จารกึ แมบญุ ตะวันออก
พระเทพสวุ รรณเมธี (สชุ าติ กิตตฺ ปิ โฺ )
จารกึ แมบ่ ุญตะวนั ออก
พระเทพสวุ รรณเมธี (สุชาติ กิตตฺ ปิ ญโฺ )
จารกึ แม่บญุ ตะวันออก
หนังสอื อ่านประกอบการเรยี นวิชา 105 411 สนั สกฤตพ้ืนฐาน,
000 119 ภาษาสันสกฤตชน้ั สงู , 602 106 พระพุทธศาสนาเถรวาท,
602 307 พระพุทธศาสนามหายาน, 000 158 ประวตั ิพระพุทธศาสนา
ISBN 978-616-300-392-8
พิมพ์ครั้งแรก : มิถนุ ายน 2561 จำ�นวน 500 เล่ม
เรยี บเรยี ง :
พระเทพสวุ รรณเมธี (สุชาติ กติ ตฺ ิปญฺโ ป.ธ.8, พธ.บ. (ปรัชญา), ศศ.ม. (ภาษาสนั สกฤต),
พธ.ด. (พระพุทธศาสนา))
พิมพ์/ตรวจทาน :
พระมหาปราโมทย์ วิรยิ ธมโฺ ม (แกว้ นา) ป.ธ.9, ศศ.ม. (จารึกภาษาตะวนั ออก),
ศศ.ด. (ภาษาสนั สกฤต)
จดั พมิ พ์โดย :
กองทนุ สมเด็จพระพทุ ธชนิ วงศ์ เพ่อื การเผยแผ่พระพุทธศาสนา
มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตบาฬศี ึกษาพทุ ธโฆส นครปฐม
ผ้เู ช่ยี วชาญ/คณะกรรมการกล่นั กรอง (Peer Review)
พระราชปริยัติมนุ ี, ผศ.ดร. พระมหาหรรษา ธมมฺ หาโส, รศ.ดร.
ผศ.รท.ดร.บรรจบ บรรณรจุ ิ รศ.ดร.ส�ำ เนยี ง เล่อื มใส
ผศ.ดร.ชาญณรงค์ บญุ หนุน ผศ.ดร.สมบัติ มงั่ มีสุขศริ ิ
ผศ.ดร.มนตรี สิระโรจนานันท์ ผศ.รังษี สทุ นต์
รศ.ดร.เวทย์ บรรณกรกลุ รศ.ดร.สวุ ญิ ช์ รกั ษ์สตั ย์
พิมพท์ ี่ :
นติ ธิ รรมการพิมพ์
76/251-3 หม่ทู ่ี 15 ต.บางม่วง อ.บางใหญ่ จ.นนทบรุ ี 11140
โทร. 0-2403-4567-8, 0-2449-2525, 081-309-5215
e-mail : [email protected], [email protected]
จารึกแม่บญุ ตะวนั ออก • (3)
อุยโยชนกถา
ปาตฺถวิทสู ํหีโร วตฺตา สจุ ิ อมจฺฉโร
จตกุ ฺกมปรจิ จฺ าค ี เทสกสสฺ หิตุสฺสุโกติ.
บคุ คลผรู้ อู้ รรถแห่งปาฐะ ผมู้ ัน่ คงไม่งอ่ นแง่น ผกู้ ล่าวสอน เปน็ ผูส้ ะอาด
ไมต่ ระหนี่ ไมส่ ละสง่ิ สำ�คัญ 4 อยา่ ง เปน็ ผ้แู สดง ผ้คู ลอ้ ยตามประโยชนเ์ กือ้ กลู .
ข้อความดังกล่าวนี้ ปรากฏใน คนั ถารมั ภกถา วินัยปิฎก วชิรพุทธฎิ ีกา มเี นือ้ หา
แสดงคุณสมบัติหรือองค์คณุ ของนกั ศกึ ษาและนักวชิ าการ โดยเฉพาะผนู้ ำ�เสนอความร้ทู าง
ศาสนา หากนกั ศกึ ษาและนกั วชิ าการประกอบดว้ ยคณุ สมบตั ดิ งั กลา่ วขา้ งตน้ นี้ ผลงานทเ่ี กดิ
ขึ้นก็จะมลี ักษณะตามผู้น�ำ เสนอ
ขออนโุ มทนา พระเทพสวุ รรณเมธี (สุชาติ กิตตฺ ิปญโฺ ญ ป.ธ.8, พธ.บ., ศศ.ม., พธ.ด.)
รักษาการผู้อำ�นวยการหลักสูตรบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส นครปฐม ได้ผลิตผลงานทางวิชาการ “จารึกแม่บุญตะวัน
ออก (The East-Mebon Inscription)” ซง่ึ สามารถใชป้ ระกอบการศกึ ษาบาลแี ละสนั สกฤต
สำ�หรับนิสิตในหลักสตู รบาลพี ุทธศาสตร์ ได้เป็นอยา่ งดี
(สมเดจ็ พระพทุ ธชินวงศ์)
รองอธกิ ารบดมี หาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วทิ ยาเขตบาฬศี ึกษาพุทธโฆส นครปฐม
(4) • จารึกแม่บุญตะวนั ออก
คํานาํ
จารึกแมบุญตะวันออก (The East-Mebon Inscription) เปนจารึกสมัยพระนคร
(Angkorian Period) ท่ีพบในอาณาจักรกัมพูชา จารึกหลักน้ีรจนาดวยภาษาสันสกฤตในปลายพุทธ
ศตวรรษที่ 15 เนื้อหาในจารึกแสดงปมหาศกั ราช 874 ซึ่งตรงกับปคริสตศักราช 952 (L. Finot,
1925: 310) ชว งเวลาดงั กลาวนอี้ ยูในรัชสมยั ของพระเจา ราเชนทรวรมนั ท่ี 2
ในยุครัชสมัยพระเจาราเชนทรวรมัน ท่ี 2 (ค.ศ.944-968) ถือวาเปนยุคสมัยหนึ่งท่ีปรากฏ
จารึกเปนจํานวนมาก George Cœdès ไดร วบรวมจารึกของพระเจาราเชนทรวรมัน ท่ี 2 ท่ีพบใน
ราชอาณาจักรกัมพูชา ไวในหนังสือ Inscriptions du Cambodge ทั้ง 7 เลม ( George Cœdès,
1966) พบวา มีจารกึ เทาทร่ี วบรวมไดท้ังหมด 15 หลกั สวนจารกึ ที่พบในประเทศไทย ซึ่งเปนจารึก
ของพระเจาราเชนทรวรมนั ที่ 2 และจารกึ ของ บุคคลอืน่ ที่ปรากฏพระนามของพระเจาราเชนทรวร
มัน ท่ี 2 มีท้งั หมด 8 หลกั (ชะเอม แกว คลาย, 2543:3)
สาเหตุท่ีพบจารึกมากในสมัยพระเจาราเชนทรวรมัน ท่ี 2 ท้ังนี้เพราะชวงตนรัชกาล
พระเจาราเชนทรวรมัน ท่ี 2 ทําสงครามมาโดยตลอด จนกระท่ังสูรบมีชัยชนะขาศึกอยางราบคาบ
บานเมืองจึงสภู าวะความสงบเจริญรงุ เรือง ดวยเหตุนก้ี วีจึงแตงคําประพันธสดดุ ีพระเจาราเชนทรวร
มัน ท่ี 2 ในรูปของจารึกเพื่อแสดงความรุงเรืองของพระมหากษัตริยพระองคน้ี ซ่ึงในบรรดาจารึก
ทั้งหมดท่ีคนพบจารึกแมบุญตะวันออกนับวาเปนจารึกหลักหน่ึงท่ีมีความสําคัญมากในรัชสมัยของ
พระเจาราเชนทรวรมัน ที่ 2 ชื่อของจารึกแมบุญตะวันออกเปนช่ือที่เรียกตามชื่อปราสาทที่คนพบ
จารกึ หลักนี้ คือท่ีปราสาทแมบ ุญตะวันออก ปราสาทหลังนี้ต้ังอยูใกลกับนครธม (Mahesh Kumar
Sharan, 1974: 103) ตัวปราสาทแมบ ญุ ตะวนั ออกสรา งขน้ึ กลางบารายตะวันออก มีลักษณะเปนวัด
ภขู า (กรมศลิ ปากร, 2536: 99)
จารึกแมบญุ ตะวนั ออกมเี น้ือหาขนาดยาว คอื มี 218 โศลก ปริมาณเน้ือหาที่ยาวรองจาก
จารึกแปรรปู ทีม่ ี 298 โศลก ซึ่งเปนจารึกอกี หลกั หน่งึ ในสมัยพระเจาราเชนทรวรมัน ที่ 2 เน้ือหาของ
จารึกแมบ ุญตะวันออก เปนการยกยองพระเจาราเชนทรวรมัน ที่ 2 ดังเน้ือความตอนหน่ึงในโศลกที่
13 ความวา
1
จารกึ แม่บุญตะวนั ออก • (52)
लीीणते राशं ोिधकमधरयन ् दोषाकारो ลกฺษมนี ฺตีกฺษเฺ ณตรางโฺ ศรธกิ มธรยนฺ ธฺวสฺตโทษานฺธกาโร
वन प् ानवु ं किटततपसा तने पा जानाम ।् วทธฺ นฺ นฺ ปทมฺ านวุ นธฺ ํ ปรฺ กฏิตตปสา เตน ปตฺยา ปรฺ ชานามฺ |
दवे याामिदािवसकर इवोािदतः कयपने เทวยานฺ ตสฺยามทติ ยฺ านฺ ทวิ สกร อิโวตฺปาทติ ะ กศฺยเปน
ीमाजे वाव िनपितरभवजे सामाकरो ॥१३॥ ศรฺ มี ทฺราเชนทฺ ฺรวรมฺ ฺมาวนิปตริ ภวตฺเตชสามากโร ยะ || 13
(L. Finot, 1925)
คาํ แปล : พระราชาทรงพระนามวา “พระเจาราเชนทรวรมนั ” ผูข ณะท่ีทรงไวซง่ึ ความงดงาม
ท่ีเหนือกวา รัศมีของพระจันทร ผูไมมีขอบกพรอ งและความดางพรอ ย ขณะท่ีผูกเอาไวซ่ึงพวงมาลัย
แหงดอกบวั ดวยตบะที่ถูกทําใหปรากฏแลว ไดถูกทําใหเกิดขึ้นแลวโดยพระเจาแผนดินพระองคนั้น
ในมเหสีพระองคนน้ั เหมอื นพระอาทติ ยถูกทําใหเกิดในนางอทิตโิ ดยฤษีกัศยปะ พระเจาราเชนทรวร
มันนน้ั ไดเ ปนบอ เกิดแหงอํานาจทัง้ หลาย
ขอ ความจากศลิ าจารึกแมบ ุญตะวันออกน้มี ีท้ังหมด 2 ดาน ดานท่ี 1 (A) มีอักษรจารึก
57 บรรทัด จํานวน 103 โศลก ดานที่ 2 (B) มีอักษรจารึก 58 บรรทัด จํานวน 115 โศลก รวม
ทงั้ หมดมีจารกึ 115 บรรทัด 218 โศลก มขี อความทคี่ อนขางสมบูรณ ขาดหายไปบางเพียงบางสวน
เทานั้น ทําใหเราทราบถึงใจความสําคัญของจารึกที่คอนขางครบถวน จารึกนี้แตงเปนฉันทลักษณ
ท้ังหมด 7 รูปแบบ คือ ศารทูลวิกรีฑิต วสนั ตดิลก อินทรวัชรา อุเปนทรวัชรา อุปชาติ อนุษฏภ
และสรัคธรา (Mahesh Kumar Sharan, 1981: 39) ซึ่งเนื้อหาอันเปนสาระสาํ คญั นั้นสามารถแบง
ออกได ดงั นี้
บทรอ ยกรองภาษาสันสกฤตในดานที่ 1 (A) เรม่ิ ตนดว ยปณามพจน (บทสดดุ ี) 7 โศลก
โดยโศลกท่ี 1, 2 และ 4 เปน การแสดงความนอบนอมบชู าและสดดุ ีตอพระศิวะ โศลกท่ี 3 กลาวสดุดี
พระแมเ คารี โศลกท่ี 5-7 ไดก ลาวสดุดตี อพระวิษณุ พระพรหม และพระแมคงคา ตามลําดับ เน้ือหา
สาระในสวนน้ีนอกจากจะกลาวสดุดีถึงนามเทพเจาดังกลาวแลว ยังไดชใ้ี หเห็นประวัติและลักษณะ
สําคัญของเทพแตละองค ท้ังน้ียังไดแฝงไปดวยเร่ืองของลัทธิความเชื่อ ปรัชญาทางศาสนา รวมถึง
เรอ่ื งการกําเนิดโลกอีกดว ย
เน้ือหาของจารกึ แมบุญตะวันออกในโศลกท่ี 8-12 ไดกลาวอางถึงความชอบธรรมใน
ความเปนกษัตริยท่ีไดครองราชยปกครองพระราชอาณาจกั รของพระเจาราเชนทรวรมัน ท่ี 2 โดย
อางถึงความเปนมาแหงสายสกุลของพระองควา พระนางสรัสวดีผูเปนพระราชนัดดาของพระเจา
พาลาทิตยะผูมพี ระเกียรติยศขจรไปไกล ผูทรงครองเมืองอนินทติ ปุระ ซึ่งสืบวงศมาจากเกาณฏินยะ
และนางโสมา ไดอภิเษกสมรสกับพระสวามีนามวาวิศวรูปะซึ่งเปนพราหมณผูประเสริฐ ตอมาได
ประสูตพิ ระธิดาพระองคหน่ึง เม่อื พระธิดาไดอภิเษกสมรสกับพระเจามเหนทรวรมันจึงทรงพระนาม
วามเหนทรเทวี และทัง้ สองพระองคก ็ใหป ระสูตพิ ระเจา ราเชนทรวรมันท่ี 2
(6) • จารกึ แม่บุญตะวนั ออก 3
โศลกท่ี 13-200 ไดกลาวถึงคุณลักษณะของพระเจาราเชนทรวรมัน ท่ี 2 วา ทรงเปนผู
รุงเรืองดุจพระอาทิตย บริสุทธ์ิดุจพระจันทรที่เกิดจากทะเลนํ้านม (การกวนเกษียรสมุทร) ซ่ึง
พระราชาทั้งหลายควรนอ มไหว ทรงเปน ผมู ีพระราชอาํ นาจ มีความงดงามเหนือกวากามเทพ มีความ
เจรญิ รงุ เรอื งข้นึ ทกุ ๆ วันตั้งแตทรงพระเยาว ทรงเพียบพรอมไปศิลปะวิทยา ไดศึกษาความรูจากลัทธิ
ตางๆ รวมถึงพุทธศาสนา แตพระองคทรงเปนผูม่ันคงทรงมีพระราชศรัทธาและภักดีอยา งสูงสุดตอ
พระศิวะผูเปนเทพเจาสูงสุดเทานั้น พระองคทรงชํานาญในการรบพรอมทั้งยุทธวิธีโดยไดรับ
คําแนะนําจากผูรอบรูในดานตางๆ รวมทั้งศาสตราวธุ ตางๆ มีดาบและธนูเปนตน พระองคทรงเลา
เรยี นพระเวททั้งสี่ และไดท รงทําการบูชาอยเู ปนนิจนับครง้ั ไมถวน ทรงไตรตรองขอบกพรองที่จะพึง
มีของพระองคเ สมอและทรงประกอบดวยคณุ ธรรม จากน้ันไดพรรณนาถึงการเดินกระบวนทัพและ
การรบของพระองครวมถึงการรบท่ีมีชัยชนะเหนืออาณาจักรจัมปา ท้ังยังมีหลักปรัชญา หลักการ
ดาํ เนินชวี ติ และหลกั การปกครองของพระองคป รากฏอยูอีกดว ย
โศลกท่ี 201-218 มีเน้ือหาเก่ียวกับเร่ืองที่พระเจาราเชนทรวรมัน ท่ี 2 ทรงถวาย
เครอื่ งใชสอยและส่ิงตา งๆ ในการประกอบพธิ ีกรรมบนภูเขาสิทธศิวปุระ สรา งศิวลงึ คและรปู ประติมา
ใหแ กพระราชบิดาและพระราชมารดา ทําพิธีเบิกพระเนตรเทวรปู ท้ังหลายท้งั ในที่อื่นดว ยพรอมดวย
ของบูชาอีกหลายอยาง ท้ังไดทรงบําเพ็ญบุญแกพระเจาแผนดินในอดีตท้ังหลาย ในโศลกสุดทาย
บนั ทกึ ชว งเวลาขึ้น 11 คาํ่ ในเดอื นมาฆะ มีการประดษิ ฐานลึงคที่ช่ือวา ศรีราเชนเทรศวระ พรอ มกับ
สรางรูปเคารพของพระวิษณุ พระศิวะ และพระพรหมา
จากการศกึ ษา ชวยทาํ ใหเ ห็นมองเห็นบริบททางประวัติศาสตรในรัชสมัยพระเจาราเชน
ทรวรมัน ที่ 2 ไดชัดเจนข้ึน สาระสําคัญในดานการเมืองการปกครองที่สะทอนจากเน้ือหาจารึกแม
บุญตะวันออก กวีบันทึกประวัติและสายสกุลของพระเจาราเชนทรวรมัน ที่ 2 วามีสิทธิชอบธรรมที่
พระองคจ ะเปนกษัตริย และเม่ือพระองคข ึ้นครองราชย การแผขยายอาณาจักร และการปกครอง
ผูคนใหอยูในอํานาจก็เปนหนาท่ีท่ีพระองคทรงวางแผนปกครองแผนดินจนมีความรุงเรืองเปน
ปกแผน เน้ือหาหลายบทในจารึกบันทึกการสูรบโดยท่ีพระองคมีชัยชนะเหนือขาศึก และพระองคก็
ทรงเปนตน แบบทด่ี งี ามใหชาวโลกยอมรบั อํานาจ กวยี ังกลา ววา พระเจาราเชนทรวรมนั ท่ี 2 ทรงรูจัก
เสียสละเพ่ือสวนรวม ซึ่งเปนลักษณะผูนําท่ีนายกยอง เนื้อหาจารึกแมบุญตะวันออก ยังบันทึก
รายละเอียดในเรื่องศาสนา และความเช่ืออยูมากพอสมควร ผลการศึกษาแสดงขอมูลอยางชัดเจน
วาไศวนิกายเปนความเช่ือหลักในยุคสมัยนี้ นอกจากน้ียังมีแนวคิดเรื่องตรีมูรติ คือ พระเปนเจาท้ัง
สามองคของศาสนาพราหมณ ความเชื่อเรื่องศักติ ท่ีระบุนามของพระเทวีซึ่งเปนพระชายาของ
มหาเทพ ความเชอ่ื ในเรือ่ งพระศรหี รือพระลักษมีวา สถิตอยูกับพระมหากษัตริยที่มีโชค มอี ํานาจและ
ความรงุ เรือง รวมทงั้ ปรัชญากระแสตางๆ ท่ีเก่ียวของกับการนับถือพระศิวะดวย เนื้อหาจารึกแมบุญ
จารึกแมบ่ ุญตะวนั ออก • (744)
ตตะะววนนัั ออออกกยยงังั กกลลาา ววถถึงึงศศาาสสนนาาพพุททุ ธธรรววมมออยยกกูู ับับศศาาสสนนาาพพรราาหหมมณณ ซซึ่่ึงงสสะะททออนนใใหหเเหห็็นนววาาสสมมััยยพพรระะเเจจาารราาเเชชนน
ททรรววรรมมัันน ทท่ีี่ 22 นนออกกจจาากกไไศศววนนิิกกาายยจจะะเเปปนนคคววาามมเเชช่ื่ืออหหลลัักก ศศาาสสนนาาออื่ื่นนเเชชนนศศาาสสนนาาพพุุททธธกก็็มมีีผผคูคู นนนนัับบถถืืออออยยูู
ดดววยยเเชชนนกกัันนใในนสสมมััยยนนั้ั้นน สสววนนสสาารระะสสํําาคคััญญใในนดดาานนปปรระะเเพพณณีีววััฒฒนนธธรรรรมมใใหหขขออมมููลลเเกกี่่ียยววกกัับบรราาชชปปรระะเเพพณณีี
สสาําํ หหรรบัับพพรระะมมหหาากกษษตตัั รริยิย โโดดยยมมาากกเเกกย่ีย่ี ววขขอองงกกบับั พพธธิิ ีกีกรรรรมมททาางงศศาาสสนนาาพพรราาหหมมณณไไ ศศววนนิิกกาายยเเปปนนหหลลัักก แแลละะทท่ีี่
นนาา สสนนใใจจกกววบีบี นนัั ททึกึกววาา รราาชชสสําาํ นนัักกขขอองงพพรระะเเจจาา รราาเเชชนนททรรววรรมมนััน ทท่ีี่ 22 มมีีกกรระะจจกกเเงงาาใใชชดด ววยย ผผลลกกาารรศศึึกกษษาา
สสรรปุุปไไดดววาา สสาารระะสสาําํ คคัญัญใในนจจาารรกึกึ แแมมบบ ุุญญตตะะววันันออออกกททํําาใใหหเเหห็็นนรรอองงรรออยยททาางงปปรระะววััตติิศศาาสสตตรรรรัชชั สสมมััยยขขอองงพพรระะ
เเจจาารราาเเชชนนททรรววรรมมนันั ททีี่่ 22 พพรระะมมหหาากกษษตัตั รริยยิ ททย่ย่ีี งิิ่ง่ ใใหหญญทที่สีส่ ดดุุ อองงคคหห นน่งึงึ่ ขขอองงออาาณณาาจจกัักรรกกััมมพพชูชู าาไไดดชช ดััดเเจจนนขขนึ้้นึ
ใในนกกาารรเเรรีียยบบเเรรีียยงงจจาารรึึกกแแมมบบุุญญตตะะววัันนออออกกนนีี้้ ใใชชตตนนฉฉบบัับบกกาารรปปรริิววรรรรตตจจาากกหหนนัังงสสืืออ SSeelleecctt
CCaammbbooddiiaann IInnssccrriippttiioonnss ((TThhee MMeebboonn AAnndd PPrree rruupp IInnssccrriippttiioonnss OOff RRaajjeennddrraa VVaarrmmaann IIII)) ขขอองง
มมเเหหศศ กกุุมมาารร ศศรรััณณ หหนนาา 4411--6677 ซซึง่่ึงปปรริิววรรรรตตดดววยยออัักกษษรรโโรรมมัันน แแลละะ หหนนาา 119933--221188 ซซึึ่่งงปปรริิววรรรรตตดดววยย
ออัักกษษรรเเททววนนาาคครรีี โโดดยยเเททีียยบบเเคคยียี งงกกัับบหหนนัังงสสืืออ IInnssccrriippttiioonnss dd’’AAnnggkkoorr ขขอองง หหลลุุยยสส ฟฟโโนนตต หหนนาา 331111--
333311 ซซึ่ึ่งงปปรริิววรรรรตตดดววยยออัักกษษรรโโรรมมัันน โโดดยยเเบบ้้ืือองงตตนนไไดดททํําากกาารรปปรริิววรรรรตตตตนนฉฉบบัับบจจาากกออัักกษษรรโโรรมมัันน เเปปนน
ออกัักษษรรไไททยยกกออ นนแแลลวว จจึึงงไไดดเเรรียียบบเเรรีียยงงเเนนืื้้ออหหาาสสาารระะ จจาากกโโศศลลกกเเหหลลาานน้นัน้ั แแลละะเเมมื่่อือปปรรวิวิ รรรรตตเเปปนนออัักกษษรรไไททยย
พพรรออ มมททง้้ังั แแปปลลเเปปนนสสําาํ นนววนนไไททยยแแลลวว ผผเเูู รรีียยบบเเรรียียงงพพิจิจาารรณณาาเเหห็็นนววาา ถถาาปปรรวิิวรรรรตตกกลลับับไไปปเเปปนนออัักกษษรรเเททววนนาาคครรีี
ออีีกกสสววนนหหนน่่ึึงง กก็็จจะะททํําาใใหหเเกกิิดดออรรรรถถรรสส แแลละะมมีีคคุุณณคคาายยิิ่่งงขขึ้ึ้นน จจึึงงมมีีททัั้้งงออัักกษษรรโโรรมมัันน ออัักกษษรรเเททววนนาาคครรีี
ออกักั ษษรรไไททยย แแลละะคคาํําแแปปลล
ขขาาพพเเจจาาขขออกกรราาบบขขออบบพพรระะคคุุณณ เเจจาาปปรระะคคุุณณสสมมเเดด็็จจพพรระะพพุุททธธชชิินนววงงศศ,, ศศ..ดดรร.. ((สสมมศศัักกดด์ิ์ิ
ออุุปปสสโโมม)) รรอองงออธธิิกกาารรบบดดีีมมหหาาววิิททยยาาลลััยยมมหหาาจจุุฬฬาาลลงงกกรรณณรราาชชววิิททยยาาลลััยย ววิิททยยาาเเขขตตบบาาฬฬีีศศึึกกษษาาพพุุททธธโโฆฆสส
นนคครรปปฐฐมม ทท่่ีีไไดดเเมมตตตตาาเเขขีียยนนคคํําานนิิยยมม ขขออขขออบบคคุุณณรรอองงศศาาสสตตรราาจจาารรยย ดดรร..เเววททยย บบรรรรณณกกรรกกุุลล ทท่ีี่ใใหห
คคํําาแแนนะะนนํําาแแลละะเเขขีียยนนคคํําาปปรราารรภภ พพรรออมมททั้ั้งงขขออขขออบบคคุุณณพพรระะมมหหาาปปรราาโโมมททยย ววิิรริิยยธธมมฺฺโโมม ((แแกกววนนาา)) ทที่ี่ชชววยย
เเรรีียยบบเเรรีียยงงพพิิมมพพแแลละะพพิิสสููจจนนออัักกษษรร พพรระะมมหหาาพพิิททัักกษษ ออชชิิโโตต ชชววยยใในนกกาารรปปรริิววรรรรตตเเปปนนออัักกษษรรเเททววนนาาคครรีี ใในน
เเบบ้้ืือองงตตนน แแลละะขขออขขออบบคคุุณณคคณณะะกกรรรรมมกกาารรกกอองงททุุนนอองงททุุนนสสมมเเดด็็จจพพรระะพพุุททธธชชิินนววงงศศ เเพพื่่ืออกกาารรเเผผยยแแผผ
พพรระะพพุุททธธศศาาสสนนาา ทท่ี่ีสสนนัับบสสนนุุนนกกาารรจจััดดพพิิมมพพหหนนัังงสสืืออนนเ้ีี้เผผยยแแพพรร ขขออใใหหคคณุณุ งงาามมคคววาามมดดีีออัันนเเกกิิดดจจาากกกกาารรไไดด
เเรรีียยบบเเรรยียี งงจจาารรกึกึ แแมมบบ ุญญุ ตตะะววันนั ออออกกคครร้งงัั้ นน้้ีี จจงงออําํานนววยยผผลลใใหหททกกุุ ททาานนมมีปปี ญญ ญญาาบบาารรมมเเีี พพม่ิ่มิ พพนูนู ยยงิง่ิ่ ๆๆ ขขึ้นนึ้ ไไปป
พพรระะเเททพพสสวุุวรรรรณณเเมมธธีี ((สสุชุชาาตติิ กกติติ ฺตตฺ ปิิปฺโโฺ ญญ,, หหววลลจจติติ ตต))
ปป..ธธ..๘๘,, พพธธ..บบ.. ((ปปรรัชัชญญาา)),, ศศศศ..มม.. ((ภภาาษษาาสสันันสสกกฤฤตต)),, พพธธ..ดด.. ((พพรระะพพุทุทธธศศาาสสนนาา))
มมมหหหาาาวววทิ ิททิ ยยยาาาลลลัยัยยั มมมหหหาาาจจจุฬุุฬฬาาาลลลงงงกกกรรรณณณรรราาาชชชวววิททิิทยยยาาาลลลยั ยััยวทิ ววยิทิทายยลาาผผผยัเเอููอขข้อูเขาํําตต�ำ ตนนนบบบวววาายยายฬฬฬกกกีีศศาาีศาึกึกรรรึกษษหหหษาาลลล๑๑าพพกัักกัพุททุ๑สสสทุมมธธูตตูตู มธอโโนีนีรรรฆฆโนีาบบาาบฆสสจาคคณัณััณสคามมรฑฑมนนฑนยติิตคคิตค๒๒๒ป์ ศศรรศร๕๕ร๕ปปกกึึปึกะ๖๖๖ษฐษฐษฐจ๑๑มม๑มาาาำ�
(8) • จารึกแมบ่ ุญตะวันออก
สารบัญ
อุยโยชนกถา : สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศกั ด์ิ อุปสโม), ศ.ดร. หนา้
คำ�น�ำ (3)
สารบัญ (4)
(8)
จารกึ แมบ่ ญุ ตะวนั ออก : ภาพสะทอ้ นประวัติศาสตรใ์ นรัชสมัยพระเจา้ ราเชนทรวรมนั ท่ี 2 1
บทท่ี 1 ความนำ� …………………………………………………………..............................……................ 1
บทท่ี 2 ศลิ ปะและสถาปตั ยกรรมปราสาทแมบ่ ุญตะวันออก .………………...…..............…....... 9
สังเขปประวัติอาณาจกั รเขมรโบราณ ..............…………………….....……….............……… 10
1. สมัยกอ่ นเมืองพระนคร หรอื อาณาจักรเจนละ .…………..….....…...................... 11
2. สมยั เมืองพระนคร ................................................………........................………. 15
ตำ�แหนง่ ทีต่ ง้ั .……………..…………………………………………………..………....................….. 23
ความเป็นมาและลกั ษณะทว่ั ไปของปราสาทแม่บุญตะวันออก ………….….................. 25
ทม่ี าของรปู แบบศิลปะและสถาปัตยกรรม …………………..................…………….………. 26
คตแิ ละความหมาย ..………………………………………...................………………................. 27
ส่วนประกอบทางสถาปตั ยกรรมปราสาทแมบ่ ญุ ตะวนั ออก .…………...................……. 29
แผนผังปราสาทแม่บญุ ตะวันออก .……………………………....................……….…………… 37
รปู แบบทางศลิ ปะและสถาปตั ยกรรม .…………………….....................……….................. 38
ผคู้ วบคมุ การก่อสรา้ ง …………………………………….....................………………….…………. 40
ความสำ�คัญของปราสาทแมบ่ ุญตะวนั ออก …………......................…………….…………… 40
ภาพสลกั เล่าเร่อื งราว ................................................................................................. 42
- ทับหลงั รูปพระอนิ ทร์ทรงช้างไอราวต ……...........................………………............ 42
- ทบั หลังรูปพระยมทรงกระบอื .......................................................................... 44
- ทบั หลงั รูปพระวรุณทรงหงส์ ............................................................................ 45
- ทบั หลังรูปเทพกเุ วรทรงสิงห์ ............................................................................ 47
- ทบั หลังรปู นรสิงหส์ ังหารหริ ณั ยกศปิ ุ ................................................................ 48
- ทับหลงั รปู คชลกั ษมี ......................................................................................... 49
- ประตมิ ากรรมรูปสตั ว์ลอยตัว …………………………………............................……… 50
จารกึ แมบ่ ญุ ตะวันออก • (9)
บทที่ 3 จารกึ แมบ่ ุญตะวันออก………………………........................………….…….…...……………… 55
ข้อมูลเกยี่ วกับจารึกแมบ่ ุญตะวันออก ....................................................................... 59
สาระสำ�คญั ของจารึกแมบ่ ญุ ตะวนั ออก ..................................................................... 61
การปริวรรตข้อความและการแปลความหมายจารกึ แม่บุญตะวนั ออก ...................... 62
- ขอ้ ความจารกึ ดา้ นที่ 1 A จำ�นวน 103 โศลก ……......................................….… 64
- ขอ้ ความจารึกด้านท่ี 2 B จำ�นวน 125 โศลก …….................................…….… 132
บทที่ 4 ภาพสะทอ้ นในจารึกแม่บญุ ตะวนั ออก .................................................................. 185
การเมืองการปกครอง ............................................................................................. 187
ประวตั แิ ละล�ำ ดบั วงศ์ของพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 ............................................. 188
รูปแบบการปกครอง …………………........................................................................... 193
การแผ่ขยายอาณาจักร ........................................................................................... 199
สภาพสังคม ............................................................................................................ 207
ศาสนาและความเช่อื .............................................................................................. 208
- ศาสนาพราหมณ์ ............................................................................................ 2 08
- ศาสนาพุทธ .................................................................................................... 248
ประเพณวี ฒั นธรรม ................................................................................................. 250
บทที่ 5 การศึกษาวิเคราะห์จารกึ แมบ่ ญุ ตะวนั ออกในเชิงวรรณศิลป์ ….........................… 261
การศกึ ษาจารกึ แม่บญุ ตะวันออกในเชงิ วรรณศิลปด์ ้วยทฤษฎีสนั สกฤต .................. 261
การประยุกต์ใช้ทฤษฎีวรรณคดสี นั สกฤตกับจารึก .................................................. 262
ทฤษฎีวรรณคดสี นั สกฤต ........................................................................................ 263
กวีและรปู แบบค�ำ ประพันธ์ ..................................................................................... 264
กวใี นราชส�ำ นกั กัมพูชาและพฒั นาการ ................................................................... 264
ภาษาท่ีใช้ประพนั ธใ์ นจารึกแม่บญุ ตะวันออก …………................……………….….….… 276
รปู แบบการประพนั ธ์ในจารึกแม่บญุ ตะวนั ออก ....................................................... 278
การประพันธโ์ ดยการเปลี่ยนชนิดฉนั ทเ์ พอื่ ถา่ ยทอดเหตุการณท์ ต่ี ่างกัน ................. 282
อลังการ .................................................................................................................. 287
อลังการด้านเสยี งทป่ี รากฏในจารกึ แม่บุญตะวนั ออก .............................................. 289
อลงั การดา้ นความหมายทปี่ รากฏในจารึกแม่บุญตะวันออก ................................... 298
กลุ่มที่ 1 อลงั การทแี่ สดงความหมายเปรยี บเทียบ ............................................ 300
(10) • จารึกแมบ่ ญุ ตะวันออก
กลุ่มที่ 2 อลังการทแี่ สดงความหมายในรปู พลงั จนิ ตนาการ .............................. 313
กลมุ่ ที่ 3 อลังการทแี่ สดงความหมายในการบรรยาย ........................................ 3 19
กลุ่มที่ 4 อลังการท่ีแสดงความหมายหลายระดบั …………..........................….… 321
กลุ่มท่ี 5 อลงั การท่ีแสดงความหมายแฝงนัยฯ .................................................. 3 27
บทที่ 6 บทสรุป ………...........................................................................…………………………. 335
รายการอา้ งองิ ........................................................................................................ 341
ภาคผนวก ตารางเทยี บอักษรและหลกั การปริวรรต ............................................... 351
จารกึ แม่บุญตะวนั ออก • 1
จารกึ แมบุญตะวันออก
ภาพสะทอ นประวัตศิ าสตรใ นรัชสมยั พระเจา ราเชนทรวรมันที่ 2
บทที� 1
ความนาํ
ดินแดนภาคพื้นเอเชียอาคเนย หรือท่ีรูจักในชื่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต (South East
Asia) ปจจุบันประกอบดวยประเทศท้ังหมด 11 ประเทศ พื้นที่ของแตละประเทศแบงออกเปน
แผนดนิ และหมูเกาะ ดนิ แดนแหง นไ้ี ดร บั วัฒนธรรมหลายอยา งจากประเทศอินเดียมาแตโ บราณกาล1
และในบรรดาประเทศที่ต้ังอยูในดินแดนเอเชียอาคเนย อาณาจักรเขมรหรือกัมพูชาสมัยโบราณก็
ไดร ับอารยธรรมอินเดยี มาอยางตอเน่ืองตัง้ แตช ว งตนครสิ ตกาล2 คอื ประมาณพุทธศตวรรษท่ี 5-6
เอกสารทางประวัติศาสตรของชาวจีนเรียกดินแดนที่เปนประเทศกัมพูชาในปจจุบัน
ตั้งแตแ รกวาอาณาจักรฟูนัน และตอมาราวปลายพุทธศตวรรษที่ 12 อาณาจักรฟูนันไดถูกผนวกเขา
กับอาณาจักรเจนละ3 ดังน้ัน ประเทศกัมพูชาจึงเปนประเทศท่ีพัฒนามาจากอาณาจักรที่สําคัญ 2
อาณาจักรคอื อาณาจักรฟนู ันและอาณาจักรเจนละ กลุมคนท่ีอาศัยอยูในอาณาจักรดังกลาวน้ีในสมยั
น้ันไดรับอิทธิพลอารยธรรมของอินเดยี ทางดานศาสนา หลักการปกครอง ศิลปะและสถาปตยกรรม
วฒั นธรรมประเพณีตางๆ เชนเดยี วกับอาณาจักรอื่นๆ ในบริเวณใกลเคียง รวมทั้งไดรับการถายทอด
รูปแบบอักษรและภาษา4อันเปนจุดเรม่ิ ตนการเขาสูยคุ ประวัติศาสตรใ นดินแดนแหงน้ี และขอความ
ในจารกึ ท่ีคนพบในประเทศกมั พชู าปจจุบนั และประเทศใกลเคยี งเปนสิง่ ยนื ยนั ในขอน้ีไดเปน อยางดี5
1กรณุ า-เรอื งอไุ ร กุศลาสยั , ภารตวิทยา, พมิ พครงั้ ท่ี 3 ปรบั ปรงุ แกไขเพิม่ เติม (กรงุ เทพฯ: ศยาม, 2537), 351-352.
2 R.C. Majumda and Chandra Ramesh, Kambuja-Deßa : An ancient Hindu colony in Cambodai , Reprint
(Philadelphia: Institute for the Study of Human Issues, 1980), 26.
3หมอ มเจา สภุ ทั รดศิ ดิศกลุ , ประวัตเิ อเชยี อาคเนย ถงึ พ.ศ.2000, พิมพครงั้ ที่ 4 (กรุงเทพฯ: สามลดา, 2549), 154.
4George Cœdès, The Indianized States of Southeast Asia , ed. Walter F. Vella; trans. Susan Brown Cowing
(Honolulu: East-West Center Press, 1968), 14-16.
5กังวล คัชชิมา, “คํายืมบาลีสันสกฤตในภาษาเขมร” (วิทยานิพนธปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาภาษาเขมร บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวทิ ยาลัยศิลปากร, 2548), 1-2.
1
2 • จารกึ แมบ่ ุญตะวันออก 2
ศิลาจารึกเขมรโบราณเกิดจากการบันทึกเรอื่ งราวตางๆ โดยมีกลุมบุคคลสําคญั ในการ
สรางงาน 3 กลุมใหญๆ คือ พระมหากษัตริยและพระราชวงศ นักบวชในศาสนา หรือขุนนางช้ัน
ผูใหญผมู ีอํานาจในสมัยนั้น ขอความที่จารึกมักเปนบทสรรเสริญเทพเจาหรือพระพุทธเจาและพระ
รัตนตรัย ยอพระเกียรติยศของกษัตริย บอกเลาภารกิจท่ีไดกระทํา ซึ่งสวนมากเปนการสราง
ถาวรวัตถุและของอุทิศในศาสนา ภาษาที่ใชมีทั้งภาษาสันสกฤต ภาษาบาลี และภาษาเขมรโบราณ
ในบรรดาภาษาท่ีใชจารึกเหลาน้ีภาษาสันสกฤตเปนภาษาที่สําคัญภาษาหน่ึงและมีการศึกษาอยาง
กวางขวางในราชสํานักกัมพูชาโดยเฉพาะกลุมพราหมณราชครูและพระราชวงศช ้ันสูง ในยุครัชสมัย
พระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 (พ.ศ.1487-1511)6 นบั วาเปนรัชสมัยหนึง่ ที่ปรากฏจารึกเปนจํานวนมาก
โดยเฉพาะจารึกสวนที่เปนภาษาสันสกฤต ท้ังนี้อาจเนื่องมาจากพระองคทรงเปนกษัตริยที่ย่ิงใหญ
พระองคห นงึ่ ของกัมพูชาในอดีต พระองคทรงแผขยายพระราชอํานาจออกไปอยางกวางขวาง จารึก
ไดกลาววา พระองคทรงโจมตีอาณาจักรจัมปาซ่ึงเปนอาณาจักรเกาแกบนคาบสมุทรอินโดจีนไวได
และความเปนกษัตริยนักรบผูย ิ่งใหญของพระองคปรากฏในจารึกหลักตางๆ อยูเปนจํานวนมาก ดัง
ขอ ความจากตัวอยา ง จารกึ ปราสาทพนมรงุ 3 ซ่งึ จารึกเปน อักษรเขมรโบราณ ภาษาสนั สกฤต วา
rajapits! tSy xru ae irpU[a<
hÄaR re[ cNdéceirva'!;>u ,
... n&peNÔ;e u m&geNÔivYyaeR
vÉvU yzï! Ir[rajis'!h>.
rajÆ apÆ atis tasya dhuro ripunÆ aá mÆ
harttaÆ ranáe candarucerivaÆnsæ áuhá |
… nrápendresuá mrgá endraviryyo
vabhuvÆ a yaßßríranaá rajÆ asinæhah á||7
ราชาปติสฺ ตสยฺ ธุโร ริปูณํา
หรฺตฺตา รเณ จนฺทรเุ จริวางฺษะุ |
…นฤฺ เปนเฺ ทรฺ ษุ มฤฺ เคนฺทรฺ วิรฺยโฺ ย
วภูว ยศฺศฺรรี ณราชสิงฺหะ ||
6กรมศิลปากร, ประวัติศาสตร-โบราณคดี กัมพูชา (กรุงเทพฯ: ประชาชน, 2536. จัดพิมพเนื่องในวโรกาสสมเด็จพระเทพ
รัตนราชสดุ าสยามบรมราชกุมารี เสดจ็ พระราชดาํ เนินทรงเปด พิพธิ ภัณฑสถานแหง ชาตพิ ิมาย 4 สิงหาคม 2536), 95.
7ตน ฉบับใชอักษรไทย ผูว ิจัยปรวิ รรตเปนอกั ษรโรมันเพอ่ื ความสมํ่าเสมอของงานวิจัย ดู กรมศิลปากรหอสมุดแหงชาติ, จารึกในประเทศไทย เลม 3 อักษรขอม
พุทธศตวรรษท่ี 15-16 (กรุงเทพฯ: ภาพพิมพ, 2529), 237.
จารกึ แมบ่ ญุ ตะวนั ออก • 33
คําแปล : ในบรรดากษัตริยท้ังหลาย พระองคทรงมีความกลาประดุจราชสีห จึงทรงเปน
พระยาราชสีหในสนามรบ ทรงเปนราชาธิบดีผูเปนเสาหลัก ทําลายเหลาศัตรูของพระองคซ่ึงเปน
ประดุจแสงสวา งของดวงจนั ทรส อ งเขาไปในสนามรบ
และความขอน้ีสอดคลองตองกันกับในจารึกแมบุญตะวันออกซ่ึงจารึกเปนอักษรเขมร
โบราณ ภาษาสนั สกฤต ดังโศลกที่ 193 วา
rÏu aNytje sae ySy padCDayamiziïyn,!
mre aeirvle apty> istCDaÇTyja=e inzm! .
ruddhaÆnyatejaso yasya padÆ acchaÆyaÆm aßißriyan |
merorivelaÆpatayas sitacchatratyajo nißam ||8
รทุ ธฺ านฺยเตชโส ยสฺย ปาทจฺฉายามฺ อศิศรฺ ิยนฺ |
เมโรรฺ อเิ วลาปตยะ สิตจฉฺ าตรฺ ตฺยโช’นิศมฺ ||
คําแปล : กษัตรยิ ทง้ั หลายไดละทิ้งเศวตฉัตรเขาไปพึ่งรมเงาแหงพระบาทของพระองค
ผูท รงบดบงั พระเดชของเหลากษตั ริยอ น่ื ผูเ ปรยี บประดจุ ดงั เขาเมรุ อยา งไมข าดสาย
จารกึ ของพระเจาราเชนทรวรมนั ที่ 2 จากหนังสือ Inscriptions du Cambodge9 ท้ัง 7
เลม และหนังสือ Inscription of Kambuja10 มีท้ังหมด 15 หลกั (ดูเพิ่มเติมในบทท่ี 2) สวนจารึกที่
พบในประเทศไทยซง่ึ เปนจารกึ ของพระเจา ราเชนทรวรมันท่ี 2 และจารึกของบุคคลอ่ืนท่ีปรากฏพระ
นามของพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 ซึ่ง ชะเอม แกว คลาย ไดร วบรวมไวม ีจํานวน 8 หลัก11 คือ
1. จารกึ บา นพงั พวย ปจ.3 พ.ศ.1487
2. จารึกเมืองเสมา นม.25 พ.ศ.1514
3. จารกึ สดก กอกธม 2 ปจ.4 พ.ศ.1595
4. จารึกพนมรุง 3 บร.18 พุทธศตวรรษท่ี 16
8Mahesh Kumar Sharan, Select Cambodian Inscriptions (The Mebon And Pre Rup Inscriptions of
Rajendravarman II ) (New Delhi: S.N. Publications, 1981), 64.
9George Cœdès, Inscriptions du Cambodge , vol.VIII (Hanoi: Imprimarie d’ Extrême-Orient, 1966) ; and Mahesh
Kumar Sharan, Select Cambodian Inscriptions (The Mebon And Pre Rup Inscriptions of Rajendravarman II ), 39.
10R.C. Majumdar, Inscription of Kambuja (Calcutta: The Asiatic Society, 1953).
11ชะเอม แกว คลาย, จารึกปราสาทแปรรปู (กรงุ เทพฯ: รุง ศลิ ปการพิมพ, 2543), 3.
4 • จารึกแมบ่ ญุ ตะวนั ออก 4
5. จารกึ วัดมะกอก ปจ.19 พทุ ธศตวรรษที่ 16
6. จารึกพนมรุง 6 บร.13 พทุ ธศตวรรษท่ี 16
7. จารึกพนมวัน 3 นม.1 พ.ศ.1625
8. จารึกพนมวนั 7 นม.6 พุทธศตวรรษที่ 17
นอกจากนี้ยังมีจารึกกัมพูชาอีกหลายหลักท่ีกลาวถึงพระนามของพระองค ในบรรดา
จารกึ ที่กลาวถึงขางตนนี้ จารึกแมบ ุญตะวันออก (Mebon Inscription of Rajendravarman) นบั วา
เปนจารึกที่มีความสําคัญมากหลักหนึ่งในรัชสมัยของพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 ซ่ึงยังไมมีผูแปล
ขอความเปนภาษาไทยอยางครบถวนสมบูรณ ชื่อของจารึกแมบุญตะวันออกเปนช่ือที่เรียกตามชื่อ
ปราสาทท่ีเปนแหลงคนพบจารึกหลักนี้ คือที่ปราสาทแมบุญตะวันออก จารึกบันทกึ ดวยอักษรขอม
โบราณ หรืออักษรเขมรโบราณ โดยแตงเปนบทรอยกรองภาษาสันสกฤตตลอดท้ังเรื่อง ซ่ึง หลุยส ฟ
โนต (Louis Finot) ไดจดั วางรปู แบบตามฉันทลักษณข องภาษาสันสกฤตได 218 โศลก12ดงั น้ี
ศารทูลวิกรีฑิตะ (ßaÆrduÆlavikrídáita) โศลกท่ี 1-4, 9-10, 12
วสนั ตดลิ ก หรือวสนั ตติลกา (vasantatilaka)Æ โศลกที่ 5-7
สรัคธรา (sragdhara)Æ โศลกที่ 8, 11, 13, 218
อนิ ทรวชั รา (indravajrā), อเุ ปนทรวัชรา (upendravajrā) และอปุ ชาติ (upajatÆ i)13
โศลกท่ี 14-104, 206-217
โศลก (ßloka) หรอื อนุษฏภ (anustá áubh) โศลกที่ 105-205
สันสกฤตเปนภาษาที่สละสลวยมากดวยถอยคําท่ีหลากความหมาย มีวิวัฒนาการได
นานาประการจากตนแบบภาษาในอินเดยี แมกระน้ันสันสกฤตก็เปนภาษาที่กระชับรัดกุม และอยู
ในขอบขายแหงไวยากรณอยางเครงครัด อันเปนหลักท่ีปาณินิ (นักไวยากรณสันสกฤต) ไดวาง
กฎเกณฑไวเมื่อ 2,600 ปท่ีแลว14 และจากการศึกษาจารึกภาษาสันสกฤตทีพ่ บในประเทศกัมพูชา
หลายๆ หลักพบวา มีแบบแผนที่ถูกตองแสดงถึงภูมิรูของผูรจนาเปนอยางย่ิง รวมทั้งวิวัฒนาการดาน
การใชศัพทใชคํา อีกทั้งมีความละเมยี ดละไมและถูกตองตามหลักไวยากรณท่ีปาณินิไดแตงไวอยาง
ชัดเจน15 ซึ่ง กมเลศวร ภัฏฏาจารยะ (Kamaleswar Bhattacharya)16 ชาวอินเดีย ผูไดศึกษา
12L. Finot, Inscriptions d’Angkor (Hanoi: Imprimarie d’ Extrême-Orient, XXV, 1925), 310.
13 ฉนั ททัง้ สามลักษณะน้ีรวมเรียก ตรษิ ฏภ (tristá áubh)
14กรุณา-เรอื งอไุ ร กุศลาสัย, ภารตวทิ ยา, 202.
15 Mahesh Kumar Sharan, Select Cambodian Inscriptions (The Mebon And Pre Rup Inscriptions of
Rajendravarman II ), 7.
จารึกแม่บญุ ตะวันออก • 55
เกี่ยวกบั ศิลาจารึกภาษาสันสกฤตในอาณาจกั รกัมพชู า ซึง่ เปน ผเู ชีย่ วชาญดานอักษรศาสตร วรรณคดี
และศาสนาของอินเดียที่สดุ คนหนึ่งในปจจุบนั ไดกลาววา จารึกสนั สกฤตจากกัมพูชา มีความถูกตอง
อยางนาชมเชย ดูเหมอื นวาจะมีความถูกตองย่งิ กวาจารึกสันสกฤตทั่วๆ ไปในอินเดียดวยซํ้า ท้ังการ
แตงจารึกแสดงถึงผูแตงมีความรูทางดานวรรณคดีสันสกฤตอยางสูง และเมื่อผูวิจัยไดแปลจารึกแม
บุญตะวันออก ไดพบวา จารึกแมบุญตะวันออกมีความงามทางภาษาที่ใชประพันธซ่ึงเรียกวา
“อลังการ” อยูเปนจํานวนมาก อันแยกไดเปน 2 ประเภท ประเภทแรกเรียกวา ศัพทาลังการ
หมายถึงอลังการที่เก่ียวกับเสียง อันเปนผลใหบทประพันธนนั้ ๆ มีเสียงไพเราะ นาอาน นาฟง เพิ่ม
ความสงางดงามใหแกบทประพันธ และอีกประเภทหนึ่งเรียกวา อรรถาลังการ หมายถึงอลังการ
เก่ียวกับดานความหมาย เปน การใชภาษาวรรณศิลป เพื่อสรางโวหาร อันเปนลักษณะของกวีนิพนธ
(KavÆ ya) และจารึกในอาณาจักรกัมพูชาน้ี มเหศ กุมาร ศรัณ ไดกลาววา มีความงดงามและมี
ลักษณะพิเศษท่เี รยี กวา ลีลาแบบกวนี ิพนธ (KavÆ ya )style 17 ดงั ตัวอยางจารึกแมบ ุญตะวันออก โศลก
ที่ 113 คือ
ySy vIYyaRinlaeÏtU ae xamxUmXvjae yuix ,
iÖf!vxnU a< ivxUmae=ip vaSpxarmvRÏyt! .
yasya víryyanÆ iloddhrtá o dhamÆ adhumÆ adhvajo yudhi
dvidávadhuÆnamÆ á vidhumÆ o pi vasÆ pá adharÆ amÆ avarddhayat ||
ยสยฺ วีรฺยฺยานโิ ลทฺธูโต18 ธามธมู ธวฺ โช ยธุ ิ |
ทวฺ ฑิ วฺ ธูนาํ วิธูโม’ป วาสปฺ ธารมฺ อวรทฺ ฺธยตฺ ||
คําแปล : ไฟคือพระราชอํานาจของพระองค ถกู พดั ขึน้ ดว ยลมคอื ความกลาหาญใน
สนามรบ แมป ราศจากควัน ก็ทําใหสายธารนาํ้ ตาแหงภรรยาของขา ศึกทั้งหลายหล่งั ไหลได
จากโศลกนี้เราจะพบการเลนคําใหเกิดความไพเราะของเสียง ที่เรียกวา อนุปราสะ คือ
การซํ้าเสยี งในคําประพันธบาทเดียวกันและขามบาท ในโศลกนี้มีการซํ้าเสียงพยัญชนะ dh โดยมี
ปรากฏจํานวน 9 แหง และมีการเลนเสียงพยัญชนะสองตวั โดยการซํา้ เสียงพยญั ชนะ dh , และ m ใน
16จิรพัฒน ประพันธว ิทยา, ผูแปล, “สถานภาพปจจุบันของงานวิจัยเก่ียวกับจารึกภาษาสนั สกฤตในกัมพูชา ขอสังเกตบางประการ,”
โบราณคดี ฉบบั พเิ ศษ ออกในวาระครบรอบ 40 ป คณะโบราณคดี มหาวิทยาลยั ศิลปากร, (2537): 45-57.
17Mahesh Kumar Sharan, Select Cambodian Inscriptions (The Mebon And Pre Rup Inscriptions of
Rajendravarman II), 7.
18ปริวรรตตามอักษรเทวนาครี ของ มเมศ กุมาร ศรนั ซึง่ เห็นวา ตรงกบั คาํ แปล
6 • จารึกแมบ่ ุญตะวนั ออก 6
คาํ วา dhamÆ a (อาํ นาจ) กับ dhuÆma (ควนั , dhuÆmadhvaja-ไฟ) ในบาทเดียวกันคือตนบาทของบาทท่ี
2 รวมท้ังเลนเสียงในลักษณะเดยี วกันขามบาทคือในปลายบาทท่ี 3 ในคําวา vidhumÆ o (ปราศจาก
ควัน) ซ่ึงจัดเปนความไพเราะงดงามแบบกวีนิพนธที่เรียกวา อลังการทางเสียง นอกจากจะมีความ
ไพเราะ สละสลวยแลว ในดานความหมายยังสอดรับกันท้ังใหความหมายที่งดงามและลึกซ้ึง แสดง
ใหเ หน็ ถงึ ความสามารถในการเรียงรอ ยถอ ยคาํ ของกวผี ูร จนา
ในดา นความหมาย จะพบความงามของอลังการท้ังรูปกะ คืออลังการที่กลาวอุปมาน
และอปุ ไมยเปนสิ่งเดยี วกัน เพราะมลี ักษณะเหมอื นกัน และอตศิ โยกติ คอื เปนการแสดงจนิ ตนาการ
เกินจากความเปนจริง ในภาษาไทยใชว า อติพจน รูปกะในโศลกน้ี เห็นไดวาไฟคอื พระราชอํานาจนนั้
หมายถึงพระเดชของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ท่ีรอนแรง ลมน้ันเปรียบเปนความกลาหาญของ
พระเจาราเชนทรวรมนั ท่ี 2 ทพี่ ัดใหไฟลุกโชนข้ึน มีนัยวาความแข็งแกรงและความกลาหาญของ
พระองคทําใหพระราชอํานาจคอื พระเดชพระองคเพิ่มมากย่ิงขึ้น เหมือนดังแรงลมท่ีกระพือโหมเขา
มาทําใหไฟลุกโชนโชติชวงยิ่งข้ึน พระเดชและความกลาหาญจึงเปนเหตุและผลสง เสริมภาพลักษณ
ของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ในการทําศึกใหเปนท่ีนายกยอ ง สวนอติศโยกตทิ ี่ปรากฏในโศลกนี้
เหน็ ไดวาไฟคือพระราชอาํ นาจของพระองค แมจะไมมีควันไฟ แตก็ทาํ ใหนํ้าตาของภรรยาเหลาขาศึก
ที่หล่งั ไหลจนกลายเปนสายธารนํา้ ตา
ความสาํ คญั ของจารกึ แมบุญตะวันออกนี้ จึงเปนดังประกาศนียบัตรที่แสดงอัจฉริยภาพ
ของกวีผูแตง เปนประจักษพยานท่ีเดนชดั ซง่ึ แสดงประวัตศิ าสตรในยุคของพระเจาราเชนทรวรมันที่
2 รวมท้ังแสดงหลักปรัชญา ความเช่ือและมโนคติ โดยผานทางตัวอักษรซึ่งเต็มไปดวยถอยคําแสดง
นัยตางๆ ที่ไมเพียงแตมีความงามทางดานวรรณศิลปเทานั้น หากยังมีความหมายที่ลึกซึ้งแสดงนัย
ประวัติมากมาย การท่ีจะเขาใจคําพูดหรือวลีของกวีโบราณมิใชเร่ืองงาย ยิ่งจะใหซาบซึ้งใน
เจตนารมณของคําพูดหรือวลีน้ันๆ ดวยแลวก็ย่ิงยากมากข้ึนไปอีก ตองมีความเขาใจหลักไวยากรณ
คาํ ศัพท ศาสนาและลัทธิปรชั ญา รวมถึงวรรณกรรมท่ีปรากฏในจารกึ และขอมูลที่เกี่ยวของกับจารึก
เปนตน จึงสามารถแปล ตีความ วิเคราะห ขอ ความท่ีปรากฏในจารึกได
ตัวอยางคาํ ประพันธท ีม่ คี วามงดงามและโดดเดนในจารกึ แมบุญตะวันออกซึ่งปรากฏอยู
เปนจํานวนมากที่สุดคืออลังการประเภทอุตเปรกษา เปนการกลาวแสดงจินตนาการของกวีผูแตง
โดยกวอี าศยั การกลาวสมมติใหม องเหน็ ภาพของสิ่งหนงึ่ โดยอาศัยคณุ ลักษณะของอีกส่ิงหนึ่ง เปนการ
แสดงความคิดหรืออารมณท่ซี บั ซอนลึกซ้งึ อันเปน พลังแหงจินตนาการของกวี โดยสื่อออกมาแสดงให
เห็นเปนจินตภาพ ดังเชน โศลกท่ี 140 กวีใชจินตนาการโดยมองเห็นเมืองท่ีถูกไฟเผาเปนเหมือน
ผูห ญิงทถี่ กู สามที อดทิง้ จงึ กระโดดเขา กองไฟ มอี ุทาหรณด งั นี้
จารึกแมบ่ ญุ ตะวันออก7 • 7
kah< ÉÄaR pirTyÄa 'vapd>E SwatumTu she ,
#tIvairpru I ySy àaivzd! davpavkm! .
kahÆ amá bharttraÆ parityaktaÆ ßvapÆ adais sthatÆ um utsahe |
itivarÆ ipurí yasya pravÆ ißad daÆvapavÆ akam ||
กาหํ ภรตฺ ฺตฺรา ปริตฺยกตฺ า ศวฺ าปไทะ สถฺ าตมุ ฺ อุตฺสเห |
อติ วี ารปิ รุ ี ยสยฺ ปรฺ าวิศทฺ ทาวปาวกมฺ ||
คําแปล : เมืองของศตั รูของพระองค โดดเขากองไฟ เหมือนกับคดิ วา ฉันน้ีหรอื ถูกสามี
ทอดท้ิงแลว ยงั จะสามารถตานทานเหลา สตั วด ุรา ยได
จารึกแมบุญตะวันออก พบท่ีปราสาทแมบุญตะวันออก ซง่ึ สรางข้ึนในรัชสมัยของพระ
เจาราเชนทรวรมันที่ 2 จากการศึกษาปราสาทแมบุญตะวันออกมีรูปแบบทางสถาปตยกรรมและ
รูปแบบทางศิลปะของปราสาทท่ีมีความนาสนใจ ซึ่งจะเห็นไดวาแผนผังโครงสรางของปราสาทแม
บุญตะวันออกรวมถึงภาพสลักที่เลาเร่ืองราวตางๆ มีความสอดคลองกับลัทธิความเชื่อเรื่องจักรวาล
และเทพเจาตางๆ ซ่ึงตรงตามขอมูลในจารึก อีกทั้งปรางคปราสาทขนาดเล็กในช้ันท่ีสอง ซึ่งเปน
ปราสาทบริวารรายลอมอยูรวมสี่ทิศมี 8 หลัง คาดวาเดมิ ทีนา จะเปนที่ประดิษฐานศิวลึงคท ้ัง 8 รูป
ตามจารึกโศลกที่ 208 ซงึ่ ระบุไวในเร่ืองการสรางศิวลึงคท ้ัง 8 รูป ปราสาทแมบุญตะวันออกแมจะ
ไดรับอิทธิพลจากศลิ ปะสมัยกอนหนาน้ี แตก ็มีเอกลักษณเฉพาะ นักประวัติศาสตรศิลปะจึงสามารถ
แยกไดเปนอีกแผนกหนึ่งเรียกวาศิลปะแบบแปรรูป ซึ่งยังคงใหอิทธิพลตอการสรางปราสาทและ
ศิลปะในสมัยตอมาอีกดวย ดังเชน เปนครั้งแรกที่สรางอาคารแนวยาว ต้ังเรียงตอกันเปนชวงซ่ึง
ลอมรอบในชั้นที่หน่ึง แตยังไมไดเชื่อมตอกันจนกลายเปนระเบียงคด ซึ่งคาดวาเปนที่พักของ
พราหมณและผูแสวงบญุ หรือใชสําหรับเก็บคมั ภีรตางๆ (บรรณาลัย) อาคารเหลาน้ีเปนตนเคาของ
ระเบียงคด19ที่จะสรางลอมรอบปราสาท ซ่ึงตอมาการเชื่อมตอกันนั้นจะปรากฏเปนครั้งแรกท่ี
ปราสาทตาแกว20 เปนตน ทั้งนี้จะศึกษาเฉพาะสวนท่ีสําคัญและสอดคลองกับที่ปรากฏในจารึกแม
บุญตะวันออกเทา นน้ั
19ระเบยี งทางเดินทมี่ หี ลังคาคลมุ สรางลอ มรอบสง่ิ กอสรางประธาน มกั มแี ผนผังเปน รปู ส่เี หลย่ี ม ดู สาํ นักโบราณคดี กรมศิลปากร, ศัพ
ทานุกรมโบราณคดี (กรุงเทพฯ: รุง ศิลปก ารพิมพ, 2550. จดั พิมพเพ่ือเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
เนือ่ งในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550), 429.
20ปราสาทตาแกว สรางขืน้ ราวพุทธศตวรรษท่ี 16 เปนศิลปะแบบคลงั ดู สรศักดิ์ จนั ทรวฒั นกลุ , 30 ปราสาทขอมในเมืองพระนคร
(กรุงเทพฯ: ฟส ิกสเซน็ เตอร, 2551), 135.
8 • จารกึ แมบ่ ุญตะวนั ออก 8
AMÉaje ÉU ¾Ryit yae vdnE turiÉ-R
Aae»arvairdrv< smm¾u gar,
]Çe aihtn! iÇÉvu naedypUr[awR-
muTsUntaimv nyिjvIjma*m!.
“ขอพระองคผ ูเ กดิ จากดอกบวั (พระพรหมา) ผเู ปลงเสียงฟารอ งคอื โอม
ออกมาพรอมๆ กันดว ยพระโอษฐท ั้งสี่ ราวกบั วาตอ งการทจี่ ะทําใหเ มล็ดเชื้อ
ของพระองคท ีม่ ีอยูแตดั้งเดมิ ทถ่ี ูกหวา นไวแ ลว ในนาใหง อกขนึ้ มาใหม
เพื่อความสมบูรณของการสรางโลกท้งั สาม จงชนะ”
จารึกแม่บุญตะวันออก • 89
บทท่ี 2
ศลิ ปะและสถาปต ยกรรมปราสาทแมบญุ ตะวนั ออก
ประเทศกมั พชู าต้ังอยูในแหลมอินโดจีน ซงึ่ เช่ือมโยงกับอารยธรรมใหญใ นทวีปเอเชีย 2
แหง คือ อารยธรรมของประเทศอนิ เดยี และจนี โดยอิทธพิ ลศลิ ปะอนิ เดียไดเ ขามามีบทบาทตอศลิ ปะ
เขมรราวพุทธศตวรรษที่ 11 สว นอิทธิพลของศิลปะจีนก็มีปรากฏอยูแตนอยกวา บางครงั้ มีเกือบเทา
ลักษณะศิลปะพ้ืนเมืองของเขมรเอง ดังน้ัน ลักษณะสําคัญของประวัตศิ าสตร ศิลปะ ความเช่ือและ
ลัทธิศาสนาในอาณาจักรเขมรโบราณก็คือการที่รับเอาอารยธรรมภายนอกคืออินเดียและจีนมามี
อิทธิพลเหนืออารยธรรมของชาวพื้นเมือง21 จากหลักฐานท่ีปรากฏคือรูปแบบทางศิลปะและ
สถาปตยกรรมรวมท้ังหลักฐานที่คน ควาไดซึ่งปรากฏในจารึกแมบุญตะวันออกน้ี คงไมเพียงพอที่จะ
ทําใหผูอานเขาใจเร่ืองราวท้งั หมดไดเลย ถาไมไดกลาวถึงประวัติศาสตรอันแสดงรายละเอียดความ
เปนมากอนหนารชั สมยั พระเจาราเชนทรวรมนั ท่ี 2 ดังนนั้ จึงจําเปนจะตองศึกษาประวัติศาสตรข อง
เขมร หรอื ประเทศกมั พชู าในปจ จุบนั ใหเขา ใจ เพอื่ จะไดเห็นถงึ ความเกีย่ วเน่ืองและเชื่อมโยงกันทั้งใน
ดานศิลปะและถาปตยกรรม รวมท้ังขอความที่ปรากฏในจารึกแมบุญตะวันออก ซ่ึงประวัติศาสตร
เขมรโบราณนั้น นักวิชาการสวนใหญยึดเอาสมัยเมืองพระนคร ซง่ึ เปนชวงทีอ่ ารยธรรมเขมรโบราณ
รงุ เรอื งสงู สดุ เปนจดุ หลกั จงึ แบงยุคสมยั ออกเปน 3 ยคุ สมยั คือ
1. สมัยกอนเมืองพระนคร หรืออาณาจกั รเจนละ (Pre-Angkorian Period or Chenla)
2. สมัยเมืองพระนคร (Angkorian Period)
3. สมยั หลงั เมอื งพระนคร (Post-Angkorian Period)
การแบงชวงยุคสมัยดังกลาวนี้ ทําใหงายตอการศึกษาประวัติศาสตรเขมรโบราณมาก
ยิง่ ขน้ึ แตเ พ่ือไมใหเนื้อหาในสวนน้ียืดเยื้อจนเกินไป จึงไดกลา วเฉพาะเร่ืองราวท่ีอาจมีสวนเก่ียวของ
กบั จารกึ แมบ ญุ ตะวันออกและพระนามกษตั ริยใ นรัชสมยั ตางๆ ซ่ึงมอี ยู 2 ชวงคอื สมัยกอนเมืองพระ
นคร (ไมนับรวมอาณาจักรฟูนัน) และรัชสมัยแหงกษัตริยเขมรโบราณในสมัยเมืองพระนครที่
ครองราชยก อ นพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 โดยจะไดกลาวพอสังเขปเปนลําดับสบื ตอไป
21หมอมเจาสุภัทรดิศ ดิศกลุ , ศลิ ปะขอม (กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พครุ สุ ภา, 2539), 2.
10 • จารกึ แมบ่ ุญตะวันออก 9
สงั เขปประวตั อิ าณาจักรเขมรโบราณ
กลาวโดยทั่วไปรองรอยทางดานโบราณคดีในเอเชียตะวันออกเฉียงใตเร่ิมจากไดรับ
อารยธรรมอินเดยี เรอ่ื งราวตา งๆ ท่นี บั วาเขาสูยุคประวัติศาสตรท่ีแสดงถึงอารยธรรมฮินดูยอมมีอายุ
ไมเกาไปกวาพุทธศตวรรษที่ 7-822 กลาวคือ แมจะมีการตดิ ตอระหวางเอเชียตะวันออกเฉียงใตกับ
อินเดียมากอนสมัยประวัติศาสตร แตในระยะระหวางพุทธศตวรรษท่ี 7-8 คงมีการติดตอกันมากขึ้น
และมภี กิ ษใุ นพระพุทธศาสนาและพวกพราหมณต ลอดจนผูมีความรูเดินทางเขามามากยิ่งขึ้นกวาแต
กอน จึงทาํ ใหเกิดมีหลักฐานทางวรรณคดี คือศิลาจารึกภาษาสันสกฤตข้ึนในพุทธศตวรรษท่ี 8 และ
หลักฐานอ่ืนๆ อีกในอารยธรรมอินเดียเปนตนวา ศิลปะและสถาปตยกรรม ตัวอักษร ศัพท มหา
กาพยรามายณะ มหากาพยม หาภารตะ นิทานปุราณะ ปฏิทินทั้งจันทรคติและสุริยคติ การปกครอง
และกฎหมายช้ันตางๆ มีสวนทําใหเกิดอาณาจักรเล็กๆ ข้ึนในภูมิภาคน้ีตั้งแตพุทธศตวรรษท่ี 7-8
และอาณาจักรเหลาน้ีก็มีพระราชาทรงพระนามเปนภาษาสันสกฤต กอนท่ีจะไดกลาวถึง
ประวัติศาสตรเขมรโบราณยุคตน หรือ สมัยกอนเมืองพระนครจึงจําเปนตองทราบถึงอาณาจักร
แรกเร่ิมอันเปนจุดเริ่มตนแหงการเขาสูยุคประวัติศาสตรสมัยกอนเมืองพระนครของประเทศกัมพูชา
นน่ั คอื อาณาจักรฟูนัน
แรกเริม่ ประวตั ิศาสตรกมั พูชาเราคนหาหลกั ฐานไดจากบนั ทึกของนักประวัติศาสตรช าว
จีนเทานั้น เม่ือเร่ิมรับอารยธรรมอินเดียวในราวตนคริสตกาล อาณาจักรเขมรโบราณเปนศนู ยกลาง
ของราชอาณาจักรท่ีไดรบั อิทธพิ ลอนิ เดีย ซง่ึ ควบคมุ พ้ืนท่ีสวนใหญของคาบสมุทร ในจดหมายเหตุจีน
ระบุช่อื วา ฟูนัน คําวา “ฟูนัน” น้ี นักวิชาการสวนใหญเชอ่ื วา ตรงกับคาํ เขมรวา “พนม” ท่ีแปลวา
ภูเขา23 ความรูเก่ียวกับอาณาจักรฟูนันมาจากบทความของราชทูตจีนช่ือ คังไถ (K’ang T’ai) และ
จูยิง (Chu Ying) ซึ่งเขามาในยังอาณาจักรน้ีราวปลายพุทธศตวรรษท่ี 8 มีเร่ืองเลาท่ีสําคัญคือ
จดหมายเหตุจนี ไดบนั ทกึ ถงึ กําเนิดของอาณาจักรฟูนันไวว า ในอดตี กาลดินแดนท่ีเปนอาณาจักรฟูนัน
น้นั ถูกปกครองโดยผนู ําหญิงชื่อวา “นางหลิวเหย” (Liu-Yeh) ตอมามีพราหมณชาวอินเดยี ทา นหนึ่ง
นามวา “ฮุนเตียน” (Hun Tien) หรือ เกาณฑินยะ ไดฝนเห็นเทวดามาแนะนําใหออกเรือเดินทางไป
จะพบกับความย่ิงใหญ พรอมกันนี้เทวดาไดประทานธนูใหดวย เม่ือตื่นขึ้นพราหมณก็พบธนูวางอยู
ใกลๆ จึงตัดสนิ ใจออกเรอื เดนิ ทางไปตามความฝน จนกระทัง่ ใกลถ งึ ฝง ของดินแดนฟูนัน นางหลิวเหย
เม่อื เหน็ เรอื ของคนตางถ่ินจงึ เกณฑค นแลนเรอื เขา โจมตี เม่อื เรือของนางหล่ิวเหยเ ขามาใกล ฮุนเตียน
จึงยิงธนูเขาไปปกทห่ี ัวเรือของนางหลิ่วเหย นางหล่ิวเหยตกใจมาก เพราะไมเคยพบอาวุธที่สามารถ
22หมอ มเจาสุภทั รดิศ ดิศกลุ , ประวตั เิ อเชียอาคเนย ถึง พ.ศ.2000, พมิ พครงั้ ที่ 4 (กรงุ เทพฯ: สามลดา, 2549), 5.
23ยอรช เซเดส, เมืองพระนคร นครวัด นครธม, แปลจาก Angkor An Introduction, แปลโดย ปราณี วงศเทศ, พิมพคร้ังท่ี 3
(กรุงเทพฯ: มตชิ น, 2536), 62.
จารกึ แมบ่ ุญตะวนั ออก • 1101
ยิงจากระยะไกลไดเหมือนธนู จึงยอมแพในทันที พราหมณฮุนเตียนจึงไดรับการยอมรับยกขึ้นเปน
ปฐมกษัตริยของฟูนันโดยมีนางหลิวเหยเปนมเหสี นิยายของคังไถนี้สันนิษฐานวาดัดแปลงมาจาก
เร่ืองราวของอินเดียซึ่งมีปราฏอยูในศิลาจารึกของอาณาจักรจัมปาวา พราหมณเกาณฑินยะผูไดรับ
หอกจากพราหมณอัศวัตถามันบุตรของโทรณาจารย ไดพุงหอกนั้นไปเพื่อสรางราชธานตี อจากน้ันได
สมรสกับธิดาพระยานาคผูมีนามวาโสมา24 เมืองหลวงในขณะหน่ึงของอาณาจักรฟูนัน คือ เมือง
วยาธปุระ ซึ่งนักวิชาการเชื่อวา คือ เมืองบาพนม และไดมีกษัตริยปกครองตอมาอีกหลายพระองค
ในปลายพุทธศตวรรษที่ 12 ช่ือของฟนู ันไดหายไปจากบันทึกของจีนและถูกแทนท่ีดว ยช่ือของเจนละ
พระเจารุทรวรมันแหงอาณาจักรฟูนันไดสงคณะทูตไปยังประเทศจีนเปนครั้งสุดทายใน พ.ศ.1082
แตจดหมายจีนฉบับใหมสมัยราชวงศถังยังกลาวถึงคณะทูตของอาณาจักรฟูนันอยูอีกระหวาง พ.ศ.
1150-1200 แตก็ไดกลาววาขณะนั้นมีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญในอาณาจักรฟูนันจนพระราชา
ตองเสดจ็ หนไี ปอยทู างใต2 5 จากการสลายตัวของอาณาจักรฟูนันจนกระทั่งเจนละแยกเปนเจนละบก
และเจนละนํ้า กอนทพี่ ระเจาชยั วรมนั ท่ี 2 ไดเปน ผรู วบรวมอาณาจักรท้ังเจนละบกและเจนละน้ําเขา
ดวยกันไดทรงสถาปนาเปนอาณาจักรกัมพุช หรือ กัมพูชา เปนที่รูกันวากอนสมัยเมืองพระนครใน
ประวัติศาสตรข องกมั พชู า
1. สมัยกอ นเมืองพระนครหรืออาณาจักรเจนละ (Pre-Angkorian Period or Chenla)
ประมาณพุทธศตวรรษท่ี 11 เขมร หรือขอมเร่ิมมีอํานาจมากขนึ้ ซึ่งในชวงปลายของ
อาณาจักรฟูนันไดมีอาณาจักรหน่ึงถือกําเนิดขึ้นในบริเวณปากแมน้ํามูล-ลุมนํ้าโขง คือ อาณาจักร
เจนละ ตอมาไดเริ่มรุกรานอาณาจักรฟูนันเพื่อผนวกดินแดนของฟูนันเขามาทีละนอ ย ระหวาง พ.ศ.
1100-1150 ในรัชกาลของพระเจาภววรมันที่ 1 และในรัชการตอ ๆ มาคือ พระเจามเหนทรวรมัน
และพระเจาอีศานวรมันท่ี 1 ไดดําเนินนโยบายสืบตอคือ ปราบอาณาจักรฟูนัน ซ่ึงในสมัยพระเจา
อีศานวรมนั ที่ 1 นี้เอง ที่สามารถปราบปราบอาณาจกั รฟูนันไดสมบูรณ26 อาจกลาวไดวา อาณาจักร
เจนละมจี ุดศูนยอ าํ นาจด้ังเดิมอยูบริเวณเมืองเศรษฐปุระคือบริเวณปราสาทวัดภู จําปาศักดิ์ทางตอน
ใตของประเทศลาวกอนท่ีจะยายราชธานีลงมายังทิศใต ยุคเจนละน้ันบานเมืองมคี วามเจริญรุงเรือง
เปนปกแผนและขยายอํานาจไปไดกวางขวางในระยะแรก แตในชวงราว 100 ปหลังไดเกิด
วิกฤตการณท างการเมืองจนอาณาจักรแยกเปน 2 สวนท่ีเรยี กกันวาเจนละบกและเจนละน้ํากอนท่ี
พระเจาชัยวรมันที่ 2 จะไดร วบรวมอาณาจักรเขาดวยกันอีกครง้ั อันเปน จุดเร่ิมตนของกัมพูชาสมัย
24George Cœdès, The Indianized States of Southeast Asia , ed. Walter F. Vella; trans. Susan Brown Cowing
(Honolulu: East-West Center Press, 1968), 37-38. Reprint
25Ibid., 65.
26R.C. Majumda and Chandra Ramesh, Kambuja-Deßa : An ancient Hindu colony in Cambodai,
(Philadelphia: Institute for the Study of Human Issues, 1980), 154.
12 • จารึกแม่บญุ ตะวันออก 11
เมืองพระนคร อาณาจักรเจนละมีประเพณตี างๆรวมท้ังการนับถอื ศาสนาพราหมณและศาสนาพุทธ
แบบมหายานทีส่ บื ทอดมาจากบานเมืองยุคฟูนนั พระราชาเขมรในยคุ เจนละยอมรับเอาประเพณีการ
ตั้งราชวงศข องพระราชาแหง ฟนู ันมาเปน ของตน และการท่พี ระเจาภววรมนั ที่ 1 ซง่ึ มีเชอื้ สายฟูนันได
ขน้ึ เปน กษัตรยิ เ จนละทาํ ใหจารกึ สมัยหลงั มกั กลา วอางถงึ บรรพบุรุษจากทั้งจันทรวงศข องฟูนันที่มีตน
กาํ เนดิ จากพราหมณเกาณฑินยะและนางนาคโสมา กับสูรยวงศข องเจนละท่ีมตี นกําเนิดจากฤษีกัมพุ
และนางอัปสรเมรา เชน จารึกปราสาทปกษีจํากรงพุทธศตวรรษที่ 15 เปนตน จดหมายเหตุจีน
ราชวงศซุย (พ.ศ.1132-1160) เปนเอกสารที่เกาท่ีสุดท่ีกลาวถึงอาณาจักรเจนละ คือไดกลาววา
“อาณาจักรเจนละต้ังอยูทางทิศตะวันตกเฉียงใตของอาณาจักรล่ินย่ี (จัมปา)27 คําวา“เจนละ” ซึ่ง
ชาวจีนใชเรียกอาณาจักรกัมพูชาน้ัน ยังไมอาจทราบความหมายไดอยางแนนอน บานเมืองในยุค
เจนละมีพระราชาปกครองดังนี้
พระเจาภววรมันท่ี 1 (ราว พ.ศ.1100- ?) เชอื่ กันวาพระราชาองคน้ีเปนเจาชายใน
ราชวงศฟูนัน และเดิมครองราชยที่เมืองภวปุระ พระองคและพระอนุชาคือเจาชายจิตรเสนเปน
แมทัพคนสําคัญผูเขาโจมตีและยึดอาณาจักรฟูนันได พระองคทาํ ใหอาณาจักรเจนละเปนอาณาจักร
ทย่ี งิ่ ใหญและมีอํานาจมากข้นึ ปจจุบนั ยังไมทราบแนชัดถึงชวงเวลาครองราชยและส้ินสุดรัชกาลของ
พระองคแ ตนกั วิชาการประมาณปสิ้นสดุ รัชกาลของพระองคไวร าวพ.ศ.115028
พระเจามเหนทรวรมัน ผูที่ครองราชยตอจากพระเจาภววรมันที่ 1 คือ เจาชาย
จิตรเสน เม่ือเสด็จข้ึนครองราชยทรงพระนามวา พระเจามเหนทรวรมัน ในรัชกาลน้ีอาณาจักรของ
เจนละขยายกวางไปมาก มีการคนพบจารึกของพระองคหลายหลักท่ีแสดงวาพระราชอํานาจ
ครอบคลุมพื้นท่ีจําปาศักดิ์และบางสวนในภาคอีสานของไทย ปจจุบันไดพบศิลาจารึกของพระเจา
มเหนทรวรมันในดินแดนไทยจํานวนมาก ดังเชน จารึกชองสระแจง จังหวัดสระแกว จารึกถ้ําเปด
ทอง จงั หวดั บุรีรัมย จารึกศรีเมืองแอม จังหวัดขอนแกน จารึกสุปฏนาราม 1 จังหวัดอุบลราชธานี
เปนตน สว นความสมั พันธกับจัมปาน้ันเปนไปดวยดีโดยพระองคไดสงราชทตู ไปกระชับสัมพันธไมตรี
ตามบรรพบรุ ุษของพระองคไ ดทรงวางไวแ ตกอน รัชกาลของพระองคอ าจส้ินสุดลงราวปลายทศวรรษ
ที่ 1150 ซึ่งอาจเปนพ.ศ.1158 เน่ืองจากจดหมายเหตจุ ีนไดบันทึกไววา คณะทูตของพระเจาอีศานวร
มันที่ 1 คณะแรกไดเดินทางไปถึงจีนเมอื่ พ.ศ.1159-116029
พระเจาอีศานวรมนั ที่ 1 (ราว พ.ศ.1159-1180) พระราชโอรสของพระเจามเหนทร-
วรมนั ในรัชกาลน้ีพระองคไ ดยา ยเมืองหลวงจากเมอื งภวปุระไปต้ังยงั ราชธานีใหมม ีนามวาอีศานปุระ
27George Cœdès, The Indianized States of Southeast Asia , ed. Walter F. Vella; trans. Susan Brown Cowing, 65.
28หมอ มเจาสภุ ทั รดศิ ดศิ กุล, ประวัตเิ อเชยี อาคเนย ถงึ พ.ศ.2000, 153.
29เรอ่ื งเดยี วกนั , 154.
จารกึ แมบ่ ญุ ตะวนั ออก • 1123
คือบริเวณกลุม โบราณสถานสมโบรไ พรกุกในจงั หวดั กําปงธมโดยเหตุผลในการยา ยราชธานคี ร้ังน้ีอาจ
เน่ืองมาจากพระองคตองการขยายอํานาจไปทางตะวันตก30 พงศาวดารสมัยราชวงศสุยบันทึกไวว า
เจนละอยูทางทิศตะวนั ตกเฉียงใตข องล่ินย่ี (คือ จมั ปา ปจจุบนั อยูใ นประเทศเวียดนาม) พระองคทรง
พระปรชี าสามารถในดานการสงครามมากสามารถขยายอาณาเขตของเจนละออกไปอยางกวางขวาง
และอาณาจักรฟูนันก็ถูกปราบปรามลงไดท้ังหมดและถูกผนวกเขาไวกับเจนละอยางสมบูรณ มีการ
คนพบจารึกของพระเจาอีศานวรมันที่ 1 หลายหลักทางตอนใตกัมพูชาท้ังท่ีกําพงจาม ไพรแวง
กันดาล และตาแกว รวมท้ังเขตจังหวัดจันทบุรีของไทย จดหมายเหตุจีนฉบับใหมส มัยราชวงศถังได
กลาววา พระองคทรงสามารถปราบปรามอาณาจักรฟูนันไดในตน ระยะเวลา พ.ศ.1171-1192 ทําให
คิดไดว า อยางนอยท่ีสดุ พระองคคงครองราชยอยจู นกระทั่ง พ.ศ.118031
พระเจาภววรมันที่ 2 (พ.ศ.1180-ราว พ.ศ.1200) หลังส้ินรัชกาลพระเจาอีศาน-
วรมันที่ 1 พระเจาภววรมันท่ี 2 ไดครองราชยตอมา แตเดมิ ไมมีขอ มูลวาพระองคม ีความสัมพันธ
อยางไรกับรัชกาลกอนจนกระท่ังพบจารึกวัดกุดแต ที่ระบุวา พระองคเปนโอรสของพระเจาอีศาน-
วรมนั ที่ 132 จารกึ หลกั อื่นทเ่ี ก่ียวของกับพระองคอีก 4 หลัก คือ K.483, K.733 และ K.81 นั้นก็คอื
จารึกหันไชย เปนจารึกหลักท่ีมีเน้ือความยาวที่สุดในจํานวนจารึกท้ังหมด สวนจารึกอีกหลักหนึ่งคือ
K.7933 ซง่ึ เปน จารกึ หลกั เดยี วที่ระบปุ ศักราช ตรงกับพ.ศ.1182 พบท่จี ังหวดั ตาแกวกัมพูชา ปที่ระบุ
นี้ตรงกบั ปในจารกึ เขารังทพี่ บในประเทศไทย
พระเจาชัยวรมันท่ี 1 (ราว พ.ศ.1200-หลัง พ.ศ.1235) ไดครองราชยตอจากพระ
ราชบิดารัชกาลของพระองคค อ นขางยาวนานจารึกของพระองคพบในอาณาเขตที่กวางมากคือตั้งแต
วัดภูไปจนถึงอาวไทยทางใตพระองคไดสรางศาสนสถานคือศาสนสถานในแถบบาพนมเทวาลัย
ลิงคบรรพตที่ปราสาทวัดภู จารึกของพระนางชัยเทวี K.904 ระบุพ.ศ.1256 ทําใหทราบวาพระเจา
ชยั วรมันที่ 1 ทรงครองราชยย าวนานแตบานเมืองไมมคี วามสงบสุขเลย พระองคค งจะไมมรี ชั ทายาท
หลังจากสิ้นพระชนมไมทราบวาเกิดอะไรขึ้นบาง หลกั ฐานในจารึกดังกลาววา มีผูปกครองเปนพระ
ราชนิ ี
30ด.ี จ.ี อี. ฮอลล, ประวัติศาสตรเ อเชียตะวนั ออกเฉียงใต สุวรรณภูมิ-อุษาคเนยภาคพิสดาร, แปลจาก A history of South-East
Asia, ชาญวิทย เกษตรศิร,ิ บรรณาธกิ าร, พิมพค รั้งที่ 3 (กรุงเทพฯ: มลู นธิ ิโตโยตา ประเทศไทย, 2549), 100.
31หมอมเจา สุภัทรดิศ ดิศกุล, ประวัตเิ อเชยี อาคเนย ถึง พ.ศ.2000, 154.
32Chirapat Prapandvidya, “Three inscriptions belonging to the reign of King Bhavavarman II of Chenla Kingdom
Found in Thailand,” 16th World Sanskrit Conference (Bangkok: Silpakorn University, 2015), 86.
33 ศิลาจารกึ เขมรโบราณ ไดถ ูกกาํ หนดและขนึ้ ทะเบยี นโดยนกั วชิ าการชาวฝร่ังเศส แตละหลักจะใชอักษร K. และตามดวยหมายเลข
เชน K.483, K.733 เปนตน ซึง่ หมายเลขเหลาน้ันไมไดเ รียงลําดับอายุจารึกแตเรียงลําดับจากการคนพบศิลาจารึกกอนหรือหลัง ใน
ปจจุบันซ่ึงมกี ารคนพบจารึกหลกั ใหมๆ โดยชาวกัมพชู าเองจะกําหนดและขึน้ ทะเบียนแบบใหมโดยใช Ka. แลว ตามดวยหมายเลข เชน
Ka.7, Ka.17 เปนตน
14 • จารกึ แม่บุญตะวันออก 13
พระนางชัยเทวี (หลัง พ.ศ.1235-?) เดิมทีนักวิชาการตางเช่ือกันวาพระนางเปนพระ
มเหสีของพระเจาชัยวรมันท่ี 1 ขึ้นครองราชยตอจากพระสวามี แตจากหลักฐานท่ีคน พบใหมซึ่งได
จากจารึก K.904 (พ.ศ.1256) อาจกลาวไดวานางเปนพระราชธิดาของพระเจาชัยวรมันท่ี 1 โดย
จารกึ ดงั กลา วไดแสดงวา พระเจา ชัยวรมันที่ 1 ทรงมีพระราชธิดาพระนามวาโสภาชยา (suÆnurÆ ajÆ ñahá
ßríjayavarmmanah)á และจารกึ หลักเดยี วกันนไ้ี ดกลาววา พระนางชัยเทวีทรงมีพระขนิษฐาพระนาม
วา โสภาชยาซ่ึงไดอภิเษกสมรสกับพราหมณผปู ราดเปรอ่ื งผูชื่อวาศักรสวามีซึ่งมาจากมัธยมประเทศ
34 สวน ไมเคิล วกิ เกอรี่ (Michael Vickery) ไดใหข อ สงั เกตในจารกึ นีว้ า คาํ นําหนาพระนามของพระ
นางชัยเทวี ในภาษาเขมรใชคําวา “dhūli jeṅ vraḥ kamratāṅ añ” คาํ น้ีเปนคําท่ีมีสําคัญกวากษตั รยิ
องคอ ่ืนๆ กอนหนา สมยั ของพระนาง เพราะกษัตริยกอนหนาพระนางทุกพระองคใ นจารึกเขมรจะใช
คําวา “vraḥ kamratāṅ añ” นาํ หนา ตัวอยางเชน vraḥ kamratāṅ añ śrī bhavavarmma, vraḥ
kamratāṅ añ śrī mahendravarmma และ vraḥ kamratāṅ añ śrīśānavarmma ใน K.149 และคาํ นี้
ถูกใชอยางเขมงวดเฉพาะเทพเจาและกษัตริยเทาน้ัน จึงหมายความไดวาพระนางมิใชเปนเพียง
พระราชินเี ทานั้น แตย งั ทรงเปน พระเจา แผนดนิ ดว ย ยิ่งกวา น้ันดวยคํานําหนา ท่ีไดเพิ่มมา คือ “dhūli
jeṅ” ทําใหพระนางมีสถานภาพท่ีโดดเดนกวากษัตริยองคอื่นๆ หลังจากรัชสมัยของพระนางแลว
กษตั รยิ อ งคต อมาก็ไดใชเ รอื่ ยมา35 จารกึ K.259 และ K.904 ของพระนางท้ังสองหลักถูกพบใกลเขต
แดนเมอื งพระนคร นักประวัตศิ าสตรจึงคิดวาอํานาจของพระนางมีจํากัดสุดเขตตรงน้ัน และตอมา
พระนางก็ไมสามารถควบคุมดินแดนไวไดจ นในท่ีทา ยท่ีสุดบานเมืองแตกแยกออกจากกันเปน 2 สวน
คือเจนละบกและเจนละน้ํา ตรงกับบันทึกของจีนทีไ่ ดพรรณนาวาเจนละถูกแบงออกเปนสองสวน
เจนละบกคืออาณาบริเวณที่เปนสวนหน่ึงของประเทศลาวและสวนหนึ่งที่อยูในภาคอีสานของไทย
เจนละนา้ํ คอื บริเวณทเ่ี ปน ดนิ แดนของฟนู ันมากอน36
อาณาจกั รเจนละนาจะเริม่ แตกแยกออกต้ังแตหลังพระเจาชัยวรมนั ที่ 1 สิ้นพระชนม
ลงโดยท่ีไมมีรัชทายาทฝายชายสืบทอดราชบัลลังกผูที่ไดครองราชยตอมากลายเปนพระมเหสีของ
พระองค ในเวลาใกลเ คยี งกนั นนั้ เจาชายเมอื งอนินทิตปุระทรงพระนามปุษกรากษะ ไดขึ้นครองราชย
ท่ีเมืองศัมภุปุระ ซึ่งเซเดสสันนิษฐานวาอยูที่เมืองสมโบรในจังหวัดกระเจะและสรางจารึกข้ึนเม่ือ
34U-tain Wongsathit, “Sanskrit Names in Cambodian Inscriptions” (Ph.D. Thesis, University of Pune, 2012), 43-
44.
35Michael Vickery, History of Cambodai (Phnom Penh: Pre-Ankor Studies Society, 2002), 40.
36อุไรศรี วรศะริน, ประชุมอรรถบทเขมร รวมบทความวิชาการของศาสตราจารยเกียรติคุณ ดร. อุไรศรี วรศะริน (กรุงเทพฯ:
อมรินทรพร้ินติ้งแอนดพับลิชช่ิง, 2545. จัดพิมพเนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพศาสตราจารยเกียรตคิ ุณ ดร. อุไรศรี วรศะริน 8
ตุลาคม 2545), 61.
จารึกแมบ่ ญุ ตะวนั ออก • 1145
พ.ศ.1259 เหตุการณน ้ีเซเดสสันนิษฐานวาเปนการใชกําลังเขายึดเมืองซึ่งถือเปนจุดเร่ิมตน ของยคุ ท่ี
อาณาจกั รเจนละแบงแยกออกเปน 2 สว น
2. สมยั เมืองพระนคร (Angkorian Period)
ความแตกแยกเปน 2 สวนของอาณาจักรเจนละส้ินสุดลงเมื่อพระเจาชัยวรมันท่ี 2
ซึ่งสืบเชอ้ื สายลงมาทางสตรีจากพระเจาปุษกรากษะแหงเมืองศัมภุปุระในอาณาจักรเจนละน้ําเสด็จ
กลับมาจากเกาะชวา เริ่มตนหลังจากพระเจาชัยวรมันที่ 2 เสดจ็ ขึ้นครองราชย ไดเปนผูรวบรวม
อาณาจักรท้ังเจนละบกและเจนละนาํ้ เขาดวยกันไดทรงสถาปนาเปนอาณาจักรกัมพุช หรือ กัมพูชา
และไดวางรากฐานของพระราชอํานาจไวอยางม่ันคง อันเปนจุดเร่ิมตนยุคเมืองพระนครท่ีรุงเรือง
ท่ีสุดในประวัติศาสตรข องราชอาณาจักรกัมพูชา และปราสาทแมบุญตะวันออกรวมทั้งจารึกแมบุญ
ตะวนั ออกก็ไดสรางและจารึกไวในสมัยเมืองพระนครน้ี ตอไปจะไดกลาวถึงลําดับพระเจาแผนดินผู
ครองราชยในสมัยเมอื งพระนครต้ังแตพระองคแ รกจนถงึ สมยั พระเจาราเชนทรวรมันพอสังเขป ดงั น้ี
พระเจาชัยวรมันที่ 2 (ราว พ.ศ.1345-1393) เปนปฐมกษัตรยิ ผูสรางราชอาณาจักร
กมั พูชายคุ เมืองพระนคร แตไ มไดเ ปนผสู รางตัวเมอื งพระนคร หลักฐานในจารึกสดกกอกธม กลาววา
พระเจาชัยวรมันท่ี 2 เปนเจาชายเขมรท่ีกลับมาจากชวา37 และทรงรวบรวมบานเมืองที่แตกแยกให
กลับมารวมเปนอันหน่ึงอันเดียวกันอีกคร้ัง พระองคทําใหราชอาณาจักรกัมพูชาเปนอิสระพนจาก
อํานาจทางการเมืองของกษัตริยชวาดวยการประกอบพิธีสถาปนาพระองคข้ึนเปนพระจักรพรรดิ
และในเวลาเดียวกันพระองคโปรดใหพราหมณประกอบพิธีลทั ธิเทวราชา และหลักฐานในจารึกสดก
กอกธมยังกลาวดวยวา พระเจาชัยวรมันที่ 2 โปรดใหสรางราชธานีขึ้นหลายแหง แหงแรกคือเมือง
อินทรปุระ ณ เมืองนี้เอง พระองคไดทรงรับพราหมณผูฉลาดเขาเปนราชปุโรหิต คือ พราหมณศิว-
ไกวัลย ทานผูน้ีติดตามพระองคไ ปทุนหนแหงและเปนผูประกอบพิธีเทวราชเปนคร้ังแรก38 พระราช
พิธีประกอบบนเขามเหนทรบรรพต (พนมกุเลน) แหงที่สองคือเมืองหริหราลัย แหงท่ีสามคือเมือง
อมเรนทรปรุ ะ แหงที่สค่ี ือ เมอื งมเหนทรบรรพต ในบรรดาราชธานที ่สี รา งข้นึ เมืองหริหราลยั เปนราช
ธานีแหงสุดทาย และพระเจาชัยวรมันที่ 2 สิ้นพระชนมที่เมอื งน้ี ใน พ.ศ.1393 หลังจากครองราชย
อยเู ปนเวลา 48 ป เสดจ็ สวรรคตแลว ทรงไดร ับพระนามวา ปรเมศวร39
พระเจาชัยวรมันที่ 3 (ราว พ.ศ.1393-1420) ทรงเปนพระราชโอรสของพระเจา
ชัยวรมันท่ี 2 ประวัติของพระองคมีไมมากนักเพราะไมพบจารึกในสมัยน้ี สวนจารึกท่ีกลาวถึง
พระองคคือจารึกปราสาทจอก (Prasat Cak K.521) กลาววา ทรงมีพระปรีชาอยางยิง่ ในการคลอง
37Adhir Chakravarti, The Sdok Kak Thomá Inscription , vol. II, (Calcutta: Sri R.C. Ghosh, B.A. at Literary Press
&Publicity, 1974), 81.
38Ibid., 19-20.
39Ibid., 88-94.
16 • จารึกแมบ่ ุญตะวันออก 15
ชาง40 พระองคสวรรคตใน พ.ศ.1420 โดยไมมีผูสืบราชบัลลังก ราชสมบัติจึงตกแกพระเจาอินทร-
วรมนั ซง่ึ เปนพระญาติฝา ยพระมารดาเม่ือสวรรคตไดรบั พระนามวา วิษณโุ ลก
พระเจา อินทรวรมันที่ 1 (พ.ศ.1420-1432) ทรงเปนโอรสของพระเจาปฤถิวีนวรมัน
ในรัชกาลนี้อาณาจักรกัมพูชาสงบสุขและมั่นคง ทรงไดรับดินแดนจากพระราชบิดาและพระราช
มารดาของพระมเหสีของพระองค ดังนั้น ราชอาณาจักรกัมพูชาสมัยพระองคจึงทรงรวมดินแดนที่
ราบลมุ แมนํ้าโขงและศัมภุปุระ รวมถึงดนิ แดนแถบทะเลสาบที่ไดรับมาจากพระเจาชัยวรมันท่ี 3 อีก
สว นหนง่ึ ดวย อยา งไรก็ดีดินแดนทางทิศเหนอื ของประเทศคอื แควนภวปรุ ะก็ยังคงอยูนอกอํานาจของ
พระองค โปรดใหขุดบารายชื่อ อินทรตฏากะ ขึ้นทางตอนเหนือของหริหราลัย และโปรดใหสราง
ส่ิงกอสรางอกี มากมาย เชน ปราสาทพระโค เปน ตน 41 เมือ่ สวรรคตไดร บั พระนามวา อศี วรโลก
พระเจายโศวรมันที่ 1 (พ.ศ.1432-1453) ทรงครองราชยตอจากพระราชบิดา คือ
พระเจา อนิ ทรวรมนั ท่ี 1 พระมารดาของพระองคค อื พระนางอินทรเทวี ซ่ึงสืบเช้ือสายมาจากกษัตริย
ฟูนันและเจนละ พระราชครูของพระองคคือ พราหมณวามศิวะ ในระยะแรกทรงครองราชยอยูที่
เมืองหริหราลัย และไดโปรดใหสรางปราสาทโลเล็ยขึ้นท่ีกลางอินทรตฏากะ (พ.ศ.1436) หลังจาก
พระองคไ ดท รงครองอํานาจอยู 2-3 ป แลว จงึ ไดท รงสรา งราชธานใี ชช่อื ตามพระนามของพระองคคือ
เมอื งยโศธรปุระ อันมศี ูนยก ลางอยทู พ่ี นมบาแค็ง ราชธานีท่ีสรางข้ีนใหมในบริเวณน้ีชาวกัมพูชาเรียก
กันวา เมืองพระนคร (Angkor)42 ทั้งยังโปรดใหสรางศาสนสถานบนเขาพนมโกรมและพนมโบก
รวมทั้งท่ีอื่นๆ อีกดวย และโปรดใหขุดบารายยโศธรตฏากะ (บารายตะวันออก) ขึ้นเพื่อพัฒนา
เศรษฐกิจและการชลประทานบริเวณเมืองพระนคร เม่ือสวรรคตไดรับพระนามวา บรมศิวโลก
สําหรับผทู ่ีครองราชยตอจากพระองคก็คอื พระราชโอรสทั้งสองพระองคคอื พระเจาหรรษวรมันท่ี 1
และพระเจาอศี านวรมนั ที่ 2
พระเจาหรรษวรมันที่ 1 (พ.ศ.1453-1465) โอรสของพระเจายโศวรมันที่ 1 ซ่ึง
ขณะน้ันยงั ทรงพระเยาวเม่ือเสดจ็ ขนึ้ ครองราชยโปรดใหสรางปราสาทเพื่ออุทิศถวายแดพระราชบิดา
และพระราชมารดา คอื ปราสาทปก ษีจํากรงท่ีเชิงเขาพนมบาแค็ง ในป พ.ศ.1464 มีการสรางศาสน-
สถานท่เี มอื งพระนครอีก 1 แหง คอื ปราสาทกระวัน ซ่ึงสรางโดยขาราชการชน้ั สงู และในปเดียวกัน
นนั่ เองไดม เี หตุการณส าํ คัญคือ พระปต ลุ าของพระองคซึง่ ตอมาคือพระเจาชัยวรมันที่ 4 ไดเสด็จออก
จากเมืองยโศธรปุระเพอื่ ไปประทับทโี่ ฉก ครรคยรร (Chok Gargyar) คอื ทเ่ี กาะแกรในปจจุบัน แมจะ
มคี วามเชอ่ื กนั วา พระปตุลานพี้ ยายามจะแยง ราชสมบตั ิ แตในศิลาจารึกไมปรากฏเรื่องราววาพระเจา
40R.C. Majumda and Chandra Ramesh, Kambuja-Deßa : An ancient Hindu colony in Cambodai, 89.
41อไุ รศรี วรศะรนิ . ประชุมอรรถบทเขมร รวมบทความวชิ าการของศาสตราจารยเกยี รตคิ ุณ ดร.อุไรศรี วรศะรนิ , 66-67.
42มาดแลน จโิ ต, ประวตั ิเมอื งพระนครของขอม, แปลจาก Histoire d’Angkor, แปลโดย หมอ มเจา สภุ ทั รดิศ ดศิ กลุ , พมิ พคร้ังท่ี 4
(กรงุ เทพฯ: มติชน, 2552), 4.
จารึกแม่บญุ ตะวันออก • 1167
ชัยวรมันที่ 4 ไดทรงแยงชิงราชสมบัติเลย43 เมื่อพระเจาหรรษวรมันที่ 1 สวรรคตไดรับพระนามวา
รุทรโลก พระอนุชาคือพระเจา อีศานวรมันที่ 2 ข้ึนครองราชยต อ
พระเจาอีศานวรมันที่ 2 (พ.ศ.1465-1471) มี พระองคครองราชยดวยเวลาเพียง
สัน้ ๆ หลงั สวรรคตไดรับพระนามวา บรมรุทรโลก ตอมาพระปตุลาเสด็จขึ้นครองราชยพระนาม พระ
เจาชยั วรมนั ที่ 4
พระเจา ชยั วรมนั ท่ี 4 (พ.ศ.1471-1484) เมื่อเสดจ็ ข้ึนครองราชยท รงตั้งราชธานีอยทู ่ี
เกาะแกร ไมทราบวาเกิดเหตุการณใดขึ้นที่เมืองพระนครซ่ึงทําใหพระเจาชัยวรมันท่ี 4 ไมเสด็จมา
ประทับท่ีเมืองพระนคร ในสวนน้ี ดี.จี. ฮอล ไดกลาววา “พระองคเปนกษัตริยที่ขึ้นครองราชยโดย
การแยงชิงราชสมบัติและเขายึดเมืองยโศธรปุระ แตต อมาอาจเพราะถูกขับไลหรือทิ้งเมืองเองไมแน
ชัด พระองคไดไปสรางเมืองหลวงท่ีเกาะแกร”44 ซึ่งหางออกจากเมืองพระนครไปทางตะวันออก
ประมาณ 100 กิโลเมตร แตส่งิ ท่ีเครื่องสะทอนวา พระองคท รงมีพลานุภาพสูงและครองสมบัติอยาง
ม่ันคง คอื เมืองและสิ่งกอสรางมีขนาดใหญ 2 แหง ท่ีเมืองเกาะแกร รวมทงั้ โปรดใหสรางบารายซึ่ง
ปจจุบันเรียกวาระหาล เม่ือเสด็จสวรรคตไดรับพระนามวา บรมศิวบท พระโอรสของพระองคได
ครองราชยตอมา
พระเจาหรรษวรมันที่ 2 (พ.ศ.1484-1487) พระราชโอรสของพระเจาชัยวรมันที่ 4
ครองราชยได 3 ปเ ทานัน้ ก็เสดจ็ สวรรคต ใน พ.ศ.1487 เม่อื สวรรคตไดร ับพระนามวา พรหมโลก
พระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 (พ.ศ.1487-1511) เปนเจาชายแหงแควนภวปุระทาง
ตอนเหนือของกัมพูชา ในจารึกปกษีจํากรงกลาววาพระองคเ ปนพระญาตผิ ูพี่ (jyesátáho) ของพระเจา
หรรษวรมันท่ี 2 เมื่อเสดจ็ ข้ึนครองราชยเปนกษัตริยแหงอาณาจักรกัมพูชาก็เสด็จมาประทับที่เมือง
พระนคร พระองคทําใหเมืองพระนครกลับมาย่ิงใหญอีกคร้ัง ทรงขยายอํานาจทางการเมืองของ
พระองคออกไปทางทิศตะวันออกจรดจัมปา ทางทิศตะวันตกเขามาถึงบางสวนของดินแดนในภาค
อีสานของไทยดวย หลังพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 สวรรคต พระเจาชัยวรมันท่ี 5 (พ.ศ.1511-
1543) ผูเปนพระโอรสเสด็จครองราชยในขณะที่ทรงพระเยาวมาก จึงทําใหขุนนางมีอํานาจมาก
รัชกาลน้อี าณาเขตขยายกวางไปมาก มกี ารกอ สรา งศาสนสถานมากมาย45
จารึกจํานวนมากไดกลาวถึงพระราชประวัติของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 วาทรง
เปนผูมีความสามารถในการรบ เปนพระเจาจักรพรรดิผูย่ิงใหญ เปนที่เกรงขามแกเหลากษัตริยใน
แวนแควนตา งๆ ทรงปกครองบานเมืองโดยธรรม เปนรัชสมัยหนึ่งในประวัติศาสตรกัมพูชาที่มีความ
43เร่ืองเดยี วกนั , 20.
44ด.ี จ.ี อ.ี ฮอลล, ประวตั ิศาสตรเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต สุวรรณภูมิ-อุษาคเนยภาคพิสดาร, แปลจาก A history of South-East
Asia, ชาญวิทย เกษตรศิร,ิ 111.
45อุไรศรี วรศะริน. ประชุมอรรถบทเขมร รวมบทความวิชาการของศาสตราจารยเกยี รติคุณ ดร. อุไรศรี วรศะรนิ , 73-75.
18 • จารกึ แม่บุญตะวันออก 17
เจริญรงุ เรือง ศาสนสถานและส่ิงกอสรา งเปนจํานวนมากเปนส่ิงสะทอนใหเห็นอยางชัดเจนในเรอ่ื งน้ี
จากการรวบรวมจารึกในอาณาจักรกัมพูชา พบจารึกในรัชสมยั ของพระองคอันเปนหลักฐานข้ันปฐม
ภมู ิท่แี สดงถงึ รายละเอยี ดตางๆ 15 หลัก46 มขี อ มูลพอสงั เขปดงั ตอ ไปน้ี
จารึกของพระเจาราเชนทรวรมนั ที่ 2
ที่ ช่ือจารึก พ.ศ. ขอมูลโดยสังเขป
1 Trapaṅ Sombot 1487 ภาษาสันสกฤตกลา วถงึ พระนามของพระเจา ราเชนทรวร-
Stele Inscription of
Rajendravarman มัน สวนภาษาเขมรระบุมหาศักราช และกลาวถึงปุโรหิต,
พราหมณหรือนักบวชที่ศิวะปุระ การถวายสิ่งของ ขา
ทาส วัว กระบือ และชางเปนตน และปรากฏนามสมรา-
ธิปตวิ รมันและศร.ี ..ชเยนทรยทุ ธะ ผเู ปนขา ราชบรพิ าร
2 Prah Put Lo Rock 1490 ใชภาษาสันสกฤต (ชํารุด) และภาษาเขมร กลาวถึงการ
Inscription of
Rajendravarman ประดิษฐานรูปเคารพของ พระตถาคต (พุทธะ) พระ
รุทระ พระพรหมา และพระวิษณุ รวมถึงพระปรเมศวร
(พระเจา ชัยวรมันที่ 2) โดยนักบวชผูศกั ด์สิ ิทธิใ์ นชุมชน
3 Prasat Pram 1490 โศลกท่ี 1-3 ปณามคาถา สดุดพี ระตรมี รู ติ
โศลกที่ 4-8 สรรเสรญิ พระเจา ชยั วรมนั ที่ 4
Inscription of
Rajendravarman
โศลกท่ี 9-11 สรรเสรญิ พระเจา หรรษวรมนั ท่ี 2
โศลกที่ 12-19 สรรเสรญิ พระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2
โศลกที่ 20-24 กลา วถึงรุทราจารยลูกศิษยข องพราหมณ
ศิวโสม ซ่ึงเปนราชครูของพระเจาอินทรวรมัน โศลกท่ี
25 กลาวถึงรุทราจารยไดรับพระราช- ทานนามเปน
ศรีนฤปตนี ทรายุทธ โศลกที่ 26-29 การประดิษฐานลึงค
2 องค และเทวรูปของพระเทวี รวมทั้งใหรายละเอียด
เกี่ยวกับ ศิวลึงคและส่ิงของถวาย พรอมทั้งระบุมหา
ศกั ราช
46R.C. Majumdar, Inscription of Kambuja (Calcutta: The Asiatic Society, 1953).
ท่ี ชอ่ื จารึก จารกึ แม่บญุ ตะวนั ออก • 189
4 Baksei Camkroṅ พ.ศ. ขอ มูลโดยสงั เขป
Inscription of 1490 โศลกที่ 1-12 ปณามคาถา สดุดี พระศิวะ พระวิษณุ พระ
Rajendravarman พรหมา พระศิวะ-วิษณุ (หริหระ) พระแมเคารี พระ
สรัสวดี พระแมคงคา พระลักษมี พระกัมพุ-สวายัมภู
และพระนางเมรา (บรรพบรุ ษุ ชาวกัมพูชา)
โศลกที่ 13-48 ประวัติราชวงศตั้งแตพระเจาศรุต-
วรมนั จนถงึ พระเจา ราเชนทรวรมันที่ 2
5 Phnom Prah Net 1492 ใชภาษาสันสกฤตหน่ึงโศลก และภาษาเขมร 16 บรรทัด
เน้ือความกลา วถึง โลญอัป ไดซื้อท่ีจาก โลญปตเวรฺ า เพื่อ
Prah Temple
Inscription
สรางอาศรมและไดถวายส่ิงของพรอมทาสไว 4 คน
ภายหลงั โลญอัปเสียชีวิต อาศรมแหงนี้ถูกทําลายและได
ปรักหักพังไป ตอมาไดมีผูมาซอมแซมบูรณะอีกครั้งและ
มอบทาสไว 4 คนแดเ ทพเจา (พระศวิ ะ)
6 Mebon Inscription 1495 (ดรู ายละเอียดเพิ่มเติมในบทที่ 3)
of Rajendravarman
7 Two Thvar Kdei 1495 ใชภาษาสนั สกฤตและโดยมากเปน ภาษาเขมร
ภาษาสันสกฤตเริ่มตนดวยการสดุดีพระวิษณุภายใตพระ
Inscription of
Rajendravarman
นามตางๆ คือพระวาสุเทพ พระหริ พระนารายณ
พระมธวริ และกลาวถึงปรมาตมัน ซึ่งมาจากโอมอัน
ศกั ดสิ์ ทิ ธิ์ สวนภาษาเขมรระบุพระนาม พระมเหนทรเทวี
พระเจาราเชนทรวรมัน พระปรเมศวร และช่ือบุคคล
ตางๆ รวมถึงเทพเจา แหงทวารวดีและจมั เปศวร
8 Phnom Sandak 1499 ใชภาษาเขมร กลาวถึง พระบรมราชโองการให
มรตาญ โขลน ขาหลวงของของพระราชาผูดูแลภูเขาศิว
Stele Inscription
ปุระ เตรียมสิ่งของใหสําหรับบุคคล 3 คน คอื พรามณา
จารยช ื่อภควัน เจาชายและพระอนุชา มี ขาทาสช้ันดี โค
กระบือ ชาง มา จานและภาชนะอ่ืนๆ อุทิศแกการบูชา
ไฟ อันเก่ียวเนื่องกับลัทธิพราหมณ พรอมรายชื่อขาทาส
60 คน
20 • จารกึ แม่บญุ ตะวันออก 1199
ทท่ี่ี ชช่ืออ่ื จจาารรกึกึ พพ..ศศ.. ขขออมมููลลโโดดยยสสังงั เเขขปป
99 Bat Cum Inscription 11550033 ใใชชภภาาษษาาสสัันนสสฤฤตตโโดดยยคคาาดดววาามมีีผผููจจาารรึึกกถถึึงง 33 คคนน แแลละะมมีี
BofaRt CajuemndIrnasvcarrimptaionn เเนนื้้ืออคคววาามมเเปปนนภภาาษษาาเเขขมมรรสส้ัั้นนๆๆ ใในนจจาารรึึกกหหลลัักกนนี้้ีไไดดปปรราากกฏฏ
of Rajendravarman
ชช่่ืืออบบุุคคคคลลตตาางงๆๆ แแตตบบุุคคคคลลทที่่ีสสํําาคคััญญ คคืืออ กกววีีนนททรราารริิมมััถถนนะะ
ซซึึ่่งงเเปปนนผผูสูสรราางงศศาาสสนนาาสสถถาานนแแหหงงนน้้ีีเเปปนนผผููนนัับบถถืืออศศาาสสนนาาพพุุททธธ
แแบบบบมมหหาายยาานน ใในนจจาารรึึกกไไดดกกลลาาววถถึึงงกกาารรปปรระะดดิิษษฐฐาานนรรููปป
เเคคาารรพพตตาางงๆๆ ใในนศศาาสสนนาาพพุุททธธ โโดดยยทท่ี่ีปปรราากกฏฏชชื่่ืออ ไไดดแแกก
พพรระะพพุุททธธเเจจาา พพรระะโโลลเเกกศศววรร พพรระะววััชชรรปปาาณณีี พพรระะนนาางง
ปปรรััชชญญาาปปาารรมมิิตตรราา รรววมมถถึึงงกกาารรสสรรรรเเสสรริิญญพพรระะเเจจาารราาเเชชนน--
ททรรววรรมมันนั ดดววยย
1100 Pre Rup Stele 11550044 เเปปนนจจาารรึึกกภภาาษษาาสสัันนสสกกฤฤตตลลวว นนมมีีทท้ัั้งงหหมมดด 229988 โโศศลลกก โโศศลลกก
PInrsecRriupptioSnteolef ทท่่ีี 11--55 ปปณณาามมคคาาถถาา สสดดุุดดีีพพรระะศศิิววะะ พพรระะพพรรหหมมาา พพรระะววิษษิ ณณุุ
RInasjcernipdtriaovnaromf an
Rajendravarman พพรระะนนาางงนนาารราายยณณีี
โโศศลลกกทที่ี่ 66--1166 เเลลาา ปปรระะววัตตั ิิสสาายยสสกกุุลลพพรระะเเจจาารราาเเชชนนททรรววรรมมัันน
ทท่ีี่ 22 โโศศลลกกททีี่่ 228866--229988 บบรรรรยยาายยถถึงึงคคุุณณสสมมบบััตติิแแลละะพพรระะรราาชช
ออําาํ นนาาจจ กกรระะบบววนนททััพพ ฉฉาากกกกาารรรรบบ กกาารรททํําาสสงงคครราามมขขอองงพพรระะ
เเจจาารราาเเชชนนททรรววรรมมัันน สสออดดแแททรรกกดดววยยเเรรื่่ือองงเเททพพปปกกรรณณััมมแแลละะ
หหลลกักั ปปรรัชัชญญาา รรววมมถถึึงงพพรระะรราาชชกกรรณณียียกกิิจจตตาา งงๆๆ โโดดยยชชววงงททาา ยย
เเปปนน กกาารรแแสสดดงงโโออววาาททาานนุุสสาาสสนนีี
1111 Phnom trap 11550055 ใใชชภภาาษษาาสสัันนสสกกฤฤตต 33 โโศศลลกก กกลลาาววถถึึงงกกาารรปปรระะดดิิษษฐฐาานน
IPnhsncorimptitoranp เเททววรรููปป พพรระะออชชะะ ใในนปปพพ..ศศ..11448811 แแลละะพพรระะออุุเเปปนนททรระะ
Inscription
((พพรระะววิิษษณณุุ)) ใในนปปพพ..ศศ..11448833 โโดดยยใในนจจาารรึึกกออาางงถถึึงงชชื่ื่ออ
พพรรัักกตติิววิิกกรรมมะะซซึ่่ึงงออาาจจเเปปนนชชื่ื่ออขขอองงสสถถาานนทที่่ีแแหหงงนน้ีี้ แแลละะออีีกก
สสววนนหหนนึ่่งงึ รระะบบุปุปพพ..ศศ..11447744 ซซ่ึึง่งกกลลาา ววถถึงึงนนาามมภภัททั โโรรททเเยยศศววรร
จารกึ แมบ่ ญุ ตะวนั ออก • 201
ท�ี ช�ือจารึก พ.ศ. ขอ มูลโดยสงั เขป
12 Neak Ta Carek 1505 ใชภาษาเขมร บันทึกถึงการพิพากษาของของพระเจา
แผนดิน ระหวาง กมรตาญกุรุง วีรภักติ ครชิตะ ซ่ึงเปน
Stele Inscription
หัวหนาของเมืองวีระปุระ ซึ่งไดยา ยหลักเขตและไปเกี่ยว
ขาวโพดของวาปนาจ ซ่ึงแตกอนน้ันที่ดินผืนน้ีถูกซ้ือมา
จากวาปนาจมอบใหวาปจูและมีการมอบใหกันตามลําดบั
การมอบน้ีไดรับการยืนยันตามพระบรมราชโองการ
หลังจากไดฟงความแลว กมรตาญกุรุงมีความผิดจริง จึง
สั่งปรับเปนทอง 10 ออน และลงโทษผูที่เก่ียวของ คือ
นอ งชายของเขาผูช่ือวาวาปศรีผสู ่ังใหไปเก็บขาวโพดดวย
การโบยหลัง 102 คร้งั ท้ังใหลงโทษแกวาปอมฤต และ
วาปปตผูนําคนไปเก็บขาวโพดดวย สวนท่ีนาไดมอบคืน
ใหว าปจูและครอบครัวแลว ใหปก หลักเขตใหม
13 Don Tri Inscription 1509 ใชภาษาสันสกฤตและภาษาเขมร บอกถึงการถวาย
of Rajendravarman
สิ่งของแกพระปรเมศวรไมตรีเทวะ โดยพระเจาราเชน
ทรวรมันใน พ.ศ.1509 พระบรมราชโองการไดกลาวถึง
นามของขาราชบริพาร ไดแก กัมสเตงอัญราชกุลมหา
มนตรี และศรีมเหนทราธิปติวรมัน, ศรีราชวัลลภ,
มรตาญ ผูช่ือ ศรีนฤปภักติวิกรม, ศรีนฤปภักติวัลลภ,
ศรีมเหนทรวัลลภ, ศรีทฤฒภักติวัลลภ, ศรีคณปณฑิต
และศรีอินทรปณฑิต พรอมทั้งของถวายประกอบดวย
ทาสชาย-หญงิ โค กระบือ
14 Kok Samroṅ พศว. ใชภาษาสันสกฤตและภาษาเขมร บนั ทึกถึงการสรรเสรญิ
16 พระรัตนตรัย แตยกพระสงฆขึ้นกอน ตามดวยเทพ
Inscription of
Rajendravarman เจาของมหายานอีก 2 องค ตอมาไดกลาวถึงพระเจา
ราเชนทรวรมันซึ่งขึ้นครองราชยในป พ.ศ.1487 และ
กลาวถึงผูแทนพระเจาราเชนทรวรมันชื่อภัทราติศยะ ผู
ไปประดษิ ฐานเทพเจา ซึ่งในภาษาเขมรเรียกวา ชคันนาถ
เกศวร สดุ ภาษาสันสกฤตกลาวสรรเสรญิ ถงึ พระพุทธเจา
22 • จารึกแม่บุญตะวันออก 21
ท่ี ชื�อจารึก พ.ศ. ขอ มูลโดยสงั เขป
15 Basak Stele พศว. มีสองหลัก หลักแรกใชภาษาสันสกฤตและภาษาเขมร
16 โดยในโศลกท่ี 1-3 กลาวสรรเสริญพระศิวะ โศลกที่ 4-7
Inscription of
Rajendravarman กลาวถึงพระเจาราเชนทรวรมัน โศลกที่ 8 กลาวถึงการ
ยายเมืองหลวงมายังยโศธรปุระ และการประดิษฐานรูป
เคารพท่ีปราสาททั้งหาหลังกลางยโศธรตฏากะ และการ
ถวายส่ิงของมีคาตา งๆ แกเทพเจาช่อื วกกาเกศวร หลักท่ี
สอง เรมิ่ ตนดวยการสดุดีพระมเหศวร พระรุทระ พระตริ
วกิ รม (พระนารายณ) และกลา วถึงการข้นึ ครองราชยของ
พระเจาราเชนทรวรมัน วัตถุประสงคของจารึกนี้พูดถึง
การประดิษฐานรูปเคารพโดยทานนฤเปนทรายุทธะ
(สวนในภาษาเขมรเรียกวา นฤเปนทรายุทธสวามี) และ
การมอบถวายขาทาส ของมีคา แกเทพเจาที่ปราสาท
กกาเกศวร
นอกจากน้ียังมีจารึกอีกหลายหลักที่กลาวถึงพระนามพระเจา ราเชนทรวรมัน สวน
จารึกท่ีพบในประเทศไทยซ่ึงปรากฏพระนามของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 มีจํานวน 8 หลัก แต
จารึกท่ีอยูในรัชสมัยของพระองคมีหลักเดียว คือ จารึกบานพังพวย K.95747 พบที่อําเภออรัญ
ประเทศ จังหวัดสระแกว ซึ่งจารึกดวยภาษาเขมร ระบุศักราชป พ.ศ.1484 เนื้อความโดยสังเขป
กลาวถึง วันอาทติ ยข ้ึน 6 คํ่าเดือน 9 มหาศักราช 863 (พ.ศ.1484) พระเจาราเชนทรวรมันมีพระ
บรมราชโองการใหพระปุณย โคตรอาจารย ปรมาจารย ซง่ึ อยูที่เมืองวนปุระชวยดูแล พระกมรเตง
อัญ ชคต แหงเมืองลิงคปุระ และแตงตั้งบุคคลตางๆ ใหมาชวยปกหลักเขตและชวยดูแลในดา นตาง
พรอมท้ังถวายขาทาส และส่ิงของตางๆ แก กมรเตง อัญ ชคต แหงเมืองลิงคปุระ แมจารึกไมให
รายละเอียดเก่ียวกับพระเจาราเชนทรวรมันมากนัก แตอยางนอ ยก็แสดงใหเห็นวาพระองคไดขยาย
อาณาเขตและแผพระราชอํานาจมาจนถึงดานชายแดนตะวนั ออกของประเทศไทยในปจจุบนั
การเกรน่ิ นําในสวนเบ้ืองตนนเ้ี พอ่ื ใหท ราบถงึ ประวัติความเปนมาและอิทธิพลของอารย-
ธรรมภายนอกที่เผยแพรเขามาโดยเฉพาะวัฒนธรรมจากอินเดียท่ีแพรเขามาสูอาณาจักรกัมพูชา
47หอสมุดแหงชาติ กรมศิลปากร, จารึกในประเทศไทย เลม 3 อักษรขอม พุทธศตวรรษที่ 15-16 (กรุงเทพฯ: ภาพพิมพ, 2529),
50-56.
จารกึ แมบ่ ญุ ตะวนั ออก • 2223
ต้ังแตสมัยยุคเริ่มตนประวัติศาสตรซึ่งมีหลักฐานเปนลายลักษณอักษรจากศิลาจารึกในอาณาจักร
กัมพูชาและประเทศใกลเคียงรวมถึงขอมูลท่ีปรากฏในเอกสารของจีน สวนในบทนี้จะไดกลาวถึง
องคป ระกอบตา งๆ ของปราสาทแมบุญตะวันออกซ่ึงเปนศาสนสถานสําคัญท่สี รางข้ึนในรัชสมัยพระ
เจาราเชนทรวรมันท่ี 2 ซ่ึงไดรับอิทธิพลจากอารยธรรมภายนอกเชนกัน โดยเฉพาะอิทธิพลดาน
ศาสนาและศิลปะจากอินเดีย48 โดยสะทอนใหเห็นจากสิ่งกอสรางท่ีปรากฏ ทั้งรูปแบบทาง
สถาปตยกรรม โครงสราง หรือประเภทของอาคาร คติความเช่ือ ตลอดจนการสลักลวดลาย
เครื่องประดับเพื่อเพ่ิมความงดงามวิจิตรบรรจงใหแกชิ้นงานท่ีเหลืออยูซึ่งปรากฏบนอิฐและศิลาอัน
เปนถาวรวัตถทุ ่ีแสดงใหเห็นถงึ ฝมือเชงิ ชา งยังคงเหลือใหเห็นเปนประจักษพยานอยตู ราบเทาทุกวันนี้
และส่ิงเหลาน้ีสามารถกําหนดยุคสมัยทางดา นประวัติศาสตรได ดังน้ัน ในบทนี้จะไดกลาวถึงศลิ ปะ
และสถาปตยกรรมปราสาทแมบุญตะวันออกเพื่อเปนสวนประกอบในการศึกษาวิเคราะหจารึกแม
บุญตะวันออก เปนลําดบั สืบตอไป
ตาํ แหนงท่ตี ้งั
ปราสาทแมบุญตะวนั ออกต้ังอยูท่ีจังหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา หางจากตัวเมือง
เสียมเรียบไปทางทิศเหนือประมาณ 12 กิโลเมตร ต้ังอยูทางเหนือของปราสาทแปรรูปราว 1,300
เมตร ซ่ึงจังหวัดเสียมเรียบเปนจังหวัดหนึ่งท่ีอยูทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศกัมพูชาใน
ปจ จบุ ัน มที ตี่ ง้ั ทําเลอันเหมาะสมเนอ่ื งจากต้ังอยูเหนือทะเลสาบเขมร (Tole Sap) ซ่ึงเปนทะเลนํ้าจืด
ที่ใหญที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต หางจากกรุงพนมเปญ 314 กิโลเมตร สําหรับการเรียกชื่อ
จังหวัดนี้ พบวาในปจจุบันมีการออกเสียงเปน เสียมราบ และ เสียมเรียบ โดยคําน้ีในปจจุบันรูป
ตัวอักษรเมื่อถายถอดรูปอักษรเปนตัวอักษรภาษาไทยจะเปน “เสียมราบ” แตในรูปเดียวกันภาษา
เขมรจะถายถอดเสียงหรือออกเสียงเปน “เสียมเรียบ”49 ซ่ึงเมืองเสียมเรียบน้ีเปนท่ีต้ัง ของกลุม
โบราณสถานสมัยเมืองพระนครจํานวนมาก อาทิเชน ปราสาทนครวดั ปราสาทบายน ปราสาทพระ
ขรรค ปราสาทตาพรหม ปราสาทปกษีจํากรง ปราสาทพนมบาแค็ง ปราสาทตาแกว ปราสาท
กระวาน ปราสาทแปรรูป และปราสาทแมบ ุญตะวันออก เปนตน และเปนสถานที่ทองเทียวสําคัญ
อันมีชอื่ เสียงของประเทศกัมพูชาในปจจุบัน พิกัด 13.446553’ N, 103.920092’ E (WGS 84 map
datum).50
48Claude Jacques, Angkor Résidences Des Dieux (Bangkok: River Book, 2007), 96.
49ทรงธรรม ปานสกุณ, “รองรอยพระพทุ ธศาสนาในอาณาจักรเขมรโบราณกอ นพทุ ธศตวรรษท่ี 17” (วทิ ยานพิ นธปริญญามหาบัณฑิต
สาขาวชิ าภาษาเขมร บณั ฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร, 2548), 91.
50Asian Historical Architecture [นามแฝง], East Mebon Temple-Angkor-Cambodai, เขาถึงเมอื่ 2 ตลุ าคม 2558, เขา ถึง
ไดจ าก dhttp://www.orientalarchitecture.com/cambodia/angkor/eastmebon.php
24 • จารกึ แมบ่ ุญตะวนั ออก 23
ปราสาทแมบ ญุ ตะวนั ออก
ภาพท่ี 1 ท่ีต้ังปราสาทแมบุญตะวันออกและกลุมโบราณถานที่จังหวัดเสียมเรียบ
ประเทศกมั พชู า
ท่ีมา: Melanie [นามแฝง], Our Guide to Angkor Wat, เขาถึงเมื่อ 21 มกราคม 2559, เขาถึงไดจาก
http://wevemadeahugemistake.com/guide-angkor-wat/
จารึกแม่บุญตะวนั ออก • 2255
ความเปน มาและลกั ษณะท่ัวไปของปราสาทแมบุญตะวันออก
ปราสาทแมบุญตะวันออกเปนปราสาทท่สี รา งข้ึนบนเกาะเล็กๆ กลางบาราย (Baray) ที่
ถกู ขดุ ข้ึนในรชั สมยั พระเจายโศวรมัน51 (พ.ศ.1432-1453) ผสู ถาปนาเมืองยโศธรปุระขึ้นเปนราชธานี
ของอาณาจักรสมัยเมืองพระนคร บารายแหงน้ตี ามจารึกแมบ ุญตะวันออกโศลกท่ี 205 เดิมเรียกวา
“ยโศธรตฏากะ” แตในปจจุบันเรียกวา “บารายตะวันออก”(East Baray) ซ่ึงเดมิ นั้นไดน ้ําจากแมน้ํา
เสียมเรียบไหลเขามากักตุนไวในบารายแหงน้ี มีขนาดกวาง 1,800 เมตร ยาว 7000 เมตร52
ปจจบุ ันบารายที่ลอมรอบไมมีนํ้าแลว พระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ทรงโปรดใหสรางปราสาทแมบุญ
ตะวนั ออกและไดประดิษฐานรปู เคารพตางๆ ในลัทธิไศวนิกายซึ่งไดท ําในวันอันเปนมงคลข้ึน 11 คาํ่
เดือนมาฆะ (เดอื น 3) ในปศ กะที่ 874 (พ.ศ.1495) เพื่ออุทิศถวายบรรพบุรุษ ชื่อและความหมายของ
ปราสาทมาจากการที่ปราสาทตง้ั อยูกลางบารายตะวันออก สวนคําวา “แมบุญ” อาจจะมีที่มาจาก
เรื่องราวในจารึกท่กี ลา วถงึ การสรา งปราสาทเพื่ออุทิศผลบุญแกพระราชบิดาและพระราชมารดาของ
พระเจาราเชนทรวรมนั ท่ี 2 สภาพในปจจุบันดานหนาคอื ดานทิศตะวันออกประมาณ 100 เมตร มี
ถนนตัดผาน ฝงตรงขามปราสาทมีรานขายอาหารและของที่ระลึกเพื่อบริการนักทองเท่ียวอยูเปน
กลุม ดานหลังและดานขางมีตนไมใหญขึ้นอยูประปรายถัดจากนั้นไปเปนทุงนา ลักษณะโดยรวมที่
ปรากฏ ตัวปราสาทมีเคาโครงคลายคลึงกับปราสาทแปรรูปอยางมาก คือ มีฐานเปนชั้นท่ีสรางข้ึน
จากเนินดิน อยางไรก็ตาม ฐานเปนชั้นของปราสาทแมบุญตะวนั ออกเต้ียกวาปราสาทแปรรูปอยาง
เห็นไดชัด ปราสาทแมบุญตะวันออกจัดเปนปราสาทพ้ืนราบเปรียบดังวิหารหรือวัดบนยอดเขา53
ไมไดทําเปนรูปปรามิดแบบข้ันบันได แตเปนแบบเรยี บธรรมดาและตอนกลางเปนสวนหน่งึ ของวัดที่
ใชป ระกอบพธิ ีทางศาสนาพราหมณ รปู แบบทางสถาปตยกรรมแสดงออกถึงความกาวหนาอยางมาก
ในยุคน้ัน ช้ันบนสุดมีกลุมปราสาทประธานจํานวน 5 หลัง ต้ังอยูบนฐานเดยี วกัน หลังหนึ่งอยูตรง
กลางเปนปรางคป ระธานและอีกส่หี ลังอยูท่สี ม่ี ุม ชัน้ ที่ 2 มีหอเรียงอยู 4 มุมทางทศิ ตะวันออกเฉียงใต
มีเพิ่มมาอีกหน่ึงหลังเปน 5 หลัง ภายในลานของกําแพงช้ันแรกมีหอเล็กๆ ทําดวยอิฐทอดยาวไป
ตลอดแนวท้ังสี่ทิศเปนชวงๆ มิไดเช่ือมตอกัน มีทางข้ึนสูตัวปราสาทท้ังสี่ทิศ สิ่งกอสรางทั้งหมดอยู
ภายในแผนผงั รูปส่ีเหล่ียมจตั รุ ัสดกู ลมกลนื เปนระเบียบ และไดสดั สว นท่ีสวยงาม
51George Cœdès, The Indianized States of Southeast Asia , ed. Walter F. Vella; trans. Susan Brown Cowing, 116.
52อุไรศรี วรศะรนิ , ประชมุ อรรถบทเขมรรวมบทความวชิ าการของศาสตราจารยเกยี รตคิ ุณ ดร.อไุ รศรี วรศะริน, 71.
53กรมศิลปากร, ประวัติศาสตร-โบราณคดี กัมพูชา, (กรุงเทพฯ: ประชาชน, 2536. จัดพิมพเน่ืองในวโรกาสสมเด็จพระเทพ
รตั นราชสุดาสยามบรมราชกุมารี เสดจ็ พระราชดําเนินทรงเปดพพิ ิธภัณฑสถานแหงชาตพิ มิ าย 4 สงิ หาคม 2536), 99.
26 • จารึกแมบ่ ญุ ตะวนั ออก 26
ภาพท่ี 2 ภาพถายทางอากาศปราสาทแมบ ญุ ตะวนั ออกและทิวทศั นโ ดยรอบ
ที่มา: Cambodia News and Information [นามแฝง], East Mebon Temple, เขาถึงเม่ือ 21 มกราคม
2559, เขาถึงไดจาก http://www.storeboard.com/cambodianewsandinformation /images/east-mebon-
temple/53847
ทม่ี าของรปู แบบศิลปะและสถาปต ยกรรม
ทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต ตางไดรับอิทธิพลอินเดียมาแตครั้งโบราณกาล
หรือสมัยกอนประวัติศาสตร การรับเอาอิทธิพลอินเดียเปนไปอยางชาๆ โดยชาวอินเดียกลุมแรกท่ี
เดินทางเขามายังภูมิภาคน้ีเปนพวกพอคา เดินทางเขามาคาขาย จนมีนิคมคาขายของชาวอินเดีย
เกิดขึ้นตามเมอื งทาของเอเชียตะวันออกเฉียงใต และบางพวกก็ไดตั้งถ่ินฐานในท่ีสุด ตอมาจึงมีพวก
ขนุ นาง พราหมณ และเหลา นกั ปราชญ ผมู คี วามรใู นแขนงตา งๆ อพยพเขามา54 ชาวอินเดียโบราณมี
อํานาจเหนือชนพ้นื เมือง เห็นไดช ัดดา นศาสนา วชิ าการ และเทคโนโลยี ชาวพื้นเมืองไดทําความรูจัก
และเคยชนิ กับวฒั นธรรมอินเดียจนในท่ีสุดก็ยอมรับเปนวัฒนธรรมของตน นักวชิ าการสวนใหญเชื่อ
กันวา ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใตเริม่ เขาสูยุคประวัติศาสตร หรือยุคท่ีมกี ารใชตัวหนังสือตั้งแต
ราวพุทธศตวรรษที่ 7-8 โดยถือตามกําหนดอายุของศลิ าจารึกซง่ึ พบท่ีหมูบานโวคาญ (Vokanh) เขต
เมืองญาตรัง55 ซึ่งเปนศิลาจารึกภาษาสันสกฤตท่ีเกาท่ีสุดท่ีคนพบในแหลมอินโดจีนและหมูเกาะ
อนิ โดนีเซยี ตัวอักษรท่ีจารกึ ลักษณะคลา ยคลงึ กับตัวอักษรบนจารึกของรุทรทามนั ทค่ี ิรนรร (Girnar)
54 George Cœdès, The Indianized States of Southeast Asia , ed. Walter F. Vella; trans. Susan Brown Cowing, 14.
55สรศกั ดิ์ จนั ทรว ฒั นกุล, ประวตั ิศาสตรและศลิ ปะแหง อาณาจกั รขอมโบราณ (กรงุ เทพฯ: ฟสิกสเ ซน็ เตอร, 2551), 20.
จารึกแม่บญุ ตะวนั ออก • 2267
และของวาสิษฐีบุตร ท่ี กันเหริ (Kanheri) ซ่ึงมีอายุอยใู นพุทธศตวรรษที่ 7-856 นอกจากภาษาและ
ตัวอักษรดงั กลาวมาแลว อิทธิพลจากการเผยแพรวัฒนธรรมอินเดีย (Hindouisation) ทําใหชาวเขมร
ไดรับศาสนาใหญๆ จากอินเดีย 2 ศาสนา คือ ศาสนาพราหมณ-ฮินดู ในลัทธิไศวนิกายกับลัทธิ
ไวษณพนิกาย และศาสนาพุทธ57 โดยรับเขามารวมกับพ้ืนฐานอารยธรรมของเขมรเดิม ซ่ึงศาสนา
และความเชื่อนี้เอง กอใหเกิดความศรัทธาทางหลักธรรมและคาํ สอน อันเปนแรงผลักดันสําคัญที่ทํา
ใหเกิดการสรางสรรคงานศิลปกรรมของเขมร ทั้งเปนบอเกิดแหงศาสนสถานและศิลปะโบราณวัตถุ
เปนจํานวนมาก เปนตัวแทนความเจริญรุงเรืองของสังคมเขมรท่ีมีมาแตอดีตกาล และเหลือเปน
ประจักษพ ยานเปน จํานวนมากจนทกุ วนั นี้
คติและความหมาย
เม่ือชาวเขมรไดรับเอาศาสนาของอินเดียเขามาในอาณาจักร ซ่ึงเปนดินแดนท่ีปกครอง
อยู ก็ไดมีการสรางศาสนสถานขึ้นมา สวนสําคัญที่สุดของสถาปตยกรรมเขมรไดแก อาคารทรง
ปราสาททเ่ี ปน หลักของศาสนสถานในวัฒนธรรมเขมรก็มที มี่ าจากอินเดยี เชนกัน กลา วคือ ชาวอินเดีย
นยิ มสรางปราสาทข้นึ เพ่ือประดษิ ฐานรปู เคารพทางศาสนา เรียกวา เทวาลัย โดยสรางเปนอาคารที่มี
หลังคาซอนชั้นขึ้นไปหลายชั้น แตละช้ันมีการประดับลวดลายและอาคารจําลอง สามารถแยก
ออกเปน ๒ สายวัฒนธรรม ไดแก อินเดียภาคเหนือ เรียกวา “ทรงศิขร” (ทรงภูเขา) คือ ปราสาทท่ี
เปนชนั้ ซอ นสูงขึ้นไปแตละชั้นแนบติดกนั จนแทบไมมีที่วางพอจะประดบั ลวดลาย อันเปนตนแบบของ
ปราสาทขอมในยุคแรกๆ สมัยกอนเมืองพระนคร สายที่สองมาจากอินเดียภาคใต เรียกวา “ทรง
วิมาน” คือ ปราสาทท่ีมีหลังคาซอนเปนช้ันๆ แตละชั้นจะมีการประดับอาคารจําลองหรือรูปสลัก
แบบตางๆ58 รปู แบบของปราสาทเขมรในระยะแรกเชื่อกันวา ไดร ับอิทธิพลของทรงศิขรจากอินเดีย
ภาคเหนือ สวนทรงวิมานนั้น สงอิทธิพลมายังศิลปะชวา ตอมาภายหลังจากพระเจาชัยวรมันท่ี 2
เสด็จกับจากชวา ชางเขมรไดนําเอารูปแบบทั้ง ๒ สายวัฒนธรรมมาผสมผสานกันจนกลายเปน
รปู แบบเฉพาะของตัวเองข้ึน
งานศิลปกรรมของกัมพูชาเปนผลมาจากศาสนาและความเช่ือ 3 กลุมหลัก ไดแก
ศาสนาพราหมณ-ฮินดู ศาสนาพุทธ และความเชื่อพื้นเมือง59 สวนการสรางอาคารทรงปราสาทมา
จากคตคิ วามเช่ือของชาวอินเดยี ทวี่ าเทพเจาท้ังหลายสถิตอยู ณ เขาพระสุเมรุ อันเปนแกนกลางของ
จักรวาลซงึ่ อยูบนสวรรค การสรางปราสาทจึงเปรียบเสมอื นการจําลองเขาพระสุเมรุมายังโลกมนุษย
56หมอ มเจาสุภทั รดศิ ดศิ กุล, “ศลิ าจารกึ โวคาญ,” โบราณคดี 3, 3 (มกราคม.-มีนาคม 2514), 36-37.
57Michael Freeman and Claude Jacques, Ancient Angkor (Bangkok: Amarin Printing, 2011), 14.
58สรศกั ดิ์ จนั ทรว ฒั นกลุ , ประวัติศาสตรและศลิ ปะแหงอาณาจักรขอมโบราณ, 63-64.
59รุงโรจน ธรรมรงุ เรอื ง และศานติ ภกั ดคี าํ , ศลิ ปะเขมร (กรงุ เทพฯ: มติชน, 2557), 38.
28 • จารกึ แม่บญุ ตะวันออก 27
เพือ่ เปนทีส่ ถติ ของเทพเจา และมีการสรา งรปู เคารพของเทพเจาข้ึนเพ่ือประดิษฐานไวภายใน โดยตัว
ปราสาทมีสัญลักษณต างๆ ท่ีใชแทนความหมายของเขาพระสุเมรุ เชน มีปราสาทประธานตรงกลาง
มีปราสาทบรวิ ารลอมรอบ ถัดออกมามีสระน้ํา การท่ีทําหลังคาปราสาทเปนเรือนซอนช้ันก็หมายถึง
สวรรคห รอื วมิ านของเทพเทวดานั่นเอง ดว ยเหตุที่เปน การจาํ ลองจักรวาลมาไวบนโลกมนุษยและเปน
ที่สถิตของเทพเจา60 จึงตองมีระเบียบกฎเกณฑตามท่ีกําหนดไวในคัมภีรทางศาสนาอยางเครงครัด
ตัวปราสาทจึงมีขนาดใหญโตและตองใชเวลากอสรางยาวนาน สําหรับปราสาทแมบุญตะวันออกน้ี
สรา งขึ้นในศาสนาพราหมณ ลัทธิไศวนกิ าย ซ่งึ มพี ระอศี วรหรือพระศวิ ะเปนเทพเจาสูงสุด การเกิดศา
สนสถานมฐี านเปนชั้นทสี่ รางแบบภเู ขาหรือบนภเู ขาจึงเกยี่ วขอ งกบั ความเชือ่ เรอื่ งเทพเจาประทับบน
ภูเขา61
คําวา ปราสาท (Prāsāda) ซ่ึงเปนภาษาสันสกฤต ในท่ีนี้หมายถึงอาคารท่ีมียอดซอ นกัน
หลายช้ัน สื่อถึงอาคารที่มีความหรูหราแตกตางจากที่อยูอาศัยของสามัญชนท่ัวไป เพราะเปนท่ี
ประทับของกษัตริยและเทพเจาเทาน้ัน อาคารซอนช้ันหรือปราสาทจึงพบไดเฉพาะในศาสนสถาน
และพระราชวัง62 สว นประกอบท่ีสําคัญของปราสาท มีดงั นี้
1. ฐาน คือ สวนท่ีอยูดานลางของอาคารที่ติดกับพื้น ใชรองรับตัวอาคารเปนฐานหิน
ทรายซอนลดหล่ันกัน 2 ชั้น ซ่ึงชุดฐานน้ที ําใหปราสาทประธานมีความสูงกวาปราสาทบริวาร ที่
ปราสาทแมบุญตะวนั ออกมีแผนผังแบบเพ่ิมมุม ในดานศาสนาและความเช่ือแสดงความหมายท่ีเปน
พ้ืนพภิ พทเี่ ปน ทอ่ี ยูของมนษุ ย6 3
2. เรือนธาตุ ครรภคฤหะ คอื สวนกลางของปราสาททอี่ ยเู หนือชัน้ ฐานขึ้นมาและอยูใต
ชั้นหลังคา มีผังเปนรูปสี่เหลี่ยม มีผนัง 4 ดาน พื้นที่ดานในทําเปนหองและเปนท่ีประดิษฐานรูป
เคารพทางศาสนา ที่ปราสาทแมบุญตะวันออกกอดวยอิฐ ปราสาทแตละหลังมีประตูเขาออกเพียง
ดานเดียวดานที่เหลือเปนประตูหลอกกอข้ึนจากหินทราย ชุดซุมประตูทางเขาปราสาทอัน
ประกอบดวยเสาประดับกรอบประตูและเสาตดิ ผนัง ทับหลงั เหนือทบั หลงั ข้ึนไปเปนหนาบัน
3. เครื่องบน หรือชั้นหลังคา คือ สวนบนสุดของอาคารเหนือเรือนธาตุขึ้นไป ซอน
ลดหล่ันกันตามความเชื่อที่วาชั้นหลังคาหมายถึงสวรรคชั้นตางๆ อันเปนท่ีอยูของเทวดานอยใหญ6 4
ทีป่ ราสาทแมบญุ ตะวันออกกอดว ยอฐิ เหลื่อมซอ นกันข้ึนไปจนบรรจบดานบน ท่ีมุมและตรงกลางของ
แตละช้ันหลงั คาเดิมนา จะประดบั ดวยลวดลายแบบปราสาทเขมรทว่ั ไปที่ แตป จจบุ นั ไดห ลดุ หายไป
60Michael Freeman and Claude Jacques, Ancient Angkor, 23.
61รงุ โรจน ธรรมรงุ เรอื ง และศานติ ภักดีคาํ , ศลิ ปะเขมร, 76.
62เรื่องเดยี วกนั , 65.
63สรศกั ดิ์ จนั ทรว ัฒนกลุ , ประวัตศิ าสตรและศลิ ปะแหง อาณาจักรขอมโบราณ, 67.
64เรอื่ งเดียวกัน.
จารกึ แมบ่ ญุ ตะวันออก • 2289
หน้าบนั เครื�องบน หรือชนั� หลงั คา
ทบั หลงั
เสาประดบั กรอบประตู เรือนธาตุ หรือครรภคฤหะ
ฐาน
ภาพที่ 3 ปราสาทประธานตั้งอยตู รงกลางช้ันที่ 3 ของปราสาทแมบ ญุ ตะวนั ออก
สวนประกอบทางสถาปตยกรรมปราสาทแมบญุ ตะวนั ออก
สถาปตยกรรมเขมรมีการรักษาระเบียบอยางเครงครัด มีสัดสวนสงางามและนาเกรง
ขาม เหน็ ไดช ดั จากการวางแผนผังอยางไดส ดั สวน ในศลิ ปะเขมรอาคารทรงปราสาทมักสรา งจากวัสดุ
ที่แข็งแรงจึงคงเหลือใหเห็นจนทุกวันน้ี สวนวัสดุที่ไมคงทนถาวรก็ผุกรอนเส่ือมสลายไป และวัสดุที่
คงทนถาวรในยุคแรกๆ ใชอิฐเผาเปนหลักกอนคือราวพุทธศตวรรษที่ 12-14 และในพุทธศตวรรษที่
30 • จารึกแม่บุญตะวันออก 29
15 ก็ยงั คงใชอิฐในศาสนสถานบางแหงอยู แตในพุทธศตวรรษท่ี 16 มีการใชอิฐกันนอยลงและมักใช
สรางอาคารที่ไมสาํ คญั 65 ตอ มาจึงวิวฒั นาการมาใชศ ิลาแลงและหินทรายแทน ดังน้ันวัสดุหลักๆ ท่ีใช
ในการสรางอาคารที่สําคญั มีดังตอไปน้ี
อิฐ เกิดจากการนําดินเหนียวมาปนเปนกอนแลวเผาไฟ เปนวัสดุอยางแรกที่คนใน
ภูมิภาคน้ีนํามาสรางอาคาร เปนวัสดุที่หาไดไมยาก การสลักลวดลายโดยมากมักทําเปนเสนรางแลว
ใชน้ํายาผสมปูนปนปดลงไปทอ่ี ิฐ แตลวดลายมักไมคงทน อิฐน้ีมกั ใชวางซอ นกันขึ้นไปใชนํ้ายาบาง
ชนดิ ทาํ ใหเช่ือมตอเกาะแนนเปน ด่ังศิลากอนเดยี ว
ศิลาแลง เปนวัสดุท่ีหาไดงายและขุดไดท่ัวไปตามช้ันพื้นดินท่ีลึกลงไปไมมากนัก ตอน
ขดุ ใหมจะชนื้ และนิ่ม เม่อื นํามาตากแหงจะแข็งแกรง เทา กบั หนิ แตมขี อ เสียทไี่ มสามารถสลักลวดลาย
ได
หินทราย เปนวัสดุที่มีราคาแพงที่สุด ในการตัดและเคลื่อนยายคอยขางยุงยากตองใช
กําลงั คนเปนจาํ นวนมากและงบประมาณสงู และมีอยูบางพื้นทใ่ี นประเทศกัมพูชา หินทรายมีลกั ษณะ
ออ นนมุ เหมาะแกก ารสลักลวดลายใหเกิดความวิจิตรบรรจง แตกระนน้ั ก็มีเนื้อไมเหนียวแนนและมัน
แตกแยกออกเปนแผนได สวนมากชางเขมรโบราณจึงมักนําไปใชเฉพาะสวนของตัวอาคารทรง
ปราสาท
ปราสาทแมบญุ ตะวันออกฐานตัง้ อยูบนพืน้ ดนิ ฐานรองรบั ปราสาทและส่ิงกอสรางตางๆ
ทําจากศิลาแลงซึ่งเปนวัสดุท่ีแข็งเหมาะสําหรับการทําเปนฐานรองรับปราสาทแตไมเ หมาะสําหรับ
การสลักลวดลาย ฐานเปนช้ันมีรูปรางเตี้ยแบนลงกวาท่ีผานมา66 มีทางขึ้นสูตัวปราสาทท้ังส่ีทิศใน
สมัยกอนคงเปนทาเทียบเรือดวยเนื่องจากสรางขึ้นกลางบารายตะวันออก ตอไปนี้จะไดอธิบายถึง
สวนตางๆ ของสถาปตยกรรมปราสาทแมบุญตะวันออก โดยเรียงลําดับจากความสําคญั เริ่มตนจาก
ชน้ั บนสุดคือทปี่ ราสาทประธานออกมาดานนอกจนถงึ ช้นั ลา งสดุ เปน ลาํ ดบั ไป ดงั นี้
ปราสาทประธาน ตั้งเดนเปนตระหงานตรงกลางบนฐานชัน้ ที่ 3 ของปราสาทแมบุญ
ตะวนั ออก เปนกลมุ ปราสาทประธาน 5 หลงั โดยปราสาทประธานทีต่ ้งั อยูต รงกลางมีขนาดใหญที่สดุ
และมีฐานยกสูงกวากลุมปราสาทประธานอีก 4 หลังท่ีต้งั อยรู ายรอบทั้งสี่มุม ตง้ั อยูบนฐานช้ันท่ีสาม
ซึง่ เปน ชั้นบนสุด สวนฐานรองรับกอดวยหินทรายทําทางขึน้ ไวทัง้ ส่ีดา นมีผังเปนรูปส่ีเหลี่ยมจัตุรัสยอ
มมุ สงู ประมาณ 150 ซ.ม. ท่บี ันไดทางข้ึนมปี ระติมากรรมรปู สิงหขนาบซายขวา ปราสาทแตละหลัง
หันหนาไปทางทิศตะวันออกเปนปราสาทกอดวยอิฐ มีแผนผังแบบยอมุม-เพิ่มมุม สวนยอดเปนแบบ
เรอื นซอนชนั้ ตามลกั ษณะอาคารปราสาท ปราสาทประธานเปน สิ่งกอสรา งที่เปนหัวใจหลักของศาสน
65หมอมเจาสภุ ัทรดิศ ดศิ กลุ , ศิลปะขอม, 29.
66เรอื่ งเดียวกัน, 46.
จารกึ แม่บุญตะวนั ออก • 3301
สถาน เปน ทปี่ ระดิษฐานรปู เคารพหลกั ไวภ ายใน ในสวนของประตหู ลอกมรี ปู เปนบานประตูสลักดวย
หินทราย 2 บานและมอี กเลาอยูตรงกลาง บนอกเลาน้นั มีนมคือแผนสี่หลี่ยมจัตุรัสยนื่ ออกมา 5 จุด
ตรงกลางหน่ึง ดานบนสองและดานลางอีกสอง วางไดสัดสวนสวยงาม (ดูภาพที่ 10) มีปราสาท
บริวารตั้งอยูท่ีมมุ ทง้ั สี่ สรางตามคตคิ วามเช่ือเรอ่ื งเขาพระสเุ มรุ บรรดาปราสาทอิฐ 5 หลังช้ันบนสดุ นี้
ปราสาทประธานหลังกลาง ตามจารึกแมบุญตะวันออกโศลกท่ี 218 จึงเปนทีป่ ระดษิ ฐานรูปเคารพ
สูงสุดภายใตรูปลึงคน ามวา“ราเชนทเรศวร”ตัง้ อยูเดนเหนือประติมากรรมอีก 4 รูป67 ปจจุบนั รูปที่
ปราสาทแมบ ญุ ตะวนั ออกไมปรากฏวา มรี ูปเคารพตางๆ ทีเ่ คยประดษิ ฐานในปราสาทตา งๆ หลงเหลือ
อยูเ ลย โดยปราสาทประธานในปจจุบนั ไดมีพระพุทธรปู ปางนาคปรกมาประดิษฐานแทนที่
ปราสาทบริวาร เปนขนาดท่ีมีขนาดเล็กกวาและมีความสําคัญรองลงมาจากปราสาท
ประธาน ในช้ันบนสุดมี 4 หลัง ตั้งอยูท่ีมุมทั้งส่ีทิศ สองหลังอุทิศถวายพระราชบิดาและพระราช
มารดาของพระเจาราเชนทรวรมัน ภายใตรูปพระอีศวรและพระอุมา อีกสองหลังประดิษฐานรูป
เคารพของพระวิษณุและพระพรหมา68 สวนช้ันท่ีสองของปราสาทแมบุญตะวันออกรายรอบดวย
ปรางคปราสาทขนาดเลก็ เปนปราสาทบริวารทิศละ 2 หลัง ขนาบอยดู านซายและขวากอนถึงบันได
ทางขึ้นปราสาท รวมสี่ทิศมี 8 หลังหันหนาไปทางทศิ ตะวันออก อยูใ นสภาพชํารุดทรุดโทรมคาดวา
เดิมทีนาจะเปนที่ประดิษฐานศิวลึงคท งั้ 8 รปู ตามจารึกแมบุญตะวนั ออกโศลกท่ี 20869 ซง่ึ ระบไุ วใน
เรือ่ งการสรางศวิ ลงึ คทง้ั 8 รูป และจารึกหลกั เดยี วกันนีใ้ นโศลกที่ 470 ไดกลาววารูปท้ังแปดท่ีปรากฏ
ของพระอีศวร (ศวิ ะ) ทอี่ ยูบนโลกทั้งสาม คือ เจาภาพในพิธีบูชายญั ไฟ พระอาทติ ย ลม อากาศ ดิน
น้ํา และพระจันทร
หอเรยี ง ทป่ี ราสาทแมบุญตะวันออกน้ี มีอยูสี่มุมในชั้นท่ี 2 โดยในทิศตะวันออกเฉียงใต
มสี องหลังจงึ รวมเปน 5 หลัง กอ ดวยศลิ าแลงวางซอ นกนั ตัง้ อยบู นฐานทท่ี ําจากหินทราย อีกทั้งกรอบ
ประตแู ละเสาประดับประตรู วมทั้งทบั หลงั ทีส่ ลักเปนลวดลายทาํ จากหินทรายเชน กนั (ดูภาพท่ี 5)
กาํ แพง หรอื กําแพงแกว ในช้ันที่ 2 อยูถัดจากหอเรียงเปนกําแพงเต้ียๆ ลอมรอบอยูท่ี
กึ่งกลางมีโคปุระสําหรับเขา-ออก นอกกําแพงเปนระเบียงท่ีมุมทั้งส่ีมีประติมากรรมลอยตัวรูปชาง
ต้ังอยู ชั้นท่ี 1 ก็เชนกันโดยกําแพงนอี้ ยูถัดจากอาคารยาวออกไป (ดภู าพที่ 6)
โคปรุ ะ หมายถึงซมุ ประตเู ขา-ออกศาสนสถานโดยมีปราสาทประธานเปนแกนกลาง มี
แผนผังรปู กากบาท ท่ปี ราสาทแมบ ุญตะวนั ออกมอี ยูทุกชั้นในสี่ทิศ บางก็ชํารุดหักลง ยังคงมีเหลืออยู
เปน บางสวน (ดภู าพท่ี 7)
67มาดแลน จิโต, ประวตั ิเมอื งพระนครของขอม, แปลจาก Histoire d’Angkor, แปลโดย หมอ มเจาสุภทั รดศิ ดศิ กุล, 28.
68เร่อื งเดียวกัน.
69L. Finot, Inscriptions d’Angkor (Hanoi: Imprimarie d’ Extrême-Orient, XXV, 1925), 351.
70Ibid., 331.
32 • จารึกแมบ่ ุญตะวนั ออก 31
อาคารยาว อยูภายในกําแพงแกวชั้นท่ี 1 มีอยูโดยรอบ เปนคร้ังแรกที่เริ่มปรากฏ
“อาคารยาวๆ” โดยรอบซึ่งจะเปนตน แบบใหกับระเบียงคดในระยะตอมา อาคารยาวๆเหลานี้คงใช
เปนที่เก็บของหรือเปนที่พัก อนึ่ง นาสังเกตวาอาคารยาวๆเหลาน้ียังไมไดเชื่อมตอกัน โดยแรกเริ่ม
หลังคาคงสรางดวยเคร่ืองไมมุงกระเบ้ือง จนมากลายเปนระเบียงคดที่มุงดวยอิฐและติดตอเปนวง
ลอมรอบปราสาทในสมัยตอ มา เชนท่ีปราสาทตาแกว71 ยังหลงเหลือลกู มะหวดที่สลักเปนซี่กรงมีทงั้
ทส่ี ลักเรียบรอยสวยงามและทาํ เปน เพยี งซกี่ รงเพอื่ ใหแสงลอดผา นเขาไปยงั ภายในได ซึ่งหันหนาออก
ดานนอกตวั ปราสาท อยเู ปน ระยะๆ ตลอดแนว (ดภู าพท่ี 8)
ทอโสมสูตร เปนทอที่ตอออกมาจากสวนกลางของปราสาทประธาน ซึ่งเปนที่
ประดิษฐานรูปเคารพสําคญั สูงสุดในศาสนาพราหมณค ือศิวลึงคหรือรูปเทพเจา โดยตอออกมาจาก
สวนฐานของรูปเคารพ เวลาทําพิธีแลวมีการสรงนํ้าท่ีรูปเคารพ น้ําก็จะไหลออกมาตามทอท่ีทําไว
นอกตัวปราสาทเพ่ือใหประชาชนมารับนํ้าศักดิ์สิทธิ์ไปใชเพ่ือเปนสิริมงคล เพราะประชาชนไม
สามารถเขาไปดานในได มีแตพราหมณหรือกษัตริยเทานั้นที่เขาไปทําพิธีได ท่ีปราสาทแมบุญ
ตะวันออกน้ีมที อโสมสตู รปรากฏอยทู งั้ สท่ี ศิ โดยมีอยูทศิ จะสองทอ อยูตรงกลางระหวางบันไดทางข้ึน
สูตวั ปราสาทกับมมุ ปราสาททงั้ ส่ี (ดูภาพท่ี 9)
หนาบัน โดยปกติหนาบันจะเปนรูปสามเหลี่ยมหนาจั่ว มีสว นประกอบที่สําคัญ 2 สวน
ไดแก พ้ืนที่สวนภายในหนาบันซ่ึงนิยมสลักลวดลายหรือภาพเลาเรื่อง และกรอบหนาบัน72 ท่ี
ปราสาทแมบุญตะวันออกภาพสลักตา งๆ ท่หี นาบันของประสาททุกหลังสวนมากชํารุดจนไมสามารถ
ใหร ายละเอียดในสวนนไ้ี ด
ทับหลัง คอื แผนหินรูปสี่เหลีย่ มผืนผาวางอยูเหนือกรอบวงกบประตูปราสาทในศิลปะ
เขมร มักสลักเปน ลวดลายเปนรูปตา งๆ ซง่ึ แปรเปล่ียนไปตามยุคสมัย ลวดลายบนทบั หลงั ถอื เปนสวน
สาํ คัญในการกาํ หนดอายุของศลิ ปะเขมรไดในระดับหน่ึง เนือ่ งจากมีลําดับวิวัฒนาการของลวดลายที่
ชัดเจน ทับหลังท่ีปราสาทแมบุญตะวันออกนี้มีลักษณะตางๆ กันสวนใหญไดลอกลายมาจากศิลปะ
แบบพระโคและบาเก็ง แตดกู ระดางกวาไมมีความละเอียดเทา ลายท่ีเปนแนวบนดา นลางสุดของทับ
หลับกลับปรากฏมีข้ึนใหมหลังจากที่ไดหายไปในชว งเกาะแกร73 สวนภาพตรงกลางทับหลังโดยมาก
เปนภาพเทพผดู ูแลรักษาทิศทั้งสี่ และเริ่มแสดงถึงศิลปะแบบบันทายศรีดว ยการแสดงถึงเคร่ืองแตง
กายแบบใหม ที่ปราสาทแมบ ุญตะวันออกยังคงมที ับหลังปรากฏใหเห็นอยูหลายชิ้นท้ังท่ีตัวปราสาท
ประธานและปราสาทบรวิ าร รวมท้งั ท่โี คปุระ
71หมอ มเจาสภุ ทั รดศิ ดิศกุล, ประวัตศิ าสตรศ ลิ ปะประเทศใกลเคยี ง, พิมพคร้ังท่ี 5 (กรงุ เทพฯ: มติชน, 2549), 225.
72รงุ โรจน ธรรมรุงเรอื ง, ปราสาทขอมในดินแดนไทย (กรุงเทพฯ: มติชน, 2548), 37-38.
73สุภทั รดิศ ดิศสกลุ , ศิลปะขอม, 71.
จารึกแมบ่ ุญตะวนั ออก • 3323
เสาประดับกรอบประตู เปนเสาแปดเหลี่ยม มีความสูงเทากับกรอบประตู สัดสว นของ
แนววงแหวนที่ 1/2 กับ 1/4 แทบไมมีความแตกตางกัน ท่ีแนววงแหวน 1/2 มีลายใบไมสามเหล่ียม
เต็มใบ 1 ใบ ขนาบขางดวยลายใบไมครึ่งใบ 2 ใบ สวนแนววงแหวน 1/4 ลายใบไมจะมีขนาดเล็ก
กวา แตละดานมีลายใบไมสามเหลี่ยมเต็มใบ 2 ใบ ขนาบขางดว ยลายใบไมคร่ึงใบ 2 ใบ นอกจากนี้
ยงั มกี ารตกแตงดว ยลายวงแหวนที่ 1/8 ท่ีตกแตงดว ยแถวลายเมด็ ประคํา74 นอกจากใชสลักลวดลาย
ใหเกิดความสวยงามแลว ยังทําหนาท่ีรองรบั ทับหลังและสิ่งกอสรางดานบนอีกดวย สามารถกําหนด
อายุอยูในศิลปะแปรรูป ราวพทุ ธศตวรรษท่ี 15 (ดูภาพท่ี 10)
ภาพที่ 4 กลุมปราสาทประธานบนฐานชัน้ บนสดุ
74กวิฏ ตัง้ จรัสวงศ, ปราสาทแมบญุ ตะวนั ออก, เขาถงึ เม่ือ 2 ตลุ าคม 2558, เขา ถึงไดจ าก www.art-in-sea.com /data/cambodia-
art/itemlist/tag/ปราสาทแมบญุ ตะวนั ออก.html
34 • จารึกแมบ่ ญุ ตะวันออก 33
ภาพท่ี 5 หอเรยี งต้งั อยูบ นชั้นที่ 2 ดานทศิ ตะวันออกเฉียงเหนือ
ภาพที่ 6 กาํ แพงแกว ช้นั ท่ี 1 และระเบียง
จารกึ แมบ่ ญุ ตะวันออก • 3345
ภาพที่ 7 โคปุระ ซง่ึ เปน ซุมประตูทางเขามุงตรงสูประสาทประธาน
ภาพท่ี 8 ลกั ษณะอาคารยาวต้ังอยบู นชนั้ ท่ี 2
36 • จารกึ แม่บญุ ตะวันออก 35
ภาพที่ 9 ทอ โสมสตู รบนฐานชั้นท่ี 1
ภาพท่ี 10 เสาประดับประตูและประตหู ลอก
จารึกแมบ่ ญุ ตะวันออก • 3367
ภาพท่ี 11 ปราสาทบริวารขนาดเล็กบนฐานชัน้ ที่ 2
แผนผังปราสาทแมบุญตะวนั ออก
ปราสาทแมบุญตะวันออกมีความสูงท้ัง 3 ชั้นของปราสาท จากพ้ืนถึงยอดปรางค
ประธานสูงถึง 28 เมตร มกี ําแพงลอมรอบ กวาง 121 เมตร ยาว 126 เมตร ฐานชั้นลางกวาง 104
เมตร ยาว 108 เมตร75 มีการออกแบบกอ สรา งอยางเปน ระเบียบแบบแผน เน่ืองจากรบั คติความเชื่อ
ดานการสรางทางศาสนาพราหมณ นักวิชาการชาวฝรั่งเศสไดทําการศึกษาและแบงกลุมออกเปน 2
ประเภท76 คือ
1. แบบกระจายความสําคญั ออกจากศูนยกลาง มักเปนปราสาทประจํารัชกาล หรือเปน
ที่ประดิษฐานเทวราช เชน ปราสาทบากอง ปราสาทบาแค็ง ปราสาทแปรรปู ปราสาทตาแกว เปนตน
และหากมปี ราสาทหลายหลังอยบู นฐานเดยี วกันมกั สรา งอทุ ศิ ใหบ รรพบรุ ษุ เชน ปราสาทพระโค
2. แบบที่เปนแกนว่ิงเขาหาศูนยกลาง พบคร้ังแรกท่ีปราสาทบันทายศรี และพบมาก
หลงั จากตน พทุ ธศตวรรษที่ 16 เปน ตนมา เชน ปราสาทบนั ทายศรี ปราสาทนครวัด ปราสาทพนมรุง
ปราสาทเขาพระวิหาร เปน ตน
75Michael Freeman and Claude Jacques, Ancient Angkor, 161-162; และ อาทิตย สุขด,ี กัมพูชา (กรุงเทพฯ: แอปปา พร้นิ ต้ิ
งกรุป, 2556), 69.
76สรศกั ด์ิ จันทรว ฒั นกุล, 30 ปราสาทในเมอื งพระนคร (กรงุ เทพฯ: ฟสิกสเ ซน็ เตอร, 2551), 7.
38 • จารกึ แมบ่ ญุ ตะวนั ออก 37
ตามหลักการจัดกลุม ดังกลาว แผนผังปราสาทแมบุญตะวนั ออกจึงจัดเปนแบบกระจาย
ความสําคัญออกจากศูนยกลาง ซ่ึงมีปราสาทหลายหลังอยูบนฐานเดียวกัน (รายละเอียดเพ่ิมเติมดู
หัวขอกอนหนานี)้
ภาพที่ 12 แผนผงั ปราสาทแมบ ุญตะวนั ออก
ท่ีมา: remorkmoto [นามแฝง], East Mebon Temple, เขาถึงเม่ือ 2 ตุลาคม 2558, เขาถึงไดจาก
http://remorkmoto.com/temples-of-angkor/angkor-large-circuit/east-mebon-temple/
รปู แบบทางศลิ ปะและสถาปตยกรรม
ศิลปะเขมรน้ันแพรหลายในประเทศกัมพูชาและประเทศใกลเคียงในระหวางพุทธ
ศตวรรษท่ี 12-18 เกิดขนึ้ ภายใตศ ิลปะอนิ เดีย ในระยะแรกมลี กั ษณะคลา ยศิลปะอินเดียมาก ตอมามี
ความเปนตัวของตัวเองมากข้ึน มีระเบียบและความงามชนิดที่ไมปรากฏในศิลปะอินเดีย แตยังคง
จารกึ แมบ่ ุญตะวนั ออก • 3389
รกั ษาความไดสัดสวนไวเสมอ77 การแบงยุคทางประวัติศาสตรศ ลิ ปะของประเทศกัมพูชาสามารถแบง
ตามยุคสมยั ทางประวัติศาสตรเปนหลกั ใหญๆ ไดด งั น7้ี 8
1. ศลิ ปะสมยั กอนเมอื งพระนคร (ราวพทุ ธศตวรรษที่ 12-14)
2. ศลิ ปะสมยั เมอื งพระนคร (ราวพทุ ธศตวรรษที่ 14-20)
3. ศลิ ปะสมยั หลงั เมืองพระนคร (ราวพทุ ธศตวรรษท่ี 20 เปนตน มา)
ยุคสมัยทางศิลปะดังกลาวมานี้ นอกจากจัดกลุมตามประวัติศาสตรแลวยังสามารถ
จัดเปนศิลปะยอยๆ ตามสถานท่ีหรือศาสนสถานสําคัญท่ีมีงานศลิ ปกรรมนน้ั ๆ ตามวิวัฒนาการหรือ
ความแตกตางของรูปแบบซงึ่ โดยเฉพาะอยา งย่งิ สถาปต ยกรรม ลวดลายเคร่ืองประดับ ภาพสลักนูน
ต่ํา และประตมิ ากรรมลอยตัว ที่สืบเนื่องตอ กันมาอยางเห็นไดชดั ปราสาทแมบุญตะวนั ออกซึ่งสราง
ขึ้นในรัชสมยั ของพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 อยูในชวงเมืองพระนคร ซ่ึงพัฒนาการทางศลิ ปกรรม
ในชว งสมยั เมืองพระนครตามลาํ ดับกอน-หลงั สามารถกําหนดได ดังน7้ี 9
1. ศลิ ปะกเุ ลน (แบบหัวเล้ียวหัวตอ ราว พ.ศ.1370-1420)
2. ศิลปะพระโค (ราว พ.ศ.1415-หลัง พ.ศ.1433)
3. ศลิ ปะบาแคง็ (ราว พ.ศ.1433-1465)
4. ศลิ ปะเกาะแกร (ราว พ.ศ.1465-1485)
5. ศลิ ปะแปรรูป (ราว พ.ศ.1490-1510)
6.ศลิ ปะบนั ทายสรี (ราว พ.ศ.1510-ราว พ.ศ.1540)
7. ศลิ ปะคลัง (เกลยี ง) (ราว พ.ศ.1505-1550)
8. ศลิ ปะปาปวน (ราว พ.ศ.1550-1620)
9. ศิลปะนครวัด (ราว พ.ศ.1640-1715)
10. ศิลปะบายน (ราว พ.ศ.1720-ราว พ.ศ.1770)
ปราสาทแมบญุ ตะวันออกจดั เปน บทโหมโรงของรูปทางสถาปตยกรรมที่มีความกาวหนา
อยางมากในรชั สมัยพระเจาราเชนทรวมมันที่ 2 และมีความเจริญถึงขีดสุดในสถาปตยกรรมปราสาท
แปรรูป ดังน้ันนักวิชาการชาวฝรั่งเศสจึงเลือกใชปราสาทแปรรูปท่ีสรางขึ้นในรัชสมัยของพระเจา
ราเชนทรวรมันที่ 2 เปนตัวแทนของศิลปกรรมในชวงเวลานี้ ปราสาทแมบุญตะวันออกจึงจัดเปน
ศิลปะแบบแปรรูป (Pre Rup Style) ซ่ึงศิลปะแบบแปรรปู น้ีกําหนดอายุในราวปลายพุทธศตวรรษที่
15 ถึงตนพุทธศตวรรษที่ 16 หรือ พ.ศ.1490-ราว พ.ศ.1510 ชื่อรูปแบบทางศลิ ปะมาจากปราสาท
77หมอ มเจา สุภทั รดิศ ดศิ กลุ , ประวตั ศิ าสตรศ ลิ ปะประเทศใกลเ คียง, 221.
78รงุ โรจน ธรรมรงุ เรอื ง และศานติ ภกั ดีคาํ , ศิลปะเขมร, 36.
79เรือ่ งเดยี วกัน.