290 • จารกึ แมบ่ ุญตะวันออก 287
2 ชนิด กาวยประกาศของมัมมฏะกลาววามี 5 ชนิด แตในตําราของโภชะซงึ่ ประพันธข้ึนในราว
ครสิ ตศตวรรษที่ 11 ไดก ลา วถงึ อลงั การทางเสยี งวา มี 24 ชนิด
สว นในอลงั การศาสตรข องวาคภฏะซ่งึ ใชในการศกึ ษาครั้งน้ีไดแสดงอลังการดานเสียงไว
4 ประเภท คือ จิตระ ยมก อนุปราสะ วโกรกติ ในบรรดา 4 ประเภทนั้น อลังการท่ีชื่อวา จิตระ คอื
การใชอ ักษรซ่งึ เปนสวนประกอบของบทประพันธเรียงรอยใหเปนรูปตางๆ เชน รูปดาบ รูปดอกบัว
รปู มูตรโค เปน ตน และอลงั การทชี่ ือ่ วา วโกรกติ คือการอาศยั คาํ ที่มีความหมายสองแงส องงา ม แปล
ความผิดท่ีหมาย เปนการแสดงความหมายไมตรงตามถอยคําเทาน้ัน405 ซ่ึงเห็นวาไมกอใหเกิด
ประโยชนตอการศึกษาเน้ือหาในจารึกแมบุญตะวันออกนี้ ดังนั้น อลังการในเร่ืองของเสียงที่สําคัญ
จงึ มี 2 ประเภท ไดแก ยมกและอนุปราสะ เบอ้ื งหนาแตน ้ีจะไดแ สดงเปนลาํ ดับไป
1. ยมก
กุสุมา รักษมณี ไดใหนิยามความหมายวา ยมก เปนการเลนคําโดยใชคําที่มีเสียง
เหมอื นกันทุกพยางค หรือบางพยางค แตสอ่ื ความหมายตางกันในคาํ ประพันธว รรคเดียวกันหรือบท
เดียวกัน ยกตัวอยา ง เชน การซาํ้ พยางค sama และ asama ในคาํ ประพันธว รรคน้ี
samasÆ asamo’ samahá
(ทานเปน ผทู )่ี ไมม ผี ูใดเทยี บเทา (asama)
เปน ผเู ที่ยงธรรม (sama) ตอผูทเี่ สมอ (sama)
และผทู ไ่ี มเ สมอ (asama) (กับทา น) 406
ตวั อยา ง ยมก ในคาํ ประพันธนี้ มีคาํ ท่ีออกเสียงเหมือนกัน คอื sama 2 คํา คําแรก
แปลวา ผเู ท่ียงธรรม สว นคําที่สองแปลวา ผทู ี่เสมอ และมลี ักษณะยมกในคําวา asama (บางสวนถูก
กลืนเสียง) 2 คํา คาํ แรกแปลวา ไมมีผูใดเทยี บเทา สว นคําท่ีสองแปลวา ผทู ่ีไมเสมอ
ใน กาวยาลังการ ของ ภามหะ ไดใหคําจํากัดความวา “การซํ้าตัวอักษรท่ีมี
ความหมายตางกันแตมีเสียงเหมือนกัน คือ ยมก”407 สวน อลังการศาสตร ของ วาคภฏะ กลาววา
“ยมกัม คือ การกลาวซํ้าทั้งบาท คํา หรือตัวอักษรของคําไวติดกันหรือไมติดกัน ณ ท่ีเบ้ืองตน
ตอนกลาง หรือเบ้อื งปลาย (ของบทหรือบาท) และใหความหมายตางกัน” โดยมตี ัวอยา งดังนี้
405วาคฺภฏ, อลงั การศาสตร, แปลโดย ป.ส.ศาสตรี, 19-22.
406ตนฉบบั ใชอ ักษรไทย ผวู จิ ยั ปริวรรตเปน อักษรโรมนั เพ่ือความสม่าํ เสมอของงานวิจัย ดู กุสมุ า รักษมณี, วิเคราะหวรรณคดีไทยตาม
ทฤษฎีวรรณคดสี ันสกฤต, 27.
407BhamÆ aha, KavÆ yalÆ aṅkarÆ a, trans. P.V. Naganatha Sastry (Delhi: Motilal Banarsidass, 1991), 27.
จารกึ แม่บญุ ตะวันออก • 228981
dayamÆ á cakre dayamÆ cá akre |
satamÆ á yasmadÆ - bhavaÆn vittamá ||
นับวา ทานไดโ ปรดปรานเพราะไดประสาทเงนิ ทองแกสาธุชน408
อลังการอนปุ ราสะและยมกมคี วามคลายคลึงกันมาก เพื่อจะใหความหมายท่ีแคบลง
ไป อันเปน การจาํ กดั ความใหแ นนอน ไมคลุมเครือ จึงนิยามความหมายวา “ยมก เปนการกลา วซ้ําคาํ
ที่ออกเสยี งเหมือนกันทกุ พยางคห รือบางพยางค แตม คี วามหมายตางกัน” สวน “อนุปราสะ คอื การ
เลนเสียงโดยการซํ้าเสียงพยัญชนะในคําประพันธบาทเดียวกัน หรือบทเดียวกัน คําที่ซ้ําไมตองมี
ความหมายตางๆ กันอาจจะเปนพยัญชนะเดี่ยวหรือพยัญชนะซอนก็ได” อลังการประเภทยมก
สามารถแยกไดเปน 2 ประเภทใหญๆ คือ การเลนเสียงในบาทเดียวกัน และการเลน เสียงในบาทอื่น
ซึ่งเปน บทเดยี วกนั ดงั ตอไปนี้
1.1 การเลน คําโดยใชคําที่มีเสียงเหมือนกันทุกพยางค หรือบางพยางคโดยการเลน
เสยี งในบาทเดยี วกัน ดังตวั อยา งตอไปน้ี
ตวั อยางท่ี 1
ßubhamá ßubhamáyunaÆ yuÆnaÆ manuvartmanÆ uvarttinaÆ |
rasaÆyanamá vinaÆ bhavÆ i yena varsáíyasaÆjaram || 174
พระองคมคี วามงามเหนือกวาความงาม (ทั้งมวล) ทรงเปนหนุมตามท่ีพระมนุดําเนิน
ไว เหนอื กวาความหนมุ (ท้งั มวล) ทรงอยเู หนอื ความชราโดยไมตอ งใชยาอายุวัฒนะ
คําประพันธโ ศลกน้แี ตงดวยอนุษฏภฉันทเปนยมกท่ีมีงดงามเปนอยางมาก บาท
ท่ี 2 เปนการเลนเสียงในบาทเดียวกัน ตลอดทั้งบาท คือ กวีไดใ ชศัพทาลังการในลักษณะยมกอยาง
เต็มที่ โดยซ้าํ คําท้ังบาท ไดแกบ าทท่ี 2 ในขอ ความวา manuvartmanÆ uvarttinaÆ ซ่ึงมีเสียงคลายคลึง
กัน คือ เปนยมกชนิดที่เรียงอักษรติดกัน ไมมีคั่นกลาง มีเน้ือความชัดเจนเชื่อมความไดสนิทกัน ติด
ตอ เนือ่ งกัน ฟงแลว พลว้ิ ไหว นุม เบา สละสวย ชวนใหเกดิ ความไพเราะ พึงใจตามแบบกวีนิพนธ สวน
ในบาทที่ 1 ßubhamá ßubhamyá unaÆ yunÆ aÆ จัดเปนอลังการอนุปราสะ ประเภท “ลาฏานุปราสะ”
ชนิดทก่ี ลาวซํ้าท้ังบาท เพราะคําท่ีซ้ํากันทงั้ สองคํามีความหมายเปนอยางเดยี วกัน มิไดมีความหมาย
ตางกัน การนําโศลกนี้มาเปนอุทาหรณทําใหมองเห็นลักษณะและความแตกตางของ ยมก กับ
อนปุ ราสะ ไดเปนอยา งดี ซึ่งอนปุ ราสะนัน้ จะไดกลาวรายละเอยี ดในหัวขอ ถดั ไป
408ตนฉบับภาษาสันสกฤตใชอักษรไทย ผูวิจัยปริวรรตเปนอักษรโรมันเพื่อความสม่ําเสมอของงานวิจัย ดู วาคฺภฏ, อลังการศาสตร,
แปลโดย ป.ส.ศาสตรี, 24.
292 • จารกึ แมบ่ ญุ ตะวนั ออก 289
ตวั อยา งที่ 2
sanmantramuÆlaiß caturaß caturbhis
saÆmaÆdibhir yyo vividhaprayogaihá |
apayÆ asamárodhibhir abhyupayÆ air
vedaiß ca samásaÆdhayati sma siddhim || 81
พระองคเปนผูสงางาม ดวยพระเวทท้ังส่ีมีสามเวทเปนตน ซึ่งมีพิธีกรรมหลากหลาย
อันเปนตนเคาแหงมนตราอันเขมขลัง และทรงใหพระราชกรณีกิจสําเร็จแลวดวยพระเวท
ทง้ั หลายอันเปน เครอ่ื งปอ งกันความพินาศเสยี หาย ซึ่งเปนวธิ ีการอันยอดเยย่ี ม
โศลกนี้ประพันธข้ึนดวยตริษฏภฉันทมีการสรรคําที่มีเสียงคลายคลึงกันใช
ประพันธ เปนการเลนเสียงในบาทเดียวกันในชวงตอนปลายของบาทท่ี 1 กวีไดใชศัพทาลังการใน
ลักษณะยมก โดยซํ้าคาํ ในชวงปลายของบาทท่ี 1 ในขอ ความวา caturaß caturbhis คาํ แรกไดแก
catura (caturaß) มีความหมายถึง ความสงางาม กับอีกคําวา catur (caturbhis) แปลวา สี่
หมายถงึ พระเวททัง้ ส่ี เปน ยมกท่มี ีเนื้อความชัดเจนเชอื่ มความไดสนทิ กันชวนใหเกิดความพึงพอใจ
ตวั อยางที่ 3
na svícikírsáur yudhi cakricakramá
bajranÁ ca no bajrabhrtá o pi jisná áuhá |
yaß ßaktiyukto nu maheßvarasÆ tramá
sudussahamá praÆpya jitarÆ ivarggahá || 59
ในการสูรบ พระองคไมทรงปรารถนาจักราวุธของพระวิษณุ และแมวัชราวุธของพระ
อนิ ทรใ หเปน ของตนก็ทรงมชี ัยชนะได พระองคทรงประกอบดว ยพระราชอํานาจทรงมชี ยั ชนะ
เหนอื ขา ศกึ เพราะไดร ับแลว ซึง่ ศาสตราวุธของพระมเหศวรทต่ี านทานไดยากยิ่ง
โศลกน้ีประพันธขึ้นดวยตริษฏภฉันทมีการสรรคําที่มีเสียงคลายคลึงกันใช
ประพนั ธ เปน การเลนเสียงในบาทเดยี วกันในชวงตอนปลายของบาทที่ 1 โดยไมมีคําอ่ืนค่ันกลาง กวี
ไดใชศัพทาลังการในลักษณะยมก โดยซํ้าพยญั ชนะถึง 3 เสียงคือ /caktr/ไดแก cakricakramá โดย
cakri มีความหมายถึง พระนารายณ กับคาํ วา cakra แปลวา แปลวา จกั ร สวนคําวา bajranÁ และ
bajra- ในบาทที่ 2 แปลวา วัชระ หรือ สายฟา ทั้งสองคํา จึงจัดเปนลาฏานปุ ราสะ ชนิดกลาวซ้ํา
เพยี งคาํ เดียวในบาทเดยี วกนั
นอกจากโศลกที่ 59, 81, 174 ยังปรากฏการเลนเสียงในลักษณะยมกในบาท
เดียวกัน ในโศลกที่ 205 อีกดวย โดยการซ้ําคําวา daksiá náena กับคาํ วา daksiá naá há โดยท้ังคมู ีราก
จารกึ แมบ่ ุญตะวันออก • 229903
ศัพทมาจากคาํ daksáináa คําแรก แปลวา ทิศใต สวนคําที่สองแปลวา ผูชํานาญ เปนการเลนยมก
ในชว งตนกบั ชว งปลายของบาททสี่ อง โดยมีศพั ทค ่นั กลาง และโศลกท่ี 207 ในทายบาทของบาทท่ี 4
ไมมีศัพทค่ันกลาง ในคําวา śivayoś śivayÆ a โดยมาจากศัพทเ ดียวกันคือ śiva เพียงแตแจกวิภักติ
ตางกันเทา นัน้ คําแรกหมายถงึ พระศิวะและนางปารวตี สวนคําท่ีสอง แปลวา รม เยน็
1.2 การเลน คําโดยใชค ําที่มีเสียงเหมือนกันทุกพยางค หรือบางพยางคโ ดยการเลน
เสยี งในบาทอืน่ ซึ่งเปน บทเดยี วกัน อุทาหรณด งั น้ี
ตัวอยา งที่ 1
yasya satvavato víryyamá raneá drsá tá ávaÆ dvisáadganáahá |
satvepsayeva simáhaÆdiyuktam anvavasad vanam || 141
หมูแหงขาศึก คร้ันเห็นแลวซ่ึงความกลาหาญในการรบของพระองคผูเปนนักรบ
เหมอื นกบั ตอ งการมชี วี ิตอยู จงึ ไดห ลบล้เี ขา ไปอยูปาซึง่ เต็มไปดวยสัตวรายมีสหี ะเปนตน ราว
กับวาตอ งการมีชีวิตอยู (สตั วป า)
คําประพันธโศลกนี้ประพนั ธด ว ยตรษิ ฏภ ฉนั ทเปน ยมกที่มงี ดงามอีกรูปแบบหนึ่ง
โดยการซ้ําเสียงพยัญชนะในบทเดียวแตคนละบาท คือซ้ําเสียง /satv/ ในบาทขอน409 โศลกนี้เลน
ศัพท satvan – นักรบ ในคําวา satvavato และ satvan – มีชีวิตหรือลมหายใจ ในคําวา
satvepsayeva เปนการเลนเสยี งลกั ษณะของยมก ในชว งกลางของบาทท่ี 1 กับชว งตนของบาทที่ 3
ตวั อยางท่ี 2
sa somavaṅßamÆ barabhaÆskaraß ßri-
rajÆ endravarammaÆ tad idan nrápendrahá |
svarggapÆ avarggaÆdhigamasya liṅgamá
liṅgam pratisátáhapÆ itavaÆn smaraÆrehá || 206
พระเจาราเชนทรวรมนั นีน้ ้ันทรงเปนใหญเหนอื พระเจาแผน ดนิ เปน ประดจุ ดวงอาทิตย
บนทองฟาแหงโสมวงศ ไดทรงสรางศิวลึงคอันเปนเครื่องหมายแหงผูบรรลุถึงสวรรคและ
ดนิ แดนท่ีปลอดภยั
409บาทขอน คอื บาทที่ 1 กับบาทท่ี 3 สว นบาทคู คือ บาทท่ี 2 กับบาทที่ 4
294 • จารกึ แม่บญุ ตะวันออก 291
คาํ ประพนั ธโ ศลกน้ีประพนั ธด ว ยตรษิ ฏภฉันทเปนยมกท่ีมกี ารซาํ้ คาํ ท่ีมีเสียงที่เหมือนกัน
โดยการซ้ําเสียงของคาํ วา liṅgamá ซึง่ แปลวา เคร่ืองหมาย ในปลายบาทที่ 3 และคําวา liṅgam ซึ่ง
แปลวา ลงึ ค ในตน บาทท่ี 4 เปน การเลน เสียงลักษณะของยมก ในชวงปลายของบาทที่ 3 กับชวงตน
ของบาทที่ 4
นอกจากโศลกที่ 141 และ 206 ซ่ึงเปนตวั อยางขางตนน้แี ลว การเลนคําโดยใช
คําท่ีมีเสียงเหมือนกันทุกพยางค หรือบางพยางคโดยการเลนเสียงในบาทอ่ืนซง่ึ เปนบทเดียวกัน ยัง
พบในโศลกที่ 31, 77, 97, 147
สรุปรวมแลว จะเห็นไดว า อลังการทางเสียงประเภทยมกทีพ่ บในจารกึ แมบุญตะวันออก
จะพบไดเฉพาะในตรษิ ฏภฉันทและอนุษฏภฉันทเทาน้ัน การใชอลังการดานเสียงประเภทยมกแมมี
นอยกวาอนุปราสะซึ่งมีอยูเปนจํานวนมาก แตก็ทําใหทราบไดวา กวียังคงคํานงึ ถึงและใหความสําคญั
อยูพอสมควร
2. อนปุ ราสะ
ในกาวยประกาศ ของ มัมมฏะ กลาววา “อนุปราสะ คือ การซํ้าอักษรเดียวกันโดยมุง
ความเหมือนกนั ของพยญั ชนะเสียงหน่ึงๆ แมพ ยัญชนะนนั้ จะผสมดวยสระตางกัน อนุปราสะที่วางไว
ดียอมเหมาะแกรส (ของบทประพันธ)410 โดยแบงเปน 2 ประเภท ไดแก เฉกานุปราสะ คือ การซํ้า
กลุมพยัญชนะเพียงคร้ังเดียว และ วฤตตยนุปราสะ คือ การซํ้าพยัญชนะตัวเดียว หรือหลายตัว
มากกวา หนึง่ ครั้ง411 ใน สาหิตยทรรปณะ ของ วิศวนาถ กลาววา “อนุปราสะ คือการซํ้าพยัญชนะท่ี
เหมอื นกัน”412 โดยแบงเปน 5 ประเภท คือ 1) เฉกานุปราสะ คือ พยัญชนะหลายตัวกลาวซํ้าเพียง
คร้ังเดยี ว 2) วฤตตยนุปราสะ คือ พยัญชนะตัวเดียว กลา วซ้ําสองครั้งหรือหลายครั้ง 3) เฉกานุปรา
สะ คือ คําเดียวกันถูกกลาวซ้ําในความหมายเดียวกัน แตนําไปใชในที่ตางกัน (ซ่ึงแยกยอยเปน 5
ประเภท) 4) ศรุตยนุปราสะ คือ การซ้าํ พยัญชนะท่ีอยูในฐานท่ีเกิดเดียวกัน 5) อันตยานุปราสะ คือ
การซํ้าหรอื เลน คาํ สมั ผสั ของพยัญชนะสุดทา ยของบรรทดั (หมายถึงบาทค)ู 413
สวน วาคภฏะ กลาววา การใชซ้ําอักษรซ่ึงมีเสียงคลายๆ กันนั้น ชื่อ อนุปราสะ
แบง เปน 2 ประเภท ไดแก เฉกานุปราสะ คือการกลาวซํ้าพยัญชนะหรือกลุมพยัญชนะนั้นแตเพียง
410Mammatáa, KavÆ yaprakaÆ sha of Mammatáa, trans. Ganganath Jha (Varnasi: Bharataya Vidya Prakashan, 1967),
319.
411Ibid., 319-322.
412ViśvanaÆtha, Tha SaÆhityadarpanaá , trans. P.V. Kane (Delhi: Motilal Banarsidass, 1974), 28.
413Ibid., 324-329.
จารกึ แม่บญุ ตะวันออก • 229925
ครั้งเดียว และ ลาฏานุปราสะ คือ การกลาวซ้ําพยัญชนะหรือกลุมพยัญชนะซ้ํากันไปหลายครั้ง
บางคร้ังซ้ําครัง้ เดยี ว บางครั้งซ้าํ ทงั้ บาท414
ดังน้ัน เพ่ือจะใหความหมายท่ีแคบลงไป อันเปนการจํากัดความใหแนนอน ไม
คลุมเครือ จึงนิยามความหมายวา “อนุปราสะ คือ การเลนเสียงโดยการซํ้าเสียงพยัญชนะในคํา
ประพันธบาทเดียวกัน หรือบทเดียวกัน คําท่ีซ้ําไมตองมีความหมายตางๆ กันอาจจะเปนพยัญชนะ
เดี่ยวหรือพยญั ชนะซอนก็ได” เพ่อื ความกระชับ เหมาะสม และเขาใจไดโ ดยงาย ในวิทยานพิ นธฉบับ
นจ้ี ะแยกเปน 4 ประเภท ซ่ึงแตล ะประเภทมีคําจาํ กดั ความท่ีแนนอนชดั เจน ดงั มีรายละเอียดตอไปน้ี
2.1 ลาฏานปุ ราสะ (อนปุ ราสะท่ีชาวลาฏะนิยมใช) เปนการกลา วคําเดียวกันซ้ําไป มี
2 คือ ชนิดกลาวซาํ้ คําหรือกลุม อักษร หลายๆ คาํ หรือหลายๆ ครัง้ กบั ชนิดกลาวซํา้ ทั้งบาท ซึ่งชนิด
กลาวซํ้าทั้งบาทพบในท่ีเดียวคือในโศลกท่ี 174 คาํ วา ßubhamá ßubhamyá unaÆ yuÆnaÆ ดังไดก ลาว
ไวแลวในหัวขอกอนหนานี้ ดังนั้นในสวนน้ีจึงยกขอมูลมาเฉพาะชนิดแรก คือ ลาฏานุปราสะ ซึ่งมี
ลักษณะเปนการกลาวซํ้าคําหรือกลุมอักษร คร้ังเดยี ว หรือหลายครั้งในบทเดียวกัน ดังเชนตัวอยาง
ตอไปน้ี
ตัวอยา งที่ 1
yenaitanÆ i jaganti yajvahutabhugbhasÆ vannabhahsá vannabhah-á
ksáityambhaháksaá naá dakÆ arais svatanubhir vyatÆ anvataivasÆ tá aá bhihá |
uccaihá kaÆranaá ßaktir apratihataÆ vyakÆ hyaÆyate naksáaramá
jíyat karÆ anaá karÆ anamá sa bhagavanÆ ardhenducuÆdaá mÆ anáihá || 4
จากตัวอยางขางตนน้ีประพันธดวยศารทูลวิกรีฑิตฉันท กวีใชลาฎานุปราสะใน
การกลาวซํ้าคํา คือ karÆ anaá จํานวน 3 แหง โดยปรากฏตามท่ีเนนตัวหนาในชวงตนของบาทท่ี 3
และในชวงตนของบาทท่ี 4 สวนการซ้าํ เสียงกลุมอักษร คือ svannabhahá หนึ่งครั้ง โดยปรากฏใน
พยัญชนะทเี่ นนตัวหนาในชวงปลายของบาทที่ 1 จดั เปน เฉกานุปราสะ
ตวั อยางที่ 2
sa capÆ i vaÆcaspatidhís s[u]dhíran
dharmmaÆnugan dharmmabhrátamÆ á purogahá |
tanÆ bhavÆ ino bhaÆvitarajÆ adharmmanÆ
idamá vaco vocata kamvujendraÆn || 211
414วาคฺภฏ, อลงั การศาสตร, แปลโดย ป.ส.ศาสตรี, 23-24.
296 • จารกึ แม่บญุ ตะวนั ออก 293
จากตัวอยางขางตน นี้ประพันธด ว ยตริษฏภฉนั ท กวใี ชล าฏานุปราสะบางสวนใน
การซ้ําเสียงเสียงกลุมอักษร dharmm จํานวน 3 แหง โดยปรากฏตามท่ีเนนตวั หนาในบาทท่ี 2 และ
ในเบื้องปลายของบาทท่ี 3 และในบาทท่ี 3 ซ้ําเสียงกลุมพยัญชนะ bhavÆ i ในตอนตนและตอนกลาง
ของบาท เรียกวา เฉกานุปราสะเปนการกลาวซ้ําพยัญชนะแตเพียงคร้ังเดียว สวนในบาทท่ี 1 vacÆ as
และบาทท่ี 4 vaco, voca เปนการซาํ้ เสียงพยัญชนะ 2 ตัวซา้ํ กันมากกวา 1 คร้ัง เรียกวาวฤตตยา
นุปราสะ (ดรู ายละเอยี ดและคาํ นิยามในหวั ขอ 2.3)
ลาฏานุปราสะในจารึก แมบุญตะวันออก สวนมากกวีจะใชบางสวนในการซ้ําเสียง
พยัญชนะและเสียงสระที่เหมือนกัน ซึ่งอยูในวรรคเดียวกัน และอยูตางวรรคกัน เสียงที่ซํ้ากันทําให
เนื้อหาจารึกแมบุญตะวันออกมีความไพเราะงดงาม โดยไมปรากฏในวสันตดิลกฉันทอาจเปนเพราะ
ขอ จาํ กดั ในเนือ้ หาการแตง และกวใี ชนอ ยคอื เพยี ง 3 โศลกเทานั้น
2.2 เฉกานุปราสะ (อนปุ ราสะท่ีนักปราชญหรือผฉู ลาดนยิ มใชกัน) ไมเปนการกลาว
คําเดียวกันซํ้าไป คือ การกลาวซํ้าพยัญชนะหรือกลุมพยัญชนะแตเพียงครั้งเดียว โดยแบงเปน 2
ประเภท คอื พยัญชนะ 2 ตวั ซํ้ากัน 1 ครัง้ หรือพยญั ชนะมากกวา 2 ตวั ซํ้ากนั 1 ครงั้
ตัวอยา งท่ี 1
ßisátáopatistá áam pratipadya sadyahá
kseá tramá yam utkrástá áamakrsá tá aá pacyam |
ßraddhamÆ bhasaÆ siktam aruksáad uccaiß
ßaÆstrasya casÆ trasya ca víjam agryam || 22
จากตัวอยางขา งตนน้ีประพันธดว ยตรษิ ฏภฉันท กวีใชเฉกานปุ ราสะบางสวนใน
การซ้ําเสียงกลมุ พยญั ชนะ สองกลุม กลมุ แรกซํ้าเสียง krsá átáa ปรากฏตามตัวหนาในชวงกลางบาทท่ี 2
กลุมทสี่ องซ้าํ เสยี ง strasya ปรากฏตามตัวหนาในชวงกลางบาทที่ 4 โดยท้ังสองกลมุ อักษรมีลักษณะ
พยญั ชนะมากกวา 2 ตัวซ้าํ กนั 1 ครงั้
ตวั อยางท่ี 2
vrahmaksáatraparampá arodayakarí tadbhagÆ ineyí satí
punáyamÆ á namÆ a sarasvatíti dadhatí khyaÆtaÆ jagatpavÆ aní |
naÆnamÆ naÆyagiramÆ á gabhíram adhikamá patÆ ramá dvijaÆnamÆ á varamá
sindhunÆ amÆ iva sindhurajÆ am agamad yaÆ vißvarupÆ am priyam || 10
จากตวั อยางขางตนน้ี กวใี ชอนุปราสะประเภทเฉกานุปราส ซา้ํ กลุม ตวั อักษร ในบาทท่ี 4 กวีใช
การซํ้าเสียงอักษร คอื sindh ดงั นี้ sindhuÆnamÆ / sindhuraÆjam
จารกึ แมบ่ ุญตะวันออก • 229974
2.3 วฤตตยานุปราสะ คือ อนปุ ราสะที่ซ้าํ พยญั ชนะตวั เดียวกันหลายๆ คร้ัง โดยมี 2
ลักษณะ คือ พยัญชนะตัวเดียวซ้ํากันมากกวา 1 คร้ัง และพยัญชนะ 2 ตัวหรือมากกวา 2 ตัวซ้ํากัน
มากกวา 1 คร้งั
ตวั อยา งที่ 1
proddrpá tadvisáatanÆ dadhad yudhi vadhuÆvaidhavyadíksvá idhim
vaddhanan yac ßißiramÆ áßuraßmivißadamÆ á satkírttimalÆ amÆ á gunaá ihá |
svarggadvaÆrapure purandá aá rapuraprasparddhisamvá arddhane
sarÆ thvaß ßaÆrvvam atisátáhipat savibhavamá liṅgamá vidhanÆ anÆ vitam || 9
จากตัวอยางขา งตน นป้ี ระพนั ธด วยศารทลู วิกรฑี ิตฉนั ท กวีใชวฤตตยานุปราสะในการซํ้า
เสียงพยัญชนะสองตัว คือ p, r จํานวน 5 แหง โดยปรากฏในพยัญชนะที่เนนตัวหนาในชวงกลาง
บาทที่ 3 และการซํ้าเสียงพยัญชนะสองตวั คือ v, dh จํานวน 5 แหง โดยปรากฏในพยัญชนะที่เนน
ตัวหนาในชว งกลางและปลายของบาทท่ี 1 ชวงตนของบาทที่ 2 ชว งปลายของบาทที่ 4
ตวั อยา งท่ี 2
laksámímá tíksáneá taraÆmáßor adhikam adharayan dhvastadosaá ÆndhakaÆro
vaddhnan padmaÆnuvandhamá prakatiá tatapasaÆ tena patyaÆ prajaÆnamÆ |
devyanÆ tasyamÆ [adi] tyanÆ divasakara ivotpadÆ itahá kaßyapena
ßriÆmadrajÆ endravarmmavÆ anipatir abhavat tejasamÆ akÆ aro yahá || 13
จากตัวอยางขางตนน้ีประพันธดวยสรัคธราฉันท กวีใชวฤตตยานุปราสะในการ
ซาํ้ เสยี งพยัญชนะ dh จํานวน 6 ครงั้ โดยปรากฏในพยัญชนะที่เนน ตัวหนาในบาทท่ี 1 บาทที่ 2 เปน
ลักษณะการซํ้าแบบพยัญชนตัวเดียวซ้ํากันมากกวา 1 ครั้ง และมีการซํ้าพยัญชนะ 2 ตัวซํ้ากัน
มากกวา 1 คร้ัง คือ การซ้ําพยัญชนะ k, r จํานวน 3 แหง โดยปรากฏในพยัญชนะท่ีเนนตัวหนาใน
เบื้องปลายของบาทท่ี 1 บาทที่ 4 และในชวงกลางบาทท่ี 3
ตัวอยา งท่ี 3
santo yaßodharmmadhanaÆ na bahÆ yamá
dhanamá dhanayÆ eyur ihaÆtmano pi |
praÆg eva devadÆ idhanamá sataÆmá vo
vinißcayo yan nanu vaddhamuÆlahá || 115
จากตัวอยางขางตนนี้ประพันธดวยตริษฏภฉันท กวีใชว ฤตตยานุปราสะในการ
ซาํ้ เสียงพยญั ชนะ dh จํานวน 5 แหง โดยปรากฏในพยญั ชนะท่เี นน ตัวหนาในบาทที่ 1 บาทท่ี 2 บาท
ที่ 3 และบาทท่ี 4 เปนลักษณะการซํา้ แบบพยญั ชนะตัวเดียวซาํ้ กันมากกวา 1 คร้ัง และมีการซ้ํา
298 • จารกึ แม่บุญตะวนั ออก 295
พยัญชนะ 2 ตัวซ้าํ กันมากกวา 1 ครั้ง คือ การซ้ําพยัญชนะ dh, n จํานวน 4 แหง ในชวงกลางของ
บาทท่ี 1 ชวงตนและชวงกลางของบาทที่ 2 ชวงกลางของบาทท่ี 3 โดยปรากฏในพยัญชนะที่เนน
ตัวหนา
จากการศึกษาพบวาวฤตตยานุปราสะในจารึกแมบุญตะวันออกมีในฉันทลกั ษณท ุก
ชนิด ซง่ึ แสดงถงึ ความรใู นตําราอลังศาสตรแ ละความนิยมของกวี
2.4 อันตยานุปราสะ คือ การซํ้าหรือเลนคําสัมผัสของพยัญชนะสุดทา ยของบรรทดั
(บาทค)ู อทุ าหรณม ดี งั น้ี
ßisátáopatistá aá m pratipadya sadyahá
kseá tramá yam utkrsá átáamakrástá áapacyam |
ßraddhamÆ bhasaÆ siktam aruksaá d uccaiß
ßaÆstrasya caÆstrasya ca víjam agryam || 22
kalikanátáakasampá arkkadÆ aÆskhala[n paÆ]dahanÆ itahá |
dharmmahá krátarÆ thatarÆ as tu yamá samagÆ amya susthitahá || 112
จากตัวอยางโศลกท่ี 22 นี้ จะพบวา yam ซึ่งอยูท ายสุดของบาทคู (บาทท่ี 2 กับ
บาทที่ 4) จะซ้าํ กัน และโศลกท่ี 112 จะพบวา tahá ซ่ึงอยูทายสุดของบาทคูจะซํ้ากัน จากการศึกษา
พบวา ลักษณะอันตยานปุ ราสะจะพบเฉพาะในอนุษฏภฉันท และตริษฏภฉันท เทาน้ัน โดยปรากฏใน
โศลกท่ี 22, 35, 112, 114, 138, 149
สรุปการใชอลังการดานเสียงในจารึกแมบุญตะวันออก พบวากวีผแู ตงสรรคาํ เลนเสียง
ถายทอดเรื่องไดอยางเหมาะสม จากการศึกษาวิเคราะหดานเสียง จังหวะและคํา พบวามี
ความสัมพันธกันเปนอยา งดี ทาํ ใหบทประพนั ธม ีความไพเราะ ชวนฟง นาอาน และจดจําไดงาย โดย
พบทั้งการซาํ้ คํา ซ้ําเสียงพยัญนะในรูปแบบตางๆ โดยอลังการดานเสียงประเภทอนุปราสะมีอยูเปน
จํานวนมาก สวนประเภทยมก แมจะพบนอยกวาแตก็เปนเคร่ืองบงใหเห็นวากวีไดคํานึงถึงการใช
ตาํ ราอลังการศาสตรเ ปนหลักในการแตง จารกึ
อลังการดานความหมายทปี่ รากฏในจารึกแมบญุ ตะวันออก
อรรถาลังการ หรือ อลังการดานความหมาย เปนการใชภาษาวรรณศิลป เพ่ือสราง
โวหารเปรียบเทียบซ่ึงแฝงความหมายโดยอาศัยลกั ษณะเดนของอีกสงิ่ หนึ่งเมื่อใชเปรยี บเทียบแลวจะ
ทําใหเขาใจความหมายไดงายขึ้น หรือใหมีการตีความอยางลึกซ้ึง แสดงมโนทัศน ความรูซ้ึงอัน
ละเอียดออน ความเช่ียวชาญในคัมภีรและตําราตางๆ ของกวีผูแตง อรรถาลังการแตแรกจะเปน
จารึกแมบ่ ุญตะวันออก • 229969
โวหารเปรียบเทียบงายๆ เชน เปรียบเทียบสิ่งหนึ่งดีงามเหมือนกับส่ิงหน่ึงในลักษณะของอุปมา
อรรถาลังการพัฒนาจนมีรูปแบบจํานวนมาก415 ปรากฏในคัมภีรอลังการศาสตรสมัยตางๆ ดัง
ตัวอยางในตารางท่ี 5 ขางตน ในสวนน้ีจะยกมาเปนตัวอยางเพียงบางสวนและจะไดแสดงในเชิง
ปริมาณไวโดยผูสนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติมไดในบทที่ 3 โดยการจัดอลังการดานความหมายเปน
กลุมตางๆ ตามลกั ษณะและเนื้อหาที่ปรากฏเพื่อใหงา ยตอการพิจารณาจงึ แสดงขอมูลเบื้องตนในรูป
ตารางการจัดกลุมอลงั การ ดงั นี้
ตารางที่ 6 การจัดกลมุ อลงั การตามลกั ษณะเนื้อหาที่ปรากฏ
กลมุ ท่ี ลักษณะอลงั การที่ใช ประกอบดวย
1 อลังการที่แสดงความหมายเปรยี บเทียบ อปุ มา รปู กะ วยตเิ รก
2 อลังการทแี่ สดงความหมายในรูปพลังจนิ ตนาการ อตุ เปรกษา
หรือการกลาวใหเกนิ จริง อตศิ โยกติ หรืออติศยะ
3 อลังการที่แสดงความหมายในการบรรยาย ชาติ หรือสวภาโวกติ
หรือพรรณนาความ
4 อลังการทแี่ สดงความหมายหลายระดบั เศลษะ อาเกษฺ ปะ
5 อลังการทแี่ สดงความหมายแฝงนัย วยาชัสตตุ ิ อปรสั ตุตประศงั สา
หรอื ขดั แยง กันเองตามธรรมชาติ สมาโสกติ หรอื อันโยกติ วโิ รธะ
การจัดกลุมอลงั การเพ่ือรวบรวมเปนหมวดหมูทําใหงายตอ ศึกษาและพิจารณาวากวใี ช
อลังการดานความหมายในลักษณะใด และใชอยางไร โดยจัดเปน 5 กลมุ ตามเนื้อหาทปี่ รากฏซ่ึงมี
ความเก่ียวขอ งกัน ในประเภทอลังการบางกลุมอาจจะมีกลุมยอยผูเรียบเรียงจะแสดงหัวขอยอ ยใหม
และจะกลาวถึงความแตกตางเปนแตละประเด็นไป การจัดกลุมยอยจะพิจารณาจากลักษณะที่
ปรากฏซึ่งแตกตางกันอยางชัดเจน ในอลังการประเภทน้ันๆ ท้ังน้ีเพ่ือใหมองเห็นลักษณะของแตละ
ประเภทชดั เจนยิ่งข้นึ รวมท้งั แสดงใหเ ห็นถงึ ลีลาการใชศ ัพทและการเปรยี บเทียบ อันแสดงใหเห็นถึง
ความพิถีพิถันในการรังสรรคคําประพันธและรูปแบบการประพันธอยางหลากหลายของกวีผูรจนา
สวนอลงั การประเภทใดซงึ่ มปี รากฏในจารึกแมบุญตะวนั ออก แตม จี ํานวนนอ ยไมเพียงพอท่ีนํามาเปน
ตวั อยา งเปรยี บเทียบและวิเคราะหหรือไมส ามารถจัดเขา เปนกลมุ ใหมไ ดผ ูว จิ ยั จะไมนํามากลาวไวเปน
แผนกหนึง่ อรรถาลังการทีป่ รากฏอยา งโดดเดน ในจารกึ แมบ ุญตะวนั ออก มีดังน้ี
415A.K. Warder, Indian Kavya Literature vol. 4 (Delhi: Motilal Banarsidass, 1972-1983), 117.
300 • จารึกแมบ่ ญุ ตะวันออก 297
กลุม ที่ 1 อลงั การท่แี สดงความหมายเปรียบเทียบ
หลักการจัดกลุมน้ี คือ ใชหลักการเปรียบเทียบข้ันพื้นฐานท่ีกวีนิยมใชโดยท่วั ๆ ไป มิได
มีความซับซอนซอนนัย หรือแสดงใหเห็นถึงพลังแหงจินตนาการของกวีผูแตงอันเปนลักษณะพิเศษ
เฉพาะตนทเ่ี ปน พรสวรรคและมมุ มองเฉพาะของกวผี แู ตง เปนแตเพียงนําลักษณะเดนอันเปนที่เขาใจ
ไดงายของส่ิงหนึ่งมาเปรียบเทียบกับอีกสิ่งหน่ึงเปนการเปรียบเทียบที่เกิดจากความคลายคลึงกัน
เพ่ือใหเนอ้ื หาที่กวีตอ งการสื่อมคี วามนาสนใจอันเปนกลวิธีที่เปนศลิ ปะแสดงออกถึงความสามารถใน
การใชภาษาของกวีผแู ตง โดยอลงั การท่ีแสดงความหมายตามลักษณะการจัดกลุมในกลุมน้ีที่สําคัญมี
3 ประเภท คอื อปุ มา รปู กะ และวยติเรก ดงั จะไดก ลา วตอ ไปนี้
1. อุปมา (upama)Æ คือการนําสิ่งท่ีกวตี องการแสดงลักษณะเดน ไปเปรียบเทียบกับอีก
สิง่ หนึ่งท่ีมีลักษณะเดนเปนทีร่ จู ักหรอื เปน ทย่ี อมรบั กนั แลว โดยมีศพั ททบี่ ง การเปรียบเทียบ คือคาํ ทมี่ ี
ความหมายทํานองวา คลา ย เหมอื น เปนคําแสดงความหมายเปรียบเทยี บ เชน ดวงหนา นางนวลดุจ
ดวงจนั ทร ในประโยคน้ี ดวงจันทรเปนหลักในการเปรียบเทยี บเรียกวา อุปมาน ลักษณะเดนท่ีวาคือ
แสงนวลกระจาง สิ่งที่กวีนําไปเปรียบคือดวงหนาของนาง เรียกวา อุปไมย ลักษณะรวมของอุปมาน
กับอุปไมย (ความนวลกระจาง) เรียกวา สาธรรมยะ อุปมาเต็มรูปแบบจึงมีองคประกอบทง้ั 4 สวน
แตหากลักษณะเดนเปนที่เขาใจกันโดยทั่วไปก็อาจละเลยสวนนี้ได เชน ดวงหนาดุจดวงจันทร (ละ
อุปมานคือความนวลกระจางไวในฐานที่เขาใจ)416 อุปมาท่ีปรากฏในจารึกแมบุญตะวันออกแบงได
เปน 4 ประเภท417คือ ปฺรตฺยโยปมา อวฺยโยปมา สมาโสปมา และตุลฺยารฺโถปมา ตัวอยางและ
คําอธบิ าย มดี งั นี้
1.1 ปฺรตฺยโยปมา คอื การนําส่งิ ท่กี วตี อ งการแสดงลกั ษณะเดนไปเปรียบเทียบกับอีก
สิ่งหน่ึง โดยใชอักษรหรอื คําที่ตอเติมซึ่งแปลวา เหมือน เปนตน ไวตอนทายคาํ สันสกฤตสามารถผัน
รูปได พบในโศลกท่ี 42, 51, 69, 121, 199 และโศลกท่ี 210 อุทาหรณม ีดังนี้
ตวั อยา งที่ 1
nißamya saumitrim ivabÆ hiyaÆne
bhigarjjitan nirjjitameghanadÆ am |
tuÆryyadhvanimá yasya daßasÆ yatulyair
durÆ adÆ dvisaá dbhir vibhayamÆ á babhuvÆ e || 42
416กุสุมา รกั ษมณ,ี วเิ คราะหว รรณคดไี ทยตามทฤษฎีวรรณคดีสันสกฤต, 28.
417วาคฺภฏ, อลังการศาสตร, แปลโดย ป.ส.ศาสตรี, 78-79.
จารึกแมบ่ ุญตะวนั ออก • 239081
พวกขาศึกที่เปรียบไดกับราวณะ คร้ันไดฟงเสียงเคร่ืองดนตรีในการเดินทัพของ
พระองค ก็ไดหวาดหว่ันส่ันไหว เหมือนราวณะไดยินเสียงลูกของนางสุมิตร (พระลักษณ) ผู
ชนะเมฆนาท (อินทรชติ ) ไดแลว มเี สยี งคาํ รามกึกกองในเวลาเดินทัพ
บทนเ้ี ปน ปรฺ ตยฺ โยปมา ในคาํ วา “พวกขา ศึกท่เี ปรยี บไดก บั ราวณะ” โดยใชคําวา
tulya แปลวา เปนเหมอื น (ปฺรตฺยย) ซึ่งสามารถผันรูปไดตอ ทา ยคําภาษาสันสกฤต (daßasÆ ya) แจก
รูปเปนวิภักติท่ี 3 พหุวจนะ ในบทน้ี ราวณะหรือทศกัณฐ เปนหลักในการเปรียบเทียบเรียกวา
อุปมาน สวนสิ่งท่กี วนี ําไปเปรียบเทยี บคอื พวกขาศึก เรียกวาอุปไมย โดยกวีไมไดกลาวลกั ษณะเดน
ไว ลักษณะรวมของอปุ มานกบั อปุ ไมย (ความหวาดหวั่นส่ันไหว) เรยี กวา สาธรรมยะ แตล ักษณะรว ม
ซงึ่ จะเขา ใจกันไดผ ูอา นจําเปนตอ งมีความรใู นเร่อื งรามายณะ โดยความขอนี้ กวีกลาววา กองทัพของ
พวกศัตรเู ปรียบไดกับกองทัพของราวณะหรือทศกัณฐทมี่ ีความหวาดหว่ันเพราะมีความคิดวาจะตอง
พายแพกองทพั ของพระเจาราเชนทรวรมันซง่ึ เปรียบประดจุ กองทัพของพระราม โดยกวีกลาวใหเห็น
ภาพวาราวณะไดยนิ เสียงเครอื่ งดนตรีในการเดนิ ทัพ เหมือนไดย นิ เสยี งของพระลกั ษณผูเปนโอรสของ
นางสุมติ ราซ่งึ คร้ังหนึ่งไดใชลูกศรยิงอินทรชิตซ่ึงเปนนกั รบผูเกงกลา และเปนบุตรของตนตาย เมื่อได
ยินเสียงการเคลื่อนทัพของฝา ยตรงขา มอีกคร้ังทําใหเกิดความหวาดหว่ันสั่นไหว ความหวาดกลวั ของ
ราวณะท่บี งั เกดิ ข้ึนดังกลาวนี้กวีกลา ววา เทียบไดกับการที่พวกศัตรไู ดยนิ เสยี งเครือ่ งดนตรีและความ
กึกกองในการเดนิ ทัพของพระเจา ราเชนทรวรมนั แลวบงั เกิดความหวาดกลวั ฉะนั้น
ตัวอยา งท่ี 2
sa kalpayamÆ asÆ a mahendrakalpas
sadaÆ sadacÆ aÆravidhimá vidheyam |
ßaivaßrutismrátyudita[Æ m]á saparyyamÆ á
paryyapÆ tamasÆ aÆm iha devataÆnamÆ || 210
พระองคทรงเปนเหมือนมเหนทระ ทรงปฏิบัติตามแนวทางของคนดีอันเหมาะสม
ตลอดเวลา และทรงทําการบูชาซึ่งระบุไวในคัมภีรศรุติและคัมภีรสมฤติของไศวนิกาย แด
เหลาเทพท้ังหลายในทีน่ ้ี ตลอดทั้งเดือน
บทน้เี ปน ปฺรตฺยโยปมา ในคําวา “พระองคท รงเปนเหมือนมเหนทระ” โดยใชคาํ
วา kalpas แปลวา เหมอื น (ปฺรตยฺ ย) ซงึ่ สามารถผันรูปไดตอทายคาํ ภาษาสันสกฤต (mahendra) ที่
เปนตัวอุปมาน ในบทนี้ พระมเหนทระ (พระอินทร) เปนหลักในการเปรียบเทียบเรียกวา อุปมาน
ลักษณะเดนท่ีวาคือการปฏิบัติดีและการทําการบูชายัญ ในบทน้ีสิ่งที่กวีนําไปเปรียบคือพระเจา
ราเชนทรวรมัน เรียกวาอุปไมย ลักษณะรวมของอุปมานกับอุปไมย (คอื การปฏิบัติดแี ละการทําการ
302 • จารึกแมบ่ ุญตะวนั ออก 299
บูชา) เรียกวา สาธรรมยะ โดยชาวฮินดูเช่ือวาผูที่จะไปเกิดเปนพระอินทรไดเพราะสมัยเปนมนุษยได
ทําความดีอยางย่ิงยวดและตองทําการบูชายัญบอยคร้ังจนนับคร้ังไมถวน ซ่ึงมีองคประกอบทั้ง 4
สวนครบถวนตามแบบอลงั การทีเ่ รียกวาอปุ มา
1.2 อวฺยโยปมา คือ การนําส่ิงท่ีกวีตองการแสดงลกั ษณะเดนไปเปรียบเทยี บกับอีก
สิ่งหน่ึง โดยใชค ําสันสฤต เชน อิว เปนตน อันไมผนั รูปไปตามวิภัติ พบในโศลกที่ 11, 13, 14, 29,
30, 37, 51, 67, 72, 73, 79, 103, 138, 193 ซงึ่ มีอุทาหรณด งั น้ี
ตัวอยางท่ี 1
dugdhamÆ vuraÆßer iva puÆrnánaá candraß
candá áaÆṅßuratnaÆd iva citrabhaÆnuhá |
ßuddhanÆ vayadÆ yo nitaramÆ á vißuddhahá
pradÆ urbabhuÆvaÆkhilabhuÆpavandyahá || 14
พระองคผูบริสุทธิ์อยางยิ่ง ควรถูกนอมไหวโดยพระราชาทั้งหลายทั้งมวล ไดเกิดข้ึน
แลวจากวงศที่บริสุทธิ์ เหมือนพระจันทรเต็มดวงท่ีเกิดจากทะเลนํ้านม ดุจไฟวิเศษเกิดจาก
แกว ของพระอาทติ ย (จิตรฺ ภานุ)
ตวั อยา งทย่ี กมานี้ กวใี ชอุปมาลังการเปรียบเทียบอยา งเต็มที่ บทน้ีตองทําความ
เขาใจกับสง่ิ ท่ีใชเปนหลักเปรียบเทยี บกอน น่ันคือ ทะเลน้ํานม และพระจันทร กวียกทะเลน้ํานมซงึ่ มี
ลักษณะเดนรูกันวามีสีขาวบริสุทธิ์อยูกลางมหาสมุทรหรือท่ีรูจักกันวาเกษียรสมุทรมาเทียบกับวงศ
ท่ีบริสุทธ์ิซ่งึ สืบตอกันมาอยางไมขาดสายจากชนช้ันสูง คือ พราหมณและกษัตริยของพระเจาราเชน
ทรวรมนั และตามคตฮิ ินดูพระจันทรเกิดจากการกวนเกษียรสมุทรนับวาเปนสิ่งที่วิเศษอยา งหน่ึง กวี
นําพระจันทรซ่ึงเปนสิ่งวเิ ศษนี้มาเปรียบเทียบกับพระเจาราเชนทรวรมัน นอกจากน้ียังเปรียบเทียบ
ตอไปอีกวาวงศอ ันบริสุทธิ์น้ีเหมือนกับดวงแกวของพระอาทิตย และไฟวิเศษทเ่ี กิดจากแกววิเศษ ก็
เปรียบไดกับพระเจาราเชนทรวรมันท่ีประสูติจากวงศที่พิเศษ (สูงสง) จึงสรุปไดวาพระองคบริสุทธ์ิ
อยางย่ิง โศลกนี้นําอุปมาน-อุปไมย มาเปรียบสองคแู ละสองคร้ังเลยทีเดียว โดยคร้ังแรกกวียกทะเล
นํ้านม และแกวพระอาทิตย (อุปมาน) มาเปรียบเทียบกับวงศของพระเจาราเชนทรวรมัน (อุปไมย)
การเปรียบเทยี บครั้งที่ 2 กวียกเอาพระจันทรและไฟวิเศษท่ีเกิดจากแกวพระอาทิตย (อุปมาน) มา
เปรียบเทียบกับพระเจาราเชนทรวรมัน (อุปไมย) โดยละลักษณะเดนอันเปนท่ีเขาใจไดไว ซ่ึงเปน
อลงั การทงี่ ดงามอีกรูปแบบหน่ึงอนั เปน ทีน่ ิยมอยางแพรหลายในงานวรรณคดี
จารึกแม่บญุ ตะวนั ออก • 330003
อนึ่ง ฎีกาจารย หรอื อาจารยผูกลาวแกขยายความอุปมา เรียกอุปมาลกั ษณะนี้
วา อุปมานสมุจจโยปมา เพราะกลาวอุปไมยหลายๆ อยางไวดวยกัน บางก็เรียกวา มาโลปมา
หมายถึง อุปมาเหมอื นพวงมาลยั 418
ตวั อยางที่ 2
yadarÆ kkavimvadÆ iva hemakumbhadÆ
ambhomrátenagÆ alataÆbhiseá kahá |
tatahpá rabhráty eva vivrdá dhibhajÆ aÆ
bhuÆtamá himaÆṅßor iva yasya laksmá yaÆ || 30
เมอ่ื ใด พระองคเ ปน ผูไดรับการอภเิ ษก(รด)จากนาคลดาดวยนํ้าอมฤตจากหมอทองคํา
ซึ่งมีสัณฐานเหมอื นพระอาทติ ย จําเดิมแตน้ันเปนตน มาความงามของพระองคทรงมเี พ่ิมพูน
ขึ้นเรอื่ ยๆ ดจุ ความงามของพระจันทร ฉะนน้ั
ตัวอยางทย่ี กมานี้ กวเี ปรียบหมอ ทองคํากบั รปู ทรงของพระอาทิตย ลักษณะเดน
ท่ีกวีตองการนํามาเปรียบคือมีสัณฐานกลมเหมือนกัน โดยยกรูปทรงของพระอาทิตยเปนอุปมาน
สวนหมอทองคําเปนอุปไมย การประพันธเนื้อความกวีใช อิว ศัพทในการเชื่อมแสดงความ
เปรยี บเทียบจงึ จัดเปนอลังการดานความหมายตามลักษณะอวฺยโยปมา
1.3 สมาโสปมา คือ การนําส่ิงที่กวีตอ งการแสดงลักษณะเดนไปเปรียบเทยี บกับอีก
ส่ิงหนึ่ง โดยใชค ําสมาสอันสามารถแถมความวา เหมือน เปนดุจ เปนตน ใหแกความหมายของคาํ ที่
เขา สมาสอยูนน้ั พบในโศลกท่ี 3, 9, 34, 168 และโศลกท่ี 186
ตวั อยางที่ 1
jírnná aá Æhíndrenaá vidhrtá aÆ saÆcaleyan caled iti |
yuÆni nuÆnam nyadhadÆ vedhaÆ yatraÆhíne vasundharaÆm || 168
แผนดินเกานี้นั้นถูกปกครองโดยพระเจาแผนดินผูชั่วรายประดุจงูพิษ จึงสั่นไหวแลว
เพราะเหตุน้นั พระผูส รา ง (พระพรหมา) ม่ันใจจึงไดมอบแผน ดินไวกับพระองคผูยังหนุมและ
สมบูรณแ บบ
ตัวอยางท่ียกมานี้ กวีเปรียบเทียบกษัตริยชั่วรายกับงูพิษ สิ่งท่ีใชเปนหลัก
เปรยี บเทียบ คอื งพู ิษ (อปุ มาน) ซ่ึงมีลักษณะที่เขาใจกันไดวามีพิษรายแรงสามารถฆาคนไดเปนท่ีนา
418เร่อื งเดียวกัน, 80.
304 • จารึกแมบ่ ุญตะวนั ออก 301
หวาดกลัวสําหรับผูพบเห็น สวนสิ่งท่ีกวีนําไปเปรียบเทียบ คือ กษัตริยชั่วราย (อุปไมย) เปนอันให
เขาใจไดวาความชั่วรายของกษัตริยก็เหมือนพิษของงูคือฆาคนใหตายไดเหมือนกันท้ังเปนผูที่นา
หวาดหว่ันเมือ่ เขา ใกล การเปรยี บงูพิษกับกษัตรยิ ช ว่ั จงึ ทาํ ใหเ ขา ใจความไดช ดั เจน โดยคาํ เช่ือมแสดง
ก า ร เ ป รี ย บ เ ที ย บ ท่ี ย ก ม า เ ป น คํ า ที่ เ พิ่ ม เ ข า ม า ใ น ท า ม ก ล า ง บ ท ส ม า ส คํ า ภ า ษ า สั น ส ก ฤ ต ว า
jírnánaá hÆ índrenaá จงึ จดั เปนอปุ มาประเภทสมาโลปมา
ตวั อยางท่ี 2
uccavÆ acair uccapadadÆ hirudÆ áhair
grahair bhiyeva krtá avigraho pi |
arÆ opito yas svayam apy akaÆṅksáas
simáhaÆsane hatÆ áakaßailatuṅge || 34
แมพระองคเองจะไมมีความตองการก็ไดทะยานข้ึนไปโดยตําแหนงที่สูงแลว บนราช
บัลลงั กทส่ี งู สง เหมอื นเขาพระสเุ มรุ ถงึ จะเปนผูท าํ สงครามก็เหมือนกับจะกลัวดาวนพเคราะห
ทงั้ หลายจะโคจรผดิ ทาง
ตัวอยางทยี่ กมานี้ ในคาํ วา “ราชบัลลังกท่ีสูงสงเหมือนเขาพระสุเมร”ุ ในบทน้ี
เขาพระสเุ มรุ เปนหลกั ในการเปรยี บเทียบเรียกวา อุปมาน ลกั ษณะเดนท่ีวา คอื สูง, สูงสง ในบทนี้สงิ่
ท่ีกวีนําไปเปรียบคอื ราชบัลลังของพระเจาราเชนทรวรมัน เรียกวาอุปไมย ลักษณะรวมของอุปมาน
กับอุปไมย คอื ความสงู สง เรียกวา สาธรรมยะ ซ่ึงเปนลักษณะเดน เปนที่เขาใจกัน ความหมายก็คือ
ราชบัลลงั กของพระองคส งู สง เหมือนเขาพระสุเมรที่สูงสง โดยคาํ เช่ือมแสดงการเปรียบเทยี บที่ยกมา
เปนคาํ ท่ีเพ่มิ เขา มาในทามกลางบทสมาส จึงจัดเปนอปุ มาประเภทสมาโลปมา
จากขอมูลในจารึกผูวิจัยพบ นอกจากปรากฏเปนลักษณะเดนในบทท่ีเปน
อลังการประเภทอุปมาแลว ลักษณะของสมาโลปมายังปรากฏในคําศัพทท ี่ใชดวย เชน ในโศลกท่ี 1
คาํ วา kanjÁ adrká – ผมู ตี าเหมอื นดอกบวั (พระนารายณ)
1.4 ตุลฺยารฺโถปมา คือ การนําสิ่งท่ีกวีตองการแสดงลักษณะเดนไปเปรียบเทยี บกับ
อีกสิง่ หน่งึ โดยแปลหนนุ คาํ อันมคี วามหมายวา เหมือน เปนดจุ เปนตน ใหแกความหมายของคําที่ใช
เปรียบเทียบ พบในโศลกท่ี 12, 22, 76, 122, 204 และโศลกที่ 206
ตัวอยา งท่ี 1
− − nadÆ ríndram udírnánasimáhamá
yatraÆdhiruÆdhá e sati tívradhamÆ ni |
na tarÆ akahÆ á kevalam astabhaÆso
patan nrpá anÆ áaÆmá maniá maulayo pi || 76
จารึกแมบ่ ญุ ตะวันออก • 3025
เมื่อพระองคเสด็จข้ึนสูสีหบัลลังกท่ียกสูงขึ้นอันเปนดุจภูเขาหิมาลัย..... จึงทรงมีพระ
ราชอาํ นาจกลา แกรง ไมเพียงแตหมดู าวเทา น้ันที่จะหมดรศั มี แมแ ตม งกุฎแกว มณีของกษตั ริย
ท้งั หลายกไ็ ดรวงหลน ลงแลว
บทนี้ในคําวา “สีหบัลลังกท่ียกสูงข้ึนอันเปนดุจภูเขาหิมาลัย” โดยนําภูเขา
หมิ าลยั (adríndram) มาเปรียบเทยี บกับ สีหบัลลังกของพระเจาราเชนทรวรมัน (simáhamá) ส่ิงที่ใช
เปนหลักเปรียบเทียบ คือ ภูเขาหมิ าลัย (อุปมาน) ซ่ึงมลี ักษณะเดนเปนที่รูกันวา เปนยอดเขาที่สูงท่ีสุด
ในโลก มาเปรียบบเทียบกับสีหบัลลังกของพระเจาราเชนทรวรมัน (อุปไมย) ทั้งสองอยางน้ีมี
ลกั ษณะรว มของอปุ มานอปุ ไมย ในบทน้มี ีลักษณะแปลหนนุ คาํ วา เปน ดุจ เขา มาแตไ มใชบทสมาส จึง
ควรจัดเปนอุปมาประเภทตุลฺยารฺโถปมา บทน้คี ลา ยกับบทกอนหนา คอื โศลกท่ี 34 ตางกันเพียงบท
กอนหนาเปน คาํ สมาสท่ีเพิม่ คาํ วา เหมือน หนุนเขาเขา มาในทา มกลางสมาสเทานน้ั การนําความขอน้ี
มาเปนตัวอยางจึงทําใหมองเห็นความแตกตางในการใชศัพท ภาษา และการแบงประเภทยอย
ดังกลาว อีกท้ังทําใหเห็นความนิยมวาเม่ือจะเปรยี บเทียบถึงความสูงสงและยงิ่ ใหญแหงราชบัลลังก
กวีมกั นาํ ไปเปรียบเทยี บกบั ภเู ขา
ตัวอยา งที่ 2
yaÆ namÆ naÆpi mahendradevyabhihitaÆ bhuÆbhrtá sutaiveßvarí
deví divyavilaÆsiníbhir asakrtá saṅgíyamanÆ astutihá |
bhasÆ vadvaṅßa − − puradÆ híßavÆ aníßatÆ majo
yaÆmá sampá raÆpya mahendravarmmanrpá atis saÆrthaÆm
adhadÆ íßataÆm ||
พระนางนั้น แมเปนเพียงพระธิดาของพระเจาแผนดินผูมีอิสริยยศยิ่งใหญ ก็เปนดุจ
เทพธิดา มีคําสดุดีที่ถูกขับกลอมหลายคร้ังโดยนางฟาทั้งหลาย จึงถูกขนานพระนามวา
“มเหนทรเทว”ี พระราชาพระนามวา “มเหนทรวรมนั ” ผเู ปน พระโอรสของพระเจาแผน ดนิ ผู
เปนเจาแหงเมือง.......... หลังจากไดรับ(อภิเษกสมรส)ซ่ึงพระนางนั้นแลว ไดทรงไวซึ่งความ
ย่งิ ใหญ พรอ มดว ยทรพั ยสมบัติ
โศลกที่ 12 ขางบนนี้ในคําวา “เปนดุจเทพธิดา” โดยกวีนํา นางฟา หรือ
เทพธิดา (deví) มาเปรียบเทยี บกับ พระนางมเหนทรเทวี ส่ิงท่ีใชเปนหลักเปรียบเทียบ คือ เทพธิดา
(อุปมาน) ซึ่งมีลักษณะเดน เปนทร่ี ูกันวาเปนสตรีที่มีความงดงามและสูงสง มาเปรียบบเทียบกับพระ
นางมเหนทรเทวี (อุปไมย) ท้ังสองอยางนี้มีลักษณะรวมของอุปมานอุปไมย ในบทน้ีมีลกั ษณะแปล
306 • จารกึ แมบ่ ญุ ตะวันออก 303
หนุนคําวา เปน ดุจ เขามาแตไ มใชบทสมาส จึงควรจัดเปนอุปมาประเภทตุลฺยารฺโถปมา และยังขยาย
ใหย ง่ิ ขน้ึ ตอ ไปอกี วา แมแ ตพวกนางฟา ยังกลาวสดดุ บี อยครง้ั ทําใหอ ปุ ไมยย่ิงเดน ชดั เขาไปอีก เปนการ
เลือกใชสง่ิ ที่นาํ มาเปรยี บเทียบไดอ ยางเหมาะสมและคคู วรในบทสดดุ ที ี่ใชเพอ่ื ยอพระเกียรติกษตั ริย
จากการศึกษาพบวากวีใชอ ุปมาในการเปรียบเทียบ 4 รูปแบบตามลกั ษณะการใชศัพท
ในภาษาสนั สกฤต รปู แบบท่พี บมากทส่ี ุด คือ อวยฺ โยปมา อันเปนการใช อิว ศัพทมาเปนคําเช่ือมเพ่ือ
ใชเปรียบเทยี บ แตก ารใชอุปมากวผี แู ตง จะไมน ิยมใชกบั บทปณามคาถา โดยการเปรียบเทียบเทพเจา
องคส ําคัญในศาสนาพราหมณก ับสิ่งอื่นอาจเนื่องมาจากเทพเจาองคสําคัญในสวนนีเ้ ปนผูที่สูงสงไมมี
สง่ิ ทค่ี ูควรในการใชเ ปรียบเทยี บ ในจารึกแมบ ุญตะวันออกพบที่เดียวในโศลกที่ 3 วา “(พระแมเคารี)
ผูมีการเดินเหมือนราชหงส” อนึ่ง โดยเหตุท่ีจารึกแมบุญตะวันออกแตงดวยภาษาสันสกฤตซี่งมี
พ้ืนฐานมาจากอารยธรรมอินเดียเปนสําคัญ ดังนั้น ผูอานจึงตองมีความรูความเขาใจในเรื่อง
วัฒนธรรมอนิ เดียและภารตวทิ ยาดวยจงึ จะทําใหมองเห็นภาพลักษณท ี่เดนชัดไดทง้ั หมด ในสว นนี้สิ่ง
ที่กวีมักใชในการเปรียบเทียบบอยครั้งไดแก เทพเจาและวีรบุรุษอินเดีย ซ่ึงแสดงถึงความรูเก่ียวกับ
เทพปกรณัมอินเดียของกวีผูแตง ส่ิงทีก่ วีใชเปรียบเทียบมากอันดับตอ มา คอื พระจนั ทร ภูเขา และ
พระอาทติ ย ตามลาํ ดบั และเรอื่ งราวท่ปี รากฏในสวนนีอ้ ยางน้ีทําใหทราบไดวาเร่ืองเทพปกรณัมและ
วีรบุรุษอินเดียที่มาในมหาภารตะและรามายณะไดม ีความนิยมอยางแพรห ลายในราชสํานกั สําหรับ
การใชอ ุปมาสว นใหญอ ยูในชวงดาํ เนนิ เร่อื งหรอื เลาเร่อื งท่แี ตงดวยอนุษฏภฉันทแ ละตริษฏภฉันทเ ปน
หลัก
พึงทราบวาในบางโศลกมีอลังการหลากหลายรูปแบบ เชน ในโศลกท่ี 51 มีทั้ง รูปกะ
ปฺรตฺยโยปมา และอวฺยโยปมา จึงควรอานรายละเอียดเรื่องคําจํากัดความของแตละหวั ขอใหดีจะทํา
ใหเ ขาใจไดง ายขนึ้ ดังน้ันบางคร้งั จงึ เห็นวาในโศลกเดียวกันนี้อาจถูกอางอิงวา ปรากฏในอลังการชนิด
อืน่ ดว ย
2. รูปกะ (rupÆ aka) อลังการประเภทน้ีเปนการเปรียบเทียบในลักษณะเชนเดียวกับ
อปุ มา แตโ วหารทีเ่ ปรยี บเทียบเปนการกลาวใหมวา สง่ิ หน่ึงเปนอกี สง่ิ หน่ึง ไมใชเพียงแคเหมือนกันกับ
ส่งิ หน่ึงเทา น้นั แตเ ปนส่งิ หน่ึงส่ิงเดียวกันเลย419 รูปกะหรืออุปลักษณเ ปนการเปรียบเทียบที่มีพ้ืนฐาน
มาจากอุปมาอีกที เมื่อรสู ึกวาอุปไมยหรือสิ่งที่จะนําไปเปรียบกับอุปมานนั้นสูงสง และมีคุณคามาก
หากจะเปรียบวา เหมือนกบั อุปมาน ก็ยังไมเพียงพอจึงถือวาเปนอุปมานเสียเลย420 เชน ดวงหนา ของ
419กสุ ุมา รกั ษมณ,ี วเิ คราะหว รรณคดไี ทยตามทฤษฎวี รรณคดีสันสกฤต, 28.
420เรือ่ งเดียวกนั , 78.
จารกึ แมบ่ ญุ ตะวันออก • 330047
นางคือดวงจันทร เปนตน ดังน้ัน จึงนิยามความหมายไดวารูปกะ คืออลังการท่ีกลาวอุปมานและ
อปุ ไมยเปนสงิ่ เดียวกนั เพราะมลี ักษณะเหมือนกัน แบงไดเ ปน 4 ประเภท421
2.1 ประเภทไมร วมคําท่กี ลา วถึงอุปมาน422แลอุปไมยเปนสมาส แตกลาวถึงลักษณะ
ของสองสิ่งน้ันโดยครบถวนเหมือนกัน มีอุทาหรณดงั นี้
ตวั อยา งท่ี 1
nidraÆvidraÆnaá drká strívaj jatáharenaá vÆ ahat prajahÆ á |
harir yyas tu hrádaiveßas subodhasphutaá paurusáahá || 121
พระองคท รงเปน พระหริผูม พี ระเนตรคลา ยจะหลบั ทรงปกครองประชาชนเหมือนสตรี
เล้ียงดูลูกๆ ดวยอก แตก ็ทรงเปน ผูม ีพระศิวะอยใู นพระทัย ทรงมีความเปน บุรษุ ปรากฏชัดเจน
ในขอนี้ กวกี ลาวใหเห็นลักษณะของพระหริวามีลกั ษณะอยางไร และพระองคก ็
มลี กั ษณะอยา งนนั้ เพราะพระองคก ค็ อื พระหริ (อวตาร) อนั เปน การแตงโดยใชอ ลังการรูปกะ และไม
กลาวถงึ ในลักษณะสมาส อกี ทัง้ นําลกั ษณะเดนอันไดแกดวงตาคลายจะหลับ หมายความวา มีดวงตา
ออนโยน มาเปรียบเทียบไดครบถวน คือ กวีมองวาพระหริมีดวงตา (พระเนตร) ออนโยน (อุปมาน)
พระเจาราเชนทรวรมันก็เชนกันคือมีดวงตาออนโยน (อุปไมย) จึงเปนการกลาวขยายความใหเห็น
ลักษณะรวมของท้ังสองโดยไมรวมคําไวในสมาส สวนประโยควา “ทรงปกครองประชาชนเหมือน
สตรีเลี้ยงดูลูกๆ ดว ยอก” พงึ ทราบวา เปน อทุ าหรณข องปฺรตฺยโยปมา
อนง่ึ จากการเปรียบเทยี บในลักษณะรปู กะน้ีทําใหสามารถทราบไดวา ในรัชสมัย
น้ี ความเช่ือในเร่อื งกษัตริยคอื เทพอวตารลงมามคี วามเขมขนขึ้นอยางชัดเจน เพราะกวีไดนํากษัตริย
ไปเปรียบเทียบกับเทพในตรีมูรติคือพระหริหรือพระวิษณุซ่ึงเปนมหาเทพองคสําคัญคือเปนเทพเจา
สูงสุดในไวษณพนกิ าย
ตัวอยางท่ี 2
saÆksáatÆ prajapÆ atir daksoá daksiá náaksaá naá m aksáinoá t |
sakalamá sakalaṅkamá yahá kalidosaá Ækaramá krátí || 153
พระองคทรงเปนทาวทักษะประชาบดีดวยพระองคเอง ทรงเปนผูกระทําบอเกิดแหง
ความผิดพลาดของกลิ พรอมทั้งจุดดางพรอยทั้งสน้ิ ไดทรงผานพนขณะแหงทักษิณา (ฤกษ
งามยามดี)
421วาคฺภฏ, อลงั การศาสตร, แปลโดย ป.ส.ศาสตรี, 34, 81-82.
422ตน ฉบบั ใชค าํ วา อุปมา แบบภาษาไทยซง่ึ มตี นเคา มาจากภาษาบาลี แตผ ูวจิ ัยเลอื กใชต ามทฤษฎสี ันสกฤตทใ่ี ชคําวา อุปมาน
308 • จารกึ แม่บญุ ตะวนั ออก 305
โศลกน้ี กวีใชอลังการรูปกะเปรียบเทียบในคํา วา “พระองคเปนทักษะ
ประชาบดีดวยพระองคเอง” เปนการแสดงความรูเร่ืองในเทพปกรณัมของผูแตง ผูอานจึงจําเปน
เขาใจเรอ่ื งราววา ทา วทกั ษะประชาบดีจัดเปน เทพพระสสรุ ะ (เทพพอ ตา) ใหกําเนดิ พระธิดามากมาย
ธิดาของทาวทักษะประชาบดีน้ันไปเปนมเหสีและชายาของเทพชั้นผูใหญหลายองค เชน พระศิวะ
พระจนั ทร พระกัศยปเทพบิดร เปนตน และเปนเจาแหงขณะ กวีนําทาวทักษะมาเปรียบกับพระเจา
ราเชนทร-วรมนั วาพระองคเองก็เปนเชนน้นั หมายความวาเปน ทาวทักษะบนโลกมนษุ ยอันมีลักษณะ
เหมือนทาวทักษะทุกประการ คือ ทรงมีประชาราษฎรมากมาย และเปนตนเหตุของฤกษยามงามดี
เพราะฉะน้นั กวจี งึ กลาววาเปนบอเกิดแหงความผิดพลาดของกลิ ซึง่ หมายความถึงกลียคุ หรือเทพกลิ
ซึ่งเปนเทพฝา ยชั่วรา ยมสิ ามารถกลํา้ กลายไดเลย จงึ เปน การกลาวขยายความใหเห็นลักษณะรวมของ
ทั้งสองโดยไมร วมคาํ ไวใ นสมาส
2.2 ประเภทไมรวมคําท่ีกลาวถึงอุปมานแลอุปไมยเปนสมาส และไมกลาวถึง
ลักษณะของสองสิ่งนั้นโดยครบถวน ประเภทน้ีปรากฏในจารึกแมบุญตะวันออก โศลกที่ 115 ในคํา
วา “สวนนันทวันคือสนามรบ” ซ่ึงเปนเพียงสวนประกอบของตน กัลปพฤกษที่ตองการขยาย กวีจึง
ไมไ ดขยายซ้ําวา สวนนันทวันมีลักษณะอยางไร แตเปนที่ทราบกันในหมูผูศึกษาเร่ืองราวของฮินดูวา
เปนอุทยานท่อี ยูบนสวรรค ซง่ึ จะไดก ลา วในหวั ขอ ถดั ไป
2.3 ประเภทรวมคาํ ทก่ี ลา วถงึ อปุ มานแลอปุ ไมยเปนสมาส และกลาวถึงลักษณะของ
สองสงิ่ น้นั โดยครบถวน
ตัวอยางที่ 1
rudÆ haá há ßrínandane yasya ranáe raktaÆsipallavahá |
vahÆ ukalpadrumo diksáu yaßahápußpam avakÆ irat || 115
ตนกัลปพฤกษคอื แขนของพระองค ท่ีมกี ่ิงคอื ดาบที่แดง (ไปดวยเลือด) ถูกปลูกไวแลว
ในสวนนันทวันคอื สนามรบ ไดแพรกระจายแลวซ่งึ ดอกไมค ือเกียรติยศของพระองค ในทุก
ทิศทาง
ตัวอยางทย่ี กมานเ้ี ปนการยกเปรยี บเทียบถึง 4 คร้ัง ระหวางตน กัลพฤษกับแขน
กิ่งกับดาบ สวนนันทวันกับสนามรบ ดอกไมกับพระเกียรติคุณ โดยมีความเกี่ยวเน่ืองกันจึงเปนการ
อธิบายลักษณะไวอยางครบถวน พึงทราบวา ตนกัลปพฤกษมีกิ่งสีแดงถูกปลูกไวในสวนนันวันบน
สวรรคม ีดอกทีแ่ พรกระจายกล่นิ หอม สวนพระพาหา (แขน) ของพระเจาราเชนทรวรมัน ก็มีสีแดงไป
ดวยเลอื ดปรากฏแลวในสนามรบ ความสามารถในการรบน้ีเองทําใหพระเกียรตยิ ศฟุงกระจายไปทุก
ทิศทาง เมื่อกวีไดกลา วอธิบายลักษณะเชน นี้ทําใหเขาใจไดง า ยข้ึน คําที่ยกมา 3 ขอความหนุนคําวา
จารกึ แม่บุญตะวนั ออก • 3069
คือ เขามาในบทสมาสภาษาสันสกฤต จัดวาเปนอลังการรูปกะประเภทรวมคําที่กลาวถึงอุปมาแล
อุปไมยเปนสมาส และกลาวถึงลักษณะของสองสิ่งน้ันโดยครบถว น ยกเวนศัพทวาคาํ วาสวนนันทวัน
คือสนามรบซง่ึ ไมไ ดเ ปน คาํ สมาส สวนน้ีจึงจดั อยูใ นการรวมคาํ ทก่ี ลาวถงึ อุปมาแลอปุ ไมยเปน สมาส
ตัวอยา งท่ี 2
ßisátoá patisátaá m pratipadya sadyahá
ksáetramá yam utkrsá átáamakrsá átáapacyam |
ßraddhamÆ bhasaÆ siktam aruksáad uccaiß
ßasÆ trasya casÆ trasya ca víjam agryam || 22
เมล็ดพืชแหงตําราวิชาการและวิชาอาวุธท่ีดีเยี่ยม ที่ไมถูกถอนและถูกตม ครั้นมาถึง
พระองคผูถูกสอนและอบรมแลว ผูเปนดุจนาที่ถูกไถเตรียมไวดีแลว ถูกราดแลวดวยนํ้าคือ
ศรัทธาก็ไดงอกสงู ขน้ึ ในทันที
ตัวอยางท่ียกมานี้เปนการกลาวเปรยี บเทียบระหวางน้ํากับศรัทธาวาเปนอยาง
เดยี วกัน แตไ มก ลา วลักษณะอยางละเอยี ด คงใหเ ขาใจไดว าน้าํ ทาํ ใหพืชเติบโตงอกสูงไดฉันใด ศรัทธา
ก็ทําใหเ กดิ ความรูในวชิ าการไดมากมายฉนั น้ัน จึงยกเปนอทุ าหรณในสว นน้ี
2.4 ประเภทรวมคาํ ท่ีกลาวถึงอุปมานแลอุปไมยเปนสมาส แตไมกลาวถึงลักษณะ
ของ สองสง่ิ นั้นโดยครบถวน
ตวั อยางท่ี 1
yasya víryyanÆ iloddhrtá o dhamÆ adhumÆ adhvajo yudhi |
dvidvá adhunÆ aÆmá vidhumÆ o pi vasÆ pá adhaÆraÆm avarddhayat || 113
ไฟคอื พระราชอํานาจของพระองค ถูกพัดข้ึนดวยลมคือความกลาหาญในสนามรบ แม
ปราศจากควนั ก็ทําใหสายธารนํ้าตาแหงภรรยาของขาศึกทั้งหลายหล่ังไหลได
ตัวอยางท่ียกมานี้ กวีใชอลังการรูปกะเปรียบเทียบ ระหวางไฟกับพระราช
อํานาจ หรือพระเดชของพระเจาราเชนทรวรมัน วาเปนอยางเดียวกัน แตไมไดบอกวามีลักษณะ
อยางไร ทาํ ใหตองคิดตามให วาไฟถูกลมพัดโหมก็ทําใหลุกโชน พระราชอํานาจที่ประกอบดว ยความ
กลาหาญก็เชนกันทําใหกลาแกรง ไฟไมมีควันก็ทําใหหลั่งนํ้าตาได พระเดชของพระองคก็ทําให
ภรรยาขา ศกึ ตองเสยี นํ้าตาอนั เนื่องมาจากความเดือดรอนใจวาสามีจะโดนพระเจาราเชนทรวรมันฆา
เปนแน นี้คือการไมกลาวลักษณะของสองส่ิงไว เพียงแตสามารถคิดตามได และการใชศัพทสมาส
310 • จารึกแม่บุญตะวนั ออก 307
หนนุ คาํ วา คือ ในทา มกลางคาํ สันสกฤตวา dhamÆ adhumÆ adhvajo จึงจัดเปนอลังการรูปกะประเภท
รวมคาํ ทกี่ ลาวถึงอุปมาแลอปุ ไมยเปน สมาส แตไมกลาวถงึ ลักษณะของ สองสงิ่ น้นั โดยครบถวน
ตวั อยา งท่ี 2
satyavimuÆdáhasya pataṅgasaÆmyamá
sametya sanÆ anda ivaÆrivarggahá |
yadvahÆ udanádáarÆ aniá janÁ jvalantamá
tejonalamá yadvipade bhisáede || 51
กองทัพศัตรู แมจะรูอุปมาเรื่องคนที่เขลาตอความจริงเปรียบเสมือนแมงเมา แตก็
เหมือนกับมีความยินดเี ขาไปยงั แสงไฟทีล่ ุกโชนอันเกิดจากไมอรณิคอื ทอนแขนของพระองค
จงึ ไดพนิ าศไป
ตัวอยางที่ยกมานี้ดูไดในคําวา “ไมอรณิ (ไมสีไฟ) คือทอนแขนของพระองค”
ภาษาสนั สกฤตวา yadvahÆ udandá áarÆ aniá เปนการหนุนคาํ วาคอื มาในทามกลางสมาสสิ่งที่เปรียบเทียบ
วาเปนอยางเดียวกันคือไมสีไฟกับแขนของพระเจาราเชนทรวรมัน แตกวีไมไดใหรายละเอียดวา
เหมอื นกันอยางไร คงใหทราบแตเพียงวา ทําใหเกิดไฟไดเทา น้ัน จึงเปน อลังการรูปกะ ประเภทรวมคาํ
ทก่ี ลาวถงึ อุปมาแลอุปไมยเปนสมาส แตไมก ลาวถึงลักษณะของ สองสิ่งนน้ั โดยครบถว น
อลังการรูปกะน้ันเพื่ออจะกลาวใหงายตอความเขาใจจึงควรเทียบกับสํานวนไทยท่ีคุน
ชนิ คอื คาํ วา “อุปมา(น)เปนอยางไรอุปไมยก็เปนอยางน้ัน” การแยกขอปลีกยอ ยท้ังหลายดังกลาวมา
น้ีชวยใหเห็นลักษณะกลวิธีการแตงและการใชอลังการรูปกะของกวี ซึ่งเปนเพียงมุมมองของทานผู
รจนาคัมภีรและตาํ ราเกี่ยวกับอลังการใหตางกันออกไปเทาน้ัน จากการศึกษาขอมูลในจารกึ แมบุญ
ตะวันออก สิ่งที่กวีนํามาเปรียบเทียบอลังการชนิดรูปกะซ้ํากันบอยคร้ัง คือ ดอกบัวและไฟ โดย
ดอกบวั เปรยี บเทยี บกับ ใบหนา (ของศัตร)ู ปรากฏในโศลกที่ 117, 185, 186 เปรยี บเทยี บกับพระ
บาท (ของพระเจาราเชนทรวรมัน) ในโศลกที่ 120 เปรียบเทียบกับดาบ ในโศลกที่ 136 สวนไฟ
เปรียบเทียบกบั พระเดชหรือพระราชอํานาจ ปรากฏในโศลกที่ 36, 113, 119, 144 เปรียบเทยี บกับ
ดาบ ในโศลกท่ี 117 รวมความแลว อลงั การรปู กะในจารกึ แมบ ุญตะวันออกปรากฏในโศลกที่ 22, 51,
80, 97, 109, 111, 112, 113, 115, 117, 119, 120, 121, 123, 124, 126, 130, 131, 136, 144,
146, 161, 185, 186, 195, 213
ลักษณะเดนของการใชอลังการประเภทรูปกะในจารึกแมบุญตะวันออกอยางหนึ่ง คือ
นอกจากเนนนํ้าหนักการเปรียบเปรียบโดยยกใหสิ่งหน่ึงมีลักษณะเปนอยางเดียวกับอีกสิ่งหนึ่ง ซ่ึง
แสดงความหนักแนนมากกวาอุปมาแลว ยังพบวาการเปรียบเทียบมีความตอเน่ืองกันลื่นไหลไป
จารึกแมบ่ ุญตะวนั ออก • 330181
ดวยกัน ตัวอยางการเปรียบเทียบเพื่อยกยองกษัตริย คือ ในขณะที่เปรียบเทียบพระพักตรของ
กษตั ริยฝ ายตรงขา มวา เหมือนดอกบวั แตเมอ่ื กลาวถงึ พระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 กลับกลาววามีพระ
บาทเหมือนดังดอกบวั แสดงนัยวา แมอวัยวะเบื้องสูงของกษัตรยิ เหลาอ่ืนเพียงเทากับอวัยวะเบ้ืองต่ํา
ของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 หรือมีลักษณะกมมาลงที่พระบาทของพระองคเ สมอ ซ่ึงแสดงความ
สูงสง กวา อยา งชดั เจน
3. วยติเรก (vyatireka) อลงั การประเภทนี้เปนการเปรียบเทียบส่ิงสองส่ิงวามีลักษณะ
เหมือนกัน แตยกยองใหส่ิงหน่ึงมีคุณลักษณะเหนือกวาส่ิงหนึ่ง อาจเปนอุปไมยเหนืออุปมาน หรือ
ในทางกลับกันก็ได เชน ดวงหนาของนางผุดผองทุกเวลา แตดวงจันทรงามเฉพาะเวลากลางคืน
เทานั้น423 มีอุทาหรณดงั ตอ ไปนี้
ตวั อยา งท่ี 1
ßastravranaá sÆ raßrutidhaÆrayaÆdrau
ruddho py aríndrair yudhi yo didípe |
dvitcá haÆyayaÆcchadÆ ita eva bhaÆnur
bibhrat tanutran tyajati svadíptim || 57
ในการสูร บบนภเู ขาซงึ่ มีกระแสโลหติ ไหลนองออกมาจากบาดแผลที่ถูกศาสตราวุธ แม
พระองคถกู บดบังดว ยเหลาอริราชศัตรู ก็ยังทรงเปลง ประกาย สว นพระอาทติ ยเพยี งแคถูกบด
บังดวยเงาของขาศกึ เม่ือจะปกปอ งตนเองก็ไดล ะทง้ิ แสงสวางของตนเองไปเสีย
ตวั อยา งทยี่ กมานี้ กวีใชอลังการวยติเรกแสดงภาพใหเห็นวา พระเจาราเชนทรวรมัน
มคี วามรงุ เรืองและกลา หาญในลกั ษณะท่เี หนือกวา พระอาทิตย
ตวั อยางท่ี 2
na svícikírsáur yudhi cakricakramá
bajranÁ ca no bajrabhráto pi jisná uá há |
yaß ßaktiyukto nu maheßvarasÆ tramá
sudussahamá praÆpya jitarÆ ivarggahá || 59
ในการสูรบ พระองคไมทรงปรารถนาจักราวุธของพระวิษณุ และแมวัชราวุธของพระ
อินทรใหเปนของตนก็ทรงมีชัยชนะได พระองคทรงประกอบดวยพระราชอํานาจทรงมีชัยชนะ
เหนอื ขาศกึ เพราะไดรบั แลว ซ่งึ ศาสตราวธุ ของพระมเหศวรท่ีตานทานไดยากย่ิง
423กุสุมา รกั ษมณ,ี วเิ คราะหว รรณคดีไทยตามทฤษฎวี รรณคดีสันสกฤต, 29.
312 • จารกึ แมบ่ ญุ ตะวนั ออก 309
ตัวอยา งทีย่ กมาน้ี กวีใชอลังการวยติเรกแสดงภาพใหเห็นวา พระเจาราเชนทรวรมัน
มีความเกงกลามาก พระองคมีชัยชนะขาศึกศัตรูโดยไดรับอาวุธจากพระศิวะ อาวุธน้ีเหนือจักราวุธ
ของพระวิษณุ และวัชราวธุ ของพระอินทร
ตัวอยา งที่ 3
simhá ena nopamaÆnaÆrho yasya ßauryyenáa samáyuge |
tathaÆ hi yadbhiyarÆ aÆtir adhyaßeta guhamÆ á harehá || 160
ไมค วรจะเปรยี บเทยี บความกลา หาญของพระองคในสงครามกับสหี ะ เพราะวา ขาศกึ ผู
หวาดกลวั พระองค เขาไปหลบซอนยังถํา้ ของสหี ะ
ตวั อยางที่ยกมาเพิ่มนพ้ี ึงทราบวามีเนื้อความคลายคลึงกับ ปรเิ ฉจที่ 4 โศลกที่ 85
ในหนังสืออลังการศาสตรของวาคภฏะ424 ซึ่งใชยกเปนตัวอยางอลังการท่ีช่ือวาวยติเรกเชนกัน วา
“จะวาพระเจาชัยสิงหกับราชสีห มีเดชเหมือนกันก็เอาเถอะ แตทหารของศัตรไู ดหนีสงครามกับฝาย
หนึ่งแลวก็รีบเขาปาโดยไมเกรงกลัวอีกฝายหน่ึง”425 แมในภาษาสันสกฤตมีลักษณะท่ีตางกันแต
เนอื้ หาคลายคลงึ กนั มาก จงึ ยกมาตั้งเปนขอ สังเกตถึงความนิยมในการเปรยี บเทยี บ
ลักษณะการใชวยตเิ รกในการเปรียบเทียบมักเปนการใชเพื่อยอพระเกียรตกิ ษัตรยิ ส่ิงที่
ถูกใชในการเปรียบเทียบเสมอ คือ กษัตริยกับวีรบุรุษของอินเดีย เชน โศลกท่ี 89 และ 101
เปรียบเทยี บกับ การตตวีรยะ โศลกที่ 90 เปรยี บเทยี บกับพระอรชุน ซึ่งเปนกษัตริยยอดนักรบ โดย
กวีกลาววาพระองคเหนือกวา นอกจากน้ียังพบวานิยมเปรียบเทียบกับเทพเจาอ่ืนๆ ดวย แตเมื่อ
เปรียบกับพระศิวะไมปรากฏวามีลักษณะของการเปรียบแบบวยติเรก สวนดานความงามมัก
เปรยี บเทียบกับพระจันทร รศั มขี องพระจันทรแ ละกามเทพ ดานความรงุ เรอื งและอํานาจนิยมเปรียบ
กบั พระอาทิตยแ ละแสงพระอาทติ ย โดยกวีใชยอพระเกียรตวิ า พระเจาราเชนทรวรมนั ท่ี 2 เหนือกวา
สรปุ การใชอ ลังการในกลุมท่ี 1
ลกั ษณะการใชอ ลังการในกลมุ แรกนี้ พบวามีจุดมงุ หมายหลักในการใชเพื่อเปรียบเทยี บ
ใหเห็นลักษณะเดนเปนหลัก สิ่งสําคญั ที่จะทําใหเขาใจจารึกภาษาสันสกฤตในอาณาจักรกัมพูชาได
อยางถอ งแทแ ละชัดเจนคอื ผูอา นจงึ ตองมีความรูความเขา ใจในเรอื่ งวฒั นธรรมอินเดยี และภารตวิทยา
ดว ยจงึ จะทาํ ใหมองเห็นภาพลกั ษณท่ีเดน ชัดไดท้ังหมด โดยลักษณะเน้ือหาท่ีกวใี ชใ นกลมุ น้ีกเ็ พื่อ
424อลังการศาสตรข องวาคภฏะแตง ขึน้ ราวคริสตศตวรรษที่ 12 หรอื หลงั จารกึ แมบ ุญประมาณ 3 ศตวรรษ
425วาคฺภฏ, อลงั การศาสตร, แปลโดย ป.ส.ศาสตรี, 37, 118.
จารกึ แม่บญุ ตะวันออก • 3103
1. เปนการรักษาขนบของกวีผูใชภาษาสันสกฤตในการแตงวรรณคดี ดว ยการสืบสาน
ขนบเดิมที่เคยมีมา เชน
1.1 สืบสานขนบทางการแตงวรรณคดีดา นวรรณศิลป คือตองมีลีลาการประพันธใ น
ลักษณะของกวนี ิพนธ โดยใชภ าษาท่ีแสดงเนื้อหาใหน าสนใจกวา การเลา เร่ืองแบบธรรมดา
1.2 สืบสานขนบดานวรรณศิลปเพ่ือยกยองสดุดีวีรกรรมและแสดงถึงพระราช
อํานาจอนั ย่งิ ใหญของกษัตรยิ
1.3 สบื สานขนบดานวรรณศิลปใ ชเพ่ือชมความงามและยอพระเกยี รติกษตั รยิ
1.4 สืบสานขนบดา นความคดิ ความเขา ใจแบบกวอี นิ เดีย โดยสงิ่ ทนี่ ํามาเปรยี บเทยี บ
มักเปนสิ่งที่กวีสันสกฤตรูกันอยูแลว เชน ความสูงมักเปรียบเทียบภูเขาสิเนรุหรือเขาพระสุเมรุ พระ
เดชของกษัตริยมักเปรียบเทยี บกับแสงพระอาทติ ยห รือพระอาทิตย ความขาวบริสุทธ์ิมักเปรียบเทียบ
กบั เกษยี รสมุทร พระเกียรตยิ ศมสี ขี าว เปนตน
1.5 สืบสานขนบดานความเชื่อ เชน ผูเปนคนดีและบูชายัญบอยครั้งจนนับไมถวน
จะไดไปเกดิ เปนพระอินทร หรือ กษตั ริยเปนเทพเจา อวตารลงมาเกิด เปน ตน
2. เปนการหาจุดเหมอื นท่ีบง บอกถงึ ประสบการณและทัศนคติของผแู ตง
กลุม ท่ี 2 อลังการท่ีแสดงความหมายในรูปพลังจินตนาการหรือการกลาวใหเ กินจรงิ
หลักการจัดกลุม คือ อลังการกลุมนี้เปนความเปรียบท่ีแสดงมโนทัศนและพลังแหง
จินตนาการ จากมุมมองของกวีผูแตง รวมทั้งความเปรียบเกินจริงถามองจากความเปนจริงอาจรูสึก
วาเปนสิ่งเหลือเชื่อ เกินวิสัยท่ีจะเกิดขึ้นได เกิดจากความตั้งใจของกวีผูประพันธซึ่งตองการเนน
น้ําหนักเนื้อหาท่ีตอ งการสอ่ื ดวยถอยคํา เพ่ือสรางสรรคพลังภาษาและจินตภาพ ทําใหมีความหมาย
ลึกซ้ึงกินใจ จึงทําใหผูอานเกิดอารมณและความคดิ รวมตามกวีไปจนกอเปนจินตภาพ และสามารถ
กอความสะเทือนอารมณใ หแกผูอานไดอ ยางดี โดยอลังการท่ีแสดงความหมายตามลักษณะการจัด
กลุม ในกลุม น้มี ี 2 ประเภท คอื อตุ เปรกษา และ อติศโยกติ หรืออติศยะ ดังมรี ายละเอียดตอไปน้ี
1. อุตเปรกษา (utpreksaá )Æ อลังการประเภทน้ีมีความโดดเดนในจารึกแมบุญ
ตะวันออก เปนการกลาวแสดงจินตนาการของกวีผูแตงเปนการกลาวสมมติใหดู
ประหนงึ่ วามีลกั ษณะเปน อีกสง่ิ หนึ่ง โดยอาศยั การกลา วใหมองเห็นภาพของส่ิงหนึ่ง
โดยอาศัยคุณลักษณะของอีกส่ิงหนึ่ง โดยมากมักมีคําเชื่อม คือ ศัพท อิว มี
ความหมายวา ประหน่ึง ราวกับวา ลักษณะนี้เรียกวากลา วใหเห็นอยางแจมแจง
314 • จารึกแมบ่ ญุ ตะวนั ออก 311
ชัดเจน (วาจฺยา) และอีกลักษณะหน่ึงไมก ลา วใหชัดเจนแตใหเขาใจเอาเอง (ปฺรตีย
มานา)426 มปี รากฏดังตวั อยางตอ ไป
ตัวอยา งที่ 1
ambhojabhurÆ jjayati yo vadanaiß caturbhir
oṅkarÆ avarÆ idaravmá samam ujjagarÆ a |
ksáetrahÆ itan tribhuvanodayapuÆranáarÆ tham
utsuÆnatamÆ iva nayan nijavíjam aÆdyam || 6
ขอพระองคผูเกิดจากดอกบัว (พระพรหมา) ผูเปลง เสียงฟารองคือโอมออกมาพรอมๆ
กันดวยพระโอษฐท งั้ สี่ ราวกบั วา ตองการที่จะทาํ ใหเมล็ดเช้อื ของพระองคท ีม่ ีอยแู ตดงั้ เดมิ ทถ่ี ูก
หวานไวแ ลวในนาใหงอกขน้ึ มาใหม เพอื่ ความสมบรู ณข องการสรางโลกท้ังสาม จงชนะ
ตวั อยางที่ยกมาน้ี กวีใชอลังการประเภทอุตเปรกษาสรรเสริญพระพรหมา โดยกวี
มองวา เสียงฟารองนั้นไมใชฟารองจริงแตเปนเสียงท่ีพระพรหมาสวดโอมเพ่ือตองการจะสรางโลก
นอกจากน้ีทําใหเ รานึกตอไปอีกวาพระเวทท้ังสกี่ ็ออกมาจากพระโอษฐท้งั ส่ีของพระพรหมาในคราวน้ี
เอง และกวีมองวาเสียงสวดโอมของพระพรหมาเปนเสียงที่พระองคกําลังสรางโลกดวยการหวาน
เพาะเมล็ดเช้ือดั้งเดิมใหถือกําเนิดข้ึนมาใหมเพื่อความสมบูรณของโลกท้ังสาม โดยพ้ืนท่ีท่ัวท้ัง
จกั รวาลกวมี องวา เปน นาเพื่อเพาะเมล็ดเชื้อด้งั เดิมของส่ิงมีชีวิต ซ่ึงชาวฮินดูเขาใจวาเมล็ดเช้ือดั้งเดิม
มาจากพระผูเปน เจาและสุดทายก็กลบั ไปสูพระผูเปนเจา ซึง่ ดูเหมือนกวีจะกลาวเกินจริงไปก็ตาม แต
เปนการเปรียบเทียบท่ีทําใหเห็นภาพไดอ ยางชัดเจน นอกจากแสดงใหเห็นพลังจินตนาการของกวีผู
แตงแลว ยังแสดงใหเ หน็ ความเชื่อและความรูของกววี ามคี วามเช่ียวชาญรอบรใู นคมั ภรี ท างศาสนาอีก
ดวย
ตัวอยา งท่ี 2
mandaṅÆ ßumandá aá lavinirggatavarÆ idhaÆraÆ
mandaÆkiní jayati dhurÆ jjatáinaÆ dhrátaÆ yaÆ |
murÆ ddhnaÆ nagendratanayarÆ ddhaßarírasandhehá
premanÆ uvandhamiva darßayitum prakrsá tá áam || 7
ขอพระนางมันทากินีผูมีสายนํ้าไหลออกจากวงของพระจันทร ซึ่งถูกทรงไวโดยพระ
เศยี รดวยพระศิวะ ราวกับวาตองการแสดง(ใหเห็น)ความผูกพันธดวยความรักอยางมากมาย
เพราะการตดิ กันของรางกายครง่ึ หน่งึ กับลูกสาวของทา วหิมวัต (พระนางปารวต)ี จงชนะ
426จริ พัฒน ประพันธว ิทยา, “คาํ บรรยายเรือ่ ง จารึกสนั สกฤตในอินเดยี และกัมพูชา,” ใน ภาษา-จารึก 7, 11.
312
จารึกแมบ่ ญุ ตะวนั ออก • 315
ตวั อยางที่ยกมานี้ กวใี ชอลังการอุตเปรกษาแสดงภาพพระเทวีซงึ่ เปนชายาของพระ
ศิวะมหาเทพโดยอาศัยมมุ มองบวกกับความรอบรูในคัมภีรทางศาสนาพราหมณของกวี วา พระนาง
มนั ทากนิ ีหรอื พระแมคงคาไหลออกมาจากวงพระจันทรท่อี ยูบนพระเศียรของพระศิวะนนั้ การไหลที่
ไมขาดสายและเช่ือมโยงกับพระศิวะตลอดเวลาเชนน้ันราวกับวาพระนางนนั้ แสดงความรักตอพระ
ศิวะอยางทวมทนมากมาย ไมเ คยหายไปเปน นิตยน ริ ันดร เพราะชาวฮนิ ดเู ชอ่ื วาแมนํ้าคงคาเปนแมน้ํา
ที่ไหลมาจากบนสรวงสวรรคมีความบริสุทธิ์และไมเคยขาดสาย ผูใดไดอ าบหรือดื่มจะสามารถชําระ
บาปได ซึ่งแตเดิมตามความเชื่อทางศาสนา วา เนื่องจากพระแมคงคาเปนสายนํ้าที่เช่ียวกรากและ
รุนแรงจะทาํ ลายทุกส่ิงที่ไหลผาน พระศิวะจึงมาชวยใชพระเกศารองรับกระแสนํ้าจากพระแมคงคา
ชะลอใหไหลชาลง เพื่อลดความรุนแรง แตกวีมองวานั่นไมใชเหตุผลท่ีแทจริง อันท่ีจริงน้ีเปนการ
แสดงสายสัมพันธและความรักของพระแมคงคากับพระศวิ ะตางหาก ดังน้ัน โศลกนี้จึงแสดงใหเห็น
ศฤงคารสทชี่ ัดเจน คอื เมื่อพระแมค งคาแสดงความรักเชนนี้ พระศวิ ะผูมีกายครง่ึ หนึ่งอยูกับพระนาง
ปารวตีก็จริง แตก ็มีความรักในพระแมคงคาผูเปนชายาอีกองคหนึ่งเชนกัน เพ่ือจะแสดงความรักน้ัน
ใหปรากฏจึงเทิดทูนพระนางไวบนพระเศียร ขอนี้เปนการใชภาษาและถอยคําสรางจินตภาพจาก
มุมมองของกวีผูแตงซึ่งส่ือใหผูอานมีความรูสึกรวมและคิดตามไปอยางมีเหตุมีผลตอเนื่องเปนจินต
ภาพตราตรึงและดึงดูดอารมณของผูอานใหเกิดความลึกซ้ึง ความเขาใจ เห็นผลไดอยางพิเศษเกิน
กวาใชถอ ยคําแบบธรรมดา
ตัวอยางที่ 3
kahÆ amá bharttraÆ parityaktaÆ ßvapÆ adais sthatÆ um utsahe |
itivaÆripurí yasya pravÆ ißad davÆ apavÆ akam || 140
เมืองของศัตรูของพระองค โดดเขากองไฟ เหมือนกับคิดวา ฉันน้ีหรือถูกสามที อดทิ้ง
แลว ยงั จะสามารถตานทานเหลา สตั วดรุ า ยได
อลังการลักษณะนใี้ นภาษาไทยเรยี ก บคุ ลวัต หรอื บคุ ลาธิษฐาน คือการสมมตสิ ิ่งไมมี
ชวี ิต ไมมวี ญิ ญาณความรูสกึ หรือสิ่งมีชีวิตที่ไมใชมนุษยใ หมีกรยิ าอาการ ความรูสึกเหมือนมนุษย ซึ่ง
ในวรรณคดีสนั สกฤตถอื วาเปนสว นหน่งึ อตุ เปรกษา โศลกนี้กวใี ชจ นิ ตนาการโดยมองเห็นเมืองที่ถูกไฟ
เผาเปนเหมือนผูหญิงทก่ี ระโดดเขากองไฟ นอกจากเปน ความคดิ ท่ีกอจินตภาพใหแกผูอานแลว กวียงั
คํานึงถึงการเลือกใชศัพทไดเปนอยางดี โดยการใชศัพท purí (เมือง) เปนสตรีลิงคและเปนสิ่งที่มี
กริยาอาการความรูสึกเหมือนมนุษย เม่ือแตงตอไปถึงความคิดจึงสมมติใหเมืองของขาศึกน้ีเปน
ภรรยาของเหลากษัตริยท่ีท้ิงเมืองหนีเอาตัวรอด จึงแตงเปนลักษณะของผูหญิงถูกสามีทิ้งแลว
316 • จารกึ แมบ่ ญุ ตะวนั ออก 313
กระโดดเขากองไฟ วา “ฉันน้ีหรือถูกสามีทอดทิ้งแลว ยังจะสามารถตานทานเหลาสัตวดุรายได” ซึ่ง
เปนการเลือกใชศัพทและความคดิ ที่ตอ เน่ืองลื่นไหล โดยกวนี ําเรื่องวีรกรรมของนางสตี (ชายาพระ
ศิวะ) ทแ่ี สดงความรกั ความซ่ือสัตยต อพระสวามอี นั เปนความเช่ือของชาวอินเดียมาเชื่อมโยงแตง เติม
จินตนาการใหน าสนใจยงิ่ ขึ้น โดยแกน แทข องเน้ือความยงั คงชดั เจนอยูในภาษาและถอยคําท่ใี ช
ตวั อยา งท่ี 4
itthamá krtá o mayaÆ kaÆmo dagdha[há] kila pinakÆ inaÆ |
itíveßvaratanÆ níto vidhatÆ raÆ yo tisundarahá || 105
พระพรหมาคิดวา กามเทพท่ีเราสรางไวถูกพระปนากิน (พระศิวะ) เผาเปนจุลเสียแลว
ดังน้ี จึงนําพระองคผูมรี ปู งามเหลอื เกนิ มาสูความเปน ใหญแทน
อตุ เปรกษา 3 ตวั อยา งแรก เปนชนิดกลาวใหเห็นอยางแจมแจง (วาจฺยา) สวนโศลก
น้ีเปนตัวอยางการแสดงอุตเปรกษาชนิดท่ีไมกลาวไวชัดเจน แตใหเขาใจเอาเอง (ปฺรตียมานา) ซึ่ง
แตกตางจาก 3 ตวั อยางขา งตน และไมมศี ัพท อวิ หรือศพั ทท ่ีมลี ักษณะเดียวกันท่แี ปลวา เปนราวกับ
วา เปนดจุ เปน ตน โดยในโศลกน้ีกวีมองเห็นความงามของพระเจาราเชนทรวรมนั วาถูกสรางมาจาก
พระพรหมาเพื่อจะทดแทนกามเทพที่ถูกพระศิวะใชตาท่ีสามเผาเปนจุล เพราะเหตุท่ีกามเทพเปน
เทพผูที่รูกันวามีความงามเปนเลศิ กวาใครทั้งปวง แตบัดนี้ไมมีตัวตนจึงไมสามารถเห็นได ดังนั้น ถา
ใครอยากจะรูถึงความงามของกามเทพน้ันวางามเพียงใด ใหดูท่ีกษัตริยองคนี้เพราะพระองคไดถูก
พระพรหมาสรา งใหมีความงามแทนท่กี ามเทพ
จากการศึกษาผูเรียบเรียงพบวาอลังการอุตเปรกษามีอยูเปนจํานวนมากและโดดเดน
ท่ีสุดในจารึกแมบุญตะวันออก ซ่ึงอุตเปรกษาแบงตามลักษณะไดเปน 2 ประเภทดังไดแ สดงไวใน
เบ้ืองตน ประเภทท่ี 2 (ปฺริตียมานา) อาจจะยังเปนส่ิงใหมและกําหนดไดยากสําหรับผูไมสันทัด
วรรณคดีสันสกฤต ในสว นน้ีจงึ ขอแสดงขอมูลในเชิงปริมาณเฉพาะอลังการอุตเปรกษาชนิดท่แี จงแจง
ชัดเจน (วาจฺยา) ซึ่งพบในจารึกแมบุญตะวันออกโดยปรากฏในโศลกที่ 6, 7, 19, 23, 24, 27, 28,
31, 36, 38, 39, 41, 43, 44, 45, 47, 49, 62, 64, 83, 84, 91, 114, 116, 119, 120, 130, 131,
133, 136, 137, 140, 148, 154, 156, 158, 168, 170, 184, 189, 192, 194, 196, 197
2. อติศโยกติ หรืออติศยะ (atißayokti / atißaya) อลังการประเภทนี้เปนการแสดง
จินตนาการเกินจากความเปนจริง ในภาษาไทยใชวา อติพจน คือ การพูดใหดู
ย่งิ ใหญ เพอ่ื แสดงความประเสริฐของส่ิงน้ันๆ เปนการแสดงเน้ือหาที่ตองการจะส่ือ
โดยกวใี ชถ อ ยความเพอ่ื สรา งสรรคภาษาทีม่ ีพลัง ใหความหมายลึกซ้ึงหนักแนนตรา
จารกึ แม่บญุ ตะวนั ออก • 331147
ตรึงตามวิธีคิดของกวีกอใหเกิดจินตภาพ ถามองจากความเปนจริงอาจเปนสิ่ง
เหลือวิสัยท่ีจะเกิดขึ้นได มีลักษณะคลายอุตเปรกษาแตไมใชคําวา ราวกับวา
ประหนึ่ง เปน ตน จะไดย กตวั อยา งเปนอุทาหรณดงั ตอไปนี้
ตวั อยางที่ 1
vivarddhamanÆ o nvaha[mi]ddhakaÆntir
vapurvißeseá náa manoharenaá |
yas sarvvapaksoá dayam adÆ adhanÆ as
tiraccakarÆ aiva himaṅÆ ßulaksmá ím || 17
พระองคผูมีความงามเดนชัดรงุ เรืองเพ่ิมขึ้นทุกๆ วัน ดวยความงามชนิดพิเศษที่ดึงดูด
ใจ ทรงไวซ ง่ึ การเพิม่ ข้ึนในปกษท ้ังหมด เหมือนจะบดบงั ซง่ึ ความงามของพระจันทรเอาไว
ตัวอยางท่ียกมาน้ี กวีใชอลังการอติศโยกติ หรืออติศยะกลาวเกินจริงใหเห็นพระ
คณุ สมบัตขิ องพระเจาราเชนทรวรมนั วามคี วามงดงามรงุ เรืองที่มีลักษณะพิเศษสามารถเพ่ิมขึ้นไดใ น
ทุกๆ วัน และทรงไวซึ่งการเพิ่มข้ึนในเวลาขางขึ้นทั้งหมด อานุภาพท่ีเดนชัดน้ีแมความงามของ
พระจนั ทรก ถ็ กู พระเจาราเชนทรวรมัน บดบังเอาไว
ตวั อยางท่ี 2
tejahpá rakaÆßas tamaso vinaÆßo
dißamá prasadÆ ahá sphutáataÆ kalanÆ aÆm |
yattigmatejas tuhinaṅÆ ßukrtá yamá
yenodaye tan nikhilamá vitene || 15
แสงแหงไฟเปนความพินาศแหงความมืดมน เปนความแจมแจงของทิศท้ังหลาย เปน
ความชัดเจนแหงเสี้ยวทั้งหลาย (ของพระจันทร) รศั มีของพระอาทติ ย และหนาที่ของพระจนั ทร
ทงั้ หมดน้ันถูกแผไปโดยพระองค ในเวลาอุทัย
ตวั อยางทีย่ กมานี้ กวใี ชอ ลังการอติศโยกติ หรืออตศิ ยะ โดยแสดงจินตนาการวาพระ
ราชอาํ นาจของพระเจา ราเชนทรวรมันมีความสวางไสว ถึงขนาดทําหนาท่ีแทนแสงไฟรวมทง้ั รัศมีของ
พระอาทติ ยแ ละพระจนั ทร เปนการยอพระเกยี รตโิ ดยใชพลังภาษาใหม ีความหนกั แนน และเกนิ จริง
การใชอติศโยกติ หรืออติศยะ กวีมุงเนนถึงการพรรณนาเชิดชูพระเกียรติคุณของ
กษัตริยเปนสําคัญ โดยใชพรรณนาถึงความงาม พระราชอํานาจ ความสามารถและคุณความดีดาน
ตางๆ ซ่ึงมมี ากยิง่ กวา สิง่ ท่นี าํ มาเปรียบเทยี บแสดงใหเ หน็ ถงึ ความยิ่งใหญของกษัตรยิ ไ ดเปน อยางดียิง่
315
318 • จารึกแม่บญุ ตะวนั ออก
สรุปการใชอลงั การในกลมุ ท่ี 2
จากการศกึ ษาเน้ือหาในจารึกแมบ ุญตะวันออก โดยมีตัวอยางท่ีไดยกมาประกอบ และ
ขอมูลที่ปรากฏซึ่งไดนําเสนอไวแลวน้ัน พบวาการใชอรรถาลังการในกลุมขอมูลนี้ มีจุดมุงหมาย
ทางดานสุนทรียะ คือ ความงาม ความปตีเพลิดเพลิน เพื่อบํารุงใจใหรื่นรมย ชวนติดตาม โดยใช
สาํ นวนทแ่ี ปลกใหม มีพลัง เพอ่ื ใหม องเหน็ ภาพ เหตุผลที่สาํ คญั แตกตางจากกลมุ อ่นื ๆ คือ
1. เพ่ือแสดงความคิดหรืออารมณที่ซับซอนลึกซ้ึงอันเปนพลังแหงจินตนาการของกวี
โดยส่อื ออกมาแสดงใหเห็นเปน จนิ ตภาพแกบคุ คลผูรับสาร ตวั อยางเชน
1.1 จินตภาพเกีย่ วกบั การเห็น เปนการใชประสบการณจากจักษุรว มกับจินตนาการ
โดยกวีสามารถมองเห็นส่งิ ที่คนอื่นมองไมเห็น คือการยกนามธรรมมากลาวใหเปนรูปธรรม การเห็น
แสง เชน โศลกท่ี 15 และ 148 กวีมองเห็นแสงแหงอํานาจ โศลกท่ี 19 ความรูที่ชัดแจง กวีมองวามี
แสงเหมือนพระอาทิตย โศลกที่ 198 เลบ็ เทาเปลงสแี สงออกไป เปนตน การเห็นสี เชน โศลกท่ี 36
มองเห็นพระเกียรติยศวามีสขี าว มองเห็นขนาด เชน โศลกท่ี 49 “ในสนามรบ เมือ่ พระองคทรงธนู
ทรงปรากฏโดดเดนเหมอื นดงั ศรัทกาลอันแจมใส เหลาพระเจาแผนดินกลายเปนคนเล็กๆ ท่ีไรพิษสง
เปนเหมือนเมฆอันวางเปลาเพราะการละลายอยางรวดเร็ว ทางนี้บางทางโนนบาง” กวีมองเห็นวา
เม่ือพระเจาราเชนทรวรมนั ที่ 2 ทรงธนู กษัตริยอ่ืนกลายเปนคนมีขนาดเล็ก และเมฆที่ละลายได ใน
โศลกท่ี 136 กวีมองเหน็ ความเคลื่อนไหวของความโชคดี หรือชัยชนะ (พระศรี) วาเปนดุจผ้ึงที่บินได
เปนตน
1.2 จินตภาพเก่ียวกับการไดยิน เปนการใชประสบการณจากโสตประสาทหรือการ
ไดย นิ กอ เกดิ เปน จนิ ตนาการสื่อใหแกผ อู า น เชน เสียงฟารองกวีมองวาพระพรหมากําลังสวดโอมเพื่อ
สรางโลก โศลกท่ี 47 กองทัพแผข ยายปกท้ังสองขา งทม่ี เี สยี งกระพือ โศลกที่ 55 ลกู ศรสงเสียงคําราม
ได โศลกท่ี 140 ไดยนิ เสยี งครา่ํ ครวญของเมอื งซงึ่ ไมมชี วี ิต เปน ตน
1.3 จินตนาการทีเ่ กีย่ วกับอารมณห รือความรูสกึ ภายในทแ่ี สดงออกมาโดยใชร วมกับ
จินตนาการของกวี เชน โศลกที่ 116 วา “ในการเดนิ ทพั ของพระองค ผืนแผนดนิ ท่ีถูกขุดทําลายแลว
ดวยงาของชา งตัวดรุ าย ราวกบั วาโกรธเคอื ง จึงไดปกคลุมแลว ซ่ึงพลศักด์ิอันย่งิ ใหญ (ชาง) ดวยผงธุลี
ทั่วท้ังแถว” กวีมองวาแผนดนิ ซึ่งไมมีชีวิตแตมีอารมณไดแ ละโกรธเคอื งชางทใ่ี ชงาขุดทําลายแผนดิน
จึงแสดงความโกรธโดยปกคลุมกองทัพชาง โศลกท่ี 84 มองเห็นความชั่วรายวามีอารมณขุนเคือง
โศลกที่ 156 มองเห็นความริษยาของไฟ เปน ตน
1.4 จนิ ตนาการทีเ่ กย่ี วกบั กล่ิน เปนการใชป ระสบการณจากฆานประสาทรวมกับส่ิง
ที่มาประทบกอเกิดเปนจินตนาการ เชน โศลกที่ 55 วา “สําหรับเหลาขาศึก ลูกศรทั้งหลายถูกยิง
จารึกแมบ่ ุญตะวันออก • 331169
จากคนั ศรสง เสียงคาํ รามล่ันตกลงไปบนศรี ษะ แตส ําหรับพระองคก ลับมีลกู ศรท่ีตามมาดวยกลิ่นหอม
ของดอกมันทาระที่โปรยมาจากมือของนางเทพอัปสรของพระองคเอง” กวีใชจินตภาพวาลูกศรมี
กล่นิ หอม เฉพาะลูกศรท่ยี งิ มายงั พระเจาราเชนทรวรมนั ท่ี 2 โดยกลาววาเปนการโปรยปรายดอกมัน
ทาระของเหลาเทพอัปสรซ่ึงมีกล่ินหอมเปนดอกไมท่ีอยูบนสรวงสวรรค ในโศลกท่ี 197 วา พระ
เกยี รติยศมกี ลนิ่ หอม เปน ตน
1.5 จินตนาการทีเ่ ก่ียวกบั สัมผสั โดยกวีใชประสบการณเก่ียวกับประสาทสัมผัสทาง
กาย อันเปนการรูลักษณะอาการตามส่ิงท่ีกระทบนั้นๆ เชน เย็น รอน ออน แข็ง เปนตน โดยกวี
มองเห็นจากจินตนาการ ตัวอยางโศลกที่ 133 “แผนดินซึ่งใหสิ่งทีป่ รารถนาได (ทุกอยาง) ครั้นได
ประสบพระองคผูมีความม่ังค่งั ดวยกลยุทธ (มันตระ), ความกลาหาญ (วีรยะ) และการลงมือปฏิบัติ
(ประโยคะ) ก็กลับมีความปรารถนาบริบูรณ เหมือนกับผูหญิงที่ไมตอ งการสามีอ่ืน เพราะความออน
นุมจากการบีบนวดดว ยพระกร (ของพระองค) ” กวีมองเห็นวาแผนดนิ ซึ่งไมม ีชีวิตพอใจกับการท่ีพระ
เจาราเชนทรวรมันท่ี 2 ทรงใชพระกรสัมผสั โดยมองเห็นลักษณะผัสสะที่กระทบวาเปนการบีบนวดท่ี
ออ นนุม นอกจากน้ีกวยี ังกลา วถึงพระเดชของกษตั ริยวา มีลกั ษณะรอ นแรงซง่ึ มีอยหู ลายโศลก เปนตน
2. ใหเ ห็นถงึ ชนั้ เชงิ ในการสื่อจินตภาพดว ยพลงั ทางภาษาของกวี
3. แสดงความคิดในเรื่องราวซ่ึงเปนท่ีนิยมนาํ มากลาวหรือมีในคัมภีรจ ากเรื่องเดิมท่ีเคย
มีมากอน แตกวีมองในมุมมองใหม แสดงใหเห็นวากวีมีอิสระในการคิดและมีมุมมองที่แตกตางจาก
บคุ คลทัว่ ไป
4. สรางความสะเทือนอารมณใหแกผูอานใหคิดตามความเคลื่อนไหวทางความคิดและ
เหน็ ภาพไปตามกวผี แู ตงไดแ สดงไว ซ่งึ เปนการสื่อเน้ือหาใหเ ขาถงึ ผูอ านไดง า ยข้นึ
กลมุ ท่ี 3 อลังการท่ีแสดงความหมายในการบรรยาย หรือพรรณนาความ
หลักการจดั กลมุ ในกลุม นี้ เปนการแสดงความคิดเหน็ แบบตรงไปตรงมา หรอื บรรยายสิ่ง
ท่ีมีอยโู ดยทั่วไปตามสภาพที่เปนจรงิ หรอื สภาพการณ โดยไมอ าศัยจินตนาการ หรอื การเปรียบเทียบ
กับส่ิงอ่ืนๆ
1. ชาติ หรือสวภาโวกติ (jaÆti / svabhavÆ okti) อลังการประเภทนี้เปนการกลาวถึงส่ิง
ใดส่ิงหนงึ่ ตามสภาพที่เปนจริงโดยธรรมชาติ ไมไ ดนําความรูส กึ ของกวีเขาไปปะปน
มากนกั อาจมีการใชภาพพจนบ างเลก็ นอย ดงั ตัวอยาง คอื
320 • จารึกแม่บญุ ตะวนั ออก 317
ตัวอยา งที่ 1
dharmmapÆ adas sadÆ hu…kapÆ i
lajjeta karttaÆ kim uta svayanÁ ca |
raksáadÆ hikarÆ í nrpá atir vvißesaá Æd
iti pratítam bhavataÆm idan tat || 214
แมนกั บวชไมเ ขาใจธรรม (หนา ที่) กจ็ ะเปน ความอัปยศ (นาละอาย) ไมจําตองกลาวถึง
ผูทตี่ องปฏบิ ตั ิหนา ที่น้ันดว ยตนเอง และโดยเฉพาะอยางย่ิง กษัตริยซึง่ เปนผูมีหนาที่ปกครอง
เพราะเหตดุ งั น้นี ้นั นนั่ จงึ เปนสิ่งทค่ี วรรูข องทานท้งั หลาย
ตวั อยางทยี่ กมานี้ กวกี ลา วใหเ หน็ วา เปนปกตทิ ่ีนักวชตองเขาใจธรรมะ กษัตรยิ ตอ ง
รูหนาที่ในการปกครอง ไมตองกลาวอะไรใหมากมายเพราะทุกคนก็รูหลักการน้ีอยูแลว อันเปนสงิ่ ที่
แตละทา นซึ่งมหี นาท่ีน้ันๆ ตองรู เห็นไดวา กวไี มไดส อดแทรกความรูสึกลงไป แตกลาวเรือ่ งทั่วๆ ไปที่
ตางคนก็รูอยู เพราะความเปนจริงก็ควรเปนเชนน้ี ลักษณะคําประพันธเชนนี้จัดเปนอลังการแบบ
สวภาโวกติ
ตัวอยา งที่ 2
dvisáatanÆ nyastraßastranÆ áaÆmá pranáamÆ aßithilíkrtá e |
capÆ asyaiva gunáe yasya viratir na tu dhanvinaÆm || 127
สายธนขู องพระองคเ ทานน้ั ถกู ทําใหหยอน เพราะการนอบนอมเขามาของเหลาขาศึกผู
ทไี่ ดท งิ้ อาวุธลงเรยี บรอยแลว และจึงวางลง แตไมใ ชของนายขมังธนู
ตัวอยางที่ยกมานี้ กวีกลาวใหเห็นถึงสภาพเหตุการณ ในขณะท่ีฝายขาศึกยอม
ศิโรราบใหแกพระเจาราเชนทรวรมัน วาเหตุการณตอนนั้นมีลักษณะเชนน้ี คือพระองคทรงหยอน
สายธนูลง เหลาขาศึกทิ้งอาวุธและนอมเขามา สวนนายขมังธนูก็ยังคงทําหนาท่ีอยูตอไป เปนการ
กลาวแบบตรงไปตรงมา ไมนําพาความรูสึกของกวีเขาไปหรือนําสิ่งอ่ืนมาเปรียบเทียบ ลักษณะคํา
ประพันธเ ชนน้จี ัดเปนอลงั การแบบสวภาโวกติ
แมอ ลังการในกลุมนี้ไมมีลักษณะรว มทค่ี วรจัดไวกับอลังการชนิดอื่น แตโดยมากเปนส่ิง
ที่มีปรากฏในงานวรรณคดีเกือบทุกประเภทเพราะแมไมมีลักษณะเปรียบเทียบหรือเติมแตงดวย
ถอ ยคําและจนิ ตนาการแตก ็เปนลักษณะอลังการอยา งหน่ึงท่มี ีความสําคัญไมยิ่งหยอนไปกวาชนิดอ่ืน
ผูเรียบเรียงจงึ ไดจ ัดไวตา งหากเปนแผนกหน่งึ
จารกึ แมบ่ ญุ ตะวันออก • 31281
สรปุ การใชอลังการในกลมุ ที่ 3
จากการศกึ ษาเนื้อหาในจารึกแมบุญตะวันออก โดยมีตวั อยางที่ไดยกมาประกอบ และ
ขอมลู ที่ปรากฏซึ่งไดนําเสนอไวแลว นั้น การใชอรรถาลังการในกลุมขอมลู น้ีมีเฉพาะในตริษฏภฉันท
และอนุษฏภฉนั ท ใชใ นสว นของการเลา เร่ืองคือบอกเลาสภาพการณห รอื สถาปนาซึง่ เปนพิธีการ และ
ในบางโศลกอาจเปนการกลาวนําเพื่อนําไปสูการแสดงอลังการตอไป การใชอลังการกลุมนี้
จุดประสงค คอื
1. เพ่ือกลาวใหรบั ทราบ เชน โศลกที่ 216 วา “อีกประการหนึ่ง ขาพเจาขอรองพวก
ทานใหย่ิงไปอีกวา ขอพวกทานจงรักษาบุญอันนี้ไวอยาใหเส่ือมสิ้นไป ขอพวกทานจงอยาได
เคล่ือนยายประกาศอันเปนของทวยเทพ (สมมติเทพ) ดังน้ี เพราะเหตแุ หงหนาที่ โทษดงั กลาวมานี้
เปน อันไมม ีอกี ตอไป”
2. เพื่อแสดงคิดเห็นเหน็ อยา งตรงไปตรงมา เชน ตวั อยางท่ี 1 โศลกท่ี 214 ขา งตน
3. เปนการเลาสภาพท่ัวไปตามธรรมชาติ เชน “โศลกท่ี 46 “เวลาพลบคํ่า ความมืดก็
ปกคลุมทําใหทองฟามืดมิด หรือเปนการเลาเหตุการณท่ีปรากฏอยูตรงหนา ซ่ึงเปนเร่ืองราวทาง
ประวตั ิศาสตร ดังตัวอยางท่ี 2 เปนตน
4. เปนการกลาวนําในโศลกกอ นทีจ่ ะนําไปสูก ารใชอ ลงั การประเภทอืน่
กลุมท่ี 4 อลงั การทแ่ี สดงความหมายหลายระดบั
หลักการจัดกลุม คอื อลังการกลุมนี้ เปนเรอื่ งเก่ียวกับเน้ือหาและความหมายของคําท่ี
กวีใชแตง โดยคําท่ีกวีใชพรอมทั้งเนื้อหาท่ีปรากฏสามารถตคี วามไดมากกวานัยเดียว หรือการกลาว
ปฏิเสธ แตเมื่อไดอานเนื้อหาครบถวนแลวเจตนาแทจริงมิใชเปนการปฏิเสธ เกิดจากความต้งั ใจของ
กวีผูประพันธซึ่งตองการเนนน้าํ หนักเน้ือหาท่ีตองการสื่อดวยถอยคําโดยใหคิดตามถอ ยคาํ ที่กลาวใน
เบอ้ื งตน ประกอบกับใจความหลักจึงจะทราบความหมายที่แทจริงได โดยอลังการท่ีแสดงความหมาย
ตามลกั ษณะการจดั กลุมในกลมุ นี้มี 2 ประเภท คือ เศลษะ และอาเกษฺ ปะ ดงั มีรายละเอียดตอไปนี้
1. เศลษะ (ßlesaá ) หรอื ศลิษฏะ (ßlistá áa) อลงั การประเภทนีเ้ ปนการเลนคาํ ซ่ึงคาํ เดียว
มีหลายนัย หรือมี 2 ความหมาย อาจเปนคําพองรูป หรือคําพองเสียงเหมอื นกัน เชน ksáiti (กฺษิติ)
แปลวา แผนดินกไ็ ด แปลวา ทาํ ลายกไ็ ด หรืออาจเปนคาํ ที่มีสองความหมายเพราะการแบงคําตางไป
เชน kupitaÆ (กุปตา) แปลวา โกรธ แต ku-pitaÆ (กุ-ปตา) แปลวา บิดาแหงโลก ตัวอยางเชน พระ
วิษณตุ รัสกะพระลักษมีวา “เทวี นางกําลังโกรธ (กุปตา)” พระนางทูลตอบวา “พระองคตางหากกุ
322 • จารกึ แม่บุญตะวันออก 319
ปตา (เปนบิดาแหงโลก)”427 เศลษะน้ีแบงเปน 2 ระดับ คือระดับเน้ือความและระดับของคําที่ใช
อุทาหรณใ นจารึกดังตอ ไปน้ี
1.1 อลังการประเภทเศลษะ ในระดับเนื้อความ สวนมากจะมีคําที่มี 2 ความหมาย
มากกวา 1 คํา
ตัวอยางท่ี 1
durggabÆ hisampá arkkavivarnná áadeho
guhaÆnanalÆ ocanaloladrsá tá iá há |
yasyarÆ isamágho mrgá akrtá tivasÆ aÆ
vane sthitahá sthanÆ áusamo py aníßahá || 69
หมูขาศึกของพระองค มีรางกายซีดเผือดเพราะมาถึงปอมปราการอันแข็งแกง(ทุรคา)
มสี ายตาลงั เลหลังจากมองหาทางเขา ถ้ํา (คหุ ะ) แมนุงหมหนังกวาง ก็ไรกําลัง (อนีศะ) ยืนท่ือ
เปนเหมอื นตอไมอ ยใู นปา
ในโศลกนี้เปนอุทาหรณข องอลังการแบบเศลษะ ประเภทท่ีแปลความหมายได
หลายนัยในระดับเนื้อความ อาศัยคําแปลทป่ี รากฏในชั้นตนดูเหมือนจะมีความหมายเดียวเทาน้ัน แต
อาศัยคําศัพทซึ่งเปนคําหลักถึง 3 คําสามารถแปลใหมไดเปนอีกเร่ืองหน่ึง คําแรก คือคําวา
“durgga”Æ เม่อื ใชในความหมายแรก หมายถึง ปอมปราการ กวีกลาวใหเห็นวาเม่ือขาศึกผูออนลา
มายงั ปอมปราการท่แี ขง็ แกรง ทาํ ใหลงั เลและถอดใจ แตถ า ใชใ นความหมายที่สอง หมายถึง พระนาง
ทุรคา ซึ่งปางนี้แสดงถึงปางท่ีดรุ าย พระศิวะยังกลัวนางในปางน้เี ลย นอกจากนี้ยงั เปรียบสีรางกาย
ของขาศกึ ทซี่ ดี เซยี ว ยงิ่ มาเทียบกบั นางทรุ คาท่ผี ิวสแี ดงย่งิ ชดั เจน
คําที่ 2 ที่แสดงอลังการแบบเศลษะ คือคําวา “guha” ในความหมายแรก
หมายถึง ถ้ํา การมองหาถ้ําก็เพื่อจะพักเหน่ือยและพักหลบเพราะเร่ิมถอดใจท่ีเห็นปอมปราการที่
แข็งแกรง สวน ความหมายท่ีสอง หมายถึง พระสกันทกุมารโอรสของพระศิวะซ่ึงมี 6 หนา ให
ความหมายวาทพี่ วกขา ศกึ มองแลวเกิดความมึนงง สบั สนไมร วู า หนาไหนคอื หนาที่แทจรงิ
คําที่ 3 เปนอุทาหรณโ ดยอาศยั การแปลคาํ ทตี่ ดั สนธคิ ําศัพทออกไวใหเปนคนละ
อยางกนั ซ่งึ แสดงอลงั การแบบเศลษะ คือคําวา “aníßa” ความหมายแรก หมายถึง ไรเร่ยี วแรงกําลัง
ความหมายที่สองตัดสนธิคําศัพทไดเปน na + íßa หมายถึง ไมใชพระอีศวร (พระศิวะ) ให
ความหมายวาไมใ ชพ ระศิวะจึงเขาหาพระนางทรุ คาไมได
427กสุ ุมา รกั ษมณ,ี วเิ คราะหว รรณคดไี ทยตามทฤษฎวี รรณคดีสนั สกฤต, 31-32.
จารกึ แม่บุญตะวนั ออก • 332230
ขอน้ีช้ีใหเห็นวากวีไดใชความสามารถอยางเต็มที่ในการประพันธโดยอาศัย
คัมภรี อ ลงั การศาสตร นอกจากคาํ แปลโศลกในเบ้ืองตน เมื่อบทประพันธน ้ีเปนอลงั การแบบเศลษะจึง
สามารถแปลไดอีกนยั วา “หมูแหงขาศกึ ของพระองคม ีรางกายซีดเซียวเพราะมาอยูใกลเคยี งกับนาง
ทุรคา (ผมู ีสีแดงสด) จึงมีสายตากลอกไปกลอกมาที่ดวงตาท่ีใบหนาของพระสกันทะ (ซึ่งมีหกหนา)
แมจ ะนงุ หมหนังกวาง ก็ไมใ ชพระศวิ ะ จงึ ยนื แข็งทอื่ เหมอื เสาไมในปา (ทําอะไรไมถ กู )”
ตัวอยางท่ี 2
sahasrabhogabharito va……bhavo pi yahá |
anantagunáayukto pi vinataÆrttihá [ito] bhráßam || 110
พระองคแมเ ปนท่ีเกิด ....... ท้ังทรงมีอนันตนาคราชซ่ึงมีคุณ ซ่ึงมีขนดนับพัน แตก็ทรง
เขาใจความเจ็บปวดของนางวนิ ตาไดอ ยา งรวดเรว็
ในโศลกนี้กวีใชอลังการแบบเศลษะอยางเต็มท่ีเชนกัน คําหลักสําคัญท่ีตอง
อธบิ ายมอี ยู 3 คาํ คําแรกคือคําวา “ananta” เมื่อใชในความหมายแรก หมายถงึ อนันตนาคราช แต
ถา ใชใ นความหมายทส่ี อง หมายถึง มากมาย, ไมมที ี่สดุ
คําที่ 2 ซง่ึ มีสองความหมาย คือคําวา “bhoga” ในความหมายแรก หมายถึง
นขด แตถ าใชในความหมายทสี่ อง หมายถึง โภคทรพั ย, ของกนิ ของใช
คาํ ที่ 3 ซึ่งมีสองความหมาย คอื คาํ วา “vinata”Æ ความหมายแรก หมายถึง นาง
วนิ ตา (แมพ ญาครุฑ เปนขา รับใชนาค) ความหมายทีส่ องหมายถงึ (คนทกุ ขยาก) ผมู านอบนอ ม
ดวยคําท่ีแสดงอรรถาธิบายไดสองนัย โศลกน้ีจึงสามารถแปลไดอีกอยาง คือ
“พระองคแมเปนที่เกิด........ ทั้งเต็มไปดวยโภคะนับพัน ท้ังประกอบดวยคุณเปนอเนกอนันต อันมี
ประโยชนตอความทกุ ขยากของคนที่มานอบนอม อยา งมากมาย”
จากขอมูลดังกลา ว สรุปรวมไดวาอลังการทมี่ ีลักษณะแบบเศลษะใน 1 บท มีคาํ ท่ีมี
หลายนัย หรือมี 2 ความหมาย มากกวา 1 คํา ซึ่งเปนระดับของเน้ือความสามารถทําใหโศลกน้ันๆ
แปลความหมายไดอ กี นัยหนึ่งโดยท่ีเนือ้ ความท้งั หมดจะปรากฏความแตกตางจากการแปลนยั แรก ซึ่ง
ปรากฏในจารกึ แมบุญตะวันออกทง้ั หมด 6 โศลก คอื โศลกท่ี 69, 88, 95, 107, 110 และ 139 โดย
อยูใ นชวงการเลาดาํ เนินเรอื่ ง หรือเนื้อหาของเรื่อง ซึ่งกวีแตงดว ยตริษฏภฉันทแ ละอนุษฏภฉันท โดย
ความหมายที่แสดงอรรถสองนัยน้ัน นัยแรกแสดงเรื่องราวทางประวัติศาสตรในยุคสมัยน้ัน อีกนัย
หนึง่ มักเปนเร่ืองราวที่ปรากฏในคัมภรี ท างศาสนาพราหมณ เชน มหากาพยม หาภารตะ เปนตน ซึ่ง
แสดงใหเห็นถึงเชี่ยวชาญในการแตง และความรูดานคัมภรี ตา งๆ ของผูแตงไดเปนอยางดี ในโศลกท่ี
เหลอื ผสู นใจสามารถดูไดใ นบทที่ 3 ซง่ึ ไดแ สดงนัยความหมายท่ี 2 ไวท ี่เชิงอรรถแลว
324 • จารกึ แมบ่ ญุ ตะวันออก 321
1.2 มีอลังการประเภทเศลษะ ในระดับของคํา คือ มีคําทมี่ ี 2 ความหมาย 1 คํา
(หรอื มากกวาแตไ มท าํ ใหความหมายระดบั เนอ้ื ความสว นใหญเ ปล่ียนไป)
ขอพระแมเคารีผูสูงสุด ผูเปนศักติของพระศิวะ ผูสรางการเกิดข้ึนของรางกายของพระศิวะ
พระองคน้ัน ซ่ึงในตอนแรกมีเพยี งหนง่ึ ผมู ีการเดนิ งดงามเหมือนราชหงส ผูเปนนางสตีที่ซื่อสัตยตอ สามี
ผหู ลงในสามี จงึ ไดทาํ ลายรา งกายเพื่อความสุขของตนในการขึ้นไปสูสวรรค ผูซ่ึงทรงไวซ ่ึงความมีตัวตน
อกี ครงั้ หนง่ึ คอื ดอกบวั ทถ่ี กู รองรบั ไวดวยใจ (manÆ as) ที่บานดว ยแสงของตวั เอง
ตัวอยางนี้ปรากฏน้ีกวแี ตงดวยศารทูลวิกรีฑิตฉันท คําวา “maÆnas” ในโศลกนี้
นอกจากแปลวา ใจ ซ่ึงหมายความวาพระแมเคารีเปนดอกบัวที่บานในใจคนแลว “manÆ as” ยัง
หมายถึง ช่อื ทะเลสาบซึง่ อยบู นยอดเขาหิมาลยั ในเขตแหงทะเลสาบนี้ผูซ่อื สัตยและบูชาพระศิวะเชื่อ
วา จะไดรวมเปนหนงึ่ กับพระศวิ ะในยคุ สุดทา ย ผูไ ดอ าบในที่นี้จะไดโ มกษะ428 จงึ แปลไดอีกนัยวา “....
ผมู ดี อกบวั รองรับในทะเลสาบช่ือวามานัส”
อลังการประเภทเศลษะ ในระดับของคํา คือ มีคําทม่ี ี 2 ความหมาย 1 คํา ยังมี
ปรากฏในโศลกอ่ืนอีก เชน พระศรี-พระลกั ษมี ซึ่งมีปรากฏอยูถึง 21 โศลก ไดแกโศลกท่ี 11, 13,
20, 33, 39, 40, 41, 71, 87, 88, 107, 114, 119, 120, 136, 145, 155, 158, 162, 170, และ
โศลกท่ี 183 โดยบางครั้งปรากฏในลักษณะเทพีแหงโชคหรือชัยชนะ บางก็หมายถึงความงาม หรือ
ความรุงเรือง มั่งค่ัง บางก็หมายถึงพระนางลักษมีชายาของพระวิษณุ หรือคําวา กลา ในโศลกท่ี 2
และโศลกท่ี 18 ซึ่งมีความหมายหลายนัย โดยหลักการแปลเมื่อเก่ียวกับกษัตริยนิยมแปลใหความ
หมายถงึ ความมีศลิ ปวิทยา ถากลา วถึงพระจันทรก ็หมายถึงเส้ยี วซงึ่ มี 16 เส้ียว เปนตน ในบทอื่นๆ ก็
ควรพิจารณาตามความเหมาะสม
ขอควรพิจารในการแปลภาษาสันสกฤต คําศัพทหนึ่งคําสามารถแปลไดหลายนัยแมก็
จริง ถึงอยางน้นั เม่อื แปลแลวเนื้อหาตอ งเขากบั บริบทที่มอี ยูและความหมายไมคลาดเคลอื่ น หรือตา ง
ออกไปจากเนื้อหาตามความเปนจริงหรือมีปรากฏในคัมภีรซ่ึงเปนสิ่งที่กวีตองการส่ือสารใหทราบ
เน้อื หาจึงตอ งลื่นไหลเขากนั ไดแสดงนยั ทถี่ ูกตอ งชดั เจน จึงนับวาเปนลกั ษณะอลังการประเภทเศลษะ
การแปลถอดความหมายและการอานเพ่ือวิเคราะหจึงตองคิดตามไปใหตรงประเด็นวากวตี องการส่ือ
อะไร และเขา กบั บรบิ ทไดต รงตามเนอื้ หาหรอื ไม
2. อาเกฺษปะ (akÆ seá pa) คือ การกลาวปฏิเสธ แตเจตนาแทจริงมิใชการปฏิเสธ เชน
“ฉันไมใชแมสื่อดอกที่จะบอกวา นางรักทาน”429 นัยท่ีสองในอลังการศาสตรของ
428Vettam Mani, PuranÆ iá c Encyclopaedia, Reprint (Delhi: Motilal Banarsidass, 1975), 474.
429กสุ มุ า รกั ษมณ,ี วเิ คราะหวรรณคดไี ทยตามทฤษฎวี รรณคดีสนั สกฤต, 35-36.
จารึกแมบ่ ญุ ตะวนั ออก • 332225
วาคภฏ ใหค วามหมายถงึ การกลา วใหเขาใจการปฏิเสธโดยตรงหรือโดยออมก็ได4 30
อลงั การประเภทอากเษปะ มีตัวอยางดังนี้
ตัวอยา งที่ 1
laksámímá vaksaá ssthale ksiá ptvaÆ kírttimá parÆ e payonidhehá |
vidyayaÆ kamÆ ato reme vráddhayaiva yuvaÆ pi yahá || 107
พระองคแมย งั ทรงอยใู นวยั หนมุ แตไ ดละท้งิ พระนางลกั ษมีไวทีพ่ ื้นอก และนางกีรต4ิ 31
ไวท่ฝี งมหาสมทุ ร แลวทรงมาอภริ มยก ับนางวทิ ยา432ผซู ึง่ เปน คนแก ดวยความรกั
ในโศลกน้ีนอกจากกวีใชอลังการแบบเศลษะคือมีความหมายสองนยั แลว ยงั จัดเปน
อลังการแบบอาเกฺษปะอีกดวย เม่ือแปลใหมอีกนัยหน่ึงจะไดความวา “พระองคแมยังทรงอยูในวัย
หนุม แตไดละทิ้งความโชคดี (มั่งค่ัง, ทรัพยสมบัติ ฯ) ไวท่ีพ้ืนอก และเกียรติยศช่ือเสียงไวที่ฝง
มหาสมุทร แลวทรงมาอภิรมยกับความรูผูอันนํามาซึ่งความสําเร็จดวยความรัก” จะเห็นไดวากวี
กลาวเหมือนพระเจาราเชนทรวรมันจะไมตองการความโชคดี หรือทรัพยสมบัติ โดยละทิ้งไวที่อก
และละท้ิงชื่อเสียงเกียรติยศไวท่ีฝงมหาสมุทร โดยกวีใชศัพทท่ีคอนขางชัดเจนวา ksáiptva (ละท้ิง,
ขา งไป) แตใ นทางกลับกนั การละท้ิงไวท ่ีอกคือการแนบอกไวไมปลอยไปไหน สวนการละทิ้งเกียรติยศ
ไวที่ฝงก็เชนกันนั่นคอื การปาวประกาศใหรูถึงการขยายพระราชอํานาจและเกียรตยิ ศของพระองคมี
มากจนสดุ แผน ดินจรดฝงมหาสมุทรนั่นเอง ลักษณะนจี้ ึงเรียกวาอลงั การประเภทอาเกษฺ ปะ
ตัวอยางท่ี 2
santo yaßodharmmadhanaÆ na bahÆ yamá
dhanamá dhanaÆyeyur ihatÆ mano pi |
praÆg eva devadÆ idhanamá sataÆmá vo
vinißcayo yan nanu vaddhamuÆlahá || 215
430วาคฺภฏ, อลังการศาสตร, แปลโดย ป.ส.ศาสตรี, 83.
431กีรติเปนช่ือธิดาของศุกะพรหมฤษีกับพระนางปวรี แตในที่นี้มีความหมายถึง พระนางกีรติ เทพีผูเปนตนเคากอใหเกิดความมี
ชื่อเสียงและเกียรติยศทั้งมวล อีกประการหน่ึง มีความหมายถึงชื่อเสียงและเกียรติยศอีกดวย ดู Vettam Mani, PuranÆ áic
Encyclopaedia , 412.
432ความร,ู นามเทพเจา ผเู ปน เทพแี หง ความรู ซงึ่ ไดรับการนับถือเหมือนเทพเจาในพระเวททั้งสาม ในมหาภารตะวาเปนช่ือของหญิง
รบั ใชข องพระอุมาเทวี ดู Vettam Mani, PuraÆnáic Encyclopaedia , 850.
326 • จารกึ แมบ่ ุญตะวนั ออก 323
เหลาคนดีทั้งหลาย ผูมีทั้งเกียรติยศและคุณธรรมเปนทรัพย ไมไดแสวงหาทรัพย
ภายนอกสําหรับตัวเองในโลกนี้ ไมจ าํ เปนตอ งพูดถึงทรัพยของเทวดาเปนตนเลย สําหรับพวก
ทานซ่งึ เปนคนดี ตดั สินใจแนวแนแลวมิใชห รือ
ในโศลกน้ีนอกจากกวีใชอลังการแบบอาเกฺษปะ จะเห็นไดวามขี อความเหมือนการ
กลา วปฏเิ สธ ในขอความวา “ไมไดแ สวงหาทรพั ยภายนอกสําหรบั ตัวเองในโลกน้ี ไมจ ําเปนตองพูดถึง
ทรัพยของเทวดาเปนตนเลย” ซึ่งมีถาดูตามขอความจะมีความหมายวา ปฏิเสธท้ังหมด แมแตท รัพย
ของเทวดา แตความเปนจริงแลวตามความหมายของกวีคอื คนดีทีม่ ีเกียรติยศและคุณธรรมยังไงก็ได
ทรพั ยน ้ันดงั กลาวนัน้ อยูแลว
สองตัวอยางขางตนเปนลักษณะของการกลาวปฏิเสธ แตเจตนาแทจริงมิใชการปฏิเสธ
ซ่ึงเขากับหลักการจัดกลุมในกลุมนี้คืออลังการที่แสดงความหมายหลายระดับ เมื่อวาตามคําจํากัด
ความในอลังการศาสตรของวาคภฏะซึ่งใหนํ้าหนักคําจํากัดความวา อาเกฺษปะคือการกลาวใหเขาใจ
การปฏิเสธน้ัน มีปรากฏอยูใ นหลายโศลก เชน โศลกที่ 98, 155, 166, 172, 176, 180, 191
ตัวอยางเชน ในโศลกท่ี 176 วา “พระองคทรงประทับสั่งการอยูบนปอมปราการเอง เพราะรูวา นี่
เปนหนา ที่ของเหลากษัตริย หาใช (เปนเหมือน) ศตั รูของมธุ (พระวิษณุ) ที่บรรทมสินธุเพราะกลัว
พวกทานพ” ก็ควรจัดเขาในอลังการประเภทอาเกฺษปะดว ย แตเนื่องจากหลักการจัดกลุมในกลุมนี้
เนนการกลาวถึงอลังการท่ีมีความหมายหลายระดับ ไมใชการกลาวตรงๆผูเรียบเรียงจึงไมนํามาเปน
ตัวอยางประกอบ ในสวนนีจ้ ึงเพยี งนาํ เสนอขอมูลทปี่ รากฏเทา นัน้
สรุปการใชอลังการในกลมุ ที่ 4
จากการศึกษาเนื้อหาในจารึกแมบุญตะวันออก โดยมีตัวอยางท่ีไดยกมาประกอบ และ
ขอมูลท่ีปรากฏ ในสวนของอลังการประเภทเศลษะ ผอู านอาจจําเปนตอ งเขา ใจเรื่องเทพปกรณัมหรือ
คําวิสามานยนามอันเปนชื่อเฉพาะท่ีปรากฏพรอมท้ังความหมายของคําดว ยจึงจะสามารถเขาใจได
สวนอลงั การประเภทอาเกฺษปะ ผูอานจําเปนตองอานใหจบทั้งเนื้อความและตีความวิเคราะหตามไป
ทัง้ นพี้ บวา การใชอรรถาลงั การในกลุม ขอมูลนี้ มหี ลกั การทโ่ี ดดเดนดังน้ี
1. เพอื่ แสดงความคดิ ซับซอ นลึกซ้งึ โดยอาศยั ความสามารถและความรูในคัมภีรของกวี
โดยกวีมกั ใชช ื่อบคุ คลในคมั ภีรห รอื วีรบุรษุ อนิ เดียมาใชแ ตง เพอื่ ใหเกิดความหมายหลายนัย โดยในบท
ท่ีมีคํามีความหมายหลายนัยในระดับเน้ือความ นัยหน่ึงมักท่ีกวีใชเปนเรื่องราวทางประวัติศาสตร
หรือยอพระเกียรติของกษัตริย สวนอีกนัยเปนเรื่องราวที่ปรากฏตามวรรณกรรมตางๆ ของอินเดีย
โดยเกดิ จากความตงั้ ใจและความพิถีพถิ นั ในการใชศัพทของกวี
2. เพื่อแสดงถึงความรู ฝมือและชัน้ เชงิ ในการแตง ทเ่ี หนอื ช้ันกวา การแตง แบบทว่ั ๆ ไป
3. เพ่อื ใหขอมลู ท่คี วรรู
324
จารึกแม่บญุ ตะวันออก • 327
กลมุ ท่ี 5 อลงั การที่แสดงความหมายแฝงนยั หรอื ขดั แยงกนั เองตามธรรมชาติ
หลักการจัดกลุม คือ อลังการกลุมนี้เปนการใชกลวิธีในการบอกความคิดหรือการ
สื่อสารที่แตกตางหรือตรงกันขามกับความหมายตามตัวอักษรของคําที่ใชโดยการแฝงนัย ใน
ความหมายกวาง การแฝงนัยเปน การขัดกันระหวางสิ่งที่เปนจรงิ กับสิ่งท่ปี รากฏใหเห็น ดังน้ันจึงรวม
ลักษณะของอลังการท่ีมีความขัดแยงกันเองอยางท่ีควรจะเปนตามธรรมชาติ และการมิกลาวตรงๆ
อาศัยการเปรียบเทียบโดยกลาวส่ิงหน่ึง แตหมายถึงอีกสิ่งหนึ่งเขารวมไวดวย จากหลักการจัดกลุม
ดังกลา วอลงั การในกลมุ นี้จึงมี 4 ประเภท คอื วยาชัสตุติ อปรัสตุตประศังสา สมาโสกติหรืออันโยกติ
และวิโรธะ ดังมรี ายละเอยี ด ตอ ไปน้ี
1. วยาชัสตุติ (vyaÆjastuti) คือ การกลาวสรรเสริญที่มีเจตนาแทจริงเปนการติเตียน
หรือกลาวติเตียนท่ีมีเจตนาแทจ ริงเปนคําสรรเสริญ เชน “นี่คือคําสดุดีอันสงู สงสาํ หรับเจา เมฆเอย
เจาชวยเหลือพญายมอยางดีในการสังหารคนพเนจร” ขอความน้ีดูเหมือนเปนการกลาวสรรเสริญ
เมฆ แตแทจริงกวีติเตียนเมฆท่ีทําใหคนพเนจรพลัดพรากจากคนรักแลวไมยอมปรากฏตัวเพื่อฝาก
สารไปถงึ นาง จงึ ตอ งผดิ หวงั และระทมทุกขจ นตรอมใจ433
ตัวอยาง
nirbhidya sadyahá svam avadyam udyan
yo nyayÆ ino nyanÆ vininayÆ a yuktyaÆ |
tamaÆmásy api ghnan sakalamá kalanÁkam
upeksáate svamá ksáanaá dakÆ aro hi || 85
พระองคทรงสอบสวนขอผิดพลาดที่ควรตําหนิของพระองคอยางทันที (แต) ทรง
ลงโทษคนเหลาอ่ืนผูทําความช่ัวอยางยุติธรรม จริงอยู พระจันทรแมจะขจัดอยูซึ่งความมืด
ทง้ั หลาย ก็ยงั สังเกตเห็นจุดดาํ ทัง้ หมดของตนได
ตัวอยางโศลกน้ี แมดูเหมือนเปนคําสรรเสริญพระเจาราเชนทรวรมันวามีความ
ยุตธิ รรมเปน ทีต่ ั้ง แตแ ทจ ริงแลว กวีก็แฝงดวยคาํ ตําหนิไวว า แมพระองคจ ะสงู สงยุติธรรมเพียงใด แต
ก็ยงั มสี ่ิงทไ่ี มดี มขี อ บกพรอ งใหเห็นอยู นักปราชญเรียกอลังการแบบนวี้ า วยาชสั ตุติ
ขอสังเกต ในโศลกนี้เน้ือหามีความหมายเปนการกลาวตําหนิกษัตริย ซ่ึงผูวิจัยพบวา
จารึกในสมัยกอนหนานี้ ไมเคยมีปรากฏมากอน อาจเปนรัชสมัยแรกก็ไดท่ีกษัตริยเปดพระทัยกวาง
สามารถใหผูอ่ืนวิจารณพระองคไ ดโดยไมตองพระอาญา ซงึ่ เปนสาเหตุหน่ึงทที่ ําใหกวีมีความกลา มี
433กุสุมา รกั ษมณ,ี วเิ คราะหวรรณคดีไทยตามทฤษฎวี รรณคดีสันสกฤต, 35.
328 • จารกึ แมบ่ ุญตะวนั ออก 325
ความเปนอิสระในการแตงมากขึ้น จึงแสดงผลงานการประพันธในรูปแบบกวีไดอยางงดงาม
สละสลวย ลกึ ซ้ึง ชวนอา นและรน่ื รมณใจ อนั มีลักษณะหลากหลายรปู แบบ
2. อปรัสตุตประศังสา (aprastutpraßaṅÆ saÆ) คือการสรรเสรญิ โดยออม ส่ิงที่สรรเสริญ
มิไดถกู เอย ถงึ แตเปนทีเ่ ขาใจวาเปนตน เหตุของคาํ น้ัน เชน “เมื่อสีดาปรากฏราง ดวงจันทรดรู าวลูบ
ไลด วยอญั ชัน นัยนต านางเนอ้ื ทรายไมม ชี วี ิตชีวา ทองดูหมองคลํา้ กงิ่ ปะการงั ดเู หมอื นรุงอรุณที่หมอง
มัว เสียงนกโกกิลาก็แหบเครอื รําแพนหางกลบั กลายเปนจุดดอยของนกยงู ” เนื้อความดังกลาวน้ีกวี
ตองการสรรเสริญนางสีดา แตม ไิ ดกลาวตรงๆ434 จารกึ แมบ ุญตะวันออก ใชอ ปรสั ตุตประศังสา ดังนี้
ตัวอยา งท่ี 1
svalaksaá naá laksiá tasarvvasampat-
phalamá samakÆ hyatÆ i puro vipakÆ am |
yasyaÆßisoá vipraganáaprayuktaÆhá
krtá anÆ uvadÆ aÆ iva sambabhuÆvuhá || 37
ผลอันพรอมสรรพที่กําหนดไวแลวดวยลักษณะของตนเอง ยอมประกาศซ่ึงความสุก
งอม (เผลด็ ผล) ไวล วงหนา อาเศียรวาทของพระองคที่ถูกใชโดยหมูพราหมณไดเ ปนเหมือน
การพูดซา้ํ อกี ตามทเี่ ปน จริง
ตัวอยางโศลกน้ี กวีตองการกลาวยกยองสรรเสริญความสมบูรณแบบของกษัตริย
แตม ิไดพูดตรงๆ กวีใหความหมายแฝงนยั ไวว า ไมจ ําเปน ตองยกยอ งสรรเสริญพระองค พูดไปก็เหมือน
พดู ซ้าํ อีก เพราะความจริงพระองคก็สมบูรณท ุกประการอยูแลว
ตวั อยา ง 2
chaÆya߯ rito py anyanrápo vijetumá
drpá tadvisáo lamá kim uta svayamá yahá |
aÆstamÆ á ravis samákramitorutejasÆ
candro na kimá santamasaÆny udasyet || 96
กษัตรยิ พ ระองคอ ่ืนแมท อี่ ยูภายใตเงา (ของพระองค) ก็ยงั สามารถจะชนะขาศึกที่หย่ิง
ทะนงได จะปว ยกลา วไปใยถงึ พระองคเองเลา (จริงอย)ู พระอาทิตยมีรศั มรี อ นแรงท่ีสง ผา นไป
ไดอยา งกวางขวาง พระจันทรท ่มี ีรศั มีถกู ถายทอดมาเลาจะพงึ ขบั ไลความมืดไมไ ดเชียวหรือ
434เรอื่ งเดียวกนั .
จารกึ แม่บุญตะวนั ออก • 3269
ตวั อยางโศลกนี้ กวีตองการกลา วยกยองสรรเสริญพระเดชและพระบารมีของพระ
เจาราเชนทรวรมัน แตส่ิงที่จะกลาวสรรเสริญไมไดถูกเอยถึง กวีใหความหมายแฝงนัยไววา กษัตริย
เหลา อืน่ ท่พี ่งึ พิงอยูภายใตพ ระบารมีของพระองคก็เหมือนพระจันทรที่ไดรับการถายทอดแสงมาจาก
พระอาทิตยซ่ึงหมายถึงพระองค ยังสามารถชนะขาศึกได และถาจะกลาวถึงพระองคท่ีมีพระเดช
รอ นแรงมีบุญบารมีมากลน ปกครองกษัตรยิ เหลาน้ันอยูจะเอาไปเปรยี บเทียบทําไม (คือมีพระเดชและ
พระบารมี ฯ ท่ียง่ิ กวา ถาจะออกรบเองชนะไดอยูแลว )
3. สมาโสกติ หรืออันโยกติ (samaÆsokti / anyokti) อลังการประเภทนี้เปนการ
เปรยี บเทียบโดยกลา วถึงส่ิงหนึ่ง แตไปพูดถึงอีกส่ิงหนึ่งอันมีลักษณะเหมือนๆ กัน จึงสามารถทําให
นึกถึงส่ิงที่หมายน้ันได โดยไมไดกลาวถึงสิ่งน้ันตรงๆ จารึกแมบุญตะวันออก มีอลังการสมาโสกติ
หรอื อนั โยกติ ดังนี้
ตัวอยางท่ี 1
yo mathyamanÆ as samare rivírair
ggaÆmbhíryayogaÆn na jahau prasaÆdam |
hrado hi kalÆ usáyam upaiti bhogatÆ
stamveramair amvunidhir nna jaÆtu || 61
ในการรบกับศัตรูผูแกลวกลา พระองคถึงทรงถูกบีบคั้นก็ไมทรงละท้ิงความผองใสอัน
ลกึ ซงึ้ และเหมาะสม จรงิ อยู สระน้ํายอมถึงความขุน มัวไดเ พราะชา งทัง้ หลายลงไปใช แตกรณี
นี้ไมเกดิ กบั มหาสมทุ รเลย
ตัวอยางที่ยกมาน้ี กวีใชอลังการสมาโสกติ หรืออันโยกติกลาวถึงสระน้ําท่ีขุนมัว
เพราะโขลงชางลงดื่มกิน แลวเปรียบเทียบกับมหาสมุทรที่ไมเกิดความขุนมัว การกลาวเชนน้ีกวี
เปรยี บเทียบพระทยั ของพระเจา ราเชนทรวรมัน วา ขณะที่ตอ สูถึงจะทรงถูกบีบค้ันกดดันพระทัยของ
พระองคก็ไมละทิ้งความผองใส คัมภีรภาพ คอื ความใสสะอาดและลกึ ซึ้งยากจะหยั่งถึง และไมมีผูใด
ทําใหข นุ มวั ไดเหมอื นมหาสมุทร กวกี ลา วโขลงชางแตหมายถึงเหลาขาศกึ มหาสมุทรหมายถึงพระทัย
ที่มีความลึกซึ้งยากจะหยั่งถึงได สวนสระนํ้าหมายถึงคนเหลาอื่น ซ่ึงเปนการกลาวโดยออมแต
สามารถทาํ ใหเขาใจไดวาหมายถึงส่ิงใด ขอนี้เปนลักษณะการใชอลังการประเภทสมาโสกติ หรืออัน
โยกติ
330 • จารกึ แมบ่ ุญตะวนั ออก 327
ตวั อยางท่ี 2
ekatra ßubhre pi ßaßaṅÆ kaßobhe
samuddhrtá e yasya mahaÆtapatre |
mahím aßesáaÆmá pravihayÆ a tapÆ as
samaÆsasadÆ a dvisaá tamÆ á manaÆmsá i || 77
แมเ มื่อเศวตฉตั รอันยง่ิ ใหญของพระองคซ ง่ึ สุกใสดงั พระจันทรถูกยกขึ้นไว ณ ที่แหงเดียว
ความเรารอนไดล ะทิง้ แผนดนิ ใหญท งั้ มวลเขาครอบงาํ ใจของขาศกึ ทง้ั หลายแลว
ตัวอยางที่ยกมานี้ มีลักษณะความหมายแฝงแบบอลังการสมาโสกติ คือ เศวตฉัตร
หมายถึงการครองราชย ถูกยกขึ้นในที่แหงเดียวหมายถึงการเปนพระเจาจักรพรรดิ ความเรารอน
หมายถงึ ความทกุ ขค วามรอนรนใจของพวกศตั รู
4. วโิ รธะ (virodha) อลงั การประเภทน้ีเปน การกลา วถึงลักษณะหรือการกระทําของสิ่ง
ใดสิ่งหนง่ึ ท่ขี ัดแยง กันเองตามธรรมชาติ หรอื ประโยคท่ีพอฟง แลวเกดิ พิรธุ แตเมื่อพิจารณาในภายหลัง
แลวจึงเขาใจไดว าท่แี ทไ มพ ริ ุธ435 มีอทุ าหรณด งั นี้
ตัวอยา ง 1
yasyaṅÆ gakanÆ tehá kva tathanÆ avadyam
vidyeta manye py upamanÆ am anyat |
samká raÆntam adÆ arßatale pi vimvam
anarham aÆdharÆ avaßan nijamá yat || 35
สําหรับความงดงามแหงพระวรกายของพระองคแลว จะหาอุปมาสักอยางหนึ่งที่ไมมี
ขอตําหนิ (สมบูรณ) เชน น้ันได ณ ที่ใดเลา ภาพสะทอนของพระองคซึ่งปรากฏท่ีพืน้ กระจก
เปน สงิ่ ทไ่ี มคคู วรมาเปรยี บเทียบกับพระองคเลย
ตัวอยางที่ยกมาน้ี กวีใชอลังการวิโรธะแสดงลักษณะของส่ิงใดสิ่งหน่ึงที่ขัดแยง
กันเองตามธรรมชาติ โดยกลาววากระจกซ่ึงตามปกติจะรูกันวาสองสะทอนเงาของส่ิงน้ันตามที่
ปรากฏได แตกวีกลาววาไมอาจสะทอนภาพท่ีแทจริงไดท้ังหมด จะเห็นวาภาพสะทอนของพระเจา
ราเชนทรวรมันจากกระงกเงา ภาพทส่ี องสะทอ นของพระองคน ้ัน แมจะสองสะทอ นจากภาพจริง แต
ก็สะทอนออกมาไดไมหมด เงาภาพสะทอนที่กระจกไมอาจนํามาเปรียบเทียบกับพระองคได น้ีคือ
ลกั ษณะของวโิ รธะ
435วาคภฺ ฏ, อลงั การศาสตร, แปลโดย ป.ส.ศาสตรี, 44.
จารึกแม่บญุ ตะวันออก • 332381
ตัวอยาง 2
sandarßayaÆm asÆ a tathanÆ yabhuÆsáaÆ
na bhurÆ ißobhamÆ á maniá darppanaá nÁ ca |
[r]ajÆ nÁaÆmá yathaÆjnÁanÆ ijakarnná áapuÆrí-
krtá aÆ yadíyaÆ nakhadarppanáaßríhá || 97
เคร่ืองประดับอยางอื่นหาไดแสดงความงดงามที่ยิ่งยวดและการสะทอน(กระจกเงา)
ของแกวมณี แบบเดียวกับความงามท่ีสะทอนบนกระจกเงาคือพระนขา (เล็บ) ของพระองค
ซึง่ ไดกลายเปน ตมุ หูท่ีเกิดจากพระราชอาชญาสําหรับกษัตรยิ ท้ังหลาย ไดเ ลย
ตัวอยางที่ยกมานี้ ฟงดูมีพิรุธเพราะอานแลวนึกสงสัยวา ทําไมเคร่ืองประดับและ
แกวมณีไมแวววาวสะทอนแสงไดเทาเล็บเทา และทําไมแสงสะทอนกลายเปนตมุ หูไปได แตเม่ือได
พจิ ารณาก็สามารถทราบความไดวา กวีหมายถงึ แมพ วกษัตริยจ ะมีเคร่ืองทรงงดงามอยา งไร แตก็ตอง
กมมารับใชรับฟงพระราชบัญชาแทบเบื้องพระยุคลบาทของพระเจาราเชนทรวรมัน กวีถึงบอกเปน
นยั วา เครอื่ งประดบั และอัญมณไี มง ดงามอยางที่ควรเปนเพราะเหตเุ ชน น้ี นี้คอื ลกั ษณะของวโิ รธะ
สรุปการใชอลังการในกลุม ที่ 5
จากการศึกษาเนื้อหาในจารึกแมบ ุญตะวันออก โดยมีตัวอยางที่ไดยกมาประกอบ และ
ขอมูลทปี่ รากฏซ่งึ ไดน าํ เสนอไวแ ลว น้นั พบวา การใชอรรถาลังการในกลมุ ขอ มูลน้ี มีเหตผุ ลดังน้ี
1. เพ่ือหลีกเล่ียงการกลาวตรงๆ โดยพบวาการแฝงนัยท่ีปรากฏมีท้ังสรรเสริญให
ยง่ิ ขึ้นไป เพ่ือใหมีความหมายพิเศษ และการแฝงนัยตําหนิซึ่งทําใหผูถูกกลาวถึงไมรูสึกวาถูกตําหนิ
โดยตรง
2. เพ่ือแสดงใหเห็นประสบการณความรูและความสามารถของกวีในการนําอีกส่ิงหน่ึง
มาเปรียบเทยี บ
3. เพอ่ื ใหมีความหลากหลายในการใชอลงั การโดยเกดิ จากเจตนาของกวผี แู ตง
จากขอมูลการแปลทั้งหมดและตัวอยางที่ปรากฏในบทนี้จึงสรุปไดวา วัตถุประสงคใน
การแตงจารึกหลักนี้เพื่อยอพระเกียรติกษัตริยและเปนเรื่องกิจกรรมทางศาสนา โดยกวีใชภาษาสัน
สฤตแบบแผนแตงเปนบทรอยกรองท่ีเรียกวาฉันท 7 ชนิด การวิเคราะหคุณคาของจารึกแมบุญ
ตะวันออกในเชิงวรรณคดีดวยทฤษฎีสันสกฤต ไดเปนขอพิสูจนใหเห็นวาจารึกแมบุญตะวันออก
ถงึ แมวาจะมีเนื้อหาอิงประวตั ศิ าสตรและถอยคําในจารกึ มีลักษณะสดุดีพระเกียรติคุณของกษัตริยซ่ึง
นักวรรณคดีสันสกฤตเรียกวา บท “ประศัสต”ิ (Praßasti) จึงควรเปนวรรณคดีประเภทอิตหิ าสะ แต
332 • จารกึ แม่บญุ ตะวนั ออก 329
กวใี ชล กั ษณะของกวนี พิ นธในการแตง จึงจัดอยใู นวรรณคดสี ันสกฤตประเภทกาวยะซึ่งเปนวรรณคดี
ทท่ี รงคุณคา มคี วามงามในเชิงวรรณศลิ ป กวผี แู ตงสามารถถายทอดความคดิ มโนทัศน เรื่องราว และ
อารมณไดอยางดีเยี่ยมดวยภาษาท่ีไพเราะโดยยึดหลักอลังการศาสตรในการแตง ทั้งเลือกใชฉันท
ลักษณไ ดอ ยางเหมาะสม เตม็ ไปดวยนัยประวตั นิ านปั การ อันแสดงใหเห็นถงึ ความสามารถและความ
ละเมยี ดละมัยของกวที ่ตี อ งการรังสรรคงานออกมาใหพ ิเศษ โดยกวีผแู ตงมีความรูดานอลังการศาสตร
เปนอยางดี ใชอลังการทั้งทางเสียงและความหมายไดอยางงดงาม ลึกซึ้ง วิจิตรบรรจง ไพเราะ ชวน
อานและดึงดูดใหเกิดความนาสนใจมากยิ่งข้ึน สมเปนเคร่ืองประดับตกแตงบทประพันธที่กอใหเกิด
ความพึงพอใจ ท้ังปรุงแตงรสวรรณคดีที่มีอยางหลากหลาย สนองปฏิกิริยาทางอารมณใหเกิดขึ้นแก
ผอู า นบทประพนั ธไ ดอยา งสมบูรณ
อน่ึง จากผลงานการประพันธท่ีมีคุณคาทางประวัติศาสตรและวรรณคดีดังกลาวมานี้
จารกึ หลักนี้แมไมปรากฏนามผูแตงแตเม่ือเปรียบเทียบกับจารึกกอนหนาและสมัยหลังจากน้ี พบวา
ลักษณะและลีลาการประพันธคลายคลึงกับจารึกปราสาทแปรรูปเปนอยางมากโดยเฉพาะบทท่ี
สําคัญๆ โดยเริ่มจากบทสดุดีเทพท่ีกลาวถึงพระตรีมูรติ บทยอพระเกียรติและกลาวถึงสายสกุลของ
พระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 อีกท้ังยงั มีการใชอุปมาซ่ึงมีการเปรียบเทยี บท่ีคลายคลึงกัน เชน โศลกที่
90 ของจารึกแมบุญตะวนั ออก กับโศลกท่ี 22 ของจารึกปราสาทแปรรูป วาถึงพระกิติศพั ทข องพระ
เจาราเชนทรวรมนั ท่ี 2 เหนอื กวา พระอรชนุ เพราะฟง แลว สบายหูไมมีขอท่ีนาตําหนิ โศลกที่ 67 ของ
จารึกแมบุญตะวันออก กับโศลกท่ี 119 ของจารึกปราสาทแปรรูป เปรียบเทียบกองทัพศัตรูวา
เหมือนหญิงสาวผูแตงงานใหมๆ แตเห็นพระองคจําตองเมินหนาหนี (เพราะยินดีในความกําหนัด)
เปนตน และขอมูลในจารึกท้ังสองหลักนิยมประพันธดวยอลังการชนิดอุตเปรกษาซึ่งแสดงพลัง
จนิ ตนาการของกวีผแู ตง ซ่งึ ในจารกึ ปราสาทแปรรูปกลาววา
puranÆ aá rÆ thanÆ urakto pi vṛddhavanÆ áípriyo pi yahá |
navarÆ tha eva kenapÆ i kavÆ ye raÆksíá n manohare || 221436
พระองคแ มยึดถือแนวทางแหง คัมภีรปุราณะ ท้ังทรงชอบใจในการเขียนของคนเกาแก
(แต) ก็ทรงรักในมโนหรกาวยะทมี่ ีเน้ือความใหมๆ จริงๆ โดยวิธใี ดวิธีหนึ่ง” (แปล-ผูเรยี บ)
จากโศลกดังกลาวทําใหทราบไดวาพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ทรงโปรดปรานงาน
นพิ นธที่มาจากคัมภีรปรุ าณะและงานประพันธทเ่ี กาแกเ ปน เบอ้ื งตนซึ่งกวีก็ไดนาํ เนื้อหาในสวนน้ีมาใช
436Mahesh Kumar Sharan, Select Cambodian Inscriptions (The Mebon And Pre Rup Inscriptions of
Rajendravarman II ), 130.
จารึกแม่บญุ ตะวันออก • 333303
ในจารึกเปนจํานวนมาก แตในขณะเดยี วกันพระองคก็ทรงมีความคิดกาวหนาและชอบงานประพันธ
แบบใหมซึ่งจารึกเรยี กวา “มโนหรกาวยะ” คําน้ีเปนคําใหมท่ีไมเคยปรากฏในจารึกหลักอื่นมากอน
ทั้งไมปรากฏวาเปนช่ือคัมภีรห รืองานนพิ นธใดในอินเดีย จากเนอ้ื หาในจารึกที่สําคญั ท้ังสองหลัก คือ
จารกึ แมบุญตะวันออกและจารกึ ปราสาทแปรรูปผูเรียบเรียงพบวากวผี ูแตง นยิ มใชถ อยคําทีแ่ สดงมโน
ทัศนและพลังแหงจินตนาการจากมุมมองของกวีในการสรางจินตภาพใหเกิดแกผูอานเปนสําคัญ
ดังนั้น คําวา มโนหรกาวยะในโศลกนี้จึงนาจะหมายถึงบทประพันธแบบกวีนิพนธที่แสดงพลัง
จินตนาการแบบใหมๆและกอ ใหเกดิ จินตภาพดงั กลาวกเ็ ปนได
นอกจากขอมลู ดังกลา วมาแลวนผี้ เู รยี บเรยี งยังพบวากวที านนี้ยังนิยมประพันธด วยฉันท
ท่ีหลากหลายอีกทั้งพิถีพิถันในการเลือกใชฉันทไดอยางเหมาะสมในบทตางๆ อันคลายคลึงกัน อีก
ประการหน่ึง กวีทานนี้นิยมการประพันธท่ีมีเนื้อหาคอนขางยาว โดยจากการศึกษาพบวา ใน
สมยั กอนหนาน้ีและหลังจากนไ้ี มปรากฏวามีการแตงฉันทลักษณท่ีมีลักษณะยาวมากดงั จารึกทั้งสอง
หลักน้ีเลย สวนจารึกที่มีขนาดยาวกอนหนานี้ปรากฏในสมัยพระเจายโศวรมันที่ 1 ที่บาราย
ตะวนั ออกทง้ั สด่ี า น ดานละ 108 โศลกแตคาดวาคงแตง ขน้ึ ในหลายวาระ และโดยมากจะมีเน้ือความ
ทซี่ ํ้ากนั อยูเปนจาํ นวนมาก จึงนบั วา จารึกแมบ ุญตะวันออกท่ีมี 218 โศลก และจารึกปราสาทแปรรูป
ซ่ึงมี 298 โศลกเปนจารึกท่ีมีขนาดยาวท่ีสุด แสดงถึงพัฒนาการและความเปนเอกลักษณอันเปน
ความนิยมของกวที านนี้ แนน อนวากวใี นราชสํานักในรัชสมยั น้ีมีอยูมากดังปรากฏในโศลกที่ 178 ซ่ึง
กลาวไวขางตนท่ีแสดงถึงการแขงขันกันของกวีในราชสํานักท่ีมีจํานวนมาก อนึ่ง กษตั ริยแ ละขาราช
บริพารผูอยูในราชสํานักก็เปนผูรูแตกฉานในภาษาสันสกฤตเปนอยางดี โดยเฉพาะกษัตริยทรงมี
ความรูอยางลึกซ้ึงในภาษาสันสกฤตดังปรากฏเน้ือความในจารึก เชน โศลกท่ี 143 ความวา
“พระองคทรงเขาใจคาํ พูดทั้งหลายเปน 7 ประการ คือ วิภักติ 1, ปรกฤติ 1, ตัทธิต 1, อรรถะ 1,
อาคม 1, อาขยาต 1, กฤตยะ 1” จึงนาจะมกี ารแขงขันกันอยางสูงในหมูกวี ณ เวลานั้น การแตง
จารกึ คงตอ งอา นใหฟง ตอหนาพระพักตรและขาราชบริพารในทอ งพระโรงเพ่ือคัดเลือกบทประพันธที่
ดีที่สุดสําหรับปราสาทสําคัญเชนน้ี และเมื่อไดรับเลือกแลวในคราวสถาปนาอาจจะตองอานอีกคร้ัง
หนึ่งเพราะมีเนอ้ื ความในตอนทายเปน ขอความประกาศใหผคู นและกษตั รยิ อ น่ื ๆ รบั ทราบ
จากขอมูลท้ังมวลนี้ทําใหสันนิษฐานไดวากวีผูแตงจารึกแมบุญตะวันออกทานน้ีแมไม
ปรากฏนามแตก็ไดรบั เลือกใหเปนกวีเอกในรัชสมัยของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 โดยผลงานของ
ทานเปนท่ีโปรดปรานของพระองคจึงไดมีโอกาสสนองงานตามพระราชประสงคในจารึกแมบุญ
ตะวนั ออกนซ้ี ง่ึ เปน ปราสาทสําคัญเพราะเปน ปราสาทแหงแรกในรัชกาลน้ี และอาจจะเปนผเู ดียวกัน
น้ีทไ่ี ดแตงจารึกปราสาทแปรรูป ซ่ึงเปนปราสาทสําคัญย่ิงอีกแหงคอื เปนปราสาทประจํารัชกาล แล
334 • จารกึ แมบ่ ุญตะวันออก 333311
จารึกท้งั สองหลักดงั กลา วนมี้ กั ถกู นกั วชิ าการผศู กึ ษาภาษาสนั สกฤตในกัมพูชาหยิบยกมาอางถึงความ
จถถากกูู รตตกึ ออ ทงง้ังเเหหสมมอาางะะหจสสลามมักกใใดกนนงัากกกราาลศรราึกใใวชชษนภภาม้ี วาาักเิษษคถาารูกแแานลละกัะะหเเวจนนชิ า้อ้อืื ารหหกึกาาาใรคคนผาําํอูศปปากึณรระะษาพพาจภันันกั าธธรษททกามัี่่ีไไพพสพันเเูชรรสาาากะะจฤงงะดดตเงงใหาาน็นมมกไออัมดยยพว ููเเาูสสชวมมารหออรย44ณ33ิบ77คยดกีปมราะอเาภงทถจึงคารวึกามมี
พัฒนาการทีง่ จอากกเงกยารรุงศเึกรือษงามวาิเคโดรายะลหาํ ดจาับรกึโดในยอมาีตณวั แาปจกัรทรกส่ี มัําคพญัูชา3จปะเรหะ็นกไาดรวคาวือรรณคดีประเภทจารึกมี
พัฒนาการท่งี 1อ.กพเงรยะรมงุ หเราือกงษมัตารโดิยยในลฐาํ าดนับะศโดูนยยมก ตี ลวั าแงปการรทสี่สราํ า คงัญงาน3วปรรระณกคาดรีใคนอืจารึก
21.. พสภระามพหบาา กนษเมัตอื รงยิ แใ ลนะฐคานวาะมศเนู ปยนกอลยาู งการสรา งงานวรรณคดีในจารึก
23.. สคภวาามพรบูค าวนาเมมสอื างมแาลระถคขวอางมกเวปผี นูแอตยง ู
3. ความรูความสามารถของกวีผูแ ตง
437จริ พัฒน ประพันธวทิ ยา, ผูแปล “สถานภาพปจจุบันของงานวิจัยเกีย่ วกับจารึกภาษาสันสกฤตในกมั พูชา ขอสังเกตบางประการ,” :
44357จ-5ริ 7พฒั; นศ ปานระตพิ ันภธักว ดิทีคยําา,,“ผสแู นั ปสลกฤ“ตสศถกึานษภาใานพปปรจะจเุทบันศกขัอมงพงูชาานใวนจิ คัยรเิสก่ยีตวศกตับวจรราษรึกทภี่ 2าษ0,า”สันมสนกุษฤยตศใานตกรมั ปพรูชิทารขรอศสนงั เ2ก3ต,บ2าง(2ป5ร4ะ4ก)า:ร,2”1:;
4แ5ล-ะ57M; ahศeาsนhติ ภKักuดmีคaาํ r, “สSนั hสaกraฤnต,ศSกึ eษlาeใcนtปCระaเmทbศoกdัมiพanูชาใIนnsคcรrิสipตtศioตnวsรรษ(Tท่ีh2e0,M” มebนoุษnยศAาnตdรปPรrิทeรรRศuนp 2I3n,s2cr(i2p5ti4o4n)s: o2f1;
RแลaะjenMdraahveasrhmanKIuIm),a7r. Sharan, Select Cambodian Inscriptions (The Mebon And Pre Rup Inscriptions of
Rajendravarman II ), 7.
จารกึ แมบ่ ุญตะวันออก • 333352
บทที่ 6
บทสรปุ
การศกึ ษาวเิ คราะหจารึกแมบุญตะวันออก มีจุดประสงคเพ่ือปริวรรตและแปลขอความ
ท่ีปรากฏในจารึกโดยใชขอมูลจาก Select Cambodian Inscriptions (The Mebon And Pre Rup
Inscriptions of Rajendravarman II) ของ มเหศ กุมาร ศรัณ และ หนังสือ Inscriptions
d’Angkor ของ หลุยส ฟโนต เพ่ือปริวรรตจารึกแมบ ุญตะวันออกและแปลขอความของจารึกเปน
ภาษาไทย รวมทง้ั ศกึ ษาวิเคราะหจารึกแมบุญตะวันออกในเชิงวรรณศลิ ป ตามแนวทางการวิเคราะห
วรรณคดีสนั สกฤต โดยใชท ฤษฎอี ลังการเปนเกณฑ และศกึ ษาภาพสะทอนบริบททางวัฒนธรรมดาน
ตา งๆ ทป่ี รากฏในจารึกแมบ ญุ ตะวันออก ซง่ึ ผลการศกึ ษาวเิ คราะหมดี งั น้ี
จากการศึกษาพบวารูปแบบทางศิลปะและสถาปตยกรรมสวนใหญไดรับอิทธิพลดาน
ศาสนาพราหมณลทั ธิไศวนกิ าย มีอาคารรูปทรงปราสาทเปนสําคัญ กอดวยอิฐฉาบปูน มีฐาน 3 ช้ัน
ช้ันบนสุดมีกลุม ปราสาทประธานจํานวน 5 หลัง ตัง้ อยบู นฐานเดียวกัน หลงั กลางเปนทป่ี ระดิษฐาน
รปู เคารพหลกั ของพระศวิ ะในรูปลึงคน ามวา ราเชนทเรศวร โดยรับคติความเชื่อของชาวอินเดียเรื่อง
เทพเจาทั้งหลายสถิตอยู ณ เขาพระสุเมรุ จัดเปนปราสาทพ้ืนราบเปรียบดังวิหารหรือวัดบนยอดเขา
มีทางข้ึนสูตวั ปราสาททั้งสี่ทศิ สิ่งกอสรางท้ังหมดอยภู ายในแผนผังรูปส่ีเหลี่ยมจัตุรสั ดูกลมกลืนเปน
ระเบียบและไดสัดสวนที่สวยงาม เปนปราสาทประเภทกระจายความสําคัญออกจากศูนยกลาง
จัดเปนศิลปะแบบแปรรูป (Pre Rup Style) ซ่ึงศิลปะแบบแปรรูปน้ีกําหนดอายุในราวปลายพุทธ
ศตวรรษท่ี 15 ถึงตนพุทธศตวรรษที่ 16 หรือ พ.ศ.1490-ราว พ.ศ.1510 สอดคลองกับเรื่องราวและ
อายุสมัยของจารึกแมบ ุญตะวันออกเปนอยางดี
จารึกแมบุญตะวันออกจารึกขึ้นในรชั สมัยพระเจาราเชนทรวรมนั ท่ี 2 จารึกดว ยอักษร
เขมรโบราณ ชวงปลายพุทธศตวรรษท่ี 15 (พ.ศ.1495) โดยใชภาษาสันสกฤตแบบแผน ในลักษณะ
ของฉันทลักษณ เน้ือหาของจารึกแบงเปน 4 สวน สวนแรกเปนปณามคาถา หรือบทสดุดีเทพใน
ศาสนาพราหมณลทั ธิไศวนิกาย สวนท่ีสองกลาวถึงราชประวัติทางสายสกุลของพระเจาราเชนทรวร
มันท่ี 2 สวนทส่ี ามเปนเรือ่ งราวทางประวัติศาสตรในรัชสมัยของพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 เนอ้ื เร่ือง
336 • จารกึ แมบ่ ุญตะวนั ออก 333
สวนใหญเปนวีรกรรมท่ีเก่ียวกับการรบและการขยายพระราชอาณาจักรของพระองค สวนทายของ
จารึกกลาวถึงการถวายส่ิงของเครื่องใชสอยและการประดิษฐานศิวลึงคนามวา ศรีราเชนทเรศวร
และรูปเคารพทางศาสนาพราหมณ รวมถึงอนุสาสนีท่ีพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 ช้ีนําใหแกเหลา
พระราชาในราชอาณาจักรไดป ระพฤตติ าม
ดานการเมืองการปกครอง พบวาพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 มีเชอ้ื สายเหมาะสมท่จี ะ
ข้นึ ครองราชย โดยพระองคมีเช้ือสายทางพระราชมารดาเกี่ยวเน่ืองกับอดตี กษัตริยกัมพูชาสมัยเมือง
พระนคร และไดรับมรดกทางฝายพระราชบิดาคือเมืองภวปุระซ่ึงกอนหนาน้ีเปนดินแดนอิสระ
รูปแบบการปกครองทป่ี รากฏเปนแบบระบอบราชาธิปไตย ท่ีเรียกวาเทวราช ไดแนวความคดิ มาจาก
ศาสนาพราหมณ ที่ถือวาเทพเจา คือพระศิวะและพระนารายณไดอวตารลงมาเปนกษัตริยเพื่อเปน
กษัตริยปกครองราชอาณาจักรและไพรฟาประชาราษฎร ประชาราษฎร เม่ือสวรรคตไปแลวจะ
กลบั ไปรวมกับเทพเจา เชนเดิม กษัตริยจึงเปนผูม พี ระราชอาํ นาจสูงสุดเด็ดขาดเหนือทุกส่ิงทุกอยาง มี
ความศักด์ิสิทธ์ิ ผูใดจะละเมิดไมได ซ่ึงหนาท่ีการปกครองเปนของกษัตริย แตกษัตริยท่ีแมจะทรงมี
อํานาจอยูอยางลนพน แตก็ทรงปกครองบานเมืองโดยมีคณะมนตรีเปนที่ปรึกษาดา นตา งๆ แสดงให
เห็นวากษัตริยแมมีอํานาจสูงสุด แตเปนผูใชอํานาจในทางที่ถูกท่ีควร เปนธรรมราชา ปกครอง
แผนดินโดยอาศัยทั้งหลักกฎหมายและหลักศีลธรรมควบคูกันไป ส่ิงสําคัญคือการใชนโยบาย
ตางประเทศ ซ่ึงมีจุดประสงคหลัก คือ การทําสงครามเพื่อขยายอํานาจการปกครอง การขยาย
อาณาจักรเกิดจากความสามารถ ดานการรบของพระองคโดยมีที่ปรึกษาและเปาหมายท่ีชัดเจน
แนนอน การทําสงครามอาศัยแนวความคิดในอรรถศาสตรของเกาฏิลยะเปนหลักนั้น ประสบ
ความสาํ เร็จเปน อยางดี โดยกวยี กยองวา พระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ทรงเปนพระมหากษัตริยผูเปน
พระเจาจักรพรรดิท่ีอยูเหนือพระราชาองคอื่น พระองคปกครองอาณาจักรทําใหแผนดินมีความ
รงุ เรือง
ดานสังคม เนื้อหาสวนใหญในจารึกแมบุญตะวันออกปรากฏเรื่องการทําสงครามเปน
หลกั ไมคอ ยมกี ารพรรณนาถึงสภาพสงั คมและความเปน อยใู หเหน็ มากนกั อาจเน่อื งจากเปนชวงหลัง
เสร็จศึกสงครามไมนาน แมสังคมในอาณาจักรเขมรโบราณไมยึดถือเร่ืองวรรณะอยางเครงครดั แต
อยางไรก็ตาม ในชวงเวลาแหงการแตงจารึกในรัชสมัยของพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 นี้ ระบบ
วรรณะซึ่งหย่ังรากลึกลงในสังคมอินเดียแตโบราณก็ยังคงปรากฏใหเห็นในอาณาจักรกัมพูชาตาม
รูปแบบโครงสรา งของระบบสังคมอินเดียโบราณ ในจารึกมีการกลา วถึงคนในสามวรรณะแรก โดย
กษัตริยและพราหมณจัดอยูในวรรณะท่ีสงู และวรรณะที่สามคือวรรณะแพศยก ็ไดรบั การยกยองนับ
ถือจากบรวิ าร รวมทัง้ ไดร บั การนับถอื จากกษัตริยดว ย
จารกึ แม่บุญตะวันออก • 333347
ดานศาสนาและความเช่ือ จารึกไดกลาวถึงศาสนาพราหมณ และศาสนาพุทธ โดยได
สะทอนอิทธิพลความเชอ่ื ของศาสนาพราหมณใ นลัทธิไศวนิกายอยางชัดเจน ซงึ่ มีอิทธิพลตอกษัตริย
ผูปกครองอาณาจักรและขาราชบริพารในราชสํานักเปนอันมาก การนับถือพระตรีมูรติ ความเชื่อ
เรื่องศักติ และปรัชญาในศาสนาพราหมณทั้ง 6 สาํ นัก รวมทั้งความเชื่อในเรื่องของเทพปกรณัม มี
ปรากฏอยา งชัดเจน ซึ่งความเช่ือเหลานี้สงผลตอวถิ ีชีวิตความเปนอยูและทัศคติ ความเชื่อที่โดดเดน
ประการหนึง่ ในจารกึ แมบ ุญตะวันออก คือ ความเชื่อเร่ืองพระศรี-พระลกั ษมี ในฐานะเทพีแหงความ
โชคดี ชัยชนะ ความม่ังคั่งสมบูรณและความงาม นอกจากนี้ยังพบวาในยุคสมัยแหงการแตงจารึกนี้
ความรูในเรื่องวรรณคดีของศาสนาพราหมณท่ีมาในคัมภีรตางๆ ท้ังประเภทศรุติและสมฤติ รวมถึง
มหาภารตะ และรามายณะ และคัมภีรปุราณะไดรุง เรืองแพรหลายปรากฏเน้ือความอยูในจารึกเปน
อยางมาก และพุทธศาสนารุงเรืองมากในรัชสมัยนี้ ทัง้ พระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 เองแมนับถือไศว
นกิ าย แตก ็ทรงศกึ ษาคาํ สอนทางพุทธศาสนา และทรงเปนศาสนปู ถมั ภกในการเผยแผทุกลัทธิศาสนา
อาจเปนการรกั ษาฐานอํานาจเพ่ือมใิ หคลอนแคลน หรือทรงดําเนินรอยตามพระเจายโศวรมันอดีต
กษตั ริยผยู ่ิงใหญผสู รา งเมอื งพระนครซึง่ ไดท รงปฏิบัติมากเ็ ปน ได
ดานประเพณีและวัฒนธรรม ทสี่ ะทอ นใหเห็นในจารึกแมบุญตะวันออกผูวิจัยพบวาเปน
ประเพณีท่ีเก่ียวของกับสถาบันพระมหากษัตริยเปนสวนใหญไมคอยปรากฏประเพณีวัฒนธรรม
สาํ หรับชนพ้ืนเมอื งมากนกั ประเพณีสว นใหญเ กีย่ วเนือ่ งกับศาสนาพราหมณล ัทธิไศวนิกาย ประเพณี
ท่ีสําคัญท่ีปรากฏในจารึกคือการทําบุญอุทิศผูตายถวายสิ่งของเครื่องใชและของมีคาแกศาสนสถาน
การสรา งศาสนสถาน การประดิษฐานศิวลึงค และรูปเคารพตางๆ ราชพิธที ี่สําคัญสําหรับกษัตริยอีก
ประการหน่ึงคือพิธีกรรมเบิกพระเนตรเทวรูป และพิธีกรรมอ่ืนๆ อันเก่ียวเน่ืองกับศาสนาพราหมณ
นอกจากนย้ี ังพบวาวฒั นธรรมในราชสาํ นกั สมัยพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 มีการใชคนั ฉอง หรืออาจ
เปนกระจกเงาในราชสาํ นกั แลว
การศึกษาวิเคราะหจารึกแมบุญตะวันออกในฐานะวรรณคดีประเภทจารึกตามทฤษฎี
สันสกฤต พบวา จารึกแมบ ุญตะวันออก มีวตั ถุประสงคคือ การยกยอสรรเสริญกษัตริย ท่ีเรียกวา ปฺ
ระศสั ติ (Praßasti) อาจจัดเปนวรรณคดีประเภท "อิตหิ าสะ" หรือ ประวัติศาสตรวีรบุรษุ แตรูปแบบ
การแตงจัดเปน ประเภท "กาวยะ" คอื งานเขยี นท่มี วี รรณศลิ ป โดยจารึกแมบ ุญตะวันออกสะทอนให
เหน็ อจั ฉริยภาพของกวผี ูแตง วา มคี วามรูความสามารถในการใชภาษาเปนอยางดี ภาษาท่ีใชคือภาษา
สันสกฤตแบบแผน เนื้อหาและถอยคําท่ีกวีใชแตงจารึกมีคุณคาในเชิงวรรณคดีอยางชัดเจน กวีใช
ภาษาและรปู แบบการประพันธตามลักษณะของการแตงบทกวีนิพนธ สรางรสวรรณคดี และอลังการ
อยางหลากหลาย มีการเปรียบเทียบใหผูอานไดเห็นภาพพจน ท้ังจินตภาพและนัยประวัติที่ลึกซึ้ง
คมคาย สะเทือนอารมณ ชวนติดตาม สรางความประทับใจ ในดานอลังการปรากฏทั้งศัพทาลังการ
338 • จารึกแม่บุญตะวันออก 335
คอื อลงั การดา นเสยี งไดแก ยมก และอนปุ ราสะซงึ่ มอี ยจู ํานวนมาก ท้ังอรรถาลังการซง่ึ มีหลากหลาย
โดยพบอลงั การประเภทอตุ เปรกษามากทีส่ ุด รองลงมากเ็ ปน อุปมาและรูปกะตามลาํ ดบั โดยกวีผูแตง
เลือกใชฉันทถึง 7 ชนิด สลับชวงจังหวะลีลาการประพันธอยางเหมาะสมและงดงามตามแบบ
วรรณศิลป
จากผลการศึกทําใหทราบแนชัดวาจารึกแมบุญตะวันออก K.528 เปนจารึกที่
ประดิษฐานคูกับตัวปราสาทแมบุญตะวันออก โดยเนื้อหาในจารึกและส่ิงกอสรางท่ีปรากฏมีความ
สอดคลองตองกัน อน่ึง เนื้อหาในจารึกเปนการสดุดีพระเกียรติคุณของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2
และกิจกรรมทางศาสนาท่ีพระองคไดทรงบําเพ็ญ โดยแสดงภาพสะทอนใหเห็นวาพระองคเปน
กษัตริยผูทรงพระราชอํานาจ ทรงเปนกษัตริยน ักรบและนักปกครอง ทั้งยังทรงฝกใฝในการบุญทรง
เปนราชูปถัมภศาสนาตางๆ บานเมืองในรัชสมัยของพระองคมีความเจริญรุงเรือง พระองคไดแผ
ขยายพระราชอาํ นาจดวยการทาํ สงครามและการทตู จนมอี าณาเขตกวางไกลและเหลาพระราชาเมือง
อื่นๆ เปนอันมากไดยอมรับในพระราชอํานาจและเขามาสวามิภักดิ์ตอพระองค เรื่องราวตางๆ ใน
จารกึ ไดแสดงใหเห็นถึงความย่งิ ใหญและความเปนกษัตริยใ นอุดมคติ ดังท่ผี ูวิจัยไดแสดงขอสงั เกตไว
ในเบื้องตนของงานวิจัย ซ่ึงมีความสอดคลองกับจารึกหลักตางๆ ในรัชสมยั ของพระองค เชน จารึก
ปราสาทแปรรปู จารึกพนมรุง 3 เปนตน และสอดคลองกับความเห็นของนักวิชาการสวนใหญ เชน
หลุยส ฟโนต, อาร.ซี. มาชุมดาร, มเหศ กุมาร ศรัณ เปนตน ท่ีไดเคยศึกษาไว ในขอที่ตางกัน คือ
หลุยส ฟโนต ไดต้ังขอสังเกตวา พระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 ทรงเปนพระราชโอรสของพระนาง
มเหนทรเทวีกับพระเจามเหนทรวรมันซึ่งเปน พระนามหนึ่งของพระเจาชัยวรมันที่ 4 และ ยอรช เซ
เดส ไดใหความเห็นวา มเหนทรวรมันเปนพระสวามีองคกอนของพระนางมเหนทรเทวี แตจารึกแม
บุญตะวนั ออก โศลกท่ี 12-13 ไดกลาวชัดเจนวา พระเจาราเชนทรวรมนั ท่ี 2 ทรงเปนพระราชโอรส
ของพระนางมเหนทรเทวีกับพระเจามเหนทรวรมัน ผูครองเมือง..... แหงสุริยวงศ (bhaÆsvadvaṅßa
− − puradÆ híßavÆ aníßatÆ majo) ดงั นั้น พระราชบิดาของพระองคคือพระเจามเหนทรวร
มันซ่งึ อยใู นสรุ ิยวงศ ปรากฏในจารกึ ปราสาทแปรรปู วามาจากเมอื งภวปุระ ซ่ึงตรง อาร.ซี. มาจุมดาร
ท่ีไดเคยศึกษาไว วา พระเจายโศวรมันทรงมีพระเชษฐภาคินี 2 องค คอื พระนางชัยเทวีซงึ่ อภิเษก
สมรสกับพระเจาชัยวรมันที่ 4 ทรงมีพระราชโอรสคือพระเจาหรรษวรมันที่ 2 และพระนาง
มเหนทรวรมนั ซึ่งอภิเษกสมรสกบั พระเจา มเหนทรวรมัน ทรงมีพระโอรสคือพระเจาราเชนทรวรมันท่ี
2 ซ่งึ ความเหน็ ของ อาร. ซ.ี มาชมุ ดาร มคี วามสอดคลอ งกบั งานวิจัยในวทิ ยานพิ นธน ้ี
การพสิ จู นค ณุ คาของจารึกแมบุญตะวันออกในเชิงวรรณศิลป ดวยทฤษฎีอลังการพบวา
มคี วามสอดคลองกนั เปน อยางดี โดยพบวากวีผูแตงจารึกใชความรใู นตําราอลังการศาสตรเปนหลักใน
จารกึ แมบ่ ุญตะวนั ออก • 333369
การแตงและทําใหเน้ือหาในจารึกมีความโดดเดน งดงามในเชิงวรรณศลิ ปอยางชัดเจน โดยแสดงให
เห็นถึงความงามตามลักษณะกวีนิพนธ หลักการเปรียบเทียบและการใชอลังการในลักษณะตางๆ
สวนใหญสืบสานขนบดานความคิดความเขาใจแบบกวีอินเดียที่เรียกวา“กวิสมยะ” (Poetic
Convention) แตง ดว ยบทรอ ยกรองเปน ฉันทประเภทวรรณพฤติ และมีการแตง โดยการเปล่ียนชนิด
ฉนั ทเ พ่อื ถา ยทอดเหตกุ ารณทต่ี า งกัน ซึ่งลักษณะการแตงสอดคลองกันกับจารึกในอาณาจักรกัมพูชา
ท่ีอยูในกลุมจารึกยอพระเกียรติกษัตริย ท่ีเรียกวา ปฺระศัสติ (Praßasti) ทําใหมองเห็นคุณคาของ
จารกึ แมบ ุญตะวันออกวา มิใชแ หลง ขอ มูลเรอ่ื งราวทางประวัติศาสตรแตเพียงอยางเดยี ว แตย ังมีฐานะ
เปนวรรณคดีประเภทจารึกท่ีทรงคุณคาทางวรรณศิลป เห็นไดชัดจากอลังการทั้ง 2 ประการ คือ
อลังการดานเสียงมีการสรรคําที่มีเสียงเหมือนกันหรือคลายคลึงกัน แตมีความหมายตางกัน ซ่ึง
เรียกวา ยมก มาใชในบทประพันธ เพ่ือสรางความงามทางเสียงและความหมาย มีท้ังยมกท่ีเรียงชิด
กัน หรือมีศัพทอื่นคั่น และที่อยูคนละบาท แตสามารถเชื่อมความไดสนิททําใหเกิดเสนห พล้ิวไหว
ไพเราะ แกบทประพันธอันเกิดจากความต้ังใจของกวี สวนอลังการดานเสียงท่ีเรียกวา อนุปราสะ
เปนการมุงเนน การเลน เสียงโดยการซํ้าเสยี งพยญั ชนะในบาทเดียวกนั หรอื บทเดียวกัน ซึ่งแบงเปน 4
รูปแบบ คือ (1) ลาฏานุปราสะ สวนมากพบวาเปนการกลาวซ้ําคําหรือกลุมอักษร หลายๆ คร้ัง (2)
เฉกานปุ ราสะ คอื การกลาวซ้าํ พยัญชนะหรือกลุมพยัญชนะ 2 ตัวหรือมากกวา 2 ตัว ซํ้ากันแตเพียง
ครั้งเดียว (3) วฤตตยานุปราสะ คือ การซํ้าพยญั ชนะตัวเดียวกัน หรือมากกวา 2 ตัว ซ้ํากันมากกวา
หนึ่งคร้ัง (4) อันตยานุปราสะ คือ การซํ้าหรือเลนคําสัมผัสสุดทายของบรรทัด (บาทคู) ซึ่งอลงั การ
ดานเสียงท้ังสองประเภทนี้ มีผลตอทวงทํานอง ทําใหเกิดความไพเราะ ความกลมกลืน ชวนอาน
ชวนฟง มีเสนห และทาํ ใหจ ดจาํ ไดงา ย
อลังการดานความหมาย จัดจําแนกเปนกลุมตามเนื้อหาท่ีปรากฏไดเปน 5 กลุม มี
ทั้งหมด 12 รูปแบบ คือ (1) อลังการท่ีแสดงความหมายเปรียบเทียบ มี 3 รูปแบบ คอื อุปมา รูปกะ
วยติเรก (2) อลังการที่แสดงความหมายในรูปพลังจินตนาการ หรือการกลาวใหเกินจริง มี 2 รูแบบ
คือ อตุ เปรกษา อตศิ โยกติ หรืออตศิ ยะ (3) อลงั การท่แี สดงความหมายในการบรรยาย หรือพรรณนา
ความ คือ ชาติ หรอื สวภาโวกติ (4) อลงั การท่แี สดงความหมายหลายระดับ มี 2 รูปแบบ คือ เศลษะ
อาเกษฺ ปะ (5) อลงั การทแี่ สดงความหมายแฝงนัย หรือขัดแยง กันเองตามธรรมชาติ มี 4 รูปแบบ คอื
วยาชัสตุติ อปรัสตตุ ประศงั สา สมาโสกติ หรืออันโยกติ วิโรธะ อลังการดา นความหมายทั้งหมดมีสวน
ชว ยสงเสริมใหบ ทประพันธม ีความงดงาม ลกึ ซงึ้ คมคาย มีความสอดคลอ ง เหมาะสมและเปนการสอ่ื
ความหมายโดยใชถอยคาํ ทําใหเ หน็ ภาพลักษณไดช ดั เจนย่ิงข้ึน
อลังการดานความหมายที่โดดเดนที่สุดในจารึกแมบุญตะวันออก คือ อุตเปรกษา อัน
แสดงถึงความคิดหรืออารมณท่ีซับซอนลึกซึ้งอันเปนพลังจินตนาการของกวี โดยสื่อออกมาใหเห็น