The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนงานปรับอากาศรถยนต์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 9101ยุธัญชัย บรรจง, 2024-01-30 12:03:21

แผนงานปรับอากาศรถยนต์

แผนงานปรับอากาศรถยนต์

279 บริสุทธ์ิไม่ท าปฏิกิริยากับโลหะแต่ถ้ามีความช้ืนในระบบ จะมีสภาพเป็นกรดก ามะถัน (H2SO4 ) ซึ่ งท า ปฏิกิริยากับโลหะ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 ) เป็ นสารความเย็นชนิดแรกที่ใช้ระบบเครื่องท าความเย็นอุตสาหกรรม เรือเดินทะเล โรงละคร โรงแรมและที่อื่น ๆ ที่ตอ้งการความปลอดภยัพิเศษเป็นสารความเยน็ที่ไม่มีกลิ่นไม่มี พิษไม่ติดไฟหรือระเบิด และไม่กดัโลหะ ฉะน้ันจึงจดัว่าเป็นสารความเยน็ที่ปลอดภยัที่สุด มีความดนัสูงที่ อุณหภูมิ -15องศาเซลเซียส (5องศาฟาเรนไฮต์) มีความดัน 22.2 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร(317.5 ปอนด์ ต่อตารางนิ้ว) ที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส (86 องศาฟาเรนไฮต์) มีความดันสูงมาก จึงต้องใช้ท่อและ อุปกรณ์อื่น ๆ ที่แข็งแรงเป็ นพิเศษในขณะที่ CO2 ระเหยเป็นไอจะมีปริมาตรนอ้ย ฉะน้นัคอมเพรสเซอร์จึงมี ขนาดเลก็มีอุณหภูมิในการระเหยที่ความดนับรรยากาศต่า กวา่จุดแขง็ตวัของน้า แขงแห้ง ถ้าความดันในระบบ ็ น้อยกว่า5.26 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร (75.1 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว) สารความเย็น CO2 เบากว่าน้ ามัน เช่นเดียวกบัสารแอมโมเนียจึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกบัการไหลกลบัของน้า มนั เมทิลคลอไรด์ (CHCL) เป็ นพวกแฮโลคาร์บอนของมีเทน จุดเดือดอยู่ที่ -24 องศาเซลเซียส (10.65 องศาฟาเรนไฮต์) ที่ความดันบรรยากาศ ใช้ในเครื่องท าความเย็นที่ใช้ตามบ้าน เช่น ตู้เย็นและ ตู้แช่ เมทิลคลอ ไรด์ไม่เป็ นพิษเมื่อมีส่วนผสมมาก ติดไฟปานกลางและระเบิดเมื่อผสมกับอากาศระหว่าง 8.1–17.2 เปอร์เซ็นต์โดยน้ าหนักจะทา ปฏิกิริยากับโลหะพวกอะลูมิเนียม สังกะสีแมกนีเซียมซ่ึงเมื่อผสมกบั โลหะ เหล่าน้ีอาจระเบิดได้ถา้มีความช้ืนจะระเหิดเป็นกรดไฮโดรคลอริก(hydrichoric)อย่างอ่อนซึ่งจะท าปฏิกิริยา กบั โลหะจา พวกเหล็กและอื่น ๆ นอกจากน้ันยงัทา ปฏิกิริยากับยางธรรมชาติและยางเทียม และยงัเป็นสาร ความเยน็ที่ละลายในน้า มนัเครื่อง สารความเย็น R–11 (CCL3F) เป็ นพวกฟลูออโรคาร์บอนของมีเทน จุดเดือดอยู่ที่ 823.7 องศา เซลเซียส เป็นสารความเยน็ที่ไม่เป็นพิษ ละลายน้า มนั ไดอ้ย่างดีและไม่ติดไฟ ละลายยางธรรมชาติได้ใชก้บั เครื่องคอมเพรสเซอร์แบบแรงเหวี่ยงในเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ และใช้เป็ นสารความเย็นล้างระบบ ส ารค วาม เย็น R–12 (CCI2F2 ) ใช้ส าห รับ เค รื่ อ งป รับ อาก าศ ที่ ใช้ใน บ้าน เช่ น ตู้เย็น ตู้แ ช่ เครื่องปรับอากาศรถยนต์มีสภาพแน่นอน ไม่เปลี่ยนสภาพได้ง่ายแม้อุณหภูมิสูง จุดเดือดอยู่ที่ – 29.8 องศา เซลเซียส (-21.6 องศาฟาเรนไฮต์) ที่ความดันบรรยากาศ สารความเย็น R-12 สามารถละลายในน้ ามนั ได้ อย่างดีทุกสถานะ จึงท าให้อีวาพอเรเตอร์และคอมเพรสเซอร์แห้งอยู่เสมอ และมีความร้อนแฝงของการ กลายเป็ นไอน้อย สารความเย็น R – 22 (CHCIF2 ) เป็ นสารความเย็นที่ใช้ในเครื่องปรับอากาศ มีจุดเดือดอยู่ที่ - 40.8 องศาเซลเซียส (-41.4 องศาฟาเรนไฮต์) ที่ความดันบรรยากาศ และสามารถท าได้ถึง – 87 องศาเซลเซียส (- 125 องศาฟาเรนไฮต์) ใช้แรงม้าต่อตันเกือบเท่ากับเครื่องที่ใช้สารความเย็น R–12 สารความเย็น R – 22 จะมี อุณหภูมิทางดา้นจ่ายสูง ฉะน้ันตอ้งระวงัอย่าให้สูงเกินเกณฑ์โดยเฉพาะในเครื่องเฮอร์เมติกคอมเพรสเซอร์ บางชนิดต้องระบายความร้อนด้วยพัดลมและสามารถละลายในน้ ามันที่อุณหภูมิสูง โดยเฉพาะใน คอมเพรสเซอร์แต่ไม่ละลายในน้ ามนัที่อุณหภูมิต ่าในอีวาพอเรเตอร์ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการไหลกลับของ


280 น้า มนัถา้คา นวณขนาดท่อใหถู้กตอ้งถ้าใช้ในเครื่องชนิดอีวาพอเร-เตอร์แบบเปียกจะตอ้งมีอุปกรณ์แยกน้า มนั โดยเฉพาะที่มีอุณหภูมิต ่าข้อดีคือ ขนาดคอมเพรสเซอร์เล็กกว่าเครื่องที่ใช้สารความเย็น R-12 ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์และมีปัญหาเกี่ยวกบัระบบตนัน้า แขง็นอ้ยกวา่สารความเยน็ R-12 สารความเย็น R-113 (CCIF3 ) เป็ นสารความเย็นที่ใช้ในเครื่องท าความเย็นที่ท างานเป็ น 2 หรือ 3 ช่วง สามารถใช้แทน R-22 ได้ในเครื่องที่มีอุณหภูมิต ่าบางเครื่อง จุดเดือดอยู่ที่ –98 องศาเซลเซียส (-144.5 องศาฟาเรนไฮต์) ที่ความดนับรรยากาศใชก้บัคอมเพรสเซอร์ไดทุ้กชนิดไม่ละลายน้า มนั สารความเย็น R- 500 ( carrene 7 azeotropic ) เป็ นสารความเย็นผสมระหว่าง R-22 กับ R-152 a (73.8 เปอร์เซ็นต์ กับ 26.2 เปอร์เซ็นตโ์ดยน้า หนกั) สารความเย็น R-500 จะมีจุดเดือดอยู่ที่ –33 องศา เซลเซียส (-28 องศาฟาเรนไฮต์) ที่ความดันบรรยากาศ แรงม้าของเครื่องต่อตันพอ ๆ กับเครื่องที่ใช้สารความ เย็น R-12 , R-22 มีคุณสมบัติอยู่ระหว่างสารความเย็น R-12 และ R-22 จึงใช้แทน R-12 โดยเพิ่มแรงม้า ประมาณ 18 เปอร์เซ็นต์ฉะน้ันจึงไม่เป็นปัญหาเกี่ยวกับการเปลี่ยนสารความเย็นในเครื่องเฮอร์เมติก คอมเพรสเซอร์ธรรมดา รหัสสีสารความเย็น เพื่อป้องกันไม่ให้การปฏิบัติงานของช่างซ่อมและบริการใช้สารความเย็นส าหรับ เครื่องท าความเย็นผิดพลาด จึงก าหนดเป็ นรหัสสีถังบรรจุสารความเย็นแต่ละชนิดไว้การน าถังไปบรรจุสาร ความเย็นใหม่จะต้องให้ตรงตามรหัสสีถังที่ก าหนด เบอร์สารความเย็น รหัสสี R-11 R-12 R-134a R-22 R-113 R-500 R-711 สีส้ม สีขาว สีฟ้า สีเขียว สีม่วงอ่อน สีเหลือง สีเงิน ตารางที่ 9.1 รหัสสีสารความเย็น 9.3 สารความเย็น R-12 สารความเย็น R-12 เป็ นสารความเย็นที่ใช้ในเครื่องปรับอากาศรถยนต์ ซึ่งมีจุดเดือดที่ –21.6 องศา ฟาเรนไฮต์ที่ความดนับรรยากาศเมื่อเปรียบเทียบกบัจุดเดือดของน้า แลว้น้า มีจุดเดือดที่212 องศาฟาเรนไฮต์ ท าให้ดูคล้ายว่าสารความเย็น R-12 มีจุดเดือดที่ต ่ามากแต่ในการเปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็ นไอไม่ว่าจะ เป็นน้ าหรือสารความเย็น R-12 ลว้นต้องการความร้อนแฝงของการกลายเป็นไอด้วยกันท้ังสิ้นไม่ว่าจะมี อุณหภูมิจุดเดือดที่เท่าไรก็ตาม จ านวนปริมาณความร้อนจะต้องถูกน ามาใช้ในการเปลี่ยนแปลงสถานะอย่าง แน่นอน จุดเดือดของสารความเยน็จะข้ึนอยกู่บัชนิดของสารความเยน็น้นัๆ และจุดเดือดจะเปลี่ยนแปลงไป


281 ตามความดัน (ปอนด์ต่อตารางนิ้วเกจ หรือpsig) ที่เพิ่มข้ึนหรือลดลงอย่างไรก็ตามความร้อนแฝงของการ กลายเป็ นไอของสารความเย็น R-12 จะมีค่าประมาณ 70 บีทียูต่อปอนด์ ที่อุณหภูมิ 5 องศาฟาเรนไฮต์ ใน ตารางที่ 9.2 แสดงให้เห็นว่าสารความเย็น R-12 มีจุดเดือดเปลี่ยนแปลงไปตามความสัมพันธ์ระหว่าง อุณหภูมิและความดัน ตารางที่ 9.2 ค่าความสัมพนัธ์ระหว่างอุณหภูมิและความดันของสารความเย็น R-12 น้า ซ่ึงมีจุดเดือดที่212 องศาฟาเรนไฮต์ หรือแอลกอฮอล์ซึ่งมีจุดเดือดที่ 160 องศาฟาเรนไฮต์ จัดว่า เป็ นสารความเย็นที่ไม่ดีในช่วงของการท าความเย็น 70 ถึง 100 องศาฟาเรนไฮต์ เพราะเครื่องท าความเย็นที่ดี ควรสามารถท าความเย็นได้ต ่ากว่า 70 องศาฟาเรนไฮต์ลงไปอีก สารความเย็น R-12 ซึ่งมีจุดเดือดที่ –21.6 องศาฟาเรนไฮต์ นับว่าเป็ นสารความเย็นที่ดีมากอันหนึ่งซึ่งสามารถท างานได้ที่ความดันต ่า ๆ และสามารถ กลนั่ตวัไดใ้นช่วงอุณหภูมิที่สูงกวา่อุณหภูมิของเครื่องยนตข์ณะทา งาน สารความเย็น R-12 ปกติอาจเรียกว่า“ฟรีออน”ซึ่ งเป็ นชื่อทางการค้า มีสูตรทางเคมีคือ (CCI2F2 ) และมีชื่อทางเคมีว่า ไดคลอโรไดฟลูออโรมีเทน (dichloro difluoromethane ) คุณสมบัติสารความเย็น R-12 มีดงัน้ี 1. เป็นสารที่ไม่มีสีไม่มีกลิ่น 2. ไม่กัดกร่อนโลหะ เช่น เหล็ก ทองแดง หรืออะลูมิเนียม 3. ดูดรับปริมาณความร้อนแฝงได้มากขณะเดือดเปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็ นไอ และสามารถเปลี่ยนสถานะกลับเป็ นสารความเย็นเหลวได้อย่างง่าย 4. ไม่จัดเป็ นสารไวไฟ 5. มีจุดเดือดต ่าสารความเย็น R-12 ในสภาพเป็ นของเหลวมีจุดเดือดที่ -21.6 องศา ฟาเรนไฮต์ที่ความดันบรรยากาศ จุดเดือดของสารความเย็น R-12 จะแปรไปตาม ความดันของตัวเอง 6. มีความดันขณะใช้งานอยู่ในระดับปานกลาง ท าให้ปลอดภัย


282 7. ผสมไดด้ีกบัน้า มนัหล่อลื่น และไม่ทา ใหป้ระสิทธิภาพในการหล่อลื่นเสียไป 8. เมื่อมีการรั่วที่ส่วนหน่ึงส่วนในของระบบเครื่องทา ความเยน็จะสามารถตรวจ สอบหารอยรั่วไดง้่าย คุณสมบัติทางฟิสิกส์ ที่ความดัน บรรยากาศ จุดเดือด จุดเยือกแข็ง อุณหภูมิวิกฤต ความดันวิกฤต ความหนาแน่น –ของเหลว– ที่ 77 °F ความหนาแน่น –ไออิ่มตวั - ที่จุดเดือด ความร้อนจ าเพาะ–ของเหลว- ที่ 77 °F ความร้อนจ าเพาะ–ไอ- ที่ 77 °F, 1 บรรยากาศ ความร้อนแฝงของการกลายเป็ นไอ- ที่จุดเดือด -21.6 °F -252 °F 234 °F 597 psi 0.47 lb/ in3 0.00023 lb/in3 0.232 0.145 71.05 Btu/lb ตารางที่ 9.3 คุณสมบัติทางฟิสิกส์ของสารความเย็น R-12 9.4 สารความเย็น R-134a เนื่องจากช้นั โอโซนในบรรยากาศถูกทา ลายลงจึงไดม้ีการพฒันาเปลี่ยนแปลงสารความเยน็ส าหรับ ระบบปรับอากาศรถยนต์สารความเย็น R-134a ได้ถูกพัฒนาให้เป็ นทางเลือกใช้แทน R-12 ซึ่งมีคุณสมบัติ แตกต่างจากสารความเย็นที่ใช้อยู่เดิม จึงไม่สามารถน ามาใช้ระบบปรับอากาศที่ใช้สารความเย็น R-134a ได้ คุณสมบัติสารความเย็น R-134a มีดงัน้ี 1. สามารถละลายน้า ไดด้ีกวา่สารความเยน็ R-12 ประมาณ 5 เท่า 2. ความสามารถในการละลายของน้า ใน สารความเยน็ R-134a มีค่ามากกว่าสาร ความเย็น R-12 อยู่ประมาณ 30 เท่า 3. สารความเย็น R-134a ผสมเขา้กบัน้า มนัคอมเพรสเซอร์ที่ใชก้บัสารความเยน็ R-134a เท่าน้นั 4. สารความเย็น R-134a ไม่ติดไฟในอากาศ 5. ไม่มีความเป็ นพิษและผลกระทบข้างเคียง


283 ข้อเปรียบเทียบระหว่างสารความเย็น R-134a กับ R-12 1. R-134a ไม่อาจใช้ร่วมกับน้ ามนัหล่อลื่นคอมเพรสเซอร์ทวั่ ไปได้จึงตอ้งเปลี่ยนน้ ามนั คอมเพรสเซอร์ใหม่ 2. R-134a ดูดความช้ืนไดม้ากกว่า R-12จึงมีโอกาสที่จะเกิดสนิมภายในระบบไดง้่ายดงัน้นั จึงตอ้งเปลี่ยนสารดูดความช้ืน 3. ขณะท างานเมื่อ R-134a มีอุณหภูมิสูงข้ึนจะทา ความดนัและภาระงานสูงอย่างมากจึงมี ผลกระทบต่อการท าความเย็น จึงต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ เช่น คลัตซ์แม่เหล็ก สวิตซ์ความดัน เอ็กซ์-แพนชนั่วาลว์ และชุดควบคุมก าลังดันอีวาพอเรเตอร์ เป็ นต้น 4. R-134a ท าให้ซีลและท่ออ่อนเสียหาย ดงัน้ันจึงตอ้งเปลี่ยนวสัดุที่ใช้ทา ซีลและท่ออ่อน ท้งัหมด 5. เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการใช้ R-134a ควรมีการป้องกนัดงัน้ี 5.1 เปลี่ยนวาล์วบริการใหม่ให้เหมาะสมกับระบบ 5.2 เปลี่ยนเครื่องมือบริการใหม่ ให้มีขนาดใช้งานเหมาะกับงานของสาร ความเย็นแต่ละชนิด 5.3 ท าเครื่องหมายบนท่อหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ให้ชัดเจน 6. ระบบ R-134a ตอ้งติดต้งัวาลว์ระบายความดนัเขา้กบัระบบและยกเลิกการใช้Melt Bolt โดยติดต้งัวาล์วระบายความดนัที่จะระบายสารความเย็นเพียงเล็กน้อยเท่าน้ัน เพื่อรักษาความดนั ในระบบ ไม่ให้สูงเกิน รูปที่9.2 ท่อและข้อต่อใช้กับสารความเย็น R-134a


284 รูปที่9.3 แมนิโฟลด์เกจใช้กับสารความเย็น R-134a 9.5 ความปลอดภัยในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับสารความเย็น ในการปฏิบัติงานช่างทุกสาขาสิ่งส าคัญที่ช่างจะต้องเรียนรู้ก่อนคือ การปฏิบัติงานด้วยความ ปลอดภยัแมช้่างจะเก่งหรือมีฝีมือมากเพียงใดก็ตาม แต่ถา้ปฏิบตัิงานขาดหลกัแห่งความปลอดภยัแลว้เมื่อเกิด อุบตัิเหตุข้ึนอาจทา ให้ร่างกายพิการหรือถึงแก่ชีวิตและทรัพยส์ ินเสียหายได้ฉะน้ันการปฏิบตัิงานทางช่าง เครื่องทา ความเยน็จึงตอ้งศึกษาใหรู้้ถึงความปลอดภยัเกี่ยวกบัสารความเยน็เสียก่อน ตามปกติสารความเย็น R-12 มีคุณสมบตัิไม่มีสีไม่มีกลิ่นไม่กดัโลหะไม่ช่วยให้ไฟติด และไม่เป็น อนัตรายต่อร่างกายมนุษย์ดว้ยคุณสมบตัิเหล่าน้ีสารความเยน็ R-12 จึงจัดอยู่ในพวกที่ปลอดภัยและน ามาใช้ เป็ นตัวกลางในการท าความเย็นกันอย่างมาก เนื่องจากสารความเย็นมีจุดเดือดที่ต ่าถึง –21.6 องศาฟาเรน ไฮตภ์ายใตค้วามดนัของบรรยากาศ ดงัน้นั ในการปฏิบตัิงานเกี่ยวกบัสารความเยน็น้ีจึงจา เป็นตอ้งมีความ ระมัดระวังเป็ นพิเศษ ถ้าสารความเย็นเหลวระเหยตัว จะดูดรับปริมาณความร้อนออกจากผิวหนังอย่างรวดเร็ว จนทา ใหพ้องข้ึนมา ข้อควรระวังในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับสารความเย็น มีดงัน้ี 1. อย่าปล่อยให้สาร R-12 ในสถานะของเหลวสัมผัสถูกผิวหนังหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของ ร่างกายเป็ นอันขาด เพราะจะท าให้ผิวหนังพุพองเหมือนถูกไฟลวก 2. อยา่ ให้สารเยน็เขา้ตาขอ้น้ีส าคญัที่สุดเพราะสารความเยน็อาจทา ให้ตาบอดได้ดงัน้นั ใน การปฏิบัติงานซ่อมหรือบริการระบบเครื่องปรับอากาศที่เกี่ยวข้องกับสารความเย็น จึงควรจะต้องสวมแว่นตา ป้องกนัอนัตรายทุกคร้ัง ถา้เกิดอุบตัิเหตุข้ึนโดยถูกสารความเยน็ R-12 เขา้ตาห้ามขย้ีเป็นอนัขาดแต่ให้ปฏิบตัิตามขอ้แนะน า ดงัน้ี - อยา่ขย้ตีา - ลืมตาในน้า เยน็จา นวนมาก ๆ เพื่อทา ใหอุ้ณหภูมิของสารความเยน็เหลวสูงข้ึน


285 - ใชผ้า้สะอาดปิดตาเพื่อกนัสิ่งสกปรกอื่น ๆ - รีบน าผู้ป่ วยส่งจักษุแพทย์ทันที ถ้าสารความเย็น R-12 ถูกผิวหนัง ก็ให้ปฏิบัติตามข้อแนะน าข้างต้นเช่นเดียวกัน โดยให้รีบน าส่วนที่ ถูกสัมผสัจุ่มลงในน้า เยน็จา นวนมาก ๆ เพื่อให้อุณหภูมิของสารความเยน็สูงข้ึนและรีบทาครีมวุน้ ปิโตรเลียม ตรงบริเวณที่ถูกสารความเย็นเหลว 3. ถา้สารความเยน็ถูกไฟเผาจะเกิดควนัพิษ นอกจากอนัตรายที่เกิดข้ึนโดยสารความเยน็ ใน สถานะที่เป็ นของเหลวดังกล่าวแล้ว ถ้าปล่อยสารความเย็นออกในสถานะที่เป็ นแก๊สก็จะไม่เป็ นอันตราย ถ้า ปล่อยออกในบริเวณที่มีการจุดไฟสารความเยน็ ในสถานะที่เป็นแก๊สจะถูกไฟเผากลายเป็นพิษข้ึนได้โดยเกิด เป็ นสารประเภทกรดแฮโลเจน (Halogen acids) ซึ่งจะเป็ นอันตรายต่อระบบการหายใจ 4. ห้ามใช้ไฟลนท่อสารความเย็น สารความเย็นในสถานะที่เป็ นแก๊สซึ่งบรรจุอยู่ในท่อ ถ้า โดนความร้อนจ านวนมาก ๆ จะมีความดนัสูงเกิดระเบิดได้ซ่ึงสารความเยน็ภายในท่อจะมีความดนัเพิ่มข้ึน ไดด้ว้ยการเพิ่มอุณหภูมิฉะน้นัจงหลีกเลี่ยงอยา่ ใหร้ะบบเครื่องทา ความเยน็หรือท่อบรรจุสารความเยน็อยใู่นที่ ที่มีอุณหภูมิสูง ๆ ถ้าเครื่องปรับอากาศจ าเป็ นต้องเก็บไว้ในที่อับหรือใกล้กับงานเชื่อมหรือมีการท าความ สะอาดดว้ยไอน้า (steam cleaning) ใกล้กับอุปกรณ์ใด ๆ ของเครื่องท าความเย็น ควรปล่อยสารความเย็นออก จากระบบทิ้งใหห้มดเสียก่อน เพื่อป้องกนัไม่ใหค้วามดนัภายในสูงจนเกิดระเบิดได้ ในการเติมสารความเยน็เขา้ในระบบ สามารถช่วยใหค้วามดนั ในท่อสารความเยน็เพิ่มข้ึนไดโ้ดยการ จุ่มท่อสารความเยน็ลงในน้า อุ่น หา้มใชไ้ฟลนท่อบรรจุสารความเยน็เพื่อใหค้วามดนัภายในท่อสูงข้ึน 5. การปฏิบัติงานเกี่ยวกับสารความเย็นทุกคร้ังควรกระทา ในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทได้ สะดวก ในการเปิ ดสารความเย็นในสถานะแก๊สออกจากระบบเครื่องท าความเย็น ไม่ควรกระท าในบริเวณที่ อับและอากาสถ่ายเทไม่สะดวก เพราะจะทา ให้สารความเย็นรวมตัวกันอยู่บริเวณน้ีเป็นเหตุให้จา นวน ออกซิเจนในอากาศมีน้อย ไม่เพียงพอต่อระบบการหายใจของร่างกายคน 6. หา้มปล่อยสารความเยน็ทิ้งใกลบ้ริเวณที่มีการจุดไฟ 7. ขณะปล่อยสารความเยน็ทิ้งจากระบบ ควรปล่อยอยา่งชา้ๆ 8. เก็บและเคลื่อนยา้ยท่อบรรจุสารความเยน็ ในลกัษณะต้งัข้ึนเสมอ 9.6 น ้ามันหล่อลื่นคอมเพรสเซอร์ น้า มนัคอมเพรสเซอร์ใชส้ าหรับการหล่อลื่นส่วนที่เคลื่อนไหวต่าง ๆ ของคอมเพรสเซอร์น้า มนัน้ีจะ ถูกดูดอัดปนกับสารความเย็นเข้าไปในท่อทางเดินสารความเย็นของระบบบ้างเล็กน้อย ซึ่งจะเป็ นผลดีช่วยให้ ลิ้นของเอ็กซ์แพนชั่นวาล์วท างานดีตลอดเวลา น้ ามันที่ใช้ในการหล่อลื่นน้ีเป็นน้ ามันที่มีความหนืด (viscosity) ประมาณ 500 เช่น ซูนิโซเบอร์ 5 (Suniso No.5) หรือ เดนซอยล์ 6 (Densoil 6) หรือที่เทียบได้ เท่ากนัน้ีตามปกติทางโรงงานผูผ้ลิตคอมเพรสเซอร์มกัจะเติมน้า มนัหล่อลื่นมาให้แลว้ประมาณ 8-10ออนซ์ ซึ่งเป็ นปริมาณที่พอดี ถ้ามีการเตือนหรือถ่ายเปลี่ยนน้า มนัหล่อลื่น ใหพ้ ึงระวงัไวว้่าการใชน้ ้า มนัผิดชนิดและ การเติมน้า มนัมากหรือนอ้ยเกินไป นอกจากจะทา ให้ลดประสิทธิภาพของเครื่องปรับอากาศแลว้ยงัอาจทา ให้


286 คอมเพรสเซอร์เกิดชา รุดเสียหายได้น้า มนัหล่อลื่นคอมเพรสเซอร์ควรจะมีอยู่เป็นปริมาณอยา่งนอ้ย 6 ออนซ์ และไม่ควรเกิน 10 ออนซ์ รูปที่9.4 น ้ามันหล่อลื่นคอมเพรสเซอร์ การใช้น ้ามันหล่อลื่นคอมเพรสเซอร์ มีดงัน้ี 1. เมื่อเสร็จจากการใช้งานทุกคร้ังอย่าเปิดฝากระป๋องน้ ามนัคอมเพรสเซอร์ทิ้งไว้เพราะ น้า มนัจะดูดรับไอน้า ในอากาศ ซ่ึงเมื่อเติมใช้ในระบบแลว้จะทา ให้เกิดการอุดตนัความช้ืนภายในระบบข้ึน ภายหลังได้ 2. น้า มนั ในระบบเครื่องทา ความเยน็จะตอ้งสะอาดอยู่เสมอถา้พบว่าน้า มนัที่ถ่ายออกจาก คอมเพรสเซอร์มีสีด าหรือเข้มหรือมีฝุ่ นผงผสมติดอยู่ ก็ต้องท าการล้างภายในระบบ โดยใช้สารความเย็น R12 หรือ R-11 อดัเขา้ไปเพื่อไล่สิ่งสกปรกจากภายในระบบ และควรเปลี่ยนรีซีฟเวอร์-ดรายเออร์ใหม่ทุกคร้ัง 3. น้า มนัคอมเพรสเซอร์ใชส้ าหรับหล่อลื่นส่วนที่เคลื่อนไหวต่างๆ ของคอมเพรสเซอร์และ ลดความฝืดของผิวสัมผสัขณะที่ชิ้นส่วนมีการเคลื่อนที่จึงตอ้งใชน้ ้า มนัที่มีคุณสมบตัิพิเศษน้า มนัที่นิยมใชก้นั - คอมเพรสเซอร์แบบลูกสูบ : R-12 ใชน้ ้า มนั ND OIL6 และ R-134a ใชน้ ้า มนั ND OIL 8 - คอมเพรสเซอร์แบบสวอตเพลต : R-12 ใชน้ ้า มนั ND OIL6 และ R-134a ใชน้ ้า มนั ND OIL 8 - คอมเพรสเซอร์แบบโรตารี : R-12 ใชน้ ้า มนั ND OIL 7 และ R-134a ใชน้ ้า มนั ND OIL 9 9.7 การปรับเปลี่ยนระบบ R-12เป็ น R-134a เนื่องจากสารความเย็น R-134a มีคุณสมบัติต่างจาก R-12 ดงัน้ันจึงตอ้งมีการเปลี่ยนแปลงระบบถา้ น า R-134a ใส่ลงไปในระบบเดิมที่ใช้ R-12 จะเกิดปัญหาเกี่ยวกบัการล็อกของคอมเพรสเซอร์และการรั่วไหล ของสารความเยน็ดว้ยเหตุน้ีจะตอ้งมีวิธีป้องกนั ไม่ให้ใช้สารความเยน็ผิดชนิด การปรับเปลี่ยนต่าง ๆ จะต้องท ากับระบบเดิมที่ใช้กับ R-12 ดงัน้ี


287 1. น ้ามันคอมเพรสเซอร์ ท าหน้าที่หล่อลื่นโดยจะละลายในสารความเย็นและจะไหลเวียนในระบบ น้า มนัคอมเพรสเซอร์ส าหรับ R-12 จะไม่ละลายใน R-134a ดงัน้นัจึงไม่สามารถไหลเวียนในระบบไดท้า ให้ อายุของการใช้งานของคอมเพรสเซอร์ลดลง รูปที่ 9.5 ปริมาณการไหลเวียนของน ้ามัน รูปที่ 9.6 น ้ามันคอมเพรสเซอร์ส าหรับ R-134a ข้อสังเกต เพื่อป้องกนั ไม่ให้ใช้น้า มนัคอมเพรสเซอร์ผิดชนิด ตอ้งมีการระบุให้ชดัเจนว่าใช้น้ ามนั คอมเพรสเซอร์และสารความเย็นชนิดใด


288 รูปที่ 9.7 แผ่นป้ายแสดงคอมเพรสเซอร์ที่ใช้สารความเย็น R-134a 2. วัสดุท าซีลระบบปรับอากาศที่ใช้ R-12 ใช้ซีลที่ท าจาก NBR (Nitrite Butadiene Rubber)รวมท้งั โอริงส าหรับท่อแข็ง ท่ออ่อนและคอมเพรสเซอร์ ซีลท าจาก NBR น้ีละลายไดใ้น R-134a (ท าให้เกิดการบวม) จึงต้องเปลี่ยนมาใช้ RBR (Rubb in Behalf of R-134a) ซึ่งพัฒนามาเป็ นวัสดุที่ใช้ซีล ส าหรับ R-134a ตารางที่ 9.4 วัสดุและขนาดของซีลส าหรับ R-134a และ R-12 3. ท่อความดันสูงและต ่าวัสดุที่ใช้ท าท่อความดันสูงและต ่าจะใช้ NBR ถ้าใช้กับระบบที่ใช้ R-134a สารความเยน็จะรั่วไหลออกมาจึงตอ้งเปลี่ยนวสัดุทา ท่อใหม่เพื่อใชก้บั R-134a เมื่อเทียบกับการใช้ R-12 การซึมของสารความเยน็และน้า จะลดลงอยา่งมาก โครงสร้างสา หรับท่อ R-134a โครงสร้างสา หรับท่อ R-12 วสัดุ RBR NBR


289 รูปที่ 9.8 เปรียบเทียบวัสดุท าท่อสารความเย็น R-134a และ R-12 4. สารดูดความชื้น สารดูดความช้ืนที่ใช้R-12 จะเป็นซิลิกาเจล ซ่ึงถา้ตอ้งการดูดความช้ืนออกจาก วงจรของ R-134a ได้อย่างสมบูรณ์และจะต้องใช้ซิลิกาเจลจ านวนมาก ส าหรับระบบที่ใช้ R-134a น้นัจะใช้ ซีโอไลตแ์ทนซิลิกาเจลเป็นตวัดูดความช้ืน การป้องกันความผิดพลาดการใช้สารความเย็นและข้อต่อสารความเย็นและอุปกรณ์อื่นที่ใช้กับระบบ ปรับอากาศ R-12 เมื่อน ามาใช้กับระบบปรับอากาศ R-134a จะเกิดปัญหา เช่น สารความเยน็รั่วไหล หรือเกิด การขุ่นมัวที่ช่องกระจกมองสารความเย็น เพื่อป้องกันความผิดพลาดการใช้สารความเย็นหรือการใช้ข้อต่อท่อ จึงตอ้งมีการปรับเปลี่ยนรูปทรงของขอ้ต่อท่อใหม่รูปทรงของวาลว์และเครื่องมือบริการ ดงัน้ี 1. รูปทรงข้อต่อท่อเปลี่ยนแปลงใหม่ รูปที่ 9.9 ขนาดท่อและชนิดของเกลียว


290 2. วาล์วบริการเปลี่ยนแปลงใหม่ เพื่อป้องกันการใช้สารความเย็นผิดชนิด จ าเป็ นต้องมีการเปลี่ยน ขนาดของวาล์วบริการใหม่และข้อต่อใช้เป็ นแบบ สวมล็อก ซึ่งท าให้การใส่และถอดสะดวก ข้อต่อมีวาล์วทางเดียวป้องกันการไหลย้อนกลับของสารความเย็น รูปที่ 9.10 แสดงวาล์วบริการและการสวมล็อก 3. เครื่องมือบริการเปลี่ยนแปลงใหม่การเปลี่ยนแปลงชุดแมนิโฟลดเ์กจและชิ้นส่วนอื่น ๆ น้นัเพื่อ ป้องกันไม่ให้บรรจุสารความเย็นผิดชนิด จึงต้องมีการเปลี่ยนขนาดของข้อต่อต่าง ๆ โดยใช้แบบสวมล็อก ตามมาตรฐาน SAE รูปที่ 9.11 ชุดแมนิโฟลด์เกจที่ใช้กบั R-134a


291 4. ข้อต่อปั๊มสุญญากาศแบบใหม่จุดประสงค์ของการใช้ข้อต่อปั๊มสุญญากาศ คือ หลังจากเกิด สุญญากาศในวงจรปรับอากาศแลว้เมื่อปั๊มสุญญากาศหยดุการทา งานเพราะมีสุญญากาศในท่อภายในชุดแมนิ โฟลด์เกจ น้า มนั ปั๊มสุญญากาศจึงไหลยอ้นกลบัเขา้ไปในท่อบรรจุสารความเยน็ถา้ยงับรรจุสารความเยน็ โดย ที่ระบบยงัคงอยู่ในสภาวะดงักล่าว น้ ามนั ปั๊มสุญญากาศที่เหลือคา้งในท่อบรรจุเขา้ไปในวงจรปรับอากาศ พร้อมกับสารความเย็น การใช้ข้อต่อปั๊มสุญญากาศพร้อมด้วยโซลีนอยล์วาล์วจะช่วยป้องกันการไหล ยอ้นกลบัของน้า มนัจากปั๊มสุญญากาศได้หนา้ที่ของโซลีนอยดว์าลว์คือเมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านโซลีนอยล์ วาล์ว วาล์วจะปิดเพื่อป้องกันไม่ให้อากาศภายนอกไหลเขา้และช่วยให้เกิดสุญญากาศข้ึนเมื่อกระแสไฟฟ้า หยุดไหลวาลว์จะเปิดเพื่อยอมให้อากาศไหลเขา้และสิ้นสุดการเกิดสุญญากาศ ปัจจุบนัน้ีขอ้ต่อปั๊มสุญญากาศ ใชไ้ดท้ ้งัปั๊มสุญญากาศของ R-134a และ R-12 รูปที่ 9.12 วิธีการติดต้ังข้อต่อสุญญากาศ 5. เครื่องตรวจสอบการรั่วไหลของสารความเยน็เปลี่ยนแปลงใหม่สารความเยน็ R-12 มีสารคลอรีน ผสมอยดู่ว้ยจึงใชค้ลอรีนในการตรวจสอบการรั่วของระบบ แต่R-134a ไม่มีคลอรีนไม่อาจตรวจสอบได้ด้วย เครื่องตรวจสอบชนิดที่ใช้กับ R-12 จึงมีการผลิตเครื่องตรวจสอบที่มีความไวสูงและสามารถใชไ้ดท้ ้งั R-134a และ R-12 รูปที่ 9.13 เครื่องตรวจสอบการรั่วสารความเย็น R-134a และ R-12


292 6. การป้องกันการปล่อยสารความเย็นสู่บรรยากาศ ระบบ R-12 ถา้ความดนัสูงเกิดข้ึนในดา้นความ ดนัสูงมีค่าสูงมากผิดปกติปลกั๊หลอมละลายจะละลาย และสารความเยน็จะถูกปล่อยออกสู่บรรยากาศเพื่อ ไม่ให้ ระบบเสียหาย สารความเยน็ท้ังหมดในระบบจะถูกปล่อยออกสู่บรรยากาศ ระบบ R-134a จะใช้ วาล์วระบบความดัน (PRV) แทนการใชป้ลกั๊หลอมละลายวาลว์ PRV จะจ ากัดจ านวนสารความเย็นให้ระบาย ออกสู่บรรยากาศให้น้อยที่สุด รูปที่ 9.14 ลักษณะการท างานของวาล์วระบายความดัน รูปที่ 9.15 แสดงวาล์วระบายความดันและปลั๊กหลอมละลาย 7. การเข้ากันได้ของระบบ เพื่อความสามารถในการท าความเย็นของระบบและเพื่อให้ได้การ ควบคุมที่เหมาะสม จะตอ้งเปลี่ยนชุดวาลว์ของแต่ละชิ้นส่วนตามรายละเอียด ดงัน้ี 7.1 แมก็เนติกคลตัซ์ตอ้งเพิ่มแรงหรือทอร์กมากข้ึน


293 7.2 คอนเดนเซอร์(คอยลร์้อน) ตอ้งมีการระบายความร้อนมากข้ึน 7.3 สวิตซ์ความดันต้องเปลี่ยนวาล์วความดันควบคุม ON/OFF คอมเพรสเซอร์ 7.4 เอก็ซ์แพนชนั่วาลว์ตอ้งเปลี่ยนการควบคุมความดนั ใหม่ รูปที่ 9.16 การเปรียบเทียบความดันไออิ่มตัวของ R-134a และ R-12 9.8 สรุป ในระบบปรับอากาศรถยนต์จะมีการท างานของอุปกรณ์ตามวัฏจักร ซึ่งจะอาศัยหลักการถ่ายเทความ ร้อนโดยจะดูดความร้อนออกจากห้องโดยสารใหม้ีอุณหภูมิลดต่า ลงโดยใชส้ารความเยน็หรือที่เรียกกนัทวั่ ไป ว่า “น้า ยาแอร์” เป็ นตัวกลางในการดูดความร้อนซึ่งสารความเย็นในระบบปรับอากาศรถยนต์จะแบ่งออกเป็ น 2 ชนิดได้แก่ สารความเย็น R-12 และ R-134a ซ่ึงท้งั 2 ชนิดรถยนต์ในปัจจุบันจะใช้สารความเย็น R-134a เนื่องจากมีคุณสมบตัิที่ไม่ทา ลายโอโซนและไม่เป็นอนัตรายต่อสิ่งแวดลอ้มและจะบงัคบั ใช้กับรถยนต์รุ่น ใหม่ ส่วนสารความเย็น R-12ยงัคงมีใชอ้ยใู่นรถยนตร์ุ่นเก่าแต่มีปริมาณการใชล้ดนอ้ยลงเรื่อย ๆ การไหลเวียนของสารความเย็นในระบบปรับอากาศจะมีสารหล่อลื่นหรือที่เรียกกันโดยทวั่ ไปว่า “น้า มนัคอมเพรสเซอร์”ผสมกบัสารความเยน็ซ่ึงน้า มนัคอมเพรสเซอร์จะแยกประเภทที่ใชก้บัสารความเยน็ R-12 และR-134a อีกเช่นกนั ไม่สามารถใชร้่วมกนั ได้ดงัน้ันถา้จะเปลี่ยนระบบสารความเยน็จะตอ้งเปลี่ยน อุปกรณ์ในระบบใหเ้ป็นประเภทของสารความเยน็ ประเภทที่ตอ้งการเท่าน้นั


294 กิจกรรมที่ 1.1 ให้ผู้เรียนตอบค าถามต่อไปนี้ 1. ให้นักเรียนบอกคุณสมบัติของสารความเย็นมาโดยละเอียด ........................................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................................... 2. ให้นักเรียนบอกคุณสมบัติของสารความเย็น R-12 มาโดยละเอียด ........................................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... 3. ให้นักเรียนอธิบายข้อเปรียบเทียบสารความเย็น R-134a กับ R-12 มาโดยละเอียด ........................................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... 4. ให้นักเรียนบอกวิธีการใช้น ้ามันหล่อลื่นคอมเพรสเซอร์มาโดยละเอียด ........................................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... กิจกรรมหน่วยที่ 9


295 กิจกรรมที่ 9.1 ให้ผู้เรียนตอบค าถามต่อไปนี้ 1. ให้นักเรียนบอกคุณสมบัติของสารความเย็นมาโดยละเอยีด ตอบ - สารความเย็นเป็ นของเหลวที่มีคุณสมบัติในการท าความเย็นโดยการดูดความร้อนจาก วตัถุหรือสิ่งของที่ตอ้งการทา ให้เยน็ดังน้ันสารความเยน็ที่ดีจึงตอ้งมีคุณสมบตัิทางฟิสิกส์ทางเคมีมีความ ปลอดภัยในการใช้งานและประหยัด ความปลอดภัย เป็นสิ่งแรกที่ตอ้งคา นึงถึง สารความเยน็บางชนิดมีคุณสมบตัิในการทา ความเยน็ดี แต่มีขีดจ ากัดในการใช้งาน สารความเย็นที่ดีจะต้องไม่มีปฏิกิริยาทางเคมี ไม่ไวไฟหรือระเบิดง่าย และไม่เป็ น พิษโดยเฉพาะอย่างยิ่งตอ้งไม่ทา ปฏิกิริยากบัน้า มนัหล่อลื่นคอมเพรสเซอร์หรือชิ้นส่วนต่าง ๆ ภายในระบบ นอกจากน้ีเมื่อเกิดการรั่วของระบบข้ึน สารความเยน็ ไม่ผสมหรือละลายในอาหารที่เก็บไวใ้นตู้ ความเป็ นพิษของสารความเย็น อาจกล่าวได้ว่าไม่มีแก๊สใด ๆ ที่ปลอดภยัแก่มนุษยเ์ท่ากับอากาศ ความเป็นพิษของสารความเยน็จะข้ึนอยู่กบั ปริมาณและระยะเวลาของสารความเยน็ที่ผสมอยู่กบัอากาศ สาร ความเย็นบางชนิดจะเป็ นพิษอย่างแรงและสามารถท าให้ตายหรือพิการได้แม้ในปริมาณเพียงเล็กน้อยก็ตาม สารความเย็นบางชนิดเป็ นพิษอย่างอ่อน แต่จะเป็ นพิษร้ายแรงเมื่อมีจ านวนที่ผสมอยู่กับอากาศจ านวนมาก เพราะจะทา ให้เกิดการขาดออกซิเจน สารความเย็นที่เป็นพิษอย่างอ่อนน้ีจึงจดัอยู่ในประเภทที่ปลอดภัย ถึงแมว้่าสารน้ีเมื่อไหมไ้ฟแลว้จะเกิดเป็นควนัพิษก็ตาม เช่น สารประเภทฟลูออโรคาร์บอน (fluorocarbon) หรือที่รู้จักกันว่า “ฟรีออน” การไวไฟและระเบิดของสารความเย็น สารความเย็นที่มีสารประกอบไฮโดรคาร์บอนจะไวไฟและ ระเบิดไดอ้ยา่งรวดเร็วดงัน้นัการใชส้ารความเยน็ ประเภทน้ีจึงตอ้งมีผชู้า นาญคอยควบคุมตลอดเวลา สารความเย็นแอมโมเนียเป็ นแก๊สที่ติดไฟ แต่ระเบิดได้ยาก จึงไม่จัดสารความเย็นแอมโมเนียอยู่ใน ประเภทของแก๊สที่ไวไฟและระเบิดได้ปัจจุบนัแอมโมเนียเป็นสารความเยน็ชนิดเดียวที่ยงัคงใชก้นัอยู่ท้งัน้ี เพราะแอมโมเนียมีกลิ่นฉุน ถา้เกิดการรั่วจะเตือนให้ผูอ้ยู่ในบริเวณน้นัทราบ และรีบหลบหลีกหรือแกไ้ขได้ ทันท่วงที อย่างไรก็ตาม สารความเย็นแอมโมเนียก็ใช้อยู่ในวงจ ากัดและต้องมีช่างคอยควบคุมอยู่ตลอดเวลา 2. ให้นักเรียนบอกคุณสมบัติของสารความเย็น R-12 มาโดยละเอียด ตอบ 1. เป็นสารที่ไม่มีสีไม่มีกลิ่น 2. ไม่กัดกร่อนโลหะ เช่น เหล็ก ทองแดง หรืออะลูมิเนียม 3. ดูดรับปริมาณความร้อนแฝงได้มากขณะเดือดเปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็ นไอ และสามารถเปลี่ยนสถานะกลับเป็ นสารความเย็นเหลวได้อย่างง่าย เฉลยค าถามท้ายบท


296 4. ไม่จัดเป็ นสารไวไฟ 5. มีจุดเดือดต ่าสารความเย็น R-12 ในสภาพเป็ นของเหลวมีจุดเดือดที่ -21.6 องศา ฟาเรนไฮต์ที่ความดันบรรยากาศ จุดเดือดของสารความเย็น R-12 จะแปรไปตาม ความดันของตัวเอง 6. มีความดันขณะใช้งานอยู่ในระดับปานกลาง ท าให้ปลอดภัย 7. ผสมไดด้ีกบัน้า มนัหล่อลื่น และไม่ทา ใหป้ระสิทธิภาพในการหล่อลื่นเสียไป 8. เมื่อมีการรั่วที่ส่วนหน่ึงส่วนในของระบบเครื่องทา ความเยน็จะสามารถตรวจ สอบหารอยรั่วไดง้่าย 3. ให้นักเรียนอธิบายข้อเปรียบเทียบสารความเย็น R-134a กับ R-12 มาโดยละเอียด ตอบ 1. R-134a ไม่อาจใช้ร่วมกับน้ ามนัหล่อลื่นคอมเพรสเซอร์ทวั่ ไปได้จึงตอ้งเปลี่ยนน้ ามนั คอมเพรสเซอร์ใหม่ 2. R-134a ดูดความช้ืนไดม้ากกว่า R-12จึงมีโอกาสที่จะเกิดสนิมภายในระบบไดง้่ายดงัน้นั จึงตอ้งเปลี่ยนสารดูดความช้ืน 3. ขณะท างานเมื่อ R-134a มีอุณหภูมิสูงข้ึนจะทา ความดนัและภาระงานสูงอย่างมากจึงมี ผลกระทบต่อการท าความเย็น จึงต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ เช่น คลัตซ์แม่เหล็ก สวิตซ์ความดัน เอ็กซ์-แพนชนั่วาลว์ และชุดควบคุมก าลังดันอีวาพอเรเตอร์ เป็ นต้น 4. R-134a ท าให้ซีลและท่ออ่อนเสียหาย ดงัน้ันจึงตอ้งเปลี่ยนวสัดุที่ใช้ทา ซีลและท่ออ่อน ท้งัหมด 5. เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการใช้ R-134a ควรมีการป้องกนัดงัน้ี 5.1 เปลี่ยนวาล์วบริการใหม่ให้เหมาะสมกับระบบ 5.2 เปลี่ยนเครื่องมือบริการใหม่ ให้มีขนาดใช้งานเหมาะกับงานของสาร ความเย็นแต่ละชนิด 5.3 ท าเครื่องหมายบนท่อหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ให้ชัดเจน 6. ระบบ R-134a ตอ้งติดต้งัวาลว์ระบายความดนัเขา้กบัระบบและยกเลิกการใช้Melt Bolt โดยติดต้งัวาล์วระบายความดนัที่จะระบายสารความเย็นเพียงเล็กน้อยเท่าน้ัน เพื่อรักษาความดนั ในระบบ ไม่ให้สูงเกิน


297 4. ให้นักเรียนบอกวิธีการใช้น ้ามันหล่อลื่นคอมเพรสเซอร์มาโดยละเอียด ตอบ 1. เมื่อเสร็จจากการใช้งานทุกคร้ังอย่าเปิดฝากระป๋องน้ ามนัคอมเพรสเซอร์ทิ้งไว้เพราะ น้า มนัจะดูดรับไอน้า ในอากาศ ซ่ึงเมื่อเติมใช้ในระบบแลว้จะทา ให้เกิดการอุดตนัความช้ืนภายในระบบข้ึน ภายหลังได้ 2. น้า มนั ในระบบเครื่องทา ความเยน็จะตอ้งสะอาดอยู่เสมอถา้พบว่าน้า มนัที่ถ่ายออกจาก คอมเพรสเซอร์มีสีด าหรือเข้มหรือมีฝุ่ นผงผสมติดอยู่ ก็ต้องท าการล้างภายในระบบ โดยใช้สารความเย็น R12 หรือ R-11 อดัเขา้ไปเพื่อไล่สิ่งสกปรกจากภายในระบบ และควรเปลี่ยนรีซีฟเวอร์-ดรายเออร์ใหม่ทุกคร้ัง 3. น้า มนัคอมเพรสเซอร์ใชส้ าหรับหล่อลื่นส่วนที่เคลื่อนไหวต่างๆ ของคอมเพรสเซอร์และ ลดความฝืดของผิวสัมผสัขณะที่ชิ้นส่วนมีการเคลื่อนที่จึงตอ้งใชน้ ้า มนัที่มีคุณสมบตัิพิเศษน้า มนัที่นิยมใชก้นั - คอมเพรสเซอร์แบบลูกสูบ : R-12 ใชน้ ้า มนั ND OIL6 และ R-134a ใชน้ ้า มนั ND OIL 8 - คอมเพรสเซอร์แบบสวอตเพลต : R-12 ใชน้ ้า มนั ND OIL6 และ R-134a ใชน้ ้า มนั ND OIL 8 - คอมเพรสเซอร์แบบโรตารี : R-12 ใชน้ ้า มนั ND OIL 7 และ R-134a ใชน้ ้า มนั ND OIL 9


298 แผนการสอน หน่วยที่ 10 ชื่อวิชา งานปรับอากาศรถยนต์ สอนครั้งที่ 14-16 ชื่อหน่วย 10 การบริการระบบปรับอากาศรถยนต์ ชั่วโมง 18 ชั่วโมง ชื่อเรื่อง การบริการระบบปรับอากาศรถยนต์ จ านวน 18 ชั่วโมง หัวข้อเรื่อง ด้านความรู้ 1. การตรวจรอยรั่วของระบบปรับอากาศ 2. การปล่อยสารความเย็นออดจากระบบ 3. การท าสุญญากาศ 4. การเติมน้า มนัหล่อลื่นคอมเพรสเซอร์ 5. การบรรจุสารความเย็น 6. การตรวจระบบท าความเย็น 7. การทดสอบการท างานของเครื่องปรับอากาศ ด้านทักษะ 8. งานการตรวจรั่วและการปล่อยสารความเยน็ 9. งานทา สุญญากาศและเติมน้า มนัหล่อลื่นคอมเพรสเซอร์ 10.งานเติมสารความเย็น ด้านคุณธรรม จริยธรรม 11. ความมีวินัย ความรับผิดชอบ ความสนใจใฝ่ รู้ 12. ความมีมนุษยส์ ัมพนัธ์ความอดทนอดกล้นัความซื่อสัตยส์ุจริต สาระส าคัญ งานบริการระบบเครื่องปรับอากาศถือได้ว่าเป็ นงานที่มีความส าคัญอย่างมากเพราะในการบริการแต่ ละคร้ังช่างจะตอ้งทา การตรวจสอบดูวา่ ในระบบปรับอากาศรถยนตน์ ้นัมีจุดใดที่ตอ้งทา การแกไ้ข หรือจุดใด ที่ต้องท าการซ่อมแซม เพื่อใหร้ะบบปรับอากาศรถยนตข์องเราน้นัมีประสิทธิภาพสูงในการทา งานในการ บริการระบบปรับอากาศรถยนตน์ ้นัจะประกอบไปดว้ยการตรวจสอบหลายอยา่งไม่วา่จะเป็นการตรวจสอบ การรั่วของระบบ ซึ่งสามารถท าได้หลายวิธี การปล่อยสารความเย็น การท าสุญญากาศ การเติมน้า มนัหล่อลื่น คอมเพรสเซอร์การบรรจุสารความเย็นเข้าในระบบ เป็ นต้น ซึ่งการบริการรถยนต์จะต้องใช้การตรวจสอบ และหาปัญหาที่เกิดข้ึนภายในรถยนต์และในการบริการจะตอ้งใชเ้ครื่องมือหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ในการ ตรวจสอบเพื่อใหแ้น่ใจวา่ระบบปรับอากาศรถยนตข์องเราน้นัมีปัญหาที่จุดใดและเราก็จะไดแ้กไ้ขใหไ้ด้ ถูกต้องและเกิดผลดีต่อระบบปรับอากาศ


299 สมรรถนะอาชีพประจ าหน่วย (ความรู้ทักษะ คุณธรรม จริยธรรม) 1. ตรวจรั่วและการปล่อยสารความเยน็ ได้ 2. อธิบายการปล่อยสารความเย็นออกจากระบบได้ 3. บอกวิธีการการท าสุญญากาศได้ 4. บอกวิธีการเติมน้า มนัหล่อลื่นคอมเพรสเซอร์ได้ 5. บอกวิธีการการบรรจุสารความเย็นเข้าระบบได้ 6. อธิบายการตรวจระบบท าความเย็นได้ 7. บอกวิธีการทดสอบการท างานเครื่องปรับอากาศได้ 8. การตรวจรั่วและปล่อยสารความเยน็ ได้ตามใบงาน 9. ทา สุญญากาศและเติมน้า มนัหล่อลื่นคอมเพรสเซอร์ได้ตามใบงาน 10. เติมสารความเย็นได้ตามใบงาน 11.ความมีวินัย ความรับผิดชอบ ความสนใจใฝ่ รู้ 12.ความมีมนุษยส์ ัมพนัธ์ความอดทนอดกล้นัความซื่อสัตยส์ุจริต


300 จุดประสงค ์ การสอน จุดประสงค์ทั่วไป 1. เพื่อให้มีความรู้เกี่ยวกับการตรวจรอยรั่วของระบบปรับอากาศ การท าสุญญากาศ การเติม น้า มนัหล่อลื่น การบรรจุสารความเยน็การตรวจระบบความเยน็และการทดสอบการทา งานระบบปรับ อากาศ (ด้านความรู้) 2. เพื่อให้มีทักษะในงานตรวจรอยรั่วงานทา สุญญากาศและงานเติมสารความเยน็ ได้อย่างถูกวิธี (ด้านทักษะ) 3. เพื่อให้มีเจตคติที่ดีต่อการเตรียมความพร้อมด้านการเตรียม วัสดุ อุปกรณ์ และการปฏิบัติงาน อย่างถูกต้อง ส าเร็จทันภายในเวลาที่ก าหนด (ด้านคุณธรรม จริยธรรม) จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม 1. ตรวจรั่วและการปล่อยสารความเยน็ ได้อย่างถูกต้อง (ด้านความรู้) 2. อธิบายการปล่อยสารความเย็นออกจากระบบได้(ด้านความรู้) 3. บอกวิธีการการท าสุญญากาศได้(ด้านความรู้) 4. บอกวิธีการเติมน้า มนัหล่อลื่นคอมเพรสเซอร์ได(ด้านความรู้) ้ 5. บอกวิธีการการบรรจุสารความเย็นเข้าระบบได้อย่างถูกต้อง (ด้านความรู้) 6. อธิบายการตรวจระบบท าความเย็นได้อย่างถูกต้อง (ด้านความรู้) 7. บอกวิธีการทดสอบการท างานเครื่องปรับอากาศได้อย่างถูกต้อง (ด้านความรู้) 8. งานตรวจรั่วและการปล่อยสารความเยน็ ได้อย่างถูกต้อง (ด้านทักษะ) 9. ทา สุญญากาศและเติมน้า มนัหล่อลื่นคอมเพรสเซอร์ได้อย่างถูกต้อง(ด้านทักษะ) 10.เติมสารความเย็นได้อย่างถูกต้อง (ด้านทักษะ) 11. เตรียมความพร้อมด้านวัสดุ อุปกรณ์ สอดคล้องกับงานและใช้วัสดุ อุปกณ์อย่างคุ้มค่า ประหยัดได้อย่างถูกต้อง (ด้านคุณธรรม จริยธรรม) 12. ปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องและส าเร็จภายในเวลาที่ก าหนด (ด้านคุณธรรม จริยธรรม)


301 เนื้อหาสาระการสอน ด้านความรู้(ทฤษฎี) 10. การบริการระบบปรับอากาศรถยนต์ 1. การตรวจรอยรั่วของระบบปรับอากาศ 2. การปล่อยสารความเย็นออดจากระบบ 3. การท าสุญญากาศ 4. การเติมน้า มนัหล่อลื่นคอมเพรสเซอร์ 5. การบรรจุสารความเย็น 6. การตรวจระบบท าความเย็น 7. การทดสอบการท างานของเครื่องปรับอากาศ ด้านทักษะ (ปฏิบัติ) 1. ใบงานที่ 10.1 เรื่อง งานตรวจรั่วและการปล่อยสารความเยน็ 2. ใบงานที่ 10.2 เรื่อง งานทา สุญญากาศและเติมน้า มนัหล่อลื่นคอมเพรสเซอร์ 3. ใบงานที่ 10.3 เรื่อง งานเติมสารความเย็น ด ้ านคุณธรรม จริยธรรม 1. เตรียมความพร้อมด้านวัสดุ อุปกรณ์ สอดคล้องกับงาน และใช้วัสดุ อุปกณ์ อย่างคุ้มค่า ประหยัดได้อย่างถูกต้อง 2. ปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง และส าเร็จภายในเวลาที่ก าหนด


302 กิจกรรมการเรียนการสอน ข้ันตอนการสอนหรือกจิกรรมของครูขั้นตอนการเรียนหรือกิจกรรมของนักเรียน ขั้นเตรียม 1.ศึกษาคู่มือและจัดเตรียมเอกสาร ชุดการสอนที่ 10 เรื่องการบริการระบบปรับอากาศรถยนต์ สื่อการ เรียนการสอน เครื่องมือประเภทต่าง ๆ วัสดุ และ อุปกรณ์แนะน าการใช้ชุดการสอน เน้ือหารายวิชา มอบหมายงานตามใบงาน และวิธีการวัดผลและ ประเมินผล 2. ใหน้กัเรียนทา แบบทดสอบก่อนเรียนชุดการสอน ที่ 10 เรื่อง การบริการระบบปรับอากาศรถยนต์ แล้วให้นักเรียนสลับกันตรวจค าตอบแบบทดสอบ ก่อนเรียนและใหค้ะแนน 3. ช้ีแจงจุดประสงคก์ารเรียนชุดการสอนที่ 10 ให้ นักเรียนทราบและให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการท า กิจกรรมทุกคน ขั้นการเรียนการสอน 1.ครูแจกใบความรู้ที่ 10 เรื่องการบริการระบบปรับ อากาศรถยนต์ กับนักเรียนและคอยให้ค าแนะน า 2. แบ่งกลุ่มนักเรียนออกเป็ น 3กลุ่ม แล้วแจกใบงาน ให้นักเรียนปฏิบัติตามใบงาน - ใบงานที่ 10.1 เรื่อง ตรวจรั่วและการปล่อยสาร ความเย็น - ใบงานที่ 10.2 เรื่อง ท าสุญญากาศและเติม น้า มนัหล่อลื่นคอมเพรสเซอร์ - ใบงานที่ 10.3 เรื่อง เติมสารความเย็น - ขณะที่นักเรียนปฏิบัติงานเป็ นกลุ่ม ตาม ใบงาน ครูสังเกตพฤติกรรมการท างานร่วมกันของ นักเรียนและประเมินผลการปฏิบัติงาน - จากน้นั ให้นกัเรียนแต่ละกลุ่มช่วยกนัสรุป เน้ือหาเรื่องการบริการระบบปรับอากาศรถยนต์ ขั้นเตรียม 1. นกัเรียนอ่านคา ช้ีแจงชุดการสอนที่ 10 ท าความ เข้าใจและให้ความมือในการท ากิจกรรม 2. เตรียมตวัทา แบบทดสอบก่อนเรียน ชุดการสอนที่ 3 เรื่อง การบริการระบบปรับอากาศรถยนต์ 3. ทา แบบทดก่อนเรียนชุดการสอนที่ 10 เรื่อง การบริการระบบปรับอากาศรถยนต์ และสลับกัน ตรวจค าตอบ ขั้นการเรียนการสอน 1. นักเรียนศึกษาใบความรู้ที่ 10 เรื่องการบริการ ระบบปรับอากาศรถยนต์ 2. นักเรียนแบ่งกลุ่มเป็ น 3 กลุ่ม และแต่ละกลุ่มให้ ท าการเลือกหัวหน้ากลุ่มแล้วรับใบงานจากครูและ ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มปฏิบัติตามใบงาน - ใบงานที่ 10.1 เรื่อง ตรวจรั่วและการปล่อย สารความเย็น - ใบงานที่ 10.2 เรื่อง ท าสุญญากาศและเติม น้า มนัหล่อลื่นคอมเพรสเซอร์ - ใบงานที่ 10.3 เรื่อง เติมสารความเย็น 3. นักเรียนแต่ละกลุ่มจะต้องปฏิบัติตามใบงานจน ครบท้งั 1 ใบงาน 4. นกัเรียนแต่ละกลุ่มช่วยกนัสรุปเน้ือหา เรื่อง การบริการระบบปรับอากาศรถยนต์


303 - ครูสุ่มให้นักเรียน 1 กลุ่มออกมารายงาน หนา้ช้นัเรียน ข้ันสรุป 1.ครูสรุปเน้ือหาจากที่นกัเรียนนา ขอ้มูลออกมา รายงานพร้อมท้งัอธิบายเพิ่มเติม และสรุปเน้ือหา ตามหัวข้อสาระส าคัญของใบความรู้ 2. ให้นักเรียนซักถามและตอบข้อซักถาม ของ นักเรียนที่ไม่เข้าใจ 3. แจกแบบทดสอบหลังเรียนและให้นักเรียน ท า แบบทดสอบหลังเรียนประจ าชุดการสอนที่ 10 5. ให้นักเรียนกลุ่มที่ครูมอบหมายงานให้ออกมา รายงานหนา้ช้นัเรียน เมื่อรายงานเสร็จแล้วให้เพื่อน นักเรียนในห้องซักถามข้อสงสัย ข้ันสรุป 1. นักเรียนรับฟังค าสรุปและข้อเสนอแนะจากครู 2. จดบันทึกข้อมูลและซักถามในหัวข้อที่ยังไม่เข้าใจ 3. ท าแบบทดสอบหลังเรียนประจ าชุดการสอนที่ 10


304 งานที่มอบหมายหรือกิจกรรม ก่อนเรียน 1. เตรียมทา แบบทดสอบก่อนเรียนชุดการสอนที่ 10 2. ทา แบบทดก่อนเรียน ชุดการสอนที่ 10 เรื่อง การบริการระบบปรับอากาศรถยนต์ และสลับกันตรวจค าตอบ 3. อ่านคา ช้ีแจงชุดการสอนที่ 10 ท าความเข้าใจและให้ความมือในการท ากิจกรรม จัดเตรียม เอกสารชุดการสอน สื่อการเรียนการสอน เครื่องมือประเภทต่างๆ วัสดุ และอุปกรณ์ ขณะเรียน 1. ต้งัใจศึกษาตามใบความรู้ที่10 เรื่องการบริการระบบปรับอากาศรถยนต์ แบ่งกลุ่มเป็ น 3กลุ่ม และปฏิบัติตามใบงาน - ใบงานที่ 10.1 เรื่อง งานตรวจรั่วแลตรวจรั่วและการปล่อยสารความเยน็ - ใบงานที่ 10.2 เรื่อง งานทา สุญญากาศและเติมน้า มนัหล่อลื่นคอมเพรสเซอร์ - ใบงานที่ 10.3 เรื่อง งานเติมสารความเย็น 2. นักเรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันสรุป เรื่อง การบริการระบบปรับอากาศรถยนต์ 3. รายงานหนา้ช้นัเรียน เรื่องการบริการระบบปรับอากาศรถยนต์ หลังเรียน 1. ท าแบบทดสอบหลังเรียน


305 สื่อการเรียนการสอน สื่อสิ่งพิมพ์ 1. ชุดการสอนที่ 10 เรื่อง การบริการระบบปรับอากาศรถยนต์ 2.ธีรยุทธ ชัยวงศ์ . งานปรับอากาศรถยนต์. กรุงเทพฯ : ส านักพิมพ์ศูนย์ส่งเสริมอาชีวะ, 2547. 3. พงศักดิ์ ศิริขันธ์และคณะ . งานเครื่องยนตเ์บ้ืองตน้. กรุงเทพฯ : ส านักพิมพ์ศูนย์ส่งเสริม อาชีวะ, 2546. 4. บรรเลง ศรนิลและคณะ . พ้ืนฐานเครื่องทา ความเยน็. กรุงเทพฯ : สถาบันเทคโนโลยีพระจอม เกล้าพระนครเหนือ, 2527. 5. วีรพจน์ เวชประสิทธิ์ และภักดี วิสาวโท . เครื่องปรับอากาศรถยนต์. กรุงเทพฯ : จงเจริญการ พิมพ์, 2523. 6. วีระศักดิ์ มะโนน้อม . งานปรับอากาศรถยนต์. กรุงเทพฯ : ส านักพิมพ์เอมพันธ์, 2549. 7. สมชาย วณารักษ์ . ธุรกิจช่างยนต์. กรุงเทพฯ : ส านักพิมพ์เอมพันธ์, 2543. 8. สมศักดิ์ สุโมตยกุล . เครื่องปรับอากาศรถยนต์. กรุงเทพฯ : ซีเอ็ดยเูคชนั่, 2541. 9. อ าพล ซื่อตรง . งานเครื่องยนต์. กรุงเทพฯ : ส านักพิมพ์ศูนย์ส่งเสริมวิชาการ, 2545.


306 สื่อโสตทัศน์ (ถ้ามี) 1. สื่อ Power Point - เรื่องการตรวจรอยรั่วของระบบปรับอากาศ - เรื่อง การปล่อยสารความเย็นออดจากระบบ – เรื่อง การท าสุญญากาศ - เรื่องการเติมน้า มนัหล่อลื่นคอมเพรสเซอร์ - เรื่อง การบรรจุสารความเย็น - เรื่องการตรวจระบบท าความเย็น - เรื่องการทดสอบการท างานของเครื่องปรับอากาศ สื่อของจริง 1. เครื่องมือทวั่ ไป 2. เครื่องมือพิเศษ 3. เครื่องมือบริการระบบปรับอากาศ 4. น้า มนัหล่อลื่นคอมเพรสเซอร์


307 การประเมินผลการเรียนรู้ ก่อนเรียน 1. ตรวจแบบทดสอบก่อนเรียน ขณะเรียน 1. ตรวจผลงานตามใบงานที่ 10.1 เรื่อง ตรวจรั่วแลตรวจรั่วและการปล่อยสารความเยน็ 2. ตรวจผลงานตามใบงานที่ 10.2 เรื่อง ทา สุญญากาศและเติมน้า มนัหล่อลื่นคอมเพรสเซอร์ 3. ตรวจผลงานตามใบงานที่ 10.3 เรื่อง การเติมสารความเย็น หลังเรียน 1. ตรวจแบบทดสอบหลังเรียน 2. ตรวจแบบประเมินผลการปฏิบัติงานหน่วยที่ 10 เรื่อง การบริการระบบปรับอากาศรถยนต์


308 บันทึกหลังการสอน ชุดการสอนที่ 10 เรื่อง การบริการระบบปรับอากาศรถยนต์ ผลการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ 1.แผนการจัดการเรียนรู้ที่ก าหนดไว้สามารถใช้สอนได้ทันตามเวลาที่ก าหนด 2. สามารถน าไปใช้ปฏิบัติการสอนได้ครบตามกระบวนจัดการเรียนการสอน ผลการเรียนของนักเรียน 1. นักเรียนมีสมรรถนะตามที่ต้องการ 2. นักเรียนแบ่งกลุ่มและร่วมกันปฏิบัติตามใบงานที่ 10.1-10.3 3. คะแนนการทดสอบหลงัเรียนดีข้ึนเมื่อเปรียบเทียบกบัคะแนนการทดสอบก่อนเรียน ผลการสอนของครู 1. สอนได้ตามสมรรถนะตามที่ก าหนดไว้ 2. สอนไดต้ามเน้ือหาของชุดการสอนที่ก าหนดไว้ 3. ประเมินผลการปฏิบัติงานของนักเรียนได้ตามใบงาน


309 ใบเนื้อหาที่ 10 เรื่อง การบริการระบบปรับอากาศรถยนต์ 10. การบริการระบบปรับอากาศรถยนต์ งานบริการระบบเครื่องปรับอากาศถือได้ว่าเป็ นงานที่มีความส าคัญอย่างมากเพราะในการบริการแต่ละ คร้ังช่างจะตอ้งทา การตรวจสอบดูว่าในระบบปรับอากาศรถยนต์น้ันมีจุดใดที่ตอ้งทา การแกไ้ข หรือจุดใดที่ ต้องท าการซ่อมแซม เพื่อให้ระบบปรับอากาศรถยนต์ของเราน้ันมีประสิทธิภาพสูงในการทา งานในการ บริการระบบปรับอากาศรถยนตน์ ้นัจะประกอบไปดว้ยการตรวจสอบหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบ การรั่วของระบบ ซึ่งสามารถท าได้หลายวิธี การปล่อยสารความเย็น การท าสุญญากาศ การเติมน้า มนัหล่อลื่น คอมเพรสเซอร์การบรรจุสารความเย็นเข้าในระบบ เป็ นต้น ซึ่งการบริการรถยนต์จะต้องใช้การตรวจสอบ และหาปัญหาที่เกิดข้ึนภายในรถยนต์และในการบริการจะต้องใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ในการ ตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่าระบบปรับอากาศรถยนต์ของเราน้ันมีปัญหาที่จุดใดและเราก็จะได้แก้ไขให้ได้ ถูกต้องและเกิดผลดีต่อระบบปรับอากาศ 10.1 การตรวจรอยรั่วของระบบ การตรวจรอยรั่วของระบบปรับอากาศในรถยนตน์ ้นัสามารถรู้ไดโ้ดยจากการสังเกตดว้ยตาตรง ตา แหน่งรอยรั่วน้นัจะมีคราบน้า มนัหล่อลื่นคอมเพรสเซอร์เป้ือนอยใู่นบริเวณที่เกิดการรั่ว ส่วนวิธีการตรวจ รอยรั่วโดยใชเ้ครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการตรวจรอยรั่วจะทา ได้3 วิธีไดแ้ก่ 1. การตรวจรั่วโดยตะเกียงตรวจรั่ว 2. การตรวจรั่วโดยใชเ้ครื่องตรวจรอยรั่วอิเลก็ทรอนิกส์ 3. การตรวจหารอยรั่วโดยใชฟ้องสบู่ 10.1.1 การตรวจรั่วโดยตะเกียงตรวจรั่ว การตรวจรั่วโดยวิธีน้ีอาศยัหลกัคุณสมบตัิของสารความเยน็ (R-12) นนั่คือเมื่อถูกเผาไหมจ้ะเปลี่ยน สีเปลวไฟ จากสีเหลืองส้มเป็นสีเขียวตองอ่อนตะเกียงตรวจการรั่วจะใช้“ก๊าซโปรเพน” (Propane Gas) เป็ น เช้ือเพลิงเพื่อให้เกิดเปลวไฟใช้ในการตรวจสอบดังน้ันการปฏิบตัิงาน ตอ้งใช้ความระมดัระวงัมากในการ ตรวจสอบและมีการป้องกนัอุบตัิเหตุโดยการเตรียมอุปกรณ์ดบัเพลิงทุกคร้ังที่ปฏิบตัิงานเพื่อความปลอดภยั การตรวจรั่วโดยตะเกียงตรวจรั่ว มีข้นัตอนการปฏิบตัิดงัน้ี 1. เปิ ดวาล์วให้แก๊สในท่อออกมา 2. จุดไฟที่หัวติดไฟ (burner) โดยระวงัเปลวไฟกบัเช้ือเพลิงในระบบเครื่องยนต์ 3. น าปลายสายยางส าหรับดูดอากาศเข้าไปจ่อตามจุดข้อต่อต่าง ๆ ของท่อทางเดินสารความ เยน็ ในระบบปรับอากาศที่คาดวา่จะรั่ว 4. สังเกตสีเปลวไฟหากจุดใดของระบบเกิดรั่ว สารความเย็น (R-12) จะถูกดูดเข้าไป


310 ผสมกับแก๊สจุดไฟเปลี่ยนสีของเปลวไฟเป็ นสีเขียวตองอ่อน 5. เมื่อตรวจพบการรั่วใหท้า การปิดวาลว์และเก็บตะเกียงตรวจรอยรั่วแลว้ทา การตรวจซ่อม แกไ้ขจุดของระบบที่เกิดการรั่ว รูปที่ 10.1 ตะเกียงตรวจรอยรั่ว 10.1.2 การตรวจรั่วโดยใช้เครื่องตรวจรอยรั่วอิเล็กทรอนิกส์ การตรวจรั่วโดยวิธีน้ีใช้ตรวจระบบที่ใช้สารความเยน็ (R-12 , R-134a) เท่าน้ันเช่นเดียวกบัตะเกียง ตรวจรั่วเครื่องตรวจรั่วอิเลก็ทรอนิกส์น้ีอาจมีลกัษณะเป็นแบบปืนหรือแบบกล่อง ซ่ึงหลกัการทา งานเช่นเดียวกนัคือจะมีปลายรับสัมผสัแก๊สที่ไวมากถา้ตรวจพบว่าสารความเยน็รั่วจะทา ให้ เกิดเสียงดังเป็ นสัญญาณให้รู้ทันที รูปที่ 10.2 เครื่องตรวจรั่วอิเล็กทรอนิกส์


311 การตรวจรั่วโดยใช้เครื่องตรวจรอยรั่วอิเล็กทรอนิกส์มี มีข้นัตอนการปฏิบตัิดงัน้ี 1. เปิดสวิตซ์เครื่องตรวจรอยรั่วอิเลก็ทรอนิกส์ 2. นา ปลายเครื่องตรวจรอยรั่วอิเลก็ทรอนิกส์ไปจ่อตามจุดขอ้ต่อต่าง ๆ ของท่อทางเดินสาร ทา ความเยน็ ในระบบปรับอากาศที่คาดวา่จะรั่ว 3. ฟังเสียงสัญญาณที่เกิดจากการรั่วของสารความเยน็ R-12 หรือ R-134a 4. เมื่อตรวจพบการรั่วใหท้า การปิดสวิตซ์เครื่องตรวจรอยรั่วอิเลก็ทรอนิกส์แล้วท าการ ตรวจซ่อมแกไ้ขจุดของระบบที่เกิดการรั่ว 10.1.3 การตรวจหารอยรั่วโดยใช้ฟองสบู่ การตรวจหารอยรั่วโดยใชฟ้องสบู่จะใชห้ลกัการของความดนั ในระบบปรับอากาศ ซ่ึงจะมีสารความ เย็น (R-12, R-134a) อยู่แลว้โดยใชฟ้องสบู่ตรวจรอยรั่วตามขอ้ต่อต่าง ๆ ของท่อทางเดินสารความเยน็หากมี การรั่วฟองสบู่จะโป่งออกจนแตกถา้ความดนั ในระบบปรับอากาศสูงหรือสารความเย็นมีปริมาณมากจะ สามารถตรวจพบไดง้่ายข้ึน หรือถา้ไม่มีความดนัหรือสารความเยน็รั่วออกหมดจะไม่สามารถตรวจสอบการ รั่ว ไดด้งัน้นัตอ้งอดัสารความเยน็หรือก๊าซไนโตรเจนเขา้ไปในระบบก่อนประมาณ 100 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว (psi) รูปที่ 10.3 แสดงการตรวจรอยรั่วด้วยฟองสบู่ ข้อแนะน าในการตรวจรั่ว ควรปฏิบตัิดงัน้ี 1. ตรวจดูดว้ยสายตาวา่ตามจุดต่อต่าง ๆ ที่มีคราบน้า มนัคอมเพรสเซอร์จบัอยู่ 2. ต่อชุดแมนนิโฟลด์เกจเข้ากับระบบที่วาล์วบริการ 3. ถ้าอ่านค่าความดันในระบบได้ถึง 60 – 80 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว(psi) ใหต้รวจหาจุดรั่วดว้ย เครื่องตรวจรั่วต่อไป 4. ถ้าเกจวัดแรงดันแสดงให้เห็นว่าไม่มีความดันในระบบหรืออ่านค่าได้ต ่ามากให้เติมสาร ความเย็น (R-12, R-134a) เข้าอีกประมาณ 1/2 กิโลกรัม โดยมีลา ดบัข้นัตอนดงัน้ี


312 - ต่อสายบรรจุสารความเย็นจากถังสารความเย็นเข้ากับสายกลางของ แมนนิโฟลด์เกจ - เปิ ดวาล์วด้านเกจวัดความดันทางสูงและวาล์วของถังท าความเย็น - เกจจะแสดงความดนัที่เพิ่มข้ึนเมื่อสารความเยน็ ไหลเขา้ในระบบ - ควรวางถังสารความเย็น ลงในน้า อุ่นเพื่อช่วยใหน้ ้า ยาไหลเขา้ในระบบ - ปิ ดวาล์วด้านเกจวัดความดันสูงและวาล์วของถังสารความเย็น 5. เลือกใช้วิธีการตรวจรั่วตามจุดต่อต่าง ๆ ของท่อทางเดินสารความเยน็ ในระบบทุกจุด คอมเพรสเซอร์ คอนเดนเซอร์รีซีฟเวอร์ดรายเออร์และอีวาพอเรเตอร์ 6. ในการตรวจอีวาพอเรเตอร์ให้เปิ ดพัดลมด้วยความเร็วที่ต ่าที่สุด (LO) และสังเกตที่ความ เยน็ของช่องลมเยน็ออกถา้เยน็นอ้ยก็อาจแสดงไดว้า่สารความเยน็ ในระบบรั่ว 7. ถา้พบวา่จุดต่อต่าง ๆ รั่วใหข้นั ใหแ้น่น 8. การซ่อมชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่าง ๆ ของระบบปรับอากาศตอ้งปล่อยสารความเยน็ ในระบบ ทิ้งก่อนที่จะถอดชิ้นส่วนอุปกรณ์น้นัๆ ออกซ่อม และบริการตามข้นัตอนต่อไป 10.2 การปล่อยสารความเย็นออกจากระบบ การปล่อยสารความเย็นออกจากระบบ (DischargingSystem) การตรวจหาสาเหตุขอ้ขดัขอ้งบางคร้ัง มีความจ าเป็ นจะต้องปล่อยสารความเย็น ที่บรรจุเข้าอยู่ภายในระบบปรับอากาศรถยนต์ออกมา โดยเฉพาะใน กรณีที่จะซ่อมอุปกรณ์หลักของระบบ เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายจากสารความเย็นขณะปฏิบัติงานถอดอุปกรณ์ ชิ้นน้นัๆ การปล่อยสารความเยน็ออกผิดวิธีจะมีผลทา ให้น้า มนัหล่อลื่นคอมเพรสเซอร์ถูกดึงออกมาดว้ย ซ่ึง จะส่งผลเสียหายต่อคอมเพรสเซอร์เนื่องจากปริมาณของน้า มนัหล่อลื่นคอมเพรสเซอร์มีนอ้ยเกินไป รูปที่ 10.4 แสดงการปล่อยสารความเย็นทิ้งจากระบบ


313 การปล่อยสารความเย็นออกจากระบบ มีข้นัตอนการปฏิบตัิดงัน้ี 1. ตรวจดูวาลว์หมุนของแมนิโฟลดเ์กจตอ้งอยใู่นตา แหน่งปิดท้งั 2 ด้าน 2. เปิดฝาครอบวาล์วบริการท้งั 2 ด้านที่คอมเพรสเซอร์แล้วต่อสายแมนิโฟลด์เกจ เข้ากับ วาล์วบริการที่คอมเพรสเซอร์ - สายแมนิโฟลด์เกจด้านความดันต ่า ต่อเข้ากับวาล์วบริการด้านดูด (S) - สายแมนิโฟลด์เกจด้านความดันสูง ต่อเข้ากับวาล์วบริการด้านอัด (D) 3. สายแมนิโฟลด์เกจเส้นกลาง (สีเหลือง) วางไวบ้นพ้ืนบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทไดด้ีและ ควรมีผา้สะอาดวางรองที่ปลายสาย เพื่อตรวจสอบคราบน้า มนัหล่อลื่นที่ปนออกมา 4. เปิ ดวาล์วเกจด้านความดันสูงช้า ๆ เพื่อให้สารความเย็นไหลออกมาทางสาย เกจเส้น กลางและออกสู่พ้ืน (หา้มเปิดวาลว์โดยรวดเร็วจะทา ใหน้ ้า มนัหล่อลื่นคอมเพรสเซอร์ออกมาจากระบบดว้ย) 5. ปล่อยสารความเย็นไหลออกมาเรื่อย ๆ แล้วอ่านค่าความดันบนเกจถ้าต ่ากว่า 50 ปอนด์ ต่อตารางนิ้ว (psi) ให้เปิ ดวาล์วด้านความดันต ่าช้า ๆ อีกด้าน 6. ปล่อยให้สารความเยน็ ไหลออกมาเรื่อย ๆ จนอ่านค่าความดันบนเกจวดัความดันท้งั 2 ด้านได้เท่ากับ 0 ปอนดต์ ่อตารางนิ้ว (psi) 7. ใช้นิ้วลองปิดสายเกจเส้นกลาง จะตอ้งไม่มีความดันของสารความเย็นให้ปิดวาล์วเก จดา้นความดนัต่า และดา้นความดนัสูง แลว้ถอดสายเกจออกจากวาลว์บริการท้งั 2 ด้าน 8. ถอดชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่าง ๆ ของระบบปรับอากาศออกตรวจซ่อมแกไ้ขขอ้ขดัขอ้ง 10.3 การท าสุญญากาศ การท าสุญญากาศระบบ (Evacuating the System) หรือ เรียกกันทั่วไปว่า “การท าแวคคัม” จะ กระทา ภายหลังจากการตรวจรอยรั่วระบบ หรือการถอดอุปกรณ์ตรวจซ่อมแก้ไขเรียบร้อยแล้ว และเป็น ข้นัตอนที่จา เป็นอย่างยิ่งที่จะตอ้งทา ก่อนที่จะบรรจุสารความเยน็ ในระบบ(การเติมสารความเยน็ ) เนื่องจาก อากาศและความช้ืนเมื่อปนกบัสารความเยน็จะเกิดผลเสียหายแก่ระบบปรับอากาศหลายประการ เช่น - แปรสภาพเป็ นกรดเกลือ (Hydrochloric Acid)กดักร่อนชิ้นส่วนภายในระบบ - เป็นเกลด็น้า แขง็ขวางทางเดินของสารความเยน็เมื่อระบบทา งานเกิดการอุดตนั - ลกัษณะการทา งานจะมีความดนัสูงผิดปกติจนอาจก่อใหเ้กิดผลเสียหายต่ออุปกรณ์ ของระบบโดยเฉพาะอยา่งยงิ่ท่อทางสารความเยน็อาจจะรั่วหรือแตกได้ การทา สุญญากาศเป็นการใช้เครื่องปั๊มสุญญากาศ (Vacuum Pump) เพื่อดึงเอาอากาศและความช้ืน ภายในระบบ ออกจากระบบให้หมด เครื่องมือและเครื่องวดัที่จา เป็นประกอบดว้ย เครื่องปั๊มสุญญากาศและ เครื่องวดัสุญญากาศ ที่ติดต้งัอยใู่นแมนิโฟลดเ์กจถา้ทา สุญญากาศไดไ้ม่ถึงระดบัแลว้จะเกิดปัญหาต่อระบบ


314 วิธีการท าสุญญากาศ มีข้นัตอนการปฏิบตัิดงัน้ี 1. ตรวจดูวาลว์ของแมนิโฟลด์เกจตอ้งอยู่ในตา แหน่งปิดท้งัคู่เปิดฝาครอบวาลว์บริการ ท้งั 2 ด้านที่คอมเพรสเซอร์ แล้วต่อสายเกจเข้ากับวาล์วบริการที่คอมเพรสเซอร์โดย - สายเกจด้านความดันต ่า ให้ต่อเข้ากับวาล์วบริการด้านดูด (S) - สายเกจด้านความดันสูง ให้ต่อเข้ากับวาล์วบริการด้านอัด (D) 2. ต่อสายเกจเส้นกลางเขา้กบั ปั๊มสุญญากาศเปิดวาล์วหมุนของแมนิโฟลด์เกจท้งัคู่จนสุด ต้องไม่มีสารความเย็นอยู่ในระบบ 3. เดินเครื่องปั๊มสุญญากาศให้สังเกตเข็มของเกจด้านความดันต่ า จะเริ่มลดลงต่ ากว่า ต าแหน่ง 0 ส่วนเกจด้านความดันสูงจะลดลงมาต าแหน่ง 0 เท่าน้นั 4. เมื่อเข็มของเกจด้านความดันต ่าอ่านค่าได้30 นิ้วปรอท (in.Hg) ไม่เกิน 15 นาทีให้ปิ ด วาลว์ของเกจท้งั 2 ด้าน 5. หยุดเดินเครื่องปั๊มสุญญากาศทิ้งไวป้ระมาณ 5 -10 นาที ให้สังเกตเข็มเกจ ด้านความดัน ต่ าว่าเข็มตีข้ึนคืนหรือไม่ถ้าเข็มตีข้ึนแสดงว่ารั่วภายในระบบให้ตรวจขันข้อต่อต่าง ๆ แล้วเดินเครื่อง สุญญากาศใหม่อีกคร้ัง 6. ถ้าเข็มเกจคงที่ให้ถอดสายเกจเส้นกลางออกจากปั๊มสุญญากาศ แล้วน าสายเกจที่ถอด ออกไปต่อเข้ากับวาล์วของถังสารความเย็น R-12 7. เปิ ดวาล์วของถังสารความเย็น R-12 ประมาณ 1-2 รอบแล้วไล่อากาศออกจากสายเก จเส้นกลางด้านแมนิโฟลด์เกจ 8. เปิ ดวาล์วเกจด้านความดันสูง ท าการบรรจุสารความเย็นเข้าระบบจนเต็ม เข็มเกจ ด้าน ความดันต ่าอ่านค่าได้ประมาณ 15–20 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว(psi)แลว้ปิดวาลว์ของเกจดา้นความดนัสูงจากน้นั ตรวจสอบการรั่วของสารความเยน็ท้งัระบบอยา่งระมดัระวงั 9. ถา้ตรวจแลว้ไม่มีการรั่วใด ๆ ให้ปิดวาล์วของถงัความเยน็ R-12 แล้วถอดสายเกจ ออก จากถงัสารความเยน็ (ขณะน้ีไม่จา เป็นตอ้งถ่ายสารความเยน็ออกจากระบบ) 10. นา สายเกจที่ถอดออกไปต่อเขา้กบัเครื่องปั๊มสุญญากาศ ปฏิบตัิงานตามข้นัตอนที่ 2 - 3 อีกคร้ัง เมื่อเข็มของเกจดา้นความดนัต่า อ่านค่าได้ถึง 30 นิ้วปรอท (in.Hg)แลว้ให้เดินเครื่องปั๊มสุญญากาศ ต่อไปอีกประมาณ 30 – 60 นาทีเพื่อตอ้งการดึงความช้ืนออกจากรีซีฟเวอร์ดรายเออร์ซ่ึงมีคุณสมบตัิในการ ดูดความช้ืนไว้ 11. เมื่อครบเวลาที่ตอ้งการแลว้ให้ปิดวาลว์ของแมนิโฟลด์เกจท้งั 2 ด้านและหยุดเดินเครื่อง ปั๊มสุญญากาศ


315 รูปท ี่ 10.5 แสดงการท าสุญญากาศของระบบ 10.4 การเติมน ้ามันหล่อลื่นคอมเพรสเซอร์ การเติมน้า มนัหล่อลื่นคอมเพรสเซอร์มี2 วิธี คือ 1. การเติมภายนอก 2. การเติมภายในโดยใช้สุญญากาศ 10.4.1 การเติมน ้ามันคอมเพรสเซอร์ภายนอก เมื่อมีการซ่อมคอมเพรสเซอร์ให้เติมน้ ามันคอมเพรสเซอร์ด้วยปริมาณเท่ากับที่เหลืออยู่ใน คอมเพรสเซอร์เพิ่มอีก20 CC. ของน้า มนั ใหม่ ตารางที่ 10.1 ปริมาณการเติมน ้ามันคอมเพรสเซอร์


316 รูปที่ 10.6 แสดงการเติมน ้ามันคอมเพรสเซอร์ภายนอก 10.4.2 การเติมน ้ามันหล่อลื่นคอมเพรสเซอร์ภายในโดยใช้ปั๊มสุญญากาศ ตามปกติจะเติมทางช่องเติมหรือทางลิ้นบริการด้านดูด (เฉพาะกรณีที่ไม่มีการออกแบบช่องเติม น้ ามันหล่อลื่นมาให้โดยการถอดลิ้นบริการออกก่อนแล้วจึงเติมน้ ามันหล่อลื่นลงไป) แต่การเติม น้า มนัหล่อลื่นโดยใชสุ้ญญากาศจะสามารถทา ไดร้วดเร็ว โดยไม่ตอ้งถอดลิ้นบริการแต่อยา่งใด รูปที่10.7 แสดงการเติมน ้ามันหล่อลื่นคอมเพรสเซอร์ ขั้นตอนและวิธีการเติมน ้ามันคอมเพรสเซอร์ 1. ตรวจสอบวาลว์ของแมนิโฟลดเ์กจตอ้งอยใู่นตา แหน่งปิดท้งั 2 ด้าน 2. เปิดฝาครอบลิ้นบริการของคอมเพรสเซอร์


317 3. ต่อสายเกจดา้นความดนัสูงเขา้กบัลิ้นบริการของคอมเพรสเซอร์ดา้นอดั 4. ต่อสายเกจดา้นความดนัต่า เขา้กบัลิ้นบริการของคอมเพรสเซอร์ดา้นดูด 5. ต่อสายเกจเส้นกลางเขา้ปั๊มสุญญากาศ 6. ถอดสายเกจดา้นความดนัต่า โดยถอดเฉพาะดา้นที่ติดกบัตวัแมนิโฟลดเ์กจเท่าน้นั 7. สายเกจด้านความดันต ่าที่ถอดออกให้นา ไปจุ่มลงภาชนะหรือกระบอกบรรจุน้า มนั หล่อลื่นคอมเพรสเซอร์ที่จะเติม 8. เปิ ดวาล์วเกจด้านความดันสูง ส่วนวาล์วด้านความดันต ่าให้ปิ ดไว้ 9. ตรวจสอบความถูกตอ้งอีกคร้ังและเดินเครื่องปั๊มสุญญากาศ 10. สังเกตระดบัน้า มนั ในภาชนะใหร้ะดบัน้า มนัลดลงจนไดร้ะดบัตามตอ้งการ 11. หยดุเดินเครื่องปั๊มสุญญากาศและทา การตรวจสอบน้า มนัหล่อลื่นในคอมเพรสเซอร์ ถ้าระดับถูกต้องแล้วให้ปิ ดวาล์วด้านความดันสูง 12. ถอดสายเกจออกจากวาลว์บริการของคอมเพรสเซอร์ท้งั 2 ด้าน 13. ปิ ดฝาครอบวาล์วบริการและจัดเก็บสายเกจเข้าที่เก็บสายของแมนิโฟลด์เกจ ข้อควรจ า 1. การเติมน้า มนัหล่อลื่นคอมเพรสเซอร์ไม่จา เป็นตอ้งเติมโดยวิธีน้ีเสมอไป 2. การเติมน้า มนัหล่อลื่นโดยใชป้ ั๊มสุญญากาศน้ีควรใชใ้นกรณีที่ตอ้งการเติมเพียงเลก็นอ้ยเพราะ สามารถท าได้รวดเร็วกว่าวิธีอื่น 3. ถา้ตอ้งการเติมน้า มนัหล่อลื่นในปริมาณมากโดยใชป้ ั๊มสุญญากาศควรใชก้บัคอมเพรส- เซอร์ที่มี เกจวดัน้า มนัหรือกระจกมองระดบัน้า มนั 4. การเติมน้า มนัหล่อลื่นโดยวิธีน้ีบ่อย ๆ อาจทา ใหห้รีดวาลว์ของคอมเพรสเซอร์ชา รุดได้ (โดยเฉพาะดา้นดูด) เมื่อเติมน้า มนัหล่อลื่นโดยวิธีน้ีเสร็จใหม่ๆ ตอ้งทิ้งระยะเวลาพอสมควรก่อนที่ จะให้คอมเพรสเซอร์ท างาน 5. สา หรับคอมเพรสเซอร์ที่มีช่องตรวจสอบระดบัน้า มนัหรือเติมน้า มนั 2 ช่อง อยู่ด้านข้าง คนละดา้นของคอมเพรสเซอร์สามารถเติมน้า มนัหล่อลื่นเขา้คอมเพรสเซอร์ไดโ้ดยง่ายโดยใชป้ ั๊มสุญญากาศ และสายเกจ 2 เส้น ขนาดเกลียวของช่องเติมน้า มนัและสายเกจจะตอ้งเท่ากนั


318 รูปที่ 10.8 แสดงการเติมน ้ามันหล่อลื่นที่มีช่องตรวจสอบระดับน ้ามันอยู่คนละด้านของคอมเพรสเซอร์ 10.5 การบรรจุสารความเย็นเข้าในระบบ (Charging the System) การบรรจุสารความเย็นเข้าในระบบเป็ นการปฏิบัติงานต่อจากการท าสุญญากาศระบบ ซึ่งการบรรจุ สารความเยน็เขา้ในระบบน้ีแบ่งไดเ้ป็น 2วิธี คือ 1. การบรรจุสารความเย็นเข้าระบบในสถานะก๊าซ 2. การบรรจุสารความเย็นเข้าระบบในสถานะของเหลว รูปที่ 10.9 แสดงการบรรจุสารความเย็นในสถานะก๊าซ 10.5.1 การบรรจุสารความเย็นเข้าระบบในสถานะก๊าซ ภายหลงัการติดต้งัอุปกรณ์ต่าง ๆ เสร็จสิ้นและมีการทา สุญญากาศเรียบร้อยแลว้ จะต้องมีการบรรจุ สารความเย็นเข้าไปในระบบสถานะก๊าซแบ่งออกได้เป็ น 2 ประเภท คือ 1. ไม่มีสารความเย็นในระบบ การบรรจุสารความเย็นเขา้ระบบน้ีมีข้ันตอนและวิธีการ ภายหลงัการทา สุญญากาศแลว้ดงัน้ี - ถอดสายเกจเส้นกลางออกจากปั๊มสุญญากาศแลว้น าไปต่อกบัวาล์วของถงัสาร ความเย็น แล้วจึงเปิ ดวาล์วที่ถังความเย็น1-2 รอบ


319 - คลายสายเกจเส้นกลางด้านที่ติดกับตัวเกจเล็กน้อยประมาณ 3 วินาทีเพื่อให้สาร ความเย็นจากถังไหลตามสายและมาไล่อากาศในสายออก - ขันสายเกจเส้นกลางให้แน่นแล้วเปิ ดวาล์วเกจด้านความดันสูง เพื่อให้สารความ เยน็จากถงัไหลเขา้ระบบในสถานะก๊าซ (ให้สังเกตเข็มเกจดา้นความดนัต่า เข็มตอ้งข้ึนจากตา แหน่ง 30 นิ้ว ปรอท (in.Hg)ถา้เขม็ไม่ข้ึนแสดงวา่ระบบอุดตนั ) - ความดนั ในระบบจะเพิ่มสูงข้ึนจนอ่านค่าไดป้ระมาณ 70–90 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว (psi) บนเกจวดัความดัน ท้งั 2 ด้าน จากน้ันเข็มของเกจท้งัสองจะไม่ข้ึนอีกเพราะความดันในระบบเท่ากับ ความดันของสารความเย็นในถัง 1.1 ปิดวาล์วของเกจด้านความดันสูงเมื่อเข็มเกจหยุดนิ่ง ท้ังสองด้าน (ข้ันตอนดังกล่าว ขา้งตน้ยงัไม่ติดเครื่องยนต์)ขณะบรรจุสารความเยน็ตามข้นัตอนวาล์วของเกจด้านความดันต่า ควรปิดไว้ ป้องกันสารความเย็นตีย้อนกลับลงถังท าให้บรรจุสารความเย็นได้ช้า 1.2 ติดเครื่องยนต์และเร่งความเร็วของเครื่องยนต์ให้อยู่ระหว่าง 1,300-1,500 รอบต่อนาที (rpm) เปิ ดประตูรถทุกบาน 1.3 เปิ ดสวิตซ์ควบคุมความเย็นไปอยู่ในต าแหน่งเย็นสูงสุด และเปิ ดสวิตซ์ควบคุมความเร็ว ของพัดลมอีวาพอเรเตอร์ให้อยู่ในต าแหน่งเร็วสูงสุด 1.4 เปิดวาลว์เกจดา้นความดนัต่า ขณะที่วาล์วถงัสารความเยน็ ไดเ้ปิดไวก้่อนแลว้ห้ามเปิด วาล์วเกจด้านความดันสูงขณะที่บรรจุสารความเย็นโดยติดเครื่องยนต์ เพราะความดันสูงจะไหลย้อนกลับไป ยังถังสารความเย็นที่ก าลังบรรจุและอาจท าให้ถังสารความเย็นระเบิดได้ 1.5 มองที่กระจกสารความเย็นจะเห็นฟอง ให้บรรจุสารความเย็นเข้าต่อไปจนกว่าฟองจะ หายไป เมื่อมองที่กระจกสารความเย็นใสให้บรรจุสารความเย็นได้อีกไม่เกิน 5 นาที (ท่อสารความเย็นด้านดูด ของคอมเพรสเซอร์ควรมีหยดน้า เกาะ) 1.6 เกจความดนัท้งั 2 ดา้น (ตรวจสอบขณะปิดวาลว์ควรอ่านค่าความดนัไดด้งัน้ี) - ด้านความดันต ่า ประมาณ 30 -50 ปอนดต์ ่อตารางนิ้ว (psi) - ด้านความดันสูง ประมาณ 200 -250 ปอนดต์ ่อตารางนิ้ว (psi) 1.7 ปรับสวิตซ์ควบคุมความเย็นมาอยู่ในต าแหน่งความเย็นต ่าคลัตซ์แม่เหล็กจะต้องตัดการ ท างานของคอมเพรสเซอร์ ถ้าปรับสวิตซ์ควบคุมความเย็นลงมาแล้วคลัตซ์แม่เหล็กไม่ตัดการท างานของ คอมเพรสเซอร์ให้บรรจุสารความเยน็ต่อไปและลองปรับสวิตซ์ควบคุมอีกคร้ังจนกว่าจะปรับการทา งานได้ ถ้าปรับไม่ได้จะต้องตรวจสภาพการท างานและวงจรของเทอร์โมสตัต 1.8 ปิ ดวาล์วเกจด้านความดันต ่าและปิ ดวาล์วที่ถังสารความเย็น 1.9 ขณะที่ระบบปรับอากาศกา ลงัทา งาน ให้ปรับต้งัความเร็วรอบเดินเบาของเครื่องยนตใ์ห้ อยู่ประมาณ 1,000 -1,200 รอบต่อนาที (rpm)ขณะน้ีการบรรจุสารความเยน็เขา้ระบบ เสร็จเรียบร้อย ปิด สวิตซ์ควบคุมความเร็วพดัลม ปิดสวิตซ์ควบคุมความเยน็ก่อนดบัเครื่องยนต์


320 1.10 ถอดสายเกจเส้นกลางออกจากวาล์วของถังสารความเย็น ก่อนถอดสายเกจควร ตรวจสอบวาลว์ของเกจท้งัสองดา้นไดป้ิดสนิทแลว้รวมท้งัวาลว์ที่ถงัสารความเยน็ดว้ย 1.11 อ่านค่าความดนับนเกจท้งั 2 ดา้น รอจนกวา่ความดนัท้งัสองดา้นเท่ากนัหรือต่างกนั ไม่ เกิน 10 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว(psi)แลว้จึงถอดสายเกจที่ต่อกบัวาลว์บริการของคอมเพรสเซอร์ออกท้งั 2 ตัวให้ เร็วที่สุด ปิ ดฝาครอบวาล์วบริการเข้าที่เดิม 2. มีสารความเย็นในระบบบางส่ วน ระบบปรับอากาศที่สารความเย็นรั่วไหลออกมา บางส่วนจะท าให้ระบบปรับอากาศไม่ค่อยเย็นเนื่องจากสารความเย็นในระบบมีน้อย ภายหลังการตรวจหาจุด รั่วและดา เนินการซ่อมแซมแลว้ถา้ไม่ไดม้ีการถอดเปลี่ยนชิ้นส่วนหลกัในระบบ ก็ไม่จา เป็นตอ้งถ่ายสารความ เยน็ ในระบบทิ้งกรณีน้ีสามารถบรรจุสารความเย็นเพิ่มเติมเขา้ระบบได้เลยโดยไม่ตอ้งทา สุญญากาศ การ บรรจุสารความเยน็เขา้ระบบ มีข้นัตอนดงัน้ี 2.1 ต่อสายเกจเข้ากับวาล์วบริการที่คอมเพรสเซอร์โดยสายเกจด้านความดันต ่า ให้ ต่อเข้ากับวาล์วบริการด้านดูด สายเกจความดันสูงให้ต่อเข้ากับวาล์วบริการด้านอัด (การต่อสายเกจเข้ากับ ระบบต้องไม่ติดเครื่องยนต์) 2.2 ถา้ในระบบมีสารความเยน็อยู่เข็มเกจวดัความดนัท้งัสอง 2 ด้านจะตอ้งตีข้ึน ให้ติดเครื่องยนต์ อุ่นเครื่อง 5-10 นาทีถา้เป็นรถที่เขา้มาเพื่อรับบริการและเพิ่งดบัเครื่องยนต์ไม่จา เป็นตอ้ง อุ่นเครื่องยนต์ 2.3 เปิ ดสวิตซ์พัดลมอีวาพอเรเตอร์ให้อยู่ในต าแหน่งเร็วสูงสุดและเปิ ดสวิตซ์ความ เย็นให้อยู่ในต าแหน่งเย็นสูงสุดแล้วเร่งความเร็วรอบของเครื่องยนต์ให้อยู่ที่ประมาณ 2,000 รอบต่อนาที (rpm) 2.4 อ่านค่าความดนับนเกจท้งัสองดา้น ถา้สารความเยน็ ในระบบมีนอ้ยค่าความดนั จะต ่ากว่าเกณฑ์ ความดันก าหนดคือ - ด้านความดันต ่า ต ่ากว่า 20 ปอนดต์ ่อตารางนิ้ว (psi) - ด้านความดันสูง ต ่ากว่า 180 ปอนดต์ ่อตารางนิ้ว (psi) 2.5 ปิดสวิตซ์พดัลม ดบัเครื่องยนต์แลว้ตรวจหารอยรั่วถา้รั่วบริเวณขอ้ต่อให้ขนั ให้แน่น ถ้าจ าเป็ นต้องถอดอุปกรณ์ออกตรวจซ่อมหรือเปลี่ยนใหม่ จะต้องปล่อยสารความเย็นออกจากระบบ เสียก่อน 2.6 น าสายเกจเส้นกลางต่อเข้ากับวาล์วของถังสารความเย็น R-12 เปิ ดวาล์วที่ถัง สารความเย็น 1-2 รอบ ไล่อากาศที่ค้างอยู่ในสายเกจเส้นกลาง โดยการคลายสายเกจเส้นกลางที่ด้านตัวแมนิ โฟลด์เกจเล็กน้อย 2.7 ติดเครื่องยนต์ เปิ ดสวิตซ์พัดลมและสวิตซ์ความเย็นให้อยู่ในต าแหน่งสูงสุด แล้วเร่งความเร็วรอบเครื่องยนต์ประมาณ 1,300-1,500 รอบต่อนาที(rpm)


321 2.8 เปิ ดวาล์วเกจด้านความดันต ่าช้า ๆ ปล่อยให้สารความเย็นไหลเข้าระบบ ทางด้านดูดของคอมเพรสเซอร์ (ห้ามเปิ ดวาล์วเกจด้านความดันสูงเด็ดขาด) 2.9 อ่านค่าความดันบนเกจและสังเกตสภาพกระจกมองสารความเย็นค่าความดัน ต ่าประมาณ 30-40 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว(psi)ค่าความดันสูงประมาณ 200-250 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว(psi) สภาพ กระจกมองสารความเย็นต้องใส 2.10 เมื่อกระจกมองสารความเย็นใสแล้วสามารถบรรจุสารความเย็นเข้าระบบได้ อีกไม่เกิน 5 นาที 2.11 เมื่อค่าความดันอยู่ในเกณฑ์ปกติ ให้ปรับสวิตซ์ความเย็นไป-มา คลัตซ์ แม่เหล็กจะต้องสามารถตัด-ต่อการท างานของคอมเพรสเซอร์ได้ 2.12 ปิ ดวาล์วเกจด้านความดันต ่าและวาล์วที่ถังสารความเย็นขณะระบบปรับ อากาศก าลังท างาน 2.13 ต้งัความเร็วรอบเดินเบาของเครื่องยนต์ให้อยู่ประมาณ 1,000-1,200 รอบต่อ นาที (rpm)ขณะน้ีการบรรจุสารความเยน็เพิ่มเติมเขา้ระบบเสร็จเรียบร้อย ปิดสวิตซ์ควบคุมความเร็วพดัลม และสวิตซ์ควบคุมความเร็วพดัลมก่อนดบัเครื่อง 2.14 ถอดสายเกจเส้นกลางออกจากวาล์วของสารความเยน็ก่อนถอดสายเกจควร ตรวจสอบอีกคร้ังวา่วาลว์ของเกจท้งัสองดา้นปิดอยู่ 2.15 อ่านค่าความดันบนเกจท้ัง 2 ด้านรอจนกว่าค่าความดันท้ังสองด้านเท่ากัน หรือต่างกันไม่เกิน 10 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว (psi)แล้วจึงถอดสายเกจที่ต่อกับวาล์วบริการของคอมเพรสเซอร์ ออกท้งั 2 ตัวให้เร็วที่สุด ปิ ดฝาครอบวาล์วบริการเข้าที่เดิม การบรรจุสารความเยน็ ให้เร็วอาจทา ไดโ้ดยอุ่นถงัสารความเยน็ ในน้า อุ่นไม่เกิน 400 C วิธีน้ี จะช่วยเพิ่มความดนั ในระบบให้เพิ่มความดนั ในระบบให้เพิ่มข้ึนห้ามใช้น้า อุ่นที่มีอุณหภูมิสูงกว่าน้ีหรือเอา เปลวไฟจ่อโดยตรงที่ถังสารความเย็นเพราะอาจท าให้ถังสารความเย็นเกิดการระเบิดได้


322 10.5.2 การบรรจุสารความเย็นเข้าระบบในสถานะของเหลว การบรรจุสารความเยน็ลกัษณะน้ีจะแตกต่างจากการบรรจุสารความเยน็เขา้ระบบในสถานะก๊าซเพียง เล็กน้อย การต่อสายแมนิโฟลด์เกจและสารความเย็นเหมือนเดิมต่างกันที่การคว ่าถังสารความเย็นลง เพื่อให้ การบรรจุสารความเย็นเต็มระบบได้เร็วกว่าบรรจุในสถานะก๊าซแต่อาจเกิดความเสียหายต่อหรีดวาล์วของ คอมเพรสเซอร์ได้ง่าย ผู้ให้บริการจะต้องเข้าใจถึงวิธีการไม่ควรใช้กับถังสารความเย็นขนาดใหญ่ การบรรจุ สารความเยน็วิธีน้ีนิยมปฏิบตัิตามร้านซ่อมและบริการปรับอากาศรถยนตโ์ดยทวั่ ไป มีข้นัตอนการปฏิบตัิดงัน้ี 1. หลงัจากการทา สุญญากาศเสร็จถอดสายเกจเส้นกลางออกจากปั๊มสุญญากาศแลว้นา ไป ต่อกับวาล์วของถังสารความเย็น 2. เปิ ดวาล์วที่ถังสารความเย็นคลายสายเกจเส้นกลางด้านที่ติดกับตัวเกจเล็กน้อย เพื่อให้ สารความเย็นไหลมาตามสายและมาไล่อากาศในสายออก 3. ขันสายเกจเส้นกลางให้แน่น เปิ ดวาล์วเกจด้านความดันสูงแล้วคว ่าถังสารความเย็น เพื่อให้สารความเย็นไหลเข้าระบบในสถานะของเหลว 4. ความดนั ในระบบจะเพิ่มสูงข้ึนจนอ่าค่าไดป้ระมาณ 70-90 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว (psi) บน เกจวดัท้งัสองดา้นเขม็จะหยดุนิ่ง 5. ปิดวาล์วเกจดา้นความดนัสูงแลว้หงายถงัสารความเยน็ข้ึน ยังไม่ติดเครื่องยนต์และเกจ ความดันต ่าต้องปิ ดอยู่ 6. ติดเครื่องยนต์และบรรจุสารความเย็นเข้าระบบในสถานะของเหลวตามวิธีการบรรจุสาร ความเย็นในสถานะก๊าซ รูปที่ 10.11 การบรรจุสารความเย็นในสถานะของเหลว


323 10.6 การตรวจระบบท าความเย็น เมื่อลูกค้าหรือผู้ใช้รถน ารถเข้ามาให้ช่างซ่อมและบริการเครื่องปรับอากาศรถยนต์ท าการตรวจสอบ ผู้เป็ นช่างควรจะถามถึงอาการของเครื่องปรับอากาศผู้ใช้เพื่อเป็นแนวทางในการตรวจสอบไดง้่ายข้ึน การตรวจสอบระบบท าความเย็น ปฏิบตัิตามลา ดบัดงัน้ี 1. ตรวจความตึงของสายพาน และดูว่าพูลเลย์สายพานอยู่ในแนวเดียวกัน 2. ตรวจดูการท างานของแม็กเนติกคลัตซ์ เมื่อป้อนไฟเข้าแม็กเนติกคลัตซ์จะดูดเข้า ติดกัน 3. ตรวจดูว่าระบบรั่วที่ใด โดยสังเกตคราบน้ ามันที่จับตามข้อต่อต่าง ๆ ของระบบ โดยเฉพาะรอบ ๆ แกนเพลาของคอมเพรสเซอร์ 4. ตรวจดูระบบไฟวา่ข้วัต่อต่าง ๆ หลวมหรือขาดที่ใด 5. ตรวจดูใบพดัระบายความร้อน ฝาครอบหมอ้น้า รถยนต์ 6. ล้างท าความสะอาดคอนเดนเซอร์ เพื่อให้อากาศผ่านได้สะดวก 7. ต่อชุดแมนิโฟลด์เกจเข้ากับระบบ 8. สตาร์ตเครื่องยนต์และเปิ ดเครื่องปรับอากาศ ปรับให้อยู่ในต าแหน่งความเร็วสูงสุดจดค่า ความดันที่อ่านได้บนเกจท้งัคู่สังเกตดูสารความเย็นในระบบที่กระจกมองสารความเยน็ถา้มีฟองอากาศ แสดงว่าสารความเย็นในระบบมีน้อย 9. จดค่าความดันและอุณหภูมิของคอนเดนเซอร์ 10. ปลดสายไฟเข้าคลัตซ์เพื่อตรวจสอบดูว่าในระบบมีสารความเย็นมากเกินไป 11. ตรวจสอบสวิตซ์ควบคุมมอเตอร์โบลว์เวอร์ดูค่าความเร็วลม 12. ตรวจสอบความแรงของลมที่ส่งออก 13. เดินเบาเครื่องยนต์ ปลดสายชุดแมนิโฟลด์เกจออกจากระบบ 14. กลบัสู่การบริการหรือซ่อมตามที่ผลทดสอบบ่งช้ี ข้อควรระวังในการบริการ 1. ไม่ควรถอดข้อต่อใด ๆ ของระบบในขณะที่ระบบมีความดัน 2. ไม่ควรตรวจสอบระดบัน้า มนัคอมเพรสเซอร์ในขณะที่ระบบมีความดนั 3. ไม่ควรเปลี่ยนเอก็ซ์แพนชนั่วาลว์อยา่งเดียวโดยไม่ถอดเปลี่ยนตะแกรงกรองดว้ย 4. ไม่ควรเปิ ดระบบออกสู่อากาศภายนอก ถ้าต้องถอดซ่อมอุปกรณ์ใด ๆ ของระบบ ควรปิ ด ครอบปลายที่เปิดสู่อากาศทนัทีเพื่อป้องกนัฝ่นุและความช้ืนไม่ใหเ้ขา้ในระบบ 5. ไม่ควรบรรจุสารความเย็นเข้าในระบบมากเกินเกณฑ์เพราะอาจท าให้คอมเพรส - เซอร์ช ารุดเสียหายได้ 6. ไม่ควรให้บริการเครื่องปรับอากาศรถยนต์โดยไม่ได้ใช้ชุดแมนิโฟลด์เกจ 7. ไม่ควรใชต้ะเกียงตรวจรั่วตรวจระบบภายในรถ เวน้แต่จะเปิดประตูรถไว้


324 8. ไม่ควรถอดประกอบชิ้นส่วนอุปกรณ์ของระบบโดยไม่ไดป้ล่อยสารความเยน็ออกทิ้งให้ หมดเสียก่อน 9. ไม่ควรพยายามถอดปะเก็นแกนเพลาหรือถอดประกอบแม็กเนติกคลัตซ์โดยไม่ได้ใช้ เครื่องมือเฉพาะ 10. ไม่ควรถอดฝาครอบหรือจุกของอุปกรณ์ใหม่ ๆ ของระบบจนกว่าจะน าไปใช้งานต่อเข้า ในระบบ 11. ไม่ควรเก็บสารความเย็น R-12 ไว้ที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 125 ฟาเรนไฮต์(400 F) 10.7 การทดสอบการท างานของเครื่องปรับอากาศ การทดสอบการท างานของเครื่องปรับอากาศ (Performance Test) เป็ นการตรวจสอบผลการท า ความเย็นของระบบว่าปกติดีหรือไม่ให้ท าการทดสอบการท างานเครื่องปรับอากาศรถยนต์ในที่ร่ม ถ้าท า กลางแดดค่าความร้อนที่ผ่านเข้าในรถมีมากจะท าให้ผลการทดสอบไม่ถูกต้องก่อนการทดสอบควร ตรวจสอบดูสภาพทวั่ๆ ไป ดงัน้ี 1. สายพานยังอยู่ในสภาพดีหรือไม่ 2. สายท่อทางเดินสารความเย็นของระบบยังอยู่ในสภาพดีเพียงใด 3. อุปกรณ์ตัวยึดจับต่าง ๆ ต้องไม่อยู่ในสภาพหลุดหลวม 4. ใช้ผ้าเช็ดที่กระจกมองสารความเย็นเพื่อช่วยให้มองเห็นการไหลของสารความเย็น เมื่อสตาร์ตเครื่องยนต์ ความเร็วรอบของเครื่องยนต์ควรอยู่ในต าแหน่ง 1,500- 2,000 รอบต่อนาที (rpm) ปิ ดประตูและกระจกหน้าต่างรถยนต์ให้เรียบร้อย เดินเครื่องปรับอากาศและปรับความเร็วพัดลมให้อยู่ ในต าแหน่งสูงสุดและอุณหภูมิเย็นจัด ปล่อยให้ระบบท างานประมาณ 10-15 นาทีถา้ไม่มีผลความเยน็เกิดข้ึน ให้ตรวจดูที่กระจกมองสารความเย็น 1. ถ้ามองเห็นฟองอากาศ แสดงว่าในระบบมีสารความเย็นน้อย 2. ถ้าที่กระจกมองสารความเย็นในระบบไม่มีฟองอากาศผ่านและไม่มีความเย็นในระบบที่อี วาพอเรเตอร์แสดงว่าในระบบไม่มีสารความเย็นอยู่เลยถา้เป็นเช่นน้ีใหห้ยดุเครื่องทนัทีแลว้ทา การตรวจสอบ ระบบหาตา แหน่งรั่ว เพราะถา้ยงัปล่อยให้ระบบทา งานท้งัที่ไม่มีสารความเยน็อยู่ภายในระบบแลว้จะทา ให้ คอมเพรสเซอร์ช ารุดเสียหายได้ การตรวจสอบว่าระบบมีสารความเย็นมากเกินไปหรือไม่ ท าได้โดยการปลดสายไฟเข้าแม็กเนติกคลัตซ์เพื่อหยุดการท างานของคอมเพรสเซอร์ให้ดูที่กระจกมองสารความเย็นถ้ามีฟองอากาศภายใน 1 นาทีแสดงว่าระบบมีความเย็นพอดีถ้าใช้เวลานานกว่าจะเห็นฟองอากาศแสดงว่าในระบบมีสารความเย็น มากเกินไป ท าให้ค่าความดันด้านความดันสูงกว่าปกติและอาจมีผลให้คอมเพรสเซอร์ช ารุดเสียหายได้ การบรรจุสารความเย็นในระบบที่ดีสังเกตไดด้งัน้ี 1. ไม่มีฟองที่กระจกมองสารความเย็น


325 2. ลมเย็นออกที่หน้าอีวาพอเรเตอร์ 3. ท่อสารความเย็นด้านดูด (S) ตอ้งเยน็และมีหยดน้า เกาะ 4. เกจด้านความดันต ่าควรอ่านค่าได้ประมาณ 30-40 ปอนดต์ ่อตารางนิ้ว (psi) 5. เกจด้านความดันสูงควรอ่านค่าได้ประมาณ 200-250 ปอนดต์ ่อตารางนิ้ว (psi) ข้อควรระวังในการบริการ 1. ต้องไม่ถอดข้อต่อใด ๆ ของระบบในขณะที่มีความดัน 2. ไม่ควรตรวจสอบระดบัน้า มนัคอมเพรสเซอร์ในขณะที่ระบบมีความดนั 3. ไม่ควรถอดประกอบชิ้นส่วนของอุปกรณ์ในระบบโดยไม่ไดป้ล่อยสารความเยน็ออกทิ้ง ใหห้มดเสียก่อน 4. ไม่ ควรบ รรจุส ารความ เย็น เข้าใน ระบ บ ม าก เกิ น เกณ ฑ์ เพ ราะอาจท าให้วาล์ว คอมเพรสเซอร์ช ารุดเสียหายได้ 5. ไม่ควรเปิดระบบออกสู่ภายนอกเพื่อป้องกนั ฝุ่นและความช้ืนไม่ให้เขา้ในระบบควรปิด ครอบปลายที่เปิ ดสู่อากาศทันที 6. ไม่ควรให้บริการเครื่องปรับอากาศรถยนต์โดยไม่ได้ใช้ชุดแมนิโฟลด์เกจ 7. ไม่ควรใชต้ะเกียงตรวจรั่วตรวจระบบภายในรถ เวน้แตจ้ะเปิดประตูรถไว้ 8. ไม่ควรถอดปะเก็นแกนเพลาหรือถอดประกอบแม็กแนติกคลัตซ์โดยไม่ใช้เครื่องมือพิเศษ เฉพาะ 9. ไม่ควรถอดฝาครอบหรือจุกของอุปกรณ์ใหม่ ๆ ของระบบจนกว่าจะน าไปใช้งานต่อเข้า ในระบบ 10.8 สรุป งานบริการระบบปรับอากาศรถยนต์หมายถึงการตรวจเช็คระบบปรับอากาศที่ติดต้งัอยู่ในรถยนต์ หรือปฏิบตัิต่อจากงานติดต้งัระบบปรับอากาศในรถยนต์งานบริการจะประกอบดว้ย 1. การตรวจสอบการรั่วของระบบ 2. การปล่อยสารความเย็นออกจากระบบ 3. การท าสุญญากาศในระบบ 4. การเติมน้า มนัหล่อลื่นคอมเพรสเซอร์ 5. การบรรจุสารความเย็นเข้าในระบบ ซึ่งผู้ปฏิบัติงานบริการระบบปรับอากาศรถยนต์จะต้องศึกษาวิธีการ ข้นัตอนในการปฏิบตัิที่ถูกตอ้ง ตลอดจนการศึกษาการใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการบริการระบบปรับอากาศรถยนต์ เพื่อให้ เกิดทักษะความช านาญและปฏิบัติงานได้ถูกต้องและปลอดภัย


326 กิจกรรมที่ 10.1 ให้ผู้เรียนตอบค าถามต่อไปนี้ 1. ให้นักเรียนบอกชื่อเครื่องมือทั่วไปในงานปรับอากาศรถยนต์มาอย่างละเอียด ........................................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... 2. ให้นักเรียนบอกชื่อเครื่องมือบริการงานปรับอากาศรถยนต์มาอย่างละเอียด ........................................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... 3. ให้นักเรียนเขียนอธิบายการท าสุญญากาศในระบบมาอย่างละเอยีด ........................................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... 4. ให้นักเรียนเขียนอธิบายการใช้แมนิโฟเกจมาอย่างละเอียด ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………….. กิจกรรมหน่วยที่10


327 ……………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… กิจกรรมที่ 10.1 ให้ผู้เรียนตอบค าถามต่อไปนี้ 1. ให้นักเรียนบอกชื่อเครื่องมือทั่วไปในงานปรับอากาศรถยนต์มาอย่างละเอียด ตอบ 1. ค้อน 2. คีม 3. คีมล็อก 4. สกัด 5. เหล็กส่ง 6. เหล็กน าศูนย์ 7. ประแจ 8. ประแจบล็อก 9. ด้ามขัน 10. ประแจแอล 11. ประแจโค้ง 12. ประแจรวม 13. หัวผ่า 14. ตัวที 2. ให้นักเรียนบอกชื่อเครื่องมือบริการงานปรับอากาศรถยนต์มาอย่างละเอียด ตอบ 1. แมนิโฟลด์เกจ 2.ตะเกียงตรวจรอยรั่ว 3. เครื่องตรวจรอยรั่วอิเลก็ทรอนิกส์ 4. เครื่องตัดท่อทองแดง 5. เครื่องมือบานท่อ 6. เครื่องมือขยายท่อ 7. เครื่องท าสุญญากาศ เฉลยค าถามท้ายบท


328 3. ให้นักเรียนเขียนอธิบายการท าสุญญากาศในระบบมาอย่างละเอยีด ตอบ - ต่อชุดแมนิโฟลด์เกจเข้ากับวาล์วบริการ - เปิดวาลว์ท้งัคู่ของแมนิโฟลดเ์กจ (ทวนเขม็นาฬิกา) - ต่อสายท่อกลางของแมนิโฟลดเ์กจเขา้กบั ปั๊มสุญญากาศ - เดินเครื่องปั๊มสุญญากาศ - เข็มความดนัของเกจวดัความดนัต่า เริ่มลดต่า กว่าตา แหน่ง 0 (ส่วนเกจวัดความดันสูงจะ ไม่สามารถอ่านค่าได้) - เมื่อเข็มของเกจวัดความดันต ่าอ่านค่าได้ถึง -30 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ให้เดินเครื่องปั๊ม สุญญากาศต่อไปอีกอย่างน้อย 20 นาที - ถ้าเข็มของเกจวัดความดันต ่าไม่สามารถลดลงอีก -30 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ให้ทา การ ตรวจข้อต่อต่าง ๆ ใหม่ท้งัหมด - ถา้ค่าเกจทางสุญญากาศที่อ่านไดไ้ม่เป็นที่น่าพอใจ ให้หมุนวาลว์ท้งัคู่ของแมนิ-โฟลด์เกจ ให้อยใู่นตา แหน่งปิด ถา้ค่าความดนัสูงข้ึน (แต่ยงัต่า กว่า 0 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว)แสดงว่า ระบบรั่วใหห้ยดุเครื่องปั๊มสุญญากาศแลว้คน้หาที่รั่วและซ่อม - ถ้าค่าเกจทางสุญญากาศคงที่(ขณะที่แมนิโฟลด์เกจอยู่ในต าแหน่งปิด) แสดงว่าปั๊ม สุญญากาศไม่ดีพอ - ภายหลงัจากเดินเครื่องปั๊มสุญญากาศ 20 ถึง 30 นาทีแลว้ ปิดวาลว์ท้งัคู่ของแมนิ-โฟลด์ เกจ - หยดุเครื่องปั๊มสุญญากาศ - ระบบท าสุญญากาศเรียบร้อย พร้อมที่จะชาร์จสารความเย็นเข้าในระบบต่อไป 4. ให้นักเรียนเขียนอธิบายการใช้แมนิโฟเกจมาอย่างละเอียด ตอบ - หาต าแหน่งของวาล์วบริการในระบบ - คลายฝาครอบส าหรับต่อเข้าเกจที่วาล์วบริการอย่างช้า ๆ - ตรวจสอบวาลว์แมนิโฟลดเ์กจอยใู่นตา แหน่งปิดท้งัคู่ - ต่อสายเกจเข้ากับวาล์วบริการ - ถ้าเป็ นระบบที่ใช้วาล์วบริ การแบบปรับด้วยมือ ให้หมุนวาล์วบริ การเข้า (ตามเข็ม นาฬิกา) ประมาณ 1/4 รอบ - ขณะน้ีควรหาค่าความดนัเกจไดบ้นเกจท้งัคู่ถา้ไม่มีความดนัเกิดข้ึน แสดงวา่ ภายใน ระบบไม่มีสารความเยน็ ใหห้าตา แหน่งรั่วและทา การแกไ้ข


Click to View FlipBook Version