The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

จารึกแม่บุญตะวันออก ebook

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mcu pali, 2021-04-27 23:07:10

จารึกแม่บุญตะวันออก ebook

จารึกแม่บุญตะวันออก ebook

Keywords: จารึกแม่บุญตะวันออก ebook

190 • จารึกแม่บุญตะวันออก 188

“อนินทิตปุระ” ตอมาภายหลังพระเจาอีศานวรมันท่ี 1 ตีรัฐนี้ไดและสรางเมืองหลวงชื่อ “อีศานปุ
ระ” ข้ึนท่รี ิมแมน ํา้ สตึงเสน

เนื้อหาจารึกแมบุญตะวันออกโศลกท่ี 13 กลาวถึงพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 วา
ประสูตจิ ากพระมหากษัตรยิ และนางกษตั รยิ  ซ่ึงตรงกับจารึกปราสาทแปรรูปโดยพระองคไดร ับมรดก
คอื เมืองภวปุระทางฝายพระราชบดิ าซงึ่ กอนหนานี้ยงั คงเปนดินแดนอิสระจากกษัตริยเมืองพระนคร
และมีสิทธิ์สืบทอดการปกครองเมืองพระนครทางฝา ยพระราชมารดาซ่งึ เปนพระเชษฐภคินีของพระ
เจา ยโศวรมัน214 ดังน้ัน เมอ่ื พระองคป ระสตู กิ วีจึงยกยองวา “พระเจา ราเชนทรวรมันนั้นไดเปนบอเกิด
แหง อํานาจทงั้ หลาย” ดงั ขอ ความทปี่ รากฏตอไปนี้

“พระราชาทรงพระนามวา พระเจาราเชนทรวรมัน ผูขณะท่ีทรงไวซึ่งความงดงามท่ี
เหนือกวารัศมีของพระจันทร ผูไมมีขอบกพรองและความดางพรอย ขณะที่ผูกเอาไวซึ่ง
พวงมาลัยแหงดอกบัวดวยตบะที่ถูกทําใหปรากฏแลว ไดถูกทําใหเกิดขึ้นแลวโดยพระเจา
แผนดินพระองคน นั้ ในมเหสพี ระองคน น้ั เหมอื นพระอาทิตยถกู ทาํ ใหเ กิดในนางอทิติโดยฤๅษี
กัศยปะ พระเจาราเชนทรวรมนั นน้ั ไดเ ปนบอ เกดิ แหง อํานาจท้งั หลาย”

เปน ท่ีนาสงั เกตวา จารกึ หลายหลกั ในอาณาจักรกมั พชู ามกั กลา วอางการสืบสายสกุลทาง
ฝา ยมารดาเปนสําคญั จารึกแมบ ญุ ตะวนั ออกก็เชนเดียวกัน สายสกุลของพระเจาราเชนทรวรมนั ที่ 2
ทป่ี รากฏในจารึก ดังนี้

เกาณฑนิ ยะ + โสมา

พาลาทิตยะ สตรี +?
(อนนิ ทติ ปรุ ะ) สรัสวดี + พราหมณวิศวรูปะ
มเหนทรเทวี + มเหนทรวรมนั

ราเชนทรวรมัน

แผนภมู ทิ ่ี 2 สายสกลุ พระเจาราเชนทรวรมนั ท่ี 2

214ชะเอม แกวคลา ย, จารึกปราสาทแปรรปู (กรุงเทพฯ: รงุ ศลิ ปการพิมพ, 2543), 7.

จารึกแมบ่ ญุ ตะวนั ออก • 118991

เนื้อหาตอจากโศลกท่ี 13 เปนตนไปเปนการพรรณนาคุณสมบัติและความดีเยี่ยมของ
พระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 หลากหลายดาน เพ่ือจะยกยองวาพระองคทรงเปนพระมหากษัตริยท่ี
ยิง่ ใหญ เพยี บพรอมดว ยรปู ลักษณและความรคู วามสามารถอีกหลายประการ ซงึ่ ลักษณะดังกลาวนี้มี
ปรากฏในจารึกหลักตางๆ ในรัชสมัยของพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 เน้ือความท่ีปรากฏในจารึก
เหลานั้นราวกับวากวีไดแขงขันกันเพ่ือสรรเสริญพระองค และการกลาวถึงคุณสมบัติของกษัตริย
ผูปกครองยังเกี่ยวของกับสิ่งที่ดีท่ีสุดในอุดมคติของรัฐและการปกครองซ่ึงเนนถึงคุณสมบัติของ
ผูปกครองท่ีดี215 สวนในจารึกแมบุญตะวันออกกวีไดพรรณนาคุณสมบัติดานตางๆ ของพระองคไวมี
ปรากฏดังตวั อยางตอไปนี้

ดานท่ีมีความรุงเรือง พลังอํานาจมากลน ขอความท่ีปรากฏในจารึกสวนใหญมัก
กลา วถงึ พระราชอาํ นาจและความรุง เรืองของพระเจา ราเชนทรวรมันท่ี 2 โศลกที่ 75 เปรียบพระราช
อํานาจของพระองคเ หมือนแสงพระอาทติ ยในเวลาเท่ียงวัน โศลกที่ 76 วาทาํ ใหหมดู าวหมดรัศมแี ละ
ทาํ ใหม งกุฏแกว มณขี องเหลา กษัตรยิ ร วงหลน โศลกท่ี 83 แมพระพรหมาดูเหมือนจะกลัวพระองคจ ึง
ตอ งคลอยตาม เปนตน ตัวอยางอื่นๆ เชน

“แสงแหงไฟเปนความพินาศแหงความมืดมน เปนความแจมแจงของทิศท้ังหลาย เปน
ความชัดเจนแหงเสี้ยวทั้งหลาย (ของพระจันทร) รัศมีของพระอาทิตย และหนาที่ของ
พระจันทร ท้งั หมดนัน้ ถกู แผไปโดยพระองค ในเวลาอุทัย” (15)

“รัศมีแหงอํานาจของพระองคที่ลุกโชนแลวอยางรุนแรง ดวยนํ้าสําหรับทรงสนานอันไม
เปลาประโยชนเ พราะมนต แมไฟแหง ความเศราโศกของศตั รูทงั้ หลายก็ลุกโชนแลวพรอมกัน
ดว ยนํา้ ตาอนั ตกลงมาแลว ราวกับจะแขงขันกับอาํ นาจของพระองคนนั้ ” (31)

ดา นความรอบรูในศิลปะวิทยาการ เน้ือหาหลายบทไดแสดงใหเห็นถึงความรอบรูของ
พระองควาเปนผูรอบรูในแทบทุกดานไมวาจะเปนความรูดานศานาและปรัชญา ศาสตรโดยท่ัวไป
หรือศาสตรแหงการตอสู โดยพระองคไ ดร บั การอบรบและศกึ ษามาอยางดตี ้ังแตทรงพระเยาว เชน

“แมในขณะทรงพระเยาว พระองคก ็ทรงบริบูรณดวยศลิ ปวิทยา ทรงรุงเรืองเหลือเกินใน
คุณสมบัติดานช่ือเสียงอยางรวดเร็วทุกๆ วัน เหมือนกับท่ีพระองคไดทรงอยูเหนือความมี
เส้ียวท่พี ระจันทรต อ งไดรบั และทรงทําความโงเขาใหห า งไกล ฉะนัน้ ” (18)

215ประพจน อัศววิรุฬหการ, “ความเชื่อและศาสนากับสังคมไทย,” ใน ประมวลสาระชุดวิชา ไทยศึกษา หนวยที่ 6 สาขาวิชาศิลป
ศาสตร สํานักพิมพมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, พิมพคร้ังท่ี 21 ปรับปรุงคร้ังที่ 2 (นนทบุรี: สํานักพิมพ
มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธริ าช, 2537), 279-322.

192 • จารกึ แมบ่ ญุ ตะวันออก 190

“เมล็ดพืชแหงตําราวิชาการและวิชาอาวุธที่ดีเย่ียม ท่ีไมถูกถอนและถูกตม ครั้นมาถึง
พระองคผูถูกสอนและอบรมแลว ผูเปนดุจนาที่ถูกไถเตรียมไวดีแลว ถูกราดแลวดวยน้ําคือ
ศรัทธากไ็ ดง อกสูงขนึ้ ในทนั ท”ี (22)

ดานความเปนกษัตริยที่มีความสงางาม เน้ือหาหลายบทในจารึกแมบุญตะวันออก
บันทกึ ภาพพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 วาทรงมีความงามเพราะอยูในวัยหนุม ขอมูลตรงน้ีก็บอกให
ทราบวาพระองคข ้ึนครองราชยข ณะยังมีพระชนมายุไมมากนัก โดยการเปรียบเทียบความสงางาม
ของพระเจาราเชนทรวรมนั ที่ 2 มกั นิยมนาํ ไปเปรยี บเทยี บกับพระจันทรบ าง รัศมีจันทรบาง กามเทพ
ซ่ึงเปนเทพเจาแหงความรกั ผูไดชื่อวามีรูปงามที่สุดบาง หรอื ความงามท่ีถูกแตงแตมโดยพระพรหมา
บาง และความงามของพระองคเปนความงามชนิดพิเศษไมมีส่ิงท่ีควรนํามาเปรียบ โดยกลาววาไมมี
สิ่งใดจะนาํ มาเปรียบปานความงามของพระองคไ ด แมกระท่ังเงาในกระจกของพระองคเ อง นอกจาก
มีรูปรางท่งี ดงามแลว ในโศลกท่ี 95 ยังกลาววาทรงมีพระจริยวตั รท่ีงดงาม และโศลกที่ 81 กลาววา
พระเวททงั้ สม่ี ีสามเวทเปน ตน ทําใหพระองคเปน ผสู งา งาม

ในโศลกท่ี 13, 17, 24 และ 30 นําความสงา งามของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ไป
เปรียบกับความงามของพระจันทร รศั มีจันทร อันเปนส่ิงที่มีความสุกใส นวลผองงดงาม ในทํานอง
ท่วี า พระองคไ มม จี ุดบกพรองหรอื ดางพรอยมีความงามที่เหนือกวารัศมจี ันทร ความงามของพระองค
สามารถท่ีจะบดบังดวงจนั ทรท วี่ างามได และความงามของพระองคเพิ่มขึ้นเร่ือย ๆ ดุจความงามของ
พระจันทร จะเห็นไดวากวพี ยายามจะแสดงถึงความงามของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ไมเพียงแค
เสมอเหมอื นพระจนั ทรเทานั้นแตงามย่ิงกวาพระจนั ทรอีกดวย ตวั อยา งท่ีปรากฏดงั นี้

ความงดงามใดของพระองคท่ีเพ่ิมพูนข้ึนตั้งแตยังเปนเด็ก ทม่ี ีมาแลวตั้งแตตน ที่
คนอ่นื ไมเ คยไดร บั พระผสู รา ง (พระพรหมา) เมื่อจะแตงแตมความงามในตอนเปนหนมุ
ใหส มบูรณ ไดก ระทําความงามนั้นใหเปน องคป ระกอบอยางถาวร (26)

แมในเวลาที่ความเปนหนมุ ของพระองคป รากฏชัดเจนแลวในบัดน้ี กามเทพผูถูก
ขดั ขวางอยางตอเน่ืองก็ไมอ าจเล็ดลอดเขา ไปใกลได เพราะความหยิ่งยโส เหมือนกับวา
มีความละอายเกิดแลวจากการเห็นความงดงาม (27)

สําหรับความงดงามแหงพระวรกายของพระองคแลว จะหาอุปมาสักอยางหน่ึงที่
ไมมขี อตําหนิ (สมบูรณ) เชนนนั้ ได ณ ทใ่ี ดเลา ภาพสะทอ นของพระองคซ่งึ ปรากฏที่พ้ืน
กระจกเปนสงิ่ ทไ่ี มคคู วรมาเปรียบเทยี บกับพระองคเ ลย (35)

191

จารึกแม่บญุ ตะวนั ออก • 193

รปู แบบการปกครอง

รปู แบบการปกครองของรฐั เกิดขึ้นพรอมกบั การกําเนิดรฐั โดยมีวัตถุประสงคเพ่ือใชเปน
เคร่ืองมือในการควบคุม ดูแล ใหประชาชนอยูภายใตอํานาจ หรือบางทีเปาหมายก็เพ่ือประโยชนสุข
ของผูปกครองเองและพวกพอง บางทีก็เพ่ือประโยชนสุขของประชาชนท่ีอยูในรัฐ จึงถือวาเปน
องคประกอบสําคัญของสังคมมนุษยทุกๆ สังคม เน่ืองจากมีทั้งกติกาท่ีกําหนดโครงสรางทางการ
ปกครองและกฎระเบยี บตา งๆ ท่ีชดั เจนทแ่ี สดงใหเหน็ ถึงความสมั พันธระหวางสมาชิกในสังคมในการ
ดําเนนิ กิจกรรมตางๆ ทางการปกครองเพ่ือควบคุมสังคมนั้นๆ ใหอยูกันอยางปกติสุข ทําใหสังคมมี
ความเปน ปก แผนมัน่ คง

ในรัชสมัยของพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 ทรงปกครองแบบลัทธิเทวราช ทรงรับ
รปู แบบการปกครองตอมาตามลาํ ดับโดยในชว งแรกเริ่มจากพระเจาชัยวรมันท่ี 2 ท่ีประกาศอิสรภาพ
ไมขึ้นตรงตอชวาและพิธีนี้ไดรับการสบื ตอมากวาสองศตวรรษ216 ซ่ึงความคิดเร่ืองเทวราชของเขมร
เดิมอยูในอินเดีย ตอมาเม่ืออินเดียติดตอกับเอเซียอาคเนย ความคิดดังกลาวจึงแพรขยายเขามาใน
ชวาและอาณาจกั รโบราณตาง ๆ ในแหลมอินโดจีน “ลัทธิเทวราช” ซึ่งเปนรปู แบบหนงึ่ ของลัทธิการ
บูชาพระศวิ ะ217 มคี วามคิดมาจากศาสนาพราหมณที่ถือวาเทพเจา คือ พระศิวะและพระนารายณไ ด
อวตารลงมาเปนกษัตริย บทกวีสันสกฤตในอาณาจักรกัมพูชาจึงมักเชิดชูความย่ิงใหญของกษัตริย
เสมอดว ยเทพเจา ในขอ นมี้ ีผใู หความเหน็ ดงั นี้

เดวิด แชนดเ ลอร ไดใหความเห็นวา พระเจาชัยวรมนั ท่ี 2 ไดท รงประกอบพิธีสถาปนา
ตนเองเปน “สกลกษัตริย” พระราชพิธีเฉลิมฉลองซง่ึ เก่ียวเนื่องกับจารกึ หลักน้ีเปนพิเศษดวย น่ันคอื
ลัทธิเทวราชซ่ึงเปนคําภาษาสันสกฤตแปลวา “เทวกษัตรยิ ” หรือ “กษัตริยแ หงทวยเทพ” แนนอน
ลัทธเิ ชื่อวามีความเกยี่ วพนั กันระหวา งพระราชากบั ศวิ เทพ218

216เดวดิ แชนดเลอร, ประวัติศาสตรก ัมพูชา, พมิ พครั้งที่ 4, แปลจาก A history of Cambodia, แปลโดย พรรณงาม เงา ธรรมสาร
และคณะ (กรงุ เทพฯ: มตชิ น, 2552), 50.
217ด.ี อี.จ.ี ฮอลล, ประวตั ิเอเชียตะวันออกเฉยี งใต : สุวรรณภูมิ-ภาคพสิ ดาร, แปลจาก A history of South-East Asia, ชาญวทิ ย
เกษตรศริ ิ, บรรณาธกิ าร, พิมพครั้งที่ 3 (กรุงเทพฯ: มลู นธิ โิ ตโยตา , 2549), 105.
218เดวิด แชนดเ ลอร, ประวตั ศิ าสตรกมั พชู า, แปลโดย พรรณงาม เงา ธรรมสาร และคณะ, 49.

194 • จารกึ แม่บญุ ตะวันออก 192

มาดแลน จิโต (Madelein Giteau) ผูเช่ียวชาญดานประวัติศาสตรศิลปะในเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต ซ่ึงมีผลงานคนควาเก่ียวกับเร่ืองประวัติศาสตรเขมรเห็นไดจากผลงานเร่ือง
Histoire d’Ankor ไดใ หความเหน็ วา เม่อื พระเจา ชยั วรมันท่ี 2 ทรงกระทําพิธีราชาภิเษกบนเขามเห
นทรบรรพตคอื เขาพนมกเุ ลนในปจจุบัน ใน พ.ศ.1345 พระองคประกาศวาพระองคทรงเปนเจาแหง
ดินแดนอนั รวบรวมเปน อนั หนึง่ อันเดยี วกันคอื เปนพระเจา จักรพรรด2ิ 19

กมเลศวร ภัฏฏาจารยะ ไดใหความเห็นวา ลัทธิเทวราชกระทําใหพระราชากลายเปน
สมมติเทพ พระองคไมไดทรงเปนมนุษยธรรมดาอีกแลว แตทรงเปนสวนหนึ่งของพระอีศวรโดยศิว
ลงึ คไ ดบรรจพุ ระองคอ นั ละเอยี ดออน (สกู ฺษฺมานฺตราตมฺ นฺ) ของพระราชาไวภ ายใน220

จากความคิดเห็นของนักวิชาการหลายทานท่ีศึกษาประวัติศาสตรกัมพูชา จึงแสดงให
เหน็ ถงึ อิทธิพลความเชอื่ ทม่ี ผี ลตอ ระบอบการปกครองในสมัยน้นั การสรางปราสาทแมบุญตะวันออก
และการประดิษฐานศิวลึงคจึงเปนการแสดงออกถึงแนวคิดท่ีสอดคลองกับลัทธิเทวราชเปนอยางดี
เพราะเปนการสรางเพ่ือตอบสนองตอระบบการปกครอง เปนท่ีแนชัดวาความคิดดังกลาวมาจาก
สมมติฐานวา กษัตริยม ีพระราชประสงคจะยกพระองคขึ้นเปนพระเจาจกั รพรรดิ จึงทรงประกอบพิธี
ใหพระองคเปนจักรพรรดิซ่ึงทําตามคมั ภีรวินาศขิ อันศกั ดิ์สิทธ์ิตั้งแตตนจนจบและไดสรางเทวราชขึ้น
โดยครั้งแรกพราหมณหิรัณยทามะไดสอนคัมภีรวินาศิข นโยตตระ สัมโมหะ และศิรัจเฉท อัน
ศกั ดิส์ ิทธิ์ ใหแกพ รามหมณศิวไกวลั ยแ ละแนะนํากิจพิธตี า งๆ หลงั จากน้ันสกุลของพราหมณศิวไกวัลย
เทานั้นเปนผูประกอบพิธีเทวราชสืบตอกันมา กษัตริยเมืองพระนครทุกพระองคจึงมีการสราง
ปราสาทและเทพผูเปนพระราชาโดยการประดิษฐานลึงคอันเปนตัวแทนของเทวราช (DevaraÆja)
และเปน เทพเจาศักด์สิ ิทธิ์ซง่ึ ภาษาเขมรเรียกวา กมรเตง ชคตั ต ราชา (Kamrateṅ jagat ta rajÆ a) ไว
เปนท่ีเคารพบูชาและประกอบพิธีอันสําคัญน้ี ซึ่งกษัตริยแ ตละพระองคสามารถสรางไดมากกวา หนึง่
แหง ช่อื ลงึ คมกั มคี วามสมั พนั ธกบั พระนามของกษัตริยก ับพระอีศวร เชน “อินทเรศวระ” ทีป่ ราสาท
บากองของพระเจาอินทรวรมนั ท่ี 1 “ราเชนทเรศวระ” ของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ที่ปราสาท
แมบุญตะวนั ออก สว นที่ปราสาทแปรรูปซ่ึงเปน ปราสาทประจํารัชกาลมีรูปแบบทแ่ี ตกตางไปจากเดิม
สําหรับการประดิษฐานศิวลงึ คนามวา “ราเชนทรภัทเรศวระ” ซ่ึง “ภัทเรศวระ” นี้เปนเทพเจาทีว่ ัดภู
อันเปน สถานที่ศักด์สิ ิทธ์ิของกษัตริยเขมรทุกพระองค นาสงั เกตวาชื่อนี้มีความสําคัญมากอาจเปนชื่อ
ท่ีแสดงความความย่ิงใหญของพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 ที่สามารถรวบรวมเจนละท้ังหมดไวได
อันเปน ความหวงั ของปฐมกษัตรยิ เมอื งพระนครและกษัตริยสมัยพระนครทกุ พระองค

219มาดแลน จิโต, ประวตั ิเมืองพระนครของขอม, แปลจาก Histoire d’Angkor, แปลโดย หมอ มเจา สภุ ทั รดศิ ดิศกลุ , 4-5.
220กมเลศวร ภัฏฏาจารยะ, ศาสนาพราหมณในอาณาจักรขอม, แปลโดย หมอมเจาสุภัทรดิศ ดิศกุล, พิมพครั้งท่ี3 (กรุงเทพฯ:
อมรนิ ทรพรนิ้ ติง้ แอนดพับลิชชิง่ , 2547), 11.

จารกึ แม่บญุ ตะวันออก • 119935

การสรางศวิ ลึงคจึงสอดคลองกับหลักความเช่ือของกษัตริยเ ขมรวา พระองคเ องอวตาร
(แบงภาคมาเกิด) จากเทพเจาลงมาเพ่ือเปนกษัตริยป กครองราชอาณาจักรและไพรฟ าประชาราษฎร
เมื่อสิ้นไปแลวจะกลับไปรวมกับเทพเจาเชนเดิม221 และความเชื่อดังกลาวสอดคลองกับการ
เปรียบเทียบพระเจา ราเชนทรวรมนั ที่ 2 กับเทพองคสําคญั ในจารกึ แมบญุ ตะวันออก เชน

1. การเปรียบเทยี บกับพระอินทร ปรากฏในโศลกที่ 210 วา “พระองคท รงเปนเหมอื น
พระมเหนทระ (พระอินทร)

2. การเปรียบเทยี บกับพระวษิ ณุ ปรากฏในโศลกท่ี 121 วา “พระองคทรงเปนพระหริผู
มีพระเนตรคลายจะหลับ” และการแสดงการเปรียบเทียบโดยกลาววาพระองคเหนือกวาพระวิษณุ
ในจารึกแมบุญตะวันออกโศลกที่ 176 “พระองคท รงประทับส่ังการอยูบนปอมปราการเอง เพราะรู
วา น่ีเปนหนาท่ีของเหลากษัตริย หาใช (เปนเหมือน) ศัตรูของมธุ (พระวิษณุ) ท่ีบรรทมสินธุเพราะ
กลวั พวกทานพ”

3. การเปรียบเทียบกับพระพรหมา-ประชาบดี ปรากฏในโศลกท่ี 153 วา “พระองค
ทรงเปนทาวทักษะประชาบดี222ดวยพระองคเอง” และการแสดงการเปรียบเทียบโดยกลาววา
พระองคเหนือกวาพระพรหมา ในโศลกที่ 83 วา “พระพรหมาผูมีศักติ (อํานาจพิเศษ) ซึ่งมีพลัง
แข็งแกรง โดยเปนเจา แหง มนตรา แมจะเชือ่ งชา ในการทําหนา ท่ี (การสรางโลก) เปน ประจํา ดเู หมือน
จะกลัวตอพระองค จึงคลอ ยตามพระองคผ คู ดิ ท่จี ะทําลายลา งฝา ยขาศึกผูเ ปน ปรปกษ”

4. การเปรียบเทียบกับพระศิวะ-พระอีศวร ปรากฏในโศลกที่ 25 วา “แมลักษณะ
ท้ังหมดของปุรษุ ะและมหตั ถกู ทําใหปรากฏแลวรว มกันกับประกฤติในพระองค พระองคก็ไดประกาศ
แลวซง่ึ ความเปนใหญ (ความเปนเทพเจาสูงสุด) ซึ่งทําใหมีข้ึนมาไดดวยลัทธิสางขยะและคัมภีร โดย
วธิ ใี ดวธิ ีหนึง่ ไมไ ด”

โดยหลักการนก้ี ษัตริยจึงเปน ผูมพี ระราชอาํ นาจสูงสดุ เด็ดขาดเหนอื ทุกสิ่งทุกอยาง ทง้ั มี
ความศกั ดิ์สทิ ธ์ิ ผใู ดจะละเมิดไมไ ด ดังน้นั ประชาชนจึงตอ งจงรักภักดีและเช่ือฟงกษัตริยโดยไมมขี อ
โตแ ยง แมในทางทฤษฎกี ษัตริยจ ะมีอํานาจมากมายไดรับอภิสิทธ์ิจนลนพน แตในทางปฏิบัติ อํานาจ
กษัตริยถูกจํากัดดวยจารีตประเพณีรวมทั้งหลักศีลธรรมและจริยธรรมทางศาสนา ดังนั้น กษัตริยจึง
ตองมีคุณลักษณะของกษัตริยที่ดีจึงจะไดรับการยอมรับจากประชาชนและทุกฝาย การที่พระเจา

221ยอรช เซเดส, เมืองพระนคร นครวัด นครธม, แปลจาก Angkor An Introduction, แปลโดย ปราณี วงศเ ทศ, พิมพ
ครัง้ ท่ี 3 (กรุงเทพฯ: มติชน, 2536), 91-106.
222ทักษะประชาบดี จัดเปนเทพพระสสุระ (เทพพอตา) สว น หลยุ ส ฟโนต กลา ววา หมายถึงพระพรหมา (habil comme le Créateur)
ดู Vettam Mani, PuraÆniá c Encyclopaedia, Reprint (Delhi: Motilal Banarsidass, 1975), 192-194; and L. Finot,

Inscriptions d’Angkor (Hanoi: Imprimarie d’ Extrême-Orient, XXV, 1925), 346.

196 • จารึกแม่บญุ ตะวนั ออก 194

ราเชนทรวรมันท่ี 2 ทรงเปนกษัตริยที่ยิ่งใหญและไดรับการยอมรับ เพราะประกอบดวยคุณสมบัติ
ของกษัตริยทดี่ ีในดา นตา งๆ ดงั ตัวอยา งตอ ไปนี้

ดา นความเปน กษัตริยนักรบ คุณสมบัตทิ ี่พึงประสงคและหนาที่อันสําคญั อีกอยางหนึ่ง
ของกษัตริยคือการรบ ซึ่งเน้ือหาหลาย ๆ บทในจารึกแมบุญตะวันออกไดถายทอดใหเห็นถึงความ
ยงิ่ ใหญของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ในหนาท่อี ันสําคญั นี้ไวอยางชัดเจน เชน ความนาเกรงขาม

ของพระองคเม่ืออยูในสนามรบ ความย่ิงใหญและนาเกรงขามของพระองค ยง่ิ ใหญขนาดท่ีเพียงแค

ศตั รูไดยนิ เพยี งพระนามของพระองคเ ทาน้นั ก็หวนั่ เกรงพากันวิ่งหนหี ายไป เชน

แขนของพระองคแ มจ ะกลมแตกโ็ อบอุม หมูมติ รไวไ ดจ ึงทรงเปนกษัตริยที่ยิ่งใหญ แตใน
สนามรบเปน ทีน่ า เกรงขามแกข องเหลาศัตรแู ละหมมู ิตรตลอดเวลา (28)

พระองคแมเปนผูกอปรดวยสมาธิ(อยู)ในความสงบ ก็ทรงเปนผูสรางความกลัวใหแก
ศัตรูไดดว ยเพยี งไดยนิ ชอื่ เทานน้ั ธรรมดาวา ชางทั้งหลายไดกล่ินของพระยาราชสีหมาจากท่ี
ไกลจงึ แลน หนไี ป ฉะนั้น (132)

นอกจากน้ีในโศลกที่138 ไดแสดงใหเห็นวาพระองคเชี่ยวชาญการใชอาวุธอยางมาก
โดยเฉพาะธนูและดาบ ตอใหกองทัพศัตรูมีความแข็งแกรง เพียงใด ปอมปราการแนนหนาเพียงใด ก็
ไมสามารถที่จะหยุดยั้งหรือขวางกั้นพระองคไดการบรรยายภาพการเคล่ือนทัพของพระเจาราเชน
ทรวรมันท่ี 2 แสดงใหเห็นความย่ิงใหญของกองทพั ของพระองคท ่ีศตั รูมิอาจตอกรไดเลย มีกลาวถึง
ในโศลกท่ี 39, 41-71 และโศลกที่ 116 ลวนแสดงใหเห็นการเดินทัพของพระองความีความยง่ิ ใหญ
นาเกรงขามดุจดังกองทัพแหงสวรรคบาง ดุจดังพญาชางท่ีดุรายบาง หรือดุจดังกองทัพของพระ
ลกั ษณบาง การเดนิ ทัพของพระองคนั้นเปนไปอยางเขมแข็ง มีเสียงคํารามกึกกอง เวลาเดินทัพไปใน
ท่ีใดมีฝุนคลุงตลบ และเปนที่หวาดกลัวแกเหลากองทัพขาศึกท้ังปวง แมกระทั่งภรรยาของขาศึกก็
รสู ึกหวาดหวัน่ เกรงกลัวทจ่ี ะตองสูญเสยี สามีของตนไปในการท่ีตองสูรบกับกองทัพของพระองค

ดา นความเปนกษัตริยนักปกครอง แมวาการปกครองหลักในชวงเวลาน้ันจะเปนแบบ
เทวราชหรือหรือที่รูจักกันตามทฤษฎีการเมืองสมัยใหมวาสมบูรณาญาสิทธิราชย กษัตริยเปนผูทรง
อํานาจเด็ดขาดเพียงพระองคเดียวทรงมีอํานาจเหนือคนท้ังปวงเปนเจาชีวิต แตในจารึกแมบุญ
ตะวนั ออกนไ้ี ดบ นั ทึกถึงความเปน นักปกครองที่เย่ียมยอดของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ทีน่ อกจาก
พระองคท รงใชห ลักปกครองท่แี ขง็ กราวตามแบบฉบับเทวราชแลว พระองคยังผสมผสานกับหลักการ
ปกครองที่ออนโยนแบบพอปกครองลูก นับวาเปนการใชหลักการปกครองที่ท้ังออนโยนและแข็ง
กราว โดยทรงปกครองประชาชนของพระองคเ องดุจดังมารดาเล้ียงดูบุตร ขณะเดียวกันพระองคท รง
ดูแลอาณาจกั รของพระองคจ ากอรริ าชศัตรูดวยความเขม แข็ง ดังตัวอยางในโศลกท่ี 121 สวนโศลกท่ี

จารึกแม่บญุ ตะวันออก • 119957

85 แสดงถึงการทรงครองราชยโดยธรรม และโศลกที่ 38 ในฐานะกษัตริยผูทรงเปนศูนยรวมจิตใจ
ของประชาชน

พระองคท รงเปนพระหรผิ ูม พี ระเนตรคลายจะหลับ ทรงปกครองประชาชนเหมือนสตรี
เลี้ยงดูลูกๆดวยอก แตก็ทรงเปนผูมีพระศิวะอยูในพระทัย ทรงมีความเปนบุรุษปรากฏ
ชัดเจน” (121)

พระองคทรงสอบสวนขอผิดพลาดท่ีควรตําหนิของพระองคอยางทันที (แต) ทรง
ลงโทษคนเหลาอ่ืนผูทําความช่ัวอยางยุติธรรม จริงอยู พระจันทรแมจะขจัดอยูซ่ึงความมืด
ทั้งหลาย ก็ยังสังเกตเห็นจุดดาํ ท้ังหมดของตนได (85)

ตาท้ังหลายของชาวโลกละท้ิงแลวซ่ึงกิจกรรมอ่ืนๆ ไดมุงไปแลวยังพระองคเปนครั้งที่
สอง เหมอื นแถวของหมูผ งึ้ มงุ ไปท่ีตน ปารชิ าตทิ ้ังหลาย และเหมือนกับปญญาของมุนีทง้ั หลาย
มุงไปรวมอยกู ับอาตมโยคะ (การรวมเขากบั อาตมนั หรือพระเจา ) (38)

สอดคลอ งกับจารกึ หลกั อ่ืนๆ เชน จารึกปกษีจํากรง โศลกท่ี 40223ไดกลาวพระองคทรง
เปนรุนอรุณแหงคุณความดีทโี่ ลกแซซองสรรเสริญ (jagadgítagunodayo) ทรงเหนือกวาพระราชา
ทั้งมวลดวยพระราชอํานาจของพระองค จารกึ ปราสาทแปรรูป โศลกที่ 233224 กลา ววา เมื่อพระองค
ทรงปกครอง อาณาจักรไมมีขโมยสักคนหน่ึงเลย (aikagÆ arÆ ikavarjjite) และโศลกท่ี 142 วา
พระองคไดรับการยกยองวาเปนครูช้ันเอก ผูมีไมเรียวท่ีเบา ไดปกครองประชาชนประหน่ึงแสดง
ความเปนธรรมราชาทีท่ รงไวซ่ึงราชอาชญาอันนาเกรงขาม (yo gíto gurur ego pi laghudandá oá
nvaßatÆ prajamÆ candá aá - danádaá dharan dharmmaraÆjamá pratyaÆdisann iva) 225 ทั้งยังทรงโปรด
ใหสรางพระราชวังหลวงข้ึน และตั้งแตน้ันเปนตนมาพระราชวังแหงน้ีเปนที่ประทับประจําของ
กษตั รยิ เขมรตราบเทาท่ยี งั ครองราชยอยูในเมืองพระนคร226

ดานความเปนกษัตริยผูทํานุบํารุงศาสนา ขอความในจารึกแสดงใหเห็นวาพระเจา
ราเชนทรวรมันท่ี 2 ทรงเปนท้ังจักรพรรดิราชาและธรรมราชา ท่ีนอกจากจะทําหนาท่ีปกปอง
อาณาจักรในภาวะสงครามและขยายอาณาจักรใหเจริญรงุ เรอื งแลว ในภาวะที่บานเมืองเบาบางจาก
สงครามพระองคห ม่ันทาํ นบุ าํ รงุ ศาสนาโดยการถวายทานบาง ประดิษฐานเทวรูปตา ง ๆ บาง ทําบญุ
แกบรรพบุรุษบางดังปรากฏในโศลกท่ี 201, 203 และ204 แมพ ระองคจ ะทรงนับถือศานาพราหมณ

223R.C. Majumdar, Inscription of Kambuja (Calcutta: The Asiatic Society, 1953), 191.
224Mahesh Kumar Sharan, Select Cambodian Inscriptions (The Mebon And Pre Rup Inscriptions of
Rajendravarman II ), 132.
225Ibid., 121.

226มาดแลน จโิ ต, ประวัติเมอื งพระนครของขอม, แปลจาก Histoire d’Angkor, แปลโดย หมอมเจา สุภทั รดิศ ดิศกลุ , 30-31.

198 • จารกึ แม่บญุ ตะวันออก 196

ไศวนิกาย แตถึงกระน้ันขอ ความในจารกึ แมบ ญุ ตะวันออกแสดงใหเห็นถงึ ความใจกวางของพระองคท ่ี
ยังทรงใหความสําคัญกับศาสนาและลัทธิอ่ืนๆ อีกดวย กษัตริยจึงนับวาเปนศูนยกลางของทางโลก
และทางธรรม

ประจักษพยานในดานความเปนกษัตริยผ ูเอาใจใสทํานุบํารุงพระศาสนาคือการทรงให
สรา งศาสนสถานตางๆ ซง่ึ นอกจากปราสาทแมบุญตะวันออกแลว ในป พ.ศ.1504 ทรงโปรดใหสราง
ปราสาทแปรรูปอันเปนปราสาทประจํารัชกาลทางทิศใตของสระยโศธรตฎากะ ทรงบูรณะตกแตง
ปราสาทปก ษีจาํ กรงใหสวยงาม ทรงรเิ ริม่ กอสรางปราสาทพิมานอากาศซึ่งอยูในเขตพระราชวังหลวง
ท้ังยังทรงมีสวนเก่ียวของหรือสนบั สนุนการสรางศาสนาของขุนนางผูใหญหรือพราหมณช้ันสูงทาน
อื่นๆ อีกดวยจึงปรากฏศาสนสถานท่ีเหลาขุนนางไดสรา งไวในรัชสมัยของพระองค คือ ปราสาทบัต
ชมุ ทส่ี รางขน้ึ ใน พ.ศ.1469 โดยกวนี ทราริมัถนะ ซ่ึงเปนศาสนสถานในศาสนาพุทธ ลัทธิมหายาน ท้ัง
จารึกหลายหลักไดกลาวถึงความเอาใจใสและการบูรณะพุทธสถานของพระองคดวย และในชวง
ปลายรัชกาลไดม กี ารกอ สราง ปราสาทบันทายศรี ซง่ึ สรา งข้ึนในพ.ศ.1510 โดยพราหมณยัชญวราหะ
ซ่ึงตอมาไดเปนราชครูของพระเจาชัยวรมันที่ 5 อีกแหงหนึ่งคอื ปราสาทพระอินทรโ กสีห ตั้งอยบู น
ฝงซายของแมน้ําเสียมเรียบ สรางข้ึนในพ.ศ.1511 โดยพราหมณผ ูเปนนักปราชญท านหนงึ่ ที่มาจาก
อินเดียช่ือทิวากรภัฏฏะ ซึ่งตอมาไดเสกสมรสกับราชธิดาองคหนึ่งของพระองค227 และมีขอมูลท่ี
เช่ือถอื ไดจ ากจารึกปราสาทหินพนมวัน 3, ปราสาทหินพนมวัน 7 ทําใหทราบวาพระเจาราเชนทรวร
มันที่ 2 เปนกษัตริยองคแรกท่ีโปรดใหสรางปราสาทพนมรุง และไดมีสวนรวมบูรณะและบํารุงรักษา
ปราสาทพนมวันดวย228 สวนขอความที่ปรากฏในจารึกในรัชสมัยของพระองคจะเห็นไดวามักเปน
เร่ืองเกี่ยวกับการบําเพ็ญกิจกรรมทางศาสนา เชน การมอบท่ีดิน ขาทาส โค กระบือ ทรัพยสมบัติ
และสิง่ ของตางๆ รวมท้ังการสรางรปู เคารพทางศาสนาอุทิศตอ ศาสนสถานและเทพเจา เปนสวนใหญ
(ดูรายละเอียดเพ่ิมเตมิ จากตารางท่ี 1 ในบทท่ี 2)

ดานความเปนกษัตรยิ ผ ูมคี วามเมตตากรุณา ขอความในจารึกแสดงใหเห็นถึงพระมหา
กรุณาธิคณุ ของพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 โดยกลาวถึงการแบงปนราชสมบัติอันรุงเรืองใหแก มิตร
สหาย สาธารณชน รวมไปถึงผมู าเขาเฝาและเหลาขอทานที่มคี วามยินดีเพราะไดร ับการเติมเต็มจาก
ทานของพระองค ทรงเขาใจความเจ็บปวดทุกขยากของผูคนและมักเกื้อกูลแกบุคคลเหลาน้ันเสมอ
ดังปรากฏในโศลกท่ี 183 และ 184 และทรงประกอบดวยคุณความดีท่ีพึงประสงค ดังขอความ
ตัวอยา งคอื

227มาดแลน จโิ ต, ประวัติเมอื งพระนครของขอม, แปลจาก Histoire d’Angkor, แปลโดย หมอ มเจาสุภัทรดิศ ดศิ กลุ , 28-32.
228ชะเอม แกว คลา ย, จารึกปราสาทแปรรปู , 19-20.

จารึกแมบ่ ญุ ตะวันออก • 119979

เหลาขอทานคร้ันไดพบพระองคผูเหมือนทะเลสาบใหญมีนํ้าใสสะอาดมีดอกบัวเบง
บานแลว ความกระหายก็ถูกทําใหดับลงพรอมกับความรา เริงยนิ ดี (184)

พระองคผูเดียวเทานั้น เปนท่ีอาศัยของคุณความดีท้ังหลายเปนตนวา ความใจบุญ,
ความกลาหาญ, ความมีพระรูปงดงาม, ความลึกซ้ึง, ความออนโยน และความกรุณา เปนผู
มากลนไปดวยความพากเพยี รและปญญา ทั้งทรงรว มสรางโลกกบั พระพรหมา (100)

การแผข ยายอาณาจกั ร

หลังจากพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 ไดขึ้นครองราชยใ น พ.ศ.1487 พระองคไดยาย
เมืองหลวงกลับมายังยโศธรปุระ229 ซ่ึงถูกท้ิงรางไวตั้งแตสมัยพระเจาชัยวรมันท่ี 4 ไดทรงฟนฟูและ
พัฒนาเมืองยโศธรปุระใหกลับมารุงเรืองและสงบอีกคร้ัง จารึกไดกลาววา พระองคทรงฟนฟูเมืองย
โศธรปรุ ะใหร ุงเรืองด่ังทองเหมือนดงั่ เมืองของพระมเหนทระ (พระอินทร) บนโลก230 ศนู ยอํานาจทาง
การเมืองและการปกครองมาจากแหลงเดียวกัน ประชาชนท้ังหมดอยูภายใตเอกรัฐซ่ึงจะตองปฏิบัติ
ตามอํานาจหนง่ึ อํานาจเดียว องคประกอบตางๆ ของรัฐและนโยบายทใ่ี ชจ ึงเปนสวนสําคัญยิ่งในการ
บรหิ ารอาณาจักรใหเ ปน ปกแผนอันหนงึ่ อันเดียวกนั

ในดานการปกครองมีหลักฐานที่เช่ือถือไดวาในอาณาจักรกัมพูชามีการศึกษาและมี
ผูเช่ียวชาญเรื่องธรรมศาสตรและอรรถศาสตรมาต้ังแตสมัยกอนเมืองพระนคร ดังปรากฏในจารึก
วัดกเด็ยอัง (Ang Chumnik) K.54 โศลกท่ี 6231วา ธรรมเทวะและสิงหเทวะเปนผูมีความรูใน
ธรรมศาสตรและอรรถศาสตร (dharmmaßasÆ traÆrthaßaÆstrajnÁau) ธรรมศาสตรเปนศาสตรของ
อินเดียท่ีวาดวย กฎหมาย กฏเกณฑในการปฏิบัติตัวทางสังคมและศาสนาซ่ึงมีในคัมภีรมนู
ธรรมศาสตรเปนตน สวนอรรถศาสตรพบวาในอาณาจักรกัมพูชามีการศึกษาเร่ืองอรรถศาสตรของ
เกาฏิลยะอยางแพรหลาย และใชอรรถศาสตรในการปกครอง โดยปรากฏในจารึกหลักตางๆ เชน
จารกึ หนั ไชย สมัยพระเจา ภววรมนั ที่ 2 มกี ารกลาวถึงเสวกผูร บั ใช (bhrtá yas) ของกษัตรยิ  ไดปนผูให
สลักจารึกและปฏิบัติราชกิจในการประดิษฐานลึงคช่ือวาภัทเรศวระ แทนกษัตริยตามพระบรมราช
โองการ การเปนขารับใชตองผานการตรวจสอบวามีคุณสมบัติ (antaraṅgatvam-asÆ thitah)á ที่ตอง

229R.C. Majumda and Chandra Ramesh, Kambuja-Deßa : An ancient Hindu colony in Cambodai , Reprint
(Philadelphia: Institute for the Study of Human Issues, 1980), 99.
230Cœdès George, “Les Inscriptions de Bat Chum (Cambodge),” Journal asiatique 10, 12 (1908), 239.
231R.C. Majumdar, Inscription of Kambuja, 39.

200 • จารกึ แม่บุญตะวนั ออก 198

ครบถวนทุกประการ(sarvopadhaÆs- uddha)232 ซึ่งคํานี้มีปรากฏในอรรถศาสตรของเกาฏิลยะ วา
“upadhasÆ ” และจารึกวัดกเด็ยอัง (Ang Chumnik) K.54233 สมัยพระเจาชัยวรมันที่ 1 โศลกที่ 7
ไดกลาวยอนหลังไปถึงรัชสมัยของพระเจามเหนทรวรมันอันเปนชวงเร่ิมตนอาณาจักรเจนละ วา
ธรรมเทวะและสงิ หเทวะไดเปน อํามาตย (amatÆ yatamÆ á prapÆ tau) ของพระเจามเหนทรวรมนั และใน
โศลกที่ 8 วา พระอนุชานามวาสิงหเทวะไดถูกสงไปเปนทูต (duÆtatve) ยังแควนจัมปาตามพระราช
โองการ ในโศลกที่ 16 กลาวถึง การต้ังแพทยหลวงประจํา (vaiddhayo) ของพระเจาชัยวรมันท่ี 1
เปนตน สมยั ตอๆ มามีการแตงตั้งบุคคลในตําแหนงตางๆ เพิ่มขึน้ และมีปรากฏในจารึกหลายหลัก
สวนในรชั สมัยของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 มบี คุ คลผูม บี ทบาทสําคญั ทด่ี ํารงตาํ แหนงตา งๆ ดังนี้

ในจารึกสดก ก็อก ธม โศลกที่ 55-57 วา พราหมณอาตมศิวะ ผูเปนหลานของ
พราหมณอีศานมูรติ และเคยรับใชพระเจาหรรษวรมันท่ี 2 มากอน ไดเ ปนโหรดาจารย (Hotar) ใน
รัชสมัยของพระเจาราเชนทรวรมนั ท่ี 2 สวนภาษาเขมรใชคาํ วา ปุโรหิต (Purohita) ทําหนาที่เปน
ประธานโหมะ อยูเฝา กัมรเตง ชคัต ราชา (kamrateṅ jagat ta raÆja) โดยทานไดสรางปราสาท
และวลั ภิทีห่ มูบ านสตุกรนั สี ทา นผูน ีใ้ นภาษาเขมรใชคํานําหนาวา สเตง อัญ (steṅ anÁ atÆ maśiva)234
และในชวงตนรัชกาลพรามหณศิวาจารยผูเปนศิษยของศิขาศิวะไดเขารับใชทําหนาท่ีปุโรหิตอยู
ชวงหน่ึงในชวงตนรัชกาล ตอมาพราหมณศังกระ (§amká ara) ตัวแทนของตระกูลพราหมณปราณ
วาตมัน ผูเปนหลานของพราหมณศิขาศิวะ ไดเขามาเปนปุโรหิตในราชสํานัก ขอความนี้ปรากฏใน
จารึกวัดธิปเด็ย 2 (Vat Thipdei 2)235 จารึกปราสาทแปรรูป โศลกท่ี 141236 วา ในการเขาสสู ภาท่ี
ประชมุ พระราชาไดใ หป โุ รหติ ทงั้ สองผูเสมอดวยไฟไปลวงหนากอน สวนพระองคจะปรากฏพระองค
ภายหลังเปนผูท ส่ี าม โศลกนน้ี อกจากจะแสดงใหเ หน็ ถงึ ราชประเพณีในราชสํานักแลว ยังทําใหทราบ
ไดว าตําแหนง ปุโรหิตเปนตาํ แหนงท่มี คี วามสําคญั ในราชสํานักและมิใชม คี นเดียวเทา น้นั

ทานรุทราจารยผูเปนศษิ ยของพราหมณศิวาศรมผูเคยเปนราชครูของพระเจาอินทรวร
มัน ที่ 1 ไดเ ปนราชครู (Guru) ของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ไดส อนเก่ียวกับไวยากรณสันสกฤต
และคัมภีรทางศาสนารวมถงึ ศาสตรด านอ่นื ๆ ดว ย

232จิรพัฒน ประพันธวิทยา และอุเทน วงศสถิตย, รายงานการวิจัยจารึกหันไชย (กรุงเทพฯ: ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะ
โบราณคดี มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร, 2557), 56-67, 85-86.

233R.C. Majumdar, Inscription of Kambuja, 39-40.

234Adhir Chakravarti, The Sdok Kak Thomá Inscription , vol.II (Calcutta : Sri R.C. Ghosh, B.A. at Literary Press

&Publicity, 1974), 30-31, 140-141.
235 Mahesh Kumar Sharan, Select Cambodian Inscriptions (The Mebon And Pre Rup Inscriptions of
Rajendravarman II ), 30.
236Ibid., 120.

จารึกแมบ่ ญุ ตะวนั ออก • 129091

การท่ีพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 ประสบความสําเร็จเพราะมีมนตรีผูมีความสามารถ
คนสําคญั 3 คน คอื (1) กวีนทราริมัถนะ ผเู ปนวิศวกรรม (Vißvakarma)Æ มีผลงานท่ีเดนชัดในการ
ดแู ลงานกอสรางสําคัญตางๆ เชนปราสาทแมบุญตะวนั ออก พระราชวังหลวง เปนตน (2) พราหมณ
ยัชญะวราหะ พราหมณทานนีม้ ชี ่ือเสียงมากจากการสรา งปราสาทบันทายศรี และมีบทบาทสําคัญใน
รัชสมยั ตอ มาโดยไดเ ปนราชครู (Stang AnÁ VrahÆ Guru) ของพระเจาชัยวรมันที่ 5 (3) ราชกุล มหา
มนตรี (RajÆ akula MahamÆ antrin) ซ่ึงดูเหมือนจะดํารงตําแหนงหัวหนาฝายบริหารในฐานะผู
พิพากษาตัดสนิ คดคี วาม และสนองพระบรมราชโองการตางๆ

หลักการท้ังหลายดานการปกครองสอดคลองกับอรรถศาสตรของเกาฏิลยะ237 ตาม
แนวความคิดของเกาฏิลยะ ใหความสําคัญกับกษัตริยอยางมาก จนอาจกลาวไดวาในทางปฏิบัติ
องคป ระกอบตางๆ ของรัฐสามารถยนใหเหลอื สว นเดยี วได น่ันคือ กษัตริย สวนท่ีเหลือลวนข้ึนอยกู ับ
กษัตรยิ ท ้งั ส้นิ พระเจา ราเชนทรวรมนั ท่ี 2 ทรงเปนกษัตริยนักรบ มีความรูในศิลปศาสตรหลายแขนง
ท้ังมีความสามารถในการจัดการและบริหารจึงไดแผขยายพระราชอํานาจออกไปทั่วทุกทิศ
จุดประสงคหลักของพระมหากษัตริยผูเปนพระเจาจักรพรรดิคือการแผขยายพระราชอํานาจการ
ปกครอง การแผขยายพระราชอํานาจไมใชเพื่อความย่ิงใหญอยางเดียว แตเพื่อตองการใหพระ
ราชอาณาจักรของพระองคมีความเปนปกแผนม่ันคง ใหผูคนในราชอาณาจกั รอยูภายใตกฏเกณฑใน
สังคมเดียวกันเพ่ือความสงบสุข ความกินดีอยูดี ความมั่นคงปลอดภัยดวยดังปรากฏในโศลกท่ี 34
จารึกหลายๆ หลักในรัชสมัยของพระองคจึงพรรณนาถึงการทําศึกสงคราม เนื้อหาจารึกที่แสดงถึง
เปาหมายของการทําศึก พระราชอํานาจและความยิ่งใหญของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 รวมถึง
ความย่งิ ใหญแ หง กองทัพของพระองค วา มีมากถึงขนาดทาํ ใหรัศมีของพระจันทรร วมทัง้ พระอาทิตย
ตองถูกกลบดว ยแสงรศั มจี ากอาํ นาจของพระองคดังนี้ มปี รากฏดังตวั อยา งน้ี

แมพระองคจะไมมีความตองการก็ไดทะยานขึ้นไปสูตําแหนงท่สี ูงแลว ถึงจะเปน
ผูท ําสงครามเหมอื นกับจะกลัวดาวนพเคราะหท้ังหลายจะโคจรผิดทาง สูราชบัลลังก
ท่ีสงู สง เหมอื นเขาพระสเุ มรุ (34)

เมื่อพระองคทรงกระทํากองทัพท่ีชูธงอยางไมสะทกสะทาน จะเสด็จไปเพื่อทิค
วชิ ัย238 พระศรีของพระราชาผขู าศึกไดเคล่ือนหนีไปกอน แตตอมาภายหลัง แผนดินได
กลายเปนผูห นักดว ยการแบกกองทพั เอาไวกไ็ ดห นีไปอีก (41)

237R.C. Majumda and Chandra Ramesh, Kambuja-Deßa : An ancient Hindu colony in Cambodai , 58-59.

238“ทิควิชัย” หมายถึง กองทัพที่รบชนะท่ัวทั้งแผนดิน, รบชนะท่ัวทุกทิศ ดู Monier Williams, Sanskrit-English Dictionary ,

16th ed. (Delhi: Motilal Banarsidass, 2011), 480.

202 • จารกึ แม่บญุ ตะวนั ออก 200

หนทางของพระองคผ ูเดินทพั ไป ในท่ีบางแหงกลาดเกลื่อนดวยพระเจาแผนดินท่ี
ถูกทําลายแลว ในท่บี างแหงก็ถูกแวดลอ มดวยกองทัพขาศึก (เชลย) แผขยายออกไป
อยา งกวา งขวาง ไดเปนเหมอื นทางเดินของกองทพั สวรรค (45)

ในการแผขยายพระราชอํานาจดวยการทําสงครามของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ใน
โศลกที่ 133 กลาววาพระองคเปนผูชํานาญกลยุทธ โศลกที่ 68 กลาววา พระองคทรงเปนผูมี
เปาหมายท่ชี ดั เจน ทรงไดรับการแนะนํายทุ ธวิธจี ากผูเชย่ี วชาญดานกลยุทธและยุทธวิธี ทรงแผขยาย
พระราชอาํ นาจไปยงั รฐั ตา งๆ โดยรอบ ทรงใชน โยบายตางประเทศแบบเชิงรุกจากคัมภีรอรรถศาสตร
ของเกาฏลิ ยะ239 โดยปรากฏในโศลกที่ 82 ในคาํ วา “คุณ 6” คอื หลักการทางกลยุทธเก่ียวกับการรบ
หรือการทําสงครามของผูเปนพระราชา240 ตรงกับหลักอรรถศาสตรของเกาฏิลยะวาดว ยนโยบาย
ตางประเทศ 6 ประการ ซงึ่ ไดกลาวขยายไวดังน้ี คอื 241

1. สนธิ (samádhi) การตกลงตามขอสนธิสัญญา คือ สันตภิ าพ (making peace) ตอ งมี
เงอื่ นไขเฉพาะท่ชี ดั เจนแนน อน เกาฏิลยะไดอธิบายวาคอื การไมแทรกแซงระหวางกัน การมุงเจรจา
สนธิสัญญาโดยการสงคืนเชลย ทุกอยางที่วามานี้ก็เพื่อความสงบสุข รวมไปถึงเงื่อนไขและ
วัตถุประสงคต างๆ คอื (1) ชวยใหกษัตริยเสวยผลท่ีพระองคตองการและสนับสนุนการกินดอี ยูด ีโดย
ปราจากการรบกวนเพราะการเผชิญหนากับรัฐเพื่อบาน อีกประการ เพื่อใหพระองคสามารถเลน บท
ท่ีกษัตริยผ ูเปนกลาง (2) กษัตริยสามารถใชสนธิสัญญาใหม่ันคงข้ึนไปอีกได (3) พระองคอาจจะซ้ือ
ความสงบไดโ ดยการสง คนื เชลย และรอโอกาสที่เหมาะสมเพื่อติดตามผลประโยชนที่พระองคค วรจะ
ไดรับ (4) อาจจะใชสนธิสัญญาในฐานะที่เปนนโยบายหนึ่งที่จะอธิบายในภายหลัง (เมื่อมีการรบ
เกิดขึ้น)

สรุปวา วิธีการน้ีเปนความคิดท่ีสําคัญมาก ตองใชกลวิธี การสังเกตการณ การลวงล้ํา
และการกลบั มาเจรจาสนธิสัญญาเปน สวนทต่ี องบูรณาการในแนวคดิ เรอื่ งสงบศกึ นโยบายระหวางรัฐ
โดยใชเคร่ืองมือทางการทูตนับเปนเคร่ืองมือพ้ืนฐานด้ังเดิมท่ีรัฐอธิปไตยตางๆ ใช เพ่ือสรางความ
รวมมือ หรือแกไข ระงับความขัดแยงอันอาจจะเกิดขึ้นได รวมถึงชวยในการรักษาผลประโยชนของ
รฐั ท่ีมีอยู หรอื ท่ีจะพงึ ไดใ นอนาคตดว ย

239เกาฏลิ ยะ, วิษณุคุปต หรือจอมปราชญจ าณกั ยะเปน อคั รเสนาบดีของพระเจาจันทรคปุ ตจักรพรรดิองคแ รกแหงราชวงศโมริยะ ถือ
กําเนดิ ในวรรณะพราหมณร าวหลังพุทธกาลหนึ่งศตวรรษ เปนผูเชี่ยวชาญในคมั ภีรและศาสตรตางๆ ถูกขนานนามใหเปนเอกรัฐบุรุษ
ผูเช่ียวชาญกลยุทธการเมืองและการทูต ดู L.N. Rangarajan, Kautilya The Arthashastra (New Delhi: Penguin Books,

1992), 16-20.
240Monier Williams, Sanskrit-English Dictionary, 1109.

241L.N. Rangarajan, Kautilya The Arthashastra , 548-549.

จารกึ แม่บุญตะวันออก • 220013

2. วิครหะ (vigraha) การปฏิบัติการรุก หรือ สงคราม (waging war) การประกาศศัตรู
ทําสงครามเปนเครื่องมือในนโยบายตางประเทศอยางหน่ึง ซงึ่ แบงไดเปน 3 ประเภท คือ (1) การ
เปดฉากรบแบบทั่วไป รวมทงั้ สงครามลับ การโจมตีในหลายรูปแบบ ท้งั การโจมตโี ดยฉับพลันและไม
ประการสงคราม โจมตีแบบลับๆ โดยใชสายลับและกลยุทธ (2) การใชมันตรยุทธ คือ การรุกราน
ดานการทูตและการเจรจา ใชในบริบทนี้กับกองทัพหรือกษัตริยท่ีออนแอ (3) การใชนโยบาย
ตางประเทศท่ีตองดึงเอาบริบททุกอยางมาใช ท้ังการทูตและการรุกรานในสนามรบ แตการเคลื่อน
ทัพและการเดินทัพตองแยกกันตางหาก การจะประกาศสงครามจะใชไดเม่ือกองทัพอยูในสมรภูมิ
เรียบรอยแลว ดังตัวอยางตอไปนี้ ซึ่งใชทัง้ กองกําลังทหารและใชทรัพยลอซ้ือใจคนผูเห็นแกอามิส
สินจา ง ซึง่ หลักการทั้งหลายน้ีพบวา มปี รากฏในชวงการเดินกระบวนทัพและการรบของจารึกแมบุญ
เชน กัน คือ

ในการเดินทัพ กองทัพของพระองคเม่ือไดออกเดินทางไปแลวก็ไดเหยียบยํ่าผืน
แผนดินกอน จากนั้นจึงไดนําความสกปรกเพราะฝุนไปตกยังแมนํ้าทัง้ หลาย เขาโจมตี
แลวเหมือนกับมคี วามผกู โกรธ (44)

เมืองของขาศึกซึ่งเปรียบประดจุ ทอ งฟาทีเ่ ต็มไปดวยหมูดาว ที่ถูกกําหนดใหเปน
เปาหมายดว ยเพียงพระดํารัสคําเดียวของพระองค ก็กลายเปนที่อยูของภูตผีทั้งหลาย
(137)

ในเวลาเผชิญหนากัน กองทัพของศัตรูแมที่ถูกยื่นขอเสนอดวยมิตรภาพ แตคร้ัน
เห็นพระองคมาแตไกล ก็เบือนหนาหนียังคงตองมีความม่ันคงอยูตลอดเวลา เปรียบ
เหมือนหญิงสาวผูแตงงานใหมๆพอเห็นพระองคแตที่ไกลก็เบือนหนาหนีเพราะยนิ ดีใน
ความกาํ หนัด ฉะน้ัน (67)

พระองคทรงแยกการโจมตีจุดออน (ของพวกขาศึก) และการปกปองกองทพั ของ
พระองค ทรงทํากองทัพขาศึกท่แี ข็งแกรงใหอับแสง ไดท รงแผขยายหนาที่อันสูงสงที่ถูก
ลักไปดวยการใชกาํ ลงั และใชท รพั ยล อ (65)

3. ยานะ (yaÆna) การเดินทัพหรือการจัดกระบวนทัพ (preparing for war) เปนการ
แสดงแสนยานุภาพ ขมขวัญศรัตรู และสรางขวัญกําลังใจใหแกเหลาทหารและกองทัพ เพื่อเตรียม
ความพรอม ดังปรากฏในโศลกท่ี 42 วา “พวกขาศึกที่เปรียบไดกับราวณะ ครั้นไดฟงเสียงเคร่ือง

204 • จารกึ แม่บญุ ตะวนั ออก 202

ดนตรีในการเดินทัพของพระองค ก็ไดหวาดหวัน่ สั่นไหว เหมือนราวณะไดยินเสยี งลูกของนางสุมิตร
(พระลักษณ) ผูชนะเมฆนาท (อินทรชิต) ไดแลว มเี สยี งคาํ รามกึกกองในเวลาเดนิ ทัพ” และโศลกท่ี
151 วา “ต้ังแตทิศทั้งหลายถูกทําใหมืดมนอนธการแลว ดวยฝุนธุลีจากการเดินทัพของพระองค
กามเทพของขาศึก จะไปหลบซอนไดตามความพอใจนะท่ีไหน โดยไมม ภี ยั เลา ”

4. อาสนะ (asÆ ana) การอยูใ นทต่ี ัง้ (staying quiet)

สองขอนี้เปนการตระเตรียมเพ่ือการสงคราม อาจเปนชวงเปลี่ยนผานระหวางการ
สงครามไปสูการสงบศึก หรือการสงบศึกเพื่อไปสูสงคราม เปนการไมแทรกแซงทกี่ ลาวไวในตอนตน
คือการดําเนินการตามนโยบายของสนธิสัญญา หรือ สงครามท่ีไดดําเนินมาแลว เปนการหยุด
ช่ัวคราวเพ่ือรอทุกอยางใหดีข้ึน หรือ เพ่ือขยายระยะเวลาไปนานกวาเพื่อรอโอกาสเหมาะ เพราะ
กองทพั ตองจากบา นเมืองมาไกลพระราชาตอ งมอบเมืองใหผูสําเร็จราชการแทน และตองมีคาใชจาย
สูงในการเคลอ่ื นทัพจึงตองทาํ อยางรอบคอบ

5. ไทวธีภาวะ (dvaidhí-bhavÆ a) การแบงกองกาํ ลังโจมตี รวมถงึ การทําสันตภิ าพกับขาง
หน่ึงและทําสงครามกับอีกขางหน่ึง คือ นโยบายซอน เปนนโยบายทําสนธิสัญญากับกษัตริยในรัฐ
ใกลเคยี งเพ่ือใหชวยไลลาโจมตีพวกขาศึก ดังตวั อยางโศลกที่ 47 วา “เมื่อพระองคไดแผข ยายปกท้ัง
สองขางท่ีมีเสียงกระพือเขาโจมตีอยางรวดเร็วดุจพระยาครุฑ กองทัพกษัตริยข าศึกผูประดุจนาคถูก
ทําลายความกลาไปเสียส้ิน ที่สงเสียงดัง (เพราะ) ตกอยูในสภาพที่จะตองเลือกยอมแพไปหรือถูก
ขจดั ”

6. สังศรยะ (samßá raya) การแสวงหาความพิทักษจ ากผูอื่น คือ การผกู พันธมติ ร เม่อื ถูก
คุกคามจากกษัตริยทีม่ ีอํานาจเหนือกวา (seeking support) เปนที่พักหรือปอมปราการอันปลอดภัย
สองขอหลังนี้เปน กรณีทคี่ อนขางตรงไปตรงมา อาจนาํ มาใชร ว มกันได

ตามความคิดในอรรถศาสตรของเกาฏิลยะจะเห็นวา การใชกองกําลังทหารและกองทัพ
เปน ส่งิ จําเปน เพราะเปน เครอ่ื งมอื แกไขความขัดแยงระหวา งรัฐและสรางเสถียรภาพใหแกรัฐ และกวี
ไดพรรณนาใหเห็นวากองทัพของพระเจาราเชนทรวรมนั ที่ 2 เปนกองทัพท่ีนาเกรงขามของศัตรู เชน
ในโศลกท่ี 41 กลาววาเปนกองทัพท่ีรบชนะทั่วทุกทิศ โศลกท่ี 68 กลาวถึงวา พระองคทรงมี
เปาหมายที่แนนอนและทรงไดรับการแนะนํายุทธวิธีจากผูเชี่ยวชาญดานยุทธวิธี ในโศลกท่ี 65-66
กวีกลาวถึงความเปนนักวางแผนของพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 เพ่ือจะมีชัยชนะเหนือขาศึกโดย
กลาววาพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 น้ันไดโจมตีขาศึกไมทันตั้งตัว และใชกําลังทรัพยเขาลอทหาร
ขาศึกใหหลงกลซ่ึงการทําศึกนั้นพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 ทรงควบคุมแผนการรบไดอยางดีทั้งน้ี
เพราะพระองคทรงเปนนักปฏิบัติทรงวางแผนการรบอยางรัดกุมน่ันเอง โศลกท่ี 146 กลาววา
พระองคส ง่ั โจมตีเมอื งของกษตั ริยจัมปาซึง่ เปนรัฐเกาแกบนแหลมอินโดจีนจนเปนเถาถาน ในโศลกท่ี

จารึกแมบ่ ุญตะวนั ออก • 220035

147, 193 และ 197 เปน ตน ไดแ สดงใหเ หน็ วา เหลากษัตรยิ เ ปนอันมากไดเ ขา มาสวามภิ ักด์ิยอมรับใน
พระราชอํานาจเขามาพึ่งพระบารมีของพระองค

นอกจากการทําศกึ มผี ลใหพระราชอาํ นาจของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 แผขยายและ
ขาศึกตางยําเกรงในพระองคแลว จารึกแมบุญตะวันออกยังบันทึกพระเกียรติยศของพระเจาราเชน
ทรวรมันที่ 2 วามีความย่ิงใหญเปนท่ียอมรับในหมูคนทั้งโลกซึ่งไมใชแตการรบเทาน้ันแตคุณงาม
ความดีของพระองคค ือเปนพระมหากษัตริยท่ีเปนแบบอยางในเรื่องคณุ ความดีที่ไมดา งพรอยเปนส่ิง
ผลักดันใหพระเกียรติยศของพระองคไดรับการยอมรับในโลกทําใหผูคนยอมรับในอํานาจของ
พระองคโ ดยไมต อ ตาน ตวั อยางขอ ความในจารกึ ดังนี้

กษตั รยิ ทง้ั หลายไดล ะทิง้ เศวตฉัตรเขา ไปพ่ึงรมเงาแหงพระบาทของพระองคผูทรง
บดบงั พระเดชของเหลากษัตรยิ อ น่ื ผูเ ปรยี บประดุจดังเขาเมรุ อยา งไมขาดสาย (193)

แถวแหงพระราชาทง้ั หลาย ผมู ีความปรารถนาเพ่ือจะเขาไปรบั ใช ไดราดรดแลว
ซึง่ พระบาทของพระองค ที่มพี ระรัศมีแรงกลาดวยนาํ้ คือแสงจากรัตนะท่ีประดับบนพระ
เศียร (ของตน) (195)

พระยศอันยิ่งใหญเชนน้ีที่ไดรับการยอมรับในโลกเพราะความย่ิงใหญ (ของ
พระองค) ท่ีคนมีคุณสมบัติเหลาอ่ืนไมเคยไดสัมผัสที่เกี่ยวเนื่องกับกิตติศัพทและคุณ
ความดไี มม คี วามดางพรอ ยเหมือนกบั ทองฟา ยอมแผขจรขจายไป (73)

นอกจากน้ี หลังจากสงบศึกแลวจารึกแมบุญตะวันออก ยังสะทอนวาพระองคทรงใช
หลักการปกครองผูคนโดยลงโทษแกผูที่ทรยศหักหลังหรือตอตานพระองค แตก็พระราชทานรางวัล
แกผูจงรักภักดีและผูสมควรแกการไดรับรางวัล และท้ังหนาท่ีของพระมหากษัตริยก็คือการดูแล
ประชาชนในอาณาจักรใหกนิ ดีอยูดี ดังโศลกท่ี 74 กลาวถงึ วิธกี ารปกครอง และดูแลประชาราษฎรให
อยูเปนสุข เนื้อหาโศลกน้ีบันทกึ ไววาพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ทรงทําหนาที่หลอเล้ียงแผนดิน ซึ่ง
แตกอ นมคี วามซีดเซยี วไมส มบรู ณ แตใ นยุคของพระองคม ีความบริบูรณอ ยางมาก โศลกท่ี 190 ยังได
กลาวถึงการฟน ฟเู มืองที่รกรางวางเปลาใหเปนเมืองที่มีความอุดมสมบูรณ จารกึ แมบุญตะวันออกยัง
กลาวถึงการสงเคราะหแกคนยากไร ดังที่โศลกที่ 94 กลาวถึงพระองควาไดมอบราชทรัพยแกคน
ขอทานยากไร จนคนยากไรก ลายเปนคนท่มี ง่ั มี โศลท่ี 53 เมื่อพระองคค รั้นทรงไดรับราชบัลลงั กแลว
ทรงขับไลเหลาขาศึก ทรงปดก้ันทางลมและทรงชนะความรุนแรงภายในใจ จึงกลับสงบนิ่ง........
ดํารงอยูอยางไมตองเหน็ดเหนื่อย โศลกท่ี 180 วา พระองคทรงหามและไมยอมรับเหตุแหงความ

206 • จารึกแมบ่ ญุ ตะวันออก 204

พินาศซึ่งจะตองแตกสลายไปอยางรวดเร็ว สําหรับชาวโลกแมมีผูย กยองเพราะคุณงามความดี และ
โศลกท่ี 190 กลา วเรื่องการทรงฟนฟูบานเมือง วา เมอื งของขาศึกมีตนไผนับรอยตน ที่เสียดสีกันจน
โชนแสง มีนกยางเปนตนเขาไปอาศัยแลว แมกลายเปนเมืองที่รกรางวางเปลาก็ถูกกระทําใหเปนวิ
ราฏนคร242โดยพระองค โศลกท่ี 122 วา หลังจากเอาชนะพระราชาผูเปน ขา ศึกทหี่ ยงิ่ ผยอง พระองค
ทรงอนเุ คราะหแลว ซ่ึงตระกูลของพวกเขา อนั เปนคุณลักษณะท่ีทาํ ใหพระองคไดรับการยอมรับ และ
ชว ยลดความชิงชังตอตานจากตระกลู ของผูท ่ีถูกพระองคทําลาย ดังนั้น ภาพของพระองคท ี่ปรากฏใน
จารึกจึงแสดงถึงความหาวหาญมงุ ม่ัน พากเพียร กระตือรือรนเหมือนไมทรงรูจักความเหน็ดเหน่ือย
เปน ทยี่ าํ เกรงหวาดหวน่ั ของเหลาศัตรเู พราะมจี ดุ มงุ หมายทีช่ ัดเจน ประกอบดวยความสงางาม ความ
รอบรูและคุณความดี ลักษณะดังกลา วท่ีจารึกยํ้าถึงเสมอนี้เปนส่ิงจําเปนในการสรางราชธาณีใหเปน
ปกแผนมั่นคง และเปนหลักประกันวาบานเมืองจะอยูอยางสงบ ปลอดภัยและรุงเรืองก็ดวย
ความสามารถและคุณความดขี องกษัตรยิ 

ในรชั สมัยของพระองคนอกจากมีความสงบรุงเรืองแลว ผลจากการรทําสงครามทําให
พระราชอาณาจกั รของพระองคข ยายออกไปอยางกวางขวาง กวีพรรณนาวา มีมหาสมุทรเปนเข็มขัด
(kaÆncÁ í) ไรศัตรูและเส้ียนหนามไปจนจรดมหาสมุทรดังปรากฏในจารึก ซึง่ คําวามีมหาสมุทรเปนเข็ม
ขัดหรือเปน เครอื่ งประดับนไี้ ดสะทอ นใหเหน็ ถึงความเช่อื ของชาวอนิ เดยี ทีว่ า ผเู ปนพระเจาจกั รพรรดิ์
นั้นจะมีราชอาณาจักรที่กวางใหญไพศาลจนสุดแผนดินมีมหาสมุทรเปนขอบเขตก้ันทั้งสี่ดาน
ความหมายในโศลกนีก้ วตี องการแสดงใหเ หน็ ภาพวาพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ทรงอยูในฐานะพระ
เจาจักรพรรด์ิผูยิ่งใหญกวาพระราชาทั้งปวง แมความเปนจริงราชอาณาจักรของพระองคมิไดจรด
มหาสมุทรท้ังสี่ดาน แตอาณาจักรกัมพูชาในรัชสมัยของพระองคก็มีอาณาเขตท่ีกวางใหญกวารัช
สมยั กอนหนา นเ้ี ปน อยางมากและไดแ ผข ยายพระราชอาํ นาจไปโดยรอบ โดยดานทิศใตติดมหาสมุทร
ดา นทิศตะวนั ออกก็ติดมหาสมุทรเชน กันเพราะจารกึ ไดกลาววาพระองคตีเมืองของพวกจัมปาซึ่งเปน
รฐั เกาแกบ นคาบสมทุ รอินโดจีนไวได ทิศตะวันตกจรดทศิ ตะวันออกของประเทศไทยในปจจุบัน โดย
พระองคไดแผอิทธิพลเขามาอยางนอยที่สุดก็ถึงปราสาทหินพนมรุง และปราสาทหินพนมวันซึ่ง
ปจจุบันตั้งอยูในจังหวัดนครราชสีมา ดังขอมูลปรากฏในจารึกปราสาทหินพนมวัน 3, ปราสาทหิน
พนมวัน 7 ที่กลาวไวเบื้องตน สวนทางดานทิศเหนือพระองคทรงไดมรดกทางฝายพระราชบิดาคือ
แควนภวปุระซึ่งแตเดิมเปนรัฐอิสระจากกษัตริยเมืองพระนคร ตั้งอยูทางใตของประเทศลาวปจจุบัน
ซงึ่ ตอ มาไดเปนอาณาจักรจําปาศักดิ์ ดินแดนแหงน้ีเปนท่ตี ง้ั ของศาสนสถานเกาแกอันศกั ดิ์สิทธ์ิคอื วัด

242ในมหากาพยม หาภารตะ วิราฏบรรพ กลา ววา วิราฏนครเปนเมอื งหลวงของแควน มตั สยะ มที าววริ าฏเปน ผปู กครองซ่ึงไดชอ่ื วาเปน

พระราชาที่ตั้งอยูในทศพิธราชธรรมมีพระทัยโอบออมอารี ดู กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย, มหาภารตยุทธ พิมพคร้ังที่ 13 (กรุงเทพฯ:
ศยาม, 2552), 122-123.

จารึกแม่บุญตะวนั ออก • 220057

ภู บนเขาลิงคบรรพต อันเปนศูนยกลางอาณาจักรเจนละ สมัยกอนเมืองพระนคร ซงึ่ เปนดนิ แดนท่ี
กษัตริยเ มืองพระนครตั้งแตสมัยพระเจาชัยวรมันที่ 2 มีพระราชประสงคจะรวบรวมเขากับเมืองพระ
นครแตไมสาํ เรจ็ จนกระทง่ั ถึงรชั สมัยของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 นีซ้ ึ่งนับวาพระองคช ว ยเติมเต็ม
พระราชประสงคข องอดีตกษตั ริยเ มืองพระนครใหส มบูรณได

สภาพสังคม

เนื้อหาสว นใหญใ นจารกึ แมบุญตะวนั ออกปรากฏเรื่องการทําสงครามเปนหลัก ไมคอยมี
การพรรณนาถึงสภาพสังคมและความเปนอยูใหเห็นมากนัก อาจเน่ืองจากเปนชวงหลังเสร็จศึก
สงครามไมนาน แตยังคงปรากฏโครงสรางของระบบสังคมอินเดียโบราณวางอยูบนรากฐานของ
ระบบวรรณะ ซ่ึงศาสนาพราหมณแบงคนออกเปน 4 วรรณะ (Caste-System) ไดแก พราหมณ
(BrahÆ manáa) กษัตริย (Ksaá triya) แพศย (Vaißya) และศูทร (§udÆ ra) ในจารึกแมบุญตะวันออกได
กลาวถึงเรอื่ งวรรณะอยู 2 โศลก ดังน้ี โศลกที่ 147 กลาวถึงชนทุกวรรณะเปนการแสดงใหเห็นวามี
การแบงวรรณะในสังคมเขมรโบราณอยเู ชน กนั คอื

พระบาททั้งคูของพระองคเปลี่ยนสีไป ดวยแสงแวววาวของแกวมณีบนพระเมาลีของ
กษัตรยิ  สวน แผนดินท่ไี รมลทินทรงแบกรับไวดว ยพระพาหา ชนทกุ วรรณะตา งช่นื ชม (147)

จากโศลกขางตนเราไมอาจทราบไดวาแตละวรรณะน้ันมีหนาท่ีอยางไร อยางไรก็ตาม
ตามคติฮินดูแตละวรรณะมีหนาที่หรือธรรมะแนนอนท่ีตองปฏิบัติ เชน หนาท่ีของพราหมณคือ ให
การศกึ ษา อบรมจิตใจ ปฏิบัติพิธีกรรม บําเพ็ญตบะ เปนตน กษัตริยมีหนาที่คุมครองปอ งกันภัยแก
ประชาชนในยามสงคราม และบริหารบานเมืองใหเปนไปดวยความเรียบรอย แพศยมีหนาท่ีดาน
พาณชิ ยกรรมและเกษตรกรรม สว นศทู รมีหนาที่รบั ใชคนวรรณะอน่ื

แมส งั คมในอาณาจักรกัมพูชาโบราณไมยึดถือเร่อื งวรรณะอยางเครง ครัด อยางไรก็ตาม
ระบบวรรณะซ่ึงหยัง่ รากลึกลงในสังคมอินเดยี แตโบราณก็ยังคงปรากฏใหเห็นอยูในรัชสมัยของพระ
เจา ราเชนทรวรมนั ท่ี 2 น้ี ในจารกึ แมบญุ ตะวันออกกษัตริยและพราหมณยังคงเปนชนช้ันสูง กษัตริย
ทรงเปนศูนยรวมจิตใจและทรงเปนที่เคารพยกยองของประชาชน หนาท่ีหลักอยางหน่ึงของกษัตริย
คอื เปนผูนาํ ในการทาํ ศกึ สงคราม ดังทปี่ รากฏในจารึก คอื

208 • จารกึ แม่บญุ ตะวันออก 206

พระองคทรงประทับสั่งการอยูบนปอมปราการเอง เพราะรูวาน่ีเปนหนาท่ีของ
เหลา กษัตริย หาใช (เปน เหมอื น) ศตั รขู องมธุ (พระวิษณุ) ที่บรรทมสินธุเพราะกลัวพวก
ทานพ (176)

ตอมาคือวรรณะแพศย ไดรบั การยกยองนับถือจากบริวาร รวมทั้งไดรับการนับถือจาก
กษัตริยดว ย จารึกโศลกที่ 84 จึงไดกลาวไวถึงการคบคนสามวรรณะแรก วา “ความช่ัวรายทงั้ หลาย
ในแวนแคนของพระองคผูเปนที่อาศัยแหงคุณ ถูกคุมคามจากท่ีไกล ดวยหวงน้ําแหงคุณความดี
ท้ังหลายซ่ึงมเี พ่อื นคอื การคบคา กบั คนสามวรรณะแรก”

สวนโศลกที่ 152 ไดกลาวถึงหญิงผูมีตระกูลสูงวา “กุลสตรีผูมีความรูเก่ียวกับราช
ประเพณี ซ่ึงถูกกันใหไกลจากความรักตลอดกาล ขวนขวายหาความรูท่ีเฉียบแหลม จะไมสนใจ
พระองคเลยก็หาไม” ขอน้ีทําใหทราบถึงบทบาทของสตรีผูสูงศักดิ์วามีหนาที่ศึกษาหาความรู
โดยเฉพาะการเรยี นรูเก่ยี วกับราชประเพณใี นพระราชสาํ นัก และเปนหญิงตอ งหามในเร่ืองกามารมณ

ศาสนาและความเชือ่

ศาสนาเปนสถาบันหนึ่งในสังคม ซ่ึงมีองคประกอบสําคัญ คือ หลักธรรมคําสอน
พิธีกรรมท่ีแสดงออกถึงความเชื่อนั้น และความเช่ือซ่ึงมีผลตอวิธีการปฏิบัติในชีวิตประจําวนั ความ
เช่ือท่ีผสมผสานอยดู วยกันดูมีความกลมกลืนในวิถีชีวิตของผูคนในสังคมนั้นๆ ไมม ีความขัดแยงกัน
เปนการเสริมซึ่งกันและกันมากกวา มีการจัดความสําคัญและหนาท่ีของคนในการปฏิบัติ จาก
การศึกษาจารึกแมบ ุญตะวันออกในเร่ืองศาสนา ปรัชญาและความเช่ือ ไดปรากฏแนวคดิ ท่กี ลาวถึง
เร่ืองศาสนาพราหมณเ ปนหลัก และมีการกลาวถึงศาสนาพุทธ รวมถึงความเชอื่ ที่มีจุดกําเนิดมาจาก
ศาสนาซึ่งไดแผเขา มายงั อาณาจักรกมั พชู าแตโบราณ โดยจะกลา วเรียงตามลาํ ดับไป

ศาสนาพราหมณ
ศาสนาและความเชื่อเปนองคประกอบสําคัญท่ีกําหนดเปาหมาย และความเปนไปใน

ชีวิตของมนุษยสวนประกอบของศาสนามีหลักคําสอน พิธีกรรม และความเช่ือท่ีเปนแนวทางใหผู
เลื่อมใสศรทั ธายดึ ถือ ศาสนาฮินดู หรอื ทีเ่ ราเรยี กกันวา “ศาสนาพราหมณ” เปนศาสนาที่เกาแกที่สุด
ศาสนาหนึ่งถือกําเนิดมาประมาณ 3000 ป ถึง 1500 ป กอนคริสตกาล หรือประมาณ 5000 ถึง

จารึกแม่บญุ ตะวันออก • 220079

3500 ปที่ผานมา243 แรกเร่ิมเดิมทีถือกําเนิดมาจากการบูชากราบไหวและความเชื่อม่ันในอิทธิฤทธิ์
ของธรรมชาติ ดังปรากฏหลักฐานในคัมภีรพระเวท244 จําเนียรกาลตอมาพวกอารยันไดร ับเอาพระ
เปนเจาของชาวพื้นเมืองมาและในจุดน้ีเองก็ไดมีวิวัฒนาการยิ่งขึ้นเปนลําดับ จนในท่ีสุดแมกระทั่ง
มนษุ ยธรรมดาผูมีอัจฉริยภาพก็ไดรับการอุปโลกนใหมีฐานะเปนพระเจาข้ึน แมศาสนาพราหมณจะ
นับถือพระเจามากมายหลายองคแตในเน้ือแทแหงปรัชญาแลวศาสนาพราหมณถ ือวาพระผูเปนเจา
สูงสุด (Íßvara) มีพระองคเดียวเทาน้ัน ดังปรากฏในฤคเวทวา “ส่ิงที่มีอยูอยางจริงแท (สตฺ) มีเพียง
หน่งึ เดียว ผูรูเรียกสิ่งจริงแทน ั้นดว ยวิธีการหลายอยาง คือ อคั นิ ยมะ มาตรศิ วฺ า...”245 ผูเปนปฐมเหตุ
ของสากลจักรวาล และเปนผูซึ่งทกุ ส่ิงทุกอยางตองกลบั ไปหาในที่สุด246 พระผูเปนเจาสูงสุดน้ีจึงเปน
ทงั้ เบ้อื งตน และเบื้องปลายของสากลจักรวาลนี้ จะปรากฏใหคนเห็นก็ในรูปอวตาร หรอื ในรปู ลักษณ
นานาประการ นอกจากนีแ้ ลวหลักคําสอนทางศาสนาก็ไดมีวิวัฒนาการมาโดยตลอดตามยุคสมยั แต
อยา งไรก็ดีผูท ่ีนับถอื ศาสนาพราหมณจ ะใหค วามสาํ คัญกับคัมภีรพระเวทเปนอยางมาก รวมทง้ั คัมภีร
อื่นๆ ทีเ่ กีย่ วเนื่องทางศาสนาพราหมณดว ย

อาณาจักรกัมพูชาตั้งแตเริ่มกอต้ังไดรับอิทธิพลอารยธรรมของอินเดียตั้งแตชวงตน
คริสตกาลคือประมาณพทุ ธศตวรรษท่ี 6 โดยเฉพาะอิทธิพลศาสนาพราหมณ กมเลศวร ภัฏฏาจารยะ
กลาววา ศาสนาในอาณาจักรฟูนันในชวงระยะตนคือศาสนาพราหมณล ัทธไิ ศวนิกาย อยา งไรก็ดีลัทธิ
ไวษณพนิกายก็คงพบในชวงเวลานี้247ความเปนมาของอาณาจักรกัมพูชาต้ังแตอดีตจึงปรากฏความ
เชื่อในศาสนาพราหมณมาโดยตลอด ในสมัยพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ศาสนาพราหมณมีอิทธิพล
ตอกษัตริยผูปกครองอาณาจักรและขาราชบริพารในราชสํานักเปนอันมาก เนื้อหาจารึกแมบุญ
ตะวันออกไดสะทอนอิทธิพลความเช่ือของศาสนาพราหมณในลัทธิไศวนกิ ายอยา งชัดเจน แนวคิดใน
เร่ืองตรีมูรติ ปรัชญาของศาสนาพราหมณ ความเชื่อเรื่องศักติ รวมท้ังความเชื่อในเรื่องของเทพ
ปกรณมั ซ่งึ จะไดกลา วถงึ เปน ลาํ ดับไป

1. แนวคดิ เรอ่ื งตรีมูรติ
ตรีมูรติ (TrimuÆrtis) ซึ่งเปนพระนามเทพสําคัญในศาสนาพราหมณสามองค คือ

พระพรหมา พระวิษณุ และพระศิวะ มีกําเนิดมาจากแหลงตางๆ (sources) ซง่ึ โดยมากไมแตกตาง

243อญั ชนา จิตสุทธิญาณ และคณะ, การศกึ ษาวจิ ัยจารึกกลุมปราสาทตาเมอื น (กรุงเทพฯ: ภาควชิ าภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี
มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร, 2555), 137.
244กรณุ า-เรอื งอุไร กุศลาสยั , ภารตวิทยา, พิมพครั้งท่ี 3 ปรบั ปรุงแกไขเพิ่มเติม (กรงุ เทพฯ: ศยาม, 2537), 85.
245จิรพัฒน ประพันธวิทยา, บรรณาธิการ, พระตรีมูรติ (กรุงเทพฯ: เทวสถานโบสถพราหมณ, 2546. หนังสือเฉลิมพระเกียรติ
พระบาทสมเดจ็ พระเจา อยูห ัว ในมหามงคลวโรกาสทรงเจรญิ พระชนมายุ 75 พรรษา), 3.
246กรุณา-เรอื งอุไร กศุ ลาสัย, ภารตวิทยา, 85.
247กมเลศวร ภฏั ฏาจารยะ, ศาสนาพราหมณใ นอาณาจักรขอม, แปลโดย หมอ มเจา สุภัทรดิศ ดิศกลุ , 3.

210 • จารึกแม่บุญตะวนั ออก 208

กันเทาใดนัก ความแตกตางกันโดยมากปรากฏในรายละเอียดปลีกยอย การแสดงรายละเอียดท่ี
แตกตาง โดยมากเกิดจากจุดประสงคที่มา และลัทธิที่มีความเก่ียวของในการนับถือ “พระทัตตาเต
รยะ (DattatÆ reya)” เร่ืองราวอวตารของเทพสูงสุดสามองคใ นศาสนาพราหมณมาเปนตรมี ูรติปรากฏ
ในหนังสือศรคี ุรจุ ริเตร248วา นางอนสยู าเปนภรรยาของฤษอี ัตริ นางเปน ภรรยาทซ่ี ื่อสตั ยตอสามีอยาง
สงู ไมมีหญงิ ใดเปรยี บเทยี บได จนพระอินทรเกิดความเดือดรอนวานางจะมาแยงอํานาจและตําแหนง
เจา แหงเทพไป จึงไปทูลเรื่องน้ีใหเทพท้ังสาม คอื พระพรหมา พระวิษณุ และพระศิวะทราบ เทพท้ัง
สามจึงไปทดสอบนางแลวเกิดความเล่ือมใสและสรรเสรญิ ความซ่ือสัตยตอสามีของนางและขอใหนาง
ขอพร นางไดขอใหเทพท้ังสามอยูเปนลูกของนาง เทพท้งั สามจึงรวมรางเปนหนึ่งเดียวแตยงั คงเศียร
ของตนไวท ั้งสามเศียร รูปท่ีรวมกันเปนหน่ึงไดร ับการขนานนามวาทตั ตะ แตค นท่ัวไปจะเรียกอาเตรฺ
ยะ ซึ่งมีความหมายวาลูกของฤษีอัตริ ดังนั้น ทัตตาเตรยะ จึงมีความหมายวาทัตตะผูเปนลูกของ
ฤษีอตั ริ ในคัมภีรภ าควัตปรุ าณะ มีเร่ืองเลาคลายคลึงกัน แตเ ทพทง้ั สามออกมาจากศีรษะของฤษีอัตริ
และไดกลาวแกฤษอี ัตรวิ า ตนแมจ ะเปน เทพสามองคกจ็ ริง แตก็เปน รูปนนั้ รปู เดียว คือ เจา เหนอื โลก
ทฤี่ ษนี ึกถงึ น่ันเอง ในมารกาณเฑยะปุราณะ พรหมาณฑะปุราณะ ก็มีนัยคลายกันนี้ แตไดยกใหพระ
วิษณุเกิดเปนผูชื่อวาทัตตาเตรยะ เทพอีกสององคก็มีชื่อตางกันออกไป นอกจากนี้ยังกลาวถึงเร่ือง
พระตรีมรู ตอิ วตารมาเปนศรีบาท-ศรีวัลลภะอีกดวย จากขอมูลดังกลาวจะเห็นไดวา ความเปนมาของ
เทพตรีมูรติ ไดมีวิวฒั นาการเร่ือยมาจนพัฒนาเปนเทพเจาสูงสุด (Íßvara), หรือความจริงสูงสุดเพียง
หน่ึงเดียว มีช่ือวา “พระอีศวร” โดยพระองคสามารถปรากฏเปนสามรูป ในทางศาสนาพราหมณ
แนวคิดในเร่ืองตรีมูรติกําหนดบทบาทหนาท่ีไวชัดเจน คือ พระพรหมาเปนผูสราง (Creator), พระ
วิษณุหรือพระนารายณเปนผูรักษา (Preserver), พระศิวะเปนผูทําลาย (Destroyer) ดังนั้นพระตรี
มูรตกิ ็คอื รูปท่ีตองการแสดงวา เทพที่ทําหนาที่ทั้งสามในรูปเดียว249 ความเช่ือเรื่องเทพทั้งสามน้ีก็มี
ปรากฏในจารึกแมบุญตะวันออกเชน เดียวกนั

แมในอาณาจกั รกัมพูชาสมัยโบราณจะเห็นถึงการแขงขันกันเผยแพรปรัชญาความรู
ในลัทธิไศวนิกายกับไวษณพนิกาย แตการแขงขันเพื่อแยงชิงศรัทธาและความเลื่อมใสจากเหลาชน
โดยเฉพาะในราชสาํ นักน้ีไมไดมีความรุนแรงอันใดกลับยอมรับซง่ึ กันและกัน ผูนับถือพระศิวะจึงนับ
ถอื พระนารายณห รือพระวิษณุดวย ซ่ึงเปนเพราะหลักความเชอื่ ในเร่ืองตรมี ูรติทวี่ าแทจริงแลวพระผู
เปน เจา มพี ระองคเดยี วแตไ ดแบงภาคออกมาเพ่ือกําหนดบทบาทและทําหนาที่ตางกัน พระเจาราเชน
ทรวรมันที่ 2 แมทรงนับถือไศวนิกายแตก็ทรงนับถือพระนารายณดวยเชน กัน ดังปรากฏขอความ
จารึกในรัชสมัยของพระองค เชน จารึกทวารกเด็ย (Two Thvar Kdei) ไดกลาวสรรเสริญพระ

248S.R.S. Mohana, Sri Guru Charitre , edited by Revathi Sampath Kumaran (Bangalore: Kalyani Mohana, 1999),
36-39.

249จริ พฒั น ประพันธวิทยา, บรรณาธิการ, พระตรีมูรติ, 9-20.

จารึกแม่บุญตะวันออก • 220191

นารายณแ ละมปี รชั ญาของนิกายปาญจราตระปะปนอยดู ว ย ปรากฏในโศลกท่ี 2-4 และโศลกท่ี 7 ซึ่ง
ในโศลกท่ี 4 ไดแ สดงใหเห็นถึงปรัชญาการแสดงออก 4 ประการ (catur-vyuÆha) อันเปนรากฐาน
ปรัชญาของนิกายปาญจราตระ250 นอกจากน้ีพระนามของพระนารายณยังปรากฏในปณามคาถาท่ี
จารึกปราสาทแปรรูป โศลกที่ 3-5 อีกดวย สวนความเช่ือเร่ืองตรีมูรตินี้ปรากฏในจารึกแมบุญ
ตะวันออกโศลกท่ี 1 ซง่ึ ไดก ลาววาพระผเู ปน เจา สงู สุดแทจริงมีพระองคเ ดยี ว เปน จิตนิรนั ดท่ีแทรกซึม
อยูทุกหนแหง ในจักรวาล เปนผูมีอํานาจสูงสุดซง่ึ เกิดจากโอมคือการสวดพระเวท ในจารึกน้ีใชคําวา
อุทคฺ ีถ (udgítha) คาํ วา“อุทคฺ ีถ” กค็ ือ “โอม” เปนการรวมตัวกันของอักษรทายพยางคแหงนามเทพ
เจา สงู สดุ 3 องค ที่เรียกวาตรมี ูรติ คือ อะ อุ และ มะ อักษร “อะ” แทนพระศวิ ะ, อักษร “อุ” แทน
พระวิษณุ (บางตําราก็ใชส ลับกันตามลัทธคิ วามเช่ือ), อักษร “มะ” แทนพระพรหมา ในคมั ภีรวายุ
ปุราณะกลาววา “โอม” ก็คือ ปฺรณวะ (Pranáava) หรือ พรหมัน (Brahman)251 สวนในโศลกท่ี 2
เรียกวา อักษร (Aksáara)252 ลักษณะ 3 ประการของ “ปฺรณว” ที่กลาวถึงในจารึกนี้มีดังน้ี คือ
ลักษณะที่ 1 คือ ไฟ (§ikhí) พระจันทร (Indu) และพระอาทิตย (BhasÆ akara) ทั้งสามนี้สองแสงไดก็
เพราะโอม ลักษณะท่ี 2 คอื พระพรหมา (Padmaja) พระวิษณุ (Kañjadr)á และพระศิวะ (Trinaya)
ทั้งสามนี้ถูกแบง ออกจากโอมดว ยอํานาจพิเศษ (ßakti) ในการทําลาย การคมุ ครอง และการเกิดขึ้น
ของโลก ลักษณะท่ี 3 คือ คุณะ 3 ประการ (trigunaá )253 อันไดแก 1.สัตตวะ (Sattva) 2.รชัส
(Rajas) 3.ตมัส (Tamas) และการทาํ งานของคุณะทงั้ 3 กอใหเ กดิ ประโยชนอีกดวย ซึ่งขอความตรง
นมี้ ีความคลายคลงึ กับคมั ภรี รใ นประเทศอินเดียในสมยั หลงั คัมภรี ฉ านโทคยะ254

ในโศลกที่ 2 ไดกลาววารูปสูงสุดนี้จะรูไ ดดว ยพระเวทท้ังสาม โดยพวกมุนีท่ีปฏิบัติ
โยคะ โศลกที่ 4 กลาววา พระผเู ปนเจา สงู สดุ นเ้ี ปนการณะของการณะ คอื เปน การณะสงู สุด หมายถึง
เปนสาเหตุสงู สุด คอื เปน ปฐมเหตขุ องสิ่งทัง้ มวล ซึ่งเปนปรัชญาของศาสนาพราหมณ เบื้องหนาแตน ้ี
จะไดกลาวถึงรายละเอียดอ่ืนๆ ที่เกี่ยวของกับตรีมูรติ คือ พระพรหมา พระวิษณุและพระศิวะ ซึ่ง
ปรากฏในจารกึ แมบ ุญตะวันออก ดงั น้ี

พระพรหมา (Brahma)Æ ในจารึกแมบุญตะวันออกโศลกท่ี 6 อันเปนบทปณามคาถา
ไดกลาวสดุดีตอพระพรหมา เน้ือหาท่ีปรากฏในจารกึ กวีกลาวถึงมูลเหตุของการสรางโลก วา พระ

250กมเลศวร ภฏั ฏาจารยะ, ศาสนาพราหมณในอาณาจักรขอม, แปลโดย หมอมเจาสุภัทรดิศ ดศิ กลุ , 45.

251Vettam Mani, PuraÆniá c Encyclopaedia, 544.

252 ไมผนั แปร, ไมรูจ ักหมดสน้ิ , เปนช่ือของพรหมมนั , การเปลง เสียง“โอม” ดู Monier Williams, Sanskrit-English Dictionary , 3.
253คุณะ (Trigunáas) 3 อยาง คือ 1.สตั ตวะ (Sattva) ความบริสุทธิ์ ผองใส 2.รชัส (Rajas) ความไมดี ความเศราหมอง 3.
ตมัส (Tamas) ความมืด ความเซื่องซมึ คุณะท้ังสามน้ีแมจะมีสภาวะขัดแยงกัน แตก็อยูรวมกันได และการทํางานของคุณะทั้ง 3
กอ ใหเ กิดประโยชนอกี ดวย ดู Vettam Mani, PuranÆ áic Encyclopaedia, 544.

254กมเลศวร ภฏั ฏาจารยะ, ศาสนาพราหมณในอาณาจกั รขอม, แปลโดย หมอ มเจา สุภัทรดศิ ดิศกุล, 31.

212 • จารึกแมบ่ ญุ ตะวนั ออก 210

พรหมาเปนผูที่เกิดข้ึนมาจากดอกบัว ซึ่งรายละเอียดกําเนิดของพระพรหมาแตกตางกันไปในแตละ
คัมภีร ในสมัยพระเวทกลาววาพระพรหมาถือกําเนิดจากไขทอง ดังทพี่ ระองคม ีนามวา หิรณั ยครรภ
บางก็กลา ววาพระพรหมาถือกําเนิดขึ้นเอง ดังท่ีพระองคม ีนามอีกช่ือหนงึ่ วา สวยัมภู หรืออาตมภ2ู 55
ตอมาในสมัยปุราณะพระพรหมาถือกําเนิดข้ึนมาจากดอกบัว ซึ่งในความคิดของกวีผูรจนาจารึก
ปราสาทแมบุญตะวันออกในทอนน้ีเชื่อถือตามแนวคิดสมัยปุราณะ คือ พระพรหมาเปนผูเกิดจาก
ดอกบัว ปรากฏอยางชัดเจนในคัมภีรฝายผูนับถือพระวิษณุที่กลาววาพระพรหมาประทับนั่งอยูใน
ดอกบัวซึ่งผุดข้ึนมาจากพระนาภีของพระวิษณุมีสถานะเปนเพศชาย256 ความเชื่อนี้โยงมาจนถึงใน
สมัยมหากาพยด ว ย ดังท่ีปรากฏนามของพระพรหมา วา กมลโยนิ และ ปทมโยนิ แปลวา ผูท่ีเกิดมา
จากดอกบัว257 จึงไมใชองคเดียวกับ “พรหม” ในยุคอุปนิษัท พรหมาเปนเทพที่เกิดในสมัยหลังคือ
สมัยอิติหาสะ ไดแก มหากาพยมหาภารตะ รามายณะ และสมัยปุราณะ เปนเทพเพศชายท่ีมีรูปราง
หนาตา และอวัยวะอันเปนสวนประกอบอยางมนุษย มีพระชายาคือพระนางสรัสวดี สวน “พรหม”
สมัยอปุ นิษทั ไมม ีเพศเปน ดวงวิญญาณทีม่ ีอยูทุกหนทุกแหงในจักรวาล (world-spirit) บางก็เรียกวา
“ปรมาตมัน”258 ดังนั้น พระพรหมาจึงเปนพลังสวนสรางสรรคของพรหมันท่ีแสดงออกมาเปน
รูปธรรมเรียกวารูปพรหม หรือ บุคลิกพรหม (พรหมมีตัวตน) พระพรหมาจึงมรี ูปราง มีเพศ พระพร
หมาในฐานะผูสรา งโลกและสรรพสัตวจ ึงไดรับการยกยองวาเปนประชาบดีชัน้ ท่ี 1259 ถึงกระน้ันก็ไม
ปรากฏวามกี ารนบั ถือบชู าเปนเอกเทศในอาณาจักรเขมรโบราณ แตไ ดรับการนับถือรว มกับพระศิวะ
และพระนารายณค อื ตรมี ูรติ สวนเนอื้ หาในโศลกท่ี 6 มีดังน้ี

ขอพระองคผูเกิดจากดอกบัว (พระพรหมา) ผูเปลงเสียงฟารองคือโอมออกมา
พรอ มๆกันดวยพระโอษฐทั้งสี่ราวกับวาตองการที่จะทําใหเมล็ดเช้อื ของพระองคท่ีมีอยู
แตดั้งเดมิ ท่ีถูกหวานไวแ ลวในนาใหงอกข้นึ มาใหมเพอื่ ความสมบรู ณข องการสรางโลกทั้ง
สามจงชนะ (6)

ตามโศลกนี้ไดแสดงถึงบทบาทหนาท่ีตามหลักตีมูรติของพระพรหมาซึ่งเปนผูสราง
โลกและสรรพสัตว กวไี ดก ลา วไวช ดั เจนวา พระพรหมาเปนผูเปลงเสียงคําวา โอม ดังสนั่นเหมือนกับ
เสียงฟา คําราม ดวยพระโอษฐท้ังสี่ (ทีก่ ลา วถึงพระเวทท้งั ส)่ี ดงั ในโศลกที่ 83 ไดกลาววาพระองคเปน

255Edward Washburn Hopkins, Epic Mythology (Varanasi: Indological Book House,1968), 189.
256Pushpendra Kumar. The Visánuá MahapÆ uranÆ aá m, trans. Manmattha Nath Dutt (Delhi: Eastern Book Linkers,

2005), 5.
257Edward Washburn Hopkins, Epic Mythology, 81.

258จิรพัฒน ประพันธว ิทยา, บรรณาธกิ าร, พระตรมี ูรติ, 9.
259ราชบณั ฑิตยสถาน, พจนานกุ รมศพั ทศ าสนาสากล อังกฤษ-ไทย, พิมพครัง้ ที่ 2 (กรุงทพฯ: อรุณการพิมพ, 2548), 109-110.

จารกึ แม่บญุ ตะวนั ออก • 221113

เจาแหงมนตรา ตามความคิดของกวีพระพรหมาเปนเทพแหงวิชาความรู ซ่ึงในความคิดของชาว
อินเดียพระพรหมาเปน เทพแหงการสรางสรรค เปนสัญลักษณของวิชาความรู ความเปนนักปราชญ
ความสําเร็จทางศาสนา เพราะเหตุนี้ อักษรโอมซง่ึ เปนอักษรศักดิ์สิทธ์ิจึงเกิดขึ้นจากการเปลงเสียง
ของพระพรหมาเพ่ือผูกโยงกับสถานภาพของพระพรหมาซ่ึงเปนเทพแหงความรูและความศักดิ์สิทธิ์
กวีกลาวตอมาวาพระพรหมาเปนผูเพาะเมล็ดพืช เปนผูหวานเมล็ดพืช ทําใหเกิดความสมบูรณข อง
การเกิดข้ึนในโลกทั้งสาม น่ันหมายความวาพระพรหมามีบทบาทในการสรางส่ิงตางๆ ในจักรวาล
ดังนน้ั พระพรหมาจงึ มีหนาที่เปนเทพผูสราง และความหมายของการหวานเมลด็ เชื้อดง้ั เดิมลงในนา
ก็คือการสรางสิ่งมชี ีวิตท้ังมวลในจักรวาลนั่นเอง ซ่ึงคตฮิ ินดูถือวาเมลด็ เชอ้ื ดั้งเดิมน้ีมาจากพระผูเปน
เจา เม่ือถึงคราวโลกบรรลัยก็จะกลับไปหาพระผูเปนเจา พอถึงคราวสรางโลกพระพรหมาก็จะเปน
ผูนาํ เมลด็ เช้ือเหลา นัน้ มาสูโลกอีกคร้ัง ในจารึกแมบุญตะวันออกไดกลาวถึงพระนามของพระพรหมา
อีกเปน จํานวนถึง 13 โศลก คอื padmaja, vrahma, ambhojabhu,Æ vidhi, vidhatÆ a,Æ prajaÆpti,
vidhatÆ r,á vedhaÆ, dhaÆta,Æ amvujajanman, kajabhuva, caturaÆsyaprajaÆ พระนามของพระ
พรหมาดงั กลาวปรากฏในโศลกที่ 1, 2, 6, 26, 66, 83, 104, 106, 157, 168, 194, 208 และโศลก
ท่ี 218 สวนใหญก ลา วถึงในเรือ่ งของการเปนเทพผูสราง ซ่ึงตรงตามหลักตรีมรู ติ ดังตัวอยางดานลาง
น้ี คอื

พระพรหมา (ผูสรา ง) คราวสรา งพระจันทรกับพระอาทิตยก ับทรงสรางใหแยกกัน
เหมือนมไิ ดท รงใสใจ แตทรงสรา ง (พระเจาราเชนทรวรมัน) พระองคน ี้ ใหเปนหนงึ่ เดียว
ไรผูเ สมอเหมือน สามารถใหไดทง้ั ความอบอนุ และความสดชนื่ (194)

พระวิษณุ หรืออีกนามอันเปนท่ีรูจักกันดีคือพระนารายณ เปนนามเทพเกาแก เดิม
ทเี ปนเทพแหงแสงอาทติ ยใ นยุคพระเวท สวนในมหากาพยม หาภารตะกลาวถึงพระวิษณวุ าเปนโอรส
องคท ี่ 12 ของพระอาทิตย การถอื กําเนดิ จากเทพแหงแสงอาทิตยในยคุ พระเวท ชวยสงใหพระวิษณุ
กลายเปนเทพผูย่ิงใหญในยุคตอมา260 คัมภีรท ี่ยกยองพระวษิ ณเุ ร่ิมตนจากคัมภีรวิษณุปุราณะ ภาค
วตั ปรุ าณะ นารทียปรุ าณะ ครฑุ ปุราณะ เปนตน261 ตามหลกั ตรีมรู ตพิ ระนารายณ คอื พระผูคมุ ครอง
รักษาความสงบสุขของจักรวาล โดยปรกติพระวิษณุจะทรงประทับอยูทเ่ี กษียรสมุทรบรรทมอยูบน
หลงั อนนั ตนาคราชโดยมีพระชายาคอื พระลกั ษมมี หาเทวี คอยฝา ดูแลปรนบิ ัติอยูขางๆ เสมอ พาหนะ
ของพระวิษณุคือพญาครุฑ เม่ือโลกตองประสบกับภัยพิบัติพระองคจะอวตารลงมาเพ่ือปราบทุกข

260จริ พฒั น ประพันธวิทยา, บรรณาธิการ, พระตรีมูรติ, 40-41.
261ราชบณั ฑิตยสถาน, พจนานุกรมศัพทศาสนาสากล องั กฤษ-ไทย, 553.

214 • จารึกแม่บญุ ตะวันออก 212

ในยุคเข็ญ ผูนับถือไวษณพนกิ าย (Vaishnavism) จะนับถอื พระวิษณุวาเปนเทพสูงสดุ สวนในจารึก
แมบญุ ตะวันออกปรากฏเรือ่ งราวเดน ชัดในบทปณามคาถา โศลกที่ 5 ซึง่ กวกี ลา วถงึ พระวษิ ณุ ดังน้ี

พวกทานทั้งหลายจงนอมไหวพระนารายณขณะกระจายความรุงเรืองไปยังสาม
โลกหลังจากไดเห็นโลกท้งั สามวาสามารถขามไดเพียงดวยการกาวเทา 3 เกาเทานั้นจึง
ไดบ าํ เพ็ญสมาธอิ ยูในมหาสมุทรเพื่อท่ีจะบรรลุถึงภาวะท่ี 4 ราวกับวาแกลงบรรทมหลับ
จนกระท่ังบัดนี้ (5)

เนื้อหาที่ปรากฏนี้ กวีบูชาพระนารายณผูเปนเทพสูงสุดในตรีมูรติเปนอันดับที่สอง
ดวยการแสดงความนอบนอม โดยกลาววาพระนารายณนั้นแผความยิ่งใหญปกคลุมทั่วทั้ง 3 โลก
ไดแก โลกมนุษย โลกสวรรค และโลกบาดาล ดังท่ีพระองคท รงกาวเทาเพียง 3 กาวเพ่ือขามโลกท้ัง
สาม แนวคิดนท้ี ่ีปรากฏในจารกึ ปราสาทแมบญุ ตะวันออกสอดคลองกบั แนวคิดของพระนารายณหรือ
พระวิษณุกาวสามกาวซึ่งปรากฏตั้งแตสมัยพระเวท ในคัมภีรฤ คเวทพระนารายณเปนใหญในบรรดา
เทพแหงแสงอาทิตย มีพลังท่ีย่ิงใหญ เปนผูวัดพื้นที่แผนดินโลก ซ่ึงกาวท้ังสามกาวเปนท่ีอาศัยของ
ส่ิงมีชีวิต262 พระองคมีบทบาทคือการกาวเทาสามกาวซ่ึงแทนแสงพระอาทิตยเวลาตอนเชา ตอน
เทยี่ ง และตอนเย็น263 กาวสามกาวของพระนารายณเ รียกตริวิกรม (trivikrama) เพราะเปนผูมีกาว
ยาว และเพราะเปนผทู ่เี ดินทางไดไ กล ดังนนั้ กา วทั้งสามกาวของพระองคจึงเปนการกาวขามพ้ืนโลก
มนุษยจะสามารถมองเห็นไดเพียง 2 กาว สวนกาวท่ีสามอยูเหนือสุด มนุษยไมอาจมองเห็นได2 64
อยางไรก็ตามในสมัยปุราณะ กาวท้ังสามกาวของพระนารายณปรากฏในนารายณอวตาร ในปาง
วามนาวตาร พระองคก า วขามโลก อากาศ และสวรรค และไดทําใหเกิดความเจริญรุงเรอื งแกโลกท้ัง
สาม กวีกลาววาพระนารายณทรงทําสมาธิในทะเลดวยทรงแสรงหลับ หมายความถึงตอน พระ
นารายณทรงประทบั เหนอื บัลลังกพ ญาอนันตนาคราชอันเปนท่ีอยูในทะเลน้าํ นม265 หรือที่รูจ ักในทับ
หลังนารายณบ รรทมสินธุ ซ่ึงในการหลับของพระนารายณนั้นถือวาเปนชวงเวลาของการสรางโลก
โดยพระพรหมา ดังนั้น เมื่อพระนารายณตื่นบรรทมชวงเวลาของการสรางโลกก็จะเสร็จส้ินลง
เหตุการณชวงน้ีในจารึกปราสาทแมบุญตะวันออกนํามาขยายความวาการแสรงหลับของพระ
นารายณ แมกระท่ังในปจจุบันนี้ แทจริงคือพระนารายณกําลังบําเพ็ญสมาธิเพ่ือตองการจะบรรลุ

262Arthur A.Macdonell, A Vedic Reader for Student (Madrass: Oxford University Press, 1972), 31-32.

263ผาสุข อนิ ทราวธุ , รปู เคารพในศาสนาฮินดู (กรุงเทพฯ: คณะโบราณคดี มหาวทิ ยาลัยศิลปากร, 2540), 40.
264จิรพฒั น ประพันธว ิทยา, “ความสัมพันธระหวางศาสนาพทุ ธและศาสนาพราหมณ” ใน ศลิ ปวัฒนธรรม 13, 9 (กรกฎาคม 2535) :
96-117.

265Vettam Mani, PuraÆniá c Encyclopaedia, 532-533.

จารกึ แม่บญุ ตะวันออก • 221135

ฐานะที่ 4 คือ การบรรลโุ มกษะ อันเปนจุดมงุ หมายสูงสุดในศาสนาพราหมณ266 นอกจากน้ีแลวใน
จารึกไดกลาวถึงพระนามของพระวิษณุถึง 11 โศลก คือ kanÁjadrák, hari, naÆrayÆ anáa, upendra,
jisánáu, madhuripu, ßauri, caturbhuja พระนามของพระวิษณุดังกลาวปรากฏในโศลกท่ี 1, 2, 5,
11, 59, 71, 121, 176, 183, 208 และโศลกท่ี 218 สว นใหญกลาวถึงในฐานะของผูคุมครองปกปอ ง
โลก ซึง่ ตรงตามหลักตรีมรู ติ โศลกที่ 11 ไดกลาววาเปนเทพท่ีไดผกู พันกับกษัตริยในอดีตของกัมพูชา
มาเนิ่นนาน แตถึงกระน้ันก็ยังกลาวถึงในฐานะที่เปนเทพรองจากพระศิวะ หลายคร้ังท่ีกวีเปรียบ
กษัตริยว า เปนพระวษิ ณเุ อง ดังตวั อยา งดา นลา งน้ี คอื

พระองคทรงเปนพระหริผูมีพระเนตรคลายจะหลับ ทรงปกครองประชาชน
เหมือนสตรีเลี้ยงดูลูกๆดวยอก แตก็ทรงเปนผูมีพระศิวะอยูในพระทัยทรงมีความเปน
บรุ ุษปรากฏชดั เจน (121)

พระศิวะ ในยุคฤคเวทยังไมปรากฏนามพระศิวะ แตคําวา ศิวะ ใชเปนคําวิเศษณ
หมายถงึ ความรงุ เรอื ง ความสขุ และหมายถึงฤกษง ามยามดี แมใ นคัมภีรพ ระเวทอ่ืนๆ ก็ไมปรากฏวา
มีเทพช่ือน้ีอยูเลย267 แตประมาณ 3,000 ปมาแลวปรากฏนามเทพเจาผูย่ิงใหญ 2 องคคือ วิษณุ
(Visánuá ) และรุทระ (Rudra) แตที่เดนดานความดุรายคือ เทพรุทระ ในคัมภีรยชุรเวท มีบทสวด
สรรเสรญิ เทพรทุ ระที่ยาวมากบทหนง่ึ ชือ่ ศตรุทรยิ ะ พรรณนาวา เปนผูนําโชค ไมใชผูที่นาสะพรึงกลวั
และเปนหมอคนแรก ในคัมภีรอถรวเวท มีบทสรรเสริญเทพรุทระไววา เปนผูพิทักษรักษาสรรพสัตว
แตมีความดุรายนาสะพรึงกลัว268 ภายหลังยุคฤคเวทเชื่อกันวาเทพรุทระนั้นไดพัฒนามาเปนเทพผู
ยิ่งใหญคือพระศิวะนี้เอง269 ตามหลักตรีมูรติพระศิวะเปนเทพเจาผูทําลาย กลาวเฉพาะพระศิวะ
คัมภีรปุราณะตางๆ เชน ศิวปุราณะ พรรณนาคุณลักษณะวา เปนมหาเทพผูทําลาย ทําใหเกิดใหม
หมายถึง พลังอํานาจที่ทําใหส่ิงท้ังหลายแยกสลายหรือพังทลายจากรูปหนึ่งกลายเปนอีกรูปหน่ึง ซึ่ง
หมายถึงพลังสรางสรรคดวย พระศิวะมีชายา 3 องค คือพระนางอุมาเทวี พระนางคงคาเทวี และ
พระนางสนธยาเทวี แตท่ีไดรับการยกยองเปนพิเศษก็คือพระนางอุมาเทวี สวนใหญในจารึกกวี
กลาวถึงในฐานะเปนมหาเทพสูงสุดที่พระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 ใหความเคารพนบั ถืออยางย่ิงยวด
ซึ่งจะไดกลาวอยางละเอียดตอไปในหัวขอเรื่องไศวนิกาย ตัวอยางดานลางเปนอุทาหรณไดในขอนี้
คอื

266ในสมัยพระเวท ความคิดเรอ่ื งโมกษะหรือหลกั การแหงความหลุดพน เปนจุดมุง หมายสูงสุดของอาตมนั และรูปของพรหมนั
267ราชบณั ฑิตยสถาน, พจนานกุ รมศัพทศ าสนาสากล อังกฤษ-ไทย, 488.
268เร่ืองเดียวกัน, 489.

269Arthur Anthony Macdonell, A History of Sanskrit Literature (New York: D. Appleton and Company, 1900), 74.

216 • จารกึ แม่บญุ ตะวนั ออก 214

ในการสูรบ พระองคไมทรงปรารถนาจักราวุธของพระวิษณุ และแมวัชราวุธของ
พระอินทรใหเปนของตนก็ทรงมีชัยชนะได พระองคทรงประกอบดวยพระราชอํานาจ
ทรงมีชัยชนะเหนือขาศึก เพราะไดรบั แลวซง่ึ ศาสตราวุธของพระมเหศวรทีต่ านทานได
ยากยง่ิ (59)

ในชวงเวลาน้ันแมลัทธิไศวนิกายจะมีอิทธิพลตอสังคมกัมพูชาสมัยพระนครเปน
อยา งมากดงั จะเหน็ ไดจากขอความทป่ี รากฏแตละโศลกของจารึกแมบุญตะวันออก รวมถึงจารึกอ่ืนๆ
ในชวงเวลาเดยี วกันอีกหลาย ๆ หลัก กวีจะแสดงแนวคิดไศวนิกายเปนแกนหลักจากนั้นจึงกลาวถึง
เทพองคอน่ื ตามมาผูเรียบเรยี งพบวา เนื้อหาจารกึ แมบ ุญตะวันออกนอกจากกลาวถึงกลาวถึงพระนาม
ของพระศวิ ะจํานวนมากแลว ยงั มพี ระนามของพระวิษณุและพระพรหมาจํานวนมากเชนกัน ในจารึก
แมบุญตะวันออกกวีกลาวถึงพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 วาแมจะทรงนับถือไศวนกิ ายแตก็ยังทรงให
ความสาํ คัญกับเทพในศาสนาพราหมณน ิกายอื่นดวยซึง่ สอดคลองกับการกลาวแสดงความนอบนอม
เคารพตอ เทพผมู คี วามสาํ คญั ในศาสนาพราหมณ โดยเฉพาะพระตรีมูรติดังท่ีกลาวไวขางตน ดังโศลก
ที่ 208 และ 218 ซึง่ โศลกวา ครั้นพระองคส ําเร็จราชกิจตามประสงคน อกจากจะสรา งศวิ ลึงคแลวยัง
ทรงสรางเสาหลกั ของพระวิษณแุ ละของพระพรหมาดว ย ดงั นี้

พระองคท รงทําราชกจิ ทกุ อยางสาํ เรจ็ แลว แมมแี ขนกาํ ยาํ ก็ไดทรงประดิษฐาน
เสาหลักเหลาน้ีของพระผูมีสี่กร (วิษณุ) และผูเกิดจากดอกบัว (พระพรหม) ดวย
เชน เดียวกบั ลงึ คแ ปดองคของพระผูมีแปดรปู (208)

2. ปรชั ญาของลัทธพิ ราหมณ
คําวา ปรัชญา เปนภาษาสันสกฤต โดยมาจากคําวา ปฺร+ชฺญา แปลวา รูดี รูท่ัว รู

อยางประเสริฐ อนั ไดแกค วามรูทีเ่ กิดจากสนิ้ สงสัยหรอื ความแปลกใจแลว ดังนั้น โดยความหมายของ
ปรัชญาตะวันออกจึงหมายถงึ “ความรูภ ายหลังเม่ือสิน้ ความสงสัย หรือความแปลกใจแลว” อีกศัพท
หน่ึงท่ีใชกัน คือ ทรรศนะ แปลวา ความเห็น คือความเห็นจริงแทในเร่ืองน้ันๆ สวนในประเทศไทย
เรียกวิชาหน่ึงของชาวตะวันตกเรียกวา Philosophy ซึ่งเปนศัพทภาษากรีกมาจากศพั ทวา Philos
ความรัก + Sophia ความรู ความเฉลียวฉลาดปราดเปร่ือง ทรรศนะตะวันตกกลาววา Philosophy
เกดิ จากความสงสยั หรือ ความแปลกใจ อยางไรก็ดี ในปจจุบันเราเขาใจกันดีวา คําวา ปรัชญา ก็คือ
Philosophy นั่นเอง ดวยเหตุนี้จึงมีผูใหนิยามความหมายถึงคําวา ปรัชญาเปนตางๆ นานา แตเรา
อาจจํากดั ความหมายของปรชั ญาไดว า ปรัชญา คอื พฤติการณต ามหลักเหตุผลอันเกิดจากการตรสั รู
เปนปทัฏฐาน ฝาย Philosophy ถือวาพฤติการณตามหลักเหตุผลซ่ึงเกิดจากความสงสัยหรือความ

จารกึ แม่บญุ ตะวนั ออก • 221157

แปลกใจเปนตัวจัด Philosophy ดังน้ัน จึงเห็นไดวา270 เบื้องปลายแหง Philosophy ยอมเปน
เบือ้ งตน แหงปรชั ญาปรัชญาตะวนั ออกทีส่ าํ คัญมสี องสาย คอื ในอารยธรรมอินเดีย-จีน ซ่ึงไมส ามารถ
แยกออกจากศาสนาไดอยางชดั เจน ปรชั ญาความคิดจงึ แยกจากศาสนาไมได2 71

อินเดียจัดเปนบอเกิดสําคัญแหงปรัชญาตะวันออกมาตั้งแตสมัยโบราณกาลและ
กลาวไดวาคัมภีรพระเวทซึ่งเปนคัมภีรสําคัญของศาสนาพราหมณไดเปนแหลงที่มาของปรัชญา
อินเดียทุกสาขา ปรัชญาอินเดยี แมวาจะมีหลายสาขาหรอื หลายลัทธิ แตก ็อาจแบงไดเปน 2 กลุมคือ
กลมุ นาสติกะ (Heterodox) ไดแก กลมุ ท่ีไมเชื่อความสมบูรณและความศักด์ิสทิ ธ์ิของพระเวท ทั้งไม
เชื่อวา มีพระเจาสรางโลก เชน ศาสนาเชน ศาสนาพุทธ และจารวาก อีกกลุมหน่ึง คือ กลมุ อาสติกะ
(Orthodox) กลุมน้ีเชื่อในคัมภีรพระเวทวามีความสมบูรณและมีความศักดิ์สิทธ์ิ แมบางสํานักจะไม
เชื่อเร่ืองพระเจาแตก็เช่ือเรื่องความศักดิ์สิทธ์ิของคัมภีรพระเวท ไดแกสํานักปรัชญา 6 สํานัก คือ
เวทานตะ โยคะ สางขยะ นยายะ ไวเศษิกะ และมีมางสา272 หลักปรัชญาของกลุมท่ีสองนี้เองเปน
ปรัชญาของลัทธิพราหมณท่ีปรากฏในจารึกแมบุญตะวันออก ซ่ึงมีอรรถาธิบายที่ควรทราบดังจะ
กลาวตอไปนี้

2.1 ปรัชญาเวทานตะ
คําวา เวทานตะ (VedaÆnta) แยกศัพทเปน เวท+อนฺต แปลวา ที่สุดของพระ

เวท อันไดแกอุปนษิ ัทนน่ั เอง แตต อมาเวทานตะไดขยายไปถึงความคิดทุกอยางท่ีวิวัฒนาการไปจาก
อุปนิษัทดวย และเปนเหตุใหเกิดเวทานตะโดยตรง กลาวคือ ฤษีพาทรายณะไดยอความสําคัญของ
อุปนิษัทไวในหนังสือพรหมสูตรหรือเวทานตสูตร ซึ่งผลงานนี้เองพัฒนามาเปนระบบปรัชญา
เวทานตะ แบงเปน 2 สํานักใหญ คือ อไทฺวตะ เวทานตะของศังกราจารย (เกิด พ.ศ.1331) และ
วิศิษฏาไทฺวตะ เวทานตะของรามานุช (เกิด พ.ศ.1560)273 จารึกแมบุญตะวันออก (พ.ศ.1495) น้ีจึง
ปรากฏอิทธิพลเวทานตะของศังกราจารยซ่ึงเขามากอนหนารัชสมัยของพระเจาราเชนทรวรมันไม
นานนัก โดยพราหมณวามศวิ ะผเู ปน พระอาจารยข องพระเจา ยโศวรมัน (พ.ศ.1432-1443) ตง้ั แตทรง
พระเยาวน้ันเปนศิษยของพราหมณศิวโสมผูเปนสานุศิษยของนักปรัชญาชาวอินเดียคือทานศังกรา
จารย2 74 เปน ผูเ ผยแผแ ละไดร ับความนิยมอยา งแพรหลายโดยเฉพาะในราชสํานักต้ังแตน น้ั เปนตนมา

270บุญมี แกน แกว, ปรชั ญา, พมิ พครงั้ ท่ี 3 (กรงุ เทพฯ: โอเดยี นสโตร, 2541), 1-4.
271ประพจน อศั ววิรุฬหการ, “ความเชอื่ และศาสนากับสงั คมไทย,” ใน ประมวลสาระชุดวิชา ไทยศึกษา หนว ยที่ 6 สาขาวิชาศิลป
ศาสตร สํานักพิมพมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, พิมพคร้ังท่ี 21 ปรับปรุงคร้ังท่ี 2 (นนทบุรี: สํานักพิมพ
มหาวทิ ยาลยั สุโขทยั ธรรมาธิราช, 2537), 279-322.
272ประยงค แสนบรุ าณ, ปรชั ญาอินเดยี (กรงุ เทพฯ: โอเดยี นสโตร, 2547), 17-18.
273ฟน ดอกบวั , ปวงปรัชญาอินเดยี , พมิ พคร้ังท่ี 2 (กรงุ เทพฯ: ศยาม, 2555), 103, 128.
274มาดแลน จโิ ต, ประวตั เิ มืองพระนครของขอม, แปลจาก Histoire d’Angkor, แปลโดย หมอ มเจา สุภทั รดศิ ดศิ กลุ , พมิ พคร้งั ท่ี 4
(กรุงเทพฯ: มติชน, 2552), 5; และ หมอมเจา สภุ ัทรดศิ ดิศกุล, ประวตั ิเอเชยี อาคเนย ถงึ พ.ศ.2000, 172.

218 • จารึกแมบ่ ญุ ตะวนั ออก 216

จนถงึ รชั สมัยของพระเจา ราเชนทรวรมันท่ี 2 ปรัชญาสํานักน้ีก็ยังปรากฏชัดเจน จากบทปณามคาถา
ของจารึกแมบญุ ตะวนั ออกตน เรอ่ื ง ที่กลาววาพระผูเปนเจามีหน่ึงเดียวนัน้ ไดสะทอนถึงหลักปรัชญา
เวทานตะในศาสนาพราหมณลัทธิไศวนิกาย ซึ่งมีศังกราจารยเปนบุคคลสําคัญของลัทธิปรัชญา
เวทานตะถายทอดในสํานักแลวลูกศิษยไดนําไปเผยแพร ปรัชญาน้ีเชื่อเร่ืองอาตมันวาความจริงมี
เพียงหน่ึงเดียว คือ พรหมัน หรืออาตมัน ปรามาตมัน และชีวาตมัน ก็คืออยางเดียวกัน ทรรศนะ
อยางน้ีเรียกวา อไทฺวตะ แปลวา ความไมมีสอง หรือ เอกนิยม (Monism) แตแบงไดเ ปนสองระดับ
คือ พรหมมันระดับสูง (ปรพรหม) เปนนามธรรมเปนภาวะทบ่ี ริสุทธิ์ จงึ ทรงอยูเหนอื คุณสมบัตแิ ละ
คุณวิเศษทั้งหลาย จึงทรงเปนนิรคุณพรหมัน ไมอาจพรรณนาถึงได อีกประการหนึ่ง คือ พรหมัน
ระดับตาํ่ (อปรพรหม) ทรงเปนรูปธรรมทรงถึงพรอมดวยคุณสมบัตแิ ละคุณวิเศษตางๆ จึงเปนสคุณ
พรหมัน ดังน้ัน พระองคจึงสรางโลก รักษาโลก และทําลายโลก อันตรงตามหลักของตรีมูรติ ทรง
กําหนดชะตากรรมของคนและสัตว ทรงสถิตอยูในท่ีทุกแหง275 ดังเนื้อหาจารึกแมบุญตะวันออก
โศลกแรก คอื

เพื่อความสําเร็จแหงพระราชประสงคของพระราชา ขาพเจาขอนอมไหวแดพระ
ศิวะ ผูเปนจิตนิรันดร276 แทรกซึมอยูทุกหนทุกแหง (ในจักรวาล) ผูแมจะมีหน่ึงเดียว
เพื่อความยินดีของตน ในการทําลาย การคุมครอง และการเกิดข้ึนของโลก จึงถูกแบง
ดวยอํานาจพเิ ศษออกเปน 3 คือ เปนผูเกิดจากดอกบัว (พระพรหมา) เปนผมู ีตาเหมือน
ดอกบัว (พระวิษณุ) เปนผูมี 3 เนตร (พระศวิ ะ) ผูประกอบไปดวยคุณ 3 อยา ง ผูเกิด
จากโอม (การสวดพระเวท) ซึ่งทําใหแสงของไฟ พระจันทร และพระอาทิตยสองแสง ผู
เลศิ ท่สี ุด ผูอ ยูเหนือทุกส่งิ ทกุ อยาง (1)

จากโศลกขางตนกวีกลาวถวายสดุดีแดพระศิวะ และตอดวยการอธิบาย
ลักษณะของพระผูเปนเจามีเพียงหนึ่งเดียว เปนจิตนิรันดร (ปรพรหม) ผูอยูเหนือทุกสิ่งทุกอยาง
(นิรคุณ-พรหมัน) สอดคลองตามหลักปรัชญาเวทานตะวา ทุกๆ สรรพสิ่งหรือสวนตางๆ อันเปนตัว
แทนท่มี ีอยมู ากมายนั้นตา งก็เกิดมาจากพระผูเปนเจาเพียงพระองคเ ดียว พระองคแ ทรกซึมอยูในทุก
ส่ิง ซง่ึ ทุกสรรพสิ่งก็มิใชสิ่งอื่นใดนอกจากสภาวะของพระผูเปนเจา (อปรพรหม) ซ่ึงแบงเปน 3 คือ
พระพรหมาในการสรางโลก พระวิษณุในการคมุ ครองโลก พระศิวะในการทําลายโลก และสรรพสิ่ง

275 ฟน ดอกบัว, ปวงปรชั ญาอนิ เดีย, 107-108.
276เปนลักษณะของพรหมันที่สามารถอธิบายได ในคัมภีรอุปนิษัทสมัยหลังไดกลาววามี 3 ลักษณะ คือ sat- ความจริง หรือ
ธรรมชาติ, cit- คิดได ไมลองลอย, aÆnanda- ความสุข ดู Paul Deussen, The Philosiphy of The Upanishads (Delhi:

Oriental Publishers, 1972), 128.

จารกึ แมบ่ ญุ ตะวันออก • 221179

ในสากลโลกจะประกอบดว ยคณุ 3 (สคุณพรหมนั ) ซี่งไดรบั จากผูเปนเจาสงู สุด และคุณสามประการ
น้ีมีผลตอ นรชนทุกกรณ2ี 77 ทําใหแสงของไฟ พระจันทร และพระอาทิตยส องแสง

ทรรศนะเก่ียวกับเรื่องโลก อไทฺวตะ เวทานตะถือวาโลกเปนสิ่งไมจริงแท โลก
เปนเพียงปรากฏการณของพรหมัน ที่ปรากฏใหเห็นท่ีเปนอยูก็ดวยอํานาจมายา และทรรศนะ
เกี่ยวกับมายา อไทฺวตะ เวทานตะ มายาเปนสิ่งที่อิงอาศัยอยูกับพรหมัน มายาเปนส่ิงไมจริงแทถูก
ทําลายไดเม่ือบุคคลบรรลุโมกษะ แตก็ใชวาไมจริงแทเสียเลย เพราะสามารถทําใหพรหมันปรากฏ
เปนโลกแหงความหลายหลาย จากสองโศลกที่ 1 และ 4 ทาํ ใหเ รามองเห็นหลกั ปรัชญาของเวทานตะ
เรือ่ งพรหมัน คอื ความจรงิ อันมหี น่งึ เดยี ว และสง่ิ ตา งๆ ปรากฏไดดว ยอํานาจมายาซึ่งเปนสิ่งไมจริงแท
แตกดับได โลกและสรรพส่ิงเปนเพียงมายาของพรหมันเทานั้น278 ความโดดเดนของปรัชญา
เวทานตะ คือ ความลุมลกึ ในปรัชญาที่สามารถประสานทรรศนะใหญ 2 กลุม คือ พวกท่ีมีความเห็น
ขัดแยง ในเรื่องพรหมนั และการสรา งโลกไวได

2.2 ปรชั ญาโยคะ
ลัทธิโยคะ (Yoga) นี้มีความเกาแกมีมากอนพุทธกาล เช่ือกันวาแตเดิมลัทธิ

โยคะและสางขยะเปนลัทธิเดยี วกัน ตามประวัติกลาววา ปตัญชลี เปนผูใหกําเนดิ ลทั ธโิ ยคะ ทานผูนี้
ไดร จนาโยคสตู รขึ้น คําวา โยคะ ใชในความหมายหลายอยาง หมายถึง “วิธีการ” ก็ได แตโดยท่วั ไป
ใชในความหมายวา “รวม”279 คัมภีรอุปนิษัทและภควัทคีตามีทรรศนะวา คือการรวมอาตมันยอย
หรือชีวาตมันเขากับอาตมันสากล หรือ ปรมาตมัน280ซ่ึงเปนเปาหมายสูงสุดในชีวิต ในโศลกที่ 2 ซึ่ง
เกี่ยวของกับปรัชญาปฺรณวและโยคะ กลาววา ผูท่ีจะรูไดก็คือเหลามุนีที่ปฏิบัติโยคะ กวีกลาวถึงวิธี
เขาถึงพระศิวะ(Íßvara) ไดอ ยางแทจริงและสามารถเห็นรปู อันสูงสุดนั้นไดดวยพระเวททั้งสาม และ
ดว ยการปฏบิ ตั โิ ยคะ (yogaÆdhigamya) ซง่ึ เปน วิธีปฏบิ ตั ิในลัทธโิ ยคะ ดงั ขอความวา

เพ่ือความสําเร็จขอใหความนอบนอมของพวกทานจงมีแกพระศิวะผูเปนเจาผูมี
แกนแทคือโอมผูมรี ูปอันสูงสุดท่ีจะรูไดดวยพระเวทท้ังสามที่มียอดของมวยผมประดับ
ดวยพระจันทรขางขึ้นผูเปนเมล็ดเชื้อที่สรางการเกิดข้ึนของพระพรหมา พระหริ (พระ
วษิ ณ)ุ และพระอศี วร (พระศวิ ะ) ผแู ตกตางเปน 3 ประการเพราะกลา ซึ่งสามารถท่ีจะรู
ไดด วยโยคะซ่ึงมุนีท้ังหลายเรียกวา อักษรทีเ่ ห็นไดด ว ยตา(หมายถึงเหน็ ไดดว ยตนเอง)(2)

277ทองหลอ วงษธ รรมา, ปรชั ญาอินเดีย (กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร, 2535), 165.
278ราชบณั ฑิตยสถาน, พจนานุกรมศัพทศาสนาสากล อังกฤษ-ไทย, 565.
279สุนทร ณ รงั ส,ี ปรัชญาอินเดยี : ประวตั แิ ละลัทธิ (กรงุ เทพฯ: บพธิ การพิมพ, 2521), 185.
280ประยงค แสนบรุ าณ, ปรชั ญาอนิ เดยี , 186.

220 • จารกึ แม่บญุ ตะวนั ออก 218

ซึ่งการปฏิบัติโยคะที่สะทอนในจารึกแมบุญตะวันออก คือ พระศิวะทรงเปน
แสงสวางภายใน (อานฺตรฺ โชฺยติะ) พระองคปรากฏในรูปน้ีแดพวกโยคีหรือพวกมุนีท่ีมองเพงเวลา
บําเพ็ญสมาธิ แสงสวางที่ปรากฏภายในนั้นคือองคพระศิวะ (ศิวางฺค) บรรดาผูบําเพ็ญสมาธิเหลานี้
มิไดม องเห็นแสงสวางนี้ภายในของตัวเองเทา นั้น แตภายในใจของส่ิงมีชีวิตท้ังหลายดวย หลงั จากน้ัน
พวกเหลาผูบําเพ็ญสมาธิจึงมองเห็นพระผูเปนเจาผูเปนใหญอยูเหนือความหมายท้ังส้ิน แสงสวาง
ภายในจึงหมายถงึ อาตมนั ของจกั รวาล (สรฺ วาตฺมนฺ) การมองเห็นหลักธรรมแหงตัวตน (ในโลก) เชนน้ี
นําไปสูหลักธรรมสูงสุด (เหนือโลก) คือ ปรพฺรหมนฺ หรือ ปรมาตฺมนฺ281 ซ่ึงโดยที่แทโยคะเปนการ
ปฏิบัติของ “พรหมวิทยา” หรือ “เวทานตะ” เพื่อใหตัวเองเปนอันหน่งึ อันเดียวกับ “พระอีศวร”
หรอื “พรหม” น่ันเอง282 และตรงกับโศลกที่ 38 ท่ีกลาวไววา “เหมือนปญญาของมนุ ีทั้งหลายมุงไป
รวมอยูกับอาตมโยคะ” ซึ่งหมายถึงการบําเพ็ญสมาธิของเหลามุนีเพ่ือใหตัวเองรวมเปนอันหนึ่งอัน
เดียวกบั อาตมันหรือพระผเู ปนเจา (Íßvara) น่ันเอง ความขอนี้จึงตรงกับปรัชญาโยคะของปตัญชลีซ่ึง
มที รรศนะตอพระเจาในความหมายวา พระเจา มอี ยูในทางปฏิบัติเทานั้น283 นอกจากโศลกท่กี ลาวมา
ในโศลกที่ 33 ยงั มกี ารกลาวถึงธยานะ284และการบาํ เพญ็ สมาธิ อันเปนลําดบั ที่ 7 และ 8 ในอัษฏางค
โยคะ ซึ่งเปนวิธีปฏิบัติเพื่อใหปุรุษะแยกตัววออกจากประกฤติกลับคืนสูโมกษะหรือไกวัลยะอีกดวย
สมาธอิ นั ยงิ่ ใหญค ือผลข้ันสดุ ทา ยของโยคะ ภาวะอนั มองเหน็ ยากซง่ี หย่ังถึงไดดวยโยคะนี้ คือภาวะซ่ึง
คนเราไมมอี กี ตอไปคงมีแตพ ระอีศวรผเู ปนเจา นี้แลคอื ปรัชญาของโยคะ

2.3 ปรชั ญาสางขยะ
สางขยะ (SaṅÆ khya) เปนลัทธิ 1 ใน 6 ปรชั ญาของฮินดู และเปนลัทธปิ รัชญา

ฮนิ ดูที่เกาแกสุดในบรรดาลัทธิ 6 มมี ากอนพุทธกาล ประมาณกันวาราวหนึ่งศตวรรษกอนพุทธกาล
เปน อยา งชา สว นผูรวบรวมปรัชญาสางขยะนํามาตัง้ เปน ลทั ธิใหมกค็ ือ ทานฤษีกปละ โดยทานไดแตง
คัมภีรสางขยปรวจนสูตรขึ้น285 เปนลัทธิปรัชญาท่ีมาคูกับโยคะ โดยสางขยะเนนหนักที่อภิปรัชญา
สวนโยคะเนนหนักดานการปฏิบัติเพื่อเขาถึงโมกษะ ทั้งสองสํานักนี้ยอมรับในขอน้ีซ่ึงกันและกัน
นักวิชาการดานปรัชญาอินเดียมักเขียนอธิบายสํานักสองปรัชญานี้รวมกัน สางขยะเปนปรัชญาทวิ
นิยมที่เชือ่ วา สจั ภาพหรอื ความจรงิ แทสงู สดุ มี 2 อยา ง คือ ประกฤตแิ ละปุรุษะ เน้ือหาโศลกท่ี 25 กวี

281กมเลศวร ภฏั ฏาจารยะ, ศาสนาพราหมณในอาณาจักรขอม, แปลโดย หมอ มเจา สุภทั รดศิ ดิศกลุ , 26.
282สมัคร บุราวาศ, ปรชั ญาพรหมณในสมัยพทุ ธกาล, พิมพครง้ั ที่ 2 (กรุงเทพฯ: ศยาม, 2554), 47.
283ประยงค แสนบุราณ, ปรัชญาอนิ เดยี , 118.
284การกาํ หนดจิตใหอ ยกู ับอารมณของสมาธิใหย ่งิ ข้นึ ไปอีก กลา วคอื จิตจะตอ งอยกู ับอารมณข องสมาธิตลอดเวลา ไมห ยดุ ชะงัก ดู ฟน
ดอกบวั , ปวงปรชั ญาอินเดีย, 151.
285สนุ ทร ณ รังส,ี ปรัชญาอินเดยี : ประวตั ิและลัทธิ (กรุงเทพฯ: บพธิ การพิมพ, 2521), 163-164.

จารกึ แมบ่ ุญตะวนั ออก • 221291

กลาวถงึ ปรัชญาลัทธิสางขยะ และกวีไดกลาวถึงซ้ําอีกคร้ังในโศลกท่ี 82 “พระองคข ณะทรงแสดงให
เห็น มหัต และกรรมะ อันหลากหลาย ตลอดเวลา จึงถูกรูวาเปนประกฤติอันดัง้ เดิม” สวนส่ิงท่ีเกิด
จากประกฤตปิ ระกอบดว ยคุณสาม คือ สัตตวะ รชัส และตมัส286 ซง่ึ ปราฏในโศลกท่ี 1, 82 เนื้อหา
ดังกลาวมตี วั อยา งดงั ตอไปน้ี

แมลักษณะทั้งหมดของปรุ ษุ ะและมหัตถกู ทําใหปรากฏแลวรวมกันกับประกฤติใน
พระองคพ ระองคก ็ไดประกาศแลวซ่ึงความเปนใหญ (ความเปนเทพเจาสูงสุด) ซ่ึงทําให
มีข้ึนมาไดด ว ยลัทธสิ างขยะและคัมภีรโดยวธิ ใี ดวธิ ีหนึง่ ไมได (25)

พระองคขณะทรงแสดงใหเห็น มหัต และกรรมะ อันหลากหลาย ตลอดเวลา จึง
ถูกรูวาเปนประกฤติอันดั้งเดิมแมจะไมใชคําพูดก็ไดประกาศแลวซ่ึงประธานอันมีคุณ
สามท่ไี มมอี ะไรเทยี บเทาไดเพราะการสมั พนั ธก ับคุณ 6 (82)

ตามทรรศนะของสางขยะเช่ือวา ประกฤติ (ประธาน, ศักติ) มีความคลายคลึงกันกับ
“ตตฺ เอกมฺ (สิ่งน้ันมีหนึ่งเดียว) ในคัมภีรฤคเวท287 เปนธาตุมูลฐานสิ่งของสรรพสิ่ง (ท่ีเปนวัตถุ
ทง้ั หมด) เปนมลู การณะของโลกและจักรวาล ตัวมันเองเปนวัตถุธาตุมีความละเอียดประณีตมาก มัน
เปนแหลงกําเนิดของโลกและจักรวาลจากสิ่งท่ีหยาบท่ีสุดจนถึงสิ่งท่ีละเอียดท่ีสุด เชน มนัส พุทธิ
และอหังการ เปนตน แตตัวมันเองเปนส่ิงท่ีไมไดเกิดขึ้นมาจากอะไร มีอยูเปนอยูดวยตัวมันเอง ไม
ตาย และจะไมสญู หายไปไหน ส่ิงทงั้ ปวงมีอยใู นประกฤตกิ อนแลว เมื่อมันเกิดข้ึนเพียงปรากฏออกมา
จากประกฤติ และจะกลับคนื สปู ระกฤติตามเดิมในเวลาท่ีมันถึงกาลอวสานหรือแตกดับ สวน ปุรุษะ
เปนตัวตนท่ีเท่ียงแทข องสงิ่ มีชีวิตท่ีมจี ิตทุกชนิด (ท่ีเปนทางวิญญาณ) ปุรุษะ คือ อัตตาหรือวิญญาณ
บริสุทธิ์ เปรียบไดกับชีวาตมันของปรัชญาอินเดียระบบอ่ืนๆ แตตางจากชีวาตมันของระบบอ่ืนๆ
ตรงทีป่ รุ ษุ ะไมไดเ กดิ มาจากการสรางของพระเจา มนั มีอยเู ปนอยูโ ดยตัวมนั เอง เหตุที่แตเดิมนั้นโลกน้ี
ยงั ไมเกิดข้ึนเพราะวา ประกฤตแิ ละปุรุษะตางก็แยกกันอยู ไมไ ดมาเกี่ยวของสัมพันธกัน288 ตอมาเมื่อ
ประกฤติและปุรษุ ะมาสัมพันธกันเขา (สังโยคะ) ก็เกิดจุดเริ่มตนของวิวัฒนาการของโลกข้ึน ในการ
สมั พันธก ันน้ันไมไ ดห มายความวาปุรุษะหรือประกฤติเคล่ือนเขาหากัน เพราะปุรุษะไมมีกิริยาหรือไม
มกี ารเคล่อื นท่ีจงึ เคลอ่ื นเขา หาประกฤตไิ มไ ด และประกฤติกไ็ มไดเขาหาปุรุษะจริงๆ แตความสัมพันธ

286ดเู พมิ่ เติมในหัวขอตรมี รู ติ เชิงอรรถท่ี 36.

287Troy Wilson Organ, Hinduism : Its Historical Development (New york: Barrson’ Educational Series, 1974),
218.

288ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมศพั ทศาสนาสากล อังกฤษ-ไทย, 452-453; และ สุนทร ณ รังสี, ปรัชญาอินเดีย : ประวัติและ
ลทั ธิ, 163-164.

222 • จารึกแม่บญุ ตะวันออก 220

น้ันเกิดจากแรงสะทอน (Reflection) คือ ปุรุษะสะทอนเขาหาประกฤติ เปรียบเทียบไดกับความคิด
ของจิตท่ีสามารถส่ังใหรางกายเกิดการเคลื่อนไหวได เม่ือประกฤติและปุรุษะสัมพันธกันดังท่ีกลาว
มาแลวสวนท่ีเกิดจากประกฤติเปนส่ิงที่ไมเที่ยง ประกอบดวยคุณะ 3 อยาง เม่ือใดคณุ ะทั้งสามเสีย
สมดุล เมื่อน้ันเรียกวาอยูในภาวะวิวัฒนาการ โดยโลกและทุกสิ่งในโลกวิวัฒนาการมาจากประกฤติ
สงิ่ ท่ีแรกเกิดขึ้นจากการสัมพนั ธกนั น้นั คือ มหตั หรือ พุทธิ (สตปิ ญญา-ทําใหเกิดความม่ันใจและการ
ตกลงใจ) ผลผลิตอันดับท่ี 2 ซ่ึงเกิดจากมหัตหรือพุทธิ คือ อหังการ (ความรูสึกวาเปนตวั เปนตน ตัว
เราของเรา) หลังจากอหังการเกิดข้ึน แลวจะมี มนัส ญาเณนทรีย 5 (อวัยวะเพ่ือการรับรู 5) กรรเม
นทรีย 5 (อวัยวะเพ่อื การกระทํา 5) และตนั มาตระหรือสุขุมรปู 5 จากสุขมุ รูป 5 (มูลฐานธาตุพ้ืนฐาน
อันละเอียดออน) ก็จะเปนมหาภตู รูป 5 (อากาศธาตุ, ธาตุดิน, ธาตนุ ํ้า, ธาตลุ ม, ธาตุไฟ) ซ่งึ เกิดมา
จากสขุ ุมรูป 5 อกี ทีหนึ่ง ซ่งึ สามารถเขยี นเปน แผนผังรปู ภาพไดดังนี้

ปุรุษะ ประกฤติ สัตตวะ รชัส

(วิญญาณบริสุทธิ, ตัวรหู รือสัมปชญั ญะ) ตมสั

มหัต (พทุ ธิ)

อหงั การ

มนัส ญาเณนทรยี  5 กรรเมนทรีย 5 ตนั มาตระ 5

มหาภตู 5

แผนภมู ิที่ 3 หลกั ปรชั ญาของสางขยะกับแนวคิดเรื่องปุรุษะและประกฤติ

จารึกแม่บญุ ตะวนั ออก • 222213

แมวาทั้ง 3 ส่ิง คือ สัตตวะ รชัส และตมัส จะเรียกวา “คุณะ”แตก็ตางจากคุณะใน
ปรัชญานยายะและไวเศษกิ ะ เพราะในสองปรัชญานสี้ ิ่งท่เี รยี กวา คุณะ หมายถงึ คุณสมบัตขิ องสะสาร
(substance) แตตัวของคุณะเองปราศจากคุณสมบัติ สวนในปรัชญาสางขยะ คุณะเปนสิ่งท่ีมี
คุณสมบตั ขิ องมนั เอง และเพราะเปน สวนประกอบของประกฤติเทา นั้น289

2.4 ปรชั ญานยายะ
ลัทธินยายะ (NyayÆ a) ตามประวัติไดกลาววา ฤษีโคตมะ เปนปฐมาจารยผู

กอตั้ง บางทีก็เรียกเคาตมะหรืออักษปาทะ (200 ปกอน ค.ศ.) คําวา นยายะ แปลวา การโตแยง ซึ่ง
บงวาลัทธินี้เปนระบบปรัชญาท่ีหนักไปทางสงเสริมสติปญญา บางทีก็เรียกอีกหลายชื่อ เชน
ตรรกศาสตร เปนตน เปนสํานักที่คูกับสํานักไวเศษิกะ นยายะพัฒนาแนวความคิดทางปรัชญา
เนน หนักทางดา นญาณวทิ ยา สว นไวเศษกิ ะเนนหนกั ทางดา นอภปิ รชั ญา ท้งั สองสํานกั ยอมรับปรัชญา
ขอน้ีของกันและกัน เกี่ยวกับญาณวิทยาหรือทฤษฏีความรู ปรัชญานยายะเรียกทฤษฏีความรูท่ี
ถูกตอ งวา ประมา สว นทีม่ าแหงความรูที่ถูกตองเรียกวา ประมาณะ หรือ ประมาณ290

ในโศลกท่ี 72ผูเรียบเรียงสันนิษฐานวากวีกลาวถึงปรัชญานยายะ คือ กลาววา
พระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ไดรบั เอาทิศท้งั ส่ี ซึ่งมีสวนขยายที่รูกันแลว เหมือนกับความรูท้ังหลาย
ซ่ึงนา จะตรงกับปรัชญานยายะ ทิศทั้งส่ีในท่ีน้ีจึงหมายถึงประตูแหงความรูหรือบอเกิดแหงความรูมี
อยู 4 อยา ง ไดแก 1.ประจักษประมาณ (perception) ความรูโดยประจักษ ไดแกความรทู ่ีไดมาโดย
ผานประสาทสัมผัส 2.อนุมานประมาณ (inference) ความรูเกิดจากการหาเหตุผล 3.อุปมาน
ประมาณ (comparision) ความรูเกิดจากการเปรียบเทียบหรอื เทียบเคียง 4.ศัพทประมาณ (verbal
testimony) ความรูโดยการบอกเลาของผอู น่ื อันเปนหลักปรชั ญานยายะ ขอ ความในโศลกนน้ั ดงั น้ี

ความเหมาะสมแกความเพียรอันใหสําเร็จประโยชนที่ปรารถนาต้ังแตยังทรงพระเยาว
พระองคทรงมีความขยันหมั่นเพียรเพื่อความเพิ่มพูนข้ึนของคุณทั้งสาม .......... ไดรับเอาทิศ
ทัง้ สี่ซงึ่ มีสวนขยายทีร่ กู ันแลว เหมือนกับความรทู ้งั หลาย (72)

2.5 ปรชั ญาไวเศษิกะ
ลทั ธิไวเศษิกะ (Vaißesáika) เปนสํานักปรัชญาคูกับนยายะ มีความสัมพันธก ัน

อยา งใกลชดิ เพราะนยายะไดนําอภิปรัชญาของไวเศษิกะมาใช และในทํานองเดียวกันไวเศษิกะก็นํา
ญาณวิทยาของนยายะมาใช นักปราชญดานปรัชญาอินเดยี สวนมากลงความเห็นวา ไวเศษิกะเกิดข้ึน
กอ นนยายะ291 ผูใหกาํ เนิดลัทธไิ วเศษิกะ คอื กณาทะ ซ่ึงรจู ักกันในชื่ออ่ืนอีก 3 ช่ือ คือ กณาภุกะ อุลู

289ราชบณั ฑติ ยสถาน, พจนานุกรมศัพทศ าสนาสากล องั กฤษ-ไทย, 451-452.
290เร่อื งเดียวกนั , 355.

291Surendranath Dasgupta, A History of Indian Philosophy (Delhi: Motilal Banarsidass, 2012), 279-280.

224 • จารึกแม่บญุ ตะวันออก 222

กะ และกาศยปะ292 ทานไดเขียนไวเศษิกสูตรขึ้น ไวเศษิกะ หมายถึง ปรชั ญาทเี่ นนถึงความแตกตาง
อันเกิดจากคุณลกั ษณะเฉพาะของสิ่งนั้นๆ ซงึ่ หลกั ปรชั ญาของสาํ นักนีป้ รากฏในจารึกดังนี้

ดวยการดําเนนิ ไปอยางสาํ คัญในคณุ ทง้ั หลาย สงิ่ ทเี่ ก่ยี วเนือ่ งดวยคุณจึงเปน ไปในทรัพย
ทั้งหลายได แมการคํานวณก็ไมสามารถทราบถึงความรูเรื่องลัทธิกาศยปะของพระองคได
(150)

จากขอมูลเบื้องตนน้ี ปรากฏชัดเจนวากวีกลาวถึงพระเจาราเชนทรทรวรมันท่ี 2 ทรงมี
ความรอบรูเรื่องหลักคําสอนลัทธิไวเศษิกะของกาศยปะซึ่งเปนอีกนามหนึ่งของทานกณาทะผูให
กําเนิดลัทธิไวเศษิกะเปนอยางดี เนื้อความที่ปรากฏเปนเรื่องอภิปรัชญาโดยยอของสํานักนี้คือปทาร
ถะ (category) ซึ่งท้ังหมดน้ันมี 7 อยา ง293 คอื 1) ทรัพยะหรือสะสาร (substance) แบงออกเปน 2
ชนิด คือสารผสาม เชน หมอ ตนไม กระดาษ และอันติมะหรือธาตุพ้ืนฐานด้ังเดิมซ่งึ มี 9 อยาง คือ
ดิน น้ํา ไฟ ลม อากาศ กาละ อวกาศ อาตมัน และมนัส 2) คณุ ะ (quality) สิ่งท่ีเปนคุณสมบัตขิ อง
สารตางๆ เชน ความออน ความแข็ง สี กล่ิน ขนาด เปนตน 3) กรรมะ (action) กิริยาอาการ คือ
การเคลื่อนไหว การหดขยาย ซ่งึ มีลักษณะ 5 อยาง 4) สามานยะ (generality or universality)
ลักษณะรวม หมายถึงลักษณะสากลของสิ่งท่ีมีอยูในประเภทเดียวกัน 5) วิเศษะ (particularity)
ลักษณะเฉพาะ 6) สมวายะ (inherence) ความแนบแนน หมายถึง ความแนบเนื่องหรอื สัมพันธกัน
ของส่ิงสองสิ่งที่เชื่อมแนนแยกกันไมออก 7) อภาวะ (non-existence) ความไมมีอยู มี 4 ประการ
ไดแก ความไมมีอยูกอน ความไมม ีอยูภายหลัง ความไมมีอยูในรูปของสิ่งอื่น และความไมมีอยูโดย
สิ้นเชิง

2.6 ปรัชญามีมางสา
มีมางสา (MímamÆ sá a)Æ มีความหมายโดยพยัญชนะวา “ความคดิ ที่ไดร บั การยก

ยอง” แรกเร่ิมเดิมทีใชสําหรับการอธิบายความหมายแหงพิธีกรรมในพระเวท อีกความหมายหนึ่ง
หมายถงึ “การพจิ ารณาสอบสวนอยางถี่ถว น”294 สาํ นกั ปรัชญามีมางสาไมปรากฏหลักฐานวาเกิดข้ึน
เมื่อไร รูกันวาเปนลัทธิที่ไชมินิ ผูแตงมีมางสาสูตรเปนผูตั้งขึ้น สันนิษฐานวาไชมินิมีชีวิตอยูในชวง
ศตวรรษท่ี 3 กอนคริสตกาล295 ทรรศนะตอเรื่องกรรมของปรัชญามีมางสา คอื กรรมใดทบี่ ุคคลท่ี
บุคคลกระทําสอดคลองตอธรรม กรรมนั้นจัดเปนกรรมดีและกอใหเกิดผลคือความสุข สวนกรรมที่

292ราชบณั ฑิตยสถาน, พจนานุกรมศัพทศาสนาสากล องั กฤษ-ไทย, 550.

293Surendranath Dasgupta, A History of Indian Philosophy, 285-287.

294ราชบณั ฑิตยสถาน, พจนานุกรมศพั ทศ าสนาสากล อังกฤษ-ไทย, 333.

295Troy Wilson Organ, Hinduism : Its Historical Development , 212.

จารึกแม่บุญตะวันออก • 222235

สอดคลองกับอธรรม กรรมนั้นจัดเปนความช่ัว กอใหเกิดผลคือความทุกข ความเดือดรอน296 มีมาง
สาถือวากรรมท่ีบุคคลกระทําแลวน้ันจะกอใหเกิดอํานาจท่ีมองไมเห็นขึ้นในชีวาตมันเปนพลังศักดิ์
(potential) ที่แฝงอยใู นการกระทําแลว คอยโอกาสใหผ ล เมอ่ื กลา วถงึ ความสุขลัทธิมมี างสาไดจัดไว 4
ลาํ ดบั เรยี กวา ปุรษุ ารถะธรรม คือ จดุ มงุ หมายของชีวติ อันกอ ใหเ กดิ ความสุข ไดแ ก 1.อรรถะ (artha)
ความสุขทเี่ กิดจากการมีทรัพยส นิ และส่ิงมีคา ในโลก 2. กามะ (kaÆma) ความสุขเยี่ยงโลกีวิสัยอันเกิด
จากการใชจายทรัพยซ้ือสง่ิ ตางๆ มาบํารุงบําเรอตนดวยกามคุณทั้ง 5 คือ รูป เสียง กล่ิน รส และ
โผฏฐัพพะ 3. ธรรมะ (dharma) ไดแก ความสขุ ท่ีเกิดจากการมคี ณุ ธรรมประจําใจ ในโศลกน้ีมิได
กลา วความสุขลําดับท่ี 4 คอื โมกษะ (moksáa) ความหลุดพน ซึ่งปรากฏในโศลกที่ 72 เชนกันโดยใช
คํา “คุณทั้งสาม” ความวา “ความเหมาะสมแกความเพียรอันใหสําเร็จประโยชนที่ปรารถนา ตง้ั แต
ยังทรงพระเยาว พระองคทรงมีความขยันหมนั่ เพียรเพือ่ ความเพม่ิ พนู ขึ้นของคุณท้ังสาม..” ซ่ึงคุณท้ัง
สาม ในโศลกน้ีก็คือ ปุรุษารถะธรรม 3 ขอขางตน แตกวีมิไดกลาวความสุขลําดับที่ 4 คือ โมกษะ
ความหลุดพนอันเปนความสุขสูงสุดซ่ึงเกียวของกับเร่ืองทางศาสนาไว แมขอความในจารึกจะกลา ว
เพียงสั้นๆ เทานั้น แตอยางไรก็ตาม ลัทธิมีมางสานี้ก็ไดแพรหลายอยูในราชสํานักอยางชัดเจนดวย
ปรากฏในจารึกแปรรูป โศลกที่ 107 “วา พระองคเ ปนศษิ ยของมีมางสา... (mímamÆ sá ako…)”297
และโศลกที่ 239 กลาววาพระองคไดเรียนลัทธิมีมางสาจากพราหมณชื่อวาศรโี สเมศวรภัฏฏะ จนมี
ความเชี่ยวชาญ298 ซึ่งมีความเกย่ี วขอ งกับคัมภรี พระเวทและยัชญพธิ ี

ขอสังเกตหลักการน้ีนาจะไดรับอิทธิพลมาจากอรรถศาสตรของเกาฏิลยะ โดย
เกาฏลิ ยะคดิ วา ธรรมะ อรถะ และกามะ สามขอน้ีปฏิบัติไดง ายกวาและเปนเครื่องสนบั สนุนใหสําเร็จ
ถึงโมกษะได299

3. ลัทธิไศวนิกาย
ลัทธิไศวนกิ าย (Shaivism) คือลัทธิทบ่ี ูชาพระศวิ ะ คมั ภรี ต างๆ ที่พรรณนายกยอง

พระศิวะสรุปไดวา พระศิวะเปนมหาเทพผูสรางและเปนสาระของสากลโลก คือแพรอยูในสรรพส่ิง
และสรรพสัตว (อพฺภนฺตฺรภาว) และยังแพรอ ยูเหนือโลก (อุตฺตฺรภาว) ดวย นอกจากนี้คัมภีรต ันตระ

296ราชบณั ฑิตยสถาน, พจนานกุ รมศัพทศาสนาสากล อังกฤษ-ไทย, 77. (The Mebon And Pre Rup Inscriptions of

297Mahesh Kumar Sharan, Select Cambodian Inscriptions

Rajendravarman II ), 106.
298 Ibid., 132.
299L.N. Rangarajan, Kautilya The Arthashastra , 13, 100-104.

226 • จารึกแมบ่ ญุ ตะวันออก 224

ทั้งหลายไดพรรณนาถึงพลังอํานาจอันลึกลับนานาประการของพระศิวะไวโดยพิศดาร ทําใหมีการ
บูชาพระศิวะดว ยความจงรักภักด3ี 00

ศลิ าจารกึ ในอาณาจักรกัมพูชาไดกลาวถึงเร่อื งราวเกี่ยวกับพระศิวะมานานแลว อยาง
นอยก็ตัง้ แตกลางพุทธศตวรรษที่ 12 แตส วนใหญนาจะเกี่ยวของกับนกิ ายปาศุปตะ สวนนิกายไศวะ
เพิ่งปรากฏข้ึนในราวกลางพุทธศตวรรษท่ี 15 โดยการกอตงั้ นกิ ายไศวนาจะมีขึ้นหลังหลังทานวาจัส
บดีแตงอรรถกถาข้ึน ในระหวาง พ.ศ.1350-1450 และไดแผออกมาจากอินเดียประดิษฐานลงใน
อาณาจักรเขมรอยางรวดเร็ว301 ท้ังไดรับความนิยมในราชสํานักเรื่อยมา โศลกที่ 11 กลาวถึงสาย
สกุลของพระเจา ราเชนทรวรมันที่ 2 ทรงนบั ถือผกู พันกบั เหลา เทพซงึ่ ปรากฏพระนามพระศวิ ะ คอื

พระนางไดแลวซึ่งการเกิดในหมูตระกูลของพระองคมีนางโสมาเปนตน ท่ี

แข็งแกรงมีอํานาจท่ัวท้ังแผนดินซึ่งลวงผานไปแลว ที่ไดผูกพันกับเหลาเทพเจาผู
ประเสริฐ ตั้งตนแตพระรุทระ (พระศิวะ) พระวิษณุ และพระอินทร เพ่ือความสุขใจ
ขณะเกดิ ยังตนปาริชาตทิ ่ีมชี อื่ เสยี งขจรไปไกล (เกิด) จากทะเลนา้ํ นมคือวงศน้ันผูบรสิ ุทธิ์

เปน ผทู าํ ประโยชนแกชาวโลก ดุจพระลกั ษมีองคท สี่ อง (11)

อนึง่ พระราชบิดาของพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 ก็ทรงพระนามวา “มเหนทรวร
มนั ” ซ่ึงหมายถึงผทู พ่ี ระศวิ ะปกปองคมุ ครอง อยางนอยก็แสดงใหเห็นวาพระราชบิดาของพระองคก ็
ทรงนับถือไศวนิกายมากอนแลว จนกลางพุทธศตวรรษที่ 15 เมื่อพระเจาราเชนทรวรมนั ท่ี 2 เสดจ็
ขึ้นครองราชย (พ.ศ1487-1511) พระองคก ็ทรงนับถือลัทธิไศวนิกายอยางม่ันคง302 ในพระทยั ของ
พระองคมีแตความศรัทธาและภักดีอยางสูงสุดตอพระศิวะ แมกระทั่งเม่ือพระองคสวรรคตยังทรง
ไดรับพระนามวา “ศิวโลก” อีกดวย ลัทธิไศวนิกายจึงเปนความเชื่อหลักในรัชสมัยพระเจาราเชน
ทรวรมนั ท่ี 2 โดยเฉพาะในราชสํานกั ปรากฏขอความดงั ตวั อยา ง คอื

เทพเจาเหลา อื่นเขาไปยงั ถาํ้ คือหัวใจของพระองคซ งึ่ มีพระศิวะอาศัยอยู ที่มีความลึก
ล้ําดว ยความภักดีไมไ ด ราวกบั วา กลวั ลาํ แสงจากพระเนตรของพระศิวะพระองคนนั้ (130)

ลัทธินี้นับถือพระศิวะเปนเทพเจาสูงสุด (Íßvara) มักเรยี กพระศวิ ะวา “พระอีศวร”
เนื้อหาจารึกแมบุญตะวันออกโศลกท่ี1-7 อันเปนบทเริ่มตนของขอความจารึกแมบุญตะวันออก

300ลัทธิไศวนกิ าย (Shaivism) ลทั ธิบูชาพระศิวะเกดิ หลงั จากลัทธไิ วษณพนกิ ายเลก็ นอย คัมภีรปรุ าณะที่พรรณนายกยองพระศิวะ

ไดแก 1).วายุปุราณะ ราวพุทธศตวรรษท่ี 12 บางทีเรียกวา อัคนิปุราณะ 2). มัตสยปุราณะ 3).กูรมปุราณะ 4).ลิงคปุราณะ 5).ศิวปุ
ราณะ 6).สกันทปรุ าณะ ดู ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานกุ รมศัพทศ าสนาสากล อังกฤษ-ไทย, 471-472.
301กมเลศวร ภฏั ฏาจารยะ, ศาสนาพราหมณใ นอาณาจกั รขอม, แปลโดย หมอ มเจา สภุ ทั รดศิ ดศิ กลุ , 21.
302เรือ่ งเดยี วกนั , 13.

จารกึ แม่บุญตะวนั ออก • 222257

เนื้อหาแสดงความนอบนอมตอพระศิวะ พระแมเคารี พระวิษณุ พระพรหมาและพระแมคงคาเพื่อ
ความสําเร็จประโยชนแกพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 ในบรรดา 7 โศลกแหงนมัสการกถากวีไดกลาว
ยกยองพระศิวะไวเปนพเิ ศษถึง 3 โศลกคือโศลกท่ี 1, 2 และ 4 ตวั อยางในโศลกท่ี 1 เปนบทเปดเร่ือง
กวียกยองพระศิวะไวเปนลําดับแรก กวีไดกลาวบูชาพระศิวะผูเปนเทพเจาสูงสดุ โดยกลาววา พระ
ศวิ ะมพี ระองคเ ดยี วแตไ ดแ บง แยกเปน 3 เปนผูมีอํานาจสูงสุด ลักษณะ 3 ประการท่ีกลาวถึงในจารึก
นี้มีดังน้ี ลักษณะท่ีหน่ึง คือ ไฟ พระจันทร และพระอาทิตย ลักษณะที่สอง คือ พระพรหมา พระ
วษิ ณุ และพระศิวะ ลกั ษณะทสี่ าม คือคุณะ 3 ประการ คือ 1.สัตตวะ 2.รชัส 3.ตมัส และการทํางาน
ของคุณะท้ัง 3 กอใหเกิดประโยชนซ่ึงเปนปรัชญาของศาสนาพราหมณลัทธิไศวนิกาย ท้ังยังได
กลาวถึงความเปนพระผูเปนเจาสูงสุดไมรูจักสลาย มีเน้ือแทคือโอม เปนเมล็ดเช้ืออันกอใหเกิดพระ
พรหมา พระหริ และพระอีศวร ความคิดเชนน้ีตรงกับโศลกเบ้ืองตนน้ี ซ่งึ ทําใหพระอีศวรทรงเปนทั้ง
พระผเู ปนเจาท่มี ีตัวตน เปนวิญญาณอันละเอียดออนของจักรวาล และเปนพระเปนเจาสูงสุดท่ีไมมี
ตัวตน303 ลักษณะดงั กลา วมานี้ สามารถเขียนเปน แผนผงั ไดดังน้ี

พระพรหมา พระอีศวร (Íßvara) พระศิวะ
ผสู รา ง ผูทาํ ลาย
พระวิษณุ ไฟ
พระจันทร ผคู มุ ครอง ตโมคณุ
สตั ตโวคณุ พระอาทิตย
รโชคณุ

แผนภูมิท่ี 4 พระอศี วรทปี่ รากฏในจารกึ แมบญุ ตะวนั ออก

นอกจากนี้ในโศลกท่ี 2 กลาวถึงพระศิวะวา“เพื่อความสําเรจ็ ขอใหความนอบนอ ม
ของพวกทานจงมีแกพระศิวะผูเปนเจา” และโศลกท่ี 4 กลาวถึงพระศิวะวา“พระผูเปนเจาผูมี
พระจันทรครงึ่ เสี้ยวเปนปน ปก มวยผมผูเ ปน การณะของการณะ”พระศวิ ะในโศลกท่ี 4 อยใู นรูปผูมปี น
มณปี กมวยผมรปู พระจันทรค ร่ึงเส้ียวซงึ่ มีหลายเสีย้ ว ดงั นี้

303เรื่องเดยี วกัน, 26.

228 • จารึกแม่บุญตะวนั ออก 226

เพื่อความสําเร็จขอใหความนอบนอมของพวกทานจงมีแกพระศิวะผูเปนเจาผูมี
แกนแทคือโอมผูมีรูปอันสูงสุดท่ีจะรูไดดวยพระเวททั้งสามที่มียอดของมวยผมประดับ
ดวยพระจันทรขางขึ้นผูเปนเมล็ดเชื้อที่สรางการเกิดข้ึนของพระพรหมา พระหริ(พระ
วิษณ)ุ และพระอีศวร (พระศิวะ) ผูแตกตางเปน 3 ประการเพราะกลาซงึ่ สามารถที่จะรู
ไดด ว ยโยคะซง่ึ มุนีทง้ั หลายเรยี กวา อักษรที่เหน็ ไดดว ยตา (หมายถงึ เหน็ ไดด วยตนเอง)(2)

พระผูเปน เจาผมู ีพระจนั ทรครง่ึ เสยี้ วเปนปนปก มวยผมผูเปนการณะของการณะผู
เปนศักติคือการณะอันสูงสุดท่ีไดรับการอธิบายโดยไมตองใชค ําพูดพระองคทรงแทรก
ซมึ โลกทัง้ สามนีด้ วยรปู ทง้ั แปดคอื เจาภาพในพิธบี ูชายัญผูกินของบูชา (ไฟ) พระอาทิตย
ลมทองฟา (อากาศ) ดินนาํ้ ผสู รา งกลางคืน (พระจันทร) ขอจงชนะ (4)

รูปของพระศิวะท่ีกวีกลาวถึงในโศลกที่ 2 ทั้งท่ีมองเห็นไดอยูเปนนิจนิรันดรจะรูได
ดวยพระเวททั้งสาม ซ่ึงหลักปรัชญานี้ตรงกับเนือ้ หาโศลกที่ 1 และโศลกท่ี 4 โดยกลาววาพระศิวะ
เปนจติ (consciousness) นริ นั ดรแ ละซมึ ซาบอยูทวั่ ทุกหนแหง (vibhava) จึงเปนผูไมมีอะไรขัดขวาง
ไดเปนผูถูกปาวประกาศโดยไมตองใชอักษรและแกนสารของพระองคก็ไดเขาไปสงิ สถิตอยูในทุกสิ่ง
ทุกอยาง (vyaÆpakatÆ man) ดว ยแสงประจําจกั รวาลของพระองคท าํ ใหพ ระศวิ ะ (Íßvara) ทรงเปนทัง้
พระผูเปนเจาเปนวิญญาณอันละเอียดออนของจักรวาลและเปนพระผูย่ิงใหญอันประเสริฐปกคลุม
โลกท้ังหลาย ขอความจารึกกลาวดวยวาพระศิวะประกอบดวยรูปราง 8 รปู (asátáa-murÆ ti) ไดแก
ยชมาน (เจาภาพในพิธีบูชายัญ) ไฟ พระอาทิตย ลม ทองฟา ดิน นํ้าและพระจันทร รูปทั้งแปดอยู
ภายใตรูปลึงค 8 รูป เปนรูปท่ีมีตัวตนของพระศิวะ รูปทั้งแปดนี้บางครั้งเรียกวาอาตมันอันเปน
แนวคิดปรชั ญาของลัทธิไศวนิกายท่ีวาพระศิวะเปนผูมีตัวตน (ในโลก) และศิวลึงคองคกลางนามวา
“ราเชนทเรศวระ” หมายถึง ลกั ษณะสูงสดุ ของพระอีศวร ทไี่ มมีตัวตน (เหนือโลก) และทรงเปนปฐม
เหตขุ องส่งิ ท้ังมวล คือ เปนเหตุสูงสุด ปรากฏในคําวา“ผูเปนการณะของการณะ”เนื่องดว ยพระศิวะ
ทรงเปน เหตุเพียงอยางเดียวของจักรวาล (jagadekahetu) เปนที่เริ่มตน (adÆ i) และท่ีจบ (anta) ของ
สิ่งที่มีชีวิตท้ังหลายในขณะเดียวกันพระองคเองก็ไมมีท้ังจุดเริ่มตนและที่จุดสิ้นสุด (anaÆdinidana)
พระศิวะเองก็ทรงมีพระนามวา ปฺรณวาตฺมนฺ หรือ ศัพทาตฺมนฺ คือผูมีแกนเปน ปฺรณวะ หรือ
ศพทฺ 304 ดงั น้ันอาจกลาวไดว าโศลกท่ี 1 และ 2 ในจารึกนเ้ี กี่ยวของกับปรัชญา ปฺรณว โดยตรง และผู
ที่จะรูไดก็คือเหลามุนี ผูจะเขาถึงพระองคไดอยางแทจริงก็ดวยการปฏิบัติโยคะ (yodadÆ higamya)
อันเปนหลักปรัชญาในศาสนาพราหมณไศวนิกาย พาดพิงถึงลทั ธิโยคะดังท่ีไดกลาวไวเบ้อื งตน พระผู

304กมเลศวร ภัฏฏาจารยะ, ศาสนาพราหมณในอาณาจกั รขอม, แปลโดย หมอ มเจา สุภัทรดศิ ดศิ กลุ , 26-27.

จารึกแมบ่ ุญตะวันออก • 222279

เปนเจาท้ัง 3 รูป คือพระพรหมา พระนารายณ และพระรุทระ (ศิวะ) ซึ่งมาจากเทพสูงสุด (องค
เดียว) ในลัทธิไศวนิกายก็ถือวาพระศิวะทรงเปนเทพเจาสูงสุด (Íßvara) เทพผูทําหนาที่เกี่ยวของกับ
โลกลวนออกมาจากพระองค ในไวษพนิกายกันเชนกันตางกันแตในสวนของลัทธิไวษณพนิกายนั้น
ถือวา พระวิษณุหรือพระนารายณทรงเปนเทพสูงสุด (Íßvara) สวนความคิดอ่ืนโดยท่ัวไปก็มีความ
คลายคลงึ กบั พระศิวะในลทั ธไิ ศวนกิ ายน่ันเอง

ผูเรียบเรียงพบวาเน้ือหาจารึกแมบุญตะวันออกยังกลาวถึงพระนามของพระศิวะอีก
เปน จาํ นวนมากดังน้ี trinayana, ßiva, ardhenducuÆdáaÆmaniá h,á íßvara, rudra, pinakÆ i, maheßvara,
ßríkantá há a, devadeva, pinaÆkin, íßa, ßuÆlin, bhavodbhava, ßarvva, และ ßambhu พระนามของ
พระศิวะดังกลาวปรากฏในโศลกท่ี 1, 2, 11, 28, 59, 103, 105, 121, 124, 130, 135, 202, 205,
207 และโศลกท่ี 218

4. ความเช่ือเรอื่ งศกั ติ
ความเช่ือเรื่องศักติมีความเชื่อวาพระเทวีซึ่งเปนชายาของมหาเทพมีพลังคอย

สนับสนุนกําลงั ของพระมหาเทพศักติในไศวนิกายยึดถือพระอุมาเทวี พระนางเคารี พระนางปารวตี
ในปางละมุนละไม พระนางทุรคาหรอื พระนางกาลีในปางดุรา ย เปนพลังศักติของพระศวิ ะ ไวษณพ
นิกาย305ยึดถือพระนางลักษมีเปนพลังศักติของพระวิษณุหรือพระนารายณ สวนพระพรหมามีพลัง
ศกั ติเปนพระนางสรัสวต3ี 06 จารกึ แมบุญตะวันออกนจ้ี ารกึ ขนึ้ ในลัทธไิ ศวนิกายจึงปรากฏเร่ืองราวของ
ศักตใิ นโศลกปณามคาถา คอื กลา วสดดุ ี ดังนี้

4.1 พระอุมาเทวี ปรากฏครั้งแรกในเกนอุปนิษัท ตอมาเมอื่ พระศิวะไดรับยกยอง
เปนมหาเทพสูงสุด พระอมุ าเทวกี ไ็ ดรับยกยอ งเปนเทพีแหงความงาม เปนศกั ติของพระศิวะ307 จารึก
แมบุญตะวันออกโศลกท่ี 3 กลาวขอพรจากพระแมเคารี หรือพระนางปารวตี หรืออีกชื่อหนึ่งก็คือ
พระอุมาเทวี ความวา

ขอพระแมเ คารีผูสูงสุดผูเปนศักติของพระศวิ ะผสู รางการเกิดขึ้นของรางกายของ
พระศิวะพระองคน้ันซึ่งในตอนแรกมีเพียงหน่ึงผูม ีการเดินงดงามเหมือนราชหงสผูเปน

305ลทั ธิไวษณพนกิ าย (Vaishnavism) ลัทธบิ ชู าพระวิษณุ เริ่มตนจากคัมภีรปุราณะ โดยเฉพาะคัมภีรวิษณุปุราณะ และภาควัต
ปรุ าณะพรรณนาไวว า พระราม ที่ มหากาพยรามายณะ พรรณนาไว คอื พระวิษณอุ วตารลงมาเพื่อปราบยักษและผดุงรักษาศลี ธรรม
และพรรณนาวา พระกฤษณะ ท่ีมหาภารตะพรรณนาไวเปนปางหนึ่งของพระวิษณุ จากนั้นไดมีการพรรณนาสรรเสริญคุณของพระ
วิษณุ ทั้งในดานสถานภาพ อํานาจหนาท่ีและลําดับการอวตารรวม 9 ปาง นอกจากคัมภีรขางตนที่ยกยองพระวิษณุ ยังมี 1.นารทีย
ปรุ าณะ 2.ครฑุ ปุราณะ 3.ปทมปรุ าณะ 4.วราหปุราณะ ดู ราชบณั ฑติ ยสถาน, พจนานกุ รมศพั ทศาสนาสากล องั กฤษ-ไทย, 553.
306ศุภมาศ เชยศักด์ิ, “เทวีมาหาตมยะ : การบูชาสรรเสริญเทวีในวรรณคดีสันสกฤต” (วิทยานิพนธปรญิ ญามหาบัณฑิต สาขาวิชา
ภาษาบาลีและสนั สกฤต บณั ฑิตวทิ ยาลยั จุฬาลงกรณม หาวิทยาลัย, 2552), 16.
307ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมศัพทศ าสนาสากล อังกฤษ-ไทย, 473.

230 • จารกึ แม่บญุ ตะวันออก 228

นางสตีทีซ่ อื่ สัตยต อ สามผี ูหลงในสามีจึงไดท ําลายรางกายเพื่อความสขุ ของตนในการขึ้น
ไปสสู วรรคผ ซู ่งึ ทรงไวซ ง่ึ ความมีตัวตนอีกครั้งหนงึ่ คอื ดอกบัวที่ถูกรองรับไวดวยใจท่ีบาน
ดว ยแสงของตวั เอง (3)

พระแมเคารีหรือพระอุมาเทวีซึ่งเปนศักติของพระศิวะไดรับการเคารพอยาง

กวางขวางในอาณาจักรกัมพูชาตั้งแตสมัยกอนเมืองพระนครเนื่องจากศักติคือพระอุมาเทวีไมอาจ
แยกออกมาจากพระศิวะได308พระอุมาเทวีจึงทรงรวมกับพระมหาเทพอยางแนบชิด เมื่อกวีกลาว

บูชาพระศิวะจึงมักปรากฏพระนามของพระชายาคือพระอุมาดวยเสมอ โศลกท่ี 3 กลาวขอพรจาก
เทพธิดาเคารี หรือ พระนางปารวตี หรอื อีกชื่อหนึ่งก็คือพระนางอุมาเทวี309 ผูเปนนางสตีที่ซ่ือสัตย
ของพระศิวะ ซึ่งเร่ืองของพระนางนี้มีความยอดงั น้ี ตามตํานานเดิมที่พระศิวะมีภรรยาพระนางหน่ึง

ช่ือ พระนางสตี ซึ่งเปนธิดาองคโตของพระทักษะปชาบดี แตพระทักษะนั้นไมพอใจพระศิวะซ่ึงใน

ภาคน้ันพระศิวะอวตารลงมาในภาคของฤษีที่มีหนวดเครารุงรงั สภาพภายนอกนารังเกียจ ครง้ั หน่ึง
พระทกั ษะไดพ ูดจาลบหลูพระศิวะตอหนาทวยเทพในระหวางประกอบพิธยี ัญกรรม พระนางสตีรูสึก

คับแคนใจและอบั อายจงึ กระโดดเขากองไฟฆาตวั ตาย เมือ่ พระศวิ ะทรงทราบก็พิโรธสงวีรภัทรเขาไป

ทําลายยัญพิธีและตัดเศียรพระทักษะ จากนั้นพระศิวะจึงออกบําเพ็ญเพียรไมยุงเกี่ยวกับผูใดอีก
ตอ มาพระนางสตกี ลับชาตมิ าเกิดเปน ธิดาของทาวหมิ วัต มีนามวา ปารวตี พระนางเปนสตรีท่ีงดงาม
และเฝาบูชาพระศิวะเพียงพระองคเดียวโดยไดบําเพ็ญเพียรอยางแรงกลาถึงกับไมยอมรับประทาน

อาหารใดๆ แมกระทั่งใบไม จนพระนางเมนกา หรือพระนางเมนาผูเปนมารดาเกรงวาพระนางจะ
เสยี ชีวติ จงึ มาออนวอนใหเลกิ การบําเพ็ญเพียร โดยกลา ววา “อุ-มา” (แปลวา โอ อยาเลย) พระนาง
จึงมีอีกพระนามวาพระนางอุมา ภายหลังจากการบําเพ็ญตะบะอยางหนักพระศิวะจึงยอมรับเปน
พระชายา และมีอีกนามหนึ่งวา เคารี เนื่องจากครั้งหน่ึงพระศิวะตรัสเยาพระนางวามีวรรณะสีดํา
พระนางจึงเขาไปบําเพ็ญทุกรกิริยาในปา จนพระพรหมตองเสด็จมาประทานพรใหทรงมีวรรณะสี
ทอง จึงมีอีกนามหนง่ึ วา พระนางเคารี (เคารี แปลวา สที อง)310

แมพระนางเคารี หรือพระนางอุมาเทวีซ่ึงเปนศักติของพระอีศวรที่ไดรับการ
เคารพอยางกวางขวางในอาณาจักรขอมต้ังแตสมัยกอนเมืองพระนคร แตก็ไมมีพิธีบูชาศักติเปน

เอกเทศ คงไดรับการทําพิธีเคารพบูชารวมกับพระอีศวร เชน พิธีเคารพพระอรรถนารีศวรหรือพระ

อศี วรครึ่งหน่ึงพระอุมาครึง่ หนงึ่ และตามจารึกตางๆ ในอาณาจักรขอมก็กลา วถึงพระอีศวรกอนและ
กลาวมาถึงศักติของพระองคดวย อยางไรก็ดีพระเทวีซึ่งเปนศักติน้ีก็ไดรับการเคารพอยางมากมาย

308กมเลศวร ภฏั ฏาจารยะ, ศาสนาพราหมณในอาณาจักรขอม, แปลโดย หมอมเจาสุภทั รดิศ ดิศกุล, 28.

309Vettam Mani, PuranÆ iá Encyclopaedai, 576.

310อรุณศักด์ิ กงิ่ มณี, ตรมี ูรติ อภิมหาเทพของฮินดู (กรงุ เทพฯ: ดานสทุ ธาการพิมพ, 2551), 189-191.

จารึกแม่บญุ ตะวนั ออก • 222391

เห็นไดจากบทสดุดีเทพพระเจาในจารึกนี้เริ่มจากกลาวถึงพระศิวะกอนและตามดวยพระอุมาเทวี
หลังจากน้ันจึงกลาวสดุดีพระนารายณ พระพรหมา และพระแมคงคาตามลําดับ ซึ่งแสดงใหเห็นถึง
ความสําคัญของพระอุมาเทวีในฐานะศักติของพระศิวะ พระอีศวร (ศิวะ) ทรงกระทําใหศักติของ
พระองคกระทําการโดยตนเองดวยผลแหงอํานาจอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค ทรงมีพระกายครึ่งหนึ่ง
ของพระอุมา ดังปราฏในโศลกท่ี 7 และ โศลกที่ 135 พระองคทรงอยูในกายอันเดียวกัน และเปน
เหตุแหงจักรวาล ตามจารึกกลาวไววาเปนผูมีอํานาจทําใหเกิดตัวตนพระศิวะผูมีอํานาจสูงสุด
ขอความน้บี งถึงปรัชญาของลัทธิศักติ (Shaktism) หมายถึง ชายาหรอื เทพผี ูเสรมิ อํานาจใหเทพสูงสุด
ปรัชญาของลัทธิมวี า พระศิวะมพี ลังอํานาจ 2 ชนิด คอื พลังอํานาจทีเ่ ปนบุรุษเพศและพลังอํานาจที่
เปน สตรีเพศ311 ลัทธิศักตนิ าํ พลงั อํานาจทเ่ี ปน ของสตรีมาพัฒนาเพื่อใหเกิดความสมบูรณแ กโลก การ
กลาวบูชาพระอุมากอนมหาเทพอีกสององคคือ พระวิษณุและพระพรหมานั้น เปนการตอกย้ําเพื่อ
แสดงถึงการนับถือลัทธิไศวนิกายอยางแทจรงิ และในโศลกท่ี 202 ยังไดกลาวถึงการประดิษฐานรูป
เคารพของพระนางไวท ่ปี ราสาทแมบ ุญตะวนั ออกดว ยเชน กนั

ผูวิจัยพบวาเนื้อหาจารึกแมบุญตะวันออกปรากฏรายชื่อพระเทวีซ่ึงเปนศักติของ
พระศวิ ะในช่ือวา gaurí, stí, nagendratanayaÆ, durggaÆ, bhavaÆni, ßarvvaÆníá พระนามดังกลาว
ปรากฏในโศลกท่ี 3, 7, 69, 103, 202, 205 และโศลกท่ี 218 พระนามท่ีปรากฏทั้งหมดอยูในปาง
ละมนุ ละไม งดงาม ยกเวน โศลกที่ 69 ท่ีปรากฏในปางดุรา ย คือ

หมูแหงขาศึกของพระองคมีรางกายซีดเซียวเพราะมาอยูใกลเคียงกับนางทุรคา
(ผูมีสีแดงสด) จึงมีสายตากลอกไปกลอกมาที่ดวงตาท่ีใบหนาของคุหะ (นามของพระส
กันทะซ่ึงมีท้ังหมดหกหนา) แมจะนุงหมหนังกวาง ก็ไมใชพระศิวะ จึงยืนแข็งท่ือเหมือ
เสาไมใ นปา (69)

4.2 พระแมคงคา เปนพระชายาของพระศิวะอีกองคหน่ึงที่ปราฏในจารึกแมบุญ
ตะวันออก เม่ือวาตามความหมายขางตนแลวจึงจัดเปนศักตอิ ีกองคข องพระศิวะปรากฏในโศลกท่ี 7
ซ่งึ กลาวสดุดพี ระแมค งคาเปนพิเศษ ในชื่อวา มันทากินี (mandakÆ iní) นอกจากนี้แลว ยงั ปรากฏพระ
นามคูก บั พระอุมาเทวใี นโศลก 103 ในพระนามวา พระแมคงคา (gaṅgaÆ) ดงั นี้

ขอพระนางมันทากินีผูมีสายนํ้าไหลออกจากวงของพระจันทรซ่ึงถูกทรงไวโดย
พระเศียรดวยพระศิวะราวกับวาตอ งการแสดง(ใหเห็น)ความผูกพันธดว ยความรักอยาง

311พลงั อํานาจ 2 ชนดิ มลี กั ษณะ 2 แบบ คือ 1).ลักษณะที่เปนชาย เชน ความแข็งแรง กลาหาญ อดทน และมีอารมณทางเพศแบบ
ชาย 2).ลักษณะท่ีเปนหญิง เชน ออนหวาน นุมนวล รักสวยรักงาม ขี้อาย และมีอารมณทางเพศแบบหญิง ดู ราชบัณฑิตยสถาน,
พจนานกุ รมศัพทศาสนาสากล อังกฤษ-ไทย, พิมพครัง้ ที่ 2 (กรุงเทพฯ: อรุณการพิมพ, 2548), 472-473.

232 • จารึกแมบ่ ุญตะวนั ออก 230

มากมายเพราะการตดิ กันของรางกายคร่ึงหนึง่ กับลูกสาวของทาวหิมวตั (พระนาง
ปารวต)ี จงชนะ (7)

โศลกขางตนไดกลา วบูชาสรรเสริญพระแมคงคาเปน พิเศษ อยูในสวนของฉันท
ลักษณที่กลาวสดุดีเทพเจา โดยใชชอื่ เรียกวา มันทากินี ซึ่งเปนช่ือของพระแมคงคาท่ีอยูบนสวรรค
ตามคติความเชื่อของอินเดียพระองคเปนเทวีผูใหกําเนิดสายนํ้าคงคา ซ่ึงไดความตามพาลกัณฑแหง
หนังสือรามายณะวาเปนธิดาทาวหิมวัต (เขาหิมาลัย) กับพระนางเมนา และเปนเชษฐภคินีของพระ
นางอุมาทั้งสองเปนพระชายาของพระศิวะแหงเขาไกรลาส312แตเดิมประทับอยูบนสรวงสวรรค แต
ถูกอัญเชิญมาสูโลกมนุษยเพ่ือใหคนดีไดชําระลางบาปและมลทิน แตเนื่องจากพระแมคงคาเปน
สายน้ําที่เชี่ยวกรากและรุนแรงจะทําลายทุกส่ิงท่ีไหลผาน พระศิวะจึงมาชวยใชพระเกศารองรับ
กระแสน้ําจากพระแมค งคาชะลอใหไ หลชา ลง เพอื่ ลดความรุนแรง เม่ือพระแมคงคาไหลตกลงมาจาก
สวรรคจ ึงลงไปท่พี ระเกศาของพระศวิ ะกอ น แลว จึงมาท่พี น้ื โลกเปน แมน ้าํ คงคา ตามจารึกท่ีแตงไวกวี
ไดรับอิทธิพลความเช่ือในพาลกัณฑจากมหากาพยรามายณะ โดยกวีไดกลาวสรรเสริญใหเห็นจินต
ภาพถึงความรักของพระแมคงคาท่ีมีตอพระศิวะเปนความรักที่นิตยนิรันดร สวนพระศิวะก็แสดง
ความรกั ตอพระนางโดยเทิดทนู พระนางไวบนพระเศยี ร อีกโศลกความวา

พระองคทรงละการเขาถึงเทพเหลาอื่น ทรงมีศรัทธาและความภักดีอยางสูงสุด
เฉพาะพระศรีกัณฐะ (พระศิวะ) ดวยความปรารถนาอยางแรงกลาประดุจพระแมคงคา
และพระนางภวานิ (พระอุมา) ไดม งุ ตรงเฉพาะเทพของทวยเทพ(พระศิวะ) ฉะนั้น(103)

โศลกขางตนไดมกี ารกลาวถึงพระแมคงคาอีกครั้งหน่งึ วา โดยการเปรียบเทียบ
ความศรทั ธาที่มั่นคงตอพระพระศิวะของพระเจาราเชนทรวรมนั ที่ 2 เปนดุจความรักที่มั่นคงของพระ
แมคงคาและพระนางอุมาที่มีตอองคพระศิวะ และจารึกในสมัยพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 อีก
เชนกัน คอื จารึกแปรรูป พ.ศ.1510 โศลกที่ 273 ไดกลาวถึงพิธีเคารพบูชานาง และมีอธิบายอยูใน
จารึกปราสาทตาพรามซึ่งสรางขึ้นในสมัยพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 เชนกัน จารึกทง้ั สองหลักท่ี
กลาวมาแลวจึงกลาวถึงเทวาลัยแหงเดียวกันที่สรางถวายพระแมคงคาน่ันเอง พระแมค งคาจึงนบั วา
เปนเหมือนตรมี ูรติอีกประเภทหน่ึง (ตตฺตฺวตฺรยมฺ) 313 โดยปรากฏในรปู “อุมาคงคาปตีศวร” ท่ีไดรับ
การยอมรับนับถือในอาณาจักรกัมพูชามาแตโบราณต้ังแตสมัยกอนเมืองพระนคร เชน ในโศลกท่ี 1
ของจารึกหันไชย (Han Chei Inscription, K. 81) วา “ขอชัยชนะ(จงมี)แดพ ระศิวะ ผูใชศีรษะ
รองรับแมน้ําคงคาที่มีระลอกคล่ืนคดงดเหมือนคิ้วที่ขมวด(เพราะความโกรธ) ของพระอุมาเทวี ซึ่ง

312Vettam Mani, PuranÆ iá c Encyclopaedia, 501.

313กมเลศวร ภัฏฏาจารยะ, ศาสนาพราหมณใ นอาณาจักรขอม, แปลโดย หมอ มเจาสุภทั รดศิ ดศิ กลุ , 43-44.

จารกึ แม่บุญตะวันออก • 223313

เหมือนเถาวัลยที่แสนสวย”314 ซ่ึงจารึกอาณาจักรกัมพูชาหลักอื่นๆ ก็ยังกลาวสรรเสริญนางอีก
เชน เดียวกัน สว นในจารึกสมัยพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 นับวาไดกลาวบูชาสรรเสริญพระแมคงคา
เดนชดั และพเิ ศษเปน อยางมาก พระองคท รงเปน สญั ลกั ษณข องความงาม ความสะอาด และบริสุทธิ์
เชื่อกันวาใครไดสัมผัสพระแมคงคาจะชวยชําระลางบาปมลทิน ส่ิงสกปรกตางๆได แมไมมหี ลักฐาน
การบชู าพระแมคงคาเปนเอกเทศและเดิมทียังไมเคยคนพบรูปพระแมคงคาในอาณาจักรกัมพูชา แต
จากรายงานการวิจัยจารึกหันไชยไดพบรูปท่ีสลักจากแทงหินขนาดใหญซ่ึงประดิษฐานบนฐาน
เดียวกนั แสดงใหเ ห็นพระหัตถของพระเทวที ้ังสองท่ีโอบสะโพกของพระศิวะในปางอุมาคงคาปตีศวร
ทปี่ ราสาทบากอง ซงึ่ ตรงตามจารกึ ปราสาทบากองโศลกที่ 29 ที่วา “พระองค (พระเจาอินทรวรมันที่
1)ไดทรงประดิษฐานองคอุมาคงคาปตีศวรซ่ึงมีสะโพกท่ีถูกโอบไวดวยแขนที่งามเหมือนเถาวัลยของ
พระอุมาและพระแมคงคา”315 สวน มิเชล ฟรีแมน (Michael Freeman) ไดกลาวไววา การที่
ปราสาทถูกสรางข้ึนกลางบาราย มีฉันทลักษณภาษาสันสกฤตเขียนไววาเพ่ือใหพระแมคงคาได
คุมครองปกปกรกั ษา316

ขอสังเกตประการหนึ่งคือ จารึกสําคัญหลักตางๆ ในอาณาจักรกัมพูชาสมัยโบราณมัก
อางสายสกุลทางฝายมารดาเพื่อแสดงความชอบธรรมในการขึ้นครองราชยของกษัตริยกัมพูชา
เหตผุ ลในการกลาวอางดังกลาวนีน้ ้ีอาจไดรับอิทธพิ ลจากความเชื่อเรอ่ื งศักติผูเปนพลังหนนุ มหาเทพ
ซ่ึงแพรห ลายในอาณาจกั รกัมพูชามาเปนระยะเวลานานต้ังแตสมัยกอนพระนครก็เปน ได

5. ความเช่ือเรือ่ งพระศรี-พระลกั ษมี
พระศรีหรือพระลักษมีเปนศักติและชายาของพระนารายณหรือพระวิษณุ มักถูก

กลาวรวมกันเสมอ รวมทั้งคุณสมบัติยังคลายคลึงกันอีก คือ เปนเทวีแหงความรํ่ารวยและความ
เจรญิ รงุ เรอื ง โดยในคมั ภีรศรี-ศุภตะ อธิบายวา ทั้งศรีและลักษมีเปนเทวีท่ีมีความสมั พันธกับดอกบัว
และชางเหมือนกัน317 กําเนดิ ของพระศรี-พระลกั ษมีในคัมภีรต างๆ กลาวไวแตกตางกันออกไป และ
ในคัมภีรวิษณุปุราณะ318ก็ไดใ หค าํ ตอบอยางชัดเจนวา พระศรีไปเกิดเปนธิดาของฤษีภฤคุกับนางขยา
ติ เมอื่ พระวษิ ณเุ ปนคนแคะพระศรกี เ็ กิดจากดอกบัว เมือ่ พระวิษณเุ กิดเปนปรศุราม พระศรีก็ไปเกิด
เปนปฤถิวี เมื่อพระวิษณุไปเกิดเปนพระราม พระศรีก็ไปเกิดเปนนางสีดา เม่ือพระวิษณุไปเกิดเปน
พระกฤษณะ พระศรีก็ไปเกิดเปนพระนางรกุ มิณี คอยติดตามพระวษิ ณไุ ปทุกแหง ดงั นั้นพระศรีหรือ
พระลักษมีจึงเปนองคเดียวกันน่ันเอง ในเทพปกรณัมไดยกยองวาพระลักษมีเปนเทวีแหงโชค

314จิรพฒั น ประพันธวิทยา และอเุ ทน วงศสถติ ย, รายงานการวิจยั จารกึ หนั ไชย, 25-26.
315 เรือ่ งเดียวกัน, 87-91.

316Michael Freeman and Claude Jacques, Ancient Angkor (Bangkok: Amarin Printing, 2011), 161.

317เนอื้ ออ น ขรัวทองเขียว, แกะรอยพระลกั ษมี (กรุงเทพฯ: มวิ เซยี มเพรส, 2553) 10.

318Pushpendra Kumar. The Visánuá MahaÆpuraÆnáam, trans. Manmattha Nath Dutt, 43.

234 • จารึกแม่บุญตะวนั ออก 232

โดยปรกติพระวิษณุจะทรงประทับอยูท่ีเกษียรสมุทรบรรทมอยูบนหลังอนันตนาคราช โดยมีพระ
ชายาคอื พระลักษมมี หาเทวี คอยฝา ดูแลปรนนบิ ตั ิอยขู า งๆ เสมอ319 กวีชาวอินเดียและกวีผูแตงจารึก
ทพ่ี บในอาณาจกั รกัมพูชา มกั พรรณนาวา พระลักษมีจะประทับอยทู ีพระอุระ (อก) ของพระนารายณ
ตลอดเวลา ซึ่งชาวเขมรโบราณมคี วามเช่ือวา กษตั ริยเปนเทพอวตารมาเกิด ดังนัน้ ตัวอยางในโศลกที่
107 จึงเปนการบงชี้ถงึ ความเชื่อในขอนี้วา กษัตริยคือเทพเจาหรือพระนารายณอ วตารลงมา เพราะ
พระลกั ษมีประทบั อยกู ับพระองคต ลอดเวลา ดังตัวอยา ง

พระองคแมยังทรงอยูในวัยหนุม แตไดละทิ้งพระนางลักษมีไวที่พ้ืนอก และนาง
กรี ตไิ วท ฝี่ ง มหาสมทุ ร แลวทรงมาอภิรมยก ับนางวิทยาผซู งึ่ เปนคนแกดวยความรัก(107)

ดว ยเหตุที่พระศรีเปนเทวีแหงโชค แตพ ระศรีเปนทร่ี กู ันวาเปนผูใจงา ย (ใจออน) จะ
ประทับอยูกับผูที่เขมแข็งและเปนที่พ่ึงไดเทานั้น และกวีจึงมักกลาวถึงพระศรีในจารึกสดุดี
พระมหากษัตริยหลายหลักวา พระศรีประทับอยูกับพระมหากษัตริยที่มีโชคและเขมแข็งมากดวย
พระปรีชาสามารถ ทําใหพระมหากษัตริยพระองคนน้ั ไดรับชัยชนะมีโชคอยตู ลอดเวลา สวนผูใดที่
อปั โชคหรอื ไรความสามารถพระศรจี ะไมอยดู ว ย กวีกลาวถึงพระศรีท่ีอยูก ับพระเจาราเชนทรวรมนั ที่
2 และกษัตริยทจ่ี ะสรู บกับพระองค ดังนี้

ความโชคดี (ลักษมี) ท่ีเหลาพระเจาแผนดินส่ังสมไวแลว เปนเชนกับเด็กสาวท่ีโต
มาจากความเปน เดก็ (มาเปน สาว) พระองคไ ดเขามาหาตามเวลาที่เหมาะสม โดยอุบาย
ทไี่ รข อ ตําหนิ (170)

พระนางลักษมีเปรียบเหมือนความกระหายของขาศึกท่ีถูกไฟคอื พระเดชแผดเผา
ไปในทันที คร้ันไดสายธารน้ําอันเกิดแตดอกบัว(พระนารายณ)ของพระองค ก็ไมได
หางเหนิ ไปสกั ขณะหนึ่งเลย (119)

ความโชคดี (พระศรี) ของขา ศกึ เหมือนดังแสง (ความงาม) ทไี่ มย่ังยืน ไดมาอาศัย
อยูกับพระองคก ็กลับมั่นคง ช่ือเสียงแมผูกติดแลวกับคุณสมบัติแตก็ยังฟุงกระจายไปได
ทัว่ ทศิ (114)

319Dawee Daweewarn, BraÆhmanism in South-East Asia (From The Earliest Time to 1445 A.D. ) (New Delhi:
Sterling Publishers Private, 1982), 44.

จารกึ แมบ่ ุญตะวันออก • 223335

สวนโศลกท่ี 41 กลาววา “เมื่อพระองคทรงกระทํากองทัพท่ีชูธงอยางไมสะทก
สะทานจะเสด็จไปเพื่อทิควิชัยพระศรีของพระราชาผูขาศึกไดเคลื่อนหนีไปกอน”เหตุที่พระศรีได
เคลือ่ นหนไี ปกอ นก็เพราะพระศรียอมลว งรวู า กษัตรยิ ท่ียกทัพมาทําศกึ กับพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2
จะตองพายแพไมอาจทานกําลังของพระเจาเชนทรวรมันท่ี 2 ไดพระศรีซ่ึงเปนเทวีแหงโชคและชัย
ชนะจึงหลบหนมี าอยูขางพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 ซึ่งมีโชคเหนือกวากษตั รยิ องคอ่ืน ทั้งเปนทพ่ี ่ึง
และใหความมัน่ คงได โศลกท่ีเหลอื กม็ ีนยั นี้

ตามคติฮินดู พระศรี-พระลักษมี หมายถึงเทพีแหงความอุดมสมบูรณ ในดาน
วรรณกรรมอินเดียน้ันเทพีที่สามารถประสิทธิประสาทความอุดมสมบูรณไดรับนามวา “ศรี” หรือ
“ลักษมี” ความม่ังคั่งและโชคลาภ จากคุณสมบัติตางๆ ทําใหเทพีนี้ไดรับการเคารพบูชาโดยชาว
อินเดียทุกลัทธแิ ละทุกวรรณะ320 จารกึ แมบญุ ตะวันออกกวียังกลา วถึงพระศรี-พระลักษมี ในลักษณะ
ความรุงเรอื ง ความงดงาม และความมงั่ ค่งั อุดมสมบรู ณ ซึ่งปรากฏตวั อยางดังโศลกตอ ไปน้ี

พระราชาทรงพระนามวาพระเจาราเชนทรวรมันผูขณะท่ีทรงไวซึ่งความงดงาม
(ลักษมี)ท่เี หนือกวา รศั มีของพระจันทร ผไู มมขี อบกพรอ งและความดางพรอย ขณะท่ีผูก
เอาไวซึง่ พวงมาลัยแหงดอกบัวดวยตบะท่ีถูกทําใหปรากฏแลว ไดถูกทําใหเกิดขึ้นแลว
โดยพระเจาแผนดินพระองคน ้ัน ในมเหสีพระองคน ้ัน เหมือนพระอาทิตยถูกทําใหเกิด
ในนางอทิตโิ ดยฤษกี ัศยปะ พระเจา ราเชนทรวรมนั นั้นไดเ ปนบอเกิดแหง อํานาจทั้งหลาย
(13)

ประเทศของขาศึกของพระองค แมจะเปรียบดังมหาสมุทรที่มีกระแสน้ําลึกยาก
หยัง่ ถงึ โดยเหลา คนผอู ยูก ลางปา ซงึ่ เตม็ ไปดว ยแกวประพาฬที่สองแสงเปนประกายงอก
เงยขึ้นสัดสายไปมา มหี มูนาคดําด่ิงลงเพราะการจูโจมของพระหริ (ซ่ึงทรงครุฑ) จึงได
ละทิ้งความงดงาม (มง่ั คั่ง, อุดมสมบูรณ - พระลักษม)ี (71)

นาสังเกตวาพระศรี-พระลักษมีซึ่งเปนศักติของพระวิษณุปรากฏพระนามในจารึกแม
บุญตะวันออกจํานวนมากที่สดุ คือมีถึง 21 โศลก ไดแกโศลกท่ี 11, 13, 20, 33, 39, 40, 41, 71,
87, 88, 107, 114, 119, 120, 136, 145, 155, 158, 162, 170 และโศลกท1ี่ 83 ในชื่อวา พระนาง
ลกั ษมี (laksámí) และพระศรี (śrí)

320ผาสขุ อินทราวุธ, “ตราดนิ เผารูปคช-ลักษมีและกุเวรจากเมืองนครปฐม,” เมืองโบราณ 9, 3 (สิงหาคม-พฤศจิกายน 2526) : 92-
98.

236 • จารกึ แม่บุญตะวันออก 234

6. เทพชน้ั รองในศาสนาพราหมณและบคุ คลอน่ื ๆ
จารกึ ในอาณาจักรเขมรโบราณทีม่ ีเนอื้ หาคอนขา งยาว นอกจากปรากฏนามของเทพ

เจาสําคญั แลว สวนใหญจะปรากฏนามของเทพช้นั รองและบุคคลอ่ืนๆ อีกดวย ซ่ึงรายนามเทพชั้น
รองในศาสนาพราหมณและบุคคลท่ีปรากฏในจารึกแมบุญตะวันออกอาจแบงไดเปนสองกลุม กลุม
แรก คือ เทพชั้นรองและบคุ คลในวรรณกรรมของอนิ เดีย เชน พระนางสรัสวดี พระอินทร ทาวทักษะ
ประชาบดี พระกามเทพ อรชุน พระราม เปนตน สวนกลุมท่ี 2 ไดแกบคุ คลอ่ืนๆ ท่ีไมเก่ียวของกับ
กลุมแรก เชน วิศวรูปะ พระเจาพาลาทิตยะ พระเจามเหนทรวรมัน พระนางมเหนทรเทวี เปนตน
เทพเจาและบุคคลตางๆ ท้ังหมดท่ีปรากฏในจารึกแมบุญตะวันออกซ่ึงควรกลาวถึงผูเรียบเรียงได
แสดงรายละเอียดไวในเชิงอรรถในบทที่ 3 แลว ในหัวขอน้ีจึงเพียงรวบรวมรายนามเหลานั้นเขา
ดวยกนั เพ่อื เปนขอมลู สําหรบั ผูสนใจคน ควาสืบตอ ไป ซ่ึงเมอ่ื สรุปรวมรายนามของเทพเจาตา งๆ และ
บุคคลอ่ืนๆ ทีป่ รากฏในจารึกแมบ ุญตะวันออก สามารถรวบรวมไดด งั ดงั ตารางตอไปนี้

ตารางท่ี 2 รายนามเทพเจา และบคุ คลตางๆ ท่ปี รากฏในจารึกแมบ ุญตะวนั ออก

นาม คาํ ทีป่ รากฏ โศลกท่ี

พระศิวะ หรอื พระอศี วร trinayana, ßiva, ardhenducudÆ áaÆmanáihá, 1, 2, 11, 28, 59, 103,
วษิ ณุ หรอื พระนารายณ íßvara, rudra, pinakÆ in, maheßvara, 105, 121, 24, 130,
พระพรหมา ßríkantá há a, devadeva, pinakÆ in, íßa,

ßuÆlin, bhavodbhava, ßarvva, ßambhu 135,202,205,207, 218

kanÁjadrák, hari, naÆrayÆ anaá , upendra, 1, 2, 5, 11, 59, 71,
jisánáu, madhuripu, ßauri, caturbhuja 121, 176, 183, 208,

218

padmaja, vrahma, ambhojabhu,Æ 1, 2, 6, 26, 66, 83,
vidhi, vidhaÆta,Æ prajaÆpti, vidhaÆtr,á 104, 106, 157, 168,
vedhaÆ, dhaÆtaÆ, vidhaÆtrá amvujajanman,

kajabhuva, caturaÆsyapraja,Æ 194, 208, 218

พระอุมาเทว,ี พระนาง gaurí, stí, nagendratanayaÆ, durgga,Æ 3, 7, 69, 103, 202,
ปารวตี bhavaÆni, ßarvvaÆnáí 205, 218

พระแมค งคา mandakÆ iní, gangæ aÆ 7, 103

พระอนิ ทร amarendra, bajrabhráta, gopati, ßakra, 9, 11, 59, 92, 181,
purandá aá ra, mahendra 192, 210

จารึกแมบ่ ุญตะวนั ออก • 223375

นาม คาํ ท่ีปรากฏ โศลกที่

พระนางลักษมี laksmá í, ßrí 11, 13, 20, 33, 39,

พระอาทิตย (สุริยเทพ) 40, 41, 71, 87, 88,
พระจนั ทร
นางอทติ ิ 107, 114, 119, 120,

136, 145, 155, 158,

162, 170, 183

bhaÆskara, divasakara, bhaÆsvan, 1, 2, 13, 14, 15, 23,
divasakara, candá aá ṅÆ ßu, tigma, bhaÆnu, 57, 75, 80, 92, 96,
aÆrkka, ravi, vraddhna

125, 194, 206

indu, ksáanaá dakÆ ara, mandaṅÆ ßu, 1, 2, 4, 7, 8, 9, 13,
tíksáneá tar, candra, ßißira, candraß, 14, 15, 17, 18, 24,
tuhinamÆ ßá u, himaÆṅßu, amrátaÆṅßu, 30, 80, 85, 95, 96,
ksáanáadakÆ aro

109, 194, 204

aditi 13

ฤๅษีกัศยป (กศั ยปเทพ kaßyapa 13
27, 151,196
บดิ ร)

พระกามเทพ manobhu,Æ kamÆ a, smara

นางรตเิ ทวี rati 28

พระราม ramÆ a 29

นางสีดา sítaÆ 29

พระชนก janaka 29

ฤๅษีอคสั ตยะ kumbhabhava 33
พระสกนั ทะ guha 69

พาลาทิตยะ valÆ adÆ itya 8

โสมา somaÆ 8, 11

เกาณฑินยะ kaundá áinya 8

พระนางสรัสวดี sarasvatí 10

238 • จารึกแมบ่ ญุ ตะวันออก 236

นาม คาํ ท่ีปรากฏ โศลกที่
วศิ วรปู ะ 10
พระนางมเหนทรเทวี vißvarupÆ 12
พระเจามเหนทรวรมัน 12, 20, 206
mahendradeví 13, 205
พระเจาราเชนทรวรมนั ท่ี 2
mahendravarmmanrápatis 42
42
ßrimÆ adraÆjendravarmmavÆ anipati, 42
raÆjendravaramma 47, 71, 191
47, 191
ราวณะ (ทศกัณฐ) daßaÆsya 86
พระลักษณ saumitri 89, 101
เมฆนาท (อนิ ทรชติ ) meghanadÆ a 90
นาค nagÆ a, raÆjanagÆ a 107
ครฑุ tarÆ ksáya, bhujangæ arÆ i 107
พระเจา อชาตศตั รู ajaÆtaßatru 108, 199
การตตวีรยะ karÆ ttavíryya 108, 199
พระอรชนุ jisánuá 108
นางกรี ติ kírtti 110
นางวิทยาเทวี vidyayaÆ 110,
พระเจาทลิ ีปะ dilípa 148, 153, 162
ฤๅษีวศิษฏะ (วสิฏฐะ) vaßistá áha 153
ภารควีระ bhaÆrggavīra
อนันตนาคราช ananta
นางวินตา vinataÆ
กลิ (กล)ี kali
ทกั ษะประชาบดี prajapÆ atidaksáa

นาม คําที่ปรากฏ จารกึ แม่บญุ ตะวนั ออก • 2379

พระนางทมยันตี damayanti โศลกท่ี
162
ฤๅษีเวทวยาส vedavyasÆ a 166
พระมนุ manu 174
มธุ (รากษส) madhu 178
ทานพ (อสูร) danÆ ava 178
ฤๅษีภฤคุ bhrgá u 182
192
นางศจีเทวี ßací 204
พระเจา อินทรวรมันท่ี 1 ßríndravarmma 211
พระพฤหสั บดี vaÆcaspati

นอกจากรายนามดังกลาวดา นบนน้แี ลวยังมีบคุ คลทไี่ มป รากฏชอ่ื แตไดถ ูกกวีกลาวถึง
ในจารึกอีกดวย คือ ราชบุตรีของพระเจาอชาตศัตรู และนางราชสีห ในโศลกที่ 86 และ 88
ตามลาํ ดบั จากการคน ควา ขอมลู พบวา อชาตศตั รู เปนนามของ พระศิวะ, ยุทธิษฐิระ, พระราชาแหง
แควนกาศี, พระมาตลิ และพระโอรสของพระเจาพิมพิสารแหงแควนมคธ321 ในบรรดาทานเหลาน้ี
ปรากฏวามเี พียงมาตลีเทพบุตรผูเปนสารถีของพระอินทรเทาน้ันที่มีธิดานามวาคุณะเกศี เปนผูมีรูป
โฉมงดงามมาก อีกท้ังมีความประพฤติท่ีดีไดแตงงานกับสมุขนาค แตไมมีเรื่องราวท่ีตรงกับที่จารึก
ระบุไว อกี ผหู นง่ึ ท่ไี มปรากฏนาม แตกวีไดกลาวถงึ คือ นางราชสีหทเ่ี คยถูกพระเจาราเชนทรวรมันท่ี
2 ขับออกจากเมืองไป นางราชสีหนี้ตามความหมายก็คือหญงิ ผูมีเช้อื สายสูงสงน่ันคอื เช้ือสายกษัตริย
ครัน้ ภายหลงั พระองคไ ดร ับพระนางกลบั มาและพระนางผนู ้ีก็กําลังทรงพระครรภ เปนท่ีนาสนใจและ
นาคนควาวาหญิงกษัตริยผูนี้มีบทบาทสําคัญเกี่ยวของกับราชวงศกอนหนารัชสมัยพระเจาราเชน
ทรวรมันที่ 2 อยางไร หรอื ในกาลตอมาอาจจะเปนผูมีความสาํ คญั พระองคหนึ่งในราชสํานักสมยั นั้น
อยางไร กวีจึงไดเขียนบันทึกสอดแทรกเน้ือความและเรื่องราวนี้ลงในจารึก สองโศลกดังกลาวมี
ขอความดังน้ี

321Monier Williams, Sanskrit-English Dictionary , 10.


Click to View FlipBook Version