40 • จารกึ แม่บญุ ตะวันออก 39
แปรรูปซ่ึงเปนปราสาทประจํารัชกาล คําวา แปรรูป เปนคําเรยี กข้ันตอนของพิธีเผาศพท่ีรางกายถกู
เผาแลวนําเอาโครงกระดกู ทเ่ี หลือมาเปนรปู รางใหม หันศีรษะไปทางตะวันออก80 ปราสาทสําคัญใน
ศิลปะแบบแปรรูป คอื ปราสาทแมบุญตะวันออก (Mebon Oriental) พ.ศ.1495 ปราสาทแปรรูป
(Pre Rup) พ.ศ.1504 ปราสาทเบงเวียน (Being Vien) พ.ศ.1489 และปราสาทบัทชุม (Bat Chum)
พ.ศ.1496 เปนตน นอกจากนใ้ี นปลายรัชสมัยของพระองค ยงั มีการสรางปราสาทบันทายศรขี ้ึนเพื่อ
ถวายแดพระศิวะที่นอกเมืองยโศธรปุระ ซึ่งสรางโดยพราหมณยัชญวราหะ ผูที่ตอมาไดเปนราช
ปุโรหติ คนสําคญั ของพระเจาชัยวรมันที่ 5 ผูเ ปน พระราชโอรสของพระเจาราเชนทรวมันท่ี 2 อันเปน
รูปแบบศิลปะในสมยั ตอมาคือศิลปะแบบบันทายศรี
ผูควบคุมการกอสรา ง
พระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ไดทรงมอบใหทานกวีนทราริมัถนะ เปนผูควบคุมการ
กอสรา ง81 กวนี ทราริมัถนะเปนผูนบั ถือศาสนาพุทธดังมีผลงานการสรางปราสาทท่ีเปนของทานเอง
คือ ปราสาทบัตชุม82 ซ่ึงเปนศาสนสถานทางพุทธศาสนานิกายมหายาน นอกจากน้ีทานยังไดรับ
มอบหมายใหควบคมุ การกอสรางอีกหลายแหง เชน พระราชวังหลวง เปน ตน 83
ความสาํ คญั ของปราสาทแมบ ุญตะวนั ออก
ปราสาทในศิลปะเขมรนี้เปนอาคารที่สรางข้ึนเพ่ือเปนศาสนสถานท่ีประดิษฐานรูป
เคารพของเทพเจาและรูปเคารพองคตางๆ ทั้งในศาสนาพราหมณและศาสนาพุทธ ศาสตราจารย
ยอรช เซเดส ไดอธิบายในหนงั สือ The Angkor84 วา กษัตริยเขมรมคี วามเชอ่ื วา พระองคเ องอวตาร
(แบงภาคมาเกิด) จากเทพเจา (ในศาสนาพราหมณ) ลงมาเพ่ือเปนกษัตริยปกครองราชอาณาจักร
และไพรฟาประชาราษฎร เม่ือส้ินไปแลว จะกลับไปรวมกับเทพเจาเชนเดิม ดังน้ันจึงเปนธรรมเนียม
ใหกษัตริยท้ังหลายไดปฏิบัติเมื่อขึ้นครองราชยตองสรางปราสาท เพ่ืออุทิศใหแกบรรพบุรุษ หรือ
ใหแกพระองคเอง และสรางสระน้ําหรือบารายใหแกประชาชน ดวยเหตุที่ปราสาทเขมรเปนที่
ประดิษฐานรูปเคารพ และใชทําพิธีกรรมทางศาสนา ทัง้ ยังใหความหมายถึงการเปนศูนยกลางของ
จักรวาลดวย ดังนั้น ตัวปราสาทและเขตศาสนสถานจึงถือวาเปนสถานที่ศักด์ิสิทธ์ิ อีกท้ังยังใชใน
80สรศกั ด์ิ จนั ทรว ัฒนกลุ , ประวัตศิ าสตรและศลิ ปะแหงอาณาจกั รขอมโบราณ, 34.
81Claude Jacques, Angkor Résidences Des Dieux , 96.
82Cœdès George, “Les Inscriptions de Bat Chum (Cambodge),” Journal asiatique 10, 12 (1908), 213-251.
83มาดแลน จิโต, ประวตั เิ มอื งพระนครของขอม, แปลจาก Histoire d’Angkor, แปลโดย หมอ มเจา สภุ ัทรดิศ ดิศกลุ , 26.
84ยอรช เซเดส, เมืองพระนคร นครวัด นครธม, แปลจาก Angkor An Introduction, แปลโดย ปราณี วงศเทศ, พิมพครั้งที่ 3
(กรุงเทพฯ: มตชิ น, 2536), 91-106.
จารกึ แม่บุญตะวนั ออก • 4401
ความหมายทเ่ี ปน ศนู ยก ลางของเมอื งหรอื ชมุ ชนอีกดวย นอกจากสรางปราสาทแลว การสรางสระนํ้า
และบารายก็เปนสวนหน่ึงของปราสาทดังไดกลาวมาในตอนตน ท้ังยังใชประโยชนเปนอางเก็บน้ํา
สําหรับชุมชน ในการอุปโภคบริโภค ดังนน้ั เราจึงพบปราสาทมากมายในศลิ ปะเขมร นอกจากนี้การ
สรางปราสาทท่ีมีขนาดใหญยังแสดงถึงบุญบารมี และพระราชอํานาจอันยิ่งใหญของกษัตริยแตละ
พระองคอ กี ดวย ศิลปะทเี่ ปนสถาปตยกรรมและประตมิ ากรรมในประเทศกัมพูชารวมถึงประเทศไทย
สวนใหญจงึ เกีย่ วขอ งกบั ศิลปะทางศาสนาท้ังน้นั
ในรัชสมัยของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ทรงยา ยเมืองหลวงกลับมายังเมืองพระนคร
หลังการสวรรคตของพระเจาชัยวรมันท่ี 4 หลังจากมีชัยชนะตอขาศึกจนราชอาณาจักรเปนปกแผน
แลว จึงทรงสรางปราสาทแมบุญตะวันออกเปนแหงแรก ในการทรงสรางศาสนสถานน้ันพระเจา
ราเชนทรวมันท่ี 2 ทรงมีพระราชประสงค 2 ประการ85 ประการแรก คือ เพื่อแสดงถึงความถูกตอง
ในการสืบราชสันตติวงศของพระองค ปราสาทแมบุญตะวันออกพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ทรง
สรางอทุ ิศถวายบรรพบรุ ุษซ่งึ มเี ชือ้ สายกษัตริยตามสายสกุลท่ีตอ เนื่องกันมาซึง่ ปรากฏในจารกึ แมบุญ
ตะวันออกโศลกที่ 8-12 โดยพระองคทรงสรางปราสาทสองหลังช้ันบนอุทิศถวายแดพระราชบิดา
พระราชมารดาของพระองค หลงั กลางเปนทีป่ ระดิษฐานศวิ ลึงคนามวา ราเชนทเรศวร86 ดังกลาวใน
เบ้ืองตน และการบูชาบรรพบุรุษไดกลายเปนความเช่ือที่เกี่ยวของกับปราสาทใหญๆ อยางท่ีไมเคย
ปรากฏมากอน87 อีกประการหนึ่งทรงมีพระราชประสงคเพ่ือแสดงถึงการสืบเช้ือสายและมีสาย
สัมพันธระหวา งพระองคก ับพระเจายโศวรมันและกษัตริยสมยั เมืองพระนครที่สวรรคตแลว จารึกแม
บุญตะวันออกโศลกที่ 204 จึงไดกลา วถึงการอุทศิ สวนบุญถวายแดอดตี กษัตริยกัมพูชาผูลวงลับไป
แลว โดยยกพระเจา อินทรวรมันผเู ปนพระอัยกาของพระองคและเปนพระราชบิดาของพระเจายโศวร
มันซ่ึงเปนผูสรางเมืองพระนครเปนเบื้องตน วา “ทรงเพ่ิมพูนมหาสมุทรแหงการบุญแกพระเจา
แผนดนิ ในอดีตมีพระเจาศรอี ินทรวรมันเปนตน” และการทพี่ ระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ทรงใหสราง
ปราสาทแมบุญตะวันออกเปนแหงแรกกลางสระยโศธรตฏากะท่ีขุดขึ้นในรัชสมัยของพระเจายโศวร
มันผูเปนพระมาตุลา ก็ทรงทําเชนเดียวกับพระเจายโศวรมันที่ไดทรงสรางปราสาทแหงแรกคือ
ปราสาทโลเลย็ (Lolei) ซ่งึ สรา งอทุ ศิ ถวายบรรพบรุ ษุ ของพระองคก ลางสระอินทรตฏากะอันเปนสระ
ใหญท่ีพระเจาอินทรวรมันผูเปนพระราชบิดาโปรดใหขุดขึ้น ความสัมพันธทางสายสกุลของพระเจา
85มาดแลน จโิ ต, ประวัตเิ มอื งพระนครของขอม, แปลจาก Histoire d’Angkor, แปลโดย หมอ มเจา สุภัทรดิศ ดศิ กุล, 26.
86เรือ่ งเดยี วกัน, 28.
87ด.ี อี.จี. ฮอลล, ประวัติเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต : สวุ รรณภูมิ-ภาคพิสดาร, แปลจาก A history of South-East Asia, ชาญวิทย
เกษตรศิริ, บรรณาธกิ าร, พิมพค ร้ังท่ี 3 (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโตโยตา, 2549), 70.
42 • จารึกแม่บุญตะวันออก 41
ราเชนทรวรมันท่ี 2 กับพระเจายโศวรมันและพระเจาอินทรวรมัน สามารถแสดงเปนแผนผัง
รูปภาพ88ไดดังน้ี
อินทรวรมัน
ชยั วรมันที่ 4 + ชยเทวี ยโศวรมนั มเหนทรเทว+ี มเหนทรวมนั
หรรษวรมนั ท่ี 2 หรรษวรมนั ท่ี 1 อีศานวรมันท่ี 2 ราเชนทรวรมันท่ี 2
แผนภมู ิท่ี 1 ความสัมพันธของกษตั รยิ ผูส รางเมืองพระนครกับพระเจาราเชนทรวรมนั ที่ 2
ปราสาทแมบุญตะวันออกไดสรางจนแลวเสร็จถึงวันเฉลมิ ฉลองและประดิษฐานเทวรูป
ในวันอันเปนมงคลขึ้น 11 ค่ํา เดือนมาฆะ (เดือน 3) พ.ศ.1495 แลว 9 ปตอมาพระเจาราเชนทรวร
มันที่ 2 ไดท รงโปรดใหสรา งปราสาทประจํารชั กาลคอื ปราสาทแปรรูป
ภาพสลกั เลา เรื่องราว
ภาพสลักเลาเรื่องราวทป่ี ราสาทแมบุญตะวันออกโดยมากเก่ียวเน่ืองกับเทพประจําทิศ
ผดู ูแลรักษาทศิ ทง้ั ส่ี โดยทั้งหมดสลกั ไวทท่ี ับหลัง มีท้ังท่ียังสมบูรณและชํารุดมีการซอมแซมแลวบาง
ชน้ิ ทับหลังทีป่ ราสาทแมบ ุญตะวนั ออกซึ่งสลักเร่ืองราวตา งๆ ไวท ี่สําคญั ควรแกก ารกลา วถงึ มีดงั นี้
ทับหลังรูปพระอินทรทรงชางไอราวต ท่ีปราสาทประธานดานทิศตะวันออก ทับหลัง
สลกั เปนภาพเลา เรือ่ งขนาดใหญอยกู ลางภาพ เปน รปู บุคคลประทบั น่งั อยบู นชาง ซ่ึงชางนีม้ ีสามเศียร
ปรากฏแตชวงหัวอยูบนเกียรติมุข89 โดยบุคคลน้ีนงุ ผาแบบมีร้ิวท้ังผืน มีชายผาตกออกมาเปนแผน
ครงึ่ วงกลมขนาดใหญ เกียรติมุขคายทอนพวงมาลัยลอดขึ้นมาที่งวงชางแลวขยายออกมาทั้งสองขาง
88R.C. Majumda and Chandra Ramesh, Kambuja-Deßa : An ancient Hindu colony in Cambodai , 99.
89เกียรติมุข หรือหนากาล ลักษณะคลายสิงห ไมมีริมฝปากลางไมมีลําตวั มักปรากฏตามเทวสถาน เปนสัญลักษณของการขจัดส่ิงช่ัว
ราย ตามคัมภีรปทมะปุราณะกลาววา มีกําเนิดมาจากพระเนตรที่สามของพระศิวะในภาวะท่ีกําลังโกรธกริ้ว ตอมาพระศวิ ะรับเปน
พระโอรสและใหเฝาอยูห นาวมิ านของพระองค ดู สาํ นักโบราณคดี กรมศลิ ปากร, ศพั ทานกุ รมโบราณคดี (กรงุ เทพฯ: รุง ศลิ ปก ารพมิ พ
, 2550. จดั พิมพเพ่อื เฉลมิ พระเกยี รติพระบาทสมเด็จปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา
5 ธันวาคม 2550), 47.
จารกึ แมบ่ ญุ ตะวนั ออก • 4423
ปลายทอนพวงมาลัยท้ังสองขางเปนหัวมกร90(สัตวผสมจระเขกับชาง) คายลายกระหนกมวนออก
และใบไม ดานบนตกแตงลวดลายรูปบุคคลขนาดเล็กข่ีมา สวนใบไมมวนดานลางตกแตงดวยลายรูป
บุคคลขนาดเล็ก ระหวางลายใบไมมวนดานลางสลับดวยลายพวงอุบะ ขอบดานบนมีรูปแถวบุคคล
ขนาดเล็กอยูภายในซุมเรือนแกว สวนขอบดานลางสลักเปนแถวลายรูปกลีบบัว (ภาพที่ 13) รูป
บุคคลประทับนั่งอยูบนชางท่ีกลางภาพหมายถึงพระอินทรทรงชางไอราวต (Airāvata) ซึ่งเปนเทพ
ประจําทิศตะวันออก ทับหลังรปู พระอินทรทรงชางไอราวตท่ีเหลือก็มีนัยน้ี ตางกันอยูเพียงเล็กนอย
เชน ทป่ี ราสาทบรวิ ารทศิ ตะวันตกเฉียงเหนือ ตางกันเพียงดานขางของชางมีรปู สิงหอาปากคายทอน
พวง มาลัย ปลายทอนพวงมาลัยทั้งสองขางมีรปู พระคณะ ท่ีมีหัวเปนชางตัวเปนคน เปนตน (ภาพท่ี
14) สามารถกําหนดอายุอยใู นศิลปะแปรรูป ราวพทุ ธศตวรรษท่ี 15
พระอินทรเปนเทพเจารุน แรกๆ ท่ีสาํ คัญมมี าตัง้ แตสมัยพระเวท รวมถึงคัมภีรใกลเคยี ง
เชน พราหมณะและอารณั ยกะ ในคัมภรี ฤคเวทมีบทสวดสดุดถี ึง 250 บท (ประมาณหนง่ึ ในสามของ
บทสวดทั้งหมด) จากบทสวดดังกลาวทําใหเราทราบความคิดของอารยันเกี่ยวกันเทพเจาวา ในสมัย
เร่ิมแรกของฤคเวทนั้น เทพเจาตางๆ เกือบท้ังหมดเปนปรากฏการณธรรมชาติท่ีสมมุติใหมีตัวตน
เรียกวา บุคลาธิษฐาน เชน สูริยเทพ (ดวงอาทิตย) เทพอัคนิ (ไฟ) เทพวายุ (ลม) เปนตน ตอมาเทพ
เจาไดเปล่ียนแปลงมาเปนเทพเจาอยางแทจริง ชื่อและหนาที่ก็เริ่มหางจากธรรมชาติ จนมาสมัย
ปลายพระเวทความคิดเกี่ยวกับเทพเจาไดพัฒนาไปจากเทพเจาที่มีตัวตนเปนเทพเจาท่ีเปน
นามธรรม91 ภายหลังเมือ่ เกิดเทพตรมี ูรติจนมาถึงในยุคมหากาพย พระอินทรไ ดถูกลดชั้นลงมาเปน
เทพช้ันรอง เปนใหญใ นสวรรคชั้นดาวดึงส เปนเจาแหงสวรรคและสายฝน มีหนา ทป่ี ราบวฤตระซึ่ง
เปนอสูรแหงความแหงแลวและความมืด อน่ึง เพราะเหตทุ ่ีพระอินทรมีความสามารถในการรบ จึง
ไดรับยกยองสดุดีวาเปนจอมเทพนักรบ มีเทพศาสตราวุธท่ีสําคัญ คือ วัชระ หรือสายฟา92 เทพ
พาหนะคือชางไอราวต หรือ เอราวัณ ซ่ึงมักปรากฏเปนภาพชางสามเศียร ตามคติฮินดูในยุคหลัง
พระอินทรก าํ เนิดจากกัศยปเทพบดิ รกบั นางอทิติเทพมารดา จัดเปนเทพประจาํ ทศิ ตะวันออก93
90ในเทววทิ ยาฮินดู มกรจัดเปนสตั วประหลาดในทะเลชนดิ หน่งึ ปกติมกั แสดงอยใู นรูปของสตั วผสม คร่ึงหนาอาจเปนสัตวบกอยางรูป
ชาง, จระเข หรือกวาง ครึ่งหลังเปนรูปสัตวน้ํา (มักเปนสวนหาง) เชน หางเปนปลา เปนตน ดู Monier Williams, Sanskrit-
English Dictionary , 16th ed. (Delhi: Motilal Banarsidass, 2011), 771.
91เสาวภา เจรญิ ขวัญ, วรรณคดสี นั สกฤต (ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศ าสตร มหาวทิ ยาลัย เชยี งใหม, 2526), 13-16.
92Monier Williams, Sanskrit-English Dictionary , 166.
93Vettam Mani, PuranÆ iá c Encyclopaedia , Reprint (Delhi: Motilal Banarsidass, 1975), 318-327.
44 • จารึกแมบ่ ญุ ตะวันออก 43
ภาพท่ี 13 ทบั หลงั ดา นทิศตะวนั ออกของปราสาทประธาน
ภาพที่ 14 ทบั หลังดา นทศิ ตะวนั ออกของปราสาทบริวารทิศตะวันตกเฉียงเหนอื
ทับหลังรูปพระยมทรงกระบือ ทับหลังดานทิศใตของปราสาทประธาน สลักเปนภาพ
เลาเรื่องขนาดใหญอยูกลางภาพ เปนรูปบุคคลประทับนั่งอยูบนหลังกระบือ ดานขางขนาบดวยรูป
สิงหยืนคายทอนพวงมาลัย(ลายผักกูด)ออกมาทั้งสองขาง ทอนพวงมาลัยมีลักษณะการแตกตา
ออกมาเปนลายใบไมมวนดา นลาง และใบไมดานบนมีรูปบุคคลแทรกอยู สวนปลายน้ันสลักเปนลาย
กนกมวนออก ขอบดานบนมีรูปแถวบุคคลขนาดเล็ก สวนขอบดา นลางสลักเปนแถวลายรูปกลีบบัว
(ภาพที่ 15) ทบั หลงั ดานทศิ ใตข องปราสาทบรวิ ารทิศตะวันออกเฉียงใตก็มีนัยนี้ ตา งกันแตร ูปบุคคล
ประทับนั่งอยบู นหลังกระบอื ซึง่ อยเู หนือเกียรตมิ ุข (ภาพที่ 16) ทับหลังทั้งสองภาพน้ีไดรับการบูรณะ
ซอ มแซมจากเดิมซ่งึ ชํารุดเสยี หาย รปู บุคคลประทบั นั่งอยูบ นหลังกระบือที่กลางภาพหมายถึงพระยม
ทรงกระบอื สามารถกําหนดอายอุ ยใู นศิลปะแปรรปู ราวพุทธศตวรรษที่ 15
จารกึ แม่บุญตะวนั ออก • 4445
ในวิษณุปุราณะกลาววา พระยมเปนโอรสของพระสุริยเทพกับนางสัญญา (San͂ jn͂ ā)
ครองเมืองยมปุรี เปนตุลาการแหงความตาย เปนเจาแหงนรก94 เปนผูมีรูปรางใหญโต พระพักตรดุ
รา ย มีกระบือเปน พาหนะ ในอุตระรามายณะกลาววา พระพรหมาไดต้ังใหพระยมเปนเทพผูรักษาทิศ
ใต9 5
ภาพที่ 15 ทบั หลังดานทศิ ใตของปราสาทประธาน
ภาพที่ 16 ทับหลงั ดา นทศิ ใตข องปราสาทบริวารทศิ ตะวันออกเฉียงใต
ทับหลงั รปู พระวรุณทรงหงส ทับหลังดา นทิศตะวันตกของปราสาทประธาน สลักเปน
ภาพเลา เรื่องขนาดใหญอยกู ลางภาพ เปนรปู บคุ คลในมือถือวัตถุลักษณะคลายบวงบาศประทับน่ังอยู
บนหลังหงสซ ึ่งอยูเหนือเกียรติมุขอีก เกียรติมุขคายทอนพวงมาลัยออกมาท้ังสองขาง สวนท่ีเหลือมี
นยั ดังกลาวมาแลว ซึ่งเปน สวนท่ีไดร บั การบรู ณะซอมแซมขน้ึ มาใหม (ภาพที่ 17) อีกชิ้นหนึ่ง คือทับ
หลังดานทิศตะวันตกของปราสาทบริวารทิศตะวันตกเฉียงใตก็มีนัยเดียวกันน้ี ตางกันเพียงรูปมกร
94 Pushpendra Kumar, The Visná áu MahaÆ puranÆ áam, trans. Manmattha Nath Dutt (Delhi: Eastern Book Linkers,
2005), 172.
95Vettam Mani, PuraÆnáic Encyclopaedia, 367.
46 • จารึกแมบ่ ุญตะวันออก 45
(สัตวผสมสิงหกับชาง) เพิ่มเขามา รูปบุคคลมือถือบวงบาศประทับนั่งอยูบนหลังบนหงส หมายถึง
พระพิรุณทรงหงส ตามคติของศาสนาฮินดู เปนทาวโลกบาลประจําทิศตะวันตก (ภาพท่ี 18)
สามารถกาํ หนดอายอุ ยใู นศิลปะแปรรูป ราวพุทธศตวรรษที่ 15
พระวรุณ96หรือ พระพิรุณ เปนเทพเจาแหงฝน ในหนังสือพระนลคําหลวง พระราช
นิพนธในพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกลาเจาอยูหัวระบุวา พิรุณเปนนามของพระสรุ ิยะ เปนลูกนาง
อทิติ เปนเทพแหงความเปนธรรม พระพิรุณยอมรูวาผูใดทําอะไร ใครทําบาป เม่ือมีผูทําบาปพระ
พิรุณจักใชบวงคลองผูนั้นไปหาพญายมราชเพ่ือนําไปลงทณั ฑ ในพระเวทเรียก "เจาฟาอันอยูทั่วไป"
ภายหลังไดฉ ายาวา "สนิ ธุปติ" แปลวา "เจาแหงน้ําท่ัวไป" ในมหาภารตะ พระพิรณุ เปนบุตรพระฤษี
กรรทม พรหมบตุ ร
ภาพท่ี 17 ทบั หลังดานทศิ ตะวนั ตกของปราสาทประธาน
ภาพท่ี 18 ทับหลงั ดา นทิศตะวันตกของปราสาทบรวิ ารทิศตะวันตกเฉยี งใต
96วรุณ (Varunaá ) เปนนามเทพเจาท่ีสําคัญองคหนึ่งในสมัยฤคเวทมีฐานะรองจากอินทรเทพ อัคนิเทพ และโสมเทพ ยุคฤคเวทพระ
วรุณเปนเทพเจาผูควบคุมกฎแหงธรรมชาติท้ังดิน ฟา อากาศ กลางวัน กลางคืน แหลงน้ํา และเปนผูพิทักษศีลธรรม ครั้นถึงยุค
อถรรพเวท พระวรุณมีฐานะเปนเพียงเทพเจาแหงทองทะเลเทาน้ัน ดู Arthur Anthony Macdonell, A History of Sanskrit
Literature (New York: D. Appleton and Company, 1900), 75, 77; and Arthur Anthony Macdonell, A Vedic
Reader for Students (Oxford: Clarendon, 1917), 134.
จารกึ แมบ่ ุญตะวันออก • 4467
ทับหลังรูปเทพกุเวรทรงสิงห97ทับหลังดานทิศเหนือของปราสาทประธาน สลักเปน
ภาพบุคคลในมือถือถือวัตถุบางอยางประทับนั่งอยูบนดอกบัว ดานลางมบี ุคคลคร่ึงทอนน่ังพนมมือ
ขนาบดวยรูปสิงหทั้งซายและขวา สิงหทั้งสองตัวใชขาขางหนึ่งยกปทมาสน อีกขางหน่ึงจับทอน
พวงมาลยั ท่คี ายออกมาจากปาก ดูเหมือนวาภาพนี้ไดรับการบูรณะซอมแซมใหมเ กือบทง้ั หมด (ภาพ
ที่ 19) รูปบุคคลดังกลาวน้ีเปนรูปเทพกุเวรทรงสิงห ตามคติของศาสนาฮินดู เปนโลกบาลทิศเหนือ
สามารถกําหนดอายอุ ยูในศลิ ปะแปรรูป ราวพทุ ธศตวรรษที่ 15
ทาวกุเวรมีนามเปนอันมาก ในรามเกียรติ์เรียกทาวกุเปรัน แตที่คนไทยรูจักจนเคยชิน
น้ันเรียกทาวเวสสุวัณ เปนท่ีรูกันวาเปนเจาแหงยักษ วรรณกรรมในศาสนาฮินดูตั้งแตยุคพระเวทได
กลา วถงึ เทพองคน ี้ในอาถรรพเวทวาเปนเจาแหงความมงั่ ค่งั ร่ํารวย มหากาพยภารตะวาเปนโลกบาล
องคหนึ่ง (ผรู ักษาทิศเหนือ) วรรณกรรมในยุคปุราณะวาเปนเจาแหงยักษท้ังปวง มีเมืองหลวงช่ือวา
อลกา อยูบนเขาไกรลาส ในรามเกียรติ์วาเปนบิดาคันธมาทนนายทหารของพระราม และเปนพ่ีชาย
รว มบิดาของทศกณั ฐ9 8 รปู ลกั ษณของทา วกเุ วรตามความหมายของช่ือ กุเวร แปลตามรูปศัพทวารูป
อัปลักษณ นาเกลียด ซึ่งตามลักษณะทางศิลปะท่ีปรากฏหมายถึงบุรุษพุงพลุยนั่นเอง และมักจะน่ัง
ชันเขาพิงไหใสเงิน หรือถือส่ิงของบางอยางในมือ อยางไรก็ตามรูปแบบเทพกุเวรท่ีปรากฏในงาน
ประติมากรรมนั้นไมเ หมอื นในคมั ภีรเ สมอไป เชน ในสมยั ศงุ กะ เทพกุเวรทสี่ ถูปภารหุต พุงไมพ ลุย มี
พาหนะเปนมนุษย เทพกุเวรเปนเทพที่ไดรับเคารพนับถือทั้งผูในศาสนาฮินดู ศาสนาพุทธ และ
ศาสนาเชน โดยเฉพาะพวกพอ คาทหี่ วังความรํา่ รวยจากการคา 99
ภาพที่ 19 ทับหลงั ดา นทิศเหนือของปราสาทประธาน
97ทาวกุเวร (Kuvera) เปนหน่ึงในสี่ทาวมหาราชซึ่งเปนผูปกครองยักษทางทิศเหนือ และเปนเทพเจาแหงความม่ังค่งั ตามคติของ
ศาสนาพราหมณ-ฮินดเู ชือ่ กนั วาเปนเทพเจาประจาํ มหาสมุทร แมนํ้า ลําธารและแหลงน้าํ ทกุ แหง อีกทงั้ ยังเปนผปู กครองพวกยักษและ
เปนเทพเจาผูคุมครองทิศเหนือดวย ดู Vettam Mani, PuranÆ áic Encyclopaedia , 434-435; and Dharam Vir Singh,
Hinduism : An Introduction , 2nd ed. (Jaipur: Travel Wheels, 1994), 77.
98พระยาสจั จาภิรมย (สรวง ศรีเพญ็ ), เทวกําเนดิ , พิมพคร้งั ที่ 18 (กรงุ เทพฯ: อมรินทรพ รน้ิ ตง้ิ แอนดพบั ลชิ ชิง่ , 2556), 45-48.
99ผาสขุ อินทราวธุ , “ตราดนิ เผารูปคช-ลกั ษมีและกุเวรจากเมืองนครปฐม,” เมอื งโบราณ 9, 3 (สิงหาคม-พฤศจกิ ายน 2526) : 92-98.
47
48 • จารกึ แม่บุญตะวันออก
ทับหลังรูปนรสิงหสังหารหิรัณยกศิปุ ที่โคปุระดานทิศตะวันตกของชั้นท่ี 2 ดานใน
(หันหนาเขาหาปราสาทประธาน) ทับหลังสลักเปนภาพเลาเรื่องขนาดใหญอยูกลางภาพ เปนรูป
บุคคลมหี วั เปน สิงห ยนื แยกขาจบั อกี บุคคลหนึง่ วางพาดอยบู นตักขวากําลังทําทา ฉีกรางบุคคลที่นอน
พาดอยู โดยบุคคลท้ังสองน้นี งุ ผาแบบมีรวิ้ ทง้ั ผืน ทอนพวงมาลัยทงั้ สองขางและสวนที่เหลือเปนเชนท่ี
กลาวไวนยั กอ น แตไมม รี ูปพระคณะและบุคคลแทรกอยู สามารถกําหนดอายุอยใู นศลิ ปะแปรรปู ราว
พทุ ธศตวรรษที่ 15 รปู บุคคลท่ีประทับยนื อยูเปนรูปนรสงิ หกาํ ลังสงั หารหริ ัณยกศิปุ
นรสิงหาวตาร เปนปางที่สี่ในบรรดาสบิ ปาง ซ่ึงกลา วถึงพระนารายณอวตารลงมาเปน
มนุษยคร่ึงสิงห กลาวความตามท่ีมีในวิษณุปุราณะ100ตอนพระนารายณอวตารลงมาปราบยักษชื่อ
หิรัณยกศิปุ ซ่ึงเปนฝาแฝดของหิรัณตยักษท่ีถูกพระนารายณฆาตายในปางท่ีสาม หิรัณยกศปิ ุมีความ
พยาบาทพระนารายณมาก จงึ บําเพ็ญตบะเพื่อใหพระพรหมาทรงเมตตาปราณี จนไดรับพรจากพระ
พรหมาใหมฤี ทธเิ์ ดชมากและเปนอมตะ“อยา ใหเทพยดาหรอื มนุษย ตลอดจนเดียรัจฉานสังหารตนให
ตายไดเลย ขออยาใหตายดวยอาวุธใดๆ อยา ใหตายกลางวันและกลางคืน ภายในเรือนก็ใหรอดและ
ใหปลอดภัยแมนอกเรือน” หิรัณยกศิปุครั้นไดพรจากพระพรหมาแลว พอเขาเมืองก็ตั้งตนเปนพระ
อินทรเ ปน พระอาทติ ย พระจันทรสองโลกเองอีกดวย เปนพระอัคนีเจาแหงไฟ เปนพระพิรุณเจาแหง
นานนาํ้ และฝน แยง ตาํ แหนงพระกุเวรเจาแหงทรพั ยแ ละตําแหนงเจาชีวิตของมนุษยคือพระยม รวม
ความวาพยายามรวบอํานาจไวค นเดียว ใครจะบัตรพลีบวงสรวงก็ยึดไวเองเสียทงั้ หมด แมพระศิวะ
และพระวิษณุหิรัณยกศิปุก็หาไดเกรงกลัวไม พระอินทรและเหลาทวยเทพจึงออนวอนขอความ
ชวยเหลือจากพระวิษณใุ หปราบอสูรตนน้ี หิรณั ยกศิปุมีบุตรชายตนหน่ึงชื่อประหลาท ซึง่ เปนผูบูชา
พระวิษณุเปนนิจ แมผูบิดาจะลงโทษหรือบังคับใหเลิกนับถือพระวิษณุอยางไรก็ไมเปนผล จนมาวัน
หนึ่งเกิดผิดใจกันอีกดวยประหลาทบุตรชายยกคุณของพระวิษณุข้ึนมาเอยวา พระวิษณุทรงมีภาวะ
อยูทุกหนทุกแหงในโลก หิรัณยกศิปุโกรธมากจึงเอาตะบองฟาดท่ีเสาตนหนึ่ง แลวทาใหมาสูกัน
ทันใดนั้น นรสิงหซ ่ึงเปนอวตารของพระนารายณก็ปรากฏรางออกจากเสาตรงเขาลากตัวหิรัณยกศปิ ุ
ออกไปวางคาไวที่ประตูซึง่ เปนเวลาพลบค่ํา จากนั้นก็ฉีกรางหิรณั ยกศิปุดวยเขีย้ วและเล็บหิรัณยกศิปุ
ส้ินชีพดวยฝมือนรสิงหซ่ึงไมใชทั้งสัตวท้ังมนุษยหรือเทพอยางใดอยางหนึ่ง ท้ังไมใชกลางวันและ
กลางคนื ไมใ ชใ นเรอื นและนอกเรือน ทั้งไมไ ดต ายดวยศาตราวุธตามที่ไดร ับพรมา
100Pushpendra Kumar. The Visná áu MahaÆpuranÆ áam, trans. Manmattha Nath Dutt , 88-100.
จารกึ แม่บุญตะวันออก • 4489
ภาพท่ี 20 ทบั หลงั รูปนรสิงหส งั หารหริ ณั ยกศิปุ ที่โคปุระชั้นท่ี 2 ดานทิศตะวันตก
ทับหลังรูปคชลักษมี ท่ีหอเรียงซงึ่ ตั้งอยูบนช้ันท่ี 2 ดานทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ทับ
หลงั เหนอื กรอบประตูทางเขา ดา นทิศตะวนั ตกของหอเรียงนส้ี ลกั เปน ภาพเลาเรื่องขนาดใหญอยูกลาง
ภาพ เปนรูปสตรีประทับน่ังอยูบนฐานดอกบัว ในมือท้ังสองถือดอกบัวตูมระดับไหล เคียงขางดวย
ชางสองเชือกยกหมอนํ้าชูเหนอื ศรี ษะ เทาหนาของชางท้งั สองเชือกวางอยูบ นดอกบัวที่โผลขึ้นมารับ
ทั้งสองดาน ใตฐานดอกบัวเปนรูปดอกบัวแปดกลีบซอนชั้น ดานขางของดอกบัวน้ีมีทอนพวงมาลัย
ออกมาทัง้ สองขางย่ืนขึ้นมาในระดับเขาท้ังสองขางของรปู สตรีและคลายออกไปดานขาง ปลายทอน
พวงมาลัยทง้ั สองขางเปน ลายกระหนกมวนออกท่ีใบไม ขอบดานบนมีรูปแถวบุคคลขนาดเล็กคร่ึงตัว
ประนามมืออยูภายในซุมเรือนแกว สวนขอบดานลางสลักเปนแถวลายรูปกลีบบัว สามารถกําหนด
อายุอยใู นศิลปะแปรรูป ราวพุทธศตวรรษท่ี 15 ภาพทีส่ ลักตรงกลางลักษณะน้ีมักจะเรยี กวา “คช-
ลกั ษม”ี หรือ “อภเิ ษก-ลกั ษม1ี 01
ตามหลักศาสนาฮินดู รูปสตรีในภาพหมายถึงเทพีแหงความอุดมสมบูรณ ในดาน
วรรณกรรมอินเดียน้ันเทพีที่สามารถประสิทธิประสาทความอุดมสมบูรณไดรับนามวา “ศรี” หรือ
“ลกั ษมี” ดอกบวั ในคติความเชอ่ื ของชาวอินเดยี ถอื วาเปนสญั ลักษณข องน้ํา และน้ําเปนปจจัยใหเกิด
ความอดุ มสมบรู ณ สว นชา งตามความเชอ่ื ของชาวอินเดียหมายถงึ เมฆฝน เชอื่ กนั วาเม่ือมีชางลักษณะ
ดีเกดิ ขึน้ ในเมอื งใด เมืองนน้ั จะมฝี นตกสมา่ํ เสมอ บานเมอื งจะมคี วามอุดมสมบูรณ เมื่อสัญลักษณท้ัง
3 มารวมกนั จึงเปนการเนนถึงความอุดมสมบูรณ ความมั่งคั่งและโชคลาภจากคุณสมบัตติ างๆ ทําให
เทพีนี้ไดรับการเคารพบูชาโดยชนอินเดียทุกลัทธิและทุกวรรณะ102นอกจากน้ีในจารึกแมบุญ
ตะวันออกยังกลาวถึงในลกั ษณะของเทวแี หงโชคและชัยชนะอีกดว ย
101ผาสุข อินทราวธุ , “ตราดนิ เผารูปคช-ลกั ษมีและกเุ วรจากเมืองนครปฐม,” : 92-98.
102เรือ่ งเดยี วกัน., 92-96.
50 • จารกึ แมบ่ ุญตะวนั ออก 49
ภาพที่ 21 ทับหลังรปู คชลกั ษมี ทห่ี อเรยี งดานทิศตะวันออกเฉยี งเหนือ ซ่งึ ตัง้ อยูบนชั้นท่ี 2
ประติมากรรมรูปสัตวลอยตัว
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ไดใหนิยามของความหมายคําวา
“ประตมิ ากรรม” ซ่งึ เกีย่ วของกบั การแกะสลักวัสดุ ดังน้ี
ประตมิ ากรรม น. ศิลปะสาขาหนึ่งในจําพวกวิจิตรศิลปเก่ียวกับการแกะสลักไม
หนิ ออ น โลหะเปน ตน ใหเ ปน รปู หรือลวดลายตางๆ103
ประติมากรรมรปู สัตวล อยตัวเขมรใชเปนเครื่องประดับสถาปตยกรรม และแตละชนิดก็
มีความสําคัญลดหล่ันลงไปตามลําดับ ที่มีปรากฏอยูโดยมากจะสลักดวยหิน ท่ีปราสาทแมบุญ
ตะวันออกนี้มีประติมากรรมรูปสัตวล อยตัวสลกั ดวยหนิ ทยี่ งั คงเหลอื อยู 2 ชนดิ คือ
ภาพท่ี 22 ประติมากรรมลอยตัวรูปสงิ ห
103ราชบณั ฑติ ยสถาน, พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554, พิมพครั้งท่ี 2 (กรุงเทพฯ: นานมีบุคสพับลเิ คช่ันส, 2556),
706.
50
จารึกแม่บญุ ตะวนั ออก • 51
1. สิงห ที่ปราสาทแมบุญตะวันออก ลักษณะเปนรูปสิงหท่ีอยูในทาน่ังบนฐานสี่เหล่ียม
ไมนง่ั อยา งเต็มท่ี ยงั คงน่งั อยูเหนอื สนเทา มีลาํ ตัวสงู ขึ้น ขาคหู นา ยืดตรง สวนหางยกข้ึนวางแนบลําตัว
จนถึงหัว สวนหลังของลําตัวนั้นไมติดอยูกับพ้ืนทีเดียว ขนคอซ่ึงเปนแผงกลมบนหลังและแผงคอ
ดานหนาสลักข้ึนอยา งครา วๆ และสั้นลง มีลักษณะเปนเกลียวปลายแหลมแตไมไดสลักตอเนื่องเปน
แผงเดียวกัน เรมิ่ มลี ักษณะคลายผมบนศรี ษะของสิงห แปลกจากสิงหที่ปราสาทบันทายศรซี ่ึงไดยก
ลาํ ตัวขึน้ เลก็ นอ ยสามารถกําหนดอายอุ ยใู นศลิ ปะแปรรูปราวพุทธศตวรรษที่ 15
คติความเช่ือเร่อื งสิงห สิงหหรือสิงโตเปนสัตวที่อยูในอินเดีย เอเชียตะวันออกกลาง
และแอฟริกา สตั วซ่ึงไดร ับการยกยองวา เปน เจา ปา หรอื เจา แหงสัตวปาท้ังมวล เปนตัวแทนของความ
ยิ่งใหญ ความสงางาม ความแข็งแกรงและความกลาหาญ สิงหจึงเปนสัญลักษณของพระเจา
จักรพรรดแิ ละวีรบรุ ษุ มาตั้งแตอ ดีตกาล ผา นการแปลความหมายจากรปู ธรรมมาเปนนามธรรม หรอื
จะแปลจากนามธรรมเปน รปู ธรรมกไ็ มผิด เพราะการสื่อความหมายถึงพลังอํานาจ ความนาเกรงขาม
เปนวิธีการสื่อสาร เผยแพรผานเรื่องราวของเหลาเทพเจา ผูขับข่ีสรรพสัตวตางๆ แทนความหมาย
ของการมีอํานาจน้ันๆ ของเทพเจา สรรพสัตวจึงกลายมาเปนผูสื่อสาร ความหมายของอํานาจแหง
เทพเจาในยุคแรกๆ เร่ืองราวเกี่ยวกับสิงหในอินเดียแพรหลายในราชวงศเมารยิ ะ สมยั พระเจาอโศก
มหาราช104
แนวความคิดเรื่องสิงหหรือสิงโตในเอเชียตะวันออกเฉียงใตเปนการรับเอามาจาก
ประเทศอินเดยี 105 ตงั้ แตเ รม่ิ การติดตอ กับอินเดียในอดีตกาล เชนท่พี บในศิลปะแบบทวารวดี ศิลปะ
เขมร สืบตอมาถึงปจจุบัน และเปนศิลปะที่นิยมมากท้ังจิตรกรรม ประติมากรรม และเครอื่ งประดับ
สถาปตยกรรม รูปสิงหลอยตัวของเขมรปรากฏข้ึน และต้ังอยูบันไดทางเขาศาสนสถานหลายแหงใน
ระหวาง พ.ศ.1350-1400 (ศิลปะแบบกุเลน) และมีวิวัฒนการและรูปแบบศิลปะแบบตางๆสืบตอ
เร่ือยมา106 ประติมากรรมรูปสิงหนิยมตั้งไวท่ีบันไดทางขึ้นปราสาทตามคตินิยม จึงแสดงถึงพลัง
อาํ นาจ ความย่ิงใหญ ความนา เกรงขาม ณ สถานที่อันเปนที่ประทับของเทพเจา ลักษณะทาทางการ
ยนื และรปู ลักษณข องสงิ หส ามารถกําหนดอายไุ ด
104กรมศิลปากร, ประวัตศิ าสตรและโบราณคดเี มืองศรมี โหสถ 2 (กรงุ เทพฯ: สมาพนั ธ จาํ , 2536), 44-45.
105สภุ ัทรดศิ ดิศสกลุ , ศิลปะขอม, 220.
106เรอื่ งเดยี วกัน.
52 • จารึกแม่บุญตะวนั ออก 51
ภาพท่ี 23 ประติมากรรมลอยตัวรูปชาง
2. ชาง ท่ีปราสาทแมบุญตะวันออกอตั้งยูท่ีมุมระเบียงทั้งสี่ของชั้นปราสาทช้ันที่หนึ่ง
และชั้นทสี่ อง โดยประติมากรรมรูปชางหินสลักนี้ยืนอยูบนฐานส่ีเหลี่ยมผืนผา หนั หนาและลําตวั ไป
ทางทิศเฉียง มีลักษณะใบหูกาง มีงายื่นเลยพนโคนงวงเล็กนี้นอย ทอดงวงหอยลงตรงๆ จรดพื้น
ปลายงวงงอเขา เลก็ นอ ย มคี ชาภรณ หรอื เครื่องประดบั ชาง107ปรากฏใหเห็น คือ ทามคอ พานหนา
พานหลัง ซองหาง มสี ายสรอ ยคอลกั ษณะเปนเม็ดพาดยอยลงมาดา นหนาสี่เสนสลักข้ึนอยางคราวๆ
ซึ่งคลายกันกับท่ีปราสาทบากอง รูปชางลอยตัวท่ีสลักอยูโดดๆ มีการเปลี่ยนแปลงนอยมากใน
ววิ ัฒนาการของศลิ ปะเขมร ประติมากรรมรูปชางที่ปราสาทแมบุญตะวนั ออกน้ี สามารถกําหนดอายุ
อยูในศิลปะแปรรปู ราวพทุ ธศตวรรษที่ 15
คติความเชื่อเรื่องชาง เขามาเก่ียวของและมีบทบาทในชีวิตมนุษยต้ังแตสมัยกอน
ประวัติศาสตร นับตั้งแตการลาชางนําเนื้อชางมาเปนอาหาร เอางาชางมาเปนเคร่ืองประดับ
จนกระทั่งตอ มาภายหลังมกี ารเลี้ยงชา งมาไวใชงาน จนถึงการนําชางมาใชในการศึกสงคราม และถือ
เสมือนวาชางเปนสัตวช้ันสูง หรือเปนสัตวสําหรับพระมหากษัตริยหรือผูสูงศักด์ิ รูปชางน้ีเปน
สัญลักษณท่ีสําคัญมากอยางหนึ่งทนี่ ิยมทั้งในอินเดยี และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต ซงึ่ มีความความ
107ราชบณั ฑติ ยสถาน, พจนานุกรม ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ.2554, 224.
จารึกแม่บุญตะวันออก •5253
เก่ยี วขอ งกบั ลัทธิศาสนาตา งๆ เชน พราหมณ-ฮนิ ดู และพุทธ รวมท้ังความเช่อื ตา งๆในทองถิ่น เหตุนี้
รูปชางจึงปรากฏเปนงานจิตรกรรม ประติมากรรม และสวนประกอบสถาปตยกรรมตาม
โบราณสถานตางๆ ในอินเดียตามคติความเชื่อชางคือความหมายแหงความมั่งค่ังสมบูรณในโภค
ทรพั ย ความรงุ เร่ือง เนอื่ งจากเปนสตั วท ่ีตามตาํ นานอนิ เดยี กลา ววา เกิดจากน้ําอมฤตคูกับพระศรีเทพี
แหง ความอุดมสมบูรณกับพระอินทรเ จาแหงฝน จึงเกิดความเช่ือวาชางคือสื่อนําฝนมาใหตกสูทะเล
ผานมาทางงวงกอใหเกดิ ความอดุ มสมบรู ณ1 08
ความเช่ือในศาสนาพราหมณ-ฮินดู ท่ีกลาววา โลกนี้ต้ังอยูบนหลังชางที่ยืนอยูบน
หลงั เตา ซง่ึ ทําใหโลกเกิดการสนั่ สะเทือน ชางจึงเปนอาํ นาจของจักรวาลอีกโสดนึงดวย เทวนิยายฮินดู
บางเลม เลาวา ชา งเชือกแรกมกี ําเนดิ จากการทีพ่ ระพรหมาทรงแบงไขทอง หรอื หิรณั ยครรภออกเปน
สองซกี แลวใสลมปราณแหงชีวิตเขาไป ไขซีกหลังบังเกิดเปนชางไอราวตและชางเผือกอีกเจ็ดเชือก
โดยชา งพลายไดไ ปเปน เทพพาหนะของอัษฏทศิ ปาละ หรือเทพผูรักษาทิศทั้งแปด (Aṣṭadiggajas)109
โดยท่ัวไปเรียกวา“ทิศคช” ถือเปนผูคุมครองรักษาโลก ตลอดจนจักรวาลท้ังแปดทิศ โดยมเี ขาพระ
สุเมรุเปนศูนยกลาง จึงทําใหมีช่ือเรียกอีกชื่อหนึ่งวา “คชาทิศ” สวนเปลือกไขอีกซีกหน่ึงเกิดเปน
ชางพังแปดเชือก ทั้งชางพลายและชางพังเหลานี้เปนตนกําเนิดของชางในโลก ในมหากาพยรา
มายณะกลาวถึงคติชางคํ้าจักรวาลวา มชี า งยืนแบกโลกหรอื จักรวาลประจําทิศท้ังส่ี เรียกวาชางแหง
จักรวาล โดยกลา วถึงคราวที่โอรสทา วสาครออกติดตามมาอุปการของพระราชบิดาที่หายไปวา เหลา
โอรสไดติดตามลงไปถึงใตจักรวาล และพบวามีชางยืนแบกโลกอยูส่ีเชือก110 ประติมากรรมรูปชา งท่ี
ปราสาทแมบุญตะวันออก จึงแสดงถึงการเปนผูรักษาทิศและดูแลรักษาเขตสวรรคหรือผูดูแล
รักษาศาสนสถานอนั ศกั สิทธิ์
นอกจากน้ีกอนถึงบันไดทางขึ้นประสาทประธานหลังกลาง ยังปรากฏรอ งรอยของแทน
ที่ประดิษฐานประติมากรรมสองรูปซ่ึงปรักหักพังลงและไมมีประติมากรรมหลงเหลืออยูแลว ซึ่งคาด
วา แตเดิมคงเปน ท่ีประดษิ ฐานประติมากรรมรูปโคนนททิ ห่ี มอบเฝา พระศิวะ
จากเน้ือหาทงั้ หมดขางตนในบทน้ี ทําใหเราทราบไดวา ปราสาทแมบุญตะวันออกเปน
ปราสาทแหงแรกในรัชสมัยของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 พระองคทรงโปรดใหสรางขึ้นกลางย
108เมธนิ ี จิระวฒั นา, “เหรียญตรารนุ เกาที่พบในประเทศไทย ระหวา งพทุ ธศตวรรษท่ี 11-15, ศิลปากร 34, 2 (2534) : 80.
109Vettam Mani, PuraÆniá c EncycloPaedia, 62.
110 Ibid..
54 • จารกึ แมบ่ ุญตะวนั ออก 53
โศธรตฏากะ (บารายตะวันออก) ซึ่งพระเจายโศวรมันโปรดใหขุดข้ึน ในการสรา งปราสาทแหงนี้พระ
เจาราเชนทรวรมันที่ 2 มีพระราชประสงคหลักอยู 2 ประการ คอื ประการแรกเพื่อแสดงถึงความ
ถูกตองในการสืบราชสนั ตติวงศของพระองค และประการท่ีสองมีพระราชประสงคเพื่อแสดงถึงการ
สืบเช้ือสายและมีสายสัมพันธระหวางพระองคก ับพระเจายโศวรมันและกษัตริยสมยั เมืองพระนครที่
สวรรคตแลว ปราสาทแมบุญตะวันออกจัดเปนปราสาทพ้ืนราบเปรียบดังวิหารหรือวัดบนยอดเขา
โดยรับอิทธิพลอินเดียท้ังทางดานศาสนา ความเชื่อ และรูปแบบทางศิลปกรรม การสรางอาคารทรง
ปราสาทดังท่ีปรากฏรับคติความเช่ือมาจากชาวอินเดียที่วา เทพเจาสถิตอยู ณ เขาพระสุเมรุอันเปน
แกนกลางของจักรวาล ส่ิงกอ สรา งท่ีปราสาทแหงน้ีจึงเหมอื นการจําลองโครงสรางของจักรวาลขนาด
ยอมมาไวบนโลกมนุษย การสรางปราสาทจึงมีระเบียบกฏเกณฑตามท่ีกําหนดไวในคัมภีรอยาง
เครงครัด แตถึงกระน้ันก็มีลักษณะเฉพาะของตนซงึ่ แตกตางจากอินเดีย คือมีทั้งความงามและความ
แข็งกระดางแฝงดวยพลังอํานาจ ปราสาทแมบุญมีแผนผังแบบกระจายความสําคัญออกจาก
ศูนยก ลาง สรา งดวยอฐิ ประดับดวยปูนปนและฉาบดวยปูน สวนหินทรายใชในการสลักลวดลายและ
เสริมใหตัวปราสาทแข็งแรง ฐานทําจากศิลาแลงเพื่อความแข็งแรงในการรองรับสิ่งกอสรางท่ีอยู
ดานบน แมจะไดร ับอทิ ธิพลทางศลิ ปกรรมจากสมยั กอนหนา คือ ศิลปะพระโคและศลิ ปะบาแค็ง เปน
สว นใหญ แตก็มีรูปแบบทางศิลปะทแี่ ตกตา งอยางชัดเจน นกั วิชาการท้ังหลายจึงไดจ ัดใหปราสาทแม
บุญตะวนั ออกมรี ปู แบบทางศลิ ปะแยกออกเปน อีกแผนกหน่ึงคอื ศลิ ปะแบบแปรรูป ซ่ึงกําหนดอายุอยู
ในราวปลายพุทธศตวรรษท่ี 15 ถึงตนพุทธศตวรรษที่ 16 หรือ ราว พ.ศ.1490-ราว พ.ศ.1510 ช่ือ
รปู แบบศิลปะมาจากปราสาทแปรรูปซึ่งเปนปราสาทประจาํ รชั กาลของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2
จารกึ แม่บญุ ตะวันออก • 55
บทท่ี 3
จารกึ แมบุญตะวนั ออก
การจารึกเร่ืองราวบนแผน ศิลาน้ัน ชนชาติท่ีเจริญหลายชาติเปนตนวา กรีกและอินเดีย
ไดจารึกเร่ืองราวของตนไวเปนหลักฐานมาชานาน และเม่ืออารยธรรมอินเดียไดแพรหลายเขามาใน
เอเชียตะวันออกเฉียงใต ชาติตางๆ ในแถบน้ีจึงรับเอาอารยธรรมเหลานี้ไวโดยปริยาย เขมร หรือ
กัมพูชาในปจจุบัน ซึ่งเปนชนชาติหนึ่งในดินแดนแถบน้ีจึงไดรับอารยธรรมอินเดียไวไมนอย
โดยเฉพาะอยางย่ิงอิทธิพลวัฒนธรรมดานการเขียนศิลาจารึก อันเปนหลักฐานสืบทอดมาจนถึง
ปจจุบนั เรอ่ื งราวทางประวตั ิศาสตรทซี่ อนเรน ในอดีตซงึ่ แฝงอยูในอักษรที่จารึกและโบราณวัตถุตางๆ
ไดถูกคนพบและเผยแพรเมื่อฝร่ังเศสไดเขามามีอิทธิพลและครอบงําอินโดจีนไดแลวเม่ือประมาณ
100 ปกอน โดยมีการศกึ ษาเรือ่ งราวตางๆ ตามแนวทางวิทยาศาสตรสมัยใหม โดยเฉพาะการคนพบ
จารึกตางๆ ในประเทศกัมพูชา ไดดึงดูดความสนใจของเหลานักปราชญเปนอันมาก กลุมคนท่ีอาน
และแปลจารึกท่ีเกี่ยวของกับอาณาจักรเขมรโบราณ มีผลงานตีพิมพเผยแพรในสมัยแรกๆ สวนใหญ
เปนชาวฝรัง่ เศส จากการกอ ตัง้ คณะทํางานอยา งถาวรข้ึนในแหลมอินโดจีน พ.ศ.2441111 ซงึ่ ตอมาได
กลายเปนสํานักฝร่ังเศสแหงปลายบูรพาทิศ (Ecole fançaise d’Extrême-Orient) จากนั้นจึงมี
นักวิชาการชาวกัมพูชา ชาวอินเดีย รวมถึงชาวไทย และชนชาติอื่นๆ อีก ไดศึกษาศิลาจารึกใน
อาณาจักรเขมรโบราณ ทั้งท่ีเปนภาษาสันสกฤต ภาษาเขมรโบราณ และภาษาบาลีเพ่ิมมากขึ้น ซึ่ง
นกั วิชาการท่ศี กึ ษาและมผี ลงานดานจารกึ ภาษาสันสกฤตในประเทศกมั พชู าท่ีเดนๆ มดี งั น้ี
1. เฮนดริก เกิรน (Heindric Kern) ชาวฮอลแลนด เปนคนแรกที่แปลความหมายและ
เผยแพรจารกึ สนั สกฤตของกัมพูชา112 เม่ือ พ.ศ.2422 (ค.ศ.1879) โดยใชสําเนาท่ีพิมพเผยแพรใ น
111มาดแลน จิโต, ประวตั เิ มอื งพระนครของขอม, แปลจาก Histoire d’Angkor, แปลโดย หมอ มเจาสุภัทรดศิ ดิศกลุ , พิมพครัง้ ท่ี
4 (กรุงเทพฯ: มตชิ น, 2552), 142.
112Mahesh Kumar Sharan, Select Cambodian Inscriptions (The Mebon And Pre Rup Inscriptions of
Rajendravarman II ) (New Delhi: S.N. Publications, 1981), 3.
56 • จารกึ แมบ่ ญุ ตะวันออก 55
เอกสารของ จูลส ฮารมันด (Jules Haimand) ซ่ึงเปนคนแรกท่ีเร่ิมทําสําเนาจารึกของกัมพูชา แต
ไมไดมีผลงานการศกึ ษาจารึกของกัมพชู ามากนกั เพราะเนนศกึ ษาทางดา นจารึกในอินเดียมากกวา
2. ออกสุ ต บารธ (Agustr Barth) และอาเบล แบรแกญ (Abel Bergaigne) นักปราชญ
ดานภาษาสันสกฤต ชาวฝร่ังเศส ไดรวมมือกันศึกษาศิลาจารึกภาษาสันสกฤตของกัมพูชาและจาม
ผลงานของบารธ คือหนังสือชอ่ื Inscriptions Sanscrites du Cambodge ไดรับการตีพิมพเผยแพรใน
ป พ.ศ. 2428 (ค.ศ.1885) ในขณะที่ผลงานของ แบรแกญ คือหนงั สือ Inscriptions Sanscrites du
Cambodge et de Campa ตพี มิ พใ นป พ.ศ.2436 (ค.ศ.1893)
3. หลุยส ฟโนต (Luis Finot) ชาวฝร่ังเศส ผูเชี่ยวชาญภาษาสันสกฤต ผูซึ่งอุทศิ ตน
ใหกับการศกึ ษาคนควาทางดานคาบสมุทรอินโดจีน เปนผูอํานวยการคนแรกของสํานักฝรั่งเศสแหง
ปลายบูรพทิศมีสํานักงานอยูทีเมืองฮานอย ในเวียดนามเหนือ ทานไดทําการอานศิลาจารึกตอจากออ
กุสต บารธ และอาเบล แบรแกญไดอานไวแลว และผลงานหนังสือท่ีแตง ข้ึนเก่ียวกับศิลาจารึกก็คือ
บันทกึ เก่ียวกับศลิ าจารึกในแหลมอินโดจีน (Note d’Epigraphie indochinoise) จารึก ณ เมืองพระ
นคร (Inscriptions d’Angkor) และจารึกแหงประเทศกัมพูชา (Inscriptions du Cambodge)113 เปน
ตน ผลงานเปนจํานวนมากไดถ ูกพมิ พเผยแพรตงั้ แต พ.ศ.2441 (ค.ศ.1901) เปนตนมา
4. ยอรช เซเดส (Goerge Cœdès) ชาวฝร่ังเศสลูกศิษยของหลุยส ฟโนต หลังจบ
การศกึ ษามัธยมเพียงปเดียว ก็ปรากฎบทความชิ้นแรกเร่ือง Inscription de Bhavavarman 2 roi du
Combodge (561çaka) ลงตีพิมพในวารสารสํานักฝร่งั เศสแหงปลายบุรพทิศ ในป พ.ศ.1447 (ค.ศ.
1904) เปนผูที่มีชื่อเสียงเปนอยางมากดานการศึกษาศิลาจารึกกัมพูชาท้ังที่เปนภาษาสันสกฤตและ
ภาษาเขมรโบราณ ไดสรางผลงานมากมายอันถือไดวาเปนคลังเอกสารสําหรับใชคนควาเร่ืองราว
เก่ยี วกบั เขมรโบราณไดเปนอยา งดจี นกระท่งั ปจ จุบนั นี้ ซ่งึ นอกจากจะตีพิมพเผยแพรในวารสารสํานัก
ฝรั่งเศสแหงปลายบูรพาทิศ (BEFEO) และวารสารเอเชียติก (JA) แลว ผลงานท่ีเดนชัดคือการ
รวบรวมศิลาจารึกภาษาสันสกฤตและภาษาเขมรโบราณไวในหนังสือจํานวน 8 เลม ช่ือวา
Inscription du Cambodge I-VIII และเอกสารทางประวัติศาสตรอ่ืนๆ อีกเปนอันมาก รวมทั้งได
ดํารงตําแหนงทีสําคัญๆ หลายตําแหนง การดํารงตาํ แหนงผูอํานวยการของสํานักฝรัง่ เศสแหงปลาย
บูรพทิศและการทํางานที่น่ันทําใหมีผลงานเปนคุณูปการตอแวดวงการศึกษาประวตั ิศาสตร ศาสนา
ศิลปะ และโบราณคดีเปน อันมาก
5. โคลด ฌาค (Claude Jacques) ชาวฝร่ังเศสผูเช่ียวชาญทางดานศิลาจารึกเขมร
โบราณ โดยเฉพาะจารึกที่เปนภาษาสันสกฤต มีผลงานตีพิมพเผยแพรในวารสารสํานักฝร่ังเศสแหง
ปลายบรู พาทิศอยเู สมอ จนกระทงั่ ปจ จุบนั
113หมอ มเจาสุภัทรดิศ ดิศกลุ , ศิลปะขอม (กรุงเทพฯ: โรงพิมพคุรุสภา, 2539), 9.
จารึกแม่บุญตะวนั ออก • 5567
6. อาร.ซี มาชุมดาร (R.C. Majumdar) ผูเช่ียวชาญดา นจารึกและภาษาสนั สกฤต ได
ศึกษาจารึกในประเทศกัมพูชาโดยเนนท่ีจารึกภาษาสันสกฤต และไดมีการตีพิมพเผยแพรผลงาน
เรื่อยมา ผลงานท่ีสรา งชื่อใหแกทานคือ Inscriptoon of Kambuja อันเปนเลมท่ี 8 ในหนงั สือชุด
The Asiatic Society Monograph Series ซึ่งจัดพิมพโดย The Asiatic Society แหง เมืองกัลกัตตา
ประเทศอินเดีย114 มาชุมดารไดริเริ่มโครงการจัดพิมพหนังสือ Acient India Colonies in the Far
East โดยมวี ัตถปุ ระสงคห ลกั คอื การตพี มิ พผลงานการศกึ ษาจารึกตา งๆ ทโี่ ดยมากเปนภาษาฝรั่งเศส
และภาษาดัตซ มาเปนภาษาองั กฤษซึ่งทําใหศึกษาไดงายข้นึ สําหรบั บคุ คลทีส่ นใจและศกึ ษาดานน้ี
7. มเหศ กุมาร ศรัณ (Mahesh Kumar Sharan) เปนอีกผูนึงที่ไดศ ึกษาจารึกที่พบใน
ประเทศกัมพูชา ตามแนวของ มาชุมดาร แตไดเนนการศึกษา วิเคราะหและตีความดาน
ประวตั ศิ าสตร สงั คม วัฒนธรรม การเมืองการปกครอง ศิลปะและสถาปต ยกรรมเพ่ิมเตมิ จากทม่ี าชุม
ดารไดศึกษาไวเปนแนวทาง โดยไดตีพิมพผลงานช่ือ Studies in Sanskrit Inscription of Ancient
Cambodia (on the basis of first three volume of Dr. R.C. Majumdar) ผลงานดงั กลาวตีพิมพ ใน
ป พ.ศ.2517 (ค.ศ.1974) เปนภาษาอังกฤษทําใหสามารถเขาใจไดงายสําหรับผูท ่ีไมส ันทัดในภาษา
ฝร่งั เศส และมผี ลงานอน่ื ๆ ตพี ิมพเ รื่อยมา
8. กมเลศวร ภัฏฏาจารยะ (Kamaleswar Bhattacharya) ชาวอินเดีย เปนผูเช่ียวชาญ
ดานอักษรศาสตร วรรณคดี และศาสนาของอินเดียที่สุดคนหน่ึงในปจจุบัน ไดศึกษาเกี่ยวกับศิลา
จารึกภาษาสันสกฤตในอาณาจักรกัมพูชา มีผลงานเปนบทความตีพิมพเผยแพรในวารสารสํานัก
ฝรัง่ เศสแหง ปลายบรู พาทศิ อยเู สมอ และหนังสือทไ่ี ดร ับการยอมรับในแวดวงวชิ าการและไดแปลเปน
ภาษาตางๆ เผยแพรซ่ึงปนที่รูจักกันมากคือ ศาสนาพราหมณในอาณาจักรขอม ภาษาไทยแปลโดย
ศาสตราจารยห มอ มเจา สุภัทรดศิ ดิศกลุ
นอกจากนกั วิชาการที่กลาวมาแลว ยังมีนักวิชาการชาวไทย ชาวกัมพูชา และชาติอ่ืนๆ
ไดศ กึ ษาคนควาขอ มลู ท่ีเกย่ี วของกบั ศิลาจารึกของอาณาจักรกมั พูชาสมัยกอนพระนคร สมัยพระนคร
รวมถึงสมัยหลังพระนครอีกเปนจํานวนมาก รวมทั้งนักวิชาการท่ีศึกษาจารึกท่ีเปนภาษาเขมรและ
ภาษาบาลอี ีกดวย ซ่งึ เม่ือรวบรวมขอมูลตางๆ เขาดวยกันทําใหภาพประวัตศิ าสตร สังคม วัฒนธรรม
ประเพณีของอาณาจักรเขมรโบราณกระจางชัดไดใ นระดับหนง่ึ
จารึกแมบุญตะวันออกนั้นเปนจารึกของอาณาจักรกัมพูชาสมัยพระนคร จารึกขึ้นดวย
ภาษาสันสกฤตในปลายพุทธศตวรรษที่ 15 ระบุมหาศักราช 874 ตรงกับ พ.ศ.1495 (ค.ศ.952) อัน
ตรงกับรัชสมัยของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ซ่ึงจารึกดวยอักษรขอมโบราณ หรือ อักษรเขมร
114อัญชนา จิตสุทธญิ าณ และคณะ, การศกึ ษาวิจัยจารึกกลมุ ปราสาทตาเมือน (กรุงเทพฯ: ภาควชิ าภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี
มหาวิทยาลยั ศิลปากร, 2555), 8.
58 • จารึกแมบ่ ญุ ตะวนั ออก 57
โบราณ ท่ี ยอรช เซเดส (George Cœdès) จัดวาเปนสมัยพระนคร (Angkorian Khmer Scripts)
เปนอักษรที่มีววิ ัฒนาการมาจากอักษรอินเดียใตคืออักษรคฤนถแหงราชวงศปลลวะ115 ที่นิยมเรียก
กันวา “อักษรปลลวะ” ซึ่งอักษรอินเดียใตนี้แพรเขามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใตเมื่อราวพุทธ
ศตวรรษท่ี 11 โดยเขามาพรอมกับการเผยแพรศาสนาทั้งศาสนาพราหมณและศาสนาพุทธ จึงมีการ
พบอักษรชนิดน้ีอยูทั่วไปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต เฉพาะที่แพรหลายในอาณาจักรเขมร
โบราณนั้น ยอรช เซเดส เรียกชื่อเฉพาะวา Pre-Angkorian Scripts (พุทธศตวรรษท่ี 11-14) ซงึ่ เปน
ตนแบบอักษรเขมรแบบ Angkorian (พุทธศตวรรษที่ 15-19) ดังกลาว โดยไดเพิ่มศกหรือบาอักษร
ขึน้ ทาํ ใหเ กดิ ความสวยงาม ตรงขามกบั ทวี่ วิ ฒั นาการเปน อกั ษรมอญซงึ่ ตดั ศกหรือบา ตวั อักษรออก116
ภาพท่ี 24 รปู อกั ษรเขมรโบราณในจารกึ แมบ ุญตะวนั ออก
ที่มา: Claude Jacques, Angkor Résidences Des Dieux , Bangkok: River Book, 2007, 96.
115เปน ราชวงศห นงึ่ ของอินเดียซ่งึ มีอํานาจปกครองดินแดนอินเดียตอนใตเรม่ิ สรางอารยธรรมขึ้นในราวพุทธศตวรรษท่ี 8 มีชวงอํานาจ
อยูในราวพุทธศตวรรษท่ี 9-14 มีกษัตริยปกครองสืบเน่ืองรวมทั้งสิ้น 25 พระองค ดู ดวงธิดา ราเมศวร, 2 อารยธรรมยิ่งใหญแหง
อาเซยี อินเดีย-จนี (กรงุ เทพฯ: มยกิ สํานักพมิ พ, 2549), 123-124.
116สุนทรี พิรุณสาร, “อักษรขอมสมัยพระนคร” (วิทยานิพนธปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาจารึกภาษาไทย บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร, 2524), 1.
58
จารกึ แมบ่ ญุ ตะวนั ออก • 59
ขอ มลู เก่ียวกบั จารึกแมบ ุญตะวนั ออก
ขอมูลจากจารึกแมบุญตะวันออกที่นําเสนอในเบ้ืองตนน้ี คือการใหรายละเอียดขอมูล
เชงิ คณุ ภาพ (qualitative data) ของจารึกแมบ ุญตะวนั ออก ในหนังสือทั้งสองเลม คือ หนังสือ Select
Cambodian Inscriptions (The Mebon And Pre Rup Inscriptions of Rajendra-varman II) ของ
มเหศ กมุ าร ศรณั และ หนงั สือ Inscriptions d’Angkor117 ของ หลุยส ฟโนต (Louis Finot) ซ่ึงได
อธิบายรายละเอียดขอมูลเกี่ยวกับจารึกน้ีไว ซึ่งมีขอมูลจําเพาะตางๆ เปนตนวา ลักษณะตัวอักษร
และภาษาที่ใชในจารึก ขนาดของศิลาจารึก ประวตั ิความเปนมาและเน้ือหาโดยสังเขป ฯลฯ การ
นําเสนอขอ มูลในสว นน้ีจงึ ไดป ระมวลขอมูลจากเอกสารท้ัง 2 แหลงเขาดวยกัน และจัดจําแนกขอมูล
ออกเปนรายหัวขอ เพ่ือความชัดเจนในลักษณะขอ มลู ทะเบยี นจารกึ ดังนี้
ลกั ษณะอักษร อกั ษรเขมรโบราณสมยั พระนคร(ชวงปลายพทุ ธศตวรรษ ที่ 15)
ภาษา สันสกฤต
ศกั ราช ระบมุ หาศักราช 874 ตรงกบั พ.ศ.1495 (ค.ศ.952)
ลักษณะการจารกึ อกั ษรจารึกมี 2 ดา น ดานที่ 1 มี 57 บรรทดั
ดานท่ี 2 มี 58 บรรทัด
วัตถจุ ารกึ ศลิ า ประเภทหินทราย
ลกั ษณะวัตถุ หลักหนิ ขนาดใหญคลา ยใบเสมาฐานตกแตง ดว ยกลีบบวั
ขนาดวตั ถุ สงู 1.70 เมตร กวา ง 1.20 เมตร หนา 0.13 เมตร
บัญช/ี ทะเบยี น ในหนังสือ Inscriptions du Cambodge vol.VIII118 กําหนดเลขทะเบียน
K.528
สถานท่ีพบ ปราสาทแมบุญตะวนั ออก จงั หวดั เสยี มเรยี บ
ประเทศกัมพชู า
ระยะเวลาท่ีพบ เดอื นตลุ าคม พ.ศ.2465 (ค.ศ.1922)
ผคู นพบ M. Marchal
ประวตั ิความเปนมา ในเดือนตุลาคม พ.ศ.2465 (ค.ศ.1922) M. Marchal ไดขุดคนพบที่
บริเวณปราสาทแมบุญตะวันออก แตมีชิ้นสวนเล็กๆไดแตกหักหายไป
บางสวน ภายหลัง M. Groslier ไดคนพบชิ้นสวนประกอบที่หายไป ที่
117L. Finot, Inscriptions d’Angkor (Hanoi: Imprimarie d’ Extrême-Orient, XXV, 1925).
118George Cœdès, Inscriptions du Cambodge , vol.VIII (Hanoi: Imprimarie d’ Extrême-Orient, 1966),
162.
60 • จารึกแม่บุญตะวันออก 59
บริเวณโคปุระดานทิศตะวันออก จีงไดประกอบตกแตงใหเหมือนของเดิม
แลวยกตงั้ ขนึ้ ไว
สถานที่เก็บปจ จบุ นั สถาบันอภริ กั ษส ถานอังกอร (Angkor Conservation)
การพิมพเ ผยแพร ป พ.ศ.2468 (ค.ศ.1925) หลุยส ฟโนต ไดพิมพเผยแพรคําปริวรรตเปน
อักษรโรมันพรอมคําแปลเปนภาษาฝรั่งเศสไวในหนังสือ Inscriptions
d’Angkor ตอมาในป พ.ศ.2496 (ค.ศ.1953) มาชุมดาร (R.C. Majumdar)
ไดพิมพเ ผยแพรคาํ ปรวิ รรตเปนอักษรเทวนาครีไวในหนังสือ Inscriptions of
Kambuja119 แตมิไดนําเสนอคําแปลจารึกไว และป พ.ศ.2523 (ค.ศ.1980)
มเหศ กุมาร ศรัณ ไดพิมพเผยแพรคําปริวรรตเปนอักษรโรมันและอักษรเท
วนาครีพรอมคําแปลเปนภาษาอังกฤษไวในหนังสือ Select Cambodian
Inscriptions (The Mebon And Pre Rup Inscriptions of Rajendra-
varman II) สําหรับการแปลความหมายเปนภาษาไทย ตลอดจนการ
วิเคราะหจารึกแมบุญตะวันออกในวิทยานิพนธนี้คือการพิมพเผยแพรเปน
ภาษาไทยครั้งแรก
ภาพที่ 25 รปู ศลิ าจารกึ แมบุญตะวนั ออก
ที่มา: Claude Jacques, Angkor Résidences Des Dieux , Bangkok: River Book, 2007, 18.
119R.C. Majumdar, Inscription of Kambuja (Calcutta: The Asiatic Society, 1953).
จารกึ แมบ่ ญุ ตะวนั ออก • 6601
สาระสาํ คัญของจารึกแมบุญตะวนั ออก
ขอความจากศลิ าจารึกแมบุญตะวันออกน้ีมีทง้ั หมด 2 ดาน ดานท่ี 1 (A) มีอักษรจารึก
57 บรรทัด จํานวน 103 โศลก ดา นที่ 2 (B) มีอักษรจารึก 58 บรรทดั จํานวน 115 โศลก รวม
ท้ังหมดมีจารึก 115 บรรทัด 218 โศลก มีขอ ความท่ีคอ นขางสมบูรณ ขาดหายไปบา งเพียงบางสวน
เทาน้ัน ทําใหทราบถึงใจความสําคัญของจารึกท่ีคอนขางครบถวน จารึกน้ีแตงเปนรอยกรอง หรือ
ฉนั ทลกั ษณ คอื
ศารทูลวกิ รฑี ติ ะ (śārdūlavikrīḍita) โศลกที่ 1-4, 9-10, 12
วสนั ตดลิ ก หรอื วสันตติลกา (vasantatilakā) โศลกที่ 5-7
สรคั ธรา (sragdharā) โศลกท่ี 8, 11, 13, 218
ตริษฏภ (triṣṭubh)120 โศลกที่ 14-104, 206-217
อนษุ ฏภ (anuṣṭubh) โศลกท่ี 105-205
ซ่ึงเนอื้ หาอันเปนสาระสาํ คญั นนั้ สามารถแบงออกได ดงั นี้
บทรอยกรองภาษาสันสกฤตในดานท่ี 1 (A) เริม่ ตนดว ยปณามคาถา (บทสดุดี) 7 โศลก
โดยโศลกที่ 1, 2 และ 4 เปนการแสดงความนอบนอ มบชู าและสดุดตี อพระศิวะ โศลกที่ 3 กลาวสดุดี
พระแมเ คารี โศลกที่ 5-7 ไดก ลา วสดุดี ตอพระวษิ ณุ พระพรหม และพระแมคงคา ตามลําดบั เนื้อหา
สาระในสวนน้ีนอกจากจะกลาวสดุดีถึงนามเทพเจาดังกลาวแลว ยังไดชี้ใหเห็นประวัติและลักษณะ
สําคัญของเทพแตละองค ทั้งน้ียังไดแฝงไปดวยเรื่องของลัทธิความเชื่อ ปรัชญาทางศาสนา รวมถึง
เรอ่ื งการกําเนิดโลกอกี ดวย
เนื้อหาของจารึกแมบุญตะวนั ออกในโศลกท่ี 8-12 ไดกลาวอางถึงความชอบธรรมใน
ความกษตั รยิ ทไี่ ดค รองราชยป กครองพระราชอาณาจกั รของพระเจาราเชนทรวรมนั ที่ 2 โดยอางถึง
ความเปนมาแหง สายสกลุ ของพระองคว าพระนางสรัสวดีผเู ปนพระราชนัดดาของพระเจาพาลาทติ ยะ
ผูมีพระเกียรติยศขจรไปไกล ผูทรงครองเมืองอนินทิตปุระ ซึง่ สืบวงศมาจากเกาฏินยะและนางโสมา
ไดอภิเษกสมรสกับพระสวามีนามวาวิศวรูปะซ่ึงเปนพราหมณผูประเสริฐ ตอมาไดทรงประสูติ
พระธดิ าพระองคห นงึ่ ทรงพระนามวามเหนทรเทวี ไดอ ภิเษกสมรสกบั พระเจามเหนทรวรมัน และท้ัง
สองพระองคก ็ใหประสูติพระเจาราเชนทรวรมนั ท่ี 2 สวนในโศลกท่ี 13-200 ไดกลาวถึงคุณลักษณะ
ของพระเจา ราเชนทรวรมันท่ี 2 วา ทรงเปนผูรุงเร่ืองดุจพระอาทิตย บรสิ ทุ ธ์ิดุจพระจันทรท ี่เกิดจาก
ทะเลน้ํานม(การกวนเกษียรสมุทร)ซึ่งพระราชาท้ังหลายควรนอมไหว ทรงเปนผูมพี ระราชอํานาจ มี
ความงดงามเหนือกวากามเทพ มคี วามเจริญรุงเรืองข้ึนทุกๆ วันตั้งแตท รงพระเยาว ทรงเพียบพรอม
120ฉันทที่กําหนดให 1 บท มี 4 บาท แตละบาทมี 11 พยางค จําแนกแยกไดเปน 3 ประเภทไดแก อินทรวัชราฉันท, อุเปนทรวัชรา
ฉนั ท และอปุ ชาตฉิ ันท ดูเพมิ่ เตมิ ในบทท่ี 4.
62 • จารึกแม่บญุ ตะวันออก 61
ไปศิลปะวิทยา ไดศกึ ษาความรูจากลัทธิตางๆ รวมถึงพุทธศาสนา แตพระองคทรงเปนผมู ่ันคงทรงมี
พระราชศรัทธาและภักดีอยางสูงสุดตอพระศิวะผูเปนเทพเจาสูงสุดเทาน้ัน พระองคทรงชํานาญใน
การรบพรอมท้ังยทุ ธวิธีโดยไดร ับคําแนะนําจากผรู อบรูในดานตางๆ รวมทั้งศาสตราวุธตางๆ มีดาบ
และธนูเปนตน พระองคทรงเลาเรียนพระเวทท้ังส่ี และไดทรงทําการบูชาอยูเปนนิจนบั ครั้งไมถวน
ทรงไตรตรองขอบกพรองท่ีจะพึงมีของพระองคเสมอ และทรงประกอบดวยคุณธรรม จากนั้นได
พรรรณาถงึ การ การจัดกระบวนทพั การเคล่ือนทัพและการรบของพระองคร วมถึงการรบท่มี ีชัยชนะ
เหนือจัมปา ท้ังยังมีหลักปรัชญา หลักการดําเนินชีวิต และหลักการปกครองของพระองคป รากฏอยู
อกี ดว ย
โศลกท่ี 201-218 มเี นื้อหาเกี่ยวกับเร่ืองพระองคท รงถวายเครอ่ื งใชส รอ ยและส่ิงตางๆ
แดศ รีมัตสิทเธศวรลึงคบ นภเู ขาสิทธศวิ ปุระ และไดทรงสรางศิวลึงคแ ละรูปประติมาของศรวาณสี อง
องคท ่ีงดงามเพ่ือเพ่ิมพูนบุญกุศลใหแกบรรพบรุ ุษ ในเดือนแหงการสถาปนาพระศิวะพระนามวาศรี
ภัทเรศวระพระองคทรงทําพิธีเบิกพระเนตรเทวรูปท้ังหลายทั้งในท่ีอ่ืนดวยพรอมดวยของบูชาอีก
หลายอยาง ท้ังไดทรงบําเพ็ญบุญแกพระเจาแผน ดินในอดีตทั้งหลายมพี ระเจาศรอี ินทรวรมันเปนตน
ไดทรงประดิษฐานรูปพระเศาริ, พระแมเคารี, พระอีศวร (ศิวะ) และศัมภุลึงคทางทิศใตของ
ยโศธรตฏากะ ไดท รงประดิษฐานเสาหลกั ของพระวิษณุผมู ีสก่ี รและพระพรหมาดว ย เชนเดียวกับลึงค
แปดรูป ท้ังไดมอบถวายทรพั ยส มบัตเิ ปนอันมากแกทวยเทพ และทรงทําการบูชาซึ่งระบุไวในคัมภีร
ศรุติและคัมภีรสมฤติของไศวนิกายแดเหลาเทพท้ังหลายในที่น้ีตลอดท้ังเดือน พรอมทั้งใหชักชวน
ผูคนใหรักษาและบําเพ็ญบุญกันอยาใหเสื่อมถอย และมกี ารกลาวถึงหลักการปกครองคราวๆ ไวแก
ชนช้ันผูปกครองใหรูจักหนาที่และมีคุณธรรม ทั้งควรประพฤติตนเปนแบบอยางใหเปนท่ีพ่ึงพิงของ
ผูอ่ืนได โศลกสุดทายไดกลาวถึงการประดิษฐานลึงคท ี่ชื่อวาศรีราเชนทเรศวระ พรอมดวยรูปเคารพ
ของพระเศาร(ิ พระวษิ ณุ), พระแมเ คารี, พระศิวะ และพระพรหมา ซึ่งไดท ําในวันอันเปนมงคลข้ึน 11
ค่าํ เดือนมาฆะ(เดือน 3) ในปศกะท่ี 874 (พ.ศ.1495)
การปริวรรตขอ ความและการแปลความหมายของจารกึ แมบุญตะวนั ออก
การปริวรรตขอความจากจารึกแมบุญตะวันออกนี้ ใชวิธีการถายถอดดวยอักษรโรมัน
เปนหลักเพราะตองใชเคร่ืองหมายจําพวกจดุ ใตตัวอักษรนอยกวาภาษาไทย จึงคาดวาจะหลีกเล่ียง
การผิดพลาดไดนอยลง และเพื่อประโยชนในการศึกษาอักขรวิธี ที่มาของคําศัพทในภาษาสันสกฤต
อีกท้ังสะดวกในการวิเคราะหดานอลังการ โดยใชการปริวรรตจากหนังสือ Select Cambodian
Inscriptions (The Mebon And Pre rup Inscriptions Of Rajendra Varman II) ของ มเหศ กุมาร
ศรัณ หนา 41-67 ซ่ึงปริวรรตดวยอักษรโรมัน และ หนา 193-218 ซง่ึ ปริวรรตดวยอักษรเทวนาครี
จารึกแม่บุญตะวนั ออก • 6623
โดยเทียบเคียงกับหนังสือ Inscriptions d’Angkor ของ หลุยส ฟโนต หนา 311-331 ซงึ่ ปริวรรต
ดวยอักษรโรมัน เพ่อื ตรวจสอบความแตกตางและขอผิดพลาดทพี่ บจากหนังสือทั้งสองเลม พรอมกัน
น้ันก็ไดเพ่ิมอักษรไทยลงไปดวยเพ่ือความสะดวกแกผูอานซ่ึงไมมีความเขาใจในรูปอักษรทั้งสอง
ขางตน แมม คี วามเหน็ อ่ืนเพิ่มเติมจะไดแสดงไวใ นเชิงอรรถ อนงึ่ ชื่อเฉพาะท่ีเปนภาษาไทยเขียนดวย
อักษรไทยแลว จะไมใชจุดใตตัวอักษรเพ่ือบอกวาอักษรน้ันๆ เปนอักษรกล้ําหรือตัวสะกดเลย
นอกจากนีย้ ังใชสญั ลกั ษณอ่ืนๆ ประกอบการปริวรรตดวย ซึง่ มีขอกําหนดเกี่ยวกบั การปรวิ รรต ดงั นี้
1. การปริวรรตรูปพยัญชนะ ศ จะใช ß แทน © และ การปริวรรตรูปอนุสวาระ อํ จะใช
amá แทน aṁ ในทีท่ กุ แหง
2. ขอความ คําอธิบายเพิ่มเติม หรือเครื่องหมายอื่นๆ ซ่ึงไมปรากฏในคําจารึก แต
สมควรใสในการปรวิ รรตเพ่ือความสมบูรณข องภาษา ถอยคํา และประโยค จะกํากับ ขอความ หรือ
เครอ่ื งหมายนัน้ ดวยเครอ่ื งหมายวงเล็บปก กา ( )
3. การปริวรรตขอความทั้ง 2 ดานจะเรยี งไปตามลําดับจํานวนบทรอยกรองที่ปรากฏ
หลังหมายเลขลําดับบทรอยกรองเปนชื่อฉันทลักษณที่กวีใชรจนา สวนเลขอารบิคในเคร่ืองหมาย
วงเล็บเหลี่ยม [ ] เปนลําดับบรรทัดของแตละดานท่ีปรากฏในจารึก เมื่อปริวรรตในดานท่ี 2 จะ
เร่ิมตนลาํ ดับบรรทัดท่ีปรากฏในจารึกใหม ทั้งน้ีเพื่อใหงายตอการตรวจทานอักษรและคําศัพทท ่ีตก
หลนหรือบกพรอ ง และงานวทิ ยานพิ นธฉ บับน้จี ะใชเ ฉพาะเลขอารบคิ เทาน้ัน
อน่ึง การเสนอคําปริวรรตและคําแปลบทรอยกรองภาษาสันสกฤต จะจัดพิมพขอความ
ปรวิ รรตใหอยูในรูปแบบฉันทลักษณสันสกฤต และตามดวยคําแปลภาษาไทยควบคูกันไปในฉันทแต
ละโศลก ในการแปลขอมูลจารึกนี้ ขาพเจามีความเห็นวาขอมูลที่ไดจากวิทยานิพนธนี้ จะไดใช
ประโยชนจรงิ ในดา นประวัตศิ าสตรแ ละวรรณคดีมากกวา การใชเพ่ือเรียนภาษาสันสกฤต ในการแปล
จึงไดถือเอาความหมายเปนสําคัญยิ่งกวาการรักษาไวยากรณ ถึงกระนั้น คําแปลก็ยังคงตรงกับ
สํานวนและความหมายเดิมโดยสว นมาก โดยเรียงลาํ ดบั ขอความของจารึก ดงั ตอไปน้ี
64 • จารกึ แม่บญุ ตะวันออก 63
ขอ ความจารกึ ดา นที่ 1 (A)
ทงั้ ส้นิ 103 โศลก จาํ นวน 57 บรรทดั
โศลกท่ี 1 ศารทูลวกิ รีฑติ ะฉันท
ÇgE {u yaFy! izoINdभu aSkrkrà*aetnaedg! Iwj-E
r¢yR E> p�jk�†KiÇnynrE XyaistE> zkiÄiभ>,
sr< axe iSwitsभ< vaTmrtye iभÚि�xkE ae=ip y>
tSmE inTyicte izvay ivभve ra}a=e wisÏयै nm>.
[1] traigunyá adÆ áhyaßikhíndubhasÆ karakara pradyotanodgíthajair
agryaihá padmajakanÁjadrká trinayanair adhyasÆ itaiß ßakti[bhihá] |
samárodhasthitisambhavaÆtmarataye bhinnas tridhaiko pi yas
tasmai nityacite ßivayÆ a vibhave raÆjnÁorthasiddhyai namahá ||
ไตรฺ คณุ ยฺ าฒฺยศขิ นี ทฺ ภุ าสกฺ รกรปฺรทฺโยตโนทฺคีถไชรฺ
อคฺรไฺ ยะ ปทมฺ ชกชฺ ทฺฤกตฺ ฺรินยไนรธฺยาสิไตศฺ ศกฺตภิ ิะ |
สํโรธสฺถติ สิ ภํ วาตฺมรตเย ภนิ ฺนสตฺ ฺริไธโก’ป ยะ
ตสฺไม นติ ยฺ จิเต ศวิ าย วภิ เว ราชฺโ’รฺถสทิ ฺไธยฺ นมะ ||
คําแปล : เพื่อความสําเร็จแหงพระราชประสงคของพระราชา ขา พเจาขอนอมไหวแด
พระศิวะ121 ผูเปนจิตนิรันดร122 แทรกซึมอยูทุกหนทุกแหง (ในจักรวาล) ผูแมจะมีหนึ่งเดียว เพื่อ
ความยินดีของตน ในการทาํ ลาย การคุมครอง และการเกิดขึ้นของโลก จึงถูกแบงดวยอํานาจพิเศษ
ออกเปน 3 คอื เปนผูเกิดจากดอกบัว (พระพรหมา) เปนผูมีตาเหมอื นดอกบัว (พระวิษณุ) เปนผูมี 3
121ศวิ ะ เปน พระนามเทพเจาสูงสุด (Íßvara) ของศาสนาพราหมณ- ฮินดู ในลัทธิไศวนิกาย มกั เรยี กกันวา พระอีศวร ในยุค
ฤคเวทยังไมปรากฏนามพระศิวะ แตประมาณ 3,000 ปมาแลวปรากฏนามเทพเจาผูย่ิงใหญ 2 องคคือ วิษณุ (Visná uá ) และรุทระ
(Rudra) แตท เี่ ดนดานความดรุ า ยคอื เทพรุทระ ภายหลังยคุ ฤคเวทเช่ือกนั วา เทพรุทระ นัน้ ไดพ ฒั นามาเปนเทพผูยิ่งใหญคือพระศิวะน้ี
เอง ตามหลักตรีมูรติพระศวิ ะเปนเทพเจาผูทําลาย ดู Arthur Anthony Macdonell, A History of Sanskrit Literature (New
York: D. Appleton and Company, 1900), 74.
122เปนลักษณะของพรหมันท่ีสามารถอธิบายได ในคัมภีรอุปนิษัทสมัยหลังไดกลาววามี 3 ลักษณะ คือ sat- ความจริง
หรือ ธรรมชาติ, cit- คิดได ไมลอ งลอย, anÆ anda- ความสุข ดู Paul Deussen, The Philosiphy of The Upanishads (Delhi:
Oriental Publishers, 1972), 128.
จารกึ แมบ่ ุญตะวนั ออก • 6654
เนตร (พระศิวะ) ผปู ระกอบไปดว ยคุณ 3 อยา ง ผูเกิดจากโอม123 (การสวดพระเวท) ซึ่งทาํ ใหแสงของ
ไฟ พระจันทร และพระอาทิตยส องแสง ผเู ลศิ ที่สุด ผูอ ยูเหนอื ทกุ สง่ิ ทกุ อยาง
โศลกท่ี 2 ศารทูลวกิ รฑี ิตะฉันท
êp< ySynvNe dmu i{ftizon! ÇYya< àtIt< pr<
vIj< ìührIñrade ykr< iभ�< klaiÉि�xa ,
sa]ad]rmamniNt munyae yaegaixgMy�m>
s<isÏyE à[vaTmne Égvte tSmE izvayaStu v>.
[2] rupÆ amá yasyanavendumanádiá taßikhan trayyaÆhá pratítamá paramá
víjamá vrahmaharíßvarodayakaramá bhinnamá kalaÆbhis tridhaÆ |
sakÆ sáadÆ aksaá ram amÆ ananti munayo yogadÆ higamyan namas
samsá iddhyai pranaá vatÆ mane bhagavate tasmai ßivayÆ asÆ tu vahá ||
รูป ยสฺยนเวนฺทมุ ณฑฺ ติ ศขิ นฺ ตรฺ ยยฺ าํ ปฺรตตี ํ ปรํ
วชี ํ วรฺ หมฺ หรศี วฺ โรทยกรํ ภินฺนํ กลาภสิ ฺ ตรฺ ิธา |
สากฺษาทกฺษรมามนนฺติ มนุ โย โยคาธคิ มฺยนฺ นมะ
สํสทิ ฺธไฺ ย ปรฺ ณวาตมฺ เน ภควเต ตสไฺ ม ศิวายาสตฺ ุ วะ ||
คําแปล : เพื่อความสําเร็จ ขอใหความนอบนอมของพวกทานจงมแี กพระศิวะผูเปนเจา
ผูมีแกนแทคือโอม ผูมีรูปอันสูงสุดที่จะรูไดดวยพระเวทท้ังสาม ที่มียอดของมวยผมประดับดวย
พระจันทรขางขึ้น ผเู ปนเมล็ดเชื้อที่สรา งการเกิดขึ้นของ พระพรหมา พระหริ (พระวิษณุ) และพระ
อีศวร (พระศิวะ) ผูแตกตางเปน 3 ประการเพราะกลา124 ซึ่งสามารถท่ีจะรูไดด วยโยคะ125 ซ่ึงมุนี
ทง้ั หลายเรียกวาอักษร126 ท่เี ห็นไดดว ยตา (หมายถงึ เหน็ ไดด วยตนเอง)
123เปนสญั ลักษณแ ละพยางคอ นั ศักดิ์สิทธ์ิเน่ืองในศาสนาพราหมณ เปนการรวมตัวกันของอักษรทายพยางคแหงนามเทพเจาสูงสุด 3
องค ที่เรียกวาตรีมูรติ คือ พระวิษณุ พระศวิ ะ และพระพรหมา ซ่ึงถือวาเปนหัวใจหลักของชาวฮินดู ดู Ibid., 121-122; and
Monier Williams, Sanskrit-English Dictionary , 16th ed. (Delhi: Motilal Banarsidass, 2011), 235-236.
124กลา (kala)Æ หมายถึง ความชํานาญ, ศิลปะศาสตร หรอื วิชาความรู, สวนประกอบของมวลรวม หรือ ของสสารในโลกทั้งมวล,
เสี้ยวทั้งหลาย ซึง่ เส้ยี วในทนี่ ้ี คือ เสี้ยวของพระจันทร ตามปกติพระจันทรจะมีเสี้ยวสิบหกเส้ียว เส้ียวท้ังสิบหกนี้ทําใหพระจันทรเต็ม
ดวง, เปนช่ือเรียกสวนประกอบสามสวนของการสังเวย (มันตระ, ทรัพย, ศรัทธา) ดู Monier Williams, Sanskrit-English
Dictionary , 261.
125โยคะ เปน การปฏบิ ัตขิ องพรหมวทิ ยาหรอื เวทานตะ อันเปนการรวมชวี าตมันเขากับปรมาตมัน หรือการรวมอาตมันเขากับพรหมัน
สมาธอิ ันยง่ิ ใหญคอื ผลขั้นสดุ ทา ยของโยคะเพ่อื ใหตัวเองเปน อันหนง่ึ อันเดยี วกบั พระอศี วรหรอื พรหม ดู Paul Deussen, (ต่อหนา้ ถดั ไป)
66 • จารกึ แมบ่ ญุ ตะวันออก 65
โศลกท่ี 3 ศารทูลวกิ รีฑติ ะฉันท
@k.... àak! klhs< ivæmgit> kaNtaeNmda ya stI
iÉÄva¼< ggnae�taTmrtye ya tanTv< pun>,
pÒ< manss<Ét& < injéicàaeJji& MiÉt< ibætI
sa zi´> izvSya¼taedykrI gaErI pra patu v> .
[3] eka…praÆk kalahamásavibhramagatihá kanÆ tonmadaÆ yaÆ satí
bhittvaṅÆ gamá gaganodgatatÆ marataye yaÆ taÆnavatvamá punahá |
padmamá maÆnasasamábhrátam nijaruciprojjrmá bhitamá bibhratí
saÆ ßaktiß ßivas[yaÆ]ṅgatodayakarí gaurí paraÆ paÆtu vahá ||
เอก...ปฺรากฺ กลหํสวิภฺรมคติะ กานฺโตนมฺ ทา ยา สตี
ภติ ตฺ วฺ างฺคํ คคโนทคฺ ตาตฺมรตเย ยา ตานวตฺวํ ปุนะ |
ปทมฺ ํ มานสสํภฺฤตํ นชิ รจุ ิโปฺรชฺชฤฺ มภฺ ติ ํ พภิ ฺรตี
สา ศากฺติศฺ ศวิ สยฺ างคฺ โตทยกรี เคารี ปรา ปาตุ วะ ||
คําแปล : ขอพระแมเคารี127ผูสูงสุด ผูเปนศักติ128ของพระศิวะ ผูสรางการเกิดข้ึนของ
รางกายของพระศิวะพระองคน ้ัน ซ่ึงในตอนแรกมีเพียงหน่ึง ผูมีการเดินงดงามเหมือนราชหงส ผูเปน
(ต่อจากหนา้ ก่อน) The Philosiphy of The Upanishads , 382-395. และ ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมศพั ทศาสนาสากล
อังกฤษ-ไทย, พมิ พครัง้ ที่ 2 (กรุงทพฯ: อรณุ การพมิ พ, 2548), 585-586.
126อักษร (aksaá ra) แปลวา ไมผันแปร, ไมรูจักหมดส้ิน, เปนช่ือของพรหมมัน, การเปลงเสียง“โอม” ดู Monier Williams,
Sanskrit-English Dictionary , 3; and Paul Deussen, The Philosiphy of The Upanishads , 111-112.
127นามของพระนางปารวตี หรืออีกนามหนึ่ง คือ พระอุมาเทวี เปนพระชายาของพระศิวะ สาเหตุท่ีไดนามวา “เคารี” เน่ืองจากคร้ัง
หนึ่งพระศิวะตรัสเยาพระนางวามีวรรณะสีดํา พระนางจึงเขาไปบําเพ็ญทุกรกิรยิ าในปาอยางอุกฏษฏ จนพระพรหมาตองเสด็จมา
ประทานพรใหท รงมีวรรณะสีทอง จึงมีอีกนามหน่ึงวาพระนางเคารี (แปลวา สีทอง) ดู Vettam Mani, PuraÆnáic Encyclopaedia,
Reprint (Delhi: Motilal Banarsidass, 1975), 576-578.
128ศกั ตมิ าจากธาตุ ศกฺ มีความหมายวา แข็งแรง มพี ลัง มีความสามารถ ชว ยเหลือ ดังนั้น ศักติ จึงหมายถึง พลังความสามารถ ความ
แขง็ แกรง ความคดิ เรอ่ื งศักตใิ นทางศาสนา คอื พลังงานของเพศสตรี ปรากฏในรูปของพระเทวซี ึ่งเปนชายาของมหาเทพ พลังของศักติ
ทําใหชวี ิตทัง้ ปวงดาํ รงอยู เปน พลังอํานาจท่ีสูงสดุ เทียบเทา พรหมัน ศักติในไศวนกิ ายยดึ ถือ พระแมอ ุมา พระนางเคารี พระนางปารวตี
พระนางทรุ คา หรอื พระนางกาลี เปน พลังศกั ตขิ องพระศวิ ะ ไวษณพนิกาย ยึดถือพระนางลักษมี เปนพลงั ศกั ติของพระวิษณุ หรอื พระ
นารายณ สวนพระพรหมามพี ลงั ศกั ติ เปนพระนางสรสั วตี ดู ศุภมาศ เชยศักด์,ิ “เทวีมาหาตมยะ : การบูชาสรรเสริญเทวีในวรรณคดี
สันสกฤต” (วิทยานิพนธปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาบาลีและสันสกฤต บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, 2552),
16.
จารกึ แมบ่ ญุ ตะวนั ออก • 6667
นางสตที ี่ซอ่ื สตั ยตอ สามี ผูหลงในสามี จึงไดทาํ ลายรางกายเพื่อความสุขของตนในการข้ึนไปสูสวรรค
ผซู ึง่ ทรงไวซ่งึ ความมตี วั ตนอกี ครงั้ หนึ่ง คอื ดอกบัวท่ถี กู รองรบั ไวดวยใจ129 ทบ่ี านดวยแสงของตัวเอง
โศลกที่ 4 ศารทูลวกิ รีฑติ ะฉนั ท
yne tE ain jgiNt yJvhutÉGu ÉaSv�É>Sv�É>
i]TyMÉ>][dakr>E SvtnuiÉVyaRtNvtvE aòiÉ>,
%Cc>E kar[zi´ràithta VyaOyayte n]r<
jIyat! kar[kar[< s ÉgvanxRNe dcu Ufami[>.
[4] yenaitanÆ i jaganti yajvahutabhugbhasÆ vannabhahásvannabhahá-
ksiá tyambhahká sáanáadakÆ arais svatanubhir vyatÆ anvataivaÆsátaá bhihá |
uccaihá kaÆranaá ßaktir apratihataÆ vyakÆ hyayÆ ate naksáaramá
jíyat karÆ anáakaÆranamá sa bhagavaÆn ardhenducudÆ áamÆ aniá há ||
เยไนตานิ ชคนฺติ ยชฺวหุตภคุ ภฺ าสฺวนนฺ ภะสฺวนฺนภะ-
กษฺ ติ ฺยมภฺ ะกฺษณทากไรสฺ สฺวตนภุ ริ ฺ วยฺ าตนฺวไตวาษฺฏภะิ |
อุจฺไจะ การณศกตฺ ิรปรฺ ตหิ ตา วยฺ าขฺยายเต นกษฺ รํ
ชยี าตฺ การณการณํ ส ภควานฺ อรฺเธนฺทุจฑู ามณะิ ||
คําแปล : พระผูเปนเจา ผูมีพระจันทรครง่ึ เส้ียวเปนปนปกมวยผม ผูเปน การณะของ
การณะ130 ผูเปนศักติคอื การณะอันสูงสุดท่ีไดรับการอธิบายโดยไมต องใชคําพูด พระองคทรงแทรก
ซึมโลกทั้งสามน้ีดวยรูปทั้งแปด คือ เจาภาพในพิธีบูชายัญ ผูกินของบูชา (ไฟ) พระอาทิตย ลม
ทอ งฟา (อากาศ) ดิน นํ้า ผูสรางกลางคนื (พระจันทร) ขอจงชนะ
129อกี นยั หนง่ึ มานสั (manÆ asa) หมายถึง ช่อื ทะเลสาบซ่งึ อยบู นยอดเขาหิมาลัย, ในมหาภารตะ สภาบรรพไดกลาววาอรชุนไดเคยไป
เยือน สวนในวนบรรพไดกลาววา ในเขตแหงทะเลสาบนี้ผูซื่อสัตยและบูชาพระศิวะเชื่อวาจะไดรวมเปนหนึ่งกับพระศิวะในยุค (ตอ)
สดุ ทายผูไ ดอ าบในท่ีนี้จะไดโมกษะ, ในพาลกัณฑแหงมหากาพยรามายณะ กลา ววา เปน ทะเลสาบดอกบัวที่พระพรหมาไดสรา งไว และ
เปนตนกาํ เนิดแมนาํ้ สรยุ ดู Vettam Mani, PuranÆ áic Encyclopaedia , 474.
130ปฐมเหตุ, มลู เหตุ ดู Monier Williams, Sanskrit-English Dictionary , 274.
68 • จารกึ แม่บญุ ตะวันออก 67
โศลกท่ี 5 วสันตดลิ กฉันท
णारायण�मत यो िवभुतां िवतन्वन्
लोक�यन् ि�पदललिङ्घतमा�मवे ।
द�ृ ा तुरीयपदमा�ुिमवाधनु ािप
िन�ाच्छलने िवदधाित समािधमब्धौ ॥
[5] narÆ aÆyanáan namata yo vibhutamÆ á vitanvan
lokatrayan tripadalaṅghitamaÆtram eva |
drsá átávaÆ turíyapadam apÆ t[u] mivadÆ hunapÆ i
nidracÆ chalena vidadhatÆ i samaÆdhim abdhau ||
นารายณนฺ นมต โย วภิ ุตาํ วิตนวฺ นฺ
โลกตฺรยนฺ ตฺริปทลงฺฆิตมาตรฺ มฺ อิว |
ทฺฤษฏฺ วา ตุรียปทมาปฺตุมิวาธุนาป
นิทรฺ าจฺฉเลน วิทธาติ สมาธมิ ฺ อพฺเธา ||
คําแปล : พวกทานทั้งหลายจงนอมไหวพระนารายณ131 ขณะกระจายความรงุ เรืองไปยัง
สามโลก หลังจากไดเห็นโลกท้ังสามวาสามารถขามไดเพียงดวยการกาวเทา 3 กาวเทาน้ัน จึงได
บาํ เพญ็ สมาธิอยใู นมหาสมทุ รเพอื่ ที่จะบรรลุภาวะท่ี 4132 ราวกับวาแกลงบรรทมหลับจนกระท่ังบดั นี้
โศลกที่ 6 วสนั ตดลิ กฉนั ท
AMÉaejÉU ¾yR it yae vdnE�turiÉ-R
Aae»arvairdrv< smmu¾gar,
]eÇaihtn! iÇÉvu naedyprU [awR-
muTsUntaimv nyि�jvIjma*m.!
131พระนารายณ หรอื พระวิษณุ เปนนามเทพเกาแก เดิมทีเปนเทพแหงแสงในยุคพระเวท มหากาพยมหาภารตะกลา วถึงพระวิษณุวา
เปน โอรสองคส ดุ ทายของพระอาทิตย การถือกําเนดิ จากเทพแหงแสงอาทติ ยใ นยุคพระเวท ชว ยสง ใหพระวิษณกุ ลายเปนเทพผูย่ิงใหญ
ในยุคตอ มา ตามหลักตรมี ูรตพิ ระนารายณ คือ พระผูคุม ครองรกั ษาโลก โดยปรกติพระวษิ ณจุ ะทรงประทับอยูทเี่ กษียรสมทุ รบรรทมอยู
บนหลงั อนันตนาคราช โดยมีพระชายาคอื พระลักษมีมหาเทวี คอยฝาดูแลปรนิบัติอยูขางๆ เสมอ พาหนะของพระวิษณุคือพญาครุฑ
เม่ือโลกตองประสบกับภัยพิบัติพระองคจ ะอวตารลงมาเพื่อปราบทุกขยุคเข็ญ ผูนับถือไวษณพนิกายจะนับถือพระวิษณุวาเปนเทพ
สงู สดุ ดVู ettam Mani, PuranÆ iá c Encyclopaedia , 864-866.
132เช่ือกันวาชีวะท้ังมวล มี 4 ภาวะ คือ 1.ชาครัต (JagÆ rat) สภาวะขณะตื่นอยู 2.สวัปนา (Svapna)Æ สภาวะขณะฝน 3.สุษุปติ
(Susuá pti) สภาวะขณะหลบั ลึก หลบั สนิทไมฝน 4.ตรุ ียะ (Turíya) ภาวะที่รวมเปนสวนหน่ึงของพระผูเปนเจา ดู Vettam Mani,
PuraÆnáic Encyclopaedia , 336-337.
จารึกแมบ่ ุญตะวนั ออก • 6689
ambhojabhuÆr jjayati yo vadanaiß caturbhir
oṅkarÆ avarÆ idaravmá samam ujjagarÆ a |
[6] ksáetrahÆ itan tribhuvanodayapurÆ anaá rÆ tham
utsunÆ atamÆ iva nayan nijavíjam aÆdyam ||
อม̣โภชภรู ฺ ชฺชยติ โย วทไนศฺ จตุรภิรฺ
โองกฺ ารวารทิ รวํ สมมชุ ฺชคาร |
เกษฺ ตฺราหติ นฺ ตรฺ ิภุวโนทยปูรณารฺถมฺ
อตุ ฺสนู ตามวิ นยนฺ นิชวีชมฺ อาทยฺ มฺ ||
คําแปล : ขอพระองคผูเกิดจากดอกบัว (พระพรหมา)133 ผเู ปลงเสียงฟารองคือโอม
ออกมาพรอมๆ กันดวยพระโอษฐทั้งส่ี ราวกับวาตอ งการท่ีจะทําใหเมลด็ เช้ือของพระองคท่ีมีอยูแต
ดง้ั เดมิ ท่ถี ูกหวานไวแ ลวในนาใหงอกขึ้นมาใหม เพือ่ ความสมบูรณข องการสรา งโลกทั้งสาม จงชนะ
โศลกที่ 7 วสนั ตดลิ กฉันท
mNdaaz< um{flivinGgtR vairxara
mNdaiknI jyit xJU jiR qna xt& a ya,
mUÏRna ngNe ÔtnyaÏzR rIrsNx>e
àme anvu Nximv dziR yt<u àk&:qm! .
mandaṅÆ ßumandá aá lavinirggatavarÆ idharÆ aÆ
mandakÆ iní jayati dhurÆ jjatáinaÆ dhrtá aÆ yaÆ |
muÆrddhnaÆ nagendratanayaÆrddhaßarírasandhehá
premaÆnuvandhamiva darßayitum prakrásátaá m ||
มนฺทางฺศุมณฑฺ ลวินิรคฺ คฺ ตวาริธารา
มนฺทากนิ ี ชยติ ธูรชฺ ฺชฏนิ า ธฺฤตา ยา |
มูรทฺ ธฺ ฺนา นเคนฺทฺรตนยารทฺ ฺธศรรี สนเฺ ธะ
เปรฺ มานุวนธฺ มิว ทรศฺ ยติ ุ ปฺรกฤฺ ษฏฺ มฺ ||
133พระพรหมา (Brahma)Æ นามเทพเจาองคหนึ่งของศาสนาพราหมณ-ฮินดู ตามหลักตรมี ูรติพระพรหมาคือ พระผูสรางโลกทั้งมวล
“พรหมา” ไมใ ชองคเ ดยี วกับ “พรหม” ในยุคอุปนิษัท พรหมาเปนเทพที่เกิดขึ้นในสมัยหลัง คือ ในสมัย อิติหาสะ ไดแก มหาภารตะ
รามายณะ และสมยั ปุราณะ เปน เทพเพศชายท่ีมีรปู รา งหนา ตา อยา งมนษุ ย มีพระสรสั วตเี ปนชายา สวน “พรหม” สมัยอุปนิษัท ไมมี
เพศ เปนดวงวิญญาณที่มีอยูทุกหนแหงในจักรวาล (world-spirit) “ปรมาตมัน” ก็เรียก ดู จิรพัฒน ประพันธวิทยา, บรรณาธิการ,
พระตรีมรู ติ (กรงุ เทพฯ: เทวสถานโบสถพ ราหมณ, 2546. หนงั สอื เฉลิมพระเกียรตพิ ระบาทสมเดจ็ พระเจา อยหู วั ในมหามงคลวโรกาส
ทรงเจรญิ พระชนมายุ 75 พรรษา), 9.
70 • จารกึ แมบ่ ญุ ตะวนั ออก 69
คาํ แปล : ขอพระนางมันทากินี134 ผูมีสายนํ้าไหลออกจากวงกลมของพระจันทร ซึ่งถูกทรง
ไวโดยพระเศียรดวยพระศิวะ ราวกับวาตองการแสดง(ใหเห็น)ความผูกพันธดวยความรักอยาง
มากมาย เพราะการตดิ กันของรางกายครง่ึ หนึ่งกบั ลกู สาวของทาวหิมวตั (พระนางปารวต)ี จงชนะ
โศลกที่ 8 สรัคธราฉันท
AasIdanIrrazervnIpitizrare Æmalai½Rtaiङ्घ-+
vaRlaidTyaiÉxana=e Pyirkl… kmlape Plvao{fcN�>,
saemakaiE {fNyvङ्शaMvrtlitlkae ÉUpitÉiRU rkIiÄ-R
�ोd{R fa�e योittainidtpurÉirta< raJyl]mI< vhn! y> .
[7] aÆsíd anÆ írara߯ er avanípatißiroratnamaÆlarÆ ccitaṅÆ ghrir
valÆ adÆ ityabÆ hidhaÆno py arikulakamalopaplavaÆkhanádáacandrahá |
s[o]makÆ aundá iá nyavaṅßamÆ varatalatilako bhupÆ atir bhurÆ ikírttir
ddordanádáoddyotitaÆninditapurabharitamÆ á rajÆ yalaksmá ímá vahan yahá ||
อาสีทานรี ราเศรวนปี ติศโิ รรตนฺ มาลารจฺ จฺ ิตางฆฺ ริรฺ
วาลาทิตยฺ าภิธาโน’ปยฺ รกิ ุลกมโลปปฺลวาขณฑฺ จนฺทระ |
โสมาเกาณฺฑนิ ยฺ วงศฺ ามฺวรตลติลโก ภูปตริ ฺ ภูรกิ รี ตฺ ตฺ ริ ฺ
ทโทรฺทณโฺ ฑทฺทโฺ ยติตานนิ ฺทิตปรุ ภรติ าํ ราชยฺ ลฺกฺษม̊ี วหนฺ ยะ ||
คาํ แปล : ไดมีพระเจาแผน ดนิ ผูมีเกยี รติขจรไกลไปท่ัวท้ังแผนดิน ผูมีฝาพระบาทถูกบูชา
แลวดวยพวงแกว มณบี นศรี ษะของพระเจา แผน ดนิ จากทัว่ มหาสมทุ ร แมจะทรงพระนามวา“พาลาทิต
ยะ” แตก็เปนดุจพระจันทรเพ็ญเพื่อบีบค้ันหัวใจของเหลาขาศึก ผูเปนเคร่ืองประดับแหงทองฟาคือ
วงศโสมาและเกาณฑินยะ135 ผูเถลิงสิริราชสมบัติท่ีพระองคทรงครอบครองอยูในเมือง“อนินทิต
ปุระ” ที่รุงเรืองดวยอาชญาและพาหาของพระองค (ลงโทษดวยอาชญาแตประทานรางวัลดวย
พระหตั ถ)
134ชอ่ื แมนา้ํ คงคาบนสวรรค หรือ พระแมคงคา ตามคติความเชอ่ื ของอินเดีย พระองคเ ปนเทวีผูใหกําเนิดสายน้ําคงคา ซึ่งไดความตาม
พาลกณั ฑแ หงหนงั สือรามายณะวาเปน ธดิ าทาวหิมวัต(เขาหิมาลัย)กับพระนางเมนา และเปนเชษฐภคินีของพระนางอุมา ท้ังสองเปน
พระชายาของพระศิวะแหงเขาไกลาศ แตถูกอัญเชิญมาสูโลกมนุษยเพื่อใหคนดีไดชําระลางบาปและมลทิน ดู Vettam Mani,
PuraÆniá c Encyclopaedia , 474.
135นางนาคโสมาและเกาณฑนิ ยะเชือ่ กันวา เปนตนวงศข องกษตั รยิ ฟ ูนันและกษัตรยิ เ ขมรสมยั โบราณ ชือ่ นี้มกั ปรากฏในจารึกอาณาจักร
กมั พูชา โดยถกู กลาวอางถึงวาเปนสายสกุลของกษัตริย อันแสดงถึงความชอบธรรมในการขึ้นครองราชย ดู George Cœdès, The
Indianized States of Southeast Asia , edited by Walter F. Vella; translated by Susan Brown Cowing (Honolulu:
East-West Center Press, 1968), 37-38.
จารกึ แมบ่ ุญตะวันออก • 7701
โศลกที่ 9 ศารทูลวกิ รฑี ิตะฉนั ท
àaeद्दPृ tiÖ;taNdxd! yiu d vxUvExVydI]aivix<
vÏnn! yz! izizra<zru Zimivzda< sTkIiÄRmala< gu[E>,
SvGgRÖarpru e pru NdrpurPrSpiÏRs<vÏRne
saRWvz! zVvRmitiòpt! sivÉv< il¼< ivxanaiNvtm! .
[8] proddrpá tadvisáatanÆ dadhad yudhi vadhuÆvaidhavyadíksvá idhim
vaddhanan yac ßißiramÆ áßuraßmivißadamÆ á satkírttimalÆ amÆ á gunaá ihá |
svarggadvaÆrapure purandá aá rapuraprasparddhisamávarddhane
saÆrthvaß ßarÆ vvam atistá áhipat savibhavamá liṅgamá vidhaÆnanÆ vitam||
โปฺรททฺ ฺฤปฺตทฺวิษตานฺ ทธทฺ ยุธิ วธไู วธวยฺ ทกี ษฺ าวธิ ึ
วทฺธนนฺ ยศฺ ศศิ ิรางฺศรุ ศมฺ ิวศิ ทํา สตกฺ รี ฺตตฺ ิมาลาํ คไุ ณะ |
สฺวรฺคฺคทวฺ ารปเุ ร ปุรนทฺ รปรุ ปฺรสฺปรทฺ ธฺ ิสํวรทฺ ฺธเน
สารถฺ ฺวศฺ ศารฺววฺ มตษิ ฺฐิปตฺ สวิภวํ ลงิ ฺคํ วธิ านานวฺ ติ มฺ ||
คําแปล : พระองคผูทรงไวซึ่งการถือบวชเพราะการเปนหมายของเหลาภรรยาของ
ขาศกึ ผูฮกึ เหมิ ในการรบ ทรงผกู ไวซึง่ พวงมาลัยอันเปนเกียรติยศที่ดีงามสดใสดุจรัศมีของพระจนั ทร
ดวยคุณสมบัติทั้งหลาย ไดสถาปนาซ่ึงศิวลึงคที่สําคัญพรอมดวยทรัพยสมบัติอันเปนไปตามพิธี
(ถูกตอ งตามพิธ)ี ณ เมอื ง“สวรคทวารบุรี” อนั เจรญิ รงุ เรอื งแขง กับเมืองของพระอินทร
โศลกที่ 10 ศารทูลวกิ รฑี ติ ะฉนั ท
ìü]ÇprMprade ykrI tdÉ! aignye I stI
pu{y�am srSvtIit dxtI Oyata jgTpavnI ,
nanaMmayigra< gÉIrmixk< paÇ< iÖjana< vr<
isNxnU aimv isNxru ajmgmd! ya iv�êp< iàym! .
[9] vrahmaksaá traparampá arodayakarí tadbhagÆ ineyí satí
punáyamÆ á namÆ a sarasvatíti dadhatí khyatÆ aÆ jagatpaÆvaní |
nanÆ amÆ nayÆ agiramÆ á gabhíram adhikamá patÆ ramá dvijanÆ aÆm varamá
sindhuÆnaÆm iva sindhurajÆ am agamad yaÆ vißvaruÆpam priyam ||
72 • จารึกแมบ่ ุญตะวันออก 71
วรฺ หฺมกษฺ ตฺรปรมปฺ โรทยกรี ตทภฺ าคเี นยี สตี
ปณุ ยฺ นฺ นาม สรสฺวตตี ิ ทธตี ขยฺ าตา ชคตฺปาวนี |
นานามมฺ ายคริ ํา คภรี มฺ อธกิ ํ ปาตฺรํ ทวฺ ิชานาํ วรํ
สินธฺ นู ามวิ สนิ ธฺ รุ าชมฺ อคมทฺ ยา วิศฺวรปู มํ ปฺรยิ มฺ ||
คําแปล : พระราชนัดดาของพระเจาพาลาทิตยะน้ัน ผูเปนนางสตีผูซ ่ือสัตยตอสามี136 ผู
ทรงกระทําการสืบวงศเปนลําดับมา(ผูกําเนิดสืบตอกันมา)ระหวางพราหมณกับกษัตริย ผูทรงพระ
นามทเี่ ปน มงคลวา“สรสั วด”ี ถูกเรียกวา“ชคตั ปาวนี” (ผูชําระลา งโลก) พระนางน้ัน ไดเสด็จไปแลวสู
สามีชื่อ“วิศวรูปะ” ผูเปนดุจภาชนะรองรับบทสวดแหงคัมภีรตางๆ อันลึกซึ้งมากมาย ผูประเสริฐ
ที่สุดในหมูพราหมณ เหมือนแมน้ําสรัสวดี137(ซึ่งเปนยอด)แหงแมนํ้าทั้งหลายไหลไปสูมหาสมุทร
ฉะนน้ั
โศลกท่ี 11 สรัคธราฉันท
saema*e sarÉtU e injk…linvhe ÉiU rxaMim VytIte
éÔape Ne ÔamreNÔàÉi& tsru vrEs! s¼te nNdnawRm! ,
tÖ'!z]IrisNxa>e àivkirtyz>pairjataiÉjata
lÉe e jNmavdata ÉUvnihtkrI ya iÖtIyve l]mI> .
[10] somaÆdye sarÆ abhuÆte nijakulanivahe bhuÆridhaÆmmi vyatíte
rudropendramÆ arendraprabhrátisuravarais saṅgate nandanarÆ tham |
tadvamßá aksíá rasindhohá pravikaritayaßahápaÆrijaÆtabÆ hijaÆtaÆ
lebhe janmavÆ adaÆtaÆ bhuvÆ anahitakarí yaÆ dvitíyeva laksámíhá ||
136คาํ วา สตี หมายถงึ หญิงซง่ึ เปน ภรรยาผมู ั่นคงในความรักซ่ือสัตวตอสามี ทานกลาวหมายเอาวีรกรรมของพระนางสตี วาตามคัมภีร
วิษณุปรุ าณะ พระนางสตีเปนธดิ าของทาวทกั ษะประชาบดี เมอ่ื แตงงานกับพระศวิ ะ ทาวทักษะไมเห็นชอบดวยในสามีของพระนางจึง
ไมใ หเ กยี รตแิ ละมักพดู จาดหู มนิ่ ตอหนา ทวยเทพทาํ ใหเกิดความอับอาย ตอมาพระนางสตเี ห็นวาตนเปนเหตุใหสามีตองไดรับความอับ
อายจึงไดโดดเขากองไฟฆาตวั ตายเพื่บูชา ความรักท่ีมีตอสามี ดู Vettam Mani, PuraÆniá c Encyclopaedia , 724; และ กรม
ศลิ ปากร, เทวสตรี : คตพิ ทุ ธ พราหมณ และความเช่อื ในประเทศไทย (กรุงเทพฯ: อมรินทรพ รน้ิ ตง้ิ แอนดพบั ลชิ ชิ่ง, 2548), 19-20.
137“สรัสวดี” เปนชื่อแมน้ําสายเกาแกสําคัญสายหนึ่งที่ศกั ด์ิสิทธิ์ในอินเดียโบราณชวงยุคพระเวท (ประมาณ 3,500-3000 ปมาแลว)
นาจะเหอื ดแหง หายไปภายหลงั ยุคประเวท และเปนตนกําเนิดแมนํ้าสายสําคัญตางๆ ในอินเดีย นักวิชาการมีความเห็นวา “สรัสวดี”
คลา ยกับคาํ วา “ทฤษวติ” อันเปน แมน าํ้ สายเล็กๆ ในเขตทะเลทรายพรหมาวตะ ปจจุบันไมปรากฏรอ งรอยแลว ซ่ึงตอมาไดเปนนาม
ของเทพี ดู กรมศลิ ปากร, เทวสตรี : คตพิ ุทธ พราหมณ และความเชือ่ ในประเทศไทย, 41.
จารึกแมบ่ ญุ ตะวันออก • 7723
โสมาทเฺ ย สารภเู ต นชิ กุลนวิ เห ภูริธามมฺ ิ วฺยตีเต
รุทโฺ รเปนฺทรฺ ามเรนทฺ รฺ ปฺรภฺฤติสรุ วไรสฺ สงคฺ เต นนทฺ นารฺถมฺ |
ตทฺวงศฺ กฺษีรสินโฺ ธะ ปฺรวกิ รติ ยศะปาริชาตาภชิ าตา
เลเภ ชนมฺ าวทาตา ภูวนหิตกรี ยา ทฺวติ เี ยว ลกษฺ มฺ ะี ||
คําแปล : พระนางไดแลวซึ่งการเกิดในหมูตระกูลของพระองคมีนางโสมาเปนตน ที่
แข็งแกรงมีอํานาจทั่วทงั้ แผนดินซึ่งลวงผานไปแลว ที่ไดผูกพันกับเหลาเทพเจาผูประเสริฐ ต้ังตนแต
พระรทุ ระ (พระศิวะ) พระวิษณุ และพระอนิ ทร เพอ่ื ความสุขใจขณะเกดิ ยงั ตนปาริชาติ138ท่ีมีช่อื เสียง
ขจรไปไกล (เกิด)จากทะเลน้ํานมคือวงศน้ัน ผูบริสุทธิ์ เปนผูทําประโยชนแกชาวโลก ดุจพระลักษมี
องคท ่ีสอง
โศลกที่ 12 ศารทูลวกิ รฑี ติ ะฉันท
yanaMnaip mhNe ÔdeVyiÉihta ÉÉU T& stu Evñe rI
dve I idVyivlaisnIiÉrsk«Ts¼IymanStiu t>,
ÉaSvÖ'z − − puraxIzavnIzaTmjae
ya< s<àaPy mhNe ÔvMmnR p& its! sawRamxadIztam!.
[11] yaÆ namÆ napÆ i mahendradevyabhihitaÆ bhuÆbhrátsutaiveßvarí
deví divyavilasÆ iníbhir asakrát saṅgíyamanÆ astutihá |
bhasÆ vadvaṅßa − − puradÆ híßavÆ aníßatÆ majo
yaÆmá sampá rapÆ ya mahendravarmmanrpá atis saÆrthaÆm adhadÆ íßataÆm ||
ยา นามฺนาป มเหนฺทรฺ เทวฺยภิหิตา ภูภฺฤตฺสไุ ตเวศวฺ รี
เทวี ทวิ ฺยวิลาสินภี ิรสกฺฤตสฺ งคฺ ยี มานสตฺ ุตะิ |
ภาสวฺ ทฺวงฺศ − − ปรุ าธศี าวนศี าตฺมโช
ยาํ สปํ ฺราปฺย มเหนฺทฺรวรฺมมฺ นฺฤปติสฺ สารฺถามธาทีศตามฺ ||
138ตน ปารชิ าติ ประวาลพฤกษ, เปนตน ไมแ หง ความสมปรารถนา เกิดมาจากการกวนเกษยี รสมทุ รของพวกเทวดาและอสูร พระอินทร
ไดนําไปปลูกในสวนนันทวันบนเทวโลก ดู Vettam Mani, PuraÆniá c Encyclopaedia , 284; and Monier Williams, Sanskrit-
English Dictionary , 620.
74 • จารึกแมบ่ ุญตะวนั ออก 73
คาํ แปล : พระนางนั้น แมเปนเพียงพระธิดาของพระเจาแผนดินผมู ีอิสริยยศย่ิงใหญ ก็
เปนดุจเทพธิดา มีคําสดุดีที่ถูกขับกลอมหลายครั้งโดยนางฟาทั้งหลาย จึงถูกขนานพระนามวา
“มเหนทรเทวี” พระราชาพระนามวา “มเหนทรวรมัน” ผูเปนพระโอรสของพระเจาแผนดินผูเปน
เจา แหงเมอื ง.......... หลังจากไดร บั (อภิเษกสมรส)ซ่งึ พระนางน้ันแลว ไดท รงไวซงึ่ ความย่ิงใหญ พรอม
ดว ยทรพั ยส มบตั ิ
โศลกท่ี 13 สรคั ธราฉนั ท
l]mINtI][etra<zare ixkmxryn! XvStdae;aNxkarae
vd!Xnn! p*anvu Nx< àkiqttpsa tne pTya àjanam,!
devyaNtSyamidTyaiNdvskr #vaeTpaidt> kzypen
ïImÔajNe ÔvMmRavinpitrÉv�ेjsamakrae y>.
[12] laksámímá tíksáneá taramÆ ßá or adhikam adharayan dhvastadosaá nÆ dhakaÆro
vaddhnan padmaÆnuvandhamá prakatáitatapasaÆ tena patyaÆ prajanÆ aÆm |
devyanÆ tasyaÆm [adi] tyaÆn divasakara ivotpadÆ itahá kaßyapena
ßriÆmadrajÆ endravarmmavÆ anipatir abhavat tejasaÆm akÆ aro yahá ||
ลกษฺ มีนฺ ตกี ฺษฺเณตรางฺโศรฺ อธิกมฺ อธรยนฺ ธฺวสฺตโทษานฺธกาโร
วทฺธนฺ นฺ ปทฺมานุวนฺธํ ปฺรกฏติ ตปสา เตน ปตยฺ า ปฺรชานามฺ |
เทวยานฺ ตสฺยามฺ อทติ ฺยานฺ ทิวสกร อโิ วตฺปาทติ ะ กศยฺ เปน
ศรฺ มี ทฺราเชนฺทรฺ วรฺมมฺ าวนปิ ติรฺ อภวตฺ เตชสามฺ อากโร ยะ ||
คาํ แปล : พระราชาทรงพระนามวา“พระเจาราเชนทรวรมัน”ผขู ณะที่ทรงไวซึ่งความ
งดงามที่เหนือกวารัศมีของพระจันทร ผูไมมีขอบกพรองและความดางพรอย ขณะท่ีผูกเอาไวซ่ึง
พวงมาลัยแหงดอกบัวดวยตบะท่ีถูกทําใหปรากฏแลว ไดถูกทําใหเกิดขึ้นแลวโดยพระเจาแผนดิน
พระองคน ัน้ ในมเหสพี ระองคน้ัน เหมอื นพระอาทิตย139ถูกทําใหเกิดในนางอทิติโดยฤษีกัศยปะ พระ
เจาราเชนทรวรมนั นัน้ ไดเปน บอเกดิ แหง อาํ นาจทงั้ หลาย
139พระอาทิตย หรอื ในภาษาไทยวา สรุ ยิ เทพ มีปรากฏในคัมภรี ฤ คเวท และในคมั ภีรปุราณะ ในไตรเพทมีนามวาพระมารตาณฑะเปน
โอรสองคท ่ี 8 ของนางอทิติกับฤษีกัศยป จัดเปนเทพเกาแกที่มและไดรับการนับถือมากอีกองคหน่ึง เปนเทพผูใหแสงสวางและความ
อบอุน แกโ ลก ดู Vettam Mani, PuranÆ iá c Encyclopaedia , 770.
จารึกแมบ่ ญุ ตะวันออก • 7745
โศลกท่ี 14 ตรษิ ฏภฉันท
dGu xaMvurazaeirv p{U [RcNÔ-
�Nfa'z! ru Æaidv icÇÉan>u ,
zuÏaNvyad! yae intra< ivzÏu >
padbu RÉvU aiolÉUpvN*> .
[13] dugdhamÆ vura߯ er iva purÆ nánáacandraß
canádáaṅÆ ßuratnadÆ iva citrabhaÆnuhá |
ßuddhanÆ vayadÆ yo nitaramÆ á vißuddhahá
pradÆ urbabhuvÆ akÆ hilabhuÆpavandyahá ||
ทุคธฺ ามวฺ ุราเศรฺ อิว ปูรณฺ ณฺ จนฺทรฺ ศฺ
จณฑฺ างฺศุรตฺนาทฺ อวิ จิตฺรภานุะ |
สุทธฺ านฺวยาทฺ โย นติ รํา วิศุทธฺ ะ
ปรฺ าทุรฺพภูวาขิลภูปวนฺทฺยะ ||
คาํ แปล : พระองคผ ูบริสุทธ์ิอยางยิ่ง ควรถูกนอมไหวโดยพระราชาทัง้ หลายทั้งมวล ได
เกิดข้ึนแลวจากวงศที่บริสุทธิ์ เหมือนพระจันทรเต็มดวงที่เกิดจากทะเลน้ํานม ดุจไฟวิเศษเกิดจาก
แกว ของพระอาทิตย (จิตฺรภานุ)
โศลกท่ี 15 ตรษิ ฏภ ฉนั ท
tje >àkzkStmsae ivnazae
idza< àsad> S)q… ta klanam,!
yiÄGmtje Stuihna'!zku «Ty<
yne aedye tि�iol< ivten.e
tejahpá raka߯ as tamaso vina߯ o
dißamá prasaÆdahá sphutáataÆ kalaÆnamÆ |
yattigmatejas tuhinaṅÆ ßukrtá yamá
yenodaye tan nikhilamá vitene ||
76 • จารกึ แม่บญุ ตะวันออก 75
เตชะปฺรกาศสฺ ตมโส วินาโศ
ทิศาํ ปฺรสาทะ สผฺ ฏุ ตา กลานามฺ |
ยตตฺ คิ มฺ เตชสฺ ตหุ นิ างฺศกุ ฺฤตยฺ ํ
เยโนทเย ตนฺ นขิ ลิ ํ วเิ ตเน ||
คําแปล : แสงแหงไฟเปนความพินาศแหงความมืดมน เปนความแจมแจงของทิศ
ทั้งหลาย เปนความชัดเจนแหงเสยี้ วทั้งหลาย (ของพระจันทร) รัศมขี องพระอาทติ ย และหนาที่ของ
พระจันทร ท้งั หมดนนั้ ถกู แผไปโดยพระองค ในเวลาอทุ ัย
โศลกท่ี 16 ตรษิ ฏภ ฉันท
rMya=e ip sMyKàsvne saEmy>
sNtanks! sNttmu�tne
mha)l< y< smvaPy ÉMU n>
éraeh kaie q< rm[Iytaya> .
[14] ramyo pi samyakprasavena saumyahá
santanÆ akas santatam udgatena |
mahapÆ halamá yamá samavapÆ ya bhumÆ nahá
ruroha kotáimá ramaníá yatayÆ ahÆ á ||
รมโฺ ย’ป สมฺยกฺปฺรสเวน เสามฺยะ
สนตฺ านกสฺ สนฺตตมฺ อุทฺคเตน |
มหาผลํ ยํ สมวาปฺย ภมู ฺนะ
รุโรห โกฏึ รมณียตายาะ ||
คําแปล : ตนสันตานะกะ140 แมจะงดงามยังมีความดีเพราะการออกผลท่ีดี โดย
พระราชาพระองคนั้นที่เจริญขึ้นอยางตอเน่ืองหลังจากไดรับผลอันย่ิงใหญจากแผนดินก็งอกขึ้นไปสู
ยอดแหงความงดงาม
140ชื่อของตนกัลปพฤกษ เปนหนึ่งในหาของตนกัลปพฤกษบนสวรรค ดู Vettam Mani, PuranÆ áic Encyclopaedia , 328; and
Monier Williams, Sanskrit-English Dictionary , 1142.
จารกึ แมบ่ ญุ ตะวันออก • 7767
โศลกที่ 17 ตรษิ ฏภฉนั ท
ivvÏRmanae=NvhimÏkaNit-
vpR uivzR a;e e[ mnahe r[e ,
ys! sVvRp]aedymadxan-
iStr�karEv ihma<zlu ]mIm! .
vivarddhamanÆ o nvaha[mi]ddhakaÆntir
vapurvißesáenáa manoharenaá |
yas sarvvapaksáodayam aÆdadhaÆnas
tiraccakaÆraiva himaṅÆ ßulaksmá ím ||
วิวรทฺ ฺธมาโน’นฺวหมิทฺธกานตฺ ริ ฺ
วปรุ วฺ เิ ศเษณ มโนหเรณ |
ยสฺ สรวฺ ฺวปกโฺ ษทยมฺ อาทธานสฺ
ตริ ศฺจกาไรว หิมางฺศุลกฺษฺมีมฺ ||
คาํ แปล : พระองคผ มู คี วามงามเดนชัดรุงเรืองเพิ่มข้ึนทุกๆ วัน ดวยความงามชนิดพิเศษ
ท่ีดึงดูดใจ ทรงไวซึ่งการเพิ่มขึ้นในปกษท้ังหมด เหมือนกับวาจะบดบังซ่ึงความงามของพระจันทร
เอาไว
โศลกที่ 18 ตรษิ ฏภ ฉนั ท
y> zazE ve=Pyazu twa klaiÉ>
pU{[aR=e nvh< zBdg[u e itdIPt> ,
ywaklavTtvmpINdlu Bx-
�a�aiNvtNdUrmx�kar .
[15] yaß ßaißave py a߯ u tathaÆ kalabÆ hihá
purÆ nánoá nvahamá ßabdaguneá tidíptahá |
yathaÆ kalavÆ attvam apíndulabdhanÁ
jaÆdyá anÆ vitamá durÆ am adhaßcakaÆra ||
78 • จารึกแมบ่ ุญตะวันออก 78
ยศฺ ไศศเว’ปฺย อาศุ ตถา กลาภะิ
ปูรณฺ ฺโณ’นวหํ ศพทฺ คุเณ ติทีปฺตะ |
ยถา กลาวตตฺ วมฺ อปน ฺทุลพฺธฺ
ชาฑฺยานฺวิตนฺ ทรู มฺ อธศจฺ การ ||
คาํ แปล : แมในขณะทรงพระเยาว พระองคก็ทรงบริบูรณดวยศิลปวิทยา (กลา) อยาง
รวดเร็วทุกๆ วัน ทรงรุงเรืองเหลือเกินในคุณสมบัติดานศัพท เหมือนกับท่ีพระองคไดทรงอยูเหนือ
ความมีเส้ยี วท่ีพระจนั ทรต องไดร บั และทรงทําความโงเ ขาใหหา งไกล ฉะนน้ั
โศลกที่ 19 ตรษิ ฏภฉันท
inrSy da;e an! àsr< S)ru NtI
àkaiztawaR Éuvne=Znuvana ,
iv*anv*ne mou en ySy
àak! s<gtnE Iv idnSy dIiPt> .
nirasya dosaá [Æ n pra]saramá sphurantí
prakaÆßitaÆrthaÆ bhuvane ßnuvanÆ aÆ |
vidyanÆ avadyena mukhena yasya
prakÆ samgá atainíva dinasya díptihá ||
นริ สยฺ โทษานฺ ปรฺ สรํ สฺผรุ นตฺ ี
ปฺรกาศติ ารฺถา ภุวเน’ศฺนุวานา |
วทิ ยฺ านวทเฺ ยน มเุ ขน ยสยฺ
ปฺรากฺ สํคไตนีว ทินสฺย ทีปฺติะ ||
คาํ แปล : ความรูท ่ีมคี วามหมายทช่ี ัดเจงภายหลงั จากทีไ่ ดสลัดทิ้งไปซ่งึ สิ่งที่ไมดที ั้งหลาย
ไดแผกระจายไปทุกหนแหง โดยแทรกซึมเขาไปในโลก โดยปากท่ีไมมีขอตําหนิของพระองค เปน
เหมือนแสงสวา งของตอนกลางวนั ทส่ี อ งสวา งรวมกนั ทางทศิ ตะวนั ออก
จารึกแมบ่ ุญตะวนั ออก • 7789
โศลกท่ี 20 ตรษิ ฏภฉันท
Aasa* zi´< ivvxu aepnItam!
mhe�rI< }anmyImmae"am!,
kmu arÉave ivijtairvGgaeR
yae dIpyamas mhNe Ôl]mIm! .
[16] asÆ adÆ ya ßaktimá vivudhopanítaÆm
mahÆ eßvarímá jnÁanÆ amayím amoghaÆm |
kumarÆ abhaÆve vijitarÆ ivarggo
yo dípayamÆ asÆ a mahendralaksmá ím ||
อาสาทฺย ศกฺตึ วิวโุ ธปนตี ามฺ
มเหศวฺ รี̊ ชฺ านมยีมฺ อโมฆามฺ |
กมุ ารภาเว วชิ ิตารวิ รคฺ ฺโค
โย ทปี ยามาส มเหนทฺ ฺรลกษฺ มีมฺ ||
คําแปล : พระองค เมื่อคร้ังเปนพระราชกุมารไดทรงชนะหมูศัตรูแลว ภายหลังที่ได
อํานาจอันเปนของพระศิวะที่พวกเทวดานําเขาไปหา ซึง่ เปนตัวความรูอันไมเปนโมฆะ ไดท ําใหมเห
นทรวรลักษมปี รากฏชัดแลว
โศลกที่ 21 ตรษิ ฏภ ฉันท
p&wuàtItàiwtg[u aE">E
sÖ<zjat< àwne àxanm! ,
xnmu hR t! ]Çklu aÁc tLu y<
yz! iz]ya namyitSm t¼u m! .
prtá hupratíta[pra]thitagunáaughais
sadvaṅßajatÆ am prathane pradhaÆnam |
dhanur mahat ksáatrakulaÆnÁ ca tulyam
yaß ßiksaá yaÆ namÆ ayati sma tuṅgam ||
80 • จารกึ แมบ่ ญุ ตะวนั ออก 79
ปฺฤถปุ ฺรตีตปรฺ ถติ คเุ ณาไฆะ
สทวฺ งศฺ ชาตํ ปรฺ ถเน ปฺรธานมฺ |
ธนรุ ฺ มหตฺ กฺษตรฺ กุลาจฺ ตุลฺยํ
ยศฺ ศกิ ษฺ ยา นามยติ สฺม ตุงคฺ มฺ ||
คาํ แปล : พระองคไดท าํ ใหธนูที่เปนเจา (ยอด)ในการยงิ ทเี่ กิดแลว ในตระกูลไมไผที่ดี และ
ทําตระกูลนักรบท่ียิ่งใหญที่สูงสงใหนอมลงมาเสมอดวยกันแลวดวยความความรู ดวยคุณสมบัติ
มากมายที่ถูกขยายออกไป เปน ทร่ี ูจกั กนั อยา งกวา งขวาง
โศลกท่ี 22 ตรษิ ฏภฉนั ท
izòape itò< àitp* s*>
]eÇ< ymuTkò« mkò« pCym! ,
ïÏaMÉsa is´mé]dCu c>E
z�Sy ca�Sy c vIjm¢ym! .
[17] ßisátáopatisátáam pratipadya sadyahá
kseá tramá yam utkrásátáamakrástá aá pacyam |
ßraddhaÆmbhasaÆ siktam aruksáad uccaiß
ßaÆstrasya casÆ trasya ca víjam agryam ||
ศิษฺโฏปติษฏฺ ํ ปฺรติปทฺย สทยฺ ะ
เกฺษตรฺ ํ ยมฺ อุตฺกฺฤษฺฏมฺ อกฤฺ ษฺฏปจยฺ มฺ |
ศรฺ ทฺธามฺภสา สกิ ตฺ มฺ อรุกฺษทฺ อจุ ฺไจศฺ
ศาสตฺ รฺ สยฺ จาสฺตฺรสยฺ จ วชี มฺ อครฺ ยมฺ ||
คําแปล : เมล็ดพืชแหงตําราวิชาการและวชิ าอาวุธทด่ี เี ย่ียม ที่ไมถูกถอนและถูกตม ครั้น
มาถึงพระองคผูถูกสอนและอบรมแลว ผูเปนดุจนาท่ีถูกไถเตรียมไวดีแลว ถูกราดแลวดวยน้ําคือ
ศรทั ธากไ็ ดงอกสงู ขน้ึ ในทันที
จารึกแม่บญุ ตะวนั ออก • 8801
โศลกที่ 23 ตรษิ ฏภ ฉันท
y> sVvRts! sVvgR [u an! piqMna
éces! sdaxarivze;muज्छn! ,
%padde lake ihtay ÉaSvan!
rsainv àTyhmSttiNÔ> .
yas sarvatas sarvagunáanÆ patiá mnaÆ
ruces sadaÆ dhaÆravißesáam ujjhan |
upadÆ ade lokahitaÆya bhaÆsvaÆn
rasanÆ iva pratyaham astatandrihá ||
ยสฺ สรฺววฺ ตสฺ สรวฺ วฺ คณุ านฺ ปฏมิ ฺนา
รุเจสฺ สทา ธารวิเศษมฺ อุชฉฺ นฺ |
อุปาทเท โลกหติ าย ภาสฺวานฺ
รสานิว ปฺรตฺยหมฺ อสตฺ ตนทฺ ฺริะ ||
คาํ แปล : พระองคร ับเอาซึ่งคุณทั้งหมดจากทุกๆ ดานอยางรวดเรว็ ปลอยออกมาอยูซึ่ง
สายธารวิเศษแหงความพอใจตลอดเวลา เหมือนพระอาทติ ยสองแสงรับเอาสายนํ้าเพื่อประโยชนแก
ชาวโลกอยทู ุกๆวันอยา งไมรูจกั เหนด็ เหนอ่ื ย
โศลกที่ 24 ตรษิ ฏภ ฉันท
%*anÉagSy vsNt s<pd-
idvam&ta'z! òaie rv paE[RmasI ,
Aamu:[tI ySy ivz;e zaÉe a
smJu jJM& Ée nvyavE nïI> .
[18] udyanÆ abhaÆgasya vasantasampad
ivaÆmártá aṅÆ ßor iva paurnáamasÆ í |
aÆmusná áatí yasya vißesáaßobhaÆ
samujjajrámbhe navayauvanaßríhá ||
82 • จารกึ แม่บุญตะวันออก 81
อุทยฺ านภาคสฺย วสนตฺ สํปทฺ
อิวามฤฺ ตางโฺ ศรฺ อวิ เปารณฺ มาสี |
อามุษฺณตี ยสยฺ วิเศษโศภา
สมชุ ฺชชฺฤมฺเภ นวเยาวนศรฺ ีะ ||
คําแปล : ความสมบูรณแหงฤดูใบไมผลิของสวนแหงอุทยาน และพระจันทรเตม็ ดวง
อันมีในวันเพ็ญ ดเู หมือนจะขโมยความงดงามอยางวิเศษของพระองคซึ่งเหมือนพระจันทรไป (แต)
ความงามจากความเปนหนุม ใหมๆ กลับเพมิ่ พนู ข้ึนเรื่อยๆ
โศลกที่ 25 ตรษิ ฏภฉันท
yÇaip p<lu aemht> àk«Tya
inêipt< l][mStz;e m! ,
kne aPysaख< ्यagmvi�ÉaVy<
àkazyamas mhze Éavm! .
yatrapÆ i pumálomahatahá prakrtá yaÆ
nirupÆ itamá laksánáam astaßesaá m |
kenapÆ yasamÆ ká hyaÆgamavad vibhaÆvyamá
prakaÆßayamÆ asÆ a maheßabhavÆ am ||
ยตฺราป ปมุ โฺ ลมหตะ ปฺรกฺฤตยฺ า
นริ ูปตํ ลกฺษณมฺ อสฺตเศษมฺ |
เกนาปยฺ ฺ อสาํ ขยาคมวทฺ วภิ าวยฺ ํ
ปรฺ กาศยามาส มเหศภาวมฺ ||
คําแปล : แมลักษณะทั้งหมดของปุรุษะ141และมหัต142 ถูกทําใหปรากฏแลวรว มกันกับ
ประกฤต1ิ 43 ในพระองค พระองคก ็ไดประกาศแลวซ่ึงความเปนใหญ (ความเปนเทพเจาสูงสุด) ซึ่งทํา
ใหมขี น้ึ มาไดดวยลทั ธสิ างขยะ144และคัมภรี โดยวิธีใดวิธหี นึ่งไมไ ด
141ปุรษุ ะ หมายถึง ชีวาตมนั , อาตมนั ดู Monier Williams, Sanskrit-English Dictionary , 637.
142มหัต หรอื พุทธิ คอื สติปญ ญา ทําใหเกดิ ความมั่นใจและการตกลงใจ ดู Monier Williams, Sanskrit-English Dictionary , 794.
143ประกฤติ หมายถึง สสาร, ปฐมธาตุ, มูลเดมิ , ท่ีเกิด, รากเหงา, ธรรมชาติ, สาระสําคัญ, เหตุการณ ดู Franklin Edgerton,
Buddhist Hybrid Sanskrit Grammar and Dictionary , vol. 2, 356.
144ลัทธิสางขยะ เปนลัทธิปรัชญาฮินดูที่เกาแกสุดในบรรดาลทั ธิ 6 มีมากอนพุทธกาล ประมาณกันวาราวหนึ่งศตวรรษกอนพุทธกาล
เปนอยางชา สวนผูรวบรวมปรัชญาสางขยะนํามาต้ังเปนลัทธิใหมก็คือ ทานฤษีกปละ โดยทานไดแตงคัมภีรสางขยปรวจนสูตรขึ้น ดู
สนุ ทร ณ รงั สี, ปรัชญาอินเดยี : ประวตั แิ ละลัทธิ (กรงุ เทพฯ: บพิธการพิมพ, 2521), 163-164.
จารกึ แมบ่ ญุ ตะวนั ออก • 8823
โศลกที่ 26 ตรษิ ฏภฉนั ท
baLyat! àvÏ& m! àÉi& tàÉtU <
yd! ySy saENdYymR nNylBxm! ,
�ूv< ivxatavyvIckar
t��yn! yavE nkaiNtm&Ïam! .
[19] baÆlyatÆ pravráddham prabhrtá iprabhuÆtamá
yad yasya saundaryyam ananyalabdham |
dhruvamá vidhatÆ aÆvayavícakaÆra
tad ranÁjayan yauvanakaÆntim rdá dhamÆ ||
พาลฺยาตฺ ปรฺ วฤฺ ทฺธมฺ ปฺรภฤฺ ติปฺรภตู ํ
ยทฺ ยสยฺ เสานฺทรฺยยฺ มฺ อนนยฺ ลพฺธมฺ |
ธรฺ ุวํ วธิ าตาวยวีจการ
ตทฺ รชฺ ยนฺ เยาวนกานตฺ ิมฺ ฤทธฺ ามฺ ||
คาํ แปล : ความงดงามใดของพระองคที่เพ่ิมพูนข้ึนตั้งแตยังเปนเด็ก ท่ีมีมาแลว ตั้งแตตน
ทค่ี นอ่ืนไมเ คยไดร ับ พระผูสราง (พระพรหมา) เม่ือจะแตง แตมความงามในตอนเปนหนุมใหสมบูรณ
ไดก ระทําความงามน้ันใหเปน องคประกอบอยา งถาวร
โศลกที่ 27 ตรษิ ฏภฉนั ท
iné*mans! stt< mnaÉe -U
YySR y S)q… e ntU nyavE ne ip ,
saENdYysR NdzRnjatlJj
#vaiNtkNnape sspR dPpaR t! .
nirudhyamanÆ as satatam manobhurÆ
yyasya sphutáe nuÆtanayauvane pi |
saundaryyasandarßanajatÆ alajja
ivanÆ tikan nopasasarpa darppatÆ ||
84 • จารึกแม่บญุ ตะวนั ออก 83
นิรุทฺยมานสฺ สตตํ มโนภูรฺ
ยยฺ สฺย สฺผุเฏ นตู นเยาวเน ป |
เสานทฺ รฺยยฺ สนทฺ รศฺ นชาตลชฺช
อวิ านตฺ ิกนฺ โนปสสรฺป ทรปฺ ฺปาตฺ ||
คําแปล : แมในเวลาที่ความเปนหนุมของพระองคปรากฏชัดเจนแลวในบัดน้ี
กามเทพ145ผูถกู ขัดขวางอยางตอ เน่ืองก็ไมอาจเลด็ ลอดเขาไปใกลได เพราะความหย่ิงยโส เหมือนกับ
วา มคี วามละอายเกิดแลว จากการเหน็ ความงดงาม
โศลกที่ 28 ตรษิ ฏภฉันท
ysya¼lav{ymnNyêF<
†òva rit> àme inmIilta]I ,
mNye n mene pitmaTmnIn<
ipnaiknÇe ai�izoavlIFm! .
[20] yasyaṅÆ galaÆvanáyam ananyaruÆdáhamá
drsá átávaÆ ratihá premanimílitakÆ sáí |
manye na mene patim atÆ manínamá
pinakÆ inetragÆ nißikhavÆ alídáham ||
ยสยฺ างฺคลวี ณยฺ มฺ อนนยฺ รูฒํ
ทฤฺ ษฏฺ วา รติะ เปรฺ มนิมีลติ ากฺษี |
มนเฺ ย น เมเน ปตมิ ฺ อาตมฺ นนี ํ
ปน ากิเนตรฺ าคนฺ ิศขิ าวลฒี มฺ ||
145กามเทพ กําเนดิ ของกามเทพมหี ลายตํานาน ในคมั ภีรปรุ าณะบางเลม วา เปนโอรสของพระนางธรมะกบั พระพรหมา เปนเทพเจา แหง
ความรัก โดยมีเทวลักษณะเปนเทพบุตรรูปงามถือคันธนูที่ทําจากตนออยและดอกไมนานาพันธุ โดยมีผึ้งตอ กันเปนสายธนู มีหนาท่ี
มอบความรกั ใหแกม วลสรรพสิง่ โดยยงิ ลูกศรปกอก เมอื่ เท่ียวไปในท่ตี างๆ มีนกแกว เปนเทพพาหนะ และมีพระนางรตีเปนพระชายา มี
ช่ือเรยี กหลายช่อื ไดแก อนงั คะ, มโนภู, สมระ,รตกิ านตะ, ปษุ ปวาน เปนตน กวีมกั นาํ ความงามของกามเทพมาเปรยี บเทียบเพื่อใชยก
ยองบุรุษผมู ีความงามวา มคี วามงามดั่งกามเทพ ดู Monier Williams, Sanskrit-English Dictionary , 785; and Vettam Mani,
PuraÆniá c Encyclopaedia , 38.
จารึกแม่บุญตะวันออก • 8845
คําแปล : นางรติ146คร้ันไดเห็นซง่ึ ความงดงามแหงพระวรกายของพระองคซง่ึ คนอ่ืนไม
เคยมี จึงเปนผมู ีตาทห่ี ลับพร้มิ ไปดว ยความรกั คงจะไมคิดถึงสามีของตนผูถูกเปลวไฟจากตาของพระ
ศวิ ะแลบเลยี อยเู สยี เปนแน
โศลกท่ี 29 ตรษิ ฏภฉนั ท
xnVu ivkR ;Ràttaeêzi´-
yuvR àvIrae yuvrajl]mI,<
Ayaeinja< yae jnkape nIta<
sIta< stI< ram #vaedvu ah .
dhanurvvikarsáapratatorußaktir
yuvapravíro yuvaraÆjalaksámín |
ayonijaÆmá yo janakopanítaÆmá
sítaÆmá satímá ramÆ a ivoduvahÆ a ||
ธนุรฺววฺ ิกรฺษปรฺ ตโตรศุ กตฺ ริ ฺ
ยุวปรฺ วโี ร ยวุ ราชลกษฺ ฺม̊ี |
อโยนิชาํ โย ชนโกปนตี าํ
สีตาํ สต̊ี ราม อโิ วทวุ าห ||
คําแปล : พระองคผูมีอํานาจอันยิ่งใหญที่แผไปท่ัวดวยการโกงธนู เปนผูกลาหาญในหมู
คนหนุม ทรงไวซ ง่ึ ความงามแหงพระยุพราช ซ่ึงไมไ ดเกิดจากฝายมารดา (แต) ถูกนํามาโดยพระชนก
ดจุ พระรามทรงไวซง่ึ นางสีดาผเู ปนนางสตที สี่ ตั ยต อสามที พ่ี ระชนกนาํ มาใหแลว ฉะน้นั
โศลกท่ี 30 ตรษิ ฏภฉันท
ydaRKkiR vMvaidvhme k…MÉa-
dMÉame t& enagltaiÉ;ek>,
tt> àÉt& yev ivvi& ÏÉaja
ÉUt< ihma'z! aeirv ySy l]Mya.
146นางรติเทวี เปนนามภรรยาของพระกามเทพ เรื่องราวในตอนนี้ความวา เมื่อครั้งพระศิวะมุงปลีกวิเวกเพื่อบําเพ็ญพรต พระนาง
ปารวตีไดไปขอรองพระกามเทพเพื่อใหพระศิวะมาสนใจ เมื่อกามเทพใหแผลงศรออกไปยังพระศิวะ พระศิวะก็ไดเบิกตาที่สามเผา
ทําลายพระกามเทพจนเปนเถาถาน กามเทพจึงมีอีกนามหนึ่งวา “อนังคะ” แปลวา ผูไมมีรางกาย ดู Vettam Mani, PuraÆnáic
Encyclopaedia , 38, 644-645.
86 • จารึกแมบ่ ุญตะวันออก 85
[21] yadarÆ kkavimvadÆ iva hemakumbhadÆ
ambhomrátenagÆ alatabÆ hisáekahá |
tatahpá rabhráty eva vivrdá dhibhajÆ aÆ
bhuÆtamá himaÆṅßor iva yasya laksámyaÆ ||
ยทารฺกฺกวิมฺวาทฺ อวิ เหมกุมฺภาทฺ
อมฺโภมฤฺ เตนาคลตาภเิ ษกะ |
ตตะปรฺ ภฤฺ ตยฺ เอว วิวฺฤทธฺ ภิ าชา
ภตู ํ หมิ างฺโศรฺ อวิ ยสยฺ ลกฺษมฺยา ||
คําแปล : เมื่อใด พระองคเ ปนผูไดรับการอภิเษก(รด)จากนาคลดา147ดวยน้ําอมฤตจาก
หมอทองคําซ่ึงมีสัณฐานเหมือนพระอาทิตย จําเดิมแตน้ันเปนตนมาความงามของพระองคทรงมี
เพิม่ พูนขึน้ เรื่อยๆ ดจุ ความงามของพระจันทร ฉะน้นั
โศลกท่ี 31 ตรษิ ฏภฉนั ท
SnanaMviu ÉStI�mmNÇvNx-E
Stje ane lae ySy smextSe m,
tTSpÏRyevaïj… lE> pti�-
iÖR;a< sm< zake h…taznae=ip .
snaÆnamÆ vubhis tívram amantravandhyais
tejonalo yasya samedhate sma |
tatsparddhayeva߯ rujalaihá patadbhir
ddvisaá Æm samamá ßokahuta߯ ano pi ||
สฺนานามฺวภุ สิ ฺ ตีวรฺ มฺ อมนตฺ ฺรวนไฺ ธสฺ
เตโชนโล ยสฺย สเมธเต สฺม |
ตตสฺ ฺปรทฺ ฺธเยวาศรฺ ุชไละ ปตทฺภริ ฺ
ทฺทฺวิษาํ สมํ โศกหุตาศโน’ป ||
147เถาวัลยงู, เถาวัลยชนิดพิเศษเปนปลองเปนทอภายใน, มะกอก, ตนหมาก ดู Monier Williams, Sanskrit-English
Dictionary , 533.
จารกึ แมบ่ ญุ ตะวนั ออก • 8867
คําแปล : รัศมีแหงอํานาจของพระองคท่ีลุกโชนแลวอยางรุนแรง ดวยนํ้าสําหรับทรง
สนานอนั ไมเ ปลา ประโยชนเพราะมนต แมไ ฟแหง ความเศรา โศกของศัตรูทั้งหลายก็ลุกโชนแลวพรอ ม
กัน ดว ยนํา้ ตาอนั ตกลงมาแลว ราวกบั จะแขงขันกับอาํ นาจของพระองคน้ัน
โศลกท่ี 32 ตรษิ ฏภฉันท
Al<kt« ne akt« kzE ! ïuta*-E
ù*Eि�Rja¼íE insGgRkaNt>E ,
A¢aMyÉ;U ape cyen yen
ivÉ;U [m! m¼limT(pu a�m! .
[22] alamká rtá enaÆkrátakaiß ßrutaÆdyair
hrdá yais nnijaṅÆ gaiß ca nisarggakanÆ taihá |
agraÆmyabhuÆsáopacayena yena
vibhuÆsaá náam maṅgalam ity upatÆ tam ||
อลมฺกฺฤเตนากฺฤตไกศ ศรฺ ตุ าทฺไยรฺ
หฤฺ ทฺไยรฺ นฺนชี างฺไคศจฺ นิสรฺคคฺ กานฺไตะ |
อคฺรามยฺ ภูโษปจเยน เยน
วภิ ษู ณมฺ มงคฺ ลมฺ อิตฺยฺ อปุ าตตฺ มฺ ||
คําแปล : เครื่องประดับอันเปนมงคลน้ันถูกยึดไวแลวอยางน้ีโดยพระองค ดวยการให
เครื่องประดับที่ไมใชของชาวบานจํานวนมาก อันถูกประดับแลวโดยที่ไมไดสรางข้ึนมา มีการศึกษา
เลาเรยี นเปน ตน ที่ประกอบดวยใจทโี่ อบออมอารี และดวยรา งกายของตนที่งดงามโดยธรรมชาติ
โศลกที่ 33 ตรษิ ฏภ ฉันท
nva< nva< XyanmhaiÉ;eke
yae Éu´rÆaÉr[ae bÉar ,
pItMÉs> kM… ÉÉven l]mI
mMÉaeinxe��trÆraz>e .
88 • จารึกแม่บญุ ตะวนั ออก 87
navamÆ á navamÆ á dhyanÆ amahabÆ hisáeke
yo bhuktaratnaÆbharanoá babharÆ a |
pítaÆmbhasahá kumbhabhavena laksámím
ambhonidher udgataratnara߯ ehá ||
นวํา นวํา ธฺยานมหาภเิ ษเก
โย ภุกตฺ รตนฺ าภรโณ พภาร |
ปตมภฺ สะ กุมฺภภเวน ลกฺษมฺ ีมฺ
อมฺโภนเิ ธรฺ อุทฺคตรตฺนราเศะ ||
คําแปล : ในการอภเิ ษกท่ียิ่งใหญค อื ธยาน (สมาธ)ิ พระองคทรงใชส อยอาภรณท ี่
ประดับดวยรตั นะ ทรงไวแ ลว ซ่งึ พระลกั ษมีใหมๆ จากกองรัตนะที่ลอยขึ้นมาแลว จากมหาสมุทรท่ีมี
นํ้าถกู ด่มื แลว โดยฤษผี เู กดิ จากหมอ (ฤษอี คสั ตยะ148)
โศลกท่ี 34 ตรษิ ฏภ ฉันท
%�avcEr�u pdaixêF-E
¢hR EiÉyR ve k«tiv¢hae=ip ,
Aaraie ptae y> SvymPyka']! s!
is<hasne haqkzalE t¼u e.
[23] uccavÆ acair uccapadadÆ hiruÆdhá air
grahair bhiyeva krtá avigraho pi |
arÆ opito yas svayam apy akaṅÆ ksáas
simáhasÆ ane haÆtáakaßailatuṅge ||
อุจฺจาวไจรฺ อจุ ฺจปทาธริ ูไฒรฺ
ครฺ ไหรฺ ภิเยว กฤฺ ตวิครฺ โห’ป |
อาโรปโต ยสฺ สวฺ ยมฺ อปยฺ ฺ อกางกฺ ฺษสฺ
สิมฺหาสเน หาฏกไศลตุงเฺ ค ||
148ฤษอี คสั ตยะ โอรสของมติ รวรุณเทพกบั นางอัปสรอรุ วศี ทา นเกดิ มาในหมอนํา้ ของฤษีวศิษฏะ อันเน่ืองมาจากครั้งที่มิตรวรุณเทพได
เห็นนางอุรวศเี ทพีผมู ีความงดงาม ทําใหหยดน้ําเชื้อหลั่งลงมาในหมอของฤษีดังกลาว เปนมหาฤษีผูบําเพ็ญตะบะอยางอุกฤษฏจนมี
ฤทธอิ์ ํานาจเปนทเ่ี กรงกลัวของเหลาเทวดาและอสูร เปน ฤษผี ูมีช่ือเสียงมากในฐานะนําพระเวทไปสั่งสอนจากอินเดียเหนือสูอินเดียใต
ดู Vettam Mani, PuraÆnáic Encyclopaedia , 4-9.
88
จารกึ แมบ่ ุญตะวนั ออก • 89
คาํ แปล : แมพระองคเองจะไมมีความตอ งการก็ไดทะยานขึ้นไปโดยตําแหนงท่ีสูงแลว
บนราชบัลลังกท่ีสูงสงเหมือนเขาพระสุเมรุ149 ถึงจะเปนผูทําสงครามก็เหมือนกับจะกลัวดาวนพ
เคราะหท้งั หลายจะโคจรผดิ ทาง
โศลกที่ 35 ตรษิ ฏภ ฉนั ท
ySya¼kaNte> � twanv*<
iv*et mNye PyupmanmNyd!,
s³< aNtmadztR le ip ivMvm!
AnhRmaxarvzि�j< yt! .
yasyaṅÆ gakanÆ tehá kva tathanÆ avadyam
vidyeta manye py upamanÆ am anyat |
samákranÆ tam aÆdarßatale pi vimvam
anarham aÆdhaÆravaßan nijamá yat ||
ยสยฺ างฺคกานฺเตะ กวฺ ตถานวทฺยํ
วิทฺเยต มนฺเย ปยฺ ฺ อุปมานมฺ อนยฺ ทฺ |
สํกฺรานตฺ มฺ อาทรฺศตเล ป วิมวฺ มฺ
อนรฺหมฺ อาธารวศนฺ นิชํ ยตฺ ||
คําแปล : สําหรับความงดงามแหงพระวรกายของพระองคแลว จะหาอุปมาสักอยาง
หน่งึ ทไี่ มม ีขอตําหนิ (สมบูรณ) เชนน้นั ได ณ ทใี่ ดเลา ภาพสะทอ นของพระองคซ่ึงปรากฏท่ีพ้ืนกระจก
เปนสิ่งทไ่ี มค ูควรมาเปรยี บเทยี บกบั พระองคเลย
149เขาพระสุเมรุ คอื ภูเขาศักด์ิสิทธิ์ในทามกลางเจ็ดทวีป, ภูเขาที่เปนหลักของโลกที่มีขนาดใหญและสูงมาก ต้ังอยูจุดศูนยกลางของ
โลกหรือจักรวาล เปนท่ีอยูของส่ิงมีวิญญาณในภพและภูมิตางๆ นับแตสัตวนรก สัตวเดรัจฉาน ไปถึงมนุษย นาค ครุฑ ยักษมาร
คนธรรพ ฤษี และเทวดา, แมน าํ้ คงคาไหลมาจากยอดภูเขานี้, คัมภีรปุราณะวา ที่ประทับของพระศิวะ อยูบนยอดเขาท่ีสูงท่ีสุดซ่ึงมีสี
ทอง (HimavanÆ ) ดู Vettam Mani, PuraÆnáic Encyclopaedia , 462-463; and Monier Williams, Sanskrit-English
Dictionary, 833.