The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

จารึกแม่บุญตะวันออก ebook

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mcu pali, 2021-04-27 23:07:10

จารึกแม่บุญตะวันออก ebook

จารึกแม่บุญตะวันออก ebook

Keywords: จารึกแม่บุญตะวันออก ebook

290 • จารกึ แมบ่ ุญตะวันออก 287

2 ชนิด กาวยประกาศของมัมมฏะกลาววามี 5 ชนิด แตในตําราของโภชะซงึ่ ประพันธข้ึนในราว
ครสิ ตศตวรรษที่ 11 ไดก ลา วถงึ อลงั การทางเสยี งวา มี 24 ชนิด

สว นในอลงั การศาสตรข องวาคภฏะซ่งึ ใชในการศกึ ษาครั้งน้ีไดแสดงอลังการดานเสียงไว
4 ประเภท คือ จิตระ ยมก อนุปราสะ วโกรกติ ในบรรดา 4 ประเภทนั้น อลังการท่ีชื่อวา จิตระ คอื
การใชอ ักษรซ่งึ เปนสวนประกอบของบทประพันธเรียงรอยใหเปนรูปตางๆ เชน รูปดาบ รูปดอกบัว
รปู มูตรโค เปน ตน และอลงั การทชี่ ือ่ วา วโกรกติ คือการอาศยั คาํ ที่มีความหมายสองแงส องงา ม แปล
ความผิดท่ีหมาย เปนการแสดงความหมายไมตรงตามถอยคําเทาน้ัน405 ซ่ึงเห็นวาไมกอใหเกิด
ประโยชนตอการศึกษาเน้ือหาในจารึกแมบุญตะวันออกนี้ ดังนั้น อลังการในเร่ืองของเสียงที่สําคัญ
จงึ มี 2 ประเภท ไดแก ยมกและอนุปราสะ เบอ้ื งหนาแตน ้ีจะไดแ สดงเปนลาํ ดับไป

1. ยมก
กุสุมา รักษมณี ไดใหนิยามความหมายวา ยมก เปนการเลนคําโดยใชคําที่มีเสียง

เหมอื นกันทุกพยางค หรือบางพยางค แตสอ่ื ความหมายตางกันในคาํ ประพันธว รรคเดียวกันหรือบท
เดียวกัน ยกตัวอยา ง เชน การซาํ้ พยางค sama และ asama ในคาํ ประพันธว รรคน้ี

samasÆ asamo’ samahá

(ทานเปน ผทู )่ี ไมม ผี ูใดเทยี บเทา (asama)
เปน ผเู ที่ยงธรรม (sama) ตอผูทเี่ สมอ (sama)

และผทู ไ่ี มเ สมอ (asama) (กับทา น) 406

ตวั อยา ง ยมก ในคาํ ประพันธนี้ มีคาํ ท่ีออกเสียงเหมือนกัน คอื sama 2 คํา คําแรก
แปลวา ผเู ท่ียงธรรม สว นคําที่สองแปลวา ผทู ี่เสมอ และมลี ักษณะยมกในคําวา asama (บางสวนถูก
กลืนเสียง) 2 คํา คาํ แรกแปลวา ไมมีผูใดเทยี บเทา สว นคําท่ีสองแปลวา ผทู ่ีไมเสมอ

ใน กาวยาลังการ ของ ภามหะ ไดใหคําจํากัดความวา “การซํ้าตัวอักษรท่ีมี
ความหมายตางกันแตมีเสียงเหมือนกัน คือ ยมก”407 สวน อลังการศาสตร ของ วาคภฏะ กลาววา
“ยมกัม คือ การกลาวซํ้าทั้งบาท คํา หรือตัวอักษรของคําไวติดกันหรือไมติดกัน ณ ท่ีเบ้ืองตน
ตอนกลาง หรือเบ้อื งปลาย (ของบทหรือบาท) และใหความหมายตางกัน” โดยมตี ัวอยา งดังนี้

405วาคฺภฏ, อลงั การศาสตร, แปลโดย ป.ส.ศาสตรี, 19-22.
406ตนฉบบั ใชอ ักษรไทย ผวู จิ ยั ปริวรรตเปน อักษรโรมนั เพ่ือความสม่าํ เสมอของงานวิจัย ดู กุสมุ า รักษมณี, วิเคราะหวรรณคดีไทยตาม
ทฤษฎีวรรณคดสี ันสกฤต, 27.

407BhamÆ aha, KavÆ yalÆ aṅkarÆ a, trans. P.V. Naganatha Sastry (Delhi: Motilal Banarsidass, 1991), 27.

จารกึ แม่บญุ ตะวันออก • 228981

dayamÆ á cakre dayamÆ cá akre |
satamÆ á yasmadÆ - bhavaÆn vittamá ||

นับวา ทานไดโ ปรดปรานเพราะไดประสาทเงนิ ทองแกสาธุชน408

อลังการอนปุ ราสะและยมกมคี วามคลายคลึงกันมาก เพื่อจะใหความหมายท่ีแคบลง
ไป อันเปน การจาํ กดั ความใหแ นนอน ไมคลุมเครือ จึงนิยามความหมายวา “ยมก เปนการกลา วซ้ําคาํ
ที่ออกเสยี งเหมือนกันทกุ พยางคห รือบางพยางค แตม คี วามหมายตางกัน” สวน “อนุปราสะ คอื การ
เลนเสียงโดยการซํ้าเสียงพยัญชนะในคําประพันธบาทเดียวกัน หรือบทเดียวกัน คําที่ซ้ําไมตองมี
ความหมายตางๆ กันอาจจะเปนพยัญชนะเดี่ยวหรือพยัญชนะซอนก็ได” อลังการประเภทยมก
สามารถแยกไดเปน 2 ประเภทใหญๆ คือ การเลนเสียงในบาทเดียวกัน และการเลน เสียงในบาทอื่น
ซึ่งเปน บทเดยี วกนั ดงั ตอไปนี้

1.1 การเลน คําโดยใชคําที่มีเสียงเหมือนกันทุกพยางค หรือบางพยางคโดยการเลน
เสยี งในบาทเดยี วกัน ดังตวั อยา งตอไปน้ี

ตวั อยางท่ี 1

ßubhamá ßubhamáyunaÆ yuÆnaÆ manuvartmanÆ uvarttinaÆ |
rasaÆyanamá vinaÆ bhavÆ i yena varsáíyasaÆjaram || 174

พระองคมคี วามงามเหนือกวาความงาม (ทั้งมวล) ทรงเปนหนุมตามท่ีพระมนุดําเนิน
ไว เหนอื กวาความหนมุ (ท้งั มวล) ทรงอยเู หนอื ความชราโดยไมตอ งใชยาอายุวัฒนะ

คําประพันธโ ศลกน้แี ตงดวยอนุษฏภฉันทเปนยมกท่ีมีงดงามเปนอยางมาก บาท
ท่ี 2 เปนการเลนเสียงในบาทเดียวกัน ตลอดทั้งบาท คือ กวีไดใ ชศัพทาลังการในลักษณะยมกอยาง
เต็มที่ โดยซ้าํ คําท้ังบาท ไดแกบ าทท่ี 2 ในขอ ความวา manuvartmanÆ uvarttinaÆ ซ่ึงมีเสียงคลายคลึง
กัน คือ เปนยมกชนิดที่เรียงอักษรติดกัน ไมมีคั่นกลาง มีเน้ือความชัดเจนเชื่อมความไดสนิทกัน ติด
ตอ เนือ่ งกัน ฟงแลว พลว้ิ ไหว นุม เบา สละสวย ชวนใหเกดิ ความไพเราะ พึงใจตามแบบกวีนิพนธ สวน
ในบาทที่ 1 ßubhamá ßubhamyá unaÆ yunÆ aÆ จัดเปนอลังการอนุปราสะ ประเภท “ลาฏานุปราสะ”
ชนิดทก่ี ลาวซํ้าท้ังบาท เพราะคําท่ีซ้ํากันทงั้ สองคํามีความหมายเปนอยางเดยี วกัน มิไดมีความหมาย
ตางกัน การนําโศลกนี้มาเปนอุทาหรณทําใหมองเห็นลักษณะและความแตกตางของ ยมก กับ
อนปุ ราสะ ไดเปนอยา งดี ซึ่งอนปุ ราสะนัน้ จะไดกลาวรายละเอยี ดในหัวขอ ถดั ไป

408ตนฉบับภาษาสันสกฤตใชอักษรไทย ผูวิจัยปริวรรตเปนอักษรโรมันเพื่อความสม่ําเสมอของงานวิจัย ดู วาคฺภฏ, อลังการศาสตร,
แปลโดย ป.ส.ศาสตรี, 24.

292 • จารกึ แมบ่ ญุ ตะวนั ออก 289

ตวั อยา งที่ 2

sanmantramuÆlaiß caturaß caturbhis
saÆmaÆdibhir yyo vividhaprayogaihá |
apayÆ asamárodhibhir abhyupayÆ air
vedaiß ca samásaÆdhayati sma siddhim || 81

พระองคเปนผูสงางาม ดวยพระเวทท้ังส่ีมีสามเวทเปนตน ซึ่งมีพิธีกรรมหลากหลาย
อันเปนตนเคาแหงมนตราอันเขมขลัง และทรงใหพระราชกรณีกิจสําเร็จแลวดวยพระเวท
ทง้ั หลายอันเปน เครอ่ื งปอ งกันความพินาศเสยี หาย ซึ่งเปนวธิ ีการอันยอดเยย่ี ม

โศลกนี้ประพันธข้ึนดวยตริษฏภฉันทมีการสรรคําที่มีเสียงคลายคลึงกันใช
ประพันธ เปนการเลนเสียงในบาทเดียวกันในชวงตอนปลายของบาทท่ี 1 กวีไดใชศัพทาลังการใน

ลักษณะยมก โดยซํ้าคาํ ในชวงปลายของบาทท่ี 1 ในขอ ความวา caturaß caturbhis คาํ แรกไดแก

catura (caturaß) มีความหมายถึง ความสงางาม กับอีกคําวา catur (caturbhis) แปลวา สี่
หมายถงึ พระเวททัง้ ส่ี เปน ยมกท่มี ีเนื้อความชัดเจนเชอื่ มความไดสนทิ กันชวนใหเกิดความพึงพอใจ

ตวั อยางที่ 3

na svícikírsáur yudhi cakricakramá
bajranÁ ca no bajrabhrtá o pi jisná áuhá |
yaß ßaktiyukto nu maheßvarasÆ tramá
sudussahamá praÆpya jitarÆ ivarggahá || 59

ในการสูรบ พระองคไมทรงปรารถนาจักราวุธของพระวิษณุ และแมวัชราวุธของพระ
อนิ ทรใ หเปน ของตนก็ทรงมชี ัยชนะได พระองคทรงประกอบดว ยพระราชอํานาจทรงมชี ยั ชนะ
เหนอื ขา ศกึ เพราะไดร ับแลว ซึง่ ศาสตราวุธของพระมเหศวรทต่ี านทานไดยากยิ่ง

โศลกน้ีประพันธขึ้นดวยตริษฏภฉันทมีการสรรคําที่มีเสียงคลายคลึงกันใช
ประพนั ธ เปน การเลนเสียงในบาทเดยี วกันในชวงตอนปลายของบาทที่ 1 โดยไมมีคําอ่ืนค่ันกลาง กวี
ไดใชศัพทาลังการในลักษณะยมก โดยซํ้าพยญั ชนะถึง 3 เสียงคือ /caktr/ไดแก cakricakramá โดย
cakri มีความหมายถึง พระนารายณ กับคาํ วา cakra แปลวา แปลวา จกั ร สวนคําวา bajranÁ และ
bajra- ในบาทที่ 2 แปลวา วัชระ หรือ สายฟา ทั้งสองคํา จึงจัดเปนลาฏานปุ ราสะ ชนิดกลาวซ้ํา
เพยี งคาํ เดียวในบาทเดยี วกนั

นอกจากโศลกที่ 59, 81, 174 ยังปรากฏการเลนเสียงในลักษณะยมกในบาท
เดียวกัน ในโศลกที่ 205 อีกดวย โดยการซ้ําคําวา daksiá náena กับคาํ วา daksiá naá há โดยท้ังคมู ีราก

จารกึ แมบ่ ุญตะวันออก • 229903

ศัพทมาจากคาํ daksáináa คําแรก แปลวา ทิศใต สวนคําที่สองแปลวา ผูชํานาญ เปนการเลนยมก
ในชว งตนกบั ชว งปลายของบาททสี่ อง โดยมีศพั ทค ่นั กลาง และโศลกท่ี 207 ในทายบาทของบาทท่ี 4
ไมมีศัพทค่ันกลาง ในคําวา śivayoś śivayÆ a โดยมาจากศัพทเ ดียวกันคือ śiva เพียงแตแจกวิภักติ
ตางกันเทา นัน้ คําแรกหมายถงึ พระศิวะและนางปารวตี สวนคําท่ีสอง แปลวา รม เยน็

1.2 การเลน คําโดยใชค ําที่มีเสียงเหมือนกันทุกพยางค หรือบางพยางคโ ดยการเลน
เสยี งในบาทอืน่ ซึ่งเปน บทเดยี วกัน อุทาหรณด งั น้ี

ตัวอยา งที่ 1

yasya satvavato víryyamá raneá drsá tá ávaÆ dvisáadganáahá |
satvepsayeva simáhaÆdiyuktam anvavasad vanam || 141

หมูแหงขาศึก คร้ันเห็นแลวซ่ึงความกลาหาญในการรบของพระองคผูเปนนักรบ
เหมอื นกบั ตอ งการมชี วี ิตอยู จงึ ไดห ลบล้เี ขา ไปอยูปาซึง่ เต็มไปดวยสัตวรายมีสหี ะเปนตน ราว
กับวาตอ งการมีชีวิตอยู (สตั วป า)

คําประพันธโศลกนี้ประพนั ธด ว ยตรษิ ฏภ ฉนั ทเปน ยมกที่มงี ดงามอีกรูปแบบหนึ่ง
โดยการซ้ําเสียงพยัญชนะในบทเดียวแตคนละบาท คือซ้ําเสียง /satv/ ในบาทขอน409 โศลกนี้เลน
ศัพท satvan – นักรบ ในคําวา satvavato และ satvan – มีชีวิตหรือลมหายใจ ในคําวา
satvepsayeva เปนการเลนเสยี งลกั ษณะของยมก ในชว งกลางของบาทท่ี 1 กับชว งตนของบาทที่ 3

ตวั อยางท่ี 2

sa somavaṅßamÆ barabhaÆskaraß ßri-
rajÆ endravarammaÆ tad idan nrápendrahá |
svarggapÆ avarggaÆdhigamasya liṅgamá
liṅgam pratisátáhapÆ itavaÆn smaraÆrehá || 206

พระเจาราเชนทรวรมนั นีน้ ้ันทรงเปนใหญเหนอื พระเจาแผน ดนิ เปน ประดจุ ดวงอาทิตย
บนทองฟาแหงโสมวงศ ไดทรงสรางศิวลึงคอันเปนเครื่องหมายแหงผูบรรลุถึงสวรรคและ
ดนิ แดนท่ีปลอดภยั

409บาทขอน คอื บาทที่ 1 กับบาทท่ี 3 สว นบาทคู คือ บาทท่ี 2 กับบาทที่ 4

294 • จารกึ แม่บญุ ตะวันออก 291

คาํ ประพนั ธโ ศลกน้ีประพนั ธด ว ยตรษิ ฏภฉันทเปนยมกท่ีมกี ารซาํ้ คาํ ท่ีมีเสียงที่เหมือนกัน
โดยการซ้ําเสียงของคาํ วา liṅgamá ซึง่ แปลวา เคร่ืองหมาย ในปลายบาทที่ 3 และคําวา liṅgam ซึ่ง
แปลวา ลงึ ค ในตน บาทท่ี 4 เปน การเลน เสียงลักษณะของยมก ในชวงปลายของบาทที่ 3 กับชวงตน
ของบาทที่ 4

นอกจากโศลกที่ 141 และ 206 ซ่ึงเปนตวั อยางขางตนน้แี ลว การเลนคําโดยใช
คําท่ีมีเสียงเหมือนกันทุกพยางค หรือบางพยางคโดยการเลนเสียงในบาทอ่ืนซง่ึ เปนบทเดียวกัน ยัง
พบในโศลกที่ 31, 77, 97, 147

สรุปรวมแลว จะเห็นไดว า อลังการทางเสียงประเภทยมกทีพ่ บในจารกึ แมบุญตะวันออก
จะพบไดเฉพาะในตรษิ ฏภฉันทและอนุษฏภฉันทเทาน้ัน การใชอลังการดานเสียงประเภทยมกแมมี
นอยกวาอนุปราสะซึ่งมีอยูเปนจํานวนมาก แตก็ทําใหทราบไดวา กวียังคงคํานงึ ถึงและใหความสําคญั
อยูพอสมควร

2. อนปุ ราสะ
ในกาวยประกาศ ของ มัมมฏะ กลาววา “อนุปราสะ คือ การซํ้าอักษรเดียวกันโดยมุง
ความเหมือนกนั ของพยญั ชนะเสียงหน่ึงๆ แมพ ยัญชนะนนั้ จะผสมดวยสระตางกัน อนุปราสะที่วางไว
ดียอมเหมาะแกรส (ของบทประพันธ)410 โดยแบงเปน 2 ประเภท ไดแก เฉกานุปราสะ คือ การซํ้า
กลุมพยัญชนะเพียงคร้ังเดียว และ วฤตตยนุปราสะ คือ การซํ้าพยัญชนะตัวเดียว หรือหลายตัว
มากกวา หนึง่ ครั้ง411 ใน สาหิตยทรรปณะ ของ วิศวนาถ กลาววา “อนุปราสะ คือการซํ้าพยัญชนะท่ี
เหมอื นกัน”412 โดยแบงเปน 5 ประเภท คือ 1) เฉกานุปราสะ คือ พยัญชนะหลายตัวกลาวซํ้าเพียง
คร้ังเดยี ว 2) วฤตตยนุปราสะ คือ พยัญชนะตัวเดียว กลา วซ้ําสองครั้งหรือหลายครั้ง 3) เฉกานุปรา
สะ คือ คําเดียวกันถูกกลาวซ้ําในความหมายเดียวกัน แตนําไปใชในที่ตางกัน (ซ่ึงแยกยอยเปน 5
ประเภท) 4) ศรุตยนุปราสะ คือ การซ้าํ พยัญชนะท่ีอยูในฐานท่ีเกิดเดียวกัน 5) อันตยานุปราสะ คือ
การซํ้าหรอื เลน คาํ สมั ผสั ของพยัญชนะสุดทา ยของบรรทดั (หมายถึงบาทค)ู 413

สวน วาคภฏะ กลาววา การใชซ้ําอักษรซ่ึงมีเสียงคลายๆ กันนั้น ชื่อ อนุปราสะ
แบง เปน 2 ประเภท ไดแก เฉกานุปราสะ คือการกลาวซํ้าพยัญชนะหรือกลุมพยัญชนะนั้นแตเพียง

410Mammatáa, KavÆ yaprakaÆ sha of Mammatáa, trans. Ganganath Jha (Varnasi: Bharataya Vidya Prakashan, 1967),
319.
411Ibid., 319-322.
412ViśvanaÆtha, Tha SaÆhityadarpanaá , trans. P.V. Kane (Delhi: Motilal Banarsidass, 1974), 28.
413Ibid., 324-329.

จารกึ แม่บญุ ตะวันออก • 229925

ครั้งเดียว และ ลาฏานุปราสะ คือ การกลาวซ้ําพยัญชนะหรือกลุมพยัญชนะซ้ํากันไปหลายครั้ง
บางคร้ังซ้ําครัง้ เดยี ว บางครั้งซ้าํ ทงั้ บาท414

ดังน้ัน เพ่ือจะใหความหมายท่ีแคบลงไป อันเปนการจํากัดความใหแนนอน ไม
คลุมเครือ จึงนิยามความหมายวา “อนุปราสะ คือ การเลนเสียงโดยการซํ้าเสียงพยัญชนะในคํา
ประพันธบาทเดียวกัน หรือบทเดียวกัน คําท่ีซ้ําไมตองมีความหมายตางๆ กันอาจจะเปนพยัญชนะ
เดี่ยวหรือพยญั ชนะซอนก็ได” เพ่อื ความกระชับ เหมาะสม และเขาใจไดโ ดยงาย ในวิทยานพิ นธฉบับ
นจ้ี ะแยกเปน 4 ประเภท ซ่ึงแตล ะประเภทมีคําจาํ กดั ความท่ีแนนอนชดั เจน ดงั มีรายละเอียดตอไปน้ี

2.1 ลาฏานปุ ราสะ (อนปุ ราสะท่ีชาวลาฏะนิยมใช) เปนการกลา วคําเดียวกันซ้ําไป มี
2 คือ ชนิดกลาวซาํ้ คําหรือกลุม อักษร หลายๆ คาํ หรือหลายๆ ครัง้ กบั ชนิดกลาวซํา้ ทั้งบาท ซึ่งชนิด
กลาวซํ้าทั้งบาทพบในท่ีเดียวคือในโศลกท่ี 174 คาํ วา ßubhamá ßubhamyá unaÆ yuÆnaÆ ดังไดก ลาว
ไวแลวในหัวขอกอนหนานี้ ดังนั้นในสวนน้ีจึงยกขอมูลมาเฉพาะชนิดแรก คือ ลาฏานุปราสะ ซึ่งมี
ลักษณะเปนการกลาวซํ้าคําหรือกลุมอักษร คร้ังเดยี ว หรือหลายครั้งในบทเดียวกัน ดังเชนตัวอยาง
ตอไปน้ี

ตัวอยา งที่ 1

yenaitanÆ i jaganti yajvahutabhugbhasÆ vannabhahsá vannabhah-á
ksáityambhaháksaá naá dakÆ arais svatanubhir vyatÆ anvataivasÆ tá aá bhihá |
uccaihá kaÆranaá ßaktir apratihataÆ vyakÆ hyaÆyate naksáaramá
jíyat karÆ anaá karÆ anamá sa bhagavanÆ ardhenducuÆdaá mÆ anáihá || 4

จากตัวอยางขางตนน้ีประพันธดวยศารทูลวิกรีฑิตฉันท กวีใชลาฎานุปราสะใน
การกลาวซํ้าคํา คือ karÆ anaá จํานวน 3 แหง โดยปรากฏตามท่ีเนนตัวหนาในชวงตนของบาทท่ี 3
และในชวงตนของบาทท่ี 4 สวนการซ้าํ เสียงกลุมอักษร คือ svannabhahá หนึ่งครั้ง โดยปรากฏใน
พยัญชนะทเี่ นนตัวหนาในชวงปลายของบาทที่ 1 จดั เปน เฉกานุปราสะ

ตวั อยางที่ 2

sa capÆ i vaÆcaspatidhís s[u]dhíran
dharmmaÆnugan dharmmabhrátamÆ á purogahá |
tanÆ bhavÆ ino bhaÆvitarajÆ adharmmanÆ
idamá vaco vocata kamvujendraÆn || 211

414วาคฺภฏ, อลงั การศาสตร, แปลโดย ป.ส.ศาสตรี, 23-24.

296 • จารกึ แม่บญุ ตะวนั ออก 293

จากตัวอยางขางตน นี้ประพันธด ว ยตริษฏภฉนั ท กวใี ชล าฏานุปราสะบางสวนใน
การซ้ําเสียงเสียงกลุมอักษร dharmm จํานวน 3 แหง โดยปรากฏตามท่ีเนนตวั หนาในบาทท่ี 2 และ
ในเบื้องปลายของบาทท่ี 3 และในบาทท่ี 3 ซ้ําเสียงกลุมพยัญชนะ bhavÆ i ในตอนตนและตอนกลาง
ของบาท เรียกวา เฉกานุปราสะเปนการกลาวซ้ําพยัญชนะแตเพียงคร้ังเดียว สวนในบาทท่ี 1 vacÆ as
และบาทท่ี 4 vaco, voca เปนการซาํ้ เสียงพยัญชนะ 2 ตัวซา้ํ กันมากกวา 1 คร้ัง เรียกวาวฤตตยา
นุปราสะ (ดรู ายละเอยี ดและคาํ นิยามในหวั ขอ 2.3)

ลาฏานุปราสะในจารึก แมบุญตะวันออก สวนมากกวีจะใชบางสวนในการซ้ําเสียง
พยัญชนะและเสียงสระที่เหมือนกัน ซึ่งอยูในวรรคเดียวกัน และอยูตางวรรคกัน เสียงที่ซํ้ากันทําให
เนื้อหาจารึกแมบุญตะวันออกมีความไพเราะงดงาม โดยไมปรากฏในวสันตดิลกฉันทอาจเปนเพราะ
ขอ จาํ กดั ในเนือ้ หาการแตง และกวใี ชนอ ยคอื เพยี ง 3 โศลกเทานั้น

2.2 เฉกานุปราสะ (อนปุ ราสะท่ีนักปราชญหรือผฉู ลาดนยิ มใชกัน) ไมเปนการกลาว
คําเดียวกันซํ้าไป คือ การกลาวซํ้าพยัญชนะหรือกลุมพยัญชนะแตเพียงครั้งเดียว โดยแบงเปน 2
ประเภท คอื พยัญชนะ 2 ตวั ซํ้ากัน 1 ครัง้ หรือพยญั ชนะมากกวา 2 ตวั ซํ้ากนั 1 ครงั้

ตัวอยา งท่ี 1

ßisátáopatistá áam pratipadya sadyahá
kseá tramá yam utkrástá áamakrsá tá aá pacyam |
ßraddhamÆ bhasaÆ siktam aruksáad uccaiß
ßaÆstrasya casÆ trasya ca víjam agryam || 22

จากตัวอยางขา งตนน้ีประพันธดว ยตรษิ ฏภฉันท กวีใชเฉกานปุ ราสะบางสวนใน
การซ้ําเสียงกลมุ พยญั ชนะ สองกลุม กลมุ แรกซํ้าเสียง krsá átáa ปรากฏตามตัวหนาในชวงกลางบาทท่ี 2
กลุมทสี่ องซ้าํ เสยี ง strasya ปรากฏตามตัวหนาในชวงกลางบาทที่ 4 โดยท้ังสองกลมุ อักษรมีลักษณะ
พยญั ชนะมากกวา 2 ตัวซ้าํ กนั 1 ครงั้

ตวั อยางท่ี 2

vrahmaksáatraparampá arodayakarí tadbhagÆ ineyí satí
punáyamÆ á namÆ a sarasvatíti dadhatí khyaÆtaÆ jagatpavÆ aní |
naÆnamÆ naÆyagiramÆ á gabhíram adhikamá patÆ ramá dvijaÆnamÆ á varamá
sindhunÆ amÆ iva sindhurajÆ am agamad yaÆ vißvarupÆ am priyam || 10

จากตวั อยางขางตนน้ี กวใี ชอนุปราสะประเภทเฉกานุปราส ซา้ํ กลุม ตวั อักษร ในบาทท่ี 4 กวีใช
การซํ้าเสียงอักษร คอื sindh ดงั นี้ sindhuÆnamÆ / sindhuraÆjam

จารกึ แมบ่ ุญตะวันออก • 229974

2.3 วฤตตยานุปราสะ คือ อนปุ ราสะที่ซ้าํ พยญั ชนะตวั เดียวกันหลายๆ คร้ัง โดยมี 2
ลักษณะ คือ พยัญชนะตัวเดียวซ้ํากันมากกวา 1 คร้ัง และพยัญชนะ 2 ตัวหรือมากกวา 2 ตัวซ้ํากัน
มากกวา 1 คร้งั

ตวั อยา งที่ 1

proddrpá tadvisáatanÆ dadhad yudhi vadhuÆvaidhavyadíksvá idhim
vaddhanan yac ßißiramÆ áßuraßmivißadamÆ á satkírttimalÆ amÆ á gunaá ihá |
svarggadvaÆrapure purandá aá rapuraprasparddhisamvá arddhane
sarÆ thvaß ßaÆrvvam atisátáhipat savibhavamá liṅgamá vidhanÆ anÆ vitam || 9

จากตัวอยางขา งตน นป้ี ระพนั ธด วยศารทลู วิกรฑี ิตฉนั ท กวีใชวฤตตยานุปราสะในการซํ้า
เสียงพยัญชนะสองตัว คือ p, r จํานวน 5 แหง โดยปรากฏในพยัญชนะที่เนนตัวหนาในชวงกลาง
บาทที่ 3 และการซํ้าเสียงพยัญชนะสองตวั คือ v, dh จํานวน 5 แหง โดยปรากฏในพยัญชนะที่เนน
ตัวหนาในชว งกลางและปลายของบาทท่ี 1 ชวงตนของบาทที่ 2 ชว งปลายของบาทที่ 4

ตวั อยา งท่ี 2

laksámímá tíksáneá taraÆmáßor adhikam adharayan dhvastadosaá ÆndhakaÆro
vaddhnan padmaÆnuvandhamá prakatiá tatapasaÆ tena patyaÆ prajaÆnamÆ |
devyanÆ tasyamÆ [adi] tyanÆ divasakara ivotpadÆ itahá kaßyapena
ßriÆmadrajÆ endravarmmavÆ anipatir abhavat tejasamÆ akÆ aro yahá || 13

จากตัวอยางขางตนน้ีประพันธดวยสรัคธราฉันท กวีใชวฤตตยานุปราสะในการ
ซาํ้ เสยี งพยัญชนะ dh จํานวน 6 ครงั้ โดยปรากฏในพยัญชนะที่เนน ตัวหนาในบาทท่ี 1 บาทที่ 2 เปน
ลักษณะการซํ้าแบบพยัญชนตัวเดียวซ้ํากันมากกวา 1 ครั้ง และมีการซํ้าพยัญชนะ 2 ตัวซํ้ากัน
มากกวา 1 คร้ัง คือ การซ้ําพยัญชนะ k, r จํานวน 3 แหง โดยปรากฏในพยัญชนะท่ีเนนตัวหนาใน
เบื้องปลายของบาทท่ี 1 บาทที่ 4 และในชวงกลางบาทท่ี 3

ตัวอยา งท่ี 3

santo yaßodharmmadhanaÆ na bahÆ yamá
dhanamá dhanayÆ eyur ihaÆtmano pi |
praÆg eva devadÆ idhanamá sataÆmá vo
vinißcayo yan nanu vaddhamuÆlahá || 115

จากตัวอยางขางตนนี้ประพันธดวยตริษฏภฉันท กวีใชว ฤตตยานุปราสะในการ
ซาํ้ เสียงพยญั ชนะ dh จํานวน 5 แหง โดยปรากฏในพยญั ชนะท่เี นน ตัวหนาในบาทที่ 1 บาทท่ี 2 บาท
ที่ 3 และบาทท่ี 4 เปนลักษณะการซํา้ แบบพยญั ชนะตัวเดียวซาํ้ กันมากกวา 1 คร้ัง และมีการซ้ํา

298 • จารกึ แม่บุญตะวนั ออก 295

พยัญชนะ 2 ตัวซ้าํ กันมากกวา 1 ครั้ง คือ การซ้ําพยัญชนะ dh, n จํานวน 4 แหง ในชวงกลางของ
บาทท่ี 1 ชวงตนและชวงกลางของบาทที่ 2 ชวงกลางของบาทท่ี 3 โดยปรากฏในพยัญชนะที่เนน
ตัวหนา

จากการศึกษาพบวาวฤตตยานุปราสะในจารึกแมบุญตะวันออกมีในฉันทลกั ษณท ุก
ชนิด ซง่ึ แสดงถงึ ความรใู นตําราอลังศาสตรแ ละความนิยมของกวี

2.4 อันตยานุปราสะ คือ การซํ้าหรือเลนคําสัมผัสของพยัญชนะสุดทา ยของบรรทดั
(บาทค)ู อทุ าหรณม ดี งั น้ี

ßisátáopatistá aá m pratipadya sadyahá
kseá tramá yam utkrsá átáamakrástá áapacyam |
ßraddhamÆ bhasaÆ siktam aruksaá d uccaiß
ßaÆstrasya caÆstrasya ca víjam agryam || 22

kalikanátáakasampá arkkadÆ aÆskhala[n paÆ]dahanÆ itahá |
dharmmahá krátarÆ thatarÆ as tu yamá samagÆ amya susthitahá || 112

จากตัวอยางโศลกท่ี 22 นี้ จะพบวา yam ซึ่งอยูท ายสุดของบาทคู (บาทท่ี 2 กับ
บาทที่ 4) จะซ้าํ กัน และโศลกท่ี 112 จะพบวา tahá ซ่ึงอยูทายสุดของบาทคูจะซํ้ากัน จากการศึกษา
พบวา ลักษณะอันตยานปุ ราสะจะพบเฉพาะในอนุษฏภฉันท และตริษฏภฉันท เทาน้ัน โดยปรากฏใน
โศลกท่ี 22, 35, 112, 114, 138, 149

สรุปการใชอลังการดานเสียงในจารึกแมบุญตะวันออก พบวากวีผแู ตงสรรคาํ เลนเสียง
ถายทอดเรื่องไดอยางเหมาะสม จากการศึกษาวิเคราะหดานเสียง จังหวะและคํา พบวามี
ความสัมพันธกันเปนอยา งดี ทาํ ใหบทประพนั ธม ีความไพเราะ ชวนฟง นาอาน และจดจําไดงาย โดย
พบทั้งการซาํ้ คํา ซ้ําเสียงพยัญนะในรูปแบบตางๆ โดยอลังการดานเสียงประเภทอนุปราสะมีอยูเปน
จํานวนมาก สวนประเภทยมก แมจะพบนอยกวาแตก็เปนเคร่ืองบงใหเห็นวากวีไดคํานึงถึงการใช
ตาํ ราอลังการศาสตรเ ปนหลักในการแตง จารกึ

อลังการดานความหมายทปี่ รากฏในจารึกแมบญุ ตะวันออก
อรรถาลังการ หรือ อลังการดานความหมาย เปนการใชภาษาวรรณศิลป เพ่ือสราง

โวหารเปรียบเทียบซ่ึงแฝงความหมายโดยอาศัยลกั ษณะเดนของอีกสงิ่ หนึ่งเมื่อใชเปรยี บเทียบแลวจะ
ทําใหเขาใจความหมายไดงายขึ้น หรือใหมีการตีความอยางลึกซ้ึง แสดงมโนทัศน ความรูซ้ึงอัน
ละเอียดออน ความเช่ียวชาญในคัมภีรและตําราตางๆ ของกวีผูแตง อรรถาลังการแตแรกจะเปน

จารึกแมบ่ ุญตะวันออก • 229969

โวหารเปรียบเทียบงายๆ เชน เปรียบเทียบสิ่งหนึ่งดีงามเหมือนกับส่ิงหน่ึงในลักษณะของอุปมา
อรรถาลังการพัฒนาจนมีรูปแบบจํานวนมาก415 ปรากฏในคัมภีรอลังการศาสตรสมัยตางๆ ดัง
ตัวอยางในตารางท่ี 5 ขางตน ในสวนน้ีจะยกมาเปนตัวอยางเพียงบางสวนและจะไดแสดงในเชิง
ปริมาณไวโดยผูสนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติมไดในบทที่ 3 โดยการจัดอลังการดานความหมายเปน
กลุมตางๆ ตามลกั ษณะและเนื้อหาที่ปรากฏเพื่อใหงา ยตอการพิจารณาจงึ แสดงขอมูลเบื้องตนในรูป
ตารางการจัดกลุมอลงั การ ดงั นี้

ตารางที่ 6 การจัดกลมุ อลงั การตามลกั ษณะเนื้อหาที่ปรากฏ

กลมุ ท่ี ลักษณะอลงั การที่ใช ประกอบดวย

1 อลังการที่แสดงความหมายเปรยี บเทียบ อปุ มา รปู กะ วยตเิ รก

2 อลังการทแี่ สดงความหมายในรูปพลังจนิ ตนาการ อตุ เปรกษา

หรือการกลาวใหเกนิ จริง อตศิ โยกติ หรืออติศยะ

3 อลังการที่แสดงความหมายในการบรรยาย ชาติ หรือสวภาโวกติ

หรือพรรณนาความ

4 อลังการทแี่ สดงความหมายหลายระดบั เศลษะ อาเกษฺ ปะ

5 อลังการทแี่ สดงความหมายแฝงนัย วยาชัสตตุ ิ อปรสั ตุตประศงั สา

หรอื ขดั แยง กันเองตามธรรมชาติ สมาโสกติ หรอื อันโยกติ วโิ รธะ

การจัดกลุมอลงั การเพ่ือรวบรวมเปนหมวดหมูทําใหงายตอ ศึกษาและพิจารณาวากวใี ช
อลังการดานความหมายในลักษณะใด และใชอยางไร โดยจัดเปน 5 กลมุ ตามเนื้อหาทปี่ รากฏซ่ึงมี
ความเก่ียวขอ งกัน ในประเภทอลังการบางกลุมอาจจะมีกลุมยอยผูเรียบเรียงจะแสดงหัวขอยอ ยใหม
และจะกลาวถึงความแตกตางเปนแตละประเด็นไป การจัดกลุมยอยจะพิจารณาจากลักษณะที่
ปรากฏซึ่งแตกตางกันอยางชัดเจน ในอลังการประเภทน้ันๆ ท้ังน้ีเพ่ือใหมองเห็นลักษณะของแตละ
ประเภทชดั เจนยิ่งข้นึ รวมท้งั แสดงใหเ ห็นถงึ ลีลาการใชศ ัพทและการเปรยี บเทียบ อันแสดงใหเห็นถึง
ความพิถีพิถันในการรังสรรคคําประพันธและรูปแบบการประพันธอยางหลากหลายของกวีผูรจนา
สวนอลงั การประเภทใดซงึ่ มปี รากฏในจารึกแมบุญตะวนั ออก แตม จี ํานวนนอ ยไมเพียงพอท่ีนํามาเปน
ตวั อยา งเปรยี บเทียบและวิเคราะหหรือไมส ามารถจัดเขา เปนกลมุ ใหมไ ดผ ูว จิ ยั จะไมนํามากลาวไวเปน
แผนกหนึง่ อรรถาลังการทีป่ รากฏอยา งโดดเดน ในจารกึ แมบ ุญตะวนั ออก มีดังน้ี

415A.K. Warder, Indian Kavya Literature vol. 4 (Delhi: Motilal Banarsidass, 1972-1983), 117.

300 • จารึกแมบ่ ญุ ตะวันออก 297

กลุม ที่ 1 อลงั การท่แี สดงความหมายเปรียบเทียบ
หลักการจัดกลุมน้ี คือ ใชหลักการเปรียบเทียบข้ันพื้นฐานท่ีกวีนิยมใชโดยท่วั ๆ ไป มิได
มีความซับซอนซอนนัย หรือแสดงใหเห็นถึงพลังแหงจินตนาการของกวีผูแตงอันเปนลักษณะพิเศษ
เฉพาะตนทเ่ี ปน พรสวรรคและมมุ มองเฉพาะของกวผี แู ตง เปนแตเพียงนําลักษณะเดนอันเปนที่เขาใจ
ไดงายของส่ิงหนึ่งมาเปรียบเทียบกับอีกสิ่งหน่ึงเปนการเปรียบเทียบที่เกิดจากความคลายคลึงกัน
เพ่ือใหเนอ้ื หาที่กวีตอ งการสื่อมคี วามนาสนใจอันเปนกลวิธีที่เปนศลิ ปะแสดงออกถึงความสามารถใน
การใชภาษาของกวีผแู ตง โดยอลงั การท่ีแสดงความหมายตามลักษณะการจัดกลุมในกลุมน้ีที่สําคัญมี
3 ประเภท คอื อปุ มา รปู กะ และวยติเรก ดงั จะไดก ลา วตอ ไปนี้
1. อุปมา (upama)Æ คือการนําสิ่งท่ีกวตี องการแสดงลักษณะเดน ไปเปรียบเทียบกับอีก
สิง่ หนึ่งท่ีมีลักษณะเดนเปนทีร่ จู ักหรอื เปน ทย่ี อมรบั กนั แลว โดยมีศพั ททบี่ ง การเปรียบเทียบ คือคาํ ทมี่ ี
ความหมายทํานองวา คลา ย เหมอื น เปนคําแสดงความหมายเปรียบเทยี บ เชน ดวงหนา นางนวลดุจ
ดวงจนั ทร ในประโยคน้ี ดวงจันทรเปนหลักในการเปรียบเทยี บเรียกวา อุปมาน ลักษณะเดนท่ีวาคือ
แสงนวลกระจาง สิ่งที่กวีนําไปเปรียบคือดวงหนาของนาง เรียกวา อุปไมย ลักษณะรวมของอุปมาน
กับอุปไมย (ความนวลกระจาง) เรียกวา สาธรรมยะ อุปมาเต็มรูปแบบจึงมีองคประกอบทง้ั 4 สวน
แตหากลักษณะเดนเปนที่เขาใจกันโดยทั่วไปก็อาจละเลยสวนนี้ได เชน ดวงหนาดุจดวงจันทร (ละ
อุปมานคือความนวลกระจางไวในฐานที่เขาใจ)416 อุปมาท่ีปรากฏในจารึกแมบุญตะวันออกแบงได
เปน 4 ประเภท417คือ ปฺรตฺยโยปมา อวฺยโยปมา สมาโสปมา และตุลฺยารฺโถปมา ตัวอยางและ
คําอธบิ าย มดี งั นี้

1.1 ปฺรตฺยโยปมา คอื การนําส่งิ ท่กี วตี อ งการแสดงลกั ษณะเดนไปเปรียบเทียบกับอีก
สิ่งหน่ึง โดยใชอักษรหรอื คําที่ตอเติมซึ่งแปลวา เหมือน เปนตน ไวตอนทายคาํ สันสกฤตสามารถผัน
รูปได พบในโศลกท่ี 42, 51, 69, 121, 199 และโศลกท่ี 210 อุทาหรณม ีดังนี้

ตวั อยา งที่ 1

nißamya saumitrim ivabÆ hiyaÆne
bhigarjjitan nirjjitameghanadÆ am |
tuÆryyadhvanimá yasya daßasÆ yatulyair
durÆ adÆ dvisaá dbhir vibhayamÆ á babhuvÆ e || 42

416กุสุมา รกั ษมณ,ี วเิ คราะหว รรณคดไี ทยตามทฤษฎีวรรณคดีสันสกฤต, 28.
417วาคฺภฏ, อลังการศาสตร, แปลโดย ป.ส.ศาสตรี, 78-79.

จารึกแมบ่ ุญตะวนั ออก • 239081

พวกขาศึกที่เปรียบไดกับราวณะ คร้ันไดฟงเสียงเคร่ืองดนตรีในการเดินทัพของ
พระองค ก็ไดหวาดหว่ันส่ันไหว เหมือนราวณะไดยินเสียงลูกของนางสุมิตร (พระลักษณ) ผู
ชนะเมฆนาท (อินทรชติ ) ไดแลว มเี สยี งคาํ รามกึกกองในเวลาเดินทัพ

บทนเ้ี ปน ปรฺ ตยฺ โยปมา ในคาํ วา “พวกขา ศึกท่เี ปรยี บไดก บั ราวณะ” โดยใชคําวา
tulya แปลวา เปนเหมอื น (ปฺรตฺยย) ซึ่งสามารถผันรูปไดตอ ทา ยคําภาษาสันสกฤต (daßasÆ ya) แจก
รูปเปนวิภักติท่ี 3 พหุวจนะ ในบทน้ี ราวณะหรือทศกัณฐ เปนหลักในการเปรียบเทียบเรียกวา
อุปมาน สวนสิ่งท่กี วนี ําไปเปรียบเทยี บคอื พวกขาศึก เรียกวาอุปไมย โดยกวีไมไดกลาวลกั ษณะเดน
ไว ลักษณะรวมของอปุ มานกบั อปุ ไมย (ความหวาดหวั่นส่ันไหว) เรยี กวา สาธรรมยะ แตล ักษณะรว ม
ซงึ่ จะเขา ใจกันไดผ ูอา นจําเปนตอ งมีความรใู นเร่อื งรามายณะ โดยความขอนี้ กวีกลาววา กองทัพของ
พวกศัตรเู ปรียบไดกับกองทัพของราวณะหรือทศกัณฐทมี่ ีความหวาดหว่ันเพราะมีความคิดวาจะตอง
พายแพกองทพั ของพระเจาราเชนทรวรมันซง่ึ เปรียบประดจุ กองทัพของพระราม โดยกวีกลาวใหเห็น
ภาพวาราวณะไดยนิ เสียงเครอื่ งดนตรีในการเดนิ ทัพ เหมือนไดย นิ เสยี งของพระลกั ษณผูเปนโอรสของ
นางสุมติ ราซ่งึ คร้ังหนึ่งไดใชลูกศรยิงอินทรชิตซ่ึงเปนนกั รบผูเกงกลา และเปนบุตรของตนตาย เมื่อได
ยินเสียงการเคลื่อนทัพของฝา ยตรงขา มอีกคร้ังทําใหเกิดความหวาดหว่ันสั่นไหว ความหวาดกลวั ของ
ราวณะท่บี งั เกดิ ข้ึนดังกลาวนี้กวีกลา ววา เทียบไดกับการที่พวกศัตรไู ดยนิ เสยี งเครือ่ งดนตรีและความ
กึกกองในการเดนิ ทัพของพระเจา ราเชนทรวรมนั แลวบงั เกิดความหวาดกลวั ฉะนั้น

ตัวอยา งท่ี 2

sa kalpayamÆ asÆ a mahendrakalpas
sadaÆ sadacÆ aÆravidhimá vidheyam |
ßaivaßrutismrátyudita[Æ m]á saparyyamÆ á
paryyapÆ tamasÆ aÆm iha devataÆnamÆ || 210

พระองคทรงเปนเหมือนมเหนทระ ทรงปฏิบัติตามแนวทางของคนดีอันเหมาะสม
ตลอดเวลา และทรงทําการบูชาซึ่งระบุไวในคัมภีรศรุติและคัมภีรสมฤติของไศวนิกาย แด
เหลาเทพท้ังหลายในทีน่ ้ี ตลอดทั้งเดือน

บทน้เี ปน ปฺรตฺยโยปมา ในคําวา “พระองคท รงเปนเหมือนมเหนทระ” โดยใชคาํ
วา kalpas แปลวา เหมอื น (ปฺรตยฺ ย) ซงึ่ สามารถผันรูปไดตอทายคาํ ภาษาสันสกฤต (mahendra) ที่
เปนตัวอุปมาน ในบทนี้ พระมเหนทระ (พระอินทร) เปนหลักในการเปรียบเทียบเรียกวา อุปมาน
ลักษณะเดนท่ีวาคือการปฏิบัติดีและการทําการบูชายัญ ในบทน้ีสิ่งที่กวีนําไปเปรียบคือพระเจา
ราเชนทรวรมัน เรียกวาอุปไมย ลักษณะรวมของอุปมานกับอุปไมย (คอื การปฏิบัติดแี ละการทําการ

302 • จารึกแมบ่ ุญตะวนั ออก 299

บูชา) เรียกวา สาธรรมยะ โดยชาวฮินดูเช่ือวาผูที่จะไปเกิดเปนพระอินทรไดเพราะสมัยเปนมนุษยได
ทําความดีอยางย่ิงยวดและตองทําการบูชายัญบอยคร้ังจนนับคร้ังไมถวน ซ่ึงมีองคประกอบทั้ง 4
สวนครบถวนตามแบบอลงั การทีเ่ รียกวาอปุ มา

1.2 อวฺยโยปมา คือ การนําส่ิงท่ีกวีตองการแสดงลกั ษณะเดนไปเปรียบเทยี บกับอีก
สิ่งหน่ึง โดยใชค ําสันสฤต เชน อิว เปนตน อันไมผนั รูปไปตามวิภัติ พบในโศลกที่ 11, 13, 14, 29,
30, 37, 51, 67, 72, 73, 79, 103, 138, 193 ซงึ่ มีอุทาหรณด งั น้ี

ตัวอยางท่ี 1

dugdhamÆ vuraÆßer iva puÆrnánaá candraß
candá áaÆṅßuratnaÆd iva citrabhaÆnuhá |
ßuddhanÆ vayadÆ yo nitaramÆ á vißuddhahá
pradÆ urbabhuÆvaÆkhilabhuÆpavandyahá || 14

พระองคผูบริสุทธิ์อยางยิ่ง ควรถูกนอมไหวโดยพระราชาทั้งหลายทั้งมวล ไดเกิดข้ึน
แลวจากวงศที่บริสุทธิ์ เหมือนพระจันทรเต็มดวงท่ีเกิดจากทะเลนํ้านม ดุจไฟวิเศษเกิดจาก
แกว ของพระอาทติ ย (จิตรฺ ภานุ)

ตวั อยา งทย่ี กมานี้ กวใี ชอุปมาลังการเปรียบเทียบอยา งเต็มที่ บทน้ีตองทําความ
เขาใจกับสง่ิ ท่ีใชเปนหลักเปรียบเทยี บกอน น่ันคือ ทะเลน้ํานม และพระจันทร กวียกทะเลน้ํานมซงึ่ มี
ลักษณะเดนรูกันวามีสีขาวบริสุทธิ์อยูกลางมหาสมุทรหรือท่ีรูจักกันวาเกษียรสมุทรมาเทียบกับวงศ
ท่ีบริสุทธ์ิซ่งึ สืบตอกันมาอยางไมขาดสายจากชนช้ันสูง คือ พราหมณและกษัตริยของพระเจาราเชน
ทรวรมนั และตามคตฮิ ินดูพระจันทรเกิดจากการกวนเกษียรสมุทรนับวาเปนสิ่งที่วิเศษอยา งหน่ึง กวี
นําพระจันทรซ่ึงเปนสิ่งวเิ ศษนี้มาเปรียบเทียบกับพระเจาราเชนทรวรมัน นอกจากน้ียังเปรียบเทียบ
ตอไปอีกวาวงศอ ันบริสุทธิ์น้ีเหมือนกับดวงแกวของพระอาทิตย และไฟวิเศษทเ่ี กิดจากแกววิเศษ ก็
เปรียบไดกับพระเจาราเชนทรวรมันท่ีประสูติจากวงศที่พิเศษ (สูงสง) จึงสรุปไดวาพระองคบริสุทธ์ิ
อยางย่ิง โศลกนี้นําอุปมาน-อุปไมย มาเปรียบสองคแู ละสองคร้ังเลยทีเดียว โดยคร้ังแรกกวียกทะเล
นํ้านม และแกวพระอาทิตย (อุปมาน) มาเปรียบเทียบกับวงศของพระเจาราเชนทรวรมัน (อุปไมย)
การเปรียบเทยี บครั้งที่ 2 กวียกเอาพระจันทรและไฟวิเศษท่ีเกิดจากแกวพระอาทิตย (อุปมาน) มา
เปรียบเทียบกับพระเจาราเชนทรวรมัน (อุปไมย) โดยละลักษณะเดนอันเปนท่ีเขาใจไดไว ซ่ึงเปน
อลงั การทงี่ ดงามอีกรูปแบบหน่ึงอนั เปน ทีน่ ิยมอยางแพรหลายในงานวรรณคดี

จารึกแม่บญุ ตะวนั ออก • 330003

อนึ่ง ฎีกาจารย หรอื อาจารยผูกลาวแกขยายความอุปมา เรียกอุปมาลกั ษณะนี้
วา อุปมานสมุจจโยปมา เพราะกลาวอุปไมยหลายๆ อยางไวดวยกัน บางก็เรียกวา มาโลปมา
หมายถึง อุปมาเหมอื นพวงมาลยั 418

ตวั อยางที่ 2

yadarÆ kkavimvadÆ iva hemakumbhadÆ
ambhomrátenagÆ alataÆbhiseá kahá |
tatahpá rabhráty eva vivrdá dhibhajÆ aÆ
bhuÆtamá himaÆṅßor iva yasya laksmá yaÆ || 30

เมอ่ื ใด พระองคเ ปน ผูไดรับการอภเิ ษก(รด)จากนาคลดาดวยนํ้าอมฤตจากหมอทองคํา
ซึ่งมีสัณฐานเหมอื นพระอาทติ ย จําเดิมแตน้ันเปนตน มาความงามของพระองคทรงมเี พ่ิมพูน
ขึ้นเรอื่ ยๆ ดจุ ความงามของพระจันทร ฉะนน้ั

ตัวอยางทย่ี กมานี้ กวเี ปรียบหมอ ทองคํากบั รปู ทรงของพระอาทิตย ลักษณะเดน
ท่ีกวีตองการนํามาเปรียบคือมีสัณฐานกลมเหมือนกัน โดยยกรูปทรงของพระอาทิตยเปนอุปมาน
สวนหมอทองคําเปนอุปไมย การประพันธเนื้อความกวีใช อิว ศัพทในการเชื่อมแสดงความ
เปรยี บเทียบจงึ จัดเปนอลังการดานความหมายตามลักษณะอวฺยโยปมา

1.3 สมาโสปมา คือ การนําส่ิงที่กวีตอ งการแสดงลักษณะเดนไปเปรียบเทยี บกับอีก
ส่ิงหนึ่ง โดยใชค ําสมาสอันสามารถแถมความวา เหมือน เปนดุจ เปนตน ใหแกความหมายของคาํ ที่
เขา สมาสอยูนน้ั พบในโศลกท่ี 3, 9, 34, 168 และโศลกท่ี 186

ตวั อยางที่ 1

jírnná aá Æhíndrenaá vidhrtá aÆ saÆcaleyan caled iti |
yuÆni nuÆnam nyadhadÆ vedhaÆ yatraÆhíne vasundharaÆm || 168

แผนดินเกานี้นั้นถูกปกครองโดยพระเจาแผนดินผูชั่วรายประดุจงูพิษ จึงสั่นไหวแลว
เพราะเหตุน้นั พระผูส รา ง (พระพรหมา) ม่ันใจจึงไดมอบแผน ดินไวกับพระองคผูยังหนุมและ
สมบูรณแ บบ

ตัวอยางท่ียกมานี้ กวีเปรียบเทียบกษัตริยชั่วรายกับงูพิษ สิ่งท่ีใชเปนหลัก
เปรยี บเทียบ คอื งพู ิษ (อปุ มาน) ซ่ึงมีลักษณะที่เขาใจกันไดวามีพิษรายแรงสามารถฆาคนไดเปนท่ีนา

418เร่อื งเดียวกัน, 80.

304 • จารึกแมบ่ ุญตะวนั ออก 301

หวาดกลัวสําหรับผูพบเห็น สวนสิ่งท่ีกวีนําไปเปรียบเทียบ คือ กษัตริยชั่วราย (อุปไมย) เปนอันให
เขาใจไดวาความชั่วรายของกษัตริยก็เหมือนพิษของงูคือฆาคนใหตายไดเหมือนกันท้ังเปนผูที่นา
หวาดหว่ันเมือ่ เขา ใกล การเปรยี บงูพิษกับกษัตรยิ ช ว่ั จงึ ทาํ ใหเ ขา ใจความไดช ดั เจน โดยคาํ เช่ือมแสดง
ก า ร เ ป รี ย บ เ ที ย บ ท่ี ย ก ม า เ ป น คํ า ที่ เ พิ่ ม เ ข า ม า ใ น ท า ม ก ล า ง บ ท ส ม า ส คํ า ภ า ษ า สั น ส ก ฤ ต ว า
jírnánaá hÆ índrenaá จงึ จดั เปนอปุ มาประเภทสมาโลปมา

ตวั อยางท่ี 2

uccavÆ acair uccapadadÆ hirudÆ áhair
grahair bhiyeva krtá avigraho pi |
arÆ opito yas svayam apy akaÆṅksáas
simáhaÆsane hatÆ áakaßailatuṅge || 34

แมพระองคเองจะไมมีความตองการก็ไดทะยานข้ึนไปโดยตําแหนงที่สูงแลว บนราช
บัลลงั กทส่ี งู สง เหมอื นเขาพระสเุ มรุ ถงึ จะเปนผูท าํ สงครามก็เหมือนกับจะกลัวดาวนพเคราะห
ทงั้ หลายจะโคจรผดิ ทาง

ตัวอยางทยี่ กมานี้ ในคาํ วา “ราชบัลลังกท่ีสูงสงเหมือนเขาพระสุเมร”ุ ในบทน้ี
เขาพระสเุ มรุ เปนหลกั ในการเปรยี บเทียบเรียกวา อุปมาน ลกั ษณะเดนท่ีวา คอื สูง, สูงสง ในบทนี้สงิ่
ท่ีกวีนําไปเปรียบคอื ราชบัลลังของพระเจาราเชนทรวรมัน เรียกวาอุปไมย ลักษณะรวมของอุปมาน
กับอุปไมย คอื ความสงู สง เรียกวา สาธรรมยะ ซ่ึงเปนลักษณะเดน เปนที่เขาใจกัน ความหมายก็คือ
ราชบัลลงั กของพระองคส งู สง เหมือนเขาพระสุเมรที่สูงสง โดยคาํ เช่ือมแสดงการเปรียบเทยี บที่ยกมา
เปนคาํ ท่ีเพ่มิ เขา มาในทามกลางบทสมาส จึงจัดเปนอปุ มาประเภทสมาโลปมา

จากขอมูลในจารึกผูวิจัยพบ นอกจากปรากฏเปนลักษณะเดนในบทท่ีเปน
อลังการประเภทอุปมาแลว ลักษณะของสมาโลปมายังปรากฏในคําศัพทท ี่ใชดวย เชน ในโศลกท่ี 1
คาํ วา kanjÁ adrká – ผมู ตี าเหมอื นดอกบวั (พระนารายณ)

1.4 ตุลฺยารฺโถปมา คือ การนําสิ่งท่ีกวีตองการแสดงลักษณะเดนไปเปรียบเทยี บกับ
อีกสิง่ หน่งึ โดยแปลหนนุ คาํ อันมคี วามหมายวา เหมือน เปนดจุ เปนตน ใหแกความหมายของคําที่ใช
เปรียบเทียบ พบในโศลกท่ี 12, 22, 76, 122, 204 และโศลกที่ 206

ตัวอยา งท่ี 1

− −  nadÆ ríndram udírnánasimáhamá
yatraÆdhiruÆdhá e sati tívradhamÆ ni |
na tarÆ akahÆ á kevalam astabhaÆso
patan nrpá anÆ áaÆmá maniá maulayo pi || 76

จารึกแมบ่ ญุ ตะวันออก • 3025

เมื่อพระองคเสด็จข้ึนสูสีหบัลลังกท่ียกสูงขึ้นอันเปนดุจภูเขาหิมาลัย..... จึงทรงมีพระ
ราชอาํ นาจกลา แกรง ไมเพียงแตหมดู าวเทา น้ันที่จะหมดรศั มี แมแ ตม งกุฎแกว มณีของกษตั ริย
ท้งั หลายกไ็ ดรวงหลน ลงแลว

บทนี้ในคําวา “สีหบัลลังกท่ียกสูงข้ึนอันเปนดุจภูเขาหิมาลัย” โดยนําภูเขา
หมิ าลยั (adríndram) มาเปรียบเทยี บกับ สีหบัลลังกของพระเจาราเชนทรวรมัน (simáhamá) ส่ิงที่ใช
เปนหลักเปรียบเทียบ คือ ภูเขาหมิ าลัย (อุปมาน) ซ่ึงมลี ักษณะเดนเปนที่รูกันวา เปนยอดเขาที่สูงท่ีสุด
ในโลก มาเปรียบบเทียบกับสีหบัลลังกของพระเจาราเชนทรวรมัน (อุปไมย) ทั้งสองอยางน้ีมี
ลกั ษณะรว มของอปุ มานอปุ ไมย ในบทน้มี ีลักษณะแปลหนนุ คาํ วา เปน ดุจ เขา มาแตไ มใชบทสมาส จึง
ควรจัดเปนอุปมาประเภทตุลฺยารฺโถปมา บทน้คี ลา ยกับบทกอนหนา คอื โศลกท่ี 34 ตางกันเพียงบท
กอนหนาเปน คาํ สมาสท่ีเพิม่ คาํ วา เหมือน หนุนเขาเขา มาในทา มกลางสมาสเทานน้ั การนําความขอน้ี
มาเปนตัวอยางจึงทําใหมองเห็นความแตกตางในการใชศัพท ภาษา และการแบงประเภทยอย
ดังกลาว อีกท้ังทําใหเห็นความนิยมวาเม่ือจะเปรยี บเทียบถึงความสูงสงและยงิ่ ใหญแหงราชบัลลังก
กวีมกั นาํ ไปเปรียบเทยี บกบั ภเู ขา

ตัวอยา งที่ 2

yaÆ namÆ naÆpi mahendradevyabhihitaÆ bhuÆbhrtá sutaiveßvarí
deví divyavilaÆsiníbhir asakrtá saṅgíyamanÆ astutihá |
bhasÆ vadvaṅßa  −  −   puradÆ híßavÆ aníßatÆ majo
yaÆmá sampá raÆpya mahendravarmmanrpá atis saÆrthaÆm
adhadÆ íßataÆm ||

พระนางนั้น แมเปนเพียงพระธิดาของพระเจาแผนดินผูมีอิสริยยศยิ่งใหญ ก็เปนดุจ
เทพธิดา มีคําสดุดีที่ถูกขับกลอมหลายคร้ังโดยนางฟาทั้งหลาย จึงถูกขนานพระนามวา
“มเหนทรเทว”ี พระราชาพระนามวา “มเหนทรวรมนั ” ผเู ปน พระโอรสของพระเจาแผน ดนิ ผู
เปนเจาแหงเมือง.......... หลังจากไดรับ(อภิเษกสมรส)ซ่ึงพระนางนั้นแลว ไดทรงไวซึ่งความ
ย่งิ ใหญ พรอ มดว ยทรพั ยสมบัติ

โศลกที่ 12 ขางบนนี้ในคําวา “เปนดุจเทพธิดา” โดยกวีนํา นางฟา หรือ
เทพธิดา (deví) มาเปรียบเทยี บกับ พระนางมเหนทรเทวี ส่ิงท่ีใชเปนหลักเปรียบเทียบ คือ เทพธิดา
(อุปมาน) ซึ่งมีลักษณะเดน เปนทร่ี ูกันวาเปนสตรีที่มีความงดงามและสูงสง มาเปรียบบเทียบกับพระ
นางมเหนทรเทวี (อุปไมย) ท้ังสองอยางนี้มีลักษณะรวมของอุปมานอุปไมย ในบทน้ีมีลกั ษณะแปล

306 • จารกึ แมบ่ ญุ ตะวันออก 303

หนุนคําวา เปน ดุจ เขามาแตไ มใชบทสมาส จึงควรจัดเปนอุปมาประเภทตุลฺยารฺโถปมา และยังขยาย
ใหย ง่ิ ขน้ึ ตอ ไปอกี วา แมแ ตพวกนางฟา ยังกลาวสดดุ บี อยครง้ั ทําใหอ ปุ ไมยย่ิงเดน ชดั เขาไปอีก เปนการ
เลือกใชสง่ิ ที่นาํ มาเปรยี บเทียบไดอ ยางเหมาะสมและคคู วรในบทสดดุ ที ี่ใชเพอ่ื ยอพระเกียรติกษตั ริย

จากการศึกษาพบวากวีใชอ ุปมาในการเปรียบเทียบ 4 รูปแบบตามลกั ษณะการใชศัพท
ในภาษาสนั สกฤต รปู แบบท่พี บมากทส่ี ุด คือ อวยฺ โยปมา อันเปนการใช อิว ศัพทมาเปนคําเช่ือมเพ่ือ
ใชเปรียบเทยี บ แตก ารใชอุปมากวผี แู ตง จะไมน ิยมใชกบั บทปณามคาถา โดยการเปรียบเทียบเทพเจา
องคส ําคัญในศาสนาพราหมณก ับสิ่งอื่นอาจเนื่องมาจากเทพเจาองคสําคัญในสวนนีเ้ ปนผูที่สูงสงไมมี
สง่ิ ทค่ี ูควรในการใชเ ปรียบเทยี บ ในจารึกแมบ ุญตะวันออกพบที่เดียวในโศลกที่ 3 วา “(พระแมเคารี)
ผูมีการเดินเหมือนราชหงส” อนึ่ง โดยเหตุท่ีจารึกแมบุญตะวันออกแตงดวยภาษาสันสกฤตซี่งมี
พ้ืนฐานมาจากอารยธรรมอินเดียเปนสําคัญ ดังนั้น ผูอานจึงตองมีความรูความเขาใจในเรื่อง
วัฒนธรรมอนิ เดียและภารตวทิ ยาดวยจงึ จะทําใหมองเห็นภาพลักษณท ี่เดนชัดไดทง้ั หมด ในสว นนี้สิ่ง
ที่กวีมักใชในการเปรียบเทียบบอยครั้งไดแก เทพเจาและวีรบุรุษอินเดีย ซ่ึงแสดงถึงความรูเก่ียวกับ
เทพปกรณัมอินเดียของกวีผูแตง ส่ิงทีก่ วีใชเปรียบเทียบมากอันดับตอ มา คอื พระจนั ทร ภูเขา และ
พระอาทติ ย ตามลาํ ดบั และเรอื่ งราวท่ปี รากฏในสวนนีอ้ ยางน้ีทําใหทราบไดวาเร่ืองเทพปกรณัมและ
วีรบุรุษอินเดียที่มาในมหาภารตะและรามายณะไดม ีความนิยมอยางแพรห ลายในราชสํานกั สําหรับ
การใชอ ุปมาสว นใหญอ ยูในชวงดาํ เนนิ เร่อื งหรอื เลาเร่อื งท่แี ตงดวยอนุษฏภฉันทแ ละตริษฏภฉันทเ ปน
หลัก

พึงทราบวาในบางโศลกมีอลังการหลากหลายรูปแบบ เชน ในโศลกท่ี 51 มีทั้ง รูปกะ
ปฺรตฺยโยปมา และอวฺยโยปมา จึงควรอานรายละเอียดเรื่องคําจํากัดความของแตละหวั ขอใหดีจะทํา
ใหเ ขาใจไดง ายขนึ้ ดังน้ันบางคร้งั จงึ เห็นวาในโศลกเดียวกันนี้อาจถูกอางอิงวา ปรากฏในอลังการชนิด
อืน่ ดว ย

2. รูปกะ (rupÆ aka) อลังการประเภทน้ีเปนการเปรียบเทียบในลักษณะเชนเดียวกับ
อปุ มา แตโ วหารทีเ่ ปรยี บเทียบเปนการกลาวใหมวา สง่ิ หน่ึงเปนอกี สง่ิ หน่ึง ไมใชเพียงแคเหมือนกันกับ
ส่งิ หน่ึงเทา น้นั แตเ ปนส่งิ หน่ึงส่ิงเดียวกันเลย419 รูปกะหรืออุปลักษณเ ปนการเปรียบเทียบที่มีพ้ืนฐาน
มาจากอุปมาอีกที เมื่อรสู ึกวาอุปไมยหรือสิ่งที่จะนําไปเปรียบกับอุปมานนั้นสูงสง และมีคุณคามาก
หากจะเปรียบวา เหมือนกบั อุปมาน ก็ยังไมเพียงพอจึงถือวาเปนอุปมานเสียเลย420 เชน ดวงหนา ของ

419กสุ ุมา รกั ษมณ,ี วเิ คราะหว รรณคดไี ทยตามทฤษฎวี รรณคดีสันสกฤต, 28.
420เรือ่ งเดียวกนั , 78.

จารกึ แมบ่ ญุ ตะวันออก • 330047

นางคือดวงจันทร เปนตน ดังน้ัน จึงนิยามความหมายไดวารูปกะ คืออลังการท่ีกลาวอุปมานและ
อปุ ไมยเปนสงิ่ เดียวกนั เพราะมลี ักษณะเหมือนกัน แบงไดเ ปน 4 ประเภท421

2.1 ประเภทไมร วมคําท่กี ลา วถึงอุปมาน422แลอุปไมยเปนสมาส แตกลาวถึงลักษณะ
ของสองสิ่งน้ันโดยครบถวนเหมือนกัน มีอุทาหรณดงั นี้

ตวั อยา งท่ี 1

nidraÆvidraÆnaá drká strívaj jatáharenaá vÆ ahat prajahÆ á |
harir yyas tu hrádaiveßas subodhasphutaá paurusáahá || 121

พระองคท รงเปน พระหริผูม พี ระเนตรคลา ยจะหลบั ทรงปกครองประชาชนเหมือนสตรี
เล้ียงดูลูกๆ ดวยอก แตก ็ทรงเปน ผูม ีพระศิวะอยใู นพระทัย ทรงมีความเปน บุรษุ ปรากฏชัดเจน

ในขอนี้ กวกี ลาวใหเห็นลักษณะของพระหริวามีลกั ษณะอยางไร และพระองคก ็
มลี กั ษณะอยา งนนั้ เพราะพระองคก ค็ อื พระหริ (อวตาร) อนั เปน การแตงโดยใชอ ลังการรูปกะ และไม
กลาวถงึ ในลักษณะสมาส อกี ทัง้ นําลกั ษณะเดนอันไดแกดวงตาคลายจะหลับ หมายความวา มีดวงตา
ออนโยน มาเปรียบเทียบไดครบถวน คือ กวีมองวาพระหริมีดวงตา (พระเนตร) ออนโยน (อุปมาน)
พระเจาราเชนทรวรมันก็เชนกันคือมีดวงตาออนโยน (อุปไมย) จึงเปนการกลาวขยายความใหเห็น
ลักษณะรวมของท้ังสองโดยไมรวมคําไวในสมาส สวนประโยควา “ทรงปกครองประชาชนเหมือน
สตรีเลี้ยงดูลูกๆ ดว ยอก” พงึ ทราบวา เปน อทุ าหรณข องปฺรตฺยโยปมา

อนง่ึ จากการเปรียบเทยี บในลักษณะรปู กะน้ีทําใหสามารถทราบไดวา ในรัชสมัย
น้ี ความเช่ือในเร่อื งกษัตริยคอื เทพอวตารลงมามคี วามเขมขนขึ้นอยางชัดเจน เพราะกวีไดนํากษัตริย
ไปเปรียบเทียบกับเทพในตรีมูรติคือพระหริหรือพระวิษณุซ่ึงเปนมหาเทพองคสําคัญคือเปนเทพเจา
สูงสุดในไวษณพนกิ าย

ตัวอยางท่ี 2

saÆksáatÆ prajapÆ atir daksoá daksiá náaksaá naá m aksáinoá t |
sakalamá sakalaṅkamá yahá kalidosaá Ækaramá krátí || 153

พระองคทรงเปนทาวทักษะประชาบดีดวยพระองคเอง ทรงเปนผูกระทําบอเกิดแหง
ความผิดพลาดของกลิ พรอมทั้งจุดดางพรอยทั้งสน้ิ ไดทรงผานพนขณะแหงทักษิณา (ฤกษ
งามยามดี)

421วาคฺภฏ, อลงั การศาสตร, แปลโดย ป.ส.ศาสตรี, 34, 81-82.
422ตน ฉบบั ใชค าํ วา อุปมา แบบภาษาไทยซง่ึ มตี นเคา มาจากภาษาบาลี แตผ ูวจิ ัยเลอื กใชต ามทฤษฎสี ันสกฤตทใ่ี ชคําวา อุปมาน

308 • จารกึ แม่บญุ ตะวนั ออก 305

โศลกน้ี กวีใชอลังการรูปกะเปรียบเทียบในคํา วา “พระองคเปนทักษะ
ประชาบดีดวยพระองคเอง” เปนการแสดงความรูเร่ืองในเทพปกรณัมของผูแตง ผูอานจึงจําเปน
เขาใจเรอ่ื งราววา ทา วทกั ษะประชาบดีจัดเปน เทพพระสสรุ ะ (เทพพอ ตา) ใหกําเนดิ พระธิดามากมาย
ธิดาของทาวทักษะประชาบดีน้ันไปเปนมเหสีและชายาของเทพชั้นผูใหญหลายองค เชน พระศิวะ
พระจนั ทร พระกัศยปเทพบิดร เปนตน และเปนเจาแหงขณะ กวีนําทาวทักษะมาเปรียบกับพระเจา
ราเชนทร-วรมนั วาพระองคเองก็เปนเชนน้นั หมายความวาเปน ทาวทักษะบนโลกมนษุ ยอันมีลักษณะ
เหมือนทาวทักษะทุกประการ คือ ทรงมีประชาราษฎรมากมาย และเปนตนเหตุของฤกษยามงามดี
เพราะฉะน้นั กวจี งึ กลาววาเปนบอเกิดแหงความผิดพลาดของกลิ ซึง่ หมายความถึงกลียคุ หรือเทพกลิ
ซึ่งเปนเทพฝา ยชั่วรา ยมสิ ามารถกลํา้ กลายไดเลย จงึ เปน การกลาวขยายความใหเห็นลักษณะรวมของ
ทั้งสองโดยไมร วมคาํ ไวใ นสมาส

2.2 ประเภทไมรวมคําท่ีกลาวถึงอุปมานแลอุปไมยเปนสมาส และไมกลาวถึง
ลักษณะของสองสิ่งนั้นโดยครบถวน ประเภทน้ีปรากฏในจารึกแมบุญตะวันออก โศลกที่ 115 ในคํา
วา “สวนนันทวันคือสนามรบ” ซ่ึงเปนเพียงสวนประกอบของตน กัลปพฤกษที่ตองการขยาย กวีจึง
ไมไ ดขยายซ้ําวา สวนนันทวันมีลักษณะอยางไร แตเปนที่ทราบกันในหมูผูศึกษาเร่ืองราวของฮินดูวา
เปนอุทยานท่อี ยูบนสวรรค ซง่ึ จะไดก ลา วในหวั ขอ ถดั ไป

2.3 ประเภทรวมคาํ ทก่ี ลา วถงึ อปุ มานแลอปุ ไมยเปนสมาส และกลาวถึงลักษณะของ
สองสงิ่ น้นั โดยครบถวน

ตัวอยางที่ 1

rudÆ haá há ßrínandane yasya ranáe raktaÆsipallavahá |
vahÆ ukalpadrumo diksáu yaßahápußpam avakÆ irat || 115

ตนกัลปพฤกษคอื แขนของพระองค ท่ีมกี ่ิงคอื ดาบที่แดง (ไปดวยเลือด) ถูกปลูกไวแลว
ในสวนนันทวันคอื สนามรบ ไดแพรกระจายแลวซ่งึ ดอกไมค ือเกียรติยศของพระองค ในทุก
ทิศทาง

ตัวอยางทย่ี กมานเ้ี ปนการยกเปรยี บเทียบถึง 4 คร้ัง ระหวางตน กัลพฤษกับแขน
กิ่งกับดาบ สวนนันทวันกับสนามรบ ดอกไมกับพระเกียรติคุณ โดยมีความเกี่ยวเน่ืองกันจึงเปนการ
อธิบายลักษณะไวอยางครบถวน พึงทราบวา ตนกัลปพฤกษมีกิ่งสีแดงถูกปลูกไวในสวนนันวันบน
สวรรคม ีดอกทีแ่ พรกระจายกล่นิ หอม สวนพระพาหา (แขน) ของพระเจาราเชนทรวรมัน ก็มีสีแดงไป
ดวยเลอื ดปรากฏแลวในสนามรบ ความสามารถในการรบน้ีเองทําใหพระเกียรตยิ ศฟุงกระจายไปทุก
ทิศทาง เมื่อกวีไดกลา วอธิบายลักษณะเชน นี้ทําใหเขาใจไดง า ยข้ึน คําที่ยกมา 3 ขอความหนุนคําวา

จารกึ แม่บุญตะวนั ออก • 3069

คือ เขามาในบทสมาสภาษาสันสกฤต จัดวาเปนอลังการรูปกะประเภทรวมคําที่กลาวถึงอุปมาแล
อุปไมยเปนสมาส และกลาวถึงลักษณะของสองสิ่งน้ันโดยครบถว น ยกเวนศัพทวาคาํ วาสวนนันทวัน
คือสนามรบซง่ึ ไมไ ดเ ปน คาํ สมาส สวนน้ีจึงจดั อยูใ นการรวมคาํ ทก่ี ลาวถงึ อุปมาแลอปุ ไมยเปน สมาส

ตัวอยา งท่ี 2

ßisátoá patisátaá m pratipadya sadyahá
ksáetramá yam utkrsá átáamakrsá átáapacyam |
ßraddhamÆ bhasaÆ siktam aruksáad uccaiß
ßasÆ trasya casÆ trasya ca víjam agryam || 22

เมล็ดพืชแหงตําราวิชาการและวิชาอาวุธท่ีดีเยี่ยม ที่ไมถูกถอนและถูกตม ครั้นมาถึง
พระองคผูถูกสอนและอบรมแลว ผูเปนดุจนาที่ถูกไถเตรียมไวดีแลว ถูกราดแลวดวยนํ้าคือ
ศรัทธาก็ไดงอกสงู ขน้ึ ในทันที

ตัวอยางท่ียกมานี้เปนการกลาวเปรยี บเทียบระหวางน้ํากับศรัทธาวาเปนอยาง
เดยี วกัน แตไ มก ลา วลักษณะอยางละเอยี ด คงใหเ ขาใจไดว าน้าํ ทาํ ใหพืชเติบโตงอกสูงไดฉันใด ศรัทธา
ก็ทําใหเ กดิ ความรูในวชิ าการไดมากมายฉนั น้ัน จึงยกเปนอทุ าหรณในสว นน้ี

2.4 ประเภทรวมคาํ ท่ีกลาวถึงอุปมานแลอุปไมยเปนสมาส แตไมกลาวถึงลักษณะ
ของ สองสง่ิ นั้นโดยครบถวน

ตวั อยางท่ี 1

yasya víryyanÆ iloddhrtá o dhamÆ adhumÆ adhvajo yudhi |
dvidvá adhunÆ aÆmá vidhumÆ o pi vasÆ pá adhaÆraÆm avarddhayat || 113

ไฟคอื พระราชอํานาจของพระองค ถูกพัดข้ึนดวยลมคือความกลาหาญในสนามรบ แม
ปราศจากควนั ก็ทําใหสายธารนํ้าตาแหงภรรยาของขาศึกทั้งหลายหล่ังไหลได

ตัวอยางท่ียกมานี้ กวีใชอลังการรูปกะเปรียบเทียบ ระหวางไฟกับพระราช
อํานาจ หรือพระเดชของพระเจาราเชนทรวรมัน วาเปนอยางเดียวกัน แตไมไดบอกวามีลักษณะ
อยางไร ทาํ ใหตองคิดตามให วาไฟถูกลมพัดโหมก็ทําใหลุกโชน พระราชอํานาจที่ประกอบดว ยความ
กลาหาญก็เชนกันทําใหกลาแกรง ไฟไมมีควันก็ทําใหหลั่งนํ้าตาได พระเดชของพระองคก็ทําให
ภรรยาขา ศกึ ตองเสยี นํ้าตาอนั เนื่องมาจากความเดือดรอนใจวาสามีจะโดนพระเจาราเชนทรวรมันฆา
เปนแน นี้คือการไมกลาวลักษณะของสองส่ิงไว เพียงแตสามารถคิดตามได และการใชศัพทสมาส

310 • จารึกแม่บุญตะวนั ออก 307

หนนุ คาํ วา คือ ในทา มกลางคาํ สันสกฤตวา dhamÆ adhumÆ adhvajo จึงจัดเปนอลังการรูปกะประเภท
รวมคาํ ทกี่ ลาวถึงอุปมาแลอปุ ไมยเปน สมาส แตไมกลาวถงึ ลักษณะของ สองสงิ่ น้นั โดยครบถวน

ตวั อยา งท่ี 2

satyavimuÆdáhasya pataṅgasaÆmyamá
sametya sanÆ anda ivaÆrivarggahá |
yadvahÆ udanádáarÆ aniá janÁ jvalantamá
tejonalamá yadvipade bhisáede || 51

กองทัพศัตรู แมจะรูอุปมาเรื่องคนที่เขลาตอความจริงเปรียบเสมือนแมงเมา แตก็
เหมือนกับมีความยินดเี ขาไปยงั แสงไฟทีล่ ุกโชนอันเกิดจากไมอรณิคอื ทอนแขนของพระองค
จงึ ไดพนิ าศไป

ตัวอยางที่ยกมานี้ดูไดในคําวา “ไมอรณิ (ไมสีไฟ) คือทอนแขนของพระองค”
ภาษาสนั สกฤตวา yadvahÆ udandá áarÆ aniá เปนการหนุนคาํ วาคอื มาในทามกลางสมาสสิ่งที่เปรียบเทียบ
วาเปนอยางเดียวกันคือไมสีไฟกับแขนของพระเจาราเชนทรวรมัน แตกวีไมไดใหรายละเอียดวา
เหมอื นกันอยางไร คงใหทราบแตเพียงวา ทําใหเกิดไฟไดเทา น้ัน จึงเปน อลังการรูปกะ ประเภทรวมคาํ
ทก่ี ลาวถงึ อุปมาแลอุปไมยเปนสมาส แตไมก ลาวถึงลักษณะของ สองสิ่งนน้ั โดยครบถว น

อลังการรูปกะน้ันเพื่ออจะกลาวใหงายตอความเขาใจจึงควรเทียบกับสํานวนไทยท่ีคุน
ชนิ คอื คาํ วา “อุปมา(น)เปนอยางไรอุปไมยก็เปนอยางน้ัน” การแยกขอปลีกยอ ยท้ังหลายดังกลาวมา
น้ีชวยใหเห็นลักษณะกลวิธีการแตงและการใชอลังการรูปกะของกวี ซึ่งเปนเพียงมุมมองของทานผู
รจนาคัมภีรและตาํ ราเกี่ยวกับอลังการใหตางกันออกไปเทาน้ัน จากการศึกษาขอมูลในจารกึ แมบุญ
ตะวันออก สิ่งที่กวีนํามาเปรียบเทียบอลังการชนิดรูปกะซ้ํากันบอยคร้ัง คือ ดอกบัวและไฟ โดย
ดอกบวั เปรยี บเทยี บกับ ใบหนา (ของศัตร)ู ปรากฏในโศลกที่ 117, 185, 186 เปรยี บเทยี บกับพระ
บาท (ของพระเจาราเชนทรวรมัน) ในโศลกที่ 120 เปรียบเทียบกับดาบ ในโศลกที่ 136 สวนไฟ
เปรียบเทียบกบั พระเดชหรือพระราชอํานาจ ปรากฏในโศลกที่ 36, 113, 119, 144 เปรียบเทยี บกับ
ดาบ ในโศลกท่ี 117 รวมความแลว อลงั การรปู กะในจารกึ แมบ ุญตะวันออกปรากฏในโศลกที่ 22, 51,
80, 97, 109, 111, 112, 113, 115, 117, 119, 120, 121, 123, 124, 126, 130, 131, 136, 144,
146, 161, 185, 186, 195, 213

ลักษณะเดนของการใชอลังการประเภทรูปกะในจารึกแมบุญตะวันออกอยางหนึ่ง คือ
นอกจากเนนนํ้าหนักการเปรียบเปรียบโดยยกใหสิ่งหน่ึงมีลักษณะเปนอยางเดียวกับอีกสิ่งหนึ่ง ซ่ึง
แสดงความหนักแนนมากกวาอุปมาแลว ยังพบวาการเปรียบเทียบมีความตอเน่ืองกันลื่นไหลไป

จารึกแมบ่ ุญตะวนั ออก • 330181

ดวยกัน ตัวอยางการเปรียบเทียบเพื่อยกยองกษัตริย คือ ในขณะที่เปรียบเทียบพระพักตรของ
กษตั ริยฝ ายตรงขา มวา เหมือนดอกบวั แตเมอ่ื กลาวถงึ พระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 กลับกลาววามีพระ
บาทเหมือนดังดอกบวั แสดงนัยวา แมอวัยวะเบื้องสูงของกษัตรยิ เหลาอ่ืนเพียงเทากับอวัยวะเบ้ืองต่ํา
ของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 หรือมีลักษณะกมมาลงที่พระบาทของพระองคเ สมอ ซ่ึงแสดงความ
สูงสง กวา อยา งชดั เจน

3. วยติเรก (vyatireka) อลงั การประเภทนี้เปนการเปรียบเทียบส่ิงสองส่ิงวามีลักษณะ
เหมือนกัน แตยกยองใหส่ิงหน่ึงมีคุณลักษณะเหนือกวาส่ิงหนึ่ง อาจเปนอุปไมยเหนืออุปมาน หรือ
ในทางกลับกันก็ได เชน ดวงหนาของนางผุดผองทุกเวลา แตดวงจันทรงามเฉพาะเวลากลางคืน
เทานั้น423 มีอุทาหรณดงั ตอ ไปนี้

ตวั อยา งท่ี 1

ßastravranaá sÆ raßrutidhaÆrayaÆdrau
ruddho py aríndrair yudhi yo didípe |
dvitcá haÆyayaÆcchadÆ ita eva bhaÆnur
bibhrat tanutran tyajati svadíptim || 57

ในการสูร บบนภเู ขาซงึ่ มีกระแสโลหติ ไหลนองออกมาจากบาดแผลที่ถูกศาสตราวุธ แม
พระองคถกู บดบังดว ยเหลาอริราชศัตรู ก็ยังทรงเปลง ประกาย สว นพระอาทติ ยเพยี งแคถูกบด
บังดวยเงาของขาศกึ เม่ือจะปกปอ งตนเองก็ไดล ะทง้ิ แสงสวางของตนเองไปเสีย

ตวั อยา งทยี่ กมานี้ กวีใชอลังการวยติเรกแสดงภาพใหเห็นวา พระเจาราเชนทรวรมัน
มคี วามรงุ เรืองและกลา หาญในลกั ษณะท่เี หนือกวา พระอาทิตย

ตวั อยางท่ี 2

na svícikírsáur yudhi cakricakramá
bajranÁ ca no bajrabhráto pi jisná uá há |
yaß ßaktiyukto nu maheßvarasÆ tramá
sudussahamá praÆpya jitarÆ ivarggahá || 59

ในการสูรบ พระองคไมทรงปรารถนาจักราวุธของพระวิษณุ และแมวัชราวุธของพระ
อินทรใหเปนของตนก็ทรงมีชัยชนะได พระองคทรงประกอบดวยพระราชอํานาจทรงมีชัยชนะ
เหนอื ขาศกึ เพราะไดรบั แลว ซ่งึ ศาสตราวธุ ของพระมเหศวรท่ีตานทานไดยากย่ิง

423กุสุมา รกั ษมณ,ี วเิ คราะหว รรณคดีไทยตามทฤษฎวี รรณคดีสันสกฤต, 29.

312 • จารกึ แมบ่ ญุ ตะวนั ออก 309

ตัวอยา งทีย่ กมาน้ี กวีใชอลังการวยติเรกแสดงภาพใหเห็นวา พระเจาราเชนทรวรมัน
มีความเกงกลามาก พระองคมีชัยชนะขาศึกศัตรูโดยไดรับอาวุธจากพระศิวะ อาวุธน้ีเหนือจักราวุธ
ของพระวิษณุ และวัชราวธุ ของพระอินทร

ตัวอยา งที่ 3

simhá ena nopamaÆnaÆrho yasya ßauryyenáa samáyuge |
tathaÆ hi yadbhiyarÆ aÆtir adhyaßeta guhamÆ á harehá || 160

ไมค วรจะเปรยี บเทยี บความกลา หาญของพระองคในสงครามกับสหี ะ เพราะวา ขาศกึ ผู
หวาดกลวั พระองค เขาไปหลบซอนยังถํา้ ของสหี ะ

ตวั อยางที่ยกมาเพิ่มนพ้ี ึงทราบวามีเนื้อความคลายคลึงกับ ปรเิ ฉจที่ 4 โศลกที่ 85
ในหนังสืออลังการศาสตรของวาคภฏะ424 ซึ่งใชยกเปนตัวอยางอลังการท่ีช่ือวาวยติเรกเชนกัน วา
“จะวาพระเจาชัยสิงหกับราชสีห มีเดชเหมือนกันก็เอาเถอะ แตทหารของศัตรไู ดหนีสงครามกับฝาย
หนึ่งแลวก็รีบเขาปาโดยไมเกรงกลัวอีกฝายหน่ึง”425 แมในภาษาสันสกฤตมีลักษณะท่ีตางกันแต
เนอื้ หาคลายคลงึ กนั มาก จงึ ยกมาตั้งเปนขอ สังเกตถึงความนิยมในการเปรยี บเทยี บ

ลักษณะการใชวยตเิ รกในการเปรียบเทียบมักเปนการใชเพื่อยอพระเกียรตกิ ษัตรยิ  ส่ิงที่
ถูกใชในการเปรียบเทียบเสมอ คือ กษัตริยกับวีรบุรุษของอินเดีย เชน โศลกท่ี 89 และ 101
เปรียบเทยี บกับ การตตวีรยะ โศลกที่ 90 เปรยี บเทยี บกับพระอรชุน ซึ่งเปนกษัตริยยอดนักรบ โดย
กวีกลาววาพระองคเหนือกวา นอกจากน้ียังพบวานิยมเปรียบเทียบกับเทพเจาอ่ืนๆ ดวย แตเมื่อ
เปรียบกับพระศิวะไมปรากฏวามีลักษณะของการเปรียบแบบวยติเรก สวนดานความงามมัก
เปรยี บเทียบกับพระจันทร รศั มขี องพระจันทรแ ละกามเทพ ดานความรงุ เรอื งและอํานาจนิยมเปรียบ
กบั พระอาทิตยแ ละแสงพระอาทติ ย โดยกวีใชยอพระเกียรตวิ า พระเจาราเชนทรวรมนั ท่ี 2 เหนือกวา

สรปุ การใชอ ลังการในกลุมท่ี 1
ลกั ษณะการใชอ ลังการในกลมุ แรกนี้ พบวามีจุดมงุ หมายหลักในการใชเพื่อเปรียบเทยี บ
ใหเห็นลักษณะเดนเปนหลัก สิ่งสําคญั ที่จะทําใหเขาใจจารึกภาษาสันสกฤตในอาณาจักรกัมพูชาได

อยางถอ งแทแ ละชัดเจนคอื ผูอา นจงึ ตองมีความรูความเขา ใจในเรอื่ งวฒั นธรรมอินเดยี และภารตวิทยา

ดว ยจงึ จะทาํ ใหมองเห็นภาพลกั ษณท่ีเดน ชัดไดท้ังหมด โดยลักษณะเน้ือหาท่ีกวใี ชใ นกลมุ น้ีกเ็ พื่อ

424อลังการศาสตรข องวาคภฏะแตง ขึน้ ราวคริสตศตวรรษที่ 12 หรอื หลงั จารกึ แมบ ุญประมาณ 3 ศตวรรษ
425วาคฺภฏ, อลงั การศาสตร, แปลโดย ป.ส.ศาสตรี, 37, 118.

จารกึ แม่บญุ ตะวันออก • 3103

1. เปนการรักษาขนบของกวีผูใชภาษาสันสกฤตในการแตงวรรณคดี ดว ยการสืบสาน
ขนบเดิมที่เคยมีมา เชน

1.1 สืบสานขนบทางการแตงวรรณคดีดา นวรรณศิลป คือตองมีลีลาการประพันธใ น
ลักษณะของกวนี ิพนธ โดยใชภ าษาท่ีแสดงเนื้อหาใหน าสนใจกวา การเลา เร่ืองแบบธรรมดา

1.2 สืบสานขนบดานวรรณศิลปเพ่ือยกยองสดุดีวีรกรรมและแสดงถึงพระราช
อํานาจอนั ย่งิ ใหญของกษัตรยิ 

1.3 สบื สานขนบดานวรรณศิลปใ ชเพ่ือชมความงามและยอพระเกยี รติกษตั รยิ 
1.4 สืบสานขนบดา นความคดิ ความเขา ใจแบบกวอี นิ เดีย โดยสงิ่ ทนี่ ํามาเปรยี บเทยี บ
มักเปนสิ่งที่กวีสันสกฤตรูกันอยูแลว เชน ความสูงมักเปรียบเทียบภูเขาสิเนรุหรือเขาพระสุเมรุ พระ
เดชของกษัตริยมักเปรียบเทยี บกับแสงพระอาทติ ยห รือพระอาทิตย ความขาวบริสุทธ์ิมักเปรียบเทียบ
กบั เกษยี รสมุทร พระเกียรตยิ ศมสี ขี าว เปนตน
1.5 สืบสานขนบดานความเชื่อ เชน ผูเปนคนดีและบูชายัญบอยครั้งจนนับไมถวน
จะไดไปเกดิ เปนพระอินทร หรือ กษตั ริยเปนเทพเจา อวตารลงมาเกิด เปน ตน
2. เปนการหาจุดเหมอื นท่ีบง บอกถงึ ประสบการณและทัศนคติของผแู ตง

กลุม ท่ี 2 อลังการท่ีแสดงความหมายในรูปพลังจินตนาการหรือการกลาวใหเ กินจรงิ
หลักการจัดกลุม คือ อลังการกลุมนี้เปนความเปรียบท่ีแสดงมโนทัศนและพลังแหง
จินตนาการ จากมุมมองของกวีผูแตง รวมทั้งความเปรียบเกินจริงถามองจากความเปนจริงอาจรูสึก
วาเปนสิ่งเหลือเชื่อ เกินวิสัยท่ีจะเกิดขึ้นได เกิดจากความตั้งใจของกวีผูประพันธซึ่งตองการเนน
น้ําหนักเนื้อหาท่ีตอ งการสอ่ื ดวยถอยคํา เพ่ือสรางสรรคพลังภาษาและจินตภาพ ทําใหมีความหมาย
ลึกซ้ึงกินใจ จึงทําใหผูอานเกิดอารมณและความคดิ รวมตามกวีไปจนกอเปนจินตภาพ และสามารถ
กอความสะเทือนอารมณใ หแกผูอานไดอ ยางดี โดยอลังการท่ีแสดงความหมายตามลักษณะการจัด
กลุม ในกลุม น้มี ี 2 ประเภท คอื อตุ เปรกษา และ อติศโยกติ หรืออติศยะ ดังมรี ายละเอียดตอไปน้ี
1. อุตเปรกษา (utpreksaá )Æ อลังการประเภทน้ีมีความโดดเดนในจารึกแมบุญ

ตะวันออก เปนการกลาวแสดงจินตนาการของกวีผูแตงเปนการกลาวสมมติใหดู
ประหนงึ่ วามีลกั ษณะเปน อีกสง่ิ หนึ่ง โดยอาศยั การกลา วใหมองเห็นภาพของส่ิงหนึ่ง
โดยอาศัยคุณลักษณะของอีกส่ิงหนึ่ง โดยมากมักมีคําเชื่อม คือ ศัพท อิว มี
ความหมายวา ประหน่ึง ราวกับวา ลักษณะนี้เรียกวากลา วใหเห็นอยางแจมแจง

314 • จารึกแมบ่ ญุ ตะวนั ออก 311

ชัดเจน (วาจฺยา) และอีกลักษณะหน่ึงไมก ลา วใหชัดเจนแตใหเขาใจเอาเอง (ปฺรตีย
มานา)426 มปี รากฏดังตวั อยางตอ ไป

ตัวอยา งที่ 1

ambhojabhurÆ jjayati yo vadanaiß caturbhir
oṅkarÆ avarÆ idaravmá samam ujjagarÆ a |
ksáetrahÆ itan tribhuvanodayapuÆranáarÆ tham
utsuÆnatamÆ iva nayan nijavíjam aÆdyam || 6

ขอพระองคผูเกิดจากดอกบัว (พระพรหมา) ผูเปลง เสียงฟารองคือโอมออกมาพรอมๆ
กันดวยพระโอษฐท งั้ สี่ ราวกบั วา ตองการที่จะทาํ ใหเมล็ดเช้อื ของพระองคท ีม่ ีอยแู ตดงั้ เดมิ ทถ่ี ูก
หวานไวแ ลวในนาใหงอกขน้ึ มาใหม เพอื่ ความสมบรู ณข องการสรางโลกท้ังสาม จงชนะ

ตวั อยางที่ยกมาน้ี กวีใชอลังการประเภทอุตเปรกษาสรรเสริญพระพรหมา โดยกวี
มองวา เสียงฟารองนั้นไมใชฟารองจริงแตเปนเสียงท่ีพระพรหมาสวดโอมเพ่ือตองการจะสรางโลก
นอกจากน้ีทําใหเ รานึกตอไปอีกวาพระเวทท้ังสกี่ ็ออกมาจากพระโอษฐท้งั ส่ีของพระพรหมาในคราวน้ี
เอง และกวีมองวาเสียงสวดโอมของพระพรหมาเปนเสียงที่พระองคกําลังสรางโลกดวยการหวาน
เพาะเมล็ดเช้ือดั้งเดิมใหถือกําเนิดข้ึนมาใหมเพื่อความสมบูรณของโลกท้ังสาม โดยพ้ืนท่ีท่ัวท้ัง
จกั รวาลกวมี องวา เปน นาเพื่อเพาะเมล็ดเชื้อด้งั เดิมของส่ิงมีชีวิต ซ่ึงชาวฮินดูเขาใจวาเมล็ดเช้ือดั้งเดิม
มาจากพระผูเปน เจาและสุดทายก็กลบั ไปสูพระผูเปนเจา ซึง่ ดูเหมือนกวีจะกลาวเกินจริงไปก็ตาม แต
เปนการเปรียบเทียบท่ีทําใหเห็นภาพไดอ ยางชัดเจน นอกจากแสดงใหเห็นพลังจินตนาการของกวีผู
แตงแลว ยังแสดงใหเ หน็ ความเชื่อและความรูของกววี ามคี วามเช่ียวชาญรอบรใู นคมั ภรี ท างศาสนาอีก
ดวย

ตัวอยา งท่ี 2

mandaṅÆ ßumandá aá lavinirggatavarÆ idhaÆraÆ
mandaÆkiní jayati dhurÆ jjatáinaÆ dhrátaÆ yaÆ |
murÆ ddhnaÆ nagendratanayarÆ ddhaßarírasandhehá
premanÆ uvandhamiva darßayitum prakrsá tá áam || 7

ขอพระนางมันทากินีผูมีสายนํ้าไหลออกจากวงของพระจันทร ซึ่งถูกทรงไวโดยพระ
เศยี รดวยพระศิวะ ราวกับวาตองการแสดง(ใหเห็น)ความผูกพันธดวยความรักอยางมากมาย
เพราะการตดิ กันของรางกายครง่ึ หน่งึ กับลูกสาวของทา วหิมวัต (พระนางปารวต)ี จงชนะ

426จริ พัฒน ประพันธว ิทยา, “คาํ บรรยายเรือ่ ง จารึกสนั สกฤตในอินเดยี และกัมพูชา,” ใน ภาษา-จารึก 7, 11.

312

จารึกแมบ่ ญุ ตะวนั ออก • 315

ตวั อยางที่ยกมานี้ กวใี ชอลังการอุตเปรกษาแสดงภาพพระเทวีซงึ่ เปนชายาของพระ
ศิวะมหาเทพโดยอาศัยมมุ มองบวกกับความรอบรูในคัมภีรทางศาสนาพราหมณของกวี วา พระนาง
มนั ทากนิ ีหรอื พระแมคงคาไหลออกมาจากวงพระจันทรท่อี ยูบนพระเศียรของพระศิวะนนั้ การไหลที่
ไมขาดสายและเช่ือมโยงกับพระศิวะตลอดเวลาเชนน้ันราวกับวาพระนางนนั้ แสดงความรักตอพระ
ศิวะอยางทวมทนมากมาย ไมเ คยหายไปเปน นิตยน ริ ันดร เพราะชาวฮนิ ดเู ชอ่ื วาแมนํ้าคงคาเปนแมน้ํา
ที่ไหลมาจากบนสรวงสวรรคมีความบริสุทธิ์และไมเคยขาดสาย ผูใดไดอ าบหรือดื่มจะสามารถชําระ
บาปได ซึ่งแตเดิมตามความเชื่อทางศาสนา วา เนื่องจากพระแมคงคาเปนสายนํ้าที่เช่ียวกรากและ
รุนแรงจะทาํ ลายทุกส่ิงที่ไหลผาน พระศิวะจึงมาชวยใชพระเกศารองรับกระแสนํ้าจากพระแมคงคา
ชะลอใหไหลชาลง เพื่อลดความรุนแรง แตกวีมองวานั่นไมใชเหตุผลท่ีแทจริง อันท่ีจริงน้ีเปนการ
แสดงสายสัมพันธและความรักของพระแมคงคากับพระศวิ ะตางหาก ดังน้ัน โศลกนี้จึงแสดงใหเห็น
ศฤงคารสทชี่ ัดเจน คอื เมื่อพระแมค งคาแสดงความรักเชนนี้ พระศวิ ะผูมีกายครง่ึ หนึ่งอยูกับพระนาง
ปารวตีก็จริง แตก ็มีความรักในพระแมคงคาผูเปนชายาอีกองคหนึ่งเชนกัน เพ่ือจะแสดงความรักน้ัน
ใหปรากฏจึงเทิดทูนพระนางไวบนพระเศียร ขอนี้เปนการใชภาษาและถอยคําสรางจินตภาพจาก
มุมมองของกวีผูแตงซึ่งส่ือใหผูอานมีความรูสึกรวมและคิดตามไปอยางมีเหตุมีผลตอเนื่องเปนจินต
ภาพตราตรึงและดึงดูดอารมณของผูอานใหเกิดความลึกซ้ึง ความเขาใจ เห็นผลไดอยางพิเศษเกิน
กวาใชถอ ยคําแบบธรรมดา

ตัวอยางที่ 3

kahÆ amá bharttraÆ parityaktaÆ ßvapÆ adais sthatÆ um utsahe |
itivaÆripurí yasya pravÆ ißad davÆ apavÆ akam || 140

เมืองของศัตรูของพระองค โดดเขากองไฟ เหมือนกับคิดวา ฉันน้ีหรือถูกสามที อดทิ้ง
แลว ยงั จะสามารถตานทานเหลา สตั วดรุ า ยได

อลังการลักษณะนใี้ นภาษาไทยเรยี ก บคุ ลวัต หรอื บคุ ลาธิษฐาน คือการสมมตสิ ิ่งไมมี
ชวี ิต ไมมวี ญิ ญาณความรูสกึ หรือสิ่งมีชีวิตที่ไมใชมนุษยใ หมีกรยิ าอาการ ความรูสึกเหมือนมนุษย ซึ่ง
ในวรรณคดีสนั สกฤตถอื วาเปนสว นหน่งึ อตุ เปรกษา โศลกนี้กวใี ชจ นิ ตนาการโดยมองเห็นเมืองที่ถูกไฟ
เผาเปนเหมือนผูหญิงทก่ี ระโดดเขากองไฟ นอกจากเปน ความคดิ ท่ีกอจินตภาพใหแกผูอานแลว กวียงั
คํานึงถึงการเลือกใชศัพทไดเปนอยางดี โดยการใชศัพท purí (เมือง) เปนสตรีลิงคและเปนสิ่งที่มี
กริยาอาการความรูสึกเหมือนมนุษย เม่ือแตงตอไปถึงความคิดจึงสมมติใหเมืองของขาศึกน้ีเปน
ภรรยาของเหลากษัตริยท่ีท้ิงเมืองหนีเอาตัวรอด จึงแตงเปนลักษณะของผูหญิงถูกสามีทิ้งแลว

316 • จารกึ แมบ่ ญุ ตะวนั ออก 313

กระโดดเขากองไฟ วา “ฉันน้ีหรือถูกสามีทอดทิ้งแลว ยังจะสามารถตานทานเหลาสัตวดุรายได” ซึ่ง
เปนการเลือกใชศัพทและความคดิ ที่ตอ เน่ืองลื่นไหล โดยกวนี ําเรื่องวีรกรรมของนางสตี (ชายาพระ
ศิวะ) ทแ่ี สดงความรกั ความซ่ือสัตยต อพระสวามอี นั เปนความเช่ือของชาวอินเดียมาเชื่อมโยงแตง เติม
จินตนาการใหน าสนใจยงิ่ ขึ้น โดยแกน แทข องเน้ือความยงั คงชดั เจนอยูในภาษาและถอยคําท่ใี ช

ตวั อยา งท่ี 4

itthamá krtá o mayaÆ kaÆmo dagdha[há] kila pinakÆ inaÆ |
itíveßvaratanÆ níto vidhatÆ raÆ yo tisundarahá || 105

พระพรหมาคิดวา กามเทพท่ีเราสรางไวถูกพระปนากิน (พระศิวะ) เผาเปนจุลเสียแลว
ดังน้ี จึงนําพระองคผูมรี ปู งามเหลอื เกนิ มาสูความเปน ใหญแทน

อตุ เปรกษา 3 ตวั อยา งแรก เปนชนิดกลาวใหเห็นอยางแจมแจง (วาจฺยา) สวนโศลก
น้ีเปนตัวอยางการแสดงอุตเปรกษาชนิดท่ีไมกลาวไวชัดเจน แตใหเขาใจเอาเอง (ปฺรตียมานา) ซึ่ง
แตกตางจาก 3 ตวั อยางขา งตน และไมมศี ัพท อวิ หรือศพั ทท ่ีมลี ักษณะเดียวกันท่แี ปลวา เปนราวกับ
วา เปนดจุ เปน ตน โดยในโศลกน้ีกวีมองเห็นความงามของพระเจาราเชนทรวรมนั วาถูกสรางมาจาก
พระพรหมาเพื่อจะทดแทนกามเทพที่ถูกพระศิวะใชตาท่ีสามเผาเปนจุล เพราะเหตุท่ีกามเทพเปน
เทพผูที่รูกันวามีความงามเปนเลศิ กวาใครทั้งปวง แตบัดนี้ไมมีตัวตนจึงไมสามารถเห็นได ดังนั้น ถา
ใครอยากจะรูถึงความงามของกามเทพน้ันวางามเพียงใด ใหดูท่ีกษัตริยองคนี้เพราะพระองคไดถูก
พระพรหมาสรา งใหมีความงามแทนท่กี ามเทพ

จากการศึกษาผูเรียบเรียงพบวาอลังการอุตเปรกษามีอยูเปนจํานวนมากและโดดเดน
ท่ีสุดในจารึกแมบุญตะวันออก ซ่ึงอุตเปรกษาแบงตามลักษณะไดเปน 2 ประเภทดังไดแ สดงไวใน
เบ้ืองตน ประเภทท่ี 2 (ปฺริตียมานา) อาจจะยังเปนส่ิงใหมและกําหนดไดยากสําหรับผูไมสันทัด
วรรณคดีสันสกฤต ในสว นน้ีจงึ ขอแสดงขอมูลในเชิงปริมาณเฉพาะอลังการอุตเปรกษาชนิดท่แี จงแจง
ชัดเจน (วาจฺยา) ซึ่งพบในจารึกแมบุญตะวันออกโดยปรากฏในโศลกที่ 6, 7, 19, 23, 24, 27, 28,
31, 36, 38, 39, 41, 43, 44, 45, 47, 49, 62, 64, 83, 84, 91, 114, 116, 119, 120, 130, 131,
133, 136, 137, 140, 148, 154, 156, 158, 168, 170, 184, 189, 192, 194, 196, 197

2. อติศโยกติ หรืออติศยะ (atißayokti / atißaya) อลังการประเภทนี้เปนการแสดง
จินตนาการเกินจากความเปนจริง ในภาษาไทยใชวา อติพจน คือ การพูดใหดู
ย่งิ ใหญ เพอ่ื แสดงความประเสริฐของส่ิงน้ันๆ เปนการแสดงเน้ือหาที่ตองการจะส่ือ
โดยกวใี ชถ อ ยความเพอ่ื สรา งสรรคภาษาทีม่ ีพลัง ใหความหมายลึกซ้ึงหนักแนนตรา

จารกึ แม่บญุ ตะวนั ออก • 331147

ตรึงตามวิธีคิดของกวีกอใหเกิดจินตภาพ ถามองจากความเปนจริงอาจเปนสิ่ง
เหลือวิสัยท่ีจะเกิดขึ้นได มีลักษณะคลายอุตเปรกษาแตไมใชคําวา ราวกับวา
ประหนึ่ง เปน ตน จะไดย กตวั อยา งเปนอุทาหรณดงั ตอไปนี้

ตวั อยางที่ 1

vivarddhamanÆ o nvaha[mi]ddhakaÆntir
vapurvißeseá náa manoharenaá |
yas sarvvapaksoá dayam adÆ adhanÆ as
tiraccakarÆ aiva himaṅÆ ßulaksmá ím || 17

พระองคผูมีความงามเดนชัดรงุ เรืองเพ่ิมขึ้นทุกๆ วัน ดวยความงามชนิดพิเศษที่ดึงดูด
ใจ ทรงไวซ ง่ึ การเพิม่ ข้ึนในปกษท ้ังหมด เหมือนจะบดบงั ซง่ึ ความงามของพระจันทรเอาไว

ตัวอยางท่ียกมาน้ี กวีใชอลังการอติศโยกติ หรืออติศยะกลาวเกินจริงใหเห็นพระ
คณุ สมบัตขิ องพระเจาราเชนทรวรมนั วามคี วามงดงามรงุ เรืองที่มีลักษณะพิเศษสามารถเพ่ิมขึ้นไดใ น
ทุกๆ วัน และทรงไวซึ่งการเพิ่มข้ึนในเวลาขางขึ้นทั้งหมด อานุภาพท่ีเดนชัดน้ีแมความงามของ
พระจนั ทรก ถ็ กู พระเจาราเชนทรวรมัน บดบังเอาไว

ตวั อยางท่ี 2

tejahpá rakaÆßas tamaso vinaÆßo
dißamá prasadÆ ahá sphutáataÆ kalanÆ aÆm |
yattigmatejas tuhinaṅÆ ßukrtá yamá
yenodaye tan nikhilamá vitene || 15

แสงแหงไฟเปนความพินาศแหงความมืดมน เปนความแจมแจงของทิศท้ังหลาย เปน
ความชัดเจนแหงเสี้ยวทั้งหลาย (ของพระจันทร) รศั มีของพระอาทติ ย และหนาที่ของพระจนั ทร
ทงั้ หมดน้ันถูกแผไปโดยพระองค ในเวลาอุทัย

ตวั อยางทีย่ กมานี้ กวใี ชอ ลังการอติศโยกติ หรืออตศิ ยะ โดยแสดงจินตนาการวาพระ
ราชอาํ นาจของพระเจา ราเชนทรวรมันมีความสวางไสว ถึงขนาดทําหนาท่ีแทนแสงไฟรวมทง้ั รัศมีของ
พระอาทติ ยแ ละพระจนั ทร เปนการยอพระเกยี รตโิ ดยใชพลังภาษาใหม ีความหนกั แนน และเกนิ จริง

การใชอติศโยกติ หรืออติศยะ กวีมุงเนนถึงการพรรณนาเชิดชูพระเกียรติคุณของ
กษัตริยเปนสําคัญ โดยใชพรรณนาถึงความงาม พระราชอํานาจ ความสามารถและคุณความดีดาน
ตางๆ ซ่ึงมมี ากยิง่ กวา สิง่ ท่นี าํ มาเปรียบเทยี บแสดงใหเ หน็ ถงึ ความยิ่งใหญของกษัตรยิ ไ ดเปน อยางดียิง่

315

318 • จารึกแม่บญุ ตะวนั ออก

สรุปการใชอลงั การในกลมุ ท่ี 2
จากการศกึ ษาเน้ือหาในจารึกแมบ ุญตะวันออก โดยมีตัวอยางท่ีไดยกมาประกอบ และ
ขอมูลที่ปรากฏซึ่งไดนําเสนอไวแลวน้ัน พบวาการใชอรรถาลังการในกลุมขอมูลนี้ มีจุดมุงหมาย
ทางดานสุนทรียะ คือ ความงาม ความปตีเพลิดเพลิน เพื่อบํารุงใจใหรื่นรมย ชวนติดตาม โดยใช
สาํ นวนทแ่ี ปลกใหม มีพลัง เพอ่ื ใหม องเหน็ ภาพ เหตุผลที่สาํ คญั แตกตางจากกลมุ อ่นื ๆ คือ
1. เพ่ือแสดงความคิดหรืออารมณที่ซับซอนลึกซ้ึงอันเปนพลังแหงจินตนาการของกวี
โดยส่อื ออกมาแสดงใหเห็นเปน จนิ ตภาพแกบคุ คลผูรับสาร ตวั อยางเชน

1.1 จินตภาพเกีย่ วกบั การเห็น เปนการใชประสบการณจากจักษุรว มกับจินตนาการ
โดยกวีสามารถมองเห็นส่งิ ที่คนอื่นมองไมเห็น คือการยกนามธรรมมากลาวใหเปนรูปธรรม การเห็น
แสง เชน โศลกท่ี 15 และ 148 กวีมองเห็นแสงแหงอํานาจ โศลกท่ี 19 ความรูที่ชัดแจง กวีมองวามี
แสงเหมือนพระอาทิตย โศลกที่ 198 เลบ็ เทาเปลงสแี สงออกไป เปนตน การเห็นสี เชน โศลกท่ี 36
มองเห็นพระเกียรติยศวามีสขี าว มองเห็นขนาด เชน โศลกท่ี 49 “ในสนามรบ เมือ่ พระองคทรงธนู
ทรงปรากฏโดดเดนเหมอื นดงั ศรัทกาลอันแจมใส เหลาพระเจาแผนดินกลายเปนคนเล็กๆ ท่ีไรพิษสง
เปนเหมือนเมฆอันวางเปลาเพราะการละลายอยางรวดเร็ว ทางนี้บางทางโนนบาง” กวีมองเห็นวา
เม่ือพระเจาราเชนทรวรมนั ที่ 2 ทรงธนู กษัตริยอ่ืนกลายเปนคนมีขนาดเล็ก และเมฆที่ละลายได ใน
โศลกท่ี 136 กวีมองเหน็ ความเคลื่อนไหวของความโชคดี หรือชัยชนะ (พระศรี) วาเปนดุจผ้ึงที่บินได
เปนตน

1.2 จินตภาพเก่ียวกับการไดยิน เปนการใชประสบการณจากโสตประสาทหรือการ
ไดย นิ กอ เกดิ เปน จนิ ตนาการสื่อใหแกผ อู า น เชน เสียงฟารองกวีมองวาพระพรหมากําลังสวดโอมเพื่อ
สรางโลก โศลกท่ี 47 กองทัพแผข ยายปกท้ังสองขา งทม่ี เี สยี งกระพือ โศลกที่ 55 ลกู ศรสงเสียงคําราม
ได โศลกท่ี 140 ไดยนิ เสยี งครา่ํ ครวญของเมอื งซงึ่ ไมมชี วี ิต เปน ตน

1.3 จินตนาการทีเ่ กีย่ วกับอารมณห รือความรูสกึ ภายในทแ่ี สดงออกมาโดยใชร วมกับ
จินตนาการของกวี เชน โศลกที่ 116 วา “ในการเดนิ ทพั ของพระองค ผืนแผนดนิ ท่ีถูกขุดทําลายแลว
ดวยงาของชา งตัวดรุ าย ราวกบั วาโกรธเคอื ง จึงไดปกคลุมแลว ซ่ึงพลศักด์ิอันย่งิ ใหญ (ชาง) ดวยผงธุลี
ทั่วท้ังแถว” กวีมองวาแผนดนิ ซึ่งไมมีชีวิตแตมีอารมณไดแ ละโกรธเคอื งชางทใ่ี ชงาขุดทําลายแผนดิน
จึงแสดงความโกรธโดยปกคลุมกองทัพชาง โศลกท่ี 84 มองเห็นความชั่วรายวามีอารมณขุนเคือง
โศลกที่ 156 มองเห็นความริษยาของไฟ เปน ตน

1.4 จนิ ตนาการทีเ่ กย่ี วกบั กล่ิน เปนการใชป ระสบการณจากฆานประสาทรวมกับส่ิง
ที่มาประทบกอเกิดเปนจินตนาการ เชน โศลกที่ 55 วา “สําหรับเหลาขาศึก ลูกศรทั้งหลายถูกยิง

จารึกแมบ่ ุญตะวันออก • 331169

จากคนั ศรสง เสียงคาํ รามล่ันตกลงไปบนศรี ษะ แตส ําหรับพระองคก ลับมีลกู ศรท่ีตามมาดวยกลิ่นหอม
ของดอกมันทาระที่โปรยมาจากมือของนางเทพอัปสรของพระองคเอง” กวีใชจินตภาพวาลูกศรมี
กล่นิ หอม เฉพาะลูกศรท่ยี งิ มายงั พระเจาราเชนทรวรมนั ท่ี 2 โดยกลาววาเปนการโปรยปรายดอกมัน
ทาระของเหลาเทพอัปสรซ่ึงมีกล่ินหอมเปนดอกไมท่ีอยูบนสรวงสวรรค ในโศลกท่ี 197 วา พระ
เกยี รติยศมกี ลนิ่ หอม เปน ตน

1.5 จินตนาการทีเ่ ก่ียวกบั สัมผสั โดยกวีใชประสบการณเก่ียวกับประสาทสัมผัสทาง
กาย อันเปนการรูลักษณะอาการตามส่ิงท่ีกระทบนั้นๆ เชน เย็น รอน ออน แข็ง เปนตน โดยกวี
มองเห็นจากจินตนาการ ตัวอยางโศลกที่ 133 “แผนดินซึ่งใหสิ่งทีป่ รารถนาได (ทุกอยาง) ครั้นได
ประสบพระองคผูมีความม่ังค่งั ดวยกลยุทธ (มันตระ), ความกลาหาญ (วีรยะ) และการลงมือปฏิบัติ
(ประโยคะ) ก็กลับมีความปรารถนาบริบูรณ เหมือนกับผูหญิงที่ไมตอ งการสามีอ่ืน เพราะความออน
นุมจากการบีบนวดดว ยพระกร (ของพระองค) ” กวีมองเห็นวาแผนดนิ ซึ่งไมม ีชีวิตพอใจกับการท่ีพระ
เจาราเชนทรวรมันท่ี 2 ทรงใชพระกรสัมผสั โดยมองเห็นลักษณะผัสสะที่กระทบวาเปนการบีบนวดท่ี
ออ นนุม นอกจากน้ีกวยี ังกลา วถึงพระเดชของกษตั ริยวา มีลกั ษณะรอ นแรงซง่ึ มีอยหู ลายโศลก เปนตน

2. ใหเ ห็นถงึ ชนั้ เชงิ ในการสื่อจินตภาพดว ยพลงั ทางภาษาของกวี
3. แสดงความคิดในเรื่องราวซ่ึงเปนท่ีนิยมนาํ มากลาวหรือมีในคัมภีรจ ากเรื่องเดิมท่ีเคย
มีมากอน แตกวีมองในมุมมองใหม แสดงใหเห็นวากวีมีอิสระในการคิดและมีมุมมองที่แตกตางจาก
บคุ คลทัว่ ไป
4. สรางความสะเทือนอารมณใหแกผูอานใหคิดตามความเคลื่อนไหวทางความคิดและ
เหน็ ภาพไปตามกวผี แู ตงไดแ สดงไว ซ่งึ เปนการสื่อเน้ือหาใหเ ขาถงึ ผูอ านไดง า ยข้นึ

กลมุ ท่ี 3 อลังการท่ีแสดงความหมายในการบรรยาย หรือพรรณนาความ
หลักการจดั กลมุ ในกลุม นี้ เปนการแสดงความคิดเหน็ แบบตรงไปตรงมา หรอื บรรยายสิ่ง
ท่ีมีอยโู ดยทั่วไปตามสภาพที่เปนจรงิ หรอื สภาพการณ โดยไมอ าศัยจินตนาการ หรอื การเปรียบเทียบ
กับส่ิงอ่ืนๆ
1. ชาติ หรือสวภาโวกติ (jaÆti / svabhavÆ okti) อลังการประเภทนี้เปนการกลาวถึงส่ิง

ใดส่ิงหนงึ่ ตามสภาพที่เปนจริงโดยธรรมชาติ ไมไ ดนําความรูส กึ ของกวีเขาไปปะปน
มากนกั อาจมีการใชภาพพจนบ างเลก็ นอย ดงั ตัวอยาง คอื

320 • จารึกแม่บญุ ตะวนั ออก 317

ตัวอยา งที่ 1

dharmmapÆ adas sadÆ hu…kapÆ i
lajjeta karttaÆ kim uta svayanÁ ca |
raksáadÆ hikarÆ í nrpá atir vvißesaá Æd
iti pratítam bhavataÆm idan tat || 214

แมนกั บวชไมเ ขาใจธรรม (หนา ที่) กจ็ ะเปน ความอัปยศ (นาละอาย) ไมจําตองกลาวถึง
ผูทตี่ องปฏบิ ตั ิหนา ที่น้ันดว ยตนเอง และโดยเฉพาะอยางย่ิง กษัตริยซึง่ เปนผูมีหนาที่ปกครอง
เพราะเหตดุ งั น้นี ้นั นนั่ จงึ เปนสิ่งทค่ี วรรูข องทานท้งั หลาย

ตวั อยางทยี่ กมานี้ กวกี ลา วใหเ หน็ วา เปนปกตทิ ่ีนักวชตองเขาใจธรรมะ กษัตรยิ ตอ ง
รูหนาที่ในการปกครอง ไมตองกลาวอะไรใหมากมายเพราะทุกคนก็รูหลักการน้ีอยูแลว อันเปนสงิ่ ที่
แตละทา นซึ่งมหี นาท่ีน้ันๆ ตองรู เห็นไดวา กวไี มไดส อดแทรกความรูสึกลงไป แตกลาวเรือ่ งทั่วๆ ไปที่
ตางคนก็รูอยู เพราะความเปนจริงก็ควรเปนเชนน้ี ลักษณะคําประพันธเชนนี้จัดเปนอลังการแบบ
สวภาโวกติ

ตัวอยา งที่ 2

dvisáatanÆ nyastraßastranÆ áaÆmá pranáamÆ aßithilíkrtá e |
capÆ asyaiva gunáe yasya viratir na tu dhanvinaÆm || 127

สายธนขู องพระองคเ ทานน้ั ถกู ทําใหหยอน เพราะการนอบนอมเขามาของเหลาขาศึกผู
ทไี่ ดท งิ้ อาวุธลงเรยี บรอยแลว และจึงวางลง แตไมใ ชของนายขมังธนู

ตัวอยางที่ยกมานี้ กวีกลาวใหเห็นถึงสภาพเหตุการณ ในขณะท่ีฝายขาศึกยอม
ศิโรราบใหแกพระเจาราเชนทรวรมัน วาเหตุการณตอนนั้นมีลักษณะเชนน้ี คือพระองคทรงหยอน
สายธนูลง เหลาขาศึกทิ้งอาวุธและนอมเขามา สวนนายขมังธนูก็ยังคงทําหนาท่ีอยูตอไป เปนการ
กลาวแบบตรงไปตรงมา ไมนําพาความรูสึกของกวีเขาไปหรือนําสิ่งอ่ืนมาเปรียบเทียบ ลักษณะคํา
ประพันธเ ชนน้จี ัดเปนอลงั การแบบสวภาโวกติ

แมอ ลังการในกลุมนี้ไมมีลักษณะรว มทค่ี วรจัดไวกับอลังการชนิดอื่น แตโดยมากเปนส่ิง
ที่มีปรากฏในงานวรรณคดีเกือบทุกประเภทเพราะแมไมมีลักษณะเปรียบเทียบหรือเติมแตงดวย
ถอ ยคําและจนิ ตนาการแตก ็เปนลักษณะอลังการอยา งหน่ึงท่มี ีความสําคัญไมยิ่งหยอนไปกวาชนิดอ่ืน
ผูเรียบเรียงจงึ ไดจ ัดไวตา งหากเปนแผนกหน่งึ

จารกึ แมบ่ ญุ ตะวันออก • 31281

สรปุ การใชอลังการในกลมุ ที่ 3
จากการศกึ ษาเนื้อหาในจารึกแมบุญตะวันออก โดยมีตวั อยางที่ไดยกมาประกอบ และ
ขอมลู ที่ปรากฏซึ่งไดนําเสนอไวแลว นั้น การใชอรรถาลังการในกลุมขอมลู น้ีมีเฉพาะในตริษฏภฉันท
และอนุษฏภฉนั ท ใชใ นสว นของการเลา เร่ืองคือบอกเลาสภาพการณห รอื สถาปนาซึง่ เปนพิธีการ และ
ในบางโศลกอาจเปนการกลาวนําเพื่อนําไปสูการแสดงอลังการตอไป การใชอลังการกลุมนี้
จุดประสงค คอื
1. เพ่ือกลาวใหรบั ทราบ เชน โศลกที่ 216 วา “อีกประการหนึ่ง ขาพเจาขอรองพวก
ทานใหย่ิงไปอีกวา ขอพวกทานจงรักษาบุญอันนี้ไวอยาใหเส่ือมสิ้นไป ขอพวกทานจงอยาได
เคล่ือนยายประกาศอันเปนของทวยเทพ (สมมติเทพ) ดังน้ี เพราะเหตแุ หงหนาที่ โทษดงั กลาวมานี้
เปน อันไมม ีอกี ตอไป”
2. เพื่อแสดงคิดเห็นเหน็ อยา งตรงไปตรงมา เชน ตวั อยางท่ี 1 โศลกท่ี 214 ขา งตน
3. เปนการเลาสภาพท่ัวไปตามธรรมชาติ เชน “โศลกท่ี 46 “เวลาพลบคํ่า ความมืดก็
ปกคลุมทําใหทองฟามืดมิด หรือเปนการเลาเหตุการณท่ีปรากฏอยูตรงหนา ซ่ึงเปนเร่ืองราวทาง
ประวตั ิศาสตร ดังตัวอยางท่ี 2 เปนตน
4. เปนการกลาวนําในโศลกกอ นทีจ่ ะนําไปสูก ารใชอ ลงั การประเภทอืน่

กลุมท่ี 4 อลงั การทแ่ี สดงความหมายหลายระดบั
หลักการจัดกลุม คอื อลังการกลุมนี้ เปนเรอื่ งเก่ียวกับเน้ือหาและความหมายของคําท่ี
กวีใชแตง โดยคําท่ีกวีใชพรอมทั้งเนื้อหาท่ีปรากฏสามารถตคี วามไดมากกวานัยเดียว หรือการกลาว
ปฏิเสธ แตเมื่อไดอานเนื้อหาครบถวนแลวเจตนาแทจริงมิใชเปนการปฏิเสธ เกิดจากความต้งั ใจของ
กวีผูประพันธซึ่งตองการเนนน้าํ หนักเน้ือหาท่ีตองการสื่อดวยถอยคําโดยใหคิดตามถอ ยคาํ ที่กลาวใน
เบอ้ื งตน ประกอบกับใจความหลักจึงจะทราบความหมายที่แทจริงได โดยอลังการท่ีแสดงความหมาย
ตามลกั ษณะการจดั กลุมในกลมุ นี้มี 2 ประเภท คือ เศลษะ และอาเกษฺ ปะ ดงั มีรายละเอียดตอไปนี้
1. เศลษะ (ßlesaá ) หรอื ศลิษฏะ (ßlistá áa) อลงั การประเภทนีเ้ ปนการเลนคาํ ซ่ึงคาํ เดียว
มีหลายนัย หรือมี 2 ความหมาย อาจเปนคําพองรูป หรือคําพองเสียงเหมอื นกัน เชน ksáiti (กฺษิติ)
แปลวา แผนดินกไ็ ด แปลวา ทาํ ลายกไ็ ด หรืออาจเปนคาํ ที่มีสองความหมายเพราะการแบงคําตางไป
เชน kupitaÆ (กุปตา) แปลวา โกรธ แต ku-pitaÆ (กุ-ปตา) แปลวา บิดาแหงโลก ตัวอยางเชน พระ
วิษณตุ รัสกะพระลักษมีวา “เทวี นางกําลังโกรธ (กุปตา)” พระนางทูลตอบวา “พระองคตางหากกุ

322 • จารกึ แม่บุญตะวันออก 319

ปตา (เปนบิดาแหงโลก)”427 เศลษะน้ีแบงเปน 2 ระดับ คือระดับเน้ือความและระดับของคําที่ใช
อุทาหรณใ นจารึกดังตอ ไปน้ี

1.1 อลังการประเภทเศลษะ ในระดับเนื้อความ สวนมากจะมีคําที่มี 2 ความหมาย

มากกวา 1 คํา

ตัวอยางท่ี 1

durggabÆ hisampá arkkavivarnná áadeho
guhaÆnanalÆ ocanaloladrsá tá iá há |
yasyarÆ isamágho mrgá akrtá tivasÆ aÆ
vane sthitahá sthanÆ áusamo py aníßahá || 69

หมูขาศึกของพระองค มีรางกายซีดเผือดเพราะมาถึงปอมปราการอันแข็งแกง(ทุรคา)
มสี ายตาลงั เลหลังจากมองหาทางเขา ถ้ํา (คหุ ะ) แมนุงหมหนังกวาง ก็ไรกําลัง (อนีศะ) ยืนท่ือ
เปนเหมอื นตอไมอ ยใู นปา

ในโศลกนี้เปนอุทาหรณข องอลังการแบบเศลษะ ประเภทท่ีแปลความหมายได
หลายนัยในระดับเนื้อความ อาศัยคําแปลทป่ี รากฏในชั้นตนดูเหมือนจะมีความหมายเดียวเทาน้ัน แต
อาศัยคําศัพทซึ่งเปนคําหลักถึง 3 คําสามารถแปลใหมไดเปนอีกเร่ืองหน่ึง คําแรก คือคําวา
“durgga”Æ เม่อื ใชในความหมายแรก หมายถึง ปอมปราการ กวีกลาวใหเห็นวาเม่ือขาศึกผูออนลา
มายงั ปอมปราการท่แี ขง็ แกรง ทาํ ใหลงั เลและถอดใจ แตถ า ใชใ นความหมายที่สอง หมายถึง พระนาง
ทุรคา ซึ่งปางนี้แสดงถึงปางท่ีดรุ าย พระศิวะยังกลัวนางในปางน้เี ลย นอกจากนี้ยงั เปรียบสีรางกาย
ของขาศกึ ทซี่ ดี เซยี ว ยงิ่ มาเทียบกบั นางทรุ คาท่ผี ิวสแี ดงย่งิ ชดั เจน

คําที่ 2 ที่แสดงอลังการแบบเศลษะ คือคําวา “guha” ในความหมายแรก
หมายถึง ถ้ํา การมองหาถ้ําก็เพื่อจะพักเหน่ือยและพักหลบเพราะเร่ิมถอดใจท่ีเห็นปอมปราการที่
แข็งแกรง สวน ความหมายท่ีสอง หมายถึง พระสกันทกุมารโอรสของพระศิวะซ่ึงมี 6 หนา ให
ความหมายวาทพี่ วกขา ศกึ มองแลวเกิดความมึนงง สบั สนไมร วู า หนาไหนคอื หนาที่แทจรงิ

คําที่ 3 เปนอุทาหรณโ ดยอาศยั การแปลคาํ ทตี่ ดั สนธคิ ําศัพทออกไวใหเปนคนละ
อยางกนั ซ่งึ แสดงอลงั การแบบเศลษะ คือคําวา “aníßa” ความหมายแรก หมายถึง ไรเร่ยี วแรงกําลัง
ความหมายที่สองตัดสนธิคําศัพทไดเปน na + íßa หมายถึง ไมใชพระอีศวร (พระศิวะ) ให
ความหมายวาไมใ ชพ ระศิวะจึงเขาหาพระนางทรุ คาไมได

427กสุ ุมา รกั ษมณ,ี วเิ คราะหว รรณคดไี ทยตามทฤษฎวี รรณคดีสนั สกฤต, 31-32.

จารกึ แม่บุญตะวนั ออก • 332230

ขอน้ีช้ีใหเห็นวากวีไดใชความสามารถอยางเต็มที่ในการประพันธโดยอาศัย
คัมภรี อ ลงั การศาสตร นอกจากคาํ แปลโศลกในเบ้ืองตน เมื่อบทประพันธน ้ีเปนอลงั การแบบเศลษะจึง
สามารถแปลไดอีกนยั วา “หมูแหงขาศกึ ของพระองคม ีรางกายซีดเซียวเพราะมาอยูใกลเคยี งกับนาง
ทุรคา (ผมู ีสีแดงสด) จึงมีสายตากลอกไปกลอกมาที่ดวงตาท่ีใบหนาของพระสกันทะ (ซึ่งมีหกหนา)
แมจ ะนงุ หมหนังกวาง ก็ไมใ ชพระศวิ ะ จงึ ยนื แข็งทอื่ เหมอื เสาไมในปา (ทําอะไรไมถ กู )”

ตัวอยางท่ี 2

sahasrabhogabharito va……bhavo pi yahá |
anantagunáayukto pi vinataÆrttihá [ito] bhráßam || 110

พระองคแมเ ปนท่ีเกิด ....... ท้ังทรงมีอนันตนาคราชซ่ึงมีคุณ ซ่ึงมีขนดนับพัน แตก็ทรง
เขาใจความเจ็บปวดของนางวนิ ตาไดอ ยา งรวดเรว็

ในโศลกนี้กวีใชอลังการแบบเศลษะอยางเต็มท่ีเชนกัน คําหลักสําคัญท่ีตอง
อธบิ ายมอี ยู 3 คาํ คําแรกคือคําวา “ananta” เมื่อใชในความหมายแรก หมายถงึ อนันตนาคราช แต
ถา ใชใ นความหมายทส่ี อง หมายถึง มากมาย, ไมมที ี่สดุ

คําที่ 2 ซง่ึ มีสองความหมาย คือคําวา “bhoga” ในความหมายแรก หมายถึง
นขด แตถ าใชในความหมายทสี่ อง หมายถึง โภคทรพั ย, ของกนิ ของใช

คาํ ที่ 3 ซึ่งมีสองความหมาย คอื คาํ วา “vinata”Æ ความหมายแรก หมายถึง นาง
วนิ ตา (แมพ ญาครุฑ เปนขา รับใชนาค) ความหมายทีส่ องหมายถงึ (คนทกุ ขยาก) ผมู านอบนอ ม

ดวยคําท่ีแสดงอรรถาธิบายไดสองนัย โศลกน้ีจึงสามารถแปลไดอีกอยาง คือ
“พระองคแมเปนที่เกิด........ ทั้งเต็มไปดวยโภคะนับพัน ท้ังประกอบดวยคุณเปนอเนกอนันต อันมี
ประโยชนตอความทกุ ขยากของคนที่มานอบนอม อยา งมากมาย”

จากขอมูลดังกลา ว สรุปรวมไดวาอลังการทมี่ ีลักษณะแบบเศลษะใน 1 บท มีคาํ ท่ีมี
หลายนัย หรือมี 2 ความหมาย มากกวา 1 คํา ซึ่งเปนระดับของเน้ือความสามารถทําใหโศลกน้ันๆ
แปลความหมายไดอ กี นัยหนึ่งโดยท่ีเนือ้ ความท้งั หมดจะปรากฏความแตกตางจากการแปลนยั แรก ซึ่ง
ปรากฏในจารกึ แมบุญตะวันออกทง้ั หมด 6 โศลก คอื โศลกท่ี 69, 88, 95, 107, 110 และ 139 โดย
อยูใ นชวงการเลาดาํ เนินเรอื่ ง หรือเนื้อหาของเรื่อง ซึ่งกวีแตงดว ยตริษฏภฉันทแ ละอนุษฏภฉันท โดย
ความหมายที่แสดงอรรถสองนัยน้ัน นัยแรกแสดงเรื่องราวทางประวัติศาสตรในยุคสมัยน้ัน อีกนัย
หนึง่ มักเปนเร่ืองราวที่ปรากฏในคัมภรี ท างศาสนาพราหมณ เชน มหากาพยม หาภารตะ เปนตน ซึ่ง
แสดงใหเห็นถึงเชี่ยวชาญในการแตง และความรูดานคัมภรี ตา งๆ ของผูแตงไดเปนอยางดี ในโศลกท่ี
เหลอื ผสู นใจสามารถดูไดใ นบทที่ 3 ซง่ึ ไดแ สดงนัยความหมายท่ี 2 ไวท ี่เชิงอรรถแลว

324 • จารกึ แมบ่ ญุ ตะวันออก 321

1.2 มีอลังการประเภทเศลษะ ในระดับของคํา คือ มีคําทมี่ ี 2 ความหมาย 1 คํา
(หรอื มากกวาแตไ มท าํ ใหความหมายระดบั เนอ้ื ความสว นใหญเ ปล่ียนไป)

ขอพระแมเคารีผูสูงสุด ผูเปนศักติของพระศิวะ ผูสรางการเกิดข้ึนของรางกายของพระศิวะ
พระองคน้ัน ซ่ึงในตอนแรกมีเพยี งหนง่ึ ผมู ีการเดนิ งดงามเหมือนราชหงส ผูเปนนางสตีที่ซื่อสัตยตอ สามี
ผหู ลงในสามี จงึ ไดทาํ ลายรา งกายเพื่อความสุขของตนในการขึ้นไปสูสวรรค ผูซ่ึงทรงไวซ ่ึงความมีตัวตน
อกี ครงั้ หนง่ึ คอื ดอกบวั ทถ่ี กู รองรบั ไวดวยใจ (manÆ as) ที่บานดว ยแสงของตวั เอง

ตัวอยางนี้ปรากฏน้ีกวแี ตงดวยศารทูลวิกรีฑิตฉันท คําวา “maÆnas” ในโศลกนี้
นอกจากแปลวา ใจ ซ่ึงหมายความวาพระแมเคารีเปนดอกบัวที่บานในใจคนแลว “manÆ as” ยัง
หมายถึง ช่อื ทะเลสาบซึง่ อยบู นยอดเขาหิมาลยั ในเขตแหงทะเลสาบนี้ผูซ่อื สัตยและบูชาพระศิวะเชื่อ
วา จะไดรวมเปนหนงึ่ กับพระศวิ ะในยคุ สุดทา ย ผูไ ดอ าบในที่นี้จะไดโ มกษะ428 จงึ แปลไดอีกนัยวา “....
ผมู ดี อกบวั รองรับในทะเลสาบช่ือวามานัส”

อลังการประเภทเศลษะ ในระดับของคํา คือ มีคําทม่ี ี 2 ความหมาย 1 คํา ยังมี
ปรากฏในโศลกอ่ืนอีก เชน พระศรี-พระลกั ษมี ซึ่งมีปรากฏอยูถึง 21 โศลก ไดแกโศลกท่ี 11, 13,
20, 33, 39, 40, 41, 71, 87, 88, 107, 114, 119, 120, 136, 145, 155, 158, 162, 170, และ
โศลกท่ี 183 โดยบางครั้งปรากฏในลักษณะเทพีแหงโชคหรือชัยชนะ บางก็หมายถึงความงาม หรือ
ความรุงเรือง มั่งค่ัง บางก็หมายถึงพระนางลักษมีชายาของพระวิษณุ หรือคําวา กลา ในโศลกท่ี 2
และโศลกท่ี 18 ซึ่งมีความหมายหลายนัย โดยหลักการแปลเมื่อเก่ียวกับกษัตริยนิยมแปลใหความ
หมายถงึ ความมีศลิ ปวิทยา ถากลา วถึงพระจันทรก ็หมายถึงเส้ยี วซงึ่ มี 16 เส้ียว เปนตน ในบทอื่นๆ ก็
ควรพิจารณาตามความเหมาะสม

ขอควรพิจารในการแปลภาษาสันสกฤต คําศัพทหนึ่งคําสามารถแปลไดหลายนัยแมก็
จริง ถึงอยางน้นั เม่อื แปลแลวเนื้อหาตอ งเขากบั บริบทที่มอี ยูและความหมายไมคลาดเคลอื่ น หรือตา ง
ออกไปจากเนื้อหาตามความเปนจริงหรือมีปรากฏในคัมภีรซ่ึงเปนสิ่งที่กวีตองการส่ือสารใหทราบ
เน้อื หาจึงตอ งลื่นไหลเขากนั ไดแสดงนยั ทถี่ ูกตอ งชดั เจน จึงนับวาเปนลกั ษณะอลังการประเภทเศลษะ
การแปลถอดความหมายและการอานเพ่ือวิเคราะหจึงตองคิดตามไปใหตรงประเด็นวากวตี องการส่ือ
อะไร และเขา กบั บรบิ ทไดต รงตามเนอื้ หาหรอื ไม

2. อาเกฺษปะ (akÆ seá pa) คือ การกลาวปฏิเสธ แตเจตนาแทจริงมิใชการปฏิเสธ เชน
“ฉันไมใชแมสื่อดอกที่จะบอกวา นางรักทาน”429 นัยท่ีสองในอลังการศาสตรของ

428Vettam Mani, PuranÆ iá c Encyclopaedia, Reprint (Delhi: Motilal Banarsidass, 1975), 474.

429กสุ มุ า รกั ษมณ,ี วเิ คราะหวรรณคดไี ทยตามทฤษฎวี รรณคดีสนั สกฤต, 35-36.

จารึกแมบ่ ญุ ตะวนั ออก • 332225

วาคภฏ ใหค วามหมายถงึ การกลา วใหเขาใจการปฏิเสธโดยตรงหรือโดยออมก็ได4 30
อลงั การประเภทอากเษปะ มีตัวอยางดังนี้

ตัวอยา งที่ 1

laksámímá vaksaá ssthale ksiá ptvaÆ kírttimá parÆ e payonidhehá |
vidyayaÆ kamÆ ato reme vráddhayaiva yuvaÆ pi yahá || 107

พระองคแมย งั ทรงอยใู นวยั หนมุ แตไ ดละท้งิ พระนางลกั ษมีไวทีพ่ ื้นอก และนางกีรต4ิ 31
ไวท่ฝี งมหาสมทุ ร แลวทรงมาอภริ มยก ับนางวทิ ยา432ผซู ึง่ เปน คนแก ดวยความรกั

ในโศลกน้ีนอกจากกวีใชอลังการแบบเศลษะคือมีความหมายสองนยั แลว ยงั จัดเปน
อลังการแบบอาเกฺษปะอีกดวย เม่ือแปลใหมอีกนัยหน่ึงจะไดความวา “พระองคแมยังทรงอยูในวัย
หนุม แตไดละทิ้งความโชคดี (มั่งค่ัง, ทรัพยสมบัติ ฯ) ไวท่ีพ้ืนอก และเกียรติยศช่ือเสียงไวที่ฝง
มหาสมุทร แลวทรงมาอภิรมยกับความรูผูอันนํามาซึ่งความสําเร็จดวยความรัก” จะเห็นไดวากวี
กลาวเหมือนพระเจาราเชนทรวรมันจะไมตองการความโชคดี หรือทรัพยสมบัติ โดยละทิ้งไวที่อก
และละท้ิงชื่อเสียงเกียรติยศไวท่ีฝงมหาสมุทร โดยกวีใชศัพทท่ีคอนขางชัดเจนวา ksáiptva (ละท้ิง,
ขา งไป) แตใ นทางกลับกนั การละท้ิงไวท ่ีอกคือการแนบอกไวไมปลอยไปไหน สวนการละทิ้งเกียรติยศ
ไวที่ฝงก็เชนกันนั่นคอื การปาวประกาศใหรูถึงการขยายพระราชอํานาจและเกียรตยิ ศของพระองคมี
มากจนสดุ แผน ดินจรดฝงมหาสมุทรนั่นเอง ลักษณะนจี้ ึงเรียกวาอลงั การประเภทอาเกษฺ ปะ

ตัวอยางท่ี 2

santo yaßodharmmadhanaÆ na bahÆ yamá
dhanamá dhanaÆyeyur ihatÆ mano pi |
praÆg eva devadÆ idhanamá sataÆmá vo
vinißcayo yan nanu vaddhamuÆlahá || 215

430วาคฺภฏ, อลังการศาสตร, แปลโดย ป.ส.ศาสตรี, 83.
431กีรติเปนช่ือธิดาของศุกะพรหมฤษีกับพระนางปวรี แตในที่นี้มีความหมายถึง พระนางกีรติ เทพีผูเปนตนเคากอใหเกิดความมี
ชื่อเสียงและเกียรติยศทั้งมวล อีกประการหน่ึง มีความหมายถึงชื่อเสียงและเกียรติยศอีกดวย ดู Vettam Mani, PuranÆ áic

Encyclopaedia , 412.

432ความร,ู นามเทพเจา ผเู ปน เทพแี หง ความรู ซงึ่ ไดรับการนับถือเหมือนเทพเจาในพระเวททั้งสาม ในมหาภารตะวาเปนช่ือของหญิง
รบั ใชข องพระอุมาเทวี ดู Vettam Mani, PuraÆnáic Encyclopaedia , 850.

326 • จารกึ แมบ่ ุญตะวนั ออก 323

เหลาคนดีทั้งหลาย ผูมีทั้งเกียรติยศและคุณธรรมเปนทรัพย ไมไดแสวงหาทรัพย
ภายนอกสําหรับตัวเองในโลกนี้ ไมจ าํ เปนตอ งพูดถึงทรัพยของเทวดาเปนตนเลย สําหรับพวก
ทานซ่งึ เปนคนดี ตดั สินใจแนวแนแลวมิใชห รือ

ในโศลกน้ีนอกจากกวีใชอลังการแบบอาเกฺษปะ จะเห็นไดวามขี อความเหมือนการ
กลา วปฏเิ สธ ในขอความวา “ไมไดแ สวงหาทรพั ยภายนอกสําหรบั ตัวเองในโลกน้ี ไมจ ําเปนตองพูดถึง
ทรัพยของเทวดาเปนตนเลย” ซึ่งมีถาดูตามขอความจะมีความหมายวา ปฏิเสธท้ังหมด แมแตท รัพย
ของเทวดา แตความเปนจริงแลวตามความหมายของกวีคอื คนดีทีม่ ีเกียรติยศและคุณธรรมยังไงก็ได
ทรพั ยน ้ันดงั กลาวนัน้ อยูแลว

สองตัวอยางขางตนเปนลักษณะของการกลาวปฏิเสธ แตเจตนาแทจริงมิใชการปฏิเสธ
ซ่ึงเขากับหลักการจัดกลุมในกลุมนี้คืออลังการที่แสดงความหมายหลายระดับ เมื่อวาตามคําจํากัด
ความในอลังการศาสตรของวาคภฏะซึ่งใหนํ้าหนักคําจํากัดความวา อาเกฺษปะคือการกลาวใหเขาใจ
การปฏิเสธน้ัน มีปรากฏอยูใ นหลายโศลก เชน โศลกที่ 98, 155, 166, 172, 176, 180, 191
ตัวอยางเชน ในโศลกท่ี 176 วา “พระองคทรงประทับสั่งการอยูบนปอมปราการเอง เพราะรูวา นี่
เปนหนา ที่ของเหลากษัตริย หาใช (เปนเหมือน) ศตั รูของมธุ (พระวิษณุ) ที่บรรทมสินธุเพราะกลัว
พวกทานพ” ก็ควรจัดเขาในอลังการประเภทอาเกฺษปะดว ย แตเนื่องจากหลักการจัดกลุมในกลุมนี้
เนนการกลาวถึงอลังการท่ีมีความหมายหลายระดับ ไมใชการกลาวตรงๆผูเรียบเรียงจึงไมนํามาเปน
ตัวอยางประกอบ ในสวนนีจ้ ึงเพยี งนาํ เสนอขอมูลทปี่ รากฏเทา นัน้

สรุปการใชอลังการในกลมุ ที่ 4
จากการศึกษาเนื้อหาในจารึกแมบุญตะวันออก โดยมีตัวอยางท่ีไดยกมาประกอบ และ
ขอมูลท่ีปรากฏ ในสวนของอลังการประเภทเศลษะ ผอู านอาจจําเปนตอ งเขา ใจเรื่องเทพปกรณัมหรือ
คําวิสามานยนามอันเปนชื่อเฉพาะท่ีปรากฏพรอมท้ังความหมายของคําดว ยจึงจะสามารถเขาใจได
สวนอลงั การประเภทอาเกฺษปะ ผูอานจําเปนตองอานใหจบทั้งเนื้อความและตีความวิเคราะหตามไป
ทัง้ นพี้ บวา การใชอรรถาลงั การในกลุม ขอมูลนี้ มหี ลกั การทโ่ี ดดเดนดังน้ี
1. เพอื่ แสดงความคดิ ซับซอ นลึกซ้งึ โดยอาศยั ความสามารถและความรูในคัมภีรของกวี
โดยกวีมกั ใชช ื่อบคุ คลในคมั ภีรห รอื วีรบุรษุ อนิ เดียมาใชแ ตง เพอื่ ใหเกิดความหมายหลายนัย โดยในบท
ท่ีมีคํามีความหมายหลายนัยในระดับเน้ือความ นัยหน่ึงมักท่ีกวีใชเปนเรื่องราวทางประวัติศาสตร
หรือยอพระเกียรติของกษัตริย สวนอีกนัยเปนเรื่องราวที่ปรากฏตามวรรณกรรมตางๆ ของอินเดีย
โดยเกดิ จากความตงั้ ใจและความพิถีพถิ นั ในการใชศัพทของกวี
2. เพื่อแสดงถึงความรู ฝมือและชัน้ เชงิ ในการแตง ทเ่ี หนอื ช้ันกวา การแตง แบบทว่ั ๆ ไป
3. เพ่อื ใหขอมลู ท่คี วรรู

324

จารึกแม่บญุ ตะวันออก • 327

กลมุ ท่ี 5 อลงั การที่แสดงความหมายแฝงนยั หรอื ขดั แยงกนั เองตามธรรมชาติ
หลักการจัดกลุม คือ อลังการกลุมนี้เปนการใชกลวิธีในการบอกความคิดหรือการ
สื่อสารที่แตกตางหรือตรงกันขามกับความหมายตามตัวอักษรของคําที่ใชโดยการแฝงนัย ใน
ความหมายกวาง การแฝงนัยเปน การขัดกันระหวางสิ่งที่เปนจรงิ กับสิ่งท่ปี รากฏใหเห็น ดังน้ันจึงรวม
ลักษณะของอลังการท่ีมีความขัดแยงกันเองอยางท่ีควรจะเปนตามธรรมชาติ และการมิกลาวตรงๆ
อาศัยการเปรียบเทียบโดยกลาวส่ิงหน่ึง แตหมายถึงอีกสิ่งหนึ่งเขารวมไวดวย จากหลักการจัดกลุม
ดังกลา วอลงั การในกลมุ นี้จึงมี 4 ประเภท คอื วยาชัสตุติ อปรัสตุตประศังสา สมาโสกติหรืออันโยกติ
และวิโรธะ ดังมรี ายละเอยี ด ตอ ไปน้ี
1. วยาชัสตุติ (vyaÆjastuti) คือ การกลาวสรรเสริญที่มีเจตนาแทจริงเปนการติเตียน
หรือกลาวติเตียนท่ีมีเจตนาแทจ ริงเปนคําสรรเสริญ เชน “นี่คือคําสดุดีอันสงู สงสาํ หรับเจา เมฆเอย
เจาชวยเหลือพญายมอยางดีในการสังหารคนพเนจร” ขอความน้ีดูเหมือนเปนการกลาวสรรเสริญ
เมฆ แตแทจริงกวีติเตียนเมฆท่ีทําใหคนพเนจรพลัดพรากจากคนรักแลวไมยอมปรากฏตัวเพื่อฝาก
สารไปถงึ นาง จงึ ตอ งผดิ หวงั และระทมทุกขจ นตรอมใจ433

ตัวอยาง

nirbhidya sadyahá svam avadyam udyan
yo nyayÆ ino nyanÆ vininayÆ a yuktyaÆ |
tamaÆmásy api ghnan sakalamá kalanÁkam
upeksáate svamá ksáanaá dakÆ aro hi || 85

พระองคทรงสอบสวนขอผิดพลาดที่ควรตําหนิของพระองคอยางทันที (แต) ทรง
ลงโทษคนเหลาอ่ืนผูทําความช่ัวอยางยุติธรรม จริงอยู พระจันทรแมจะขจัดอยูซึ่งความมืด
ทง้ั หลาย ก็ยงั สังเกตเห็นจุดดาํ ทัง้ หมดของตนได

ตัวอยางโศลกน้ี แมดูเหมือนเปนคําสรรเสริญพระเจาราเชนทรวรมันวามีความ
ยุตธิ รรมเปน ทีต่ ั้ง แตแ ทจ ริงแลว กวีก็แฝงดวยคาํ ตําหนิไวว า แมพระองคจ ะสงู สงยุติธรรมเพียงใด แต
ก็ยงั มสี ่ิงทไ่ี มดี มขี อ บกพรอ งใหเห็นอยู นักปราชญเรียกอลังการแบบนวี้ า วยาชสั ตุติ

ขอสังเกต ในโศลกนี้เน้ือหามีความหมายเปนการกลาวตําหนิกษัตริย ซ่ึงผูวิจัยพบวา
จารึกในสมัยกอนหนานี้ ไมเคยมีปรากฏมากอน อาจเปนรัชสมัยแรกก็ไดท่ีกษัตริยเปดพระทัยกวาง
สามารถใหผูอ่ืนวิจารณพระองคไ ดโดยไมตองพระอาญา ซงึ่ เปนสาเหตุหน่ึงทที่ ําใหกวีมีความกลา มี

433กุสุมา รกั ษมณ,ี วเิ คราะหวรรณคดีไทยตามทฤษฎวี รรณคดีสันสกฤต, 35.

328 • จารกึ แมบ่ ุญตะวนั ออก 325

ความเปนอิสระในการแตงมากขึ้น จึงแสดงผลงานการประพันธในรูปแบบกวีไดอยางงดงาม
สละสลวย ลกึ ซ้ึง ชวนอา นและรน่ื รมณใจ อนั มีลักษณะหลากหลายรปู แบบ

2. อปรัสตุตประศังสา (aprastutpraßaṅÆ saÆ) คือการสรรเสรญิ โดยออม ส่ิงที่สรรเสริญ
มิไดถกู เอย ถงึ แตเปนทีเ่ ขาใจวาเปนตน เหตุของคาํ น้ัน เชน “เมื่อสีดาปรากฏราง ดวงจันทรดรู าวลูบ
ไลด วยอญั ชัน นัยนต านางเนอ้ื ทรายไมม ชี วี ิตชีวา ทองดูหมองคลํา้ กงิ่ ปะการงั ดเู หมอื นรุงอรุณที่หมอง

มัว เสียงนกโกกิลาก็แหบเครอื รําแพนหางกลบั กลายเปนจุดดอยของนกยงู ” เนื้อความดังกลาวน้ีกวี
ตองการสรรเสริญนางสีดา แตม ไิ ดกลาวตรงๆ434 จารกึ แมบ ุญตะวันออก ใชอ ปรสั ตุตประศังสา ดังนี้

ตัวอยา งท่ี 1

svalaksaá naá laksiá tasarvvasampat-
phalamá samakÆ hyatÆ i puro vipakÆ am |
yasyaÆßisoá vipraganáaprayuktaÆhá
krtá anÆ uvadÆ aÆ iva sambabhuÆvuhá || 37

ผลอันพรอมสรรพที่กําหนดไวแลวดวยลักษณะของตนเอง ยอมประกาศซ่ึงความสุก
งอม (เผลด็ ผล) ไวล วงหนา อาเศียรวาทของพระองคที่ถูกใชโดยหมูพราหมณไดเ ปนเหมือน
การพูดซา้ํ อกี ตามทเี่ ปน จริง

ตัวอยางโศลกน้ี กวีตองการกลาวยกยองสรรเสริญความสมบูรณแบบของกษัตริย
แตม ิไดพูดตรงๆ กวีใหความหมายแฝงนยั ไวว า ไมจ ําเปน ตองยกยอ งสรรเสริญพระองค พูดไปก็เหมือน
พดู ซ้าํ อีก เพราะความจริงพระองคก็สมบูรณท ุกประการอยูแลว

ตวั อยา ง 2

chaÆya߯ rito py anyanrápo vijetumá
drpá tadvisáo lamá kim uta svayamá yahá |
aÆstamÆ á ravis samákramitorutejasÆ
candro na kimá santamasaÆny udasyet || 96

กษัตรยิ พ ระองคอ ่ืนแมท อี่ ยูภายใตเงา (ของพระองค) ก็ยงั สามารถจะชนะขาศึกที่หย่ิง
ทะนงได จะปว ยกลา วไปใยถงึ พระองคเองเลา (จริงอย)ู พระอาทิตยมีรศั มรี อ นแรงท่ีสง ผา นไป
ไดอยา งกวางขวาง พระจันทรท ่มี ีรศั มีถกู ถายทอดมาเลาจะพงึ ขบั ไลความมืดไมไ ดเชียวหรือ

434เรอื่ งเดียวกนั .

จารกึ แม่บุญตะวนั ออก • 3269

ตวั อยางโศลกนี้ กวีตองการกลา วยกยองสรรเสริญพระเดชและพระบารมีของพระ
เจาราเชนทรวรมัน แตส่ิงที่จะกลาวสรรเสริญไมไดถูกเอยถึง กวีใหความหมายแฝงนัยไววา กษัตริย
เหลา อืน่ ท่พี ่งึ พิงอยูภายใตพ ระบารมีของพระองคก็เหมือนพระจันทรที่ไดรับการถายทอดแสงมาจาก
พระอาทิตยซ่ึงหมายถึงพระองค ยังสามารถชนะขาศึกได และถาจะกลาวถึงพระองคท่ีมีพระเดช
รอ นแรงมีบุญบารมีมากลน ปกครองกษัตรยิ เหลาน้ันอยูจะเอาไปเปรยี บเทียบทําไม (คือมีพระเดชและ
พระบารมี ฯ ท่ียง่ิ กวา ถาจะออกรบเองชนะไดอยูแลว )

3. สมาโสกติ หรืออันโยกติ (samaÆsokti / anyokti) อลังการประเภทนี้เปนการ
เปรยี บเทียบโดยกลา วถึงส่ิงหนึ่ง แตไปพูดถึงอีกส่ิงหนึ่งอันมีลักษณะเหมือนๆ กัน จึงสามารถทําให
นึกถึงส่ิงที่หมายน้ันได โดยไมไดกลาวถึงสิ่งน้ันตรงๆ จารึกแมบุญตะวันออก มีอลังการสมาโสกติ
หรอื อนั โยกติ ดังนี้

ตัวอยางท่ี 1

yo mathyamanÆ as samare rivírair
ggaÆmbhíryayogaÆn na jahau prasaÆdam |
hrado hi kalÆ usáyam upaiti bhogatÆ
stamveramair amvunidhir nna jaÆtu || 61

ในการรบกับศัตรูผูแกลวกลา พระองคถึงทรงถูกบีบคั้นก็ไมทรงละท้ิงความผองใสอัน
ลกึ ซงึ้ และเหมาะสม จรงิ อยู สระน้ํายอมถึงความขุน มัวไดเ พราะชา งทัง้ หลายลงไปใช แตกรณี
นี้ไมเกดิ กบั มหาสมทุ รเลย

ตัวอยางที่ยกมาน้ี กวีใชอลังการสมาโสกติ หรืออันโยกติกลาวถึงสระน้ําท่ีขุนมัว
เพราะโขลงชางลงดื่มกิน แลวเปรียบเทียบกับมหาสมุทรที่ไมเกิดความขุนมัว การกลาวเชนน้ีกวี
เปรยี บเทียบพระทยั ของพระเจา ราเชนทรวรมัน วา ขณะที่ตอ สูถึงจะทรงถูกบีบค้ันกดดันพระทัยของ
พระองคก็ไมละทิ้งความผองใส คัมภีรภาพ คอื ความใสสะอาดและลกึ ซึ้งยากจะหยั่งถึง และไมมีผูใด
ทําใหข นุ มวั ไดเหมอื นมหาสมุทร กวกี ลา วโขลงชางแตหมายถึงเหลาขาศกึ มหาสมุทรหมายถึงพระทัย
ที่มีความลึกซึ้งยากจะหยั่งถึงได สวนสระนํ้าหมายถึงคนเหลาอื่น ซ่ึงเปนการกลาวโดยออมแต
สามารถทาํ ใหเขาใจไดวาหมายถึงส่ิงใด ขอนี้เปนลักษณะการใชอลังการประเภทสมาโสกติ หรืออัน
โยกติ

330 • จารกึ แมบ่ ุญตะวนั ออก 327

ตวั อยางท่ี 2

ekatra ßubhre pi ßaßaṅÆ kaßobhe
samuddhrtá e yasya mahaÆtapatre |
mahím aßesáaÆmá pravihayÆ a tapÆ as
samaÆsasadÆ a dvisaá tamÆ á manaÆmsá i || 77

แมเ มื่อเศวตฉตั รอันยง่ิ ใหญของพระองคซ ง่ึ สุกใสดงั พระจันทรถูกยกขึ้นไว ณ ที่แหงเดียว
ความเรารอนไดล ะทิง้ แผนดนิ ใหญท งั้ มวลเขาครอบงาํ ใจของขาศกึ ทง้ั หลายแลว

ตัวอยางที่ยกมานี้ มีลักษณะความหมายแฝงแบบอลังการสมาโสกติ คือ เศวตฉัตร

หมายถึงการครองราชย ถูกยกขึ้นในที่แหงเดียวหมายถึงการเปนพระเจาจักรพรรดิ ความเรารอน
หมายถงึ ความทกุ ขค วามรอนรนใจของพวกศตั รู

4. วโิ รธะ (virodha) อลงั การประเภทน้ีเปน การกลา วถึงลักษณะหรือการกระทําของสิ่ง
ใดสิ่งหนง่ึ ท่ขี ัดแยง กันเองตามธรรมชาติ หรอื ประโยคท่ีพอฟง แลวเกดิ พิรธุ แตเมื่อพิจารณาในภายหลัง
แลวจึงเขาใจไดว าท่แี ทไ มพ ริ ุธ435 มีอทุ าหรณด งั นี้

ตัวอยา ง 1

yasyaṅÆ gakanÆ tehá kva tathanÆ avadyam
vidyeta manye py upamanÆ am anyat |
samká raÆntam adÆ arßatale pi vimvam
anarham aÆdharÆ avaßan nijamá yat || 35

สําหรับความงดงามแหงพระวรกายของพระองคแลว จะหาอุปมาสักอยางหนึ่งที่ไมมี
ขอตําหนิ (สมบูรณ) เชน น้ันได ณ ที่ใดเลา ภาพสะทอนของพระองคซึ่งปรากฏท่ีพืน้ กระจก
เปน สงิ่ ทไ่ี มคคู วรมาเปรยี บเทียบกับพระองคเลย

ตัวอยางที่ยกมาน้ี กวีใชอลังการวิโรธะแสดงลักษณะของส่ิงใดสิ่งหน่ึงที่ขัดแยง
กันเองตามธรรมชาติ โดยกลาววากระจกซ่ึงตามปกติจะรูกันวาสองสะทอนเงาของส่ิงน้ันตามที่
ปรากฏได แตกวีกลาววาไมอาจสะทอนภาพท่ีแทจริงไดท้ังหมด จะเห็นวาภาพสะทอนของพระเจา
ราเชนทรวรมันจากกระงกเงา ภาพทส่ี องสะทอ นของพระองคน ้ัน แมจะสองสะทอ นจากภาพจริง แต
ก็สะทอนออกมาไดไมหมด เงาภาพสะทอนที่กระจกไมอาจนํามาเปรียบเทียบกับพระองคได น้ีคือ
ลกั ษณะของวโิ รธะ

435วาคภฺ ฏ, อลงั การศาสตร, แปลโดย ป.ส.ศาสตรี, 44.

จารึกแม่บญุ ตะวันออก • 332381

ตัวอยาง 2

sandarßayaÆm asÆ a tathanÆ yabhuÆsáaÆ
na bhurÆ ißobhamÆ á maniá darppanaá nÁ ca |
[r]ajÆ nÁaÆmá yathaÆjnÁanÆ ijakarnná áapuÆrí-
krtá aÆ yadíyaÆ nakhadarppanáaßríhá || 97

เคร่ืองประดับอยางอื่นหาไดแสดงความงดงามที่ยิ่งยวดและการสะทอน(กระจกเงา)
ของแกวมณี แบบเดียวกับความงามท่ีสะทอนบนกระจกเงาคือพระนขา (เล็บ) ของพระองค
ซึง่ ไดกลายเปน ตมุ หูท่ีเกิดจากพระราชอาชญาสําหรับกษัตรยิ ท้ังหลาย ไดเ ลย

ตัวอยางที่ยกมานี้ ฟงดูมีพิรุธเพราะอานแลวนึกสงสัยวา ทําไมเคร่ืองประดับและ
แกวมณีไมแวววาวสะทอนแสงไดเทาเล็บเทา และทําไมแสงสะทอนกลายเปนตมุ หูไปได แตเม่ือได
พจิ ารณาก็สามารถทราบความไดวา กวีหมายถงึ แมพ วกษัตริยจ ะมีเคร่ืองทรงงดงามอยา งไร แตก็ตอง
กมมารับใชรับฟงพระราชบัญชาแทบเบื้องพระยุคลบาทของพระเจาราเชนทรวรมัน กวีถึงบอกเปน
นยั วา เครอื่ งประดบั และอัญมณไี มง ดงามอยางที่ควรเปนเพราะเหตเุ ชน น้ี นี้คอื ลกั ษณะของวโิ รธะ

สรุปการใชอลังการในกลุม ที่ 5
จากการศึกษาเนื้อหาในจารึกแมบ ุญตะวันออก โดยมีตัวอยางที่ไดยกมาประกอบ และ
ขอมูลทปี่ รากฏซ่งึ ไดน าํ เสนอไวแ ลว น้นั พบวา การใชอรรถาลังการในกลมุ ขอ มูลน้ี มีเหตผุ ลดังน้ี
1. เพ่ือหลีกเล่ียงการกลาวตรงๆ โดยพบวาการแฝงนัยท่ีปรากฏมีท้ังสรรเสริญให
ยง่ิ ขึ้นไป เพ่ือใหมีความหมายพิเศษ และการแฝงนัยตําหนิซึ่งทําใหผูถูกกลาวถึงไมรูสึกวาถูกตําหนิ
โดยตรง
2. เพ่ือแสดงใหเห็นประสบการณความรูและความสามารถของกวีในการนําอีกส่ิงหน่ึง
มาเปรียบเทยี บ
3. เพอ่ื ใหมีความหลากหลายในการใชอลงั การโดยเกดิ จากเจตนาของกวผี แู ตง

จากขอมูลการแปลทั้งหมดและตัวอยางที่ปรากฏในบทนี้จึงสรุปไดวา วัตถุประสงคใน
การแตงจารึกหลักนี้เพื่อยอพระเกียรติกษัตริยและเปนเรื่องกิจกรรมทางศาสนา โดยกวีใชภาษาสัน
สฤตแบบแผนแตงเปนบทรอยกรองท่ีเรียกวาฉันท 7 ชนิด การวิเคราะหคุณคาของจารึกแมบุญ
ตะวันออกในเชิงวรรณคดีดวยทฤษฎีสันสกฤต ไดเปนขอพิสูจนใหเห็นวาจารึกแมบุญตะวันออก
ถงึ แมวาจะมีเนื้อหาอิงประวตั ศิ าสตรและถอยคําในจารกึ มีลักษณะสดุดีพระเกียรติคุณของกษัตริยซ่ึง
นักวรรณคดีสันสกฤตเรียกวา บท “ประศัสต”ิ (Praßasti) จึงควรเปนวรรณคดีประเภทอิตหิ าสะ แต

332 • จารกึ แม่บญุ ตะวนั ออก 329

กวใี ชล กั ษณะของกวนี พิ นธในการแตง จึงจัดอยใู นวรรณคดสี ันสกฤตประเภทกาวยะซึ่งเปนวรรณคดี
ทท่ี รงคุณคา มคี วามงามในเชิงวรรณศลิ ป กวผี แู ตงสามารถถายทอดความคดิ มโนทัศน เรื่องราว และ
อารมณไดอยางดีเยี่ยมดวยภาษาท่ีไพเราะโดยยึดหลักอลังการศาสตรในการแตง ทั้งเลือกใชฉันท
ลักษณไ ดอ ยางเหมาะสม เตม็ ไปดวยนัยประวตั นิ านปั การ อันแสดงใหเห็นถงึ ความสามารถและความ
ละเมยี ดละมัยของกวที ่ตี อ งการรังสรรคงานออกมาใหพ ิเศษ โดยกวีผแู ตงมีความรูดานอลังการศาสตร
เปนอยางดี ใชอลังการทั้งทางเสียงและความหมายไดอยางงดงาม ลึกซึ้ง วิจิตรบรรจง ไพเราะ ชวน
อานและดึงดูดใหเกิดความนาสนใจมากยิ่งข้ึน สมเปนเคร่ืองประดับตกแตงบทประพันธที่กอใหเกิด
ความพึงพอใจ ท้ังปรุงแตงรสวรรณคดีที่มีอยางหลากหลาย สนองปฏิกิริยาทางอารมณใหเกิดขึ้นแก
ผอู า นบทประพนั ธไ ดอยา งสมบูรณ

อน่ึง จากผลงานการประพันธท่ีมีคุณคาทางประวัติศาสตรและวรรณคดีดังกลาวมานี้
จารกึ หลักนี้แมไมปรากฏนามผูแตงแตเม่ือเปรียบเทียบกับจารึกกอนหนาและสมัยหลังจากน้ี พบวา
ลักษณะและลีลาการประพันธคลายคลึงกับจารึกปราสาทแปรรูปเปนอยางมากโดยเฉพาะบทท่ี
สําคัญๆ โดยเริ่มจากบทสดุดีเทพท่ีกลาวถึงพระตรีมูรติ บทยอพระเกียรติและกลาวถึงสายสกุลของ
พระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 อีกท้ังยงั มีการใชอุปมาซ่ึงมีการเปรียบเทยี บท่ีคลายคลึงกัน เชน โศลกที่
90 ของจารึกแมบุญตะวนั ออก กับโศลกท่ี 22 ของจารึกปราสาทแปรรูป วาถึงพระกิติศพั ทข องพระ
เจาราเชนทรวรมนั ท่ี 2 เหนอื กวา พระอรชนุ เพราะฟง แลว สบายหูไมมีขอท่ีนาตําหนิ โศลกที่ 67 ของ
จารึกแมบุญตะวันออก กับโศลกท่ี 119 ของจารึกปราสาทแปรรูป เปรียบเทียบกองทัพศัตรูวา
เหมือนหญิงสาวผูแตงงานใหมๆ แตเห็นพระองคจําตองเมินหนาหนี (เพราะยินดีในความกําหนัด)
เปนตน และขอมูลในจารึกท้ังสองหลักนิยมประพันธดวยอลังการชนิดอุตเปรกษาซึ่งแสดงพลัง
จนิ ตนาการของกวีผแู ตง ซ่งึ ในจารกึ ปราสาทแปรรูปกลาววา

puranÆ aá rÆ thanÆ urakto pi vṛddhavanÆ áípriyo pi yahá |
navarÆ tha eva kenapÆ i kavÆ ye raÆksíá n manohare || 221436

พระองคแ มยึดถือแนวทางแหง คัมภีรปุราณะ ท้ังทรงชอบใจในการเขียนของคนเกาแก
(แต) ก็ทรงรักในมโนหรกาวยะทมี่ ีเน้ือความใหมๆ จริงๆ โดยวิธใี ดวิธีหนึ่ง” (แปล-ผูเรยี บ)

จากโศลกดังกลาวทําใหทราบไดวาพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ทรงโปรดปรานงาน
นพิ นธที่มาจากคัมภีรปรุ าณะและงานประพันธทเ่ี กาแกเ ปน เบอ้ื งตนซึ่งกวีก็ไดนาํ เนื้อหาในสวนน้ีมาใช

436Mahesh Kumar Sharan, Select Cambodian Inscriptions (The Mebon And Pre Rup Inscriptions of
Rajendravarman II ), 130.

จารึกแม่บญุ ตะวันออก • 333303

ในจารึกเปนจํานวนมาก แตในขณะเดยี วกันพระองคก็ทรงมีความคิดกาวหนาและชอบงานประพันธ
แบบใหมซึ่งจารึกเรยี กวา “มโนหรกาวยะ” คําน้ีเปนคําใหมท่ีไมเคยปรากฏในจารึกหลักอื่นมากอน
ทั้งไมปรากฏวาเปนช่ือคัมภีรห รืองานนพิ นธใดในอินเดีย จากเนอ้ื หาในจารึกที่สําคญั ท้ังสองหลัก คือ
จารกึ แมบุญตะวันออกและจารกึ ปราสาทแปรรูปผูเรียบเรียงพบวากวผี ูแตง นยิ มใชถ อยคําทีแ่ สดงมโน
ทัศนและพลังแหงจินตนาการจากมุมมองของกวีในการสรางจินตภาพใหเกิดแกผูอานเปนสําคัญ
ดังนั้น คําวา มโนหรกาวยะในโศลกนี้จึงนาจะหมายถึงบทประพันธแบบกวีนิพนธที่แสดงพลัง
จินตนาการแบบใหมๆและกอ ใหเกดิ จินตภาพดงั กลาวกเ็ ปนได

นอกจากขอมลู ดังกลา วมาแลวนผี้ เู รยี บเรยี งยังพบวากวที านนี้ยังนิยมประพันธด วยฉันท
ท่ีหลากหลายอีกทั้งพิถีพิถันในการเลือกใชฉันทไดอยางเหมาะสมในบทตางๆ อันคลายคลึงกัน อีก
ประการหน่ึง กวีทานนี้นิยมการประพันธท่ีมีเนื้อหาคอนขางยาว โดยจากการศึกษาพบวา ใน
สมยั กอนหนาน้ีและหลังจากนไ้ี มปรากฏวามีการแตงฉันทลักษณท่ีมีลักษณะยาวมากดงั จารึกทั้งสอง
หลักน้ีเลย สวนจารึกที่มีขนาดยาวกอนหนานี้ปรากฏในสมัยพระเจายโศวรมันที่ 1 ที่บาราย
ตะวนั ออกทง้ั สด่ี า น ดานละ 108 โศลกแตคาดวาคงแตง ขน้ึ ในหลายวาระ และโดยมากจะมีเน้ือความ
ทซี่ ํ้ากนั อยูเปนจาํ นวนมาก จึงนบั วา จารึกแมบ ุญตะวันออกท่ีมี 218 โศลก และจารึกปราสาทแปรรูป
ซ่ึงมี 298 โศลกเปนจารึกท่ีมีขนาดยาวท่ีสุด แสดงถึงพัฒนาการและความเปนเอกลักษณอันเปน
ความนิยมของกวที านนี้ แนน อนวากวใี นราชสํานักในรัชสมยั น้ีมีอยูมากดังปรากฏในโศลกที่ 178 ซ่ึง
กลาวไวขางตนท่ีแสดงถึงการแขงขันกันของกวีในราชสํานักท่ีมีจํานวนมาก อนึ่ง กษตั ริยแ ละขาราช
บริพารผูอยูในราชสํานักก็เปนผูรูแตกฉานในภาษาสันสกฤตเปนอยางดี โดยเฉพาะกษัตริยทรงมี
ความรูอยางลึกซ้ึงในภาษาสันสกฤตดังปรากฏเน้ือความในจารึก เชน โศลกท่ี 143 ความวา
“พระองคทรงเขาใจคาํ พูดทั้งหลายเปน 7 ประการ คือ วิภักติ 1, ปรกฤติ 1, ตัทธิต 1, อรรถะ 1,
อาคม 1, อาขยาต 1, กฤตยะ 1” จึงนาจะมกี ารแขงขันกันอยางสูงในหมูกวี ณ เวลานั้น การแตง
จารกึ คงตอ งอา นใหฟง ตอหนาพระพักตรและขาราชบริพารในทอ งพระโรงเพ่ือคัดเลือกบทประพันธที่
ดีที่สุดสําหรับปราสาทสําคัญเชนน้ี และเมื่อไดรับเลือกแลวในคราวสถาปนาอาจจะตองอานอีกคร้ัง
หนึ่งเพราะมีเนอ้ื ความในตอนทายเปน ขอความประกาศใหผคู นและกษตั รยิ อ น่ื ๆ รบั ทราบ

จากขอมูลท้ังมวลนี้ทําใหสันนิษฐานไดวากวีผูแตงจารึกแมบุญตะวันออกทานน้ีแมไม
ปรากฏนามแตก็ไดรบั เลือกใหเปนกวีเอกในรัชสมัยของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 โดยผลงานของ
ทานเปนท่ีโปรดปรานของพระองคจึงไดมีโอกาสสนองงานตามพระราชประสงคในจารึกแมบุญ
ตะวนั ออกนซ้ี ง่ึ เปน ปราสาทสําคัญเพราะเปน ปราสาทแหงแรกในรัชกาลน้ี และอาจจะเปนผเู ดียวกัน
น้ีทไ่ี ดแตงจารึกปราสาทแปรรูป ซ่ึงเปนปราสาทสําคัญย่ิงอีกแหงคอื เปนปราสาทประจํารัชกาล แล

334 • จารกึ แมบ่ ุญตะวันออก 333311

จารึกท้งั สองหลักดงั กลา วนมี้ กั ถกู นกั วชิ าการผศู กึ ษาภาษาสนั สกฤตในกัมพูชาหยิบยกมาอางถึงความ
จถถากกูู รตตกึ ออ ทงง้ังเเหหสมมอาางะะหจสสลามมักกใใดกนนงัากกกราาลศรราึกใใวชชษนภภาม้ี วาาักเิษษคถาารูกแแานลละกัะะหเเวจนนชิ า้อ้อืื ารหหกึกาาาใรคคนผาําํอูศปปากึณรระะษาพพาจภันันกั าธธรษททกามัี่่ีไไพพสพันเเูชรรสาาากะะจฤงงะดดตเงงใหาาน็นมมกไออัมดยยพว ููเเาูสสชวมมารหออรย44ณ33ิบ77คยดกีปมราะอเาภงทถจึงคารวึกามมี
พัฒนาการทีง่ จอากกเงกยารรุงศเึกรือษงามวาิเคโดรายะลหาํ ดจาับรกึโดในยอมาีตณวั แาปจกัรทรกส่ี มัําคพญัูชา3จปะเรหะ็นกไาดรวคาวือรรณคดีประเภทจารึกมี
พัฒนาการท่งี 1อ.กพเงรยะรมงุ หเราือกงษมัตารโดิยยในลฐาํ าดนับะศโดูนยยมก ตี ลวั าแงปการรทสี่สราํ า คงัญงาน3วปรรระณกคาดรีใคนอืจารึก

21.. พสภระามพหบาา กนษเมัตอื รงยิ แใ ลนะฐคานวาะมศเนู ปยนกอลยาู งการสรา งงานวรรณคดีในจารึก
23.. สคภวาามพรบูค าวนาเมมสอื างมแาลระถคขวอางมกเวปผี นูแอตยง ู
3. ความรูความสามารถของกวีผูแ ตง

437จริ พัฒน ประพันธวทิ ยา, ผูแปล “สถานภาพปจจุบันของงานวิจัยเกีย่ วกับจารึกภาษาสันสกฤตในกมั พูชา ขอสังเกตบางประการ,” :
44357จ-5ริ 7พฒั; นศ ปานระตพิ ันภธักว ดิทีคยําา,,“ผสแู นั ปสลกฤ“ตสศถกึานษภาใานพปปรจะจเุทบันศกขัอมงพงูชาานใวนจิ คัยรเิสก่ยีตวศกตับวจรราษรึกทภี่ 2าษ0,า”สันมสนกุษฤยตศใานตกรมั ปพรูชิทารขรอศสนงั  เ2ก3ต,บ2าง(2ป5ร4ะ4ก)า:ร,2”1:;
4แ5ล-ะ57M; ahศeาsนhติ ภKักuดmีคaาํ r, “สSนั hสaกraฤnต,ศSกึ eษlาeใcนtปCระaเmทbศoกdัมiพanูชาใIนnsคcรrิสipตtศioตnวsรรษ(Tท่ีh2e0,M” มebนoุษnยศAาnตdรปPรrิทeรรRศuนp 2I3n,s2cr(i2p5ti4o4n)s: o2f1;
RแลaะjenMdraahveasrhmanKIuIm),a7r. Sharan, Select Cambodian Inscriptions (The Mebon And Pre Rup Inscriptions of

Rajendravarman II ), 7.

จารกึ แมบ่ ุญตะวันออก • 333352

บทที่ 6
บทสรปุ

การศกึ ษาวเิ คราะหจารึกแมบุญตะวันออก มีจุดประสงคเพ่ือปริวรรตและแปลขอความ
ท่ีปรากฏในจารึกโดยใชขอมูลจาก Select Cambodian Inscriptions (The Mebon And Pre Rup
Inscriptions of Rajendravarman II) ของ มเหศ กุมาร ศรัณ และ หนังสือ Inscriptions
d’Angkor ของ หลุยส ฟโนต เพ่ือปริวรรตจารึกแมบ ุญตะวันออกและแปลขอความของจารึกเปน
ภาษาไทย รวมทง้ั ศกึ ษาวิเคราะหจารึกแมบุญตะวันออกในเชิงวรรณศลิ ป ตามแนวทางการวิเคราะห
วรรณคดีสนั สกฤต โดยใชท ฤษฎอี ลังการเปนเกณฑ และศกึ ษาภาพสะทอนบริบททางวัฒนธรรมดาน
ตา งๆ ทป่ี รากฏในจารึกแมบ ญุ ตะวันออก ซง่ึ ผลการศกึ ษาวเิ คราะหมดี งั น้ี

จากการศึกษาพบวารูปแบบทางศิลปะและสถาปตยกรรมสวนใหญไดรับอิทธิพลดาน
ศาสนาพราหมณลทั ธิไศวนกิ าย มีอาคารรูปทรงปราสาทเปนสําคัญ กอดวยอิฐฉาบปูน มีฐาน 3 ช้ัน
ช้ันบนสุดมีกลุม ปราสาทประธานจํานวน 5 หลัง ตัง้ อยบู นฐานเดียวกัน หลงั กลางเปนทป่ี ระดิษฐาน
รปู เคารพหลกั ของพระศวิ ะในรูปลึงคน ามวา ราเชนทเรศวร โดยรับคติความเชื่อของชาวอินเดียเรื่อง
เทพเจาทั้งหลายสถิตอยู ณ เขาพระสุเมรุ จัดเปนปราสาทพ้ืนราบเปรียบดังวิหารหรือวัดบนยอดเขา
มีทางข้ึนสูตวั ปราสาททั้งสี่ทศิ สิ่งกอสรางท้ังหมดอยภู ายในแผนผังรูปส่ีเหลี่ยมจัตุรสั ดูกลมกลืนเปน
ระเบียบและไดสัดสวนที่สวยงาม เปนปราสาทประเภทกระจายความสําคัญออกจากศูนยกลาง
จัดเปนศิลปะแบบแปรรูป (Pre Rup Style) ซ่ึงศิลปะแบบแปรรูปน้ีกําหนดอายุในราวปลายพุทธ
ศตวรรษท่ี 15 ถึงตนพุทธศตวรรษที่ 16 หรือ พ.ศ.1490-ราว พ.ศ.1510 สอดคลองกับเรื่องราวและ
อายุสมัยของจารึกแมบ ุญตะวันออกเปนอยางดี

จารึกแมบุญตะวันออกจารึกขึ้นในรชั สมัยพระเจาราเชนทรวรมนั ท่ี 2 จารึกดว ยอักษร
เขมรโบราณ ชวงปลายพุทธศตวรรษท่ี 15 (พ.ศ.1495) โดยใชภาษาสันสกฤตแบบแผน ในลักษณะ
ของฉันทลักษณ เน้ือหาของจารึกแบงเปน 4 สวน สวนแรกเปนปณามคาถา หรือบทสดุดีเทพใน
ศาสนาพราหมณลทั ธิไศวนิกาย สวนท่ีสองกลาวถึงราชประวัติทางสายสกุลของพระเจาราเชนทรวร
มันท่ี 2 สวนทส่ี ามเปนเรือ่ งราวทางประวัติศาสตรในรัชสมัยของพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 เนอ้ื เร่ือง

336 • จารกึ แมบ่ ุญตะวนั ออก 333

สวนใหญเปนวีรกรรมท่ีเก่ียวกับการรบและการขยายพระราชอาณาจักรของพระองค สวนทายของ
จารึกกลาวถึงการถวายส่ิงของเครื่องใชสอยและการประดิษฐานศิวลึงคนามวา ศรีราเชนทเรศวร
และรูปเคารพทางศาสนาพราหมณ รวมถึงอนุสาสนีท่ีพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 ช้ีนําใหแกเหลา
พระราชาในราชอาณาจักรไดป ระพฤตติ าม

ดานการเมืองการปกครอง พบวาพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 มีเชอ้ื สายเหมาะสมท่จี ะ
ข้นึ ครองราชย โดยพระองคมีเช้ือสายทางพระราชมารดาเกี่ยวเน่ืองกับอดตี กษัตริยกัมพูชาสมัยเมือง
พระนคร และไดรับมรดกทางฝายพระราชบิดาคือเมืองภวปุระซ่ึงกอนหนาน้ีเปนดินแดนอิสระ
รูปแบบการปกครองทป่ี รากฏเปนแบบระบอบราชาธิปไตย ท่ีเรียกวาเทวราช ไดแนวความคดิ มาจาก
ศาสนาพราหมณ ที่ถือวาเทพเจา คือพระศิวะและพระนารายณไดอวตารลงมาเปนกษัตริยเพื่อเปน
กษัตริยปกครองราชอาณาจักรและไพรฟาประชาราษฎร ประชาราษฎร เม่ือสวรรคตไปแลวจะ
กลบั ไปรวมกับเทพเจา เชนเดิม กษัตริยจึงเปนผูม พี ระราชอาํ นาจสูงสุดเด็ดขาดเหนือทุกส่ิงทุกอยาง มี
ความศักด์ิสิทธ์ิ ผูใดจะละเมิดไมได ซ่ึงหนาท่ีการปกครองเปนของกษัตริย แตกษัตริยท่ีแมจะทรงมี
อํานาจอยูอยางลนพน แตก็ทรงปกครองบานเมืองโดยมีคณะมนตรีเปนที่ปรึกษาดา นตา งๆ แสดงให
เห็นวากษัตริยแมมีอํานาจสูงสุด แตเปนผูใชอํานาจในทางที่ถูกท่ีควร เปนธรรมราชา ปกครอง
แผนดินโดยอาศัยทั้งหลักกฎหมายและหลักศีลธรรมควบคูกันไป ส่ิงสําคัญคือการใชนโยบาย
ตางประเทศ ซ่ึงมีจุดประสงคหลัก คือ การทําสงครามเพื่อขยายอํานาจการปกครอง การขยาย
อาณาจักรเกิดจากความสามารถ ดานการรบของพระองคโดยมีที่ปรึกษาและเปาหมายท่ีชัดเจน
แนนอน การทําสงครามอาศัยแนวความคิดในอรรถศาสตรของเกาฏิลยะเปนหลักนั้น ประสบ
ความสาํ เร็จเปน อยางดี โดยกวยี กยองวา พระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ทรงเปนพระมหากษัตริยผูเปน
พระเจาจักรพรรดิท่ีอยูเหนือพระราชาองคอื่น พระองคปกครองอาณาจักรทําใหแผนดินมีความ
รงุ เรือง

ดานสังคม เนื้อหาสวนใหญในจารึกแมบุญตะวันออกปรากฏเรื่องการทําสงครามเปน
หลกั ไมคอ ยมกี ารพรรณนาถึงสภาพสงั คมและความเปน อยใู หเหน็ มากนกั อาจเน่อื งจากเปนชวงหลัง
เสร็จศึกสงครามไมนาน แมสังคมในอาณาจักรเขมรโบราณไมยึดถือเร่ืองวรรณะอยางเครงครดั แต
อยางไรก็ตาม ในชวงเวลาแหงการแตงจารึกในรัชสมัยของพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 นี้ ระบบ
วรรณะซึ่งหย่ังรากลึกลงในสังคมอินเดียแตโบราณก็ยังคงปรากฏใหเห็นในอาณาจักรกัมพูชาตาม
รูปแบบโครงสรา งของระบบสังคมอินเดียโบราณ ในจารึกมีการกลา วถึงคนในสามวรรณะแรก โดย
กษัตริยและพราหมณจัดอยูในวรรณะท่ีสงู และวรรณะที่สามคือวรรณะแพศยก ็ไดรบั การยกยองนับ
ถือจากบรวิ าร รวมทัง้ ไดร บั การนับถอื จากกษัตริยดว ย

จารกึ แม่บุญตะวันออก • 333347

ดานศาสนาและความเช่ือ จารึกไดกลาวถึงศาสนาพราหมณ และศาสนาพุทธ โดยได
สะทอนอิทธิพลความเชอ่ื ของศาสนาพราหมณใ นลัทธิไศวนิกายอยางชัดเจน ซงึ่ มีอิทธิพลตอกษัตริย
ผูปกครองอาณาจักรและขาราชบริพารในราชสํานักเปนอันมาก การนับถือพระตรีมูรติ ความเชื่อ
เรื่องศักติ และปรัชญาในศาสนาพราหมณทั้ง 6 สาํ นัก รวมทั้งความเชื่อในเรื่องของเทพปกรณัม มี
ปรากฏอยา งชัดเจน ซึ่งความเช่ือเหลานี้สงผลตอวถิ ีชีวิตความเปนอยูและทัศคติ ความเชื่อที่โดดเดน
ประการหนึง่ ในจารกึ แมบ ุญตะวันออก คือ ความเชื่อเร่ืองพระศรี-พระลกั ษมี ในฐานะเทพีแหงความ
โชคดี ชัยชนะ ความม่ังคั่งสมบูรณและความงาม นอกจากนี้ยังพบวาในยุคสมัยแหงการแตงจารึกนี้
ความรูในเรื่องวรรณคดีของศาสนาพราหมณท่ีมาในคัมภีรตางๆ ท้ังประเภทศรุติและสมฤติ รวมถึง
มหาภารตะ และรามายณะ และคัมภีรปุราณะไดรุง เรืองแพรหลายปรากฏเน้ือความอยูในจารึกเปน
อยางมาก และพุทธศาสนารุงเรืองมากในรัชสมัยนี้ ทัง้ พระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 เองแมนับถือไศว
นกิ าย แตก ็ทรงศกึ ษาคาํ สอนทางพุทธศาสนา และทรงเปนศาสนปู ถมั ภกในการเผยแผทุกลัทธิศาสนา
อาจเปนการรกั ษาฐานอํานาจเพ่ือมใิ หคลอนแคลน หรือทรงดําเนินรอยตามพระเจายโศวรมันอดีต
กษตั ริยผยู ่ิงใหญผสู รา งเมอื งพระนครซึง่ ไดท รงปฏิบัติมากเ็ ปน ได

ดานประเพณีและวัฒนธรรม ทสี่ ะทอ นใหเห็นในจารึกแมบุญตะวันออกผูวิจัยพบวาเปน
ประเพณีท่ีเก่ียวของกับสถาบันพระมหากษัตริยเปนสวนใหญไมคอยปรากฏประเพณีวัฒนธรรม
สาํ หรับชนพ้ืนเมอื งมากนกั ประเพณีสว นใหญเ กีย่ วเนือ่ งกับศาสนาพราหมณล ัทธิไศวนิกาย ประเพณี
ท่ีสําคัญท่ีปรากฏในจารึกคือการทําบุญอุทิศผูตายถวายสิ่งของเครื่องใชและของมีคาแกศาสนสถาน
การสรา งศาสนสถาน การประดิษฐานศิวลึงค และรูปเคารพตางๆ ราชพิธที ี่สําคัญสําหรับกษัตริยอีก
ประการหน่ึงคือพิธีกรรมเบิกพระเนตรเทวรูป และพิธีกรรมอ่ืนๆ อันเก่ียวเน่ืองกับศาสนาพราหมณ
นอกจากนย้ี ังพบวาวฒั นธรรมในราชสาํ นกั สมัยพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 มีการใชคนั ฉอง หรืออาจ
เปนกระจกเงาในราชสาํ นกั แลว

การศึกษาวิเคราะหจารึกแมบุญตะวันออกในฐานะวรรณคดีประเภทจารึกตามทฤษฎี
สันสกฤต พบวา จารึกแมบ ุญตะวันออก มีวตั ถุประสงคคือ การยกยอสรรเสริญกษัตริย ท่ีเรียกวา ปฺ
ระศสั ติ (Praßasti) อาจจัดเปนวรรณคดีประเภท "อิตหิ าสะ" หรือ ประวัติศาสตรวีรบุรษุ แตรูปแบบ
การแตงจัดเปน ประเภท "กาวยะ" คอื งานเขยี นท่มี วี รรณศลิ ป โดยจารึกแมบ ุญตะวันออกสะทอนให
เหน็ อจั ฉริยภาพของกวผี ูแตง วา มคี วามรูความสามารถในการใชภาษาเปนอยางดี ภาษาท่ีใชคือภาษา
สันสกฤตแบบแผน เนื้อหาและถอยคําท่ีกวีใชแตงจารึกมีคุณคาในเชิงวรรณคดีอยางชัดเจน กวีใช
ภาษาและรปู แบบการประพันธตามลักษณะของการแตงบทกวีนิพนธ สรางรสวรรณคดี และอลังการ
อยางหลากหลาย มีการเปรียบเทียบใหผูอานไดเห็นภาพพจน ท้ังจินตภาพและนัยประวัติที่ลึกซึ้ง
คมคาย สะเทือนอารมณ ชวนติดตาม สรางความประทับใจ ในดานอลังการปรากฏทั้งศัพทาลังการ

338 • จารึกแม่บุญตะวันออก 335

คอื อลงั การดา นเสยี งไดแก ยมก และอนปุ ราสะซงึ่ มอี ยจู ํานวนมาก ท้ังอรรถาลังการซง่ึ มีหลากหลาย
โดยพบอลงั การประเภทอตุ เปรกษามากทีส่ ุด รองลงมากเ็ ปน อุปมาและรูปกะตามลาํ ดบั โดยกวีผูแตง
เลือกใชฉันทถึง 7 ชนิด สลับชวงจังหวะลีลาการประพันธอยางเหมาะสมและงดงามตามแบบ
วรรณศิลป

จากผลการศึกทําใหทราบแนชัดวาจารึกแมบุญตะวันออก K.528 เปนจารึกที่
ประดิษฐานคูกับตัวปราสาทแมบุญตะวันออก โดยเนื้อหาในจารึกและส่ิงกอสรางท่ีปรากฏมีความ
สอดคลองตองกัน อน่ึง เนื้อหาในจารึกเปนการสดุดีพระเกียรติคุณของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2
และกิจกรรมทางศาสนาท่ีพระองคไดทรงบําเพ็ญ โดยแสดงภาพสะทอนใหเห็นวาพระองคเปน
กษัตริยผูทรงพระราชอํานาจ ทรงเปนกษัตริยน ักรบและนักปกครอง ทั้งยังทรงฝกใฝในการบุญทรง
เปนราชูปถัมภศาสนาตางๆ บานเมืองในรัชสมัยของพระองคมีความเจริญรุงเรือง พระองคไดแผ
ขยายพระราชอาํ นาจดวยการทาํ สงครามและการทตู จนมอี าณาเขตกวางไกลและเหลาพระราชาเมือง
อื่นๆ เปนอันมากไดยอมรับในพระราชอํานาจและเขามาสวามิภักดิ์ตอพระองค เรื่องราวตางๆ ใน
จารกึ ไดแสดงใหเห็นถึงความย่งิ ใหญและความเปนกษัตริยใ นอุดมคติ ดังท่ผี ูวิจัยไดแสดงขอสงั เกตไว
ในเบื้องตนของงานวิจัย ซ่ึงมีความสอดคลองกับจารึกหลักตางๆ ในรัชสมยั ของพระองค เชน จารึก
ปราสาทแปรรปู จารึกพนมรุง 3 เปนตน และสอดคลองกับความเห็นของนักวิชาการสวนใหญ เชน
หลุยส ฟโนต, อาร.ซี. มาชุมดาร, มเหศ กุมาร ศรัณ เปนตน ท่ีไดเคยศึกษาไว ในขอที่ตางกัน คือ
หลุยส ฟโนต ไดต้ังขอสังเกตวา พระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 ทรงเปนพระราชโอรสของพระนาง
มเหนทรเทวีกับพระเจามเหนทรวรมันซึ่งเปน พระนามหนึ่งของพระเจาชัยวรมันที่ 4 และ ยอรช เซ
เดส ไดใหความเห็นวา มเหนทรวรมันเปนพระสวามีองคกอนของพระนางมเหนทรเทวี แตจารึกแม
บุญตะวนั ออก โศลกท่ี 12-13 ไดกลาวชัดเจนวา พระเจาราเชนทรวรมนั ท่ี 2 ทรงเปนพระราชโอรส
ของพระนางมเหนทรเทวีกับพระเจามเหนทรวรมัน ผูครองเมือง..... แหงสุริยวงศ (bhaÆsvadvaṅßa
 −  −   puradÆ híßavÆ aníßatÆ majo) ดงั นั้น พระราชบิดาของพระองคคือพระเจามเหนทรวร
มันซ่งึ อยใู นสรุ ิยวงศ ปรากฏในจารกึ ปราสาทแปรรปู วามาจากเมอื งภวปุระ ซ่ึงตรง อาร.ซี. มาจุมดาร
ท่ีไดเคยศึกษาไว วา พระเจายโศวรมันทรงมีพระเชษฐภาคินี 2 องค คอื พระนางชัยเทวีซงึ่ อภิเษก
สมรสกับพระเจาชัยวรมันที่ 4 ทรงมีพระราชโอรสคือพระเจาหรรษวรมันที่ 2 และพระนาง
มเหนทรวรมนั ซึ่งอภิเษกสมรสกบั พระเจา มเหนทรวรมัน ทรงมีพระโอรสคือพระเจาราเชนทรวรมันท่ี
2 ซ่งึ ความเหน็ ของ อาร. ซ.ี มาชมุ ดาร มคี วามสอดคลอ งกบั งานวิจัยในวทิ ยานพิ นธน ้ี

การพสิ จู นค ณุ คาของจารึกแมบุญตะวันออกในเชิงวรรณศิลป ดวยทฤษฎีอลังการพบวา
มคี วามสอดคลองกนั เปน อยางดี โดยพบวากวีผูแตงจารึกใชความรใู นตําราอลังการศาสตรเปนหลักใน

จารกึ แมบ่ ุญตะวนั ออก • 333369

การแตงและทําใหเน้ือหาในจารึกมีความโดดเดน งดงามในเชิงวรรณศลิ ปอยางชัดเจน โดยแสดงให
เห็นถึงความงามตามลักษณะกวีนิพนธ หลักการเปรียบเทียบและการใชอลังการในลักษณะตางๆ
สวนใหญสืบสานขนบดานความคิดความเขาใจแบบกวีอินเดียที่เรียกวา“กวิสมยะ” (Poetic
Convention) แตง ดว ยบทรอ ยกรองเปน ฉันทประเภทวรรณพฤติ และมีการแตง โดยการเปล่ียนชนิด
ฉนั ทเ พ่อื ถา ยทอดเหตกุ ารณทต่ี า งกัน ซึ่งลักษณะการแตงสอดคลองกันกับจารึกในอาณาจักรกัมพูชา
ท่ีอยูในกลุมจารึกยอพระเกียรติกษัตริย ท่ีเรียกวา ปฺระศัสติ (Praßasti) ทําใหมองเห็นคุณคาของ
จารกึ แมบ ุญตะวันออกวา มิใชแ หลง ขอ มูลเรอ่ื งราวทางประวัติศาสตรแตเพียงอยางเดยี ว แตย ังมีฐานะ
เปนวรรณคดีประเภทจารึกท่ีทรงคุณคาทางวรรณศิลป เห็นไดชัดจากอลังการทั้ง 2 ประการ คือ
อลังการดานเสียงมีการสรรคําที่มีเสียงเหมือนกันหรือคลายคลึงกัน แตมีความหมายตางกัน ซ่ึง
เรียกวา ยมก มาใชในบทประพันธ เพ่ือสรางความงามทางเสียงและความหมาย มีท้ังยมกท่ีเรียงชิด
กัน หรือมีศัพทอื่นคั่น และที่อยูคนละบาท แตสามารถเชื่อมความไดสนิททําใหเกิดเสนห พล้ิวไหว
ไพเราะ แกบทประพันธอันเกิดจากความต้ังใจของกวี สวนอลังการดานเสียงท่ีเรียกวา อนุปราสะ
เปนการมุงเนน การเลน เสียงโดยการซํ้าเสยี งพยญั ชนะในบาทเดียวกนั หรอื บทเดียวกัน ซึ่งแบงเปน 4
รูปแบบ คือ (1) ลาฏานุปราสะ สวนมากพบวาเปนการกลาวซ้ําคําหรือกลุมอักษร หลายๆ คร้ัง (2)
เฉกานปุ ราสะ คอื การกลาวซ้าํ พยัญชนะหรือกลุมพยัญชนะ 2 ตัวหรือมากกวา 2 ตัว ซํ้ากันแตเพียง
ครั้งเดียว (3) วฤตตยานุปราสะ คือ การซํ้าพยญั ชนะตัวเดียวกัน หรือมากกวา 2 ตัว ซ้ํากันมากกวา
หนึ่งคร้ัง (4) อันตยานุปราสะ คือ การซํ้าหรือเลนคําสัมผัสสุดทายของบรรทัด (บาทคู) ซึ่งอลงั การ
ดานเสียงท้ังสองประเภทนี้ มีผลตอทวงทํานอง ทําใหเกิดความไพเราะ ความกลมกลืน ชวนอาน
ชวนฟง มีเสนห  และทาํ ใหจ ดจาํ ไดงา ย

อลังการดานความหมาย จัดจําแนกเปนกลุมตามเนื้อหาท่ีปรากฏไดเปน 5 กลุม มี
ทั้งหมด 12 รูปแบบ คือ (1) อลังการท่ีแสดงความหมายเปรียบเทียบ มี 3 รูปแบบ คอื อุปมา รูปกะ
วยติเรก (2) อลังการที่แสดงความหมายในรูปพลังจินตนาการ หรือการกลาวใหเกินจริง มี 2 รูแบบ
คือ อตุ เปรกษา อตศิ โยกติ หรืออตศิ ยะ (3) อลงั การท่แี สดงความหมายในการบรรยาย หรือพรรณนา
ความ คือ ชาติ หรอื สวภาโวกติ (4) อลงั การท่แี สดงความหมายหลายระดับ มี 2 รูปแบบ คือ เศลษะ
อาเกษฺ ปะ (5) อลงั การทแี่ สดงความหมายแฝงนัย หรือขัดแยง กันเองตามธรรมชาติ มี 4 รูปแบบ คอื
วยาชัสตุติ อปรัสตตุ ประศงั สา สมาโสกติ หรืออันโยกติ วิโรธะ อลังการดา นความหมายทั้งหมดมีสวน
ชว ยสงเสริมใหบ ทประพันธม ีความงดงาม ลกึ ซงึ้ คมคาย มีความสอดคลอ ง เหมาะสมและเปนการสอ่ื
ความหมายโดยใชถอยคาํ ทําใหเ หน็ ภาพลักษณไดช ดั เจนย่ิงข้ึน

อลังการดานความหมายที่โดดเดนที่สุดในจารึกแมบุญตะวันออก คือ อุตเปรกษา อัน
แสดงถึงความคิดหรืออารมณท่ีซับซอนลึกซึ้งอันเปนพลังจินตนาการของกวี โดยสื่อออกมาใหเห็น


Click to View FlipBook Version