The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวมฎีกาเล่าเรื่อง(เล่มที่1)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sinaphong, 2023-07-11 03:32:57

รวมฎีกาเล่าเรื่อง(เล่มที่1)

รวมฎีกาเล่าเรื่อง(เล่มที่1)

ที่ศาล ชั้นตนจะยกฟ6องเพราะโจทกflไมมาศาลตามมาตรา 166 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 173/2 วรรคหนึ่ง หรือ มาตรา 166 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 181 โจทกflไมอยูในบังคับที่จะขอใหพิจารณาคดีใหมตามมาตรา 166 วรรคสอง ประกอบมาตรา 181 ฎีกาเลาเรื่อง 76 ขอตกลงและเงื่อนไขการใชบัตรอิเล็กทรอนิกสfl ความวา ในกรณีที่บัตรสูญหายหรือถูกโจรกรรมหรือ ชํารุดเสียหายใชการไมได หรือไมวากรณีใด ๆ ก็ตาม ผูถือบัตรมีสิทธิแจงอายัดหรือขอระงับการใชสิทธิชั่วคราว ตามชองทางตางๆที่ธนาคารกําหนด โดยธนาคารจะอายัดหรือระงับการใหบริการบัตรภายในเวลาไมเกิน 5 นาที นับแตไดรับแจง และแจงผลการอายัดหรือระงับการใชบัตรใหผูถือบัตรทราบในคราวเดียวกัน และความวา ในกรณีดังกลาวหากมีความเสียหายใดๆเกิดขึ้นในระหวางตั้งแตเวลาบัตรสูญหาย จนกระทั่งธนาคารอายัดหรือ ระงับการ ใชบัตร ผูถือบัตรตกลงรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งสิ้น สวนความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลัง จากครบ กําหนด 5 นาที นับแตเวลาที่ธนาคารไดรับเรื่องดังกลาว ผูถือบัตรไมตองรับผิดชดใชคืน เวนแตความ เสียหายหรือ ภาระหนี้ที่เกิดขึ้นเป2นการกระทําของผูถือบัตรเองนั้น เมื่อพิเคราะหflประกอบความสุจริต ความรู ความเขาใจ ความคาดหมาย แนวทางที่เคยปฏิบัติ ทางเลือกอื่น ทางไดเสียทุกอยางของคูสัญญาตามสภาพ ที่เป2นจริง ปกติประเพณี ขอตกลงและเงื่อนไขดังกลาวมิไดกําหนดใหจําเลยในฐานะผูกําหนดเงื่อนไขไดเปรียบ โจทกflซึ่งเป2นผูถือบัตรเกินสมควร จึงไมเป2นขอสัญญาที่ไมเป2นธรรม คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7015 / 2562 ขอตกลงและเงื่อนไขการใชบัตรอิเล็กทรอนิกสfl ขอตกลงดังกลาว ขอ 4 มีความวา ในกรณีที่บัตรสูญหายหรือถูกโจรกรรมหรือชํารุดเสียหายใชการไมได หรือไมวากรณีใด ๆ ก็ตาม ผูถือบัตรมีสิทธิแจงอายัดหรือขอระงับการใชสิทธิชั่วคราวทางโทรศัพทflหรือโดยเครื่องมือสื่อสารอยางอื่น หรือ วิธีการอื่นซึ่งสามารถติดตอกันไดทํานองเดียวกันที่ KTB call center หมายเลข 02 111 1111 (ตลอด 24 ชั่วโมง) หรือสํานักงานใหญ หรือที่ทําการสาขาของธนาคารทุกแหง (ในวันและเวลาทําการ)โดยธนาคารจะทําการอายัด หรือระงับการใหบริการบัตรภายในเวลาไมเกิน 5 นาที นับแตเวลาที่ธนาคารไดรับแจง และแจงผลการอายัด หรือระงับการใชบัตรใหผูถือบัตรทราบในคราวเดียวกัน และขอ 5 มีความวา ในกรณีที่ผูถือบัตรแจงอายัด หรือขอระงับการใชบัตรชั่วคราว ตามขอ 4 หากมีความเสียหายใดๆเกิดขึ้นในระหวางตั้งแตเวลาบัตรสูญหาย จนกระทั่งธนาคารทําการอายัดหรือระงับการใชบัตร ผูถือบัตรตกลงรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งสิ้น สวนความเสียหายใดๆที่เกิดขึ้นภายหลังจากการครบระยะเวลา 5 นาที นับแตเวลาที่ธนาคารไดรับเรื่องดังกลาว ผูถือบัตรไมตองรับผิดชดใชคืนแกธนาคารแตอยางใด เวนแตความเสียหายหรือภาระหนี้ที่เกิดขึ้นนั้นเป2นการกระทํา ของผูถือบัตรเอง เปรียบเทียบกับประกาศของคณะกรรมการวาดวยสัญญาซึ่งจัดตั้งขึ้นตามมาตรา 14 แหงพระราชบัญญัติคุมครองผูบริโภค พ.ศ.2522 แกไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุมครองผูบริโภค (ฉบับที่ 2)


พ.ศ. 2541 เห็นวา ที่มาและขอตกลงของเงื่อนไขดังกลาวคํานึงสิทธิและหนาที่ของผูถือบัตรและผูประกอบธุรกิจ บัตรเครดิต เมื่อพิเคราะหflประกอบความสุจริต ความรู ความเขาใจ ความคาดหมายแนวทางที่เคยปฏิบัติทางเลือก อื่น ทางไดเสียทุกอยางของคูสัญญาตามสภาพที่เป2นจริง ปกติประเพณี ประกอบขอเท็จจริงจากสํานวนไมปรากฏ วา โจทกflถูกบังคับหรือไมยินยอมในการทําขอตกลงและเงื่อนไขในการถือบัตรอิเล็กทรอนิกสflดังกลาวแตอยางใด ขอตกลงและเงื่อนไขดังกลาวมิไดกําหนดใหจําเลยซึ่งเป2นผูกําหนดเงื่อนไขไดเปรียบโจทกflซึ่งเป2นผูถือบัตรซึ่งเป2น คูสัญญา ขอตกลงและเงื่อนไขการใชบัตรอิเล็กทรอนิกสflตามเอกสารหมาย ล.5 ขอ 5 มิไดเป2นผลใหจําเลยซึ่งเป2น ผูกําหนดเงื่อนไขไดเปรียบโจทกflซึ่งเป2นผูถือบัตรที่เป2นคูสัญญาฝOายหนึ่งเกินสมควร ดังนั้น ขอตกลงและเงื่อนไข ดังกลาวจึงไมเป2นขอสัญญาที่ไมเป2นธรรม ฎีกาเลาเรื่อง 77 เช็คที่จําเลยสั่งจายเงินเพื่อชําระหนี้พรอมดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกําหนดนั้น โจทกflยอมไมมีสิทธิ เรียกดอกเบี้ยเกินอัตราดังกลาวและไมอาจบังคับใหจําเลยใชเงินจํานวนตามเช็คได ดังนี้ การออกเช็คพิพาทของ จําเลยจึงไมเป2นความผิดตาม พ.ร.บ.เช็ค คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7359 / 2562 เช็คทั้งสามฉบับเป2นการสั่งจายเงินเพื่อชําระหนี้พรอมดอกเบี้ย งวดสุดทายซึ่งเป2นอัตรารอยละ 3 ตอเดือน อันเป2นดอกเบี้ยที่เกินอัตราตามที่กฎหมายกําหนดไว ขัดตอพระราชบัญญัติหามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 โจทกflไมมีสิทธิที่จะเรียกดอกเบี้ยเกิน อัตราตามที่ กฎหมายกําหนดไว จึงไมมีสิทธิที่จะเรียกรองบังคับใหใชเงินจํานวนตามเช็คนั้นได การออกเช็คพิพาทของจําเลย จึงไมเป2นความผิดตามพระราชบัญญัติวาดวยความผิดอันเกิดจากการใชเช็ค พ.ศ. 2534 ฎีกาเลาเรื่อง 78 ผูเสียหายเคยฟ6องจําเลยเป2นคดีอาญาในการกระทําเดียวกับคดีนี้ ศาลชั้นตนไมอนุญาตใหโจทกflเลื่อน คดี งดสืบพยานโจทกfl และพิพากษายกฟ6อง ตอมาศาลชั้นอุทธรณflยกคําพิพากษาและคําสั่งศาลชั้นตนที่ไมอนุญาต ให เลื่อนคดีและใหงดสืบพยานโจทกfl ยอนสํานวนใหศาลชั้นตนดําเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหมตามรูป คดี ศาลฎีกาไมรับคดีไวพิจารณา ดังนี้ คําพิพากษายกฟ6องในคดีดังกลาวจึงถูกยกเลิกเพิกถอนไป ไมถือวาศาลไดมี คําพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ไดฟ6องแลว โจทกfl (พนักงานอัยการ) จึงฟ6องจําเลยเป2นคดีนี้ได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5391 / 2562 (ประชุมใหญ) ในคดีกอน ผูเสียหายเป2นโจทกflยื่นฟ6องจําเลยเป2น จําเลยที่ 2 ในการกระทําอันเดียวกันกับคดีนี้ ศาลชั้นตนในคดีดังกลาวไมอนุญาตใหโจทกflเลื่อนคดี แลวมีคําสั่งให


งดสืบพยานโจทกflและพิพากษายกฟ6อง ตอมาศาลอุทธรณflภาค 2 มีคําพิพากษายกคําพิพากษาและคําสั่ง ศาลชั้นตนที่ไมอนุญาตใหเลื่อนคดีและใหงดสืบพยานโจทกfl ใหยอนสํานวนใหศาลชั้นตนดําเนินกระบวนพิจารณา และพิพากษาใหมตามรูปคดี และตอมาศาลฎีกามีคําสั่งไมรับคดีไวพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญ ศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ดังนี้ คําพิพากษายกฟ6องในคดีกอนจึงเป2นอันถูกยกเลิกเพิกถอนไป ไมอาจถือได วาศาลไดมีคําพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ไดฟ6องแลว โจทกflจึงมีสิทธิฟ6องจําเลยเป2นคดีนี้ได ไมตองหาม ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) ฎีกาเลาเรื่อง 79 คดีที่พนักงานอัยการฟ6องจําเลยที่ 1 ถึง ที่ 3 ฐานฉอโกง กับมีคําขอใหคืนหรือใชเงินแกผูเสียหาย ถือเป2น การฟ6องคดีสวนแพงแทนผูเสียหาย เมื่อผูเสียหายเป2นโจทกflคดีนี้ฟ6องจําเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เรียกเงินรายเดียวกัน ขณะที่คดีอาญาอยูระหวางการพิจารณาของศาลชั้นอุทธรณfl ฟ6องโจทกflในสวนตนเงินจึงเป2นฟ6องซอน แตในสวน ดอกเบี้ยนั้น เมื่อพนักงานอัยการไมไดขอใหชดใชในคดีอาญาจึงไมเป2นฟ6องซอน และเมื่อคําพิพากษาคดี สวนอาญาฟIงไดวาจําเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไมไดหลอกลวงโจทกfl และเงินดังกลาวถูกสงเป2นทอดๆ ไปใหจําเลยที่ 4 มิไดอยูในครอบครองของจําเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โจทกflจึงไมอาจใชสิทธิติดตามเอาคืนบังคับใหจําเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชําระ ดอกเบี้ยของเงินจํานวนดังกลาวแกโจทกflได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5830 / 2562 พนักงานอัยการฟ6องจําเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในความผิดฐานฉอโกง กับมีคําขอใหคืนหรือใชเงินที่ผูเสียหายสงมอบใหจําเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แกผูเสียหาย อันเป2นคําขอในสวนแพง ที่พนักงานอัยการฟ6องคดีแทนผูเสียหายซึ่งเป2นโจทกflคดีนี้ เมื่อเงินจํานวนดังกลาวเป2นเงินรายเดียวกันกับที่โจทกfl ฟ6องขอบังคับใหจําเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คืนในคดีนี้ การที่โจทกflฟ6องคดีนี้ในระยะเวลาที่คดีอาญาดังกลาวอยูระหวาง การพิจารณาของศาลอุทธรณflภาค 5 ฟ6องโจทกflในสวนเงินที่สงมอบอันเป2นตนเงินจึงเป2นฟ6องซอน แตในสวน ดอกเบี้ย พนักงานอัยการไมไดขอใหชดใชในคดีอาญาดังกลาว จึงไมเป2นฟ6องซอน เมื่อขอเท็จจริงตามคําพิพากษาคดีสวนอาญา ฟIงไดวาจําเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไมไดหลอกลวงโจทกfl และเงิน ที่โจทกflสงมอบใหจําเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ถูกสงเป2นทอดๆ ไปใหจําเลยที่ 4 โดยมิไดอยูในครอบครองของจําเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่โจทกflจะใชสิทธิติดตามเอาคืนจากจําเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โจทกflจึงไมมีสิทธิบังคับใหจําเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชําระดอกเบี้ยในเงินจํานวนนั้น


ฎีกาเลาเรื่อง 80 จําเลยยื่นคํารองขอใหศาลชั้นตนไตสวนและมีคําสั่งอนุญาตใหจําเลยดําเนินคดีโดยยกเวนคาธรรมเนียม ศาลชั้นอุทธรณfl รวมถึงคาธรรมเนียมใชแทนโจทกflตามคําพิพากษาศาลชั้นตนดวย ดังนี้ หากศาลชั้นตนเห็นวา มีเหตุอันควรยกเวนคาธรรมเนียมศาลบางสวนยอมตองระบุไวอยางชัดแจงวาอนุญาตใหยกเวนสวนใดหรือเพียงใด การที่ศาลชั้นตนมีคําสั่งวาอนุญาตใหจําเลยไดรับยกเวนคาธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณflโดยไมกลาวเฉพาะเจาะจง ยอมหมายรวมถึงคาธรรมเนียมใชแทนดวย คําวินิจฉัยของศาลชั้นอุทธรณflที่วาเป2นการอนุญาตเฉพาะคาขึ้นศาล ชั้นอุทธรณfl จึงขัดตอเจตนารมณflของกฎหมายอันเป2นการไมชอบ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2733 / 2561 จําเลยยื่นคํารองวาจําเลยไมมีทรัพยflสินพอที่จะเสียคาธรรมเนียม ศาลกลาวคือ จําเลยประสบภาวะทางการเงิน มีคาใชจายและหนี้สินเป2นจํานวนมาก ไมมีเงินมาชําระคาธรรมเนียม ศาล หรือคาธรรมเนียมใชแทนได หากจําเลยไมไดรับยกเวนคาธรรมเนียมศาลจะไดรับความ เดือดรอนเกินสมควร ขอใหศาลไตสวนมีคําสั่งอนุญาตใหจําเลยดําเนินคดีโดยยกเวนคาธรรมเนียมศาลในชั้น อุทธรณflรวมถึง คาธรรมเนียมใชแทนดวย รายละเอียดในคํารองแสดงใหเห็นวาจําเลยขอยกเวนคาฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณfl ทั้งหมด หากศาลชั้นตนไตสวนคํารองแลวเห็นวามีเหตุอันควรยกเวนคาธรรมเนียมศาลตามที่จําเลยรอง ขอแตบางสวนยอมตองระบุไวอยางชัดเจนวาอนุญาตใหจําเลยไดรับการยกเวนสวนใดหรือเพียงใด ซึ่งทําใหจําเลย ทราบไดวาคาธรรมเนียมที่ไดรับยกเวนไมตองนํามาวางศาลพรอมฟ6องอุทธรณflนั้น เฉพาะคาขึ้นศาล หรือคาธรรมเนียมที่จําเลยจะตองใชแทนโจทกflตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 การที่ศาลชั้นตนมีคําสั่งตามถอยคําใน ป.วิ.พ. มาตรา 157 วา อนุญาตจําเลยใหไดรับยกเวนคาธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณflโดยไมกลาวเฉพาะเจาะจง อยางหนึ่งอยางใดเชนนี้ ยอมมีผลตามบทบัญญัติแหงกฎหมายดังกลาววา รวมถึงเงินที่จําเลยจะตองวาง เป2นคาธรรมเนียมใชแทนโจทกflตามคําพิพากษาศาลชั้นตนดวย คําวินิจฉัยของศาลอุทธรณflภาค 4 ที่วาเป2นการ อนุญาตเฉพาะคาขึ้นศาลชั้นอุทธรณflนั้นไมชอบ เพราะขัดตอเจตนารมณflตาม ป.วิ.พ. มาตรา 157 อยางชัดเจน ฎีกาเลาเรื่อง 81 คดีสวนอาญาศาลฟIงขอเท็จจริงวาจําเลยกระทําความผิดตามฟ6อง การพิจารณาคดีสวนแพงศาลจําตอง ถือขอเท็จจริงตามที่ปรากฏในคําพิพากษาคดีสวนอาญา ซึ่งตองฟIงวาจําเลยกระทําละเมิดตอผูตายและตองชดใช คาสินไหมทดแทน การที่ผูตายมีสวนกระทําความผิดเป2นเพียงขอเท็จจริงประกอบดุลพินิจในการกําหนด คาสินไหมทดแทนเทานั้น ไมทําใหสิทธิของผูเสียหายที่จะรองขอใหชดใชคาสินไหมทดแทนหมดไป ดังนี้ เมื่อความ ตายของผูตายและความเสียหายของทรัพยflสินเป2นผลจากการกระทําความผิดของจําเลย ผูเสียหายจึงมีสิทธิ


ยื่นคํารองดังกลาว ที่ศาลลางทั้งสองยกคํารองของผูเสียหาย จึงเป2นการไมชอบ แมผูเสียหายไมไดฎีกา แตเป2น ปIญหาขอกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบรอย ศาลฎีกามีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยและแกไขใหถูกตองได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1712 /2562 คดีในสวนอาญาศาลฟIงขอเท็จจริงวา จําเลยกระทําความผิด ตามฟ6องการพิจารณาคดีสวนแพง ศาลจําตองถือขอเท็จจริงตามที่ปรากฏในคําพิพากษาคดีสวนอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 จึงตองฟIงขอเท็จจริงวาจําเลยกระทําละเมิดตอผูตายและตองรับผิดชดใชคาสินไหมทดแทน ตามคํารองของผูเสียหาย สวนการที่ผูตายมีสวนในการกระทําความผิดเป2นเพียงขอเท็จจริงที่จะนํามาใชประกอบ ดุลพินิจในการกําหนดคาสินไหมทดแทนเทานั้น ไมทําใหสิทธิของผูเสียหายที่จะรองขอใหชดใชคาสินไหมทดแทน หมดไป ดังนี้ เมื่อผูตายถูกจําเลยทํารายจนเป2นเหตุใหถึงแกความตายและรถจักรยานยนตflไดรับความเสียหาย เป2นความเสียหายอันเนื่องจากการกระทําความผิดของจําเลยดังกลาว ผูเสียหายจึงมีสิทธิที่จะยื่นคํารองขอใหชดใช คาสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ได ที่ศาลลางทั้งสองยกคํารองขอใหชดใชคาสินไหมทดแทนของ ผูเสียหาย จึงเป2นการไมชอบ แมผูเสียหายไมไดฎีกา แตปIญหาดังกลาวเป2นขอกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบ เรียบรอย ศาลฎีกายอมมีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยและแกไขใหถูกตองไดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสองประกอบ มาตรา 225 ฎีกาเลาเรื่อง 82 แมจําเลยที่ 3 รูเห็นและรวมวางแผนกับจําเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกเพื่อกระทําความผิดมาแตตน แตขณะจําเลยดังกลาวกับพวกรวมกันฆาและพยายามฆาผูอื่นโดยไตรตรองไวกอนนั้น จําเลยที่ 3 เพียงแตจอดรถ คอยดูเสนทางโดยมิไดรวมไลติดตามผูตายหรืออยูใกลที่เกิดเหตุในลักษณะพรอมจะเขาชวยเหลือไดทันที จึงไมใช การแบงหนาที่กันทําอันจะเป2นตัวการรวม การกระทําของจําเลยที่ 3 เป2นเพียงการชวยเหลืออํานวยความสะดวก ในการกระทําความผิด อันเป2นความผิดฐานเป2นผูสนับสนุนการกระทําความผิดฐานรวมกันฆาและพยายามผูอื่น โดยไตรตรองไวกอน และแมจําเลยที่ 3 มิไดฎีกาเรื่องคาสินไหมทดแทนที่ศาลลางทั้งสองกําหนดใหรวมรับผิดกับ จําเลยอื่น แตศาลก็ตองกําหนดคาสินไหมทดแทนใหตามควรแกพฤติการณflและความรายแรงแหงละเมิด ดังนี้ จําเลยที่ 3 จึงควรตองรวมรับผิดตามสัดสวนของการกระทําความผิดเทานั้น คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4978 / 2562 แมจําเลยที่ 3 รวมกันวางแผนกับจําเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกเพื่อกระทําความผิด โดยจําเลยที่ 3 มีสวนรูเห็นมาตั้งแตตน แตขณะที่จําเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวก รวมกันฆาผูอื่นโดยไตรตรองไวกอนและรวมกันพยายามฆาผูอื่นโดยไตรตรองไวกอน จําเลยที่ 3 จอดรถรอที่ซุม ประตูบานโคกตาลเพื่อคอยดูเสนทางใหจําเลยที่ 4 กับพวกเทานั้น มิไดรวมขับรถจักรยานยนตflไลติดตาม รถจักรยานยนตflที่ผูตายขับ บริเวณที่จําเลยที่ 3 จอดรถคอยดูเสนทางใหมิไดอยูใกลกับที่เกิดเหตุในลักษณะที่


จําเลยที่ 3 พรอมที่จะเขาชวยเหลือจําเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกในขณะกระทําความผิดไดในทันที จึงไมใช เป2นการแบงหนาที่กันทําอันจะเป2นตัวการในการกระทําความผิดได การกระทําของจําเลยที่ 3 จึงเป2นเพียงการ ชวยเหลืออํานวยความสะดวกใหแกจําเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกกระทําความผิด จําเลยที่ 3 มีความผิดฐาน เป2นผูสนับสนุนการกระทําความผิดฐานรวมกันฆาผูอื่นโดยไตรตรองไวกอนและฐานรวมกันพยายามฆาผูอื่น โดยไตรตรองไวกอนเทานั้น และแมจําเลยที่ 3 มิไดฎีกาเรื่องคาสินไหมทดแทน ที่ศาลลางทั้งสองกําหนดใหจําเลยที่ 3 รวมรับผิดกับจําเลยอื่นเพื่อชดใชแกผูรองที่ 1 และที่ 2 แตคาสินไหมทดแทนดังกลาวเป2นคาสินไหมทดแทน ที่ศาลตองกําหนดใหตามควรแกพฤติการณflและความรายแรงแหงละเมิด จําเลยที่ 3 จึงควรตองรวมรับผิดชดใช คาสินไหมทดแทนแกผูรองที่ 1 และที่ 2 ตามสัดสวนของการกระทําความผิด ฎีกาเลาเรื่อง 83 คดีนี้ในสวนฟ6องขับไลเป2นการบังคับแกตัวจําเลยโดยตรง จึงมิใชคดีเกี่ยวกับทรัพยflสิน เจาพนักงานพิทักษfl ทรัพยflของจําเลยจึงไมมีอํานาจดําเนินคดีแทน แตในสวนคดีขอใหบังคับจําเลยชําระคาเสียหายนั้น หากจําเลย แพคดีก็จะตองจายทรัพยflสินของจําเลยซึ่งเจาพนักงานพิทักษflทรัพยflมีอํานาจเขาวาคดีแทนได แตเจาพนักงาน พิทักษflทรัพยflแถลงไมยื่นฎีกาคดีสวนนี้ จึงคงเหลือเฉพาะคดีฟ6องขับไลซึ่งศาลชั้นตนอนุญาตใหจําเลยยื่นฎีกาภายใน วันที่28 ธันวาคม 2560 เมื่อจําเลยยื่นฎีกาวันที่ 26 มกราคม 2561 จึงเกินกําหนดเวลาดังกลาว ทั้งกรณีไมอาจยื่น ในระยะเวลาที่ศาลชั้นตนขยายใหแกเจาพนักงานพิทักษflทรัพยflได เพราะเป2นการขยายในสวนคดีเรียกคาเสียหาย เทานั้น เมื่อจําเลยยื่นฎีกาเกินกําหนดจึงเป2นฎีกาที่ไมชอบ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1617 / 2562 คดีนี้ในสวนฟ6องขับไลจําเลยออกจากอาคารที่เชาเป2นการบังคับ แกจําเลยโดยตรง จึงมิใชคดีเกี่ยวกับทรัพยflสินของจําเลย เจาพนักงานพิทักษflทรัพยflของจําเลยจึงไมมีอํานาจ ดําเนินคดีแทนจําเลยในสวนนี้ สวนคดีขอใหบังคับจําเลยชําระคาเสียหายเป2นคดีที่ตองจายทรัพยflสินจาก กองทรัพยflสินของจําเลยหากจําเลยแพคดี จึงเป2นคดีเกี่ยวกับทรัพยflสินของจําเลยซึ่งเจาพนักงานพิทักษflทรัพยflของ จําเลยมีอํานาจเขาวาคดีแทนจําเลยเฉพาะสวนนี้ เมื่อเจาพนักงานพิทักษflทรัพยflของจําเลยแถลงไมยื่นฎีกาคดีสวนนี้ จึงคงเหลือแตคดีฟ6องขับไลจําเลยออกจากอาคารที่เชาเทานั้น ซึ่งจําเลยขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาและศาลชั้นตน อนุญาตใหจําเลยยื่นฎีกาไดภายในวันที่ 28 ธันวาคม 2560 ที่จําเลยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 26 มกราคม2561 จึงเกินกําหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นตนอนุญาต จําเลยไมอาจยื่นฎีกาในระยะเวลาที่ศาลชั้นตนขยายใหแก เจาพนักงานพิทักษflทรัพยflของจําเลยได เพราะการขยายระยะเวลาใหเจาพนักงานพิทักษflทรัพยflของจําเลย เป2นการ ขยายระยะเวลาในสวนคดีเรียกคาเสียหายที่เจาพนักงานพิทักษflทรัพยflของจําเลยมีอํานาจดําเนินคดีแทนจําเลย


ตาม พ.ร.บ.ลมละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 (3) และมาตรา 25 เทานั้น เมื่อจําเลยยื่นฎีกาเกินกําหนดจึงเป2น ฎีกาที่ไมชอบ ฎีกาเลาเรื่อง 84 สัญญาซื้อขายรถยนตflระหวางโจทกflและจําเลยไมมีขอตกลงวากรรมสิทธิ์จะโอนตอเมื่อจดทะเบียน แตอยางใด ขอสัญญาที่วา ผูขายมอบเอกสารการจดทะเบียนและลงชื่อโอนลอยไวกับยืนยันวาสามารถโอนได เป2นเพียงการรับประกันวาผูขายไดมอบเอกสารดังกลาวใหผูซื้อและรับรองวาสามารถโอนไดเทานั้น มิใชเงื่อนไข การโอนกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย สัญญาดังกลาวจึงเป2นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด เมื่อโจทกflในฐานะผูซื้อไดตรวจ สภาพรถ รับทราบถึงความชํารุด รับมอบและชําระราคารถยนตflแกจําเลยในฐานะผูขายครบถวนแลว โจทกflจึงได กรรมสิทธิ์ในรถพิพาทไปตามสภาพที่ซื้อขาย ไมอาจเรียกราคาที่โจทกflชําระและคาซอมแซมรถยนตflจากจําเลยได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 783/ 2562 สัญญาซื้อขายรถยนตflระหวางโจทกflและจําเลยไมมีขอตกลงวา กรรมสิทธิ์ในรถยนตflพิพาทดังกลาวจะโอนเป2นของผูซื้อก็ตอเมื่อมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แตอยางใด ขอสัญญาที่วา ผูขายไดมอบเอกสารและลงชื่อการโอนลอยใหไวและยืนยันวาสามารถโอนได จึงเป2นเพียง การรับประกันของผูขายวาผูขายไดมอบเอกสารที่เกี่ยวของกับการจดทะเบียนโอนใหแกผูซื้อไวแลว และรับรองวา สามารถไปดําเนินการโอนไดเทานั้น มิใชเงื่อนไขในการโอนกรรมสิทธิ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 459 สัญญาซื้อขาย รถยนตflระหวางโจทกflและจําเลย จึงเป2นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด โจทกflในฐานะผูซื้อเมื่อไดรับมอบรถยนตfl จากจําเลย และชําระราคารถยนตflใหจําเลยครบถวนแลวโดยในการตกลงซื้อขาย โจทกflไดตรวจสอบสภาพรถและ รับทราบถึงความชํารุดของรถพิพาท โจทกflจึงไดกรรมสิทธิ์ในรถพิพาทไปตามสภาพที่ซื้อขาย ไมอาจเรียกราคา คารถยนตflที่โจทกflชําระและเรียกคาซอมแซมรถยนตflจากจําเลยได ฎีกาเลาเรื่อง 85 อายุความใหเริ่มนับแตขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกรองไดเป2นตนไป และแมสิทธิเรียกรองนั้นเจาหนี้ยังไม อาจบังคับไดจนกวาจะทวงถามใหลูกหนี้ชําระหนี้กอนก็เริ่มนับอายุความตั้งแตเวลาแรกที่อาจทวงถามได สําหรับ กรณีที่โจทกflออกเงินทดรองจายแทนจําเลยที่ 2 ไปนั้น เมื่อไมปรากฏขอตกลงเกี่ยวกับระยะเวลาชําระคืนและ กรณีการทวงถาม จึงถือวาโจทกflชอบที่จะทวงถามและไดรับเงินคืนทันทีเมื่อออกเงินทดรองจาย อายุความ 2 ปX จึงเริ่มนับตั้งแตวันดังกลาวเป2นตนไป


คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2920 / 2561 อายุความใหเริ่มนับแตขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกรองได เป2นตนไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193 / 12 และแมสิทธิเรียกรองนั้นเจาหนี้ยังไมอาจบังคับไดจนกวาจะไดทวงถามให ลูกหนี้ชําระหนี้กอน ก็ใหเริ่มนับอายุความตั้งแตเวลาแรกที่อาจทวงถามไดเป2นตนไปตามมาตรา 193 / 13 และ กรณีเงินที่โจทกflออกทดรองจายแทนจําเลยที่ 2 ไปกอนนั้น ไมปรากฏวามีการตกลงจะชําระคืนกันเมื่อใด ไมมีขอตกลงวาโจทกflตองทวงถามกอนและจําเลยที่ 2 จะตองชําระภายในกี่วัน จึงถือไดวาเมื่อโจทกflออกเงินทดรอง จายคาใชจายในการดําเนินการขับไลผูอยูอาศัยในที่ดินของจําเลยที่ 2 เมื่อใด โจทกflก็ชอบที่จะทวงถามและ ไดรับเงินคืนจากจําเลยที่ 2 ทันที อายุความ 2 ปX จึงเริ่มนับตั้งแตวันที่โจทกflออกเงินทดรองจายแทนจําเลยที่ 2 ฎีกาเลาเรื่อง 86 ความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณามีระวางโทษเกินอํานาจผูพิพากษาคนเดียวที่จะพิพากษายกฟ6อง แตผูพิพากษาคนเดียวนั้นก็มีอํานาจไตสวนมูลฟ6องได จึงเป2นการไตสวนมูลฟ6องโดยชอบ และแมศาลชั้นอุทธรณfl จะยกคําพิพากษากับยอนสํานวนใหศาลชั้นตนดําเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหมก็ตาม แตเป2นเพียงการ ใหศาลชั้นตนดําเนินกระบวนพิจารณาและทําคําพิพากษาใหมในสวนที่ไมชอบเทานั้น เมื่อการไตสวนมูลฟ6องเสร็จสิ้น โดยชอบแลวจึงไมจําตองไตสวนใหมอีก การที่ศาลชั้นตนพิพากษายกฟ6องโดยผูพิพากษาเจาของสํานวนและ ผูพิพากษาหัวหนาศาลซึ่งตรวจสํานวน ลงลายมือชื่อรวมกันครบองคflคณะจึงเป2นการพิจารณา พิพากษาใหม โดยชอบ สําหรับความผิดฐานหมิ่นประมาทนั้นตองเป2นการใสความระบุถึงตัวบุคคลผูถูกใสความ แนนอนวา เป2นใคร หรือหากไมระบุโดยตรง ก็ตองไดความวาหมายถึงบุคคลใดโดยเฉพาะ นอกจากนี้การหมิ่นประมาท โดยการโฆษณาตองเป2นการเผยแพรขอความไปยังสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป แตผูสงขอความลงใน แอปพลิเคชันไลนflมีเจตนาเพียงแจงหรือไขขาวเฉพาะกลุมบุคคลซึ่งอยูในกลุมไลนflเทานั้น ยังไมถึงกับเป2นการ กระจายขาวไปสูสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป จึงยังไมมีมูลความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5276 / 2562 ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 มีระวางโทษ จําคุกไมเกินสองปXและปรับไมเกินสองแสนบาท เกินอํานาจผูพิพากษาคนเดียวที่จะพิพากษายกฟ6องได ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) และมาตรา 26 แตผูพิพากษาคนเดียวมีอํานาจไตสวนมูลฟ6องได ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (3) การไตสวนมูลฟ6องโดยผูพิพากษาเจาของสํานวนคนเดียว ในศาลชั้นตน ชอบดวยกฎหมายแลว ศาลอุทธรณflภาค 7 พิพากษายกคําพิพากษาศาลชั้นตนและยอนสํานวนใหศาลชั้นตนดําเนินกระบวน พิจารณาและพิพากษาใหมเป2นเพียงการยอนสํานวนมาใหดําเนินกระบวนพิจารณาและทําคําพิพากษาใหมในสวน


ที่ไมชอบตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 29 (3) เมื่อการไตสวนมูลฟ6องในความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 โดยผูพิพากษาเจาของสํานวนคนเดียวในศาลชั้นตนชอบดวย พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (3) ศาลชั้นตนจึงหาจําตองไตสวนมูลฟ6องใหมอีกไม และเมื่อทนายโจทกfl แถลงตอศาลชั้นตนในชั้นไตสวนมูลฟ6องวา โจทกflหมดพยานในชั้นไตสวนมูลฟ6อง การไตสวนมูลฟ6องยอมเสร็จสิ้น ลงโดยชอบแลว โจทกflไมอาจนําพยานเขาไตสวนเพิ่มเติมไดอีก คําพิพากษาศาลชั้นตนซึ่งผูพิพากษาเจาของสํานวนกับผูพิพากษาหัวหนาศาลลงลายมือชื่อรวมเป2น องคflคณะ เป2นกรณีมีเหตุจําเป2นอื่นอันมิอาจกาวลวงไดตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 31 (1) ผูพิพากษา หัวหนาศาลยอมมีอํานาจตรวจสํานวนคดีและลงลายมือชื่อรวมเป2นองคflคณะไดตามพระธรรมนูญ ศาลยุติธรรม มาตรา 29 (3) การที่ศาลชั้นตนพิพากษายกฟ6องโจทกflในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ซึ่งมีระวางโทษเกินอํานาจผูพิพากษาคนเดียวในศาลชั้นตนโดยผูพิพากษาหัวหนาศาลตรวจสํานวนคดี และลงลายมือชื่อรวมเป2นองคflคณะจึงเป2นการพิจารณาพิพากษาใหมโดยมีผูพิพากษาครบองคflคณะโดยชอบ การใสความผูอื่นตอบุคคลที่สามโดยประการที่นาจะทําใหผูอื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังอัน จะเป2นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 328 ตองเป2นการ ใสความระบุถึงตัวบุคคลผูถูกใสความเป2นการยืนยันรูไดแนนอนวาบุคคลที่ถูกใสความเป2นใคร หรือหากไมระบุถึง ผูที่ถูกใสความโดยตรง การใสความนั้นก็ตองไดความวาหมายถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ ความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ผูกระทําตอง เผยแพรขอความอันเป2นการหมิ่นประมาทออกไปยังสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป การที่จําเลยสงขอความลง ในแอปพลิเคชันไลนfl กลุมโพสตflนิวสflออนไลนfl มีลักษณะเป2นเพียงเจตนาการแจงหรือไขขาวไปยังเฉพาะกลุมบุคคล ซึ่งอยูในกลุมไลนflเทานั้น ยังไมถึงกับเป2นการกระจายขาวไปสูสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป คดีโจทกflไมมีมูล ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ฎีกาเลาเรื่อง 87 โจทกflทําสัญญาเชาที่ดินเพื่อกอสรางอาคารและจัดหาประโยชนflโดยไดรับมอบสถานที่เชาจากผูใหเชาแลว ซึ่งตามสัญญาระบุใหอาคารและสิ่งปลูกสรางรวมทั้งสวนควบตกเป2นของผูใหเชาเมื่อสัญญาสิ้นสุดลง ผูเชามีหนาที่ สํารวจศึกษาพื้นที่โครงการ ผูบุกรุก ผูประกอบการเดิม ที่อยูในพื้นที่เชา หากมีปIญหาหรืออุปสรรคในการ ดําเนินงานผูเชาตองรับภาระแกไขโดยเสียคาใชจายเอง หมายถึงหากตองฟ6องขับไลผูบุกรุกหรือผูอยูอาศัยออก จากสถานที่เชาผูเชาตองออกคาใชจายเองเพื่อดําเนินงานตามสัญญา ถือไดวาผูใหเชามอบหมายใหโจทกflผูเชา มีอํานาจฟ6องผูบุกรุกที่ดินที่เชาโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาแลว ฉะนั้น แมจําเลยอาศัยอยูในที่ดินพิพาทกอนโจทกfl


ทําสัญญาเชาและโจทกflยังไมไดเขาครอบครองที่ดินดังกลาวก็ตาม แตเมื่อโจทกflไดรับมอบสถานที่เชาจากผูใหเชา แลวไมสามารถกอสรางอาคารตามวัตถุประสงคflของสัญญาเพราะจําเลยอาศัยอยูในที่ดินพิพาทโดยไมมีสิทธิ โจทกflมีหนังสือบอกกลาวใหจําเลยออกไปแลว จําเลยเพิกเฉย การกระทําของจําเลยยอมเป2นการโตแยงสิทธิ ของโจทกfl โจทกflจึงมีอํานาจฟ6องขับไลจําเลยออกจากที่ดินพิพาท คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 523 /2562 โจทกflทําสัญญาเชาที่ดินจากการรถไฟแหงประเทศไทยเพื่อ กอสรางอาคารและดําเนินการจัดหาประโยชนfl โจทกflไดรับมอบสถานที่เชาตามสัญญาแลว ซึ่งตามสัญญาเชาที่ดิน ระบุใหอาคารที่ผูเชากอสราง สิ่งปลูกสรางและสวนควบตกเป2นกรรมสิทธิ์ของผูใหเชาเมื่อสัญญาเชาสิ้นสุดลง กําหนดเป2นหนาที่ของผูเชาตองสํารวจ ศึกษาพื้นที่โครงการ ผูบุกรุก ผูประกอบการเดิม ที่อยูในพื้นที่เชา หากมีปIญหาหรืออุปสรรคในการดําเนินงานผูเชาตองรับภาระในการดําเนินการและแกไข โดยเสียคาใชจายดวย ทุนทรัพยflของผูเชาเอง อันมีความหมายวา หากตองมีการฟ6องขับไลผูบุกรุกหรือผูอยูอาศัยใหรื้อถอนสิ่งปลูกสราง ออกไปจากสถานที่เชา ผูใหเชาใหอํานาจแกผูเชาหรือมอบหมายใหผูเชาฟ6องขับไลผูบุกรุกหรือผูอยูอาศัยแทน ผูใหเชาได โดยผูเชาเป2นผูเสียคาใชจายเพื่อใหการกอสรางอาคารและดําเนินการจัดหาประโยชนflเป2นไปตาม วัตถุประสงคflของสัญญา ถือไดวาการรถไฟแหงประเทศไทยไดมอบหมายใหโจทกflผูเชามีอํานาจฟ6องผูบุกรุกที่ดิน ที่เชาตามขอสัญญาดังกลาวเพื่อโจทกflผูเชาจะไดนําที่ดินที่เชามาใชประโยชนflตามสัญญา ฉะนั้น แมจําเลยอาศัยอยู ในที่ดินพิพาทกอนโจทกflทําสัญญาเชาที่ดินจากการรถไฟแหงประเทศไทยและโจทกflยังไมไดเขาครอบครองที่ดิน พิพาทก็ตาม แตเมื่อโจทกflไดรับมอบสถานที่เชาจากการรถไฟแหงประเทศไทยผูใหเชาแลวไมสามารถกอสราง อาคารไดเพราะจําเลยอาศัยอยูในที่ดินพิพาทโดยไมมีสิทธิ และโจทกflมีหนังสือบอกกลาวใหจําเลยออกไปแลว จําเลยเพิกเฉย การกระทําของจําเลยยอมเป2นการโตแยงสิทธิของโจทกfl โจทกflมีอํานาจฟ6องขับไลจําเลยโดยอาศัย สิทธิตามสัญญาเชาที่ดินที่ทํากับการรถไฟแหงประเทศไทยได ฎีกาเลาเรื่อง 88 การกระทําความผิดในคดีเดิมมีระวางโทษจําคุกไมเกินหกเดือน หรือปรับไมเกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจํา ทั้งปรับ ซึ่งอยูในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง แตเนื่องจากทองที่ดังกลาวยังไมมีศาลแขวงเปKดทําการจึง ตองนําวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใชบังคับในศาลจังหวัด ดวยเหตุนี้ การยื่นคํารองขอคืนของกลาง ที่ ศาลสั่งริบตามประมวลกฎหมายอาญาซึ่งเป2นสาขาของคดีเดิม องคflคณะผูพิพากษาจึงตองถือตามคดีดังกลาว เมื่อ คดีเดิมศาลชั้นตนยังคงพิพากษาลงโทษจําคุก 3 เดือน และปรับ 10,000 บาท อันเป2นคดีที่อยูในอํานาจพิจารณา พิพากษาของผูพิพากษาคนเดียว ศาลชั้นตนโดยผูพิพากษาคนเดียวจึงมีอํานาจวินิจฉัยชี้ขาดคํารองขอคืน ของ กลางอันเป2นคดีสาขาของคดีดังกลาวได


คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2345 / 2562 (ประชุมใหญ) การกระทําในคดีเดิมเป2นความผิดตาม พระราชบัญญัติน้ําบาดาล พ.ศ. 2520 มาตรา 16, 36 ทวิ ซึ่งมีระวางโทษจําคุกไมเกินหกเดือน หรือปรับไมเกิน สองหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ อันเป2นคดีที่อยูในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง แตเนื่องจากจังหวัด ปราจีนบุรียังมิไดมีศาลแขวงเปKดทําการ ซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญา ในศาลแขวงพ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติใหนําวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใชบังคับ ในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 บัญญัติใหนําวิธีพิจารณาความอาญาตามบทบัญญัติแหงกฎหมายวาดวยการ จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใชบังคับในศาลจังหวัดปราจีนบุรีดวย ดังนั้น การยื่นคํารอง ขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ซึ่งเป2นสาขาของคดีเดิมที่ศาลมีคําพิพากษา ใหริบของกลาง องคflคณะผูพิพากษาจะตองถือตามคดีเดิม เมื่อคดีเดิมศาลชั้นตนซึ่งเป2นศาลจังหวัดยังคงพิพากษา ลงโทษจําคุก 3 เดือน และปรับ 10,000 บาท จึงเป2นคดีที่อยูในอํานาจพิจารณาพิพากษาของผูพิพากษาคนเดียว ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 มาตรา 25 (5) ศาลชั้นตนโดยผูพิพากษาคนเดียวจึงมีอํานาจวินิจฉัย ชี้ขาดคํารองขอคืนของกลางอันเป2นคดีสาขาของคดีดังกลาวได ฎีกาเลาเรื่อง 89 ศาลชั้นตนพิพากษาใหจําเลยทั้งสามรวมกันชําระเงินแกโจทกflพรอมดอกเบี้ย จําเลยทั้งสามจึงเป2นคูความ รวมในคดีที่มีมูลความแหงคดีเป2นการชําระหนี้อันไมอาจแบงแยกได จําเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นอุทธรณflแยกกัน โดยตางเสียคาขึ้นศาลชั้นอุทธรณfl ซึ่งเมื่อรวมแลวสูงกวาที่ตองชําระในกรณีที่ยื่นอุทธรณflรวมกัน ศาลอุทธรณflจึงตอง มีคําสั่งคืนแกจําเลยที่ 2 และที่ 3 ตามสวนที่ชําระเกิน คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 94 / 2562 ศาลชั้นตนพิพากษาใหจําเลยทั้งสามรวมกันชําระเงินแกโจทกfl พรอมดอกเบี้ย จําเลยทั้งสามจึงเป2นคูความรวมในคดีที่มีมูลความแหงคดีเป2นการชําระหนี้อันไมอาจแบงแยกได จําเลยที่ 2 และที่ 3 ตางยื่นอุทธรณflแยกกันโดยตางไดเสียคาขึ้นศาลชั้นอุทธรณfl ซึ่งคาขึ้นศาลดังกลาวเมื่อรวมแลว มีจํานวนสูงกวาที่จําเลยที่ 2 และที่ 3 ตองชําระในกรณีที่ยื่นอุทธรณflรวมกัน กรณีจึงตองดวย ป.วิ.พ. มาตรา 150 วรรคหา ที่ศาลอุทธรณflจะตองมีคําสั่งคืนสวนที่เกินแกจําเลยที่ 2 และที่ 3 ตามสวนของคาขึ้นศาลชั้นอุทธรณfl ที่แตละคนชําระเกินไป


ฎีกาเลาเรื่อง 90 เดิมจําเลยทั้งหาฟ6องโจทกflและโจทกflรวมทั้งสามใหเปKดทางจําเป2นเพื่อใชเป2นทางผานจากที่ดินของตน ออกไปสูทางสาธารณะ โดยอางวาถูกที่ดินของโจทกflและโจทกflรวมทั้งสามกับที่ดินแปลงอื่นลอมอยูจนไมมี ทางออก จําเลยทั้งหาจึงมีสิทธิผานที่ดินที่ลอมอยูนั้นไปสูทางสาธารณะได แตปรากฏวาปIจจุบันที่ดินของจําเลยทั้ง หามีทางออกอื่นไปถึงทางสาธารณะแลว ความจําเป2นในการใชทางดังกลาวจึงไมตองมีอีกตอไป ขอจํากัด ทรัพยสิทธิเกี่ยวกับทางจําเป2นยอมหมดไปดวย สวนความสะดวกในการเดินทางนั้นมิใชขออางเพื่อใหทางพิพาท ยังคงเป2นทางจําเป2นตลอดไปทั้งที่เหตุแหงการไดมาหมดสิ้นลงแลว โจทกflและโจทกflรวมทั้งสามจึงมีอํานาจฟ6อง ขอใหยกเลิกทางจําเป2นได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 195 / 2562 กรณีที่เจาของที่ดินแปลงใดจะขอผานที่ดินแปลงอื่นเพื่อเป2น ทางออกไปสูทางสาธารณะไดนั้น ตองเป2นกรณีที่ที่ดินแปลงนั้นไมมีทางออกถึงทางสาธารณะได เดิมจําเลยทั้งหา ฟ6องโจทกflและโจทกflรวมทั้งสามใหเปKดทางจําเป2นเพื่อใชเป2นทางผานออกไปสูทางสาธารณะ โดยอางวาที่ดินของ จําเลยทั้งหาถูกที่ดินของโจทกflและโจทกflรวมทั้งสามและที่ดินแปลงอื่นลอมอยูจนไมมีทางออกถึงทางสาธารณะได ดังนี้ จําเลยทั้งหาจึงมีสิทธิผานที่ดินที่ลอมอยูไปสูทางสาธารณะไดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง แตหาก ตอมาที่ดินแปลงดังกลาวนั้น มีทางออกอื่นไปถึงทางสาธารณะได ความจําเป2นในการใชทางจําเป2นก็ไมตองมีอีก ตอไป ขอจํากัดทรัพยสิทธิเกี่ยวกับทางจําเป2นก็ยอมหมดไปดวย เมื่อปรากฏวาปIจจุบันที่ดินของจําเลยทั้งหา มีทางออกอื่นไปถึงทางสาธารณะแลว จําเลยทั้งหายอมไมมีสิทธิใชทางพิพาทในที่ดินของโจทกflและโจทกflรวมทั้งสาม เป2นทางจําเป2นเพื่อออกไปสูทางสาธารณะตามกฎหมาย สวนที่ทางพิพาทมีความสะดวกในการเดินทางมากกวานั้น ก็มิอาจใชเป2นขออางเพื่อใหทางพิพาทยังคงเป2นทางจําเป2นตลอดไปทั้งที่เหตุแหงการไดมาซึ่งทางจําเป2น ตามกฎหมายของจําเลยทั้งหาหมดสิ้นไปแลว โจทกflและโจทกflรวมทั้งสามจึงมีอํานาจฟ6องขอใหยกเลิกทางจําเป2นได ฎีกาเลาเรื่อง 91 โจทกflที่ 1 ยื่นฎีกาและขอขยายเวลาวางเงินคาธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาแลว แตมิไดชําระภายในกําหนด ตอมาโจทกflที่ 1 ยื่นคํารองขออนุญาตวางเงินดังกลาวอีก ศาลชั้นตนมีคําสั่งยกคํารองและไมรับฎีกาของโจทกflที่ 1ใน คราวเดียวกัน โจทกflที่ 1 ตองยื่นคํารองอุทธรณflคําสั่งที่ไมรับฎีกามายังศาลฎีกาภายในสิบหาวันนับแตศาล มีคําสั่งดวย จะเลือกอุทธรณflเฉพาะคําสั่งยกคํารองขออนุญาตวางเงินไปยังศาลอุทธรณflอยางเดียวไมได ที่ศาลอุทธรณflรับวินิจฉัยใหจึงเป2นการไมชอบ และไมกอใหเกิดสิทธิฎีกา คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1793 / 2562 โจทกflที่ 1 ยื่นฎีกาและขอขยายระยะเวลาวางเงินคาธรรมเนียม ศาลชั้นฎีกาแลว แตโจทกflที่ 1 มิไดชําระคาธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาภายในเวลาที่ศาลชั้นตนกําหนด ตอมาโจทกflที่ 1


ยื่นคํารองขออนุญาตวางเงินคาธรรมเนียมศาลชั้นฎีกา ศาลชั้นตนมีคําสั่งยกคํารองขออนุญาตวางเงิน คาธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาและมีคําสั่งไมรับฎีกาของโจทกflที่ 1 ในคราวเดียวกัน โจทกflที่ 1 จะตองยื่นคํารอง อุทธรณflคําสั่งศาลชั้นตนที่ไมรับฎีกามายังศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 252 (เดิม) ภายในกําหนดสิบหาวันนับแต วันที่ศาลไดมีคําสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 ประกอบมาตรา 247 (เดิม) ดวย โจทกflที่ 1 จะเลือกอุทธรณflเฉพาะ คําสั่งของศาลชั้นตนที่ยกคํารองขออนุญาตวางเงินคาธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาไปยังศาลอุทธรณflเพียงอยางเดียว หาไดไม เมื่อกรณีตองอุทธรณflตอศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 252 (เดิม) ดังกลาว ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณflรับวินิจฉัย อุทธรณflของโจทกflที่ 1 มาจึงเป2นการไมชอบ และไมกอใหเกิดสิทธิที่จะฎีกา ฎีกาเลาเรื่อง 92 คดีขอหาความผิดอันมิใชมีอัตราโทษอยางต่ําจําคุกตั้งแตหาปXขึ้นไปหรือโทษสถานหนักกวานั้น จําเลยให การรับสารภาพ ศาลยอมลงโทษจําเลยไดโดยไมตองสืบพยานหลักฐานตอไป สวนศาลจะมีคําสั่งใหสืบเสาะและ พินิจจําเลยหรือไมนั้น กฎหมายมิไดบังคับไว จึงอยูในดุลพินิจของศาล การที่ศาลชั้นตนไมไดมีคําสั่งดังกลาว จึงชอบดวยกฎหมายแลว คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2346 / 2562 โจทกflฟ6องวาจําเลยทั้งสามรวมกันมีไวในครอบครอง ซึ่งไมหวงหามอันยังมิไดแปรรูป จําเลยที่ 3 ใหการรับสารภาพ เมื่อขอหาดังกลาวมิใชเป2นขอหาที่มีอัตราโทษอยางต่ํา จําคุกตั้งแตหาปXขึ้นไปหรือโทษสถานหนักกวานั้น ศาลยอมลงโทษจําเลยที่ 3 ไดโดยไมตองสืบพยานหลักฐานตอไป ตามป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง สวนการที่ศาลจะมีคําสั่งใหมีการสืบเสาะและพินิจจําเลยหรือไมนั้น ตาม พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง ไมมีขอความบังคับใหศาลตองมีคําสั่งใหพนักงาน คุมประพฤติดําเนินการสืบเสาะและพินิจจําเลยแตอยางใด กรณีจึงเป2นดุลพินิจที่ศาลจะมีคําสั่งดังกลาวหรือไม แลวแตจะเห็นสมควรการที่ศาลชั้นตนไมไดมีคําสั่งใหสืบเสาะและพินิจจําเลยที่ 3 จึงชอบดวยกฎหมายแลว ฎีกาเลาเรื่อง 93 ในคดียาเสพติด ศาลชั้นตนพิพากษาลงโทษปรับจําเลยที่ 1 โดยไมไดกําหนดวิธีการบังคับโทษปรับไว การที่ศาลอุทธรณflพิพากษาแกโทษปรับโดยใหบังคับตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 (ที่แกไขใหม) นั้น ชอบแลว แตการบังคับโทษปรับตั้งแต 80,000 บาท ขึ้นไป ศาลอาจสั่งกักขังแทนคาปรับเกิน 1 ปX แตไมเกิน 2 ปX ก็ได และตองระบุไวในคําพิพากษาใหชัดเจนวาใหกักขังเป2นระยะเวลาเพียงใด เมื่อศาลชั้นตนไมไดระบุไวยอมกักขังได เพียง 1ปX ซึ่งโจทกflไมอุทธรณflในขอนี้ การที่ศาลอุทธรณflพิพากษาแกเป2นใหกักขังจําเลยที่ 1 แทนคาปรับไดเกิน


1 ปX แตไมเกิน 2 ปX จึงเป2นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษ ปIญหานี้เป2นขอกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบรอย แมคูความไมฎีกา ศาลฎีกาก็มีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยและแกไขใหถูกตองไดเอง คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2564 / 2562 ศาลชั้นตนพิพากษาลงโทษปรับจําเลยที่ 1 เป2นเงิน 275,000บาท โดยไมไดกําหนดวิธีการไววา หากไมชําระคาปรับจะดําเนินการอยางไร การที่ศาลอุทธรณflพิพากษาแกเป2น ใหปรับ 250,000 บาท โดยใหบังคับโทษปรับตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 (ที่แกไขใหม) นั้น ชอบแลว แตการบังคับ โทษปรับตั้งแต 80,000 บาท ขึ้นไป ตามมาตรา 30 วรรคแรก กําหนดใหศาลสั่งกักขังแทนคาปรับเป2นระยะเวลา เกินกวา 1 ปX แตไมเกิน 2 ปX ก็ได ซึ่งการใหกักขังแทนคาปรับเป2นระยะเวลาเพียงใด ตองระบุไวในคํา พิพากษาให ชัดเจน เมื่อศาลชั้นตนไมไดระบุไวในคําพิพากษาวาใหกักขังจําเลยที่ 1 แทนคาปรับเป2นระยะเวลา เทาใด ดังนี้ ยอมกักขังแทนคาปรับไดเพียง 1 ปX เมื่อโจทกflไมอุทธรณflในขอนี้ การที่ศาลอุทธรณflพิพากษาแกเป2นให กักขังจําเลยที่ 1 แทนคาปรับไดเกิน 1 ปX แตไมเกิน 2 ปX จึงเป2นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจําเลยที่ 1 ไมชอบดวย ป.วิ.อ. มาตรา 212 ปIญหานี้เป2นขอกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบรอย แมคูความไมฎีกา ศาลฎีกาก็มีอํานาจ ยกขึ้นวินิจฉัย และแกไขใหถูกตองไดเองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียา เสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 กลุมคําพิพากษาศาลฎีกา ที่วินิจฉัยปIญหาขอกฎหมายกลับหลักแนวเดิม โดยทานอาจารยflทองธาร เหลืองเรืองรองผูพิพากษาศาลฎีกา เรื่องที่หนึ่งกรณีผูเสียหายเป2นโจทกflฟ6องคดีอาญาซึ่งมีอัตราโทษใหจําคุกไมเกินสามปXหรือปรับ ไมเกิน 60,000 บาทซึ่งตองฟ6องตอศาลแขวง ผูเสียหายซึ่งเป2นโจทกflยื่นคําขอใหจําเลยชดใช ในสวนแพงอันมี ทุนทรัพยfl เกินกวา 300,000 บาทตอศาลแขวงไดหรือไม เดิมมีแนวตามคําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4419 / 2528 วินิจฉัยไววา หากผูเสียหายเป2นโจทกflฟ6องคดีอาญา เองแลว ยอมไมมีสิทธิ ยื่นคําขอในสวนแพงอันมีทุนทรัพยflเกินกวา 300,000 บาทตอศาลแขวงไดเนื่องจาก เกินอํานาจศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษา ผลการวินิจฉัยเชนนี้ ยอมเป2นเหตุใหโจทกflตองนําคดีสวนแพงไปฟ6อง ตอศาลจังหวัดหรือศาลแพงแลวแตกรณีตอไป แตปIจจุบันคําพิพากษาศาลฎีกาที่ 8192 / 2560 วินิจฉัยกลับหลักแนวเดิมเป2นวา การฟ6องคดีแพง เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ตอศาลซึ่งพิจารณาคดีอาญานั้นไมตองคํานึงวา ศาลที่พิจารณาคดีอาญาจะเป2นศาล ที่มีอํานาจพิจารณาคดีแพงตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 17 และมาตรา 25 (5)วรรคหนึ่ง ดังนั้น ผูเสียหาย ซึ่งเป2นโจทกflฟ6องคดีแพงเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาและมีคําขอบังคับใหจําเลยชดใชคาสินไหมซึ่งจํานวนเงิน ที่ขอเกิน อํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง ศาลแขวงก็มีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีในสวนแพงได


เรื่องที่สองกรณีบุคคลซึ่งเป2นฝOายชนะคดีหรือเจาหนี้ตามคําพิพากษาในคดีแพง ซึ่งยังมิไดรับชําระหนี้ ตามคําพิพากษาจากคูความซึ่งเป2นฝOายแพคดีหรือลูกหนี้ตามคําพิพากษานั้น ชอบที่จะรองขอใหบังคับคดี ตามคําพิพากษาหรือคําสั่งนั้นไดภายใน 10 ปXนับแตวันมีคําพิพากษาหรือคําสั่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง มาตรา 274(หรือมาตรา 271 เดิม) เดิมเคยมีคําพิพากษาเชนฎีกาที่ 4741 / 2539 วินิจฉัยวา กําหนดเวลาในการบังคับคดีภายใน 10 ปX นับแตวันมีคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลในที่นี้ตองเป2นคําพิพากษาหรือคําสั่งที่ถึงที่สุดดวย ปIจจุบันคําพิพากษาฎีกาที่ 10731 / 2558(ประชุมใหญ) วางหลักไววา ระยะเวลา 10 ปXในการรอง ขอใหบังคับคดีตามคําพิพากษานั้นจะตองเริ่มนับแตวันมีคําพิพากษาของศาลชั้นที่สุด(หรือศาลชั้นสุดทาย) มิใช จะตองเริ่มนับแตวันที่คดีถึงที่สุด เรื่องที่สามผูเสียหายที่ยื่นคํารองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 44 / 1 เพื่อขอคาเสียหายในทางแพง ตองเป2นผูเสียหายโดยนิตินัยหรือไม คําพิพากษาฎีกาแนวเดิม เชนฎีกาที่ 17584 / 2555, ฎีกาที่ 5419 / 2554 วินิจฉัยวา ผูมีสิทธิยื่นคํารองตามมาตรา 44/1ตองเป2นผูเสียหายโดยนิตินัย เทานั้น ปIจจุบันคําพิพากษาฎีกาที่ 5400 / 2560(ประชุมใหญ) วางหลักใหมวา ผูเสียหายที่มีอํานาจยื่นคํารอง ตามมาตรา 44 / 1 ไมจําตองเป2นผูเสียหายโดยนิตินัย การที่จะพิจารณาวาผูใดจะมีสิทธิยื่นคํารอง ตองพิจารณา จากสิทธิทางแพง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพงมาตรา 55 เรื่องที่สี่ในคดีแพงเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา หากคดีอาญาไมตองหามอุทธรณfl คดีสวนแพงซึ่งมีทุนทรัพยflชั้น อุทธรณflไมเกิน 50,000 บาท จะอุทธรณflขอเท็จจริงไดหรือไม แนวฎีกาเดิม เชนฎีกาที่ 1336 / 2555 วินิจฉัยวา สิทธิในการอุทธรณflคดีสวนแพงนั้นตองเป2นไป ตามบทบัญญัติแหงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง โดยตองพิจารณาทุนทรัพยflที่อุทธรณflเป2นหลัก หากทุนทรัพยflที่อุทธรณflไมเกิน 50,000 บาท ก็ยอมอุทธรณflปIญหาขอเท็จจริงไมได ปIจจุบัน ฎีกาที่ 1285 / 2561 วางหลักวา ในคดีแพงเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา หากคดีสวนอาญา ไมตองหามอุทธรณfl คดีในสวนแพงยอมไมตองหามอุทธรณflเชนกัน หากคดีสวนอาญาไมตองหามฎีกา คดีสวนแพง ไมจําตองขออนุญาตฎีกา เรื่องที่ห0าหากฟ6องของพนักงานอัยการตกไป เพราะในระหวางพิจารณาจําเลยถึงแกความตาย สิทธิในการดําเนินคดีอาญาระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39 (1) ศาลมีคําสั่งให จําหนายคดีอาญาออกจากสารบบความ คํารองของผูเสียหายที่ขอคาเสียหายทางแพงตามมาตรา 44 / 1 จะตองตกไปตามคดีอาญาดวยหรือไม


เดิม ฎีกาที่ 1384 / 2555วินิจฉัยวา คดีที่พนักงานอัยการเป2นโจทกfl โดยมีผูเสียหายยื่นคํารองขอให จําเลยชดใชคาเสียหายตามมาตรา 44 / 1 ซึ่งตองอาศัยคดีอาญาเป2นหลัก เมื่อจําเลยถึงแกความตาย สิทธินําคดีอาญามาฟ6องยอมระงับไป คําขอใหใชคาสินไหมทดแทนยอมตกไปดวย ปIจจุบัน คําพิพากษาฎีกาที่ 13361 / 2558 วางหลักวา หากฟ6องของพนักงานอัยการตกไป เพราะ ผูกระทําความผิดถึงแกความตาย ใหศาลสั่งจําหนายคดีสวนอาญาออกจากสารบบความ แตคํารองทางแพง ตามมาตรา 44 / 1ไมตกไปดวย โดยใหทายาท หรือผูจัดการมรดก หรือผูปกครองทรัพยflมรดกเขามาดําเนิน คดีแทนผูตายตอไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพงมาตรา 42 ประกอบประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความ อาญามาตรา 40 เรื่องที่หกการใหกูยืมเงินที่คิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกําหนด ซึ่งผูกูยอมชําระดอกเบี้ยใหแกผูใหกู แตโดยผลของกฎหมายขอตกลงในสวนดอกเบี้ยยอมเป2นโมฆะ การที่ผูกูยอมชําระไปยอมเรียกคืนไมไดก็ตาม แตผูกูจะนําดอกเบี้ยที่ชําระไปแลวนั้นไปหักกับหนี้เงินตนไดหรือไม เดิมศาลวางแนวไววา เป2นการชําระหนี้โดยอําเภอใจ นอกจากจะเรียกคืนไมไดแลวยังจะไปหักกับ เงินตนก็ไมไดดวย เชนฎีกาที่ 201 / 2540 ปIจจุบันฎีกาที่ 5376 / 2560(ประชุมใหญ) วางหลักไววา กรณีดังกลาว แมลูกหนี้จะเรียกคืนไมได แตนําไปหักกับตนเงินได เรื่องที่เจ็ดคดีแพงที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่ผูเสียหายยื่นคํารองขอคาสินไหมทดแทนตามมาตรา 44 / 1 ไว ตอมาศาลชั้นตนพิพากษายกฟ6องโดยฟIงวาจําเลยมิไดกระทําความผิด และไดยกคําขอทางแพงของ ผูเสียหายดวย อัยการโจทกflฝOายเดียวอุทธรณfl หากภายหลังศาลอุทธรณflเชื่อวาจําเลยกระทําผิดจริง จึงพิพากษากลับ ใหลงโทษจําเลย ศาลอุทธรณflจะพิพากษาใหจําเลยชดใชคาสินไหมในสวนแพงใหผูเสียหายไดหรือไม เนื่องจาก ในสวนแพงยุติแลวโดยผูเสียหายไมอุทธรณfl เดิม มีฎีกาที่ 4720 / 2559 วินิจฉัยไววา เมื่อผูเสียหายไมอุทธรณfl คดีสวนแพงยอมยุติไปตาม คําพิพากษาของศาลชั้นตน ปIจจุบัน ฎีกาที่ 5418 / 2559 วางหลักไววา แมผูเสียหายซึ่งถือเป2นโจทกflในคดีสวนแพงจะไมไดอุทธรณfl ในคดีสวนแพงก็ตาม หากภายหลัง ศาลอุทธรณflพิพากษากลับคําพิพากษาของศาลชั้นตน โดยเห็นวา จําเลยเป2นผูกระทําความผิดจริงตามฟ6อง ศาลอุทธรณflยอมมีอํานาจวินิจฉัยในคดีสวนแพง ใหจําเลยชดใช คาสินไหมทดแทนแกผูเสียหาย เพื่อใหผลแหงคดีเป2นไปตามคดีสวนอาญาได เพราะถือวาเป2นขอกฎหมายเกี่ยว ดวยความสงบเรียบรอยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง


ฎีกาเลาเรื่อง 94 คดีอาญาขอหาเบิกความเท็จนั้น แมจําเลยที่ 1 เบิกความในชั้นไตสวนมูลฟ6องและชั้นพิจารณาคนละ คราวกัน แตเป2นการนําสาระสําคัญของขอความเรื่องเดียวกัน ประโยคเดียวกัน มูลเหตุเดียวกันมากลาวอีกครั้ง โดยมีเจตนาใหโจทกflตองโทษในคดีเดียวกัน จึงเป2นการกระทําเพียงกรรมเดียว คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2614 / 2562 คดีอาญาของศาลแขวงพระนครใต โจทกfl (จําเลยที่ 1 ในคดีนี้) ฟ6องจําเลย (โจทกflในคดีนี้) วาจําเลยไดดูหมิ่นโจทกflซึ่งหนาและใสความหมื่นประมาทโจทกflตอหนาโจทกfl ป. ภ. อ. และ ส. ซึ่งเป2นบุคคลที่สาม โดยจําเลยกลาวถอยคําใสความโจทกflวา “โจทกflเป2นคนโกหก” “โจทกflเป2นคนคดโกง” “โจทกflเป2นคนไมดี” “สาปแชงโจทกflใหไฟไหม” “ชื่อเสียงโจทกflเหม็นเนา” “โจทกflไมจายคาสวนกลาง”จําเลยให การปฏิเสธ ศาลอุทธรณflวินิจฉัยคดีถึงที่สุดตามคําพิพากษาศาลอุทธรณflวา จําเลยไมไดพูดถอยคําที่โจทกflกลาวหา ในฟ6อง การที่โจทกflฟ6องจําเลยในคดีดังกลาวจึงเป2นการเอาความอันเป2นเท็จฟ6องผูอื่นตอศาลวากระทําความผิดอาญา และการที่โจทกfl กับ ส. (จําเลยที่ 3 ในคดีนี้) เบิกความวา จําเลยพูดถอยคําตามที่โจทกflกลาวหาในคดี ดังกลาว ก็เป2นการเบิกความอันเป2นเท็จซึ่งเป2นขอสําคัญในการพิจารณาคดีอาญาตอศาล จําเลยที่ 1 และที่ 3 จึง กระทํา ความผิดตามฟ6อง การที่จําเลยที่ 1 เบิกความสองครั้งในคดีเดียวกัน คือ ในชั้นไตสวนมูลฟ6องและชั้นพิจารณา แมจะเป2น การเบิกความคนละคราว แตก็เป2นการนําสาระสําคัญของขอความในเรื่องเดียวกัน ประโยคเดียวกัน มูลเหตุ เดียวกัน มากลาวอีกครั้ง โดยมีเจตนาใหโจทกflตองโทษในคดีเดียวกันเทานั้น จึงเป2นการกระทํากรรมเดียว ฎีกาเลาเรื่อง 95 สภาพทางในสถานีตํารวจที่เกิดเหตุมีไวสําหรับประชาชนใชสัญจร จึงเป2นทางตามความหมายของ พ.ร.บ.จราจรทางบก ซึ่งหมายถึง ทางเดินรถ ชองเดินรถที่ประชาชนใชในการจราจร เมื่อจําเลยจอดรถบนทาง ดังกลาว จึงตองปฏิบัติตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก โดยจอดรถดานซายของทางเดินรถและใหดานซายของรถขนาน ชิดกับ ขอบทางหรือไหลทางในระยะหางไมเกินยี่สิบหาเซนติเมตร การที่จําเลยจอดรถดานขวาของทางเดินรถและ หันหัว รถสวนทางกับรถคันอื่น จึงเป2นการฝOาฝZนตอบทบัญญัติดังกลาว คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2943 / 2562 แมถนนที่เกิดเหตุจะอยูในพื้นที่สถานีตํารวจอันเป2น สถานที่ราชการ แตโดยลักษณะงานของสถานีตํารวจยอมเป2นสถานที่สําหรับประชาชนไปติดตอราชการ โดยงานหลักคือ การรับแจงเรื่องราวรองทุกขfl ดังนั้น สภาพทางในสถานีตํารวจที่เกิดเหตุจึงมีไวสําหรับประชาชน ใชสัญจรทางที่เกิดเหตุจึงเป2นทางตามความหมายของทางตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4 (2)


ซึ่งบัญญัติความหมายของคําวา ทาง หมายถึง ทางเดินรถ ชองเดินรถที่ประชาชนใชในการจราจร เมื่อจําเลยจอด รถบนทาง ดังกลาวจึงตองปฏิบัติตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติวา “ผูขับขี่ตองจอดรถทางดานซายของทางเดินรถและจอดรถใหดานซายของรถขนานชิดกับขอบทางหรือไหลทาง ในระยะหางไมเกินยี่สิบหาเซนติเมตร” การที่จําเลยจอดรถทางดานขวาของทางเดินรถและหันหัวรถสวนทาง กับรถคันอื่น จึงเป2นการฝOาฝZนตอบทบัญญัติดังกลาว ฎีกาเลาเรื่อง 96 ผูค้ําประกันหลายคนประกันหนี้รายเดียวกัน ถือเป2นลูกหนี้รวมและตางตองรับผิดเป2นสวนเทาๆกัน หาก เจาหนี้ปลดหนี้ใหลูกหนี้รวมคนใด ภาระของลูกหนี้นั้นพึงตกเป2นพับแกเจาหนี้ เมื่อเจาหนี้ทําสัญญากับจําเลย ลูกหนี้รวมใหชําระหนี้จํานวนหนึ่ง ตกลงกันวาเมื่อจําเลยชําระหนี้เสร็จสิ้นแลว เจาหนี้จะยอมถอนการยึดที่ดิน ทั้งหมดและไมดําเนินคดีกับจําเลยอีก ตอมาเจาหนี้มีหนังสือยืนยันการชําระหนี้ของจําเลยครบถวนแลว แสดงวา เจาหนี้ไดปลดหนี้ใหแกจําเลย หนี้รวมในสวนนั้นยอมระงับสิ้นไป เจาหนี้ไมมีสิทธิเรียกใหจําเลยชําระหนี้ไดอีก ดังนี้ โจทกflจึงไมอาจรับชวงสิทธิของเจาหนี้ที่จะเรียกรองใหจําเลยชําระหนี้ได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2997 / 2562 โจทกfl จําเลยกับพวกเป2นผูค้ําประกันหนี้สัญญากูเบิกเงินเกิน บัญชีที่บริษัท ธ. มีตอบริษัท บ. จึงเป2นลูกหนี้รวมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 682 วรรคสอง ซึ่งตางคนตางตองรับผิด เป2นสวนเทาๆกัน และถาลูกหนี้รวมกันคนใดเจาหนี้ไดปลดหนี้ใหลูกหนี้รวมคนใด สวนที่ลูกหนี้คนนั้นจะพึง ชําระตกเป2นพับแกเจาหนี้ไปตามมาตรา 296 ซึ่งเมื่อพิจารณาสัญญาปรับปรุงโครงสรางหนี้แลว ปรากฏวาจําเลย และบริษัท บ. ทําสัญญาปรับปรุงโครงสรางหนี้ดังกลาว โดยมีขอตกลงใหจําเลยชําระหนี้ 1,600,000 บาท และ เมื่อจําเลยปฏิบัติตามสัญญาฉบับนี้ครบถวนเสร็จสิ้น บริษัท บ. จะยินยอมถอนการยึดที่ดินทั้งหมดรวม 5 แปลง ใหแกจําเลย และไมดําเนินคดีใดๆกับจําเลยอีกตอไป ตอมาบริษัท บ. มีหนังสือยืนยันการชําระหนี้วา จําเลยชําระ หนี้ใหแกบริษัท บ. ครบถวนตามเงื่อนไขสัญญาปรับปรุงโครงสรางหนี้แลว แสดงใหเห็นวาบริษัท บ. เจาหนี้ได ปลดหนี้ใหแกจําเลยซึ่งเป2นผูค้ําประกันรวมที่ตองรับผิดอยางลูกหนี้รวมไดระงับสิ้นไปแลวตาม ป.พ.พ. มาตรา 340 ประกอบมาตรา 296 เจาหนี้ไมมีสิทธิเรียกใหจําเลยชําระหนี้ไดอีก โจทกflจึงไมอาจรับชวงสิทธิของบริษัทบ. ที่จะเรียกรองใหจําเลยชําระหนี้ได คาใชจายในการดําเนินคดีเป2นคาฤชาธรรมเนียมประการหนึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 149 ประกอบตาราง 7 ทาย ป.วิ.พ. ศาลอุทธรณflไมไดกําหนดใหชัดแจง ศาลฎีกาเห็นควรมีคําสั่งใหชัดแจง


ฎีกาเลาเรื่อง 97 แมคําพิพากษาในคดีแพงจะมีผลผูกพันคูความ แตก็ผูกพันเฉพาะทางแพงเทานั้น เมื่อคดีนี้เป2นคดีอาญา ซึ่งจําเลยทั้งสองใหการปฏิเสธ ไมมีบทบัญญัติใดใหศาลที่พิจารณาคดีอาญาจําตองถือขอเท็จจริงตามที่ปรากฏ ในคําพิพากษาคดีสวนแพง เพราะหลักการวินิจฉัยชั่งน้ําหนักคําพยานคดีแพงกับคดีอาญาแตกตางกัน สําหรับ คดีแพงนั้นศาลจะชั่งน้ําหนักคําพยานวาฝOายใดมีน้ําหนักนาเชื่อถือยิ่งกวากัน สวนคดีอาญาศาลจะตองใชดุลพินิจชั่ง น้ําหนักพยานหลักฐานทั้งปวงจนแนใจวาพยานโจทกflพอรับฟIงลงโทษจําเลยไดหรือไม ฉะนั้น คําพิพากษา คดีแพง จึงเป2นเพียงพยานหลักฐานที่ศาลจะนํามาชั่งน้ําหนักประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทกflในคดีนี้วา ขอเท็จจริงมีน้ําหนักพอรับฟIงวาจําเลยทั้งสองไดกระทําผิดจริงหรือไมเทานั้น คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3180 / 2562 เดิมบริษัท ก. เป2นโจทกflฟ6องโจทกflในคดีนี้เป2นจําเลยใหชําระ คายางรถยนตfl ระหวางพิจารณาจําเลยทั้งสองเขาเบิกความเป2นพยานใหแกฝOายบริษัท ก. ตอมาศาลอุทธรณfl พิพากษาแกเป2นวาใหยกฟ6อง ดังนี้ในสวนของคําพิพากษาคดีแพงดังกลาว ก็มีผลผูกพันโจทกflและบริษัท ก. ซึ่งเป2นคูความในคดีแพงดังกลาว และเป2นการผูกพันเฉพาะในทางแพงเทานั้น แตคดีนี้เป2นคดีอาญา ซึ่งจําเลย ทั้งสองใหการปฏิเสธ ไมมีบทบัญญัติของกฎหมายฉบับใดใหศาลที่พิจารณาคดีอาญาจําตองถือขอเท็จจริงตามที่ ปรากฏในคําพิพากษาคดีสวนแพง ทั้งนี้เพราะหลักการวินิจฉัยชั่งน้ําหนักคําพยานในคดีแพงและคดีอาญา ไมเหมือนกันกลาวคือในคดีแพงศาลจะชั่งน้ําหนักคําพยานวาฝOายใดมีน้ําหนักนาเชื่อถือยิ่งกวากัน แตในคดีอาญา ศาลจะตองใชดุลพินิจชั่งน้ําหนักพยานหลักฐานทั้งปวงจนแนใจวาพยานโจทกflพอรับฟIงลงโทษจําเลยไดหรือไม ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 227 ฉะนั้น คําพิพากษาในคดีแพงดังกลาวจึงเป2นเพียงพยานหลักฐานที่ศาลจะนํามา ชั่งน้ําหนักประกอบคําพยานหลักฐานอื่นของโจทกflในคดีนี้วา ขอเท็จจริงมีน้ําหนักพอรับฟIงวาจําเลยทั้งสองได กระทําผิดจริงหรือไม เทานั้น ฎีกาเลาเรื่อง 98 ฎีกาที่เพียงแตคัดลอกขอความจากอุทธรณfl ไมไดโตแยงคัดคานวาศาลชั้นอุทธรณflวินิจฉัยไวดังกลาว ไมถูกตองหรือคลาดเคลื่อนอยางไร และที่ถูกควรวินิจฉัยอยางไร ดวยเหตุผลขอใด จึงเป2นฎีกาที่ไมชัดแจงตองหาม มิใหฎีกาตามกฎหมาย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 930 / 2562 ฎีกาของจําเลยทั้งสองมีขอความเชนเดียวกับอุทธรณfl คงเปลี่ยนแปลงเฉพาะที่ระบุวาไมเห็นพองกับคําพิพากษาศาลชั้นตนเป2นไมเห็นพองดวยกับคําพิพากษา ศาลอุทธรณflแตในตอนทายก็ยังคงใชขอความวาคําวินิจฉัยศาลชั้นตนไมถูกตอง มิไดระบุวาเป2นการคัดคาน คําวินิจฉัยศาล อุทธรณflภาค 4 ซึ่งในปIญหาขอสัญญาที่ไมเป2นธรรม ศาลอุทธรณflภาค 4 วินิจฉัยวาตามสัญญา


สินเชื่อเงินกูและ สัญญาสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีที่กําหนดใหจําเลยที่ 1 ยินยอมใหโจทกflปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย ไดนั้น ไมทําใหโจทกflไดเปรียบจําเลยที่ 1 เกินสมควร หรือมีผลใหจําเลยที่ 1 รับภาระเกินกวาที่วิญTูชนจะพึง คาดหมายได ตามปกติ เพราะอัตราดอกเบี้ยที่โจทกflปรับเปลี่ยนยังอยูภายใตการควบคุมของธนาคารแหงประเทศไทย และกระทรวงการคลัง จึงไมใชขอสัญญาที่ไมเป2นธรรม สวนสัญญาค้ําประกันและสัญญาจํานองตามอุทธรณflไมได กลาวอางวา ขอตกลงในสัญญาขอใดที่ไมเป2นธรรม จึงเป2นอุทธรณflที่ไมชัดแจง ตองหามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณflภาค 4 ไมรับวินิจฉัย ฎีกาของจําเลยทั้งสองเพียงแตคัดลอกขอความจากอุทธรณfl ไมไดโตแยง คัดคานวาศาลอุทธรณflภาค 4 วินิจฉัยไวดังกลาวไมถูกตองหรือคลาดเคลื่อนอยางไร และที่ถูกควร วินิจฉัยอยางไรดวยเหตุผลขอใด จึงเป2นฎีกาที่ไมชัดแจง ตองหามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ซึ่งใชบังคับ ในขณะยื่นฟ6อง ฎีกาเลาเรื่อง 99 พยานที่โจทกflนําเขาเบิกความโดยมิไดระบุพยานไวและเบิกความไปตามเอกสารเทานั้น เมื่อจําเลยมีเวลา พอสมควรแตไมคัดคาน ดังนี้ เพื่อประโยชนflแหงความยุติธรรมยอมอาจรับฟIงพยานปากนี้ได สวนการนําสืบถึง หลักฐานแหงการกูยืมเป2นหนังสือที่สูญหายไปนั้นก็อาจนําพยานบุคคลมาสืบแทนได เพราะเป2นกรณีที่ไมมี กฎหมายบังคับใหตองมีพยานเอกสารมาแสดง ทั้งการนําสืบพยานในลักษณะดังกลาวตองไดรับอนุญาตจากศาลกอน เมื่อศาลชั้นตนยอมใหโจทกflนําพยานบุคคลเขาสืบตลอดมาตองถือวาศาลชั้นตนไดอนุญาตโดยปริยายแลว คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1282 / 2562 ร.เขาเบิกความเป2นพยานโดยโจทกflไมไดระบุในบัญชีระบุ พยานกอน ร. เบิกความไปตามเอกสารเทานั้น และนับแตพยานเขาเบิกความจนถึงวันที่ศาลลางมีคําพิพากษา มีเวลา 15 วัน จําเลยก็ไมไดคัดคาน เพื่อประโยชนflแหงความยุติธรรมจําเป2นจะตองสืบพยานหลักฐานอันสําคัญ ซึ่งเกี่ยวกับประเด็นขอสําคัญในคดีจึงสามารถรับฟIงพยานปากนี้ได ไมขัดตอ ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2) ประกอบพ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผูบริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 การนําสืบวาหลักฐานแหงการกูยืมเป2นหนังสือสูญหายไปนั้น โจทกflยอมนําพยานบุคคลมาสืบได เพราะ เป2นกรณีที่ไมมีกฎหมายบังคับใหตองมีพยานเอกสารมาแสดงและการนําพยานบุคคลสืบวาจําเลยกูเงินโจทกfl ตามหลักฐานแหงการกูยืมที่สูญหายไปตองไดรับอนุญาตจากศาลกอน เมื่อศาลชั้นตนยอมใหโจทกflนําพยานบุคคล เขาสืบไดตลอดทั้งเรื่อง ถือวาศาลชั้นตนไดอนุญาตโดยปริยายแลวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (2) ประกอบ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผูบริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7


ฎีกาเลาเรื่อง 100 ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) วรรคแรก เป2นหนึ่งในความผิดอันยอมความไดตาม ป.อ.มาตรา 71 เมื่อไดความวา จําเลยเป2นนองรวมบิดามารดาเดียวกับผูเสียหาย และในชั้นอุทธรณflจําเลยไดชดใชคาเสียหาย จนผูเสียหายทําหนังสือไมติดใจเอาความทั้งคดีแพงและคดีอาญาแกจําเลยแลว จึงเป2นการยอมความกอนคดีอาญา ถึงที่สุด สิทธินําคดีอาญามาฟ6องของโจทกflยอมระงับไปตามกฎหมาย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1304 / 2562 ความผิดของจําเลยฐานลักทรัพยflเอาบัตรอิเล็กทรอนิกสfl (บัตรเบิกถอนเงินอัตโนมัติหรือเอทีเอ็ม) ของผูเสียหายไปในเวลากลางคืนและฐานลักทรัพยflโดยใชบัตร อิเล็กทรอนิกสfl เบิกถอนเงินสดจากบัญชีของผูเสียหายในเวลากลางคืนตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) วรรคหนึ่ง ปรากฏตามคํารอง ขอใหผูพิพากษาอนุญาตใหฎีกาและตามฎีกาของจําเลยซึ่งโจทกflไมยื่นคําแกฎีกาโตแยงเป2นอื่น วา จําเลยเป2นนองรวมบิดามารดาเดียวกันกับ ส. ผูเสียหาย ซึ่งตาม ป.อ. มาตรา 71 บัญญัติใหความผิดนี้ เป2นความผิดฐานหนึ่ง (ใน มาตรา 334 ถึงมาตรา 336) ที่ใหเป2นความผิดอันยอมความได คดีนี้เมื่อในชั้นอุทธรณfl จําเลยไดชดใชคาเสียหายแกผูเสียหายเป2นเงินเทาจํานวนที่จําเลยใชบัตรอิเล็กทรอนิกสflเบิกถอนไป และผูเสียหาย ทําหนังสือไมติดใจเอา ความทั้งคดีแพงและคดีอาญาแกจําเลยอีกตอไป จึงเป2นการยอมความคดีอาญากอนถึงที่สุด ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 35 วรรคสอง ทําใหสิทธินําคดีอาญามาฟ6องของโจทกflยอมระงับไปตามมาตรา 39 (2) ฎีกาเลาเรื่อง 101 จําเลยเบิกความเท็จสองครั้ง ครั้งแรกยังไมจบปาก ศาลมีคําสั่งเลื่อนการพิจารณาไปเบิกความในนัดตอไป แมการเบิกความทั้งสองครั้งเป2นคนละวันกัน แตขอความที่เบิกความตางตอเนื่องและมีเจตนามุงประสงคflตอผล อยางเดียวกันเพื่อมิใหจําเลยตองรับโทษ ดังนี้ จึงเป2นการกระทํากรรมเดียวผิดตอกฎหมายหลายบท สําหรับ ความผิดฐานนําสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป2นเท็จนั้น แมความผิดทั้งสองฐานจะตางบทกัน แตการนําพยาน อื่นเขาเบิกความเป2นพยานจําเลยในวันเดียวกับที่จําเลยเบิกความในครั้งหลังนั้นก็เป2นการกระทําที่เกี่ยวเนื่อง เชื่อมโยงโดยมีเจตนามุงประสงคflตอผลอยางเดียวกัน เพื่อมิใหจําเลยตองรับโทษ การกระทําดังกลาวจึงเป2นกรรมเดียว เป2นความผิดตอกฎหมายหลายบทเชนกัน คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5228 / 2562 จําเลยที่ 1 เบิกความอันเป2นเท็จสองครั้งในคดีอาญาหมายเลข แดงที่ 2439/2559 ของศาลชั้นตนคนละวันกัน ครั้งแรกวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 แตเบิกความไมจบปาก ศาลมีคําสั่งเลื่อนการพิจารณาตอในวันที่ 27 พฤษภาคม 2559 แมจําเลยที่ 1 จะเบิกความคนละวันกัน แตขอความที่จําเลยที่ 1 เบิกความครั้งแรกและครั้งหลังก็ตอเนื่องกัน อีกทั้งการเบิกความทั้งสองครั้งมีเจตนามุง ประสงคflตอผลอยางเดียวกัน คือ เพื่อมิใหจําเลยที่ 1 ซึ่งถูกฟ6องเป2นจําเลยในคดีดังกลาวตองไดรับโทษทางอาญา


เทานั้น ดังนี้ การกระทําของจําเลยที่ 1 จึงเป2นกรรมเดียวผิดตอกฎหมายหลายบท สวนความผิดฐานนําสืบหรือ แสดงพยานหลักฐานอันเป2นเท็จในการพิจารณาคดีนั้น แมความผิดทั้งสองฐานจะเป2นความผิดตอบทบัญญัติของ กฎหมายหลายบทตางกัน แตการที่จําเลยที่ 1 นําจําเลยที่2 เขาเบิกความเป2นพยานของตนในวันที่ 27 พฤษภาคม 2559 ซึ่งเป2นวันเดียวกันกับวันที่จําเลยที่ 1 เบิกความในครั้งหลังก็เป2นการกระทําที่เกี่ยวเนื่อง เชื่อมโยงโดยมีเจตนามุง ประสงคflตอผลอยางเดียวกัน คือ เพื่อมิใหจําเลยที่ 1 ซึ่งถูกฟ6องเป2นจําเลยในคดีดังกลาว ตองไดรับโทษทางอาญา การกระทําของจําเลยที่ 1 จึงเป2นกรรมเดียวเป2นความผิดตอกฎหมายหลายบทเชนกัน ฎีกาเลาเรื่อง 102 ที่ดินที่แบงแยกมาจากที่ดินแปลงเดิมทําใหที่ดินที่แบงแยกไปนั้นไมมีทางออกสูทางสาธารณะ กฎหมาย บังคับแกกรณีทางจําเป2นโดยเด็ดขาดวา เจาของที่ดินที่แบงแยกไปมีสิทธิเรียกรองเอาทางเดินไดเฉพาะบนที่ดิน แปลงที่ไดแบงแยกหรือแบงโอนกัน ดังนั้น เจาของที่ดินที่แบงแยกไปจึงไมอาจฟ6องเรียกรองทางเดินผานที่ดิน แปลงอื่นซึ่งมิใชที่ดินแปลงเดิมได ทั้งนี้ โดยไมคํานึงวาที่ดินแปลงอื่นจะมีทางเขาออกที่สะดวกกวา ใกลกวา หรือ เสียคาใชจายนอยกวาหรือไม คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2930 / 2562 ที่ดินของโจทกflทั้งสี่ไดแบงแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1700 มาเป2นเวลานาน มีการแบงแยกเป2นที่ดินแปลงยอยหลายแปลงและมีการโอนกรรมสิทธิ์ใหแกบุคคลอื่น แตที่ดิน โฉนดเลขที่ 1700 และที่ดินของโจทกflทั้งสี่เคยเป2นที่ดินแปลงเดียวกัน ซึ่งที่ดินดังกลาวติดกับทางสาธารณะ เมื่อแบงแยกที่ดินแลวทําใหที่ดินของโจทกflทั้งสี่ไมมีทางออกสูทางสาธารณะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1350 เป2นบทบัญญัติบังคับแกกรณีทางจําเป2นโดยเด็ดขาด มิไดคํานึงวาจะมีทางเขาออกอื่นที่สะดวกกวาหรือไม ดังนั้น โจทกflทั้งสี่ไมอาจฟ6องเรียกรองทางเดินผานที่ดินของจําเลย ซึ่งมิใชที่ดินแปลงเดิมที่ถูกแบงแยกหรือแบงโอนไป โดยไมจําตองคํานึงวา การผานเขาออกในที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 1700 จะมีระยะไกลกวาทางพิพาทหรือไมสะดวก เสียคาใชจายมากกวาการที่จะผานเขาออกที่ดินแปลงพิพาทหรือไม


ฎีกาเลาเรื่อง 103 กอนจับกุมเจาพนักงานตํารวจ สภ.เมืองเชียงรายพบการกระทําความผิด จึงขยายผลอําพรางตัวในการ ขนสงเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจังหวัดเชียงใหมไปสงใหจําเลยที่ 2 ที่อําเภอวังนอย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตามที่นัดหมายกันไว จนกระทั่งจับกุมจําเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได พรอมเมทแอมเฟตามีนของกลาง จึงเป2นความผิดและ การกระทําตอเนื่องเกี่ยวพันกันในหลายทองที่พนักงานสอบสวน สภ.เมืองเชียงราย จึงมีอํานาจสอบสวน และโจทกfl มีอํานาจฟ6อง เมื่อความผิดหลายฐานไดกระทําลงโดยผูกระทําความผิดหลายคน เกี่ยวพันกัน ซึ่งความผิดฐาน สมคบเพื่อกระทําความผิดเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนกับฐานมีเมทแอมเฟตามีนไวในครอบครองเพื่อจําหนาย มี อัตราโทษอยางสูงเสมอกัน ศาลชั้นตน (ศาลจังหวัดเชียงราย) ซึ่งเป2นศาลที่รับฟ6องความผิดเกี่ยวพันกันนั้นไวกอน ยอมมีอํานาจพิจารณาคดีได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1504 / 2562 กอนจับกุมเจาพนักงานตํารวจสถานีตํารวจภูธรเมืองเชียงราย ซึ่งเป2นทองที่พบ การกระทําความผิดเกิดขึ้นกอน จึงมีการขยายผลสืบสวนและมีการวางแผนใหพันตํารวจตรี อ. อําพรางตัวเป2นเด็กทายรถบรรทุกสิบลอ ที่ขนกระสอบขาวและกระสอบปุgยบรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลางจาก จังหวัดเชียงใหมไปสงใหจําเลยที่ 2 ในสถานีบริการน้ํามันที่อําเภอวังนอย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตามที่ไดนัด หมายกันไวกับผูที่โทรศัพทflติดตอกับสายลับวาจะมารับเมทแอมเฟตามีน เจาพนักงานตํารวจจึงติดตามไป จนกระทั่งจับกุมจําเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได พรอมเมทแอมเฟตามีนของกลาง กรณีจึงเป2นความผิดตอเนื่องและกระทํา ตอเนื่องเกี่ยวพันกันทั้งในทองที่สถานีตํารวจภูธรเมืองเชียงรายซึ่งเป2นทองที่ที่พบเมทแอมเฟตามีนของกลางและ สถานีตํารวจภูธรวังนอย จังหวัดพระนครศรีอยุธยาซึ่งเป2นทองที่ที่จับกุมจําเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได พนักงานสอบสวน ในทองที่ใดทองที่หนึ่งที่เกี่ยวของมีอํานาจสอบสวนได พนักงานสอบสวนสถานีตํารวจภูธรเมืองเชียงราย จึงมีอํานาจสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 (3) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 การสอบสวนยอมเป2นไปโดยชอบ โจทกflจึงมีอํานาจฟ6องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณา คดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 และเมื่อความผิดหลายฐานไดกระทําลงโดยผูกระทําความผิดหลายคน เกี่ยวพันกัน ความผิดฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแตสองคนขึ้นไปเพื่อกระทําความผิดเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนกับความผิดฐาน มีเมทแอมเฟตามีนไวในครอบครองเพื่อจําหนายตามฟ6อง มีอัตราโทษอยางสูงเสมอกัน ศาลชั้นตนซึ่ง เป2นศาลที่รับ ฟ6องความผิดเกี่ยวพันกันนั้นไวกอน ยอมมีอํานาจพิจารณาคดีไดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 24 วรรคหนึ่ง(1) และวรรคสาม ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 โจทกflจึงมีอํานาจฟ6องตอศาลชั้นตน


ฎีกาเลาเรื่อง 104 ในชั้นขออนุญาตยื่นอุทธรณflตอศาลอุทธรณflแผนกคดีผูบริโภค ศาลชั้นตนมีคําสั่งใหโจทกflนําสงสําเนา อุทธรณflแกจําเลยทั้งสามดวยแลว เมื่อศาลอุทธรณflแผนกคดีผูบริโภคมีคําสั่งรับอุทธรณflนั้นก็ชอบที่จะมีคําสั่งให ดําเนินการออกหมายนัดแจงจําเลยทั้งสามทราบ กับกําหนดใหจําเลยทั้งสามแกอุทธรณflของโจทกflภายใน 15 วัน กรณีไมมีเหตุที่จะตองสั่งใหโจทกflสงสําเนาอุทธรณflใหแกจําเลยทั้งสามซ้ําอีก แมโจทกflไมปฏิบัติตามคําสั่ง ศาลชั้นตนที่ใหสงสําเนาอุทธรณflอีกครั้งก็ถือไมไดวาโจทกflจงใจเพิกเฉยไมดําเนินคดีตามคําสั่งดังกลาว คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2850 /2562 ในชั้นขออนุญาตยื่นอุทธรณflตอศาลอุทธรณflแผนกคดีผูบริโภค ศาลชั้นตนมีคําสั่งใหโจทกflนําสงสําเนาอุทธรณflแกจําเลยทั้งสามดวยแลว ซึ่งโจทกflยื่นคําแถลงขอปKดหมายในเขต และนอกเขตในวันเดียวกัน และไดมีการสงสําเนาอุทธรณflแกจําเลยทั้งสาม ฉะนั้น เมื่อศาลอุทธรณflแผนกคดี ผูบริโภคมีคําสั่งรับอุทธรณflของโจทกflไวแลว ชอบที่จะมีคําสั่งใหดําเนินการออกหมายนัดแจงใหจําเลยทั้งสามทราบ กับกําหนดใหจําเลยทั้งสามแกอุทธรณflของโจทกflภายใน 15 วัน นับแตวันที่ไดรับหมายนัด ไมมีเหตุที่จะตองสั่งให โจทกflสงสําเนาอุทธรณflใหแกจําเลยทั้งสามซ้ําอีก การที่ศาลชั้นตนสั่งใหโจทกflนําสงสําเนาอุทธรณflใหจําเลยทั้งสามอีก จึงเป2นการผิดหลงและเป2นเหตุใหโจทกflสําคัญผิดวาการที่โจทกflไดสงสําเนาอุทธรณflแกจําเลยทั้งสามไวดังกลาว แลวในตอนตนเป2นการที่โจทกflไดปฏิบัติตามคําสั่งของศาลชั้นตนแลว ไมจําตองปฏิบัติซ้ําอีก ดังนี้ จึงถือไมไดวา โจทกflจงใจเพิกเฉยไมดําเนินคดีในการสงสําเนาอุทธรณflใหจําเลยทั้งสามตามคําสั่งศาลชั้นตน ฎีกาเลาเรื่อง 105 ป. โอนเงินใหจําเลยโดยใชโทรศัพทflเคลื่อนที่และตูเบิกถอนเงินสดอัตโนมัติขณะอยูที่อําเภอทามวง จังหวัดกาญจนบุรี และปรากฏมีเครดิตยอดเงินเขาบัญชีของจําเลยที่กรุงเทพมหานคร เมื่อการป6อนคําสั่งใหโอนเงิน เกิดขึ้นที่อําเภอทามวง จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งขณะนั้นเงินไดหลุดพนจากความครอบครองของ ป. ไปอยูในความ ครอบครองของจําเลย และจําเลยสามารถถอนเงินจากสถานที่ใดเวลาใดไดทันที ดังนั้น อําเภอทามวง จังหวัด กาญจนบุรี จึงถือเป2นสวนหนึ่งของการกระทําความผิดฐานยักยอก พนักงานสอบสวนสถานีตํารวจภูธรทามวง จึงมีอํานาจสอบสวน คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5593 / 2562 การโอนเงินผานทางธุรกรรมอิเล็กทรอนิกสflมีธนาคารเป2น ตัวกลางในการสงมอบเงินผานขั้นตอนของธนาคารที่สงถายขอมูลดวยความเร็วแสงโดยใชตัวเลขเงินในบัญชีเป2น หลักฐานยืนยันในการรับโอนเงิน ทําใหผูรับโอนสามารถรับเงินไดแมอยูในระยะไกล ซึ่งการโอนจะเสร็จสิ้น สมบูรณflเมื่อผูรับโอนไดรับเครดิตยอดเงินทางบัญชีครบถวนแลว ป. โอนเงินใหจําเลยโดยใชโทรศัพทflเคลื่อนที่และ ตูเบิกถอนเงินสดอัตโนมัติ ขณะอยูที่อําเภอทามวง จังหวัดกาญจนบุรี และปรากฏมีเครดิตยอดเงินเขาบัญชีของ


จําเลยที่กรุงเทพมหานคร การป6อนคําสั่งใหโอนเงินเกิดขึ้นที่อําเภอทามวง จังหวัดกาญจนบุรี เงินอันเป2นตนเหตุ ของการกระทําความผิดฐานยักยอกจึงหลุดพนจากความครอบครองของป. และเขาไปอยูในความครอบครองของ จําเลยตั้งแตขณะ ป. สั่งโอนเงิน จําเลยสามารถถอนเงินจากสถานที่ใดเวลาใดนับจากที่ไดรับโอนเงินทันที ดังนั้น อําเภอทามวง จังหวัดกาญจนบุรี จึงถือเป2นสวนหนึ่งของการกระทําความผิดฐานยักยอก พนักงานสอบสวนสถานี ตํารวจภูธรทามวง จึงมีอํานาจสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 วรรคสอง (ข) ฎีกาเลาเรื่อง 106 การป6องกันโดยชอบดวยกฎหมายจะตองมีภยันตรายที่เกิดจากการประทุษรายอันละเมิดตอกฎหมายและ เป2นภยันตรายที่ใกลจะถึง ว. เพียงชูอาวุธปZนขึ้นเหนือศีรษะและยิงขึ้นฟ6า 1 นัด ซึ่งเห็นชัดเจนวาเป2นการขมขู จําเลยใชอาวุธปZนยิงไปยังรถกระบะที่ ว. นั่งอยูทันที โดยไมปรากฏวา ว. จะทํารายพวกจําเลยอีก จึงถือไมไดวา เป2นภยันตรายที่ใกลจะถึง การกระทําของจําเลยจึงไมเป2นการป6องกันโดยชอบดวยกฎหมาย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4083 / 2562 การป6องกันโดยชอบดวยกฎหมายตามความใน ป.อ. มาตรา 68 นั้น การกระทําที่จะเป2นการป6องกันโดยชอบดวยกฎหมายไดตองเป2นภยันตรายที่เกิดจากการประทุษรายอัน ละเมิดตอ กฎหมายและเป2นภยันตรายที่ใกลจะถึง หากภยันตรายยังไมใกลจะถึงเสียแลวยอมไมอาจกระทําการ เพื่อป6องกันได ว. เพียงเอาอาวุธปZนชูขึ้นเหนือศีรษะและยิงขึ้นฟ6า 1 นัด ซึ่งเห็นชัดเจนวาเป2นการขมขูจําเลยกับ พวกเทานั้น การที่จําเลยใชอาวุธปZนยิงไปยังรถกระบะที่ ว. นั่งอยูทันที โดยไมปรากฏวา ว. กระทําการอื่นใดอีกใน ลักษณะจะ ทํารายพวกจําเลย จึงถือไมไดวาภยันตรายอันละเมิดตอกฎหมายและเป2นภยันตรายที่ใกลจะถึงเกิดขึ้นอันจะเป2น เหตุใหจําเลยอางเหตุป6องกันได ที่จําเลยอางวาอาจยิงมาที่ตนจึงยิงไปนั้น เป2นเพียงจําเลยเขาใจไปเอง เกินกวาสภาพการกระทําของ ว. ที่จะใหเขาใจเชนนั้นได การกระทําของจําเลยจึงมิใชเป2นการป6องกันโดยชอบ ดวยกฎหมาย ฎีกาเลาเรื่อง 107 ผูซื้อชอบที่จะยึดหนวงราคาสินคาที่ยังไมไดชําระไวกรณีที่สินคานั้นชํารุดบกพรองในเวลาสงมอบเป2นเหตุ ใหเสื่อมความเหมาะสมแกประโยชนflอันมุงจะใชเป2นปกติ แตการยึดหนวงราคาดังกลาวตองกระทําตาม ความจําเป2นเพื่อการแกไขและสมควรแกราคาที่ชํารุดบกพรอง เมื่อผูขายสงมอบสินคาใหผูซื้อมานานหลายเดือน และพยายามตรวจสอบแกไขหลายครั้ง ครั้งสุดทายผูซื้อไมยินยอมใหเขาตรวจสอบเพื่อหาทางแกไข ยอมไมเป2น


ประโยชนflที่จะรอการแกไขขอชํารุดบกพรองอีก และถือวาผูซื้อไมประสงคflใหมีการแกไขแลว ผูซื้อจึงไมอาจอาง สิทธิยึดหนวงราคาไดอีกตอไป คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2958 / 2562 หลังคาเหล็กเมทัลชีทที่จําเลยซื้อจากโจทกflมีความชํารุดบกพรอง และโจทกflยังไมไดซอมแซมใหเรียบรอย เมื่อความชํารุดบกพรองดังกลาวมีอยูในเวลาสงมอบทรัพยflสิน ที่ขายเป2นเหตุใหเสื่อมความเหมาะสมแกประโยชนflอันมุงจะใชเป2นปกติแลว โจทกflผูขายตองรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 472 วรรคหนึ่ง แมจําเลยซึ่งเป2นผูซื้อชอบที่จะยึดหนวงราคาที่ยังไมไดชําระไวไดตามมาตรา 488 แตการยึดหนวงราคาดังกลาวตองกระทําตามความจําเป2นเพื่อการแกไขความชํารุดบกพรองใหสิ้นไป และสมควร แกราคาที่ชํารุดบกพรอง เมื่อโจทกflติดตั้งหลังคาเหล็กเมทัลชีทใหจําเลยมานานกวา 7 เดือน และพยายามจะ ตรวจสอบแกไขความชํารุดบกพรองหลายครั้ง ครั้งสุดทายโจทกflขอสงทีมติดตั้งเขาไปตรวจสอบเพื่อหาทางแกไข แตจําเลยไมยินยอม เชนนี้ยอมไมเป2นประโยชนflที่จะรอการแกไขขอชํารุดบกพรองอีกตอไป ถือวาจําเลย ไมประสงคflใหมีการแกไขขอชํารุดบกพรองแลว จําเลยจึงไมอาจอางสิทธิยึดหนวงราคาไดอีกตอไป ฎีกาเลาเรื่อง 108 คาจางวาความระหวางโจทกflกับจําเลยในการฟ6องคดีคํานวณเป2นสองสวน สวนแรกเป2นคาใชจายระหวาง ดําเนินคดีในศาลชั้นตนจํานวนหนึ่ง ศาลอุทธรณflจํานวนหนึ่ง และศาลฎีกาอีกจํานวนหนึ่ง ขึ้นอยูกับวาคดีถึงที่สุด ในชั้นศาลใด สวนที่สองเป2นคาทนายความตางหากอีกจํานวนหนึ่งตกลงชําระกันในวันที่ศาลมีคําพิพากษาถึงที่สุด แตหากกอนศาลชั้นตนพิพากษามีการทําสัญญาประนีประนอมยอมความหรือถอนฟ6องหรือถอนทนายความ คาทนายความสวนนี้คงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งชําระเมื่อคดีถึงที่สุดหรือถอนทนายความแลวแตกรณี จึงเป2นการคิด คาจางวาความที่กําหนดตัวเงินแนนอน ละเอียดชัดแจง มิใชสัญญารับเอาสวนแบงเป2นเงินมากนอยจากทรัพยflสิน ที่ขอใหศาลมีคําพิพากษาซึ่งผูวาจางจะไดรับเมื่อชนะคดี จึงไมขัดตอความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของ ประชาชน ไมตกเป2นโมฆะ คําพิพากษาศาลฎีกาที่2961 / 2562 การกําหนดหลักเกณฑflในการคิดคํานวณคาจางวาความ ระหวางโจทกflกับจําเลยเป2นการวาจางโจทกflใหยื่นฟ6อง ภ. ขอใหศาลมีคําพิพากษาเพิกถอนที่ดินโฉนด เลขที่94877โดยแยกคิดคํานวณคาจางวาความเป2นสองสวน สวนแรกเป2นคาใชจายในระหวางดําเนินคดีของ แตละชั้นศาล โดยคาใชจายในระหวางดําเนินคดีในศาลชั้นตนจนกวาศาลชั้นตนจะมีคําพิพากษาจํานวน 50,000 บาท คาใชจายในศาลอุทธรณflจํานวน 20,000 บาท และคาใชจายในศาลฎีกาจํานวน 20,000 บาท ขึ้นอยูกับวาคดี ดังกลาวถึงที่สุดในชั้นศาลใดก็ตองชําระคาใชจายในแตละชั้นศาลไปจนถึงชั้นศาลที่คดีนั้นถึงที่สุด สวนที่สองเป2น คาทนายความตางหากจากคาใชจายอีกจํานวน 1,000,000 บาท ตกลงชําระกันในวันที่ศาลมีคําพิพากษาถึงที่สุด


ในชั้นพิจารณาคดีใหเพิกถอนโฉนดที่ดิน โดยหากในระหวางดําเนินคดีกอนที่ศาลชั้นตนจะมีคําพิพากษา หากมี การตกลงทําสัญญาประนีประนอมยอมความกันหรือถอนฟ6องคดีกันเนื่องจากสามารถตกลงกันได คาทนายความ คงเหลือเพียงจํานวน 500,000 บาท ชําระกันเมื่อคดีถึงที่สุดในชั้นพิจารณาคดี และหากผูวาจางถอนผูรับจางออก จากการเป2นทนายความในคดีจะตองชําระคาทนายความจํานวน 500,000 บาท ในวันที่มีการถอนทนายความ ทันที การคิดคาจางวาความในลักษณะเชนนี้ จึงเป2นการคิดคาจางวาความที่มีการกําหนดตัวเงิน เป2นจํานวน ที่แนนอน ละเอียดชัดแจง หาใชเป2นสัญญารับเอาสวนแบงเป2นเงินมากนอยจากที่ดินโฉนดเลขที่94877อันเป2น ทรัพยflสินที่ขอใหศาลมีคําพิพากษาเพิกถอนซึ่งเป2นมูลพิพาทที่จําเลยจะไดรับเมื่อชนะคดี จึงมิใชเป2นการคิด คาทนายความตามสวนแบงจากทรัพยflสินที่จําเลยจะไดรับจากการเป2นความ สัญญาจางวาความดังกลาวจึงไมขัด ตอความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไมตกเป2นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ฎีกาเลาเรื่อง 109 ภายหลังจําเลยถูกจับกุม ภริยาจําเลยและภริยาผูตายไปทําสัญญาประนีประนอมยอมความกันที่ สถานี ตํารวจตกลงมอบเงินและไมติดใจฟ6องรองกันทั้งทางแพงและอาญา แมภริยาผูตายเป2นมารดาโดยชอบ ดวยกฎหมายและผูแทนโดยชอบธรรมของโจทกflรวมทั้งสองซึ่งทํานิติกรรมแทนโจทกflรวมทั้งสองผูเยาวflไดก็ตาม แตสัญญาประนีประนอมยอมความดังกลาวจะผูกพันโจทกflรวมทั้งสองไดตองไดรับอนุญาตจากศาลกอน เมื่อไม ปรากฏวามีการไดรับอนุญาตยอมไมผูกพันโจทกflรวมทั้งสอง โจทกflรวมทั้งสองจึงมีสิทธิเรียกคาสินไหมทดแทน จากจําเลยซึ่งทําละเมิดใหบิดาถึงแกความตายได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1774 / 2562 หลังจากจําเลยถูกจับกุม จําเลยถูกคุมขังตลอดมา ภริยาจําเลย และภริยาผูตายไปพบพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนจึงทําบันทึกรายงานประจําวันเกี่ยวกับการชดใช คาสินไหมทดแทนใหภริยาจําเลยและภริยาผูตายลงลายมือชื่อไวขอความมีใจความสําคัญวา พ. ซึ่งเป2นภริยาจําเลย ตกลงมอบเงินให บ. ซึ่งเป2นภริยาผูตาย จํานวน 200,000 บาท ภริยาผูตายไดรับเงินจํานวนดังกลาวแลว รับวา มีความพอใจ จะไมติดใจฟ6องรองเอาความกับผูใดอีกทั้งคดีแพงและคดีอาญา ขอความตามที่ระบุในรายงาน ประจําวันเกี่ยวกับคดีดังกลาวจึงมีลักษณะเป2นสัญญาประนีประนอมยอมความ แมไดความวา บ. ภริยาผูตาย เป2นมารดาโดยชอบดวยกฎหมายและเป2นผูแทนโดยชอบธรรมของโจทกflรวมทั้งสองซึ่งสามารถทํานิติกรรมแทน โจทกfl รวมทั้งสองซึ่งเป2นผูเยาวflไดก็ตาม แตการที่มารดาของโจทกflรวมทั้งสองไปทําสัญญาประนีประนอมยอมความ กับพ. ภริยาจําเลยที่สถานีตํารวจอันจะทําใหสัญญาประนีประนอมยอมความดังกลาวผูกพันโจทกflรวมทั้งสองไดนั้นบ. จะตองไดรับอนุญาตจากศาลเสียกอนทั้งนี้เป2นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1574 (12) เมื่อไมปรากฏวา บ. ในฐานะผูแทนโดยชอบธรรมของโจทกflรวมทั้งสองทําสัญญาประนีประนอมยอมความดังกลาวโดยไดรับอนุญาต


จากศาล สัญญาประนีประนอมยอมความจึงไมผูกพันโจทกflรวมทั้งสอง โจทกflรวมทั้งสองจึงมีสิทธิเรียกคาสินไหม ทดแทนจากจําเลยซึ่งทําละเมิดใหบิดาถึงแกความตายได ฎีกาเลาเรื่อง 110 การที่ผูตายถูกจําเลยทํารายจนถึงแกความตาย เป2นความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทําความผิด ของจําเลย แมจะไดความวา ผูตายมีสวนกอใหเกิดความเสียหายดวยโดยสมัครใจวิวาททํารายกับจําเลยก็เป2น ขอเท็จจริงที่จะนํามาใชประกอบดุลพินิจในการกําหนดคาสินไหมทดแทนเทานั้น เมื่อผูรองเป2นมารดาและ เป2นทายาทของผูตายตองขาดไรอุปการะและตองจัดการงานศพจึงมีสิทธิเรียกคาขาดไรอุปการะและคาปลงศพได แมรองมิไดอุทธรณflหรือฎีกาคดีในสวนแพง ศาลฎีกาก็มีอํานาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อใหเป2นไปตามผลคดีอาญาได เพราะเป2นขอกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบรอย อยางไรก็ดี เมื่อไมมีกฎหมายบัญญัติไวผูรองยอมไมมีสิทธิ เรียกรองคาเสียหายทางจิตใจอันเนื่องมาจากความเศราโศกเสียใจได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2271 / 2562 ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 เป2นบทบัญญัติที่มีเจตนารมณflจะชวย ผูไดรับความเสียหายในทางแพงใหไดรับความสะดวกรวดเร็วในการไดรับชดใชคาสินไหมทดแทนและไมตองเสีย คาใชจายในการดําเนินคดีแพงเป2นอีกคดีหนึ่ง ทั้งคดีแพงและคดีอาญาจะไดเสร็จสิ้นไปในคราวเดียวกันโดยใหผู ที่ไดรับความเสียหายยื่นคํารองเขามาในคดีอาญา การที่ผูตายถูกจําเลยทํารายจนถึงแกความตาย เป2นความ เสียหาย เพราะเหตุที่ผูตายไดรับอันตรายแกชีวิตอันเนื่องมาจากการกระทําความผิดของจําเลยถือเป2นผูมีสิทธิยื่น คํารองตอศาลที่พิจารณาคดีอาญาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกลาวได แมจะไดความวา ผูตายมีสวนกอใหเกิด ความเสียหายดวยโดยสมัครใจวิวาททํารายกับจําเลยก็เป2นขอเท็จจริงที่จะนํามาใชประกอบดุลพินิจในการ กําหนดคาสินไหมทดแทนเทานั้น ผูรองเป2นมารดาและเป2นทายาทของผูตาย เมื่อผูตายถูกทํารายถึงตายตอง ขาดไรอุปการะตามกฎหมายและตองจัดการงานศพจึงมีสิทธิเรียกคาขาดไรอุปการะและคาปลงศพได แตผูรองไมมี สิทธิเรียกรอง คาเสียหายทางจิตใจเนื่องจากความเศราโศกเสียใจเพราะไมมีกฎหมายบัญญัติใหเรียกรองได แมวา ผูรองจะไมไดอุทธรณflหรือฎีกาคดีในสวนแพง ศาลฎีกาก็มีอํานาจหยิบยกคดีสวนแพงขึ้นวินิจฉัยเพื่อใหเป2นไปตาม ผลคดีอาญาไดเพราะเป2นขอกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบรอยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 225 ฎีกาเลาเรื่อง 111 ศาลชั้นตนไดนําโทษจําคุกของจําเลยที่รอการลงโทษไวสองคดี บวกเขากับโทษในคดีอาญาหมายเลขแดง ที่2023/2561ของศาลชั้นตนแลว จึงเป2นกรณีที่ศาลที่พิพากษาคดีหลังบวกโทษที่รอการลงโทษไวในคดีกอนเขา กับ


โทษในคดีหลังอันเป2นการบังคับโทษแลว จึงไมอาจนําโทษจําคุกที่รอการลงโทษทั้งสองคดีมาบวกโทษซ้ําในคดี นี้ได อีก คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4748 / 2562 ศาลชั้นตนไดนําโทษจําคุกของจําเลยที่รอการลงโทษไว บวกเขากับโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2023/2561 ของศาลชั้นตนแลว จึงเป2นกรณีที่ศาลที่พิพากษาคดีหลัง บวกโทษที่รอการลงโทษไวในคดีกอนเขากับโทษในคดีหลังแลวตาม ป.อ. มาตรา 58 วรรคแรก โทษจําคุกของ จําเลยที่รอการลงโทษไดถูกบังคับโทษไวในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2023/2561 ของศาลชั้นตนแลว จึงไมอาจ นําโทษจําคุกที่รอการลงโทษทั้งสองคดีมาบวกโทษซ้ําในคดีนี้ไดอีก เพราะทําใหจําเลยไดรับโทษเพิ่มขึ้น ฎีกาเลาเรื่อง 112 การที่โจทกflรวมพูดจาตอบโตทาทายกับจําเลย เป2นกรณีที่โจทกflรวมยอมเขาเสี่ยงภัยอันตรายที่อาจเกิดขึ้น แกตน ซึ่งหากไมประสงคflจะวิวาทก็ไมจําตองพูดจาตอบโตและไปหยิบไม ตามพฤติการณflถือไดวาโจทกflรวมสมัคร ใจทะเลาะวิวาทจึงไมใชผูเสียหายโดยนิตินัยและไมมีอํานาจขอเขารวมเป2นโจทกfl จึงไมมีสิทธิฎีกาขอใหลงโทษฐาน ทํารายรางกายผูอื่นเป2นเหตุใหไดรับอันตรายสาหัสกับขอใหลงโทษจําเลยสถานหนักได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2239 / 2562 โจทกflรวมบอกใหจําเลยถอยรถเนื่องจากจอดรถขวางทาง จําเลยลงจากรถแลวพูดวา “เกี่ยวอะไรกับมึง” จากนั้นจําเลยใชมือขวาดึงคอเสื้อโจทกflรวม เมื่อจําเลยปลอยมือ โจทกflรวมพูดวา “เดี๋ยวมึงเจอดีกับกู” แลวโจทกflรวมไปหยิบไมขางประตูทางเขาออกมาไว แตยังไมทันไดหยิบก็ถูก พวกของจําเลยหยิบไมไปเสียกอนแลวนํามาตีโจทกflรวมจนกระทั่งไมหัก โจทกflรวมจึงหยิบไมที่หักตีตอบโตจําเลย กับพวก แตถูกจําเลยเตะเสียกอนนั้น การกระทําของโจทกflรวมเป2นการพูดจาตอบโตทาทายกับจําเลย และ เป2นกรณีที่โจทกflรวมยอมเขาเสี่ยงภัยอันตรายที่อาจเกิดขึ้นแกตน ซึ่งหากโจทกflรวมไมประสงคflจะวิวาทกับจําเลย ก็ไมจําตองพูดจาตอบโตและไปหยิบไม เนื่องจากขณะนั้นไมปรากฏวาจําเลยกับพวกจะรุมทํารายโจทกflรวม แตอยางใดพฤติการณflดังกลาวของโจทกflรวมถือไดวาสมัครใจทะเลาะวิวาท โจทกflรวมจึงไมใชผูเสียหายโดยนิตินัย ตามความหมายใน ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และทําใหไมมีอํานาจที่จะขอเขารวมเป2นโจทกfl ตามมาตรา 30 จึงไมมีสิทธิ ฎีกาขอใหลงโทษฐานทํารายรางกายผูอื่นเป2นเหตุใหไดรับอันตรายสาหัส ตาม ป.อ. มาตรา 297 (8) และขอให ลงโทษจําเลยสถานหนักได


ฎีกาเลาเรื่อง 113 ขอความอันจะเป2นความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม ตองพิจารณาความรูสึกของวิญTูชนทั่วๆไปวาถึงขั้นทํา ใหผูถูกหมิ่นประมาทนาจะเสียชื่อเสียง บุคคลอื่นดูหมิ่น เกลียดชังหรือไม ถอยคําที่จําเลยกลาววา “เอาทนาย เฮงซวยที่ไหนมา สถุล”นั้น เมื่อฟIงประกอบกันแลว วิญTูชนทั่วไปอาจเขาใจวาโจทกflซึ่งเป2นทนายความ เอาแนนอนอะไรไมได คุณภาพต่ํา ไมดี และเป2นไปในทางหยาบ ต่ําชา เลวทราม จึงอาจทําใหโจทกflเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง คดีโจทกflจึงมีมูล ใหประทับฟ6องไวพิจารณา คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3920 /2562 ขอความที่จําเลยกลาวจะเป2นความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม ตองพิจารณาถึงความรูสึกของวิญTูชนทั่วๆไป เป2นเกณฑflในการพิจารณาวาขอความที่กลาวนั้นถึงขั้นที่ทําใหผูถูก หมิ่นประมาทซึ่งเป2นทนายความนาจะเสียชื่อเสียง บุคคลอื่นดูหมิ่น เกลียดชังหรือไม มิใชพิจารณาตามความรูสึก ของผูถูกหมิ่นประมาทแตฝOายเดียว ถอยคําที่จําเลยกลาววา “เอาทนายเฮงซวยที่ไหนมา สถุล” นั้น พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ใหความหมายของคําวา “เฮงซวย” วา เอาแนนอนอะไรไมได คุณภาพต่ําไมดี เชน คนเฮงซวย ของเฮงซวย เรื่องเฮงซวย สวนคําวา “สถุล” ใหความหมายวา หยาบ ต่ําชา เลวทราม (ใชเป2นคําดา) เชน เลวสถุล เชนนี้ แมถอยคําที่จําเลยดาโดยการกลาววาทนายเฮงซวย เป2นเพียงการดูถูกเหยียด หยามและสบประมาทโจทกfl อันเป2นการพูดดูหมิ่นเหยียดหยามใหอับอายเจ็บใจ แตยังไมเป2นการใสความใหเสีย ชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังก็ตาม แตเมื่อฟIงประกอบกับถอยคําตอนทายวา “สถุล” แลว วิญTูชนทั่วไป จึงอาจเขาใจวาโจทกflซึ่งเป2นทนายความเอาแนนอนอะไรไมได คุณภาพต่ํา ไมดี และเป2นไปในทางหยาบ ต่ําชา เลวทราม ถอยคําดังกลาวจึงอาจทําใหโจทกflเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง อันอาจเป2นความผิดฐาน หมิ่นประมาทได คดีโจทกflจึงมีมูล ใหประทับฟ6องไวพิจารณา ฎีกาเลาเรื่อง 114 โจทกflฟ6องขอใหลงโทษจําเลยทั้งในขอหาที่ตองและไมตองสืบพยานประกอบคํารับสารภาพเป2น คดีเดียวกัน จําเลยใหการรับสารภาพ สําหรับขอหาที่ตองสืบพยานประกอบคํารับสารภาพนั้น โจทกflนําพยานเขาสืบ จนเป2นที่พอใจของศาลชั้นตนและฟIงวาจําเลยไดรวมกระทําความผิดจริง จึงพิพากษาลงโทษจําเลย จําเลยอุทธรณfl เพียงขอใหลงโทษสถานเบา ความผิดดังกลาวจึงยุติไปตามคําพิพากษาศาลชั้นตนดั่งที่จําเลยใหการรับสารภาพฎีกา ของจําเลยที่วาไมไดกระทําความผิดขอหานี้เป2นการโตเถียงขอเท็จจริงขัดกับคํารับสารภาพของจําเลย ถือเป2น ขอ ที่มิไดยกขึ้นวากันมาแลวโดยชอบในศาลลางทั้งสองจึงตองหามมิใหฎีกา สวนความผิดขอหาที่ไมตองสืบพยาน ประกอบคํารับสารภาพนั้น เมื่อศาลชั้นตนจําคุกกระทงละ 8 เดือน และ 4 เดือน ตามลําดับ ศาลชั้นอุทธรณfl พิพากษายืน จึงตองหามคูความฎีกาในปIญหาขอเท็จจริง จําเลยฎีกาขอใหลงโทษสถานเบาเป2นการโตเถียง


ดุลพินิจในการกําหนดโทษ อันเป2นฎีกาในปIญหาขอเท็จจริง จึงตองหามฎีกาเชนกัน คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2442 / 2562 จําเลยใหการรับสารภาพ โจทกflนําพยานเขาสืบประกอบคํารับ สารภาพของจําเลยจนเป2นที่พอใจของศาลชั้นตนและฟIงวาจําเลยไดรวมกระทําความผิดดังกลาวจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และพิพากษาลงโทษจําเลย จําเลยอุทธรณflเพียงขอใหลงโทษสถานเบาเทานั้น ความผิด ฐานรวมกันปลนทรัพยflโดยมีและใชอาวุธปZน และฐานรวมกันเรียกคาไถโดยเอาตัวบุคคลอายุกวาสิบหาปXไปโดยใช อุบายหลอกลวง ขูเข็ญ ใชกําลังประทุษราย และหนวงเหนี่ยวหรือกักขัง เป2นการกระทําโดยทรมานหรือโดย ทารุณ โหดราย จนเป2นเหตุใหผูถูกกระทํานั้นรับอันตรายแกกายหรือจิตใจตามฟ6อง จึงเป2นอันยุติไปตามคํา พิ พ า ก ษ า ศาลชั้นตนดั่งที่จําเลยใหการรับสารภาพ ฎีกาของจําเลยวาไมไดกระทําความผิดดังกลาวเป2นการโตเถียงขอเท็จจริง ขัด กับคํารับสารภาพของจําเลยในความผิดดังกลาว ถือเป2นขอเท็จจริงที่มิไดยกขึ้นวากันมาแลวโดยชอบในศาล ลางทั้งสองตองหามมิใหฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ที่แกไขใหม ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ความผิดฐานรวมกันมีอาวุธปZนและเครื่องกระสุนปZนไวในครอบครองโดยไมไดรับใบอนุญาต และ ฐานรวมกันพาอาวุธปZนไปในเมือง หมูบานหรือทางสาธารณะโดยไมไดรับใบอนุญาต ศาลชั้นตนลดโทษใหกระทง ละกึ่งหนึ่งแลว คงจําคุกกระทงละ 8 เดือน และ 4 เดือน ตามลําดับ ศาลอุทธรณflภาค 5 พิพากษายืน จึงตองหาม คูความฎีกาในปIญหาขอเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จําเลยฎีกาขอใหลงโทษสถานเบาในความผิด ดังกลาวเป2นการโตเถียงดุลพินิจในการกําหนดโทษ อันเป2นฎีกาในปIญหาขอเท็จจริง ตองหามฎีกา ฎีกาเลาเรื่อง 115 จําเลยที่ 2 ผูมีชื่อรับมรดกที่ดินพิพาทตามพินัยกรรม ลงชื่อเป2นพยานในพินัยกรรมโดยฝOาฝZนกฎหมาย ขอกําหนดตามพินัยกรรมสวนนี้จึงตกเป2นโมฆะ อยางไรก็ดี เมื่อจําเลยที่ 2 ยังมีฐานะเป2นทายาทโดยธรรมของเจา มรดกอีกสถานะหนึ่งเหมือนเชนโจทกflทั้งสอง โจทกflทั้งสองจึงหาอาจอางสิทธิติดตามเอาคืนที่ดินพิพาทอันเป2น ทรัพยflมรดกจากจําเลยที่ 2 ซึ่งมิใชบุคคลภายนอกโดยไมมีอายุความไดไม การที่โจทกflทั้งสองฟ6องจําเลยทั้งสาม เรียกรองใหที่ดินพิพาทกลับมาเป2นทรัพยflมรดกเพื่อแบงปIนแกทายาท อันเป2นคดีมรดก โจทกflทั้งสองจึงตองฟ6อง คดีภายใน 1 ปX นับแตเมื่อไดรูหรือควรไดรูถึงความตายของเจามรดก เมื่อโจทกflทั้งสองฟ6องคดีนี้ลวงเลยกําหนด ดังกลาว ฟ6องโจทกflทั้งสองจึงขาดอายุความ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2326 / 2562 จําเลยที่ 2 ผูมีชื่อรับทรัพยflมรดกตามพินัยกรรมลงชื่อเป2น พยานในพินัยกรรม จึงเป2นพินัยกรรมที่ทําขึ้นขัดตอ ป.พ.พ. มาตรา 1653 วรรคหนึ่ง มีผลทําใหขอกําหนดใน


พินัยกรรมที่ ถ. ยกที่ดินพิพาทเนื้อที่ 10 ไร ใหแกจําเลยที่ 2 เป2นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1705 จําเลยที่ 2 ในฐานะทายาทผูรับพินัยกรรมจึงไมมีสิทธิในที่ดินพิพาทดังกลาว ที่ดินพิพาทจึงเป2นทรัพยflนอกพินัยกรรมที่ตกแก ทายาทโดยธรรมของ ถ. เจามรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1620 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1699 เมื่อจําเลยที่ 2 ยังมีฐานะเป2นบุตรโดยชอบดวยกฎหมายของ ถ. เจามรดกอีกสถานะหนึ่งเหมือนเชนโจทกflทั้งสอง จําเลยที่ 2 จึงเป2นทายาทโดยธรรมของ ถ. ทั้งไมปรากฏวาจําเลยที่ 2 เสียสิทธิในฐานะทายาทโดยธรรมตามกฎหมายแตอยางใด ดังนี้ โจทกflทั้งสองจะอางสิทธิติดตามเอาคืนซึ่งที่ดินพิพาทอันเป2นทรัพยflมรดกจากจําเลยที่ 2 ผูเป2นทายาทที่มีสิทธิ ในทรัพยflมรดกอีกคนหนึ่งไมได เพราะจําเลยที่ 2 ไมใชบุคคลภายนอกที่โจทกflทั้งสองจะอางสิทธิติดตามเอาคืนได เสมอโดยไมมีอายุความฟ6องรอง เมื่อโจทกflทั้งสองยังฟ6องขอใหจําเลยทั้งสามไปดําเนินการจดทะเบียนเพิกถอน นิติกรรมการโอนสิทธิครอบครองที่ดิน (น.ส.3) เนื้อที่ 10 ไร ใหกลับมาเป2นทรัพยflมรดกของ ถ. โดยอางความเป2น ทายาทที่มีสิทธิในทรัพยflพิพาทและไดรับความเสียหายเพราะไมไดรับสวนแบงในทรัพยflมรดกตามสิทธิที่โจทกfl ทั้งสองและทายาทอื่นพึงไดรับตามกฎหมาย จึงเป2นการใชสิทธิเรียกรองใหที่ดินพิพาทกลับมาเป2นทรัพยflมรดกของ ถ. เพื่อแบงปIนแกทายาทตามสิทธิ เมื่อโจทกflทั้งสองและจําเลยที่ 2 ตางเป2นทายาทที่มีสิทธิในทรัพยflมรดกฟ6องของ โจทกflทั้งสองจึงเป2นคดีมรดก โจทกflทั้งสองตองฟ6องคดีภายใน 1 ปX นับแตเมื่อไดรูหรือควรไดรูถึงความตายของ ถ. เจามรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ถ. ถึงแกความตายปX 2551 หลังจากนั้นประมาณปX 2553หรือ ปX 2554 โจทกflที่ 1 จึงไปตรวจสอบทรัพยflมรดกจากสํานักงานที่ดิน แตโจทกflทั้งสองฟ6องคดีนี้เมื่อวันที่11 ธันวาคม 2557 จึงพนกําหนด 1 ปX นับแตเมื่อไดรู หรือควรไดรูถึงความตายของเจามรดก ฟ6องโจทกflทั้งสองเป2นอันขาดอายุความ ฎีกาเลาเรื่อง 116 โจทกflบังคับคดีนํายึดที่ดินพิพาทของจําเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาด ผูคัดคานซื้อที่ดินดังกลาวและ จดทะเบียนรับโอนสิทธิครอบครองแลว ขอใหบังคับผูรองทั้งหกบริวารของจําเลยที่ 1 ออกจากที่ดินพิพาทการที่ ผูรองทั้งหกยื่นคํารองวา ตนเป2นผูมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ที่ดินดังกลาวไมไดเป2นของจําเลยที่ 1 จึงไมใช กรณีขอแสดงอํานาจพิเศษ แตเป2นการรองขัดทรัพยfl เนื่องจากตองการใหปลอยที่ดินพิพาทคืนแกผูรองทั้งหก อันตองยื่นคํารองกอนเอาทรัพยflที่ยึดออกขายทอดตลาด เมื่อมีการขายทอดตลาดที่ดินไปแลว ผูรองทั้งหกจึงไมมี สิทธิยื่นคํารองดังกลาว กรณีเป2นปIญหาขอกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบรอยแมไมมีคูความฝOายใดยกขึ้นอาง ศาลฎีกาก็มีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยไดเอง คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3385 / 2562 โจทกflนําเจาพนักงานบังคับคดียึดทรัพยflที่ดินพิพาทของจําเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดเพื่อนําเงินมาชําระหนี้ใหแกโจทกfl ผูคัดคานเป2นผูซื้อทรัพยflไดจากการขายทอดตลาดและ ไดจดทะเบียนรับโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแลว ขอใหศาลออกคําบังคับใหผูรองทั้งหกที่อาศัยอยูในที่ดิน


พิพาทในฐานะบริวารของจําเลยที่ 1 ออกจากที่ดิน การที่ผูรองทั้งหกยื่นคํารองเขามาในเรื่องนี้ตอศาลวา ผูรอง ทั้งหกเป2นผูมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทไมใชเป2นของจําเลยที่ 1 จึงไมใชเป2นการที่ผูรองทั้งหก ยื่นคํารองแสดงอํานาจพิเศษตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ตรี (เดิม) ประกอบมาตรา 296 จัตวา (เดิม) แตเป2นการที่ ผูรองทั้งหกยื่นคํารองขัดทรัพยflตาม ป.วิ.พ. มาตรา 288 (เดิม) เนื่องจากผูรองทั้งหกตองการใหเจาพนักงานบังคับ คดีปลอยทรัพยflที่ยึดที่ดินพิพาทคืนแกผูรองทั้งหก ซึ่งผูรองทั้งหกตองยื่นคํารองกอนเอาทรัพยflที่ยึดออก ขายทอดตลาด เมื่อมีการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทไปแลว ผูรองทั้งหกจึงไมมีสิทธิมายื่นคํารองขัดทรัพยflได กรณีเป2นปIญหาขอกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบรอยแมไมมีคูความฝOายใดยกขึ้นอาง ศาลฎีกาก็มีอํานาจยกขึ้น วินิจฉัยไดเองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 (เดิม) ฎีกาเลาเรื่อง 117 โจทกflและโจทกflรวมฟ6องขอใหลงโทษจําเลยฐานทํารายรางกายจนเป2นเหตุใหโจทกflรวมไดรับอันตราย สาหัส แตขอเท็จจริงไดความวา จําเลยใชกําลังทํารายโจทกflรวมมีเพียงบาดแผลฟกช้ําเล็กนอย ปวดเมื่อย และการกดเจ็บเทานั้น แมขอเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาจะแตกตางกับขอเท็จจริงตามฟ6อง แตความผิด ที่ฟ6องมานั้น ยอมรวมถึงการใชกําลังทํารายโจทกflรวมโดยไมถึงกับเป2นเหตุใหเกิดอันตรายแกกายหรือจิตใจดวย ถือไดวา ความผิดตามฟ6องรวมการกระทําหลายอยางแตละอยางอาจเป2นความผิดไดอยูในตัวเอง ศาลฎีกายอม ลงโทษ จําเลยในการกระทําตามที่พิจารณาไดความได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2471 / 2562 จําเลยผลัก กดและเขยาไหลของโจทกflรวม จับมือแลวเหวี่ยง โจทกflรวมไปกระแทกขอบประตู และปKดประตูกระแทกดานหลังตัวของโจทกflรวมจริง แมสิ่งที่จําเลยกระทําไปจะ เป2นการกระทําที่ทําใหเกิดอันตรายแกโจทกflรวมได แตก็ไมใชการกระทําที่เป2นการมุงทํารายใหเกิดอันตราย รายแรง และไมปรากฏวามีการกระทบถูกอวัยวะสําคัญ โจทกflรวมไดรับบาดเจ็บมีเพียงบาดแผลฟกช้ําเล็กนอยปวด เมื่อย และการกดเจ็บเทานั้น การกระทําของจําเลยจึงเป2นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 391 แมขอเท็จจริง ที่ปรากฏในการพิจารณาจะแตกตางกับขอเท็จจริงตามฟ6อง แตเมื่อฟ6องโจทกflและโจทกflรวมบรรยายวาจําเลย ทําราย โจทกflรวมโดยผลักโจทกflรวม ใชมือทั้งสองขางจับไหลโจทกflรวมแลวเหวี่ยงโจทกflรวมออกไปนอกหอง ปKดประตู กระแทกใสบริเวณหลังและสะโพกของโจทกflรวม เป2นเหตุใหโจทกflรวมปOวยเจ็บดวยอาการทุกขเวทนา และจนประกอบกรณียกิจตามปกติไมไดเกินกวายี่สิบวัน ตาม ป.อ. มาตรา 297 ความผิดดังกลาวยอมรวมถึงการ ใชกําลังทํารายโจทกflรวมโดยไมถึงกับเป2นเหตุใหเกิดอันตรายแกกายหรือจิตใจ ตาม ป.อ. มาตรา 391 ดวย ถือได วา ความผิดตามฟ6องรวมการกระทําหลายอยางแตละอยางอาจเป2นความผิดไดอยูในตัวเอง ศาลฎีกายอมลงโทษ จําเลยในการกระทําตามที่พิจารณาไดความได ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคทาย


ฎีกาเลาเรื่อง 118 การทํายอมในศาลถือเป2นนิติกรรมอยางหนึ่ง การจะถือวาคูสัญญาผิดนัดหรือไม ตองพิจารณาจาก บทบัญญัติที่วาดวยหนี้ โจทกflโอนเงินจากตางประเทศใหธนาคารนําเขาบัญชีบุตรโจทกfl กอนกําหนดชําระหนี้ 2 วัน แตบุตรโจทกflถอนเงินไมไดเพราะธนาคารตองตรวจสอบเงินกอน เมื่อธนาคารโอนเขาบัญชีแลว วันรุงขึ้น บุตรโจทกflก็ไปถอนเงินแลวนําไปชําระยังสถานที่ชําระหนี้ตามสัญญา พออนุโลมไดวาเป2นพฤติการณflที่โจทกfl ในฐานะลูกหนี้ไมตองรับผิดชอบ ถือไมไดวาโจทกflเป2นฝOายผิดนัด จําเลยทั้งสองจะยกเป2นเหตุบังคับคดีแกโจทกfl หาไดไม คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3828 / 2562 สัญญาประนีประนอมยอมความแมกระทําในศาลก็ถือเป2น นิติกรรมอยางหนึ่ง การจะพิจารณาวาคูสัญญาผิดนัดชําระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม จึงตองพิจารณาจากบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยfl บรรพสอง วาดวยหนี้เชนกัน โจทกflโอนเงินจาก ประเทศเนเธอรflแลนดflมาที่ธนาคาร ท. เพื่อใหธนาคารนําเขาบัญชีเงินฝากออมทรัพยflของ ฐ. บุตรโจทกfl กอนถึง กําหนดเวลาชําระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความถึง 2 วัน แตที่ ฐ. ไมสามารถถอนเงินจากบัญชีไดเพราะ ระบบของธนาคารตองทําการตรวจสอบเงินจํานวนดังกลาวกอน ตอมาเมื่อระบบของธนาคารโอนเงินเขาบัญชี ของ ฐ. แลว ในวันรุงขึ้น ฐ. ก็ไดไปถอนเงินจากบัญชีของตนแลวนําไปชําระที่สํานักงานของทนายจําเลยทั้งสอง ซึ่งเป2นสถานที่ชําระหนี้ที่ระบุไวในสัญญาประนีประนอมยอมความ พออนุโลมไดวาเป2นพฤติการณflที่โจทกflซึ่งเป2น ลูกหนี้ไมตองรับผิดชอบตามที่บัญญัติไวใน ป.พ.พ. มาตรา 205 จึงถือไมไดวาโจทกflเป2นฝOายผิดนัดชําระหนี้ ดังนั้น จําเลยทั้งสองจะยกเหตุดังกลาวขึ้นเป2นขออางเพื่อดําเนินการบังคับคดีแกโจทกflหาไดไม ข0อพึงปฏิบัติ การขออนุญาตฎีกาคดีแพงตอศาลฎีกา (ตอนที่ 1) โดยทานอาจารยflทองธาร เหลืองเรืองรอง ผูพิพากษา ศาลฎีกา พระราชบัญญัติแกไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพงฉบับที่ 27 พ.ศ. 2558 แกไข บทบัญญัติการฎีกาโดยมาตรา 247ที่แกไขใหม บัญญัติวาการฎีกาคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลอุทธรณfl ใหกระทําไดเมื่อไดรับอนุญาตจากศาลฎีกา ซึ่งมีผลใชบังคับตั้งแตวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 สําหรับ ขอสังเกต เกี่ยวกับการปฏิบัติในเรื่องนี้ที่นาสนใจมีดังนี้ 1. คดีที่การฎีกาตองปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. ที่แกไขใหมดังกลาวขางตน แยกเป2น


1.1 คดีแพงที่ไมใชคดีผูบริโภค ตองเป2นคดีที่โจทกflยื่นฟ6องตอศาลชั้นตนตั้งแตวันที่ 8 พฤศจิกายน 2558 เป2นตนไป หากเป2นคดียื่นฟ6องตอศาลชั้นตนกอนวันดังกลาว การฎีกายังคงปฏิบัติตามบทบัญญัติการฎีกา ตาม ป.วิ.พ. เดิม 1.2 คดีแพงที่เป2นคดีผูบริโภค ตองเป2นคดีที่มีการอานคําพิพากษาศาลอุทธรณflตั้งแตวันที่ 15 ธันวาคม 2558 หากเป2นคดีที่มีการอานคําพิพากษาศาลอุทธรณflกอนวันดังกลาว การฎีกายังคงปฏิบัติตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาผูบริโภคเดิมในเรื่องฎีกา มีปIญหาวา หากโจทกflฟ6องคดีตอ ศาลปกครองชั้นตนกอนวันที่ 8 พฤศจิกายน 2558 ตอมาคดีดังกลาว ถูกโอนมาที่ศาลยุติธรรมเนื่องจากมิใชคดีปกครอง โดยศาลชั้นตนไดรับโอนมาหลังวันที่8พฤศจิกายน 2558 เมื่อคดีดําเนินไปจนถึงขั้นจะฎีกา ดังนี้ก็ยังคงใหถือวันที่ยื่นฟ6องเป2นหลัก ไมถือวันที่มีการโอนคดี แมเป2นการยื่น ฟ6องไมถูกเขตอํานาจศาลก็ตาม 2. การขออนุญาตฎีกาตอศาลฎีกาตามระบบฎีกาใหม ไมตองคํานึงจํานวนทุนทรัพยflที่ฎีกา แมเป2นคดี ที่ทุนทรัพยflพิพาทกันในชั้นฎีกาไมเกิน 200,000 บาท ซึ่งตามกฎหมายฎีกาเดิมจะกําหนดใหเป2นคดีที่ตองหาม ไมใหฎีกาในปIญหาขอเท็จจริง แตตามกฎหมายฎีกาใหมคดีเหลานี้คูความก็สามารถขออนุญาตฎีกาในปIญหา ขอเท็จจริงตอศาลฎีกาไดไมถูกจํากัดดวยทุนทรัพยflเหมือนเชนกฎหมายเดิม ฎีกาเลาเรื่อง 119 คดีสองสํานวนกอนกับคดีนี้เป2นเรื่องฟ6องเรียกคาเสียหายจากการที่จําเลยเลิกสัญญาฉบับเดียวกัน ในคราวเดียวกัน แมคดีนี้จะมีคําขอที่แตกตางกันไป แตก็เป2นคําขอที่สามารถขอไดในสองคดีกอนอยูแลว การที่โจทกflมาฟ6องจําเลยในเรื่องเดียวกันใหมเป2นคดีนี้ ขณะที่คดีดังกลาวอยูในระหวางการพิจารณาของ ศาลอุทธรณfl จึงเป2นฟ6องซอน ตองหามตามกฎหมาย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2222 / 2562 คดีสองสํานวนกอนกับคดีนี้เป2นเรื่องฟ6องเรียกคาเสียหายจาก การที่จําเลยเลิกสัญญาตัวแทนจําหนายฉบับเดียวกันในคราวเดียวกัน จึงมีสภาพแหงขอหาและขออางที่อาศัยเป2น หลักแหงขอหาเชนเดียวกัน แมคดีนี้จะมีคําขอที่แตกตางกันไปโดยอางขอตกลงในสัญญาตัวแทนจําหนายวา ภายหลังเลิกสัญญากันแลว จําเลยมีหนาที่รับคืนสินคาแตจําเลยไมรับคืนทําใหโจทกflเสียหาย ก็เป2นคําขอที่ สามารถขอไดในสองคดีกอนอยูแลว เพราะการเรียกคาเสียหายเป2นผลสืบเนื่องมาจากเหตุที่จําเลยเลิกสัญญา ฉบับเดียวกัน และจําเลยมีหนังสือแจงการไมตอสัญญาตัวแทนจําหนายไปยังโจทกfl พรอมกับแจงสิทธิหนาที่ ตามสัญญาตัวแทนจําหนายใหโจทกflสงมอบสินคาในคลังสินคาคืนแกจําเลยตามราคาที่สั่งซื้อไปถึงสองครั้งแตโจทกfl


เพิกเฉยและกลับไปฟ6องจําเลยตอศาลชั้นตนเป2นสองคดีกอน แสดงไดชัดเจนวามีขอโตแยงเรื่องคืนสินคากัน กอนฟ6องสองคดีกอน และคาเสียหายที่โจทกflฟ6องเรียกในคดีนี้สามารถเรียกไดในสองคดีกอนอยูแลว หรือหากมี ความเสียหายเพิ่งปรากฏภายหลังฟ6องสองคดีกอน โจทกflก็สามารถขอแกไขเพิ่มเติมฟ6องเรียกคาเสียหายในสองคดี กอนได การที่โจทกflมาฟ6องจําเลยในเรื่องเดียวกันใหมเป2นคดีนี้ ขณะที่คดีดังกลาวอยูในระหวางการพิจารณาของ ศาลอุทธรณflจึงเป2นฟ6องซอน ตองหามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ข0อพึงปฏิบัติ การขออนุญาตฎีกาคดีแพงตอศาลฎีกา (ตอนที่ 2) โดยทานอาจารยflทองธาร เหลืองเรืองรอง ผูพิพากษา ศาลฎีกา 3. ผูฎีกา ตองยื่นคํารองขออนุญาตฎีกาพรอมกับคําฟ6องฎีกา ตอศาลชั้นตน หากยื่นแตคําฟ6องฎีกาเพียง อยางเดียว ยอมเป2นการไมชอบ หรือยื่นแตคํารองขออนุญาตฎีกาเพียงอยางเดียว ก็เป2นการไมชอบดวยเชนกัน 4. ขอความในคํารองขออนุญาต ควรระบุใหชัดเจนวาเป2นการขออนุญาตฎีกาตอศาลฎีกา หากกลาว ในคํารองวา ขอใหทานผูพิพากษาที่ไดนั่งพิจารณาในศาลชั้นตน หรือศาลอุทธรณflไดโปรดอนุญาตใหฎีกา ถือวา เป2นคํารองที่ไมชอบ ไมสามารถแปลไดวาคํารองดังกลาวเป2นคํารองขออนุญาตฎีกาตอศาลฎีกา 5. ปIญหาขอเท็จจริงหรือปIญหาขอกฎหมาย ที่ขออนุญาตฎีกาตองกลาวไวโดยชัดแจงในคํารอง ขออนุญาตฎีกา ไมควรเขียนคํารองเพียงสั้น ๆ วา ขอศาลฎีกาไดโปรดใหโอกาส อนุญาตใหฎีกา แตก็ไมจําตอง กลาวยืดยาวหรือคัดลอกมาจากขอความในคําฟ6องฎีกา โดยแยกสวนวาในคําฟ6องฎีกาควรแสดงขอที่เป2น การโตแยงคําพิพากษาศาลอุทธรณflโดยชัดแจงวาไมเห็นดวยในประเด็นขอไหนบางเพราะเหตุใด สวนในคํารองขอ อนุญาตฎีกาควรแสดงในแงที่วา ขอที่ฎีกาแตละขอนั้นสําคัญอยางไรซึ่งศาลฎีกาควรรับไววินิจฉัย จึงขอใหศาลฎีกา ไดโปรดอนุญาตใหฎีกาในขอไหนบาง ฎีกาเลาเรื่อง 120 เจามรดกมีที่ดินทรัพยflมรดกเพียงสองแปลง จําเลยทั้งสามในฐานะผูจัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดิน ทั้งสองแปลงโดยไมแบงใหโจทกflครั้งสุดทายเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2546 เมื่อเจามรดกไมมีทรัพยflมรดกอื่นใด อีกถือวาการจัดการมรดกเสร็จสิ้นตั้งแตวันดังกลาว การที่โจทกflมาฟ6องจําเลยทั้งสามวาจัดการมรดกไมชอบเกินกวา หาปX นับแตการจัดการมรดกสิ้นสุดลง คดีโจทกflจึงขาดอายุความ


คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2160 / 2562 ทรัพยflมรดกมีที่ดินเพียงสองแปลง จําเลยทั้งสามในฐานะ ผูจัดการมรดกของ ด. โอนที่ดินทั้งสองแปลงโดยจดทะเบียนใสชื่อจําเลยที่ 1 จําเลยที่ 2 และ ร. ตั้งแตวันที่ 2 พฤษภาคม 2546 และใสชื่อจําเลยที่ 3 ในที่ดินอีกแปลงหนึ่ง ตั้งแตวันที่ 28 พฤษภาคม 2546 โดยมิไดจัดแบงให โจทกflเมื่อเจามรดกไมมีทรัพยflมรดกอื่นใดที่จะจัดการตอไปอีก ถือวาการจัดการมรดกเสร็จสิ้นตั้งแตวันที่ 28 พฤษภาคม 2546 การที่โจทกflมาฟ6องจําเลยวาจัดการมรดกไมชอบ เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2559 ซึ่งเกินกวาหาปX นับแตการ จัดการมรดกสิ้นสุดลง คดีโจทกflจึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง ฎีกาเลาเรื่อง 121 พ.ร.บ.หามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 (ก) และ พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1) ตางบัญญัติวา การใหบุคคลอื่นกูยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินกวาอัตราที่กฎหมายกําหนดเป2นความผิด เพียงแตพระราชบัญญัติ ฉบับใหมแกไขบทกําหนดโทษใหสูงขึ้นเทานั้น การกระทําของจําเลยจึงยังคงเป2นความผิดตามกฎหมายที่บัญญัติ ในภายหลัง และมิใชการยกเลิกการกระทําความผิดตามกฎหมายเดิม การที่โจทกflฟ6องขอใหลงโทษจําเลย ตามกฎหมายเดิม โดยมิไดอางกฎหมายใหมที่ใชบังคับขณะยื่นฟ6องมาดวย จึงถือวาเป2นการอางมาตราในกฎหมาย ซึ่งบัญญัติวาการกระทําเป2นความผิดแลว ฟ6องโจทกflจึงชอบดวยกฎหมาย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2139 /2562พ.ร.บ.หามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 (ก) และ พ.ร.บ.หามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1) บัญญัติใหการใหบุคคลอื่นกูยืมเงิน โดยคิดดอกเบี้ยเกินกวาอัตราที่กฎหมายกําหนดยังคงเป2นความผิด เพียงแตพระราชบัญญัติหามเรียกดอกเบี้ยเกิน อัตราฉบับใหมแกไขบทกําหนดโทษใหสูงขึ้นเทานั้น ดังนั้น การกระทําของจําเลยยังคงเป2นความผิดตามบทบัญญัติ ของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังดังกลาว เพียงแตกฎหมายใหมมีระวางโทษหนักกวากฎหมายเดิม กรณีมิใชการ ยกเลิกการกระทําอันเป2นความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายเดิมไปเสียทีเดียว การที่โจทกflฟ6องขอใหลงโทษ จําเลยตามกฎหมายเดิม โดยมิไดอางกฎหมายใหมที่ใชบังคับขณะยื่นฟ6องมาดวย จึงถือวาเป2นการอางมาตรา ในกฎหมายซึ่งบัญญัติวาการกระทําเชนนี้เป2นความผิดแลว ฟ6องโจทกflจึงชอบดวย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6)


ฎีกาเลาเรื่อง 122 การเรียกถอนคืนการใหเพราะเหตุผูรับประพฤติเนรคุณดวยการหมิ่นประมาทผูใหอยางรายแรงนั้น โจทกflตองระบุในคําฟ6องวา จําเลยกลาวถอยคําอยางไร เมื่อใด ตอใคร เพื่อใหศาลพิจารณาวาเขาเงื่อนไขที่จะเรียก ถอนคืนการใหไดหรือไม การที่โจทกflบรรยายฟ6องวา จําเลยดาวาโจทกflดวยถอยคําหยาบคายหลายครั้ง โดยไมมี รายละเอียดวาดาวาอยางไร เหตุเกิดเมื่อใด ซึ่งจําเลยใหการตอสูวาฟ6องโจทกflเคลือบคลุม คําฟ6องสวนนี้จึงไมแจงชัด และไมใชเรื่องที่จะนําสืบรายละเอียดได อันเป2นฟ6องเคลือบคลุม นอกจากนี้แมโจทกflจะนําสืบในชั้นพิจารณาถึง ถอยคําดังกลาว แตถอยคํานี้ไมเป2นประเด็นพิพาทที่โจทกflจะนําสืบได จึงเป2นการนําสืบนอกฟ6องนอกประเด็น ตองหามมิใหรับฟIง คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1975 / 2562กรณีตาม ป.พ.พ. มาตรา 531 (2) เป2นการเรียกถอนคืนการให เพราะเหตุผูรับประพฤติเนรคุณดวยการหมิ่นประมาทผูใหอยางรายแรงนั้น มีความจําเป2นที่โจทกflจะตองระบุ มาในคําฟ6องใหชัดเจนวา จําเลยที่ 1 ผูรับกลาวถอยคําอยางไร เมื่อใด ตอใคร เพื่อเป2นขอที่จะใหศาลพิจารณาวา เขาเงื่อนไขที่จะเรียกถอนคืนการใหไดหรือไม ลําพังแตการบรรยายวาจําเลยที่ 1 ดาวาโจทกflดวยถอยคําหยาบคาย อีกหลายครั้ง โดยไมมีรายละเอียดวาดาวาอยางไร เหตุเกิดเมื่อใด ซึ่งจําเลยทั้งสามก็ใหการตอสูวาฟ6องในสวนนี้ เคลือบคลุม แมโจทกflจะนําสืบในชั้นพิจารณาวา จําเลยที่ 1 ดาโจทกflวา “อีเหี้ย” และกลาววา “มึงเอาน้ํากูไปใช กี่ครั้งแลว” แตตามคําเบิกความของโจทกflก็ปรากฏวาโจทกflจําวันเวลาเกิดเหตุไมได ดังนี้ คําฟ6องโจทกflในสวนนี้ จึงเป2นคําฟ6องที่ไมแจงชัด และไมใชเรื่องที่โจทกflจะไปนําสืบในรายละเอียดได ฟ6องโจทกflในสวนนี้จึงเคลือบคลุม และเมื่อฟ6องโจทกflมิไดระบุวา จําเลยที่ 1 ดาวาโจทกflวา “อีเหี้ย” คํานี้จึงไมเป2นประเด็นพิพาทที่โจทกflจะนําสืบได จึงเป2นการนําสืบนอกฟ6องนอกประเด็น ตองหามมิใหรับฟIงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (1) ฎีกาเลาเรื่อง 123 ความผิดฐานพรากผูเยาวflไปเพื่อการอนาจารมุงหมายคุมครองอํานาจของบิดามารดา ผูปกครอง หรือ ผูดูแลผูเยาวfl และปกป6องมิใหผูใดมารบกวนหรือกระทบกระทั่งตออํานาจปกครอง ซึ่งไมวาผูเยาวflจะอยู ณ ที่แหงใด หากบิดามารดา ผูดูแล หรือผูปกครองยังคงดูแลเอาใจใส ผูเยาวflยอมอยูในอํานาจปกครองดูแลตลอดเวลาไมขาดตอน การที่ผูเสียหายที่ 1 ซึ่งอาศัยอยูกับผูเสียหายที่ 2 บิดาออกจากบานไปเลนกับเพื่อนในที่เกิดเหตุอยูไมไกลจากบาน ไมวาจะขออนุญาตผูเสียหายที่ 2 หรือไมก็ตาม เมื่อถูกจําเลยพาไปกระทําชําเรา ยอมทําใหอํานาจปกครองดูแล ของผูเสียหายที่ 2 ถูกตัดขาดพรากไปแลวโดยปริยาย ถือไดวาเป2นการพาและแยกผูเยาวflไปจากความปกครองดูแล


และลวงละเมิดอํานาจปกครองของผูเสียหายที่ 2 อันเป2นการพราก ดังนี้ การกระทําของจําเลยจึงเป2นความผิด ตามขอกลาวหา คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4057 / 2562 ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม กฎหมายบัญญัติ โดยมีความมุงหมายที่จะคุมครองอํานาจของบิดามารดา ผูปกครอง หรือผูดูแลผูเยาวfl อันไมใชตัวผูเยาวflที่ถูกพราก และปกป6องมิใหผูใดมากอการรบกวนหรือกระทําการอันใดเป2นการกระทบกระทั่งตออํานาจปกครอง ไมวา โดยตรงหรือโดยปริยาย ผูเยาวflแมจะไปอยูที่แหงใดหากบิดามารดา ผูดูแล หรือผูปกครองยังคงดูแลเอาใจใสอยู ผูเยาวflยอมอยูในอํานาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผูดูแล หรือผูปกครองตลอดเวลาโดยไมขาดตอน ทั้งเป2น การลงโทษผูที่ละเมิดตออํานาจปกครองของผูดูแลผูเยาวflของบิดามารดา ผูดูแล หรือผูปกครอง นอกจากนี้กฎหมาย มิไดจํากัดคําวา “พราก” โดยวิธีการอยางไรและไมวาผูเยาวflจะเป2นฝOายออกจากบานเองหรือโดยมีผูชักนําหรือ ไมมีผูชักนํา เมื่อมีผูกระทําตอผูเยาวflในทางเสื่อมเสีย และเสียหายยอมถือไดวาเป2นความผิด การที่ผูเสียหายที่ 1 ซึ่งอาศัยอยูกับผูเสียหายที่ 2 ซึ่งเป2นบิดาออกจากบานไปเลนกับเพื่อนในที่เกิดเหตุอยูไมไกลจากบาน ไมวาจะขอ อนุญาตผูเสียหายที่ 2 หรือไมก็ตาม เมื่อถูกจําเลยพาไปกระทําชําเรา การกระทําของจําเลยดังกลาวทําใหอํานาจ ปกครองดูแลของผูเสียหายที่ 2 ซึ่งเป2นบิดายอมถูกตัดขาดพรากไปแลวโดยปริยาย หาใชความผิดฐานพรากผูเยาวfl ตามมาตรานี้จะตองถึงขนาดเป2นการกระทําที่ตองพาไปหรือแยกผูเยาวflออกไปจากความปกครองตั้งแตออกจากบาน ถึงจะทําใหความปกครองถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนแลวจึงจะเป2นความผิด ดังนั้น เมื่อผูเสียหายที่ 1 ออกจากบานแลวถูกจําเลยกระทําลักษณะเสื่อมเสียเยี่ยงนี้ ถือไดวาเป2นการพาและแยกผูเยาวflไปจากความปกครอง ดูแลและลวงละเมิดอํานาจปกครองของผูเสียหายที่ 2 ซึ่งเป2นบิดา อันเป2นความหมายของคําวาพรากแลว การกระทําของจําเลยจึงเป2นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม ทั้งสองกระทง ฎีกาเลาเรื่อง 124 การนับโทษตอจากสํานวนคดีใด คดีนั้นศาลตองพิพากษาลงโทษจําเลยไวกอนแลว แตคดีที่โจทกflขอใหนับ โทษตอศาลมีคําพิพากษาภายหลังจากคดีนี้ จึงไมอาจนับโทษตอได ที่ศาลชั้นอุทธรณflพิพากษาใหแกหมายจําคุก เมื่อคดีถึงที่สุดเป2นไมนับโทษตอจึงชอบแลว และไมถือเป2นการแกไขหรือเปลี่ยนแปลงคําพิพากษาซึ่งถึงที่สุด เพราะเป2นเรื่องการบังคับคดีที่ตองออกหมายใหถูกตอง คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1968 / 2562 การนับโทษตอจากสํานวนคดีเรื่องใดจะตองปรากฏวาคดีเรื่อง นั้นศาลไดพิพากษาลงโทษจําเลยไวกอนแลว คดีเรื่องหลังจึงจะนับโทษตอจากกําหนดโทษในสํานวนคดีเรื่องกอนได


แตคดีที่โจทกflขอใหนับโทษตอนั้นศาลชั้นตนมีคําพิพากษาเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2557 ภายหลังจากศาลชั้นตน และศาลอุทธรณflภาค 6 มีคําพิพากษาคดีนี้ กรณีจึงไมอาจนับโทษคดีนี้ตอจากโทษในคดีดังกลาวได เมื่อขอเท็จจริง ปรากฏชัดแจงพอที่จะวินิจฉัยได จึงไมมีความจําเป2นที่ศาลอุทธรณflภาค 6 จะตองสั่งใหศาลชั้นตนไตสวนคํารอง เสียกอน ที่ศาลอุทธรณflภาค 6 พิพากษาใหแกหมายจําคุกเมื่อคดีถึงที่สุดเสียใหมเป2นไมนับโทษตอจึงชอบแลว และ ไมถือวาเป2นการแกไขหรือเปลี่ยนแปลงคําพิพากษาซึ่งถึงที่สุดแตอยางใด เพราะเป2นเรื่องของการบังคับคดีที่ ศาลจะตองออกหมายบังคับคดีถึงที่สุดใหถูกตอง ฎีกาเลาเรื่อง 125 การที่ศาลชั้นตนพิพากษาวาจําเลยมีความผิด แตใหรอการกําหนดโทษและคุมความประพฤติไว ไมเป2น การลงโทษตามกฎหมายและตองถือวาศาลชั้นตนมิไดพิพากษาใหลงโทษจําคุกจําเลยเกิน 5 ปX เมื่อศาลชั้นอุทธรณfl พิพากษายืนจึงตองหามมิใหคูความฎีกาในปIญหาขอเท็จจริง คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 946 / 2562 ศาลชั้นตนพิพากษาวาจําเลยมีความผิดฐานรวมกันทํารายรางกาย ผูอื่นตาม ป.อ. มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 แตใหรอการกําหนดโทษและคุมความประพฤติไว จึงไม เป2นการลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 18 และตองถือวาศาลชั้นตนมิไดพิพากษาใหลงโทษจําคุกจําเลยเกิน 5 ปX เมื่อศาลอุทธรณflคดีชํานัญพิเศษพิพากษายืนจึงตองหามมิใหคูความฎีกาในปIญหาขอเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 ที่จําเลยฎีกาวาพยานหลักฐานที่โจทกflนําสืบมายังรับฟIงไมไดวาจําเลยกระทําความผิดฐานรวมกัน ทํารายรางกายผูเสียหายนั้น เป2นฎีกาโตแยงดุลพินิจในการรับฟIงพยานหลักฐานของศาลอุทธรณflคดีชํานัญพิเศษ เป2นฎีกาในปIญหาขอเท็จจริงจึงตองหามฎีกาตามบทกฎหมายดังกลาว ฎีกาเลาเรื่อง 126 โจทกflฟ6องจําเลยฐานมีอาวุธปZนไมมีเครื่องหมายทะเบียนของเจาพนักงานประทับไวในครอบครองโดยไมได รับใบอนุญาต ซึ่งความผิดฐานดังกลาวมีอัตราโทษอยางต่ําใหจําคุกไมถึง 5 ปX เมื่อจําเลยใหการรับสารภาพ คดีจึงตองฟIงขอเท็จจริงตามฟ6อง โดยโจทกflไมจําตองนําสืบวา อาวุธปZนดังกลาวไมมีเครื่องหมายทะเบียนของ


เจาพนักงานประทับไว ที่ศาลชั้นอุทธรณflลงโทษจําเลยฐานมีอาวุธปZนที่เป2นของผูอื่นซึ่งไดรับอนุญาตใหมีและ ใชตามกฎหมายไวในครอบครองโดยไมไดรับใบอนุญาต จึงไมชอบ คําพิพากษาศาลฎีกา 2055 / 2562 โจทกflบรรยายฟ6องวา จําเลยมีอาวุธปZนพกสั้นไมทราบชนิดและ ขนาดที่แนนอน ไมมีเครื่องหมายทะเบียนของเจาพนักงานประทับไวและกระสุนปZนไมทราบชนิดขนาดและ จํานวนที่แนชัด อันเป2นอาวุธปZนและเครื่องกระสุนปZนตามกฎหมาย มีสภาพใชยิงทําอันตรายแกชีวิตและวัตถุไดไว ในครอบครองโดยไมไดรับใบอนุญาต ซึ่งความผิดฐานดังกลาวมีอัตราโทษอยางต่ําใหจําคุกไมถึง 5 ปX เมื่อจําเลยให การรับสารภาพ คดีจึงตองฟIงขอเท็จจริงตามฟ6องวา จําเลยมีอาวุธปZนและกระสุนปZนไวในครองครองโดยไมได รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.อาวุธปZน เครื่องกระสุนปZน วัตถุระเบิด ดอกไมเพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปZน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง โดยโจทกflไมจําตองนําสืบพยานหลักฐานใหไดความวา อาวุธปZนที่จําเลยใชเป2นอาวุธปZน ไมมีเครื่องหมายทะเบียนของเจาพนักงานประทับไวจริงตามที่ใหการรับสารภาพ ที่ศาลอุทธรณflภาค 8 ลงโทษ จําเลยในความผิดฐานมีอาวุธปZนที่เป2นของผูอื่นซึ่งไดรับอนุญาตใหมีและใชตามกฎหมายไวในครอบครองโดยไมได รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.อาวุธปZน เครื่องกระสุนปZน วัตถุระเบิด ดอกไมเพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปZน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม จึงไมชอบ ฎีกาเลาเรื่อง 127 การไดสิทธิในทางพิพาทเป2นภาระจํายอมโดยอายุความตองเป2นการใชทางโดยความสงบและเปKดเผยดวย เจตนาใหตกเป2นภาระจํายอมและใชติดตอกันไมนอยกวา 10 ปX ดวยเหตุนี้ การใชทางพิพาทในลักษณะพึ่งพาอาศัย และถอยทีถอยอาศัยกันโดยการถือวิสาสะ แมจะเป2นไปโดยสงบและเปKดเผย แตก็ไมใชการใชดวยเจตนา ใหตกเป2นภาระจํายอม สวนการที่ผูใชกอสรางทางพิพาทก็เป2นไปเพื่อความสะดวกเทานั้น หาใชเป2นการแสดงเจตนา ใชอยางเป2นปรปIกษflกับเจาของที่ดินไม ดังนั้น แมจะมีการใชนานกวา 10 ปX ทางพิพาทก็ไมตกเป2นภาระจํายอม แตอยางใด คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2398 / 2562 การที่จะไดสิทธิในทางพิพาทเป2นภาระจํายอมโดยอายุความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1401 ประกอบมาตรา 1382 นั้นตองเป2นการใชทางพิพาทโดยความสงบและโดยเปKดเผย ดวยเจตนาใหทางพิพาทนั้นตกเป2นภาระจํายอมและไดใชติดตอกันไมนอยกวา 10 ปX จึงจะใหทางพิพาท ตกเป2นภาระจํายอมได การใชทางพิพาทของ ส. ฉ. และโจทกflรวมทั้งบุคคลในครอบครัวของโจทกflเป2นการใชใน ลักษณะพึ่งพาอาศัยและถอยทีถอยอาศัยกันอันเป2นการสะทอนถึงสภาพวิถีชีวิตที่แทจริงของการอยูรวมกัน


ของคนชนบทวา ตามปกติแลวจะใชที่ดินขางเคียงเป2นทางผานไดโดยการถือวิสาสะอาศัยความเกี่ยวพันในทาง เครือญาติหรือความคุนเคยเป2นประการสําคัญซึ่งเป2นการเอื้อเฟZjอเอื้ออาทรตอกันโดยไมตองขออนุญาต สวนการที่ บุคคลอื่นๆซึ่งมีความเกี่ยวของเป2นเครือญาติ เพื่อนบาน คนรูจักของโจทกfl และผูรับจางทํางานใหแกโจทกfl ที่มีความจําเป2นตองใชทางเขาออกที่ดินซึ่งเป2นที่ไร ที่นา และที่สวนของโจทกfl ใชทางพิพาทดวย โดยไมปรากฏวา มีประชาชนทั่วไปจากหมูบานและตําบลอื่นมาใชทางพิพาทดวย การใชทางพิพาทของบุคคลดังกลาวก็มีลักษณะ เป2นการใชทางพิพาทโดยการถือวิสาสะเชนเดียวกับโจทกfl แมโจทกflจะใชทางพิพาทโดยความสงบและโดยเปKดเผย แตไมใชเป2นการใชทางดวยเจตนาที่จะใหทางพิพาทนั้นตกเป2นภาระจํายอม หรือหากโจทกflใชทางพิพาทโดยเขาใจ วาเป2นทางสาธารณะตลอดมา แมโจทกflจะใชทางพิพาทโดยความสงบและโดยเปKดเผย แตก็ไมใชเป2นการใชทาง ดวยเจตนาที่จะใหทางพิพาทนั้นตกเป2นภาระจํายอมเชนเดียวกัน สวนการที่โจทกflอางวาเป2นผูกอสรางทางพิพาท ก็เป2นไปเพื่อความสะดวกในการใชทางพิพาทของโจทกflเทานั้น หาใชเป2นการแสดงเจตนาที่จะใชทางพิพาท อยางเป2นปรปIกษflกับจําเลยทั้งสองดวยเจตนาที่จะใหทางพิพาทตกเป2นภาระจํายอมแตอยางใดไม แมโจทกflใชทาง พิพาทผานที่ดินของจําเลยทั้งสองเป2นเวลานานกวา 10 ปX ทางพิพาทก็ไมตกเป2นภาระจํายอมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1401 ประกอบมาตรา 1382 ฎีกาเลาเรื่อง 128 การแตงตั้งตัวแทนนั้น ตัวแทนตองทําการดวยตนเอง เวนแตจะมีอํานาจใชตัวแทนชวงได เมื่อหนังสือมอบ อํานาจระบุใหผูรับมอบอํานาจดําเนินคดีแทน โดยใหมอบอํานาจชวงได ผูรับมอบอํานาจยอมมีอํานาจตั้งบุคคลอื่น เป2นตัวแทนชวง แตตัวแทนชวงตองดําเนินการตามที่ไดรับมอบหมายดวยตนเองเพราะตัวการไมไดมอบให ตัวแทนชวงตั้งบุคคลอื่นเป2นตัวแทนตอไปไดอีก แมหนังสือมอบอํานาจชวงระบุใหตัวแทนชวงมอบอํานาจตอไปได ก็เป2นเรื่องนอกเหนือขอบอํานาจที่ตัวการระบุไวผูรับมอบอํานาจจากตัวแทนชวงจึงไมมีอํานาจฟ6องคดีนี้แทนตัวการ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3720 / 2562 ป.พ.พ. มาตรา 808 บัญญัติวา “ตัวแทนตองทําการดวย ตนเอง เวนแตจะมีอํานาจใชตัวแทนชวงทําการได” เมื่อหนังสือมอบอํานาจ ขอ 1 ระบุวาโจทกflมอบอํานาจให ร. ดําเนินคดีแทน และขอ 9 ใหผูรับมอบอํานาจสามารถมอบอํานาจชวงใหบุคคลอื่นใดที่สมควรกระทําการแทน ตามกิจการที่ไดรับมอบหมายไดดวย ดังนั้น ร. จึงมีอํานาจตั้งบริษัทสํานักกฎหมาย ห. เป2นตัวแทนชวงใหดําเนินคดี แทนได แตบริษัทสํานักกฎหมาย ห. ตองดําเนินการตามที่ไดรับมอบหมายดวยตนเองเนื่องจากตามหนังสือมอบ อํานาจของโจทกflไมมีขอความระบุวา โจทกflใหอํานาจผูรับมอบอํานาจชวงตั้งบุคคลอื่นเป2นตัวแทนชวงทําการแทน


ตอไปอีกได แมตามหนังสือมอบอํานาจชวง ขอ 9 มีขอความวาใหบริษัทสํานักกฎหมาย ห. มีอํานาจมอบอํานาจ ชวงใหบุคคลคนเดียวหรือหลายคนดําเนินการตามขอบเขตหนังสือมอบอํานาจนี้ได ก็เป2นเรื่องนอกเหนือขอบ อํานาจที่โจทกflระบุไวในหนังสือมอบอํานาจ บริษัทสํานักกฎหมาย ห.ไมมีอํานาจตั้งให ด. หรือ ภ. หรือ ช. เป2น ตัวแทนชวงดําเนินการตามที่ไดรับมอบหมายมานั้นแทนตน ด. หรือ ภ. หรือ ช. ยอมไมมีอํานาจฟ6องคดีนี้แทนโจทกflได โจทกflจึงไมมีอํานาจฟ6องจําเลย ฎีกาเลาเรื่อง 129 ทนายจําเลยยื่นคํารองขอขยายเวลาอุทธรณflครั้งที่ 3 ตอศาลชั้นตนเมื่อเวลา 14.20 นาฬิกา โดยขอ ขยายออกไปอีก 30 วัน ศาลชั้นตนมีคําสั่งในวันเดียวกันอนุญาตใหขยายเวลานอยกวาที่จําเลยขอ แมทายคํารอง มีหมายเหตุวา ขาพเจารอฟIงคําสั่งอยูถาไมรอใหถือวาทราบแลว แตเมื่อชวงเย็นทนายจําเลยมาสอบถามคําสั่งศาล เจาหนาที่ศาลแจงวายังไมเห็นสํานวนที่สั่งและขณะนั้นหมดเวลาราชการแลว จึงใหทนายจําเลยกลับไปกอนและ มาตรวจสอบคําสั่งอีกครั้งในวันทําการถัดไป ทนายจําเลยจึงไมอาจทราบคําสั่งศาลในวันนั้นได ในวันถัดมาทนาย จําเลยโทรศัพทflมาสอบถาม เจาหนาที่คนเดียวกันยังแจงอีกวาศาลอนุญาต แตไมแนใจวาใหเวลาตามที่ขอหรือไม เมื่อไมมีการแจงคําสั่งที่ถูกตองใหจําเลยทราบจะถือวาจําเลยทราบคําสั่งศาลชั้นตนแลวมิได จึงเป2นเหตุสุดวิสัย ที่ทําใหจําเลยไมอาจยื่นคํารองขอขยายเวลาอุทธรณflครั้งที่ 4 กอนสิ้นระยะเวลาที่ศาลชั้นตนกําหนดในครั้งที่ 3 ได จึงสมควรอนุญาตใหจําเลยขยายเวลาอุทธรณflครั้งที่ 4 ตอไปอีก คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2409 / 2562 ทนายจําเลยยื่นคํารองขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณflครั้งที่ 3 ตอศาลชั้นตนเมื่อเวลา 14.20 นาฬิกา โดยระบุวาเอกสารที่เกี่ยวของในสํานวนมีจํานวนมาก มีประเด็นที่ทนาย จําเลยตองใชเวลาในการคนควาและศึกษาอยูพอสมควร ไมอาจเรียงอุทธรณflใหแลวเสร็จไดทัน จึงขอขยาย ระยะเวลาอุทธรณflออกไปอีก 30 วัน ศาลชั้นตนมีคําสั่งในวันเดียวกันวา “อนุญาตถึงวันที่ 8 พฤษภาคม 2560” ซึ่งกําหนดวันใหนอยกวาที่จําเลยขอ แมวาทายคํารองของจําเลยมีหมายเหตุขอความวา ขาพเจารอฟIงคําสั่งอยู ถาไมรอใหถือวาทราบแลว ซึ่งหมายถึงวาหากศาลมีคําสั่งตามคํารองของจําเลยในวันเดียวกันกับวันที่ยื่นคํารอง ยอมถือวาจําเลยทราบคําสั่งแลว ศาลชั้นตนไมมีหนาที่ตองแจงคําสั่งใหจําเลยทราบในภายหลังอีก แตไดความ ตามรายงานเจาหนาที่ของ ณ. เจาพนักงานศาลวา หลังจากเสนอสํานวนเพื่อใหศาลพิจารณาสั่ง ตอมาชวงเวลาเย็น (ของวันเดียวกัน) ทนายจําเลยมาสอบถาม ณ. วา ศาลพิจารณาสั่งหรือไม ณ. แจงวายังไมเห็นสํานวนที่สั่งในคดีนี้ เนื่องจากมีสํานวนที่ศาลพิจารณาสั่งจํานวนมากและกําลังพิจารณาสั่งอยู ณ. เห็นวาขณะนั้นหมดเวลาราชการแลว จะตองปKดประตูหองเก็บสํานวนจึงแจงใหทนายจําเลยกลับไปกอนและแจงใหมาตรวจสอบคําสั่งอีกครั้งในวันทําการ ถัดไป พฤติการณflดังกลาวแสดงใหเห็นวา แมวาศาลชั้นตนจะมีคําสั่งในวันเดียวกับวันที่จําเลยยื่นคํารอง


แตจนกระทั่งหมดเวลาราชการแลวก็ยังไมปรากฏขอเท็จจริงวาศาลชั้นตนสั่งคํารองขอขยายระยะเวลาของจําเลย แลวหรือยัง จนกระทั่ง ณ. ซึ่งเป2นเจาหนาที่ศาลเองเป2นผูแจงใหทนายจําเลยกลับไปไมตองรอฟIงคําสั่ง จึงเป2นเหตุ ใหทนายจําเลยไมอาจทราบคําสั่งศาลในวันนั้นได อีกทั้งในวันถัดมาเมื่อทนายจําเลยโทรศัพทflมาสอบถามคําสั่งศาล ณ. ก็ตอบไปวาศาลอนุญาต แตไมแนใจวาจะอนุญาตใหขยายระยะเวลาอุทธรณflไดตามที่ขอหรือไม กรณีเชนนี้ เมื่อไมปรากฏวามีการแจงคําสั่งที่ถูกตองใหจําเลยทราบแตอยางใด จะถือวาจําเลยทราบคําสั่งศาลชั้นตน แลวมิได ถือวาเหตุที่เกิดขึ้นเป2นเรื่องไมปกติในทางธุรการของศาลชั้นตนที่ไมอาจใหจําเลยทราบคําสั่งในวันที่ยื่น คํารองนั้นได นับวาเป2นเหตุสุดวิสัยที่ทําใหจําเลยไมอาจยื่นคํารองขอขยายระยะเวลาอุทธรณflครั้งที่ 4 กอนสิ้น ระยะเวลาที่ศาลชั้นตนกําหนดในครั้งที่ 3 ได กรณีมีเหตุสมควรอนุญาตใหจําเลยขยายระยะเวลาอุทธรณflครั้งที่ 4 ตอไปอีก ฎีกาเลาเรื่อง 130 จําเลยขุดดินในที่ดินของจําเลยทั้งแปลง 25 ไร ลึกกวา 3 เมตร หางจากแนวเขตที่ดินโจทกflนอยกวา 50 เซนติเมตร ทําใหสภาพที่ดินจําเลยเป2นบอขนาดใหญและที่ดินโจทกflเป2นขอบบอสูงชัน ซึ่งตามกฎหมาย บอจะขุดในระยะสองเมตรจากแนวเขตที่ดินไมได ทั้งหามมิใหขุดดินจนอาจเป2นเหตุอันตรายแกความอยูมั่น แหงที่ดินติดตอเวนแตจะจัดการเพียงพอเพื่อป6องกันความเสียหาย ซึ่งมีเจตนารมณflที่จะป6องกันมิใหที่ดิน ซึ่งอยูชิดแนวเขตนั้นพังลงตามธรรมชาติ แมไมปรากฏวาจําเลยขุดดินรุกล้ําเขาไปในที่ดินโจทกfl แตก็เป2นการใชสิทธิ ซึ่งมีแตจะเกิดความเสียหายแกโจทกflอันเป2นการละเมิด และใชสิทธิของตนเป2นเหตุใหเจาของอสังหาริมทรัพยflไดรับ ความเสียหายหรือเดือดรอนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายไดวาจะเป2นไปตามปกติและเหตุอันควรในเมื่อเอาสภาพ และตําแหนงที่อยูแหงทรัพยflสินนั้นมาคํานึงประกอบ ดังนี้ โจทกflยอมมีสิทธิปฏิบัติการเพื่อยังความเสียหาย เดือดรอนนั้นใหสิ้นไปและไมลบลางสิทธิที่จะเรียกเอาคาทดแทน ซึ่งการฟ6องเรียกเอาคาเสียหายอันเกิด แตมูลละเมิดตองอยูในบังคับแหงอายุความหนึ่งปX เมื่อโจทกflมิไดฟ6องคดีภายในกําหนดดังกลาวจึงขาดอายุความ แตโดยที่จําเลยทําบันทึกยอมรับวาไดขุดดินชิดหลักเขตที่ดินโจทกflจริงและจะเยียวยาแกไข จึงเป2นการทําบันทึกรับ สภาพความรับผิดเป2นหนังสือภายหลังคดีขาดอายุความกอใหเกิดสิทธิเรียกรองแกโจทกflซึ่งมีอายุความสองปX นับแตวันที่ทําหนังสือดังกลาว โจทกflฟ6องคดีนี้ภายในกําหนดดังกลาว ฟ6องโจทกflจึงไมขาดอายุความ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2576 / 2562 จําเลยขุดดินในที่ดินของจําเลยนําไปขายในธุรกิจรับเหมาถมดิน โดยขุดทั้งแปลง 25 ไร ลึกกวา 3 เมตร หางจากแนวเขตที่ดินโจทกflนอยกวา 50 เซนติเมตร ทําใหที่ดินจําเลย


มีสภาพเป2นบอขนาดใหญและที่ดินโจทกflมีสภาพเป2นขอบบอสูงชัน ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1342 วรรคหนึ่ง บัญญัติวา “บอ สระ หลุมรับน้ําโสโครก หรือหลุมรับปุgย หรือขยะมูลฝอยนั้น ทานวาจะขุดในระยะสองเมตร จากแนวเขตที่ดินไมได” และตาม ป.พ.พ. มาตรา 1343 บัญญัติหามมิใหขุดดินจนอาจเป2นเหตุอันตรายแก ความอยูมั่นแหงที่ดินติดตอเวนแตจะจัดการเพียงพอเพื่อป6องกันความเสียหาย โดยบทบัญญัติดังกลาวมีเจตนารมณfl ที่จะป6องกันมิใหที่ดินซึ่งอยูชิดแนวเขตนั้นพังลงตามธรรมชาติเนื่องจากการขุดดินใกลแนวเขตมากจนเกินไป และ เมื่อจําเลยขุดดินของตนเองจนเป2นบอขนาดใหญหางจากแนวเขตนอยกวา 50 เซนติเมตร ยอมเป2นเหตุใหที่ดิน โจทกflพังลงตามธรรมชาติได แมไมปรากฏวาจําเลยขุดดินรุกล้ําเขาไปในที่ดินโจทกfl แตก็เป2นการที่จําเลยใชสิทธิ ซึ่งมีแตจะเกิดความเสียหายแกโจทกflอันเป2นการละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 421 และเป2นการใชสิทธิของตนเป2น เหตุใหเจาของอสังหาริมทรัพยflไดรับความเสียหายหรือเดือดรอนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายไดวาจะเป2นไป ตามปกติและเหตุอันควรในเมื่อเอาสภาพและตําแหนงที่อยูแหงทรัพยflสินนั้นมาคํานึงประกอบ โจทกflซึ่งเป2น เจาของอสังหาริมทรัพยflที่ไดรับผลกระทบดังกลาวมีสิทธิจะปฏิบัติการเพื่อยังความเสียหายเดือดรอนนั้นใหสิ้นไป และไมลบลางสิทธิที่จะเรียกเอาคาทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1337 การกระทําของจําเลยเป2นการละเมิดตอโจทกflตาม ป.พ.พ. มาตรา 421 และมาตรา 1337 แตโจทกflฟ6อง เรียกเอาคาเสียหายอันเกิดแตมูลละเมิด จึงอยูในบังคับแหงอายุความหนึ่งปXตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง จําเลยขุดดินในปX 2541 โจทกflแจงความบันทึกไวเป2นหลักฐานเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2541 ระบุตัวจําเลย เป2นผูทําละเมิดจึงเริ่มนับอายุ 1 ปX นับแตวันที่ 6 มีนาคม 2541 โจทกflมิไดฟ6องคดีภายในกําหนดหนึ่งปX จึงขาดอายุความ แตเจาพนักงานฝOายปกครองเขาไปตรวจสภาพที่เกิดเหตุตามขอรองเรียนของโจทกfl จึงมีการไกลเกลี่ยและทําบันทึก ระบุวาจําเลยยอมรับวาไดขุดดินชิดหลักเขตที่ดินของโจทกflจริง และจะทําการถมดินเป2นแนวกันชนเพื่อป6องกันการ พังทลายของดินหางจากแนวเขตอยางนอย 2 เมตร จึงเป2นการยอมรับวาความเสียหายในที่ดินโจทกflเกิดจากการ กระทําของจําเลยและตอมามีการทําบันทึกเพิ่มเติมระบุวาจําเลยจะดําเนินการถมดินภายในวันที่ 23 มกราคม ถึง 31 มกราคม 2558 จึงเป2นกรณีที่จําเลยทําบันทึกรับสภาพความรับผิดเป2นหนังสือภายหลังคดีขาดอายุความ กอใหเกิดสิทธิเรียกรองแกโจทกflตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/35 ซึ่งมีอายุความสองปXนับแตวันที่ 26 ธันวาคม 2557 ที่ไดทําหนังสือรับสภาพความรับผิด โจทกflฟ6องคดีนี้เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2559 ภายในอายุความสองปX ฟ6องโจทกfl จึงไมขาดอายุความ


ฎีกาเลาเรื่อง 131 โจทกflไดที่ดินพิพาทมาโดยผูใหและผูขายสงมอบและเขาครอบครองยึดถือเพื่อตน อันเป2นการไดมา ซึ่งสิทธิครอบครองโดยผลของกฎหมายกอนที่จําเลยที่ 1 จะนําที่ดินดังกลาวไปจดทะเบียนขายฝากแกจําเลยที่ 2 การจดทะเบียนขายฝากนั้นจึงเป2นการกระทําไปโดยไมมีสิทธิและไมทําใหจําเลยที่ 2 มีสิทธิดีกวาจําเลยที่ 1 โจทกflในฐานะเจาของยอมใชสิทธิติดตามเอาคืนที่ดินพิพาทได ทั้งการไดมาซึ่งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทของโจทกfl มีผลสมบูรณflทันที แมยังไมไดมีการจดทะเบียนตอพนักงานเจาหนาที่ และนับตั้งแตนั้นจําเลยที่ 1 ซึ่งไมใชเจาของ ที่ดินพิพาทไมมีสิทธิไปจดทะเบียนขายฝากแกจําเลยที่ 2 จึงเป2นการใชสิทธิโดยไมสุจริต และไมทําใหการขายฝาก มีผลสมบูรณflอันจะทําใหจําเลยที่ 2 อยูในฐานะผูมีสิทธิครอบครองโดยชอบและไมจําตองพิจารณาวาจําเลยที่ 2 รับซื้อฝากโดยสุจริตและเสียคาตอบแทนกับอยูในฐานะอันจะใหจดทะเบียนสิทธิของตนไดกอนหรือไม คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5900 / 2562 โจทกflเป2นผูมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทไดมาโดยผูใหและ ผูขายสงมอบที่ดินพิพาทและโจทกflเขาครอบครองยึดถือเพื่อตน เป2นการไดมาซึ่งสิทธิครอบครองโดยผลของ กฎหมายตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยfl มาตรา 1367 และมาตรา 1378 ตั้งแตกอนที่จําเลยที่ 1 จะ นําที่ดินตามหนังสือรับรองการทําประโยชนfl (น.ส.3 ก.) ทั้งแปลงซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนขายฝากแก จําเลยที่ 2 การจดทะเบียนขายฝากของจําเลยที่ 1 เป2นการกระทําไปโดยไมมีสิทธิ และไมทําใหจําเลยที่ 2 ผูรับซื้อฝากมีสิทธิดีกวาจําเลยที่ 1 ผูขายฝาก โจทกflในฐานะเจาของผูมีสิทธิครอบครองยอมใชสิทธิติดตามเอาคืน ซึ่งที่ดินพิพาทของตนไดตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยfl มาตรา 1336 การไดมาซึ่งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทของโจทกflโดยผลของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพงและ พาณิชยfl มาตรา 1367 และมาตรา 1378 มีผลสมบูรณflทันที แมจะยังไมไดมีการจดทะเบียนตอพนักงานเจาหนาที่ ก็ตาม และนับตั้งแตนั้นจําเลยที่ 1 ไมใชเจาของที่ดินพิพาทแลว จําเลยที่ 1 ยอมไมมีสิทธินําที่ดินพิพาท ไปจดทะเบียนขายฝากแกจําเลยที่ 2 อีกตอไป การกระทําของจําเลยที่ 1 เป2นการใชสิทธิโดยไมสุจริต และไมทําให การขายฝากมีผลสมบูรณflอันจะทําใหจําเลยที่ 2 อยูในฐานะผูมีสิทธิครอบครองโดยชอบ โดยไมจําตองพิจารณาวา จําเลยที่ 2 เป2นผูรับซื้อฝากโดยสุจริตและเสียคาตอบแทนหรือไม และเป2นบุคคลผูอยูในฐานะอันจะใหจดทะเบียน สิทธิของตนไดอยูกอนหรือไม


ฎีกาเลาเรื่อง 132 บทบัญญัติที่วาทายาทตองฟ6องผูจัดการมรดกภายในอายุความหาปX นับแตการจัดการมรดกสิ้นสุดลงนั้น จํากัดเฉพาะแตบุคคลที่เป2นทายาทและผูจัดการมรดกของผูตาย จําเลยที่ 2 เป2นบุคคลภายนอกมิใชทายาทจึงไม อาจยกอายุความดังกลาวขึ้นตอสูโจทกflทั้งสองซึ่งเป2นทายาทได อยางไรก็ตาม แมการโอนหรือจัดการมรดก โดยไมชอบทําใหโจทกflทั้งสองผูเป2นทายาทและมีสิทธิไดรับมรดกที่ดินพิพาทอยูในฐานะอันจะจดทะเบียนโอนที่ดิน พิพาทไดอยูกอนแลวเสียเปรียบก็ตาม แตจําเลยที่ 2 ซึ่งเป2นบุคคลภายนอกไดรับโอนที่ดินดังกลาวจากจําเลยที่ 1 ผูจัดการมรดกโดยสุจริตและเสียคาตอบแทน จําเลยที่ 2 ยอมไดกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โจทกflทั้งสองจึงไมมี อํานาจฟ6องเพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินดังกลาว คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2715 / 2562 ทายาททั้งหลายตองฟ6องรองผูจัดการมรดกภายในอายุความ หาปXนับแตการจัดการมรดกสิ้นสุดลง ตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยfl มาตรา 1733 วรรคสอง จํากัด เฉพาะแตบุคคลที่เป2นทายาทและผูจัดการมรดกของผูตาย จําเลยที่ 2 เป2นบุคคลภายนอกมิใชทายาทของผูตาย ไมอาจยกอายุความดังกลาวขึ้นเป2นขอตอสูกับโจทกflทั้งสองซึ่งเป2นทายาทได แมการโอนไปหรือการจัดการมรดกโดยไมชอบทําใหโจทกflทั้งสองผูเป2นทายาทของ ท. และมีสิทธิไดรับ มรดกที่ดินพิพาท อยูในฐานะอันจะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทไดอยูกอนแลวเสียเปรียบก็ตาม แตจําเลยที่ 2 ซึ่งเป2นบุคคลภายนอกไดรับโอนที่ดินพิพาทจากจําเลยที่ 1 ซึ่งเป2นผูจัดการมรดกโดยสุจริตและเสียคาตอบแทน จําเลยที่ 2 ยอมไดไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยfl มาตรา 1300 โจทกflทั้งสอง ไมมีอํานาจฟ6องเพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินพิพาทระหวางจําเลยที่ 1 กับจําเลยที่ 2 ได ฎีกาเลาเรื่อง 133 ความผิดฐานเป2นธุระจัดหาหญิงไปเพื่อสนองความใครของผูอื่นและเพื่อการอนาจารและความผิดฐาน เป2นธุระจัดหาบุคคลไปเพื่อกระทําการคาประเวณี กับความผิดฐานเป2นเจาของ ผูดูแล ผูจัดการกิจการคาประเวณี หรือสถานการคาประเวณี ตางมีสภาพความผิดอันมุงหมายใหเกิดผลตอผูกระทําความผิดแตกตางกัน จึงเป2น ความผิดตางกรรม คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1888 / 2562 ความผิดฐานเป2นธุระจัดหาหญิงไปเพื่อสนองความใครของผูอื่น และเพื่อการอนาจารและความผิดฐานเป2นธุระจัดหาบุคคลไปเพื่อกระทําการคาประเวณีนั้น กฎหมายมุงที่จะ


บังคับแกผูที่เป2นธุระจัดหาหญิงไปเพื่อสนองความใครของผูอื่น เพื่อการอนาจารหรือเพื่อใหกระทําการคาประเวณี ไมวาการเป2นธุระจัดหาดังกลาวจะกระทําขึ้นโดยวิธีการใด สวนความผิดฐานเป2นเจาของ ผูดูแล ผูจัดการกิจการ คาประเวณีหรือสถานการคาประเวณีนั้น กฎหมายมุงที่จะบังคับแกผูจัดการกิจการหรือสถานที่ซึ่งมีวัตถุประสงคfl เพื่อการคาประเวณีหรือเพื่อใชในการติดตอหรือจัดหาบุคคลเพื่อกระทําการคาประเวณีเป2นการเฉพาะ ดังนี้ เมื่อสภาพแหงความผิดทั้งสองอยางดังกลาวมีความมุงหมายใหเกิดผลตอผูกระทําความผิดที่มีเจตนากระทํา ความผิดแตกตางกัน จึงเป2นความผิดตางกรรม ฎีกาเลาเรื่อง 134 ศาลชั้นอุทธรณflยกคํารองขอคืนของกลาง โดยใหเหตุผลวาไมมีพยานมาสืบตามคํารอง จึงเป2นกรณีที่ศาล มีคําวินิจฉัยชี้ขาดคดีแลว การที่ผูรองยื่นคํารองขอคืนของกลางในคดีนี้โดยอางเหตุวา ผูรองมิไดรูเห็นเป2นใจหรือ มีสวนรวมในการกระทําความผิดของจําเลย อันเป2นเหตุอยางเดียวกับคํารองฉบับแรก จึงเป2นการดําเนินกระบวน พิจารณาเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ไดวินิจฉัยชี้ขาดแลว ตองหามตามกฎหมาย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4084 / 2562 ศาลอุทธรณflภาค 2 ใหยกคํารองขอคืนของกลาง โดยใหเหตุผล วาไมมีพยานมาสืบตามคํารอง จึงเป2นกรณีที่ศาลอุทธรณflภาค 2 ไดมีคําวินิจฉัยชี้ขาดคดีแลว โดยอานคําพิพากษา ศาลอุทธรณflภาค 2 ใหคูความฟIงวันที่ 24 พฤษภาคม 2560 การที่ผูรองยื่นคํารองขอคืนของกลางในคดีนี้อีกครั้ง ในวันที่ 8 ธันวาคม 2559 โดยอางเหตุวา ผูรองมิไดรูเห็นเป2นใจหรือมีสวนรวมในการกระทําความผิดของจําเลย ซึ่งเป2นการอางเหตุอยางเดียวกับคํารองฉบับแรก ซึ่งศาลอุทธรณflภาค 2 มีคําพิพากษายกคํารองไปแลวกรณีจึงเป2น การดําเนินกระบวนพิจารณาอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ไดวินิจฉัยชี้ขาดแลว ตองหามตาม ป.วิ.พ.มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ฎีกาเลาเรื่อง 135 แมจําเลยใหการรับสารภาพ และไมไดยกปIญหาเรื่องการกระทําโดยป6องกันขึ้นอางในศาลชั้นตน แตเป2น ปIญหาขอกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบรอย ไมตองหามที่จะยกขึ้นวากลาวในชั้นอุทธรณfl อยางไรก็ดี ขณะที่ จําเลยใชอาวุธปZนยิงใสกลุมวัยรุน จําเลยมิไดยิงตอบโตทันทีในขณะนั้น แตไดวิ่งออกไปแลวยิงใสกลุมวัยรุนหางกัน ประมาณ 15 เมตร โดยที่ภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษรายอันละเมิดตอกฎหมายไดหมดสิ้นไปแลวและไมเป2น ภยันตรายที่ใกลจะถึง จึงไมเป2นการป6องกันเกินกวากรณีแหงการจําตองกระทําเพื่อป6องกัน


คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6279 /2562แมจําเลยใหการรับสารภาพ และไมไดยกปIญหาเรื่องการกระทําโดย ป6องกันโดยชอบดวยกฎหมายขึ้นอางมาแตศาลชั้นตน แตเป2นปIญหาขอกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบรอยไม ตองหามที่จําเลยจะยกขึ้นวากลาวในชั้นอุทธรณfl ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรค สอง ศาลอุทธรณflภาค 3 มีอํานาจวินิจฉัยได ขณะจําเลยใชอาวุธปZนยิงใสกลุมวัยรุน จําเลยมิไดยิงตอบโตไปในทันทีขณะที่อยูหนาเวทีการแสดงลิเก อันจะแสดงออกถึงเจตนาระงับเหตุซึ่งพวกกลุมวัยรุนอาจกอขึ้นติดตามมาอีกอยางกระชั้นชิด แตจําเลยวิ่งออกจาก หนาเวทีการแสดงไปที่ถนนสาธารณะแลวยิงใสกลุมวัยรุนซึ่งกําลังพากันออกจากบริเวณงานอยูหางจากจําเลย ประมาณ 15 เมตร ขณะเวลานั้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษรายอันละเมิดตอกฎหมายไดหมดสิ้นไปแลวและ ไมเป2นภยันตรายที่ใกลจะถึง การกระทําของจําเลยไมเป2นการป6องกันเกินกวากรณีแหงการจําตองกระทํา เพื่อป6องกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 69 ฎีกาเลาเรื่อง 136 จําเลยทําปZนลั่นขณะกอดปล้ํากับผูตายโดยไมมีเจตนาฆา แตเป2นการกระทําโดยประมาทเป2นเหตุใหผูอื่น ถึงแกความตาย อันเป2นขอเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาแตกตางกับที่กลาวในฟ6อง เมื่อขอแตกตางดังกลาวไมใช สาระสําคัญ ทั้งจําเลยมิไดหลงตอสู ศาลฎีกามีอํานาจพิพากษาลงโทษจําเลยตามขอเท็จจริงที่ไดความไดสวนการที่ จะเป2นการป6องกันโดยชอบดวยกฎหมายนั้นตองเป2นการกระทําโดยเจตนา เมื่อจําเลยกระทําโดยประมาท จึงไมใช การป6องกันตามกฎหมาย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1597 / 2562 จําเลยทําปZนลั่นขณะที่กอดปล้ํากันกับผูตายโดยไมมีเจตนาฆา ผูตาย เป2นการกระทําโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเชนจําเลยจักตองมีตามวิสัยและพฤติการณfl และจําเลยอาจใชความระมัดระวังเชนวานั้นได แตหาไดใชใหเพียงพอไม เป2นการกระทําโดยประมาทเป2นเหตุให ผูอื่นถึงแกความตาย อันเป2นเรื่องขอเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาแตกตางกับขอเท็จจริงที่กลาวในฟ6อง แตขอแตกตางนั้นมิใชขอสาระสําคัญ และทั้งจําเลยมิไดหลงตอสู ศาลฎีกามีอํานาจพิพากษาลงโทษจําเลยในขอหา ตามขอเท็จจริงที่ไดความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง การกระทําซึ่งจะเป2นการป6องกันโดยชอบดวยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ตองเป2น การกระทําโดยเจตนา จําเลยเอาอาวุธปZนออกมายิงขูผูตายในนัดแรก และเมื่อกอดปล้ํากันกระสุนปZนลั่นถูกผูตาย


2 นัดโดยประมาทเป2นเหตุใหผูตายถึงแกความตาย ไมใชเป2นการกระทําโดยเจตนา จึงไมใชเป2นการป6องกัน โดยชอบดวยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ฎีกาเลาเรื่อง 137 ในวันที่จําเลยที่ 1 โอนทรัพยflสินใหแกจําเลยที่ 2 โดยเสนหา เจาพนักงานบังคับคดีมีเงินที่ไดจากการขาย ทอดตลาดทรัพยflสินของจําเลยที่ 1 เพียงพอตอการชําระหนี้พรอมคาธรรมเนียมทั้งหมดแกโจทกflแลว จึงถือไมไดวา จําเลยทั้งสองมีเจตนาไมใหโจทกflไดรับชําระหนี้ จําเลยทั้งสองจึงไมมีความผิดฐานรวมกันโกงเจาหนี้ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 680 / 2562ในวันที่จําเลยที่ 1 โอนที่ดินพรอมทาวนflเฮาสflสองชั้นใหแกจําเลยที่ 2 โดยเสนหา เจาพนักงานบังคับคดีมีเงินที่ไดจากการขายทอดตลาดทรัพยflสินของจําเลยที่ 1 เพียงพอตอ การชําระคาเสียหายพรอมคาธรรมเนียมตางๆทั้งหมดแกโจทกflอยูกอนแลว การกระทําของจําเลยทั้งสองยังถือไมได วามีเจตนาที่จะไมใหโจทกflไดรับชําระหนี้ทั้งหมดหรือแตบางสวน จําเลยทั้งสองไมมีความผิดฐานรวมกันโกงเจาหนี้ ฎีกาเลาเรื่อง 138 โจทกflฎีกาโดยนําแบบพิมพflคํารองมาขีดฆาแกไขเป2นฎีกา โดยไมใชแบบพิมพflตามที่กฎหมายกําหนด แตที่ศาลชั้นตนรับฎีกาไวโดยไมสั่งใหแกไข แมเป2นการไมชอบ แตเมื่อคดีขึ้นมาสูศาลฎีกาแลว เพื่อไมใหลาชา ศาลฎีกาจึงสมควรวินิจฉัยให สําหรับคดีอาญาที่ราษฎรเป2นโจทกflและมีการไตสวนมูลฟ6องนั้น หากโจทกflจําเป2นตอง คนหาสิ่งของในความครอบครองของผูอื่นเป2นหลักฐานประกอบการไตสวนก็ชอบที่จะยื่นคํารองขอใหศาลออก หมายคนได กรณีมิใชอํานาจของพนักงานฝOายปกครองหรือตํารวจโดยเฉพาะที่จะรองขอดังกลาว คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6864 / 2562 โจทกflฎีกาโดยนําแบบพิมพflคํารองมาขีดฆาแกไขแลวเขียน ขอความใหมวาเป2นฎีกา โดยไมไดใชแบบพิมพflฎีกาและคําขอทายฎีกาใหถูกตองตามแบบที่กฎหมายกําหนด แตที่ศาลชั้นตนมีคําสั่งรับฎีกาของโจทกflโดยไมไดสั่งใหโจทกflดําเนินการแกไขใหถูกตองเสียกอนแมเป2นการไมชอบ แตคดีขึ้นมาสูการพิจารณาของศาลฎีกาแลว เพื่อไมใหเกิดความลาชาศาลฎีกาสมควรวินิจฉัยฎีกาของโจทกfl คดีอาญาที่ราษฎรเป2นโจทกflฟ6องตอศาลเองและมีการไตสวนมูลฟ6อง หากราษฎรผูเป2นโจทกflมีความจําเป2น ตองการคนหาสิ่งของซึ่งอยูในความครอบครองของผูอื่นเพื่อจะนํามาเป2นพยานหลักฐานประกอบการไตสวนมูลฟ6อง คดีของตนก็ชอบที่จะยื่นคํารองขอใหศาลออกหมายคนเพื่อพบและยึดสิ่งของนั้นไดตามประมวลกฎหมาย


Click to View FlipBook Version