The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

จารึกแม่บุญตะวันออก ebook

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mcu pali, 2021-04-27 23:07:10

จารึกแม่บุญตะวันออก ebook

จารึกแม่บุญตะวันออก ebook

Keywords: จารึกแม่บุญตะวันออก ebook

240 • จารึกแม่บญุ ตะวันออก 238

ความกลัวตอภัยพิบัตไิ มเ กดิ ในหมปู ระชาชนเพราะคาํ สอนทดี่ ี และเพราะไมมีการทาํ ช่ัว
ของพระองค แมพระราชบุตรีของพระเจาอชาตศัตรูไดรับแลวซ่ึงผลกรรมท่ีตามมาอยาง
แสนสาหัส เพราะคําสอนทช่ี วั่ ชา (86)

พระองคท รงขับนางราชสีหที่ซุกซนซ่ึงเที่ยวหากินท่ัวทศิ ไปในหนทางของเหลาขาศึก
ครั้นทรงไดอภิเษกพระนางลักษมีเปนมเหสีแลว ก็ไดชุบเล้ียงนางราชสีหน้ันท่ีมีบุตรเกิดขึ้น
(ต้ังครรภ) เพราะอยรู ว มกบั ราชสหี ต วั ผู (88)

7. วรรณคดขี องศาสนาพราหมณท่ีปรากฏในจารกึ
วรรณคดีของอินเดยี โบราณ ในทางศาสนาพราหมณมักเขียนดวยภาษาสันสกฤตซ่ึง

เปน ภาษาทฤี่ ษีหรอื นกั ปราชญท้ังหลายในอนิ เดยี โบราณใชเปนเครื่องมอื ถายทอดความรู ปญญาและ
ความคิดออกมา มีจุดออนประการหนึ่ง คือไมมีขอมูลทางประวัติศาสตร ทั้งกวีก็ไมนิยมกลาวถึง
เร่อื งราวหรือประวตั ิของตน ดว ยเหตนุ ก้ี ารกําหนดยุคสมยั ท่ีแนนอนของวรรณคดีสันสฤตจึงเปนไปได
ยาก322 อยางไรก็ตาม เราสามารถคาดเดาไดจากความเก่ียวพันที่เน่ืองกันในเน้ือหาที่ปรากฏ เปนท่ี
เขาใจกันวาวรรณคดียคุ แรกๆ คือ คัมภพระเวท อันเปนศาสตรที่เปนรากฐานของชาวอินเดียมาชา
นาน และไดแพรก ระจายขยายไปยงั ท่ตี า งๆ รวมทั้งในอาณาจักรเขมรโบราณดว ยดังมีปรากฏในจารกึ
แมบุญตะวนั ออก นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวในคัมภีรตางๆ ท่ีมีจุดกําเนิดมาจากศาสนาพราหมณตาม
ยุคสมยั ตอมาอกี เปนจํานวนมาก โดยสามารถแบงยคุ สมัยของวรรณคดสี นั สกฤตที่ปรากฏในจารกึ ได
อยางกวางๆ เปน 3 ประเภท คือ (1) สมัยพระเวท (2) สมัยมหากาพย (3) สมัยปุราณะ ดังจะได
กลาวเปน ลําดับสบื ตอ ไป

7.1 สมัยพระเวท ไดแก สัมหิตา พราหมณะ อรัณยกะ อุปนิษัท และรวมถึงสูตร
ตางๆ ซ่ึงเปนวรรณคดีทเี่ กี่ยวขอ งกบั พระเวท323 พระเวท แปลวา ความรู หมายถึงความรทู ่ีศกั ด์ิสิทธิ์
จัดเปนวรรณคดีท่ียิ่งใหญในยุคแรกซ่งึ เก่ียวของกับคัมภีรท างศาสนา ในสวนเบ้ืองตนมีการกลาวถึง
หลักการและความเชื่อในศาสนาพราหมณเก่ียวกับพระเปนเจาสูงสุดซึ่งมีเพียงหนึ่งเดียวซึ่งปรากฏ
ในคมั ภีพระเวทท่ีเรียกวา ฤคเวท ความชดั เจนในขอนี้คอื ในโศลกท่ี 2 ไดกลาววา “รูปสูงสุดน้ันจะรูได
ดว ยพระเวทสาม” จากโศลกนี้ พระเวทท้ังสามเปนพระเวทด้ังเดมิ เรียกวา ตฺรยี-วิทฺยา ซึ่งตรงกับคาํ
วา “ไตรเพท” ในภาษาไทย ตามความเชื่อแบบโบราณดั้งเดิมท่ีเครงครัดของชาวอินเดียท่ีนับถือ
ศาสนาพราหมณน ั้น เช่ือวาพระเวททั้งหลายเปน “อเปารุเษยะ” คือ สิง่ ที่มิใชขอเขียนหรือการแตง
ขึ้นมาของมนุษย แตเ ปนส่งิ ที่เทพเจาเปดเผยใหรู324 คัมภีรพระเวททั้งสาม ประกอบดวย 1.ฤคเวท

322เสาวภา เจริญขวญั , วรรณคดสี นั สกฤต (ภาควิชาภาษาไทย คณะมนษุ ยศาสตร มหาวทิ ยาลัย เชียงใหม, 2526), 1.
323เร่ืองเดยี วกัน, 2.
324จําลอง สารพดั นึก, ประวตั ิวรรณคดสี ันสกฤต 1 (กรงุ เทพฯ: สํานกั พิมพมหาวทิ ยาลัยรามคําแหง, 2546), 7.

จารกึ แมบ่ ญุ ตะวันออก • 223491

พระเวททเ่ี ก่ียวกับการสรรเสรญิ เทพเจา 2.ยชุรเวท พระเวทท่ีเกี่ยวกับสูตรซ่ึงตองบริกรรมดวยเสียง
ทุมต่ําเบาๆ พรอมกับการทํายัชญพิธี 3.สามเวท พระเวททเี่ กี่ยวกับเพลงขับสรรเสริญเทพเจา หรือ
บทเหกลอ มบูชาเทพเจา และตอมาไดป รากฏอีกคัมภีรหนงึ่ ช่ือวา อถรวเวท ใหความรูเ กี่ยวกับเรอ่ื ง
มนตร คาถา ของขลัง เปนบทสวดเพ่ือทําลายความชั่วราย โรคภัย สัตวมีพิษ ยักษ ศัตรู และเปน
มนตรเพ่ือความเปนสิริมงคล กลาวกันวาสําคัญมากสําหรับพระราชามหากษัตรยิ  เพราะบรรจุไวซ่ึง
มนตราที่เขมขลังที่จะทาํ ใหกจิ สําเรจ็ หรอื มีชัยชนะในสงคราม พระเวทจงึ มี 4 เวท325มีการกลา วถึงช่ือ
คมั ภรี พ ระเวทและคัมภรี ที่จัดอยูใ นวรรณคดีสมยั พระเวทไวใ นจารึก ดงั ตวั อยางตอไปน้ี

พระองคเปนผูสงางาม ดวยพระเวทท้ังสี่มีสามเวทเปนตน ซ่ึงมีพิธีกรรม
หลากหลาย อันเปนตนเคาแหงมนตราอันเขมขลัง และทรงใหพระราชกรณีกิจสําเร็จ
แลวดวยพระเวททั้งหลายอันเปนเครื่องปองกันความพินาศเสียหาย ซึ่งเปนวิธีการอัน
ยอดเยย่ี ม (81)

พระองคท รงเปนเหมือนมเหนทระ ทรงปฏิบัติตามแนวทางของคนดีอันเหมาะสม
ตลอดเวลา และทรงทําการบูชาซึง่ ระบุไวในคมั ภีรศรุติและคัมภีรสมฤติของไศวนิกาย
แดเ หลาเทพทัง้ หลายในทีน่ ้ี ตลอดท้งั เดือน (210)

จากตัวอยางขางตน ที่มีการกลาวถึงคัมภีรศรุติและคัมภีรสมฤติ ซ่ึงคัมภีรใน
ศาสนาพราหมณ แบงเปน 2 สวน คือ 1.ศรุติ (สิ่งท่ีไดรบั ฟงมาหรือสิ่งท่ีเทพเจาเปดเผยใหรู) ไดแก
คัมภีรพระเวททั้งสี่ แตละเลมแบงเปนสามตอนคอื สังหิตา(มันตระ), พราหมณะ, อารัณยกะและ
อุปนิษัท และ 2.สมฤติ (สิ่งท่ีมนุษยแตงขึ้นและทองจําสืบตอกันมา) เปนคัมภีรข้ันสองเปนส่ิงท่ี
ถายทอดกนั สืบมา มีการแตงตาํ ราประกอบข้ึนเพื่อชวยสนบั สนุนใหเขาใจในการศึกษาคมั ภีรพระเวท
งายขึ้น เรียกวา คัมภรี เ วทางคศาสตร สมยั สูตรเกิดหลังสมัยพระเวทมีงานประเภทหนึ่งซง่ึ เก่ียวเน่ือง
กับพระเวท คือเปนความรูเพ่ิมเติมของพระเวท งานประเภทน้ีเรียกวา “เวทางคะ” แปลวา
สวนประกอบของพระเวท การเริ่มตนของงานประเภทเวทางคะมีอยูในพราหมณะและอรัณยกะ
ตอ มาภายหลังไดรับการจัดการใหเปน ระบบมากขึ้น326 แบงเปน 6 แขนง ไดแก327 (1) ศกิ ฺษา วา ดวย
การออกเสียง (phonetics) เปนวิชาท่เี รียนเก่ียวกับ ตวั อักษร ระดับเสียง จํานวนพยางค การเปลง
เสยี ง การสนธิทั้งหลาย ในการรายมันตระเพื่อความไพเราะระร่ืนหู โดยเปลงเสียงและใชระดบั เสียง

325เรอื่ งเดยี วกนั , 24.
326เสาวภา เจริญขวัญ, วรรณคดีสนั สกฤต, 17.
327จําลอง สารพดั นึก, ประวตั ิวรรณคดีสันสกฤต 1, 27-36.

242 • จารึกแม่บญุ ตะวันออก 240

ไดถูกตองในการรายมนตระประกอบยัญ คือ การบูชาตางๆ (2) วฺยากรณ วาดวยไวยากรณ
(grammar) เพ่ือใหอานพระเวทไดถูกตองและเขาใจพระเวทดี (3) นิรุกฺต วาดวยที่มาของศัพท
(etymology) อธิบายคําที่เลือกมาจากพระเวท รวมทั้งประมวลศัพทสําคัญๆ ในพระเวทดวย (4)
ฉนฺท วาดวยฉันทลักษณ (metrics) การเรียนรูฉันทลักษณตางๆ ทําใหเขาใจมันตระซ่ึงเปนบทรอย
กรองของพระเวทตางๆ ไดถูกตอ ง และยังเปนตน แบบฉันทลักษณหลังยคุ พระเวทดวย (5) กลฺป วา
ดว ยพิธีกรรม (ritual) เกิดจากความตองการรวบรวมกฎหรอื หลักเกณฑของยัญวิธใี หสั้นเขา กลฺป จึง
หมายถึงสูตรสั้นๆ เก่ียวกับพิธีกรรม (6) โชฺยติษ วาดวยดาราศาสตร (astronomy) ชวยใหการ
ประกอบยญั และพิธกี รรมตา งๆ ถูกตอ งเหมาะสมตามเวลา และในโศลกที่ 40 กลาวถึง เวทางคะเพื่อ
ใชเปนมนตรคมุ ครองพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 สวนโศลกท่ี 74 ใชเพื่อฟนฟูและพัฒนาแผน ดินที่
พระองคท รงปกครอง จงึ นบั วา มีความสาํ คญั เปน อยางมาก นอกจากนี้ยังกลา วถึงคัมภีรสุศรุตะ (เปน
คัมภีรภาษาสันสกฤตท่อี ธบิ ายการรักษาแบบอายุรเวท เปน เร่อื งเก่ียวกบั การรกั ษาทางการแพทยของ
อินเดียโบราณ) และคัมภีรเกี่ยวกับคีตวิทยา (ราคะ 6) อันจัดเปนศาสตรซ่ึงใชในวิชาท้ังหลายที่
เก่ียวกับพระเวทและปรัชญญาท่เี รยี กวาอุปเวท328 ดังน้ี

พระองคทรงเปนผูฉลาดอยางยิ่งในการกําจัดโรคทั้งมวลโดยวิธีการและการ

ตัดสินใจตามคัมภีรสุศรุตะ ทรงหลอเล้ียงแผนดิน ซ่ึงแตกอนมีสวนประกอบที่ซีดเซียว
เพราะความสิ้นไปของ...... (ใหกลับมี) สีสันดวยราคะ 6 (คีตวิทยา)329 และอังคะ 6
(เวทางคะ 6) (74)

7.2 สมยั มหากาพย ในท่ีนต้ี รงกบั คาํ วา “epic” หมายถึงงานประเภทกาวฺย หรือกวี
นิพนธที่สดุดีวีรกรรมของวีรบุรุษ และมีอิทธิปาฏิหาริยเกี่ยวของกับทวยเทพ บทประพันธประเภท

“มหากาวฺย” ซ่ึงมีอยู 2 เรือ่ งคือ มหาภารตะ และรามายณะ มีมากอนพุทธกาลและมีการแตงเติม
เสริมตอเรื่อยมาในภายหลัง330 ความนิยมและใหความสําคัญกับมหากาพยใ นอาณาจักรกัมพูชานี้มี
มาต้ังแตสมยั กอนเมืองพระนครดังปรากฏในจารกึ Veal Kantel K.359 โศลกที่ 4 ซ่ึงจารึกขึ้นราว

ปลายพุทธศตวรรษท่ี 12 ไดกลาววา “เขาไดเพิ่มภารตะอีกอยางหนึ่งใหครบสมบูรณพรอมกับรา

มายณะและปุราณะ และวางกฏเกณฑวาคัมภีรภารตะน้ีจัดเปนบทสวดประจําทุกๆ วันโดยไมมีวัน
ยกเวน” และมกั นําตวั ละครในมหากาพยมาใชเปรียบเทยี บในเร่ืองตางๆ อยูเสมออันแสดงใหเห็นถึง

328พระเวทชนั้ รอง, คานฺธรฺวเวท (วิชาการดนตรี ถือวาเปนสาขาของสามเวท), อายุรฺเวช (วิชาแพทย ถือวาเปนสาขาของอถรวเวท),
ธนุรฺเวท (วชิ ายิงธนแู ละใชอาวธุ ถือวา เปนสาขาของยชุระเวท), ศลิ ปศาสตร ดู Monier Williams, Sanskrit-English Dictionary,

207.

329เร่อื งเก่ยี วกับคตี วิทยา หรอื โนตดนตรี 6 คือ ไภรวะ, เกาศิกะ, หนิ โทละ, ทีปกะ, ศร-ี ราคะ และเมฆะ ดู Ibid., 872.
330เสาวภา เจรญิ ขวัญ, วรรณคดสี นั สกฤต, 83.

จารกึ แม่บุญตะวันออก • 224413

ความแพรหลายและเปนที่รูจักมาต้ังแตเริ่มตนอาณาจักร สวนในจารึกแมบุญตะวันออกมีการ
กลาวถึงเร่ืองราวตางๆ หรือตัวละครท่ีปรากฏท้ังในคัมภีรม หาภารตะและมหารามายณะอยูเปนอัน
มาก อันสะทอนใหเห็นวากวีมีความรูเกี่ยวกับเรื่องราวที่ปรากฏในวรรณคดีของศาสนาพราหมณ
โดยเฉพาะในสมัยมหากาพยอ ยา งย่งิ

7.2.1 มหาภารตะ ผูแตง มหากาพยเรอื่ งน้ีคอื ฤษีกฤษณะ ทไวปายณะ นับเปน
มหากาพยที่ยาวที่สุดในโลก มีเนื้อหาซับซอน เลาเรื่องที่เก่ียวของกับเทพปกรณมั และหลักปรัชญา
ของอินเดีย ท้ังน้ียังมีเรื่องยอย ๆ แทรกอยมู ากมาย มหาภารตะเปนเรื่องราวความขัดแยงของพ่ีนอง
สองตระกูลระหวางตระกูลเการพและตระกูลปาณฑพ ซ่ึงท้ังสองตระกูลตางก็สืบเชื้อสายมาจากทาว
ภรตแหงกรุงหัสตินาปุระ จนบานปลายไปสูมหาสงครามท่ีทุงกุรุเกษตร ซ่ึงมีผูเขาไปเกี่ยวของ
มากมาย แตในทีส่ ดุ แลวฝา ยปาณฑพก็เปนผูชนะในสงครามคร้งั น้ี

ในจารึกแมบุญตะวันออกไดปรากฏเน้อื ความทีส่ อดแทรกเร่อื งราวและนามของ
บุคคลทม่ี อี ยใู นมหาภารตะ จะไดก ลาวเฉพาะเรื่องที่เดน ชดั เปนตวั อยางพอสงั เขป 3 เร่อื ง

ตัวอยางเรอื่ งที่ 1
เรื่องครุฑ นาค และนางวินตา ดังในโศลกที่ 47, 71, 110 และ 191 มีการ

กลาวถงึ เร่อื งราวกําเนิดครุฑและนาคซึ่งสอดคลองกับคัมภรี ป รุ าณะและโดยเฉพาะอยางย่ิงคัมภีรมหา
ภารตะ ดังตัวอยางตอไปน้ี

พระองคแ มเปนท่ีเกิด ....... แมทรงมีอนันตนาคราชซึ่งมีคุณ ซ่ึงมีขนดนับพัน แต
กท็ รงเขา ใจความเจบ็ ปวดของนางวนิ ตาไดอยางรวดเรว็ (110)

โศลกตัวอยางขางตนแมมีเน้ือความท่ีขาดหายไปบางสวน แตก็ทําให
ทราบการกลาวถึงความเก่ียวขอ งกันของนาคและครุฑ โดยมีคําท่ีเปนชื่อเฉพาะทีแ่ สดงใหทราบ คือ
1.อนันตนาคราช หรอื พญาเศษนาค เปนโอรสของของพระกศั ยปประชาบดกี ับนางกัทรุ331 ปรากฏใน
ภาควัตปุราณะวา เปน อธิบดแี หงนาคทง้ั หลาย ผเู ปนใหญเหนอื บาดาล เปนบัลลงั กท ่ีประทับของพระ
นารายณกลางทะเลนํ้านม หรอื เกษียรสมุทรในระหวางสรางโลก และมี 1,000 เศียร และ 2.นางวิน
ตา เปนธดิ าของทาวทักษะมนี อ งสาวช่อื นางกัทรุ ท้ังสองเปนภรรยาของพระกัศยปประชาบดี นางวิน
ตามีพระโอรส คือ อนอรุ ุ (อรณุ เทพ) และพระยาครุฑ (ไวนะเตยะ) โดยความเกี่ยวพันกันของทั้งสอง
นี้ ในคัมภีรมหากาพยมหาภารตะ332กลาวไววา นางวินตาและนางกัทรุ ไดขอพรจากพระกัศยป
ประชาบดี โดยนางกัทรุขอใหตนมีโอรสเปนนาคหนึ่งพันตัว มฤี ทธิ์รายแรงและสามารถแปลงกายได

331Vettam Mani, PuraÆniá c Encyclopaedia, 34.
332Ibid., 3, 32, 34, 55.

244 • จารึกแม่บญุ ตะวันออก 242

ตามปรารถนา สว นนางวินตาขอพรใหมีพระโอรสเกงกลาสองคนมีชัยตอบรรดานาคทั้งหลายทุกเม่ือ
พระกศั ยปประชาบดีกป็ ระทานพรให การขอพรของนางวินตาทําใหเปนเหตุเกิดการกอเวรตอกันกับ
นางกัทรุซ่ึงเปนนองสาว ภายหลงั นางกัทรกุ ็ไดคลอดบุตรออกมาเปนไข 1,000 ฟอง และโอรสของ
นางก็ออกมาจากไขเ ปนนาค 1,000 ตัว สว นนางวินตาไดคลอดออกมาเปนไข 2 ฟอง นางวินตาเกิด
ใจรอนอยากเห็นหนาลูกจึงทุบไขฟองหน่ึง เนื่องจากยังไมถึงเวลาจึงทําใหโอรสองคแรกมีรางกาย
เพยี งครึง่ หนงึ่ จึงไดนามวา อนอุรุ ภายหลังทราบกันในชื่อพระอรุณเทพบุตร ตอมาอีกองคคลอดเปน
เปนครฑุ ไดน ามวา ไวนะไตยะ ซึ่งแปลวาลูกของนางวินตา ในคมั ภรี ม หาภารตะกลาววา นางวินตา
ไดพ นนั กับนางกทั รุ เรื่องการทายวามาอุจไฉสรพะที่เกิดจากการกวนเกษียรสมุทรเปนสีอะไร นางวนิ
ตาทายวาสขี าว นางกัทรุทายวาสีดาํ แลวใหนาคแปลงตัวเปนสีดาํ แทรกอยูตามตัวมา ทําใหนางวินตา
แพพนันนับแตนั้นจึงตองตกเปนทาสนางกัทรุและนาค ตอมาครุฑตองการใหแมพนจากความเปน
ทาสจึงไดตกลงกับพวกนาควาจะนํานํ้าอมฤตมาเพ่ือแลกกับการพนเปนทาสของนางวินตาผูเปน
มารดา เมื่อไดนํ้าอมฤตแลวนาคจึงยอมปลอยนางวินตาใหเปนอิสระ แตไดวางแผนใหพระอินทรชิง
นํ้าอมฤตไปกอนที่นาคจะไดกิน จากเหตุการณน้ีทําใหนาคกับครุฑจึงเปนศัตรูตอกันไมส้ินสุด ใน
โศลกนี้แสดงถึงความรอบรูในคัมภีรและวรรณคดีตางๆ ของกวีผูรจนา ซึ่งไดพรรณนาถึงความมีใจ
กวางและความเอ้ืออาทรของอนันตนาคราชผูมีฤทธ์ิเดชมาก แมเปนศตั รูตอครุฑก็เขาใจถึงความขม
ขื่นของนางวินตาผูเปนมารดาของพญาครุฑซึ่งตกเปนทาสของพวกตนเปนอยางดี ในโศลกน้ี
นอกจากกวีผแู ตงจะมีความรใู นเรื่องมหาภารตะอยา งดีแลวกวียงั ไดแสดงความสามารถในเชิงกวี โดย
ใหความหมายอีกนัยหน่ึงที่แสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 คือ
“พระองค (พระเจาราเชนทรวรมัน) แมเปนท่ีเกิด........ ทั้งเต็มไปดวยโภคะนับพัน ทั้งประกอบดวย
คุณเปนอเนกอนนั ต อนั มปี ระโยชนตอความทกุ ขยากของคนที่มานอบนอ ม อยางมากมาย”

ตัวอยา งเรือ่ งที่ 2
เรอ่ื งพระนลกับนางทมยนั ตีอันเปนเร่ืองแทรกอยใู นวนบรรพของคมั ภรี มหาภา

รตะ ในโศลกที่ 162 ดังน้ี

พระศรีแหงความเปนพระราชา รวมกันดวยลําแสงแหงพระราชอํานาจของ
พระองค เปนด่ังทมยันตมี องลงมายงั กลิ (162)

โศลกขางตนปรากฏช่อื ของตัวละครในเรื่องนโลปาขยานัม ซึ่งเปนเรื่องแทรกที่ยาวที่สุด
อยูใ นมหาภารตะ บรรพท่ี 3 วนบรรพ เม่อื พวกปาณฑพถูกเนรเทศเขาปาเปนเวลา 12 ปนั้น วันหนึ่ง
ฤษีพฤหทัศวะไดม าเยย่ี ม ยธุ ิษฐิระไดต อ นรบั และไดคร่ําครวญถึงชะตากรรมของพวกตน แลว ถามฤษี

จารึกแมบ่ ญุ ตะวันออก • 224435

วา มีราชาองคใดที่โชครายย่ิงไปกวาตนหรือไม ฤษีน้ันจึงเลาเรื่องราชาท่ีโชครายยิ่งกวายุธิษฐิระคือ
พระนลแหงนิษธะซ่ึงตองสูญเสียราชอาณาจักรและทุกส่ิงทุกอยางเพราะถูกโกงในการพนันทอด
ลูกเตา ตองเรรอนอยูในปาไมมีขาทาสบริวารหรือญาติมิตรเลย ขณะท่ียุธิษฐิระยังมีนองๆ และมิตร
สหายโดยเร่ืองราวของพระนลมีวา ทมยันตีเปนพระธิดาของพระเจาภีมราชพระราชาแหงวิทรฺภะ
เม่ือโตเปนสาวก็มีพระสิริโฉมงดงามและเปนกุลสตรีท่ีดี ตางก็รํ่าลือกันไปไกลจนถึงสวรรค สวน
พระนลเปนเจาชายเมืองนิษธะ เปนคนเกง ฉลาด และรูปลักษณงดงามมาก ตางก็ไดรบั การยกยอง
และร่ําลือกันไปไกล เม่ือทั้งคูเติบโตอยูในวัยหนุมสาวตางก็ใฝฝนและถวิลหาซึ่งกันและกัน ตอมา
พระเจาภีมราชไดประกาศพิธีสยุมพรของพระนางทมยันตีข้ึน โดยเชิญเจาชายและกษัตริยท ุกเมือง
มารว มพิธี โดยการทาํ ใหนางพงึ พอใจและเลือกคูเอง นางทมยนั ตจี งึ ไดเลือกพระนลเปนสวามี ทวากลิ
และทวาประ ซึ่งจะมางานน้ีแตทราบวานางไดเลือกพระนลไปแลว ก็โกรธเคืองสัญญาวาจะทําลาย
ความรักของท้ังคูและจะทําใหแตกแยกและพลัดพรากจากกันใหได หากตัวเองไมไดนางมาครอง ซ่ึง
เปนเหตุใหพระนลกับนางทมยนั ตตี องพบพานกบั อุปสรรคนานปั การ รวมถงึ ตองพัดพรากจากกันเปน
เวลานาน แตในทายที่สุดทั้งคูก็สามารถฟนฝาอุปสรรคจนสามารถกลับมาครองคกู ันดวยความสุขได
ดังเดิม เรื่องพระนลนับเปนเร่ืองแทรกในมหาภารตะท่ีเกาแกท่ีสุด333 ดีทั้งเน้ือหาและคติธรรม
จดุ เดน ของเรอื่ งอีกประการหนง่ึ คอื ความซือ่ สัตยตอ สามีของนางทมยันตี สว นความหมายในการใชตัว
ละครในมหาภารตะทอนนยี้ ังไมช ดั เจนเพราะจารกึ ไดล บเลือนหายไป แตสวนท่ีปรากฏเปนการแสดง
ถงึ พระราชอาํ นาจของพระเจา ราเชนทรวรมันท่ี 2

ตวั อยา งเรือ่ งท่ี 3
เรือ่ งพระอรชนุ เปน อีกช่ือหนึ่งท่ปี รากฏในจารึก ในมหามหาภารตะ พระอรชุน

เปน ผูม ีรปู งามมีฝมอื ในการรบและพรสวรคในการยิงธนูมากท่ีสดุ ไมมีใครเทยี บได เปนพ่ีนองคนที่สาม
ในบรรดาปาณฑพท้ังหา เปนลูกของนางกุนตีภรรยาคนแรกของปาณฑุ และเปนคนเดียวในพ่ีนอง
ปาณฑพที่ไดรบั พรและอาวธุ วิเศษจากเทพเจามากท่ีสุดดวย ในสงครามทุงกุรเุ กษตรอันเปนทมี่ าของ
มหาภารตยุทธ พระกฤษณะซ่ึงเปนนารายณอวตารลงมาไดเปนสารถีใหอรชุนออกรบจนมีชัยชนะ
เรอ่ื งราวในตอนนเ้ี ปนท่ีมาของคัมภีรภควคีตา ขอความที่กลาวถึงอรชุน กวีใชเพื่อเปรียบเทียบความ
สมบูรณแบบของพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 เม่ือเปรียบกันแลวกวีกลาววา พระองคเ หนือกวาพระ
อรชุนกษตั ริยน ับรบผเู ปน วรี บรุ ุษในตํานานของอนิ เดีย ขอ ความดังกลา วนั้น มีดงั น้ี

333Charles Rockwell Laman, A Sanskrit Reader (Cambridge: Harward University Press, 1959), 299.

246 • จารกึ แมบ่ ุญตะวันออก 244

ขาพเจาคิดวา ถึงเกียรติยศของพระอรชุนที่มีความสมบูรณดวยความกลาหาญ
แมวา ถกู ขับขานอยูท ้งั บนสวรรคแ ละในโลกนี้ ก็ไมเปนที่สบายหู จึงไมควรเอามาเปรียบ

กบั พระยศของพระองคผ ูไดยินไดฟงแลวสบายหู (90)

7.2.2 รามายณะ แปลวา ความเปนไปของพระราม หมายถึงประวัติหรือ
เร่ืองราวของพระราม เปนกวีนพิ นธท่ีสดุดีวีรกรรมของวรี บุรุษเชนกัน ผูแตงรามายณะคือฤษีวาลมิกิ
จัดเปนกวีนพิ นธชนิด “กาวฺย” เรอ่ื งแรก หรอื อาทกิ าวฺย334 รามายณะเปนวรรณคดีที่มกี ารดัดแปลง
เลาใหม และแพรหลายไปในหลายภูมิภาคของเอเชีย โดยมีเน้ือหาแตกตางกันไปและอาจเรียกชื่อ
แตกตางกันไปดวย เปนเรื่องราวเก่ียวกับการทําศึกสงครามระหวางฝายพระรามกับฝาย
ทศกณั ฐ (ยักษ) โดยพระรามจะมาชิงตัวนางสีดา (มเหสีของพระราม) ซึ่งถูกทศกัณฑลักพาตัวมา คน
ไทยไดนํามาแตงใหมดัดแปลงใหมและรูจักกันในชื่อ รามเกียรต์ิ ซ่ึงมีหลายฉบับดวยกัน ตัวอยางใน
เร่ืองน้ี คือ จารึกโศลกที่ 29 ไดก ลาวถึงพระรามและนางสีดา พรอมทั้งพระชนกผูเปนพระราชบิดา
ของนางสีดา และโศลกท่ี 42 กป็ รากฏตวั ละครในรามายณะเชนกนั เชน

พวกขาศึกที่เปรียบไดกับราวณะครั้นไดฟงเสียงเคร่ืองดนตรีในการเดินทัพของ
พระองค ก็ไดหวาดหว่ันสั่นไหว เหมือนราวณะไดยินเสียงลูกของนางสุมิตร (พระ
ลักษณ) ผชู นะเมฆนาท (อนิ ทรชิต) ไดแลว มีเสยี งคํารามกกึ กอ งในเวลาเดนิ ทัพ (42)

จากโศลกขางตนกวีเปรียบเทียบกองทัพของพวกศัตรูเปนดังกองทัพของราวณะ หรือ
ทศกัณฐท ีม่ ีความหวาดหวัน่ และตองพายแพก องทพั ของพระเจาราเชนทรวรมนั ที่ 2 ซ่งึ เปรียบประดุจ
กองทพั ของพระราม ปรากฏชอื่ ของตัวละครในเร่อื งรามายณะไดแก 1. ราวณะ หรือทศกัณฐ เปนตัว
ละครฝายอธรรมในมหากาพยรามายณะ ราวณะเปนรากษสไดพรจากพระพรหมาใหมีฤทธิ์มาก จึง
กอกวนสรางความเดือดรอนไปทั่วท้ังสามโลก พระวิษณุไดอวตารลงมาเปนพระราม เพื่อสังหารรา
วณะ รูปรางของราวณะมีความนาเกลยี ดนา กลัว คือ มีสบิ เศียร ย่ีสบิ กร รางมีสีฟา มีร้ิวรอยบาดแผล
จากการรบ มีนิสัยอันธพาลเกเร ในระหวางที่รบกับพระราม ราวณะถูกศรพรหมมาสตรสิ้นใจใน
สนามรบ 2. พระลักษณ เปนโอรสของนางสุมิตรา เปนตัวละครฝายธรรมะในมหากาพยรามายณะ
ซึ่งเปนภาคหน่ึงของพระนารายณ พระลักษณม ีความรักใครใกลชิดพระรามมาก พระลักษณไดออก
บวชและติดตามพระรามกับนางสีดาไปอยูในปา พระลักษมณนอกจากจะมีความจงรักภักดีตอ
พระรามอยางยิ่งแลว ยังมีพฤติกรรมเปนนักรบที่กลาหาญ มักทําศึกกับฝายศัตรูพรอมกับพระราม
สคุ รีพ หนมุ านและพญาวานรอืน่ ๆ 3. เมฆนาท ไดน ามวา อนิ ทรชิต เพราะเคยรบชนะพระอินทรเปน

334จําลอง สารพัดนกึ , ประวตั ิวรรณคดสี ันสกฤต 1, 55.

จารกึ แม่บุญตะวนั ออก • 224457

ตวั ละครฝายอธรรมในมหากาพยรามายณะเปนบุตรของราวณะที่ไดช ื่อวาเมฆนาทเพราะเวลาเกิดได
สง เสยี งรอ งเหมือนฟา รอง เมฆนาทมฤี ทธิ์มากสูรบกบั กองทัพพระรามเปนตอหลายครั้ง จนกระทั่งรบ
คร้ังที่ 4 ถูกศรของพระลักษณเสยี ชีวิตทําใหราวณะเสียใจจนจะฆานางสีดาเพราะเปน สาเหตุใหบุตร
ของตนตาย

นอกจากน้ี ยังปรากฏชอ่ื การยตตวีรยะ ในโศลกท่ี 89 และ 101 ในศานติบรรพมหากาพย
มหารามายณะ335 การตตวีรยะ หรือ “การตตวีรยารชุน” เปนกษัตริยนักรบที่มีอํานาจและฤทธิ์เดช
มาก มีมอื หนึ่งพันมือ เคยตอสูชนะทศกัณฐจนมีชื่อเสียงเกรียงไกร ภายหลังเกิดอหังการยกวรรณะ
กษัตริยเหนือกวาวรรณะพราหมณ คอยขมเหงเขนฆาพวกพรามณ จนกระท่ังรอนถึงพระนารายณ
ตอ งอวตารลงมาเปนปรศรุ าม เพอ่ื ปราบการตตวรี ยะ มีอทุ าหรณด ังน้ี

ในโลกนี้ ถาพระเจาการตตวีรยะซึ่งมีความกลาหาญเปนที่รูจักกันดี จะไดเห็น
ความกลา หาญของพระองค ซ่ึงทรงพลังเพียงพระพาหาสองขางเสียกอน ขาพเจาคดิ วา
พระเจาการตตวีรยะนน้ั คงจะตอ งคิดถึงมือพันของตนเองวาเปนภาระของตนในสนาม
รบ (101)

ดูเหมือนวา เร่ืองกวนเกษียรสมุทรที่มาในคัมภีรมหาภารตะซ่ึงเปนที่นิยมสําหรับจารึกใน
อาณาจกั รกมั พชู าสมยั โบราณ ก็มีปรากฏในจารกึ แมบุญตะวันออกเปนจํานวนมาก ดงั จารึกกลาวถึง
ทะเลนํ้านม (เกษียรสมุทร) และสิ่งที่เกิดจากการกวนเกษียรสมุทร เชน ตนปาริชาติ พระลักษมี
พระจนั ทร เปน ตน กถ็ กู กลาวถึงไวหลายโศลกเชนกัน

จากตัวอยางดังกลาวท่ีไดยกมาจะเห็นไดวาความนิยมในมหากาพยท้ังสอง คือมหาภา
รตะและรามายณะไดแ พรหลายในอาณาจักรกัมพูชาจนเปนที่รจู ักกันเปนอยางดี กวีจึงไดใชเร่ืองราว
และตัวละครในมหากาพยเพ่ือยกยองเชิดชู สดุดีพระเกียรติคุณ ความกลาหาญ ความสามารถและ
พระราชอาํ นาจของกษัตรยิ  อกี ทัง้ ทําใหใหเ นอ้ื หามีความเดน ชดั และนาสนใจย่ิงข้ึน โดยกวีใชตัวละคร
ฝายธรรมะซ่ึงเปนวีรบุรุษของอินเดียเปรยี บเทียบวาเสมอเหมือนกับพระเจาราเชนทรวรมันบางดอย
กวาพระองคบาง และใชตัวละครฝายอธรรมเปรียบกับเหลาศัตรูและพระราชาพระองคอื่นๆ พรอม
กันน้ไี ดส อดแทรกหลกั ปรชั ญาในการดําเนินชวี ิตดวย

7.3 สมยั ปุราณะ คําวา “ปรุ าณะ” แปลวา เกาแก โบราณ แตในวรรณคดีสันสกฤต
ปุราณะ หมายถึง วรรณกรรมที่รวบรวมเร่ืองราวตางๆ ทม่ี ีมาแตโบราณ หรอื เรื่องที่เลาสบื ตอกันมา
แตโบราณ336 เปนช่ือคัมภีรสําคัญของฮินดู จัดเปนประเภทสมฤติ ปุราณะมีความใกลชิดกับมหา

335Vettam Mani, PuranÆ iá c Encyclopaedia , 13.

336 เสาวภา เจรญิ ขวัญ, วรรณคดีสนั สกฤต, 111.

248 • จารกึ แมบ่ ญุ ตะวนั ออก 246

กาพย เพราะสวนใหญของมหาภารตะและหริ วงศมีลักษณะของปุราณะ ความแพรหลายของคมั ภีร
ปุราณะในอาณาจกั รกัมพูชามมี าตั้งแตส มยั กอ นเมอื งพระนครดังไดกลาวไวในหัวขอกอนหนา สวนใน
จารึกนี้ปรากฏเรื่องราวที่สอดคลองกับท่ีเลาไวในคมั ภีรปุราณะไดแกเร่ืองราวของ พระพรหมา พระ
นารายณ พระศิวะ และเทพตางๆ ท่ีปรากฏในจารึก เนื้อหาสาระสวนมากในคัมภีรปุราณะวาดวย
การสรางโลก กฎพระมนู การทําลายโลก รวมถึงกําเนิดเทพเจา วีรบุรุษ ฤษี และอวตรารของพระ
วิษณุ พระนามเปนอันมากของพระวิษณุและพระศิวะที่ปรากฏในจารึก เปนตน โดยมากมาจาก
คมั ภรี ปุราณะหรือสมัยปรุ าณะท้ังสน้ิ อนึง่ ประวตั ศิ าสตรของมนษุ ยชาติและราชวงศกษัตริยสองสาย
ทีม่ กั ถูกยกมาอา งสิทธ์คิ วามชอบธรรมในการครองราชสมบัติ คือสุริยวงศ (bhaÆsvadvaṅßa) ในโศลก
ที่ 12 และจนั ทรวงศ(somaÆkaunádáinyavaṅßa) ซงึ่ เปนชื่อที่ปรากฏในจารกึ แมบุญตะวันออกน้ีก็ไดร ับ
คติความเช่อื มาจากวงศานจุ รติ ในคัมภรี สมัยปุราณะเชนกัน สวนความชดั เจนในขอน้ีปรากฏในจารึก
ปราสาทแปรรูป (พ.ศ.1504) โศลกที่ 221 วา “พระองค (พระเจาราเชนทรวรมนั ) ทรงรกั ในแนวทาง
แหงคัมภีรปุราณะทั้งชอบใจในงานเขียนของคนเกาแก...”(puranÆ aá ÆrthanÆ urakto pi

vráddhavanÆ íá priyo pi yahá …)

ศาสนาพุทธ
เรื่องทางศาสนาเปนเรือ่ งของความเช่ือ คือ การประกาศตนวาตนเช่ืออะไร และความ

เชื่อท่ีมูลรากมาจากศาสนาเปนเรื่องสําคญั เพราะเม่ือมีผูเชื่อดังเชน ผูเชื่อพระเจาวาเปนผูมฤี ทธานุ
ภาพซง่ึ เปน ผูสรา งสรรพสิ่ง กม็ ผี ูไมเ ชือ่ ดวยเชนกนั เรอื่ งความเชื่อทางศาสนาจึงเปนเร่ืองท่ีเปราะบาง
สามารถทําใหเกิดความแตกราว หรือความสมานฉันทไ ด หลกั การปฏิบัติท่ีจะทําใหสังคมอยูรวมกัน
ไดคือการประนีประนอมยอมรับเคารพในสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนาของแตละปจเจกชน
ศาสนาที่ปรากฏในจารึกแมบุญตะวันออก เน้อื หาสวนใหญแมเก่ียวของกับหลกั คําสอน แนวคิดและ
พิธีปฏิบัติตามหลักศาสนาพราหมณ ลัทธิไศวนิกายเปนหลัก แตขอความจารึกก็ไดกลาวถึงศาสนา
พุทธดวยเชน กัน

ศาสนาพุทธเปนศาสนาที่เกิดในชวงหลังศาสนาพราหมณ ศาสดาของศาสนาพุทธ คือ
พระสมั มาสมั พุทธเจาแหงศากยวงศ ตอมาเม่ือพระบรมศาสดาปรินิพพานแลว คณะสงฆไดแตกแยก
ออกเปน 2 นิกาย คอื ฝายเถรวาทและฝายมหาสังฆิกะ และตอ มาศาสนาพุทธไดแพรหลายเขามาใน
เอเชียตะวันออกเฉยี งใต ศาสนาพทุ ธจงึ เปน อีกศาสนาที่ปรากฏในรชั สมัยของพระเจาราเชนทรวรมัน
ท่ี 2 ดังเห็นไดวา ขาราชการทานหน่ึงนามวากวีนทราทิมัถนะซึ่งไดรับมอบหมายใหควบคุมการ
กอสรางปราสาทแมบุญตะวันออก ไดสรางพุทธสถานหลายแหง แหงหนึ่งคือ ปราสาทบัตจุม และ
ญาติของทานคือวีเรนทรวิขยาตผูเคยรับใชพระเจาหรรษวรมันท่ี 2 ก็ไดสรา งพุทธสถานเพิ่มขึ้นท่ีก
เด็ยจรรหรือกเด็ยจารในรัชสมัยนี้เชนกัน จารึกที่น่ันกลาววาพระเจาราเชนทรวรมันไดพระราชทาน

จารกึ แม่บุญตะวันออก • 224479

รูปพระโพธิสัตวโลเกศวรและนางเทวี (ปรัชญาปารมิตา) ใหไปประดิษฐานท่ีพุทธสถานดังกลาว
จารึกเบงเวียนกลาววาพระเจาราเชนทรวรมันทรงมีพระเชษฐาของพระมเหสีที่ทรงนับถือศาสนา
พทุ ธ337 นอกจากนี้จารกึ แปรรูป K.806 ซ่งึ สรา งหลังปราสาทแมบุญตะวันออก 9 ป โศลกท่ี 275 ยัง
ไดกลาวพาดพึงถึงลัทธิโยคาจารซึ่งเปนนิกายหน่ึงของพุทธศาสนาฝายมหายาน338 ดี.อี.จี ฮอลล
(D.E.G. Hall) กลาววา แมพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 จะทรงนับถือลัทธิไศวนิกาย แตจารึกตางๆ
ของพระองคก็ทรงแสดงถึงความศรัทธาในศาสนาตางๆ และแสดงถึงความมีขันติอยางยิง่ ยวด พุทธ
ศาสนารุง เรอื งมากในรชั กาลของพระองค3 39

รายละเอียดเพ่ิมเติมเก่ียวกับดานลัทธิความเช่ือในพระพุทธศาสนาสมัยพระเจาราเชน-
ทรวรมันท่ี 2 มีปรากฏในจารกึ ปราสาทบึงเวียน K.872 ระบุปมหาศกั ราช 868 ตรงกับ พ.ศ.1489,
จารึกโกกสําโรง K.239 ระบุปมหาศักราช 866 ตรงกับ พ.ศ.1487, จารึกบัตชุม K.266, K.267,
K.268340 อยา งไรก็ดี จารึกแมบุญตะวันออกโศลกที่ 172 มีการกลา วถึงศาสนาพุทธแตเพียงส้ันๆ
โดยแสดงถึงพระเจาราเชนทรวรมนั ท่ี 2 ทรงศึกษาและเขาใจในคําสอนทางพระพุทธศาสนา แตก็
ทรงมีพระราชศรทั ธาหนักแนน ในลัทธไิ ศวนกิ าย ดงั ขอ ความตอไปนี้

ไมม อี ะไรทีจ่ ะเปรยี บเทียบไดกับคุณธรรมทก่ี วางใหญไพศาลของพระองค พระองคทรง
เขา ใจหลักคาํ สอนทางพุทธศาสนา (แต) ไมทรงผนั แปรเปนอน่ื แมภ ายใตเ จา ลัทธิอืน่ (172)

ผูวจิ ัยมีความเห็นวา การท่ีพุทธศาสนารุงเรืองมากในรัชสมัยของพระองค และพระองค
เองแมน บั ถือไศวนิกาย แตก็ทรงศึกษาคาํ สอนทางพุทธศาสนา และทรงเปนศาสนูปถัมภกในการเผย
แผทุกลัทธิศาสนาอาจเปนการรักษาฐานอํานาจเพื่อมิใหคลอนแคลน หรือทรงดําเนินรอยตามพระ
เจา ยโศวรมนั อดีตกษัตรยิ ผ ูย ิ่งใหญผ สู รางเมืองพระนครซง่ึ ไดทรงปฏิบตั ิมากเ็ ปน ได

337กมเลศวร ภฏั ฏาจารยะ, ศาสนาพราหมณใ นอาณาจักรขอม, แปลโดย หมอ มเจา สุภัทรดิศ ดศิ กลุ , 13-14.

338Mahesh Kumar Sharan, Select Cambodian Inscriptions (The Mebon And Pre Rup Inscriptions of
Rajendravarman II ), 137, 187.

339ดี.อี.จ.ี ฮอลล, ประวตั เิ อเชียตะวันออกเฉยี งใต : สุวรรณภมู ิ-ภาคพสิ ดาร, แปลจาก A history of South-East Asia, ชาญวทิ ย
เกษตรศริ ิ, บรรณาธิการ, 113.
340ทรงธรรม ปานสกุณ, “รองรอยพระพุทธศาสนาในอาณาจักรเขมรโบราณกอนพุทธศตวรรษที่ 17” (วิทยานิพนธปริญญา
มหาบณั ฑติ สาขาวิชาภาษาเขมร บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลัยศลิ ปากร, 2548), 91-102.

250 • จารกึ แม่บุญตะวันออก 250

ประเพณีวฒั นธรรม

ประเพณีและวัฒนธรรมเกิดข้ึนเม่ือมนุษยท่ีอยูในบริเวณใกลเคียงกันในสังคมเดียวกัน
ทําความตกลงใจวา พฤตกิ รรมใดบางที่ควรถือปฏิบัติ และแนวความคิดใดเหมาะสม หรือกลาวอีกนัย
หนงึ่ เปนระบบสญั ลกั ษณะท่ีมนุษยส รางขน้ึ เปนแบบแผนกนั มาอยา งเดียวกันและสืบตอกันมานาน341
เปนกิจกรรมท่มี ีการปฏิบัติสืบเนอื่ งกันมา เปนเอกลักษณแ ละมคี วามสําคัญตอสังคม เปนลักษณะ
การดําเนนิ ชวี ิตที่แสดงออกมาถึง ความเจริญงอกงาม ความมีศลี ธรรม ความกลมเกลียวเปนอันหนง่ึ
อันเดียวกันของผูคนในสังคม หากประเพณีน้ันดีอยูแลวก็รักษาไวเปนวัฒนธรรมประจําชาตหิ รือรัฐ
ในจารึกแมบุญตะวันออกนอกจากจะสะทอนประวัติศาสตรในดานการเมืองการปกครองรวมทั้ง
ศาสนาและความเชื่อในขณะทีพ่ ระเจาราเชนทรวรมนั ท่ี 2 ทรงปกครองอาณาจักรแลว ประเพณี
วัฒนธรรมก็เปนสาระสําคญั ทางประวตั ิศาสตรท ี่พบในจารึกแมบุญตะวนั ออกดวย ดังจะไดก ลาวเปน
ลําดบั ไป

พิธกี รรมในศาสนาพราหมณ
ประเพณีวฒั นธรรมทสี่ ะทอนใหเห็นในจารึกแมบุญตะวนั ออกผูวิจัยพบวาเปนประเพณี

ท่ีเก่ียวของกับสถาบันพระมหากษัตริยเปนสวนใหญไมคอยปรากฏประเพณีวัฒนธรรมสําหรับชน
พ้ืนเมอื งมากนัก และเนื่องจากศาสนาพราหมณมีอิทธิพลตออาณาจักรกัมพูชาโบราณเปนอยางยิ่ง
และชาวกมั พูชาทีร่ ับรปู แบบตา งๆ จากอนิ เดียก็มศี รทั ธาตอศาสนาอยางเครงครดั ทาํ ใหมีอิทธิพลตอ
วถิ ีชีวิตตั้งแตเกดิ จนตาย และในการดาํ เนินชีวิตตองเก่ยี วขอ งกบั กับพิธีกรรมและขอปฏิบัติตางๆ ทาง
ศาสนา สําหรับพิธีกรรมของศาสนาพราหมณมคี วามสลับซับซอน เนื่องจากไดแบงกลมุ คนออกเปน
วรรณะและไดก ระจายรูปแบบอันเปนขนบธรรมเนียมประเพณีเปนตางๆ กันจึงยากที่จะพรรณนาได
หมดสิ้น และในจารึกสวนใหญจะกลาวเน้ือความถึงแตเพียงส้ันๆ เทานั้น ดังนั้น ในสวนหัวขอของ
พธิ กี รรมทางศาสนานผ้ี วู ิจัยจะนําเนื้อความทเ่ี ก่ียวของของพิธีกรรมท่ีเห็นวาสําคัญมาศึกษาวิเคราะห
ซ่ึงมีดงั ตอ ไปนี้

341พระยาอนมุ านราชธน, วัฒนธรรมและประเพณีตา งๆของไทย (กรุงเทพฯ: คลังวทิ ยา, 2514), 37.

จารึกแมบ่ ุญตะวนั ออก • 224591

พิธีศราทธ (§raÆddha) 342 เปนพิธีที่เกี่ยวของกับการทําบุญ แบงไดเปน 2 ประเภท คือ
พิธีศราทธเกี่ยวกับงานอวมงคล พิธีนมี้ ีจุดมุงหมายเพื่ออุทิศสวนกุศลใหแกผูตายโดยเฉพาะ สวนอีก
ประเภทหน่ึงพิธีศราทธเกี่ยวกับงานมงคลมีจุดประสงคเพ่ือความสุขความเจริญของผูมีชีวิตอย3ู 43
พระเจาราเชนทรวรมนั ที่ 2 นอกจากทรงเปน ธรรมราชาผูฝกใฝในการบุญทํานุบํารุงพระศาสนาดังได
กลาวไวในเบ้ืองตนแลว การโปรดใหสรางปราสาทแมบุญตะวันออกก็เพ่ือทําบุญอุทิศใหแกดวงพระ
วิญญาณของพระราชบดิ าและพระราชมารดาพรอ มท้ังบรรพบุรุษ ดังปรากฏในโศลกท่ี 201-210 ซ่ึง
มีเน้อื หาเก่ียวกับการถวายเครื่องใชสอยและส่ิงตางๆ แดเทพเจาเพ่ืออุทิศบุญใหแกบรรพบุรุษ และ
การนับถอื ผบี รรพบุรษุ น้ีนาจะเปนความเชื่อที่มีมาแตด้ังเดิมของชนพื้นเมอื งดวยซ่ึงเก่ียวเน่ืองกับการ
นับถือผีสางเทวดาโดยตรง จะวา เปนเร่ืองเดยี วกันก็ได344 พิธีทาํ บุญอุทิศใหแกผูวายชนมหรือผีบรรพ
บุรุษน้ี ไดถูกผนวกเขากับการรับศาสนาของอินเดีย ซึ่งการนับถือบรรพบุรุษน้ีเกี่ยวของโดยตรงกับ
ระเบยี บปฏิบัติและประเพณขี องครอบครัว ดังตวั อยา ง คือ

แมใ นทนี่ ้นั พระองคก็ไดทรงใหสรางศวิ ลึงค และรูปประตมิ าของศรวาณีสององค
อันงดงาม อยา งถูกตอ ง เพ่ือเพมิ่ พูนบุญกศุ ลแกบ รรพบุรุษ (202)

พระองคทรงไดรับเกียรติยศจากพระราชบิดาและพระราชมารดาของพระองคผู
บริบูรณ แมเปนพระเจาแผนดิน ก็ทรงเปนผูรูขอบเขตแหงศีลธรรม ไดทรงสรางพระ
ศวิ ะและพระนางปารวตที ้งั สองเหลานี้ เพอ่ื ความรมเยน็ ของพระราชบิดาและพระราช
มารดาของพระองค พรอมกบั พระภโวทภฺ วะ (พระศวิ ะ) (207)

พระองคผูมีความกลาหาญเสมอดวยจอมเทพ ไดถวายแลวซ่ึงกองแหงทรัพย
สมบัติอันบริบูรณทั้งมวลที่สองประกายดวยโภคะนับพันอันเจิดจาจากรัตนะ ในเทพ
เหลา น้นั (209)

342ภาษาบาลเี รียกวา กลั ปนา หมายถึง ท่หี รือสงิ่ อนื่ ทเ่ี จาของอทุ ิศผลประโยชนใหแกวัด, สวนบุญที่ผูทําอุทิศใหแกผูตาย ดู พระธรรม
ปฎก (ป.อ. ปยุตโฺ ต), พจนานกุ รมพุทธศาสตร ฉบบั ประมวลธรรม, พิมพค ร้งั ที่ 8 (กรงุ เทพฯ: โรงพิมพมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,
2538), 11.
343อารี วชิ าชัย, ปรัชญาธรรมของศาสนาพราหมณ-ฮินดู (กรุงเทพฯ: ภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร มหาวิทยาลัย
ศรีนครินทรวิโรฒ, 2543), 75.
344ประพจน อศั ววริ ุฬหการ, “ความเชื่อและศาสนากับสงั คมไทย,” ใน ประมวลสาระชุดวิชา ไทยศึกษา หนวยที่ 6 สาขาวิชาศิลป
ศาสตร มหาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมาธิราช (นนทบรุ ี: สาํ นักพมิ พมหาวิทยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช), 279-322.

252 • จารึกแมบ่ ุญตะวันออก 250

พระองคผูเปนเหมือนดวงจันทรของพระราชา (ผูเปนราชาแหงแมน้ํา) ทรง
เพม่ิ พูนมหาสมุทรแหงการบุญ แกพระเจาแผนดินทั้งหลายมีพระเจาศรีอินทรวรมัน

เปน ตน และไดท รงทาํ ใหเสมอกบั อาณาเขตของพระองค (204)

จากสองโศลกขางตน เราจะเห็นไดถึงความเช่ือที่วา การทําบุญอุทิศใหบรรพบุรุษผู
ลว งลับไปแลว มผี ลถงึ ทานเหลา น้ันคือชว ยเพ่ิมพนู บุญกุศลและความรม เยน็ แกบรรพบุรุษผลู วงลับไป
แลว หมายความวาเพื่อใหไปสูภพภูมิท่ีดีในปรโลก โดยท่ีสุดเมื่อวาตามคัมภีรลัทธิไศวนิกายแลว
เพ่ือใหทานเหลานั้นไดไปอยูรวมกับพระผูเปนเจา ดังจะเห็นไดวาพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 ทรง
ถวายส่งิ ของและรตั นะเปน อันมากอุทิศถวายเหลาทวยเทพ พรอมท้งั อุทศิ บุญถวายพระราชบิดาและ
พระราชมารดาภายใตเ ทวรูปของพระศิวะและพระนางอุมาเทวี กิจเชนน้ีแสดงถึงหนาท่ีของบุตรธิดา
ที่พึงกระทําตอบุพการีผูลวงลับไปแลว และเปนการแสดงออกถึงความกตัญูกตเวทีของทายาท
ผูยังอยู และคงเปนกิจที่ทําในชั้นสามัญชนดวย ตางกันแตเพียงวาในราชสํานักมีราชพิธีที่ยุงยาก
ซบั ซอ นมากกวาตองทาํ ใหถูกตองตามหลักคมั ภีรทางศาสนา ทง้ั ย่ิงใหญเอิกเกริกตามความเหมาะสม
แกสถานภาพและฐานนันดร ทั้งมีการกําหนดฤกษยามท่ีถูกตองและเปนมงคล เชน ในโศลกสุดทาย
ไดกลาวถึงการประดิษฐานลึงคท่ีช่ือวาศรีราเชนทเรศวระ พรอมดวยรูปเคารพตางๆ มีฤกษยาม
กาํ หนดไวช ัดเจน คอื

ในปแหงพระราชาของชาวศกะท่ีถูกนบั แลวดวยลูกเตาภเู ขาและเทพวสุ (874) ในวัน
ข้ึน 11 คํ่า เดือนมาฆะ (เดือน 3) อันเปนมงคล เมื่อพระจันทรอยูในนักษัตรที่ 11 (ภวะ)
ชั่วขณะหนึ่ง แลวเคลื่อนไปสูราศรพี ฤษภครง่ึ หน่ึง ลึงคที่ชื่อวาศรีราเชนทเรศวระนี้ถูกทําให
มัน่ คงอยา งยิ่งในทน่ี ี้ พรอมดวยรปู เคารพทั้งหลายเหลานี้ ของพระเศาริ (พระวิษณุ), พระแม
เคาร,ี พระศวิ ะ และพระพรหมา” (218)

สวนในจารึก Prasat Komphus K.668345 ในสวนท่ีเปนภาษาเขมรไดกลาววา
พราหมณทิวากรภัฏฏะไดทําพิธีโหมใหแกพระเจาราเชนทรวรมันเพ่ืออุทิศ (Ekoddistá a §raÆddha)
แดพ ระราชมารดาคือพระนางมเหนทรเทวีหลังจากสวรรคตได 20 วัน และพระองคไดมอบหมูบาน
ให 2 ตาํ บลเพือ่ เปน เครอ่ื งทกั ษิณาทานใหแกท า น

พิธีกรรมเปนสวนประกอบของศาสนา และผูนับถือศาสนาควรปฏิบัติอยางเครงครัด
เนื่องจากพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 ทรงศรัทธาในไศวนิกายอยางมัน่ คง ศาสนาพราหมณและไสย
ศาสตรซงึ่ เกี่ยวของกับอิทธิพลของผูมีอํานาจเหนือธรรมชาติ เปนส่ิงสะทอนความเช่ือและพิธีกรรม
การประกอบพิธีกรรมท่ีปรากฏในจารึกจงึ เปนไปตามแบบศาสนาพราหมณ ลัทธิไศวนิกายเปนหลัก

345George Cœdès, Inscriptions du Cambodge, vol. I (Hanoi: Imprimarie d’ Extrême-Orient, 1937), 167-168.

จารกึ แม่บญุ ตะวันออก • 225513

ในโศลกที่ 210 มีการบันทึกไววาพระเจาราเชนทรวรมันทรงทําการบูชาซ่ึงระบุไวในคัมภีรศรตุ แิ ละ
คัมภีรส มฤติของไศวนิกายแดเหลาเทพท้ังหลายในที่นี้ตลอดทั้งเดือน แสดงใหเห็นถึงการศึกษาลัทธิ
ศาสนาพราหมณไ ดแพรหลายไปในอาณาจักรกัมพูชาโดยเหลาพราหมณผ ูมีฐานันดรสงู ผูมีความรอบ
รูในศาสตรตางๆ ซึ่งเปนผูปฏิบัติหนาที่ทั้งในราชสํานักและศาสนสถาน และไดสงเสริมความรูดาน
อ่นื ๆ ในชุมชนชาวกัมพูชา ดังท่ีปรากฏในจารึก เชน คัมภีรพ ระเวท เวทางคะ อุปนษิ ัท กาวยะ และ
ปุราณะ ตลอดถึงพระเจาราเชนทรวรมันก็ทรงไดรับการยกยองอยูเสมอวาไดทําพิธีถวายน้ําโสมแก
เทพเจาเปนประจํา (K.958 โศลกที่ 6)346 และทําบุญอุทิศใหแกบรรพบุรุษโดยผานทางพิธีกรรม
และยชั ญพิธีทางศาสนาพราหมณ

ในโศลกท่ี 81 สะทอนใหเห็นพิธกี รรมที่เก่ียวของกับศาสนาพราหมณซ่ึงเปนสิ่งท่ีปฏิบัติ
ในราชสํานักพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 โดยกวีบันทึกรายละเอียดวาพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 มี
ความรอบรใู นคมั ภีรพ ระเวท ซึ่งคมั ภีรพ ระเวทเปนแบบแผนของการประกอบพิธีกรรมและการสวด
มนตทําพิธี การประกอบพิธีกรรมเปนการปองกันความพินาศ ทําใหเกิดความเปนสิริมงคลและให
พระราชกรณยี กิจสําเร็จดังพระราชประสงค จึงตองจัดทําข้ึนตามคัมภีรพระเวทใหถกู ตอง ครบถวน
ตามวิธีการ ทางดานรูปแบบของการสักการะท่ีแพรหลายในสมัยนั้น ไดแก การสวดบทสดุดี การ
ระลกึ ถึง การสรา งศาสนสถาน และเทวรูป โดยเฉพาะการสรางลึงคอันเปนตัวแทนของพระศวิ ะ การ
ถวายสิ่งของแดทวยเทพ เพ่ือความสาํ เร็จประโยชนท่ีปรารถนา และทายสุดเพ่ือสวรรคและการอยู
รวมกับเทพเจา ดงั ปรากฏในโศลกตัวอยาง คอื

พระองคท รงทาํ ราชกจิ ทกุ อยา งสาํ เรจ็ แลว แมม แี ขนกาํ ยํากไ็ ดทรงประดิษฐานเสา
หลักเหลานี้ ของพระผูมีสี่กร (วิษณุ) และผูเกิดจากดอกบัว (พระพรหมา) ดวย
เชนเดียวกบั ลึงค 8 รูปของพระผูม ีแปดรูป” (208)

พระเจาราเชนทรวรมันนี้นั้นทรงเปนใหญเหนือพระเจาแผนดิน เปนประดุจดวง
อาทิตยบนทองฟาแหงโสมวงศ ไดทรงสรางศิวลึงคอันเปนเคร่ืองหมายแหงผูบรรลุถึง
สวรรคแ ละดินแดนทปี่ ลอดภยั (206)

และในจารึกโศลกที่ 205 กลาวา “พระองคทรงเปนผูเชี่ยวชาญ ไดทรงประดิษฐานเสา
หลักพระเศาริ (พระวิษณ)ุ พระนางเคารี (พระอุมาเทวี) พระอีศวร (ศิวะ)347 (และ) ศัมภุลึงค แมโดย

346George Cœdès, Inscriptions du Cambodge, vol. VII (Hanoi: Imprimarie d’ Extrême-Orient, 1964), 142.

347ฉบับเดิมของ มเหศ กุมาร ศรัณ และหลุยส ฟโนต แปลวา พระเศาริและพระนางเคารี (ßauri and gaurí, ßauri et ed
gaurí) ดู Mahesh Kumar Sharan, Select Cambodian Inscriptions (The Mebon And Pre Rup Inscriptions of

Rajendravarman II ), 92; and L. Finot, Inscriptions d’Angkor, 351 .

254 • จารกึ แม่บญุ ตะวันออก 252

ทางทิศใตของยโศธรตฏากะ (บารายตะวันออก)” ซึ่งสถานที่ประดิษฐานศิวลึงคพรอมรูปเคารพ
ดงั กลา วทางทิศใตข องบารายตะวันออกก็คอื ปราสาทแปรรูป ขอนแี้ สดงใหเห็นวาปราสาทแปรรปู ได

เริ่มดําเนนิ การกอ สรางแลว
พิธีสังสการ (samsá kaÆrahÆ )á 348หรือพิธีประจําบาน การกลาวถึงการมีอยูของระบบ

วรรณะในอาณาจักรกัมพูชาซ่ึงไดรับตอมาจากชาวฮินดู และการยกยองคนสามวรรณะแรก ซึ่ง

หมายถงึ กษตั รยิ  พราหมณ และแพศย ในโศลก 84 ยอ มแสดงใหเห็นถงึ หลกั พธิ ีกรรมทเี่ ราควรทราบ

ได เพราะชาวฮินดูเองยอมมีขนบธรรมเนียมประเพณีท่ีตองประพฤติตามวรรณะของตน พิธีดัง
กลาวคือพิธสี งั สการ ซง่ึ ไดก าํ หนดไวในมารวธรรมศาสตร หรือมนูญศาสตร วาเปนพิธีทีค่ นในวรรณะ

กษัตริย วรรณะพราหมณ วรรณะแพศยตองปฏิบัติ ซึ่งจัดเปนพิธีประจําบานอันแสดงใหถึงหลักการ

ดําเนินชวี ติ และพิธกี รรมท่คี รอบคลุมวถิ ีชวี ิตของผคู นทีม่ ีอยูในชวงเวลานั้นโดยจะตอ งมีพราหมณเปน
ผกู ระทาํ พธิ ี

พิธีกรรมการเบิกพระเนตรเทวรูป ในโศลกที่ 203 ไดกลาวถึงพิธีกรรมที่นาสนใจคือ
การสถาปนาเทวรูป ทาํ พิธเี บิกพระเนตรเทวรูปและมอบถวายเครอ่ื งใชส อยของบูชา ดงั น้ี

ในเดือนแหงการสถาปนานั่นเอง พระศิวะพระนามวาศรีภัทเรศวระ นอกจาก
เครื่องใชสอยแลว พระองคทรงทําพิธีเบิกพระเนตรเทวรูปท้ังหลาย ทั้งในท่ีอ่ืนดวย
พรอมดวยของบูชาอีกหลายอยา ง (203)

จากโศลกนี้ ทาํ ใหเราไดทราบถึงราชกิจของผูเปนกษัตริยหลังจากประดษิ ฐานเทวรูปยัง
ศาสนาสถานตา งๆ เรยี บรอยแลว พธิ กี รรมทส่ี าํ คญั ตอ มาคอื พธิ ีเบิกพระเนตรเทวรูป ถึงแมพิธีกรรมนี้
เราไมส ามารถทราบไดว าในสมัยน้ันกระทํากันอยางไร หรอื ทาํ ตามคัมภีรใด แตสามารถสันนิษฐานได
วานาจะเปนราชประเพณีท่ีสําคัญที่กษัตริยจะตองทําพิธีดวยพระองคเองและเปนการเร่ิมตนงาน
เฉลิมฉลองศาสนสถานที่ไดกอสรางสําเร็จเพื่อเปดใชประกอบพิธีกรรมทางศาสนาได ประเพณีเบิก

348 มจี ํานวน 12 ประการ คือ 1) ครรภาธาน เปน พธิ ที จ่ี ัดข้ึนเมื่อทราบวา ตั้งครรภ 2) ปงุ สวัน เปนพิธปี ฏบิ ัติตอเด็กในครรภท่ีเขาใจวา
เปนเพศชาย 3) สีมนั โตนยนั เปนพิธีตดั ผมหญงิ มคี รรภ 4) ชาตกรรม พิธีคลอดบุตร 5) นามกรรม พิธีตั้งช่ือเด็ก 6) นิษกรมณะ พิธีนํา
เด็กออกไปดแู สงอาทติ ยย ามเชา 7) อันนปราศัน พิธีปอนขา วเด็ก 8) จูฑากรรม พิธีโกนผมไวจุก เม่ืออายุได 3 ขวบ 9) เกศานตกรรม
พิธีตัดผม ถาเปนวรรณะพราหมณต ัดเมื่ออายุ 16 ป ถาวรรณะกษัตริย ตัดเมื่ออายุ 22 ป ถาวรรณะแพศยตัดเมื่ออายุ 24 ป 10)
อุปนยนั พธิ ีเขา รับการศกึ ษา พวกวรรณะพราหมณ กษัตริย แพศย จะตองทาพิธีเขารับการศึกษา และเม่ืออาจารยในสานักน้ันๆ รับ
เด็กไวแลว กจ็ ะสวมสายธรุ า หรอื ยัชโญปวีต ผูท ่ไี ดส วมสายน้ีแลว ก็เรียก วา ทวิชาติ 11) สมาวรรตน พิธีกลับบาน จัดข้ึนเมื่อเด็กหนุม
สาเร็จการศึกษาและเตรียมตัวกลับบาน 12) วิวาหะ พิธีแตงงาน พิธีสังสการทั้ง 12 ประการ ถาเปนผูหญิงหามทาพิธีอุปนยันอยาง
เดยี ว นอกนัน้ ทาํ ไดห มด และหา มสวดคมั ภรี พ ระเวท เพราะเปนคัมภรี ศกั ด์สิ ิทธทิ์ ส่ี งวนเฉพาะผชู าย และคนบางวรรณะเทานั้น ดู อารี
วิชาชัย, ปรัชญาธรรมของศาสนาพราหมณ-ฮินดู, 11; และ Monier Williams, Sanskrit-English Dictionary , 1120.

จารกึ แม่บญุ ตะวันออก • 225535

พระเนตรเทวรปู น้ี ยังคงไดร ับการสืบตอมาจนกระท่ังถึงปจจบุ ันรวมทั้งพิธีเบิกพระเนตรพระพุทธรูป
ก็คงไดรบั อิทธพิ ลจากลัทธคิ วามเชอ่ื นเ้ี ชนกนั

การบูชาไฟ จัดเปนพิธกี รรมที่สําคัญในอาณาจักรกัมพูชา เปนพิธีเคารพบชู าเนือ่ งใน
ศาสนาพระเวทเพราะพระอัคนีจดั เปน เทพสาํ คญั ดงั ปรากฏในหนาแรกของคัมภีรฤคเวทและเปนเทพ
ประธานในยัชญพิธีท้ังปวง โดยเชื่อกันวาพระอัคนีเปนเทพปโุ รหิตและเปนทูตสง สารพรอมทั้งเครื่อง
สังเวยใหแกทวยเทพที่ผูทํายัชญพิธีไดกลาวถึงและมอบเครื่องสังเวยไปให349 ดังปรากฏในฤเวท
มณฑลท่ี 1 สูกตะที่ 1 วา “ขาแตพระอคั นี การบวงสรวงบชู าจะสมบูรณไ ดเพราะทา นเปนผนู าํ เคร่อื ง
สังเวยไปถวายแกทวยเทพ”350 ถึงแมอาณาจักรกัมพูชาจะมิไดนับถือศาสนาพระเวทแตก็ให
ความสําคัญอยางย่ิงตอคัมภีรพระเวทและบทสวดในพระเวท คําศัพทเกาแกและรูปแบบที่สําคัญ
เก่ียวกับการบูชาไฟจึงปรากฏใหเหน็ ในจารึกหลักตา งๆ เพราะท้ังพระอัคนีและพระอาทติ ยบางครัง้ ก็
รวมอยกู บั พระอศี วร และหมายถึงแสงสวา งประจําโลกที่ออกมาจากองคพระอีศวร เชนเดียวกับการ
บชู าพระอีศวรในรูปศวิ ลึงค ซึ่งตองทําเปนประจําบอยคร้ัง อาณาจักรกัมพูชาจงึ มีพิธีเคารพบูชาพระ
อัคนีรวมกับพระอีศวร ตัวอยางในจารึกปราสาทแปรรูป โศลกท่ี 115 กวีใชคําที่เกาท่ีมาจากคัมภีร
พระเวท เชน คําวา “สามเิ ธนี” (การสาธยายขณะบวงสรวงบูชาไฟ) หรือคําที่มีใชกันมากในจารึก
ท่ัวไป เชน คําวา “โหตฤ” (ปุโรหิต) ซ่ึงนอกจากจะหมายถึงพราหมณผูรักษาไฟผูทําพิธีแลว ยัง
หมายถึงพราหมณท่ัวไปดวย คําวา “ยัชญะ” หมายถึงส่ิงของที่ถวาย สวนยัชญมานะ หรือ ยัชวัน
หมายถึงผูเปนเจาภาพในการประกอบพิธีบูชายัญ และคําเกาอ่ืนๆ ที่มาในศาสนาพระเวทอันเปน
ศาสนาเกาแสดงใหเห็นถึงหลกั พิธีกรรมตางๆ เกี่ยวกับการบูชาไฟไดเปนอยางดี จารึกปราสาทแปร
รูป โศลกท่ี 65 วา ไฟซึ่งมีสีดังทองไดรับเครอ่ื งสังเวยทถี่ ูกใหโดยปุโรหิต มีเสียงไพเราะเหมอื นเปลง
เสียงสูงรองวาชัยๆ ปรากฏเปนเปลวมียอดมวนเปนทักษิณาวัฏ (suvarnáavarnaá s suruvo

vitírnná áam purodhasaÆ havyam upadÆ dahÆ á pradaksáináavÆ arttaßikhaś śikkhíva dideśa yasmai

jayaśabdam uccaihá ) ซึง่ ตรงตามฤคเวททว่ี าพระอัคนคี ือปุโรหติ ที่แทจริงในยชั ญพิธี
ท้ังพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 ก็ทรงเปนผูเ ช่ยี วชาญดา นรปู แบบการบูชายัญและยัชญ

พธิ ี โดยพระองคท รงเปนมีมางสกะ ดังปรากฏในจารึกปราสาทแปรรปู โศลกท่ี 107 และโศลกที่ 239
ไดกลาววา พระองคเรียนมีมางสาจากพราหมณช่ือวาศรีโสเมศวรภัฏฏะแลว พระองคจึงไดถึงความ
เปนนักปราชญเกี่ยวกับคัมภีรของพราหมณจนสามารถสอนผูอ ื่นได ปรัชญามีมางสาแยกเปน 2 คือ
สวนที่กลาวถึงพระเวทตอนตนเรียกวาปูรวมีมางสาซงึ่ เนนในเรอ่ื งพิธีกรรม (KarmakaÆndá aá )351 และ

349A. Berridale Keith, The Religion and Philosophy of the Veda and Upanishads (Delhi: Motilal Banarsidass,
1976), 159.
350H.H. Wilson, Rág-Veda Samhitaá, Vol. I (Delhi: Nag Publishers, 1977), 3.

351เปนสวนหนึ่งของคมั ภีรศรตุ ทิ ี่เก่ียวของกับพธิ กี รรมและยัชญพิธี ดู Monier Williams, Sanskrit-English Dictionary , 258.

256 • จารกึ แม่บญุ ตะวนั ออก 254

สวนท่ีกลาวถึงพระเวทตอนปลาย เรียกวาอุตรมีมางสา เนนความรูของพระเวท (JnaÁ ÆnakanÆ dá áa) ซ่ึง
ตอมาพัฒนาเปนเวทานตะ พระองคนาจะทรงศึกษารูปแบบและพิธีกรรมจากปูรวมีมางสาจนเปน
ผูเชี่ยวชาญจึงไดปรากฏพิธีกรรมอันหลากหลายในสมัยพระองคซง่ึ สวนมากจารึกไดกลาวไวแตเพียง
สังเขปเทานั้น การบูชาไฟนับวาเปนพิธีกรรมอันสําคัญในอาณาจักรกัมพูชามาต้ังแตสมัยกอนเมือง
พระนคร จึงปรากฏในจารึกหลายหลัก เชน จารึกปราสาทสรังแง ในพ.ศ.1426 ซึ่งไดกลาววาราช
ปโุ รหิตของพระเจาอินทรวรมันคอื พราหมณนันทิกาจารย ไดประดษิ ฐานไฟอันศักด์ิ (devaÆgni) และ
มีเรื่อยมาจนถึงสมัยหลัง เชน จารึก Phnom Sandak, K.192 (พ.ศ.1499) ไดกลาวถึงพิธีกรรม
เก่ียวกับไฟอันศักดิ์สิทธ์ิ (vrahá vleṅ) โดยพราหมณาจารยนามวาภควัน จารึกตระพังโรปู ในพ.ศ.
1545 และจารึกสําโรง ในพ.ศ.1622 ก็ไดก ลาวถึงเชน กัน (vrahá vleṅ)352

การสังเวยตามคัมภีรพระเวทซ่ึงจารึกในอาณาจักรกัมพูชา มี 2 อยาง คือ การสังเวย
ตามพิธีลักษโหม (การสงั เวยแสนครงั้ ) เชนท่ีปรากฏในจารกึ แมบุญตะวันออก โศลกท่ี 92 วา “การ
บูชาที่เกิดจากอถรวเวทนับแสนครั้ง” และ พิธีโกฏิโหม (การสังเวยสิบลานครั้ง) เชน ที่ปรากฏใน
จารกึ ปกษีจํากรง โศลกที่ 19353 วา “(พระเจาชยั วรมันท่ี 2) ผูปราบเทพผูทําพิธีสังเวยรอยคร้ัง (พระ
อินทร) ดวยพิธีโกฏิโหม” ซ่ึงกษัตริยเขมรไดทรงกระทาํ ทุกป นอกจากน้ีอาณาจักรกัมพูชาโบราณ
ยงั ใหความสําคัญกับพรหมยัชญะ ซึ่งเปนพิธีใหญใน 5 พิธี (pancÁ amahaÆyajnaÁ ) ซึ่งตองทองบน พระ
เวทและคัมภีรอ่ืนๆ จารึกปราสาทบันทายศรีกลาววาตองทําเปนประจํา (acchinnamá) จึงมี
ความสําคัญมาก และจารึกสดก กก ธม (Sdok Kak Thomá) กลาววาเปนสวนหนึ่งของพิธีอัน
ศกั ดิ์สทิ ธ์ิ กอ นจะเร่ิมพธิ รี าชาภิเษก สวนในจารึกแมบุญตะวนั ออก มตี วั อยา งดังน้ี

พระองคทรงทําใหชวงกลางวันและพระเกียรติยศของพระอินทรไปสูความมัว
หมองพรอ มๆกัน ดว ยควันท้ังหลายจากการบูชาท่ีเกิดจากอถรวเวทนับแสนคร้ังที่ขึ้นไป
จนถึงสวรรค บดบังลําแสงของพระอาทิตยเสยี ส้ิน (92)

แมทุกวันน้ี พระสุริยะเทพก็ยังโคจรไปดวยมาของพระองคซ่ึงมีการเห็นท่ีถูกบด
บังดานบน จึงนําทางไปหลงทิศเพราะควันทั้งหลายอันหนาทึบในการบูชายัญของ
พระองค ตลอดกาล (125)

352กมเลศวร ภัฏฏาจารยะ, ศาสนาพราหมณใ นอาณาจกั รขอม, แปลโดย หมอ มเจาสุภัทรดศิ ดิศกุล, 179-180.

353R.C. Majumdar, Inscription of Kambuja, 188.

จารึกแมบ่ ุญตะวนั ออก • 225557

เมือ่ พระองคทรงทําการบูชายัญเปน รอยครั้งตลอดกาล แมในศรทั กาล พระองคก็
ไดทรงทําใหเกิดเมฆ ดว ยเมฆที่เกิดจากควันซ่ึงแผกระจายไป เหมือนเมฆคร้ึมดําในฤดู
ฝน (154)

นางศจีคร้ันเห็นการบูชายัญของพระองค เพราะกลัววาพระอินทรจะความเสอ่ื ม
จากตําแหนง จึงทาํ เปนมีนํ้าตานองหนา จรงิ ๆ โดยแสรง สมั ผสั ควัน (192)

นอกจากนี้จารึกยังกลาววา พระเจาราเชนทรวรมนั ที่ 2 ทรงใชพระเศียรหรือชีวิตของ
กษัตรยิ ผูเปนอริราชศตั รูมาเปนเคร่ืองบูชาและเช้ือเพลิง พรอมทง้ั ทรงนําพระเกียรติยศของพระองค
มาเปนเคร่ืองทักษิณาแกเหลาพราหมณ กวีแสดงนัยถึงพระเกียรติยศของพระองคย ิ่งใหญเ กรียงไกร
และขจรขจายไปไกล จนไมสามารถกลา วไดหมดสน้ิ เชน

(พระองค) ผูทรงเกื้อกูลแกการบูชาดวยการยังมนตราใหสําเร็จ ทรงนําไปแลวซ่งึ
ดอกบัวคือหนาของศัตรูท้ังหลาย ทไ่ี ฟคือดาบอันถูกจุดแลว ไดกอใหเกิดราชอาณาจักร
ของพระองค (117)

ในการบวงสรวงบูชาดวยเช้ือเพลิงคือขาศึกท้ังหลายนี้ พระองคไดทรงแสดงให
เห็นถงึ เครอ่ื งทกั ษิณาท่ไี มม ีวันหมดสน้ิ คือพระเกยี รติแกเหลา พราหมณท วั่ ทศิ (126)

เครื่องใชส อย
ในจารกึ แมบุญตะวนั ออก โศลกที่ 201 พบวา มีการถวายเครื่องใชสอยแกเทพเจา คือ ศิ

วิกา (เสลี่ยง) สวนเคร่ืองใชสอยท่ีนาสนใจและถูกกลาวถึงในจารึกคือ กระจกเงา ปรากฏมีการใช
กระจกเงาในชวงเวลานั้น โดยในจารึกแมบุญตะวันออกกลาวถึงกระจกเงาไวในโศลกท่ี 35, 79 และ
โศลกท่ี 97 ดังตวั อยางขอ ความที่ปราฏ คอื

พระองคท รงถวายเคร่ืองใชสอยทั้งหลายทีย่ ังไมเ คยมี เชน ศิวกิ า (เสล่ียงหรือคาน
หาม) เปนตน เพิ่มมากข้ึน แดศิวลึงคช่ือสิทเธศวรอันศักด์ิสิทธิ์ บนภูเขาท่ีเมือง
สทิ ธศวิ ปุระ (201)

สําหรับความงดงามแหงพระวรกายของพระองคแลว จะหาอุปมาสักอยางหนึ่งที่
ไมมขี อตาํ หนิ (สมบูรณ) เชนน้ันได ณ ที่ใดเลา ภาพสะทอ นของพระองคซ ่ึงปรากฏท่ีพ้ืน
กระจกเปน สงิ่ ท่ไี มคคู วรมาเปรียบเทยี บกับพระองคเ ลย (35)

258 • จารกึ แมบ่ ญุ ตะวนั ออก 256

การบันทกึ รายละเอียดเก่ียวกับกระจกเงาในโศลกขางตนทําใหพบขอเท็จจริงประการ
หนึ่งวาวัฒนธรรมในราชสํานักสมัยพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 มกี ารใชก ระจกเงาในราชสาํ นักแลว
และอาจสนั นิษฐานไดวา กระจกเงาเปนเครื่องอํานวยความสะดวกสําหรับการแตงตัวหรือใชสองหนา
สําหรับคนชั้นสงู นอกจากในราชสํานักจะมกี ารใชกระจกเงาในหมูขุนนางระดับสูงรวมท้ังสตรชี ั้นสูงก็
นา จะมีกระจกเงาใชดว ย

จารึกแมบุญตะวันออกแมจะแตงขึ้นในรูปของฉันทลักษณพรรณนาถึงชีวประวัติและ
เหตุการณต างๆ ในสมัยพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 แตก็ไดปรากฏภาพสะทอนทางดานตางๆ อัน
ประกอบดวยแนวคิด ดานการเมืองการปกครอง ดานสังคมและเศรษฐกิจ ทางดานศาสนาและ
ปรชั ญา รวมถึงดา นประเพณีวฒั นธรรม ดังไดกลา วมา จงึ สรปุ ไดด ังนี้

กวีไดพรรณนาวา พระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 ทรงมพี ระปรีชาสามารถรอบดานพรอม
ท้ังรูปลักษณอันโดดเดนงดงาม ไดรับการศึกษาอบรบมาอยางดีต้ังแตทรงพระเยาว โดยไดสืบสาย
สกลุ มาจากวรรณะที่บริสุทธ์แิ ละสูงสงระหวางพราหมณและกษัตริยเปนลําดับมา ทรงมีลักษณะผูนํา
ที่ดแี ละเปนกษัตริยที่มีความสามารถดานการรบอยางฉกาจฉกรรจ พระราชอํานาจของพระองคแผ
ขยายเปนท่ีประจักษและยอมรับของกษัตรยิ ทั้งหลายในอาณาจักรและละแวกใกลเคียง พระองคจึง
นบั วาเปนกษตั รยิ กมั พูชาในอดีตทีย่ ิง่ ใหญอ กี องคห นง่ึ ในประวัติศาสตรก ัมพูชา

ดานการเมืองการปกครอง รปู แบบการปกครองท่ีปรากฏเปนแบบระบอบราชาธิปไตย
ท่ีเรียกวาเทวราชา ไดแนวความคิดมาจากศาสนาพราหมณ ที่ถือวาเทพเจา คือพระศิวะและพระ
นารายณไดอวตารลงมาเปนกษัตริย กษัตริยจึงเปนผูมีพระราชอํานาจสูงสุดเด็ดขาดเหนือทกุ สงิ่ ทุก
อยา ง มีความศักดส์ิ ทิ ธ์ิ ผใู ดจะละเมิดไมได ซ่งึ หนาที่การปกครองเปนของกษัตริย เปนผูมีอํานาจโดย
เด็ดขาด และแมกษัตริยจะทรงมีอํานาจอยูอยา งลนพน แตก็ทรงปกครองบานเมืองโดยมีคณะมนตรี
เปนทีป่ รึกษาดา นตางๆ แสดงใหเ หน็ วากษัตริยไมใชผูม ีอํานาจสูงสุด แตเปนผูใชอ ํานาจในทางที่ถูกท่ี
ควร เปนธรรมราชา ปกครองแผนดินโดยอาศัยท้ังหลักกฎหมายและหลักศีลธรรมควบคูกันไป สิ่ง
สําคัญคือองคประกอบของรัฐรวมท้ังนโยบายภายในรัฐและนโยบายตางประเทศอาศัยแนวความคิด
ในอรรถศาสตรของเกาฏิลยะเปน หลัก

สภาพสังคมและเศรษฐกิจท่ีปรากฏในจารึกแมบุญตะวันออกน้ันแมไมปรากฏใหเห็น
มากนักอาจเปนเพราะอยูในชวงหลังเพิ่งเสร็จศึกสงครามและกวีมุงเนนพระปรีชาสามารถในการแผ
พระราชอํานาจของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 เปนหลัก แตก็สะทอนใหเห็นถึงสภาพสังคม โดยท่ี
ฐานะและบทบาทของคนในสงั คมยังคงแบงตามระบบวรรณะทั้ง 4 ไดแ ก พราหมณ กษัตริย แพศย
และศูทร วรรณะที่ไดการยอมรับคือคนสามวรรณะแรก ชนผูอยูในวรรณะช้ันสูงคือกษัตริยและ

จารึกแมบ่ ุญตะวันออก • 225579

พราหมณ กษัตริยนอกจากจะมหี นาทีห่ ลักในการทําศกึ สงคราม และปกปองปกครองบานเมืองแลว
ยังมีหนาท่ีอันนาสนใจอยา งหน่ึงคือการทํานุบํารุงศาสนา เปนตน พราหมณม ีหนาที่ใหคําแนะนําใน
ดานตางๆ อบรมสั่งสอนในเรื่องศีลธรรมถายทอด ความรูและวิทยาการดานศาสนา นอกจากน้ียังมี
หนาที่ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอีกดวย วรรณะที่เหลือไมปรากฏรายละเอียดในจารึก
อยางไรก็ตามการแบงชนชั้นวรรณะดังกลาวเปนแบบหลวมๆ มิไดเครงครัดมากนัก อาจกลาวไดวา
สังคมในสมยั น้นั มลี ักษณะการแบง ชนช้นั เปน 2 คอื ชนชัน้ ผูปกครองและชนช้นั ผถู ูกปกครองกไ็ ด

ดานศาสนาไดกลาวถึงหลักความเช่ือเรื่องพระตรีมูรติ คือ พระพรหมา พระวิษณุและ
พระศิวะ ผูเปนเทพเจาสูงสุดในศาสนาพราหมณ โดยมีไศวนิกายเปนแกนหลัก ซึ่งเปนลัทธิท่ีไดรับ
ความเล่ือมใสศรัทธาในราชสํานกั การศึกษาเรอ่ื งคัมภีรและวรรณกรรมทางศาสนาพราหมณรวมทั้ง
ระบบปรัชญาท้ังหกสํานักของพราหมณ คอื เวทานตะ โยคะ สางขยะ นยายะ ไวเศษิกะ และมีมาง
สาก็มีปรากฏชัดเจน ความเช่ือเรื่องเทพชั้นรองและบุคคลสําคัญในวรรณกรรมอินเดียก็ปรากฏอยู
เปน จํานวนมากเชนกนั แมจารึกสวนใหญจ ะกลา วถงึ คตคิ วามเชื่อทางศาสนาพราหมณ แตถึงกระนั้น
ก็มิไดป ด ก้นั ศาสนาอนื่ ๆ เชน ศาสนาพทุ ธก็มีผนู ับถืออยเู ชนกันในรัชสมัยน้ี

ดานประเพณีวัฒนธรรม พบวาใหความสําคัญกับการทํากัลปนา คือ พิธีเกี่ยวกับการ
ทําบุญอุทิศส่ิงของและทรัพยสมบัติเพ่ือเทพเจาทางศาสนาพราหมณ เพ่ืออุทิศสวนบุญใหแกบรรพ
บุรุษผูลวงลับไดไปสูสุคติภูมใิ นปรโลก และเขาถึงความเปนหน่ึงเดียวกับเทพจา ราชพิธีที่สําคัญคือ
การประดิษฐานเทวรูปยังศาสนสถานตางๆ และพิธีเบิกพระเนตรเทวรปู รวมทัง้ การบําเพ็ญบุญและ
พิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ ท้ังน้ยี ังพบวามกี ารใชก ระจกเงาในราชสาํ นักดวย

ภาพสะทอนตา งๆ ทีป่ รากฏในจารึกแมบุญตะวันออกซ่ึงนําเสนอในบทน้ีเปนเพียงสวน
หนงึ่ ของประวัติศาสตรและวัฒนธรรมของอาณาจักรกัมพูชาสมัยพระนครชวงปลายพุทธศตวรรษท่ี
15 โดยผา นมุมมองของผูบนั ทึกเหตุการณลงในศิลาจารึกแมบุญตะวันออก การจะใหความกระจาง
หรืออธิบายเหตุการณประวัติศาสตรโดยภาพรวม จําเปนตองใชข อมลู จากรึกหลักอ่ืนๆ มาประมวล
เขาดว ยกนั จงึ จะทาํ ใหเ กดิ ความกระจา งแจงดีย่ิงข้ึน

260 • จารกึ แม่บุญตะวนั ออก

260

àaeद्दPृ tiÖ;taNdxd! yiu d vxUvxE VydI]aivix<
vÏnn! yz! izizra<zurZimivzda< sTkIiÄRmala< gu[E>,
SvGgRÖarpru e pru NdrpurPrSpiÏRs<vÏRne
saRWvz! zVvRmitiòpt! sivÉv< il¼< ivxanaiNvtm! .

“ พระองคผูทรงไวซึ่งการถือบวชเพราะการเปนหมายของเหลาภรรยาของ
ขา ศึก ผูฮึกเหิมในการรบ ทรงผูกไวซงึ่ พวงมาลัยอันเปนเกียรติยศท่ีดีงามสดใสดุจรัศมขี อง
พระจันทร ดวยคุณสมบัติทั้งหลาย ไดสถาปนาซึ่งศิวลงึ คที่สําคัญพรอ มดว ยทรัพยสมบัติ
อันเปนไปตามพิธี (ถูกตอ งตามพิธ)ี ณ เมือง“สวรคทวารบุร”ี อันเจริญรงุ เรอื งแขงกับเมือง
ของพระอนิ ทร”

258

จารึกแม่บุญตะวนั ออก • 261

บทที่ 5
การศึกษาวิเคราะหจ ารกึ แมบ ุญตะวนั ออกในเชิงวรรณศลิ ป

คําวา วรรณคดี ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ.2554 ใหนิยามวา วรรณคดี
น. วรรณกรรมทไี่ ดรับยกยองวาแตง ดีมีคณุ คาเชงิ วรรณศิลปถึงขนาด354 และจารึกแมบุญตะวันออกก็
สะทอนใหเ ห็นอัจฉริยภาพของกวีผูแตงวามีความรูความสามารถในการใชภาษาสันสกฤตเปนอยางดี
เน้ือหาและถอยคาํ ที่กวใี ชแตง จารึกมีคุณคาในเชงิ วรรณคดีอยางชัดเจน กวีใชภาษาและรูปแบบการ
ประพันธตามลักษณะของการแตงบทกวีนิพนธ สรางรสวรรณคดี และอลังการอยา งหลากหลาย จึง
จัดไดวาจารึกแมบุญตะวนั ออกเปนวรรณคดีตรงตามความหมายที่ไดกําหนดไว เนื้อหาในบทที่ 4ผู
เรียบเรียงจะแบงหัวขอในการอภิปรายเปน 4 สวนเพื่อแสดงเปนลําดับไปโดยจะเริ่มจาก (1)
การศึกษาจารึกแมบุญตะวันออกในเชิงวรรณศิลปดวยทฤษฎีสันสกฤต (2) กวีและรูปแบบคํา
ประพันธ (3) อลังการ

การศึกษาจารึกแมบญุ ตะวนั ออกในเชงิ วรรณศลิ ปด ว ยทฤษฎีสนั สกฤต

การถายทอดเร่ืองราวเปนบทรอยกรองในจารึกของอาณาจักรกัมพูชาตั้งแตสมัยกอน
เมืองพระนคร จนถึงสมัยท่ีไดสลักจารึกแมบุญตะวันออกหลักนี้อันเปนสมัยเมืองพระนครในรัชสมัย
ของพระเจา ราเชนทรวรมันท่ี 2 พบวาจารึกแมบ ุญตะวันออกเปนจารึกที่มีความยาวมากทสี่ ุดคือมีถึง
218 โศลก ทัง้ พบวา บทรอยกรองท่ีใชมคี วามลกึ ซ้งึ สละสลวย ศิลาจารึกสําหรบั นักภาษาศาสตรจะให
ความรูดานอักษรศาสตร ภาษาศาสตร นิรุกติศาสตร และอักขรวิธี สวนนักวรรณคดีจะมองวาศิลา
จารกึ ในอาณากมั พชู าคืองานเขยี นที่เปน วรรณคดปี ระเภทจารกึ ซง่ึ บันทึกเรื่องราวในอดีตในสมัยน้ันๆ
และผลงานของกวโี บราณในอาณาจักรกัมพูชาที่จารึกดวยภาษาสันสกฤตเปนที่ยอมรับของผูศึกษา

354ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ.2554, พิมพครั้งท่ี 2 (กรุงเทพฯ: นานมีบุคสพับลิเคช่ันส, 2554),
1100.

262 • จารกึ แมบ่ ุญตะวนั ออก 259

ประวตั ิศาสตรและภาษาสนั สกฤตในกมั พูชาวา มีความถูกตองอยางนาชมเชย ทั้งการแตงจารึกแสดง
ถึงผูแตงมีความรูทางดานวรรณคดีสันสกฤตอยางสูง355 มีความวิจิตรลึกซ้ึง ซ่ึงทําใหจารึกภาษา
สันสกฤตในอาณาจักรกัมพูชามีคุณคามากย่ิงข้ึน จารึกแมบุญตะวันออกประพันธข้ึนดวยภาษา
สันสกฤต ทฤษฎที ี่เหมาะสมในการนาํ มาใชศึกษาวิเคราะหจึงควรศกึ ษาตามแนวทฤษฎีสันสกฤตเพ่ือ
แสดงใหเ หน็ ถงึ คุณคา ของงานกวนี พิ นธในจารึกใหป ระจักษแ กผูสนใจสืบไป

การประยกุ ตใชท ฤษฏวี รรณคดสี นั สกฤตกบั จารึก
การประยุกตใ ชทฤษฎีวรรณคดสี ันสกฤตกับจารึกที่จะกลา วถึงนี้ หมายถึง การประยกุ ต

ใชวรรณกรรมที่ปรากฏบนจารึกในอาณาจักรกัมพูชาซ่ึงเปนวรรณคดีสดุดี หรือวรรณคดี
ประวตั ิศาสตร ลักษณะทีก่ วเี ลา บนั ทึกเหตุการณ จะแตกตางจากอาลักษณแ ละนักประวัติศาสตร กวี
สามารถแตงเติมจินตนาการและใชภาษาไดอยางไพเราะงดงามเพื่อใหผูอานเกิดอารมณรวม เมื่อ
กลาวถึงวรรณคดสี นั สกฤตอนิ เดีย จะหมายถึง วรรณคดี 4 ประเภท คือ

1. อาคม หมายถึง งานที่เก่ียวของกับศาสนาและปรัชญา เชน คัมภีรพระเวท
พราหมณะ อรัณยกะ และอปุ นษิ ัท เปนตน

2. ศาสตร หมายถึง ตําราเกี่ยวกับวิชาการ ซ่ึงเปนตําราเพื่อศึกษาหาความรูห รือเพ่ือ
อธบิ ายขยายความตําราอ่ืนๆ เชน อัษฏาธยายีของปาณนิ ิ ตําราดาราศาสตร ตําราโหรศาสตร เปนตน

3. อติ ิหาสะ หมายถึง งานเขียนทีม่ เี นอื้ หาอิงประวัตศิ าสตรแตง ข้ึนเพื่อสดุดีวีรบรุ ุษ เปน
ตํานานที่เลาสืบกันมา และภายหลังไดถูกบันทกึ เปนลายลักษณอักษร เชน รามายณะ และมหาภา
รตะ เปน ตน

4. กาวยะ หมายถงึ งานเขียนท่มี วี รรณศลิ ป หรือเรียกอีกอยางวา กวนี พิ นธ ซ่ึงมงุ สรา ง
อารมณส ุนทรยี  เชน เมฆทตู ศกนุ ตลา เปน ตน

เมอื่ ศึกษาถึงเนื้อหาของวรรณคดีทั้ง 4 ประเภท พบวา แตล ะประเภทมเี นื้อหาทแ่ี ตกตาง
กนั ออกไป ใน 3 ประเภทแรก สวนใหญเ ปนไปเพ่ืออุดมคติ ปรัชญา ความรู และตํานานเร่อื งเลา แม
ที่เปนบทรอยกรอง หรือใชการเปรียบเทียบ มีการสื่ออารมณก็เพ่ือสะดวกในการจดจํา ไมไดมี
จุดมงุ หมายเพอื่ แสดงออกทางอารมณท่ีละเอียดออนเพื่อใหเกิดสุนทรียะ จึงควรเรยี กวา วรรณกรรม
เพราะไมตรงกับคํานิยามในเบื้องตนที่วา วรรณคดี หมายถึง ผลงานท่ีไดรับการยกยองวาแตงดี มี
ความงามในเชงิ วรรณศิลปและมีคุณคาในทางอารมณ สวน กาวยะ คืองานเขียนท่ีมุงสรางสนุ ทรียะ
มักมีเน้ือหาเก่ียวของกับมนุษยโดยสะทอนใหเห็นประสบการณและชวงชีวิตของมนุษยใ นระยะเวลา

355จริ พฒั น ประพันธวทิ ยา, ผูแ ปล, “สถานภาพปจ จุบันของงานวิจยั เกยี่ วกับจารกึ ภาษาสันสกฤตในกัมพูชา ขอสังเกตบางประการ,”
โบราณคดี ฉบบั พิเศษ ออกในวาระครบรอบ 40 ป คณะโบราณคดี มหาวทิ ยาลัยศิลปากร, (2537): 49-50.

จารกึ แม่บญุ ตะวันออก • 226603

หนงึ่ เปนงานเขียนท่ีมีวรรณศลิ ป หรือเรยี กวากวีนพิ นธ356 ซ่งึ ตรงตามนิยามความหมายของวรรณคดี
ตามท่ีใหนิยามไวในเบ้ืองตน สวนจารึกแมบุญตะวนั ออก ถึงแมวาจะมีเนื้อหาอิงประวัตศิ าสตรและ
ถอยคําในจารึกมีลักษณะสดุดีพระเกียรติคุณของกษัตริยซ่ึงนักวรรณคดีสันสกฤตเรียกวาบท
“ประศัสต”ิ (Praßasti)357 จงึ ควรเปน วรรณคดีประเภทอิติหาสะ แตกวีใชล ักษณะของกวีนิพนธ ซ่ึงมี
ความงดงามและมีลักษณะพิเศษเดนชัดดานวรรณศิลปในการแตง จึงจัดอยูในวรรณคดีสันสกฤต
ประเภทกาวยะ

ทฤษฏวี รรณคดสี ันสกฤต
นักปราชญผูแตงบทกวีมักใหความสนใจตองานท่ีมคี ุณคาดา นวรรณศิลป การวิเคราะห

วิจารณ และการเขยี นเปนลายลกั ษณอ ักษรเปน ส่งิ ทีเ่ ผยแพรท รรศนะของแตล ะทา นใหปรากฏในแวด
วงวรรณคดี ปราชญชาวอินเดียก็เชนกันจากการอานงานผูอ่ืนและงานท่ีตนไดเขียนและวิเคราะห
วจิ ารณแ ลว มักเขียนตําราวรรณคดีข้ึนมาสนับสนนุ ทฤษฎที ่ีตนสนใจทําใหเกิดแนวคดิ แตกแขนงเปน
หลายสํานัก เทาท่ีปรากฏมีทฤษฎีสําคัญอยู 8 ทฤษฎี ไดแ ก ทฤษฎีรส วาดวยอารมณของคนอาน
ทฤษฎีอลังการ วาดวยความงามในการประพันธ ทฤษฎีคุณ วาดวยลักษณะเดนของการประพันธ
ทฤษฎีวโกรกติ วาดวยภาษาในการประพันธ ทฤษฏีธวนิ วาดวยความหมายแฝงในการประพันธ
ทฤษฎรี ีตี วาดวยลลี าในการประพันธ ทฤษฎีอนุมิติ วาดวยการอนุมานความหมายในการประพันธ
และทฤษฎเี อาจิตยะ วาดวยความเหมาะสมในการประพันธ358 สวนผูวิจัยสนใจศกึ ษาวเิ คราะห ตาม
ทฤษฎีอลังการ ซึ่งมีปรากฏใหเห็นอยางโดดเดนอยูเปนจํานวนมากและเหมาะสมแกการศึกษา
วิเคราะหจารึกแมบ ญุ ตะวนั ออก อันเปนแนวทางทีบ่ ัณฑิตผเู ปนบูรพาจารยดานจารึกภาษาสันสกฤต
ใชวิเคราะหจารึกในอาณาจักรกัมพูชาอยูเสมอ โดยในหัวขอตอไปจะไดกลาวถึงกวีและรูปแบบคํา
ประพันธ และตอจากนั้นจะไดศึกษาวิเคราะหจารึกแมบ ุญตะวันออกตามทฤษฎอี ลังการทีไ่ ดกําหนด
ไวตามจุดประสงคของงานวิจัยโดยลาํ ดับ

356กสุ มุ า รกั ษมณ,ี วเิ คราะหวรรณคดไี ทยตามทฤษฎีวรรณคดสี นั สกฤต, พมิ พครงั้ ท่ี 2 แกไขและเพ่ิมเติม (กรงุ เทพฯ: ภาควิชาภาษา
ตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศลิ ปากร, 2549), 9-14.

357Monier Monier-Williams, A Sanskrit-English dictionary : etymologically and hilologically arranged with
secial reference to Cognate Indo-European languages (Delhi: Motilel Banarasidass, 1979), 695.
358P.V. Kane, History of Sanskrit Poetics , Reprint (Delhi: Motilal Banarsidass, 1994).

264 • จารกึ แมบ่ ญุ ตะวันออก 261

กวีและรูปแบบคาํ ประพันธ

กวใี นราชสํานักกัมพูชาและพฒั นาการ
แมลักษณะความเปนนักปราชญและนักประพันธจะเริ่มตนจากผูแตงบทประพันธเปน

สําคัญ แตกวีนิพนธประเภทกาวยะ ไดเร่ิมข้ึนในราชสํานักกอนแลวตอมาจึงแพรหลายออกไปสู
ประชาชนภายนอก ลกั ษณะท่ีสําคัญของกาวยะ คือ การใชถอยคําสาํ นวนและโวหารท่ีแตกตางจาก
ภาษาของคนธรรมดาท่ัวไป โดยเนนทวงทํานองการแตง การเลนคํา เลนอักษร มีความหมายโดยนัย
ลึกซ้ึงสะเทือนอารมณจึงทําใหกวีมีลักษณะพิเศษกวาบุคคลท่ัวไปอาจจะท้ังการพูดและลีลาการ
ประพันธ ซึ่งกวีในราชสํานักกัมพูชาก็ไดรับอิทธิพลทางดานตางๆ ซึ่งมีอินเดียเปนตนแบบ ในสวนน้ี
จงึ นาํ เรอ่ื งกวีและผูท เ่ี กยี่ วขอ งมาปรารภเพือ่ ใหเกิดความเขาใจในงานกวนี ิพนธไดช ัดเจนขึ้น

1. กําเนดิ กวี
กวี (Kavi) ตามรูปศัพทหมายถึง ผูคงแกเรียน มีปญญาปราชญ ฉลาดเฉลียว

ผูเชี่ยวชาญในการประพันธ กําเนิดของกวีในยุคแรกๆ ตามความเชื่อของชาวอินเดยี มักเปนพวกฤษี
ผลงานการประพันธชิ้นแรกๆ เช่ือกันวา เปนงานที่กวีผูเปนฤษีไดรบั การถายทอดโดยฟงมาจากเทพ
เจา และสื่อใหมนุษยดวยกันไดรับทราบ เชน พระเวท เปนตน เรียกวาวรรณคดีศรุติจึงไมใชผลงาน
ของทา นเหลานั้นโดยตรง แตอยางไรกต็ าม การรับสารเหลาน้ันยอ มแสดงใหเห็นความพิเศษของของ
กวีที่สามารถสือ่ สารกับเทพเจาได ผูเปนกวีจึงมักมีความพิเศษแตกตางจากคนอ่ืนๆ ในอินเดียถือกัน
วาวาลมีกิผูแตงผแู ตงรามายณะ เปนกวีคนแรก (อาทิกวี) ที่ประพันธงานกวีนิพนธ หลังจากน้ันมา
นับเปนจุดเร่ิมตนของกวีอีกหลายทานและงานประพันธอีกมากมาย แตโดยมากกวีอินเดียโบราณ
รวมทั้งกวีผูแตงจารึกในอาณาจักรกัมพูชา แมกระทั่งผูแตงวรรณคดีไทย มักไมบอกนามผูแตง ใน
อินเดียกวีสวนใหญเกิดในสกุลพราหมณความสําคัญของวรรณะนี้คือการศึกษาพระเวท และคัมภีร
อื่นๆ เชน พราหมณะ อารัณยกะ สูตระ ปุราณะ เปนตน เรื่องราวตางๆ ในคัมภีรดังกลาวนับเปน
วตั ถุดบิ อยา งดีที่กวจี ะนํามาขยายความใหเ กดิ ความลกึ ซง้ึ และเขา ใจไดงา ย อีกทัง้ เปนสวนประกอบที่
สําคัญในการประพันธคมั ภรี และตําราในสมยั ตอ ๆ มา อันทาํ ใหเกิดวิชาการตา งๆ มากมาย กวีจึงตอง
ประกอบดวยความรหู ลายแขนงที่ทาํ ใหเกิดงานประพันธเปน ทชี่ น่ื ชมของผูทีต่ นส่ือสารใหไดรับรู อาทิ
เชน ความรูดานไวยากรณ หลักภาษา ความหมายของคาํ ฉันทศาสตร อลังการศาสตร เปนตน การ
แสดงความสามารถในงานประพันธใหเปนที่ประจักษจึงเปนเรื่องท่ีกวีเสาะแสวงหาโอกาสอยูเสมอ

จารึกแม่บญุ ตะวันออก • 226625

การนําเสนองานประพนั ธ มที ั้งการแสดงงานประพันธในสํานักของตน ในที่ชุมชน และเมื่อมชี ่ือเสียง
เปนที่รจู กั ของมวลชน อาจไดเขา แสดงความสามารถในราชสํานัก เมื่อมีผูช่ืนชมและผูอุปถัมภอาจได
เปนขาราชสํานัก เชน กาลิทาส ผูซ่ึงถูกจัดใหเปนรัตนกวีของอินเดียเปนตน หรือพระราชาเองทรง
เปนกวีก็ได การจะไดรับเกียรติยศและความช่ืนชมช่ืนชอบในผลงานจึงอยูท่ีความรอบรูและ
ความสามารถของกวเี ปน หลกั 359

ดังไดกลาวในตอนตนแลววากวีผูแตงจารึกในอาณาจักรกัมพูชาก็เหมือนกับกวีใน
อินเดียสมัยโบราณคือจารึกโดยมากมักไมปรากฏนามผูแตง และเร่ิมตนมาจากกวีในราชสํานักกอน
โดยเน้ือหาของจารึกและจุดประสงคใ นการแตงเพ่ือยอพระเกียรติกษัตริย เผยแพรคําสอนหรอื หลัก
ปรัชญาทางศาสนา บันทกึ เหตกุ ารณทางประวัตศิ าสตร เปนตน การเผยแพรวรรณคดีประเภทจารึก
จงึ ขน้ึ อยูก ับกษัตริยแ ละเหตุการณบ า นเมืองเปนสําคัญ กษตั รยิ จึงมีบทบาทท่ีสําคัญย่ิงในการเผยแพร
วรรณคดีประเภทจารึก ดังนนั้ จึงควรกลาวถึงกษัตรยิ ในฐานะศูนยกลางของการสรางงานวรรณคดี
รวมทง้ั ลักษณะทส่ี ําคญั ของจารกึ ในแตล ะรัชสมยั เพอื่ เปน แนวทางใหเหน็ พัฒนาการเก่ียวกับการแตง
จารกึ ในอาณาจักรกัมพชู าในรัชสมยั ตางๆพอสงั เขปสืบตอ ไป

2. พระมหากษตั รยิ ในฐานะศนู ยก ลางการสรางงานวรรณคดใี นจารึก
จารึกในอาณาจักรกัมพูชาสวนใหญเปนงานเขียนท่ีมีกําเนิดมาจากราชสํานักโดยมี

กลุมบุคคลสําคัญในการสรางงาน 3 กลุมใหญๆ คือ พระมหากษัตริยและพระราชวงศ นักบวชใน
ศาสนา หรือขุนนางชั้นผูใหญผูมีอํานาจในสมัยน้ัน โดยมีนักปราชญราชบัณฑิตเปนผูสนองงาน ใน
บรรดาทานเหลาน้ี กษัตริยจัดเปนองคสําคัญท่ีเปนศูนยกลางสรางวรรณคดีประเภทจารึก โดยที่
พระองคม พี ระราชประสงคในการสรางเอง หรือสนับสนุนใหเกิดการสรางงานวรรณคดี การอุปถัมภ
ใหเกดิ งานวรรณคดีประเภทจารึกจํานวนมาก ไดแสดงใหเห็นถึงความสามารถและพัฒนาการของกวี
ผูแตงและภาพสะทอนท่ีปรากฏในจารึกมีคุณคาในดานตางๆ อยางมหาศาล ทั้งทําใหวรรณคดี
รุงเรืองสืบตอมา ในสวนนี้จึงอาศัยจารึกหลักสําคัญๆ ท่ีปรากฏพระนามของกษัตริยกัมพูชาที่
พระองคไ ดสรางหรือมีสวนในการสราง มาเปนองคป ระกอบสําหรับการวิเคราะหจารึกแตละรัชสมัย
โดยใชขอ มูลจากหนังสือ Studies in Sanskrit Inscriptions of Ancient Cambodia ของ มเหศ
กมุ าร ศรณั 360 และ หนงั สือ Inscriptions of Kambuja ของ อาร.ซี. มาชมุ ดาร3 61 เปนหลกั โดยเริ่ม
จากจารึกต้งั แตส มัยแรกเร่ิมกอตัง้ อาณาจกั รกมั พูชาคือสมยั เจนละ ราวพุทธศตวรรษท่ี 12 อันมจี ารึก
ท่สี ําคญั ในสมยั แรกๆ คอื จารึกของพระเจา มเหนทรวรมันเปนตนไป ซึ่งมีขอ มลู ปรากฏดงั นี้

359กสุ มุ า รกั ษมณ,ี วเิ คราะหว รรณคดีไทยตามทฤษฎีวรรณคดีสนั สกฤต, 18-20. (New Delhi: Abhinav

360Mahesh Kumar Sharan, Studies in Sanskrit Inscriptions of Ancient Cambodia
Publications, 1974).
361R.C. Majumdar, Inscription of Kambuja (Calcutta: The Asiatic Society, 1953).

266 • จารกึ แมบ่ ญุ ตะวันออก 263

ในรัชสมัยของพระเจามเหนทรวรมัน ดูเหมือนวากวีในราชสํานักกัมพูชาสมัยนี้ซ่ึง
เปนระยะแรกเร่ิมกอตั้งและขยายอาณาจักร จะตองตามเสด็จไปทุกท่ีแมกระทั้งในคราวทําศึก
สงคราม หนาที่ของกวีอาจจะเพ่ือขับรอง ใหความบันเทิง หรือเขียนขอความตามพระราชโองการ
เปนตน จารึกในอาณาจักรกัมพูชาสมัยโบราณ ท่ีแตงขึ้นดวยภาษาสันสกฤต สมัยกอนเมืองพระนคร
หรืออาณาจักรเจนละ ท่ีปรากฏพระนามชัดเจน คือ จารึกของเจาชายจิตรเสน หรือ พระเจา
มเหนทรวรมัน ตัวอยางเชน จารึกสุปฏนาราม (อบ.9, K.509) และปากน้ํามูล จารึกดวยอักษรแบบ
อนิ เดียใต ทีน่ ยิ มเรียกวาอกั ษรปลลวะ มีอายรุ าวพุทธศตวรรษที่ 12 วา

[1] naptaÆ ßrísaÆrvvabhaumasya sunÆ aß ßrívíravarmmanaá há |

ßaktyaÆ nunÆ aÆm kanisátáhopi bhraÆtaÆ ßríbhavavarmmanáahá ||
hápuÆrvvamahÆ atalaksaá nahá |
[2] ßrícitrasenanamÆ aÆya

sa ßrímahendravarmmeti namÆ abhejebhiseá kajam ||

[3] jitvemandeßamakhila- ṅgirißasyeha bhubÆ hráti |
jayacihnamivatÆ manahá ||362
liṅganniveßayaÆmaÆsa

พระเจาแผนดินพระองคใด ทรงเปนพระราชนัดดาของพระเจาจักรพรรดิ เปน
พระโอรสของพระศรวี ีรวรมัน โดยแทจริงแลว แมวาเปนพระอนุชาของพระเจาศรีภววรมัน
แตก ท็ รงเปน พระเชษฐาโดยความสามารถ เปนผูมีลักษณะท่ีถูกขัดเกลาแลวในกาลกอน โดย
ชื่อวาจิตรเสน พระเจาแผนดินพระองคนั้น ไดรบั พระนามท่ีเกิดจากการอภิเษกแลววา ศรี-
มเหนทรวรมัน เม่ือทรงชนะแลวซ่ึงที่นี่ท้ังหมด ไดทรงใหประดิษฐานแลว ซ่งึ ศิวลึงค อันเปน
เหมือนสญั ลักษณแหง ชัยชนะของพระองคใ นทน่ี 3้ี 63

ตวั อยา งจารึกถ้าํ ภหู มาใน อาํ เภอโขงเจียม จงั หวดั อุบลราชธานี K.509

[1-2] …………………… …………………… |
[3] vijitya nikhilan deßaÆ nasmin deße ßilamÆ ayamá |
jayasvastimivatÆ manáahá ||364
vrásbá hamá suthapÆ ayaÆmaÆsa

................................... (เหมือนสองโศลกกอนหนานี)้ ................ หลังจากทรงชนะที่น่ี
ทงั้ หมดแลว ไดทรงใหส รา งพระโคทําดวยศิลาไวในท่ีน้ี อันเปน เสมอื นความสวัสดีแหงชัยชนะ
ของพระองค

362ตนฉบับใชอักษรไทย ผูวิจัยปริวรรตเปนอักษรโรมันเพื่อความสมํ่าเสมอของงานวิจัย ดู ชะเอม แกวคลาย, “ศิลาจารึกพระเจา
มเหนทรวรมนั ,” ศลิ ปากร 31, 5 (พฤศจกิ ายน-ธันวาคม 2530): 79-84.
363ปรบั สํานวนการแปล (ผวู จิ ยั )
364ตนฉบับใชอักษรไทย ผูวิจัยปรวิ รรตเปนอักษรโรมันเพื่อความสม่ําเสมอของงานวิจัย ดู ชะเอม แกวคลาย, “ถ้ําปราสาทหรือถํ้าภู
หมาใน,” ใน โบราณคดีเขอื่ นปากมลู , 75-77.

จารกึ แมบ่ ญุ ตะวันออก • 226647

จารึกของเจาชายจิตรเสน หรือพระเจามเหนทรวรมัน จากขอมูลยกที่มาเบื้องตนน้ี
รวมกับไดรับการตพี ิมพแ ลว ทงั้ หมดเปน 11 หลัก แมร อยจารึกบางหลักจะลบเลือนไปบาง แตเนอ้ื หา
ใจความหลกั ในจารึกที่เปน ภาษาสนั สกฤตลว น ซ่ึงเปนจารึกท่ีมคี วามยาวไมมากนัก ทแี่ ตงไดยาวที่สุด
มีความยาว 3 โศลกซึ่งไมแตกตางกันเลย แตการอานจารึกของนักจารึกบางครั้งไมต รงกัน ทงั้ น้ีอาจ
เพราะความเลือนลางของรูปอักษรหรืออาจเปนเพราะความผิดพลาดของอาลักษณผูสลักจารึกก็ได
อยางไรก็ดี จะเห็นไดวาเปนจารึกท่ีปรากฏในชวงแรกๆ นี้มีขนาดคอนขางสั้น กระชับรัดกุม
โดยเฉพาะในสองโศลกแรกซงึ่ เหมือนเปนกรอบหรอื รูปแบบที่วางไวแบบสําเร็จรูป อาจเนือ่ งมาจากมี
เวลาในการแตงไมมาก และกวีผูรจนาคงเปนคนเดียวกันทั้งยังตองติดตามกองทัพของเจาชายจิตร
เสน หรือพระเจา มเหนทรวรมันไปดวยทกุ หนแหง

ภาพสะทอนจากจารึกของพระเจามเหนทรวรมันแสดงใหเห็นถึง ประวัติความ
เปนมาโดยยอของกษัตรยิ ผูใหสลกั จารึกวาทรงเปนเปนกษัตริยนับรบและเปนการอางสิทธ์ิอันชอบ
ธรรมในการขนึ้ ครองราชย มีขอความการประกาศพระราชกรณียกิจทีท่ ําคือสรางศวิ ลึงคหรือพระโค
ไว ณ สถานท่ีนั้น เพ่ือเปนเคร่อื งหมายแหงชัยชนะ และแสดงนัยแฝงถึงการนับถือพระศวิ ะของผูให
สลกั จารึก โดยมิไดระบศุ ักราชและกวผี ูแตง นักปราชญทานกําหนดไดวาอยูใ นชว งพุทธศตวรรษท่ี 12
โดยศึกษาจากจากรปู อักษรท่ีสลักและพระนามของกษัตริยท่ีปรากฏ โดยมากจะแตงดวยโศลก หรือ
อนุษฏภฉันท ยังไมปรากฏลักษณะของอลังการ แตอลังการแรกท่ีพบกลับพบในบทรอยแกวสั้นๆ มี
ลักษณะเปรียบเทียบแบบอุปมางายๆ ในจารึกชองสระแจง วา “พระเจาแผนดินพระองคใดปรากฏ
พระนามวา ศรมี เหนทรวรมัน ทรงเปน เหมอื นพระอนิ ทรผ ูย่ิงใหญ (mahendra iva) พระเจาแผนดิน
พระองคน น้ั ไดทรงขดุ บอน้าํ อันมีช่อื วา บอน้าํ สงั กร365

ในรัชสมัยตอมา คือ รัชสมัยพระเจาอีศานวรมัน (พ.ศ.1159-1180) ผูเปนพระราช
โอรสของพระเจามเหนทรวรมัน ในรชั กาลนพ้ี ระองคไ ดย ายเมืองหลวงจากเมืองภวปุระไปทางตอนใต
ตั้งราชธานีใหมมีนามวา อีศานปุระ คอื บริเวณกลุมโบราณสถานสมโบรไพรกุกในจังหวัดกําพงธม มี
การคนพบจารึกของพระเจาอีศานวรมัน หลายหลักทางตอนใตกัมพูชาทั้งท่ีกําพงจาม ไพรแวง
กนั ดาล และตาแกว รวมทั้งเขตจังหวัดจันทบุรีของไทย บานเมืองมีความเปนปกแผนมน่ั คงข้ึน จารกึ
ท่ีพบโดยมากจะใชภ าษาสันสกฤตแบบสัน้ ๆ รว มกับภาษาเขมรโบราณ และมลี กั ษณะเปนการยอพระ
เกียรติ และเร่ืองราวกิจกรรมทางศาสนา เร่ิมปรากฏลักษณะกวีนิพนธมีการเปรียบเทียบและใช
สํานวนโวหารในบทรอยกรอง เชน จารึกบายัง (Bayang) หรือจารึกอังปุ (Ang pu/Vat Pu) จารึก
หลักน้ีมีจํานวน 6 โศลก โศลกที่ 1-5 แตงดวยอนุษฏภฉันท สวนโศลกที่ 6 แตงดวยศารทลู วิกรีฑิต
ฉนั ท แตใชในการสาปแชงผมู คี วามโลภท่จี ะขโมยสงิ่ ทถ่ี วายใหแกพ ระภควตั ดังตวั อยา งตอ ไปน้ี

365กสุ ุมา รกั ษมณ,ี วเิ คราะหวรรณคดีไทยตามทฤษฎีวรรณคดสี นั สกฤต, 82.

268 • จารึกแมบ่ ุญตะวนั ออก 265

khyaÆtavíryaviśasáenáa śeseá neá va mahíbhrátaÆ | || 2366
ratnojjavalitabhogena jitamá śríśanÆ avarmmanaá Æ

ขอพระเจา แผนดนิ ทรงพระนามวาพระศรีอีศานวรมัน ผูมีทรัพยสมบัติอันรุงโรจน

โชตชิ ว งดว ยรตั นะ ผมู คี วามกลาหาญอนั ยวดย่งิ ท่ีถกู กลาวขานแลว เหมือนนาคช่ือเศษะ

จงชนะ

โศลกดังกลาวน้ี ปรากฏอลังการประเภทเศลษะ คือ การเลนคํา ซึ่งคําเดียวมีหลาย
นัย โดยโศลกนส้ี ามารถแปลไดอกี นัยหน่ีงวา “ขอพระเจาศรีอีศานวรมัน ผูเปนราวกับเศษนาค ผูแบก
แผนดินไว ผูมีขนดท่ีโชติชวงดวยรัตนะ เปนเจาแหงพิษท่ีรุนแรงคือความเกงกลาเปนที่รูจักกันทั่วไป
จงชนะ” จากนัยดังกลาวนน้ียังแสดงถึงอลังการประเภทอุตเปรกษา คือ การแสดงพลังจินตนาการ
ของกวีดว ย จึงนบั วาในรชั สมัยน้กี วีไดใชหลักอลงั การในการแตงจารึกแตย ังคงมปี รากฏไมมากนัก

ในรัชสมัยของพระเจาภววรมนั ท่ี 2 ซึ่งไดครองราชยตอ จากพระราชบิดาคือพระเจา
อีศานวรมัน พบจารึกในภาคตะวันออกของไทยหลายหลักเชน จารกึ เขานอย K.506 จารึกเขารัง
K.505 และจารกึ วดั กดุ แต เปน ตน โดยมากลกั ษณะการแตง ใชภาษาสันสกฤตแบบส้ันๆ หรือผสมกับ
ภาษาเขมรโบราณ นอกจากนย้ี ังมที ี่พบในกัมพูชาอีก 4 หลักคือ K.79, K.483, K.733 และ K.81,
ซึ่งจารึกหลักสาํ คัญคือ K.81 หรอื จารึกหันไชยซ่ึงดูเหมือนวาจะแตงขนึ้ ในรัชสมัยพระองคและมีการ
ตอเตมิ ในเวลาตอมา มจี าํ นวน 47 โศลกแตง ดว ยอนษุ ฏภ ฉันททง้ั หมด แสดงใหเห็นรูปแบบการแตง ที่
ยังไมหลากหลายยังคงเนนการใชอนุษฏภฉันทเปนหลัก และเริ่มปรากฏรูปแบบที่ชัดเจนซึ่งสงตอ
มาถงึ จารึกสมัยหลงั คอื เร่ิมตน ดว ยการสดดุ เี ทพเจา การกลาวถึงสายสกุล การยอพระเกียรตกิ ษัตรยิ 
ซ่ึงสอดแทรกเรื่องราวทางประวัติศาสตรและภาพสะทอนดานตางๆ และกิจกรรมทางศาสนา
ลักษณะการแตงประกอบดวยอลังการตามแบบกวีนิพนธชัดเจนขึ้นอยางเห็นไดชัดในหลายโศลก มี
การแสดงจนิ ตนาการของกวแี ละการเปรียบเทยี บใชส าํ นวนโวหารในลักษณะตางๆ ตามแบบอลังการ
ศาสตร ดังตวั อยางตอ ไปน้ี

jitaminduvatamásena murÆ dhaÆ gaṅgamÆ á babharÆ a yahá |
umabÆ hruÆbhaṅgajihmormimaÆlaÆmalÆ umivaÆmalamÆ á || 1

ขอชยั ชนะจงมีแดพระศวิ ะ (ผมู พี ระจันทรป ระดับบนพระเศียร) ผูใ ชศรี ษะรองรับแมน า้ํ
คงคาที่มีระลอกคลื่นคดงดเหมือนกับคิ้วท่ีขมวด (เพราะความโกรธ) ของพระอุมาท่ีเหมือน
เถาวลั ยท ีแ่ สนสวย367

366ตนฉบับใชอักษรเทวนาครี ผูวิจัยปริวรรตเปนอักษรโรมันเพ่ือความสม่ําเสมอของงานวิจัย ดู R.C. Majumdar, Inscription of

Kambuja, 23-24.

367จิรพัฒน ประพันธวิทยา และอุเทน วงศสถิตย, รายงานการวิจัยจารึกหันไชย (กรุงเทพฯ: ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะ
โบราณคดี มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร, 2557), 25-26.

จารึกแม่บุญตะวนั ออก • 226669

จากโศลกดานบนน้ี ปรากฏอรรถาลงั การทีเ่ รยี กวา อุตเปรกษา เปน การแสดงใหเห็น
ถึงพลังจินตนาการของกวี โดยกวีมองวา การท่ีพระศิวะรับพระแมคงคาเปนชายาอีกองคมาไวบน
พระเศียรน้นั พระแมค งคาจึงแสดงทาทีหัวเราะเยาะเยยพระนางอุมาโดยพนน้ําเปนฟองสีขาว จึงทาํ
ใหพระนางอุมา (ผมู ีผิวดํา) แสดงอาการโกรธจนขมวดคิ้ว นอกจากนี้ยังมศี ัพทาลังการ หรืออลังการ
ดานเสียง ที่เรียกอนุปราสะ คือการกลาวซา้ํ เสียงพยัญชนะ m โดยปรากฏถึง 9 คร้ัง และกลาวซํ้า
กลมุ พยญั ชนะ 2 ตัว คอื mal โดยปรากฏ 3 คร้งั ตามท่ีทาํ ตัวหนาไว

ในรัชสมัยของพระเจาชัยวรมันที่ 1 ไดครองราชยตอจากพระบิดารัชกาลของ
พระองคคอนขางยาวนานจารึกของพระองคพบในอาณาเขตท่ีกวางมากคือตั้งแตวัดภูไปจนถึงอาว
ไทยทางใต ลักษณะการประพันธเริ่มมีรูปแบบฉันทลักษณที่หลากหลายข้ึน (ดูตารางท่ี 3) จาก
สมัยกอนหนาที่โดยมากจะใชอนุษฏภฉันทเปนหลัก แตจารึกภาษาสันสกฤตที่พบโดยมากมีขนาด
คอนขางส้ัน พระองคคงจะไมม ีรัชทายาทหลังจากสิ้นพระชนมไมท ราบวาเกิดอะไรขึ้นบาง หลักฐาน
ในจารึก K.904 ของพระนางชัยเทวี ระบุพ.ศ.1256 กลาววาพระนางชัยเทวีไดขึ้นครองราชยสืบ
ตอมา จนในทายทีส่ ดุ บานเมอื งแตกแยกออกจากกันเปน 2 สวน คือเจนละบกและเจนละนํ้า

สมัยเมืองพระนครเร่มิ ตนจากภายหลังจากพระเจาชยั วรมนั ที่ 2 กลบั จากชวาและได
ประกาศอิสรภาพสรางอาณาจักรกัมพูชาสมัยเมืองพระนคร (แตมิใชสรางเมืองพระนคร) และพระ
เจาชัยวรมันที่ 3 ผูเปนพระโอรสครองราชยตอมา ทั้งสองพระองคไมไดสรางจารึกไวเลย368 อาจ
เปน ไดว า มีความกงั วลเรือ่ งการหาทําเลสรา งเมอื งหลวง การศึกสงครามและการขยายพระราชอํานาจ
เรื่องราวตางๆ ของทั้งสองพระองคสามารถทราบไดจากจารึกสดกกกธม 2 K.235 (พ.ศ.1595) ซึ่ง
เปน จารกึ ในสมัยหลัง ตอ จากท้ังสองพระองคแลว กอนหนาพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 มีกษัตริยขึ้น
ครองราชยอ ีก 6 องค ในบรรดากษัตริยทั้ง 6 องคนั้นบา งก็ครองราชยอยูในระยะเวลาอันสั้นๆ ยุค
สมัยแหงการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการดานวรรณคดีประเภทจารึกภาษาสันสกฤตท่ีสําคัญคือ ใน
รชั สมยั ของพระเจายโศวรมันที่ 1 และพระเจา ราเชนทรวรมันท่ี 2

ในรัชสมัยของพระเจายโศวรมันที่ 1 มีหลักฐานที่เชื่อถือไดวาพระเจายโศวรมันได
ทรงนพิ นธอรรถาธิบายมหาภาษยะ369 และมกี ารกลาวถึงคมั ภรี  นยายสูตรของโคตมะ คมั ภีรกามสูตร
ของวาตสยายนะ เปนตน ซึ่งปรากฏในจารึกบารายทั้งส่ีดานในรัชสมัยของพระองค แสดงถึงการ
ติดตอกับเหลานักปราชญผูมีความรูภายนอกอาณาจักรซึ่งมีอิทธิพลในดานภาษาและวรรณคดี ใน
หนังสือ Inscriptions du Cambodge ของ ยอรช เซเดส กลาววามีจารึกรูปอักษรสองชนิด คือ

368 ดี.จี.อ.ี ฮอลล, ประวัติศาสตรเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต สุวรรณภูมิ-อุษาคเนยภาคพสิ ดาร, แปลจาก A history of South-East
Asia, ชาญวทิ ย เกษตรศริ ,ิ บรรณาธิการ, พิมพค รง้ั ที่ 3 (กรงุ เทพฯ: มูลนิธโิ ตโยตาประเทศไทย, 2549), 105.
369งานนิพนธสันสกฤตเกี่ยวกับไวยากรณ รจนาขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.300 เปนงานอรรถกถาของ อษฺฏาธฺยายี ของปาณินิ ดู จําลอง
สารพัดนึก, ประวตั ิวรรณคดสี ันสกฤต 1 (กรุงเทพฯ: สํานักพิมพมหาวทิ ยาลยั รามคาํ แหง, 2546), 122.

270 • จารกึ แม่บญุ ตะวันออก 267

อักษรท่ีพัฒนามาจากอักษรอินเดียใต ซ่ึงใชมาตั้งแตยุคแรกเร่ิมอาณาจักรกัมพูชา กับอักษรที่มี
ตนแบบมาจากอักษรอินเดียเหนือ (เทวนาครีโบราณ) สวนรูปแบบฉันทลักษณมีความหลากหลาย
กวา สมัยกอ นหนาอยางชดั เจนและมีขนาดทยี่ าวขน้ึ รวมทง้ั ปรากฏลักษณะการใชหลักอลังการในการ
แตงอยางเหน็ ไดชัด

ในรชั สมยั ของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 หลังจากประสบความสําเร็จในการทําศกึ
สงครามขยายพระราชอาณาจักร จารึกปกษีจํากรง โศลกที่ 40370ไดกลาวพระองคทรงเปนรุงอรุณ
แหงคุณความดีที่โลกแซซองสรรเสริญ (jagadgítagunodayo) ทรงเหนือกวาพระราชาทั้งมวลดวย
พระราชอํานาจของพระองค จารึกปราสาทแปรรูป โศลกท่ี 233371 กลาววา เมื่อพระองคทรง
ปกครอง อาณาจกั รไมม ีขโมยสักคนหนึ่งเลย (aikagÆ aÆrikavarjjite) และการสรางศาสนาสถานหลาย
แหง พรอมทั้งการอุทศิ ของถวายมคี า ตา งๆเปนอันมาก ทาํ ใหเห็นวาท้ังถึงสภาพบานเมืองวาในรัชกาล
ของพระองคนม้ี คี วามรุงเรอื งและความสงบสขุ ดูเหมือนวา ยามวางกวีในราชสํานักเขมรสมัยพระเจา
ราเชนทรวรมันที่ 2 คงอยูกับตํารา ขับรอง แตงบทกลอนและรํ่าสุรา ดังปรากฏในจารึกแมบุญ
ตะวนั ออกโศลกที่ 178 ซึ่งกลา ววา “ชีวประวัติท่ีเปนอมตะของพระองค ถูกพรํา่ พรรณนาดวยบทกวี
เปนนิตยโดยเหลานักปราชญราชกวีผูมักด่ืมเคร่ืองดื่มยอมใจ แตดเู หมือนวาจะด่ืมเกินไป” การกินดี
อยูดี ในภาวะที่บานเมืองสงบสุข ทําใหกวีสามารถรังสรรคงานประพันธไดอยางงดงามตามแบบกวี
นิพนธ ดงั ปรากฏในจารึกแมบ ญุ ตะวนั ออกนี้

3. การสืบทอดรปู แบบคาํ ประพนั ธ
ดังไดกลาวในเบ้ืองตน จารึกในอาณาจักรกัมพูชานับเปนวรรณกรรมสมัยเกาแกที่

ปรากฏตัวมาเน่ินนานอยางนอยท่ีสุดก็เริ่มปรากฏชัดเจนตั้งแตราวพุทธศตวรรษที่ 12 จากขอความ
ส้ันๆ แตงดวยฉันทลักษณแบบเรียบงายเปนการประกาศและแสดงถึงพระราชกรณียกิจตางๆ
จนกระทง่ั มีปริมาณท่ีมากข้ึนและรูปแบบฉันทลักษณท่ีหลากหลายแสดงใหเห็นถึงลักษณะวรรณคดี
ของกวีนิพนธอยางชัดเจน โดยมีพัฒนาการมาโดยลําดับ จนถึงรัชสมยั ของพระเจาราเชนทรวรมันที่
2การสบื ทอดรูปแบบคาํ ประพนั ธห รือทีเ่ รียกวาขนบของกวีท่สี ําคญั ซึ่งเปนลกั ษณะรว มท่ีปรากฏ คอื

1. จารึกท่ีจัดเปนงานวรรณคดีมักอยูในจารึกกลุมจารึกยอพระเกียรติและกิจกรรมทาง
ศาสนา โดยแบงเน้ือหาเปน 4 สวน คือ เนอ้ื หาสวนปณามคาถา หรอื บทสดุดเี ทพเจา เนอื้ หาสว นของ
การกลา วถงึ สายสกุล เน้อื หาแสดงรายละเอียดในสว นดําเนินเรอ่ื ง และเน้ือหาในสวนทายของจารึกท่ี
เกี่ยวกบั การสถาปนาซึ่งเปน กิจกรรมทางศาสนา

370R.C. Majumdar, Inscription of Kambuja, 191.
371Mahesh Kumar Sharan, Mahesh Kumar Sharan, Select Cambodian Inscriptions (The Mebon And Pre Rup
Inscriptions of Rajendravarman II ) (New Delhi: S.N. Publications, 1981), 132.

จารึกแม่บุญตะวนั ออก • 226781

2. หลักการเปรียบเทียบและการใชอลังการในลักษณะตางๆ มักสืบสานขนบดาน
ความคดิ ความเขาใจแบบกวีอินเดยี และใชความรูในตําราอลังการศาสตรเ ปนหลักในการแตง โดยสิ่ง
ท่ีนํามาเปรียบเทียบมักเปนส่ิงท่ีกวีสันสกฤตรูกันอยูแลว หรือ ท่ีเรียกวา กวิสมยะ (Poetic
Convention) คือ ความเช่ือท่ีเชื่อกันในหมูของกวีที่มิไดคํานึงถึงหลักความเปนจริง เชน ในเวลา
กลางคนื นกจะพรากจากคู, นกจโกระจะมีชีวิตอยูดวยการกินแสงจันทรอยา งเดียว, นกตาแดงเพราะ
มันเห็นอาหารท่ีเปนพิษ, นกจาตะกะจะด่ืมเฉพาะน้ําท่ีมาจากเมฆ (นํ้าฝน) เทานั้น, หงสตางจากนก
กระสาตรงท่ีแยกนมออกจากน้ําได, เกียรติยศชื่อเสียงกับการหัวเราะเปนสีขาวเหมือนกัน, ความรัก
เปนสีแดง, ความมืดสามารถจับตอ งได, ปากของคนที่อิจฉาริษยาจะมีลิ้นสองแฉกและเตม็ ไปดว ยยา
พิษ, น้ิวเทา (เล็บเทา) ของพระเจาแผนดินจะมีอัญมณีท่ีอยูบนพระเศียรของกษัตริยอื่นๆ ประดับ,
ดอกบัวบางพวกท่ีหุบในเวลากลางวันเปนภรรยาของพระจันทร ดอกบัวบางพวกที่หุบในเวลา
กลางคนื เปน ภรรยาของพระอาทติ ย, ตน อโศกจะบานเมือ่ โดนเทาของผูหญิงไปเตะท่ีโคนตน, ดอกบัว
และหงสจ ะอยูเฉพาะในน้ํา, ภเู ขาและมหาสมุทรเปนที่อยูของรัตนะ, ดอกมะลิจะไมมใี นฤดใู บไมผล,ิ
ตน จนั ทนหอมจะไมมีดอกหรอื ผล, ตนอโศกจะไมมีผล, ปลาโลมามีเฉพาะในมหาสมุทร และไขมกุ จะ
มีเฉพาะที่ตัมระปาณิ เปนตน372 ตัวอยางในเรื่องน้ีท่ีปรากฏในจารึกแมบุญตะวันออก เชน พระ
เกียรตยิ ศมีสขี าว เลบ็ เทา ของพระเจาราเชนทรวรมนั ท่ี 2 มีอญั มณขี องกษัตริยอ ืน่ ประดับอยู เปนตน

3. การถายทอดเรื่องราวในจารึกมักแตงดว ยบทรอ ยกรองเปนฉันทประเภทวรรณพฤติ
และพัฒนามาจนมีรูปแบบที่หลากหลาย มกี ารแตง โดยการเปล่ียนชนิดฉันทเ พื่อถายทอดเหตุการณท ี่
ตา งกนั

จากการรวบรวมขอมูลจากหนังสือ Studies in Sanskrit Inscriptions of Ancient
Cambodia ของ มเหศ กมุ าร ศรัณ และหนังสอื Inscriptions of Kambuja ของ อาร.ซี. มาชุมดาร
จารึกภาษาสันสกฤตซ่ึงปรากฏพระนามกษัตริยหรือศักราชท่ีคอนขางชัดเจนที่ปรากฏในชวงกอน
หนา น้ีจนถงึ รัชสมัยพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ไดโปรดใหสลกั จารึกแมบุญตะวันออกข้ึนนั้นมีขอมูล
สังเขปดา นฉันทลักษณท ่ใี ชด งั นี้

372A. Berriedale Keith, A History of Sanskrit Literature (London: Oxford University Press, 1966), 343.

272 • จารึกแม่บญุ ตะวันออก 269

ตารางที่ 3 ฉนั ทลกั ษณท่ีใชใ นจารึกอาณาจักรกมั พชู าซง่ึ ปรากฏในจารึก

ที่ RCM จารึก รชั สมยั อายุ จํานวน ฉันทลกั ษณ ; โศลกที่
No.

1 16 Sambor Prai Kuk อศี านวรมัน 549 15 -

2 18 Ang Pu, Vat pu ,, - 6 อนษุ ฏภ ; 1-5

ศารทลู วกิ รฑี ิต ; 6

3 19 Svay Chno Stone - - (3-4 ชํารุด) อุปชาติ ; 1

อนิ ทรวัชรา ; 2

วสนั ตดิลก ; 3

อนุษฏภ ; 4

4 25 The Vat Chakret อศี านวรมัน 549 7 (โศลกท่ี 6 ไมสามารถ

อา นได ) อนษุ ฏภ ; 1-6

สรัคธรา ; 7

5 26 Kedei Ang Temple - 550 16 (ชาํ รุดบางสว น) อุปชาติ

; 1 อนุษฏภ ; 2-4, 7-12

สรคั ธรา ; 5

6 12 Han chei ภววรมนั ที่ 2 - 47 อนุษฏภ ; 1-47

7 28 Tuol Kok Prah ชัยวรมันท่ี 1 579 7 (ชาํ รดุ ) อนุษฏภ

8 29 Vat Prei Var ,, 587 8 (ชํารุด) อนุษฏภ ; 1-6

อปุ ชาติ ; 7 มาลนิ ี ; 8

9 30 Kedei Ang Temple ,, 589 26 อนุษฏภ ; 1-25

ศารทลู วิกรีฑติ ; 26

10 31 Vat Prei Var - - 1 สรัคธรา

11 33 Tuak Prah That ชยั วรมนั ที่ 1 595 11 อารยา

12 34 Tan Kran ,, - 23 (ชาํ รดุ ) อินทรวชั รา ; 1

อนษุ ฏภ ; 2-23

13 36 Barai - 598 1 ศารทลู วิกรฑี ติ

14 37 Vat Bhu ชยั วรมนั ท่ี 1 - 5 สรคั ธรา ; 2

ศารทูลวิกรีต ; 1,3, 4-5

จารึกแมบ่ ุญตะวนั ออก2•73273

ท�ี RCM จารึก รัชสมัย อายุ จาํ นวน ฉันทลักษณ์ : โศลกท�ี
No. - 638 1 สรัคธรา
15 50 Prah That Kvan 730 4 อารยา
Lobok Srot ชยั วรมนั - 48 (ชํารดุ ) อนุษฏภ
16 52 Kandol Dom อินทรวรมัน 801 40 อนุษฏภ ; 1-3, 7-27, 29-

17 54 Prah Ko ,, 40 ศารทลู วกิ รีฑิต ; 4-5,
28 อุปชาติ ; 6
18 55 ,, 803 49 อนุษฏภ ; 1-3, 6-22, 24-
49 ศารทูลวิกรีฑิต ; 4-5
19 56 Bakong Stele - อารยา ; 23
- 15 อนษุ ฏภ ; 1-3, 9-11
20 57 The Bayang -
Temple ศารทูลวิกรีฑติ ; 4, 6
อินทรวรมนั อปุ ชาติ ; 5 วสันตดิลก ; 7-
21 58 Prasat Kok Po - 8, 12-15
805 16 อนุษฏภ ; 1-8
22 59 Ban Bang Ke ยโศวรมนั อารยา ; 9-16
23 60 Prah Bat Stele (12-15 ชาํ รุด)
808 7 (ชํารดุ ) สรัคธรา ; 1
24 61 Loley อนุษฏภ ; 2-6
811 60 อนษุ ฏภ ; 1, 17-50
วสนั ตดลิ ก ; 2, 4, 7, 8
อุปชาติ ; 3, 5, 9-12, 14-
15 อุเปนทรวัชรา ; 6
อินทรวัชรา ; 13 มันทา
กรานตา ; 16
- 93 อนษุ ฏภ ; 18-66, 68-92
วสนั ตดิลก ; 1-3, 5, 8,
9, 67
อปุ ชาติ ; 4, 6, 10, 11-13,
15-16
อนิ ทรวชั รา ; 14
มันทากรานตา ; 17

274 • จารกึ แม่บญุ ตะวนั ออก 271

ท�ี RCM จารึก รัชสมัย อายุ จํานวน ฉันทลกั ษณ : โศลกที่
No.
Eastern Baray 1 ,, - 108 (1-2 เหมือนกับโลเล็ย)
25 62

วสันตดิลก ; 3, 19, 90-

102 อุปชาติ 20, 24,

26, 28-37, 39-50, 52-

53, 55, 57-58, 60, 63-

64, 66, 68, 71-82, 84,

87-88, 92, 104-108;

อินทรอินทรวชั รา ; 25,

38, 51, 54, 56, 59,

61-62, 67, 83, 85, 89,

91, 93 อุเปนทรวัชรา ;

27-69 วังศัสถะ ; 70,

86 มาลนิ ี ; 103

26 63 Eastern Baray 2 ,, อนษุ ฏภ ; 19-102
27 64 Eastern Baray 3
วสันตดิลก ; 103

(ที่เหลือเหมือน Eastern

Baray 1)

,, - 108 อนษุ ฏภ ; 20, 22, 24,

27, 19-102

วสนั ตดิลก ; 103

(1-18, 104-108 เหมือน

Eastern Baray 1)

28 65 Eastern Baray 4 ,, - 108 อนุษฏภ ; 19-102

มาลินี ; 103

(1-18, 104-108 เหมอื น

Eastern Baray 1)

29 66 Prasat Komnap ,, - (ชํารุด) (1-17 เหมือน
Stele
Eastern Baray 1)

จารกึ แมบ่ ญุ ตะวันออก • 22725

ท่ี RCM จารึก รัชสมัย อายุ จาํ นวน ฉันทลกั ษณ : โศลกท่ี

No.

30 67 Tep Pranam Stele ,, - 109 1-2, เหมือน 1-2 ของ

Eastern Baray 1

ส ว น ท่ี เ ห ลื อ มี ลั ก ษ ณ ะ

คลาย Prasat Komnap

31 68 Prei Prasat Stele Stele

,, - 96 (1-16, 104-108 เหมือน

บารายตะวันออก 1)

ชํารดุ

32 70 Loley Door Pillar ,, 815 12 A อุปชาติ ; 1-7

B ศารทลู วกิ รฑี ติ ; 1

อปุ ชาติ ; 2-5

33 71 Prasat Takeo - 815 30 (ชํารุดบางสวน)

อนุษฏภ

34 71A. Phnom Phah Vihar - 815 51 (ชาํ รดุ บางสวน)
Stele อนษุ ฏภ

35 72 Phnom Dei Temple ,, 815 2 อนุษฏภ

36 73 Phnom Sandak ,, 817 39 อนุษฏภ

37 74 Phimanakas ,, 832 12 (ชาํ รุด) อนษุ ฏภ ; 1-11

สรัคธรา ; 12

38 75 Bayang Stele ,, - 18 อนษุ ฏภ

39 80 Prasat thom ชัยวรมันที่ 843 3 (ชํารุด) วสนั ตดิลก ; 1

4 ศารทูลวิกรฑี ติ ; 2-3

40 85 Prasat Damrai ชัยวรมนั - 20 (1-14 ชํารดุ )

อินทรอินทรวัชรา ; 6, 8-

9 อุปชาติ ; 2-3, 5, 10,

15-18 ศารทูลวิกรีฑิต ;

19 มาลินี ; 20

41 86 Prasat Andon - 41 (ชาํ รุด) อนษุ ฏภ ; 41

42 90 Prah Pul lo - 869 1 วสนั ตดิลก ; 1

276 • จารึกแมบ่ ญุ ตะวันออก 273

ที่ RCM จารึก รัชสมยั อายุ จาํ นวน ฉนั ทลกั ษณ : โศลกที่
No.
ราเชนทร- 869 58 อนษุ ฏภ ; 1-29, 31-37,
43 91 Prasat Pram วรมนั 40-43, 46-47, 49, 51-

44 92 Baksei Camkroṅ 58 ศารทูลวกิ รีฑติ ; 30,
44, 50 อนิ ทรวชั รา ;
45 93 Mebon 38-39, 45 อารยา ; 48
,, 869 48 วสันตติลกา ; 1-21
อปุ ชาติ ; 22-45
ศารทวู กิ รฑี ิตะ ; 46
สวาคตา ; 47 อารย ; 48
,, 874 218 ศารทูวกิ รีฑิตะ ; 1-4, 9-
10, 12 วสันตดลิ ก ; 5-7
สรคั ธรา ; 8, 11, 13,
218 ตรษิ ฏภ ; 14-104,
206-217
อนุษฏภ ; 105-205

หมายเหตุ RCM No.หมายถึง หมายเลขจารึกท่ีปรากฏในหนงั สือ Inscriptions of Kambuja ของ
อาร. ซี มาชุมดาร

ภาษาทใี่ ชป ระพันธใ นจารึกแมบุญตะวนั ออก
ภาษาสนั สกฤตเปนภาษาเกาแกซง่ึ อยูในตระกลู อินโด-ยโู รเปยน (Indo-European) ชาว

ฮินดูเช่ือวาความรูตางๆ เทพเจาเปนผูเปดเผยใหแกพวกฤษี และฤษีทั้งหลายก็ถายทอดความรูน้ัน
ดวยภาษาน้ี สมัยตอมาไดมีการวางกฎเกณฑทางไวยากรณใหดีมีระเบียบข้ึนและเรียกภาษานี้วา
สันสกฤต (ทําใหดีข้ึน, สละสลวยขึ้น)373 เหลานักปราชญชาวอินเดียโบราณ ผูมีวัฒนธรรมสูงไดใช
เปนเครื่องมือในการบันทึกถายทอดความรู ปญญาและความคิดออกมาเปนตําราและคัมภีรตางๆ
เปนระยะเวลาอันยาวนาน ส่ิงที่ถูกบันทึกไวดวยนั้นจึงมีคุณคามหาศาลแกผูศึกษา ครั้นภาษา
สนั สกฤตน้ีไดแ พรขยายไปยังสว นตางๆ ทั่วโลกจึงทาํ ใหภ มู ิภาคน้ันๆ ไดร ับอิทธิพลทอ่ี ยูในวรรณกรรม

373จําลอง สารพัดนึก, ประวตั วิ รรณคดีสันสกฤต 1 (กรงุ เทพฯ: สํานักพิมพมหาวิทยาลยั รามคาํ แหง, 2546), 1.

จารึกแม่บญุ ตะวันออก • 227747

และคัมภีรสันสกฤตนั้นๆ ดวย ซ่ึงยุคสมยั ของภาษาสนั สกฤตตามความเห็นของนักปราชญทั้งหลาย
เมื่อสรปุ รวมแลวสามารถแบงออกไดเ ปน 3 สมัย374 คือ

1. สมัยพระเวทและพระสูตร ภาษาในพระเวทเปนภาษารุนแรกที่ตางจากสันสกฤต
แบบแผนทีป่ าณนิ ไิ ดจดั ระเบยี บไว ชวงเวลาของวรรณกรรมพระเวทไมสามารถกําหนดไดแ นนอนแต
ประมาณกันไดวาราว 2500-50 ปกอนพุทธศักราช ในตอนทา ยของสมยั พระเวทอันเปนชวงเวลาหัว
เล้ียวหัวตอของระยะเวลาท่ีจะส้ินสุดสมัยพระเวทตอกับสมัยเริ่มตนของสูตระ ในตอนนั้นไดเกิด
วรรณกรรมสนั สกฤตซงึ่ เรยี กวา “สูตระ” ขึ้น

2. สมัยวรรณคดีตันติสันสกฤต เริ่มตนขึ้นราว 50 ป กอนพ.ศ. หรือราวศตวรรษท่ี 4
กอนคริสตกาล นับตั้งแตปาณินินักไวยากรณคนสําคัญของอินเดีย ไดจัดระเบียบแบบแผนภาษา
สันสกฤต แตงตําราไวยากรณชื่อ อษฺฏาธฺยายี ข้ึน แลววรรณคดีสันสกฤตสมัยหลังลวนดําเนินตาม
แบบแผนทางไวยากรณท่ีปาณินิไดจัดระเบียบไวทั้งส้ิน จึงกลาวไดวาวรรณคดีสันสกฤตแบบแผน
เรม่ิ ตน ตัง้ แตปาณินิเปน ตนมา375

3. สมัยสันสกฤตผสม หรือสันสกฤตพันทาง คือภาษาสันสกฤตที่ใชในการเขียน
หลักธรรมและเร่ืองราวทางพุทธศาสนา ยุควรรณคดีสันสกฤตผสมน้ีไดเริ่มตนขึ้นประมาณพุทธ
ศตวรรษที่ 3-4 หรอื ราว 200 ปก อ นคริสตศักราช

สําหรับจารึกแมบุญตะวันออกกวีแตงข้ึนดว ยภาษาสันสกฤตโดยยึดหลักไวยากรณของ
ภาษาสันสกฤตแบบแผน หรือตันติสนั สกฤต ตามหลักไวยากรณภาษาสันสกฤตซ่ึงแตงขึ้นโดยปาณนิ ิ
โดยท่ีภาษาสันสกฤตเองเปน ภาษาทีป่ รุงแตง ขนึ้ จากธาตุ วิภักติ ปจจัย ซ่งึ สามารถปรุงแตง ข้ึนได และ
แตกแขนงออกไดนานัปการ ไมมีทสี่ ดุ สิน้ หลังจากอาณาจักรกัมพูชาไดรับเอาตัวอักษรจากอินเดีย ก็
เปนเชนเดียวกับในอินเดียคือไดมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปบางเล็กนอย ขอผิดพลาดท้ังหมดนี้
สวนใหญเปนเรื่องของอักขรวิธี จากการศึกษาขอมูลในจารึกแมบุญตะวันออกอักขรวิธีท่ีแตกตาง
ออกไปซึ่งมกั ปรากฏในเปนนติ ย เชน

1. พยัญชนะ “b” กลายเปนพยัญชนะก่ึงสระ “v” เชนคําวา ambu เปน amvu,
bimba เปน vimva เปนตน พบในศลกท่ี 7, 8, 14, 30, 31, 35, 41, 46, 51, 95, 114, 115, 120,
123, 124, 144, 156, 157, 159, 161, 168, 172, 173, 179, 186, 206, 211, 215, 217

374เร่อื งเดยี วกนั , 1-6.
375A. Berriedale Keith, A History of Sanskrit Literature (Delhi: Motilal Banarsidass, 1973), 5; อางถึงใน เสาวภา
เจรญิ ขวญั , วรรณคดสี ันสกฤต (ภาควชิ าภาษาไทย คณะมนษุ ยศ าสตร มหาวิทยาลัย เชยี งใหม, 2526), 121.

278 • จารกึ แมบ่ ุญตะวันออก 275

2. อนุสวาระ “má” กลายเปนพยัญชนะ “ṅ” เม่ืออยูหนาพยัญชนะ “ß” เชน
mandamÆ ßá u กลายเปน mandaṅÆ ßu, bhaÆsvadvamßá a กลายเปน bhaÆsvadvaṅßa เปน ตน พบใน
โศลกที่ 7, 8, 12, 14, 15, 17, 21, 24, 30, 123, 135, 161, 206

2. พยัญชนะ “n” ตามหลังดว ยพยัญชนะ “d”, “nd” กลายเปน “nád”á พบในโศลกที่
55 mandarÆ a เปน mandá áarÆ a และโศลกท่ี 9 purandara เปน purandá áarapura หรือ “nd” เปน
“ndá ” พบในโศลกที่ 47 คอื vránda เปน vrná áda

3. การเขยี นพยัญชนะซอนตามหลังพยัญชนะตวั เดียวกันพบไดโ ดยท่ัวไป เชน yas เปน
yyas, varga เปน vargga, เปน ตน

4.อนุสวาระ “má” กลายเปนพยัญชนะ “ṅ” เมื่ออยูหนาพยัญชนะ “ß”เชน
mandamÆ ßu กลายเปน mandaṅÆ ßu, bhasÆ vadvamßá a กลายเปน bhasÆ vadvaṅßa เปนตน พบใน
โศลกท่ี 7, 8, 12, 14, 15, 17, 21, 24, 30, 123, 135, 161, 206

แตสวนใหญจะเห็นไดวาการใชภาษาที่ไมไดมาตรฐานและการใชภาษาที่ไมถูกตองมี
นอยมาก การประพันธเปนฉันทลักษณตางๆ แสดงใหเห็นถึงความเช่ียวชาญของผูแตงเปนอยางดี
ขอผิดพลาดท่ีเกดิ ขน้ึ อาจมาจากความเคยชินหรือความผิดพลาดของอาลักษณผ ูสลักลงบนศิลาจารึก
มากกวา

รูปแบบการประพันธในจารึกแมบ ุญตะวันออก
ผูแตงจารึกแมบุญตะวันออกถายทอดเร่ืองราวและเหตุการณตางๆ ซ่ึงเกี่ยวของกับ

พระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 ดวยบทรอยกรอง (Verse) อันเปนขนบอยางหน่ึงในการแตงวรรณคดี
สันสกฤตประเภทจารึกในอาณาจักรกัมพูชา ซ่ึงในภาษาสันสกฤตนิยมเรียกกันวาฉันท (Prosody)
แปลวาความพอใจ ความปรารถนา ความตองการหรือความสนุกสนาน ฉันทแบงไดเปน 2 ประเภท
ประเภทแรก คือ มาตราพฤติ ไดแกฉันทท่ีกําหนดมาตราแตงโดยกําหนดมาตราในแตละบาท ซึ่ง
หมายเอามาตราของสระเทาน้นั สว นอีกประเภทหนึ่ง คอื วรรณพฤติ ไดแกฉันทท ่ีนับพยางคแตงโดย
กําหนดพยางคในแตละบาท ซึ่งหมายเอาพยางคหนึ่งๆ ซ่ึงอาจเปนสระลวนๆ หรือสระที่ประกอบ
พยัญชนะก็ได ซ่ึงการแตงจารึกภาษาสันสกฤตในอาณาจักรกัมพูชานิยมแตงดวยฉันทประเภท
วรรณพฤติ ฉันท 1 บทประกอบดวยหนวยนับซ่ึงเรียกวาบาท จํานวน 4 บาท แตละบาทมีการ
กาํ หนดกลุมพยางคแตกตางกนั ออกไปเรยี กวา คณะ (gaṇ a) หนึ่งคณะมี 3 พยางค แตละกลุมพยางค
มกี าํ หนดพยางคเสียงหนัก (ครุ )ุ นยิ มแทนดวยสญั ลกั ษณ  และพยางคเ สียงเบา (ลฆุ) นิยมแทนดวย
สญั ลกั ษณ  สลับกันไป ฉันทแตละชนิด มีขอกําหนดในการใชคณะแตกตางกันออกไป คณะฉันทมี
ทงั้ หมด 8 คณะดงั ตอ ไปนี้

จารึกแมบ่ ญุ ตะวันออก • 227769

ม คณะ ประกอบดว ยพยางค 3 พยางค แทนดว ย    เชน rajÆ anÆ amá
ย คณะ ประกอบดว ยพยางค 3 พยางค แทนดว ย    เชน sakaÆßatÆ
ร คณะ ประกอบดว ยพยางค 3 พยางค แทนดวย    เชน naÆvikahÆ á
ส คณะ ประกอบดวยพยางค 3 พยางค แทนดวย   − เชน bhagavaÆn
ต คณะ ประกอบดวยพยางค 3 พยางค แทนดว ย − −  เชน ßaÆstranÆ ái
ช คณะ ประกอบดว ยพยางค 3 พยางค แทนดว ย  −  เชน uvaÆca
ภ คณะ ประกอบดวยพยางค 3 พยางค แทนดว ย −   เชน icchasi
น คณะ ประกอบดวยพยางค 3 พยางค แทนดว ย    เชน harati376
เน่ืองจากฉันทชนิดหน่ึงๆ ก็มีการกําหนดใชคณะฉันทและขอบังคับจํานวนพยางคของ
แตละบาทตางกันออกไป ดังนั้นฉันทในภาษาสันสกฤตจึงอาจมีจํานวนมากถึง 600 ชนิด377 แต
อยา งไรก็ตาม ฉันทท พี่ บวาใชใ นจารกึ แมบ ุญตะวนั ออกนนั้ มดี ังตอ ไปน้ี

1. อนุษฏภฉันท หรือท่ีนิยมเรียกกันวา โศลก (ßloka) เปนฉันทท่ีมีหลายรูปแบบ
รูปแบบท่ีใชกันมาก คือรูปแบบท่ีมีการกําหนดพยางคครุ ุและลฆุ 1 บาทมี 8 พยางค 4 บาทนับเปน
1 บท ปรกติพยางคที่ 5 ของทุกบาทควรเปนลฆุ พยางคท ี่ 6 ควรเปนครุ ุ พยางคท ี่ 7 จะเปนคุรุหรือ
ลฆุก็ไดสลับกันไป378 แตอยางไรก็ตาม พยางคท่ี 7 น้ี ในบาทค่ี (บาทที่ 1 กับบาทท่ี 3) นิยมคุรุ ใน
บาทคู (บาทที่ 2 กับบาทท่ี 4) นิยมลฆุ สวนพยางคอ่ืนนอกจากนี้จะเปนคุรุหรือลฆุก็ไดซ่ึงจะแทน
ดวยสัญลักษณ  ตามวิธีการอานตองหยุดที่พยางคที่ 8379 ฉันทอนุษฏภนั้นมีผังบังคับซ่ึงเปน
ลักษณะทีน่ ยิ มในแตละบาทดงั น้ี

  − −    −   |380

2. ตริษฏภฉันท คือฉันทท ่ีกําหนดใหหนึ่งบทมี 4 บาท แตล ะบาทมี 11 พยางค3 81
ดังนั้น 1 บท หรือ 4 บาทจึงเทากับ 44 พยางค ประเภทของรปู แบบคาํ ประพันธท่ีเรียกวาตริษฏภมี

376Charles Philip Brown, Sanskrit Prosody and Numerical Symbols Explained (London: Trübner & Co., 1869), 1-
2.
377Les Morgan, Croaking Frogs: A Guide to Sanskrit Metrics and Figures of Speech (n.p.: Mahodara Press, 2011),
33.
378V. S. Apte, The Practical Sanskrit-English Dictionary , Reprint (Delhi: Motilal Banarsidass, 1985), 1036.

379วาคภฺ ฏ, อลงั การศาสตร, แปลโดย ป.ส.ศาสตรี (กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2550). 65.

380Charles Philip Brown, Sanskrit Prosody and Numerical Symbols Explained, 4.
381V. S. Apte, “Sanskrit Prosody,” in The Student’s Sanskrit-English Dictionary (New Delhi: Shri Jainendra
Press, 1982), 650.

280 • จารึกแม่บุญตะวนั ออก 277

หลายชนิดแตท่ีนิยมใชจําแนกยอยออกเปน 3 ประเภท ไดแก อินทรวัชราฉันท อุเปนทรวัชราฉันท
และอปุ ชาติฉนั ท กวผี แู ตง ไดใชฉ นั ท 3 ประเภทน้ีในจารกึ แมบ ุญตะวันออกดวยเชน กัน

2.1 อินทรวัชราฉันท หรืออินทรวิเชียรฉันท แปลวา ฉันทท่ีเหมือนคทาเพชรของ
พระอนิ ทร เพราะมีเสียงหนกั ในหนตน เน่ืองจากมี ต คณะ 2 คณะตดิ กนั ในเบื้องตนของฉันท382 เปน
ฉันทท่ีมีกําหนดจํานวนพยางคค อื 1 บาทมี 11 พยางค 9 พยางคแรกบังคับคณะฉันท 3 คณะไดแก
ต คณะ ต คณะ และ ช คณะ 2 พยางคท ายบังคับเสียงครุ 3ุ 83 มผี ังบงั คับท่ีนิยมในแตละบาทดังนี้

−− −− −−−|

2.2 อุเปนทรวัชราฉันท หรือ อุเปนทรวิเชียรฉันท แปลวา ฉันทที่มีคณะใกลเคียง
กับอินทรวัชราฉันท กลาวคือ มี ช คณะอยูตนแทนท่ี ต คณะในอินทรวัชรา384 เปนฉันทท ่ีมีกําหนด
จาํ นวนพยางคค อื 1 บาทมี 11 พยางค 9 พยางคแ รกบังคับคณะฉันท 3 คณะไดแ ก ช คณะ ต คณะ
และ ช คณะ 2 พยางคท า ยบงั คับเสยี งครุ 3ุ 85 มผี ังบังคับในแตละบาทดงั นี้

−−−−−− |

2.3 อปุ ชาตฉิ นั ท แปลวา ฉันทท ค่ี ลา ยคลงึ กับฉันทใกลเ คียง กลาวคือ เกี่ยวเนื่องกับ
ฉนั ทส องประเภทคืออินทรวัชราฉนั ทและอเุ ปนทรวัชราฉันท386 สวนใหญเ ปนฉันทที่มีกําหนดจํานวน
พยางคคือ 1 บาทมี 11 พยางค และเปนฉันทท่ีผสมกันระหวางฉันทตงั้ แต 2 ชนิดขึ้นไป สวนใหญ
นิยมผสมกนั ระหวางอินทรวชั ราฉันทกบั อเุ ปนทรวชั ราฉันท อกี นัยหนงึ่ ฉันทท่ีผสมฉันทหลายชนิดซึง่
มพี ยางคไ มเทากนั ในแตล ะฉันทก็เรียกวา อุปชาติ ตามนัยนี้อุปชาติฉันทจึงมีมากมายนับไมถวน ดงั่ คํา
ทที่ า นพรรณนาไววา

ฉันททมี่ ลี กั ษณะท่ีกลาวไวในสองคาถาถัดมา (อินทรวัชรากับอุเปนทรวัชรา) ชื่อวาอุป
ชาติ แมเมื่อฉันทประพันธอ่ืนผสมกันเชนน้ี อาจารยท้ังหลายก็กลาวชื่อวาอุปชาติน้ีนั่น
เทยี ว387

382พระคันธาสาราภวิ งศ (ธรรมาจรยิ ะ อภิวงั สะ), วตุ โตทยมัญชรี (กรุงเทพฯ: โรงพิมธรรมสภา, 2544. จัดพิมพในโอกาสฉลองมงคล
อายุ 81 ป พระธมั มานันทะมหาเถระ อคั รมหาบณั ฑติ เจา สาํ นกั เรียนวัดทา มะโอ จังหวัดลาํ ปาง 8 มกราคม 2544), 191.

383V. S. Apte, The Practical Sanskrit-English Dictionary , 1037.

384พระคันธาสาราภวิ งศ (ธรรมาจริยะ อภวิ งั สะ), วุตโตทยมัญชรี 194.

385V. S. Apte, The Practical Sanskrit-English Dictionary, 1037.

386พระคนั ธาสาราภวิ งศ (ธรรมาจรยิ ะ อภวิ งั สะ), วุตโตทยมญั ชร,ี 203.
387เรอ่ื งเดียวกัน, 194.

จารึกแมบ่ ญุ ตะวนั ออก • 227881

อุปชาติฉันทโดยมากเปนฉันทท่ีนิยมผสมกันระหวางอินทรวัชราฉันทกับอุเป
นทรวัชราฉันท ดังนั้นฉันทที่เรียกวา อุปชาติแตละบาทจึงอาจมีผังบังคับอยางใดอยางหนึง่ ผสมกันไป
ดงั น้ี

−− −− −−−|
−−− −−−|

3. วสันตดิลกฉันท หมายถึง ฉันทที่งดงามด่ังเคร่ืองประดับแหงฤดูใบไมผลิ (บาลีวา
ฉันทท่ีมีคณะวิจิตรเหมือนเมฆในฤดูฝน)388 เปนฉันทที่มีกําหนดจํานวนพยางคคือ 1 บาทมี 14
พยางค โดยมียติ(การหยุด)อยูที่พยางคท ่ี 8389(แบงการอานในแตละบาทออกเปน 8 พยางค และ 6
พยางค) 12 พยางคแรกบังคับคณะฉันท 4 คณะไดแก ต คณะ ภ คณะ ช คณะ และ ช คณะ 2
พยางคทายบงั คบั เสียงครุ 3ุ 90 มีผงั บังคบั ในแตล ะบาทดงั นี้

−− − − −−−|

4. ศารทูลวิกรีฑติ ฉันท หรือสัททูลวิกกีฬิตฉันท ตามความหมาย คือ ฉันทท่ีออกเสยี ง
เหมือนการกระโดดเลนของเสือดาว กลาวคือ ฉันทนี้มียติแรกในพยางคท่ี 12 เหมือนเสือดาวที่
กระโดดได 12 ศอก391 (แบง การอา นในแตละบาทออกเปน 12 พยางค และ 7 พยางค) เปนฉันทที่มี
กําหนดจํานวนพยางคคอื 1 บาทมี 19 พยางค 18 พยางคแรกบังคับคณะฉันท 6 คณะไดแก ม คณะ
ส คณะ ช คณะ ส คณะ ต คณะ และ ต คณะ พยางคส ุดทายบังคบั เสียงคุรุ392 มีผังบงั คับในแตละ
บาทดังน้ี

−−− − − − −− −−−|
5. สรคั ธราฉันท (ฉันทท ี่มีความงามประดุจพวงมาลาดอกไม) มีจังหวะหยดุ ในพยางคท่ี
7 สามคร้ังเทากัน393 เปนฉันทที่มกี ําหนดจํานวนพยางคค ือ 1 บาทมี 21 พยางค บังคบั คณะฉันท 7

388เรอ่ื งเดียวกัน, 250.
389ปราณี ฬาพานชิ , ผแู ปล, สุวฤฺ ตตฺ ตลิ ก : ยอดแหงฉันทวรรณพฤตที่งดงาม, 77.

390V. S. Apte, The Practical Sanskrit-English Dictionary, 1038.

391พระคนั ธาสาราภิวงศ (ธรรมาจรยิ ะ อภวิ ังสะ), วุตโตทยมญั ชร,ี 270.

392V. S. Apte, The Practical Sanskrit-English Dictionary, 1040.

393เร่ืองเดียวกนั , 274.

282 • จารึกแมบ่ ญุ ตะวนั ออก 279

คณะไดแก ม คณะ ร คณะ ภ คณะ น คณะ ย คณะ ย คณะ และ ย คณะ มีผังบังคับในแตละบาท
ดังนี้

  −  |

บทรอยกรองทเ่ี รียกวาฉนั ทดังกลาวมาน้ี ในจารึกแมบุญตะวันออกมี 218 โศลก การใช
ฉันทห ลากชนิดในการแตงทาํ ใหม ที ว งทาํ นองที่งดงามและมคี วามหลากหลายกวา สมัยกอนหนาท่ีผาน
มา แตท ี่นิยมใชในการประพันธมากทีส่ ดุ ซึง่ เปนสวนของการดาํ เนินเร่อื งยังคงใชร ปู แบบฉันทลักษณ

ดังสมัยกอนหนานี้ คือ ใชตริษฏภฉันทและอนุษฏภฉันท สวนฉันทชนิดอ่ืนๆ กวีผูแตงไดใชกําหนด
จังหวะของเน้ือหาท่ีตางกัน โดยกลวิธีการใชฉันทลกั ษณตางๆ และขนบในการประพันธ จะไดกลาว
ในหัวขอ ถัดไปตอจากนี้

การประพันธโ ดยการเปล่ียนชนิดฉนั ทเพอื่ ถา ยทอดเหตุการณท่ีตางกนั
ขนบการแตง จารกึ ในกลมุ จารึกสาํ หรับยอพระเกียรติ (Praßasti) ของอาณาจักรกัมพูชา

โดยมากจะแบงเนอื้ หาเปน 4 สวน คือ เนอ้ื หาสวนปณามคาถา หรือบทสดุดีเทพเจา เนื้อหาสวนของ
การกลาวถึงสายสกุล เน้ือหาแสดงรายละเอียดในสวนดําเนินเร่ือง และเน้อื หาในสวนทายของจารึก
ท่เี กย่ี วกับการสถาปนา การศกึ ษาฉันทลกั ษณข องบทประพันธในสวนนี้ จะศึกษาดานเชิงประวัติและ
พัฒนาการ ลักษณะเฉพาะ ลักษณะเดน อันเปนลีลากวีซง่ึ เปนลักษณะเฉพาะ เปรียบเทยี บกับในยุค
สมัยกอนหนาน้ีโดยสังเขป เพ่ือใหเห็นความสัมพันธระหวางรูปแบบคือการใชฉันทลักษณและกลวิธี
การแตง กับสวนของเนอื้ หาทต่ี องการสอื่ สารออกมาผูเรียบเรียงพบวาลกั ษณะดังกลาวในแงหนึ่ง คือ
การสืบทอดขนบท่ีสงตอมารุนสูรุน ทั้งรูปแบบซํ้าๆ และตอมาดวยระยะเวลาท่ียาวนาน จึงมีการ
พัฒนาการในรปู แบบใหมเ พอ่ื สรา งสรรคว รรณศลิ ป ในหวั ขอ นี้เน้อื หาใจความท้ังหมดไดแปลเปนภาค
ภาษาไทยแลวในบทท่ี 3 การใหขอมูลในสวนน้ีจึงเนนถึงขนบและกลวิธีในการประพันธของกวีเปน
สําคัญ (ดขู อ มูลเพิ่มเตมิ ในตารางท่ี 3)

เนื้อหาสว นปณามคาถา หรือบทสดุดี
เบื้องตน ของจารึกกวไี ดกลา วสดุดีเทพเจา 7 โศลก ในปณามคาถาหรอื บทสดุดีทวยเทพ
4 โศลกแรกกวีผูแตงคัดสรรเรียบเรียงถอยคําเปนอยางดีแตงเปนศารทูลวิกรีฑิตฉันทซ่งึ เปนฉันทท่ีมี
จํานวนพยางคค อนขางมากคือ 1 บาทมี 19 พยางคใ นการแตง เพื่อสดุดีพระศิวะและพระอุมาเทวี
การเลือกใชศารทูลวิกรีฑิตฉันทใหเปนฉันทเอก เพราะมีลีลาทํานองเครงขรึมเอาจริงเอาจัง เหมาะ
สาํ หรับใชในการกลาวถึงเรื่องศักดิ์สิทธ์ิเปนพิธกี าร มลี ักษณะการแบงการอานในแตละบาทออกเปน

จารึกแมบ่ ญุ ตะวันออก • 228803

12 พยางค และ 7 พยางคจากขอมูลในหนังสือ Inscription of Kambuja394 ของ อาร.ซี มาจุมดาร
พบวาจารึกกอนหนาน้ีมใี ชศารทูลวิกรีฑิตฉันทในขอความหลัก อันเปน สวนสําคัญของจารึกคือใชใน
บทสดุดีและบทสถาปนา โดยจารึกสมัยกอนเมืองพระนคร เชน จารึกวัดกเด็ยอัง (Kedei Ang
temple Inscription No.30)395 พ.ศ.1210 รัชสมัยพระเจาชัยวรมนั ท่ี 1 จารึกมีท้ังหมด 26 โศลก
โศลกท่ี 1-25 กวีประพันธดวยอนุษฏภฉันท โศลกสุดทายคือโศลกที่ 26 ใชศารทูลวิกรีฑิตฉันท
ประพันธ ซึ่งมีเนื้อหาถึงการสถาปนาลงึ คชื่อวาศรีวิชเยศวระ สวนจารึกสมัยเมืองพระนคร รัชสมัย
พระเจาอินทรวรมัน ในจารึกพระโค (Prah Ko Inscription No.55)396 พ.ศ.1422 จารึกท้ังหมดมี
40 โศลก ใชศ ารทลู วกิ รีฑติ ฉนั ทป ระพันธ 3 โศลก คือ ในโศลกที่ 4-5 เพ่ือกลาวถึงสายสกุลและสดุดี
กษัตริย (ขอความเดียวกันน้ปี รากฏในจารึกบากองโศลกที่ 4-5 ดวย) และในโศลกที่ 28 เพื่อบอกถึง
การสถาปนาพระศวิ ะพรอมท้ังพระเทวที ั้งสอง ในรัชสมัยพระเจายโศวรมันท่ี 1 พบในจารึกเสากรอบ
ประตปู ราสาทโลเลย็ (Loley Door-Pillar Inscription No.70)397 พ.ศ.1436 ดาน B โศลกท่ี 1 เพ่ือ
บอกถึงการสถาปนารูปเคารพของพระศวิ ะและพระแมเ คารี เปนตน จากขอมูลตัวอยา งดังกลาวและ
ศึกษาเพิ่มเติมในสวนท่ีเหลือ พอสรุปไดวาการใชศารทูลวิกรีฑิตฉันทการประพันธ กวีจะใชมักจะ
เลือกใชในการแตงบทสดุดีและการสถาปนาเปนสําคัญ การเลือกใชเฉพาะเพ่ือตองการยกยองใหดู
ยิ่งใหญแ ตกตา งจากสวนอนื่

ตอมาในโศลกท่ี 5-7 กวสี ลบั ใชว สนั ตดลิ กฉนั ทซ่งึ 1 บาทมี 14 พยางคในการกลาวสดดุ ี
พระนารายณ พระพรหมา และพระแมคงคา ซ่ึงฉันทลักษณน้ีมีชวงหยุดและแบงการอานในแตละ
บาทออกเปน 8 พยางค และ 6 พยางค ปณามคาถาท้ัง 7 โศลก อันเปนสวนบทประพันธที่แสดง
ความนอบนอมสดุดีตอเทพเจาท่ีนับถือเปนเบ้ืองตนตามหลักที่โบราณาจารยไดประพฤติปฏิบัติสืบ
ตอมา การสดดุ ีในเบอื้ งตนนบ้ี รู พาจารยกลา วไววา มีประโยชนเ พ่อื ประกาศอานุภาพของมหาเทพและ
ทาํ ใหผแู ตงเกิดความปตยิ นิ ดี มจี ิตใจแชม ช่ืน มคี วามเพียรอันบริสทุ ธิ์ ปองกันอุปสรรคและอันตรายท่ี
เกิดข้ึนอันเปนมลทินในการแตงในเบื้องหนา เมอื่ ศึกษาขอมูลเพ่ิมเติมในจารึกหลักอ่ืนๆ กอนหนาน้ี
พบมีการใชนอยมาก จารึกท่ีใชวสันตดิลกฉันทในการประพันธโดยมากจะใชอยางจํากัด 1-3 โศลก
ในสมยั พระเจายโศวรมันเริ่มใชมากข้ึน เชน จารกึ ปราสาทโลเล็ย (Loley Inscription No.61)398 มี
ท้ังหมด 92 โศลก แตงดวยวสันตดิลกฉันทในโศลกที่ 1-3, 5, 8-9 และ 67 ซึ่งเปนสวนท่ีใชในการ
สดุดเี ชนกนั แตจ ารึกท่ใี ชฉ นั ทลักษณน ้ีประพันธมากท่ีสุด ไดแกจารึกปกษีจํากรง ซ่ึงกวีประพันธเปน

394R.C. Majumdar, Inscription of Kambuja.
395Ibid., 38-41.
396Ibid., 61-66.
397Ibid., 138-140.

398Ibid., 81-89.

284 • จารกึ แมบ่ ุญตะวนั ออก 281

รอยกรอง 47 โศลกและใชวสันตดิลกฉันทถึง 21 โศลกคือโศลกที่ 1-21 เน้ือหาท่ีใชคือเพื่อสดุดีเทพ
เจา อันไดแกพระศวิ ะ พระวิษณุ พระพรหมา พระหริหระ พระเทวีของพระศิวะ พระกัมพุสวายมั ภุ
วะและพระนางเมราทีเ่ ช่อื วาเปนปฐมบรรพบุรษุ ของชาวกัมพูชา 12 โศลก และตอ ดวยอดีตกษัตริยผ ู
เปนบรรพบุรุษตามสายสกลุ ของพระเจาราเชนทรวรมนั ท่ี 2399

ในสวนปณามคาถาจะเห็นไดวากวีไดใชร ูปแบบฉันทลักษณที่เหมาะสม รักษาขนบการ
แตง ใชถ อ ยคําทีป่ ระณีตบรรจงมีสํานวนไพเราะ เน้ือหาชัดเจนมที ่ีมาซึง่ เปนมูลเหตแุ หงการประพันธ
ตรงตามคมั ภรี ท างศาสนา ซ่ึงเปนเร่ืองละเอียดออน มิไดแตงขึ้นลอยๆ มาจากความคิดของกวีเองแต
อาศัยคัมภีรทางศาสนา อันเปนขอที่ควรระมัดระวังในการแตงวรรณคดีซึ่งมีเรื่องศาสนาและความ
เชอื่ เขาไปเก่ียวของดว ย แตใ นจารกึ แมบุญตะวันออกนี้ กวไี ดเสริมเพ่ิมมุมมองของกวีเปนหลักในการ
แตง ซงึ่ แสดงถงึ มโนทัศน พฒั นาการและจินตนาการของกวีผูแตง โดยสวนสําคัญยังคงอิงอยูกับหลัก
ความเชื่อและท่ีมีประวัติความเปนมา ท้ังสะทอนใหเห็นหลักความเช่ือการบูชาเทพและพระเทวี
รวมท้ังแสดงหลักปรัชญาสูงสุดของศาสนาพราหมณ คือ ปฺรณวะ (Pranáava) หรือ พรหมัน
(Brahman) ซ่ึงมีไศวนิกายเปนแกนหลัก และหลักการปฏิบัติเพ่ือเขาถึงพรหมันดวยวิธีการปฏิบัติ
โยคะ ซ่ึงเนือ้ หาทกี่ วแี ตงขึน้ เปนการชใี้ หเ หน็ สารตั ถะสาํ คัญทางศาสนาไดเ ปน อยางดี

เน้อื หาสวนการกลาวถึงสายสกุลของพระเจา ราเชนทรวรมันที่ 2
หลังจากน้ันโศลกที่ 8-13 กวีใชสรัคธราฉันท อันมีความหมายถึงฉันทท่ีมีความงาม
ประดจุ พวงมาลาดอกไมใ นการสรรเสรญิ ถวายพระเกียรติ ซึ่งเปนฉันทท ่ีคอนขา งแตงยาก โดยในการ
เลือกใชศัพทและถอยคําถือวามีความยากเพราะตองถูกกําหนดดวยคุรุ-ลฆุใหตรงตามคณะฉันท มี
กําหนดจํานวนพยางคคือ 1 บาทมี 21 พยางคส ลับดวยศารทูลวิกรีฑิตฉันทในโศลกที่ 12 แตงเปน
บทสรรเสรญิ กลาวถึงสายสกุลจนถึงการประสูติของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ฉันทลักษณทั้ง 2
ประเภทน้ีจึงจัดวาเปนฉันทลักษณท่ีมีความสําคัญอยางยิ่งในจารึกแมบุญตะวันออกน้ีท่ีกวีเลือกใช
เพื่อการยกยองสดุดีบุคคลตางๆ ตามสายสกุลของกษัตริยในเบ้ืองตน และถือวาแตงไดยากย่ิงกวา
ฉันทลักษณท่ีเหลือ ฉะนั้น กวีจึงไดแสดงฝมือในการแตงอยางเต็มท่ีแมเปนบทสดุดีก็มีความ
เพรียบพรอมท้ังอลังการและรสวรรณคดี มีบทสนธิคอ นขางยาว สลับชวงจังหวะลีลาการประพันธที่
เหมาะสมและงดงามตามแบบวรรณศลิ ป

399Ibid., 185-193.

จารึกแมบ่ ญุ ตะวนั ออก • 228825

เน้ือหาสวนทแี่ สดงรายละเอียดในรัชสมัยพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2

โศลกท่ี 14-104 กวีใชตริษฏภฉันท คือ ฉันทที่ 1 บาทมี 11 พยางค อันประกอบดวย
อินทรวัชราฉันท อุเปนทรวัชราฉันท และอุปชาติฉันทในการแตงคาถาประพันธและสลับดวย
อนษุ ฏภฉันทในโศลกที่ 105-205 หลังจากน้ัน โศลกที่ 206-214 กลับมาใชตริษฏภฉันทแตงอีกครั้ง
หนึ่ง ซ่ึงฉันทลักษณทั้ง 4 ประเภทสามารถแตงไดงายกวาฉันทท่ีกลาวมาในเบ้ืองตน ไมยุงยาก
ซับซอน เหมาะแกการเลาเรอ่ื งราว และนิยมใชแตง ประวัติศาสตรและวรรณคดี400 โดยเฉพาะจารึก
ภาษาสันสกฤตในกมั พูชาจะพบไดบอ ยตัง้ แตสมยั กอ นเมอื งพระนครเปน ตนมาจนถึงสมัยพระนคร จึง
นับวากวีเลือกใชฉันทลักษณในการดําเนินเรื่องไดอยางเหมาะสม มีรูปแบบกระชับรัดกุม เลา
เหตกุ ารณไดอยางนา ตดิ ตาม แตละเนื้อหาจบในโศลกเดยี ว

ส่งิ ทเ่ี ปน จุดเดน ทส่ี ุดในชว งนีค้ อื การเลาเรือ่ งราวทางประวตั ิศาสตรเพอื่ สรรเสริญกษัตริย
อันเปนธรรมเนียมในการแตงจารึก ผูแตงแสดงใหเห็นถึงพระปรีชาสามารถและความเพียรท่ี
ประกอบดวยความกลา หาญเดด็ เดยี่ วในการสงคราม อันเปนพระราชกรณยี กิจที่ยิ่งใหญคอื การขยาย
อาณาเขตใหเปนปกแผนม่ันคง ดังนั้น ในการจัดกระบวนทัพและความรอบรูกลยุทธในการรบของ
กษัตริยจึงถูกพรรณนาใหเห็นประจักษในชวงดําเนินเรื่องน้ี และเร่ืองราวตางๆ ทีก่ วใี ชพรรณนาเปน
การเลือกใชถอ ยคาํ หรือภาษาภาพพจนท าํ ใหผ อู า นเกิดมโนภาพไดอยางชัดเจนไมค ลุมเครือ เชน การ
พรรณนาฉากรบ โศลกท่ี 127 วา “สายธนขู องพระองคเ ทานนั้ ถูกทําใหหยอน เพราะการนอบนอม
เขา มาของเหลาขาศึกผูท ่ีไดทง้ิ อาวธุ ลงเรียบรอ ยแลว และจึงวางลง แตไมใชข องนายขมังธนู” หรือใน
ฉากฟาดฟน ศัตรูอีกหลายโศลก กวีพรรณนาราวกับวา อยูในสถานท่ีแหงนั้นจริงๆ และผูอานก็รูสึกได
ถงึ อารมณแ ละเร่ืองราวท่ีกวีสื่อออกมา ขอน้ีสอ งใหเห็นถึงความละเอียดออนและอัจฉรยิ ภาพของกวี
ผูประพนั ธโดยแท ท้งั กวยี งั ไดกลาวถึงพระเจาราเชนทรวรมันวามีลักษณะของกษัตริยใ นอุดมคตทิ ่ีพึง
ประสงค ซ่ึงในจารึกอาณาจักรกัมพูชามักยกยองกษัตริยผูย่ิงใหญวาตองมีพระราชอํานาจและพระ
บารมีเปนอยางมาก มีความงดงามย่ิงกวามนุษยแ ละเทพแหงความงาม (กามเทพ) มีความรอบรูใน
ดานตางๆ ประกอบดวยคุณธรรม และมีพระศรี-พระลักษมีอยูกับพระองคเสมอ ในขอนี้กวีก็
พรรณนาไวอยางครบถวนตองตามขนบของการแตงบทสรรเสริญยอพระเกียรติกษัตริยในจารึก
อาณาจกั รกัมพชู า

400พระคนั ธาสาราภิวงศ (ธรรมาจริยะ อภวิ ังสะ), วุตโตทยมญั ชร,ี 192.

286 • จารึกแม่บญุ ตะวันออก 283

เนือ้ หาในสวนทา ยของจารึกและการสถาปนา
ขนบการประพันธในจารึกภาษาสันสกฤตในอาณาจักรกัมพูชาท่ีสําคัญ มักปดทายลง
ดว ยการถวายส่ิงของ ดวยตอดวยคําสาปแชงหรือใหพร อีกประการหนง่ึ จะปดทายดวยการสถาปนา
และอาจมีการระบุวัน เดือน ปท่ีแตง อยางใดอยางหนึ่งหรือทั้งหมดที่กลาวมา ในจารึกแมบุญ
ตะวันออกหลังจากมีการถวายสิ่งของแกศาสนสถานและเทพเจาแลว สวนทายจารกึ โศลกท่ี 211-16
เปนอนุสาสนีท่ีพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ชี้นําใหแกเหลาพระราชาในราชอาณาจักรใหหมั่น
ประพฤติราชธรรม ตงั้ ม่ันอยูในธรรมเพราะพระราชาเปนเสาหลักของบานเมืองเปนผรู ูศาสตร ใหทํา
หนาทข่ี องกษัตริยที่สมควรทํา อยาไดเคล่ือนยายประกาศ (ศิลาจารึกแมบ ุญตะวันออก) อยาเห็นแก
อามิสสินจางและหม่ันบําเพ็ญบุญ เปนขอสังเกตวาไมมีการสาปแชง หรือส่ังการ หากแตเปนการ
ขอรองและอวยพรใหตามหลักความเปนจริง ซึ่งอาจเปนขอแตกตางจากจารึกทผ่ี านมาในสมัยกอน
หนา หลายหลกั ท่ีมักลงทายจารึกดวยคําสาปแชง สวนโศลกปดทายแตงดวยสรัคธราฉันทมีเนื้อหา
สถาปนาลงึ คชื่อวาศรีราเชนทเรศวระพรอมดว ยรูปเคารพในศาสนาพราหมณ กวีไดระบุวัน เดอื น ป
ทแี ตง ไวด วย
ลักษณะการแตงโดยการเปล่ียนชนิดฉันทเพื่อถายทอดเหตุการณตางๆ สามารถเขียน
เปนตารางเพื่อใหม องเหน็ ภาพไดงา ยขึ้น ดงั นี้

ตารางท่ี 4 แสดงรูปแบบการประพันธใ นการถายทอดเหตกุ ารณข องจารึกแมบุญตะวนั ออก

ฉนั ทลักษณ กลาวถึง โศลกท่ี
ศารทลู วิกรฑี ติ ฉันท
- กลาวสดดุ พี ระศวิ ะและพระนางอมุ าเทวี 1-4
วสนั ตดิลกฉันท
สรัคธราฉนั ท - เลา ประวัติสายสกุลพระเจา ราเชนทรวรมนั ท่ี 2 9-10, 12

ตริษฏภฉนั ท และ - สดดุ พี ระนารายณ พระพรหมา และพระแมค งคา 5-7
อนุษฏภ ฉันท
- เลาประวัตสิ ายสกุลของพระเจา ราเชนทรวรมนั ท่ี 2 8-11, 13

- การประสูตขิ องพระเจา ราเชนทรวรมันท่ี 2 218

- การประดษิ ฐานลึงคท ีช่ ือ่ วาศรรี าเชนทเรศวระ และ

รูปเคารพ ระบุวนั เดือน ปท่แี ตง จารึก

- บรรยายถึงคณุ สมบัตแิ ละพระราชอาํ นาจ กระบวน 14-217

ทพั ฉากการรบ การทาํ สงครามของพระเจา ราเชน

ทรวรมัน สอดแทรกดว ยเรอ่ื งเทพปกรณมั และหลกั

ปรัชญา รวมถึงพระราชกรณียกจิ ตางๆ อันเปน สว น

ของการดําเนนิ เรือ่ ง

จารึกแมบ่ ญุ ตะวนั ออก • 228847

อลงั การ

ตามหลักฐานเทาที่มีอยู ทราบกันวาภรตมุนีผูมีชีวิตอยูในคริสตศตวรรษท่ี 1 ไดแตง
คัมภีรนาฏยศาสตรข้ึนเปนงานที่วาดวยทฤษฎีบทกวีสันสกฤต ซึ่งเปน ผลงานช้ินแรกที่กลาวเรื่องรส
และอลังการศาสตร401 คัมภีรนี้ไดกลาวถึงอลังการไว 4 ประการเทานั้น คือ อุปมา ทีปกะ รูปกะ
ยมก แตจาก 4 ประการดังกลาวในสมัยตอมาไดขยายข้ึนเปนจํานวนมาก แตสามารถจําแนก
ออกเปนสองพวก คือ ศัพทาลังการและอรรถาลังการ402 ในที่นี้จะยกตัวอยางตําราเกี่ยวกับอลังการ
ศาสตรข องอินเดยี และการจําแนกของทานผแู ตง ตาํ ราเหลานี้บางสวนมาพอเปนอุทาหรณ โดยแสดง
ไวในรปู ตารางดงั นี้

ตารางท่ี 5 ตาํ ราอลังการศาสตรแ ละการจาํ แนกประเภทของชาวอนิ เดยี

ท่ี ตาํ ราอลงั การศาสตร ประเภทของอลังการ

อลงั การดา นเสียง อลังการดา นความหมาย

1 นาฏยศาสตร ยมก อปุ มา ทีปกะ และรูปกะ

ของภรตมนุ ี

2 กาวยาลังการ ยมก และอนปุ ราสะ อุปมา ทีปกะ รูปกะ อติศโยกติ วยติเรก
อาเกฺษปะ อรรถานตรันยาสะ วิภาวนา
ของภามหะ ส ม า โ ส ก ติ ย ถ า สั ง ข ย ะ อุ ต เ ป ร ก ษ า

รสวัต อูรชสวิน อุทาตตะ ปรรยาโยกตะ
อปรัสตุตประศังสา วยาชัสตุ ศลิษฏะ
อุปมารูปกะ อุปเมโยปมา ตุลยโยคิตา
สโหกติ อนันวยะ สมาหิตา ปริวฤตติ
อปหนุติ วิเศโษกติ วิโรธะ นิทรรศนะ
สสันเทหะ สงั สฤษฏิ ภาวกิ ะ และอาศสี

401P.V. Kane, History of Sanskrit Poetics, 10.

402จริ พฒั น ประพันธว ิทยา, “คาํ บรรยายเรอ่ื ง จารึกสันสกฤตในอินเดียและกัมพูชา,” ใน ภาษา-จารึก 7 (กรุงเทพฯ: ภาควิชาภาษา
ตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2544. เนื่องในวาระเกษียณอายุราชการ ผูชวยศาสตราจารย ดร. จิรพัฒน
ประพันธว ิทยา พฤษภาคม 2544), 33-43.

288 • จารกึ แม่บญุ ตะวันออก 285

3 กาวยประกาศ อนปุ ราสะ ยมก อุปมา อนันวยะ อปเมยโยปมา อุตเปรกษา

ของมัมมฏะ จติ ระ วโกรกติ สสนั เทหะ รูปกะ อปหนุติ เศลษะ สมาโสกติ

และเศลษะ นิทรรศนะ อปรัสตุตประศังสา อติศโยกติ

ประติวัสตูปมา ทฤษฏานตะ ทีปกาลการะ

ตุลยโยคิตา วยติเรก อาเกฺษปะ วิเศโษกิตะ

วิภาวนา ยถาสวยะ อรรถานตรันยาสะ

วิโรธะ สวภาโวกติ วยาชัสตุ สโหกติ วโิ นกติ

ภาวกิ ะ ปรวิ ฤตติ กาวรยลิคะ ปรรยาโยกตะ

ปรกิ ร อุทาตตะ สมุจจยะ ปรรยายะ อนมุ าน

วยาโชกติ ปริสขา การณมาลา อันโยนยะ

อุตตระ สูกษมะ สาระ อสคติ สมาธิ สมมะ

วิษมะ อธิกะ ปรตยนีกะ มีลิตะ เอกาวลี

สมรณะ ภรานติมาน ปรตีปะ มาสานยะ

วิเศษะ ตทคณะ อตทคณะ วยาฆาส สังกร

และสังฤษฏิ

4 วาคภฏาลงั การ จิตระ ยมก วโกรกติ ช า ติ อุ ป ม า รู ป ก ะ ป ร ะ ติ วั ส ตู ป ม า

ของวาคภฏะ และอนุปราสะ ภรานติมาน เศลษะ อาเกฺษปะ สังศยะ

นิศจยานตะ ทฤษฏานตะ วยติเรก อปหนุติ

ตุลยโยคิตา อุตเปรกษา อรรถานตรันยาสะ

สมาโสกติ วิภาวนา ทีปกะ อติศยะ เหตุ

ปรยาโยกติ สมาหิตะ ปรวิ ฤตตะ ยถาสังขยะ

วิษมะ สโหกติ วิโรธะ อวสระ สาระ เศลษะ

สมุจจยะ อปรัสตุตประศังสา เอกาวลี

อนมุ าน ปรสิ งั ขยา ปรศั โนตตระ และสงั กร

จะเห็นไดวาตําราอลังการศาสตรของแตละเลมมีอลังการจํานวนมากบางนอยบาง
ตางกันออกไป จนกระทั่งมไี มต่ํากวารอยชนิด แตละชนิดก็แยกยอยออกไปไดอีกนานาประการตาม
ทรรศนะของผูแตงตําราอลังการศาตรแตละทาน สวนในการศึกษาครั้งนี้ผูเรียบเรียงเลือกใชตํารา
อลังการศาสตร ของวาคภฏะ ซ่ึงแปลเปนไทยแลวโดย ป.ส.ศาสตรี และนําคําอธิบายอลังการใน

จารึกแมบ่ ุญตะวันออก • 228869

งานวิจัยทางวิชาการ เรื่อง การวิเคราะหวรรณคดีไทยตามทฤษฎีวรรณคดีสันสกฤต ของกุสุมา
รักษมณี มาเปรยี บเทียบรว มดว ย เนื่องจากมเี น้ือหาท่ีไมมากไมนอ ยจนเกิน และมีคาํ อธิบายคอนขา ง
ชัดเจนไมแตกตางกันมากนัก สวนตําราอลังการอื่นๆ จะใชประกอบการวิเคราะหในบางประเด็นท่ี
นา สนใจและควรกลาวถงึ เทานน้ั

นักวรรณคดีกลาววาอลังการในบทกวีนิพนธเกิดจากการใชถอยคําที่ไพเราะงดงาม
เปรียบเหมือนกับเคร่ืองประดับบทกวีนิพนธ403 โดยกวีผูแตงบทประพันธถ ือวาการสรางความงาม
ดวยอลังการนี้ จะเพมิ่ ความงดงามลกึ ซึ้งใหบทประพันธเ รอื่ งน้นั ดังนน้ั จึงมคี าํ กลา ววา ถอยคําคือบท
ประพันธแมปราศจากโทษของบท พากย หรือเน้ือความของภาค ก็ตองตกแตงดวยอลังการ404
อลังการจึงแสดงถึงคุณลกั ษณะของวรรณคดี ความนิยมเรอ่ื งอลงั การไดแพรห ลายไปในบทประพันธ
และงานกวีนิพนธตางๆ อันเปนสวนสําคัญท่ีทําใหวรรณคดีมีคุณคาในเชิงวรรณศิลป ความนิยมท่ี
แพรหลายน้ีเห็นไดในจารึกภาษาสนั สกฤตท่ีพบในอาณาจักรกัมพูชา กวีจะใชอลังการหลายรูปแบบ
แตงจารึกอยางงดงาม เชน เดียวกบั จารึกแมบุญตะวันออก มอี ลงั การทงี่ ดงามลึกซึง้ สละสลวย เมื่อได
อานเสนาะโสตและคมคาย เกดิ จินตภาพเปนนัยประวัติหลากหลาย โดยผูวิจัยจะแบงเปนหัวขอใหญ
2 ประเภท คือ อลงั การดา นเสยี งและอลังการดา นความหมาย ดังจะไดอธบิ ายขยายความตอไป

อลงั การดานเสียงทป่ี รากฏในจารกึ แมบ ุญตะวันออก
ในสมัยกอนท่ีจะมีการจดบันทึกถายทอดเรื่องราวตางๆ บทกวีมักจะแสดงออกใน

ลักษณะมุขปาฐะจึงเปน ไปเพอ่ื การฟง มากกวา การอาน การเลนเสียงแบบการกลาวบทขับ หรอื ลํานาํ
กาพยกลอนที่มีความไพเราะของเสียงจึงมีความสําคัญอยา งมาก เพราะการเลนเสียงท่ีไพเราะทําให
นาฟงและนาจดจํา เม่ือถึงสมัยท่ีมีการถายทอดเรื่องราวเปนลายลักษณอ ักษรในเชิงวรรณศิลป กวีก็
ยงั คงแสดงความสามารถในเรอื่ งสุนทรียะอยา งเต็มทีเ่ พ่ือใหเกิดเสียงและทวงทํานองท่ีนาฟงชวนอาน
ความสําคัญในดานเสียงจึงไมยิ่งหยอนไปกวากัน การเลนคําใหเกิดความไพเราะในเรื่องเสียง เปน
อลังการท่ีเรียกวา ศพั ทาลังการ หรือ อลังการดานเสียง ซึ่งความไพเราะของเสียง พบทั้งการซํ้าคํา
ซ้ําเสียงพยัญชนะตางๆ ท้ังตนบท กลางบท ทายบท เปนตน อันเปนผลใหบทประพันธน ั้นๆ มีเสียง
ไพเราะ นาอาน นาฟง เพ่ิมความสงางดงามใหแกบทประพันธ ในนาฏยศาสตรข องภรตมุนีผูมีชีวิต
อยใู นครสิ ตศ ตวรรษที่ 1 กลาวถึงอลังการทางเสียงเพียง 1 ชนดิ กาวยาลงั การของภามหะกลาววามี

403วาคฺภฏ, อลังการศาสตร, แปลโดย ป.ส.ศาสตรี, 57; และ Monier Williams, Sanskrit-English

Dictionary , 16th ed. (Delhi: Motilel Banarsidass, 2011), 94.

404พระสังฆรักขิตมหาสาม,ิ สุโพธาลังการมญั ชรี, แปลโดย พระธรรมโมลี (สมศักด์ิ อุปสโม) และคณะ (นครปฐม: มหาวิทยาลัยมหา
จฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส, 2546), 18.


Click to View FlipBook Version