190 • จารึกแม่บุญตะวันออก 188
“อนินทิตปุระ” ตอมาภายหลังพระเจาอีศานวรมันท่ี 1 ตีรัฐนี้ไดและสรางเมืองหลวงชื่อ “อีศานปุ
ระ” ข้ึนท่รี ิมแมน ํา้ สตึงเสน
เนื้อหาจารึกแมบุญตะวันออกโศลกท่ี 13 กลาวถึงพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 วา
ประสูตจิ ากพระมหากษัตรยิ และนางกษตั รยิ ซ่ึงตรงกับจารึกปราสาทแปรรูปโดยพระองคไดร ับมรดก
คอื เมืองภวปุระทางฝายพระราชบดิ าซงึ่ กอนหนานี้ยงั คงเปนดินแดนอิสระจากกษัตริยเมืองพระนคร
และมีสิทธิ์สืบทอดการปกครองเมืองพระนครทางฝา ยพระราชมารดาซ่งึ เปนพระเชษฐภคินีของพระ
เจา ยโศวรมัน214 ดังน้ัน เมอ่ื พระองคป ระสตู กิ วีจึงยกยองวา “พระเจา ราเชนทรวรมันนั้นไดเปนบอเกิด
แหง อํานาจทงั้ หลาย” ดงั ขอ ความทปี่ รากฏตอไปนี้
“พระราชาทรงพระนามวา พระเจาราเชนทรวรมัน ผูขณะท่ีทรงไวซึ่งความงดงามท่ี
เหนือกวารัศมีของพระจันทร ผูไมมีขอบกพรองและความดางพรอย ขณะที่ผูกเอาไวซึ่ง
พวงมาลัยแหงดอกบัวดวยตบะที่ถูกทําใหปรากฏแลว ไดถูกทําใหเกิดขึ้นแลวโดยพระเจา
แผนดินพระองคน นั้ ในมเหสพี ระองคน น้ั เหมอื นพระอาทิตยถกู ทาํ ใหเ กิดในนางอทิติโดยฤๅษี
กัศยปะ พระเจาราเชนทรวรมนั นน้ั ไดเ ปนบอ เกดิ แหง อํานาจท้งั หลาย”
เปน ท่ีนาสงั เกตวา จารกึ หลายหลกั ในอาณาจักรกมั พชู ามกั กลา วอางการสืบสายสกุลทาง
ฝา ยมารดาเปนสําคญั จารึกแมบ ญุ ตะวนั ออกก็เชนเดียวกัน สายสกุลของพระเจาราเชนทรวรมนั ที่ 2
ทป่ี รากฏในจารึก ดังนี้
เกาณฑนิ ยะ + โสมา
พาลาทิตยะ สตรี +?
(อนนิ ทติ ปรุ ะ) สรัสวดี + พราหมณวิศวรูปะ
มเหนทรเทวี + มเหนทรวรมนั
ราเชนทรวรมัน
แผนภมู ทิ ่ี 2 สายสกลุ พระเจาราเชนทรวรมนั ท่ี 2
214ชะเอม แกวคลา ย, จารึกปราสาทแปรรปู (กรุงเทพฯ: รงุ ศลิ ปการพิมพ, 2543), 7.
จารึกแมบ่ ญุ ตะวนั ออก • 118991
เนื้อหาตอจากโศลกท่ี 13 เปนตนไปเปนการพรรณนาคุณสมบัติและความดีเยี่ยมของ
พระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 หลากหลายดาน เพ่ือจะยกยองวาพระองคทรงเปนพระมหากษัตริยท่ี
ยิง่ ใหญ เพยี บพรอมดว ยรปู ลักษณและความรคู วามสามารถอีกหลายประการ ซงึ่ ลักษณะดังกลาวนี้มี
ปรากฏในจารึกหลักตางๆ ในรัชสมัยของพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 เน้ือความท่ีปรากฏในจารึก
เหลานั้นราวกับวากวีไดแขงขันกันเพ่ือสรรเสริญพระองค และการกลาวถึงคุณสมบัติของกษัตริย
ผูปกครองยังเกี่ยวของกับสิ่งที่ดีท่ีสุดในอุดมคติของรัฐและการปกครองซ่ึงเนนถึงคุณสมบัติของ
ผูปกครองท่ีดี215 สวนในจารึกแมบุญตะวันออกกวีไดพรรณนาคุณสมบัติดานตางๆ ของพระองคไวมี
ปรากฏดังตวั อยางตอไปนี้
ดานท่ีมีความรุงเรือง พลังอํานาจมากลน ขอความท่ีปรากฏในจารึกสวนใหญมัก
กลา วถงึ พระราชอาํ นาจและความรุง เรืองของพระเจา ราเชนทรวรมันท่ี 2 โศลกที่ 75 เปรียบพระราช
อํานาจของพระองคเ หมือนแสงพระอาทติ ยในเวลาเท่ียงวัน โศลกที่ 76 วาทาํ ใหหมดู าวหมดรัศมแี ละ
ทาํ ใหม งกุฏแกว มณขี องเหลา กษัตรยิ ร วงหลน โศลกท่ี 83 แมพระพรหมาดูเหมือนจะกลัวพระองคจ ึง
ตอ งคลอยตาม เปนตน ตัวอยางอื่นๆ เชน
“แสงแหงไฟเปนความพินาศแหงความมืดมน เปนความแจมแจงของทิศท้ังหลาย เปน
ความชัดเจนแหงเสี้ยวทั้งหลาย (ของพระจันทร) รัศมีของพระอาทิตย และหนาที่ของ
พระจันทร ท้งั หมดนัน้ ถกู แผไปโดยพระองค ในเวลาอุทัย” (15)
“รัศมีแหงอํานาจของพระองคที่ลุกโชนแลวอยางรุนแรง ดวยนํ้าสําหรับทรงสนานอันไม
เปลาประโยชนเ พราะมนต แมไฟแหง ความเศราโศกของศตั รูทงั้ หลายก็ลุกโชนแลวพรอมกัน
ดว ยนํา้ ตาอนั ตกลงมาแลว ราวกับจะแขงขันกับอาํ นาจของพระองคนนั้ ” (31)
ดา นความรอบรูในศิลปะวิทยาการ เน้ือหาหลายบทไดแสดงใหเห็นถึงความรอบรูของ
พระองควาเปนผูรอบรูในแทบทุกดานไมวาจะเปนความรูดานศานาและปรัชญา ศาสตรโดยท่ัวไป
หรือศาสตรแหงการตอสู โดยพระองคไ ดร บั การอบรบและศกึ ษามาอยางดตี ้ังแตทรงพระเยาว เชน
“แมในขณะทรงพระเยาว พระองคก ็ทรงบริบูรณดวยศลิ ปวิทยา ทรงรุงเรืองเหลือเกินใน
คุณสมบัติดานช่ือเสียงอยางรวดเร็วทุกๆ วัน เหมือนกับท่ีพระองคไดทรงอยูเหนือความมี
เส้ียวท่พี ระจันทรต อ งไดรบั และทรงทําความโงเขาใหห า งไกล ฉะนัน้ ” (18)
215ประพจน อัศววิรุฬหการ, “ความเชื่อและศาสนากับสังคมไทย,” ใน ประมวลสาระชุดวิชา ไทยศึกษา หนวยที่ 6 สาขาวิชาศิลป
ศาสตร สํานักพิมพมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, พิมพคร้ังท่ี 21 ปรับปรุงคร้ังที่ 2 (นนทบุรี: สํานักพิมพ
มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธริ าช, 2537), 279-322.
192 • จารกึ แมบ่ ญุ ตะวันออก 190
“เมล็ดพืชแหงตําราวิชาการและวิชาอาวุธที่ดีเย่ียม ท่ีไมถูกถอนและถูกตม ครั้นมาถึง
พระองคผูถูกสอนและอบรมแลว ผูเปนดุจนาที่ถูกไถเตรียมไวดีแลว ถูกราดแลวดวยน้ําคือ
ศรัทธากไ็ ดง อกสูงขนึ้ ในทนั ท”ี (22)
ดานความเปนกษัตริยที่มีความสงางาม เน้ือหาหลายบทในจารึกแมบุญตะวันออก
บันทกึ ภาพพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 วาทรงมีความงามเพราะอยูในวัยหนุม ขอมูลตรงน้ีก็บอกให
ทราบวาพระองคข ้ึนครองราชยข ณะยังมีพระชนมายุไมมากนัก โดยการเปรียบเทียบความสงางาม
ของพระเจาราเชนทรวรมนั ที่ 2 มกั นิยมนาํ ไปเปรยี บเทยี บกับพระจันทรบ าง รัศมีจันทรบาง กามเทพ
ซ่ึงเปนเทพเจาแหงความรกั ผูไดชื่อวามีรูปงามที่สุดบาง หรอื ความงามท่ีถูกแตงแตมโดยพระพรหมา
บาง และความงามของพระองคเปนความงามชนิดพิเศษไมมีส่ิงท่ีควรนํามาเปรียบ โดยกลาววาไมมี
สิ่งใดจะนาํ มาเปรียบปานความงามของพระองคไ ด แมกระท่ังเงาในกระจกของพระองคเ อง นอกจาก
มีรูปรางท่งี ดงามแลว ในโศลกท่ี 95 ยังกลาววาทรงมีพระจริยวตั รท่ีงดงาม และโศลกที่ 81 กลาววา
พระเวททงั้ สม่ี ีสามเวทเปน ตน ทําใหพระองคเปน ผสู งา งาม
ในโศลกท่ี 13, 17, 24 และ 30 นําความสงา งามของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ไป
เปรียบกับความงามของพระจันทร รศั มีจันทร อันเปนส่ิงที่มีความสุกใส นวลผองงดงาม ในทํานอง
ท่วี า พระองคไ มม จี ุดบกพรองหรอื ดางพรอยมีความงามที่เหนือกวารัศมจี ันทร ความงามของพระองค
สามารถท่ีจะบดบังดวงจนั ทรท วี่ างามได และความงามของพระองคเพิ่มขึ้นเร่ือย ๆ ดุจความงามของ
พระจันทร จะเห็นไดวากวพี ยายามจะแสดงถึงความงามของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ไมเพียงแค
เสมอเหมอื นพระจนั ทรเทานั้นแตงามย่ิงกวาพระจนั ทรอีกดวย ตวั อยา งท่ีปรากฏดงั นี้
ความงดงามใดของพระองคท่ีเพ่ิมพูนข้ึนตั้งแตยังเปนเด็ก ทม่ี ีมาแลวตั้งแตตน ที่
คนอ่นื ไมเ คยไดร บั พระผสู รา ง (พระพรหมา) เมื่อจะแตงแตมความงามในตอนเปนหนมุ
ใหส มบูรณ ไดก ระทําความงามนั้นใหเปน องคป ระกอบอยางถาวร (26)
แมในเวลาที่ความเปนหนมุ ของพระองคป รากฏชัดเจนแลวในบัดน้ี กามเทพผูถูก
ขดั ขวางอยางตอเน่ืองก็ไมอ าจเล็ดลอดเขา ไปใกลได เพราะความหยิ่งยโส เหมือนกับวา
มีความละอายเกิดแลวจากการเห็นความงดงาม (27)
สําหรับความงดงามแหงพระวรกายของพระองคแลว จะหาอุปมาสักอยางหน่ึงที่
ไมมขี อตําหนิ (สมบูรณ) เชนนนั้ ได ณ ทใ่ี ดเลา ภาพสะทอ นของพระองคซ่งึ ปรากฏที่พ้ืน
กระจกเปนสงิ่ ทไ่ี มคคู วรมาเปรียบเทยี บกับพระองคเ ลย (35)
191
จารึกแม่บญุ ตะวนั ออก • 193
รปู แบบการปกครอง
รปู แบบการปกครองของรฐั เกิดขึ้นพรอมกบั การกําเนิดรฐั โดยมีวัตถุประสงคเพ่ือใชเปน
เคร่ืองมือในการควบคุม ดูแล ใหประชาชนอยูภายใตอํานาจ หรือบางทีเปาหมายก็เพ่ือประโยชนสุข
ของผูปกครองเองและพวกพอง บางทีก็เพ่ือประโยชนสุขของประชาชนท่ีอยูในรัฐ จึงถือวาเปน
องคประกอบสําคัญของสังคมมนุษยทุกๆ สังคม เน่ืองจากมีทั้งกติกาท่ีกําหนดโครงสรางทางการ
ปกครองและกฎระเบยี บตา งๆ ท่ีชดั เจนทแ่ี สดงใหเหน็ ถึงความสมั พันธระหวางสมาชิกในสังคมในการ
ดําเนนิ กิจกรรมตางๆ ทางการปกครองเพ่ือควบคุมสังคมนั้นๆ ใหอยูกันอยางปกติสุข ทําใหสังคมมี
ความเปน ปก แผนมัน่ คง
ในรัชสมัยของพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 ทรงปกครองแบบลัทธิเทวราช ทรงรับ
รปู แบบการปกครองตอมาตามลาํ ดับโดยในชว งแรกเริ่มจากพระเจาชัยวรมันท่ี 2 ท่ีประกาศอิสรภาพ
ไมขึ้นตรงตอชวาและพิธีนี้ไดรับการสบื ตอมากวาสองศตวรรษ216 ซ่ึงความคิดเร่ืองเทวราชของเขมร
เดิมอยูในอินเดีย ตอมาเม่ืออินเดียติดตอกับเอเซียอาคเนย ความคิดดังกลาวจึงแพรขยายเขามาใน
ชวาและอาณาจกั รโบราณตาง ๆ ในแหลมอินโดจีน “ลัทธิเทวราช” ซึ่งเปนรปู แบบหนงึ่ ของลัทธิการ
บูชาพระศวิ ะ217 มคี วามคิดมาจากศาสนาพราหมณที่ถือวาเทพเจา คือ พระศิวะและพระนารายณไ ด
อวตารลงมาเปนกษัตริย บทกวีสันสกฤตในอาณาจักรกัมพูชาจึงมักเชิดชูความย่ิงใหญของกษัตริย
เสมอดว ยเทพเจา ในขอ นมี้ ีผใู หความเหน็ ดงั นี้
เดวิด แชนดเ ลอร ไดใหความเห็นวา พระเจาชัยวรมนั ท่ี 2 ไดท รงประกอบพิธีสถาปนา
ตนเองเปน “สกลกษัตริย” พระราชพิธีเฉลิมฉลองซง่ึ เก่ียวเนื่องกับจารกึ หลักน้ีเปนพิเศษดวย น่ันคอื
ลัทธิเทวราชซ่ึงเปนคําภาษาสันสกฤตแปลวา “เทวกษัตรยิ ” หรือ “กษัตริยแ หงทวยเทพ” แนนอน
ลัทธเิ ชื่อวามีความเกยี่ วพนั กันระหวา งพระราชากบั ศวิ เทพ218
216เดวดิ แชนดเลอร, ประวัติศาสตรก ัมพูชา, พมิ พครั้งที่ 4, แปลจาก A history of Cambodia, แปลโดย พรรณงาม เงา ธรรมสาร
และคณะ (กรงุ เทพฯ: มตชิ น, 2552), 50.
217ด.ี อี.จ.ี ฮอลล, ประวตั ิเอเชียตะวันออกเฉยี งใต : สุวรรณภูมิ-ภาคพสิ ดาร, แปลจาก A history of South-East Asia, ชาญวทิ ย
เกษตรศริ ิ, บรรณาธกิ าร, พิมพครั้งที่ 3 (กรุงเทพฯ: มลู นธิ โิ ตโยตา , 2549), 105.
218เดวิด แชนดเ ลอร, ประวตั ศิ าสตรกมั พชู า, แปลโดย พรรณงาม เงา ธรรมสาร และคณะ, 49.
194 • จารกึ แม่บญุ ตะวันออก 192
มาดแลน จิโต (Madelein Giteau) ผูเช่ียวชาญดานประวัติศาสตรศิลปะในเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต ซ่ึงมีผลงานคนควาเก่ียวกับเร่ืองประวัติศาสตรเขมรเห็นไดจากผลงานเร่ือง
Histoire d’Ankor ไดใ หความเหน็ วา เม่อื พระเจา ชยั วรมันท่ี 2 ทรงกระทําพิธีราชาภิเษกบนเขามเห
นทรบรรพตคอื เขาพนมกเุ ลนในปจจุบัน ใน พ.ศ.1345 พระองคประกาศวาพระองคทรงเปนเจาแหง
ดินแดนอนั รวบรวมเปน อนั หนึง่ อันเดยี วกันคอื เปนพระเจา จักรพรรด2ิ 19
กมเลศวร ภัฏฏาจารยะ ไดใหความเห็นวา ลัทธิเทวราชกระทําใหพระราชากลายเปน
สมมติเทพ พระองคไมไดทรงเปนมนุษยธรรมดาอีกแลว แตทรงเปนสวนหนึ่งของพระอีศวรโดยศิว
ลงึ คไ ดบรรจพุ ระองคอ นั ละเอยี ดออน (สกู ฺษฺมานฺตราตมฺ นฺ) ของพระราชาไวภ ายใน220
จากความคิดเห็นของนักวิชาการหลายทานท่ีศึกษาประวัติศาสตรกัมพูชา จึงแสดงให
เหน็ ถงึ อิทธิพลความเชอื่ ทม่ี ผี ลตอ ระบอบการปกครองในสมัยน้นั การสรางปราสาทแมบุญตะวันออก
และการประดิษฐานศิวลึงคจึงเปนการแสดงออกถึงแนวคิดท่ีสอดคลองกับลัทธิเทวราชเปนอยางดี
เพราะเปนการสรางเพ่ือตอบสนองตอระบบการปกครอง เปนท่ีแนชัดวาความคิดดังกลาวมาจาก
สมมติฐานวา กษัตริยม ีพระราชประสงคจะยกพระองคขึ้นเปนพระเจาจกั รพรรดิ จึงทรงประกอบพิธี
ใหพระองคเปนจักรพรรดิซ่ึงทําตามคมั ภีรวินาศขิ อันศกั ดิ์สิทธ์ิตั้งแตตนจนจบและไดสรางเทวราชขึ้น
โดยครั้งแรกพราหมณหิรัณยทามะไดสอนคัมภีรวินาศิข นโยตตระ สัมโมหะ และศิรัจเฉท อัน
ศกั ดิส์ ิทธิ์ ใหแกพ รามหมณศิวไกวลั ยแ ละแนะนํากิจพิธตี า งๆ หลงั จากน้ันสกุลของพราหมณศิวไกวัลย
เทานั้นเปนผูประกอบพิธีเทวราชสืบตอกันมา กษัตริยเมืองพระนครทุกพระองคจึงมีการสราง
ปราสาทและเทพผูเปนพระราชาโดยการประดิษฐานลึงคอันเปนตัวแทนของเทวราช (DevaraÆja)
และเปน เทพเจาศักด์สิ ิทธิ์ซง่ึ ภาษาเขมรเรียกวา กมรเตง ชคตั ต ราชา (Kamrateṅ jagat ta rajÆ a) ไว
เปนท่ีเคารพบูชาและประกอบพิธีอันสําคัญน้ี ซึ่งกษัตริยแ ตละพระองคสามารถสรางไดมากกวา หนึง่
แหง ช่อื ลงึ คมกั มคี วามสมั พนั ธกบั พระนามของกษัตริยก ับพระอีศวร เชน “อินทเรศวระ” ทีป่ ราสาท
บากองของพระเจาอินทรวรมนั ท่ี 1 “ราเชนทเรศวระ” ของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ที่ปราสาท
แมบุญตะวนั ออก สว นที่ปราสาทแปรรูปซ่ึงเปน ปราสาทประจํารัชกาลมีรูปแบบทแ่ี ตกตางไปจากเดิม
สําหรับการประดิษฐานศิวลงึ คนามวา “ราเชนทรภัทเรศวระ” ซ่ึง “ภัทเรศวระ” นี้เปนเทพเจาทีว่ ัดภู
อันเปน สถานที่ศักด์สิ ิทธ์ิของกษัตริยเขมรทุกพระองค นาสงั เกตวาชื่อนี้มีความสําคัญมากอาจเปนชื่อ
ท่ีแสดงความความย่ิงใหญของพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 ที่สามารถรวบรวมเจนละท้ังหมดไวได
อันเปน ความหวงั ของปฐมกษัตรยิ เมอื งพระนครและกษัตริยสมัยพระนครทกุ พระองค
219มาดแลน จิโต, ประวตั ิเมืองพระนครของขอม, แปลจาก Histoire d’Angkor, แปลโดย หมอ มเจา สภุ ทั รดศิ ดิศกลุ , 4-5.
220กมเลศวร ภัฏฏาจารยะ, ศาสนาพราหมณในอาณาจักรขอม, แปลโดย หมอมเจาสุภัทรดิศ ดิศกุล, พิมพครั้งท่ี3 (กรุงเทพฯ:
อมรนิ ทรพรนิ้ ติง้ แอนดพับลิชชิง่ , 2547), 11.
จารกึ แม่บญุ ตะวันออก • 119935
การสรางศวิ ลึงคจึงสอดคลองกับหลักความเช่ือของกษัตริยเ ขมรวา พระองคเ องอวตาร
(แบงภาคมาเกิด) จากเทพเจาลงมาเพ่ือเปนกษัตริยป กครองราชอาณาจักรและไพรฟ าประชาราษฎร
เมื่อสิ้นไปแลวจะกลับไปรวมกับเทพเจาเชนเดิม221 และความเชื่อดังกลาวสอดคลองกับการ
เปรียบเทียบพระเจา ราเชนทรวรมนั ที่ 2 กับเทพองคสําคญั ในจารกึ แมบญุ ตะวันออก เชน
1. การเปรียบเทยี บกับพระอินทร ปรากฏในโศลกที่ 210 วา “พระองคท รงเปนเหมอื น
พระมเหนทระ (พระอินทร)
2. การเปรียบเทยี บกับพระวษิ ณุ ปรากฏในโศลกท่ี 121 วา “พระองคทรงเปนพระหริผู
มีพระเนตรคลายจะหลับ” และการแสดงการเปรียบเทียบโดยกลาววาพระองคเหนือกวาพระวิษณุ
ในจารึกแมบุญตะวันออกโศลกที่ 176 “พระองคท รงประทับส่ังการอยูบนปอมปราการเอง เพราะรู
วา น่ีเปนหนาท่ีของเหลากษัตริย หาใช (เปนเหมือน) ศัตรูของมธุ (พระวิษณุ) ท่ีบรรทมสินธุเพราะ
กลวั พวกทานพ”
3. การเปรียบเทียบกับพระพรหมา-ประชาบดี ปรากฏในโศลกท่ี 153 วา “พระองค
ทรงเปนทาวทักษะประชาบดี222ดวยพระองคเอง” และการแสดงการเปรียบเทียบโดยกลาววา
พระองคเหนือกวาพระพรหมา ในโศลกที่ 83 วา “พระพรหมาผูมีศักติ (อํานาจพิเศษ) ซึ่งมีพลัง
แข็งแกรง โดยเปนเจา แหง มนตรา แมจะเชือ่ งชา ในการทําหนา ท่ี (การสรางโลก) เปน ประจํา ดเู หมือน
จะกลัวตอพระองค จึงคลอ ยตามพระองคผ คู ดิ ท่จี ะทําลายลา งฝา ยขาศึกผูเ ปน ปรปกษ”
4. การเปรียบเทียบกับพระศิวะ-พระอีศวร ปรากฏในโศลกที่ 25 วา “แมลักษณะ
ท้ังหมดของปุรษุ ะและมหตั ถกู ทําใหปรากฏแลวรว มกันกับประกฤติในพระองค พระองคก็ไดประกาศ
แลวซง่ึ ความเปนใหญ (ความเปนเทพเจาสูงสุด) ซึ่งทําใหมีข้ึนมาไดดวยลัทธิสางขยะและคัมภีร โดย
วธิ ใี ดวธิ ีหนึง่ ไมไ ด”
โดยหลักการนก้ี ษัตริยจึงเปน ผูมพี ระราชอาํ นาจสูงสดุ เด็ดขาดเหนอื ทุกสิ่งทุกอยาง ทง้ั มี
ความศกั ดิ์สทิ ธ์ิ ผใู ดจะละเมิดไมไ ด ดังน้นั ประชาชนจึงตอ งจงรักภักดีและเช่ือฟงกษัตริยโดยไมมขี อ
โตแ ยง แมในทางทฤษฎกี ษัตริยจ ะมีอํานาจมากมายไดรับอภิสิทธ์ิจนลนพน แตในทางปฏิบัติ อํานาจ
กษัตริยถูกจํากัดดวยจารีตประเพณีรวมทั้งหลักศีลธรรมและจริยธรรมทางศาสนา ดังนั้น กษัตริยจึง
ตองมีคุณลักษณะของกษัตริยที่ดีจึงจะไดรับการยอมรับจากประชาชนและทุกฝาย การที่พระเจา
221ยอรช เซเดส, เมืองพระนคร นครวัด นครธม, แปลจาก Angkor An Introduction, แปลโดย ปราณี วงศเ ทศ, พิมพ
ครัง้ ท่ี 3 (กรุงเทพฯ: มติชน, 2536), 91-106.
222ทักษะประชาบดี จัดเปนเทพพระสสุระ (เทพพอตา) สว น หลยุ ส ฟโนต กลา ววา หมายถึงพระพรหมา (habil comme le Créateur)
ดู Vettam Mani, PuraÆniá c Encyclopaedia, Reprint (Delhi: Motilal Banarsidass, 1975), 192-194; and L. Finot,
Inscriptions d’Angkor (Hanoi: Imprimarie d’ Extrême-Orient, XXV, 1925), 346.
196 • จารึกแม่บญุ ตะวนั ออก 194
ราเชนทรวรมันท่ี 2 ทรงเปนกษัตริยที่ยิ่งใหญและไดรับการยอมรับ เพราะประกอบดวยคุณสมบัติ
ของกษัตริยทดี่ ีในดา นตา งๆ ดงั ตัวอยา งตอ ไปนี้
ดา นความเปน กษัตริยนักรบ คุณสมบัตทิ ี่พึงประสงคและหนาที่อันสําคญั อีกอยางหนึ่ง
ของกษัตริยคือการรบ ซึ่งเน้ือหาหลาย ๆ บทในจารึกแมบุญตะวันออกไดถายทอดใหเห็นถึงความ
ยงิ่ ใหญของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ในหนาท่อี ันสําคญั นี้ไวอยางชัดเจน เชน ความนาเกรงขาม
ของพระองคเม่ืออยูในสนามรบ ความย่ิงใหญและนาเกรงขามของพระองค ยง่ิ ใหญขนาดท่ีเพียงแค
ศตั รูไดยนิ เพยี งพระนามของพระองคเ ทาน้นั ก็หวนั่ เกรงพากันวิ่งหนหี ายไป เชน
แขนของพระองคแ มจ ะกลมแตกโ็ อบอุม หมูมติ รไวไ ดจ ึงทรงเปนกษัตริยที่ยิ่งใหญ แตใน
สนามรบเปน ทีน่ า เกรงขามแกข องเหลาศัตรแู ละหมมู ิตรตลอดเวลา (28)
พระองคแมเปนผูกอปรดวยสมาธิ(อยู)ในความสงบ ก็ทรงเปนผูสรางความกลัวใหแก
ศัตรูไดดว ยเพยี งไดยนิ ชอื่ เทานน้ั ธรรมดาวา ชางทั้งหลายไดกล่ินของพระยาราชสีหมาจากท่ี
ไกลจงึ แลน หนไี ป ฉะนั้น (132)
นอกจากน้ีในโศลกที่138 ไดแสดงใหเห็นวาพระองคเชี่ยวชาญการใชอาวุธอยางมาก
โดยเฉพาะธนูและดาบ ตอใหกองทัพศัตรูมีความแข็งแกรง เพียงใด ปอมปราการแนนหนาเพียงใด ก็
ไมสามารถที่จะหยุดยั้งหรือขวางกั้นพระองคไดการบรรยายภาพการเคล่ือนทัพของพระเจาราเชน
ทรวรมันท่ี 2 แสดงใหเห็นความย่ิงใหญของกองทพั ของพระองคท ่ีศตั รูมิอาจตอกรไดเลย มีกลาวถึง
ในโศลกท่ี 39, 41-71 และโศลกที่ 116 ลวนแสดงใหเห็นการเดินทัพของพระองความีความยง่ิ ใหญ
นาเกรงขามดุจดังกองทัพแหงสวรรคบาง ดุจดังพญาชางท่ีดุรายบาง หรือดุจดังกองทัพของพระ
ลกั ษณบาง การเดนิ ทัพของพระองคนั้นเปนไปอยางเขมแข็ง มีเสียงคํารามกึกกอง เวลาเดินทัพไปใน
ท่ีใดมีฝุนคลุงตลบ และเปนที่หวาดกลัวแกเหลากองทัพขาศึกท้ังปวง แมกระทั่งภรรยาของขาศึกก็
รสู ึกหวาดหวัน่ เกรงกลัวทจ่ี ะตองสูญเสยี สามีของตนไปในการท่ีตองสูรบกับกองทัพของพระองค
ดา นความเปนกษัตริยนักปกครอง แมวาการปกครองหลักในชวงเวลาน้ันจะเปนแบบ
เทวราชหรือหรือที่รูจักกันตามทฤษฎีการเมืองสมัยใหมวาสมบูรณาญาสิทธิราชย กษัตริยเปนผูทรง
อํานาจเด็ดขาดเพียงพระองคเดียวทรงมีอํานาจเหนือคนท้ังปวงเปนเจาชีวิต แตในจารึกแมบุญ
ตะวนั ออกนไ้ี ดบ นั ทึกถึงความเปน นักปกครองที่เย่ียมยอดของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ทีน่ อกจาก
พระองคท รงใชห ลักปกครองท่แี ขง็ กราวตามแบบฉบับเทวราชแลว พระองคยังผสมผสานกับหลักการ
ปกครองที่ออนโยนแบบพอปกครองลูก นับวาเปนการใชหลักการปกครองที่ท้ังออนโยนและแข็ง
กราว โดยทรงปกครองประชาชนของพระองคเ องดุจดังมารดาเล้ียงดูบุตร ขณะเดียวกันพระองคท รง
ดูแลอาณาจกั รของพระองคจ ากอรริ าชศัตรูดวยความเขม แข็ง ดังตัวอยางในโศลกท่ี 121 สวนโศลกท่ี
จารึกแม่บญุ ตะวันออก • 119957
85 แสดงถึงการทรงครองราชยโดยธรรม และโศลกที่ 38 ในฐานะกษัตริยผูทรงเปนศูนยรวมจิตใจ
ของประชาชน
พระองคท รงเปนพระหรผิ ูม พี ระเนตรคลายจะหลับ ทรงปกครองประชาชนเหมือนสตรี
เลี้ยงดูลูกๆดวยอก แตก็ทรงเปนผูมีพระศิวะอยูในพระทัย ทรงมีความเปนบุรุษปรากฏ
ชัดเจน” (121)
พระองคทรงสอบสวนขอผิดพลาดท่ีควรตําหนิของพระองคอยางทันที (แต) ทรง
ลงโทษคนเหลาอ่ืนผูทําความช่ัวอยางยุติธรรม จริงอยู พระจันทรแมจะขจัดอยูซ่ึงความมืด
ทั้งหลาย ก็ยังสังเกตเห็นจุดดาํ ท้ังหมดของตนได (85)
ตาท้ังหลายของชาวโลกละท้ิงแลวซ่ึงกิจกรรมอ่ืนๆ ไดมุงไปแลวยังพระองคเปนครั้งที่
สอง เหมอื นแถวของหมูผ งึ้ มงุ ไปท่ีตน ปารชิ าตทิ ้ังหลาย และเหมือนกับปญญาของมุนีทง้ั หลาย
มุงไปรวมอยกู ับอาตมโยคะ (การรวมเขากบั อาตมนั หรือพระเจา ) (38)
สอดคลอ งกับจารกึ หลกั อ่ืนๆ เชน จารึกปกษีจํากรง โศลกท่ี 40223ไดกลาวพระองคทรง
เปนรุนอรุณแหงคุณความดีทโี่ ลกแซซองสรรเสริญ (jagadgítagunodayo) ทรงเหนือกวาพระราชา
ทั้งมวลดวยพระราชอํานาจของพระองค จารกึ ปราสาทแปรรูป โศลกที่ 233224 กลา ววา เมื่อพระองค
ทรงปกครอง อาณาจักรไมมีขโมยสักคนหน่ึงเลย (aikagÆ arÆ ikavarjjite) และโศลกท่ี 142 วา
พระองคไดรับการยกยองวาเปนครูช้ันเอก ผูมีไมเรียวท่ีเบา ไดปกครองประชาชนประหน่ึงแสดง
ความเปนธรรมราชาทีท่ รงไวซ่ึงราชอาชญาอันนาเกรงขาม (yo gíto gurur ego pi laghudandá oá
nvaßatÆ prajamÆ candá aá - danádaá dharan dharmmaraÆjamá pratyaÆdisann iva) 225 ทั้งยังทรงโปรด
ใหสรางพระราชวังหลวงข้ึน และตั้งแตน้ันเปนตนมาพระราชวังแหงน้ีเปนที่ประทับประจําของ
กษตั รยิ เขมรตราบเทาท่ยี งั ครองราชยอยูในเมืองพระนคร226
ดานความเปนกษัตริยผูทํานุบํารุงศาสนา ขอความในจารึกแสดงใหเห็นวาพระเจา
ราเชนทรวรมันท่ี 2 ทรงเปนท้ังจักรพรรดิราชาและธรรมราชา ท่ีนอกจากจะทําหนาท่ีปกปอง
อาณาจักรในภาวะสงครามและขยายอาณาจักรใหเจริญรงุ เรอื งแลว ในภาวะที่บานเมืองเบาบางจาก
สงครามพระองคห ม่ันทาํ นบุ าํ รงุ ศาสนาโดยการถวายทานบาง ประดิษฐานเทวรูปตา ง ๆ บาง ทําบญุ
แกบรรพบุรุษบางดังปรากฏในโศลกท่ี 201, 203 และ204 แมพ ระองคจ ะทรงนับถือศานาพราหมณ
223R.C. Majumdar, Inscription of Kambuja (Calcutta: The Asiatic Society, 1953), 191.
224Mahesh Kumar Sharan, Select Cambodian Inscriptions (The Mebon And Pre Rup Inscriptions of
Rajendravarman II ), 132.
225Ibid., 121.
226มาดแลน จโิ ต, ประวัติเมอื งพระนครของขอม, แปลจาก Histoire d’Angkor, แปลโดย หมอมเจา สุภทั รดิศ ดิศกลุ , 30-31.
198 • จารกึ แม่บญุ ตะวันออก 196
ไศวนิกาย แตถึงกระน้ันขอ ความในจารกึ แมบ ญุ ตะวันออกแสดงใหเห็นถงึ ความใจกวางของพระองคท ่ี
ยังทรงใหความสําคัญกับศาสนาและลัทธิอ่ืนๆ อีกดวย กษัตริยจึงนับวาเปนศูนยกลางของทางโลก
และทางธรรม
ประจักษพยานในดานความเปนกษัตริยผ ูเอาใจใสทํานุบํารุงพระศาสนาคือการทรงให
สรา งศาสนสถานตางๆ ซง่ึ นอกจากปราสาทแมบุญตะวันออกแลว ในป พ.ศ.1504 ทรงโปรดใหสราง
ปราสาทแปรรูปอันเปนปราสาทประจํารัชกาลทางทิศใตของสระยโศธรตฎากะ ทรงบูรณะตกแตง
ปราสาทปก ษีจาํ กรงใหสวยงาม ทรงรเิ ริม่ กอสรางปราสาทพิมานอากาศซึ่งอยูในเขตพระราชวังหลวง
ท้ังยังทรงมีสวนเก่ียวของหรือสนบั สนุนการสรางศาสนาของขุนนางผูใหญหรือพราหมณช้ันสูงทาน
อื่นๆ อีกดวยจึงปรากฏศาสนสถานท่ีเหลาขุนนางไดสรา งไวในรัชสมัยของพระองค คือ ปราสาทบัต
ชมุ ทส่ี รางขน้ึ ใน พ.ศ.1469 โดยกวนี ทราริมัถนะ ซ่ึงเปนศาสนสถานในศาสนาพุทธ ลัทธิมหายาน ท้ัง
จารึกหลายหลักไดกลาวถึงความเอาใจใสและการบูรณะพุทธสถานของพระองคดวย และในชวง
ปลายรัชกาลไดม กี ารกอ สราง ปราสาทบันทายศรี ซง่ึ สรา งข้ึนในพ.ศ.1510 โดยพราหมณยัชญวราหะ
ซ่ึงตอมาไดเปนราชครูของพระเจาชัยวรมันที่ 5 อีกแหงหนึ่งคอื ปราสาทพระอินทรโ กสีห ตั้งอยบู น
ฝงซายของแมน้ําเสียมเรียบ สรางข้ึนในพ.ศ.1511 โดยพราหมณผ ูเปนนักปราชญท านหนงึ่ ที่มาจาก
อินเดียช่ือทิวากรภัฏฏะ ซึ่งตอมาไดเสกสมรสกับราชธิดาองคหนึ่งของพระองค227 และมีขอมูลท่ี
เช่ือถอื ไดจ ากจารึกปราสาทหินพนมวัน 3, ปราสาทหินพนมวัน 7 ทําใหทราบวาพระเจาราเชนทรวร
มันที่ 2 เปนกษัตริยองคแรกท่ีโปรดใหสรางปราสาทพนมรุง และไดมีสวนรวมบูรณะและบํารุงรักษา
ปราสาทพนมวันดวย228 สวนขอความที่ปรากฏในจารึกในรัชสมัยของพระองคจะเห็นไดวามักเปน
เร่ืองเกี่ยวกับการบําเพ็ญกิจกรรมทางศาสนา เชน การมอบท่ีดิน ขาทาส โค กระบือ ทรัพยสมบัติ
และสิง่ ของตางๆ รวมท้ังการสรางรปู เคารพทางศาสนาอุทิศตอ ศาสนสถานและเทพเจา เปนสวนใหญ
(ดูรายละเอียดเพ่ิมเตมิ จากตารางท่ี 1 ในบทท่ี 2)
ดานความเปนกษัตรยิ ผ ูมคี วามเมตตากรุณา ขอความในจารึกแสดงใหเห็นถึงพระมหา
กรุณาธิคณุ ของพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 โดยกลาวถึงการแบงปนราชสมบัติอันรุงเรืองใหแก มิตร
สหาย สาธารณชน รวมไปถึงผมู าเขาเฝาและเหลาขอทานที่มคี วามยินดีเพราะไดร ับการเติมเต็มจาก
ทานของพระองค ทรงเขาใจความเจ็บปวดทุกขยากของผูคนและมักเกื้อกูลแกบุคคลเหลาน้ันเสมอ
ดังปรากฏในโศลกท่ี 183 และ 184 และทรงประกอบดวยคุณความดีท่ีพึงประสงค ดังขอความ
ตัวอยา งคอื
227มาดแลน จโิ ต, ประวัติเมอื งพระนครของขอม, แปลจาก Histoire d’Angkor, แปลโดย หมอ มเจาสุภัทรดิศ ดศิ กลุ , 28-32.
228ชะเอม แกว คลา ย, จารึกปราสาทแปรรปู , 19-20.
จารึกแมบ่ ญุ ตะวันออก • 119979
เหลาขอทานคร้ันไดพบพระองคผูเหมือนทะเลสาบใหญมีนํ้าใสสะอาดมีดอกบัวเบง
บานแลว ความกระหายก็ถูกทําใหดับลงพรอมกับความรา เริงยนิ ดี (184)
พระองคผูเดียวเทานั้น เปนท่ีอาศัยของคุณความดีท้ังหลายเปนตนวา ความใจบุญ,
ความกลาหาญ, ความมีพระรูปงดงาม, ความลึกซ้ึง, ความออนโยน และความกรุณา เปนผู
มากลนไปดวยความพากเพยี รและปญญา ทั้งทรงรว มสรางโลกกบั พระพรหมา (100)
การแผข ยายอาณาจกั ร
หลังจากพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 ไดขึ้นครองราชยใ น พ.ศ.1487 พระองคไดยาย
เมืองหลวงกลับมายังยโศธรปุระ229 ซ่ึงถูกท้ิงรางไวตั้งแตสมัยพระเจาชัยวรมันท่ี 4 ไดทรงฟนฟูและ
พัฒนาเมืองยโศธรปุระใหกลับมารุงเรืองและสงบอีกคร้ัง จารึกไดกลาววา พระองคทรงฟนฟูเมืองย
โศธรปรุ ะใหร ุงเรืองด่ังทองเหมือนดงั่ เมืองของพระมเหนทระ (พระอินทร) บนโลก230 ศนู ยอํานาจทาง
การเมืองและการปกครองมาจากแหลงเดียวกัน ประชาชนท้ังหมดอยูภายใตเอกรัฐซ่ึงจะตองปฏิบัติ
ตามอํานาจหนง่ึ อํานาจเดียว องคประกอบตางๆ ของรัฐและนโยบายทใ่ี ชจ ึงเปนสวนสําคัญยิ่งในการ
บรหิ ารอาณาจักรใหเ ปน ปกแผนอันหนงึ่ อันเดียวกนั
ในดานการปกครองมีหลักฐานที่เช่ือถือไดวาในอาณาจักรกัมพูชามีการศึกษาและมี
ผูเช่ียวชาญเรื่องธรรมศาสตรและอรรถศาสตรมาต้ังแตสมัยกอนเมืองพระนคร ดังปรากฏในจารึก
วัดกเด็ยอัง (Ang Chumnik) K.54 โศลกท่ี 6231วา ธรรมเทวะและสิงหเทวะเปนผูมีความรูใน
ธรรมศาสตรและอรรถศาสตร (dharmmaßasÆ traÆrthaßaÆstrajnÁau) ธรรมศาสตรเปนศาสตรของ
อินเดียท่ีวาดวย กฎหมาย กฏเกณฑในการปฏิบัติตัวทางสังคมและศาสนาซ่ึงมีในคัมภีรมนู
ธรรมศาสตรเปนตน สวนอรรถศาสตรพบวาในอาณาจักรกัมพูชามีการศึกษาเร่ืองอรรถศาสตรของ
เกาฏิลยะอยางแพรหลาย และใชอรรถศาสตรในการปกครอง โดยปรากฏในจารึกหลักตางๆ เชน
จารกึ หนั ไชย สมัยพระเจา ภววรมนั ที่ 2 มกี ารกลาวถึงเสวกผูร บั ใช (bhrtá yas) ของกษัตรยิ ไดปนผูให
สลักจารึกและปฏิบัติราชกิจในการประดิษฐานลึงคช่ือวาภัทเรศวระ แทนกษัตริยตามพระบรมราช
โองการ การเปนขารับใชตองผานการตรวจสอบวามีคุณสมบัติ (antaraṅgatvam-asÆ thitah)á ที่ตอง
229R.C. Majumda and Chandra Ramesh, Kambuja-Deßa : An ancient Hindu colony in Cambodai , Reprint
(Philadelphia: Institute for the Study of Human Issues, 1980), 99.
230Cœdès George, “Les Inscriptions de Bat Chum (Cambodge),” Journal asiatique 10, 12 (1908), 239.
231R.C. Majumdar, Inscription of Kambuja, 39.
200 • จารกึ แม่บุญตะวนั ออก 198
ครบถวนทุกประการ(sarvopadhaÆs- uddha)232 ซึ่งคํานี้มีปรากฏในอรรถศาสตรของเกาฏิลยะ วา
“upadhasÆ ” และจารึกวัดกเด็ยอัง (Ang Chumnik) K.54233 สมัยพระเจาชัยวรมันที่ 1 โศลกที่ 7
ไดกลาวยอนหลังไปถึงรัชสมัยของพระเจามเหนทรวรมันอันเปนชวงเร่ิมตนอาณาจักรเจนละ วา
ธรรมเทวะและสงิ หเทวะไดเปน อํามาตย (amatÆ yatamÆ á prapÆ tau) ของพระเจามเหนทรวรมนั และใน
โศลกที่ 8 วา พระอนุชานามวาสิงหเทวะไดถูกสงไปเปนทูต (duÆtatve) ยังแควนจัมปาตามพระราช
โองการ ในโศลกที่ 16 กลาวถึง การต้ังแพทยหลวงประจํา (vaiddhayo) ของพระเจาชัยวรมันท่ี 1
เปนตน สมยั ตอๆ มามีการแตงตั้งบุคคลในตําแหนงตางๆ เพิ่มขึน้ และมีปรากฏในจารึกหลายหลัก
สวนในรชั สมัยของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 มบี คุ คลผูม บี ทบาทสําคญั ทด่ี ํารงตาํ แหนงตา งๆ ดังนี้
ในจารึกสดก ก็อก ธม โศลกที่ 55-57 วา พราหมณอาตมศิวะ ผูเปนหลานของ
พราหมณอีศานมูรติ และเคยรับใชพระเจาหรรษวรมันท่ี 2 มากอน ไดเ ปนโหรดาจารย (Hotar) ใน
รัชสมัยของพระเจาราเชนทรวรมนั ท่ี 2 สวนภาษาเขมรใชคาํ วา ปุโรหิต (Purohita) ทําหนาที่เปน
ประธานโหมะ อยูเฝา กัมรเตง ชคัต ราชา (kamrateṅ jagat ta raÆja) โดยทานไดสรางปราสาท
และวลั ภิทีห่ มูบ านสตุกรนั สี ทา นผูน ีใ้ นภาษาเขมรใชคํานําหนาวา สเตง อัญ (steṅ anÁ atÆ maśiva)234
และในชวงตนรัชกาลพรามหณศิวาจารยผูเปนศิษยของศิขาศิวะไดเขารับใชทําหนาท่ีปุโรหิตอยู
ชวงหน่ึงในชวงตนรัชกาล ตอมาพราหมณศังกระ (§amká ara) ตัวแทนของตระกูลพราหมณปราณ
วาตมัน ผูเปนหลานของพราหมณศิขาศิวะ ไดเขามาเปนปุโรหิตในราชสํานัก ขอความนี้ปรากฏใน
จารึกวัดธิปเด็ย 2 (Vat Thipdei 2)235 จารึกปราสาทแปรรูป โศลกท่ี 141236 วา ในการเขาสสู ภาท่ี
ประชมุ พระราชาไดใ หป โุ รหติ ทงั้ สองผูเสมอดวยไฟไปลวงหนากอน สวนพระองคจะปรากฏพระองค
ภายหลังเปนผูท ส่ี าม โศลกนน้ี อกจากจะแสดงใหเ หน็ ถงึ ราชประเพณีในราชสํานักแลว ยังทําใหทราบ
ไดว าตําแหนง ปุโรหิตเปนตาํ แหนงท่มี คี วามสําคญั ในราชสํานักและมิใชม คี นเดียวเทา น้นั
ทานรุทราจารยผูเปนศษิ ยของพราหมณศิวาศรมผูเคยเปนราชครูของพระเจาอินทรวร
มัน ที่ 1 ไดเ ปนราชครู (Guru) ของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ไดส อนเก่ียวกับไวยากรณสันสกฤต
และคัมภีรทางศาสนารวมถงึ ศาสตรด านอ่นื ๆ ดว ย
232จิรพัฒน ประพันธวิทยา และอุเทน วงศสถิตย, รายงานการวิจัยจารึกหันไชย (กรุงเทพฯ: ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะ
โบราณคดี มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร, 2557), 56-67, 85-86.
233R.C. Majumdar, Inscription of Kambuja, 39-40.
234Adhir Chakravarti, The Sdok Kak Thomá Inscription , vol.II (Calcutta : Sri R.C. Ghosh, B.A. at Literary Press
&Publicity, 1974), 30-31, 140-141.
235 Mahesh Kumar Sharan, Select Cambodian Inscriptions (The Mebon And Pre Rup Inscriptions of
Rajendravarman II ), 30.
236Ibid., 120.
จารึกแมบ่ ญุ ตะวนั ออก • 129091
การท่ีพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 ประสบความสําเร็จเพราะมีมนตรีผูมีความสามารถ
คนสําคญั 3 คน คอื (1) กวีนทราริมัถนะ ผเู ปนวิศวกรรม (Vißvakarma)Æ มีผลงานท่ีเดนชัดในการ
ดแู ลงานกอสรางสําคัญตางๆ เชนปราสาทแมบุญตะวนั ออก พระราชวังหลวง เปนตน (2) พราหมณ
ยัชญะวราหะ พราหมณทานนีม้ ชี ่ือเสียงมากจากการสรา งปราสาทบันทายศรี และมีบทบาทสําคัญใน
รัชสมยั ตอ มาโดยไดเ ปนราชครู (Stang AnÁ VrahÆ Guru) ของพระเจาชัยวรมันที่ 5 (3) ราชกุล มหา
มนตรี (RajÆ akula MahamÆ antrin) ซ่ึงดูเหมือนจะดํารงตําแหนงหัวหนาฝายบริหารในฐานะผู
พิพากษาตัดสนิ คดคี วาม และสนองพระบรมราชโองการตางๆ
หลักการท้ังหลายดานการปกครองสอดคลองกับอรรถศาสตรของเกาฏิลยะ237 ตาม
แนวความคิดของเกาฏิลยะ ใหความสําคัญกับกษัตริยอยางมาก จนอาจกลาวไดวาในทางปฏิบัติ
องคป ระกอบตางๆ ของรัฐสามารถยนใหเหลอื สว นเดยี วได น่ันคือ กษัตริย สวนท่ีเหลือลวนข้ึนอยกู ับ
กษัตรยิ ท ้งั ส้นิ พระเจา ราเชนทรวรมนั ท่ี 2 ทรงเปนกษัตริยนักรบ มีความรูในศิลปศาสตรหลายแขนง
ท้ังมีความสามารถในการจัดการและบริหารจึงไดแผขยายพระราชอํานาจออกไปทั่วทุกทิศ
จุดประสงคหลักของพระมหากษัตริยผูเปนพระเจาจักรพรรดิคือการแผขยายพระราชอํานาจการ
ปกครอง การแผขยายพระราชอํานาจไมใชเพื่อความย่ิงใหญอยางเดียว แตเพื่อตองการใหพระ
ราชอาณาจักรของพระองคมีความเปนปกแผนม่ันคง ใหผูคนในราชอาณาจกั รอยูภายใตกฏเกณฑใน
สังคมเดียวกันเพ่ือความสงบสุข ความกินดีอยูดี ความมั่นคงปลอดภัยดวยดังปรากฏในโศลกท่ี 34
จารึกหลายๆ หลักในรัชสมัยของพระองคจึงพรรณนาถึงการทําศึกสงคราม เนื้อหาจารึกที่แสดงถึง
เปาหมายของการทําศึก พระราชอํานาจและความยิ่งใหญของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 รวมถึง
ความย่งิ ใหญแ หง กองทัพของพระองค วา มีมากถึงขนาดทาํ ใหรัศมีของพระจันทรร วมทัง้ พระอาทิตย
ตองถูกกลบดว ยแสงรศั มจี ากอาํ นาจของพระองคดังนี้ มปี รากฏดังตวั อยา งน้ี
แมพระองคจะไมมีความตองการก็ไดทะยานขึ้นไปสูตําแหนงท่สี ูงแลว ถึงจะเปน
ผูท ําสงครามเหมอื นกับจะกลัวดาวนพเคราะหท้ังหลายจะโคจรผิดทาง สูราชบัลลังก
ท่ีสงู สง เหมอื นเขาพระสเุ มรุ (34)
เมื่อพระองคทรงกระทํากองทัพท่ีชูธงอยางไมสะทกสะทาน จะเสด็จไปเพื่อทิค
วชิ ัย238 พระศรีของพระราชาผขู าศึกไดเคล่ือนหนีไปกอน แตตอมาภายหลัง แผนดินได
กลายเปนผูห นักดว ยการแบกกองทพั เอาไวกไ็ ดห นีไปอีก (41)
237R.C. Majumda and Chandra Ramesh, Kambuja-Deßa : An ancient Hindu colony in Cambodai , 58-59.
238“ทิควิชัย” หมายถึง กองทัพที่รบชนะท่ัวทั้งแผนดิน, รบชนะท่ัวทุกทิศ ดู Monier Williams, Sanskrit-English Dictionary ,
16th ed. (Delhi: Motilal Banarsidass, 2011), 480.
202 • จารกึ แม่บญุ ตะวนั ออก 200
หนทางของพระองคผ ูเดินทพั ไป ในท่ีบางแหงกลาดเกลื่อนดวยพระเจาแผนดินท่ี
ถูกทําลายแลว ในท่บี างแหงก็ถูกแวดลอ มดวยกองทัพขาศึก (เชลย) แผขยายออกไป
อยา งกวา งขวาง ไดเปนเหมอื นทางเดินของกองทพั สวรรค (45)
ในการแผขยายพระราชอํานาจดวยการทําสงครามของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ใน
โศลกที่ 133 กลาววาพระองคเปนผูชํานาญกลยุทธ โศลกที่ 68 กลาววา พระองคทรงเปนผูมี
เปาหมายท่ชี ดั เจน ทรงไดรับการแนะนํายทุ ธวิธจี ากผูเชย่ี วชาญดานกลยุทธและยุทธวิธี ทรงแผขยาย
พระราชอาํ นาจไปยงั รฐั ตา งๆ โดยรอบ ทรงใชน โยบายตางประเทศแบบเชิงรุกจากคัมภีรอรรถศาสตร
ของเกาฏลิ ยะ239 โดยปรากฏในโศลกที่ 82 ในคาํ วา “คุณ 6” คอื หลักการทางกลยุทธเก่ียวกับการรบ
หรือการทําสงครามของผูเปนพระราชา240 ตรงกับหลักอรรถศาสตรของเกาฏิลยะวาดว ยนโยบาย
ตางประเทศ 6 ประการ ซงึ่ ไดกลาวขยายไวดังน้ี คอื 241
1. สนธิ (samádhi) การตกลงตามขอสนธิสัญญา คือ สันตภิ าพ (making peace) ตอ งมี
เงอื่ นไขเฉพาะท่ชี ดั เจนแนน อน เกาฏิลยะไดอธิบายวาคอื การไมแทรกแซงระหวางกัน การมุงเจรจา
สนธิสัญญาโดยการสงคืนเชลย ทุกอยางที่วามานี้ก็เพื่อความสงบสุข รวมไปถึงเงื่อนไขและ
วัตถุประสงคต างๆ คอื (1) ชวยใหกษัตริยเสวยผลท่ีพระองคตองการและสนับสนุนการกินดอี ยูด ีโดย
ปราจากการรบกวนเพราะการเผชิญหนากับรัฐเพื่อบาน อีกประการ เพื่อใหพระองคสามารถเลน บท
ท่ีกษัตริยผ ูเปนกลาง (2) กษัตริยสามารถใชสนธิสัญญาใหม่ันคงข้ึนไปอีกได (3) พระองคอาจจะซ้ือ
ความสงบไดโ ดยการสง คนื เชลย และรอโอกาสที่เหมาะสมเพื่อติดตามผลประโยชนที่พระองคค วรจะ
ไดรับ (4) อาจจะใชสนธิสัญญาในฐานะที่เปนนโยบายหนึ่งที่จะอธิบายในภายหลัง (เมื่อมีการรบ
เกิดขึ้น)
สรุปวา วิธีการน้ีเปนความคิดท่ีสําคัญมาก ตองใชกลวิธี การสังเกตการณ การลวงล้ํา
และการกลบั มาเจรจาสนธิสัญญาเปน สวนทต่ี องบูรณาการในแนวคดิ เรอื่ งสงบศกึ นโยบายระหวางรัฐ
โดยใชเคร่ืองมือทางการทูตนับเปนเคร่ืองมือพ้ืนฐานด้ังเดิมท่ีรัฐอธิปไตยตางๆ ใช เพ่ือสรางความ
รวมมือ หรือแกไข ระงับความขัดแยงอันอาจจะเกิดขึ้นได รวมถึงชวยในการรักษาผลประโยชนของ
รฐั ท่ีมีอยู หรอื ท่ีจะพงึ ไดใ นอนาคตดว ย
239เกาฏลิ ยะ, วิษณุคุปต หรือจอมปราชญจ าณกั ยะเปน อคั รเสนาบดีของพระเจาจันทรคปุ ตจักรพรรดิองคแ รกแหงราชวงศโมริยะ ถือ
กําเนดิ ในวรรณะพราหมณร าวหลังพุทธกาลหนึ่งศตวรรษ เปนผูเชี่ยวชาญในคมั ภีรและศาสตรตางๆ ถูกขนานนามใหเปนเอกรัฐบุรุษ
ผูเช่ียวชาญกลยุทธการเมืองและการทูต ดู L.N. Rangarajan, Kautilya The Arthashastra (New Delhi: Penguin Books,
1992), 16-20.
240Monier Williams, Sanskrit-English Dictionary, 1109.
241L.N. Rangarajan, Kautilya The Arthashastra , 548-549.
จารกึ แม่บุญตะวันออก • 220013
2. วิครหะ (vigraha) การปฏิบัติการรุก หรือ สงคราม (waging war) การประกาศศัตรู
ทําสงครามเปนเครื่องมือในนโยบายตางประเทศอยางหน่ึง ซงึ่ แบงไดเปน 3 ประเภท คือ (1) การ
เปดฉากรบแบบทั่วไป รวมทงั้ สงครามลับ การโจมตีในหลายรูปแบบ ท้งั การโจมตโี ดยฉับพลันและไม
ประการสงคราม โจมตีแบบลับๆ โดยใชสายลับและกลยุทธ (2) การใชมันตรยุทธ คือ การรุกราน
ดานการทูตและการเจรจา ใชในบริบทนี้กับกองทัพหรือกษัตริยท่ีออนแอ (3) การใชนโยบาย
ตางประเทศท่ีตองดึงเอาบริบททุกอยางมาใช ท้ังการทูตและการรุกรานในสนามรบ แตการเคลื่อน
ทัพและการเดินทัพตองแยกกันตางหาก การจะประกาศสงครามจะใชไดเม่ือกองทัพอยูในสมรภูมิ
เรียบรอยแลว ดังตัวอยางตอไปนี้ ซึ่งใชทัง้ กองกําลังทหารและใชทรัพยลอซ้ือใจคนผูเห็นแกอามิส
สินจา ง ซึง่ หลักการทั้งหลายน้ีพบวา มปี รากฏในชวงการเดินกระบวนทัพและการรบของจารึกแมบุญ
เชน กัน คือ
ในการเดินทัพ กองทัพของพระองคเม่ือไดออกเดินทางไปแลวก็ไดเหยียบยํ่าผืน
แผนดินกอน จากนั้นจึงไดนําความสกปรกเพราะฝุนไปตกยังแมนํ้าทัง้ หลาย เขาโจมตี
แลวเหมือนกับมคี วามผกู โกรธ (44)
เมืองของขาศึกซึ่งเปรียบประดจุ ทอ งฟาทีเ่ ต็มไปดวยหมูดาว ที่ถูกกําหนดใหเปน
เปาหมายดว ยเพียงพระดํารัสคําเดียวของพระองค ก็กลายเปนที่อยูของภูตผีทั้งหลาย
(137)
ในเวลาเผชิญหนากัน กองทัพของศัตรูแมที่ถูกยื่นขอเสนอดวยมิตรภาพ แตคร้ัน
เห็นพระองคมาแตไกล ก็เบือนหนาหนียังคงตองมีความม่ันคงอยูตลอดเวลา เปรียบ
เหมือนหญิงสาวผูแตงงานใหมๆพอเห็นพระองคแตที่ไกลก็เบือนหนาหนีเพราะยนิ ดีใน
ความกาํ หนัด ฉะน้ัน (67)
พระองคทรงแยกการโจมตีจุดออน (ของพวกขาศึก) และการปกปองกองทพั ของ
พระองค ทรงทํากองทัพขาศึกท่แี ข็งแกรงใหอับแสง ไดท รงแผขยายหนาที่อันสูงสงที่ถูก
ลักไปดวยการใชกาํ ลงั และใชท รพั ยล อ (65)
3. ยานะ (yaÆna) การเดินทัพหรือการจัดกระบวนทัพ (preparing for war) เปนการ
แสดงแสนยานุภาพ ขมขวัญศรัตรู และสรางขวัญกําลังใจใหแกเหลาทหารและกองทัพ เพื่อเตรียม
ความพรอม ดังปรากฏในโศลกท่ี 42 วา “พวกขาศึกที่เปรียบไดกับราวณะ ครั้นไดฟงเสียงเคร่ือง
204 • จารกึ แม่บญุ ตะวนั ออก 202
ดนตรีในการเดินทัพของพระองค ก็ไดหวาดหวัน่ สั่นไหว เหมือนราวณะไดยินเสยี งลูกของนางสุมิตร
(พระลักษณ) ผูชนะเมฆนาท (อินทรชิต) ไดแลว มเี สยี งคาํ รามกึกกองในเวลาเดนิ ทัพ” และโศลกท่ี
151 วา “ต้ังแตทิศทั้งหลายถูกทําใหมืดมนอนธการแลว ดวยฝุนธุลีจากการเดินทัพของพระองค
กามเทพของขาศึก จะไปหลบซอนไดตามความพอใจนะท่ีไหน โดยไมม ภี ยั เลา ”
4. อาสนะ (asÆ ana) การอยูใ นทต่ี ัง้ (staying quiet)
สองขอนี้เปนการตระเตรียมเพ่ือการสงคราม อาจเปนชวงเปลี่ยนผานระหวางการ
สงครามไปสูการสงบศึก หรือการสงบศึกเพื่อไปสูสงคราม เปนการไมแทรกแซงทกี่ ลาวไวในตอนตน
คือการดําเนินการตามนโยบายของสนธิสัญญา หรือ สงครามท่ีไดดําเนินมาแลว เปนการหยุด
ช่ัวคราวเพ่ือรอทุกอยางใหดีข้ึน หรือ เพ่ือขยายระยะเวลาไปนานกวาเพื่อรอโอกาสเหมาะ เพราะ
กองทพั ตองจากบา นเมืองมาไกลพระราชาตอ งมอบเมืองใหผูสําเร็จราชการแทน และตองมีคาใชจาย
สูงในการเคลอ่ื นทัพจึงตองทาํ อยางรอบคอบ
5. ไทวธีภาวะ (dvaidhí-bhavÆ a) การแบงกองกาํ ลังโจมตี รวมถงึ การทําสันตภิ าพกับขาง
หน่ึงและทําสงครามกับอีกขางหน่ึง คือ นโยบายซอน เปนนโยบายทําสนธิสัญญากับกษัตริยในรัฐ
ใกลเคยี งเพ่ือใหชวยไลลาโจมตีพวกขาศึก ดังตวั อยางโศลกที่ 47 วา “เมื่อพระองคไดแผข ยายปกท้ัง
สองขางท่ีมีเสียงกระพือเขาโจมตีอยางรวดเร็วดุจพระยาครุฑ กองทัพกษัตริยข าศึกผูประดุจนาคถูก
ทําลายความกลาไปเสียส้ิน ที่สงเสียงดัง (เพราะ) ตกอยูในสภาพที่จะตองเลือกยอมแพไปหรือถูก
ขจดั ”
6. สังศรยะ (samßá raya) การแสวงหาความพิทักษจ ากผูอื่น คือ การผกู พันธมติ ร เม่อื ถูก
คุกคามจากกษัตริยทีม่ ีอํานาจเหนือกวา (seeking support) เปนที่พักหรือปอมปราการอันปลอดภัย
สองขอหลังนี้เปน กรณีทคี่ อนขางตรงไปตรงมา อาจนาํ มาใชร ว มกันได
ตามความคิดในอรรถศาสตรของเกาฏิลยะจะเห็นวา การใชกองกําลังทหารและกองทัพ
เปน ส่งิ จําเปน เพราะเปน เครอ่ื งมอื แกไขความขัดแยงระหวา งรัฐและสรางเสถียรภาพใหแกรัฐ และกวี
ไดพรรณนาใหเห็นวากองทัพของพระเจาราเชนทรวรมนั ที่ 2 เปนกองทัพท่ีนาเกรงขามของศัตรู เชน
ในโศลกท่ี 41 กลาววาเปนกองทัพท่ีรบชนะทั่วทุกทิศ โศลกท่ี 68 กลาวถึงวา พระองคทรงมี
เปาหมายที่แนนอนและทรงไดรับการแนะนํายุทธวิธีจากผูเชี่ยวชาญดานยุทธวิธี ในโศลกท่ี 65-66
กวีกลาวถึงความเปนนักวางแผนของพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 เพ่ือจะมีชัยชนะเหนือขาศึกโดย
กลาววาพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 น้ันไดโจมตีขาศึกไมทันตั้งตัว และใชกําลังทรัพยเขาลอทหาร
ขาศึกใหหลงกลซ่ึงการทําศึกนั้นพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 ทรงควบคุมแผนการรบไดอยางดีทั้งน้ี
เพราะพระองคทรงเปนนักปฏิบัติทรงวางแผนการรบอยางรัดกุมน่ันเอง โศลกท่ี 146 กลาววา
พระองคส ง่ั โจมตีเมอื งของกษตั ริยจัมปาซึง่ เปนรัฐเกาแกบนแหลมอินโดจีนจนเปนเถาถาน ในโศลกท่ี
จารึกแมบ่ ุญตะวนั ออก • 220035
147, 193 และ 197 เปน ตน ไดแ สดงใหเ หน็ วา เหลากษัตรยิ เ ปนอันมากไดเ ขา มาสวามภิ ักด์ิยอมรับใน
พระราชอํานาจเขามาพึ่งพระบารมีของพระองค
นอกจากการทําศกึ มผี ลใหพระราชอาํ นาจของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 แผขยายและ
ขาศึกตางยําเกรงในพระองคแลว จารึกแมบุญตะวันออกยังบันทึกพระเกียรติยศของพระเจาราเชน
ทรวรมันที่ 2 วามีความย่ิงใหญเปนท่ียอมรับในหมูคนทั้งโลกซึ่งไมใชแตการรบเทาน้ันแตคุณงาม
ความดีของพระองคค ือเปนพระมหากษัตริยท่ีเปนแบบอยางในเรื่องคณุ ความดีที่ไมดา งพรอยเปนส่ิง
ผลักดันใหพระเกียรติยศของพระองคไดรับการยอมรับในโลกทําใหผูคนยอมรับในอํานาจของ
พระองคโ ดยไมต อ ตาน ตวั อยางขอ ความในจารกึ ดังนี้
กษตั รยิ ทง้ั หลายไดล ะทิง้ เศวตฉัตรเขา ไปพ่ึงรมเงาแหงพระบาทของพระองคผูทรง
บดบงั พระเดชของเหลากษัตรยิ อ น่ื ผูเ ปรยี บประดุจดังเขาเมรุ อยา งไมขาดสาย (193)
แถวแหงพระราชาทง้ั หลาย ผมู ีความปรารถนาเพ่ือจะเขาไปรบั ใช ไดราดรดแลว
ซึง่ พระบาทของพระองค ที่มพี ระรัศมีแรงกลาดวยนาํ้ คือแสงจากรัตนะท่ีประดับบนพระ
เศียร (ของตน) (195)
พระยศอันยิ่งใหญเชนน้ีที่ไดรับการยอมรับในโลกเพราะความย่ิงใหญ (ของ
พระองค) ท่ีคนมีคุณสมบัติเหลาอ่ืนไมเคยไดสัมผัสที่เกี่ยวเนื่องกับกิตติศัพทและคุณ
ความดไี มม คี วามดางพรอ ยเหมือนกบั ทองฟา ยอมแผขจรขจายไป (73)
นอกจากน้ี หลังจากสงบศึกแลวจารึกแมบุญตะวันออก ยังสะทอนวาพระองคทรงใช
หลักการปกครองผูคนโดยลงโทษแกผูที่ทรยศหักหลังหรือตอตานพระองค แตก็พระราชทานรางวัล
แกผูจงรักภักดีและผูสมควรแกการไดรับรางวัล และท้ังหนาท่ีของพระมหากษัตริยก็คือการดูแล
ประชาชนในอาณาจักรใหกนิ ดีอยูดี ดังโศลกท่ี 74 กลาวถงึ วิธกี ารปกครอง และดูแลประชาราษฎรให
อยูเปนสุข เนื้อหาโศลกน้ีบันทกึ ไววาพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ทรงทําหนาที่หลอเล้ียงแผนดิน ซึ่ง
แตกอ นมคี วามซีดเซยี วไมส มบรู ณ แตใ นยุคของพระองคม ีความบริบูรณอ ยางมาก โศลกท่ี 190 ยังได
กลาวถึงการฟน ฟเู มืองที่รกรางวางเปลาใหเปนเมืองที่มีความอุดมสมบูรณ จารกึ แมบุญตะวันออกยัง
กลาวถึงการสงเคราะหแกคนยากไร ดังที่โศลกที่ 94 กลาวถึงพระองควาไดมอบราชทรัพยแกคน
ขอทานยากไร จนคนยากไรก ลายเปนคนท่มี ง่ั มี โศลท่ี 53 เมื่อพระองคค รั้นทรงไดรับราชบัลลงั กแลว
ทรงขับไลเหลาขาศึก ทรงปดก้ันทางลมและทรงชนะความรุนแรงภายในใจ จึงกลับสงบนิ่ง........
ดํารงอยูอยางไมตองเหน็ดเหนื่อย โศลกท่ี 180 วา พระองคทรงหามและไมยอมรับเหตุแหงความ
206 • จารึกแมบ่ ญุ ตะวันออก 204
พินาศซึ่งจะตองแตกสลายไปอยางรวดเร็ว สําหรับชาวโลกแมมีผูย กยองเพราะคุณงามความดี และ
โศลกท่ี 190 กลา วเรื่องการทรงฟนฟูบานเมือง วา เมอื งของขาศึกมีตนไผนับรอยตน ที่เสียดสีกันจน
โชนแสง มีนกยางเปนตนเขาไปอาศัยแลว แมกลายเปนเมืองที่รกรางวางเปลาก็ถูกกระทําใหเปนวิ
ราฏนคร242โดยพระองค โศลกท่ี 122 วา หลังจากเอาชนะพระราชาผูเปน ขา ศึกทหี่ ยงิ่ ผยอง พระองค
ทรงอนเุ คราะหแลว ซ่ึงตระกูลของพวกเขา อนั เปนคุณลักษณะท่ีทาํ ใหพระองคไดรับการยอมรับ และ
ชว ยลดความชิงชังตอตานจากตระกลู ของผูท ่ีถูกพระองคทําลาย ดังนั้น ภาพของพระองคท ี่ปรากฏใน
จารึกจึงแสดงถึงความหาวหาญมงุ ม่ัน พากเพียร กระตือรือรนเหมือนไมทรงรูจักความเหน็ดเหน่ือย
เปน ทยี่ าํ เกรงหวาดหวน่ั ของเหลาศัตรเู พราะมจี ดุ มงุ หมายทีช่ ัดเจน ประกอบดวยความสงางาม ความ
รอบรูและคุณความดี ลักษณะดังกลา วท่ีจารึกยํ้าถึงเสมอนี้เปนส่ิงจําเปนในการสรางราชธาณีใหเปน
ปกแผนมั่นคง และเปนหลักประกันวาบานเมืองจะอยูอยางสงบ ปลอดภัยและรุงเรืองก็ดวย
ความสามารถและคุณความดขี องกษัตรยิ
ในรชั สมัยของพระองคนอกจากมีความสงบรุงเรืองแลว ผลจากการรทําสงครามทําให
พระราชอาณาจกั รของพระองคข ยายออกไปอยางกวางขวาง กวีพรรณนาวา มีมหาสมุทรเปนเข็มขัด
(kaÆncÁ í) ไรศัตรูและเส้ียนหนามไปจนจรดมหาสมุทรดังปรากฏในจารึก ซึง่ คําวามีมหาสมุทรเปนเข็ม
ขัดหรือเปน เครอื่ งประดับนไี้ ดสะทอ นใหเหน็ ถึงความเช่อื ของชาวอนิ เดยี ทีว่ า ผเู ปนพระเจาจกั รพรรดิ์
นั้นจะมีราชอาณาจักรที่กวางใหญไพศาลจนสุดแผนดินมีมหาสมุทรเปนขอบเขตก้ันทั้งสี่ดาน
ความหมายในโศลกนีก้ วตี องการแสดงใหเ หน็ ภาพวาพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ทรงอยูในฐานะพระ
เจาจักรพรรด์ิผูยิ่งใหญกวาพระราชาทั้งปวง แมความเปนจริงราชอาณาจักรของพระองคมิไดจรด
มหาสมุทรท้ังสี่ดาน แตอาณาจักรกัมพูชาในรัชสมัยของพระองคก็มีอาณาเขตท่ีกวางใหญกวารัช
สมยั กอนหนา นเ้ี ปน อยางมากและไดแ ผข ยายพระราชอาํ นาจไปโดยรอบ โดยดานทิศใตติดมหาสมุทร
ดา นทิศตะวนั ออกก็ติดมหาสมุทรเชน กันเพราะจารกึ ไดกลาววาพระองคตีเมืองของพวกจัมปาซึ่งเปน
รฐั เกาแกบ นคาบสมทุ รอินโดจีนไวได ทิศตะวันตกจรดทศิ ตะวันออกของประเทศไทยในปจจุบัน โดย
พระองคไดแผอิทธิพลเขามาอยางนอยที่สุดก็ถึงปราสาทหินพนมรุง และปราสาทหินพนมวันซึ่ง
ปจจุบันตั้งอยูในจังหวัดนครราชสีมา ดังขอมูลปรากฏในจารึกปราสาทหินพนมวัน 3, ปราสาทหิน
พนมวัน 7 ที่กลาวไวเบื้องตน สวนทางดานทิศเหนือพระองคทรงไดมรดกทางฝายพระราชบิดาคือ
แควนภวปุระซึ่งแตเดิมเปนรัฐอิสระจากกษัตริยเมืองพระนคร ตั้งอยูทางใตของประเทศลาวปจจุบัน
ซงึ่ ตอ มาไดเปนอาณาจักรจําปาศักดิ์ ดินแดนแหงน้ีเปนท่ตี ง้ั ของศาสนสถานเกาแกอันศกั ดิ์สิทธ์ิคอื วัด
242ในมหากาพยม หาภารตะ วิราฏบรรพ กลา ววา วิราฏนครเปนเมอื งหลวงของแควน มตั สยะ มที าววริ าฏเปน ผปู กครองซ่ึงไดชอ่ื วาเปน
พระราชาที่ตั้งอยูในทศพิธราชธรรมมีพระทัยโอบออมอารี ดู กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย, มหาภารตยุทธ พิมพคร้ังที่ 13 (กรุงเทพฯ:
ศยาม, 2552), 122-123.
จารึกแม่บุญตะวนั ออก • 220057
ภู บนเขาลิงคบรรพต อันเปนศูนยกลางอาณาจักรเจนละ สมัยกอนเมืองพระนคร ซงึ่ เปนดนิ แดนท่ี
กษัตริยเ มืองพระนครตั้งแตสมัยพระเจาชัยวรมันที่ 2 มีพระราชประสงคจะรวบรวมเขากับเมืองพระ
นครแตไมสาํ เรจ็ จนกระทง่ั ถึงรชั สมัยของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 นีซ้ ึ่งนับวาพระองคช ว ยเติมเต็ม
พระราชประสงคข องอดีตกษตั ริยเ มืองพระนครใหส มบูรณได
สภาพสังคม
เนื้อหาสว นใหญใ นจารกึ แมบุญตะวนั ออกปรากฏเรื่องการทําสงครามเปนหลัก ไมคอยมี
การพรรณนาถึงสภาพสังคมและความเปนอยูใหเห็นมากนัก อาจเน่ืองจากเปนชวงหลังเสร็จศึก
สงครามไมนาน แตยังคงปรากฏโครงสรางของระบบสังคมอินเดียโบราณวางอยูบนรากฐานของ
ระบบวรรณะ ซ่ึงศาสนาพราหมณแบงคนออกเปน 4 วรรณะ (Caste-System) ไดแก พราหมณ
(BrahÆ manáa) กษัตริย (Ksaá triya) แพศย (Vaißya) และศูทร (§udÆ ra) ในจารึกแมบุญตะวันออกได
กลาวถึงเรอื่ งวรรณะอยู 2 โศลก ดังน้ี โศลกที่ 147 กลาวถึงชนทุกวรรณะเปนการแสดงใหเห็นวามี
การแบงวรรณะในสังคมเขมรโบราณอยเู ชน กนั คอื
พระบาททั้งคูของพระองคเปลี่ยนสีไป ดวยแสงแวววาวของแกวมณีบนพระเมาลีของ
กษัตรยิ สวน แผนดินท่ไี รมลทินทรงแบกรับไวดว ยพระพาหา ชนทกุ วรรณะตา งช่นื ชม (147)
จากโศลกขางตนเราไมอาจทราบไดวาแตละวรรณะน้ันมีหนาท่ีอยางไร อยางไรก็ตาม
ตามคติฮินดูแตละวรรณะมีหนาที่หรือธรรมะแนนอนท่ีตองปฏิบัติ เชน หนาท่ีของพราหมณคือ ให
การศกึ ษา อบรมจิตใจ ปฏิบัติพิธีกรรม บําเพ็ญตบะ เปนตน กษัตริยมีหนาที่คุมครองปอ งกันภัยแก
ประชาชนในยามสงคราม และบริหารบานเมืองใหเปนไปดวยความเรียบรอย แพศยมีหนาท่ีดาน
พาณชิ ยกรรมและเกษตรกรรม สว นศทู รมีหนาที่รบั ใชคนวรรณะอน่ื
แมส งั คมในอาณาจักรกัมพูชาโบราณไมยึดถือเร่อื งวรรณะอยางเครง ครัด อยางไรก็ตาม
ระบบวรรณะซ่ึงหยัง่ รากลึกลงในสังคมอินเดยี แตโบราณก็ยังคงปรากฏใหเห็นอยูในรัชสมัยของพระ
เจา ราเชนทรวรมนั ท่ี 2 น้ี ในจารกึ แมบญุ ตะวันออกกษัตริยและพราหมณยังคงเปนชนช้ันสูง กษัตริย
ทรงเปนศูนยรวมจิตใจและทรงเปนที่เคารพยกยองของประชาชน หนาท่ีหลักอยางหน่ึงของกษัตริย
คอื เปนผูนาํ ในการทาํ ศกึ สงคราม ดังทปี่ รากฏในจารึก คอื
208 • จารกึ แม่บญุ ตะวันออก 206
พระองคทรงประทับสั่งการอยูบนปอมปราการเอง เพราะรูวาน่ีเปนหนาท่ีของ
เหลา กษัตริย หาใช (เปน เหมอื น) ศตั รขู องมธุ (พระวิษณุ) ที่บรรทมสินธุเพราะกลัวพวก
ทานพ (176)
ตอมาคือวรรณะแพศย ไดรบั การยกยองนับถือจากบริวาร รวมทั้งไดรับการนับถือจาก
กษัตริยดว ย จารึกโศลกที่ 84 จึงไดกลาวไวถึงการคบคนสามวรรณะแรก วา “ความช่ัวรายทงั้ หลาย
ในแวนแคนของพระองคผูเปนที่อาศัยแหงคุณ ถูกคุมคามจากท่ีไกล ดวยหวงน้ําแหงคุณความดี
ท้ังหลายซ่ึงมเี พ่อื นคอื การคบคา กบั คนสามวรรณะแรก”
สวนโศลกที่ 152 ไดกลาวถึงหญิงผูมีตระกูลสูงวา “กุลสตรีผูมีความรูเก่ียวกับราช
ประเพณี ซ่ึงถูกกันใหไกลจากความรักตลอดกาล ขวนขวายหาความรูท่ีเฉียบแหลม จะไมสนใจ
พระองคเลยก็หาไม” ขอน้ีทําใหทราบถึงบทบาทของสตรีผูสูงศักดิ์วามีหนาที่ศึกษาหาความรู
โดยเฉพาะการเรยี นรูเก่ยี วกับราชประเพณใี นพระราชสาํ นัก และเปนหญิงตอ งหามในเร่ืองกามารมณ
ศาสนาและความเชือ่
ศาสนาเปนสถาบันหนึ่งในสังคม ซ่ึงมีองคประกอบสําคัญ คือ หลักธรรมคําสอน
พิธีกรรมท่ีแสดงออกถึงความเชื่อนั้น และความเช่ือซ่ึงมีผลตอวิธีการปฏิบัติในชีวิตประจําวนั ความ
เช่ือท่ีผสมผสานอยดู วยกันดูมีความกลมกลืนในวิถีชีวิตของผูคนในสังคมนั้นๆ ไมม ีความขัดแยงกัน
เปนการเสริมซึ่งกันและกันมากกวา มีการจัดความสําคัญและหนาท่ีของคนในการปฏิบัติ จาก
การศึกษาจารึกแมบ ุญตะวันออกในเร่ืองศาสนา ปรัชญาและความเช่ือ ไดปรากฏแนวคดิ ท่กี ลาวถึง
เร่ืองศาสนาพราหมณเ ปนหลัก และมีการกลาวถึงศาสนาพุทธ รวมถึงความเชอื่ ที่มีจุดกําเนิดมาจาก
ศาสนาซึ่งไดแผเขา มายงั อาณาจักรกมั พชู าแตโบราณ โดยจะกลา วเรียงตามลาํ ดับไป
ศาสนาพราหมณ
ศาสนาและความเชื่อเปนองคประกอบสําคัญท่ีกําหนดเปาหมาย และความเปนไปใน
ชีวิตของมนุษยสวนประกอบของศาสนามีหลักคําสอน พิธีกรรม และความเช่ือท่ีเปนแนวทางใหผู
เลื่อมใสศรทั ธายดึ ถือ ศาสนาฮินดู หรอื ทีเ่ ราเรยี กกันวา “ศาสนาพราหมณ” เปนศาสนาที่เกาแกที่สุด
ศาสนาหนึ่งถือกําเนิดมาประมาณ 3000 ป ถึง 1500 ป กอนคริสตกาล หรือประมาณ 5000 ถึง
จารึกแม่บญุ ตะวันออก • 220079
3500 ปที่ผานมา243 แรกเร่ิมเดิมทีถือกําเนิดมาจากการบูชากราบไหวและความเชื่อม่ันในอิทธิฤทธิ์
ของธรรมชาติ ดังปรากฏหลักฐานในคัมภีรพระเวท244 จําเนียรกาลตอมาพวกอารยันไดร ับเอาพระ
เปนเจาของชาวพื้นเมืองมาและในจุดน้ีเองก็ไดมีวิวัฒนาการยิ่งขึ้นเปนลําดับ จนในท่ีสุดแมกระทั่ง
มนษุ ยธรรมดาผูมีอัจฉริยภาพก็ไดรับการอุปโลกนใหมีฐานะเปนพระเจาข้ึน แมศาสนาพราหมณจะ
นับถือพระเจามากมายหลายองคแตในเน้ือแทแหงปรัชญาแลวศาสนาพราหมณถ ือวาพระผูเปนเจา
สูงสุด (Íßvara) มีพระองคเดียวเทาน้ัน ดังปรากฏในฤคเวทวา “ส่ิงที่มีอยูอยางจริงแท (สตฺ) มีเพียง
หน่งึ เดียว ผูรูเรียกสิ่งจริงแทน ั้นดว ยวิธีการหลายอยาง คือ อคั นิ ยมะ มาตรศิ วฺ า...”245 ผูเปนปฐมเหตุ
ของสากลจักรวาล และเปนผูซึ่งทกุ ส่ิงทุกอยางตองกลบั ไปหาในที่สุด246 พระผูเปนเจาสูงสุดน้ีจึงเปน
ทงั้ เบ้อื งตน และเบื้องปลายของสากลจักรวาลนี้ จะปรากฏใหคนเห็นก็ในรูปอวตาร หรอื ในรปู ลักษณ
นานาประการ นอกจากนีแ้ ลวหลักคําสอนทางศาสนาก็ไดมีวิวัฒนาการมาโดยตลอดตามยุคสมยั แต
อยา งไรก็ดีผูท ่ีนับถอื ศาสนาพราหมณจ ะใหค วามสาํ คัญกับคัมภีรพระเวทเปนอยางมาก รวมทง้ั คัมภีร
อื่นๆ ทีเ่ กีย่ วเนื่องทางศาสนาพราหมณดว ย
อาณาจักรกัมพูชาตั้งแตเริ่มกอต้ังไดรับอิทธิพลอารยธรรมของอินเดียตั้งแตชวงตน
คริสตกาลคือประมาณพทุ ธศตวรรษท่ี 6 โดยเฉพาะอิทธิพลศาสนาพราหมณ กมเลศวร ภัฏฏาจารยะ
กลาววา ศาสนาในอาณาจักรฟูนันในชวงระยะตนคือศาสนาพราหมณล ัทธไิ ศวนิกาย อยา งไรก็ดีลัทธิ
ไวษณพนิกายก็คงพบในชวงเวลานี้247ความเปนมาของอาณาจักรกัมพูชาต้ังแตอดีตจึงปรากฏความ
เชื่อในศาสนาพราหมณมาโดยตลอด ในสมัยพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ศาสนาพราหมณมีอิทธิพล
ตอกษัตริยผูปกครองอาณาจักรและขาราชบริพารในราชสํานักเปนอันมาก เนื้อหาจารึกแมบุญ
ตะวันออกไดสะทอนอิทธิพลความเช่ือของศาสนาพราหมณในลัทธิไศวนกิ ายอยา งชัดเจน แนวคิดใน
เร่ืองตรีมูรติ ปรัชญาของศาสนาพราหมณ ความเชื่อเรื่องศักติ รวมท้ังความเชื่อในเรื่องของเทพ
ปกรณมั ซ่งึ จะไดกลา วถงึ เปน ลาํ ดับไป
1. แนวคดิ เรอ่ื งตรีมูรติ
ตรีมูรติ (TrimuÆrtis) ซึ่งเปนพระนามเทพสําคัญในศาสนาพราหมณสามองค คือ
พระพรหมา พระวิษณุ และพระศิวะ มีกําเนิดมาจากแหลงตางๆ (sources) ซง่ึ โดยมากไมแตกตาง
243อญั ชนา จิตสุทธิญาณ และคณะ, การศกึ ษาวจิ ัยจารึกกลุมปราสาทตาเมอื น (กรุงเทพฯ: ภาควชิ าภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี
มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร, 2555), 137.
244กรณุ า-เรอื งอุไร กุศลาสยั , ภารตวิทยา, พิมพครั้งท่ี 3 ปรบั ปรุงแกไขเพิ่มเติม (กรงุ เทพฯ: ศยาม, 2537), 85.
245จิรพัฒน ประพันธวิทยา, บรรณาธิการ, พระตรีมูรติ (กรุงเทพฯ: เทวสถานโบสถพราหมณ, 2546. หนังสือเฉลิมพระเกียรติ
พระบาทสมเดจ็ พระเจา อยูห ัว ในมหามงคลวโรกาสทรงเจรญิ พระชนมายุ 75 พรรษา), 3.
246กรุณา-เรอื งอุไร กศุ ลาสัย, ภารตวิทยา, 85.
247กมเลศวร ภฏั ฏาจารยะ, ศาสนาพราหมณใ นอาณาจักรขอม, แปลโดย หมอ มเจา สุภัทรดิศ ดิศกลุ , 3.
210 • จารึกแม่บุญตะวนั ออก 208
กันเทาใดนัก ความแตกตางกันโดยมากปรากฏในรายละเอียดปลีกยอย การแสดงรายละเอียดท่ี
แตกตาง โดยมากเกิดจากจุดประสงคที่มา และลัทธิที่มีความเก่ียวของในการนับถือ “พระทัตตาเต
รยะ (DattatÆ reya)” เร่ืองราวอวตารของเทพสูงสุดสามองคใ นศาสนาพราหมณมาเปนตรมี ูรติปรากฏ
ในหนังสือศรคี ุรจุ ริเตร248วา นางอนสยู าเปนภรรยาของฤษอี ัตริ นางเปน ภรรยาทซ่ี ื่อสตั ยตอสามีอยาง
สงู ไมมีหญงิ ใดเปรยี บเทยี บได จนพระอินทรเกิดความเดือดรอนวานางจะมาแยงอํานาจและตําแหนง
เจา แหงเทพไป จึงไปทูลเรื่องน้ีใหเทพท้ังสาม คอื พระพรหมา พระวิษณุ และพระศิวะทราบ เทพท้ัง
สามจึงไปทดสอบนางแลวเกิดความเล่ือมใสและสรรเสรญิ ความซ่ือสัตยตอสามีของนางและขอใหนาง
ขอพร นางไดขอใหเทพท้ังสามอยูเปนลูกของนาง เทพท้งั สามจึงรวมรางเปนหนึ่งเดียวแตยงั คงเศียร
ของตนไวท ั้งสามเศียร รูปท่ีรวมกันเปนหน่ึงไดร ับการขนานนามวาทตั ตะ แตค นท่ัวไปจะเรียกอาเตรฺ
ยะ ซึ่งมีความหมายวาลูกของฤษีอัตริ ดังนั้น ทัตตาเตรยะ จึงมีความหมายวาทัตตะผูเปนลูกของ
ฤษีอตั ริ ในคัมภีรภ าควัตปรุ าณะ มีเร่ืองเลาคลายคลึงกัน แตเ ทพทง้ั สามออกมาจากศีรษะของฤษีอัตริ
และไดกลาวแกฤษอี ัตรวิ า ตนแมจ ะเปน เทพสามองคกจ็ ริง แตก็เปน รูปนนั้ รปู เดียว คือ เจา เหนอื โลก
ทฤี่ ษนี ึกถงึ น่ันเอง ในมารกาณเฑยะปุราณะ พรหมาณฑะปุราณะ ก็มีนัยคลายกันนี้ แตไดยกใหพระ
วิษณุเกิดเปนผูชื่อวาทัตตาเตรยะ เทพอีกสององคก็มีชื่อตางกันออกไป นอกจากนี้ยังกลาวถึงเร่ือง
พระตรีมรู ตอิ วตารมาเปนศรีบาท-ศรีวัลลภะอีกดวย จากขอมูลดังกลาวจะเห็นไดวา ความเปนมาของ
เทพตรีมูรติ ไดมีวิวฒั นาการเร่ือยมาจนพัฒนาเปนเทพเจาสูงสุด (Íßvara), หรือความจริงสูงสุดเพียง
หน่ึงเดียว มีช่ือวา “พระอีศวร” โดยพระองคสามารถปรากฏเปนสามรูป ในทางศาสนาพราหมณ
แนวคิดในเร่ืองตรีมูรติกําหนดบทบาทหนาท่ีไวชัดเจน คือ พระพรหมาเปนผูสราง (Creator), พระ
วิษณุหรือพระนารายณเปนผูรักษา (Preserver), พระศิวะเปนผูทําลาย (Destroyer) ดังนั้นพระตรี
มูรตกิ ็คอื รูปท่ีตองการแสดงวา เทพที่ทําหนาที่ทั้งสามในรูปเดียว249 ความเช่ือเรื่องเทพทั้งสามน้ีก็มี
ปรากฏในจารึกแมบุญตะวันออกเชน เดียวกนั
แมในอาณาจกั รกัมพูชาสมัยโบราณจะเห็นถึงการแขงขันกันเผยแพรปรัชญาความรู
ในลัทธิไศวนิกายกับไวษณพนิกาย แตการแขงขันเพื่อแยงชิงศรัทธาและความเลื่อมใสจากเหลาชน
โดยเฉพาะในราชสาํ นักน้ีไมไดมีความรุนแรงอันใดกลับยอมรับซง่ึ กันและกัน ผูนับถือพระศิวะจึงนับ
ถอื พระนารายณห รือพระวิษณุดวย ซ่ึงเปนเพราะหลักความเชอื่ ในเร่ืองตรมี ูรติทวี่ าแทจริงแลวพระผู
เปน เจา มพี ระองคเดยี วแตไ ดแบงภาคออกมาเพ่ือกําหนดบทบาทและทําหนาที่ตางกัน พระเจาราเชน
ทรวรมันที่ 2 แมทรงนับถือไศวนิกายแตก็ทรงนับถือพระนารายณดวยเชน กัน ดังปรากฏขอความ
จารึกในรัชสมัยของพระองค เชน จารึกทวารกเด็ย (Two Thvar Kdei) ไดกลาวสรรเสริญพระ
248S.R.S. Mohana, Sri Guru Charitre , edited by Revathi Sampath Kumaran (Bangalore: Kalyani Mohana, 1999),
36-39.
249จริ พฒั น ประพันธวิทยา, บรรณาธิการ, พระตรีมูรติ, 9-20.
จารึกแม่บุญตะวันออก • 220191
นารายณแ ละมปี รชั ญาของนิกายปาญจราตระปะปนอยดู ว ย ปรากฏในโศลกท่ี 2-4 และโศลกท่ี 7 ซึ่ง
ในโศลกท่ี 4 ไดแ สดงใหเห็นถึงปรัชญาการแสดงออก 4 ประการ (catur-vyuÆha) อันเปนรากฐาน
ปรัชญาของนิกายปาญจราตระ250 นอกจากน้ีพระนามของพระนารายณยังปรากฏในปณามคาถาท่ี
จารึกปราสาทแปรรูป โศลกที่ 3-5 อีกดวย สวนความเช่ือเร่ืองตรีมูรตินี้ปรากฏในจารึกแมบุญ
ตะวันออกโศลกท่ี 1 ซง่ึ ไดก ลาววาพระผเู ปน เจา สงู สุดแทจริงมีพระองคเ ดยี ว เปน จิตนิรนั ดท่ีแทรกซึม
อยูทุกหนแหง ในจักรวาล เปนผูมีอํานาจสูงสุดซง่ึ เกิดจากโอมคือการสวดพระเวท ในจารึกน้ีใชคําวา
อุทคฺ ีถ (udgítha) คาํ วา“อุทคฺ ีถ” กค็ ือ “โอม” เปนการรวมตัวกันของอักษรทายพยางคแหงนามเทพ
เจา สงู สดุ 3 องค ที่เรียกวาตรมี ูรติ คือ อะ อุ และ มะ อักษร “อะ” แทนพระศวิ ะ, อักษร “อุ” แทน
พระวิษณุ (บางตําราก็ใชส ลับกันตามลัทธคิ วามเช่ือ), อักษร “มะ” แทนพระพรหมา ในคมั ภีรวายุ
ปุราณะกลาววา “โอม” ก็คือ ปฺรณวะ (Pranáava) หรือ พรหมัน (Brahman)251 สวนในโศลกท่ี 2
เรียกวา อักษร (Aksáara)252 ลักษณะ 3 ประการของ “ปฺรณว” ที่กลาวถึงในจารึกนี้มีดังน้ี คือ
ลักษณะที่ 1 คือ ไฟ (§ikhí) พระจันทร (Indu) และพระอาทิตย (BhasÆ akara) ทั้งสามนี้สองแสงไดก็
เพราะโอม ลักษณะท่ี 2 คอื พระพรหมา (Padmaja) พระวิษณุ (Kañjadr)á และพระศิวะ (Trinaya)
ทั้งสามนี้ถูกแบง ออกจากโอมดว ยอํานาจพิเศษ (ßakti) ในการทําลาย การคมุ ครอง และการเกิดขึ้น
ของโลก ลักษณะท่ี 3 คือ คุณะ 3 ประการ (trigunaá )253 อันไดแก 1.สัตตวะ (Sattva) 2.รชัส
(Rajas) 3.ตมัส (Tamas) และการทาํ งานของคุณะทงั้ 3 กอใหเ กดิ ประโยชนอีกดวย ซึ่งขอความตรง
นมี้ ีความคลายคลงึ กับคมั ภรี รใ นประเทศอินเดียในสมยั หลงั คัมภรี ฉ านโทคยะ254
ในโศลกที่ 2 ไดกลาววารูปสูงสุดนี้จะรูไ ดดว ยพระเวทท้ังสาม โดยพวกมุนีท่ีปฏิบัติ
โยคะ โศลกที่ 4 กลาววา พระผเู ปนเจา สงู สดุ นเ้ี ปนการณะของการณะ คอื เปน การณะสงู สุด หมายถึง
เปนสาเหตุสงู สุด คอื เปน ปฐมเหตขุ องสิ่งทัง้ มวล ซึ่งเปนปรัชญาของศาสนาพราหมณ เบื้องหนาแตน ้ี
จะไดกลาวถึงรายละเอียดอ่ืนๆ ที่เกี่ยวของกับตรีมูรติ คือ พระพรหมา พระวิษณุและพระศิวะ ซึ่ง
ปรากฏในจารกึ แมบ ุญตะวันออก ดงั น้ี
พระพรหมา (Brahma)Æ ในจารึกแมบุญตะวันออกโศลกท่ี 6 อันเปนบทปณามคาถา
ไดกลาวสดุดีตอพระพรหมา เน้ือหาท่ีปรากฏในจารกึ กวีกลาวถึงมูลเหตุของการสรางโลก วา พระ
250กมเลศวร ภฏั ฏาจารยะ, ศาสนาพราหมณในอาณาจักรขอม, แปลโดย หมอมเจาสุภัทรดิศ ดศิ กลุ , 45.
251Vettam Mani, PuraÆniá c Encyclopaedia, 544.
252 ไมผนั แปร, ไมรูจ ักหมดสน้ิ , เปนช่ือของพรหมมนั , การเปลง เสียง“โอม” ดู Monier Williams, Sanskrit-English Dictionary , 3.
253คุณะ (Trigunáas) 3 อยาง คือ 1.สตั ตวะ (Sattva) ความบริสุทธิ์ ผองใส 2.รชัส (Rajas) ความไมดี ความเศราหมอง 3.
ตมัส (Tamas) ความมืด ความเซื่องซมึ คุณะท้ังสามน้ีแมจะมีสภาวะขัดแยงกัน แตก็อยูรวมกันได และการทํางานของคุณะทั้ง 3
กอ ใหเ กิดประโยชนอกี ดวย ดู Vettam Mani, PuranÆ áic Encyclopaedia, 544.
254กมเลศวร ภฏั ฏาจารยะ, ศาสนาพราหมณในอาณาจกั รขอม, แปลโดย หมอ มเจา สุภัทรดศิ ดิศกุล, 31.
212 • จารึกแมบ่ ญุ ตะวนั ออก 210
พรหมาเปนผูที่เกิดข้ึนมาจากดอกบัว ซึ่งรายละเอียดกําเนิดของพระพรหมาแตกตางกันไปในแตละ
คัมภีร ในสมัยพระเวทกลาววาพระพรหมาถือกําเนิดจากไขทอง ดังทพี่ ระองคม ีนามวา หิรณั ยครรภ
บางก็กลา ววาพระพรหมาถือกําเนิดขึ้นเอง ดังท่ีพระองคม ีนามอีกช่ือหนงึ่ วา สวยัมภู หรืออาตมภ2ู 55
ตอมาในสมัยปุราณะพระพรหมาถือกําเนิดข้ึนมาจากดอกบัว ซึ่งในความคิดของกวีผูรจนาจารึก
ปราสาทแมบุญตะวันออกในทอนน้ีเชื่อถือตามแนวคิดสมัยปุราณะ คือ พระพรหมาเปนผูเกิดจาก
ดอกบัว ปรากฏอยางชัดเจนในคัมภีรฝายผูนับถือพระวิษณุที่กลาววาพระพรหมาประทับนั่งอยูใน
ดอกบัวซึ่งผุดข้ึนมาจากพระนาภีของพระวิษณุมีสถานะเปนเพศชาย256 ความเชื่อนี้โยงมาจนถึงใน
สมัยมหากาพยด ว ย ดังท่ีปรากฏนามของพระพรหมา วา กมลโยนิ และ ปทมโยนิ แปลวา ผูท่ีเกิดมา
จากดอกบัว257 จึงไมใชองคเดียวกับ “พรหม” ในยุคอุปนิษัท พรหมาเปนเทพที่เกิดในสมัยหลังคือ
สมัยอิติหาสะ ไดแก มหากาพยมหาภารตะ รามายณะ และสมัยปุราณะ เปนเทพเพศชายท่ีมีรูปราง
หนาตา และอวัยวะอันเปนสวนประกอบอยางมนุษย มีพระชายาคือพระนางสรัสวดี สวน “พรหม”
สมัยอปุ นิษทั ไมม ีเพศเปน ดวงวิญญาณทีม่ ีอยูทุกหนทุกแหงในจักรวาล (world-spirit) บางก็เรียกวา
“ปรมาตมัน”258 ดังนั้น พระพรหมาจึงเปนพลังสวนสรางสรรคของพรหมันท่ีแสดงออกมาเปน
รูปธรรมเรียกวารูปพรหม หรือ บุคลิกพรหม (พรหมมีตัวตน) พระพรหมาจึงมรี ูปราง มีเพศ พระพร
หมาในฐานะผูสรา งโลกและสรรพสัตวจ ึงไดรับการยกยองวาเปนประชาบดีชัน้ ท่ี 1259 ถึงกระน้ันก็ไม
ปรากฏวามกี ารนบั ถือบชู าเปนเอกเทศในอาณาจักรเขมรโบราณ แตไ ดรับการนับถือรว มกับพระศิวะ
และพระนารายณค อื ตรมี ูรติ สวนเนอื้ หาในโศลกท่ี 6 มีดังน้ี
ขอพระองคผูเกิดจากดอกบัว (พระพรหมา) ผูเปลงเสียงฟารองคือโอมออกมา
พรอ มๆกันดวยพระโอษฐทั้งสี่ราวกับวาตองการที่จะทําใหเมล็ดเช้อื ของพระองคท่ีมีอยู
แตดั้งเดมิ ท่ีถูกหวานไวแ ลวในนาใหงอกข้นึ มาใหมเพอื่ ความสมบรู ณข องการสรางโลกทั้ง
สามจงชนะ (6)
ตามโศลกนี้ไดแสดงถึงบทบาทหนาท่ีตามหลักตีมูรติของพระพรหมาซึ่งเปนผูสราง
โลกและสรรพสัตว กวไี ดก ลา วไวช ดั เจนวา พระพรหมาเปนผูเปลงเสียงคําวา โอม ดังสนั่นเหมือนกับ
เสียงฟา คําราม ดวยพระโอษฐท้ังสี่ (ทีก่ ลา วถึงพระเวทท้งั ส)่ี ดงั ในโศลกที่ 83 ไดกลาววาพระองคเปน
255Edward Washburn Hopkins, Epic Mythology (Varanasi: Indological Book House,1968), 189.
256Pushpendra Kumar. The Visánuá MahapÆ uranÆ aá m, trans. Manmattha Nath Dutt (Delhi: Eastern Book Linkers,
2005), 5.
257Edward Washburn Hopkins, Epic Mythology, 81.
258จิรพัฒน ประพันธว ิทยา, บรรณาธกิ าร, พระตรมี ูรติ, 9.
259ราชบณั ฑิตยสถาน, พจนานกุ รมศพั ทศ าสนาสากล อังกฤษ-ไทย, พิมพครัง้ ที่ 2 (กรุงทพฯ: อรุณการพิมพ, 2548), 109-110.
จารกึ แม่บญุ ตะวนั ออก • 221113
เจาแหงมนตรา ตามความคิดของกวีพระพรหมาเปนเทพแหงวิชาความรู ซ่ึงในความคิดของชาว
อินเดียพระพรหมาเปน เทพแหงการสรางสรรค เปนสัญลักษณของวิชาความรู ความเปนนักปราชญ
ความสําเร็จทางศาสนา เพราะเหตุนี้ อักษรโอมซง่ึ เปนอักษรศักดิ์สิทธ์ิจึงเกิดขึ้นจากการเปลงเสียง
ของพระพรหมาเพ่ือผูกโยงกับสถานภาพของพระพรหมาซ่ึงเปนเทพแหงความรูและความศักดิ์สิทธิ์
กวีกลาวตอมาวาพระพรหมาเปนผูเพาะเมล็ดพืช เปนผูหวานเมล็ดพืช ทําใหเกิดความสมบูรณข อง
การเกิดข้ึนในโลกทั้งสาม น่ันหมายความวาพระพรหมามีบทบาทในการสรางส่ิงตางๆ ในจักรวาล
ดังนน้ั พระพรหมาจงึ มีหนาที่เปนเทพผูสราง และความหมายของการหวานเมลด็ เชื้อดง้ั เดิมลงในนา
ก็คือการสรางสิ่งมชี ีวิตท้ังมวลในจักรวาลนั่นเอง ซ่ึงคตฮิ ินดูถือวาเมลด็ เชอ้ื ดั้งเดิมน้ีมาจากพระผูเปน
เจา เม่ือถึงคราวโลกบรรลัยก็จะกลับไปหาพระผูเปนเจา พอถึงคราวสรางโลกพระพรหมาก็จะเปน
ผูนาํ เมลด็ เช้ือเหลา นัน้ มาสูโลกอีกคร้ัง ในจารึกแมบุญตะวันออกไดกลาวถึงพระนามของพระพรหมา
อีกเปน จํานวนถึง 13 โศลก คอื padmaja, vrahma, ambhojabhu,Æ vidhi, vidhatÆ a,Æ prajaÆpti,
vidhatÆ r,á vedhaÆ, dhaÆta,Æ amvujajanman, kajabhuva, caturaÆsyaprajaÆ พระนามของพระ
พรหมาดงั กลาวปรากฏในโศลกที่ 1, 2, 6, 26, 66, 83, 104, 106, 157, 168, 194, 208 และโศลก
ท่ี 218 สวนใหญก ลา วถึงในเรือ่ งของการเปนเทพผูสราง ซ่ึงตรงตามหลักตรีมรู ติ ดังตัวอยางดานลาง
น้ี คอื
พระพรหมา (ผูสรา ง) คราวสรา งพระจันทรกับพระอาทิตยก ับทรงสรางใหแยกกัน
เหมือนมไิ ดท รงใสใจ แตทรงสรา ง (พระเจาราเชนทรวรมัน) พระองคน ี้ ใหเปนหนงึ่ เดียว
ไรผูเ สมอเหมือน สามารถใหไดทง้ั ความอบอนุ และความสดชนื่ (194)
พระวิษณุ หรืออีกนามอันเปนท่ีรูจักกันดีคือพระนารายณ เปนนามเทพเกาแก เดิม
ทเี ปนเทพแหงแสงอาทติ ยใ นยุคพระเวท สวนในมหากาพยม หาภารตะกลาวถึงพระวิษณวุ าเปนโอรส
องคท ี่ 12 ของพระอาทิตย การถอื กําเนดิ จากเทพแหงแสงอาทิตยในยคุ พระเวท ชวยสงใหพระวิษณุ
กลายเปนเทพผูย่ิงใหญในยุคตอมา260 คัมภีรท ี่ยกยองพระวษิ ณเุ ร่ิมตนจากคัมภีรวิษณุปุราณะ ภาค
วตั ปรุ าณะ นารทียปรุ าณะ ครฑุ ปุราณะ เปนตน261 ตามหลกั ตรีมรู ตพิ ระนารายณ คอื พระผูคมุ ครอง
รักษาความสงบสุขของจักรวาล โดยปรกติพระวิษณุจะทรงประทับอยูทเ่ี กษียรสมุทรบรรทมอยูบน
หลงั อนนั ตนาคราชโดยมีพระชายาคอื พระลกั ษมมี หาเทวี คอยฝา ดูแลปรนบิ ัติอยูขางๆ เสมอ พาหนะ
ของพระวิษณุคือพญาครุฑ เม่ือโลกตองประสบกับภัยพิบัติพระองคจะอวตารลงมาเพ่ือปราบทุกข
260จริ พฒั น ประพันธวิทยา, บรรณาธิการ, พระตรีมูรติ, 40-41.
261ราชบณั ฑิตยสถาน, พจนานุกรมศัพทศาสนาสากล องั กฤษ-ไทย, 553.
214 • จารึกแม่บญุ ตะวันออก 212
ในยุคเข็ญ ผูนับถือไวษณพนกิ าย (Vaishnavism) จะนับถอื พระวิษณุวาเปนเทพสูงสดุ สวนในจารึก
แมบญุ ตะวันออกปรากฏเรือ่ งราวเดน ชัดในบทปณามคาถา โศลกที่ 5 ซึง่ กวกี ลา วถงึ พระวษิ ณุ ดังน้ี
พวกทานทั้งหลายจงนอมไหวพระนารายณขณะกระจายความรุงเรืองไปยังสาม
โลกหลังจากไดเห็นโลกท้งั สามวาสามารถขามไดเพียงดวยการกาวเทา 3 เกาเทานั้นจึง
ไดบ าํ เพ็ญสมาธอิ ยูในมหาสมุทรเพื่อท่ีจะบรรลุถึงภาวะท่ี 4 ราวกับวาแกลงบรรทมหลับ
จนกระท่ังบัดนี้ (5)
เนื้อหาที่ปรากฏนี้ กวีบูชาพระนารายณผูเปนเทพสูงสุดในตรีมูรติเปนอันดับที่สอง
ดวยการแสดงความนอบนอม โดยกลาววาพระนารายณนั้นแผความยิ่งใหญปกคลุมทั่วทั้ง 3 โลก
ไดแก โลกมนุษย โลกสวรรค และโลกบาดาล ดังท่ีพระองคท รงกาวเทาเพียง 3 กาวเพ่ือขามโลกท้ัง
สาม แนวคิดนท้ี ่ีปรากฏในจารกึ ปราสาทแมบญุ ตะวันออกสอดคลองกบั แนวคิดของพระนารายณหรือ
พระวิษณุกาวสามกาวซึ่งปรากฏตั้งแตสมัยพระเวท ในคัมภีรฤ คเวทพระนารายณเปนใหญในบรรดา
เทพแหงแสงอาทิตย มีพลังท่ีย่ิงใหญ เปนผูวัดพื้นที่แผนดินโลก ซ่ึงกาวท้ังสามกาวเปนท่ีอาศัยของ
ส่ิงมีชีวิต262 พระองคมีบทบาทคือการกาวเทาสามกาวซ่ึงแทนแสงพระอาทิตยเวลาตอนเชา ตอน
เทยี่ ง และตอนเย็น263 กาวสามกาวของพระนารายณเ รียกตริวิกรม (trivikrama) เพราะเปนผูมีกาว
ยาว และเพราะเปนผทู ่เี ดินทางไดไ กล ดังนนั้ กา วทั้งสามกาวของพระองคจึงเปนการกาวขามพ้ืนโลก
มนุษยจะสามารถมองเห็นไดเพียง 2 กาว สวนกาวท่ีสามอยูเหนือสุด มนุษยไมอาจมองเห็นได2 64
อยางไรก็ตามในสมัยปุราณะ กาวท้ังสามกาวของพระนารายณปรากฏในนารายณอวตาร ในปาง
วามนาวตาร พระองคก า วขามโลก อากาศ และสวรรค และไดทําใหเกิดความเจริญรุงเรอื งแกโลกท้ัง
สาม กวีกลาววาพระนารายณทรงทําสมาธิในทะเลดวยทรงแสรงหลับ หมายความถึงตอน พระ
นารายณทรงประทบั เหนอื บัลลังกพ ญาอนันตนาคราชอันเปนท่ีอยูในทะเลน้าํ นม265 หรือที่รูจ ักในทับ
หลังนารายณบ รรทมสินธุ ซ่ึงในการหลับของพระนารายณนั้นถือวาเปนชวงเวลาของการสรางโลก
โดยพระพรหมา ดังนั้น เมื่อพระนารายณตื่นบรรทมชวงเวลาของการสรางโลกก็จะเสร็จส้ินลง
เหตุการณชวงน้ีในจารึกปราสาทแมบุญตะวันออกนํามาขยายความวาการแสรงหลับของพระ
นารายณ แมกระท่ังในปจจุบันนี้ แทจริงคือพระนารายณกําลังบําเพ็ญสมาธิเพ่ือตองการจะบรรลุ
262Arthur A.Macdonell, A Vedic Reader for Student (Madrass: Oxford University Press, 1972), 31-32.
263ผาสุข อนิ ทราวธุ , รปู เคารพในศาสนาฮินดู (กรุงเทพฯ: คณะโบราณคดี มหาวทิ ยาลัยศิลปากร, 2540), 40.
264จิรพฒั น ประพันธว ิทยา, “ความสัมพันธระหวางศาสนาพทุ ธและศาสนาพราหมณ” ใน ศลิ ปวัฒนธรรม 13, 9 (กรกฎาคม 2535) :
96-117.
265Vettam Mani, PuraÆniá c Encyclopaedia, 532-533.
จารกึ แม่บญุ ตะวันออก • 221135
ฐานะที่ 4 คือ การบรรลโุ มกษะ อันเปนจุดมงุ หมายสูงสุดในศาสนาพราหมณ266 นอกจากน้ีแลวใน
จารึกไดกลาวถึงพระนามของพระวิษณุถึง 11 โศลก คือ kanÁjadrák, hari, naÆrayÆ anáa, upendra,
jisánáu, madhuripu, ßauri, caturbhuja พระนามของพระวิษณุดังกลาวปรากฏในโศลกท่ี 1, 2, 5,
11, 59, 71, 121, 176, 183, 208 และโศลกท่ี 218 สว นใหญกลาวถึงในฐานะของผูคุมครองปกปอ ง
โลก ซึง่ ตรงตามหลักตรีมรู ติ โศลกที่ 11 ไดกลาววาเปนเทพท่ีไดผกู พันกับกษัตริยในอดีตของกัมพูชา
มาเนิ่นนาน แตถึงกระน้ันก็ยังกลาวถึงในฐานะที่เปนเทพรองจากพระศิวะ หลายคร้ังท่ีกวีเปรียบ
กษัตริยว า เปนพระวษิ ณเุ อง ดังตวั อยา งดา นลา งน้ี คอื
พระองคทรงเปนพระหริผูมีพระเนตรคลายจะหลับ ทรงปกครองประชาชน
เหมือนสตรีเลี้ยงดูลูกๆดวยอก แตก็ทรงเปนผูมีพระศิวะอยูในพระทัยทรงมีความเปน
บรุ ุษปรากฏชดั เจน (121)
พระศิวะ ในยุคฤคเวทยังไมปรากฏนามพระศิวะ แตคําวา ศิวะ ใชเปนคําวิเศษณ
หมายถงึ ความรงุ เรอื ง ความสขุ และหมายถึงฤกษง ามยามดี แมใ นคัมภีรพ ระเวทอ่ืนๆ ก็ไมปรากฏวา
มีเทพช่ือน้ีอยูเลย267 แตประมาณ 3,000 ปมาแลวปรากฏนามเทพเจาผูย่ิงใหญ 2 องคคือ วิษณุ
(Visánuá ) และรุทระ (Rudra) แตที่เดนดานความดุรายคือ เทพรุทระ ในคัมภีรยชุรเวท มีบทสวด
สรรเสรญิ เทพรทุ ระที่ยาวมากบทหนง่ึ ชือ่ ศตรุทรยิ ะ พรรณนาวา เปนผูนําโชค ไมใชผูที่นาสะพรึงกลวั
และเปนหมอคนแรก ในคัมภีรอถรวเวท มีบทสรรเสริญเทพรุทระไววา เปนผูพิทักษรักษาสรรพสัตว
แตมีความดุรายนาสะพรึงกลัว268 ภายหลังยุคฤคเวทเชื่อกันวาเทพรุทระนั้นไดพัฒนามาเปนเทพผู
ยิ่งใหญคือพระศิวะนี้เอง269 ตามหลักตรีมูรติพระศิวะเปนเทพเจาผูทําลาย กลาวเฉพาะพระศิวะ
คัมภีรปุราณะตางๆ เชน ศิวปุราณะ พรรณนาคุณลักษณะวา เปนมหาเทพผูทําลาย ทําใหเกิดใหม
หมายถึง พลังอํานาจที่ทําใหส่ิงท้ังหลายแยกสลายหรือพังทลายจากรูปหนึ่งกลายเปนอีกรูปหน่ึง ซึ่ง
หมายถึงพลังสรางสรรคดวย พระศิวะมีชายา 3 องค คือพระนางอุมาเทวี พระนางคงคาเทวี และ
พระนางสนธยาเทวี แตท่ีไดรับการยกยองเปนพิเศษก็คือพระนางอุมาเทวี สวนใหญในจารึกกวี
กลาวถึงในฐานะเปนมหาเทพสูงสุดที่พระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 ใหความเคารพนบั ถืออยางย่ิงยวด
ซึ่งจะไดกลาวอยางละเอียดตอไปในหัวขอเรื่องไศวนิกาย ตัวอยางดานลางเปนอุทาหรณไดในขอนี้
คอื
266ในสมัยพระเวท ความคิดเรอ่ื งโมกษะหรือหลกั การแหงความหลุดพน เปนจุดมุง หมายสูงสุดของอาตมนั และรูปของพรหมนั
267ราชบณั ฑิตยสถาน, พจนานกุ รมศัพทศ าสนาสากล อังกฤษ-ไทย, 488.
268เร่ืองเดียวกัน, 489.
269Arthur Anthony Macdonell, A History of Sanskrit Literature (New York: D. Appleton and Company, 1900), 74.
216 • จารกึ แม่บญุ ตะวนั ออก 214
ในการสูรบ พระองคไมทรงปรารถนาจักราวุธของพระวิษณุ และแมวัชราวุธของ
พระอินทรใหเปนของตนก็ทรงมีชัยชนะได พระองคทรงประกอบดวยพระราชอํานาจ
ทรงมีชัยชนะเหนือขาศึก เพราะไดรบั แลวซง่ึ ศาสตราวุธของพระมเหศวรทีต่ านทานได
ยากยง่ิ (59)
ในชวงเวลาน้ันแมลัทธิไศวนิกายจะมีอิทธิพลตอสังคมกัมพูชาสมัยพระนครเปน
อยา งมากดงั จะเหน็ ไดจากขอความทป่ี รากฏแตละโศลกของจารึกแมบุญตะวันออก รวมถึงจารึกอ่ืนๆ
ในชวงเวลาเดยี วกันอีกหลาย ๆ หลัก กวีจะแสดงแนวคิดไศวนิกายเปนแกนหลักจากนั้นจึงกลาวถึง
เทพองคอน่ื ตามมาผูเรียบเรยี งพบวา เนื้อหาจารกึ แมบ ุญตะวันออกนอกจากกลาวถึงกลาวถึงพระนาม
ของพระศวิ ะจํานวนมากแลว ยงั มพี ระนามของพระวิษณุและพระพรหมาจํานวนมากเชนกัน ในจารึก
แมบุญตะวันออกกวีกลาวถึงพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 วาแมจะทรงนับถือไศวนกิ ายแตก็ยังทรงให
ความสาํ คัญกับเทพในศาสนาพราหมณน ิกายอื่นดวยซึง่ สอดคลองกับการกลาวแสดงความนอบนอม
เคารพตอ เทพผมู คี วามสาํ คญั ในศาสนาพราหมณ โดยเฉพาะพระตรีมูรติดังท่ีกลาวไวขางตน ดังโศลก
ที่ 208 และ 218 ซึง่ โศลกวา ครั้นพระองคส ําเร็จราชกิจตามประสงคน อกจากจะสรา งศวิ ลึงคแลวยัง
ทรงสรางเสาหลกั ของพระวิษณแุ ละของพระพรหมาดว ย ดงั นี้
พระองคท รงทําราชกจิ ทกุ อยางสาํ เรจ็ แลว แมมแี ขนกาํ ยาํ ก็ไดทรงประดิษฐาน
เสาหลักเหลาน้ีของพระผูมีสี่กร (วิษณุ) และผูเกิดจากดอกบัว (พระพรหม) ดวย
เชน เดียวกบั ลงึ คแ ปดองคของพระผูมีแปดรปู (208)
2. ปรชั ญาของลัทธพิ ราหมณ
คําวา ปรัชญา เปนภาษาสันสกฤต โดยมาจากคําวา ปฺร+ชฺญา แปลวา รูดี รูท่ัว รู
อยางประเสริฐ อนั ไดแกค วามรูทีเ่ กิดจากสนิ้ สงสัยหรอื ความแปลกใจแลว ดังนั้น โดยความหมายของ
ปรัชญาตะวันออกจึงหมายถงึ “ความรูภ ายหลังเม่ือสิน้ ความสงสัย หรือความแปลกใจแลว” อีกศัพท
หน่ึงท่ีใชกัน คือ ทรรศนะ แปลวา ความเห็น คือความเห็นจริงแทในเร่ืองน้ันๆ สวนในประเทศไทย
เรียกวิชาหน่ึงของชาวตะวันตกเรียกวา Philosophy ซึ่งเปนศัพทภาษากรีกมาจากศพั ทวา Philos
ความรัก + Sophia ความรู ความเฉลียวฉลาดปราดเปร่ือง ทรรศนะตะวันตกกลาววา Philosophy
เกดิ จากความสงสยั หรือ ความแปลกใจ อยางไรก็ดี ในปจจุบันเราเขาใจกันดีวา คําวา ปรัชญา ก็คือ
Philosophy นั่นเอง ดวยเหตุนี้จึงมีผูใหนิยามความหมายถึงคําวา ปรัชญาเปนตางๆ นานา แตเรา
อาจจํากดั ความหมายของปรชั ญาไดว า ปรัชญา คอื พฤติการณต ามหลักเหตุผลอันเกิดจากการตรสั รู
เปนปทัฏฐาน ฝาย Philosophy ถือวาพฤติการณตามหลักเหตุผลซ่ึงเกิดจากความสงสัยหรือความ
จารกึ แม่บญุ ตะวนั ออก • 221157
แปลกใจเปนตัวจัด Philosophy ดังน้ัน จึงเห็นไดวา270 เบื้องปลายแหง Philosophy ยอมเปน
เบือ้ งตน แหงปรชั ญาปรัชญาตะวนั ออกทีส่ าํ คัญมสี องสาย คอื ในอารยธรรมอินเดีย-จีน ซ่ึงไมส ามารถ
แยกออกจากศาสนาไดอยางชดั เจน ปรชั ญาความคิดจงึ แยกจากศาสนาไมได2 71
อินเดียจัดเปนบอเกิดสําคัญแหงปรัชญาตะวันออกมาตั้งแตสมัยโบราณกาลและ
กลาวไดวาคัมภีรพระเวทซึ่งเปนคัมภีรสําคัญของศาสนาพราหมณไดเปนแหลงที่มาของปรัชญา
อินเดียทุกสาขา ปรัชญาอินเดยี แมวาจะมีหลายสาขาหรอื หลายลัทธิ แตก ็อาจแบงไดเปน 2 กลุมคือ
กลมุ นาสติกะ (Heterodox) ไดแก กลมุ ท่ีไมเชื่อความสมบูรณและความศักด์ิสทิ ธ์ิของพระเวท ทั้งไม
เชื่อวา มีพระเจาสรางโลก เชน ศาสนาเชน ศาสนาพุทธ และจารวาก อีกกลุมหน่ึง คือ กลมุ อาสติกะ
(Orthodox) กลุมน้ีเชื่อในคัมภีรพระเวทวามีความสมบูรณและมีความศักดิ์สิทธ์ิ แมบางสํานักจะไม
เชื่อเร่ืองพระเจาแตก็เช่ือเรื่องความศักดิ์สิทธ์ิของคัมภีรพระเวท ไดแกสํานักปรัชญา 6 สํานัก คือ
เวทานตะ โยคะ สางขยะ นยายะ ไวเศษิกะ และมีมางสา272 หลักปรัชญาของกลุมท่ีสองนี้เองเปน
ปรัชญาของลัทธิพราหมณท่ีปรากฏในจารึกแมบุญตะวันออก ซ่ึงมีอรรถาธิบายที่ควรทราบดังจะ
กลาวตอไปนี้
2.1 ปรัชญาเวทานตะ
คําวา เวทานตะ (VedaÆnta) แยกศัพทเปน เวท+อนฺต แปลวา ที่สุดของพระ
เวท อันไดแกอุปนษิ ัทนน่ั เอง แตต อมาเวทานตะไดขยายไปถึงความคิดทุกอยางท่ีวิวัฒนาการไปจาก
อุปนิษัทดวย และเปนเหตุใหเกิดเวทานตะโดยตรง กลาวคือ ฤษีพาทรายณะไดยอความสําคัญของ
อุปนิษัทไวในหนังสือพรหมสูตรหรือเวทานตสูตร ซึ่งผลงานนี้เองพัฒนามาเปนระบบปรัชญา
เวทานตะ แบงเปน 2 สํานักใหญ คือ อไทฺวตะ เวทานตะของศังกราจารย (เกิด พ.ศ.1331) และ
วิศิษฏาไทฺวตะ เวทานตะของรามานุช (เกิด พ.ศ.1560)273 จารึกแมบุญตะวันออก (พ.ศ.1495) น้ีจึง
ปรากฏอิทธิพลเวทานตะของศังกราจารยซ่ึงเขามากอนหนารัชสมัยของพระเจาราเชนทรวรมันไม
นานนัก โดยพราหมณวามศวิ ะผเู ปน พระอาจารยข องพระเจา ยโศวรมัน (พ.ศ.1432-1443) ตง้ั แตทรง
พระเยาวน้ันเปนศิษยของพราหมณศิวโสมผูเปนสานุศิษยของนักปรัชญาชาวอินเดียคือทานศังกรา
จารย2 74 เปน ผูเ ผยแผแ ละไดร ับความนิยมอยา งแพรหลายโดยเฉพาะในราชสํานักต้ังแตน น้ั เปนตนมา
270บุญมี แกน แกว, ปรชั ญา, พมิ พครงั้ ท่ี 3 (กรงุ เทพฯ: โอเดยี นสโตร, 2541), 1-4.
271ประพจน อศั ววิรุฬหการ, “ความเชอื่ และศาสนากับสงั คมไทย,” ใน ประมวลสาระชุดวิชา ไทยศึกษา หนว ยที่ 6 สาขาวิชาศิลป
ศาสตร สํานักพิมพมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, พิมพคร้ังท่ี 21 ปรับปรุงคร้ังท่ี 2 (นนทบุรี: สํานักพิมพ
มหาวทิ ยาลยั สุโขทยั ธรรมาธิราช, 2537), 279-322.
272ประยงค แสนบรุ าณ, ปรชั ญาอินเดยี (กรงุ เทพฯ: โอเดยี นสโตร, 2547), 17-18.
273ฟน ดอกบวั , ปวงปรัชญาอินเดยี , พมิ พคร้ังท่ี 2 (กรงุ เทพฯ: ศยาม, 2555), 103, 128.
274มาดแลน จโิ ต, ประวตั เิ มืองพระนครของขอม, แปลจาก Histoire d’Angkor, แปลโดย หมอ มเจา สุภทั รดศิ ดศิ กลุ , พมิ พคร้งั ท่ี 4
(กรุงเทพฯ: มติชน, 2552), 5; และ หมอมเจา สภุ ัทรดศิ ดิศกุล, ประวตั ิเอเชยี อาคเนย ถงึ พ.ศ.2000, 172.
218 • จารึกแมบ่ ญุ ตะวนั ออก 216
จนถงึ รชั สมัยของพระเจา ราเชนทรวรมันท่ี 2 ปรัชญาสํานักน้ีก็ยังปรากฏชัดเจน จากบทปณามคาถา
ของจารึกแมบญุ ตะวนั ออกตน เรอ่ื ง ที่กลาววาพระผูเปนเจามีหน่ึงเดียวนัน้ ไดสะทอนถึงหลักปรัชญา
เวทานตะในศาสนาพราหมณลัทธิไศวนิกาย ซึ่งมีศังกราจารยเปนบุคคลสําคัญของลัทธิปรัชญา
เวทานตะถายทอดในสํานักแลวลูกศิษยไดนําไปเผยแพร ปรัชญาน้ีเชื่อเร่ืองอาตมันวาความจริงมี
เพียงหน่ึงเดียว คือ พรหมัน หรืออาตมัน ปรามาตมัน และชีวาตมัน ก็คืออยางเดียวกัน ทรรศนะ
อยางน้ีเรียกวา อไทฺวตะ แปลวา ความไมมีสอง หรือ เอกนิยม (Monism) แตแบงไดเ ปนสองระดับ
คือ พรหมมันระดับสูง (ปรพรหม) เปนนามธรรมเปนภาวะทบ่ี ริสุทธิ์ จงึ ทรงอยูเหนอื คุณสมบัตแิ ละ
คุณวิเศษทั้งหลาย จึงทรงเปนนิรคุณพรหมัน ไมอาจพรรณนาถึงได อีกประการหนึ่ง คือ พรหมัน
ระดับตาํ่ (อปรพรหม) ทรงเปนรูปธรรมทรงถึงพรอมดวยคุณสมบัตแิ ละคุณวิเศษตางๆ จึงเปนสคุณ
พรหมัน ดังน้ัน พระองคจึงสรางโลก รักษาโลก และทําลายโลก อันตรงตามหลักของตรีมูรติ ทรง
กําหนดชะตากรรมของคนและสัตว ทรงสถิตอยูในท่ีทุกแหง275 ดังเนื้อหาจารึกแมบุญตะวันออก
โศลกแรก คอื
เพื่อความสําเร็จแหงพระราชประสงคของพระราชา ขาพเจาขอนอมไหวแดพระ
ศิวะ ผูเปนจิตนิรันดร276 แทรกซึมอยูทุกหนทุกแหง (ในจักรวาล) ผูแมจะมีหน่ึงเดียว
เพื่อความยินดีของตน ในการทําลาย การคุมครอง และการเกิดข้ึนของโลก จึงถูกแบง
ดวยอํานาจพเิ ศษออกเปน 3 คือ เปนผูเกิดจากดอกบัว (พระพรหมา) เปนผมู ีตาเหมือน
ดอกบัว (พระวิษณุ) เปนผูมี 3 เนตร (พระศวิ ะ) ผูประกอบไปดวยคุณ 3 อยา ง ผูเกิด
จากโอม (การสวดพระเวท) ซึ่งทําใหแสงของไฟ พระจันทร และพระอาทิตยสองแสง ผู
เลศิ ท่สี ุด ผูอ ยูเหนือทุกส่งิ ทกุ อยาง (1)
จากโศลกขางตนกวีกลาวถวายสดุดีแดพระศิวะ และตอดวยการอธิบาย
ลักษณะของพระผูเปนเจามีเพียงหนึ่งเดียว เปนจิตนิรันดร (ปรพรหม) ผูอยูเหนือทุกสิ่งทุกอยาง
(นิรคุณ-พรหมัน) สอดคลองตามหลักปรัชญาเวทานตะวา ทุกๆ สรรพสิ่งหรือสวนตางๆ อันเปนตัว
แทนท่มี ีอยมู ากมายนั้นตา งก็เกิดมาจากพระผูเปนเจาเพียงพระองคเ ดียว พระองคแ ทรกซึมอยูในทุก
ส่ิง ซง่ึ ทุกสรรพสิ่งก็มิใชสิ่งอื่นใดนอกจากสภาวะของพระผูเปนเจา (อปรพรหม) ซ่ึงแบงเปน 3 คือ
พระพรหมาในการสรางโลก พระวิษณุในการคมุ ครองโลก พระศิวะในการทําลายโลก และสรรพสิ่ง
275 ฟน ดอกบัว, ปวงปรชั ญาอนิ เดีย, 107-108.
276เปนลักษณะของพรหมันที่สามารถอธิบายได ในคัมภีรอุปนิษัทสมัยหลังไดกลาววามี 3 ลักษณะ คือ sat- ความจริง หรือ
ธรรมชาติ, cit- คิดได ไมลองลอย, aÆnanda- ความสุข ดู Paul Deussen, The Philosiphy of The Upanishads (Delhi:
Oriental Publishers, 1972), 128.
จารกึ แมบ่ ญุ ตะวันออก • 221179
ในสากลโลกจะประกอบดว ยคณุ 3 (สคุณพรหมนั ) ซี่งไดรบั จากผูเปนเจาสงู สุด และคุณสามประการ
น้ีมีผลตอ นรชนทุกกรณ2ี 77 ทําใหแสงของไฟ พระจันทร และพระอาทิตยส องแสง
ทรรศนะเก่ียวกับเรื่องโลก อไทฺวตะ เวทานตะถือวาโลกเปนสิ่งไมจริงแท โลก
เปนเพียงปรากฏการณของพรหมัน ที่ปรากฏใหเห็นท่ีเปนอยูก็ดวยอํานาจมายา และทรรศนะ
เกี่ยวกับมายา อไทฺวตะ เวทานตะ มายาเปนสิ่งที่อิงอาศัยอยูกับพรหมัน มายาเปนส่ิงไมจริงแทถูก
ทําลายไดเม่ือบุคคลบรรลุโมกษะ แตก็ใชวาไมจริงแทเสียเลย เพราะสามารถทําใหพรหมันปรากฏ
เปนโลกแหงความหลายหลาย จากสองโศลกที่ 1 และ 4 ทาํ ใหเ รามองเห็นหลกั ปรัชญาของเวทานตะ
เรือ่ งพรหมัน คอื ความจรงิ อันมหี น่งึ เดยี ว และสง่ิ ตา งๆ ปรากฏไดดว ยอํานาจมายาซึ่งเปนสิ่งไมจริงแท
แตกดับได โลกและสรรพส่ิงเปนเพียงมายาของพรหมันเทานั้น278 ความโดดเดนของปรัชญา
เวทานตะ คือ ความลุมลกึ ในปรัชญาที่สามารถประสานทรรศนะใหญ 2 กลุม คือ พวกท่ีมีความเห็น
ขัดแยง ในเรื่องพรหมนั และการสรา งโลกไวได
2.2 ปรชั ญาโยคะ
ลัทธิโยคะ (Yoga) นี้มีความเกาแกมีมากอนพุทธกาล เช่ือกันวาแตเดิมลัทธิ
โยคะและสางขยะเปนลัทธิเดยี วกัน ตามประวัติกลาววา ปตัญชลี เปนผูใหกําเนดิ ลทั ธโิ ยคะ ทานผูนี้
ไดร จนาโยคสตู รขึ้น คําวา โยคะ ใชในความหมายหลายอยาง หมายถึง “วิธีการ” ก็ได แตโดยท่วั ไป
ใชในความหมายวา “รวม”279 คัมภีรอุปนิษัทและภควัทคีตามีทรรศนะวา คือการรวมอาตมันยอย
หรือชีวาตมันเขากับอาตมันสากล หรือ ปรมาตมัน280ซ่ึงเปนเปาหมายสูงสุดในชีวิต ในโศลกที่ 2 ซึ่ง
เกี่ยวของกับปรัชญาปฺรณวและโยคะ กลาววา ผูท่ีจะรูไดก็คือเหลามุนีที่ปฏิบัติโยคะ กวีกลาวถึงวิธี
เขาถึงพระศิวะ(Íßvara) ไดอ ยางแทจริงและสามารถเห็นรปู อันสูงสุดนั้นไดดวยพระเวททั้งสาม และ
ดว ยการปฏบิ ตั โิ ยคะ (yogaÆdhigamya) ซง่ึ เปน วิธีปฏบิ ตั ิในลัทธโิ ยคะ ดงั ขอความวา
เพ่ือความสําเร็จขอใหความนอบนอมของพวกทานจงมีแกพระศิวะผูเปนเจาผูมี
แกนแทคือโอมผูมรี ูปอันสูงสุดท่ีจะรูไดดวยพระเวทท้ังสามที่มียอดของมวยผมประดับ
ดวยพระจันทรขางขึ้นผูเปนเมล็ดเชื้อที่สรางการเกิดข้ึนของพระพรหมา พระหริ (พระ
วษิ ณ)ุ และพระอศี วร (พระศวิ ะ) ผแู ตกตางเปน 3 ประการเพราะกลา ซึ่งสามารถท่ีจะรู
ไดด วยโยคะซ่ึงมุนีท้ังหลายเรียกวา อักษรทีเ่ ห็นไดด ว ยตา(หมายถึงเหน็ ไดดว ยตนเอง)(2)
277ทองหลอ วงษธ รรมา, ปรชั ญาอินเดีย (กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร, 2535), 165.
278ราชบณั ฑิตยสถาน, พจนานุกรมศัพทศาสนาสากล อังกฤษ-ไทย, 565.
279สุนทร ณ รงั ส,ี ปรัชญาอินเดยี : ประวตั แิ ละลัทธิ (กรงุ เทพฯ: บพธิ การพิมพ, 2521), 185.
280ประยงค แสนบรุ าณ, ปรชั ญาอนิ เดยี , 186.
220 • จารกึ แม่บญุ ตะวนั ออก 218
ซึ่งการปฏิบัติโยคะที่สะทอนในจารึกแมบุญตะวันออก คือ พระศิวะทรงเปน
แสงสวางภายใน (อานฺตรฺ โชฺยติะ) พระองคปรากฏในรูปน้ีแดพวกโยคีหรือพวกมุนีท่ีมองเพงเวลา
บําเพ็ญสมาธิ แสงสวางที่ปรากฏภายในนั้นคือองคพระศิวะ (ศิวางฺค) บรรดาผูบําเพ็ญสมาธิเหลานี้
มิไดม องเห็นแสงสวางนี้ภายในของตัวเองเทา นั้น แตภายในใจของส่ิงมีชีวิตท้ังหลายดวย หลงั จากน้ัน
พวกเหลาผูบําเพ็ญสมาธิจึงมองเห็นพระผูเปนเจาผูเปนใหญอยูเหนือความหมายท้ังส้ิน แสงสวาง
ภายในจึงหมายถงึ อาตมนั ของจกั รวาล (สรฺ วาตฺมนฺ) การมองเห็นหลักธรรมแหงตัวตน (ในโลก) เชนน้ี
นําไปสูหลักธรรมสูงสุด (เหนือโลก) คือ ปรพฺรหมนฺ หรือ ปรมาตฺมนฺ281 ซ่ึงโดยที่แทโยคะเปนการ
ปฏิบัติของ “พรหมวิทยา” หรือ “เวทานตะ” เพื่อใหตัวเองเปนอันหน่งึ อันเดียวกับ “พระอีศวร”
หรอื “พรหม” น่ันเอง282 และตรงกับโศลกที่ 38 ท่ีกลาวไววา “เหมือนปญญาของมนุ ีทั้งหลายมุงไป
รวมอยูกับอาตมโยคะ” ซึ่งหมายถึงการบําเพ็ญสมาธิของเหลามุนีเพ่ือใหตัวเองรวมเปนอันหนึ่งอัน
เดียวกบั อาตมันหรือพระผเู ปนเจา (Íßvara) น่ันเอง ความขอนี้จึงตรงกับปรัชญาโยคะของปตัญชลีซ่ึง
มที รรศนะตอพระเจาในความหมายวา พระเจา มอี ยูในทางปฏิบัติเทานั้น283 นอกจากโศลกท่กี ลาวมา
ในโศลกที่ 33 ยงั มกี ารกลาวถึงธยานะ284และการบาํ เพญ็ สมาธิ อันเปนลําดบั ที่ 7 และ 8 ในอัษฏางค
โยคะ ซึ่งเปนวิธีปฏิบัติเพื่อใหปุรุษะแยกตัววออกจากประกฤติกลับคืนสูโมกษะหรือไกวัลยะอีกดวย
สมาธอิ นั ยงิ่ ใหญค ือผลข้ันสดุ ทา ยของโยคะ ภาวะอนั มองเหน็ ยากซง่ี หย่ังถึงไดดวยโยคะนี้ คือภาวะซ่ึง
คนเราไมมอี กี ตอไปคงมีแตพ ระอีศวรผเู ปนเจา นี้แลคอื ปรัชญาของโยคะ
2.3 ปรชั ญาสางขยะ
สางขยะ (SaṅÆ khya) เปนลัทธิ 1 ใน 6 ปรชั ญาของฮินดู และเปนลัทธปิ รัชญา
ฮนิ ดูที่เกาแกสุดในบรรดาลัทธิ 6 มมี ากอนพุทธกาล ประมาณกันวาราวหนึ่งศตวรรษกอนพุทธกาล
เปน อยา งชา สว นผูรวบรวมปรัชญาสางขยะนํามาตัง้ เปน ลทั ธิใหมกค็ ือ ทานฤษีกปละ โดยทานไดแตง
คัมภีรสางขยปรวจนสูตรขึ้น285 เปนลัทธิปรัชญาท่ีมาคูกับโยคะ โดยสางขยะเนนหนักที่อภิปรัชญา
สวนโยคะเนนหนักดานการปฏิบัติเพื่อเขาถึงโมกษะ ทั้งสองสํานักนี้ยอมรับในขอน้ีซ่ึงกันและกัน
นักวิชาการดานปรัชญาอินเดียมักเขียนอธิบายสํานักสองปรัชญานี้รวมกัน สางขยะเปนปรัชญาทวิ
นิยมที่เชือ่ วา สจั ภาพหรอื ความจรงิ แทสงู สดุ มี 2 อยา ง คือ ประกฤตแิ ละปุรุษะ เน้ือหาโศลกท่ี 25 กวี
281กมเลศวร ภฏั ฏาจารยะ, ศาสนาพราหมณในอาณาจักรขอม, แปลโดย หมอ มเจา สุภทั รดศิ ดิศกลุ , 26.
282สมัคร บุราวาศ, ปรชั ญาพรหมณในสมัยพทุ ธกาล, พิมพครง้ั ที่ 2 (กรุงเทพฯ: ศยาม, 2554), 47.
283ประยงค แสนบุราณ, ปรัชญาอนิ เดยี , 118.
284การกาํ หนดจิตใหอ ยกู ับอารมณของสมาธิใหย ่งิ ข้นึ ไปอีก กลา วคอื จิตจะตอ งอยกู ับอารมณข องสมาธิตลอดเวลา ไมห ยดุ ชะงัก ดู ฟน
ดอกบวั , ปวงปรชั ญาอินเดีย, 151.
285สนุ ทร ณ รังส,ี ปรัชญาอินเดยี : ประวตั ิและลัทธิ (กรุงเทพฯ: บพธิ การพิมพ, 2521), 163-164.
จารกึ แมบ่ ุญตะวนั ออก • 221291
กลาวถงึ ปรัชญาลัทธิสางขยะ และกวีไดกลาวถึงซ้ําอีกคร้ังในโศลกท่ี 82 “พระองคข ณะทรงแสดงให
เห็น มหัต และกรรมะ อันหลากหลาย ตลอดเวลา จึงถูกรูวาเปนประกฤติอันดัง้ เดิม” สวนส่ิงท่ีเกิด
จากประกฤตปิ ระกอบดว ยคุณสาม คือ สัตตวะ รชัส และตมัส286 ซง่ึ ปราฏในโศลกท่ี 1, 82 เนื้อหา
ดังกลาวมตี วั อยา งดงั ตอไปน้ี
แมลักษณะทั้งหมดของปรุ ษุ ะและมหัตถกู ทําใหปรากฏแลวรวมกันกับประกฤติใน
พระองคพ ระองคก ็ไดประกาศแลวซ่ึงความเปนใหญ (ความเปนเทพเจาสูงสุด) ซ่ึงทําให
มีข้ึนมาไดด ว ยลัทธสิ างขยะและคัมภีรโดยวธิ ใี ดวธิ ีหนึง่ ไมได (25)
พระองคขณะทรงแสดงใหเห็น มหัต และกรรมะ อันหลากหลาย ตลอดเวลา จึง
ถูกรูวาเปนประกฤติอันดั้งเดิมแมจะไมใชคําพูดก็ไดประกาศแลวซ่ึงประธานอันมีคุณ
สามท่ไี มมอี ะไรเทยี บเทาไดเพราะการสมั พนั ธก ับคุณ 6 (82)
ตามทรรศนะของสางขยะเช่ือวา ประกฤติ (ประธาน, ศักติ) มีความคลายคลึงกันกับ
“ตตฺ เอกมฺ (สิ่งน้ันมีหนึ่งเดียว) ในคัมภีรฤคเวท287 เปนธาตุมูลฐานสิ่งของสรรพสิ่ง (ท่ีเปนวัตถุ
ทง้ั หมด) เปนมลู การณะของโลกและจักรวาล ตัวมันเองเปนวัตถุธาตุมีความละเอียดประณีตมาก มัน
เปนแหลงกําเนิดของโลกและจักรวาลจากสิ่งท่ีหยาบท่ีสุดจนถึงสิ่งท่ีละเอียดท่ีสุด เชน มนัส พุทธิ
และอหังการ เปนตน แตตัวมันเองเปนส่ิงท่ีไมไดเกิดขึ้นมาจากอะไร มีอยูเปนอยูดวยตัวมันเอง ไม
ตาย และจะไมสญู หายไปไหน ส่ิงทงั้ ปวงมีอยใู นประกฤตกิ อนแลว เมื่อมันเกิดข้ึนเพียงปรากฏออกมา
จากประกฤติ และจะกลับคนื สปู ระกฤติตามเดิมในเวลาท่ีมันถึงกาลอวสานหรือแตกดับ สวน ปุรุษะ
เปนตัวตนท่ีเท่ียงแทข องสงิ่ มีชีวิตท่ีมจี ิตทุกชนิด (ท่ีเปนทางวิญญาณ) ปุรุษะ คือ อัตตาหรือวิญญาณ
บริสุทธิ์ เปรียบไดกับชีวาตมันของปรัชญาอินเดียระบบอ่ืนๆ แตตางจากชีวาตมันของระบบอ่ืนๆ
ตรงทีป่ รุ ษุ ะไมไดเ กดิ มาจากการสรางของพระเจา มนั มีอยเู ปนอยูโ ดยตัวมนั เอง เหตุที่แตเดิมนั้นโลกน้ี
ยงั ไมเกิดข้ึนเพราะวา ประกฤตแิ ละปุรุษะตางก็แยกกันอยู ไมไ ดมาเกี่ยวของสัมพันธกัน288 ตอมาเมื่อ
ประกฤติและปุรษุ ะมาสัมพันธกันเขา (สังโยคะ) ก็เกิดจุดเริ่มตนของวิวัฒนาการของโลกข้ึน ในการ
สมั พันธก ันน้ันไมไ ดห มายความวาปุรุษะหรือประกฤติเคล่ือนเขาหากัน เพราะปุรุษะไมมีกิริยาหรือไม
มกี ารเคล่อื นท่ีจงึ เคลอ่ื นเขา หาประกฤตไิ มไ ด และประกฤติกไ็ มไดเขาหาปุรุษะจริงๆ แตความสัมพันธ
286ดเู พมิ่ เติมในหัวขอตรมี รู ติ เชิงอรรถท่ี 36.
287Troy Wilson Organ, Hinduism : Its Historical Development (New york: Barrson’ Educational Series, 1974),
218.
288ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมศพั ทศาสนาสากล อังกฤษ-ไทย, 452-453; และ สุนทร ณ รังสี, ปรัชญาอินเดีย : ประวัติและ
ลทั ธิ, 163-164.
222 • จารึกแม่บญุ ตะวันออก 220
น้ันเกิดจากแรงสะทอน (Reflection) คือ ปุรุษะสะทอนเขาหาประกฤติ เปรียบเทียบไดกับความคิด
ของจิตท่ีสามารถส่ังใหรางกายเกิดการเคลื่อนไหวได เม่ือประกฤติและปุรุษะสัมพันธกันดังท่ีกลาว
มาแลวสวนท่ีเกิดจากประกฤติเปนส่ิงที่ไมเที่ยง ประกอบดวยคุณะ 3 อยาง เม่ือใดคณุ ะทั้งสามเสีย
สมดุล เมื่อน้ันเรียกวาอยูในภาวะวิวัฒนาการ โดยโลกและทุกสิ่งในโลกวิวัฒนาการมาจากประกฤติ
สงิ่ ท่ีแรกเกิดขึ้นจากการสัมพนั ธกนั น้นั คือ มหตั หรือ พุทธิ (สตปิ ญญา-ทําใหเกิดความม่ันใจและการ
ตกลงใจ) ผลผลิตอันดับท่ี 2 ซ่ึงเกิดจากมหัตหรือพุทธิ คือ อหังการ (ความรูสึกวาเปนตวั เปนตน ตัว
เราของเรา) หลังจากอหังการเกิดข้ึน แลวจะมี มนัส ญาเณนทรีย 5 (อวัยวะเพ่ือการรับรู 5) กรรเม
นทรีย 5 (อวัยวะเพ่อื การกระทํา 5) และตนั มาตระหรือสุขุมรปู 5 จากสุขมุ รูป 5 (มูลฐานธาตุพ้ืนฐาน
อันละเอียดออน) ก็จะเปนมหาภตู รูป 5 (อากาศธาตุ, ธาตุดิน, ธาตนุ ํ้า, ธาตลุ ม, ธาตุไฟ) ซ่งึ เกิดมา
จากสขุ ุมรูป 5 อกี ทีหนึ่ง ซ่งึ สามารถเขยี นเปน แผนผังรปู ภาพไดดังนี้
ปุรุษะ ประกฤติ สัตตวะ รชัส
(วิญญาณบริสุทธิ, ตัวรหู รือสัมปชญั ญะ) ตมสั
มหัต (พทุ ธิ)
อหงั การ
มนัส ญาเณนทรยี 5 กรรเมนทรีย 5 ตนั มาตระ 5
มหาภตู 5
แผนภมู ิที่ 3 หลกั ปรชั ญาของสางขยะกับแนวคิดเรื่องปุรุษะและประกฤติ
จารึกแม่บญุ ตะวนั ออก • 222213
แมวาทั้ง 3 ส่ิง คือ สัตตวะ รชัส และตมัส จะเรียกวา “คุณะ”แตก็ตางจากคุณะใน
ปรัชญานยายะและไวเศษกิ ะ เพราะในสองปรัชญานสี้ ิ่งท่เี รยี กวา คุณะ หมายถงึ คุณสมบัตขิ องสะสาร
(substance) แตตัวของคุณะเองปราศจากคุณสมบัติ สวนในปรัชญาสางขยะ คุณะเปนสิ่งท่ีมี
คุณสมบตั ขิ องมนั เอง และเพราะเปน สวนประกอบของประกฤติเทา นั้น289
2.4 ปรชั ญานยายะ
ลัทธินยายะ (NyayÆ a) ตามประวัติไดกลาววา ฤษีโคตมะ เปนปฐมาจารยผู
กอตั้ง บางทีก็เรียกเคาตมะหรืออักษปาทะ (200 ปกอน ค.ศ.) คําวา นยายะ แปลวา การโตแยง ซึ่ง
บงวาลัทธินี้เปนระบบปรัชญาท่ีหนักไปทางสงเสริมสติปญญา บางทีก็เรียกอีกหลายชื่อ เชน
ตรรกศาสตร เปนตน เปนสํานักที่คูกับสํานักไวเศษิกะ นยายะพัฒนาแนวความคิดทางปรัชญา
เนน หนักทางดา นญาณวทิ ยา สว นไวเศษกิ ะเนนหนกั ทางดา นอภปิ รชั ญา ท้งั สองสํานกั ยอมรับปรัชญา
ขอน้ีของกันและกัน เกี่ยวกับญาณวิทยาหรือทฤษฏีความรู ปรัชญานยายะเรียกทฤษฏีความรูท่ี
ถูกตอ งวา ประมา สว นทีม่ าแหงความรูที่ถูกตองเรียกวา ประมาณะ หรือ ประมาณ290
ในโศลกท่ี 72ผูเรียบเรียงสันนิษฐานวากวีกลาวถึงปรัชญานยายะ คือ กลาววา
พระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ไดรบั เอาทิศท้งั ส่ี ซึ่งมีสวนขยายที่รูกันแลว เหมือนกับความรูท้ังหลาย
ซ่ึงนา จะตรงกับปรัชญานยายะ ทิศทั้งส่ีในท่ีน้ีจึงหมายถึงประตูแหงความรูหรือบอเกิดแหงความรูมี
อยู 4 อยา ง ไดแก 1.ประจักษประมาณ (perception) ความรูโดยประจักษ ไดแกความรทู ่ีไดมาโดย
ผานประสาทสัมผัส 2.อนุมานประมาณ (inference) ความรูเกิดจากการหาเหตุผล 3.อุปมาน
ประมาณ (comparision) ความรูเกิดจากการเปรียบเทียบหรอื เทียบเคียง 4.ศัพทประมาณ (verbal
testimony) ความรูโดยการบอกเลาของผอู น่ื อันเปนหลักปรชั ญานยายะ ขอ ความในโศลกนน้ั ดงั น้ี
ความเหมาะสมแกความเพียรอันใหสําเร็จประโยชนที่ปรารถนาต้ังแตยังทรงพระเยาว
พระองคทรงมีความขยันหมั่นเพียรเพื่อความเพิ่มพูนข้ึนของคุณทั้งสาม .......... ไดรับเอาทิศ
ทัง้ สี่ซงึ่ มีสวนขยายทีร่ กู ันแลว เหมือนกับความรทู ้งั หลาย (72)
2.5 ปรชั ญาไวเศษิกะ
ลทั ธิไวเศษิกะ (Vaißesáika) เปนสํานักปรัชญาคูกับนยายะ มีความสัมพันธก ัน
อยา งใกลชดิ เพราะนยายะไดนําอภิปรัชญาของไวเศษิกะมาใช และในทํานองเดียวกันไวเศษิกะก็นํา
ญาณวิทยาของนยายะมาใช นักปราชญดานปรัชญาอินเดยี สวนมากลงความเห็นวา ไวเศษิกะเกิดข้ึน
กอ นนยายะ291 ผูใหกาํ เนิดลัทธไิ วเศษิกะ คอื กณาทะ ซ่ึงรจู ักกันในชื่ออ่ืนอีก 3 ช่ือ คือ กณาภุกะ อุลู
289ราชบณั ฑติ ยสถาน, พจนานุกรมศัพทศ าสนาสากล องั กฤษ-ไทย, 451-452.
290เร่อื งเดียวกนั , 355.
291Surendranath Dasgupta, A History of Indian Philosophy (Delhi: Motilal Banarsidass, 2012), 279-280.
224 • จารึกแม่บญุ ตะวันออก 222
กะ และกาศยปะ292 ทานไดเขียนไวเศษิกสูตรขึ้น ไวเศษิกะ หมายถึง ปรชั ญาทเี่ นนถึงความแตกตาง
อันเกิดจากคุณลกั ษณะเฉพาะของสิ่งนั้นๆ ซงึ่ หลกั ปรชั ญาของสาํ นักนีป้ รากฏในจารึกดังนี้
ดวยการดําเนนิ ไปอยางสาํ คัญในคณุ ทง้ั หลาย สงิ่ ทเี่ ก่ยี วเนือ่ งดวยคุณจึงเปน ไปในทรัพย
ทั้งหลายได แมการคํานวณก็ไมสามารถทราบถึงความรูเรื่องลัทธิกาศยปะของพระองคได
(150)
จากขอมูลเบื้องตนน้ี ปรากฏชัดเจนวากวีกลาวถึงพระเจาราเชนทรทรวรมันท่ี 2 ทรงมี
ความรอบรูเรื่องหลักคําสอนลัทธิไวเศษิกะของกาศยปะซึ่งเปนอีกนามหนึ่งของทานกณาทะผูให
กําเนิดลัทธิไวเศษิกะเปนอยางดี เนื้อความที่ปรากฏเปนเรื่องอภิปรัชญาโดยยอของสํานักนี้คือปทาร
ถะ (category) ซึ่งท้ังหมดน้ันมี 7 อยา ง293 คอื 1) ทรัพยะหรือสะสาร (substance) แบงออกเปน 2
ชนิด คือสารผสาม เชน หมอ ตนไม กระดาษ และอันติมะหรือธาตุพ้ืนฐานด้ังเดิมซ่งึ มี 9 อยาง คือ
ดิน น้ํา ไฟ ลม อากาศ กาละ อวกาศ อาตมัน และมนัส 2) คณุ ะ (quality) สิ่งท่ีเปนคุณสมบัตขิ อง
สารตางๆ เชน ความออน ความแข็ง สี กล่ิน ขนาด เปนตน 3) กรรมะ (action) กิริยาอาการ คือ
การเคลื่อนไหว การหดขยาย ซ่งึ มีลักษณะ 5 อยาง 4) สามานยะ (generality or universality)
ลักษณะรวม หมายถึงลักษณะสากลของสิ่งท่ีมีอยูในประเภทเดียวกัน 5) วิเศษะ (particularity)
ลักษณะเฉพาะ 6) สมวายะ (inherence) ความแนบแนน หมายถึง ความแนบเนื่องหรอื สัมพันธกัน
ของส่ิงสองสิ่งที่เชื่อมแนนแยกกันไมออก 7) อภาวะ (non-existence) ความไมมีอยู มี 4 ประการ
ไดแก ความไมมีอยูกอน ความไมม ีอยูภายหลัง ความไมมีอยูในรูปของสิ่งอื่น และความไมมีอยูโดย
สิ้นเชิง
2.6 ปรัชญามีมางสา
มีมางสา (MímamÆ sá a)Æ มีความหมายโดยพยัญชนะวา “ความคดิ ที่ไดร บั การยก
ยอง” แรกเร่ิมเดิมทีใชสําหรับการอธิบายความหมายแหงพิธีกรรมในพระเวท อีกความหมายหนึ่ง
หมายถงึ “การพจิ ารณาสอบสวนอยางถี่ถว น”294 สาํ นกั ปรัชญามีมางสาไมปรากฏหลักฐานวาเกิดข้ึน
เมื่อไร รูกันวาเปนลัทธิที่ไชมินิ ผูแตงมีมางสาสูตรเปนผูตั้งขึ้น สันนิษฐานวาไชมินิมีชีวิตอยูในชวง
ศตวรรษท่ี 3 กอนคริสตกาล295 ทรรศนะตอเรื่องกรรมของปรัชญามีมางสา คอื กรรมใดทบี่ ุคคลท่ี
บุคคลกระทําสอดคลองตอธรรม กรรมนั้นจัดเปนกรรมดีและกอใหเกิดผลคือความสุข สวนกรรมที่
292ราชบณั ฑิตยสถาน, พจนานุกรมศัพทศาสนาสากล องั กฤษ-ไทย, 550.
293Surendranath Dasgupta, A History of Indian Philosophy, 285-287.
294ราชบณั ฑิตยสถาน, พจนานุกรมศพั ทศ าสนาสากล อังกฤษ-ไทย, 333.
295Troy Wilson Organ, Hinduism : Its Historical Development , 212.
จารึกแม่บุญตะวันออก • 222235
สอดคลองกับอธรรม กรรมนั้นจัดเปนความช่ัว กอใหเกิดผลคือความทุกข ความเดือดรอน296 มีมาง
สาถือวากรรมท่ีบุคคลกระทําแลวน้ันจะกอใหเกิดอํานาจท่ีมองไมเห็นขึ้นในชีวาตมันเปนพลังศักดิ์
(potential) ที่แฝงอยใู นการกระทําแลว คอยโอกาสใหผ ล เมอ่ื กลา วถงึ ความสุขลัทธิมมี างสาไดจัดไว 4
ลาํ ดบั เรยี กวา ปุรษุ ารถะธรรม คือ จดุ มงุ หมายของชีวติ อันกอ ใหเ กดิ ความสุข ไดแ ก 1.อรรถะ (artha)
ความสุขทเี่ กิดจากการมีทรัพยส นิ และส่ิงมีคา ในโลก 2. กามะ (kaÆma) ความสุขเยี่ยงโลกีวิสัยอันเกิด
จากการใชจายทรัพยซ้ือสง่ิ ตางๆ มาบํารุงบําเรอตนดวยกามคุณทั้ง 5 คือ รูป เสียง กล่ิน รส และ
โผฏฐัพพะ 3. ธรรมะ (dharma) ไดแก ความสขุ ท่ีเกิดจากการมคี ณุ ธรรมประจําใจ ในโศลกน้ีมิได
กลา วความสุขลําดับท่ี 4 คอื โมกษะ (moksáa) ความหลุดพน ซึ่งปรากฏในโศลกที่ 72 เชนกันโดยใช
คํา “คุณทั้งสาม” ความวา “ความเหมาะสมแกความเพียรอันใหสําเร็จประโยชนที่ปรารถนา ตง้ั แต
ยังทรงพระเยาว พระองคทรงมีความขยันหมนั่ เพียรเพือ่ ความเพม่ิ พนู ขึ้นของคุณท้ังสาม..” ซ่ึงคุณท้ัง
สาม ในโศลกน้ีก็คือ ปุรุษารถะธรรม 3 ขอขางตน แตกวีมิไดกลาวความสุขลําดับที่ 4 คือ โมกษะ
ความหลุดพนอันเปนความสุขสูงสุดซ่ึงเกียวของกับเร่ืองทางศาสนาไว แมขอความในจารึกจะกลา ว
เพียงสั้นๆ เทานั้น แตอยางไรก็ตาม ลัทธิมีมางสานี้ก็ไดแพรหลายอยูในราชสํานักอยางชัดเจนดวย
ปรากฏในจารึกแปรรูป โศลกที่ 107 “วา พระองคเ ปนศษิ ยของมีมางสา... (mímamÆ sá ako…)”297
และโศลกที่ 239 กลาววาพระองคไดเรียนลัทธิมีมางสาจากพราหมณชื่อวาศรโี สเมศวรภัฏฏะ จนมี
ความเชี่ยวชาญ298 ซึ่งมีความเกย่ี วขอ งกับคัมภรี พระเวทและยัชญพธิ ี
ขอสังเกตหลักการน้ีนาจะไดรับอิทธิพลมาจากอรรถศาสตรของเกาฏิลยะ โดย
เกาฏลิ ยะคดิ วา ธรรมะ อรถะ และกามะ สามขอน้ีปฏิบัติไดง ายกวาและเปนเครื่องสนบั สนุนใหสําเร็จ
ถึงโมกษะได299
3. ลัทธิไศวนิกาย
ลัทธิไศวนกิ าย (Shaivism) คือลัทธิทบ่ี ูชาพระศวิ ะ คมั ภรี ต างๆ ที่พรรณนายกยอง
พระศิวะสรุปไดวา พระศิวะเปนมหาเทพผูสรางและเปนสาระของสากลโลก คือแพรอยูในสรรพส่ิง
และสรรพสัตว (อพฺภนฺตฺรภาว) และยังแพรอ ยูเหนือโลก (อุตฺตฺรภาว) ดวย นอกจากนี้คัมภีรต ันตระ
296ราชบณั ฑิตยสถาน, พจนานกุ รมศัพทศาสนาสากล อังกฤษ-ไทย, 77. (The Mebon And Pre Rup Inscriptions of
297Mahesh Kumar Sharan, Select Cambodian Inscriptions
Rajendravarman II ), 106.
298 Ibid., 132.
299L.N. Rangarajan, Kautilya The Arthashastra , 13, 100-104.
226 • จารึกแมบ่ ญุ ตะวันออก 224
ทั้งหลายไดพรรณนาถึงพลังอํานาจอันลึกลับนานาประการของพระศิวะไวโดยพิศดาร ทําใหมีการ
บูชาพระศิวะดว ยความจงรักภักด3ี 00
ศลิ าจารกึ ในอาณาจักรกัมพูชาไดกลาวถึงเร่อื งราวเกี่ยวกับพระศิวะมานานแลว อยาง
นอยก็ตัง้ แตกลางพุทธศตวรรษที่ 12 แตส วนใหญนาจะเกี่ยวของกับนกิ ายปาศุปตะ สวนนิกายไศวะ
เพิ่งปรากฏข้ึนในราวกลางพุทธศตวรรษท่ี 15 โดยการกอตงั้ นกิ ายไศวนาจะมีขึ้นหลังหลังทานวาจัส
บดีแตงอรรถกถาข้ึน ในระหวาง พ.ศ.1350-1450 และไดแผออกมาจากอินเดียประดิษฐานลงใน
อาณาจักรเขมรอยางรวดเร็ว301 ท้ังไดรับความนิยมในราชสํานักเรื่อยมา โศลกที่ 11 กลาวถึงสาย
สกุลของพระเจา ราเชนทรวรมันที่ 2 ทรงนบั ถือผกู พันกบั เหลา เทพซงึ่ ปรากฏพระนามพระศวิ ะ คอื
พระนางไดแลวซึ่งการเกิดในหมูตระกูลของพระองคมีนางโสมาเปนตน ท่ี
แข็งแกรงมีอํานาจท่ัวท้ังแผนดินซึ่งลวงผานไปแลว ที่ไดผูกพันกับเหลาเทพเจาผู
ประเสริฐ ตั้งตนแตพระรุทระ (พระศิวะ) พระวิษณุ และพระอินทร เพ่ือความสุขใจ
ขณะเกดิ ยังตนปาริชาตทิ ่ีมชี อื่ เสยี งขจรไปไกล (เกิด) จากทะเลนา้ํ นมคือวงศน้ันผูบรสิ ุทธิ์
เปน ผทู าํ ประโยชนแกชาวโลก ดุจพระลกั ษมีองคท สี่ อง (11)
อนึง่ พระราชบิดาของพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 ก็ทรงพระนามวา “มเหนทรวร
มนั ” ซ่ึงหมายถึงผทู พ่ี ระศวิ ะปกปองคมุ ครอง อยางนอยก็แสดงใหเห็นวาพระราชบิดาของพระองคก ็
ทรงนับถือไศวนิกายมากอนแลว จนกลางพุทธศตวรรษที่ 15 เมื่อพระเจาราเชนทรวรมนั ท่ี 2 เสดจ็
ขึ้นครองราชย (พ.ศ1487-1511) พระองคก ็ทรงนับถือลัทธิไศวนิกายอยางม่ันคง302 ในพระทยั ของ
พระองคมีแตความศรัทธาและภักดีอยางสูงสุดตอพระศิวะ แมกระทั่งเม่ือพระองคสวรรคตยังทรง
ไดรับพระนามวา “ศิวโลก” อีกดวย ลัทธิไศวนิกายจึงเปนความเชื่อหลักในรัชสมัยพระเจาราเชน
ทรวรมนั ท่ี 2 โดยเฉพาะในราชสํานกั ปรากฏขอความดงั ตวั อยา ง คอื
เทพเจาเหลา อื่นเขาไปยงั ถาํ้ คือหัวใจของพระองคซ งึ่ มีพระศิวะอาศัยอยู ที่มีความลึก
ล้ําดว ยความภักดีไมไ ด ราวกบั วา กลวั ลาํ แสงจากพระเนตรของพระศิวะพระองคนนั้ (130)
ลัทธินี้นับถือพระศิวะเปนเทพเจาสูงสุด (Íßvara) มักเรยี กพระศวิ ะวา “พระอีศวร”
เนื้อหาจารึกแมบุญตะวันออกโศลกท่ี1-7 อันเปนบทเริ่มตนของขอความจารึกแมบุญตะวันออก
300ลัทธิไศวนกิ าย (Shaivism) ลทั ธิบูชาพระศิวะเกดิ หลงั จากลัทธไิ วษณพนกิ ายเลก็ นอย คัมภีรปรุ าณะที่พรรณนายกยองพระศิวะ
ไดแก 1).วายุปุราณะ ราวพุทธศตวรรษท่ี 12 บางทีเรียกวา อัคนิปุราณะ 2). มัตสยปุราณะ 3).กูรมปุราณะ 4).ลิงคปุราณะ 5).ศิวปุ
ราณะ 6).สกันทปรุ าณะ ดู ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานกุ รมศัพทศ าสนาสากล อังกฤษ-ไทย, 471-472.
301กมเลศวร ภฏั ฏาจารยะ, ศาสนาพราหมณใ นอาณาจกั รขอม, แปลโดย หมอ มเจา สภุ ทั รดศิ ดศิ กลุ , 21.
302เรือ่ งเดยี วกนั , 13.
จารกึ แม่บุญตะวนั ออก • 222257
เนื้อหาแสดงความนอบนอมตอพระศิวะ พระแมเคารี พระวิษณุ พระพรหมาและพระแมคงคาเพื่อ
ความสําเร็จประโยชนแกพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 ในบรรดา 7 โศลกแหงนมัสการกถากวีไดกลาว
ยกยองพระศิวะไวเปนพเิ ศษถึง 3 โศลกคือโศลกท่ี 1, 2 และ 4 ตวั อยางในโศลกท่ี 1 เปนบทเปดเร่ือง
กวียกยองพระศิวะไวเปนลําดับแรก กวีไดกลาวบูชาพระศิวะผูเปนเทพเจาสูงสดุ โดยกลาววา พระ
ศวิ ะมพี ระองคเ ดยี วแตไ ดแ บง แยกเปน 3 เปนผูมีอํานาจสูงสุด ลักษณะ 3 ประการท่ีกลาวถึงในจารึก
นี้มีดังน้ี ลักษณะท่ีหน่ึง คือ ไฟ พระจันทร และพระอาทิตย ลักษณะที่สอง คือ พระพรหมา พระ
วษิ ณุ และพระศิวะ ลกั ษณะทสี่ าม คือคุณะ 3 ประการ คือ 1.สัตตวะ 2.รชัส 3.ตมัส และการทํางาน
ของคุณะท้ัง 3 กอใหเกิดประโยชนซ่ึงเปนปรัชญาของศาสนาพราหมณลัทธิไศวนิกาย ท้ังยังได
กลาวถึงความเปนพระผูเปนเจาสูงสุดไมรูจักสลาย มีเน้ือแทคือโอม เปนเมล็ดเช้ืออันกอใหเกิดพระ
พรหมา พระหริ และพระอีศวร ความคิดเชนน้ีตรงกับโศลกเบ้ืองตนน้ี ซ่งึ ทําใหพระอีศวรทรงเปนทั้ง
พระผเู ปนเจาท่มี ีตัวตน เปนวิญญาณอันละเอียดออนของจักรวาล และเปนพระเปนเจาสูงสุดท่ีไมมี
ตัวตน303 ลักษณะดงั กลา วมานี้ สามารถเขียนเปน แผนผงั ไดดังน้ี
พระพรหมา พระอีศวร (Íßvara) พระศิวะ
ผสู รา ง ผูทาํ ลาย
พระวิษณุ ไฟ
พระจันทร ผคู มุ ครอง ตโมคณุ
สตั ตโวคณุ พระอาทิตย
รโชคณุ
แผนภูมิท่ี 4 พระอศี วรทปี่ รากฏในจารกึ แมบญุ ตะวนั ออก
นอกจากนี้ในโศลกท่ี 2 กลาวถึงพระศิวะวา“เพื่อความสําเรจ็ ขอใหความนอบนอ ม
ของพวกทานจงมีแกพระศิวะผูเปนเจา” และโศลกท่ี 4 กลาวถึงพระศิวะวา“พระผูเปนเจาผูมี
พระจันทรครงึ่ เสี้ยวเปนปน ปก มวยผมผูเ ปน การณะของการณะ”พระศวิ ะในโศลกท่ี 4 อยใู นรูปผูมปี น
มณปี กมวยผมรปู พระจันทรค ร่ึงเส้ียวซงึ่ มีหลายเสีย้ ว ดงั นี้
303เรื่องเดยี วกัน, 26.
228 • จารึกแม่บุญตะวนั ออก 226
เพื่อความสําเร็จขอใหความนอบนอมของพวกทานจงมีแกพระศิวะผูเปนเจาผูมี
แกนแทคือโอมผูมีรูปอันสูงสุดท่ีจะรูไดดวยพระเวททั้งสามที่มียอดของมวยผมประดับ
ดวยพระจันทรขางขึ้นผูเปนเมล็ดเชื้อที่สรางการเกิดข้ึนของพระพรหมา พระหริ(พระ
วิษณ)ุ และพระอีศวร (พระศิวะ) ผูแตกตางเปน 3 ประการเพราะกลาซงึ่ สามารถที่จะรู
ไดด ว ยโยคะซง่ึ มุนีทง้ั หลายเรยี กวา อักษรที่เหน็ ไดดว ยตา (หมายถงึ เหน็ ไดด วยตนเอง)(2)
พระผูเปน เจาผมู ีพระจนั ทรครง่ึ เสยี้ วเปนปนปก มวยผมผูเปนการณะของการณะผู
เปนศักติคือการณะอันสูงสุดท่ีไดรับการอธิบายโดยไมตองใชค ําพูดพระองคทรงแทรก
ซมึ โลกทัง้ สามนีด้ วยรปู ทง้ั แปดคอื เจาภาพในพิธบี ูชายัญผูกินของบูชา (ไฟ) พระอาทิตย
ลมทองฟา (อากาศ) ดินนาํ้ ผสู รา งกลางคืน (พระจันทร) ขอจงชนะ (4)
รูปของพระศิวะท่ีกวีกลาวถึงในโศลกที่ 2 ทั้งท่ีมองเห็นไดอยูเปนนิจนิรันดรจะรูได
ดวยพระเวททั้งสาม ซ่ึงหลักปรัชญานี้ตรงกับเนือ้ หาโศลกที่ 1 และโศลกท่ี 4 โดยกลาววาพระศิวะ
เปนจติ (consciousness) นริ นั ดรแ ละซมึ ซาบอยูทวั่ ทุกหนแหง (vibhava) จึงเปนผูไมมีอะไรขัดขวาง
ไดเปนผูถูกปาวประกาศโดยไมตองใชอักษรและแกนสารของพระองคก็ไดเขาไปสงิ สถิตอยูในทุกสิ่ง
ทุกอยาง (vyaÆpakatÆ man) ดว ยแสงประจําจกั รวาลของพระองคท าํ ใหพ ระศวิ ะ (Íßvara) ทรงเปนทัง้
พระผูเปนเจาเปนวิญญาณอันละเอียดออนของจักรวาลและเปนพระผูย่ิงใหญอันประเสริฐปกคลุม
โลกท้ังหลาย ขอความจารึกกลาวดวยวาพระศิวะประกอบดวยรูปราง 8 รปู (asátáa-murÆ ti) ไดแก
ยชมาน (เจาภาพในพิธีบูชายัญ) ไฟ พระอาทิตย ลม ทองฟา ดิน นํ้าและพระจันทร รูปทั้งแปดอยู
ภายใตรูปลึงค 8 รูป เปนรูปท่ีมีตัวตนของพระศิวะ รูปทั้งแปดนี้บางครั้งเรียกวาอาตมันอันเปน
แนวคิดปรชั ญาของลัทธิไศวนิกายท่ีวาพระศิวะเปนผูมีตัวตน (ในโลก) และศิวลึงคองคกลางนามวา
“ราเชนทเรศวระ” หมายถึง ลกั ษณะสูงสดุ ของพระอีศวร ทไี่ มมีตัวตน (เหนือโลก) และทรงเปนปฐม
เหตขุ องส่งิ ท้ังมวล คือ เปนเหตุสูงสุด ปรากฏในคําวา“ผูเปนการณะของการณะ”เนื่องดว ยพระศิวะ
ทรงเปน เหตุเพียงอยางเดียวของจักรวาล (jagadekahetu) เปนที่เริ่มตน (adÆ i) และท่ีจบ (anta) ของ
สิ่งที่มีชีวิตท้ังหลายในขณะเดียวกันพระองคเองก็ไมมีท้ังจุดเริ่มตนและที่จุดสิ้นสุด (anaÆdinidana)
พระศิวะเองก็ทรงมีพระนามวา ปฺรณวาตฺมนฺ หรือ ศัพทาตฺมนฺ คือผูมีแกนเปน ปฺรณวะ หรือ
ศพทฺ 304 ดงั น้ันอาจกลาวไดว าโศลกท่ี 1 และ 2 ในจารึกนเ้ี กี่ยวของกับปรัชญา ปฺรณว โดยตรง และผู
ที่จะรูไดก็คือเหลามุนี ผูจะเขาถึงพระองคไดอยางแทจริงก็ดวยการปฏิบัติโยคะ (yodadÆ higamya)
อันเปนหลักปรัชญาในศาสนาพราหมณไศวนิกาย พาดพิงถึงลทั ธิโยคะดังท่ีไดกลาวไวเบ้อื งตน พระผู
304กมเลศวร ภัฏฏาจารยะ, ศาสนาพราหมณในอาณาจกั รขอม, แปลโดย หมอ มเจา สุภัทรดศิ ดศิ กลุ , 26-27.
จารึกแมบ่ ุญตะวันออก • 222279
เปนเจาท้ัง 3 รูป คือพระพรหมา พระนารายณ และพระรุทระ (ศิวะ) ซึ่งมาจากเทพสูงสุด (องค
เดียว) ในลัทธิไศวนิกายก็ถือวาพระศิวะทรงเปนเทพเจาสูงสุด (Íßvara) เทพผูทําหนาที่เกี่ยวของกับ
โลกลวนออกมาจากพระองค ในไวษพนิกายกันเชนกันตางกันแตในสวนของลัทธิไวษณพนิกายนั้น
ถือวา พระวิษณุหรือพระนารายณทรงเปนเทพสูงสุด (Íßvara) สวนความคิดอ่ืนโดยท่ัวไปก็มีความ
คลายคลงึ กบั พระศิวะในลทั ธไิ ศวนกิ ายน่ันเอง
ผูเรียบเรียงพบวาเน้ือหาจารึกแมบุญตะวันออกยังกลาวถึงพระนามของพระศิวะอีก
เปน จาํ นวนมากดังน้ี trinayana, ßiva, ardhenducuÆdáaÆmaniá h,á íßvara, rudra, pinakÆ i, maheßvara,
ßríkantá há a, devadeva, pinaÆkin, íßa, ßuÆlin, bhavodbhava, ßarvva, และ ßambhu พระนามของ
พระศิวะดังกลาวปรากฏในโศลกท่ี 1, 2, 11, 28, 59, 103, 105, 121, 124, 130, 135, 202, 205,
207 และโศลกท่ี 218
4. ความเช่ือเรอื่ งศกั ติ
ความเช่ือเรื่องศักติมีความเชื่อวาพระเทวีซึ่งเปนชายาของมหาเทพมีพลังคอย
สนับสนุนกําลงั ของพระมหาเทพศักติในไศวนิกายยึดถือพระอุมาเทวี พระนางเคารี พระนางปารวตี
ในปางละมุนละไม พระนางทุรคาหรอื พระนางกาลีในปางดุรา ย เปนพลังศักติของพระศวิ ะ ไวษณพ
นิกาย305ยึดถือพระนางลักษมีเปนพลังศักติของพระวิษณุหรือพระนารายณ สวนพระพรหมามีพลัง
ศกั ติเปนพระนางสรัสวต3ี 06 จารกึ แมบุญตะวันออกนจ้ี ารกึ ขนึ้ ในลัทธไิ ศวนิกายจึงปรากฏเร่ืองราวของ
ศักตใิ นโศลกปณามคาถา คอื กลา วสดดุ ี ดังนี้
4.1 พระอุมาเทวี ปรากฏครั้งแรกในเกนอุปนิษัท ตอมาเมอื่ พระศิวะไดรับยกยอง
เปนมหาเทพสูงสุด พระอมุ าเทวกี ไ็ ดรับยกยอ งเปนเทพีแหงความงาม เปนศกั ติของพระศิวะ307 จารึก
แมบุญตะวันออกโศลกท่ี 3 กลาวขอพรจากพระแมเคารี หรือพระนางปารวตี หรืออีกชื่อหนึ่งก็คือ
พระอุมาเทวี ความวา
ขอพระแมเ คารีผูสูงสุดผูเปนศักติของพระศวิ ะผสู รางการเกิดขึ้นของรางกายของ
พระศิวะพระองคน้ันซึ่งในตอนแรกมีเพียงหน่ึงผูม ีการเดินงดงามเหมือนราชหงสผูเปน
305ลทั ธิไวษณพนกิ าย (Vaishnavism) ลัทธบิ ชู าพระวิษณุ เริ่มตนจากคัมภีรปุราณะ โดยเฉพาะคัมภีรวิษณุปุราณะ และภาควัต
ปรุ าณะพรรณนาไวว า พระราม ที่ มหากาพยรามายณะ พรรณนาไว คอื พระวิษณอุ วตารลงมาเพื่อปราบยักษและผดุงรักษาศลี ธรรม
และพรรณนาวา พระกฤษณะ ท่ีมหาภารตะพรรณนาไวเปนปางหนึ่งของพระวิษณุ จากนั้นไดมีการพรรณนาสรรเสริญคุณของพระ
วิษณุ ทั้งในดานสถานภาพ อํานาจหนาท่ีและลําดับการอวตารรวม 9 ปาง นอกจากคัมภีรขางตนที่ยกยองพระวิษณุ ยังมี 1.นารทีย
ปรุ าณะ 2.ครฑุ ปุราณะ 3.ปทมปรุ าณะ 4.วราหปุราณะ ดู ราชบณั ฑติ ยสถาน, พจนานกุ รมศพั ทศาสนาสากล องั กฤษ-ไทย, 553.
306ศุภมาศ เชยศักด์ิ, “เทวีมาหาตมยะ : การบูชาสรรเสริญเทวีในวรรณคดีสันสกฤต” (วิทยานิพนธปรญิ ญามหาบัณฑิต สาขาวิชา
ภาษาบาลีและสนั สกฤต บณั ฑิตวทิ ยาลยั จุฬาลงกรณม หาวิทยาลัย, 2552), 16.
307ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมศัพทศ าสนาสากล อังกฤษ-ไทย, 473.
230 • จารกึ แม่บญุ ตะวันออก 228
นางสตีทีซ่ อื่ สัตยต อ สามผี ูหลงในสามีจึงไดท ําลายรางกายเพื่อความสขุ ของตนในการขึ้น
ไปสสู วรรคผ ซู ่งึ ทรงไวซ ง่ึ ความมีตัวตนอีกครั้งหนงึ่ คอื ดอกบัวที่ถูกรองรับไวดวยใจท่ีบาน
ดว ยแสงของตวั เอง (3)
พระแมเคารีหรือพระอุมาเทวีซึ่งเปนศักติของพระศิวะไดรับการเคารพอยาง
กวางขวางในอาณาจักรกัมพูชาตั้งแตสมัยกอนเมืองพระนครเนื่องจากศักติคือพระอุมาเทวีไมอาจ
แยกออกมาจากพระศิวะได308พระอุมาเทวีจึงทรงรวมกับพระมหาเทพอยางแนบชิด เมื่อกวีกลาว
บูชาพระศิวะจึงมักปรากฏพระนามของพระชายาคือพระอุมาดวยเสมอ โศลกท่ี 3 กลาวขอพรจาก
เทพธิดาเคารี หรือ พระนางปารวตี หรอื อีกชื่อหนึ่งก็คือพระนางอุมาเทวี309 ผูเปนนางสตีที่ซ่ือสัตย
ของพระศิวะ ซึ่งเร่ืองของพระนางนี้มีความยอดงั น้ี ตามตํานานเดิมที่พระศิวะมีภรรยาพระนางหน่ึง
ช่ือ พระนางสตี ซึ่งเปนธิดาองคโตของพระทักษะปชาบดี แตพระทักษะนั้นไมพอใจพระศิวะซ่ึงใน
ภาคน้ันพระศิวะอวตารลงมาในภาคของฤษีที่มีหนวดเครารุงรงั สภาพภายนอกนารังเกียจ ครง้ั หน่ึง
พระทกั ษะไดพ ูดจาลบหลูพระศิวะตอหนาทวยเทพในระหวางประกอบพิธยี ัญกรรม พระนางสตีรูสึก
คับแคนใจและอบั อายจงึ กระโดดเขากองไฟฆาตวั ตาย เมือ่ พระศวิ ะทรงทราบก็พิโรธสงวีรภัทรเขาไป
ทําลายยัญพิธีและตัดเศียรพระทักษะ จากนั้นพระศิวะจึงออกบําเพ็ญเพียรไมยุงเกี่ยวกับผูใดอีก
ตอ มาพระนางสตกี ลับชาตมิ าเกิดเปน ธิดาของทาวหมิ วัต มีนามวา ปารวตี พระนางเปนสตรีท่ีงดงาม
และเฝาบูชาพระศิวะเพียงพระองคเดียวโดยไดบําเพ็ญเพียรอยางแรงกลาถึงกับไมยอมรับประทาน
อาหารใดๆ แมกระทั่งใบไม จนพระนางเมนกา หรือพระนางเมนาผูเปนมารดาเกรงวาพระนางจะ
เสยี ชีวติ จงึ มาออนวอนใหเลกิ การบําเพ็ญเพียร โดยกลา ววา “อุ-มา” (แปลวา โอ อยาเลย) พระนาง
จึงมีอีกพระนามวาพระนางอุมา ภายหลังจากการบําเพ็ญตะบะอยางหนักพระศิวะจึงยอมรับเปน
พระชายา และมีอีกนามหนึ่งวา เคารี เนื่องจากครั้งหน่ึงพระศิวะตรัสเยาพระนางวามีวรรณะสีดํา
พระนางจึงเขาไปบําเพ็ญทุกรกิริยาในปา จนพระพรหมตองเสด็จมาประทานพรใหทรงมีวรรณะสี
ทอง จึงมีอีกนามหนง่ึ วา พระนางเคารี (เคารี แปลวา สที อง)310
แมพระนางเคารี หรือพระนางอุมาเทวีซ่ึงเปนศักติของพระอีศวรที่ไดรับการ
เคารพอยางกวางขวางในอาณาจักรขอมต้ังแตสมัยกอนเมืองพระนคร แตก็ไมมีพิธีบูชาศักติเปน
เอกเทศ คงไดรับการทําพิธีเคารพบูชารวมกับพระอีศวร เชน พิธีเคารพพระอรรถนารีศวรหรือพระ
อศี วรครึ่งหน่ึงพระอุมาครึง่ หนงึ่ และตามจารึกตางๆ ในอาณาจักรขอมก็กลา วถึงพระอีศวรกอนและ
กลาวมาถึงศักติของพระองคดวย อยางไรก็ดีพระเทวีซึ่งเปนศักติน้ีก็ไดรับการเคารพอยางมากมาย
308กมเลศวร ภฏั ฏาจารยะ, ศาสนาพราหมณในอาณาจักรขอม, แปลโดย หมอมเจาสุภทั รดิศ ดิศกุล, 28.
309Vettam Mani, PuranÆ iá Encyclopaedai, 576.
310อรุณศักด์ิ กงิ่ มณี, ตรมี ูรติ อภิมหาเทพของฮินดู (กรงุ เทพฯ: ดานสทุ ธาการพิมพ, 2551), 189-191.
จารึกแม่บญุ ตะวนั ออก • 222391
เห็นไดจากบทสดุดีเทพพระเจาในจารึกนี้เริ่มจากกลาวถึงพระศิวะกอนและตามดวยพระอุมาเทวี
หลังจากน้ันจึงกลาวสดุดีพระนารายณ พระพรหมา และพระแมคงคาตามลําดับ ซึ่งแสดงใหเห็นถึง
ความสําคัญของพระอุมาเทวีในฐานะศักติของพระศิวะ พระอีศวร (ศิวะ) ทรงกระทําใหศักติของ
พระองคกระทําการโดยตนเองดวยผลแหงอํานาจอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค ทรงมีพระกายครึ่งหนึ่ง
ของพระอุมา ดังปราฏในโศลกท่ี 7 และ โศลกที่ 135 พระองคทรงอยูในกายอันเดียวกัน และเปน
เหตุแหงจักรวาล ตามจารึกกลาวไววาเปนผูมีอํานาจทําใหเกิดตัวตนพระศิวะผูมีอํานาจสูงสุด
ขอความน้บี งถึงปรัชญาของลัทธิศักติ (Shaktism) หมายถึง ชายาหรอื เทพผี ูเสรมิ อํานาจใหเทพสูงสุด
ปรัชญาของลัทธิมวี า พระศิวะมพี ลังอํานาจ 2 ชนิด คอื พลังอํานาจทีเ่ ปนบุรุษเพศและพลังอํานาจที่
เปน สตรีเพศ311 ลัทธิศักตนิ าํ พลงั อํานาจทเ่ี ปน ของสตรีมาพัฒนาเพื่อใหเกิดความสมบูรณแ กโลก การ
กลาวบูชาพระอุมากอนมหาเทพอีกสององคคือ พระวิษณุและพระพรหมานั้น เปนการตอกย้ําเพื่อ
แสดงถึงการนับถือลัทธิไศวนิกายอยางแทจรงิ และในโศลกท่ี 202 ยังไดกลาวถึงการประดิษฐานรูป
เคารพของพระนางไวท ่ปี ราสาทแมบ ุญตะวนั ออกดว ยเชน กนั
ผูวิจัยพบวาเนื้อหาจารึกแมบุญตะวันออกปรากฏรายชื่อพระเทวีซ่ึงเปนศักติของ
พระศวิ ะในช่ือวา gaurí, stí, nagendratanayaÆ, durggaÆ, bhavaÆni, ßarvvaÆníá พระนามดังกลาว
ปรากฏในโศลกท่ี 3, 7, 69, 103, 202, 205 และโศลกท่ี 218 พระนามท่ีปรากฏทั้งหมดอยูในปาง
ละมนุ ละไม งดงาม ยกเวน โศลกที่ 69 ท่ีปรากฏในปางดุรา ย คือ
หมูแหงขาศึกของพระองคมีรางกายซีดเซียวเพราะมาอยูใกลเคียงกับนางทุรคา
(ผูมีสีแดงสด) จึงมีสายตากลอกไปกลอกมาที่ดวงตาท่ีใบหนาของคุหะ (นามของพระส
กันทะซ่ึงมีท้ังหมดหกหนา) แมจะนุงหมหนังกวาง ก็ไมใชพระศิวะ จึงยืนแข็งท่ือเหมือ
เสาไมใ นปา (69)
4.2 พระแมคงคา เปนพระชายาของพระศิวะอีกองคหน่ึงที่ปราฏในจารึกแมบุญ
ตะวันออก เม่ือวาตามความหมายขางตนแลวจึงจัดเปนศักตอิ ีกองคข องพระศิวะปรากฏในโศลกท่ี 7
ซ่งึ กลาวสดุดพี ระแมค งคาเปนพิเศษ ในชื่อวา มันทากินี (mandakÆ iní) นอกจากนี้แลว ยงั ปรากฏพระ
นามคูก บั พระอุมาเทวใี นโศลก 103 ในพระนามวา พระแมคงคา (gaṅgaÆ) ดงั นี้
ขอพระนางมันทากินีผูมีสายนํ้าไหลออกจากวงของพระจันทรซ่ึงถูกทรงไวโดย
พระเศียรดวยพระศิวะราวกับวาตอ งการแสดง(ใหเห็น)ความผูกพันธดว ยความรักอยาง
311พลงั อํานาจ 2 ชนดิ มลี กั ษณะ 2 แบบ คือ 1).ลักษณะที่เปนชาย เชน ความแข็งแรง กลาหาญ อดทน และมีอารมณทางเพศแบบ
ชาย 2).ลักษณะท่ีเปนหญิง เชน ออนหวาน นุมนวล รักสวยรักงาม ขี้อาย และมีอารมณทางเพศแบบหญิง ดู ราชบัณฑิตยสถาน,
พจนานกุ รมศัพทศาสนาสากล อังกฤษ-ไทย, พิมพครัง้ ที่ 2 (กรุงเทพฯ: อรุณการพิมพ, 2548), 472-473.
232 • จารึกแมบ่ ุญตะวนั ออก 230
มากมายเพราะการตดิ กันของรางกายคร่ึงหนึง่ กับลูกสาวของทาวหิมวตั (พระนาง
ปารวต)ี จงชนะ (7)
โศลกขางตนไดกลา วบูชาสรรเสริญพระแมคงคาเปน พิเศษ อยูในสวนของฉันท
ลักษณที่กลาวสดุดีเทพเจา โดยใชชอื่ เรียกวา มันทากินี ซึ่งเปนช่ือของพระแมคงคาท่ีอยูบนสวรรค
ตามคติความเชื่อของอินเดียพระองคเปนเทวีผูใหกําเนิดสายนํ้าคงคา ซ่ึงไดความตามพาลกัณฑแหง
หนังสือรามายณะวาเปนธิดาทาวหิมวัต (เขาหิมาลัย) กับพระนางเมนา และเปนเชษฐภคินีของพระ
นางอุมาทั้งสองเปนพระชายาของพระศิวะแหงเขาไกรลาส312แตเดิมประทับอยูบนสรวงสวรรค แต
ถูกอัญเชิญมาสูโลกมนุษยเพ่ือใหคนดีไดชําระลางบาปและมลทิน แตเนื่องจากพระแมคงคาเปน
สายน้ําที่เชี่ยวกรากและรุนแรงจะทําลายทุกส่ิงท่ีไหลผาน พระศิวะจึงมาชวยใชพระเกศารองรับ
กระแสน้ําจากพระแมค งคาชะลอใหไ หลชา ลง เพอื่ ลดความรุนแรง เม่ือพระแมคงคาไหลตกลงมาจาก
สวรรคจ ึงลงไปท่พี ระเกศาของพระศวิ ะกอ น แลว จึงมาท่พี น้ื โลกเปน แมน ้าํ คงคา ตามจารึกท่ีแตงไวกวี
ไดรับอิทธิพลความเช่ือในพาลกัณฑจากมหากาพยรามายณะ โดยกวีไดกลาวสรรเสริญใหเห็นจินต
ภาพถึงความรักของพระแมคงคาท่ีมีตอพระศิวะเปนความรักที่นิตยนิรันดร สวนพระศิวะก็แสดง
ความรกั ตอพระนางโดยเทิดทนู พระนางไวบนพระเศยี ร อีกโศลกความวา
พระองคทรงละการเขาถึงเทพเหลาอื่น ทรงมีศรัทธาและความภักดีอยางสูงสุด
เฉพาะพระศรีกัณฐะ (พระศิวะ) ดวยความปรารถนาอยางแรงกลาประดุจพระแมคงคา
และพระนางภวานิ (พระอุมา) ไดม งุ ตรงเฉพาะเทพของทวยเทพ(พระศิวะ) ฉะนั้น(103)
โศลกขางตนไดมกี ารกลาวถึงพระแมคงคาอีกครั้งหน่งึ วา โดยการเปรียบเทียบ
ความศรทั ธาที่มั่นคงตอพระพระศิวะของพระเจาราเชนทรวรมนั ที่ 2 เปนดุจความรักที่มั่นคงของพระ
แมคงคาและพระนางอุมาที่มีตอองคพระศิวะ และจารึกในสมัยพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 อีก
เชนกัน คอื จารึกแปรรูป พ.ศ.1510 โศลกที่ 273 ไดกลาวถึงพิธีเคารพบูชานาง และมีอธิบายอยูใน
จารึกปราสาทตาพรามซึ่งสรางขึ้นในสมัยพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 เชนกัน จารึกทง้ั สองหลักท่ี
กลาวมาแลวจึงกลาวถึงเทวาลัยแหงเดียวกันที่สรางถวายพระแมคงคาน่ันเอง พระแมค งคาจึงนบั วา
เปนเหมือนตรมี ูรติอีกประเภทหน่ึง (ตตฺตฺวตฺรยมฺ) 313 โดยปรากฏในรปู “อุมาคงคาปตีศวร” ท่ีไดรับ
การยอมรับนับถือในอาณาจักรกัมพูชามาแตโบราณต้ังแตสมัยกอนเมืองพระนคร เชน ในโศลกท่ี 1
ของจารึกหันไชย (Han Chei Inscription, K. 81) วา “ขอชัยชนะ(จงมี)แดพ ระศิวะ ผูใชศีรษะ
รองรับแมน้ําคงคาที่มีระลอกคล่ืนคดงดเหมือนคิ้วที่ขมวด(เพราะความโกรธ) ของพระอุมาเทวี ซึ่ง
312Vettam Mani, PuranÆ iá c Encyclopaedia, 501.
313กมเลศวร ภัฏฏาจารยะ, ศาสนาพราหมณใ นอาณาจักรขอม, แปลโดย หมอ มเจาสุภทั รดศิ ดศิ กลุ , 43-44.
จารกึ แม่บุญตะวันออก • 223313
เหมือนเถาวัลยที่แสนสวย”314 ซ่ึงจารึกอาณาจักรกัมพูชาหลักอื่นๆ ก็ยังกลาวสรรเสริญนางอีก
เชน เดียวกัน สว นในจารึกสมัยพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 นับวาไดกลาวบูชาสรรเสริญพระแมคงคา
เดนชดั และพเิ ศษเปน อยางมาก พระองคท รงเปน สญั ลกั ษณข องความงาม ความสะอาด และบริสุทธิ์
เชื่อกันวาใครไดสัมผัสพระแมคงคาจะชวยชําระลางบาปมลทิน ส่ิงสกปรกตางๆได แมไมมหี ลักฐาน
การบชู าพระแมคงคาเปนเอกเทศและเดิมทียังไมเคยคนพบรูปพระแมคงคาในอาณาจักรกัมพูชา แต
จากรายงานการวิจัยจารึกหันไชยไดพบรูปท่ีสลักจากแทงหินขนาดใหญซ่ึงประดิษฐานบนฐาน
เดียวกนั แสดงใหเ ห็นพระหัตถของพระเทวที ้ังสองท่ีโอบสะโพกของพระศิวะในปางอุมาคงคาปตีศวร
ทปี่ ราสาทบากอง ซงึ่ ตรงตามจารกึ ปราสาทบากองโศลกที่ 29 ที่วา “พระองค (พระเจาอินทรวรมันที่
1)ไดทรงประดิษฐานองคอุมาคงคาปตีศวรซ่ึงมีสะโพกท่ีถูกโอบไวดวยแขนที่งามเหมือนเถาวัลยของ
พระอุมาและพระแมคงคา”315 สวน มิเชล ฟรีแมน (Michael Freeman) ไดกลาวไววา การที่
ปราสาทถูกสรางข้ึนกลางบาราย มีฉันทลักษณภาษาสันสกฤตเขียนไววาเพ่ือใหพระแมคงคาได
คุมครองปกปกรกั ษา316
ขอสังเกตประการหนึ่งคือ จารึกสําคัญหลักตางๆ ในอาณาจักรกัมพูชาสมัยโบราณมัก
อางสายสกุลทางฝายมารดาเพื่อแสดงความชอบธรรมในการขึ้นครองราชยของกษัตริยกัมพูชา
เหตผุ ลในการกลาวอางดังกลาวนีน้ ้ีอาจไดรับอิทธพิ ลจากความเชื่อเรอ่ื งศักติผูเปนพลังหนนุ มหาเทพ
ซ่ึงแพรห ลายในอาณาจกั รกัมพูชามาเปนระยะเวลานานต้ังแตสมัยกอนพระนครก็เปน ได
5. ความเช่ือเรือ่ งพระศรี-พระลกั ษมี
พระศรีหรือพระลักษมีเปนศักติและชายาของพระนารายณหรือพระวิษณุ มักถูก
กลาวรวมกันเสมอ รวมทั้งคุณสมบัติยังคลายคลึงกันอีก คือ เปนเทวีแหงความรํ่ารวยและความ
เจรญิ รงุ เรอื ง โดยในคมั ภีรศรี-ศุภตะ อธิบายวา ทั้งศรีและลักษมีเปนเทวีท่ีมีความสมั พันธกับดอกบัว
และชางเหมือนกัน317 กําเนดิ ของพระศรี-พระลกั ษมีในคัมภีรต างๆ กลาวไวแตกตางกันออกไป และ
ในคัมภีรวิษณุปุราณะ318ก็ไดใ หค าํ ตอบอยางชัดเจนวา พระศรีไปเกิดเปนธิดาของฤษีภฤคุกับนางขยา
ติ เมอื่ พระวษิ ณเุ ปนคนแคะพระศรกี เ็ กิดจากดอกบัว เมือ่ พระวิษณเุ กิดเปนปรศุราม พระศรีก็ไปเกิด
เปนปฤถิวี เมื่อพระวิษณุไปเกิดเปนพระราม พระศรีก็ไปเกิดเปนนางสีดา เม่ือพระวิษณุไปเกิดเปน
พระกฤษณะ พระศรีก็ไปเกิดเปนพระนางรกุ มิณี คอยติดตามพระวษิ ณไุ ปทุกแหง ดงั นั้นพระศรีหรือ
พระลักษมีจึงเปนองคเดียวกันน่ันเอง ในเทพปกรณัมไดยกยองวาพระลักษมีเปนเทวีแหงโชค
314จิรพฒั น ประพันธวิทยา และอเุ ทน วงศสถติ ย, รายงานการวิจยั จารกึ หนั ไชย, 25-26.
315 เรือ่ งเดียวกัน, 87-91.
316Michael Freeman and Claude Jacques, Ancient Angkor (Bangkok: Amarin Printing, 2011), 161.
317เนอื้ ออ น ขรัวทองเขียว, แกะรอยพระลกั ษมี (กรุงเทพฯ: มวิ เซยี มเพรส, 2553) 10.
318Pushpendra Kumar. The Visánuá MahaÆpuraÆnáam, trans. Manmattha Nath Dutt, 43.
234 • จารึกแม่บุญตะวนั ออก 232
โดยปรกติพระวิษณุจะทรงประทับอยูท่ีเกษียรสมุทรบรรทมอยูบนหลังอนันตนาคราช โดยมีพระ
ชายาคอื พระลักษมมี หาเทวี คอยฝา ดูแลปรนนบิ ตั ิอยขู า งๆ เสมอ319 กวีชาวอินเดียและกวีผูแตงจารึก
ทพ่ี บในอาณาจกั รกัมพูชา มกั พรรณนาวา พระลักษมีจะประทับอยทู ีพระอุระ (อก) ของพระนารายณ
ตลอดเวลา ซึ่งชาวเขมรโบราณมคี วามเช่ือวา กษตั ริยเปนเทพอวตารมาเกิด ดังนัน้ ตัวอยางในโศลกที่
107 จึงเปนการบงชี้ถงึ ความเชื่อในขอนี้วา กษัตริยคือเทพเจาหรือพระนารายณอ วตารลงมา เพราะ
พระลกั ษมีประทบั อยกู ับพระองคต ลอดเวลา ดังตัวอยา ง
พระองคแมยังทรงอยูในวัยหนุม แตไดละทิ้งพระนางลักษมีไวที่พ้ืนอก และนาง
กรี ตไิ วท ฝี่ ง มหาสมทุ ร แลวทรงมาอภิรมยก ับนางวิทยาผซู งึ่ เปนคนแกดวยความรัก(107)
ดว ยเหตุที่พระศรีเปนเทวีแหงโชค แตพ ระศรีเปนทร่ี กู ันวาเปนผูใจงา ย (ใจออน) จะ
ประทับอยูกับผูที่เขมแข็งและเปนที่พ่ึงไดเทานั้น และกวีจึงมักกลาวถึงพระศรีในจารึกสดุดี
พระมหากษัตริยหลายหลักวา พระศรีประทับอยูกับพระมหากษัตริยที่มีโชคและเขมแข็งมากดวย
พระปรีชาสามารถ ทําใหพระมหากษัตริยพระองคนน้ั ไดรับชัยชนะมีโชคอยตู ลอดเวลา สวนผูใดที่
อปั โชคหรอื ไรความสามารถพระศรจี ะไมอยดู ว ย กวีกลาวถึงพระศรีท่ีอยูก ับพระเจาราเชนทรวรมนั ที่
2 และกษัตริยทจ่ี ะสรู บกับพระองค ดังนี้
ความโชคดี (ลักษมี) ท่ีเหลาพระเจาแผนดินส่ังสมไวแลว เปนเชนกับเด็กสาวท่ีโต
มาจากความเปน เดก็ (มาเปน สาว) พระองคไ ดเขามาหาตามเวลาที่เหมาะสม โดยอุบาย
ทไี่ รข อ ตําหนิ (170)
พระนางลักษมีเปรียบเหมือนความกระหายของขาศึกท่ีถูกไฟคอื พระเดชแผดเผา
ไปในทันที คร้ันไดสายธารน้ําอันเกิดแตดอกบัว(พระนารายณ)ของพระองค ก็ไมได
หางเหนิ ไปสกั ขณะหนึ่งเลย (119)
ความโชคดี (พระศรี) ของขา ศกึ เหมือนดังแสง (ความงาม) ทไี่ มย่ังยืน ไดมาอาศัย
อยูกับพระองคก ็กลับมั่นคง ช่ือเสียงแมผูกติดแลวกับคุณสมบัติแตก็ยังฟุงกระจายไปได
ทัว่ ทศิ (114)
319Dawee Daweewarn, BraÆhmanism in South-East Asia (From The Earliest Time to 1445 A.D. ) (New Delhi:
Sterling Publishers Private, 1982), 44.
จารกึ แมบ่ ุญตะวันออก • 223335
สวนโศลกท่ี 41 กลาววา “เมื่อพระองคทรงกระทํากองทัพท่ีชูธงอยางไมสะทก
สะทานจะเสด็จไปเพื่อทิควิชัยพระศรีของพระราชาผูขาศึกไดเคลื่อนหนีไปกอน”เหตุที่พระศรีได
เคลือ่ นหนไี ปกอ นก็เพราะพระศรียอมลว งรวู า กษัตรยิ ท่ียกทัพมาทําศกึ กับพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2
จะตองพายแพไมอาจทานกําลังของพระเจาเชนทรวรมันท่ี 2 ไดพระศรีซ่ึงเปนเทวีแหงโชคและชัย
ชนะจึงหลบหนมี าอยูขางพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 ซึ่งมีโชคเหนือกวากษตั รยิ องคอ่ืน ทั้งเปนทพ่ี ่ึง
และใหความมัน่ คงได โศลกท่ีเหลอื กม็ ีนยั นี้
ตามคติฮินดู พระศรี-พระลักษมี หมายถึงเทพีแหงความอุดมสมบูรณ ในดาน
วรรณกรรมอินเดียน้ันเทพีที่สามารถประสิทธิประสาทความอุดมสมบูรณไดรับนามวา “ศรี” หรือ
“ลักษมี” ความม่ังคั่งและโชคลาภ จากคุณสมบัติตางๆ ทําใหเทพีนี้ไดรับการเคารพบูชาโดยชาว
อินเดียทุกลัทธแิ ละทุกวรรณะ320 จารกึ แมบญุ ตะวันออกกวียังกลา วถึงพระศรี-พระลักษมี ในลักษณะ
ความรุงเรอื ง ความงดงาม และความมงั่ ค่งั อุดมสมบรู ณ ซึ่งปรากฏตวั อยางดังโศลกตอ ไปน้ี
พระราชาทรงพระนามวาพระเจาราเชนทรวรมันผูขณะท่ีทรงไวซึ่งความงดงาม
(ลักษมี)ท่เี หนือกวา รศั มีของพระจันทร ผไู มมขี อบกพรอ งและความดางพรอย ขณะท่ีผูก
เอาไวซึง่ พวงมาลัยแหงดอกบัวดวยตบะท่ีถูกทําใหปรากฏแลว ไดถูกทําใหเกิดขึ้นแลว
โดยพระเจาแผนดินพระองคน ้ัน ในมเหสีพระองคน ้ัน เหมือนพระอาทิตยถูกทําใหเกิด
ในนางอทิตโิ ดยฤษกี ัศยปะ พระเจา ราเชนทรวรมนั นั้นไดเ ปนบอเกิดแหง อํานาจทั้งหลาย
(13)
ประเทศของขาศึกของพระองค แมจะเปรียบดังมหาสมุทรที่มีกระแสน้ําลึกยาก
หยัง่ ถงึ โดยเหลา คนผอู ยูก ลางปา ซงึ่ เตม็ ไปดว ยแกวประพาฬที่สองแสงเปนประกายงอก
เงยขึ้นสัดสายไปมา มหี มูนาคดําด่ิงลงเพราะการจูโจมของพระหริ (ซ่ึงทรงครุฑ) จึงได
ละทิ้งความงดงาม (มง่ั คั่ง, อุดมสมบูรณ - พระลักษม)ี (71)
นาสังเกตวาพระศรี-พระลักษมีซึ่งเปนศักติของพระวิษณุปรากฏพระนามในจารึกแม
บุญตะวันออกจํานวนมากที่สดุ คือมีถึง 21 โศลก ไดแกโศลกท่ี 11, 13, 20, 33, 39, 40, 41, 71,
87, 88, 107, 114, 119, 120, 136, 145, 155, 158, 162, 170 และโศลกท1ี่ 83 ในชื่อวา พระนาง
ลกั ษมี (laksámí) และพระศรี (śrí)
320ผาสขุ อินทราวุธ, “ตราดนิ เผารูปคช-ลักษมีและกุเวรจากเมืองนครปฐม,” เมืองโบราณ 9, 3 (สิงหาคม-พฤศจิกายน 2526) : 92-
98.
236 • จารกึ แม่บุญตะวันออก 234
6. เทพชน้ั รองในศาสนาพราหมณและบคุ คลอน่ื ๆ
จารกึ ในอาณาจักรเขมรโบราณทีม่ ีเนอื้ หาคอนขา งยาว นอกจากปรากฏนามของเทพ
เจาสําคญั แลว สวนใหญจะปรากฏนามของเทพช้นั รองและบุคคลอ่ืนๆ อีกดวย ซ่ึงรายนามเทพชั้น
รองในศาสนาพราหมณและบุคคลท่ีปรากฏในจารึกแมบุญตะวันออกอาจแบงไดเปนสองกลุม กลุม
แรก คือ เทพชั้นรองและบคุ คลในวรรณกรรมของอนิ เดีย เชน พระนางสรัสวดี พระอินทร ทาวทักษะ
ประชาบดี พระกามเทพ อรชุน พระราม เปนตน สวนกลุมท่ี 2 ไดแกบคุ คลอ่ืนๆ ท่ีไมเก่ียวของกับ
กลุมแรก เชน วิศวรูปะ พระเจาพาลาทิตยะ พระเจามเหนทรวรมัน พระนางมเหนทรเทวี เปนตน
เทพเจาและบุคคลตางๆ ท้ังหมดท่ีปรากฏในจารึกแมบุญตะวันออกซ่ึงควรกลาวถึงผูเรียบเรียงได
แสดงรายละเอียดไวในเชิงอรรถในบทที่ 3 แลว ในหัวขอน้ีจึงเพียงรวบรวมรายนามเหลานั้นเขา
ดวยกนั เพ่อื เปนขอมลู สําหรบั ผูสนใจคน ควาสืบตอ ไป ซ่ึงเมอ่ื สรุปรวมรายนามของเทพเจาตา งๆ และ
บุคคลอ่ืนๆ ทีป่ รากฏในจารึกแมบ ุญตะวันออก สามารถรวบรวมไดด งั ดงั ตารางตอไปนี้
ตารางท่ี 2 รายนามเทพเจา และบคุ คลตางๆ ท่ปี รากฏในจารึกแมบ ุญตะวนั ออก
นาม คาํ ทีป่ รากฏ โศลกท่ี
พระศิวะ หรอื พระอศี วร trinayana, ßiva, ardhenducudÆ áaÆmanáihá, 1, 2, 11, 28, 59, 103,
วษิ ณุ หรอื พระนารายณ íßvara, rudra, pinakÆ in, maheßvara, 105, 121, 24, 130,
พระพรหมา ßríkantá há a, devadeva, pinakÆ in, íßa,
ßuÆlin, bhavodbhava, ßarvva, ßambhu 135,202,205,207, 218
kanÁjadrák, hari, naÆrayÆ anaá , upendra, 1, 2, 5, 11, 59, 71,
jisánáu, madhuripu, ßauri, caturbhuja 121, 176, 183, 208,
218
padmaja, vrahma, ambhojabhu,Æ 1, 2, 6, 26, 66, 83,
vidhi, vidhaÆta,Æ prajaÆpti, vidhaÆtr,á 104, 106, 157, 168,
vedhaÆ, dhaÆtaÆ, vidhaÆtrá amvujajanman,
kajabhuva, caturaÆsyapraja,Æ 194, 208, 218
พระอุมาเทว,ี พระนาง gaurí, stí, nagendratanayaÆ, durgga,Æ 3, 7, 69, 103, 202,
ปารวตี bhavaÆni, ßarvvaÆnáí 205, 218
พระแมค งคา mandakÆ iní, gangæ aÆ 7, 103
พระอนิ ทร amarendra, bajrabhráta, gopati, ßakra, 9, 11, 59, 92, 181,
purandá aá ra, mahendra 192, 210
จารึกแมบ่ ุญตะวนั ออก • 223375
นาม คาํ ท่ีปรากฏ โศลกที่
พระนางลักษมี laksmá í, ßrí 11, 13, 20, 33, 39,
พระอาทิตย (สุริยเทพ) 40, 41, 71, 87, 88,
พระจนั ทร
นางอทติ ิ 107, 114, 119, 120,
136, 145, 155, 158,
162, 170, 183
bhaÆskara, divasakara, bhaÆsvan, 1, 2, 13, 14, 15, 23,
divasakara, candá aá ṅÆ ßu, tigma, bhaÆnu, 57, 75, 80, 92, 96,
aÆrkka, ravi, vraddhna
125, 194, 206
indu, ksáanaá dakÆ ara, mandaṅÆ ßu, 1, 2, 4, 7, 8, 9, 13,
tíksáneá tar, candra, ßißira, candraß, 14, 15, 17, 18, 24,
tuhinamÆ ßá u, himaÆṅßu, amrátaÆṅßu, 30, 80, 85, 95, 96,
ksáanáadakÆ aro
109, 194, 204
aditi 13
ฤๅษีกัศยป (กศั ยปเทพ kaßyapa 13
27, 151,196
บดิ ร)
พระกามเทพ manobhu,Æ kamÆ a, smara
นางรตเิ ทวี rati 28
พระราม ramÆ a 29
นางสีดา sítaÆ 29
พระชนก janaka 29
ฤๅษีอคสั ตยะ kumbhabhava 33
พระสกนั ทะ guha 69
พาลาทิตยะ valÆ adÆ itya 8
โสมา somaÆ 8, 11
เกาณฑินยะ kaundá áinya 8
พระนางสรัสวดี sarasvatí 10
238 • จารึกแมบ่ ญุ ตะวันออก 236
นาม คาํ ท่ีปรากฏ โศลกที่
วศิ วรปู ะ 10
พระนางมเหนทรเทวี vißvarupÆ 12
พระเจามเหนทรวรมัน 12, 20, 206
mahendradeví 13, 205
พระเจาราเชนทรวรมนั ท่ี 2
mahendravarmmanrápatis 42
42
ßrimÆ adraÆjendravarmmavÆ anipati, 42
raÆjendravaramma 47, 71, 191
47, 191
ราวณะ (ทศกัณฐ) daßaÆsya 86
พระลักษณ saumitri 89, 101
เมฆนาท (อนิ ทรชติ ) meghanadÆ a 90
นาค nagÆ a, raÆjanagÆ a 107
ครฑุ tarÆ ksáya, bhujangæ arÆ i 107
พระเจา อชาตศตั รู ajaÆtaßatru 108, 199
การตตวีรยะ karÆ ttavíryya 108, 199
พระอรชนุ jisánuá 108
นางกรี ติ kírtti 110
นางวิทยาเทวี vidyayaÆ 110,
พระเจาทลิ ีปะ dilípa 148, 153, 162
ฤๅษีวศิษฏะ (วสิฏฐะ) vaßistá áha 153
ภารควีระ bhaÆrggavīra
อนันตนาคราช ananta
นางวินตา vinataÆ
กลิ (กล)ี kali
ทกั ษะประชาบดี prajapÆ atidaksáa
นาม คําที่ปรากฏ จารกึ แม่บญุ ตะวนั ออก • 2379
พระนางทมยันตี damayanti โศลกท่ี
162
ฤๅษีเวทวยาส vedavyasÆ a 166
พระมนุ manu 174
มธุ (รากษส) madhu 178
ทานพ (อสูร) danÆ ava 178
ฤๅษีภฤคุ bhrgá u 182
192
นางศจีเทวี ßací 204
พระเจา อินทรวรมันท่ี 1 ßríndravarmma 211
พระพฤหสั บดี vaÆcaspati
นอกจากรายนามดังกลาวดา นบนน้แี ลวยังมีบคุ คลทไี่ มป รากฏชอ่ื แตไดถ ูกกวีกลาวถึง
ในจารึกอีกดวย คือ ราชบุตรีของพระเจาอชาตศัตรู และนางราชสีห ในโศลกที่ 86 และ 88
ตามลาํ ดบั จากการคน ควา ขอมลู พบวา อชาตศตั รู เปนนามของ พระศิวะ, ยุทธิษฐิระ, พระราชาแหง
แควนกาศี, พระมาตลิ และพระโอรสของพระเจาพิมพิสารแหงแควนมคธ321 ในบรรดาทานเหลาน้ี
ปรากฏวามเี พียงมาตลีเทพบุตรผูเปนสารถีของพระอินทรเทาน้ันที่มีธิดานามวาคุณะเกศี เปนผูมีรูป
โฉมงดงามมาก อีกท้ังมีความประพฤติท่ีดีไดแตงงานกับสมุขนาค แตไมมีเรื่องราวท่ีตรงกับที่จารึก
ระบุไว อกี ผหู นง่ึ ท่ไี มปรากฏนาม แตกวีไดกลาวถงึ คือ นางราชสีหทเ่ี คยถูกพระเจาราเชนทรวรมันท่ี
2 ขับออกจากเมืองไป นางราชสีหนี้ตามความหมายก็คือหญงิ ผูมีเช้อื สายสูงสงน่ันคอื เช้ือสายกษัตริย
ครัน้ ภายหลงั พระองคไ ดร ับพระนางกลบั มาและพระนางผนู ้ีก็กําลังทรงพระครรภ เปนท่ีนาสนใจและ
นาคนควาวาหญิงกษัตริยผูนี้มีบทบาทสําคัญเกี่ยวของกับราชวงศกอนหนารัชสมัยพระเจาราเชน
ทรวรมันที่ 2 อยางไร หรอื ในกาลตอมาอาจจะเปนผูมีความสาํ คญั พระองคหนึ่งในราชสํานักสมยั นั้น
อยางไร กวีจึงไดเขียนบันทึกสอดแทรกเน้ือความและเรื่องราวนี้ลงในจารึก สองโศลกดังกลาวมี
ขอความดังน้ี
321Monier Williams, Sanskrit-English Dictionary , 10.