเ ปนผสู รางตัวเมอื งพระนคร หลักฐานในจารึกสดกกอกธม กลาววา
พระเจาชัยวรมันท่ี 2 เปนเจาชายเขมรท่ีกลับมาจากชวา37 และทรงรวบรวมบานเมืองที่แตกแยกให
กลับมารวมเปนอันหน่ึงอันเดียวกันอีกคร้ัง พระองคทําใหราชอาณาจักรกัมพูชาเปนอิสระพนจาก
อํานาจทางการเมืองของกษัตริยชวาดวยการประกอบพิธีสถาปนาพระองคข้ึนเปนพระจักรพรรดิ
และในเวลาเดียวกันพระองคโปรดใหพราหมณประกอบพิธีลทั ธิเทวราชา และหลักฐานในจารึกสดก
กอกธมยังกลาวดวยวา พระเจาชัยวรมันที่ 2 โปรดใหสรางราชธานีขึ้นหลายแหง แหงแรกคือเมือง
อินทรปุระ ณ เมืองนี้เอง พระองคไดทรงรับพราหมณผูฉลาดเขาเปนราชปุโรหิต คือ พราหมณศิว-
ไกวัลย ทานผูน้ีติดตามพระองคไ ปทุนหนแหงและเปนผูประกอบพิธีเทวราชเปนคร้ังแรก38 พระราช
พิธีประกอบบนเขามเหนทรบรรพต (พนมกุเลน) แหงที่สองคือเมืองหริหราลัย แหงท่ีสามคือเมือง
อมเรนทรปรุ ะ แหงที่สค่ี ือ เมอื งมเหนทรบรรพต ในบรรดาราชธานที ่สี รา งข้นึ เมืองหริหราลยั เปนราช
ธานีแหงสุดทาย และพระเจาชัยวรมันที่ 2 สิ้นพระชนมที่เมอื งน้ี ใน พ.ศ.1393 หลังจากครองราชย
อยเู ปนเวลา 48 ป เสดจ็ สวรรคตแลว ทรงไดร ับพระนามวา ปรเมศวร39

พระเจาชัยวรมันที่ 3 (ราว พ.ศ.1393-1420) ทรงเปนพระราชโอรสของพระเจา
ชัยวรมันท่ี 2 ประวัติของพระองคมีไมมากนักเพราะไมพบจารึกในสมัยน้ี สวนจารึกท่ีกลาวถึง
พระองคคือจารึกปราสาทจอก (Prasat Cak K.521) กลาววา ทรงมีพระปรีชาอยางยิง่ ในการคลอง

37Adhir Chakravarti, The Sdok Kak Thomá Inscription , vol. II, (Calcutta: Sri R.C. Ghosh, B.A. at Literary Press
&Publicity, 1974), 81.
38Ibid., 19-20.
39Ibid., 88-94.

16 • จารึกแมบ่ ุญตะวันออก 15

ชาง40 พระองคสวรรคตใน พ.ศ.1420 โดยไมมีผูสืบราชบัลลังก ราชสมบัติจึงตกแกพระเจาอินทร-
วรมนั ซง่ึ เปนพระญาติฝา ยพระมารดาเม่ือสวรรคตไดรบั พระนามวา วิษณโุ ลก

พระเจา อินทรวรมันที่ 1 (พ.ศ.1420-1432) ทรงเปนโอรสของพระเจาปฤถิวีนวรมัน
ในรัชกาลนี้อาณาจักรกัมพูชาสงบสุขและมั่นคง ทรงไดรับดินแดนจากพระราชบิดาและพระราช
มารดาของพระมเหสีของพระองค ดังนั้น ราชอาณาจักรกัมพูชาสมัยพระองคจึงทรงรวมดินแดนที่
ราบลมุ แมนํ้าโขงและศัมภุปุระ รวมถึงดนิ แดนแถบทะเลสาบที่ไดรับมาจากพระเจาชัยวรมันท่ี 3 อีก
สว นหนง่ึ ดวย อยา งไรก็ดีดินแดนทางทิศเหนอื ของประเทศคอื แควนภวปรุ ะก็ยังคงอยูนอกอํานาจของ
พระองค โปรดใหขุดบารายชื่อ อินทรตฏากะ ขึ้นทางตอนเหนือของหริหราลัย และโปรดใหสราง
ส่ิงกอสรางอกี มากมาย เชน ปราสาทพระโค เปน ตน 41 เมือ่ สวรรคตไดร บั พระนามวา อศี วรโลก

พระเจายโศวรมันที่ 1 (พ.ศ.1432-1453) ทรงครองราชยตอจากพระราชบิดา คือ
พระเจา อนิ ทรวรมนั ท่ี 1 พระมารดาของพระองคค อื พระนางอินทรเทวี ซ่ึงสืบเช้ือสายมาจากกษัตริย
ฟูนันและเจนละ พระราชครูของพระองคคือ พราหมณวามศิวะ ในระยะแรกทรงครองราชยอยูที่
เมืองหริหราลัย และไดโปรดใหสรางปราสาทโลเล็ยขึ้นท่ีกลางอินทรตฏากะ (พ.ศ.1436) หลังจาก
พระองคไ ดท รงครองอํานาจอยู 2-3 ป แลว จงึ ไดท รงสรา งราชธานใี ชช่อื ตามพระนามของพระองคคือ
เมอื งยโศธรปุระ อันมศี ูนยก ลางอยทู พ่ี นมบาแค็ง ราชธานีท่ีสรางข้ีนใหมในบริเวณน้ีชาวกัมพูชาเรียก
กันวา เมืองพระนคร (Angkor)42 ทั้งยังโปรดใหสรางศาสนสถานบนเขาพนมโกรมและพนมโบก
รวมทั้งท่ีอื่นๆ อีกดวย และโปรดใหขุดบารายยโศธรตฏากะ (บารายตะวันออก) ขึ้นเพื่อพัฒนา
เศรษฐกิจและการชลประทานบริเวณเมืองพระนคร เม่ือสวรรคตไดรับพระนามวา บรมศิวโลก
สําหรับผทู ่ีครองราชยตอจากพระองคก็คอื พระราชโอรสทั้งสองพระองคคอื พระเจาหรรษวรมันท่ี 1
และพระเจาอศี านวรมนั ที่ 2

พระเจาหรรษวรมันที่ 1 (พ.ศ.1453-1465) โอรสของพระเจายโศวรมันที่ 1 ซ่ึง
ขณะน้ันยงั ทรงพระเยาวเม่ือเสดจ็ ขนึ้ ครองราชยโปรดใหสรางปราสาทเพื่ออุทิศถวายแดพระราชบิดา
และพระราชมารดา คอื ปราสาทปก ษีจํากรงท่ีเชิงเขาพนมบาแค็ง ในป พ.ศ.1464 มีการสรางศาสน-
สถานท่เี มอื งพระนครอีก 1 แหง คอื ปราสาทกระวัน ซ่ึงสรางโดยขาราชการชน้ั สงู และในปเดียวกัน
นนั่ เองไดม เี หตุการณส าํ คัญคือ พระปต ลุ าของพระองคซึง่ ตอมาคือพระเจาชัยวรมันที่ 4 ไดเสด็จออก
จากเมืองยโศธรปุระเพอื่ ไปประทับทโี่ ฉก ครรคยรร (Chok Gargyar) คอื ทเ่ี กาะแกรในปจจุบัน แมจะ
มคี วามเชอ่ื กนั วา พระปตุลานพี้ ยายามจะแยง ราชสมบตั ิ แตในศิลาจารึกไมปรากฏเรื่องราววาพระเจา

40R.C. Majumda and Chandra Ramesh, Kambuja-Deßa : An ancient Hindu colony in Cambodai, 89.

41อไุ รศรี วรศะรนิ . ประชุมอรรถบทเขมร รวมบทความวชิ าการของศาสตราจารยเกยี รตคิ ุณ ดร.อุไรศรี วรศะรนิ , 66-67.
42มาดแลน จโิ ต, ประวตั ิเมอื งพระนครของขอม, แปลจาก Histoire d’Angkor, แปลโดย หมอ มเจา สภุ ทั รดิศ ดศิ กลุ , พมิ พคร้ังท่ี 4
(กรงุ เทพฯ: มติชน, 2552), 4.

จารึกแม่บญุ ตะวันออก • 1167

ชัยวรมันที่ 4 ไดทรงแยงชิงราชสมบัติเลย43 เมื่อพระเจาหรรษวรมันที่ 1 สวรรคตไดรับพระนามวา
รุทรโลก พระอนุชาคือพระเจา อีศานวรมันที่ 2 ข้ึนครองราชยต อ

พระเจาอีศานวรมันที่ 2 (พ.ศ.1465-1471) มี พระองคครองราชยดวยเวลาเพียง
สัน้ ๆ หลงั สวรรคตไดรับพระนามวา บรมรุทรโลก ตอมาพระปตุลาเสด็จขึ้นครองราชยพระนาม พระ
เจาชยั วรมนั ที่ 4

พระเจา ชยั วรมนั ท่ี 4 (พ.ศ.1471-1484) เมื่อเสดจ็ ข้ึนครองราชยท รงตั้งราชธานีอยทู ่ี
เกาะแกร ไมทราบวาเกิดเหตุการณใดขึ้นที่เมืองพระนครซ่ึงทําใหพระเจาชัยวรมันท่ี 4 ไมเสด็จมา
ประทับท่ีเมืองพระนคร ในสวนน้ี ดี.จี. ฮอล ไดกลาววา “พระองคเปนกษัตริยที่ขึ้นครองราชยโดย
การแยงชิงราชสมบัติและเขายึดเมืองยโศธรปุระ แตต อมาอาจเพราะถูกขับไลหรือทิ้งเมืองเองไมแน
ชัด พระองคไดไปสรางเมืองหลวงท่ีเกาะแกร”44 ซึ่งหางออกจากเมืองพระนครไปทางตะวันออก
ประมาณ 100 กิโลเมตร แตส่งิ ท่ีเครื่องสะทอนวา พระองคท รงมีพลานุภาพสูงและครองสมบัติอยาง
ม่ันคง คอื เมืองและสิ่งกอสรางมีขนาดใหญ 2 แหง ท่ีเมืองเกาะแกร รวมทงั้ โปรดใหสรางบารายซึ่ง
ปจจุบันเรียกวาระหาล เม่ือเสด็จสวรรคตไดรับพระนามวา บรมศิวบท พระโอรสของพระองคได
ครองราชยตอมา

พระเจาหรรษวรมันที่ 2 (พ.ศ.1484-1487) พระราชโอรสของพระเจาชัยวรมันที่ 4
ครองราชยได 3 ปเ ทานัน้ ก็เสดจ็ สวรรคต ใน พ.ศ.1487 เม่อื สวรรคตไดร ับพระนามวา พรหมโลก

พระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 (พ.ศ.1487-1511) เปนเจาชายแหงแควนภวปุระทาง
ตอนเหนือของกัมพูชา ในจารึกปกษีจํากรงกลาววาพระองคเ ปนพระญาตผิ ูพี่ (jyesátáho) ของพระเจา
หรรษวรมันท่ี 2 เมื่อเสดจ็ ข้ึนครองราชยเปนกษัตริยแหงอาณาจักรกัมพูชาก็เสด็จมาประทับที่เมือง
พระนคร พระองคทําใหเมืองพระนครกลับมาย่ิงใหญอีกคร้ัง ทรงขยายอํานาจทางการเมืองของ
พระองคออกไปทางทิศตะวันออกจรดจัมปา ทางทิศตะวันตกเขามาถึงบางสวนของดินแดนในภาค
อีสานของไทยดวย หลังพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 สวรรคต พระเจาชัยวรมันท่ี 5 (พ.ศ.1511-
1543) ผูเปนพระโอรสเสด็จครองราชยในขณะที่ทรงพระเยาวมาก จึงทําใหขุนนางมีอํานาจมาก
รัชกาลน้อี าณาเขตขยายกวางไปมาก มกี ารกอ สรา งศาสนสถานมากมาย45

จารึกจํานวนมากไดกลาวถึงพระราชประวัติของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 วาทรง
เปนผูมีความสามารถในการรบ เปนพระเจาจักรพรรดิผูย่ิงใหญ เปนที่เกรงขามแกเหลากษัตริยใน
แวนแควนตา งๆ ทรงปกครองบานเมืองโดยธรรม เปนรัชสมัยหนึ่งในประวัติศาสตรกัมพูชาที่มีความ

43เร่ืองเดยี วกนั , 20.
44ด.ี จ.ี อ.ี ฮอลล, ประวตั ิศาสตรเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต สุวรรณภูมิ-อุษาคเนยภาคพิสดาร, แปลจาก A history of South-East
Asia, ชาญวิทย เกษตรศิร,ิ 111.
45อุไรศรี วรศะริน. ประชุมอรรถบทเขมร รวมบทความวิชาการของศาสตราจารยเกยี รติคุณ ดร. อุไรศรี วรศะรนิ , 73-75.

18 • จารกึ แม่บุญตะวันออก 17

เจริญรงุ เรือง ศาสนสถานและส่ิงกอสรา งเปนจํานวนมากเปนส่ิงสะทอนใหเห็นอยางชัดเจนในเรอ่ื งน้ี
จากการรวบรวมจารึกในอาณาจักรกัมพูชา พบจารึกในรัชสมยั ของพระองคอันเปนหลักฐานข้ันปฐม
ภมู ิท่แี สดงถงึ รายละเอยี ดตางๆ 15 หลัก46 มขี อ มูลพอสงั เขปดงั ตอ ไปน้ี

จารึกของพระเจาราเชนทรวรมนั ที่ 2

ที่ ช่ือจารึก พ.ศ. ขอมูลโดยสังเขป

1 Trapaṅ Sombot 1487 ภาษาสันสกฤตกลา วถงึ พระนามของพระเจา ราเชนทรวร-
Stele Inscription of
Rajendravarman มัน สวนภาษาเขมรระบุมหาศักราช และกลาวถึงปุโรหิต,

พราหมณหรือนักบวชที่ศิวะปุระ การถวายสิ่งของ ขา

ทาส วัว กระบือ และชางเปนตน และปรากฏนามสมรา-

ธิปตวิ รมันและศร.ี ..ชเยนทรยทุ ธะ ผเู ปนขา ราชบรพิ าร

2 Prah Put Lo Rock 1490 ใชภาษาสันสกฤต (ชํารุด) และภาษาเขมร กลาวถึงการ
Inscription of
Rajendravarman ประดิษฐานรูปเคารพของ พระตถาคต (พุทธะ) พระ

รุทระ พระพรหมา และพระวิษณุ รวมถึงพระปรเมศวร

(พระเจา ชัยวรมันที่ 2) โดยนักบวชผูศกั ด์สิ ิทธิใ์ นชุมชน

3 Prasat Pram 1490 โศลกท่ี 1-3 ปณามคาถา สดุดพี ระตรมี รู ติ
โศลกที่ 4-8 สรรเสรญิ พระเจา ชยั วรมนั ที่ 4
Inscription of
Rajendravarman

โศลกท่ี 9-11 สรรเสรญิ พระเจา หรรษวรมนั ท่ี 2

โศลกที่ 12-19 สรรเสรญิ พระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2

โศลกที่ 20-24 กลา วถึงรุทราจารยลูกศิษยข องพราหมณ

ศิวโสม ซ่ึงเปนราชครูของพระเจาอินทรวรมัน โศลกท่ี

25 กลาวถึงรุทราจารยไดรับพระราช- ทานนามเปน

ศรีนฤปตนี ทรายุทธ โศลกที่ 26-29 การประดิษฐานลึงค

2 องค และเทวรูปของพระเทวี รวมทั้งใหรายละเอียด

เกี่ยวกับ ศิวลึงคและส่ิงของถวาย พรอมทั้งระบุมหา

ศกั ราช

46R.C. Majumdar, Inscription of Kambuja (Calcutta: The Asiatic Society, 1953).

ท่ี ชอ่ื จารึก จารกึ แม่บญุ ตะวนั ออก • 189

4 Baksei Camkroṅ พ.ศ. ขอ มูลโดยสงั เขป

Inscription of 1490 โศลกที่ 1-12 ปณามคาถา สดุดี พระศิวะ พระวิษณุ พระ
Rajendravarman พรหมา พระศิวะ-วิษณุ (หริหระ) พระแมเคารี พระ
สรัสวดี พระแมคงคา พระลักษมี พระกัมพุ-สวายัมภู
และพระนางเมรา (บรรพบรุ ษุ ชาวกัมพูชา)
โศลกที่ 13-48 ประวัติราชวงศตั้งแตพระเจาศรุต-
วรมนั จนถงึ พระเจา ราเชนทรวรมันที่ 2

5 Phnom Prah Net 1492 ใชภาษาสันสกฤตหน่ึงโศลก และภาษาเขมร 16 บรรทัด
เน้ือความกลา วถึง โลญอัป ไดซื้อท่ีจาก โลญปตเวรฺ า เพื่อ
Prah Temple
Inscription

สรางอาศรมและไดถวายส่ิงของพรอมทาสไว 4 คน

ภายหลงั โลญอัปเสียชีวิต อาศรมแหงนี้ถูกทําลายและได

ปรักหักพังไป ตอมาไดมีผูมาซอมแซมบูรณะอีกครั้งและ

มอบทาสไว 4 คนแดเ ทพเจา (พระศวิ ะ)

6 Mebon Inscription 1495 (ดรู ายละเอียดเพิ่มเติมในบทที่ 3)
of Rajendravarman
7 Two Thvar Kdei 1495 ใชภาษาสนั สกฤตและโดยมากเปน ภาษาเขมร
ภาษาสันสกฤตเริ่มตนดวยการสดุดีพระวิษณุภายใตพระ
Inscription of
Rajendravarman

นามตางๆ คือพระวาสุเทพ พระหริ พระนารายณ

พระมธวริ และกลาวถึงปรมาตมัน ซึ่งมาจากโอมอัน

ศกั ดสิ์ ทิ ธิ์ สวนภาษาเขมรระบุพระนาม พระมเหนทรเทวี

พระเจาราเชนทรวรมัน พระปรเมศวร และช่ือบุคคล

ตางๆ รวมถึงเทพเจา แหงทวารวดีและจมั เปศวร

8 Phnom Sandak 1499 ใชภาษาเขมร กลาวถึง พระบรมราชโองการให
มรตาญ โขลน ขาหลวงของของพระราชาผูดูแลภูเขาศิว
Stele Inscription

ปุระ เตรียมสิ่งของใหสําหรับบุคคล 3 คน คอื พรามณา

จารยช ื่อภควัน เจาชายและพระอนุชา มี ขาทาสช้ันดี โค

กระบือ ชาง มา จานและภาชนะอ่ืนๆ อุทิศแกการบูชา

ไฟ อันเก่ียวเนื่องกับลัทธิพราหมณ พรอมรายชื่อขาทาส

60 คน

20 • จารกึ แม่บญุ ตะวันออก 1199

ทท่ี่ี ชช่ืออ่ื จจาารรกึกึ พพ..ศศ.. ขขออมมููลลโโดดยยสสังงั เเขขปป

99 Bat Cum Inscription 11550033 ใใชชภภาาษษาาสสัันนสสฤฤตตโโดดยยคคาาดดววาามมีีผผููจจาารรึึกกถถึึงง 33 คคนน แแลละะมมีี
BofaRt CajuemndIrnasvcarrimptaionn เเนนื้้ืออคคววาามมเเปปนนภภาาษษาาเเขขมมรรสส้ัั้นนๆๆ ใในนจจาารรึึกกหหลลัักกนนี้้ีไไดดปปรราากกฏฏ
of Rajendravarman

ชช่่ืืออบบุุคคคคลลตตาางงๆๆ แแตตบบุุคคคคลลทที่่ีสสํําาคคััญญ คคืืออ กกววีีนนททรราารริิมมััถถนนะะ
ซซึึ่่งงเเปปนนผผูสูสรราางงศศาาสสนนาาสสถถาานนแแหหงงนน้้ีีเเปปนนผผููนนัับบถถืืออศศาาสสนนาาพพุุททธธ
แแบบบบมมหหาายยาานน ใในนจจาารรึึกกไไดดกกลลาาววถถึึงงกกาารรปปรระะดดิิษษฐฐาานนรรููปป
เเคคาารรพพตตาางงๆๆ ใในนศศาาสสนนาาพพุุททธธ โโดดยยทท่ี่ีปปรราากกฏฏชชื่่ืออ ไไดดแแกก
พพรระะพพุุททธธเเจจาา พพรระะโโลลเเกกศศววรร พพรระะววััชชรรปปาาณณีี พพรระะนนาางง
ปปรรััชชญญาาปปาารรมมิิตตรราา รรววมมถถึึงงกกาารรสสรรรรเเสสรริิญญพพรระะเเจจาารราาเเชชนน--
ททรรววรรมมันนั ดดววยย
1100 Pre Rup Stele 11550044 เเปปนนจจาารรึึกกภภาาษษาาสสัันนสสกกฤฤตตลลวว นนมมีีทท้ัั้งงหหมมดด 229988 โโศศลลกก โโศศลลกก
PInrsecRriupptioSnteolef ทท่่ีี 11--55 ปปณณาามมคคาาถถาา สสดดุุดดีีพพรระะศศิิววะะ พพรระะพพรรหหมมาา พพรระะววิษษิ ณณุุ
RInasjcernipdtriaovnaromf an
Rajendravarman พพรระะนนาางงนนาารราายยณณีี

โโศศลลกกทที่ี่ 66--1166 เเลลาา ปปรระะววัตตั ิิสสาายยสสกกุุลลพพรระะเเจจาารราาเเชชนนททรรววรรมมัันน
ทท่ีี่ 22 โโศศลลกกททีี่่ 228866--229988 บบรรรรยยาายยถถึงึงคคุุณณสสมมบบััตติิแแลละะพพรระะรราาชช
ออําาํ นนาาจจ กกรระะบบววนนททััพพ ฉฉาากกกกาารรรรบบ กกาารรททํําาสสงงคครราามมขขอองงพพรระะ
เเจจาารราาเเชชนนททรรววรรมมัันน สสออดดแแททรรกกดดววยยเเรรื่่ือองงเเททพพปปกกรรณณััมมแแลละะ
หหลลกักั ปปรรัชัชญญาา รรววมมถถึึงงพพรระะรราาชชกกรรณณียียกกิิจจตตาา งงๆๆ โโดดยยชชววงงททาา ยย
เเปปนน กกาารรแแสสดดงงโโออววาาททาานนุุสสาาสสนนีี
1111 Phnom trap 11550055 ใใชชภภาาษษาาสสัันนสสกกฤฤตต 33 โโศศลลกก กกลลาาววถถึึงงกกาารรปปรระะดดิิษษฐฐาานน
IPnhsncorimptitoranp เเททววรรููปป พพรระะออชชะะ ใในนปปพพ..ศศ..11448811 แแลละะพพรระะออุุเเปปนนททรระะ
Inscription

((พพรระะววิิษษณณุุ)) ใในนปปพพ..ศศ..11448833 โโดดยยใในนจจาารรึึกกออาางงถถึึงงชชื่ื่ออ
พพรรัักกตติิววิิกกรรมมะะซซึ่่ึงงออาาจจเเปปนนชชื่ื่ออขขอองงสสถถาานนทที่่ีแแหหงงนน้ีี้ แแลละะออีีกก
สสววนนหหนนึ่่งงึ รระะบบุปุปพพ..ศศ..11447744 ซซ่ึึง่งกกลลาา ววถถึงึงนนาามมภภัททั โโรรททเเยยศศววรร

จารกึ แมบ่ ญุ ตะวนั ออก • 201

ท�ี ช�ือจารึก พ.ศ. ขอ มูลโดยสงั เขป

12 Neak Ta Carek 1505 ใชภาษาเขมร บันทึกถึงการพิพากษาของของพระเจา
แผนดิน ระหวาง กมรตาญกุรุง วีรภักติ ครชิตะ ซ่ึงเปน
Stele Inscription

หัวหนาของเมืองวีระปุระ ซึ่งไดยา ยหลักเขตและไปเกี่ยว
ขาวโพดของวาปนาจ ซ่ึงแตกอนน้ันที่ดินผืนน้ีถูกซ้ือมา

จากวาปนาจมอบใหวาปจูและมีการมอบใหกันตามลําดบั
การมอบน้ีไดรับการยืนยันตามพระบรมราชโองการ

หลังจากไดฟงความแลว กมรตาญกุรุงมีความผิดจริง จึง

สั่งปรับเปนทอง 10 ออน และลงโทษผูที่เก่ียวของ คือ
นอ งชายของเขาผูช่ือวาวาปศรีผสู ่ังใหไปเก็บขาวโพดดวย

การโบยหลัง 102 คร้งั ท้ังใหลงโทษแกวาปอมฤต และ

วาปปตผูนําคนไปเก็บขาวโพดดวย สวนท่ีนาไดมอบคืน
ใหว าปจูและครอบครัวแลว ใหปก หลักเขตใหม

13 Don Tri Inscription 1509 ใชภาษาสันสกฤตและภาษาเขมร บอกถึงการถวาย
of Rajendravarman
สิ่งของแกพระปรเมศวรไมตรีเทวะ โดยพระเจาราเชน

ทรวรมันใน พ.ศ.1509 พระบรมราชโองการไดกลาวถึง

นามของขาราชบริพาร ไดแก กัมสเตงอัญราชกุลมหา
มนตรี และศรีมเหนทราธิปติวรมัน, ศรีราชวัลลภ,

มรตาญ ผูช่ือ ศรีนฤปภักติวิกรม, ศรีนฤปภักติวัลลภ,

ศรีมเหนทรวัลลภ, ศรีทฤฒภักติวัลลภ, ศรีคณปณฑิต

และศรีอินทรปณฑิต พรอมทั้งของถวายประกอบดวย

ทาสชาย-หญงิ โค กระบือ

14 Kok Samroṅ พศว. ใชภาษาสันสกฤตและภาษาเขมร บนั ทึกถึงการสรรเสรญิ
16 พระรัตนตรัย แตยกพระสงฆขึ้นกอน ตามดวยเทพ
Inscription of
Rajendravarman เจาของมหายานอีก 2 องค ตอมาไดกลาวถึงพระเจา
ราเชนทรวรมันซึ่งขึ้นครองราชยในป พ.ศ.1487 และ

กลาวถึงผูแทนพระเจาราเชนทรวรมันชื่อภัทราติศยะ ผู

ไปประดษิ ฐานเทพเจา ซึ่งในภาษาเขมรเรียกวา ชคันนาถ
เกศวร สดุ ภาษาสันสกฤตกลาวสรรเสรญิ ถงึ พระพุทธเจา

22 • จารึกแม่บุญตะวันออก 21

ท่ี ชื�อจารึก พ.ศ. ขอ มูลโดยสงั เขป
15 Basak Stele พศว. มีสองหลัก หลักแรกใชภาษาสันสกฤตและภาษาเขมร
16 โดยในโศลกท่ี 1-3 กลาวสรรเสริญพระศิวะ โศลกที่ 4-7
Inscription of
Rajendravarman กลาวถึงพระเจาราเชนทรวรมัน โศลกที่ 8 กลาวถึงการ
ยายเมืองหลวงมายังยโศธรปุระ และการประดิษฐานรูป
เคารพท่ีปราสาททั้งหาหลังกลางยโศธรตฏากะ และการ
ถวายส่ิงของมีคาตา งๆ แกเทพเจาช่อื วกกาเกศวร หลักท่ี
สอง เรมิ่ ตนดวยการสดุดีพระมเหศวร พระรุทระ พระตริ
วกิ รม (พระนารายณ) และกลา วถึงการข้นึ ครองราชยของ
พระเจาราเชนทรวรมัน วัตถุประสงคของจารึกนี้พูดถึง
การประดิษฐานรูปเคารพโดยทานนฤเปนทรายุทธะ
(สวนในภาษาเขมรเรียกวา นฤเปนทรายุทธสวามี) และ
การมอบถวายขาทาส ของมีคา แกเทพเจาที่ปราสาท
กกาเกศวร

นอกจากน้ียังมีจารึกอีกหลายหลักที่กลาวถึงพระนามพระเจา ราเชนทรวรมัน สวน
จารึกท่ีพบในประเทศไทยซ่ึงปรากฏพระนามของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 มีจํานวน 8 หลัก แต
จารึกท่ีอยูในรัชสมัยของพระองคมีหลักเดียว คือ จารึกบานพังพวย K.95747 พบที่อําเภออรัญ
ประเทศ จังหวัดสระแกว ซึ่งจารึกดวยภาษาเขมร ระบุศักราชป พ.ศ.1484 เนื้อความโดยสังเขป
กลาวถึง วันอาทติ ยข ้ึน 6 คํ่าเดือน 9 มหาศักราช 863 (พ.ศ.1484) พระเจาราเชนทรวรมันมีพระ
บรมราชโองการใหพระปุณย โคตรอาจารย ปรมาจารย ซง่ึ อยูที่เมืองวนปุระชวยดูแล พระกมรเตง
อัญ ชคต แหงเมืองลิงคปุระ และแตงตั้งบุคคลตางๆ ใหมาชวยปกหลักเขตและชวยดูแลในดา นตาง
พรอมท้ังถวายขาทาส และส่ิงของตางๆ แก กมรเตง อัญ ชคต แหงเมืองลิงคปุระ แมจารึกไมให
รายละเอียดเก่ียวกับพระเจาราเชนทรวรมันมากนัก แตอยางนอ ยก็แสดงใหเห็นวาพระองคไดขยาย
อาณาเขตและแผพระราชอํานาจมาจนถึงดานชายแดนตะวนั ออกของประเทศไทยในปจจุบนั

การเกรน่ิ นําในสวนเบ้ืองตนนเ้ี พอ่ื ใหท ราบถงึ ประวัติความเปนมาและอิทธิพลของอารย-
ธรรมภายนอกที่เผยแพรเขามาโดยเฉพาะวัฒนธรรมจากอินเดียท่ีแพรเขามาสูอาณาจักรกัมพูชา

47หอสมุดแหงชาติ กรมศิลปากร, จารึกในประเทศไทย เลม 3 อักษรขอม พุทธศตวรรษที่ 15-16 (กรุงเทพฯ: ภาพพิมพ, 2529),
50-56.

จารกึ แมบ่ ญุ ตะวนั ออก • 2223

ต้ังแตสมัยยุคเริ่มตนประวัติศาสตรซึ่งมีหลักฐานเปนลายลักษณอักษรจากศิลาจารึกในอาณาจักร
กัมพูชาและประเทศใกลเคียงรวมถึงขอมูลท่ีปรากฏในเอกสารของจีน สวนในบทนี้จะไดกลาวถึง
องคป ระกอบตา งๆ ของปราสาทแมบุญตะวันออกซ่ึงเปนศาสนสถานสําคัญท่สี รางข้ึนในรัชสมัยพระ
เจาราเชนทรวรมันท่ี 2 ซ่ึงไดรับอิทธิพลจากอารยธรรมภายนอกเชนกัน โดยเฉพาะอิทธิพลดาน
ศาสนาและศิลปะจากอินเดีย48 โดยสะทอนใหเห็นจากสิ่งกอสรางท่ีปรากฏ ทั้งรูปแบบทาง
สถาปตยกรรม โครงสราง หรือประเภทของอาคาร คติความเช่ือ ตลอดจนการสลักลวดลาย
เครื่องประดับเพื่อเพ่ิมความงดงามวิจิตรบรรจงใหแกชิ้นงานท่ีเหลืออยูซึ่งปรากฏบนอิฐและศิลาอัน
เปนถาวรวัตถทุ ่ีแสดงใหเห็นถงึ ฝมือเชงิ ชา งยังคงเหลือใหเห็นเปนประจักษพยานอยตู ราบเทาทุกวันนี้
และส่ิงเหลาน้ีสามารถกําหนดยุคสมัยทางดา นประวัติศาสตรได ดังน้ัน ในบทนี้จะไดกลาวถึงศลิ ปะ
และสถาปตยกรรมปราสาทแมบุญตะวันออกเพื่อเปนสวนประกอบในการศึกษาวิเคราะหจารึกแม
บุญตะวันออก เปนลําดบั สืบตอไป
ตาํ แหนงท่ตี ้งั

ปราสาทแมบุญตะวนั ออกต้ังอยูท่ีจังหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา หางจากตัวเมือง
เสียมเรียบไปทางทิศเหนือประมาณ 12 กิโลเมตร ต้ังอยูทางเหนือของปราสาทแปรรูปราว 1,300
เมตร ซ่ึงจังหวัดเสียมเรียบเปนจังหวัดหนึ่งท่ีอยูทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศกัมพูชาใน
ปจ จบุ ัน มที ตี่ ง้ั ทําเลอันเหมาะสมเนอ่ื งจากต้ังอยูเหนือทะเลสาบเขมร (Tole Sap) ซ่ึงเปนทะเลนํ้าจืด
ที่ใหญที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต หางจากกรุงพนมเปญ 314 กิโลเมตร สําหรับการเรียกชื่อ
จังหวัดนี้ พบวาในปจจุบันมีการออกเสียงเปน เสียมราบ และ เสียมเรียบ โดยคําน้ีในปจจุบันรูป
ตัวอักษรเมื่อถายถอดรูปอักษรเปนตัวอักษรภาษาไทยจะเปน “เสียมราบ” แตในรูปเดียวกันภาษา
เขมรจะถายถอดเสียงหรือออกเสียงเปน “เสียมเรียบ”49 ซ่ึงเมืองเสียมเรียบน้ีเปนท่ีต้ัง ของกลุม
โบราณสถานสมัยเมืองพระนครจํานวนมาก อาทิเชน ปราสาทนครวดั ปราสาทบายน ปราสาทพระ
ขรรค ปราสาทตาพรหม ปราสาทปกษีจํากรง ปราสาทพนมบาแค็ง ปราสาทตาแกว ปราสาท
กระวาน ปราสาทแปรรูป และปราสาทแมบ ุญตะวันออก เปนตน และเปนสถานที่ทองเทียวสําคัญ
อันมีชอื่ เสียงของประเทศกัมพูชาในปจจุบัน พิกัด 13.446553’ N, 103.920092’ E (WGS 84 map
datum).50

48Claude Jacques, Angkor Résidences Des Dieux (Bangkok: River Book, 2007), 96.

49ทรงธรรม ปานสกุณ, “รองรอยพระพทุ ธศาสนาในอาณาจักรเขมรโบราณกอ นพทุ ธศตวรรษท่ี 17” (วทิ ยานพิ นธปริญญามหาบัณฑิต
สาขาวชิ าภาษาเขมร บณั ฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร, 2548), 91.
50Asian Historical Architecture [นามแฝง], East Mebon Temple-Angkor-Cambodai, เขาถึงเมอื่ 2 ตลุ าคม 2558, เขา ถึง
ไดจ าก dhttp://www.orientalarchitecture.com/cambodia/angkor/eastmebon.php

24 • จารกึ แมบ่ ุญตะวนั ออก 23

ปราสาทแมบ ญุ ตะวนั ออก

ภาพท่ี 1 ท่ีต้ังปราสาทแมบุญตะวันออกและกลุมโบราณถานที่จังหวัดเสียมเรียบ
ประเทศกมั พชู า
ท่ีมา: Melanie [นามแฝง], Our Guide to Angkor Wat, เขาถึงเมื่อ 21 มกราคม 2559, เขาถึงไดจาก

http://wevemadeahugemistake.com/guide-angkor-wat/

จารึกแม่บุญตะวนั ออก • 2255

ความเปน มาและลกั ษณะท่ัวไปของปราสาทแมบุญตะวันออก
ปราสาทแมบุญตะวันออกเปนปราสาทท่สี รา งข้ึนบนเกาะเล็กๆ กลางบาราย (Baray) ที่

ถกู ขดุ ข้ึนในรชั สมยั พระเจายโศวรมัน51 (พ.ศ.1432-1453) ผสู ถาปนาเมืองยโศธรปุระขึ้นเปนราชธานี
ของอาณาจักรสมัยเมืองพระนคร บารายแหงน้ตี ามจารึกแมบ ุญตะวันออกโศลกท่ี 205 เดิมเรียกวา
“ยโศธรตฏากะ” แตในปจจุบันเรียกวา “บารายตะวันออก”(East Baray) ซ่ึงเดมิ นั้นไดน ้ําจากแมน้ํา
เสียมเรียบไหลเขามากักตุนไวในบารายแหงน้ี มีขนาดกวาง 1,800 เมตร ยาว 7000 เมตร52
ปจจบุ ันบารายที่ลอมรอบไมมีนํ้าแลว พระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ทรงโปรดใหสรางปราสาทแมบุญ
ตะวนั ออกและไดประดิษฐานรปู เคารพตางๆ ในลัทธิไศวนิกายซึ่งไดท ําในวันอันเปนมงคลข้ึน 11 คาํ่
เดือนมาฆะ (เดอื น 3) ในปศ กะที่ 874 (พ.ศ.1495) เพื่ออุทิศถวายบรรพบุรุษ ชื่อและความหมายของ
ปราสาทมาจากการที่ปราสาทตง้ั อยูกลางบารายตะวันออก สวนคําวา “แมบุญ” อาจจะมีที่มาจาก
เรื่องราวในจารึกท่กี ลา วถงึ การสรา งปราสาทเพื่ออุทิศผลบุญแกพระราชบิดาและพระราชมารดาของ
พระเจาราเชนทรวรมนั ท่ี 2 สภาพในปจจุบันดานหนาคอื ดานทิศตะวันออกประมาณ 100 เมตร มี
ถนนตัดผาน ฝงตรงขามปราสาทมีรานขายอาหารและของที่ระลึกเพื่อบริการนักทองเท่ียวอยูเปน
กลุม ดานหลังและดานขางมีตนไมใหญขึ้นอยูประปรายถัดจากนั้นไปเปนทุงนา ลักษณะโดยรวมที่
ปรากฏ ตัวปราสาทมีเคาโครงคลายคลึงกับปราสาทแปรรูปอยางมาก คือ มีฐานเปนชั้นท่ีสรางข้ึน
จากเนินดิน อยางไรก็ตาม ฐานเปนชั้นของปราสาทแมบุญตะวนั ออกเต้ียกวาปราสาทแปรรูปอยาง
เห็นไดชัด ปราสาทแมบุญตะวันออกจัดเปนปราสาทพ้ืนราบเปรียบดังวิหารหรือวัดบนยอดเขา53
ไมไดทําเปนรูปปรามิดแบบข้ันบันได แตเปนแบบเรยี บธรรมดาและตอนกลางเปนสวนหน่งึ ของวัดที่
ใชป ระกอบพธิ ีทางศาสนาพราหมณ รปู แบบทางสถาปตยกรรมแสดงออกถึงความกาวหนาอยางมาก
ในยุคน้ัน ช้ันบนสุดมีกลุมปราสาทประธานจํานวน 5 หลัง ต้ังอยูบนฐานเดยี วกัน หลังหนึ่งอยูตรง
กลางเปนปรางคป ระธานและอีกส่หี ลังอยูท่สี ม่ี ุม ชัน้ ที่ 2 มีหอเรียงอยู 4 มุมทางทศิ ตะวันออกเฉียงใต
มีเพิ่มมาอีกหน่ึงหลังเปน 5 หลัง ภายในลานของกําแพงช้ันแรกมีหอเล็กๆ ทําดวยอิฐทอดยาวไป
ตลอดแนวท้ังสี่ทิศเปนชวงๆ มิไดเช่ือมตอกัน มีทางข้ึนสูตัวปราสาทท้ังสี่ทิศ สิ่งกอสรางทั้งหมดอยู
ภายในแผนผงั รูปส่ีเหล่ียมจตั รุ ัสดกู ลมกลนื เปนระเบียบ และไดสดั สว นท่ีสวยงาม

51George Cœdès, The Indianized States of Southeast Asia , ed. Walter F. Vella; trans. Susan Brown Cowing, 116.

52อุไรศรี วรศะรนิ , ประชมุ อรรถบทเขมรรวมบทความวชิ าการของศาสตราจารยเกยี รตคิ ุณ ดร.อไุ รศรี วรศะริน, 71.
53กรมศิลปากร, ประวัติศาสตร-โบราณคดี กัมพูชา, (กรุงเทพฯ: ประชาชน, 2536. จัดพิมพเน่ืองในวโรกาสสมเด็จพระเทพ
รตั นราชสุดาสยามบรมราชกุมารี เสดจ็ พระราชดําเนินทรงเปดพพิ ิธภัณฑสถานแหงชาตพิ มิ าย 4 สงิ หาคม 2536), 99.

26 • จารึกแมบ่ ญุ ตะวนั ออก 26

ภาพท่ี 2 ภาพถายทางอากาศปราสาทแมบ ญุ ตะวนั ออกและทิวทศั นโ ดยรอบ
ที่มา: Cambodia News and Information [นามแฝง], East Mebon Temple, เขาถึงเม่ือ 21 มกราคม
2559, เขาถึงไดจาก http://www.storeboard.com/cambodianewsandinformation /images/east-mebon-

temple/53847

ทม่ี าของรปู แบบศิลปะและสถาปต ยกรรม
ทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต ตางไดรับอิทธิพลอินเดียมาแตครั้งโบราณกาล

หรือสมัยกอนประวัติศาสตร การรับเอาอิทธิพลอินเดียเปนไปอยางชาๆ โดยชาวอินเดียกลุมแรกท่ี
เดินทางเขามายังภูมิภาคน้ีเปนพวกพอคา เดินทางเขามาคาขาย จนมีนิคมคาขายของชาวอินเดีย
เกิดขึ้นตามเมอื งทาของเอเชียตะวันออกเฉียงใต และบางพวกก็ไดตั้งถ่ินฐานในท่ีสุด ตอมาจึงมีพวก
ขนุ นาง พราหมณ และเหลา นกั ปราชญ ผมู คี วามรใู นแขนงตา งๆ อพยพเขามา54 ชาวอินเดียโบราณมี
อํานาจเหนือชนพ้นื เมือง เห็นไดช ัดดา นศาสนา วชิ าการ และเทคโนโลยี ชาวพื้นเมืองไดทําความรูจัก
และเคยชนิ กับวฒั นธรรมอินเดียจนในท่ีสุดก็ยอมรับเปนวัฒนธรรมของตน นักวชิ าการสวนใหญเชื่อ
กันวา ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใตเริม่ เขาสูยุคประวัติศาสตร หรือยุคท่ีมกี ารใชตัวหนังสือตั้งแต
ราวพุทธศตวรรษที่ 7-8 โดยถือตามกําหนดอายุของศลิ าจารึกซง่ึ พบท่ีหมูบานโวคาญ (Vokanh) เขต
เมืองญาตรัง55 ซึ่งเปนศิลาจารึกภาษาสันสกฤตท่ีเกาท่ีสุดท่ีคนพบในแหลมอินโดจีนและหมูเกาะ
อนิ โดนีเซยี ตัวอักษรท่ีจารกึ ลักษณะคลา ยคลงึ กับตัวอักษรบนจารึกของรุทรทามนั ทค่ี ิรนรร (Girnar)

54 George Cœdès, The Indianized States of Southeast Asia , ed. Walter F. Vella; trans. Susan Brown Cowing, 14.

55สรศกั ดิ์ จนั ทรว ฒั นกุล, ประวตั ิศาสตรและศลิ ปะแหง อาณาจกั รขอมโบราณ (กรงุ เทพฯ: ฟสิกสเ ซน็ เตอร, 2551), 20.

จารึกแม่บญุ ตะวนั ออก • 2267

และของวาสิษฐีบุตร ท่ี กันเหริ (Kanheri) ซ่ึงมีอายุอยใู นพุทธศตวรรษที่ 7-856 นอกจากภาษาและ
ตัวอักษรดงั กลาวมาแลว อิทธิพลจากการเผยแพรวัฒนธรรมอินเดีย (Hindouisation) ทําใหชาวเขมร
ไดรับศาสนาใหญๆ จากอินเดีย 2 ศาสนา คือ ศาสนาพราหมณ-ฮินดู ในลัทธิไศวนิกายกับลัทธิ
ไวษณพนิกาย และศาสนาพุทธ57 โดยรับเขามารวมกับพ้ืนฐานอารยธรรมของเขมรเดิม ซ่ึงศาสนา
และความเชื่อนี้เอง กอใหเกิดความศรัทธาทางหลักธรรมและคาํ สอน อันเปนแรงผลักดันสําคัญที่ทํา
ใหเกิดการสรางสรรคงานศิลปกรรมของเขมร ทั้งเปนบอเกิดแหงศาสนสถานและศิลปะโบราณวัตถุ
เปนจํานวนมาก เปนตัวแทนความเจริญรุงเรืองของสังคมเขมรท่ีมีมาแตอดีตกาล และเหลือเปน
ประจักษพ ยานเปน จํานวนมากจนทกุ วนั นี้

คติและความหมาย
เม่ือชาวเขมรไดรับเอาศาสนาของอินเดียเขามาในอาณาจักร ซ่ึงเปนดินแดนท่ีปกครอง

อยู ก็ไดมีการสรางศาสนสถานขึ้นมา สวนสําคัญที่สุดของสถาปตยกรรมเขมรไดแก อาคารทรง
ปราสาททเ่ี ปน หลักของศาสนสถานในวัฒนธรรมเขมรก็มที มี่ าจากอินเดยี เชนกัน กลา วคือ ชาวอินเดีย
นยิ มสรางปราสาทข้นึ เพ่ือประดษิ ฐานรปู เคารพทางศาสนา เรียกวา เทวาลัย โดยสรางเปนอาคารที่มี
หลังคาซอนชั้นขึ้นไปหลายชั้น แตละช้ันมีการประดับลวดลายและอาคารจําลอง สามารถแยก
ออกเปน ๒ สายวัฒนธรรม ไดแก อินเดียภาคเหนือ เรียกวา “ทรงศิขร” (ทรงภูเขา) คือ ปราสาทท่ี
เปนชนั้ ซอ นสูงขึ้นไปแตละชั้นแนบติดกนั จนแทบไมมีที่วางพอจะประดบั ลวดลาย อันเปนตนแบบของ
ปราสาทขอมในยุคแรกๆ สมัยกอนเมืองพระนคร สายที่สองมาจากอินเดียภาคใต เรียกวา “ทรง
วิมาน” คือ ปราสาทท่ีมีหลังคาซอนเปนช้ันๆ แตละชั้นจะมีการประดับอาคารจําลองหรือรูปสลัก
แบบตางๆ58 รปู แบบของปราสาทเขมรในระยะแรกเชื่อกันวา ไดร ับอิทธิพลของทรงศิขรจากอินเดีย
ภาคเหนือ สวนทรงวิมานนั้น สงอิทธิพลมายังศิลปะชวา ตอมาภายหลังจากพระเจาชัยวรมันท่ี 2
เสด็จกับจากชวา ชางเขมรไดนําเอารูปแบบทั้ง ๒ สายวัฒนธรรมมาผสมผสานกันจนกลายเปน
รปู แบบเฉพาะของตัวเองข้ึน

งานศิลปกรรมของกัมพูชาเปนผลมาจากศาสนาและความเช่ือ 3 กลุมหลัก ไดแก
ศาสนาพราหมณ-ฮินดู ศาสนาพุทธ และความเชื่อพื้นเมือง59 สวนการสรางอาคารทรงปราสาทมา
จากคตคิ วามเช่ือของชาวอินเดยี ทวี่ าเทพเจาท้ังหลายสถิตอยู ณ เขาพระสุเมรุ อันเปนแกนกลางของ
จักรวาลซงึ่ อยูบนสวรรค การสรางปราสาทจึงเปรียบเสมอื นการจําลองเขาพระสุเมรุมายังโลกมนุษย

56หมอ มเจาสุภทั รดศิ ดศิ กุล, “ศลิ าจารกึ โวคาญ,” โบราณคดี 3, 3 (มกราคม.-มีนาคม 2514), 36-37.

57Michael Freeman and Claude Jacques, Ancient Angkor (Bangkok: Amarin Printing, 2011), 14.

58สรศกั ดิ์ จนั ทรว ฒั นกลุ , ประวัติศาสตรและศลิ ปะแหงอาณาจักรขอมโบราณ, 63-64.
59รุงโรจน ธรรมรงุ เรอื ง และศานติ ภกั ดคี าํ , ศลิ ปะเขมร (กรงุ เทพฯ: มติชน, 2557), 38.

28 • จารกึ แม่บญุ ตะวันออก 27

เพือ่ เปนทีส่ ถติ ของเทพเจา และมีการสรา งรปู เคารพของเทพเจาข้ึนเพ่ือประดิษฐานไวภายใน โดยตัว
ปราสาทมีสัญลักษณต างๆ ท่ีใชแทนความหมายของเขาพระสุเมรุ เชน มีปราสาทประธานตรงกลาง
มีปราสาทบรวิ ารลอมรอบ ถัดออกมามีสระน้ํา การท่ีทําหลังคาปราสาทเปนเรือนซอนช้ันก็หมายถึง
สวรรคห รอื วมิ านของเทพเทวดานั่นเอง ดว ยเหตุที่เปน การจาํ ลองจักรวาลมาไวบนโลกมนุษยและเปน
ที่สถิตของเทพเจา60 จึงตองมีระเบียบกฎเกณฑตามท่ีกําหนดไวในคัมภีรทางศาสนาอยางเครงครัด
ตัวปราสาทจึงมีขนาดใหญโตและตองใชเวลากอสรางยาวนาน สําหรับปราสาทแมบุญตะวันออกน้ี
สรา งขึ้นในศาสนาพราหมณ ลัทธิไศวนกิ าย ซ่งึ มพี ระอศี วรหรือพระศวิ ะเปนเทพเจาสูงสุด การเกิดศา
สนสถานมฐี านเปนชั้นทสี่ รางแบบภเู ขาหรือบนภเู ขาจึงเกยี่ วขอ งกบั ความเชือ่ เรอื่ งเทพเจาประทับบน
ภูเขา61

คําวา ปราสาท (Prāsāda) ซ่ึงเปนภาษาสันสกฤต ในท่ีนี้หมายถึงอาคารท่ีมียอดซอ นกัน
หลายช้ัน สื่อถึงอาคารที่มีความหรูหราแตกตางจากที่อยูอาศัยของสามัญชนท่ัวไป เพราะเปนท่ี
ประทับของกษัตริยและเทพเจาเทาน้ัน อาคารซอนช้ันหรือปราสาทจึงพบไดเฉพาะในศาสนสถาน
และพระราชวัง62 สว นประกอบท่ีสําคัญของปราสาท มีดงั นี้

1. ฐาน คือ สวนท่ีอยูดานลางของอาคารที่ติดกับพื้น ใชรองรับตัวอาคารเปนฐานหิน
ทรายซอนลดหล่ันกัน 2 ชั้น ซ่ึงชุดฐานน้ที ําใหปราสาทประธานมีความสูงกวาปราสาทบริวาร ที่
ปราสาทแมบุญตะวนั ออกมีแผนผังแบบเพ่ิมมุม ในดานศาสนาและความเช่ือแสดงความหมายท่ีเปน
พ้ืนพภิ พทเี่ ปน ทอ่ี ยูของมนษุ ย6 3

2. เรือนธาตุ ครรภคฤหะ คอื สวนกลางของปราสาททอี่ ยเู หนือชัน้ ฐานขึ้นมาและอยูใต
ชั้นหลังคา มีผังเปนรูปสี่เหลี่ยม มีผนัง 4 ดาน พื้นที่ดานในทําเปนหองและเปนท่ีประดิษฐานรูป
เคารพทางศาสนา ที่ปราสาทแมบุญตะวันออกกอดวยอิฐ ปราสาทแตละหลังมีประตูเขาออกเพียง
ดานเดียวดานที่เหลือเปนประตูหลอกกอข้ึนจากหินทราย ชุดซุมประตูทางเขาปราสาทอัน
ประกอบดวยเสาประดับกรอบประตูและเสาตดิ ผนัง ทับหลงั เหนือทบั หลงั ข้ึนไปเปนหนาบัน

3. เครื่องบน หรือชั้นหลังคา คือ สวนบนสุดของอาคารเหนือเรือนธาตุขึ้นไป ซอน
ลดหล่ันกันตามความเชื่อที่วาชั้นหลังคาหมายถึงสวรรคชั้นตางๆ อันเปนท่ีอยูของเทวดานอยใหญ6 4
ทีป่ ราสาทแมบญุ ตะวันออกกอดว ยอฐิ เหลื่อมซอ นกันข้ึนไปจนบรรจบดานบน ท่ีมุมและตรงกลางของ
แตละช้ันหลงั คาเดิมนา จะประดบั ดวยลวดลายแบบปราสาทเขมรทว่ั ไปที่ แตป จจบุ นั ไดห ลดุ หายไป

60Michael Freeman and Claude Jacques, Ancient Angkor, 23.

61รงุ โรจน ธรรมรงุ เรอื ง และศานติ ภักดีคาํ , ศลิ ปะเขมร, 76.
62เรื่องเดยี วกนั , 65.
63สรศกั ดิ์ จนั ทรว ัฒนกลุ , ประวัตศิ าสตรและศลิ ปะแหง อาณาจักรขอมโบราณ, 67.
64เรอื่ งเดียวกัน.

จารกึ แมบ่ ญุ ตะวันออก • 2289

หน้าบนั เครื�องบน หรือชนั� หลงั คา
ทบั หลงั
เสาประดบั กรอบประตู เรือนธาตุ หรือครรภคฤหะ
ฐาน

ภาพที่ 3 ปราสาทประธานตั้งอยตู รงกลางช้ันที่ 3 ของปราสาทแมบ ญุ ตะวนั ออก

สวนประกอบทางสถาปตยกรรมปราสาทแมบญุ ตะวนั ออก
สถาปตยกรรมเขมรมีการรักษาระเบียบอยางเครงครัด มีสัดสวนสงางามและนาเกรง

ขาม เหน็ ไดช ดั จากการวางแผนผังอยางไดส ดั สวน ในศลิ ปะเขมรอาคารทรงปราสาทมักสรา งจากวัสดุ
ที่แข็งแรงจึงคงเหลือใหเห็นจนทุกวันน้ี สวนวัสดุที่ไมคงทนถาวรก็ผุกรอนเส่ือมสลายไป และวัสดุที่
คงทนถาวรในยุคแรกๆ ใชอิฐเผาเปนหลักกอนคือราวพุทธศตวรรษที่ 12-14 และในพุทธศตวรรษที่

30 • จารึกแม่บุญตะวันออก 29

15 ก็ยงั คงใชอิฐในศาสนสถานบางแหงอยู แตในพุทธศตวรรษท่ี 16 มีการใชอิฐกันนอยลงและมักใช
สรางอาคารที่ไมสาํ คญั 65 ตอ มาจึงวิวฒั นาการมาใชศ ิลาแลงและหินทรายแทน ดังน้ันวัสดุหลักๆ ท่ีใช
ในการสรางอาคารที่สําคญั มีดังตอไปน้ี

อิฐ เกิดจากการนําดินเหนียวมาปนเปนกอนแลวเผาไฟ เปนวัสดุอยางแรกที่คนใน
ภูมิภาคน้ีนํามาสรางอาคาร เปนวัสดุที่หาไดไมยาก การสลักลวดลายโดยมากมักทําเปนเสนรางแลว
ใชน้ํายาผสมปูนปนปดลงไปทอ่ี ิฐ แตลวดลายมักไมคงทน อิฐน้ีมกั ใชวางซอ นกันขึ้นไปใชนํ้ายาบาง
ชนดิ ทาํ ใหเช่ือมตอเกาะแนนเปน ด่ังศิลากอนเดยี ว

ศิลาแลง เปนวัสดุท่ีหาไดงายและขุดไดท่ัวไปตามช้ันพื้นดินท่ีลึกลงไปไมมากนัก ตอน
ขดุ ใหมจะชนื้ และนิ่ม เม่อื นํามาตากแหงจะแข็งแกรง เทา กบั หนิ แตมขี อ เสียทไี่ มสามารถสลักลวดลาย
ได

หินทราย เปนวัสดุที่มีราคาแพงที่สุด ในการตัดและเคลื่อนยายคอยขางยุงยากตองใช
กําลงั คนเปนจาํ นวนมากและงบประมาณสงู และมีอยูบางพื้นทใ่ี นประเทศกัมพูชา หินทรายมีลกั ษณะ
ออ นนมุ เหมาะแกก ารสลักลวดลายใหเกิดความวิจิตรบรรจง แตกระนน้ั ก็มีเนื้อไมเหนียวแนนและมัน
แตกแยกออกเปนแผนได สวนมากชางเขมรโบราณจึงมักนําไปใชเฉพาะสวนของตัวอาคารทรง
ปราสาท

ปราสาทแมบญุ ตะวันออกฐานตัง้ อยูบนพืน้ ดนิ ฐานรองรบั ปราสาทและส่ิงกอสรางตางๆ
ทําจากศิลาแลงซึ่งเปนวัสดุท่ีแข็งเหมาะสําหรับการทําเปนฐานรองรับปราสาทแตไมเ หมาะสําหรับ
การสลักลวดลาย ฐานเปนช้ันมีรูปรางเตี้ยแบนลงกวาท่ีผานมา66 มีทางขึ้นสูตัวปราสาทท้ังส่ีทิศใน
สมัยกอนคงเปนทาเทียบเรือดวยเนื่องจากสรางขึ้นกลางบารายตะวันออก ตอไปนี้จะไดอธิบายถึง
สวนตางๆ ของสถาปตยกรรมปราสาทแมบุญตะวันออก โดยเรียงลําดับจากความสําคญั เริ่มตนจาก
ชน้ั บนสุดคือทปี่ ราสาทประธานออกมาดานนอกจนถงึ ช้นั ลา งสดุ เปน ลาํ ดบั ไป ดงั นี้

ปราสาทประธาน ตั้งเดนเปนตระหงานตรงกลางบนฐานชัน้ ที่ 3 ของปราสาทแมบุญ
ตะวนั ออก เปนกลมุ ปราสาทประธาน 5 หลงั โดยปราสาทประธานทีต่ ้งั อยูต รงกลางมีขนาดใหญที่สดุ
และมีฐานยกสูงกวากลุมปราสาทประธานอีก 4 หลังท่ีต้งั อยรู ายรอบทั้งสี่มุม ตง้ั อยูบนฐานช้ันท่ีสาม
ซึง่ เปน ชั้นบนสุด สวนฐานรองรับกอดวยหินทรายทําทางขึน้ ไวทัง้ ส่ีดา นมีผังเปนรูปส่ีเหลี่ยมจัตุรัสยอ
มมุ สงู ประมาณ 150 ซ.ม. ท่บี ันไดทางข้ึนมปี ระติมากรรมรปู สิงหขนาบซายขวา ปราสาทแตละหลัง
หันหนาไปทางทิศตะวันออกเปนปราสาทกอดวยอิฐ มีแผนผังแบบยอมุม-เพิ่มมุม สวนยอดเปนแบบ
เรอื นซอนชนั้ ตามลกั ษณะอาคารปราสาท ปราสาทประธานเปน สิ่งกอสรา งที่เปนหัวใจหลักของศาสน

65หมอมเจาสภุ ัทรดิศ ดศิ กลุ , ศิลปะขอม, 29.
66เรอื่ งเดียวกัน, 46.

จารกึ แม่บุญตะวนั ออก • 3301

สถาน เปน ทปี่ ระดิษฐานรปู เคารพหลกั ไวภ ายใน ในสวนของประตหู ลอกมรี ปู เปนบานประตูสลักดวย
หินทราย 2 บานและมอี กเลาอยูตรงกลาง บนอกเลาน้นั มีนมคือแผนสี่หลี่ยมจัตุรัสยนื่ ออกมา 5 จุด
ตรงกลางหน่ึง ดานบนสองและดานลางอีกสอง วางไดสัดสวนสวยงาม (ดูภาพที่ 10) มีปราสาท
บริวารตั้งอยูท่ีมมุ ทง้ั สี่ สรางตามคตคิ วามเช่ือเรอ่ื งเขาพระสเุ มรุ บรรดาปราสาทอิฐ 5 หลังช้ันบนสดุ นี้
ปราสาทประธานหลังกลาง ตามจารึกแมบุญตะวันออกโศลกท่ี 218 จึงเปนทีป่ ระดษิ ฐานรูปเคารพ
สูงสุดภายใตรูปลึงคน ามวา“ราเชนทเรศวร”ตัง้ อยูเดนเหนือประติมากรรมอีก 4 รูป67 ปจจุบนั รูปที่
ปราสาทแมบ ญุ ตะวนั ออกไมปรากฏวา มรี ูปเคารพตางๆ ทีเ่ คยประดษิ ฐานในปราสาทตา งๆ หลงเหลือ
อยูเ ลย โดยปราสาทประธานในปจจุบนั ไดมีพระพุทธรปู ปางนาคปรกมาประดิษฐานแทนที่

ปราสาทบริวาร เปนขนาดท่ีมีขนาดเล็กกวาและมีความสําคัญรองลงมาจากปราสาท
ประธาน ในช้ันบนสุดมี 4 หลัง ตั้งอยูท่ีมุมทั้งส่ีทิศ สองหลังอุทิศถวายพระราชบิดาและพระราช
มารดาของพระเจาราเชนทรวรมัน ภายใตรูปพระอีศวรและพระอุมา อีกสองหลังประดิษฐานรูป
เคารพของพระวิษณุและพระพรหมา68 สวนช้ันท่ีสองของปราสาทแมบุญตะวันออกรายรอบดวย
ปรางคปราสาทขนาดเลก็ เปนปราสาทบริวารทิศละ 2 หลัง ขนาบอยดู านซายและขวากอนถึงบันได
ทางขึ้นปราสาท รวมสี่ทิศมี 8 หลังหันหนาไปทางทศิ ตะวันออก อยูใ นสภาพชํารุดทรุดโทรมคาดวา
เดิมทีนาจะเปนที่ประดิษฐานศิวลึงคท งั้ 8 รปู ตามจารึกแมบุญตะวนั ออกโศลกท่ี 20869 ซง่ึ ระบไุ วใน
เรือ่ งการสรางศวิ ลงึ คทง้ั 8 รูป และจารึกหลกั เดยี วกันนีใ้ นโศลกที่ 470 ไดกลาววารูปท้ังแปดท่ีปรากฏ
ของพระอีศวร (ศวิ ะ) ทอี่ ยูบนโลกทั้งสาม คือ เจาภาพในพิธีบูชายญั ไฟ พระอาทติ ย ลม อากาศ ดิน
น้ํา และพระจันทร

หอเรยี ง ทป่ี ราสาทแมบุญตะวันออกน้ี มีอยูสี่มุมในชั้นท่ี 2 โดยในทิศตะวันออกเฉียงใต
มสี องหลังจงึ รวมเปน 5 หลัง กอ ดวยศลิ าแลงวางซอ นกนั ตัง้ อยบู นฐานทท่ี ําจากหินทราย อีกทั้งกรอบ
ประตแู ละเสาประดับประตรู วมทั้งทบั หลงั ทีส่ ลักเปนลวดลายทาํ จากหินทรายเชน กนั (ดูภาพท่ี 5)

กาํ แพง หรอื กําแพงแกว ในช้ันที่ 2 อยูถัดจากหอเรียงเปนกําแพงเต้ียๆ ลอมรอบอยูท่ี
กึ่งกลางมีโคปุระสําหรับเขา-ออก นอกกําแพงเปนระเบียงท่ีมุมทั้งส่ีมีประติมากรรมลอยตัวรูปชาง
ต้ังอยู ชั้นท่ี 1 ก็เชนกันโดยกําแพงนอี้ ยูถัดจากอาคารยาวออกไป (ดภู าพที่ 6)

โคปรุ ะ หมายถึงซมุ ประตเู ขา-ออกศาสนสถานโดยมีปราสาทประธานเปนแกนกลาง มี
แผนผังรปู กากบาท ท่ปี ราสาทแมบ ุญตะวนั ออกมอี ยูทุกชั้นในสี่ทิศ บางก็ชํารุดหักลง ยังคงมีเหลืออยู
เปน บางสวน (ดภู าพท่ี 7)

67มาดแลน จิโต, ประวตั ิเมอื งพระนครของขอม, แปลจาก Histoire d’Angkor, แปลโดย หมอ มเจาสุภทั รดศิ ดศิ กุล, 28.
68เร่อื งเดียวกัน.

69L. Finot, Inscriptions d’Angkor (Hanoi: Imprimarie d’ Extrême-Orient, XXV, 1925), 351.
70Ibid., 331.

32 • จารึกแมบ่ ุญตะวนั ออก 31

อาคารยาว อยูภายในกําแพงแกวชั้นท่ี 1 มีอยูโดยรอบ เปนคร้ังแรกที่เริ่มปรากฏ
“อาคารยาวๆ” โดยรอบซึ่งจะเปนตน แบบใหกับระเบียงคดในระยะตอมา อาคารยาวๆเหลานี้คงใช
เปนที่เก็บของหรือเปนที่พัก อนึ่ง นาสังเกตวาอาคารยาวๆเหลาน้ียังไมไดเชื่อมตอกัน โดยแรกเริ่ม
หลังคาคงสรางดวยเคร่ืองไมมุงกระเบ้ือง จนมากลายเปนระเบียงคดที่มุงดวยอิฐและติดตอเปนวง
ลอมรอบปราสาทในสมัยตอ มา เชนท่ีปราสาทตาแกว71 ยังหลงเหลือลกู มะหวดที่สลักเปนซี่กรงมีทงั้
ทส่ี ลักเรียบรอยสวยงามและทาํ เปน เพยี งซกี่ รงเพอื่ ใหแสงลอดผา นเขาไปยงั ภายในได ซึ่งหันหนาออก
ดานนอกตวั ปราสาท อยเู ปน ระยะๆ ตลอดแนว (ดภู าพท่ี 8)

ทอโสมสูตร เปนทอที่ตอออกมาจากสวนกลางของปราสาทประธาน ซึ่งเปนที่
ประดิษฐานรูปเคารพสําคญั สูงสุดในศาสนาพราหมณค ือศิวลึงคหรือรูปเทพเจา โดยตอออกมาจาก
สวนฐานของรูปเคารพ เวลาทําพิธีแลวมีการสรงนํ้าท่ีรูปเคารพ น้ําก็จะไหลออกมาตามทอท่ีทําไว
นอกตัวปราสาทเพ่ือใหประชาชนมารับนํ้าศักดิ์สิทธิ์ไปใชเพ่ือเปนสิริมงคล เพราะประชาชนไม
สามารถเขาไปดานในได มีแตพราหมณหรือกษัตริยเทานั้นที่เขาไปทําพิธีได ท่ีปราสาทแมบุญ
ตะวันออกน้ีมที อโสมสตู รปรากฏอยทู งั้ สท่ี ศิ โดยมีอยูทศิ จะสองทอ อยูตรงกลางระหวางบันไดทางข้ึน
สูตวั ปราสาทกับมมุ ปราสาททงั้ ส่ี (ดูภาพท่ี 9)

หนาบัน โดยปกติหนาบันจะเปนรูปสามเหลี่ยมหนาจั่ว มีสว นประกอบที่สําคัญ 2 สวน
ไดแก พ้ืนที่สวนภายในหนาบันซ่ึงนิยมสลักลวดลายหรือภาพเลาเรื่อง และกรอบหนาบัน72 ท่ี
ปราสาทแมบุญตะวันออกภาพสลักตา งๆ ท่หี นาบันของประสาททุกหลังสวนมากชํารุดจนไมสามารถ
ใหร ายละเอียดในสวนนไ้ี ด

ทับหลัง คอื แผนหินรูปสี่เหลีย่ มผืนผาวางอยูเหนือกรอบวงกบประตูปราสาทในศิลปะ
เขมร มักสลักเปน ลวดลายเปนรูปตา งๆ ซง่ึ แปรเปล่ียนไปตามยุคสมัย ลวดลายบนทบั หลงั ถอื เปนสวน
สาํ คัญในการกาํ หนดอายุของศลิ ปะเขมรไดในระดับหน่ึง เนือ่ งจากมีลําดับวิวัฒนาการของลวดลายที่
ชัดเจน ทับหลังท่ีปราสาทแมบุญตะวันออกนี้มีลักษณะตางๆ กันสวนใหญไดลอกลายมาจากศิลปะ
แบบพระโคและบาเก็ง แตดกู ระดางกวาไมมีความละเอียดเทา ลายท่ีเปนแนวบนดา นลางสุดของทับ
หลับกลับปรากฏมีข้ึนใหมหลังจากที่ไดหายไปในชว งเกาะแกร73 สวนภาพตรงกลางทับหลังโดยมาก
เปนภาพเทพผดู ูแลรักษาทิศทั้งสี่ และเริ่มแสดงถึงศิลปะแบบบันทายศรีดว ยการแสดงถึงเคร่ืองแตง
กายแบบใหม ที่ปราสาทแมบ ุญตะวันออกยังคงมที ับหลังปรากฏใหเห็นอยูหลายชิ้นท้ังท่ีตัวปราสาท
ประธานและปราสาทบรวิ าร รวมท้งั ท่โี คปุระ

71หมอ มเจาสภุ ทั รดศิ ดิศกุล, ประวัตศิ าสตรศ ลิ ปะประเทศใกลเคยี ง, พิมพคร้ังท่ี 5 (กรงุ เทพฯ: มติชน, 2549), 225.
72รงุ โรจน ธรรมรุงเรอื ง, ปราสาทขอมในดินแดนไทย (กรุงเทพฯ: มติชน, 2548), 37-38.
73สุภทั รดิศ ดิศสกลุ , ศิลปะขอม, 71.

จารึกแมบ่ ุญตะวนั ออก • 3323

เสาประดับกรอบประตู เปนเสาแปดเหลี่ยม มีความสูงเทากับกรอบประตู สัดสว นของ
แนววงแหวนที่ 1/2 กับ 1/4 แทบไมมีความแตกตางกัน ท่ีแนววงแหวน 1/2 มีลายใบไมสามเหล่ียม
เต็มใบ 1 ใบ ขนาบขางดวยลายใบไมครึ่งใบ 2 ใบ สวนแนววงแหวน 1/4 ลายใบไมจะมีขนาดเล็ก
กวา แตละดานมีลายใบไมสามเหลี่ยมเต็มใบ 2 ใบ ขนาบขางดว ยลายใบไมคร่ึงใบ 2 ใบ นอกจากนี้
ยงั มกี ารตกแตงดว ยลายวงแหวนที่ 1/8 ท่ีตกแตงดว ยแถวลายเมด็ ประคํา74 นอกจากใชสลักลวดลาย
ใหเกิดความสวยงามแลว ยังทําหนาท่ีรองรบั ทับหลังและสิ่งกอสรางดานบนอีกดวย สามารถกําหนด
อายุอยูในศิลปะแปรรูป ราวพทุ ธศตวรรษท่ี 15 (ดูภาพท่ี 10)

ภาพที่ 4 กลุมปราสาทประธานบนฐานชัน้ บนสดุ

74กวิฏ ตัง้ จรัสวงศ, ปราสาทแมบญุ ตะวนั ออก, เขาถงึ เม่ือ 2 ตลุ าคม 2558, เขา ถึงไดจ าก www.art-in-sea.com /data/cambodia-
art/itemlist/tag/ปราสาทแมบญุ ตะวนั ออก.html

34 • จารึกแมบ่ ญุ ตะวันออก 33

ภาพท่ี 5 หอเรยี งต้งั อยูบ นชั้นที่ 2 ดานทศิ ตะวันออกเฉียงเหนือ

ภาพที่ 6 กาํ แพงแกว ช้นั ท่ี 1 และระเบียง

จารกึ แมบ่ ญุ ตะวันออก • 3345

ภาพที่ 7 โคปุระ ซง่ึ เปน ซุมประตูทางเขามุงตรงสูประสาทประธาน
ภาพท่ี 8 ลกั ษณะอาคารยาวต้ังอยบู นชนั้ ท่ี 2

36 • จารกึ แม่บญุ ตะวันออก 35

ภาพที่ 9 ทอ โสมสตู รบนฐานชั้นท่ี 1

ภาพท่ี 10 เสาประดับประตูและประตหู ลอก

จารึกแมบ่ ญุ ตะวันออก • 3367

ภาพท่ี 11 ปราสาทบริวารขนาดเล็กบนฐานชัน้ ที่ 2
แผนผังปราสาทแมบุญตะวนั ออก

ปราสาทแมบุญตะวันออกมีความสูงท้ัง 3 ชั้นของปราสาท จากพ้ืนถึงยอดปรางค
ประธานสูงถึง 28 เมตร มกี ําแพงลอมรอบ กวาง 121 เมตร ยาว 126 เมตร ฐานชั้นลางกวาง 104
เมตร ยาว 108 เมตร75 มีการออกแบบกอ สรา งอยางเปน ระเบียบแบบแผน เน่ืองจากรบั คติความเชื่อ
ดานการสรางทางศาสนาพราหมณ นักวิชาการชาวฝรั่งเศสไดทําการศึกษาและแบงกลุมออกเปน 2
ประเภท76 คือ

1. แบบกระจายความสําคญั ออกจากศูนยกลาง มักเปนปราสาทประจํารัชกาล หรือเปน
ที่ประดิษฐานเทวราช เชน ปราสาทบากอง ปราสาทบาแค็ง ปราสาทแปรรปู ปราสาทตาแกว เปนตน
และหากมปี ราสาทหลายหลังอยบู นฐานเดยี วกันมกั สรา งอทุ ศิ ใหบ รรพบรุ ษุ เชน ปราสาทพระโค

2. แบบที่เปนแกนว่ิงเขาหาศูนยกลาง พบคร้ังแรกท่ีปราสาทบันทายศรี และพบมาก
หลงั จากตน พทุ ธศตวรรษที่ 16 เปน ตนมา เชน ปราสาทบนั ทายศรี ปราสาทนครวัด ปราสาทพนมรุง
ปราสาทเขาพระวิหาร เปน ตน

75Michael Freeman and Claude Jacques, Ancient Angkor, 161-162; และ อาทิตย สุขด,ี กัมพูชา (กรุงเทพฯ: แอปปา พร้นิ ต้ิ
งกรุป, 2556), 69.
76สรศกั ด์ิ จันทรว ฒั นกุล, 30 ปราสาทในเมอื งพระนคร (กรงุ เทพฯ: ฟสิกสเ ซน็ เตอร, 2551), 7.

38 • จารกึ แมบ่ ญุ ตะวนั ออก 37

ตามหลักการจัดกลุม ดังกลาว แผนผังปราสาทแมบุญตะวนั ออกจึงจัดเปนแบบกระจาย
ความสําคัญออกจากศูนยกลาง ซ่ึงมีปราสาทหลายหลังอยูบนฐานเดียวกัน (รายละเอียดเพ่ิมเติมดู
หัวขอกอนหนานี)้

ภาพที่ 12 แผนผงั ปราสาทแมบ ุญตะวนั ออก
ท่ีมา: remorkmoto [นามแฝง], East Mebon Temple, เขาถึงเม่ือ 2 ตุลาคม 2558, เขาถึงไดจาก

http://remorkmoto.com/temples-of-angkor/angkor-large-circuit/east-mebon-temple/

รปู แบบทางศลิ ปะและสถาปตยกรรม
ศิลปะเขมรน้ันแพรหลายในประเทศกัมพูชาและประเทศใกลเคียงในระหวางพุทธ

ศตวรรษท่ี 12-18 เกิดขนึ้ ภายใตศ ิลปะอนิ เดีย ในระยะแรกมลี กั ษณะคลา ยศิลปะอินเดียมาก ตอมามี
ความเปนตัวของตัวเองมากข้ึน มีระเบียบและความงามชนิดที่ไมปรากฏในศิลปะอินเดีย แตยังคง

จารกึ แมบ่ ุญตะวนั ออก • 3389

รกั ษาความไดสัดสวนไวเสมอ77 การแบงยุคทางประวัติศาสตรศ ลิ ปะของประเทศกัมพูชาสามารถแบง
ตามยุคสมยั ทางประวัติศาสตรเปนหลกั ใหญๆ ไดด งั น7้ี 8

1. ศลิ ปะสมยั กอนเมอื งพระนคร (ราวพทุ ธศตวรรษที่ 12-14)
2. ศลิ ปะสมยั เมอื งพระนคร (ราวพทุ ธศตวรรษที่ 14-20)
3. ศลิ ปะสมยั หลงั เมืองพระนคร (ราวพทุ ธศตวรรษท่ี 20 เปนตน มา)
ยุคสมัยทางศิลปะดังกลาวมานี้ นอกจากจัดกลุมตามประวัติศาสตรแลวยังสามารถ
จัดเปนศิลปะยอยๆ ตามสถานท่ีหรือศาสนสถานสําคัญท่ีมีงานศลิ ปกรรมนน้ั ๆ ตามวิวัฒนาการหรือ
ความแตกตางของรูปแบบซงึ่ โดยเฉพาะอยา งย่งิ สถาปต ยกรรม ลวดลายเคร่ืองประดับ ภาพสลักนูน
ต่ํา และประตมิ ากรรมลอยตัว ที่สืบเนื่องตอ กันมาอยางเห็นไดชดั ปราสาทแมบุญตะวนั ออกซึ่งสราง
ขึ้นในรัชสมยั ของพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 อยูในชวงเมืองพระนคร ซ่ึงพัฒนาการทางศลิ ปกรรม
ในชว งสมยั เมืองพระนครตามลาํ ดับกอน-หลงั สามารถกําหนดได ดังน7้ี 9
1. ศลิ ปะกเุ ลน (แบบหัวเล้ียวหัวตอ ราว พ.ศ.1370-1420)
2. ศิลปะพระโค (ราว พ.ศ.1415-หลัง พ.ศ.1433)
3. ศลิ ปะบาแคง็ (ราว พ.ศ.1433-1465)
4. ศลิ ปะเกาะแกร (ราว พ.ศ.1465-1485)
5. ศลิ ปะแปรรูป (ราว พ.ศ.1490-1510)
6.ศลิ ปะบนั ทายสรี (ราว พ.ศ.1510-ราว พ.ศ.1540)
7. ศลิ ปะคลัง (เกลยี ง) (ราว พ.ศ.1505-1550)
8. ศลิ ปะปาปวน (ราว พ.ศ.1550-1620)
9. ศิลปะนครวัด (ราว พ.ศ.1640-1715)
10. ศิลปะบายน (ราว พ.ศ.1720-ราว พ.ศ.1770)

ปราสาทแมบญุ ตะวันออกจดั เปน บทโหมโรงของรูปทางสถาปตยกรรมที่มีความกาวหนา
อยางมากในรชั สมัยพระเจาราเชนทรวมมันที่ 2 และมีความเจริญถึงขีดสุดในสถาปตยกรรมปราสาท
แปรรูป ดังน้ันนักวิชาการชาวฝรั่งเศสจึงเลือกใชปราสาทแปรรูปท่ีสรางขึ้นในรัชสมัยของพระเจา
ราเชนทรวรมันที่ 2 เปนตัวแทนของศิลปกรรมในชวงเวลานี้ ปราสาทแมบุญตะวันออกจึงจัดเปน
ศิลปะแบบแปรรูป (Pre Rup Style) ซ่ึงศิลปะแบบแปรรปู น้ีกําหนดอายุในราวปลายพุทธศตวรรษที่
15 ถึงตนพุทธศตวรรษที่ 16 หรือ พ.ศ.1490-ราว พ.ศ.1510 ชื่อรูปแบบทางศลิ ปะมาจากปราสาท

77หมอ มเจา สุภทั รดิศ ดศิ กลุ , ประวตั ศิ าสตรศ ลิ ปะประเทศใกลเ คียง, 221.
78รงุ โรจน ธรรมรงุ เรอื ง และศานติ ภกั ดีคาํ , ศิลปะเขมร, 36.
79เรือ่ งเดยี วกัน.


Click to View FlipBook Version