The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวมฎีกาเล่าเรื่อง(เล่มที่1)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sinaphong, 2023-07-11 03:32:57

รวมฎีกาเล่าเรื่อง(เล่มที่1)

รวมฎีกาเล่าเรื่อง(เล่มที่1)

ฎีกาเลาเรื่อง 1 แมศาลจะพิพากษาใหจําเลยชําระหนี้แกโจทกflจนคดีถึงที่สุดแลวหรือไมก็ตาม แตกฎหมายก็ยังคงมี เจตนารมณflในการคุมครองลูกหนี้ตามคําพิพากษาใหสามารถดํารงชีพตอไปได ดังนั้น โจทกflในฐานะเจาหนี้ ตามคําพิพากษาจึงไมอาจบังคับชําระหนี้เอาจากทรัพยflสินทั้งปวงของจําเลยจนสิ้นเนื้อประดาตัวได ดังเชน คําพิพากษาศาลฎีกานี้เป2นตน คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3781/2562จําเลยไมชําระหนี้ตามสัญญาบัตรเครดิต ธนาคารโจทกflทวงถาม และ บอกเลิกสัญญาแลวจึงฟ6องเป2นคดีนี้ ตอมาศาลชั้นตนมีคําพิพากษาใหจําเลยชําระหนี้ตามฟ6องพรอมดอกเบี้ย แกโจทกfl แตจําเลยไมปฏิบัติตามคําพิพากษา โจทกflจึงไดขอศาลตั้งเจาพนักงานบังคับคดี แสดงวาโจทกflประสงคflจะ บังคับชําระหนี้โดยใหเจาพนักงานบังคับคดียึดและอายัดทรัพยflสินของจําเลยซึ่งเป2นลูกหนี้ตามคําพิพากษา นอกจากนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง มาตรา 286 (3) เดิม บัญญัติวาภายใตบังคับบทบัญญัติแหง กฎหมายอื่นเงินหรือสิทธิเรียกรองเป2นเงินของลูกหนี้ตามคําพิพากษาตอไปนี้ ไมอยูในความรับผิดแหงการบังคับคดีฯ (3) เงินเดือน คาจาง บํานาญ คาชดใช เงินสงเคราะหfl หรือรายไดอื่นในลักษณะเดียวกันของพนักงาน ลูกจาง หรือ คนงานนอกจากที่กลาวไวใน (2) ที่นายจางจายใหแกบุคคลเหลานั้น หรือคูสมรสหรือญาติที่ยังมีชีวิต อยูของบุคคล เหลานั้นเป2นจํานวนรวมกันเดือนละไมเกินหนึ่งหมื่นบาท หรือตามจํานวนที่ศาลเห็นสมควร ซึ่งบทบัญญัติดังกลาว มีเจตนารมณflคุมครองลูกหนี้ตามคําพิพากษาที่เป2นพนักงาน ลูกจาง หรือคนงานสามารถดํารงชีพตอไปได โดยยังมี รายไดเลี้ยงชีพตนและครอบครัวตอไปไดบาง จึงคุมครองมิใหเจาหนี้ตามคําพิพากษาบังคับคดีจนหมดและ ไมสามารถดํารงชีพตอไปได ดังนั้น การที่โจทกflหักเงินซึ่งเป2นเงินเดือนสวนที่เหลือที่นายจางโอนเขาบัญชีเงินฝาก ของจําเลย ที่ธนาคารโจทกflเพื่อชําระหนี้ตามคําพิพากษาโดยอางวาเป2นการหักกลบลบหนี้ระหวางกันตามประมวล กฎหมายแพงและพาณิชยfl มาตรา 341 ยอมไมอาจกระทําได โจทกflจึงชอบที่จะคืนเงินที่หักไปดังกลาวกลับคืน เขาบัญชีเงินฝากของจําเลย ณ วันที่โจทกflหักเงินจากบัญชีเงินฝากดังกลาว แลวใชสิทธิในการบังคับคดี ทางเจาพนักงานบังคับคดีตอไป รวมฎีกาเลาเรื่อง โดยทานอาจารยณัฐดนัย ศกุนตนาคฐิติส ผู"พิพากษาศาลอุทธรณภาค 1


ฎีกาเลาเรื่อง 2 คดีอาญาที่จําเลยกระทําความผิดอยางอุกอาจและมีพฤติการณflรายแรง แมปรากฏวาจําเลยมีเหตุอันควร ปรานีหลายประการ แตศาลก็อาจใชดุลพินิจไมรอการลงโทษใหแกจําเลยได ตามแนวคําพิพากษาศาลฎีกานี้ พิพากษาศาลฎีกาที่ 8891/2561 การที่จําเลยพยายามฆาโดยใชอาวุธมีดสปาตาของกลาง ตามภาพถายหมาย จ.15 อันเป2นอาวุธมีดขนาดใหญฟIนและแทงแผนหลังและศีรษะของผูเสียหายอันเป2นอวัยวะ สําคัญโดยแรงหลายครั้ง จนเป2นเหตุใหผูเสียหายไดรับอันตรายสาหัส กะโหลกศีรษะสวนหนาแตก มีบาดแผลฉีก ขาดบริเวณหนาผาก หนาอกและหลัง ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทยflเอกสารหมาย จ.4 ลักษณะ การกระทําความผิดของจําเลยเป2นไปโดยอุกอาจ ไมเคารพยําเกรงตอกฎหมาย พฤติการณflแหงคดีเป2นเรื่อง รายแรงกระทบตอความสงบสุขของสังคมโดยรวม แมจําเลยไมเคยไดรับโทษจําคุกมากอน หรือมีภาระตอง อุปการะเลี้ยงดูบุตร หรือชดใชคาเสียหายใหแกผูเสียหายจนเป2นที่พอใจโดยผูเสียหายไมติดใจดําเนินคดีแกจําเลย แลวก็ยังไมเป2นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟIงเพื่อรอการลงโทษจําคุกใหแกจําเลย ฎีกาเลาเรื่อง 3 ผูขายใชกลฉอฉล (หลอกลวง) ใหผูซื้อในฐานะผูบริโภคเกิดความเขาใจผิดในสาระสําคัญเกี่ยวกับสินคา จึงเป2นการละเมิดสิทธิของผูบริโภค ดังนี้ ผูขายตองชดใชคาเสียหายตามควรแหงพฤติการณflใหแกผูบริโภคนั้น ดังเชนคําพิพากษาศาลฎีกานี้ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1808/2561 การที่จําเลยใชกลฉอฉลในการทําสัญญาดวยการปกปKด ขอเท็จจริง เกี่ยวกับที่ดินและสิ่งปลูกสรางที่ถูกเวนคืนเป2นการละเมิดสิทธิผูบริโภคทั้งสองซึ่งประสงคflจะซื้อที่ดิน และสิ่งปลูก ส รางเพื่ อ อ ยู อ าศั ย โด ย ก ารไม ได ให คํ าพ รรณ น าคุ ณ ภ าพ ที่ ถู ก ต อ งเพี ย งพ อ เกี่ ย ว กั บ สิ น ค า ที่จําเลยขายแกผูบริโภคทั้งสอง อันเป2นการโฆษณาที่ใชขอความไมเป2นธรรมโดยกอใหเกิดความเขาใจผิดใน สาระสําคัญเกี่ยวกับสินคาและตัดโอกาสของผูบริโภคที่จะใชขอมูลดังกลาวตัดสินใจที่จะเขาทําสัญญา กับจําเลย ดังนั้น ผูบริโภคทั้งสองจึงไมไดรับความเป2นธรรมในการทําสัญญาซื้อขายอันเป2นโมฆียะนี้ เป2นกรณีจําเลยละเมิดสิทธิของ ผูบริโภคทั้งสองตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 ที่มีมาตรา 4 ประกอบมาตรา 22 แหง พ.ร.บ.คุมครองผูบริโภค พ.ศ. 2522 รับรองไว จําเลยตองชดใชคาเสียหายเป2นคาติดตั้งโทรศัพทfl คาใชจายใน การโอนกรรมสิทธิ์ คาประกัน มิเตอรflไฟฟ6าและน้ําประปา คาธรรมเนียมสัญญาจํานอง อากรสัญญากูและนิติ กรรม และคาประกันอัคคีภัย ซึ่งเป2นคาเสียหายโดยตรงที่เกี่ยวเนื่องกับการที่จําเลยใชกลฉอฉลในการปกปKด ขอเท็จจริงซึ่งผูบริโภคทั้งสองซื้อบานเพื่อการอยูอาศัย สําหรับสวนตางราคาที่ดินพรอมสิ่งปลูกสรางเป2นความ เสียหายเชนที่ตามปกติยอมเกิดขึ้นแตการที่จําเลยใชกลฉอฉลในการทําสัญญาโดยปกปKดขอเท็จจริง โจทกflมีสิทธิ เรียกรองจากจําเลยไดและศาลมีอํานาจคิดคํานวณใหไดตามพฤติการณflแหงคดี


ฎีกาเลาเรื่อง 4 สัญญาเชาซื้อที่กําหนดใหผูเชาซื้อตองสงมอบรถยนตflที่เชาซื้อคืนในสภาพเรียบรอยใชการไดดี หากไมอาจสงมอบไดตองชดใชราคาแทนในกรณีที่สัญญาเชาซื้อเลิกกันไมวาดวยเหตุใดๆ นั้นเทากับวาเป2นการ บังคับใหผูเชาซื้อตองรับผิดใชคาเสียหายแกเจาของทรัพยflโดยเด็ดขาดทุกกรณี หาไดแบงแยกวาเหตุที่สัญญาเชาซื้อ เลิกกันนั้น เป2นเพราะความผิดของผูเชาซื้อหรือไม ยอมทําใหผูใหเชาซื้อไดเปรียบคูสัญญาอีกฝOายหนึ่งเกินสมควร อันเป2นขอสัญญาที่ไมเป2นธรรม ดังเชนคําพิพากษาศาลฎีกานี้ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4340/2559 พ.ร.บ.วาดวยขอสัญญาที่ไมเป2นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง กําหนดวา "ขอตกลงในสัญญาระหวางผูบริโภคกับผูประกอบธุรกิจการคาหรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสําเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทําใหผูประกอบธุรกิจการคาหรือวิชาชีพ หรือผูกําหนดสัญญาสําเร็จรูป หรือผูซื้อฝาก ไดเปรียบคูสัญญาอีกฝOายหนึ่งเกินสมควรเป2นขอสัญญาที่ไมเป2นธรรมและใหมีผลบังคับไดเพียงเทาที่เป2นธรรมและ พอสมควรแกกรณีเทานั้น" เมื่อพิจารณาขอตกลงตามสัญญาเชาซื้อที่กําหนดใหผูเชาซื้อตองสงมอบรถยนตflที่เชาซื้อ คืนใหผูใหเชาซื้อในสภาพเรียบรอยใชการไดดี หากไมอาจสงมอบคืนได ผูเชาซื้อตองชดใชราคาแทนไมนอยกวา รอยละ 80 ของราคาเชาซื้อ ในกรณีที่สัญญาเชาซื้อเลิกกันไมวาดวยเหตุใด ๆ จึงยอมหมายความรวมถึงผูเชาซื้อ ตองรับผิดตอผูใหเชาซื้อที่จะตองคืนหรือใชราคารถในกรณีที่สัญญาเชาซื้อเลิกกันดวยเหตุที่รถยนตflที่เชาซื้อสูญหายดวย สัญญาขอดังกลาวกําหนดบังคับใหผูเชาซื้อตองรับผิดใชคาเสียหายแกเจาของทรัพยflโดยเด็ดขาดทุกกรณี โดยไมได แบงแยกความรับผิดกรณีเป2นความผิดของผูเชาซื้อและกรณีไมเป2นความผิดของผูเชาซื้อไวตางหากจากกัน จึงเป2นการไดเปรียบคูสัญญาอีกฝOายหนึ่งเกินสมควร ดังนี้ ขอสัญญาดังกลาวจึงเป2นขอสัญญาที่ไมเป2นธรรม แตตาม พ.ร.บ.วาดวยขอสัญญาที่ไมเป2นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง ไมไดกําหนดใหขอตกลงในสัญญา ที่ทําใหคูสัญญาฝOายใดฝOายหนึ่งไดเปรียบอีกฝOายหนึ่งเกินสมควรเป2นโมฆะ เพียงแตใหมีผลบังคับไดเพียงเทาที่ เป2นธรรมและพอสมควร ขอสัญญาดังกลาวจึงไมตกเป2นโมฆะ เพียงแตศาลมีอํานาจกําหนดใหผูเชาซื้อชดใชราคาแทน เป2นจํานวนพอสมควรได ฎีกาเลาเรื่อง 5 เงื่อนไขในกรมธรรมflประกันภัยที่ยกเวนความรับผิดของผูรับประกันภัยซึ่งเป2นผูกําหนดเงื่อนไขไวเองตอง ตีความโดยเครงครัด หากมีขอสงสัยตองตีความใหเป2นประโยชนflแกผูเอาประกันภัย คําพิพากษาศาลฎีกาที่6686/2559 ผูรับประกันภัยเป2นผูกําหนดเงื่อนไขตาง ๆ ไวในกรมธรรมfl ประกันภัย ดังนั้น เพื่อใหเกิดความเป2นธรรมแกผูเอาประกันภัย เงื่อนไขที่ยกเวนความรับผิดของผูรับประกันภัย


จึงตองตีความโดยเครงครัด ถามีขอสงสัยตองตีความใหเป2นประโยชนflแกผูเอาประกันภัย ซึ่งตามเงื่อนไขความ คุมครองกรมธรรมflประกันภัยรถยนตflระบุวา ผูรับประกันภัยจะชดใชคาสินไหมทดแทนเมื่อรถยนตflสูญหาย โดยในกรณีรถยนตflสูญหายอันเกิดจากการลักทรัพยfl ชิงทรัพยfl ปลนทรัพยfl และยักยอกทรัพยfl ผูรับประกันภัยจะจาย คาสินไหมทดแทนเต็มจํานวนเงินเอาประกันภัยและมีขอยกเวนความรับผิดวาการประกันภัยนี้ไมคุมครองความสูญหาย อันเกิดจากการลักทรัพยfl หรือยักยอกทรัพยfl โดยบุคคลไดรับมอบหมายหรือครอบครองรถยนตflตามสัญญาเชา สัญญาเชาซื้อหรือสัญญาจํานํา หรือโดยบุคคลที่จะกระทําสัญญาดังกลาวขางตน เงื่อนไขที่ยกเวนความรับผิดของ ผูรับประกันภัยนี้จึงตองตีความโดยเครงครัดวาหมายถึงความสูญหายอันเกิดจากการลักทรัพยfl หรือยักยอกทรัพยflที่ กระทําโดยบุคคลซึ่งไดรับมอบหมายหรือครอบครองตามสัญญาเชา สัญญาเชาซื้อ หรือสัญญาจํานําเทานั้น เนื่องจากการลักทรัพยfl หรือยักยอกทรัพยflโดยบุคคลดังกลาวสามารถกระทําไดโดยงายจึงมีความเสี่ยงสูงกรมธรรมfl จึงไมอาจใหความคุมครองได เมื่อขอเท็จจริงปรากฏวารถยนตflที่เชาซื้อสูญหายเพราะถูก ว. ยักยอกไป ซึ่ง ว. เป2นผูรับ มอบรถยนตflที่เชาซื้อจากจําเลยที่ 2 ผูมีอํานาจกระทําการแทนจําเลยที่ 1 เพื่อนําไปขาย กรณีจึงไมเขาขอยกเวน ความรับผิดตามเงื่อนไขความคุมครองกรมธรรมflประกันภัยรถยนตflดังกลาว จําเลยรวมซึ่งเป2นผูรับประกันภัย จึงไมพนจากความรับผิดตามกรมธรรมflประกันภัย ฎีกาเลาเรื่อง 6 แมหางสรรพสินคาจะตองจัดใหมีสถานที่จอดรถตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 อันเป2นการปฏิบัติ ตามกฎหมายก็ตาม แตเมื่อการดําเนินธุรกิจของหางฯจะมีลูกคานํารถยนตflเขาไปเป2นปกติ การจัดสถานที่จอดรถ ที่สะดวกและปลอดภัย จึงเป2นการอํานวยความสะดวกและดึงดูดใหลูกคาเขาไปซื้อสินคาและใชบริการอันสงผลตอ รายไดของหางฯนั้น จึงกอใหเกิดหนาที่ตองดูแลความปลอดภัยรถยนตflของลูกคาที่นําเขาไปจอดในลานจอดรถ ที่จัดไวเพื่อป6องกันมิใหถูกโจรกรรมไปไดโดยงาย การที่หางฯยกเลิกการแจกบัตรจอดรถและไมจัดใหมีพนักงาน รักษาความปลอดภัยดูแลบริเวณทางเขาออกและเครื่องกั้นจราจรสกัดกั้นมิใหมีการขับรถยนตflออกไปจากลานจอดรถ ไดโดยสะดวก ทําใหคนรายฉวยโอกาสนํารถยนตflออกจากหางฯ พฤติการณflฟIงไดวา หางฯนั้นงดเวนการที่จักตอง ดูแลรถยนตflของลูกคาเพื่อป6องกันมิใหถูกโจรกรรมเป2นการกระทําดวยความประมาทปราศจากความระมัดระวัง ตามวิสัยและพฤติการณflซึ่งหางฯสามารถใชความระมัดระวังเชนวานั้นได แตหาไดใชใหเพียงพอไมเป2นการกระทําละเมิด ตาม ป.พ.พ. ม. 420 คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2461/2558 จําเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจหางสรรพสินคาขายปลีกสินคาอุปโภค และบริโภคตาง ๆ มีประชาชนเขาไปซื้อสินคาและใชบริการเป2นจํานวนมาก แมจําเลยที่ 1 จะตองจัดใหมีสถานที่ จอดรถตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ซึ่งเป2นการปฏิบัติตามกฎหมาย แตในการดําเนินธุรกิจของ


จําเลยที่ 1 มีประชาชนเขาไปซื้อสินคาและใชบริการโดยนํารถยนตflเขาไปในหางสรรพสินคาของจําเลยที่ 1 เป2นปกติ การจัดสถานที่จอดรถที่สะดวกและปลอดภัยนอกจากทําเพื่ออํานวยความสะดวกแกลูกคาแลว ยังเป2นการ ดึงดูดใหลูกคาเขาไปซื้อสินคาและใชบริการอันสงผลตอรายไดของจําเลยที่ 1 อีกดวย ลักษณะการประกอบธุรกิจของ จําเลยที่ 1 ทําใหจําเลยที่ 1 มีหนาที่ตองดูแลความปลอดภัยของรถยนตflของลูกคาที่นําเขาไปจอดในลานจอดรถ ที่จําเลยที่ 1 จัดไวเพื่อป6องกันมิใหรถยนตflดังกลาวถูกโจรกรรมไดโดยงาย จําเลยที่ 1 ยกเลิกการแจกบัตรจอดรถ และไมจัดใหมีพนักงานรักษาความปลอดภัยดูแลบริเวณทางเขาออกหางสรรพสินคาและเครื่องกั้นจราจรสกัดกั้น มิใหขับรถยนตflออกไปจากลานจอดรถไดโดยสะดวก ทําใหคนรายฉวยโอกาสนํารถยนตflออกจากหางสรรพสินคา โดยแลนยอนศรสวนทางออกไปในชองทางเขาผานดานหลังของกลองวงจรปKดทําใหกลองวงจรปKดไมสามารถสอง เห็นใบหนาคนขับ หากจําเลยที่ 1 จัดใหมีพนักงานรักษาความปลอดภัยอยูในบริเวณทางเขาและทางออก จําเลยที่ 1 ก็จะตรวจพบความผิดปกติของคนรายที่ขับรถยอนศรออกไปทางชองทางเขาไดในทันที เหตุรถยนตflสูญหายก็จะไม เกิดขึ้น พฤติการณflของจําเลยที่ 1 ฟIงไดวาจําเลยที่ 1 งดเวนการที่จักตองดูแลรถยนตflของลูกคาเพื่อป6องกันมิให รถยนตflของลูกคาถูกโจรกรรมเป2นการกระทําดวยความประมาทปราศจากความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณfl ซึ่งจําเลยที่ 1 สามารถใชความระมัดระวังเชนวานั้นไดแตหาไดใชใหเพียงพอไม เมื่อเป2นผลโดยตรงทําใหคนรายฉวย โอกาสโจรกรรมรถยนตflที่โจทกflรับประกันภัยไวไป จึงเป2นการทําละเมิดตอผูเอาประกันภัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 สําหรับจําเลยที่ 2 ขอเท็จจริงไดความวา จําเลยที่ 1 ไดยกเลิกการแจกบัตรจอดรถยนตflและยกเลิกการจัดพนักงาน รักษาความปลอดภัยของจําเลยที่ 2 ดูแลทางเขาออกหางสรรพสินคาและตามลานจอดรถตั้งแตกอนเกิดเหตุแลว โดยจําเลยที่ 1 มีคําสั่งใหจําเลยที่ 2 ไปดูแลพื้นที่อื่น จําเลยที่ 2 ซึ่งเป2นตัวแทนจึงจัดใหพนักงานรักษาความ ปลอดภัยของจําเลยที่ 2 ไปดูแลบริเวณอื่นอันเป2นการปฏิบัติตามคําสั่งของจําเลยที่ 1 แลว จําเลยที่ 2 ซึ่งเป2นตัวแทนจึงไมมีหนาที่ดูแลรถยนตflของลูกคาเพื่อป6องกันการถูกโจรกรรมอีกตอไป ที่ศาลลางทั้งสองวินิจฉัยวา จําเลยที่ 2 ไมตองรับผิดตอโจทกflนั้น ศาลฎีกาเห็นพองดวยในผลฎีกาของโจทกfl ฟIงขึ้นบางสวน ฎีกาเลาเรื่อง 7 แมผูสมัครสมาชิกบัตรเครดิตประเภทบัตรเสริมจะลงลายมือชื่อในเอกสารเป2นคูสัญญาระบุวา ตองผูกพันรวมกับสมาชิกบัตรหลักในการชําระหนี้คาสินคาและหรือบริการอันเกิดจากการใชบัตรเครดิต รวมทั้งคาธรรมเนียมตางๆอยางลูกหนี้รวมก็ตาม แตเอกสารนี้มิใชนิติกรรมประเภทสัญญาที่ผูถือบัตรเสริมจะตอง รวมรับผิดกับผูถือบัตรหลักอยางลูกหนี้รวม เพราะสัญญาบัตรเครดิตสามารถแยกการใชจายระหวางบัตรหลักกับ บัตรเสริมได นอกจากนี้เอกสารดังกลาวยังมิใชสัญญาค้ําประกันที่จะผูกพันผูถือบัตรเสริมใหตองรวมรับผิดกับผูถือ บัตรหลักอยางลูกหนี้รวมอีกดวย เห็นไดชัดวาผูออกบัตรมุงหมายใหผูถือบัตรหลักซึ่งเป2นผูที่นาเชื่อถือเป2นลูกหนี้ หลัก เมื่อประกาศธนาคารแหงประเทศไทยกําหนดใหผูถือบัตรหลักตองเป2นผูรับผิดชอบชําระหนี้อันเกิดจากการใช


บัตรเสริมทั้งหมดและในการออกบัตรเสริมนั้นผูออกบัตรจะพิจารณาจากเครดิตหรือความนาเชื่อถือของผูถือบัตร หลักแสดงใหเห็นเจตนาวาผูออกบัตรประสงคflใหผูถือบัตรหลักเป2นผูรับผิดชอบหนี้สินทั้งหมด ขอกําหนดในเอกสาร ดังกลาวจึงถือวาเป2นขอสัญญาที่ไมเป2นธรรมแกผูถือบัตรเสริมซึ่งเป2นผูบริโภค ผูถือบัตรเสริมจึงไมตองรวมรับผิดในหนี้ ของผูถือบัตรหลักที่คางชําระตอผูออกบัตร ดังเชนคําพิพากษาศาลฎีกานี้ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2765/2560 แมจําเลยที่ 2 จะเป2นผูลงลายมือชื่อในเอกสารเป2นคูสัญญา และมีขอกําหนดในขอ 1 ระบุวา สมาชิกบัตรหลักและสมาชิกบัตรเสริมตามที่ปรากฏในใบสมัครจะตองผูกพันรวมกัน ในฐานะลูกหนี้รวมรับผิดชอบชําระหนี้คาสินคาและหรือบริการอันเกิดจากการใชบัตรเครดิตรวมทั้งคาธรรมเนียม ตางๆ ก็ตาม แตเอกสารดังกลาวนั้นมิใชนิติกรรมประเภทสัญญาที่จําเลยที่ 2 จะตองรวมรับผิดกับจําเลยที่ 1 อยางลูกหนี้รวม เพราะสัญญาบัตรเครดิตนั้นสามารถแยกการใชจายไดระหวางบัตรหลักคือบัตรเครดิตของจําเลยที่ 1 กับ บัตรเสริมหรือบัตรเครดิตเสริมที่โจทกflออกใหจําเลยที่ 2 นอกจากนี้เอกสารก็มิใชสัญญาค้ําประกันที่จะผูกพันจําเลย ที่ 2 ในอันที่จะตองรวมรับผิดกับจําเลยที่ 1 อยางลูกหนี้รวม โดยเห็นไดชัดวาการทําบัตรเครดิตหลัก และบัตรเครดิตเสริมนั้น โจทกflมุงหมายใหผูใชบัตรเครดิตหลักซึ่งเป2นผูที่นาเชื่อถือกวาผูใชบัตรเครดิตเสริม เป2นลูกหนี้หลัก ทั้งตามประกาศธนาคารแหงประเทศไทย เรื่อง การกําหนดหลักเกณฑfl วิธีการ และเงื่อนไขในการ ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตสําหรับผูประกอบธุรกิจบัตรเครดิต ลงวันที่ 9 กรกฎาคม2552 ระบุชัดใหผูถือบัตรหลัก จะตองเป2นผูรับผิดชอบชําระหนี้อันเกิดจากบัตรเสริมทั้งหมด ดังนั้นขอกําหนดเกี่ยวกับความรับผิดของจําเลยที่ 1 ซึ่งเป2นผูถือบัตรเครดิตหลักจะตองมีมากกวาจําเลยที่ 2 ซึ่งเป2นผูถือบัตรเครดิตเสริม โจทกflจะพิจารณาดูจากเครดิต หรือความนาเชื่อถือเกี่ยวกับการชําระหนี้จากผูถือบัตรหลักคือจําเลยที่ 1 แลวโจทกflจึงอนุญาตในการออกบัตรเครดิต เสริมใหแกจําเลยที่ 2 โดยลักษณะของสัญญาที่โจทกflทํากับจําเลยทั้งสองเชนนี้ ยอมเห็นไดถึงเจตนาในการทําสัญญา ของโจทกflวา โจทกflประสงคflจะใหจําเลยที่ 1 ซึ่งเป2นผูถือบัตรเครดิตหลักเป2นผูรับผิดชอบตอหนี้สินทั้งหมดของจําเลยที่ 1 เองและของจําเลยที่ 2 ซึ่งเป2นผูถือบัตรเสริมเทานั้น มิใชตองการใหจําเลยที่ 2 ผูถือบัตรเครดิตเสริมตองมารวมรับ ผิดกับจําเลยที่ 1 แมในเอกสารที่โจทกflใหจําเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อไวในใบสมัครบัตรเสริมจะมีขอความกําหนดให จําเลยที่ 2 รวมรับผิดกับจําเลยที่ 1 อยางลูกหนี้รวมก็ตาม แตขอกําหนดในเอกสารคําขอเปKดบัตรเครดิตเสริมนั้น ไมถือวาผูกพันจําเลยที่ 2 นอกจากนี้ขอสัญญาดังกลาวยังถือวาเป2นขอสัญญาที่ไมเป2นธรรมกับจําเลยที่ 2 ซึ่งเป2นผูบริโภคดวยประกอบกับจําเลยที่ 1 เพียงผูเดียวเป2นผูใชบัตรเครดิตหลักในการกอหนี้โดยตรงกับโจทกfl จําเลยที่ 1 จึงเป2นลูกหนี้โดยตรงเพียงคนเดียวที่มีหนาที่ตองชําระหนี้แกโจทกfl เชนนี้จําเลยที่ 2 จึงไมตองผูกพันรวมรับผิด กับหนี้ของจําเลยที่ 1 ที่คางชําระตอโจทกfl


ฎีกาเลาเรื่อง 8 จําเลยซึ่งเป2นนิติบุคคลเสนอขายหองชุดในโครงการที่กอสรางเสร็จแลว จําเลยยอมตองทราบเนื้อที่และ ราคาซื้อขายของหองชุดเป2นสําคัญ สวนผูซื้อยอมตองการรับโอนหองชุดที่มีเนื้อที่ตามหนังสือกรรมสิทธิ์หองชุดหรือ หากจะแตกตางไปบางก็ไมเกินสมควร การที่จําเลยกําหนดในสัญญาเชาซื้อใหใชเนื้อที่หองชุดตามสัญญาโดยไมคิด ราคาเพิ่มหรือลดตามเนื้อที่ในหนังสือกรรมสิทธิ์หองชุดที่ออกภายหลังและจําเลยสงมอบหองชุดเนื้อที่ขาดตก บกพรองจากสัญญาเชาซื้อถึงรอยละ 9.1 ของเนื้อที่ทั้งหมดแตยังคงใหโจทกflรับเอาหองชุดไวโดยไมอาจใชราคา ตามสวน ถือเป2นขอตกลงที่ทําใหจําเลยไดเปรียบโจทกflในฐานะคูสัญญาอีกฝOายเกินสมควร จําเลยตองปรับลดราคา ตามเนื้อที่อันแทจริงและคืนเงินในสวนที่สงมอบขาดตกบกพรองแกโจทกflนั้นดวย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4566/2561 จําเลยเสนอขายหองชุดในโครงการซึ่งกอสรางหองชุดเสร็จแลว จําเลยในฐานะนิติบุคคลที่ดําเนินการเพื่อใหประชาชนมีที่อยูอาศัยยอมทราบเนื้อที่ของหองชุดและราคา ซื้อขายเป2นขอสําคัญ ผูซื้อยอมตองการรับโอนหองชุดที่มีเนื้อที่ตามหนังสือกรรมสิทธิ์หองชุด หรือหากจะแตกตาง ไปบางก็ไมควรขาดตกบกพรองหรือล้ําจํานวนเกินสมควร ทั้งจําเลยสามารถคํานวณและตรวจสอบเนื้อที่หองชุดไดอยูแลว ในขณะที่ผูบริโภคเชนโจทกflทั้งสองไมสามารถตรวจสอบไดโดยงาย การที่จําเลยกําหนดสัญญาเชาซื้อขอ 1วรรคทาย ใหใชเนื้อที่หองชุดตามสัญญาเชาซื้อโดยไมคิดราคาเพิ่มหรือลดตามเนื้อที่ในหนังสือกรรมสิทธิ์หองชุดที่ออก ในภายหลัง เป2นการยกเวน ป.พ.พ. มาตรา 466 จําเลยสงมอบหองชุดเนื้อที่ขาดตกบกพรองจากสัญญา คิดเป2น รอยละ 9.1 ของเนื้อที่ทั้งหมด แตยังคงใหโจทกflทั้งสองรับเอาหองชุดไวโดยไมอาจใชราคาตามสวน ทั้งที่ความ แตกตางของเนื้อที่หองชุดมาจากการคํานวณของจําเลยเอง ทําใหโจทกflทั้งสองตองรับภาระชําระราคาเกินกวา เนื้อที่หองชุดที่แทจริงถึง 165,291 บาท จึงเป2นขอตกลงที่นอกจากจะไมเป2นไปตามมาตรา 466 แลว ยังเป2น ขอตกลงในสัญญาสําเร็จรูปที่จําเลยซึ่งมีอํานาจตอรองมากกวาเป2นผูกําหนดใหโจทกflทั้งสองรับภาระเกินกวาที่วิญTู ชนพึงคาดหมายไดตามปกติ ถือไดวาขอตกลงเชนนี้ทําใหจําเลยไดเปรียบโจทกflทั้งสองคูสัญญาอีกฝOายเกินสมควร จึงเป2นขอสัญญาที่ไมเป2นธรรมและไมมีผลใชบังคับ ตาม พ.ร.บ.วาดวยขอสัญญาที่ไมเป2นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 เมื่อขอสัญญาเชาซื้อ ขอ 1 วรรคทาย ที่กําหนดใหคูสัญญายินยอมใหใชเนื้อที่ตามหนังสือกรรมสิทธิ์หองชุดเป2น เนื้อที่ที่เชาซื้อตามสัญญาฉบับนี้โดยไมคิดราคาเพิ่มหรือลดตอกันเป2นขอสัญญาที่ไมเป2นธรรม ไมอาจใชบังคับได จําเลยจึงตองปรับลดราคาหองชุดใหเป2นไปตามเนื้อที่อันแทจริงและตองคืนเงินในสวนที่สงมอบเนื้อที่หองชุด ขาดตกบกพรองแกโจทกflทั้งสองดวย


ฎีกาเลาเรื่อง 9 เจาของสุนัขปลอยใหสุนัขวิ่งขามถนนตัดหนารถจักรยานยนตflผูอื่นในระยะกระชั้นชิดจนรถจักรยานยนตfl ลมลงไดรับความเสียหาย ถือวาเจาของสุนัขนั้นกระทําละเมิดตอผูอื่น จึงตองชดใชคาเสียหาย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6088/2559 ตามพ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 111 บัญญัติหามมิให ผูขับขี่ จูง ไลตอนหรือปลอยสัตวflไปบนทางเทาในลักษณะที่เป2นการกีดขวางการจราจรและไมมีผูควบคุมเพียงพอ เมื่อจําเลยทั้งสองซึ่งเป2นเจาของสุนัขจึงเป2นผูดูแลสัตวflจะตองดูแลควบคุมมิใหสัตวflกีดขวางการจราจร การที่สุนัข ของจําเลยทั้งสองวิ่งขามถนนตัดหนารถจักรยานยนตflของโจทกflในระยะกระชั้นชิด ยอมเป2นผลโดยตรงที่ทําให รถจักรยานยนตflของโจทกflลม เมื่อไมปรากฏจากทางนําสืบของจําเลยทั้งสองวา ขณะเกิดเหตุโจทกflขับ รถจักรยานยนตflดวยความเร็วสูงและไมใชความระมัดระวังอยางไร ดังนั้น เหตุละเมิดจึงเกิดจากความประมาท เลินเลอของจําเลยทั้งสองที่ไมใชความระมัดระวังตามสมควรในการควบคุมดูแลสุนัข เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้น เพราะสัตวfl จําเลยทั้งสองจึงตองรวมรับผิดตอโจทกflตาม ป.พ.พ. มาตรา 433 วรรคหนึ่ง ฎีกาเลาเรื่อง 10 พระราชบัญญัติวาดวยความผิดอันเกิดจากการใชเช็ค พ.ศ. 2534 มีเพียง 11 มาตรา และมีมาตรา 4 เทานั้น ที่บัญญัติวาการกระทําเป2นความผิดและกําหนดโทษไว โจทกflบรรยายฟ6องถึงการกระทําความผิดของจําเลย ไวชัดแจงครบถวน โดยอางพระราชบัญญัติดังกลาวในคําขอทายฟ6อง เมื่อจําเลยเขาใจขอหาไดดีไมหลงตอสู และใหการรับสารภาพ แมโจทกflไมไดระบุมาตรา 4 ไวดวย คําฟ6องของโจทกflก็ยังคงสมบูรณflตามกฎหมาย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3910/2562 คําขอทายฟ6องของโจทกflระบุอางแตพระราชบัญญัติวาดวยความผิด อั น เกิ ด จ าก ก ารใช เช็ ค พ .ศ . 2534 โด ย มิ ได อ างม าต รา 4 ไวด ว ย แ ต พ ระราช บั ญ ญั ติ ดั งก ล าว มีบทบัญญัติ ไวเพียง 11 มาตรา และมีเพียงมาตรา 4 มาตราเดียวเทานั้นที่บัญญัติวาการกระทําเป2นความผิดและ กําหนดโทษไว สวนมาตราอื่นๆลวนบัญญัติในเรื่องที่วาการกระทําเป2นความผิดและในคําฟ6องโจทกflก็ไดบรรยายถึง การออกเช็คโดยมีลักษ ณ ะการออกเช็คห รือการกระทํ าความผิดของจําเลยไวชัดแจงครบ ถวน ตามพระราชบัญญัติวาดวย ความผิดอันเกิดจากการใชเช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ทั้งจําเลยเขาใจขอหาไดดีและ ไมหลงตอสูโดยใหการรับสารภาพ กรณีไมอาจเป2นการกระทําความผิดตามพระราชบัญญัติวาดวยความผิดอันเกิด จากการใชเช็ค พ.ศ. 2534 ในมาตราอื่นนอกจากในมาตรา 4 ได คําฟ6องโจทกflจึงสมบูรณflตามกฎหมาย


ฎีกาเลาเรื่อง 11 การที่ผูเชาซื้อไมชําระคาเชาซื้องวดหนึ่งงวดใด ถือไดวาผูเชาซื้อตกเป2นผูผิดนัดตั้งแตงวดนั้น และ เมื่อผูค้ําประกันไดรับหนังสือบอกกลาวจากผูใหเชาซื้อลวงเลยกําหนด 60 วัน นับแตวันที่ผูเชาซื้อผิดนัด ผูค้ําประกันจึงหลุดพนจากความรับผิดในดอกเบี้ยและคาสินไหมทดแทนที่เกิดขึ้นภายหลังจากพนกําหนดดังกลาว คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1166/2562 การที่จําเลยที่ 1 ไมชําระคาเชาซื้องวดที่ 21 ตามกําหนดจําเลยที่ 1 จึงตกเป2นผูผิดนัดโดยมิพักตองเตือนเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคสอง คือ วันที่ 6 เมษายน2558 หาใชจะตองใหจําเลยที่ 1 ผิดนัดชําระคาเชาซื้อสามงวดติดตอกันแลวจึงจะถือวาผิดนัด ซึ่งกรณีดังกลาว เป2นเรื่องของการใชสิทธิบอกเลิกสัญญาเทานั้น เมื่อจําเลยที่ 2 ไดรับหนังสือบอกกลาวจากโจทกflในวันที่ 20กรกฎาคม2558 ซึ่งเป2นเวลาภายหลังจากพนกําหนด 60 วันนับแตวันที่จําเลยที่ 1 ผิดนัดแลว จําเลยที่ 2 ผูค้ําประกันจึงหลุดพนจากความรับผิดในดอกเบี้ยและคาสินไหมทดแทนที่เกิดขึ้นภายหลังจากพนกําหนดดังกลาว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่งและวรรคสอง เมื่อคาขาดราคาเป2นคาเสียหายที่เกิดจากการขายรถยนตflที่เชาซื้อ เมื่อวันที่8 ตุลาคม2558 ซึ่งพนกําหนด 60 วันแลว จําเลยที่ 2 จึงไมตองรับผิดตอโจทกfl ฎีกาเลาเรื่อง 12 โจทกflรับมอบรถยนตflที่เชาซื้อคืนจากจําเลยที่ 1 นําออกขายทอดตลาด ถือวาโจทกflและจําเลยที่ 1 ตกลงเลิกสัญญาเชาซื้อโดยปริยาย หนี้ตามสัญญาที่กําหนดใหจําเลยที่ 1 ตองชดใชคาขาดราคายอมระงับไปดวย จําเลยทั้งสองจึงไมตองรับผิดชําระคาขาดราคารถยนตflที่เชาซื้อแกโจทกfl คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6192/2561 โจทกflไมไดมีหนังสือบอกกลาวใหจําเลยที่ 1 ชําระคาเชาซื้อ ที่คางชําระตั้งแต 3 งวด ติดตอกันขึ้นไปเป2นเวลาอยางนอย 30 วัน แลวจําเลยที่ 1 ไมชําระ อันจะทําใหสัญญาเชาซื้อ เลิกกันหรือสิ้นสุดลงเพราะเหตุจําเลยที่ 1 ผิดสัญญาตามขอตกลงที่กําหนดไวในสัญญาเชาซื้อ แตเป2นกรณีที่ จําเลยที่ 1 สงมอบรถยนตflที่เชาซื้อคืนโดยโจทกflรับรถยนตflที่เชาซื้อกลับคืนนําออกขายทอดตลาด ถือวาโจทกfl และจําเลยที่ 1 ตกลงเลิกสัญญาเชาซื้อโดยปริยาย หนี้ตามสัญญาที่กําหนดใหจําเลยที่ 1 ตองชดใชคาขาดราคา ยอมระงับไปดวย โจทกflไมมีสิทธิเรียกรองคาขาดราคาจากจําเลยที่ 1 ประกอบกับคาเสียหายที่เป2นมูลหนี้ที่ขาดอยู ตามสัญญานั้นเป2นคาเสียหายที่โจทกflเรียกรองไดในกรณีที่มีการผิดสัญญาและบอกเลิกสัญญาโดยชอบเทานั้น ไมใชคาเสียหายที่เรียกรองไดในกรณีที่สัญญาเลิกกันดวยเหตุอื่นตามมาตรา 391 จําเลยทั้งสองจึงไมตองรับผิด ชําระคาขาดราคารถยนตflที่เชาซื้อแกโจทกfl


ฎีกาเลาเรื่อง 13 กรณีที่จําเลยที่ 1 ผิดนัดไมชําระคาเชาซื้อและโจทกflมีหนังสือบอกกลาวไปยังจําเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะ ผูค้ําประกันเกินกําหนด 60 วัน นับแตวันที่จําเลยที่ 1 ผิดนัด แมจําเลยที่ 2 และที่ 3 จะหลุดพนความรับผิด ในดอกเบี้ยและคาสินไหมทดแทน ตลอดจนคาภาระติดพันอันเป2นอุปกรณflแหงหนี้ก็ตาม แตหนี้การสงมอบรถยนตfl ที่เชาซื้อคืน หากคืนไมไดใหใชราคาแทนนั้น หาใชคาภาระติดพันอันเป2นหนี้อุปกรณflตามความหมายของ มาตรา 686 วรรคสองไม จําเลยที่ 2 และที่ 3 จึงตองรวมรับผิดกับจําเลยที่ 1 สงมอบรถยนตflที่เชาซื้อคืนใหแกโจทกfl หรือหากคืนไมไดก็ตองใชราคาแทน คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 903/2562 ตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยfl มาตรา 686 วรรคสอง บัญญัติวา“ในกรณีที่เจาหนี้มิไดมีหนังสือบอกกลาวภายในกําหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง ใหผูค้ําประกัน หลุดพนจากความรับผิดในดอกเบี้ยและคาสินไหมทดแทน ตลอดจนคาภาระติดพันอันเป2นอุปกรณflแหงหนี้รายนั้น บรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพนกําหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง” ตามขอเท็จจริงหลังจากที่จําเลยที่ 1 ผิดนัดไมชําระคาเชาซื้อในงวดที่ 33 ประจําวันที่ 10 พฤศจิกายน. 2558 ซึ่งถือเป2นวันที่จําเลยที่ 1 ลูกหนี้ผิดนัด แตโจทกflหาไดมีหนังสือบอกกลาวไปยังจําเลยที่ 2 และที่ 3 ผูค้ําประกันไม โจทกflเพิ่งมีหนังสือขอใหชําระหนี้ และบอกเลิกสัญญาฉบับลงวันที่6 กรกฎาคม2559 สงไปยังจําเลยทั้งสาม อันถือไดวาเป2นวันที่โจทกfl มีหนังสือบอกกลาวไปยังผูค้ําประกัน เมื่อจําเลยที่ 2 ไดรับหนังสือในวันที่ 27 กรกฎาคม2559 และจําเลยที่ 3 ไดรับหนังสือในวันที่ 23 กรกฎาคม 2559 จึงเกินกําหนด 60 วัน นับแตวันที่จําเลยที่ 1 ผิดนัด จึงมีผลใหจําเลยที่ 2 และ ที่ 3 ในฐานะผูค้ําประกันหลุดพนความรับผิดในดอกเบี้ยและคาสินไหมทดแทน ตลอดจน คาภาระติดพันอันเป2นอุปกรณflแหงหนี้ แตหนี้การสงมอบรถยนตflที่เชาซื้อคืนหากคืนไมไดใหใชราคาแทน หาใชคาภาระติดพันอันเป2นหนี้อุปกรณflตามความหมายของมาตรา 686 วรรคสองไม จําเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผูค้ําประกันจึงตองรวมรับผิดกับจําเลยที่ 1 สงมอบรถยนตflที่เชาซื้อคืนใหแกโจทกfl หรือหากคืนไมไดให ใชราคาแทน ฎีกาเลาเรื่อง 14 บันทึกขอตกลงผอนชําระหนี้ตามเช็คที่มีการดําเนินคดีอาญาขอหาความผิดตาม พ.ร.บ.เช็ค ระบุวา หากชําระหนี้ครบถวนแลวโจทกflจะขอถอนฟ6องคดีอาญาตอไปนั้น ไมมีผลเป2นการยอมความ สิทธินําคดีอาญามาฟ6อง ของโจทกflจึงยังไมระงับตามกฎหมาย


คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4193-4194/2562ตามบันทึกขอตกลงมีใจความสําคัญวา ขอตกลงกันครั้งนี้ มีสาเหตุสืบเนื่องจากโจทกflฟ6องจําเลยทั้งสองเป2นคดีอาญาในขอหาหรือฐานความผิดตามพ.ร.บ.เช็คมีเงื่อนไขวา จําเลยทั้งสองตกลงยินยอมจายเงิน 8,960,970 บาท ตามเช็คทั้งสองคดีใหแกโจทกflโดยแบงชําระเป2น 4 งวด หากจําเลยทั้งสองชําระเงินครบถวนแลวโจทกflจะขอถอนฟ6องทั้งสองคดีตอไป เห็นไดวาขอตกลงดังกลาว เป2นขอตกลงในการผอนชําระหนี้ตามเช็คที่โจทกflนํามาฟ6องในแตละคดีเทานั้น ไมมีขอความตอนใดแสดงวา โจทกflตกลงระงับขอพิพาทหรือสละสิทธิในการดําเนินคดีอาญาแกจําเลยทั้งสองทันทีแตอยางใด จึงไมมีผลเป2นการ ยอมความกันโดยถูกตองตามฎหมาย สิทธินําคดีอาญามาฟ6องของโจทกflยังไมระงับตามป.วิ.อ.มาตรา 39 (2) ฎีกาเลาเรื่อง 15 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 ที่แกไขใหม เมื่อลูกหนี้ผิดนัด เจาหนี้จะมีอํานาจฟ6องผูค้ําประกันตอเมื่อ ไดมีหนังสือบอกกลาวทวงถามผูค้ําประกันแลวเทานั้น คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1923/2561 ค้ําประกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 (ใหม) หลังจากจําเลยที่ 1 ลูกหนี้ชั้นตนผิดนัด โจทกflมีหนังสือบอกกลาวทวงถามและบอกเลิกสัญญาไปยังจําเลยที่ 1 เทานั้น แตมิไดมีหนังสือ บอกกลาวทวงถามไปยังจําเลยที่ 2 ผูค้ําประกันดวย ดังนี้ โจทกflจึงยังไมมีอํานาจฟ6องจําเลยที่ 2 ผูค้ําประกัน หมายเหตุ นอกจากมีหนังสือบอกกลาวทวงถามแลว อํานาจฟ6องผูค้ําประกันจะเกิดขึ้นตอเมื่อลวงพนเวลา ตามหนังสือดังกลาวแลวดวย ฎีกาเลาเรื่อง 16 การกอสรางอาคารชุดแตละอาคารพรอมสาธารณูปโภคสามารถแบงแยกการสรางและโอนใหแกลูกคาได แมบริษัทผูกอสรางมิไดกอสรางใหแลวเสร็จครบทุกอาคารตามที่โฆษณาไว การกอสรางอาคารที่เหลือ พรอมสาธารณูปโภคยังมิใชสาระสําคัญของสัญญาจะซื้อจะขายระหวางโจทกflกับจําเลยถึงขนาดที่โจทกflจะนํามา อางวา จําเลยผิดสัญญา คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6281/2562 แมบริษัทผูกอสรางอาคารชุดจําเลยมิไดกอสรางคอนโดมิเนียม ใหแลวเสร็จสมบูรณfl คือ มิไดกอสรางอาคารคอนโดมิเนียมใหครบทั้งเจ็ดอาคารพรอมสิ่งสาธารณูปโภค ใหถูกตอง ตามที่ตกลงกันไวในใบโฆษณา แตการกอสรางอาคารแตละอาคารพรอมสาธารณูปโภคสามารถ


แบงแยกการสราง และโอนใหแกลูกคารวมถึงโจทกflแยกจากกันได ดังนั้น การกอสรางอาคารที่เหลืออีก 3 อาคาร พรอมสาธารณูปโภค จึงมิใชสาระสําคัญของสัญญาจะซื้อจะขายระหวางโจทกflกับจําเลยถึงขนาดที่โจทกflจะนํามา อางวา จําเลยผิดสัญญา จําเลยไมผิดสัญญา ฎีกาเลาเรื่อง 17 ขอยกเวนความรับผิดในความชํารุดบกพรองกรณีที่เห็นไมประจักษflในขณะสงมอบและเป2นเรื่องที่ควรอยู ในความรูเห็นของผูประกอบธุรกิจเป2นขอสัญญาไมเป2นธรรม ไมอาจบังคับได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2767/2560 ขอยกเวนความรับผิดในความชํารุดบกพรองกรณีมีขอตกลง ในสัญญาเชาซื้อ ระบุวาเจาของไมตองรับผิดชอบความชํารุดบกพรองใด ๆ ไมวาตรวจพบขณะสงมอบหรือไม แมคูสัญญาสามารถตกลงยกเวนความรับผิดในความชํารุดบกพรองตาม ป.พ.พ.มาตรา 472 และมาตรา473 ได เพราะมิใชขอกฎหมายเกี่ยวดวยความสงบเรียบรอย แตขอตกลงที่ยกเวนความชํารุดบกพรองที่เห็นไมประจักษfl ในขณะสงมอบและเป2นเรื่องที่ควรอยูในความรูเห็นของผูประกอบธุรกิจยอมเป2นที่เห็นไดวาเป2นขอสัญญาไมเป2นธรรม ไมอาจบังคับได โจทกflไมมีสิทธิบอกเลิกสัญญา ฎีกาเลาเรื่อง 18 หนังสือรับสภาพหนี้ที่ตกลงชําระเงินตนพรอมดอกเบี้ยเป2นรายเดือน ถือเป2นการตกลงชําระหนี้ เพื่อผอนทุนคืนเป2นงวดๆอันมีกําหนดอายุความ 5 ปX นับแตวันที่ผิดนัด เมื่อโจทกflฟ6องคดีเกินกําหนด ผูค้ําประกันจึง ไมตองรับผิดไปดวย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2847/ 2562 ตามหนังสือรับสภาพหนี้ ตารางกําหนดชําระหนี้ และหนังสือ สัญญาค้ําประกัน โจทกflกับจําเลยที่ 1 ตกลงกันกําหนดชําระเงินตนพรอมดอกเบี้ยเป2นงวดๆ รวม 103 งวด ดังนี้ จึงถือไดวาโจทกflกับจําเลยที่1 ไดตกลงชําระหนี้เพื่อผอนทุนคืนเป2นงวดๆตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยfl มาตรา 193/33 (2) สิทธิเรียกรองของโจทกflในหนี้ดังกลาวจึงมีอายุความ 5 ปX นับแตวันผิดนัด จําเลยที่ 1 ผิดนัด งวดที่ 32 ซึ่งจะตองชําระในวันที่ 1 มีนาคม2553โจทกflมีสิทธิที่จะฟ6องเรียกเงินตนและดอกเบี้ยไดทันที ตามหนังสือรับสภาพหนี้ โจทกflอาจบังคับสิทธิเรียกรองใหจําเลยที่ 1 ชําระหนี้คืนทั้งหมดตั้งแตวันที่ 2 มีนาคม 2553 เป2นตนไป อายุความจึงเริ่มตนตั้งแตวันดังกลาว ซึ่งจะครบกําหนดอายุความ 5 ปX ในวันที่ 2 มีนาคม2558 โจทกflฟ6องคดีนี้เมื่อวันที่14 กรกฎาคม 2558 เกินกวา 5 ปX นับแตวันที่โจทกflอาจบังคับสิทธิเรียกรองไดฟ6องโจทกflจึง ขาดอายุความ จําเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผูค้ําประกันจึงไมตองรับผิดดวย


ฎีกาเลาเรื่อง 19 คําใหการจําเลยที่ตอสูในประเด็นเรื่องอายุความจะตองระบุไวชัดแจงวา โจทกflไมไดฟ6องคดีภายใน ระยะเวลาที่กฎหมายกําหนดอยางไร ขาดอายุความเมื่อใด และนับแตวันใดถึงวันฟ6องคดีขาดอายุความไปแลว มิฉะนั้นตองถือวาคดีไมมีประเด็นเรื่องอายุความที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัย คําพิพากษาศาลฎีกาที่3513/2562 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง มาตรา177วรรคสอง บัญญัติวา“ใหจําเลยแสดงโดยชัดแจงในคําใหการวาจําเลยยอมรับหรือปฏิเสธขออางของโจทกflทั้งสิ้น หรือแตบางสวน รวมทั้งเหตุแหงการนั้น”ดังนั้น ไมวาขอเท็จจริงหรือขอกฎหมายที่จําเลยยกขึ้นเป2นขอตอสูอะไร คําใหการจําเลยก็ตองแสดงโดยชัดแจง ซึ่งรวมทั้งเหตุแหงการนั้นดวยเพื่อที่ศาลจะไดวินิจฉัยคดีใหถูกตอง ตรงตามประเด็นที่คูความพิพาทโตเถียงกัน แตตามคําใหการจําเลยใหการตอสูในประเด็นเรื่องอายุความเพียงวา โจทกflไมไดใชสิทธิฟ6องคดีภายในระยะเวลาที่กฎหมายกําหนด ฟ6องของโจทกflจึงขาดอายุความเทานั้น โดยจําเลย ไมไดแสดงใหปรากฏวาฟ6องโจทกflขาดอายุความโดยไมไดฟ6องคดีภายในระยะเวลาที่กฎหมายกําหนดอยางไร ทั้งไมไดกลาวถึงเหตุแหงการขาดอายุความใหปรากฏวาฟ6องโจทกflขาดอายุความเมื่อใด นับแตวันใดถึงวันฟ6องคดี ขาดอายุความไปแลว จึงเป2นคําใหการที่ไมชัดแจง ไมชอบดวยบทบัญญัติของกฎหมายดังกลาวขางตน ถือไมไดวา จําเลยใหการตอสูคดีวาฟ6องโจทกflขาดอายุความดวย คดีจึงไมมีประเด็นขอพิพาทวาฟ6องโจทกflขาดอายุความหรือไม ที่ศาลจะตองวินิจฉัยและเมื่อถือวาจําเลยไมไดยกเรื่องอายุความเป2นขอตอสู ศาลจึงไมอาจอางเอาอายุความ มาเป2นเหตุยกฟ6อง ตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยfl มาตรา 193/29 ฎีกาเลาเรื่อง 20 โจทกflฟ6องคดีตอศาลชั้นตนที่ผูค้ําประกันในฐานะผูบริโภคคนหนึ่งมีภูมิลําเนา เมื่อหนี้การเชาซื้อและ ค้ําประกันมีมูลความแหงคดีเกี่ยวของกัน โจทกflจึงฟ6องผูเชาซื้อเป2นคดีเดียวกันตอศาลชั้นตนนี้ได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 8737/2559 การที่โจทกflฟ6องคดีตอศาลชั้นตนที่ผูค้ําประกันมีภูมิลําเนาอยูในเขตศาล ยอมเป2นการฟ6องคดีตอศาลที่ผูบริโภคคนหนึ่งมีภูมิลําเนาอยูในเขตศาลแลว และเมื่อหนี้ของจําเลยทั้งสอง ที่มีตอโจทกflเป2นเรื่องการเชาซื้อ การค้ําประกัน มูลความแหงคดียอมเกี่ยวของกัน โจทกflชอบที่จะฟ6องจําเลย ทั้งสองเป2นคดีเดียวกันตอศาลชั้นตนนี้ได


ฎีกาเลาเรื่อง 21 แมที่จอดรถในอาคารชุดจะมีความสําคัญสําหรับผูอยูอาศัยซึ่งตองมีสําหรับรถยนตflของตนเอง แตที่จอดรถ นั้นไมมีกฎหมายบังคับใหตองมีคูกับหองชุดทุกหองและหองชุดที่ซื้อขายกันทั่วไปอาจมีที่จอดรถรวมอยูหรือไม ก็ ได สภาพแหงทรัพยflและจารีตประเพณีแหงทองถิ่นของที่จอดรถในอาคารชุดจึงไมเป2นสาระสําคัญในความเป2นอยู ของหองชุดสามารถแยกออกจากกันได ที่จอดรถจึงเป2นเพียงทรัพยflสวนบุคคลของเจาของหองชุดมิใชสวนควบ ดังนั้น ขอสัญญาที่กําหนดวาหองชุดใดมีสวนควบเป2นที่จอดรถซึ่งซื้อเพิ่มเติมและผูซื้อหองชุดรายใดยินยอม ใหที่จอดรถแกผูรวมซื้อรายอื่นๆยอมไมขัดแยงกับ พ.ร.บ.อาคารชุดพ.ศ. 2522 จึงไมตกเป2นโมฆะ พิพากษาศาลฎีกาที่ 935/2562 แมตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 12 บัญญัติไววา “กรรมสิทธิ์ในหองชุดจะแบงแยกมิได” แตตามมาตรา 13 วรรคหนึ่ง บัญญัติวา “เจาของหองชุดมีกรรมสิทธิ์ ในทรัพยflสวนบุคคลที่เป2นของตนและมีกรรมสิทธิ์รวมในทรัพยflสวนกลาง” และพระราชบัญญัติดังกลาวกําหนด คํานิยามไวในมาตรา 4 “ทรัพยflสวนบุคคล” หมายความวา หองชุดและหมายความรวมถึงสิ่งปลูกสรางหรือที่ดิน ที่จัดไวใหเป2นของเจาของหองชุดแตละราย “หองชุด” หมายความวา สวนของอาคารที่แยกการถือกรรมสิทธิ์ ออกไดเป2นสวนเฉพาะของแตละบุคคล จากบทนิยามดังกลาวและบทบัญญัติในมาตรา 12, 13 หาไดมีการ กลาวถึง เรื่องการเป2นสวนควบของหองชุดไวแตอยางใด การที่ที่จอดรถซึ่งเป2นทรัพยflสวนบุคคลจะเป2นสวนควบ ของหองชุด หรือไมนั้นจึงตองพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยflบรรพ 1 วาดวยทรัพยfl ซึ่งมี บ ท บั ญ ญั ติ เรื่องสวนควบในมาตรา 144 วา “สวนควบของทรัพยflหมายความวา สวนซึ่งโดยสภาพแหงทรัพยflหรือ โดยจารีตประเพณีแหงทองถิ่นเป2นสาระสําคัญในความเป2นอยูของทรัพยflนั้นและไมอาจแยกจากกันไดนอกจาก จะทําลาย ทําใหบุบสลาย หรือทําใหทรัพยflนั้นเปลี่ยนแปลงรูปทรงหรือสภาพไป เจาของทรัพยflยอมมีกรรมสิทธิ์ ในสวนควบของทรัพยfl นั้น” เมื่อพิจารณาสภาพของที่จอดรถของหองชุดที่กําหนดไวในหนังสือกรรมสิทธิ์หองชุด ก็ระบุไวเพียงวาเป2นรายการทรัพยflสวนบุคคลที่อยูนอกหองชุดทั้งที่จอดรถสําหรับหองชุดก็หาไดอยูติดกับหองชุด ไมโดยจะเป2นพื้นที่สําหรับจอดรถแยกไวตางหากในบริเวณที่กําหนดไวเป2นที่จอดรถ ประกอบกับที่จอดรถนั้น แมจะมีความสําคัญ สําหรับผูอยูอาศัยในอาคารชุดซึ่งตองมีที่จอดรถสําหรับรถยนตflของตนเอง แตที่จอดรถก็หาได เป2นสิ่งที่กฎหมายบังคับใหตองมีคูกับหองชุดทุกหองไม โดยลักษณะของหองชุดที่ซื้อขายกันทั่วไปนั้นอาจจะ มีที่จอดรถรวมอยูหรือไมก็ไดและอาจจะซื้อที่จอดรถเพิ่มไดสําหรับบางอาคารชุด ดังนั้น ที่จอดรถตามสภาพแหงทรัพยfl และจารีตประเพณีแหงทองถิ่นจึงไมเป2นสาระสําคัญในความเป2นอยูของหองชุดสามารถแยกออกจากกันได ที่จอดรถจึงเป2นเพียงทรัพยflสวนบุคคลของเจาของหองชุดมิใชสวนควบ ดังนั้น ขอสัญญาขอ 4 ตามสัญญารวมซื้อ หองชุดเอกสาร หมาย จ.6 ที่ระบุวาหองชุดเลขที่ 1095/5 มีสวนควบเป2นที่จอดรถซึ่งซื้อเพิ่มเติม 10 ชอง หมายเลขที่ 2, 44,60, 89, 128, 129, 168, 169, 209 และ 210 โจทกflผูซื้อหองชุดดังกลาวยินยอมใหที่จอดรถ 7


แหง แกผูรวมซื้อรายอื่นๆโดยระบุวาใหที่จอดรถหมายเลขที่ 169 แกจําเลยที่ 1 และใหที่จอดรถหมายเลขอื่นแกผู รวมซื้อคนอื่นๆไมขัดแยงกับพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 12 และมาตรา 13 จึงไมตกเป2นโมฆะ ฎีกาเลาเรื่อง 22 เงินที่จําเลยวางตอศาลเพื่อบรรเทาผลรายใหแกผูเสียหายในคดีอาญาประกอบการใชดุลพินิจในการ ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้นเป2นการแสดงเจตนาอยูในตัวแลววา จําเลยจะไมถอนเงินนั้นออกไป หากผูเสียหายยังประสงคflจะรับเงิน ดวยเหตุนี้ แมตอมาศาลไดวินิจฉัยวา ผูเสียหายนั้นไมใชผูเสียหายโดยนิตินัย ไมมีสิทธิยื่นคํารองขอเขารวมเป2นโจทกflและขอใหบังคับจําเลยชดใชคาสินไหมทดแทนก็เป2นกรณีที่ศาลวินิจฉัย ความผิดของจําเลยในคดีอาญาไมเกี่ยวกับการวางเงินเพื่อบรรเทาผลรายและชดใชคาเสียหายใหแกผูเสียหาย อันเป2นเรื่องคาสินไหมทดแทนความรับผิดในทางละเมิด ผูเสียหายจึงมีสิทธิรับเงินดังกลาวไปจากศาลได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 84/2562 ตามคํารองของจําเลยฉบับลงวันที่ 4 มีนาคม2557 ระบุวา จําเลยรูสึกสํานึกผิดในการกระทําของตนแลว เพื่อบรรเทาผลรายและความเสียหายที่เกิดขึ้นจําเลยขอชดใช คาเสียหายใหแกผูเสียหายเนื่องจากถูกจําเลยทํารายและทําใหรถยนตflของผูเสียหายไดรับความเสียหาย โดยขอวางเงินจํานวน 200,000 บาทตอศาลชั้นตน กับขอใหศาลลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษใหแกจําเลย ทั้งในชั้นอุทธรณflจําเลยก็อุทธรณflขอใหรอการกําหนดโทษหรือรอการลงโทษแกจําเลยอางวา จําเลยไดบรรเทา ผลรายที่เกิดขึ้นโดยชดใชเงินใหแกผูเสียหายจํานวน 200,000 บาท และในชั้นฎีกาจําเลยก็แกฎีกาโดยอางถึง การชดใชเงินใหแกผูเสียหายจํานวน 200,000 บาทโดยขอใหศาลฎีกาลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษ ใหแกจําเลยอีก ดังนั้น การที่จําเลยวางเงินดังกลาวตอศาลยอมมีวัตถุประสงคflเพื่อแสดงวาจําเลยไดพยายาม บรรเทาความเสียหายอันเป2นผลที่เกิดจากจําเลยกระทําละเมิดตอผูเสียหายเพื่อประกอบดุลพินิจของศาล ในการพิจารณาพิพากษาลงโทษจําเลยในสถานเบาดวยซึ่งศาลอุทธรณflและศาลฎีกาก็ไดนําเรื่องการวางเงิน ของจําเลยดังกลาวมาเป2นเหตุบรรเทาโทษใหแกจําเลย ทั้งการวางเงินเพื่อใหผูเสียหายมารับไปนั้นก็เป2นการ แสดงเจตนาอยูในตัวแลววา จําเลยจะไมถอนเงินออกไปหากผูเสียหายยังประสงคflจะรับเงินนั้น การที่ผูเสียหาย ยังมิไดรับเงินดังกลาวไปทันทีหลังจากที่จําเลยนําเงินมาวางก็เพราะผูเสียหายไดยื่นคํารองขอใหบังคับจําเลย ชดใชคาสินไหมทดแทนเป2นจํานวนเงินที่สูงกวาอยูมิไดหมายความวา ผูเสียหายไมประสงคflจะรับเงินที่จําเลย นํามาวางศาลดังกลาว สวนการที่ศาลฎีกา พิพากษาวาพฤติการณflของผูเสียหายเป2นการสมัครใจทะเลาะวิวาท กับจําเลยจึงไมใชผูเสียหายโดยนิตินัยไมมีสิทธิยื่นคํารองขอเขารวมเป2นโจทกflตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 2 (4) และมาตรา 30 และไมมีสิทธิยื่นคํารองขอใหบังคับจําเลยชดใชคาสินไหมทดแทน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 44/1 ก็เป2นกรณีที่ศาลไดพิพากษาในสวนการกระทํา


ความผิดของจําเลยในคดีอาญา หาไดเกี่ยวกับการวางเงินเพื่อบรรเทาผลรายและชดใชคาเสียหายของจําเลย ใหแกผูเสียหายอันเป2นเรื่องคาสินไหมทดแทนความรับผิดในทางละเมิดไม ผูเสียหายจึงมีสิทธิรับเงิน จํานวน 200,000 บาทที่จําเลยนํามาวางตอศาลชั้นตนได ฎีกาเลาเรื่อง 23 ผูตายเพียงแตใชมือผลักจําเลยแลวถามวา “มึงจะทําอะไร” เป2นทํานองหามปรามโดยไมปรากฏ วามีการทาทายหรือพูดจาโตเถียงกัน แตจําเลยกลับใชมีดเป2นอาวุธแทงผูตายทันที จึงมิใชกรณีที่ผูตายสมัครใจ ทะเลาะวิวาทกับจําเลย ดังนี้ โจทกflรวมซึ่งเป2นมารดาของผูตายจึงเป2นผูเสียหายโดยนิตินัยมีอํานาจเขารวม เป2นโจทกflกับพนักงานอัยการได เมื่อโจทกflรวมยื่นคํารองขอใหบังคับจําเลยชดใชคาสินไหมทดแทน แตศาลชั้นตน พิพากษายกคํารอง แมโจทกflรวมมิไดอุทธรณflฎีกา แตเมื่อคดีนี้เป2นคดีแพงที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาซึ่งศาลจําตอง ถือขอเท็จจริงตามที่ปรากฏในคําพิพากษาคดีสวนอาญาและคดีฟIงไดวาการกระทําของจําเลยเป2นการละเมิด จําเลยจึงตองชดใชคาสินไหมทดแทนแกโจทกflรวม คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 8/2562 ผูตายเพียงแตใชมือผลักจําเลยแลวถามวา “มึงจะทําอะไร” ในทํานอง หามปรามจําเลย โดยไมปรากฏวามีการทาทายหรือพูดจาโตเถียงกัน แลวจําเลยใชมีดเป2นอาวุธแทงผูตายทันที จึงมิใชกรณีที่ผูตายสมัครใจทะเลาะวิวาทกับจําเลย การที่ศาลลางทั้งสองวินิจฉัยวา ผูตายสมัครใจวิวาท ไมใชผูเสียหายโดยนิตินัย โจทกflรวมซึ่งเป2นมารดาของผูตายไมมีสิทธิขอเขารวมเป2นโจทกflกับพนักงานอัยการไดนั้น จึงไมชอบ ปIญหาดังกลาวเป2นขอกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบรอย แมไมมีคูความฝOายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มี อํานาจยกขึ้นวินิจฉัยไดเองตาม ป.วิ.อ.มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเมื่อผูตายมิไดสมัครใจ ทะเลาะวิวาทกับจําเลย โจทกflรวมจึงเป2นผูเสียหายโดยนิตินัยตามป.วิ.อ.มาตรา 2 (4)ยอมมีอํานาจเขารวม เป2นโจทกflกับพนักงานอัยการไดตาม ป.วิ.อ.มาตรา 30 คาสินไหมทดแทนที่โจทกflรวมยื่นคํารองขอใหบังคับจําเลย ชดใชคาสินไหมทดแทน เป2นคาปลงศพและคาขาดไรอุปการะ พรอมดอกเบี้ยอัตรารอยละ 7.5 ตอปX นับแต วันกระทําความผิดเป2นตนไปจนกวาจะชําระเสร็จสิ้นแกโจทกflรวมนั้น ศาลชั้นตนพิพากษายกคํารอง แมโจทกflรวม จะมิไดอุทธรณflฎีกา แตคดีนี้เป2นคดีแพงที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีสวนแพง ศาลจําตอง ถือขอเท็จจริงตามที่ปรากฏในคําพิพากษาคดีสวนอาญาตาม ป.วิ.อ.มาตรา 46 เมื่อโจทกflรวมยื่นคํารองตามมาตรา44/1 เมื่อคดีฟIงไดวาจําเลยใชมีดเป2นอาวุธแทงผูตายจนเป2นเหตุใหผูตายถึงแกความตาย การกระทําของจําเลย จึงเป2นการละเมิดและจําตองชดใชคาสินไหมทดแทนแกโจทกflรวม


ฎีกาเลาเรื่อง 24 ป.อ.มาตรา 147 ลงโทษบุคคลที่เป2นเจาพนักงานและตองมีหนาที่ซื้อ ทํา จัดการหรือรักษาทรัพยfl แมจําเลยที่ 2 จะเป2นเจาพนักงานและเป2นภริยาของจําเลยที่ 1 ซึ่งรวมกันเบียดบังเงินยืมทดรองราชการเป2นของตน โดยทุจริตก็ตาม แตจําเลยที่ 1 เพียงผูเดียวที่เป2นผูขอเงินยืมดังกลาวและไดรับอนุญาต จําเลยที่ 1 จึงเป2น ผูมีหนาที่โดยตรงในการจัดการหรือรักษาเงินนั้น กรณีลงโทษจําเลยที่ 2 ไดเพียงในฐานะผูสนับสนุน และเมื่อปIญหานี้ เกี่ยวกับความสงบเรียบรอย แมจําเลยที่ 2 ไมไดฎีกา ศาลฎีกามีอํานาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 801/ 2562 ป.อ.มาตรา 147 เป2นบทบัญญัติที่ลงโทษแกบุคคลที่เป2น เจาพนักงานและตองมีหนาที่ซื้อ ทํา จัดการหรือรักษาทรัพยfl แมจําเลยที่ 2 จะเป2นเจาพนักงานและเป2นภริยา ของจําเลยที่ 1 ตลอดจนรวมกับจําเลยที่ 1 ในการเบียดบังเงินยืมทดรองราชการเป2นของตนโดยทุจริต แตจําเลยที่ 1 เพียงผูเดียวที่เป2นผูขอเงินยืมทดรองราชการและไดรับอนุญาต จําเลยที่ 1 จึงเป2นผูมีหนาที่โดยตรงในการจัดการ หรือรักษาเงินยืมทดรองราชการจําเลยที่ 2 หาไดมีหนาที่โดยตรงในการจัดการหรือรักษาเงินยืมทดรองราชการแม จําเลยที่ 2 จะรวมกับจําเลยที่ 1 กระทําความผิดตอบทบัญญัติดังกลาวก็จะลงโทษจําเลยที่ 2 อยางเจาพนักงานผูมี หนาที่ในการจัดการหรือรักษาทรัพยflแลวเบียดบังทรัพยflเป2นของตนโดยทุจริตไมได คงลงโทษจําเลยที่ 2 ได แตเพียงในฐานะผูสนับสนุนตาม ป.อ.มาตรา 86 เทานั้น ปIญหานี้เป2นปIญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบรอย แมจําเลยที่ 2 ไมไดฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกามีอํานาจหยิบยกเองไดตาม ป.วิ.อ.มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ฎีกาเลาเรื่อง 25 จําเลยใหการรับสารภาพ โจทกflสืบพยานประกอบคํารับสารภาพของจําเลย ศาลชั้นตนฟIงวา จําเลยมีเจตนาฆาผูเสียหาย เป2นความผิดฐานพยายามฆา จําเลยไมไดอุทธรณfl คงมีเพียงโจทกflฝOายเดียวอุทธรณfl ขอใหไมรอการลงโทษ ฎีกาของจําเลยที่วา จําเลยไมมีเจตนาฆาผูเสียหายเป2นการหยิบยกเอาขอเท็จจริง ซึ่งยุติในศาลชั้นตนขึ้นมาโตเถียงใหมในชั้นฎีกา จึงเป2นฎีกาในขอที่มิไดยกขึ้นวากันมาแลวโดยชอบในชั้นอุทธรณfl ตองหามมิใหฎีกา คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 395/2562 จําเลยใหการรับสารภาพ โจทกflสืบพยานประกอบคํารับสารภาพ ของจําเลยตาม ป.วิ.อ.มาตรา 176 ศาลชั้นตนฟIงพยานโจทกflวา จําเลยมีเจตนาฆาผูเสียหาย การกระทําของจําเลย เป2นความผิดฐานพยายามฆาผูเสียหาย จําเลยไมไดอุทธรณfl คงมีเพียงโจทกflฝOายเดียวอุทธรณflขอใหไมรอการลงโทษ ฎีกาของจําเลยที่วา จําเลยไมมีเจตนาฆาผูเสียหายตามฟ6อง เป2นการหยิบยกเอาขอเท็จจริงซึ่งยุติในศาลชั้นตนขึ้นมา โตเถียงใหมในชั้นฎีกาจึงเป2นฎีกาในขอที่มิไดยกขึ้นวากันมาแลวโดยชอบในศาลอุทธรณflภาค 2ตองหามมิใหฎีกา ตามป.วิ.พ.มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ที่แกไขใหม ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15


ฎีกาเลาเรื่อง 26 คดีแพงที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาซึ่งถึงที่สุดโดยศาลฎีกาวินิจฉัยวา จําเลยยึดถือครอบครองทําประโยชนflใน ที่ดินที่เกิดเหตุ อันเป2นปOาสงวนแหงชาติ ดังนั้น ในคดีแพงจึงตองถือขอเท็จจริงตามที่ปรากฏในคําพิพากษา คดีอาญา ทั้งคําพิพากษาในคดีอาญาดังกลาวยอมผูกพันจําเลยซึ่งเป2นคูความในคดี จําเลยฎีกาวา ที่ดินพิพาท ไมใชปOาสงวนแหงชาติ เป2นการฎีกาที่ขัดกับขอเท็จจริงที่รับฟIงเป2นยุติแลวจึงไมเป2นสาระแกคดีอันควรวินิจฉัย และเมื่อศาลชั้นตนกําหนดประเด็นขอพิพาทไวเพียงวาโจทกflไดรับความเสียหายเพียงใด โดยจําเลยมิไดโตแยง คัดคานจนกระทั่งมีการสืบพยานและพิพากษาเฉพาะประเด็นดังกลาว ขอที่จําเลยฎีกาวาไมไดทําละเมิดตอโจทกfl จึงเป2นขอที่ไมไดยกขึ้นวากันมาแลวโดยชอบในศาลชั้นตน ตองหามมิใหฎีกา คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 895/2562 คดีนี้เป2นคดีแพงที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาซึ่งคดีดังกลาวไดถึงที่สุดแลว ตามคําพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยวา จําเลยยึดถือครอบครองทําประโยชนflในที่ดินที่เกิดเหตุ เป2นการกระทํา ดวยประการใดๆอันเป2นการทําลายปOาหรือเขายึดถือครอบครองปOาเพื่อตนเองหรือผูอื่น และเป2นการยึดถือ ครอบครองทําประโยชนflหรืออยูอาศัยในที่ดินหรือทําดวยประการใดๆอันเป2นการเสื่อมเสียแกสภาพปOาสงวนแหงชาติ อันเป2นความผิดตาม พ.ร.บ.ปOาไม พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง และพ.ร.บ.ปOาสงวนแหงชาติพ.ศ.2507 มาตรา 14 ดังนั้น ในคดีนี้จึงตองถือขอเท็จจริงตามที่ปรากฏในคําพิพากษาคดีอาญาดังกลาววาที่ดินพิพาท ซึ่งเป2นที่ดินที่เกิดเหตุในคดีอาญาเป2นปOาสงวนแหงชาติตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ทั้งคําพิพากษาในคดีอาญาดังกลาว ยอมผูกพันจําเลยซึ่งเป2นคูความในคดีดวยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา15 ที่จําเลยฎีกา ในทํานองวา ที่ดินพิพาทไมใชปOาสงวนแหงชาตินั้น เป2นการฎีกาที่ขัดกับขอเท็จจริงที่รับฟIงเป2นยุติแลววา ที่ดินพิพาทเป2นปOาสงวนแหงชาติและมีผลผูกพันจําเลย ฎีกาของจําเลยจึงไมเป2นสาระแกคดีอันควรไดรับการ วินิจฉัยตองหามมิใหฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง(เดิม) ที่ใชบังคับอยูในขณะยื่นฟ6อง ศาลชั้นตนกําหนดประเด็นขอพิพาทไวเพียงประเด็นเดียววา โจทกflไดรับความเสียหายเพียงใด จําเลย ก็ไมไดโตแยงคัดคานวาไมถูกตองแตอยางไรและศาลชั้นตนไดดําเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานคูความทั้งสองฝOาย และพิพากษาในประเด็นดังกลาวเพียงประเด็นเดียว ดังนั้น ขอที่จําเลยฎีกาวาไมไดทําละเมิดตอโจทกflนั้น จึงเป2นขอที่ไมไดยกขึ้นวากันมาแลวโดยชอบในศาลชั้นตน ตองหามมิใหฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)ที่ใชบังคับอยูในขณะยื่นฟ6อง


ฎีกาเลาเรื่อง 27 โจทกflยื่นฟ6องกอนวันที่พระราชบัญญัติแกไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2558 ใชบังคับ สิทธิในการฎีกาของจําเลยจึงตองบังคับตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 (เดิม) และมาตรา 248(เดิม) โดยที่จําเลยไมตองยื่นคํารองขออนุญาตฎีกาตอศาลฎีกา และเป2นหนาที่ของศาลชั้นตนที่จะตรวจฎีกาและมีคําสั่งรับ หรือไมรับฎีกาของจําเลยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 232 ประกอบมาตรา 247 (เดิม) แมจําเลยยื่นคํารองขอใหศาลฎีกา อนุญาตใหจําเลยฎีกาพรอมฎีกา แตศาลชั้นตนไมไดมีคําสั่งรับฎีกาของจําเลยนั้น จึงเป2นการไมชอบแตเมื่อคดี ขึ้นสูการพิจารณาของศาลฎีกาและโจทกflยื่นคําแกฎีกามาแลว ศาลฎีกามีอํานาจรับไวพิจารณาพิพากษา ตอไปได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 731/2562 โจทกflยื่นฟ6องเมื่อวันที่ 18 กันยายน2557 กอนวันที่พระราชบัญญัติ แกไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2558 ใชบังคับ สิทธิในการฎีกาของจําเลย จึงตองบังคับตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 (เดิม) และมาตรา 248 (เดิม) ซึ่งเป2นกฎหมายที่ใชอยู กอนวันที่ พระราชบัญญัติดังกลาวใชบังคับโดยที่จําเลยไมตองยื่นคํารองขออนุญาตฎีกาตอศาลฎีกา และเป2นหนาที่ของศาลชั้นตน ที่จะตรวจฎีกาและมีคําสั่งรับหรือไมรับฎีกาของจําเลยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 232 ประกอบมาตรา247 (เดิม) การที่จําเลยยื่นคํารองขอใหศาลฎีกาอนุญาตใหจําเลยฎีกาพรอมฎีกาศาลชั้นตนมีคําสั่งในคํารองขออนุญาตฎีกาวา “สําเนาคํารองและคําฟ6องฎีกาใหโจทกfl หากจะคัดคานประการใดใหคัดคานภายใน 15 วันมิฉะนั้นถือวา ไมติดใจคัดคาน ใหจําเลยนําสงภายใน 15 วัน ไมมีผูรับโดยชอบใหปKด รีบสงคํารองพรอมคําฟ6อง ฎีกาและสํานวน ความไปยังศาลฎีกาโดยไมจําตองรอคําคัดคาน” และมีคําสั่งในฎีกาของจําเลยวา “รวมสั่งในคํารองขออนุญาต” โดยศาลชั้นตนไมไดมีคําสั่งรับฎีกาของจําเลยแตอยางใด จึงเป2นการไมชอบ ดังนั้น จึงใหเพิกถอนคําสั่ง ของศาลชั้นตนดังกลาวขางตน เมื่อคดีนี้ไดขึ้นมาสูการพิจารณาของศาลฎีกาและโจทกflไดยื่นคําแกฎีกามาแลว เพื่อมิใหคดีลาชา จึงใหรับฎีกาของจําเลยและรับคําแกฎีกาของโจทกflไวพิจารณาพิพากษาตอไป ฎีกาเลาเรื่อง 28 ผูตายมีสวนกอเหตุจึงไมใชผูเสียหายโดยนิตินัย โจทกflรวมทั้งสามจึงไมมีอํานาจเขารวมเป2นโจทกfl กับพนักงานอัยการ และไมมีสิทธิฎีกาขอใหลงโทษจําเลยหนักขึ้น สวนสิทธิเรียกคาสินไหมทดแทนนั้น ตองพิจารณาจากสิทธิในทางแพงโดยไมนําความหมายของผูเสียหายในคดีอาญามาบังคับใช การที่ผูตายสมัครใจ ทะเลาะวิวาทกับจําเลยเป2นเพียงใชประกอบดุลพินิจกําหนดคาสินไหมทดแทนเทานั้น เมื่อโจทกflรวมทั้งสาม เป2นทายาทของผูตายจึงยื่นคํารองในคดีสวนแพงได และศาลจําตองถือขอเท็จจริงตามที่ปรากฏในคําพิพากษา คดีสวนอาญา ทั้งสิทธิในการฎีกาคดีสวนแพงตองถือคดีอาญาเป2นหลัก หากคดีอาญาขึ้นมาสูศาลฎีกาแลว คดีสวนแพงก็ไมตองหามฎีกา


คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 722/2562 ผูตายมีสวนกอใหเกิดการกระทําผิดดวย จึงไมใชผูเสียหายโดยนิตินัย โจทกflรวมทั้งสามไมมีอํานาจเขามาจัดการแทนผูตายตามป.วิ.อ.มาตรา 5 (2) จึงไมมีอํานาจเขารวมเป2นโจทกfl กับพนักงานอัยการ และไมมีสิทธิฎีกาขอใหลงโทษจําเลยในสถานหนักขึ้น ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ที่บัญญัติใหผูเสียหายมีสิทธิที่จะเรียกคาสินไหมทดแทนไดนั้น มีความหมาย ในตัววาหมายถึงผูที่มีสิทธิเรียกคาสินไหมทดแทน การจะพิจารณาวาผูใดมีสิทธิยื่นคํารองตองพิจารณาจากสิทธิ ในทางแพงโดยไมนําความหมายของผูเสียหายในคดีอาญามาบังคับใช สวนที่วาผูตายสมัครใจทะเลาะวิวาท กับจําเลยเป2นเพียงขอที่จะนํามาใชประกอบดุลพินิจในการกําหนดคาสินไหมทดแทนเทานั้น เมื่อโจทกflรวมทั้งสาม เป2นทายาทโดยธรรมของผูตายจึงยื่นคํารองขอใหบังคับจําเลยชดใชคาสินไหมทดแทนได การใชสิทธิยื่นคํารองขอใหจําเลยชดใชคาสินไหมทดแทนในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป2นโจทกfl ถือวา คําพิพากษาในสวนแพงที่เรียกคาสินไหมทดแทนเป2นสวนหนึ่งแหงคําพิพากษาในคดีอาญา ทั้งในการพิพากษา คดีแพงที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลจําตองถือขอเท็จจริงตามที่ปรากฏในคําพิพากษาคดีสวนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 สิทธิในการฎีกาเกี่ยวกับคาสินไหมทดแทนคดีสวนแพงตองถือคดีอาญาเป2นหลัก หากคดีอาญาขึ้นมาสู การพิจารณาของศาลฎีกาแลว ไมวาคูความฝOายใดฎีกา คดีสวนแพงก็ไมตองหามฎีกา ฎีกาเลาเรื่อง 29 ดอกเบี้ยไมใชทรัพยflสินหรือราคาที่โจทกflรวมทั้งสามสูญเสียไปเนื่องจากการกระทําความผิด แตเป2น คาเสียหายในทางทรัพยflสินอันเนื่องมาจากการกระทําความผิดของจําเลย เมื่อโจทกflรวมทั้งสามมิไดยื่นคํารอง ขอใหบังคับจําเลยชดใชคาสินไหมทดแทนในสวนดอกเบี้ย การที่ศาลชั้นตนและศาลอุทธรณflภาค 9 พิพากษาให จําเลยชําระดอกเบี้ยแกโจทกflรวมทั้งสาม จึงเกินคําขอ และเป2นปIญหาขอกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบรอย ศาลฎีกามีอํานาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยแกไขใหถูกตองได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 812/2562 ดอกเบี้ยอัตรารอยละ 7.5 ตอปX ที่ศาลชั้นตนและศาลอุทธรณflภาค 9 กําหนดใหโจทกflรวมทั้งสาม ไมใชทรัพยflสินหรือราคาที่โจทกflรวมทั้งสามสูญเสียไปเนื่องจากการกระทําความผิด แตเป2นคาเสียหายในทางทรัพยflสินอันเนื่องมาจากการกระทําความผิดของจําเลย เมื่อโจทกflรวมทั้งสาม มิไดยื่น คํารองขอใหบังคับจําเลยชดใชคาสินไหมทดแทนในสวนดอกเบี้ยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่งการที่ศาลชั้นตน และศาลอุทธรณflภาค 9 พิพากษาใหจําเลยชําระดอกเบี้ยแกโจทกflรวมทั้งสาม จึงเป2นการพิพากษา เกินคําขอ เป2นการมิชอบ ปIญหาดังกลาวเป2นขอกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบรอย แมไมมีคูความฝOายใดฎีกาศาลฎีกา มีอํานาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย และแกไขใหถูกตองไดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225


ฎีกาเลาเรื่อง 30 ผูเสียหายกับจําเลยมีเรื่องโตเถียงกันและจําเลยทาทายใหผูเสียหายลงจากรถ พฤติการณflถือไดวาจําเลย สมัครใจเขาวิวาทกับผูเสียหายแลว แมผูเสียหายจะขับรถชนทรัพยflสินหนาบานของจําเลยกอนก็เกิดขึ้นขณะ สมัครใจวิวาทกัน จําเลยจึงไมอาจอางสิทธิป6องกันและบันดาลโทสะได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 643/ 2562 ผูเสียหายกับจําเลยมีเรื่องโตเถียงกันและจําเลยทาทายใหผูเสียหาย ลงจากรถ ตามพฤติการณflถือไดวาจําเลยไดสมัครใจเขาวิวาทกับผูเสียหายแลว แมผูเสียหายจะขับรถชนถังน้ําแข็ง และรถจักรยานยนตflหนาบานของจําเลยกอนก็เป2นเหตุการณflที่เกิดขึ้นขณะที่จําเลยกับผูเสียหายสมัครใจวิวาทกัน จําเลยจึงไมอาจอางสิทธิป6องกันไดตามกฎหมาย เมื่อจําเลยสมัครใจที่จะวิวาทกับผูเสียหายเองแลว จึงไมอาจ ถือไดวาจําเลยถูกขมเหงอยางรายแรงดวยเหตุไมเป2นธรรมอันจะอางเหตุบันดาลโทสะไดเชนเดียวกัน ฎีกาเลาเรื่อง 31 การกูยืมเงินและค้ําประกันตามฟ6องทําขึ้นที่ธนาคารสาขาของโจทกfl เมื่อผูจัดการสาขาดังกลาวมีหนังสือ ขอรับคาสินไหมทดแทนกรณีผูตายถึงแกความตายนํามาชําระหนี้เงินกูของผูตายแทนโจทกflเกี่ยวกับกิจการ ของสาขา ถือวาโจทกflรูถึงความตายของผูตายอยางชาตามวันที่ระบุในหนังสือนั้น โจทกflฟ6องคดีนี้โดยมิไดใชสิทธิ เรียกรองตอกองมรดกของผูตายภายใน 1 ปX นับแตทราบวาผูตายถึงแกความตาย คดีโจทกflจึงขาดอายุความ แมจําเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขาดนัดยื่นคําใหการ แตโจทกflฟ6องบังคับจําเลยทั้งสามและจําเลยรวมใหรวมกันชําระหนี้เงินกู ของผูตายอยางลูกหนี้รวม อันเป2นการชําระหนี้ซึ่งแบงแยกกันมิได การดําเนินกระบวนพิจารณาโดยจําเลยรวม จึงตองถือวาไดทําโดยจําเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ดวย เมื่อศาลชั้นตนพิพากษายกฟ6อง ศาลอุทธรณflพิพากษายกคําพิพากษา ศาลชั้นตนโดยวินิจฉัยวาคดีโจทกflยังไมขาดอายุความจําเลยรวมฎีกา แมจําเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มิไดฎีกา ศาลฎีกา ยอมมีอํานาจพิพากษาใหมีผลถึงจําเลยที่ 1 ถึงที่ 3 วาคดีโจทกflขาดอายุความได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 372/2562 การกูยืมเงินและการทําสัญญาค้ําประกันตามฟ6องไดมีการจัดทําขึ้น ที่ธนาคารโจทกfl สาขาสาธุประดิษฐfl ซึ่งเป2นสาขาหนึ่งของโจทกfl เมื่อ บ. ผูจัดการธนาคารโจทกfl สาขาสาธุประดิษฐfl มีหนังสือฉบับลงวันที่ 1 มีนาคม2556 ขอรับคาสินไหมทดแทน จากบริษัท ท. กรณีดาบตํารวจ ส. ถึงแกความตาย นํามาชําระหนี้เงินกูของดาบตํารวจ ส. อันเป2นการกระทําการแทนโจทกflเกี่ยวกับกิจการของสาขา ยอมตองถือวา ธนาคารโจทกflไดรูถึงความตายของดาบตํารวจ ส. อยางชาในวันที่ 1 มีนาคม2556 โจทกflยื่นฟ6องคดีนี้เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม2557 จึงเป2นกรณีที่โจทกflมิไดใชสิทธิเรียกรองตอกองมรดกของดาบตํารวจ ส. ภายใน 1 ปX นับแต


ทราบวาดาบตํารวจ ส. ถึงแกความตาย สิทธิเรียกรองของโจทกflตอกองมรดกของดาบตํารวจ ส. จึงขาดอายุความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม แมจําเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคําใหการ แตโจทกflฟ6องใหบังคับจําเลยทั้งสามและจําเลย รวมใหรวมกันชําระหนี้เงินกูของดาบตํารวจ ส. โดยใหรวมกันรับผิดอยางลูกหนี้รวม จึงเป2นการฟ6องขอใหรับผิด ในมูลความแหงคดีอันเป2นการชําระหนี้ซึ่งแบงแยกจากกันมิได การดําเนินกระบวนพิจารณาโดยจําเลยรวมจึงตอง ถือวา ไดทําโดยจําเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ดวย ทั้งนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 59 (1) เมื่อศาลชั้นตนพิพากษายกฟ6อง ศาลอุทธรณflพิพากษายกคําพิพากษาศาลชั้นตน โดยวินิจฉัยวาคดีโจทกflยังไมขาดอายุความ จําเลยรวมฎีกา แมจําเลย ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มิไดฎีกา แตเมื่อคดีของโจทกflขาดอายุความ ศาลฎีกายอมมีอํานาจพิพากษาใหมีผล ถึงจําเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ได ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (4) ประกอบมาตรา 247 (ที่ใชบังคับขณะยื่นฟ6อง) และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผูบริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ฎีกาเลาเรื่อง 32 ในคดีอาญา โจทกflโดยผูรับมอบอํานาจไดลงลายมือชื่อในฟ6องแทนโจทกfl แตเหตุที่ไมปรากฏลายมือชื่อ ผูเรียงและผูเขียนหรือพิมพflฟ6องนาจะเป2นเพราะโจทกflพิมพflคําขอทายฟ6องเฉพาะดานหนามิไดพิมพflดานหลัง ซึ่งมีชองลายมือชื่อผูเรียงหรือผูพิมพflไว อันเป2นขอผิดพลาดเล็กนอยซึ่งแกไขได การที่ศาลชั้นอุทธรณflพิพากษา ยกฟ6องโจทกflเพราะเหตุดังกลาวโดยไมสั่งใหโจทกflแกไขกอน ศาลฎีกาไมเห็นพองดวย เห็นควรใหศาลชั้นตน ดําเนินการใหโจทกflแกไขขอผิดพลาดภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นตนกําหนด และสงสํานวนไปยังศาลชั้นอุทธรณfl พิจารณาพิพากษาใหมตามรูปคดี คําพิพากษาศาลฎีกาที่46386 / 2562 (ประชุมใหญ) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 บัญญัติวา “ถาฟ6องไมถูกตองตามกฎหมาย ใหศาลสั่งใหโจทกflแกฟ6องใหถูกตอง หรือยกฟ6อง หรือไมประทับฟ6อง”และมาตรา 158 บัญญัติวา “ฟ6องตองทําเป2นหนังสือและมีฯลฯ (7) ลายมือชื่อโจทกfl ผูเรียง ผูเขียนหรือพิมพflฟ6อง”ตามฟ6องโจทกflปรากฏวาโจทกflไดลงลายมือชื่อโจทกflแลวโดยผูรับมอบอํานาจโจทกfl ลงลายมือชื่อแทนโจทกflเหตุที่ไมปรากฏลายมือชื่อผูเรียงและผูเขียนหรือพิมพflฟ6องนาจะเป2นเพราะโจทกflพิมพfl คําขอทายฟ6อง เฉพาะดานหนามิไดพิมพflแบบพิมพflดานหลังซึ่งจะมีชองลายมือชื่อผูเรียงหรือผูพิมพflไว จึงเป2นขอผิดพลาดเล็กนอย ซึ่งสามารถแกไขได การที่ศาลอุทธรณflภาค 1 มีคําพิพากษายกฟ6องโจทกfl เพราะเหตุดังกลาวโดยไมสั่งใหโจทกfl แกไขกอนจึงไมถูกตองนั้น ศาลฎีกาไมเห็นพองดวย เห็นควรใหศาลชั้นตน ดําเนินการใหโจทกflแกไขขอผิดพลาด ดังกลาวภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นตนกําหนด และเมื่อศาลอุทธรณflภาค 1


ยังมิไดวินิจฉัยเนื้อหาแหงคดีหลังจากที่โจทกflแกไขขอผิดพลาดดังกลาวแลว ใหศาลชั้นตนสงสํานวนไปยัง ศาลอุทธรณflภาค 1 เพื่อพิจารณาพิพากษาใหมตามรูปคดี ฎีกาเลาเรื่อง 33 จําเลยที่ 1 ใชจอบขนาดใหญฟIนผูเสียหายและผูตาย 1 ครั้ง ผูเสียหายหลบทัน ไปถูกที่ศีรษะของผูตาย จําเลยที่ 1 ยอมเล็งเห็นผลในการกระทําไดวาอาจทําใหผูเสียหายและผูตายถึงแกความตายได แมมูลเหตุจูงใจจะ ไมใชเรื่องรายแรงถึงขนาดจะตองฆากัน ก็ตองถือวาจําเลยที่ 1 กระทําโดยเจตนาฆา จึงเป2นความผิดฐานฆาผูอื่น และพยายามฆาผูอื่นตามลําดับ ทั้งการที่จําเลยที่ 1 เตรียมจอบมาดักรอทํารายผูเสียหายและผูตาย เมื่อรถจักรยานยนตflของผูเสียหายและผูตายผานมาจําเลยที่ 1 ใชจอบฟIนทันทีโดยไมไดทะเลาะวิวาทหรือโตเถียง กันอีก แสดงวาจําเลยที่ 1 วางแผนตระเตรียมการฆาผูเสียหายและผูตายมากอนแลว จําเลยที่ 1 จึงมีความผิด ฐานฆาและพยายามฆาผูอื่นโดยไตรตรองไวกอน สวนจําเลยที่ 2 ซึ่งขับรถจักรยานยนตflพาจําเลยที่ 1 ซอนทายไปยัง สถานที่เกิดเหตุ โดยจําเลยที่ 1 เตรียมจอบมาดักทํารายผูเสียหายและผูตาย แสดงวาจําเลยที่ 2 สมคบกับจําเลยที่ 1 ที่จะทํารายผูเสียหายและผูตาย แมการที่จําเลยที่ 2 พาจําเลยที่ 1 ไปยังสถานที่เกิดเหตุและพาหลบหนีไป จะมิใชสาระสําคัญของความผิดดังกลาว แตจําเลยที่ 2 อยูที่รถจักรยานยนตflซึ่งจอดอยูหางจากจําเลยที่ 1 ไมไกลนัก อันมีลักษณะพรอมที่จะเขาชวยเหลือจําเลยที่ 1 ไดทันทวงที ถือไดวาเป2นการรวมกระทําความผิด โดยแบงหนาที่กันทํา จําเลยที่ 2 จึงเป2นตัวการรวมกับจําเลยที่ 1 ในการกระทําความผิดฐานฆาและพยายามฆา ผูอื่นโดยไตรตรองไวกอน คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 729/2562 จําเลยที่ 1 ใชจอบซึ่งมีคมจอบกวาง 6 ถึง 7 นิ้ว ดามยาว 1.5 เมตร เป2นอาวุธฟIนผูเสียหายและผูตาย 1 ครั้ง คมจอดไมถูกผูเสียหายเพราะหลบทัน แตถูกที่ศีรษะของผูตาย ซึ่งเป2นอวัยวะสําคัญ จําเลยที่ 1 ยอมเล็งเห็นผลในการกระทําของจําเลยที่ 1 ไดวาอาจทําใหผูเสียหายและผูตาย ถึงแกความตายได แมมูลเหตุที่จําเลยที่ 1 ไมพอใจผูเสียหายจะไมใชสาเหตุรายแรงถึงขนาดที่จําเลยที่ 1 จะตอง ฆาผูเสียหายและผูตายก็ตามก็ตองถือวาจําเลยที่ 1 กระทําไปโดยเจตนาฆาผูเสียหายและผูตาย เมื่อผูตาย ถึงแกความตายและผูเสียหายไมถึงแกความตาย การกระทําของจําเลยที่ 1 จึงเป2นความผิดฐานฆาผูอื่นและ ฐานพยายามฆาผูอื่น ทั้งการที่จําเลยที่ 1 ตระเตรียมจอบเป2นอาวุธดักรอทํารายผูเสียหายและผูตาย เมื่อผูเสียหายขับรถจักรยานยนตflมีผูตายนั่งซอนทายผานมาจําเลยที่ 1 ใชจอบฟIนทํารายผูเสียหายและผูตายทันที โดยจําเลยที่ 1 และผูเสียหายกับผูตายไมไดทะเลาะวิวาทหรือโตเถียงกันอีก พฤติการณflเชนนี้แสดงวา จําเลยที่ 1 ไดวางแผนตระเตรียมการที่จะฆาผูเสียหายและผูตายมากอนแลว จําเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานฆาผูอื่น โดยไตรตรองไวกอน และพยายามฆาผูอื่นโดยไตรตรองไวกอน


จําเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนตflมีจําเลยที่ 1 นั่งซอนทายไปยังสถานที่เกิดเหตุแลว จําเลยที่ 1 เตรียมจอบ เป2นอาวุธดักทํารายผูเสียหายและผูตาย แสดงใหเห็นวาจําเลยที่ 2 สมคบกับจําเลยที่ 1 ที่จะทํารายผูเสียหาย และผูตาย แมการที่จําเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนตflพาจําเลยที่ 1 นั่งซอนทายไปยังสถานที่เกิดเหตุและพาจําเลยที่ 2 หลบหนีไปพรอมกันจะมิใชการกระทําในสวนสําคัญหรือสาระสําคัญของความผิดฐานฆาผูอื่นโดยไตรตรองไวกอน และพยายามฆาผูอื่นโดยไตรตรองไวกอน แตการที่จําเลยที่ 2 อยูที่รถจักรยานยนตflซึ่งจอดอยูหางจากจําเลยที่ 1 ประมาณ 15 ถึง 20 เมตรนั้น มีลักษณะที่พรอมจะเขาชวยเหลือจําเลยที่ 1 ไดทันทวงทีหากเกิดเหตุขัดของ ถือไดวาเป2นการรวมกระทําความผิดโดยแบงหนาที่กันทํากับจําเลยที่ 1 การกระทําของจําเลยที่ 2 จึงมิใชเป2นเพียง ผูสนับสนุนการกระทําความผิดตาม ป.อ. มาตรา 86 แตเป2นตัวการตาม ป.อ. มาตรา 83 รวมกับจําเลยที่ 1 กระทําความผิดฐานฆาผูอื่นโดยไตรตรองไวกอนและพยายามฆาผูอื่นโดยไตรตรองไวกอน ฎีกาเลาเรื่อง 34 ที่ดินที่ไดรับอนุญาตใหจัดสรรและจดทะเบียนวาอยูภายใตการจัดสรรที่ดิน โดยกันไวเป2นสาธารณูปโภค หรือบริการสาธารณะ ยอมตกอยูในภาระจํายอมโดยผลของกฎหมายทันที ทั้งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ขอ 30 กําหนดใหสาธารณูปโภคซึ่งจัดใหมีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตกอยูในภาระจํายอมเพื่อประโยชนfl แกที่ดินจัดสรร และขอ 18 กําหนดหามมิใหผูจัดสรรที่ดินทํานิติกรรมกับบุคคลใดอันกอใหเกิดภาระแกที่ดินนั้น อันเป2นกฎหมายเฉพาะเพื่อใหความคุมครองประโยชนflของผูซื้อที่ดินจัดสรรและประชาชนทั่วไป จึงไมอาจนํา บทบัญญัติเกี่ยวกับการสิ้นไปของภาระจํายอมหรือการครอบครองปรปIกษflตามกฎหมายทั่วไปมาใชบังคับแกภาระ จํายอมดังกลาวได ดังนั้น แมผูรองจะครอบครองที่ดินพิพาทนานเพียงใดก็ไมอาจอางวาไดกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้น โดการครอบครองปรปIกษfl คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 663 / 2562 ช. ไดรับอนุญาตใหจัดสรรที่ดินและจดทะเบียนโฉนดที่ดินพิพาท วา ที่ดินพิพาทอยูภายใตการจัดสรรที่ดินและเป2นพื้นที่สวนที่กันไวเป2นสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะ ประเภทสวนสาธารณะ ที่ดินพิพาทจึงตกอยูในภาระจํายอมโดยผลของกฎหมายทันที แมยังไมมีประกาศหรือ แผนผังโครงการจัดสรรที่ดินแกบุคคลทั่วไปหรือผูซื้อก็ตาม ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ขอ 30 กําหนดใหสาธารณูปโภคซึ่งผูจัดสรรที่ดินไดจัดใหมีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ไดรับ อนุญาต เชน ถนน สวนสาธารณะ สนามเด็กเลน ใหถือวาตกอยูในภาระจํายอมเพื่อประโยชนflแกที่ดินจัดสรร และใหเป2นหนาที่ของผูจัดสรรที่ดินหรือผูรับโอนกรรมสิทธิ์คนตอไปที่จะบํารุงรักษาสาธารณูปโภคดังกลาว ใหคงสภาพ ดังเชนที่จัดทําขึ้นโดยตลอดไป และจะกระทําการใดๆอันเป2นเหตุใหประโยชนflแหงภาระจํายอมลดไป หรือเสื่อมความสะดวกมิได และขอ 18 กําหนดหามมิใหผูจัดสรรที่ดินทํานิติกรรมกับบุคคลใดอันกอใหเกิดภาระ


แกที่ดินนั้นเห็นไดวา ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 เป2นกฎหมายเฉพาะที่บัญญัติขึ้นเพื่อใหความคุมครอง ประโยชนfl ของผูซื้อที่ดินจัดสรรและประชาชนทั่วไป จึงไมสามารถนําบทบัญญัติเกี่ยวกับการสิ้นไปของภาระ จํายอมหรือการครอบครองปรปIกษflที่เกิดขึ้นตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยfl ซึ่งเป2นกฎหมายทั่วไปมาใช บังคับแกภาระจํายอมที่เกิดขึ้นตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ได ภาระจํายอมในที่ดินพิพาทจึงไมสิ้นสุดลง แมผูรองครอบครองที่ดินพิพาทนานเพียงใดก็ไมอาจอางวาไดครอบครองที่ดินพิพาทดวยเจตนาเป2นเจาของอันจะ ทําใหผูรองไดกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปIกษfl ฎีกาเลาเรื่อง 35 ศาลชั้นตนอื่นอานคําพิพากษาศาลชั้นอุทธรณflใหจําเลยฟIงแทนศาลชั้นตนเจาของคดี คูความตองยื่นฎีกา ภายในกําหนดหนึ่งเดือนนับแตวันอานคําพิพากษานั้น จําเลยยื่นคํารองขอขยายระยะเวลาฎีกาภายหลังจาก ระยะเวลาดังกลาวสิ้นสุดลง จึงขอไดเฉพาะกรณีมีเหตุสุดวิสัย แตตามคํารองไมปรากฏเหตุดังกลาว การที่ศาลชั้นตน เจาของคดีมีคําสั่งขยายระยะเวลาฎีกาและรับฎีกาของจําเลยจึงไมชอบ และเป2นขอกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบรอย ศาลฎีกามีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 638/2562 ศาลจังหวัดสงขลาอานคําพิพากษาศาลอุทธรณflภาค 9 ใหจําเลย ฟIงแทนศาลชั้นตนเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม2560 จําเลยตองยื่นฎีกาภายในกําหนดหนึ่งเดือนนับแตวันอาน คําพิพากษาศาลอุทธรณflภาค 9 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ซึ่งครบกําหนดวันที่ 8 มกราคม2561 จําเลย ยื่นคํารองขอขยายระยะเวลาฎีกาฉบับลงวันที่ 15 กุมภาพันธfl2561 ภายหลังจากที่กําหนดระยะเวลาฎีกาไดสิ้นสุด แลว ซึ่งกรณีเชนนี้จําเลยจะขอขยายระยะเวลาไดเฉพาะในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 เทานั้น แตตามคํารองของจําเลยก็ไมปรากฏเหตุดังกลาว ดังนั้น การที่ศาลชั้นตนมีคําสั่งขยาย ระยะเวลาฎีกาใหแกจําเลยและรับฎีกาของจําเลยซึ่งยื่นเกินกําหนดระยะเวลาตามกฎหมายมานั้นจึงเป2นการ ไมชอบ ปIญหาดังกลาวเป2นปIญหาขอกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบรอยแมไมมีคูความฝOายใดฎีกา ศาลฎีกา ก็มีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยไดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ฎีกาเลาเรื่อง 36 ความผิดฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคแรก (เดิม) มีระวางโทษจําคุกไมเกินสามปXหรือปรับไม เกินหกพันบาทหรือทั้งจําทั้งปรับ ศาลชั้นตนไตสวนมูลฟ6องแลวฟIงไมไดวาที่ดินตามฟ6องเป2นของโจทกfl คดีโจทกfl ไมมีมูล พิพากษายกฟ6อง โจทกflอุทธรณflวา ที่ดินเป2นของโจทกflเป2นการโตแยงดุลพินิจในการรับฟIงพยานหลักฐาน


อันเป2นปIญหาขอเท็จจริงซึ่งหลักเกณฑflการอุทธรณflใชกับคดีในชั้นไตสวนมูลฟ6องเชนเดียวกับในชั้นพิจารณาโจทกfl จึงตองหามมิใหอุทธรณflในปIญหาขอเท็จจริง คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 505 / 2562 โจทกflฟ6องขอใหลงโทษจําเลยในความผิดฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคแรก (เดิม) ซึ่งมีระวางโทษจําคุกไมเกินสามปXหรือปรับไมเกินหกพันบาทหรือทั้งจําทั้งปรับ ศาลชั้นตนไตสวนมูลฟ6องแลววินิจฉัยวา ขอเท็จจริงฟIงไมไดวาที่ดินตามฟ6องเป2นของโจทกfl คดีโจทกflไมมีมูล พิพากษายกฟ6อง การที่โจทกflอุทธรณflวา ที่ดินเป2นของโจทกflโดยจําเลยครอบครองที่ดินดังกลาวแลวเบียดบังที่ดิน เป2นของจําเลย อุทธรณflของโจทกflเป2นการอุทธรณflคัดคานดุลพินิจในการรับฟIงพยานหลักฐานของศาลชั้นตน เป2นอุทธรณflในปIญหาขอเท็จจริงจึงตองเป2นไปตามบทบัญญัติของ ป.วิ.อ. มาตรา 170 วรรคแรก, 193 วรรคแรก และมาตรา 193 ทวิ ซึ่งนํามาปรับกับคดีในชั้นไตสวนมูลฟ6องไดเชนเดียวกับในชั้นพิจารณา โจทกflจึงตองหามไมให อุทธรณflในปIญหาขอเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ ฎีกาเลาเรื่อง 37 บุคคลที่สามอันเป2นองคflประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาทอาจเป2นใครก็ได จึงมิใชขอสําคัญและนําสืบ ไดในชั้นพิจารณา แมโจทกflไมบรรยายฟ6องวาบุคคลที่สามเป2นใคร ก็ไมทําใหฟ6องโจทกflขาดองคflประกอบความผิด คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6871 / 2562 องคflประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 326 นั้น บุคคลที่สามจะเป2นใครมิใชขอสําคัญที่จะตองพิจารณาในความผิดตามที่โจทกflกลาวหา เพราะบุคคลที่สามนั้นอาจเป2นใครก็ได เป2นรายละเอียดที่โจทกflสามารถนํามาสืบไดในชั้นพิจารณา แมโจทกfl ไมบรรยายในคําฟ6องวาบุคคลที่สามเป2นใคร ก็หาทําใหฟ6องโจทกflในขอหานี้ไมครบองคflประกอบความผิดไม ฎีกาเลาเรื่อง 38 แมโจทกflเคยฟ6องจําเลยในความผิดเดียวกันนี้และศาลชั้นตนพิพากษาลงโทษจําเลยมาแลว แตศาลชั้น อุทธรณflพิพากษายกฟ6องเพราะฟ6องไมมีลายมือชื่อโจทกflและผูเรียงซึ่งคดีถึงที่สุดแลว อันเป2นการพิพากษายกฟ6อง เพราะฟ6องโจทกflไมสมบูรณflไมเกี่ยวกับขอหาแหงคดี จึงมิใชกรณีที่ศาลในคดีกอนไดมีคําพิพากษาเสร็จเด็ดขาด ในความผิดซึ่งไดฟ6อง สิทธินําคดีอาญามาฟ6องของโจทกflจึงยังไมระงับไปตามกฎหมาย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4679 / 2562 แมความผิดตามฟ6องคดีนี้โจทกflเคยฟ6องจําเลยตอศาลชั้นตน มาแลว โดยศาลชั้นตนพิพากษาลงโทษจําเลยตามคําพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1827 / 2558 ก็ตาม


แตตอมาศาลอุทธรณflภาค 1 มีคําพิพากษายกฟ6องเพราะฟ6องไมมีลายมือชื่อโจทกflและผูเรียง ไมชอบดวยประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) และคดีดังกลาวถึงที่สุด เชนนี้เหตุที่ศาลอุทธรณflภาค 1 พิพากษายกฟ6องเป2นเพราะฟ6องโจทกflไมสมบูรณfl จึงไมเกี่ยวกับขอหาแหงคดี อันจะถือไดวาความผิดตามฟ6องคดีนี้ ศาลในคดีกอนไดมีคําพิพากษา เสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งไดฟ6องแลวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 39 (4) ดังนั้นสิทธินําคดีอาญามาฟ6องของโจทกflในคดีนี้จึงยังไมระงับไปตามบทบัญญัติดังกลาว ฎีกาเลาเรื่อง 39 ความผิดทั้งสองกระทง ศาลชั้นอุทธรณflพิพากษายืนตามศาลชั้นตนโดยใหจําคุกจําเลยกระทงละไมเกินหาปX จําเลยจึงตองหามมิใหฎีกาในปIญหาขอเท็จจริง จําเลยฎีกาวา พยานหลักฐานของโจทกflมีพิรุธหรือขอใหรอ การลงโทษแกจําเลยนั้น เป2นฎีกาโตแยงดุลพินิจในการรับฟIงพยานหลักฐานและกําหนดโทษของศาลชั้นอุทธรณfl อันเป2นปIญหาขอเท็จจริงตองหามฎีกา ศาลชั้นตนรับฎีกาของจําเลยไวจึงไมชอบ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5470 / 2562 คดีนี้ความผิดฐานกระทําชําเราเด็กอายุไมเกินสิบสามปXและ ความผิดฐานพรากเด็กอายุไมเกินสิบหาปXไปเสียจากบิดามารดาหรือผูดูแล เพื่อการอนาจาร ศาลอุทธรณflภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นตนโดยใหลงโทษจําคุกจําเลยหลังลดโทษแลวกระทงละไมเกินหาปX จําเลยจึงตองหามมิให ฎีกาในปIญหาขอเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จําเลยฎีกา ในความผิดฐานดังกลาวมาโดยสรุปไดความในทํานองวา พยานหลักฐานของโจทกflมีพิรุธนาสงสัยยังไมมีน้ําหนัก เพียงพอใหรับฟIงไดโดยปราศจากสงสัยวาจําเลยเป2นผูกระทําผิดหรือขอใหรอการลงโทษใหแกจําเลยนั้น เป2นการ ฎีกาโตแยงดุลพินิจในการรับฟIงพยานหลักฐานและกําหนดโทษของศาลอุทธรณflภาค 1 ซึ่งเป2นฎีกาในปIญหา ขอเท็จจริงตองหามตามบทกฎหมายดังกลาวขางตน ที่ศาลชั้นตนรับฎีกาของจําเลยจึงเป2นการไมชอบ ฎีกาเลาเรื่อง 40 โจทกflซื้อที่ดินมือเปลาที่จําเลยอางวาเป2นผูมีสิทธิครอบครองโดยชําระราคาและจําเลยสงมอบการ ครอบครองแกโจทกflแลว ตอมาโจทกflยื่นขอออกโฉนดจึงทราบวาเป2นที่สาธารณสมบัติของแผนดินประเภท พลเมืองใชรวมกันโอนแกกันมิได ซึ่งเป2นการทําสัญญาที่มีวัตถุประสงคflตองหามชัดแจงโดยกฎหมาย ตกเป2นโมฆะ เมื่อจําเลยรูอยูแลววาที่ดินดังกลาวเป2นสาธารณสมบัติของแผนดินไมอาจซื้อขายกันได แตจงใจนิ่งเสียไมแจงแกโจทกfl ซึ่งหากโจทกflรูความจริงสัญญาดังกลาวคงไมเกิดขึ้น ถือไดวาจําเลยรับชําระคาที่ดินจากโจทกflโดยมิชอบ การที่โจทกfl


ขอใหบังคับจําเลยคืนเงินคาที่ดิน จึงเป2นการใชสิทธิติดตามเอาทรัพยflสินคืนจากผูไมมีสิทธิยึดถือไว ซึ่งไมมีกําหนด อายุความ จําเลยจึงตองคืนเงินคาที่ดินแกโจทกfl คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1986/2562 โจทกflตกลงซื้อที่ดินมือเปลาที่จําเลยอางวาเป2นผูมีสิทธิครอบครอง โดยชอบดวยกฎหมายจํานวนเนื้อที่ 25 ไร ราคา 10,000,000 บาท โจทกflชําระราคาที่ดินใหแก จําเลยครบถวน และจําเลยสงมอบการครอบครองที่ดินใหโจทกflแลว ตอมาโจทกflไดยื่นเรื่องขอออกโฉนดที่ดินตอ สํานักงานที่ดิน จึงทราบวาที่ดินที่จําเลยขายแกโจทกflตั้งอยูในเขตที่สวนเลี้ยงสัตวflบานทาแดงซึ่งเป2นสาธารณสมบัติของแผนดิน ประเภททรัพยflสินสําหรับพลเมืองใชรวมกัน จึงเป2นการที่โจทกflกับจําเลยทําสัญญาซื้อขายทรัพยflสินซึ่งเป2นสาธารณ สมบัติของแผนดินสําหรับพลเมืองใชรวมกัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) ซึ่งจะโอนแกกันมิได ตามมาตรา 1305 ซึ่งเป2นสัญญาที่มีวัตถุประสงคflเป2นการตองหามชัดแจงโดยกฎหมาย เป2นโมฆะ ตามมาตรา150 ทั้งเป2นกรณี ที่จําเลยรูอยูแลววาที่ดินที่นํามาขายแกโจทกflเป2นที่ดินสาธารณสมบัติของแผนดินไมอาจซื้อขายได แตจําเลยจงใจ นิ่งเสียไมแจงความจริงดังกลาวแกโจทกfl ซึ่งหากโจทกflรูความจริงสัญญาระหวางโจทกflกับจําเลยเกี่ยวกับที่ดินพิพาท คงจะไมเกิดขึ้น กรณีจึงถือไดวาจําเลยไดรับเงินคาที่ดินจํานวนดังกลาวไปจากโจทกflโดยมิชอบดวยกฎหมาย การที่โจทกflมีคําขอใหบังคับจําเลยคืนเงินจํานวนดังกลาวเทากับราคาที่ดินที่โจทกflชําระใหแกจําเลยไปนั้น จึงมีลักษณะเป2นการใชสิทธิติดตามเอาทรัพยflสินของโจทกflคืนจากจําเลยผูที่ไมมีสิทธิที่จะยึดถือไวตาม ป. พ.พ. มาตรา 1336 ซึ่งเป2นกรณีที่ไมมีกําหนดอายุความ ฟ6องของโจทกflจึงไมขาดอายุความ จําเลยจึงตองรับผิดคืนเงิน ราคาที่ดินจํานวนดังกลาวใหแกโจทกfl ฎีกาเลาเรื่อง 41 จําเลยมิไดยื่นคํารองหรือแถลงตอศาลชั้นตนวา จําเลยไดใหขอมูลที่สําคัญและเป2นประโยชนflอยางยิ่ง ในการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เพียงแตอางในชั้นอุทธรณflวา จําเลยไดใหขอมูลตอ เจาพนักงานตํารวจจนจับกุมผูกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดพรอมยึดเมทแอมเฟตามีนไดอีก 2,000 เม็ด เมื่อ จําเลยไมสืบพยานใหปรากฏขอเท็จจริงดังกลาว แม พ.ร.บ.ยาเสพติดใหโทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ที่ใหอํานาจศาลลงโทษผูกระทําความผิดนอยกวาอัตราโทษขั้นต่ําจะเป2นปIญหาขอกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบ เรียบรอย ซึ่งศาลมีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยแมไมไดยกขึ้นวากันมาแลวในศาลชั้นตน ทั้งยังปรากฏขอเท็จจริง ตามบันทึกการจับกุมก็ตาม แตเมื่อคูความไมเคยสืบพยานไว ถือไมไดวาเป2นขอเท็จจริงที่ไดวากลาวกันมาแลว โดยชอบจึงตองหามมิใหอุทธรณfl คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 213 / 2562 จําเลยมิไดยื่นคํารองหรือแถลงตอศาลชั้นตนวา จําเลยไดใหขอมูล ที่สําคัญและเป2นประโยชนflอยางยิ่งในการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ขอเท็จจริงที่จําเลย


ยกขึ้นอางในชั้นอุทธรณflวา จําเลยไดใหขอมูลสําคัญในคดีตอเจาพนักงานตํารวจ จนกระทั่งขยายผลจับกุม ผูกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดพรอมยึดเมทแอมเฟตามีนไดอีก 2,000 เม็ด แตเมื่อจําเลยไมสืบพยาน ใหปรากฏขอเท็จจริงดังกลาว ทําใหขอเท็จจริงที่จําเลยยกขึ้นอางในชั้นอุทธรณflไมเคยเป2นขอเท็จจริงที่คูความนําสืบ กันไว แมตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดใหโทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ที่ใหอํานาจศาลลงโทษผูกระทําความผิด ที่ไดใหขอมูลที่สําคัญและเป2นประโยชนflอยางยิ่งในการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดใหโทษ นอยกวาอัตราโทษขั้นต่ําจะเป2นปIญหาขอกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบรอย ที่ศาลมีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยแม ไมไดยกขึ้นวากันมาแลวในศาลชั้นตนก็ตาม แตตองเป2นขอเท็จจริงที่ปรากฏวามีการนําสืบกันมาแลวในศาลชั้นตน ตามประเด็นแหงคดี แมขอเท็จจริงดังกลาวจะปรากฏตามสําเนาบันทึกการจับกุมก็ตาม เมื่อไดความวา โจทกflจําเลยไมเคยนําสืบขอเท็จจริงในเรื่องนี้ไวแลวในศาลชั้นตน แตเป2นขอที่จําเลยเพิ่งจะยกขึ้นอางในชั้นอุทธรณfl ก็ถือไมไดวาขอเท็จจริงนี้ไดวากลาวกันมาแลวโดยชอบ ขอเท็จจริงดังกลาวจึงตองหามอุทธรณflตาม ป. วิ.พ. มาตรา 225 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ฎีกาเลาเรื่อง 42 กลุมจําเลยเขมนกับเพื่อนผูเสียหายจนจําเลยชักมีดดาบออกมาขมขูจากนั้นกลุมจําเลยขับรถจักรยานยนตfl พบกลุมผูเสียหายกําลังซอมรถ พวกจําเลยจึงใชอาวุธปZนยิงเขาไปในกลุมผูเสียหาย แลวจําเลย ยังใชมีดดาบที่ติดตัวมาวิ่งไลฟIนพวกผูเสียหายขณะวิ่งหลบหนี พฤติการณflที่จําเลยกับพวกชะลอความเร็วและ จอดรถจักรยานยนตfl อยูหางจากกลุมผูเสียหายประมาณ100 เมตร บงชี้ชัดวาจําเลยกับพวกเห็นกลุมผูเสียหาย กอนแลว และตกลงใจรวมกันใชอาวุธปZนยิงเขาไปในกลุมผูเสียหาย เมื่อยิงตอเนื่องจนกลุมผูเสียหายวิ่งหลบหนี จําเลยยังใชมีดดาบวิ่ง ติดตามไลฟIนกลุมผูเสียหายอีก แสดงถึงเจตนาเป2นตัวการรวมกันกระทําผิดมาแตแรก ที่ศาลชั้นอุทธรณflพิพากษา ลงโทษจําเลยฐานรวมกันพยายามฆาผูเสียหาย ศาลฎีกาเห็นพองดวย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1674 / 2562 กลุมจําเลยเขมนกับเพื่อนบางคนของผูเสียหายที่ 1 จนถึงขั้น จําเลยชักอาวุธมีดดาบออกมาขมขู ดําเนินตอมาจนถึงกลุมจําเลยขับรถจักรยานยนตflพบกับกลุมผูเสียหายที่ 1 ซึ่งกําลังซอมรถ พวกของจําเลยก็ใชอาวุธปZนยิงเขาไปในกลุมผูเสียหายที่ 1 ตอจากนั้นจําเลยซึ่งมีอาวุธมีดดาบ ติดตัวมาแตแรกก็ใชอาวุธมีดดาบนั้นวิ่งไลฟIนพวกเพื่อนของผูเสียหายที่ 1 ซึ่งหลบหนีเขาไปในซอย พฤติการณfl ที่จําเลยกับพวกชะลอความเร็วและจอดรถจักรยานยนตflอยูหางจากกลุมผูเสียหายที่ 1 ประมาณ 100 เมตร บงชี้ชัดใน เวลานั้นจําเลยกับพวกเห็นกลุมผูเสียหายที่ 1 กอนแลว และตกลงใจรวมกันที่จะประทุษรายดวยการใช อาวุธปZนยิงเขาไปในกลุมผูเสียหายที่ 1 ซึ่งหวังผลไดในระยะไกล เมื่อยิงติดตอกัน 4 ถึง 5 นัด จนกระทั่งกลุม ผูเสียหายที่ 1 แตกกระเจิงพากันวิ่งหลบหนีเขาไปในซอย จําเลยยังใชอาวุธมีดดาบวิ่งติดตามไลฟIนกลุมผูเสียหายที่ 1


ตอไปอีก แสดงใหเห็นถึงเจตนารวมกระทําผิดดวยกันกับพวกมาแตแรกในลักษณะตัวการ ที่ศาลอุทธรณflภาค 1 พิพากษาลงโทษจําเลยในความผิดฐานรวมกันพยายามฆาผูเสียหายที่ 1 ศาลฎีกาเห็นพองดวย ฎีกาเลาเรื่อง 43 โจทกflฟ6องใหจําเลยรับผิดตามกรมธรรมflประกันภัย จําเลยใหการวาโจทกflทําสัญญาประกันภัยจริง แตปฏิเสธวาจําเลยไมตองรับผิด ภาระการพิสูจนflจึงตกแกจําเลย แมสัญญาเพิ่มเติมทายกรมธรรมflประกันภัยระบุวา บริษัทจะไมจายผลประโยชนflสําหรับการเจ็บปOวยเนื้องอก ถุงน้ําหรือมะเร็งทุกชนิดที่เกิดขึ้นในระยะเวลา 120 วัน นับจากวันทําสัญญาเพิ่มเติมนี้ แตการตีความขอยกเวนความรับผิดของผูรับประกันภัยนั้นตองตีความโดยเครงครัด การจะถือวาโจทกflมีเนื้องอกหรือมะเร็งตองเป2นการวินิจฉัยจากแพทยflไมใชตามความเขาใจโดยทั่วไปของ ผูปOวย สําหรับบันทึกของแพทยflที่โจทกflไปตรวจเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน2555 ระบุวา อาการที่มามีกอนที่ขาหนีบ ดานซาย 3 เดือนนั้น ก็นาจะมาจากคําบอกกลาวของโจทกflจากการซักถามประวัติแพทยflไมไดชี้ชัดวากอนดังกลาว เป2นเนื้องอกหรือมะเร็ง ประกอบกับในชั้นพิจารณาจําเลยไมไดนําแพทยflมาเบิกความใหไดความชัดเจนตามภาระ การพิสูจนfl เมื่อตอมาโจทกflเขารับการรักษาในวันที่ 3 กรกฎาคม2555โดยแพทยflตรวจชิ้นเนื้อตรวจหองปฏิบัติการ และอัลตราซาวนflแลวจึงพบวาโจทกflเป2นมะเร็ง ตองถือวาโจทกflมีอาการเจ็บปOวยดวยโรคมะเร็งในวันดังกลาวอันเป2น เวลาเกิน 120 วัน นับแตวันที่กรมธรรมflประกันภัยเริ่มคุมครอง จําเลยจึงไมอาจปฏิเสธความรับผิดตามกรมธรรมfl ประกันภัยดังกลาวได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3926/2562 โจทกflฟ6องใหจําเลยรับผิดตามกรมธรรมflประกันภัย จําเลยใหการ วาโจทกflทําสัญญาประกันภัยจริง แตใหการปฏิเสธวาจําเลยไมตองรับผิด ภาระการพิสูจนflตกแกจําเลย ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง มาตรา 84/1 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผูบริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 ตามสัญญาเพิ่มเติมการประกันสุขภาพทายกรมธรรมflประกันภัยใหคํานิยามคําวาการเจ็บปOวย หมายถึง อาการความผิดปกติ การปOวยไขหรือการเกิดโรคที่เกิดขึ้นกับผูเอาประกันภัย และตามสัญญาขอ 11 ระยะเวลาที่ไมคุมครอง ขอ ข ระบุวา “บริษัทจะไมจายผลประโยชนflตามสัญญาเพิ่มเติมนี้ สําหรับการเจ็บปOวย ดังตอไปนี้ที่เกิดขึ้นในระยะเวลา 120 วัน นับจากวันทําสัญญาเพิ่มเติมนี้ ... โดยระบุ เนื้องอก ถุงน้ําหรือมะเร็ง ทุกชนิด”ไว ปIญหาวาคําวาเนื้องอกหรือมะเร็งตามที่ระบุในขอยกเวนนี้จะใหคําจํากัดความเพียงใด การตีความ ขอยกเวนความรับผิดของผูรับประกันภัยนั้นตองตีความโดยเครงครัด การที่จะถือวาโจทกflมีเนื้องอกหรือมะเร็ง จะตองเป2นการวินิจฉัยจากแพทยflไมใชพิจารณาตามความเขาใจโดยทั่วไปของผูปOวยเป2นเกณฑfl ซึ่งตามบันทึกการ ตรวจของแพทยflที่โรงพยาบาลนครธนที่โจทกflไปตรวจเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2555 แพทยflผูตรวจบันทึกไววา อาการที่มามีกอนที่ขาหนีบดานซาย 3 เดือน นาจะมาจากคําบอกกลาวของโจทกflจากการซักถามประวัติ


แพทยflไมไดชี้ชัดวากอนดังกลาวเป2นเนื้องอกหรือมะเร็งประกอบกับในชั้นพิจารณาจําเลยไมไดนํานายแพทยflผูตรวจ โจทกfl หรือพยานที่เป2นแพทยflมาเบิกความเพื่อใหไดความชัดเจนตามภาระการพิสูจนfl ตอมาโจทกflมาทําการรักษา ที่ โรงพยาบาลพญาไท 1 เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2555 แพทยflรับโจทกflไวรักษาเป2นผูปOวยในและมีการตรวจ โดย ละเอียด ไดแก ตรวจชิ้นเนื้อ การตรวจหองปฏิบัติการตรวจอัลตราซาวนflแลวจึงพบวาโจทกflเป2นมะเร็ง จึงตองถือ วาโจทกflมีอาการเจ็บปOวยดวยโรคมะเร็งในวันดังกลาวอันเป2นเวลาเกิน 120 วันนับแตวันที่ 2 ธันวาคม 2555 ซึ่งเป2นวันที่กรมธรรมflประกันภัยเริ่มคุมครอง จําเลยจึงไมอาจปฏิเสธความรับผิดตามกรมธรรมflประกันภัยได ฎีกาเลาเรื่อง 44 โจทกflและจําเลยตางเป2นผูประกอบการคารับจางเหมา จําเลยรับจางงานจากบุคคลภายนอกแลวมา วาจาง ชวงแกโจทกfl สัญญาระหวางโจทกflกับจําเลยจึงเป2นการงานที่ไดทําเพื่อกิจการของจําเลย อันเป2นขอยกเวน ไมอยูในบังคับอายุความ 2 ปX แตเป2นการที่ไดทําเพื่อกิจการของฝOายจําเลยในฐานะลูกหนี้นั้นเองซึ่งมีกําหนด อายุความ 5 ปX คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6487 / 2560 โจทกflและจําเลยที่ 1 ตางเป2นผูประกอบการคาและรับจาง เหมาดูแลบํารุงรักษาตนไม และตัดหญาซึ่งจําเลยที่ 1 รับจางงานดังกลาวกับการทางพิเศษแหงประเทศไทยแลว นํามาวาจางโจทกflอีกตอหนึ่ง งานตามสัญญาดังกลาวจึงเป2นการงานที่ไดทําเพื่อกิจการของจําเลยที่ 1 กรณีจึงเป2น เรื่องที่โจทกflผูประกอบการคาเรียกเอาคาการงานที่ทําใหแกจําเลยที่ 1 เพื่อกิจการของจําเลยที่ 1 เขาขอยกเวน ไมอยูในบังคับอายุความ 2 ปX ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193 / 34 (1) ตอนทาย ที่วา เวนแตเป2นการที่ไดทําเพื่อกิจการ ของฝOายลูกหนี้นั้นเอง อายุความสิทธิเรียกรองของโจทกflยอมมีกําหนด 5 ปX ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193 / 33 (5) ฎีกาเลาเรื่อง 45 ราคาประเมินของเจาพนักงานที่ดินเพียงแตกําหนดไวเพื่อการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม มิใชราคา ที่แทจริงของที่ดินพิพาท จึงมิใชทุนทรัพยflในคดี เวนแตคูความจะรับรองใหใชราคาประเมินดังกลาวโจทกflบรรยาย ฟ6องถึงที่ดินพิพาทระบุเนื้อที่ ราคา และขอถือเป2นทุนทรัพยflในคดีนี้ โดยเสียคาขึ้นศาลตามทุนทรัพยflดังกลาว ทั้งในชั้นอุทธรณflศาลชั้นตนยังเรียกเก็บคาขึ้นศาลตามทุนทรัพยflนั้น การที่ศาลชั้นอุทธรณflหยิบยกราคาประเมิน ของเจาพนักงานที่ดินแลวพิพากษายกอุทธรณflของโจทกfl โดยเห็นวาคดีโจทกflตองหามอุทธรณflในปIญหาขอเท็จจริง จึงเป2นการไมชอบ


คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 257/2562 ราคาประเมินของเจาพนักงานที่ดินในสํานวนเป2นราคาที่ คณะอนุกรรมการกําหนดไวเพื่อการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพยflเทานั้น มิใชราคาที่ แทจริงของที่ดินพิพาท ราคาประเมินจึงมิใชทุนทรัพยflที่แทจริงในคดี เวนแตคูความจะรับรองและใหใชราคา ประเมินดังกลาวเป2นทุนทรัพยfl โจทกflบรรยายฟ6องวาโจทกflเป2นเจาของกรรมสิทธิ์ที่พิพาทเนื้อที่ 2 ตารางวาเศษ ราคา 100,000 บาท ซึ่งโจทกflขอถือเป2นทุนทรัพยflในคดีนี้ โดยเสียคาขึ้นศาลในทุนทรัพยflดังกลาว และในชั้นอุทธรณfl ศาลชั้นตนก็เรียกเก็บคาขึ้นศาลชั้นอุทธรณflในทุนทรัพยfl 100,000 บาท การที่ศาลอุทธรณflภาค 4 หยิบยกราคา ประเมินของเจาพนักงานที่ดินวามีราคาเพียง 24,800 บาท แลวพิพากษายกอุทธรณflของโจทกfl โดยเห็นวาคดีโจทกfl ตองหามอุทธรณflในปIญหาขอเท็จจริง จึงเป2นการที่ศาลอุทธรณflภาค 4 ไมปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา243 (1) ประกอบมาตรา 252 คําพิพากษาศาลอุทธรณflภาค 4 จึงไมชอบ ฎีกาเลาเรื่อง 46 ตนไมสูงใหญของจําเลยปลูกใกลชิดแนวเสาไฟฟ6าของโจทกfl ในกรณีมีพายุฟ6าคะนองโอกาสที่ตนไม จะโคนลมยอมมีมากเป2นธรรมดา ทั้งเหตุฝนฟ6าคะนองลมพัดแรงและมีตนไมหักโคนในฤดูฝนหรือกอนถึงฤดูฝน ก็เป2นภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นทุกปXอันเป2นเรื่องที่อาจคาดการณflและป6องกันได กรณีจึงมิใชเหตุสุดวิสัยตามกฎหมาย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6763 / 2560 ตนไมสูงใหญของจําเลยปลูกใกลแนวเสาไฟฟ6าของโจทกflมาก ถาโคนลมทับสายไฟฟ6ายอมจะเกิดอันตรายแกสายไฟฟ6า อุปกรณfl และเสาไฟฟ6า ยิ่งกรณีมีพายุฟ6าคะนองโอกาส ที่ตนไมจะโคนลมก็มีมากเป2นธรรมดา ตามปกติแลวในฤดูฝนหรือกอนจะถึงฤดูฝนยอมเกิดเหตุฝนฟ6าคะนองลมพัด แรงและมีตนไมหักโคนลมได เหตุดังกลาวเป2นเรื่องที่อาจคาดการณflและป6องกันได เหตุฝนฟ6าคะนองและมีลมพัด ในฤดูฝนหรือกอนจะถึงฤดูฝนอันเป2นภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นทุกปX จึงมิใชเหตุสุดวิสัยที่ไมอาจป6องกันไดตาม ป.พ.พ.มาตรา 8 ฎีกาเลาเรื่อง 47 การเรียกคาสินไหมทดแทนกรณีผิดสัญญามีบทบัญญัติไวโดยเฉพาะแลวตาม ป.พ.พ. บรรพ 2 หนี้ จึงไมอาจนําบทบัญญัติเรื่องละเมิดที่กําหนดใหผูกระทําละเมิดชดใชคาสินไหมทดแทนเพื่อความที่เสียหายอยางอื่น อันมิใชตัวเงินมาเทียบเคียงเพื่อใชสิทธิเรียกคาเสียหายในสวนนี้ได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3891/ 2560 ตามฟ6องเป2นกรณีกลาวอางวา จําเลยผิดสัญญาโดยชําระหนี้ ไมตองตามความประสงคflอันแทจริงแหงมูลหนี้ ตาม ป.พ.พ. บรรพ 2 หนี้ ลักษณะ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป หมวด 2


ผลแหงหนี้ สวนที่ 1 การไมชําระหนี้ มาตรา 215 บัญญัติวา เจาหนี้จะเรียกเอาคาสินไหมทดแทนเพื่อความ เสียหายอันเกิดแตการนั้นก็ได ในการตีความก็ยอมหมายถึงความเสียหายที่เกิดจากการผิดสัญญาทําใหเห็นไดวา กรณีผิดสัญญามีบทกฎหมายบัญญัติไวโดยเฉพาะแลวในการเรียกคาสินไหมทดแทน จึงมิอาจนําบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 4 วรรคสอง มาเทียบเคียงเพื่อใชบังคับตามบทบัญญัติแหง ป.พ.พ. มาตรา 446 วรรคหนึ่ง ในการที่ มีการกระทําละเมิดในบางกรณีซึ่งกําหนดใหผูกระทําละเมิดชดใชคาสินไหมทดแทนเพื่อความที่เสียหายอยางอื่น อันมิใชตัวเงินแกผูเสียหาย โจทกflจึงไมมีสิทธิเรียกคาเสียหายสวนนี้ ฎีกาเลาเรื่อง 48 เดิมโจทกflประสงคflจะจํานองที่ดินเป2นประกันหนี้เงินกูจากจําเลย แตเมื่อจําเลยขอใหทําเป2นสัญญาขาย ฝาก โจทกflก็ยินยอมแมจะอางวาไมมีทางเลือก เทากับวาโจทกflยอมเปลี่ยนมาเป2นทําสัญญาขายฝากโดยสมัครใจ แมจะไมเต็มใจนัก สัญญาขายฝากดังกลาวจึงมิใชเป2นนิติกรรมอําพรางสัญญากูยืม และเมื่อถึงกําหนดตามสัญญา ขาย ฝากหากโจทกflจะไถถอนแตติดตอจําเลยไมได โจทกflก็อาจนําเงินไปวางเป2นสินไถตอสํานักงานวางทรัพยflภายใน กําหนดเวลาไถโดยสละสิทธิถอนทรัพยflที่วางไวนั้นได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6881 / 2560 โจทกflประสงคflที่จะจํานองที่ดินตามฟ6องเพื่อประกันการกูยืมเงิน จากจําเลย แตเมื่อจําเลยขอใหทําเป2นสัญญาขายฝาก โจทกflก็ยินยอมเพียงแตอางวาไมมีทางเลือก ซึ่งจะเห็นไดวา โจทกflยินยอมเปลี่ยนมาเป2นทําสัญญาขายฝากตามที่จําเลยตองการแมจะไมคอยเต็มใจนัก แตก็ถือวาเป2นการสมัครใจ ทั้งเมื่อถึงกําหนดตามสัญญาขายฝากแลว หากโจทกflมีเงินครบจํานวนและพรอมที่จะไถการขายฝากแลวหากโจทกfl ไมสามารถติดตอจําเลยไดไมวาจะเป2นดวยเหตุใดก็ตาม โจทกflก็สามารถนําเงินไปวางเป2นสินไถตอ สํานักงานวางทรัพยfl ภายในกําหนดเวลาไถโดยสละสิทธิถอนทรัพยflที่ไดวางไว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 492 ได แตไมปรากฏวาโจทกfl ไดกระทําการดังกลาวหรือแมแตจะไปติดตอที่สํานักงานที่ดินเพื่อแสดงใหเห็นวาโจทกflพรอมที่จะ ไถถอนที่ดิน ดังกลาว แตไดความวาโจทกflรอจนพนกําหนดเวลาแลวจึงไดไปพบจําเลย สวนเรื่องดอกเบี้ยที่ตกลงกันนั้น เป2นเรื่อง ที่โจทกflกับจําเลยตกลงกันเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากสัญญาขายฝากซึ่งจะใชบังคับกันไดหรือไม เพียงใดนั้นเป2นอีก สวนหนึ่ง สัญญาขายฝากตามฟ6องจึงมิใชเป2นนิติกรรมอําพรางสัญญากูยืม


ฎีกาเลาเรื่อง 49 คดีอาญาที่โจทกflฟ6องและศาลมีคําพิพากษาลงโทษจําเลยจนเสร็จเด็ดขาดแลวกอนที่โจทกflมาฟ6องเป2นคดี แพงนี้ กฎหมายบัญญัติใหคดีแพงมีอายุความ 10 ปX ไมวาสิทธิเรียกรองเดิมจะมีอายุความเทาใด ดังนั้น เมื่อนับแต วันเกิดเหตุจนถึงวันฟ6องยังไมลวงเลยกําหนดดังกลาว ฟ6องโจทกflจึงไมขาดอายุความ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 9866/ 2560 (ประชุมใหญ) ในคดีอาญามีการฟ6องคดี และศาลพิพากษา ลงโทษจําเลยที่ 1 จนคดีเสร็จเด็ดขาดแลวกอนที่โจทกflทั้งสองไดมาฟ6องคดีนี้ ซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 51 วรรคสาม บัญญัติใหมีกําหนดอายุความในมาตรา 193 / 32 แหง ป.พ.พ. ซึ่งบัญญัติใหมีกําหนด 10 ปX ทั้งนี้ ไมวาสิทธิ เรียกรองเดิมจะมีกําหนดอายุความเทาใด ดังนั้น เมื่อเหตุเกิดวันที่ 25 กันยายน 2554 และโจทกflทั้งสองนําคดี มาฟ6องวันที่ 27 มีนาคม 2556 คดีโจทกflทั้งสองสําหรับจําเลยที่ 1 จึงไมขาดอายุความ ฎีกาเลาเรื่อง 50 ในวันนัดฟIงคําพิพากษาศาลชั้นอุทธรณfl จําเลยยื่นคํารองวามูลหนี้ตามเช็คพิพาทที่โจทกflฟ6องเป2นคดีแพงได ทําสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแลว กรณีจึงเป2นดุลพินิจของศาลที่จะ ตรวจสอบวาเป2นความจริงหรือไม กฎหมายไมไดบังคับใหศาลตองไตสวนกอน เมื่อโจทกflไมมาศาลและศาลชั้นตน สงสํานวนคืนเพื่อใหศาลชั้นอุทธรณflพิจารณาซึ่งศาลชั้นอุทธรณflเห็นวาพยานหลักฐานเพียงพอวินิจฉัยไดตามคํารอง โดยไมจําตองไตสวนกอนมูลหนี้ตามสัญญาซื้อขายยอมเป2นอันระงับสิ้นไป โจทกflคงมีสิทธิเรียกรองใหจําเลย ชําระหนี้แกตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความเทานั้น แมจําเลยไมชําระหนี้ตามสัญญาดังกลาว โจทกflก็ไมมี สิทธิเรียกรองใหจําเลยรับผิดในมูลหนี้ตามเช็คพิพาทไดอีก เป2นผลใหคดีเลิกกันและสิทธินําคดีอาญามาฟ6องของ โจทกflยอมระงับไปตามกฎหมาย และแมสัญญาประนีประนอมยอมความบางขอระบุวาการทําสัญญาดังกลาว ไมเกี่ยวของกับคดีอาญานี้เป2นทํานองยกเวนมิใหถือวาคดีอาญาเลิกกันดวยก็ตาม แตก็เป2นขอตกลงที่มีวัตถุประสงคfl ขัดตอบทบัญญัติแหงกฎหมายโดยชัดแจงอันตกเป2นโมฆะ แตอยางไรก็ดี ขอตกลงนี้ก็อาจแยกตางหากจาก ขอตกลงอื่นได จึงไมทําใหสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพงทั้งหมดตกเป2นโมฆะไปดวย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2788/2562 ในวันนัดฟIงคําพิพากษาศาลอุทธรณflภาค 1 เมื่อขอเท็จจริง ปรากฏตอศาลจากการยื่นคํารองของจําเลยที่ 2 วา มูลหนี้ตามเช็คพิพาทซึ่งถูกโจทกflนําไปฟ6องเป2นคดีแพงมี การทําสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลไดพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแลว ยอมเป2นดุลพินิจของศาลที่จะ ตรวจสอบขอเท็จจริงดังกลาววาถูกตองตามความเป2นจริงหรือไมโดยอาศัยพยานหลักฐานอยางไร หาไดมี บทบัญญัติแหงกฎหมายใดบังคับใหศาลตองทําการไตสวนรับฟIงคําคัดคานของโจทกflเสียกอนไม ฉะนั้น การที่ โจทกflไมมาศาลในวันนัดฟIงคําพิพากษาศาลอุทธรณflภาค 1 และศาลชั้นตนสงสํานวนคืนเพื่อใหศาลอุทธรณflภาค 1


พิจารณาคํารองของจําเลยที่ 2 ดังกลาว เมื่อศาลอุทธรณflภาค 1 เห็นเป2นการเพียงพอที่จะรับฟIงขอเท็จจริงวา เป2นไปตามสําเนาคําฟ6องประกอบกับสําเนาสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งรับรองความถูกตองโดยเจา พนักงานศาลขางตน ก็ชอบที่จะมีคําวินิจฉัยไดโดยไมจําตองไตสวนกอนมูลหนี้ซื้อเครื่องยนตflและอุปกรณflรถยนตfl ซึ่งจําเลยที่ 2 ชําระหนี้ดวยเช็คพิพาทถูกโจทกflนําไปฟ6องเป2นคดีแพง ซึ่งตอมาโจทกflและจําเลยที่ 2 ไดทําสัญญา ประนีประนอมยอมความกันในคดีแพงดังกลาวและศาลพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแลว ผลของสัญญา ประนีประนอมยอมความยอมทําใหสิทธิของโจทกflที่จะเรียกรองใหจําเลยที่ 2 ชําระเงินตามมูลหนี้คาซื้อ เครื่องยนตflและอุปกรณflรถยนตflจากการออกเช็คพิพาทเป2นอันระงับสิ้นไป ตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยfl มาตรา 852 โจทกflคงมีสิทธิเรียกรองใหจําเลยที่ 2 ชําระหนี้แกตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความเทานั้น แมจําเลยที่ 2 จะไมชําระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทกflก็ไมมีสิทธิเรียกรองใหจําเลยที่ 2 รับผิด ในมูลหนี้ตามเช็คพิพาทไดอีก จึงตองถือวาหนี้คาซื้อเครื่องยนตflและอุปกรณflรถยนตflที่จําเลยที่ 2 ออกเช็คพิพาท เพื่อใชเงินนั้น เป2นอันสิ้นผลผูกพันไปกอนศาลในคดีนี้มีคําพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงเป2นอันเลิกกันตาม พระราชบัญญัติวาดวยความผิดอันเกิดจากการใชเช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 สิทธินําคดีอาญามาฟ6องของโจทกfl ยอมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 สวนที่ในสัญญาประนีประนอมยอมความ ขอ 1 ระบุไววา การทําสัญญาประนีประนอมยอมความนี้ไมเกี่ยวของกับคดีอาญาที่วินิจฉัยอยูนี้ เป2นทํานอง ยกเวนมิใหถือวาคดีอาญาเลิกกันดวยก็ตาม แตขอตกลงดังกลาวมีวัตถุประสงคflขัดตอบทบัญญัติแหงกฎหมาย โดยชัดแจงจึงตกเป2นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยfl มาตรา 150 ซึ่งขอตกลงดังกลาวสามารถแยก ออกตางหากจากขอตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความในขออื่นได จึงไมทําใหสัญญาประนีประนอมยอม ความในคดีแพงตกเป2นโมฆะทั้งหมด ทั้งนี้ ตามมาตรา 173 แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยfl ฎีกาเลาเรื่อง 51 ผูประกอบการคาเรียกเอาคาของที่ไดสงมอบซึ่งมีอายุความสองปXนั้น ตองเป2นการซื้อขายเพื่อบริโภคเอง ไมเกี่ยวของกับกิจการหรือธุรกิจหลักของลูกหนี้ เมื่อจําเลยที่ 2 ประกอบกิจการซื้อและรับมอบสินคาอุปกรณfl ตกปลาจากโจทกflมาขายตอแกลูกคายอมเป2นการที่ไดทําเพื่อกิจการของจําเลยที่ 2 ในฐานะลูกหนี้ อันมีอายุความ หาปX นับแตวันที่อาจบังคับสิทธิเรียกรองได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7781 / 2560 สิทธิเรียกรองของผูประกอบการคาเรียกเอาคาของที่ไดสงมอบ ที่จะมีอายุความสองปX ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) นั้น ตองเป2นการซื้อขายเพื่อบริโภคเองของลูกหนี้ ไมเกี่ยวของกับกิจการหรือธุรกิจหลักของลูกหนี้ แตกิจการของจําเลยที่ 2 คือซื้อและรับมอบสินคาอุปกรณflตกปลา จากโจทกflมาขายตอแกลูกคาของจําเลยที่ 2 ในประเทศไทย การซื้อสินคามาขายตอเชนนี้ ยอมเป2นการที่ไดทํา เพื่อกิจการของฝOายลูกหนี้คือจําเลยที่ 2 นั้นเอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ตอนทาย อายุความสิทธิ


เรียกรองของโจทกflยอมมีกําหนดหาปX นับแตวันที่อาจบังคับสิทธิเรียกรองได ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (5) มิใชสองปX ฎีกาเลาเรื่อง 52 การจอดรถบนไหลทางในที่มืดเวลากลางคืน และมีบางสวนของตัวรถพวงล้ําเขาไปในชองเดินรถ โดยไมแสดงเครื่องหมายหรือสัญญาณที่ดานหนาและดานหลังรถเพื่อใหผูขับรถแลนมาเห็นรถที่จอดอยู แมจะมี ผูขับรถแลนมาดวยความเร็วสูง แตหากแสดงเครื่องหมายหรือสัญญาณ ผูขับรถที่แลนมานั้นอาจชะลอความเร็ว รถทําใหไมพุงชนรถพวงได ผูขับรถพวงจึงมีสวนประมาทเลินเลอมากกวาผูที่ขับรถแลนมาชน แมคําฟ6องในสวน ของผูเอาประกันภัยขาดอายุความ แตก็หาใชเหตุทําใหหนี้ระงับไปไม ทั้งผูขับรถพวงซึ่งเป2นลูกจางของผูเอา ประกันภัยขับรถไปในทางการที่จางยอมถือเสมือนวาเป2นผูเอาประกันภัยเองตามเงื่อนไขและความคุมครอง กรมธรรมflประกันภัย ผูรับประกันภัยค้ําจุนจึงตองรวมรับผิดกับผูขับรถพวงใชคาสินไหมทดแทนตามสัญญา แตถึง กระนั้นผูรับ ประกันภัยค้ําจุนมิใชผูทําละเมิดหรือตองรวมรับผิดกับผูทําละเมิดอยางลูกหนี้รวม ตามกรมธรรมfl เพียงแตกําหนด วงเงินความเสียหายที่จะตองรับผิดโดยมิไดระบุใหผูรับประกันภัยค้ําจุนตองรวมรับผิดเชนเดียวกับ ผู ทํ า ล ะ เ มิ ด ผูรับประกันภัยค้ําจุนจึงไมตองรับผิดในดอกเบี้ยนับแตวันที่ทําละเมิด และเมื่อหนี้หรือคาสินไหมทดแทน ตามสัญญาประกันภัยค้ําจุนมิไดกําหนดเวลาชําระหนี้ไวตามวันแหงปฏิทิน ทั้งไมปรากฏวาไดมีการทวงถาม กรณีจึงยังถือไมไดวาผูรับประกันภัยค้ําจุนตกเป2นผูผิดนัด และคงตองรับผิดใชดอกเบี้ยตั้งแตวันฟ6องเทานั้น ปIญหาเรื่องการกําหนดความรับผิดเกินกวาที่กฎหมายกําหนดเป2นปIญหาขอกฎหมายที่เกี่ยวดวยความสงบ เรียบรอยของประชาชน ศาลฎีกามีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยไดเอง คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 9866/2560 (ประชุมใหญ) จําเลยที่ 1 จอดรถบนไหลทางในที่มืดในเวลา กลางคืน มีบางสวนของตัวรถพวงล้ําเขาไปในชองเดินรถโดยจําเลยที่ 1 ไมแสดงเครื่องหมายหรือสัญญาณ ที่ดานหนาและดานหลังรถเพื่อใหผูขับรถแลนมาเห็นรถที่จอดอยู จึงเป2นการยากที่ผูขับรถแลนมาในชองทาง เดินรถดังกลาวจะมองเห็นและขับรถหลบหลีกหรือหามลอรถไมใหชนกับรถที่จอดอยูไดทัน สวนผูตายแมไดความวา ขับรถมาดวยความเร็วสูงก็ตาม แตหากจําเลยที่ 1 แสดงเครื่องหมายหรือสัญญาณเตือนที่ดานหนาและดานหลังรถ เพียงพอที่ผูตายอาจมองเห็นได ผูตายอาจชะลอความเร็วของรถไดทัน และไมขับรถพุงชนรถพวงที่จอดอยูได จําเลยที่ 1 จึงมีสวนประมาทเลินเลอมากกวาผูตาย แมฟ6องโจทกflทั้งสองในสวนของจําเลยที่ 2 ซึ่งเป2นผูเอาประกันภัยขาดอายุความดังที่วินิจฉัยมาก็ตาม แต การที่คดีสําหรับจําเลยที่ 2 ขาดอายุความก็หาใชเหตุทําใหหนี้ระงับไปไม ทั้งจําเลยที่ 1 ซึ่งเป2นลูกจางของ


จําเลยที่ 2 ขับรถไปในทางการที่จางยอมถือเสมือนวาเป2นผูเอาประกันภัยเองตามเงื่อนไขและความคุมครอง กรมธรรมflประกันภัย จําเลยที่ 3 ซึ่งเป2นผูรับประกันภัยค้ําจุนจึงตองรวมรับผิดกับจําเลยที่ 1 ใชคาสินไหมทดแทน ตามสัญญา โจทกflทั้งสองฟ6องขอใหบังคับจําเลยทั้งสามรวมกันชําระคาสินไหมทดแทนพรอมดอกเบี้ยนับแตวัน ทําละเมิด แตจําเลยที่ 3 เป2นเพียงผูรับประกันภัยค้ําจุนซึ่งมีความผูกพันที่จะตองรับผิดชดใชคาสินไหมทดแทน เพื่อความวินาศภัย อันเกิดขึ้นตามเงื่อนไขที่ระบุไวในกรมธรรมflไมใชผูทําละเมิดหรือตองรวมรับผิดกับผูทําละเมิด อยางลูกหนี้รวม เมื่อกรมธรรมflเพียงแตกําหนดวงเงินความเสียหายที่จําเลยที่ 3 จะตองรับผิดโดยมิไดระบุใหจําเลยที่ 3รวมรับผิดเชนเดียวกับผูทําละเมิด จําเลยที่ 3 จึงไมตองรับผิดในดอกเบี้ยนับแตวันที่ทําละเมิด ประกอบกับ หนี้หรือคาสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยค้ําจุนมิไดกําหนดเวลาชําระหนี้ไวตามวันแหงปฏิทิน และ ไมปรากฏ วาโจทกflทั้งสองไดทวงถามใหจําเลยที่ 3 ชําระหนี้ กรณียังถือไมไดวาจําเลยที่ 3 ตกเป2นผูผิดนัดชําระหนี้ มากอนที่ โจทกflทั้งสองจะนําคดีมาฟ6อง จําเลยที่ 3 จึงตองรับผิดใชดอกเบี้ยตั้งแตวันฟ6องเป2นตนไป ปIญหาเรื่องการ กําหนดความรับผิดเกินกวาที่กฎหมายกําหนดเป2นปIญหาขอกฎหมายที่เกี่ยวดวยความสงบเรียบรอยของประชาชน แมไมมีคูความฝOายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยไดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ฎีกาเลาเรื่อง 53 การแกไขคําใหการในคดีอาญา จําเลยสามารถยื่นคํารองไดกอนศาลชั้นตนพิพากษาเทานั้น เมื่อจําเลยยื่น คํารองในระหวางการพิจารณาของศาลฎีกา จึงไมอาจกระทําได อยางไรก็ดีการที่จําเลยขอใหการรับสารภาพ ในชั้นฎีกาถือไดวาจําเลยยอมรับขอเท็จจริงโดยไมโตแยงที่ศาลชั้นตนพิพากษาวาจําเลยกระทําความผิด คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 168/2561 การแกไขคําใหการ จําเลยที่ 1 สามารถยื่นคํารองไดกอนศาลชั้นตน พิพากษาเทานั้น การที่จําเลยที่ 1 ยื่นคํารองในระหวางที่คดีอยูระหวางการพิจารณาของศาลฎีกา จึงไมอาจ กระทําได ตองหามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง แตอยางไรก็ดี การที่จําเลยที่ 1 ขอใหการรับสารภาพ ในชั้นฎีกาเชนนี้ ถือไดวาจําเลยที่ 1 ยอมรับขอเท็จจริงโดยไมโตแยงที่ศาลชั้นตนพิพากษาวาจําเลยที่ 1 กระทํา ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 137 มาตรา 267 และมาตรา 268 ฎีกาเลาเรื่อง 54 การขอใหผูพิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นตนรับรองวามีเหตุอันควรอุทธรณflในปIญหาขอเท็จจริงนั้น จะตองยื่นคํารองภายในกําหนดเวลาอุทธรณfl เมื่อโจทกflบรรยายฟ6องมาแลววา ที่ดินพิพาทมีราคาประเมิน 50,000 บาท


และถือเป2นทุนทรัพยflที่พิพาทในคดี จําเลยซึ่งมีทนายความแกตางยอมทราบมาแตตนวา คดีนี้ตองหามมิใหอุทธรณfl ในปIญหาขอเท็จจริง และอยูในวิสัยที่จะยื่นคํารองพรอมกับอุทธรณflได แตจําเลยยื่นเมื่อลวงพนกําหนดเวลา ดังกลาวจึงหาอาจกระทําไดไม คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 349 / 2561 การขอใหผูพิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นตนรับรองวา มีเหตุอันควรที่จะอุทธรณflในปIญหาขอเท็จจริงไดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคทาย ผูอุทธรณflตองยื่นคํารอง ภายในกําหนดเวลายื่นอุทธรณfl จะยื่นเมื่อลวงพนกําหนดเวลาดังกลาวหาไดไม ดังนี้ เมื่อคดีนี้ครบกําหนด ระยะเวลาอุทธรณflตามที่ศาลชั้นตนอนุญาตใหขยายเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2559 การที่จําเลยยื่นคํารองขอ ใหผูพิพากษาที่ไดนั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นตนรับรองวามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณflในปIญหาขอเท็จจริงไดเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2559 จึงเป2นการยื่นเมื่อพนกําหนดเวลาอุทธรณflแลว โจทกflไดบรรยายมาในคําฟ6องแลววา ที่ดินพิพาทมีราคาประเมิน 50,000 บาท และโจทกflถือเป2นทุนทรัพยfl ที่พิพาทในคดี จําเลยซึ่งมีทนายความชวยแกตางใหจึงยอมตองทราบมาแตตนแลววาแมจะอยางไรก็ตามคดีนี้ ก็ตองหามมิใหอุทธรณflในปIญหาขอเท็จจริง จําเลยจึงอยูในวิสัยที่จะยื่นคํารองขอใหผูพิพากษาที่ไดนั่งพิจารณาคดี ในศาลชั้นตนรับรองใหอุทธรณflในปIญหาขอเท็จจริงพรอมกับอุทธรณfl ฎีกาเลาเรื่อง 55 แมผูรองจะยื่นคํารองขอคืนรถกระบะของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา แตก็เป2นผลสืบเนื่องมาจาก คดีที่ศาลชั้นตนพิพากษาลงโทษจําเลยและริบรถกระบะของกลางตามพระราชบัญญัติยาเสพติดใหโทษ อันเป2นคดี ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งอยูในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติดที่วา คําพิพากษาหรือคําสั่ง ของศาลอุทธรณflเฉพาะการกระทําซึ่งเป2นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดใหเป2นที่สุดและในกรณีที่ศาลอุทธรณfl พิพากษาหรือมีคําสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด คูความอาจยื่นคําขอโดยทําเป2นคํารองไปพรอมกับฎีกา ตอศาลฎีกาภายในกําหนดหนึ่งเดือนนับแตวันอานหรือถือวาไดอานคําพิพากษา หรือคําสั่งของศาลนั้นใหคูความ ฝOายที่ขออนุญาตฎีกาฟIง เพื่อขอใหพิจารณารับฎีกาไววินิจฉัยก็ได เมื่อผูรองฎีกาโดยไมไดปฏิบัติตามบทบัญญัติ ดังกลาว คําพิพากษาศาลอุทธรณflจึงเป2นที่สุด คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 380 / 2561 แมผูรองจะยื่นคํารองขอคืนรถกระบะของกลาง ตาม ป.อ. มาตรา 36 ก็ตาม แตคํารองของผูรองก็เป2นผลสืบเนื่องมาจากคดีที่ศาลชั้นตนพิพากษาลงโทษจําเลยและ ริบรถกระบะของกลาง ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดใหโทษ พ.ศ. 2522 คดีของผูรองจึงเป2นคดีความผิดเกี่ยวกับ ยาเสพติดอันอยูในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 ดวย ซึ่งมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติดังกลาวบัญญัติวา “ใหศาลอุทธรณflพิจารณาพิพากษาหรือมีคําสั่งโดยมิชักชา และภายใต


บังคับแหงบทบัญญัติมาตรา 16 และมาตรา 19 คําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลอุทธรณflเฉพาะการกระทําซึ่งเป2น ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดใหเป2นที่สุด” และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติวา “ในกรณีที่ศาลอุทธรณflพิพากษา หรือมีคําสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่งแลว คูความอาจยื่นคําขอโดยทําเป2นคํารอง ไปพรอมกับฎีกาตอศาลฎีกาภายในกําหนดหนึ่งเดือนนับแตวันอานหรือถือวาไดอานคําพิพากษา หรือคําสั่งของ ศาลนั้นใหคูความฝOายที่ขออนุญาตฎีกาฟIง เพื่อขอใหพิจารณารับฎีกาไววินิจฉัยก็ได” ดังนี้ เมื่อผูรองฎีกาโดยไมได ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คําพิพากษาศาลอุทธรณflจึงเป2นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ฎีกาเลาเรื่อง 56 ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว กําหนดหามมิใหศาลสั่ง กักขังเด็กหรือเยาวชนแทนคาปรับ แตใหสงตัวไปควบคุมเพื่อฝ[กอบรมในสถานที่ที่กําหนดไว อันเป2นบทบัญญัติ เฉพาะและเป2นขอยกเวน ป.อ.กรณีที่ใหกักขังแทนคาปรับหรือยึดอายัดทรัพยflสินหรือสิทธิเรียกรองเพื่อใชคาปรับ ดังนี้ โจทกflจึงไมมีอํานาจยื่นคํารองขอใหออกหมายยึดหรืออายัดทรัพยflสินหรือสิทธิเรียกรองในทรัพยflสินของจําเลย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 416 / 2561 (ประชุมใหญ) พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณา คดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 145 วรรคหนึ่ง บัญญัติวา “ในกรณีเด็กหรือเยาวชน ตองโทษปรับ... หามมิใหศาลสั่งกักขังเด็กหรือเยาวชนแทนคาปรับ แตใหศาลสงตัวไปควบคุมเพื่อฝ[กอบรมใน สถานที่ที่กําหนดไว ...” และวรรคสองบัญญัติวา “ในกรณีที่เด็กหรือเยาวชนตองโทษปรับ แตไมมีเงินชําระคาปรับ ใหนําบทบัญญัติ มาตรา 30/1 มาตรา 30/2 และมาตรา 30/3 แหงประมวลกฎหมายอาญามาใชบังคับโดย อนุโลม “จาก บทบัญญัติดังกลาวแสดงใหเห็นวากรณีเด็กหรือเยาวชนตองโทษปรับไมใหมีการกักขังแทนคาปรับ คงใหสงไป ควบคุมเพื่อฝ[กอบรมเทานั้น ซึ่งเป2นบทบัญญัติเฉพาะและเป2นขอยกเวน ป.อ. มาตรา 29 ที่ใหกักขัง แทนคาปรับ ห รื อ ยึดทรัพยflสินอายัดสิทธิเรียกรองในทรัพยflสินเพื่อใชคาปรับซึ่งเป2นบททั่วไปเพื่อเป2นการคุมครอง สิทธิสวัสดิภาพและ วิธีปฏิบัติตอเด็กและเยาวชนใหสามารถที่จะดําเนินชีวิตตอไปไดและกลับคืนสูสังคมในสภาพที่ดีขึ้น เมื่อการบังคับ คดีตามคําพิพากษาเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนเสร็จสิ้น โดยจะเห็นไดจากวรรคสองแหงมาตรา145 ดังกลาว ที่ใหนํา มาตรา 30/1 มาตรา 30/2 และมาตรา 30/3 แหง ป.อ. มาใชโดยอนุโลมเทานั้น มิไดกลาวถึงมาตรา 29 แหง ป.อ. แตประการใด โจทกflไมมีอํานาจยื่นคํารองขอใหออกหมายยึดทรัพยflสิน หรืออายัด ทรัพยflสินของจําเลย ฎีกาเลาเรื่อง 57


หุนสวนผูจัดการของหางหุนสวนจํากัดยอมเป2นหุนสวนจําพวกไมจํากัดความรับผิด และตองรวมรับผิด ชําระหนี้ของหาง แมหนี้ดังกลาวจะกอใหเกิดขึ้นกอนที่จะเขามาเป2นหุนสวนก็ตาม สวนหุนสวนผูจัดการของหาง ในขณะกอหนี้จนกระทั่งผิดนัด และออกจากการเป2นหุนสวนผูจัดการไมเกินสองปXนั้น ก็ตองรวมรับผิดชําระหนี้ ของหางดวยเชนเดียวกัน คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 735 / 2561 จําเลยที่ 3 เป2นหุนสวนผูจัดการของจําเลยที่ 1 จึงเป2นหุนสวน จําพวกไมจํากัดความรับผิด จําเลยที่ 3 จึงตองรวมรับผิดกับจําเลยที่ 1 ชําระเงินตามคําพิพากษาศาลชั้นตน แกโจทกfl แมหนี้ดังกลาวจําเลยที่ 1 จะกอใหเกิดขึ้นกอนที่จําเลยที่ 3 เขามาเป2นหุนสวนก็ตาม ตามป.พ.พ. มาตรา1052 ประกอบมาตรา 1077 (2) และมาตรา 1080 วรรคหนึ่ง สวนจําเลยที่ 2 เป2นหุนสวนผูจัดการของ จําเลยที่ 1 ในขณะที่จําเลยที่ 1 ทําสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทกflจนกระทั่งจําเลยที่ 1 ผิดนัดชําระหนี้ และ ออกจากการเป2นหุนสวนผูจัดการเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2556 เมื่อโจทกflฟ6องคดีนี้วันที่ 18 พฤศจิกายน2556 ยังอยูในเวลาสองปXนับแตวันที่จําเลยที่ 2 ออกจากการเป2นหุนสวนผูจัดการของจําเลยที่ 1 จําเลยที่ 2 จึงตองรวม รับผิดกับจําเลยที่ 1 ชําระเงินตามคําพิพากษาศาลชั้นตนแกโจทกflเชนกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1068ประกอบ มาตรา 1080 วรรคหนึ่ง และมาตรา 1087 ฎีกาเลาเรื่อง 58 จําเลยฎีกาโดยคัดลอกถอยคําในอุทธรณflของจําเลยและแกไขปรับปรุงเพียงเล็กนอย ทั้งยังหยิบยก เอาบางชวงบางตอนของคําเบิกความ และคําใหการในชั้นสอบสวนกับคําวินิจฉัยของศาลชั้นอุทธรณflมากลาวไว แลว สรุปวา ขอเท็จจริงเป2นดังที่จําเลยตอสูโดยไมไดกลาววามีเหตุผลอยางไรจึงควรรับฟIงเชนนั้น ฎีกาของจําเลย จึงไมไดคัดคานคําพิพากษาศาลชั้นอุทธรณflวาไมถูกตองอยางไร เป2นฎีกาที่ไมชอบดวยกฎหมาย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 885/ 2561 จําเลยฎีกาโดยมีเนื้อหาอยูในขอ 2 ขอ 3 และขอ 4 สําหรับฎีกา ขอ 4 เป2นการคัดลอกถอยคําสวนที่เป2นเนื้อหาในอุทธรณflของจําเลยมาแทบทั้งสิ้น และมีการแกไขปรับปรุง ถอยคําบางตอนเพียงเล็กนอยแตเนื้อหายังคงเป2นเชนเดียวกับอุทธรณfl สวนฎีกาขอ 2 และขอ 3 เป2นการหยิบยก เอาบางชวงบางตอนของคําเบิกความและคําใหการในชั้นสอบสวนของผูเสียหายบาง คําเบิกความของจําเลยบาง และคําวินิจฉัยของศาลอุทธรณflภาค 1 บาง มากลาวไว แลวสรุปวา ขอเท็จจริงเป2นดังที่จําเลยนําสืบตอสูโดยไมได กลาววามีเหตุผลอยางไรจึงควรรับฟIงขอเท็จจริงเป2นเชนนั้น ทั้งขอเท็จจริงตามที่จําเลยสรุปก็เป2นสวนหนึ่งในฎีกา ขอ 4 นั่นเอง ฎีกาของจําเลยจึงไมไดคัดคานคําพิพากษาศาลอุทธรณflภาค 1 วาไมถูกตองอยางไร เป2นฎีกาที่ไม ชอบดวย ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง


ฎีกาเลาเรื่อง 59 โจทกflรับโอนการครอบครองที่ดิน น.ส. 3 ก.ที่พิพาทมาจากบุคคลอื่น โดยมิไดจดทะเบียนโอน สวนจําเลยซื้อที่ดินดังกลาวมาจากการขายทอดตลาดตามคําสั่งศาลและจดทะเบียนรับโอนแลว จําเลยจึงเป2น บุคคลภายนอก ผูไดสิทธิในที่ดินพิพาทโดยเสียคาตอบแทนและจดทะเบียนสิทธิแลว เมื่อคดีไมมีประเด็นในเรื่อง จําเลยซื้อที่ดินพิพาทและจดทะเบียนสิทธิโดยไมสุจริตหรือไม และจําเลยยังไดรับประโยชนflจากขอสันนิษฐานดวย วากระทําการโดยสุจริต จําเลยจึงเป2นผูมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1128 / 2561 โจทกflไดรับโอนการครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งมีเอกสารสิทธิ ในที่ดินเป2นหนังสือรับรองการทําประโยชนfl (น.ส. 3 ก.) มาจาก ม. โดยมิไดมีการจดทะเบียนการโอนตอพนักงาน เจาหนาที่ แตเมื่อจําเลยซื้อที่ดินพิพาทมาจากการขายทอดตลาดตามคําสั่งศาลและไดจดทะเบียนการรับโอนที่ดิน ดังกลาวแลว คดีจึงตองดวยบทบัญญัติแหง ป.พ.พ. มาตรา 1330 ซึ่งบัญญัติวา “สิทธิของบุคคลผูซื้อทรัพยflสิน โดยสุจริตในการขายทอดตลาดตามคําสั่งศาล...ฯ...นั้น ทานวามิเสียไปแมภายหลังจะพิสูจนflไดวา ทรัพยflสินนั้นมิใช ของจําเลยหรือลูกหนี้ตามคําพิพากษา...ฯ...” ดังนั้น จําเลยจึงเป2นบุคคลภายนอกผูไดสิทธิในที่ดินพิพาทมา โดยเสียคาตอบแทนและไดจดทะเบียนสิทธิแลว เมื่อโจทกflไมไดกลาวอางมาในคําฟ6องวา จําเลยซื้อที่ดินพิพาทและ จดทะเบียนสิทธิโดยไมสุจริต ซึ่งนอกจากจะไมมีประเด็นวา จําเลยซื้อที่ดินพิพาทและจดทะเบียนสิทธิ โดยสุจริต หรือไมแลว จําเลยยังไดรับประโยชนflจากขอสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 6 ดวยวากระทําการ โดยสุจริต การที่โจทกflเป2นผูที่ไดที่ดินพิพาทโดยการรับโอนการครอบครอง จึงไมอาจยกสิทธิที่ไดมาโดยการ รับโอนการครอบครอง ขึ้นตอสูจําเลยได จําเลยจึงเป2นผูมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ฎีกาเลาเรื่อง 60 การครอบครองปรปIกษflตามกฎหมายนั้น นอกจากจะตองเป2นการครอบครองโดยสงบและเปKดเผย ดวยเจตนาเป2นเจาของติดตอกันตามระยะเวลาที่กฎหมายกําหนดแลว ยังตองครอบครองทรัพยflสินของบุคคลอื่นดวย เมื่อผูรองบรรยายคํารองขอวา ที่ดินพิพาทที่ครอบครองเป2นของผูรองตั้งแตไดรับมรดกจากมารดา อันเป2นการ ครอบครองทรัพยflสินของตนเอง ดังนี้ ศาลจึงไมอาจพิพากษาใหผูรองไดกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการ ครอบครองปรปIกษflได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2062 /2561 ผูรองบรรยายคํารองขอยืนยันวา ที่ดินพิพาทเป2นของผูรองมา ตั้งแตไดรับมรดกมาจาก ก. ซึ่งเป2นมารดา เมื่อการครอบครองอสังหาริมทรัพยflอันจะทําใหผูครอบครองได


กรรมสิทธิ์ตาม ป.พ.พ. 1382 นอกจากจะตองเป2นการครอบครองโดยความสงบและโดยเปKดเผยดวยเจตนา เป2นเจาของติดตอกันเป2นเวลา 10 ปX แลว ยังจะตองเป2นการครอบครองอสังหาริมทรัพยflที่เป2นของบุคคลอื่นดวย ดังนั้น แมผูรองบรรยายคํารองขอโดยมุงประสงคflจะกลาวอางเรื่องการครอบครองปรปIกษfl แตกลับยืนยันวาผูรอง ครอบครองที่ดินพิพาทอันเป2นทรัพยflสินของตนเองมาตั้งแตปX 2510 ศาลจึงไมอาจพิพากษาใหผูรองไดกรรมสิทธิ์ ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปIกษflในที่ดินของผูรองเองได ฎีกาเลาเรื่อง 61 จําเลยทั้งสองใชชื่อตนเองประกอบกิจการสถานพยาบาลรวมกัน อันมีลักษณะเป2นหางหุนสวน ตองถือวา หุนสวนทุกคนเป2นหุนสวนผูจัดการและความเกี่ยวพันระหวางหุนสวนผูจัดการกับผูเป2นหุนสวนอื่นจะตองบังคับ ตามบทบัญญัติวาดวยตัวแทน การกระทําละเมิดของหุนสวนคนหนึ่งถือเป2นการกระทําแทนผูเป2นหุนสวนอื่น ที่เป2นตัวการดวย เมื่อจําเลยที่ 1 ในฐานะตัวแทนของจําเลยที่ 2 กอใหเกิดความเสียหายแกโจทกfl จําเลยที่ 2 จึงตองรวมรับผิดกับจําเลยที่ 1 ในผลของการกระทําละเมิดนั้นดวย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2377 / 2561 จําเลยที่ 1 และจําเลยที่ 2 ใชชื่อตนเองประกอบกิจการ สถานพยาบาลวา นัทพันธุfl-ธนิกานตfl คลินิก อันมีลักษณะเป2นการตกลงกัน เพื่อกระทํากิจการในการใหบริการ อันมีลักษณะเป2นหางหุนสวนที่ตองถือวาหุนสวนทุกคนเป2นหุนสวนผูจัดการตาม ป.พ.พ. มาตรา 1033 วรรคสอง จึงตองบังคับตามมาตรา 1042 ในเรื่องความเกี่ยวพันระหวางหุนสวนผูจัดการกับผูเป2นหุนสวนทั้งหลายอื่นนั้น ใหบังคับดวยบทบัญญัติแหงประมวลกฎหมายนี้วาดวยตัวแทน เมื่อจําเลยที่ 1 เป2นตัวแทนของจําเลยที่ 2 ในการ รวมกันใหบริการที่กอใหเกิดความเสียหายแกโจทกflตามคําฟ6องของโจทกflและการนําพยานหลักฐานเขาสืบฟIงวา การกระทําละเมิดดังกลาวเป2นการกระทําของจําเลยที่ 1 ผูเป2นหุนสวนของหางหุนสวนโดยมีจําเลยที่ 1 และที่ 2 กระทํากิจการรวมกัน อันมีลักษณะเป2นหางหุนสวนที่เป2นตัวแทนซึ่งกันและกัน การกระทําละเมิดของหุนสวนคน หนึ่งถือเป2นการกระทําแทนผูเป2นหุนสวนอื่นที่เป2นตัวการดวย จําเลยที่ 2 จึงตองรวมรับผิดกับจําเลยที่ 1 ในผลของการกระทําละเมิดนั้นดวย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 427 ฎีกาเลาเรื่อง 62 โจทกflจําหนายสลากกินแบงรัฐบาลใหแกจําเลยที่ 1 ในลักษณะเงินเชื่อเกินราคาที่กําหนดในสลากกินแบง แตละฉบับ แสดงวาโจทกflมีเจตนาฝOาฝZน พ.ร.บ.สํานักงานสลากกินแบงรัฐบาล เพื่อผลประโยชนflจากการจําหนาย สลากกินแบงเกินราคา แมจําเลยที่ 1 มีเจตนาทุจริตหลอกลวงใหโจทกflสงมอบสลากกินแบงโดยไมใชเงินมาแต


แรกก็ตาม แตผลประโยชนflที่โจทกflจะไดรับนั้นสืบเนื่องจากการกระทําดังกลาว ทั้งยังเป2นการสงเสริมใหผูอื่น กระทําความผิดฐานจําหนายสลากกินแบงเกินราคาอีกดวย โจทกflจึงมิใชผูเสียหายโดยนิตินัย และไมมีอํานาจฟ6อง ขอใหลงโทษจําเลยที่ 1 ในความผิดฐานฉอโกง คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 577 /2561 โจทกflตกลงจําหนายสลากกินแบงรัฐบาลใหแกจําเลยที่ 1 ในราคา เงินเชื่อฉบับละ 100 บาท โดยรูอยูวาเป2นการขายสลากกินแบงเกินราคาฉบับละ 80 บาท ที่กําหนดในสลากกิน แบงจํานวน 650 เลม เป2นเงิน 6,500,000 บาท แสดงใหเห็นเจตนาของโจทกflที่กระทําการฝOาฝZนบทบัญญัติ มาตรา 39 แหง พ.ร.บ.สํานักงานสลากกินแบงรัฐบาล พ.ศ.2517 เพื่อผลประโยชนflที่จะไดรับจากการขายสลาก กินแบงเกินราคาที่กําหนดในสลากกินแบง แมจําเลยที่ 1 มีเจตนาทุจริตหลอกลวงโจทกflเพื่อใหโจทกflสงมอบสลาก กินแบงรัฐบาลจํานวน 650 เลม โดยไมมีเจตนาจะใชเงินที่จําหนายสลากกินแบงที่ไดรับไปจากโจทกflมาแตแรกก็ ตาม แตผลประโยชนflที่โจทกflจะไดจากการจําหนายสลากกินแบงเกินราคาที่กําหนดในสลากกินแบงจากจําเลยที่ 1 เป2นผลประโยชนflที่ไดสืบเนื่องมาจากการที่โจทกflกระทําความผิดฐานจําหนายสลากกินแบงเกินราคาที่กําหนดใน สลากกินแบงตาม พ.ร.บ.สํานักงานสลากกินแบงรัฐบาล พ.ศ.2517 มาตรา 39 ประกอบกับการกระทําของโจทกfl ดังกลาวยังมีลักษณะเป2นการสงเสริมใหผูอื่นกระทําความผิดฐานจําหนายสลากกินแบงเกินราคาที่กําหนดในสลาก กินแบงอีกดวย โจทกflจึงมิใชผูเสียหายโดยนิตินัยสําหรับความผิดที่โจทกflอางวาจําเลยที่ 1 ฉอโกงโจทกfl โจทกflจึงไมมี อํานาจฟ6องขอใหลงโทษจําเลยที่ 1 ในความผิดฐานฉอโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 ฎีกาเลาเรื่อง 63 เจาหนี้ตามคําพิพากษาชอบที่จะรองขอใหบังคับคดีแกจําเลยซึ่งเป2นลูกหนี้ตามคําพิพากษาภายในกําหนด สิบปXนับแตวันที่ศาลมีคําพิพากษาในชั้นที่สุด สําหรับการขอเฉลี่ยทรัพยflนั้นเป2นวิธีการบังคับคดีที่กฎหมายบัญญัติให เจาหนี้ตามคําพิพากษาในคดีอื่นมีอํานาจยื่นคํารองตอศาลที่ไดออกหมายบังคับคดีใหยึดหรืออายัดทรัพยflสินเพื่อให ศาลมีคําสั่งใหตนเขาเฉลี่ยในทรัพยflสินหรือเงินที่ขายหรือจําหนายทรัพยflสินนั้น ดวยเหตุนี้เจาหนี้ตามคําพิพากษาใน คดีอื่นที่จะยื่นคํารองขอเฉลี่ยทรัพยflตองดําเนินการภายในระยะเวลาดังกลาวเชนกัน ผูรองยื่นคํารอง ขอเฉลี่ยทรัพยflในคดีนี้เมื่อพนระยะเวลาสิบปXแลว ผูรองยอมหมดสิทธิที่จะเขาเฉลี่ยเงินที่ไดจากการขายทอดตลาด ทรัพยflของจําเลยที่ 3 ในฐานะลูกหนี้ตามคําพิพากษา ปIญหานี้เป2นขอกฎหมายอันเกี่ยวดวยความสงบเรียบรอย ของประชาชน แมคูความมิไดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยไดเอง คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 850 / 2561 ศาลชั้นตนมีคําพิพากษาเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2548 ใหจําเลยที่ 3 ในคดีนี้ชําระเงินแกโจทกfl ไมมีคูความฝOายใดอุทธรณfl และตอมาศาลชั้นตนมีคําสั่งอนุญาตใหผูรองเขาสวมสิทธิ เป2นเจาหนี้ตามคําพิพากษาแทนโจทกfl ดังนี้ ผูรองซึ่งเป2นเจาหนี้ตามคําพิพากษาในคดีดังกลาวชอบที่จะรองขอให


บังคับคดีแกจําเลยที่ 3 ภายในวันที่ 27 เมษายน 2558 อันเป2นวันครบกําหนดสิบปXนับแตวันที่ศาลชั้นตน มีคําพิพากษาในชั้นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 (เดิม) และการขอเฉลี่ยทรัพยflเป2นวิธีการบังคับคดีที่กฎหมาย บัญญัติ ใหเจาหนี้ตามคําพิพากษาในคดีอื่นมีอํานาจยื่นคํารองตอศาลที่ไดออกหมายบังคับคดีใหยึดหรืออายัด ทรัพยflสิน เพื่อใหศาลมีคําสั่งใหตนเขาเฉลี่ยในทรัพยflสินหรือเงินที่ขายหรือจําหนายทรัพยflสินนั้น ดังที่บัญญัติไว ใน ป.วิ.พ. มาตรา 290 (เดิม) ฉะนั้น เจาหนี้ตามคําพิพากษาในคดีอื่นที่จะยื่นคํารองขอเฉลี่ยทรัพยflตองดําเนินการ ภายในระยะเวลาสิบปXตามบทบัญญัติดังกลาวเชนกัน แตผูรองยื่นคํารองขอเฉลี่ยทรัพยflในคดีนี้เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม2558 จึงพนระยะเวลาสิบปX นับแตวันที่ 27 เมษายน 2548 แลว ผูรองยอมหมดสิทธิที่จะเขาเฉลี่ย เงินที่ไดจากการขายทอดตลาดทรัพยflของจําเลยที่ 3 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 (เดิม) ปIญหานี้เป2นขอกฎหมาย อันเกี่ยวดวยความสงบเรียบรอยของประชาชน แมคูความมิไดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยไดเอง ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247 (เดิม) ฎีกาเลาเรื่อง 64 จําเลยกูเงินจากโจทกflโดยรูแตแรกวาโจทกflคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกําหนด ขอตกลงเรื่องดอกเบี้ย จึงตกเป2นโมฆะ และเป2นปIญหาขอกฎหมายอันเกี่ยวดวยความสงบเรียบรอย แมไมมีคูความฝOายใดฎีกา ศาลฎีกามี อํานาจยกขึ้นวินิจฉัยไดเอง การที่จําเลยยอมชําระดอกเบี้ยดังกลาวแกโจทกflตองถือวาเป2นการชําระหนี้ฝOาฝZน ขอ หามตามกฎหมายจึงหาอาจเรียกรองใหคืนดอกเบี้ยนั้นไดไม แตเมื่อขอตกลงเรื่องดอกเบี้ยตกเป2นโมฆะแลว โจทกflยอมไมมีสิทธิไดดอกเบี้ยเชนกัน ตองนําดอกเบี้ยที่จําเลยชําระแลวไปหักเงินตนตามหนังสือสัญญากูยืมเงิน คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 930 / 2561 จําเลยกูเงินจากโจทกfl 3,000,000 บาท จําเลยรูแตแรกวา โจทกflคิด ดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกําหนดมาโดยตลอด อันเป2นการฝOาฝZน พ.ร.บ.หามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 ประกอบดวย ป.พ.พ. มาตรา 654 ขอตกลงเรื่องดอกเบี้ยยอมตกเป2นโมฆะ ปIญหานี้แมไมมีคูความฝOายใด ฎีกา แตเป2นขอกฎหมายอันเกี่ยวดวยความสงบเรียบรอยของประชาชน ศาลฎีกามีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยไดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 (เดิม) การที่จําเลยยอมชําระดอกเบี้ยเกินกวาที่กฎหมาย กําหนดแกโจทกfl ถือวาเป2นการชําระหนี้ฝOาฝZนขอหามตามกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 411 จําเลยหาอาจจะ เรียกรองใหคืนเงินดอกเบี้ยที่ชําระไดไม อยางไรก็ตามเมื่อขอตกลงเรื่องดอกเบี้ยตกเป2นโมฆะแลว โจทกflยอมไมมี สิทธิไดดอกเบี้ยดังกลาวดวย ตองนําดอกเบี้ยที่จําเลยชําระใหแกโจทกflแลวไปหักเงินตนตาม หนังสือสัญญากูยืม เงิน


ฎีกาเลาเรื่อง 65 แมโจทกflเป2นผูเสนอราคาสูงสุดในการขายทอดตลาดตามคําสั่งศาลและไดรับอนุญาตใหขยายระยะเวลา ชําระราคาไปจนกวาคดีที่จําเลยรองขอเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทถึงที่สุดก็ตาม แตตราบใดที่โจทกfl ยังมิไดชําระราคาคาซื้อทรัพยflสินตามเงื่อนไขการขายทอดตลาดนั้น โจทกflยอมไมใชผูซื้อทรัพยflสินจากการขาย ทอดตลาดตามคําสั่งศาล เพราะโจทกflอาจผิดสัญญาทําใหการขายทอดตลาดไมสําเร็จได โจทกflจึงยังไมมีอํานาจ ฟ6องขับไลจําเลย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1162 / 2561 (ประชุมใหญ) การที่โจทกflเป2นผูเสนอราคาสูงสุดในการขาย ทอดตลาดตามคําสั่งศาลและไดรับอนุญาตใหขยายระยะเวลาชําระราคาไปจนกวาคดีที่จําเลยรองขอเพิกถอน การขายทอดตลาดที่ดินพิพาทถึงที่สุด ก็เพียงกอสิทธิแกโจทกflวา โจทกflยังจะมีสิทธิเป2นผูซื้อทรัพยflสินจากการขาย ทอดตลาดตามคําสั่งศาลใหสําเร็จลุลวงตอไปเทานั้น ตราบใดที่โจทกflยังมิไดชําระราคาคาซื้อทรัพยflสินตามเงื่อนไข การขายทอดตลาดตามคําสั่งศาล โจทกflยอมไมใชผูซื้อทรัพยflสินจากการขายทอดตลาดตามคําสั่งศาล ตามป.พ.พ. มาตรา 1330 เพราะโจทกflอาจผิดสัญญาการขายทอดตลาดตามคําสั่งศาล ทําใหการขายทอดตลาดไมสําเร็จได โจทกflจึงยังไมมีอํานาจฟ6องขับไลจําเลย ฎีกาเลาเรื่อง 66 คาขาดราคาเป2นคาเสียหายที่อาจเรียกรองไดในกรณีผิดสัญญาเชาซื้อและมีการบอกเลิกสัญญาโดยชอบแลว เมื่อโจทกflยังไมไดบอกเลิกสัญญา สัญญาเชาซื้อจึงยังไมเลิกกัน แตการที่โจทกflยอมรับรถที่เชาซื้อคืนจากจําเลย โดยไมโตแยงคัดคาน ถือวาตางสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยายตั้งแตวันรับรถคืน เป2นการเลิกสัญญาเชาซื้อ เพราะเหตุอื่นมิใชกรณีใชสิทธิบอกเลิกสัญญาโดยขอตกลงในสัญญาหรือผลแหงกฎหมาย ทั้งตามสัญญาเชาซื้อไมมี ขอตกลงชัดแจงใหโจทกflเรียกคาขาดราคากรณีจําเลยผิดนัดไมชําระคาเชาซื้อและนํารถมาคืน โจทกflจึงไมอาจ เรียกคาขาดราคาจากจําเลยได คงมีสิทธิเรียกเพียงคาใชทรัพยflหรือคาขาดประโยชนflระหวางจําเลยผิดนัดชําระ คาเชาซื้อถึงวันที่สงมอบรถคืนแกโจทกflเทานั้น คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2735 /2561 คาขาดราคาเป2นคาเสียหายที่โจทกflอาจเรียกรองไดในกรณี จําเลยผิดสัญญาและโจทกflมีหนังสือบอกเลิกสัญญาโดยชอบแลว โจทกflยังไมไดบอกเลิกสัญญาเชาซื้อแกจําเลย สัญญาเชาซื้อจึงยังไมเลิกกัน แตการที่โจทกflยอมรับรถยนตflที่เชาซื้อคืนจากจําเลย โดยไมปรากฏวาโจทกflไดโตแยง คัดคานถือวาคูสัญญาสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยายตั้งแตวันที่โจทกflไดรับรถคืน อันเป2นการเลิกสัญญาเชาซื้อ เพราะเหตุอื่นมิใชเหตุที่คูสัญญาฝOายใดฝOายหนึ่งใชสิทธิบอกเลิกสัญญาโดยขอตกลงในสัญญาหรือโดยผลแหง กฎหมาย ทั้งตามสัญญาเชาซื้อไมมีขอตกลงโดยชัดแจงใหโจทกflมีสิทธิเรียกคาขาดราคากรณีจําเลยผิดนัดไมชําระ


คาเชาซื้อและนํารถยนตflที่เชาซื้อมาคืน โจทกflจึงไมอาจเรียกเอาคาขาดราคาจากจําเลยได คงมีสิทธิเรียกคาเสียหาย เป2นคาใชทรัพยflหรือคาขาดประโยชนflระหวางจําเลยผิดนัดชําระคาเชาซื้อถึงวันที่จําเลยสงมอบรถคืนแกโจทกfl ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคสาม ฎีกาเลาเรื่อง 67 ศาลชั้นตนพิพากษาลงโทษจําคุกจําเลย 1 ปX 6 เดือน ศาลชั้นอุทธรณflพิพากษาแกเป2นวาใหปรับจําเลย 30,000 บาท โทษจําคุกใหรอการลงโทษไว 3 ปX และคุมความประพฤติจําเลย แมจะเป2นการแกไขมาก แตศาลชั้นตนและศาลชั้นอุทธรณflพิพากษาลงโทษจําคุกจําเลยไมเกินสองปX หรือปรับไมเกินสี่หมื่นบาท จึงตองหามฎีกา ในปIญหาขอเท็จจริง โจทกflฎีกาขอใหไมรอการลงโทษเป2นการโตแยงดุลพินิจในการกําหนดโทษเป2นฎีกาในปIญหา ขอเท็จจริงจึงตองหามฎีกา คําพิพากษาฎีกาที่ 115/ 2562 ศาลชั้นตนพิพากษาลงโทษจําคุกจําเลย 3 ปX ลดโทษกึ่งหนึ่งคงจําคุก 1 ปX 6 เดือน ศาลอุทธรณflภาค 5 พิพากษาแกเป2นวา ใหปรับจําเลย 60,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษกึ่งหนึ่งคง ปรับ 30,000 บาท โทษจําคุกใหรอการลงโทษไว 3 ปX และคุมความประพฤติจําเลย ดังนี้ แมศาลอุทธรณflภาค 5 จะรอการลงโทษจําคุกแกจําเลยอันเป2นการแกไขมากก็ตาม แตเมื่อศาลชั้นตนและศาลอุทธรณflภาค 5 พิพากษา ลงโทษจําคุกจําเลยไมเกินสองปX หรือปรับไมเกินสี่หมื่นบาท คดีจึงตองหามฎีกาในปIญหาขอเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ที่โจทกflฎีกาขอใหไมรอการลงโทษจําคุกใหแกจําเลยนั้น เป2นการฎีกาโตแยงดุลพินิจ ในการกําหนดโทษเป2นฎีกาในปIญหาขอเท็จจริงตองหามฎีกาตามบทบัญญัติแหงกฎหมายมาตราดังกลาว ฎีกาเลาเรื่อง 68 จําเลยไมเขาใจภาษาไทย แมมีลามแปลคําใหการชั้นสอบสวน แตไมปรากฏวา ลามสาบานหรือปฏิญาณ ตนตามกฎหมายถอยคํารับสารภาพตามคําใหการนั้นจึงไมอาจรับฟIงพิสูจนflความผิดของจําเลยได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 648 / 2562 จําเลยไมสามารถพูดหรือเขาใจภาษาไทย แมพนักงานสอบสวน จัดใหเจาพนักงานตํารวจทองเที่ยว และ พ. เป2นลามแปลคําใหการชั้นสอบสวนใหจําเลยฟIง แตไมปรากฏวา ลามสาบานหรือปฏิญาณตนวาจะทําหนาที่โดยสุจริตตาม ป.วิ.อ. มาตรา 13 วรรคสี่ ถอยคํารับสารภาพดังกลาว ของ จําเลยจึงไมสามารถรับฟIงเป2นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจนflความผิดของจําเลยไดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134/4


ฎีกาเลาเรื่อง 69 โจทกflฟ6องอางวาโทรศัพทflเคลื่อนที่ที่ถูกลักไปเป2นของ ร. ผูเสียหาย ระหวางการพิจารณาของศาลชั้นตน ส. ยื่นคํารองอางวาตนเป2นเจาของทรัพยflดังกลาว ขอเขารวมเป2นโจทกflกับพนักงานอัยการ แมโจทกflและจําเลย ทั้งสองตางยืนยันวา ส.เป2นเจาของทรัพยflและไมคัดคานการเขารวมเป2นโจทกfl แตไมปรากฏวามีเหตุผลอยางไร จึงแตกตางไปจากฟ6อง กรณียังไมอาจรับฟIงวา ส. เป2นผูเสียหายที่จะขอเขารวมเป2นโจทกflได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2979 / 2562 ตามฟ6องโจทกflอางวาโทรศัพทflเคลื่อนที่ที่ถูกลักไปเป2นของ ร. ผูเสียหายในระหวางการพิจารณาของศาลชั้นตน ส. ยื่นคํารองอางวาตนเป2นผูเสียหายเพราะเป2นเจาของทรัพยfl ที่ถูกลักไป ขอเขารวมเป2นโจทกflกับพนักงานอัยการ โดยโจทกflและจําเลยทั้งสองแถลงตอศาลชั้นตนวา ส. เป2นเจาของทรัพยflที่ถูกลักไป และไมคัดคานที่ ส. จะขอเขารวมเป2นโจทกfl แมคําแถลงของโจทกflและจําเลยทั้งสอง จะเป2นประโยชนflแก ส. แตคําแถลงของโจทกflเกี่ยวกับตัวผูเสียหายแตกตางไปจากฟ6อง โดยโจทกflไมไดอางวา มีเหตุผลอยางไรที่แถลงแตกตางไปเชนนั้น ดังนี้ กรณียังไมอาจรับฟIงวา ส. เป2นผูเสียหาย ไมมีสิทธิยื่นคํารอง ขอเขารวมเป2นโจทกflตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 ฎีกาเลาเรื่อง 70 ศาลชั้นตนพิพากษายกฟ6องในชั้นตรวจฟ6องโดยเห็นวา การกระทําของจําเลยไมเป2นความผิด ศาลชั้นอุทธรณfl เห็นวา ฟ6องโจทกflไมปรากฏลายมือชื่อผูเรียงและผูเขียนหรือพิมพfl เป2นฟ6องที่ไมชอบดวยกฎหมายกับ ลวงเลยเวลา ที่จะสั่งใหโจทกflแกฟ6อง เนื่องจากศาลชั้นตนพิพากษายกฟ6องแลว จึงพิพากษายืน เทากับวาศาล ชั้นตนและ ศาลชั้นอุทธรณflตางพิพากษายกฟ6อง ดังนี้โจทกflจึงไมอาจฎีกาทั้งในปIญหาขอเท็จจริงและขอกฎหมายได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2785 /2561 ศาลชั้นตนตรวจคําฟ6องของโจทกflแลว เห็นวา การกระทําของ จําเลยไมเป2นความผิดตามฟ6อง พิพากษาใหยกฟ6อง ศาลอุทธรณflภาค 2 เห็นวา ฟ6องโจทกflมีเพียงลายมือชื่อโจทกfl ไมปรากฏลายมือชื่อผูเรียง และผูเขียนหรือพิมพfl จึงเป2นฟ6องที่ไมชอบดวย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (7) และลวงเลย เวลาที่จะสั่งใหโจทกflแกฟ6องใหถูกตองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง เพราะศาลชั้นตนพิพากษายกฟ6อง โจทกflแลว เมื่อฟ6องโจทกflไมถูกตองตามกฎหมายและลวงเลยเวลาที่จะแกไข จึงไมอาจพิจารณาและลงโทษจําเลย ตามฟ6องได พิพากษายืน ผลเทากับศาลชั้นตนและศาลอุทธรณflภาค 2 พิพากษายกฟ6อง โจทกflจึงฎีกาไมได ทั้งในปIญหาขอเท็จจริงและขอกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220


ฎีกาเลาเรื่อง 71 การฟ6องขอใหเพิกถอนมติของที่ประชุมใหญผูถือหุนที่เรียกประชุมฝOาฝZนบทบัญญัติของกฎหมาย ตองยื่นตอศาลภายในกําหนดหนึ่งเดือนนับแตวันลงมติ มิฉะนั้นยอมไมมีอํานาจฟ6อง คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3030 / 2561 โจทกflฟ6องขอใหเพิกถอนรายงานการประชุมผูถือหุนและ เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนแกไขจํานวนและอํานาจกรรมการของจําเลยที่ 1 โดยอางวาไมมีการเรียกประชุม กรณีจึงเป2นเรื่องขอใหเพิกถอนมติของที่ประชุมใหญที่เรียกประชุมฝOาฝZนบทบัญญัติของกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1195 จึงตองยื่นตอศาลภายในกําหนดหนึ่งเดือนนับแตวันลงมติ เมื่อโจทกflฟ6องเกินกําหนดระยะเวลา ดังกลาว โจทกflจึงไมมีอํานาจฟ6องขอใหเพิกถอนรายงานการประชุมวิสามัญผูถือหุนและเพิกถอนนิติกรรม การจดทะเบียนแกไขจํานวนและอํานาจกรรมการของจําเลยที่ 1 ฎีกาเลาเรื่อง 72 เดิมที่เกิดเหตุเป2นทางน้ําสําหรับพลเมืองใชรวมกัน ตอมาตื้นเขินจากปริมาณน้ําลดลง จึงเป2นสาธารณ สมบัติของแผนดิน สําหรับความผิดฐานบุกรุกนั้น กฎหมายมุงประสงคflจะลงโทษผูที่เขาไปในอสังหาริมทรัพยfl ของผูอื่น ไมใชจะลงโทษผูที่บุกรุกสาธารณสมบัติของแผนดินจําเลยทั้งสองบุกรุกที่ดินดังกลาว จึงไมเป2นความผิด ฐานบุกรุก เจาของเดิมเป2นผูปลูกตนไผในที่ดินของตนและที่ดินที่เกิดเหตุ ตอมาผูเสียหายซื้อที่ดินทั้งสองสวนจาก เจาของเดิมและเขาครอบครองทําประโยชนflโดยมอบหมายใหผูอื่นดูแลแทน ทั้งเจาของเดิมมิไดเขามายุงเกี่ยว ในที่ดิน และพืชผลที่ขึ้นในที่ดินนั้นอีกเลย ถือวาผูเสียหายไดรับมอบตนไผจากเจาของเดิมมาเป2นของตนแลว เมื่อจําเลยทั้งสองตัดและเอาตนไผไปโดยไมไดรับอนุญาต จึงเป2นความผิดฐานรวมกันลักทรัพยfl คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1163 / 2562 ที่เกิดเหตุเดิมเป2นทางน้ําของแมน้ํานครนายกเป2นทรัพยflสิน สําหรับพลเมืองใชรวมกัน ตอมาตื้นเขินขึ้นเพราะเกิดจากปริมาณน้ําในแมน้ําลดลง จึงเป2นสาธารณสมบัติของ แผนดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) และมิใชที่งอกเพราะมิใชที่ดินที่งอกออกไปจากริมตลิ่งของที่ดินผูเสียหาย ตามธรรมชาติ ความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 365 (2) (เดิม) ประกอบมาตรา 362 (เดิม) กฎหมายมุง ประสงคflจะลงโทษผูที่บุกรุกเขาไปในอสังหาริมทรัพยflของผูอื่นเทานั้น ไมใชบทบัญญัติที่จะลงโทษผูที่บุกรุก สาธารณสมบัติของแผนดินแตอยางใด จําเลยทั้งสองบุกรุกที่ดินอันเป2นสาธารณสมบัติของแผนดินดังกลาว กระทําของจําเลยทั้งสองจึงไมเป2นความผิดฐานบุกรุก เดิม จ. เป2นผูทําประโยชนflรวมถึงปลูกตนไผในที่ดินของ จ. และที่ดินที่เกิดเหตุ ตอมาเมื่อผูเสียหายซื้อที่ดิน จาก จ. อ. และ น. โดยรวมถึงที่ดินที่เกิดเหตุและเขาครอบครองทําประโยชนflโดยมอบหมายให น. และ ช. ดูแล


ทั้ง จ. อ. และ น. มิไดเขามายุงเกี่ยวในที่ดินและพืชผลที่ขึ้นในที่ดินอีกเลย จึงถือไดวาผูเสียหายไดรับมอบตนไผ มาเป2นของผูเสียหายจากเจาของเดิมแลว เมื่อจําเลยทั้งสองตัดตนไผแลวเอาไปโดยไมไดรับอนุญาตจากผูเสียหาย จึงเป2นความผิดฐานรวมกันลักทรัพยfl ฎีกาเลาเรื่อง 73 ฎีกาของจําเลยที่วา การถามปากคําผูเสียหายซึ่งเป2นหญิงในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศตองใหพนักงาน สอบสวนหญิงเป2นผูสอบสวน แตคดีนี้มิไดดําเนินการดังกลาวจึงเป2นการสอบสวนที่ไมชอบและโจทกflไมมีอํานาจ ฟ6องนั้น แมปIญหานี้จําเลยเพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกา แตเป2นขอกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบรอย จําเลยมีสิทธิ ยกขึ้นอางในชั้นนี้ได อยางไรก็ตามการปฏิบัติที่ไมถูกตองดังกลาวยังไมทําใหการสอบสวนเสียไปทั้งหมด ดังนั้น การสอบสวนคดีนี้จึงชอบแลว โจทกflยอมมีอํานาจฟ6อง คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3281/2561 จําเลยฎีกาวา ในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ การถามปากคํา ผูเสียหายซึ่งเป2นหญิงตองใหพนักงานสอบสวนซึ่งเป2นหญิงเป2นผูสอบสวน เวนแตผูเสียหายนั้นยินยอมหรือมีเหตุ จําเป2นอยางอื่น และใหบันทึกความยินยอมหรือเหตุจําเป2นนั้นไว แตคดีนี้มิไดใหพนักงานสอบสวนซึ่งเป2นหญิง เป2นผูสอบสวนในการถามปากคําผูเสียหาย จึงเป2นการสอบสวนที่ไมชอบดวยกฎหมายและโจทกflไมมีอํานาจฟ6องนั้น แมปIญหานี้จําเลยเพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกา แตเป2นขอกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบรอย จําเลยมีสิทธิยกขึ้นอาง ในชั้นฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 การที่พนักงานสอบสวนไมปฏิบัติใหถูกตอง ตามบทบัญญัติแหง ป.วิ.อ. มาตรา 133 วรรคสี่ แมจะเป2น การไมชอบแตก็หามีผลทําใหการสอบสวนเสียไปทั้งหมดและถือเทากับไมมีการสอบสวนในความผิดนั้นมากอน อันจะทําใหพนักงานอัยการไมมีอํานาจฟ6องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 ไม การสอบสวนคดีนี้จึงชอบ และโจทกfl มีอํานาจฟ6อง ฎีกาเลาเรื่อง 74 แมตามบันทึกขอตกลงการทํางานฯ ที่ไมใหจําเลยทั้งสองไปทํางานในบริษัทคูแขงหรือกับบริษัทอื่นใด ที่ ประกอบธุรกิจประเภทเดียวกับโจทกfl...ฯลฯตลอดระยะเวลาของสัญญาและภายในกําหนดสองปXนับแตสัญญานี้ สิ้นสุดลงจะเป2นการจํากัดสิทธิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพของจําเลยทั้งสองก็ตาม แตโดยตําแหนงหนาที่ ของจําเลยทั้งสองมีโอกาสนําขอมูลความลับทางการคาของโจทกflไปใชประกอบอาชีพซึ่งอาจทําใหโจทกflตองเสีย ประโยชนflได นอกจากนั้นจําเลยทั้งสองยังประกอบอาชีพอื่นๆไดโดยไมมีขอจํากัดอันไมเป2นการตัดการประกอบ


อาชีพของจําเลยทั้งสองโดยสิ้นเชิง ดังนี้ เมื่อคํานึงถึงทางไดเสียทุกอยางอันชอบดวยกฎหมายของทั้งสองฝOายแลว ไมเป2นการทําใหจําเลยทั้งสองตองรับภาระมากกวาที่จะพึงคาดหมายไดตามปกติ กรณีจึงไมเป2นขอสัญญา ที่ไมเป2นธรรม คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3597/2561 บันทึกขอตกลงการทํางานและการอบรมการทํางาน แมเป2นการ จํากัดสิทธิหรือเสรีภาพของจําเลยทั้งสองในการประกอบอาชีพ แตคงหามเฉพาะไมใหไปทํางานในบริษัทคูแขง หรือไมไปทํางานกับบริษัทอื่นใดที่ประกอบธุรกิจประเภทเดียวกันกับโจทกfl รวมทั้งไมทําการใดอันเป2นการแขงขัน กับธุรกิจของโจทกflเฉพาะที่อาศัยขอมูลทางการคา อันเป2นความลับทางการคาของโจทกflไมวาทางตรงหรือทางออม ตลอดจนไมกระทําหรือชวยเหลือหรือยินยอมใหบุคคลใดกระทําการดังกลาวตลอดระยะเวลาของสัญญานี้ และภายในกําหนดระยะเวลาสองปXนับแตสัญญานี้สิ้นสุดลงเทานั้น มิไดเป2นการตัดการประกอบอาชีพของจําเลย ทั้งสองโดยสิ้นเชิง ตําแหนงหนาที่ของจําเลยทั้งสองมีโอกาสนําขอมูลความลับทางการคาของโจทกflไปใชใน การประกอบอาชีพ ซึ่งอาจทําใหโจทกflตองเสียประโยชนflทางการคา ประกอบกับเมื่อคํานึงถึงทางไดเสียทุกอยาง อันชอบดวยกฎหมายของโจทกflและจําเลยทั้งสองแลว การจํากัดสิทธิในการประกอบอาชีพของจําเลยทั้งสองอัน เป2นการแขงขันกับโจทกfl เป2นระยะเวลาเพียงสองปXนับแตวันที่สัญญานี้สิ้นสุด ไมทําใหจําเลยทั้งสองผูถูกจํากัดสิทธิ ตองรับภาระมากกวาที่จะพึงคาดหมายไดตามปกติ จําเลยทั้งสองยังประกอบอาชีพอื่นๆไดโดยไมมีขอจํากัด จึงไมเป2นขอสัญญาที่ไมเป2นธรรม ฎีกาเลาเรื่อง 75 “กําหนดนัด” ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 166 วรรคหนึ่ง หมายถึง กําหนดนัดไตสวนมูลฟ6อง นัดตรวจ พยานหลักฐาน และนัดพิจารณา หลังจากประทับฟ6องแลว ศาลชั้นตนมีคําสั่งใหหมายเรียกจําเลยมาใหการในวัน นัดพรอม โดยมิไดกําหนดวาจะดําเนินกระบวนพิจารณาอื่นใดอีก การที่โจทกflไมมาศาลในวันนัดพรอมซึ่งมิใชวัน นัดตรวจพยานหลักฐานหรือนัดพิจารณาหรือสืบพยานโจทกfl ไมเขาหลักเกณฑflที่ศาลชั้นตนจะยกฟ6องเพราะโจทกfl ไมมาศาล จึงไมอยูในบังคับที่โจทกflจะขอใหพิจารณาคดีใหม คําพิพากษาศาลฎีกาที่4452/2562 “กําหนดนัด” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคหนึ่ง หมายถึง กําหนดนัดไตสวนมูลฟ6องตามมาตรา 166 ประการหนึ่ง กําหนดนัดตรวจ พยานหลักฐานตามมาตรา 166 ประกอบมาตรา 173/2 วรรคหนึ่ง ประการหนึ่ง และกําหนดนัดพิจารณา ตามมาตรา 166 ประกอบมาตรา 181 อีกประการหนึ่ง หลังจากประทับฟ6องแลว ศาลชั้นตนมีคําสั่งใหหมายเรียก จําเลยมาใหการในวันนัดพรอม โดยมิไดกําหนดวา นอกจากการสอบคําใหการจําเลยแลวจะดําเนินกระบวน พิจารณาอื่นใดอีก จึงเป2นเพียงการนัดพรอมเพื่อสอบถามคําใหการของจําเลย การที่โจทกflไมมาศาลในวันนัด พรอมซึ่งมิใชวันนัดตรวจพยานหลักฐานหรือวันนัดพิจารณาหรือนัดสืบพยานโจทกfl จึงไมเขาหลักเกณฑfl


Click to View FlipBook Version