240 • จารึกแม่บญุ ตะวันออก 238
ความกลัวตอภัยพิบัตไิ มเ กดิ ในหมปู ระชาชนเพราะคาํ สอนทดี่ ี และเพราะไมมีการทาํ ช่ัว
ของพระองค แมพระราชบุตรีของพระเจาอชาตศัตรูไดรับแลวซ่ึงผลกรรมท่ีตามมาอยาง
แสนสาหัส เพราะคําสอนทช่ี วั่ ชา (86)
พระองคท รงขับนางราชสีหที่ซุกซนซ่ึงเที่ยวหากินท่ัวทศิ ไปในหนทางของเหลาขาศึก
ครั้นทรงไดอภิเษกพระนางลักษมีเปนมเหสีแลว ก็ไดชุบเล้ียงนางราชสีหน้ันท่ีมีบุตรเกิดขึ้น
(ต้ังครรภ) เพราะอยรู ว มกบั ราชสหี ต วั ผู (88)
7. วรรณคดขี องศาสนาพราหมณท่ีปรากฏในจารกึ
วรรณคดีของอินเดยี โบราณ ในทางศาสนาพราหมณมักเขียนดวยภาษาสันสกฤตซ่ึง
เปน ภาษาทฤี่ ษีหรอื นกั ปราชญท้ังหลายในอนิ เดยี โบราณใชเปนเครื่องมอื ถายทอดความรู ปญญาและ
ความคิดออกมา มีจุดออนประการหนึ่ง คือไมมีขอมูลทางประวัติศาสตร ทั้งกวีก็ไมนิยมกลาวถึง
เร่อื งราวหรือประวตั ิของตน ดว ยเหตนุ ก้ี ารกําหนดยุคสมยั ท่ีแนนอนของวรรณคดีสันสฤตจึงเปนไปได
ยาก322 อยางไรก็ตาม เราสามารถคาดเดาไดจากความเก่ียวพันที่เน่ืองกันในเน้ือหาที่ปรากฏ เปนท่ี
เขาใจกันวาวรรณคดียคุ แรกๆ คือ คัมภพระเวท อันเปนศาสตรที่เปนรากฐานของชาวอินเดียมาชา
นาน และไดแพรก ระจายขยายไปยงั ท่ตี า งๆ รวมทั้งในอาณาจักรเขมรโบราณดว ยดังมีปรากฏในจารกึ
แมบุญตะวนั ออก นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวในคัมภีรตางๆ ท่ีมีจุดกําเนิดมาจากศาสนาพราหมณตาม
ยุคสมยั ตอมาอกี เปนจํานวนมาก โดยสามารถแบงยคุ สมัยของวรรณคดสี นั สกฤตที่ปรากฏในจารกึ ได
อยางกวางๆ เปน 3 ประเภท คือ (1) สมัยพระเวท (2) สมัยมหากาพย (3) สมัยปุราณะ ดังจะได
กลาวเปน ลําดับสบื ตอ ไป
7.1 สมัยพระเวท ไดแก สัมหิตา พราหมณะ อรัณยกะ อุปนิษัท และรวมถึงสูตร
ตางๆ ซ่ึงเปนวรรณคดีทเี่ กี่ยวขอ งกบั พระเวท323 พระเวท แปลวา ความรู หมายถึงความรทู ่ีศกั ด์ิสิทธิ์
จัดเปนวรรณคดีท่ียิ่งใหญในยุคแรกซ่งึ เก่ียวของกับคัมภีรท างศาสนา ในสวนเบ้ืองตนมีการกลาวถึง
หลักการและความเชื่อในศาสนาพราหมณเก่ียวกับพระเปนเจาสูงสุดซึ่งมีเพียงหนึ่งเดียวซึ่งปรากฏ
ในคมั ภีพระเวทท่ีเรียกวา ฤคเวท ความชดั เจนในขอนี้คอื ในโศลกท่ี 2 ไดกลาววา “รูปสูงสุดน้ันจะรูได
ดว ยพระเวทสาม” จากโศลกนี้ พระเวทท้ังสามเปนพระเวทด้ังเดมิ เรียกวา ตฺรยี-วิทฺยา ซึ่งตรงกับคาํ
วา “ไตรเพท” ในภาษาไทย ตามความเชื่อแบบโบราณดั้งเดิมท่ีเครงครัดของชาวอินเดียท่ีนับถือ
ศาสนาพราหมณน ั้น เช่ือวาพระเวททั้งหลายเปน “อเปารุเษยะ” คือ สิง่ ที่มิใชขอเขียนหรือการแตง
ขึ้นมาของมนุษย แตเ ปนส่งิ ที่เทพเจาเปดเผยใหรู324 คัมภีรพระเวททั้งสาม ประกอบดวย 1.ฤคเวท
322เสาวภา เจริญขวญั , วรรณคดสี นั สกฤต (ภาควิชาภาษาไทย คณะมนษุ ยศาสตร มหาวทิ ยาลัย เชียงใหม, 2526), 1.
323เร่ืองเดยี วกัน, 2.
324จําลอง สารพดั นึก, ประวตั ิวรรณคดสี ันสกฤต 1 (กรงุ เทพฯ: สํานกั พิมพมหาวทิ ยาลัยรามคําแหง, 2546), 7.
จารกึ แมบ่ ญุ ตะวันออก • 223491
พระเวททเ่ี ก่ียวกับการสรรเสรญิ เทพเจา 2.ยชุรเวท พระเวทท่ีเกี่ยวกับสูตรซ่ึงตองบริกรรมดวยเสียง
ทุมต่ําเบาๆ พรอมกับการทํายัชญพิธี 3.สามเวท พระเวททเี่ กี่ยวกับเพลงขับสรรเสริญเทพเจา หรือ
บทเหกลอ มบูชาเทพเจา และตอมาไดป รากฏอีกคัมภีรหนงึ่ ช่ือวา อถรวเวท ใหความรูเ กี่ยวกับเรอ่ื ง
มนตร คาถา ของขลัง เปนบทสวดเพ่ือทําลายความชั่วราย โรคภัย สัตวมีพิษ ยักษ ศัตรู และเปน
มนตรเพ่ือความเปนสิริมงคล กลาวกันวาสําคัญมากสําหรับพระราชามหากษัตรยิ เพราะบรรจุไวซ่ึง
มนตราที่เขมขลังที่จะทาํ ใหกจิ สําเรจ็ หรอื มีชัยชนะในสงคราม พระเวทจงึ มี 4 เวท325มีการกลา วถึงช่ือ
คมั ภรี พ ระเวทและคัมภรี ที่จัดอยูใ นวรรณคดีสมยั พระเวทไวใ นจารึก ดงั ตวั อยางตอไปน้ี
พระองคเปนผูสงางาม ดวยพระเวทท้ังสี่มีสามเวทเปนตน ซ่ึงมีพิธีกรรม
หลากหลาย อันเปนตนเคาแหงมนตราอันเขมขลัง และทรงใหพระราชกรณีกิจสําเร็จ
แลวดวยพระเวททั้งหลายอันเปนเครื่องปองกันความพินาศเสียหาย ซึ่งเปนวิธีการอัน
ยอดเยย่ี ม (81)
พระองคท รงเปนเหมือนมเหนทระ ทรงปฏิบัติตามแนวทางของคนดีอันเหมาะสม
ตลอดเวลา และทรงทําการบูชาซึง่ ระบุไวในคมั ภีรศรุติและคัมภีรสมฤติของไศวนิกาย
แดเ หลาเทพทัง้ หลายในทีน่ ้ี ตลอดท้งั เดือน (210)
จากตัวอยางขางตน ที่มีการกลาวถึงคัมภีรศรุติและคัมภีรสมฤติ ซ่ึงคัมภีรใน
ศาสนาพราหมณ แบงเปน 2 สวน คือ 1.ศรุติ (สิ่งท่ีไดรบั ฟงมาหรือสิ่งท่ีเทพเจาเปดเผยใหรู) ไดแก
คัมภีรพระเวททั้งสี่ แตละเลมแบงเปนสามตอนคอื สังหิตา(มันตระ), พราหมณะ, อารัณยกะและ
อุปนิษัท และ 2.สมฤติ (สิ่งท่ีมนุษยแตงขึ้นและทองจําสืบตอกันมา) เปนคัมภีรข้ันสองเปนส่ิงท่ี
ถายทอดกนั สืบมา มีการแตงตาํ ราประกอบข้ึนเพื่อชวยสนบั สนุนใหเขาใจในการศึกษาคมั ภีรพระเวท
งายขึ้น เรียกวา คัมภรี เ วทางคศาสตร สมยั สูตรเกิดหลังสมัยพระเวทมีงานประเภทหนึ่งซง่ึ เก่ียวเน่ือง
กับพระเวท คือเปนความรูเพ่ิมเติมของพระเวท งานประเภทน้ีเรียกวา “เวทางคะ” แปลวา
สวนประกอบของพระเวท การเริ่มตนของงานประเภทเวทางคะมีอยูในพราหมณะและอรัณยกะ
ตอ มาภายหลังไดรับการจัดการใหเปน ระบบมากขึ้น326 แบงเปน 6 แขนง ไดแก327 (1) ศกิ ฺษา วา ดวย
การออกเสียง (phonetics) เปนวิชาท่เี รียนเก่ียวกับ ตวั อักษร ระดับเสียง จํานวนพยางค การเปลง
เสยี ง การสนธิทั้งหลาย ในการรายมันตระเพื่อความไพเราะระร่ืนหู โดยเปลงเสียงและใชระดบั เสียง
325เรอื่ งเดยี วกนั , 24.
326เสาวภา เจริญขวัญ, วรรณคดีสนั สกฤต, 17.
327จําลอง สารพดั นึก, ประวตั ิวรรณคดีสันสกฤต 1, 27-36.
242 • จารึกแม่บญุ ตะวันออก 240
ไดถูกตองในการรายมนตระประกอบยัญ คือ การบูชาตางๆ (2) วฺยากรณ วาดวยไวยากรณ
(grammar) เพ่ือใหอานพระเวทไดถูกตองและเขาใจพระเวทดี (3) นิรุกฺต วาดวยที่มาของศัพท
(etymology) อธิบายคําที่เลือกมาจากพระเวท รวมทั้งประมวลศัพทสําคัญๆ ในพระเวทดวย (4)
ฉนฺท วาดวยฉันทลักษณ (metrics) การเรียนรูฉันทลักษณตางๆ ทําใหเขาใจมันตระซ่ึงเปนบทรอย
กรองของพระเวทตางๆ ไดถูกตอ ง และยังเปนตน แบบฉันทลักษณหลังยคุ พระเวทดวย (5) กลฺป วา
ดว ยพิธีกรรม (ritual) เกิดจากความตองการรวบรวมกฎหรอื หลักเกณฑของยัญวิธใี หสั้นเขา กลฺป จึง
หมายถึงสูตรสั้นๆ เก่ียวกับพิธีกรรม (6) โชฺยติษ วาดวยดาราศาสตร (astronomy) ชวยใหการ
ประกอบยญั และพิธกี รรมตา งๆ ถูกตอ งเหมาะสมตามเวลา และในโศลกที่ 40 กลาวถึง เวทางคะเพื่อ
ใชเปนมนตรคมุ ครองพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 สวนโศลกท่ี 74 ใชเพื่อฟนฟูและพัฒนาแผน ดินที่
พระองคท รงปกครอง จงึ นบั วา มีความสาํ คญั เปน อยางมาก นอกจากนี้ยังกลา วถึงคัมภีรสุศรุตะ (เปน
คัมภีรภาษาสันสกฤตท่อี ธบิ ายการรักษาแบบอายุรเวท เปน เร่อื งเก่ียวกบั การรกั ษาทางการแพทยของ
อินเดียโบราณ) และคัมภีรเกี่ยวกับคีตวิทยา (ราคะ 6) อันจัดเปนศาสตรซ่ึงใชในวิชาท้ังหลายที่
เก่ียวกับพระเวทและปรัชญญาท่เี รยี กวาอุปเวท328 ดังน้ี
พระองคทรงเปนผูฉลาดอยางยิ่งในการกําจัดโรคทั้งมวลโดยวิธีการและการ
ตัดสินใจตามคัมภีรสุศรุตะ ทรงหลอเล้ียงแผนดิน ซ่ึงแตกอนมีสวนประกอบที่ซีดเซียว
เพราะความสิ้นไปของ...... (ใหกลับมี) สีสันดวยราคะ 6 (คีตวิทยา)329 และอังคะ 6
(เวทางคะ 6) (74)
7.2 สมยั มหากาพย ในท่ีนต้ี รงกบั คาํ วา “epic” หมายถึงงานประเภทกาวฺย หรือกวี
นิพนธที่สดุดีวีรกรรมของวีรบุรุษ และมีอิทธิปาฏิหาริยเกี่ยวของกับทวยเทพ บทประพันธประเภท
“มหากาวฺย” ซ่ึงมีอยู 2 เรือ่ งคือ มหาภารตะ และรามายณะ มีมากอนพุทธกาลและมีการแตงเติม
เสริมตอเรื่อยมาในภายหลัง330 ความนิยมและใหความสําคัญกับมหากาพยใ นอาณาจักรกัมพูชานี้มี
มาต้ังแตสมยั กอนเมืองพระนครดังปรากฏในจารกึ Veal Kantel K.359 โศลกที่ 4 ซ่ึงจารึกขึ้นราว
ปลายพุทธศตวรรษท่ี 12 ไดกลาววา “เขาไดเพิ่มภารตะอีกอยางหนึ่งใหครบสมบูรณพรอมกับรา
มายณะและปุราณะ และวางกฏเกณฑวาคัมภีรภารตะน้ีจัดเปนบทสวดประจําทุกๆ วันโดยไมมีวัน
ยกเวน” และมกั นําตวั ละครในมหากาพยมาใชเปรียบเทยี บในเร่ืองตางๆ อยูเสมออันแสดงใหเห็นถึง
328พระเวทชนั้ รอง, คานฺธรฺวเวท (วิชาการดนตรี ถือวาเปนสาขาของสามเวท), อายุรฺเวช (วิชาแพทย ถือวาเปนสาขาของอถรวเวท),
ธนุรฺเวท (วชิ ายิงธนแู ละใชอาวธุ ถือวา เปนสาขาของยชุระเวท), ศลิ ปศาสตร ดู Monier Williams, Sanskrit-English Dictionary,
207.
329เร่อื งเก่ยี วกับคตี วิทยา หรอื โนตดนตรี 6 คือ ไภรวะ, เกาศิกะ, หนิ โทละ, ทีปกะ, ศร-ี ราคะ และเมฆะ ดู Ibid., 872.
330เสาวภา เจรญิ ขวัญ, วรรณคดสี นั สกฤต, 83.
จารกึ แม่บุญตะวันออก • 224413
ความแพรหลายและเปนที่รูจักมาต้ังแตเริ่มตนอาณาจักร สวนในจารึกแมบุญตะวันออกมีการ
กลาวถึงเร่ืองราวตางๆ หรือตัวละครท่ีปรากฏท้ังในคัมภีรม หาภารตะและมหารามายณะอยูเปนอัน
มาก อันสะทอนใหเห็นวากวีมีความรูเกี่ยวกับเรื่องราวที่ปรากฏในวรรณคดีของศาสนาพราหมณ
โดยเฉพาะในสมัยมหากาพยอ ยา งย่งิ
7.2.1 มหาภารตะ ผูแตง มหากาพยเรอื่ งน้ีคอื ฤษีกฤษณะ ทไวปายณะ นับเปน
มหากาพยที่ยาวที่สุดในโลก มีเนื้อหาซับซอน เลาเรื่องที่เก่ียวของกับเทพปกรณมั และหลักปรัชญา
ของอินเดีย ท้ังน้ียังมีเรื่องยอย ๆ แทรกอยมู ากมาย มหาภารตะเปนเรื่องราวความขัดแยงของพ่ีนอง
สองตระกูลระหวางตระกูลเการพและตระกูลปาณฑพ ซ่ึงท้ังสองตระกูลตางก็สืบเชื้อสายมาจากทาว
ภรตแหงกรุงหัสตินาปุระ จนบานปลายไปสูมหาสงครามท่ีทุงกุรุเกษตร ซ่ึงมีผูเขาไปเกี่ยวของ
มากมาย แตในทีส่ ดุ แลวฝา ยปาณฑพก็เปนผูชนะในสงครามคร้งั น้ี
ในจารึกแมบุญตะวันออกไดปรากฏเน้อื ความทีส่ อดแทรกเร่อื งราวและนามของ
บุคคลทม่ี อี ยใู นมหาภารตะ จะไดก ลาวเฉพาะเรื่องที่เดน ชดั เปนตวั อยางพอสงั เขป 3 เร่อื ง
ตัวอยางเรอื่ งที่ 1
เรื่องครุฑ นาค และนางวินตา ดังในโศลกที่ 47, 71, 110 และ 191 มีการ
กลาวถงึ เร่อื งราวกําเนิดครุฑและนาคซึ่งสอดคลองกับคัมภรี ป รุ าณะและโดยเฉพาะอยางย่ิงคัมภีรมหา
ภารตะ ดังตัวอยางตอไปน้ี
พระองคแ มเปนท่ีเกิด ....... แมทรงมีอนันตนาคราชซึ่งมีคุณ ซ่ึงมีขนดนับพัน แต
กท็ รงเขา ใจความเจบ็ ปวดของนางวนิ ตาไดอยางรวดเรว็ (110)
โศลกตัวอยางขางตนแมมีเน้ือความท่ีขาดหายไปบางสวน แตก็ทําให
ทราบการกลาวถึงความเก่ียวขอ งกันของนาคและครุฑ โดยมีคําท่ีเปนชื่อเฉพาะทีแ่ สดงใหทราบ คือ
1.อนันตนาคราช หรอื พญาเศษนาค เปนโอรสของของพระกศั ยปประชาบดกี ับนางกัทรุ331 ปรากฏใน
ภาควัตปุราณะวา เปน อธิบดแี หงนาคทง้ั หลาย ผเู ปนใหญเหนอื บาดาล เปนบัลลงั กท ่ีประทับของพระ
นารายณกลางทะเลนํ้านม หรอื เกษียรสมุทรในระหวางสรางโลก และมี 1,000 เศียร และ 2.นางวิน
ตา เปนธดิ าของทาวทักษะมนี อ งสาวช่อื นางกัทรุ ท้ังสองเปนภรรยาของพระกัศยปประชาบดี นางวิน
ตามีพระโอรส คือ อนอรุ ุ (อรณุ เทพ) และพระยาครุฑ (ไวนะเตยะ) โดยความเกี่ยวพันกันของทั้งสอง
นี้ ในคัมภีรมหากาพยมหาภารตะ332กลาวไววา นางวินตาและนางกัทรุ ไดขอพรจากพระกัศยป
ประชาบดี โดยนางกัทรุขอใหตนมีโอรสเปนนาคหนึ่งพันตัว มฤี ทธิ์รายแรงและสามารถแปลงกายได
331Vettam Mani, PuraÆniá c Encyclopaedia, 34.
332Ibid., 3, 32, 34, 55.
244 • จารึกแม่บญุ ตะวันออก 242
ตามปรารถนา สว นนางวินตาขอพรใหมีพระโอรสเกงกลาสองคนมีชัยตอบรรดานาคทั้งหลายทุกเม่ือ
พระกศั ยปประชาบดีกป็ ระทานพรให การขอพรของนางวินตาทําใหเปนเหตุเกิดการกอเวรตอกันกับ
นางกัทรุซ่ึงเปนนองสาว ภายหลงั นางกัทรกุ ็ไดคลอดบุตรออกมาเปนไข 1,000 ฟอง และโอรสของ
นางก็ออกมาจากไขเ ปนนาค 1,000 ตัว สว นนางวินตาไดคลอดออกมาเปนไข 2 ฟอง นางวินตาเกิด
ใจรอนอยากเห็นหนาลูกจึงทุบไขฟองหน่ึง เนื่องจากยังไมถึงเวลาจึงทําใหโอรสองคแรกมีรางกาย
เพยี งครึง่ หนงึ่ จึงไดนามวา อนอุรุ ภายหลังทราบกันในชื่อพระอรุณเทพบุตร ตอมาอีกองคคลอดเปน
เปนครฑุ ไดน ามวา ไวนะไตยะ ซึ่งแปลวาลูกของนางวินตา ในคมั ภรี ม หาภารตะกลาววา นางวินตา
ไดพ นนั กับนางกทั รุ เรื่องการทายวามาอุจไฉสรพะที่เกิดจากการกวนเกษียรสมุทรเปนสีอะไร นางวนิ
ตาทายวาสขี าว นางกัทรุทายวาสีดาํ แลวใหนาคแปลงตัวเปนสีดาํ แทรกอยูตามตัวมา ทําใหนางวินตา
แพพนันนับแตนั้นจึงตองตกเปนทาสนางกัทรุและนาค ตอมาครุฑตองการใหแมพนจากความเปน
ทาสจึงไดตกลงกับพวกนาควาจะนํานํ้าอมฤตมาเพ่ือแลกกับการพนเปนทาสของนางวินตาผูเปน
มารดา เมื่อไดนํ้าอมฤตแลวนาคจึงยอมปลอยนางวินตาใหเปนอิสระ แตไดวางแผนใหพระอินทรชิง
นํ้าอมฤตไปกอนที่นาคจะไดกิน จากเหตุการณน้ีทําใหนาคกับครุฑจึงเปนศัตรูตอกันไมส้ินสุด ใน
โศลกนี้แสดงถึงความรอบรูในคัมภีรและวรรณคดีตางๆ ของกวีผูรจนา ซึ่งไดพรรณนาถึงความมีใจ
กวางและความเอ้ืออาทรของอนันตนาคราชผูมีฤทธ์ิเดชมาก แมเปนศตั รูตอครุฑก็เขาใจถึงความขม
ขื่นของนางวินตาผูเปนมารดาของพญาครุฑซึ่งตกเปนทาสของพวกตนเปนอยางดี ในโศลกน้ี
นอกจากกวีผแู ตงจะมีความรใู นเรื่องมหาภารตะอยา งดีแลวกวียงั ไดแสดงความสามารถในเชิงกวี โดย
ใหความหมายอีกนัยหน่ึงที่แสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 คือ
“พระองค (พระเจาราเชนทรวรมัน) แมเปนท่ีเกิด........ ทั้งเต็มไปดวยโภคะนับพัน ทั้งประกอบดวย
คุณเปนอเนกอนนั ต อนั มปี ระโยชนตอความทกุ ขยากของคนที่มานอบนอ ม อยางมากมาย”
ตัวอยา งเรือ่ งที่ 2
เรอ่ื งพระนลกับนางทมยนั ตีอันเปนเร่ืองแทรกอยใู นวนบรรพของคมั ภรี มหาภา
รตะ ในโศลกที่ 162 ดังน้ี
พระศรีแหงความเปนพระราชา รวมกันดวยลําแสงแหงพระราชอํานาจของ
พระองค เปนด่ังทมยันตมี องลงมายงั กลิ (162)
โศลกขางตนปรากฏช่อื ของตัวละครในเรื่องนโลปาขยานัม ซึ่งเปนเรื่องแทรกที่ยาวที่สุด
อยูใ นมหาภารตะ บรรพท่ี 3 วนบรรพ เม่อื พวกปาณฑพถูกเนรเทศเขาปาเปนเวลา 12 ปนั้น วันหนึ่ง
ฤษีพฤหทัศวะไดม าเยย่ี ม ยธุ ิษฐิระไดต อ นรบั และไดคร่ําครวญถึงชะตากรรมของพวกตน แลว ถามฤษี
จารึกแมบ่ ญุ ตะวันออก • 224435
วา มีราชาองคใดที่โชครายย่ิงไปกวาตนหรือไม ฤษีน้ันจึงเลาเรื่องราชาท่ีโชครายยิ่งกวายุธิษฐิระคือ
พระนลแหงนิษธะซ่ึงตองสูญเสียราชอาณาจักรและทุกส่ิงทุกอยางเพราะถูกโกงในการพนันทอด
ลูกเตา ตองเรรอนอยูในปาไมมีขาทาสบริวารหรือญาติมิตรเลย ขณะท่ียุธิษฐิระยังมีนองๆ และมิตร
สหายโดยเร่ืองราวของพระนลมีวา ทมยันตีเปนพระธิดาของพระเจาภีมราชพระราชาแหงวิทรฺภะ
เม่ือโตเปนสาวก็มีพระสิริโฉมงดงามและเปนกุลสตรีท่ีดี ตางก็รํ่าลือกันไปไกลจนถึงสวรรค สวน
พระนลเปนเจาชายเมืองนิษธะ เปนคนเกง ฉลาด และรูปลักษณงดงามมาก ตางก็ไดรบั การยกยอง
และร่ําลือกันไปไกล เม่ือทั้งคูเติบโตอยูในวัยหนุมสาวตางก็ใฝฝนและถวิลหาซึ่งกันและกัน ตอมา
พระเจาภีมราชไดประกาศพิธีสยุมพรของพระนางทมยันตีข้ึน โดยเชิญเจาชายและกษัตริยท ุกเมือง
มารว มพิธี โดยการทาํ ใหนางพงึ พอใจและเลือกคูเอง นางทมยนั ตจี งึ ไดเลือกพระนลเปนสวามี ทวากลิ
และทวาประ ซึ่งจะมางานน้ีแตทราบวานางไดเลือกพระนลไปแลว ก็โกรธเคืองสัญญาวาจะทําลาย
ความรักของท้ังคูและจะทําใหแตกแยกและพลัดพรากจากกันใหได หากตัวเองไมไดนางมาครอง ซ่ึง
เปนเหตุใหพระนลกับนางทมยนั ตตี องพบพานกบั อุปสรรคนานปั การ รวมถงึ ตองพัดพรากจากกันเปน
เวลานาน แตในทายที่สุดทั้งคูก็สามารถฟนฝาอุปสรรคจนสามารถกลับมาครองคกู ันดวยความสุขได
ดังเดิม เรื่องพระนลนับเปนเร่ืองแทรกในมหาภารตะท่ีเกาแกท่ีสุด333 ดีทั้งเน้ือหาและคติธรรม
จดุ เดน ของเรอื่ งอีกประการหนง่ึ คอื ความซือ่ สัตยตอ สามีของนางทมยันตี สว นความหมายในการใชตัว
ละครในมหาภารตะทอนนยี้ ังไมช ดั เจนเพราะจารกึ ไดล บเลือนหายไป แตสวนท่ีปรากฏเปนการแสดง
ถงึ พระราชอาํ นาจของพระเจา ราเชนทรวรมันท่ี 2
ตวั อยา งเรือ่ งท่ี 3
เรือ่ งพระอรชนุ เปน อีกช่ือหนึ่งท่ปี รากฏในจารึก ในมหามหาภารตะ พระอรชุน
เปน ผูม ีรปู งามมีฝมอื ในการรบและพรสวรคในการยิงธนูมากท่ีสดุ ไมมีใครเทยี บได เปนพ่ีนองคนที่สาม
ในบรรดาปาณฑพท้ังหา เปนลูกของนางกุนตีภรรยาคนแรกของปาณฑุ และเปนคนเดียวในพ่ีนอง
ปาณฑพที่ไดรบั พรและอาวธุ วิเศษจากเทพเจามากท่ีสุดดวย ในสงครามทุงกุรเุ กษตรอันเปนทมี่ าของ
มหาภารตยุทธ พระกฤษณะซ่ึงเปนนารายณอวตารลงมาไดเปนสารถีใหอรชุนออกรบจนมีชัยชนะ
เรอ่ื งราวในตอนนเ้ี ปนท่ีมาของคัมภีรภควคีตา ขอความที่กลาวถึงอรชุน กวีใชเพื่อเปรียบเทียบความ
สมบูรณแบบของพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 เม่ือเปรียบกันแลวกวีกลาววา พระองคเ หนือกวาพระ
อรชุนกษตั ริยน ับรบผเู ปน วรี บรุ ุษในตํานานของอนิ เดีย ขอ ความดังกลา วนั้น มีดงั น้ี
333Charles Rockwell Laman, A Sanskrit Reader (Cambridge: Harward University Press, 1959), 299.
246 • จารกึ แมบ่ ุญตะวันออก 244
ขาพเจาคิดวา ถึงเกียรติยศของพระอรชุนที่มีความสมบูรณดวยความกลาหาญ
แมวา ถกู ขับขานอยูท ้งั บนสวรรคแ ละในโลกนี้ ก็ไมเปนที่สบายหู จึงไมควรเอามาเปรียบ
กบั พระยศของพระองคผ ูไดยินไดฟงแลวสบายหู (90)
7.2.2 รามายณะ แปลวา ความเปนไปของพระราม หมายถึงประวัติหรือ
เร่ืองราวของพระราม เปนกวีนพิ นธท่ีสดุดีวีรกรรมของวรี บุรุษเชนกัน ผูแตงรามายณะคือฤษีวาลมิกิ
จัดเปนกวีนพิ นธชนิด “กาวฺย” เรอ่ื งแรก หรอื อาทกิ าวฺย334 รามายณะเปนวรรณคดีที่มกี ารดัดแปลง
เลาใหม และแพรหลายไปในหลายภูมิภาคของเอเชีย โดยมีเน้ือหาแตกตางกันไปและอาจเรียกชื่อ
แตกตางกันไปดวย เปนเรื่องราวเก่ียวกับการทําศึกสงครามระหวางฝายพระรามกับฝาย
ทศกณั ฐ (ยักษ) โดยพระรามจะมาชิงตัวนางสีดา (มเหสีของพระราม) ซึ่งถูกทศกัณฑลักพาตัวมา คน
ไทยไดนํามาแตงใหมดัดแปลงใหมและรูจักกันในชื่อ รามเกียรต์ิ ซ่ึงมีหลายฉบับดวยกัน ตัวอยางใน
เร่ืองน้ี คือ จารึกโศลกที่ 29 ไดก ลาวถึงพระรามและนางสีดา พรอมทั้งพระชนกผูเปนพระราชบิดา
ของนางสีดา และโศลกท่ี 42 กป็ รากฏตวั ละครในรามายณะเชนกนั เชน
พวกขาศึกที่เปรียบไดกับราวณะครั้นไดฟงเสียงเคร่ืองดนตรีในการเดินทัพของ
พระองค ก็ไดหวาดหว่ันสั่นไหว เหมือนราวณะไดยินเสียงลูกของนางสุมิตร (พระ
ลักษณ) ผชู นะเมฆนาท (อนิ ทรชิต) ไดแลว มีเสยี งคํารามกกึ กอ งในเวลาเดนิ ทัพ (42)
จากโศลกขางตนกวีเปรียบเทียบกองทัพของพวกศัตรูเปนดังกองทัพของราวณะ หรือ
ทศกัณฐท ีม่ ีความหวาดหวัน่ และตองพายแพก องทพั ของพระเจาราเชนทรวรมนั ที่ 2 ซ่งึ เปรียบประดุจ
กองทพั ของพระราม ปรากฏชอื่ ของตัวละครในเร่อื งรามายณะไดแก 1. ราวณะ หรือทศกัณฐ เปนตัว
ละครฝายอธรรมในมหากาพยรามายณะ ราวณะเปนรากษสไดพรจากพระพรหมาใหมีฤทธิ์มาก จึง
กอกวนสรางความเดือดรอนไปทั่วท้ังสามโลก พระวิษณุไดอวตารลงมาเปนพระราม เพื่อสังหารรา
วณะ รูปรางของราวณะมีความนาเกลยี ดนา กลัว คือ มีสบิ เศียร ย่ีสบิ กร รางมีสีฟา มีร้ิวรอยบาดแผล
จากการรบ มีนิสัยอันธพาลเกเร ในระหวางที่รบกับพระราม ราวณะถูกศรพรหมมาสตรสิ้นใจใน
สนามรบ 2. พระลักษณ เปนโอรสของนางสุมิตรา เปนตัวละครฝายธรรมะในมหากาพยรามายณะ
ซึ่งเปนภาคหน่ึงของพระนารายณ พระลักษณม ีความรักใครใกลชิดพระรามมาก พระลักษณไดออก
บวชและติดตามพระรามกับนางสีดาไปอยูในปา พระลักษมณนอกจากจะมีความจงรักภักดีตอ
พระรามอยางยิ่งแลว ยังมีพฤติกรรมเปนนักรบที่กลาหาญ มักทําศึกกับฝายศัตรูพรอมกับพระราม
สคุ รีพ หนมุ านและพญาวานรอืน่ ๆ 3. เมฆนาท ไดน ามวา อนิ ทรชิต เพราะเคยรบชนะพระอินทรเปน
334จําลอง สารพัดนกึ , ประวตั ิวรรณคดสี ันสกฤต 1, 55.
จารกึ แม่บุญตะวนั ออก • 224457
ตวั ละครฝายอธรรมในมหากาพยรามายณะเปนบุตรของราวณะที่ไดช ื่อวาเมฆนาทเพราะเวลาเกิดได
สง เสยี งรอ งเหมือนฟา รอง เมฆนาทมฤี ทธิ์มากสูรบกบั กองทัพพระรามเปนตอหลายครั้ง จนกระทั่งรบ
คร้ังที่ 4 ถูกศรของพระลักษณเสยี ชีวิตทําใหราวณะเสียใจจนจะฆานางสีดาเพราะเปน สาเหตุใหบุตร
ของตนตาย
นอกจากน้ี ยังปรากฏชอ่ื การยตตวีรยะ ในโศลกท่ี 89 และ 101 ในศานติบรรพมหากาพย
มหารามายณะ335 การตตวีรยะ หรือ “การตตวีรยารชุน” เปนกษัตริยนักรบที่มีอํานาจและฤทธิ์เดช
มาก มีมอื หนึ่งพันมือ เคยตอสูชนะทศกัณฐจนมีชื่อเสียงเกรียงไกร ภายหลังเกิดอหังการยกวรรณะ
กษัตริยเหนือกวาวรรณะพราหมณ คอยขมเหงเขนฆาพวกพรามณ จนกระท่ังรอนถึงพระนารายณ
ตอ งอวตารลงมาเปนปรศรุ าม เพอ่ื ปราบการตตวรี ยะ มีอทุ าหรณด ังน้ี
ในโลกนี้ ถาพระเจาการตตวีรยะซึ่งมีความกลาหาญเปนที่รูจักกันดี จะไดเห็น
ความกลา หาญของพระองค ซ่ึงทรงพลังเพียงพระพาหาสองขางเสียกอน ขาพเจาคดิ วา
พระเจาการตตวีรยะนน้ั คงจะตอ งคิดถึงมือพันของตนเองวาเปนภาระของตนในสนาม
รบ (101)
ดูเหมือนวา เร่ืองกวนเกษียรสมุทรที่มาในคัมภีรมหาภารตะซ่ึงเปนที่นิยมสําหรับจารึกใน
อาณาจกั รกมั พชู าสมยั โบราณ ก็มีปรากฏในจารกึ แมบุญตะวันออกเปนจํานวนมาก ดงั จารึกกลาวถึง
ทะเลนํ้านม (เกษียรสมุทร) และสิ่งที่เกิดจากการกวนเกษียรสมุทร เชน ตนปาริชาติ พระลักษมี
พระจนั ทร เปน ตน กถ็ กู กลาวถึงไวหลายโศลกเชนกัน
จากตัวอยางดังกลาวท่ีไดยกมาจะเห็นไดวาความนิยมในมหากาพยท้ังสอง คือมหาภา
รตะและรามายณะไดแ พรหลายในอาณาจักรกัมพูชาจนเปนที่รจู ักกันเปนอยางดี กวีจึงไดใชเร่ืองราว
และตัวละครในมหากาพยเพ่ือยกยองเชิดชู สดุดีพระเกียรติคุณ ความกลาหาญ ความสามารถและ
พระราชอาํ นาจของกษัตรยิ อกี ทัง้ ทําใหใหเ นอ้ื หามีความเดน ชดั และนาสนใจย่ิงข้ึน โดยกวีใชตัวละคร
ฝายธรรมะซ่ึงเปนวีรบุรุษของอินเดียเปรยี บเทียบวาเสมอเหมือนกับพระเจาราเชนทรวรมันบางดอย
กวาพระองคบาง และใชตัวละครฝายอธรรมเปรียบกับเหลาศัตรูและพระราชาพระองคอื่นๆ พรอม
กันน้ไี ดส อดแทรกหลกั ปรชั ญาในการดําเนินชวี ิตดวย
7.3 สมยั ปุราณะ คําวา “ปรุ าณะ” แปลวา เกาแก โบราณ แตในวรรณคดีสันสกฤต
ปุราณะ หมายถึง วรรณกรรมที่รวบรวมเร่ืองราวตางๆ ทม่ี ีมาแตโบราณ หรอื เรื่องที่เลาสบื ตอกันมา
แตโบราณ336 เปนช่ือคัมภีรสําคัญของฮินดู จัดเปนประเภทสมฤติ ปุราณะมีความใกลชิดกับมหา
335Vettam Mani, PuranÆ iá c Encyclopaedia , 13.
336 เสาวภา เจรญิ ขวัญ, วรรณคดีสนั สกฤต, 111.
248 • จารกึ แมบ่ ญุ ตะวนั ออก 246
กาพย เพราะสวนใหญของมหาภารตะและหริ วงศมีลักษณะของปุราณะ ความแพรหลายของคมั ภีร
ปุราณะในอาณาจกั รกัมพูชามมี าตั้งแตส มยั กอ นเมอื งพระนครดังไดกลาวไวในหัวขอกอนหนา สวนใน
จารึกนี้ปรากฏเรื่องราวที่สอดคลองกับท่ีเลาไวในคมั ภีรปุราณะไดแกเร่ืองราวของ พระพรหมา พระ
นารายณ พระศิวะ และเทพตางๆ ท่ีปรากฏในจารึก เนื้อหาสาระสวนมากในคัมภีรปุราณะวาดวย
การสรางโลก กฎพระมนู การทําลายโลก รวมถึงกําเนิดเทพเจา วีรบุรุษ ฤษี และอวตรารของพระ
วิษณุ พระนามเปนอันมากของพระวิษณุและพระศิวะที่ปรากฏในจารึก เปนตน โดยมากมาจาก
คมั ภรี ปุราณะหรือสมัยปรุ าณะท้ังสน้ิ อนึง่ ประวตั ศิ าสตรของมนษุ ยชาติและราชวงศกษัตริยสองสาย
ทีม่ กั ถูกยกมาอา งสิทธ์คิ วามชอบธรรมในการครองราชสมบัติ คือสุริยวงศ (bhaÆsvadvaṅßa) ในโศลก
ที่ 12 และจนั ทรวงศ(somaÆkaunádáinyavaṅßa) ซงึ่ เปนชื่อที่ปรากฏในจารกึ แมบุญตะวันออกน้ีก็ไดร ับ
คติความเช่อื มาจากวงศานจุ รติ ในคัมภรี สมัยปุราณะเชนกัน สวนความชดั เจนในขอน้ีปรากฏในจารึก
ปราสาทแปรรูป (พ.ศ.1504) โศลกที่ 221 วา “พระองค (พระเจาราเชนทรวรมนั ) ทรงรกั ในแนวทาง
แหงคัมภีรปุราณะทั้งชอบใจในงานเขียนของคนเกาแก...”(puranÆ aá ÆrthanÆ urakto pi
vráddhavanÆ íá priyo pi yahá …)
ศาสนาพุทธ
เรื่องทางศาสนาเปนเรือ่ งของความเช่ือ คือ การประกาศตนวาตนเช่ืออะไร และความ
เชื่อท่ีมูลรากมาจากศาสนาเปนเรื่องสําคญั เพราะเม่ือมีผูเชื่อดังเชน ผูเชื่อพระเจาวาเปนผูมฤี ทธานุ
ภาพซง่ึ เปน ผูสรา งสรรพสิ่ง กม็ ผี ูไมเ ชือ่ ดวยเชนกนั เรอื่ งความเชื่อทางศาสนาจึงเปนเร่ืองท่ีเปราะบาง
สามารถทําใหเกิดความแตกราว หรือความสมานฉันทไ ด หลกั การปฏิบัติท่ีจะทําใหสังคมอยูรวมกัน
ไดคือการประนีประนอมยอมรับเคารพในสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนาของแตละปจเจกชน
ศาสนาที่ปรากฏในจารึกแมบุญตะวันออก เน้อื หาสวนใหญแมเก่ียวของกับหลกั คําสอน แนวคิดและ
พิธีปฏิบัติตามหลักศาสนาพราหมณ ลัทธิไศวนิกายเปนหลัก แตขอความจารึกก็ไดกลาวถึงศาสนา
พุทธดวยเชน กัน
ศาสนาพุทธเปนศาสนาที่เกิดในชวงหลังศาสนาพราหมณ ศาสดาของศาสนาพุทธ คือ
พระสมั มาสมั พุทธเจาแหงศากยวงศ ตอมาเม่ือพระบรมศาสดาปรินิพพานแลว คณะสงฆไดแตกแยก
ออกเปน 2 นิกาย คอื ฝายเถรวาทและฝายมหาสังฆิกะ และตอ มาศาสนาพุทธไดแพรหลายเขามาใน
เอเชียตะวันออกเฉยี งใต ศาสนาพทุ ธจงึ เปน อีกศาสนาที่ปรากฏในรชั สมัยของพระเจาราเชนทรวรมัน
ท่ี 2 ดังเห็นไดวา ขาราชการทานหน่ึงนามวากวีนทราทิมัถนะซึ่งไดรับมอบหมายใหควบคุมการ
กอสรางปราสาทแมบุญตะวันออก ไดสรางพุทธสถานหลายแหง แหงหนึ่งคือ ปราสาทบัตจุม และ
ญาติของทานคือวีเรนทรวิขยาตผูเคยรับใชพระเจาหรรษวรมันท่ี 2 ก็ไดสรา งพุทธสถานเพิ่มขึ้นท่ีก
เด็ยจรรหรือกเด็ยจารในรัชสมัยนี้เชนกัน จารึกที่น่ันกลาววาพระเจาราเชนทรวรมันไดพระราชทาน
จารกึ แม่บุญตะวันออก • 224479
รูปพระโพธิสัตวโลเกศวรและนางเทวี (ปรัชญาปารมิตา) ใหไปประดิษฐานท่ีพุทธสถานดังกลาว
จารึกเบงเวียนกลาววาพระเจาราเชนทรวรมันทรงมีพระเชษฐาของพระมเหสีที่ทรงนับถือศาสนา
พทุ ธ337 นอกจากนี้จารกึ แปรรูป K.806 ซ่งึ สรา งหลังปราสาทแมบุญตะวันออก 9 ป โศลกท่ี 275 ยัง
ไดกลาวพาดพึงถึงลัทธิโยคาจารซึ่งเปนนิกายหน่ึงของพุทธศาสนาฝายมหายาน338 ดี.อี.จี ฮอลล
(D.E.G. Hall) กลาววา แมพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 จะทรงนับถือลัทธิไศวนิกาย แตจารึกตางๆ
ของพระองคก็ทรงแสดงถึงความศรัทธาในศาสนาตางๆ และแสดงถึงความมีขันติอยางยิง่ ยวด พุทธ
ศาสนารุง เรอื งมากในรชั กาลของพระองค3 39
รายละเอียดเพ่ิมเติมเก่ียวกับดานลัทธิความเช่ือในพระพุทธศาสนาสมัยพระเจาราเชน-
ทรวรมันท่ี 2 มีปรากฏในจารกึ ปราสาทบึงเวียน K.872 ระบุปมหาศกั ราช 868 ตรงกับ พ.ศ.1489,
จารึกโกกสําโรง K.239 ระบุปมหาศักราช 866 ตรงกับ พ.ศ.1487, จารึกบัตชุม K.266, K.267,
K.268340 อยา งไรก็ดี จารึกแมบุญตะวันออกโศลกที่ 172 มีการกลา วถึงศาสนาพุทธแตเพียงส้ันๆ
โดยแสดงถึงพระเจาราเชนทรวรมนั ท่ี 2 ทรงศึกษาและเขาใจในคําสอนทางพระพุทธศาสนา แตก็
ทรงมีพระราชศรทั ธาหนักแนน ในลัทธไิ ศวนกิ าย ดงั ขอ ความตอไปนี้
ไมม อี ะไรทีจ่ ะเปรยี บเทียบไดกับคุณธรรมทก่ี วางใหญไพศาลของพระองค พระองคทรง
เขา ใจหลักคาํ สอนทางพุทธศาสนา (แต) ไมทรงผนั แปรเปนอน่ื แมภ ายใตเ จา ลัทธิอืน่ (172)
ผูวจิ ัยมีความเห็นวา การท่ีพุทธศาสนารุงเรืองมากในรัชสมัยของพระองค และพระองค
เองแมน บั ถือไศวนิกาย แตก็ทรงศึกษาคาํ สอนทางพุทธศาสนา และทรงเปนศาสนูปถัมภกในการเผย
แผทุกลัทธิศาสนาอาจเปนการรักษาฐานอํานาจเพื่อมิใหคลอนแคลน หรือทรงดําเนินรอยตามพระ
เจา ยโศวรมนั อดีตกษัตรยิ ผ ูย ิ่งใหญผ สู รางเมืองพระนครซง่ึ ไดทรงปฏิบตั ิมากเ็ ปน ได
337กมเลศวร ภฏั ฏาจารยะ, ศาสนาพราหมณใ นอาณาจักรขอม, แปลโดย หมอ มเจา สุภัทรดิศ ดศิ กลุ , 13-14.
338Mahesh Kumar Sharan, Select Cambodian Inscriptions (The Mebon And Pre Rup Inscriptions of
Rajendravarman II ), 137, 187.
339ดี.อี.จ.ี ฮอลล, ประวตั เิ อเชียตะวันออกเฉยี งใต : สุวรรณภมู ิ-ภาคพสิ ดาร, แปลจาก A history of South-East Asia, ชาญวทิ ย
เกษตรศริ ิ, บรรณาธิการ, 113.
340ทรงธรรม ปานสกุณ, “รองรอยพระพุทธศาสนาในอาณาจักรเขมรโบราณกอนพุทธศตวรรษที่ 17” (วิทยานิพนธปริญญา
มหาบณั ฑติ สาขาวิชาภาษาเขมร บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลัยศลิ ปากร, 2548), 91-102.
250 • จารกึ แม่บุญตะวันออก 250
ประเพณีวฒั นธรรม
ประเพณีและวัฒนธรรมเกิดข้ึนเม่ือมนุษยท่ีอยูในบริเวณใกลเคียงกันในสังคมเดียวกัน
ทําความตกลงใจวา พฤตกิ รรมใดบางที่ควรถือปฏิบัติ และแนวความคิดใดเหมาะสม หรือกลาวอีกนัย
หนงึ่ เปนระบบสญั ลกั ษณะท่ีมนุษยส รางขน้ึ เปนแบบแผนกนั มาอยา งเดียวกันและสืบตอกันมานาน341
เปนกิจกรรมท่มี ีการปฏิบัติสืบเนอื่ งกันมา เปนเอกลักษณแ ละมคี วามสําคัญตอสังคม เปนลักษณะ
การดําเนนิ ชวี ิตที่แสดงออกมาถึง ความเจริญงอกงาม ความมีศลี ธรรม ความกลมเกลียวเปนอันหนง่ึ
อันเดียวกันของผูคนในสังคม หากประเพณีน้ันดีอยูแลวก็รักษาไวเปนวัฒนธรรมประจําชาตหิ รือรัฐ
ในจารึกแมบุญตะวันออกนอกจากจะสะทอนประวัติศาสตรในดานการเมืองการปกครองรวมทั้ง
ศาสนาและความเชื่อในขณะทีพ่ ระเจาราเชนทรวรมนั ท่ี 2 ทรงปกครองอาณาจักรแลว ประเพณี
วัฒนธรรมก็เปนสาระสําคญั ทางประวตั ิศาสตรท ี่พบในจารึกแมบุญตะวนั ออกดวย ดังจะไดก ลาวเปน
ลําดบั ไป
พิธกี รรมในศาสนาพราหมณ
ประเพณีวฒั นธรรมทสี่ ะทอนใหเห็นในจารึกแมบุญตะวนั ออกผูวิจัยพบวาเปนประเพณี
ท่ีเก่ียวของกับสถาบันพระมหากษัตริยเปนสวนใหญไมคอยปรากฏประเพณีวัฒนธรรมสําหรับชน
พ้ืนเมอื งมากนัก และเนื่องจากศาสนาพราหมณมีอิทธิพลตออาณาจักรกัมพูชาโบราณเปนอยางยิ่ง
และชาวกมั พูชาทีร่ ับรปู แบบตา งๆ จากอนิ เดียก็มศี รทั ธาตอศาสนาอยางเครงครดั ทาํ ใหมีอิทธิพลตอ
วถิ ีชีวิตตั้งแตเกดิ จนตาย และในการดาํ เนินชีวิตตองเก่ยี วขอ งกบั กับพิธีกรรมและขอปฏิบัติตางๆ ทาง
ศาสนา สําหรับพิธีกรรมของศาสนาพราหมณมคี วามสลับซับซอน เนื่องจากไดแบงกลมุ คนออกเปน
วรรณะและไดก ระจายรูปแบบอันเปนขนบธรรมเนียมประเพณีเปนตางๆ กันจึงยากที่จะพรรณนาได
หมดสิ้น และในจารึกสวนใหญจะกลาวเน้ือความถึงแตเพียงส้ันๆ เทานั้น ดังนั้น ในสวนหัวขอของ
พธิ กี รรมทางศาสนานผ้ี วู ิจัยจะนําเนื้อความทเ่ี ก่ียวของของพิธีกรรมท่ีเห็นวาสําคัญมาศึกษาวิเคราะห
ซ่ึงมีดงั ตอ ไปนี้
341พระยาอนมุ านราชธน, วัฒนธรรมและประเพณีตา งๆของไทย (กรุงเทพฯ: คลังวทิ ยา, 2514), 37.
จารึกแมบ่ ุญตะวนั ออก • 224591
พิธีศราทธ (§raÆddha) 342 เปนพิธีที่เกี่ยวของกับการทําบุญ แบงไดเปน 2 ประเภท คือ
พิธีศราทธเกี่ยวกับงานอวมงคล พิธีนมี้ ีจุดมุงหมายเพื่ออุทิศสวนกุศลใหแกผูตายโดยเฉพาะ สวนอีก
ประเภทหน่ึงพิธีศราทธเกี่ยวกับงานมงคลมีจุดประสงคเพ่ือความสุขความเจริญของผูมีชีวิตอย3ู 43
พระเจาราเชนทรวรมนั ที่ 2 นอกจากทรงเปน ธรรมราชาผูฝกใฝในการบุญทํานุบํารุงพระศาสนาดังได
กลาวไวในเบ้ืองตนแลว การโปรดใหสรางปราสาทแมบุญตะวันออกก็เพ่ือทําบุญอุทิศใหแกดวงพระ
วิญญาณของพระราชบดิ าและพระราชมารดาพรอ มท้ังบรรพบุรุษ ดังปรากฏในโศลกท่ี 201-210 ซ่ึง
มีเน้อื หาเก่ียวกับการถวายเครื่องใชสอยและส่ิงตางๆ แดเทพเจาเพ่ืออุทิศบุญใหแกบรรพบุรุษ และ
การนับถอื ผบี รรพบุรษุ น้ีนาจะเปนความเชื่อที่มีมาแตด้ังเดิมของชนพื้นเมอื งดวยซ่ึงเก่ียวเน่ืองกับการ
นับถือผีสางเทวดาโดยตรง จะวา เปนเร่ืองเดยี วกันก็ได344 พิธีทาํ บุญอุทิศใหแกผูวายชนมหรือผีบรรพ
บุรุษน้ี ไดถูกผนวกเขากับการรับศาสนาของอินเดีย ซึ่งการนับถือบรรพบุรุษน้ีเกี่ยวของโดยตรงกับ
ระเบยี บปฏิบัติและประเพณขี องครอบครัว ดังตวั อยา ง คือ
แมใ นทนี่ ้นั พระองคก็ไดทรงใหสรางศวิ ลึงค และรูปประตมิ าของศรวาณีสององค
อันงดงาม อยา งถูกตอ ง เพ่ือเพมิ่ พูนบุญกศุ ลแกบ รรพบุรุษ (202)
พระองคทรงไดรับเกียรติยศจากพระราชบิดาและพระราชมารดาของพระองคผู
บริบูรณ แมเปนพระเจาแผนดิน ก็ทรงเปนผูรูขอบเขตแหงศีลธรรม ไดทรงสรางพระ
ศวิ ะและพระนางปารวตที ้งั สองเหลานี้ เพอ่ื ความรมเยน็ ของพระราชบิดาและพระราช
มารดาของพระองค พรอมกบั พระภโวทภฺ วะ (พระศวิ ะ) (207)
พระองคผูมีความกลาหาญเสมอดวยจอมเทพ ไดถวายแลวซ่ึงกองแหงทรัพย
สมบัติอันบริบูรณทั้งมวลที่สองประกายดวยโภคะนับพันอันเจิดจาจากรัตนะ ในเทพ
เหลา น้นั (209)
342ภาษาบาลเี รียกวา กลั ปนา หมายถึง ท่หี รือสงิ่ อนื่ ทเ่ี จาของอทุ ิศผลประโยชนใหแกวัด, สวนบุญที่ผูทําอุทิศใหแกผูตาย ดู พระธรรม
ปฎก (ป.อ. ปยุตโฺ ต), พจนานกุ รมพุทธศาสตร ฉบบั ประมวลธรรม, พิมพค ร้งั ที่ 8 (กรงุ เทพฯ: โรงพิมพมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,
2538), 11.
343อารี วชิ าชัย, ปรัชญาธรรมของศาสนาพราหมณ-ฮินดู (กรุงเทพฯ: ภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร มหาวิทยาลัย
ศรีนครินทรวิโรฒ, 2543), 75.
344ประพจน อศั ววริ ุฬหการ, “ความเชื่อและศาสนากับสงั คมไทย,” ใน ประมวลสาระชุดวิชา ไทยศึกษา หนวยที่ 6 สาขาวิชาศิลป
ศาสตร มหาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมาธิราช (นนทบรุ ี: สาํ นักพมิ พมหาวิทยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช), 279-322.
252 • จารึกแมบ่ ุญตะวันออก 250
พระองคผูเปนเหมือนดวงจันทรของพระราชา (ผูเปนราชาแหงแมน้ํา) ทรง
เพม่ิ พูนมหาสมุทรแหงการบุญ แกพระเจาแผนดินทั้งหลายมีพระเจาศรีอินทรวรมัน
เปน ตน และไดท รงทาํ ใหเสมอกบั อาณาเขตของพระองค (204)
จากสองโศลกขางตน เราจะเห็นไดถึงความเช่ือที่วา การทําบุญอุทิศใหบรรพบุรุษผู
ลว งลับไปแลว มผี ลถงึ ทานเหลา น้ันคือชว ยเพ่ิมพนู บุญกุศลและความรม เยน็ แกบรรพบุรุษผลู วงลับไป
แลว หมายความวาเพื่อใหไปสูภพภูมิท่ีดีในปรโลก โดยท่ีสุดเมื่อวาตามคัมภีรลัทธิไศวนิกายแลว
เพ่ือใหทานเหลานั้นไดไปอยูรวมกับพระผูเปนเจา ดังจะเห็นไดวาพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 ทรง
ถวายส่งิ ของและรตั นะเปน อันมากอุทิศถวายเหลาทวยเทพ พรอมท้งั อุทศิ บุญถวายพระราชบิดาและ
พระราชมารดาภายใตเ ทวรูปของพระศิวะและพระนางอุมาเทวี กิจเชนน้ีแสดงถึงหนาท่ีของบุตรธิดา
ที่พึงกระทําตอบุพการีผูลวงลับไปแลว และเปนการแสดงออกถึงความกตัญูกตเวทีของทายาท
ผูยังอยู และคงเปนกิจที่ทําในชั้นสามัญชนดวย ตางกันแตเพียงวาในราชสํานักมีราชพิธีที่ยุงยาก
ซบั ซอ นมากกวาตองทาํ ใหถูกตองตามหลักคมั ภีรทางศาสนา ทง้ั ย่ิงใหญเอิกเกริกตามความเหมาะสม
แกสถานภาพและฐานนันดร ทั้งมีการกําหนดฤกษยามท่ีถูกตองและเปนมงคล เชน ในโศลกสุดทาย
ไดกลาวถึงการประดิษฐานลึงคท่ีช่ือวาศรีราเชนทเรศวระ พรอมดวยรูปเคารพตางๆ มีฤกษยาม
กาํ หนดไวช ัดเจน คอื
ในปแหงพระราชาของชาวศกะท่ีถูกนบั แลวดวยลูกเตาภเู ขาและเทพวสุ (874) ในวัน
ข้ึน 11 คํ่า เดือนมาฆะ (เดือน 3) อันเปนมงคล เมื่อพระจันทรอยูในนักษัตรที่ 11 (ภวะ)
ชั่วขณะหนึ่ง แลวเคลื่อนไปสูราศรพี ฤษภครง่ึ หน่ึง ลึงคที่ชื่อวาศรีราเชนทเรศวระนี้ถูกทําให
มัน่ คงอยา งยิ่งในทน่ี ี้ พรอมดวยรปู เคารพทั้งหลายเหลานี้ ของพระเศาริ (พระวิษณุ), พระแม
เคาร,ี พระศวิ ะ และพระพรหมา” (218)
สวนในจารึก Prasat Komphus K.668345 ในสวนท่ีเปนภาษาเขมรไดกลาววา
พราหมณทิวากรภัฏฏะไดทําพิธีโหมใหแกพระเจาราเชนทรวรมันเพ่ืออุทิศ (Ekoddistá a §raÆddha)
แดพ ระราชมารดาคือพระนางมเหนทรเทวีหลังจากสวรรคตได 20 วัน และพระองคไดมอบหมูบาน
ให 2 ตาํ บลเพือ่ เปน เครอ่ื งทกั ษิณาทานใหแกท า น
พิธีกรรมเปนสวนประกอบของศาสนา และผูนับถือศาสนาควรปฏิบัติอยางเครงครัด
เนื่องจากพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 ทรงศรัทธาในไศวนิกายอยางมัน่ คง ศาสนาพราหมณและไสย
ศาสตรซงึ่ เกี่ยวของกับอิทธิพลของผูมีอํานาจเหนือธรรมชาติ เปนส่ิงสะทอนความเช่ือและพิธีกรรม
การประกอบพิธีกรรมท่ีปรากฏในจารึกจงึ เปนไปตามแบบศาสนาพราหมณ ลัทธิไศวนิกายเปนหลัก
345George Cœdès, Inscriptions du Cambodge, vol. I (Hanoi: Imprimarie d’ Extrême-Orient, 1937), 167-168.
จารกึ แม่บญุ ตะวันออก • 225513
ในโศลกที่ 210 มีการบันทึกไววาพระเจาราเชนทรวรมันทรงทําการบูชาซ่ึงระบุไวในคัมภีรศรตุ แิ ละ
คัมภีรส มฤติของไศวนิกายแดเหลาเทพท้ังหลายในที่นี้ตลอดทั้งเดือน แสดงใหเห็นถึงการศึกษาลัทธิ
ศาสนาพราหมณไ ดแพรหลายไปในอาณาจักรกัมพูชาโดยเหลาพราหมณผ ูมีฐานันดรสงู ผูมีความรอบ
รูในศาสตรตางๆ ซึ่งเปนผูปฏิบัติหนาที่ทั้งในราชสํานักและศาสนสถาน และไดสงเสริมความรูดาน
อ่นื ๆ ในชุมชนชาวกัมพูชา ดังท่ีปรากฏในจารึก เชน คัมภีรพ ระเวท เวทางคะ อุปนษิ ัท กาวยะ และ
ปุราณะ ตลอดถึงพระเจาราเชนทรวรมันก็ทรงไดรับการยกยองอยูเสมอวาไดทําพิธีถวายน้ําโสมแก
เทพเจาเปนประจํา (K.958 โศลกที่ 6)346 และทําบุญอุทิศใหแกบรรพบุรุษโดยผานทางพิธีกรรม
และยชั ญพิธีทางศาสนาพราหมณ
ในโศลกท่ี 81 สะทอนใหเห็นพิธกี รรมที่เก่ียวของกับศาสนาพราหมณซ่ึงเปนสิ่งท่ีปฏิบัติ
ในราชสํานักพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 โดยกวีบันทึกรายละเอียดวาพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 มี
ความรอบรใู นคมั ภีรพ ระเวท ซึ่งคมั ภีรพ ระเวทเปนแบบแผนของการประกอบพิธีกรรมและการสวด
มนตทําพิธี การประกอบพิธีกรรมเปนการปองกันความพินาศ ทําใหเกิดความเปนสิริมงคลและให
พระราชกรณยี กิจสําเร็จดังพระราชประสงค จึงตองจัดทําข้ึนตามคัมภีรพระเวทใหถกู ตอง ครบถวน
ตามวิธีการ ทางดานรูปแบบของการสักการะท่ีแพรหลายในสมัยนั้น ไดแก การสวดบทสดุดี การ
ระลกึ ถึง การสรา งศาสนสถาน และเทวรูป โดยเฉพาะการสรางลึงคอันเปนตัวแทนของพระศวิ ะ การ
ถวายสิ่งของแดทวยเทพ เพ่ือความสาํ เร็จประโยชนท่ีปรารถนา และทายสุดเพ่ือสวรรคและการอยู
รวมกับเทพเจา ดงั ปรากฏในโศลกตัวอยาง คอื
พระองคท รงทาํ ราชกจิ ทกุ อยา งสาํ เรจ็ แลว แมม แี ขนกาํ ยํากไ็ ดทรงประดิษฐานเสา
หลักเหลานี้ ของพระผูมีสี่กร (วิษณุ) และผูเกิดจากดอกบัว (พระพรหมา) ดวย
เชนเดียวกบั ลึงค 8 รูปของพระผูม ีแปดรูป” (208)
พระเจาราเชนทรวรมันนี้นั้นทรงเปนใหญเหนือพระเจาแผนดิน เปนประดุจดวง
อาทิตยบนทองฟาแหงโสมวงศ ไดทรงสรางศิวลึงคอันเปนเคร่ืองหมายแหงผูบรรลุถึง
สวรรคแ ละดินแดนทปี่ ลอดภยั (206)
และในจารึกโศลกที่ 205 กลาวา “พระองคทรงเปนผูเชี่ยวชาญ ไดทรงประดิษฐานเสา
หลักพระเศาริ (พระวิษณ)ุ พระนางเคารี (พระอุมาเทวี) พระอีศวร (ศิวะ)347 (และ) ศัมภุลึงค แมโดย
346George Cœdès, Inscriptions du Cambodge, vol. VII (Hanoi: Imprimarie d’ Extrême-Orient, 1964), 142.
347ฉบับเดิมของ มเหศ กุมาร ศรัณ และหลุยส ฟโนต แปลวา พระเศาริและพระนางเคารี (ßauri and gaurí, ßauri et ed
gaurí) ดู Mahesh Kumar Sharan, Select Cambodian Inscriptions (The Mebon And Pre Rup Inscriptions of
Rajendravarman II ), 92; and L. Finot, Inscriptions d’Angkor, 351 .
254 • จารกึ แม่บญุ ตะวันออก 252
ทางทิศใตของยโศธรตฏากะ (บารายตะวันออก)” ซึ่งสถานที่ประดิษฐานศิวลึงคพรอมรูปเคารพ
ดงั กลา วทางทิศใตข องบารายตะวันออกก็คอื ปราสาทแปรรูป ขอนแี้ สดงใหเห็นวาปราสาทแปรรปู ได
เริ่มดําเนนิ การกอ สรางแลว
พิธีสังสการ (samsá kaÆrahÆ )á 348หรือพิธีประจําบาน การกลาวถึงการมีอยูของระบบ
วรรณะในอาณาจักรกัมพูชาซ่ึงไดรับตอมาจากชาวฮินดู และการยกยองคนสามวรรณะแรก ซึ่ง
หมายถงึ กษตั รยิ พราหมณ และแพศย ในโศลก 84 ยอ มแสดงใหเห็นถงึ หลกั พธิ ีกรรมทเี่ ราควรทราบ
ได เพราะชาวฮินดูเองยอมมีขนบธรรมเนียมประเพณีท่ีตองประพฤติตามวรรณะของตน พิธีดัง
กลาวคือพิธสี งั สการ ซง่ึ ไดก าํ หนดไวในมารวธรรมศาสตร หรือมนูญศาสตร วาเปนพิธีทีค่ นในวรรณะ
กษัตริย วรรณะพราหมณ วรรณะแพศยตองปฏิบัติ ซึ่งจัดเปนพิธีประจําบานอันแสดงใหถึงหลักการ
ดําเนินชวี ติ และพิธกี รรมท่คี รอบคลุมวถิ ีชวี ิตของผคู นทีม่ ีอยูในชวงเวลานั้นโดยจะตอ งมีพราหมณเปน
ผกู ระทาํ พธิ ี
พิธีกรรมการเบิกพระเนตรเทวรูป ในโศลกที่ 203 ไดกลาวถึงพิธีกรรมที่นาสนใจคือ
การสถาปนาเทวรูป ทาํ พิธเี บิกพระเนตรเทวรูปและมอบถวายเครอ่ื งใชส อยของบูชา ดงั น้ี
ในเดือนแหงการสถาปนานั่นเอง พระศิวะพระนามวาศรีภัทเรศวระ นอกจาก
เครื่องใชสอยแลว พระองคทรงทําพิธีเบิกพระเนตรเทวรูปท้ังหลาย ทั้งในท่ีอ่ืนดวย
พรอมดวยของบูชาอีกหลายอยา ง (203)
จากโศลกนี้ ทาํ ใหเราไดทราบถึงราชกิจของผูเปนกษัตริยหลังจากประดษิ ฐานเทวรูปยัง
ศาสนาสถานตา งๆ เรยี บรอยแลว พธิ กี รรมทส่ี าํ คญั ตอ มาคอื พธิ ีเบิกพระเนตรเทวรูป ถึงแมพิธีกรรมนี้
เราไมส ามารถทราบไดว าในสมัยน้ันกระทํากันอยางไร หรอื ทาํ ตามคัมภีรใด แตสามารถสันนิษฐานได
วานาจะเปนราชประเพณีท่ีสําคัญที่กษัตริยจะตองทําพิธีดวยพระองคเองและเปนการเร่ิมตนงาน
เฉลิมฉลองศาสนสถานที่ไดกอสรางสําเร็จเพื่อเปดใชประกอบพิธีกรรมทางศาสนาได ประเพณีเบิก
348 มจี ํานวน 12 ประการ คือ 1) ครรภาธาน เปน พธิ ที จ่ี ัดข้ึนเมื่อทราบวา ตั้งครรภ 2) ปงุ สวัน เปนพิธปี ฏบิ ัติตอเด็กในครรภท่ีเขาใจวา
เปนเพศชาย 3) สีมนั โตนยนั เปนพิธีตดั ผมหญงิ มคี รรภ 4) ชาตกรรม พิธีคลอดบุตร 5) นามกรรม พิธีตั้งช่ือเด็ก 6) นิษกรมณะ พิธีนํา
เด็กออกไปดแู สงอาทติ ยย ามเชา 7) อันนปราศัน พิธีปอนขา วเด็ก 8) จูฑากรรม พิธีโกนผมไวจุก เม่ืออายุได 3 ขวบ 9) เกศานตกรรม
พิธีตัดผม ถาเปนวรรณะพราหมณต ัดเมื่ออายุ 16 ป ถาวรรณะกษัตริย ตัดเมื่ออายุ 22 ป ถาวรรณะแพศยตัดเมื่ออายุ 24 ป 10)
อุปนยนั พธิ ีเขา รับการศกึ ษา พวกวรรณะพราหมณ กษัตริย แพศย จะตองทาพิธีเขารับการศึกษา และเม่ืออาจารยในสานักน้ันๆ รับ
เด็กไวแลว กจ็ ะสวมสายธรุ า หรอื ยัชโญปวีต ผูท ่ไี ดส วมสายน้ีแลว ก็เรียก วา ทวิชาติ 11) สมาวรรตน พิธีกลับบาน จัดข้ึนเมื่อเด็กหนุม
สาเร็จการศึกษาและเตรียมตัวกลับบาน 12) วิวาหะ พิธีแตงงาน พิธีสังสการทั้ง 12 ประการ ถาเปนผูหญิงหามทาพิธีอุปนยันอยาง
เดยี ว นอกนัน้ ทาํ ไดห มด และหา มสวดคมั ภรี พ ระเวท เพราะเปนคัมภรี ศกั ด์สิ ิทธทิ์ ส่ี งวนเฉพาะผชู าย และคนบางวรรณะเทานั้น ดู อารี
วิชาชัย, ปรัชญาธรรมของศาสนาพราหมณ-ฮินดู, 11; และ Monier Williams, Sanskrit-English Dictionary , 1120.
จารกึ แม่บญุ ตะวันออก • 225535
พระเนตรเทวรปู น้ี ยังคงไดร ับการสืบตอมาจนกระท่ังถึงปจจบุ ันรวมทั้งพิธีเบิกพระเนตรพระพุทธรูป
ก็คงไดรบั อิทธพิ ลจากลัทธคิ วามเชอ่ื นเ้ี ชนกนั
การบูชาไฟ จัดเปนพิธกี รรมที่สําคัญในอาณาจักรกัมพูชา เปนพิธีเคารพบชู าเนือ่ งใน
ศาสนาพระเวทเพราะพระอัคนีจดั เปน เทพสาํ คญั ดงั ปรากฏในหนาแรกของคัมภีรฤคเวทและเปนเทพ
ประธานในยัชญพิธีท้ังปวง โดยเชื่อกันวาพระอัคนีเปนเทพปโุ รหิตและเปนทูตสง สารพรอมทั้งเครื่อง
สังเวยใหแกทวยเทพที่ผูทํายัชญพิธีไดกลาวถึงและมอบเครื่องสังเวยไปให349 ดังปรากฏในฤเวท
มณฑลท่ี 1 สูกตะที่ 1 วา “ขาแตพระอคั นี การบวงสรวงบชู าจะสมบูรณไ ดเพราะทา นเปนผนู าํ เคร่อื ง
สังเวยไปถวายแกทวยเทพ”350 ถึงแมอาณาจักรกัมพูชาจะมิไดนับถือศาสนาพระเวทแตก็ให
ความสําคัญอยางย่ิงตอคัมภีรพระเวทและบทสวดในพระเวท คําศัพทเกาแกและรูปแบบที่สําคัญ
เก่ียวกับการบูชาไฟจึงปรากฏใหเหน็ ในจารึกหลักตา งๆ เพราะท้ังพระอัคนีและพระอาทติ ยบางครัง้ ก็
รวมอยกู บั พระอศี วร และหมายถึงแสงสวา งประจําโลกที่ออกมาจากองคพระอีศวร เชนเดียวกับการ
บชู าพระอีศวรในรูปศวิ ลึงค ซึ่งตองทําเปนประจําบอยคร้ัง อาณาจักรกัมพูชาจงึ มีพิธีเคารพบูชาพระ
อัคนีรวมกับพระอีศวร ตัวอยางในจารึกปราสาทแปรรูป โศลกท่ี 115 กวีใชคําที่เกาท่ีมาจากคัมภีร
พระเวท เชน คําวา “สามเิ ธนี” (การสาธยายขณะบวงสรวงบูชาไฟ) หรือคําที่มีใชกันมากในจารึก
ท่ัวไป เชน คําวา “โหตฤ” (ปุโรหิต) ซ่ึงนอกจากจะหมายถึงพราหมณผูรักษาไฟผูทําพิธีแลว ยัง
หมายถึงพราหมณท่ัวไปดวย คําวา “ยัชญะ” หมายถึงส่ิงของที่ถวาย สวนยัชญมานะ หรือ ยัชวัน
หมายถึงผูเปนเจาภาพในการประกอบพิธีบูชายัญ และคําเกาอ่ืนๆ ที่มาในศาสนาพระเวทอันเปน
ศาสนาเกาแสดงใหเห็นถึงหลกั พิธีกรรมตางๆ เกี่ยวกับการบูชาไฟไดเปนอยางดี จารึกปราสาทแปร
รูป โศลกท่ี 65 วา ไฟซึ่งมีสีดังทองไดรับเครอ่ื งสังเวยทถี่ ูกใหโดยปุโรหิต มีเสียงไพเราะเหมอื นเปลง
เสียงสูงรองวาชัยๆ ปรากฏเปนเปลวมียอดมวนเปนทักษิณาวัฏ (suvarnáavarnaá s suruvo
vitírnná áam purodhasaÆ havyam upadÆ dahÆ á pradaksáináavÆ arttaßikhaś śikkhíva dideśa yasmai
jayaśabdam uccaihá ) ซึง่ ตรงตามฤคเวททว่ี าพระอัคนคี ือปุโรหติ ที่แทจริงในยชั ญพิธี
ท้ังพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 ก็ทรงเปนผูเ ช่ยี วชาญดา นรปู แบบการบูชายัญและยัชญ
พธิ ี โดยพระองคท รงเปนมีมางสกะ ดังปรากฏในจารึกปราสาทแปรรปู โศลกท่ี 107 และโศลกที่ 239
ไดกลาววา พระองคเรียนมีมางสาจากพราหมณช่ือวาศรีโสเมศวรภัฏฏะแลว พระองคจึงไดถึงความ
เปนนักปราชญเกี่ยวกับคัมภีรของพราหมณจนสามารถสอนผูอ ื่นได ปรัชญามีมางสาแยกเปน 2 คือ
สวนที่กลาวถึงพระเวทตอนตนเรียกวาปูรวมีมางสาซงึ่ เนนในเรอ่ื งพิธีกรรม (KarmakaÆndá aá )351 และ
349A. Berridale Keith, The Religion and Philosophy of the Veda and Upanishads (Delhi: Motilal Banarsidass,
1976), 159.
350H.H. Wilson, Rág-Veda Samhitaá, Vol. I (Delhi: Nag Publishers, 1977), 3.
351เปนสวนหนึ่งของคมั ภีรศรตุ ทิ ี่เก่ียวของกับพธิ กี รรมและยัชญพิธี ดู Monier Williams, Sanskrit-English Dictionary , 258.
256 • จารกึ แม่บญุ ตะวนั ออก 254
สวนท่ีกลาวถึงพระเวทตอนปลาย เรียกวาอุตรมีมางสา เนนความรูของพระเวท (JnaÁ ÆnakanÆ dá áa) ซ่ึง
ตอมาพัฒนาเปนเวทานตะ พระองคนาจะทรงศึกษารูปแบบและพิธีกรรมจากปูรวมีมางสาจนเปน
ผูเชี่ยวชาญจึงไดปรากฏพิธีกรรมอันหลากหลายในสมัยพระองคซง่ึ สวนมากจารึกไดกลาวไวแตเพียง
สังเขปเทานั้น การบูชาไฟนับวาเปนพิธีกรรมอันสําคัญในอาณาจักรกัมพูชามาต้ังแตสมัยกอนเมือง
พระนคร จึงปรากฏในจารึกหลายหลัก เชน จารึกปราสาทสรังแง ในพ.ศ.1426 ซึ่งไดกลาววาราช
ปโุ รหิตของพระเจาอินทรวรมันคอื พราหมณนันทิกาจารย ไดประดษิ ฐานไฟอันศักด์ิ (devaÆgni) และ
มีเรื่อยมาจนถึงสมัยหลัง เชน จารึก Phnom Sandak, K.192 (พ.ศ.1499) ไดกลาวถึงพิธีกรรม
เก่ียวกับไฟอันศักดิ์สิทธ์ิ (vrahá vleṅ) โดยพราหมณาจารยนามวาภควัน จารึกตระพังโรปู ในพ.ศ.
1545 และจารึกสําโรง ในพ.ศ.1622 ก็ไดก ลาวถึงเชน กัน (vrahá vleṅ)352
การสังเวยตามคัมภีรพระเวทซ่ึงจารึกในอาณาจักรกัมพูชา มี 2 อยาง คือ การสังเวย
ตามพิธีลักษโหม (การสงั เวยแสนครงั้ ) เชนท่ีปรากฏในจารกึ แมบุญตะวันออก โศลกท่ี 92 วา “การ
บูชาที่เกิดจากอถรวเวทนับแสนครั้ง” และ พิธีโกฏิโหม (การสังเวยสิบลานครั้ง) เชน ที่ปรากฏใน
จารกึ ปกษีจํากรง โศลกที่ 19353 วา “(พระเจาชยั วรมันท่ี 2) ผูปราบเทพผูทําพิธีสังเวยรอยคร้ัง (พระ
อินทร) ดวยพิธีโกฏิโหม” ซ่ึงกษัตริยเขมรไดทรงกระทาํ ทุกป นอกจากน้ีอาณาจักรกัมพูชาโบราณ
ยงั ใหความสําคัญกับพรหมยัชญะ ซึ่งเปนพิธีใหญใน 5 พิธี (pancÁ amahaÆyajnaÁ ) ซึ่งตองทองบน พระ
เวทและคัมภีรอ่ืนๆ จารึกปราสาทบันทายศรีกลาววาตองทําเปนประจํา (acchinnamá) จึงมี
ความสําคัญมาก และจารึกสดก กก ธม (Sdok Kak Thomá) กลาววาเปนสวนหนึ่งของพิธีอัน
ศกั ดิ์สทิ ธ์ิ กอ นจะเร่ิมพธิ รี าชาภิเษก สวนในจารึกแมบุญตะวนั ออก มตี วั อยา งดังน้ี
พระองคทรงทําใหชวงกลางวันและพระเกียรติยศของพระอินทรไปสูความมัว
หมองพรอ มๆกัน ดว ยควันท้ังหลายจากการบูชาท่ีเกิดจากอถรวเวทนับแสนคร้ังที่ขึ้นไป
จนถึงสวรรค บดบังลําแสงของพระอาทิตยเสยี ส้ิน (92)
แมทุกวันน้ี พระสุริยะเทพก็ยังโคจรไปดวยมาของพระองคซ่ึงมีการเห็นท่ีถูกบด
บังดานบน จึงนําทางไปหลงทิศเพราะควันทั้งหลายอันหนาทึบในการบูชายัญของ
พระองค ตลอดกาล (125)
352กมเลศวร ภัฏฏาจารยะ, ศาสนาพราหมณใ นอาณาจกั รขอม, แปลโดย หมอ มเจาสุภัทรดศิ ดิศกุล, 179-180.
353R.C. Majumdar, Inscription of Kambuja, 188.
จารึกแมบ่ ุญตะวนั ออก • 225557
เมือ่ พระองคทรงทําการบูชายัญเปน รอยครั้งตลอดกาล แมในศรทั กาล พระองคก็
ไดทรงทําใหเกิดเมฆ ดว ยเมฆที่เกิดจากควันซ่ึงแผกระจายไป เหมือนเมฆคร้ึมดําในฤดู
ฝน (154)
นางศจีคร้ันเห็นการบูชายัญของพระองค เพราะกลัววาพระอินทรจะความเสอ่ื ม
จากตําแหนง จึงทาํ เปนมีนํ้าตานองหนา จรงิ ๆ โดยแสรง สมั ผสั ควัน (192)
นอกจากนี้จารึกยังกลาววา พระเจาราเชนทรวรมนั ที่ 2 ทรงใชพระเศียรหรือชีวิตของ
กษัตรยิ ผูเปนอริราชศตั รูมาเปนเคร่ืองบูชาและเช้ือเพลิง พรอมทง้ั ทรงนําพระเกียรติยศของพระองค
มาเปนเคร่ืองทักษิณาแกเหลาพราหมณ กวีแสดงนัยถึงพระเกียรติยศของพระองคย ิ่งใหญเ กรียงไกร
และขจรขจายไปไกล จนไมสามารถกลา วไดหมดสน้ิ เชน
(พระองค) ผูทรงเกื้อกูลแกการบูชาดวยการยังมนตราใหสําเร็จ ทรงนําไปแลวซ่งึ
ดอกบัวคือหนาของศัตรูท้ังหลาย ทไ่ี ฟคือดาบอันถูกจุดแลว ไดกอใหเกิดราชอาณาจักร
ของพระองค (117)
ในการบวงสรวงบูชาดวยเช้ือเพลิงคือขาศึกท้ังหลายนี้ พระองคไดทรงแสดงให
เห็นถงึ เครอ่ื งทกั ษิณาท่ไี มม ีวันหมดสน้ิ คือพระเกยี รติแกเหลา พราหมณท วั่ ทศิ (126)
เครื่องใชส อย
ในจารกึ แมบุญตะวนั ออก โศลกที่ 201 พบวา มีการถวายเครื่องใชสอยแกเทพเจา คือ ศิ
วิกา (เสลี่ยง) สวนเคร่ืองใชสอยท่ีนาสนใจและถูกกลาวถึงในจารึกคือ กระจกเงา ปรากฏมีการใช
กระจกเงาในชวงเวลานั้น โดยในจารึกแมบุญตะวันออกกลาวถึงกระจกเงาไวในโศลกท่ี 35, 79 และ
โศลกท่ี 97 ดังตวั อยางขอ ความที่ปราฏ คอื
พระองคท รงถวายเคร่ืองใชสอยทั้งหลายทีย่ ังไมเ คยมี เชน ศิวกิ า (เสล่ียงหรือคาน
หาม) เปนตน เพิ่มมากข้ึน แดศิวลึงคช่ือสิทเธศวรอันศักด์ิสิทธิ์ บนภูเขาท่ีเมือง
สทิ ธศวิ ปุระ (201)
สําหรับความงดงามแหงพระวรกายของพระองคแลว จะหาอุปมาสักอยางหนึ่งที่
ไมมขี อตาํ หนิ (สมบูรณ) เชนน้ันได ณ ที่ใดเลา ภาพสะทอ นของพระองคซ ่ึงปรากฏท่ีพ้ืน
กระจกเปน สงิ่ ท่ไี มคคู วรมาเปรียบเทยี บกับพระองคเ ลย (35)
258 • จารกึ แมบ่ ญุ ตะวนั ออก 256
การบันทกึ รายละเอียดเก่ียวกับกระจกเงาในโศลกขางตนทําใหพบขอเท็จจริงประการ
หนึ่งวาวัฒนธรรมในราชสํานักสมัยพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 มกี ารใชก ระจกเงาในราชสาํ นักแลว
และอาจสนั นิษฐานไดวา กระจกเงาเปนเครื่องอํานวยความสะดวกสําหรับการแตงตัวหรือใชสองหนา
สําหรับคนชั้นสงู นอกจากในราชสํานักจะมกี ารใชกระจกเงาในหมูขุนนางระดับสูงรวมท้ังสตรชี ั้นสูงก็
นา จะมีกระจกเงาใชดว ย
จารึกแมบุญตะวันออกแมจะแตงขึ้นในรูปของฉันทลักษณพรรณนาถึงชีวประวัติและ
เหตุการณต างๆ ในสมัยพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 แตก็ไดปรากฏภาพสะทอนทางดานตางๆ อัน
ประกอบดวยแนวคิด ดานการเมืองการปกครอง ดานสังคมและเศรษฐกิจ ทางดานศาสนาและ
ปรชั ญา รวมถึงดา นประเพณีวฒั นธรรม ดังไดกลา วมา จงึ สรปุ ไดด ังนี้
กวีไดพรรณนาวา พระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 ทรงมพี ระปรีชาสามารถรอบดานพรอม
ท้ังรูปลักษณอันโดดเดนงดงาม ไดรับการศึกษาอบรบมาอยางดีต้ังแตทรงพระเยาว โดยไดสืบสาย
สกลุ มาจากวรรณะที่บริสุทธ์แิ ละสูงสงระหวางพราหมณและกษัตริยเปนลําดับมา ทรงมีลักษณะผูนํา
ที่ดแี ละเปนกษัตริยที่มีความสามารถดานการรบอยางฉกาจฉกรรจ พระราชอํานาจของพระองคแผ
ขยายเปนท่ีประจักษและยอมรับของกษัตรยิ ทั้งหลายในอาณาจักรและละแวกใกลเคียง พระองคจึง
นบั วาเปนกษตั รยิ กมั พูชาในอดีตทีย่ ิง่ ใหญอ กี องคห นง่ึ ในประวัติศาสตรก ัมพูชา
ดานการเมืองการปกครอง รปู แบบการปกครองท่ีปรากฏเปนแบบระบอบราชาธิปไตย
ท่ีเรียกวาเทวราชา ไดแนวความคิดมาจากศาสนาพราหมณ ที่ถือวาเทพเจา คือพระศิวะและพระ
นารายณไดอวตารลงมาเปนกษัตริย กษัตริยจึงเปนผูมีพระราชอํานาจสูงสุดเด็ดขาดเหนือทกุ สงิ่ ทุก
อยา ง มีความศักดส์ิ ทิ ธ์ิ ผใู ดจะละเมิดไมได ซ่งึ หนาที่การปกครองเปนของกษัตริย เปนผูมีอํานาจโดย
เด็ดขาด และแมกษัตริยจะทรงมีอํานาจอยูอยา งลนพน แตก็ทรงปกครองบานเมืองโดยมีคณะมนตรี
เปนทีป่ รึกษาดา นตางๆ แสดงใหเ หน็ วากษัตริยไมใชผูม ีอํานาจสูงสุด แตเปนผูใชอ ํานาจในทางที่ถูกท่ี
ควร เปนธรรมราชา ปกครองแผนดินโดยอาศัยท้ังหลักกฎหมายและหลักศีลธรรมควบคูกันไป สิ่ง
สําคัญคือองคประกอบของรัฐรวมท้ังนโยบายภายในรัฐและนโยบายตางประเทศอาศัยแนวความคิด
ในอรรถศาสตรของเกาฏิลยะเปน หลัก
สภาพสังคมและเศรษฐกิจท่ีปรากฏในจารึกแมบุญตะวันออกน้ันแมไมปรากฏใหเห็น
มากนักอาจเปนเพราะอยูในชวงหลังเพิ่งเสร็จศึกสงครามและกวีมุงเนนพระปรีชาสามารถในการแผ
พระราชอํานาจของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 เปนหลัก แตก็สะทอนใหเห็นถึงสภาพสังคม โดยท่ี
ฐานะและบทบาทของคนในสงั คมยังคงแบงตามระบบวรรณะทั้ง 4 ไดแ ก พราหมณ กษัตริย แพศย
และศูทร วรรณะที่ไดการยอมรับคือคนสามวรรณะแรก ชนผูอยูในวรรณะช้ันสูงคือกษัตริยและ
จารึกแมบ่ ุญตะวันออก • 225579
พราหมณ กษัตริยนอกจากจะมหี นาทีห่ ลักในการทําศกึ สงคราม และปกปองปกครองบานเมืองแลว
ยังมีหนาท่ีอันนาสนใจอยา งหน่ึงคือการทํานุบํารุงศาสนา เปนตน พราหมณม ีหนาที่ใหคําแนะนําใน
ดานตางๆ อบรมสั่งสอนในเรื่องศีลธรรมถายทอด ความรูและวิทยาการดานศาสนา นอกจากน้ียังมี
หนาที่ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอีกดวย วรรณะที่เหลือไมปรากฏรายละเอียดในจารึก
อยางไรก็ตามการแบงชนชั้นวรรณะดังกลาวเปนแบบหลวมๆ มิไดเครงครัดมากนัก อาจกลาวไดวา
สังคมในสมยั น้นั มลี ักษณะการแบง ชนช้นั เปน 2 คอื ชนชัน้ ผูปกครองและชนช้นั ผถู ูกปกครองกไ็ ด
ดานศาสนาไดกลาวถึงหลักความเช่ือเรื่องพระตรีมูรติ คือ พระพรหมา พระวิษณุและ
พระศิวะ ผูเปนเทพเจาสูงสุดในศาสนาพราหมณ โดยมีไศวนิกายเปนแกนหลัก ซึ่งเปนลัทธิท่ีไดรับ
ความเล่ือมใสศรัทธาในราชสํานกั การศึกษาเรอ่ื งคัมภีรและวรรณกรรมทางศาสนาพราหมณรวมทั้ง
ระบบปรัชญาท้ังหกสํานักของพราหมณ คอื เวทานตะ โยคะ สางขยะ นยายะ ไวเศษิกะ และมีมาง
สาก็มีปรากฏชัดเจน ความเช่ือเรื่องเทพชั้นรองและบุคคลสําคัญในวรรณกรรมอินเดียก็ปรากฏอยู
เปน จํานวนมากเชนกนั แมจารึกสวนใหญจ ะกลา วถงึ คตคิ วามเชื่อทางศาสนาพราหมณ แตถึงกระนั้น
ก็มิไดป ด ก้นั ศาสนาอนื่ ๆ เชน ศาสนาพทุ ธก็มีผนู ับถืออยเู ชนกันในรัชสมัยน้ี
ดานประเพณีวัฒนธรรม พบวาใหความสําคัญกับการทํากัลปนา คือ พิธีเกี่ยวกับการ
ทําบุญอุทิศส่ิงของและทรัพยสมบัติเพ่ือเทพเจาทางศาสนาพราหมณ เพ่ืออุทิศสวนบุญใหแกบรรพ
บุรุษผูลวงลับไดไปสูสุคติภูมใิ นปรโลก และเขาถึงความเปนหน่ึงเดียวกับเทพจา ราชพิธีที่สําคัญคือ
การประดิษฐานเทวรูปยังศาสนสถานตางๆ และพิธีเบิกพระเนตรเทวรปู รวมทัง้ การบําเพ็ญบุญและ
พิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ ท้ังน้ยี ังพบวามกี ารใชก ระจกเงาในราชสาํ นักดวย
ภาพสะทอนตา งๆ ทีป่ รากฏในจารึกแมบุญตะวันออกซ่ึงนําเสนอในบทน้ีเปนเพียงสวน
หนงึ่ ของประวัติศาสตรและวัฒนธรรมของอาณาจักรกัมพูชาสมัยพระนครชวงปลายพุทธศตวรรษท่ี
15 โดยผา นมุมมองของผูบนั ทึกเหตุการณลงในศิลาจารึกแมบุญตะวันออก การจะใหความกระจาง
หรืออธิบายเหตุการณประวัติศาสตรโดยภาพรวม จําเปนตองใชข อมลู จากรึกหลักอ่ืนๆ มาประมวล
เขาดว ยกนั จงึ จะทาํ ใหเ กดิ ความกระจา งแจงดีย่ิงข้ึน
260 • จารกึ แม่บุญตะวนั ออก
260
àaeद्दPृ tiÖ;taNdxd! yiu d vxUvxE VydI]aivix<
vÏnn! yz! izizra<zurZimivzda< sTkIiÄRmala< gu[E>,
SvGgRÖarpru e pru NdrpurPrSpiÏRs<vÏRne
saRWvz! zVvRmitiòpt! sivÉv< il¼< ivxanaiNvtm! .
“ พระองคผูทรงไวซึ่งการถือบวชเพราะการเปนหมายของเหลาภรรยาของ
ขา ศึก ผูฮึกเหิมในการรบ ทรงผูกไวซงึ่ พวงมาลัยอันเปนเกียรติยศท่ีดีงามสดใสดุจรัศมขี อง
พระจันทร ดวยคุณสมบัติทั้งหลาย ไดสถาปนาซึ่งศิวลงึ คที่สําคัญพรอ มดว ยทรัพยสมบัติ
อันเปนไปตามพิธี (ถูกตอ งตามพิธ)ี ณ เมือง“สวรคทวารบุร”ี อันเจริญรงุ เรอื งแขงกับเมือง
ของพระอนิ ทร”
258
จารึกแม่บุญตะวนั ออก • 261
บทที่ 5
การศึกษาวิเคราะหจ ารกึ แมบ ุญตะวนั ออกในเชิงวรรณศลิ ป
คําวา วรรณคดี ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ.2554 ใหนิยามวา วรรณคดี
น. วรรณกรรมทไี่ ดรับยกยองวาแตง ดีมีคณุ คาเชงิ วรรณศิลปถึงขนาด354 และจารึกแมบุญตะวันออกก็
สะทอนใหเ ห็นอัจฉริยภาพของกวีผูแตงวามีความรูความสามารถในการใชภาษาสันสกฤตเปนอยางดี
เน้ือหาและถอยคาํ ที่กวใี ชแตง จารึกมีคุณคาในเชงิ วรรณคดีอยางชัดเจน กวีใชภาษาและรูปแบบการ
ประพันธตามลักษณะของการแตงบทกวีนิพนธ สรางรสวรรณคดี และอลังการอยา งหลากหลาย จึง
จัดไดวาจารึกแมบุญตะวนั ออกเปนวรรณคดีตรงตามความหมายที่ไดกําหนดไว เนื้อหาในบทที่ 4ผู
เรียบเรียงจะแบงหัวขอในการอภิปรายเปน 4 สวนเพื่อแสดงเปนลําดับไปโดยจะเริ่มจาก (1)
การศึกษาจารึกแมบุญตะวันออกในเชิงวรรณศิลปดวยทฤษฎีสันสกฤต (2) กวีและรูปแบบคํา
ประพันธ (3) อลังการ
การศึกษาจารึกแมบญุ ตะวนั ออกในเชงิ วรรณศลิ ปด ว ยทฤษฎีสนั สกฤต
การถายทอดเร่ืองราวเปนบทรอยกรองในจารึกของอาณาจักรกัมพูชาตั้งแตสมัยกอน
เมืองพระนคร จนถึงสมัยท่ีไดสลักจารึกแมบุญตะวันออกหลักนี้อันเปนสมัยเมืองพระนครในรัชสมัย
ของพระเจา ราเชนทรวรมันท่ี 2 พบวาจารึกแมบ ุญตะวันออกเปนจารึกที่มีความยาวมากทสี่ ุดคือมีถึง
218 โศลก ทัง้ พบวา บทรอยกรองท่ีใชมคี วามลกึ ซ้งึ สละสลวย ศิลาจารึกสําหรบั นักภาษาศาสตรจะให
ความรูดานอักษรศาสตร ภาษาศาสตร นิรุกติศาสตร และอักขรวิธี สวนนักวรรณคดีจะมองวาศิลา
จารกึ ในอาณากมั พชู าคืองานเขยี นที่เปน วรรณคดปี ระเภทจารกึ ซง่ึ บันทึกเรื่องราวในอดีตในสมัยน้ันๆ
และผลงานของกวโี บราณในอาณาจักรกัมพูชาที่จารึกดวยภาษาสันสกฤตเปนที่ยอมรับของผูศึกษา
354ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ.2554, พิมพครั้งท่ี 2 (กรุงเทพฯ: นานมีบุคสพับลิเคช่ันส, 2554),
1100.
262 • จารกึ แมบ่ ุญตะวนั ออก 259
ประวตั ิศาสตรและภาษาสนั สกฤตในกมั พูชาวา มีความถูกตองอยางนาชมเชย ทั้งการแตงจารึกแสดง
ถึงผูแตงมีความรูทางดานวรรณคดีสันสกฤตอยางสูง355 มีความวิจิตรลึกซ้ึง ซ่ึงทําใหจารึกภาษา
สันสกฤตในอาณาจักรกัมพูชามีคุณคามากย่ิงข้ึน จารึกแมบุญตะวันออกประพันธข้ึนดวยภาษา
สันสกฤต ทฤษฎที ี่เหมาะสมในการนาํ มาใชศึกษาวิเคราะหจึงควรศกึ ษาตามแนวทฤษฎีสันสกฤตเพ่ือ
แสดงใหเ หน็ ถงึ คุณคา ของงานกวนี พิ นธในจารึกใหป ระจักษแ กผูสนใจสืบไป
การประยกุ ตใชท ฤษฏวี รรณคดสี นั สกฤตกบั จารึก
การประยุกตใ ชทฤษฎีวรรณคดสี ันสกฤตกับจารึกที่จะกลา วถึงนี้ หมายถึง การประยกุ ต
ใชวรรณกรรมที่ปรากฏบนจารึกในอาณาจักรกัมพูชาซ่ึงเปนวรรณคดีสดุดี หรือวรรณคดี
ประวตั ิศาสตร ลักษณะทีก่ วเี ลา บนั ทึกเหตุการณ จะแตกตางจากอาลักษณแ ละนักประวัติศาสตร กวี
สามารถแตงเติมจินตนาการและใชภาษาไดอยางไพเราะงดงามเพื่อใหผูอานเกิดอารมณรวม เมื่อ
กลาวถึงวรรณคดสี นั สกฤตอนิ เดีย จะหมายถึง วรรณคดี 4 ประเภท คือ
1. อาคม หมายถึง งานที่เก่ียวของกับศาสนาและปรัชญา เชน คัมภีรพระเวท
พราหมณะ อรัณยกะ และอปุ นษิ ัท เปนตน
2. ศาสตร หมายถึง ตําราเกี่ยวกับวิชาการ ซ่ึงเปนตําราเพื่อศึกษาหาความรูห รือเพ่ือ
อธบิ ายขยายความตําราอ่ืนๆ เชน อัษฏาธยายีของปาณนิ ิ ตําราดาราศาสตร ตําราโหรศาสตร เปนตน
3. อติ ิหาสะ หมายถึง งานเขียนทีม่ เี นอื้ หาอิงประวัตศิ าสตรแตง ข้ึนเพื่อสดุดีวีรบรุ ุษ เปน
ตํานานที่เลาสืบกันมา และภายหลังไดถูกบันทกึ เปนลายลักษณอักษร เชน รามายณะ และมหาภา
รตะ เปน ตน
4. กาวยะ หมายถงึ งานเขียนท่มี วี รรณศลิ ป หรือเรียกอีกอยางวา กวนี พิ นธ ซ่ึงมงุ สรา ง
อารมณส ุนทรยี เชน เมฆทตู ศกนุ ตลา เปน ตน
เมอื่ ศึกษาถึงเนื้อหาของวรรณคดีทั้ง 4 ประเภท พบวา แตล ะประเภทมเี นื้อหาทแ่ี ตกตาง
กนั ออกไป ใน 3 ประเภทแรก สวนใหญเ ปนไปเพ่ืออุดมคติ ปรัชญา ความรู และตํานานเร่อื งเลา แม
ที่เปนบทรอยกรอง หรือใชการเปรียบเทียบ มีการสื่ออารมณก็เพ่ือสะดวกในการจดจํา ไมไดมี
จุดมงุ หมายเพอื่ แสดงออกทางอารมณท่ีละเอียดออนเพื่อใหเกิดสุนทรียะ จึงควรเรยี กวา วรรณกรรม
เพราะไมตรงกับคํานิยามในเบื้องตนที่วา วรรณคดี หมายถึง ผลงานท่ีไดรับการยกยองวาแตงดี มี
ความงามในเชงิ วรรณศิลปและมีคุณคาในทางอารมณ สวน กาวยะ คืองานเขียนท่ีมุงสรางสนุ ทรียะ
มักมีเน้ือหาเก่ียวของกับมนุษยโดยสะทอนใหเห็นประสบการณและชวงชีวิตของมนุษยใ นระยะเวลา
355จริ พฒั น ประพันธวทิ ยา, ผูแ ปล, “สถานภาพปจ จุบันของงานวิจยั เกยี่ วกับจารกึ ภาษาสันสกฤตในกัมพูชา ขอสังเกตบางประการ,”
โบราณคดี ฉบบั พิเศษ ออกในวาระครบรอบ 40 ป คณะโบราณคดี มหาวทิ ยาลัยศิลปากร, (2537): 49-50.
จารกึ แม่บญุ ตะวันออก • 226603
หนงึ่ เปนงานเขียนท่ีมีวรรณศลิ ป หรือเรยี กวากวีนพิ นธ356 ซ่งึ ตรงตามนิยามความหมายของวรรณคดี
ตามท่ีใหนิยามไวในเบ้ืองตน สวนจารึกแมบุญตะวนั ออก ถึงแมวาจะมีเนื้อหาอิงประวัตศิ าสตรและ
ถอยคําในจารึกมีลักษณะสดุดีพระเกียรติคุณของกษัตริยซ่ึงนักวรรณคดีสันสกฤตเรียกวาบท
“ประศัสต”ิ (Praßasti)357 จงึ ควรเปน วรรณคดีประเภทอิติหาสะ แตกวีใชล ักษณะของกวีนิพนธ ซ่ึงมี
ความงดงามและมีลักษณะพิเศษเดนชัดดานวรรณศิลปในการแตง จึงจัดอยูในวรรณคดีสันสกฤต
ประเภทกาวยะ
ทฤษฏวี รรณคดสี ันสกฤต
นักปราชญผูแตงบทกวีมักใหความสนใจตองานท่ีมคี ุณคาดา นวรรณศิลป การวิเคราะห
วิจารณ และการเขยี นเปนลายลกั ษณอ ักษรเปน ส่งิ ทีเ่ ผยแพรท รรศนะของแตล ะทา นใหปรากฏในแวด
วงวรรณคดี ปราชญชาวอินเดียก็เชนกันจากการอานงานผูอ่ืนและงานท่ีตนไดเขียนและวิเคราะห
วจิ ารณแ ลว มักเขียนตําราวรรณคดีข้ึนมาสนับสนนุ ทฤษฎที ่ีตนสนใจทําใหเกิดแนวคดิ แตกแขนงเปน
หลายสํานัก เทาท่ีปรากฏมีทฤษฎีสําคัญอยู 8 ทฤษฎี ไดแ ก ทฤษฎีรส วาดวยอารมณของคนอาน
ทฤษฎีอลังการ วาดวยความงามในการประพันธ ทฤษฎีคุณ วาดวยลักษณะเดนของการประพันธ
ทฤษฎีวโกรกติ วาดวยภาษาในการประพันธ ทฤษฏีธวนิ วาดวยความหมายแฝงในการประพันธ
ทฤษฎรี ีตี วาดวยลลี าในการประพันธ ทฤษฎีอนุมิติ วาดวยการอนุมานความหมายในการประพันธ
และทฤษฎเี อาจิตยะ วาดวยความเหมาะสมในการประพันธ358 สวนผูวิจัยสนใจศกึ ษาวเิ คราะห ตาม
ทฤษฎีอลังการ ซึ่งมีปรากฏใหเห็นอยางโดดเดนอยูเปนจํานวนมากและเหมาะสมแกการศึกษา
วิเคราะหจารึกแมบ ญุ ตะวนั ออก อันเปนแนวทางทีบ่ ัณฑิตผเู ปนบูรพาจารยดานจารึกภาษาสันสกฤต
ใชวิเคราะหจารึกในอาณาจักรกัมพูชาอยูเสมอ โดยในหัวขอตอไปจะไดกลาวถึงกวีและรูปแบบคํา
ประพันธ และตอจากนั้นจะไดศึกษาวิเคราะหจารึกแมบ ุญตะวันออกตามทฤษฎอี ลังการทีไ่ ดกําหนด
ไวตามจุดประสงคของงานวิจัยโดยลาํ ดับ
356กสุ มุ า รกั ษมณ,ี วเิ คราะหวรรณคดไี ทยตามทฤษฎีวรรณคดสี นั สกฤต, พมิ พครงั้ ท่ี 2 แกไขและเพ่ิมเติม (กรงุ เทพฯ: ภาควิชาภาษา
ตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศลิ ปากร, 2549), 9-14.
357Monier Monier-Williams, A Sanskrit-English dictionary : etymologically and hilologically arranged with
secial reference to Cognate Indo-European languages (Delhi: Motilel Banarasidass, 1979), 695.
358P.V. Kane, History of Sanskrit Poetics , Reprint (Delhi: Motilal Banarsidass, 1994).
264 • จารกึ แมบ่ ญุ ตะวันออก 261
กวีและรูปแบบคาํ ประพันธ
กวใี นราชสํานักกัมพูชาและพฒั นาการ
แมลักษณะความเปนนักปราชญและนักประพันธจะเริ่มตนจากผูแตงบทประพันธเปน
สําคัญ แตกวีนิพนธประเภทกาวยะ ไดเร่ิมข้ึนในราชสํานักกอนแลวตอมาจึงแพรหลายออกไปสู
ประชาชนภายนอก ลกั ษณะท่ีสําคัญของกาวยะ คือ การใชถอยคําสาํ นวนและโวหารท่ีแตกตางจาก
ภาษาของคนธรรมดาท่ัวไป โดยเนนทวงทํานองการแตง การเลนคํา เลนอักษร มีความหมายโดยนัย
ลึกซ้ึงสะเทือนอารมณจึงทําใหกวีมีลักษณะพิเศษกวาบุคคลท่ัวไปอาจจะท้ังการพูดและลีลาการ
ประพันธ ซึ่งกวีในราชสํานักกัมพูชาก็ไดรับอิทธิพลทางดานตางๆ ซึ่งมีอินเดียเปนตนแบบ ในสวนน้ี
จงึ นาํ เรอ่ื งกวีและผูท เ่ี กยี่ วขอ งมาปรารภเพือ่ ใหเกิดความเขาใจในงานกวนี ิพนธไดช ัดเจนขึ้น
1. กําเนดิ กวี
กวี (Kavi) ตามรูปศัพทหมายถึง ผูคงแกเรียน มีปญญาปราชญ ฉลาดเฉลียว
ผูเชี่ยวชาญในการประพันธ กําเนิดของกวีในยุคแรกๆ ตามความเชื่อของชาวอินเดยี มักเปนพวกฤษี
ผลงานการประพันธชิ้นแรกๆ เช่ือกันวา เปนงานที่กวีผูเปนฤษีไดรบั การถายทอดโดยฟงมาจากเทพ
เจา และสื่อใหมนุษยดวยกันไดรับทราบ เชน พระเวท เปนตน เรียกวาวรรณคดีศรุติจึงไมใชผลงาน
ของทา นเหลานั้นโดยตรง แตอยางไรกต็ าม การรับสารเหลาน้ันยอ มแสดงใหเห็นความพิเศษของของ
กวีที่สามารถสือ่ สารกับเทพเจาได ผูเปนกวีจึงมักมีความพิเศษแตกตางจากคนอ่ืนๆ ในอินเดียถือกัน
วาวาลมีกิผูแตงผแู ตงรามายณะ เปนกวีคนแรก (อาทิกวี) ที่ประพันธงานกวีนิพนธ หลังจากน้ันมา
นับเปนจุดเร่ิมตนของกวีอีกหลายทานและงานประพันธอีกมากมาย แตโดยมากกวีอินเดียโบราณ
รวมทั้งกวีผูแตงจารึกในอาณาจักรกัมพูชา แมกระทั่งผูแตงวรรณคดีไทย มักไมบอกนามผูแตง ใน
อินเดียกวีสวนใหญเกิดในสกุลพราหมณความสําคัญของวรรณะนี้คือการศึกษาพระเวท และคัมภีร
อื่นๆ เชน พราหมณะ อารัณยกะ สูตระ ปุราณะ เปนตน เรื่องราวตางๆ ในคัมภีรดังกลาวนับเปน
วตั ถุดบิ อยา งดีที่กวจี ะนํามาขยายความใหเ กดิ ความลกึ ซง้ึ และเขา ใจไดงา ย อีกทัง้ เปนสวนประกอบที่
สําคัญในการประพันธคมั ภรี และตําราในสมยั ตอ ๆ มา อันทาํ ใหเกิดวิชาการตา งๆ มากมาย กวีจึงตอง
ประกอบดวยความรหู ลายแขนงที่ทาํ ใหเกิดงานประพันธเปน ทชี่ น่ื ชมของผูทีต่ นส่ือสารใหไดรับรู อาทิ
เชน ความรูดานไวยากรณ หลักภาษา ความหมายของคาํ ฉันทศาสตร อลังการศาสตร เปนตน การ
แสดงความสามารถในงานประพันธใหเปนที่ประจักษจึงเปนเรื่องท่ีกวีเสาะแสวงหาโอกาสอยูเสมอ
จารึกแม่บญุ ตะวันออก • 226625
การนําเสนองานประพนั ธ มที ั้งการแสดงงานประพันธในสํานักของตน ในที่ชุมชน และเมื่อมชี ่ือเสียง
เปนที่รจู กั ของมวลชน อาจไดเขา แสดงความสามารถในราชสํานัก เมื่อมีผูช่ืนชมและผูอุปถัมภอาจได
เปนขาราชสํานัก เชน กาลิทาส ผูซ่ึงถูกจัดใหเปนรัตนกวีของอินเดียเปนตน หรือพระราชาเองทรง
เปนกวีก็ได การจะไดรับเกียรติยศและความช่ืนชมช่ืนชอบในผลงานจึงอยูท่ีความรอบรูและ
ความสามารถของกวเี ปน หลกั 359
ดังไดกลาวในตอนตนแลววากวีผูแตงจารึกในอาณาจักรกัมพูชาก็เหมือนกับกวีใน
อินเดียสมัยโบราณคือจารึกโดยมากมักไมปรากฏนามผูแตง และเร่ิมตนมาจากกวีในราชสํานักกอน
โดยเน้ือหาของจารึกและจุดประสงคใ นการแตงเพ่ือยอพระเกียรติกษัตริย เผยแพรคําสอนหรอื หลัก
ปรัชญาทางศาสนา บันทกึ เหตกุ ารณทางประวัตศิ าสตร เปนตน การเผยแพรวรรณคดีประเภทจารึก
จงึ ขน้ึ อยูก ับกษัตริยแ ละเหตุการณบ า นเมืองเปนสําคัญ กษตั รยิ จึงมีบทบาทท่ีสําคัญย่ิงในการเผยแพร
วรรณคดีประเภทจารึก ดังนนั้ จึงควรกลาวถึงกษัตรยิ ในฐานะศูนยกลางของการสรางงานวรรณคดี
รวมทง้ั ลักษณะทส่ี ําคญั ของจารกึ ในแตล ะรัชสมยั เพอื่ เปน แนวทางใหเหน็ พัฒนาการเก่ียวกับการแตง
จารกึ ในอาณาจักรกัมพชู าในรัชสมยั ตางๆพอสงั เขปสืบตอ ไป
2. พระมหากษตั รยิ ในฐานะศนู ยก ลางการสรางงานวรรณคดใี นจารึก
จารึกในอาณาจักรกัมพูชาสวนใหญเปนงานเขียนท่ีมีกําเนิดมาจากราชสํานักโดยมี
กลุมบุคคลสําคัญในการสรางงาน 3 กลุมใหญๆ คือ พระมหากษัตริยและพระราชวงศ นักบวชใน
ศาสนา หรือขุนนางชั้นผูใหญผูมีอํานาจในสมัยน้ัน โดยมีนักปราชญราชบัณฑิตเปนผูสนองงาน ใน
บรรดาทานเหลาน้ี กษัตริยจัดเปนองคสําคัญท่ีเปนศูนยกลางสรางวรรณคดีประเภทจารึก โดยที่
พระองคม พี ระราชประสงคในการสรางเอง หรือสนับสนุนใหเกิดการสรางงานวรรณคดี การอุปถัมภ
ใหเกดิ งานวรรณคดีประเภทจารึกจํานวนมาก ไดแสดงใหเห็นถึงความสามารถและพัฒนาการของกวี
ผูแตงและภาพสะทอนท่ีปรากฏในจารึกมีคุณคาในดานตางๆ อยางมหาศาล ทั้งทําใหวรรณคดี
รุงเรืองสืบตอมา ในสวนนี้จึงอาศัยจารึกหลักสําคัญๆ ท่ีปรากฏพระนามของกษัตริยกัมพูชาที่
พระองคไ ดสรางหรือมีสวนในการสราง มาเปนองคป ระกอบสําหรับการวิเคราะหจารึกแตละรัชสมัย
โดยใชขอ มูลจากหนังสือ Studies in Sanskrit Inscriptions of Ancient Cambodia ของ มเหศ
กมุ าร ศรณั 360 และ หนงั สือ Inscriptions of Kambuja ของ อาร.ซี. มาชมุ ดาร3 61 เปนหลกั โดยเริ่ม
จากจารึกต้งั แตส มัยแรกเร่ิมกอตัง้ อาณาจกั รกมั พูชาคือสมยั เจนละ ราวพุทธศตวรรษท่ี 12 อันมจี ารึก
ท่สี ําคญั ในสมยั แรกๆ คอื จารึกของพระเจา มเหนทรวรมันเปนตนไป ซึ่งมีขอ มลู ปรากฏดงั นี้
359กสุ มุ า รกั ษมณ,ี วเิ คราะหว รรณคดีไทยตามทฤษฎีวรรณคดีสนั สกฤต, 18-20. (New Delhi: Abhinav
360Mahesh Kumar Sharan, Studies in Sanskrit Inscriptions of Ancient Cambodia
Publications, 1974).
361R.C. Majumdar, Inscription of Kambuja (Calcutta: The Asiatic Society, 1953).
266 • จารกึ แมบ่ ญุ ตะวันออก 263
ในรัชสมัยของพระเจามเหนทรวรมัน ดูเหมือนวากวีในราชสํานักกัมพูชาสมัยนี้ซ่ึง
เปนระยะแรกเร่ิมกอตั้งและขยายอาณาจักร จะตองตามเสด็จไปทุกท่ีแมกระทั้งในคราวทําศึก
สงคราม หนาที่ของกวีอาจจะเพ่ือขับรอง ใหความบันเทิง หรือเขียนขอความตามพระราชโองการ
เปนตน จารึกในอาณาจักรกัมพูชาสมัยโบราณ ท่ีแตงขึ้นดวยภาษาสันสกฤต สมัยกอนเมืองพระนคร
หรืออาณาจักรเจนละ ท่ีปรากฏพระนามชัดเจน คือ จารึกของเจาชายจิตรเสน หรือ พระเจา
มเหนทรวรมัน ตัวอยางเชน จารึกสุปฏนาราม (อบ.9, K.509) และปากน้ํามูล จารึกดวยอักษรแบบ
อนิ เดียใต ทีน่ ยิ มเรียกวาอกั ษรปลลวะ มีอายรุ าวพุทธศตวรรษที่ 12 วา
[1] naptaÆ ßrísaÆrvvabhaumasya sunÆ aß ßrívíravarmmanaá há |
ßaktyaÆ nunÆ aÆm kanisátáhopi bhraÆtaÆ ßríbhavavarmmanáahá ||
hápuÆrvvamahÆ atalaksaá nahá |
[2] ßrícitrasenanamÆ aÆya
sa ßrímahendravarmmeti namÆ abhejebhiseá kajam ||
[3] jitvemandeßamakhila- ṅgirißasyeha bhubÆ hráti |
jayacihnamivatÆ manahá ||362
liṅganniveßayaÆmaÆsa
พระเจาแผนดินพระองคใด ทรงเปนพระราชนัดดาของพระเจาจักรพรรดิ เปน
พระโอรสของพระศรวี ีรวรมัน โดยแทจริงแลว แมวาเปนพระอนุชาของพระเจาศรีภววรมัน
แตก ท็ รงเปน พระเชษฐาโดยความสามารถ เปนผูมีลักษณะท่ีถูกขัดเกลาแลวในกาลกอน โดย
ชื่อวาจิตรเสน พระเจาแผนดินพระองคนั้น ไดรบั พระนามท่ีเกิดจากการอภิเษกแลววา ศรี-
มเหนทรวรมัน เม่ือทรงชนะแลวซ่ึงที่นี่ท้ังหมด ไดทรงใหประดิษฐานแลว ซ่งึ ศิวลึงค อันเปน
เหมือนสญั ลักษณแหง ชัยชนะของพระองคใ นทน่ี 3้ี 63
ตวั อยา งจารึกถ้าํ ภหู มาใน อาํ เภอโขงเจียม จงั หวดั อุบลราชธานี K.509
[1-2] …………………… …………………… |
[3] vijitya nikhilan deßaÆ nasmin deße ßilamÆ ayamá |
jayasvastimivatÆ manáahá ||364
vrásbá hamá suthapÆ ayaÆmaÆsa
................................... (เหมือนสองโศลกกอนหนานี)้ ................ หลังจากทรงชนะที่น่ี
ทงั้ หมดแลว ไดทรงใหส รา งพระโคทําดวยศิลาไวในท่ีน้ี อันเปน เสมอื นความสวัสดีแหงชัยชนะ
ของพระองค
362ตนฉบับใชอักษรไทย ผูวิจัยปริวรรตเปนอักษรโรมันเพื่อความสมํ่าเสมอของงานวิจัย ดู ชะเอม แกวคลาย, “ศิลาจารึกพระเจา
มเหนทรวรมนั ,” ศลิ ปากร 31, 5 (พฤศจกิ ายน-ธันวาคม 2530): 79-84.
363ปรบั สํานวนการแปล (ผวู จิ ยั )
364ตนฉบับใชอักษรไทย ผูวิจัยปรวิ รรตเปนอักษรโรมันเพื่อความสม่ําเสมอของงานวิจัย ดู ชะเอม แกวคลาย, “ถ้ําปราสาทหรือถํ้าภู
หมาใน,” ใน โบราณคดีเขอื่ นปากมลู , 75-77.
จารกึ แมบ่ ญุ ตะวันออก • 226647
จารึกของเจาชายจิตรเสน หรือพระเจามเหนทรวรมัน จากขอมูลยกที่มาเบื้องตนน้ี
รวมกับไดรับการตพี ิมพแ ลว ทงั้ หมดเปน 11 หลัก แมร อยจารึกบางหลักจะลบเลือนไปบาง แตเนอ้ื หา
ใจความหลกั ในจารึกที่เปน ภาษาสนั สกฤตลว น ซ่ึงเปนจารึกท่ีมคี วามยาวไมมากนัก ทแี่ ตงไดยาวที่สุด
มีความยาว 3 โศลกซึ่งไมแตกตางกันเลย แตการอานจารึกของนักจารึกบางครั้งไมต รงกัน ทงั้ น้ีอาจ
เพราะความเลือนลางของรูปอักษรหรืออาจเปนเพราะความผิดพลาดของอาลักษณผูสลักจารึกก็ได
อยางไรก็ดี จะเห็นไดวาเปนจารึกท่ีปรากฏในชวงแรกๆ นี้มีขนาดคอนขางสั้น กระชับรัดกุม
โดยเฉพาะในสองโศลกแรกซงึ่ เหมือนเปนกรอบหรอื รูปแบบที่วางไวแบบสําเร็จรูป อาจเนือ่ งมาจากมี
เวลาในการแตงไมมาก และกวีผูรจนาคงเปนคนเดียวกันทั้งยังตองติดตามกองทัพของเจาชายจิตร
เสน หรือพระเจา มเหนทรวรมันไปดวยทกุ หนแหง
ภาพสะทอนจากจารึกของพระเจามเหนทรวรมันแสดงใหเห็นถึง ประวัติความ
เปนมาโดยยอของกษัตรยิ ผูใหสลกั จารึกวาทรงเปนเปนกษัตริยนับรบและเปนการอางสิทธ์ิอันชอบ
ธรรมในการขนึ้ ครองราชย มีขอความการประกาศพระราชกรณียกิจทีท่ ําคือสรางศวิ ลึงคหรือพระโค
ไว ณ สถานท่ีนั้น เพ่ือเปนเคร่อื งหมายแหงชัยชนะ และแสดงนัยแฝงถึงการนับถือพระศวิ ะของผูให
สลกั จารึก โดยมิไดระบศุ ักราชและกวผี ูแตง นักปราชญทานกําหนดไดวาอยูใ นชว งพุทธศตวรรษท่ี 12
โดยศึกษาจากจากรปู อักษรท่ีสลักและพระนามของกษัตริยท่ีปรากฏ โดยมากจะแตงดวยโศลก หรือ
อนุษฏภฉันท ยังไมปรากฏลักษณะของอลังการ แตอลังการแรกท่ีพบกลับพบในบทรอยแกวสั้นๆ มี
ลักษณะเปรียบเทียบแบบอุปมางายๆ ในจารึกชองสระแจง วา “พระเจาแผนดินพระองคใดปรากฏ
พระนามวา ศรมี เหนทรวรมัน ทรงเปน เหมอื นพระอนิ ทรผ ูย่ิงใหญ (mahendra iva) พระเจาแผนดิน
พระองคน น้ั ไดทรงขดุ บอน้าํ อันมีช่อื วา บอน้าํ สงั กร365
ในรัชสมัยตอมา คือ รัชสมัยพระเจาอีศานวรมัน (พ.ศ.1159-1180) ผูเปนพระราช
โอรสของพระเจามเหนทรวรมัน ในรชั กาลนพ้ี ระองคไ ดย ายเมืองหลวงจากเมืองภวปุระไปทางตอนใต
ตั้งราชธานีใหมมีนามวา อีศานปุระ คอื บริเวณกลุมโบราณสถานสมโบรไพรกุกในจังหวัดกําพงธม มี
การคนพบจารึกของพระเจาอีศานวรมัน หลายหลักทางตอนใตกัมพูชาทั้งท่ีกําพงจาม ไพรแวง
กนั ดาล และตาแกว รวมทั้งเขตจังหวัดจันทบุรีของไทย บานเมืองมีความเปนปกแผนมน่ั คงข้ึน จารกึ
ท่ีพบโดยมากจะใชภ าษาสันสกฤตแบบสัน้ ๆ รว มกับภาษาเขมรโบราณ และมลี กั ษณะเปนการยอพระ
เกียรติ และเร่ืองราวกิจกรรมทางศาสนา เร่ิมปรากฏลักษณะกวีนิพนธมีการเปรียบเทียบและใช
สํานวนโวหารในบทรอยกรอง เชน จารึกบายัง (Bayang) หรือจารึกอังปุ (Ang pu/Vat Pu) จารึก
หลักน้ีมีจํานวน 6 โศลก โศลกที่ 1-5 แตงดวยอนุษฏภฉันท สวนโศลกที่ 6 แตงดวยศารทลู วิกรีฑิต
ฉนั ท แตใชในการสาปแชงผมู คี วามโลภท่จี ะขโมยสงิ่ ทถ่ี วายใหแกพ ระภควตั ดังตวั อยา งตอ ไปน้ี
365กสุ ุมา รกั ษมณ,ี วเิ คราะหวรรณคดีไทยตามทฤษฎีวรรณคดสี นั สกฤต, 82.
268 • จารึกแมบ่ ุญตะวนั ออก 265
khyaÆtavíryaviśasáenáa śeseá neá va mahíbhrátaÆ | || 2366
ratnojjavalitabhogena jitamá śríśanÆ avarmmanaá Æ
ขอพระเจา แผนดนิ ทรงพระนามวาพระศรีอีศานวรมัน ผูมีทรัพยสมบัติอันรุงโรจน
โชตชิ ว งดว ยรตั นะ ผมู คี วามกลาหาญอนั ยวดย่งิ ท่ีถกู กลาวขานแลว เหมือนนาคช่ือเศษะ
จงชนะ
โศลกดังกลาวน้ี ปรากฏอลังการประเภทเศลษะ คือ การเลนคํา ซึ่งคําเดียวมีหลาย
นัย โดยโศลกนส้ี ามารถแปลไดอกี นัยหน่ีงวา “ขอพระเจาศรีอีศานวรมัน ผูเปนราวกับเศษนาค ผูแบก
แผนดินไว ผูมีขนดท่ีโชติชวงดวยรัตนะ เปนเจาแหงพิษท่ีรุนแรงคือความเกงกลาเปนที่รูจักกันทั่วไป
จงชนะ” จากนัยดังกลาวนน้ียังแสดงถึงอลังการประเภทอุตเปรกษา คือ การแสดงพลังจินตนาการ
ของกวีดว ย จึงนบั วาในรชั สมัยน้กี วีไดใชหลักอลงั การในการแตงจารึกแตย ังคงมปี รากฏไมมากนัก
ในรัชสมัยของพระเจาภววรมนั ท่ี 2 ซึ่งไดครองราชยตอ จากพระราชบิดาคือพระเจา
อีศานวรมัน พบจารึกในภาคตะวันออกของไทยหลายหลักเชน จารกึ เขานอย K.506 จารึกเขารัง
K.505 และจารกึ วดั กดุ แต เปน ตน โดยมากลกั ษณะการแตง ใชภาษาสันสกฤตแบบส้ันๆ หรือผสมกับ
ภาษาเขมรโบราณ นอกจากนย้ี ังมที ี่พบในกัมพูชาอีก 4 หลักคือ K.79, K.483, K.733 และ K.81,
ซึ่งจารึกหลักสาํ คัญคือ K.81 หรอื จารึกหันไชยซ่ึงดูเหมือนวาจะแตงขนึ้ ในรัชสมัยพระองคและมีการ
ตอเตมิ ในเวลาตอมา มจี าํ นวน 47 โศลกแตง ดว ยอนษุ ฏภ ฉันททง้ั หมด แสดงใหเห็นรูปแบบการแตง ที่
ยังไมหลากหลายยังคงเนนการใชอนุษฏภฉันทเปนหลัก และเริ่มปรากฏรูปแบบที่ชัดเจนซึ่งสงตอ
มาถงึ จารึกสมัยหลงั คอื เร่ิมตน ดว ยการสดดุ เี ทพเจา การกลาวถึงสายสกุล การยอพระเกียรตกิ ษัตรยิ
ซ่ึงสอดแทรกเรื่องราวทางประวัติศาสตรและภาพสะทอนดานตางๆ และกิจกรรมทางศาสนา
ลักษณะการแตงประกอบดวยอลังการตามแบบกวีนิพนธชัดเจนขึ้นอยางเห็นไดชัดในหลายโศลก มี
การแสดงจนิ ตนาการของกวแี ละการเปรียบเทยี บใชส าํ นวนโวหารในลักษณะตางๆ ตามแบบอลังการ
ศาสตร ดังตวั อยางตอ ไปน้ี
jitaminduvatamásena murÆ dhaÆ gaṅgamÆ á babharÆ a yahá |
umabÆ hruÆbhaṅgajihmormimaÆlaÆmalÆ umivaÆmalamÆ á || 1
ขอชยั ชนะจงมีแดพระศวิ ะ (ผมู พี ระจันทรป ระดับบนพระเศียร) ผูใ ชศรี ษะรองรับแมน า้ํ
คงคาที่มีระลอกคลื่นคดงดเหมือนกับคิ้วท่ีขมวด (เพราะความโกรธ) ของพระอุมาท่ีเหมือน
เถาวลั ยท ีแ่ สนสวย367
366ตนฉบับใชอักษรเทวนาครี ผูวิจัยปริวรรตเปนอักษรโรมันเพ่ือความสม่ําเสมอของงานวิจัย ดู R.C. Majumdar, Inscription of
Kambuja, 23-24.
367จิรพัฒน ประพันธวิทยา และอุเทน วงศสถิตย, รายงานการวิจัยจารึกหันไชย (กรุงเทพฯ: ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะ
โบราณคดี มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร, 2557), 25-26.
จารึกแม่บุญตะวนั ออก • 226669
จากโศลกดานบนน้ี ปรากฏอรรถาลงั การทีเ่ รยี กวา อุตเปรกษา เปน การแสดงใหเห็น
ถึงพลังจินตนาการของกวี โดยกวีมองวา การท่ีพระศิวะรับพระแมคงคาเปนชายาอีกองคมาไวบน
พระเศียรน้นั พระแมค งคาจึงแสดงทาทีหัวเราะเยาะเยยพระนางอุมาโดยพนน้ําเปนฟองสีขาว จึงทาํ
ใหพระนางอุมา (ผมู ีผิวดํา) แสดงอาการโกรธจนขมวดคิ้ว นอกจากนี้ยังมศี ัพทาลังการ หรืออลังการ
ดานเสียง ที่เรียกอนุปราสะ คือการกลาวซา้ํ เสียงพยัญชนะ m โดยปรากฏถึง 9 คร้ัง และกลาวซํ้า
กลมุ พยญั ชนะ 2 ตัว คอื mal โดยปรากฏ 3 คร้งั ตามท่ีทาํ ตัวหนาไว
ในรัชสมัยของพระเจาชัยวรมันที่ 1 ไดครองราชยตอจากพระบิดารัชกาลของ
พระองคคอนขางยาวนานจารึกของพระองคพบในอาณาเขตท่ีกวางมากคือตั้งแตวัดภูไปจนถึงอาว
ไทยทางใต ลักษณะการประพันธเริ่มมีรูปแบบฉันทลักษณที่หลากหลายข้ึน (ดูตารางท่ี 3) จาก
สมัยกอนหนาที่โดยมากจะใชอนุษฏภฉันทเปนหลัก แตจารึกภาษาสันสกฤตที่พบโดยมากมีขนาด
คอนขางส้ัน พระองคคงจะไมม ีรัชทายาทหลังจากสิ้นพระชนมไมท ราบวาเกิดอะไรขึ้นบาง หลักฐาน
ในจารึก K.904 ของพระนางชัยเทวี ระบุพ.ศ.1256 กลาววาพระนางชัยเทวีไดขึ้นครองราชยสืบ
ตอมา จนในทายทีส่ ดุ บานเมอื งแตกแยกออกจากกันเปน 2 สวน คือเจนละบกและเจนละนํ้า
สมัยเมืองพระนครเร่มิ ตนจากภายหลังจากพระเจาชยั วรมนั ที่ 2 กลบั จากชวาและได
ประกาศอิสรภาพสรางอาณาจักรกัมพูชาสมัยเมืองพระนคร (แตมิใชสรางเมืองพระนคร) และพระ
เจาชัยวรมันที่ 3 ผูเปนพระโอรสครองราชยตอมา ทั้งสองพระองคไมไดสรางจารึกไวเลย368 อาจ
เปน ไดว า มีความกงั วลเรือ่ งการหาทําเลสรา งเมอื งหลวง การศึกสงครามและการขยายพระราชอํานาจ
เรื่องราวตางๆ ของทั้งสองพระองคสามารถทราบไดจากจารึกสดกกกธม 2 K.235 (พ.ศ.1595) ซึ่ง
เปน จารกึ ในสมัยหลัง ตอ จากท้ังสองพระองคแลว กอนหนาพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 มีกษัตริยขึ้น
ครองราชยอ ีก 6 องค ในบรรดากษัตริยทั้ง 6 องคนั้นบา งก็ครองราชยอยูในระยะเวลาอันสั้นๆ ยุค
สมัยแหงการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการดานวรรณคดีประเภทจารึกภาษาสันสกฤตท่ีสําคัญคือ ใน
รชั สมยั ของพระเจายโศวรมันที่ 1 และพระเจา ราเชนทรวรมันท่ี 2
ในรัชสมัยของพระเจายโศวรมันที่ 1 มีหลักฐานที่เชื่อถือไดวาพระเจายโศวรมันได
ทรงนพิ นธอรรถาธิบายมหาภาษยะ369 และมกี ารกลาวถึงคมั ภรี นยายสูตรของโคตมะ คมั ภีรกามสูตร
ของวาตสยายนะ เปนตน ซึ่งปรากฏในจารึกบารายทั้งส่ีดานในรัชสมัยของพระองค แสดงถึงการ
ติดตอกับเหลานักปราชญผูมีความรูภายนอกอาณาจักรซึ่งมีอิทธิพลในดานภาษาและวรรณคดี ใน
หนังสือ Inscriptions du Cambodge ของ ยอรช เซเดส กลาววามีจารึกรูปอักษรสองชนิด คือ
368 ดี.จี.อ.ี ฮอลล, ประวัติศาสตรเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต สุวรรณภูมิ-อุษาคเนยภาคพสิ ดาร, แปลจาก A history of South-East
Asia, ชาญวทิ ย เกษตรศริ ,ิ บรรณาธิการ, พิมพค รง้ั ที่ 3 (กรงุ เทพฯ: มูลนิธโิ ตโยตาประเทศไทย, 2549), 105.
369งานนิพนธสันสกฤตเกี่ยวกับไวยากรณ รจนาขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.300 เปนงานอรรถกถาของ อษฺฏาธฺยายี ของปาณินิ ดู จําลอง
สารพัดนึก, ประวตั ิวรรณคดสี ันสกฤต 1 (กรุงเทพฯ: สํานักพิมพมหาวทิ ยาลยั รามคาํ แหง, 2546), 122.
270 • จารกึ แม่บญุ ตะวันออก 267
อักษรท่ีพัฒนามาจากอักษรอินเดียใต ซ่ึงใชมาตั้งแตยุคแรกเร่ิมอาณาจักรกัมพูชา กับอักษรที่มี
ตนแบบมาจากอักษรอินเดียเหนือ (เทวนาครีโบราณ) สวนรูปแบบฉันทลักษณมีความหลากหลาย
กวา สมัยกอ นหนาอยางชดั เจนและมีขนาดทยี่ าวขน้ึ รวมทง้ั ปรากฏลักษณะการใชหลักอลังการในการ
แตงอยางเหน็ ไดชัด
ในรชั สมยั ของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 หลังจากประสบความสําเร็จในการทําศกึ
สงครามขยายพระราชอาณาจักร จารึกปกษีจํากรง โศลกที่ 40370ไดกลาวพระองคทรงเปนรุงอรุณ
แหงคุณความดีที่โลกแซซองสรรเสริญ (jagadgítagunodayo) ทรงเหนือกวาพระราชาทั้งมวลดวย
พระราชอํานาจของพระองค จารึกปราสาทแปรรูป โศลกท่ี 233371 กลาววา เมื่อพระองคทรง
ปกครอง อาณาจกั รไมม ีขโมยสักคนหนึ่งเลย (aikagÆ aÆrikavarjjite) และการสรางศาสนาสถานหลาย
แหง พรอมทั้งการอุทศิ ของถวายมคี า ตา งๆเปนอันมาก ทาํ ใหเห็นวาท้ังถึงสภาพบานเมืองวาในรัชกาล
ของพระองคนม้ี คี วามรุงเรอื งและความสงบสขุ ดูเหมือนวา ยามวางกวีในราชสํานักเขมรสมัยพระเจา
ราเชนทรวรมันที่ 2 คงอยูกับตํารา ขับรอง แตงบทกลอนและรํ่าสุรา ดังปรากฏในจารึกแมบุญ
ตะวนั ออกโศลกที่ 178 ซึ่งกลา ววา “ชีวประวัติท่ีเปนอมตะของพระองค ถูกพรํา่ พรรณนาดวยบทกวี
เปนนิตยโดยเหลานักปราชญราชกวีผูมักด่ืมเคร่ืองดื่มยอมใจ แตดเู หมือนวาจะด่ืมเกินไป” การกินดี
อยูดี ในภาวะที่บานเมืองสงบสุข ทําใหกวีสามารถรังสรรคงานประพันธไดอยางงดงามตามแบบกวี
นิพนธ ดงั ปรากฏในจารึกแมบ ญุ ตะวนั ออกนี้
3. การสืบทอดรปู แบบคาํ ประพนั ธ
ดังไดกลาวในเบ้ืองตน จารึกในอาณาจักรกัมพูชานับเปนวรรณกรรมสมัยเกาแกที่
ปรากฏตัวมาเน่ินนานอยางนอยท่ีสุดก็เริ่มปรากฏชัดเจนตั้งแตราวพุทธศตวรรษที่ 12 จากขอความ
ส้ันๆ แตงดวยฉันทลักษณแบบเรียบงายเปนการประกาศและแสดงถึงพระราชกรณียกิจตางๆ
จนกระทง่ั มีปริมาณท่ีมากข้ึนและรูปแบบฉันทลักษณท่ีหลากหลายแสดงใหเห็นถึงลักษณะวรรณคดี
ของกวีนิพนธอยางชัดเจน โดยมีพัฒนาการมาโดยลําดับ จนถึงรัชสมยั ของพระเจาราเชนทรวรมันที่
2การสบื ทอดรูปแบบคาํ ประพนั ธห รือทีเ่ รียกวาขนบของกวีท่สี ําคญั ซึ่งเปนลกั ษณะรว มท่ีปรากฏ คอื
1. จารึกท่ีจัดเปนงานวรรณคดีมักอยูในจารึกกลุมจารึกยอพระเกียรติและกิจกรรมทาง
ศาสนา โดยแบงเน้ือหาเปน 4 สวน คือ เนอ้ื หาสวนปณามคาถา หรอื บทสดุดเี ทพเจา เนอื้ หาสว นของ
การกลา วถงึ สายสกุล เน้อื หาแสดงรายละเอียดในสว นดําเนินเรอ่ื ง และเน้ือหาในสวนทายของจารึกท่ี
เกี่ยวกบั การสถาปนาซึ่งเปน กิจกรรมทางศาสนา
370R.C. Majumdar, Inscription of Kambuja, 191.
371Mahesh Kumar Sharan, Mahesh Kumar Sharan, Select Cambodian Inscriptions (The Mebon And Pre Rup
Inscriptions of Rajendravarman II ) (New Delhi: S.N. Publications, 1981), 132.
จารึกแม่บุญตะวนั ออก • 226781
2. หลักการเปรียบเทียบและการใชอลังการในลักษณะตางๆ มักสืบสานขนบดาน
ความคดิ ความเขาใจแบบกวีอินเดยี และใชความรูในตําราอลังการศาสตรเ ปนหลักในการแตง โดยสิ่ง
ท่ีนํามาเปรียบเทียบมักเปนส่ิงท่ีกวีสันสกฤตรูกันอยูแลว หรือ ท่ีเรียกวา กวิสมยะ (Poetic
Convention) คือ ความเช่ือท่ีเชื่อกันในหมูของกวีที่มิไดคํานึงถึงหลักความเปนจริง เชน ในเวลา
กลางคนื นกจะพรากจากคู, นกจโกระจะมีชีวิตอยูดวยการกินแสงจันทรอยา งเดียว, นกตาแดงเพราะ
มันเห็นอาหารท่ีเปนพิษ, นกจาตะกะจะด่ืมเฉพาะน้ําท่ีมาจากเมฆ (นํ้าฝน) เทานั้น, หงสตางจากนก
กระสาตรงท่ีแยกนมออกจากน้ําได, เกียรติยศชื่อเสียงกับการหัวเราะเปนสีขาวเหมือนกัน, ความรัก
เปนสีแดง, ความมืดสามารถจับตอ งได, ปากของคนที่อิจฉาริษยาจะมีลิ้นสองแฉกและเตม็ ไปดว ยยา
พิษ, น้ิวเทา (เล็บเทา) ของพระเจาแผนดินจะมีอัญมณีท่ีอยูบนพระเศียรของกษัตริยอื่นๆ ประดับ,
ดอกบัวบางพวกท่ีหุบในเวลากลางวันเปนภรรยาของพระจันทร ดอกบัวบางพวกที่หุบในเวลา
กลางคนื เปน ภรรยาของพระอาทติ ย, ตน อโศกจะบานเมือ่ โดนเทาของผูหญิงไปเตะท่ีโคนตน, ดอกบัว
และหงสจ ะอยูเฉพาะในน้ํา, ภเู ขาและมหาสมุทรเปนที่อยูของรัตนะ, ดอกมะลิจะไมมใี นฤดใู บไมผล,ิ
ตน จนั ทนหอมจะไมมีดอกหรอื ผล, ตนอโศกจะไมมีผล, ปลาโลมามีเฉพาะในมหาสมุทร และไขมกุ จะ
มีเฉพาะที่ตัมระปาณิ เปนตน372 ตัวอยางในเรื่องน้ีท่ีปรากฏในจารึกแมบุญตะวันออก เชน พระ
เกียรตยิ ศมีสขี าว เลบ็ เทา ของพระเจาราเชนทรวรมนั ท่ี 2 มีอญั มณขี องกษัตริยอ ืน่ ประดับอยู เปนตน
3. การถายทอดเรื่องราวในจารึกมักแตงดว ยบทรอ ยกรองเปนฉันทประเภทวรรณพฤติ
และพัฒนามาจนมีรูปแบบที่หลากหลาย มกี ารแตง โดยการเปล่ียนชนิดฉันทเ พื่อถายทอดเหตุการณท ี่
ตา งกนั
จากการรวบรวมขอมูลจากหนังสือ Studies in Sanskrit Inscriptions of Ancient
Cambodia ของ มเหศ กมุ าร ศรัณ และหนังสอื Inscriptions of Kambuja ของ อาร.ซี. มาชุมดาร
จารึกภาษาสันสกฤตซ่ึงปรากฏพระนามกษัตริยหรือศักราชท่ีคอนขางชัดเจนที่ปรากฏในชวงกอน
หนา น้ีจนถงึ รัชสมัยพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ไดโปรดใหสลกั จารึกแมบุญตะวันออกข้ึนนั้นมีขอมูล
สังเขปดา นฉันทลักษณท ่ใี ชด งั นี้
372A. Berriedale Keith, A History of Sanskrit Literature (London: Oxford University Press, 1966), 343.
272 • จารึกแม่บญุ ตะวันออก 269
ตารางที่ 3 ฉนั ทลกั ษณท่ีใชใ นจารึกอาณาจักรกมั พชู าซง่ึ ปรากฏในจารึก
ที่ RCM จารึก รชั สมยั อายุ จํานวน ฉันทลกั ษณ ; โศลกที่
No.
1 16 Sambor Prai Kuk อศี านวรมัน 549 15 -
2 18 Ang Pu, Vat pu ,, - 6 อนษุ ฏภ ; 1-5
ศารทลู วกิ รฑี ิต ; 6
3 19 Svay Chno Stone - - (3-4 ชํารุด) อุปชาติ ; 1
อนิ ทรวัชรา ; 2
วสนั ตดิลก ; 3
อนุษฏภ ; 4
4 25 The Vat Chakret อศี านวรมัน 549 7 (โศลกท่ี 6 ไมสามารถ
อา นได ) อนษุ ฏภ ; 1-6
สรัคธรา ; 7
5 26 Kedei Ang Temple - 550 16 (ชาํ รุดบางสว น) อุปชาติ
; 1 อนุษฏภ ; 2-4, 7-12
สรคั ธรา ; 5
6 12 Han chei ภววรมนั ที่ 2 - 47 อนุษฏภ ; 1-47
7 28 Tuol Kok Prah ชัยวรมันท่ี 1 579 7 (ชาํ รดุ ) อนุษฏภ
8 29 Vat Prei Var ,, 587 8 (ชํารุด) อนุษฏภ ; 1-6
อปุ ชาติ ; 7 มาลนิ ี ; 8
9 30 Kedei Ang Temple ,, 589 26 อนุษฏภ ; 1-25
ศารทลู วิกรีฑติ ; 26
10 31 Vat Prei Var - - 1 สรัคธรา
11 33 Tuak Prah That ชยั วรมนั ที่ 1 595 11 อารยา
12 34 Tan Kran ,, - 23 (ชาํ รดุ ) อินทรวชั รา ; 1
อนษุ ฏภ ; 2-23
13 36 Barai - 598 1 ศารทลู วิกรฑี ติ
14 37 Vat Bhu ชยั วรมนั ท่ี 1 - 5 สรคั ธรา ; 2
ศารทูลวิกรีต ; 1,3, 4-5
จารึกแมบ่ ุญตะวนั ออก2•73273
ท�ี RCM จารึก รัชสมัย อายุ จาํ นวน ฉันทลักษณ์ : โศลกท�ี
No. - 638 1 สรัคธรา
15 50 Prah That Kvan 730 4 อารยา
Lobok Srot ชยั วรมนั - 48 (ชํารดุ ) อนุษฏภ
16 52 Kandol Dom อินทรวรมัน 801 40 อนุษฏภ ; 1-3, 7-27, 29-
17 54 Prah Ko ,, 40 ศารทลู วกิ รีฑิต ; 4-5,
28 อุปชาติ ; 6
18 55 ,, 803 49 อนุษฏภ ; 1-3, 6-22, 24-
49 ศารทูลวิกรีฑิต ; 4-5
19 56 Bakong Stele - อารยา ; 23
- 15 อนษุ ฏภ ; 1-3, 9-11
20 57 The Bayang -
Temple ศารทูลวิกรีฑติ ; 4, 6
อินทรวรมนั อปุ ชาติ ; 5 วสันตดิลก ; 7-
21 58 Prasat Kok Po - 8, 12-15
805 16 อนุษฏภ ; 1-8
22 59 Ban Bang Ke ยโศวรมนั อารยา ; 9-16
23 60 Prah Bat Stele (12-15 ชาํ รุด)
808 7 (ชํารดุ ) สรัคธรา ; 1
24 61 Loley อนุษฏภ ; 2-6
811 60 อนษุ ฏภ ; 1, 17-50
วสนั ตดลิ ก ; 2, 4, 7, 8
อุปชาติ ; 3, 5, 9-12, 14-
15 อุเปนทรวัชรา ; 6
อินทรวัชรา ; 13 มันทา
กรานตา ; 16
- 93 อนษุ ฏภ ; 18-66, 68-92
วสนั ตดิลก ; 1-3, 5, 8,
9, 67
อปุ ชาติ ; 4, 6, 10, 11-13,
15-16
อนิ ทรวชั รา ; 14
มันทากรานตา ; 17
274 • จารกึ แม่บญุ ตะวนั ออก 271
ท�ี RCM จารึก รัชสมัย อายุ จํานวน ฉันทลกั ษณ : โศลกที่
No.
Eastern Baray 1 ,, - 108 (1-2 เหมือนกับโลเล็ย)
25 62
วสันตดิลก ; 3, 19, 90-
102 อุปชาติ 20, 24,
26, 28-37, 39-50, 52-
53, 55, 57-58, 60, 63-
64, 66, 68, 71-82, 84,
87-88, 92, 104-108;
อินทรอินทรวชั รา ; 25,
38, 51, 54, 56, 59,
61-62, 67, 83, 85, 89,
91, 93 อุเปนทรวัชรา ;
27-69 วังศัสถะ ; 70,
86 มาลนิ ี ; 103
26 63 Eastern Baray 2 ,, อนษุ ฏภ ; 19-102
27 64 Eastern Baray 3
วสันตดิลก ; 103
(ที่เหลือเหมือน Eastern
Baray 1)
,, - 108 อนษุ ฏภ ; 20, 22, 24,
27, 19-102
วสนั ตดิลก ; 103
(1-18, 104-108 เหมือน
Eastern Baray 1)
28 65 Eastern Baray 4 ,, - 108 อนุษฏภ ; 19-102
มาลินี ; 103
(1-18, 104-108 เหมอื น
Eastern Baray 1)
29 66 Prasat Komnap ,, - (ชํารุด) (1-17 เหมือน
Stele
Eastern Baray 1)
จารกึ แมบ่ ญุ ตะวันออก • 22725
ท่ี RCM จารึก รัชสมัย อายุ จาํ นวน ฉันทลกั ษณ : โศลกท่ี
No.
30 67 Tep Pranam Stele ,, - 109 1-2, เหมือน 1-2 ของ
Eastern Baray 1
ส ว น ท่ี เ ห ลื อ มี ลั ก ษ ณ ะ
คลาย Prasat Komnap
31 68 Prei Prasat Stele Stele
,, - 96 (1-16, 104-108 เหมือน
บารายตะวันออก 1)
ชํารดุ
32 70 Loley Door Pillar ,, 815 12 A อุปชาติ ; 1-7
B ศารทลู วกิ รฑี ติ ; 1
อปุ ชาติ ; 2-5
33 71 Prasat Takeo - 815 30 (ชํารุดบางสวน)
อนุษฏภ
34 71A. Phnom Phah Vihar - 815 51 (ชาํ รดุ บางสวน)
Stele อนษุ ฏภ
35 72 Phnom Dei Temple ,, 815 2 อนุษฏภ
36 73 Phnom Sandak ,, 817 39 อนุษฏภ
37 74 Phimanakas ,, 832 12 (ชาํ รุด) อนษุ ฏภ ; 1-11
สรัคธรา ; 12
38 75 Bayang Stele ,, - 18 อนษุ ฏภ
39 80 Prasat thom ชัยวรมันที่ 843 3 (ชํารุด) วสนั ตดิลก ; 1
4 ศารทูลวิกรฑี ติ ; 2-3
40 85 Prasat Damrai ชัยวรมนั - 20 (1-14 ชํารดุ )
อินทรอินทรวัชรา ; 6, 8-
9 อุปชาติ ; 2-3, 5, 10,
15-18 ศารทูลวิกรีฑิต ;
19 มาลินี ; 20
41 86 Prasat Andon - 41 (ชาํ รุด) อนษุ ฏภ ; 41
42 90 Prah Pul lo - 869 1 วสนั ตดิลก ; 1
276 • จารึกแมบ่ ญุ ตะวันออก 273
ที่ RCM จารึก รัชสมยั อายุ จาํ นวน ฉนั ทลกั ษณ : โศลกที่
No.
ราเชนทร- 869 58 อนษุ ฏภ ; 1-29, 31-37,
43 91 Prasat Pram วรมนั 40-43, 46-47, 49, 51-
44 92 Baksei Camkroṅ 58 ศารทูลวกิ รีฑติ ; 30,
44, 50 อนิ ทรวชั รา ;
45 93 Mebon 38-39, 45 อารยา ; 48
,, 869 48 วสันตติลกา ; 1-21
อปุ ชาติ ; 22-45
ศารทวู กิ รฑี ิตะ ; 46
สวาคตา ; 47 อารย ; 48
,, 874 218 ศารทูวกิ รีฑิตะ ; 1-4, 9-
10, 12 วสันตดลิ ก ; 5-7
สรคั ธรา ; 8, 11, 13,
218 ตรษิ ฏภ ; 14-104,
206-217
อนุษฏภ ; 105-205
หมายเหตุ RCM No.หมายถึง หมายเลขจารึกท่ีปรากฏในหนงั สือ Inscriptions of Kambuja ของ
อาร. ซี มาชุมดาร
ภาษาทใี่ ชป ระพันธใ นจารึกแมบุญตะวนั ออก
ภาษาสนั สกฤตเปนภาษาเกาแกซง่ึ อยูในตระกลู อินโด-ยโู รเปยน (Indo-European) ชาว
ฮินดูเช่ือวาความรูตางๆ เทพเจาเปนผูเปดเผยใหแกพวกฤษี และฤษีทั้งหลายก็ถายทอดความรูน้ัน
ดวยภาษาน้ี สมัยตอมาไดมีการวางกฎเกณฑทางไวยากรณใหดีมีระเบียบข้ึนและเรียกภาษานี้วา
สันสกฤต (ทําใหดีข้ึน, สละสลวยขึ้น)373 เหลานักปราชญชาวอินเดียโบราณ ผูมีวัฒนธรรมสูงไดใช
เปนเครื่องมือในการบันทึกถายทอดความรู ปญญาและความคิดออกมาเปนตําราและคัมภีรตางๆ
เปนระยะเวลาอันยาวนาน ส่ิงที่ถูกบันทึกไวดวยนั้นจึงมีคุณคามหาศาลแกผูศึกษา ครั้นภาษา
สนั สกฤตน้ีไดแ พรขยายไปยังสว นตางๆ ทั่วโลกจึงทาํ ใหภ มู ิภาคน้ันๆ ไดร ับอิทธิพลทอ่ี ยูในวรรณกรรม
373จําลอง สารพัดนึก, ประวตั วิ รรณคดีสันสกฤต 1 (กรงุ เทพฯ: สํานักพิมพมหาวิทยาลยั รามคาํ แหง, 2546), 1.
จารึกแม่บญุ ตะวันออก • 227747
และคัมภีรสันสกฤตนั้นๆ ดวย ซ่ึงยุคสมยั ของภาษาสนั สกฤตตามความเห็นของนักปราชญทั้งหลาย
เมื่อสรปุ รวมแลวสามารถแบงออกไดเ ปน 3 สมัย374 คือ
1. สมัยพระเวทและพระสูตร ภาษาในพระเวทเปนภาษารุนแรกที่ตางจากสันสกฤต
แบบแผนทีป่ าณนิ ไิ ดจดั ระเบยี บไว ชวงเวลาของวรรณกรรมพระเวทไมสามารถกําหนดไดแ นนอนแต
ประมาณกันไดวาราว 2500-50 ปกอนพุทธศักราช ในตอนทา ยของสมยั พระเวทอันเปนชวงเวลาหัว
เล้ียวหัวตอของระยะเวลาท่ีจะส้ินสุดสมัยพระเวทตอกับสมัยเริ่มตนของสูตระ ในตอนนั้นไดเกิด
วรรณกรรมสนั สกฤตซงึ่ เรยี กวา “สูตระ” ขึ้น
2. สมัยวรรณคดีตันติสันสกฤต เริ่มตนขึ้นราว 50 ป กอนพ.ศ. หรือราวศตวรรษท่ี 4
กอนคริสตกาล นับตั้งแตปาณินินักไวยากรณคนสําคัญของอินเดีย ไดจัดระเบียบแบบแผนภาษา
สันสกฤต แตงตําราไวยากรณชื่อ อษฺฏาธฺยายี ข้ึน แลววรรณคดีสันสกฤตสมัยหลังลวนดําเนินตาม
แบบแผนทางไวยากรณท่ีปาณินิไดจัดระเบียบไวทั้งส้ิน จึงกลาวไดวาวรรณคดีสันสกฤตแบบแผน
เรม่ิ ตน ตัง้ แตปาณินิเปน ตนมา375
3. สมัยสันสกฤตผสม หรือสันสกฤตพันทาง คือภาษาสันสกฤตที่ใชในการเขียน
หลักธรรมและเร่ืองราวทางพุทธศาสนา ยุควรรณคดีสันสกฤตผสมน้ีไดเริ่มตนขึ้นประมาณพุทธ
ศตวรรษที่ 3-4 หรอื ราว 200 ปก อ นคริสตศักราช
สําหรับจารึกแมบุญตะวันออกกวีแตงข้ึนดว ยภาษาสันสกฤตโดยยึดหลักไวยากรณของ
ภาษาสันสกฤตแบบแผน หรือตันติสนั สกฤต ตามหลักไวยากรณภาษาสันสกฤตซ่ึงแตงขึ้นโดยปาณนิ ิ
โดยท่ีภาษาสันสกฤตเองเปน ภาษาทีป่ รุงแตง ขนึ้ จากธาตุ วิภักติ ปจจัย ซ่งึ สามารถปรุงแตง ข้ึนได และ
แตกแขนงออกไดนานัปการ ไมมีทสี่ ดุ สิน้ หลังจากอาณาจักรกัมพูชาไดรับเอาตัวอักษรจากอินเดีย ก็
เปนเชนเดียวกับในอินเดียคือไดมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปบางเล็กนอย ขอผิดพลาดท้ังหมดนี้
สวนใหญเปนเรื่องของอักขรวิธี จากการศึกษาขอมูลในจารึกแมบุญตะวันออกอักขรวิธีท่ีแตกตาง
ออกไปซึ่งมกั ปรากฏในเปนนติ ย เชน
1. พยัญชนะ “b” กลายเปนพยัญชนะก่ึงสระ “v” เชนคําวา ambu เปน amvu,
bimba เปน vimva เปนตน พบในศลกท่ี 7, 8, 14, 30, 31, 35, 41, 46, 51, 95, 114, 115, 120,
123, 124, 144, 156, 157, 159, 161, 168, 172, 173, 179, 186, 206, 211, 215, 217
374เร่อื งเดยี วกนั , 1-6.
375A. Berriedale Keith, A History of Sanskrit Literature (Delhi: Motilal Banarsidass, 1973), 5; อางถึงใน เสาวภา
เจรญิ ขวญั , วรรณคดสี ันสกฤต (ภาควชิ าภาษาไทย คณะมนษุ ยศ าสตร มหาวิทยาลัย เชยี งใหม, 2526), 121.
278 • จารกึ แมบ่ ุญตะวันออก 275
2. อนุสวาระ “má” กลายเปนพยัญชนะ “ṅ” เม่ืออยูหนาพยัญชนะ “ß” เชน
mandamÆ ßá u กลายเปน mandaṅÆ ßu, bhaÆsvadvamßá a กลายเปน bhaÆsvadvaṅßa เปน ตน พบใน
โศลกที่ 7, 8, 12, 14, 15, 17, 21, 24, 30, 123, 135, 161, 206
2. พยัญชนะ “n” ตามหลังดว ยพยัญชนะ “d”, “nd” กลายเปน “nád”á พบในโศลกที่
55 mandarÆ a เปน mandá áarÆ a และโศลกท่ี 9 purandara เปน purandá áarapura หรือ “nd” เปน
“ndá ” พบในโศลกที่ 47 คอื vránda เปน vrná áda
3. การเขยี นพยัญชนะซอนตามหลังพยัญชนะตวั เดียวกันพบไดโ ดยท่ัวไป เชน yas เปน
yyas, varga เปน vargga, เปน ตน
4.อนุสวาระ “má” กลายเปนพยัญชนะ “ṅ” เมื่ออยูหนาพยัญชนะ “ß”เชน
mandamÆ ßu กลายเปน mandaṅÆ ßu, bhasÆ vadvamßá a กลายเปน bhasÆ vadvaṅßa เปนตน พบใน
โศลกท่ี 7, 8, 12, 14, 15, 17, 21, 24, 30, 123, 135, 161, 206
แตสวนใหญจะเห็นไดวาการใชภาษาที่ไมไดมาตรฐานและการใชภาษาที่ไมถูกตองมี
นอยมาก การประพันธเปนฉันทลักษณตางๆ แสดงใหเห็นถึงความเช่ียวชาญของผูแตงเปนอยางดี
ขอผิดพลาดท่ีเกดิ ขน้ึ อาจมาจากความเคยชินหรือความผิดพลาดของอาลักษณผ ูสลักลงบนศิลาจารึก
มากกวา
รูปแบบการประพันธในจารึกแมบ ุญตะวันออก
ผูแตงจารึกแมบุญตะวันออกถายทอดเร่ืองราวและเหตุการณตางๆ ซ่ึงเกี่ยวของกับ
พระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2 ดวยบทรอยกรอง (Verse) อันเปนขนบอยางหน่ึงในการแตงวรรณคดี
สันสกฤตประเภทจารึกในอาณาจักรกัมพูชา ซ่ึงในภาษาสันสกฤตนิยมเรียกกันวาฉันท (Prosody)
แปลวาความพอใจ ความปรารถนา ความตองการหรือความสนุกสนาน ฉันทแบงไดเปน 2 ประเภท
ประเภทแรก คือ มาตราพฤติ ไดแกฉันทท่ีกําหนดมาตราแตงโดยกําหนดมาตราในแตละบาท ซึ่ง
หมายเอามาตราของสระเทาน้นั สว นอีกประเภทหนึ่ง คอื วรรณพฤติ ไดแกฉันทท ่ีนับพยางคแตงโดย
กําหนดพยางคในแตละบาท ซึ่งหมายเอาพยางคหนึ่งๆ ซ่ึงอาจเปนสระลวนๆ หรือสระที่ประกอบ
พยัญชนะก็ได ซ่ึงการแตงจารึกภาษาสันสกฤตในอาณาจักรกัมพูชานิยมแตงดวยฉันทประเภท
วรรณพฤติ ฉันท 1 บทประกอบดวยหนวยนับซ่ึงเรียกวาบาท จํานวน 4 บาท แตละบาทมีการ
กาํ หนดกลุมพยางคแตกตางกนั ออกไปเรยี กวา คณะ (gaṇ a) หนึ่งคณะมี 3 พยางค แตละกลุมพยางค
มกี าํ หนดพยางคเสียงหนัก (ครุ )ุ นยิ มแทนดวยสญั ลกั ษณ และพยางคเ สียงเบา (ลฆุ) นิยมแทนดวย
สญั ลกั ษณ สลับกันไป ฉันทแตละชนิด มีขอกําหนดในการใชคณะแตกตางกันออกไป คณะฉันทมี
ทงั้ หมด 8 คณะดงั ตอ ไปนี้
จารึกแมบ่ ญุ ตะวันออก • 227769
ม คณะ ประกอบดว ยพยางค 3 พยางค แทนดว ย เชน rajÆ anÆ amá
ย คณะ ประกอบดว ยพยางค 3 พยางค แทนดว ย เชน sakaÆßatÆ
ร คณะ ประกอบดว ยพยางค 3 พยางค แทนดวย เชน naÆvikahÆ á
ส คณะ ประกอบดวยพยางค 3 พยางค แทนดวย − เชน bhagavaÆn
ต คณะ ประกอบดวยพยางค 3 พยางค แทนดว ย − − เชน ßaÆstranÆ ái
ช คณะ ประกอบดว ยพยางค 3 พยางค แทนดว ย − เชน uvaÆca
ภ คณะ ประกอบดวยพยางค 3 พยางค แทนดว ย − เชน icchasi
น คณะ ประกอบดวยพยางค 3 พยางค แทนดว ย เชน harati376
เน่ืองจากฉันทชนิดหน่ึงๆ ก็มีการกําหนดใชคณะฉันทและขอบังคับจํานวนพยางคของ
แตละบาทตางกันออกไป ดังนั้นฉันทในภาษาสันสกฤตจึงอาจมีจํานวนมากถึง 600 ชนิด377 แต
อยา งไรก็ตาม ฉันทท พี่ บวาใชใ นจารกึ แมบ ุญตะวนั ออกนนั้ มดี ังตอ ไปน้ี
1. อนุษฏภฉันท หรือท่ีนิยมเรียกกันวา โศลก (ßloka) เปนฉันทท่ีมีหลายรูปแบบ
รูปแบบท่ีใชกันมาก คือรูปแบบท่ีมีการกําหนดพยางคครุ ุและลฆุ 1 บาทมี 8 พยางค 4 บาทนับเปน
1 บท ปรกติพยางคที่ 5 ของทุกบาทควรเปนลฆุ พยางคท ี่ 6 ควรเปนครุ ุ พยางคท ี่ 7 จะเปนคุรุหรือ
ลฆุก็ไดสลับกันไป378 แตอยางไรก็ตาม พยางคท่ี 7 น้ี ในบาทค่ี (บาทที่ 1 กับบาทท่ี 3) นิยมคุรุ ใน
บาทคู (บาทที่ 2 กับบาทท่ี 4) นิยมลฆุ สวนพยางคอ่ืนนอกจากนี้จะเปนคุรุหรือลฆุก็ไดซ่ึงจะแทน
ดวยสัญลักษณ ตามวิธีการอานตองหยุดที่พยางคที่ 8379 ฉันทอนุษฏภนั้นมีผังบังคับซ่ึงเปน
ลักษณะทีน่ ยิ มในแตละบาทดงั น้ี
− − − |380
2. ตริษฏภฉันท คือฉันทท ่ีกําหนดใหหนึ่งบทมี 4 บาท แตล ะบาทมี 11 พยางค3 81
ดังนั้น 1 บท หรือ 4 บาทจึงเทากับ 44 พยางค ประเภทของรปู แบบคาํ ประพันธท่ีเรียกวาตริษฏภมี
376Charles Philip Brown, Sanskrit Prosody and Numerical Symbols Explained (London: Trübner & Co., 1869), 1-
2.
377Les Morgan, Croaking Frogs: A Guide to Sanskrit Metrics and Figures of Speech (n.p.: Mahodara Press, 2011),
33.
378V. S. Apte, The Practical Sanskrit-English Dictionary , Reprint (Delhi: Motilal Banarsidass, 1985), 1036.
379วาคภฺ ฏ, อลงั การศาสตร, แปลโดย ป.ส.ศาสตรี (กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2550). 65.
380Charles Philip Brown, Sanskrit Prosody and Numerical Symbols Explained, 4.
381V. S. Apte, “Sanskrit Prosody,” in The Student’s Sanskrit-English Dictionary (New Delhi: Shri Jainendra
Press, 1982), 650.
280 • จารึกแม่บุญตะวนั ออก 277
หลายชนิดแตท่ีนิยมใชจําแนกยอยออกเปน 3 ประเภท ไดแก อินทรวัชราฉันท อุเปนทรวัชราฉันท
และอปุ ชาติฉนั ท กวผี แู ตง ไดใชฉ นั ท 3 ประเภทน้ีในจารกึ แมบ ุญตะวันออกดวยเชน กัน
2.1 อินทรวัชราฉันท หรืออินทรวิเชียรฉันท แปลวา ฉันทท่ีเหมือนคทาเพชรของ
พระอนิ ทร เพราะมีเสียงหนกั ในหนตน เน่ืองจากมี ต คณะ 2 คณะตดิ กนั ในเบื้องตนของฉันท382 เปน
ฉันทท่ีมีกําหนดจํานวนพยางคค อื 1 บาทมี 11 พยางค 9 พยางคแรกบังคับคณะฉันท 3 คณะไดแก
ต คณะ ต คณะ และ ช คณะ 2 พยางคท ายบังคับเสียงครุ 3ุ 83 มผี ังบงั คับท่ีนิยมในแตละบาทดังนี้
−− −− −−−|
2.2 อุเปนทรวัชราฉันท หรือ อุเปนทรวิเชียรฉันท แปลวา ฉันทที่มีคณะใกลเคียง
กับอินทรวัชราฉันท กลาวคือ มี ช คณะอยูตนแทนท่ี ต คณะในอินทรวัชรา384 เปนฉันทท ่ีมีกําหนด
จาํ นวนพยางคค อื 1 บาทมี 11 พยางค 9 พยางคแ รกบังคับคณะฉันท 3 คณะไดแ ก ช คณะ ต คณะ
และ ช คณะ 2 พยางคท า ยบงั คับเสยี งครุ 3ุ 85 มผี ังบังคับในแตละบาทดงั นี้
−−−−−− |
2.3 อปุ ชาตฉิ นั ท แปลวา ฉันทท ค่ี ลา ยคลงึ กับฉันทใกลเ คียง กลาวคือ เกี่ยวเนื่องกับ
ฉนั ทส องประเภทคืออินทรวัชราฉนั ทและอเุ ปนทรวัชราฉันท386 สวนใหญเ ปนฉันทที่มีกําหนดจํานวน
พยางคคือ 1 บาทมี 11 พยางค และเปนฉันทท่ีผสมกันระหวางฉันทตงั้ แต 2 ชนิดขึ้นไป สวนใหญ
นิยมผสมกนั ระหวางอินทรวชั ราฉันทกบั อเุ ปนทรวชั ราฉันท อกี นัยหนงึ่ ฉันทท่ีผสมฉันทหลายชนิดซึง่
มพี ยางคไ มเทากนั ในแตล ะฉันทก็เรียกวา อุปชาติ ตามนัยนี้อุปชาติฉันทจึงมีมากมายนับไมถวน ดงั่ คํา
ทที่ า นพรรณนาไววา
ฉันททมี่ ลี กั ษณะท่ีกลาวไวในสองคาถาถัดมา (อินทรวัชรากับอุเปนทรวัชรา) ชื่อวาอุป
ชาติ แมเมื่อฉันทประพันธอ่ืนผสมกันเชนน้ี อาจารยท้ังหลายก็กลาวชื่อวาอุปชาติน้ีนั่น
เทยี ว387
382พระคันธาสาราภวิ งศ (ธรรมาจรยิ ะ อภิวงั สะ), วตุ โตทยมัญชรี (กรุงเทพฯ: โรงพิมธรรมสภา, 2544. จัดพิมพในโอกาสฉลองมงคล
อายุ 81 ป พระธมั มานันทะมหาเถระ อคั รมหาบณั ฑติ เจา สาํ นกั เรียนวัดทา มะโอ จังหวัดลาํ ปาง 8 มกราคม 2544), 191.
383V. S. Apte, The Practical Sanskrit-English Dictionary , 1037.
384พระคันธาสาราภวิ งศ (ธรรมาจริยะ อภวิ งั สะ), วุตโตทยมัญชรี 194.
385V. S. Apte, The Practical Sanskrit-English Dictionary, 1037.
386พระคนั ธาสาราภวิ งศ (ธรรมาจรยิ ะ อภวิ งั สะ), วุตโตทยมญั ชร,ี 203.
387เรอ่ื งเดียวกัน, 194.
จารึกแมบ่ ญุ ตะวนั ออก • 227881
อุปชาติฉันทโดยมากเปนฉันทท่ีนิยมผสมกันระหวางอินทรวัชราฉันทกับอุเป
นทรวัชราฉันท ดังนั้นฉันทที่เรียกวา อุปชาติแตละบาทจึงอาจมีผังบังคับอยางใดอยางหนึง่ ผสมกันไป
ดงั น้ี
−− −− −−−|
−−− −−−|
3. วสันตดิลกฉันท หมายถึง ฉันทที่งดงามด่ังเคร่ืองประดับแหงฤดูใบไมผลิ (บาลีวา
ฉันทท่ีมีคณะวิจิตรเหมือนเมฆในฤดูฝน)388 เปนฉันทที่มีกําหนดจํานวนพยางคคือ 1 บาทมี 14
พยางค โดยมียติ(การหยุด)อยูที่พยางคท ่ี 8389(แบงการอานในแตละบาทออกเปน 8 พยางค และ 6
พยางค) 12 พยางคแรกบังคับคณะฉันท 4 คณะไดแก ต คณะ ภ คณะ ช คณะ และ ช คณะ 2
พยางคทายบงั คบั เสียงครุ 3ุ 90 มีผงั บังคบั ในแตล ะบาทดงั นี้
−− − − −−−|
4. ศารทูลวิกรีฑติ ฉันท หรือสัททูลวิกกีฬิตฉันท ตามความหมาย คือ ฉันทท่ีออกเสยี ง
เหมือนการกระโดดเลนของเสือดาว กลาวคือ ฉันทนี้มียติแรกในพยางคท่ี 12 เหมือนเสือดาวที่
กระโดดได 12 ศอก391 (แบง การอา นในแตละบาทออกเปน 12 พยางค และ 7 พยางค) เปนฉันทที่มี
กําหนดจํานวนพยางคคอื 1 บาทมี 19 พยางค 18 พยางคแรกบังคับคณะฉันท 6 คณะไดแก ม คณะ
ส คณะ ช คณะ ส คณะ ต คณะ และ ต คณะ พยางคส ุดทายบังคบั เสียงคุรุ392 มีผังบงั คับในแตละ
บาทดังน้ี
−−− − − − −− −−−|
5. สรคั ธราฉันท (ฉันทท ี่มีความงามประดุจพวงมาลาดอกไม) มีจังหวะหยดุ ในพยางคท่ี
7 สามคร้ังเทากัน393 เปนฉันทที่มกี ําหนดจํานวนพยางคค ือ 1 บาทมี 21 พยางค บังคบั คณะฉันท 7
388เรอ่ื งเดียวกัน, 250.
389ปราณี ฬาพานชิ , ผแู ปล, สุวฤฺ ตตฺ ตลิ ก : ยอดแหงฉันทวรรณพฤตที่งดงาม, 77.
390V. S. Apte, The Practical Sanskrit-English Dictionary, 1038.
391พระคนั ธาสาราภิวงศ (ธรรมาจรยิ ะ อภวิ ังสะ), วุตโตทยมญั ชร,ี 270.
392V. S. Apte, The Practical Sanskrit-English Dictionary, 1040.
393เร่ืองเดียวกนั , 274.
282 • จารึกแมบ่ ญุ ตะวนั ออก 279
คณะไดแก ม คณะ ร คณะ ภ คณะ น คณะ ย คณะ ย คณะ และ ย คณะ มีผังบังคับในแตละบาท
ดังนี้
− |
บทรอยกรองทเ่ี รียกวาฉนั ทดังกลาวมาน้ี ในจารึกแมบุญตะวันออกมี 218 โศลก การใช
ฉันทห ลากชนิดในการแตงทาํ ใหม ที ว งทาํ นองที่งดงามและมคี วามหลากหลายกวา สมัยกอนหนาท่ีผาน
มา แตท ี่นิยมใชในการประพันธมากทีส่ ดุ ซึง่ เปนสวนของการดาํ เนินเร่อื งยังคงใชร ปู แบบฉันทลักษณ
ดังสมัยกอนหนานี้ คือ ใชตริษฏภฉันทและอนุษฏภฉันท สวนฉันทชนิดอ่ืนๆ กวีผูแตงไดใชกําหนด
จังหวะของเน้ือหาท่ีตางกัน โดยกลวิธีการใชฉันทลกั ษณตางๆ และขนบในการประพันธ จะไดกลาว
ในหัวขอ ถัดไปตอจากนี้
การประพันธโ ดยการเปล่ียนชนิดฉนั ทเพอื่ ถา ยทอดเหตุการณท่ีตางกนั
ขนบการแตง จารกึ ในกลมุ จารึกสาํ หรับยอพระเกียรติ (Praßasti) ของอาณาจักรกัมพูชา
โดยมากจะแบงเนอื้ หาเปน 4 สวน คือ เนอ้ื หาสวนปณามคาถา หรือบทสดุดีเทพเจา เนื้อหาสวนของ
การกลาวถึงสายสกุล เน้ือหาแสดงรายละเอียดในสวนดําเนินเร่ือง และเน้อื หาในสวนทายของจารึก
ท่เี กย่ี วกับการสถาปนา การศกึ ษาฉันทลกั ษณข องบทประพันธในสวนนี้ จะศึกษาดานเชิงประวัติและ
พัฒนาการ ลักษณะเฉพาะ ลักษณะเดน อันเปนลีลากวีซง่ึ เปนลักษณะเฉพาะ เปรียบเทยี บกับในยุค
สมัยกอนหนาน้ีโดยสังเขป เพ่ือใหเห็นความสัมพันธระหวางรูปแบบคือการใชฉันทลักษณและกลวิธี
การแตง กับสวนของเนอื้ หาทต่ี องการสอื่ สารออกมาผูเรียบเรียงพบวาลกั ษณะดังกลาวในแงหนึ่ง คือ
การสืบทอดขนบท่ีสงตอมารุนสูรุน ทั้งรูปแบบซํ้าๆ และตอมาดวยระยะเวลาท่ียาวนาน จึงมีการ
พัฒนาการในรปู แบบใหมเ พอ่ื สรา งสรรคว รรณศลิ ป ในหวั ขอ นี้เน้อื หาใจความท้ังหมดไดแปลเปนภาค
ภาษาไทยแลวในบทท่ี 3 การใหขอมูลในสวนน้ีจึงเนนถึงขนบและกลวิธีในการประพันธของกวีเปน
สําคัญ (ดขู อ มูลเพิ่มเตมิ ในตารางท่ี 3)
เนื้อหาสว นปณามคาถา หรือบทสดุดี
เบื้องตน ของจารึกกวไี ดกลา วสดุดีเทพเจา 7 โศลก ในปณามคาถาหรอื บทสดุดีทวยเทพ
4 โศลกแรกกวีผูแตงคัดสรรเรียบเรียงถอยคําเปนอยางดีแตงเปนศารทูลวิกรีฑิตฉันทซ่งึ เปนฉันทท่ีมี
จํานวนพยางคค อนขางมากคือ 1 บาทมี 19 พยางคใ นการแตง เพื่อสดุดีพระศิวะและพระอุมาเทวี
การเลือกใชศารทูลวิกรีฑิตฉันทใหเปนฉันทเอก เพราะมีลีลาทํานองเครงขรึมเอาจริงเอาจัง เหมาะ
สาํ หรับใชในการกลาวถึงเรื่องศักดิ์สิทธ์ิเปนพิธกี าร มลี ักษณะการแบงการอานในแตละบาทออกเปน
จารึกแมบ่ ญุ ตะวันออก • 228803
12 พยางค และ 7 พยางคจากขอมูลในหนังสือ Inscription of Kambuja394 ของ อาร.ซี มาจุมดาร
พบวาจารึกกอนหนาน้ีมใี ชศารทูลวิกรีฑิตฉันทในขอความหลัก อันเปน สวนสําคัญของจารึกคือใชใน
บทสดุดีและบทสถาปนา โดยจารึกสมัยกอนเมืองพระนคร เชน จารึกวัดกเด็ยอัง (Kedei Ang
temple Inscription No.30)395 พ.ศ.1210 รัชสมัยพระเจาชัยวรมนั ท่ี 1 จารึกมีท้ังหมด 26 โศลก
โศลกท่ี 1-25 กวีประพันธดวยอนุษฏภฉันท โศลกสุดทายคือโศลกที่ 26 ใชศารทูลวิกรีฑิตฉันท
ประพันธ ซึ่งมีเนื้อหาถึงการสถาปนาลงึ คชื่อวาศรีวิชเยศวระ สวนจารึกสมัยเมืองพระนคร รัชสมัย
พระเจาอินทรวรมัน ในจารึกพระโค (Prah Ko Inscription No.55)396 พ.ศ.1422 จารึกท้ังหมดมี
40 โศลก ใชศ ารทลู วกิ รีฑติ ฉนั ทป ระพันธ 3 โศลก คือ ในโศลกที่ 4-5 เพ่ือกลาวถึงสายสกุลและสดุดี
กษัตริย (ขอความเดียวกันน้ปี รากฏในจารึกบากองโศลกที่ 4-5 ดวย) และในโศลกที่ 28 เพื่อบอกถึง
การสถาปนาพระศวิ ะพรอมท้ังพระเทวที ั้งสอง ในรัชสมัยพระเจายโศวรมันท่ี 1 พบในจารึกเสากรอบ
ประตปู ราสาทโลเลย็ (Loley Door-Pillar Inscription No.70)397 พ.ศ.1436 ดาน B โศลกท่ี 1 เพ่ือ
บอกถึงการสถาปนารูปเคารพของพระศวิ ะและพระแมเ คารี เปนตน จากขอมูลตัวอยา งดังกลาวและ
ศึกษาเพิ่มเติมในสวนท่ีเหลือ พอสรุปไดวาการใชศารทูลวิกรีฑิตฉันทการประพันธ กวีจะใชมักจะ
เลือกใชในการแตงบทสดุดีและการสถาปนาเปนสําคัญ การเลือกใชเฉพาะเพ่ือตองการยกยองใหดู
ยิ่งใหญแ ตกตา งจากสวนอนื่
ตอมาในโศลกท่ี 5-7 กวสี ลบั ใชว สนั ตดลิ กฉนั ทซ่งึ 1 บาทมี 14 พยางคในการกลาวสดดุ ี
พระนารายณ พระพรหมา และพระแมคงคา ซ่ึงฉันทลักษณน้ีมีชวงหยุดและแบงการอานในแตละ
บาทออกเปน 8 พยางค และ 6 พยางค ปณามคาถาท้ัง 7 โศลก อันเปนสวนบทประพันธที่แสดง
ความนอบนอมสดุดีตอเทพเจาท่ีนับถือเปนเบ้ืองตนตามหลักที่โบราณาจารยไดประพฤติปฏิบัติสืบ
ตอมา การสดดุ ีในเบอื้ งตนนบ้ี รู พาจารยกลา วไววา มีประโยชนเ พ่อื ประกาศอานุภาพของมหาเทพและ
ทาํ ใหผแู ตงเกิดความปตยิ นิ ดี มจี ิตใจแชม ช่ืน มคี วามเพียรอันบริสทุ ธิ์ ปองกันอุปสรรคและอันตรายท่ี
เกิดข้ึนอันเปนมลทินในการแตงในเบื้องหนา เมอื่ ศึกษาขอมูลเพ่ิมเติมในจารึกหลักอ่ืนๆ กอนหนาน้ี
พบมีการใชนอยมาก จารึกท่ีใชวสันตดิลกฉันทในการประพันธโดยมากจะใชอยางจํากัด 1-3 โศลก
ในสมยั พระเจายโศวรมันเริ่มใชมากข้ึน เชน จารกึ ปราสาทโลเล็ย (Loley Inscription No.61)398 มี
ท้ังหมด 92 โศลก แตงดวยวสันตดิลกฉันทในโศลกที่ 1-3, 5, 8-9 และ 67 ซึ่งเปนสวนท่ีใชในการ
สดุดเี ชนกนั แตจ ารึกท่ใี ชฉ นั ทลักษณน ้ีประพันธมากท่ีสุด ไดแกจารึกปกษีจํากรง ซ่ึงกวีประพันธเปน
394R.C. Majumdar, Inscription of Kambuja.
395Ibid., 38-41.
396Ibid., 61-66.
397Ibid., 138-140.
398Ibid., 81-89.
284 • จารกึ แมบ่ ุญตะวนั ออก 281
รอยกรอง 47 โศลกและใชวสันตดิลกฉันทถึง 21 โศลกคือโศลกที่ 1-21 เน้ือหาท่ีใชคือเพื่อสดุดีเทพ
เจา อันไดแกพระศวิ ะ พระวิษณุ พระพรหมา พระหริหระ พระเทวีของพระศิวะ พระกัมพุสวายมั ภุ
วะและพระนางเมราทีเ่ ช่อื วาเปนปฐมบรรพบุรษุ ของชาวกัมพูชา 12 โศลก และตอ ดวยอดีตกษัตริยผ ู
เปนบรรพบุรุษตามสายสกลุ ของพระเจาราเชนทรวรมนั ท่ี 2399
ในสวนปณามคาถาจะเห็นไดวากวีไดใชร ูปแบบฉันทลักษณที่เหมาะสม รักษาขนบการ
แตง ใชถ อ ยคําทีป่ ระณีตบรรจงมีสํานวนไพเราะ เน้ือหาชัดเจนมที ่ีมาซึง่ เปนมูลเหตแุ หงการประพันธ
ตรงตามคมั ภรี ท างศาสนา ซ่ึงเปนเร่ืองละเอียดออน มิไดแตงขึ้นลอยๆ มาจากความคิดของกวีเองแต
อาศัยคัมภีรทางศาสนา อันเปนขอที่ควรระมัดระวังในการแตงวรรณคดีซึ่งมีเรื่องศาสนาและความ
เชอื่ เขาไปเก่ียวของดว ย แตใ นจารกึ แมบุญตะวันออกนี้ กวไี ดเสริมเพ่ิมมุมมองของกวีเปนหลักในการ
แตง ซงึ่ แสดงถงึ มโนทัศน พฒั นาการและจินตนาการของกวีผูแตง โดยสวนสําคัญยังคงอิงอยูกับหลัก
ความเชื่อและท่ีมีประวัติความเปนมา ท้ังสะทอนใหเห็นหลักความเช่ือการบูชาเทพและพระเทวี
รวมท้ังแสดงหลักปรัชญาสูงสุดของศาสนาพราหมณ คือ ปฺรณวะ (Pranáava) หรือ พรหมัน
(Brahman) ซ่ึงมีไศวนิกายเปนแกนหลัก และหลักการปฏิบัติเพ่ือเขาถึงพรหมันดวยวิธีการปฏิบัติ
โยคะ ซ่ึงเนือ้ หาทกี่ วแี ตงขึน้ เปนการชใี้ หเ หน็ สารตั ถะสาํ คัญทางศาสนาไดเ ปน อยางดี
เน้อื หาสวนการกลาวถึงสายสกุลของพระเจา ราเชนทรวรมันที่ 2
หลังจากน้ันโศลกที่ 8-13 กวีใชสรัคธราฉันท อันมีความหมายถึงฉันทท่ีมีความงาม
ประดจุ พวงมาลาดอกไมใ นการสรรเสรญิ ถวายพระเกียรติ ซึ่งเปนฉันทท ่ีคอนขา งแตงยาก โดยในการ
เลือกใชศัพทและถอยคําถือวามีความยากเพราะตองถูกกําหนดดวยคุรุ-ลฆุใหตรงตามคณะฉันท มี
กําหนดจํานวนพยางคคือ 1 บาทมี 21 พยางคส ลับดวยศารทูลวิกรีฑิตฉันทในโศลกที่ 12 แตงเปน
บทสรรเสรญิ กลาวถึงสายสกุลจนถึงการประสูติของพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ฉันทลักษณทั้ง 2
ประเภทน้ีจึงจัดวาเปนฉันทลักษณท่ีมีความสําคัญอยางยิ่งในจารึกแมบุญตะวันออกน้ีท่ีกวีเลือกใช
เพื่อการยกยองสดุดีบุคคลตางๆ ตามสายสกุลของกษัตริยในเบ้ืองตน และถือวาแตงไดยากย่ิงกวา
ฉันทลักษณท่ีเหลือ ฉะนั้น กวีจึงไดแสดงฝมือในการแตงอยางเต็มท่ีแมเปนบทสดุดีก็มีความ
เพรียบพรอมท้ังอลังการและรสวรรณคดี มีบทสนธิคอ นขางยาว สลับชวงจังหวะลีลาการประพันธที่
เหมาะสมและงดงามตามแบบวรรณศลิ ป
399Ibid., 185-193.
จารึกแมบ่ ญุ ตะวนั ออก • 228825
เน้ือหาสวนทแี่ สดงรายละเอียดในรัชสมัยพระเจาราเชนทรวรมันท่ี 2
โศลกท่ี 14-104 กวีใชตริษฏภฉันท คือ ฉันทที่ 1 บาทมี 11 พยางค อันประกอบดวย
อินทรวัชราฉันท อุเปนทรวัชราฉันท และอุปชาติฉันทในการแตงคาถาประพันธและสลับดวย
อนษุ ฏภฉันทในโศลกที่ 105-205 หลังจากน้ัน โศลกที่ 206-214 กลับมาใชตริษฏภฉันทแตงอีกครั้ง
หนึ่ง ซ่ึงฉันทลักษณทั้ง 4 ประเภทสามารถแตงไดงายกวาฉันทท่ีกลาวมาในเบ้ืองตน ไมยุงยาก
ซับซอน เหมาะแกการเลาเรอ่ื งราว และนิยมใชแตง ประวัติศาสตรและวรรณคดี400 โดยเฉพาะจารึก
ภาษาสันสกฤตในกมั พูชาจะพบไดบอ ยตัง้ แตสมยั กอ นเมอื งพระนครเปน ตนมาจนถึงสมัยพระนคร จึง
นับวากวีเลือกใชฉันทลักษณในการดําเนินเรื่องไดอยางเหมาะสม มีรูปแบบกระชับรัดกุม เลา
เหตกุ ารณไดอยางนา ตดิ ตาม แตละเนื้อหาจบในโศลกเดยี ว
ส่งิ ทเ่ี ปน จุดเดน ทส่ี ุดในชว งนีค้ อื การเลาเรือ่ งราวทางประวตั ิศาสตรเพอื่ สรรเสริญกษัตริย
อันเปนธรรมเนียมในการแตงจารึก ผูแตงแสดงใหเห็นถึงพระปรีชาสามารถและความเพียรท่ี
ประกอบดวยความกลา หาญเดด็ เดยี่ วในการสงคราม อันเปนพระราชกรณยี กิจที่ยิ่งใหญคอื การขยาย
อาณาเขตใหเปนปกแผนม่ันคง ดังนั้น ในการจัดกระบวนทัพและความรอบรูกลยุทธในการรบของ
กษัตริยจึงถูกพรรณนาใหเห็นประจักษในชวงดําเนินเรื่องน้ี และเร่ืองราวตางๆ ทีก่ วใี ชพรรณนาเปน
การเลือกใชถอ ยคาํ หรือภาษาภาพพจนท าํ ใหผ อู า นเกิดมโนภาพไดอยางชัดเจนไมค ลุมเครือ เชน การ
พรรณนาฉากรบ โศลกท่ี 127 วา “สายธนขู องพระองคเ ทานนั้ ถูกทําใหหยอน เพราะการนอบนอม
เขา มาของเหลาขาศึกผูท ่ีไดทง้ิ อาวธุ ลงเรียบรอ ยแลว และจึงวางลง แตไมใชข องนายขมังธนู” หรือใน
ฉากฟาดฟน ศัตรูอีกหลายโศลก กวีพรรณนาราวกับวา อยูในสถานท่ีแหงนั้นจริงๆ และผูอานก็รูสึกได
ถงึ อารมณแ ละเร่ืองราวท่ีกวีสื่อออกมา ขอน้ีสอ งใหเห็นถึงความละเอียดออนและอัจฉรยิ ภาพของกวี
ผูประพนั ธโดยแท ท้งั กวยี งั ไดกลาวถึงพระเจาราเชนทรวรมันวามีลักษณะของกษัตริยใ นอุดมคตทิ ่ีพึง
ประสงค ซ่ึงในจารึกอาณาจักรกัมพูชามักยกยองกษัตริยผูย่ิงใหญวาตองมีพระราชอํานาจและพระ
บารมีเปนอยางมาก มีความงดงามย่ิงกวามนุษยแ ละเทพแหงความงาม (กามเทพ) มีความรอบรูใน
ดานตางๆ ประกอบดวยคุณธรรม และมีพระศรี-พระลักษมีอยูกับพระองคเสมอ ในขอนี้กวีก็
พรรณนาไวอยางครบถวนตองตามขนบของการแตงบทสรรเสริญยอพระเกียรติกษัตริยในจารึก
อาณาจกั รกัมพชู า
400พระคนั ธาสาราภิวงศ (ธรรมาจริยะ อภวิ ังสะ), วุตโตทยมญั ชร,ี 192.
286 • จารึกแม่บญุ ตะวันออก 283
เนือ้ หาในสวนทา ยของจารึกและการสถาปนา
ขนบการประพันธในจารึกภาษาสันสกฤตในอาณาจักรกัมพูชาท่ีสําคัญ มักปดทายลง
ดว ยการถวายส่ิงของ ดวยตอดวยคําสาปแชงหรือใหพร อีกประการหนง่ึ จะปดทายดวยการสถาปนา
และอาจมีการระบุวัน เดือน ปท่ีแตง อยางใดอยางหนึ่งหรือทั้งหมดที่กลาวมา ในจารึกแมบุญ
ตะวันออกหลังจากมีการถวายสิ่งของแกศาสนสถานและเทพเจาแลว สวนทายจารกึ โศลกท่ี 211-16
เปนอนุสาสนีท่ีพระเจาราเชนทรวรมันที่ 2 ชี้นําใหแกเหลาพระราชาในราชอาณาจักรใหหมั่น
ประพฤติราชธรรม ตงั้ ม่ันอยูในธรรมเพราะพระราชาเปนเสาหลักของบานเมืองเปนผรู ูศาสตร ใหทํา
หนาทข่ี องกษัตริยที่สมควรทํา อยาไดเคล่ือนยายประกาศ (ศิลาจารึกแมบ ุญตะวันออก) อยาเห็นแก
อามิสสินจางและหม่ันบําเพ็ญบุญ เปนขอสังเกตวาไมมีการสาปแชง หรือส่ังการ หากแตเปนการ
ขอรองและอวยพรใหตามหลักความเปนจริง ซึ่งอาจเปนขอแตกตางจากจารึกทผ่ี านมาในสมัยกอน
หนา หลายหลกั ท่ีมักลงทายจารึกดวยคําสาปแชง สวนโศลกปดทายแตงดวยสรัคธราฉันทมีเนื้อหา
สถาปนาลงึ คชื่อวาศรีราเชนทเรศวระพรอมดว ยรูปเคารพในศาสนาพราหมณ กวีไดระบุวัน เดอื น ป
ทแี ตง ไวด วย
ลักษณะการแตงโดยการเปล่ียนชนิดฉันทเพื่อถายทอดเหตุการณตางๆ สามารถเขียน
เปนตารางเพื่อใหม องเหน็ ภาพไดงา ยขึ้น ดงั นี้
ตารางท่ี 4 แสดงรูปแบบการประพันธใ นการถายทอดเหตกุ ารณข องจารึกแมบุญตะวนั ออก
ฉนั ทลักษณ กลาวถึง โศลกท่ี
ศารทลู วิกรฑี ติ ฉันท
- กลาวสดดุ พี ระศวิ ะและพระนางอมุ าเทวี 1-4
วสนั ตดิลกฉันท
สรัคธราฉนั ท - เลา ประวัติสายสกุลพระเจา ราเชนทรวรมนั ท่ี 2 9-10, 12
ตริษฏภฉนั ท และ - สดดุ พี ระนารายณ พระพรหมา และพระแมค งคา 5-7
อนุษฏภ ฉันท
- เลาประวัตสิ ายสกุลของพระเจา ราเชนทรวรมนั ท่ี 2 8-11, 13
- การประสูตขิ องพระเจา ราเชนทรวรมันท่ี 2 218
- การประดษิ ฐานลึงคท ีช่ ือ่ วาศรรี าเชนทเรศวระ และ
รูปเคารพ ระบุวนั เดือน ปท่แี ตง จารึก
- บรรยายถึงคณุ สมบัตแิ ละพระราชอาํ นาจ กระบวน 14-217
ทพั ฉากการรบ การทาํ สงครามของพระเจา ราเชน
ทรวรมัน สอดแทรกดว ยเรอ่ื งเทพปกรณมั และหลกั
ปรัชญา รวมถึงพระราชกรณียกจิ ตางๆ อันเปน สว น
ของการดําเนนิ เรือ่ ง
จารึกแมบ่ ญุ ตะวนั ออก • 228847
อลงั การ
ตามหลักฐานเทาที่มีอยู ทราบกันวาภรตมุนีผูมีชีวิตอยูในคริสตศตวรรษท่ี 1 ไดแตง
คัมภีรนาฏยศาสตรข้ึนเปนงานที่วาดวยทฤษฎีบทกวีสันสกฤต ซึ่งเปน ผลงานช้ินแรกที่กลาวเรื่องรส
และอลังการศาสตร401 คัมภีรนี้ไดกลาวถึงอลังการไว 4 ประการเทานั้น คือ อุปมา ทีปกะ รูปกะ
ยมก แตจาก 4 ประการดังกลาวในสมัยตอมาไดขยายข้ึนเปนจํานวนมาก แตสามารถจําแนก
ออกเปนสองพวก คือ ศัพทาลังการและอรรถาลังการ402 ในที่นี้จะยกตัวอยางตําราเกี่ยวกับอลังการ
ศาสตรข องอินเดยี และการจําแนกของทานผแู ตง ตาํ ราเหลานี้บางสวนมาพอเปนอุทาหรณ โดยแสดง
ไวในรปู ตารางดงั นี้
ตารางท่ี 5 ตาํ ราอลังการศาสตรแ ละการจาํ แนกประเภทของชาวอนิ เดยี
ท่ี ตาํ ราอลงั การศาสตร ประเภทของอลังการ
อลงั การดา นเสียง อลังการดา นความหมาย
1 นาฏยศาสตร ยมก อปุ มา ทีปกะ และรูปกะ
ของภรตมนุ ี
2 กาวยาลังการ ยมก และอนปุ ราสะ อุปมา ทีปกะ รูปกะ อติศโยกติ วยติเรก
อาเกฺษปะ อรรถานตรันยาสะ วิภาวนา
ของภามหะ ส ม า โ ส ก ติ ย ถ า สั ง ข ย ะ อุ ต เ ป ร ก ษ า
รสวัต อูรชสวิน อุทาตตะ ปรรยาโยกตะ
อปรัสตุตประศังสา วยาชัสตุ ศลิษฏะ
อุปมารูปกะ อุปเมโยปมา ตุลยโยคิตา
สโหกติ อนันวยะ สมาหิตา ปริวฤตติ
อปหนุติ วิเศโษกติ วิโรธะ นิทรรศนะ
สสันเทหะ สงั สฤษฏิ ภาวกิ ะ และอาศสี
401P.V. Kane, History of Sanskrit Poetics, 10.
402จริ พฒั น ประพันธว ิทยา, “คาํ บรรยายเรอ่ื ง จารึกสันสกฤตในอินเดียและกัมพูชา,” ใน ภาษา-จารึก 7 (กรุงเทพฯ: ภาควิชาภาษา
ตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2544. เนื่องในวาระเกษียณอายุราชการ ผูชวยศาสตราจารย ดร. จิรพัฒน
ประพันธว ิทยา พฤษภาคม 2544), 33-43.
288 • จารกึ แม่บญุ ตะวันออก 285
3 กาวยประกาศ อนปุ ราสะ ยมก อุปมา อนันวยะ อปเมยโยปมา อุตเปรกษา
ของมัมมฏะ จติ ระ วโกรกติ สสนั เทหะ รูปกะ อปหนุติ เศลษะ สมาโสกติ
และเศลษะ นิทรรศนะ อปรัสตุตประศังสา อติศโยกติ
ประติวัสตูปมา ทฤษฏานตะ ทีปกาลการะ
ตุลยโยคิตา วยติเรก อาเกฺษปะ วิเศโษกิตะ
วิภาวนา ยถาสวยะ อรรถานตรันยาสะ
วิโรธะ สวภาโวกติ วยาชัสตุ สโหกติ วโิ นกติ
ภาวกิ ะ ปรวิ ฤตติ กาวรยลิคะ ปรรยาโยกตะ
ปรกิ ร อุทาตตะ สมุจจยะ ปรรยายะ อนมุ าน
วยาโชกติ ปริสขา การณมาลา อันโยนยะ
อุตตระ สูกษมะ สาระ อสคติ สมาธิ สมมะ
วิษมะ อธิกะ ปรตยนีกะ มีลิตะ เอกาวลี
สมรณะ ภรานติมาน ปรตีปะ มาสานยะ
วิเศษะ ตทคณะ อตทคณะ วยาฆาส สังกร
และสังฤษฏิ
4 วาคภฏาลงั การ จิตระ ยมก วโกรกติ ช า ติ อุ ป ม า รู ป ก ะ ป ร ะ ติ วั ส ตู ป ม า
ของวาคภฏะ และอนุปราสะ ภรานติมาน เศลษะ อาเกฺษปะ สังศยะ
นิศจยานตะ ทฤษฏานตะ วยติเรก อปหนุติ
ตุลยโยคิตา อุตเปรกษา อรรถานตรันยาสะ
สมาโสกติ วิภาวนา ทีปกะ อติศยะ เหตุ
ปรยาโยกติ สมาหิตะ ปรวิ ฤตตะ ยถาสังขยะ
วิษมะ สโหกติ วิโรธะ อวสระ สาระ เศลษะ
สมุจจยะ อปรัสตุตประศังสา เอกาวลี
อนมุ าน ปรสิ งั ขยา ปรศั โนตตระ และสงั กร
จะเห็นไดวาตําราอลังการศาสตรของแตละเลมมีอลังการจํานวนมากบางนอยบาง
ตางกันออกไป จนกระทั่งมไี มต่ํากวารอยชนิด แตละชนิดก็แยกยอยออกไปไดอีกนานาประการตาม
ทรรศนะของผูแตงตําราอลังการศาตรแตละทาน สวนในการศึกษาครั้งนี้ผูเรียบเรียงเลือกใชตํารา
อลังการศาสตร ของวาคภฏะ ซ่ึงแปลเปนไทยแลวโดย ป.ส.ศาสตรี และนําคําอธิบายอลังการใน
จารึกแมบ่ ุญตะวันออก • 228869
งานวิจัยทางวิชาการ เรื่อง การวิเคราะหวรรณคดีไทยตามทฤษฎีวรรณคดีสันสกฤต ของกุสุมา
รักษมณี มาเปรยี บเทียบรว มดว ย เนื่องจากมเี น้ือหาท่ีไมมากไมนอ ยจนเกิน และมีคาํ อธิบายคอนขา ง
ชัดเจนไมแตกตางกันมากนัก สวนตําราอลังการอื่นๆ จะใชประกอบการวิเคราะหในบางประเด็นท่ี
นา สนใจและควรกลาวถงึ เทานน้ั
นักวรรณคดีกลาววาอลังการในบทกวีนิพนธเกิดจากการใชถอยคําที่ไพเราะงดงาม
เปรียบเหมือนกับเคร่ืองประดับบทกวีนิพนธ403 โดยกวีผูแตงบทประพันธถ ือวาการสรางความงาม
ดวยอลังการนี้ จะเพมิ่ ความงดงามลกึ ซึ้งใหบทประพันธเ รอื่ งน้นั ดังนน้ั จึงมคี าํ กลา ววา ถอยคําคือบท
ประพันธแมปราศจากโทษของบท พากย หรือเน้ือความของภาค ก็ตองตกแตงดวยอลังการ404
อลังการจึงแสดงถึงคุณลกั ษณะของวรรณคดี ความนิยมเรอ่ื งอลงั การไดแพรห ลายไปในบทประพันธ
และงานกวีนิพนธตางๆ อันเปนสวนสําคัญท่ีทําใหวรรณคดีมีคุณคาในเชิงวรรณศิลป ความนิยมท่ี
แพรหลายน้ีเห็นไดในจารึกภาษาสนั สกฤตท่ีพบในอาณาจักรกัมพูชา กวีจะใชอลังการหลายรูปแบบ
แตงจารึกอยางงดงาม เชน เดียวกบั จารึกแมบุญตะวันออก มอี ลงั การทงี่ ดงามลึกซึง้ สละสลวย เมื่อได
อานเสนาะโสตและคมคาย เกดิ จินตภาพเปนนัยประวัติหลากหลาย โดยผูวิจัยจะแบงเปนหัวขอใหญ
2 ประเภท คือ อลงั การดา นเสยี งและอลังการดา นความหมาย ดังจะไดอธบิ ายขยายความตอไป
อลงั การดานเสียงทป่ี รากฏในจารกึ แมบ ุญตะวันออก
ในสมัยกอนท่ีจะมีการจดบันทึกถายทอดเรื่องราวตางๆ บทกวีมักจะแสดงออกใน
ลักษณะมุขปาฐะจึงเปน ไปเพอ่ื การฟง มากกวา การอาน การเลนเสียงแบบการกลาวบทขับ หรอื ลํานาํ
กาพยกลอนที่มีความไพเราะของเสียงจึงมีความสําคัญอยา งมาก เพราะการเลนเสียงท่ีไพเราะทําให
นาฟงและนาจดจํา เม่ือถึงสมัยท่ีมีการถายทอดเรื่องราวเปนลายลักษณอ ักษรในเชิงวรรณศิลป กวีก็
ยงั คงแสดงความสามารถในเรอื่ งสุนทรียะอยา งเต็มทีเ่ พ่ือใหเกิดเสียงและทวงทํานองท่ีนาฟงชวนอาน
ความสําคัญในดานเสียงจึงไมยิ่งหยอนไปกวากัน การเลนคําใหเกิดความไพเราะในเรื่องเสียง เปน
อลังการท่ีเรียกวา ศพั ทาลังการ หรือ อลังการดานเสียง ซึ่งความไพเราะของเสียง พบทั้งการซํ้าคํา
ซ้ําเสียงพยัญชนะตางๆ ท้ังตนบท กลางบท ทายบท เปนตน อันเปนผลใหบทประพันธน ั้นๆ มีเสียง
ไพเราะ นาอาน นาฟง เพ่ิมความสงางดงามใหแกบทประพันธ ในนาฏยศาสตรข องภรตมุนีผูมีชีวิต
อยใู นครสิ ตศ ตวรรษที่ 1 กลาวถึงอลังการทางเสียงเพียง 1 ชนดิ กาวยาลงั การของภามหะกลาววามี
403วาคฺภฏ, อลังการศาสตร, แปลโดย ป.ส.ศาสตรี, 57; และ Monier Williams, Sanskrit-English
Dictionary , 16th ed. (Delhi: Motilel Banarsidass, 2011), 94.
404พระสังฆรักขิตมหาสาม,ิ สุโพธาลังการมญั ชรี, แปลโดย พระธรรมโมลี (สมศักด์ิ อุปสโม) และคณะ (นครปฐม: มหาวิทยาลัยมหา
จฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส, 2546), 18.