The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

จารึกแม่บุญตะวันออก ebook

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mcu pali, 2021-04-27 23:07:10

จารึกแม่บุญตะวันออก ebook

จารึกแม่บุญตะวันออก ebook

Keywords: จารึกแม่บุญตะวันออก ebook

40 • จารกึ แม่บญุ ตะวันออก 39

แปรรูปซ่ึงเปนปราสาทประจํารัชกาล คําวา แปรรูป เปนคําเรยี กข้ันตอนของพิธีเผาศพท่ีรางกายถกู
เผาแลวนําเอาโครงกระดกู ทเ่ี หลือมาเปนรปู รางใหม หันศีรษะไปทางตะวันออก80 ปราสาทสําคัญใน
ศิลปะแบบแปรรูป คอื ปราสาทแมบุญตะวันออก (Mebon Oriental) พ.ศ.1495 ปราสาทแปรรูป
(Pre Rup) พ.ศ.1504 ปราสาทเบงเวียน (Being Vien) พ.ศ.1489 และปราสาทบัทชุม (Bat Chum)
พ.ศ.1496 เปนตน นอกจากนใ้ี นปลายรัชสมัยของพระองค ยงั มีการสรางปราสาทบันทายศรขี ้ึนเพื่อ
ถวายแดพระศิวะที่นอกเมืองยโศธรปุระ ซึ่งสรางโดยพราหมณยัชญวราหะ ผูที่ตอมาไดเปนราช
ปุโรหติ คนสําคญั ของพระเจาชัยวรมันที่ 5 ผูเ ปน พระราชโอรสของพระเจาราเชนทรวมันท่ี 2 อันเปน
รูปแบบศิลปะในสมยั ตอมาคือศิลปะแบบบันทายศรี

ผูควบคุมการกอสรา ง
พระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ไดทรงมอบใหทานกวีนทราริมัถนะ เปนผูควบคุมการ

กอสรา ง81 กวนี ทราริมัถนะเปนผูนบั ถือศาสนาพุทธดังมีผลงานการสรางปราสาทท่ีเปนของทานเอง
คือ ปราสาทบัตชุม82 ซ่ึงเปนศาสนสถานทางพุทธศาสนานิกายมหายาน นอกจากน้ีทานยังไดรับ
มอบหมายใหควบคมุ การกอสรางอีกหลายแหง เชน พระราชวังหลวง เปน ตน 83

ความสาํ คญั ของปราสาทแมบ ุญตะวนั ออก
ปราสาทในศิลปะเขมรนี้เปนอาคารที่สรางข้ึนเพ่ือเปนศาสนสถานท่ีประดิษฐานรูป

เคารพของเทพเจาและรูปเคารพองคตางๆ ทั้งในศาสนาพราหมณและศาสนาพุทธ ศาสตราจารย
ยอรช เซเดส ไดอธิบายในหนงั สือ The Angkor84 วา กษัตริยเขมรมคี วามเชอ่ื วา พระองคเ องอวตาร
(แบงภาคมาเกิด) จากเทพเจา (ในศาสนาพราหมณ) ลงมาเพ่ือเปนกษัตริยปกครองราชอาณาจักร
และไพรฟาประชาราษฎร เม่ือส้ินไปแลว จะกลับไปรวมกับเทพเจาเชนเดิม ดังน้ันจึงเปนธรรมเนียม
ใหกษัตริยท้ังหลายไดปฏิบัติเมื่อขึ้นครองราชยตองสรางปราสาท เพ่ืออุทิศใหแกบรรพบุรุษ หรือ
ใหแกพระองคเอง และสรางสระน้ําหรือบารายใหแกประชาชน ดวยเหตุที่ปราสาทเขมรเปนที่
ประดิษฐานรูปเคารพ และใชทําพิธีกรรมทางศาสนา ทัง้ ยังใหความหมายถึงการเปนศูนยกลางของ
จักรวาลดวย ดังนั้น ตัวปราสาทและเขตศาสนสถานจึงถือวาเปนสถานที่ศักด์ิสิทธ์ิ อีกท้ังยังใชใน

80สรศกั ด์ิ จนั ทรว ัฒนกลุ , ประวัตศิ าสตรและศลิ ปะแหงอาณาจกั รขอมโบราณ, 34.

81Claude Jacques, Angkor Résidences Des Dieux , 96.

82Cœdès George, “Les Inscriptions de Bat Chum (Cambodge),” Journal asiatique 10, 12 (1908), 213-251.

83มาดแลน จิโต, ประวตั เิ มอื งพระนครของขอม, แปลจาก Histoire d’Angkor, แปลโดย หมอ มเจา สภุ ัทรดิศ ดิศกลุ , 26.
84ยอรช เซเดส, เมืองพระนคร นครวัด นครธม, แปลจาก Angkor An Introduction, แปลโดย ปราณี วงศเทศ, พิมพครั้งที่ 3
(กรุงเทพฯ: มตชิ น, 2536), 91-106.

จารกึ แม่บุญตะวนั ออก • 4401

ความหมายทเ่ี ปน ศนู ยก ลางของเมอื งหรอื ชมุ ชนอีกดวย นอกจากสรางปราสาทแลว การสรางสระนํ้า
และบารายก็เปนสวนหน่ึงของปราสาทดังไดกลาวมาในตอนตน ท้ังยังใชประโยชนเปนอางเก็บน้ํา
สําหรับชุมชน ในการอุปโภคบริโภค ดังนน้ั เราจึงพบปราสาทมากมายในศลิ ปะเขมร นอกจากนี้การ
สรางปราสาทท่ีมีขนาดใหญยังแสดงถึงบุญบารมี และพระราชอํานาจอันยิ่งใหญของกษัตริยแตละ
พระองคอ กี ดวย ศิลปะทเี่ ปนสถาปตยกรรมและประตมิ ากรรมในประเทศกัมพูชารวมถึงประเทศไทย
สวนใหญจงึ เกีย่ วขอ งกบั ศิลปะทางศาสนาท้ังน้นั

ในรัชสมัยของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ทรงยา ยเมืองหลวงกลับมายังเมืองพระนคร
หลังการสวรรคตของพระเจาชัยวรมันท่ี 4 หลังจากมีชัยชนะตอขาศึกจนราชอาณาจักรเปนปกแผน
แลว จึงทรงสรางปราสาทแมบุญตะวันออกเปนแหงแรก ในการทรงสรางศาสนสถานน้ันพระเจา
ราเชนทรวมันท่ี 2 ทรงมีพระราชประสงค 2 ประการ85 ประการแรก คือ เพื่อแสดงถึงความถูกตอง
ในการสืบราชสันตติวงศของพระองค ปราสาทแมบุญตะวันออกพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ทรง
สรางอทุ ิศถวายบรรพบรุ ุษซ่งึ มเี ชือ้ สายกษัตริยตามสายสกุลท่ีตอ เนื่องกันมาซึง่ ปรากฏในจารกึ แมบุญ
ตะวันออกโศลกที่ 8-12 โดยพระองคทรงสรางปราสาทสองหลังช้ันบนอุทิศถวายแดพระราชบิดา
พระราชมารดาของพระองค หลงั กลางเปนทีป่ ระดิษฐานศวิ ลึงคนามวา ราเชนทเรศวร86 ดังกลาวใน
เบ้ืองตน และการบูชาบรรพบุรุษไดกลายเปนความเช่ือที่เกี่ยวของกับปราสาทใหญๆ อยางท่ีไมเคย
ปรากฏมากอน87 อีกประการหนึ่งทรงมีพระราชประสงคเพ่ือแสดงถึงการสืบเช้ือสายและมีสาย
สัมพันธระหวา งพระองคก ับพระเจายโศวรมันและกษัตริยสมยั เมืองพระนครที่สวรรคตแลว จารึกแม
บุญตะวันออกโศลกที่ 204 จึงไดกลา วถึงการอุทศิ สวนบุญถวายแดอดตี กษัตริยกัมพูชาผูลวงลับไป
แลว โดยยกพระเจา อินทรวรมันผเู ปนพระอัยกาของพระองคและเปนพระราชบิดาของพระเจายโศวร
มันซ่ึงเปนผูสรางเมืองพระนครเปนเบื้องตน วา “ทรงเพ่ิมพูนมหาสมุทรแหงการบุญแกพระเจา
แผนดนิ ในอดีตมีพระเจาศรอี ินทรวรมันเปนตน” และการทพี่ ระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ทรงใหสราง
ปราสาทแมบุญตะวันออกเปนแหงแรกกลางสระยโศธรตฏากะท่ีขุดขึ้นในรัชสมัยของพระเจายโศวร
มันผูเปนพระมาตุลา ก็ทรงทําเชนเดียวกับพระเจายโศวรมันที่ไดทรงสรางปราสาทแหงแรกคือ
ปราสาทโลเลย็ (Lolei) ซ่งึ สรา งอทุ ศิ ถวายบรรพบรุ ษุ ของพระองคก ลางสระอินทรตฏากะอันเปนสระ
ใหญท่ีพระเจาอินทรวรมันผูเปนพระราชบิดาโปรดใหขุดขึ้น ความสัมพันธทางสายสกุลของพระเจา

85มาดแลน จโิ ต, ประวัตเิ มอื งพระนครของขอม, แปลจาก Histoire d’Angkor, แปลโดย หมอ มเจา สุภัทรดิศ ดศิ กุล, 26.
86เรือ่ งเดยี วกัน, 28.
87ด.ี อี.จี. ฮอลล, ประวัติเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต : สวุ รรณภูมิ-ภาคพิสดาร, แปลจาก A history of South-East Asia, ชาญวิทย
เกษตรศิริ, บรรณาธกิ าร, พิมพค ร้ังท่ี 3 (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโตโยตา, 2549), 70.

42 • จารึกแม่บุญตะวันออก 41

ราเชนทรวรมันท่ี 2 กับพระเจายโศวรมันและพระเจาอินทรวรมัน สามารถแสดงเปนแผนผัง
รูปภาพ88ไดดังน้ี

อินทรวรมัน

ชยั วรมันที่ 4 + ชยเทวี ยโศวรมนั มเหนทรเทว+ี มเหนทรวมนั

หรรษวรมนั ท่ี 2 หรรษวรมนั ท่ี 1 อีศานวรมันท่ี 2 ราเชนทรวรมันท่ี 2

แผนภมู ิท่ี 1 ความสัมพันธของกษตั รยิ ผูส รางเมืองพระนครกับพระเจาราเชนทรวรมนั ที่ 2

ปราสาทแมบุญตะวันออกไดสรางจนแลวเสร็จถึงวันเฉลมิ ฉลองและประดิษฐานเทวรูป
ในวันอันเปนมงคลขึ้น 11 ค่ํา เดือนมาฆะ (เดือน 3) พ.ศ.1495 แลว 9 ปตอมาพระเจาราเชนทรวร
มันที่ 2 ไดท รงโปรดใหสรา งปราสาทประจํารชั กาลคอื ปราสาทแปรรูป

ภาพสลกั เลา เรื่องราว
ภาพสลักเลาเรื่องราวทป่ี ราสาทแมบุญตะวันออกโดยมากเก่ียวเน่ืองกับเทพประจําทิศ

ผดู ูแลรักษาทศิ ทง้ั ส่ี โดยทั้งหมดสลกั ไวทท่ี ับหลัง มีท้ังท่ียังสมบูรณและชํารุดมีการซอมแซมแลวบาง
ชน้ิ ทับหลังทีป่ ราสาทแมบ ุญตะวนั ออกซึ่งสลักเร่ืองราวตา งๆ ไวท ี่สําคญั ควรแกก ารกลา วถงึ มีดงั นี้

ทับหลังรูปพระอินทรทรงชางไอราวต ท่ีปราสาทประธานดานทิศตะวันออก ทับหลัง
สลกั เปนภาพเลา เรือ่ งขนาดใหญอยกู ลางภาพ เปน รปู บุคคลประทบั น่งั อยบู นชาง ซ่ึงชางนีม้ ีสามเศียร
ปรากฏแตชวงหัวอยูบนเกียรติมุข89 โดยบุคคลน้ีนงุ ผาแบบมีร้ิวท้ังผืน มีชายผาตกออกมาเปนแผน
ครงึ่ วงกลมขนาดใหญ เกียรติมุขคายทอนพวงมาลัยลอดขึ้นมาที่งวงชางแลวขยายออกมาทั้งสองขาง

88R.C. Majumda and Chandra Ramesh, Kambuja-Deßa : An ancient Hindu colony in Cambodai , 99.

89เกียรติมุข หรือหนากาล ลักษณะคลายสิงห ไมมีริมฝปากลางไมมีลําตวั มักปรากฏตามเทวสถาน เปนสัญลักษณของการขจัดส่ิงช่ัว
ราย ตามคัมภีรปทมะปุราณะกลาววา มีกําเนิดมาจากพระเนตรที่สามของพระศิวะในภาวะท่ีกําลังโกรธกริ้ว ตอมาพระศวิ ะรับเปน
พระโอรสและใหเฝาอยูห นาวมิ านของพระองค ดู สาํ นักโบราณคดี กรมศลิ ปากร, ศพั ทานกุ รมโบราณคดี (กรงุ เทพฯ: รุง ศลิ ปก ารพมิ พ
, 2550. จดั พิมพเพ่อื เฉลมิ พระเกยี รติพระบาทสมเด็จปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา
5 ธันวาคม 2550), 47.

จารกึ แมบ่ ญุ ตะวนั ออก • 4423

ปลายทอนพวงมาลัยท้ังสองขางเปนหัวมกร90(สัตวผสมจระเขกับชาง) คายลายกระหนกมวนออก
และใบไม ดานบนตกแตงลวดลายรูปบุคคลขนาดเล็กข่ีมา สวนใบไมมวนดานลางตกแตงดวยลายรูป
บุคคลขนาดเล็ก ระหวางลายใบไมมวนดานลางสลับดวยลายพวงอุบะ ขอบดานบนมีรูปแถวบุคคล
ขนาดเล็กอยูภายในซุมเรือนแกว สวนขอบดานลางสลักเปนแถวลายรูปกลีบบัว (ภาพที่ 13) รูป
บุคคลประทับนั่งอยูบนชางท่ีกลางภาพหมายถึงพระอินทรทรงชางไอราวต (Airāvata) ซึ่งเปนเทพ
ประจําทิศตะวันออก ทับหลังรปู พระอินทรทรงชางไอราวตท่ีเหลือก็มีนัยน้ี ตางกันอยูเพียงเล็กนอย
เชน ทป่ี ราสาทบรวิ ารทศิ ตะวันตกเฉียงเหนือ ตางกันเพียงดานขางของชางมีรปู สิงหอาปากคายทอน
พวง มาลัย ปลายทอนพวงมาลัยทั้งสองขางมีรปู พระคณะ ท่ีมีหัวเปนชางตัวเปนคน เปนตน (ภาพท่ี
14) สามารถกําหนดอายุอยใู นศิลปะแปรรูป ราวพทุ ธศตวรรษท่ี 15

พระอินทรเปนเทพเจารุน แรกๆ ท่ีสาํ คัญมมี าตัง้ แตสมัยพระเวท รวมถึงคัมภีรใกลเคยี ง
เชน พราหมณะและอารณั ยกะ ในคัมภรี ฤคเวทมีบทสวดสดุดถี ึง 250 บท (ประมาณหนง่ึ ในสามของ
บทสวดทั้งหมด) จากบทสวดดังกลาวทําใหเราทราบความคิดของอารยันเกี่ยวกันเทพเจาวา ในสมัย
เร่ิมแรกของฤคเวทนั้น เทพเจาตางๆ เกือบท้ังหมดเปนปรากฏการณธรรมชาติท่ีสมมุติใหมีตัวตน
เรียกวา บุคลาธิษฐาน เชน สูริยเทพ (ดวงอาทิตย) เทพอัคนิ (ไฟ) เทพวายุ (ลม) เปนตน ตอมาเทพ
เจาไดเปล่ียนแปลงมาเปนเทพเจาอยางแทจริง ชื่อและหนาที่ก็เริ่มหางจากธรรมชาติ จนมาสมัย
ปลายพระเวทความคิดเกี่ยวกับเทพเจาไดพัฒนาไปจากเทพเจาที่มีตัวตนเปนเทพเจาท่ีเปน
นามธรรม91 ภายหลังเมือ่ เกิดเทพตรมี ูรติจนมาถึงในยุคมหากาพย พระอินทรไ ดถูกลดชั้นลงมาเปน
เทพช้ันรอง เปนใหญใ นสวรรคชั้นดาวดึงส เปนเจาแหงสวรรคและสายฝน มีหนา ทป่ี ราบวฤตระซึ่ง
เปนอสูรแหงความแหงแลวและความมืด อน่ึง เพราะเหตทุ ่ีพระอินทรมีความสามารถในการรบ จึง
ไดรับยกยองสดุดีวาเปนจอมเทพนักรบ มีเทพศาสตราวุธท่ีสําคัญ คือ วัชระ หรือสายฟา92 เทพ
พาหนะคือชางไอราวต หรือ เอราวัณ ซ่ึงมักปรากฏเปนภาพชางสามเศียร ตามคติฮินดูในยุคหลัง
พระอินทรก าํ เนิดจากกัศยปเทพบดิ รกบั นางอทิติเทพมารดา จัดเปนเทพประจาํ ทศิ ตะวันออก93

90ในเทววทิ ยาฮินดู มกรจัดเปนสตั วประหลาดในทะเลชนดิ หน่งึ ปกติมกั แสดงอยใู นรูปของสตั วผสม คร่ึงหนาอาจเปนสัตวบกอยางรูป
ชาง, จระเข หรือกวาง ครึ่งหลังเปนรูปสัตวน้ํา (มักเปนสวนหาง) เชน หางเปนปลา เปนตน ดู Monier Williams, Sanskrit-

English Dictionary , 16th ed. (Delhi: Motilal Banarsidass, 2011), 771.

91เสาวภา เจรญิ ขวัญ, วรรณคดสี นั สกฤต (ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศ าสตร มหาวทิ ยาลัย เชยี งใหม, 2526), 13-16.

92Monier Williams, Sanskrit-English Dictionary , 166.
93Vettam Mani, PuranÆ iá c Encyclopaedia , Reprint (Delhi: Motilal Banarsidass, 1975), 318-327.

44 • จารึกแมบ่ ญุ ตะวันออก 43

ภาพท่ี 13 ทบั หลงั ดา นทิศตะวนั ออกของปราสาทประธาน

ภาพที่ 14 ทบั หลังดา นทศิ ตะวนั ออกของปราสาทบริวารทิศตะวันตกเฉียงเหนอื

ทับหลังรูปพระยมทรงกระบือ ทับหลังดานทิศใตของปราสาทประธาน สลักเปนภาพ
เลาเรื่องขนาดใหญอยูกลางภาพ เปนรูปบุคคลประทับนั่งอยูบนหลังกระบือ ดานขางขนาบดวยรูป
สิงหยืนคายทอนพวงมาลัย(ลายผักกูด)ออกมาทั้งสองขาง ทอนพวงมาลัยมีลักษณะการแตกตา
ออกมาเปนลายใบไมมวนดา นลาง และใบไมดานบนมีรูปบุคคลแทรกอยู สวนปลายน้ันสลักเปนลาย
กนกมวนออก ขอบดานบนมีรูปแถวบุคคลขนาดเล็ก สวนขอบดา นลางสลักเปนแถวลายรูปกลีบบัว
(ภาพที่ 15) ทบั หลงั ดานทศิ ใตข องปราสาทบรวิ ารทิศตะวันออกเฉียงใตก็มีนัยนี้ ตา งกันแตร ูปบุคคล
ประทับนั่งอยบู นหลังกระบอื ซึง่ อยเู หนือเกียรตมิ ุข (ภาพที่ 16) ทับหลังทั้งสองภาพน้ีไดรับการบูรณะ
ซอ มแซมจากเดิมซ่งึ ชํารุดเสยี หาย รปู บุคคลประทบั นั่งอยูบ นหลังกระบือที่กลางภาพหมายถึงพระยม
ทรงกระบอื สามารถกําหนดอายอุ ยใู นศิลปะแปรรปู ราวพุทธศตวรรษที่ 15

จารกึ แม่บุญตะวนั ออก • 4445

ในวิษณุปุราณะกลาววา พระยมเปนโอรสของพระสุริยเทพกับนางสัญญา (San͂ jn͂ ā)
ครองเมืองยมปุรี เปนตุลาการแหงความตาย เปนเจาแหงนรก94 เปนผูมีรูปรางใหญโต พระพักตรดุ
รา ย มีกระบือเปน พาหนะ ในอุตระรามายณะกลาววา พระพรหมาไดต้ังใหพระยมเปนเทพผูรักษาทิศ
ใต9 5

ภาพที่ 15 ทบั หลังดานทศิ ใตของปราสาทประธาน

ภาพที่ 16 ทับหลงั ดา นทศิ ใตข องปราสาทบริวารทศิ ตะวันออกเฉียงใต
ทับหลงั รปู พระวรุณทรงหงส ทับหลังดา นทิศตะวันตกของปราสาทประธาน สลักเปน
ภาพเลา เรื่องขนาดใหญอยกู ลางภาพ เปนรปู บคุ คลในมือถือวัตถุลักษณะคลายบวงบาศประทับน่ังอยู
บนหลังหงสซ ึ่งอยูเหนือเกียรติมุขอีก เกียรติมุขคายทอนพวงมาลัยออกมาท้ังสองขาง สวนท่ีเหลือมี
นยั ดังกลาวมาแลว ซึ่งเปน สวนท่ีไดร บั การบรู ณะซอมแซมขน้ึ มาใหม (ภาพที่ 17) อีกชิ้นหนึ่ง คือทับ
หลังดานทิศตะวันตกของปราสาทบริวารทิศตะวันตกเฉียงใตก็มีนัยเดียวกันน้ี ตางกันเพียงรูปมกร

94 Pushpendra Kumar, The Visná áu MahaÆ puranÆ áam, trans. Manmattha Nath Dutt (Delhi: Eastern Book Linkers,
2005), 172.
95Vettam Mani, PuraÆnáic Encyclopaedia, 367.

46 • จารึกแมบ่ ุญตะวันออก 45

(สัตวผสมสิงหกับชาง) เพิ่มเขามา รูปบุคคลมือถือบวงบาศประทับนั่งอยูบนหลังบนหงส หมายถึง
พระพิรุณทรงหงส ตามคติของศาสนาฮินดู เปนทาวโลกบาลประจําทิศตะวันตก (ภาพท่ี 18)
สามารถกาํ หนดอายอุ ยใู นศิลปะแปรรูป ราวพุทธศตวรรษที่ 15

พระวรุณ96หรือ พระพิรุณ เปนเทพเจาแหงฝน ในหนังสือพระนลคําหลวง พระราช
นิพนธในพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกลาเจาอยูหัวระบุวา พิรุณเปนนามของพระสรุ ิยะ เปนลูกนาง
อทิติ เปนเทพแหงความเปนธรรม พระพิรุณยอมรูวาผูใดทําอะไร ใครทําบาป เม่ือมีผูทําบาปพระ
พิรุณจักใชบวงคลองผูนั้นไปหาพญายมราชเพ่ือนําไปลงทณั ฑ ในพระเวทเรียก "เจาฟาอันอยูทั่วไป"
ภายหลังไดฉ ายาวา "สนิ ธุปติ" แปลวา "เจาแหงน้ําท่ัวไป" ในมหาภารตะ พระพิรณุ เปนบุตรพระฤษี
กรรทม พรหมบตุ ร

ภาพท่ี 17 ทบั หลังดานทศิ ตะวนั ตกของปราสาทประธาน

ภาพท่ี 18 ทับหลงั ดา นทิศตะวันตกของปราสาทบรวิ ารทิศตะวันตกเฉยี งใต

96วรุณ (Varunaá ) เปนนามเทพเจาท่ีสําคัญองคหนึ่งในสมัยฤคเวทมีฐานะรองจากอินทรเทพ อัคนิเทพ และโสมเทพ ยุคฤคเวทพระ
วรุณเปนเทพเจาผูควบคุมกฎแหงธรรมชาติท้ังดิน ฟา อากาศ กลางวัน กลางคืน แหลงน้ํา และเปนผูพิทักษศีลธรรม ครั้นถึงยุค
อถรรพเวท พระวรุณมีฐานะเปนเพียงเทพเจาแหงทองทะเลเทาน้ัน ดู Arthur Anthony Macdonell, A History of Sanskrit

Literature (New York: D. Appleton and Company, 1900), 75, 77; and Arthur Anthony Macdonell, A Vedic
Reader for Students (Oxford: Clarendon, 1917), 134.

จารกึ แมบ่ ุญตะวันออก • 4467

ทับหลังรูปเทพกุเวรทรงสิงห97ทับหลังดานทิศเหนือของปราสาทประธาน สลักเปน
ภาพบุคคลในมือถือถือวัตถุบางอยางประทับนั่งอยูบนดอกบัว ดานลางมบี ุคคลคร่ึงทอนน่ังพนมมือ
ขนาบดวยรูปสิงหทั้งซายและขวา สิงหทั้งสองตัวใชขาขางหนึ่งยกปทมาสน อีกขางหน่ึงจับทอน
พวงมาลยั ท่คี ายออกมาจากปาก ดูเหมือนวาภาพนี้ไดรับการบูรณะซอมแซมใหมเ กือบทง้ั หมด (ภาพ
ที่ 19) รูปบุคคลดังกลาวน้ีเปนรูปเทพกุเวรทรงสิงห ตามคติของศาสนาฮินดู เปนโลกบาลทิศเหนือ
สามารถกําหนดอายอุ ยูในศลิ ปะแปรรูป ราวพทุ ธศตวรรษที่ 15

ทาวกุเวรมีนามเปนอันมาก ในรามเกียรติ์เรียกทาวกุเปรัน แตที่คนไทยรูจักจนเคยชิน
น้ันเรียกทาวเวสสุวัณ เปนท่ีรูกันวาเปนเจาแหงยักษ วรรณกรรมในศาสนาฮินดูตั้งแตยุคพระเวทได
กลา วถงึ เทพองคน ี้ในอาถรรพเวทวาเปนเจาแหงความมงั่ ค่งั ร่ํารวย มหากาพยภารตะวาเปนโลกบาล
องคหนึ่ง (ผรู ักษาทิศเหนือ) วรรณกรรมในยุคปุราณะวาเปนเจาแหงยักษท้ังปวง มีเมืองหลวงช่ือวา
อลกา อยูบนเขาไกรลาส ในรามเกียรติ์วาเปนบิดาคันธมาทนนายทหารของพระราม และเปนพ่ีชาย
รว มบิดาของทศกณั ฐ9 8 รปู ลกั ษณของทา วกเุ วรตามความหมายของช่ือ กุเวร แปลตามรูปศัพทวารูป
อัปลักษณ นาเกลียด ซึ่งตามลักษณะทางศิลปะท่ีปรากฏหมายถึงบุรุษพุงพลุยนั่นเอง และมักจะน่ัง
ชันเขาพิงไหใสเงิน หรือถือส่ิงของบางอยางในมือ อยางไรก็ตามรูปแบบเทพกุเวรท่ีปรากฏในงาน
ประติมากรรมนั้นไมเ หมอื นในคมั ภีรเ สมอไป เชน ในสมยั ศงุ กะ เทพกุเวรทสี่ ถูปภารหุต พุงไมพ ลุย มี
พาหนะเปนมนุษย เทพกุเวรเปนเทพที่ไดรับเคารพนับถือทั้งผูในศาสนาฮินดู ศาสนาพุทธ และ
ศาสนาเชน โดยเฉพาะพวกพอ คาทหี่ วังความรํา่ รวยจากการคา 99

ภาพที่ 19 ทับหลงั ดา นทิศเหนือของปราสาทประธาน

97ทาวกุเวร (Kuvera) เปนหน่ึงในสี่ทาวมหาราชซึ่งเปนผูปกครองยักษทางทิศเหนือ และเปนเทพเจาแหงความม่ังค่งั ตามคติของ
ศาสนาพราหมณ-ฮินดเู ชือ่ กนั วาเปนเทพเจาประจาํ มหาสมุทร แมนํ้า ลําธารและแหลงน้าํ ทกุ แหง อีกทงั้ ยังเปนผปู กครองพวกยักษและ
เปนเทพเจาผูคุมครองทิศเหนือดวย ดู Vettam Mani, PuranÆ áic Encyclopaedia , 434-435; and Dharam Vir Singh,

Hinduism : An Introduction , 2nd ed. (Jaipur: Travel Wheels, 1994), 77.

98พระยาสจั จาภิรมย (สรวง ศรีเพญ็ ), เทวกําเนดิ , พิมพคร้งั ที่ 18 (กรงุ เทพฯ: อมรินทรพ รน้ิ ตง้ิ แอนดพบั ลชิ ชิง่ , 2556), 45-48.
99ผาสขุ อินทราวธุ , “ตราดนิ เผารูปคช-ลกั ษมีและกุเวรจากเมืองนครปฐม,” เมอื งโบราณ 9, 3 (สิงหาคม-พฤศจกิ ายน 2526) : 92-98.

47

48 • จารกึ แม่บุญตะวันออก

ทับหลังรูปนรสิงหสังหารหิรัณยกศิปุ ที่โคปุระดานทิศตะวันตกของชั้นท่ี 2 ดานใน
(หันหนาเขาหาปราสาทประธาน) ทับหลังสลักเปนภาพเลาเรื่องขนาดใหญอยูกลางภาพ เปนรูป
บุคคลมหี วั เปน สิงห ยนื แยกขาจบั อกี บุคคลหนึง่ วางพาดอยบู นตักขวากําลังทําทา ฉีกรางบุคคลที่นอน
พาดอยู โดยบุคคลท้ังสองน้นี งุ ผาแบบมีรวิ้ ทง้ั ผืน ทอนพวงมาลัยทงั้ สองขางและสวนที่เหลือเปนเชนท่ี
กลาวไวนยั กอ น แตไมม รี ูปพระคณะและบุคคลแทรกอยู สามารถกําหนดอายุอยใู นศลิ ปะแปรรปู ราว
พทุ ธศตวรรษที่ 15 รปู บุคคลท่ีประทับยนื อยูเปนรูปนรสงิ หกาํ ลังสงั หารหริ ัณยกศิปุ

นรสิงหาวตาร เปนปางที่สี่ในบรรดาสบิ ปาง ซ่ึงกลา วถึงพระนารายณอวตารลงมาเปน
มนุษยคร่ึงสิงห กลาวความตามท่ีมีในวิษณุปุราณะ100ตอนพระนารายณอวตารลงมาปราบยักษชื่อ
หิรัณยกศิปุ ซ่ึงเปนฝาแฝดของหิรัณตยักษท่ีถูกพระนารายณฆาตายในปางท่ีสาม หิรัณยกศปิ ุมีความ
พยาบาทพระนารายณมาก จงึ บําเพ็ญตบะเพื่อใหพระพรหมาทรงเมตตาปราณี จนไดรับพรจากพระ
พรหมาใหมฤี ทธเิ์ ดชมากและเปนอมตะ“อยา ใหเทพยดาหรอื มนุษย ตลอดจนเดียรัจฉานสังหารตนให
ตายไดเลย ขออยาใหตายดวยอาวุธใดๆ อยา ใหตายกลางวันและกลางคืน ภายในเรือนก็ใหรอดและ
ใหปลอดภัยแมนอกเรือน” หิรัณยกศิปุครั้นไดพรจากพระพรหมาแลว พอเขาเมืองก็ตั้งตนเปนพระ
อินทรเ ปน พระอาทติ ย พระจันทรสองโลกเองอีกดวย เปนพระอัคนีเจาแหงไฟ เปนพระพิรุณเจาแหง
นานนาํ้ และฝน แยง ตาํ แหนงพระกุเวรเจาแหงทรพั ยแ ละตําแหนงเจาชีวิตของมนุษยคือพระยม รวม
ความวาพยายามรวบอํานาจไวค นเดียว ใครจะบัตรพลีบวงสรวงก็ยึดไวเองเสียทงั้ หมด แมพระศิวะ
และพระวิษณุหิรัณยกศิปุก็หาไดเกรงกลัวไม พระอินทรและเหลาทวยเทพจึงออนวอนขอความ
ชวยเหลือจากพระวิษณใุ หปราบอสูรตนน้ี หิรณั ยกศิปุมีบุตรชายตนหน่ึงชื่อประหลาท ซึง่ เปนผูบูชา
พระวิษณุเปนนิจ แมผูบิดาจะลงโทษหรือบังคับใหเลิกนับถือพระวิษณุอยางไรก็ไมเปนผล จนมาวัน
หนึ่งเกิดผิดใจกันอีกดวยประหลาทบุตรชายยกคุณของพระวิษณุข้ึนมาเอยวา พระวิษณุทรงมีภาวะ
อยูทุกหนทุกแหงในโลก หิรัณยกศิปุโกรธมากจึงเอาตะบองฟาดท่ีเสาตนหนึ่ง แลวทาใหมาสูกัน
ทันใดนั้น นรสิงหซ ่ึงเปนอวตารของพระนารายณก็ปรากฏรางออกจากเสาตรงเขาลากตัวหิรัณยกศปิ ุ
ออกไปวางคาไวที่ประตูซึง่ เปนเวลาพลบค่ํา จากนั้นก็ฉีกรางหิรณั ยกศิปุดวยเขีย้ วและเล็บหิรัณยกศิปุ
ส้ินชีพดวยฝมือนรสิงหซ่ึงไมใชทั้งสัตวท้ังมนุษยหรือเทพอยางใดอยางหนึ่ง ท้ังไมใชกลางวันและ
กลางคนื ไมใ ชใ นเรอื นและนอกเรือน ทั้งไมไ ดต ายดวยศาตราวุธตามที่ไดร ับพรมา

100Pushpendra Kumar. The Visná áu MahaÆpuranÆ áam, trans. Manmattha Nath Dutt , 88-100.

จารกึ แม่บุญตะวันออก • 4489

ภาพท่ี 20 ทบั หลงั รูปนรสิงหส งั หารหริ ณั ยกศิปุ ที่โคปุระชั้นท่ี 2 ดานทิศตะวันตก

ทับหลังรูปคชลักษมี ท่ีหอเรียงซงึ่ ตั้งอยูบนช้ันท่ี 2 ดานทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ทับ
หลงั เหนอื กรอบประตูทางเขา ดา นทิศตะวนั ตกของหอเรียงนส้ี ลกั เปน ภาพเลาเรื่องขนาดใหญอยูกลาง
ภาพ เปนรูปสตรีประทับน่ังอยูบนฐานดอกบัว ในมือท้ังสองถือดอกบัวตูมระดับไหล เคียงขางดวย
ชางสองเชือกยกหมอนํ้าชูเหนอื ศรี ษะ เทาหนาของชางท้งั สองเชือกวางอยูบ นดอกบัวที่โผลขึ้นมารับ
ทั้งสองดาน ใตฐานดอกบัวเปนรูปดอกบัวแปดกลีบซอนชั้น ดานขางของดอกบัวน้ีมีทอนพวงมาลัย
ออกมาทัง้ สองขางย่ืนขึ้นมาในระดับเขาท้ังสองขางของรปู สตรีและคลายออกไปดานขาง ปลายทอน
พวงมาลัยทง้ั สองขางเปน ลายกระหนกมวนออกท่ีใบไม ขอบดานบนมีรูปแถวบุคคลขนาดเล็กคร่ึงตัว
ประนามมืออยูภายในซุมเรือนแกว สวนขอบดานลางสลักเปนแถวลายรูปกลีบบัว สามารถกําหนด
อายุอยใู นศิลปะแปรรูป ราวพุทธศตวรรษท่ี 15 ภาพทีส่ ลักตรงกลางลักษณะน้ีมักจะเรยี กวา “คช-
ลกั ษม”ี หรือ “อภเิ ษก-ลกั ษม1ี 01

ตามหลักศาสนาฮินดู รูปสตรีในภาพหมายถึงเทพีแหงความอุดมสมบูรณ ในดาน
วรรณกรรมอินเดียน้ันเทพีที่สามารถประสิทธิประสาทความอุดมสมบูรณไดรับนามวา “ศรี” หรือ
“ลกั ษมี” ดอกบวั ในคติความเชอ่ื ของชาวอินเดยี ถอื วาเปนสญั ลักษณข องน้ํา และน้ําเปนปจจัยใหเกิด
ความอดุ มสมบรู ณ สว นชา งตามความเชอ่ื ของชาวอินเดียหมายถงึ เมฆฝน เชอื่ กนั วาเม่ือมีชางลักษณะ
ดีเกดิ ขึน้ ในเมอื งใด เมืองนน้ั จะมฝี นตกสมา่ํ เสมอ บานเมอื งจะมคี วามอุดมสมบูรณ เมื่อสัญลักษณท้ัง
3 มารวมกนั จึงเปนการเนนถึงความอุดมสมบูรณ ความมั่งคั่งและโชคลาภจากคุณสมบัตติ างๆ ทําให
เทพีนี้ไดรับการเคารพบูชาโดยชนอินเดียทุกลัทธิและทุกวรรณะ102นอกจากน้ีในจารึกแมบุญ
ตะวันออกยังกลาวถึงในลกั ษณะของเทวแี หงโชคและชัยชนะอีกดว ย

101ผาสุข อินทราวธุ , “ตราดนิ เผารูปคช-ลกั ษมีและกเุ วรจากเมืองนครปฐม,” : 92-98.
102เรือ่ งเดยี วกัน., 92-96.

50 • จารกึ แมบ่ ุญตะวนั ออก 49

ภาพที่ 21 ทับหลังรปู คชลกั ษมี ทห่ี อเรยี งดานทิศตะวันออกเฉยี งเหนือ ซ่งึ ตัง้ อยูบนชั้นท่ี 2

ประติมากรรมรูปสัตวลอยตัว
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ไดใหนิยามของความหมายคําวา

“ประตมิ ากรรม” ซ่งึ เกีย่ วของกบั การแกะสลักวัสดุ ดังน้ี
ประตมิ ากรรม น. ศิลปะสาขาหนึ่งในจําพวกวิจิตรศิลปเก่ียวกับการแกะสลักไม

หนิ ออ น โลหะเปน ตน ใหเ ปน รปู หรือลวดลายตางๆ103
ประติมากรรมรปู สัตวล อยตัวเขมรใชเปนเครื่องประดับสถาปตยกรรม และแตละชนิดก็

มีความสําคัญลดหล่ันลงไปตามลําดับ ที่มีปรากฏอยูโดยมากจะสลักดวยหิน ท่ีปราสาทแมบุญ
ตะวันออกนี้มีประติมากรรมรูปสัตวล อยตัวสลกั ดวยหนิ ทยี่ งั คงเหลอื อยู 2 ชนดิ คือ

ภาพท่ี 22 ประติมากรรมลอยตัวรูปสงิ ห

103ราชบณั ฑติ ยสถาน, พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554, พิมพครั้งท่ี 2 (กรุงเทพฯ: นานมีบุคสพับลเิ คช่ันส, 2556),
706.

50

จารึกแม่บญุ ตะวนั ออก • 51

1. สิงห ที่ปราสาทแมบุญตะวันออก ลักษณะเปนรูปสิงหท่ีอยูในทาน่ังบนฐานสี่เหล่ียม
ไมนง่ั อยา งเต็มท่ี ยงั คงน่งั อยูเหนอื สนเทา มีลาํ ตัวสงู ขึ้น ขาคหู นา ยืดตรง สวนหางยกข้ึนวางแนบลําตัว
จนถึงหัว สวนหลังของลําตัวนั้นไมติดอยูกับพ้ืนทีเดียว ขนคอซ่ึงเปนแผงกลมบนหลังและแผงคอ
ดานหนาสลักข้ึนอยา งครา วๆ และสั้นลง มีลักษณะเปนเกลียวปลายแหลมแตไมไดสลักตอเนื่องเปน
แผงเดียวกัน เรมิ่ มลี ักษณะคลายผมบนศรี ษะของสิงห แปลกจากสิงหที่ปราสาทบันทายศรซี ่ึงไดยก
ลาํ ตัวขึน้ เลก็ นอ ยสามารถกําหนดอายอุ ยใู นศลิ ปะแปรรูปราวพุทธศตวรรษที่ 15

คติความเช่ือเร่อื งสิงห สิงหหรือสิงโตเปนสัตวที่อยูในอินเดีย เอเชียตะวันออกกลาง
และแอฟริกา สตั วซ่ึงไดร ับการยกยองวา เปน เจา ปา หรอื เจา แหงสัตวปาท้ังมวล เปนตัวแทนของความ
ยิ่งใหญ ความสงางาม ความแข็งแกรงและความกลาหาญ สิงหจึงเปนสัญลักษณของพระเจา
จักรพรรดแิ ละวีรบรุ ษุ มาตั้งแตอ ดีตกาล ผา นการแปลความหมายจากรปู ธรรมมาเปนนามธรรม หรอื
จะแปลจากนามธรรมเปน รปู ธรรมกไ็ มผิด เพราะการสื่อความหมายถึงพลังอํานาจ ความนาเกรงขาม
เปนวิธีการสื่อสาร เผยแพรผานเรื่องราวของเหลาเทพเจา ผูขับข่ีสรรพสัตวตางๆ แทนความหมาย
ของการมีอํานาจน้ันๆ ของเทพเจา สรรพสัตวจึงกลายมาเปนผูสื่อสาร ความหมายของอํานาจแหง
เทพเจาในยุคแรกๆ เร่ืองราวเกี่ยวกับสิงหในอินเดียแพรหลายในราชวงศเมารยิ ะ สมยั พระเจาอโศก
มหาราช104

แนวความคิดเรื่องสิงหหรือสิงโตในเอเชียตะวันออกเฉียงใตเปนการรับเอามาจาก
ประเทศอินเดยี 105 ตงั้ แตเ รม่ิ การติดตอ กับอินเดียในอดีตกาล เชนท่พี บในศิลปะแบบทวารวดี ศิลปะ
เขมร สืบตอมาถึงปจจุบัน และเปนศิลปะที่นิยมมากท้ังจิตรกรรม ประติมากรรม และเครอื่ งประดับ
สถาปตยกรรม รูปสิงหลอยตัวของเขมรปรากฏข้ึน และต้ังอยูบันไดทางเขาศาสนสถานหลายแหงใน
ระหวาง พ.ศ.1350-1400 (ศิลปะแบบกุเลน) และมีวิวัฒนการและรูปแบบศิลปะแบบตางๆสืบตอ
เร่ือยมา106 ประติมากรรมรูปสิงหนิยมตั้งไวท่ีบันไดทางขึ้นปราสาทตามคตินิยม จึงแสดงถึงพลัง
อาํ นาจ ความย่ิงใหญ ความนา เกรงขาม ณ สถานที่อันเปนที่ประทับของเทพเจา ลักษณะทาทางการ
ยนื และรปู ลักษณข องสงิ หส ามารถกําหนดอายไุ ด

104กรมศิลปากร, ประวัตศิ าสตรและโบราณคดเี มืองศรมี โหสถ 2 (กรงุ เทพฯ: สมาพนั ธ จาํ , 2536), 44-45.
105สภุ ัทรดศิ ดิศสกลุ , ศิลปะขอม, 220.
106เรอื่ งเดยี วกัน.

52 • จารึกแม่บุญตะวนั ออก 51

ภาพท่ี 23 ประติมากรรมลอยตัวรูปชาง

2. ชาง ท่ีปราสาทแมบุญตะวันออกอตั้งยูท่ีมุมระเบียงทั้งสี่ของชั้นปราสาทช้ันที่หนึ่ง
และชั้นทสี่ อง โดยประติมากรรมรูปชางหินสลักนี้ยืนอยูบนฐานส่ีเหลี่ยมผืนผา หนั หนาและลําตวั ไป
ทางทิศเฉียง มีลักษณะใบหูกาง มีงายื่นเลยพนโคนงวงเล็กนี้นอย ทอดงวงหอยลงตรงๆ จรดพื้น
ปลายงวงงอเขา เลก็ นอ ย มคี ชาภรณ หรอื เครื่องประดบั ชาง107ปรากฏใหเห็น คือ ทามคอ พานหนา
พานหลัง ซองหาง มสี ายสรอ ยคอลกั ษณะเปนเม็ดพาดยอยลงมาดา นหนาสี่เสนสลักข้ึนอยางคราวๆ
ซึ่งคลายกันกับท่ีปราสาทบากอง รูปชางลอยตัวท่ีสลักอยูโดดๆ มีการเปลี่ยนแปลงนอยมากใน
ววิ ัฒนาการของศลิ ปะเขมร ประติมากรรมรูปชางที่ปราสาทแมบุญตะวนั ออกน้ี สามารถกําหนดอายุ
อยูในศิลปะแปรรปู ราวพทุ ธศตวรรษที่ 15

คติความเชื่อเรื่องชาง เขามาเก่ียวของและมีบทบาทในชีวิตมนุษยต้ังแตสมัยกอน
ประวัติศาสตร นับตั้งแตการลาชางนําเนื้อชางมาเปนอาหาร เอางาชางมาเปนเคร่ืองประดับ
จนกระทั่งตอ มาภายหลังมกี ารเลี้ยงชา งมาไวใชงาน จนถึงการนําชางมาใชในการศึกสงคราม และถือ
เสมือนวาชางเปนสัตวช้ันสูง หรือเปนสัตวสําหรับพระมหากษัตริยหรือผูสูงศักด์ิ รูปชางน้ีเปน
สัญลักษณท่ีสําคัญมากอยางหนึ่งทนี่ ิยมทั้งในอินเดยี และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต ซงึ่ มีความความ

107ราชบณั ฑติ ยสถาน, พจนานุกรม ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ.2554, 224.

จารึกแม่บุญตะวันออก •5253

เก่ยี วขอ งกบั ลัทธิศาสนาตา งๆ เชน พราหมณ-ฮนิ ดู และพุทธ รวมท้ังความเช่อื ตา งๆในทองถิ่น เหตุนี้
รูปชางจึงปรากฏเปนงานจิตรกรรม ประติมากรรม และสวนประกอบสถาปตยกรรมตาม
โบราณสถานตางๆ ในอินเดียตามคติความเชื่อชางคือความหมายแหงความมั่งค่ังสมบูรณในโภค
ทรพั ย ความรงุ เร่ือง เนอื่ งจากเปนสตั วท ่ีตามตาํ นานอนิ เดยี กลา ววา เกิดจากน้ําอมฤตคูกับพระศรีเทพี
แหง ความอุดมสมบูรณกับพระอินทรเ จาแหงฝน จึงเกิดความเช่ือวาชางคือสื่อนําฝนมาใหตกสูทะเล
ผานมาทางงวงกอใหเกดิ ความอดุ มสมบรู ณ1 08

ความเช่ือในศาสนาพราหมณ-ฮินดู ท่ีกลาววา โลกนี้ต้ังอยูบนหลังชางที่ยืนอยูบน
หลงั เตา ซง่ึ ทําใหโลกเกิดการสนั่ สะเทือน ชางจึงเปนอาํ นาจของจักรวาลอีกโสดนึงดวย เทวนิยายฮินดู
บางเลม เลาวา ชา งเชือกแรกมกี ําเนดิ จากการทีพ่ ระพรหมาทรงแบงไขทอง หรอื หิรณั ยครรภออกเปน
สองซกี แลวใสลมปราณแหงชีวิตเขาไป ไขซีกหลังบังเกิดเปนชางไอราวตและชางเผือกอีกเจ็ดเชือก
โดยชา งพลายไดไ ปเปน เทพพาหนะของอัษฏทศิ ปาละ หรือเทพผูรักษาทิศทั้งแปด (Aṣṭadiggajas)109
โดยท่ัวไปเรียกวา“ทิศคช” ถือเปนผูคุมครองรักษาโลก ตลอดจนจักรวาลท้ังแปดทิศ โดยมเี ขาพระ
สุเมรุเปนศูนยกลาง จึงทําใหมีช่ือเรียกอีกชื่อหนึ่งวา “คชาทิศ” สวนเปลือกไขอีกซีกหน่ึงเกิดเปน
ชางพังแปดเชือก ทั้งชางพลายและชางพังเหลานี้เปนตนกําเนิดของชางในโลก ในมหากาพยรา
มายณะกลาวถึงคติชางคํ้าจักรวาลวา มชี า งยืนแบกโลกหรอื จักรวาลประจําทิศท้ังส่ี เรียกวาชางแหง
จักรวาล โดยกลา วถึงคราวที่โอรสทา วสาครออกติดตามมาอุปการของพระราชบิดาที่หายไปวา เหลา
โอรสไดติดตามลงไปถึงใตจักรวาล และพบวามีชางยืนแบกโลกอยูส่ีเชือก110 ประติมากรรมรูปชา งท่ี
ปราสาทแมบุญตะวันออก จึงแสดงถึงการเปนผูรักษาทิศและดูแลรักษาเขตสวรรคหรือผูดูแล
รักษาศาสนสถานอนั ศกั สิทธิ์

นอกจากน้ีกอนถึงบันไดทางขึ้นประสาทประธานหลังกลาง ยังปรากฏรอ งรอยของแทน
ที่ประดิษฐานประติมากรรมสองรูปซ่ึงปรักหักพังลงและไมมีประติมากรรมหลงเหลืออยูแลว ซึ่งคาด
วา แตเดิมคงเปน ท่ีประดษิ ฐานประติมากรรมรูปโคนนททิ ห่ี มอบเฝา พระศิวะ

จากเน้ือหาทงั้ หมดขางตนในบทน้ี ทําใหเราทราบไดวา ปราสาทแมบุญตะวันออกเปน
ปราสาทแหงแรกในรัชสมัยของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 พระองคทรงโปรดใหสรางขึ้นกลางย

108เมธนิ ี จิระวฒั นา, “เหรียญตรารนุ เกาที่พบในประเทศไทย ระหวา งพทุ ธศตวรรษท่ี 11-15, ศิลปากร 34, 2 (2534) : 80.

109Vettam Mani, PuraÆniá c EncycloPaedia, 62.
110 Ibid..

54 • จารกึ แมบ่ ุญตะวนั ออก 53

โศธรตฏากะ (บารายตะวันออก) ซึ่งพระเจายโศวรมันโปรดใหขุดข้ึน ในการสรา งปราสาทแหงนี้พระ
เจาราเชนทรวรมันที่ 2 มีพระราชประสงคหลักอยู 2 ประการ คอื ประการแรกเพื่อแสดงถึงความ
ถูกตองในการสืบราชสนั ตติวงศของพระองค และประการท่ีสองมีพระราชประสงคเพื่อแสดงถึงการ
สืบเช้ือสายและมีสายสัมพันธระหวางพระองคก ับพระเจายโศวรมันและกษัตริยสมยั เมืองพระนครที่
สวรรคตแลว ปราสาทแมบุญตะวันออกจัดเปนปราสาทพ้ืนราบเปรียบดังวิหารหรือวัดบนยอดเขา
โดยรับอิทธิพลอินเดียท้ังทางดานศาสนา ความเชื่อ และรูปแบบทางศิลปกรรม การสรางอาคารทรง
ปราสาทดังท่ีปรากฏรับคติความเช่ือมาจากชาวอินเดียที่วา เทพเจาสถิตอยู ณ เขาพระสุเมรุอันเปน
แกนกลางของจักรวาล ส่ิงกอ สรา งท่ีปราสาทแหงน้ีจึงเหมอื นการจําลองโครงสรางของจักรวาลขนาด
ยอมมาไวบนโลกมนุษย การสรางปราสาทจึงมีระเบียบกฏเกณฑตามท่ีกําหนดไวในคัมภีรอยาง
เครงครัด แตถึงกระน้ันก็มีลักษณะเฉพาะของตนซงึ่ แตกตางจากอินเดีย คือมีทั้งความงามและความ
แข็งกระดางแฝงดวยพลังอํานาจ ปราสาทแมบุญมีแผนผังแบบกระจายความสําคัญออกจาก
ศูนยก ลาง สรา งดวยอฐิ ประดับดวยปูนปนและฉาบดวยปูน สวนหินทรายใชในการสลักลวดลายและ
เสริมใหตัวปราสาทแข็งแรง ฐานทําจากศิลาแลงเพื่อความแข็งแรงในการรองรับสิ่งกอสรางท่ีอยู
ดานบน แมจะไดร ับอทิ ธิพลทางศลิ ปกรรมจากสมยั กอนหนา คือ ศิลปะพระโคและศลิ ปะบาแค็ง เปน
สว นใหญ แตก็มีรูปแบบทางศิลปะทแี่ ตกตา งอยางชัดเจน นกั วิชาการท้ังหลายจึงไดจ ัดใหปราสาทแม
บุญตะวนั ออกมรี ปู แบบทางศลิ ปะแยกออกเปน อีกแผนกหน่ึงคอื ศลิ ปะแบบแปรรูป ซ่ึงกําหนดอายุอยู
ในราวปลายพุทธศตวรรษท่ี 15 ถึงตนพุทธศตวรรษที่ 16 หรือ ราว พ.ศ.1490-ราว พ.ศ.1510 ช่ือ
รปู แบบศิลปะมาจากปราสาทแปรรูปซึ่งเปนปราสาทประจาํ รชั กาลของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2

จารกึ แม่บญุ ตะวันออก • 55

บทท่ี 3
จารกึ แมบุญตะวนั ออก

การจารึกเร่ืองราวบนแผน ศิลาน้ัน ชนชาติท่ีเจริญหลายชาติเปนตนวา กรีกและอินเดีย
ไดจารึกเร่ืองราวของตนไวเปนหลักฐานมาชานาน และเม่ืออารยธรรมอินเดียไดแพรหลายเขามาใน
เอเชียตะวันออกเฉียงใต ชาติตางๆ ในแถบน้ีจึงรับเอาอารยธรรมเหลานี้ไวโดยปริยาย เขมร หรือ
กัมพูชาในปจจุบัน ซึ่งเปนชนชาติหนึ่งในดินแดนแถบน้ีจึงไดรับอารยธรรมอินเดียไวไมนอย
โดยเฉพาะอยางย่ิงอิทธิพลวัฒนธรรมดานการเขียนศิลาจารึก อันเปนหลักฐานสืบทอดมาจนถึง
ปจจุบนั เรอ่ื งราวทางประวตั ิศาสตรทซี่ อนเรน ในอดีตซงึ่ แฝงอยูในอักษรที่จารึกและโบราณวัตถุตางๆ
ไดถูกคนพบและเผยแพรเมื่อฝร่ังเศสไดเขามามีอิทธิพลและครอบงําอินโดจีนไดแลวเม่ือประมาณ
100 ปกอน โดยมีการศกึ ษาเรือ่ งราวตางๆ ตามแนวทางวิทยาศาสตรสมัยใหม โดยเฉพาะการคนพบ
จารึกตางๆ ในประเทศกัมพูชา ไดดึงดูดความสนใจของเหลานักปราชญเปนอันมาก กลุมคนท่ีอาน
และแปลจารึกท่ีเกี่ยวของกับอาณาจักรเขมรโบราณ มีผลงานตีพิมพเผยแพรในสมัยแรกๆ สวนใหญ
เปนชาวฝรัง่ เศส จากการกอ ตัง้ คณะทํางานอยา งถาวรข้ึนในแหลมอินโดจีน พ.ศ.2441111 ซงึ่ ตอมาได
กลายเปนสํานักฝร่ังเศสแหงปลายบูรพาทิศ (Ecole fançaise d’Extrême-Orient) จากนั้นจึงมี
นักวิชาการชาวกัมพูชา ชาวอินเดีย รวมถึงชาวไทย และชนชาติอื่นๆ อีก ไดศึกษาศิลาจารึกใน
อาณาจักรเขมรโบราณ ทั้งท่ีเปนภาษาสันสกฤต ภาษาเขมรโบราณ และภาษาบาลีเพ่ิมมากขึ้น ซึ่ง
นกั วิชาการท่ศี กึ ษาและมผี ลงานดานจารกึ ภาษาสันสกฤตในประเทศกมั พชู าท่ีเดนๆ มดี งั น้ี

1. เฮนดริก เกิรน (Heindric Kern) ชาวฮอลแลนด เปนคนแรกที่แปลความหมายและ
เผยแพรจารกึ สนั สกฤตของกัมพูชา112 เม่ือ พ.ศ.2422 (ค.ศ.1879) โดยใชสําเนาท่ีพิมพเผยแพรใ น

111มาดแลน จิโต, ประวตั เิ มอื งพระนครของขอม, แปลจาก Histoire d’Angkor, แปลโดย หมอ มเจาสุภัทรดศิ ดิศกลุ , พิมพครัง้ ท่ี
4 (กรุงเทพฯ: มตชิ น, 2552), 142.

112Mahesh Kumar Sharan, Select Cambodian Inscriptions (The Mebon And Pre Rup Inscriptions of
Rajendravarman II ) (New Delhi: S.N. Publications, 1981), 3.

56 • จารกึ แมบ่ ญุ ตะวันออก 55

เอกสารของ จูลส ฮารมันด (Jules Haimand) ซ่ึงเปนคนแรกท่ีเร่ิมทําสําเนาจารึกของกัมพูชา แต
ไมไดมีผลงานการศกึ ษาจารึกของกัมพชู ามากนกั เพราะเนนศกึ ษาทางดา นจารึกในอินเดียมากกวา

2. ออกสุ ต บารธ (Agustr Barth) และอาเบล แบรแกญ (Abel Bergaigne) นักปราชญ
ดานภาษาสันสกฤต ชาวฝร่ังเศส ไดรวมมือกันศึกษาศิลาจารึกภาษาสันสกฤตของกัมพูชาและจาม
ผลงานของบารธ คือหนังสือชอ่ื Inscriptions Sanscrites du Cambodge ไดรับการตีพิมพเผยแพรใน
ป พ.ศ. 2428 (ค.ศ.1885) ในขณะที่ผลงานของ แบรแกญ คือหนงั สือ Inscriptions Sanscrites du
Cambodge et de Campa ตพี มิ พใ นป พ.ศ.2436 (ค.ศ.1893)

3. หลุยส ฟโนต (Luis Finot) ชาวฝร่ังเศส ผูเชี่ยวชาญภาษาสันสกฤต ผูซึ่งอุทศิ ตน
ใหกับการศกึ ษาคนควาทางดานคาบสมุทรอินโดจีน เปนผูอํานวยการคนแรกของสํานักฝรั่งเศสแหง
ปลายบูรพทิศมีสํานักงานอยูทีเมืองฮานอย ในเวียดนามเหนือ ทานไดทําการอานศิลาจารึกตอจากออ
กุสต บารธ และอาเบล แบรแกญไดอานไวแลว และผลงานหนังสือท่ีแตง ข้ึนเก่ียวกับศิลาจารึกก็คือ
บันทกึ เก่ียวกับศลิ าจารึกในแหลมอินโดจีน (Note d’Epigraphie indochinoise) จารึก ณ เมืองพระ
นคร (Inscriptions d’Angkor) และจารึกแหงประเทศกัมพูชา (Inscriptions du Cambodge)113 เปน
ตน ผลงานเปนจํานวนมากไดถ ูกพมิ พเผยแพรตงั้ แต พ.ศ.2441 (ค.ศ.1901) เปนตนมา

4. ยอรช เซเดส (Goerge Cœdès) ชาวฝร่ังเศสลูกศิษยของหลุยส ฟโนต หลังจบ

การศกึ ษามัธยมเพียงปเดียว ก็ปรากฎบทความชิ้นแรกเร่ือง Inscription de Bhavavarman 2 roi du
Combodge (561çaka) ลงตีพิมพในวารสารสํานักฝร่งั เศสแหงปลายบุรพทิศ ในป พ.ศ.1447 (ค.ศ.
1904) เปนผูที่มีชื่อเสียงเปนอยางมากดานการศึกษาศิลาจารึกกัมพูชาท้ังที่เปนภาษาสันสกฤตและ
ภาษาเขมรโบราณ ไดสรางผลงานมากมายอันถือไดวาเปนคลังเอกสารสําหรับใชคนควาเร่ืองราว
เก่ยี วกบั เขมรโบราณไดเปนอยา งดจี นกระท่งั ปจ จุบนั นี้ ซ่งึ นอกจากจะตีพิมพเผยแพรในวารสารสํานัก
ฝรั่งเศสแหงปลายบูรพาทิศ (BEFEO) และวารสารเอเชียติก (JA) แลว ผลงานท่ีเดนชัดคือการ
รวบรวมศิลาจารึกภาษาสันสกฤตและภาษาเขมรโบราณไวในหนังสือจํานวน 8 เลม ช่ือวา
Inscription du Cambodge I-VIII และเอกสารทางประวัติศาสตรอ่ืนๆ อีกเปนอันมาก รวมทั้งได
ดํารงตําแหนงทีสําคัญๆ หลายตําแหนง การดํารงตาํ แหนงผูอํานวยการของสํานักฝรัง่ เศสแหงปลาย
บูรพทิศและการทํางานที่น่ันทําใหมีผลงานเปนคุณูปการตอแวดวงการศึกษาประวตั ิศาสตร ศาสนา
ศิลปะ และโบราณคดีเปน อันมาก

5. โคลด ฌาค (Claude Jacques) ชาวฝร่ังเศสผูเช่ียวชาญทางดานศิลาจารึกเขมร
โบราณ โดยเฉพาะจารึกที่เปนภาษาสันสกฤต มีผลงานตีพิมพเผยแพรในวารสารสํานักฝร่ังเศสแหง
ปลายบรู พาทิศอยเู สมอ จนกระทงั่ ปจ จุบนั

113หมอ มเจาสุภัทรดิศ ดิศกลุ , ศิลปะขอม (กรุงเทพฯ: โรงพิมพคุรุสภา, 2539), 9.

จารึกแม่บุญตะวนั ออก • 5567

6. อาร.ซี มาชุมดาร (R.C. Majumdar) ผูเช่ียวชาญดา นจารึกและภาษาสนั สกฤต ได
ศึกษาจารึกในประเทศกัมพูชาโดยเนนท่ีจารึกภาษาสันสกฤต และไดมีการตีพิมพเผยแพรผลงาน
เรื่อยมา ผลงานท่ีสรา งชื่อใหแกทานคือ Inscriptoon of Kambuja อันเปนเลมท่ี 8 ในหนงั สือชุด
The Asiatic Society Monograph Series ซึ่งจัดพิมพโดย The Asiatic Society แหง เมืองกัลกัตตา
ประเทศอินเดีย114 มาชุมดารไดริเริ่มโครงการจัดพิมพหนังสือ Acient India Colonies in the Far
East โดยมวี ัตถปุ ระสงคห ลกั คอื การตพี มิ พผลงานการศกึ ษาจารึกตา งๆ ทโี่ ดยมากเปนภาษาฝรั่งเศส
และภาษาดัตซ มาเปนภาษาองั กฤษซึ่งทําใหศึกษาไดงายข้นึ สําหรบั บคุ คลทีส่ นใจและศกึ ษาดานน้ี

7. มเหศ กุมาร ศรัณ (Mahesh Kumar Sharan) เปนอีกผูนึงที่ไดศ ึกษาจารึกที่พบใน
ประเทศกัมพูชา ตามแนวของ มาชุมดาร แตไดเนนการศึกษา วิเคราะหและตีความดาน
ประวตั ศิ าสตร สงั คม วัฒนธรรม การเมืองการปกครอง ศิลปะและสถาปต ยกรรมเพ่ิมเตมิ จากทม่ี าชุม
ดารไดศึกษาไวเปนแนวทาง โดยไดตีพิมพผลงานช่ือ Studies in Sanskrit Inscription of Ancient
Cambodia (on the basis of first three volume of Dr. R.C. Majumdar) ผลงานดงั กลาวตีพิมพ ใน
ป พ.ศ.2517 (ค.ศ.1974) เปนภาษาอังกฤษทําใหสามารถเขาใจไดงายสําหรับผูท ่ีไมส ันทัดในภาษา
ฝร่งั เศส และมผี ลงานอน่ื ๆ ตพี ิมพเ รื่อยมา

8. กมเลศวร ภัฏฏาจารยะ (Kamaleswar Bhattacharya) ชาวอินเดีย เปนผูเช่ียวชาญ
ดานอักษรศาสตร วรรณคดี และศาสนาของอินเดียที่สุดคนหน่ึงในปจจุบัน ไดศึกษาเกี่ยวกับศิลา
จารึกภาษาสันสกฤตในอาณาจักรกัมพูชา มีผลงานเปนบทความตีพิมพเผยแพรในวารสารสํานัก
ฝรัง่ เศสแหง ปลายบรู พาทศิ อยเู สมอ และหนังสือทไ่ี ดร ับการยอมรับในแวดวงวชิ าการและไดแปลเปน
ภาษาตางๆ เผยแพรซ่ึงปนที่รูจักกันมากคือ ศาสนาพราหมณในอาณาจักรขอม ภาษาไทยแปลโดย
ศาสตราจารยห มอ มเจา สุภัทรดศิ ดิศกลุ

นอกจากนกั วิชาการที่กลาวมาแลว ยังมีนักวิชาการชาวไทย ชาวกัมพูชา และชาติอ่ืนๆ
ไดศ กึ ษาคนควาขอ มลู ท่ีเกย่ี วของกบั ศิลาจารึกของอาณาจักรกมั พูชาสมัยกอนพระนคร สมัยพระนคร
รวมถึงสมัยหลังพระนครอีกเปนจํานวนมาก รวมทั้งนักวิชาการท่ีศึกษาจารึกท่ีเปนภาษาเขมรและ
ภาษาบาลอี ีกดวย ซ่งึ เม่ือรวบรวมขอมูลตางๆ เขาดวยกันทําใหภาพประวัตศิ าสตร สังคม วัฒนธรรม
ประเพณีของอาณาจักรเขมรโบราณกระจางชัดไดใ นระดับหนง่ึ

จารึกแมบุญตะวันออกนั้นเปนจารึกของอาณาจักรกัมพูชาสมัยพระนคร จารึกขึ้นดวย
ภาษาสันสกฤตในปลายพุทธศตวรรษที่ 15 ระบุมหาศักราช 874 ตรงกับ พ.ศ.1495 (ค.ศ.952) อัน
ตรงกับรัชสมัยของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ซ่ึงจารึกดวยอักษรขอมโบราณ หรือ อักษรเขมร

114อัญชนา จิตสุทธญิ าณ และคณะ, การศกึ ษาวิจัยจารึกกลมุ ปราสาทตาเมือน (กรุงเทพฯ: ภาควชิ าภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี
มหาวิทยาลยั ศิลปากร, 2555), 8.

58 • จารึกแมบ่ ญุ ตะวนั ออก 57

โบราณ ท่ี ยอรช เซเดส (George Cœdès) จัดวาเปนสมัยพระนคร (Angkorian Khmer Scripts)
เปนอักษรที่มีววิ ัฒนาการมาจากอักษรอินเดียใตคืออักษรคฤนถแหงราชวงศปลลวะ115 ที่นิยมเรียก
กันวา “อักษรปลลวะ” ซึ่งอักษรอินเดียใตนี้แพรเขามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใตเมื่อราวพุทธ
ศตวรรษท่ี 11 โดยเขามาพรอมกับการเผยแพรศาสนาทั้งศาสนาพราหมณและศาสนาพุทธ จึงมีการ
พบอักษรชนิดน้ีอยูทั่วไปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต เฉพาะที่แพรหลายในอาณาจักรเขมร
โบราณนั้น ยอรช เซเดส เรียกชื่อเฉพาะวา Pre-Angkorian Scripts (พุทธศตวรรษท่ี 11-14) ซงึ่ เปน
ตนแบบอักษรเขมรแบบ Angkorian (พุทธศตวรรษที่ 15-19) ดังกลาว โดยไดเพิ่มศกหรือบาอักษร
ขึน้ ทาํ ใหเ กดิ ความสวยงาม ตรงขามกบั ทวี่ วิ ฒั นาการเปน อกั ษรมอญซงึ่ ตดั ศกหรือบา ตวั อักษรออก116

ภาพท่ี 24 รปู อกั ษรเขมรโบราณในจารกึ แมบ ุญตะวนั ออก
ที่มา: Claude Jacques, Angkor Résidences Des Dieux , Bangkok: River Book, 2007, 96.

115เปน ราชวงศห นงึ่ ของอินเดียซ่งึ มีอํานาจปกครองดินแดนอินเดียตอนใตเรม่ิ สรางอารยธรรมขึ้นในราวพุทธศตวรรษท่ี 8 มีชวงอํานาจ
อยูในราวพุทธศตวรรษท่ี 9-14 มีกษัตริยปกครองสืบเน่ืองรวมทั้งสิ้น 25 พระองค ดู ดวงธิดา ราเมศวร, 2 อารยธรรมยิ่งใหญแหง
อาเซยี อินเดีย-จนี (กรงุ เทพฯ: มยกิ สํานักพมิ พ, 2549), 123-124.
116สุนทรี พิรุณสาร, “อักษรขอมสมัยพระนคร” (วิทยานิพนธปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาจารึกภาษาไทย บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร, 2524), 1.

58

จารกึ แมบ่ ญุ ตะวนั ออก • 59

ขอ มลู เก่ียวกบั จารึกแมบ ุญตะวนั ออก
ขอมูลจากจารึกแมบุญตะวันออกที่นําเสนอในเบ้ืองตนน้ี คือการใหรายละเอียดขอมูล

เชงิ คณุ ภาพ (qualitative data) ของจารึกแมบ ุญตะวนั ออก ในหนังสือทั้งสองเลม คือ หนังสือ Select
Cambodian Inscriptions (The Mebon And Pre Rup Inscriptions of Rajendra-varman II) ของ
มเหศ กมุ าร ศรณั และ หนงั สือ Inscriptions d’Angkor117 ของ หลุยส ฟโนต (Louis Finot) ซ่ึงได
อธิบายรายละเอียดขอมูลเกี่ยวกับจารึกน้ีไว ซึ่งมีขอมูลจําเพาะตางๆ เปนตนวา ลักษณะตัวอักษร
และภาษาที่ใชในจารึก ขนาดของศิลาจารึก ประวตั ิความเปนมาและเน้ือหาโดยสังเขป ฯลฯ การ
นําเสนอขอ มูลในสว นน้ีจงึ ไดป ระมวลขอมูลจากเอกสารท้ัง 2 แหลงเขาดวยกัน และจัดจําแนกขอมูล
ออกเปนรายหัวขอ เพ่ือความชัดเจนในลักษณะขอ มลู ทะเบยี นจารกึ ดังนี้

ลกั ษณะอักษร อกั ษรเขมรโบราณสมยั พระนคร(ชวงปลายพทุ ธศตวรรษ ที่ 15)

ภาษา สันสกฤต

ศกั ราช ระบมุ หาศักราช 874 ตรงกบั พ.ศ.1495 (ค.ศ.952)

ลักษณะการจารกึ อกั ษรจารึกมี 2 ดา น ดานที่ 1 มี 57 บรรทดั

ดานท่ี 2 มี 58 บรรทัด

วัตถจุ ารกึ ศลิ า ประเภทหินทราย

ลกั ษณะวัตถุ หลักหนิ ขนาดใหญคลา ยใบเสมาฐานตกแตง ดว ยกลีบบวั

ขนาดวตั ถุ สงู 1.70 เมตร กวา ง 1.20 เมตร หนา 0.13 เมตร
บัญช/ี ทะเบยี น ในหนังสือ Inscriptions du Cambodge vol.VIII118 กําหนดเลขทะเบียน

K.528

สถานท่ีพบ ปราสาทแมบุญตะวนั ออก จงั หวดั เสยี มเรยี บ

ประเทศกัมพชู า

ระยะเวลาท่ีพบ เดอื นตลุ าคม พ.ศ.2465 (ค.ศ.1922)

ผคู นพบ M. Marchal

ประวตั ิความเปนมา ในเดือนตุลาคม พ.ศ.2465 (ค.ศ.1922) M. Marchal ไดขุดคนพบที่

บริเวณปราสาทแมบุญตะวันออก แตมีชิ้นสวนเล็กๆไดแตกหักหายไป

บางสวน ภายหลัง M. Groslier ไดคนพบชิ้นสวนประกอบที่หายไป ที่

117L. Finot, Inscriptions d’Angkor (Hanoi: Imprimarie d’ Extrême-Orient, XXV, 1925).
118George Cœdès, Inscriptions du Cambodge , vol.VIII (Hanoi: Imprimarie d’ Extrême-Orient, 1966),
162.

60 • จารึกแม่บุญตะวันออก 59

บริเวณโคปุระดานทิศตะวันออก จีงไดประกอบตกแตงใหเหมือนของเดิม
แลวยกตงั้ ขนึ้ ไว
สถานที่เก็บปจ จบุ นั สถาบันอภริ กั ษส ถานอังกอร (Angkor Conservation)
การพิมพเ ผยแพร ป พ.ศ.2468 (ค.ศ.1925) หลุยส ฟโนต ไดพิมพเผยแพรคําปริวรรตเปน
อักษรโรมันพรอมคําแปลเปนภาษาฝรั่งเศสไวในหนังสือ Inscriptions
d’Angkor ตอมาในป พ.ศ.2496 (ค.ศ.1953) มาชุมดาร (R.C. Majumdar)

ไดพิมพเ ผยแพรคาํ ปรวิ รรตเปนอักษรเทวนาครีไวในหนังสือ Inscriptions of
Kambuja119 แตมิไดนําเสนอคําแปลจารึกไว และป พ.ศ.2523 (ค.ศ.1980)

มเหศ กุมาร ศรัณ ไดพิมพเผยแพรคําปริวรรตเปนอักษรโรมันและอักษรเท

วนาครีพรอมคําแปลเปนภาษาอังกฤษไวในหนังสือ Select Cambodian
Inscriptions (The Mebon And Pre Rup Inscriptions of Rajendra-

varman II) สําหรับการแปลความหมายเปนภาษาไทย ตลอดจนการ

วิเคราะหจารึกแมบุญตะวันออกในวิทยานิพนธนี้คือการพิมพเผยแพรเปน
ภาษาไทยครั้งแรก

ภาพที่ 25 รปู ศลิ าจารกึ แมบุญตะวนั ออก
ที่มา: Claude Jacques, Angkor Résidences Des Dieux , Bangkok: River Book, 2007, 18.

119R.C. Majumdar, Inscription of Kambuja (Calcutta: The Asiatic Society, 1953).

จารกึ แมบ่ ญุ ตะวนั ออก • 6601

สาระสาํ คัญของจารึกแมบุญตะวนั ออก
ขอความจากศลิ าจารึกแมบุญตะวันออกน้ีมีทง้ั หมด 2 ดาน ดานท่ี 1 (A) มีอักษรจารึก

57 บรรทัด จํานวน 103 โศลก ดา นที่ 2 (B) มีอักษรจารึก 58 บรรทดั จํานวน 115 โศลก รวม
ท้ังหมดมีจารึก 115 บรรทัด 218 โศลก มีขอ ความท่ีคอ นขางสมบูรณ ขาดหายไปบา งเพียงบางสวน
เทาน้ัน ทําใหทราบถึงใจความสําคัญของจารึกท่ีคอนขางครบถวน จารึกน้ีแตงเปนรอยกรอง หรือ
ฉนั ทลกั ษณ คอื

ศารทูลวกิ รฑี ติ ะ (śārdūlavikrīḍita) โศลกที่ 1-4, 9-10, 12
วสนั ตดลิ ก หรอื วสันตติลกา (vasantatilakā) โศลกที่ 5-7
สรคั ธรา (sragdharā) โศลกท่ี 8, 11, 13, 218
ตริษฏภ (triṣṭubh)120 โศลกที่ 14-104, 206-217
อนษุ ฏภ (anuṣṭubh) โศลกท่ี 105-205
ซ่ึงเนอื้ หาอันเปนสาระสาํ คญั นนั้ สามารถแบงออกได ดงั นี้
บทรอยกรองภาษาสันสกฤตในดานท่ี 1 (A) เริม่ ตนดว ยปณามคาถา (บทสดุดี) 7 โศลก
โดยโศลกที่ 1, 2 และ 4 เปนการแสดงความนอบนอ มบชู าและสดุดตี อพระศิวะ โศลกที่ 3 กลาวสดุดี
พระแมเ คารี โศลกที่ 5-7 ไดก ลา วสดุดี ตอพระวษิ ณุ พระพรหม และพระแมคงคา ตามลําดบั เนื้อหา
สาระในสวนน้ีนอกจากจะกลาวสดุดีถึงนามเทพเจาดังกลาวแลว ยังไดชี้ใหเห็นประวัติและลักษณะ
สําคัญของเทพแตละองค ทั้งน้ียังไดแฝงไปดวยเรื่องของลัทธิความเชื่อ ปรัชญาทางศาสนา รวมถึง
เรอ่ื งการกําเนิดโลกอกี ดวย
เนื้อหาของจารึกแมบุญตะวนั ออกในโศลกท่ี 8-12 ไดกลาวอางถึงความชอบธรรมใน
ความกษตั รยิ ทไี่ ดค รองราชยป กครองพระราชอาณาจกั รของพระเจาราเชนทรวรมนั ที่ 2 โดยอางถึง
ความเปนมาแหง สายสกลุ ของพระองคว าพระนางสรัสวดีผเู ปนพระราชนัดดาของพระเจาพาลาทติ ยะ
ผูมีพระเกียรติยศขจรไปไกล ผูทรงครองเมืองอนินทิตปุระ ซึง่ สืบวงศมาจากเกาฏินยะและนางโสมา
ไดอภิเษกสมรสกับพระสวามีนามวาวิศวรูปะซ่ึงเปนพราหมณผูประเสริฐ ตอมาไดทรงประสูติ
พระธดิ าพระองคห นงึ่ ทรงพระนามวามเหนทรเทวี ไดอ ภิเษกสมรสกบั พระเจามเหนทรวรมัน และท้ัง
สองพระองคก ็ใหประสูติพระเจาราเชนทรวรมนั ท่ี 2 สวนในโศลกท่ี 13-200 ไดกลาวถึงคุณลักษณะ
ของพระเจา ราเชนทรวรมันท่ี 2 วา ทรงเปนผูรุงเร่ืองดุจพระอาทิตย บรสิ ทุ ธ์ิดุจพระจันทรท ี่เกิดจาก
ทะเลน้ํานม(การกวนเกษียรสมุทร)ซึ่งพระราชาท้ังหลายควรนอมไหว ทรงเปนผูมพี ระราชอํานาจ มี
ความงดงามเหนือกวากามเทพ มคี วามเจริญรุงเรืองข้ึนทุกๆ วันตั้งแตท รงพระเยาว ทรงเพียบพรอม

120ฉันทที่กําหนดให 1 บท มี 4 บาท แตละบาทมี 11 พยางค จําแนกแยกไดเปน 3 ประเภทไดแก อินทรวัชราฉันท, อุเปนทรวัชรา
ฉนั ท และอปุ ชาตฉิ ันท ดูเพมิ่ เตมิ ในบทท่ี 4.

62 • จารึกแม่บญุ ตะวันออก 61

ไปศิลปะวิทยา ไดศกึ ษาความรูจากลัทธิตางๆ รวมถึงพุทธศาสนา แตพระองคทรงเปนผมู ่ันคงทรงมี
พระราชศรัทธาและภักดีอยางสูงสุดตอพระศิวะผูเปนเทพเจาสูงสุดเทาน้ัน พระองคทรงชํานาญใน
การรบพรอมท้ังยทุ ธวิธีโดยไดร ับคําแนะนําจากผรู อบรูในดานตางๆ รวมทั้งศาสตราวุธตางๆ มีดาบ
และธนูเปนตน พระองคทรงเลาเรียนพระเวทท้ังส่ี และไดทรงทําการบูชาอยูเปนนิจนบั ครั้งไมถวน
ทรงไตรตรองขอบกพรองท่ีจะพึงมีของพระองคเสมอ และทรงประกอบดวยคุณธรรม จากนั้นได
พรรรณาถงึ การ การจัดกระบวนทพั การเคล่ือนทัพและการรบของพระองคร วมถึงการรบท่มี ีชัยชนะ
เหนือจัมปา ท้ังยังมีหลักปรัชญา หลักการดําเนินชีวิต และหลักการปกครองของพระองคป รากฏอยู
อกี ดว ย

โศลกท่ี 201-218 มเี นื้อหาเกี่ยวกับเร่ืองพระองคท รงถวายเครอ่ื งใชส รอ ยและส่ิงตางๆ
แดศ รีมัตสิทเธศวรลึงคบ นภเู ขาสิทธศวิ ปุระ และไดทรงสรางศิวลึงคแ ละรูปประติมาของศรวาณสี อง
องคท ่ีงดงามเพ่ือเพ่ิมพูนบุญกุศลใหแกบรรพบรุ ุษ ในเดือนแหงการสถาปนาพระศิวะพระนามวาศรี
ภัทเรศวระพระองคทรงทําพิธีเบิกพระเนตรเทวรูปท้ังหลายทั้งในท่ีอ่ืนดวยพรอมดวยของบูชาอีก
หลายอยาง ท้ังไดทรงบําเพ็ญบุญแกพระเจาแผน ดินในอดีตทั้งหลายมพี ระเจาศรอี ินทรวรมันเปนตน
ไดทรงประดิษฐานรูปพระเศาริ, พระแมเคารี, พระอีศวร (ศิวะ) และศัมภุลึงคทางทิศใตของ
ยโศธรตฏากะ ไดท รงประดิษฐานเสาหลกั ของพระวิษณุผมู ีสก่ี รและพระพรหมาดว ย เชนเดียวกับลึงค
แปดรูป ท้ังไดมอบถวายทรพั ยส มบัตเิ ปนอันมากแกทวยเทพ และทรงทําการบูชาซึ่งระบุไวในคัมภีร
ศรุติและคัมภีรสมฤติของไศวนิกายแดเหลาเทพท้ังหลายในที่น้ีตลอดท้ังเดือน พรอมทั้งใหชักชวน
ผูคนใหรักษาและบําเพ็ญบุญกันอยาใหเสื่อมถอย และมกี ารกลาวถึงหลักการปกครองคราวๆ ไวแก
ชนช้ันผูปกครองใหรูจักหนาที่และมีคุณธรรม ทั้งควรประพฤติตนเปนแบบอยางใหเปนท่ีพ่ึงพิงของ
ผูอ่ืนได โศลกสุดทายไดกลาวถึงการประดิษฐานลึงคท ี่ชื่อวาศรีราเชนทเรศวระ พรอมดวยรูปเคารพ
ของพระเศาร(ิ พระวษิ ณุ), พระแมเ คารี, พระศิวะ และพระพรหมา ซึ่งไดท ําในวันอันเปนมงคลข้ึน 11
ค่าํ เดือนมาฆะ(เดือน 3) ในปศกะท่ี 874 (พ.ศ.1495)

การปริวรรตขอ ความและการแปลความหมายของจารกึ แมบุญตะวนั ออก
การปริวรรตขอความจากจารึกแมบุญตะวันออกนี้ ใชวิธีการถายถอดดวยอักษรโรมัน

เปนหลักเพราะตองใชเคร่ืองหมายจําพวกจดุ ใตตัวอักษรนอยกวาภาษาไทย จึงคาดวาจะหลีกเล่ียง
การผิดพลาดไดนอยลง และเพื่อประโยชนในการศึกษาอักขรวิธี ที่มาของคําศัพทในภาษาสันสกฤต
อีกท้ังสะดวกในการวิเคราะหดานอลังการ โดยใชการปริวรรตจากหนังสือ Select Cambodian
Inscriptions (The Mebon And Pre rup Inscriptions Of Rajendra Varman II) ของ มเหศ กุมาร
ศรัณ หนา 41-67 ซ่ึงปริวรรตดวยอักษรโรมัน และ หนา 193-218 ซง่ึ ปริวรรตดวยอักษรเทวนาครี

จารึกแม่บุญตะวนั ออก • 6623

โดยเทียบเคียงกับหนังสือ Inscriptions d’Angkor ของ หลุยส ฟโนต หนา 311-331 ซงึ่ ปริวรรต
ดวยอักษรโรมัน เพ่อื ตรวจสอบความแตกตางและขอผิดพลาดทพี่ บจากหนังสือทั้งสองเลม พรอมกัน
น้ันก็ไดเพ่ิมอักษรไทยลงไปดวยเพ่ือความสะดวกแกผูอานซ่ึงไมมีความเขาใจในรูปอักษรทั้งสอง
ขางตน แมม คี วามเหน็ อ่ืนเพิ่มเติมจะไดแสดงไวใ นเชิงอรรถ อนงึ่ ชื่อเฉพาะท่ีเปนภาษาไทยเขียนดวย
อักษรไทยแลว จะไมใชจุดใตตัวอักษรเพ่ือบอกวาอักษรน้ันๆ เปนอักษรกล้ําหรือตัวสะกดเลย
นอกจากนีย้ ังใชสญั ลกั ษณอ่ืนๆ ประกอบการปริวรรตดวย ซึง่ มีขอกําหนดเกี่ยวกบั การปรวิ รรต ดงั นี้

1. การปริวรรตรูปพยัญชนะ ศ จะใช ß แทน © และ การปริวรรตรูปอนุสวาระ อํ จะใช
amá แทน aṁ ในทีท่ กุ แหง

2. ขอความ คําอธิบายเพิ่มเติม หรือเครื่องหมายอื่นๆ ซ่ึงไมปรากฏในคําจารึก แต
สมควรใสในการปรวิ รรตเพ่ือความสมบูรณข องภาษา ถอยคํา และประโยค จะกํากับ ขอความ หรือ
เครอ่ื งหมายนัน้ ดวยเครอ่ื งหมายวงเล็บปก กา ( )

3. การปริวรรตขอความทั้ง 2 ดานจะเรยี งไปตามลําดับจํานวนบทรอยกรองที่ปรากฏ
หลังหมายเลขลําดับบทรอยกรองเปนชื่อฉันทลักษณที่กวีใชรจนา สวนเลขอารบิคในเคร่ืองหมาย
วงเล็บเหลี่ยม [ ] เปนลําดับบรรทัดของแตละดานท่ีปรากฏในจารึก เมื่อปริวรรตในดานท่ี 2 จะ
เร่ิมตนลาํ ดับบรรทัดท่ีปรากฏในจารึกใหม ทั้งน้ีเพื่อใหงายตอการตรวจทานอักษรและคําศัพทท ่ีตก
หลนหรือบกพรอ ง และงานวทิ ยานพิ นธฉ บับน้จี ะใชเ ฉพาะเลขอารบคิ เทาน้ัน

อน่ึง การเสนอคําปริวรรตและคําแปลบทรอยกรองภาษาสันสกฤต จะจัดพิมพขอความ
ปรวิ รรตใหอยูในรูปแบบฉันทลักษณสันสกฤต และตามดวยคําแปลภาษาไทยควบคูกันไปในฉันทแต
ละโศลก ในการแปลขอมูลจารึกนี้ ขาพเจามีความเห็นวาขอมูลที่ไดจากวิทยานิพนธนี้ จะไดใช
ประโยชนจรงิ ในดา นประวัตศิ าสตรแ ละวรรณคดีมากกวา การใชเพ่ือเรียนภาษาสันสกฤต ในการแปล
จึงไดถือเอาความหมายเปนสําคัญยิ่งกวาการรักษาไวยากรณ ถึงกระนั้น คําแปลก็ยังคงตรงกับ
สํานวนและความหมายเดิมโดยสว นมาก โดยเรียงลาํ ดบั ขอความของจารึก ดงั ตอไปน้ี

64 • จารกึ แม่บญุ ตะวันออก 63

ขอ ความจารกึ ดา นที่ 1 (A)
ทงั้ ส้นิ 103 โศลก จาํ นวน 57 บรรทดั

โศลกท่ี 1 ศารทูลวกิ รีฑติ ะฉันท

ÇgE {u yaFy! izoINdभu aSkrkrà*aetnaedg! Iwj-E

r¢yR E> p�jk�†KiÇnynrE XyaistE> zkiÄiभ>,

sr< axe iSwitsभ< vaTmrtye iभÚि�xkE ae=ip y>

tSmE inTyicte izvay ivभve ra}a=e wisÏयै nm>.

[1] traigunyá adÆ áhyaßikhíndubhasÆ karakara pradyotanodgíthajair

agryaihá padmajakanÁjadrká trinayanair adhyasÆ itaiß ßakti[bhihá] |
samárodhasthitisambhavaÆtmarataye bhinnas tridhaiko pi yas
tasmai nityacite ßivayÆ a vibhave raÆjnÁorthasiddhyai namahá ||

ไตรฺ คณุ ยฺ าฒฺยศขิ นี ทฺ ภุ าสกฺ รกรปฺรทฺโยตโนทฺคีถไชรฺ
อคฺรไฺ ยะ ปทมฺ ชกชฺ ทฺฤกตฺ ฺรินยไนรธฺยาสิไตศฺ ศกฺตภิ ิะ |
สํโรธสฺถติ สิ ภํ วาตฺมรตเย ภนิ ฺนสตฺ ฺริไธโก’ป ยะ
ตสฺไม นติ ยฺ จิเต ศวิ าย วภิ เว ราชฺโ’รฺถสทิ ฺไธยฺ นมะ ||

คําแปล : เพื่อความสําเร็จแหงพระราชประสงคของพระราชา ขา พเจาขอนอมไหวแด
พระศิวะ121 ผูเปนจิตนิรันดร122 แทรกซึมอยูทุกหนทุกแหง (ในจักรวาล) ผูแมจะมีหนึ่งเดียว เพื่อ
ความยินดีของตน ในการทาํ ลาย การคุมครอง และการเกิดขึ้นของโลก จึงถูกแบงดวยอํานาจพิเศษ
ออกเปน 3 คอื เปนผูเกิดจากดอกบัว (พระพรหมา) เปนผูมีตาเหมอื นดอกบัว (พระวิษณุ) เปนผูมี 3

121ศวิ ะ เปน พระนามเทพเจาสูงสุด (Íßvara) ของศาสนาพราหมณ- ฮินดู ในลัทธิไศวนิกาย มกั เรยี กกันวา พระอีศวร ในยุค
ฤคเวทยังไมปรากฏนามพระศิวะ แตประมาณ 3,000 ปมาแลวปรากฏนามเทพเจาผูย่ิงใหญ 2 องคคือ วิษณุ (Visná uá ) และรุทระ
(Rudra) แตท เี่ ดนดานความดรุ า ยคอื เทพรุทระ ภายหลังยคุ ฤคเวทเช่ือกนั วา เทพรุทระ นัน้ ไดพ ฒั นามาเปนเทพผูยิ่งใหญคือพระศิวะน้ี
เอง ตามหลักตรีมูรติพระศวิ ะเปนเทพเจาผูทําลาย ดู Arthur Anthony Macdonell, A History of Sanskrit Literature (New

York: D. Appleton and Company, 1900), 74.

122เปนลักษณะของพรหมันท่ีสามารถอธิบายได ในคัมภีรอุปนิษัทสมัยหลังไดกลาววามี 3 ลักษณะ คือ sat- ความจริง
หรือ ธรรมชาติ, cit- คิดได ไมลอ งลอย, anÆ anda- ความสุข ดู Paul Deussen, The Philosiphy of The Upanishads (Delhi:

Oriental Publishers, 1972), 128.

จารกึ แมบ่ ุญตะวนั ออก • 6654

เนตร (พระศิวะ) ผปู ระกอบไปดว ยคุณ 3 อยา ง ผูเกิดจากโอม123 (การสวดพระเวท) ซึ่งทาํ ใหแสงของ
ไฟ พระจันทร และพระอาทิตยส องแสง ผเู ลศิ ที่สุด ผูอ ยูเหนอื ทกุ สง่ิ ทกุ อยาง

โศลกท่ี 2 ศารทูลวกิ รฑี ิตะฉันท

êp< ySynvNe dmu i{ftizon! ÇYya< àtIt< pr<

vIj< ìührIñrade ykr< iभ�< klaiÉि�xa ,

sa]ad]rmamniNt munyae yaegaixgMy�m>

s<isÏyE à[vaTmne Égvte tSmE izvayaStu v>.

[2] rupÆ amá yasyanavendumanádiá taßikhan trayyaÆhá pratítamá paramá

víjamá vrahmaharíßvarodayakaramá bhinnamá kalaÆbhis tridhaÆ |
sakÆ sáadÆ aksaá ram amÆ ananti munayo yogadÆ higamyan namas
samsá iddhyai pranaá vatÆ mane bhagavate tasmai ßivayÆ asÆ tu vahá ||

รูป ยสฺยนเวนฺทมุ ณฑฺ ติ ศขิ นฺ ตรฺ ยยฺ าํ ปฺรตตี ํ ปรํ
วชี ํ วรฺ หมฺ หรศี วฺ โรทยกรํ ภินฺนํ กลาภสิ ฺ ตรฺ ิธา |
สากฺษาทกฺษรมามนนฺติ มนุ โย โยคาธคิ มฺยนฺ นมะ
สํสทิ ฺธไฺ ย ปรฺ ณวาตมฺ เน ภควเต ตสไฺ ม ศิวายาสตฺ ุ วะ ||

คําแปล : เพื่อความสําเร็จ ขอใหความนอบนอมของพวกทานจงมแี กพระศิวะผูเปนเจา
ผูมีแกนแทคือโอม ผูมีรูปอันสูงสุดที่จะรูไดดวยพระเวทท้ังสาม ที่มียอดของมวยผมประดับดวย
พระจันทรขางขึ้น ผเู ปนเมล็ดเชื้อที่สรา งการเกิดขึ้นของ พระพรหมา พระหริ (พระวิษณุ) และพระ
อีศวร (พระศิวะ) ผูแตกตางเปน 3 ประการเพราะกลา124 ซึ่งสามารถท่ีจะรูไดด วยโยคะ125 ซ่ึงมุนี
ทง้ั หลายเรียกวาอักษร126 ท่เี ห็นไดดว ยตา (หมายถงึ เหน็ ไดด วยตนเอง)

123เปนสญั ลักษณแ ละพยางคอ นั ศักดิ์สิทธ์ิเน่ืองในศาสนาพราหมณ เปนการรวมตัวกันของอักษรทายพยางคแหงนามเทพเจาสูงสุด 3
องค ที่เรียกวาตรีมูรติ คือ พระวิษณุ พระศวิ ะ และพระพรหมา ซ่ึงถือวาเปนหัวใจหลักของชาวฮินดู ดู Ibid., 121-122; and

Monier Williams, Sanskrit-English Dictionary , 16th ed. (Delhi: Motilal Banarsidass, 2011), 235-236.

124กลา (kala)Æ หมายถึง ความชํานาญ, ศิลปะศาสตร หรอื วิชาความรู, สวนประกอบของมวลรวม หรือ ของสสารในโลกทั้งมวล,
เสี้ยวทั้งหลาย ซึง่ เส้ยี วในทนี่ ้ี คือ เสี้ยวของพระจันทร ตามปกติพระจันทรจะมีเสี้ยวสิบหกเส้ียว เส้ียวท้ังสิบหกนี้ทําใหพระจันทรเต็ม
ดวง, เปนช่ือเรียกสวนประกอบสามสวนของการสังเวย (มันตระ, ทรัพย, ศรัทธา) ดู Monier Williams, Sanskrit-English

Dictionary , 261.

125โยคะ เปน การปฏบิ ัตขิ องพรหมวทิ ยาหรอื เวทานตะ อันเปนการรวมชวี าตมันเขากับปรมาตมัน หรือการรวมอาตมันเขากับพรหมัน
สมาธอิ ันยง่ิ ใหญคอื ผลขั้นสดุ ทา ยของโยคะเพ่อื ใหตัวเองเปน อันหนง่ึ อันเดยี วกบั พระอศี วรหรอื พรหม ดู Paul Deussen, (ต่อหนา้ ถดั ไป)

66 • จารกึ แมบ่ ญุ ตะวันออก 65

โศลกท่ี 3 ศารทูลวกิ รีฑติ ะฉันท

@k.... àak! klhs< ivæmgit> kaNtaeNmda ya stI

iÉÄva¼< ggnae�taTmrtye ya tanTv< pun>,

pÒ< manss<Ét& < injéicàaeJji& MiÉt< ibætI

sa zi´> izvSya¼taedykrI gaErI pra patu v> .

[3] eka…praÆk kalahamásavibhramagatihá kanÆ tonmadaÆ yaÆ satí

bhittvaṅÆ gamá gaganodgatatÆ marataye yaÆ taÆnavatvamá punahá |
padmamá maÆnasasamábhrátam nijaruciprojjrmá bhitamá bibhratí
saÆ ßaktiß ßivas[yaÆ]ṅgatodayakarí gaurí paraÆ paÆtu vahá ||

เอก...ปฺรากฺ กลหํสวิภฺรมคติะ กานฺโตนมฺ ทา ยา สตี
ภติ ตฺ วฺ างฺคํ คคโนทคฺ ตาตฺมรตเย ยา ตานวตฺวํ ปุนะ |
ปทมฺ ํ มานสสํภฺฤตํ นชิ รจุ ิโปฺรชฺชฤฺ มภฺ ติ ํ พภิ ฺรตี
สา ศากฺติศฺ ศวิ สยฺ างคฺ โตทยกรี เคารี ปรา ปาตุ วะ ||

คําแปล : ขอพระแมเคารี127ผูสูงสุด ผูเปนศักติ128ของพระศิวะ ผูสรางการเกิดข้ึนของ
รางกายของพระศิวะพระองคน ้ัน ซ่ึงในตอนแรกมีเพียงหน่ึง ผูมีการเดินงดงามเหมือนราชหงส ผูเปน

(ต่อจากหนา้ ก่อน) The Philosiphy of The Upanishads , 382-395. และ ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมศพั ทศาสนาสากล
อังกฤษ-ไทย, พมิ พครัง้ ที่ 2 (กรุงทพฯ: อรณุ การพมิ พ, 2548), 585-586.
126อักษร (aksaá ra) แปลวา ไมผันแปร, ไมรูจักหมดส้ิน, เปนช่ือของพรหมมัน, การเปลงเสียง“โอม” ดู Monier Williams,

Sanskrit-English Dictionary , 3; and Paul Deussen, The Philosiphy of The Upanishads , 111-112.

127นามของพระนางปารวตี หรืออีกนามหนึ่ง คือ พระอุมาเทวี เปนพระชายาของพระศิวะ สาเหตุท่ีไดนามวา “เคารี” เน่ืองจากคร้ัง
หนึ่งพระศิวะตรัสเยาพระนางวามีวรรณะสีดํา พระนางจึงเขาไปบําเพ็ญทุกรกิรยิ าในปาอยางอุกฏษฏ จนพระพรหมาตองเสด็จมา
ประทานพรใหท รงมีวรรณะสีทอง จึงมีอีกนามหน่ึงวาพระนางเคารี (แปลวา สีทอง) ดู Vettam Mani, PuraÆnáic Encyclopaedia,

Reprint (Delhi: Motilal Banarsidass, 1975), 576-578.

128ศกั ตมิ าจากธาตุ ศกฺ มีความหมายวา แข็งแรง มพี ลัง มีความสามารถ ชว ยเหลือ ดังนั้น ศักติ จึงหมายถึง พลังความสามารถ ความ
แขง็ แกรง ความคดิ เรอ่ื งศักตใิ นทางศาสนา คอื พลังงานของเพศสตรี ปรากฏในรูปของพระเทวซี ึ่งเปนชายาของมหาเทพ พลังของศักติ
ทําใหชวี ิตทัง้ ปวงดาํ รงอยู เปน พลังอํานาจท่ีสูงสดุ เทียบเทา พรหมัน ศักติในไศวนกิ ายยดึ ถือ พระแมอ ุมา พระนางเคารี พระนางปารวตี
พระนางทรุ คา หรอื พระนางกาลี เปน พลังศกั ตขิ องพระศวิ ะ ไวษณพนิกาย ยึดถือพระนางลักษมี เปนพลงั ศกั ติของพระวิษณุ หรอื พระ
นารายณ สวนพระพรหมามพี ลงั ศกั ติ เปนพระนางสรสั วตี ดู ศุภมาศ เชยศักด์,ิ “เทวีมาหาตมยะ : การบูชาสรรเสริญเทวีในวรรณคดี
สันสกฤต” (วิทยานิพนธปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาบาลีและสันสกฤต บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, 2552),
16.

จารกึ แมบ่ ญุ ตะวนั ออก • 6667

นางสตที ี่ซอ่ื สตั ยตอ สามี ผูหลงในสามี จึงไดทาํ ลายรางกายเพื่อความสุขของตนในการข้ึนไปสูสวรรค
ผซู ึง่ ทรงไวซ่งึ ความมตี วั ตนอกี ครงั้ หนึ่ง คอื ดอกบัวท่ถี กู รองรบั ไวดวยใจ129 ทบ่ี านดวยแสงของตัวเอง

โศลกที่ 4 ศารทูลวกิ รีฑติ ะฉนั ท

yne tE ain jgiNt yJvhutÉGu ÉaSv�É>Sv�É>
i]TyMÉ>][dakr>E SvtnuiÉVyaRtNvtvE aòiÉ>,
%Cc>E kar[zi´ràithta VyaOyayte n]r<
jIyat! kar[kar[< s ÉgvanxRNe dcu Ufami[>.

[4] yenaitanÆ i jaganti yajvahutabhugbhasÆ vannabhahásvannabhahá-

ksiá tyambhahká sáanáadakÆ arais svatanubhir vyatÆ anvataivaÆsátaá bhihá |
uccaihá kaÆranaá ßaktir apratihataÆ vyakÆ hyayÆ ate naksáaramá
jíyat karÆ anáakaÆranamá sa bhagavaÆn ardhenducudÆ áamÆ aniá há ||

เยไนตานิ ชคนฺติ ยชฺวหุตภคุ ภฺ าสฺวนนฺ ภะสฺวนฺนภะ-
กษฺ ติ ฺยมภฺ ะกฺษณทากไรสฺ สฺวตนภุ ริ ฺ วยฺ าตนฺวไตวาษฺฏภะิ |
อุจฺไจะ การณศกตฺ ิรปรฺ ตหิ ตา วยฺ าขฺยายเต นกษฺ รํ
ชยี าตฺ การณการณํ ส ภควานฺ อรฺเธนฺทุจฑู ามณะิ ||

คําแปล : พระผูเปนเจา ผูมีพระจันทรครง่ึ เส้ียวเปนปนปกมวยผม ผูเปน การณะของ
การณะ130 ผูเปนศักติคอื การณะอันสูงสุดท่ีไดรับการอธิบายโดยไมต องใชคําพูด พระองคทรงแทรก
ซึมโลกทั้งสามน้ีดวยรูปทั้งแปด คือ เจาภาพในพิธีบูชายัญ ผูกินของบูชา (ไฟ) พระอาทิตย ลม
ทอ งฟา (อากาศ) ดิน นํ้า ผูสรางกลางคนื (พระจันทร) ขอจงชนะ

129อกี นยั หนง่ึ มานสั (manÆ asa) หมายถึง ช่อื ทะเลสาบซ่งึ อยบู นยอดเขาหิมาลัย, ในมหาภารตะ สภาบรรพไดกลาววาอรชุนไดเคยไป
เยือน สวนในวนบรรพไดกลาววา ในเขตแหงทะเลสาบนี้ผูซื่อสัตยและบูชาพระศิวะเชื่อวาจะไดรวมเปนหนึ่งกับพระศิวะในยุค (ตอ)
สดุ ทายผูไ ดอ าบในท่ีนี้จะไดโมกษะ, ในพาลกัณฑแหงมหากาพยรามายณะ กลา ววา เปน ทะเลสาบดอกบัวที่พระพรหมาไดสรา งไว และ
เปนตนกาํ เนิดแมนาํ้ สรยุ ดู Vettam Mani, PuranÆ áic Encyclopaedia , 474.
130ปฐมเหตุ, มลู เหตุ ดู Monier Williams, Sanskrit-English Dictionary , 274.

68 • จารกึ แม่บญุ ตะวันออก 67

โศลกท่ี 5 วสันตดลิ กฉันท

णारायण�मत यो िवभुतां िवतन्वन्
लोक�यन् ि�पदललिङ्घतमा�मवे ।
द�ृ ा तुरीयपदमा�ुिमवाधनु ािप
िन�ाच्छलने िवदधाित समािधमब्धौ ॥

[5] narÆ aÆyanáan namata yo vibhutamÆ á vitanvan

lokatrayan tripadalaṅghitamaÆtram eva |
drsá átávaÆ turíyapadam apÆ t[u] mivadÆ hunapÆ i

nidracÆ chalena vidadhatÆ i samaÆdhim abdhau ||

นารายณนฺ นมต โย วภิ ุตาํ วิตนวฺ นฺ
โลกตฺรยนฺ ตฺริปทลงฺฆิตมาตรฺ มฺ อิว |
ทฺฤษฏฺ วา ตุรียปทมาปฺตุมิวาธุนาป
นิทรฺ าจฺฉเลน วิทธาติ สมาธมิ ฺ อพฺเธา ||

คําแปล : พวกทานทั้งหลายจงนอมไหวพระนารายณ131 ขณะกระจายความรงุ เรืองไปยัง
สามโลก หลังจากไดเห็นโลกท้ังสามวาสามารถขามไดเพียงดวยการกาวเทา 3 กาวเทาน้ัน จึงได
บาํ เพญ็ สมาธิอยใู นมหาสมทุ รเพอื่ ที่จะบรรลุภาวะท่ี 4132 ราวกับวาแกลงบรรทมหลับจนกระท่ังบดั นี้

โศลกที่ 6 วสนั ตดลิ กฉนั ท

AMÉaejÉU ¾yR it yae vdnE�turiÉ-R
Aae»arvairdrv< smmu¾gar,
]eÇaihtn! iÇÉvu naedyprU [awR-
muTsUntaimv nyि�jvIjma*m.!

131พระนารายณ หรอื พระวิษณุ เปนนามเทพเกาแก เดิมทีเปนเทพแหงแสงในยุคพระเวท มหากาพยมหาภารตะกลา วถึงพระวิษณุวา
เปน โอรสองคส ดุ ทายของพระอาทิตย การถือกําเนดิ จากเทพแหงแสงอาทติ ยใ นยุคพระเวท ชว ยสง ใหพระวิษณกุ ลายเปนเทพผูย่ิงใหญ
ในยุคตอ มา ตามหลักตรมี ูรตพิ ระนารายณ คือ พระผูคุม ครองรกั ษาโลก โดยปรกติพระวษิ ณจุ ะทรงประทับอยูทเี่ กษียรสมทุ รบรรทมอยู
บนหลงั อนันตนาคราช โดยมีพระชายาคอื พระลักษมีมหาเทวี คอยฝาดูแลปรนิบัติอยูขางๆ เสมอ พาหนะของพระวิษณุคือพญาครุฑ
เม่ือโลกตองประสบกับภัยพิบัติพระองคจ ะอวตารลงมาเพื่อปราบทุกขยุคเข็ญ ผูนับถือไวษณพนิกายจะนับถือพระวิษณุวาเปนเทพ
สงู สดุ ดVู ettam Mani, PuranÆ iá c Encyclopaedia , 864-866.
132เช่ือกันวาชีวะท้ังมวล มี 4 ภาวะ คือ 1.ชาครัต (JagÆ rat) สภาวะขณะตื่นอยู 2.สวัปนา (Svapna)Æ สภาวะขณะฝน 3.สุษุปติ
(Susuá pti) สภาวะขณะหลบั ลึก หลบั สนิทไมฝน 4.ตรุ ียะ (Turíya) ภาวะที่รวมเปนสวนหน่ึงของพระผูเปนเจา ดู Vettam Mani,

PuraÆnáic Encyclopaedia , 336-337.

จารึกแมบ่ ุญตะวนั ออก • 6689

ambhojabhuÆr jjayati yo vadanaiß caturbhir
oṅkarÆ avarÆ idaravmá samam ujjagarÆ a |

[6] ksáetrahÆ itan tribhuvanodayapurÆ anaá rÆ tham

utsunÆ atamÆ iva nayan nijavíjam aÆdyam ||

อม̣โภชภรู ฺ ชฺชยติ โย วทไนศฺ จตุรภิรฺ
โองกฺ ารวารทิ รวํ สมมชุ ฺชคาร |
เกษฺ ตฺราหติ นฺ ตรฺ ิภุวโนทยปูรณารฺถมฺ
อตุ ฺสนู ตามวิ นยนฺ นิชวีชมฺ อาทยฺ มฺ ||

คําแปล : ขอพระองคผูเกิดจากดอกบัว (พระพรหมา)133 ผเู ปลงเสียงฟารองคือโอม
ออกมาพรอมๆ กันดวยพระโอษฐทั้งส่ี ราวกับวาตอ งการท่ีจะทําใหเมลด็ เช้ือของพระองคท่ีมีอยูแต
ดง้ั เดมิ ท่ถี ูกหวานไวแ ลวในนาใหงอกขึ้นมาใหม เพือ่ ความสมบูรณข องการสรา งโลกทั้งสาม จงชนะ

โศลกที่ 7 วสนั ตดลิ กฉันท

mNdaaz< um{flivinGgtR vairxara
mNdaiknI jyit xJU jiR qna xt& a ya,
mUÏRna ngNe ÔtnyaÏzR rIrsNx>e
àme anvu Nximv dziR yt<u àk&:qm! .

mandaṅÆ ßumandá aá lavinirggatavarÆ idharÆ aÆ
mandakÆ iní jayati dhurÆ jjatáinaÆ dhrtá aÆ yaÆ |
muÆrddhnaÆ nagendratanayaÆrddhaßarírasandhehá
premaÆnuvandhamiva darßayitum prakrásátaá m ||

มนฺทางฺศุมณฑฺ ลวินิรคฺ คฺ ตวาริธารา
มนฺทากนิ ี ชยติ ธูรชฺ ฺชฏนิ า ธฺฤตา ยา |
มูรทฺ ธฺ ฺนา นเคนฺทฺรตนยารทฺ ฺธศรรี สนเฺ ธะ
เปรฺ มานุวนธฺ มิว ทรศฺ ยติ ุ ปฺรกฤฺ ษฏฺ มฺ ||

133พระพรหมา (Brahma)Æ นามเทพเจาองคหนึ่งของศาสนาพราหมณ-ฮินดู ตามหลักตรมี ูรติพระพรหมาคือ พระผูสรางโลกทั้งมวล
“พรหมา” ไมใ ชองคเ ดยี วกับ “พรหม” ในยุคอุปนิษัท พรหมาเปนเทพที่เกิดขึ้นในสมัยหลัง คือ ในสมัย อิติหาสะ ไดแก มหาภารตะ
รามายณะ และสมยั ปุราณะ เปน เทพเพศชายท่ีมีรปู รา งหนา ตา อยา งมนษุ ย มีพระสรสั วตเี ปนชายา สวน “พรหม” สมัยอุปนิษัท ไมมี
เพศ เปนดวงวิญญาณที่มีอยูทุกหนแหงในจักรวาล (world-spirit) “ปรมาตมัน” ก็เรียก ดู จิรพัฒน ประพันธวิทยา, บรรณาธิการ,
พระตรีมรู ติ (กรงุ เทพฯ: เทวสถานโบสถพ ราหมณ, 2546. หนงั สอื เฉลิมพระเกียรตพิ ระบาทสมเดจ็ พระเจา อยหู วั ในมหามงคลวโรกาส
ทรงเจรญิ พระชนมายุ 75 พรรษา), 9.

70 • จารกึ แมบ่ ญุ ตะวนั ออก 69

คาํ แปล : ขอพระนางมันทากินี134 ผูมีสายนํ้าไหลออกจากวงกลมของพระจันทร ซึ่งถูกทรง
ไวโดยพระเศียรดวยพระศิวะ ราวกับวาตองการแสดง(ใหเห็น)ความผูกพันธดวยความรักอยาง
มากมาย เพราะการตดิ กันของรางกายครง่ึ หนึ่งกบั ลกู สาวของทาวหิมวตั (พระนางปารวต)ี จงชนะ

โศลกที่ 8 สรัคธราฉันท

AasIdanIrrazervnIpitizrare Æmalai½Rtaiङ्घ-+

vaRlaidTyaiÉxana=e Pyirkl… kmlape Plvao{fcN�>,

saemakaiE {fNyvङ्शaMvrtlitlkae ÉUpitÉiRU rkIiÄ-R

�ोd{R fa�e योittainidtpurÉirta< raJyl]mI< vhn! y> .

[7] aÆsíd anÆ írara߯ er avanípatißiroratnamaÆlarÆ ccitaṅÆ ghrir

valÆ adÆ ityabÆ hidhaÆno py arikulakamalopaplavaÆkhanádáacandrahá |
s[o]makÆ aundá iá nyavaṅßamÆ varatalatilako bhupÆ atir bhurÆ ikírttir
ddordanádáoddyotitaÆninditapurabharitamÆ á rajÆ yalaksmá ímá vahan yahá ||

อาสีทานรี ราเศรวนปี ติศโิ รรตนฺ มาลารจฺ จฺ ิตางฆฺ ริรฺ
วาลาทิตยฺ าภิธาโน’ปยฺ รกิ ุลกมโลปปฺลวาขณฑฺ จนฺทระ |
โสมาเกาณฺฑนิ ยฺ วงศฺ ามฺวรตลติลโก ภูปตริ ฺ ภูรกิ รี ตฺ ตฺ ริ ฺ
ทโทรฺทณโฺ ฑทฺทโฺ ยติตานนิ ฺทิตปรุ ภรติ าํ ราชยฺ ลฺกฺษม̊ี วหนฺ ยะ ||

คาํ แปล : ไดมีพระเจาแผน ดนิ ผูมีเกยี รติขจรไกลไปท่ัวท้ังแผนดิน ผูมีฝาพระบาทถูกบูชา
แลวดวยพวงแกว มณบี นศรี ษะของพระเจา แผน ดนิ จากทัว่ มหาสมทุ ร แมจะทรงพระนามวา“พาลาทิต
ยะ” แตก็เปนดุจพระจันทรเพ็ญเพื่อบีบค้ันหัวใจของเหลาขาศึก ผูเปนเคร่ืองประดับแหงทองฟาคือ
วงศโสมาและเกาณฑินยะ135 ผูเถลิงสิริราชสมบัติท่ีพระองคทรงครอบครองอยูในเมือง“อนินทิต
ปุระ” ที่รุงเรืองดวยอาชญาและพาหาของพระองค (ลงโทษดวยอาชญาแตประทานรางวัลดวย
พระหตั ถ)

134ชอ่ื แมนา้ํ คงคาบนสวรรค หรือ พระแมคงคา ตามคติความเชอ่ื ของอินเดีย พระองคเ ปนเทวีผูใหกําเนิดสายน้ําคงคา ซึ่งไดความตาม
พาลกณั ฑแ หงหนงั สือรามายณะวาเปน ธดิ าทาวหิมวัต(เขาหิมาลัย)กับพระนางเมนา และเปนเชษฐภคินีของพระนางอุมา ท้ังสองเปน
พระชายาของพระศิวะแหงเขาไกลาศ แตถูกอัญเชิญมาสูโลกมนุษยเพื่อใหคนดีไดชําระลางบาปและมลทิน ดู Vettam Mani,

PuraÆniá c Encyclopaedia , 474.

135นางนาคโสมาและเกาณฑนิ ยะเชือ่ กันวา เปนตนวงศข องกษตั รยิ ฟ ูนันและกษัตรยิ เ ขมรสมยั โบราณ ชือ่ นี้มกั ปรากฏในจารึกอาณาจักร
กมั พูชา โดยถกู กลาวอางถึงวาเปนสายสกุลของกษัตริย อันแสดงถึงความชอบธรรมในการขึ้นครองราชย ดู George Cœdès, The

Indianized States of Southeast Asia , edited by Walter F. Vella; translated by Susan Brown Cowing (Honolulu:
East-West Center Press, 1968), 37-38.

จารกึ แมบ่ ุญตะวันออก • 7701

โศลกที่ 9 ศารทูลวกิ รฑี ิตะฉนั ท

àaeद्दPृ tiÖ;taNdxd! yiu d vxUvExVydI]aivix<

vÏnn! yz! izizra<zru Zimivzda< sTkIiÄRmala< gu[E>,

SvGgRÖarpru e pru NdrpurPrSpiÏRs<vÏRne

saRWvz! zVvRmitiòpt! sivÉv< il¼< ivxanaiNvtm! .

[8] proddrpá tadvisáatanÆ dadhad yudhi vadhuÆvaidhavyadíksvá idhim

vaddhanan yac ßißiramÆ áßuraßmivißadamÆ á satkírttimalÆ amÆ á gunaá ihá |
svarggadvaÆrapure purandá aá rapuraprasparddhisamávarddhane
saÆrthvaß ßarÆ vvam atistá áhipat savibhavamá liṅgamá vidhaÆnanÆ vitam||

โปฺรททฺ ฺฤปฺตทฺวิษตานฺ ทธทฺ ยุธิ วธไู วธวยฺ ทกี ษฺ าวธิ ึ
วทฺธนนฺ ยศฺ ศศิ ิรางฺศรุ ศมฺ ิวศิ ทํา สตกฺ รี ฺตตฺ ิมาลาํ คไุ ณะ |
สฺวรฺคฺคทวฺ ารปเุ ร ปุรนทฺ รปรุ ปฺรสฺปรทฺ ธฺ ิสํวรทฺ ฺธเน
สารถฺ ฺวศฺ ศารฺววฺ มตษิ ฺฐิปตฺ สวิภวํ ลงิ ฺคํ วธิ านานวฺ ติ มฺ ||

คําแปล : พระองคผูทรงไวซึ่งการถือบวชเพราะการเปนหมายของเหลาภรรยาของ
ขาศกึ ผูฮกึ เหมิ ในการรบ ทรงผกู ไวซึง่ พวงมาลัยอันเปนเกียรติยศที่ดีงามสดใสดุจรัศมีของพระจนั ทร
ดวยคุณสมบัติทั้งหลาย ไดสถาปนาซ่ึงศิวลึงคที่สําคัญพรอมดวยทรัพยสมบัติอันเปนไปตามพิธี
(ถูกตอ งตามพิธ)ี ณ เมอื ง“สวรคทวารบุรี” อนั เจรญิ รงุ เรอื งแขง กับเมืองของพระอินทร

โศลกที่ 10 ศารทูลวกิ รฑี ติ ะฉนั ท

ìü]ÇprMprade ykrI tdÉ! aignye I stI
pu{y�am srSvtIit dxtI Oyata jgTpavnI ,
nanaMmayigra< gÉIrmixk< paÇ< iÖjana< vr<
isNxnU aimv isNxru ajmgmd! ya iv�êp< iàym! .

[9] vrahmaksaá traparampá arodayakarí tadbhagÆ ineyí satí

punáyamÆ á namÆ a sarasvatíti dadhatí khyatÆ aÆ jagatpaÆvaní |
nanÆ amÆ nayÆ agiramÆ á gabhíram adhikamá patÆ ramá dvijanÆ aÆm varamá
sindhuÆnaÆm iva sindhurajÆ am agamad yaÆ vißvaruÆpam priyam ||

72 • จารึกแมบ่ ุญตะวันออก 71

วรฺ หฺมกษฺ ตฺรปรมปฺ โรทยกรี ตทภฺ าคเี นยี สตี
ปณุ ยฺ นฺ นาม สรสฺวตตี ิ ทธตี ขยฺ าตา ชคตฺปาวนี |
นานามมฺ ายคริ ํา คภรี มฺ อธกิ ํ ปาตฺรํ ทวฺ ิชานาํ วรํ
สินธฺ นู ามวิ สนิ ธฺ รุ าชมฺ อคมทฺ ยา วิศฺวรปู มํ ปฺรยิ มฺ ||

คําแปล : พระราชนัดดาของพระเจาพาลาทิตยะน้ัน ผูเปนนางสตีผูซ ่ือสัตยตอสามี136 ผู
ทรงกระทําการสืบวงศเปนลําดับมา(ผูกําเนิดสืบตอกันมา)ระหวางพราหมณกับกษัตริย ผูทรงพระ
นามทเี่ ปน มงคลวา“สรสั วด”ี ถูกเรียกวา“ชคตั ปาวนี” (ผูชําระลา งโลก) พระนางน้ัน ไดเสด็จไปแลวสู
สามีชื่อ“วิศวรูปะ” ผูเปนดุจภาชนะรองรับบทสวดแหงคัมภีรตางๆ อันลึกซึ้งมากมาย ผูประเสริฐ
ที่สุดในหมูพราหมณ เหมือนแมน้ําสรัสวดี137(ซึ่งเปนยอด)แหงแมนํ้าทั้งหลายไหลไปสูมหาสมุทร
ฉะนน้ั

โศลกท่ี 11 สรัคธราฉันท

saema*e sarÉtU e injk…linvhe ÉiU rxaMim VytIte

éÔape Ne ÔamreNÔàÉi& tsru vrEs! s¼te nNdnawRm! ,

tÖ'!z]IrisNxa>e àivkirtyz>pairjataiÉjata

lÉe e jNmavdata ÉUvnihtkrI ya iÖtIyve l]mI> .

[10] somaÆdye sarÆ abhuÆte nijakulanivahe bhuÆridhaÆmmi vyatíte

rudropendramÆ arendraprabhrátisuravarais saṅgate nandanarÆ tham |
tadvamßá aksíá rasindhohá pravikaritayaßahápaÆrijaÆtabÆ hijaÆtaÆ
lebhe janmavÆ adaÆtaÆ bhuvÆ anahitakarí yaÆ dvitíyeva laksámíhá ||

136คาํ วา สตี หมายถงึ หญิงซง่ึ เปน ภรรยาผมู ั่นคงในความรักซ่ือสัตวตอสามี ทานกลาวหมายเอาวีรกรรมของพระนางสตี วาตามคัมภีร
วิษณุปรุ าณะ พระนางสตีเปนธดิ าของทาวทกั ษะประชาบดี เมอ่ื แตงงานกับพระศวิ ะ ทาวทักษะไมเห็นชอบดวยในสามีของพระนางจึง
ไมใ หเ กยี รตแิ ละมักพดู จาดหู มนิ่ ตอหนา ทวยเทพทาํ ใหเกิดความอับอาย ตอมาพระนางสตเี ห็นวาตนเปนเหตุใหสามีตองไดรับความอับ
อายจึงไดโดดเขากองไฟฆาตวั ตายเพื่บูชา ความรักท่ีมีตอสามี ดู Vettam Mani, PuraÆniá c Encyclopaedia , 724; และ กรม
ศลิ ปากร, เทวสตรี : คตพิ ทุ ธ พราหมณ และความเช่อื ในประเทศไทย (กรุงเทพฯ: อมรินทรพ รน้ิ ตง้ิ แอนดพบั ลชิ ชิ่ง, 2548), 19-20.
137“สรัสวดี” เปนชื่อแมน้ําสายเกาแกสําคัญสายหนึ่งที่ศกั ด์ิสิทธิ์ในอินเดียโบราณชวงยุคพระเวท (ประมาณ 3,500-3000 ปมาแลว)
นาจะเหอื ดแหง หายไปภายหลงั ยุคประเวท และเปนตนกําเนิดแมนํ้าสายสําคัญตางๆ ในอินเดีย นักวิชาการมีความเห็นวา “สรัสวดี”
คลา ยกับคาํ วา “ทฤษวติ” อันเปน แมน าํ้ สายเล็กๆ ในเขตทะเลทรายพรหมาวตะ ปจจุบันไมปรากฏรอ งรอยแลว ซ่ึงตอมาไดเปนนาม
ของเทพี ดู กรมศลิ ปากร, เทวสตรี : คตพิ ุทธ พราหมณ และความเชือ่ ในประเทศไทย, 41.

จารึกแมบ่ ญุ ตะวันออก • 7723

โสมาทเฺ ย สารภเู ต นชิ กุลนวิ เห ภูริธามมฺ ิ วฺยตีเต
รุทโฺ รเปนฺทรฺ ามเรนทฺ รฺ ปฺรภฺฤติสรุ วไรสฺ สงคฺ เต นนทฺ นารฺถมฺ |
ตทฺวงศฺ กฺษีรสินโฺ ธะ ปฺรวกิ รติ ยศะปาริชาตาภชิ าตา
เลเภ ชนมฺ าวทาตา ภูวนหิตกรี ยา ทฺวติ เี ยว ลกษฺ มฺ ะี ||

คําแปล : พระนางไดแลวซึ่งการเกิดในหมูตระกูลของพระองคมีนางโสมาเปนตน ที่
แข็งแกรงมีอํานาจทั่วทงั้ แผนดินซึ่งลวงผานไปแลว ที่ไดผูกพันกับเหลาเทพเจาผูประเสริฐ ต้ังตนแต
พระรทุ ระ (พระศิวะ) พระวิษณุ และพระอนิ ทร เพอ่ื ความสุขใจขณะเกดิ ยงั ตนปาริชาติ138ท่ีมีช่อื เสียง
ขจรไปไกล (เกิด)จากทะเลน้ํานมคือวงศน้ัน ผูบริสุทธิ์ เปนผูทําประโยชนแกชาวโลก ดุจพระลักษมี
องคท ่ีสอง

โศลกที่ 12 ศารทูลวกิ รฑี ติ ะฉันท

yanaMnaip mhNe ÔdeVyiÉihta ÉÉU T& stu Evñe rI

dve I idVyivlaisnIiÉrsk«Ts¼IymanStiu t>,

ÉaSvÖ'z −  −  puraxIzavnIzaTmjae

ya< s<àaPy mhNe ÔvMmnR p& its! sawRamxadIztam!.

[11] yaÆ namÆ napÆ i mahendradevyabhihitaÆ bhuÆbhrátsutaiveßvarí

deví divyavilasÆ iníbhir asakrát saṅgíyamanÆ astutihá |
bhasÆ vadvaṅßa  −  −   puradÆ híßavÆ aníßatÆ majo
yaÆmá sampá rapÆ ya mahendravarmmanrpá atis saÆrthaÆm adhadÆ íßataÆm ||

ยา นามฺนาป มเหนฺทรฺ เทวฺยภิหิตา ภูภฺฤตฺสไุ ตเวศวฺ รี
เทวี ทวิ ฺยวิลาสินภี ิรสกฺฤตสฺ งคฺ ยี มานสตฺ ุตะิ |
ภาสวฺ ทฺวงฺศ  −  −   ปรุ าธศี าวนศี าตฺมโช
ยาํ สปํ ฺราปฺย มเหนฺทฺรวรฺมมฺ นฺฤปติสฺ สารฺถามธาทีศตามฺ ||

138ตน ปารชิ าติ ประวาลพฤกษ, เปนตน ไมแ หง ความสมปรารถนา เกิดมาจากการกวนเกษยี รสมทุ รของพวกเทวดาและอสูร พระอินทร
ไดนําไปปลูกในสวนนันทวันบนเทวโลก ดู Vettam Mani, PuraÆniá c Encyclopaedia , 284; and Monier Williams, Sanskrit-

English Dictionary , 620.

74 • จารึกแมบ่ ุญตะวนั ออก 73

คาํ แปล : พระนางนั้น แมเปนเพียงพระธิดาของพระเจาแผนดินผมู ีอิสริยยศย่ิงใหญ ก็
เปนดุจเทพธิดา มีคําสดุดีที่ถูกขับกลอมหลายครั้งโดยนางฟาทั้งหลาย จึงถูกขนานพระนามวา
“มเหนทรเทวี” พระราชาพระนามวา “มเหนทรวรมัน” ผูเปนพระโอรสของพระเจาแผนดินผูเปน
เจา แหงเมอื ง.......... หลังจากไดร บั (อภิเษกสมรส)ซ่งึ พระนางน้ันแลว ไดท รงไวซงึ่ ความย่ิงใหญ พรอม
ดว ยทรพั ยส มบตั ิ

โศลกท่ี 13 สรคั ธราฉนั ท

l]mINtI][etra<zare ixkmxryn! XvStdae;aNxkarae
vd!Xnn! p*anvu Nx< àkiqttpsa tne pTya àjanam,!
devyaNtSyamidTyaiNdvskr #vaeTpaidt> kzypen
ïImÔajNe ÔvMmRavinpitrÉv�ेjsamakrae y>.

[12] laksámímá tíksáneá taramÆ ßá or adhikam adharayan dhvastadosaá nÆ dhakaÆro

vaddhnan padmaÆnuvandhamá prakatáitatapasaÆ tena patyaÆ prajanÆ aÆm |
devyanÆ tasyaÆm [adi] tyaÆn divasakara ivotpadÆ itahá kaßyapena
ßriÆmadrajÆ endravarmmavÆ anipatir abhavat tejasaÆm akÆ aro yahá ||

ลกษฺ มีนฺ ตกี ฺษฺเณตรางฺโศรฺ อธิกมฺ อธรยนฺ ธฺวสฺตโทษานฺธกาโร
วทฺธนฺ นฺ ปทฺมานุวนฺธํ ปฺรกฏติ ตปสา เตน ปตยฺ า ปฺรชานามฺ |
เทวยานฺ ตสฺยามฺ อทติ ฺยานฺ ทิวสกร อโิ วตฺปาทติ ะ กศยฺ เปน
ศรฺ มี ทฺราเชนฺทรฺ วรฺมมฺ าวนปิ ติรฺ อภวตฺ เตชสามฺ อากโร ยะ ||
คาํ แปล : พระราชาทรงพระนามวา“พระเจาราเชนทรวรมัน”ผขู ณะที่ทรงไวซึ่งความ
งดงามที่เหนือกวารัศมีของพระจันทร ผูไมมีขอบกพรองและความดางพรอย ขณะท่ีผูกเอาไวซ่ึง
พวงมาลัยแหงดอกบัวดวยตบะท่ีถูกทําใหปรากฏแลว ไดถูกทําใหเกิดขึ้นแลวโดยพระเจาแผนดิน
พระองคน ัน้ ในมเหสพี ระองคน้ัน เหมอื นพระอาทิตย139ถูกทําใหเกิดในนางอทิติโดยฤษีกัศยปะ พระ
เจาราเชนทรวรมนั นัน้ ไดเปน บอเกดิ แหง อาํ นาจทงั้ หลาย

139พระอาทิตย หรอื ในภาษาไทยวา สรุ ยิ เทพ มีปรากฏในคัมภรี ฤ คเวท และในคมั ภีรปุราณะ ในไตรเพทมีนามวาพระมารตาณฑะเปน
โอรสองคท ่ี 8 ของนางอทิติกับฤษีกัศยป จัดเปนเทพเกาแกที่มและไดรับการนับถือมากอีกองคหน่ึง เปนเทพผูใหแสงสวางและความ
อบอุน แกโ ลก ดู Vettam Mani, PuranÆ iá c Encyclopaedia , 770.

จารึกแมบ่ ญุ ตะวันออก • 7745

โศลกท่ี 14 ตรษิ ฏภฉันท

dGu xaMvurazaeirv p{U [RcNÔ-
�Nfa'z! ru Æaidv icÇÉan>u ,
zuÏaNvyad! yae intra< ivzÏu >
padbu RÉvU aiolÉUpvN*> .

[13] dugdhamÆ vura߯ er iva purÆ nánáacandraß

canádáaṅÆ ßuratnadÆ iva citrabhaÆnuhá |
ßuddhanÆ vayadÆ yo nitaramÆ á vißuddhahá
pradÆ urbabhuvÆ akÆ hilabhuÆpavandyahá ||

ทุคธฺ ามวฺ ุราเศรฺ อิว ปูรณฺ ณฺ จนฺทรฺ ศฺ
จณฑฺ างฺศุรตฺนาทฺ อวิ จิตฺรภานุะ |
สุทธฺ านฺวยาทฺ โย นติ รํา วิศุทธฺ ะ
ปรฺ าทุรฺพภูวาขิลภูปวนฺทฺยะ ||

คาํ แปล : พระองคผ ูบริสุทธ์ิอยางยิ่ง ควรถูกนอมไหวโดยพระราชาทัง้ หลายทั้งมวล ได
เกิดข้ึนแลวจากวงศที่บริสุทธิ์ เหมือนพระจันทรเต็มดวงที่เกิดจากทะเลน้ํานม ดุจไฟวิเศษเกิดจาก
แกว ของพระอาทิตย (จิตฺรภานุ)

โศลกท่ี 15 ตรษิ ฏภ ฉนั ท

tje >àkzkStmsae ivnazae
idza< àsad> S)q… ta klanam,!
yiÄGmtje Stuihna'!zku «Ty<
yne aedye tि�iol< ivten.e

tejahpá raka߯ as tamaso vina߯ o
dißamá prasaÆdahá sphutáataÆ kalaÆnamÆ |
yattigmatejas tuhinaṅÆ ßukrtá yamá
yenodaye tan nikhilamá vitene ||

76 • จารกึ แม่บญุ ตะวันออก 75

เตชะปฺรกาศสฺ ตมโส วินาโศ
ทิศาํ ปฺรสาทะ สผฺ ฏุ ตา กลานามฺ |
ยตตฺ คิ มฺ เตชสฺ ตหุ นิ างฺศกุ ฺฤตยฺ ํ
เยโนทเย ตนฺ นขิ ลิ ํ วเิ ตเน ||

คําแปล : แสงแหงไฟเปนความพินาศแหงความมืดมน เปนความแจมแจงของทิศ
ทั้งหลาย เปนความชัดเจนแหงเสยี้ วทั้งหลาย (ของพระจันทร) รัศมขี องพระอาทติ ย และหนาที่ของ
พระจันทร ท้งั หมดนนั้ ถกู แผไปโดยพระองค ในเวลาอทุ ัย

โศลกท่ี 16 ตรษิ ฏภ ฉันท

rMya=e ip sMyKàsvne saEmy>

sNtanks! sNttmu�tne

mha)l< y< smvaPy ÉMU n>

éraeh kaie q< rm[Iytaya> .

[14] ramyo pi samyakprasavena saumyahá

santanÆ akas santatam udgatena |
mahapÆ halamá yamá samavapÆ ya bhumÆ nahá
ruroha kotáimá ramaníá yatayÆ ahÆ á ||

รมโฺ ย’ป สมฺยกฺปฺรสเวน เสามฺยะ
สนตฺ านกสฺ สนฺตตมฺ อุทฺคเตน |
มหาผลํ ยํ สมวาปฺย ภมู ฺนะ
รุโรห โกฏึ รมณียตายาะ ||

คําแปล : ตนสันตานะกะ140 แมจะงดงามยังมีความดีเพราะการออกผลท่ีดี โดย
พระราชาพระองคนั้นที่เจริญขึ้นอยางตอเน่ืองหลังจากไดรับผลอันย่ิงใหญจากแผนดินก็งอกขึ้นไปสู
ยอดแหงความงดงาม

140ชื่อของตนกัลปพฤกษ เปนหนึ่งในหาของตนกัลปพฤกษบนสวรรค ดู Vettam Mani, PuranÆ áic Encyclopaedia , 328; and

Monier Williams, Sanskrit-English Dictionary , 1142.

จารกึ แมบ่ ญุ ตะวันออก • 7767

โศลกที่ 17 ตรษิ ฏภฉนั ท

ivvÏRmanae=NvhimÏkaNit-

vpR uivzR a;e e[ mnahe r[e ,

ys! sVvRp]aedymadxan-

iStr�karEv ihma<zlu ]mIm! .

vivarddhamanÆ o nvaha[mi]ddhakaÆntir
vapurvißesáenáa manoharenaá |
yas sarvvapaksáodayam aÆdadhaÆnas
tiraccakaÆraiva himaṅÆ ßulaksmá ím ||

วิวรทฺ ฺธมาโน’นฺวหมิทฺธกานตฺ ริ ฺ
วปรุ วฺ เิ ศเษณ มโนหเรณ |
ยสฺ สรวฺ ฺวปกโฺ ษทยมฺ อาทธานสฺ
ตริ ศฺจกาไรว หิมางฺศุลกฺษฺมีมฺ ||

คาํ แปล : พระองคผ มู คี วามงามเดนชัดรุงเรืองเพิ่มข้ึนทุกๆ วัน ดวยความงามชนิดพิเศษ
ท่ีดึงดูดใจ ทรงไวซึ่งการเพิ่มขึ้นในปกษท้ังหมด เหมือนกับวาจะบดบังซ่ึงความงามของพระจันทร
เอาไว

โศลกที่ 18 ตรษิ ฏภ ฉนั ท

y> zazE ve=Pyazu twa klaiÉ>
pU{[aR=e nvh< zBdg[u e itdIPt> ,
ywaklavTtvmpINdlu Bx-
�a�aiNvtNdUrmx�kar .

[15] yaß ßaißave py a߯ u tathaÆ kalabÆ hihá

purÆ nánoá nvahamá ßabdaguneá tidíptahá |
yathaÆ kalavÆ attvam apíndulabdhanÁ
jaÆdyá anÆ vitamá durÆ am adhaßcakaÆra ||

78 • จารึกแมบ่ ุญตะวันออก 78

ยศฺ ไศศเว’ปฺย อาศุ ตถา กลาภะิ
ปูรณฺ ฺโณ’นวหํ ศพทฺ คุเณ ติทีปฺตะ |
ยถา กลาวตตฺ วมฺ อปน ฺทุลพฺธฺ
ชาฑฺยานฺวิตนฺ ทรู มฺ อธศจฺ การ ||

คาํ แปล : แมในขณะทรงพระเยาว พระองคก็ทรงบริบูรณดวยศิลปวิทยา (กลา) อยาง
รวดเร็วทุกๆ วัน ทรงรุงเรืองเหลือเกินในคุณสมบัติดานศัพท เหมือนกับท่ีพระองคไดทรงอยูเหนือ
ความมีเส้ยี วท่ีพระจนั ทรต องไดร บั และทรงทําความโงเ ขาใหหา งไกล ฉะนน้ั

โศลกที่ 19 ตรษิ ฏภฉันท

inrSy da;e an! àsr< S)ru NtI
àkaiztawaR Éuvne=Znuvana ,
iv*anv*ne mou en ySy
àak! s<gtnE Iv idnSy dIiPt> .

nirasya dosaá [Æ n pra]saramá sphurantí
prakaÆßitaÆrthaÆ bhuvane ßnuvanÆ aÆ |
vidyanÆ avadyena mukhena yasya
prakÆ samgá atainíva dinasya díptihá ||

นริ สยฺ โทษานฺ ปรฺ สรํ สฺผรุ นตฺ ี
ปฺรกาศติ ารฺถา ภุวเน’ศฺนุวานา |
วทิ ยฺ านวทเฺ ยน มเุ ขน ยสยฺ
ปฺรากฺ สํคไตนีว ทินสฺย ทีปฺติะ ||

คาํ แปล : ความรูท ่ีมคี วามหมายทช่ี ัดเจงภายหลงั จากทีไ่ ดสลัดทิ้งไปซ่งึ สิ่งที่ไมดที ั้งหลาย
ไดแผกระจายไปทุกหนแหง โดยแทรกซึมเขาไปในโลก โดยปากท่ีไมมีขอตําหนิของพระองค เปน
เหมือนแสงสวา งของตอนกลางวนั ทส่ี อ งสวา งรวมกนั ทางทศิ ตะวนั ออก

จารึกแมบ่ ุญตะวนั ออก • 7789

โศลกท่ี 20 ตรษิ ฏภฉันท

Aasa* zi´< ivvxu aepnItam!

mhe�rI< }anmyImmae"am!,

kmu arÉave ivijtairvGgaeR

yae dIpyamas mhNe Ôl]mIm! .

[16] asÆ adÆ ya ßaktimá vivudhopanítaÆm

mahÆ eßvarímá jnÁanÆ amayím amoghaÆm |
kumarÆ abhaÆve vijitarÆ ivarggo
yo dípayamÆ asÆ a mahendralaksmá ím ||

อาสาทฺย ศกฺตึ วิวโุ ธปนตี ามฺ
มเหศวฺ รี̊ ชฺ านมยีมฺ อโมฆามฺ |
กมุ ารภาเว วชิ ิตารวิ รคฺ ฺโค
โย ทปี ยามาส มเหนทฺ ฺรลกษฺ มีมฺ ||

คําแปล : พระองค เมื่อคร้ังเปนพระราชกุมารไดทรงชนะหมูศัตรูแลว ภายหลังที่ได
อํานาจอันเปนของพระศิวะที่พวกเทวดานําเขาไปหา ซึง่ เปนตัวความรูอันไมเปนโมฆะ ไดท ําใหมเห
นทรวรลักษมปี รากฏชัดแลว

โศลกที่ 21 ตรษิ ฏภ ฉันท

p&wuàtItàiwtg[u aE">E

sÖ<zjat< àwne àxanm! ,

xnmu hR t! ]Çklu aÁc tLu y<

yz! iz]ya namyitSm t¼u m! .

prtá hupratíta[pra]thitagunáaughais
sadvaṅßajatÆ am prathane pradhaÆnam |
dhanur mahat ksáatrakulaÆnÁ ca tulyam
yaß ßiksaá yaÆ namÆ ayati sma tuṅgam ||

80 • จารกึ แมบ่ ญุ ตะวนั ออก 79

ปฺฤถปุ ฺรตีตปรฺ ถติ คเุ ณาไฆะ
สทวฺ งศฺ ชาตํ ปรฺ ถเน ปฺรธานมฺ |
ธนรุ ฺ มหตฺ กฺษตรฺ กุลาจฺ ตุลฺยํ
ยศฺ ศกิ ษฺ ยา นามยติ สฺม ตุงคฺ มฺ ||

คาํ แปล : พระองคไดท าํ ใหธนูที่เปนเจา (ยอด)ในการยงิ ทเี่ กิดแลว ในตระกูลไมไผที่ดี และ
ทําตระกูลนักรบท่ียิ่งใหญที่สูงสงใหนอมลงมาเสมอดวยกันแลวดวยความความรู ดวยคุณสมบัติ
มากมายที่ถูกขยายออกไป เปน ทร่ี ูจกั กนั อยา งกวา งขวาง

โศลกท่ี 22 ตรษิ ฏภฉนั ท

izòape itò< àitp* s*>

]eÇ< ymuTkò« mkò« pCym! ,

ïÏaMÉsa is´mé]dCu c>E

z�Sy ca�Sy c vIjm¢ym! .

[17] ßisátáopatisátáam pratipadya sadyahá

kseá tramá yam utkrásátáamakrástá aá pacyam |
ßraddhaÆmbhasaÆ siktam aruksáad uccaiß
ßaÆstrasya casÆ trasya ca víjam agryam ||

ศิษฺโฏปติษฏฺ ํ ปฺรติปทฺย สทยฺ ะ
เกฺษตรฺ ํ ยมฺ อุตฺกฺฤษฺฏมฺ อกฤฺ ษฺฏปจยฺ มฺ |
ศรฺ ทฺธามฺภสา สกิ ตฺ มฺ อรุกฺษทฺ อจุ ฺไจศฺ
ศาสตฺ รฺ สยฺ จาสฺตฺรสยฺ จ วชี มฺ อครฺ ยมฺ ||

คําแปล : เมล็ดพืชแหงตําราวิชาการและวชิ าอาวุธทด่ี เี ย่ียม ที่ไมถูกถอนและถูกตม ครั้น
มาถึงพระองคผูถูกสอนและอบรมแลว ผูเปนดุจนาท่ีถูกไถเตรียมไวดีแลว ถูกราดแลวดวยน้ําคือ
ศรทั ธากไ็ ดงอกสงู ขน้ึ ในทันที

จารึกแม่บญุ ตะวนั ออก • 8801

โศลกที่ 23 ตรษิ ฏภ ฉันท

y> sVvRts! sVvgR [u an! piqMna
éces! sdaxarivze;muज्छn! ,
%padde lake ihtay ÉaSvan!
rsainv àTyhmSttiNÔ> .

yas sarvatas sarvagunáanÆ patiá mnaÆ
ruces sadaÆ dhaÆravißesáam ujjhan |
upadÆ ade lokahitaÆya bhaÆsvaÆn
rasanÆ iva pratyaham astatandrihá ||

ยสฺ สรฺววฺ ตสฺ สรวฺ วฺ คณุ านฺ ปฏมิ ฺนา
รุเจสฺ สทา ธารวิเศษมฺ อุชฉฺ นฺ |
อุปาทเท โลกหติ าย ภาสฺวานฺ
รสานิว ปฺรตฺยหมฺ อสตฺ ตนทฺ ฺริะ ||

คาํ แปล : พระองคร ับเอาซึ่งคุณทั้งหมดจากทุกๆ ดานอยางรวดเรว็ ปลอยออกมาอยูซึ่ง
สายธารวิเศษแหงความพอใจตลอดเวลา เหมือนพระอาทติ ยสองแสงรับเอาสายนํ้าเพื่อประโยชนแก
ชาวโลกอยทู ุกๆวันอยา งไมรูจกั เหนด็ เหนอ่ื ย

โศลกที่ 24 ตรษิ ฏภ ฉันท

%*anÉagSy vsNt s<pd-
idvam&ta'z! òaie rv paE[RmasI ,
Aamu:[tI ySy ivz;e zaÉe a
smJu jJM& Ée nvyavE nïI> .

[18] udyanÆ abhaÆgasya vasantasampad

ivaÆmártá aṅÆ ßor iva paurnáamasÆ í |
aÆmusná áatí yasya vißesáaßobhaÆ
samujjajrámbhe navayauvanaßríhá ||

82 • จารกึ แม่บุญตะวันออก 81

อุทยฺ านภาคสฺย วสนตฺ สํปทฺ
อิวามฤฺ ตางโฺ ศรฺ อวิ เปารณฺ มาสี |
อามุษฺณตี ยสยฺ วิเศษโศภา
สมชุ ฺชชฺฤมฺเภ นวเยาวนศรฺ ีะ ||

คําแปล : ความสมบูรณแหงฤดูใบไมผลิของสวนแหงอุทยาน และพระจันทรเตม็ ดวง
อันมีในวันเพ็ญ ดเู หมือนจะขโมยความงดงามอยางวิเศษของพระองคซึ่งเหมือนพระจันทรไป (แต)
ความงามจากความเปนหนุม ใหมๆ กลับเพมิ่ พนู ข้ึนเรื่อยๆ

โศลกที่ 25 ตรษิ ฏภฉันท

yÇaip p<lu aemht> àk«Tya

inêipt< l][mStz;e m! ,

kne aPysaख< ्यagmvi�ÉaVy<
àkazyamas mhze Éavm! .

yatrapÆ i pumálomahatahá prakrtá yaÆ
nirupÆ itamá laksánáam astaßesaá m |
kenapÆ yasamÆ ká hyaÆgamavad vibhaÆvyamá
prakaÆßayamÆ asÆ a maheßabhavÆ am ||

ยตฺราป ปมุ โฺ ลมหตะ ปฺรกฺฤตยฺ า
นริ ูปตํ ลกฺษณมฺ อสฺตเศษมฺ |
เกนาปยฺ ฺ อสาํ ขยาคมวทฺ วภิ าวยฺ ํ
ปรฺ กาศยามาส มเหศภาวมฺ ||

คําแปล : แมลักษณะทั้งหมดของปุรุษะ141และมหัต142 ถูกทําใหปรากฏแลวรว มกันกับ
ประกฤต1ิ 43 ในพระองค พระองคก ็ไดประกาศแลวซ่ึงความเปนใหญ (ความเปนเทพเจาสูงสุด) ซึ่งทํา
ใหมขี น้ึ มาไดดวยลทั ธสิ างขยะ144และคัมภรี  โดยวิธีใดวิธหี นึ่งไมไ ด

141ปุรษุ ะ หมายถึง ชีวาตมนั , อาตมนั ดู Monier Williams, Sanskrit-English Dictionary , 637.
142มหัต หรอื พุทธิ คอื สติปญ ญา ทําใหเกดิ ความมั่นใจและการตกลงใจ ดู Monier Williams, Sanskrit-English Dictionary , 794.
143ประกฤติ หมายถึง สสาร, ปฐมธาตุ, มูลเดมิ , ท่ีเกิด, รากเหงา, ธรรมชาติ, สาระสําคัญ, เหตุการณ ดู Franklin Edgerton,

Buddhist Hybrid Sanskrit Grammar and Dictionary , vol. 2, 356.

144ลัทธิสางขยะ เปนลัทธิปรัชญาฮินดูที่เกาแกสุดในบรรดาลทั ธิ 6 มีมากอนพุทธกาล ประมาณกันวาราวหนึ่งศตวรรษกอนพุทธกาล
เปนอยางชา สวนผูรวบรวมปรัชญาสางขยะนํามาต้ังเปนลัทธิใหมก็คือ ทานฤษีกปละ โดยทานไดแตงคัมภีรสางขยปรวจนสูตรขึ้น ดู
สนุ ทร ณ รงั สี, ปรัชญาอินเดยี : ประวตั แิ ละลัทธิ (กรงุ เทพฯ: บพิธการพิมพ, 2521), 163-164.

จารกึ แมบ่ ญุ ตะวนั ออก • 8823

โศลกที่ 26 ตรษิ ฏภฉนั ท

baLyat! àvÏ& m! àÉi& tàÉtU <

yd! ySy saENdYymR nNylBxm! ,

�ूv< ivxatavyvIckar

t��yn! yavE nkaiNtm&Ïam! .

[19] baÆlyatÆ pravráddham prabhrtá iprabhuÆtamá

yad yasya saundaryyam ananyalabdham |
dhruvamá vidhatÆ aÆvayavícakaÆra
tad ranÁjayan yauvanakaÆntim rdá dhamÆ ||

พาลฺยาตฺ ปรฺ วฤฺ ทฺธมฺ ปฺรภฤฺ ติปฺรภตู ํ
ยทฺ ยสยฺ เสานฺทรฺยยฺ มฺ อนนยฺ ลพฺธมฺ |
ธรฺ ุวํ วธิ าตาวยวีจการ
ตทฺ รชฺ ยนฺ เยาวนกานตฺ ิมฺ ฤทธฺ ามฺ ||

คาํ แปล : ความงดงามใดของพระองคที่เพ่ิมพูนข้ึนตั้งแตยังเปนเด็ก ท่ีมีมาแลว ตั้งแตตน
ทค่ี นอ่ืนไมเ คยไดร ับ พระผูสราง (พระพรหมา) เม่ือจะแตง แตมความงามในตอนเปนหนุมใหสมบูรณ
ไดก ระทําความงามน้ันใหเปน องคประกอบอยา งถาวร

โศลกที่ 27 ตรษิ ฏภฉนั ท

iné*mans! stt< mnaÉe -U

YySR y S)q… e ntU nyavE ne ip ,

saENdYysR NdzRnjatlJj

#vaiNtkNnape sspR dPpaR t! .

nirudhyamanÆ as satatam manobhurÆ
yyasya sphutáe nuÆtanayauvane pi |
saundaryyasandarßanajatÆ alajja
ivanÆ tikan nopasasarpa darppatÆ ||

84 • จารึกแม่บญุ ตะวนั ออก 83

นิรุทฺยมานสฺ สตตํ มโนภูรฺ
ยยฺ สฺย สฺผุเฏ นตู นเยาวเน ป |
เสานทฺ รฺยยฺ สนทฺ รศฺ นชาตลชฺช
อวิ านตฺ ิกนฺ โนปสสรฺป ทรปฺ ฺปาตฺ ||

คําแปล : แมในเวลาที่ความเปนหนุมของพระองคปรากฏชัดเจนแลวในบัดน้ี
กามเทพ145ผูถกู ขัดขวางอยางตอ เน่ืองก็ไมอาจเลด็ ลอดเขาไปใกลได เพราะความหย่ิงยโส เหมือนกับ
วา มคี วามละอายเกิดแลว จากการเหน็ ความงดงาม

โศลกที่ 28 ตรษิ ฏภฉันท

ysya¼lav{ymnNyêF<

†òva rit> àme inmIilta]I ,

mNye n mene pitmaTmnIn<

ipnaiknÇe ai�izoavlIFm! .

[20] yasyaṅÆ galaÆvanáyam ananyaruÆdáhamá

drsá átávaÆ ratihá premanimílitakÆ sáí |
manye na mene patim atÆ manínamá
pinakÆ inetragÆ nißikhavÆ alídáham ||

ยสยฺ างฺคลวี ณยฺ มฺ อนนยฺ รูฒํ
ทฤฺ ษฏฺ วา รติะ เปรฺ มนิมีลติ ากฺษี |
มนเฺ ย น เมเน ปตมิ ฺ อาตมฺ นนี ํ
ปน ากิเนตรฺ าคนฺ ิศขิ าวลฒี มฺ ||

145กามเทพ กําเนดิ ของกามเทพมหี ลายตํานาน ในคมั ภีรปรุ าณะบางเลม วา เปนโอรสของพระนางธรมะกบั พระพรหมา เปนเทพเจา แหง
ความรัก โดยมีเทวลักษณะเปนเทพบุตรรูปงามถือคันธนูที่ทําจากตนออยและดอกไมนานาพันธุ โดยมีผึ้งตอ กันเปนสายธนู มีหนาท่ี
มอบความรกั ใหแกม วลสรรพสิง่ โดยยงิ ลูกศรปกอก เมอื่ เท่ียวไปในท่ตี างๆ มีนกแกว เปนเทพพาหนะ และมีพระนางรตีเปนพระชายา มี
ช่ือเรยี กหลายช่อื ไดแก อนงั คะ, มโนภู, สมระ,รตกิ านตะ, ปษุ ปวาน เปนตน กวีมกั นาํ ความงามของกามเทพมาเปรยี บเทียบเพื่อใชยก
ยองบุรุษผมู ีความงามวา มคี วามงามดั่งกามเทพ ดู Monier Williams, Sanskrit-English Dictionary , 785; and Vettam Mani,

PuraÆniá c Encyclopaedia , 38.

จารึกแม่บุญตะวันออก • 8845

คําแปล : นางรติ146คร้ันไดเห็นซง่ึ ความงดงามแหงพระวรกายของพระองคซง่ึ คนอ่ืนไม
เคยมี จึงเปนผมู ีตาทห่ี ลับพร้มิ ไปดว ยความรกั คงจะไมคิดถึงสามีของตนผูถูกเปลวไฟจากตาของพระ
ศวิ ะแลบเลยี อยเู สยี เปนแน

โศลกท่ี 29 ตรษิ ฏภฉนั ท

xnVu ivkR ;Ràttaeêzi´-
yuvR àvIrae yuvrajl]mI,<
Ayaeinja< yae jnkape nIta<
sIta< stI< ram #vaedvu ah .

dhanurvvikarsáapratatorußaktir
yuvapravíro yuvaraÆjalaksámín |
ayonijaÆmá yo janakopanítaÆmá
sítaÆmá satímá ramÆ a ivoduvahÆ a ||

ธนุรฺววฺ ิกรฺษปรฺ ตโตรศุ กตฺ ริ ฺ
ยุวปรฺ วโี ร ยวุ ราชลกษฺ ฺม̊ี |
อโยนิชาํ โย ชนโกปนตี าํ
สีตาํ สต̊ี ราม อโิ วทวุ าห ||

คําแปล : พระองคผูมีอํานาจอันยิ่งใหญที่แผไปท่ัวดวยการโกงธนู เปนผูกลาหาญในหมู
คนหนุม ทรงไวซ ง่ึ ความงามแหงพระยุพราช ซ่ึงไมไ ดเกิดจากฝายมารดา (แต) ถูกนํามาโดยพระชนก
ดจุ พระรามทรงไวซง่ึ นางสีดาผเู ปนนางสตที สี่ ตั ยต อสามที พ่ี ระชนกนาํ มาใหแลว ฉะน้นั

โศลกท่ี 30 ตรษิ ฏภฉันท

ydaRKkiR vMvaidvhme k…MÉa-
dMÉame t& enagltaiÉ;ek>,
tt> àÉt& yev ivvi& ÏÉaja
ÉUt< ihma'z! aeirv ySy l]Mya.

146นางรติเทวี เปนนามภรรยาของพระกามเทพ เรื่องราวในตอนนี้ความวา เมื่อครั้งพระศิวะมุงปลีกวิเวกเพื่อบําเพ็ญพรต พระนาง
ปารวตีไดไปขอรองพระกามเทพเพื่อใหพระศิวะมาสนใจ เมื่อกามเทพใหแผลงศรออกไปยังพระศิวะ พระศิวะก็ไดเบิกตาที่สามเผา
ทําลายพระกามเทพจนเปนเถาถาน กามเทพจึงมีอีกนามหนึ่งวา “อนังคะ” แปลวา ผูไมมีรางกาย ดู Vettam Mani, PuraÆnáic

Encyclopaedia , 38, 644-645.

86 • จารึกแมบ่ ุญตะวันออก 85

[21] yadarÆ kkavimvadÆ iva hemakumbhadÆ

ambhomrátenagÆ alatabÆ hisáekahá |
tatahpá rabhráty eva vivrdá dhibhajÆ aÆ
bhuÆtamá himaÆṅßor iva yasya laksámyaÆ ||

ยทารฺกฺกวิมฺวาทฺ อวิ เหมกุมฺภาทฺ
อมฺโภมฤฺ เตนาคลตาภเิ ษกะ |
ตตะปรฺ ภฤฺ ตยฺ เอว วิวฺฤทธฺ ภิ าชา
ภตู ํ หมิ างฺโศรฺ อวิ ยสยฺ ลกฺษมฺยา ||

คําแปล : เมื่อใด พระองคเ ปนผูไดรับการอภิเษก(รด)จากนาคลดา147ดวยน้ําอมฤตจาก
หมอทองคําซ่ึงมีสัณฐานเหมือนพระอาทิตย จําเดิมแตน้ันเปนตนมาความงามของพระองคทรงมี
เพิม่ พูนขึน้ เรื่อยๆ ดจุ ความงามของพระจันทร ฉะน้นั

โศลกท่ี 31 ตรษิ ฏภฉนั ท

SnanaMviu ÉStI�mmNÇvNx-E

Stje ane lae ySy smextSe m,

tTSpÏRyevaïj… lE> pti�-

iÖR;a< sm< zake h…taznae=ip .

snaÆnamÆ vubhis tívram amantravandhyais
tejonalo yasya samedhate sma |
tatsparddhayeva߯ rujalaihá patadbhir
ddvisaá Æm samamá ßokahuta߯ ano pi ||

สฺนานามฺวภุ สิ ฺ ตีวรฺ มฺ อมนตฺ ฺรวนไฺ ธสฺ
เตโชนโล ยสฺย สเมธเต สฺม |
ตตสฺ ฺปรทฺ ฺธเยวาศรฺ ุชไละ ปตทฺภริ ฺ
ทฺทฺวิษาํ สมํ โศกหุตาศโน’ป ||

147เถาวัลยงู, เถาวัลยชนิดพิเศษเปนปลองเปนทอภายใน, มะกอก, ตนหมาก ดู Monier Williams, Sanskrit-English

Dictionary , 533.

จารกึ แมบ่ ญุ ตะวนั ออก • 8867

คําแปล : รัศมีแหงอํานาจของพระองคท่ีลุกโชนแลวอยางรุนแรง ดวยนํ้าสําหรับทรง
สนานอนั ไมเ ปลา ประโยชนเพราะมนต แมไ ฟแหง ความเศรา โศกของศัตรูทั้งหลายก็ลุกโชนแลวพรอ ม
กัน ดว ยนํา้ ตาอนั ตกลงมาแลว ราวกบั จะแขงขันกับอาํ นาจของพระองคน้ัน

โศลกท่ี 32 ตรษิ ฏภฉันท

Al<kt« ne akt« kzE ! ïuta*-E
ù*Eि�Rja¼íE insGgRkaNt>E ,
A¢aMyÉ;U ape cyen yen
ivÉ;U [m! m¼limT(pu a�m! .

[22] alamká rtá enaÆkrátakaiß ßrutaÆdyair

hrdá yais nnijaṅÆ gaiß ca nisarggakanÆ taihá |
agraÆmyabhuÆsáopacayena yena
vibhuÆsaá náam maṅgalam ity upatÆ tam ||

อลมฺกฺฤเตนากฺฤตไกศ ศรฺ ตุ าทฺไยรฺ
หฤฺ ทฺไยรฺ นฺนชี างฺไคศจฺ นิสรฺคคฺ กานฺไตะ |
อคฺรามยฺ ภูโษปจเยน เยน
วภิ ษู ณมฺ มงคฺ ลมฺ อิตฺยฺ อปุ าตตฺ มฺ ||

คําแปล : เครื่องประดับอันเปนมงคลน้ันถูกยึดไวแลวอยางน้ีโดยพระองค ดวยการให
เครื่องประดับที่ไมใชของชาวบานจํานวนมาก อันถูกประดับแลวโดยที่ไมไดสรางข้ึนมา มีการศึกษา
เลาเรยี นเปน ตน ที่ประกอบดวยใจทโี่ อบออมอารี และดวยรา งกายของตนที่งดงามโดยธรรมชาติ

โศลกที่ 33 ตรษิ ฏภ ฉันท

nva< nva< XyanmhaiÉ;eke
yae Éu´rÆaÉr[ae bÉar ,
pItMÉs> kM… ÉÉven l]mI
mMÉaeinxe��trÆraz>e .

88 • จารึกแม่บญุ ตะวนั ออก 87

navamÆ á navamÆ á dhyanÆ amahabÆ hisáeke
yo bhuktaratnaÆbharanoá babharÆ a |
pítaÆmbhasahá kumbhabhavena laksámím
ambhonidher udgataratnara߯ ehá ||

นวํา นวํา ธฺยานมหาภเิ ษเก
โย ภุกตฺ รตนฺ าภรโณ พภาร |
ปตมภฺ สะ กุมฺภภเวน ลกฺษมฺ ีมฺ
อมฺโภนเิ ธรฺ อุทฺคตรตฺนราเศะ ||

คําแปล : ในการอภเิ ษกท่ียิ่งใหญค อื ธยาน (สมาธ)ิ พระองคทรงใชส อยอาภรณท ี่
ประดับดวยรตั นะ ทรงไวแ ลว ซ่งึ พระลกั ษมีใหมๆ จากกองรัตนะที่ลอยขึ้นมาแลว จากมหาสมุทรท่ีมี
นํ้าถกู ด่มื แลว โดยฤษผี เู กดิ จากหมอ (ฤษอี คสั ตยะ148)

โศลกท่ี 34 ตรษิ ฏภ ฉันท

%�avcEr�u pdaixêF-E

¢hR EiÉyR ve k«tiv¢hae=ip ,

Aaraie ptae y> SvymPyka']! s!

is<hasne haqkzalE t¼u e.

[23] uccavÆ acair uccapadadÆ hiruÆdhá air

grahair bhiyeva krtá avigraho pi |
arÆ opito yas svayam apy akaṅÆ ksáas
simáhasÆ ane haÆtáakaßailatuṅge ||

อุจฺจาวไจรฺ อจุ ฺจปทาธริ ูไฒรฺ
ครฺ ไหรฺ ภิเยว กฤฺ ตวิครฺ โห’ป |
อาโรปโต ยสฺ สวฺ ยมฺ อปยฺ ฺ อกางกฺ ฺษสฺ
สิมฺหาสเน หาฏกไศลตุงเฺ ค ||

148ฤษอี คสั ตยะ โอรสของมติ รวรุณเทพกบั นางอัปสรอรุ วศี ทา นเกดิ มาในหมอนํา้ ของฤษีวศิษฏะ อันเน่ืองมาจากครั้งที่มิตรวรุณเทพได
เห็นนางอุรวศเี ทพีผมู ีความงดงาม ทําใหหยดน้ําเชื้อหลั่งลงมาในหมอของฤษีดังกลาว เปนมหาฤษีผูบําเพ็ญตะบะอยางอุกฤษฏจนมี
ฤทธอิ์ ํานาจเปนทเ่ี กรงกลัวของเหลาเทวดาและอสูร เปน ฤษผี ูมีช่ือเสียงมากในฐานะนําพระเวทไปสั่งสอนจากอินเดียเหนือสูอินเดียใต
ดู Vettam Mani, PuraÆnáic Encyclopaedia , 4-9.

88

จารกึ แมบ่ ุญตะวนั ออก • 89

คาํ แปล : แมพระองคเองจะไมมีความตอ งการก็ไดทะยานขึ้นไปโดยตําแหนงท่ีสูงแลว
บนราชบัลลังกท่ีสูงสงเหมือนเขาพระสุเมรุ149 ถึงจะเปนผูทําสงครามก็เหมือนกับจะกลัวดาวนพ
เคราะหท้งั หลายจะโคจรผดิ ทาง

โศลกที่ 35 ตรษิ ฏภ ฉนั ท

ySya¼kaNte> � twanv*<
iv*et mNye PyupmanmNyd!,
s³< aNtmadztR le ip ivMvm!
AnhRmaxarvzि�j< yt! .

yasyaṅÆ gakanÆ tehá kva tathanÆ avadyam
vidyeta manye py upamanÆ am anyat |
samákranÆ tam aÆdarßatale pi vimvam
anarham aÆdhaÆravaßan nijamá yat ||

ยสยฺ างฺคกานฺเตะ กวฺ ตถานวทฺยํ
วิทฺเยต มนฺเย ปยฺ ฺ อุปมานมฺ อนยฺ ทฺ |
สํกฺรานตฺ มฺ อาทรฺศตเล ป วิมวฺ มฺ
อนรฺหมฺ อาธารวศนฺ นิชํ ยตฺ ||
คําแปล : สําหรับความงดงามแหงพระวรกายของพระองคแลว จะหาอุปมาสักอยาง
หน่งึ ทไี่ มม ีขอตําหนิ (สมบูรณ) เชนน้นั ได ณ ทใี่ ดเลา ภาพสะทอ นของพระองคซ่ึงปรากฏท่ีพ้ืนกระจก
เปนสิ่งทไ่ี มค ูควรมาเปรยี บเทยี บกบั พระองคเลย

149เขาพระสุเมรุ คอื ภูเขาศักด์ิสิทธิ์ในทามกลางเจ็ดทวีป, ภูเขาที่เปนหลักของโลกที่มีขนาดใหญและสูงมาก ต้ังอยูจุดศูนยกลางของ
โลกหรือจักรวาล เปนท่ีอยูของส่ิงมีวิญญาณในภพและภูมิตางๆ นับแตสัตวนรก สัตวเดรัจฉาน ไปถึงมนุษย นาค ครุฑ ยักษมาร
คนธรรพ ฤษี และเทวดา, แมน าํ้ คงคาไหลมาจากยอดภูเขานี้, คัมภีรปุราณะวา ที่ประทับของพระศิวะ อยูบนยอดเขาท่ีสูงท่ีสุดซ่ึงมีสี
ทอง (HimavanÆ ) ดู Vettam Mani, PuraÆnáic Encyclopaedia , 462-463; and Monier Williams, Sanskrit-English

Dictionary, 833.


Click to View FlipBook Version